← ฉบับมหามกุฏฯ ๔๕ เล่ม

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๗

สังยุตตนิกาย สคาถวรรค
1,054 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 24, 25

เล่มจริงที่ 24 (528 หน้า · 0001 – 0528)

กระโดดไปหน้า (528 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 1, 2
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิการ สคาถวรรค เล่มที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธพระองค์นั้น เทวตาสังยุต นฬวรรคที่ ๑ ๑. โอฆตรณสูตร ว่าด้วยการข้ามโอฆะ [๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒] เทวดานั้น ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ข้าพระองค์ขอทูลถาม พระองค์ข้ามโอฆะได้อย่างไร.
หน้า 2 ข้อ 3
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ท่านผู้มีอายุ เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามโอฆะได้แล้ว. ท. ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ก็พระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะ ได้อย่างไรเล่า. พ. ท่านผู้มีอายุ เมื่อใด เรายังพักอยู่ เมื่อนั้น เรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ เมื่อนั้น เรายังลอยอยู่โดยแท้ ท่านผู้มีอายุ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล. เทวดานั้นกล่าวคาถานี้ว่า นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะเห็นขีณาสว พราหมณ์ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พัก ไม่เพียรอยู่ ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเถาะเกี่ยวในโลก. [๓] เทวดานั้น กล่าวคำนี้แล้ว พระศาสดาทรงอนุโมทนา ครั้งนั้นแล เทวดานั้นดำริว่า พระศาสดาทรงอนุโมทนาคำของเรา จึงถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วก็หายไป ณ ที่นั้นแล.
หน้า 3 ข้อ 3
สารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย อรรถกถาสังยุตตนิกายสวรรค อารัมภกถา ข้าพเจ้าพระพุทธโฆษาจารย์ ขอ น้อมนมัสการด้วยเศียรเกล้า ซึ่งพระ- สุคตเจ้าผู้หลุดพ้นแล้วจากคติ ผู้มีพระทัย เยือกเย็นสนิทด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ผู้ มีความมืดคือโมหะอันแสงสว่างแห่งปัญญา ขจัดแล้ว ผู้เป็นครูของชาวโลกทั้งหลาย พร้อมทั้งมนุษย์และเทวดา. พระพุทธเจ้าทรงทำให้แจ้งพระ- สัพพัญญุตญาณ ทรงเข้าถึงพระธรรมใด อันมีมลทินไปปราศแล้ว ข้าพเจ้าขอ น้อมนมัสการพระธรรมอันเยี่ยมนั้นด้วย เศียรเกล้า. ข้าพเจ้าขอน้อมนมัสการด้วยเศียร- เกล้า ซึ่งพระอริยสงฆ์เจ้าอยู่เป็นหมู่แห่ง พระอริยบุคคลแม้ทั้งแปดพวก ผู้เป็นบุตร อันเกิดแต่พระอุระของพระสุคตเจ้า ผู้ย่ำยี เสียได้ซึ่งมารและเสนามาร.
หน้า 4 ข้อ 3
บุญใด สำเร็จแล้วด้วยการกราบไหว้พระรัตนตรัยของข้าพเจ้าผู้มีจิต เลื่อมใสแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้มี อันตรายอันขจัดดีแล้ว อรรถกถาใด อันพระขีณาสพ ๕๐๐ องค์ ผู้ชำนาญ แตกฉานในปฏิสัมภิทาช่วยกันร้อยกรอง แล้วตั้งแต่ปฐมสังคายนา ต่อมามีการ ร้อยกรองอีกสองครั้ง คือในทุติย-ตติยสังคายนา เพื่อประกาศเนื้อความของ ปกรณ์สังยุตตนิกายอันประเสริฐ ซึ่งประดับด้วยวรรคแห่งสังยุตอันจำแนก ญาณต่าง ๆ ที่พระพุทธะและสาวกของพระพุทธะพรรณนาไว้ดีแล้ว ก็อรรถกถา นั้นแหละ อันพระมหินทเถระผู้ชำนาญจากประเทศอินเดียนำมายังเกาะสิงหล (ประเทศศรีลังกา) ต่อมาได้ประดิษฐานไว้ด้วยภาษาสิงหล เพื่อประโยชน์ แก่หมู่ชนชาวเกาะ ข้าพเจ้านำอรรถกถาภาษาสิงหลออกแปลเป็นภาษามคธซึ่ง เป็นภาษาที่น่ารื่นรมย์ ถูกต้องตามระเบียบพระบาลีไม่มีภาษาอื่นปะปน ไม่ ขัดแย้งทฤษฎีของพระเถระทั้งหลาย ผู้อยู่ในมหาวิหาร ผู้เป็นดังประทีปของ เถระวงศ์ ผู้วินิจฉัยอธิกรณ์ละเอียดรอบคอบ จักตัดข้อความที่ซ้ำ ๆ ออกแล้ว จักประกาศเนื้อความอรรถกถาสังยุตตนิกายนี้ เพื่อความชื่นชมยินดีของสาธุชน และเพื่อดำรงอยู่สิ้นกาลนานแห่งพระธรรม. การพรรณนาอันใด ที่กระทำไว้ในพระนครทั้งหลาย อันสืบเนื่อง มาจากพระนครสาวัตถี ภายหลังได้ร้อยกรองอีกสองครั้งนั้น ได้ยินว่า เรื่อง ทั้งหลาย และพุทธพจน์ที่กล่าวไว้ในพระนครนั้นเป็นไปโดยพิสดาร ข้าพเจ้า จักกล่าวอรรถกถานั้นในที่นี้จักไม่กล่าวให้พิสดารเกินไป ส่วนอรรถกถาแห่ง พระสูตรเหล่าใดเว้นจากเรื่องย่อมไม่แจ่มแจ้ง เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งพระสูตร นั้น ข้าพเจ้าก็จักแสดงเรื่องเหล่านั้น. พุทธพจน์เหล่านั้น คือ สีลกถา ธุดงคธรรม พระกรรมฐานทั้งปวง ความพิสดารของฌานและสมาบัติ ทั้งประกอบด้วยจริยะและวิธีการ อภิญญา
หน้า 5 ข้อ 3
ทั้งหมด คำวินิจฉัยอันผนวกด้วยปัญญา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อินทรีย์ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาทเทศนาซึ่งไม่นอกแนวพระบาลีมีนัยอันละเอียด รอบคอบ และวิปัสสนาภาวนา คำที่กล่าวมานี้ทั้งหมดข้าพเจ้ากล่าวไว้ใน วิสุทธิมรรคแล้วอย่างบริสุทธิ์ดี เพราะฉะนั้น ในที่นี้ จักไม่วิจารณ์เรื่องทั้งหมด นั้นอีก ก็เพราะคัมภีร์วิสุทธิมรรคที่ข้าพเจ้ารจนาไว้ด้วยประการดังกล่าวมานี้ แหละ ดำรงอยู่ท่ามกลางแห่งนิกายทั้ง ๔ จักประกาศข้อความตามที่กล่าวไว้ใน นิกายทั้ง ๔ เหล่านั้น ฉะนั้น ขอสาธุชนทั้งหลายจงถือเอาคัมภีร์วิสุทธิมรรคนั้น กับอรรถกถานี้ แล้วจักทราบข้อความตามที่อิงอาศัยคัมภีร์สังยุตตนิกายนั้นได้. ในพระคัมภีร์เหล่านั้น คัมภีร์ชื่อว่า สังยุตตนิกาย มี ๕ วรรค คือ สคาถวรรค นิทานวรรค ขันธวรรค (บาลีเป็นขันธวารวรรค) สฬายตนวรรค มหาวรรค เมื่อว่าโดยสูตรมี ๗,๗๖๒ สูตร นี้ชื่อว่า สังยุตตสังคหะ. เมื่อว่า โดยภาณวารมี ๑๐๐ ภาณวาร. ในวรรคแห่งสังยุตนั้นมีสาคาถวรรคเป็นเบื้องต้น. ในสูตรทั้งหลาย มีโอฆตรณสูตร เป็นเบื้องต้น. คำพระสูตรว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น ที่ท่านพระอานนทเถระกล่าวไว้ในเวลาทำปฐมมหาสังคีตินั้น มีนิทาน เป็นเบื้องต้น. ก็ปฐมมหาสังคีตินี้นั้น ท่านพระอรรถกถาจารย์ให้พิสดารไว้ใน เบื้องต้น ของอรรถกถาทีฆนิกายสุมังคลวิลาสินี เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบ ปฐมมหาสังคีตินั้นโดยนัยอันพิสดารในที่นั้นเถิด. จบอารัมภกถา
หน้า 6 ข้อ 3
เทวตาสังยุตตวรรณนา นฬวรรคที่ ๑ อรรถกถาโอฆตรณสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโอฆตรณสูตรที่ ๑ แห่งนฬวรรค ดังนี้ :- บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้นนี้ เป็นนิทาน. ในบทเหล่านั้น คำว่า เอวํ เป็นศัพท์นิบาต. บทว่า เม เป็นต้น เป็นบทนาม. คำว่า วิ ในบทว่า สาวตฺถิยํ วิหรติ นี้เป็นศัพท์อุปสรรค. บทว่า หรติ เป็นบทอาขยาต พึง ทราบการจำแนกบทโดยนัยนี้ก่อน. ว่าด้วย เอวํ ศัพท์ แต่เมื่อว่าโดยอรรถ เอวํ ศัพท์จำแนกเนื้อความได้หลายอย่างเป็นต้นว่า คำเปรียบเทียบ คำแนะนำ คำยกย่อง คำติเตียน การรับคำ อาการะ คำชี้แจง คำกำหนดแน่นอน จริงอย่างนั้น เอวํ ศัพท์นี้ที่มาในคำอุปมาในประโยคมี เอวํ ศัพท์ เป็นเบื้องต้น ว่า เอวํ ชาเตน มจฺเจน กตฺตพฺพํ กุสลํ พหุํ แปลว่า สัตว์ผู้มีอันจะพึงตายเป็นธรรมดา เกิดมาแล้วพึงสร้างกุศลให้มาก ฉันนั้น. เอวํ ศัพท์ที่มาในคำแนะนำ เช่นในประโยคมีคำเป็นต้นว่า เอวนฺเต อภิกฺกมิตพฺพํ เอวํ ปฏิกฺกมิตพฺพํ แปลว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอย กลับอย่างนี้.
หน้า 7 ข้อ 3
เอวํ ศัพท์ที่มาในคำยกย่อง เช่นในประโยคที่มีคำเป็นต้นว่า เอวเมตํ ภควา เอวเมตํ สุคตํ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อนี้ อย่างนั้น ข้าแต่พระ- สุคตเจ้า ข้อนี้ อย่างนั้น. เอวํ ศัพท์ที่มาในคำติเตียน เช่นในประโยคที่มีคำเป็นต้นว่า เอวเมว ปนายํ วสลี ยสฺมึ วา ตสฺมึ วา ตสฺส มุณฺฑกสฺส สมณกสฺส วณฺณํ ภาสติ แปลว่า ก็หญิงถ่อยนี้ย่อมกล่าวสรรเสริญสมณะโล้นนั้น อย่างนี้ อย่างนี้ ไม่ว่าที่ใดที่หนึ่ง. เอวํ ศัพท์ที่มาในการรับคำ เช่นในประโยคที่มีคำเป็นต้นว่า เอวํ ภนฺเตติ โข เต ภิกฺขู ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ แปลว่า ภิกษุเหล่านั้น ได้ พากันรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า. เอวํ ศัพท์ที่มาในอาการะ เช่นในประโยคที่มีคำเป็นต้นว่า เอวํ พฺยาโข อหํ ภนฺเต ภควตา ธมฺมํ เทสิตํ อาชานามิ แปลว่า ข้าพระ- พุทธเจ้ากล่าวอย่างนั้นจริง พระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้า ย่อมทราบทั่วถึงธรรมที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว. เอวํ ศัพท์ที่มาในคำชี้แจง เช่นในประโยคที่มีคำเป็นต้นว่า เอหิ ตฺวํ มาณวก ฯเปฯ เอวญฺจ วเทหิ สาธุ กิร ภวํ อานนฺโท เยน สุภสฺส มาณวสฺส โตเทยฺยปุตฺตสฺส นิเวสนํ เตนุปสงฺกมตุ อนุกมฺปํ อุปาทาย แปลว่า มานี่แน่ะ พ่อมาณพน้อย เจ้าจงเข้าไปหาพระสมณะชื่อว่า อานนท์ แล้วเรียนถามถึงความมีอาพาธน้อย ความลำบากน้อย ความคล่องแคล่ว ความ มีกำลัง ความอยู่สำราญ ด้วยคำของเราว่า ท่านสุภมาณพโตเทยยบุตร เรียน
หน้า 8 ข้อ 3
ถามท่านพระอานนท์ถึงความมีอาพาธน้อย ความลำบากน้อย ความคล่องแคล่ว ความอยู่สำราญ และจงกล่าวอย่างนี้ว่า ขอประทานโอกาส ขอท่าน พระอานนท์จงอนุเคราะห์เข้าไปยังนิเวศน์ของสุภมาณพโตเทยยบุตรเถิด. เอวํ ศัพท์ที่มาในอวธารณะคือ คำกำหนดที่แน่นอน เช่นในประโยค ที่มีคำเป็นต้นว่า ตํ กึ มญฺถ กาลามา ฯเปฯ เอวํ โน เอตฺถ โหติ แปลว่า ดูก่อนชาวกาลามะทั้งหลาย ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ธรรม เหล่านี้ เป็นกุศลหรืออกุศล เป็นอกุศล พระเจ้าข้า มีโทษหรือไม่มีโทษ มีโทษ พระเจ้าข้า ผู้รู้ติเตียนหรือสรรเสริญ ผู้รู้ติเตียน พระเจ้าข้า ธรรมนี้บุคคล สมาทานให้บริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ หรือไม่ หรือใครเห็นเป็นอย่างไรในข้อนี้ ธรรมเหล่านี้ บุคคลสมาทานให้ บริบูรณ์แล้วย่อมเป็นไปเพื่อความไม่เกื้อกูล เพื่อทุกข์ในข้อนี้ พวกข้า พระองค์เห็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า. เอวํ ศัพท์นี้นั้น ในที่นี้บัณฑิตพึงเห็นว่าใช้ในอรรถ ๓ อย่าง คือใน อาการะ นิทัสสนะ อวธารณะ. บรรดาอรรถ ๓ อย่างนั้น ท่านพระอานนท์ ย่อมแสดงเนื้อความนี้ ด้วย เอวํศัพท์อันมีอาการะเป็นอรรถว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ละเอียดโดยนัยต่าง ๆ ตั้งขึ้นด้วยอัธยาศัยมิใช่น้อย สมบูรณ์ด้วยอรรถและ พยัญชนะ มีปาฏิหาริย์ต่าง ๆ ลึกซึ้งโดย ธรรม อรรถ เทศนาและปฏิเวธ มาสู่คลองแห่งโสตครั้งแรกควรแก่การศึกษาโดยภาษาของตน ๆ แห่งสัตว์ทั้ง- หมด ใครเล่าจะสามารถเข้าใจได้โดยประการทั้งปวง แม้จะให้เกิดความประสงค์ เพื่อจะสดับด้วยกำลังทั้งปวงว่า ข้าพเจ้าสดับมาอย่างนี้ คือ แม้ข้าพเจ้าสดับ มาแล้วโดยอาการอย่างหนึ่ง.
หน้า 9 ข้อ 3
พระอานนท์ เมื่อจะเปลื้องตนว่า ข้าพเจ้ามิใช่สยัมภู พระสูตรนี้ ข้าพเจ้ามิได้กระทำให้แจ้ง จึงแสดงพระสูตรทั้งสิ้นอันสมควรกล่าวในกาลบัดนี้ ว่า เอวมฺเม สุตํ คือว่า แม้ข้าพเจ้าก็สดับมาแล้วอย่างนี้ด้วย เอวํ ศัพท์ อันมีนิทัสสนะเป็นอรรถ. พระอานนท์ เมื่อแสดงกำลังคือความทรงจำของตน อันสมควรแก่ ภาวะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์นี้เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นสาวกของเราผู้เป็นพหูสูต มีคติ มีสติ มีความทรงจำ เป็นอุปัฏฐาก และท่านพระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้อย่างนี้ ว่า ท่านพระอานนท์ฉลาดในอรรถ ฉลาดในธรรม ฉลาดในพยัญชนะ ฉลาด ในนิรุตติ ฉลาดในคำเบื้องต้นและเบื้องปลาย ดังนี้ จึงให้ความประสงค์เพื่อ จะสดับของสัตว์ทั้งหลายเกิดขึ้น จึงกล่าวว่า เอวมฺเม สุตํ แปลว่า ข้าพเจ้า สดับมาแล้วอย่างนี้ คำนั้นแล ไม่หย่อนไม่ยิ่งโดยอรรถหรือว่าโดยพยัญชนะ อย่างนี้เท่านั้น ไม่ควรเห็นเป็นอย่างอื่น ด้วยศัพท์ว่า เอวํ อันมีอวธารณะเป็น อรรถนี้. ว่าด้วย เม ศัพท์ เม ศัพท์ปรากฏในอรรถ ๓ อย่าง. จริงอย่างนั้น เม ศัพท์ มีอรรถ ว่า มยา เช่นในประโยคที่มีคำเป็นต้นว่า คาถาภิคีตมฺเม อโภชฺเนยฺยํ แปลว่า โภชนะที่ได้มาเพราะการขับร้อง เราไม่ควรบริโภค. เม ศัพท์มี อรรถว่า มยฺหํ เช่นในประโยคที่มีคำเเป็นต้นว่า สาธุ เม ภนฺเต ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ แปลว่า ข้าแด่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงแสดงธรรมโดยย่อแก่ข้าพระองค์เถิด เม ศัพท์มี อรรถว่า มม เช่นในประโยคว่า ธมฺมทายาทา เม ภิกฺขเว ภวถ เป็นต้น
หน้า 10 ข้อ 3
แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเป็นธรรมทายาทของเรา แต่ในที่นี้ ควรใช้ในอรรถ ๒ อย่างคือ มยา สุตํ แปลว่า ข้าพเจ้าสดับแล้ว และ มม สุตํ แปลว่า การสดับของข้าพเจ้า. ว่าด้วย สุต ศัพท์ สุต ศัพท์ในบทว่า สุตํ นี้เป็นทั้งศัพท์มีอุปสรรคและไม้มีอุปสรรค จำแนกอรรถได้มิใช่น้อย เช่นอรรถว่า การไป ว่าปรากฏแล้ว ว่ากำหนัด ว่า สั่งสม ว่าขวนขวาย ว่าสัททารมณ์ ที่รู้ได้ด้วยโสต และรู้ตามแนวแห่งโสต ทวารเป็นต้น. จริงอย่างนั้น สุต ศัพท์นี้มีอรรถว่าไป ในประโยคว่า เสนาย ปสุโต เป็นต้น แปลว่า เสนาเคลื่อนไป สุตศัพท์มีอรรถว่ามีธรรมอันปรากฏ แล้ว ในประโยคว่า สุตธมฺมสฺส ปสฺสโต เป็นต้น แปลว่ามีธรรมอันสดับ แล้ว เห็นอยู่. สุตศัพท์มีอรรถว่า เปียกชุ่มด้วยราคะและไม่เปียกชุ่มด้วยราคะ เช่นในประโยคว่า อวสฺสุตา อนวสฺสุตสฺส เป็นต้น แปลว่า ภิกษุณีกำหนัด ยินดีแล้วต่อบุคคลผู้ไม่กำหนัดยินดีแล้ว. สุตศัพท์มีอรรถว่าสั่งสม ในประโยคว่า ตุมฺเหหิ ปุญฺํ ปสุตํ อนปฺปกํ เป็นต้น แปลว่า บุญมิใช่น้อย อันท่านทั้งหลาย สั่งสมแล้ว. สุตศัพท์มีอรรถว่า ขวนขวายคือการประกอบเนืองๆ ในฌาน เช่น ประโยคว่า เย ฌานปสุตา ธีรา เป็นต้น แปลว่า นักปราชญ์ทั้งหลายเหล่าใด ขวนขวายแล้วในฌาน. สุตศัพท์มีอรรถว่า สัททารมณ์ อันบุคคลพึงรู้ด้วยโสต เช่น ในประโยคว่า ทิฏฺํ สุตํ มุตํ เป็นต้น แปลว่า รูปอันเราเห็นแล้ว เสียงอันเราฟังแล้ว หมวดสามแห่งธรรมอันเราทราบแล้ว. สุต ศัพท์นี้ มีอรรถว่ารู้ตามแนวแห่งโสตทวาร และทรงจำตามที่ตน รู้แล้ว ดังในประโยคว่า สุตธโร สุตสนฺนิจโย เป็นต้น แปลว่า ทรงไว้ ซึ่งสุตะ สั่งสมไว้ซึ่งสุตะ แต่ในที่นี้มีอรรถว่าเข้าไปทรงไว้แล้ว หรือว่า การ
หน้า 11 ข้อ 3
เข้าไปทรงไว้ โดยกระแสแห่งโสตทวาร. ก็เมื่ออรรถแห่ง เม ศัพท์ ว่า มยา ก็จะประกอบเนื้อความได้ว่า ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว เข้าไปทรงไว้แล้วตามแนว แห่งโสตทวาร เมื่อเมศัพท์เท่ากับ มม ก็จะประกอบเนื้อความได้ว่า การสดับ คือ การเข้าไปทรงไว้โดยกระแสแห่งโสตทวารของเรา ดังนี้. บรรดาบททั้ง ๓ เหล่านี้ ด้วยประการดังกล่าวมานี้ บทว่า เอวํ เป็น บทแสดงกิจ ของวิญญาณ โสตวิญญาณเป็นต้น. บทว่า เม เป็นบทแสดงถึง บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง ด้วยวิญญาณอันคนสดับมาแล้ว. บทว่า สุตํ เป็น บทแสดงถึงการรับไว้โดยไม่หย่อนไม่ยิ่งและไม่วิปริต โดยความเป็นผู้ไม่ปฏิเสธ ต่อการไม่ได้ฟังมา. อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นบทประกาศภาวะที่วิถีวิญญาณนั้น เป็นไปโดยกระแสแห่งโสตทวารเป็นธรรมชาติเป็นไปในอารมณ์โดยประการ ต่าง ๆ. บทว่า เม เป็นบทประกาศตน. บทว่า สุตํ เป็นบทประกาศธรรม. ก็ในพระบาลีนี้ มีความสังเขปดังนี้ว่า ข้าพเจ้า มิได้กระทำสิ่งอื่น นอกจาก สิ่งนี้ คือ ว่าข้าพเจ้าสดับธรรมนี้มา ด้วยวิญญาณวิถีอันเป็นไปในอารมณ์มี ประการต่าง ๆ. อนึ่ง บทว่า เอวํ เป็นบทประกาศธรรมที่ควรชี้แจง. บทว่า เม เป็นบทประกาศบุคคล. บทว่า สุตํ เป็นบทประกาศกิจ คือ หน้าที่ของ บุคคล. สุตะ บทนี้ มีอรรถาธิบายว่า ข้าพเจ้าจักแสดงซึ่งสูตรอันใด สูตร อันนั้นข้าพเจ้าสดับมาแล้วอย่างนี้. อนึ่ง บทว่า เอวํ นี้เป็นบทชี้แจงโดย อาการต่าง ๆ แห่งจิตตสันดานซึ่งเป็นตัวถือเอาอรรถะ และพยัญชนะต่าง ๆ โดยลักษณะที่เป็นไปด้วยอาการต่าง ๆ เพราะเอวํบทนี้เป็นศัพท์แสดงถึงบัญญัติ ของอาการ. บทว่า เม เป็นบทแสดงถึงผู้กระทำ. บทว่า สุตํ เป็นบทแสดง ถึงอารมณ์. ก็ด้วยคำเพียงเท่านี้ ย่อมเป็นภาวะที่จิตตสันดานเป็นไปโดยอาการ ต่างๆกัน กระทำการสันนิษฐานในการรับอารมณ์ของผู้กระทำความพร้อมเพรียง กันในจิตตสันดานนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวํ แสดงหน้าที่ของบุคคล.
หน้า 12 ข้อ 3
บทว่า สุตํ แสดงหน้าที่ของวิญญาณ. บทว่า เม แสดงถึงบุคคลซึ่งประกอบ หน้าที่ทั้งสอง. ก็ในพระบาลีนี้ มีเนื้อความย่อว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นบุคคล พร้อม ด้วยวิญญาณอันมีการสดับมาเป็นกิจ (หน้าที่) ได้สดับมาแล้วโดยโวหารว่า สวนกิจ อันได้มาแล้วเนื่องด้วยวิญญาณ ดังนี้. บรรดาบททั้ง ๓ นั้น บทว่า เอวํ และ เม เป็นอวิชชมานบัญญัติ ด้วยอำนาจแห่งสัจฉิกัตถะ และปรมัตถ- สัจจะ. อันที่จริง ในพระบาลีนี้ มีข้อที่ควรจะชี้แจงว่า เอวํ ก็ดี เม ก็ดี ว่าโดยปรมัตถ์ มีอยู่อย่างไร. บทว่า สุตํ เป็นวิชชมานบัญญัติ เพราะอารมณ์ ที่ได้ทางโสตในที่นี้นั้น มีอยู่โดยปรมัตถ์. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวํ และ เม เป็นอุปาทาบัญญัติ เพราะเป็นถ้อยคำอันบุคคลพึงกล่าว อาศัยเอาสิ่งนั้น ๆ. บทว่า สุตํ เป็นอุปนิธานบัญญัติ เพราะเป็นถ้อยคำอันบุคคลพึงกล่าว เทียบ เคียงซึ่งอารมณ์ทั้งหลายมีทิฏฐารมณ์เป็นต้น. ก็ในพระบาลีนั้น ท่านพระอานนท์ ย่อมแสดงความไม่ลุ่มหลงไว้ ด้วยคำว่า เอวํ เพราะผู้หลงแล้วย่อมไม่สามารถแทงตลอดได้โดยประการต่างๆ และย่อมแสดงความไม่ฟั่นเฟือนแห่งถ้อยคำที่ท่านได้สดับมาไว้ด้วยคำว่า สุตํ เพราะว่า ถ้าบุคคลมีถ้อยคำที่ได้สดับฟังมาหลงลืมไปย่อมจะไม่ทราบชัดว่า คำ นี้ ข้าพเจ้าได้สดับฟังมาแล้ว โดยระหว่างกาล ด้วยอาการอย่างนี้ พระอานนท์ นี้ จึงชื่อว่า มีความสำเร็จทางปัญญาเพราะความไม่ลุ่มหลงและมีความสำเร็จ ทางสติเพราะความไม่ฟั่นเฟือน. ในความสำเร็จ ๒ อย่างนั้น ถ้าสติมีปัญญาเป็นประธาน ก็สามารถทำ การกำหนดได้แน่นอนในพยัญชนะ. ถ้าปัญญามีสติเป็นประธาน ก็สามารถแทง ตลอดในอรรถะ ก็เพราะประกอบด้วยความสามารถแห่งธรรมทั้งสองนั้น ท่านพระอานนท์ จึงได้นามว่า ธรรมภัณฑาคาริก (ขุนคลังแห่งพระธรรม) เพราะสามารถที่จะอนุรักษ์คลังพระธรรมให้สมบูรณ์ ด้วยอรรถะ และพยัญชนะ.
หน้า 13 ข้อ 3
อีกนัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์แสดงโยนิโสมนสิการไว้ด้วยคำว่า เอวํ เพราะผู้ไม่มีโยนิโสมนสิการ ย่อมไม่สามารถแทงตลอดได้โดยประการต่าง ๆ. ย่อมแสดงความเป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ด้วยคำว่า สุตํ นี้ เพราะจิตที่ฟุ้งซ่าน มีการฟังไม่ได้ จริงอย่างนั้น บุคคลมีจิตฟุ้งซ่านแม้ผู้อื่นพูดให้สมบูรณ์ทุก อย่าง ก็ยังกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ยิน ขอจงพูดอีก. ก็บรรดาคุณธรรม ๒ อย่างนั้น เมื่อว่าโดยโยนิโสมนสิการ พระ- อานนท์ย่อมให้สำเร็จซึ่งอัตตสัมมาปณิธิ และบุพเพกตบุญญตา เพราะบุคคล ผู้มิได้ตั้งตนไว้ชอบและมิได้ทำบุญไว้ในกาลก่อนแล้ว จะมีโยนิโสมนสิการไม่ได้. ว่าโดยความไม่ฟุ้งซ่าน ท่านพระอานนท์ย่อมให้สำเร็จซึ่งสัทธัมมัสสวนะและ สัปปุริสูปัสสยะ เพราะผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ย่อมไม่อาจเพื่อสดับฟัง และผู้ไม่มี อุปนิสัยก็ไม่มีการคบหากับสัตบุรุษ. อีกนัยหนึ่ง ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วว่า เพราะบทว่า เอวํ ย่อมแสดง ไขถึงอาการต่าง ๆ แห่งจิตสันดาน ซึ่งเป็นตัวรับเอาอรรถและพยัญชนะ ต่าง ๆ ให้เป็นไปด้วยอาการต่าง ๆ กัน ก็ลักษณะอาการอันเจริญอย่างนี้นั้น ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ไม่ตั้งตนไว้ชอบ หรือมิได้ทำบุญไว้ในปางก่อน ฉะนั้น ท่านพระอานนท์ จึงแสดงสมบัติ คือ จักร ๒ ข้อ เบื้องปลายของท่าน ด้วย อาการอันเจริญ ด้วยคำว่า เอวํ นี้. ย่อมแสดงสมบัติ คือ จักร ๒ ข้อเบื้องต้น โดยการประกอบการสดับฟังด้วยคำว่า สุตํ นี้. จริงอยู่ เมื่อบุคคลอยู่ในถีนฐาน อันมิใช่ปฏิรูปเทส หรือเว้นจากการคบสัตบุรุษ ย่อมไม่มีการสดับฟัง. โดยนัยนี้ อาสยสุทธิ (คือความสำเร็จแห่งอัธยาศัย) ย่อมเป็นอันสำเร็จแก่ท่านเพราะ ความสำเร็จแห่งจักร ๒ ข้อ เบื้องปลาย. ปโยคสุทธิ (คือความสำเร็จแห่ง ปโยคะ) ย่อมเป็นอันสำเร็จเพราะจักร ๒ ข้อ เบื้องต้น. ก็ด้วยความบริสุทธิ์ แห่งอาสยะนั้น ท่านจึงเป็นผู้เฉลียวฉลาดเฉียบแหลมในการบรรลุมรรคผล.
หน้า 14 ข้อ 3
เพราะความบริสุทธิ์แห่งปโยคะนั้น ท่านจึงเป็นผู้เฉลียวฉลาดยิ่งในพระปริยัติ. ด้วยเหตุนี้ ถ้อยคำของท่านพระอานนท์ผู้มีปโยคะและอาสยะบริสุทธิ์แล้ว ผู้ สมบูรณ์แล้วด้วยการบรรลุมรรคผล ย่อมสมควรเพื่อเป็นถ้อยคำเบื้องต้นสำหรับ รองรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า เปรียบเหมือนการขึ้นไปแห่งอรุณ เป็นเบื้องต้น แห่งพระอาทิตย์กำลังอุทัยอยู่ และเปรียบเหมือน โยนิโสมนสิการ เป็นเบื้องต้นแห่งกุศลกรรมฉะนั้น เหตุดังนั้น ท่านพระอานนท์ เมื่อจะเริ่ม ตั้งคำอันเป็นนิทานในฐานะอันควร จึงกล่าว บทว่า เอวมฺเม สุตํ เป็นต้น. อีกนัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์ ย่อมแสดงภาวะสมบัติ คือ อรรถ ปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทาของตนด้วยคำอันแสดงถึงการแทงตลอดได้ โดยประการต่าง ๆ ว่า เอวํ นี้. ท่านย่อมแสดงภาวะสมบัติ คือ ธรรมปฏิสัมภิทา และนิรุตติปฏิสัมภิทา ด้วยคำอันแสดงถึงการแทงตลอดประเภทแห่งธรรมอัน บุคคลพึงสดับฟังว่า สุตํ นี้. อนึ่ง ท่านพระอานนท์ เมื่อจะกล่าวถ้อยคำอันแสดงถึงโยนิโสมนสิการ ด้วย เอวํ นี้. จึงแสดงว่า ธรรมเหล่านี้ ข้าพเจ้าเพ่งด้วยใจ ข้าพเจ้าแทงตลอด ดีแล้วด้วยทิฏฐิ ดังนี้. เมื่อกล่าวถ้อยคำอันแสดงถึงการประกอบการฟังด้วย สุตํ นี้ จึงแสดงว่า ธรรมเป็นอันมาก ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว ทรงจำไว้แล้ว สั่งสมไว้แล้วด้วยปัญญา ดังนี้. เมื่อท่านจะแสดงอรรถและพยัญชนะให้บริบูรณ์ ด้วยคำแม้ทั้ง ๒ นั้น ย่อมให้การเอื้อเฟื้อในการที่จะให้การฟังเกิดขึ้น เพราะว่า เมื่อบุคคลไม่ฟังธรรมอันบริบูรณ์ด้วยอรรถและพยัญชนะโดยเอื้อเฟื้อเคารพย่อม เป็นผู้เหินห่างจากประโยชน์เกื้อกูลอันใหญ่ เพราะเหตุนี้ บุคคลพึงให้ความ เอื้อเฟื้อเคารพในการฟังธรรมให้เกิดขึ้นเถิด. อนึ่ง ด้วยคำทั้งสิ้นว่า เอวมฺเม สุตํ นี้ ท่านพระอานนท์ เมื่อไม่ตั้ง ธรรมอันพระตถาคตประกาศแล้วไว้สำหรับตน จึงชื่อว่า ย่อมก้าวล่วงภูมิของ
หน้า 15 ข้อ 3
อสัตบุรุษ เมื่อปฏิญาณความเป็นสาวก ชื่อว่า ย่อมก้าวลงสู่ภูมิแห่งสัตบุรุษ. ท่านพระอานนท์ ย่อมยังจิตของท่านให้หลีกออกจากอสัทธรรม และให้จิต ของท่านดำรงไว้ในพระสัทธรรม โดยทำนองนั้นเหมือนกัน เมื่อท่านแสดงว่า ก็พระดำรัสนี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นนั่นแหละ ข้าพเจ้าได้ฟังมา อย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมเปลื้องตนออก ย่อมแสดงอ้างพระศาสดา ย่อมยังพระดำรัส ของพระชินเจ้าให้แนบสนิท ย่อมยังธรรมเนติให้ดำรงอยู่. อีกอย่างหนึ่ง พระอานนท์ เมื่อไม่ปฏิญญา (ไม่รับรอง) ซึ่งความที่ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่าเป็นธรรมอันตนให้เกิดขึ้นได้เอง เปิดเผย การได้ฟังมาตั้งแต่เบื้องต้น ด้วยบทว่า เอวมฺเม สุตํ ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมยัง ความไม่มีศรัทธาให้พินาศ ย่อมยังศรัทธาสมบัติในธรรมนี้ให้เกิดขึ้นแก่เทวดา และมนุษย์ทั้งปวงว่า พระดำรัสนี้ ข้าพเจ้าได้รับมาเฉพาะต่อพระพักตร์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชญาณ ๔ ผู้ทรงไว้ซึ่งทศพลญาณ ผู้ดำรงอยู่ในอาสภฐาน (ฐานะอันประเสริฐ) ผู้บันลือสีหนาท ผู้สูงสุดกว่า สรรพสัตว์ ผู้เป็นใหญ่ในธรรม ผู้เป็นธรรมราชา ผู้เป็นธรรมาธิบดี ผู้มีธรรม ดังประทีป ผู้มีธรรมเป็นสรณะ ผู้ยังจักรอันประเสริฐคือพระธรรมให้เป็นไปทั่ว ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธะพระองค์นั้น ในพระดำรัสนี้ใคร ๆ ไม่ควรทำความ สงสัย หรือเคลือบแคลงในอรรถในธรรม ในบทหรือในพยัญชนะ ดังนี้ ด้วยเหตุนี้นั้น ท่านพระอรรถกถาจารย์จึงประพันธ์คำอันเป็นคาถาไว้ว่า วินาสยติ อสฺสทฺธํ สทฺธํ วฑฺเฒติ สาสเน เอวมฺเม สุตมิจฺเจตํ วทํ โคตมสาวโก. ท่านพระอานนท์ผู้เป็นสาวกของ พระสมณโคดม กล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า
หน้า 16 ข้อ 3
ได้ฟังมาแล้วอย่างนี้ นี้ชื่อว่า ย่อมยังความ เป็นผู้ไม่มีศรัทธาให้พินาศ ย่อมยังศรัทธา สมบัติให้เจริญในพระพุทธศาสนา ดังนี้. ว่าด้วย เอกํ สมยํ บทว่า เอกํ แสดงการกำหนดจำนวน. บทว่า สมยํ แสดงสมัย (คือ เวลา) ที่กำหนดไว้แล้ว. บทว่า เอกํ สมยํ แสดงสมัยอันกำหนดไว้ไม่ แน่นอน. สมยศัพท์ ในบทว่า สมยํ นี้ ข้าพเจ้าเห็นใช้ในอรรถว่า ความ พร้อมเพรียงกัน ในอรรถว่าขณะ ในอรรถว่ากาลเวลา ในอรรถว่าประชุม ใน อรรถว่าเหตุและทิฏฐิ ในอรรถว่าได้เฉพาะ ในอรรถว่าละ ในอรรถว่า แทงตลอด จริงอย่างนั้น สมยศัพท์นี้ มีอรรถว่าพร้อมเพรียงกัน เช่นในประโยค ว่า อปฺเปว นาม เสฺวปิ อุปสงฺกเมยฺยาม กาลญฺจ สมยญฺจ อุปาทาย ดังนี้เป็นต้น แปลว่า หากว่าพวกเราอาศัยกาลเวลา และความพร้อมเพรียงกัน ได้แล้ว ก็พึงเข้าไปในวันพรุ่งนี้. สมยศัพท์ มีอรรถว่าขณะ เช่นในประโยคว่า เอโก จ โข ภิกฺขเว ขโณ จ สมโย จ พฺรหฺมจริยวาสาย เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ขณะหนึ่ง สมัยหนึ่ง มีอยู่เพื่อการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. สมยศัพท์ มีอรรถว่า กาลเวลา เช่นในประโยคว่า อุณฺหสมโย ปริฬาหสมโย เป็นต้น แปลว่า เวลาร้อน เวลากระวนกระวาย. สมยศัพท์ มีอรรถว่าประชุม เช่นในประโยคว่า มหาสมโย ปวนสฺมึ เป็นต้น แปลว่า ประชุมใหญ่ในป่าใหญ่.
หน้า 17 ข้อ 3
สมยศัพท์ มีอรรถว่าเหตุ เช่นในประโยคว่า สมโยปิ โข เต. . . อปฺปฏิวิทฺโธ อโหสิ เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภัททาลิ แม้เหตุนี้แล ได้เป็น สมัยที่เธอยังมิได้แทงตลอดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กรุงสาวัตถี แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงทราบเราว่า ภิกษุชื่อ ภัททาลิ เป็นผู้ไม่กระทำให้ บริบูรณ์ในสิกขาในศาสนาของพระศาสดา ดังนี้ ดูก่อนภัททาลิ เหตุแม้นี้แล ได้เป็นสมัยอันเธอไม่แทงตลอดแล้ว. สมยศัพท์ มีอรรถว่าทิฐิ เช่นในประโยคว่า เตน โข ปน สมเยน... อาราเม ปฏิวสติ เป็นต้น แปลว่า ก็สมัยนั้นแล ปริพาชก ชื่อ อุคคาหมานะ เป็นบุตรนางสมณมุณฑิกา อยู่อาศัยในอารามของนางมัลลิกา อันมีศาลา หลังเดียวมีต้นมะพลับเรียงรายอยู่รอบเป็นที่สนทนากันถึงเรื่องทิฐิ. สมยศัพท์ มีอรรถว่าได้เฉพาะ เช่นในคำประพันธ์เป็นคาถาว่า ทิฏฺเ ธมฺเม จ โย อตฺโถ โย จตฺโถ สมฺปรายิโก อตฺถาภิสมยา ธีโร ปณฺฑิโตติ ปวุจฺจติ ผู้มีปัญญาเป็นเครื่องทรงจำ เรา กล่าวว่าเป็นบัณฑิต เพราะการได้เฉพาะ ซึ่งประโยชน์ในทิฏฐธรรมและประโยชน์ที่ เป็นไปในสัมปรายิกภพ. สมย ศัพท์ มีอรรถว่าละ เช่นในประโยคว่า สมฺมา มานาภิสมยา อนฺตมกาสิ ทุกฺขสฺส เป็นต้น แปลว่า ได้กระทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์แล้ว เพราะละมานานุสัยได้โดยชอบ. สมย ศัพท์ มีอรรถว่าแทงตลอด เช่นในประโยคว่า ทุกฺขสฺส ปิฬนฏฺโ...อภิสมยฏฺโ เป็นต้น แปลว่า ทุกข์มีอรรถว่าบีบคั้น มีอรรถ
หน้า 18 ข้อ 3
ว่าถูกปัจจัยปรุงแต่ง มีอรรถว่าเร่าร้อน มีอรรถว่าแปรปรวน มีอรรถว่าพึง แทงตลอด. แต่ในปกรณ์นี้ สมย ศัพท์ มีอรรถว่ากาลเวลา ด้วยเหตุนั้น ท่าน พระอานนท์จึงแสดงว่า สมัยหนึ่ง บรรดาสมัยทั้งหลาย อันเป็นประเภท แห่งกาลเวลา มี ปี ฤดู เดือน กึ่งเดือน กลางคืน กลางวัน เช้า เที่ยง เย็น ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม และครู่หนึ่ง เป็นต้น. ในคำว่า สมัยหนึ่ง นั้นในบรรดาสมัยทั้งหลายมีปีเป็นต้นเหล่านี้ พระสูตรใด ๆ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในปี ในฤดู ในเดือน ในปักษ์ ในเวลาอันเป็นส่วนกลางคืน ในเวลาอันเป็นส่วนกลางวัน ใด ๆ พระสูตรนั้น ทั้งหมด ท่านพระอานนท์ทราบดีแล้ว กำหนดดีแล้วด้วยปัญญา แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็เพราะเมื่อพระเถระจะกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้ฟังมาแล้ว อย่างนี้ ในปีโน้น ในฤดูโน้น ในเดือนโน้น ในปักษ์โน้น ในกาลอันเป็น ส่วนแห่งราตรีโน้น หรือว่าในกาลอันเป็นส่วนแห่งทิวาโน้น อย่างนี้ ใคร ๆ ก็ไม่อาจเพื่อทรงจำไว้ได้หรือแสดงได้ หรือว่าให้ผู้อื่นแสดงได้โดยง่ายเลย ทั้งจะต้องเป็นถ้อยคำที่ท่านต้องกล่าวมาก ฉะนั้น ท่านพระเถระจึงประมวล ข้อความดังกล่าวแล้วนั้นไว้เพียงบทเดียวเท่านั้น ว่า สมัยหนึ่ง ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ท่านพระอานนท์ ย่อมแสดงถึงสมัยทั้งหลายของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งมีประเภทแห่งกาลไว้มิใช่น้อย ตามที่ปรากฏแจ่มแจ้งใน หมู่เทพยดาและมนุษย์ทั้งหลาย มีอาทิอย่างนี้ คือ สมัยที่พระองค์เสด็จก้าวลงสู่พระครรภ์ สมัยที่พระองค์ประสูติ สมัยที่พระองค์ทรงสลดพระหฤทัย สมัยที่พระองค์เสด็จออกผนวช
หน้า 19 ข้อ 3
สมัยที่พระองค์ทรงชนะพญามาร สมัยที่พระองค์ตรัสรู้ สมัยที่พระองค์ประทับเป็นสุขในทิฏฐธรรม สมัยที่พระองค์ตรัสเทศนา* สมัยที่พระองค์เสด็จดับขันธปรินิพพาน บรรดาสมัยเหล่านั้น สมัยหนึ่ง กล่าวคือ สมัยที่ตรัสเทศนาไว้. อนึ่ง บรรดาสมัยแห่งญาณกิจและกรุณากิจ สมัยแห่งพระกรุณากิจ นี้ใด ในบรรดาสมัยที่ทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อถูลแก่พระองค์และเพื่อแก่ บุคคลอื่น สมัยแห่งการปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่บุคคลอื่นนี้ใด ในสมัย แห่งพระกรณียกิจทั้งสอง แก่ผู้ประชุม สมัยแห่งการทรงแสดงธรรมีกถานี้ใด ในบรรดาสมัยแห่งเทศนาและปฏิบัติสมัยแห่งเทศนา นี้ใด ท่านพระอานนท์ กล่าวว่า "สมัยหนึ่ง" ดังนี้ หมายเอาสมัยใดสมัยหนึ่งในบรรดาสมัยเหล่านั้น. ถามว่า ก็ในพระสูตรนี้ ท่านทำคำชี้แจงไว้ ด้วยทุติยาวิภัตติ ว่า เอกํ สมยํ ไม่เหมือนในพระอภิธรรมซึ่งทำไว้ ด้วยสัตตมีวิภัตติว่า ยสฺมึ สมเย กามาวจรํ และบทเเห่งสูตรอื่นนอกจากพระอภิธรรมนี้ ก็ทำนิเทศ ไว้ ด้วยภุมมวจนะว่า ยสฺมึ สมเย ภิกฺขเว วิวิจฺเจว กาเมหิ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ภิกษุสงัดแล้วจากกามทั้งหลาย ส่วนในพระวินัย ท่านทำนิเทศไว้ ด้วย ตติยาวิภัตติ ว่า เตน สมเยน พุทฺโธ ภควา ดังนี้ เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะในพระอภิธรรม และพระวินัยมีอรรถเป็นเช่นนั้น แต่พระสูตรนี้มีอรรถเป็นอย่างอื่น. * บางแห่งแสดง สมัยที่ปลงพระชนมายุสังขารด้วย
หน้า 20 ข้อ 3
จริงอยู่ ในบรรดา ๓ ปิฎกนั้น ในพระอภิธรรมปิฎก และบทแห่ง สูตรอื่นแต่อภิธรรมนี้ สมย ศัพท์ย่อมสำเร็จเนื้อความ มีอรรถแห่งอธิกรณะ และมีการกำหนดซึ่งภาวะ (สภาวธรรม) ด้วยภาวะเป็นอรรถ เพราะอธิกรณะ มีอรรถเท่ากับสมยศัพท์ ซึ่งมีการเป็นอรรถ มีสมูหะเป็นอรรถ. สภาพแห่ง ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในพระอภิธรรมและ บทแห่งสูตรอื่นแต่อภิธรรมนี้ ท่านกำหนดไว้ด้วยภาวะแห่งสมยะ กล่าวคือ ขณะ สมวายะ (การประชุม) และเหตุ เพราะฉะนั้น เพื่อส่องอรรถนี้นั้น ท่านจึงทำนิเทศไว้ในที่นี้ ด้วยภุมมวจนะ แต่ในพระวินัย สมย ศัพท์ ย่อมให้สำเร็จกิจ มีเหตุเป็นอรรถ และมีกรณะเป็นอรรถ จริงอยู่ สมัยใด เป็นสมัยพระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบท (พระวินัย) สมัยนั้น แม้พระสาวกทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ก็พึงรู้ได้โดยยาก เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบัญญัติสิกขาบททั้งหลาย โดยสมัยอันเป็นกาละ เป็นเหตุและเป็นกรณะนั้น ทรงพิจารณาอยู่ซึ่งเหตุแห่งการบัญญัติสิกขาบท ได้เสด็จประทับ อยู่ในที่นั้น ๆ เพราะฉะนั้น เพื่อส่องอรรถะนั้น ท่านจึงทำ นิเทศสมยศัพท์ไว้ ด้วยกรณวจนะ ในพระวินัยนั้น. ส่วนในพระสุตตันตะนี้ และในสูตรอื่นที่มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ สมย ศัพท์ ย่อมสำเร็จอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ ทุติยาวิภัตติ. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงพระสูตรนี้ หรือพระสูตรอื่น ตลอดสมัยใด ได้เสด็จประทับอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือ พระกรุณาล่วง ส่วนตลอดสมัยนั้นทีเดียว เพราะฉะนั้น เพื่อส่องความข้อนั้น ท่านจึงทำ นิเทศไว้ ด้วยอุปโยควจนะ ทุติยาวิภัตติ ในพระสูตรนี้ ด้วยเหตุนี้นั้น ท่านจึงประพันธ์คำเป็นคาถาไว้ว่า
หน้า 21 ข้อ 3
ตนฺตํ อตฺถมเวกฺขิตฺวา ภุมฺเมน กรเณน จ อญฺตฺร สมโย วุตฺโต อุปโยเคน โส อิธ ท่านพิจารณาเนื้อความนั้น ๆ แล้ว จึงกล่าวสมยศัพท์ในที่อื่น ๆ คือ ในพระ- อภิธรรมด้วยภุมมวจนะ(สัตตมีวิภัตติ) ใน พระวินัยด้วยกรณวจนะ (ตติยาวิภัตติ) แต่ ในพระสุตตันตะนี้ ท่านกล่าวสมยสัพท์ ด้วยอุปโยควจนะ (ทุติยาวิภัตติ) ดังนี้ ส่วนพระโบราณาจารย์ทั้งหลาย พรรณนาไว้ว่า สมยศัพท์นี้ต่างกัน แต่เพียงโวหารว่า ตสฺมึ สมเย หรือว่า เตน สมเยน หรือว่า ตํ สมยํ เท่านั้น ในปิฎกทั้งสามนั้น สมย ศัพท์ มีอรรถเป็นภุมมวจนะอย่างเดียว เท่านั้น เพราะเหตุนี้นั้น แม้จะกล่าวว่า เอํ สมยํ ก็พึงทราบว่า มีอรรถ เท่ากับ เอกสฺมึ สมเย ดังนี้. ว่าด้วยบท ภควา บทว่า ภควา ได้แก่ ครู. เพราะ บัณฑิตในโลกเรียกครูว่า ภควา จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นครูของสรรพสัตว์ทั้งหลาย เพราะความ ที่พระองค์เป็นผู้วิเศษสุดโดยคุณทั้งปวง เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบคำว่า ภควา ดังนี้. แม้พระโบราณาจารย์ทั้งหลายก็กล่าวว่า ภควาติ วจนํ เสฏฺ ภควาติ วจนมุตฺตมํ คุรุคารวยุตฺโต โส ภควา เตน วุจฺจติ คำว่า ภควา เป็นคำประเสริฐสุด คำว่า ภควา เป็นคำสูงสุด พระผู้มีพระ-
หน้า 22 ข้อ 3
ภาคเจ้าพระองค์นั้นควรแก่การเคารพโดย ฐานครู เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงทรง พระนามว่า ภควา ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบอรรถแห่งบทนั้นโดยพิสดาร ด้วย อำนาจแห่งคาถานี้ว่า ภาคฺยวา ถคฺควา ยุตฺโต ภคฺเคหิ จ วิภตฺตวา ภตฺตวา วนฺตคมโน ภเวสุ ภควา ตโต. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรง มีโชค ทรงหักกิเลสได้แล้ว ทรงประกอบ ด้วยภคธรรม ทรงจำแนกธรรม ทรงคบ ธรรม ทรงคายการไปในภพทั้งหลายแล้ว เหตุนั้น พระองค์ จึงทรงพระนามว่า ภควา ดังนี้. ก็อรรถแห่งภควานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว ในนิเทศแห่งพุทธานุสสติ ในปกรณ์วิเศษ ชื่อว่า วิสุทธิมรรคนั่นเทียว. ก็โดยลำดับแห่งถ้อยคำเพียงเท่านี้ พระอานนท์เมื่อแสดงธรรมตามที่ ได้สดับมา ชื่อว่า ย่อมทำธรรมกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประจักษ์ไว้ ด้วยคำว่า เอวมฺเม สุตํ ในพระสูตรนี้ ด้วยคำนั้นแหละ ท่านพระอานนท์ ชื่อว่าให้ประชาชนผู้กระวนกระวายเพราะไม่ได้เห็นพระบรมศาสดาให้เบาใจว่า ปาพจน์ (คือพระธรรมวินัย) นี้มีพระบรมศาสดาล่วงไปแล้วหามิได้ พระธรรม วินัยนี้ เป็นพระบรมศาสดาของท่านทั้งหลายดังนี้. ด้วยคำว่า เอกํ สมยํ ภควา ท่านพระอานนท์ เมื่อแสดงซึ่งความ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงมีอยู่ในสมัยนั้น ชื่อว่า ย่อมประกาศการปริ- นิพพานของรูปกาย ด้วยคำนั้นแหละ ท่านพระอานนท์ ชื่อว่า ยังประชาชน
หน้า 23 ข้อ 3
ผู้มัวเมาในชีวิตให้เกิดการสลดใจ ทั้งให้ความอุตสาหะในพระสัทธรรมเกิดขึ้น แก่ประชาชนว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นซึ่งมีพระวรกายเสมอด้วย แท่งเพชร ผู้ทรงกำลังสิบ ผู้แสดงอริยธรรมชื่ออย่างนี้ ๆ ยังเสด็จดับขันธปริ- นิพพานได้ คนอื่นใครเล่าจะพึงมีความหวังในชีวิต ดังนี้. อนึ่ง พระอานนท์ เมื่อกล่าวคำว่า เอวํ ชื่อว่า ย่อมแสดงถึงเทศนา สมบัติ เมื่อกล่าวว่า เม สุตํ ชื่อว่า ย่อมแสดงถึงสาวกสมบัติ เมื่อกล่าวว่า เอกํ สมยํ ชื่อว่า ย่อมแสดงถึงกาลสมบัติ เมื่อกล่าวคำว่า ภควา ชื่อว่า ย่อมแสดงเทสกสมบัติ ดังนี้. บทว่า สาวตฺถิยํ ได้แก่ ในพระนครอันมีชื่อ อย่างนี้. ก็คำว่า สาวตฺถิยํ นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่า ใกล้. บทว่า วิหรติ เป็นคำแสดงถึงความพร้อมเพรียงด้วยวิหารธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งใน บรรดาอิริยาบถวิหาร ทิพยวิหาร พรหมวิหาร และอริยวิหาร โดยไม่แปลกกัน แต่ในที่นี้ คำว่า วิหรติ นี้เป็นคำแสดงถึงการประกอบด้วยอิริยาบถอย่างใด อย่างหนึ่ง ในบรรดาอิริยาบถทั้งหลาย ชนิดต่าง ๆ มีการยืน การเดิน การนั่ง และการนอน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยืนก็ดี เสด็จดำเนินไป ก็ดี ประทับนั่งก็ดี บรรทมก็ดี บัณฑิต พึงทราบว่า ย่อมประทับอยู่นั่นแหละ. จริงอยู่ พระองค์ทรงบำบัดความลำบากแห่งอิริยาบถอย่างหนึ่ง ด้วย อิริยาบถอย่างหนึ่ง ทรงนำอัตภาพไป คือ ให้เป็นไปมิให้ทรุดโทรม เพราะ เหตุนั้น ท่านพระอานนท์จึงกล่าวว่า ย่อมประทับอยู่ ดังนี้. บทว่า เชตวเน ได้แก่ ในอุทยานของพระราชกุมาร ทรงพระนาม ว่า เชต. จริงอยู่ พระราชอุทยานนั้น พระราชกุมารพระองค์นั้นทรงสร้างให้ เจริญดีแล้ว ด้วยเหตุนั้น พระราชอุทยานนี้ จึงชื่อว่า เชตวัน ฉะนั้น พระ อานนท์ จึงกล่าวว่า ณ พระเชตวันนั้น ดังนี้. บทว่า อนาถปิณฑิกสฺส อาราเม ความว่า ในพระอารามอันถึงการนับว่า เป็นของอนาถปิณฑิกคหบดี เพราะคหบดี ชื่อว่า อนาถปิณฑิกะมอบถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้า
หน้า 24 ข้อ 3
เป็นประมุข ด้วยการบริจาคเงินมีประมาณ ๕๔ โกฏิ. ความสังเขปในพระสูตร นี้มีเพียงเท่านี้. ส่วนเนื้อความพิสดารพระอรรถกถาจารย์พรรณนาไว้ในสัพพา สวสุตตวรรณนาในอรรถกถามัชฌิมนิกาย ชื่อ ปปัญจสูทนี. ในข้อนี้ หากมีผู้ท้วงขึ้นว่า ถ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ เมืองสาวัตถีก่อน พระเถระก็ไม่ควรจะพูดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ พระเชตวัน ถ้าประทับอยู่ที่พระเชตวันก่อน ก็ไม่น่าจะพูดว่า ประทับอยู่ที่ พระนครสาวัตถี ดังนี้ เพราะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่สามารถประทับอยู่ใน สถานที่สองแห่งพร้อม ๆ กัน ในเวลาเดียวกัน. ตอบว่า ข้อนั้น ไม่พึงเห็นอย่างนั้น เพราะข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว มิใช่หรือว่า คำว่า สาวตฺถิยํ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถว่าใกล้ ฉะนั้น ในที่แม้นี้ เพราะเชตวันนี้ใด อยู่ใกล้พระนครสาวัตถี พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อ ประทับอยู่ในที่นั้น ท่านพระอานนท์ จึงกล่าวว่า สาวตฺถิยํ วิหรติ เชตวเน ซึ่งแปลว่า ประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันใกล้พระนครสาวัตถี เปรียบเหมือน ฝูงโคทั้งหลายเที่ยวไปใกล้แม่น้ำคงคาและแม่น้ำยมุนาเป็นต้น ชาวโลกย่อม เรียกว่า เที่ยวไปใกล้แม่น้ำคงคา เที่ยวไปใกล้แม่น้ำยมุนา ฉันนั้น. จริงอยู่ คำว่า สาวตฺถี ท่านพระเถระกล่าวไว้เพื่อแสดงถึงโคจรคาม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น คำที่เหลือ ท่านกล่าวเพื่อแสดงถึงสถานที่ อยู่อาศัยอันสมควรแก่บรรพชิต. บทว่า อญฺตรา เทวตา ได้แก่ เทพยดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีชื่อและ โคตรมิได้ปรากฏ. ก็ในคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมทรงทราบยิ่ง ซึ่งการบูชาของข้าพระองค์ พระองค์ได้ตรัสถึงวิมุตติอันเป็น ธรรมสิ้นไปแห่งตัณหาแก่ยักษ์ผู้มีศักดาใหญ่คนหนึ่ง ด้วยธรรมอันสังเขป ดังนี้ แม้ท้าวสักกเทวราช ผู้ปรากฏแล้วท่านก็กล่าวว่า อญฺตโร หมายถึงองค์หนึ่ง.
หน้า 25 ข้อ 3
อนึ่ง คำว่า เทวตา นี้เป็นคำทั่วไปแก่เทวดาทั้งหลาย แม้แต่เทพธิดา ทั้งหลาย แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเทพบุตร. ก็เทพบุตรนั้นแล องค์ใด องค์หนึ่งในบรรดาชั้นรูปาวจรภูมิ. ว่าด้วยอภิกกันตศัพท์ อภิกกันตศัพท์ ในบทว่า อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา นี้ ปรากฏใน อรรถว่า ความสิ้นไป ดี งาม ยินดี ยิ่งเป็นต้น. ในบรรดาคำเหล่านั้น อภิกกันตศัพท์ ปรากฏในอรรถว่า สิ้นไป เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า อภิกฺกนฺตา ภนฺเต รตฺติ นิกฺขนฺโต ปโม ยาโม จิรํ นิสินฺโน ภิกฺขุสํโฆ อุทฺทิสตุ ภนฺเต ภควา ภิกฺขูนํ ปาฏิโมกฺขํ แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้นไปแล้ว ปฐมยามล่วงไปแล้ว พระ ภิกษุสงฆ์นั่งแล้วสิ้นกาลนาน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงแสดงปาฏิโมกข์แก่ภิกษุทั้งหลายเถิด. อภิกกันตศัพท์ ในอรรถว่า ดี เช่นในประโยคที่มีอาทิอย่างนี้ว่า อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ อภิกฺกนฺตตโร ปณีตตโร จ แปลว่า บุคคลนี้ดีกว่า ประณีตกว่าบุคคลทั้ง ๔ เหล่านี้. โก เม วนฺทติ ปาทานิ อิทฺธิยา ยสฺสา ชลํ อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน สพฺพา โอภาสยํ ทิสา ใครหนอ รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ด้วยยศ มีวรรณงดงาม ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว อยู่ มาไหว้เท้าของเรา.
หน้า 26 ข้อ 3
อภิกกันตศัพท์ ในอรรถว่า ยินดียิ่ง เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า อภิกฺกนฺตํ โภ โคตมํ อภิกฺกนฺตํ โภ โคตมํ แปลว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้เจริญน่ายินดียิ่ง ข้าแด่พระโคดม ผู้เจริญน่ายินดียิ่ง. แต่ในที่นี้ อภิกกันตศัพท์ ใช้ในอรรถว่า สิ้นไป ด้วยคำนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า เมื่อราตรีสิ้นไปแล้ว สิ้นไปรอบแล้ว. ในข้อนั้น พึงทราบว่า เทวบุตรนี้มาแล้วในเวลาใกล้ที่สุดแห่งมัชฌิมยามทีเดียว. ได้ยินว่า เทวดาทั้งหลาย เมื่อมาสู่ที่บำรุงของพระพุทธเจ้า หรือสาวก ของพระพุทธเจ้า ย่อมมาในเวลามัชฌิมยาม เท่านั้น นี้เป็นนิยามของเทวดา ทั้งหลาย. อภิกกันตศัพท์ ในคำว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา นี้ ใช้ในอรรถว่า วรรณะงาม. ว่าด้วยวัณณศัพท์ ก็วัณณศัพท์ ปรากฏในอรรถได้หลายอย่าง เช่น ในอรรถว่า ผิว คุณความดี กุลวัคคะ (ชาติ) เหตุ ทรวดทรง ขนาด รูปายตนะ เป็นต้น. ในบรรดาอรรถเหล่านั้น วัณณศัพท์ ใช้ในอรรถว่า ผิว เช่นใน ประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า สุวณฺณวณฺโณ ภควา แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า มีผิว เพียงดังวรรณะแห่งทองคำ. วัณณศัพท์ ในอรรถว่า คุณความดี (ถุติ) เช่นในประโยคมีอาทิ อย่างนี้ว่า กทา สพฺยุณฺหา ปน เต คหปติ สมณสฺส โคตมสฺส วณฺณา แปลว่า ดูก่อนคหบดี ท่านประมวลคุณความดีของพระสมณโคดมมาไว้แต่ เมื่อไร.
หน้า 27 ข้อ 3
วัณณศัพท์ ในอรรถว่า ชาติ (กุลวคฺค) เช่นในประโยคที่มีอาทิ อย่างนี้ว่า จตฺตาโร เม โภ โคตโม วรฺณา แปลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชาติ ตระกูล สี่เหล่านี้. วัณณศัพท์ ในอรรถว่า เหตุ (การณ) เช่นในประโยคมีอาทิอย่าง นี้ว่า ในสังยุตตนิกายวนสังยุตว่า อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธตฺเถ- โนติ วุจฺตติ แปลว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุไร เล่า ท่านจึงกล่าวว่า ขโมยกลิ่น. วัณณศัพท์ ในอรรถว่า ทรวดทรง (สณฺฐาน) เช่นในประโยคมี อาทิอย่างนี้ว่า มหนฺตํ หตฺถิราชวณฺณํ อภินิมฺมินิตฺวา แปลว่า นฤมิต- ทรวดทรงเป็นพระยาช้างใหญ่. วัณณศัพท์ ในอรรถว่า ขนาด (ปมาณ) เช่นในประโยคมีอาทิ อย่างนี้ว่า ตโยปตฺตลฺส วณฺณา แปลว่า ขนาด แห่งบาตร ๓ อย่าง. วัณณศัพท์ ในอรรถว่า รูปายตนะ เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า วณฺโณ คนฺโธ รโส โอชา แปลว่า สี กลิ่น รส โอชะ. ในที่นี้ วัณณศัพท์นั้น ท่านใช้ในอรรถว่า ผิว ด้วยคำนั้นแหละ ท่าน อธิบายว่า มีวรรณะงาม คือ ผิวงาม มีวรรณะน่าใคร่ มีวรรณะที่ชอบใจ. จริงอยู่ เทวดาทั้งหลาย เมื่อมาสู่มนุษยโลก ละวรรณะที่มีอยู่ตามปกติ และฤทธิ์ตามปกติแล้วทำอัตภาพให้หยาบ ทำวรรณะได้มากอย่าง ทั้งทำฤทธิ์ก็ ได้หลายอย่าง เมื่อจะไปสู่สถานที่ทั้งหลายมีสถานที่เป็นที่แสดงมหรสพ เป็นต้น ย่อมมาด้วยกายอันตนตกแต่งแล้ว. เทวดาทั้งหลายชั้นกามาวจร แม้มีกาย อันตนมิได้ตกแต่งแล้วก็สามารถเพื่อจะมาในที่นั้นได้ ส่วนเทวดาชั้นรูปาวจร ไม่สามารถ อัตภาพของเทวดาเหล่านั้นแม้ทั้งหมดเป็นกายละเอียดยิ่ง การ
หน้า 28 ข้อ 3
สำเร็จกิจด้วยอิริยาบถโดยอัตภาพนั้นมีอยู่. ด้วยเหตุดังนั้น เทวบุตรนี้ จึงมา ด้วยการอันตนตกแต่งแล้วทีเดียว. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า อภิกฺกนฺตวณฺณา มีวรรณะงาม. ว่าด้วยเกวลศัพท์ เกวลศัพท์ ในคำว่า เกวลกปฺปํ นี้ มีอรรถเป็นอเนก เช่นใน อรรถว่า โดยไม่มีส่วนเหลือ โดยมาก ทั้งหมด ความมีไม่มาก มั่นคง การ แยกออกจากกัน เป็นต้น. จริงอย่างนั้น เกวลศัพท์ มีความหมายถึง ความไม่มีส่วนเหลือ เช่น ในประโยคมีคำว่า เกวลปริปุณฺณํ ปริสุทฺธํ พฺรหฺมจริยํ เป็นต้น จง ประกาศพรหมจรรย์ให้บริสุทธิ์บริบูรณ์โดยสิ้นเชิง. เกวลศัพท์ มีความหมายว่า โดยมาก เช่นในประโยคมีคำว่า เกวลา องฺคมคธา ปหูตํ ขาทนียํ โภชนียํ อาทาย อุปสงฺกมิสฺสนฺติ เป็นต้น แปลว่า ถือเอาขาทนียะ และโภชนียะจากแคว้นอังคะและมคธโดยมาก เพียง พอแล้วจักเข้าไป. เกวลศัพท์ มีความหมายถึงทั้งหมด เช่นในประโยคที่มีคำว่า เกวลสฺส ทุกฺขกฺขนฺธสฺส สมุทโย โหติ เป็นต้น แปลว่า สมุทัย ย่อมมีแก่กอง ทุกข์ทั้งมวล. เกวลศัพท์ มีความหมายถึง ความมีไม่มาก เช่นในประโยคที่มีคำว่า เกวลํ สทฺธามตฺตกํ นนุ อยมายสฺมา เป็นต้น แปลว่า ท่านผู้มีอายุ ให้ ธรรมสักว่า ศรัทธามีประมาณไม่มากเป็นไปมิใช่หรือ. เกวลศัพท์ มีความหมายถึง ความต้องการอย่างมั่นคง เช่นในประโยค ที่มีคำว่า อายสฺมโต อนุรุทฺธสฺส พาหิโก นาม สทฺธิวิหาริโก เกวลํ
หน้า 29 ข้อ 3
สํฆเภทาย ิโต เป็นต้น แปลว่า ท่านพระอนุรุทธะ มีสัทธิวิหาริก ชื่อ ว่า พาหิกะ ตั้งอยู่มั่นคงในการทำลายสงฆ์. เกวลศัพท์ มีความหมายถึง การแยกจากหมู่ เช่นในประโยคที่มีคำ ว่า เกวลี วุสิตฺวา อุตฺตมปุริโส วุจฺจติ แปลว่า อยู่แยกกัน ท่านกล่าว ว่า เป็นอุตตมบุรุษ. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาเกวลศัพท์ที่ใช้ในความหมายถึง ความไม่มีส่วนเหลือ. ว่าด้วยกัปปศัพท์ ก็กัปปศัพท์นี้ มีอรรถเป็นอเนก เช่นในอรรถว่า เธอมั่น หรือวาง ใจได้ ในอรรถว่าโวหาร ในอรรถว่ากาล ในอรรถว่าบัญญัติ ในอรรถว่า การตัดหรือโกน ในอรรถว่า วิกัปปะ (ประมาณหรือควร) ในอรรถว่า เลส (เลสนัย หรือข้ออ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ) ในอรรถว่าโดยรอบเป็นต้น. จริงอย่างนั้น กัปปศัพท์ที่ใช้ในอรรถว่า เชื่อมั่น เช่นในประโยคที่มี อาทิอย่างนี้ว่า โอกปฺปนียเมตํ โภโต โคตมสฺส ยถาตํ อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺสฺส แปลว่า ข้อนั้น ควรวางใจได้ว่า ท่านพระโคดมผู้เจริญ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า โวหาร (คำชี้แจง) เช่นในประโยคที่มี อาทิอย่างนี้ว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว ปญฺจหิ สมณกปฺเปหิ ผลํ ปริภุญฺชิตุํ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตเพื่อการบริโภคผลโดยทำกัปปะของ สมณะ ๕๑ อย่าง. ๑. กัปปะ ๕ ในพระวินัยเรียกว่าทำกัปปิยะคือ อคฺคิปริจิตํ ผลที่ลนไฟ ๒ สตฺถปริจิตํ ผลที่เจาะ ด้วยศาสตรา ๓ นขปริจิตํ ผลที่เจาะด้วยเล็บ ๔ อพีชํ ผลที่ไม่เป็นพืช ๕ นิพฺพฏฺพชํ ผลที่ เอาเม็ดออกแล้ว
หน้า 30 ข้อ 3
กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า กาล เช่นในประโยคที่มีอาทิอย่างนี้ว่า เยน สุทํ นิจฺจกปฺปํ วิหรามิ แปลว่า ทราบว่า เราจะอยู่ตลอดกาลเป็น นิตย์. กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า บัญญัติ๑ เช่นในประโยคที่มีอาทิอย่าง นี้ว่า อิจฺจายสฺมา กปฺโป แปลว่า ด้วยเหตุนี้ ท่านผู้มีอายุ จึงมีชื่อว่า กัปปะ. กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า โกนตัด เช่นในประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า อลงฺกตา กปฺปิตเกสมสฺสุ แปลว่า โกนผมและหนวดเสร็จแล้ว. กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า วิกัปปะ (ประมาณและควร) เช่นใน ประโยคมีอาทิอย่างนี้ว่า กปฺปติ ทฺวงฺคุกลกปฺโป แปลว่า ประมาณพระ- อาทิตย์คล้อย ๒ องคุลี ก็ควร. กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า เลส (เหตุเล็กน้อย) เช่นในประโยคที่ มีอาทิอย่างนี้ว่า อตฺถิ กปฺโป นิปชฺชิตุํ แปลว่า เหตุเล็กน้อย เพื่อจะ เอนกายมีอยู่. กัปปศัพท์ ที่ใช้ในอรรถว่า โดยรอบ เช่นในประโยคที่มีอาทิอย่างนี้ว่า เกวลกปฺปํ เวฬุวนํ โอภาเสตฺวา แปลว่า ยังพระเชตวันโดยรอบทั้งสิ้น ให้สว่างไสวแล้ว. แต่กัปปศัพท์ ในที่นี้ท่านประสงค์เอาในอรรถว่า โดยรอบ เพราะ ฉะนั้น ในคำว่า เกวลกปฺปํ เชตวนํ บัณฑิตพึงเห็นอย่างนี้ว่า ยังพระ- วิหารเซตวันโดยรอบทั้งสิ้น ดังนี้. บทว่า โอภาเสตฺวา ได้แก่ แผ่ไปซึ่งรัศมีอันเกิดขึ้นจากผ้า เครื่อง ประดับและสรีระ กระทำให้มีรัศมีเดียวกัน ให้มีโอภาสเดียวกัน ดุจพระจันทร์ และพระอาทิตย์. ๑. หมายถึงนามบัญญัติ คือการตั้งชื่อ
หน้า 31 ข้อ 3
บทว่า เยน ในข้อว่า เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตวิภัตติ ฉะนั้น พึงทราบเนื้อความในที่นี้ว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ที่ใด เทวบุตรนั้นก็เข้าไปเฝ้า ณ ที่นั้น ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในที่นี้ อย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพึงเข้าไปเฝ้า ด้วยเหตุใด เทวบุตรนั้น ก็เข้าไป เฝ้าแล้ว ด้วยเหตุนั้น ดังนี้. ถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พึงเข้าไปเฝ้า. ตอบว่า เพราะท่านเหล่านั้นมีความประสงค์เพื่อจะบรรลุคุณ วิเศษมีประการต่าง ๆ เปรียบเหมือนต้นไม้ให้ที่ผลิตผลตลอดฤดูกาล อัน ฝูงนกทั้งหลายพากันไปยังต้นไม้นั้น ด้วยประสงค์จะจักกินซึ่งผลมีรสอร่อย ฉะนั้น. อนึ่ง บทว่า อุปสงฺกมิ มีคำอธิบายว่า ไปแล้ว. บทว่า อุปสงฺ- กมิตฺวา นี้เป็นบทแสดงถึงเวลาสิ้นสุดลงของเวลาเข้าเฝ้า. อีกอย่างหนึ่ง ข้อนี้มี คำอธิบายว่า เทวบุตรนั้นไปแล้วอย่างนี้ คือไปสู่สถานที่ซึ่งใกล้กว่านั้น กล่าวคือ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ก็มี. บัดนี้ เทวบุตรนั้น มาสู่ที่บำรุงแห่งบุคคลผู้เลิศในโลก ด้วยประโยชน์ อันใด เป็นผู้ใคร่เพื่อทูลถามถึงประโยชน์อันนั้น จึงทำอัญชลีกรรมอันรุ่งเรือง แล้วด้วยอันประชุมแห่งเล็บทั้งสิบ นมัสการประดิษฐานไว้เหนือศีรษะแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. ศัพท์ว่า เอกมนฺตํ เป็นศัพท์แสดง ภาวนปุงสกลิงค์ ดุจในคำทั้งหลาย มีคำว่า พระจันทร์และพระอาทิตย์หมุนเวียน ไป มิได้สม่ำเสมอกัน เป็นต้น. เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความใน ที่นี้ว่า เทวบุตรนั้น ได้ยืนอยู่แล้วโดยกิริยาที่ยืนอยู่แล้วนั้น ชื่อว่า ยืนอยู่แล้ว
หน้า 32 ข้อ 3
ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. อีกนัยหนึ่ง คำว่า เอกมนฺตํ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า อฏฺาสิ ได้แก่ย่อมสำเร็จซึ่งอิริยาบถยืน. จริงอยู่ เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้าผู้ควรเคารพในฐานครู ย่อมยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง เพราะความที่คนเป็นผู้ฉลาดในการนั่ง. ก็เทวดานี้เป็นองค์ใดองค์หนึ่ง ใน บรรดาผู้เป็นบัณฑิตเหล่านั้น เพราะฉะนั้น จึงได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วน ข้างหนึ่ง ดังนี้. ถามว่า ก็ยืนอยู่อย่างไร จึงชื่อว่า ยืนอยู่ ณ ที่สมควร ส่วนข้างหนึ่ง. ตอบว่า เว้นโทษของการยืน ๖ อย่าง คือ ยืนไกลเกินไป ยืนใกล้เกินไป ยืนเหนือลม ยืนในที่สูง ยืนตรงหน้าเกินไป ยืนข้างหลังเกินไป จริงอยู่ บุคคลผู้ยืนไกลเกินไปถ้าประสงค์จะพูด ก็จะต้องพูดเสียงดัง ถ้ายืนใกล้เกินไปย่อมจะเบียดเสียดกัน ถ้ายืนเหนือลมย่อมเดือดร้อนด้วยกลิ่นตัว ถ้ายืนในที่สูงย่อมประกาศถึงความไม่เคารพ ยืนตรงหน้าเกินไปถ้าประสงค์จะ มองก็จะต้องจ้องตากัน ยืนข้างหลังเกินไป ถ้าใคร่จะเห็นหน้าก็จะต้องชะเง้อ คอดู เพราะฉะนั้น แม้เทวบุตรนี้ ก็ยืนเว้นโทษ ๖ เหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวไว้ว่า เอกมนฺตํ อฏฺาสิ แปลว่า ได้ยืนอยู่แล้ว ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง. บทว่า เอตทโวจ แยกบทเป็น เอตํ อโวจ แปลว่า ได้กราบทูล คำนี้. บทว่า กถํ นุ เป็นการณปุจฉา.
หน้า 33 ข้อ 3
จริงอยู่ ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้ามโอฆะได้แล้ว ปรากฏแก่ หมื่นโลกธาตุ ด้วยเหตุนั้น ความสงสัยของเทวดานี้ ในที่นี้ว่า ก็พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงข้ามโอฆะได้แล้วด้วยเหตุนี้ จะไม่ทรงทราบอะไร ๆ ย่อมไม่มี ด้วยเหตุนั้น เทวดานั้น เมื่อจะทูลถามถึงเหตุที่ทรงข้ามโอฆะนั้น จึงกราบทูล อย่างนี้. บทว่า มาริส นี้เป็นคำร้องเรียกด้วยถ้อยคำอันไพเราะ. อธิบายว่า ผู้ไม่มีทุกข์ ดังนี้ ผิว่าครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ เมื่อใด บุคคลถูก เสียบแทงหัวใจด้วยหลาว หรือเมื่อเราไหม้อยู่ในนรกสักพันปี ดังนี้ คำว่า มาริสะ นี้ย่อมคลาดเคลื่อนไป เพราะว่าสัตว์นรกที่ชื่อว่า ผู้ไม่มีทุกข์หามีไม่ สัตว์นรกเป็นผู้ไม่ปราศจากทุกข์ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็เรียกว่า มาริส (ท่านผู้ไม่มีทุกข์) ด้วยเสียงของผู้เจริญแล้ว ได้ยินว่า ในกาลก่อน โวหารว่า มาริส นี้เป็นของมนุษย์ต้นกัลป์ ผู้ไม่มีทุกข์ ผู้สมบูรณ์ด้วย ความสุข ต่อมาภายหลัง ความทุกข์จะมีหรือไม่ก็ตาม ท่านก็ยังเรียกคำนี้ ด้วยเสียงของผู้เจริญแล้วนั่นแหละ เหมือนสระบัวทั้งหลาย ที่ไม่มีดอกบัวก็ดี ไม่มีน้ำก็ดี ท่านก็เรียกว่า สระบัวฉะนั้น. โอฆะ ๔ ในพระบาลีว่า โอฆมตริ นี้คือ กาโมฆะ ภโวฆะ ทิฏโฐฆะ และอวิชโชฆะ. ในโอฆะเหล่านั้น ความยินดีพอใจ ในกามคุณ ๕ ชื่อว่า กาโมฆะ. ความยินดีพอใจในรูปารูปภพและความใคร่ในฌาน ชื่อว่า ภโวฆะ. ทิฐิ ๖๒ ชื่อว่า ทิฏโฐฆะ. ความไม่รู้ในสัจจะ ๔ ชื่อว่า อวิชโชฆะ. ในบรรดาโอฆะ ๔ เหล่านั้น กาโมฆะ ย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทอัน สหรคตด้วยโลภะ ๘ ดวง. ภโวฆะ ย่อมเกิดขึ้นในจิตุปบาทอันสหรคตด้วย
หน้า 34 ข้อ 3
โลภทิฏฐิคตวิปปยุต ๔ ดวง. ทิฎโฐฆะ ย่อมเกิดขึ้นในจิตตุปบาทอันสัมปยุต ด้วยทิฏฐิคตะ ๔ ดวง. อวิชโชฆะ. ย่อมเกิดขึ้นในอกุศลทั้งปวง. ก็ธรรมทั้งหมดนี้ ชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่าเป็นเหตุนำสัตว์ไป และเพราะอรรถว่าเป็นหมู่ใหญ่. คำว่า เพราะอรรถว่าเป็นเหตุนำสัตว์ไป อธิบายว่า เป็นเหตุให้ตกไปในเบื้องต่ำ. จริงอยู่ โอฆะนี้ย่อมยังสัตว์ทั้งหลาย ที่อยู่ในอำนาจของตนให้ตกไปในเบื้องต่ำ คือ ให้เกิดในทุคติต่าง ๆ มีนรก เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง เมื่อไม่ให้ไปในเบื้องบน คือ พระนิพพาน ย่อมให้ ไปในเบื้องต่ำ คือ ในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ และสัตตาวาส ๙ ดังนี้บ้าง. คำว่า เพราะอรรถว่าเป็นหมู่ใหญ่ อธิบายว่า เพราะหมู่แห่งกิเลส นี้ใหญ่แผ่กระจายอำนาจไปตั้งแต่อเวจีมหานรกจนถึงภวัคคภูมิ หมู่แห่งกิเลสคือ โอฆะนี้ใด ชื่อว่า มีความยินดีพอใจในกามคุณ ๕ แม้ในโอฆะที่เหลือก็นัย นี้แหละ. บัณฑิตพึงทราบกิเลสชื่อว่า โอฆะ เพราะอรรถว่าเป็นหมู่ใหญ่ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อตริ อธิบายว่า เทวบุตรนั้น ทูลถามว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์ข้ามโอฆะแม้ทั้ง ๔ นี้ด้วย อย่างไรหนอ ดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหาของเทวดานั้น จึง ตรัสคำ เป็นต้น ว่า อปฺปติฏฺํ ขฺวาหํ แปลว่า เราไม่พักอยู่เป็นต้น. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า อปฺปติฏฺํ แก้เป็น อปฺปติฏฺหนฺโต แปลว่า ไม่พักอยู่. บทว่า อนายูหํ แก้เป็น อนายูหนฺโต แปลว่า ไม่เพียรอยู่ คือ ไม่พยายามอยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปัญหากระทำให้เป็นคำอันลี้ลับ ปิดบังแล้ว ด้วยประการฉะนี้. แม้เทวดาก็ฟังคำอันเป็นภายนอกก่อน ธรรมดาว่า บุคคลผู้ข้ามโอฆะ ต้องยืนอยู่ในที่อันตนควรยืน ต้องพยายามในที่อันตนพึงข้ามจึงข้ามไปได้ แต่ พระองค์ตรัสว่า เราไม่พักอยู่ ไม่เพียรอยู่ ข้ามได้แล้วซึ่งกองกิเลส คือกิเลส
หน้า 35 ข้อ 3
เพียงดังโอฆะ (ห้วงน้ำวน) อันแผ่ควบคุมไปตั้งแต่อเวจีนรกจนถึงภวัคคภูมิ ดังนี้ จิตของเขาก็จะแล่นไปสู่ความสงสัยว่า นั่นอะไรหนอ จึงชื่อว่า ไม่ทราบ ซึ่งอรรถแห่งปัญหา. ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบำเพ็ญพระบารมี ทั้งหลายแล้วแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ เพื่อต้องการจะตรัสสิ่งที่สัตว์ยังมิได้รู้ มิใช่หรือ. ตอบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าแทงตลอดสัพพัญญุตญาณ เพื่อทรง พระประสงค์จะตรัสคำเพียงเท่านี้หามิได้. ก็เทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มี ๒ อย่าง คือ แสดงโดยนิคคหมุขะ และอนุคคหมุขะ. ในบรรดา ๒ อย่างนั้น บุคคลเหล่าใดมีความถือตัวว่าเป็นบัณฑิต ย่อมสำคัญในสิ่งที่ตนยัง ไม่รู้ว่ารู้แล้ว ดุจพราหมณ์ ๕๐๐ ที่บวชเป็นบรรพชิต เพื่อข่มมานะของ พราหมณ์และบรรพชิตเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงธรรมเช่นกับ พระสูตรทั้งหลายมีมูลปริยายสูตรเป็นต้น นี้ชื่อว่า นิคคหมุขเทศนา. พระดำรัสนี้ สมดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เราจักกล่าวข่มบุคคลผู้ควรข่ม เราจักยกย่องบุคคลผู้ควรยกย่อง ภิกษุใดมีธรรมเป็นสาระ ภิกษุนั้นจักดำรงอยู่ ดังนี้. ส่วนชนเหล่าใด เป็นผู้ตรง ใคร่ต่อการศึกษา พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นกระทำให้เป็นผู้รู้ได้ง่าย เช่นในสูตรทั้งหลายมี อากังเขยยสูตรเป็นต้น ทั้งยังชนเหล่านั้นให้ปลอดโปร่งใจ เช่นในคำว่า ดูก่อนติสสะผู้ยินดียิ่ง ดูก่อนติสสะผู้ยินดียิ่ง ... ด้วยโอวาทอันเรากล่าวแล้ว ด้วยการศึกษาอันเรากล่าวแล้ว ด้วยอนุสาสนีอันเรากล่าวแล้ว ดังนี้ นี้ชื่อว่า อนุคคหมุขเทศนา. ก็เทวบุตรนี้มีมานะกระด้าง (มีความกระด้างด้วยการถือตัว) สำคัญ ตนว่าเป็นบัณฑิต. ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เราย่อมรู้ โอฆะ ย่อมรู้ซึ่งความที่พระตถาคตเจ้า ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว แต่ว่าเรายังไม่รู้
หน้า 36 ข้อ 3
เหตุเพียงเท่านี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงข้ามโอฆะ ด้วยเหตุนี้ได้อย่างไร ดังนี้ เราจักรู้อรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบนั่นแหละ คำใดน้อยหรือ มากที่เรายังไม่รู้ เราจักรู้คำนั้นอันพระผู้มีพระภาคตรัสบอกแล้วทีเดียว เพราะ ว่าคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างไรนั้นเรายังไม่ทราบ ดังนี้. ลำดับนั้น พระบรมศาสดา จึงตรัสปัญหาทำให้เป็นปัญหาซ่อนเร้น (คือเข้าใจยาก) ด้วยพระดำริว่า เทวบุตรนี้ยังไม่ละมานะนี้ ก็ไม่ควรเพื่อจะ รับธรรมเทศนา เปรียบเหมือนผ้าที่ยังเศร้าหมอง (ยังไม่ซักให้สะอาด) ไม่ ควรจะย้อมสี เราจักข่มมานะของเทวบุตรนี้ก่อน แล้วจักประกาศเนื้อความนั้นอีก แก่เธอโดยไม่มีจิตต่ำเช่นนี้ถามอยู่ ดังนี้. แม้เทวบุตรนั้นก็ได้เป็นผู้มีมานะอันพระองค์นำออกแล้ว และเทศนานั้น พึงทราบโดยคำถามปัญหาให้ยิ่งขึ้นไป เพราะความที่เธอเป็นผู้มีมานะอันพระองค์ นำออกแล้วนั่นแหละ ทั้งเนื้อความนี้ก็ได้เป็นประโยชน์แก่บุคคลผู้ถามปัญหา เทวบุตรทูลถามว่า ข้าแด่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็พระองค์ไม่พักไม่เพียร ข้ามโอฆะได้อย่างไรเล่า ข้าพระองค์จะทราบได้โดยประการใด ขอพระองค์จง ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์โดยประการนั้นเถิด ดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสตอบปัญหาแก่เทวบุตรนั้น จึงตรัสว่า ยทา สฺวาหํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา สฺวาหํ แก้เป็น ยสฺมึ กาเล อหํ (แปลว่าในกาลใดเรา). สุอักษร เป็นเพียงนิบาต. ก็สุอักษรในที่นี้ฉันใด ในบททั้งปวงก็ฉันนั้น. บทว่า สํสีทามิ ความว่า เมื่อ เราไม่ข้ามก็จมอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ. บทว่า นิพฺพุยฺหามิ ความว่า เมื่อเราไม่ อาจเพื่อดำรงอยู่ ก็ย่อมเป็นไปล่วงปัญหาแม้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว อย่างนี้ ว่า เราไม่พักไม่เพียรข้ามโอฆะได้แล้ว ดังนี้ แม้จะเป็นปัญหาอันเทวดาทราบแล้ว แต่ก็ไม่แจ่มแจ้ง เพราะเห็นโทษคือความไม่เข้าใจในเพราะการหยุดอยู่และใน
หน้า 37 ข้อ 3
ความพยายามเพื่อกระทำอรรถนั้นให้ปรากฏ ท่านจึงแสดงธรรมอันเป็นหมวด ทุกะ ๗ หมวด. จริงอยู่ ว่าด้วยอำนาจกิเลส เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอำนาจอภิสังขาร เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่า ย่อมลอย. อีกอย่างหนึ่ง ว่าด้วยตัณหาและทิฐิ เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอำนาจแห่ง กิเลสที่เหลือและอภิสังขารทั้งหลาย เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่า ย่อมลอย. อีกอย่างหนึ่ง ว่าด้วยอำนาจแห่งตัณหา เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอำนาจแห่งทิฐิ เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่า ย่อมลอย. อีกอย่างหนึ่ง ว่าด้วยสัสสตทิฐิ เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอุจเฉททิฏฐิ เมื่อบุคคลเพียรชื่อว่า ย่อมลอย เพราะว่าภวทิฐิ ยึดมั่นในมานะอันเฉื่อยชา แต่วิภวทิฐิยึดมั่นในการแล่นเลยไป. อีกอย่างหนึ่ง ว่าด้วยอำนาจการติด (ลินะ) เมื่อพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอำนาจอุทธัจจะ เมื่อเพียร ชื่อว่า ย่อมลอย. อนึ่ง ว่าด้วยกามสุขัลลิกานุโยค เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอัตตกิลมถานุโยค เมื่อเพียรชื่อว่า ย่อมลอย. ว่าด้วยอำนาจแห่ง อกุสลาภิสังขารทั้งหมด เมื่อบุคคลพักอยู่ ชื่อว่า ย่อมจม. ว่าด้วยอำนาจแห่ง กุสลาภิสังขารอันเป็นโลกีย์ทั้งหมด เมื่อบุคคลเพียร ชื่อว่า ย่อมลอย. ข้อนี้ สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคตรัสไว้ว่า เสยฺยถาปิ จุนฺท เยเกจิ อกุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อโธ ภาคํ คมนียา เยเกจิ กุสลา ธมฺมา สพฺเพ เต อุปริ ภาคํ คมนียา ดังนี้ แปลว่า ดูก่อนจุนทะ อกุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ อกุศลธรรมทั้งหมด
หน้า 38 ข้อ 3
เหล่านั้น พึงส่งไปในเบื้องต่ำ กุศลธรรมเหล่าใดเหล่าหนึ่งมีอยู่ กุศลธรรม ทั้งหมดเหล่านั้น พึงส่งไปในเบื้องบน. เทวดาฟังวิสัชนาปัญหานี้แล้วดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล เป็นผู้ยินดี แล้ว เลื่อมใสแล้ว ประกาศอยู่ซึ่งความยินดีและความเสื่อมใสของตนแล้ว จึง กล่าวคำเป็นคาถาว่า จิรสฺสํ วต เป็นต้น แปลว่า นานหนอ ข้าพเจ้าจึงจะ เห็นขีณาสวพราหมณ์ ผู้ดับรอบแล้ว ไม่พักไม่เพียรอยู่ ข้ามตัณหาเป็นเครื่อง เกาะเกี่ยวในโลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสฺสํ ความว่า โดยกาลอัน ล่วงไปแห่งกาลนาน. ได้ยินว่า เทวดานี้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ จำเดิมแต่พระองค์ปรินิพพานแล้ว ยังไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าพระองค์อื่นใน ระหว่างกาลอันยาวนานนี้ เพราะฉะนั้น ครั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าในวันนี้ จึงได้กราบทูลอย่างนี้. ถามว่า ก็ในกาลก่อนแต่กาลนี้ เทวดาองค์นี้ ไม่เคย เห็นพระบรมศาสดา หรือ. ตอบว่า เห็นหรือไม่เห็น จงยกไว้ เพราะอาศัย ทัสสนะ (คือบรรลุโสดาปัตติมรรค) ก็สมควรจะกล่าวอย่างนี้. บทว่า พฺราหฺมณํ ได้แก่ ขีณาสวพราหมณ์ ผู้มีบาปอันปิดกั้นแล้ว. บทว่า ปรินิพฺพุตํ ได้แก่ ผู้ดับรอบแล้ว ด้วยการดับซึ่งกิเลส. บทว่า โลเก ได้แก่ ในสัตว์โลก. ในบทว่า วิสตฺติกํ นี้ ตัณหา ท่านเรียกว่า เครื่องเกาะเกี่ยว เพราะเหตุที่มีการพัวพันและความอยากในอารมณ์ทั้งหลาย มี รูปารมณ์เป็นต้น อธิบายว่าเทวดากราบทูลว่า นานหนอ ข้าพระองค์จึงจะเห็น ขีณาสวพราหมณ์ ผู้ไม่พักไม่เพียรอยู่ ผู้ข้ามได้แล้ว ผ่านพ้นไปแล้ว คือ รื้อถอนออกแล้วซึ่งตัณหาอันเป็นเครื่องเกาะเกี่ยวนั้น ดังนี้. บทว่า สมนุญฺ-
หน้า 39 ข้อ 3
โ สตฺถา อโหสิ ความว่า พระศาสดาทรงชื่นชมถ้อยคำของเทวดาผู้มี อัชฌาศัยอันแน่วแน่ ด้วยพระทัยเท่านั้น. บทว่า อนฺตรธายิ ความว่า เทวดา นั้นละกายอันตนตกแต่งแล้วดำรงอยู่ในกาย อันเป็นอุปาทินนกะตามปกติของตน เพราะมีความหวังอันสำเร็จแล้ว มีที่พึ่งอันได้แล้ว ได้บูชาพระทศพล ด้วย ของหอมทั้งหลาย และพวงดอกไม้ทั้งหลาย แล้วกลับไปสู่พิภพของตน ดังนี้แล. จบอรรถกถาโอฆตรณสูตรที่ ๑
หน้า 40 ข้อ 4, 5, 6
๒. นิโมกขสูตร [๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืน อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๕] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูล คำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ พระองค์ย่อมทรง ทราบมรรคเป็นทางหลีกพ้น ผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของ สัตว์ทั้งหลายหรือหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ท่านผู้มีอายุ เรารู้จักมรรคเป็นทาง หลีกพ้นผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของสัตว์ทั้งหลายโดยแท้จริง. ท. ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ก็พระองค์ย่อมทรงทราบมรรคเป็นทาง หลีกพ้นผลเป็นความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของสัตว์ทั้งหลายอย่างไรเล่า. [๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาโดยคาถานี้ ว่า ท่านผู้มีอายุ เพราะความสิ้นภพอันมี ความเพลิดเพลินเป็นมูล เพราะความสิ้น
หน้า 41 ข้อ 6
แห่งสัญญาและวิญญาณ เพราะความดับ เพราะความสงบแห่งเวทนาทั้งหลาย เรา ย่อมรู้จักมรรคเป็นทางหลีกพ้น ผลเป็น ความหลุดพ้น นิพพานเป็นที่สงัด ของ สัตว์ทั้งหลายอย่างนี้. อรรถกถานิโมกขสูตร บัดนี้ ตั้งแต่สูตรที่ ๒ เป็นต้นไป ข้าพเจ้าละข้อความที่มาแล้วในสูตร ที่ ๑ และข้อความที่ง่ายแล้วจักพรรณนาเนื้อความที่ยังไม่ได้พรรณนา และเนื้อ ความที่ยังไม่แจ่มแจ้งเท่านั้น. บทว่า ชานาสิ โน ท่านแก้เป็น ชานาสิ นุ แปลว่า ย่อมทรง ทราบ หรือหนอ. บทว่า นิโมกฺขํ เป็นต้น เป็นชื่อของธรรมทั้งหลาย มีมรรคเป็นต้น. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมหลีกพ้นจากเครื่องผูก คือกิเลส ได้ด้วยมรรค เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มรรคเป็นทางหลีกพ้น ของสัตว์ ทั้งหลาย ดังนี้. ส่วนในขณะแห่งผล สัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วจาก เครื่องผูก คือ กิเลส เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผลเป็นความหลุดพ้น ของสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้. ทุกข์ทั้งปวงของสัตว์ทั้งหลายย่อมสงบ ระงับไปเพราะ บรรลุพระนิพพาน ฉะนั้น จึงกล่าวว่า พระนิพพานเป็นที่สงัด ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ธรรมทั้งหมดเหล่านี้ (มรรค ผล) เป็นชื่อของพระ- นิพพานนั่นแหละ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลาย ย่อมพ้น ย่อมหลุดพ้น ย่อมสงบ
หน้า 42 ข้อ 6
ระงับจากทุกข์ทั้งหมดเพราะบรรลุพระนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานนั้นแล ท่านจึงกล่าวว่า นิโมกฺโข หลีกพ้น ปโมกฺโข หลุดพ้น วิเวโก ที่สงัด ดังนี้ ทีเดียว. บทว่า ชานามิ ขฺวาหํ แปลว่า เราย่อมรู้จักโดยแท้จริง. โข อักษร ใช้ในความหมายว่า แท้จริง อธิบายว่า เราย่อมรู้ได้โดยแท้จริง. จริงอยู่ เรา (พระตถาคต) ยังบารมี ๓๐ ทัศ ให้เต็มแล้วแทงตลอดสัพพัญญุ- ตญาณ เพื่อรู้ธรรมอันเป็นทางหลีกพ้นของสัตว์ทั้งหลายเป็นต้น นั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ เราจึงบันลือสีหนาท. ได้ยินว่า สูตรนี้ ชื่อว่า พุทธสีหนาท. บทว่า นนฺทิภวปริกฺขยา อธิบายว่า เพราะความสิ้นไปรอบแห่งกัมมภพอันมีความ เพลิดเพลินเป็นมูล แม้จะกล่าวว่า เพราะความสิ้นไปแห่งความเพลิดเพลิน และภพ ดังนี้ก็ควร. ในปุริมนัยนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า สังขารขันธ์ อัน กัมมภพถือเอาแล้ว ด้วยอำนาจแห่งอภิสังขารคือกรรม ๓ อย่าง. ขันธ์ ๒ (เวทนาและสัญญาขันธ์) อันสัมปยุตด้วยธรรม (สังขารขันธ์) นั้น อันสัญญา และวิญญาณขันธ์ถือเอาแล้ว. แต่เวทนาอันสัมปยุตด้วยขันธ์ ๓ (สัญญาสังขาร วิญญาณขันธ์) เหล่านั้น ท่านถือเอาแล้ว ด้วยการถือเอานามธรรมเหล่านั้น เพราะฉะนั้น นิพพาน ซึ่งดับกิเลสยังมีชีวิตอยู่ (สอุปาทิเสสนิพพาน) อัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถแห่งความไม่มีต่อไป (คือเป็นที่สงัด) แห่งนามขันธ์ ๔ อันเป็นอนุปาทินนกะ ดังนี้. ในบทว่า เวทนานํ นิโรธา อุปสมา ได้แก่ เพราะความดับ และเพราะความสงบแห่งเวทนา อันเป็นอุปาทินนกะ. ในพระบาลีนั้น ขันธ์ ๓ อันสัมปยุตด้วยเวทนานั้น เป็น ธรรมอันท่านถือเอาแล้ว โดยการถือเอาเวทนาเทียว. แม้รูปขันธ์ ท่านก็ถือ เอาด้วยสามารถแห่งวัตถุและอารมณ์ของนามขันธ์เหล่านั้น. ด้วยเหตุนี้ นิพพาน
หน้า 43 ข้อ 6
อันไม่มีกัมมชรูปและวิบากขันธ์เหลืออยู่ (อนุปาทิเสสนิพพาน) จึงตรัสไว้ ด้วยสามารถแห่งความไม่มีต่อไป (คือเป็นที่สงัด) แห่งขันธ์ ๕ อันเป็นอนุ- ปาทินนกะ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้. แต่ในนัยที่ ๒ สังขารขันธ์ ท่านถือเอาโดยการถือเอานันทิ คือความ เพลิดเพลิน. รูปขันธ์กล่าวคือ อุปปัตติภพ ท่านถือเอาโดยการถือเอาภพ. เมื่อว่าโดยย่อ ขันธ์ ๓ เป็นธรรมอันท่านถือเอาแล้ว ด้วยสัญญาขันธ์เป็นต้น ทีเดียว. บัณฑิตพึงทราบว่า พระนิพพาน อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว ด้วยอำนาจแห่งความไม่มีต่อไป (คือเป็นที่สงัด) แห่งขันธ์ ๕ เหล่านี้ ดัง พรรณนามาฉะนี้. พระเถระผู้เรียนคัมภีร์นิกาย ๔ ชอบใจนัยนี้ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยังเทศนาให้จบลงแล้วด้วยสามารถแห่งพระ นิพพาน ด้วยประการฉะนี้ แล. จบอรรถกถานิโมกขสูตรที่ ๒
หน้า 44 ข้อ 7, 8
๓. อุปเนยยสูตร [๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย ถูกต้อน เข้าไปเรื่อย เมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไป แล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็น ภัยนี้ในมรณะ พึงทำบุญทั้งหลายที่นำ ความสุขมาให้. [๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชีวิตคืออายุมีประมาณน้อย ถูกต้อน เข้าไปเรื่อย เมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไป แล้ว ย่อมไม่มีผู้ป้องกัน บุคคลเมื่อเห็น ภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่ง สันติเถิด.
หน้า 45 ข้อ 8
อรรถกถาอุปเนยยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอุปเนยยสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า อุปนียติ ได้แก่ ย่อมสิ้นไปโดยรอบ ย่อมดับ หรือว่า ย่อมมาถึง คือ ย่อมเข้าถึงมรณะโดยลำดับ. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ฝูงโค อันนายโคบาลย่อมต้อนไป ฉันใด ชีวิตนี้ ก็ฉันนั้น อันชราย่อมต้อนไปสู่สำนัก แห่งความตาย. บทว่า ชีวิตํ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. บทว่า อปฺปํ แปลว่า เล็กน้อย คือ นิดหน่อย. บัณฑิต พึงทราบ ความที่ชีวิตคือ อายุนั้นเป็นของน้อย โดยอาการ ๒ อย่าง คือชื่อว่าน้อย เพราะความที่ชีวิตนั้นเป็นไปกับด้วยรส คือ ความ เสื่อมสิ้นไป และเพราะความที่ชีวิตนั้นประกอบด้วยขณะ คือครู่เดียว. จริงอยู่ เพราะพระบาลีว่า โย ภิกฺขเว จิรํ ชีวติ โส วสฺสสตํ อปฺปํ วา ภิยฺโย แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดเป็นอยู่นาน บุคคล นั้นก็พึงเป็นอยู่ร้อยปี ต่ำกว่าบ้าง เกินกว่าบ้าง ดังนี้ จึงชื่อว่า น้อย เพราะ ความที่ชีวิตนั้นเป็นไปกับด้วยรส คือความเสื่อมสิ้นไป. ก็เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ขณะแห่งชีวิตของสัตว์ทั้งหลายน้อยมาก (เกิน เปรียบ) คือสักว่าเป็นไปเพียงจิตดวงเดียวเท่านั้น (ว่าโดยปรมัตถ์ ขณะมี ๓ คือ อุปาทขณะ ฐีติขณะ ภังคขณะ) จึงชื่อว่า น้อย เพราะความที่ชีวิตนาม นั้นเป็นของเป็นไปกับด้วยขณะ. อุปมาด้วยล้อแห่งรถ แม้เมื่อหมุนไป ย่อม หมุนไปโดยส่วนแห่งกงรถหนึ่งเท่านั้น แม้เมื่อหยุดอยู่ ก็ย่อมหยุดโดยส่วนแห่ง กงรถหนึ่งนั่นแหละ ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นไปในขณะแห่งจิต
หน้า 46 ข้อ 8
ดวงหนึ่ง ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ครั้นเมื่อจิตดวงนั้นสักว่าแตกดับแล้ว ท่านก็ เรียกว่า สัตว์ตายแล้ว เหมือนคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า อตีเต จิตฺตกฺขเณ ชีวิตฺถ น ชีวติ น ชีวิสฺสติ อนาคเต จิตฺตกฺขเณ น ชีวิตฺถ น ชีวติ ชีวิสฺสติ. ปจฺจุปฺปนฺเน จิตฺตกฺขเณ น ชีวิตฺถ ชีวติ น ชีวิสฺสติ. ในขณะแห่งจิตอันเป็นอดีต บุคคล ชื่อว่า เป็นอยู่แล้วมิใช่กำลังเป็นอยู่ มิใช่ จักเป็นอยู่ ในขณะแห่งจิตอันเป็นอนาคต บุคคล ชื่อว่า จักเป็นอยู่ มิใช่เป็นอยู่ แล้ว มิใช่กำลังเป็นอยู่ ในขณะแห่งจิตอัน เป็นปัจจุบัน บุคคลชื่อว่ากำลังเป็นอยู่ มิ ใช่เป็นอยู่แล้ว ไม่ใช่จักเป็นอยู่. ชีวิตํ อตฺตภาโว จ สุขทุกฺขา จ เกวลา เอกจิตฺตสมายุตฺตา ลหุโส วตฺตเต ขโณ. ชีวิต อัตตภาพ สุขและทุกข์ทั้งหมด ประกอบด้วยจิตดวงเดียว ขณะของจิตนั้น ย่อมเป็นไปเร็วพลัน. เย นิรุทฺธา มรนฺตสฺส ติฏฺมานสฺส วา อิธ สพฺเพปิ สทิสา ขนฺธา คตา อปฺปฏิสนฺธิยา.
หน้า 47 ข้อ 8
จิตเหล่าใด ของสัตว์ที่กำลังดำรงอยู่ หรือกำลังตาย แตกดับไปแล้วในปวัตติ- กาลนี้ จิตเหล่านั้นทั้งหมด หาได้กลับมา เกิดอีกไม่ แม้ขันธ์ทั้งหลายก็เช่นเดียวกัน. อนิพฺพตฺเตน น ชาโต ปจฺจุปฺปนฺเนน ชีวติ จิตฺตภงฺคมโต โลโก ปญฺตฺติ ปรมตฺถิยา. เพราะจิตไม่เกิด สัตว์โลกก็ชื่อว่า ไม่เกิด เพราะจิตเกิดขึ้นเฉพาะหน้า สัตว์ โลกก็ชื่อว่า เป็นอยู่ เพราะความแตกดับ แห่งจิต สัตว์โลก จึงชื่อว่า ตายแล้ว นี้ เป็นบัญญัติเนื่องด้วยปรมัตถ์. บทว่า ชรูปนตสฺส อธิบายว่า เมื่อบุคคลเข้าถึงชราแล้ว หรือว่า เมื่อบุคคลถูกชราต้อนเข้าไปสู่สำนักแห่งความตาย. บทว่า น สนฺติ ตาณา อธิบายว่า ใคร ๆ ชื่อว่าสามารถเพื่อจะให้ความป้องกัน คือ ให้ความปลอดภัย ให้เป็นที่พึ่งอาศัยได้ ย่อมไม่มี. บทว่า เอตํ ภยํ ความว่า ภัยนี้มี ๓ อย่าง คือ การเข้าถึงความตายแห่งชีวิตินทรีย์ ความที่ชีวิตินทรีย์มีอายุเล็กน้อย และ ความที่ไม่มีเครื่องต้านทานของบุคคลผู้อันชราต้อนไปแล้ว อธิบายว่าเป็นที่ตั้ง แห่งภัย (ภยวตฺถุ) คือ เป็นเหตุแห่งภัย (ภยการณํ). บทว่า ปุญฺานิ กยิราถ สุขาวหานิ ได้แก่ วิญญชนพึงทำบุญทั้งหลายอัน นำความสุขมาให้ คืออัน ให้ซึ่งความสุข. ด้วยเหตุนี้นั้น เทวดาหมายเอารูปาวจรฌาน จึงถือเอาบุพ- เจตนา มุญจนเจตนา และอปรเจตนาแล้วกล่าวถึงบุญทั้งหลาย ด้วยสามารถ
หน้า 48 ข้อ 8
แห่งคำพหูพจน์. และถือเอาความชอบใจในฌาน ความใคร่ในฌาน และความ สุขในฌานแล้ว จึงกล่าวว่า บุญทั้งหลายนำความสุขมาให้ดังนี้. ได้ยินว่า เทวดานั้น ได้มีความคิดว่า โอหนอ สัตว์ทั้งหลายเจริญ ฌานแล้ว มีฌานยังไม่เสื่อม กระทำกาละแล้ว พึงดำรงอยู่ในพรหมโลกตลอด เวลาอันยาวนาน คือประมาณ ๑ กัปบ้าง ๔ กัปบ้าง ๘ กัปบ้าง ๑๖ กัปบ้าง ๓๒ กัปบ้าง ๖๔ กัปบ้าง ดังนี้ เพราะตนเองเกิดในพรหมโลกที่มีอายุยาวนานจึง เห็นสัตว์ทั้งหลาย ผู้กำลังตาย กำลังเกิดที่มีอายุน้อยในเทวดาชั้นกามาวจรเบื้อง ต่ำ เช่นกับการตกลงแห่งเม็ดฝนพอถูกกระทบก็แตกไป เพราะฉะนั้น จึง กล่าวแล้วอย่างนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า ก็เทวดานี้ ย่อมกล่าววัฎฏกถา (ถ้อยคำอันเป็นไปในวัฏฏะ) อันไม่เหมาะสม เมื่อจะทรงแสดงวิวัฏฏกถาแก่ เทวดานั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๒. บรรดาบทแห่งคาถาที่ ๒ เหล่านั้น บทว่า โลกามิสํ ได้แก่โลกามิส ๒ อย่าง คือปริยายโลกามิส (โลกามิสที่เป็นเหตุ) นิปปริยายโลกามิส (โลกามิส ที่ไม่เป็นเหตุ) วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ เรียกว่า ปริยายโลกามิส. ปัจจัยคือ เครื่องอาศัย ๔ อย่าง เรียกว่า นิปปริยายโลกามิส. ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา ปริยายโลกามิส อันที่แท้ แม้นิปปริยายโลกามิสก็ควรในที่นี้เหมือนกัน. บทว่า สนฺติเปกฺโข อธิบายว่ามุ่งอยู่ ต้องการอยู่ ปรารถนาอยู่ซึ่ง สันติอันยั่งยืนกล่าวคือพระนิพพาน. จบอรรถกถาอุปเนยยสูตรที่ ๓
หน้า 49 ข้อ 9, 10
๔. อัจเจนติสูตร [๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรี ทั้งหลายย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละ ลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงทำบุญทั้งหลายที่นำความสุขมาให้. [๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กาลทั้งหลายย่อมล่วงไป ราตรี ทั้งหลายย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละ ลำดับไป บุคคลเมื่อเห็นภัยนี้ในมรณะ พึงละอามิสในโลกเสีย มุ่งสันติเถิด.
หน้า 50 ข้อ 10
อรรถกถาอัจเจนติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า อจฺเจนฺติ แปลว่า ย่อมล่วงไป. บทว่า กาลา ได้แก่ กาลมี ปุเรภัตกาลเป็นต้น. บทว่า ตรยนฺติ รตฺติโย ได้แก่ เมื่อราตรีทั้งหลาย ก้าวล่วงไป ย่อมผ่านคือ ย่อมให้บุคคลที่จะตายไปใกล้ต่อความตายโดยรวดเร็ว. บทว่า วโยคุณา ได้แก่ คุณ คือ กอง (ชั้น) แห่งปฐมวัย มัชฌิมวัย และ ปัจฉิมวัย. จริงอยู่ อรรถแห่งคุณศัพท์ใช้ในอรรถหลายอย่าง เช่นในความหมาย ถึงชั้นแผ่นผ้า ดังพระบาลีว่า อนุชานามิ ภิกฺขเว อหตานํ วตฺถานํ ทิคุณํ สํฆาฏึ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราย่อมอนุญาตผ้าสังฆาฏิทำให้ เป็น ๒ ชั้น ที่ทำด้วยผ้าใหม่ ดังนี้. มีอรรถว่า อานิสงส์ในบทนี้ว่า สตคุณา ทิกฺขิณา ปาฏิกงฺขิตพฺพา แปลว่า พึงหวังทักษิณาร้อยเท่า. อรรถแห่ง คุณศัพท์ ที่มีความหมายถึงโกฏฐาสเช่นในคำว่า อนฺตํ อนฺตคุณํ แปลว่า ไส้ใหญ่ไส้น้อย. ที่มีความหมายยถึงเครื่องผูก เช่นในคำว่า ปญฺจ กามคุณา แปลว่า เครื่องผูกคือกาม ๕ อย่าง ดังนี้. แต่ในที่นี้ อรรถแห่งคุณศัพท์ ใช้ในอรรถว่า ราสิ ซึ่งแปลว่า กอง หรือคณะ เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบ บทว่า วโยคุณา นี้ว่า เป็นกอง แห่งวัย ดังนี้. บทว่า อนุปุพฺพํ ชหนฺติ อธิบายว่า วัยทั้งหลายย่อมละทิ้ง บุคคลไปโดยลำดับ. จริงอยู่ ปฐมวัยย่อมละทิ้งบุคคลผู้ตั้งอยู่ในมัชฌิมวัย
หน้า 51 ข้อ 10
ปฐมวัย และมัชฌิมวัยทั้งสอง ย่อมละทิ้งบุคคลผู้ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย แต่ว่า ใน ขณะแห่งความตาย แม้วัยทั้ง ๓ ก็ต้องละทิ้งบุคคลไป. บทว่า เอตํ ภยํ ความว่า ภัย ๓ อย่างนี้ คือ การก้าวลงไปแห่งกาลทั้งหลาย ความที่ราตรี และทิวาล่วงไปโดยเร็ว และความที่กองแห่งวัยทั้งหลายต้องทอดทิ้งบุคคลไป. คำที่เหลือเช่นกับนัยก่อนนั่นแหละ. จบอรรถกถาอัจเจนติสูตร ที่ ๔
หน้า 52 ข้อ 11, 12
๕. กติฉันทิสูตร [๑๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ กราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถานี้ว่า บุคคลควรตัดเท่าไร ควรละเท่าไร ควรบำเพ็ญคุณอันยิ่งเท่าไร ภิกษุล่วง ธรรมเครื่องข้องเท่าไร พระองค์จึงตรัสว่า เป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว. [๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลควรตัดสังโยชน์เป็นส่วนเบื้อง ต่ำ ๕ อย่าง ควรละสังโยชน์เป็นส่วน เบื้องบน ๕ อย่าง ควรบำเพ็ญอินทรีย์อัน ยิ่ง ๕ อย่าง ภิกษุล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ อย่าง เรากล่าวว่าเป็นผู้ข้ามโอฆะแล้ว.
หน้า 53 ข้อ 12
อรรถกถากติฉินทิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า กติ ฉินฺเท ได้แก่ บุคคลเมื่อตัดควรตัดเท่าไร. แม้ในบท ที่เหลือก็นัยนี้. ก็ในบทว่า ฉินฺเท ชเห นี้ว่าโดยอรรถเป็นอย่างเดียวกัน. เทวดานี้เมื่อเว้นถ้อยคำที่ซ้ำ ๆ ก็เพื่อเป็นประโยชน์แก่การประพันธ์คาถา จึง ได้กล่าวแล้วอย่างนี้. บทว่า กติ สงฺคาติโต แปลว่า ภิกษุก้าวล่วงธรรม อันเป็นเครื่องข้องเท่าไร. พระบาลีว่า สงฺคาติโต บ้าง. มีเนื้อความอย่างนี้ เหมือนกัน. บทว่า ปญฺจ ฉินฺเท ได้แก่ เมื่อตัดควรตัดโอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง. บทว่า ปญฺจ ชเห ได้แก่ เมื่อละควรละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๕ อย่าง การตัดและการละแม้ในที่นี้ เมื่อว่าโดยอรรถก็เป็นอย่างเดียวกัน แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ก็เพราะให้เหมาะสมกับถ้อยคำอันเทวดา อ้างมา. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสว่า โอรัมภาคิยสังโยชน์ ๕ เป็นเครื่องฉุดคร่า ให้ตกไปในเบื้องต่ำ เหมือนกับก้อนหินที่เขาผูกเท้าไว้ จะพึงตัดสังโยชน์นั้นได้ด้วยพระอนาคามิมรรค ดังนี้ และตรัสว่า อุทธัมภาคิย สังโยชน์ ๕ ซึ่งฉุดคร่าไว้เบื้องบน เหมือนกับกิ่งไม้ที่บุคคลใช้มือจับไว้ จะพึงละสังโยชน์นั้นได้ด้วยพระอรหัตมรรค ดังนี้. บทว่า ปญฺจ จุตฺตริ- ภาวเย ความว่า เมื่อเจริญคุณวิเศษให้ยิ่ง คือให้มากกว่า เพื่อต้องการตัด และเพื่อต้องการละสังโยชน์เหล่านั้น ควรเจริญอินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นที่ ๕.
หน้า 54 ข้อ 12
บทว่า ปญฺจสงฺคาติโต ความว่า ก้าวล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ เหล่านี้ คือ เครื่องข้องคือราคะ เครื่องข้องคือโทสะ เครื่องข้องคือโมหะ เครื่องข้องคือมานะ เครื่องข้องคือทิฏฐิ. บทว่า โอฆติณฺโณติ วุจฺจติ เขา กล่าวว่า ข้ามโอฆะทั้ง ๕ ได้แล้ว แต่ในพระคาถานี้ กล่าวถึงอินทรีย์ ๕ ซึ่ง เป็นทั้งโลกิยะ และโลกุตตระ ดังนี้แล. จบอรรถกถากติฉินทิสูตร ที่ ๕
หน้า 55 ข้อ 13, 14
๖. ชาครสูตร [๑๓] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เมื่อธรรมทั้งหลายตื่นอยู่ ธรรมประ- เภทไหนนับว่าหลับ เมื่อธรรมทั้งหลายหลับ ธรรมประเภทไหนนับว่าตื่น บุคคลหมัก- หมมธุลีเพราะธรรมประเภทไหน บุคคล บริสุทธิ์เพราะธรรมประเภทไหน. [๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อสัทธินทรีย์ ๕ อย่างตื่นอยู่ กาม ฉันทาทินิวรณ์ ๕ อย่าง นับว่าหลับ เมื่อ กามฉันทาทินิวรณ์ ๕ อย่างหลับ สัทธา- ทินทรีย์ ๕ อย่าง นับว่าตื่น บุคคลหมัก- หมมธุลีเพราะนิวรณ์ ๕ อย่าง บุคคล บริสุทธิ์เพราะอินทรีย์ ๖ อย่าง.
หน้า 56 ข้อ 14
อรรถกถาชาครสูตร พึงทราบวินิจฉัยสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า ชาครตํแปลว่า ตื่นอยู่. บทว่า ปญฺจ ชาครตํ อธิบายว่า ก็เมื่อว่าโดยคาถาที่วิสัชนา เมื่ออินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้นตื่นอยู่ นิวรณ์ ๕ ก็ชื่อว่า หลับ เพราะเหตุไร. เพราะว่าบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยนิวรณ์ ๕ นั้น นั่งก็ดี ยืนก็ดี แม้นอนจนอรุณขึ้นก็ดี ในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมเป็นผู้ชื่อว่า หลับแล้ว เพราะความประมาท คือเพราะความเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วย อกุศล เมื่อนิวรณ์ ๕ นี้หลับแล้วอย่างนี้ อินทรีย์ ๕ จึงชื่อว่า ตื่นอยู่ เพราะเหตุไร. เพราะว่าบุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยอินทรีย์ ๕ มีศรัทธา เป็นต้นนั้น แม้นอนหลับในที่ใดที่หนึ่ง ก็ชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอยู่ เพราะความไม่ประมาท คือ เพราะเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกุศล. บุคคลย่อมถือเอา ย่อมถือ ย่อมถือมั่นซึ่งธุลี คือกิเลสด้วยนิวรณ์ ๕ นั่นแหละ. พึงทราบเนื้อความนี้ว่า นิวรณ์ทั้งหลายมีกามฉันทะเป็นต้นที่เกิดก่อน ย่อมเป็นปัจจัยแก่กามฉันทะเป็นต้นซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง ดังนี้เป็นต้น จึงชื่อว่า บุคคลย่อมบริสุทธิ์ ด้วยอินทรีย์ ๕ ดังนี้. แม้ในที่นี้ ท่านกล่าวอินทรีย์ ๕ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ดังนี้แล. จบอรรถกถาชาครสูตรที่ ๖
หน้า 57 ข้อ 15, 16
๗. อัปปฏิวิทิตสูตร [๑๕] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดยังไม่ แทงตลอดแล้ว ชนพวกนั้นย่อมถูกจูงไป ในวาทะของชนพวกอื่น ชนพวกนั้นชื่อว่า ยังหลับไม่ตื่น (กาลนี้) เป็นกาลสมควร เพื่อจะตื่นของชนพวกนั้น. [๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดแทง ตลอดดีแล้ว ชนพวกนั้นย่อมไม่ถูกจูงไป ในวาทะของชนพวกอื่น บุคคลผู้รู้ดีทั้ง- หลายรู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว ย่อมประพฤติ เสมอในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ.
หน้า 58 ข้อ 16
อรรถกถาอัปปฏิวัทิตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า ธมฺมา ได้แก่ สัจจธรรม ๔. บทว่า อปฺปฏิวิทิตา ได้แก่ ยังมิได้แทงตลอดด้วยญาณ. บทว่า ปรวาเทสุ ได้แก่ ในวาทะอัน ประกอบด้วยทิฏฐิ ๖๒ จริงอยู่ วาทะเหล่านั้น ชื่อว่า วาทะของชนพวกอื่น เพราะเป็นวาทะของพวกเดียรถีย์ อื่น นอกจากวาทะในศาสนานี้. บทว่า นียเร ได้แก่ ย่อมเคลื่อนไปตามธรรมดาของคนบ้าง บุคคล อื่นย่อมจูง (นำ) ไปบ้าง ในบทเหล่านั้น เมื่อถือเอาวาทะว่าเที่ยง เป็นต้นเอง ชื่อว่า ย่อมเคลื่อนไป. เมื่อถือเอาวาทะว่าเที่ยงนั้น ตามถ้อยคำของผู้อื่น ชื่อว่า ถูกผู้อื่นจูงไป. บทว่า กาโล เตสํ ปพุชฺฌิตุํ อธิบายว่า กาลนี้ เป็นกาล สมควรเพื่อจะตื่นของบุคคลเหล่านั้น. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นในโลก พระธรรมอันพระองค์ย่อมทรงแสดง พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว ทั้งปฏิปทาก็ เจริญ เทวดาจึงกล่าวว่า ก็มหาชนเหล่านี้หลับแล้วในวัฏฏะ ยังไม่ตื่น ดังนี้. ในบทว่า สมฺพุทฺธา ได้แก่ ผู้ตรัสรู้แล้วโดยชอบ ด้วยเหตุ ด้วย การณ์. จริงอยู่ ผู้ตรัสรู้ ๔ จำพวก คือ พระสัพพัญญูพุทธะ ปัจเจก- พุทธะ จตุสัจจพุทธะ และ สุตพุทธะ. ในพุทธะเหล่านั้น ผู้บำเพ็ญ บารมี ๓๐ ทัศ แล้วบรรลุพระสัมมาสัมโพธิ ชื่อว่า พระสัพพัญญูพุทธะ. ผู้บำเพ็ญบารมีสิ้น ๒ อสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป จึงบรรลุด้วยตนเอง ชื่อว่า
หน้า 59 ข้อ 16
พระปัจเจกพุทธะ. พระขีณาสพผู้สิ้นอาสวะโดยไม่เหลือ ชื่อว่า จตุสัจจพุทธะ. ผู้เป็นพหูสูต ชื่อว่า สุตพุทธะ. พุทธะมีในก่อนแม้ทั้ง ๓ ย่อมสมควรใน อรรถนี้. บทว่า สมฺมทญฺาย ได้แก่ รู้ด้วยเหตุด้วยการณ์. บทว่า จรนฺติ วิสเม สมํ อธิบายว่า ย่อมประพฤติเสมอในโลกสันนิวาสอันไม่เสมอ หรือ ในหมู่สัตว์อันไม่เสมอ หรือว่ากิเลสชาตอันไม่เสมอดังนี้แล. จบอรรถกถาอัปปฏิวิทิตสูตรที่ ๗
หน้า 60 ข้อ 17, 18
๘. สุสัมมุฏฐสูตร [๑๗] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธรรมทั้งหลายอันชนพวกใดลืมเลือน แล้ว ชนพวกนั้น ย่อมถูกจูงไปในวาทะ ของชนพวกอื่น ชนพวกนั้นชื่อว่ายังหลับ ไม่ตื่น(กาลนี้) เป็นกาลควรเพื่อจะตื่นของ ชนพวกนั้น. [๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ธรรมทั้งหลาย อันชนพวกใดไม่ลืม เลือนแล้ว ชนพวกนั้นย่อมไม่ถูกจูงไปใน วาทะของชนพวกอื่น บุคคลผู้รู้ดีทั้งหลาย รู้ทั่วถึงโดยชอบแล้ว ย่อมประพฤติเสมอ ในหมู่สัตว์ผู้ประพฤติไม่เสมอ.
หน้า 61 ข้อ 18
อรรถกถาสุสัมมุฏฐสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๘ ต่อไป:- บทว่า สุสมฺมุฏฺา ได้แก่ เป็นผู้หลงลืมแล้ว โดยความเป็นผู้ไม่ แทงตลอดด้วยปัญญา เหมือนอย่างว่า ชาวนาไถนา ๒ แปลง ก็พึงใส่ข้าวมาก เมื่อหมายถึงข้าวที่ไม่ได้ จากนาที่ตนไม่ได้หว่าน กล่าวว่า ข้าวของเราเป็น อันมาก เสียหายแล้ว ย่อมกล่าวถึงข้าวที่ไม่ได้นั้นเองว่า เสียหายแล้ว ฉันใด แม้ในที่นี้ ก็ฉันนั้น ชื่อว่า หลงลืมแล้ว เพราะความที่ตนแทงไม่ตลอด. บทว่า อสมฺมุฏา ได้แก่ ชื่อว่า ไม่หลงลืมแล้ว เพราะความที่ตนแทง ไม่ตลอดด้วยปัญญา. คำที่เหลือ เช่นกับนัยก่อน ดังนี้แล. จบ อรรถกถาสุสัมมุฏฐสูตรที่ ๘
หน้า 62 ข้อ 19, 20
๙. มานกามสูตร [๑๙] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าว คาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ทมะย่อมไม่มีแก่บุคคลที่ปรารถนา มานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มีจิต ไม่ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่า ประมาทแล้ว ไม่พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งเตภูมิ- กวัฏอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้. [๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดีแล้ว มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว เป็นผู้เดียว เมื่ออยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว บุคคลนั้นพึงข้ามฝั่งแห่งเตภูมิกวัฎเป็นที่- ตั้งแห่งมัจจุได้.
หน้า 63 ข้อ 20
อรรถกถามานกามสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า มานกามสฺส ได้แก่ บุคคลผู้ใคร่อยู่ คือปรารถนาอยู่ซึ่ง มานะ. บทว่า ทโม อธิบายว่า เทวดาย่อมกล่าวว่า ทมะอันเป็นไปในฝ่ายสมาธิ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นปานนี้. ก็ในบทว่า สจฺเจน ทนฺโต ทมสา อุเปโต เวทนฺตคู วิสิตพฺรหฺมจริโย แปลว่า บุคคลผู้ฝึกฝนแล้วด้วยสัจจะผู้เข้าถึง แล้วด้วยทมะ ผู้ถึงที่สุดแห่งเวท ผู้อยู่จบพรหมจรรย์ ดังนี้ ท่านเรียกอินทรีย์ ว่า ทมะ. ในบทว่า ยทิ สจฺจา ทมา จาคา ขนฺตยา ภิยฺโยธ วิชฺชติ แปลว่า ผิว่า จะมีธรรมอื่นยิ่งกว่า สัจจะ ทมะ จาคะ ขันติ ในโลกนี้ ดังนี้ ท่านเรียกปัญญา ว่า ทมะ. ในคำนี้ว่า ทาเนน ทเมน สํยเมน สจฺจวาเทน อตฺถิ ปุญฺํ อตฺถิ ปุญฺสฺส อาคโม แปลว่า บุญมีอยู่ การมาถึงแห่งบุญย่อมมี ด้วยทาน ด้วยทมะ. ด้วยสังยมะ ด้วยสัจจวาจา ดังนี้ ท่านเรียก อุโบสถกรรม ว่า ทมะ. ในคำว่า สกฺขิสฺสสิ โข ตฺวํ ปุณฺณ อิมินา ทมูปสเมน สมนฺนาคโต สุนาปรนฺตสฺมึ ชนปเท วิหริตุํ แปลว่า ดูก่อนปุณณะ เธอเป็นผู้ประกอบด้วยความอดทนด้วยความสงบนี้แล้ว จักอาจเพื่อ อยู่ใน ชนบทสุนาปรันตะดังนี้ ท่านเรียก อธิวาสนขันติ ว่า ทมะ แต่คำว่า ทมะ ในพระสูตรนี้ เป็นชื่อของธรรมอันเป็นฝ่ายสมาธิ เพราะเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า น โมนมตฺถิ อสมาหิตสฺส แปลว่า ความรู้ย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น. ในบทเหล่านั้น บทว่า โมนํ ได้แก่
หน้า 64 ข้อ 20
ญาณในมรรค ๔. จริงอยู่ ญาณในมรรค ๔ นั้น ญาณใด ย่อมรู้ เหตุนั้น ญาณนั้น จึงชื่อว่า โมนะ อธิบายว่า ย่อมรู้สัจจธรรม ๔. บทว่า มจฺจุเธยฺยสฺส ได้แก่ วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ จริงอยู่ วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ นั้น ท่านเรียกว่า มัจจุเธยยะ เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้งแห่งความตาย. บทว่า ปารํ ได้แก่ ฝั่ง (นิพพาน) คือที่ดับแห่งเตภูมิกวัฏนั้นแล. บทว่า ตเรยฺย ได้แก่ พึงแทงตลอด หรือพึงถึง. คำนี้ ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่าประมาทแล้ว ไม่พึงข้ามพ้น ไม่พึงแทงตลอด ไม่พึง ถึงฝั่งแห่งเตภูมิกวัฎอันเป็นที่ตั้งแห่งมัจจุได้. ในบทว่า มานํ ปหาย ได้แก่ ละมานะ ๙ อย่าง ด้วยพระอรหัตมรรค. บทว่า สุสมาหิตตฺโต ได้แก่ มีจิตตั้งมั่นดีแล้วด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. บทว่า สุเจตโส ได้แก่ จิตที่ดีสัมปยุตแล้วด้วยญาณ อธิบายว่า จริงอยู่ ท่านไม่เรียกว่า ผู้มีจิตดี โดยปราศจากญาณ เพราะฉะนั้น ผู้นั้น จึงชื่อว่า มีจิตดี เพราะประกอบ ด้วยญาณ. บทว่า สพฺพธิ วิปฺปมุตฺโต ความว่า พ้นไปแล้วในธรรม ทั้งปวง มีขันธ์ และอายตนะเป็นต้น. ในคำว่าว่า ตเรยฺย นี้ ท่านกล่าวว่า เมื่อก้าวล่วงเตภูมิกวัฏ แทงตลอด ถึงพระนิพพานข้ามไป ดังนี้ จึงชื่อว่า การข้ามพ้นด้วยการแทงตลอด. เพราะเหตุนี้ สิกขา ๓ เป็นอันท่านกล่าวแล้วด้วยคาถานี้. อย่างไร คือ ขึ้นชื่อว่า มานะ นี้ เป็นเครื่องทำลายศีล เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวถึงอธิศีลสิกขา ด้วยคำว่า มานํ ปหาย แปลว่า ละมานะแล้ว. ท่านกล่าวอธิจิตตสิกขา ด้วยคำว่า สุสมาหิตตฺโต แปลว่า มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว. ท่านแสดงปัญญาไว้ ด้วยจิตตศัพท์ ในคำว่า สุเจตโส นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า แสดงอธิ- ปัญญาสิกขา ด้วยคำว่า สุเจตโส นี้.
หน้า 65 ข้อ 20
เมื่อศีลมี ก็ชื่อว่ามีอธิศีล เมื่อจิตมีก็ชื่อว่ามีอธิจิต เมื่อปัญญามีก็ชื่อว่า มีอธิปัญญา เพราะฉะนั้น ศีล ๕ ก็ดี ศีล ๑๐ ก็ดี จึงชื่อว่าศีล ในที่นี้. ปาฏิโมกขสังวร พึงทราบว่าชื่อว่า อธิศีล. สมาบัติ ๘ ชื่อว่า จิต. ฌานอันเป็น บาทแห่งวิปัสสนา ชื่อว่า อธิจิต. กัมมสัสกตญาณ ชื่อว่า ปัญญา. วิปัสสนา ชื่อว่า อธิปัญญา. จริงอยู่ ศีลที่เป็นไปในกาลที่พระพุทธเจ้ายังไม่เกิด ฉะนั้น ศีล ๕ ศีล ๑๐ ชื่อว่า ศีลเท่านั้น. ปาฎิโมกขสังวรศีลย่อมเป็นไปในกาลที่พุทธเจ้า ทรงอุบัติขึ้น ฉะนั้น จึงชื่อว่า อธิศีล. แม้ในจิตและปัญญา ก็นัยนี้เหมือนกัน. อีกอย่างหนึ่ง แม้ศีล ๕ ศีล ๑๐ อันผู้ปรารถนาพระนิพพาน สมาทาน แล้วก็ชื่อว่า อธิศีลเหมือนกัน. แม้สมาบัติ ๘ ที่เข้าถึงแล้ว ก็ชื่อว่า อธิจิต เหมือนกัน. หรือว่า โลกียศีลทั้งหมด ชื่อว่า ศีล เหมือนกัน โลกุตรศีล ชื่อว่า อธิศีล. แม้ในจิตและปัญญา ก็นัยนี้เหมือนกัน. ท่านประมวลสิกขา ๓ มากล่าวศาสนธรรมทั้งสิ้นไว้ ด้วยพระคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบอรรถกถามานกามสูตรที่ ๙
หน้า 66 ข้อ 21, 22
๑๐. อรัญญสูตร [๒๑] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า วรรณะของภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในป่า ฉันภัตอยู่หนเดียว เป็นสัตบุรุษผู้ประพฤติ ธรรมอันประเสริฐ ย่อมผ่องใสด้วยเหตุ อะไร. [๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุทั้งหลายไม่เศร้าโศกถึงปัจจัยที่ ล่วงแล้ว ไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึง เลี้ยงตนด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า วรรณะ(ของภิกษุทั้งหลายนั้น) ย่อมผ่องใส ด้วยเหตุนั้น เพราะความปรารถนาถึง ปัจจัยที่ยังไม่มาถึง และความโศกถึงปัจจัย ที่ล่วงแล้ว พวกพาลภิกษุจึงซูบซีด เหมือนต้นอ้อสดที่ถูกถอนเสียแล้ว ฉะนั้น จบ นฬวรรค ที่ ๑
หน้า 67 ข้อ 22
อรรถกถาอรัญญสูตร พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า สนฺตานํ ได้แก่ ผู้มีกิเลสอันสงบระงับแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่บัณฑิต. แม้บัณฑิตท่านก็เรียกว่า สัตบุรุษ เช่นในคำมีอาทิว่า สนฺโต ทเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ ทูเร สนฺโต ปกาเสนฺติ ดังนี้ก็มี. บทว่า พฺรหฺมจารินํ แปลว่า ผู้พระพฤติธรรมอันประเสริฐ คือ ผู้อยู่ประพฤติมรรค พรหมจรรย์. หลายบทว่า เกน วณฺโณ ปสีทติ ความว่า เทวดาทูลถามว่า ผิวพรรณของภิกษุผู้อยู่ป่า ย่อมผ่องใส ด้วยเหตุอะไร. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร เทวดานี้จึงทูลถามอย่างนี้. ตอบว่า ได้ยินว่า เทวดานี้เป็นภุมมเทวดาอาศัยอยู่ ในไพรสณฑ์เห็นภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่ป่ากลับจากบิณฑบาตหลังภัตแล้วเข้าไป สู่ป่า ถือเอาลักษณกรรมฐาน (กรรมฐานตามปกติวิปัสสนา) ในที่เป็นที่พัก ในเวลากลางคืน และที่เป็นที่พักในเวลากลางวันเหล่านั้นนั่งลงแล้ว. ก็เมื่อ ภิกษุเหล่านั้นนั่งด้วยกรรมฐานอย่างนี้แล้ว เอกัคคตาจิตซึ่งเป็นเครื่องชำระของ ท่านก็เกิดขึ้น. ลำดับนั้น ความสืบต่อแห่งวิสภาคะก็เข้าไปสงบระงับ. ความสืบต่อแห่งสภาคะหยั่งลงแล้ว จิตย่อมผ่องใส เมื่อจิตผ่องใสแล้ว โลหิต ก็ผ่องใส. อุปาทารูปทั้งหลาย ซึ่งมีจิตเป็นสมุฏฐาน ย่อมบริสุทธิ์. วรรณะ แห่งหน้า ย่อมเป็นราวกะสีแห่งผลตาลสุกที่หลุดจากขั้วฉะนั้น. เทวดานั้น ครั้นเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว จึงดำริว่า ธรรมดาว่า สรีระ วรรณะ (ผิวพรรณแห่งร่างกาย) นี้ ย่อมผ่องใสแก่บุคคลผู้ได้อยู่ซึ่งโภชนะ ทั้งหลายอันสมบูรณ์มีรสอันประณีต ผู้มีที่อยู่อาศัยเครื่องปกปิด ที่นั่งที่นอนมี
หน้า 68 ข้อ 22
สัมผัสอันสบาย ผู้ได้ปราสาทต่าง ๆ มีปราสาท ๗ ชั้นเป็นต้น อันให้ความสุข ทุกฤดูกาล และแก่ผู้ได้วัตถุทั้งหลาย มีระเบียบดอกไม้ของหอม และเครื่อง ลูบไล้เป็นต้น แต่ภิกษุเหล่านี้เที่ยวบิณฑบาตฉันภัตปะปนกัน ย่อมสำเร็จ การนอนบนเตียงน้อยทำด้วยใบไม้ต่าง ๆ หรือนอนบนแผ่นกระดาน หรือบน ศิลา ย่อมอยู่ในที่ทั้งหลายมีโคนไม้เป็นต้น หรือว่าที่กลางแจ้ง วรรณะของ ภิกษุเหล่านี้ ย่อมผ่องใส เพราะเหตุอะไรหนอแล ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้ ทูลถามข้อความนั้นกะพระบรมศาสดา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสถึงเหตุนั้นแก่เทวดา จึง ตรัสพระคาถาที่ ๒. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตีตํ ความว่า พระเจ้า- ธรรมิกราช พระนามโน้น ได้มีในกาลอันล่วงแล้ว. พระราชาพระองค์นั้นได้ ถวายปัจจัยทั้งหลายอันประณีต ๆ แก่พวกเรา. อุปัชฌาย์อาจารย์ของเราเป็นผู้ มีลาภมาก ครั้งนั้น พวกเราฉันอาหารเห็นปานนี้ ห่มจีวรเห็นปานนี้ ภิกษุ เหล่านี้ ย่อมไม่ตามเศร้าโศก ถึงปัจจัยที่ล่วงมาแล้ว เหมือนภิกษุผู้มีปัจจัย มากบางพวก อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. สองบทว่า นปฺปชปฺปนฺติ นาคตํ อธิบายว่า พระเจ้าธรรมิกราช จักมีในอนาคต ชนบททั้งหลายจักแผ่ไป วัตถุทั้งหลายมีเนยใสเนยข้นเป็นต้น จักเกิดขึ้นมากมาย ผู้บอกกล่าวจักมีในที่นั้น ๆ ว่า ขอท่านทั้งหลายจงเคี้ยวกิน จงบริโภคเป็นต้น ในกาลนั้น พวกเราจักฉันอาหารเห็นปานนี้ จักห่มจีวร เห็นปานนี้ ภิกษุทั้งหลายเหล่านี้ ย่อมไม่ปรารถนาปัจจัยที่ยังมาไม่ถึงอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ความว่า ย่อมเลี้ยงตนเองด้วยปัจจัย อย่างใดอย่างหนึ่งที่ได้ในขณะนั้น. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยเหตุแม้ ๓ อย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแสดงการถึงพร้อมแห่งวรรณะอย่างนี้แล้ว บัดนี้
หน้า 69 ข้อ 22
เมื่อจะแสดงความพินาศแห่งวรรณะนั้นนั่นแหละ จึงตรัสพระคาถาในลำดับนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคตปฺปชปฺปาย แปลว่า เพราะปรารถนา ปัจจัยที่ยังไม่มาถึง. บทว่า เอเตน ได้แก่ ด้วยเหตุทั้ง ๒ นี้. บทว่า นโฬว หริโต ลุโต อธิบายว่า พวกพาลภิกษุจักซูบซีด เหมือนต้นอ้อสดที่บุคคล ถอนทิ้งที่แผ่นหินอันร้อน จักเหี่ยวแห้ง ฉะนั้นแล. จบอรรถกถาอรัญญสูตร ที่ ๑๐ จบนฬวรรคที่ ๑ รวมพระสูตรในนฬวรรคที่ ๑ ๑. โอฆตรณสูตร ๒. นิโมกขสูตร ๓. อุปเนยยสูตร ๔. อัจเจนติสูตร ๕. กติฉินทิสูตร ๖. ชาครสูตร ๗. อัปปฏิวิทิตสูตร ๘. สุสัมมัฏฐสูตร ๙. มานกามสูตร ๑๐. อรัญญสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 70 ข้อ 23, 24, 25
นันทหวรรคที่ ๒ ๑. นันทนสูตร ว่าด้วยคำของพระอรหันต์ [๒๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. [๒๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งแวดล้อมด้วยหมู่นาง อัปสร อิ่มเอิบพรั่งพร้อมด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ พวกนางอัปสรบำเรอ อยู่ในสวนนันทนวันได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า เทวดาเหล่าใดไม่เห็นนันทนวัน อัน เป็นที่อยู่ของหมู่นรเทพ สามสิบ ผู้มียศ เทวดาเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักความสุข. [๒๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์ หนึ่งได้ย้อนกล่าวกะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า ดูก่อนท่านผู้เขลา ท่านย่อมไม่รู้จัก คำของพระอรหันต์ทั้งหลายว่า สังขารทั้ง ปวงไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความ สงบระงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข.
หน้า 71 ข้อ 25
อรรถกถานันทนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑ แห่ง นันทนวรรคต่อไป:- บทว่า ตตฺร แปลว่า ในพระอารามนั้น . ศัพท์ว่า โข สักว่าเป็น นิบาตอันสามารถทำพยัญชนะให้สละสลวย. บทว่า ภิกฺขู อามนฺเตสิ ได้แก่ ย่อมให้ภิกษุทั้งหลายซึ่งเป็นบริษัทผู้เลิศทราบ. บทว่า ภิกฺขโว เป็นบทแสดง ถึงอาการที่เรียกภิกษุเหล่านั้นมา. บทว่า ภทนฺเต เป็นคำทูลรับพระดำรัส. บทว่า เต ภิกฺขู ความว่า ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้มีหน้าเฉพาะซึ่งจะรับพระธรรม- เทศนา คือ ภิกษุเหล่านั้น. บทว่า ภควโต ปจฺจสฺโสสุํ ความว่า ภิกษุ เหล่านั้นฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เป็นผู้มีหน้าเฉพาะ คือ ฟัง แล้วทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า เอตทโวจ ความว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำเป็นอาทิว่า เรื่องนี้ได้เคยมีมาแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาวตึสกายิกา ได้แก่ เกิดในหมู่ของ เทวดาชั้นดาวดึงส์ท่านเรียกเทวโลกชั้นที่สองว่า ตาวติงสกายะ (แปลว่ามีพวก ๓๓ หรือหมู่นรเทพ ๓๓) อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ได้ยินว่า บัญญัติชื่อว่า ตาวติงสกายะ นี้ เกิดขึ้นในเทวโลกนั้น เพราะอาศัยเทวบุตร ๓๓ องค์ อุบัติขึ้นในที่นั้น เพราะ ทำกาละของชน ๓๓ กับมฆมาณพในบ้านอจลคาม ดังนี้. ก็เพราะเทวโลก- กามาวจร ๖ ชั้น มีอยู่แม้ในจักรวาลที่เหลือ ตามที่ได้ตรัสไว้ว่า มีท้าวจาตุม- มหาราชาหนึ่งพันองค์ มีพิภพดาวดึงส์หนึ่งพัน ดังนี้เป็นต้น ฉะนั้น พึงทราบ นามบัญญัตินี้ของเทวโลกนั้น ดังนี้. จริงอยู่ โดยเหตุนี้นั้น บทว่า ตาวตึสกาย จึงไม่ผิดไป.
หน้า 72 ข้อ 25
พึงทราบวิเคราะห์ในบทว่า นนฺทนวเน นี้ว่า ป่านั้น ย่อมยังบุคคล ทั้งหลายผู้เข้าไปแล้วๆ ให้เพลิดเพลิน ย่อมให้ยินดี เพราะเหตุนั้น ป่านั้น จึง ชื่อว่า นันทนะ แปลว่ายังบุคคลผู้เข้าไปแล้วให้ยินดี. จริงอยู่ ครั้นเมื่อ มรณนิมิต ๕ อย่างเกิดขึ้นแล้ว พวกเทวดาทั้งหลายย่อมคร่ำครวญอยู่ว่า พวก เราจักต้องละทิ้งสมบัติจุติไป ดังนี้. ท้าวสักกะจอมเทพ จะให้โอวาทว่า ท่านทั้งหลายอย่าร่ำไห้เลย ขึ้น ชื่อว่าสังขารทั้งหลายมีอันไม่แตกดับไปหามีไม่ ดังนี้ แล้วจึงให้เทวดานั้นเข้า ไปสู่สวนนันทนวันนั้น ความเศร้าโศกเพราะมรณะของเทวดานั้นแม้จะถูกเทวดา อื่นประคองแขนไป ก็ย่อมสงบระงับได้ เพราะเห็นสมบัติแห่งสวนนันทวัน นั้น. ความปรีดาปราโมทย์เท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น. ทีนั้น เมื่อเทวดาทั้งหลาย กำลังเล่นอยู่ในสวนนันทวันนั้นนั่นแหละ (ร่างกาย) ย่อมละลายไปดุจก้อน หิมะที่ถูกเผาด้วยความร้อน และย่อมถูกขจัดไป ดุจเปลวประทีปถูกลมพัดดับ ไป ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ที่ใดที่หนึ่ง ย่อมยังเทวดาผู้เข้าไปในภายในแล้ว ให้ เพลิดเพลินให้ยินดีนั่นแหละ เพราะเหตุนั้น ที่นั้นจึงชื่อว่า นันทนะ. ในที่นี้ ได้แก่ ในสวนนันทวันนั้น. บทว่า อจฺฉรา ในบทว่า อจฺฉราสงฺฆปริวุตา นี้เป็นชื่อ เทวธิดา ผู้แวดล้อมในหมู่ของนางอัปสรนั้น. บทว่า ทิพฺเพหิ ได้แก่ ผู้เกิดในเทวโลก. บทว่า ปญฺจหิ กามคุเณหิ ได้แก่ ด้วยเครื่อง ผูก คือ กาม หรือส่วนแห่งกาม ๕ กล่าวคือ รูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะ อันเป็นที่รักที่ชอบใจ. บทว่า สมปฺปิตา คือเข้าถึงแล้ว. คำว่า พรั่งพร้อมนอกนี้ก็เป็นไวพจน์ของการเข้าถึงแล้วนั่นแหละ. บทว่า ปริจาริย- มานา ได้แก่เทวดาทั้งหลายรื่นรมย์อยู่ คือ ยังอินทรีย์ให้รื่นเริงในกามคุณ มี รูปเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า ตายํ เวลายํ ได้แก่ ในเวลาที่บำเรอนั้น.
หน้า 73 ข้อ 25
ก็กาลนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ไม่นานเทวบุตรนั้นก็อุบัติขึ้น. จริงอยู่ อัตภาพของเทวดาที่อุบัติขึ้นนั้นมีประมาณ ๓ คาวุต รุ่งโรจน์อยู่ ราวกะแท่ง ทองสีแดง เทวบุตรนั้นนุ่งห่มผ้าทิพย์ประดับตกแต่งด้วยเครื่องประดับอันเป็น ทิพย์ ทัดทรงด้วยดอกไม้ทิพย์ อันนางอัปสรลูบไล้อยู่ด้วยจันทน์และจุณทั้งหลาย อันเป็นทิพย์ ถูกปกคลุมแล้ว บดขยี้แล้ว หุ้มห่อแล้วด้วยกามคุณ ๕ อันเป็น ทิพย์ ถูกความโลภครอบงำ ไม่เห็นอยู่ซึ่งพระนิพพานอันเป็นที่สลัดออกจาก โลก เมื่อกล่าวคาถานี้ว่า น เต สุขํ ปชานฺนติ เป็นต้น ด้วยเสียงอันดัง แล้วก็เที่ยวไปในสวนนันทวัน เป็นเหมือนบุคคลกล่าววาจาหยาบคาย (อันมี ใช่เป็นวาจาของสัตบุรุษ) ด้วยเหตุนั้น เทวบุตรนั้น จึงได้กล่าวคาถานี้ใน เวลานั้น. บทว่า เย น ปสฺสนฺติ นนฺทนํ ได้แก่ เทวดาเหล่าใดซึ่งอยู่ในที่นั้ ย่อมไม่เห็นนันทวันด้วยสามารถแห่งการเสวยเบญจกามคุณ. บทว่า นรเทวานํ ได้แก่ นระผู้เป็นเทพ. คือบุรุษผู้เป็นเทพ. บทว่า ติทสานํ แปลว่า สามสิบ (ไตรทศ). บทว่า ยสสฺสินํ แปลว่า ถึงพร้อมด้วยยศ คือบริวาร (บริวารยศ). สองบทว่า อญฺตรา เทวตา ได้แก่ เทวดาผู้เป็นพระอริยสาวิกา องค์หนึ่ง. บทว่า ปจฺจภาสิ อธิบายว่า เทวดาผู้โง่เขลานี้ ย่อมสำคัญสัมบัติ (ของตน) นี้ว่าเป็นของมั่งคั่งเป็นของไม่หวั่นไหว ย่อมไม่ทราบถึงความที่ สมบัตินั้น มีการแตกสลายเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนี้ เทวดาผู้พระอริยสาวิกา ผู้ไม่ละความตั้งใจแสดงสภาวะ จึงได้ย้อนกล่าวด้วยคาถานี้ว่า น ตฺวํ พาเล แปลว่า ดูก่อนท่านผู้เขลา. บทว่า ยถา อรหตํ วโจ อธิบายว่า เมื่อ คัดค้านความต้องการของเทวดาผู้โง่เขลาอย่างนี้ว่า ท่านย่อมไม่รู้คำของ พระอรหันต์ทั้งหลายโดยแท้จริงดังนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงคำของพระอรหันต์ ทั้งหลายจึงกล่าวคำว่า อนิจฺจา เป็นต้น.
หน้า 74 ข้อ 25
บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อนิจฺจา สพฺเพ สงฺขารา อธิบายว่า สังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วหามี ไม่ (เกิดแล้วก็ดับไป). คำว่า อุปฺปาทวยธมฺมิโน ได้แก่ สภาวะที่เกิดขึ้น และเสื่อมไป (มีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา). คำว่า อุปฺปชฺ- ชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ นี้ เป็นไวพจน์ของคำก่อน (คือ อุปฺปาทวย). อีก อย่างหนึ่ง แปลว่า เพราะเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มี ความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา. ก็ในที่นี้ ท่านถือเอาฐานะในลำดับนั้น นั่นแหละด้วยศัพท์อุปปาทะและวยะ. คำว่า เตสํ วูปสโม สุโข อธิบายว่า พระนิพพาน กล่าวคือ ความเข้าไปสงบระงับแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็น สุข. นี้เป็นคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล. จบอรรถกถานันทนสูตรที่ ๑
หน้า 75 ข้อ 26, 27
๒. นันทิสูตร ว่าด้วยผู้ไม่มีความยินดี [๒๖] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้ง- หลาย คนมีโคย่อมยินดีเพราะโคทั้งหลาย เหมือนกันฉะนั้น เพราะอุปธิเป็นความดี ของคน บุคคลใดไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่มี ยินดีเลย. [๒๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะ บุตรทั้งหลาย บุคคลมีโค ย่อมเศร้าโศก เพราะโคทั้งหลายเหมือนกันฉะนั้น เพราะ อุปธิเป็นความเศร้าโศกของคน บุคคลใด ไม่มีอุปธิ บุคคลนั้นไม่เศร้าโศกเลย.
หน้า 76 ข้อ 27
อรรถกถานันทิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า นนฺทติ แปลว่า ย่อมยินดี คือ ย่อมมีใจเป็นของ ๆ ตน. บทว่า ปุตฺติมา ได้แก่ มีบุตรมาก. จริงอยู่ บุตรบางพวกทำกสิกรรมแล้ว ย่อมยังยุ้งข้าวเปลือกให้เต็ม บางพวกทำการค้าแล้วย่อมนำเงินและทองมา บางพวกบำรุงพระราชา (รับราชการ) ย่อมได้วัตถุทั้งหลายมียาน พาหนะ คาม นิคมเป็นต้น. มารดาหรือบิดาเมื่อเสวยสิริอันเกิดขึ้นด้วยอานุภาพแห่งบุตร เหล่านั้น ย่อมยินดี. อีกอย่างหนึ่ง มารดาหรือบิดาเห็นบุตรทั้งหลาย ผู้อันบุคคล ตกแต่งประดับประดา ทำให้เกิดความยินดี เสวยอยู่ซึ่งสมบัติในวันรื่นเริง เป็นต้น ย่อมยินดี. ด้วยเหตุนั้น เทวดา หมายเอาความเป็นไปนั้น จึงกล่าวว่า นนฺทติ ปุตฺเตหิ ปุตฺติมา แปลว่า คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตรทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า โคหิ ตเถว ความว่า คนมีบุตรย่อมยินดีเพราะบุตร ฉันใด แม้คนมีโค ก็ฉันนั้น คนมีโคเห็นมณฑลแห่งโค (สนามโค) สมบูรณ์แล้ว เพราะอาศัยโคทั้งหลาย เสวยสมบัติ คือ เบญจโครส จึงชื่อว่า ย่อมยินดี เพราะโคทั้งหลาย. บทว่า อุปธิ ในบทว่า อุปธีหิ นรสฺส นนฺทนา นี้ได้แก่ อุปธิ ๔ อย่าง คือ กามูปธิ (อุปธิคือกาม) ขันธูปธิ (อุปธิคือขันธ์) กิเลสูปธิ (อุปธิคือกิเลส) และอภิสังขารูปธิ (อุปธิคืออภิสังขาร). จริงอยู่ แม้กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสเรียกว่า อุปธิ เพราะวจนัตถะนี้ว่า ความสุขที่บุคคลเข้าไปตั้งไว้ในกามคุณนี้ ก็เพราะความที่ กามเหล่านี้ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งความสุขดังที่ตรัสไว้ อย่างนี้ว่า ความสุข ความ
หน้า 77 ข้อ 27
โสมนัส อันใด อาศัยกามคุณ ๕ เกิดขึ้น นี้ชื่อว่า ความพอใจในกามทั้งหลาย ดังนี้. แม้ขันธ์ทั้งหลาย ก็ตรัสเรียกว่า อุปธิ เพราะความที่ขันธ์เหล่านั้น เป็นที่อาศัยอยู่ แห่งทุกข์ซึ่งมีขันธ์เป็นมูล. แม้กิเลสทั้งหลาย ก็ตรัสเรียกว่า อุปธิ เพราะความที่กิเลสเหล่านั้นเป็นที่อาศัยอยู่แห่งทุกข์ในอบาย. แม้อภิสังขาร ทั้งหลายก็ตรัสเรียกว่า อุปธิ เพราะความที่อภิสังขารเหล่านั้นเป็นที่อาศัยอยู่ แห่งทุกข์ในภพ. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอา กามูปธิ เพราะกามคุณ ๕ อัน บุคคลบำรุงบำเรอด้วยอำนาจแห่งวัตถุทั้งหลาย มีการอยู่ในปราสาท ๓ ฤดู เป็นต้น มีที่นั่งที่นอนอาภรณ์เสื้อผ้าอันโอฬาร มีบริวารคอยบำเรอด้วยการ ฟ้อนรำเป็นต้น เป็นเหตุนำมาซึ่งปีติโสมนัส ย่อมยังนระให้ยินดีอยู่ ฉะนั้น บุตรทั้งหลายและโคทั้งหลาย ฉันใด พึงทราบว่า แม้อุปธิเหล่านี้ก็ฉันนั้น เพราะเป็นที่ยินดีของนระ. บาทแห่งคาถาว่า น หิ โส นนฺทติ โย นิรูปธิ ความว่า บุคคลใด ไม่มีอุปธิ คือ เว้นจากการถึงพร้อมด้วยกามคุณ เป็นผู้ขัดสน มี อาหารและเครื่องนุ่งห่มหาได้โดยยาก บุคคลนั้นแลย่อมยินดีไม่ได้. ถามว่า มนุษย์เพียงดังเปรต มนุษย์เพียงดังสัตว์นรก เห็นปานนี้ จักยินดีอย่างไร. ตอบว่า ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสวิสัชนาไว้แล้ว (ในคาถา ที่ ๒๗) พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับคำ (อันเทวดากล่าว) นี้แล้ว ทรงพระ ดำริว่า เทวดานี้ ย่อมทำเรื่องแห่งความเศร้าโศกนั่นแหละ ให้เป็นเรื่องน่ายินดี เราจักแสดงความที่สิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องแห่งความเศร้าโศกแก่เธอ ดังนี้ เมื่อจะ
หน้า 78 ข้อ 27
ทำลายวาทะของเทวดานั้น ด้วยอุปมานั้นนั่นเอง เหมือนบุคคลยังถ้อยคำอัน เป็นเหตุผลให้ตกไปด้วยเหตุผล จึงทรงเปลี่ยนพระคาถานั้นนั่นแหละ แล้วตรัส ว่า โสจติ เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสจติ ปุตฺเตหิ ความว่า เมื่อบุตร ทั้งหลายสูญหายไปก็ดี เสื่อมเสียไปก็ดี ด้วยอำนาจแห่งการเดินทางไปต่างประเทศ แม้มีความสงสัยในบัดนี้ว่า จักสูญเสียไป มารดาและบิดาย่อมเศร้าโศก. อนึ่ง เมื่อบุตรตายแล้วก็ดี กำลังจะตายก็ดี หรือถูกราชบุรุษหรือโจร เป็นต้นจับตัวไป หรือว่าเข้าไปสู่เงื้อมมือของข้าศึกทั้งหลาย มารดาหรือบิดา เป็นผู้มีความสงสัยว่าตายแล้วก็ดี ย่อมเศร้าโศก. เมื่อบุตรพลัดตกจากต้นไม้ หรือจากภูเขาเป็นต้น มีมือและเท้าหักก็ดี บอบช้ำก็ดี มีความสงสัยว่าแตกหัก แล้วก็ดี มารดาหรือบิดาย่อมเศร้าโศก. บุคคลมีบุตรย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร ทั้งหลาย ฉันใด แม้คนมีโคก็ฉันนั้น ย่อมเศร้าโศกเพราะโคทั้งหลาย โดย อาการ ๙ อย่าง. บาทพระคาถาว่า อุปธี หิ นรสฺส โสจนา ความว่า เหมือนอย่างว่า บุตรและโคทั้งหลาย ฉันใด แม้อุปธิคือ กามคุณ ๕ ก็ฉันนั้น ย่อมยังนระ ให้เศร้าโศก โดยนัยที่ตรัสไว้ว่า ตสฺส เจ กามยมานสฺส ฉนฺทชาตสฺส ชนฺตุโน เต กามา ปริหายนฺติ สลุลวิทฺโธว รุปฺปติ หากว่าสัตว์นั้นมีความรักใคร่มีความ พอใจเกิดแล้ว กามเหล่านั้นย่อมยังเขาให้ ย่อยยับไป เหมือนบุคคลถูกลูกศรแทงแล้ว ย่อมพินาศ ฉะนั้น.
หน้า 79 ข้อ 27
เพราะฉะนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า ความเศร้าโศกของนระ ก็คือเรื่อง ความเศร้าโศกนั่นแหละ. บทว่า น หิ โส โสจติ โย นิรูปธิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอธิบายไว้ว่า อุปธิ ๔ เหล่านี้ ไม่มีแก่ผู้ใด ผู้นั้นย่อม ไม่มีอุปธิ คือความเศร้าโศก ดูก่อนเทวดา เพราะเหตุนั้นแหละ พระมหา- ขีณาสพจักเศร้าโศก หรือกำลังเศร้าโศกมีหรือ ดังนี้แล. อรรถกถานันทิสูตรที่ ๒
หน้า 80 ข้อ 28, 29
๓. นัตถิปุตตสมสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ไม่มีอะไรเปรียบ [๒๘] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ความรักเสมอด้วยบุตรไม่มี ทรัพย์ เสมอด้วยโคย่อมไม่มี แสงสว่างเสมอ ด้วยดวงอาทิตย์ย่อมไม่มี สระทั้งหลาย มีทะเลเป็นอย่างยิ่ง. [๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์ เสมอด้วยข้าวเปลือกย่อมไม่มี แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ฝนต่างหากเป็น สระยอดเยี่ยม,
หน้า 81 ข้อ 29
อรรถกถานัตถิปุตตสมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บาทคาถาว่า นตฺถิ ปุตฺตสมํ เปมํ ความว่า บุตรทั้งหลาย ของคนแม้พิการ มารดาหรือบิดาก็ยังสำคัญดุจแต่งทองคำ มีการการทำการ หยอกล้อที่ศีรษะเป็นต้น ราวกะว่าพวงดอกไม้ บุตรเหล่านั้นแม้อันมารดาบิดา ชำระร่างกายแล้วก็นำมาห่อหุ้มไว้แล้วก็เกิดโสมนัส เหมือนบุคคลห่ออยู่ซึ่งของ หอมและเครื่องลูบไล้ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้นแหละ เทวดาจึงกล่าวว่า นตฺถิ ปุตฺตสมํ เปมํ ความรักเสมอด้วยบุตรย่อมไม่มี คือ ขึ้นชื่อว่า ความรัก อื่นเสมอด้วยความรักบุตรหามีไม่ ดังนี้. บทว่า โคสมิกํ แปลว่า เสมอด้วยโคทั้งหลาย เทวดากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมดาว่าทรัพย์อื่นเช่นกับโดย่อมไม่มี ดังนี้. บทว่า สุริยสมา อาภา นี้ เทวดากราบทูลว่า ชื่อว่า แสงสว่างอื่นที่เสมอด้วยแสง พระอาทิตย์ย่อมไม่มี ดังนี้. บทว่า สมุทฺทปรมา ความว่า ชื่อว่า สระ ทั้งหลายเหล่าอื่นอย่างใดอย่างหนึ่ง สระทั้งหมดเหล่านั้นมีสมุทร (ทะเล) เป็น อย่างยิ่ง คือสมุทรประเสริฐกว่าสระทั้งหมดเหล่านั้น เทวดาทูลว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า ที่เป็นที่เกิดแหล่งน้ำอื่นเช่นกับด้วยสมุทร หามีไม่ ดังนี้. ก็ที่ชื่อว่า ความรักเสมอด้วยตนไม่มีนั้น มีอธิบายว่าสัตว์ทั้งหลาย ละทิ้งปิยชนทั้งหลายมีมารดาบิดาเป็นต้นก็มี ละทิ้งบุตรธิดาเป็นต้นให้พำนัก อยู่ย่อมหาเลี้ยงชีวิตตนนั่นแหละก็มี. ก็ชื่อว่าทรัพย์เสมอด้วยข้าวเปลือก ย่อมไม่มี อธิบายว่า ชนทั้งหลายย่อมไปสู่สำนักของเจ้าของทรัพย์ แล้วจึงถือ
หน้า 82 ข้อ 29
เอาวัตถุทั้งหลายมีเงินและทองเป็นต้นบ้าง และถือเอาโคและกระบือเป็นต้นบ้าง ก็เพื่อถือเอาข้าวเปลือกนั่นแหละ. ชื่อว่าแสงสว่างเสมอด้วยปัญญาย่อมไม่มี ถึง แม้จะเป็นดวงอาทิตย์เป็นต้น ก็ย่อมส่องแสงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น คือ ย่อม กำจัดความมืดอันเป็นปัจจุบันเท่านั้น. ส่วนปัญญาย่อมสามารถเพื่อทำโลกธาตุ ตั้งหมื่นให้เป็นแสงสว่าง อันประเสริฐ หาสิ่งอื่นเสมอมิได้ ทั้งย่อมกำจัดความมืด อันปกปิดในกาลอันเป็นส่วนแห่งอดีตเป็นต้นได้ด้วย. ชื่อว่า สระเสมอด้วย เมฆฝนย่อมไม่มี. แม้แม่น้ำ หรือหนองน้ำ หรือทะเลสาบเป็นต้นก็ตาม ที่ ขึ้นชื่อว่าสระแล้ว ที่จะเสมอด้วยฝนย่อมไม่มี เพราะเมื่อเมฆฝนตัดขาดแล้ว น้ำแม้เพียงสักว่าข้อองคุลีหนึ่งให้เปียกในมหาสมุทรย่อมไม่มี. แต่เมื่อฝนตก แล้วเป็นไปอยู่ น้ำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ย่อมมีถึงพิภพแห่งพรหมชั้น อาภัสสรา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสตอบถ้อยคำของ เทวดา จึงตรัสพระคาถาว่า นตฺถิ อตฺตสมํ เปมํ นตฺถิ ธญฺสมํ ธนํ นตฺถิ ปญฺาสมา อาภา วุฏฺิ เว ปรมา สรา ความรักเสมอด้วยตนไม่มี ทรัพย์ เสมอด้วยข้าวเปลือกไม่มี แสงสว่าง เสมอด้วยปัญญาไม่มี ฝนเท่านั้นเป็นสระ อันยอดเยี่ยม ดังนี้. จบอรรถกถานัตถิปุตตสมสูตร ที่ ๓
หน้า 83 ข้อ 30, 31
๔. ขัตติยสูตร ว่าด้วยผู้ประเสริฐสุด [๓๐] เทวดานั้น ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า กษัตริย์ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า โคมีกำลังประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า ภรรยาที่เป็นนางกุมารีประเสริฐสุดกว่า ภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เกิดก่อน บุตรนั้นประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย. [๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า สัตว์อาชาไนยประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๔ เท้า ภรรยาที่ปรนนิบัติดี ประเสริฐสุด กว่าภรรยาทั้งหลาย บุตรใดเป็นผู้เชื่อฟัง บุตรนั้น ประเสริฐสุดกว่าบุตรทั้งหลาย.
หน้า 84 ข้อ 31
อรรถกถาขัตติยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในขัตติยสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า ขตฺติโย ทิปทํ แปลว่า พระราชาประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า. บทว่า โกมารี ความว่า เทวดากล่าวว่า ภรรยาที่เป็นกุมารี ประเสริฐสุดกว่าภรรยาทั้งหลาย เพราะถือเอาในเวลาที่เธอเป็นกุมารี (หญิงสาว). บทว่า ปุพฺพโช ความว่า บุตรคนใดเกิดก่อนเป็นคนบอดข้างเดียวก็ตาม หรือบุตรที่เป็นง่อยเป็นต้นก็ตาม คนใดเกิดก่อน คนนี้แหละ ชื่อว่าประเสริฐ สุด ในวาทะของเทวดานี้ ก็เพราะสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นนี้ พระพุทธเจ้าเป็นผู้ประเสริฐสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหมด ฉะนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาตอบ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประเสริฐสุด กว่าสัตว์ทั้งหมด ทั้งสัตว์มีเท้าและไม่มีเท้า แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นพระองค์ เมื่อจะทรงอุบัติย่อมทรงอุบัติในสัตว์ ๒ เท้าเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ ทิปทํ เสฏฺโ แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประเสริฐ กว่าสัตว์ ๒ เท้า ดังนี้ . ความที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้นเป็นผู้ประเสริฐ สุดกว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหมดนั้น ไม่คลาดเคลื่อนแล้ว. บทว่า อาชานีโย อธิบายว่า ช้างหรือสัตว์ทั้งหลายมีม้าเป็นต้นก็ ตามที สัตว์ตัวใดตัวหนึ่งย่อมรู้ซึ่งเหตุ สัตว์อาชาไนยนี้จัดเป็นสัตว์ประเสริฐสุด กว่าสัตว์ ๔ เท้า เหมือนม้าชื่อว่า คุฬวรรณของพระราชาพระนามว่า กูฎกรรม. ได้ยินว่า พระราชาเสด็จออกทางทวารด้านปราจีน ทรงดำริว่า เรา จักไปเจติยบรรพต พอเสด็จมาถึงฝั่งแม่น้ำกลัมพะ. ม้าหยุดอยู่ที่ฝัง ไม่ปรารถนา
หน้า 85 ข้อ 31
เพื่อจะข้ามน้ำไป. พระราชาตรัสเรียกนายอัสสาจารย์มาแล้วตรัสว่า โอหนอ ม้าอันท่านฝึกดีแล้ว ไม่ปรารถนาจะข้ามน้ำ ดังนี้. นายอัสสาจารย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ม้าอันข้าพระองค์ฝึกดีแล้ว ก็เพราะม้านั้น คิดว่า ถ้าเราจักข้ามน้ำไป ขนหางจักเปียก เมื่อขนหางเปียกแล้ว ก็พึงทำน้ำให้ตกไป ที่พระราชา ดังนี้ จึงไม่ข้ามไป เพราะกลัวน้ำจะตกไปที่สรีระของพระองค์ด้วย อาการอย่างนี้ ขอพระองค์จงให้ราชบุรุษถือขนหางม้าเถิด. พระราชาได้ให้ กระทำแล้วอย่างนั้น ม้าจึงข้ามไปโดยเร็วจนถึงฝั่งแล้วแล. บทว่า สุสฺสูสา ความว่า เชื่อฟังด้วยดี อธิบายว่า ภรรยาที่ถือเอา แม้ในเวลาที่เป็นกุมารี หรือภายหลังมีรูปงาม หรือไม่งามจงยกไว้ ภรรยาใด เชื่อฟังสามี ย่อมบำเรอ (รับใช้) ย่อมให้สามีชอบใจ ภรรยานั้นประเสริฐสุด กว่าภรรยาทั้งหลาย. บทว่า อสฺสโว แปลว่า เชื่อฟัง อธิบายว่า บุตรคนใด พี่ก็ตาม น้องก็ตาม คนใดย่อมฟัง ย่อมรับคำของมารดาบิดา เป็นผู้สนอง ตามโอวาท บุตรนี้ประเสริฐกว่าบุตรทั้งหลาย ดูก่อนเทวดา ประโยชน์อะไรเล่า ด้วยบุตรอื่นที่เป็นโจรมีการกระทำตัดช่องเบาเป็นต้น ดังนี้แล. จบอรรถกถาขัตติสูตร ที่ ๔
หน้า 86 ข้อ 32, 33
๕. สกมานสูตร ว่าด้วยเหตุเดียวแต่ความรู้สึกต่างกัน [๓๒] เทวดากล่าวว่า เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลา ตะวันเที่ยง ป่าใหญ่ประหนึ่งว่าครวญคราง ความครวญครางของป่านั้นเป็นภัยปรากฏ แก่ข้าพเจ้า. [๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อนกทั้งหลายพักร้อน ในเวลา ตะวันเที่ยง ป่าใหญ่ประหนึ่งว่าครวญคราง นั้นเป็นความยินดีปรากฏแก่เรา.
หน้า 87 ข้อ 33
อรรกถาสกมานสูตร วินิจฉัยในสกมานสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า ิเต มชฺฌนฺติเก แปลว่า ในเวลาเที่ยงวัน บทว่า สนฺนิสินฺเนสุ ได้แก่ อาศัยพักอยู่ในที่อันไม่เสมอกันเพราะเข้าไปสู่ที่ตามความ สบายอย่างไร. อธิบายว่า ชื่อว่า เวลาเที่ยงวันนี้เป็นเวลาทุรพลแห่งอิริยาบถ ของสรรพสัตว์ทั้งหลาย. แต่ในที่นี้ ท่านแสดงความทุรพลแห่งอิริยาบถของนก ทั้งหลายเท่านั้น. บทว่า ปลาเตว ได้แก่ ดุจเสียงครวญคราง ดุจการเปล่งเสียง ร้องใหญ่. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวเอาเสียงที่รบกวนเท่านั้น เสียงนี้แหละเปรียบดัง เสียงครวญคราง. จริงอยู่ ในฤดูร้อนเวลาเที่ยงวัน พวกสัตว์ ๔ เท้า และพวก ปักษีทั้งหลายมาประชุมกัน (พักเที่ยง) เสียงใหญ่ คือเสียงแห่งโพรงต้นไม้ อันลมเป่าแล้วด้วย แห่งปล้องไม้ไผ่ที่เป็นรูอันลมเป่าแล้วด้วย แห่งต้นไม้ ซึ่งต้นกับต้นเบียดสีกันและกิ่งกับกิ่งเบียดสีกันด้วย ย่อมเกิดขึ้นในท่ามกลางป่า เสียงครวญครางนั้นท่านกล่าวหมายเอาเสียงใหญ่นี้. บทว่า ตํ ภยํ ปฏิภาติ มํ ความว่า ในกาลเห็นปานนั้น เสียง เช่นนั้น ย่อมปรากฏเป็นภัยแก่ข้าพเจ้า. ได้ยินว่า เทวดานั้นมีปัญญาอ่อน เมื่อไม่ได้ความสุข ๒ อย่าง คือ ความผาสุกในการนั่ง ความผาสุกในการพูด ของตนในขณะนั้น จึงกล่าวแล้วอย่างนี้. ก็เพราะในกาลเช่นนั้นเป็นเวลาสงัด ของภิกษุผู้กลับจากบิณฑบาต แล้วนั่งถือเอากรรมฐานในป่าชัฏ แล้ว ความสุขมีประมาณมิใช่น้อยย่อมเกิดขึ้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสหมายเอาคำ อันใดว่า
หน้า 88 ข้อ 33
สุญฺาคารํ ปวิฏฺสฺส สนฺตจิตฺตสฺส ภิกฺขุโน อมานุส รตี โหติ สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโตติ จ ปุรโต ปจฺฉโต วาปิ อปโร เจ น วิชฺชติ อตีว ผาสุ ภวติ เอกสฺส วสโต วเนติ จ. เมื่อภิกษุเข้าไปสู่สูญญาคาร (เรือน- ว่าง) มีจิตสงบแล้ว ยินดีอยู่ในสิ่งที่มิใช่ ของมนุษย์ จึงเห็นธรรมโดยชอบ ดังนี้ และคาถาว่า บุคคลอื่น ข้างหน้าหรือ ว่าข้างหลัง ย่อมไม่ปรากฏ เมื่อเป็นผู้เดียว อยู่ในป่า ความผาสุกย่อมเกิดได้โดยเร็ว ดังนี้. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสพระคาถาที่ ๒. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา รติ ปฏิภาติ มํ อธิบายว่า ในเวลาเห็นปานนี้ ชื่อว่า การนั่งของบุคคลผู้เดียวอันใด นั้นเป็นความยินดี ย่อมปรากฏแก่เรา. คำที่เหลือ เช่นกับนัยก่อนนั่นแหละ. จบอรรถกถาสกมานสูตรที่ ๕
หน้า 89 ข้อ 34, 35
๖. นิททาตันทิสูตร ว่าด้วยมรรคปรากฏและไม่ปรากฏ [๓๔] เทวดากล่าวว่า อริยมรรคไม่ปรากฏแก่สัตว์ทั้งหลาย ในโลกนี้ เพราะความหลับ เกียจคร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี และความ มึนเมาเพราะภัต. [๓๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เพราะขับไล่ความหลับ ความเกียจ คร้าน ความบิดกาย ความไม่ยินดี และ ความมึนเมาเพราะภัต ด้วยความเพียร อริยมรรคย่อมบริสุทธิ์ได้.
หน้า 90 ข้อ 35
อรรถกถานิททาตันทิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนิททาตันทิสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า นิทฺทา อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอัคคิ- เวสนะ เราย่อมทราบ ในเดือนท้าย ฤดูคิมหันต์ (ฤดูร้อน) เราก้าวลงสู่ ความหลับ ดังนี้ เพราะความหลับอันเป็นอัพยากตะเห็นปานนี้ ถีนมิทธะจึง เกิดขึ้นในอกุศลจิตอันเป็นสสังขาริกของพระเสขะและปุถุชนทั้งหลาย ทั้งในส่วน เบื้องต้นและเบื้องปลาย. บทว่า ตนฺที ได้แก่ ความโงกง่วงอันจรมาเกิดขึ้น ในเวลาหิวจัดและเย็นจัดเป็นต้น. คำนี้ สมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ว่า กตมา ตนฺทิ... บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตนฺที เป็นไฉน ความง่วงงุน กิริยาที่ง่วงงุน สภาพจิตที่ง่วงงุน ความเกียจคร้าน กิริยาที่ เกียจคร้าน สภาพจิตที่เกียจคร้าน อันใด นี้เรากล่าวว่า ทันที ดังนี้. บทว่า วิชิมฺหิตา แปลว่า ความบิดกาย. บทว่า อรติ ได้แก่ ความไม่พอใจใน ธรรมฝ่ายกุศล. บทว่า ภตฺตสมฺมโท แปลว่า ความมึนเมาเพราะอาหาร ความอึดอัดเพราะอาหาร. ก็ความพิสดารแห่งคำเหล่านี้มาแล้วในพระอภิธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า ตตฺถ กตมา วิชิมฺหิกา ยา กายสฺส วิชิมฺหนา แปลว่า บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ความบิดกายเป็นไฉน ความเหยียดแห่งกาย... อัน ใด. บทว่า เอเตน ความว่า ความเศร้าหมองด้วยอุปกิเลสมีความหลับ เป็นต้นนี้ เป็นปรากฏการณ์ที่ห้ามได้. บทว่า นปฺปกาสติ ได้แก่ ไม่ส่อง แสง คือ ไม่ปรากฏ. บทว่า อริยมคฺโค ได้แก่ โลกุตรมรรค. บทว่า
หน้า 91 ข้อ 35
อิธ แปลว่า ในโลกนี้. บทว่า ปาณินํ แปลว่า แก่สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า วิรเยน ได้แก่ ความเพียรซึ่งเกิดพร้อมกับมรรค. บทว่า นํ ปณาเมตฺวา นี้ได้แก่ นำกิเลสออกแล้ว. บทว่า อริยมคฺโค ได้แก่ โลกิยะและโลกุตร- มรรค. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่ามรรคย่อมบริสุทธิ์เพราะ นำอุปกิเลสออกแล้วด้วยมรรคนั่นแหละ ดังนี้แล. จบอรรถกถานิททาตันทิสูตรที่ ๖
หน้า 92 ข้อ 36, 37
๗. ทุกกรสูตร ว่าด้วยธรรมที่ทำได้ยาก [๓๖] เทวดากล่าวว่า ธรรมของสมณะ คนไม่ฉลาด ทำ ได้ยาก ทนได้ยาก เพราะธรรมของสมณะ นั้นมีความลำบากมาก เป็นที่ติดขัดของ คนพาล. [๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนพาล ประพฤติธรรมของสมณะ สิ้นวันเท่าใด หากไม่ห้ามจิต เขาตกอยู่ ในอำนาจของความดำริทั้งหลาย พึงติด ขัดอยู่ทุก ๆ อารมณ์ ภิกษุยั้งวิตกในใจไว้ ได้ เหมือนเต่าหดอวัยวะทั้งหลายไว้ใน กระดองของตน อันตัณหานิสัยและทิฏฐิ- นิสัยไม่พัวพันแล้ว ไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น ปรินิพพานแล้ว ไม่พึงติเตียนใคร.
หน้า 93 ข้อ 37
อรรถกถาทุกกรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุกกรสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า ทุตฺติติกิขํ ได้แก่ ทนได้ยาก คือ อดกลั้นได้โดยยาก. บทว่า อพฺยตฺเตน แปลว่า คนพาล. บทว่า สามญฺํ แปลว่า ธรรมของสมณะ อธิบายว่า เทวดาย่อมแสดงคำนี้ว่า กุลบุตรผู้ฉลาด ฝึกสมณธรรมอันใด ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ๖๐ ปีบ้าง แม้ถือการฝึกอย่างยิ่งคือ กดเพดานด้วยลิ้นบ้าง ข่มจิตด้วยจิตบ้าง เสพอยู่ซึ่งอาสนะเดียว ซึ่งภัตหนเดียว ประพฤติพรหมจรรย์ ตลอดชีวิต กระทำอยู่ซึ่งธรรมของสมณะ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คนพาล ผู้ไม่ฉลาดย่อมไม่อาจเพื่อกระทำซึ่งธรรมของสมณะนั้นได้ ดังนี้. บทว่า พหู หิ ตตฺถ สมฺพาธา ความว่า เทวดาย่อมแสดงว่า ความลำบากมากของคน พาลผู้ปฏิบัติ เพื่อบรรลุมรรคในอริยมรรคกล่าวคือธรรมของสมณะนั้นเพราะ ในส่วนเบื้องต้นย่อมมีอันตรายมาก ดังนี้. บทว่า จิตฺตํ เจ น นิวารเย อธิบายว่า หากว่าไม่พึงห้ามจิตอันเกิดขึ้นโดยอุบายอันไม่แยบคายไซร้ ก็พึง ประพฤติธรรมของสมณะได้สิ้นวันเล็กน้อย คือ พึงประพฤติได้วันหนึ่งบ้าง เพราะว่า บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจจิตย่อมไม่อาจเพื่อกระทำธรรมของสมณะได้. บทว่า ปเท ปเท ได้เเก่ ทุก ๆ อารมณ์ จริงอยู่ ในที่นี้ ปทศัพท์ ท่าน หมายถึงอารมณ์ เพราะว่า อารมณ์ใด ๆ ที่กิเลสเกิด คนพาลย่อมจมอยู่ (ย่อม ติดขัด) ในอารมณ์นั้น ๆ ปทศัพท์ จะหมายถึงอิริยาบถด้วยก็สมควร เพราะ ว่า กิเลสย่อมเกิดขึ้นในอิริยาบถใด ๆ มีการเดินเป็นต้น คนพาลนั้น ชื่อว่า ย่อมจมลง ในอิริยาบถนั้น ๆ นั่นแหละ. บทว่า สงฺกปฺปานํ แปลว่า มีกามวิตกเป็นต้น. บทว่า กุมฺโมว แปลว่า เหมือนเต่า. บทว่า องฺคานิ
หน้า 94 ข้อ 37
ได้แก่ อวัยวะทั้งหลายมีคอเป็นที่ครบห้า. บทว่า สโมทหํ แปลว่า หดอยู่ หรือว่า หดแล้ว. บทว่า มโนวิตกฺเก แปลว่า วิตกอันเกิดขึ้นในใจ. พระผู้มีภาคเจ้าทรงแสดงคำนี้ไว้ด้วยคำเพียงเท่านี้ว่า เต่าหดอวัยวะทั้ง หลายมีคอเป็นที่ ๕ ไว้ในกระดองของตน ไม่ให้ช่องแก่สุนัขจิ้งจอก เพราะ การหดตนจึงพ้นจากอันตรายแม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นแหละ ยั้งวิตกที่เกิดขึ้นใน ใจในการรักษาอารมณ์ของตน ย่อมไม่ให้ช่องแก่มาร แม้เพราะการยั้งนั้น เธอ จึงถึงความไม่มีภัย ดังนี้. บทว่า อนิสฺสิตฺโต แปลว่า เป็นผู้อันตัณหานิสัย และทิฐินิสัยไม่อาศัยแล้ว. บทว่า อเหมาโน แปลว่า ไม่เบียดเบียนอยู่. บทว่า ปรินิพฺพุโต แปลว่า ปรินิพพานแล้ว ด้วยกิเลสนิพพาน (ด้วยการ ดับสนิทแห่งกิเลส). บทว่า นูปวเทยฺย กญฺจิ อธิบายว่า เป็นผู้ใคร่เพื่อ กระทำให้เก้อด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความวิบัติแห่งอาจาระเป็นต้น ไม่พึงกล่าวกะ บุคคลไรๆ อื่น คือว่า ก็ภิกษุเข้าไปตั้งไว้ซึ่งธรรม ๕ อย่าง มีคำว่า เราจักกล่าว โดยกาลอันสมควร จักไม่กล่าวโดยกาลอันไม่สมควรเป็นต้น ไว้ในภายใน แล้วอาศัยความเป็นผู้กรุณา พึงกล่าวด้วยจิตอันดำรงไว้ในสภาพแห่งความ อนุเคราะห์ ดังนี้แล. จบอรรถกถาทุกกรสูตรที่ ๗
หน้า 95 ข้อ 38, 39
๘. หิริสูตร ว่าด้วยเกียดกันอกุศลด้วยหิริ [๓๘] เทวดากล่าวว่า บุรุษที่เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ ได้มีอยู่น้อยคนในโลก ภิกษุใดบรรเทา ความหลับเหมือนม้าดีหลบแซ่ ภิกษุนั้นมี อยู่น้อยรูปในโลก. [๓๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ขีณาสวภิกษุพวกใด เป็นผู้เกียดกัน อกุศลธรรมด้วยหิริ มีสติประพฤติอยู่ใน กาลทั้งปวง ขีณาสวภิกษุพวกนั้น บรรลุ นิพพานเป็นส่วนสุดแห่งทุกข์แล้ว ย่อม ประพฤติเรียบร้อย ในบุคคลผู้ไม่เรียบร้อย.
หน้า 96 ข้อ 39
อรรถกถาหิริสูตร พึงทราบวินิจฉัยในหิริสูตรที่ ๘ ต่อไป :- ชนใดย่อมเกียดกันอกุศลธรรมทั้งหลายด้วยหิริ เพราะเหตุนั้น ชนนั้น จึงชื่อว่าผู้เกียดกันอกุศลธรรมด้วยหิริ. บทว่า โกจิ โลกสฺมึ วิชฺชติ นี้ เทวดาทูลถามว่า ใครๆ เห็นปานนี้ยังมีอยู่หรือ. บทว่า โย นินฺทํ อปโพเธติ แปลว่า บุคคลใดเมื่อนำความครหา (ความชั่ว) ออกย่อมรู้. บทว่า อสฺโส ภโทฺร กสามิว อธิบายว่า ม้าอาชาไนยตัวเจริญ เมื่อสารถีนำแซ่ออกย่อมรู้ ย่อมไม่ให้แซ่ตกไปในตน เพราะเห็นเงาแห่งปฏัก เป็นราวกะแทงอยู่ ฉันใด ภิกษุใด เมื่อไม่ให้อักโกสนวตถุ (เรื่องด่า) อันเป็นจริงตกไปในตน ชื่อว่านำความนินทาออก เมื่อนำออกย่อมรู้ เทวดา ทูลถามว่า พระขีณาสพเห็นปานนี้ สักองค์หนึ่งมีอยู่หรือ. แต่ว่า บุคคลผู้ชื่อว่า พ้นจากการด่าด้วยถ้อยคำอันไม่เป็นจริง ย่อมไม่มี. บทว่า ตนุยา แปลว่า น้อย อธิบายว่า ชื่อว่า พระขีณาสพทั้งหลายเกียดกันอกุศลธรรมทั้งหลายด้วย หิริเที่ยวไปอยู่ มีน้อย. บทว่า สทา สตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความ ไพบูลย์แห่งสติตลอดกาลเป็นนิตย์. บทว่า อนฺตํ ทุกฺขสฺส ปปฺปุยฺย ได้แก่ บรรลุพระนิพพานอันเป็นธรรมที่สิ้นสุดของวัฏทุกข์. คำที่เหลือ มีนัยตามที่ กล่าวแล้วนั่นแหละ. จบอรรถกถาหิริสูตรที่ ๘
หน้า 97 ข้อ 40, 41, 42, 43
๙. กุฏิกาสูตร ว่าด้วยมารดาเหมือนกระท่อมเป็นต้น [๔๐] เทวดากล่าวว่า กระท่อมของท่านไม่มีหรือ รังของ ท่านไม่มีหรือ เครื่องสืบต่อของท่านไม่มี หรือ ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกหรือ. [๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี แน่ละ รังของเราไม่มี แน่ละ เครื่องสืบต่อของ เราไม่มี แน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจาก เครื่องผูก. [๔๒] เทวดากล่าวว่า ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็น กระท่อม ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไร เป็นรัง ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่าอะไรเป็น เครื่องสืบต่อ ข้าพเจ้ากล่าวแก่ท่านว่า อะไรเป็นเครื่องผูก. [๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อม ท่านกล่าวภรรยาว่าเป็นรัง ท่านกล่าวบุตร ว่าเป็นเครื่องสืบต่อ ท่านกล่าวตัณหาว่า เป็นเครื่องผูกแก่เรา.
หน้า 98 ข้อ 43
เทวดาฟังพระดำรัสแล้วชื่นชมอนุโมทนาว่า ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง เครื่องสืบต่อของ ท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจาก เครื่องผูก... อรรถกถากุฏิกาสูตร วินิจฉัยในกุฏิกาสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า กจฺจิ เต กุฏิกา เป็นต้น อธิบายว่า เทวดานี้ประมวลปัญหา เหล่านี้มาผูกเป็นคาถาโดยกระทำมารดาให้เป็นดังกระท่อม เพราะหมายเอาการ อยู่ในท้อง ๑๐ เดือน กระทำภรรยาให้เป็นดังรัง (รังนก) ด้วยอำนาจแห่งความ อาลัย เหมือนพวกนกเที่ยวหาอาหารตลอดวันแล้วก็มาเกาะอยู่ในรังในเวลาราตรี ฉันใด สัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้จะไปในที่นั้น ๆ แล้วก็ย่อมมา สู่สำนักแห่งมาตุคาม กระทำบุตรทั้งหลายให้เป็นดังเครื่องสืบต่อ เพราะหมาย เอาการสืบต่อตระกูลและประเพณี แล้วจึงทูลถามกะพระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหาแก่เทวดานั้น จึงตรัสคำว่า ตคฺฆ เป็นต้น แปลว่า แน่ละ กระท่อมของเราไม่มี แน่ละ รังของเราไม่มี แน่ละ เครื่องสืบต่อของเราไม่มี แน่ละ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตคฺฆ เป็นนิบาต ในคำโดยส่วนเดียว. บทว่า นตฺถิ ได้แก่ ละได้แล้ว เพราะความที่เราเป็นบรรพชิต อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ไม่มี เพราะไม่มีการอยู่ในท้องของมารดาในวัฏฏะอีก ไม่มีการเลี้ยงดู
หน้า 99 ข้อ 43
ภรรยา ไม่มีการเกิดขึ้นแห่งบุตร. เทวดาดำริว่า ปัญหาอันไม่เปิดเผยที่เราผูก ดุจมัดไว้แล้วทูลถาม และสมณะนี้ ก็วิสัชนาปัญหาสักว่าอัน เราถามแล้วทีเดียว พระองค์จะทรงทราบอยู่ซึ่งอัธยาศัยของเราหรือไม่หนอ จึงตรัสแก้แล้ว หรือว่า พระองค์ไม่ทรงทราบคำอย่างใดอย่างหนึ่ง ตรัสแล้วเพียงคล่องปาก ดังนี้ จึง กล่าวคำว่า กินฺตาหํ เป็นต้นอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺตาหํ แก้เป็น กึ เต อหํ แปลว่า ข้าพเจ้ากะท่านว่าอะไร. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะตรัสบอกแก่เทวดานั้น จึงตรัส คำว่า มาตรํ เป็นต้น แปลว่า ท่านกล่าวมารดาว่าเป็นกระท่อม ท่านกล่าว ภรรยาว่าเป็นรัง ท่านกล่าวบุตรว่าเป็นเครื่องสืบต่อ ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็น เครื่องผูกแก่เรา. เทวดาฟังพระดำรัสนั้นแล้วยินดีชื่นชมอนุโมทนาด้วยคาถาว่า สาหุ เต เป็นต้น แปลว่า ดีจริง กระท่อมของท่านไม่มี ดีจริง รังของท่านไม่มี ดีจริง เครื่องสืบต่อของท่านไม่มี ดีจริง ท่านเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูก ดังนี้ ร่าเริงยินดีแล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอมและดอกไม้ทั้งหลายแล้วไป สู่เทวสถาน ดังนี้แล. จบอรรถกถากุฏิกาสูตร ที่ ๙
หน้า 100 ข้อ 44, 45, 46, 47
๑๐. สมิทธิสูตร ว่าด้วยการละกาม [๔๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ตโปทาราม กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ ลำน้ำตโปทาเพื่อจะล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้ว จึงกลับขึ้นยืนมีจีวรผืนเดียวรอให้ ตัวแห้ง. [๔๕] ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงาม ยังลำน้ำตโปทาทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาพระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ครั้นแล้ว จึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกะพระสมิทธิเถระผู้มีอายุด้วยคาถาว่า ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ต้องของเลย ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่าล่วง ท่านไปเสียเลย. [๔๖] พระสมิทธิเถระกล่าวว่า เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ ปรากฏ เพราะเหตุนั้น เราไม่บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไปเสียเลย. [๔๗] ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้ว กล่าวกะพระ- สมิทธิเถระว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำประกอบด้วย ปฐมวัยจำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ภิกษุ ท่าน
หน้า 101 ข้อ 48, 49, 50
จงบริโภคกามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็นประจักษ์เสีย วิ่งไปหา ทิพยกามอันมีโดยกาลเลย. [๔๘] ส. ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไปหา ทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดยกาลแล้ว วิ่งเข้าไปหา โลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มีอายุ ด้วยว่ากามทั้งหลายอันมีโดยกาล (เป็นของชั่วคราว) พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผล ไม่มีกาล ควรเรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อัน วิญญูชนทั้งหลายพึงทราบเฉพาะตน. [๔๙] ท. ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก มีโทษมาก เป็นอย่างไร โลกุตร- ธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจง มาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลาย พึงทราบเฉพาะตน เป็นอย่างไร. [๕๐] ส. ท่านผู้มีอายุ เราเป็นผู้ใหม่ บวชไม่นาน เพิ่งมาสู่ธรรม- วินัยนี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประทับที่ตโปทาราม กรุงราชคฤห์ ท่าน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างใด ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้น ไว้อย่างนั้นเถิด. ท. พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่น แวดล้อมแล้ว ข้าพเจ้าจะเข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้วพึงทูลถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม.
หน้า 102 ข้อ 51
พระสมิทธิเถระผู้มีอายุรับต่อเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราจะทูลถาม อย่างนี้ แล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปแล้ว จึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๕๑] พระสมิทธิเถระผู้มีอายุ ครั้นนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์ขอประทานโอกาสกราบทูล ข้าพระองค์ตื่นขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เข้าไปที่ลำน้ำตโปทาเพื่อล้างตัว ครั้นล้างตัวแล้วกลับขึ้นยืน มีจีวรผืนเดียวรอให้ตัวแห้ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงาม ยังลำน้ำตโปทา ทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว เข้าไปหาข้าพระองค์ ครั้นแล้วจึงลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าว ด้วยคาถานี้ว่า ภิกษุ ท่านไม่บริโภคแล้ว ยังขออยู่ ท่านบริโภคแล้ว ก็ไม่ต้องขอเลย ภิกษุ ท่านบริโภคแล้ว จงขอเถิด กาลอย่าล่วง ท่านไปเสียเลย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดากล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าว กะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า เรายังไม่รู้กาล กาลยังลับ มิได้ ปรากฏ เพราะเหตุนั้น เราไม่บริโภคแล้ว จึงยังขออยู่ กาลอย่าล่วงเราไปเสียเลย. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้งนั้นแล เทวดานั้นลงมายืนที่พื้นดินแล้ว กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ท่านเป็นบรรพชิตยังหนุ่มแน่น มีผมดำ ประกอบด้วยปฐมวัยจำเริญรุ่น จะเป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว
หน้า 103 ข้อ 51
ภิกษุท่านจงบริโภคกามทั้งหลายเป็นของมนุษย์ อย่าละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่ง เข้าไปหาทิพยกามอันมีโดยกาลเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าว อย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มีอายุ เราหาได้ ละกามที่เห็นประจักษ์ วิ่งเข้าไปหาทิพยกามอันมีโดยกาลไม่ ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันมีโดยกาลแล้ว วิ่งเข้าไปหาโลกุตรธรรมที่เห็นประจักษ์ ท่านผู้มี อายุ ด้วยว่ากามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ในกามทั้งหลายนั้นมีโทษยิ่ง โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคล พึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อม เข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงทราบเฉพาะตน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก มีโทษมากเป็นอย่างไร โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลพึงเห็นเอง ให้ผลไม่มีกาล ควรร้องเรียกผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด ควรน้อมเข้ามาในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงทราบเฉพาะตน เป็นอย่างไร ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ข้าพระองค์ได้กล่าวคำนี้กะเทวดานั้นว่า ท่านผู้มี อายุ เราเป็นผู้บวชใหม่ เพิ่งมาสู่ธรรมวินัยนี้ เราไม่อาจบอกท่านได้พิสดาร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า เสด็จประ- ทับอยู่ที่ตโปทาราม กรุงราชคฤห์ ท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้นแล้ว ทูลถามเรื่องนี้เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แก่ท่านอย่างไร ท่านพึงทรงจำเรื่องนั้นไว้อย่างนั้นเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ กล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้ กะข้าพระองค์ว่า ภิกษุ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้านั้น อันพวกเทวดามีบริวารมากจำพวกอื่นแวดล้อมแล้ว ข้าพเจ้าจะ เข้าไปเฝ้าไม่ได้ง่ายเลย ภิกษุ ถ้าท่านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว
หน้า 104 ข้อ 52
พึงทูลถามเรื่องนี้ แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้า คำของเทวดานั้นเป็นคำจริง เทวดานั้นพึงมาในที่ใกล้วิหารนี้นี่แล. เมื่อพระสมิทธิเถระทูลอย่างนี้แล้ว เทวดานั้นได้กล่าวคำนี้กะพระ- สมิทธิเถระผู้มีอายุว่า ทูลถามเถิด ภิกษุ ทูลถามเถิด ภิกษุ ข้าพเจ้าตามมา ถึงแล้ว. [๕๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าไค้ตรัสกะเทวดานั้นด้วยคาถา ทั้งหลายว่า สัตว์ทั้งหลายมีความสำคัญในข้อที่ ได้รับบอก ติดอยู่ในข้อที่ได้รับบอก ไม่ กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก ย่อมมาสู่อำนาจ แห่งมัจจุ ส่วนขีณาสวภิกษุกำหนดรู้ข้อที่ ได้รับบอก ย่อมไม่สำคัญข้อที่ได้รับบอก แล้ว เพราะข้อที่ได้รับบอกนั้น ย่อมไม่มี แก่ขีณาสวภิกษุนั้น ฉะนั้น เหตุที่จะพึง พูดถึงข้อที่ได้รับบอก จึงมิได้มีแก่ขีณาสว ภิกษุนั้น ดูก่อนเทวดา ถ้าท่านเข้าใจ ก็ จงพูดเถิด. เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความ แห่งธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบเนื้อความแห่ง ธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้อย่างไร พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด.
หน้า 105 ข้อ 53, 54
[๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า บุคคลได้สำคัญว่าเราเสมอเขา ว่า เราดีกว่าเขา ว่าเราเลวกว่าเขา บุคคลนั้น พึงวิวาทกับเขา ขีณาสวภิกษุเป็นผู้ไม่ หวั่นไหวอยู่ในมานะ ๓ อย่าง มานะว่า เราเสมอเขา ว่าเราดีกว่าเขา ว่าเราเลว กว่าเขา ย่อมไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น ดูก่อนเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด. เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบเนื้อความ แห่งธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพระโอกาส ข้าพระองค์พึงทราบ เนื้อความเเห่งธรรมนี้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารได้ อย่างใด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดตรัสแก่ข้าพระองค์อย่างนั้นเถิด. [๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสต่อไปด้วยพระคาถาว่า ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว บรร- ลุธรรมที่ปราศจากมานะแล้ว ได้ตัดตัณหา ในนามรูปนี้เสียแล้ว พวกเทวดา พวก มนุษย์ ในโลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ใน สวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานที่อาศัยของ สัตว์ทั้งปวงก็ดี เที่ยวค้นหาก็ไม่พบขีณา- สวภิกษุนั้น ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา ดูก่อนเทวดา ถ้าท่านเข้าใจก็จงพูดเถิด.
หน้า 106 ข้อ 55
[๕๕] เทวดานั้นทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ทราบเนื้อความ แห่งธรรมนี้ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยย่อให้ได้ความโดยพิสดารอย่างนี้ว่า ไม่ควรทำบาปด้วยวาจา ด้วยใจ และด้วยกาย อย่างไหน ๆ ในโลกทั้งปวง ควรละกามทั้งหลายเสียแล้ว มีสติ มี สัมปชัญญะ ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบ ด้วยโทษ ไม่เป็นประโยชน์. จบนันทวรรคที่ ๒ อรรถกถาสมิทธิสูตร พึงทราบวินิจฉัยสมิทธิสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า ตโปทาราม คือพระอารามที่มีชื่ออันได้แล้วอย่างนี้เพราะ ห้วงน้ำลึกมีน้ำอันร้อน ชื่อว่า ตโปทา. ได้ยินว่า ภพของนาคตั้งอยู่ที่แผ่นดินใต้ภูเขาเวภารบรรพต มีปริ- มลฑลประมาณ ๕๐๐ โยชน์ เช่นกับเทวโลก ซึ่งมีพื้นที่อันสำเร็จแล้วด้วยแก้ว มณี และประกอบด้วยอุทยาน อันเป็นที่รื่นรมย์ ในที่นั้น มีห้วงน้ำใหญ่สำหรับ เป็นที่เล่นของพวกนาค. ลำแม่น้ำชื่อตโปทานี้ เป็นน้ำร้อนเดือดพล่านไหลมา จากห้วงน้ำใหญ่นั้น. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร จึงเป็นเช่นนี้. ตอบว่า ได้ยินว่า โลก (หมาย โอกาสโลกคือที่อยู่อาศัย) ของเปรตจำนวนมากแวดล้อมเมืองราชคฤห์. ในที่
หน้า 107 ข้อ 55
นั้น แม่น้ำตโปทานี้ย่อมมาในระหว่างแห่งนรกชื่อว่า มหาโลหกุมภีทั้ง ๒ เพราะ ฉะนั้น แม่น้ำตโปทานี้จึงเดือดพล่าน ไหลมาอยู่. สมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน ที่ใด แม่น้ำตโปทานี้ไหลอยู่ ที่นั้นย่อมเป็นหนองน้ำ (ทะเลสาบ) มีน้ำไหล สะอาด เป็นน้ำที่น่ายินดี เป็นน้ำเย็น เป็นน้ำสีขาว เป็นน้ำตั้งอยู่ดีแล้ว เป็นที่ รื่นรมย์ มีปลาและเต่ามาก และมีดอกปทุมประมาณเท่าจักรบานสพรั่งอยู่อีก อย่างหนึ่ง แม่น้ำตโปทาของมหานรกทั้งสองนี้ย่อมไหลมาโดยไม่ขาดสาย ด้วย เหตุนี้ ลำแม่น้ำตโปทานี้ จึงเดือดพล่านไหลอยู่ ดังนี้. ก็ในที่ข้างหน้าของ พระอารามนี้มีห้วงน้ำใหญ่เกิดขึ้นแต่แม่น้ำตโปทานั้น วิหารนี้ ท่านจึง เรียก ว่า ตโปทาราม เพราะลำแม่น้ำนั้น. บทว่า สมิทฺธิ ความว่า ได้ยินว่า อัตภาพของพระเถระสำเร็จแล้ว (ด้วยผลกรรม) มีรูปงาม น่าเลื่อมใส เพราะฉะนั้น จึงปรากฏนามบัญญัติว่า สมิทธิ นั่นแหละ. คำว่า เพื่อจะล้างตัว ความว่า พระเถระผู้บำเพ็ญเพียรนั้นลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งได้ให้บุคคลถือเอา เสนาสนะออกมาภายนอกแล้วเดิน (จงกรม) ไป ๆ มา ๆ ในที่จงกรมใหญ่ ประมาณ ๖๐ ศอก มีความสำคัญว่า เสนาสนะอันเราบริโภคอยู่ด้วยตัวอันชุ่ม ด้วยเหงื่อจักเศร้าหมองจึงเข้าไปที่ลำน้ำตโปทาเพื่อจะล้างตัว. คำว่า ยืนอยู่ มีจีวรผืนเดียว คือ นุ่งผ้าสบงผูกประคดเอวแล้วถือเอาจีวรยืนอยู่. คำว่า รอให้ตัวแห้ง ได้แก่ กระทำให้ตัวมีน้ำออกแล้วเช่นกับครั้งก่อน ๆ เพราะว่า จีวรอันตนห่มในเวลาที่ตัวเปียกจักเศร้าหมอง จะมีกลิ่นเหม็น. ก็ข้อที่กล่าวนี้ มิใช่เป็นวัตรในการอาบ แต่เพราะท่านเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยวัตร ฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในวัตร คือ กิจที่ควรทำนั่นแหละ คือว่า ครั้น ท่านอาบเสร็จแล้วก็ทำกิจที่ควรทำแล้ว กลับขึ้นมายืนอยู่. ในข้อนี้นั้นพึงทราบ วัตรในการอาบน้ำ ดังนี้.
หน้า 108 ข้อ 55
อันภิกษุผู้ประสงค์จะอาบน้ำไปสู่ท่าน้ำแล้วพึงวางจีวรทั้งหลายในที่ใดที่ หนึ่งแล้วแล้วยืนอยู่ก่อน ไม่ควรรีบลงไปโดยเร็ว พึงเหลียวแลดูทุก ๆ ทิศเทียว ครั้นทราบความเป็นผู้สงัดแล้วก็กำหนดวัตถุทั้งหลายมีตอไม้ พุ่มไม้ และ เถาวัลย์เป็นต้น แล้วย่อกายลงกระแอมขึ้น ๓ ครั้ง แล้วพึงนำผ้าอุตราสงค์ ออกผึ่ง แล้วแก้ประคตเอาวางทับจีวรนั่นแหละ ถ้าผ้าสำหรับอาบน้ำไม่มี ก็จง นั่งกระหย่งที่ริมน้ำแล้วเปลื้องผ้านุ่งออก ถ้ามีที่สำหรับนั่งพึงผึ่งผ้านุ่ง ถ้าไม่มี ม้วนแล้วก็วางไว้ แล้วค่อย ๆ ก้าวลงน้ำ ครั้นก้าวลงไปประมาณนาภี (สะดือ) แล้วจึงอาบโดยไม่ทำให้ลูกคลื่นเกิดขึ้น ครั้นจะกลับ ก็พึงดำลงโดยมุ่งหน้าต่อ ทิศที่ตนมา. ด้วยอาการอย่างนี้ จีวรชื่อว่าอันตนรักษาแล้ว. แม้เมื่อจะโผล่ขึ้น ก็ไม่ทำให้เกิดเสียงค่อย ๆ โผล่ขึ้น ในเวลาสิ้นสุดลงแห่งการอาบ พึงนั่งกระโหย่ง ที่ริมน้ำแล้วเอาผ้ามาปกปิดตนไว้เมื่อลุกขึ้นยืนแล้วจึงนุ่งให้เรียบร้อยเป็น ปริมณฑล เสร็จแล้วผูกประคตเอว ไม่รีบห่มจีวรพึงยืนอยู่ ดังนี้. แม้พระเถระก็อาบแล้วเหมือนอย่างนั้น เสร็จแล้วก็กลับขึ้นมายืนแลดู กายซึ่งมีน้ำยังไม่แห้ง. แม้โดยปกติกายของพระเถระก็ผ่องใส เมื่อน้อมกายนำ มาโดยชอบ คืออาบน้ำอุ่นสีแห่งหน้าจึงรุ่งโรจน์เกินเปรียบ เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยรัศมี ราวกะผลตาลที่หลุดจากขั้ว ราวกะพระจันทร์เต็มดวง ในขณะนั้น หน้าของท่านก็เป็นไปกับด้วยสิริ ดุจดอกปทุม กำลังแย้มแม้ผิวพรรณแห่ง สรีระก็ผ่องใส. สมัยนั้น ภุมมเทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ป่าชัฏแลดูภิกษุสมิทธิผู้น่าเลื่อมใส แล้ว ไม่อาจข่มใจไว้ได้ เป็นผู้น้อมไปในกามถูกความโลภครอบงำแล้ว คิด ว่า เราจักเล้าโลมพระเถระ จงประดับอัตภาพด้วยเครื่องประดับอันโอฬาร แล้วทำพระอารามทั้งสิ้นให้สว่างทั่ว (ให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน ) ราวกะ ประทีปโคมไฟมีไส้ตั้งพัน ดุจเอาดวงจันทร์มาตั้งไว้ ครั้นแล้วก็เข้าไปหา
หน้า 109 ข้อ 55
พระเถระ มิได้ไหว้ ยืนอยู่ในเวหา (ลอยอยู่ในอากาศ) แล้วกล่าวคาถา. คาถานั้นอันท่านพระอานนทเถระนำมากล่าวแล้วว่า อถ โข อญฺตรา เทวตา ฯ เป ฯ อชฺฌภาสิ แปลว่า ครั้งนั้นแล เมื่อราตรีใกล้สว่าง เทวดาองค์หนึ่ง มีวรรณะงาม เป็นต้น. คำว่า ไม่บริโภคแล้ว คือ ไม่บริโภคกามคุณ ๕. คำว่า ยังขออยู่ ได้แก่ การเที่ยวไปบิณฑบาต. เวลาที่ยังเป็นหนุ่มแน่น สมควรเสพกามคุณ ๕ ชื่อว่า กาล ในข้อว่า กาลอย่าล่วงท่านไปเสียเลย นี้. เพราะว่าบุคคลแก่คร่ำคร่าเพราะชรา มีกายโน้มลงแล้ว มีไม้เท้ายันไปข้างหน้า สั่นอยู่ เป็นผู้อันโรคไอและโรคหืดครอบงำแล้ว ไม่อาจเพื่อบริโภคกามได้ เพราะเหตุนั้น เทวดาหมายเอากาล นี้ จึงกล่าวคำว่า มา ตํ กาโล อุปชฺฌาคา แปลว่า กาลอย่าล่วงท่านไปเสียเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา อุปชฺฌคา แปลว่า อย่าก้าวล่วง แล้ว. ศัพท์ว่า โว ในบทว่า กาลํ โวหํ น ชานามิ นี้เป็นนิบาต. คำว่า เรายังไม่รู้กาล ท่านกล่าวหมายเอามรณกาล. อธิบายว่า ธรรม ๕ เหล่านี้ คือ ชีวิต พยาธิ กาล ที่เป็นที่ทอดทิ้งร่างกายหรือที่ตาย (เทหนิกเขปนะ) และ คติ (ที่เกิดต่าง ๆ มี ๕)* ของสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีนิมิต ใคร ๆ ไม่พึง รู้ในโลกแห่งสัตว์ที่เป็นไปอยู่. ในบรรดาธรรม ๕ เหล่านั้น ชีวิตก่อน ชื่อว่า ไม่มีนิมิต เพราะ กำหนดแน่ไม่ได้ว่า ชีวิตนี้ มีจำนวนเท่านี้ทีเดียว ไม่เกินจากนี้ไป ดังนี้ จริง อยู่ แม้ในกาลที่เริ่มแรกคือ เป็นรูปกลละ สัตว์ทั้งหลายก็ย่อมตาย ในเวลาที่ เป็นอัพพุทะ (คือรูปที่เกิดมาได้ ๒ อาทิตย์) เป็นเปสิ (คือรูปที่เป็นชิ้นเล็กๆ) เป็นฆนะ (คือรูปที่เป็นก้อนหนา) รูปที่เกิดมาได้ ๑ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือด ๑. คติ ๕ คือ นิรยคติ เปตคติ ดิรัจฉานคติ มนุสสคติ เทวตาคติ
หน้า 110 ข้อ 55
๔ เดือน ๑๐ เดือน ก็ดี ในระหว่างที่ออกจากครรภ์ก็ดี แต่นี้ไปภายในร้อยปี ก็ดี มากกว่าร้อยปีก็ดี ย่อมตายนั่นแหละ. แม้พยาธิ ก็ชื่อว่า ไม่มีนิมิต เพราะไม่มีการกำหนดแน่ว่า สัตว์ทั้ง หลายย่อมตายด้วยพยาธินี้เท่านั้น ไม่ตายด้วยพยาธิอื่น ๆ ดังนี้ เพราะว่าสัตว์ ทั้งหลายย่อมตายด้วยโรคตาก็มี ด้วยโรคอื่น ๆ มีโรคหูเป็นต้นก็มี. แม้กาล ก็ชื่อว่า ไม่มีนิมิต เพราะไม่มีกำหนดแน่อย่างนี้ว่า ในกาล นี้เท่านั้นสัตว์พึงตาย ในกาลอื่น ๆ สัตว์ไม่ตาย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมตาย ในเวลาเช้าก็มี ในเวลาอื่น ๆ คือเวลาเที่ยงเป็นต้นก็มี. แม้สถานที่เป็นที่ต้องทอดทิ้งร่างกาย ก็ชื่อว่าไม่มีนิมิต เพราะไม่มี การกำหนดได้อย่างนี้ว่า ร่างกายของสัตว์ผู้จะตายนี้พึงตกไป (พึงตาย) ในที่ นี้เท่านั้น ที่อื่น ๆ ไม่ตกไป จริงอยู่เมื่อสัตว์ทั้งหลายเกิดภายในบ้าน อัตภาพ ของสัตว์เหล่านั้นย่อมตกไปภายนอกบ้านก็ได้ สัตว์ที่เกิดแม้ภายนอกบ้าน อัตภาพ ย่อมตกไปภายในบ้านก็ได้ สัตว์ที่เกิดบนบก บนถนนเป็นต้น ก็เหมือนกัน บัณฑิตพึงให้พิสดารโดยประการมิใช่น้อย. แม้คติ ก็ชื่อว่า ไม่มีนิมิต เพราะไม่มีการกำหนดได้อย่างนี้ว่า สัตว์ จุติจากที่นี้แล้วพึงเกิดขึ้นในที่นี้ ดังนี้ เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดขึ้นในมนุษยโลกก็มี จุติจากมนุษยโลกแล้วเกิดในที่ใดที่หนึ่งแห่งโลก ทั้งหลายมีเทวโลกเป็นต้นก็มี สัตว์โลกมีคติ ๕ ย่อมเปลี่ยนแปลงไป ดุจโคยนต์ (โคที่ประกอบด้วยเครื่องยนต์) อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ เพราะการเปลี่ยนไป แห่งคตินั้นนั่นแหละ ด้วยเหตุนี้ พระเถระจึงกล่าวกะเทวดาว่า เรายังไม่รู้กาล คือ ไม่รู้การตายนี้ว่า การตายจักมีในกาลชื่อนี้ ดังนี้. คำว่า กาลยังลับ มิได้ปรากฏ ได้แก่ กาลนี้ปกปิดแล้ว ไม่แจ่มแจ้งและ ยังไม่ปรากฏแก่เรา.
หน้า 111 ข้อ 55
คำว่า เพราะเหตุนั้น อธิบายว่า กาลอันปกปิดนี้ ย่อมไม่ปรากฏ เหตุใด เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่บริโภคกามคุณ ๕ แล้วจึงขออยู่. ในคำว่า กาลอย่าล่วง เราไปเสียเลย นี้ พระเถระกล่าวว่า กาล ดังนี้ โดยหมายเอากาลกระทำสมณ- ธรรม. จริงอยู่ ธรรมดาว่า สมณธรรมนี้ อันบุคคลผู้ก้าวล่วงวัยทั้ง ๓ ในวัย สุดท้ายเป็นผู้มีกายอันหักลงแล้ว มีไม้เท้าเป็นที่ยันไปในเบื้องหน้า สั่นอยู่ ผู้ อันโรคไอและหืดครอบงำแล้ว ไม่อาจเพื่อกระทำได้ (ปฏิบัติได้) เพราะว่า ในกาลนั้น บุคคลเช่นนั้น ไม่อาจเพื่อเรียนพุทธพจน์ตามที่ปรารถนาตามที่ ต้องการ หรือว่าไม่อาจเพื่อรักษาซึ่งธุดงค์ หรือว่าไม่อาจเพื่อ จะอยู่ป่า หรือว่าไม่อาจเพื่อเข้าสมาบัติได้ตามที่ปรารถนา หรือว่าไม่อาจเพื่อ กระทำธรรมกถาและอนุโมทนาด้วยสรภัญญวิธีเป็นต้น. ส่วนในกาลที่ยังเป็น หนุ่มแน่นอาจเพื่อกระทำกิจทั้งปวง เพราะฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า กาล เป็นที่กระทำสมณธรรมนี้ อย่าก้าวล่วงเราไปเสียเลย คือว่าเราจักไม่บริโภคกาม ทั้งหลาย จักกระทำสมณธรรมตราบเท่าที่กาลยังไม่ก้าวล่วงเราไป. คำว่า มายืนที่พื้นดิน ความว่า ได้ยินว่า เทวดานั้นคิดว่า ภิกษุนี้ ย่อมกล่าวชื่อซึ่งกาลแห่งการทำสมณธรรม ไม่กล่าวซึ่งอกาล ย่อมกล่าวธรรม อันเป็นไปกับด้วยเหตุ เป็นไปกับด้วยอานิสงส์ ดังนี้ ด้วยคำเพียงเท่านี้ จึง เกิดความละอายในพระเถระ สำคัญพระเถระนั้นดุจมหาพรหม ดุจกองไฟ เป็นผู้อ่อนน้อมเกิดขึ้นแล้ว จึงลงจากอากาศมายืนที่พื้นดิน. คำว่า ยืนที่พื้น ดิน นั้น ท่านกล่าวหมายเอาคำที่กล่าวแล้วนี้. ก็เทวดานั้น มายืนอยู่ที่พื้นดินแล้วแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เธอมาแล้ว ด้วยความต้องการอันใด ก็ถือเอาประโยชน์อันนั้นนั่นแหละอีก จึงกล่าวคำว่า
หน้า 112 ข้อ 55
ทหโร ตฺวํ เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ยังหนุ่ม คือมีอายุยังน้อย. คำว่า มีผมดำ ได้แก่ เป็นหนุ่มมีผมดำสนิท. คำว่า จำเริญ คือสง่างาม. จริงอยู่ บางคนแม้เป็นหนุ่มมีตาบอดข้างหนึ่ง หรือว่าในคนพิการ ทั้งหลายมีคนกระจอกเป็นต้นเหล่านั้น คนใดคนหนึ่งถึงเป็นหนุ่มก็ไม่ประกอบ ไปด้วยความเป็นหนุ่มที่สง่างาม. ส่วนบุคคลใด มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ถึงพร้อมด้วยสมบัติทั้งปวง ปรารถนาจะใช้เครื่องประดับใด ๆ ย่อมประดับ ด้วยเครื่องอลังการนั้น ๆ เที่ยวไปเหมือนเทพบุตร บุคคลเช่นนี้ ย่อมชื่อว่า ผู้ประกอบด้วยความเป็นหนุ่มที่สง่างาม. ก็พระเถระถึงพร้อมแล้วด้วยรูปสมบัติ อันอุดม ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวกะท่านอย่างนี้. คำว่า เป็นผู้ไม่เพลิดเพลินในกามทั้งหลายเสียแล้ว ได้แก่ การ ไม่เพลิดเพลินไม่บริโภคกามทั้งหลาย คือ ไม่มีความใคร่. คำว่า อย่าละกาม ที่เห็นประจักษ์เสีย อธิบายว่า ก็เทวดาโดยมากไม่เห็นสัจจะ ยังมีราคะ ไม่รู้จิตของผู้อื่น เห็นภิกษุทั้งหลายประพฤติพรหมจรรย์อันบริสุทธิ์ไม่ขาด ตลอด ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐ ปีบ้าง จึงเกิดความสำคัญว่า ภิกษุเหล่านี้ ละกามคุณ ๕ อันเป็นของมนุษย์ ปรารถนากามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ จึงกระทำ สมณธรรม ดังนี้ แม้เทวดานี้ก็คิดเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ เพราะฉะนั้น เธอจึงกล่าวถึงกามทั้งหลายอันเป็นของมนุษย์ กระทำให้เป็นกามที่เห็นประจักษ์ และกล่าวกามอันเป็นทิพย์กระทำให้เป็นกามอันมีโดยกาล พระเถระกล่าวคำว่า น ขฺวาหํ อาวุโส เป็นต้น ความว่า ท่านผู้มีอายุ เราละกามอันเห็น ประจักษ์แล้ว ไม่วิ่งเข้าไปหากามอันเป็นทิพย์ซึ่งมีโดยกาลเลย เราไม่ปรารถนา กระหยิ่มทิพย์ซึ่งเป็นไปตามเวลาที่กำหนดแล้ว วิ่งเข้าไปหาโลกุตรธรรมอัน ประจักษ์. พระเถระได้กระทำกามทั้ง ๕ แม้เป็นของทิพย์ แม้เป็นของมนุษย์ ให้เป็นเวลาที่เป็นไปตามกำหนด เพราะความที่กามเหล่านั้นอันบุคคลไม่พึงได้
หน้า 113 ข้อ 55
ในลำดับแห่งจิต และกระทำโลกุตรธรรมให้เป็นธรรมอันเห็นประจักษ์ เพราะความที่โลกุตรธรรมนั้น เป็นธรรมอันบุคคลพึงได้ในลำดับแห่งจิต ด้วยประการฉะนี้. ก็ถึงแม้กามคุณ ๕ ประชุมกันแล้ว การเสวยอารมณ์ตามที่ปรารถนา ตามที่ต้องการของกาม บุคคลแม้มีกามอันถึงพร้อมแล้ว ก็ไม่สำเร็จ (ไม่ได้) ในลำดับแห่งจิต (อนันตรจิต). จริงอยู่ อันบุคคลผู้ใคร่จะเสวยอิฏฐารมณ์ ทางจักขุทวาร (ทางตา) จึงเรียกช่างทั้งหลาย มีช่างเขียน ช่างทำหนังสือ และ ช่างรูปเป็นต้นมาแล้ว พึงกล่าวว่า พวกท่านจงตกแต่งสิ่งชื่อนี้ ดังนี้ จิตทั้งหลาย ในที่นี้มีประมาณพันโกฏิมิใช่น้อยเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โดยความแตกต่างกัน ในลำดับนั้นมา จิตจึงบรรลุถึงอารมณ์นั้น (คืออิฏฐารมณ์) ในภายหลัง แม้ ในทวารที่เหลือ ก็นัยนี้แหละ. ส่วนโสดาปัตติผลย่อมเกิดขึ้นในระหว่าง (ลำดับ) แห่งโสดาปัตติมรรค เท่านั้น วาระของจิตอื่นในระหว่างหามีไม่. แม้ในผล ๓ ที่เหลือก็เหมือนกัน. พระเถระถือเอาอรรถเหล่านั้นนั่นแหละแล้วกล่าวว่า กาลิกา หิ อาวุโส เป็นต้น. ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลิกา ได้แก่ สิ่งอันเขาถึงพร้อม ด้วยประโยชน์เกื้อกูลอันดี ไม่พึงบรรลุได้แม้ในระหว่างแห่งกาล โดยนัยที่ กล่าวแล้ว. คำว่า มีทุกข์มาก ได้แก่ ชื่อว่า มีทุกข์มาก เพราะความที่ทุกข์ นั้นอันตนอาศัยกามทั้งหลายเป็นไปมีมาก. ชื่อว่า มีความคับแค้นมาก เพราะ ความคับแค้นอันเป็นไปกับด้วยวัตถุแห่งกามนั้นนั่นเองมีมาก. คำว่า อย่างยิ่ง ในข้อว่า ในกามทั้งหลายมีโทษอย่างยิ่ง ความว่า โทษเท่านั้น ชื่อว่า อย่างยิ่ง เพราะความสุขอันตนอาศัยกาม ๕ แล้วจึงได้ อธิบายว่า ทุกข์เท่านั้น
หน้า 114 ข้อ 55
มีมากกว่า. บทว่า สนฺทิฏฺิโก อยํ ธมฺโม อธิบายว่า โลกุตรธรรมนี้ อันบุคคลใด ๆ เข้าถึงแล้ว บุคคลนั้น ๆ พึงเห็นเองด้วยปัจเวกขณญาณซึ่งถือ เอาโลกุตรธรรมนั้น อันตนอาศัยบุคคลอื่นแล้วพึงถึง เพราะเหตุนั้น โลกุตรธรรมนั้น จึงชื่อว่า สนฺทิฏฺิโก แปลว่า อันบุคคลพึงเห็นเอง. ธรรมที่ชื่อว่า อกาล เพราะอรรถว่า กาลของธรรมนั้นเกี่ยวข้องกับการให้ผล ของตนไม่มี. ธรรมที่เป็นอกาลนั่นแหละ ชื่อว่า อกาลิโก แปลว่า ไม่ ประกอบด้วยกาล. อธิบายว่า ในโลกุตรธรรมนี้ ธรรมคืออริยมรรคนั้น ย่อมให้ผลใกล้ที่สุดในการเป็นไปของตน. คำว่า ควรเรียกร้องผู้อื่นว่า ท่านจงมาดูเถิด อธิบายว่า ธรรมที่ ชื่อว่า เอหิ ปสฺสิโก เพราะอรรถว่า ควรซึ่ง เอหิปัสสวิธี อันเป็นไปแล้ว อย่างนี้ ดังนี้. ธรรมที่ชื่อว่า โอปนยิโก เพราะอรรถว่า ควรน้อมเข้ามา ในจิตของตน แม้จะถูกไฟไหม้ผ้า หรือศีรษะก็ไม่เปลี่ยนแปลง. ในข้อว่า ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ นี้ มีความสังเขปว่า อัน วิญญูชนแม้ทั้งปวงมีอุฆคฏิตัญญูบุคคลเป็นต้น พึงรู้ได้ในตนว่า มรรคอันเรา เจริญแล้ว ผลอันเราบรรลุแล้ว นิโรธอันเรากระทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ส่วน ความพิสดาร ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในปกรณ์วิเศษชื่อวิสุทธิมรรคตอนที่พรรณนา ธัมมานุสติ. บัดนี้ เทวดานั้น ราวกะเป็นผู้บอด ไม่ทราบอยู่ซึ่งอรรถอันมีรูป (เหตุ) แปลกกันแห่งถ้อยคำอันพระเถระกล่าวแล้ว จึงกล่าวคำว่า กถญฺจ ภิกฺขุ เป็นต้น แปลว่า ดูก่อนภิกษุ ก็กามทั้งหลายอันมีโดยกาล พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่ามีทุกข์มาก...เป็นอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถญฺจ ความว่า เทวดากล่าวว่า ดูก่อน ภิกษุ กามทั้งหลายอันมีโดยกาล อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่าอย่างไร กาม
หน้า 115 ข้อ 55
ทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีทุกข์มากอย่างไร กามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีความคับแค้นมากอย่างไร บัณฑิตพึงทราบ ความเกี่ยวข้องด้วยบททั้งปวงอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. คำว่า ผู้ใหม่ ได้แก่ ภิกษุผู้มีพรรษาไม่เต็ม ๕ ชื่อว่า ผู้ใหม่ ตั้ง แต่พรรษา ๕ ไป ชื่อว่า มัชฌิมะ ตั้งแต่พรรษา ๑๐ ไป ชื่อว่า เถระ. อีกนัย หนึ่ง ผู้มีพรรษา ๑๐ ยังไม่บริบูรณ์ ชื่อว่า ผู้ใหม่ ตั้งแต่พรรษา ๑๐ ไป ชื่อว่า มัชฌิมะ ตั้งแต่พรรษา ๒๐ ไป ชื่อว่า เถระ. ในที่นั้น พระเถระ กล่าวว่า เราเป็นผู้ใหม่ ดังนี้. แม้บางคนบวชในเวลาที่ตนมีอายุ ๗ ขวบ เมื่อก้าวล่วง ๑๐ พรรษา โดยที่ยังเป็นสามเณรนั่นแหละ ผู้นี้ ก็ชื่อว่า ผู้ใหม่ บวชไม่นาน ในที่นั้น พระเถระกล่าวว่า ก็เราเป็นผู้บวชไม่นาน ดังนี้. คำว่า ธรรมวินัยนี้ ความว่า ธรรมและวินัยแม้ทั้ง ๒ นี้ เป็นชื่อศาสนาเท่า นั้น. จริงอยู่ ว่าโดยธรรมในข้อนี้ ท่านกล่าวว่าเป็น ๒ ปิฎก (สุตตันตะและ อภิธรรม) ว่าโดยวินัยท่านกล่าวว่าเป็นวินัยปิฎก ด้วยเหตุนี้นั้น พระเถระจึง กล่าวว่า เราเพิ่งเป็นผู้มาสู่การปฏิบัติ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประกาศแล้ว ด้วย ปิฎกทั้งสาม ดังนี้. คำว่า มีศักดิ์ใหญ่ ท่านแก้เป็น มีบริวารมาก. เพราะ ว่า เทวราชองค์หนึ่ง ๆ มีบริวารตั้งร้อยโกฏิก็มี ตั้งพันโกฏิก็มี. เหตุนั้น เทวดานั้น จึงชี้แจงว่า เทวดาเหล่านั้น ดำรงตนอยู่ในที่อันใหญ่ ย่อมสรร เสริญพระตถาคตในที่นั้น พวกเทวดาผู้มีศักดิ์น้อยเช่นกับข้าพเจ้า ซึ่งเกิดใน บ้านแห่งมารดา จักมีโอกาสแต่ที่ไหน. คำว่า แม้ข้าพเจ้าพึงมาเพื่อฟังธรรม ความว่า เทวดาทราบแล้วว่า แม้ถ้าเทวดาผู้เป็นบริษัทนั่งแล้ว ย่อมยังจักรวาลนี้ให้เต็ม ถ้ากระไร เราพึง ได้เพื่ออันไปสู่สำนักแห่งพระพุทธเจ้าด้วยพุทธวิถีอันใหญ่ ดังนี้.
หน้า 116 ข้อ 55
เทวดากล่าวกับพระสมิทธิว่า ปุจฺฉ ภิกฺขุ ปุจฺฉ ภิกฺขุ แปลว่า ทูล ถามเถิด ภิกษุ ทูลถามเถิด ภิกษุ นี้เป็นคำพูดซ้ำ เพื่อทำให้มั่นคง. ในคำว่า มีความสำคัญในข้อที่รับบอก นี้ ความว่า ขันธ์ ๕ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่า ข้อที่ได้รับบอก เพราะความที่ขันธ์ ๕ นั้นเป็นวัตถุ แห่งการบอกทั้งปวง แห่งกถาทั้งปวง โดยการบอก โดยนัยเป็นต้นว่า คนนั้น เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นสัตว์ เป็นคน ชื่อติสสะ ชื่อปุสสะ เป็นต้น. และมีความสำคัญจำได้อย่างนี้ว่า นั่นเป็น สัตว์ เป็นนระ เป็นสัตว์เลี้ยง เป็นบุคคล เป็นผู้หญิง เป็นผู้ชาย ดังนี้ มีอยู่แก่ขันธ์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ขันธ์เหล่านั้น จึงชื่อว่า มีความสำคัญ. ความสำคัญด้วย ข้อที่รับบอกด้วย ชื่อว่า ความสำคัญในข้อที่ได้รับบอก. อธิบายว่า มีความสำคัญในขันธ์ ๕ ว่า เป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นต้น. คำว่า ติดอยู่ในข้อที่รับบอก ได้แก่ การยึดมั่นในขันธ์ ๕ โดย อาการ ๘ อย่าง. จริงอยู่ บุคคลผู้อันราคะย้อมแล้ว ย่อมติดอยู่ (ยึดมั่น) ด้วยอำนาจแห่งราคะ ผู้อันโทษประทุษร้ายแล้ว ย่อมติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งโทสะ ผู้หลงแล้วย่อมติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งโมหะ ผู้ยึดถือผิดย่อมติดอยู่ด้วยอำนาจแห่ง ทิฐิ ผู้มีกิเลสมีกำลังย่อมติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งอนุสัย ผู้มีเครื่องผูกพันไว้ย่อม ติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งมานะ ผู้ไม่พอใจย่อมติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งวิจิกิจฉา ผู้มี จิตฟุ้งซ่านแล้วย่อมติดอยู่ด้วยอำนาจแห่งอุทธัจจะ ดังนี้. คำว่า ไม่กำหนดรู้ข้อที่ได้รับบอก คือ ไม่กำหนดรู้ขันธ์ ๕ ด้วย ปริญญา ๓. คำว่า ย่อมมาสู่อำนาจแห่งมัจจุ อธิบายว่า สัตว์ทั้งหลายย่อม มาสู่กิเลสเป็นเครื่องประกอบ การกระทำของกิเลส การซัดไป การเข้าไปสู่ ภายในแห่งมัจจุ คือมาสู่อำนาจแห่งมัจจุ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกามทั้งหลาย อันเนื่องด้วยกาย ด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้. คำว่า กำหนดรู้ ได้แก่
หน้า 117 ข้อ 55
การกำหนดรู้ด้วยปริญญา ๓ เหล่านี้ คือ ญาตปริญญา ติรณปริญญา ปหาน ปริญญา. ในบรรดาปริญญาเหล่านั้น ญาตปริญญา เป็นไฉน บุคคลย่อม กำหนดรู้ขันธ์ ๕ ว่า นี้รูปขันธ์ นี้วิญญาณขันธ์ ธรรมเหล่านี้ มีลักษณ์ รส ปัจจุปัฏฐาน และปทัฏฐาน เป็นต้น ของขันธ์เหล่านั้น นี้ชื่อว่า ญาตปริญญา. ติรณปริญญา เป็นไฉน บุคคลย่อมพิจารณาขันธ์ ๕ กระทำให้เป็น สิ่งอันตนรู้แล้วอย่างนี้ ด้วยอาการ ๔๒ โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความ เป็นทุกข์ โดยความเป็นดังโรค นี้ชื่อว่า ติรณปริญญา. ปหานปริญญา เป็นไฉน บุคคลครั้นพิจารณาอย่างนี้แล้ว ย่อมละกาม ฉันทะในขันธ์ ๕ ด้วยมรรคอันเลิศ นี้ชื่อว่า ปหานปริญญา. คำว่า ย่อมไม่สำคัญข้อที่ได้รับบอกแล้ว อธิบายว่า ขีณาสวภิกษุ กำหนดรู้ขันธ์ ๕ ด้วยปริญญา ๓ อย่างนี้แล้ว ย่อมไม่สำคัญถึงบุคคลผู้บอก. คำว่า ข้อที่ได้รับบอกแล้ว ได้แก่ พระขีณาสพ พึงรู้ถึงผู้กระทำโดยอำนาจ แห่งกรรม อธิบายว่า พระขีณาสพ ย่อมไม่สำคัญ คือ ไม่เห็นข้อที่ได้รับ บอกแล้ว ข้อที่เขากล่าวแล้วว่า เป็นบุคคล ดังนี้. ถามว่า ข้อที่บอกแล้ว เป็นอย่างไร. ตอบว่า ผู้นี้ ติสสะ หรือ ปุสสะ ที่บุคคลประกาศโดยชื่อ หรือโดยโคตร อย่างใดอย่างหนึ่ง. คำว่า เพราะข้อที่ได้รับบอกนั้นย่อม ไม่มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น คือ ข้อที่ได้รับบอกว่า ผู้นี้ชื่อ ติสสะ หรือปุสสะ นั้น ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพนั้น. คำว่า เหตุที่จะพึงพูดถึงข้อที่ได้รับ บอกจึงมิได้มีแก่ขีณาสวภิกษุนั้น อธิบายว่า ใคร ๆ พึงกล่าวถึงข้อที่รับ บอกนั้นว่า ผู้นี้กำหนัดแล้วด้วยราคะใด หรือผู้นี้ถูกประทุษร้ายแล้ว ด้วย โทสะใด หรือว่าผู้นี้หลงแล้วโดยโมหะใด ดังนี้ เหตุเหล่านั้นแหละ ย่อมไม่มี แก่พระขีณาสพนั้น. บทว่า โย มญฺติ แปลว่า บุคคลใดย่อมสำคัญ อธิบาย ว่า บุคคลใดย่อมสำคัญตนว่าเราเป็นผู้เสมอเขา หรือดีกว่าเขา หรือว่าเลวกว่า
หน้า 118 ข้อ 55
เขา. ด้วยคำนี้ ทรงถือเอามานะ ๓ ซึ่งมีคำว่า เราดีกว่าเขา เป็นต้น. เมื่อ มานะ ๓ เหล่านั้นอันพระองค์ทรงถือเอาแล้ว ก็ย่อมชื่อว่า ทรงถือเอามานะ ๙ ทีเดียว. คำว่า บุคคลนั้น พึงวิวาทกับเขา คือว่า บุคคลนั้นพึงพูดด้วย มานะนั้นนั่นแหละกับคนใดคนหนึ่ง อย่างนี้ว่า ท่านตีเสมอเรา ด้วยเหตุอะไร ย่อมเสมอเราโดยชาติหรือ หรือว่าโดยโคตร หรือบางส่วนแห่งตระกูล หรือว่า โดยความเป็นผู้มีผิวพรรณผ่องใส หรือโดยเป็นพหูสูต หรือว่าโดยคุณแห่ง ธุดงค์ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสกามทั้งหลาย อันเป็นไปกับด้วยเวลา เล็กน้อย ด้วยคาถากึ่งหนึ่งแม้นี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ตีสุ วิธาสุ แปลว่า มานะ ๓. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสโกฏฐาส ว่าเป็น วิธะ เช่น ในบทว่า เอกวิเธ รูปสงฺคโห เป็นต้น แปลว่า สงเคราะห์รูปไว้ โดยส่วนหนึ่ง. ตรัสเรียกอาการ (ลักษณะ) ว่าเป็น วิธะ เช่นในบทว่า กถํวิธํ สํลวนฺตํ วทนฺติ กถํวิธํ ปฺวนฺตํ วทนฺติ เป็นต้น แปลว่า ย่อมกล่าวอาการ อย่างไรว่าเป็นผู้มีศีล ย่อมกล่าวอาการอย่างไรว่า เป็นคน มีปัญญา เป็นต้น. ในพระบาลีนี้ว่า ติสฺโส อิมา ภิกฺขเว วิธา กตมา ติสฺโส เสยฺโยหมสฺมีติ วิธา หีโนหมสฺมีติ วิธา แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มานะ ๓ เหล่านี้เป็นไฉน มานะ ๓ เหล่านี้ คือ มานะ ว่าเราดีกว่าเขา เราเสมอเขา เราเลวกว่าเขา ดังนี้ ข้อนี้ตรัสมานะว่าเป็น วิธะ. แม้ในปกรณ์นี้ ก็ตรัสมานะนั่นแหละด้วยคำว่า วิธะ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า ตีสุ วิธาสุ แปลว่า มานะ ๓ ดังนี้. คำว่า ผู้ไม่หวั่นไหวอยู่ อธิบายว่า บุคคลใดย่อมไม่หวั่นไหว ไม่เคลื่อนไปในมานะ ๓ โดยย่อ ในมานะ ๙ โดยพิสดาร. คำว่า มานะว่า เราเสมอเขา ดีกว่าเขา เลวกว่าเขา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง
หน้า 119 ข้อ 55
มานะ ๓ เหล่านี้ว่า ไม่มีแก่พระขีณาสพ ผู้มีมานะอันละได้แล้วนั้น. บทสุดท้าย แห่งพระคาถานี้มีนัยตามที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว. ด้วยพระคาถากึ่งหนึ่งแม้นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโลกุตรธรรม ๙ อย่างอันบุคคลพึงเห็นได้เอง ด้วยประการ ฉะนี้. บทว่า ปหาสิ สงฺขํ แปลว่า ขีณาสพภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว อธิบายว่า ปัญญา ชื่อว่า สังขา อันมีมาในบาลีว่า ปฏิสงฺขา โยนิโส เป็นต้น แปลว่า พิจารณาโดยอุบายอันแยบคาย. สังขามีอรรถเท่ากับคณนา การคำนวนหรือการนับ เช่นในพระบาลีว่า อตฺถิ ปน โกจิ คณโก วา มุทฺธิโก วา สงฺขายิโก วา โย ปโหติ คงฺคาย วาลิกํ คเณตุํ แปลว่า ก็ใคร ๆ เป็นโหรก็ตาม เป็นผู้สุขุมก็ตาม เป็นผู้นักนับก็ตาม สามารถเพื่อจะคำนวนเม็ดทรายในแม่น้ำคงคา ดังนี้. สังขามีอรรถเท่ากับ โกฏฐาส คือ ส่วนหรือภาค เช่นในบทว่า สญฺานิทานา หิ ปปญฺจสงฺขา เป็นต้น แปลว่า จริงอยู่ ธรรมที่เป็นส่วนแห่งความเนิ่นช้าเป็นเหตุแห่งสัญญา. และบัญญัติมาในคำว่า สังขา เช่นบทว่า ยา เตสํ ธมฺมานํ สงฺขา สมญฺา นี้แปลว่า บัญญัติ คือ ชื่อแห่งธรรมเหล่านั้น. แม้ในที่นี้ ท่านก็ประสงค์ เอาบัญญัติเท่านั้น. จริงอยู่ เนื้อความแห่งบทว่า ปหาสิ สงฺขํ นี้ อธิบายว่า พระ- ขีณาสพละและ ทอดทิ้งแล้ว สละคืนแล้ว ซึ่งบัญญัตินี้ว่า บุคคลผู้อันราคะ ย้อมแล้ว ผู้อันโทษประทุษร้ายแล้ว ผู้หลงแล้ว. บทว่า น วิมานมาคา แปลว่า บรรลุธรรมที่ปราศจากมานะแล้ว คือ ไม่เข้าถึงมานะ ๓ อย่าง ซึ่งมีประเภท ๙. อีกอย่างหนึ่ง ท้องแห่งมารดา ท่านเรียกว่า วิมานะ เพราะอรรถว่าเป็น ที่อาศัย พระขีณาสพย่อมไม่เข้าไปสู่ที่อาศัย (คือท้องแห่งมารดา) นั้นต่อไป ด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิ. บทว่า วิมานมาคา นี้เป็นถ้อยคำกล่าวถึงอดีต แต่
หน้า 120 ข้อ 55
ใช้ในความหมายแห่งอนาคต. บทว่า อจฺเฉชฺชิ แปลว่า ตัดแล้ว. บทว่า ฉินฺนคนฺถํ แปลว่า ตัดเครื่องผูก ๔ (คันถะ ๔) แล้วอยู่. บทว่า อนิฆํ แปลว่า ไม่คับแค้นใจ คือ ไม่มีทุกข์. บทว่า ปริเยสมานา แปลว่า เที่ยวค้นหา คือ ตรวจดูอยู่. บทว่า นาชฺฌคมุํ แปลว่า ไม่พบ คือ ไม่ถึง ไม่ประสบ ไม่เห็น. ข้อนี้มีอรรถแห่งอดีตแต่มีความหมายถึงปัจจุบัน. บทว่า อิธ วา หุรํ วา แปลว่า ในโลกนี้ หรือในโลกหน้า. บทว่า สพฺพนิเวสเนสุ แปลว่า ในสถานที่อาศัยของสัตว์ทั้งปวง ได้แก่ ในภพ ๓ กำเนิด ๔ คติ ๕ วิญญาณฐิติ ๗ สัตตาวาส ๙ อธิบายว่า ย่อมไม่เห็นพระขีณาสพผู้เห็นปานนี้ คือ ผู้มีเครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ซึ่งกำลังเกิด หรือเกิดขึ้นแล้ว เพราะการแตก แห่งกายทำลายขันธ์ในสถานที่อาศัยของสัตว์ แม้ทั้งปวงเหล่านี้ ด้วยประการ ฉะนี้. ด้วยพระคาถานี้นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโลกุตรธรรมอันบุคคล พึงเห็นได้นั่นแหละ. เทวดาแม้นั้น ครั้นฟังพระคาถานี้แล้ว จึงกำหนดเนื้อความได้ ด้วย เหตุนั้นนั่นแหละ จึงกราบทูลว่า อิมสฺส ขฺวาหํ ภนฺเต เป็นต้น แปลว่า ข้า แต่พระผู้มีพระภาค ข้าพระองค์ทราบเนื้อความแห่งธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสโดยย่อให้พิสดาร อย่างนี้. บทว่า ปาปํ น กยิรา แปลว่า ไม่ควร ทำบาปนั้น สมควรที่จะกล่าวแม้ด้วยสามารถแห่งกุศลกรรมบถ ๑๐ แม้ด้วย สามารถแห่งมรรคประกอบด้วยองค์ ๘. ว่าโดยกุศลกรรมบถ ๑๐ ก่อน คือใน บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจสา แปลว่า ด้วยวาจา ได้แก่ วจีสุจริต ๔ อย่าง. บทว่า มนสา แปลว่า ด้วยใจ ได้แก่ มโนสุจริต ๓ อย่าง. บทว่า กาเยน วา กิญฺจนํ สพฺพโลเก แปลว่า ด้วยกายอย่างไหน ๆ ในโลก ทั้งปวง ได้แก่ กายสุจริต ๓ อย่าง. กุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ ย่อมมีก่อน ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 121 ข้อ 55
ว่าด้วยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ก็ด้วยบทว่า กาเม ปหาย แปลว่า ละกามทั้งหลายเสียแล้ว ได้แก่ ห้ามกามสุขัลลิกานุโยค. ด้วยบทว่า สติมา สมฺปชาโน (มีสติ มีสัมปชัญญะ) นี้ ได้แก่ ถือเอาสติและสัมปชัญญ เป็นผู้ทำกุศลกรรมบถ ๑๐. ด้วยบทว่า ทุกฺขํ น เสเวถ อนตฺถสญฺหิตํ แปลว่า ไม่ควรเสพทุกข์อันประกอบด้วยโทษนี้ ได้แก่ปฏิเสธอัตตกิลมถานุโยค. เทวดา เว้นทางที่สุดทั้ง ๒ นี้ได้แล้ว จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ทราบกุศลกรรมบถ ๑๐ กับด้วยสติสัมปชัญญะซึ่งเป็นผู้กระทำที่ พระองค์ตรัสแล้ว ด้วยอาการอย่างนี้ ก็นัยนี้แหละว่าด้วยอำนาจแห่งมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘. ได้ยินว่า พระธรรมเทศนามีประโยชน์ใหญ่ได้มีแล้วใน ที่นั้นแล. ในเวลาจบเทศนา เทวดานั้นกำลังยืนอยู่อย่างไรนั่นแหละ ส่งญาณ ไปตามกระแสแห่งเทศนา เห็นอยู่ซึ่งมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ที่ตนบรรลุ แล้ว เพราะความตั้งมั่นในโสดาปัตติผล จึงกราบทูลความนั้นแก่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจสา ได้แก่ สัมมาวาจา. แต่มโน ไม่ใช่องค์มรรค เพราะฉะนั้น จิตที่สัมปยุตด้วยมรรค จึงได้แก่มโนสุจริต ๓. บทว่า กาเยน วา กิญฺจนํ ได้แก่ สัมมากัมมันตะ. ส่วนสัมมาอาชีวะ ท่านถือเอาสัมมาวาจาและสัมมากัมมันตะรวมกันนั่นแหละ. ด้วยบทว่า สติมา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สมฺปชาโน ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัปปะ. การเว้นส่วนสุดทั้ง ๒ ท่านถือเอาด้วย บททั้ง ๒ คือ กาเม ปหาย และ ทุกฺขํ น เสเวถ ดังนี้.
หน้า 122 ข้อ 55
เทวดานั้น ครั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ ย่อมทราบมัชฌิมาปฏิปทาอันไม่อาศัยส่วนสุด ๒ เหล่านี้ ตามที่พระองค์ตรัสแล้ว ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ แล้วทำการบูชาพระตถาคตเจ้าด้วยเครื่องสักการะ ทั้งหลาย มีของหอมและดอกไม้เป็นต้น กระทำประทักษิณเสร็จแล้วก็หลีกไป ดังนี้แล. จบอรรถกถาสมิทธิสูตรที่ ๑๐ จบนันทนวรรคที่ ๒ รวมพระสูตรในนันทนวรรคที่ ๒ นันทนสูตร นันทิสูตร นัตถิปุตตสมสูตร ขัตติยสูตร สกมานสูตร นิททาตันทิสูตร ทุกกรสูตร หิริสูตร กุฏิกาสูตร สมิทธิสูตร พร้อมทั้ง อรรถกถา
หน้า 123 ข้อ 56, 57
สัตติวรรคที่ ๓ ๑. สัตติสูตร ผู้ปฏิบัติควรทำตัวเหมือนถูกหอก [๕๖] เทวดานั้น ครั้งยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่อการละกาม ราคะ เหมือนบุรุษที่ถูกประหารด้วยหอก มุ่งถอนเสีย และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้ บนศีรษะ มุ่งดับไฟ ฉะนั้น. [๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระคาถาว่า ภิกษุพึงมีสติ เว้นรอบเพื่ออันละ- สักกายทิฏฐิ เหมือนบุรุษถูกประหารด้วย หอก และเหมือนบุรุษที่ถูกไฟไหม้บน ศีรษะ.
หน้า 124 ข้อ 57
อรรถกถาสัตติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัตติสูตรที่ ๑ แห่งสัตติวรรคที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า สตฺติยา นี้เป็นหัวข้อแห่งเทศนา. อธิบายว่า ด้วยศัสตรา มีคมข้างเดียวเป็นต้น. บทว่า โอมฏฺโ แปลว่า ถูกประหารแล้ว. จริงอยู่ เครื่องประหารนี้มี ๔ อย่าง คือชื่อว่า โอมัฏฐะ อุมัฏฐะ มัฏฐะ และวิมัฏฐะ ในบรรดาเครื่องประหาร ๔ เหล่านั้น เครื่องประหารที่เขาวางไว้ข้างบนให้มี หน้าลงเบื้องต่ำ ชื่อว่า โอมัฏฐะ. เครื่องประหารที่เขาวางไว้เบื้องต่ำให้มี หน้าขึ้นช้างบน ชื่อว่า อุมัฏฐะ. เครื่องประหารที่เขาใช้แทงทะลุไปราวกะว่า ลิ่มกลอนประตู. ชื่อว่า มัฏฐะ. เครื่องประหารแม้ทั้งหมดที่เหลือชื่อว่า วิมัฎฐะ. ก็ในที่นี้ ท่านมุ่งเอาเครื่องประหารที่ชื่อว่า โอมัฏฐะ เพราะเครื่องประหาร ชนิดนี้ทารุณกว่าเครื่องประหารทั้งหมด ดุจถูกหอกที่มีคมไม่ดีแทงแล้ว เยียว ยาลำบาก มีโทษภายใน คือมีน้ำเหลืองและเลือดคั่งอยู่ที่ปากแผล ไม่มีน้ำเหลือง และเลือดไหลออกจึงทำให้สั่งสมอยู่ภายใน. ผู้ต้องการจะนำปุพโพโลหิตออกต้อง ผูกผู้ป่วยไว้กับเตียงแล้วทำให้ศรีษะห้อยลง. เขาย่อมถึงการตาย หรือทุกข์ปาง ตาย. คำว่า ปริพฺพฺเช แก้เป็น วิหเรยฺย แปลว่า พึงอยู่. ถามว่า ในคาถานี้ เทวดากล่าวอย่างไร. ตอบว่า เทวดากล่าวว่า บุรุษถูกแทงด้วย หอกรีบพยายามทำความเพียรมุ่งมั่นเพื่อจะรักษาแผลโดยการดึงหอกออก และ บุรุษที่ถูกไฟไหม้ที่ศีรษะ รีบพยายามทำความเพียรมุ่งเพื่อดับไฟ ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุก็ฉันนั้นนั่นแหละ พึงมีสติไม่ประมาทอยู่เพื่อ ละกามราคะ ดังนี้.
หน้า 125 ข้อ 57
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า คาถาที่เทวดานี้นำมาตั้งไว้ ทำอุปมาไว้มั่นคง แต่ถือเอาประโยชน์ได้นิดหน่อย แม้จะกล่าวซ้ำซาก เพราะ เขากล่าวถึงการละโดยการข่มกามราคะอย่างเดียว ก็กามราคะอันมรรคยังไม่ ถอนขึ้น ตราบใด ตราบนั้น ก็ยังมีการตามผูกพันเรื่อยไป เพราะฉะนั้น เมื่อจะทรงถือเอาคำอุปมานั้น นั่นแหละแล้ว ทรงเปลี่ยนแสดงด้วยสามารถแห่ง มรรค จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ (ข้อที่ ๕๗). เนื้อความแห่งคาถานั้น พึงทราบ โดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. จบอรรถกถาสัตติสูตรที่ ๑
หน้า 126 ข้อ 58, 59
๒. ผุสติสูตร ว่าด้วยวิบากของกรรม [๕๘] เทวดาทูลว่า วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม วิบากพึงถูกบุคคลผู้ถูกกรรมโดยแท้ เพราะ ฉะนั้น วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ผู้ ประทุษร้าย นรชนผู้ไม่ประทุษร้าย. [๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลได้ย่อมประทุษร้ายแก่นรชน ผู้ไม่ประทุษร้าย เป็นผู้บริสุทธิ์ ปราศจาก กิเลส บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลนั้น ผู้เป็น พาลแท้ ประดุจธุลีอันละเอียดที่ซัดไป ทวนลม ฉะนั้น.
หน้า 127 ข้อ 59
อรรถกถาผุสติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในผุสติสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า นาผุสนฺตํ ผุสติ ความว่า วิบากย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูก กรรม (คือผู้ไม่ทำกรรม) อีกอย่างหนึ่ง กรรมย่อมไม่ถูกบุคคลผู้ไม่ถูกกรรม นั่นแหละ. เพราะว่า กรรมย่อมไม่กระทำแก่บุคคลผู้ไม่กระทำ. บทว่า ผุสนฺตญฺจ ตโต ผุเส ความว่า วิบากย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม อีกอย่างหนึ่ง กรรมนั่นแหละ ย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม. เพราะว่า กรรมย่อมกระทำบุคคล ผู้กระทำ. บทว่า ตสฺมา ผุสนฺตํ ผุสติ อปฺปทุฏฺปฺปโทสินํ อธิบายว่า เพราะวิบากย่อมไม่ถูกบุคคล ผู้ไม่ถูกกรรม ย่อมถูกบุคคลผู้ถูกกรรม ข้อนี้ เป็นธรรมดาของกรรมวิบากทั้งหลาย ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า บุคคลใด ย่อมประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้ายตอบ ผู้บริสุทธิ์ ผู้ไม่มี กิเลสเพียงดังเนิน บุคคลผู้ประทุษร้ายต่อบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง กรรมหรือวิบาก ย่อมถูกต้องบุคคลนั้น ย่อมถูกต้องบุคคลผู้ถูกกรรมนั้นแหละ เพราะว่าบุคคลนั้น ย่อมอาจเพื่อทำการ ฆ่าบุคคลอื่นหรือไม่ก็ตาม แต่อัตตา ชื่อว่า ตั้งอยู่แล้วในอบาย ๔ ด้วยกรรมนั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า บาปย่อมกลับมาถึงบุคคลผู้นั้นผู้เป็น พาล ประดุจธุลี อันละเอียดที่ซัดไป ทวนลม ฉะนั้น. จบอรรถกถาผุสติสูตรที่ ๒
หน้า 128 ข้อ 60, 61
๓. ชฏาสูตร ว่าด้วยการถางชัฏคือกิเลส [๖๐] เทวดากราบทูลว่า หมู่สัตว์รกทั้งภายใน รกทั้งภาย นอก ถูกรกชัฏหุ้มห่อแล้ว ข้าแต่พระ โคดม เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ขอถาม พระองค์ว่า ใครพึงถางรกชัฏนี้ได้. [๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มี ความเพียร มีปัญญารักษาตนรอดภิกษุ นั้นพึงถางรกชัฏนี้ได้ ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดี บุคคลเหล่าใด กำจัดเสียแล้ว บุคคลเหล่านั้น เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหาเป็นเครื่องยุ่ง อันบุคคลเหล่านั้นสางเสียแล้ว นามก็ดี รูปก็ดี และรูปสัญญาก็ดี ย่อมดับหมดใน ที่ใด ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาด ไปในที่นั้น.
หน้า 129 ข้อ 61
อรรถกถากถาชฏาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในชฏาสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บัณฑิต พึงทราบเนื้อความแห่งคาถาว่า อนฺโตชฏา ดังต่อไปนี้. บทว่า ชฏา เป็นชื่อของตัณหาเพียงดังข่าย. จริงอยู่ ตัณหานั้นชื่อว่า ชฏา เพราะอรรถว่าเป็นดุจชัฏ กล่าวคือข่ายแห่งกิ่งไม้ทั้งหลาย มีกิ่งไม้ไผ่เป็นต้น ด้วยอรรถว่าเกี่ยวประสานกันไว้ เพราะเกิดขึ้นซ้ำ ๆ ซาก ๆ ในอารมณ์ ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ทั้งต่ำและสูง. ก็ตัณหานี้นั้น เทพบุตรเรียกว่า ชัฏ (แปลว่ารก) ทั้งภายใน ชัฏ ทั้งภายนอก เพราะเกิดขึ้นในบริขารของตน และบริขารของผู้อื่น ทั้งใน อัตภาพของตน และอัตภาพของผู้อื่น ทั้งในอายตนะภายในและอายตนะภาย นอก. หมู่สัตว์ ยุ่งเหยิงแล้วด้วยชัฏ คือ ตัณหานั้นอันเกิดขึ้นอย่างนี้. อธิบายว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีไม้ไผ่เป็นต้น ยุ่งเหยิงแล้วด้วยชัฏคือกิ่งของไม้ทั้งหลายมีไม้ไผ่ เป็นต้น ฉันใด ปชา คือ หมู่สัตว์แม้ทั้งหมดนี้ก็ยุ่งเหยิงแล้วด้วยชัฏคือตัณหา ถูกตัณหานั้นผูกพันแล้ว ฉันนั้น. ก็เพราะหมู่สัตว์ถูกตัณหาผูกพันแล้วอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงขอทูลถามพระองค์ว่า ตํ ตํ โคตม ปุจฺฉามิ ดังนี้ แปลว่า ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์. บทว่า โคตม คือ เทวดา ย่อมเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยพระโคตร. บทว่า โก อิมํ วิชฏเย ชฏํ แปลว่า ใครพึงถางชัฏนี้ ความว่า เทพบุตรนั้น ทูลถามว่า ใครพึงถาง คือ ใครสามารถเพื่อจะถางชัฏ (ตัณหา) อันรกรุงรังซึ่งตั้งอยู่ในโลกธาตุทั้ง ๓ นี้ได้.
หน้า 130 ข้อ 61
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงวิสัชนาเนื้อความนี้แก่ เทพบุตรนั้น จงตรัสว่า สีเล ปติฏฺาย นโร สปญฺโ จิตฺตํ ปญฺญฺจ ภาวยํ อาตาปิ นิปโก ภิกฺขุ โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ นรชนผู้มีปัญญา ตั้งมั่นแล้วในศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญอยู่ เป็นผู้มี ความเพียร มีปัญญารักษาตนรอด ภิกษุ นั้นพึงถางชัฏ (ตัณหา) นี้ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีเล ปติฏฺาย ได้แก่ ตั้งอยู่ในจตุปาริ สุทธิศีล. ก็ในบทนี้พึงทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้อันเทวดาทูลถามถึงชัฏ คือ ตัณหาที่ผูกพันนระไว้ พระองค์จึงเริ่มคำว่า ศีล มิได้ทูลถามอย่างอื่น ก็มิ ได้ตรัสอย่างอื่น. เพราะว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงศีลในที่นี้ก็เพื่อทรงแสดง ถึงที่พึ่งของนระผู้ถางชัฏ คือ ตัณหาที่ผูกพันไว้. บทว่า นโร ได้แก่ สัตว์. บทว่า สปญฺโ ได้แก่ ผู้มีปัญญา โดยปฏิสนธิมาด้วยปัญญาอันเป็นไตรเหตุ อันเกิดแต่กรรม. บทว่า จิตฺตํ ปญฺญฺจ ภาวยํ ได้แก่ ยังสมาธิและ ปัญญาให้เจริญอยู่. จริงอยู่ ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส สมาบัติ ๘ ไว้ด้วย หัวข้อแห่งจิต ตรัสวิปัสสนาไว้โดยชื่อว่า ปัญญา. บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร. จริงอยู่ ความเพียร ตรัสเรียกว่า อาตาปะ เพราะอรรถว่าเป็น เครื่องเผากิเลสทั้งหลายให้เร่าร้อน. ความเพียรเป็นเครื่องเผากิเลสของนระนั้น มีอยู่ เหตุนั้น นระผู้มีความเพียรนั้นจึงชื่อว่า อาตาปี แปลว่า ผู้มีความเพียร เป็นเครื่องเผากิเลสให้เร่าร้อน. ในบทว่า นิปโก นี้ ตรัสเรียกปัญญาว่า เนปกะ. อธิบายว่า นระผู้ประกอบด้วยปัญญา ชื่อว่า เนปกะนั้น. ทรงแสดงปาริหาริย- ปัญญา ด้วยบทว่า นิปโก นี้. อธิบายว่า ปัญญาอันเป็นเหตุที่บุคคลพึงบริหาร
หน้า 131 ข้อ 61
ให้สำเร็จกิจทั้งปวง โดยนัยว่า นี้เป็นกาลสมควรเพื่อเรียน (อุเทศ) นี้เป็น กาลสมควรเพื่อสอบถาม (ปริปุจฉา) เป็นต้น ชื่อว่า ปาริหาริยปัญญา. ในปัญหาพยากรณ์นี้ ปัญญามา ๓ วาระ. ในปัญญาเหล่านั้น ปัญญา ที่หนึ่ง ชื่อว่า สชาติปัญญา (ปัญญามีมาพร้อมกับการเกิด) ปัญญาที่สอง ชื่อว่า วิปัสสนาปัญญา. ปัญญาที่สาม ชื่อว่า ปาริหาริยปัญญา อันเป็นเครื่องนำไปใน กิจทั้งปวง. บทว่า ภิกฺขุ มีวิเคราะห์ว่า ผู้ใดย่อมเห็นภัยในสงสาร เหตุนั้น ผู้นั้นจึงชื่อว่า ภิกษุ.๑ บทว่า โส อิมํ วิชฏเย ชฏํ ความว่า ภิกษุนั้น พึงถางชัฏนี้ได้ ได้แก่ ภิกษุนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยคุณทั้งหลายมีสีลาทิคุณ เป็นต้นเหล่านี้๒ อธิบายว่า ภิกษุอาศัยแผ่นดินคือศีล แล้วยกศาสตราคือ วิปัสสนาปัญญาอันตนลับดีแล้วด้วยศิลาคือสมาธิ ด้วยมือคือปาริหาริยปัญญา อันกำลังคือความเพียร ประดับประคองแล้ว พึงถาง พึงตัด พึงทำลายซึ่งชัฏ คือตัณหาอันประจำอยู่ในสันดานแห่งตนนั้นแม้ทั้งหมด. เปรียบเหมือนบุรุษ ผู้ยืนบนแผ่นดินยกศาสตราอันตนลับดีแล้ว พึงถางกอไผ่ใหญ่ ฉะนั้น. พระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นตรัสเสกขภูมิด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรง แสดงถึงพระมหาขีณาสพผู้ถางชัฏ (ตัณหา) แล้วดำรงอยู่ จึงตรัสคำว่า เยสํ ราโค จ โทโส จ อวิชฺชา จ วิราชิตา ขีณาสวา อรหนฺโต เตสํ วิชฺชิตา ชฏา. ราคะก็ดี โทสะก็ดี อวิชชาก็ดี อัน บุคคลเหล่าใดกำจัดได้แล้ว บุคคลเหล่า- นั้นมีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส ตัณหาเป็นเครื่องยุ่งอันบุคคลเหล่านั้นสาง ได้แล้ว. ๑. คำว่า ภิกษุ ในที่นี้ท่านไม่ได้อธิบายไว้ (อรรถกถาบาลีหน้า ๖๒) ๒. ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๖ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ๓ อย่าง และวิริยะ
หน้า 132 ข้อ 61
พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพระขีณาสพผู้ถางซึ่งชัฏคือตัณหา อย่างนี้แล้วดำรงอยู่ เมื่อจะทรงแสดงโอกาสเป็นเครื่องถางชัฏอีก จึงตรัสคำว่า ยตฺถ นามญฺจ รูปญฺจ อเสสํ อุปรุชฺฌติ ปฏิฆรูปสญฺา จ เอตฺถ สา ฉิชฺชเต ชฏา. นามก็ดี รูปก็ดี ปฏิฆสัญญาและรูป สัญญาก็ดี ย่อมดับไม่เหลือในที่ใด ตัณหา เป็นเครื่องยุ่งนั้น ย่อมขาดไปในที่นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นามํ ได้แก่ อรูปขันธ์ ๔. ในบทว่า ปฏิฆรปสญฺา นี้ ท่านถือเอากามภพด้วยอำนาจแห่งปฎิฆสัญญา ถือเอารูป ภพด้วยอำนาจแห่งรูปสัญญา. เมื่อภพทั้ง ๒ เหล่านั้นทรงถือเอาแล้ว อรูปภพ ก็เป็นอันถือเอาแล้วโดยสังเขปแห่งภพนั่นแหละ. ในบทว่า เอตฺเถสา ฉิชฺชเต ชฏา นี้ แปลว่า ตัณหาเป็นเครื่องยุ่ง ย่อมขาดไปในที่นั้น คือว่าตัณหาอันเป็นเครื่องยุ่งเหยิงนี้ ย่อมขาดไปในที่เป็น ที่สิ้นสุดลงแห่งวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ คือว่าอาศัยพระนิพพานแล้วย่อมขาด ย่อมดับไป ดังนี้ นี้เป็นอรรถอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้แล. จบอรรถกถาชฏาสูตร ที่ ๓
หน้า 133 ข้อ 62, 63
๔. มโนนิวารณสูตร [๖๒] เทวดาทูลว่า บุคคลพึงห้ามใจแต่อารมณ์ใด ๆ ทุกข์ย่อมไม่มาถึงบุคคลนั้น เพราะอารมณ์ นั้น ๆ บุคคลนั้นพึงห้ามใจแต่อารมณ์ ทั้งปวง บุคคลนั้นย่อมพ้นจากทุกข์เพราะ อารมณ์ทั้งปวง. [๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม บาปย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใด ๆ บุคคลพึง ห้ามใจแต่อารมณ์นั้น ๆ. อรรกถามโนนิวารณสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมโนนิวารณสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า ยโต ยโต ได้แก่ แต่อารมณ์ที่เป็นบาป หรือว่าเป็นบุญ. ได้ยินว่า เทดานี้มีความเห็นอย่างนี้ว่า อารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ เป็นโลกีย์ หรือที่เป็นโลกุตระโดยประการต่าง ๆ มีอารมณ์ที่เป็นกุศลเป็นต้น บุคคลพึงห้ามใจเท่านั้น คือไม่พึงให้อารมณ์นั้นเกิดขึ้น ดังนี้. คำว่า ส สพฺพ-
หน้า 134 ข้อ 63
โต แก้เป็น โส สพฺพโต แปลว่า บุคคลนั้น. . .แต่อารมณ์ทั้งปวง. ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า เทวดานี้ ย่อมกล่าวถ้อยคำอันเป็นอนิยยานิกะ (คำไม่นำสัตว์ออกไปจากทุกข์) ธรรมดาว่า ใจ เป็นภาวะที่ควรห้ามก็มี ควร เจริญก็มี เราจักจำแนกความข้อนั้นแสดงแก่เธอ ดังนี้ จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า น สพฺพโต มโน นิวารเย มโน ยตตฺตมาคตํ ยโต ยโต จ ปาปกํ ตโต ตโต มโน นิวารเย. บุคคลไม่ควรห้ามใจแต่อารมณ์ทั้งปวง ที่เป็นเหตุให้ใจมาถึงความสำรวม บาป ย่อมเกิดขึ้นแต่อารมณ์ใด ๆ บุคคลพึงห้าม ใจแต่อารมณ์นั้น ๆ. บรรดาคำเหล่านั้น คำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มโน ยตตฺต- มาคตํ ได้แก่ ไม่พึงห้ามใจโดยประการทั้งปวง คือว่า ธรรมอะไรๆที่กล่าว แล้ว ไม่ควรห้ามใจไปเสียทั้งหมด เพราะว่าธรรมที่เป็นเหตุให้ใจมาสู่ความ สำรวมอันใด ที่เกิดขึ้นโดยนัยว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล อันเป็นเหตุนำมา ซึ่งความสำรวมใจเป็นต้นนี้ บุคคลไม่พึงห้าม ด้วยว่า ข้อนี้เป็นความพอกพูน เป็นความเจริญโดยแท้. คำว่า ยโต ยโต จ ปาปกํ ได้แก่ อกุศลย่อมเกิด แต่ธรรมอะไร ๆ บุคคลพึงห้ามใจเฉพาะธรรมนั้น ๆ ดังนี้แล. จบอรรถกถามโนนิวารณสูตรที่ ๔
หน้า 135 ข้อ 64, 65, 66, 67
๕. อรหันตสูตร [๖๔] ท. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มี กิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลาย อื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง. [๖๕] ภ. ภิกษุใดเป็นผู้ไกลจากกิเลส มี กิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้น พึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บาง บุคคลทั้งหลาย อื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติ ที่พูดกัน. [๖๖] ท. ภิกษุใดเป็นพระอรหันต์ มีกิจ ทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรง ไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติด มานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้ บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเรา ดังนี้ บ้าง. [๖๗] ภ. กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้ มีแก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว มานะและ
หน้า 136 ข้อ 67
คันถะทั้งปวง อันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดี ล่วงเสียแล้วซึ่งความ สำคัญ ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้ บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึง กล่าวตามที่พูดกัน. อรรถกถาอรหันตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอรหันตสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า กตาวี แปลว่า มีกิจทำเสร็จแล้ว คือ มีกิจอันมรรค ๔ ทำแล้ว. บทว่า อหํ วทามิ ความว่า เทวดาผู้อยู่ในไพรสณฑ์นี้นั้น ฟัง โวหารของพวกภิกษุอยู่ป่าพูดกันว่า เราฉันอาหาร เรานั่ง บาตรของเรา จีวร ของเรา เป็นต้น จึงคิดว่า เราสำคัญว่าภิกษุเหล่านี้ เป็นพระขีณาสพ ก็แต่ ถ้อยคำอิงอาศัยความเห็นว่าเป็นคนเป็นสัตว์ชื่อเห็นปานนี้ของพระขีณาสพ ทั้งหลาย มีอยู่หรือไม่หนอ ดังนี้ เพื่อจะทราบความเป็นไปนั้น จึงได้กราบทูล ถามแล้วอย่างนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ภิกษุใด เป็นผู้ไกลจากกิเลส มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกายอันมีในที่สุด ภิกษุ นั้นพึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง บุคคลอื่น ๆ พูดกะเราดังนี้บ้าง ภิกษุนั้น ฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวตามสมมติที่พูดกัน. บทว่า สมญฺํ แปลว่า คำพูด ถือเป็นภาษาของชาวโลก เป็นโวหารของชาวโลก. บทว่า
หน้า 137 ข้อ 67
กุสโล แปลว่า ฉลาด คือ ฉลาดในธรรมมีขันธ์เป็นต้น. บทว่า โวหาร- มตฺเตน แปลว่า กล่าวตามสมมติที่พูดกัน ได้แก่ เมื่อละเว้น ถ้อยคำอัน- อิงอาศัยความเห็นเป็นคนเป็นสัตว์แล้ว ไม่นำคำที่พูดให้แตกต่างกัน จึงสมควร ที่จะกล่าวว่า เรา ของเรา ดังนี้ จริงอยู่ เมื่อเขากล่าวว่า ขันธ์ทั้งหลาย ย่อมบริโภค ขันธ์ทั้งหลายย่อมนั่ง บาตรของขันธ์ทั้งหลาย จีวรของขันธ์ ทั้งหลาย ดังนี้ ความแตกต่างกันแห่งคำพูดมีอยู่ แต่ใคร ๆ ก็ทราบไม่ได้ เพราะฉะนั้น พระขีณาสพ จึงไม่พูดเช่นนั้น ย่อมพูดไปตามโวหารของชาว โลกนั่นแหละ. ลำดับนั้น เทวดาจึงคิดว่า ถ้าภิกษุนี้ไม่พูดด้วยทิฐิ ก็ต้องพูดด้วย อำนาจแห่งมานะแน่ จึงทูลถามอีกว่า โย โหติ เป็นต้น แปลว่า ภิกษุใด เป็นพระอรหันต์ มีกิจทำเสร็จแล้ว มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งร่างกาย อันมีในที่สุด ภิกษุนั้นยังติดนานะหรือหนอ จึงกล่าวว่า เราพูดดังนี้บ้าง คนอื่น ๆ พูดกะเราดังนี้บ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยังติดมานะหรือ หนอ ได้แก่ ภิกษุนั้น ยังติดมานะ พึงกล่าวด้วยสามารถแห่งมานะ หรือหนอ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำริว่า เทวดานี้ย่อมทำพระ- ขีณาสพเหมือนบุคคลมีมานะ ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า มานะแม้ทั้ง ๙ อย่าง พระขีณาสพละได้หมดแล้ว จึงตรัสพระคาถาตอบว่า กิเลสเป็นเครื่องผูกทั้งหลาย มิได้มี แก่ภิกษุที่ละมานะเสียแล้ว มานะและ คันถะทั้งปวงอันภิกษุนั้นกำจัดเสียแล้ว ภิกษุเป็นผู้มีปัญญาดีล่วงเสียแล้วซึ่งความ สำคัญตน ภิกษุนั้นพึงกล่าวว่า เราพูด
หน้า 138 ข้อ 67
ดังนี้บ้าง บุคคลทั้งหลายอื่นพูดกะเราดังนี้ บ้าง ภิกษุนั้นฉลาด ทราบคำพูดในโลก พึงกล่าวความสมมติที่พูดกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิธูปิตา แปลว่า กำจัดเสียแล้ว. บทว่า มานคนฺถสฺส แปลว่า มานะและคันถะ. . .อันภิกษุนั้น. คำว่า สมญฺํ หมายถึง คำพูดที่สำคัญตน. อธิบายว่า พระขีณาสพนั้นเป็นผู้ครอบงำได้แล้ว คือ ก้าวล่วงแล้วซึ่งความสำคัญตนในตัณหา ทิฏฐิ และมานะ. คำที่เหลือมี เนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอรหันตสูตรที่ ๕
หน้า 139 ข้อ 68, 69
๖. ปัชโชตสูตร [๖๘] เทวดากล่าวว่า โลกย่อมรุ่งเรืองเพราะแสงสว่าง ทั้งหลายใด แสงสว่างทั้งหลายนั้นย่อมมีอยู่ เท่าไรในโลก ข้าพระองค์ทั้งหลายมาเพื่อ จะทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนจะรู้จัก แสงสว่างที่ทูลถามนั้น. [๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แสงสว่างทั้งหลายในโลกมีอยู่ ๔ อย่าง แสงสว่างที่ ๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวงอาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์ สว่างในกลางคืน อนึ่ง ไฟย่อมรุ่งเรืองใน กลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระ- สัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้งหลาย แสงสว่างของพระสัมพุทธเจ้า เป็นแสง- สว่างอย่างเยี่ยม.
หน้า 140 ข้อ 69
อรรถกถาปัชโชตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัชโชตสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า ปุฏฺํ แก้เป็น ปุจฺฉิตํ แปลว่า เพื่อจะทูลถาม. บทว่า กถํ ชาเนมุ แก้เป็น กถํ ชาเนยฺยาม แปลว่า ไฉนข้าพระองค์จักทราบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า แสงสว่างทั้งหลายในโลกมีอยู่ ๔ อย่าง แสงสว่างที่ ๕ มิได้มีในโลกนี้ ดวง- อาทิตย์สว่างในกลางวัน ดวงจันทร์สว่าง ในกลางคืน อนึ่ง ไฟย่อมรุ่งเรืองใน กลางวันและกลางคืนทุกหนแห่ง พระสัม- มาสัมพุทธเจ้าประเสริฐกว่าแสงสว่างทั้ง- หลาย แสงสว่างของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นแสงสว่างอย่างเยี่ยม. บทว่า ทิวารตฺตึ แปลว่า ในกลางวันและกลางคืน. บทว่า ตตฺถ ตตฺถ แปลว่า ทุกหนแห่ง คือ สว่างไสวในที่นั้น ๆ นั่นแหละ. บทว่า เอสา อาภา แปลว่า แสงสว่างของพระพุทธเจ้านี้. ถามว่า แสงสว่างของ พระพุทธเจ้านี้ เป็นไฉน. ตอบว่า แสงสว่างแม้ทั้งปวงเหล่านี้ คือ แสงสว่าง คือฌานก็ตาม แสงสว่างคือปีติก็ตาม แสงสว่างคือปสาทะก็ตาม แสงสว่างคือ ธรรมกถาก็ตาม จงยกไว้ แสงสว่างอันเกิดขึ้นเพราะความปรากฏแห่งพระ- พุทธเจ้าทั้งหลายชื่อว่า แสงสว่างแห่งพระพุทธเจ้า แสงสว่างนี้เท่านั้นยอดเยี่ยม ประเสริฐสูงสุดกว่าแสงสว่างทั้งหมด ไม่มีแสงสว่างอื่นเทียบได้ ดังนี้แล. จบอรรถกถาปัชโชตสูตรที่ ๖
หน้า 141 ข้อ 70, 71
๗. สรสูตร [๗๐] เทวดากล่าวว่า สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่ไหน วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่ไหน นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่ไหน. [๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า น้ำ ดิน ไฟ ลม ย่อมไม่ตั้ง อยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายย่อมกลับแต่ที่นี้ วัฏฏะย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้. อรรถกถาสรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสรสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า กุโต สรา นิวตฺตนฺติ ได้แก่ ความท่องเที่ยวไปในสงสารนี้ ย่อมสิ้นสุดลงแต่ที่ไหน. อธิบายว่า เทวดาย่อมทูลถามว่า สงสารทั้งหลาย อาศัยอะไร จึงไม่เป็นไป ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดินน้ำไฟลม ย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ใด สงสารทั้งหลายย่อมสิ้นสุดลงแต่ที่นี้ วัฏฏะ
หน้า 142 ข้อ 71
ย่อมไม่เป็นไปในที่นี้ นามก็ดี รูปก็ดี ย่อมดับหมดในที่นี้. บทว่า น คาธติ แปลว่า ไม่ตั้งอยู่. บทว่า อโต แปลว่า แต่ที่นี้ คือ แต่พระนิพพาน. คำที่เหลือง่ายทั้งสิ้น ดังนี้แล. จบอรรถกถาสรสูตรที่ ๗
หน้า 143 ข้อ 72, 73
๘. มหัทธนสูตร [๗๒] เทวดากล่าวว่า กษัตริย์ทั้งหลายมีทรัพย์มาก มีสมบัติ มาก ทั้งมีแว่นแคว้น ไม่รู้จัดพอใน กามทั้งหลาย ย่อมแข็งขันซึ่งกันและกัน เมื่อกษัตริย์ทั้งหลายนั้นมัวขวนขวาย ลอย ไปตามกระแสแห่งภพ บุคคลพวกไหน ไม่มีความขวนขวาย ละความโกรธและ ความทะเยอทะยานเสียแล้วในโลก. [๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลทั้งหลาย ละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รัก บวชแล้ว กำจัดราคะ โทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะ สิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส บุคคล พวกนั้นเป็นผู้ไม่ขวนขวายในโลก.
หน้า 144 ข้อ 73
อรรถกถามหัทธนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมหัทธนสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บุคคลชื่อว่า มีทรัพย์มาก เพราะอรรถว่า ทรัพย์ของเขาอันเป็น สาระมีแก้วมุกดาเป็นต้นมีมาก. บุคคลมีโภคะมาก (สมบัติมาก) เพราะอรรถว่า เขามีมหาโภคะอันเป็นภาชนะที่ทำด้วยทองและเงินเป็นต้นมาก. บทว่า อญฺญมญฺาภิคิชฺฌนฺติ แปลว่า ย่อมต้องการ ของกันและกัน คือย่อม ปรารถนา ย่อมริษยาของกันและกัน. บทว่า อนลงฺกตา แปลว่า ไม่รู้จักพอ คือไม่รู้จักอิ่ม เกิดความอยากไม่สิ้นสุด บทว่า อุสฺสุกฺกชาเตสุ แปลว่า มีความขวนขวาย คือพยายามเพื่อต้องการสิ่งที่ชอบใจทั้งหลายอันมีรูปเป็นต้น ที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นในบรรดาสิ่งที่ชอบใจซึ่งมีลักษณะต่าง ๆ เพื่อต้องการ เสวยสิ่งที่เกิดขึ้น. บทว่า ภวโสตานุสาริสุ แปลว่า ลอยไปตามกระแสแห่งภพ ได้แก่ แล่นไป ตามกระแสแห่งวัฎฏะ. บทว่า อนุสฺสุกา แปลว่า ไม่มีความ ขวนขวาย ได้แก่ เพราะไม่มีสิ่งเบียดเบียน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลทั้งหลายละเรือน ละบุตร ละปศุสัตว์ที่รัก บวชแล้วกำจัดราคะโทสะ และอวิชชาเสียแล้ว เป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว เป็นผู้ไกลจากกิเลส บุคคลพวกนั้น เป็น ผู้ไม่ขวนขวายในโลก. บทว่า อคารํ แปลว่า เรือน ได้แก่ บ้านพร้อมทั้งมาตุคาม. บทว่า วิราชิยา แปลว่า กำจัดแล้ว ได้แก่ ทำลายแล้ว. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถามหัทธนสูตรที่ ๘
หน้า 145 ข้อ 74, 75
๙. จตุจักกสูตร [๗๔] เทวดากล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียรมาก สรีระมีจักร ๔ มีทวาร ๙ เต็มด้วยของไม่ สะอาด ประกอบด้วยโลภะ ย่อมเป็นดังว่า เปือกตม ความออกไป (จากทุกข์) จักมี ได้อย่างไร. [๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็น เครื่องร้อยรัดด้วย ความปรารถนาและ ความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมี อวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออก- ไป (จากทุกข์) จึงจักมีได้.
หน้า 146 ข้อ 75
อรรถกถาจตุจักกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในจตุจักกสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า จตุจกฺกํ แปลว่า มีจักร ๔ ได้แก่ อิริยาบถ ๔ เพราะในที่นี้ อิริยาบถท่านเรียกว่าจักร. บทว่า นวทฺวารํ แปลว่า ทวาร ๙ ได้แก่ ทวาร ๙ ซึ่งมีปากแผล ๙ แห่ง. บทว่า ปุณฺณํ แปลว่า มีอสุจิเต็มแล้ว คือ เต็ม ไปด้วยของไม่สะอาด. บทว่า โลเภน สํยุตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยโลภะ คือว่า สัมปยุตด้วยตัณหา. บทว่า กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ นี้เทวดาย่อม ทูลถามว่า การออกไป (จากทุกข์) แห่งสรีระนี้ เห็นปานนี้ จักมีได้อย่างไร คือว่า ความพ้น ความพ้นรอบ ความก้าวล่วง อย่างดี จักมีได้อย่างไร ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เฉตฺวา นทฺธึ วรตฺตญฺจ อิจฺฉาโลภญฺจ ปาปกํ สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห เอวํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ ตัดความผูกโกรธด้วย กิเลสเป็น เครื่องร้อยรัดด้วย ความปรารถนาและ ความโลภอันลามกด้วย ถอนตัณหาอันมี อวิชชาเป็นมูลเสียแล้วอย่างนี้ ความออก- ไป (จากทุกข์) จึงมีได้. บทว่า นทฺธึ แปลว่า ความผูกโกรธ อธิบายว่า ความโกรธมีก่อน ภายหลัง ความโกรธมีกำลังเป็นไปแล้วอย่างนี้ จึงชื่อว่า ความผูกโกรธ. บทว่า วรตฺตํ แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ได้แก่ ตัดความผูกโกรธ และ เครื่องร้อยรัด. ชื่อความเกี่ยวข้องกันแห่งตัณหาและทิฏฐิ ท่านกล่าวไว้ใน
หน้า 147 ข้อ 75
คาถาว่า สนฺธานํ สหนุกฺกมํ แต่ในที่นี้ ยกเว้นกิเลสที่ท่านอธิบายไว้ใน พระบาลีแล้ว กิเลสที่เหลือ พึงทราบว่า เป็นเครื่องร้อยรัด เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า ตัดกิเลสเป็นเครื่องร้อยรัด ดังนี้. บทว่า อิจฺฉาโลภํ นี้พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ธรรมอันหนึ่งนี้แหละ ชื่อว่าโลภะ เพราะอรรถว่า ปรารถนา เพราะอรรถว่าความอยากและความต้องการ. อีกอย่างหนึ่ง ความอยาก มีกำลังทรามเกิดขึ้นครั้งแรก ความโลภมีกำลังเกิดขึ้นในเวลาต่อ ๆ มา. อีก อย่างหนึ่ง ความปรารถนาในวัตถุอันตนยังไม่ได้ ชื่อว่า ความอยาก ความ ยินดีในวัตถุอันตนได้แล้ว ชื่อว่า ความโลภ. บทว่า สมูลํ ตณฺหํ ได้แก่ ตัณหาอันมีมูล โดยมีอวิชชาเป็นมูล. บทว่า อพฺภุยฺห ได้แก่ อันมรรค ถอนขึ้นแล้ว. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้นแล. จบจตุจักกสูตรที่ ๙
หน้า 148 ข้อ 76, 77
๑๐. เอณิชังฆสูตร [๗๖] เทวดากล่าวว่า พวกข้าพระองค์เข้ามาเฝ้าแล้ว ขอ ทูลถามพระองค์ผู้มีความเพียร ซูบผอม มีแข้งดังเนื้อทราย มีอาหารน้อย ไม่มี ความโลภ เป็นเหมือนราชสีห์และช้างเที่ยว ไปโดดเดี่ยว ไม่มีห่วงใยในกามทั้งหลาย บุคคลจะพ้นจากทุกข์ได้อย่างไร. [๗๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิต ประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิกความ พอใจในนามรูปมิได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ ได้อย่างนี้. จบเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ จบสัตติวรรค ที่ ๓
หน้า 149 ข้อ 77
อรรถกถาเอณิชังฆสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเอณิชังฆสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า เอณิชงฺฆํ แปลว่า มีพระชงฆ์ (แข้ง) กลมเรียวเรียบ ดัง แข้งเนื้อทราย. บทว่า กีสํ ได้แก่ มีพระสรีระสม่ำเสมอ ไม่อ้วน. อีก อย่างหนึ่ง อธิบายว่า มีพระตจะ (หนึ่ง) มิได้เหี่ยวแห้ง คือ มีพระสรีระงาม โดยมิต้องพอกพูนด้วยกลิ่นดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ทั้งหลาย. บทว่า วีรํ แปลว่า มีความเพียร. บทว่า อปฺปาหารํ ได้แก่ มีอาหารน้อย เพราะความเป็นผู้รู้จัก ประมาณในการเสวยพระกระยาหาร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีอาหารน้อย เพราะ มิได้เสวยในเวลาวิกาล. บทว่า อโลลุปฺปํ แปลว่า ไม่มีความโลภ ได้แก่ ทรงปราศจากความอยากในปัจจัย ๔. อีกอย่างหนึ่ง ความไม่มีความโลภนี้ คือ มิได้มีรสตัณหา. บทว่า สีหํเวกจรํ นาคํ ได้แก่เป็นเหมือนราชสีห์ และช้าง ตัวประเสริฐเที่ยวไปโดดเดียว. เพราะว่าบุคคลผู้อยู่เป็นหมู่ ย่อมเป็นผู้ประมาท ผู้เที่ยวไปแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท. เพราะฉะนั้น ความเป็นผู้ไม่ ประมาท ท่านจึงถือเอาว่า ผู้เที่ยวไปผู้เดียวนั่นแหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ปญฺจ กามคุณา โลเก มโนฉฏฺา ปเวทิตา เอตฺถ ฉนฺทํ วิราชิตฺวา เอวํ ทุกฺขา ปมุจฺจติ. กามคุณ ๕ มีใจเป็นที่ ๖ บัณฑิต ประกาศแล้วในโลก บุคคลเลิกความพอใจ ในนามรูปนี้ได้แล้ว ก็พ้นจากทุกข์ได้ อย่างนี้.
หน้า 150 ข้อ 77
บทว่า ปเวทิตา แปลว่า ประกาศแล้ว คือ บอกแล้ว. บทว่า เอตฺถ แปลว่า ในนามรูปนี้. จริงอยู่ รูปท่านถือเอาด้วยสามารถแห่งกามคุณ ๕ ส่วน นามท่านถือเอาใจ. ก็แล บัณฑิตควรถือเอานามและรูปทั้งสองโดยไม่แยก จากกัน แล้วพึงประกอบพื้นฐานในนามและรูปนี้ ด้วยสามารถแห่งธรรมมีขันธ์ ๕ เป็นต้นเถิด. จบอรรถกถาเอณิชังฆสูตร ที่ ๑๐ จบอรรถกถาสัตติวรรค ที่ ๓ รวมพระสูตรที่กล่าวในสัตติวรรคนั้นมี สัตติสูตร ผุสติสูตร ชฏาสูตร มโนนิวารณสูตร อรหันตสูตร ปัชโชตสูตร สรสูตร มหัทธนสูตร จตุจักกสูตร และเอณิชังฆสูตร ครบ ๑๐ สูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 151 ข้อ 78, 79, 80
สตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ๑. สัพภิสูตร ว่าด้วยสัตบุรุษ [๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกา มากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันให้ สว่างทั่ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาคเจ้า แล้วจึงยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๗๙] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว มีแต่ คุณอันประเสริฐ ไม่มีโทษอันลามกเลย. [๘๐] ลำดับนั้น เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อม
หน้า 152 ข้อ 81, 82, 83, 84
ได้ปัญญา หาได้ปัญญาแต่คนอันธพาล อื่นไม่. [๘๑] ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อม ไม่เศร้าโศก ในท่ามกลางแห่งเรื่องเป็นที่ ตั้งแต่งความเศร้าโศก. [๘๒] ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อม ไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ. [๘๓] ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ สัตว์ ทั้งหลายทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษ แล้ว ย่อมไปสู่สุคติ. [๘๔] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า
หน้า 153 ข้อ 85
บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ สัตว์ ทั้งหลายทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษ แล้ว ย่อมดำรงอยู่สบายเนือง ๆ. ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต. [๘๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอกว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็น สุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อม พ้นจากทุกข์ทั้งปวง. อรรถกถาสัพภิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัพภิสูตรที่ ๑ แห่งสตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า สตุลฺลปกายิกา มีวิเคราะห์ว่า เทวดาทั้งหลาย ที่ชื่อว่า สตุลลปกายิกา เพราะยกย่องด้วยอำนาจแห่งการสมาทานธรรมของสัตบุรุษ แล้วบังเกิดขึ้นในสวรรค์. ในข้อนั้น มีเรื่องดังต่อไปนี้ เรื่องผู้เทิดทูนธรรมสัตบุรุษ ได้ยินว่า ชนจำนวนมากด้วยกันได้ทำการค้าทางทะเล ใช้เรือแล่น ไปสู่ทะเล. เมื่อเรือแห่งชนเหล่านั้นไปอยู่โดยเร็วปานลูกธนูอันบุคคลซัดไปแล้ว ในวันที่ ๗ จึงเกิดเหตุร้ายใหญ่ในท่ามกลางทะเล คือ คลื่นใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว
หน้า 154 ข้อ 85
ก็ยังเรือให้เต็มไปด้วยน้ำ. เมื่อเรือกำลังจะจมลง มหาชนจึงนึกถึงชื่อเทวดา ของตน ๆ แล้วกระทำกิจมีการอ้อนวอนเป็นต้น คร่ำครวญแล้ว. ในท่ามกลางแห่งชนเหล่านั้น บุรุษคนหนึ่งนึกว่า เราต้องประสบภัย ร้ายเห็นปานนี้แน่ จึงนึกถึงธรรมของตน เห็นแล้วซึ่งสรณะทั้งหลาย และศีล ทั้งหลายก็บริสุทธิ์แล้ว จึงนั่งขัดสมาธิ ดุจพระโยคี. พวกชนทั้งหลายจึงถาม ท่านถึงเหตุอันไม่กลัวนั้น. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตนั้นจึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ใช่แล้ว เราไม่กลัวภัยเห็นปานนี้ เพราะเราถวายทานแก่หมู่แห่งภิกษุ ในวันที่ขึ้นเรือ เราได้รับสรณะทั้งหลาย และศีลทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น เรา จึงไม่กลัว ดังนี้. ชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ก็สรณะและศีลเหล่านี้ สมควรแก่ชนพวกอื่นบ้างหรือไม่. บัณฑิตนั้นตอบว่า ใช่แล้ว ธรรมเหล่านี้ ย่อมสมควรแม้แก่พวกท่าน. ชนเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ขอท่าน บัณฑิตจงให้แก่พวกเราบ้าง. ชนผู้เป็นบัณฑิตนั้น จึงจัดทำพวกมนุษย์เหล่านั้นให้เป็นพวกละรู้อยู่ คน รวมเป็น ๗ พวกด้วยกัน. ต่อจากนั้นก็ให้ศีล ๕. ในบรรดาชน ๗ พวกนั้น ชนจำนวนร้อยคนพวกแรกตั้งอยู่ในน้ำมีข้อเท้าเป็นประมาณ จึงได้รับศีล. พวกที่ ๒ ตั้งอยู่ในน้ำมีเข่าเป็นประมาณ... พวกที่ ๓ ตั้งอยู่ในน้ำมีสะเอวเป็น ประมาณ... พวกที่ ๔ ตั้งอยู่ในน้ำมีสะดือเป็นประมาณ... ชนพวกที่ ๕ ตั้ง อยู่ในน้ำมีนมเป็นประมาณ. . . พวกที่ ๖ ตั้งอยู่ในน้ำมีคอเป็นประมาณ... พวกที่ ๗ น้ำทะเลกำลังจะไหล่เข้าปาก จึงได้รับศีล ๕ แล้ว. ชนผู้เป็นบัณฑิตนั้น ครั้นให้ศีล ๕ แก่ชนเหล่านั้นแล้ว จึงประกาศ เสียงกึกก้องว่า สิ่งอื่นเป็นที่พึ่งเฉพาะของพวกท่านไม่มี พวกท่านจงรักษาศีล เท่านั้น ดังนี้.
หน้า 155 ข้อ 85
ชนทั้ง ๗๐๐ เหล่านั้น ทำกาละในทะเลนั้นแล้ว ไปบังเกิดขึ้นในภพ ดาวดึงส์ เพราะอาศัยศีลอันตนรับเอาในเวลาใกล้ตาย. วิมานทั้งหลายของ เทวดาเหล่านั้นก็เกิดขึ้นเป็นหมู่เดียวกัน. วิมานทองของอาจารย์มีประมาณ ร้อยโยชน์เกิดในท่ามกลางแห่งวิมานทั้งหมด. เทพที่เหลือเป็นบริวารของเทพ ที่เป็นอาจารย์นั้น วิมานที่ต่ำกว่าวิมานทั้งหมดนั้น ก็ยังมีประมาณถึง ๑๒ โยชน์. เทพเหล่านั้น ได้พิจารณาผลกรรมในขณะที่คนเกิดแล้ว ทราบแล้ว ซึ่งการได้สมบัตินั้น เพราะอาศัยอาจารย์ จึงกล่าวกันว่า พวกเราจักไป พวก เราจักกล่าวสรรเสริญคุณแห่งอาจารย์ของพวกเราในสำนักแห่งพระทศพล ดังนี้ แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลาระหว่างมัชฌิมยาม. ในบรรดาเทวดาเหล่านั้น เทวดา ๖ องค์ ได้กล่าวคาถาองค์ละหนึ่ง คาถา เพื่อพรรณนาคุณอาจารย์ของตนด้วยคำว่า สพฺภิเรว สมาเสถ สพฺภิ กุพฺเพถ สนฺถวํ สติ สทฺธมฺมมญฺาย เสยฺโย โหติ น ปาปิโย. บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว มีแต่ คุณอันประเสริฐ ไม่มีโทษลามกเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่ สพฺภิ แปลว่า พวกบัณฑิต คือ พวก สัตบุรุษ. ระอักษรทำหน้าที่สนธิ. บทว่า สมาเสถ แปลว่า ควรนั่งร่วม ก็คำว่า สมาเสถ นี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนาเท่านั้น. อธิบายว่า พึงสำเร็จ อิริยาบถทั้งปวง ร่วมกับสัตบุรุษทั้งหลายทีเดียว. บทว่า กุพฺเพถ แปลว่า ควรทำ. บทว่า สนฺถวํ แปลว่า ความสนิท ได้แก่ ความสนิทด้วยไมตรี
หน้า 156 ข้อ 85
แต่ความสนิทด้วยตัณหาอันใคร ๆ ไม่ควรกระทำ. ข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสหมายเอาคำว่า บุคคลพึงทำความสนิทไมตรีกับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ- ปัจเจกพุทธะ และพระสาวกทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า สตํ แปลว่า ของพวก สัตบุรุษ. บทว่า สทฺธมฺมํ ได้แก่ สัทธรรมต่าง ๆ มีศีล ๕ ศีล ๑๐ และ สติปัฏฐาน ๔ เป็นต้น. แต่ในสูตรนี้ ท่านประสงค์เอาศีล ๕. บทว่า เสยฺโย โหติ แปลว่า มีแต่คุณอันประเสริฐ คือ มีแต่ความเจริญ. บทว่า น ปาปิโย ได้แก่ ความลามก (ความต่ำช้า) อะไร ๆ ย่อมไม่มี. ลำดับนั้น เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคล ควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมได้ปัญญา หาได้ปัญญาแต่คนอื่น (คนพาล) ไม่ ดังนี้. บทว่า นาญฺโต แปลว่า หาได้แต่คนอื่นไม่ คือ ชื่อว่า ปัญญา อันบุคคลย่อมไม่ได้แต่คนอื่นผู้เป็นพาล ดุจน้ำมันงาเป็น ต้น อันบุคคลไม่พึงได้ด้วย กรวด ทราย เป็นต้น. ก็บุคคลทราบธรรมของ สัตบุรุษทั้งหลายแล้ว เสพอยู่คบอยู่ซึ่งบัณฑิตเท่านั้นจึงได้ปัญญา ดุจน้ำมันทั้ง หลาย มีน้ำมันงาเป็นต้น อันบุคคลย่อมไค้ด้วยเม็ดงาเป็นต้น. ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่ง เรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก ดังนี้. บทว่า โสกมชฺเฌ อธิบายว่า บุคคลผู้ไปแล้วในท่ามกลางแห่งเรื่องอันเป็นที่ตั้งแห่งความเศร้าโศก หรือว่า ไปแล้วในท่ามกลางแห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีความเศร้าโศก เหมือนอุบาสิกา (มัลลิกา) ของพันธุลเสนาบดี และเหมือนสังกิจจสามเณรผู้เป็นสัทธิวิหาริก ของพระธรรมเสนาบดี ผู้ไปในท่ามกลางแห่งโจร ๕๐๐ ย่อมไม่เศร้าโศก. ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ ดังนี้. บทว่า าติมชฺเฌ วิโรจติ แปลว่า ย่อมไพโรจน์ ในท่ามกลางแห่งหมู่
หน้า 157 ข้อ 85
ญาติ คือว่า ย่อมงามดุจสามเณร ชื่อว่า อธิมุตตกะ ผู้เป็นสัทธิวิหาริกของ พระสังกิจจเถระ เรื่อง อธิมุตตกะสามเณร ได้ยินว่า สามเณรนั้นเป็นหลานของพระสังกิจจเถระนั้น. ในกาลครั้ง นั้น พระเถระกล่าวกะสามเณรว่า ดูก่อนสามเณร เธอเป็นผู้ใหญ่แล้ว เธอจง ไปถามถึงอายุของเธอแล้วจงมา เราจักอุปสมบทให้ ดังนี้ สามเณรรับคำว่า ดีแล้วขอรับ ไหว้พระเถระแล้วถือบาตรและจีวรไปบ้านน้องหญิง ซึ่งตั้งอยู่ ใกล้ดงอันเป็นที่อาศัยอยู่ของพวกโจร แล้วก็เที่ยวไปบิณฑบาต. น้องหญิง เห็นท่านแล้วไหว้แล้ว จึงนิมนต์ให้ไปนั่งในบ้านให้ฉันภัตตาหารแล้ว. สามเณร ทำภัตกิจเสร็จแล้ว จึงถามถึงอายุของตน. นางตอบว่า ดิฉันไม่ทราบ แม่ ย่อมทราบ. สามเณรกล่าวว่า ท่านจงอยู่ที่นี่ เราจักไปบ้านโยมมารดา แล้วก็ ก้าวเข้าไปสู่ดง. บุรุษผู้เป็นโจรเห็นสามเณรแต่ไกล จึงส่งสัญญาณแก่พวกโจร. พวกโจรให้สัญญาณด้วยคำว่า ได้ยินว่า สามเณรองค์หนึ่ง หยั่งลงสู่ดง พวก เธอจงไปนำสามเณรนั้นมา ดังนี้. โจรบางพวกกล่าวว่า เราจักฆ่า บางพวก กล่าวว่า เราจักปล่อย. แม้สามเณรก็คิดว่าเราเป็นพระเสกขะ มีกิจที่ควรทำ แก่ตนอยู่ เราปรึกษากับพวกโจรเหล่านี้แล้ว จักทำความสวัสดีเป็นประมาณ จึงเรียกหัวหน้าโจรมา กล่าวว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราจักทำความอุปมา (ความเปรียบเทียบ) แก่ท่าน ดังนี้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน ที่หมู่ไม้ใน ดงใหญ่ เสือดาวตัวหนึ่งเที่ยวดักเหยื่อตาม ทางโค้ง ในกาลนั้น มันได้ฆ่าจัมปกะเสีย แล้ว เนื้อและนกทั้งหลายเห็นจัมปกะตาย แล้ว ตกใจกลัว พากันหลบหลีกไปใน
หน้า 158 ข้อ 85
เวลาราตรี จึงไม่เกิดประโยชน์แก่มัน ฉัน ใด ท่านฆ่าสมณะชื่อ อธิมุตตกะ ผู้ไม่มี กิเลสเป็นเครื่องกังวลใจก็เหมือนกันนั่น แหละ ชนทั้งหลายผู้เดินทางจักไม่มา พวกท่านก็จักขาดทรัพย์ สมณะชื่อว่า อธิมุตตกะ ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องกังวลใจ กล่าวคำจริงแท้ ชนทั้งหลายผู้เดินทางจัก ไม่มา ความเสื่อมแห่งทรัพย์จักมี. นายโจรกล่าวว่า ถ้าท่านเห็นคนเดินทางสวนมาแล้ว จักไม่บอกแก่ใคร ๆ ข้าแต่ท่านผู้เจริญเมื่อ ท่านตามรักษาสัจจะนี้ได้ ก็จงไปตามสบาย เถิด. สามเณรนั้น ผู้อันพวกโจรเหล่านั้นปล่อยอยู่ ไปอยู่ แม้เห็นญาติทั้ง หลายก็มิได้บอก ที่นั้นเมื่อญาติของสามเณรนั้นมาถึงแล้ว พวกโจรก็ช่วยกัน จับแล้วทรมานอยู่ พวกโจรได้กล่าวกะมารดาของสามเณรซึ่งนางกำลังเสียใจ ประหารอกคร่ำครวญอยู่ว่า อธิมุตตกะ จักถามท่านว่า อธิมุตตกะ บัดนี้มีกาลฝนเท่าไร แม่กระผมถามแล้ว ขอจงบอก พวกเราจักรู้ได้อย่างไร. มารดาของอธิมุตตกะกล่าวกะพวกโจรว่า เรานี้แหละเป็นมารดาของอธิมุตตกะ ผู้นี้แหละเป็นบิดา ผู้นี้เป็นน้องหญิง ผู้นี้
หน้า 159 ข้อ 85
เป็นพี่ชายน้องชาย ชนทั้งหมดในที่นี้ เป็นญาติของอธิมุตตกะ. อธิมุตตกะมีปกติ ทำกิจอันไม่สมควรเลย เห็นญาติคนใดมา แล้วก็ไม่ห้าม ข้อนี้เป็นวัตรปฏิบัติของ สมณะทั้งหลายผู้เป็นพระอริยะ ผู้มีธรรม เป็นชีวิตหรือหนอ. นายโจรกล่าวว่า อธิมุตตกะมีปกติกล่าวคำจริง เห็น ญาติคนใดแล้วก็ไม่ห้าม เพราะความ ประพฤติความดีของอธิมุตตกะ ผู้เป็นภิกษุ ผู้มีปกติกล่าวคำจริง. ชนทั้งหมดผู้เป็น ญาติของอธิมุตตะปลอดภัยแล้ว ขอจง ไปสู่ความสวัสดีเถิด. ญาติเหล่านั้น ผู้อันโจรทั้งหลายปล่อยตัวแล้วด้วยอาการอย่างนี้ ไป แล้วกล่าวกะอธิมุตตกะว่า พ่อชนทั้งหมดปลอดภัยแล้ว กลับมาสู่ความสวัสดี เพราะความประพฤติ ดีของท่านผู้เป็นภิกษุ ผู้กล่าววาจาสัตย์. พวกโจรทั้งห้าร้อยเลื่อมใสแล้ว จึงขอบวชในสำนักของสามเณรชื่อ อธิมุตตกะ. สามเณรจึงพาศิษย์เหล่านั้นไปสู่สำนักพระอุปัชฌาย์ แล้วตนก็ อุปสมบทก่อน ภายหลังจึงทำการอุปสมบทให้อันเตวาสิกของตน มีประมาณ ห้าร้อยเหล่านั้น. อันเตวาสิกทั้งหมดเหล่านั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของ อธิมุตตกะ เถระแล้วก็บรรลุซึ่งพระอรหัตมีผลอันเลิศ ดังนี้.
หน้า 160 ข้อ 85
เทวดา ถือเอาความข้อนี้แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สตํ สทฺธมฺมมญฺาย าติมชฺเฌ วิโรจติ แปลว่า บุคคล รู้สัทธรรมของพวก สัตบุรุษแล้ว ย่อมไพโรจน์ ในท่ามกลางแห่งญาติ ดังนี้. ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า บุคคลควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ฯลฯ ย่อมดำรงอยู่สบายเนือง ๆ. คำว่า สาตตํ นี้ แปลว่า เนือง ๆ คือ เทวดาย่อมกล่าวว่า ชนทั้งหลาย ย่อมดำรงอยู่สบายเนือง ๆ หรือว่า มีความสุขอันยั่งยืน. ลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีกได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแด่พระผู้มีพระภาค คำของใครหนอเป็นสุภาษิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดย ปริยาย ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างว่า บุคคล ควรนั่งร่วมกับพวกสัตบุรุษ ควรทำความสนิทกับพวกสัตบุรุษ บุคคล ทราบสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อม พ้นจากทุกข์ทั้งปวง. บทว่า สพฺพาสํ โว แปลว่า ของพวกท่านทั้งหมด. บทว่า ปริยา- เยน ได้แก่ โดยการณะ. บทว่า สพฺพทุกฺขา ปมุญฺจติ แปลว่า ย่อม พ้นจากทุกข์ทั้งปวง อธิบายว่า ไม่ใช่มีเหตุแต่คุณอันประเสริฐแต่อย่างเดียว เท่านั้น ย่อมไม่ได้ปัญญาเพียงอย่างเดียว ย่อมไม่เศร้าโศกในท่ามกลางแห่ง เรื่องเป็นที่ตั้งแห่งความโศกเพียงอย่างเดียว ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางแห่งญาติ... ย่อมเกิดในสุคติ. . . ย่อมดำรงอยู่สบายสิ้นกาลนานเพียงอย่างเดียว ก็บุคคลนั้น แล ย่อมพ้นแม้จากวัฏทุกข์ทั้งสิ้น ดังนี้แล. จบอรรถกถาสัพภิสูตรที่ ๑
หน้า 161 ข้อ 86, 87, 88
๒. มัจฉริสูตร ว่าด้วยเหตุที่ให้ทานไม่ได้ [๘๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยาม ล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหาร เชตวันทั้งสิ้นไปสว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๘๗] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เพราะความตระหนี่ และความประ- มาทอย่างนี้ บุคคลจึงให้ทานไม่ได้ บุคคล ผู้หวังบุญ รู้แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้. [๘๘] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมให้ทานไม่- ได้ ภัยนั้นนั่นแลย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ ให้ทาน คนตระหนี่ย่อมกลัวความหิวและ ความกระหายใด ความหิวและความกระ- หายนั้นย่อมถูกต้องคนตระหนี่นั้นนั่นแลผู้ เป็นพาลทั้งในโลกนี้ และในโลกหน้า ฉะนั้น
หน้า 162 ข้อ 89, 90
บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็น สนิมในใจ ให้ทานเถิด เพราะบุญทั้งหลาย ย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ ทั้งหลายในโลกหน้า. [๘๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชนทั้งหลายเหล่าใด เมื่อของมีน้อย ก็แบ่งให้ เหมือนพวกเดินทางไกลก็แบ่ง ของให้แก่พวกที่เดินทางร่วมกัน ชนทั้ง- หลายเหล่านั้น เมื่อบุคคลทั้งหลายเหล่าอื่น ตายแล้ว ก็ชื่อว่าย่อมไม่ตาย ธรรมนี้เป็น ของบัณฑิตแต่ปางก่อน ชนพวกหนึ่งเมื่อ ของมีน้อยก็แบ่งให้ ชนพวกหนึ่งมีของมาก ก็ไม่ให้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย นับเสมอ ด้วยพัน. [๙๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ทาน พวกพาลชนเมื่อให้ ให้ได้ยาก กุศลธรรม พวกพาลชนเมื่อทำ ทำได้ยาก พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตาม ธรรมของ สัตบุรุษ อันพวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้ แสนยาก เพราะฉะนั้น การไปจากโลกนี้ ของพวกสัตบุรุษและของพวกอสัตบุรุษจึง ต่างกัน พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวก สัตบุรุษย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์.
หน้า 163 ข้อ 91, 92, 93
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต. [๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิต โดยปริยาย ก็แต่พวกท่านจงพึงคำของเราบ้าง บุคคลแม้ใด พึงประพฤติธรรม ประพฤติสะอาด เป็นผู้เลี้ยงภริยา และ เมื่อของมีน้อยก็ไห้ได้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง บูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาคทรัพย์พัน- กหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อย ของบุคคลอย่างนั้น. [๙๒] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถาว่า การบูชาอันไพบูลย์ใหญ่โตนี้ ย่อม ไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่บุคคลให้ด้วย ความประพฤติธรรม เพราะเหตุอะไร เมื่อ บุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริ- จาคทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุรุษ เหล่านั้นย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคล อย่างนั้น. [๙๓] ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าไค้ตรัสกะเทวดานั้นด้วย พระคาถาว่า บุคคลเหล่าหนึ่ง ตั้งอยู่ในกรรม ปราศจากความสงบ (ปราศจากธรรม)
หน้า 164 ข้อ 93
โบยเขา ฆ่าเขา ทำให้เขาเศร้าโศกแล้ว ให้ทาน ทานนั้นจัดว่าทานมีหน้านองด้วย น้ำตา จัดว่าทานเป็นไปกับด้วยอาชญา จึงย่อมไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่ให้ด้วย ความสงบ (ประพฤติธรรม) เมื่อบุรุษ แสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาค ทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุรุษ เหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคล อย่างนั้น โดยนัยอย่างนี้. อรรถกถามัจฉริสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า มจฺเฉรา จ ปมาทา จ แปลว่า เพราะความตระหนี่และ ความประมาท ได้แก่ เพราะความตระหนัก อันมีการปกปิดซึ่งสมบัติของตนไว้ เป็นลักษณะ และเพราะความประมาท อันมีการอยู่ปราศจากสติเป็นลักษณะ. จริงอยู่ บางคน คิดว่า เมื่อเราให้สิ่งนี้ สิ่งนี้ก็จักหมดไป วัตถุของเรา หรือ วัตถุอันเป็นของมีอยู่ในบ้านก็จักไม่มี ดังนี้ ชื่อว่า ไม่ให้ทานเพราะความ ตระหนี่. บางคน แม้จะเพียงยังจิตให้เกิดขึ้นว่า เราควรให้ทาน ดังนี้ ก็ไม่มี เพราะความที่ตนเป็นผู้ขวนขวายในการเล่นเป็นต้น นี้ชื่อว่า ไม่ให้ทานเพราะ ความประมาท. ข้อว่า เอวํ ทานํ น ทียติ แปลว่า อย่างนี้ บุคคลจึงให้ทาน ไม่ได้ อธิบายว่า ธรรมดาว่า ทานนี้อันเป็นเหตุนำมาให้ซึ่งยศ ให้ซึ่งสิริ
หน้า 165 ข้อ 93
ให้ซึ่งสมบัติ เห็นปานนี้ บุคคลก็ยังให้ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวถึง เหตุแห่งการไม่ให้เพราะความตระหนี่เป็นต้น. บทว่า ปุญฺํ อากงฺขมาเนน แปลว่า บุคคลผู้หวังบุญ คือ ผู้ปรารถนาบุญอันต่างด้วยเจตนามีบุพเจตนา เป็นต้น. ในคำว่า เทยฺยํ โหติ วิชานตา แปลว่า รู้แจ้งอยู่ จึงให้ทานนั้น เทวดากล่าวว่าบุคคลรู้แจ้งว่า ผลของทานมีอยู่ ดังนี้ จึงให้ทาน. ลำดับนั้น เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า คนตระหนี่กลัวภัยใดย่อมไม่ให้ทาน ภัยนั้นนั่นแลย่อมมีแก่คนตระหนี่ผู้ไม่ให้ ทาน คนตระหนี่กลัวความหิว และความ กระหายใด ความหิวและความกระหายนั้น ย่อมถูกต้อง คนตระหนี่นั้นนั่นแหละผู้เป็น พาลทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ฉะนั้น บุคคลควรกำจัดความตระหนี่อันเป็นสนิม- ในใจ (มลทิน) ให้ทานเถิด เพราะบุญ ทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน โลกหน้า. บทว่า ตเมว พลํ ผุสติ อธิบายว่า ความหิวและความกระหาย ย่อมถูกต้อง คือย่อมติดตาม ย่อมไม่ละบุคคลผู้เป็นพาลนั้นนั่นแหละทั้งใน โลกนี้และโลกหน้า. บทว่า ตสฺมา ได้แก่ ก็เพราะความหิวและความกระหาย ย่อมถูกต้องบุคคลผู้เป็นพาลนี้นั่นแหละ. บทว่า วิเนยฺย มจฺเฉรํ แปลว่า บุคคลควรกำจัดความตระหนี่ ได้แก่นำความตระหนี่อันเป็นมลทินออก. บทว่า ทชฺชา ทานํ มลาภิภู อธิบายว่า บุคคลผู้กำจัดมลทิน ครั้นกำจัดมลทิน คือ ความตระหนี่นั้นแล้ว จึงให้ทานได้.
หน้า 166 ข้อ 93
ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า ชนเหล่าใด เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้ เหมือนพวกเดินทางไกลแบ่งของให้แก่ พวกที่เดินทางร่วมกัน ชนเหล่านั้น เมื่อ บุคคลเหล่าอื่นตายแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของบัณฑิตแต่ปางก่อน ชน พวกหนึ่ง เมื่อของมีน้อยก็แบ่งให้ ชน พวกหนึ่งแม้ของมีมากก็ไม่ให้ ทักษิณา (ของทำบุญ) ที่ให้แต่ของน้อยนับเสมอ ด้วยพัน. บทว่า เต มเตสุ น มิยฺยนฺติ ความว่า บุคคลเหล่านั้น เมื่อบุคคล อื่นตายแล้ว ชื่อว่า ย่อมไม่ตาย เพราะความตายคือความเป็นผู้มีปกติไม่ให้ทาน เหมือนอย่างว่า บุคคลผู้ตายแล้ว เมื่อบุคคลอื่นนำสิ่งของทั้งหลายมีข้าวและน้ำ เป็นต้นแม้มาก มาวางแวดล้อมแล้วบอกว่า สิ่งนี้จงเป็นของผู้นี้ สิ่งนี้จงเป็น ของผู้นี้ ดังนี้ บุคคลผู้ตายแล้วเหล่านั้นก็ไม่สามารถลุกขึ้นมารับการแจกจ่ายได้ ฉันใด แม้บุคคลผู้ไม่ให้ทานก็เหมือนกัน เพราะฉะนั้น โภคะทั้งหลายของ ผู้ตายแล้ว และของผู้มีปกติไม่ให้ทานจึงชื่อว่าเสมอ ๆ กัน ด้วยเหตุนั้นแหละ บุคคลผู้มีปกติให้ทาน เมื่อชนทั้งหลายเห็นปานนี้ตายแล้ว ชื่อว่า ย่อมไม่ตาย. บทว่า อทฺธานํว สหาวชฺชํ อปฺปสฺสึ เย ปเวจฺฉนฺติ อธิบายว่า คนทั้งหลายผู้เดินทางไกลกันดารร่วมกันเมื่อเสบียงมีน้อย บุคคลผู้เดินทาง ร่วมกันก็แบ่ง คือย่อมให้ทานนั่นแหละแก่บุคคลผู้เดินทางร่วมกัน ฉันใด ข้อนี้ ก็ฉันนั้นแล คนเหล่าใด เดินทางร่วมกันไปสู่ทางกันดาร คือสงสารอันมีเบื้องต้น
หน้า 167 ข้อ 93
และที่สุดที่บุคคลรู้ไม่ได้ ครั้นเมื่อวัตถุที่พึงให้แม้มีน้อย ก็แบ่งของให้ได้ ชนเหล่านั้น ครั้นเมื่อชนอื่นตายแล้ว จึงชื่อว่า ย่อมไม่ตาย. บทว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน อธิบายว่า ธรรมนี้เป็นของโบราณ อีกอย่างหนึ่ง ธรรม นี้เป็นของบัณฑิตเก่า. บทว่า อปฺปสฺเมเก เเปลว่า ชนพวกหนึ่งเมื่อของ มีน้อย. บทว่า ปเวจฺฉนฺติ แก้เป็น ททนฺติ แปลว่า ย่อมให้. บทว่า พหุเนเก น ทิจฺฉเร แปลว่า ชนพวกหนึ่งมีของมากก็ไม่ให้ คือว่า ชน บางพวกแม้มีโภคะมากมาย ก็ย่อมไม่ให้. บทว่า สหสฺเสน สมํ มิตา แปลว่า นับเสมอด้วยพัน คือ ย่อมเป็นเช่นกับทานพันหนึ่ง. ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า ทาน พวกพาลชนเมื่อให้ ให้ได้ยาก กุศลธรรม พวกพาลชนเมื่อทำ ทำได้ยาก พวกอสัตบุรุษย่อมไม่ทำตาม ธรรมของ สัตบุรุษอันพวกอสัตบุรุษดำเนินตามได้ยาก เพราะฉะนั้น การไปจากโลกนี้ของพวก สัตบุรุษและพวกอสัตบุรุษ จึงต่างกัน พวกอสัตบุรุษย่อมไปสู่นรก พวกสัตบุรุษ ย่อมเป็นผู้ดำเนินไปสู่สวรรค์. บทว่า ทุรนฺวโย แปลว่า ดำเนินตามได้ยาก คือ เข้าถึงได้โดยยาก อธิบายว่า ให้เต็มได้ยาก. ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กราบทูลกะพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็นสุภาษิตโดยปริยาย ก็แต่พวกท่านจงฟังคำของเราบ้างว่า
หน้า 168 ข้อ 93
บุคคลแม้ใด ย่อมประพฤติธรรม ประพฤติสะอาด เป็นผู้เลี้ยงภรรยา และ เมื่อของมีน้อยก็ให้ได้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง บูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาคทรัพย์ พันกหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของบุคคลอย่างนั้น. บทว่า ธมฺมํ จเร ได้แก่ ย่อมประพฤติธรรม คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ บทว่า โยปิ สมุญฺชกํ จเร แปลว่า บุคคลแม้ใด ย่อมประพฤติสะอาด ได้แก่ พระพฤติให้สะอาดด้วยสามารถแห่งการชำระล้างความชั่วทั่ว ๆ ไปตั้ง แต่ต้น และด้วยสามารถแห่งการย่ำยี ดุจการนวดฟางข้าวเป็นต้น. บทว่า ทารํ จ โปสํ แก้เป็น ทารํ จ โปเสนฺโต แปลว่า เลี้ยงดูภรรยา. บทว่า ททํ อปฺปกสฺมึ แปลว่า เมื่อของมีน้อยก็ให้ได้ ได้แก่ บุคคลใด แม้สัก ว่ามีใบไม้และผักเป็นต้น มีน้อยก็ทำการแบ่งให้ได้นั่นแหละ บุคคลนั้น ชื่อว่า ย่อมพระพฤติธรรม. บทว่า สตสหสฺสานํ แปลว่า เมื่อบุรุษแสนหนึ่ง คือ บุรุษที่ท่านแบ่งออกเป็นพวกละพัน ๆ นับได้เป็นร้อย จึงชื่อว่า บุรุษแสนหนึ่ง. บทว่า สหสฺสยาคินํ แปลว่า บูชาภิกษุพันหนึ่ง มีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่า การบูชาพันหนึ่ง เพราะอรรถว่า การบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือว่าการ บูชาอันเกิดแต่การบริจาคทรัพย์พันกหาปณะ. การบูชาพันหนึ่งนั้น มีอยู่แก่ ภิกษุนั้น เหตุนั้น ภิกษุนั้น จึงชื่อว่ามีการบูชาพันหนึ่ง. ด้วยบทว่า บุรุษ แสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่งนั้น ย่อมเป็นอันแสดงถึง บิณฑบาตสิบโกฏิ* หรือว่าสิบโกฏิแห่งกหาปณะ ตรัสว่า บุคคลเหล่าใด ย่อมให้ของมีประมาณ เท่านี้ บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ถึงค่าแม้ส่วนร้อย ของบุคคลอย่างนั้น. บุคคลนี้ ๑. คำว่า สิบโกฏินี้ หมายเอาส่วนที่ให้ผลเป็นพันส่วน แล้วคูณด้วยบุรุษแสนหนึ่ง.
หน้า 169 ข้อ 93
ใดเมื่อพระพฤติธรรม ย่อมประพฤติสะอาด เลี้ยงดูภรรยา แม้ของมีน้อย ก็ยังให้ได้ การบูชาภิกษุพันหนึ่งนั้น ย่อมไม่ถึงค่าแม้ส่วนร้อยของบุคคลผู้ ประพฤติธรรมนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ทานอันใด สักว่าของผู้คุ้นเคยกันเพียงคนหนึ่งก็ดี สัก ว่าเป็นสลากภัตก็ดี อันบุคคลผู้ยากจนให้แล้ว ทานทั้งหลายของบุคคลเหล่านั้น แม้ทั้งหมด* ย่อมไม่ถึงค่าส่วนร้อยของทานอันผู้ยากจนให้แล้ว. ชื่อว่า กลํ แปลว่า ส่วนหนึ่งนั้น แบ่งออกเป็น ๑๖ ส่วนบ้าง เป็น ๑๐๐ ส่วนบ้างเป็น ๑,๐๐๐ ส่วนบ้างในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือเอาส่วนแห่งร้อย ตรัสว่า ทานอันใด อันผู้ยากจนนั้นให้แล้ว ในเพราะทานนั้น ท่านจำแนกแล้ว ร้อยส่วน การให้บิณฑบาตโดยรวมตั้งสิบโกฏิของบุคคลนี้ ก็ไม่ถึงค่าแม้ส่วน หนึ่งแห่งทาน อันผู้ยากจนนั้นให้แล้ว. เมื่อพระตถาคต ทรงทำอยู่ซึ่งทานอันหาค่ามิได้อย่างนี้แล้ว เทวดา ผู้ยืนอยู่ ณ ที่ใกล้ จึงคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ยังมหาทานอย่างนี้ให้เป็นไป ด้วยคาถาบาทหนึ่ง ดุจเอาวัตถุอันประกอบไปด้วยรัตนะตั้งร้อยใส่เข้าไปในนรก ซัดไปซึ่งทานอันมากอย่างนี้ว่า มีประมาณนิดหน่อยอย่างนี้ ดุจประหารอยู่ซึ่ง มณฑลแห่งพระจันทร์ จึงกล่าวคาถาว่า การบูชาอันไพบูลยนี้ อันใหญ่โตนี้ ย่อมไม่เท่าถึงส่วนแห่งทานที่บุคคลให้ ด้วยความประพฤติธรรม เพราะเหตุไร เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือ บริจาคทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของ ๑. ทานทั้งหมดนี้ หมายเอาทานที่บุรุษแสนหนึ่ง บูชาภิกษุพันหนึ่งด้วย.
หน้า 170 ข้อ 93
บุรุษเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อยของ บุคคลอย่างนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกน แปลว่า เพราะเหตุไร. บทว่า มหคฺคโต แปลว่าใหญ่โต นี้เป็นคำไวพจน์ของคำว่า ไพบูลย์. สองบทว่า สเมน ทินฺนสฺส แปลว่า แห่งทานที่บุคคลให้ด้วยความประพฤติ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงจำแนกทานแสดงแก่เทวดานั้น จึงตรัสว่า ททนฺติ เหเก วิสเม นิวิฏฺา ฆตฺวา วธิตฺวา อถ โสจยิตฺวา สา ทกฺขิณา อสฺสุมุขา สทณฺฑา สเมน ทินฺนสฺส น อคฺฆเม. บุคคลเหล่าหนึ่ง ตั้งอยู่ในกรรม ปราศจากความสงบ โบยเขา ฆ่าเขา ทำ ให้เขาเศร้าโศกแล้วให้ทาน ทานนั้นจัดว่า ทานมีหน้าอันนองด้วยน้ำตา จัดว่าทาน เป็นไปกับด้วยอาชญา จึงไม่เท่าถึงส่วน แห่งทานที่ให้ด้วยความสงบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเม นิวิฏฺา แปลว่า ตั้งมั่นในกรรมอัน ปราศจากความสงบ ได้แก่ตั้งมั่นในกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรมอันหา ความสงบมิได้. บทว่า ฆตฺวา แก้เป็น โปเถตฺวา แปลว่า โบยแล้ว. บทว่า วธิตฺวา แปลว่า ฆ่าแล้ว คือ ทำให้ตาย. บทว่า อสฺสุมุขา แปลว่า มี หน้านองด้วยน้ำตา จริงอยู่ ทานที่ทำให้ผู้อื่นร้องไห้แล้วให้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ทานมีหน้านองด้วยน้ำตา. บทว่า สทณฺฑา แปลว่า เป็นไปกับ
หน้า 171 ข้อ 93
ด้วยอาชญา. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทักษิณาที่บุคคลคุกคามผู้อื่นแล้ว ประหารแล้วให้ เรียกว่า ทักษิณาเป็นไปกับด้วยอาชญา. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเนื้อความนี้ อย่างนี้ว่า เราไม่ อาจเพื่อถือเอามหาทานแล้วทำให้ชื่อว่ามีผลน้อย หรือ ทานอันน้อย ทำให้มี ชื่อว่า มีผลมาก เพราะความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็แต่มหาทานนี้ ชื่อ ว่ามีผลน้อยอย่างนี้ เพราะความไม่บริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน ทานน้อยนี้ ชื่อว่ามี ผลมากอย่างนี้ เพราะความบริสุทธิ์เกิดขึ้นแก่ตน ดังนี้ จึงตรัสคำว่า โดยนัยอย่างนี้ เมื่อบุรุษแสนหนึ่งบูชาภิกษุพันหนึ่ง หรือบริจาค ทรัพย์พันกหาปณะ การบูชาของบุคคลเหล่านั้น ย่อมไม่ถึงส่วนร้อย ของบุคคลอย่างนั้นดังนี้. จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๒
หน้า 172 ข้อ 94, 95, 96
๓. สาธุสูตร ว่าด้วยอานิสงส์การให้ทาน [๙๔] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกา มากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้ มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงได้ยืน อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๙๕] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล เพราะความ ตระหนี่และความประมาทอย่างนี้ บุคคล จึงให้ทานไม่ได้ อันบุคคลผู้หวังบุญ รู้ แจ้งอยู่ พึงให้ทานได้. [๙๖] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ไค้เปล่งอุทานนี้ในสำนักของ- พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล อนึ่ง แม้เมื่อ ของมีอยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ได้ บุคคลพวกหนึ่ง เมื่อของมีน้อย ย่อม แบ่งให้ได้ บุคคลพวกหนึ่ง มีของมากก็
หน้า 173 ข้อ 97, 98
ให้ไม่ได้ ทักษิณาที่ให้แต่ของน้อย ก็นับ เสมอด้วยพัน. [๙๗] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่ น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้ สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า ทานและการรบเสมอกัน พวกวีรบุรุษแม้มี น้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้ ถ้าบุคคล เชื่ออยู่ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ เพราะ ฉะนั้นแล ทายกนั้นย่อมเป็นผู้มีความสุข ในโลกหน้า. [๙๘] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้ มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่ น้อย การให้ทานได้เป็นการดี อนึ่ง ทาน ที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จ ได้ อนึ่ง ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอัน ได้แล้ว ยิ่งเป็นการดี บุคคลใดเกิดมา ย่อมให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้มี
หน้า 174 ข้อ 99, 100
ธรรมอันบรรลุแล้วด้วยความหมั่นและ ความเพียร บุคคลนั้นล่วงพ้นนรกแห่ง ยมราช ย่อมเข้าถึงสถานอันเป็นทิพย์. [๙๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อทานมีอยู่ น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้ แม้ด้วยศรัทธาก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ยิ่ง เป็นการดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง เป็นการดี ทานที่เลือกให้ พระสุคตทรง สรรเสริญแล้ว บุคคลทั้งหลายผู้ควรแก่ ทักษิณา ย่อมมีอยู่ในโลกคือหมู่สัตว์นี้ ทานทั้งหลาย อันบุคคลให้แล้วในบุคคล ทั้งหลายนั้น ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชทั้ง หลายที่บุคคลหว่านแล้วในนาดี. [๑๐๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมีอยู่ น้อย การให้ทานได้เป็นการดี ทานที่ให้
หน้า 175 ข้อ 101
แม้ด้วยศรัทธาก็ให้ประโยชน์สำเร็จได้ ทานที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้วยิ่ง เป็นการดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่ง เป็นการดี อนึ่ง ความสำรวมแม้ในสัตว์ ทั้งหลายยิ่งเป็นการดี บุคคลใดประพฤติเป็นผู้ไม่เบียด เบียนสัตว์ทั้งหลายอยู่ ไม่ทำบาป เพราะ กลัวความติเตียนแห่งผู้อื่น บัณฑิตทั้ง หลายย่อมสรรเสริญบุคคล ซึ่งเป็นผู้กลัว บาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ ทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลายย่อมไม่ทำ บาปเพราะความกลัวบาปแท้จริง. ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้กล่าวคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า คำของใครหนอแลเป็นสุภาษิต. [๑๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำของพวกท่านทั้งหมดเป็น สุภาษิตโดยปริยาย แต่ว่าพวกท่านจงฟังคำของเราบ้าง ก็ทานอันบัณฑิตสรรเสริญแล้วโดย ส่วนมากโดยแท้ ก็แต่ธรรมบท (นิพพาน) แหละประเสริฐกว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษ ทั้งหลายผู้มีปัญญาในกาลก่อนก็ดี ใน กาลก่อนกว่าก็ดี บรรลุซึ่งนิพพานแล้วแท้ จริง.
หน้า 176 ข้อ 101
อรรถกถาสาธุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสาธุสูตรที่ ๓ ต่อไป:- บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แก้เป็น อุทาหารํ อุทาหริ ได้แก่ เปล่งวาจายกตัวอย่างมาอ้าง. เหมือนอย่างว่า บุคคลย่อมไม่อาจเพื่อจะถือเอา ประมาณน้ำมันอันน้อยได้ เพราะซึมซาบไป ท่านเรียกน้ำมันนั้นว่า เป็นส่วน ที่เหลือเศษ บุคคลใด ย่อมไม่อาจเพื่อถือเอาทะเลสาบที่มีน้ำมาก อันใด เพราะไหลท่วมทับ ท่านเรียกน้ำนั้นว่า โอฆะ ฉันใด หทัยใด ย่อมไม่อาจ เพื่อจะยึดซึ่งถ้อยคำอันเกิดจากปีติไว้ได้ เพราะเป็นถ้อยคำอันมีกำลังยิ่ง อดกลั้น อยู่ภายในไม่ได้ ย่อมออกมาภายนอก ท่านจึงเรียกถ้อยคำนั้นว่า อุทาน ฉันนั้น เหมือนกัน เทวดานั้นเปล่งอุทานถือถ้อยคำอันเกิดแต่ปีติเห็นปานนี้. ในลำดับ นั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ทานยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้แล แม้เมื่อของมี อยู่น้อย ทานก็ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ อนึ่ง ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธา ก็ยัง ประโยชน์ให้สำเร็จได้ นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวว่า ทานและการรบเสมอกัน พวก วีรบุรุษแม้มีน้อย ย่อมชนะคนฉลาดที่มี มากได้ ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของ แม้น้อยได้ เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้น ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า.
หน้า 177 ข้อ 101
บทว่า สทฺธายปิ สาหุ ทานํ แปลว่า ทานที่ให้แม้ด้วยศรัทธาก็ ยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ ได้แก่ ทานที่บุคคลแม้เชื่อซึ่งกรรมและผลของกรรม แล้วให้ เป็นการยังประโยชน์ให้สำเร็จได้ คือ เป็นกรรมอันเจริญที่ตนได้. บทว่า อาหุ แก้เป็น กเถนฺติ แปลว่า ย่อมกล่าว. ถามว่า อย่างไร ทาน และการรบทั้งสองนั้น จึงชื่อว่าเสมอกัน. ตอบว่า เพราะว่าบุคคลผู้ขลาดในชีวิต ย่อมไม่อาจเพื่อจะรบ บุคคลผู้กลัวความสิ้นเปลือง ก็ย่อมไม่อาจเพื่อจะให้ทาน. จริงอยู่ เมื่อบุคคลกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักรักษาชีวิตด้วย จักรบด้วย ดังนี้ ย่อมไม่รบ แต่บุคคลสละความอาลัยในชีวิตแล้วให้อุสาหะเกิดขึ้นว่า เรา ถูกตัดอวัยวะหรือการตายก็ตาม เราจักต้องถึงความเป็นอิสระนั่น ดังนี้ทีเดียว ย่อมรบ. บุคคลเมื่อกล่าวว่า เราจักรักษาโภคะทั้งหลายและจักให้ทาน ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมไม่ให้ทาน แต่บุคคลสละความอาลัยในโภคะทั้งหลายและมีอุสาหะว่า เราจักให้มหาทาน ดังนี้ ชื่อว่า ย่อมให้ทาน. ทานและการรบ ย่อมเสมอกัน แม้ด้วยอาการอย่างนัเ. คำอะไร ๆ ที่จะพึงกล่าวให้ยิ่งกว่านี้ย่อมไม่มี. บทว่า อปฺปาปิ สนฺตา พหุเก ชินํ แปลว่า พวกวีรบุรุษแม้ มีน้อย ย่อมชนะคนขลาดที่มีมากได้ อธิบายว่า พวกวีรบุรุษถึงจะมีน้อย ก็สามารถรบชนะผู้ขลาดที่มีมากได้ ฉันใด บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธา ก็ฉันนั้น เมื่อให้ทานน้อยย่อมย่ำยีความตระหนี่มาก ทั้งยังได้ผลของทานเป็นอันมาก. ทานและการรบจึงเสมอกัน แม้ด้วยอาการอย่างนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดาจึง กล่าวว่า ถ้าบุคคลเชื่ออยู่ ย่อมให้สิ่งของแม้น้อยได้ ดังนี้. ก็เพื่อประกาศ เนื้อความนี้ว่า เพราะฉะนั้นแล ทายกนั้น ย่อมเป็นผู้มีความสุขในโลกหน้า ดังนี้ พึงยังเรื่องพราหมณ์เอกสาฎกให้พิสดาร. บทว่า ธมฺมลทฺธสฺส แปลว่า ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ได้แก่ บุคคลผู้มีโภคะอันได้แล้วด้วยธรรมอันสงบ และ บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว. ในข้อนี้ บุคคลผู้มีธรรมอันบรรลุแล้ว ผู้เป็น
หน้า 178 ข้อ 101
พระอริยบุคคล ชื่อว่า ผู้มีธรรมอันได้แล้ว. เพราะฉะนั้น ทานอันบุคคลผู้มี โภคะอันได้แล้วโดยธรรม ย่อมให้แก่พระอริยบุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว ท่าน กล่าวว่า แม้ข้อนั้น ก็เป็นการดี. เนื้อความในบทคาถาว่า บุคคลใด ย่อมให้ ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว แม้นี้ก็นัยนี้แหละ. บทว่า อุฏฺานวริยาธิคตสฺส ได้แก่ ผู้มีโภคะอันบรรลุแล้ว ด้วยความบากบั่น และความเพียร. บทว่า เวตรณี (ชื่อนรกขุมหนึ่งที่มีแม่น้ำ) นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น. อธิบาย ว่า ก็บุคคลนั้นก้าวพ้นไปได้โดยประการทั้งปวง คือ ซึ่งนรกของพญายม ชื่อว่า เวตรณีบ้าง ซึ่งมหานรก ๓๑ มีสัญชีวนรก และกาฬสุตตนรกเป็นต้นบ้าง. ในลำดับนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานในสำนักพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ไม่มีทุกข์ ฯลฯ ทาน ที่ให้แก่บุคคลผู้มีธรรมอันได้แล้ว เป็น การดี อนึ่ง ทานที่บุคคลเลือกให้ยิ่งเป็น การดี ทานที่เลือกให้พระสุคตทรง สรรเสริญแล้ว. บทว่า วิเจยฺย ทานํ แปลว่า ทานที่บุคคลเลือกให้. ในข้อนี้ ได้แก่ ทานที่บุคคลเลือกให้นั้นมี ๒ อย่าง คือ เลือกทักขิณา (ของสำหรับทำบุญ) อย่างหนึ่ง เลือกพระทักขิไณยบุคคล (บุคคลผู้ควรรับของทำบุญ) อย่างหนึ่ง. ในสองอย่างนั้น การนำปัจจัยทั้งหลายที่เลว ออกไปแล้วคัดเลือกเอาของที่ ประณีต ๆ ถวายแก่พระทักขิไณยบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า การเลือกทักขิณา. การละเว้นบุคคลทั้งหลาย นอกจากศาสนานี้ ผู้มีศีลวิบัติแล้ว และบุคคลผู้ นอกรีตนอกรอย ๙๖ ประเภท แล้วถวายทานแก่บรรพชิตในพระศาสนา ผู้ถึง
หน้า 179 ข้อ 101
พร้อมด้วยศีลาทิคุณ ชื่อว่า การเลือกพระทักขิไณยบุคคล. ด้วยอาการทั้งสอง อย่าง อย่างนี้ ชื่อว่า ทานที่บุคคลเลือกให้. บทว่า สุคตปฺปสฏฺํ แปลว่า พระสุคตทรงสรรเสริญแล้ว. ก็เทวดากล่าวถึงการเลือกทักษิณา (ของทำบุญ) ด้วยคำว่า พีชานิ วุตฺตานิ ยถา นี้ แปลว่า เหมือนพืชที่หว่านแล้ว อธิบายว่า ไทยธรรม คือของทำบุญ อันประณีต ๆ เช่นกับการเลือกพืชที่หว่านแล้ว. บทว่า ปาเณสุปิ สาธุ สํยโม แปลว่า ความสำรวมแม้ในสัตว์ทั้งหลายเป็น การดี คือ ว่ามีความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ก็ย่อมเป็นกรรมอันเจริญ. เทวดานี้ เมื่อจะก้าวล่วงอานิสงส์ของทานที่พวกเทวดาเหล่าอื่นกล่าว แล้ว เพื่อกล่าวถึงอานิสงส์แห่งศีล จึงเริ่มคำว่า โย ปาณภูตานิ อเหยํ จร ปรูปวาทา น กโรติ ปาปํ ภีรุํ ปสํสนฺติ น หิ ตตฺถ สูรํ ภยา หิสนฺโต น กโรนฺติ ปาปํ. บุคคลใดประพฤติตนเป็นผู้ไม่เบียด เบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาป เพราะกลัวความติเตียนแต่งผู้อื่น บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญซึ่งบุคคลผู้กลัว บาป แต่ไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้าในการ ทำบาปนั้น สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ ทำบาป เพราะความกลัวบาปแท้. คำว่า อเหยํ จรํ แก้เป็น อวิหึสนฺโน จรมาโน แปลว่า เป็น ผู้ไม่เบียดเบียน เที่ยวไปอยู่. บทว่า ปรูปวาทา แปลว่า เพราะกลัวความ
หน้า 180 ข้อ 101
ติเตียนแห่งบุคคลอื่น. บทว่า ภยา ได้แก่ อุปวาทภัย (ภัยคือความติเตียน). บทว่า ทานา จ โข ธมฺมปทํว เสยฺโย แปลว่า บทแห่งธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่าทาน คือว่า บทแห่งธรรม กล่าวคือ พระนิพพานนั่นแหละ ประเสริฐกว่าทาน. บทว่า ปุพฺเพว หิ ปุพฺพตเรว สนฺโต แปลว่า เพราะว่าสัตบุรุษ ทั้งหลายในกาลก่อนก็ดี กาลก่อนกว่าก็ดี อธิบายว่า ในกาลก่อน คือกาลแห่ง พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เป็นต้น และในกาลก่อนกว่า คือในกาล แห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมน์ เป็นต้นก็ดี บัณฑิตเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ชื่อว่า เป็นสัตบุรุษในกาลก่อนหรือในกาลก่อนกว่านั้นแหละ ดังนี้แล. จบอรรถกถาสาธุสูตร ที่ ๓
หน้า 181 ข้อ 102, 103
๔. นสันติสูตร ว่าด้วยการกำจัดเบญจขันธ์คือกำจัดทุกข์ [๑๐๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงนครสาวัตถี. ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามาก ด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง. [๑๐๓] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า กามทั้งหลายในหมู่มนุษย์ที่เป็นของ เที่ยงย่อมไม่มี บุรุษผู้เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ ประมาทแล้วในอารมณ์ที่ตั้งแห่งความใคร่ ทั้งหลายอันมีอยู่ในหมู่มนุษย์นี้ ไม่มาถึง นิพพานเป็นที่ไม่กลับมาแต่วัฏฏะเป็นที่ตั้ง แห่งมัจจุ เบญจขันธ์เกิดแต่ฉันทะ ทุกข์ก็ เกิดแต่ฉันทะ เพราะกำจัดฉันทะเสีย จึง กำจัดเบญจขันธ์ได้ เพราะกำจัดเบญจขันธ์ ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้ อารมณ์อันงามทั้ง หลายในโลกไม่เป็นกาม ความกำหนัดที่ พร้อมไปด้วยความดำริเป็นกามของบุรุษ
หน้า 182 ข้อ 104
อารมณ์อันงามทั้งหลายย่อมตั้งอยู่ในโลก อย่างนั้นนั่นแหละ บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ย่อมกำจัดฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดย แท้ บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้ง มานะเสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย ทุกข์ ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น ผู้ไม่ เกี่ยวข้องในนามรูป ผู้ไม่มีกิเลสเป็นเครื่อง กังวล ขีณาสวภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว ไม่ ติดมานะแล้ว ได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้ เสียแล้ว พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ในสวรรค์ทั้งหลายก็ดี ในสถานเป็นที่อาศัยแห่งสัตว์ทั้งปวงก็ดี เที่ยวค้นหา ก็ไม่พบขีณาสวภิกษุนั้น ผู้มี เครื่องผูกอันตัดเสียแล้ว ไม่มีทุกข์ ไม่มี ตัณหา. [๑๐๔] ท่านพระโมฆราชกล่าวว่า ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ ใน โลกนี้ก็ดี ในโลกอื่นก็ดี ไม่ได้เห็นพระ- ขีณาสพนั้น ผู้อุดมกว่านรชน ผู้ประพฤติ ประโยชน์เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้วอย่าง นั้น เทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ พระขีณาสพนั้น เทวดาและมนุษย์เหล่า นั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ.
หน้า 183 ข้อ 105
[๑๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้พวกเทวดาและ มนุษย์เหล่านั้น ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึง สรรเสริญู พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ขีณาสวภิกษุนั้น ผู้พ้นแล้วอย่าง นั้น ดูก่อนภิกษุ แม้พวกเทวดาและมนุษย์ เหล่านั้นรู้ธรรมแล้ว ละวิจิกิจจาแล้ว ก็ ย่อมเป็นผู้ล่วงแล้วซึ่งธรรมเป็นเครื่องข้อง. อรรถกถานสันติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนสันติสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า กมนียานิ แปลว่า อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ได้แก่ อารมณ์ที่น่าปรารถนามีรูปเป็นต้น. บทว่า อปุนาคมนํ อนาคนฺตฺวา ปุริโส มจฺจุเธยฺยํ ได้แก่ ไม่มาถึงพระนิพพาน กล่าวคือที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก แต่ บ่วงแห่งมัจจุ กล่าวคือ วัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓ จริงอยู่ บุคคลผู้บรรลุพระ- นิพพานแล้ว ย่อมไม่กลับมาอีก ฉะนั้น ท่านจึงเรียกนิพพานนั้นว่า อปุนาคมนะ แปลว่า ที่เป็นที่ไม่กลับมาอีก. อธิบายว่า บุคคลผู้เกี่ยวข้องแล้ว ผู้ประมาท แล้วในกามทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมไม่มาแล้ว คือไม่อาจเพื่อบรรลุพระนิพพาน นั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ฉนฺทชํ แปลว่า เกิดแต่ ฉันทะ อธิบายว่า เกิดเพราะตัณหาฉันทะ. บทว่า อฆํ แปลว่า ทุกข์ คือ เบญจขันธ์ บทที่ ๒ (ทุกข์) เป็นไวพจน์ของเบญจขันธ์นั้นนั่นแหละ. บทว่า
หน้า 184 ข้อ 105
ฉนฺทวินยา อฆวินโย แปลว่า เพราะกำจัดฉันทะเสียจึงกำจัดเบญจขันธ์ได้ อธิบายว่า เพราะกำจัดตัณหาได้ จึงกำจัดเบญจขันธ์ได้. บทว่า อฆวินยา ทุกฺขวินโย แปลว่า เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ จึงกำจัดทุกข์ได้ อธิบายว่า เพราะกำจัดเบญจขันธ์ได้ วัฏทุกข์ ย่อมเป็นอันตนกำจัดได้แล้วเหมือนกัน. บทว่า จิตฺรานิ แปลว่า อารมณ์อันงามทั้งหลาย. บทว่า สงฺกปฺปราโค แปลว่า ความกำหนัดที่พร้อมด้วยความดำริ ในที่นี้ ท่านปฏิเสธวัตถุทั้งหลาย (วัตถุ กาม) แล้วกล่าวว่า ความกำหนัดพร้อมด้วยความดำริอย่างนี้ว่า เป็นกิเลสกาม. ความข้อนี้ บัณฑิตพึงให้แจ่มแจ้งด้วยปสุรสูตร. จริงอยู่ เมื่อพระเถระ (พระ- สารีบุตร) กล่าวว่าความดำริและความกำหนัดเป็นกามของบุรุษ ปสุรปริพาชก ก็กล่าวว่า ธรรมเหล่าใดมีอารมณ์งาม ธรรมเหล่านั้น ไม่ใช่กาม ท่านกล่าวว่า ความดำริและความกำหนัดในโลก ว่าเป็นกาม เป็นความดำริ ถ้าเช่นนั้น แม้ ภิกษุของท่านก็พึงบริโภคกามในอกุศลวิตก ดังนี้. ลำดับนั้น พระเถระได้ กล่าวกะปสุรปริพาชกนั้นว่า หากว่า อารมณ์เหล่าใดงาม อารมณ์เหล่านั้นไม่ ใช่กามไซร้ ท่านก็ไม่ต้องกล่าวถึงความดำริและความกำหนัดว่า เป็นกามใน โลก เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งรูปทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ทางใจ แม้พระศาสดาก็ ตรัสว่า กามโภคีพึงมีแก่เขา ดังนี้ เมื่อบุคคลฟังเสียงทั้งหลาย สูดอยู่ซึ่งกลิ่น หอมทั้งหลาย ลิ้มอยู่ซึ่งรสทั้งหลาย ถูกต้องอยู่ซึ่งผัสสะทั้งหลายอันเป็นอารมณ์ ทางใจ แม้พระศาสดาก็ตรัสว่า กามโภคี พึงมีแก่เขา ดังนี้. บทว่า อเถตฺถ ธีรา แปลว่า บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายย่อมกำจัด ฉันทะในอารมณ์ทั้งหลายนั้นโดยแท้ อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมกำจัด ฉันทราคะในอารมณ์ทั้งหลายเหล่านั้นโดยแท้. บทว่า สํโยชนํ สพฺพํ ได้ แก่ สังโยชน์แม้ทั้ง ๑๐ อย่าง. บทว่า อกิญฺจนํ ได้แก่ เว้นจากกิเลสเครื่อง กังวลทั้งหลายมีราคะเป็นต้น. บทว่า นานุปตนฺติ ทุกฺขา แปลว่า ทุกข์ทั้ง
หน้า 185 ข้อ 105
หลายย่อมไม่ตกถึงบุคคลนั้น คือว่าวัฏทุกข์ทั้งหลาย ย่อมไม่ตกไปเบื้องบน บุคคลผู้นั้น. พระเถระชื่อว่า โมฆราชผู้ฉลาดในอนุสนธิ ฟังคาถาว่า ขีณาสว ภิกษุละบัญญัติเสียแล้ว ดังนี้ มีสติกำหนดคาถาแม้เหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า เนื้อ ความแห่งคาถานี้ ไม่ไปตามอนุสนธิ ดังนี้ เมื่อจะสืบต่อแห่งอนุสนธิตามที่เป็น ไปอย่างไร จึงกล่าวคำ อย่างนี้ว่า ก็หากว่า พวกเทวดา พวกมนุษย์ ในโลกนี้ หรือในโลกอื่นก็ดี ไม่ได้เห็น พระขีณาสพนั้นผู้อุดมกว่านรชน ผู้ประ- พฤติประโยชน์เพื่อพวกนรชน ผู้พ้นแล้ว อย่างนั้น เทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อม ไหว้พระขีณาสพนั้น เทวดาและมนุษย์ เหล่านั้นย่อมเป็นผู้อันบัณฑิตพึงสรรเสริญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วา หุรํ วา แปลว่า ในโลกนี้ หรือในโลกอื่น. บทว่า นรุตฺตมํ อตฺถจรํ นรานํ แปลว่า ผู้อุดมกว่านรชน ผู้พระพฤติประโยชน์ เพื่อนรชนทั้งหลายนั้น แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระ- เถระก็มิได้หมายเอาพระชีณาสพอื่น หมายเอาพระทศพลเท่านั้น. บทว่า เย ตํ นมสฺสนฺติ ปสํสิยา เต แปลว่า พวกเทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้ พระขีณาสพนั้นผู้พ้นแล้วอย่างนั้น อธิบายว่า ย่อมไหว้พระผู้มีพระภาคพระองค์ นั้น ด้วยกายหรือด้วยวาจาหรือว่า ด้วยการปฏิบัติตามโดยแท้ พวกเทวดาและ มนุษย์เหล่านั้น พึงเป็นผู้อันบัณฑิตควรสรรเสริญหรือไม่ บทว่า ภิกษุ เป็นคำที่พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกพระโมฆราชเถระ. บทว่า อญฺาย ธมฺมํ
หน้า 186 ข้อ 105
แปลว่า รู้ธรรมแล้ว คือได้แก่ รู้สัจธรรมทั้ง ๔. บทว่า สงฺคาตีตา เตปิ ภวนฺติ แปลว่า แม้เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น. . . ย่อมเป็นผู้ล่วง ธรรมเครื่องข้อง อธิบายว่า เทวดาและมนุษย์เหล่าใด ย่อมไหว้พระผู้มีพระ- ภาคเจ้านั้นด้วยกายหรือด้วยวาจา หรือว่า ด้วยการปฏิบัติตาม เทวดาและ มนุษย์เหล่านั้นรู้สัจจธรรม ๔ และละวิจิกิจฉาแล้ว ย่อมเป็นผู้ล่วงพ้นธรรมเป็น เครื่องข้องบ้าง ย่อมเป็นผู้อันบัณฑิต พึงสรรเสริญบ้าง ดังนี้แล. จบอรรถกถานสันติสูตรที่ ๔
หน้า 187 ข้อ 106, 107, 108
๕. อุชฌานสัญญีสูตร ว่าด้วยเทวดามุ่งโทษ [๑๐๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อปฐมยามล่วง ไปแล้ว พวกเทวดาผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษมากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยัง พระวิหารเชตวัน ทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจึงได้ลอยอยู่ ในอากาศ. [๑๐๗] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นลอยอยู่ในอากาศแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลใดประกาศตนอันมีอยู่โดย อาการอย่างอื่น ให้เขารู้โดยอาการอย่าง อื่น บุคคลนั้นลวงปัจจัยเขากินด้วยความ เป็นขโมย เหมือนความลวงกินแห่ง พรานนก ก็บุคคลทำกรรมใด ควรพูดถึง กรรมนั้น ไม่ทำกรรมใด ก็ไม่ควรพูดถึง กรรมนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้จักบุคคล นั้น ผู้ไม่ทำ มัวแต่พูดอยู่. [๑๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคาถาทั้งหลายนี้ว่า ใคร ๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ด้วย เหตุสักว่าพูด หรือฟังส่วนเดียว บุคคลผู้ มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อมพ้นจาก
หน้า 188 ข้อ 109, 110
เครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทาอันมั่นคงนี้ บุคคลผู้มีปัญญา ทั้งหลาย ทราบความเป็น ไปของโลกแล้ว รู้แล้ว เป็นผู้ดับกิเลส ข้ามตัณหาเป็นเครื่องเกี่ยวข้องในโลกแล้ว ย่อมไม่พูดโดยแท้. [๑๐๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน หมอบ ลงใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ โทษของพวกข้าพเจ้าล่วงไปแล้ว พวกข้าพเจ้าเหล่าใด เป็นพาลอย่างไร เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร เป็นผู้ไม่ฉลาด อย่างไร ได้สำคัญแล้วว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าอันพวกเราพึงรุกราน ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอดโทษของพวก ข้าพเจ้านั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป. ในลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงยิ้มแย้ม. [๑๑๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาเหล่านั้นผู้เพ่งโทษโดยประมาณยิ่ง กลับขึ้นไปบนอากาศ เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า เมื่อเราแสดงโทษอยู่ ถ้าบุคคลใดมี ความโกรธอยู่ในภายใน มีความเคืองหนัก ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อมสอด สวมเวร หากว่าในโลกนี้ โทษก็ไม่มี ความผิดก็ไม่มี เวรทั้งหลายก็ไม่สงบ ใน โลกนี้ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร โทษทั้งหลายของใคร ไม่มี ความผิดของ
หน้า 189 ข้อ 111
ใครก็ไม่มี ใครไม่ถึงแล้วซึ่งความหลงใหล ในโลกนี้ ใครย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ มีสติในกาลทั้งปวง [๑๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โทษทั้งหลายไม่มี ความผิดก็ไม่มี แก่พระตถาคตนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้เอ็นดู แก่สัตว์ทั้งปวง พระตถาคตนั้นไม่ถึงแล้ว ซึ่งความหลงใหล พระตถาคตนั้นย่อม เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้งปวง เมื่อพวกท่านแสดงโทษอยู่ หากบุคคลใด มีความโกรธอยู่ในภายใน มีความเคือง- หนัก ย่อมไม่อดโทษให้ บุคคลนั้นย่อม สอดสวมเวร เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อม อดโทษแก่ท่านทั้งหลาย.
หน้า 190 ข้อ 111
อรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า อุชฺฌานสญฺิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษ อธิบายว่า เทวโลก ชื่อว่า อุชฌานสัญญี ซึ่งแยกออกไปจากเทวโลกอื่นนั้นมิได้มี ก็แต่ว่า เทวดาเหล่านี้อาศัยบริโภคปัจจัย ๔ ของพระตถาคตเจ้า แล้วมาเพ่งโทษ อยู่. ได้ยินว่า เทวดานั้น ได้มีความคิดอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมพึงกล่าวลวง ให้มีความสันโดษด้วยบังสุกุลจีวรด้วยคำข้าวที่หามาได้ด้วยการบิณฑบาต ด้วย การอยู่เสนาสนะโคนไม้ ด้วยยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า และย่อมกล่าวยกย่องบุคคล ผู้ยังกิจนั้นให้สำเร็จสุดยอดแต่พระองค์เอง ทรงจีวรอันประณีตมีผ้าโขมพัสตร์ เนื้อละเอียดชนิดดี เป็นต้น ย่อมเสวยโภชนะอันเลิศ อันสมควรแก่พระราชา ย่อมบรรทมบนที่นอนอันประเสริฐในพระคันธกุฎีอันควรเป็นวิมานของเทพ ย่อมเสวยเภสัชทั้งหลายมี เนยใส เนยข้น เป็นต้น ย่อมแสดงธรรมแก่มหาชน ในกลางวัน ถ้อยคำของพระองค์กับการกระทำของพระองค์เป็นไปคนละอย่าง ดังนี้ จึงมาโพนทะนามุ่งหมายเพ่งโทษพระตถาคตเจ้า ด้วยเหตุนั้น พระธรรม สังคาหเถระทั้งหลาย จึงเรียกชื่อเทวดาเหล่านั้นว่า อุชฌานสัญฺิกา แปลว่า ผู้มีความมุ่งหมายเพ่งโทษดังนี้. บทว่า อญฺถา สนฺตํ แปลว่า มีอยู่โดยอาการอย่างอื่น คือได้แก่ เป็นไปโดยอาการอย่างอื่น. บทว่า นิกจฺจ แปลว่า ลวงแล้ว ได้แก่ ลวง ด้วยการหลอกลวงเขากิน. บทว่า กิตวสฺเสว นี้ เทวดากล่าวว่า เหมือน นายพรานนกลวงจับนก. จริงอยู่ นายพรานนกนั้น เมื่ออยู่ในที่มิใช่พุ่มไม้ ก็เข้าไปแสดงเหมือนลักษณะแห่งพุ่มไม้โดยปกปิดตน ด้วยกิ่งและใบไม้เป็นต้น
หน้า 191 ข้อ 111
ยังนกทั้งหลายมีนกยูงและนกกระทาเป็นต้นให้ตาย การทำการเลี้ยงภรรยา. บุคคลผู้โกหกปกปิดอัตภาพด้วยผ้าบังสุกุล ลวงมหาชนเพราะความที่ตนเป็น คนฉลาด ในการพูด เคี้ยวกินอยู่ เที่ยวไป การกินนั้นของบุคคลนั้นดังขโมย ทั้งการบริโภคปัจจัย ๔ แม้ทั้งหมดก็ดุจขโมย เหมือนการกินเนื้อนกของ นายพรานนก ผู้ลวงนกอย่างนี้ เทวดากล่าวด้วยการลวงนี้ ด้วยประการฉะนี้ โดยหมายเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ปริชานนฺติ ปณฺฑิตา แปลว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมรู้จักบุคคลนั้น อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมรู้ว่า บุคคลนี้เป็นผู้กระทำการลวง หรือไม่ลวง ดังนี้. ด้วยเหตุนี้แหละ เทวดา เหล่านั้นสำคัญอยู่ว่า แม้พระตถาคตของพวกเรานั่นแหละเป็นผู้รู้ จึงกล่าวแล้ว อย่างนั้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสคำว่า นยิทํ ภาสิตมตฺเตน เอกนฺตสวเนน วา อนุกฺกมิตเว สกฺกา ยายํ ปฏิปทา ทฬฺหา ยาย ธีรา ปมุจฺจนฺติ ฌายิโน มารพนฺธนา น เว ธีรา ปกฺพฺพนฺติ วิทิตฺวา โลกปริยายํ อญฺาย นิพพุตา ธีรา ติณฺณา โลกา วิสตฺติกํ. ใคร ๆ ไม่อาจดำเนินปฏิปทานี้ ด้วยเหตุสักว่าพูด หรือว่าฟังส่วนเดียว บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย ผู้มีฌาน ย่อม พ้นจากเครื่องผูกของมาร ด้วยปฏิปทาอัน มั่นคง บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลายทราบ ความเป็นไปของโลกแล้ว รู้แล้ว เป็นผู้
หน้า 192 ข้อ 111
ดับกิเลส ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก แล้ว ย่อมไม่พูดโดยแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยายํ ปฏิปทา ทฬฺหา อธิบายว่า ปฏิปทานี้ คือการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม จริงอยู่ บุคคลทั้งหลายมีปัญญา คือ บัณฑิตทั้งหลายผู้มั่นคง เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้ง ๒ คือ อารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน ย่อมพ้นจากเครื่องผูกของมารได้ ด้วยปฏิปทาใด บุคคล ไม่อาจเพื่อหยั่งลง คือ เพื่อปฏิบัติปฏิปทานั้นโดยสักแต่พูด หรือสักแต่ฟัง. บทว่า น เว ธีรา ปกุพฺพนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือ บัณฑิตทั้งหลาย รู้แจ้งแล้วซึ่งปริยายแห่งโลก (วิธีการพูดของสัตว์โลก) และ รู้แล้วซึ่งความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของสังขารโลก เพราะรู้สัจธรรม ๔ จึงนิพพานแล้วด้วยกิเลสนิพพาน เป็นผู้ข้ามตัณหาเป็นเครื่องข้องในโลก ย่อม ไม่การทำอย่างนี้ อธิบายว่า เราย่อมไม่พูดคำเห็นปานนี้. ในลำดับนั้นแหละ เทวดาเหล่านั้นลงมายืนบนแผ่นดิน หมอบลง ใกล้พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ทูลว่า อจฺจโย น ภนฺเต อจฺคมา เป็นต้น แปลความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ โทษของพวกข้าพระองค์ได้ล่วงเกินไปแล้ว พวกข้าพระองค์เหล่าใด เป็นพาลอย่างไร เป็นผู้หลงแล้วอย่างไร เป็นผู้ไม่ฉลาด อย่างไร ได้สำคัญแล้วว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า อันพวกเราพึงรุกราน ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระผู้มี
หน้า 193 ข้อ 111
พระภาคเจ้าโปรดอดโทษของพวกข้า พระองค์นั้น เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป. บทว่า ปวิยํ ปติฏฺหิตฺวา แปลว่า ยืนบนแผ่นดิน อธิบายความว่า กรรมอันไม่สมควร อันพวกข้าพระองค์ทำแล้ว พวกข้าพระองค์ใช้คำพูดเรียก พระองค์ผู้ไม่ทำกรรมอย่างนั้น ด้วยวาทะว่ากระทำ เหตุนี้แหละ พวกข้า พระองค์ละอายอยู่ ทั้งไม่ทำความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจผู้เป็นราวกะ มหาพรหม กระทำพระผู้มีพระภาคเจ้าดุจกองอัคคีให้ไม่สบายพระทัย ทำการ นมัสการอยู่ ก้าวลงจากอากาศแล้ว ยืนอยู่บนแผ่นดิน. บทว่า อจฺจโย แปลว่า โทษ ได้แก่ ความผิดพลาด. บทว่า โน อจฺจคฺคมา แปลว่า ของพวกข้าพเจ้าผู้ล่วงเกินแล้ว อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าล่วงเกินแล้วโทษนั้น ครอบงำข้าพระองค์ให้เป็นไป บทว่า อปสาเทตพฺพํ แปลว่า อันพวกเรา พึงรุกราน อธิบายว่า อันพวกข้าพระองค์พึงทำให้พระองค์ขัดพระทัยได้. ได้ ยินว่า เทวดานั้น กระทบกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยอาการ ๒ อย่าง คือ ด้วยกาย และด้วยวาจา การไม่ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า แล้วยังยืนอยู่ใน อากาศนี้ ชื่อว่า กระทบกระทั่งด้วยกาย เมื่อเทวดาเหล่านั้น กล่าววาจาอัน เป็นวาทะของอสัตบุรุษมีประการต่าง ๆ เหมือนคนชั่วนำโล่มาป้องกันตัว ชื่อ ว่า กระทบกระทั่งด้วยวาจา. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่าพวกเทวดาเหล่า นั้น กล่าวว่า พวกข้าพระองค์ทั้งหลาย ได้สำคัญพระองค์ว่าเป็นผู้อันบุคคลพึง รุกรานได้. บทว่า ปฏิคฺคณฺหาตุ แก้เป็น ขมตุ แปลว่า โปรดอดโทษ บทว่า อายตึ สํวราย แปลว่า เพื่อจะสำรวมในกาลต่อไป อธิบายว่า เพื่อ ความสำรวมในอนาคต และเพื่อไม่กระทำความผิด ความประทุษร้าย ความ ติเตียนเห็นปานนี้อีก.
หน้า 194 ข้อ 111
ลำดับนั้นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำการแย้มพระโอษฐ์ให้ ปรากฏ ในข้อนี้อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงพระองค์ ผู้มีการฝึกอันยอดเยี่ยมแล้ว จึงแสดงลักษณะแห่งความยินดี. ถามว่า เพราะ เหตุไร. ตอบว่า ได้ยินว่า พวกเทวดาเหล่านั้นบอกให้พระองค์ยกโทษให้แก่ พวกเทวดาโดยภาวะของตน ย่อมกระทำพระตถาคตเจ้าซึ่งเป็นบุคคลผู้เลิศใน โลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้เป็นโลกิยมหาชนเช่นกับคนธรรมดาคนหนึ่ง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ทรงทำการแย้มให้ปรากฏ โดย ประสงค์ว่า เราจักแสดงกำลังแห่งพระพุทธเจ้าก่อนแล้วจักอดโทษในภายหลัง โดยถ้อยคำที่จะกล่าวข้างหน้า. บทว่า ภิยฺโยโส สตฺตาย แก้เป็น อติเรกปฺป- มาเณน แปลว่า โดยประมาณยิ่ง. บทว่า อิมํ คาถํ อภาสิ แปลว่า เทวดาองค์หนึ่งได้กล่าวคาถานี้ อธิบายว่า เทวดาองค์หนึ่งมีความสำคัญว่า พระศาสดานี้ ทรงกริ้วพวกเรา จึงได้กล่าวแล้ว. บทว่า น ปฏิคฺคณฺหาติ แก้เป็น น ขมติ แปลว่า ย่อมไม่อดโทษ คือ ย่อมไม่อดกลั้น. บทว่า โกปนฺตโร แปลว่า บุคคลมีความโกรธอันเกิดขึ้นแล้วในภายใน. บทว่า โทสครุ แปลว่า มีความเคืองจัด คือ ถือเอาโทษหนักอยู่. บทว่า ส เวรํ ปฏิมุจฺจติ แปลว่า ย่อมประสบเวร อธิบายว่า บุคคลนั้น คือผู้เห็นปานนี้ ย่อมประสบเวร ย่อมตั้งไว้ ย่อมในสละซึ่งเวรนั้นในตน เหมือนบุคคลคั้นฝีที่ อักเสบ. บทว่า อจฺจโย เจ น วิชฺเชถ แปลว่า หากว่า โทษไม่พึงมี อธิบายว่า ถ้าว่ากรรมคือการล่วงเกินไม่พึงมีไซร้. บทว่า โน จีธ อปหตํ สิยา แปลว่า ความผิดก็ไม่พึงมี อธิบายว่า ผิว่า ชื่อว่า ความพลั้งพลาดไม่พึงมี. บทว่า เกนีธ กุสโล สิยา แปลว่า ในโลกนี้ ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะ เหตุไร อธิบายว่า ผิว่าเวรทั้งหลายไม่พึงสงบไซร้ ใครพึงเป็นคนฉลาด เพราะเหตุไร. บทว่า กสฺสจฺจยา แปลว่า โทษทั้งหลายของใครไม่พึงมี
หน้า 195 ข้อ 111
คือได้แก่ โทษที่ก้าวล่วงทางวาจาของใครไม่มี ความผิดพลาดของใครไม่มี ใครเล่า ย่อมไม่ประสบความหลงใหล ใครเล่า ชื่อว่าเป็นบัณฑิตตลอดกาล เป็นนิตย์ทีเดียว. ได้ยินว่า การกระทำความแย้มให้ปรากฏของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เพื่อ จะตรัสคาถานี้. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงดำริว่า บัดนี้เรา จักแสดงกำลังของพระพุทธเจ้า แล้วจักอดโทษ แก่พวกเทวดา จึงตรัสคำว่า ตถาคตสฺส พุทฺธสฺส สพฺพภูตานุกมฺปิโน เป็นต้น แปลความว่า โทษทั้งหลายไม่มี ความผิดก็ไม่มี แก่พระตถาคตนั้น ผู้ตรัสรู้แล้ว ผู้ทรง อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง พระตถาคตนั้น ย่อมไม่มีถึงความหลงใหล พระตถาคตนั้น ย่อมเป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้มีสติในกาลทั้ง ปวง เมื่อท่านแสดงโทษอยู่ หากบุคคลใด มีความโกรธอยู่ในภายใน มีความเคืองจัด ย่อมไม่อดโทษให้บุคคลนั้น ย่อมประสบ เวร เราไม่ชอบเวรนั้น เราย่อมอดโทษแก่ ท่านทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถาคตสฺส อธิบายว่า พระนามว่า ตถาคต ด้วยการณะทั้งหลายมีคำเป็นต้นอย่างนี้ว่า ตถา อาคโตติ ตถาคโต แปลว่า ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือเสด็จมาโปรดเวไนย สัตว์ตามประเพณีของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในปางก่อน. บทว่า พุทฺธสฺส อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระนามอันได้แล้วอย่างนี้ ด้วยอำนาจแห่งการ
หน้า 196 ข้อ 111
แต่งตั้งด้วยวิโมกขันติญาณ โดยการณะทั้งหลาย มีการตรัสรู้สัจจะ ๔ เป็นต้น. บทว่า อจฺจยํ เทสยนฺตีนํ แปลว่า เมื่อท่านแสดงโทษอยู่ อธิบายว่า คำ ใดที่ท่านทั้งหลายกล่าวแก่บุคคลผู้แสดงโทษอยู่ บุคคลนั้น ย่อมประสบเวร เพราะฉะนั้น คำนั้นเป็นอันท่านกล่าวดีแล้ว ก็แต่ว่า เราย่อมไม่ยินดี ไม่ ปรารถนาเวร. บทว่า ปฏิคฺคณฺหามิ โวจฺจยํ แก้เป็น ตุมฺหากํ อปราธํ ขมามิ แปลว่า เราย่อมอดโทษแก่พวกเธอ ดังนี้แล. จบอรรถกถาอุชฌานสัญญีสูตรที่ ๕
หน้า 197 ข้อ 112, 113, 114
๖. สัทธาสูตร ว่าด้วยศรัทธา [๑๑๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วง ไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกามากด้วยกัน มีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวัน ทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๑๑๓] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ศรัทธาเป็นเพื่อนสองของคน หาก ว่าความเป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่ตั้งอยู่ แต่นั้น บริวารยศและเกียรติยศย่อมมีแก่เขานั้น อนึ่ง เขานั้นละทิ้งสรีระแล้วก็ไปสู่สวรรค์ บุคคลพึงละความโกรธเสีย พึงทิ้งมานะ เสีย พึงล่วงสังโยชน์ทั้งปวงเสีย กิเลส เป็นเครื่องเกี่ยวข้อง ย่อมไม่เกาะเกี่ยว บุคคลนั้น ผู้ไม่เกี่ยวข้องในนามรูป ผู้ไม่ มีกิเลสเป็นเครื่องกังวล. [๑๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกชนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมตาม ประกอบความประมาท ส่วนนักปราชญ์
หน้า 198 ข้อ 114
ย่อมรักษาความไม่ประมาท เหมือนบุคคล รักษาทรัพย์อื่นประเสริฐ บุคคลอย่าตาม ประกอบความประมาท และอย่าตาม ประกอบความสนิทสนม ด้วยอำนาจความ ยินดีทางกาม เพราะว่าบุคคลไม่ประมาท แล้วเพ่งพินิจอยู่ ย่อมบรรลุบรมสุข. อรรถกถาสัทธาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัทธาสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า สทฺธา ทุติยา ปุริสสฺส โหติ แปลว่า ศรัทธาเป็นเพื่อน สองของคน คือได้แก่ เมื่อคนไปสู่เทวโลก และพระนิพพาน ศรัทธาย่อมเป็น เพื่อนสอง คือ ย่อมยังกิจของสหายให้สำเร็จ. บทว่า โน เจ อสทฺธิยํ อวติฏฺติ แก้เป็น ยทิ อสทฺธิยํ น ติฏฺติ แปลว่า หากว่า ความเป็นผู้ไม่มี ศรัทธาไม่ตั้งอยู่. บทว่า ยโส แปลว่า ยศ ได้แก่ บริวาร. บทว่า กิตฺติ แปลว่า เกียรติยศ ได้แก่ การกล่าวยกย่องสรรเสริญ. บทว่า ตตฺวสฺส โหติ แปลว่าย่อมมีแก่เขานั้น คือว่า ต่อจากนั้น ย่อมมีแก่เขา. บทว่า นานุปตนฺติ สงฺคา แปลว่า กิเลสเป็นเครื่องเกี่ยวข้อง ย่อมไม่เกาะเกี่ยว คือได้แก่กิเลส เครื่องเกี่ยวข้อง ๕ อย่าง มีราคะเป็นเครื่องเกี่ยวข้องเป็นต้น ย่อมไม่เข้าถึง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พวกคนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อม ตามประกอบความประมาท ส่วนนัก
หน้า 199 ข้อ 114
ปราชญ์ย่อมรักษาความไม่ประมาท เหมือน บุคคลรักษาทรัพย์อันประเสริฐ บุคคลอย่า ตามประกอบความประมาท และอย่าตาม ประกอบความสนิทสนม ด้วยอำนาจความ ยินดีทางกาม เพราะว่า บุคคลไม่ประมาท แล้ว เพ่งพินิจอยู่ ย่อมบรรลุบรมสุข. บทว่า ปมาทมนุยุญฺชนฺติ แปลว่า ย่อมตามประกอบความประมาท อธิบายว่า ชนเหล่าใดย่อมกระทำ คือย่อมให้ความประมาทเกิดขึ้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมประกอบตามซึ่งความประมาทนั้น. บทว่า ธนํ เสฏฺํว รกฺขติ แปลว่า เหมือนบุคคลรักษาทรัพย์อันประเสริฐ คือได้แก่เหมือนบุคคลรักษา ทรัพย์อันอุดมมีแก้วมุกดา และแก้วมณีอันมีสาระเป็นต้น. บทว่า ฌายนฺโต แปลว่า เพ่งพินิจอยู่ อธิบายว่า เพ่งอยู่ด้วยลักษณูปนิชฌาน และอารัมมณู ปนิชฌาน ใน ๒อย่างนั้น วิปัสสนา มรรค และผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน. จริง อยู่ วิปัสสนา ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า เข้าไปเพ่งซึ่งลักษณะ ทั้งสาม. มรรค ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะอรรถว่า ย่อมให้สำเร็จ ซึ่งปหานกิจที่มาถึงแล้วโดยวิปัสสนา. ผล ชื่อว่า ลักขณูปนิชฌาน เพราะ อรรถว่า ย่อมเข้าไปเพ่งซึ่งนิโรธสัจจะ อันเป็นตถลักษณะ. แต่สมาบัติ ๘ บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นอารัมมณูปนิชฌาน เพราะการเข้าไปเพ่งอารมณ์แห่ง กสิณ. อรหัตสุข ชื่อว่า บรมสุข อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์เอาแล้ว ดังนี้แล. จบอรรถกถาสัทธาสูตรที่ ๖
หน้า 200 ข้อ 115, 116, 117, 118
๗. สมยสูตร ว่าด้วยเทพชุมนุมกัน [๑๑๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่ามหาวัน กรุงกบิล- พัสดุ์แคว้นสักกะ กับด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็น พระอรหันต์ ก็พวกเทวดามาแต่โลกธาตุสิบแล้ว ประชุมกันมาก เพื่อจะเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์. [๑๑๖] ในครั้งนั้นแล เทวดา ๔ องค์ที่เกิดในหมู่พรหมชั้นสุทธาวาส ได้มีความดำริว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้แล ประทับ อยู่ ณ ป่ามหาวัน กรุงกบิลพัสดุ์ แคว้นสักกะ กับด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ ก็พวกเทวดามาแต่โลกธาตุสิบประชุมกันมาก เพื่อจะเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ ไฉนหนอ แม้เราทั้งหลายควรเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้าไปเฝ้าแล้ว พึงกล่าวคาถาองค์ละคาถา ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้า. [๑๑๗] ในครั้งนั้นแล พวกเทวดาทั้ง ๔ นั้นจึงหายจากหมู่พรหมชั้น สุทธาวาส มาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุรุษผู้มี กำลัง เหยียดแขนที่คู้ออกหรือคู้แขนที่เหยียดเข้า ฉะนั้น. [๑๑๘] เทวดาองค์หนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า การประชุมใหญ่ในป่าใหญ่ มีพวก เทวดามาประชุมกันแล้ว พวกข้าพเจ้ามาสู่
หน้า 201 ข้อ 119, 120, 121
ที่ชุมนุมอันเป็นธรรมนี้ เพื่อจะเยี่ยมหมู่ พระผู้ที่ใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้. [๑๑๙] ในลำดับนั้นแล เทวดาองค์อื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้นตั้งจิต มั่นแล้ว ได้ทำจิตของตนให้ตรงแล้ว ภิกษุ ทั้งปวงนั้นเป็นบัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์ ทั้งหลาย ดุจดังว่านายสารถีถือบังเหียน ฉะนั้น. [๑๒๐] ในลำดับนั้นแล เทวดาองค์อื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุทั้งหลายนั้นตัดกิเลสดังตะปู เสียแล้ว ตัดกิเลสดังว่าลิ่มสลักเสียแล้ว ถอนกิเลสดังว่าเสาเขื่อนเสียแล้ว มิได้มี ความหวั่นไหว เป็นผู้หมดจดปราศจาก มลทิน อันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงฝึก ดีแล้ว เป็นหมู่นาคหนุ่มประพฤติอยู่. [๑๒๑] ในลำดับนั้นแล เทวดาองค์อื่นอีก ได้กล่าวคาถานี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงแล้วซึ่งพระ- พุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจักไม่ไปสู่ อบายภูมิ ละร่างกายอันเป็นของมนุษย์ แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์.
หน้า 202 ข้อ 121
อรรถกถาสมยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสมยสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า สกฺเกสุ แปลว่า ในแคว้นสักกะนี้ ได้แก่ ชนบทแม้หนึ่ง ที่เป็นที่อยู่ของราชกุมารทั้งหลาย ซึ่งมีชื่ออันได้แล้วว่า สักกะ เพราะอาศัย คำอุทานว่า สกฺยา วต โภ กุมารา แปลว่า กุมารีผู้เจริญเหล่านี้อาจหนอ (หรือ สามารถหนอ) ดังนี้ ท่านจึงเรียกชนบทนั้นว่า สักกะ ตามรุฬหิ สัททศาสตร์. ในที่นี้ได้แก่ ในชนบทชื่อว่าสักกะนั้น. บทว่า มหาวเน แปลว่า ในป่าใหญ่ คือได้แก่ ในป่าใหญ่ที่เนื่องเป็นอันเดียวกัน กับหิมวันต์ อันเกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติมิได้มีใครมาปลูกไว้. บทว่า สพฺเพเทว อรหนฺเตหิ แปลว่า ล้วนเป็นพระอรหันต์ คือได้แก่ พระอรหันต์ที่บรรลุแล้วในวันที่ พระองค์ตรัสสมยสูตรนี้นั่นแหละ. ในสูตรนั้น มีอนุปุพพิกถา คือวาจา เป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ ดังต่อไปนี้. เจ้าศากยะและโกลิยะ วิวาทกันเรื่องไขน้ำเข้านา ได้ยินว่า เจ้าศากยะและโกลิยะ ได้ให้สร้างทำนบกั้นน้ำอันหนึ่งใน แม่น้ำชื่อ โรหิณี ซึ่งมีอยู่ระหว่างนครกบิลพัสดุ์ กับโกลิยนคร แล้วให้ทำ ข้าวกล้าทั้งหลาย. ในครั้งนั้น เป็นเวลาต้นเดือน ๗ (พฤษภาคม-มิถุนายน บาลีใช้คำว่า เชฏฺมูลมาเส) เมื่อข้าวกล้าทั้งหลาย กำลังเหี่ยวแห้ง กรรมกร ทั้งสองพระนครจึงประชุมกัน. ในบรรดากรรมกรทั้งสองนั้น กรรมกรผู้อยู่ ในโกลิยนครกล่าวว่า น้ำนี้นำมาใช้เพื่อข้าวกล้าแห่งพวกเราทั้งสองพระนคร จักไม่เพียงพอ ก็ข้าวกล้าของพวกเราจักสำเร็จด้วยน้ำที่มาทางเดียวเท่านั้น ขอ พวกท่านจงให้น้ำนี้แก่พวกเรา ดังนี้. กรรมกรผู้อยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์
หน้า 203 ข้อ 121
กล่าวว่า เมื่อพวกท่านยังข้าวให้เต็มยุ้งแล้วก็ถือเอากหาปณะเงินทองแก้วไพฑูรย์ และโลหะทั้งหลายดำรงอยู่ ส่วนพวกเราก็จะมีเพียงกระบุง กระสอบเป็นต้น อยู่ในมือ จักไม่อาจเที่ยวไปใกล้ประตูบ้านของพวกท่าน ข้าวกล้าแม้ของพวกเรา ก็จักสำเร็จด้วยน้ำที่มาทางเดียวนั่นแหละ ขอพวกท่านจงให้น้ำนี้แก่พวกเรา ดังนี้. กรรมกรผู้อยู่ในโกลิยนครกล่าวว่า พวกเราจักไม่ให้ กรรมกรผู้อยู่ใน นครกบิลพัสดุ์ก็กล่าวว่าแม้พวกเราก็จักไม่ให้ จึงเกิดการโต้เถียงกัน คนหนึ่ง ลุกขึ้นไปประหารคนหนึ่ง แม้คนนั้นก็ประหารคนอื่น ๆ ครั้นประหารซึ่งกัน และกันอย่างนี้แล้ว ก็สืบต่อไปถึงชาติ ถึงราชตระกูลยังความทะเลาะวิวาทกัน ให้เจริญแล้วด้วยประการฉะนี้. กรรมกรของชาวโกลิยนครกล่าวว่า พวกท่านอยู่ในกบิลพัสดุ์ จับพวก เด็ก ๆ ไปคุกคาม ชนพวกใดอยู่ร่วมกับพี่น้องหญิงของตน ชนพวกนั้น เหมือน สุนัขจิ้งจอก ช้างทั้งหลาย ม้าทั้งหลาย โล่อาวุธทั้งหลายของชนพวกนั้น จักทำ อะไรพวกเราได้ ดังนี้. กรรมกรของเจ้าศากยะเหล่านั้นกล่าวว่า พวกท่านเป็นโรคเรื้อน จักพวกเด็ก ๆ ไปขู่เข็ญ ชนพวกใดอาศัยอยู่ที่ต้นกระเบา เหมือนคนอนาถา ไม่มีที่ไป เป็นดังสัตว์ดิรัจฉาน ช้างทั้งหลาย ม้าทั้งหลาย โล่และอาวุธ ทั้งหลายของชนพวกนั้น จักทำอะไรพวกเราได้ ดังนี้. กรรมกรเหล่านั้น ต่างก็ไปบอกแก่อำมาตย์ผู้ประกอบในการงานนั้น. พวกอำมาตย์ก็กราบทูลแก่ราชตระกูล. ลำดับนั้น เจ้าศากยะทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราจักแสดงกำลังและพลของพวกเราที่อยู่ร่วมกันกับพี่น้องหญิงทั้งหลาย ดังนี้ เตรียมรบแล้วก็เสด็จออกไป. แม้เจ้าโกลิยะทั้งหลายก็กล่าวว่า พวกเรา จักแสดงกำลังและพลของพวกเราผู้อยู่ที่โกลพฤกษ์ (ต้นกระเบา) ดังนี้ เตรียม การรบแล้วก็เสด็จออกไป.
หน้า 204 ข้อ 121
พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหากรุณาสมาบัติในเวลาใกล้รุ่ง แห่งราตรีแล้ว ตรวจดูสัตว์โลกอยู่ได้ทรงเห็นชนเหล่านั้นตระเตรียมรบอย่างนี้ ออกไปแล้ว ครั้นทรงเห็นแล้วจึงใคร่ครวญว่า เมื่อเราไปแล้ว ความทะเลาะนี้ จักสงบหรือไม่หนอ ดังนี้ ได้ตกลงพระทัยว่า เราจักไปในที่นั้นแล้วจักกล่าว ชาดก ๓ ชาดก เพื่ออันเข้าไปสงบระงับความทะเลาะวิวาทกัน กาลนั้นความ ทะเลาะวิวาทก็จักสงบลง ต่อจากนั้นเราจักแสดงชาดก ๒ ชาดก เพื่อแสดงความ สามัคดีแล้วจักแสดง อัตตทัณฑสูตร แม้ชาวพระนครทั้งสองฟังเทศนาแล้วก็จะ ถวายพระกุมารตระกูลละ ๒๕๐ เราจักยังกุมารเหล่านั้นให้บรรพชา สมาคมใหญ่ จักมี ดังนี้. เพราะฉะนั้น เมื่อชาวพระนครทั้งสองนี้ เตรียมรบแล้วออกไป พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงบอกใคร ๆ ทางถือเอาบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง นั่นแหละ เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิในอากาศในระหว่างเสนามาตย์ทั้งสอง พระนครทรงเปล่งฉัพพัณณรังสีแล้ว. พวกชาวพระนครกบิลพัสดุ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วคิดว่า พระ- ศาสดาผู้ประเสริฐ เป็นพระญาติของพวกเราเสด็จมาแล้ว ความบาดหมางกัน ของพวกเราพระองค์ทรงทราบแล้วหนอ ดังนี้ จึงคิดว่าก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาแล้ว พวกเราไม่อาจเพื่อจะใช้ศาสตรายังสรีระของผู้อื่นให้ตกไป พวก ชาวโกลิยนคร จงฆ่าพวกเรา หรือว่า จงเผาพวกเราก็ตาม ดังนี้ จึงพากันทิ้ง อาวุธทั้งหลายแล้วนั่งลงถวายบังคมพระบรมศาสดา. แม้ชาวโกลิยนครก็คิด เหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ พากันทิ้งอาวุธแล้วจึงนั่งถวายบังคมพระบรมศาสดา เหมือนกัน.
หน้า 205 ข้อ 121
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทั้งที่ทรงทราบอยู่นั่นแหละ ก็ตรัสถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เสด็จมา เพราะเหตุอะไร ดังนี้. พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มิได้มาใน ที่นี้ เพื่อเล่นกีฬาที่ท่าน้ำ ที่ภูเขา ที่แม่น้ำ หรือชมทิวทัศน์ภูเขา แต่พวก ข้าพระองค์ยังสงความให้เกิดขึ้นแล้วจึงมา ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงอาศัยอะไร จึงทรงวิวาทกัน. พระราชาทูลว่า น้ำพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า. มหาบพิตรน้ำมีค่ามากหรือ. พระราชา. มีค่าน้อยพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า. ชื่อว่า แผ่นดิน มีค่าหรือมหาบพิตร. พระราชา. หาค่ามิได้ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า. กษัตริย์ทั้งหลาย มีค่าหรือ. พระราชา. ธรรมดาว่า กษัตริย์ทั้งหลายหาค่ามิได้. พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์อาศัยน่าอันมีค่าเพียง เล็กน้อยแล้วยังกษัตริย์ทั้งหลายอันหาค่ามิได้ให้พินาศไป เพื่อประโยชน์อะไร ธรรมดาว่า ความพอพระทัยในความบาดหมางกัน ย่อมไม่มี ดูก่อนมหาบพิตร ความอาฆาตอันรุกขเทวดาองค์หนึ่งกับหมีผูกพันกันแล้ว เพราะทำเวรในสิ่งที่ ไม่ควร ด้วยอำนาจแห่งความทะเลาะกัน ความอาฆาตนั้นจักเป็นไปตลอดกัป นี้แม้ทั้งสิ้น ดังนี้ แล้วตรัสผันทนชาดก. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ไม่พึง เป็นผู้ชื่อว่า มีบุคคลอื่นเป็นปัจจัย เพราะว่าบุคคลมีผู้อื่นเป็นปัจจัยแล้ว หมู่ สัตว์จตุบาททั้งหลายในหิมวันต์อันแผ่ไปตั้งสามพันโยชน์ จึงได้พากันแล่นไป
หน้า 206 ข้อ 121
แล้วยังมหาสมุทร ด้วยถ้อยคำของกระต่ายตัวหนึ่ง เพราะฉะนั้นแหละ พระองค์ จึงไม่ควรมีผู้อื่นเป็นปัจจัย ดังนี้ แล้วตรัสปฐวีอุทริยนชาดก. ลำดับนั้นแหละตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในกาลไหน ๆ สัตว์ที่มี กำลังทรามเห็นอยู่ซึ่งโทษ เห็นโอกาสที่ประทุษร้ายสัตว์ที่มีกำลังมาก ดูก่อน มหาบพิตร หรือว่าในกาลไหน ๆ สัตว์ที่มีกำลังมาก เห็นโทษเห็นโอกาสที่จะ ประทุษร้ายสัตว์ที่มีกำลังทรามมีอยู่ เพราะว่า แม้นางนกมูลไถ (คล้ายนก กระจาบฝนแต่ใหญ่กว่าเล็กน้อย) ก็ยังช้างใหญ่ให้ตายได้ ดังนี้ แล้วตรัส ลฎกิกชาดก ครั้นตรัสชาดกทั้ง ๓ เพื่อต้องการความสงบระงับแห่งความวิวาทอย่าง นี้แล้ว เพื่อต้องการแสดงความสามัคคี จึงตรัสชาดกอีก ๒ ชาดก. ถามว่า พระองค์ตรัสอย่างไร. ตอบว่า ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร จริงอยู่ ใคร ๆชื่อว่า ย่อมสามารถเห็นช่องทางแห่งความเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ดังนี้ แล้วก็ตรัส รุกขธัมมชาดก. จากนั้น ก็ตรัสอีกว่า ดูก่อนมหาบพิตร ใคร ๆ ไม่สามารถ เพื่อเห็นช่องทางแห่งผู้พร้อมเพรียงกันได้ ก็ในกาลใด ชนทั้งหลายทำความ บาดหมางซึ่งกันและกัน ในกาลนั้น บุตรของนายพรานจึงพาชนเหล่านั้นไป ฆ่าเสีย เพราะเหตุนั้น ขึ้นชื่อว่า ความชอบใจในความวิวาทกันจึงไม่มี ดังนี้ แล้วตรัสวัฎฎกชาดก. ครั้นตรัสชาดกทั้ง ๕ เหล่านี้ อย่างนี้แล้ว ในที่สุดก็ ตรัสอัตตทัณฑสูตร. พระราชาผู้อยู่ในพระนครทั้งสองทรงเลื่อมใสแล้ว ตรัสว่า ถ้าพระ- ศาสดาไม่เสด็จมาแล้วไซร้ พวกเราทั้งหลายผู้มีอาวุธในมือจักฆ่าซึ่งกันและกัน จักยังแม่น้ำคือโลหิตให้ไหลไป พวกเราทั้งหลายก็จักไม่เห็นบุตรและพี่ชาย น้องชายของพวกเรา จักไม่เห็นแม้ประตูบ้าน การนำข่าวสาส์นและการตอบ ข่าวสาส์นของพวกเราก็จักไม่ได้มีแล้ว ชีวิตของพวกเราได้แล้ว เพราะอาศัย
หน้า 207 ข้อ 121
พระศาสดา ก็ถ้าว่าพระศาสดาได้อยู่ครอบครองราชสมบัติไซร้ บริวารสองพัน ทวีปก็จักอยู่ในพระหัตถ์ (ในอำนาจ) ของพระองค์ซึ่งเสวยราชสมบัติในทวีป ทั้ง ๔ ทั้งบุตรของพระองค์ก็พึงมีเกินพันแน่ คราวนั้นแหละ พระองค์ก็จักมี กษัตริย์เป็นบริวารเที่ยวเสด็จไป ก็แต่ว่า พระองค์ทรงสละราชสมบัตินั้นแล้ว แลเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรลุสัมโพธิญาณแล้ว แม้ในบัดนี้ก็ขอให้ พระองค์มีกษัตริย์เป็นบริวารเสด็จเที่ยวไปเถิด ดังนี้ แล้วถวายพระกุมาร ตระกูลละ ๒๕๐ องค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังพระกุมารเหล่านั้นให้บวชแล้วเสด็จไปสู่ มหาวัน (ป่าใหญ่) ครั้งนั้น ความไม่ยินดียิ่งเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ บวชด้วยความเคารพตามความพอใจของตน. แม้ภรรยาเก่าของท่านเหล่านั้นก็ คิดว่า การครองเรือนอยู่ลำบาก ขอพระลูกเจ้าจงสึกเถิด เป็นต้น แล้วส่งข่าว นั้นไป. ภิกษุเหล่านั้นมีความกระวนกระวายใจเป็นอันมาก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใคร่ครวญอยู่ทรงทราบแล้ว ซึ่งความที่ภิกษุ เหล่านั้นไม่มีความยินดี ทรงพระดำริว่า พวกภิกษุเหล่านี้อยู่ร่วมกับพระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับด้วยเรายังกระสันอยู่ (อยากสึก) เอาเถอะ เราจักพรรณนาถึงทะเลสาบ แห่งนกดุเหว่าแก่ภิกษุเหล่านั้นแล้วนำไปในที่นั้น ก็จักบรรเทาความไม่ยินดีได้ ดังนี้ แล้วได้กล่าวพรรณนาถึงทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งนกดุเหว่านั้นแก่ ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นใคร่เพื่อจะเห็นทะเลสาบแห่งนกนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอใคร่เพื่อ จะเห็นหรือ. พวกภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ใคร่ เพื่อจะเห็น พระเจ้าข้า.
หน้า 208 ข้อ 121
พระผู้มีพระภาคเจ้า. ถ้าพวกเธอประสงค์อย่างนี้ ก็จงมา เราจักไป. ภิกษุ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จักไปสู่ที่เป็นที่เข้าถึง ของบุคคลผู้มีฤทธิ์ได้อย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้า. พวกเธอใคร่จะไป เราก็จักพาไปด้วยอานุภาพ ของเรา. พระภิกษุ. ดีแล้ว พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพาภิกษุ ๕๐๐ รูป เหาะขึ้นไปในอากาศแล้ว หยุดลงที่ทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งพวกนกดุเหว่า แล้วตรัสกะภิกษุ ทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่แห่งนกดุเหว่านี้ พวกเธอยังไม่รู้จักชื่อปลาเหล่าใด จงถามเราดังนี้ ภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้ว ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสบอกคำอันพวกภิกษุเหล่านั้นทูลถามแล้ว ๆ อนึ่ง ทรงอนุญาตให้พวกภิกษุเหล่านั้นทูลถามชื่อปลาเหล่านั้นเท่านั้นก็หาไม่ ให้ ทูลถามถึงชื่อแห่งต้นไม้ทั้งหลายในไพรสณฑ์นั้นบ้าง ชื่อแห่งพวกนกมีสองเท้า และสี่เท้าบ้าง และก็ตรัสบอกแล้ว. ลำดับนั้น นกดุเหว่าผู้เป็นสกุณราช เกาะที่ท่อนไม้อันพวกนกเหล่านั้น ใช้จงอยปากคาบถือเอาไว้แวดล้อมมาอยู่ด้วยหมู่แห่งนกทั้งสองข้าง คือ ทั้ง ข้างหน้าและข้างหลัง. พวกภิกษุเห็นนกนั้นแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ย่อมสำคัญว่า นกดุเหว่าตัวนั้นจักเป็นราชาแห่งพวก นกเหล่านี้ พวกนกเหล่านี้จักเป็นบริวารของนกนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่างนั้นนั่นแหละ แม้ข้อนี้ก็เป็นเช่นวงศ์ของพวกเรา เป็นประเพณีของเรา เหมือนกัน. ภิกษุกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในบัดนี้ พวกข้าพระองค์ เห็นนกเหล่านี้เท่านั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสคำใดว่า แม้นี้ก็เป็นวงศ์ ของเราเป็นประเพณีของเราเหมือนกัน ดังนี้ พวกข้าพระองค์ใคร่เพื่อจะสดับ
หน้า 209 ข้อ 121
ฟังพระดำรัสนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอ ต้องการจะฟังหรือ. พวกภิกษุรับพระดำรัสว่า พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเธอจงพึง. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส กุณาลชาดก อันประดับด้วยพระคาถา ๓๐๐ คาถา ทรงบรรเทาแล้วซึ่งความ ไม่ยินดียิ่งของพวกภิกษุเหล่านั้น. ในเวลาจบเทศนา ภิกษุแม้ทั้งหมด (๕๐๐) ตั้งอยู่เฉพาะแล้วในโสดาปัตติผล. แม้ฤทธิ์ของภิกษุเหล่านั้นก็มาแล้ว (สำเร็จ แล้ว) ด้วยมรรคนั้นนั่นแหละ. เรื่องของภิกษุทั้งหลาย ขอหยุดไว้เพียงเท่านี้ ก่อน จากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จขึ้นไป ในอากาศได้เสด็จไปสู่มหาวัน แล้วทีเดียว. แม้ภิกษุเหล่านั้น ในเวลาไป ได้ไปด้วยอานุภาพของพระทศพล ในเวลามาได้แวดล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้ามาหยั่งลงในมหาวัน ด้วยอานุภาพ ของตน. พระองค์เสด็จประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้แล้วตรัสเรียกภิกษุ เหล่านั้นมาด้วยคำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงมานั่ง เราจักบอก กรรมฐานแก่พวกเธอซึ่งยังมีกิเลสที่ควรฆ่าด้วยมรรค ๓ เบื้องบน ดังนี้ แล้ว ตรัสบอกกรรมฐาน. ภิกษุทั้งหลายคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึง ความที่พวกเรามีความไม่ยินดียิ่ง จึงทรงนำมายังทะเลสาบอันเป็นที่อาศัยอยู่ แห่งพวกนกดุเหว่า ทรงบรรเทาความไม่ยินดี โดยตรัสกุณาลชาดก เมื่อพวก เราบรรลุโสดาปัตติผลในที่นั้นแล้ว บัดนี้ ได้ประทานกรรมฐานเพื่อบรรลุ มรรค ๓ ในที่มหาวันนี้ ก็การที่พวกเราให้เวลาผ่านไปโดยคิดว่า พวกเราเข้า ถึงกระแสธรรมแล้ว ดังนี้. ย่อมไม่สมควรเลย การที่พวกเราเป็นเช่นกับพวก ชนทั้งหลายก็ไม่สมควร ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นจึงถวายบังคมพระยุคลบาทพระ- ศาสดาแล้วลุกขึ้นจับผ้าสิสีทนะสำหรับนั่งสะบัดแล้วปูนั่งในที่เฉพาะตน และนั่ง แล้วที่โคนไม้ใกล้เงื้อมเขา.
หน้า 210 ข้อ 121
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า แม้ว่า ภิกษุเหล่านี้จะมีการงานยัง ไม่คุ้นแล้ว ตามปกติ แต่ชื่อว่าเหตุที่ทำให้ลำบากของภิกษุผู้ได้อุบายแล้ว ย่อม ไม่มี เมื่อภิกษุเหล่านี้แยกย้ายกันไปปฏิบัติ เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุอรหัต แล้วก็จักมาสู่สำนักของเรา ด้วยประสงค์ว่า พวกเราจักบอกคุณวิเศษที่ตนแทง ตลอดแล้ว ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านี้มาแล้ว พวกเทวดาในหมื่นจักรวาลจักประชุม กันในจักรวาลหนึ่ง (นี้) มหาสมัย คือ การประชุมใหญ่ จักมี เราจึงควร นั่งในโอกาสอันสงัด ดังนี้. ลำดับนั้น จึงเสด็จประทับนั่ง ณ พุทธอาสนะใน ที่อันสงัด. พระเถระผู้ไปถือเอากรรมฐานก่อนกว่าภิกษุทั้งหมด บรรลุแล้วซึ่ง พระอรหัต พร้อมกับปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ต่อจากนั้น ภิกษุอื่นอีก ๆ โดย ทำนองนี้ ขยายออกไปจนถึง ๕๐๐ รูป บรรลุพระอรหัตพร้อมกับปฏิสัมภิทา ทั้งหลาย เหมือนดอกปทุมทั้งหลายขยายออกไปจากกอปทุม ฉะนั้น. ภิกษุผู้บรรลุพระอรหัตก่อนกว่าภิกษุทั้งปวง คิดว่า เราจักกราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้ จึงแยกบัลลังก์แล้วลุกขึ้นจับผ้านิสีทนะสะบัดแล้วได้ มุ่งหน้าต่อพระทศพลไปแล้ว. ภิกษุอื่นอีก ๆ ด้วยอาการอย่างนี้แม้ทั้ง ๕๐๐ รูป ได้ไปแล้วโดยลำดับเทียว ราวกะว่า เข้าไปสู่ โรงฉันอาหาร ภิกษุผู้มา ก่อนถวายบังคมแล้วปูผ้านิสีทนะ (ผ้าสำหรับรองนั่ง) แล้วก็นั่ง ณ ที่ สมควรส่วนข้างหนึ่งเป็นผู้ใคร่เพื่อจะบอกคุณวิเศษที่ตนแทงตลอดแล้ว และ เหลียวกลับแลดูทางที่ตนมา ด้วยคิดว่า ใคร ๆ อื่นมีอยู่หรือไม่หนอ ดังนี้ ไม่เห็นแล้วแม้บุคคลอื่นเลย เพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้น แม้ทั้งหมดมาแล้ว นั่งแล้ว ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ๆ ภิกษุนี้มาอยู่ก็ไม่บอกแก่ภิกษุนี้ แม้ภิกษุ นี้มาแล้วก็ไม่บอกแก่ภิกษุนี้เหมือนกัน ได้ยินว่าอาการ ๒ อย่าง ย่อมมี แก่ พระขีณาสพทั้งหลาย คือ ท่านยังจิตให้เกิดขึ้นว่า โอหนอ สัตว์โลก พร้อม
หน้า 211 ข้อ 121
ทั้งเทวโลกพึงแทงตลอดซึ่งคุณอันเราแทงตลอดได้โดยพลันเหมือนกันเถิด ดังนี้ และพระขีณาสพทั้งหลาย ย่อมไม่ประสงค์จะบอกคุณวิเศษแก่กันและกัน เหมือนบุรุษผู้ได้ขุมทรัพย์แล้วไม่บอกขุมทรัพย์อันตนรู้เฉพาะแล้วนั้น. ก็ครั้นเมื่ออริยมณฑล คือ มรรคอันยังผลให้เกิดขึ้นอย่างนี้ เกิดขึ้น แล้ว มณฑลแห่งพระจันทร์เพ็ญก็ปราศจากเครื่องเศร้าหมองเหล่านี้ คือ หมอก น่าค้าง ควันไฟ ธุลี และราหู (เจ้าแห่งพวกอสูร) โดยรอบเทือกเขายุคันธร แห่งทิศปราจีน อันประกอบด้วยสิริดุจล้ออันสำเร็จด้วยเงินที่บุคคลจับให้หมุน ไปอยู่โลดแล่นขึ้นดำเนินไปสู่กลางหาว (ท้องฟ้า) เหมือนมณฑลแห่งแว่นใหญ่ อันสำเร็จแล้วด้วยเงินที่ยกขึ้นไว้ทางทิศปราจีน เพื่อแสดงถึงสิ่งซึ่งเป็นที่น่า เพลิดเพลินของโลกที่ประดับด้วยพุทธุปบาทนี้ ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทับอยู่ในสักกชนบทชั่วขณะหนึ่ง คือเป็น เวลาชั่วระยะหนึ่ง ครู่หนึ่งกับด้วยหมู่แห่งภิกษุ ๕๐๐ รูปซึ่งเป็นหมู่ใหญ่ในป่าใหญ่ ใกล้พระนครกบิลพัสดุ์ ภิกษุทั้งหมดนั่นแหละเป็นพระอรหันต์ดังพรรณนามา ฉะนี้. พึงทราบความต่อไปอีกว่า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นในวงศ์แห่ง พระเจ้ามหาสมมต แม้พวกภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้นก็เกิดในตระกูลของพระเจ้า มหาสมมต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเกิดในครรภ์แห่งกษัตริย์ แม้ภิกษุเหล่านั้นก็ เกิดในครรภ์แห่งกษัตริย์ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นราชบรรพชิต แม้ภิกษุเหล่านั้น ก็เป็นราชบรรพชิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเศวตฉัตรสละความเป็นพระเจ้า จักรพรรดิอันอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ผนวชแล้ว แม้ภิกษุเหล่านั้นก็ละเศวตฉัตร สละความเป็นพระราชาทั้งหลายอันอยู่ในเงื้อมมือบวชแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นผู้บริสุทธิ์แล้วโดยพระองค์เอง ในโอกาส อันบริสุทธิ์แล้วในส่วนแห่งราตรีอันบริสุทธิ์แล้ว ทรงมีบริวารอันบริสุทธิ์แล้ว ทรงมีราคะปราศจากไปแล้ว มีบริวารซึ่งมีราคะปราศจากไปแล้ว มีโทสะ ปราศจากไปแล้ว มีบริวารซึ่งมีโทสะปราศจากไปแล้ว มีโมหะปราศ
หน้า 212 ข้อ 121
จากไปแล้ว มีบริวารซึ่งมีโมหะปราศจากไปแล้ว มีตัณหาออกแล้ว มีบริวาร ผู้มีตัณหาออกแล้ว ไม่มีกิเลส มีบริวารผู้ไม่มีกิเลส ทรงสงบระงับแล้ว มีบริวาร ผู้สงบระงับแล้ว ทรงฝึกดีแล้ว มีบริวารที่ฝึกดีแล้ว ทรงเป็นผู้พ้นแล้ว มี บริวารผู้พ้นแล้ว จึงรุ่งโรจน์ยิ่งในป่าใหญ่นั้น ดังนี้ . คำว่า สักกะ นี้มีมาก ประมาณเพียงไร บัณฑิตพึงกล่าวเพียงนั้น นี้ชื่อว่า วรรณภูมิ. คำว่า ภิกษุ มีประมาณ ๕๐๐ รูปล้วนเป็นพระอรหันต์ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาภิกษุเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. คำว่า เยภุยฺเยน แปลว่า โดยมาก คือได้แก่ พวกเทวดาทั้งหลาย ที่ประชุมกันมีมาก พวกที่ไม่ได้ประประชุมกันมีน้อย คือ พวกที่เป็นอสัญญ- สัตว์และเกิดในอรูปาวจรเท่านั้น. พวกเทวดาหมื่นจักรวาลประชุมกัน พึงทราบลำดับแห่งเทวดาทั้งหลายที่มาประชมกันในป่ามหาวัน ดังต่อ ไปนี้ ได้ยินว่า พวกเทวดาผู้อาศัยอยู่รอบ ๆ ป่ามหาวัน ส่งเสียงดังว่า ข้า แต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกเราจงมา ชื่อว่าการเห็นพระพุทธเจ้ามีอุปการะมาก การฟังธรรมมีอุปการะมาก การเห็นพระสงฆ์ก็มีอุปการะมาก พวกเราทั้งหลาย จงมา ๆ เถิด ดังนี้ จึงมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระขีณาสพซึ่ง บรรลุพระอรหัตในครู่นั้นแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. โดยอุบาย นี้นั่นแหละ พวกเทวดาทั้งหลายพึงเสียงเทวดาเหล่านั้นสิ้นสามครั้งในหิมวันต์อัน แผ่ออกไปสามพันโยชน์ด้วยสามารถแห่งเสียงมีเสียงระหว่างกึ่งคาวุต หนึ่ง คาวุต กึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์เป็นต้น พวกเทวดาในชมพูทวีปทั้งสิ้น คือผู้อาศัยอยู่ใน พระนคร ๖๓ พัน ที่ลำรางน้ำ ๙๙ แสน ที่เมืองท่า ๙๖ แสน และในที่เป็น
หน้า 213 ข้อ 121
ที่เกิดแห่งรัตนะ คือทะเล ๕๖ แสน ในจักรวาลทั้งสิ้น คือ ในบุพวิเทหะ อมรโคยานะ อุตตรกุรุและในทวีปเล็ก ๒ พัน ต่อจากนั้น เทวดาที่อยู่ใน จักรวาลที่สอง โดยทำนองนี้แหละ. บัณฑิตพึงทราบว่าพวกเทวดาทั้งหลายใน หมื่นจักรวาลนาประชุมกันแล้ว ด้วยประการฉะนี้. ก็หมื่นจักรวาลในที่นี้ ท่านประสงค์เอาโลกธาตุสิบ ด้วยเหตุนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ทสหิ จ โลกธาตูหิ เทวตา เยภุยฺเยน สนฺนิปติกา โหนฺติ (แปลว่า ก็เทวดานาแต่โลกธาตุสิบแล้วประชุมกันโดยมาก) ครั้นเมื่อ ความเป็นอย่างนี้ ห้องแห่งจักรวาลทั้งสิ้น ก็เต็มไปด้วยเทวดาทั้งหลายผู้มา ประชุมกันแล้วตั้งแต่พรหมโลกมา ราวกะเข็มที่บุคคลทะยอยใส่ในกล่องเข็มโดย ไม่ขาดระยะฉะนั้น. ในที่นี้นั้น พึงทราบความสูงของพรหมโลก อย่างนี้ว่า ได้ยินว่า ในโลหปราสาท มีก้อนหินเท่าเรือนยอดแห่งบรรพต ตั้งอยู่ ในพรหมโลก ทิ้งก้อนหินนั้นลงมายังโลกมนุษย์นี้ ๔ เดือน จึงตกถึงแผ่นดิน. ในโอกาส คือที่ว่างอันกว้างใหญ่อย่างนี้ บุคคลยืนอยู่ข้างล่างขว้างปาดอกไม้ หรือต้นไม้ย่อมไม่ได้เพื่อไปในเบื้องบน หรือยืนอยู่เบื้องบนเอาเมล็ดพรรณผัก กาดโยนไปข้างล่าง ย่อมไม่ได้ช่องเพื่อตกไปในเบื้องล่างได้ ด้วยอาการอย่างนี้ เทวดาทั้งหลายได้มาไม่ขาดระยะจนหาที่ว่างมิได้. อนึ่ง ที่เป็นที่ประทับนั่งของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมไม่คับแคบ กษัตริย์ทั้งหลายผู้มีศักดิ์ใหญ่เสด็จมาแล้ว ๆ ย่อมได้โอกาส คือช่องว่าง ที่เดียว ความคับแคบยิ่งข้างนี้และข้างนี้ย่อมไม่มีฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นแหละ ที่เป็นที่ ประทับนั่งของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่คับแคบ ไม่มีสิ่งขัดขวาง พวกเทวดาผู้มี ศักดิ์ใหญ่ และพวกพรหมทั้งหลายมาแล้ว ๆ ยังที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมไม่มีสิ่งขัดขวางย่อมได้โอกาส คือ ช่องว่างทีเดียว.
หน้า 214 ข้อ 121
ได้ยินว่า พวกเทพทั้งหลาย ๑๐ องค์บ้าง ๒๐ องค์บ้าง เนรมิตอัตภาพ ให้เล็ก แล้วอยู่ในที่สักว่าเจาะเข้าไปเท่าปลายขน ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มี. พวกเทพ ๖๐ พวก ได้ยืนอยู่ข้างหน้าของเทวดาทั้งปวง. บทว่า สุทฺธาวา- สกายิกานํ แปลว่า ผู้อยู่ในสุทธาวาส. พรหมโลก ๕ ชั้น อันเป็นที่อยู่แห่ง พระอนาคามีและพระขีณาสพทั้งหลาย ชื่อว่า สุทธาวาส. บทว่า เอตทโหสิ แปลว่า พวกพรหมได้มีความดำริ. ถามว่า เพราะเหตุไร พวกพรหมจึงมี ความดำริ. ตอบว่า ได้ยินว่า พวกพรหมเหล่านั้นเข้าสมาบัติและก็ออกตามที่ กำหนดไว้ แล้วแลดูภพของพรหมทั้งหลายได้เห็นความว่างเปล่า เหมือนเรือน ภัตในเวลาที่บุคคลกินแล้ว (ในเวลาภายหลังแห่งภัต) ทีนั้น จึงพิจารณาดูว่า พวกพรหมเหล่านั้นไปไหน ทราบแล้วซึ่งสมาคมใหญ่ว่า สมาคมนี้ พวกเรา โดยมากซึ่งถูกปล่อยทิ้งไว้ข้างหลังแล้ว ก็โอกาสของบุคคลผู้ล้าหลังย่อมหาได้ยาก เพราะฉะนั้น พวกเราเมื่อไปก็จะไม่ไปมือเปล่า ควรแต่งคาถาองค์ละคาถา แล้วจักไป พวกเราจักให้เขารู้ซึ่งความที่ตนมาแล้วในสมาคมใหญ่ ด้วยคาถานี้ และจะกล่าวพรรณนาคุณของพระทศพล ดังนี้ด้วยประการฉะนี้ ความดำรินี้ จึงได้มีแล้ว เพราะความที่พวกพรหมเหล่านั้นออกจากสมาบัติแล้ว พิจารณา. พระบาลีว่า ภควโต ปุรโต ปาตุรหํสุ แปลความว่า มาปรากฏ อยู่เฉพาะหน้าของพระผู้มีพระภาคเจ้า คือได้แก่ พวกพรหมที่กล่าวคาถาใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนหยั่งลงในที่เฉพาะหน้า. ก็เนื้อความอย่างนี้ ในที่นี้ไม่พึงเข้าใจอย่างนั้น ก็พวกพรหมเหล่านั้นดำรงอยู่ในพรหมโลกนั่นแหละ ร้อยกรองคาถาทั้งหลายแล้ว องค์หนึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลค้านปุรัตถิมทิศ (ทิศตะวันออก) องค์หนึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านทิกษิณ (ทิศใต้) องค์หนึ่ง หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านปัจฉิม (ทิศตะวันตก) องค์หนึ่งหยั่งลงที่ชอบจักรวาล ด้านอุดร (ทิศเหนือ).
หน้า 215 ข้อ 121
ลำดับนั้น พระพรหมผู้หยั่งลงที่ชอบจักรวาลด้านปุรัตถิมทิศ เข้า สมาบัติมีนีลกสิณ เป็นอารมณ์แล้วปล่อยรัศมีสีเขียว ยังเทวดาในหมื่นจักรวาล ให้รู้ซึ่งความที่ตนมาแล้ว เหมือนบุคคลสวมใส่อยู่ซึ่งหนังสำเร็จแล้วด้วยแก้วมณี ธรรมดาว่า พุทธวิถีใคร ๆ ก็ไม่อาจเพื่อจะให้ยิ่งกว่า เพราะฉะนั้น พรหมจึง มาตามพุทธวิถีอันตนไม่สามารถผ่านไป ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ ยืนอยู่. ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นยืนอยู่ ณ ที่สมควรแล้วก็ได้ภาษิต คาถาที่ตนแต่งมา. พระพรหมองค์หนึ่งซึ่งหยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านทักษิณ เข้าสมาบัติ มีปิตกสิณเป็นอารมณ์เดียว ปล่อยรัศมีสีทอง ยังพวกเทวดาในหมื่นจักรวาล ให้รู้ซึ่งความที่ตนมาแล้ว เหมือนบุคคลห่มผ้าสีทองอยู่ แล้วได้กระทำเหมือน อย่างนั้นนั่นแหละ (เหมือนองค์ก่อน). พระพรหมผู้หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านปัจฉิม เข้าสมาบัติมีโลหิตกสิณ เป็นอารมณ์ แล้วปล่อยรัศมีสีแดง ยังพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลให้รู้ซึ่งความ ที่ตนมาแล้ว เหมือนบุคคลพันกายอยู่ด้วยผ้ากัมพลอันประเสริฐซึ่งมีสีแดง แล้ว กระทำเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ. พระพรหมผู้หยั่งลงที่ขอบจักรวาลด้านอุดร เข้าสมาบัติโอทาตกสิณ แล้วปล่อยรัศมีสีขาว ยังพวกเทวดาในหมื่นจักรวาลให้รู้ซึ่งความที่ตนมาแล้ว เหมือนบุคคลห่มอยู่ซึ่งแผ่นผ้าดอกมะลิ แล้วได้ทำเหมือนอย่างนั้นเหมือนกัน. แต่ในพระบาลีกล่าวว่า ในครั้งนั้นแหละ พวกเทวดา ๔ องค์นั้น ได้หายจากหมู่พรหมชั้นสุทธาวาส มาปรากฏอยู่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วน ข้างหนึ่ง ดังนี้ ราวกะในขณะเดียวกันทั้ง ๔ องค์ คือว่า ความปรากฏเฉพาะ พระพักตร์ด้วย ความเป็นคือถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วน ข้างหนึ่งด้วย ที่แท้นั้น พระพรหมนั้นได้มีแล้ว โดยลำดับตามที่กล่าวแล้วนี้
หน้า 216 ข้อ 121
ท่านกล่าวแสดงกระทำรวมกัน. ก็การกล่าวคาถาของเทวดาทั้ง ๔ นั้น แม้ ในพระบาลีท่านก็กล่าวไว้คนละส่วนเหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสมโย แก้เป็น มหาสมูโห แปลว่า การประชุมใหญ่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ป่าใหญ่ ว่าไพรสณฑ์. แม้ ด้วยคำทั้งสองนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า การประชุมกัน คือการประชุม- ใหญ่ในไพรสณฑ์ ในวันนี้ ดังนี้. ลำดับนั้น เพื่อแสดงถึงเทวดาที่ประชุมกัน จึงกล่าวว่า เทวกายา สมาคตา แปลว่า พวกเทวดามาประชุมกันแล้ว. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เทวกายา แก้เป็น เทวฆฏา แปลว่า พวกเทวดา. บทว่า อาคตมฺห อิมํ ธมฺมสมยํ แปลว่า พวกข้าพเจ้า มาแล้วสู่ที่ชุมนุมอันเป็นธรรมนี้ ความว่า เพราะเห็นหมู่เทวดามาประชุมกัน แล้วอย่างนี้ แม้พวกข้าพเจ้าก็มาแล้ว สู่ที่ประชุมอันเป็นธรรมนี้. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะเพื่อจะเยี่ยมพระสงฆ์ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้. บทว่า ทกฺขิตาเยว อปราชิตสํฆํ แปลว่า เพื่อจะเยี่ยมหมู่พระอันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้นี้ อธิบายว่า พวกข้าพเจ้ามาแล้วเพื่อจะเห็นพระสงฆ์ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ผู้มีสงครามอันตนย่ำยีมารทั้งสามชนะได้แล้วในวันนี้แล. ก็พรหมนั้น ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ขอบจักรวาลด้านปุรัตถิมทิศ. ลำดับนั้น พรหมองค์ที่สอง ก็มาแล้วโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ได้กล่าวคาถาว่า ตตฺร ภิกฺขโว สมาทหํสฺ เป รกฺขนฺติ ปณฺฑฺตา แปลความว่า ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้นตั้งมั่น แล้ว ได้ทำจิตของตนให้ตรงแล้ว ภิกษุ ทั้งปวงนั้นเป็นบัณฑิต ย่อมรักษาอินทรีย์ ทั้งหลาย ดุจดังว่านายสารถีถือบังเหียน ฉะนั้น.
หน้า 217 ข้อ 121
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺร ภิกฺขโว แก้เป็น ตสฺมึ สนฺนิปาตฏฺาเน ภิกฺขู แปลว่า ภิกษุทั้งหลายในที่ประชุมนั้น. บทว่า สมาทหํสุ เเปลว่า ตั้งจิตมั่นแล้ว คือได้แก่ ประกอบแล้วด้วยสมาธิ. บทว่า อตฺตโน อุชุกมกํสุ แปลว่า ได้ทำจิตของตนให้ตรงแล้ว อธิบายว่า ละแล้วซึ่งจิตทั้งปวงของตน อันเป็นส่วนที่คดโค้งที่ไม่ตรงแล้ว ทำให้ตรง. บทว่า สารถีว เนตฺตานิ คเหตฺวา แปลว่า นายสารถีถือบังเหียน อธิบายว่า เมื่อม้าสินธพวิ่งไปดีแล้ว นายสารถีผู้มีปะฏักห้อยลงแล้ว ถือเอาซึ่ง บังเหียนทั้งปวงแล้ว ไม่เตือนอยู่ ไม่เหยียดปะฏักออกอยู่ ถือบังเหียนมั่นอยู่ ฉันใด ภิกษุ ๕๐๐ รูป ทั้งหมดเหล่านี้ ประกอบด้วยฉฬังคุเบกขา มีทวาร อันคุ้มครองแล้ว เป็นบัณฑิตย่อมรักษาอินทรีย์ทั้งหลาย ฉันนั้น ด้วยอาการ อย่างนี้แหละ เทวดาทั้งหลายจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้า- พระองค์มาแล้วในที่นี้เพื่อเห็นภิกษุเหล่านั้น. แม้เทวดาองค์นั้น ไปแล้วก็ยืนอยู่ ในที่สมควรนั่นแหละ. ลำดับนั้น พรหม องค์ที่สามก็มาแล้วโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ได้กล่าวคาถาว่า เฉตฺวา ขีลํ เฉตฺวา ปลีฆํ ฯเปฯ สุสู นาคา แปลว่า ภิกษุทั้งหลายนั้นตัดกิเลสดังตะปู เสียแล้ว ตัดกิเลสดังว่าลิ่มลลักเสียแล้ว ถอนกิเลสดังว่าเสาเขื่อนเสียแล้ว มิได้มี ความหวั่นไหว เป็นผู้หมดจด ปราศจาก มลทิน อันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงฝึกดี แล้ว เป็นหมู่นาคหนุ่มไปอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เฉตฺวา ขีลํ แปลว่า ตัดกิเลสดัง ตะปูเสียแล้ว คือว่า ตัดราคะโทสะและโมหะเพียงดังตะปูเสียแล้ว. บทว่า
หน้า 218 ข้อ 121
ปลีฆํ แปลว่า ลิ่มสลัก ได้แก่ ราคะโทสะและโมหะนั่นแหละเป็นดังลิ่มสลัก บทว่า อินฺทขีลํ แปลว่า เสาเขื่อน ได้แก่ ราคะโทสะและโมหะนั่นแหละ เป็นดังเสาเขื่อน. บทว่า โอหจฺจมเนชา แปลว่า มิได้มีความหวั่นไหว อธิบายว่า ภิกษุเหล่านี้มิได้มีความหวั่นไหว ด้วยความหวั่นไหว คือ ตัณหา เป็นผู้ดึงขึ้นแล้ว ถอนขึ้นแล้วซึ่งตัณหา เพียงดัง เสาเขื่อน. บทว่า เต จรนฺติ แปลว่า ภิกษุเหล่านั้นเที่ยวไปอยู่ อธิบายว่า ย่อมเที่ยวจาริกไปโดยไม่ถูก กระทบกระเทือนแล้วในทิศทั้ง ๔. บุทว่า สุทฺธา แปลว่า เป็นผู้หมดจด ได้แก่ เป็นผู้ไม่มีอุปกิเลส. บทว่า วิมลา แปลว่า ปราศจากมลทิน คือ ไม่มีมลทิน. คำว่า ปราศจากมลทินนี้เป็นไวพจน์ของคำว่า เป็นผู้หมดจด แล้วนั้นนั่นแหละ บทว่า จกฺขุมา แปลว่า ผู้มีจักษุ คือได้แก่ ผู้มีจักษุ ๕ บทว่า สุทนฺตา แปลว่า ฝึกดีแล้ว ได้แก่ ฝึกแล้วทางจักษุบ้าง ทางโสตบ้าง ทางฆานะบ้าง ทางชิวหาบ้าง ทางกายบ้าง และทางใจบ้าง. บทว่า สุสู นาคา แปลว่า เป็นหมู่นาคหนุ่ม ได้แก่ เป็นนาครุ่นหนุ่ม. พึงทราบวจนัตถะในคำว่า นาคะนั้น ดังนี้. ฉนฺทาทีหํ น คจฺฉนฺตีติ นาคา ชนเหล่าใด ย่อมไม่ลำเอียง ด้วยอคติทั้งหลายมีฉันทะเป็นต้น เหตุนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า นาคา. เตน เตน มคฺเคน ปหีเน กิเลเส น อาคจฺฉนฺตีติ นาคา ชนเหล่าใด ย่อมไม่มาสู่กิเลสทั้งหลายอันมรรคนั้น ๆ ละแล้ว เหตุนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า นาคา. นานปฺปการํ อาคุํ น กโรนฺตีติ นาคา ชนเหล่าใด ย่อมไม่กระทำความผิดมีประการต่าง ๆ เหตุนั้น ชน เหล่านั้น จึงชื่อว่า นาคา.
หน้า 219 ข้อ 121
นี้เป็นเนื้อความย่อในคำว่า นาคะ นี้ ส่วนความพิสดาร พึงทราบ โดยนัยที่กล่าวไว้ในมหานิทเทส. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ในที่นี้ว่า บุคคลย่อมไม่ทำ ความชั่ว ย่อมไม่ติดในเครื่องผูกอันประกอบไว้ในโลกอย่างใด ๆ ในที่ทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ท่านเรียกว่า นาคะ คือ ผู้คงที่มั่นคง. ในบทว่า สุสู นาคา นี้อธิบายว่า หมู่นาคหนุ่ม ถึงแล้วซึ่งสมบัติแห่งความเป็นนาคะ ดังนี้. พวกเทวดาเหล่านั้น กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์มา แล้วเพื่อเยี่ยมพวกนาคหนุ่มอันอาจารย์ผู้มีความเพียรชั้นยอดเห็นปานนี้ฝึกแล้ว แม้พรหมองค์นั้นก็ได้ไปยืนอยู่ในที่สมควรนั่นแหละ. ลำดับนั้น พรหมองค์ที่ ๔ มาแล้วโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละได้กล่าว คาถาว่า เยเกจิ พุทฺธํ สรณํ คตเส เป็นต้น แปลความว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งถึงแล้วซึ่ง พระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ชนเหล่านั้นจักไม่ ไปสู่อบายภูมิ ละร่างกายอันเป็นของ มนุษย์แล้วจักยังหมู่เทวดาให้บริบูรณ์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คตาเส แปลว่า ถึงแล้ว ได้แก่ ถึงสรณคมน์ อันปราศจากความแคลงใจ. แม้พรหมนั้นก็ได้ยืนอยู่ในที่สมควรนั่นแหละ ดังนี้แล. จบอรรถกถาสมยสูตรที่ ๗
หน้า 220 ข้อ 122, 123, 124
๘. สกลิกสูตร เทวดาสรรเสริญความอดทน [๑๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ มิคทายวัน ในสวน มัททกุจฉิ กรุงราชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกสะเก็ดหินกระทบแล้ว ได้ยินว่า เวทนาทั้งหลาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มาก เป็นความลำบากมีในพระสรีระ กล้าแข้ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ ทรงสบาย ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนา ทั้งหลาย ไม่ทรงเดือดร้อน ในครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ปูผ้า สังฆาฏิสี่ชั้น ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ซ้อนพระบาทเหลื่อม ด้วยพระบาท ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่. [๑๒๓] ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลล- ปกายิกาเจ็ดร้อย มีวรรณะงาม ยังสวนมัททกุจฉิทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๑๒๔] เทวดาองค์หนึ่งครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นนาค หนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้นซึ่งเวทนา ทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นนาค มิได้ทรง เดือดร้อน.
หน้า 221 ข้อ 125, 126, 127, 128, 129
[๑๒๕] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นสีหะหนอ ก็แหละพระสมณโคดม ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่ พระสมณโคดมเป็นสีหะ มิได้ทรงเดือดร้อน. [๑๒๖] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนักพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นอาชาไนยหนอ ก็แหละพระสมณ โคดมทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิดขึ้น แล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วย ความที่พระสมณโคดมเป็นอาชาไนย มิได้ทรงเดือดร้อน. [๑๒๗] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นผู้องอาจหนอ ก็แหละ พระสมณโคดมทรงมีพระสดิสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลาย อันมีใน พระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นผู้องอาจ มิได้ทรงเดือดร้อน. [๑๒๘] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นผู้ใฝ่ธุระหนอ ก็แหละพระ- สมณโคดมทรงมีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นเวทนาทั้งหลายอันมีในพระสรีระเกิด ขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นผู้ใฝ่ธุระ มิได้ทรงเดือดร้อน. [๑๒๙] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็นผู้ฝึกแล้วหนอ ก็แหละ พระสมณโคดมทรงมีพระสติสัมปชัญญะ อดกลั้นซึ่งเวทนาทั้งหลายอันมีใน
หน้า 222 ข้อ 130
พระสรีระเกิดขึ้นแล้ว เป็นความลำบาก กล้าแข็ง เผ็ดร้อน ไม่สำราญ ไม่ ทรงสบาย ด้วยความที่พระสมณโคดมเป็นผู้ฝึกแล้ว มิได้ทรงเดือดร้อน. [๑๓๐] ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก. ได้เปล่งอุทานนี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านทั้งหลายจงดูสมาธิที่พระสมณโคดมให้เจริญดีแล้ว อนึ่ง จิตพระสมณโคดมให้พ้นดีแล้ว อนึ่ง จิตเป็นไปตามราคะ พระสมณโคดม ไม่ให้น้อมไปเฉพาะแล้ว อนึ่ง จิตเป็นไปตามโทสะ พระสมณโคดมไม่ให้ กลับมาแล้ว อนึ่ง จิตพระสมณโคดมหาต้องตั้งใจข่ม ต้องคอยห้ามกันไม่ บุคคลใดพึงสำคัญพระสมณโคดมผู้เป็นบุรุษนาค เป็นบุรุษสีหะ เป็นบุรุษ อาชาไนย เป็นบุรุษองอาจ เป็นบุรุษใฝ่ธุระ เป็นบุรุษฝึกแล้วเห็นปานนี้ว่า เป็นผู้อันตนพึงล่วงเกิน บุคคลนั้นจะเป็นอะไรนอกจากไม่มีตา. เทวดานั้นครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า พราหมณ์ทั้งหลายมีเวทห้า มีตบะ ประพฤติอยู่ตั้งร้อยปี แต่จิตของพราหมณ์ เหล่านั้นไม่พ้นแล้วโดยชอบ พราหมณ์ เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง. พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้อันตัณหา ครอบงำแล้ว เกี่ยวข้องด้วยพรตและศีล ประพฤติตบะอันเศร้าหมองอยู่ตั้งร้อยปี แต่จิตของพราหมณ์เหล่านั้นไม่พ้นแล้ว โดยชอบ พราหมณ์เหล่านั้นมีจิตเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง.
หน้า 223 ข้อ 130
ความฝึกฝนย่อมไม่มีบุคคลที่ใคร่ มานะ ความรู้ย่อมไม่มีแก่บุคคลที่มีจิตไม่ ตั้งมั่น บุคคลผู้เดียวเมื่ออยู่ในป่า ประมาท อยู่แล้ว ไม่พึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้. บุคคลละมานะแล้ว มีจิตตั้งมั่นดี แล้ว มีจิตดี พ้นในธรรมทั้งปวงแล้ว ผู้เดียวอยู่ในป่า ไม่ประมาทแล้ว บุคคล นั้นพึงข้ามพ้นฝั่งแห่งแดนมัจจุได้. อรรถกถาสกลิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสกิกสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า มัททกุจฉิ ได้แก่ สวนอันมีชื่ออย่างนี้. จริงอยู่ สวนนั้น เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูบังเกิดในครรภ์แล้ว พระมารดาของพระเจ้าอชาตศัตรูนั้น มีความประสงค์จะให้ครรภ์ตกไป ด้วยทรงดำริว่า ครรภ์อันอยู่ในท้องของเรานี้ จักเป็นศัตรูของพระราชา จะมีประโยชน์อะไรด้วยครรภ์นี้ ดังนี้ จึงให้ทำลาย ครรภ์ในสวนนั้น เพราะเหตุนั้น สวนนั้น จึงชื่อว่า มัททกุจฉิ ดังนี้. ก็ป่า ที่ท่านเรียกว่า มิคทาย เพราะความที่ป่านั้น อันพระราชาพระราชทาน เพื่อ ความปลอดภัยแห่งเนื้อทั้งหลาย. ในบทว่า ก็โดยสมัยนั้นแล นี้เป็นอนุปุพพิกถา คือ วาจาเป็นเครื่องกล่าวโดยลำดับ.
หน้า 224 ข้อ 130
ก็พระเทวทัตอาศัยพระเจ้าอชาตศัตรูแล้ว แม้ส่งนายขมังธนูทั้งหลาย และช้างธนปาลกะไปแล้ว ก็ไม่อาจเพื่อทำอันตรายชีวิตของพระตถาคตได้ จึง คิดว่า เราจักยังพระตถาคตให้ตายด้วยมือของเราทีเดียว ดังนี้ ขึ้นสู่ภูเขาคิชฌ- กูฎแล้วยกศิลาใหญ่ประมาณเรือนยอดขว้างไป ด้วยคิดว่า พระสมณโคดม จง แหลกละเอียด ดังนี้. ได้ยินว่า พระเทวทัตนั้นมีกำลังมาก ย่อมทรงกำลังถึง ช้างพลายห้าเชือก. ก็แล อันตรายแห่งชีวิตของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่จะพึงมี ได้ด้วยความพยายามของบุคคลอื่น ข้อนั้นแลเป็นอฐานะ คือเป็นสิ่งที่เป็นไป ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ศิลาอื่นจึงตั้งขึ้นในอากาศแล้วรับศิลาก้อนนั้นซึ่งมาอยู่ ตรงพระสรีระของพระตถาคต. สะเก็ดแผ่นหินอันใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว เพราะศิลา ทั้งสองกระทบกัน จึงกระเด็นไปถูกที่สุดแห่งหลังพระบาทของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. พระบาทมีพระโลหิตห้อขึ้นราวกะถูกประหารด้วยขวานใหญ่ ราวกะ ย้อมด้วยน้ำเหลวของครั่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแลดูเบื้องบนแล้วได้ตรัสกะพระเทวทัตว่า ท่าน ใด มีจิตประทุษร้ายแล้ว มีจิตฆ่าทำโลหิตของตถาคตให้ตั้งขึ้น (ให้ห้อ) ดู ก่อนโมฆบุรุษ ท่านนั้นประกอบสิ่งที่มิใช่บุญเป็นอันมากดังนี้ ตั้งแต่นั้นมา ความไม่ผาสุกได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พวกภิกษุคิดว่า วิหารนี้เป็นที่ดอน ไม่เรียบ ไม่เหมาะแก่ชนจำนวน มากมีกษัตริย์เป็นต้น และแก่บรรพชิตทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นจึงช่วยกันหาม พระตถาคตด้วยเสลี่ยงแห่งเตียงน้อยนำไปสู่สวนชื่อว่า มัททกุจฉิ. ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านพระอานนทเถระ จึงกล่าวว่า ก็โดยสมัยนั้น แหละ พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกสะเก็ดหินกระทบแล้ว. บทว่า ภูสา แปลว่า มาก คือ มีกำลังยิ่ง. บทว่า สุทํ สักว่า เป็นนิบาติ. บทว่า ทุกฺขา แปลว่า ลำบาก ได้แก่ไม่มีความสุข. บทว่า ติปฺปา แปลว่า กล้า ได้แก่
หน้า 225 ข้อ 130
มีมาก. บทว่า ขรา แปลว่า แข็ง ได้แก่ หยาบ. บทว่า กฏุกา แปลว่า เผ็ดร้อน ได้แก่ กล้าแข็ง. บทว่า อาสาตา แปลว่า ไม่สำราญ ได้แก่ ไม่ชุ่มชื่น. ชื่อว่า ไม่ทรงสบาย เพราะอรรถว่า ใจย่อมไม่แนบสนิทในอารมณ์ เหล่านั้น อารมณ์เหล่านั้นไม่ยังใจให้เอิบอาบ คือไม่ให้เจริญ. บทว่า สโต สมฺปชาโน แปลว่า มีพระสติสัมปชัญญะ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยพระสติ และสัมปชัญญะอดกลั้นในเวทนา. บทว่า อวิหญฺมาโนปิ แปลว่า ไม่ทรง เดือดร้อน คือไม่ถูกบีบคั้นอยู่ ไม่ไปสู่อำนาจแห่งเวทนาทั้งหลายอันให้เป็นไป. ในบทว่า สีหเสยฺยํ นี้ ได้แก่ การนอน ๔ อย่างคือ กามโภคีเสยฺยา คือการนอนของผู้มีปกติเสพกาม เปตเสยฺยา คือการนอนของเปรต (ผู้ตายแล้ว) สีหเสยฺยา คือการนอนของสีหะ ตถาคตเสยฺยา คือการนอนของพระตถาคต. ในการนอน ๔ เหล่านั้น การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดู ก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ผู้บริโภคกามโดยมากย่อมนอนโดยข้างเบื้องซ้าย (ตะแคง ซ้าย) นี้ชื่อว่า กามโภคีไสยา. จริงอยู่ในบรรดาสัตว์ผู้บริโภคกามเหล่านั้น ชื่อว่า การนอนโดยข้างเบื้องขวา (ตะแคงขวา) มีไม่มาก. การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรต ทั้งหลาย โดยมากย่อมนอนหงาย นี้ชื่อว่า เปตเสยยา. จริงอยู่ เปรตทั้งหลาย ย่อมไม่อาจเพื่อนอนโดยข้างหนึ่งได้ เพราะความที่ตนมีเนื้อและเลือดน้อย เพราะความที่โครงกระดูกยุ่งเหยิง จึงนอนหงายเท่านั้น. การนอนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สีห มิคราช โดยมาก ให้หางของตนเข้าไปในระหว่างขาอ่อน แล้วนอนตะแคง ขวา นี้ชื่อว่า สีหไสยา. จริงอยู่ สีหมิคราชมีอำนาจมาก เมื่อจะนอนก็วาง
หน้า 226 ข้อ 130
เท้าหน้า ๒ เท้าไว้ที่หนึ่ง วาง ๒ เท้าหลังไว้ที่หนึ่ง แล้วเอาหางใส่ไว้ระหว่าง ขาอ่อน กำหนดโอกาสที่วางเท้าหน้า เท้าหลังและหางไว้ แล้ววางศีรษะไว้ บนเท้าหน้าทั้งสองแล้วนอน คุรั้นนอนแม้ทั้งวัน เมื่อตื่นก็ไม่ตกใจตื่น คือว่า ยกศีรษะขึ้นกำหนดโอกาสที่วางเท้าหน้าเป็นต้น ถ้าอะไร ๆ ตั้งผิดไป ก็จะไม่ มีใจเป็นของ ๆ ตนจะเสียใจว่า เหตุนี้ ไม่สมควรแก่ชาติของท่าน (ของตน) ทั้งไม่สมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ ดังนี้ ย่อมนอนเหมือนอย่างนั้น ไม่ยอม ไปหาอาหาร ก็แต่เมื่ออวัยวะมีเท้าหน้าเป็นต้นตั้งไว้เรียบร้อย ก็จะมีใจร่าเริงว่า เหตุนั้น สมควรแก่ชาติของท่าน และสมควรแก่ความเป็นผู้กล้าหาญ ลุกขึ้น บิดกายแบบราชสีห์ สะบัดขนสร้อยคอบันลือสีหนาทแล้วก็ออกไปโคจร (หา อาหาร). การนอนในฌานที่ ๔ ตรัสเรียกว่า ตถาคตไสยา. ในการนอนทั้ง ๔ นั้น การนอนดังสีหะมาในสูตรนี้. จริงอยู่ การนอนนี้ ชื่อว่า การนอนอัน อุดม เพราะความที่การนอนนั้นเป็นอิริยาบถอันมีอำนาจมาก. บทว่า ปาเท ปทํ ได้แก่ วางเท้าซ้ายบนเท้าขวา. บทว่า อจฺจาธาย แปลว่า ซ้อนเท้า ได้แก่ เหลื่อมเท้ากันหน่อยหนึ่ง เพราะว่า ข้อเท้ากระทบกับข้อเท้า เข่ากระทบกับเข่า เวทนาย่อมเกิดบ่อย ๆ จิตก็จะไม่ตั้งมั่น การนอนก็ไม่ผาสุก คือว่า การนอน ย่อมไม่ติดต่อกัน การเหลื่อมเท้าแล้ววางอย่างนี้ เวทนาย่อมไม่เกิด จิตย่อมตั้ง มั่น เพราะฉะนั้น จึงนอนอย่างนี้. บทว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ มีสติ- สัมปชัญญะกำหนดในการนอน. ก็บทว่า อุฏฺานสญฺํ แปลว่า มีความ สำคัญในการที่จะลุกขึ้นนี้ ท่านไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้. ก็การสำเร็จสีหไสยาของ พระตถาคตนั้น เป็นการนอนเพราะประชวร. ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว พวกเทวดาสตุลลปกายิกาเจ็ดร้อย มีวรรณะงามยังสวนมัททกุจฉิทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง
หน้า 227 ข้อ 130
บทว่า สตฺตสตา แปลว่า เจ็ดร้อย คือ เทวดาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ในพระสูตรนี้ มาสู่ที่เป็นที่บรรทมประชวร. บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ แปล ว่า ได้เปล่งอุทาน ได้แก่ พวกเทวดาผู้มาสู่ที่บรรทมประชวรแล้ว จะพึงมี โทมนัสนั่นแหละได้เปล่งแล้ว อธิบายว่า ก็พวกเทวดาเหล่านั้น เห็นความอด กลั้นต่อเวทนาของพระตถาคตแล้วจึงเปล่งอุทานว่า โอ ความที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายมีอานุภาพมาก เมื่อเวทนาชื่อเห็นปานนี้เป็นไปอยู่แม้สักว่าการครางก็มี ได้มี ทรงบรรทมด้วยพระวรกายอันไม่หวั่นไหวราวกะรูปอันสำเร็จด้วยทองที่ บุคคลประดับแล้วตั้งไว้บนที่นอนอันเป็นสิริ บัดนี้ พระสรีระของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าย่อมรุ่งโรจน์ยิ่ง ดุจพระจันทร์เพ็ญสมบูรณ์ด้วยรัศมี พระพักตร์ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็งดงาม ดุจดอกปทุมกำลังแย้มบาน ในขณะนี้ แม้ วรรณะเเห่งพระวรกายก็ผ่องใส ดุจทองคำที่หลอมดีแล้ว ดังนี้. ก็ในบทว่า นาโค วต โภ แปลว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ เป็น นาคหนอ นี้เป็นคำร้องเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยธรรม. อธิบายว่า ชื่อว่า นาคะ เพราะอรรถว่ามีกำลัง. บทว่า นาควตา แก้เป็น นาคภาเวน แปล ว่า เพราะความเป็นนาคะ ในครั้งนั้นแล เทวดาอื่นอีก ได้เปล่งอุทานนี้ใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดม ทรงเป็นสีหะหนอ... พระสมณโคดม ทรงเป็นอาชาไนยหนอ.. พระสมณโคดม ทรงเป็นผู้อาจหนอ... พระสมณโคดม ทรงเป็นผู้ใฝ่ธุระหนอ... พระสมณโคดม ทรงเป็นผู้ฝึกแล้วหนอ... พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สีโห วต เป็นต้น ชื่อว่า สีหะ เพราะ อรรถว่า เป็นผู้ไม่สะดุ้งตกใจ. ชื่อว่า อาชาไนย เพราะอรรถว่าปฏิบัติหน้าที่
หน้า 228 ข้อ 130
ด้วยความเฉลียวฉลาด หรือเพราะรู้ถึงเหตุ. ชื่อว่า นิสภะ คือ ผู้องอาจ เพราะอรรถว่า หาผู้เปรียบเสมอมิได้. จริงอยู่ โคอุสภะเป็นสัตว์ประเสริฐเป็น หัวหน้าในฝูงแห่งโคร้อยตัว โคอาสภะ เป็นสัตว์ประเสริฐสุดเป็นหัวหน้าในฝูง แห่งโคพันตัว โคนิสภะ บัณฑิต กล่าวว่าเป็นสัตว์ประเสริฐสุดกว่าฝูงแห่งโค ร้อยตัวและพันตัว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปฎิญญา คือรับรองอาสภฐาน (ฐานะอันประเสริฐ) เพราะอรรถว่าหาผู้เปรียบเสมอมิได้. ในที่นี้ เทวดา กล่าวคำว่า นิสภศัพท์ ด้วยอรรถนั้นนั่นแหละ. ชื่อว่า เป็นผู้ใฝ่ธุระ เพราะ อรรถว่านำธุระไป. ชื่อว่า เป็นผู้ฝึกแล้ว เพราะอรรถว่า มีการเสพผิด ออกแล้ว. บทว่า ปสฺส แปลว่า จงดู ได้แก่ เป็นคำสั่งที่ไม่มีกำหนด บทว่า สมาธึ ได้แก่ สมาธิในอรหัตผล. บทว่า สุวิมุตฺติ แปลว่า ให้พ้นดีแล้ว ได้แก่ ให้พ้นดีแล้วด้วยความพ้นของผลจิต. อนึ่ง จิตเป็น ไปตามราคะพระสมณโคดมไม่ให้น้อมไปแล้ว และจิตเป็นไปตามโทสะ พระ- สมณโคดมไม่ให้กลับมาแล้วนี้ เทวดากล่าวว่า ไม่ให้น้อมไปเฉพาะแล้ว และไม่ให้กลับมาแล้ว เพราะความไม่มีจิตทั้งสองนั้น. บทว่า น จ สสงฺขารนิคฺคยฺห วาริตวตํ ได้แก่ ไม่ต้องข่ม ไม่ต้องห้ามกิเลสทั้งหลายอันเป็นไปกับสัมปโยคะ อันเป็นไปกับด้วยสังขาร. คือ จิตตั้งมั่นเป็นไปกับด้วยผลสมาธิ เพราะท่านตัดกิเลสทั้งหลายแล้ว. บทว่า อติกฺกมิตพฺพํ แปลว่า เป็นผู้อันตนพึงล่วงเกิน คือว่า พึงเป็นผู้อันตนข่มได้ อันตนพึงเบียดเบียนได้. บทว่า อทสฺสนา ได้แก่ ไม่มีญาณ จริงอยู่ บุคคลผู้ไม่มีญาณ ก็ต้องเป็นอันธพาลเท่านั้น. คำว่า เอวรูเป สตฺถริ ปรชฺเฌยฺย ความว่า เทวดาทั้งหลายย่อมกล่าวติเตียนพระเทวทัตว่า เมื่อ พระศาสดามีคุณเห็นปานนี้ ท่านยังทำอันตรายไค้ ดังนี้. บทว่า ปญฺจเวทา แปลว่า มีเวท ๕ ได้แก่ เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งเวททั้งหลาย มีอิติหาสเวทเป็นที่ ๕
หน้า 229 ข้อ 130
(คือความรู้ทางประเพณีเป็นที่ ๕). บทว่า สตํ สมํ แก้เป็น วสฺสสตํ แปลว่า ร้อยปี. บทว่า ตปสฺสี แปลว่า มีตบะ ได้แก่ อาศัยตบะ. บทว่า จรํ แก้เป็น จรนฺตา แปลว่า ประพฤติอยู่. บทว่า น สมฺมา วิมุตฺตํ แปลว่า ไม่พ้นแล้วโดยชอบ อธิบายว่า แม้พราหมณ์ทั้งหลายเห็นปานนี้ พระพฤติพรตอยู่ตั้งร้อยปี ถึงอย่างนั้นจิตของพราหมณ์นั้นก็ไม่พ้นแล้วโดยชอบ. บทว่า หีนตฺตรูปา น ปารํ คมา เต แปลว่า พราหมณ์ เหล่านั้นมีรูปอันเลว ย่อมไม่ลุถึงฝั่ง อธิบายว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีสภาวะ อันเลว ย่อมไม่ลุถึงพระนิพพาน. พระบาลีว่า หีนตฺถรูปา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า พราหมณ์เหล่านั้นมีชาติอันเลว มีประโยชน์อันเสื่อมรอบแล้ว. บทว่า คณฺหาธิปนฺนา แก้เป็น ตณฺหาย อชฺโฌตฺถตา แปลว่า พราหมณ์ เหล่านั้น เป็นผู้อันตัณหาครอบงำแล้ว. บทว่า วตฺตสีลพทฺธา แปลว่า เกี่ยวข้องแล้วด้วยพรตและศีล อธิบายว่า พราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้อันพรต ทั้งหลาย มีความประพฤติดังแพะ และประพฤติดังสุนัข เป็นต้น และศีล ทั้งหลายเช่นนั้นแหละผูกพันไว้แล้ว. บทว่า ลูขํ ตปํ แปลว่า ตบะอันเศร้า หมอง ได้แก่ ตบะซึ่งมีความพอใจในการย่างตน ๕ อย่าง มีการนอนบน หนาม เป็นต้น. บัดนี้ เทวดานั้น เมื่อจะกล่าวถึงความที่ศาสนาเป็นนิยานิกธรรม จึงกล่าวคำว่า น มานกามสฺส เป็นอาทิ. คำนั้น มีเนื้อความได้กล่าวไว้ แล้วแล. จบอรรถกถาสกลิกสูตรที่ ๘
หน้า 230 ข้อ 131, 132
๙. ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร คาถาของธิดาท้าวปัชชุนนะ [๑๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฎาคารศาลาในป่า มหาวัน กรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณะงาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๑๓๒] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า หม่อมฉันชื่อว่าโกกนทา เป็นธิดา ของท้าวปัชชุนนะ ย่อมไหว้เฉพาะพระ- สัมพุทธเจ้าผู้เลิศกว่าสัตว์ ผู้เสด็จอยู่ในป่า กรุงเวสาลี สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระ- สัมพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาจักษุ ตาม ตรัสรู้แล้วดังนี้ หม่อมฉันได้ยินแล้วใน กาลก่อน แท้จริง หม่อมฉันนั้น เมื่อ พระสุคตผู้เป็นมุนีทรงแสดงอยู่ ย่อมรู้ ประจักษ์ในกาลนี้ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งมี ปัญญาทราม ติเตียนธรรมอันประเสริฐ เที่ยวไปอยู่ ชนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงโรรุว-
หน้า 231 ข้อ 132
นรกอันร้ายกาจ ประสบทุกข์ตลอดกาล- นาน ส่วนชนทั้งหลายเหล่าใดแล ประกอบ ด้วยความอดทนและความสงบในธรรมอัน ประเสริฐ ชนทั้งหลายเหล่านั้น ละร่างกาย อันเป็นของมนุษย์ แล้วจักยังหมู่เทวดาให้ บริบูรณ์. อรรถกถาปัชชุนนธีตุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า ปชฺชุนฺนสฺส ธีตา แปลว่า ธิดาของท้าวปัชชุนนะ อธิบายว่า ธิดาของท้าวจาตุมหาราชิกาผู้เป็นเทวราชของวัสสวลาหก ชื่อว่า ท้าวปัชชุนนะ. บทว่า อภิวนฺเท แปลว่า ย่อมไหว้ อธิบายว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า หม่อมฉันย่อมไหว้พระยุคลบาทของพระองค์. บทว่า จกฺขุมตา แปลว่า ผู้มีจักษุ อธิบายว่า เทพธิดากล่าวว่า สุนทรพจน์ว่า ธรรมอันพระตถาคต ผู้มีจักษุด้วยจักษุ* ๕ ตามตรัสรู้แล้ว หม่อมฉันได้ยินแล้วในสำนักแห่งชน เหล่าอื่นอย่างเดียวเท่านั้น. บทว่า สาหํทานิ ตัดบทเป็น สา อหํ อิทานิ แปลว่า หม่อมฉันนั้น...ในกาลบัดนี้. บทว่า สกฺขิ ชานามิ แปลว่า ย่อมรู้ประจักษ์ คือว่า ย่อมรู้ประจักษ์ ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอด. บทว่า วิครหนฺตา แปลว่า ติเตียน คือได้แก่ ติเตียนอย่างนี้ว่า ธรรมนี้มีบทแห่ง อักขระและพยัญชนะอันเลว หรือว่า ธรรมนี้ไม่เป็นนิยยานิกะ. บทว่า โรรุวํ * จักษุ ๕ คือ มังสจักษุ, ทิพยจักษุ, ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ, และ สมันตจักษุ
หน้า 232 ข้อ 132
แปลว่า โรรุวนรก อธิบายว่า โรรุวนรก มี ๒ คือ ธูมโรรุวนรก และ ชาลโรรุวนรก. ในนรก ๒ นั้น ธูมโรรุวนรกมีอยู่ส่วนหนึ่ง ก็คำว่า ชาล- โรรุวนรกนั้น เป็นชื่อของอเวจีมหานรก. เพราะว่า ในโรรุวนรกนั้น เมื่อ ไฟโพลงอยู่ ๆ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมร้องบ่อย ๆ เพราะฉะนั้น นรกนั้น ท่านจึง เรียกว่า โรรุวะ ดังนี้. บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายกาจ ได้แก่ ทารุณ. บทว่า ขนฺติยา อุปสเมน อุเปตา แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความอดทน และความสงบ อธิบายว่า ครั้นชอบใจแล้ว ครั้นอดทนแล้ว จึงชื่อว่า ประกอบแล้วด้วยขันติเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวและความสงบจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ดังนี้แล. จบอรรถกถาปฐมปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๙
หน้า 233 ข้อ 133, 134
๑๐. ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร คาถาของธิดาท้ายปัชชุนนะ [๑๓๓] ข้าพเจ้าไค้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาในป่า มหาวัน กรุงเวสาลี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา มีวรรณะงาม ยังป่ามหาวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๑๓๔] ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อจุลลโกกนทา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวคาถาทั้งหลายในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ธิดาของท้าวปัชชุนนะ ชื่อโกกนทา มีวรรณะสว่างดังสายฟ้ามาแล้วในที่นี้ไหว้ พระพุทธเจ้า และพระธรรม ได้กล่าวแล้ว ซึ่งคาถาทั้งหลายนี้มีประโยชน์เที่ยว หม่อม ฉันพึงจำแนกธรรมนั้นโดยปริยายแม้มาก ธรรมเช่นนั้นมีอยู่โดยปริยาย ธรรมเท่าใด ที่หม่อมฉันศึกษาแล้วด้วยใจ หม่อมฉัน จักกล่าวอรรถกถาอันลามกด้วยวาจา ด้วยใจ ไม่ควรทำกรรมอันลามกด้วยวาจา ด้วยใจ หรือด้วยกายอย่างไร ๆ ในโลกทั้งปวง
หน้า 234 ข้อ 134
ใคร ๆ ละกามทั้งหลายแล้ว มีสติสัม- ปชัญญะ ไม่พึงเสพทุกข์อันไม่ประกอบ ด้วยประโยชน์. จบ สตุลลปกายิกวรรค ที่ ๔ อรรถกถาทุติยปัชชุนนธีตุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า ธมฺมํ จ อธิบายว่า ธิดาของท้าวปัชชุนนะชื่อ จุลลโกกนทา กล่าวว่า หม่อมฉันมาในที่นี้ ไหว้อยู่ซึ่งพระรัตนตรัย คือ ซึ่งพระสงฆ์ด้วย คำว่า จ ศัพท์ คือว่า ซึ่งพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์. บทว่า อตฺถวตี แปลว่า มีประโยชน์. บทว่า พหุนาปิ โข ตํ ความว่า ได้แก่เทพธิดาชื่อจุลล- โกกนทานั้น ได้กล่าวธรรมใด แม้ธรรมนั้น หม่อมฉันก็พึงจำแนกได้โดยปริยาย มาก. บทว่า ตาทิโส ธมฺโม แปลว่า ธรรมเช่นนั้น อธิบายว่า เทพธิดา ชื่อจุลลโกกนทา ย่อมแสดงว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ธรรมนี้มีการ ดำรงอยู่อย่างนั้น มีส่วนเปรียบได้ดี เป็นธรรมควรแก่การจำแนกโดยปริยาย ทั้งหลายมาก ดังนี้. บทว่า ลปยิสฺสามิ แก้เป็น กถยิสฺสามิ อธิบายว่า เทพธิดา จุลลโกกนทา กล่าวว่าธรรมอันหม่อมฉันศึกษาด้วยใจมีประมาณเท่าไร คือว่า
หน้า 235 ข้อ 134
ธรรมมีประมาณมากเพียงใดที่หม่อมฉันเรียนด้วยใจ จักไม่กล่าวถึงประโยชน์ ของธรรมนั้นตลอดวัน คือ จักกล่าวโดยย่อ สักว่าครู่หนึ่งเท่านั้นเหมือนบุคคล บีบคั้นรังผึ้ง ฉะนั้น. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาทุติยปัชชุนนธีตุสูตรที่ ๑๐ และจบสตุลลปกายิกวรรคที่ ๔ รวมสูตรที่กล่าวในสตุลลปกายิกวรรค คือ ๑. สัพภิสูตร ๒. มัจฉริสูตร ๓. สาธุสูตร ๔. นสันติสูตร ๕. อุชฌานสัญญิสูตร ๖. สัทธาสูตร ๗. สมยสูตร ๘. สกลิกสูตร ๙. ปฐมปัชชุนนธีตุสูตร ๑๐. ทุติยปัชชุนนธีตุสูตร รวมสูตร ๑๐ สูตรพร้อมทั้ง อรรถกถา
หน้า 236 ข้อ 135, 136
อาทิตตวรรคที่ ๕ ๑. อาทิตตสูตร ว่าด้วยผลของการให้ทาน [๑๓๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล เมื่อปฐมยามล่วงไปแล้ว เทวดาองค์หนึ่ง ซึ่งมีวรรณะงาม ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่างเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๑๓๖] เทวดานั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถา เหล่านี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เมื่อเรือนลูกไฟไหม้แล้ว เจ้าของ เรือนขนเอาภาชนะได้ออกไปได้ ภาชนะ นั้นย่อมเป็นประโยชน์แก่เขา ส่วนสิ่งของ ที่มิได้ขนออกไป ย่อมไหม้ในไฟนั้น ฉันใด. โลก (คือหมู่สัตว์) อันชราและมรณะ เผาแล้ว ก็ฉันนั้น ควรนำออก (ซึ่งโภค- สมบัติ) ด้วยการให้ทาน เพราะทานวัตถุ ที่บุคคลให้แล้ว ได้ชื่อว่านำออกดีแล้ว.
หน้า 237 ข้อ 136
ทานวัตถุที่บุคคลให้แล้วนั้นย่อมมีสุข เป็นผล ที่ยังมิได้ให้ย่อมไม่เป็นเหมือน เช่นนั้น โจรยังปล้นได้ พระราชายังริบได้ เพลิงยังไหม้ได้ หรือสูญหายไปได้. อนึ่ง บุคคลจำต้องละร่างกายพร้อม ด้วยสิ่งเครื่องอาศัยด้วยตายจากไป ผู้มี ปัญญารู้ชัด ดั่งนี้แล้ว ควรใช้สอยและ ให้ทาน. เมื่อได้ให้ทานและใช้สอยตามควร แล้ว จะไม่ถูกติฉิน เข้าถึงสถานที่อัน เป็นสวรรค์. อรรถกถาอาทิตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวรรคที่ ๕ แห่งอาทิตตสูตรที่ ๑ ต่อไป :- บทว่า ชราย มรเณน จ นี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนา อธิบายว่า โลกคือหมู่สัตว์ถูกไฟทั้งหลาย ๑๑ กอง* มีราคะเป็นต้น แผดเผาแล้วเทียว. บทว่า ทาเนน ได้แก่มีเจตนาในการให้ทาน. บทว่า ทินฺนํ โหติ สุนีภตํ ความว่า เจตนาอันเป็นบุญในการให้ย่อมมีแก่ทายกนั่นแหละ เหมือนสิ่งของ อันเจ้าของเรือนนำออกแล้ว ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โจรา หรนฺติ * ไฟ ๑๑ กองคือ ราคะ, โทสะ, โมหะ, ชาติ, ชรา, มรณะ, โสกะ, ปริเทวะ, ทุกข์, โทมนัส, อุปายาส
หน้า 238 ข้อ 136
อธิบายว่า เมื่อโภคะอันตนไม่ได้ให้แล้ว แม้โจรทั้งหลายก็ปล้นได้ แม้พระ- ราชาทั้งหลายยังริบได้ แม้ไฟยังไหม้ได้ หรือสูญหายไป แม้ในที่อันตนเก็บ ไว้แล้ว. บทว่า อนฺเตน แปลว่า ด้วยการตาย. บทว่า สรีรํ สปริคฺคหํ อธิบายว่า ร่างกายและโภคะไม่พินาศไปด้วยสามารถแห่งอันตรายทั้งหลายมีโจร เป็นต้น. บทว่า สคฺคมุเปติ อธิบายว่า ย่อมบังเกิดในสวรรค์เหมือนสาธุชน ทั้งหลาย มีพระเวสสันดรผู้เป็นมหาราชเป็นต้น. จบอรรถกถาอาทิตตสูตรที่ ๑
หน้า 239 ข้อ 137, 138
๒. กินททสูตร ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๕ ข้อ [๑๓๗] เทวดาทูลถามว่า บุคคลให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้กำลัง ให้ สิ่งอะไรชื่อว่าให้วรรณะ ให้สิ่งอะไรชื่อว่า ให้ความสุข ให้สิ่งอะไรชื่อว่าให้จักษุ และบุคคลเช่นไรชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ข้าพระองค์ทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ ตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด. [๑๓๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลให้อาหารชื่อว่าให้กำลัง ให้ผ้า ชื่อว่าให้วรรณะ ให้ยานพาหนะชื่อว่าให้ ความสุข ให้ประทีปโคมไฟชื่อว่าให้จักษุ และผู้ที่ให้ที่พักพาอาศัยชื่อว่าให้ทุกสิ่ง ทุกอย่าง ส่วนผู้ที่พร่ำสอนธรรมชื่อว่าให้ อมฤตธรรม.
หน้า 240 ข้อ 138
อรรถกถากินททสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกินททสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า อนฺนโท อธิบายว่า บุคคลแม้มีกำลังมากแต่ไม่ได้กินอาหาร หลาย ๆ วัน (สองสามวัน) ก็ไม่อาจเพื่อจะลุกขึ้น ส่วนบุคคลผู้มีกำลังทราม ได้กินอาหารแล้ว ก็ย่อมถึงพร้อมด้วยกำลังได้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลให้อาหาร ชื่อว่าให้กำลัง ดังนี้. บทว่า วตฺถโท อธิบายว่า บุคคลแม้มีรูปงาม แต่มีผ้าสกปรก ดังผ้าขี้ริ้ว หรือไม่มี ผ้าเลยย่อมเป็นผู้น่าเกลียด ถูกเหยียดหยาม ไม่น่าดู. บุคคลมีผ้าปกปิดดีแล้ว ย่อมงามราวกะเทพบุตร เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลให้ผ้าชื่อว่าให้วรรณะ ดังนี้. บทว่า ยานโท ได้แก่ ยานทั้งหลาย มีหัตถิยาน (ยานช้าง) เป็นต้น ก็แต่ว่าในบรรดายานเหล่านั้น ยานช้าง ยานม้า ย่อมไม่สมควรแก่สมณะ การให้ไปด้วยรถก็ไม่สมควรเหมือนกัน ยานที่สมควร แก่สมณะก็คือ รองเท้าสำหรับสมณะผู้รักษาอยู่ซึ่งศีลขันธ์ เพราะฉะนั้น บุคคล ให้รองเท้า ไม้เท้าคนแก่ เตียง ตั่ง อนึ่ง บุคคลใดย่อมชำระหนทาง ย่อม ทำบันได ย่อมทำสะพาน ย่อมมอบเรือให้แม้ทั้งหมดนี้ ก็ชื่อว่า ให้ยาน เหมือนกัน. บทว่า สุขโท โหติ คือชื่อว่า ให้ความสุข ก็เพราะนำความสุข ในยานมาให้. บทว่า จกฺขุโท โหติ อธิบายว่า ให้ประทีปโคมไฟ ชื่อว่า ให้จักษุ เพราะความที่บุคคลทั้งหลาย ถึงแม้มีตาก็ไม่สามารถมองเห็นในที่มืดได้ ผู้ให้ประทีปโคมไฟนั้นย่อมได้แม้ซึ่งความถึงพร้อมเห่งทิพยจักษุเหมือนพระ- อนุรุทธเถระ. บทว่า สพฺพโท โหติ อธิบายว่า ผู้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างดังที่ กล่าวแล้วนั่นแหละ คือมีการให้กำลังเป็นต้น คือว่า เมื่อภิกษุเที่ยวบิณฑบาต
หน้า 241 ข้อ 138
ไปสองสามบ้านไม่ได้อะไร ๆ มาอยู่ก็ดี เมื่ออาบน้ำในสระโบกขรณีอันเย็น แล้วเข้าไปสู่ที่พักอาศัย นอนในเตียงครู่หนึ่งแล้วลุกขึ้นมานั่งก็ดี ย่อมได้กำลัง ราวกะบุคคลอื่นนำมาใส่ให้ในร่างกาย. ก็บุคคลเที่ยวไปในภายนอก ผิวพรรณ ในกายย่อมคล้าไปด้วยลมและแดด เมื่อเข้าไปสู่ที่พักอาศัยปิดประตูแล้วนอน สักครู่หนึ่ง ความสืบต่อแห่งวิสภาคะย่อมเข้าไปสงบระงับ ความสืบต่อแห่ง สภาคะย่อมก้าวลง ย่อมได้ผิวพรรณวรรณะ ราวกะบุคคลนำใส่ไว้ให้. ก็เมื่อ บุคคลเที่ยวไปภายนอก หนามย่อมทิ่มแทง ตอไม้ย่อมกระทบ อันตราย ทั้งหลายมีงูเป็นต้นและโจรภัย ย่อมเกิดขึ้น เมื่อเข้าไปสู่ที่พักอาศัยปิดประตู นอนแล้ว อันตรายทั้งหมดเหล่านั้น ย่อมไม่มี เมื่อสาธยายยอยู่ ปีติและความสุข ในธรรมย่อมเกิดขึ้น เมื่อทำกรรมฐานไว้ในใจอยู่ ความสุขอันสงบย่อมเกิดขึ้น เมื่อบุคคลเที่ยวไปภายนอกเหงื่อทั้งหลายย่อมไหลออก ตาทั้งสองย่อมฝ้าฟาง ในเวลาที่เข้าไปสู่เสนาสนะย่อมเป็นราวกะว่าตกลงไปในหลุม เตียงและตั่งย่อม ไม่ปรากฏ ก็เมื่อบุคคลนอนพักสักครู่หนึ่ง ความผ่องใสแห่งตาก็จะมีได้ ราว กะว่าบุคคลนำมาใส่ไว้ให้ ช่องลมประตูหน้าต่างและเตียงตั่งย่อมปรากฏ ด้วย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โส จ สพฺพทโท โหติ โย ททาติ อุปสฺสยํ แปลว่า ก็บุคคลใดให้ที่พักพาอาศัย บุคคลนั้น ชื่อว่าให้ทุกสิ่งทุกอย่าง ดังนี้. บทว่า อมตํ ทโท จ โส โหติ อธิบายว่า เมื่อบุคคลยังบิณฑบาต ให้เต็มด้วยโภชนะอันประณีต แล้วถวายอยู่ ชื่อว่า ให้ความไม่ตาย. บทว่า โย ธมฺมมนุสาสติ อธิบายว่า บุคคลใด ย่อมพร่ำสอนธรรม ย่อมบอก อรรถกถา ย่อมสอนบาลี ย่อมแก้ปัญหาที่ถามแล้ว ย่อมบอกกรรมฐาน ย่อมทำธรรมสวนะ แม้ทั้งหมดนี้ ชื่อว่า ย่อมพร่ำสอนธรรม. อนึ่ง การให้
หน้า 242 ข้อ 138
ธรรมนี้เท่านั้น บัณฑิตพึงทราบว่าเป็นเลิศกว่าการให้ทั้งหมด ข้อนี้ สมจริง ดังที่ตรัสไว้ว่า สพฺพทานํ ธมฺมทานํ ชินาติ สพฺพรตึ ธมฺมรติ ชินาติ สพฺพรสํ ธมฺมรโส ชินาติ ตณฺหกฺขโย สพฺพทุกฺขํ ชินาติ. การให้ธรรมย่อมชนะการให้ทั้งปวง ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดี ทั้งปวง รสแห่งธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง ความสิ้นตัณหาย่อมชนะทุกข์ทั้งปวง ดังนี้. จบอรรถกถากินททสูตรที่ ๒
หน้า 243 ข้อ 139, 140
๓. อันนสูตร ว่าด้วยผลของการให้อาหาร [๑๓๙] เทวดากราบทูลว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่างก็ พอใจอาหารด้วยกันทั้งนั้น เออ ก็ผู้ที่ไม่ พอใจอาหารชื่อว่ายักษ์โดยแท้. [๑๔๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนเหล่าใดมีใจผ่องใสแล้ว ให้ อาหารนั้นด้วยศรัทธา อาหารนั้นแลย่อม พะนอเขาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เพราะ เหตุนั้น บุคคลพึงนำความตระหนี่ ออกไปเสีย พึงข่มความตระหนี่ซึ่งเป็น ตัวมลทินแล้วให้ทาน เพราะบุญทั้งหลาย เป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ในโลกหน้า.
หน้า 244 ข้อ 140
อรรถกถาอันนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอันนสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า อภินนฺทติ แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่า ภชติ แปลว่า ย่อมมาถึงเขา คือว่า อานิสงส์นั้นย่อมติดตามไปข้างหลัง ราวกะอานิสงส์ที่ติดตาม จิตตคหบดี และพระสีวลีเถระเป็นต้น. บทว่า ตสฺมา อธิบายว่า เพราะ การให้อาหารนั่นแหละ ย่อมงามไปในโลกนี้และในโลกหน้า เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลพึงนำความตระหนี่ออก พึงข่มความ ตระหนี่ซึ่งเป็นมลทินแล้วให้ทาน. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอันนสูตรที่ ๓
หน้า 245 ข้อ 141
๔. เอกมูลสูตร ว่าด้วยปริศนาธรรม [๑๔๑] เทวดากราบทูลว่า บาดาล มีรากอันเดียว มีความ วนสอง มีมลทินสาม มีเครื่องลาดห้า เป็น ทะเล หมุนไปได้สิบสองด้าน ฤาษีข้ามพ้น แล้ว. อรรถกถาเอกมูลสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเอกมูลสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า เอกมูลํ ได้แก่อวิชชาเป็นราก (มูล) แห่งตัณหา ทั้งตัณหา ก็เป็นราก (มูล) แห่งอวิชชา แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาตัณหา. ก็ตัณหานั้น ย่อมหมุนเป็นไปสองอย่าง คือ ด้วยสัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้น จึงชื่อว่า มีความหมุนเป็นสอง. ตัณหานั้น ชื่อว่า มีมลทินสาม มีราคะเป็นต้น. โมหะ ก็ชื่อว่ามีมลทินในที่นั้นเพราะเป็นเงื่อนแห่งสหชาตของ ตัณหานั้น. ราคะโทสะ มีกามคุณห้าเป็นเครื่องลาดของตัณหานั้น เพราะเป็น เงื่อนแห่งอุปนิสสยะ (คือที่อาศัยอย่างมั่นคง). ตัณหานั้นแหละแผ่ไปในธรรม
หน้า 246 ข้อ 141
เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า มีเครื่องลาด ๕. ก็ตัณหานั่นแหละ ชื่อว่า เป็นสมุทร (ทะเล) เพราะอรรถว่า ไม่รู้จักเต็ม. ตัณหานั้น ย่อมหมุนเวียน เปลี่ยนไปในอายตนะ ๑๒ ทั้งภายในและภายนอก เพราะเหตุนั้น ตัณหานั้น จึงชื่อว่าหมุนไปได้ ๑๒ ด้าน. ก็ตัณหานั้น ท่านเรียกว่า บาดาล เพราะ อรรถว่า ไม่ตั้งมั่น. ฤาษีข้ามแล้ว ข้ามขึ้นแล้ว ย่อมก้าวล่วงซึ่งบาดาล (ตัณหา) นั้นซึ่งมีรากเดียว ฯลฯ. จบอรรถกถาเอกมูลสูตรที่ ๔
หน้า 247 ข้อ 142
๕. อโนมิยสูตร ว่าด้วยเทวดาสรรเสริญ [๑๔๒] เทวดากราบทูลว่า ท่านทั้งหลายเชิญดูพระพุทธเจ้าพระ- องค์นั้น ผู้มีพระนามไม่ทราม ผู้ทรงเห็น ประโยชน์อันละเอียด ผู้ให้ซึ่งปัญญา ไม่ทรงข้องอยู่ในอาลัยคือกาม ตรัสรู้ธรรม ทุกอย่าง มีพระปรีชาดี ทรงก้าวไปในทาง อันประเสริฐ ผู้ทรงแสวงคุณอันใหญ่. อรรถกถาอโนมิยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอโนมิยสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า อโนมนามํ อธิบายว่า มีพระนามอันไม่บกพร่อง มีพระนาม บริบูรณ์ เพราะความที่พระองค์ทรงประกอบด้วยคุณทั้งปวง. บทว่า นิปุณตฺถ- ทสฺสํ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นประโยชน์ทั้งหลายละเอียดโดยมี ความแตกต่างกันแห่งขันธ์เป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ทรงเห็นประโยชน์ อันละเอียด. บทว่า ปญฺาททํ อธิบายว่า ชื่อว่า ผู้ให้ซึ่งปัญญา เพราะสามารถ
หน้า 248 ข้อ 142
บอกปฏิปทาเพื่อให้บรรลุถึงปัญญา. บทว่า กามาลเย อสตฺตํ ได้แก่ ไม่ทรง ข้องในอาลัย คือกามคุณ ๕. บทว่า กมมานํ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถึงความผ่องใสที่มหาโพธิ์นั่นแหละ ด้วยอริยมรรค มิใช่ทรงถึงใน บัดนี้. ก็คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอาอดีตกาล. บทว่า มเหสึ ได้แก่ ผู้ค้นหา ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ คือ สีลขันธ์เป็นต้น ดังนี้แล. จบอรรถกถาอโนมิยสูตรที่ ๕
หน้า 249 ข้อ 143, 144
๖. อัจฉราสูตร ว่าด้วยยานไปพระนิพพาน [๑๔๓] เทวดาทูลถามว่า ป่าชัฏชื่อโมหนะ อันหมู่นางอัปสร ประโคมแล้ว อันหมู่ปีศาจสิงอยู่แล้ว ทำไฉนจึงจะหนีไปได้. [๑๔๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ทางนั้นชื่อว่าเป็นทางตรง ทิศนั้น ชื่อว่าไม่มีภัย รถชื่อว่าไม่มีเสียงดัง ประ- กอบด้วยล้อคือธรรม หิริเป็นฝาของรถนั้น สติเป็นเกราะกั้นของรถนั้น เรากล่าวธรรม มีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่าเป็นสารถี ยานชนิด นี้มีอยู่แก่ผู้ใด จะเป็นหญิงหรือชายก็ตาม เขา (ย่อมไป) ในสำนักพระนิพพานด้วย ยานนี้แหละ.
หน้า 250 ข้อ 144
อรรถกถาอัจฉราสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัจฉราสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า อจฺฉราคณสงฺฆุฏฺํ ความว่า ได้ยินว่า เทวบุตรนี้บวชใน พระศาสนาของพระศาสดา บำเพ็ญวัตรปฏิบัติอยู่ ปวารณาแล้วในกาลแห่งตน มีพรรษา ๕ ทำมาติกาทั้งสองให้แคล่วคล่องแล้ว ศึกษาแล้วถึงสิ่งที่ควรทำและ ไม่ควรทำ เรียนพระกรรมฐานอันเป็นที่พอใจแล้ว เป็นผู้ประพฤติเบาพร้อม เข้าไปสู่ป่า คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าอนุญาตว่า มัชฌิมยามอันใด เป็นส่วน แห่งการนอนดังนี้ แม้เมื่อมัชฌิมยามนั้นถึงพร้อมแล้ว เราก็ยังกลัวต่อความ ประมาท ดังนี้ จึงสละเตียงนอนแล้ว พยายามทั้งกลางคืนและกลางวันทำ กรรมฐานนั่นแหละไว้ในใจ. ลำดับนั้น ลมทั้งหลายเพียงดังศัสตราเกิดขึ้นในภายในแห่งภิกษุนั้น ทำลายชีวิตเสียแล้ว. ภิกษุนั้นได้ทำกาละในเพราะธุระ คือความเพียรนั่นแหละ. อนึ่ง ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จงกรมอยู่ในเพราะการจงกรมก็ตาม ยืนอยู่เพราะ อาศัยส่วนที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวไว้ก็ตาม วางจีวรไว้ที่สุดแห่งที่จงกรมเหนือ ศรีษะแล้วนั่งหรือนอนก็ตาม กำลังแสดงธรรมบนธรรมาสน์อันเขาตกแต่งใน ท่ามกลางแห่งบริษัทก็ตาม ย่อมกระทำกาละ ภิกษุนั้นทั้งหมดชื่อว่ากระทำกาละ ในเพราะธุระ คือความเพียร. แม้ภิกษุนี้ก็ทำกาละแล้ว ในที่เป็นที่จงกรม เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอุปนิสัยน้อยจึงยังมิได้ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ ได้ถือ ปฏิสนธิในภพดาวดึงส์ที่ประตูวิมานใหญ่ ราวกะว่าหลับแล้วตื่นขึ้นฉะนั้น อัตภาพของเทวบุตรนั้นมีสามคาวุตเกิดขึ้น เหมือนเสาระเนียดปิดทองในขณะ นั้นนั่นแหละ. ภายในวิมานนางอัปสรประมาณหนึ่งพันเห็นเทวบุตรนั้น แล้ว
หน้า 251 ข้อ 144
กล่าวว่า เทวบุตรผู้เป็นเจ้าของวิมานมาแล้ว พวกเราจักให้เทวบุตรนั้นพอใจ ดังนี้ จึงถือเอาเครื่องดนตรีมาแวดล้อมแล้ว. เทวบุตรนั้น ย่อมไม่รู้ซึ่งความที่ตนเป็นผู้จุติแล้วก่อน ยังสำคัญว่าตน เป็นบรรพชิตอยู่นั่นแหละ จึงเกิดความละอายเพราะเห็นหญิงทั้งหลายมาเที่ยว ถึงที่อยู่ จึงเอาผ้าปิดเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ดุจภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลเอาผ้าที่วางกอง ไว้ข้างบนมาทำเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายแล้วได้ยืนก้มหน้าอยู่. พวกนางอัปสรเหล่านั้นทราบว่า เทวบุตรนี้เป็นเทวบุตรมาแต่สมณะ โดยเห็นการเคลื่อนไหวกายของเทวบุตรนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ เทวบุตรผู้เป็นเจ้า นี้ชื่อว่า เทวโลก ขณะนี้มิใช่โอกาสที่จะทำสมณธรรม ที่นี้ เป็นโอกาสที่จะเสวยสมบัติ ดังนี้. เทวบุตรนั้น ได้ยืนอยู่เหมือนอย่างนั้น นั่นแหละ. นางอัปสรเหล่านั้นคิดว่า เทวบุตรนี้ยังกำหนดไม่ได้ ดังนี้ จึง บรรเลงดนตรีทั้งหลาย. เทวบุตรนั้นก็ยังไม่แลดูอยู่นั่นแหละ ได้ยืนอยู่แล้ว เหมือนอย่างนั้น. ลำดับนั้น เทพธิดาทั้งหลายเหล่านั้นจึงวางกระจกอันให้เห็น กายทั้งหมดไว้ข้างหน้า. เทวบุตรนั้นเห็นเงาในกระจกแล้วจึงทราบความที่ตนเป็นผู้จุติแล้ว ได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนเพราะสมบัติ ด้วยอันคิดว่า เราทำสมณธรรมมิได้ ปรารถนาฐานะเช่นนี้ เราปรารถนาพระอรหัตอันเป็นอุดมประโยชน์ ดังนี้. เทวบุตรนั้น พิจารณาดูแผ่นผ้าดังสีทอง จึงคิดว่า ชื่อว่า สมบัติในสวรรค์นี้ เป็นของหาได้ง่าย ความปรากฏแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายหาได้ยาก ราวกะ นักมวยปล้ำหยั่งลงสู่ที่ที่รบกัน (ย่อมต้องการของมีค่า) แต่กลับได้กำแห่งหัวมัน ดังนี้ จึงมิได้เข้าไปสู่วิมานเลย ผู้อันหมู่แห่งนางอัปสรแวดล้อมแล้ว ด้วยทั้ง ศีลยังมิได้ทำลายนั่นแหละมาสู่สำนักของพระทศพล ถวายอภิวาทแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวคาถานี้.
หน้า 252 ข้อ 144
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉราคณสงฺฆุฏฺํ ความว่า อันหมู่ แห่งนางอัปสรให้กึกก้องแล้วด้วยการขับร้องและดนตรี. บทว่า ปิสาจคณเสวิตํ อธิบายว่า เทวบุตรนั้น ย่อมกล่าวทำหมู่แห่งนางอัปสรนั้นนั่นแหละว่าเป็นหมู่ แห่งปีศาจ. บทว่า วนํ ความว่า เทวบุตรนั้นกล่าวหมายเอาสวนชื่อ นันทนวัน. จริงอยู่ เทวบุตรนี้ย่อมไม่ชอบใจที่จะกล่าว หมู่แห่งเทวดาว่าเป็นหมู่แห่งเทวดา ย่อมกล่าวหมู่แห่งเทวดาว่าเป็นหมู่แห่งปีศาจ ดังนี้ ก็เพราะจิตตนิยาม โดย ความเป็นผู้หนักแน่นของตน. และไม่กล่าว สวนนันทนวันว่าเป็นสวนนันทนวัน ย่อมกล่าวสวนนันทนวันว่าเป็นบ่า โมหนะ (ป่าเป็นที่หลง). บทว่า กถํ ยาตฺรา ภวิสฺสติ อธิบายว่า การออกไปจักมีได้อย่างไร การก้าวออกไปจักมี ได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงตรัสบอกวิปัสสนาอันเป็น ปทัฏฐาน (เหตุใกล้) แห่งพระอรหัตแก่ข้าพระองค์. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพิจารณาอยู่ว่า เหตุที่เทวบุตร นี้กำหนดอยู่นั่นแหละเป็นอะไรหนอ ดังนี้ ทรงทราบแล้วซึ่งความที่เทวบุตร นั้นเป็นบรรพชิตในศาสนาของพระองค์ จึงทรงดำริว่า เทวบุตรนี้ ทำกาละ เพราะความเพียรอันแรงกล้าแล้วเกิดในเทวโลกทั้งอัตภาพของเธอนั้นในที่เป็น ที่จงกรมนั่นแหละ แม้ในวันนี้ก็มิได้ทำลายศีลมาแล้ว ดังนี้. ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมตรัสบอกปฏิปทาอันเป็นส่วน เบื้องต้นก่อนว่า เธอจงชำระศีลให้บริสุทธิ์ก่อน จงเจริญสมาธิ จงทำกัมมัสสกต ปัญญาให้ทรง ดังนี้ ราวกะนายช่างจิตรกรทำการตกแต่งฝาผนัง บอกแก่อัน- เตวาสิกผู้ไม่มั่นใจในการกระทำ ผู้เริ่มทำครั้งแรก ผู้ไม่ชำนาญในการทำ ฉะนั้น แต่ว่า เมื่อบุคคลผู้กระทำเคยประกอบแล้วประกอบทั่วแล้ว พระพุทธเจ้า ทั้งหลายย่อมตรัสบอกสุญญตาวิปัสสนาทีเดียวซึ่งเป็นภาวะสุขุมลึกซึ้งอันเป็น ปทัฏฐานแห่งพระอรหัตมรรค.
หน้า 253 ข้อ 144
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าพระทัยดีว่า เทวบุตรนี้ เป็นผู้กระทำ ผู้มีศีลยังมิได้ทำลาย ก็มรรคหนึ่งจักมีแก่เทวบุตรนี้ในอนาคต ดังนี้ เมื่อจะทรง บอกสุญญตาวิปัสสนา จึงตรัสคำว่า อุชุโก นาม เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุโก อธิบายว่า มรรคประกอบด้วย องค์แปดชื่อว่า ทางตรง เพราะความที่ทางนั้นไม่มีการคดทั้งหลาย มีการคด ทางกายเป็นต้น. บทว่า อภยา นาม สาทิสา พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส หมายเอาพระนิพพาน. จริงอยู่ ในพระนิพพานนั้น ภัยอะไร ๆ ก็ไม่มี หรือว่า ภัยนั้น ย่อมไม่มีแก่ผู้ถึงพระนิพพานแล้ว เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า อภยา นาม สาทิสา แปลว่า ทิศนั้นชื่อว่าไม่มีภัย. บทว่า รโถ อกุชชโน ข้อนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระประสงค์ เอาอัฏฐังคิกมรรค. เหมือนอย่างว่า เมื่อเพลาแห่งรถไม่มีน้ำมันหยอด หรือว่า เมื่อคนขึ้นมากเกินไป ธรรมดารถก็ต้องมีเสียงดัง คือย่อมส่งเสียงดัง ฉันใด รถคืออริยมรรค ฉันนั้นหามิได้ จริงอยู่ รถ คือ อริยมรรคนั้นแม้สัตว์ตั้งแปด หมื่นสี่พันขึ้นอยู่โดยการนำไปคราวเดียวกัน ย่อมไม่ดัง ย่อมไม่ส่งเสียง เพราะ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า อกุชฺชโน แปลว่า ไม่มีเสียงดัง. บทว่า ธมฺมจกฺเกหิ สํยุโต อธิบายว่า ประกอบพร้อมแล้ว ด้วยล้อคือธรรมทั้ง หลาย กล่าวคือความเพียรอันเป็นไปทางกายและทางใจ. บทว่า หิริ นี้ แม้ โอตตัปปะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า หิริ นั่นแหละ. บทว่า ตสฺส อปาลมฺโพ อธิบายว่า เมื่อนักรบทั้งหลายยืนอยู่บนรถอันมีใน ภายนอก ย่อมมีฝาที่ทำด้วยไม้เพื่อต้องการแก่อันมิให้ตกไป ฉันใด หิริ และ โอตตัปปะแห่งรถคือมรรคนี้อันมีทั้งภายในและภายนอกเป็นสมุฏฐานเป็นเครื่อง ป้องกัน ฉันนั้น. บทว่า สตฺยสฺส ปริวารณํ อธิบายว่า สติอันสัมปยุต ด้วยรถคือมรรคแม้นี้เป็นเกราะกำบัง ราวกะรถของนักรบที่หุ้มด้วยวัตถุทั้งหลาย มีหนังสีหะเป็นต้น. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ โลกกุตรมรรค.
หน้า 254 ข้อ 144
บทว่า สมฺมาทิฏฺิปุเร ชวํ อธิบายว่า สัมมาทิฏฐิแห่งวิปัสสนา น่า หน้าไป คือเป็นเครื่องดำเนินไปก่อน (เป็นประธาน) แห่งมรรคนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้น มรรคนั้น จึงชื่อว่า มีสัมมาทิฏฐินำหน้า. ธรรมมีสัมมาทิฏฐิ นำหน้านั้น คือเหมือนอย่างว่า เมื่อราชบุรุษทั้งหลายทำหนทางให้สะอาดโดย การนำชนทั้งหลายมีคนบอดคนง่อยเป็นต้นออกไปก่อน แล้วพระราชาจึงเสด็จ มาในภายหลัง ฉันใด ครั้นเมื่อธรรมทั้งหลายมีขันธ์เป็นต้น อันสัมมาทิฏฐิ แห่งวิปัสสนาชำระให้หมดจดแล้วด้วยสามารถแห่งความเห็นโดยความเป็นของ ไม่เที่ยงเป็นต้น สัมมาทิฏฐิแห่งมรรคอันกำหนดรู้อยู่ซึ่งวัฏฎะได้แล้วในภูมิ จึง เกิดขึ้นในภายหลัง ฉันนั้นนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า ธมฺมาหํ สารถึ พฺรูมิ สมฺมาทิฏฺิปุเร ชวํ แปลว่า เรากล่าวธรรม มีสัมมาทิฏฐินำหน้าว่า เป็นสารถี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นให้เทศนาสำเร็จด้วยประการฉะนั้นแล้ว ในที่ สุดทรงแสดงสัจจะ ๔ ในเวลาที่สุดลงแห่งเทศนา เทวบุตรตั้งอยู่เฉพาะแล้วใน โสดาปัตติผล. เหมือนอย่างว่า ในเวลาที่พระราชาเสวยพระกระยาหาร พระองค์ ก็ยกขึ้นเสวยโดยประมาณของพระองค์ บุตรที่นั่งอยู่ที่ตักก็ย่อมทำคำข้าวโดย ประมาณแก่ปากของตน ฉันใด ข้อนี้ก็ฉันนั้นนั่นแหละ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ทรงแสดงเทศนาอันสุดยอดคือพระอรหัตอยู่ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบรรลุธรรม ทั้งหลายมีโสดาปัตติผลเป็นต้นโดยสมควรแก่ธรรมเป็นอุปนิสัยของตน ฉะนั้น. แม้เทวบุตรนี้ก็บรรลุโสดาปัตติผลแล้วบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวัดถุ ทั้งหลายมีของหอมเป็นต้น แล้วหลีกไป. จบอรรถกถาอัจฉราสูตรที่ ๖
หน้า 255 ข้อ 145, 146
๗. วนโรปสูตร ว่าด้วยเจริญบุญได้ทุกเวลา [๑๔๕] เทวดาทูลถามว่า ชนพวกไหนมีบุญ เจริญในกาลทุก เมื่อทั้งกลางวันและกลางคืน ชนพวกไหน ตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีลเป็นผู้ไป สวรรค์. [๑๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ชนเหล่าใดสร้างอาราม (สวนไม้ ดอกไม้ผล) ปลูกหมู่ไม้ (ใช่ร่มเงา) สร้าง สะพาน และชนเหล่าใดให้โรงน้ำเป็นทาน และบ่อน้ำทั้งบ้านที่พักอาศัย ชนเหล่านั้น ย่อมมีบุญ เจริญในกาลทุกเมื่อทั้งกลางวัน และกลางคืน ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม สมบูรณ์ด้วยศีล เป็นผู้ไปสวรรค์. อรรถกถาวนโรปสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวนโรปสูตรที่ ๗ ต่อไป ;- บทว่า ธมฺมฏฺา สีลสมฺปนฺนา แปลว่า เทวดา ย่อมทูลถามว่า ชนพวกไหนตั้งอยู่ในธรรมสมบูรณ์ด้วยศีล ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อ จะทรงแสดงปัญหานี้โดยวัตถุก่อน จึงตรัสว่า อารามโรปา เป็นอาทิ. บรรดา
หน้า 256 ข้อ 146
บทเหล่านั้น บทว่า อารามโรปา แปลว่า ปลูกสวนดอกไม้และสวนผลไม้. บทว่า วนโรปา อธิบายว่า ทำการล้อมเขตแดนในป่าธรรมชาติที่เกิดขึ้นเอง แล้ว ทำเจดีย์ ปลูกต้นโพธิ์ ทำที่จงกรม ทำมณฑป กุฏิ ที่หลีกเร้น และที่พัก ในเวลากลางวันและกลางคืน. เมื่อบุคคลปลูกต้นไม้อาศัยร่มเงาให้อาศัยอยู่ ก็ ชื่อว่า การปลกหมู่ไม้. บทว่า เสตุการกา ได้แก่ชนทั้งหลายสร้างสะพาน ในที่อันไม่เสมอกันหรือ ย่อมมอบเรือให้ไป. บทว่า ปปํ ได้แก่ โรงที่ให้ น้ำดื่ม. บทว่า อุทปานํ ได้แก่ ที่ใดที่หนึ่งมีสระโบกขรณีและบ่อที่มีน้ำเป็น ต้น. บทว่า อปสฺสยํ ได้แก่ บ้านที่พักอาศัย พระบาลีว่า อุปาสยํ ก็มี แปลว่า ให้เข้าไปอาศัย. บทว่า สทา ปุญฺํ ปวฑฺฒติ อธิบายว่า เมื่อ ไม่ตรึกถึงอกุศลวิตก หรือเมื่อไม่หลับ บุญย่อมเจริญ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า บุญย่อมเจริญทุกเมื่อ ดังนี้ ทรงหมายเอาเนื้อความนี้ว่า ก็ในกาลใด ย่อมระลึกถึง ในกาลนั้น บุญย่อมเจริญ ดังนี้. บทว่า ธมฺมฏฺา สีลสมฺปนฺนา อธิบายว่า ชื่อว่า ตั้งอยู่แล้วในธรรม เพราะความที่บุคคลนั้นดำรงอยู่ในธรรม ชื่อว่า สมบูรณ์แล้วด้วยศีล เพราะความที่บุคคลนั้นถึงพร้อมแล้วด้วยศีลแม้นั้น. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อบุคคลทั้งหลายทำบุญทั้งหลายเห็นปานนี้ ชื่อว่า ย่อมบำเพ็ญ กุศลธรรมสิบ คือว่าบุคคลเหล่านั้น ชื่อว่า ตั้งอยู่แล้วในธรรม เพราะความที่ บุคคลเหล่านั้น ตั้งอยู่ในกุศลธรรมสิบเหล่านั้น และชื่อว่า สมบูรณ์แล้วด้วยศีล เพราะความที่บุคคลเหล่านั้นถึงพร้อมแล้วด้วยศีลนั้นนั่นแหละ ดังนี้แล. จบอรรถกถาวนโรปสูตรที่ ๗
หน้า 257 ข้อ 147
๘. เชตวนสูตร ว่าด้วยสัตว์บริสุทธิ์ด้วยธรรม ๕ [๑๔๗] เทวดากราบทูลว่า ก็พระเชตวันมหาวิหารนี้นั้น อันหมู่ แห่งท่านผู้แสวงคุณอยู่อาศัยแล้ว อัน พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชาประทับ อยู่แล้ว เป็นแหล่งที่เกิดปีติของข้าพระองค์ กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิต อันอุดม ๑ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วย คุณธรรม ๕ นี้ หาบริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ ด้วยทรัพย์ไม่. เพราะเหตุนั้นแหละ คน ผู้ฉลาด เมื่อเห็นประโยชน์ของตน ควร เลือกเฟ้นธรรมโดยอุบายอันแยบคาย เพราะเมื่อเลือกเฟ้นเช่นนี้ ย่อมหมดจดได้ ในธรรมเหล่านั้น. พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น (เป็นผู้ ประเสริฐ) ด้วยปัญญา ศีล และความสงบ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็มีท่าน พระสารีบุตรนั้นเป็นเยี่ยม.
หน้า 258 ข้อ 147
อรรถกถาเชตวนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเชตวนสูตรที่ ๘ ต่อไป:- ในบทว่า อิทํ หิ ตํ เชตวนํ ความว่า อนาถบิณฑิกเทวบุตร มากล่าวอย่างนี้ เพื่อชมเชยพระเชตวันและพระอริยบุคคลทั้งหลาย มีพระ- พุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า อิสิสํฆนิเสวิตํ ได้แก่ อันหมู่แห่งภิกษุอยู่อาศัยแล้ว อนาถบิณฑิกเทวบุตรนั้น ครั้นกล่าวชมเชยพระเชตวันด้วยคาถาที่หนึ่งอย่างนี้ แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวถึงอริยมรรค จึงกล่าวคำว่า กมฺมํ วิชฺชา เป็นต้น แปลความว่า กรรม ๑ วิชชา ๑ ธรรม ๑ ศีล ๑ ชีวิตอันอุดม ๑ สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ ด้วยคุณธรรม ๕ นี้ หาได้บริสุทธิ์ด้วยโคตร หรือด้วยทรัพย์ไม่. เหตุนั้นแหละ คนผู้ฉลาดเมื่อเห็น ประโยชน์ของตนควรเลือกเฟ้นธรรมโดย อุบายอันแยบคาย เลือกเฟ้นเช่นนี้ ย่อม หมดจดในธรรมเหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมํ ได้แก่ มรรคเจตนา. บทว่า วิชฺชา ได้แก่ มรรคปัญญา. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ ธรรมทั้งหลายอันเป็น ฝ่ายสมาธิ. บทว่า สีลํ ชีวิตมุตฺตมํ อธิบายว่า เทวดานั้นย่อมแสดงชีวิต อันสูงสุดของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในศีล. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วิชฺชา ได้แก่
หน้า 259 ข้อ 147
สัมมาทิฏฐิและสัมมาสังกัปปะ. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ. บทว่า สีลํ ได้แก่ สัมมาวาจา และสัมมากัมมันตะ. บทว่า ชีวิตมุตฺตมํ ได้แก่ ชีวิตของผู้ตั้งอยู่ในศีลนี้เป็นชีวิตสูงสุด. บทว่า เอเตน มจฺจา สุชฺฌนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์แปดนี้. บทว่า ตสฺมา ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยมรรค เหตุใด เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่บริสุทธิ์ได้ด้วยโคตร และด้วยทรัพย์. บทว่า โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ อธิบายว่า พึงวินิจฉัยธรรมอันเป็นฝ่ายสมาธิโดย อุบาย. บทว่า เอวํ ตตฺถ วิสุชฺฌติ ได้แก่ เลือกธรรมนั้นอย่างนี้ ย่อมหมดจดได้ด้วยอริยมรรค. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โยนิโส วิจิเน ธมฺมํ ได้แก่ พึงวินิจฉัยธรรม ๕ กองโดยอุบาย. บทว่า เอวํ ตตฺถ วิสุชฺฌติ ได้แก่ ย่อมบริสุทธิ์ในสัจจะ ๔ เหล่านั้นได้อย่างไร. บัดนี้ อนาถบิณฑิกเทวบุตรนั้น เมื่อจะกล่าวชมเชยพระสารีบุตรเถระ จึงกล่าวคำว่า สาริปุตฺโตว เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาริปุตฺโตว นี้เป็นคำกล่าวถึงตำแหน่ง อธิบายว่า อนาถบิณฑิกเทวบุตรนั้นย่อมกล่าวว่า พระสารีบุตรเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐสุดด้วยธรรมเหล่านี้มีปัญญาเป็นต้น. บทว่า อุปสเมน ได้แก่ ความสงบจากกิเลส. บทว่า ปารคโต แปลว่า ผู้ถึง พระนิพพาน. อธิบายว่า เทวดานั้นย่อมกล่าวว่า ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งบรรลุ พระนิพพาน ภิกษุนั้นเป็นเยี่ยม คือว่า ชื่อว่า เยี่ยมกว่าพระสารีบุตรเถระย่อม ไม่มี ดังนี้. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาเชตวนสูตรที่ ๘
หน้า 260 ข้อ 148, 149
๙. มัจฉริสูตร ว่าด้วยวิบากของคนตระหนี่ [๑๔๘] เทวดาทูลถามว่า คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการกีดขวาง คนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่. วิบากของคนพวกนั้น จะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพของเขา จะเป็นเช่นไร. ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระองค์จึงจะ รู้ความข้อนั้น. [๑๔๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า คนเหล่าใดในโลกนี้ เป็นคนตระหนี่ เหนียวแน่น ดีแต่ว่าเขา ทำการกีดขวาง คนเหล่าอื่นผู้ให้อยู่. คนเหล่านั้นย่อมเข้า ถึงนรก กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน หรือยมโลก ถ้าหากถึงความเป็นมนุษย์ ก็เกิดในสกุล คนยากจน ซึ่งจะหาท่อนผ้า อาหาร ความ ร่าเริงและความสนุกสนานได้โดยยาก. คนพาลเหล่านั้นต้องประสงค์สิ่งใดแต่ผู้อื่น เขาย่อมไม่ได้แม้สิ่งนั้น สมความปรารถนา นั่นเป็นผลในภพนี้ และภพหน้าก็ยังเป็น ทุคติอีกด้วย.
หน้า 261 ข้อ 150, 151
[๑๕๐] เทวดาทูลถามว่า ก็ข้อนี้ข้าพระองค์เข้าใจชัดอย่างนี้ (แต่) จะทูลถามข้ออื่นกะพระโคดม ชน เหล่าใดในโลกมิได้ความเป็นมนุษย์แล้วรู้ ถ้อยคำ ปราศจากความตระหนี่ เลื่อมใส ในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพแรงกล้า วิบากของ ชนเหล่านั้นจะเป็นเช่นไร และสัมปรายภพ ของเขาจะเป็นเช่นไร ข้าพระองค์มาเพื่อ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระ- องค์จึงจะรู้ความข้อนั้น. [๑๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ชนเหล่าใดในโลกนี้ได้ความเป็น มนุษย์แล้ว รู้ถ้อยคำ ปราศจากความ ตระหนี่ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระ- ธรรมและพระสงฆ์ เป็นผู้มีความเคารพ แรงกล้า ชนเหล่านี้ย่อมปรากฏในสวรรค์ อันเป็นที่อุบัติ หากถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเกิดในสกุลที่มั่งคั่ง ได้ผ้าอาหารความ ร่าเริงและความสนุกสนานโดยไม่ยาก พึง มีอำนาจแผ่ไปในโภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหา สะสมไว้ บันเทิงใจอยู่ นั่นเป็นวิบากใน ภพนี้ ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ.
หน้า 262 ข้อ 151
อรรถกถามัจฉริสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมัจฉริสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า มจฺฉริโน แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความตระหนี่. จริงอยู่ คนบางคนไม่ยอมเหยียดมือออกไหว้แม้ภิกษุทั้งหลายในที่เป็นที่อยู่ของตน คือว่า อุบาสกคนหนึ่งไปในที่อื่นเข้าไปสู่วิหารไหว้โดยเคารพแล้ว ทำการทักทาย ปราศรัย กับภิกษุด้วยถ้อยคำอันไพเราะว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลาย ย่อมไม่มาสู่ที่เป็นที่อยู่ของพวกกระผม ที่นั้น เป็นประเทศอันสมบูรณ์ พวก กระผมสามารถเพื่อทำการบำรุงพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายด้วยาคูและภัตเป็นต้น. ภิกษุคิคว่าอุบาสกนี้มีศรัทธาจะสงเคราะห์พวกเราด้วยข้าวยาคูเป็นต้น . ลำดับนั้น พระเถระรูปหนึ่งเข้าไปบ้านนั้น เพื่อเที่ยวไปบิณฑบาต. ฝ่ายอุบาสกนั้นเห็น พระเถระนั้นแล้ว ย่อมเลี่ยงไปทางอื่น หรือเข้าไปสู่เรือน คิดว่า ถ้าพระเถระ มาประจัญหน้า เราก็ต้องยกมือไหว้ แล้วก็ต้องถวายภิกษาแก่พระผู้เป็นเจ้า อย่ากระนั้นเลย เราจะไปด้วยการงานอะไรสักอย่างหนึ่ง ดังนี้แล้วหลบหลีกไป พระเถระเที่ยวไปสู่บ้านทั้งสิ้น เป็นผู้มีบาตรเปล่าเทียวออกมาแล้ว. ข้อนี้ ชื่อว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน (มุทุมัจฉริยะ). บุคคลแม้มิใช่ทายก ย่อมทำราวกะว่าเป็นทายก คือเป็นผู้ประกอบ ด้วยเหตุอันใดนั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาบุคคลผู้มีความตระหนี่จัด (ถัทธ- มัจฉริยะ) คือว่า อุบาสกนั้นประกอบด้วยมัจฉริยะอันใด เมื่อมีผู้กล่าวว่า ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเพื่อบิณฑบาต พระเถระทั้งหลายยืนอยู่แล้ว ดังนี้ ก็จะพูดว่า เท้าของเราเจ็บมิใช่หรือ จะเป็นผู้กระด้างยืนอยู่ ดุจเสาหิน หรือ ดุจตอไม้ ย่อมไม่กระทำแม้สามีจิกรรม.
หน้า 263 ข้อ 151
บทว่า กทริยา ความเหนียวแน่น นี้เป็นไวพจน์ของความตระหนี่ นั่นแหละ เพราะว่า ความตระหนี่อย่างอ่อน ท่านเรียกว่า มัจฉริยะ ส่วนความ ตระหนี่จัด ท่านเรียกว่า กัทริยะ. คำว่า ปริภาสกา ดีแต่ว่าเขา คือว่า เห็นภิกษุทั้งหลาย ยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ก็จะคุกคามด้วยคำว่า พวกท่านไถนา มาหรือ หรือหว่านข้าวมา จึงมาเร็วนัก แม้พวกเราก็ยังไม่ได้เพื่อตน จักได้ อาหารเพื่อท่านแต่ที่ไหน ดังนี้เป็นต้น. คำว่า อนฺตรายกรา แปลว่า ทำการกีดขวาง คือ เป็นผู้ทำอันตรายทั้งหลายของชนเหล่านี้คือ ทำอันตราย สวรรค์ของทายก ทำอันตรายลาภของปฏิคาหก และทำลายตัวเอง. คำว่า สมฺปราโย ได้แก่ ปรโลก. คำว่า รติ ได้แก่ ความร่าเริงในกามคุณ ๕. คำว่า ขิฑฺฑา ได้แก่ ความสนุกสนาน ๓ อย่าง มีความสนุก- สนานทางกายเป็นต้น. คำว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ส วิปาโก ได้แก่ นั่นเป็นวิบากในภพ ปัจจุบัน ซึ่งเป็นที่ ๆ คนเกิดแล้ว ๆ. คำว่า สมฺปราโย จ ทุคฺคติ ได้แก่ บุคคลเหล่านั้น ย่อม เข้าถึงยมโลก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ภพหน้าก็เป็นทุคติ. คำว่า วทญฺญู รู้ถ้อยคำ ความว่า ภิกษุทั้งหลายยืนอยู่ที่ประตูบ้าน ถึงจะเป็นผู้นิ่งแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ชื่อว่า ย่อมกล่าวว่า ขอพวกท่านจง ให้ภิกษาเพื่อประโยชน์ ดังนี้ คือว่า ชนเหล่าใด ย่อมแบ่งไทยธรรม โดยกล่าวว่า พวกเราจะหุงภัต ชนพวกนี้ย่อมไม่หุง เมื่อเราไม่หุงอยู่ พวกภิกษุ จักได้ภัตแต่ที่ไหน ดังนี้ เพราะเหตุนั้น ชนเหล่านั้น จึงชื่อว่า วทัญญู แปลว่า รู้ถ้อยคำ.
หน้า 264 ข้อ 151
คำว่า ปกาเสนฺติ ย่อมปรากฏ คือว่า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีแห่ง วิมาน. คำว่า ปรสมฺภเตสุ แปลว่า โภคทรัพย์ที่ผู้อื่นหาสะสมไว้ ได้แก่ ที่ผู้อื่นรวบรวมไว้. คำว่า ทั้งภพหน้าก็เป็นสุคติ ความว่า สัมปรายภพที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วอย่างนี้ว่า เอเต มคฺคา ดังนี้ ชื่อว่า สุคติ. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เมื่อชนเหล่านั้นแม้ทั้งสองพวกเคลื่อนแล้วจากที่นั้น ภพหน้าอีก ย่อมเป็นทุคติ และสุคติ ดังนี้แล. จบอรรถกถามัจฉริสูตรที่ ๙
หน้า 265 ข้อ 152
๑๐. ฆฏิกรสูตร ว่าด้วยภิกษุ ๗ รูป ตัดเครื่องผูก [๑๕๒] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า ภิกษุ ๗ รูปผู้เข้าถึงพรหมโลกชื่อว่า อวิหา เป็นผู้หลุดพ้นแล้วมีราคะ โทสะ สิ้นแล้ว ข้ามเครื่องเกาะเกี่ยวในโลกได้ แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็ภิกษุเหล่านั้นคือผู้ใดบ้าง ผู้ข้าม เครื่องข้องเป็นบ่วงของมารที่ข้ามได้แสน- ยาก ละกายของมนุษย์แล้วก้าวล่วงซึ่ง ทิพยโยคะ. ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า คือท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน ท่าน ภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพหุทันตี ๑ ท่านสิงคิยะ ๑ (รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วงทิพยโยคะได้แล้ว.
หน้า 266 ข้อ 153, 154, 155, 156
[๑๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าว สรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นตรัสรู้ธรรมของใครเล่า จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้. [๑๕๔] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า ท่านเหล่านั้น ตรัสรู้ธรรมของผู้ใด จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้นไม่มีอื่น ไปจากพระผู้มีพระภาคเจ้า และธรรมนั้น ไม่มีอื่นไปจากคำสั่งสอนของพระองค์. นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ธรรมนั้นในพระศาสนา นี้ จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้. [๑๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านกล่าววาจาลึกรู้ได้ยาก เข้าใจ ให้ดีได้ยาก ท่านรู้ธรรมของใคร จึงกล่าว วาจาเช่นนี้ได้. [๑๕๖] ฆฏิกรพรหมกราบทูลว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบทเป็นผู้เลี้ยง มารดาและบิดา ได้เป็นอุบาสกของพระ- กัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วย
หน้า 267 ข้อ 157
อามิส ได้เคยเป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์ ทั้งได้เคยเป็นสหายของพระองค์ในกาล ปางก่อน ข้าพระองค์รู้จักภิกษุ ๗ รูป เหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว มีราคะและโทสะ สิ้นแล้ว ผู้ข้ามเครื่องข้องในโลกได้แล้ว. [๑๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แนะนายช่างหม้อ ท่านกล่าวเรื่อง อย่างใด เรื่องนั้นได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้น ในกาลนั้น เมื่อก่อนท่านเคยเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยง มารดาและบิดา เป็นอุบาสกของพระ- กัสสปพุทธเจ้า เป็นผู้เว้นจากเมถุนธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่เกี่ยวด้วย อามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับเรา ทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน. พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า สหายเก่าทั้งสอง ผู้มีตนอันอบรม แล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระมีในที่สุด ได้มา พบกันด้วยอาการอย่างนี้. จบฆฏิกรสูตร จบ อาทิตตวรรค ที่ ๕
หน้า 268 ข้อ 157
อรรถกถาฆฏิกรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า ผู้เข้าถึง ได้แก่ เข้าถึงแล้วด้วยอำนาจแห่งความเกิดขึ้น. บทว่า เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ได้แก่ เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยความหลุดพ้น แห่งพระอรหัตผลในระหว่างแห่งเวลาใกล้ชิดกับความอุบัติขึ้นในอวิหาพรหม โลก. ในข้อนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อย่างนี้ว่า มานุสํ เทหํ แปลว่ากายของมนุษย์. ตรัสสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องบน ๕ อย่าง ด้วย บทว่า ทิพฺพโยคํ แปลว่า ทิพยโยคะ นี้. บทว่า อุปจฺจคุํ แปลว่า ก้าว ล่วงแล้ว. บทว่า ท่านอุปกะ เป็นต้น เป็นชื่อของพระเถระเหล่านั้น. บทว่า ความฉลาด ในคำว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด กล่าวสรรเสริญภิกษุเหล่า นั้น นี้มีอยู่แก่บุคคลนี้ใด เพราะเหตุนั้น บุคคลนั้น จึงชื่อว่า มีความฉลาด อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีความฉลาด มีวาจาไม่มีโทษกล่าวชมเชยสรรเสริญ พระเถระเหล่านั้น คือว่า ตรัสว่า ดูก่อนเทวบุตร ท่านเป็นผู้ฉลาด. บทว่า ตํ เต ธมฺมํ อิธญฺาย ความว่า พระเถระเหล่านั้นรู้ธรรมนั้นในพระศาสนา ของพระองค์นี้. บทว่า คมฺภีรํ ได้แก่ มีอรรถอันลึก. บทว่า ผู้ประพฤติ พรหมจรรย์ไม่เกี่ยวด้วยอามิส ความว่า ชื่อว่า ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ เกี่ยวด้วยอามิส คือ พระอนาคามี. อธิบายว่า ได้สำเร็จเป็นพระอนาคามีแล้ว. บทว่า อหุวา แปลว่า ได้เคยเป็นแล้ว. บทว่า สคาเมยฺโย แปลว่า ได้เคย เป็นคนร่วมบ้านกับพระองค์. ปริโยสานคาถา พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว. จบอรรถกถาฆฏิกรสูตรที่ ๑๐ จบอาฑิตตวรรคที่ ๕
หน้า 269 ข้อ 157
สูตรที่กล่าวในอาทิตตวรรคนั้น คือ ๑. อาทิตตสูตร ๒. กินททสูตร ๓. อันนสูตร ๔. เอกมูลสูตร ๕. อโนมิยสูตร ๖. อัจฉราสูตร ๗. วนโรปสูตร ๘. เชตวนสูตร ๙. มัจฉริสูตร ๑๐. ฆฏิกรสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 270 ข้อ 158, 159
ชราวรรคที่ ๖ ๑. ชราสูตร [๑๕๘] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอ ยังประโยชน์ให้สำเร็จจน กระทั่งชรา อะไรหนอ ตั้งมั่นแล้วยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ เป็นรัตนะ ของคนทั้งหลาย อะไรหนอ โจรลักไปไม่ ได้. [๑๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศีลยังประโยชน์ให้สำเร็จจนกระทั่ง ชรา ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยังประโยชน์ให้ สำเร็จ ปัญญาเป็นรัตนะของคนทั้งหลาย บุญอันโจรลักไปไม่ได้.
หน้า 271 ข้อ 159
อรรถกถาชราสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูตรที่ ๑ แห่งชราวรรคที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า สาธุ ความว่า ย่อมให้บรรลุประโยชน์อันดี. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ย่อมทรงแสดงคำว่า สาธุ นี้ ด้วยบทว่า สีลํ ยาว ชรา นี้ ก็ เครื่องประดับ ทั้งหลายมีแก้วมุกดาแก้วมณีและผ้าเป็นต้น ย่อมงามแก่บุคคลใน เวลาที่ยังเป็นหนุ่มสาวเท่านั้น เมื่อบุคคลทรงเครื่องประดับเหล่านั้นในเวลาที่ ตนเป็นผู้แก่คร่ำคร่าแล้วเพราะชรา ก็จะประสบถ้อยคำอันบุคคลพึงกล่าวว่า บุคคลนี้ย่อมปรารถนาจะเป็นเด็กแม้ในวันนี้ เห็นจะเป็นบ้า ดังนี้ ส่วนศีลหา เป็นเช่นนั้นไม่ เพราะว่า ศีลย่อมงามตลอดกาลเป็นนิตย์ ชนทั้งหลายย่อม รักษาศีลในวัยเด็กก็ดี ในวัยกลางคนก็ดี ในวัยแก่ก็ดี ย่อมไม่มีผู้ที่จะกล่าวว่า มีประโยชน์อะไรด้วยศีลของบุคคลนี้ ดังนี้. บทว่า ศรัทธาตั้งมั่นแล้วยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า ชื่อว่า ศรัทธาตั้งมั่นอันมาแล้วด้วยมรรค ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เหมือนศรัทธาของชนทั้งหลายมีหัตถกะอุบาสก ชาวอาฬวกะและจิตตคหบดี เป็นต้น. ในคำว่า ปัญญาเป็นรัตนะของคน ทั้งหลาย นี้บัณฑิตพึงทราบว่าเป็น รัตนะ เพราะชนทั้งหลายทำความยำเกรง. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ถ้าว่ารัตนะ คือบุคคลผู้อันบุคคล พึงทำความยำเกรงไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นผู้อัน บุคคลพึงทำความยำเกรงมิใช่หรือ แม้ชนทั้งหลายผู้ควรยำเกรงในโลกมีอยู่ ชน เหล่านั้น ควรทำความยำเกรงในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผิว่า รัตนะ คือบุคคล ผู้ประกอบความยินดีไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นผู้ อันบุคคลพึงทำความยินดีมิใช่หรือ เพราะเมื่อพระพฤติตามคำของพระองค์
หน้า 272 ข้อ 159
ย่อมอภิรมย์ด้วยความสุข อันเกิดแต่ความพอใจในฌาน และความสุขอันเกิด แต่ความยินดี ผิว่า รัตนะ คือ เป็นผู้ไม่มีใครเสมอไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบุรุษเพียงสีหะ ก็ไม่มีบุคคลเสมอ (มีคุณอันบุคคลชั่งไม่ได้) มิใช่หรือ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระบารมีอันเป็นความดียิ่งกว่าความดีทั้งหลาย ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อจะเสมอ (ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อชั่งได้) ผิว่า รัตนะ คือ เป็น บุคคลหาได้โดยยาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นบุรุษเพียงดังสีหะ ก็เป็นบุคคลที่ หาได้โดยยาก มิใช่หรือ ผิว่า รัตนะ คือเครื่องใช้สอยของสัตว์อันไม่ทราม พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เป็นผู้ไม่ทรามด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณ- ทัสสนะ มิใช่หรือ. แต่ในที่นี้ ตรัสว่า ปัญญาเป็นรัตนะ เพราะอรรถว่า เป็นความปรากฏแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอันบุคคลหาได้โดยยาก. บทว่า บุญ ได้แก่ บุญเจตนา (เจตนาอันเป็นบุญ) เพราะว่า เจตนานั้นถึงความเป็นภาวะมิใช่รูป อันใคร ๆ ไม่อาจเพื่อนำไปได้ ดังนี้แล. จบอรรถกถาชรสูตรที่ ๑
หน้า 273 ข้อ 160, 161
๒. อชรสาสูตร [๑๖๐] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอ เพราะไม่ชำรุดจึงยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ ดำรงมั่น แล้ว ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อะไรหนอ เป็นรัตนะของชนทั้งหลาย อะไรหนอ บุคคลพึงนำให้พ้นจากพวกโจรได้. [๑๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศีล เพราะไม่ชำรุดจึงยังประโยชน์ ให้สำเร็จ ศรัทธา ดำรงมั่นแล้ว ยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ ปัญญา เป็นรัตนะของ คนทั้งหลาย บุญ อันบุคคลพึงนำไปให้ พ้นจากพวกโจรได้. อรรถกถาอชราสาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอชรสาสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า อชรสา แปลว่า เพราะไม่ชำรุด คือไม่วิบัติ. เพราะว่าศีล อันไม่วิบัตินั่นแหละ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ. ชนทั้งหลายแม้จะเป็นอาจารย์ และอุปัชฌาย์เป็นต้น ย่อมไม่สงเคราะห์บุคคลผู้มีศีลวิบัติแล้ว ดังนั้น บุคคล พึงฝึกตนในที่ ๆ ตนไปแล้ว ๆ นั่นแหละ ดังนี้แล. จบอรรถกถาอชราสูตรที่ ๒
หน้า 274 ข้อ 162, 163
๓. มิตตสูตร [๑๖๒] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นมิตรของคนเดินทาง อะไรหนอเป็นมิตรในเรือนของตน อะไร เป็นมิตรของคนมีธุระเกิดขึ้น อะไรเป็น มิตรติดตามไปถึงภพหน้า. [๑๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า พวกเกวียน พวกโคต่างเป็นมิตร ของคนเดินทาง มารดาเป็นมิตรในเรือน ของตน สหายเป็นมิตรของคนผู้มีธุระเกิด ขึ้นเนืองๆ บุญที่ตนทำเองเป็นมิตรติดตาม ไปถึงภพหน้า. อรรถกถามิตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมิตตสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า สตฺโถ ได้แก่ คนเดินทางร่วมกัน หรือเดินทางด้วยลำแข้ง หรือว่าคนเดินทางด้วยเกวียน. บทว่า มิตฺตํ ได้แก่ เมื่อโรคเกิดขึ้นแล้ว บุคคลชื่อว่า เป็นมิตร เพราะนำไปด้วยวอ หรือว่าด้วยยานอื่นให้ถึงที่ด้วย ความปลอดภัย. บทว่า ในเรือนของตน ความว่า เมื่อโรคเห็นปานนั้น
หน้า 275 ข้อ 163
เกิดขึ้นแล้วในบ้านของตน ชนทั้งหลายมีบุตรและภรรยาเป็นต้น ย่อมรังเกียจ แต่มารดา ย่อมสำคัญแม้ซึ่งของไม่สะอาดของบุตร ราวกะว่าท่อนจันทน์ เพราะฉะนั้น มารดานั้น จึงชื่อว่า เป็นทั้งมิตรทั้งสหายในเรือนของตน. บทว่า อตฺถชาตสฺส แปลว่า ของบุคคลผู้มีธุระเกิดขึ้น อธิบายว่า บุคคลใด ย่อม นำกิจนั้นไป ทำให้สำเร็จ บุคคลนั้นชื่อว่า สหาย ชื่อว่า มิตร เพราะความ เป็นคือให้กิจทั้งหลายสำเร็จร่วมกัน. แต่ว่า ชนทั้งหลายผู้เป็นสหายในการดื่ม น้ำเมา มีสุราเป็นต้น ไม่ชื่อว่า เป็นมิตร. บทว่า สมฺปรายิกํ ได้แก่ เป็น ประโยชน์เกื้อกูลในภพหน้า. จบอรรถกถามิตตสูตรที่ ๓
หน้า 276 ข้อ 164, 165
๔. วัตถุสูตร [๑๖๔] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้ง- หลาย อะไรหนอเป็นสหายอย่างยิ่งในโลกนี้ เหล่าสัตว์มีชีวิตที่อาศัยแผ่นดิน อาศัย อะไรหนอเลี้ยงชีพ. [๑๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุตรเป็นที่ตั้งของมนุษย์ทั้งหลาย ภรรยาเป็นสหายอย่างยิ่ง เหล่าสัตว์มีชีวิต ที่อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีพอยู่. อรรถกถาวัตถุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวัตถุสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า ปุตฺตา วตฺถู อธิบายว่า บุตรทั้งหลาย ชื่อว่า เป็นที่ตั้ง เพราะอรรถว่าปฏิบัติในเวลาที่มารดาบิดาเป็นคนแก่. บทว่า ปรมา ความว่า ภรรยา ชื่อว่า เป็นเพื่อนอย่างยิ่ง เพราะความที่ความลับแม้ตนไม่บอกบุคคล อื่น ก็ต้องบอกแก่ภรรยา ดังนี้แล. จบอรรถกถาวัตถุสูตรที่ ๔
หน้า 277 ข้อ 166, 167
๕. ปฐมชนสูตร [๑๖๖] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย ไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นภัยใหญ่ ของเขา. [๑๖๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร ทุกข์ เป็นภัยใหญ่ของเขา. อรรถกถาปฐมชนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมชนสูตรที่ ๕ เป็นต้น :- บทว่า วิธาวติ ได้แก่ ย่อมวิ่งไปทางนี้และทางนี้ ด้วยอำนาจแห่ง การไปในที่ต่าง ๆ มีสมุทรเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขา ได้แก่ จากวัฏทุกข์. บทว่า ปรายนํ ได้แก่ ความเกิดขึ้นแห่งวิบาก เป็นที่พึ่ง. จบอรรถกถาปฐมชนสูตรที่ ๕ เป็นต้น
หน้า 278 ข้อ 168, 169, 170, 171
๖. ทุติยชนสูตร [๑๖๘] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย ไปยังสงสาร สัตว์ย่อมไม่หลุดพ้นจาก อะไร. [๑๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร สัตว์ ย่อมไม่หลุดพ้นจากทุกข์. ๗. ตติยชนสูตร [๑๗๐] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอยังคนให้เกิด อะไรหนอ ของเขาย่อมวิ่งพล่าน อะไรหนอเวียนว่าย ไปยังสงสาร อะไรหนอเป็นที่พำนักของ สัตว์นั้น. [๑๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ตัณหายังคนให้เกิด จิตของเขาย่อม วิ่งพล่าน สัตว์เวียนว่ายไปยังสงสาร กรรม เป็นที่พำนักของสัตว์นั้น.
หน้า 279 ข้อ 172, 173
๘. อุปปถสูตร [๑๗๒] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด อะไรหนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอ เป็นมลทินของพรหมจรรย์ อะไรหนอ มิใช่น้ำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง. [๑๗๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ราคะบัณฑิตกล่าวว่าเป็นทางผิด วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็นมลทิน ของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมติดอยู่ใน หญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์นั้น มิใช่น้ำ แต่เป็นเครื่องชำระล้าง. อรรถกถาอุปปถสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอุปปถสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า ราโค อุปฺปโถ ความว่า ราคะนั้นมิใช่ทางของผู้ไปสู่สุคติ และพระนิพพาน. บทว่า รตฺติทิวกฺขโย ได้แก่ ย่อมสิ้นไปทั้งกลางคืนและ กลางวัน. บทว่า อิตฺถี อธิบายว่า มลทินภายนอกที่เหลือ (นอกจากมลทิน ของพรหมจรรย์) บุคคลอาจเพื่อชำระล้างให้สะอาดได้โดยการตกแต่งแก้ไขให้
หน้า 280 ข้อ 173
ปราศจากไปเป็นต้น ส่วนผู้ที่ถูกต้องมลทิน คือ มาตุคาม ไม่อาจเพื่อให้ บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หญิงเป็นมลทิน ดังนี้. บทว่า เอตฺถ แปลว่า หมู่สัตว์ย่อมติดอยู่ในหญิงนี้. บทว่า ตโป ความว่า เป็นชื่อของอินทรีย์สังวร ธุดงคคุณ และทุกกรกิริยา แต่ในที่นี้ ยกเว้นทุกกรกิริยาเสีย จึงสมควรเป็นปฏิปทาที่เผากิเลสแม้ทั้งหมด. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ เมถุนวิรัติ ดังนี้แล. จบอรรถกถาอุปปถสูตรที่ ๘
หน้า 281 ข้อ 174, 175
๙. ทุติยสูตร [๑๗๔] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นเพื่อนของคน อะไร หนอย่อมปกครองคนนั้น และสัตว์ยินดี ในอะไรจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. [๑๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นเพื่อนของคน ปัญญา ย่อมปกครองคนนั้น สัตว์ยินดีในพระ- นิพพานจึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. อรรถกถาทุติยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า กิสฺส จาภิรโต แปลว่า ยินดีในอะไร. บทว่า ทุติยา แปลว่า เป็นเพื่อนของผู้ไปสู่สวรรค์และพระนิพพาน. บทว่า ปญฺา เจนํ ปสาสติ อธิบายว่า ปัญญา ย่อมแนะนำว่า เจ้าจงกระทำสิ่งนี้ อย่ากระทำ สิ่งนี้กะคนนั้น ดังนี้. จบอรรถกถาทุติยสูตรที่ ๙
หน้า 282 ข้อ 176, 177
๑๐. กวิสูตร [๑๗๖] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นต้นเหตุของคาถา อะไรหนอเป็นเครื่องปรากฏ (พยัญชนะ) ของคาถาเหล่านั้น คาถาอาศัยอะไรหนอ อะไรหนอเป็นที่อาศัยของคาถา. [๑๗๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ฉันท์เป็นต้นเหตุของคาถา อักขระ เป็นเครื่องปรากฏ (พยัญชนะ) ของคาถา คาถาอาศัยแล้วซึ่งชื่อ กวีเป็นที่อาศัยของ คาถา. อรรถกถากวิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกวิสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า ฉนฺโท นิทานํ ความว่า ฉันท์อันมีคายติฉันท์ (ขับร้อง) เป็นอาทิ เป็นต้นเหตุของคาถาทั้งหลาย อธิบายว่า กวีเมื่อเริ่มคาถา อันตั้ง ขึ้นในเบื้องต้น ก็ย่อมเริ่มว่า ขอคาถาจงมีอยู่โดยฉันท์อันเราทำแล้วดังนี้. บทว่า วิยญูชนํ ได้แก่ การให้เกิดขึ้น. เพราะว่าอักขระย่อมยังบทให้เกิด บทก็ย่อมยังคาถาให้เกิด. คาถาย่อมส่องถึงเนื้อความ. บทว่า นามสนฺนิสฺสิตา
หน้า 283 ข้อ 177
ได้แก่ อาศัยการตั้งชื่อเช่นมีคำว่า สมุทรเป็นต้น อธิบายว่า คาถาเมื่อเริ่มก็ ต้องอาศัยนาม (ชื่อ) อย่างใดอย่างหนึ่ง มีสมุทร แผ่นดินเป็นต้นนั่นแหละ แล้วจึงเริ่ม. บทว่า อาสโย แปลว่า เป็นที่อาศัย อธิบายว่า เพราะคาถา ทั้งหลายย่อมเป็นไปเพราะกวี ทั้งกวีนั้นก็เป็นที่อาศัยของคาถาทั้งหลาย ดังนี้. จบอรรถกถากวิสูตรที่ ๑๐ และจบชราวรรคที่ ๖ รวมพระสูตรในชราวรรคที่ ๖ ๑. ชราสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๒. อชรสาสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๓. มิตตสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๔. วัตถุสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๕. ปฐมชนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๖. ทุติยชนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๗. ตติยชนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๘. อุปปถสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๙. ทุติยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา ๑๐. กวิสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 284 ข้อ 178, 179
อันธวรรคที่ ๗ ๑. นามสูตร ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๓ ข้อ [๑๗๘] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่ง ทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าสิ่งอะไร ย่อมไม่มี สิ่งทั้งปวงเป็นไปตามอำนาจของธรรมอัน หนึ่ง คืออะไร. [๑๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ชื่อย่อมครอบงำสิ่งทั้งปวง สิ่ง ทั้งปวงที่ยิ่งขึ้นไปกว่าชื่อไม่มี สิ่งทั้งปวง เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือชื่อ.
หน้า 285 ข้อ 179
อรรถกถานามสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนามสูตรที่ ๑ แห่งอันธวรรค ต่อไป :- บทว่า นามํ สพฺพํ อนฺธภวิ แปลว่า นามย่อมครอบงำสิ่งทั้งปวง คือ ย่อมเกิดขึ้น อธิบายว่า สัตว์หรือว่าสังขารที่พ้นจากนามอันเป็นกิตติศัพท์ ในภายนอกเกิดขึ้น ย่อมไม่มี. จริงอยู่ ชนทั้งหลายย่อมไม่รู้นามคือชื่ออันนี้ แห่งต้นไม่ใด หรือว่าแผ่นดินใด คำไม่มีชื่อนั่นแหละ ก็เป็นนาม (ชื่อ) ของ สิ่งนั้นได้. จบอรรถกถานามสูตรที่ ๑
หน้า 286 ข้อ 180, 181
๒. จิตตสูตร [๑๘๐] เทวดาทูลถามว่า โลกอันอะไรย่อมนำไป อันอะไร หนอย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไป ตามอำนาจของธรรมอันหนึ่ง คืออะไร. [๑๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกอันจิตย่อมนำไป อันจิตย่อม เสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตามอำนาจ ของธรรมอันหนึ่งคือ จิต. อรรถกถาจิตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในจิตตสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า สพฺเพว จ สมนฺวตุํ ความว่า ธรรมเหล่าใดย่อมไปสู่อำนาจ ของจิต จิตนี้ย่อมครอบงำธรรมเหล่านั้นนั่นแหละทั้งสิ้น. จบอรรถกถาจิตตสูตรที่ ๒
หน้า 287 ข้อ 182, 183
๓. ตัณหาสูตร [๑๘๒] เทวดาทูลถามว่า โลกอันอะไรหนอย่อมนำไป อัน อะไรหนอย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมด เป็นไปตามอำนาจของธรรมอันหนึ่งคือ อะไร. [๑๘๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกอันตัณหาย่อมนำไป อันตัณหา ย่อมเสือกไสไป โลกทั้งหมดเป็นไปตาม อำนาจของธรรมอันหนึ่ง คือตัณหา.
หน้า 288 ข้อ 184, 185
๔. สัญโญชนสูตร [๑๘๔] เทวดาทูลถามว่า โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องประกอบ ไว้ อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลก นั้น เพราะละขาดซึ่งธรรมอะไรจึงเรียกว่า นิพพาน. [๑๘๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่อง ประกอบไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของ โลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึง เรียกว่านิพพาน. อรรถกถาสัญโญชนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัญโญชนสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า กึสุ สํโยชโน ความว่า อะไรเป็นสังโยชน์ อะไรเป็น เครื่องผูกไว้. บทว่า วิจรณํ ได้แก่ เท้าทั้งหลายเป็นเครื่องเที่ยวไป. บทว่า วิจรณํ นี้เป็นคำเอกพจน์ใช้ในอรรถแห่งพหูพจน์. บทว่า วิตกฺกสฺส วิจรณา ได้แก่ วิตก เป็นเท้าของโลก. จบอรรถกถาสัญโญชนสูตรที่ ๔
หน้า 289 ข้อ 186, 187
๕. พันธนสูตร [๑๘๖] เทวดาทูลถามว่า โลกมีอะไรหนอเป็นเครื่องผูกไว้ อะไรหนอเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เพราะละเสียได้ซึ่งอะไร จึงตัดเครื่องผูก ได้หมด. [๑๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกมีความเพลิดเพลินเป็นเครื่องผูก ไว้ วิตกเป็นเครื่องเที่ยวไปของโลกนั้น เพราะละตัณหาเสียได้ขาด จึงตัดเครื่องผูก ได้หมด.
หน้า 290 ข้อ 188, 189
๖. อัพภาหตสูตร [๑๘๘] เทวดาทูลถามว่า โลกอันอะไรหนอกำจัดแล้ว อัน อะไรหนอล้อมไว้แล้ว อันลูกศรคืออะไร เสียบแล้ว อันอะไรเผาแล้วในกาลทุกเมื่อ. [๑๘๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกอันมฤตยูกำจัดแล้ว อันชราล้อม ไว้แล้ว อันลูกศรคือตัณหาเสียบแล้ว อัน ความอยากเผาให้ร้อนแล้วในกาลทุกเมื่อ. อรรถกถาอัพภาหตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัพภาหตสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า เกนสฺสุ อพฺภาหโต แก้เป็น เกน อพฺภาหโต แปลว่า อะไร กำจัดแล้ว. สุ อักษรเป็นเพียงนิบาต. บทว่า อิจฺฉาธูมายิโต แก้เป็น อิจฺฉาย อาทิตฺโต แปลว่า อัน ความอยากเผาให้ร้อนแล้ว. จบอรรถกถาอัพภาหตสูตรที่ ๖
หน้า 291 ข้อ 190, 191
๗. อุฑฑิตสูตร [๑๙๐] เทวดาทูลถามว่า โลกอันอะไรหนอดักไว้ อันอะไร หนอล้อมไว้ โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลก ตั้งอยู่แล้วในอะไร. [๑๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อมไว้ โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้วในทุกข์. อรรถกถาอุฑฑิตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอุฑฑิตสูตรที่ ๗ ต่อไป:- บทว่า ตณฺหาย อุฑฺฑิโต แก้เป็น ตณฺหาย อุลฺลงฺฆิโต แปล ว่า อันตัณหาดักไว้ อธิบายว่า ก็เชือก คือ ตัณหาร้อยรัดมัดจักษุให้ติดกับ หลักคือรูป ร้อยรัดโสตเป็นต้น กับเสียงเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า โลกอันตัณหาดักไว้แล้ว ดังนี้. บทว่า มจฺจุนา ปิหิโต แปลว่า อันมฤตยูปิดแล้ว อธิบายว่า กรรมกระทำอัตภาพให้ติดกันไปเป็นพืด ก็สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่รู้ความเกิดคิดต่อกัน ไปแห่งจิตดวงหนึ่งที่ไม่ห่างกัน เพราะถูกเวทนาในเวลาใ่กล้ต่อความตายที่มีกำลังปิดบังไว้ (ท่วมทับแล้ว) ราว กะถูกภูเขาปิดบังอยู่ ย่อมไม่รู้ความตายอันนั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า โลกอันมฤตยูปิดบังไว้ ดังนี้. จบอรรถกถาอุฑฑิตสูตรที่ ๗
หน้า 292 ข้อ 192, 193, 194
๘. ปิหิตสูตร [๑๙๒] เทวดาทูลถามว่า โลกอันอะไรหนอปิดไว้ โลกตั้งอยู่ แล้วในอะไร โลกอันอะไรหนอดักไว้ อัน อะไรหนอล้อมไว้. [๑๙๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า โลกอันมฤตยูปิดไว้ โลกตั้งอยู่แล้ว ในทุกข์ โลกอันตัณหาดักไว้ อันชราล้อม ไว้. ในปิหิตสูตรที่ ๘ ก็คือปัญหาที่ ๗ นั้นนั่นแหละ เทวดาทูลถามด้วย สามารถแห่งปัญหาอันกำหนดเอาเนื้อความข้างล่างสลับกับเนื้อความข้างบน. ๙. อิจฉาสูตร [๑๙๔] เทวดาทูลถามว่า โลกอันอะไรผูกไว้ เพราะกำจัดอะไร เสียจึงจะหลุดพ้น เพราะละอะไรได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ทุกอย่าง.
หน้า 293 ข้อ 195
[๑๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า โลกอันความอยากผูกไว้ เพราะ กำจัดความอยากเสียได้ จึงหลุดพ้น เพราะ ละความอยากได้ขาด จึงตัดเครื่องผูกได้ ทั้งหมด. บททั้งปวงในอิจฉาสูตรที่ ๙ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
หน้า 294 ข้อ 196, 197
๑๐. โลกสูตร [๑๙๖] เทวดาทูลถามว่า เมื่ออะไรเกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น โลก ย่อมชมเชยในอะไร โลกยึดถือซึ่งอะไร โลกย่อมเดือดร้อนเพราะอะไร. [๑๙๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่ออายตนะ ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิด ขึ้น โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะ ๖ โลกยึดถืออายตนะ ๖ นั่นแหละ โลกย่อม เดือดร้อนเพราะอายตนะ ๖ จบโลกสูตร จบ อันธวรรค ที่ ๗
หน้า 295 ข้อ 197
อรรถกถาโลกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโลกสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- ในคำว่า กิสฺมึ โลโก สมุปฺปนฺโน นี้เทวดาทูลถามว่า เมื่ออะไร เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น บทว่า ฉสุ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เมื่อ อายตนะภายใน ๖ เกิดขึ้น โลกจึงเกิดขึ้น. บทว่า ฉสุ กุพฺพติ ได้แก่ ย่อม ทำความชมเชยในอายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นแหละ. บทว่า อุปาทาย อธิบายว่า ก็โลกยึดถือ คือ อาศัยแล้ว เกี่ยวเนื่องแล้วซึ่งอายตนะเหล่านั้นนั่นแหละเป็น ไป. บทว่า วิหญฺติ แปลว่า ย่อมเดือดร้อน คือย่อมบีบคั้น ในเพราะ อายตนะ ๖ เหล่านั้นนั่นเอง อธิบายว่า ปัญหานี้มาด้วยสามารถแห่งอายตนะ อันเป็นภายในด้วยประการฉะนี้ ส่วนการนำมาด้วยสามารถแห่งอายตนะทั้งภาย ในและภายนอก ก็ย่อมสมควร. เพราะว่า เมื่ออายตนะภายใน ๖ เกิดขึ้นแล้ว อายตนะภายนอกนี้ก็ชื่อว่าเกิดขึ้นแล้ว ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า โลกย่อมทำความชมเชยในอายตนะภายนอก ๖ โลกยึดถืออายตนะภายใน ๖ โลก ย่อมเดือดร้อน ในเพราะอายตนะภายนอก ๖ ดังนี้. จบอรรถกถาโลกสูตรที่ ๑๐ จบอันธวรรคที่ ๗ สูตรที่กล่าวในอันธวรรคนั้น คือ ๑. นามสูตร ๒. จิตตสูตร ๓. ตัณหาสูตร ๔. สัญโญชนสูตร ๕. พันธนสูตร ๖. อัพภาหตสูตร ๗. อุฑฑิตสูตร ๘. ปิหิตสูตร ๙. อิจฉาสูตร ๑๐. โลกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 296 ข้อ 198, 199
ฆัตวาวรรคที่ ๘ ๑. ฆัตวาสูตร ว่าด้วยเทวตาปัญหา ๓ ข้อ [๑๙๘] เทวดานั้น ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ฆ่าอะไรหนอจึงอยู่เป็นสุข ฆ่า อะไรหนอจึงไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ชอบฆ่าอะไรซึ่งเป็นธรรมอันเดียว. [๑๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ฆ่าความโกรธเสียได้จึงอยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียจึงไม่เศร้าโศก แน่ะ เทวดา พระอริยเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญ การฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็นพิษ มี ยอดหวาน เพราะฆ่าความโกรธนั้นเสีย แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.
หน้า 297 ข้อ 199
อรรถกถาฆัตวาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในฆัตวาสูตรที่ ๑ แห่งฆัตวาวรรคต่อไป :- บทว่า ฆตฺวา แปลว่า ฆ่าแล้ว. บทว่า สุขํ เสติ เเปลว่า อยู่ เป็นสุข อธิบายว่า ชื่อว่า อยู่เป็นสุขเพราะไม่ต้องถูกแผดเผาด้วยความเร่าร้อน คือ ความโกรธ. บทว่า น โสจติ แปลว่า ไม่เศร้าโศก อธิบายว่า ชื่อว่า ไม่เศร้าโศก เพราะความที่โทมนัส คือความโกรธพินาศไปแล้ว. บทว่า วิสมูลสฺส แปลว่า มีรากเป็นพิษ คือ มีวิบากเป็นทุกข์. บทว่า มธุรคฺคสฺส แปลว่า มียอดหวาน อธิบายว่า เพราะค่าตอบบุคคลผู้ด่าแล้ว เพราะประหาร ตอบบุคคลผู้ประหารแล้ว ความสบายย่อมเกิดขึ้น. ความโกรธนั้น ท่านกล่าว ว่า มียอดหวาน หมายเอาความสุขนั้น. ในที่นี้ความสิ้นสุด ท่านกล่าวว่า ยอด ดังนี้. บทว่า อริยา ได้แก่ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. จบอรรถกถาฆัตวาสูตรที่ ๑
หน้า 298 ข้อ 200, 201
๒. รถสูตร [๒๐๐] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นสง่าของรถ อะไร หนอเป็นเครื่องปรากฏของไฟ อะไรหนอ เป็นสง่าของแว่นแคว้น อะไรหนอเป็น สง่าของสตรี. [๒๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ธงเป็นสง่าของรถ ควันเป็นเครื่อง ปรากฏของไฟ พระราชาเป็นสง่าของ แว่นแคว้น ภัสดาเป็นสง่าของสตรี. อรรถกถารถสูตร พึงทราบวินิจฉัยในรถสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :- ธงชื่อว่า เป็นสง่า เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องปรากฏ (แห่งรถ นั้น). บทว่า ธโช รถสฺส ความว่า ก็นักรบนั้นเห็นธงแต่ที่ไกล คือ บนยอดแห่งสงครามใหญ่ ย่อมทราบว่ารถนี้ เป็นของพระราชาพระนามโน้น เพราะฉะนั้น รถนั้นจึงปรากฏได้ (ด้วยธงนั้น) ด้วยคำนั้นแหละ พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธโช รถสฺส ปญฺาณํ แปลว่า ธงเป็นความสง่า
หน้า 299 ข้อ 201
ของรถ ดังนี้. แม้ไฟ ก็ย่อมปรากฏด้วยควันแต่ที่ไกลเหมือนกัน. แม้แว่นแคว้น คือแคว้นโจฬะ แคว้นปัณฑุ ก็ย่อมสง่าปรากฏด้วยพระราชา. ส่วนหญิง แม้เป็น พระธิดาของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ย่อมสง่าปรากฏด้วยภัสดาว่า ผู้นี้เป็นภรรยาของ ผู้นี้ นั่นแหละ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ธูโม ปญฺาณ- มคฺคิโน เป็นอาทิ แปลว่า ควันเป็นเครื่องปรากฏของไฟ เป็นต้น ดังนี้. จบอรรถกถารถสูตรที่ ๒
หน้า 300 ข้อ 202, 203
๓. วิตตสูตร [๒๐๒] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อย่างประเสริฐของคนในโลกนี้ อะไรหนอ ที่บุคคลประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรหนอเป็นรสดีกว่าบรรดารสทั้งหลาย คนมีชีวิตเป็นอยู่อย่างไร นักปราชญ์ ทั้งหลายกล่าวว่า มีชีวิตประเสริฐ. [๒๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอย่าง ประเสริฐของคนในโลกนี้ ธรรมที่บุคคล ประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ ความ จริงเท่านั้นเป็นรสที่ดียิ่งกว่ารสทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญานักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวว่า มีชีวิตประเสริฐ. อรรถกถาวิตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวิตตสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า สทฺธีธ วิตฺตํ แปลว่า ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจใน โลกนี้ อธิบายว่า คนมีศรัทธา ย่อมได้เครื่องปลื้มใจทั้งหลาย แม้มีแก้วมุกดา เป็นต้น บุคคลถึงซึ่งกุลสัมปทา (คือการถึงพร้อมด้วยสกุล) ๓ กามสวรรค์ ๖
หน้า 301 ข้อ 203
พรหมโลก ๙ แล้วในที่สุดย่อมได้แม้การเห็นอมตมหานิพพาน เพราะเหตุนั้น ศรัทธาเป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันประเสริฐยิ่งกว่าทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันมี แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ กุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า สุขมาวหาติ แปลว่า นำความสุขมาให้ คือว่า ย่อมนำซึ่งอาสวะ ออกไปจากผู้มีสัพพอาสวะ ให้มีความสุข ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า สาธุตรํ แปลว่า รสดียิ่งกว่า คือว่า สัจจะ (ความจริง) เท่านั้น เป็นรส ดีกว่ารสทั้งปวงอันมีรสเค็มและรสเปรี้ยวเป็นต้น อธิบายว่า บุคคลตั้งอยู่ใน สัจจะ ย่อมยังแม้แม่น้ำอันไหลเชี่ยวให้ไหลกลับได้ ย่อมนำพิษร้าย ออกได้ ย่อมห้ามแม้ไฟ ย่อมยังฝนให้ตกก็ได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สัจจะนั้นเป็นรสดี ยิ่งกว่ารสทั้งปวง ดังนี้. บทว่า ปญฺาชีวี ชีวิตมาหุ เสฏฺํ แปลว่า คนที่เป็นอยู่ด้วย ปัญญานักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่ามีชีวิตประเสริฐ ความว่า บุคคลใดเป็นอยู่ ด้วยปัญญา เป็นคฤหัสถ์ย่อมดำรงอยู่ในศีล ๕ เริ่มตั้งสลากภัตเป็นต้น จึงชื่อว่า เป็นอยู่ด้วยปัญญา หรือว่าเป็นบรรพชิต เมื่อปัจจัยเกิดขึ้นแล้วโดยธรรม ก็ ย่อมพิจารณาสิ่งที่มีอยู่นี้แล้วจึงบริโภค ถือเอากรรมฐาน เริ่มตั้งวิปัสสนา ชื่อว่า เป็นอยู่ด้วยปัญญา เพราะสามารถบรรลุอริยผลได้ ด้วยเหตุนั้น นักปราชญ์ ทั้งหลายจึงกล่าวว่า บุคคลผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้น มีชีวิตเป็นอยู่อันประเสริฐ ดังนี้แล. จบอรรถกถาวิตตสูตรที่ ๓
หน้า 302 ข้อ 204, 205, 206
๔. วุฏฐิสูตร [๒๐๔] เทวดาทูลถามว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น สิ่งอะไรหนอ ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไปอะไรหนอ ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า ใคร เป็นผู้ประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลงคารม ใครเป็นผู้ประเสริฐ. [๒๐๕] เทวดาผู้หนึ่งแก้ว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ข้าวกล้าเป็น ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป ฝนเป็น ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า เหล่า โคเป็นประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลงคารม บุตรเป็นประเสริฐ. [๒๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น ความรู้เป็น ประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชาเป็น ประเสริฐ บรรดาสัตว์ที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลง คารม พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ
หน้า 303 ข้อ 206
อรรถกถาวุฏฐิสูตร พึงทราบวินิจฉัยยในวุฎริสูตรที่ ๔ ต่อไป:- บทว่า พีชํ ได้แก่ ธัญญพืช ๗ ชนิด ชื่อว่าประเสริฐกว่าพืชทั้งหลาย ที่เกิดขึ้น เพราะว่า เมื่อธัญญพืชนั้นงอกขึ้นแล้ว ชนบทย่อมเป็นแดนเกษม คือมีภิกษาหาได้โดยง่าย. บทว่า นิปตตํ ความว่า แม้บรรดาสิ่งที่ตกไป ทั้งหลาย เมฆฝนประเสริฐเพราะเมื่อเมฆฝนมีอยู่ ข้าวกล้าทั้งหลาย ชนิดต่าง ๆ ย่อมเกิดงอกขึ้น ชนบทย่อมเจริญเป็นแดนเกษม มีภิกษาหาได้โดยง่าย. บทว่า ปวชฺชมานานํ ความว่า บรรดาสัตว์เดินด้วยลำแข้ง คือ ไปด้วยเท้าทั้งหลาย โคประเสริฐ เพราะสัตว์ทั้งหลายได้อาศัยบริโภคเบญจโครสแล้ว ย่อมอยู่สบาย. บทว่า ปวทตํ แปลว่า บรรดาผู้แถลงคารม อธิบายว่า บุคคลผู้พูดในที่ ทั้งหลายมีท่ามกลางแห่งราชสกุลเป็นต้น บุตรประเสริฐ เพราะบุตรนั้นย่อม ไม่กล่าวร้ายให้มารดาบิดา. ได้ยินว่า เทวดาองค์หนึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ฟังปัญหานั้นก่อนที่พระผู้มี- พระภาคเจ้า จะตรัสตอบว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้นวิชาประเสริฐ ดังนี้ ได้กล่าว แก้ปัญหาตามลัทธิของตนว่า ดูก่อนเทวดา เพราะเหตุไร ท่านจึงถามปัญหานี้ กะพระทศพล เราจักบอกแก่ท่านเอง ดังนี้. ลำดับนั้น เทวดานอกนี้จึงกล่าวกะเทวดานั้นว่า ดูก่อนเทวดา ผู้กำจัด ทุกอย่าง ผู้คนองปาก (ปากจัด ) ตลอดเรื่องเราจะถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้แล้ว เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวแก่เรา ดังนี้ แล้วกลับไปทูลถาม ปัญหานั้นกะพระทศพล.
หน้า 304 ข้อ 206
ลำดับนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงวิสัชนาปัญหานั้น จึงตรัสคำว่า วิชฺชา อุปฺปตตํ เป็นอาทิ แปลว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น วิชชา (ความรู้) เป็นประเสริฐ บรรดาสิ่งที่ตกไป อวิชชา เป็นประเสริฐ บรรดาสิ่งที่เดินด้วยเท้า พระสงฆ์เป็นประเสริฐ บรรดาชนผู้แถลง คารม พระพุทธเจ้าเป็นประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชฺชา ได้แก่วิชชาในมรรค ๔ เพราะ ว่าวิชชานั้น เมื่อเกิดย่อมถอนขึ้นซึ่งอกุศลธรรมทั้งปวง ฉะนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิชฺชา อุปฺปตตํ เสฏฺา แปลว่า บรรดาสิ่งที่งอกขึ้น วิชชาเป็นประเสริฐ. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ มหาอวิชชาอันมีวัฏฏะเป็นมูล เพราะอวิชชาที่ตกไป นั่นเป็นสิ่งประเสริฐกว่าสิ่งที่ตกไป คือที่จมลงไป. บทว่า ปวชฺชมานานํ ได้แก่ บรรดาสัตว์ผู้ไปด้วยเท้า คือผู้ไปด้วยลำแข้ง พระสงฆ์ ผู้เป็นนาบุญอันไม่ทรามเป็นผู้ประเสริฐ เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นพระสงฆ์ นั้นในที่นั้น ๆ แล้ว ย่อมถึงความสวัสดี. บทว่า พุทฺโธ อธิบายว่า บุตร หรือว่าบุคคลอื่น ๆ จงพักไว้ก่อน บรรดาชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้แถลงคารม พระพุทธเจ้าเป็นผู้ยอดเยี่ยม เพราะว่าเหล่าสัตว์ทั้งหลายจำนวนหลายแสนอาศัย การแสดงธรรมของพระองค์แล้ว ก็หลุดพ้นจากเครื่องผูกได้ ดังนี้แล. จบอรรถกถาวุฏฐิสูตรที่ ๔
หน้า 305 ข้อ 207, 208
๕. ภีตสูตร [๒๐๗] เทวดาทูลถามว่า ประชุมชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัว อะไรหนอ มรรคเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัส ไว้ด้วยเหตุมิใช่น้อย ข้าแต่พระโคดมผู้มี ปัญญาดุจแผ่นดิน ข้าพระองค์ขอถามถึง เหตุนั้น ว่าบุคคลตั้งอยู่ในอะไรแล้ว ไม่ พึงกลัวปรโลก. [๒๐๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือน ที่มีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา เป็น ผู้อ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบ ถ้อยคำ ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าผู้ดำรงในธรรม ไม่ต้องกลัวปรโลก.
หน้า 306 ข้อ 208
อรรถกถภีตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในภีตสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า กึสูธ ภีตา แก้เป็น กึ ภีตา แปลว่า กลัวอะไร. บทว่า มคฺโค วเนกายตนํ ปวุตฺโต แปลว่า มรรคเท่านั้น พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ด้วยเหตุมิใช่น้อย อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ด้วยเหตุเป็นเครื่อง กระทำมิใช่น้อย ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ ๓๘ ครั้นเมื่อเป็นเช่นนั้น เทวดาจึง กล่าวว่า ประชุมชนนี้ยึดถือทิฐิ ๖๒ กลัวแล้วต่ออะไร ดังนี้. บทว่า ภูริปญฺา แปลว่า มีปัญญาดุจแผ่นดิน ชื่อว่า มีปัญญามาก มีปัญญาหนาแน่น. บทว่า ปรโลกํ น ภาเย แปลว่า ไม่พึงกลัวปรโลก คือว่า เมื่อไปสู่ปรโลก จาก โลกนี้ ไม่พึงกลัว. บทว่า ปณิธาย แปลว่า ตั้งไว้แล้ว. บทว่า ฆรมาวสนฺโต แปลว่า อยู่ครอบครองเรือน อธิบายว่า บุคคลผู้อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว และน้ำมาก ดุจชนทั้งหลาย มีอนาถบิณฑิกเศรษฐีเป็นต้น. บทว่า สํวิภาคี แปลว่า มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อธิบายว่า เป็นผู้ยังวัตถุแม้อันตนถือเอาเพียง นิ้วมือ ก็ยังแบ่งด้วยเล็บให้แก่คนอื่นแล้วจึงบริโภค. บทว่า วทญฺญู มีเนื้อ ความได้กล่าวไว้แล้ว. บัดนี้ พึงยกองค์ (ส่วนประกอบ) แห่งคาถาขึ้นแสดงต่อไป. จริง อยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวาจาสุจริต ๔ อย่าง ที่บุคคลศึกษาแล้ว ด้วยคำ ว่า วาจา นี้ และตรัสมโนสุจริต ๓ ด้วยคำว่า ใจ. ตรัสกายสุจริต ๓ อย่าง ด้วยคำว่า ด้วยกาย. กุศลกรรมบถ ๑๐ เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นองค์ ที่บริสุทธิ์ใน เบื้องต้น ด้วยประการฉะนี้. ด้วยบทว่า อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าวและน้ำมาก
หน้า 307 ข้อ 208
นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถือเอาสิ่งที่นำมาเป็นเครื่องบูชาอันสำเร็จแล้วด้วย การให้. บทว่า ศรัทธา เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า ผู้อ่อนโยน เป็นองค์ อันหนึ่ง. บทว่า เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า วทญฺญู (ผู้ ทราบถ้อยคำ) เป็นองค์อันหนึ่ง. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ๔ เหล่านี้ หมายเอาองค์ ๔ เหล่านี้. อีกปริยายหนึ่ง บทว่า วาจา เป็นต้น เป็นองค์ ๓. อนึ่ง ด้วย บทว่า มีข้าวและน้ำมาก นี้ทรงถือเอาสิ่งที่เขานำมาเป็นเครื่องบูชา. เป็นผู้มี ศรัทธาเป็นผู้อ่อนโยน มีปกติเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ ทั้ง ๔ นี้ เป็นองค์ อันหนึ่ง. ชื่อว่านัยที่สองอีกปริยายหนึ่ง คือ บทว่า วาจา หรือว่า ใจ นี้ เป็นองค์หนึ่ง. บทว่า มิได้ทำบาปด้วยกาย อยู่ครอบครองเรือนที่มีข้าว และน้ำมาก นี้เป็นองค์อันหนึ่ง. บทว่า มีศรัทธา มีความอ่อนโยน เป็น องค์อันหนึ่ง. บทว่า มีปกติ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ทราบถ้อยคำ นี้เป็นองค์ อันหนึ่ง. ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่า ผู้ดำรงอยู่ในธรรม. ก็ บุคคลนั้น เมื่อไปสู่ปรโลกจึงไม่กลัว ดังนี้. จบอรรถกถาภีตสูตรที่ ๕
หน้า 308 ข้อ 209, 210
๖. นชีรติสูตร [๒๐๙] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอย่อมทรุดโทรม อะไรไม่ ทรุดโทรม อะไรหนอท่านเรียกว่าทางผิด อะไรหนอเป็นอันตรายแห่งธรรม อะไร หนอสิ้นไปตามคืนและวัน อะไรหนอเป็น มลทินของพรหมจรรย์ อะไรไม่ใช่น้ำแต่ เป็นเครื่องชำระล้าง ในโลกมีช่องกี่ช่องที่จิต ไม่ตั้งอยู่ได้ข้าพระองค์มาเพื่อทูลถามพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ไฉนข้าพระองค์จะรู้ความ อันนั้นได้. [๒๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า รูปของสัตว์ทั้งหลายย่อมทรุดโทรม นามและโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ราคะท่าน เรียกว่าทางผิด ความโลภเป็นอันตรายของ ธรรม วัยสิ้นไปตามคืนและวัน หญิงเป็น มลทินของพรหมจรรย์ หมู่สัตว์นี้ย่อมข้อง อยู่ในหญิงนี้ ตบะและพรหมจรรย์ทั้งสอง นั้น มิใช่นำแต่เป็นเครื่องชำระล้าง ใน โลกมีช่องอยู่ ๖ ช่องที่จิตไม่ตั้งอยู่ได้ คือ ความเกียจคร้าน ๑ ความประมาณ ๑ ความ ไม่หมั่น ๑ ความไม่สำรวม ๑ ความมักหลับ ๑.
หน้า 309 ข้อ 210
ความอ้างเลศไม่ทำงาน ๑ พึงเว้นช่องทั้ง ๖ เหล่านั้นเสียโดยประการทั้งปวงเถิด. อรรถกถานชีรติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนชีรติสูตร ที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า นามแลโคตรย่อมไม่ทรุดโทรม ความว่า นามและโคตร ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายในอดีต จนถึงทุกวันนี้ บัณฑิตยังกล่าวอยู่ เพราะ ฉะนั้น นามและโคตรนั้น จึงตรัสว่า ย่อมไม่ทรุดโทรม. อนึ่ง โบราณาจารย์ กล่าวว่า เมื่อเวลาผ่านไปนาน ๆ นามและโคตรนั้นจักไม่ปรากฏ แต่สภาวะ ที่ทรุดโทรมย่อมไม่มีเลย. บทว่า อาลสฺยํ แปลว่า ความเกียจคร้าน คือว่า ด้วยความเกียจคร้านอันใด ดุจบุคคลผู้ยืนอยู่ในที่อันตนยืนอยู่นั่นแหละ นั่งแล้ว ก็นั่งอยู่นั่นแหละ ถึงผมทั้งหลายอันตั้งอยู่ในที่สูงเปียกชุ่มอยู่ก็ไม่กระทำ (ไม่ สนใจทำ). บทว่า ปมาโท ความว่า ชื่อว่า ความประมาทเพราะหลับหรือด้วย อำนาจแห่งกิเลส. บทว่า อนุฏฺานํ ได้แก่ ไม่มีความเพียรเป็นเครื่องทำ การงานในเวลาแห่งการงาน. บทว่า อุสญฺโม คือว่า ไม่มีความระวังศีล มีอาจาระอันทอดทิ้งเสียแล้ว. บทว่า นิทฺทา อธิบายว่า เมื่อเดินก็ดี ยืนอยู่ ก็ดี นั่งแล้วก็ดี ย่อมหลับ เพราะความเป็นผู้มากด้วยความหลับ ก็จะป่วย กล่าวไปไยถึงการนอนเล่า. บทว่า ตนฺที ได้แก่ ความเกียจคร้านอันจรมา ด้วยอำนาจแห่งความกระหายจัดเป็นต้น. บทว่า เต นิทฺเท แปลว่า ช่อง เหล่านั้น ได้แก่ ช่องทั้ง ๖. บทว่า สพฺพโส แปลว่า โดยประการทั้งปวง. บทว่า ตํ แปลว่า สักว่า เป็นนิบาต. บทว่า วิวชฺชเย แปลว่า พึงเว้น คือ พึงละเสีย. จบอรรถกถานชีรติสูตรที่ ๖
หน้า 310 ข้อ 211, 212
๗. อิสสรสูตร [๒๑๑] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอเป็นใหญ่ในโลก อะไร หนอเป็นสูงสุดแต่งภัณฑะทั้งหลาย อะไร หนอเป็นดังสนิมศัสตราในโลก อะไรหนอ เป็นเสนียดในโลก ใครหนอนำของไปอยู่ ย่อมถูกห้าม แต่ใครนำไปกลับเป็นที่รัก ใครหนอมาหาบ่อย ๆ บัณฑิตย่อมยินดี ต้อนรับ. [๒๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า อำนาจเป็นใหญ่ในโลก หญิงเป็น สูงสุดแห่งภัณฑะทั้งหลาย ความโกรธเป็น ดังสนิมศัสตราในโลก พวกโจรเป็นเสนียด ในโลก โจรนำของไปอยู่ย่อมถูกห้าม แต่ สมณะนำไปกลับเป็นที่รัก สมณะมาหา บ่อย ๆ บัณฑิตย่อมยินดีต้อนรับ.
หน้า 311 ข้อ 212
อรรถกถาอิสสรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอิสสรสูตรที่ ๗ ต่อไป:- บทว่า สตฺถมลํ ได้แก่ ศัสตราที่มีสนิมเกาะแล้ว. บทว่า กึสุ หรนฺตํ วาเรนฺติ คือย่อมป้องกันมิให้นำไป. บทว่า วโส ได้แก่ ความ เป็นไปทั่วแห่งอำนาจ. บทว่า อิตฺถี ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หญิง เป็นสูงสุดแห่งภัทฑะทั้งหลายคือเป็นภัณฑะอันประเสริฐ เพราะเป็น ภัณฑะที่ไม่พึงทอดทิ้ง. อีกอย่างหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทั้งหลายและพระเจ้า จักรพรรดิแม้ทั้งหมด ย่อมเกิดในท้องของมารดาเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หญิงเป็นสูงสุด แห่งภัณฑะทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า โกโธ สตฺถมลํ อธิบายว่า ความโกรธเช่นกับด้วยศัสตรา อันสนิมเกาะกินแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เป็นสนิมของศัสตราคือ ปัญญา เพราะฉะนั้น จึงตรัสว่า สนิมของศัสตรา ดังนี้. บทว่า อพฺพุทํ ได้แก่ เป็นเหตุแห่ง ความพินาศ อธิบายว่า พวกโจรเป็นผู้ทำความพินาศในโลก. บทว่า หรนฺโต ความว่า ถือเอาวัตถุทั้งหลายมีสลากภัตเป็นต้นไปอยู่. จริงอย่างนั้น สมณะ เมื่อนำวัตถุทั้งหลายมีสลากภัตเป็นต้นเหล่านั้นอันมนุษย์ทั้งหลาย สละถวายแล้ว ในเวลาที่ตั้งไว้นั่นแหละไป ชื่อว่า ย่อมเป็นที่รักของมนุษย์เหล่านั้น. เมื่อ สมณะไม่นำวัตถุไป พวกมนุษย์ย่อมเป็นผู้วิปปฏิสาร (เดือดร้อน) เพราะ อาศัยความเสื่อมจากบุญ (ที่จะได้). จบอรรถกถาอิสสรสูตรที่ ๗
หน้า 312 ข้อ 213, 214
๘. กามสูตร [๒๑๓] เทวดาทูลถามว่า กุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ไม่ควรให้สิ่ง อะไร คนไม่ควรสละอะไร อะไรหนอที่ เป็นส่วนดีงามควรปล่อย แต่ที่เป็นส่วน ลามกไม่ควรปล่อย. [๒๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุรุษไม่พึงให้ซึ่งตน ไม่พึงสละซึ่ง- ตน วาจาที่ดีควรปล่อย แต่วาจาที่ลามก ไม่ควรปล่อย. อรรถกถากามสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกามสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า ไม่พึงให้ซึ่งตน นี้ ท่านอธิบายว่า ยกเว้นพระโพธิสัตว์ ทั้งหลายแล้ว บุคคลไม่พึงให้ซึ่งตนโดยการทำตนให้เป็นทาสของผู้อื่น. บทว่า น ปริจฺจเช อธิบายว่า ยกเว้นพระโพธิสัตว์ทั้งหลายนั่นแหละ บุคคลไม่พึง สละซึ่งตนให้แก่สัตว์ทั้งหลายมีสีหะและพยัคฆ์ร้ายเป็นต้น. บทว่า กลฺยาณิ ได้แก่ วาจาสุภาพอ่อนโยน. บทว่า ปาปิกํ คือ วาจาหยาบคาย. จบอรรถกถากามาสูตรที่ ๘
หน้า 313 ข้อ 215, 216
๙. ปาเถยยสูตร [๒๑๕] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียง อะไรหนอ เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ ทั้งหลาย อะไรหนอ ย่อมเสือกไสนรชน ไป อะไรหนอ ละได้ยากในโลก สัตว์เป็น อันมากติดอยู่ในอะไร เหมือนนกติดบ่วง. [๒๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียงสิริ (คือมิ่งขวัญ) เป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ ทั้งหลาย ความอยากย่อมเสือกไสนรชนไป ความอยากละได้ยากในโลก สัตว์เป็น อันมากคิดอยู่ในความอยาก เหมือนนก ติดบ่วง.
หน้า 314 ข้อ 216
อรรถกถาปาเถยยสูตา พึงทราบวินิจฉัยในปาเถยยสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่งสะเบียง อธิบายว่า บุคคล ยังศรัทธาให้เกิดขึ้นแล้ว ย่อมให้ทาน ย่อมรักษาศีล ย่อมทำอุโบสถกรรม ด้วยเหตุนี้แหละ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ศรัทธาย่อมรวบรวมไว้ซึ่ง สะเบียง ดังนี้. บทว่า สิริ ได้แก่ ความเป็นใหญ่. บทว่า อาสโย ได้แก่ เป็นที่อาศัย. จริงอยู่ โภคะทั้งหลายย่อมมาจากทางบกบ้าง ทางน้ำบ้าง มุ่งหน้าเฉพาะผู้เป็นใหญ่เท่านั้น ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สิริเป็นที่มานอนแห่งโภคทรัพย์ ดังนี้. บทว่า ปริกสฺสติ ได้แก่ ย่อม ฉุดคร่าไป. จบอรรถกถาปาเถยยสูตรที่ ๙
หน้า 315 ข้อ 217, 218
๑๐. ปัชโชตสูตร [๒๑๗] เทวดาทูลถามว่า อะไรหนอ เป็นแสงสว่างในโลก อะไร หนอ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก อะไร หนอ เป็นสหายในการงานของผู้เป็นอยู่ ด้วยการงาน อะไรหนอ เป็นเครื่องสืบต่อ ชีวิตของเขา อะไรหนอบุคคลผู้เกียจคร้าน บ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง ย่อมพะนอเลี้ยง ดุจมารดาเลี้ยงดูบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่ อาศัยแผ่นดินอาศัยอะไรหนอเลี้ยงชีวิต. [๒๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ปัญญาเป็นแสงสว่างในโลก สติ เป็นธรรมเครื่องตื่นอยู่ในโลก ฝูงใดเป็น สหายในการงานของผู้เป็นอยู่ด้วยการงาน ไถเป็นเครื่องต่อชีวิตของเขา ฝนย่อมเลี้ยง บุคคลผู้เกียจคร้านบ้าง ไม่เกียจคร้านบ้าง เหมือนมารดาเลี้ยงบุตร เหล่าสัตว์มีชีวิตที่ อาศัยแผ่นดิน อาศัยฝนเลี้ยงชีวิต.
หน้า 316 ข้อ 218
อรรถกาปัชโชตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัชโชตสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า แสงสว่าง ได้แก่แสงสว่างดุจประทีป. บทว่า เครื่องตื่นอยู่ ได้แก่ ย่อมเป็นดุจชาคริกพราหมณ์ (พราหมณ์ผู้ตื่นอยู่). บทว่า ฝูงโคเป็น สหายในการงานของผู้เป็นอยู่ อธิบายว่า ฝูงโคเท่านั้นเป็นสหายในการงาน ชื่อว่า มีการงานเป็นเพื่อนสอง ในการงานของพวกชนที่มีชีวิตอยู่กับการงาน คือว่า พวกเขา ย่อมยังกสิกรรมเป็นต้นให้สำเร็จกับด้วยโคมณฑลทั้งหลาย. บทว่า สิตฺสฺส อิริยาปโถ ได้แก่ ไถเป็นอิริยาบถ คือเป็นเครื่องสืบต่อ แห่งชีวิตของหมู่สัตว์นั้น. บทว่า สิตํ แปลว่า คันไถ. เพราะว่า นาของ ชาวนาคนใด แม้มีประมาณน้อย ย่อมไม่ทำการไถแล้ว เขาย่อมกล่าวว่า เราจักเป็นอยู่ได้อย่างไร ดังนี้. จบอรรถกถาปัชโชติสูตรที่ ๑๐
หน้า 317 ข้อ 219, 220
๑๑. อรณสูตร [๒๑๙] เทวดาทูลถามว่า คนพวกไหนหนอไม่เป็นข้าศึกใน โลกนี้ พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้วของชน พวกไหน ย่อมไม่เสื่อม คนพวกไหนกำ- หนดรู้ความอยากได้ในโลกนี้ ความเป็น ไทมีแก่คนพวกไหนทุกเมื่อ มารดาบิดา หรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น ผู้ตั้งมั่นใน ศีล คือ ใครหนอ พวกกษัตริย์ ย่อมอภิ- วาทใครหนอในธรรมวินัยนี้ ผู้มีชาติต่ำ. [๒๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า สมณะทั้งหลายในธรรมวินัยนี้ ไม่ เป็นข้าศึกในโลก พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้ว ของสมณะทั้งหลายย่อมไม่เสื่อม สมณะ ทั้งหลายย่อมกำหนดรู้ความอยากได้ ความ เป็นไทย่อมมีแก่สมณะทั้งหลายทุกเมื่อ มารดาบิดาหรือพี่น้องย่อมไหว้บุคคลนั้น ผู้ตั้งมั่น (ในศีล) คือสมณะ ถึงพวก กษัตริย์ก็อภิวาทสมณะในธรรมวินัยนี้ ผู้มี ชาติต่ำ. จบ อรณสูตรที่ ๑๑ จบ ฆัตวาวรรคที่ ๘
หน้า 318 ข้อ 220
อรรถกถาอรณสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอรณสูตรที่ ๑๑ ต่อไป :- บทว่า ไม่เป็นข้าศึก คือได้แก่ ไม่มีกิเลส. บทว่า วุสิตํ แปลว่า อยู่จบแล้ว. บทว่า โภชิสิยํ ได้แก่ ความไม่เป็นทาส. บทว่า สมณะทั้ง หลาย ได้แก่ สมณะผู้มีอาสวะสิ้นแล้วทั้งหลาย. เพราะว่าสมณะผู้ขีณาสพ เหล่านั้น ชื่อว่า ไม่มีกิเลสโดยสิ้นเชิง. บทว่า พรหมจรรย์ที่อยู่จบแล้ว ของสมณะย่อมไม่เสื่อม อธิบายว่า การอยู่ด้วยอริยมรรค ย่อมไม่เสื่อม ไป. บทว่า ปริชานนฺติ อธิบายว่า พระเสกขะทั้งหลาย จำเดิมแต่เป็น กัลยาณปุถุชน ชื่อว่า ย่อมกำหนดรู้ด้วยปริญญาอันเป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า โภชิสิยํ อธิบายว่า ชื่อว่า ความเป็นไท ตลอดกาลเป็นนิตย์ ย่อม มีแก่สมณะผู้เป็นพระขีณาสพเท่านั้น. บทว่า วนฺทติ ความว่า ย่อมไหว้ตั้ง แต่วันบวช. บทว่า ปติฏฺิตํ ได้แก่ ตั้งมั่นในศีล. บทว่า สมณีธ แปลว่า ซึ่งสมณะในโลกนี้. บทว่า ชาติหีนํ ได้แก่ บวชมาจากตระกูลจัณฑาลก็มี. บทว่า พวกกษัตริย์ อธิบายว่า พวกกษัตริย์ เท่านั้นก็หาไม่ แม้พวกเทพ ก็ย่อมอภิวาทสมณะผู้สมบูรณ์แล้วด้วยศีลเหมือนกัน ดังนี้แล. จบอรรถกถาอรณสูตรที่ ๑๑ และจบ ฆัตวาวรรคที่ ๘ พรรณนาเทวดาสังยุตแห่งอรรถกถาสารัตถปกาสินี สังยุตตนิกาย จบเพียงเท่านี้
หน้า 319 ข้อ 220
รวมสูตรที่กล่าวในฆัตวาวรรค คือ ๑. ฆัตวาสูตร ๒. รถสูตร ๓. วิตตสูตร ๔. วุฏฐิสูตร ๕. ภีตสูตร ๖. นชีรติสูตร ๗. อิสสรสูตร ๘. กามสูตร ๙. ปาเถยยสูตร ๑๐. ปัชโชตสูตร ๑๑. อรณสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา จบ เทวตาสังยุต
หน้า 320 ข้อ 221, 222
เทวปุตตสังยุต วรรคที่ ๑ ๑. ปฐมกัสสปสูตร [๒๒๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น กัสสปเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง กัสสปเทวบุตรได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้แล้ว แต่ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอน ของภิกษุ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกัสสปเทวบุตร ถ้าอย่างนั้นคำสั่ง สอนนั้น จงแจ่มแจ้ง ณ ที่นี้เถิด. [๒๒๒] กัสสปเทวบุตร ได้ทูลว่า บุคคลพึงศึกษาคำสุภาษิต ศึกษาการ เข้าไปนั่งใกล้สมณะ ศึกษาการนั่งในที่เร้น ลับแต่ผู้เดียว และศึกษาการสงบาระงับจิต. พระศาสดาได้ทรงพอพระทัย. ลำดับนั้น กัสสปเทวบุตรทราบว่า พระศาสดาทรงโปรดเราแล้ว จึง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 321 ข้อ 222
อรรถกถาปฐมกัสสปสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูสที่ ๑ วรรคที่ ๑ ต่อไป :- บทว่า เทวปุตฺโต ความว่า บุรุษผู้เกิดที่ตักเทวดา ชื่อว่า เทพ- บุตร สตรีผู้เกิดที่ตักเทวดา ชื่อว่า เทพธิดา. เทวดาที่ไม่ปรากฏนามท่าน เรียกว่า เทวดาองค์หนึ่ง เทพที่ปรากฏนาม ท่านเรียกว่า เทพบุตรมีชื่ออย่างนี้. เพราะฉะนั้น เทวดาองค์ใดองค์หนึ่ง ท่านกล่าวไว้ในหนหลังแล้ว ในสูตรนี้ จึงกล่าวว่า เทพบุตร. บทว่า อนุสาสํ แปลว่า คำสั่งสอน. เขาว่า เทพบุตร องค์นี้ได้ฟังว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำยมกปาฎิหาริย์ในพรรษาที่ ๗ นับแต่ ตรัสรู้ ทรงเข้าจำพรรษา ณ เทวบุรี (ดาวดึงส์) แสดงพระอภิธรรม ตรัส ภิกขุนิทเทสไว้ในฌานวิภังค์อย่างนี้ว่า บทว่า ภิกฺขุ ได้แก่ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะสมัญญา ชื่อว่า ภิกษุ เพราะปฏิญญา แต่เทพบุตรนั้น ไม่ได้ฟัง คำโอวาทภิกษุ คำสั่งสอนภิกษุ อย่างนี้ว่า พวกเธอจงตรึกอย่างนี้ อย่าตรึก อย่างนี้ จงใส่ใจอย่างนี้ อย่าใส่ใจอย่างนี้ จงละข้อนี้ จงเข้าถึงข้อนี้อยู่. เทพ บุตรนั้น หมายเอาข้อนั้น จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศภิกษุไว้ ไม่ทรงประกาศคำสั่งสอนของภิกษุ. บทว่า เตนหิ ความว่า ก็เพราะเหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่ประกาศคำสั่งสอนของภิกษุฉะนั้น. บทว่า ตญฺเเวตฺถปฏิภาตุ ความ ว่า การประกาศคำสั่งสอนนี้จงปรากฏแก่ท่านผู้เดียว. ความจริง ผู้ใดประสงค์ จะกล่าวปัญหา ก็ไม่อาจจะกล่าวเทียบกับพระสัพพัญญุญาณได้ หรือว่า ผู้ใด ไม่ประสงค์จะกล่าว ก็อาจจะกล่าวปัญหาได้ หรือว่า ผู้ใดไม่ประสงค์จะกล่าว ทั้งไม่อาจจะกล่าวด้วย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมไม่ทรงทำปัญหาของคนเหล่า
หน้า 322 ข้อ 222
นั้นทั้งหมดให้เป็นภาระ แต่เทพบุตรองค์นี้ ประสงค์จะกล่าวด้วย ทั้งอาจกล่าว ได้ด้วย. เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงทำปัญหาให้เป็นภาระของ เทพบุตรนั้นผู้เดียว จึงตรัสอย่างนี้. แม้เทพบุตรนั้น ก็กล่าวปัญหา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตสฺส สิกฺเขถ ความว่า พึง ศึกษาคำสุภาษิต คือพึงศึกษาวจีสุจริต ๔ อย่าง ที่อิงอาศัยสัจจะ ๔ อิงอาศัย กถาวัตถุ ๑๐ อิงอาศัยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เท่านั้น. บทว่า สมณูปาสนสฺส จ ความว่า การเข้าถึงความสงบ อันสมณะทั้งหลายพึงเสพ คือพึงศึกษา พึงเจริญ กัมมัฎฐาน ๓๘ ประเภท. อีกอย่างหนึ่ง แม้การเข้าไปหาเหล่าภิกษุผู้เป็นพหูสูต ก็ชื่อว่า การเข้าไปนั่งใกล้สมณะ. อธิบายว่า พึงศึกษาประโยชน์แห่งความรู้ ด้วยปัญญา โดยการถามปัญหาว่า ท่านเจ้าข้า แม้ข้อนั้นก็เป็นกุศลหรือ ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า จิตฺตวูปสมสฺส จ ความว่า และพึงศึกษาความสงบจิต ด้วยอำนาจสมาบัติ ๘. ดังนั้น สิกขา ๓ เป็นอันเทพบุตรกล่าวแล้ว. จริงอยู่ เทพบุตรนั้นกล่าวอธิศีลสิกขาด้วยบทแรก กล่าวอธิปัญญาสิกขาด้วยบทที่ ๒ กล่าวอธิจิตตสิกขา ด้วยการสงบจิต เพราะฉะนั้น คำสอนแม้ทั้งสิ้น จึง เป็นอันเทพบุตรนั้นประกาศแล้ว ด้วยคาถานี้แล. จบอรรถกถากัสสปสูตรที่ ๑
หน้า 323 ข้อ 223
๒. ทุติยกัสสปสูตร [๒๒๓]. . . อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. . . กัสสปเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุพึงเป็นผู้เพ่งพินิจ มีจิตหลุดพ้น แล้ว พึงหวังธรรมอันไม่เป็นที่เกิดขึ้นแห่ง หฤทัย อนึ่ง ภิกษุผู้มุ่งต่อพระอรหัตนั้น พึงรู้ความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปแห่ง โลก พึงมีใจดี อันตัณหาและทิฎฐิไม่อิง อาศัยแล้ว. อรรถกถาทุติยกัสสปสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า ฌายี ได้แก่เป็นผู้เพ่งพินิจ ด้วยฌานทั้ง ๒ [คืออารัมมณู- ปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌาน]. บทว่า วิมุตฺตจิตฺโต ได้แก่มีจิตหลุด พ้นแล้วด้วยกัมมัฏฐาน. บทว่า หทยสฺสานุปฺปตฺตึ ได้แก่ พระอรหัต. บทว่า โลกสฺส ได้แก่ สังขารโลก. บทว่า อนิสฺสิโต ได้แก่ ผู้อันตัณหา และทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ไม่อิงอาศัยตัณหาและทิฐิ. บทว่า ตทานิสํโส ได้แก่ ผู้มุ่งต่อพระอรหัต. ท่านอธิบายว่า ภิกษุผู้มุ่งต่อพระ-
หน้า 324 ข้อ 223
อรหัต เมื่อปรารถนาพระอรหัต พึงเป็นผู้เพ่งพินิจ พึงมีจิตหลุดพ้น พึง ทราบความเกิด และความดับไปแห่งโลกแล้ว ไม่มีตัณหาและทิฐิอาศัยแล้ว. ก็ตันติธรรม ธรรมที่เป็นแบบแผน เป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้นแห่งธรรมทั้ง ปวงในพระศาสนาแล. จบอรรถกถากัสสปสูตรที่ ๒
หน้า 325 ข้อ 224, 225, 226
๓. มาฆสูตร [๒๒๔]. . . อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถีครั้งนั้น มาฆเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรีปฐมยามแล้ว มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหาร เชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง [๒๒๕] มาฆเทวบุตรได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า บุคคลฆ่าอะไร จึงจะอยู่เป็นสุข ฆ่า อะไร จึงจะไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงชอบการฆ่าธรรมอะไร ซึ่ง เป็นธรรมอันเอก. [๒๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลฆ่าความโกรธแล้ว ย่อมอยู่ เป็นสุข ฆ่าความโกรธแล้ว ย่อมไม่เศร้า โศก ดูก่อนท้าววัตรภู พระอริยะทั้งหลาย สรรเสริญการฆ่าความโกรธ ซึ่งมีรากเป็น พิษ มียอดหวาน ด้วยว่า บุคคลฆ่าความ โกรธนั้นได้แล้วย่อมไม่เศร้าโศก.
หน้า 326 ข้อ 226
อรรถกถามาฆสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมาฆสูตรที่ ๓ ต่อไป :- คำว่า มาฆะ นี้เป็นนามของท้าวสักกะ. ท้าวสักกะนั้นแล ชื่อว่า วัตรภู เพราะอรรถว่า ครอบงำผู้อื่นด้วยวัตรแล้วถึงความเป็นใหญ่ อีกอย่าง หนึ่ง ชื่อว่า วัตรภู เพราะอรรถว่า ทรงครอบงำอสูรที่ชื่อว่าวัตรภู. จบอรรถกถามาฆสูตรที่ ๓
หน้า 327 ข้อ 227, 228
๔. มาคธสูตร [๒๒๗] มาคธเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า แสงสว่างในโลก มีอย่าง ข้า พระองค์มาเพื่อทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ไฉนจะพึงทราบอันนี้ได้. [๒๒๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า แสงสว่างในโลกมี ๔ อย่าง อย่างที่ ๕ ไม่มีในโลกนี้ พระอาทิตย์ส่องสว่างใน กลางวัน พระจันทร์ส่องสว่างในกลางคืน ส่วนไฟส่องสว่างในที่นั้น ๆ ทั้งกลางวัน และกลางคืน พระสัมพุทธเจ้าประเสริฐสุด ว่าแสงสว่างทั้งหลาย แสงสว่างนี้เป็น ยอดเยี่ยม. อรรถกถามาคธสูตรที่ ๔ มีเนื้อความเหมือนที่กล่าวมาแล้ว.
หน้า 328 ข้อ 229, 230, 231
๕. ทามลิสูตร [๒๒๙] . . . อารามแห่งอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น ทามลิเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวัน ให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง [๒๓๐] ทามลิเทวบุตร. . . ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มี- พระภาคเจ้าว่า พราหมณ์ผู้ไม่เกียจคร้าน พึงทำ ความเพียรนี้ เขาไม่ปรารถนาภพด้วย เหตุนั้น เพราะละกามได้ขาด. [๒๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทามลิ กิจไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะว่า พราหมณ์ทำกิจเสร็จแล้ว สัตว์เกิดยังไม่ได้ ท่าจอดในแม่น้ำทั้งหลาย เพียงใด เขาต้อง พยายามด้วยตัวทุกอย่าง เพียงนั้น ก็ผู้นั้น ได้ท่าที่จอดแล้ว ยืนอยู่บนบก ไม่ต้อง พยายาม เพราะว่า เขาถึงฝั่งแล้ว. ดูก่อนทามลิเทวบุตร นี้เป็นข้อ อุปมาแห่งพราหมณ์ ผู้สิ้นอาสวะแล้ว มี ปัญญาเพ่งพินิจ พราหมณ์นั้น ถึงที่สุด แห่งชาติและมรณะแล้ว ไม่ต้องพยายาม เพราะถึงฝั่งแล้ว.
หน้า 329 ข้อ 231
อรรถกถาทามลิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทามลิสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า น เตนาสึสเต ภวํ ความว่า เขาไม่ปรารถนาภพใดภพ หนึ่ง ด้วยเหตุนั้น. เทพบุตรผู้มีความเพียรติดต่อองค์นี้ คิดว่า ความสิ้นสุด กิจของพระขีณาสพไม่มี ด้วยว่า พระขีณาสพ ทำความเพียรมาตั้งแต่ต้น เพื่อบรรลุพระอรหัต ต่อมา ก็บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่าน จงอย่านิ่งเสีย จงทำความเพียร จงบากบั่นในที่นั้น ๆ นั้นแล ดังนี้แล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า เทพบุตรองค์นี้ไม่กล่าว การจบกิจของพระขีณาสพ กล่าวแต่คำสอนของเราว่าเป็นอนิยยานิก ไม่นำสัตว์ ออกจากทุกข์ เราจักแสดงการจบกิจของพระขีณาสพนั้น ดังนี้แล้ว จึงตรัสว่า นตฺถิ กิจฺจํ ดังนี้เป็นต้น. ได้ยินว่า ในปิฎกทั้งสาม คาถานี้ ไม่แตกต่าง กัน. ด้วยว่า ขึ้นชื่อว่า โทษของความเพียร พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงแสดง ไว้ในที่อื่น. แต่ในทามลิสูตรนี้ ทรงปฏิเสธเทพบุตรองค์นี้ จึงตรัสอย่างนี้ เพื่อทรงแสดงการจบกิจของพระขีณาสพว่า เบื้องต้นภิกษุอยู่ป่า ถือเอากัมมัฏ- ฐานทำความเพียร เพื่อความสิ้นไปแห่งอาสวะสำเร็จเป็นพระขีณาสพ [สิ้นกิเลส หมด] แล้ว ต่อมา ถ้าเธอประสงค์จะทำความเพียรก็ทำ ถ้าไม่ประสงค์ เธอ จะอยู่ตามสบาย ก็ได้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาธํ แปลว่า ท่าเป็นที่จอด. จบอรรถกถาทามลิสูตรที่ ๕
หน้า 330 ข้อ 232, 233, 234
๖. กามทสูตร [๒๓๒] กามทเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การทำสมณธรรมทำได้ โดยยาก ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การทำสมณธรรมทำได้โดยแสนยาก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนทั้งหลาย ผู้ตั้งมั่นแล้วด้วยศีล แห่งพระเสขะ มีตนตั้งมั่นแล้ว ย่อมกระ- ทำสมณธรรม แม้ที่ทำได้โดยยาก ความ ยินดี ย่อมนำสุขมาให้แก่บุคคลผู้เข้าถึง แล้ว ซึ่งการบวชไม่มีเรือน. [๒๓๓] กามทเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้อที่หาได้ ยาก คือ สันตุฏฐี ความสันโดษ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนเหล่าใด ขึ้นดีแล้วในความสงบ แห่งจิต ชนเหล่าใด มีใจยินดีแล้วใน ภาวนา ทั้งกลางวันและกลางคืน ชน- เหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมได้แม้ซึ่งสิ่งที่ได้ โดยยาก. [๒๓๔] กามทเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมชาติที่ ตั้งมั่นได้ยาก คือ จิต.
หน้า 331 ข้อ 235
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบ อินทรีย์ ชนเหล่านั้นชื่อว่าย่อมตั้งมั่นซึ่งจิต ที่ตั้งมั่นได้ยาก ดูก่อนกามทเทวบุตร อริยะ ทั้งหลายเหล่านั้นย่อมตัดข่ายแห่งมัจจุไป. [๒๓๕] กามทเทวบุตรทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทางที่ไปได้ ยาก คือ ทางที่ไม่เรียบ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนกามทเทวบุตร พระอริยะ ทั้งหลาย ย่อมไปได้ แม้ในทางที่ไม่เรียบ ที่ไปได้ยาก ผู้มิใช่อริยะ ย่อมเป็นผู้บ่าย ศีรษะลงต่ำเบื้องต่ำ ตกไปในทางอันไม่เรียบ ทางนั้นย่อมสม่ำเสมอสำหรับอริยะทั้งหลาย เพราะอริยะทั้งหลาย เป็นผู้สม่ำเสมอ ใน ทางอันไม่เรียบ.
หน้า 332 ข้อ 235
อรรถกถากามทสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกามทสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้ เคยเป็นพระ- โยคาวจร ข่มกิเลสทั้งหลาย ด้วยความพากเพียร เพราะเป็นผู้มีกิเลสหนา กระทำสมณธรรม ก็ยังไม่บรรลุอริยภูมิ เพราะมีอุปนิสัยในปางก่อนน้อย กระทำกาละ [ตาย] แล้วไปบังเกิดในเทวโลก ไปยังสำนักพระตถาคตมา ด้วยหวังจะทูลบอกว่า. สมณธรรมทำได้ยาก จึงทูลอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า การกระทำสมณธรรมให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ตลอด ๑๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐ ปีบ้าง ชื่อว่ากระทำได้ยาก. บทว่า เสกฺขา ได้แก่ พระเสขะ ๗. บทว่า สีลสมาหิตา แปลว่า ตั้งมั่นเข้าประกอบแล้วด้วยศีล. บทว่า ิตตฺตา แปลว่า สภาวะที่ตั้งมั่นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรง แก้ปัญหาที่เทพบุตรทูลถามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงตั้งปัญหาให้สูงขึ้น ไปอีก จึงตรัสว่า อนคาริยุเปตสฺส เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนคาริยุเปตสฺส ได้แก่ ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน คือปราศจากเรือน. จริงอยู่ ภิกษุอยู่บนปราสาทแม้ ๗ ชั้น เมื่อถูกพระภิกษุผู้แก่กว่ามาบอกว่า เสนาสนะ นี้ตกถึงผม ดังนี้ ย่อมถือเอาบาตรจีวรออกไปโดยดี เพราะฉะนั้น ภิกษุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ผู้เข้าถึงความไม่มีเรือน. บทว่า ตุฏฺิ ได้แก่ ความสันโดษด้วยปัจจัย ๔. บทว่า ภาวนาย ได้แก่ ในการอบรมความสงบ แห่งจิต. บทว่า เต เฉตฺวา มจฺจุโน ชาลํ ความว่า พระอริยะเหล่าใด ยินดีแล้วในความสงบแห่งอินทรีย์ ทั้งกลางวันและกลางคืน พระอริยะเหล่านั้น
หน้า 333 ข้อ 235
ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก. พระอริยะเหล่าใด มีจิตตั้งมั่นแล้ว พระอริยะ เหล่านั้น ทำความสันโดษในปัจจัย ๔ ให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก พระอริยะ เหล่าใดสันโดษแล้ว พระอริยเหล่านั้น ทำศีลให้บริบูรณ์ ย่อมไม่ลำบาก พระอริยเหล่าใดตั้งมั่นในศีล พระอริยะเหล่านั้น คือพระเสขะ ๗ ตัดข่ายคือ กิเลส ที่เรียกว่า ข่ายมัจจุไป. คำทั้งหมดว่า ทุคฺคโม นี้ ท่านอธิบายว่า เทพบุตรทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอริยะเหล่าใด ยินดีในอินทรีย์ อันสงบ พระอริยะเหล่านั้น ย่อมตั้งมั่นจิตที่ตั้งมั่นได้ยาก พระอริยะเหล่าใด ตั้งมั่นในศีล พระอริยะเหล่านั้นตัดข่ายมัจจุไปได้ ก็บุคคลนี้จักไปได้อย่างไร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทางนี้เป็นทางที่ไปได้ยาก เป็นทางที่ไม่เรียบ มิใช่หรือ ดังนี้ ในข้อนั้น อริยมรรคไม่เป็นทางที่ไปได้ยาก ไม่เป็นทางที่ ไม่เรียบ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น อันตรายเป็นอันมาก ย่อมมีแก่บุคคลนั้น เพราะปฏิปทาเป็นบุพภาคส่วนเบื้องต้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า อวํสิรา ได้แก่ เป็นผู้บ่ายศีรษะลง เพราะศีรษะ คือญาณ ย่อมตกไป และเพราะไม่อาจยกขึ้นสู่อริยมรรคได้ ชนเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเรียกว่า ตกไปในทางอันไม่เรียบ. บทว่า อริยานํ สโม มคฺโค ความว่า ทางนั้นนั่นแล ย่อมเป็นทางเรียบของพระอริยะทั้งหลาย. บทว่า วิสเม สมา ความว่า แท้จริง พระอริยะทั้งหลายเป็นผู้เรียบอย่าง เดียว ในหมู่สัตว์ที่ไม่เรียบ. จบอรรถกถามทสูตรที่ ๖
หน้า 334 ข้อ 236, 237
๗.ปัญจาลจัณฑสูตร [๒๓๖] ปัญจาลจัณฑเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลผู้มีปัญญามาก ได้พบโอกาส ช่องทางในที่คับแคบหนอ ผู้ใดได้รู้ฌาน เป็นผู้ตื่น ผู้นั้นเป็นผู้องอาจในการเร้น เป็นมุนี. [๒๓๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนปัญจาลจัณเทวบุตร ชนเหล่า ใด แม้อยู่ในที่คับแคบ แต่กลับได้ซึ่งสติ เพื่อการบรรลุธรรม คือพระนิพพาน ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ตั้งมั่นดีแล้วโดยชอบ. อรรถกถาปัญจาลจัณฑสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗ ต่อไป :- ในบทว่า สมฺพาเธ ที่คับแคบมี ๒ ได้แก่ ที่คับแคบ คือ นิวรณ์ ที่ คับแคบ คือ กามคุณ. ในที่คับแคบทั้งสองนั้น ในพระสูตรนี้ ท่านประสงค์ เอาที่คับแคบ คือ นิวรณ์. คำว่า โอกาโส นี้เป็นชื่อของฌาน. บทว่า ปฏิลีนนิสโภ แปลว่า เป็นผู้หลีกออกได้ประเสริฐสุด. ผู้ละมานะได้แล้ว
หน้า 335 ข้อ 237
ตรัสเรียกชื่อว่า ผู้หลีกออก เหมือนอย่างที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้หลีกออกเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ มี อัสมิมานะ [ความถือว่าเป็นเรา] อันละได้แล้ว มีมูลอันถอนเสียแล้ว ทำเป็น ดุจต้นตาลมีรากอันถอนแล้ว ทำให้ไม่มี ไม่มีการเกิดขึ้นต่อไป ดังนี้. บทว่า ปจฺจลทฺธํสุ แปลว่า ได้เฉพาะแล้ว. ด้วยบทว่า สมฺมา เต ท่านกล่าวฌาน ผสมกันไว้ว่า ชนเหล่าใดได้เฉพาะสติ เพื่อบรรลุพระนิพพาน ชนเหล่านั้น เป็นผู้ตั้งมั่นดีแล้ว แม้ด้วยโลกุตรสมาธิ. จบอรรถกถาปัญจาลจัณฑสูตรที่ ๗
หน้า 336 ข้อ 238, 239
๘. ตายนสูตร [๒๓๘] ครั้งนั้น ตายนเทวบุตรผู้เป็นเจ้าลัทธิมาเก่าก่อน เมื่อสิ้น ราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒๓๙] ตายนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว คาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านจงพยายามตักกระแสตัณหา จง บรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์. มุนีไม่ละกาม ย่อมเข้าไม่ถึงความที่ จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ถ้าบุคคลจะพึง ทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น เพราะ ว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่งโปรย โทษดุจธุลี. ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง. ก็กรรมใดทำแล้ว ไม่เดือดร้อนใน ภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้ว ประเสริฐกว่า หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือนั่นเอง ฉันใด.
หน้า 337 ข้อ 240
ความเป็นสมณะ. อันบุคคลปฏิบัติ ไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น. กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใด ที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่ น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก. ตายนเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง. [๒๔๐] ครั้งนั้น โดยล่วงราตรีนั้นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ เทวบุตรนามว่าตายนะ ผู้เป็นเจ้าลัทธิแต่เก่าก่อนเมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหาร เชตวันให้สว่าง เข้ามาหาเรา อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้าง- หนึ่ง ตายนเทวบุตร กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักของเราว่า ท่านจงพยายามตัดกระแสตัณหา จง บรรเทากามเสียเถิดพราหมณ์. มุนีไม่ละกาม ย่อมเข้าไม่ถึงความที่ จิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งได้ ถ้าบุคคลจะพึง ทำความเพียร พึงทำความเพียรนั้นจริง ๆ พึงบากบั่นทำความเพียรนั้นให้มั่น เพราะ ว่าการบรรพชาที่ปฏิบัติย่อหย่อน ยิ่งโปรย โทษดุจธุลี. ความชั่วไม่ทำเสียเลยประเสริฐกว่า ความชั่วย่อมเผาผลาญในภายหลัง.
หน้า 338 ข้อ 240
ก็กรรมใดทำแล้วไม่เดือดร้อนใน ภายหลัง กรรมนั้นเป็นความดี ทำแล้ว ประเสริฐกว่า หญ้าคาอันบุคคลจับไม่ดี ย่อมบาดมือนั่นเอง ฉันใด. ความเป็นสมณะ อันบุคคลปฏิบัติ ไม่ดี ย่อมฉุดเข้าไปในนรก ฉันนั้น. กรรมอันย่อหย่อนอย่างใดอย่างหนึ่ง วัตรอันใดที่เศร้าหมอง และพรหมจรรย์ที่ น่ารังเกียจ ทั้งสามอย่างนั้น ไม่มีผลมาก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตายนเทวบุตรครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาท เราทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้ง หลาย จงศึกษา จงเล่าเรียน จงทรงจำตายนคาถาไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตายนคาถาประกอบด้วยประโยชน์ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์. อรรถกถาตายนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในตายนสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า ปุราณติตฺถกโร แปลว่า ผู้เป็นเจ้าลัทธิมาแต่ก่อน. ในคำว่า ปุราณติตฺถกโร นั้น ทิฎฐิ ๖๒ ชื่อว่า ลัทธิ [ติตถ]. ศาสดาผู้ก่อกำเนิด ลัทธิเหล่านั้น ชื่อว่า เจ้าลัทธิ คือใคร. คือ นันทะ มัจฉะ กิสะ สังกิจจะ และที่ชื่อว่า เดียรถีย์ทั้งหลาย มีปุรณะเป็นต้น. ถามว่า ก็ตายนเทพบุตรนี้ ก่อทิฎฐิขึ้นแล้วบังเกิดในสวรรค์ได้อย่างไร. ตอบว่า เพราะเป็นกัมมวาที. ได้ยินว่า ตายนเทพบุตรนี้ ได้ให้อาหารในวันอุโบสถเป็นต้น เริ่มตั้งอาหาร
หน้า 339 ข้อ 240
ไว้สำหรับคนอนาถา ทำที่พัก ให้ขุดสระโบกขรณีทั้งหลายได้ทำความดีมาก แม้อย่างอื่น. เพราะผลวิบากแห่งความดีนั้น เขาจึงบังเกิดในสวรรค์ แต่เขา ไม่รู้ว่า พระศาสนาเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์. เขามายังสำนักพระตถาคต ด้วยประสงค์จะกล่าวคาถาคำร้อยกรอง ประกอบด้วยความเพียรอันเหมาะแก่ พระศาสนา จึงกล่าวคาถาว่า ฉินฺท โสตํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉินฺท เป็นคำสั่งที่ไม่แน่นอน. บทว่า โสตํ ได้แก่กระแสตัณหา. บทว่า ปรกฺกม ได้แก่ ทำความเพียร. บทว่า กาเม ได้แก่ กิเลสกามบ้าง วัตถุกามบ้าง. บทว่า ปนูท แปลว่า จงนำออก. บทว่า เอกตฺตํ ได้แก่ ฌาน. ท่านอธิบายว่า มุนีไม่ละกามทั้งหลาย ย่อมไม่ เข้าถึง คือ ไม่ได้ฌาน. บทว่า กยิรา เจ กยิราเถนํ ความว่า ถ้าบุคคล พึงทำความเพียรไซร้ ก็ไม่พึงท้อถอยความเพียรนั้น. บทว่า ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม ความว่า พึงทำความเพียรนั้นให้มั่นคง. บทว่า สิถิโล หิ ปริพฺ- พาโช ได้แก่ บรรพชาที่ถือไว้หย่อน ๆ. บทว่า ภิยฺโย อากรเต รชํ แปลว่า พึงโปรยธุลี คือกิเลสไว้เบื้องบนมากมาย. บทว่า อกตํ ทุกฺกฏํ เสยฺโย แปลว่า ความชั่ว ไม่ทำเสียเลยดีกว่า. บทว่า ยงฺกิญฺจิ ความว่า มิใช่แต่สามัญญผล คุณเครื่องเป็นสมณะ ที่ผู้บวชทำชั่วทำไว้อย่างเดียว แม้ กิจกรรมอย่างอื่นอะไร ๆ ที่ผู้บวชทำย่อหย่อน ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า สงฺกิลิฏฺํ ความว่า วัตรที่ทำได้ยาก คือ ธุดงควัตร ที่สมาทานเพราะ ปัจจัยลาภเป็นเหตุในพระศาสนานี้ ก็เศร้าหมองทั้งนั้น. บทว่า สงฺกสฺสรํ ได้แก่ ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ คือที่สงสัย รังเกียจอย่างนี้ว่า แม้ข้อนี้ ก็จัก เป็นข้อที่ผู้นี้กระทำแล้ว แม้ข้อนี้ก็จักเป็นข้อที่นี้กระทำแล้ว. บทว่า อาทิ- พฺรหฺมจริยกา ได้แก่ เป็นเบื้องต้น คือ เป็นที่ปรากฏแห่งมรรคพรหมจรรย์. จบอรรถกถาตายนสูตรที่ ๘
หน้า 340 ข้อ 241, 242, 243, 244
๙. จันทิมสูตร [๒๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ . . . กรุงสาวัตถี สมัยนั้น จันทิมเทวบุตรถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้งนั้นจันทิมเทวบุตรระลึกถึง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอ ความนอบน้อมจงมีแต่พระองค์ พระองค์ เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้า พระองค์ถึงฐานะอันดับขัน ของพระองค์ จงเป็นที่พึงแห่งข้าพระองค์นั้น. [๒๔๒] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปรารภจันทิมเทวบุตร ได้ตรัสกะอสุรินทราหูด้วยพระคาถาวา จันทิมเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็น พระอรหันต์ ว่าเป็นที่พึ่ง ดูก่อนราหู ท่านจงปล่อยจันทิมเทวบุตร พระพุทธเจ้า ทั้งหลายเป็นผู้อนุเคราะห์โลก. [๒๔๓] ลำดับนั้น อสุรินทราหู ปล่อยจันทิมเทวบุตรแล้ว เร่งรีบ เข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูร แล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพอง ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒๔๔] ท้าวเวปจิตติจอมอสูตร ได้กล่าวกะอสุรินทราหูด้วยคาถาว่า ดูก่อนราหู ทำไมหนอ ท่านจึง เร่งรีบปล่อยพระจันทร์เสีย ทำไมหนอ ท่านจึงมีรูปสลด มายืนกลัวอยู่.
หน้า 341 ข้อ 245
[๒๔๕] อสุรินทราหูกล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกขับ ด้วยคาถาของ พระพุทธเจ้า หากข้าพเจ้าไม่พึงปล่อย จันทิมเทวบุตร ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตก เจ็ดเสี่ยงมีชีวิตอยู่ ก็ไม่พึงได้ความสุข. อรรถกถาจันทิมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในจันทิมสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า จนฺทิมา คือเทพบุตรผู้สถิตอยู่ ณ จันทรวิมาน. บทว่า สพฺพธิ ได้แก่ ในขันธ์อายตนะ เป็นต้นทั้งหมด. บทว่า โลกานุกมฺปกา ได้แก่ เป็นผู้อนุเคราะห์ ทั้งท่าน ทั้งจันทรเทพบุตร เช่นเดียวกัน. บทว่า สนฺตรมาโน ได้แก่ ดุจรีบด่วน. คำว่า ปมุญฺจสิ เป็นปัจจุปันกาล ลงในอรรถอดีตกาล. จบอรรถกถาจันทิมสูตรที่ ๙
หน้า 342 ข้อ 246, 247, 248
๑๐. สุริยสูตร [๒๔๖] สมัยนั้น สุริยเทวบุตร ถูกอสุรินทราหูเข้าจับแล้ว ครั้งนั้น สุริยเทวบุตร ระลึกถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ขอ ความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์ พระองค์ เป็นผู้หลุดพ้นแล้วในธรรมทั้งปวง ข้า พระองค์ถึงฐานะอันดับขัน ขอพระองค์ จงเป็นที่พึ่งแห่งข้าพระองค์นั้น. [๒๔๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภสุริยเทวบุตรได้ ตรัสกะอสุรินทราหูด้วยพระคาถาว่า สุริยเทวบุตร ถึงตถาคตผู้เป็นพระ- อรหันต์ ว่าเป็นที่พึง ดูก่อนราหู ท่านจง ปล่อยสุริยะ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้ อนุเคราะห์โลก สุริยะใดเป็นผู้ส่องแสง กระทำความสว่างในที่มืดมิด มีสัณฐาน เป็นวงกลม มีเดชสูง ดูก่อนราหู ท่าน จงปล่อยสุริยะ ผู้เป็นบุตรของเรา. [๒๔๘] ลำดับนั้น อสุรินทราหู ปล่อยสุริยเทวบุตรแล้ว เร่งรีบ เข้าไปหาท้าวเวปจิตติจอมอสูร แล้วก็เป็นผู้เศร้าสลด เกิดขนพอง ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 343 ข้อ 249, 250
[๒๔๙] ท้าวเวปจิตติจอมอสูร ได้กล่าวกะอสุรินทราหู ด้วยคาถาว่า ดูก่อนราหู ทำไมหนอ ท่านจึงเร่ง รีบ ปล่อยพระสุริยะเสีย ทำไมหนอ ท่าน จึงมีรูปเศร้าสลด มายืนกลัวอยู่. [๒๕๐] อสุรินทราหู กล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกขับ ด้วยคาถาของ พระพุทธเจ้า ถ้าข้าพเจ้าไม่พึงปล่อยพระ- สุริยะ ศีรษะของข้าพเจ้าพึงแตกเจ็ดเสี่ยง มีชีวิตอยู่ ก็ไม่พึงได้รับความสุข. จบสุริยสูตร จบ วรรคที่ ๑
หน้า 344 ข้อ 250
อรรถกถาสุริยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุริยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า สุริโย คือ เทวบุตร ผู้สถิตอยู่ ณ สุริยวิมาน. บทว่า อนฺธ- กาเร ได้แก่ ในการทำความมืดดุจตาบอด เพราะห้ามความเกิดแห่งจักษุ วิญญาณ. บทว่า เวโรจโน แปลว่า ส่องสว่าง. บทว่า มณฺฑลี ได้แก่ มีสัณฐานกลม ด้วยบทว่า มา ราหุ คิลี จรมนฺตลิกฺเข ดังนี้ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนราหู ท่านอย่ากลืนสุริยะผู้โคจรไปในอากาศเลย. ถามว่า ก็ราหูนั้นกลืนสุริยะนั้นได้หรือ. ตอบว่า กลืนได้สิ เพราะว่า ราหูมี อัตภาพใหญ่ ว่าโดยส่วนสูง สูงถึง ๔,๘๐๐ โยชน์ ช่วงแขน ยาว ๑,๒๐๐ โยชน์ ว่าโดยส่วนหนา ๖๐๐ โยชน์ ศีรษะ ๙๐๐ โยชน์ หน้าผาก ๓๐๐ โยชน์ ระหว่างคิ้ว ๕๐ โยชน์ คิ้ว ๒๐๐ โยชน์ ปาก ๒๐๐ โยชน์ จมูก ๓๐๐ โยชน์ ขอบปากลึก ๓๐๐ โยชน์ ฝ่ามือฝ่าเท้าหนา ๒๐๐ โยชน์ ข้อนิ้ว ๑๕ โยชน์. ราหูนั้นเห็นจันทระและสุริยะ ส่องสว่างอยู่ มีความริษยาเป็นปกติอยู่แล้ว ก็ลงสู่ วิถีโคจรของจันทรและสุริยะนั้น ยืนอ้าปากอยู่. จันทรวิมานหรือสุริยวิมานก็เป็น ประหนึ่งถูกใส่เข้าไปในมหานรก ๓๐๐ โยชน์ เทวดาทั้งหลายที่สถิตอยู่ในวิมาน ถูกมรณภัยคุกคาม ก็ร้องเป็นอันเดียวกัน ราหูนั้น บางคราวก็เอามือบังวิมาน บางคราวก็ใส่ไว้ใต้คาง บางคราวก็เอาลิ้นเลีย บางคราวก็วางในกระพุ้งแก้ม เหมือนกินทำแก้มตุ่ย แต่ราหูนั้น ไม่อาจชลอความเร็วได้ คิดว่าเราจักฆ่าเสีย ก็ ยืนอมทำแก้มตุ่ย หรือคิดว่าขมองของเทพบุตรนั้นจักแตกออกไป ราหูก็คร่าวิมาน นั้นน้อมเข้ามา. เพราะฉะนั้น เทพบุตรนั้น จึงไปพร้อมด้วยกันกับวิมาน. บทว่า
หน้า 345 ข้อ 250
ปชํ มม ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรแม้ทั้งสองคือ จันทระและสุริยะ บรรลุ โสดาปัตติผล ในวันที่ตรัสมหาสมยสูตร. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า ปชํ มม อธิบาย นั่นเป็นบุตรของเรา. จบอรรถกถาสุริยสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๑ รวมพระสูตรในวรรคนี้ ๑. ปฐมกัสสปสูตร ๒. ทุติยกัสสปสูตร ๓. มาฆสูตร ๔. มาคธสูตร ๕. ทามลิสูตร ๖. กามทสตร ๗. ปัญจาลจัณฑสูตร ๘. ตายนสูตร ๙. จัน- ทิมสูตร ๑๐. สุริยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 346 ข้อ 251, 252, 253
อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ ๑. จันทิมสูตร ว่าด้วยผู้ถึงฝั่ง [๒๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น จันทิมสเทวบุตร เมื่อสิ้น ปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒๕๒] จันทิมสเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน มีจิตเป็น สมาธิ มีปัญญา มีสติ ชนเหล่านั้น จักถึง ความสวัสดี ประดุจเนื้อในชะวากเขา ไร้ ริ้นยุง ฉะนั้น. [๒๕๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็ชนเหล่าใด เข้าถึงฌาน ไม่ประ- มาท ละกิเลสได้ ชนเหล่านั้น จักถึงฝั่ง คือ นิพพาน ประดุจปลา ทำลายข่ายได้ แล้ว ฉะนั้น.
หน้า 347 ข้อ 253
อนาถปิณฑิกวรรคที่ ๒ อรรถกถาจันทิมสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในจันทิมสสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า กจฺเฉว แปลว่า ประดุจชะวาก ชะวากเขาก็ดี ชะวากไม้และน้ำ ก็ดี ชื่อว่า ชะวาก. บทว่า เอโกพินิปทา ได้แก่ประกอบด้วยจิตต์มีอารมณ์ เดียว และปัญหาเครื่องรักษาตัว. บทว่า สตา แปลว่า มีสติ. ท่านอธิบาย ว่า ชนเหล่าใดได้ฌาน มีจิตมีอารมณ์อันเดียวผุดขึ้น มีปัญญาเครื่องรักษาตัว มีสติอยู่ ชนเหล่านั้น จักถึงความสวัสดี เหมือนเหล่ามฤค ในชะวากเขา หรือ ชะวากแม่น้ำ ที่ไม่มียุง. บทว่า ปารํ ได้แก่พระนิพพาน บทว่า อมฺพุโช แปลว่า ปลา. บทว่า รณํ ชหา แปลว่า ละกิเลส. ท่านอธิบายว่า ชน เหล่าใดได้ฌานไม่ประมาท ย่อมละกิเลสได้ ชนเหล่านั้น ก็จักถึงพระนิพพาน เหมือนปลาทำลายข่ายที่ทำด้วยด้ายฉะนั้น. จบอรรถกถาจันทิมสสูตรที่ ๑
หน้า 348 ข้อ 254, 255
๒. เวณฑุสูตร [๒๕๔] เวณฑุเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชนเหล่าใด นั่งใกล้พระสุคต ประกอบความเพียรในศาสนาของพระ- โคดม ไม่ประมาทแล้ว ตามศึกษาอยู่ ชนเหล่านั้น มีความสุขหนอ. [๒๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนเหล่าใด เป็นผู่เพ่งพินิจ ตาม ศึกษาในข้อสั่งสอน อันเรากล่าวไว้แล้ว ชนเหล่านั้น ไม่ประมาทอยู่ในกาล ก็ไม่ พึงตกอยู่ในอำนาจแห่งมัจจุ. อรรถกถาเวณาฑุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเวณฑุสูตรที่ ๒ ต่อไป :- คำว่า เวณฑะ [บาลีว่า เวณฑุ] เป็นชื่อของเทพบุตรองค์นั้น. บทว่า ปยิรุปาสิย ได้แก่ เข้าไปนั่งใกล้. บทว่า อนุสิกฺขเร ได้แก่ ศึกษา. บทว่า สตฺถปเท ได้แก่ บท คือ คำสั่งสอน. บทว่า กาเล เต อปฺปมชฺ- ชนฺตา ได้แก่ กระทำความไม่ประมาทในกาล. จบอรรถกถาเวณฑุสูตรที่ ๒
หน้า 349 ข้อ 256, 257
๓. ทีฆลักฐิสูตร [๒๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นที่ประทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น ทีฆลัฏฐิเทวบุตร เมื่อสิ้น ราตรีปฐมยาม มีวรรณะอันงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเวฬุวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒๕๗] ทีฆลัฏฐิเทวบุตร ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ภิกษุพึงเป็นผู้มีปกติเพ่งพินิจฌาน มีจิตหลุดพ้นแล้ว พึงหวังความไม่เกิดขึ้น แห่งหทัย คือพระอรหัตผล รู้ความเกิดขึ้น และควานเสื่อมไปแห่งโลกแล้ว มีใจดี อันตัณหาและทิฐิไม่อิงอาศัยแล้ว มีพระ- อรหัตผลนั้นเป็นอานิสงส์. อรรถกถาทีฆลัฏฐิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทีฆลัฏฐิสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า ทีฆลฏฺิ ความว่า เหล่าเทพในเทวโลก มีพฤตินัยว่า มี ขนาดเท่ากันหมด ส่วนทีฆลัฏฐิเทพบุตรนั้น มีชื่ออย่างนี้ ก็เพราะเมื่ออยู่ใน มนุษยโลกมีตัวสูง. เขาทำบุญทั้งหลาย แม้บังเกิดในเทวโลก ก็ปรากฏชื่อ อย่างนั้นนั่นแหละ. จบอรรถกถาทีฆทัฏฐิสูตรที่ ๓
หน้า 350 ข้อ 258, 259
๔. นันทนสูตร [๒๕๘] นันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ข้าแต่พระโคดม ผู้มีพระปัญญา กว้างขวาง ข้าพระองค์ขอทูลถามพระองค์ ถึงญาณทัสสนะ อันไม่มีอะไรขวางกั้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตทั้งหลาย เรียกบุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีศีล เรียก บุคคลชนิดไรว่า เป็นผู้มีปัญญา บุคคล ชนิดไรล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลาย บูชาบุคคลชนิดไร. [๒๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลใด มีศีล มีปัญญา อบรม ตนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ ปราศจากความโศกทั้งหมด ละได้ขาดสิ้น อาสวะแล้ว ทรงไว้ซึ่งร่างกายสุดท้าย บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็นผู้มีศีล เรียกบุคคลชนิดนั้นว่า เป็นผู้ มีปัญญา บุคคลชนิดนั้นล่วงทุกข์อยู่ได้ เทวดาทั้งหลายบูชาบุคคลชนิดนั้น.
หน้า 351 ข้อ 259
อรรถกถานันทนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนันทนสูตรที่ ๔ ต่อไป :- นันทนเทพบุตร เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยพระโคตรว่า โคตม. บทว่า อนาวฏํ ความว่า เมื่อพรํะตถาคตทรงส่งพระสัพพัญญุคญาณ ต้นไม้ หรือภูเขา ไม่สามารถจะขวางกั้นได้เลย เพราะฉะนั้น นันทนเทพบุตรจึง กล่าวว่า อนาวฏํ. ครั้นชมพระตถาคตดังนั้นแล้ว เมื่อจะถามปัญหาซึ่งแต่งไว้ ในเทวโลก จึงทูลถามว่า กถํวิธํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขมติจฺจ อิริยติ แปลว่า ล่วงทุกข์อยู่. บทว่า สีลวา ได้แก่ พระ- ขีณาสพ ผู้ประกอบด้วยศีล ที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. ปัญญา เป็นต้น ก็ พึงทราบว่า ระคนกันเหมือนกัน. บทว่า ปูชยนฺติ ความว่า บูชาด้วยของ หอมและดอกไม้เป็นต้น. จบอรรถกถานันทสูตรที่ ๔
หน้า 352 ข้อ 260, 261
๕. จันทนสูตร [๒๖๐] จันทนเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า บุคคลผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืน และกลางวัน จะข้ามโอฆะได้อย่างไร ใครไม่จมในห่วงน้ำลึก อันไม่มีที่พึ่ง ไม่ มีที่ยึดเหนี่ยว. [๒๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ทุกเมื่อ มี ปัญญา มีใจตั้งมั่นดีแล้ว ปรารภความ เพียร มีตนส่งไปแล้ว ย่อมข้ามโอฆะที่ข้าม ได้ยาก เขาเว้นขาดแล้วจากกามสัญญา ล่วงรูปสัญโญชน์ได้ สิ้นภพเป็นที่เพลิด เพลินแล้ว ย่อมไม่จมในห้วงน้ำลึก. อรรถกถาจันทนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในจันทนสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า อปฺปติฏฺเ อนาลมเพ ได้แก่ ไม่มีที่พึ่งในเบื้องต่ำ ไม่มี ที่ยึดในเบื้องบน. บทว่า สุสมาหิโต ได้แก่ ตั้งมั่นด้วยดี ด้วยอัปปนาสมาธิ บ้าง ด้วยอุปจารสมาธิบ้าง. บทว่า ปหิตตฺโต แปลว่า มีตนส่งไปแล้ว
หน้า 353 ข้อ 261
บทว่า นนฺทิภวปริกฺขีโณ แปลว่า สิ้นภพเป็นที่เพลิดเพลินแล้ว. อภิสังขาร คือกรรม ๓ [ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และอเนญชาภิสังขาร] ชื่อว่า ภพเป็นที่เพลิดเพลิน. ดังนั้น ในพระคาถานี้ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงถือเอาด้วยศัพท์ว่า กามสัญญา สังโยชน์เบื้องบน ๕ ทรงถือเอา ด้วยศัพท์ว่า รูปสังโยชน์ อภิสังขาร คือกรรม ๓ ทรงถือเอาด้วยศัพท์ว่า นันทิภพ. ผู้ใดละสังโยชน์ ๑๐ และอภิสังขารคือกรรม ๓ ได้อย่างนี้ ผู้นั้น ย่อมไม่จมลงในโอฆะใหญ่ที่ลึก. อีกนัยหนึ่ง กามภพทรงถือเอาด้วยกามสัญญา รูปภพทรงถือเอาด้วยรูปสังโยชน์ อรูปภพทรงถือเอาด้วยศัพท์ทั้งสองนั้น อภิสังขารคือกรรม ๓ ทรงถือเอาด้วยนันทิภพ. เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงแม้ว่า ผู้ใดไม่มีสังขาร ๓ ในภพ ๓ อย่างนี้ ผู้นั้น ย่อมไม่จม ลงในห้วงน้ำลึก ดังนี้. จบอรรถกถาจันทนสูตรที่ ๕
หน้า 354 ข้อ 262, 263
๖. วาสุทัตตสูตร [๒๖๒] วาสุทัตตเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุพึงมีสติเพื่อละกามราคะ งด เว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่. [๒๖๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุพึงมีสติเพื่อการละสักกายทิฏฐิ งดเว้นเสีย ประดุจบุคคลถูกแทงด้วยหอก ประดุจบุคคลถูกไฟไหม้ศีรษะอยู่. อรรถกถา วาสุทัตตสูตรที่ ๖ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
หน้า 355 ข้อ 264, 265
๗. อพรหมสูตร [๒๖๔] สุพรหมเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า จิตนี้สะดุ้งอยู่เป็นนิตย์ ใจนี้หวาด เสียวอยู่เป็นนิตย์ ทั้งเมื่อกิจไม่เกิดขึ้นทั้ง เกิดขึ้นแล้วก็ตาม ถ้าความไม่สะดุ้งกลัวมี อยู่ ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว โปรดตรัส บอกความไม่สะดุ้งนั้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๒๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เรายังมองไม่เห็นความสวัสดีแห่ง สัตว์ทั้งหลาย นอกจากปัญญาและความ เพียร นอกจากความสำรวมอินทรีย์ นอก จากความสละวางทุกสิ่งทุกอย่าง. สุพรหมเทวบุตรได้กล่าวดังนี้แล้ว ฯลฯ ก็อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 356 ข้อ 265
อรรถกถาสุพรหมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุพรหมสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า สุพฺรหฺมา ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรนั้น อันเหล่าเทพ อัปสรห้อมล้อมแล้ว ไปยังสนามกีฬานันทนวัน นั่ง ณ อาสนะที่จัดไว้ ได้ โคนต้นปาริฉัตร เหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ก็นั่งล้อมเทพบุตรนั้น. เหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ก็ปืนขึ้นต้นไม้. ถามว่า ก็ต้นไม้แม้สูง ๑๐๐ โยชน์ ก็น้อมลงมาถึงมือ ด้วยอำนาจจิตของเหล่าเทวดามิใช่หรือ เหตุไร เทพธิดาเหล่านั้น จึงต้องปืน ขึ้นเล่า. ตอบว่า เพราะเทพธิดาเหล่านั้นสนใจแต่จะเล่น แต่ครั้นปีนขึ้นไป แล้ว ก็ขับเพลงด้วยเสียงอันไพเราะทำดอกไม้ทั้งหลายให้หล่นลง เหล่าเทพธิดา นอกนี้ (ที่ไม่ได้ปีนขึ้น) เก็บดอกไม้เหล่านั้น เอามาร้อยทำเป็นพวงมาลัยขั้ว เดียวกันเป็นต้น. ครั้งนั้น เหล่าเทพธิดา ที่ปีนขึ้นต้นไม้ ก็ทำกาละ (จุติ) ด้วยอำนาจอุปัจเฉทกกรรมประหารครั้งเดียวเท่านั้น ไปบังเกิดในอเวจีนรก เสวยทุกข์ใหญ่. เมื่อเวลาล่วงไป เทพบุตรก็นึกรำพึงว่า ไม่ได้ยินเสียงเทพธิดาเหล่า นั้น ดอกไม้ก็ไม่หล่น เขาไปไหนกันหนอ. ก็เห็นไปบังเกิดในนรก เกิดรันทด ใจ เพราะความโศกในของรัก จึงดำริว่า ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เหล่าเทพธิดา ก็ไปตามกรรม ตัวเราจะมีอายุสังขารเท่าไรกันเล่า เทพบุตรนั้น ดำริว่า ใน วันที่ ๗ เราก็จะพึงทำกาละ พร้อมกับเหล่าเทพธิดา ๕๐๐ ส่วนที่เหลือพากันไป บังเกิดในนรกนั้นเหมือนกัน รันทดระทมเพราะความโศกที่รุนแรง. เทพบุตร นั้น ก็ดำริว่า ในมนุษยโลกพร้อมทั้งเทวโลก นอกจากพระตถาคตแล้ว ก็ไม่มี ใครสามารถดับความโศกของเรานี้ได้ จึงไปเฝ้ากล่าวคาถาว่า นิจฺจมุตฺรสุตํ
หน้า 357 ข้อ 265
ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อิทํ เทพบุตรนั้น แสดง จิตของตน. บทที่ ๒ เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นแหละ. ก็บทว่า นิจฺจํ ไม่ พึงถือเอาความว่า จำเดิมแต่กาลที่บังเกิดในเทวโลก. พึงทราบความนั้นว่าเป็น นิตย์ จำเดิมแต่เวลาที่สะเทือนใจ. บทว่า อนุปฺปนฺเนสุ กิจฺเจสุ ได้แก่ใน ทุกข์ทั้งหลายที่เกิดขึ้น โดยล่วงไป ๗ วัน แต่วันนี้. ด้วยบทว่า อโถ อุปฺปตฺติเตสุ จ เทพบุตรนั้นแสดงว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในทุกข์ทั้ง หลายที่เกิดขึ้นแล้วและยังไม่เกิดขึ้นเหล่านี้ อย่างนี้ คือ ในทุกข์ที่ข้าพระองค์ เห็นนางอัปสร ๕๐๐ บังเกิดในนรก จิตของข้าพระองค์ก็หวาดสะดุ้งเป็นนิตย์ ข้าพระองค์เป็นประหนึ่งถูกไฟเผาอยู่ในอก. บทว่า นาญฺตฺร โพชฺฌงฺคตปสา ความว่า นอกจากการเจริญ โพชฌงค์และ คุณคือตปะ เรามองไม่เห็นความสวัสดีในที่อื่น. บทว่า สพฺพนิสฺสคฺคา ได้แก่ พระนิพพาน. ก็ในบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ถือเอาการเจริญโพชฌงค์ก่อน ภายหลังก็ทรงถือเอาอินทรียสังวรก็จริงอยู่ ถึง อย่างนั้น โดยใจความอินทรียสังวร ก็พึงทราบว่า ทรงถือเอาก่อน ด้วยว่า เมื่อภิกษุถือเอาอินทรียสังวรแล้ว ก็เป็นอันถือเอาจตุปาริสุทธิศีลด้วย. ภิกษุตั้ง อยู่ในจตุปาริสุทธิศีลนั้น เป็นนิสสัยมุตตกะ (พ้นจากการถือนิสสัยกับอุปัชฌาย์ หรืออาจารย์) สมาทานตปคุณ กล่าวคือธุดงค์เข้าป่าเจริญกัมมัฏฐาน ย่อมทำ โพชฌงค์ให้เกิดมีพร้อมกับวิปัสสนา. อริยมรรคของภิกษุนั้น ทำนิพพานธรรม อันใดเป็นอารมณ์แล้วเกิดขึ้น นิพพานธรรมอันนั้น ชื่อว่า สัพพนิสสัคคะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปลี่ยนเทศนาเป็นสัจจะ ๔. เมื่อจบเทศนา เทพบุตรก็ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. จบอรรถกถาสุพรหมสูตรที่ ๗
หน้า 358 ข้อ 266, 267, 268
๘. กกุธสูตร [๒๖๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระอัญชนวัน ที่ พระราชทานอภัยแก่เนื้อ เมืองสาเกต ครั้งนั้น กกุธเทวบุตร เมื่อสิ้นราตรี ปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำอัญชนวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒๖๗] กกุธเทวบุตร ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ พระองค์ทรงยินดีอยู่หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เราได้ อะไรจึงจะยินดี. กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ ทรงเศร้าโศกอยู่หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนผู้มีอายุ เราเสื่อมอะไร จึงจะเศร้าโศก. กกุธเทวบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ ถ้าอย่างนั้นพระองค์ ไม่ทรงยินดีเลย ไม่ทรงเศร้าโศกเลยหรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น เช่นนั้น ผู้มีอายุ. [๒๖๘] กกุธเทวบุตร กราบทูลว่า ข้าแต่ภิกษุ พระองค์ไม่มีทุกข์บ้าง หรือ ความเพลิดเพลินไม่มีบ้างหรือ ความ เบื่อหน่ายไม่ครอบงำพระองค์ผู้ประทับนั่ง แต่พระองค์เดียวบ้างหรือ.
หน้า 359 ข้อ 269, 270, 271, 272
[๒๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนท่านผู้อันคนบูชา เราไม่ทุกข์ เลย และความเพลิดเพลินก็ไม่มี อนึ่ง ความเบื่อหน่าย ก็ไม่ครอบงำเราผู้นั่งแต่ ผู้เดียว. [๒๗๐] กกุธเทวบุตรทูลถามว่า ข้าแต่ภิกษุ ทำไมพระองค์จึงไม่มี ทุกข์ ทำไมความเพลิดเพลินจึงไม่มี ทำไม ความเบื่อหน่าย จึงไม่ครอบงำพระองค์ผู้ นั่งแต่ผู้เดียว. [๒๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้มีทุกข์นั่นแหละ จึงมีความเพลิด- เพลิน ผู้มีความเพลิดเพลินนั่นแหละ จึงมี ทุกข์ ภิกษุย่อมเป็นผู้ไม่มีความเพลิดเพลิน ไม่มีทุกข์ ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ผู้มีอายุ. [๒๗๒] กกุธเทวบุตรทูลว่า นานหนอ ข้าพระองค์เพิ่งพบเห็น ภิกษุ ผู้เป็นพราหมณ์ดับสนิทแล้ว ไม่มี ความยินดี ไม่มีทุกข์ ข้ามพ้นเครื่องข้อง ในโลกแล้ว.
หน้า 360 ข้อ 272
อรรถกถากกุธสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกกุธสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า กกุโธ เทวปุตฺโต ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้ เป็นบุตรอุปัฏฐากของพระมหาโมคคัลลานเถระ ในโกฬนคร เมื่อวัยรุ่นอยู่ใน สำนักของพระเถระ ทำฌานให้เกิดแล้ว ทำกาละ [ตาย] ไปอุบัติในพรหมโลก แม้ในพรหมโลกนั้น เหล่าพรหมก็รู้จักเขาว่ากกุธพรหมนั่นแล. บทว่า นนฺทสิ แปลว่า ยินดี. บทว่า กึ ลทฺธา ความว่า บุคคลได้ของที่พอใจไร ๆ ชื่อว่า ผู้ยินดี เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กึ ชิยิตฺถ ความว่า ก็ผู้ใดเสื่อมเสียสิ่งของมีผ้าเป็นต้นที่พอใจไร ๆ ผู้นั้นย่อมเศร้าโศก เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น. บทว่า อรติ นาภิกีรติ ความว่า ความระอาย่อมไม่ครอบงำ. บทว่า อฆชาตสฺส ความว่า ผู้เกิดทุกข์ คือตั้งอยู่ในวัฏทุกข์. บทว่า นนฺทิชาตสฺส ได้แก่ ผู้เกิดตัณหา. จริงอยู่ วัฏทุกข์ของบุคคลเห็นปานนั้นก็มา [เรียก] ว่า อฆะ. สมจริง ดังคำที่ ท่านกล่าวว่า ผู้เป็นทุกข์ ย่อมปรารถนาสุข. ดังนั้น ความยินดี จึงมีแก่ผู้ เกิดทุกข์. ส่วนทุกข์ก็มาเหมือนกัน เมื่อสุขแปรปรวนไป เหตุนั้น ทุกข์จึงมี แก่ผู้เกิดความยินดี. จบอรรถกถากกุธสูตรที่ ๘
หน้า 361 ข้อ 273, 274
๙. อุตตรสูตร [๒๗๓] ราชคฤหนิทาน. อุตตรเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมต้าน ทานไม่ได้ บุคคลเล็งเห็นภัยในมรณะนี้ แล้ว พึงทำบุญอันจะนำความสุขมาให้. [๒๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชีวิตมีอายุน้อย ถูกชราต้อนเข้าไป ชีวิตที่ถูกชราต้อนเข้าไปแล้ว ย่อมต้าน ทานไม่ได้ ผู้เห็นภัยในความตายนี้มุ่งต่อ สันติ พึงละโลกามิสเสีย. อรรถกถา อุตตรสูตรที่ ๙ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วเหมือนกัน.
หน้า 362 ข้อ 275, 276
๑๐. อนาถปิณฑิกสูตร [๒๗๕] อนาถบิณฑิกเทวบุตร ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่าน ผู้แสวงคุณพำนักอยู่ พระธรรมราชาก็ ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า พระองค์. สัตว์ทั้งหลาย ย่อมบริสุทธิ์ด้วย ส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล และชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตร หรือทรัพย์ไม่. เพราะเหตุนั่นแหละ บุรุษ ผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเล็งเห็นประโยชน์ของ ตน พึงเลือกเฟ้นธรรมโดยแยบคายอย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูป เดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และอุปสมธรรม เครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็นผู้ถึงซึ่งฝั่ง คือนิพพาน ภิกษุ นั้นก็พึงเทียบเท่าท่านพระสารีบุตรนั้น. อนาถบิณฑิกเทวบุตร ครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง. [๒๗๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อล่วงราตรีนั้นแล้ว จึงตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้เทวบุตรองค์หนึ่ง
หน้า 363 ข้อ 276
เมื่อสิ้นราตรีปฐมยาม มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้ามาหาเรา อภิวาทเราแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เทวบุตรนั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ในสำนักเราว่า ก็พระเชตวันนี้นั้น อันหมู่แห่งท่าน ผู้แสวงคุณพำนักอยู่ พระธรรมราชาก็ ประทับอยู่แล้ว เป็นที่ให้เกิดปีติแก่ข้า พระองค์. สัตว์ทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ด้วยส่วน ๕ นี้ คือ กรรม วิชชา ธรรม ศีล และ ชีวิตอันอุดม หาใช่บริสุทธิ์ด้วยโคตรหรือ ทรัพย์ไม่. เพราะเหตุนั้นแล คนผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเห็นประโยชน์ของตน พึงเลือกเฟ้น ธรรมโดยแยบคาย อย่างนี้ จึงจะบริสุทธิ์ ในธรรมนั้น พระสารีบุตรรูปเดียวเท่านั้น เป็นผู้ประเสริฐด้วยปัญญา ศีล และ อุปสมธรรมเครื่องสงบระงับ ภิกษุใดเป็น ผู้ถึงซึ่งฝั่ง ภิกษุนั้นก็พึงเยี่ยมเท่าท่าน พระสารีบุตรนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวบุตรนั้นครั้นได้กล่าวดังนี้แล้ว ก็อภิวาทเรา ทำประทักษิณแล้ว อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 364 ข้อ 277
[๒๗๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระอานนท์ ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็เทวบุตรนั้นเห็นจะเป็น อนาถบิณฑิกเทวบุตรแน่ อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้เลื่อมใสยิ่งนักในท่านพระ- สารีบุตร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ดีละ ๆ ข้อที่จะพึงคาดถึง เธอคาดถูกแท้ ดูก่อนอานนท์ เทวบุตรนั้น ก็คือ อนาถบิณฑิกเทวบุตร. จบ อนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐ จบ อนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒ อรรถกถา ในอนาถบิณฑิกสูตรที่ ๑๐ พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า เทวบุตรองค์ใด องค์หนึ่ง ดังนี้ เพื่อประกาศความรู้โดยอนุมานของพระอานันทเถระ. จบอรรถกถาอนาถปิณฑิกสูตรที่ ๑๐ จบ วรรคที่ ๒ รวมพระสูตรในอนาถบิณฑิกวรรคที่ ๒ ๑. จันทิมสสูตร ๒. เวณฑุสูตร ๓. ทีฆลัฏฐิสูตร ๔. นันทนสูตร ๕. จันทนสูตร ๖. วาสุทัตตสูตร ๗. สุพรหมสูตร ๘. กกุธสูตร ๙. อุตตสูตร ๑๐. อนาถบิณฑิกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 365 ข้อ 278, 279
นานาติตถิยวรรคที่ ๓ ๑. สิวสูตร ว่าด้วยการสมาคมกับสัตบุรุษ [๒๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้ว อย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้น เมื่อล่วงปฐมยามแล้ว สิวเทวบุตร มีวรรณะงามยิ่งนัก ทำพระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๒๗๙] สิวเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ เท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของ พวกสัตบุรุษแล้ว ก็เป็นคนดี ไม่เป็น คนชั่ว บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ เท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของ พวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมได้ปัญญา ไม่ได้ อย่างอื่น บุคคลควรสมาคมกับพวกสัต-
หน้า 366 ข้อ 280
บุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับ พวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงพระสัทธรรม ของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก ท่ามกลางความเศร้าโศก บุคคลควร สมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำ ความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ บุคคลรู้ ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมรุ่งโรจน์ท่ามกลางหมู่ญาติ บุคคลควร สมาคมกับพวกสัตบุรุษเท่านั้น ควรทำ ความสนิทสนมกับพวกสัตบุรุษ เหล่าสัตว์ รู้ทั่วถึงพระสัทธรรมของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมถึงสุคติ บุคคลควรสมาคมกับพวก สัตบุรุษเท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับ พวกสัตบุรุษ เหล่าสัตว์รู้ทั่วถึงพระสัทธรรม ของพวกสัตบุรุษแล้ว ย่อมดำรงอยู่ได้ ยั่งยืน. [๒๘๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบสิวเทวบุตรด้วย พระคาถาว่า บุคคลควรสมาคมกับพวกสัตบุรุษ เท่านั้น ควรทำความสนิทสนมกับพวก สัตบุรุษ บุคคลรู้ทั่วถึงสัทธรรมของพวก สัตบุรุษแล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง
หน้า 367 ข้อ 281
นานาติตถิยวรรคที่ ๓ อรรถกถาสิวสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๓ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ๒. ขมสูตร [๒๘๑] เขมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว คาถาเหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประ- พฤติกับตัวเองดังศัตรู ย่อมทำกรรมชั่วที่ มีผลเผ็ดร้อน บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อม เดือดร้อนภายหลัง มีหน้านองด้วยน้ำตา ร้องไห้อยู่ เสวยผลแห่งกรรมใด กรรม นั้นทำแล้วไม่ดีเลย บุคคลทำกรรมใดแล้ว ไม่เดือดร้อนในภายหลัง มีหัวใจแช่มชื่น เบิกบานเสวยผลแห่งกรรมใด กรรมนั้น ทำแล้วเป็นการดี บุคคลรู้กรรมใดว่าเป็น ประโยชน์แก่ตน ควรลงมือกระทำกรรม นั้นก่อนทีเดียว อย่างพยายามเป็นนักปราชญ์ เจ้าความรู้ ด้วยความคิดอย่างพ่อค้าเกวียน พ่อค้าเกวียนละหนทางสายใหญ่ที่เรียบเสีย
หน้า 368 ข้อ 281
ไปทางไม่เรียบ เพลาเกวียนก็หักสะบั้น ต้องซบเซา ฉันใด บุคคลออกนอกธรรม หันไปประพฤติตามอธรรม ก็ฉันนั้น เป็น คนเขลาเบาปัญญา ดำเนินไปทางมฤตยู ต้องซบเซาอยู่ เหมือนพ่อค้าเกวียนมีเพลา เกวียนหัก ฉะนั้น. อรรถกถาเขมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเขมสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า ปฏิกจฺเจว แปลว่า ก่อนทีเดียว. บทว่า อกฺขจฺฉินฺโนว ฌายติ ความว่า พ่อค้าเกวียน มีเพลาเกวียนหักเสียแล้ว ย่อมซบเซา คือ ต้องใช้ความคิดมาก. ในคาถาที่ ๒. บทว่า อกฺขจฺฉินฺโนว แปลว่า เหมือน พ่อค้าเกวียนมีเพลาเกวียนหักเสียแล้ว. จบอรรถกถาเขมสูตรที่ ๒
หน้า 369 ข้อ 282, 283, 284
๓. เสรีสูตร [๒๘๒] เสรีเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว คาถาทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งสองพวก ต่าง ยินดีข่าวและน้ำด้วยกันทั้งนั้น เออ ก็ผู้ ที่ไม่ยินดีข้าวและน้ำชื่อว่ายักษ์โดยแท้. [๒๘๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสตอบเสรีเทพบุตร ด้วยพระคาถาว่า ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและ น้ำนั้นด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล ย่อม พะนอชนเหล่านั้นในโลกนี้และโลกหน้า เพราะเหตุนั้น พึงเปลื้องความตระหนี่เสีย ครอบงำมลทินคือความตระหนี่เสีย ให้ ทาน บุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่า สัตว์ในโลกหน้า. [๒๘๔] ส. น่าอัศจรรย์พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระ- ดำรัสนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วว่า ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและ น้ำนั้นด้วยศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล ย่อม พะนอชนเหล่านั้นทั้งในโลกนี้และโลก หน้าเพราะเหตุนั้น พึงเปลื้องความตระหนี่
หน้า 370 ข้อ 285
เสีย ครอบงำมลทินคือความตระหนี่เสีย ให้ทาน บุญเท่านั้นเป็นที่พึ่งของเหล่าสัตว์ ในโลกหน้า. [๒๘๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องเคยมีมาแล้ว ข้าพระองค์ได้เป็น พระเจ้าแผ่นดิน มีนามว่าเสรี เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการ ให้ทาน. ที่ประตูทั้ง ๔ ด้าน ข้าพระองค์ได้ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คน กำพร้า คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย ครั้นต่อมา พวกฝ่ายใน พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรงบำเพ็ญทาน แต่ พวกหม่อมฉันไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกหม่อมฉันจะได้อาศัยฝ่าพระบาท ให้ทานกระทำบุญ ข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกหม่อมฉันจะให้ทาน เราจะว่า อะไร แล้วจึงมอบประตูด้านแรกให้เเก่พวกฝ่ายในไป เขาพากันให้ทานในที่ นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อมา พวก เจ้าพระราชวงศ์พากันเข้าไปหาข้าพระองค์ ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ทรง บำเพ็ญทาน พวกฝ่ายในก็บำเพ็ญทาน แต่พวกข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระพุทธเจ้าจะได้อาศัยฝ่าพระบาทให้ทานกระทำบุญ ข้า พระองค์ก็คิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการให้ ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระพุทธเจ้าจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึงมอบ ประตูด้านที่สองให้แก่พวกเจ้าพระราชวงศ์ไป พวกเจ้าพระราชวงศ์ต่างก็พากัน ให้ทานในที่นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อ มา พวกฝ่ายทหาร เข้าไปหาข้าพระองค์ได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ก็ทรง บำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกเจ้าพระราชวงศ์ก็ ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกข้าพระเจ้ามิได้ให้ทานเป็นการชอบที่พวกข้าพระเจ้า
หน้า 371 ข้อ 286
จะได้อาศัยฝ่าพระบาทให้ทานกระทำบุญ ข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า เราเองก็ เป็นทายกเป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญการให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพระเจ้า จะให้ทาน เราจะว่าอะไรแล้วจึงมอบประตูด้านที่สามให้พวกฝ่ายทหารไป เข้า ก็พากันให้ทาน ในที่นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นต่อมา มีพวกพราหมณ์คฤหบดี เข้าไปหาหม่อมฉันได้พูดปรารภขึ้นว่า พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระราชกุศล พวกฝ่ายในก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกเจ้า พระราชวงศ์ก็ทรงบำเพ็ญพระกุศล พวกฝ่ายทหารก็ให้ทาน แต่พวกข้าพเจ้า ไม่ได้ให้ทาน เป็นการชอบที่พวกข้าพระเจ้าจะได้อาศัยฝ่าพระบาทให้ทานกระทำ บุญ ข้าพระองค์จึงคิดเห็นว่า เราเองก็เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้สรรเสริญ การให้ทาน เมื่อมีผู้พูดว่า พวกข้าพเจ้าจะให้ทาน เราจะว่าอะไร แล้วจึง มอบประตูด้านที่สี่ให้พวกพราหมณ์คฤหบดีไป เขาต่างก็พากันให้ทานในที่นั้น ทานของข้าพระองค์ก็ลดไป ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกเจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่าง พากันเข้าไปหาข้าพระองค์แล้ว ได้ทูลขึ้นว่า บัดนี้พระองค์จะไม่ทรงบำเพ็ญ ทานในที่ไหน ๆ อีกหรือ เมื่อเขาทูลอย่างนี้ ข้าพระองค์จึงกล่าวตอบไปว่า ท่านทั้งหลาย ถ้าอย่างนั้น ในท้องถิ่นชนบทนอก ๆ ออกไป มีรายได้ใด ๆ เกิดขึ้น พวกท่านจงรวบรวมรายได้นั้น ๆ ส่งเข้าไปในเมือง (เข้าท้องพระคลัง) เสียกึ่งหนึ่ง อีกกึ่งหนึ่งพวกท่านจงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดิน ทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลายในชนบทนั้นเถิด ข้าพระองค์จึงยังไม่ถึงที่สุด แห่งบุญที่ได้บำเพ็ญไว้ แห่งกุศลที่ได้ก่อสร้างไว้ตลอดกาลนานอย่างนี้ โดยที่ จะมาคำนึงถึงว่า เท่านี้ก็เป็นบุญแล้ว เท่านี้ก็เป็นผลของบุญแล้ว หรือเท่านี้ที่ เราก็พึงตั้งอยู่ในสามัคคีธรรมได้. [๒๘๖] ส. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วว่า
หน้า 372 ข้อ 286
ชนเหล่าใดมีใจผ่องใส ให้ข้าวและ น้ำด้วยความศรัทธา ข้าวและน้ำนั้นแล ย่อมพะนอชนเหล่านั้นทั้งในโลกนี้และโลก หน้า เพราะเหตุนั้น พึงเปลื้องความตระหนี่ เสีย ครอบงำมลทินคือความตระหนี่เสีย ให้ทาน บุญเท่านั้นย่อมเป็นที่พึ่งของเหล่า สัตว์ในโลกหน้า. อรรถกถาเสรีสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเสรีสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า ทายโก แปลว่า ผู้ให้ทานเป็นปกติ. บทว่า ทานปติ ได้แก่ เป็นเจ้าแห่งทานที่ให้แล้วให้ ไม่ใช่เป็นทาส ไม่ใช่เป็นสหาย. จริงอยู่ ผู้ใด บริโภคของอร่อยด้วยตนเอง และให้ของไม่อร่อยแก่คนอื่น ผู้นั้น ชื่อว่า เป็น ทาสแห่งไทยธรรม กล่าวคือทาน ให้ทาน [ทาสทาน]. ก็ผู้ใดบริโภคของใดด้วย ตนเองให้ของนั้นนั่นแหละ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นสหายให้ทาน [สหายทาน]. ส่วน ผู้ใดดำรงชีวิตด้วยของนั้นใดด้วยตนเอง และให้ของอร่อยแก่ผู้อื่น ผู้นั้น ชื่อว่า เป็นเจ้า เป็นใหญ่ เป็นนายให้ทาน [ทานบดี]. เสรีเทพบุตรนั้นกล่าวว่า ข้าพระองค์ได้เป็นเช่นนั้น. บทว่า จตูสุ ทฺวาเรสุ ความว่า ได้ยินว่า พระราชาพระองค์นั้น ได้มีรัฐ ๒ รัฐ คือ สินธวรัฐ และ โสวีรกรัฐ. มีนครชื่อโรรุวนครที่ประตู
หน้า 373 ข้อ 286
แต่ละประตูแห่งนครนั้น เกิดทรัพย์แสนหนึ่งทุก ๆ วัน ณ สถานที่วินิจฉัย- คดี ภายในนคร ก็เกิดทรัพย์แสนหนึ่ง. ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นกองเงิน กองทองเป็นอันมาก ทำให้เกิดกัมมัสสกตาญาณ โปรดให้สร้างโรงทานทั้ง ๔ ประตู แต่งตั้งอมาตย์ เจ้าหน้าที่ไว้สั่งว่า พวกเจ้าจงเอารายได้ที่เกิดขึ้น ณ ประตู นั้น ๆ ให้ทาน ด้วยเหตุนั้น เสรีเทพบุตรนั้นจึงกล่าวว่า ให้ทานทั้ง ๔ ประตู ในคำว่า สมณพฺราหฺมรณกปณทฺธิกวณิพฺพกยาจกานํ นี้ ผู้ถือบวช ชื่อว่า สมณะ ผู้มีปกติทูลว่าผู้เจริญ ชื่อว่าพราหมณ์ แต่สมณพราหมณ์ที่ว่า นี้ ไม่ได้ในสมณพราหมณ์ ผู้สงบบาปและผู้ลอยบาป คนเข็ญใจ คนยากจน มีคนตาบอด คนง่อยเป็นต้น ชื่อว่า กปณะ. คนกำพร้า คนเดินทาง ชื่อว่า อัทธิกะ. คนเหล่าใด เที่ยวสรรเสริญทานโดยนัยว่า ให้ทานที่น่าปรารถนา น่า ใคร่ น่าพอใจ ให้ตามกาลให้ทานที่ไม่มีโทษ ทำจิตให้ผ่องใส ท่านผู้เจริญ ก็จะไปพรหมโลกดังนี้เป็นต้น ชนเหล่านั้น ชื่อว่า วณิพก. ชนเหล่าใดกล่าว ว่า โปรดให้สักฟายมือเถิด โปรดให้สักขันจอกเกิด ดังนี้เป็นต้น เที่ยวขอไป ชนเหล่านั้น ชื่อว่ายาจก. บทว่า อิฏฺาคารสฺส ทานํ ทิยิตฺถ ความว่า พวกฝ่ายในได้ให้ทานมากกว่าทานที่พระราชาพระราชทาน เพราะเติมทรัพย์แม้ ส่วนอื่นลงในทรัพย์แสนหนึ่ง ซึ่งเกิดที่ประตูนั้น เพราะได้รับประตูแรก ถอน อมาตย์ของพระราชาเสียตั้งอมาตย์ของตนทำหน้าที่แทน. เสรีเทพบุตรหมายเอา ข้อนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า มม ทานํ ปฏิกฺกมิ ความว่า ทานของ ข้าพระองค์ที่ให้ ณ ประตูนั้น ก็เปลี่ยนไป แม้ในประตูที่เหลือก็นัยนี้เหมือน กัน. บทว่า โกจิ แปลว่า ในที่ไหน ๆ. บทว่า ทีฆรตฺตํ ได้แก่ ๘๐,๐๐๐ ปี ได้ยินว่า ทานของพระราชาพระองค์นั้น ปรากฏตลอดกาลประมาณเท่านั้น. จบอรรถกถาเสรีสูตรที่ ๓
หน้า 374 ข้อ 287
๔. ฆฏิการสูตร* [๒๘๗] ฆฏิการเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุ ๗ รูป ผู้เข้าถึงพรหมโลกชั้น อวิหาเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้นราคะโทสะ แล้ว ข้ามพ้นตัณหาที่ซ่านไปในโลกเสีย ได้แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็ภิกษุเหล่านั้น คือใครบ้างผู้ข้าม พ้นเครื่องข้องแห่งมัจจุมาร อันแสนยากที่ จะข้ามได้ ละกายของมนุษย์แล้ว ก้าวล่วง เครื่องประกอบอันเป็นทิพย์. ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า คือ ท่านอุปกะ ๑ ท่านผลคัณฑะ ๑ ท่านปุกกุสาติ ๑ รวมเป็น ๓ ท่าน ท่าน ภัททิยะ ๑ ท่านขัณฑเทวะ ๑ ท่านพาหุ- รัคคิ ๑ ท่านสิงคิยะ ๑ (รวมเป็น ๗ ท่าน) ท่านเหล่านั้นล้วนแต่ละกายของมนุษย์ ก้าวล่วงเครื่องประกอบอันเป็นทิพย์ได้ แล้ว. * ในอาทิตตวรรคที่ ๕ สูตรที่ ๑๐ เป็นฆฏิกรสูตร ม. เป็นฆฏิการสูตร เหมือนกันทั้ง ๒ สูตร.
หน้า 375 ข้อ 288, 289, 290, 291
[๒๘๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านเป็นเทพมีความฉลาด กล่าว สรรเสริญภิกษุเหล่านั้น ผู้ละบ่วงมารได้ แล้ว ภิกษุเหล่านั้นรู้ทั่วถึงธรรมของใคร จึงได้ตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้. [๒๘๙] ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า ท่านเหล่านั้น รู้ทั่วถึงธรรมของผู้ใด จึงตัดเครื่องผูกคือภพเสียได้ ผู้นั้นนอก จากพระผู้มีพระภาคเจ้า และธรรมนั้น นอกจากคำสอนของพระองค์แล้วเป็นไม่มี. นามและรูปดับไม่เหลือในธรรมใด ท่านเหล่านั้นได้รู้ทั่วถึงธรรมนั้น จึงตัด เครื่องผูกคือ ภพได้. [๒๙๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ท่านกล่าววาจาล้ำลึก รู้ได้ยาก เข้าใจได้แสนยาก ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของ ใคร จึงกล่าววาจาเช่นนี้ได้. [๒๙๑] ฆฏิการเทพบุตรกราบทูลว่า ครั้งก่อนข้าพเจ้าเป็นช่างหม้อ ทำ หม้ออยู่ในเวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดู มารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสป พุทธเจ้า เว้นขาดจากเมถุนธรรม ประพฤติ พรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เคยเป็นคน
หน้า 376 ข้อ 292
ร่วมบ้านกับพระองค์ ทั้งเคยได้เป็นสหาย ของพระองค์ในปางก่อน ข้าพเจ้ารู้จัก ภิกษุทั้ง ๗ รูปเหล่านี้ ผู้หลุดพ้นแล้ว สิ้น ราคะโทสะแล้ว ข้ามพ้นเครื่องข้องต่าง ๆ ในโลกได้แล้ว. [๒๙๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แน่ นายช่างหม้อ ท่านพูดอย่างใด ก็ได้เป็นจริงแล้วอย่างนั้น ในกาลนั้น ครั้งก่อนท่านเป็นช่างหม้อ ทำหม้ออยู่ใน เวภฬิงคชนบท เป็นผู้เลี้ยงดูมารดาบิดา เป็นอุบาสกของพระกัสสปพุทธเจ้า งดเว้น จากเมถุนธรรม ประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีอามิส ได้เป็นคนเคยร่วมบ้านกันกับ เราทั้งได้เคยเป็นสหายของเราในปางก่อน. พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า สหายเก่าทั้งสอง ผู้อบรมตนแล้ว ทรงไว้ซึ่งสรีระครั้งสุดท้าย ได้มาพบกัน ด้วยอาการอย่างนี้แล.
หน้า 377 ข้อ 293, 294
อรรถกถา ฆฏิการสูตรที่ ๔ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ๕. ชันตุสูตร [๒๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง ภิกษุเป็นจำนวนมากอยู่ในกุฎีอันตั้งอยู่ในป่าข้างเขาหิมวันต์ แคว้นโกศล เป็นผู้ฟุ้งซ่าน เย่อหยิ่ง ฟุ้งเฟ้อ ปากกล้า วาจาพล่อย ๆ หลงลืม ขาดสัมปชัญญะ ไม่มั่นคง มีจิตคิดนอกทาง ปล่อยตัวเยี่ยงคฤหัสถ์. [๒๙๔] วันหนึ่งเป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ ชันตุเทพบุตรเข้าไปหาพวก ภิกษุเหล่านั้น แล้วจึงได้กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นด้วยคาถาทั้งหลายว่า แต่ก่อน พวกภิกษุสาวกพระโคดม เป็นอยู่ง่าย ๆ ไม่มักได้แสวงหาบิณฑบาต ไม่มักได้แสวงหาที่นอนที่นั่ง. ท่านรู้ว่าสิ่งทั้งปวงในโลกไม่เที่ยง กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ส่วนท่านเหล่านี้ ทำตนให้เป็นคน เลี้ยงยากเหมือนนายบ้านในตำบลบ้าน กิน ๆ แล้วก็นอน ชอบประจบไปในเรือน ของคนอื่น.
หน้า 378 ข้อ 294
ข้าพเจ้าขอทำอัญชลีต่อท่าน ขอพูด ท่านบางพวกในที่นี้ว่า พวกท่านถูกเขา ทอดทิ้งหมดที่พึ่ง เป็นเหมือนเปรต. ที่ข้าพเจ้ากล่าวนี้หมายเอาบุคคล จำพวกที่อยู่ประมาท ส่วนท่านพวกใดอยู่ ไม่ประมาท ข้าพเจ้าขอนมัสการท่านพวก นั้น. อรรถกถาชันตุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในชันตุสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า โกสเลสุ วิหรนฺติ ความว่า เหล่าภิกษุเป็นอันมาก รับ กัมมัฏฐานในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พากันไปอยู่แคว้นโกศล. บทว่า อุทฺธตา ได้แก่ เป็นผู้มีปกติฟุ้งซ่าน เพราะสำคัญในสิ่งที่ไม่ควรว่าควร สำคัญในสิ่งที่ควรว่าไม่ควร สำคัญในที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ สำคัญในสิ่งที่มีโทษ ว่าไม่มีโทษ. บทว่า อุนฺนฬา ได้แก่ มีมานะดุจไม้อ้อที่ชูขึ้น ท่านอธิบายว่า ยกมานะที่เปล่า ๆ ขึ้น. บทว่า จปลา ได้แก่ ประกอบด้วยความฟุ้งเฟ้อ มีแต่งบาตรจีวรเป็นต้น. บทว่า มุขรา แปลว่า ปากกล้า ท่านอธิบายว่า มีถ้อยคำกร้าว. บทว่า วิกิณฺณวาจา ได้แก่ ไม่ประหยัดถ้อยคำ [เพ้อเจ้อ] เจรจาถ้อยคำที่ไร้ประโยชน์ได้ทั้งวัน. บทว่า มุฏฺสฺสติ ได้แก่ มีสติหายไป เว้นจากสติ กิจที่ทำในที่นี้ ภิกษุทั้งหลายก็หลงลืมเสียในที่นี้. บทว่า อสมฺป- ชานา ได้แก่ ปราศจากความรอบรู้. บทว่า อสมาหิตา ได้แก่ เว้นจาก
หน้า 379 ข้อ 294
สมาธิที่เป็นอัปปนาและอุปจาระ เสมือนเรือที่ผูกไว้ในกระแสน้ำเชี่ยว. บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺตา ได้แก่ มีจิตไม่มั่นคง เสมือนมฤคร้ายที่ขึ้นทาง. บทว่า ปากตินฺทฺริยา ได้แก่ มีอินทรีย์เปิดเหมือนครั้งเป็นคฤหัสถ์ เพราะไม่มี ความสำรวม. บทว่า ชนฺตุ ได้แก่ เทพบุตรมีนามอย่างนี้. บทว่า ตทหุ โปสเถ ได้แก่ ในอุโบสถวันนั้น อธิบายว่า ในวันอุโบสถ. ศัพท์ว่า ปณฺณรเส ห้ามวันอุโบสถ ๑๔ ค่ำเป็นต้นเสีย. บทว่า อุปสงฺกมิ ได้แก่ เข้าไปหาเพื่อ ทักท้วง ได้ยินว่า ชันตุเทพบุตรนั้นคิดว่า ภิกษุเหล่านี้รับกัมมัฏฐานในสำนัก ของพระศาสดาแล้ว พากันออกไป บัดนี้ ก็อยู่เป็นผู้ประมาท ก็แก่ภิกษุเหล่านี้ ถูกเราทักท้วงในสถานที่นั่งแยก ๆ กัน จัก ไม่ถือคำเรา จำเราจักทักท้วงในเวลา ที่มารวมกันถึงวันอุโบสถ รู้ว่าภิกษุเหล่านั้นประชุมกัน แล้วจึงเข้าไปหา. บทว่า คาถาย อชฺฌภาสิ ความว่า เทพบุตรยืนอยู่ท่ามกลางเหล่าภิกษุทั้งหมด ได้กล่าวด้วยคาถาทั้งหลาย ในคาถาเหล่านั้น เพราะเหตุที่สภาพมิใช่คุณ [โทษ] ของผู้ไร้คุณ ย่อมปรากฏพร้อมกับการกล่าวคุณ ฉะนั้น เทพบุตรเมื่อกล่าวถึง คุณก่อน จึงกล่าวคาถาว่า สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขชีวิโน ปุเร อาสุํ ความว่า พวกภิกษุแต่ก่อน เป็นผู้บำรุงเลี้ยงง่าย เทพบุตรกล่าวอย่างนี้ โดยอธิบายว่า พวกภิกษุแต่ก่อน ยังชีพให้เป็นไปด้วย อาหารคลุกกัน ซึ่งเที่ยวไปตามลำดับตรอกในตระกูลสูงและต่ำได้มา. บทว่า อนิจฺฉา ได้แก่ ปราศจากตัณหา เทพบุตรครั้นกล่าวคุณของเหล่าภิกษุเก่าก่อน อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวโทษของภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวว่า ทุปฺโปสํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า คาเม คามณิกา วิย เทพบุตร กล่าวอธิบายว่า เปรียบเหมือนนายบ้าน เยี่ยมประชาชนในตำบลบ้าน ให้ ลูกบ้านนำนมสดนมส้มข้าวสาร เป็นต้น มากิน ฉันใด แม้พวกท่าน ตั้งอยู่ใน อเนสนา แสวงหาไม่สมควร มาเลี้ยงชีวิตของพวกท่าน ก็ฉันนั้น. บทว่า
หน้า 380 ข้อ 294
นิปชฺชนฺติ ได้แก่ ไม่ต้องการด้วยการเรียนอุเทศ สอบถาม และใส่ใจ กัมมัฏฐาน นอนปล่อยมือเท้าอยู่บนที่นอน. บทว่า ปราคาเรสุ ความว่า ในเรือนของผู้อื่น คือในเรือนสะใภ้ของตระกูลเป็นต้น. บทว่า มุจฺฉิตา ได้แก่ หมกมุ่น ด้วยอำนาจกิเลส. บทว่า เอกจฺเจ ได้แก่ พวกที่ควรจะกล่าวถึง นี่แหละ. บทว่า อปวิฏฺา ได้แก่ ที่เขาทอดทิ้งแล้ว. บทว่า อนาถา ได้แก่ ไม่มีที่พึ่ง. บทว่า เปตา ได้แก่ คนที่ตายแล้ว เขาทิ้งในป่าช้า เปรียบเหมือน คนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ย่อมถูกนกต่าง ๆ เป็นต้นจิกกิน แม้เหล่าญาติก็ เป็นที่พึ่งของคนเหล่านั้นไม่ได้ รักษาไม่ได้ คุ้มครองไม่ได้ ฉันใด ภิกษุ ทั้งหลายเห็นปานนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่ได้รับโอวาทและคำพร่ำสอน แต่สำนักของอาจารย์และอุปัชฌาย์เป็นต้น เพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้นจึงถูก ทอดทิ้งไม่มีที่พึ่ง เป็นเหมือนคนตายที่เขาละทิ้งแล้ว ฉะนั้น. จบอรรถกถาชันตุสูตรที่ ๕
หน้า 381 ข้อ 295, 296, 297
๖. โรหิตัสสสูตร [๒๙๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น เมื่อล่วงปฐมยาม โรหิตัสสเทวบุตรมีวรรณะงานยิ่งนัก ทำ พระวิหารเชตวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้น แล้วจึงถวายอภิวาทแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. โรหิตัสสเทพบุตรยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ทูลพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ณ โอกาสใดหนอ บุคคลจึงจะไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อันบุคคลอาจ หรือบรรลุ ที่สุดโลกได้ด้วยการเดินทางได้บ้างไหมหนอ. [๒๙๖] พระผู้มีพระภาคเจ้า. ผู้มีอายุ โอกาสใดบุคคลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่เรียกโอกาสนั้นว่าที่สุดของโลกว่า ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง. ร. น่าอัศจรรย์ พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า. พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วว่า ผู้มีอายุ โอกาสใดบุคคลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่เรียกโอกาศนั้นว่าที่สุดของโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุด้วยการเดินทาง. [๒๙๗] ร. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่ปางก่อน ข้าพระองค์เป็นฤาษี ชื่อโรหิตัสสะ เป็นบุตรของอิสรชน มีฤทธิ์ เหาะไปในอากาศได้ มีความเร็ว ประดุจอาจารย์สอนศิลปธนู จับธนูมั่น ชาญศึกษา ชำนาญมือ เคยประลอง ยิงธนูมาแล้ว ยิงผ่านเงาตาลตามขวางได้ด้วยลูกศรขนาดเบาโดยสะดวกดาย
หน้า 382 ข้อ 298
ย่างเท้าของข้าพระองค์เห็นปานนี้ ประดุจจากมหาสมุทรด้านทิศบูรพา ก้าวถึง มหาสมุทรด้านทิศประจิม ข้าพระองค์มาประสงค์อยู่แต่เพียงว่า เราจักบรรลุ ถึงที่สุดของโลกด้วยการเดินทาง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ประกอบ ด้วยความเร็วขนาดนี้ ด้วยย่างเท้าขนาดนี้ เว้นจากการกิน การขบเคี้ยว และ การลิ้มรสอาหาร เว้นจากการถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ. เว้นจากระงับความ เหน็ดเหนื่อยด้วยการหลับนอน มีอายุถึงร้อยปี ดำรงชีพอยู่ถึงร้อยปี เดินทาง ตลอดร้อยปี ก็ยังไม่ถึงที่สุดของโลกได้ แต่มาทำกาลกิริยาเสียในระหว่าง น่า- อัศจรรย์นัก พระเจ้าข้า ไม่เคยมีมา พระเจ้าข้า พระดำรัสนี้ พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสดีแล้วว่า ผู้มีอายุ ณ โอกาสใดบุคคลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่เรียกโอกาสนั้นว่าที่สุดของโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุ ด้วยการเดินทาง. [๒๙๘] พ. ดูก่อนผู้มีอายุ ณ โอกาสใดบุคคลไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ เราไม่เรียกโอกาสนั้นว่าที่สุดของโลก ที่ควรรู้ ควรเห็น ควรบรรลุ ด้วยการเดินทาง ก็ถ้าหากเรายังไม่บรรลุถึงที่สุดของโลกแล้ว ก็จะ ไม่กล่าวถึงการกระทำที่สุดทุกข์ ก็แต่ว่าเราบัญญัติโลก เหตุให้เกิดโลก การ ดับของโลก และทางให้ถึงความดับโลก ในเรือนร่าง มีประมาณวาหนึ่งนี้ และพร้อมทั้งสัญญา พร้อมทั้งใจครอง. แต่ไหนแต่ไรมา ยังไม่มีใครบรรลุถึงที่ สุดโลกด้วยการเดินทาง และเพราะที่ยังบรรลุ ถึงที่สุดโลกไม่ได้ จึงไม่พ้นไปจากทุกข์. เหตุนั้นแล คนมีปัญญาดี รู้แจ้งโลกถึง ที่สุดโลกได้ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว รู้ที่สุดโลก แล้ว เป็นผู้สงบแล้ว จึงไม่หวังโลกนี้และโลกอื่น.
หน้า 383 ข้อ 298
อรรถกถาโรหิตัสสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโรหิตัสสสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า ยตฺถ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในโอกาสหนึ่งแห่งโลกจักรวาล. คำว่า น จวติ น อุปปชฺชติ นี้ ท่านถือเอาด้วยอำนาจ การจุติปฏิสนธิ ในภพต่อ ๆ ไป. บทว่า คมเนน ได้แก่ ด้วยการเดินไปด้วยเท้า พระ- ศาสดาตรัสว่า นาหนฺตํ โลกสฺส อนฺตํ ดังนี้ ทรงหมายถึงที่สุดแห่งสังขารโลก. ในบทว่า าเตยฺยํ เป็นต้น ความว่า พึงรู้พึงเห็นพึงถึง เทพบุตรทูลถาม ถึงที่สุดแห่งโลกจักรวาล ด้วยประการฉะนี้ พระศาสดาตรัสถึงที่สุดแห่งสังขาร โลก. แต่เทพบุตรนั้นร่าเริงด้วยสำคัญว่า คำพยากรณ์ของพระศาสดา สมกับ ปัญหาของตน จึงกล่าวว่า น่าอัศจรรย์เป็นต้น. บทว่า ทฬฺหธมฺโม แปลว่า มีธนูมั่น คือประกอบด้วยธนูขนาดเยี่ยม. บทว่า ธนฺคฺคโห แปลว่า อาจารย์ ฝึกธนู. บทว่า สุสิกฺขิโต ได้แก่ ศึกษาศิลปธนูมา ๑๒ ปี. บทว่า กตหตฺโถ ได้แก่ ชื่อว่า ชำนาญมือ เพราะสามารถยิงปลายขนทรายได้ แม้ในระยะ อุสภะหนึ่ง. บทว่า กตุปาสุโน ได้แก่ยิงธนูชำนาญ ประลองศิลปะมาแล้ว. บทว่า อสเนน ได้แก่ลูกธนู. บทว่า อติปาเตยฺย ได้แก่พึงผ่าน. เทพบุตร แสดงคุณสมบัติคือความเร็วของตนว่า ลูกธนูนั้นพึงผ่านเงาตาลเพียงใด ข้าพระองค์ก็ผ่านจักรวาลไปโดยกาล [ชั่วขณะ] เพียงนั้น. ด้วยบทว่า ปุริมา สมุทฺทา ปจฺฉิโม เทพบุตรกล่าวว่า ข้าพระองค์ย่างเท้าก้าวได้ไกล ทำนอง ไกลจากสมุทรด้านตะวันออกจดสมุทรด้านตะวันตก. ได้ยินว่า เทพบุตรนั้น ยืนที่ขอบปากจักรวาลทิศตะวันออก ย่างเท้าแรกก้าวเลยขอบปากจักรวาลทิศ- ตะวันตกไป ย่างเท้าที่สองออก ก็ก้าวเลยขอบปากจักรวาลอื่น ๆ ไป. บทว่า
หน้า 384 ข้อ 298
อิจฺฉาคตํ แปลว่า ความอยากได้นั่นเอง. เทพบุตรแสดงความไม่ชักช้าด้วย บทว่า อญฺเตฺรว ได้ยินว่า โรหิตัสสฤษีนั้น ในเวลาไปภิกขาจาร เคี้ยว ไม้ชำระฟัน ชื่อนี้คลดาแล้วบ้วนปากที่สระอโนดาด ถึงอุตตรกุรุทวีปแล้วออก หาอาหาร นั่งที่ชอบปากจักรวาล ฉันอาหาร ณ ที่นั้น พักชั่วครู่ก็เหาะไปเร็วอีก. บทว่า วสฺสสตายุโก ได้แก่ ยุคนั้น เป็นยุคที่มนุษย์มีอายุยืน. แต่โรหิตัสสฤษี นี้ เริ่มเดินทางเมื่ออายุเหลือ ๑๐๐ ปี. บทว่า วสฺสสตชีวี ได้แก่เป็นอยู่ โดยไม่มีอันตรายตลอด ๑๐๐ ปีนั้น. บทว่า อนฺตราว กาลกโต ได้แก่ยัง ไม่ทันถึงที่สุดโลกจักรวาลก็ตายเสียในระหว่าง ก็โรหิตตัสสฤษีนั้นแม้ทำกาละใน ภพนั้น ก็มาบังเกิดในจักรวาลนี้นี่แล. บทว่า อปฺปตฺวา ได้แก่ ยังไม่ถึงที่ สุดแห่งสังขารโลก. บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ วัฏทุกข์. บทว่า อนฺตกิริยํ ได้แก่ การทำที่สุด. บทว่า กเฬวเร ได้แก่ ในอัตภาพ. บทว่า สสญฺมฺหิ สมนเก ได้แก่มีสัญญา มีจิต. บทว่า โลกํ ได้แก่ทุกขสัจ. บทว่า โลกสมุทยํ ได้แก่ สมุทัยสัจ. บทว่า โลกนิโรธํ ได้แก่ นิโรธสัจ. บทว่า ปฏิปทํ ได้แก่ มรรคสัจ ด้วยประการฉะนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อน ผู้มีอายุ เราไม่บัญญัติสัจจะ ๔ นี้ลงในหญ้าและไม้เป็นต้น แต่เราบัญญัติลงใน กายที่ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ นี้เท่านั้น. บทว่า สมิตาวี ได้แก่สงบบาป. บทว่า นาสึสติ ได้แก่ ไม่ปรารถนา. จบอรรถกถาโรหิตัสสสูตรที่ ๖
หน้า 385 ข้อ 299, 300, 301
๗. นันทสูตร [๒๙๙] นันทเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป บุคคลเล็งเห็น ภัยในมรณะนี้ ควรทำบุญอันนำความสุข มาให้. [๓๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัยย่อมละลำดับไป บุคคลเล็งเห็น ภัยในมรณะนี้ มุ่งต่อสันติ ควรละโลกา- มิสเสีย. ๘. นันทิวิสาลสูตร [๓๐๑] นันทิวิสาลเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงได้กล่าวคาถาทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ สรีรยนต์ มีจักร ๔ มีทวาร ๙ เต็มไป ด้วยของไม่สะอาด ประกอบด้วยความ โลก ย่อมเป็นประดุจเปือกตม ไฉนจักมี ความออกไปจากทุกข์ได้.
หน้า 386 ข้อ 302
[๓๐๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลตัดความผูกโกรธด้วย กิเลส เป็นเครื่องรัดด้วย ความปรารถนาและ ความโลภอันชั่วช้าด้วย ถอนตัณหาพร้อม ทั้งอวิชชาอันเป็นมูลรากเสียได้ อย่างนี้ จึงออกไปจากทุกข์ได้. อรรถกถา นันทสูตรที่ ๗ และนันทิวิสาลสูตรที่ ๘ มีเนื้อความกล่าวมาแล้วทั้งนั้น.
หน้า 387 ข้อ 303, 304
๙. สุสิมสูตร [๓๐๓] สาวัตถีนิทาน. ณ กาลครั้งหนึ่ง ท่านพระอานนท์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึง ที่ประทับครั้นแล้วจึงถวายอภิวาท นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท่านพระอานนท์ว่า อานนท์ เธอชอบ สารีบุตรหรือไม่. อ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะ ท่านเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญาแน่นหนา มีปัญญาชวนร่าเริง มี ปัญญาไว มีปัญญาแหลม มีปัญญาคม มักน้อย สันโดษ สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เข้าใจพูด อดทนต่อถ้อยคำ โจทก์ท้วง คนผิด ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คน มุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านสารีบุตร. [๓๐๔] พ. อย่างนั้น ๆ อานนท์ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คน มุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร เพราะสารี บุตรเป็นบัณฑิต มีปัญญามาก มีปัญญาแน่นหนา มีปัญญาชวนร่าเริง มี ปัญญาเร็ว มีปัญญาแหลม มีปัญญาคม มักน้อย สันโดษ สงัดกาย สงัดใจ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่ ปรารภความเพียร เข้าใจพูด อดทนต่อถ้อยคำ โจทก์ท้วง คนผิด ตำหนิคนชั่ว อานนท์ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คนมุทะลุ ไม่ ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบสารีบุตร
หน้า 388 ข้อ 305, 306, 307, 308
[๓๐๕] ณ กาลครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร แวดล้อมไปด้วยเทพบุตร บริษัทเป็นอันมาก ขณะที่พระผู้มีพระภาคเจ้าและอานนท์เถระ กำลังกล่าว สรรเสริญคุณท่านพระสารีบุตรอยู่ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จริงอย่างนั้น พระสุคต อันใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ใช่คน มุทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารีบุตร เพราะ ท่านเป็นบัณฑิต ฯลฯ ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะข้าพระองค์ ได้เข้าร่วมประชุมเทพบุตรบริษัทใด ๆ ก็ได้ยินเสียงแน่นหนาว่า ท่านพระสารี บุตรเป็นบัณฑิตฯลฯ ตำหนิคนชั่ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครเล่าที่ไม่ใช่คนพาล ไม่ไช่คนทะลุ ไม่ใช่คนงมงาย ไม่ใช่คนมีจิตวิปลาส จะไม่ชอบท่านพระสารี- บุตร. [๓๐๖] ครั้งนั้น เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพ- บุตรกำลังกล่าวสรรเสริญท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิด ปีติโสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวอยู่. [๓๐๗] เปรียบเหมือนแก้วมณีและแก้วไพฑูรย์ อันงาม โชติช่วง แปดเหลี่ยมอันเขาเจียรไนเรียบร้อยแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ย่อมส่อง แสงแพรวพราวรุ้งร่วง ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิม เทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส ก็มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวอยู่ ฉันนั้น. [๓๐๘] เปรียบเสมือนแท่งทองชมพูนุท ที่บุตรนายช่างทองผู้ขยันหมั่น ใส่เบ้าหลอมไล่ราคีจนสิ้นแล้ว วางไว้บนผ้ากัมพลสีเหลือง ย่อมขึ้นสีผุดผ่อง เปล่งปลั่ง ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตร กำลังกล่าวสรรเสริญท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติ- โสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวอยู่ ฉันนั้น.
หน้า 389 ข้อ 309, 310, 311, 312
[๓๐๙] เปรียบเหมือนดาวประกายพฤกษ์ ขณะที่อากาศปลอดโปร่ง ปราศจากหมู่เมฆในฤดูสรทกาล ย่อมส่องแสงสุกสกาววาวระยับ ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญ ท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีแห่ง ผิวพรรณแพรวพราวอยู่ ฉันนั้น. [๓๑๐] เปรียบเหมือนดวงอาทิตย์ขณะที่อากาศปลอดโปร่ง ปราศจาก หมู่เมฆในฤดูสรทกาล พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า ขจัดความมืดที่มีอยู่ในอากาศทั้ง ปวง ย่อมแผดแสงแจ่มจ้ารุ่งโรจน์ ฉันใด เทพบุตรบริษัทของสุสิมเทพบุตร ขณะที่สุสิมเทพบุตรกำลังกล่าวสรรเสริญท่านพระสารีบุตรอยู่ เป็นผู้ปลื้มใจ เบิกบาน เกิดปีติโสมนัส มีรัศมีแห่งผิวพรรณแพรวพราวอยู่ ฉันนั้น. [๓๑๑] ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มี พระภาคเจ้าปรารภถึงท่านพระสารีบุตรว่า ท่านพระสารีบุตรคนรู้จักท่านดีว่า เป็นบัณฑิตไม่ใช่คนมักโกรธ มักน้อย สงบเสงี่ยม ฝึกฝนมาดี มีคุณงามอันพระ- ศาสดาทรงนำมาสรรเสริญ เป็นผู้แสวงคุณ. [๓๑๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคาถาตอบสุสิมเทพบุตรปรารภถึง ท่านพระสารีบุตรว่า สารีบุตรใคร ๆ ก็รู้จักว่าเป็นบัณฑิต ไม่ใช่คนมักโกรธ มักน้อย สงบเสงี่ยม อบรม ฝึกฝนมาดี จำนงอยู่ก็แต่กาลเป็น ที่ปรินิพพาน.
หน้า 390 ข้อ 312
อรรถกถาสุสิมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุสิมสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า ตุยฺหํปิ โน อานนฺท สารีปุตฺโต รุจฺจติ ความว่า พระศาสดามีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระเถระ ก็ธรรมดาว่าคุณนี้ ไม่ สมควรกล่าวในสำนักของบุคคลที่ไม่ชอบกัน เพราะว่า คุณที่กล่าวในสำนัก ของบุคคลที่ไม่ชอบกันนั้น จะกล่าวไม่ทันจบ. จริงอยู่ บุคคลผู้ไม่ชอบกันนั้น เมื่อเขากล่าวคุณว่า ภิกษุชื่อโน้นมีศีล ก็จะกล่าวคำว่า ศีลของภิกษุนั้นเป็น อย่างไร ภิกษุนั้นมีศีลอย่างใดหรือ ภิกษุอื่นที่มีศีลท่านไม่เคยเห็นหรือ เมื่อ เขากล่าวคุณว่า ภิกษุชื่อโน้นมีปัญญา ก็จะกล่าวคำเป็นต้นว่า ปัญญาเป็น อย่างไร ภิกษุอื่นที่มีปัญญานั้น ท่านไม่เคยเห็นหรือ ดังนี้ ก็จะทำอันตราย แก่คาถาพรรณนาคุณ. ส่วนพระอานนทเถระ เป็นผู้ชอบพอของพระสารีบุตร เถระ ได้ปัจจัยมีจีวรเป็นต้นอันประณีต ก็ถวายแก่พระเถระ ให้เด็กของ อุปัฏฐากตนบรรพชา ให้ถืออุปัชฌาย์ในสำนักพระเถระ. แม้พระสารีบุตร ก็กระทำเท่าพระอานนทเถระอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร เพราะเลื่อมใส ในคุณทั้งหลายของกันและกัน. จริงอยู่ พระอานนทเถระ ดำริว่า พี่ชายของ พวกเราบำเพ็ญบารมีมาถึงหนึ่งอสงไขยแสนกัป แทงตลอดปัญญา ๑๖ อย่าง ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี แม่ทัพธรรม เลื่อมใสในคุณทั้งหลาย ของพระเถระ จึงชอบใจรักใคร่พระเถระ. ฝ่ายพระสารีบุตรเถระก็ดำริว่า พระอานนท์ทำกิจทุกอย่าง มีถวายน้ำบ้วนพระโอษฐ์เป็นต้น ที่เราพึงทำแด่ พระสัมมาสัมพุทธะ อาศัยอานนท์ เราจึงได้เข้าสมาบัติตามที่ปรารถนา ๆ แล้ว เลื่อมใสในคุณทั้งหลายของท่าน จึงชอบใจรักใคร่พระอานนทเถระ
หน้า 391 ข้อ 312
เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระประสงค์จะตรัสคุณของพระสารีบุตร- เถระ จึงทรงเริ่มในสำนักของพระอานนทเถระ. บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ตุยฺหํปิ ปิอักษรลงในอรรถว่าประมวลความ. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ดูก่อน อานนท์ สารีบุตรมีอาจาระ โคจร วิหารธรรม การก้าวไป การถอยกลับ การแลเหลียว การคู้ การเหยียด ชอบใจเรา ชอบใจพระอสีติมหาสาวก ชอบใจมนุษยโลกทั้งเทวโลก ชอบใจแม้แก่เธอ. แต่นั้น พระเถระก็มีใจยินดี ประหนึ่งนักมวยปล้ำที่มีกำลัง ได้ช่องในช่องผ้า ดำริว่า พระศาสดามีพระ- ประสงค์จะให้กล่าวคุณของสหายเรา เราจักได้กล่าวคุณของพระสารีบุตรเถระ ของพวกเรา เหมือนถอนต้นหว้าใหญ่ อันเป็นธงแห่งชมพูทวีปเสียในวันนี้ เหมือนนำดวงจันทร์ออกจากช่องพลาหก [เมฆฝน] แสดงอยู่ฉะนั้น เมื่อจะนำ คำสนทนาของบุคคลทั้งหลาย ด้วยบททั้ง ๔ ก่อนคำอื่นมา จึงทูลว่า กสฺส หิ นาม ภนฺเต อพาลสฺส ดังนี้เป็นต้น จริงอยู่ คนเขลา ชื่อว่า คนโกรธ เพราะเขลา ชื่อว่า คนหลง เพราะเป็นคนมีโทสะ. ชื่อว่า มีจิตวิปลาส คือ บ้า เพราะโมหะ ย่อมไม่รู้คุณว่าคุณ โทษว่าโทษ หรือว่า ผู้นี้เป็นพระพุทธเจ้า ผู้นี้เป็นสาวก. ธรรมดาว่า คนที่ไม่เขลาเป็นต้น ย่อมรู้. เพราะฉะนั้น พระ- อานนท์เถระจึงทูลว่า อพาลสฺส เป็นต้น. บทว่า น รุเจยฺย ความว่า ก็พระเถระนั้น ไม่พึงชอบใจแก่เหล่าคนเขลาเป็นต้นเท่านั้น พระเถระไม่พึง ชอบใจแก่ใครอื่น พระอานนทเถระ ครั้นนำถ้อยคำสนทนาของบุคคลมาฉะนี้ แล้ว เมื่อจะกล่าวคุณตามเป็นจริง ด้วยบท ๑๖ บท จึงทูลว่า ปณฺฑิโต ภนฺเต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความ เป็นบัณฑิต คำนี้เป็นชื่อของท่านผู้ตั้งอยู่ในความฉลาด ๔ อย่าง. สมจริงดังที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดังนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ โดยเหตุใดแล ภิกษุย่อม เป็นผู้ฉลาดในธาตุ ๑ เป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ๑ เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท ๑
หน้า 392 ข้อ 312
เป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ๑ ดูก่อนอานนท์ ด้วยเหตุเพียงนั้นแล ภิกษุนั้น ควรเรียกว่า ภิกษุบัณฑิต ดังนี้. ในบทว่า มหาปญฺโ เป็นต้น ความว่า ประกอบด้วยมหาปัญญาเป็นต้น. ความมีปัญญามากเป็นต้น ในบทว่า มหาปญฺโ เป็นต้นนั้น ต่างกันดังนี้. มหาปัญญาเป็นไฉน ชื่อว่า มหาปัญญา เพราะกำหนดถือศีลขันธ์อย่างใหญ่ ชื่อว่า มหาปัญญา เพราะกำหนดถือ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณทัสสนขันธ์อย่างใหญ่ ชื่อว่า มหาปัญญา เพราะกำหนดถือฐานะและอฐานะอย่างใหญ่ วิหารสมาบัติอย่าง ใหญ่ อริยสัจอย่างใหญ่ สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาทอย่างใหญ่ อินทรีย์และโพชฌงค์อย่างใหญ่ อริยมรรคอย่างใหญ่ สามัญญผลอย่างใหญ่ อภิญญาอย่างใหญ่ ปรมัตถนิพพานอย่างใหญ่ ก็มหาปัญญานั้นปรากฏแก่ พระเถระ เมื่อพระศาสดา เสด็จลงจากเทวโลก ประทับยืน ณ ประตู สังกัสสนคร ตรัสถามปัญหา ชื่อว่า ปุถุชนปัญจกะ แล้วทูลถวายวิสัชนา ปัญหานั้น. ปุถุปัญญาเป็นไฉน. ชื่อว่า ปุถุปัญญา เพราะญาณเป็นไปในขันธ์ ต่าง ๆ แน่นหนา. . . เป็นไปในธาตุต่าง ๆ แน่นหนา . . . ในอรรถต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในความหน่วงสุญญตา ต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในอรรถธรรมนิรุกติปฏิภาณแน่นหนา. . . ในสีลขันธ์ ต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในสมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณ ทัสสนขันธ์ต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในฐานะและอฐานะต่าง ๆ แน่นหนา. . . ใน วิหารสมาบัติต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในอริยสัจต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในสติ- ปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ต่าง ๆ แน่นหนา. . . ในอริยมรรค สามัญญผล อภิญญาต่าง ๆ แน่นหนา. . . ญาณเป็นไปใน ปรมัตถนิพพาน ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ชนต่าง ๆ แน่นหนา. ชื่อว่า หาสปัญญา เป็นไฉน ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริง แช่มชื่น
หน้า 393 ข้อ 312
ยินดี ปราโมทย์ บำเพ็ญศีล บำเพ็ญอินทรียสังวร บำเพ็ญโภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยค สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติญาณ ทัสสนขันธ์. ชื่อว่า หาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง ปราโมทย์ แทงตลอดฐานะและอฐานะ. ชื่อว่า หาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง บำเพ็ญวิหารสมาบัติ. ชื่อว่า หาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง แทงตลอดอริยสัจ. ชื่อว่า หาสปัญญา เพราะอบรมสติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อริยมรรค. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะเป็น ผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำให้แจ้งสามัญญผล แทงตลอดอภิญญา. ชื่อว่า หาสปัญญา เพราะเป็นผู้มากด้วยความร่าเริง มากด้วยความแช่มชื่น ยินดี ปราโมทย์ กระทำให้แจ้งปรมัตถนิพพาน. ชื่อว่า หาสปัญญา ก็เพราะพระเถระ ครั้งเป็นดาบส ชื่อนารท กระทำความปรารถนาเป็นพระอัครสาวกแทบเบื้อง พระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี นับตั้งแต่ครั้งนั้นมา ก็เป็นผู้มากด้วยความร่าเริง กระทำการบำเพ็ญศีลเป็นต้น. ชวนปัญญาเป็นไฉน ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูป อย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ทั้งไกล ทั้งใกล้ รูปทั้งหมดโดยเป็นของไม่เที่ยง แล่นไปเร็ว. ชื่อว่า ชวนปัญญา ก็เพราะปัญญาพิจารณาเห็นรูป โดยความเป็นทุกข์ แล่นไปเร็ว โดยความเป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว. ชื่อว่า ชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาเห็น เวทนา ฯลฯ วิญญาณ อย่างใดอย่างหนึ่งทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน วิญญาณทั้งหมด โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่นไปเร็ว. ชื่อว่า ชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาจักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา แล่น ไปเร็ว. ชื่อว่า ชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะอรรถสิ้นไป ชื่อว่า
หน้า 394 ข้อ 312
ทุกข์ เพราะอรรถว่าน่ากลัว ชื่อว่า อนัตตา เพราะหาแก่นสารมิได้ แล่นไปเร็วใน พระนิพพานเป็นส่วนดับแห่งรูป. ชื่อว่า ชวนปัญญา ก็เพราะพิจารณาใคร่ครวญ แจ่มชัดจะแจ้งว่า เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะอรรถว่าสิ้นไป ฯลฯ แล่น ไปเร็วในพระนิพพาน เป็นส่วนดับแห่งชรามรณะ. ชื่อว่าชวนปัญญาก็เพราะ พิจารณาใคร่ควรญแจ่มชัดจะแจ้งว่า รูป ทั้งที่เป็นอดีตอนาคตปัจจุบัน ฯลฯ วิญญาณ จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้น มีอันสิ้นไป เสื่อมไป ดับไปเป็นธรรมดา แล่นไปเร็วในพระนิพพานเป็น ส่วนดับแห่งชรามรณะ. ติกขปัญญาเป็นไฉน. ชื่อว่า ติกขปัญญา เพราะตัดกิเลส ทั้งหลายได้เร็ว. ชื่อว่า ติกขปัญญา เพราะไม่พักไว้ซึ่งกามวิตก พยาบาทวิตก วิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้น ไม่พักอกุศลบาปธรรมที่เกิดขึ้นอีก ไม่พัก ละ บรรเทา ทำให้สิ้น ทำให้ไม่มี ซึ่งราคะโทสะโมหะ โกธะ อุปนาหะ มักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ที่เกิดขึ้นแล้ว กิเลสทุจริตทั้งหมด อภิสังขารทั้งหมด กรรมที่ให้ถึงสังสารภพ ทั้งหมด. ชื่อว่า ติกขปัญญาเพราะปัญญาที่บรรลุ กระทำให้แจ้งสัมผัสมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ ที่นั่งแห่งเดียว. เมื่อพระผู้มีพระ. ภาคเจ้ากำลังทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่ทีฆนขปริพาชก หลานชาย พระ- เถระยืนถวายงานพัด ก็ตัดกิเลสได้ทั้งหมด ชื่อว่ามีปัญญาแหลม ตั้งแต่แทง ตลอดสาวกบารมีญาณ. ด้วยเหตุนั้น พระอานนท์เถระจึงทูลว่า ติกฺขปญฺโ ภนฺเต อายสฺมา สารีปุตฺโต พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาแหลม ดังนี้. นิพเพธิกปัญญา เป็นไฉน ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา เพราะบางคนใน โลกนี้ มากด้วยความหวาดสะดุ้งเอือมระอาไม่ยินดีนัก เบือนหน้าหนีไม่ไยดี ในสังขารทั้งปวง เจาะทำลายกองโลภะ ที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลาย ในสังขาร
หน้า 395 ข้อ 312
ทั้งปวง. ชื่อว่า นิพเพธิกปัญญา เพราะเจาะทำลายกองโทสะกองโมหะ โกธะ อุปนาหะ ฯลฯ ที่ไม่เคยเจาะไม่เคยทำลายกรรมที่ให้ถึงภพทั้งหมด. บทว่า อปฺปิจฺโฉ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะอย่างนี้ว่า ปกปิดคุณที่มีอยู่ รู้จัก ประมาณในการรับ นี่เป็นลักษณะของผู้มีความมักน้อย. บทว่า สนฺตุฏฺโ ได้แก่ เป็นผู้ประกอบด้วยสันโดษ ๓ ในปัจจัย ๔ คือ ยถาลาภสันโดษ ยถาพลสันโดษ ยถาสารุปปสันโดษ. บทว่า ปวิวิตฺโต ได้แก่ผู้ได้วิเวก ๓ เหล่านี้ คือ กายวิเวก ของผู้มีกายตั้งอยู่ในความสงัด ผู้ยินดีในเนกขัมมะ จิตตวิเวก ของผู้มีจิตบริสุทธิ์ ผู้ถึงความผ่องแผ้วอย่างยิ่ง และอุปธิวิเวก ของเหล่าบุคคลผู้ไร้อุปธิผู้ถึงวิสังขาร. บทว่า อสํสฏฺโ ได้แก่ผู้เว้นจากการคลุกคลี ๕ อย่างเหล่านี้ คือ คลุกคลีด้วย การฟัง คลุกคลีด้วยการเห็น คลุกคลีด้วยการสนทนา คลุกคลีด้วยการบริโภค คลุกคลีด้วยกาย. การคลุกคลี ๕ อย่างนี้ ย่อมเกิดกับบุคคล ๘ จำพวก คือ พระ- ราชา อมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ สาวกของเดียรถีย์ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ ภิกษุณี ความคลุกคลีแม้ทั้งหมดนั้นไม่มีแก่พระเถระ เหตุนั้น พระเถระจึงว่าผู้ไม่ คลุกคลี. บทว่า อารทฺธวิริโย ได้แก่ เป็นผู้ประคองความเพียร มีความเพียร บริบูรณ์ในข้อนั้น ภิกษุผู้ปรารภความเพียร ย่อมไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะเดิน ติดมาถึงขณะยืน ไม่ยอมให้กิเลสที่เกิดขณะยืน ติดมาถึงขณะนั่ง ไม่ยอมให้กิเลส ที่เกิดขณะนั่ง ติดมาถึงขณะนอน. กิเลสเกิดในที่นั้น ๆ ก็ข่มไว้ได้ในที่นั้น ๆ นั่น แหละ. ก็พระเถระมิได้เหยียดหลังบนเตียงมาถึง ๔๘ ปี. พระอานนทเถระ หมายถึงข้อนั้นจึงทูลว่า อารทฺธวิริโย ผู้ปรารภความเพียร. บทว่า วตฺตา ได้แก่เป็นผู้กล่าวกำจัดโทษ. พระเถระเห็นความประพฤติทรามของเหล่าภิกษุ ก็ไม่ผัดเพี้ยนว่า ค่อยพูดกันวันนี้ พูดกันวันพรุ่งนี้ อธิบายว่า ท่านสั่งสอน พร่ำสอนในที่นั้น ๆ เลย. บทว่า วจนกฺขโม ได้แก่ ย่อมทนฟังคำของผู้ อื่น จริงอยู่ ภิกษุรูปหนึ่งชอบสอนผู้อื่น แต่ตัวเองถูกผู้อื่นสอนเข้า ก็โกรธ. ส่วนพระเถระให้โอวาทแก่ผู้อื่นด้วย ตัวเองแม้ถูกโอวาท ก็ยอมรับด้วยเศียร
หน้า 396 ข้อ 312
เกล้า เล่ากันมาว่า วันหนึ่ง สามเณรอายุ ๗ ขวบ เรียนพระสารีบุตรเถระว่า ท่านสารีบุตรขอรับ ชายผ้านุ่งของท่านห้อยลงมาแน่ะ. พระเถระไม่พูดอะไรเลย ไป ณ ที่เหมาะแห่งหนึ่ง นุ่งเรียบร้อยแล้วก็มา ยืนประณมมือพูดว่า เท่านี้ เหมาะไหม อาจารย์ พระเถระกล่าวว่า ผู้บวชในวันนั้น เป็นคนดี อายุ ๗ ขวบ โดยกำเนิด ถึงผู้นั้นพึงสั่งสอนเรา เราก็ยอมรับด้วยกระหม่อมดังนี้. บทว่า โจทโก ได้แก่สั่งสอนตามแบบธรรมเนียมว่า ธรรมดาว่าภิกษุ เห็นวิติกกมโทษ ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ตาม ยังไม่เกิดขึ้นก็ตาม พึงนุ่งอย่างนี้ พึงห่มอย่างนี้ เดินอย่างนี้ ยืนอย่างนี้ นั่งอย่างนี้ เคี้ยวอย่างนี้ ฉันอย่างนี้. บทว่า ปาปครหี ได้แก่ไม่เห็นแก่คนชั่ว ไม่ฟังคำคนชั่วเหล่านั้น ไม่ยอมอยู่ในจักรวาลเดียวกับ คนชั่วเหล่านั้น. พระอานนทเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตรตำหนิ บาป ด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ ตำหนิคนชั่วอย่างนี้บ้างว่า มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ กุสีโต หีนวีริโย อปฺปสฺสุโต อนาทาโน สมนฺตา กตฺถจิ อหุ ในกาลไหน ๆ ขอเพื่อนสพรหมจารี ของเราอย่าเป็นผู้มีความปรารถนาลามก เกียจคร้าน หย่อนความเพียร มีสุตะน้อย ไม่ยึดถือรอบด้านไม่มีในที่ไหน ๆ เลย. ตำหนิธรรมฝ่ายชั่วอย่างนี้บ้างว่า ธรรมดาว่าสมณะไม่พึงตกอยู่ใน อำนาจราคะ ในอำนาจโทสะและโมหะ ราคะโทสะโมหะ ที่เกิดขึ้นแล้ว พึง ละเสีย ดังนี้. เมื่อท่านพระอานนท์กระทำการประกาศคุณตามความเป็นจริง ของพระเถระด้วยบท ๑๖ บท อย่างนี้แล้ว บุคคลชั่วไร ๆ ก็อย่าได้กล่าวว่า ทำไมพระอานนท์ไม่ได้กล่าวคุณสหายที่รักของตน คำอะไรที่พระอานนท์นั้น
หน้า 397 ข้อ 312
กล่าวแล้ว ก็เป็นอย่างนั้นนั่นแล. พระอานนท์นั้นเป็นสัพพัญญู หรือพระ- ศาสดา เมื่อทรงกระทำการกล่าวคุณนั้น ที่ไม่กำเริบเป็นคำตรัสของพระ สัพพัญญูพุทธะ ก็เท่ากับประทับแหวนตราชินลัญจกร [ตราพระชินเจ้า] จึง ตรัสว่า เอวเมตํ ดังนี้เป็นต้น. เมื่อพระตถาคตและพระอานนท์เถระกำลัง กล่าวคุณของพระมหาสาวกอยู่ เหล่าภุมมเทวดา เทวดาผู้อยู่ภาคพื้นดินก็ลุกขึ้น กล่าวคุณด้วยบท ๑๖ บทเหล่านั้นเหมือนกัน. แต่นั้นเหล่าอากาสัฏฐกเทวดา คือ เทวดาผู้อยู่ในอากาศ เทวดาฝนเย็น เทวดาฝนร้อน เทวดาชั้นจาตุม- มหาราชตลอดถึงอกนิฏฐพรหมโลก ก็ลุกขึ้นกล่าวคุณด้วยบท ๑๖ บทเหล่า นั้นเหมือนกัน. เทวดาในหมื่นจักรวาลตั้งต้นแต่จักรวาลหนึ่ง ก็ลุกขึ้นกล่าว โดยอุบายนั้น. ครั้งนั้น สุสิมเทพบุตร สัทธิวิหาริกของท่านพระสารีบุตร ดำริว่า เทพบุตรเหล่านี้ ละกิฬาในงานนักษัตรของตน ๆ เสียแล้วดำรงอยู่ใน ที่นั้น กล่าวคุณอุปัชฌาย์ของเราเท่านั้น จำเราจะไปสำนักพระตถาคต กระทำ การกล่าวคุณนั้นนั่นแหละ ซึ่งเป็นคำของเทวดา. เทพบุตรนั้น ก็ได้กระทำ อย่างนั้น เพื่อจะแสดงความข้อนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถ โข สุสิโม เทวปุตฺโต ดังนี้เป็นต้น. ในบทว่า อุจฺจาวจา ในที่อื่น ๆ ประณีต ท่านเรียกว่าอุจจะ (สูง) เลวท่านเรียกว่า อวจะ (ต่ำ) แต่ในสูตรนี้ บทว่า อุจฺจาวจา ได้แก่วรรณะ และรัศมีของวรรณะ ต่าง ๆ อย่าง. เขาว่า รัศมีแห่งวรรณะของเทวบริษัทนั้น ปรากฏชัดมี ๔ อย่าง คือที่เขียวก็เขียวจัด ที่เหลืองก็เหลืองจัด ที่แดงก็แดง จัด ที่ขาวก็ขาวจัด ด้วยเหตุนั้นนั่นแล อุปมา ๔ ข้อจึงมาว่า เสยฺยถาปินาม เป็นต้น. ในอุปมา ๔ ข้อนั้น บทว่า สุโภ แปลว่าดี. บทว่า ชาติมา แปลว่า ถึงพร้อมด้วยชาติ. บทว่า สุปริกมฺมกโต ได้แก่เจียระนัยดีแล้ว ด้วยบริกรรมมีล้างเป็นต้นวางไว้บนผ้ากัมพลเหลือง. บทว่า เอวเมวํ ความว่า มณีทั้งหมดเริ่มส่องประกายพร้อมกัน ดังมณีที่วางบนผ้ากัมพลแดง. บทว่า เนกฺขํ ได้แก่เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำเกินเนื้อห้า. จริงอยู่ เครื่องประดับ
หน้า 398 ข้อ 312
นั้น ย่อมเหมาะแก่การย้ำและชัด. บทว่า ชมฺโพนทํ ได้แก่ทองที่เกิดในแม่ น้ำที่ไหลไปทางกึ่งชมพู่ใหญ่ หรือเมื่อรสผลชมพู่ใหญ่จมดิน หน่อทองคำผุดขึ้น อธิบายว่า เครื่องประดับที่ทำด้วยทองคำนั้น. บทว่า กมฺมารปุตฺตํ อุกฺกามุ- เขสุ กุสลํ สมฺปหฏฺํ ได้แก่ ที่บุตรช่างทองผู้ฉลาด หลอมทางปากเบ้า สุกคว้างแล้ว. ในคัมภีร์ธาตุวิภังค์ ท่านถือเอาทองชมพูนุท ที่ยังไม่ทำรูปพรรณ. แต่ในพระสูตรนี้ ท่านถือเอาทองที่ทำรูปพรรณแล้ว. บทว่า วิทฺเธ แปลว่า อยู่ไกล. บทว่า เทเว ได้แก่ อากาศ. บทว่า นภํ อพฺภุสฺสุกฺกมาโน ได้แก่ โลดขึ้นสู่อากาศ. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงภาพดวงอาทิตย์อ่อน ๆ. บทว่า โสรโต ได้แก่ ประกอบด้วยความสงบเสงี่ยม. บทว่า ทนฺโต ได้แก่ หมดพยศ. บทว่า สตฺถุวณฺณภโต แปลว่า มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว. จริงอยู่ พระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๘ ทรงนำคุณของพระเถระมา โดยนัยว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงคบสารีบุตรและโมคคัลลานะ ดังนี้ เป็นต้น. พระเถระก็ชื่อว่า เป็นผู้มีคุณที่พระศาสดาทรงนำมาแล้ว. บทว่า กาลํ กงฺขติ ได้แก่ ปรารถนากาลเป็นที่ปรินิพพาน. จริงอยู่ พระขีณาสพ ย่อมไม่กระหยิ่มยินดีความตาย ไม่มุ่งหมายความเป็น แต่ปรารถนา อธิบายว่า ยืนคอยดูกาลเวลา เหมือนบุรุษยืนคอยค่าจ้างไปวันหนึ่ง ๆ. ด้วยเหตุนั้น ท่าน พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินนฺทามิ ชีวิตํ กาลํ จ ปาฏิกงฺขามิ นิพฺพิสํ กติโก ยถา เราไม่ยินดีความตาย เราไม่ยินดี ความเป็นอยู่ แต่เรารอเวลา [ปรินิพพาน] เหมือนลูกจ้าง รอค่าจ้างฉะนั้น. จบอรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๙
หน้า 399 ข้อ 313, 314, 315
๑๐. นานาติตถิยสูตร [๓๑๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์ ณ กาลครั้งหนึ่ง เมื่อล่วงปฐมยาม พวกเทพบุตรผู้เป็นสาวกเดียรถีย์ต่าง ๆ เป็นอันมาก คือ อสมเทพบุตร สหลีเทพบุตร นิกเทพบุตร อาโกฏกเทพบุตร เวฏัมพรีเทพบุตร มาณวคามิย- เทพบุตร มีวรรณะงามยิ่ง ทำพระวิหารเวฬุวันให้สว่างทั่วแล้ว เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงอภิวาท แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. [๓๑๔] อสมเทพบุตร ครั้นยืนอยู่ ณ ส่วนที่ควรข้างหนึ่งแล้ว ได้ กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรารภถึงท่านปูรณะกัสสปว่า ครูปูรณะกัสสป เพียงแต่มองไม่เห็น บาปหรือบุญของตน เพราะเหตุทสัตว์ถูก ฟัน ถูกฆ่า ถูกโบย เสื่อมเสีย ในโลกนี้ เท่านั้น ท่านบอกให้วางใจเสีย ท่านย่อม ควรที่จะได้รับยกย่องว่าเป็นศาสดา. [๓๑๕] สหลีเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรารภถึงท่านมักขลิโคศาล ต่อไปว่า ครูมักขลิโคศาล สำรวมตนดีแล้ว เพราะรังเกียจบาปด้วยตบะ ละวาจาที่ก่อ ให้เกิดความทะเลาะกับคนเสีย เป็นผู้
หน้า 400 ข้อ 316, 317, 318
สม่ำเสมอ งดเว้นจากสิ่งที่มีโทษ พูดจริง ท่านมักขลิโคศาล จัดว่าเป็นผู้คงที่ ไม่ กระทำบาปโดยแท้. [๓๑๖] นิกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรารภถึงท่านนิครนถ์ นาฏบุตร ต่อไปว่า ครูนิครนถ์ นาฏบุตร เป็นผู้เกลียด บาป มีปัญญารักษาตัว เห็นภัยในสงสาร เป็นผู้ระมัดระวังทั้ง ๔ ยาม บอกสิ่งที่ตน เห็นแล้วและฟังแล้ว น่าจะไม่ใช่ผู้หยาบช้า โดยแท้. [๓๑๗] อาโกฏกเทพบุตร ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรารภถึงพวกเดียรถีย์ต่าง ๆ ต่อไปอีกว่า ท่านปกุธะกัจจายนะ ท่านนิครนถ์ นาฏบุตร และพวกท่านมักขลิโคศาล ท่านปูรณะกัสสปเหล่านี้ ล้วนแต่เป็น ศาสดาของหมู่ บรรลุผลแห่งสมณธรรม แล้ว ท่านเหล่านั้นคงเป็นผู้ไม่ไกลไปจาก สัตบุรุษแน่นอน. [๓๑๘] เวฏัมพรีเทพบุตร ได้กล่าวตอบอาโกฏกเทพบุตรด้วยคาถาว่า สุนัขจิ้งจอกสัตว์เลว ๆ ใคร่จะตีตน เสมอราชสีห์ แม้จะไม่ใช่สัตว์ขี้เรื้อน แต่ ก็มีบางคราวที่ทำตนเทียมราชสีห์ ครูของ หมู่เปลือยกาย พูดคำเท็จ มีมรรยาทน่า- รังเกียจ จะเทียบกับสัตบุรุษย่อมไม่ได้.
หน้า 401 ข้อ 319, 320, 321
[๓๑๙] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าสิงเวฏัมพรีเทพบุตรแล้วได้กล่าว คาถานี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สัตว์เหล่าใด ขวนขวาย ในความเกลียด บาปด้วยตบะ รักษาความสงบสงัดอยู่ ติด อยู่ในรูป ปรารถนาเทวโลก สัตว์เหล่านั้น ย่อมสั่งสอนชอบ เพื่อปรโลกโดยแท้. [๓๒๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี้เป็นมารตัว ร้ายกาจ จึงได้ตรัสคาถาตอบมารผู้มีบาปว่า รูปใด ๆ จะอยู่ในโลกนี้หรือโลกอื่น และจะอยู่ในอากาศ มีรัศมีรุ่งเรืองก็ตามที่ รูปทั้งหมดเหล่านั้น อันมารสรรเสริญแล้ว วางดักสัตว์ไว้แล้ว เหมือนเขาใส่เหยื่อล่อ เพื่อฆ่าปลา ฉะนั้น. [๓๒๑] ลำดับนั้น มาณวคามิยเทพบุตร ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรารภถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภูเขาเวปุละ เขากล่าวกันว่า สูงเป็น เยี่ยมกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในกรุงราชคฤห์ เสตบรรพตเป็นเลิศกว่าภูเขาที่ตั้งอยู่ในป่า หิมวันต์ ดวงอาทิตย์เป็นเลิศกว่าสิ่งที่ไป ในอากาศ มหาสมุทรเป็นเลิศกว่าห้วงน้ำ ทั้งหลาย ดวงจันทร์เป็นเลิศกว่าดวงดาว ทั้งหลาย พระพุทธเจ้ากล่าวกันว่าเป็นเลิศ กว่าประชุมในทั้งโลก พร้อมทั้งเทวโลก. จบนานาติตถิยสูตร จบ นานาติตถิยวรรค ที่ ๓
หน้า 402 ข้อ 321
อรรถกถานานาติตถิยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนานาติตถิยสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า นานาติตฺถิยสาวกา ความว่า เทพบุตรสาวกของเดียรถีย์ ต่าง ๆ เหล่านั้น เป็นกัมมวาที นับถือกรรม เพราะฉะนั้น จึงกระทำบุญ ทั้งหลายมีทานเป็นต้น บังเกิดในสวรรค์ เทพบุตรเหล่านั้น สำคัญว่าเรา บังเกิดในสวรรค์ เพราะเลื่อมใสในศาสดาของตน จึงมาด้วยหมายใจว่าเราจะ ไปยืนในสำนักของพระทศพล กล่าวคุณศาสดาของเรา แล้วกล่าวด้วยคาถา องค์ละ ๑ คาถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉินฺทิตมาริเต จ หตชานีสุ ได้แก่ ในการโบย และในการเสื่อมทรัพย์ทั้งหลาย. ด้วยบทว่า ปุญฺํ วา ปน อสมเทพบุตร ไม่ตามพิจารณาแม้แต่บุญของตน กล่าวโดยย่อว่า วิบาก ของบุญและบาปไม่มี ดังนี้. บทว่า ส เว วิสฺสาสมาจิกฺขิ ความ อสม- เทพบุตรนั้นแล เมื่อกล่าวว่า วิบาก ทั้งของบาปที่ทำแล้ว ทั้งของบุญที่ทำแล้ว ไม่มี ดังนี้ จึงบอกที่พักอาศัย ที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า ศาสดาปุรณกัสสป ควรแก่การนับถือ การไหว้ การบูชา. บทว่า ตโปชิคุจฺฉาย ได้แก่ เพราะเกลียดบาป ด้วยตปะคือการทำกายให้ลำบาก. บทว่า สฺสํวุโต ได้แก่ ประกอบแล้ว หรือปิดแล้ว. บทว่า เชคุจฺฉี ได้แก่ เกลียดบาป ด้วยตปะ. บทว่า นิปโก ได้แก่ บัณฑิต. บทว่า จาตุยามสุสํวุโต ได้แก่ สำรวมด้วยดีด้วยาม ๔ ส่วนทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ ผู้ห้ามน้ำทั้งปวง ผู้ประกอบ ในการห้ามบาปทั้งปวง ผู้กำจัดบาปทั้งปวง ผู้ห้ามบาปทั้งปวงถูกต้อง ชื่อว่า ยาม ๔. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพวาริวาริโต จ ได้แก่ ห้ามน้ำ ทั้งหมด อธิบายว่า น้ำเย็นทั้งหมดห้ามขาด เขาว่านิครนถนาฏบุตรนั้น สำคัญ
หน้า 403 ข้อ 321
ว่ามีตัวสัตว์ในน้ำเย็น เพราะฉะนั้น จึงไม่ใช้น้ำเย็นนั้น. บทว่า สพฺพวาริ- ยุตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง. บทว่า สพฺพวาริธุโต ได้แก่ กำจัดบาปเสียแล้ว ด้วยการห้ามบาปทุกอย่าง. บทว่า สพฺพวาริผุฏฺโ ได้แก่ ผู้อันการห้ามบาปทั้งปวงถูกต้องแล้ว. บทว่า ทิฏฺํ สุตญฺจ อาจิกฺขํ ได้แก่ บอกว่าสิ่งที่เห็นเราเห็นแล้ว ข้อที่ฟัง เราฟังแล้วไม่ปิดเลย. บทว่า นหิ นูน กิพฺพิสี ความว่า ศาสดาเห็นปานนั้น ย่อมชื่อว่า เป็นผู้กระทำ ความชั่วร้าย. บทว่า นานาติตฺถิเย ความว่า เขาว่า อาโกฏกเทพบุตรนั้น เป็นอุปัฏฐากของเหล่าเดียรถีย์ต่าง ๆ นั้นแล เพราะฉะนั้น เขาจึงกล่าวปรารภ เดียรถีย์เหล่านั้น. บทว่า ปกุทฺธโก กาติยาโน ได้แก่ ศาสดาชื่อปกุธ- กัจจายนะ. บทว่า นิคนฺโถ ได้แก่ ศาสดาชื่อนาฎบุตร. บทว่า มกฺขลิปูรณาเส ได้แก่ ศาสดาชื่อมักขลิ และชื่อปูรณะ. บทว่า สามญฺปฺปตฺตา ได้แก่ ถึงที่สุดในสมณธรรม. ด้วยบทว่า นหิ นูน เต อาโกฏกเทพบุตรกล่าวว่า ศาสดาเหล่านั้นไม่ไกลไปจากสัตบุรุษทั้งหลายเลย ศาสดาเหล่านั้นนั่นแล จึง ชอบที่จะเป็นสัตบุรุษในโลก. บทว่า ปจฺจภาสิ ความว่า เวฏันพรีเทพบุตร คิดว่า อาโกฏกเทพบุตรผู้นี้ ยืนกล่าวคุณของศาสดาชีเปลือย ผู้ไร้สิริเหล่านี้ ในสำนักของพระทศพล ดังนั้น เราจักกล่าวโทษของศาสดาเหล่านั้น แล้วจึง กล่าวโต้ตอบ. บทว่า สห รจิตมตฺเตน ได้แก่ พร้อมด้วยเหตุเพียงแต่ง ถ้อยคำ. บทว่า ฉโว สิงฺคาโล ได้แก่ สุนัขจิ้งจอกตาบอด ต่ำทราม. บทว่า โกฏฺโก เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแหละ. บทว่า สงฺกสฺสราจาโร ได้แก่ มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ. บทว่า น สตํ สริกฺขโก ความว่า ศาสดาของท่านจะเทียมสัตบุรุษผู้เป็นบัณฑิตหาได้ไม่ ท่านก็เสมือนสุนัขจิ้งจอก ตาบอด ยังจะทำเดียรถีย์ให้เป็นราชสีห์หรือ. บทว่า อนฺวาวิสิตฺวา ความว่า มารผู้มีบาป ดำริว่า เวฎัมพรีเทพบุตรผู้นี้ กล่าวโทษของเหล่าศาสดาเห็น
หน้า 404 ข้อ 321
ปานนั้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ เราจะให้เขากล่าวคุณด้วยปากนั่นแหละ จึงเข้า สิงในร่างของเวฎัมพรีเทพบุตรนั้น น้อมใจตามไป ชื่อว่า เข้าไปอาศัยอยู่ ด้วย ประการฉะนี้. บทว่า อายุตฺตา ได้แก่ ขวนขวายขมักเขม้น ในอันเกลียดตปะ. บทว่า ปาลยํ ปวิเวกํ แปลว่า รักษาความสงัด ได้ยินว่า เดียรถีย์เหล่านั้น ถอนผมตนเอง ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากการแต่งผม เปลือยกาย เที่ยวไป ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากผ้า กินอาหารที่พื้นดินหรือที่มือ ดุจสุนัข ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากอาหาร นอนบนหนามเป็นต้น ด้วยคิดว่า เราจักรักษาความสงัดจากที่นั่งที่นอน. บทว่า รูเป นิวิฏฺา ได้แก่ ตั้งอยู่ในรูป ด้วยตัณหาและทิฐิ. บทว่า เทวโลกาภินนฺทิโน ได้แก่ ปรารถนาเทวโลก. บทว่า มาติยา ได้แก่ สัตว์ที่ต้องตาย มารผู้มีบาป กล่าวว่า เหล่าเดียรถีย์ย่อมสั่งสอนสัตว์ที่จะต้องตายเหล่านั้นแหละ โดยชอบ เพื่อประโยชน์แก่ปรโลก. บทว่า อิติ วิทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงระลึกว่า เทพบุตรผู้นี้ กล่าวโทษของศาสดาเหล่านี้ก่อนแล้ว บัดนี้ กลับ มากล่าวคุณ ผู้นี้เป็นใครหนอ แล้วก็ทรงทราบ. บทว่า เย จนฺตลิกฺขสฺมิ ปภาสวณฺณา ความว่า บรรดารูปรัศมีดวงจันทร์ รัศมีดวงอาทิตย์ ประกาย เพชรพลอย รุ้งกินน้ำ และดวงดาวทั้งหลาย รูปเหล่าใดมีวรรณะสว่างไสว ในท้องฟ้า. บทว่า สพฺเพว เต เต ได้แก่ รูปเหล่านั้นทั้งหมด อันท่าน สรรเสริญแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมารว่า นมุจิ. ด้วยบทว่า อามิสํว มจฺฉานํ วธาย ขิตฺตา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มารย่อมเหวี่ยงเหยื่อ ติดปลายเบ็ด เพื่อต้องการฆ่าปลาทั้งหลาย ฉันใด ท่านกล่าวสรรเสริญ หว่านรูปเหล่านั้นก็เพื่อมัดสัตว์ทั้งหลาย ฉันนั้น. บทว่า มาณวคามิโย ความว่า ได้ยินว่า เทพบุตรองค์นี้ เป็นพุทธอุปัฏฐาก. บทว่า ราชคหิยานํ
หน้า 405 ข้อ 321
ได้แก่ ภูเขาในกรุงราชคฤห์. บทว่า เสโต ได้แก่ เขาไกรลาส. บทว่า อฆคามินํ ได้แก่ ที่โคจรไปในอากาศ. บทว่า อุทธีนํ ได้แก่ รองรับน้ำ. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ภูเขาวิบูลบรรพตประเสริฐสุด แห่งบรรดาภูเขาที่ตั้งอยู่ ในกรุงราชคฤห์ ภูเขาไกรลาสประเสริฐสุด แห่งบรรดาภูเขาในป่าหิมพานต์ ดวงอาทิตย์ประเสริฐสุด แห่งบรรดาสภาวะที่โคจรไปในอากาศ สมุทร [ทะเล] ประเสริฐสุด แห่งบรรดาสภาวะที่รองรับน้ำ ดวงจันทร์ประเสริฐสุด แห่ง บรรดาดวงดาวทั้งหลาย ฉันใด พระพุทธเจ้าก็ประเสริฐสุด แห่งโลกพร้อม ทั้งเทวโลก ฉันนั้น. จบอรรถกถานานาติตถิยสูตร ที่ ๑๐ วรรคที่ ๓ เทวปุตตสังยุตจบเพียงเท่านี้ พระสูตรในนานาติตถิยวรรคที่ ๓ นี้ คือ ๑. สิวสูตร ๒. เขมสูตร ๓. เสรีสูตร ๔. ฆฏิการสูตร ๕. ชันตุสูตร ๖. โรหิตัสสสูตร ๗. นันทสูตร ๘. นันทิวิสาลสูตร ๙. สุสิมสูตร ๑๐. นานาติตถิยสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา. จบ เทวปุตตสังยุต
หน้า 406 ข้อ 322, 323, 324
โกสลสังยุต ปฐมวรรค ๑. ทหรสูตร ว่าด้วยของ ๔ อย่างไม่ควรดูหมิ่น [๓๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ครั้งนั้นแล พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วจึงได้ทรงปราศรัยกับพระผู้มี พระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๓๒๓] พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า แม้ ท่านพระโคดมทรงปฏิญาณหรือไม่ว่า ได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณอย่างยอด เยี่ยม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาบพิตร ก็พระองค์เมื่อจะ ตรัสโดยชอบก็พึงตรัสถึงอาตมภาพว่า ตถาคตได้ตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยม ดูก่อนมหาบพิตร เพราะว่าอาตมาภาพได้ตรัสรู้สัมมาสัมโพธิญาณ อย่างยอดเยี่ยมแล้ว. [๓๒๔] พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ แม้สมณพราหมณ์บางพวก เป็นเจ้าหมู่ เจ้าคณะ เป็น
หน้า 407 ข้อ 325, 326
คณาจารย์ มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ ชนส่วนมากยกย่องว่าดี คือ ปูรณกัสสป มักขลิโคศาล นิครนถนาฏบุตร สัญชัยเวลัฏฐบุตร ปกุธกัจจายนะ อชิตเกสกัมพล. สมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น เมื่อถูกข้าพระองค์ถามว่า ท่านทั้งหลาย ย่อมปฏิญาณได้หรือว่า เราได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณดังนี้ ก็ยัง ไม่ปฏิญาณตนได้ว่า ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ส่วนพระโคดมผู้ เจริญยังทรงเป็นหนุ่มโดยกำเนิดและยังทรงเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา ไฉนจึง ปฏิญาณได้เล่า. [๓๒๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔ อย่างเป็นไฉน ของ ๔ อย่าง คือ ๑. กษัตริย์ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังทรงพระเยาว์ ๒. งู ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก ๓. ไฟ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็กน้อย ๔. ภิกษุ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่ายังหนุ่ม ดูก่อนมหาบพิตร ของ ๔ อย่างเหล่านี้ ไม่ควรดูถูกดูหมิ่นว่าเล็ก น้อย. [๓๒๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่น กษัตริย์ผู้ ถึงพร้อมด้วยพระชาติ มีพระชาติสูง ผู้ ทรงพระยศว่ายังทรงพระเยาว์ เพราะเหตุ ว่า พระองค์เป็นจอมมนุษย์ ได้เสวยราช-
หน้า 408 ข้อ 326
สมบัติแล้ว ทรงพระพิโรธขึ้น ย่อมทรงลง พระราชอาญาอย่างหนักแก่เขาได้ เพราะ ฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน พึงงดเว้นการ หมิ่นพระบรมเดชานุภาพกษัตริย์นั้นเสีย. นรชนเห็นงูที่บ้านหรือที่ป่าก็ตาม ไม่ว่า พึงดูถูกดูหมิ่นว่าตัวเล็ก (เพราะเหตุว่า) งูเป็นสัตว์มีพิษ (เดช) ไม่ว่าจะเป็นพันธุ์ ไร ๆ งูนั้นพึงฉกกัดชายหญิงผู้เขลาในบาง คราว เพราะฉะนั้น ผู้รักษาชีวิตของตน พึงงดเว้นการดูหมิ่นงูนั้นเสีย. นรชนไม่พึงดูถูกดูหมิ่นไฟที่กินเชื้อ มาก ลุกเป็นเปลว มีทางดำ (ที่ๆไฟไหม้ ไปดำ) ว่าเล็กน้อย เพราะว่าไฟนั้นได้เชื้อ แล้วก็เป็นกองไฟใหญ่ พึงลามไหม้ชาย หญิงผู้เขลาในบางคราว เพราะฉะนั้น ผู้ รักษาชีวิตของตน พึงงดเว้นการดูหมิ่นไฟ นั้นเสีย. (แต่ว่า) ป่าใดที่ถูกไฟไหม้จนดำไป แล้ว เมื่อวันคืนล่วงไป ๆ พันธุ์หญ้าหรือ ต้นไม้ยังงอกขึ้นที่ป่านั้นได้ ส่วนผู้ใดถูก ภิกษุผู้มีศีลแผดเผา ด้วยเดช บุตรธิดาและ ปศุสัตว์ของผู้นั้นย่อมพินาศ ทายาทของ
หน้า 409 ข้อ 327
เขาก็ย่อมไม่ได้รับทรัพย์มรดก เขาเป็นผู้ ไม่มีพันธุ์ ย่อมเป็นเหมือนตาลยอดด้วน. เพราะฉะนั้นบุคคลผู้เป็นบัณฑิต พิจารณาเห็นงู ไฟ กษัตริย์ผู้ทรงยศ และ ภิกษุผู้มีศีล ว่าเป็นภัยแก่ตน พึงประพฤติ ต่อโดยชอบทีเดียว. [๓๒๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจบลงแล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่ม แจ้งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก บุคคลหงาย ของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืดด้วย หวังว่า ผู้มีจักษุจะได้เห็นรูป ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงแสดงธรรม โดยปริยายเป็นอันมาก ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่งที่ระลึก ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงสรณคมน์จน ตลอดชีวิตทั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
หน้า 410 ข้อ 327
โกสลสังยุต อรรถกถาทหรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทหรสูตรที่ ๑ ต่อไป:- บทว่า ภควตา สทฺธึ สมฺโมทิ ความว่า แม้พระเจ้าปเสนทิโกศล ก็ทรงมีความยินดีร่วมกับพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยอาการอย่างเดียวกับพระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสถามถึงขันธปัญจกพอทนได้เป็นต้น ยินดีกับท้าวเธอ คือทรง นำความยินดีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนน้ำเย็นกับน้ำร้อน ฉะนั้น อนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยินดี [บันเทิง] ด้วยถ้อยคำอันใดเป็นต้นว่า ท่าน พระโคดม พอทนหรือ พอเป็นไปได้หรือ ท่านพระโคดมและเหล่าสาวกของ พระโคดมมีอาพาธน้อย มีโรคน้อย คล่องแคล่ว มีเรี่ยวแรง อยู่เป็นสุขอยู่ หรือ ทรงนำถ้อยคำนั้น ที่น่ายินดี น่าให้ระลึกถึงกันล่วงไป ให้ถึงที่สุด คือ จบลงด้วยปริยายเป็นอันมากอย่างนี้ คือ ชื่อว่า สัมโมทนียะ เพราะให้เกิดความ ยินดีกล่าวคือ ปีติปราโมทย์ และควรที่จะยินดี ชื่อว่า สาราณียะ เพราะมี อรรถพยัญชนะไพเราะ และเพราะเป็นถ้อยคำที่ควรระลึก โดยควรที่จะให้ ระลึกถึงตลอดกาลนาน ๆ คือเป็นไปเป็นนิตย์ ไม่ทรงทราบความลึก หรือความ ตื้น โดยคุณและโทษ เพราะไม่เคยพบพระตถาคต จึงประทับนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อประทับนั่งแล้ว ก็ตรัสว่า ภวํปิ โน เป็นต้นเพื่อจะทูลถาม ปัญหาเรื่องการสลัดออกจากโลกและการลงสู่ภพคือ ความเป็นพระสัมมาสัม- พุทธะของศาสดา ที่ท้าวเธอเสด็จมาทำเป็นโอวัฏฏิกสารปัญหา คือปัญหาที่มี สาระวกวน. ศัพท์ว่า ภวมฺปิ ในคำทูลถามนั้น เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ประมวล พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงประมวลศาสดาทั้ง ๖ ด้วยศัพท์นั้น. อธิบาย ว่า ท่านพระโคดมก็ปฏิญาณ เหมือนศาสดาทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปเป็นต้น ที่
หน้า 411 ข้อ 327
ปฏิญญาว่าเราเป็นสัมมาสัมพุทธะหรือ แต่พระราชามิได้ทูลถามปัญหานี้ โดย ลัทธิของพระองค์เอง ตรัสถามโดยอำนาจปฏิญญาที่มหาชนในโลกถือกัน. ครั้ง นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบันลือพุทธสีหนาท จึงตรัสว่า ยํ หิ ตํ มหาราช ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ หิ มหาราช ความ ว่า เราตถาคตตรัสรู้ยิ่งซึ่งสัมมาสัมโพธิกล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณ อันยอด เยี่ยม ประเสริฐสุดแห่งญาณทั้งหมด. บทว่า สมณพฺราหฺมณา ได้แก่ชื่อว่า สมณะ เพราะเข้าบวช ชื่อว่าพราหมณ์ โดยกำเนิด. ในบทว่า สงฺฆิโน เป็น ต้น ที่ชื่อว่า สังฆี เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น มีสงฆ์กล่าวคือชุมนุมนัก บวช. ที่ชื่อว่า คณี ก็เพราะสมณพราหมณ์ มีคณะนั้นนั่นแหละ ที่ชื่อว่า คณาจารย์ ก็เพราะเป็นอาจารย์ของคณะนั้น โดยให้ศึกษาอาจาระ. บทว่า าตา แปลว่าที่เขารู้จักกันทั่ว คือปรากฏแล้ว. ที่ชื่อว่า ยสฺสฺสิ [มียศ] ก็เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้น มียศ [เกียรติยศ] ฟุ้งขจรอย่างนี้ว่า ท่าน เป็นผู้มักน้อย สันโดษ ไม่นุ่งแม้แต่ผ้า เพราะเป็นผู้มักน้อย. บทว่า ติตฺถกรา แปลว่าเจ้าลัทธิ. บทว่า สาธุสมฺมตา ได้แก่ที่เขาสมมติอย่างนี้ว่าเป็นคนสงบ เป็นคนดี. บทว่า พหุชนสฺส ได้แก่ปุถุชนคนอันธพาล ผู้มิได้สดับฟัง [ศึกษา]. คำว่า ปูรณะ เป็นต้น เป็นชื่อตัวและโคตร [สกุล] ของเจ้าลัทธิ เหล่านั้น. จริงอยู่ คำว่าปูรณะเป็นชื่อตัวเท่านั้น. คำว่า มักขลิ ก็เหมือน กัน. ก็มักขลินั้น เรียกกันว่า โคสาล ก็เพราะเกิดในโรง [คอก] โค. บทว่า นาฏปุตฺโต แปลว่า บุตรของนักรำ. บทว่า เวลฏฺปุตฺโต แปล ว่า บุตรของช่างสานเสื่อลำแพน. บทว่า กจฺจายโน เป็นโคตร [สกุล] ของเดียรถีย์ชื่อ ปกุทธะ. เรียกกันว่า อชิต เกสกัมพล ก็เพราะครองผ้า กัมพลทำด้วยผมคน.
หน้า 412 ข้อ 327
บทว่า เตปิ มยา ความว่า หลาหล* มี ๓ คือ กัปปหลาหล พุทธหลาหล จักกวัตติหลาหล. บรรดาหลาหลทั้ง ๓ นั้น หลาหลที่ว่า กัป จักปรากฏที่สุดแสนปี ชื่อว่า กัปปหลาหล. เหล่าเทวดาเที่ยวป่าวร้องในถิ่น มนุษย์ว่า ในที่สุดแสนปีแต่นี้ไป โลกจักพินาศ ผู้นิรทุกข์ทั้งหลายจงเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขากันเถิด. ส่วนหลาหลที่ว่า พระพุทธเจ้าจักอุบัติ ในที่สุดพันปี ชื่อว่า พุทธหลาหล. เหล่าเทวดาป่าวร้องว่า ในที่สุดพันปีแต่นี้ ไป พระพุทธเจ้าจักเสด็จอุบัติขึ้น อันพระสังฆรัตนะผู้ปฏิบัติธรรมสมควร แก่ธรรมแวดล้อมแล้ว จักเสด็จจาริกแสดงธรรมโปรด. ส่วนหลาหลที่ว่า ใน ที่สุดร้อยปี พระเจ้าจักรพรรดิจักอุบัติ ชื่อว่า จักกวัตติหลาหล. เหล่าเทวดา ป่าวร้องว่า ในที่สุดร้อยปีแต่นี้ไป พระเจ้าจักรพรรดิ ผู้สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ มีพระราชโอรสกว่าพันองค์เป็นบริวาร เสด็จไปทางอากาศได้ [เหาะได้] จักทรงอุบัติ ดังนี้. ก็ในหลาหลทั้ง ๓ นี้ ศาสดาทั้ง ๖ เหล่านี้ ได้ยินเรื่องพุทธหลาหล ก็เข้าไปหาอาจารย์เล่าเรียนวิชา ว่าด้วยแก้วสารพัดนึกเป็นต้น แล้วก็ปฏิญญาว่า เราเป็นพุทธะ มหาชน ห้อมล้อมจาริกไปตลอดชนบท มาถึงกรุงสาวัตถีตามลำดับ. เหล่าอุปัฏฐากคน บำรุง ของศาสดาเหล่านั้น ก็เข้าไปเฝ้าพระราชา กราบบังคมทูลว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ได้ยินว่า ท่านปูรณกัสสป ฯลฯ อชิตเกสกัมพล เป็นพุทธะ เป็นสัพพัญญู. พระราชาตรัสสั่งว่า พวกท่านจงนิมนต์ศาสดาเหล่านั้นเข้ามา ศาสดา ทั้ง ๖ นั้น อันอุปัฏฐากเหล่านั้นบอกว่า พระราชานิมนต์พวกท่าน โปรดไป รับอาหารในพระราชวังเถิด ดังนี้ ก็ไม่กล้าไป เมื่อถูกรบเร้าบ่อย ๆ เข้า ก็รับ เพื่อต้องการรักษาน้ำใจของเหล่าอุปัฏฐาก ก็ไปพร้อมกันทั้งหมด พระราชา * คำว่า หลาหล มี ๓ คือ กัปปหลาหล พุทธหลาหล จักกวัตติหลาหลนี้ อรรถกถาของพม่า ใช้คำว่า โกลาหล ๓ คือ กัปปโกลาหล พุทธโกลาหล จักกวัตติโกลาหล. . .
หน้า 413 ข้อ 327
โปรดให้จัดปูอาสนะ รับสั่งให้นั่ง. พระราชอำนาจแผ่สร้านไปทั่วตัวเหล่า นิครนถ์. นิครนถ์เหล่านั้น ไม่อาจนั่งเหนืออาสนะที่สมควรอย่างใหญ่ได้ ก็ นั่งบนแผ่นกระดานและพื้นดิน. ด้วยเหตุเพียงเท่านี้นี่แล พระราชาก็ตรัสว่า ธรรมอันสะอาดภายในของนิครนถ์เหล่านั้นไม่มี จึงไม่พระราชทานอาหาร ตรัสถามว่า พวกท่านเป็นพุทธะ หรือไม่ใช่พุทธะ ประหนึ่งทรงเอาค้อนตี ผลตาลหล่นจากต้นตาล ฉะนั้น นิครนถ์เหล่านั้นคิดว่า ถ้าทูลว่า เราเป็นพุทธะ พระราชาตรัสถามในพุทธวิสัย เราก็ไม่อาจทูลตอบได้ ท้าวเธอก็จะตรัสว่า พวกท่านเที่ยวลวงมหาชนว่าเราเป็นพุทธะ ก็จะพึงโปรดให้ตัดลิ้นเสีย พึงทำ ความพินาศแม้อย่างอื่น ดังนี้แล้ว จึงกล่าวปฏิญญาของตนอย่างเดียวว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้เป็นพุทธะ ดังนั้น พระราชาจึงให้ลากตัวนิครนถ์เหล่านั้น ไปเสียจาก พระราชวัง. พวกนิครนถ์เหล่านั้น ออกจากพระราชวังแล้ว เหล่าอุปัฏฐาก ก็พากันถามว่า ท่านอาจารย์ พระราชาตรัสถามปัญหาแล้ว ได้ทรงกระทำ สักการะและสัมมานะอะไร. เหล่านิครนถ์กล่าวว่า พระราชาตรัสถามว่า พวก ท่านเป็นพุทธะ หรือไม่ใช่พุทธะ ต่อนั้น พวกเราคิดว่า ถ้าพระราชาพระองค์นี้ ไม่ทรงทราบปัญหาที่ตรัสถามในพุทธวิสัย ก็จักขัดพระทัยในพวกเรา จักทรง ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก เพราะความเอ็นดูพระราชา พวกเราจึงไม่ ทูลว่า พวกเราเป็นพุทธะ แต่ความจริงพวกเราก็เป็นพุทธะนั่นแหละ ความ เป็นพุทธะของพวกเรา ใคร ๆ ก็ไม่อาจเอาน้ำล้างออกไปได้ ดังนั้น พวกเรา จึงเป็นพุทธะภายนอก. พวกนิครนถ์ไม่ทูลในสำนักของพระราชาว่า พวกเรา เป็นพุทธะ พระราชาทรงถือเอาข้อนี้ จึงตรัสอย่างนี้. ในข้อนั้น พระราชา ทรงถือปฏิญญาของพระองค์ จึงตรัสคำนี้ว่า ท่านพระโคดม ยังหนุ่มโดยกำเนิด และยังใหม่ โดยการบวช ทำไมจึงทรงปฏิญาณว่า ตรัสรู้ยิ่งพระอนุตตระ สัมมาสัมโพธิเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ เป็นคำปฏิเสธ. นิครนถ์
หน้า 414 ข้อ 327
เหล่านั้น โดยกำเนิดก็เป็นคนแก่ และบวชมานาน ยังไม่ปฏิญาณว่าเราเป็น พุทธะ ท่านพระโคดม โดยกำเนิดก็ยังหนุ่ม และโดยบรรพชาก็ยังใหม่ ทำไม จึงปฏิญญาณ อธิบายว่า ก็อย่าปฏิญาณสิ. บทว่า น อุญฺาตพฺพา ได้แก่ ไม่พึงดูหมิ่น. บทว่า น ปริโภตพฺพา ได้แก่ ไม่พึงดูแคลน. บทว่า กตเม จตฺตาโร เป็น กเถตุกมฺยตสปุจฉา ถามเองตอบเอง. บทว่า ขตฺติโย ได้แก่ พระราชกุมาร. บทว่า อุรโค แปลว่า งูพิษ บทว่า อคฺคิ ก็แปลว่า ไฟนั่นแหละ. ก็ในบทว่า ภิกฺขุ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงถึงบรรพชิตผู้มีศีล ยกพระองค์เป็นภายใน [ตัวอย่าง] เพราะทรง ฉลาดในเทศนาวิธี. ในสภาวะ ๔ อย่างนั้น บุคคลพบพระราชกุมารหนุ่ม ทรงดำเนินสวนทาง ไม่ถวายทาง ไม่ลดผ้าห่ม ไม่ลุกจากที่นั่งที่นั่งอยู่ ไม่ลง จากหลังช้างเป็นต้น กระทำความประพฤติที่ไม่สมควรเห็นปานนั้นแม้อย่างอื่น โดยดูหมิ่นว่าอยู่ในที่ต่ำ ชื่อว่า ดูหมิ่นกษัตริย์. เมื่อกล่าวว่า พระราชกุมาร ผู้น่ารักพระองค์นี้ พระปรางยุ้ยอุทรพลุ้ย จักทรงสามารถระงับโจรผู้ร้าย ทรง ปกครองราชกิจในตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งได้หรือ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า ดูแคลน. เอาลูกงูพิษแม้ขนาดเท่าไม้ป้ายยาตามาประดับหูเป็นต้น ให้มันกัดนิ้วมือก็ดี ลิ้นก็ดี ชื่อว่า ดูหมิ่นงู. เมื่อกล่าวคำว่า งูพิษตัวนี้น่าเอ็นดูหนอ เหมือนงูน้ำ จักสามารถกัดอะไร ๆ ได้หรือ จักสามารถแผ่พิษไปในร่างกายของใคร ๆ ได้ หรือ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า ดูแคลนงู. จับไฟแม้เท่าหิ่งห้อย เล่นด้วยมือ เหวี่ยงไปที่หม้อสิ่งของ เหวี่ยงไปที่มวยผมก็ดี ที่หลังที่นอนผ้ากระสอบเป็นต้น ก็ดี ชื่อว่า ดูหมิ่นไฟ. กล่าวว่า ไฟนี้น่าเอ็นดูหนอ จักหุงต้มข้าวต้มข้าวสวย อะไรได้บ้างหนอ จักปิ้งปลาและเนื้ออะไรได้บ้าง จักบรรเทาความหนาวของ ใครได้ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า ดูแคลน. อนึ่ง บุคคลพบภิกษุหนุ่มและสามเณร
หน้า 415 ข้อ 327
เดินสวนทางแล้วไม่ถวายทาง กระทำความประพฤติที่ไม่สมควร ซึ่งกล่าวไว้ แล้วในเรื่องพระราชกุมาร ชื่อว่า ดูหมิ่นภิกษุ. กล่าวว่า สามเณรรูปนี้น่า- เอ็นดูหนอ แก้มยุ้ย ท้องพลุ้ย จักสามารถเรียนพระพุทธวจนะอย่างใดอย่าง หนึ่งได้ จักสามารถยึดป่าแห่งใดแห่งหนึ่งอยู่ได้ จักเป็นที่น่าพอใจในเวลาเป็น พระสังฆเถระได้หรือ ดังนี้เป็นต้น ชื่อว่า ดูแคลน. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงว่า ข้อนั้นแม้ทุกข้อไม่ควรทำ จึงตรัสว่า ไม่ควรดูหมิ่น ไม่ควร ดูแคลน. บทว่า เอตทโวจ ความว่า ได้ตรัสคำที่ผูกเป็นคาถานี้ ก็ชื่อว่า คาถาเหล่านี้ ย่อมแสดงความข้อนั้นบ้าง แสดงความที่แปลกออกไปบ้าง. บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาเหล่านี้ ย่อมแสดงทั้งความข้อนั้น ทั้งความแปลก ออกไปทีเดียว. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวาเสฏฐะและ ภารทวาชะ ท่านผู้เป็นเจ้าแห่งที่ดินทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น จึงเกิดอักขระที่ ๒ ขึ้นว่า กษัตริย์ ๆ ดังนี้. บทว่า ชาติสมฺปนฺนํ ได้แก่ สนบูรณ์ด้วยชาติ โดยชาติกษัตริย์ โดยชาติกษัตริย์นั้นแล. บทว่า อภิชาตํ ได้แก่ เกิดสูง เกินตระกูลทั้ง ๓ [คือ ขัตติยมหาศาล พราหมณมหาศาล และคหปติมหาศาล]. บทว่า านํ แปลว่า มีเหตุ. บทว่า มนุสฺสินฺโท ได้แก่ เป็น หัวหน้ามนุษย์. บทว่า ราชทณฺเฑน ได้แก่ ด้วยอาชญาที่พระราชายกขึ้น ราชอาชญานั้น ไม่ชื่อว่า เล็กน้อย คือ ปรับไหมหมื่นหนึ่ง สองหมื่น ทีเดียว. บทว่า ตสฺมึ ปกฺกมเต ภุสํ ได้แก่ พยายามลงโทษอย่างร้ายแรง ในบุคคลนั้น. บทว่า รกฺขํ ชีวิตมตฺตโน ได้แก่ เมื่อรักษาชีวิตตน ก็ พึงละเว้น ไม่กระทบกระทั่งกษัตริย์นั้นเลย. บทว่า อุจฺจาวเจหิ ได้แก่ ต่าง ๆ อย่าง. บทว่า วณฺเณหิ ได้ แก่ ด้วยทรวดทรงทั้งหลาย. จริงอยู่ งูนั้น เมื่อท่องเที่ยวด้วยเพศอย่างใดอย่าง หนึ่ง จึงจะได้เหยื่อ งูทั้งหลายจึงเที่ยวไปด้วยเพศงูธรรมดาบ้าง งูน้ำบ้าง งู
หน้า 416 ข้อ 327
เรือนบ้าง โดยที่สุดแม้ด้วยเพศกระแต. บทว่า อาสชฺช แปลว่า ถึง. บทว่า พาลํ ความว่า งูถูกคนเขลาผู้ใดกระทบแล้ว ก็พึงกัดคนเขลาผู้นั้นไม่ว่า ชาย หรือหญิง. บทว่า ปหฺตพฺภกฺขํ แปลว่ามีอาหาร [เชื้อ] มาก. ความจริง ชื่อว่าอาหารของไฟไม่มีดอก. บทว่า ชาลินํ แปลว่า ลุกโชน. บทว่า ปาจกํ แปลว่าไฟ. ปาฐะ ว่า ปาวกํ ก็มี. บทว่า กณฺหวตฺตนึ ความว่า ทางชื่อ ว่าวัตตนี ทางที่ไฟไปแล้ว ย่อมดำ ๆ เพราะฉะนั้น ไฟท่านจึงเรียกว่า กัณห- วัตตนี ทางดำ. บทว่า มหา หุตฺวา แปลว่า เป็นของใหญ่ ไฟบางครั้งก็ มีขนาดเท่าพรหมโลก. บทว่า ชายนฺติ ตตฺถ ปาโรหา ความว่า ในป่าที่ ไฟไหม้แล้วนั้น ต้นไม้ใบหญ้าย่อมเกิดขึ้น ต้นไม้ใบหญ้าเป็นต้น ท่านเรียกว่า ปาโรหา. จริงอยู่ ต้นไม้ใบหญ้าเหล่านั้น ในที่ ๆ ไฟไหม้แล้ว ยังเหลือแม้ เพียงหัว ก็งอก เกิด เจริญได้จากหัวนั้น เพราะฉะนั้นจึงเรียกว่า ปาโรหา. อีกนัยหนึ่ง ต้นไม้ใบหญ้าชื่อว่า ปาโรหา เพราะอรรถว่างอกได้อีก. บทว่า อโหรตฺตานมฺจฺจเย แปลว่าในกาลล่วงไปแห่งวันและคืนทั้งหลาย. แม้เมื่อ ฝนแล้ง พอฝนตก ต้นไม้ใบหญ้าก็เกิด. ในบทว่า ภิกฺขุ ฑหติ เตปสา นี้ ขึ้นชื่อว่าภิกษุ ด่าตอบภิกษุผู้ ด่า ทะเลาะตอบผู้ทะเลาะ ประหารตอบผู้ประหาร ย่อมไม่สามารถเอาเดชเผา ภิกษุไรๆ ได้. ส่วนภิกษุรูปใด ไม่ด่าตอบผู้ด่า ไม่ทะเลาะตอบผู้ทะเลาะ ไม่ ประหารตอบผู้ประหาร ไม่ผิดในภิกษุนั้น ด้วยเดชแห่งศีลของภิกษุนั้น ย่อม เผาภิกษุนั้นได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า น ตสฺส ปุตฺตา ปสโว ดังนี้ อธิบายว่า ทั้งบุตรธิดาของผู้นั้น ทั้งโคกระบือไก่สุกรเป็นต้น ก็ไม่มี พินาศหมด. บทว่า ทายาทา วินฺทเร ธนํ ความว่า แม้ทายาทของผู้ นั้น ก็ไม่ได้ทรัพย์. บทว่า ตาลวตฺถุ ภวนฺติ เต ความว่า ชนเหล่านั้น ถูกเดชภิกษุเผาแล้ว ก็เป็นเหมือนต้นตาลขาดยอด คงเหลือเพียงลำต้น คือ ย่อม ไม่เจริญด้วยบุตรธิดาเป็นต้น.
หน้า 417 ข้อ 327
บทว่า ตสฺมา แปลว่า ก็เพราะชนเหล่านั้น ถูกเดชของสมณะเผาแล้ว มีอันไม่งอกงามเป็นธรรมดา เหมือนต้นตาลขาดยอดฉะนั้น. บทว่า สมฺมเทว สมาจเร แปลว่า พึงประพฤติเอื้อเฟื้อโดยชอบ. ถามว่า อะไร อันผู้ประพฤติ เอื้อเฟื้อโดยชอบพึงทำ. ตอบว่า ก่อนอื่นเมื่อพิจารณาเห็นอานิสงส์มีตำบล แขวงยานพาหนะเป็นต้นที่ได้มา เพราะอาศัยพระมหากษัตริย์ อานิสงส์มีผ้าเงิน ทองเป็นต้นที่พึงได้ด้วยการให้งูนั้นเล่นกีฬา เพราะอาศัยงู อานิสงส์มีต้ม หุงข้าวต้มข้าวสวยและบรรเทาความหนาวเป็นต้น ที่พึงได้ปรารภด้วยอำนาจ ของไฟนั้น เพราะอาศัยไฟ อานิสงส์มีได้ฟังเรื่องที่ยังไม่ได้ฟัง ทำเรื่องที่ฟังแล้ว ให้แจ่มแจ้ง และการบรรลุมรรคของตนเป็นต้น ที่พึงถึงด้วยอำนาจภิกษุนั้น เพราะอาศัยภิกษุ. พึงละโทษมีประการที่กล่าวมาแต่ก่อน เพราะอาศัยสภาวะ ทั้ง ๔ เหล่านี้เสีย แต่ไม่พึงละโดยประการทั้งปวงด้วยคิดว่า จะมีประโยชน์ อะไรกับสิ่งเหล่านี้ อันผู้ต้องการจะเป็นใหญ่ ไม่ทำการดูหมิ่นดูแคลนดังกล่าว แล้ว พึงทำขัตติยกุมารให้ทรงยินดีด้วยอุบาย มีตื่นก่อนนอนหลังเป็นต้น แต่ นั้นก็จักถึงความเป็นใหญ่ ด้วยประการฉะนี้. อันหมองู ไม่พึงทำความสนิท สนมในงู ร่ายวิชามนต์งูเอาไม้สองง่าม [เท้าแพะ] ยันคอ เอารากไม้ถอน พิษล้างเขี้ยวงูแล้วใส่ไว้ในลุ้ง ให้มันเล่นกีฬา อาศัยงูนั้นก็จักได้อาหารและผ้า เป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ อันผู้ประสงค์จะต้มข้าวเป็นต้น. ไม่ใส่ไฟลงใน หม้อใส่ของ ไม่จับต้องด้วยมือ ก่อไฟด้วยโคมัย [ขี้ไต้] ละเอียดเป็นต้น พึงต้มข้าวต้มเป็นต้น อาศัยไฟนั้น ก็จักได้รับผลดีด้วยประการฉะนี้. อันผู้ ประสงค์จะฟังเรื่องที่ยังไม่ได้ฟังเป็นต้น คุ้นเคยสนิทกับภิกษุ ไม่ใช้ท่านให้ทำ ตัวเป็นหมอ รับใช้ก่อสร้างเป็นต้น พึงบำรุงด้วยปัจจัย ๘ โดยเคารพ อาศัย ภิกษุนั้น ก็จักได้พระพุทธพจน์ที่ไม่เคยฟัง ด้วยประการฉะนี้. บุคคลถึงการ วินิจฉัยปัญหาที่ไม่เคยฟัง ประโยชน์ในปัจจุบันและภายหน้า กุลสมบัติ ๓ กามาวจรสวรรค์ ๖ พรหมโลก ๙ แล้วจักได้การเห็นอมตมหานิพพาน พระผู้มี
หน้า 418 ข้อ 327
พระภาคเจ้าทรงหมายถึงประโยชน์ดังกล่าวมานี้ จึงตรัสว่า สมฺมเทว สมาจเร ดังนี้. บทว่า เอตทโวจ ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงฟังพระธรรม เทศนาแล้วทรงเลื่อมใส จะทรงทำความเสื่อมใสให้ชัดเจนแล้ว จึงตรัสคำว่า อภิกฺกนฺตํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกนฺตํ แปลว่า น่า ใคร่ น่าปรารถนา น่าพอใจอย่างยิ่ง อธิบายว่า ดีเหลือเกิน. พระเจ้าปเสน- ทิโกศล ทรงชมเทศนาด้วยอภิกกันตศัพท์ ๆ หนึ่ง ในคำว่า อภิกฺกนฺตํ เป็น ต้นนั้นว่า พระเจ้าข้า พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าน่าฟังจริง ๆ ทรง ชมความเสื่อมใสของพระองค์ ด้วยอภิกกันตศัพท์อีกศัพท์หนึ่งว่า พระเจ้าข้า น่าชื่นใจจริง ๆ ที่ข้าพระองค์อาศัยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงเลื่อมใส. ต่อจากนั้น ก็ทรงชมพระธรรมเทศนาด้วยอุปมา ๔ ข้อ. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า นิกฺกุชฺชิตํ แปลว่าของที่วางคร่ำหน้าหรือเอาหน้าไว้ล่าง. บทว่า อุกฺกุชฺเชยฺย แปลว่าพึงทำหน้าไว้ข้างบน [หงาย]. บทว่า ปฏิจฺฉนฺนํ แปลว่าของที่ปิดไว้ด้วยหญ้าเป็นต้น. บทว่า วิวเรยฺย แปลว่า พึงเพิก [เปิด]. บทว่า มุฬฺหสฺส แปลว่า คนหลงทิศ [ทาง]. บทว่า มคฺคํ อาจิกฺเขยฺย ได้แก่จับมือบอกว่า นั่นทาง. บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ในความมืด ๔ อย่าง คือ แรม ๑๔ ค่ำ, เที่ยงคืน, ป่าทึบและแผ่นเมฆ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงยกข้าพระองค์ ซึ่งตกไปในอสัทธรรมหันหน้าหนีจาก สัทธรรม ไว้ในสัทธรรม เหมือนใคร ๆ หงายของที่คว่ำ ทรงเปิดพระศาสนา ที่การถือมิจฉาทิฏฐิปิดไว้ ตั้งแต่พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปอันตรธานไป เหมือนทรงเปิดของที่ปิดทรงกระทำทางสวรรค์และนิพพาน ให้ชัดแจ้งแก่ข้าพระองค์ ผู้ดำเนินทางชั่วทางผิด เหมือนทรงบอกทางแก่ผู้หลง
หน้า 419 ข้อ 327
ทาง ทรงชูดวงประทีปคือพระธรรมเทศนาที่กำจัดความมืด คือโมหะอันปิด พระศาสนานั้น แก่ข้าพระองค์ผู้จมลงในความมืด คือโมหะ ผู้ไม่เห็นรูปคือ พระรัตนะมีพระพุทธรัตนะเป็นต้น เหมือนทรงส่องประทีปน้ำมัน ในความมืด ทรงประกาศธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยปริยายเป็นอันมาก เพราะทรงประกาศ ด้วยปริยายเหล่านั้น. พระเจ้าปเสนทิโกศล ครั้นทรงชมพระธรรมเทศนาอย่างนี้แล้วมีพระ- ทัยเลื่อมใสในพระรัตนตรัยด้วยเทศนานี้ เมื่อทรงทำอาการของผู้เลื่อมใส จึง ตรัสว่า เอสาหํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาหํ แยก สนธิว่า เอโส อหํ แปลว่า ข้าพระองค์นั้น. บทว่า ภควนฺตํ สรณํ คจฺฉามิ ธมฺมญฺจ ภิกฺขุสงฺฆญฺจ แปลว่า ขอถึงพระรัตนตรัยนี้ คือ พระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ. บทว่า อุปาสกํ มํ ภนฺเต ภควา ธาเรตุ ความว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงจำ รับรู้ข้าพระองค์อย่าง นี้ว่า ผู้นี้เป็นอุบาสก. บทว่า อชฺชตคฺเค แปลว่า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อีกอย่างหนึ่ง. ปาฐะว่า อชฺชทคฺเค ดังนี้ก็มี. ทอักษร ทำสนธิบท. ความ ว่า ตั้งต้นแต่วันนี้ไป. บทว่า ปาณุเปตํ แปลว่า เข้าถึงด้วยปราณคือชีวิต. สังเขปความในข้อนี้อย่างนี้ว่า ชีวิตของข้าพระองค์ยังดำเนินไปเพียงใด ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ทำแต่สิ่งที่สมควร ผู้ถึงสรณะด้วยสรณคมน์ ๓ ไม่นับถือศาสดาอื่น เข้าถึงด้วยชีวิตเพียงนั้น. ส่วน ความพิสดาร กล่าวไว้แล้วทุกอาการในสามัญญผลสูตร ในอรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินีแล. จบอรรถกถาทหรสูตรที่ ๑
หน้า 420 ข้อ 328, 329
๒. ปุริสสูตร [๓๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วจึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมก็อย่างเมื่อบังเกิดขึ้นใน ภายในของบุคคล ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สบาย. [๓๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่าง เมื่อบังเกิดขึ้นในภายในของบุรุษ ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็น ประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สบาย ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน ธรรม ๓ อย่าง คือ. ๑. โลภะ ๒. โทสะ ๓. โมหะ
หน้า 421 ข้อ 330
ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่างนี้แล เมื่อบังเกิดขึ้นในภายในของ บุคคล ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อความไม่เป็นประโยชน์ เพื่อความทุกข์ เพื่อความ อยู่ไม่สบาย. [๓๓๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า โลภะ โทสะ และโมหะ ที่เกิดขึ้น ในตนย่อมฆ่าบุคคลผู้ใจบาป เหมือนขุย ไผ่ย่อมฆ่าต้นไผ่ ฉะนั้น. อรรถกถาปุริสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปุริสสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า อภิวาเทตฺวา ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงอภิวาท ในสูตรนี้ ก็เพราะทรงถึงสรณะแล้วในสูตรก่อน. บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ภายในตัวเอง อธิบายว่า เกิดขึ้นในสันดานของตน. บรรดาอกุศลมูล ๓ มี โลภะเป็นต้น โลภะมีลักษณะละโมบ โทสะมีลักษณะขัดเคือง โมหะมีลักษณะ ลุ่มหลง. บทว่า หึสนฺติ ได้แก่ เบียดเบียน ทำให้เสียหาย ทำให้พินาศ. บทว่า อตฺตสมฺภูตา แปลว่า เกิดแล้วในตน. บทว่า ตจสารํว สมฺผลํ ความว่า ผลของตัวเอง ย่อมเบียน คือ ทำต้นไม้ที่มีเปลือกเป็นแก่น ไม่ว่า ต้นไผ่หรือต้นอ้อให้พินาศ ฉันใด อกุศลมูลทั้งหลาย ก็เบียน คือทำให้พินาศ ฉันนั้น. จบอรรถกถาปริสสูตรที่ ๒
หน้า 422 ข้อ 331, 332, 333
๓. ราชสูตร [๓๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้วจึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ผู้ที่เกิดมาแล้วที่พ้นจากชราและมรณะมีอยู่บ้างหรือไม่. [๓๓๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาบพิตร คนเกิด มาแล้วที่จะพ้นจากชรามรณะไม่มีเลย แม้กษัตริย์มหาศาลซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มี ทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมากมาย มีทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย ก็ไม่พ้นจากชรามรณะ แม้พราหมณ์มหาศาล ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง ฯลฯ ก็ไม่พ้นจากชรามรณะ แม้คฤหบดีมหาศาล ก็ไม่พ้นจาก ชรามรณะ ภิกษุแม้ทุกรูป ซึ่งเป็นพระอรหันต์ สิ้นอาสวะแล้ว อยู่จบ พรหมจรรย์แล้ว กระทำกรณียะเสร็จแล้ว วางภาระหนักลงได้แล้ว ได้บรรลุ ประโยชน์ของตนแล้ว สิ้นกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพแล้ว หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้โดยชอบ ร่างกายนี้แม้แห่งพระอรหันต์เหล่านั้น ก็เป็นสภาพแตกดับ ต้องทอดทิ้งเป็นธรรมดา. [๓๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า
หน้า 423 ข้อ 333
ราชรถอันวิจิตรดีย่อมคร่ำคร่าโดยแท้ อนึ่ง แม้สรีระก็ย่อมเข้าถึงชรา แต่ว่า ธรรมของสัตบุรุษหาเข้าถึงชราไม่ สัตบุรุษ กับสัตบุรุษเท่านั้น ย่อมรู้กันได้. อรรถกถาราชสูตร พึงทราบวินิจฉัยในราชสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า อญฺตฺร ชรามรณา ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทูลถามว่า คนที่พ้นจากชรามรณะมีอยู่หรือ. บทว่า ขตฺติยมหาสาลา แปลว่า กษัตริย์มหาศาล คือกษัตริย์ที่ถึงความเป็นผู้มีสารสมบัติมาก. จริงอยู่ กษัตริย์ เหล่าใด มีทรัพย์เก็บไว้ ๑๐๐ โกฎิเป็นอย่างต่ำ มีกหาปณะ ๓ หม้อ จัดกอง ไว้กลางคฤหะ (เรือน) สำหรับใช้สอย กษัตริย์เหล่านั้น ชื่อว่า กษัตริย์มหาศาล. พราหมณ์เหล่าใด มีทรัพย์เก็บไว้ ๘๐ โกฏิ มีกหาปณะหม้อครึ่ง จัดกองไว้ กลางคฤหะ สำหรับใช้สอย พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่า พราหมณมหาศาล. คฤหบดีเหล่าใด มีทรัพย์เก็บไว้ ๔๐ โกฏิ มีกหาปณะหม้อหนึ่ง จัดกองไว้ กลางคฤหะ ส่าหรับใช้สอย คฤหบดีเหล่านั้น ชื่อว่า คฤหบดีมหาศาล. บทว่า อฑฺฒา ได้แก่ เป็นใหญ่. ชื่อว่า มีทรัพย์มาก ก็เพราะ ทรัพย์ที่เก็บไว้มีมาก. ชื่อว่า มีโภคะมาก ก็เพราะของใช้สอยมีภาชนะทอง เงินเป็นต้นมีมาก. ชื่อว่า มีทองและเงินมากพอ ก็เพราะทองและเงินที่ยังไม่ ได้เก็บไว้มีมากพอ. ชื่อว่า มีอุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากพอ ก็เพราะมี
หน้า 424 ข้อ 333
อุปกรณ์ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ คือเหตุแห่งความยินดีมีมากพอ. ชื่อว่า มีทรัพย์ และข้าวเปลือกมากพอ ก็เพราะทรัพย์คือโคเป็นต้น และข้าวเปลือก ๗ อย่าง มีมากพอ. บทว่า เตสมปิ ชาตานํ นตฺถิ อญฺตฺร ชรามรณา ความว่า อิสรชน ดังกล่าวมาแม้เหล่านั้น เกิดมาแล้ว คือบังเกิดแล้วจะละเว้นจากชรา มรณะไม่มี คือชื่อว่า พ้นจากชรามรณะ เพราะเกิดมาแล้วนั่นแลไม่มี อิสรชน เหล่านั้น ตกอยู่ภายในชรามรณะนั่นเทียว. ในบทว่า อรหนฺโต เป็นต้น เหล่าภิกษุชื่อว่า อรหันต์ เพราะไกลจาก กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า ขีณาสพ ก็เพราะภิกษุเหล่านั้น สิ้นอาสวะ ๔ แล้ว ชื่อว่า วุสิตวันตะ ก็เพราะอยู่ประพฤติพรหมจรรย์แล้ว คือ อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว. ชื่อว่า กตกรณียะ เพราะภิกษุเหล่านั้น มีกิจที่ควรทำด้วยมรรค ๔ ทำเสร็จ แล้ว. ชื่อว่า โอหิตภาระ เพราะภิกษุเหล่านั้น ปลงภาระเหล่านี้ คือ ขันธภาระ กิเลสภาระ อภิสังขารภาระ กามคุณภาระเสียแล้ว. ชื่อว่า อนุปปัตตสทัตถะ ก็เพราะภิกษุเหล่านั้นบรรลุประโยชน์ของตน กล่าวคือพระอรหัตแล้ว ชื่อว่า ภวปริกขีณสังโยชนะ เพราะภิกษุเหล่านั้นสิ้นภวสังโยชน์ทั้ง ๑๐ แล้ว ชื่อว่า สัมมทัญญาวิมุตตะ เพราะภิกษุเหล่านั้นหลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดยชอบ คือ โดยเหตุ อธิบายว่า รู้สัจธรรม ๔ ด้วยมรรคปัญญาแล้ว หลุดพ้นโดยผล- วิมุตติ. บทว่า เภทนธมฺโม แปลว่า มีอันแตกไปเป็นสภาพ. บทว่า นิกฺเขปนธมฺโม แปลว่า มีอันจะพึงทอดทิ้งเป็นสภาพ. จริงอยู่ แม้ธรรม คือความไม่ชราของพระขีณาสพมีอยู่ คือพระนิพพานที่ท่านแทงตลอดโดย อารมณ์ แท้จริง พระนิพพานนั้น ย่อมไม่ชรา แต่ในสูตรนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม คือความชราของพระขีณาสพนั้น จึงตรัสอย่างนี้. ได้ยินว่า การตั้งพระสูตร มีอัตถุปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ดังนี้
หน้า 425 ข้อ 333
อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็นเรื่องที่นั่งพูดกันที่โรงเก็บวอ. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นยาน คือรถเป็นต้น อันงดงาม จึงทรงทำสิ่งที่ ทรงเห็นนั่นแหละ ให้เป็นข้อเปรียบเทียบ ตรัสพระคาถาว่า ชีรนฺติ เว ราชรถา สุจิตฺตา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีรนฺติ ได้แก่ เข้าถึงชรา. บทว่า ราชรถา ได้แก่ รถอันงดงามของพระราชา. บทว่า สุจิตฺตา ได้แก่ อัน งามดีด้วยทองและเงินเป็นต้น. บทว่า อโถ สรีรมฺปิ ชรํ อุเปติ ความว่า เมื่อรถทั้งหลายอันทำด้วยไม้แก่น ไม่มีใจครองเห็นปานนี้ คร่ำคร่าไป คำอะไรๆ ที่จะพึงกล่าวในสรีระ ที่ทำด้วยเนื้อและเลือดเป็นต้น ซึ่งมีใจครองอันเป็น ภายในนี้ คือ สรีระก็ถึงความชราทั้งนั้น. บทว่า สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวท- ยนฺติ ความว่า เหล่าสัตบุรุษ ย่อมรู้กันกับเหล่าสัตบุรุษอย่างนี้ว่า ธรรมของ เหล่าสัตบุรุษไม่ถึงความชรา พระนิพพาน ชื่อว่า ธรรมของเหล่าสัตบุรุษ พระนิพพานนั้นไม่ชรา. อธิบายว่า เหล่าสัตบุรุษกล่าวอย่างนี้ว่า พระนิพพาน ไม่แก่ ไม่ตาย. อีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะอาศัยพระนิพพาน กิเลสทั้งหลายที่มี สภาพจมจึงแตกไป ฉะนั้น พระนิพพานนั้น ท่านจึงเรียกว่า สพฺภิ. พระผู้มี พระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงเหตุ ของบทต้น จึงตรัสว่า สนฺโต หเว สพฺภิ ปเวทยนฺติ. จริงอยู่ ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ว่าธรรมของเหล่าสัตบุรุษ ย่อมไม่ เข้าถึงชรา. เพราะเหตุไร เพราะเหล่าสัตบุรุษ ย่อมประกาศกับเหล่าสัตบุรุษ. อธิบายว่า ย่อมบอกกันว่า พระนิพพานที่ไม่แก่ ชื่อว่า ธรรมของเหล่าสัตบุรุษ อีกนัยหนึ่ง คำว่า สัพภิ นี้ เป็นชื่อที่ดี อธิบายว่า เหล่าสัตบุรุษย่อมประกาศ บอกพระนิพพาน ที่เป็นสัพภิธรรม สัพภิธรรมของสัตบุรุษอันใด ธรรมของ เหล่าสัตบุรุษอันนั้น ย่อมไม่เข้าถึงความชรา. จบอรรถกถาราชสูตรที่ ๓
หน้า 426 ข้อ 334
ปิยสูตรที่ ๔ [๓๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ (วันนี้) ข้าพระองค์เข้าห้องส่วนตัวพักผ่อนอยู่ ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า ชน เหล่าไหนหนอแลชื่อว่ารักตน ชนเหล่าไหนชื่อว่าไม่รักตน ข้าพระองค์จึงได้เกิด ความคิดต่อไปว่า ก็ชนเหล่าใดแลย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชน เหล่านั้นชื่อว่าไม่รักตน ถึงแม้ชนเหล่านั้นจะพึงกล่าวอย่างนี้ว่า เรารักตน ถึง เช่นนั้น ชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าไม่รักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่ า ชนผู้ไม่รักใคร่กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักใคร่กันได้โดยประการใด ชนเหล่านั้นย่อมทำความเสียหายให้แก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่รักตน ส่วนว่าชนเหล่าใดแล ย่อมประพฤติสุจริตด้วย กาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นชื่อว่ารักตน ถึงแม้ชนเหล่านั้นจะพึงกล่าวอย่างนี้ ว่า เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นชนเหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ที่รักใคร่กันย่อมทำความดีความเจริญ ให้แก่ผู้ที่รักใคร่กัน ได้โดยประการใด ชนเหล่านั้นย่อมทำความดีความเจริญ ให้แก่ตนด้วยตนเอง ได้โดยประการนั้น ฉะนั้น ชนเหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน.
หน้า 427 ข้อ 335, 336
[๓๓๕] พระผู้มีพระเจ้าตรัสว่า ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร เพราะว่าชน บางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนเหล่านั้นไม่ชื่อว่ารักตน ถึง แม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราทั้งหลายมีความรักตน ถึงเช่นนั้นพวกเขาก็ ชื่อว่าไม่มีความรักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า ชนผู้ไม่รักใคร่ กันย่อมทำความเสียหายให้แก่ผู้ไม่รักได้โดยประการใด พวกเขาเหล่านั้นย่อมทำ ความเสียหายแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น พวกเขาเหล่านั้นจึงชื่อว่าไม่ รักตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ พวกเหล่า นั้นชื่อว่ารักตน ถึงแม้พวกเขาจะกล่าวอย่างนี้ว่า เราไม่รักตน ถึงเช่นนั้นพวก เหล่านั้นก็ชื่อว่ารักตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าชนผู้รักใคร่กัน ย่อมทำความดีความเจริญให้แก่ชนผู้ที่รักใคร่กันได้โดยประการใด พวกเหล่า นั้นย่อมทำความดีความเจริญแก่ตนด้วยตนเองได้โดยประการนั้น ฉะนั้น พวก เหล่านั้นจึงชื่อว่ารักตน. [๓๓๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า ถ้าบุคคลรู้ว่าตนเป็นที่รักไซร้ ก็ไม่ พึงประกอบด้วยบาป เพราะว่าความสุขนั้น เป็นผลที่บุคคลผู้ทำชั่วจะไม่ได้โดยง่ายเลย. เมื่อความตายเข้าถึงตัวแล้ว บุคคล ย่อมละทิ้งภพมนุษย์ไป ก็อะไรเป็นสมบัติ ของเขา และเขาจะพาเอาอะไรไปได้ อนึ่ง อะไรเล่าจะติดตามเขาไปประดุจเงาติดตาม ตนไป ฉะนั้น.
หน้า 428 ข้อ 336
มัจจาผู้ที่มาเกิดแล้วจำจะต้องตายใน โลกนี้ ย่อมทำกรรมอันใดไว้ คือบุญและ บาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแล บาปทั้งสองประการ บุญและบาปนั้นแล และบาปนั้นไป อนึ่ง บุญและบาปนั้นย่อม เป็นของติดตามเขาไปประดุจเงาติดตาม ตนไป ฉะนั้น. เพราะฉะนั้น บุคคลพึงทำกัลยาณ กรรมสะสมไว้เป็นสมบัติในปรโลก ด้วย ว่า บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้ง หลายในปรโลก. อรรถกถาปิยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปิยสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า รโคตสฺส แปลว่า ไป [อยู่] ในที่ลับ. บทว่า ปฏิสลฺ- ลีนสฺส ได้แก่เร้นอยู่ผู้เดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงนำสูตรนี้ ให้เป็น คำตรัสของพระสัพพัญญู จึงตรัสในสูตรนี้ว่า เอวเมตํ มหาราช ดังนี้. บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส แปลว่า ผู้ถูกความตายครอบงำแล้ว. จบอรรถกถาปิยสูตรที่ ๔
หน้า 429 ข้อ 337, 338
๕. อัตตรักขิตสูตร [๓๓๗] พระเจ้าปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ข้าพระองค์ได้เข้าห้อง ส่วนตัวพักผ่อนอยู่ ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า ชนพวกไหนหนอ ชื่อว่าเป็น ผู้รักษาตน ชนพวกไหนหนอ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน ข้าพระองค์ได้คิดต่อ ไปว่า ก็ชนบางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่า เป็นผู้ไม่รักษาตน ถึงแม้พลช้าง พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้า จะพึงรักษา เขา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้น ก็ชื่อว่าไม่เป็นผู้รักษาตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่า การรักษาเช่นนั้น เป็นการรักษาภายนอก มิใช่เป็นการรักษา ภายใน ฉะนั้น ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษาตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อม ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ถึงแม้ว่า พลช้าง พลม้า พลรถหรือพลเดินเท้า จะไม่รักษาเขา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่น นั้น เป็นการรักษาภายใน มิใช่เป็นการรักษาภายนอก ฉะนั้น ชนพวกนั้นจึง ชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน. [๓๓๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร ก็ชน บางพวกย่อมประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่รักษา คน ถึงแม้ชนพวกนั้นจะมีพลช้าง พลม้า พลรถ หรือพลเดินเท้า คอยรักษา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่าไม่รักษาตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุ ว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษาภายนอก มิใช่เป็นการรักษาภายใน ฉะนั้น ชนพวกนั้นจึงชื่อว่าไม่รักษาตน ส่วนว่าชนบางพวกย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย
หน้า 430 ข้อ 339
วาจา ใจ ชนพวกนั้นชื่อว่าเป็นผู้รักษาตน ถึงแม้ชนพวกนั้นจะไม่มีพลช้าง พลน้ำ พลรถ หรือพลเดินเท้า คอยรักษา ถึงเช่นนั้นชนพวกนั้นก็ชื่อว่ารักษา ตน ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ก็เพราะเหตุว่าการรักษาเช่นนั้นเป็นการรักษา ภายใน มิใช่เป็นการรักษาภายนอก ฉะนั้น ซนพวกนั้นจึงชื่อว่าเป็นผู้รักษา ตน. [๓๓๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า การสำรวมทางกายเป็นการดี การ สำรวมทางวาจาเป็นการดี การสำรวมทาง ใจเป็นการดี การสำรวมในที่ทั้งปวงเป็น การดี บุคคลสำรวมในที่ทั้งปวงแล้วมี ความละอายต่อบาป เรากล่าวว่าเป็นผู้ รักษาตน. อรรถกถาอัตตรักขิตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัตตรักขิตสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า หตฺถิกาโย ได้แก่ หมู่พลช้าง. แม้ในหมู่พลที่เหลือก็นัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า สํวโร ได้แก่ ปิด. ด้วยบทว่า สาธุ สพฺพตฺถ สํวโร นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงความสำรวมแห่งกรรมที่ยังไม่ถึงความแตก แห่งกรรมบถ. บทว่า ลชฺชี แปลว่า ผู้มีหิริละอาย แม้โอตตัปปะ ก็เป็น อันทรงถือเอาแล้วด้วย ลัชชี ศัพท์ในบทนี้. จบอรรถกถาอัตตรักขิตสูตรที่ ๕
หน้า 431 ข้อ 340, 341, 342
๖. อัปปกสูตร [๓๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วจึงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ หม่อมฉันได้เข้าห้องส่วนตัวพักผ่อนอยู่ได้เกิดความคิดอย่างนี้ว่า สัตว์เหล่า ใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้ว ย่อมไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่ติดอยู่ในกามคุณ และไม่พระพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลก ส่วนว่า สัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้วย่อมมัวเมา ประมาท ติดอยู่ในกามคุณ และประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นแลมีจำนวนมากมายในโลก. [๓๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร สัตว์ เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้ว ย่อมไม่มัวเมา ไม่ประมาท ไม่ติดอยู่ในกาม คุณ และไม่ประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนน้อยในโลก ส่วน ว่าสัตว์เหล่าใดได้โภคทรัพย์ยิ่ง ๆ แล้ว ย่อมมัวเมา ประมาท ติดอยู่ในกาม คุณ และประพฤติผิดในสัตว์ทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นมีจำนวนมากมายในโลก. [๓๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า
หน้า 432 ข้อ 342
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าใน โภคทรัพย์ที่น่าใคร่ มักมากหมกมุ่นใน กามคุณย่อมไม่รู้สึกตัวว่าละเมิด (ประพฤติ ผิดในสัตว์พวกอื่น) เหมือนพวกเนื้อไม่รู้ สึกตัวว่ามีแร้วโก่งดักไว้ ฉะนั้น ผลเผ็ด ร้อนย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง เพราะว่ากรรมนั้นมีวิบากเลวทราม. อรรถกถาอัปปกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัปปกสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า อุฬาเร อุฬาเร ได้แก่อันประณีตและมาก. บทว่า มชฺชนฺติ ได้แก่เมาด้วยความเมาด้วยมานะ. บทว่า อติสารํ ได้แก่ล่วงเข้าไป. บทว่า กูฏํ ได้แก่บ่วง. บทว่า ปจฺฉาสํ แยกออกว่า ปจฺฉา เตสํ. จบอรรถกถาอัปปกสูตรที่ ๖
หน้า 433 ข้อ 343, 344, 345
๗. อัตถกรณสูตร [๓๔๓] พระเจ้าปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ หม่อมฉันได้นั่ง ณ ศาล พิจารณาคดี เห็นกษัตริยมหาศาลบ้าง พราหมณมหาศาลบ้าง คฤหบดีมหาศาล บ้าง ซึ่งเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทองและเงินมากมาย มี ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมากมาย. มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย ยังกล่าวมุสาทั้งที่ รู้สึกอยู่ เพราะเหตุแห่งกาม เพราะเรื่องกาม เพราะมีกามเป็นเค้ามูล หม่อมฉัน ได้เกิดความนึกคิดอย่างนี้ว่า เป็นการไม่สมควรที่เราจะพิจารณาคดีในบัดนี้ (เพราะ) บัดนี้ ราชโอรสนามว่าวิฑูฑภะผู้มีหน้าชื่นบาน จักมาพิจารณาคดี. [๓๔๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ชอบแล้ว ๆ มหาบพิตร กษัตริยมหาศาล พราหมณมหาศาล คฤหบดีมหาศาล แม้บางพวกเป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก ฯลฯ มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย ยังจักกล่าวมุสาทั้งที่รู้สึกอยู่ เพราะเหตุแห่งกาม เพราะเรื่องกาม เพราะมีกามเป็นเค้ามูล ข้อนั้นจักเป็นไป เพื่อความเสื่อมประโยชน์ เพื่อความทุกข์แก่พวกเขาตลอดกาลนาน. [๓๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้กำหนัดกล้าใน โภคทรัพย์ที่น่าใคร่ มักมาก หมกมุ่นใน กามคุณ ย่อมไม่รู้สึกตัวว่าก้าวล่วง เหมือน พวกปลากำลังเข้าไปสู่เครื่องดัก ซึ่งอ้าดัก อยู่ ไม่รู้สึกตัวฉะนั้น ผลอันเผ็ดร้อน ย่อมมีแก่สัตว์พวกนั้นในภายหลัง ด้วยว่า กรรมนั้นมีวิบากเลวทราม.
หน้า 434 ข้อ 345
อรรถกถาอัตถกรณสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัตถกรณสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า กามเหตุ ได้แก่ มีกามเป็นมูล. บทว่า กามนิทานํ ได้แก่ มีกามเป็นปัจจัย. บทว่า กามาธิกรณํ ได้แก่มีกามเป็นเหตุ หมดทุกบทนั้น เป็นคำไวพจน์ของกันและกัน. บทว่า ภทฺรมุโข แปลว่า หน้าดี. ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระราชาเสด็จออกประทับนั่ง ฟังการพิจารณาคดีความ. ในคดีนั้น พวกอมาตย์รับสินบนเข้ามาก่อนนั่งวินิจฉัยคดี ก็ตัดสินให้ผู้มีใช้เจ้าของทรัพย์สิน กลายเป็นเจ้าของทรัพย์สินไป. พระราชาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงพระดำริ ว่า ต่อหน้าเราผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน อำมาตย์พวกนี้ยังกระทำถึงเพียงนี้ ลับหลังเรา เขาจักไม่ทำกระไรได้ บัดนี้ วิฑูฑภเสนาบดีจักปรากฏเป็นพระราชา เอง ประโยชน์อะไรของเราจะนั่งที่เดียวกับพวกอมาตย์กินสินบน พูดมดเท็จ เห็นปานนี้ เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า ขิปฺปํว โอฑฺฑิตํ ได้แก่ เหมือนปลาเข้าไปสู่เครื่องดัก อธิบายว่า ปลาทั้งหลายเข้าไปสู่เครื่องดักที่เขา ดักไว้ยังไม่รู้สึกตัวฉันใด สัตว์ทั้งหลายล่วงเข้าไปสู่วัตถุกาม ด้วยกิเลสกาม ก็ไม่รู้สึกตัว ฉันนั้น. จบอรรถกถาอัตถกรณสูตรที่ ๗
หน้า 435 ข้อ 346, 347
๘. มัลลิกาสูตร [๓๔๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลกับพระนางมัลลิการาชเทวีได้ประทับ ณ ปราสาทอันประเสริฐชั้นบน. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตรัสกับพระนางมัลลิการาชเทวีว่า มัลลิกา คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน มีแก่เธอบ้างไหม. พระนางมัลลิกาได้ทูลสนองว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนซึ่งเป็นที่รักยิ่ง กว่าตน ไม่มีแก่หม่อมฉันดอก มีแก่พระองค์บ้างหรือ. พระเจ้าปเสนทิโกศลตรัสว่า แน่ะมัลลิกา คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ย่อมไม่มีแม้แก่ฉัน. [๓๔๗] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จลงจากปราสาทเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม แล้วประทับ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ วันนี้ ข้าพระองค์ได้อยู่ที่ปราสาทอันประเสริฐชั้นบนกับพระนางมัลลิกา- ราชเทวี ได้พูดกับพระนางมัลลิการาชเทวีว่า แน่ะมัลลิกา คนซึ่งเป็นที่รักยิ่ง กว่าตน มีอยู่แก่เธอบ้างไหม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระนางมัลลิการาชเทวี ได้ตอบว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ไม่มีแก่หม่อมฉัน ดอก มีอยู่แก่พระองค์บ้างไหม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้พูดกับ พระนางมัลลิการาชเทวีว่า แน่ะมัลลิกา คนซึ่งเป็นที่รักยิ่งกว่าตน ไม่มีแม้ แก่ฉันเหมือนกัน.
หน้า 436 ข้อ 348
[๓๔๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึง ได้ตรัสพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า บุคคลค้นหาด้วยจิตตลอดทุกทิศ ไม่ได้พบใครซึ่งเป็นที่รัก ยิ่งกว่าตนในที่ ไหน ๆ เลย สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นก็รัก คนมากเช่นนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น. อรถกถามัลลิกาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมัลลิกาสูตรที่ ๘ ต่อไป :- เพราะเหตุไร พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสถามว่า อตฺถิ โข เต มลฺลิเก เป็นต้น. ได้ยินว่า พระนางมัลลิกานี้ เป็นธิดาของนายช่างทำดอกไม้ ผู้เข็ญใจ วันหนึ่ง ถือขนมจากตลาด คิดว่าจักไปสวนดอกไม้แล้วจึงจักกินขนม เดินไปพบพระผู้มีพระภาคเจ้า มีภิกษุเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปแสวงหาอาหาร สวนทางกัน ก็มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายขนมนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงแสดงอาการจะประทับนั่ง. พระอานนทเถระจึงได้ปูผ้าถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง ณ ที่นั้นแล้วเสวยขนม ล้างพระโอษฐ์แล้ว ได้ทรงทำความแย้มพระโอษฐ์ให้ปรากฏ. พระเถระทูลถามว่า ด้วยการถวาย ขนมนี้ จักมีผลอะไร พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อานนท์ วันนี้ นี่แหละ นางมัลลิกานั้นได้ถวายโภชนะแก่ตถาคตเป็นคนแรก วันนี้นี่แหละ นางก็จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล วันนั้นนั่นแล พระราชาผู้อัน
หน้า 437 ข้อ 348
พระเจ้าหลาน (พระเจ้าอชาตศัตรู) ทรงให้ปราชัยในการรบที่หมู่บ้านกาสี (กาสิก คาม) พ่ายหนีไป กลับมาสู่พระนคร เสด็จเข้าไปยังสวนดอกไม้ ทรงคอย หมู่ทหารกลับมา. นางมัลลิกานั้น ได้ทำการปรนนิบัติถวายท้าวเธอ. พระเจ้า ปเสนทิโกศล ทรงเลื่อมใสในข้อวัตรปฏิบัติที่นางทำถวาย จึงโปรดให้นำนาง เข้าไปภายในพระบุรี ทรงสถาปนานางไว้ในตำแหน่งพระอัครมเหสี. ต่อมาวันหนึ่ง พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระดำริว่า เราให้อิศริยยศ อย่างใหญ่แก่ธิดาของตระกูลที่เข็ญใจผู้นี้ ถ้ากระไร เราจะควรถามนางว่า ใครเป็นที่รักของเจ้า. นางจะตอบว่า พระมหาราชเจ้า พระองค์ทรงเป็นที่รัก ของหม่อมฉัน แล้วจักถามเราอีกว่า เมื่อเป็นดังนั้น เราจะบอกแก่นางว่า เจ้าคนเดียวเป็นที่รักของเรา ดังนี้. พระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น เมื่อจะตรัสพระ- วาจาที่บันเทิง เพื่อให้เกิดความสนิทสนมกะกันแลกัน จึงถาม. ส่วนพระนาง มัลลิกาเทวีนั้น เป็นบัณฑิต เป็นอุปัฏฐายิกาของพระพุทธเจ้า เป็นอุปัฏฐายิกา ของพระสงฆ์ มีปัญญามาก เพราะฉะนั้น พระนางจึงทรงดำริอย่างนี้ว่า เรา ไม่พึงเห็นแก่หน้าพระราชา ตอบปัญหานี้. ครั้นตรัสตอบตามรสนิยมของตน แล้ว ก็ทูลถามพระราชาบ้าง. พระราชาเมื่อกลับพระวาจาไม่ได้ เพราะพระนาง ตรัสตามรสนิยมของพระนางเอง แม้พระองค์เองก็ตรัสตามรสนิยมเหมือนกัน ทรงพระดำริว่า จักให้พระนางกราบทูลเหตุนี้แด่พระตถาคต ดังนี้แล้ว ก็เสด็จ ไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า เนวชฺฌคา แปลว่า ไม่พบ. บทว่า เอวํ ปิโย ปุถุ อตฺตา ปเรสํ ความว่า คนเป็นที่รักของตนเท่านั้น ฉันใด คนอื่นก็เป็นที่รักของคนอื่น ๆ แม้เป็นอันมาก ฉันนั้น. จบอรรถกถามัลลิการสูตรที่ ๘
หน้า 438 ข้อ 349, 350, 351
๙. ยัญญสูตร [๓๔๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ แพะ ๕๐๐ ตัว และแกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ชนบางคนของพระเจ้าปเสนทิโกศล นั้น เป็นทาส คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่ แม้ชนเหล่านั้นก็ถูกอาชญา ถูกภัย คุกคาม มีหน้านองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง กระทำบริกรรมไปพลาง. [๓๕๐] ครั้งนั้นแล พวกภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลา เช้าถือบาตรและจีวรเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตใน เวลาหลังภัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ วันนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ตระเตรียมการบูชามหายัญโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคผู้ ๕๐๐ ตัว ลูกโคตัวเมีย ๕๐๐ ตัว แพะ ๕๐๐ ตัว และแกะ ๕๐๐ ตัว ถูกนำ ไปผูกไว้ที่หลักเพื่อบูชายัญ แม้ชนบางคนของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้น เป็นทาส คนใช้หรือกรรมกรที่มีอยู่ ชนแม้เหล่านั้นก็ถูกอาชญา ถูกภัยคุกคาม มีหน้า นองด้วยน้ำตาร้องไห้พลาง กระทำบริกรรมไปพลาง. [๓๕๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
หน้า 439 ข้อ 351
มหายัญที่มีการตระเตรียมมาก มีการ ฆ่าแพะ แกะ โค และสัตว์ชนิดต่าง ๆ คือ อัศวเมธ๑ ปุริสเมธ๒ สัมมาปาสะ๓ วาชเปยยะ๔ นิรัคคฬะ๕ มหายัญเหล่านั้น เป็นยัญไม่มีผลมาก (เพราะ) พระพุทธเจ้า เป็นต้นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนิน ปฏิปทาอันชอบ ย่อมไม่แนะนำยัญนั้น. ๑. อัศวเมธ ได้แก่การฆ่าม้าบูชายัญ แต่ชื่อนี้หมายความกว้างกว่านั้น คือ หมายถึง ยัญที่บูชาด้วยสมบัติทุกอย่าง เว้นที่ดินแลคน ซึ่งเขาตั้งเสายัญ ๒๑ เสา สำหรับผูกปศุสัตว์ที่จะ ต้องฆ่าประมาณ ๕๙๗ ชนิด เพื่อบูชายัญ แล้วทำการบูชาอยู่หลายวันกว่าจะเสร็จพิธี แต่ฉบับ พม่าเพี้ยนไปเป็น สสฺสเมธํ แปลว่าสัสสเมธ เป็นยัญในพระพุทธศาสนาที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงแก่พระเจ้ามหาวิชิตราชในกูฏทันตสูตร หมายความว่าการเก็บค่านาตามธัญญาหารที่สำเร็จ ผลสิบส่วน เก็บไว้เป็นส่วนหลวงส่วนหนึ่ง นี่เป็นสังคหวัตถุประการหนึ่งของพระเจ้าจักรพรรดิ ไม่ตรงกับเรื่องในพระสูตรนี้. ๒. ปุริสเมธ ได้แก่การฆ่าคนบูชายัญ แต่ความจริงหมายเฉพาะยัญที่บูชาด้วยสมบัติ ต่าง ๆ อย่างอัศวเมธนั้น แต่รวมที่ดินเข้าด้วย แต่ในพระพุทธศาสนา หมายถึงการพระราช- ทานทรัพย์เป็นเบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จบำนาญแก่ทวยหาญทุก ๖ เดือน เป็นสังคหวัตถุของพระเจ้า จักรพรรดิประการหนึ่ง. ๓. สัมมาปาสะ ได้แก่การผูกสัตว์บูชายัญ โดยเขาทำพิธีเหวี่ยงท่อนไม้สำหรับต้อน สัตว์เข้าไปที่หลักบูชาเพลิงทั้งคู่ แล้วร่ายเวทตรงที่ท่อนไม้นั้นตก ทำการบูชาตามพิธีผู้บูชาต้อง เป็นคนได้เดินทางย้อนไปตามแม่น้ำสวัสดีแล้วด้วย จึงจะเข้าพิธีได้ แต่ที่ในพระพุทธศาสนาจัด เป็นสังคหวัตถุของพระเจ้าจักรพรรดิ หมายถึงการเรียกหนังสือสารกรรมธรรม์กู้แต่ชาวเมืองที่ ขัดสนแล้วพระราชทานทรัพย์ให้กู้ โดยไม่เรียกดอกเบี้ยเป็นเวลา ๓ ปี. ๔. วาชเปยยะ ได้แก่ยัญอีกชนิดหนึ่งซึ่งเขาผูกปศุสัตว์ ๗ ชนิดบูชา แต่ที่เป็น สังคหวัตถุของพระเจ้าจักรพรรดิ หมายถึงการตรัสพระวาจาอันอ่อนหวาน เป็นที่ดูดดื่มน้ำใจ ของประชาชน ๕. นิรัคคฬะ ได้แก่ยัญที่ไม่ต้องมีหลักยัญสำหรับบูชา หมายถึงพิธีชนิดเดียวกับ อัศวเมธ แต่บูชาด้วยสมบัติทุกอย่าง ไม่มียกเว้นอะไร ฉะนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สรรพเมธ แต่ที่ในพระพุทธศาสนาจัดเป็นสังคหวัตถุของพระเจ้าจักรพรรดิ หมายถึงผลที่ พระมหากษัตริย์สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ข้างต้นนั้น ที่เป็นเหตุให้รัฐมั่งคั่งสมบูรณ์ ไม่มี โจรผู้ร้ายและประชาราษฎร์บันเทิงใจเป็นอยู่ อย่างที่กล่าวว่า ประตูเรือนไม่ต้องลงลิ่มกลอน ระวังก็ได้ฉะนั้น.
หน้า 440 ข้อ 351
ส่วนยัญใด มีการตระเตรียมน้อย ไม่มีการฆ่า แพะ แกะ โค และสัตว์ ชนิดต่าง ๆ ซึ่งบุคคลบูชาสืบตระกูลคุณอัน พระพุทธเจ้าเป็นต้นผู้แสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่ ผู้ดำเนินปฏิปทาอันชอบ ย่อม แนะนำยัญนั้น. ผู้มีปัญญาควรบูชายัญนั้น ยัญนั้น เป็นยัญมีผลมาก เมื่อบุคคลบูชายัญนั้น นั่นแหละ ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความ ชั่วช้าเลวทราม ยัญก็เป็นยัญอย่างไพบูลย์ และเทวดาย่อมเลื่อมใส. อรรถกถายัญญสูตร พึงทราบวินิจฉัยในยัญญสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า ถุนุปนีตานิ ได้แก่นำเข้าไปยังหลัก ผูกไว้กับหลัก. บทว่า ปริกมฺมานิ กโรนฺติ ได้แก่ ยัญที่พระราชาทรงเริ่ม ถูกภิกษุเหล่านั้น กราบ ทูลแด่พระตถาคต ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ก็เพราะเหตุไร พระราชาจึงทรง เริ่มยัญนี้. ก็เพราะจะทรงกำจัดฝันร้าย. เล่ากันว่า วันหนึ่ง พระราชาประดับ เครื่องอลังการทุกอย่าง ประทับบนคอช้างต้นตัวดี เลียบพระนคร ทอดพระ เนตรเห็นสตรีผู้หนึ่งเปิดหน้าต่างมองดู (กระบวน) มีพระทัยปฏิพัทธ์ต่อนาง เสด็จกลับจากที่นั้นทันทีเข้าสู่พระราชวังตรัสบอกความนั้นแก่ราชบุรุษคนหนึ่ง
หน้า 441 ข้อ 351
แล้วทรงส่งเขาไป สั่งให้สืบว่า สตรีผู้นั้น มีสามีหรือยังไม่มีสามี ราชบุรุษนั้นก็ ไปถามสตรีผู้นั้น. สตรีผู้นั้นก็แสดงว่า นั่นสามีของดิฉันนั่งที่ตลาด ราชบุรุษ ก็กลับมาทูลความนั้นแด่พระราชา พระราชาโปรดให้เรียกบุรุษผู้ [สามี] นั้นมา สั่งว่า เจ้าจงปรนนิบัติเรา [เป็นองครักษ์] ถูกบุรุษนั้นทูล ทัดทานว่า ขอเดชะ ข้าพระองค์ไม่รู้ที่จะปรนนิบัติ พระเจ้าข้า รับสั่งว่า ธรรมดาว่าการ ปรนนิบัติ ไม่จำต้องเล่าเรียนในสำนักอาจารย์ดอกแล้วทรงให้เขาถืออาวุธและโล่ โดยพลการ ตั้งเขาให้ทำหน้าที่คนปรนนิบัติ บุรุษนั้นพอปรนนิบัติแล้วก็กลับ บ้านเลย โปรดให้เรียกเขามาอีก รับสั่งว่า ธรรมดาว่าผู้ปรนนิบัติ จะต้องทำ ตามคำสั่งของพระราชา. เจ้าจงไปสระโบกขรณีสำหรับชำระศีรษะของเรา ที่ หนทางโยชน์หนึ่งจากที่นี้มีอยู่ จงเอาดินสีแดงเรื่อและดอกอุบลสีแดงจากสระนั้น มา ถ้าเจ้ามาไม่ทันวันนี้ เราจักลงราชอาชญาเจ้าแล้วทรงส่งเขาไป บุรุษนั้นก็ ออกไป เพราะกลัวราชภัย. เมื่อบุรุษนั้นไปแล้ว แม้พระราชา ก็ให้เรียกนายประตูเมืองมาสั่งว่า วันนี้ พอตกเย็นก็ปิดประตูเมืองเลย แม้จะมีคนบอกว่า เราเป็นราชทูต หรือ อุปทูตก็อย่าเปิด บุรุษนั้น ได้ดินและดอกอุบลแล้วก็มาถึง เมื่อประตูเมืองปิด พอดี แม้จะพูดมากมายอย่างไรก็เข้าไม่ได้ จึงเลยไปยังวัดพระเชตวัน เพราะ กลัวอันตราย. ถึงพระราชาเองก็ถูกความรุ่มร้อนอย่างแรงครอบงำ เดี๋ยวนั่ง เดี๋ยวยืน เดี๋ยวบรรทม. เมื่อตกลงพระทัยไม่ได้ ก็ประทับนั่ง ณ ที่แห่งใดแห่ง หนึ่ง หลับแบบลิงหลับ [ทรงเคลิ้มไป]. แม้ยุคก่อน บุตรเศรษฐี ๔ คนในพระนครนั้นนั่นแหละทำปรทารก- กรรม บังเกิดในนรกโลหกุมภี ชื่อนันโทปนันทา. สัตว์นรกเหล่านั้น ถูกเคี่ยวร่างเป็นฟอง ๓๐,๐๐๐ ปี จึงลงไปถึงก้นหม้ออีก ๓๐,๐๐๐ ปีจึงขึ้นถึง ปากหม้อ. วันหนึ่ง พวกเขาเห็นแสงสว่าง ประสงค์จะกล่าวคาถาตนละคาถา
หน้า 442 ข้อ 351
เพราะกลัวกรรมที่ทำชั่ว แต่ก็ไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวได้เพียงคนละอักษร เท่านั้น ตนหนึ่งกล่าว ส* อักษร ตนหนึ่งกล่าว โส อักษร ตนหนึ่งกล่าว น อักษร ตนหนึ่งกล่าว ทุ อักษร พระราชา จำเดิมแต่ได้ยินเสียงของสัตว์นรก เหล่านั้น ก็ไม่ได้ความสุข ปล่อยเวลาที่เหลือของราตรีนั้นให้ล่วงไป. เมื่อรุ่ง อรุณ ปุโรหิตมาทูลถามถึงความบรรทมเป็นสุข. ท้าวเธอก็รับสั่งว่า เราจะเป็น สุขได้แต่ที่ไหนเล่า อาจารย์ จึงตรัสเล่าว่า เราฝันว่าได้ยินเสียงอย่างนี้. พราหมณ์ คิดว่า เพราะพระสุบินนี้ของพระราชาพระองค์นี้ ความเจริญหรือความเสื่อมคง ไม่มี ก็แต่ว่า สิ่งใดมีในเรือนหลวงนี้ สิ่งนั้นก็จะตกแก่พระสมณโคดม ตก แก่สาวกของพระสมณโคดม แม้พวกพราหมณ์ก็จะไม่ได้อะไรๆ เลย จำเราจะ ทำอาหารให้เกิดขึ้นแก่พวกพราหมณ์ ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหา- ราชเจ้า พระสุบินร้ายนักในความเสื่อม ๓ อย่าง จักปรากฏความเสื่อมอย่างหนึ่ง คือ จักมีอันตรายแก่ราชสมบัติ จักมีอันตรายแก่พระชนม์ชีพ หรือใต้ฝ่าพระบาท จักประทับอยู่ไม่ได้ พระเจ้าข้า. รับสั่งถามว่า ความสวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า อาจารย์ กราบทูลว่า ต้องปรึกษากันจะรู้ได้ พระเจ้าข้า รับสั่งว่า ไปปรึกษา กับพวกอาจารย์แล้ว มาทำความสวัสดีแก่เรา. พราหมณ์ปุโรหิตนั้น ประชุมพวกพราหมณ์ที่โรงเก็บวอ [ยานพาหนะ] บอกความนั้นแล้ว ทำให้เป็น ๓ พวกด้วยตกลงกันว่า ต่างคนต่างไปกราบทูล อย่างนี้. พราหมณ์ทั้งหลายก็ไปเข้าเฝ้า ทูลถามพระราชาถึงการบรรทมเป็นสุข พระราชาก็ตรัสโดยทำนองที่ตรัสแก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นแล้วรับสั่งถามว่า ความ สวัสดีจะพึงมีได้อย่างไรเล่า อาจารย์ พวกพราหมณ์ผู้ใหญ่พากันกราบทูลว่า เพราะทรงบูชายัญอย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง พระองค์ก็จะพึงมีความสวัสดี อาจารย์ ทั้งหลายกล่าวกันอย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงฟังพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว ไม่ทรงรับ ไม่ทรงปฏิเสธ นิ่งเสีย ลำดับนั้น แม้พราหมณ์พวกที่ ๒ ก็มากราบ ทูลอย่างนั้นเหมือนกัน. แม้พราหมณ์พวกที่ ๓ ก็อย่างนั้น ครั้งนั้นพระราชา * คาถาสัตว์นรก ๔ ตน ในที่อื่นกล่าวว่า ทุ. ส. น. โส. ก็มี. . .
หน้า 443 ข้อ 351
มีพระราชโองการสั่งว่า พวกเจ้าหน้าที่จงจัดทำยัญทั้งหลาย. นับแต่นั้น พวก พราหมณ์ก็ให้นำสัตว์มีชีวิตเช่นโคเป็นต้นมา. ในพระนครก็เกิดเสียงอื้ออึง ขนานใหญ่ พระนางมัลลิกาทรงทราบเรื่องนั้นแล้ว ก็ทรงชักนำพระราชาไปยัง สำนักของพระตถาคต ท้าวเธอเสด็จไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท้าว เธอว่า ถวายพระพร มหาบพิตรเสด็จไปไหนมาแต่วัน. พระราชาทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ฝันไป ได้ยินเสียง ๔ เสียง จึงถามพวกพราหมณ์ พวกพราหมณ์บอกว่า ฝันร้าย พวกเขาจะทำการบูชายัญ อย่างละ ๕๐๐ ทุกอย่าง จึงจะแก้ได้ ดังนั้น พวกเขาจึงเริ่มยัญ. ตรัสถามว่า มหาบพิตรได้ยินเสียงว่า กระไร. ท้าวเธอก็ทูลตามที่ทรงได้ยิน ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะ ท้าวเธอว่า ถวายพระพร แต่กาลก่อน ในพระนครที่นี้แหละ บุตรเศรษฐี ๔ คน กระทำความผิดในภรรยาผู้อื่น บังเกิดในโลหกุมภีนรก ขุมนันโทปนันทา จมลง สุด ๖๐,๐๐๐ ปี บรรดาสัตว์นรก ๔ ตนนั้น ตนหนึ่งต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า สฏฺิวสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณนิ สพฺพโส นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ เราไหม้อยู่ในนรกตั้ง ๖๐,๐๐๐ ปีเต็ม ครบทุกอย่าง เมื่อไร จักสิ้นสุดกันเสียที. ตนที่ ๒ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ วทญฺญู สีลสมฺปนิโน กาหามิ กุสลํ พหุํ เรานั้นพ้นไปจากโลหกุมภีนี้แล้ว ได้ กำเนิดเป็นมนุษย์ รู้ถ้อยคำของยาจก (ให้ ทาน) มีศีลลมบูรณ์ จักต้องสร้างกุศลไว้ให้ มาก เป็นแน่แท้.
หน้า 444 ข้อ 351
ตนที่ ๓ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า นตฺถิ อนฺโต กุโต อนุโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุมฺหญฺจ มาริสา ไม่มีสิ้นสุด จะสิ้นสุดได้แต่ที่ไหน ความสิ้นสุดไม่ปรากฏเลย ดูราพวกเราเอ๋ย ก็เพราะข้ากับเจ้าทำบาปกรรมไว้มาก ใน ครั้งนั้น. ตนที่ ๔ ต้องการจะกล่าวคาถาหนึ่งว่า ทุชฺชีวิตมชีวมฺหา เยสํ เตน ททมฺห เส วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปนฺนากมฺห อตฺตโน พวกเราเมื่อมีโภคสมบัติอยู่ ไม่ได้ ให้ทานเลย ไม่ได้ทำที่พึ่งสำหรับตนเลย จัดว่ามีชีวิตอยู่อย่างชั่วชาติ. สัตว์นรกเหล่านั้น ไม่อาจกล่าวคาถาเหล่านี้ได้ กล่าวอักษรได้ตนละ อักษรเท่านั้นเอง แล้วก็จมหายไปอย่างนั้นนั่นแหละ ถวายพระพร สัตว์นรก เหล่านั้น พากันร้องด้วยประการฉะนี้ เพราะทรงได้ยินเสียงนั้นเป็นเหตุ ความเสื่อมหรือความเจริญ มิได้มีแก่นหาบพิตรดอก แต่กรรมคือการเข่นฆ่า ปศุสัตว์เห็นปานนี้สิ หนักนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงขู่ด้วยภัยในนรกแล้ว ก็ตรัสธรรมกถา. พระราชาทรงเลื่อมใสในพระทศพล ทูลว่า ข้าพระองค์จะ ปล่อย จะให้ชีวิตแก่ปศุสัตว์เหล่านั้น คนทั้งหลายจงให้ของเขียวและหญ้า ปศุสัตว์เหล่านั้น จงให้ดื่มน้ำที่เย็นสนิท ลมจงโชยแก่ปศุสัตว์เหล่านั้นแล้ว ทรง สั่งคนทั้งหลายให้ไปนำปศุสัตว์ออกไป คนเหล่านั้นไปไล่พวกพราหมณ์ให้หนี ไปแล้ว ปลดฝูงสัตว์ออกจากเครื่องจองจำแล้วให้ตีธรรมเภรีกลองประกาศธรรม ในพระนคร.
หน้า 445 ข้อ 351
ขณะนั้น พระราชาประทับนั่งในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลว่า พระเจ้าข้า ธรรมดาว่าคืนหนึ่งมี ๓ ยาม แต่วันนี้ ๒ คืน ปรากฏแก่ข้าพระองค์ เหมือนติดต่อกันเป็นคืนเดียว. บุรุษ (สามีนางผู้นั้น ) แม้นั่น นั่งอยู่ในที่นั้นด้วย ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่าโยชน์หนึ่ง ก็มี ๓ คาวุต แต่วันนี้ ๒ โยชน์ปรากฏแก่ข้าพระองค์เหมือนติดต่อกันเป็นโยชน์เดียว. ลำดับ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คืนหนึ่งปรากฏยาวนานสำหรับคนตื่นนอนไม่ หลับก่อนอื่น โยชน์หนึ่งปรากฏยาวไกลสำหรับคนเดินล้า แก่สังสารวัฏ ที่มี เบื้องต้นตามไปไม่รู้แล้ว ยืดยาวส่วนเดียวเท่านั้น สำหรับปุถุชนผู้เขลา ซึ่ง ตกอยู่ในวัฏฏะ ทรงปรารภพระราชา บุรุษผู้นั้น และเหล่าสัตว์นรกแล้ว ได้ตรัสคาถานี้ในคัมภีร์พระธรรมบทว่า ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ คืนหนึ่งยาวนานสำหรับคนนอนไม่หลับ โยชน์หนึ่งยาวไกล สำหรับคนเมื่อยล้า สังสารวัฏยืดยาวสำหรับเหล่าคนเขลาผู้ไม่รู้ พระสัทธรรม ดังนี้. เมื่อจบพระคาถา บุรุษผู้เป็นสามีของสตรีแม้นั้น ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ ผล. บทว่า เอตมตฺถํ วิทิตฺวา แปลว่า ทรงทราบเหตุนั้น. บทว่า สสฺสเมธํ ความว่า ได้ยินว่า ในรัชสมัยของพระราชาแต่ โบราณ ได้มีสังคหวัตถุ ๔ คือ สัสสเมธะ ปุริสเมธะ สัมมาปาสะ วาชเปยยะ ที่พระราชาทั้งหลายทรงสงเคราะห์โลก. บรรดาสังคหวัตถุ ๔ นั้น การถือเอา ส่วนที่ ๑๐ จากข้าวกล้าที่สำเร็จแล้ว ชื่อว่า สัสสเมธะ อธิบายว่า ความเป็น ผู้ฉลาดในอุบายอันจะทำข้าวกล้าให้สมบูรณ์. การมอบให้ค่าจ้างบำเหน็จประจำ
หน้า 446 ข้อ 351
๖ เดือน แก่เหล่านักรบใหญ่ ชื่อว่า ปุริสเมธะ อธิบายว่า ความเป็นผู้ฉลาด โดยการสงเคราะห์บุรุษ. การรับหนังสือ (เอกสารการกู้ยืม) จากมือของเหล่า ผู้คนที่ยากจน แล้วมอบให้ทรัพย์หนึ่งพันสองพัน ปลอดดอกเบี้ย ๓ ปี ชื่อว่า สัมมาปาสะ. จริงอยู่ กิจอันนั้น ย่อมคล้องเหล่าผู้คนไว้โดยชอบ เหมือนผูกใจไว้ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า สัมมาปาสะ. ส่วนการพูดวาจาไพเราะ โดยนัยว่า พ่อ ลุง เป็นต้น ชื่อว่า วาชเปยยะ อธิบายว่า วาจาน่ารัก (ควรดื่มไว้ในใจ) รัฐคือแว่นแคว้น ที่สงเคราะห์ด้วยสังคหวัตถุ ๔ อย่างนี้ ย่อมมั่นคง แผ่ขยาย มีข้าวน้ำมาก มีความเกษม ไร้ภยันตราย ผู้คนทั้งหลาย ก็ร่าเริงบันเทิงใจ ให้ลูกร่ายรำอยู่บนอก ไม่ต้องปิดประตูบ้านเรือนอยู่กัน. ข้อที่เรียกว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่มีลูกกลอนใส่ประตูบ้านเรือน. นี้เป็นประเพณีโบราณ. แต่ต่อมาครั้งพระเจ้าโอกกากราช พวกพราหมณ์เปลี่ยนสังคหวัตถุ ๔ เหล่านี้ และสมบัติของรัฐเสีย แล้วขนานชื่อยัญ ๕ มี อัสสเมธะ ปุริสเมธะ เป็นต้น ทำให้มีมูลค่าสูงขึ้น. บรรดายัญ ๕ อย่างนั้น ที่ชื่อว่า อัสสเมธะ (อัศวเมธ) เพราะฆ่าม้าในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญที่ทำทักษิณาสมบัติทุกอย่าง ที่เหลือเว้นที่ดินและบุรุษ มีเสา ๒๑ เสา ที่พึงบูชาด้วยปริยัญทั้ง ๒ มีการฆ่า ปศุสัตว์ ๕๙๗ ตัวที่น่าสะพึงกลัว ในวันกลางวันหนึ่งเท่านั้น. ที่ชื่อว่าปุริสเมธะ เพราะฆ่าบุรุษในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญ ที่ทำทักษิณาสมบัติดังกล่าวแล้วใน อัสสเมธะ พร้อมทั้งที่ดิน ที่พึงบูชาด้วยปริยัญทั้ง ๔. ที่ชื่อว่า สัมมาปาสะ เพราะคล้องท่อนไม้ในยัญนั้น. คำนี้เป็นชื่อสัตตยาคะ (ของที่บูชา ๗ อย่าง) ที่คนเหวี่ยงท่อนไม้ กล่าวคือไม้สอดเข้าไปในช่องแอกทุก ๆ วันแล้ว ร่ายเวท ในโอกาสที่ท่อนไม้นั้นตก เดินย้อนกลับตั้งแต่โอกาสที่ดำลงในแม่น้ำสรัสวดี พึงบูชาด้วยเสาเป็นต้น ที่เคลื่อนที่ได้ (ยกเอาไปได้). ที่ชื่อว่า วาชเปยยะ เพราะดื่มวาชะ (กำลังหรือสงคราม) ในยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญ ที่ทำของ
หน้า 447 ข้อ 351
ทักษิณา มีรส ๗ อย่าง ใช้เสาไม้มะตูม ที่พึงบูชาด้วยเหล่าปศุสัตว์ มีรส ๗ ชนิด ด้วยปริยัญอย่างหนึ่ง. ที่ชื่อว่า นิรัคคฬะ เพราะไม่มีลิ่มกลอนใน ยัญนั้น คำนี้เป็นชื่อยัญที่กำหนดไว้ในอัสสเมธะ มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สรรพเมธะ ที่ทำทักษิณาสมบัติดังกล่าวไว้ในอัสสเมธะ พร้อมทั้งที่ดินและ เหล่าบุรุษ ที่พึงบูชาด้วยปริยัญ ๙. บทว่า มหารมฺภา ได้แก่ มีกิจมาก มีกรณียะมาก. บทว่า สมฺมคฺคตา ได้แก่ ผู้ดำเนินไปโดยชอบ มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น. บทว่า นิภรมฺภา ได้แก่ มีความต้องการน้อย มีกิจน้อย. บทว่า ยชนฺตานุกุลํ ได้แก่ บูชาตามตระกูล. อธิบายว่า พวกผู้คนไม่เข้าไปตัดทาน มีนิตยภัตเป็นต้น ที่บุรพบุรุษตั้งไว้แล้วให้ทานสืบ ๆ ต่อไป. จบอรรถกถายัญญสูตรที่ ๙
หน้า 448 ข้อ 352, 353
๑๐. พันธนสูตร ว่าด้วยเครื่องจองจำที่มั่นคง [๓๕๒] สมัยนั้น หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวกถูกจองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำ ด้วยโซ่ตรวน. ครั้งนั้น ภิกษุหลายรูปครองผ้าเรียบร้อยแล้วในเวลาเช้าถือบาตรและ จีวรเข้าไปสู่กรุงสาวัตถี เพื่อบิณฑบาต ครั้นกลับจากบิณฑบาตในเวลาหลัง ภัตตาหารแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม แล้วได้นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พวกภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ วันนี้หมู่มหาชนถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลให้จองจำไว้แล้ว บางพวกถูก จองจำด้วยเชือก บางพวกถูกจองจำด้วยขื่อคา บางพวกถูกจองจำด้วยโซ่ตรวน. [๓๕๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านั้นในเวลานั้นว่า นักปราชญ์ทั้งหลายไม่ได้กล่าวว่า เครื่องจองจำที่ทำด้วยเหล็ก ทำด้วยไม้ และทำด้วยหญ้า (เชือก) เป็นเครื่องจองจำ ที่มั่น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าความรัก ใคร่นักในแก้วมณีและกุณฑล และความ อาลัยในบุตรและภรรยาทั้งหลายว่าเป็นเครื่อง จองจำที่มั่น พาให้ตกต่ำ เป็นเครื่องจองจำที่
หน้า 449 ข้อ 353
หย่อน ๆ แต่แก้ยาก นักปราชญ์ทั้งหลาย ตัดเครื่องจองจำแม้เช่นนั้นออกบวช เป็น ผู้ไม่มีความอาลัย ละกามสุขเสียแล้ว. จบ ปฐมวรรค อรรถกถาพันธนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในพันธนสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- ภิกษุเหล่านั้น ทูลเหตุที่พระอานนทเถระกระทำดีในมนุษย์เหล่านั้น ดังนี้ว่า อิธ ภนฺเต รญฺา. ได้ยินว่า แก้วมณี ๘ เหลี่ยม ที่ท้าวสักกะประทาน แก่พระเจ้ากุสราช มาสืบ ๆ กัน ตามประเพณี. เวลาทรงประดับ พระราชาตรัส สั่งให้นำแก้วมณีนั้นมา. มนุษย์ทั้งหลาย กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์ไม่พบใน ที่เก็บ. พระราชาจึงให้จองจำพนักงานที่ปฏิบัติงานภายในพระราชนิเวศน์ไว้ สั่ง ว่า พวกเจ้าจงเสาะหาแก้วมณีนั้นมาให้. พระอานนทเถระเห็นคนเหล่านั้นแล้ว ก็ให้กั้นม่านไว้ แล้วบอกอุบายแก่พวกคนเก็บรักษา. คนเหล่านั้น ก็กราบทูล แด่พระราชา. พระราชารับสั่งว่า พระเถระเป็นบัณฑิต พวกเจ้าจงทำตาม พระเถระ พวกคนเก็บรักษา ก็ตั้งหม้อน้ำไว้ที่พระลานหลวงกั้นม่านไว้ แล้ว บอกผู้คนเหล่านั้นว่า พวกท่านจงห่มผ้าแล้วไปที่นั้นจงจุ่นมือลง. คนขโมยแก้ว มณีคิดว่า เราไม่อาจจำหน่ายหรือใช้สอยของของพระราชาได้กลับไปเรือน เอา แก้วมณีหนีบรักแร้ห่มผ้ามาแล้วใส่ลงในหม้อน้ำ แล้วก็หลีกไป. เมื่อมหาชน กลับไปแล้ว พวกคนของพระราชา เอามือควานในหม้อน้ำก็พบแก้วมณีแล้ว นำไปถวายแด่พระราชา. ได้ยินว่า พระอานนทเถระเห็นแก้วมณี โดยนัยที่แสดง
หน้า 450 ข้อ 353
แล้ว. มหาชนก็โกลาหลแตกตื่น. ภิกษุเหล่านั้น เมื่อกราบทูลเหตุที่พระอานนท์ เถระทำดีนั้น แด่พระตถาคต จึงกราบทูลเรื่องนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ไม่อัศจรรย์เลย ที่อานนท์ให้นำแก้วมณี ที่ตกอยู่ในมือพวก มนุษย์มาได้ พวกบัณฑิตแต่ก่อน ตั้งอยู่ในญาณของตนแล้วก็ให้นำสิ่งของที่ ตกอยู่ในความครอบครอง แม้ของสัตว์ดิรัจฉานซึ่งบังเกิดในอเหตุกปฏิสนธิ มาถวายแด่พระราชาได้ แล้วตรัสมหาสารชาดกว่า อุกฺกุฏฺเ สูรมิจฺฉนฺติ มนฺเตสุ อกุตูหลํ ปิยญฺจ อนฺนปานมฺหิ อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ ในคราวคับขันต้องการคนกล้า ใน คราวปรึกษาต้องการคนไม่พูดพล่าม ใน คราวมีข้าวน้ำต้องการคนรัก ในคราวเกิด คดี ต้องการบัณฑิต. บทว่า น ตํ ทฬฺหํ ความว่าปราชญ์ทั้งหลายไม่กล่าวว่าเครื่องจอง จำนั่นมั่นคง. บทว่า ยทายสํ ได้แก่ เครื่องจองจำใดทำด้วยเหล็ก. บทว่า สารตฺตรตฺตา ได้แก่ ยินดีแล้วยินดีเล่าด้วยดี หรือยินดีแล้ว โดยยินดีนัก แล้ว อธิบายว่า ยินดีแล้วด้วยความสำคัญว่าสิ่งนี้เป็นสาระ. บทว่า อเปกฺขา ได้แก่ความอาลัย ความเยื่อใย. บทว่า อาหุ แปลว่ากล่าว. บทว่า โอหารินํ ได้แก่ คร่าไปในอบาย ๔. บทว่า สิถิลํ ได้แก่ ไม่ห้ามอิริยาบถ เหมือน อย่างเครื่องจองจำมีเหล็กเป็นต้น. จริงอยู่ เหล่าคนที่ถูกจองจำด้วยเครื่อง จองจำนั้น ย่อมไปประเทศอื่นก็ได้ สมุทรอื่นก็ได้ทั้งนั้น. บทว่า ทุปฺปมุญฺจํ ได้แก่ ไม่อาจแก้ได้ เว้นแต่โลกุตรญาณ. จบอรรถกถาพันธนสูตรที่ ๑๐ จบปฐมวรรค
หน้า 451 ข้อ 353
รวมพระสูตรในปฐมวรรค คือ ๑. ทหรสูตร ๒. ปุริสสูตร ๓. ราชสูตร ๔. ปียสูตร ๕ อัตตรัก- ขิตสูตร ๖. อัปปกสูตร ๗. อัตถกรณสูตร ๘. มัลลิกาสูตร ๙. ยัญญสูตร ๑๐. พันธนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 452 ข้อ 354, 355
ทุติยวรรคที่ ๒ ๑. ชฏิลสูตร ไม่ควรวางใจ เพราะเห็นครู่เดียว [๓๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร- บุพพารามปราสาทของมิคารมารดา กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากที่เร้นแล้ว ประทับนั่งที่นอกซุ้มประตู. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๓๕๕] สมัยนั้น ชฏิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน เอก- สาฎกนิครนถ์ ๗ คน ปริพาชก ๗ คน ผู้มีขนรักแร้ เล็บ และขนยาว ถือ เครื่องบริขารต่าง ๆ เดินผ่านไปในที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาคเจ้า. ทันใดนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลก็เสด็จลุกจากอาสนะทรงกระทำพระ- ภูษาเฉวียงพระอังสาข้างหนึ่ง ทรงจดพระชานุมณฑลเบื้องขวา ณ พื้นแผ่นดิน ทรงประณมอัญชลีไปทางชฎิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน เอก- สาฎก ๗ คน ปริพาชก ๗ คน เหล่านั้นแล้ว ทรงประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าคือ พระราชาปเสนทิโกศล . . . ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้า คือ พระราชาปเสนทิโกศล. ลำดับนั้น เมื่อชฎิล ๗ คน นิครนถ์ ๗ คน อเจลก ๗ คน เอก- สาฎก ๗ คน ปริพาชก ๗ คนเหล่านั้น เดินผ่านไปได้ไม่นาน พระเจ้า
หน้า 453 ข้อ 356
ปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พวกนักบวชเหล่านั้น คงเป็นพระอรหันต์ หรือท่านผู้บรรลุ พระอรหัตมรรคเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก. [๓๕๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็น คฤหัสถ์บริโภคกาม ครอบครองเรือน บรรทมเบียดพระโอรสและพระชายา ทาจุรณจันทน์อันมาแต่แคว้นกาสี ทรงมาลาของหอมและเครื่องลูบไล้ ยินดี เงินและทอง ยากที่จะรู้เรื่องนี้ว่า คนพวกนี้เป็นพระอรหันต์ หรือคนพวกนี้ บรรลุอรหัตมรรค. ดูก่อนมหาบพิตร ศีลพึงรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกัน ก็ศีลนั้นจะพึงรู้ได้ โดยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่ใส่ใจก็ไม่รู้ ผู้มี ปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้. ดูก่อนมหาบพิตร ความสะอาดพึงรู้ได้ด้วยการงาน ก็ความสะอาดนั้น จะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่ใส่ใจก็ไม่ รู้ ผู้มีปัญญาจึงรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้. ดูก่อนมหาบพิตร กำลังใจพึงรู้ได้ในคราวมีอันตราย ก็กำลังใจนั้น จะพึงรู้ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่ใส่ใจก็ ไม่รู้ ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้. ดูก่อนมหาบพิตร ปัญญาพึงรู้ได้ด้วยการสนทนา ก็ปัญญานั้นจะพึงรู้ ได้ด้วยกาลนาน ไม่ใช่ด้วยกาลเล็กน้อย ผู้ใส่ใจจึงจะรู้ได้ ผู้ไม่ใส่ใจก็ไม่รู้ ผู้ มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้.
หน้า 454 ข้อ 357, 358
[๓๕๗] พระเจ้าปเสนทิโกศลกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น่า อัศจรรย์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เรื่องไม่เคยมีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เท่า ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นคฤหัสถ์ บริโภค กาม... ยากที่จะรู้เรื่องนี้... ผู้มีปัญญาจึงจะรู้ได้ ผู้มีปัญญาทรามก็ไม่รู้ ดัง นี้ เป็นอันตรัสดีแล้ว. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นักบวชเหล่านั้นเป็นคนของข้าพระองค์ เป็น จารบุรุษ เป็นคนสืบข่าวลับ เที่ยวสอดแนมไปยังชนบทแล้วพากันมา ในภาย หลังข้าพระองค์จึงจะรู้เรื่องราวที่คนเหล่านั้นสืบได้ก่อน. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้คนเหล่านั้น ชำระล้างละอองธุลีนั้นแล้ว อาบัติ ประเทืองผิวดี โกนผมและหนวดแล้ว นุ่งห่มผ้าขาว เอิบอิ่มเพรียบ พร้อมด้วยเบญจกามคุณ บำเรอข้าพระองค์อยู่. [๓๕๘] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความนี้แล้ว จึงได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า คนผู้เกิดมาดี ไม่ควรไว้วางใจเพราะ ผิวพรรณและรูปร่างไม่ควรไว้วางใจเพราะ การเห็นกันชั่วครู่เดียว เพราะว่านักบวชผู้ ไม่สำรวมทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปยังโลกนี้ ด้วยเครื่องบริขารของเหล่านักบวชผู้สำรวม ดีแล้ว ประดุจกุณฑลดิน และมาสกโลหะ หุ้มด้วยทองคำปลอมไว้ คนทั้งหลายไม่ บริสุทธิ์ในภายใน งามแต่ภายนอก แวด ล้อมด้วยบริวารท่องเที่ยวอยู่ในโลก.
หน้า 455 ข้อ 358
อรรถกถาชฏิลสูตร พึงทราบวินิจฉัยในชฎิลสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า ปุพฺพาราเม มิคารมาตุปาสาเท ได้แก่บนปราสาทของ นางวิสาขา มารดาของมิคารเศรษฐี ในวิหารที่ชื่อว่าปุพพาราม. ในเรื่องปุพพา- รามนั้น ลำดับความดังนี้ เรื่อง ปุพพาราม ครั้งอดีตกาล เมื่อสุดแสนกัป อุบาสิกาผู้หนึ่งนิมนต์พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ถวายทานแก่ภิกษุแสนรูป มีพระพุทธเจ้า เป็นประธาน หมอบอยู่แทบเบื้องบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำความปรารถนา ว่า ข้าพระองค์ขอเป็นอุปัฏฐายิกาผู้เลิศของพระพุทธเจ้า เช่นกับพระองค์ใน อนาคตกาลด้วยเถิด. ต่อมา นางท่องเที่ยว [เวียนว่ายตายเกิด] ในเหล่าเทวดา และมนุษย์ถึงแสนกัป ถือปฏิสนธิในครรภ์นางสุมนเทวี ในเรือนของธนัญชัย เศรษฐี บุตรเมณฑกเศรษฐีในภัททิยนคร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ของเรา. เวลาเกิดบิดามารดาขนานนามว่า วิสาขา. คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จภัตทิยนคร คราวนั้น นางพร้อมด้วยเด็กหญิงห้าร้อยคน ก็จะรับเสด็จพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ได้เป็นโสดาบัน ในการพบครั้งแรกเลยทีเดียว. ต่อมานาง ไปสู่เรือน [มีเรือน] ของปุณณวัฒนกุมาร บุตรมิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้น มิคารเศรษฐีสถาปนานางไว้ในตำแหน่งมารดา เพราะฉะนั้น นางจึง ถูกเรียกว่า มิคารมารดา. ในปราสาทที่มิคารมารดาสร้างแล้ว.
หน้า 456 ข้อ 358
บทว่า พหิทฺวารโกฏฺเก แปลว่า ภายนอกซุ้มประตูปราสาท ไม่ ใช่ภายนอกซุ้มประตูพระวิหาร. ได้ยินว่า ปราสาทนั้นล้อมด้วยกำแพง ซึ่ง ประกอบซุ้มประตูไว้ ๔ ประตู โดยรอบเหมือนโลหประสาท. บรรดาซุ้มประตู ทั้ง ๔ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์อันประเสริฐตรวจดู โลกธาตุด้านทิศตะวันออก ที่ร่มเงาของปราสาทภายนอกซุ้มประตู่ด้านตะวันออก. บทว่า ปรุฬฺหกจฺฉนขโลมา ได้แก่มีขนรักแร้งอกแล้ว มีเล็บงอก แล้ว มีขนงอกแล้ว อธิบายว่า มีขนยาวที่รักแร้เป็นต้น และมีเล็บยาว. บทว่า ขาริวิวิธํ แปลว่าบริขารต่าง ๆ ได้แก่สิ่งของที่เป็นบริขารของนักบวชต่าง ๆ ชนิด. บทว่า อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ได้แก่เข้าไปยังพระนครโดยทางนี้ไม่ ไกล. บทว่า ราชาหํ ภนฺเต ความว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้า คือ พระเจ้าปเสนทิโกศล ขอท่านทั้งหลายจงทราบนามของข้าพเจ้าเถิด. ถามว่า เพราะเหตุไร พระราชาประทับนั่งในสำนักของบุคคลผู้เลิศแล้ว จึงยัง ทรงประคองอัญชลี แก่นักบวชเปลือยผู้ไร้สิริเห็นปานนั้นเล่า. ตอบว่า เพราะ เพื่อประโยชน์แก่การสงเคราะห์. แท้จริง พระราชานั้น ทรงพระดำริอย่างนี้ ว่า ถ้าเราจักไม่ทำอัญชลีแม้เพียงเท่านี้ แก่นักบวชเหล่านั้นไซร้ นักบวชเหล่า นั้น ก็จักคิดว่า เสียแรงเราละลูกเมียไปเสวยทุกข์มีกินลำบากนอนลำเค็ญ เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่พระองค์ พระราชาพระองค์นี้ก็ยังไม่ทำเพียงอัญชลี แก่เราดังนี้แล้ว ก็จักปกปิดสิ่งที่เห็นที่ฟังมาด้วยตนเองแล้วไม่ยอมบอก แต่เมื่อ เราทำอัญชลีอย่างนี้แล้ว พวกเขาก็จักไม่ปกปิดยอมบอก เพราะฉะนั้น พระ- ราชาจึงทูลอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ทรงทำอย่างนี้ ก็เพื่อที่จะทรงทราบอัธยาศัย ของพระศาสดา. บทว่า กาสิกจนฺทนํ ได้แก่ พร้อมทั้งจันทน์อันละเอียด. บทว่า มาลาคนฺธวิเลปนํ ได้แก่ ทัดทรงดอกไม้เพื่อประโยชน์แก่สีและกลิ่น ของหอม
หน้า 457 ข้อ 358
เพื่อประโยชน์แก่ความเป็นของหอม และเครื่องลูบไล้ ก็เพื่อประโยชน์แก่สีและ กลิ่น. บทว่า สํวาเสน แปลว่า โดยการอยู่ร่วมกัน. บทว่า สีลํ เวทิตพฺพํ ได้แก่เมื่ออยู่ร่วมกัน ใกล้ชิดกันก็พึงทราบได้ว่าผู้นี้มีศีล คือปกติ หรือปกติ ชั่ว. บทว่า ตญฺจ โข ทีเฆน อทฺธุนา น อิตรํ ความว่า ก็ศีลนั้น บุคคลพึงรู้โดยกาลนาน ๆ ไม่ใช่นิดหน่อย. เป็นความจริง อาการสำรวม และ อาการของผู้สำรวมอินทรีย์ อาจแสดงออกมา ๒-๓ วัน. บทว่า มนสิกโรตา ความว่า ศีลแม้นั้น ผู้ใส่ใจ พิจารณาดูว่า เราจักกำหนดถือศีลของผู้นั้น ก็ อาจรู้ได้ นอกนี้ก็รู้ไม่ได้. บทว่า ปญฺวตา ความว่า ศีลนั้น อัน บัณฑิตผู้มีปัญญาเท่านั้นจึงจะรู้ได้ เพราะว่า คนเขลาถึงใส่ใจก็ไม่สามารถจะ รู้ได้. บทว่า สํโวหาเรน แปลว่า ด้วยการสนทนากัน. โวหารในคำนี้ว่า โย หิ โกจิ มนุสฺเสสุ โวหารํ อุปชีวติ เอวํ วาเสฏฺ ชานาหิ วาณิชโช โส น พฺราหฺมโณ ในหมู่มนุษย์ ผู้ใดผู้หนึ่ง อาศัยการ ซื้อขายเลี้ยงชีวิต ดูก่อนวาเสฏฐะ ท่าน จงรู้อย่างนี้ว่า ผู้นั้นเป็นพานิช ไม่ใช่ พราหมณ์ ดังนี้ ชื่อว่า สังโวหาร. โวหาร ในคำนี้ว่า อริยโวหาร ๔ อนริยโวหาร ๔ ชื่อว่า เจตนาโวหาร. โวหาร ในคำนี้ว่า สังขา การนับ สมัญญา การตั้งชื่อ บัญญัติโวหาร โวหาร คือการบัญญัติ ชื่อว่า บัญญัตติโวหาร. โวหารใน คำนี้ว่า ผู้นั้นพึงพูด โดยสักว่าโวหาร ชื่อว่า กถาโวหาร. แม้ในที่นี้ ก็ประสงค์เอากถาโวหารนี้เท่านั้น. จริงอยู่ คำพูดต่อหน้าของคนบางคน ไม่
หน้า 458 ข้อ 358
สมกับคำพูดลับหลัง และคำพูดลับหลังไม่สมกับคำพูดต่อหน้า คำพูดคำก่อนกับ คำพูดคำหลัง และคำพูดคำหลังกับคำพูดคำก่อน ก็เหมือนกัน ผู้นั้น อันผู้พูด ด้วยเท่านั้น อาจรู้ได้ว่าบุคคลนี้ไม่สะอาด. ส่วนคำก่อนกับคำหลังของผู้มีความ สะอาดเป็นปกติ และคำหลังกับคำก่อน ที่เขาพูดต่อหน้าย่อมสมกับคำที่เขาพูด ลับหลัง และคำพูดลับหลัง ก็สมกับคำพูดที่เขาพูดต่อหน้า เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงประกาศว่า ผู้พูดอาจรู้ความเป็นผู้สะอาดได้ จึง ตรัสอย่างนี้. บทว่า ถาโม ได้แก่ กำลังแห่งญาณ. จริงอยู่ กำลังญาณของผู้ใด ไม่มี เมื่อเกิดอุปัทวันตรายขึ้น ผู้นั้นก็มองไม่เห็นการถือสิ่งที่ควรถือ กิจ ที่ควรทำ ย่อมประพฤติเหมือนดังเข้าไปยังเรือนที่มืดตื้อ ด้วยเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร บุคคลพึงรู้กำลัง [ญาณ] ได้ก็ในคราวมี อันตราย. บทว่า สากจฺฉาย ได้แก่ การสนาทนากัน. จริงอยู่ ถ้อยคำ ของคนทรามปัญญา ย่อมเลื่อนลอย เหมือนลูกยางลอยน้ำ ปฎิภาณของผู้มี ปัญญาพูดไม่มีที่สิ้นสุด. เป็นความจริง โดยอาการที่น้ำไหว เขาก็รู้ได้ว่า ปลา ตัวเล็กหรือตัวโต. บทว่า โอจรกา ได้แก่ประพฤติเบื้องต่ำ [ใต้ดิน] จริงอยู่ พวกจารบุรุษ แม้จะพระพฤติอยู่ตามยอดเขา ก็ชื่อว่าประพฤติต่ำทั้งนั้น. บทว่า โอจริติวา ได้แก่พระพฤติต่ำ สอดแนม สอดรู้เรื่องนั้น ๆ. บทว่า รโชชลฺลํ ได้แก่ ธุลีและน้ำ. บทว่า วณฺณรูเปน ได้แก่ โดยวรรณะและทรวดทรง. บทว่า อิตรทสฺสเนน ได้แก่ การเห็นกันนิดหน่อย. บทว่า วิยญฺชเนน ได้แก่เครื่องบริขาร. บทว่า ปฏิรูปโก มตฺติกกุณฺฑโล จ ได้แก่ ตุ้มหู ทองเทียม ตุ้มหูดิน. บทว่า โลหฑฺฒมาโส ได้แก่ มาสกทำด้วยโลหะ. จบอรรถกถาชฏิลสูตรที่ ๑
หน้า 459 ข้อ 359, 360
๒. ปัญจราชสูตร ว่าด้วยยอดกาม [๓๕๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ... กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น พระราชา ๕ พระองค์ มีพระเจ้าปเสนทิโกศลเป็นประมุขผู้ เอิบอิ่มเพรียบพร้อมได้รับบำเรออยู่ด้วยเบญจพิธกามคุณ เกิดกล่าวถามใน ระหว่างสนทนาขึ้นว่า อะไรเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย. บรรดาพระราชาเหล่านั้น บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลายเป็น ยอดแห่งกามทั้งหลาย. บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า เสียงทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย. บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า กลิ่นทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย. บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า รสทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย. บางองค์ได้ตรัสอย่างนี้ว่า โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย. เพราะเหตุที่พระราชาเหล่านั้น ไม่อาจทรงยังกันและกันให้เข้าพระทัย ได้ พระเจ้าปเสนทิโกศล จึงได้ตรัสกะพระราชาเหล่านั้นว่า มาเถิดท่านสหาย ทั้งหลาย เราจักเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักทูลถามความข้อนี้กะพระผู้มี- พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจักทรงพยากรณ์แก่เราทั้งหลายอย่างใด เรา ทั้งหลายพึงจำคำพยากรณ์นั้นไว้อย่างนั้นเถิด. พระราชาเหล่านั้น ทรงรับพระดำรัสของพระเจ้าปเสนทิโกศลแล้ว. [๓๖๐] ครั้งนั้น พระราชา ๕ พระองค์เหล่านั้น มีพระเจ้าปเสนทิ- โกศลเป็นประมุข เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วก็ถวายบังคม ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 460 ข้อ 361, 362
พระเจ้าปเสนทิโกศล ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายในที่นี้ เป็นราชาทั้ง ๕ คน เอิบอิ่ม เพรียบพร้อมได้รับบำเรออยู่ด้วยเบญจกามคุณ เกิดกล่าวถามกันระหว่างสนทนา ขึ้นว่า อะไรเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รูปทั้งหลาย เป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า เสียงทั้งหลายเป็นยอดแห่ง กามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า กลิ่นทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าวอย่างนี้ว่า รสทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย บางท่านกล่าว อย่างนี้ว่า โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรเป็นยอดแห่งกามทั้งหลาย. [๓๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ที่สุดแห่ง ความพอใจนั่นแหละ อาตมาภาพกล่าวว่าเป็นยอดในเบญจกามคุณ ดูก่อน มหาบพิตร รูปเหล่าใดเป็นที่พอใจของคนบางคน รูปเหล่านั้นไม่เป็นที่พอใจ ของคนบางคน เขาดีใจ มีความดำริบริบูรณ์ด้วยรูปเหล่าใด รูปอื่นจากรูป เหล่านั้น จะยิ่งกว่า หรือประณีตกว่า เขาก็ไม่ปรารถนา รูปเหล่านั้นเป็น อย่างยิ่งสำหรับเขา รูปเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยมสำหรับเขา ดูก่อนมหาบพิตร เสียงเหล่าใด. . . ดูก่อนมหาบพิตร กลิ่นเหล่าใด. . . ดูก่อนมหาบพิตร รสเหล่าใด. . . ดูก่อนมหาบพิตร โผฏฐัพพะเหล่าใด เป็นที่พอใจของคน บางคน โผฏฐัพพะเหล่านั้น ไม่เป็นที่พอใจของคนบางคน เขาดีใจ มีความ ดำริบริบูรณ์ด้วยโผฏฐัพพะเหล่าใด โผฏฐัพพะอื่นจากโผฏฐัพพะเหล่านั้น จะยิ่งกว่า หรือประณีตกว่า เขาก็ไม่ปรารถนา โผฏฐัพพะเหล่านั้นเป็นอย่างยิ่ง สำหรับเขา โผฏฐัพพะเหล่านั้นเป็นยอดเยี่ยมสำหรับเขา. [๓๖๒] สมัยนั้น จันทนังคลิกอุบาสกนั่งอยู่ในบริษัทนั้น.
หน้า 461 ข้อ 363
ลำดับนั้น จันทนังคลิกอุบาสกลุกจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เหตุอย่างหนึ่ง ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เหตุอย่างหนึ่งย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนจันทนังคลิกะ ขอเหตุนั่นจงแจ่ม- แจ้งเถิด. ลำดับนั้น จันทนังคลิกอุบาสก ได้สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าเฉพาะ พระพักตร์ ด้วยคาถาที่สมควรแก่เหตุนั้นว่า ดอกปทุมชื่อโกกนุท บานในเวลาเช้า ยังไม่สิ้นกลิ่น ยังมีกลิ่นหอมอยู่ ฉันใด ท่านจงดูพระอังคีรส ผู้ไพโรจน์อยู่ดุจ ดวงอาทิตย์ รุ่งโรจน์อยู่ในอากาศ ฉันนั้น. [๓๖๓] ลำดับนั้น พระราชา ๕ พระองค์เหล่านั้น ทรงให้จันทนัง- คลิกอุบาสกห่มด้วยผ้า ๕ ผืน (คือพระราชทานผ้าห่ม ๕ ผืน). ทันใดนั้น จันทนังคลิกอุบาสก ก็ถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห่ม ด้วยผ้า ๕ ผืนเหล่านั้น. อรรถกถาปัญจราชสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัญจราชสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า รูปา ได้แก่ อารมณ์คือรูป ต่างโดยรูปสีเขียวสีเหลืองเป็นต้น. บทว่า กามานํ อคฺคํ ความว่า ผู้หนักในรูปก็กล่าวรูปนั้นว่า สูงสุด ประเสริฐสุดแห่งกามทั้งหลาย แม้ในอารมณ์ที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า
หน้า 462 ข้อ 363
ยโต แปลว่า ในกาลใด. บทว่า มนาปปริยนฺตํ ได้แก่ ทำอารมณ์ที่น่า พอใจให้เสร็จชื่อว่าเป็นยอดอารมณ์ที่น่าพอใจ. ในคำว่า มนาปปริยนฺตํ นั้น อารมณ์ที่น่าพอใจมี ๒ คือ อารมณ์ที่น่าพอใจของบุคคล อารมณ์ที่น่าพอใจ โดยสมมติ สิ่งใด เป็นของที่น่าปรารถนา น่าใคร่ของบุคคลคนหนึ่ง สิ่งนั้น นั่นแหละ ไม่น่าปรารถนาไม่น่าใคร่ของบุคคลอื่น ชื่อว่าสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล. เป็นความจริง ไส้เดือน ย่อมเป็นของที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ ของ ชาวปัจจันตประเทศ แต่ชาวมัชฌิมประเทศเกลียดนัก. ส่วนเนื้อนกยูงเป็นต้น เป็นที่น่าปรารถนาของชาวมัชฌิมประเทศเหล่านั้น แต่สำหรับชาวปัจจันต- ประเทศนอกนี้เกลียดนัก. นี้คือสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล. สิ่งที่น่าพอใจโดยสมมติ เป็นอย่างไร. ชื่อว่า อิฏฐารมณ์ (น่าปรารถนา) และอนิฏฐารมณ์ (ที่ไม่น่า ปรารถนา) ที่แยกกันในโลกไม่มีเลย แต่ก็พึงจำแนกแสดง. แต่เมื่อจะ จำแนกก็จำต้องยกพระเจ้ามหาสมมติปฐมกษัตริย์ พระเจ้ามหาสุทัสสนะ และพระเจ้าธรรมาโศกราช เป็นต้น จำแนกแยกแยะ. จริงอยู่ อารมณ์ แม้สำเร็จจากทิพย์ ก็ปรากฏว่า ไม่สมพระทัย ของกษัตริย์เหล่านั้น แต่ไม่พึงจำแนก โดยยกเอาข้าวน้ำที่หายาก สำหรับคนเข็ญใจอย่างยิ่ง. จริงอยู่ คนเข็ญใจอย่างยิ่งเหล่านั้น เมล็ดข้าวสวยปลายเกวียนก็ดี รสเนื้อเน่าก็ดี ก็มี รสอร่อยเหลือเกิน เสมือนอมฤตรส. แต่พึงจำแนก โดยยกคนปานกลาง เช่นหัวหน้าหมู่ มหาอำมาตย์ เศรษฐี กุฎุมพีและพาณิชเป็นต้น ซึ่งบางคราว ก็ได้สิ่งที่น่าปรารถนา บางคราวก็ได้สิ่งที่ไม่น่าปรารถนา ก็แต่ว่า สิ่งที่น่า ปรารถนาและสิ่งที่ไม่น่าปรารถนานั้น ก็ไม่อาจกำหนดชวนจิตในอารมณ์ได้. จริงอยู่ ชวนจิต ย่อมยินดีในสิ่งที่น่าปรารถนาก็มี ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาก็มี ยินร้ายในสิ่งที่น่าปรารถนาก็มี ในสิ่งที่ไม่น่าปรารถนาก็มี. ด้วยว่า วิบากจิต
หน้า 463 ข้อ 363
ย่อมกำหนดอารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา โดยอารมณ์อันเดียว กัน. จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิเห็นพระพุทธเจ้าก็ดี พระสงฆ์ก็ดี อารมณ์ อันโอฬารมีมหาเจดีย์เป็นต้นก็ดี ย่อมปิดตา ประสบความเสียใจ ได้ยินเสียง แสดงธรรม ก็ปิดหูทั้งสอง แต่จักขุวิญญาณและโสตวิญญาณ ก็เป็นกุศลวิบาก ของพวกเขา. สุกรกินคูถเป็นต้น ได้กลิ่นคูถก็เกิดความดีใจว่า เราจักกินคูถ ดังนี้ ก็จริงอยู่ ถึงกระนั้นจักขุวิญญาณของมันในการเห็นคูถ ฆานวิญญาณ ในการดมกลิ่นคูถนั้น และชิวหาวิญญาณในการลิ้มรส ย่อมเป็นอกุศลวิบาก โดยแท้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงหมายเอาความเป็นสิ่งที่น่าพอใจของบุคคล จึงตรัสว่า เต จ มหาราช รูปา เป็นต้น. คำว่า จนฺทนงฺคลิโย* นี้ เป็นชื่อของอุบาสกนั้น. บทว่า ปฏิภาติ มํ ภควา ความว่า เหตุอย่างหนึ่ง ย่อมปรากฏแจ่มแจ้งแก่ข้าพระองค์. จันทนัง- คลิกอุบาสกนั้น เห็นพระราชาทั้ง ๕ พระองค์ทรงสวมกุณฑลมณี แม้เสด็จมา ด้วยพระอิสริยยศและสมบัติอย่างเยี่ยม ด้วยราชานุภาพอย่างใหญ่ โดยประทับ นั่งรวมกัน ณ พื้นที่สำหรับดื่ม ซึ่งจัดไว้ ต่างก็สิ้นสง่าสิ้นความงาม ตั้งแต่ ประทับยืน ณ สำนักของพระทศพลเหมือนดวงประทีปเวลากลางวัน เหมือน ถ่านไฟที่เอาน้ำรก และเหมือนหญิงห้อย เวลาพระอาทิตย์ จึงเกิดปฏิภาณ ขึ้นว่า ท่านผู้เจริญ ธรรมดาว่าพระพุทธะทั้งหลายใหญ่หนอ เพราะฉะนั้น เขาจึงกล่าวอย่างนี้. คำว่า โกกนทํ นี้ เป็นไวพจน์ขอปทุมนั่นเอง. บทว่า ปาโต ได้แก่ ต่อกาลเทียว. บทว่า สิยา แปลว่า พึงมี. บทว่า อวีตคนฺธํ ได้แก่ ไม่ปราศจากกลิ่น. บทว่า องฺคีรสํ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. จริงอยู่ พระรัศมีทั้งหลาย ย่อมซ่านออกจากพระวรกายของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะ ฉะนั้น จึงเรียกว่า องฺคีรโส พระอังคีรส. ความย่อในคำนี้ มีดังนี้ว่า * บาลีเป็น จนฺทนงฺคลิโก
หน้า 464 ข้อ 363
ดอกปทุม กล่าวคือดอกโกกนท บานแต่เช้าตรู่ ยังไม่ปราศจากกลิ่น หอมระรื่น ฉันใด ท่านจงดูพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อังคีรส ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวง อาทิตย์ ส่องแสงจ้า กลางนภากาศ ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ภควนฺตํ อจฺฉาเทสิ ความว่า ได้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่ว่าโดยโวหารโลก ในข้อนี้ คำก็มีเช่นนี้. ได้ยินว่า อุบาสกนั้นคิดว่า พระราชาเหล่านี้ ทรง เลื่อมใสในพระคุณทั้งหลายของพระตถาคต พระราชทานผ้าห่มแก่เราถึง ๕ ผืน จำเราจักถวายผ้าห่มเหล่านั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแต่พระองค์เดียว ดังนี้ จึงได้ถวาย. จบอรรถกถาปัญจราชสูตรที่ ๒
หน้า 465 ข้อ 364, 365, 366
๓. โทณปากสูตร คาถากันบริโภคอาหารมาก [๓๖๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่. . . กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยพระสุธาหารหุงด้วยข้าวสารหนึ่ง- ทะนาน เสวยแล้วทรงอึดอัด เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๓๖๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิ- โกศลนั้นเสวยแล้วทรงอึดอัด จึงได้ตรัสพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประมาณ ในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบาบาง เขาย่อมแก่ช้า อายุยืน. [๓๖๖] สมัยนั้น มหาดเล็กหนุ่มชื่อสุทัศนะ ยืนอยู่เบื้องพระ- ปฤษฎางค์พระเจ้าปเสนทิโกศล. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงตรัสเรียกสุทัศนมาณพมารับสั่งว่ามานี้ สุทัศนะ เจ้าจงเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วจงกล่าวในเวลา เราบริโภคอาหาร อนึ่ง เราจะให้ค่าอาหารแก่เจ้าวันละ ๑๐๐ กหาปณะทุกวัน. สุทัศนมาณพรับสนองพระดำรัสพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เป็นพระมหา กรุณาอย่างยิ่ง พระเจ้าข้า ดังนี้ แล้วเรียนคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกล่าวในเวลาที่พระเจ้าปเสนทิโกศล เสวยพระกระยาหารว่า
หน้า 466 ข้อ 367
มนุษย์ผู้มีสติอยู่ทุกเมื่อ รู้จักประ- มาณในโภชนะที่ได้มา ย่อมมีเวทนาเบา บาง เขาย่อมแก่ช้า อายุยืน. [๓๖๗] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงดำรงอยู่โดยมีพระกระ- ยาหารหนึ่งทะนานข้างสุกเป็นอย่างมากเป็นลำดับมา. ในลำดับต่อมา พระเจ้าปเสนทิโกศลมีพระวรกายกระปรี้กระเปร่าดี ทรงลูบพระวรกายด้วยฝ่าพระหัตถ์ ทรงเปล่งพระอุทานนี้ในเวลานั้นว่า พระผู้ มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงอนุเคราะห์เราด้วยประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ ปัจจุบันและประโยชน์ภายหน้าหนอ. อรรถกถาโทณปากสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโทษปากสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า โทณปากสุทํ ได้แก่ พระกระยาหาร คือข้าวสุกแห่งข้าว สารทะนานหนึ่ง. อธิบายว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลเสวยข้าวสุกแห่งข้าวสาร ทะนานหนึ่ง และแกงกับที่เหมาะแก่ข้าวสุกนั้น. บทว่า ภุตฺตาวี ความว่า ทรงบรรเทาความเมาในพระกระยาหารก่อนแล้วพักผ่อนครู่หนึ่งแล้วจึงเสด็จไป เฝ้าพระพุทธองค์ แต่วันนั้น ท้าวเธอกำลังเสวย ระลึกถึงพระทศพล ก็ล้าง พระหัตถ์แล้วเสด็จไป. บทว่า มหสฺสาสี ความว่า ท้าวเธอกำลังเสด็จไปก็ เกิดความกระวนกระวายเพราะพระกระยาหาร อย่างรุนแรง เพราะฉะนั้น จึง ทรงหายใจ ด้วยพระอัสสาสะอย่างแรง หยาดพระเสโทก็ไกลออกจากพระวรกาย ของพระองค์ พวกราชบุรุษต้องยืนประคองทั้งสองข้าง พัดวีพระองค์ด้วยขั้วใบ
หน้า 467 ข้อ 367
ตาลคู่ แต่ท้าวเธอก็ไม่อาจบรรทม เพราะทรงคารวะในพระพุทธองค์. ท่านหมาย เอาข้อนี้จึงกล่าวว่า มหสฺสาสี. บทว่า อิมํ คาถํ อภาสิ ความว่า พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า พระราชาทรงลำบาก เพราะไม่ทรงรู้จักประมาณใน โภชนะ เราจักทำพระองค์ให้อยู่ผาสุก ณ บัดนี้ แล้วจึงได้ตรัส [พระคาถานี้]. บทว่า มนุชสฺส แปลว่า สัตว์. บทว่า กหาปณสตํ ได้แก่ ๑๐๐ กหาปณะ อย่างนี้คือ เวลาพระกระยาหารเช้า ๕๐ เวลาพระกระยาหารเย็น ๕๐. บทว่า ปาปุณิตฺวา ความว่าไปกับพระราชาได้หน่อยหนึ่ง ก็ทูลว่าขอเดชะข้าพระบาท จะให้พระแสงดาบมงคลเล่มนี้แก่ใคร พระเจ้าข้า เมื่อท้าวเธอรับสั่งว่า ให้แก่คน โน้น สุทัศนมาณพนั้น ก็ให้ดาบนั้น กลับมาสำนักพระทศพล ยืนถวาย บังคมแล้วทูลว่า ท่านพระโคดมเจ้าข้า โปรดตรัสพระคาถาแล้วก็เรียนพระคาถา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้ว. ถามว่า ได้ยินว่า สุทัศนมาณพกล่าวพระ- คาถาทุกเวลาที่เทียบพระเครื่องกล่าวอย่างไร. ตอบว่า กล่าวโดยทำนองที่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอน. ความจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนมาณพนั้นอย่าง นี้ว่า ดูก่อนมาณพ เจ้าอย่ากล่าวคาถานี้พร่ำเพรื่อ ในที่ไปถึง ๆ (เหมือนนัก ร้องนักรำ) จงยืนใกล้ที่เสวยของพระราชา อย่ากล่าวเมื่อเสวยพระกระยาหารก้อน แรก พึงกล่าวเมื่อทรงถือก้อนสุดท้าย พระราชาทรงได้ยินแล้ว จักทรงทิ้งก้อน ข้าว เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว ก็พึงชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้เท่าใด] รู้จักกับแกล้มที่ผสมกับข้าวนั้น [แยกกับข้าวออก] วันรุ่งขึ้น ก็ พึงลดข้าวสารเสียเพียงเท่านั้น พึงกล่าวเฉพาะในเวลาเสวยพระกระยาหารเช้า อย่ากล่าวในเวลาเสวยพระกระยาหารเย็น มาณพนั้นรับพระพุทธดำรัสแล้ว ได้ กล่าวคาถาโดยทำนองที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนในเวลาเสวยพระกระยา- หารเย็น เพราะในวันนั้นพระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จเสด็จไปเสีย แล้ว. พระราชาทรงระลึกถึงพระดำรัสของพระทศพล ก็ทิ้งก้อนข้าวลงในถาด
หน้า 468 ข้อ 367
นั่นแหละ เมื่อทรงล้างพระหัตถ์แล้ว มาณพก็ชักถาดออกมานับเมล็ดข้าว [ได้ เท่าใด] วันรุ่งขึ้น ก็ลดข้าวสารเสียเท่านั้น. บทว่า นาฬิโกทนปรมตาย สณฺาสิ ความว่า ได้ยินว่า มาณพ นั้น ไปสำนักพระตถาคตทุกวันเป็นผู้คุ้นกับพระทศพล. ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้ มีพระภาคเจ้าตรัสถามมาณพนั้นว่า พระราชาเสวยเท่าไร. มาณพนั้นทูลตอบว่า ข้าวสุกทะนานหนึ่ง พระเจ้าข้า ตรัสว่าด้วยปริมาณเพียงเท่านี้ ส่วนของบุรุษนี้ นับว่าเหมาะ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าอย่ากล่าวคาถาเลย. ดั่งนั้น พระราชาจึงดำรงอยู่ ในปริมาณนั้นนั่นแล ในคำว่า ทิฏฺธมฺมิเกน เจว อตฺเถน สมฺปรายิเกน จ นี้ความที่พระราชามีพระสรีระ สละสลวย ชื่อว่าเป็นประโยชน์ปัจจุบัน. ศีลชื่อว่า ประโยชน์ภายหน้า. ด้วยว่า ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ย่อมชื่อว่าเป็น องค์ [ส่วน] ของศีลแล. จบอรรถกถาโทณปากสูตรที่ ๓
หน้า 469 ข้อ 368, 369
๔. ปฐมสังคามวัตถุสูตร ผู้ชนะย่อมก่อเวร [๓๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ . . . กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรง- คินีเสนา ยกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศล ทางด้านแคว้นกาสี. พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนายกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกออกไป ต่อสู้กับพระเจ้าแผ่นดินมคธ อชาตศัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี. ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้า- ปเสนทิโกศล ทรงทำสงครามต่อกัน แต่ในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดิน มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตรทรงชำนะพระเจ้าปเสนทิโกศล. ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ปราชัย ก็เสด็จล่าทัพกลับกรุงสาวัตถีราชธานี ของพระองค์. [๓๖๙] ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมากนุ่งห่มแล้ว ถือบาตร และจีวรเข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถีแล้วในเวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาต แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ภิกษุเหล่านั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยก มารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับ ข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา
หน้า 470 ข้อ 370, 371
ยกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้า- ปเสนทิโกศล จึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธ- อชาตศัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี ครั้งนั้นพระเจ้าแผ่นมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงทำสงครามต่อกัน แต่ในสงครามครั้ง นั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงชำนะพระเจ้าปเสนทิโกศล ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศลผู้ปราชัย ก็เสด็จล่าทัพกลับ กรุงสาวัตถีราชธานีของพระองค์. [๓๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเจ้า แผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร มีมิตรเลวทราม มีสหายเลวทราม มี พระทัยน้อมไปในคนเลวทราม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายพระเจ้าปเสนทิโกศล มีมิตรดีงาม มีสหายดีงาม มีพระทัยน้อมไปในคนดีงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงแพ้มาแล้วอย่างนี้ จักบรรทมเป็นทุกข์ตลอด ราตรีนี้. [๓๗๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วจบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า ผู้ชำนะย่อมก่อเวร ผู้แพ้ย่อมนอน เป็นทุกข์ บุคคลละความชนะและความ แพ้เสียแล้ว จึงสงบระงับ นอนเป็นสุข.
หน้า 471 ข้อ 371
อรรถกถาปฐมสังคามวัตถุสูตร พึงทราบวินิจฉัยยในปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔ ต่อไป :- คำว่า เวเทหิ ในคำว่า เวเทหิปุตฺโต นี้ เป็นชื่อของบัณฑิต อธิบาย ว่า บุตรของสตรีผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า จตุรงฺคินึ ได้แก่ประกอบด้วยองค์ ๔ กล่าวคือ ทัพช้าง ทัพม้า ทัพรถ ทัพพลเดินเท่า [ราบ]. บทว่า สนฺนยฺหิตฺวา ได้แก่ให้กระทำเกราะด้วยการสวมหนึ่งเป็นต้น. บทว่า สงฺคาเมสุํ แปลว่า รบกัน. รบกันเพราะเหตุอะไร. ได้ยินว่า พระเจ้ามหาโกศล [พระชนกของพระเจ้า ปเสนทิโกศล] เมื่อยกพระธิดาถวายพระเจ้าพิมพิสาร ได้พระราชทานกาสิคาม [หมู่บ้านกาสี] ซึ่งมีรายได้เกิดขึ้นวันละแสน ในระหว่างพระราชาทั้งสองแก่ พระราชธิดา. แต่เมื่อพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระชนกแล้ว แม้พระ- ชนนีของพระองค์ก็ทิวงคต ต่อมาไม่นาน เพราะทรงเศร้าเหตุวิโยคพลัดพราก พระราชา. ต่อนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงพระดำริว่า เจ้าอชาตศัตรู ทำ พระชนกชนนีให้ทิวงคตแล้ว หมู่บ้านซึ่งเป็นสมบัติของพระชนกเรา ก็ต้อง กลับเป็นของเราสิ แล้วทรงก่อคดีความเมือง เพื่อต้องการหมู่บ้านนั้น. แม้ พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทรงเถียงว่า หมู่บ้าน เป็นสมบัติของพระชนนีเรา ก็ต้อง เป็นของเราสิ. ดังนั้น สองลุงและหลานจึงรบกัน เพื่อต้องการหมู่บ้านนั้น. พระเจ้าอชาตศัตรูนั้นมีมิตรเช่น พระเทวทัตเป็นต้นชั่ว เพราะเหตุนั้น จึงทรงชื่อว่า มีมิตรชั่ว. ทรงมีคนชั่วเหล่านั้นเป็นสหาย เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า ทรงมีพระสหายชั่ว. ทรงมีพระทัยน้อมคล้อยไปตามชนเหล่านั้นนั่นแล เพราะเหตุนั้น จึงทรงชื่อว่า มีผู้คล้อยตามชั่ว. พึงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล
หน้า 472 ข้อ 371
ทรงมีมิตรดี [กัลยาณมิตร] ก็โดยยกพระสารีบุตรเถระเป็นต้น [เป็นมิตร]. บทว่า ทุกฺขํ เสสฺสติ ได้แก่เมื่อทรงเศร้าโศกถึงช้างเป็นต้นที่พระเจ้าอชาต- ศัตรทรงชนะไป ก็จักบรรทมเป็นทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุแห่ง ชัยชนะของพระเจ้าปเสนทิโกศลนั้นอีก จึงตรัสคำนี้. บทว่า ชยํ เวรํ ปสวติ ได้แก่ ผู้ชนะ ย่อมประสบเวร คือได้บุคคลที่เป็นไพรี. จบอรรถกถาปฐมสังคามวัตถุสูตรที่ ๔
หน้า 473 ข้อ 372, 373, 374
๖. ทุติยสังคามวัตถุสูตร [๓๗๒] ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรง แต่งจตุรงคินีเสนา ยกไปรุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี. พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานเราทางแคว้นกาสี. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลจึงทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกออกไป ต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู. เวทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี. ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร กับพระเจ้า- ปเสนทิโกศลทรงทำสงครามต่อกัน แต่ในสงครามครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร และได้ทรงจับพระองค์ เป็นเชลยศึก. [๓๗๓] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า ถึงแม้พระเจ้า แผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตรนี้ จะประทุษร้ายเราผู้มิได้ประทุษร้าย แต่ เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนยของเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรยึดพลช้างทั้งหมด ยึดพลม้าทั้งหมด ยึดพลรถทั้งหมด ยึดพลเดินเท้าทั้งหมดของพระเจ้าแผ่นดิน มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด ทรงยึดพลม้า ทั้งหมด ทรงยึดพลรถทั้งหมด ทรงยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดิน มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่. [๓๗๔] ครั้งนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นจำนวนมาก นุ่งแล้ว ถือบาตร และจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว ในเวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่
หน้า 474 ข้อ 375
ประทับ ครั้นแล้วก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง. ภิกษุทั้งหลาย ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยก มารุกรานพระเจ้าปเสนทิโกศลทางแคว้นกาสี พระเจ้าปเสนทิโกศลได้ทรงสดับ ข่าวว่า พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ทรงแต่งจตุรงคินีเสนา ยกมารุกรานเราถึงแคว้นกาสี ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสน- ทิโกศลจึงทรงจัดจตุรงคินีเสนา ยกออกไปต่อสู้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร ป้องกันแคว้นกาสี ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตรกับพระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงทำสงครามกันแล้ว ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ แต่ในสงครามครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงชำนะพระเจ้าแผ่นดิน มคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร และทรงจับพระองค์เป็นเชลยศึกได้ด้วย ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้มีพระดำริว่า ถึงแม้พระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตรนี้ จะประทุษร้ายเราผู้มีได้ประทุษร้าย แต่เธอก็ยังเป็นพระภาคิไนย ของเรา อย่ากระนั้นเลย เราควรยึดพลช้างทั้งหมด ยึดพลม้าทั้งหมด ยึดพลรถ ทั้งหมด ยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แล้วปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงยึดพลช้างทั้งหมด ทรงยึดพลม้าทั้งหมด ทรงยึดพล รถทั้งหมด ทรงยึดพลเดินเท้าทั้งหมด ของพระเจ้าแผ่นดินมคธอชาตศัตรู เวเทหิบุตร แล้วทรงปล่อยพระองค์ไปทั้งยังมีพระชนม์อยู่. [๓๗๕] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนี้แล้วจึง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า บุรุษจะแย่งชิงเขาได้ ก็ชั่วกาลที่กาล แย่งชิงของเขายังพอสำเร็จได้ แต่เมื่อใด
หน้า 475 ข้อ 375
คนเหล่าอื่นย่อมแย่งชิง ผู้แย่งชิงนั้น ย่อม กลับถูกเขาแย่งชิงเมื่อนั้น. เพราะว่า คนพาลย่อมสำคัญว่าเป็น ฐานะ ตราบเท่าที่บาปยังไม่ให้ผล แต่บาป ให้ผลเมื่อใด คนพาลย่อมประสบทุกข์เมื่อ นั้น. ผู้ฆ่าย่อมได้รับการฆ่าตอบ ผู้ชำนะ ย่อมได้รับการชนะตอบ ผู้ด่าย่อมได้รับการ ด่าตอบ และผู้ขึ้งเคียดย่อมได้รับความขึ้ง เคียดตอบ ฉะนั้น เพราะความหมุนกลับ แห่งกรรม ผู้แย่งชิงนั้น ย่อมถูกเขา แย่งชิง. อรรถกถาทุติยสังคามวัตถุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า อพฺภุยฺยาสิ ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสั่งว่าพวกเจ้าน่า ตำหนิในการพ่ายแพ้ จงไปวัดฟังการสนทนาของเหล่าพระภิกษุ ทรงสดับเหตุ แห่งชัยชนะที่ภิกษุพุทธรักขิต ผู้บวชต่อแก่พูดแก่ภิกษุธรรมรักขิต ผู้บวชต่อ แก่ในเวลากลางคืนว่า ถ้าพระราชาทรงทำอุบายอย่างนี้เสด็จไป ก็จะพึงชนะอีก แล้วจัดทัพไปรุกราน.
หน้า 476 ข้อ 375
บทว่า ยาวสฺส อุปกปฺปติ ความว่า ตราบเท่าความช่วงชิง จะพอ สำเร็จได้. บทว่า ยทา จญฺเ ความว่า ก็เมื่อใด คนอื่น ๆ จะปล้นบุคคล ที่ปล้นเขามาแล้วนั้น. บทว่า วิลุมฺปติ ได้แก่ ย่อมถูกเขาปล้น. บทว่า านญฺหิ มญฺติ ความว่า ก็ย่อมสำคัญว่ามีเหตุ. บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า เชตารํ ลภเต ชยํ ความว่า บุคคล ผู้ชนะ ย่อมได้ผู้ชำนะภายหลัง. บทว่า โรเสตารํ ได้แก่ ซึ่งผู้โกรธ. บทว่า โรสโก ได้แก่ ผู้โกรธ. บทว่า กมฺมวิวฏฺเฏน ได้แก่ ด้วยความแปรปรวน แห่งกรรม คือด้วยการให้วิบากแห่งกรรมคือการปล้นนั่น. บทว่า โส วิลุตฺโต วิลุมฺปติ ได้แก่ ผู้ปล้นนั้น ก็จะถูกเขาปล้น. จบอรรถกถาทุติยสังคามวัตถุสูตรที่ ๕
หน้า 477 ข้อ 376, 377
๖. ธีตุสูตร ว่าด้วยสตรีก็เป็นผู้ประเสริฐได้ [๓๗๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ราชบุรุษเข้าไปเฝ้าพระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วกราบทูล ณ ที่ใกล้พระกรรณของพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระนางมัลลิกาเทวีประสูติพระธิดาแล้ว. เมื่อบุรุษกราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าปเสนทิโกศลก็ไม่ทรงเบิกบาน พระทัย. [๓๗๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พระเจ้าปเสนทิ- โกศลไม่ทรงเบิกบานพระทัย จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นใหญ่ยิ่งกว่า ปวงชน แท้จริง แม้สตรีบางคนก็เป็นผู้ ประเสริฐ พระองค์จงชุบเลี้ยงไว้ สตรีที่ มีปัญญา มีศีล ปฏิบัติแม้ผัวพ่อผัวดัง เทวดา จงรักสามี. บุรุษที่เกิดจากสตรีนั้น ย่อมเป็นคน แกล้วกล้า เป็นเจ้าแห่งทิศได้ บุตรของ ภริยาดีเช่นนั้น ก็ครองแม้ราชสมบัติได้.
หน้า 478 ข้อ 377
อรรถกถาธีตุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในธีตุสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลโปรดให้จัดเรือน ประสูติ เวลาพระนางมัลลิกาเทวีประสูติ พระราชทานการอารักขาแล้วเสด็จ ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อนตฺตมโน อโหสิ ความว่า ทรง เสียพระทัยว่า เราให้อิสริยะอย่างใหญ่ แก่ธิดาของตระกูลที่เข็ญใจ ถ้านาง ได้ลูกชาย ก็จักประสบสักการะอย่างใหญ่แน่แท้ บัดนี้ นางสูญสิ้นจากสักการะ นั้นไปเสียแล้ว. บทว่า เสยฺยา ความว่า สตรีบางคนถึงจะเสมอกับผู้มีปัญญา ชักช้า ก็ยังประเสริฐกว่าลูกเป็นใบ้. บทว่า โปส แปลว่า โปรดทรงชุบเลี้ยงไว้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระราชาผู้ปกครองประชาชนว่า ชนาธิป. บทว่า สลฺสุเทวา ได้แก่ แม่ผัวและพ่อผัวเป็นดังเทวดา. บทว่า ทิสมฺปติ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในทิศ. บทว่า ตาทิสา สุภริยา แปลว่า ของภริยาที่ดี เช่นนั้น. จบอรรถกถาธีตุสูตรที่ ๖
หน้า 479 ข้อ 378, 379, 380
๗. ปฐมอัปปมาทสูตร [๓๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ. . . กรุงสาวัตถี. . . พระเจ้า- ปเสนทิโกศล ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภายหน้า มีอยู่หรือ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึด ไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั่ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภายหน้า มีอยู่. พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมอย่างหนึ่ง ที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ใน ภายหน้า คืออะไร. [๓๗๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร คือ ความ ไม่ประมาท. ดูก่อนมหาบพิตร รอยเท้าของสัตว์ทั้งหลายที่สัญจรไปบนแผ่นดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง รอยเท้าเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมรวมลงในรอยเท้าช้าง รอย เท้าช้าง ย่อมกล่าวกันว่า เป็นเลิศกว่ารอยเท้าเหล่านั้น เพราะเป็นของใหญ่ ข้อนี้มีอุปนา ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งที่ยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ ทั้ง ๒ คือ ประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ในภายหน้า คือความไม่ประมาท ก็มีอุปไมยฉันนั้น. [๓๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า
หน้า 480 ข้อ 380
บุคคลปรารถนาอยู่ซึ่งอายุ ความไม่ มีโรค วรรณะ สวรรค์ ความเกิดใน ตระกูลสูง และความยินดีอันโอฬารต่อ ๆ ไป พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท บัณฑิต ทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาทใน บุญกิริยาทั้งหลาย บัณฑิตผู้ไม่ประมาท ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือ ประ- โยชน์ปัจจุบันนี้ และประโยชน์ในภพหน้า เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์นั้น ผู้มีปัญญา ท่านจึงเรียกว่า "บัณฑิต". อรรถกถาปฐมอัปปมาทสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า สมติคฺคยฺห แปลว่า ยึดไว้ได้ อธิบายว่า ถือไว้ได้. อัปปมาท ธรรมที่หนุนให้ทำบุญ ชื่อว่า อัปปมาท ความไม่ประมาท. บทว่า สโมธานํ ได้แก่ ตั้งลงพร้อม คือ รวมลง. ด้วยบทว่า เอวเมว โข พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงว่า การาปกอัปปมาท (ความไม่ประมาทอันอุดหนุนบุคคลผู้กระทำ ตาม) เหมือนรอยเท้าช้าง กุศลธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๔ ที่เหลือ ก็เหมือน รอยเท้าสัตว์ที่เหลือ กุศลธรรมเหล่านั้น ย่อมประชุมลงในอัปปมาทธรรม เป็นไปภายในอัปปมาทธรรม เหมือนรอยเท้าสัตว์ที่เหลือรวมลงในรอยเท้าช้าง
หน้า 481 ข้อ 380
อนึ่ง รอยเท้าช้างเลิศ ประเสริฐสุด ใหญ่กว่ารอยเท้าสัตว์ที่เหลือ ฉันใด อัปปมาทธรรม ก็เลิศประเสริฐสุด ใหญ่กว่าธรรมทั้งหลายที่เหลือ ฉันนั้น. จริงอยู่ อัปปมาทธรรมนั้น แม้เป็นโลกิยะอยู่ ก็ยังเลิศอยู่นั่นเอง เพราะ อรรถว่าเป็นเหตุให้ได้ธรรมที่เป็นมหัคคตะและโลกุตระ. บทว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อม สรรเสริญความไม่ประมาทเท่านั้นว่า ผู้ปรารถนาอายุเป็นต้นเหล่านั้น พึงทำ ความไม่ประมาทอย่างเดียว. อีกอย่างหนึ่ง ก็เพราะบัณฑิตทั้งหลาย สรรเสริญ ความไม่ประมาทในการกระทำบุญทั้งหลาย ฉะนั้น ผู้ปรารถนาอายุเป็นต้น พึงทำความไม่ประมาทโดยแท้. บทว่า อตฺถาภิสมยา ได้แก่ เพราะได้ ประโยชน์. จบอรรถกถาปฐมอัปปมาทสูตรที่ ๗
หน้า 482 ข้อ 381, 382
๘. ทุติยอัปปมาทสูตร [๓๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ. . . กรุงสาวัตถี. . . พระเจ้า ปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความปริวิตกแห่งใจบังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ผู้เข้า ห้องส่วนตัวพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วนั่นแหละ สำหรับผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูก่อนมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ธรรมที่อาตมาภาพกล่าวดีแล้วนั่นแหละ สำหรับผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนดี ไม่ใช่สำหรับผู้มีมิตรชั่ว มีสหายชั่ว มีจิตน้อมไปในคนที่ชั่ว. [๓๘๒] ดูก่อนมหาบพิตร สมัยหนึ่ง อาตมภาพอยู่ที่นิคมของหมู่ เจ้าศากยะ ชื่อว่านครกะ สักกชนบท ครั้งนั้น ภิกษุอานนท์ เข้าไปหาอาตมภาพ อภิวาท แล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ภิกษุอานนท์ ได้กล่าวกะอาตมภาพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี เป็นคุณกึ่งหนึ่งแห่งพรหมจรรย์ ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อภิกษุอานนท์กล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมภาพได้กล่าวกะภิกษุอานนท์ว่า ดูก่อน อานนท์ เธออย่ากล่าวอย่างนั้น ดูก่อนอานนท์ ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้ เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดเลย ดูก่อนอานนท์ นี่ภิกษุ ผู้มีมิตรดีพึงปรารถนา ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี จัก เจริญอริยมรรคมีองค์แปด จักกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้.
หน้า 483 ข้อ 383
[๓๘๓] ดูก่อนอานนท์ ก็ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปใน คนที่ดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้ มากได้อย่างไร. ดูก่อนอานนท์ ภิกษุในศาสนานี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละคืน ย่อมเจริญสัมมาสังกัปปะ... ย่อมเจริญสัมมาวาจา. . . ย่อมเจริญสัมมากัมมันตะ. . . ย่อมเจริญสัมมาอาชีวะ... ย่อมเจริญสัมมาวายามะ. . . ย่อมเจริญสัมมาสติ. . . ย่อมเจริญสัมมาสมาธิ อันอาศัยวิเวก อาศัยวิราคะ อาศัยนิโรธ น้อมไปเพื่อความสละคืน. ดูก่อนอานนท์ ภิกษุผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ย่อมเจริญอริยมรรคมีองค์แปด ย่อมกระทำซึ่งอริยมรรคมีองค์แปดให้มากได้ อย่างนี้แล. ดูก่อนอานนท์ โดยปริยายแม้นี้ พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี นี้เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมดทีเดียว. ดูก่อนอานนท์ ด้วยว่าอาศัยเราเป็นมิตรดี สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเกิด เป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความเกิดได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีด้วยามแก่เป็น ธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความแก่ได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความเจ็บป่วยเป็น ธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความเจ็บป่วยได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความตายเป็น ธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจากความตายได้ สัตว์ทั้งหลายผู้มีความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความเสียใจ และความคับแค้นใจเป็นธรรมดา ย่อมหลุดพ้นจาก ความโศก ความร่ำไร ความทุกข์ ความเสียใจ และความคับแค้นใจได้. ดูก่อนอานนท์ โดยปริยายนี้แล พึงทราบว่า ความเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดีนี้ เป็นพรหมจรรย์ทั้งหมด.
หน้า 484 ข้อ 384
[๓๘๔] ดูก่อนมหาบพิตร เพราะเหตุนั้นแหละ พระองค์พึงทรง สำเหนียกอย่างนี้ว่า เราจักเป็นผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์พึงทรงสำเหนียกอย่างนี้แล. ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมอย่างหนึ่งนี้ คือความไม่ประมาทในกุศลธรรม ทั้งหลาย พระองค์ผู้มีมิตรดี มีสหายดี มีจิตน้อมไปในคนที่ดี พึงทรงอาศัย อยู่เถิด. ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท หมู่นางสนมผู้ตามเสด็จจักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัย ความไม่ประมาท. ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้กษัตริย์ทั้งหลายผู้ตามเสด็จจักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัย ความไม่ประมาท. ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้กองทัพ (ข้าราชการฝ่ายทหาร) ก็จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ ประมาท อาศัยความไม่ประมาท. ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้ชาวนิคมและชาวชนบทก็จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระราชาเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท ถ้ากระนั้น แม้พวกเราก็จักเป็นผู้ไม่ประมาท อาศัย ความไม่ประมาท.
หน้า 485 ข้อ 385
ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อพระองค์ไม่ประมาท อาศัยความไม่ประมาท แม้พระองค์เองก็จักเป็นผู้ได้รับคุ้มครองแล้ว ได้รับรักษาแล้ว แม้หมู่นางสนม ก็จักเป็นผู้ได้รับคุ้มครองแล้ว ได้รับรักษาแล้ว แม้เรือนคลังก็จักเป็นอันได้ รับคุ้มครองแล้ว ได้รับรักษาแล้ว. [๓๘๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า บุคคลผู้ปรารถนาโภคะอันโอฬาร ต่อ ๆ ไป พึงบำเพ็ญความไม่ประมาท บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญความไม่ ประมาทในบุญกิริยาทั้งหลาย บัณฑิตผู้ ไม่ประมาทย่อมยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ปัจจุบัน และประโยชน์ ในภพหน้า เพราะยึดไว้ได้ซึ่งประโยชน์ นั้น ผู้มีปัญญาท่านจึงเรียกว่า "บัณฑิต".
หน้า 486 ข้อ 385
อรรถกถาทุติยอัปปมาทสูตร พึงทราบวินิจฉัยในที่อัปปมาทสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า โส จ โข กลฺยาณมิตฺตสฺส ความว่า ก็ธรรมนี้นั้น ย่อม ชื่อว่า สวากขาตธรรมของผู้มีมิตรดีเท่านั้น หาใช่สวากขาตธรรมของผู้มีมิตร ชั่วไม่ จริงอยู่. ธรรมเป็นสวากขาตธรรม แม้ของทุกคนก็จริง ถึงอย่างนั้น ย่อมทำประโยชน์ให้เต็มแก่ผู้มีมิตรดี ผู้ตั้งใจฟังด้วยดี ผู้เชื่อถือ เหมือนยา เป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้ หาเป็นประโยชน์แก่คนผู้ไม่ใช้ไม่ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ พึงทราบว่าเทศนาธรรมในคำว่า ธมฺโม นี้. บทว่า อุปฑฺฒมิทํ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระเจ้าไปในที่ลับคิด ว่า เมื่อมิตรดีผู้โอวาทพร่ำสอนมีอยู่ สมณธรรมนี้ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่ผู้ตั้ง อยู่ในความพยายามเฉพาะตัว ดังนั้น พรหมจรรย์กึ่งหนึ่งมาจากมิตรดี กึ่งหนึ่ง มาจากความพยายามเฉพาะตัว. ครั้งนั้น พระเถระดำริว่า เราอยู่ในปเทสญาณ (ญาณในธรรมบางส่วน) รู้บางส่วน ไม่อาจคิดได้หมดทุกส่วน จำต้องทูลถาม พระศาสดา จึงจักหมดสงสัย เพราะฉะนั้น ท่านจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กล่าวอย่างนั้น. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส ได้แก่ อริยมรรค. บทว่า ยทิทํ กลฺยาณ- มิตฺตตา ความว่า ความเป็นผู้มีมิตรดีที่ได้ ย่อมมาสู่พรหมจรรย์กึ่งหนึ่ง จากพรหมจรรย์กึ่งหนึ่ง. ดังนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อริยมรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็น ต้นครึ่งหนึ่ง ย่อมมาจากความเป็นผู้มีมิตรดี อีกครั้งหนึ่ง ย่อมมาจากความ พยายามเฉพาะตัว. ก็จริงอยู่ นี้เป็นความปรารถนาของพระเถระ แท้จริง แม้ในที่นี้ ธรรมที่แบ่งแยกไม่ได้นี้ ก็ไม่อาจแบ่งแยกได้ว่า บรรดาอริยมรรค
หน้า 487 ข้อ 385
มีสัมมาสัมทิฏฐิเป็นต้น เท่านี้เกิดจากความมีมิตรดี เท่านี้เกิดจากความพยายาม เฉพาะตน เปรียบเหมือนเมื่อคนมากคนยกเสาหิน ก็แบ่งแยกไม่ได้ว่า ที่เท่านี้ คนโน้นยก ที่เท่านี้คนโน้นยก และเหมือนอย่างว่า เมื่อบุตรอาศัยมารดาบิดา เกิดขึ้น ก็แบ่งแยกไม่ได้ว่าเกิดจากมารดาเท่านี้ เกิดจากบิดาเท่านี้ ฉะนั้น. ถึง กระนั้น พรหมจรรย์ชื่อว่ากึ่งหนึ่ง ตามอัธยาศัยของพระเถระว่า เพราะเป็นผู้ มีมิตรดี ก็ได้คุณกึ่งหนึ่ง พรหมจรรย์ชื่อว่าทั้งสิ้น ตามอัธยาศัยของพระผู้มีพระ ภาคเจ้าว่า ก็ได้คุณทั้งสิ้น. ก็ดีว่า กลฺยาณมิตฺตตา นี้ท่านถือว่า ชื่อว่า ได้คุณที่เป็นส่วนเบื้องต้น ว่าโดยใจความ ก็ได้แก่ขันธ์ ๔ คือ ศีลขันธ์ สมาธิ ขันธ์ วิปัสสนาขันธ์ อันอาศัยกัลยาณมิตรได้มา อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สังขารขันธ์ก็มี. บทว่า มา เหวํ อานนฺท ความว่า อยู่าพูดอย่างนี้ เธอเป็นพหูสูต บรรลุปฏิสัมภิทาฝ่ายเสขะ รับพร ๘ ประการแล้วอุปัฏฐากเรา เธอผู้ประกอบ ด้วยอัจฉริยัพภูตธรรม ๔ ประการ ไม่ควรกล่าวอย่างนี้ แก่บุคคลเช่นนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดำนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนดี เป็นพรหมจรรย์ทั้งสิ้น ดังนี้ ทรงหมายว่า มรรค ๔ ผล ๔ วิชชา ๓ อภิญญา ๖ ทั้งหมด มีมิตรดีเป็นมูลทั้งนั้น. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดง เหตุ โดยการเปล่งพระวาจานั่นแล จึงตรัสดำว่า กลฺยาณมิตฺตสฺเสตํ เป็น ต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาฏิกงฺขํ ความว่า พึงหวัง พึงปรารถนา ว่ามีอยู่แท้. บทว่า อิธ เเปลว่า ในศาสนานี้. ก่อนอื่น อาทิบททั้ง ๘ ใน คำว่า สมฺมาทิฏฺึ ภาเวติ เป็นต้น มีพรรณนาสังเขปดังนี้. สัมมาทิฏฐิมี ลักษณะเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะ มีลักษณะยกสหชาตธรรมขึ้นสู่อารมณ์ชอบ สัมมาวาจา มีลักษณะกำหนดอารมณ์ชอบ สัมมากัมมันตะ มีลักษณะตั้งตนไว้ ชอบ. สัมมาอาชีวะ มีลักษณะทำอารมณ์ให้ผ่องแผ้วชอบ. สัมมาวายามะ มี
หน้า 488 ข้อ 385
ลักษณะประคองชอบ สัมมาสติ มีลักษณะปรากฏชอบ สัมมาสมาธิ มีลักษณะ ตั้งมั่นชอบ บรรดามรรคมีองค์ ๘ นั้น มรรคองค์หนึ่ง ๆ มีกิจ ๓ คือ ก่อนอื่น สัมมาทิฏฐิ ย่อมละมิจฉาทิฏฐิ พร้อมกับเหล่ากิเลสที่เป็นข้าสึกของตนอย่างอื่นๆ ๑ ทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ๑ และเห็นสัมปยุตธรรมเพราะไม่ลุ่มหลง โดยกำจัด โมหะอันปกปิดสัมปยุตธรรมนั้น ๑ แม้สัมมาสังกัปปะเป็นต้น ก็ละมิจฉาสัง- กัปปะเป็นต้น และทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ อย่างนั้นเหมือนกัน แต่โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง ในมรรคมีองค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะ ย่อมยกอารมณ์ขึ้นสู่สหชาต- ธรรม. สัมมาวาจา ย่อมกำหนดถือเอาชอบ สัมมากัมมันตะ ย่อมตั้งตนไว้ ชอบ สัมมาอาชีวะ ย่อมผ่องแผ้วชอบ สัมมาวายามะ ย่อมประคองความ เพียรๆ ชอบ สัมมาสติ ย่อมตั้งไว้ชอบ สัมมาสมาธิ ย่อมตั้งมั่นชอบ. อนึ่งเล่า ธรรดาสัมมาทิฏฐินี้ ในส่วนเบื้องต้น ย่อมมีขณะต่าง ๆ มี อารมณ์ต่าง ๆ แต่ในขณะมรรคจิตมีขณะอันเดียว มีอารมณ์อย่างเดียว. แต่ ว่าโดยกิจ ย่อมได้ชื่อ ๔ ชื่อ มี ทุกฺเข าณํ รู้ในทุกข์ดังนี้เป็นต้น แม้ สัมมาสังกัปปะเป็นต้น ในส่วนเบื้องต้น ก็มีขณะต่างกัน มีอารมณ์ต่างกัน แต่ ในขณะแห่งมรรคจิต ย่อมมีขณะอันเดียว มีอารมณ์อย่างเดียว. ในมรรคมี องค์ ๘ นั้น สัมมาสังกัปปะว่าโดยกิจ ย่อมได้ชื่อ ๓ ชื่อ มีเนกขัมมสังกัปปะ เป็นต้น. สัมมาวาจาเป็นต้น ย่อมเป็นวิรัติ ๓ บ้าง เป็นเจตนาเป็นต้นบ้าง แต่ในขณะแห่งมรรคจิต ก็เป็นวิรัติเท่านั้น. สัมมาวายามะและสัมมาสติทั้งสองดังว่ามานี้ ว่าโดยกิจ ก็ได้ชื่อ ๔ ชื่อโดย สัมมัปปธาน ๔ สติปัฏฐาน ๔. ส่วนสัมมาสมาธิ ทั้งในส่วนเบื้องต้น ทั้งในขณะ แห่งมรรคจิต ก็สมาธิอย่างเดียว. ครั้นทราบการพรรณนาอาทิบททั้ง ๘ ที่ท่าน กล่าวโดยนัยว่า สมฺมทิฏฺึ ดังนี้เป็นต้นอย่างนี้ก่อนแล้ว บัดนี้ พึงทราบ
หน้า 489 ข้อ 385
ความ ในคำว่า ภาเวติ วิเวกนิสฺสิตํ เป็นต้น ดังนี้. บทว่า ภาเวติ แปลว่าเจริญ. อธิบายว่า ทำให้เกิด บังเกิดในจิตสันดานของตน. บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ แปลว่า อาศัยวิเวก. บทว่า วิเวโก ได้แก่ ความเป็นผู้สงัด พึงทราบความดังนี้ว่า ความเป็นผู้สงัดนี้ ได้แก่ วิเวก ๕ อย่างคือ ตทังค- วิเวก วิกขัมภนวิเวก สมุจุเฉทวิเวก ปฏิปัสสัทธิวิเวก นิสสรณวิเวก. วิเวกมี ๕ อย่างดังนี้. บทว่า วิเวกนิสฺสิตํ ก็ได้แก่ เจริญสัมมาทิฏฐิ ที่อาศัย ตทังควิเวก อาศัยสมุจเฉทวิเวก และอาศัยนิสสรณจะวก อนึ่งเล่า พระโยคี [โยคาวจร] ผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งอริยมรรคภาวนานี้ ในขณะเจริญวิปัสสนา ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ ที่อาศัยตทังควิเวก โดยกิจ ที่อาศัยนิสสรณวิเวกโดย อัธยาศัย แต่ในขณะแห่งมรรคจิต ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิที่อาศัยสมุจเฉทวิเวกโดย กิจ ที่อาศัยนิสสรณวิเวกโดยอารมณ์ ในบทว่าที่อาศัยวิราคะเป็นต้น ก็นัยนี้. ก็วิราคะเป็นต้น ก็มีวิเวกความสงัดเป็นอรรถนั่นแหละ ก็ในที่นี้อย่าง เดียว โวสสัคคะ มี ๒ อย่างคือ ปริจาคโวสสัคคะ และปักขันทนโวสสัคคะ. บรรดาโวสสัคคะ ๒ อย่างนั้น การละกิเลสด้วยอำนาจตทังคปหานในขณะเจริญ วิปัสสนา และการละกิเลสด้วยอำนาจสมุจเฉทปหาน ในขณะแห่งมรรคจิตชื่อ ว่าปริจาคโวสสัคคะ. ในขณะเจริญวิปัสสนา ก็แล่นไปสู่พระนิพพานด้วยความ เป็นผู้น้อมไปในพระนิพพานนั้น แต่ในขณะแห่งมรรคจิต ก็แล่นไปสู่พระ- นิพพาน ด้วยการทำพระนิพพานให้เป็นอารมณ์ ชื่อว่าปักขันทนโวสสัคคะ. โวสสัคคะแม้ทั้งสองนั้น ย่อมควรในอรรถกถานัย ที่ผสมทั้งโลกิยะและโลกุตระ นี้. จริงอย่างนั้น สัมมาทิฏฐินี้ ย่อมสละกิเลสและแล่นไปสู่พระนิพพาน โดย ประการตามที่กล่าวแล้ว ด้วยคำทั้งสิ้นนี้ว่า โวสฺสคฺคปริณามึ ท่านอธิบายไว้ ดังนี้ว่า กำลังน้อมไปและน้อมไปแล้ว กำลังบ่มและบ่มสุกแล้ว เพื่อโวสสัคคะ. จริงอยู่ ภิกษุผู้ประกอบเนือง ๆ ซึ่งอริยมรรคภาวนานี้ ย่อมเจริญสัมมาทิฏฐิ
หน้า 490 ข้อ 385
โดยอาการที่สัมมาทิฏฐินั้น กำลังบ่มเพื่อโวสสัคคะคือการสละกิเลส และเพื่อ โวสสัคคะ คือการแล่นไปสู่พระนิพพาน และโดยอาการที่สัมมาทิฏฐินั้นบ่มสุก แล้ว. ในองค์มรรคที่เหลือก็นัยนี้. บทว่า อาคมฺม ได้แก่ ปรารภหมายถึง อาศัยแล้ว. บทว่า ชาติ- ธมฺมา ได้แก่มีการเกิดเป็นสภาวะ คือมีการเกิดเป็นปกติ [ธรรมดา]. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่แม้อริยมรรคทั้งสิ้นอาศัยกัลยาณมิตรจึงได้ ฉะนั้น ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตลงในอรรถว่าเชื้อเชิญ. บทว่า อปฺปมาทํ ปสํสนฺติ ได้แก่ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญความไม่ประมาท เพราะฉะนั้น จึงควรทำความไม่ประมาท. บทว่า อตฺถาภิสมยา แปลว่า เพราะได้ประโยชน์. จบอรรถกถาทุติยอัปปมาทสูตรที่ ๘
หน้า 491 ข้อ 386, 387
๙. ปฐมาปุตตกสูตร [๓๘๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ใน เวลาเที่ยงวัน ถวายบังคมแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่า เชิญเถิดมหาบพิตร พระองค์เสด็จจากไหนมาในเวลาเที่ยงวัน. พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบคีผู้เป็น เศรษฐีในกรุงสาวัตถีนี้ กระทำกาลกิริยาแล้ว ข้าพระองค์ให้ขนทรัพย์สมบัติ อันไม่มีบุตรรับมรดกนั้น มาไว้ในพระราชวังแล้วก็มา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เฉพาะเงินเท่านั้นมี ๘,๐๐๐,๐๐๐ ส่วนเครื่องรูปิยะไม่ต้องพูดถึง ก็แต่คฤหบดีผู้ เป็นเศรษฐีนั้น ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้ คือบริโภคปลายข้าวกับน้ำส้มพะอูม ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้ คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัดเป็นสามชิ้นเย็บ ติดกัน ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้ คือใช้รถเก่า ๆ กั้นร่มทำด้วยใบไม้. [๓๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้อนี้เป็น อย่างนั้น ดูก่อนมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อสัตบุรุษ ได้โภคะอันโอฬารแล้ว ไม่ทำตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ไม่ทำมารดาและบิดาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ทำบุตรและ ภรรยาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ทำทาสกรรมกรให้ได้รับ ความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ทำมิตรเละอำมาตย์ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ไม่ทำทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบาก เป็นสุข เป็นไปเพื่อสวรรค์ ให้ตั้งอยู่ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้น
หน้า 492 ข้อ 388
ของเขาที่มิได้ใช้สอยโดยชอบอย่างนี้ พระราชาทั้งหลายเอาไปบ้าง โจรทั้งหลาย เอาไปบ้าง ไฟไหม้เสียบ้าง น้ำพัดไปเสียบ้าง ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รัก เอาไปบ้าง. ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่มิได้ใช้สอยโดยชอบของเขา เหล่านั้น ย่อมหมดสิ้นไปเปล่าโดยไม่มีการบริโภคใช้สอย. ดูก่อนมหาบพิตร ในที่ของอมนุษย์ มีสระโบกขรณีซึ่งมีน้ำใส มี น้ำเย็น มีน้ำจืดสนิท ใสตลอด มีท่าดี น่ารื่นรมย์ น้ำนั้นคนไม่พึงตักเอา ไปเลย ไม่พึงดื่ม ไม่พึงอาบ หรือไม่พึงกระทำตามที่ต้องการ ดูก่อนมหาบพิตร ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ น้ำที่มิได้บริโภคโดยชอบนั้น พึงถึงความหมดสิ้นไปเปล่า โดย ไม่มีการบริโภค แม้ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร อสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ไม่ทำตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำเลย ฯลฯ ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่มิได้บริโภคโดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมถึงความหมดสิ้น ไปเปล่าโดยไม่มีการบริโภค ฉันนั้นเหมือนกัน. [๓๘๘] ดูก่อนมหาบพิตร ส่วนสัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อม ทำตนให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมทำมารดาและบิดาให้ได้ รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมทำบุตรและภรรยาให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อมทำทาสกรรมกรให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความ อิ่มหนำ ย่อมทำมิตรและสหายให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ย่อม ประดิษฐานซึ่งทักษิณาอันมีผลในเบื้องบน มีอารมณ์ดี มีวิบากเป็นสุข เป็นไป เพื่อสวรรค์ ไว้ในสมณพราหมณ์ทั้งหลาย โภคะเหล่านั้นของเขา ที่บริโภค โดยชอบอยู่อย่างนี้ พระราชาทั้งหลายก็เอาไปไม่ได้ โจรทั้งหลายก็เอาไปไม่ได้ ไฟก็ไม่ไหม้ น้ำก็ไม่พัดไป ทายาททั้งหลายผู้ไม่เป็นที่รักก็เอาไปไม่ได้.
หน้า 493 ข้อ 389
ดูก่อนมหาบพิตร เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่บริโภคอยู่โดยชอบของเขา เหล่านั้น ย่อมมีการบริโภค ไม่หมดสิ้นไปเปล่า. ดูก่อนมหาบพิตร ในที่ไม่ใกล้คามหรือนิคม มีสระโบกขรณี ซึ่งมี น้ำใส มีน้ำเย็น มีน้ำจืดสนิท ใสตลอด มีท่าดี น่ารื่นรมย์ น้ำนั้นคนพึงตัก ไปบ้าง พึงดื่มบ้าง พึงอาบบ้าง พึงกระทำตามที่ต้องการบ้าง ดูก่อนมหาบพิตร ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ น้ำที่บริโภคอยู่โดยชอบนั้น พึงมีการบริโภค ไม่หมดสิ้นไป เปล่า แม้ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร สัตบุรุษได้โภคะอันโอฬารแล้ว ย่อมยังตน ให้ได้รับความสุข ให้ได้รับความอิ่มหนำ ฯลฯ เมื่อเป็นเช่นนี้ โภคะที่บริโภค อยู่โดยชอบของเขาเหล่านั้น ย่อมมีการบริโภค ไม่หมดสิ้นไปเปล่า ฉันนั้น เหมือนกัน. [๓๘๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า น้ำมีอยู่ในถิ่นของอมนุษย์ คนย่อม งดน้ำที่ไม่พึงดื่มนั้น ฉันใด คนชั่วได้ ทรัพย์แล้ว ย่อมไม่บริโภคด้วยตนเอง ย่อมไม่ให้ทาน ฉันนั้น ส่วนวิญญูชนผู้มี ปัญญา ได้โภคะแล้ว เขาย่อมบริโภค และทำกิจ เขาเป็นคนอาจหาญ เลี้ยงดู หมู่ญาติ ไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงแดน สวรรค์.
หน้า 494 ข้อ 389
อรรถกถาปฐมาปุตตกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า ทิวาทิวสฺส แปลว่า วันแห่งวัน อธิบายว่า เวลากลางวัน (เที่ยงวัน). บทว่า สาปเตยฺยํ แปลว่า ทรัพย์. บทว่า โก ปน วาโท รูปิยสฺส ความว่า ก็จะป่วยกล่าวไปไยถึงสิ่ง ทั้งที่ทำเป็นแท่ง ต่างโดยเป็น เงิน ทองแดง เหล็ก สำริดเป็นต้น ทั้งที่เป็นรูปิยภัณฑ์ ต่างโดยเป็นภาชนะ ใช้สอยเป็นต้น คือจะพูดกำหนดอะไรกันว่า ชื่อมีเท่านี้. บทว่า กณาชกํ ได้แก่ ข้าวมีรำ (ข้าวกล้อง). บทว่า ทิลงฺคทุติยํ แปลว่า มีน้ำส้มพะอูม เป็นที่สอง. บทว่า สาณํ ได้แก่ ผ้าที่ทำด้วยเปลือกป่าน. บทว่า ติปกฺข- วสนํ ได้แก่ ผ้าที่ตัดเป็น ๓ ชิ้น เย็บริมทั้งสองติดกัน. บทว่า อสปฺปุริโส แปลว่า บุรุษผู้เลว. ทักษิณาชื่อว่า อุทฺธคฺคิกา ในคำว่า อุทฺธคฺคิกํ เป็นต้น เพราะมีผลในเบื้องบน (สูง) โดยให้ผลใน ภูมิสูง ๆ ขึ้นไป. ชื่อว่า โสวคฺคิกา เพราะเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่สวรรค์ เหตุให้อุบัติในสวรรค์นั้น. ชื่อว่า สุขวิปากา เพราะทักษิณานั้นมีสุขเป็นวิบาก ในที่บังเกิดแล้วบังเกิดเล่า. ชื่อว่า สคฺคสํวตฺตนิกา เพราะเป็นที่บังเกิดของ วิเศษ มีวรรณะทิพย์เป็นต้นอันเลิศดี. อธิบายว่า ทักษิณาทานเห็นปานนี้ ย่อมประดิษฐานอยู่. บทว่า สาโตทกา ได้แก่ มีน้ำรสอร่อย. บทว่า เสตกา ได้แก่ น้ำอันขาว เพราะน้ำในที่คลื่นแตกกระจาย สีขาว. บทว่า. สุปติตฺถา แปลว่า มีท่าอันดี. บทว่า ตญฺชโน ความว่า น้ำที่จืดสนิท โดยน่าชนิดใด ชนหา
หน้า 495 ข้อ 389
พึงบรรจุน้ำชนิดนั้นใส่ภาชนะนำไปได้ไม่. บทว่า น ยถาปจฺจยํ กเรยฺย ความว่า กิจด้วยน้ำใด ๆ บุคคลพึงทำด้วยน้ำ เขาหาพึงทำกิจด้วยน้ำนั้น ๆ ได้ไม่. บทว่า ตทเปยฺยมานํ แปลว่า น้ำนั้นเขาดื่มไม่ได้. บทว่า กิจฺจกโร จ โหติ ความว่า ผู้ทำกิจคือการงาน และผู้ทำกิจคือกุศลของตน ย่อมบริโภค ย่อมประกอบการงานและให้ทาน. จบอรรถกถาปฐมาปุตตกสูตรที่ ๙
หน้า 496 ข้อ 390, 391
๑๐. ทุติยาปุตตกสูตร [๓๙๐] ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าในเวลาเที่ยงวัน ถวายบังคมแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพระเจ้าปเสนทิโกศลว่าเชิญเถิดมหาบพิตร พระองค์เสด็จจากไหนมา ในเวลาเที่ยงวัน. พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ในกรุงสาวัตถีนี้ กระทำกาลกิริยาแล้ว ข้าพระองค์ให้ขนทรัพย์สมบัติอันไม่มี บุตรรับมรดกนั้น มาไว้ในวังแล้วก็มา ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เฉพาะเงิน เท่านั้นมี ๑๐,๐๐๐,๐๐๐ ส่วนเครื่องรูปิยะไม่ต้องพูดถึง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้บริโภคอาหารเห็นปานนี้ คือบริโภคปลายข้าว กับน้ำส้มพะอูม ได้ใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มเห็นปานนี้ คือนุ่งห่มผ้าเนื้อหยาบที่ตัด เป็นสามชิ้นเย็บติดกัน ได้ใช้ยานพาหนะเห็นปานนี้ คือใช้รถเก่า ๆ กั้นร่มทำ ด้วยใบไม้. [๓๙๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้อนี้เป็น อย่างนั้น ดูก่อนมหาบพิตร ข้อนี้เป็นอย่างนั้น ดูก่อนมหาบพิตร เรื่องเคยมี มาแล้ว คฤหบคีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ได้สั่งให้จัดบิณฑบาตถวายพระปัจเจก- สัมพุทธะ นามว่า ตครสิขี ว่าท่านทั้งหลาย จงถวายบิณฑะแก่สมณะแล้วลุก จากอาสนะเดินหลีกไป แต่ครั้นถวายแล้ว ภายหลังได้มีความเสียดายว่า บิณฑบาตนี้ ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า นอกจากนี้เขายังปลงชีวิต บุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย เพราะเหตุทรัพย์สมบัติอีก ดูก่อนมหาบพิตร การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น สั่งให้จัดบิณฑบาตถวายพระตครสิขีปัจเจก
หน้า 497 ข้อ 391
สัมพุทธะ ด้วยวิบากของกรรมนั้น เขาจึงเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์ ๗ ครั้ง ด้วย วิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน ได้ครองความเป็นเศรษฐีใน กรุงสาวัตถีนี้แหละถึง ๗ ครั้ง. ดูก่อนมหาบพิตร การที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นถวายแล้วภายหลังได้ มีความเสียดายว่า บิณฑบาตนี้ทาสหรือกรรมกรพึงบริโภคยังดีกว่า ด้วยวิบาก ของกรรมนั้น จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคอาหารอันโอฬาร จิตของเขา จึงไม่น้อมไป เพื่อใช้ผ้าเครื่องนุ่งห่มอันโอฬาร จิตของเขาไม่น้อมไปเพื่อ ใช้ยานพาหนะอันโอฬาร จิตของเขาจึงไม่น้อมไปเพื่อบริโภคเบญจกามคุณอัน โอฬาร. ดูก่อนมหาบพิตร ก็แหละการที่คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้น ปลงชีวิต บุตรน้อยคนเดียวของพี่ชาย เพราะเหตุทรัพย์สมบัติ ด้วยวิบากของกรรมนั้น เขาจึงถูกไฟเผาอยู่ในนรกหลายปี หลายร้อยปี หลายพันปี หลายแสนปี ด้วย วิบากอันเป็นส่วนเหลือของกรรมนั้นเหมือนกัน ทรัพย์สมบัติอันไม่มีบุตรรับ มรดกของเขานี้ จึงถูกขนเข้าพระคลังหลวงเป็นครั้งที่ ๗. ดูก่อนมหาบพิตร ก็บุญเก่าของคฤหบดีผู้เป็นเศรษฐีนั้นหมดสิ้นแล้ว และบุญใหม่ก็ไม่ได้สะสมไว้. ดูก่อนมหาบพิตร ก็ในวันนี้ คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี ถูกไฟเผาอยู่ใน มหาโรรุวนรก. พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คฤหบดีผู้เป็น เศรษฐี เข้าถึงมหาโรรุวนรกอย่างนั้นหรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่างนั้น มหาบพิตร คฤหบดีผู้เป็นเศรษฐี เข้าถึงมหาโรรุวนรกแล้ว.
หน้า 498 ข้อ 392
[๓๙๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า ข้าวเปลือก ทรัพย์ เงินทอง หรือ ข้าวของ ที่หวงแหนอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ทาส กรรมกร คนใช้ และผู้อาศัยของ เขา พึงพาเอาไปไม่ได้ทั้งหมด จะต้องละ ทิ้งไว้ทั้งหมด. ก็บุคคลทำกรรมใด ด้วยกาย ด้วย วาจา หรือด้วยใจ กรรมนั่นแหละ เป็น ของ ๆ เขา และเขาย่อมพาเอากรรมนั้น ไป อนึ่งกรรมนั้นย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาติดตามตน ฉะนั้น เพราะ ฉะนั้น บุคคลควรทำกรรมดี สั่งสมไว้ สำหรับภายหน้า บุญทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่ง ของสัตว์ทั้งหลายในปรโลก. จบ ทุติยาปุตตกสูตร จบทุติยวรรคที่ ๒
หน้า 499 ข้อ 392
อรรถกถาทุติยาปุตตกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า ปิณฺฑปาเตน ปฏิปาเทสิ ได้แก่ประกอบไว้กับบิณฑบาต อธิบายว่า ได้ถวายบิณฑบาต. บทว่า ปกฺกามิ ได้แก่ไปโดยกิจบางอย่างคือ โดยกิจมีเข้าเฝ้าพระราชาเป็นต้น. บทว่า ปจฺฉา วิปฺปฏิสารี อโหสิ ความ ว่า ได้ยินว่า เศรษฐีนั้นพบพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น แม้ในวันอื่นๆ แต่เขามิได้เกิดจิตคิดจะถวายทาน. ในวันนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าพระนาม ว่า ตครสิขี บุตรคนที่ ๓ ของนางปทุมวดีเทวี พระองค์นี้ ยับยั้งอยู่ด้วยสุข เกิดแต่ผลสมาบัติ ณ ภูเขาคันธมาทน์ ลุกขึ้น ณ เวลาเช้า บ้วนโอษฐ์ ณ สระอโนดาด นุ่งสบงสีแดงดังน้ำชาด คาดประคดเอว ถือบาตรจีวร เข้า จตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา เหาะไปด้วยฤทธิ์ลงที่ประตูนครห่มจีวรแล้ว ถือบาตร ถึงประตูเรือนของเศรษฐีตามลำดับ ด้วยอากัปปะอาการมีก้าวไปเป็น ต้นที่น่าเลื่อมใสประหนึ่งวางของมีค่าพันหนึ่งที่ประตูนครสำหรับชาวนครทั้ง หลาย วันนั้น เศรษฐีตื่นแต่เช้าตรู่ บริโภคอาหารอันประณีต ปูอาสนะ ณ ซุ้มประตูเรือน นั่งทำความสะอาดฟันอยู่ เศรษฐีนั้นเห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า แล้ว เกิดจิตคิดจะถวายทาน เพราะวันนั้นเศรษฐีบริโภคอาหารเช้าแล้วนั่งอยู่ จึงเรียกภรรยามาสั่งว่า เจ้าจงถวายบิณฑบาตแก่สมณะผู้นี้แล้วก็หลีกไป. ภรรยาเศรษฐีคิดว่า โดยเวลาถึงเพียงเท่านี้ เราไม่เคยได้ยินคำว่าเจ้าจง ถวายทานแก่ผู้นี้ แต่วันนี้ เศรษฐี แม้เมื่อสั่งให้ถวายทาน ก็มิได้สั่งให้ถวายแก่ผู้ นั้นผู้นี้ แต่ให้ถวายทานแก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าผู้ปราศจากราคโทสและโมหะ ผู้คายกิเลส ผู้ปลงภาระแล้ว จำเราจักไม่ถวายทานสิ่งนั้นสิ่งนี้ แต่จักถวายบิณ-
หน้า 500 ข้อ 392
ฑบาตอันประณีต นางออกจากเรือนแล้วไหว้พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าด้วยเบญ- จางคประดิษฐ์แล้วรับบาตรนิมนต์ให้นั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้ ณ ภายในนิเวศน์ ปรุงอาหารด้วยข้าวสารข้าวสาลีอันบริสุทธิ์ดี กำหนดกับที่ควรเคี้ยวและแกงที่พอ สมกับ ประดับของหอมไว้ข้างนอกบรรจงวางไว้ในมือทั้งสองของพระปัจเจก พุทธเจ้าแล้วไหว้ พระปัจเจกพุทธเจ้ายังไม่ฉันด้วยคิดจะทำการสงเคราะห์ พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าองค์อื่น ๆ จึงกระทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป. เศรษฐีแม้นั้นแล กำลังเดินมาแต่ข้างนอกเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าถามว่า เราสั่งให้เขาถวาย บิณฑบาตแก่ท่านแล้วหลีกไป ท่านได้บิณฑบาตแล้วหรือ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ตอบว่า ถูกละ เศรษฐี เราได้แล้ว เศรษฐีหมายใจว่าจะดู จึงชะเง้อคอขึ้นดู. ขณะนั้นเองกลิ่นบิณฑบาตของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นก็พลุ่งขึ้นกระทบโพรงจมูก. เขาไม่อาจสำรวมจิตได้ ภายหลังก็มีวิปปฏิสารร้อนใจ คำว่า วรเมตํ เป็นต้น เป็นการแสดงอาการของความร้อนใจที่เกิด ขึ้น แต่เขาก็ฆ่าบุตรคนเดียวของพี่ชายเสีย เพราะเหตุแห่งทรัพย์สมบัติ. ได้ ยินว่า ครั้งนั้น เมื่อกองทรัพย์ยังมิได้แบ่งกัน มารดาบิดาและพี่ชายของเขา ก็ตายไป เขาจึงอยู่ร่วมกับภรรยาของพี่ชาย. แต่พี่ชายของเขามีบุตรอยู่คนหนึ่ง. เด็กนั้นกำลังเล่นอยู่ที่ถนน คนทั้งหลายก็พูดกันว่า นี้ทาส นี้ทาสี นี้ยาน นี้ทรัพย์ เป็นของ ๆ เจ้า เด็กนั้นก็จับคำของคนเหล่านั้นเอามาพูดว่า บัดนี้ นี้เป็นของ ๆ เราดังนี้เป็นต้น. ฝ่ายอาของเด็กนั้นคิดว่า เดี๋ยวนี้ เด็กนี้ยังพูดอย่างนี้ เมื่อแก่ตัวเขาก็ จะพึงตัดกองทรัพย์เสียระหว่างกลาง บัดนี้นี่แหละ เราจำจักต้องทำการที่จะพึง ทำแก่เด็กนี้. วันหนึ่ง เขาถือมีดสั่งว่า มานี่แน่ลูก เราจะไปป่ากัน แล้วนำเด็ก นั้นไปป่าฆ่าเด็กนั้น ซึ่งกำลังร้องโหยหวน โยนลงในบ่อกลบด้วยฝุ่น. ท่าน หมายเอาข้อนี้จึงกล่าวคำนี้. บทว่า สตฺตกฺขตฺตุํ แปลว่า ๗ ครั้ง. ก็ในคำนี้
หน้า 501 ข้อ 392
พึงทราบความ โดยเจตนาต้นและเจตนาหลัง. จริงอยู่ ในการถวายบิณฑบาต ครั้งหนึ่ง เจตนาคราวเดียว ย่อมไม่ให้ปฏิสนธิสองครั้ง. ก็เศรษฐีนั้น บังเกิด ในสวรรค์ ๗ ครั้ง ในตระกูลเศรษฐี ๗ ครั้ง ก็ด้วยเจตนาต้นและเจตนาหลัง. บทว่า ปุราณํ ได้แก่ กรรมคือเจตนาในบิณฑบาตทานที่ถวายแก่พระปัจเจก พุทธเจ้า. บทว่า ปริคฺคหํ ได้แก่ สิ่งของที่หวงแหน. บทว่า อนุชีวิโน ได้แก่ เหล่าตระกูล จำนวน ๕๐ บ้าง ๖๐ บ้าง อาศัยตระกูลใหญ่ตระกูลหนึ่งเลี้ยง ชีพอยู่. ท่านหมายเอาคนเหล่านั้น จึงกล่าวคำนี้. บทว่า สพฺพนฺนาทาย คนฺตพฺพํ ได้แก่ พาเอาทรัพย์นั้นทั้งหมด ไปไม่ได้. บทว่า นิกฺขีปคามินํ ได้แก่ทรัพย์นั้น ทั้งหมดมีอันต้องทิ้งไว้เป็น สภาพ อธิบายว่า มีอันจำต้องสละเป็นสภาวะทั้งนั้น. จบอรรถกถาทุติยาปุตตกสูตรที่ ๑๐ จบทุติยวรรคที่ ๒ พระสูตรในวรรคที่ ๒ นี้ คือ ๑. ชฎิลสูตร ๒. ปัญจราชสูตร ๓. โทณปากสูตร ๔. ปฐมสังคาม วัตถุสูตร ๕. ทุติยสังคามวัตถุสูตร ๖. ธีตุสูตร ๗. ปฐมอัปปมาทสูตร ๘. ทุติยอัปปมาทสูตร ๙. ปฐมาปุตตกสูตร ๑๐. ทุติยาปุตตกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 502 ข้อ 393, 394
ตติยวรรคที่ ๓ ๑. ปุคคลสูตร ว่าด้วยบุคคล ๔ ประเภท [๓๙๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของ ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวเธอว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคล ๔ จำพวกนี้มีปรากฏอยู่ในโลก บุคคล ๔ จำพวกเป็นไฉน บุคคล ๔ จำพวก คือ บุคคลผู้มืดมามืดไปจำพวก ๑ บุคคลผู้มืดมากลับสว่างไปจำพวก ๑ บุคคล ผู้สว่างมาแล้วกลับมืดไปจำพวก ๑ บุคคลผู้สว่างมาแล้วสว่างไปจำพวก ๑. [๓๙๔] ดูก่อนมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่ามืดมามืดไป ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เกิดมาภายหลังในตระกูลอันต่ำ คือ ตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างจักสาน ตระกูลพราน ตระกูลช่างรถ หรือตระกูล คนเทหยากเยื่อ ซึ่งขัดสน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย เป็นอยู่ฝืดเคือง เป็น ตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก และเขาเป็นคนที่มีผิวพรรณทราม ไม่น่าดูไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ มีอาพาธมาก เป็นคนเสียจักษุ เป็นง่อย เป็นคนกระจอกหรือเป็นเปลี้ย๑ มักหาข้าว น้ำ ผ้านุ่งห่ม ยวดยาน ดอกไม้ ๑. คนกระจอก คือเดินขาเขยก ฯ คนเปลี้ย คือเป็นอัมพาต ตายแถบหนึ่ง
หน้า 503 ข้อ 395
ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย เครื่องประทีปไม่ใคร่ได้ เขาซ้ำ ประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ แล้ว ครั้นตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษพึงไปจากความมืดมิดสู่ความมืดมิด หรือพึงไปจากความ มืดมัวสู่ความมืดมัว หรือพึงไปจากโลหิตอันมีมลทินสู่โลหิตอันมีมลทิน ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคตกล่าวว่า บุคคลนี้ มีอุปไมยฉันนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดมามืดไป. [๓๙๕] ดูก่อนมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดมาแล้ว กลับสว่างไป ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเกิดมาภายหลัง ในตระกูลอันต่ำทราม คือตระกูลจัณฑาล ตระกูลช่างจักสาน ตระกูลพราน ตระกูลช่างรถ หรือตระกูลคนเทหยากเยื่อ ขัดสน มีข้าวน้ำโภชนาหารน้อย มีความเป็นอยู่ฝืดเคือง เป็นตระกูลที่หาอาหารและผ้านุ่งห่มได้โดยยาก และ เขาเป็นคนมีผิวพรรณทราม ไม่น่าดูไม่น่าชม เป็นคนเล็กแคระ มีอาพาธมาก เป็นคนเสียจักษุ เป็นคนง่อย เป็นคนกระจอก หรือเป็นคนเปลี้ย มักหาข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอมเครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และ เครื่องประทีปไม่ใคร่ได้ แม้กระนั้น เขาก็ประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้นเขาประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ครั้นตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติ- โลกสวรรค์ ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษพึงขึ้นจากแผ่นดินสู่บัลลังก์ หรือพึงขึ้นจากบัลลังก์สู่หลังม้า หรือพึงขึ้นจากหลังม้าสู่คอช้าง หรือพึงขึ้นจาก คอช้างสู่ปราสาท แม้ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคตย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้ มีอุปไมยฉันนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้มืดมาแล้ว กลับสว่างไป.
หน้า 504 ข้อ 396, 397
[๓๙๖] ดูก่อนมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้ว กลับมืดไป ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เกิดมาภายหลัง ในตระกูลสูง คือตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณมหาศาล หรือตระกูล คฤหบดีมหาศาล มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก มีทองและเงินมากมาย มีของใช้น่าปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย และเขาเป็นคนมี รูปงาม น่าดูน่าชม ประกอบด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม มักหาข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และ เครื่องประทีปได้สะดวก แต่เขากลับประพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้น เขาพระพฤติทุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ตายไป ย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษลงจากปราสาทสู่คอช้าง หรือลงจากคอช้างสู่หลังม้า หรือลงจากหลังม้าสู่บัลลังก์ หรือลงจากบัลลังก์ สู่พื้นดิน หรือจากพื้นดินเข้าไปสู่ที่มืด แม้ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคต กล่าวว่า บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่า เป็นผู้สว่างมาแล้วกลับมืดไป. [๓๙๗] ดูก่อนมหาบพิตร ก็อย่างไร บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้ว สว่างไป ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นคนเกิดมาภายหลังใน ตระกูลสูง คือตระกูลขัตติยมหาศาล ตระกูลพราหมณมหาศาล หรือตระกูล คฤหบดีมหาศาล อันมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคสมบัติมาก มีทองและเงิน มากมาย มีของใช้น่าปลื้มใจมากมาย มีทรัพย์คือข้าวเปลือกมากมาย และเขา เป็นคนมีรูปสวย น่าดูน่าชม ประกอบด้วยความงามแห่งผิวเป็นเยี่ยม มักหา ข้าว น้ำ ผ้า ยวดยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่อยู่อาศัย และเครื่องประทีปได้สะดวก เขาย่อมประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจ ครั้น เขาประพฤติสุจริตด้วยกาย วาจา ใจแล้ว ตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
หน้า 505 ข้อ 398
ดูก่อนมหาบพิตร เปรียบเหมือนบุรุษพึงก้าวไปด้วยดีจากบัลลังก์สู่บัลลังก์ หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากหลังม้าสู่หลังม้า หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากคอช้างสู่ คอช้าง หรือพึงก้าวไปด้วยดีจากปราสาทสู่ปราสาท แม้ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร ตถาคตย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้มีอุปไมยฉันนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อย่างนี้แล บุคคลชื่อว่าเป็นผู้สว่างมาแล้วสว่างไป. ดูก่อนมหาบพิตร บุคคล ๔ จำพวก นี้แล มีปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้. [๓๙๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุรุษเข็ญใจไม่มี ศรัทธา เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น มี ความดำริชั่ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีความ เอื้อเฟื้อ ย่อมด่าย่อมบริภาษสมณะหรือ พราหมณ์หรือวณิพกอื่น ๆ เขาเป็นคนไม่ มีประโยชน์ เป็นคนมักขึ้งเคียด ย่อมห้าม คนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประชา- ราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้า ถึงนรกอันโหดร้าย นี่ชื่อว่าผู้มืดแล้วมืดไป. ดูก่อนมหาบพิตร บุรุษ (บางคน) เป็นคนเข็ญใจ (แต่) เป็นคนมีศรัทธา ไม่ มีความตระหนี่ เขามีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมให้ทาน ย่อมลุกรับ
หน้า 506 ข้อ 398
สมณะหรือพราหมณ์ หรือวณิพกอื่น ๆ ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย ไม่ ห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประชา- ราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึง ไตรทิพสถาน นี่ชื่อว่าผู้มืดแล้วกลับสว่าง ไป. ดูก่อนมหาบพิตร บุรุษ (บางคน) ถึงหากจะมั่งมี (แต่) ไม่มีศรัทธา เป็นคน มีความตระหนี่เหนียวแน่น มีความดำริชั่ว เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ย่อมด่า ย่อมบริภาษสมณะหรือพราหมณ์ หรือ วณิพกอื่น ๆ เขาเป็นคนไม่มีประโยชน์ เป็นคนมักขึ้งเคียด ย่อมห้ามคนที่กำลัง จะให้โภชนาหารแก่คนที่ขอ ดูก่อน มหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประชาราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงนรก อันโหดร้าย นี้ชื่อว่า ผู้สว่างมาแล้วกลับ มืดไป. ดูก่อนมหาบพิตร บุรุษ (บางคน) ถึงหากจะมั่งมี ก็เป็นคนมีศรัทธา ไม่มี ความตระหนี่ เขามีความดำริประเสริฐ มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมไม่ทาน ย่อมลุกรับ
หน้า 507 ข้อ 398
สมณะหรือพราหมณ์ หรือแม้วณิพกอื่น ๆ ย่อมสำเหนียกในจรรยาอันเรียบร้อย ไม่ ห้ามคนที่กำลังจะให้โภชนาหารแก่ผู้ที่ ขอ ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นใหญ่แห่งประ- ชาราษฎร์ คนเช่นนั้นเมื่อตายไป ย่อมเข้า ถึงไตรทิพสถาน นี่ชื่อว่าผู้สว่างมาแล้ว สว่างไป ดังนี้.
หน้า 508 ข้อ 398
อรรถกถาปุคคลสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปุคคลสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๓ ต่อไป :- บุคคลชื่อว่า ตมะ มืดมา เพราะประกอบด้วยความมืดมีชาติเป็นต้น ในภายหลัง ในตระกูลที่ต่ำ ที่ชื่อว่า ตมปรายนะ มืดไป เพราะเข้าถึง ความมืดคือนรกซ้ำอีก ด้วยกายทุจริตเป็นต้น. ดังนั้น จึงเป็นอันท่านกล่าว ถึงความมืดคือขันธ์ แม้ด้วยบททั้งสอง ที่ชื่อว่า โชติ สว่างมาก็เพราะ ประกอบด้วยความสว่างมีชาติเป็นต้นในภายหลังในตระกูลมั่งมี. ท่านอธิบายว่า เป็นผู้สว่าง. ที่ชื่อว่า โชติปรายนะ สว่างไป เพราะเข้าถึงความสว่างคือการ เข้าถึงสวรรค์อีกต่อ ด้วยกายสุจริตเป็นต้น. พึงทราบบุคคลทั้งสอง แม้ นอกนี้โดยนัยนี้. บทว่า เวณกุเล ได้แก่ตระกูลช่างสาน. บทว่า เนสาทกุเล ได้แก่ ตระกูลของพวกพรานล่าเนื้อเป็นต้น. บทว่า รถการกุเล ได้แก่ตระกูลช่าง หนัง. บทว่า ปุกฺกุสกุเล ได้แก่ตระกูลคนทิ้งดอกไม้เป็นต้น. บทว่า กสิรวุตฺติเก ได้แก่ดำรงชีพลำเข็ญ. บทว่า ทุพฺพณฺโณ ได้แก่ มีผิวดัง ตอไฟไหม้ เหมือนปีศาจุคลุกฝุ่น. บทว่า ทุทฺทสฺสิโก ได้เเก่ ผู้พบเห็นไม่ชอบใจ แม้แต่แม่บังเกิดเกล้า. บทว่า โอโกฏิมาโก ได้แก่ เป็นคนเตี้ย. บทว่า กาโณ ได้แก่ เป็น คนตาบอดข้างเดียวหรือตาบอดสองข้าง. บทว่า กุณี ได้แก่ มือง่อยข้างเดียว หรือมือง่อยสองข้าง. บทว่า ขญฺโช ได้แก่ มีเท้าง่อยข้างเดียวหรือเท้าง่อย สองข้าง. บทว่า ปกฺขหโต ได้แก่ คนมีสีข้าง ถูกลมขจัดเสียแล้ว คือคน
หน้า 509 ข้อ 398
เปลี้ย [อัมพาต]. บทว่า ปทีเปยฺยสฺส ได้แก่เครื่องอุปกรณ์แห่งประทีป มีน้ำและภาชนะน้ำมันเป็นต้น. ในคำว่า เอวํ โข มหาราช นี้ท่านกล่าวว่า บุคคลคนหนึ่ง ไม่ทันเห็นแสงสว่างภายนอกก็มาตายเสียในท้องแม่นั่นเอง บังเกิดในอบาย ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกัปแม้ทั้งสิ้น บุคคลแม้นั้น ชื่อว่ามืดมา มืดไปแท้. ก็บุคคลผู้มืดมามืดไปนั้น พึงเป็นบุคคลหลอกลวง ด้วยว่าบุคคล หลอกลวง ย่อมได้รับผลิตผลเห็นปานนี้. ก็ในคำนี้ ท่านแสดงถึงความวิบัติแห่งการมา และความวิบัติแห่ง ปัจจัยที่เกิดขึ้นในอดีต ด้วยคำว่า นีจกุเล ปจฺฉา ชาโต โหติ จณฺฑาล- กุเลวา เป็นต้น. แสดงถึงความวิบัติแห่งปัจจัยในปัจจุบัน ด้วยคำว่า ทลิทฺเท เป็นต้น. แสดงถึงความวิบัติแห่งอัตภาพ ด้วยคำว่า กสิรวุตฺติเก เป็นต้น. แสดงถึงการประจวบเหตุแห่งทุกข์ ด้วยคำว่า พหฺวาพาโธ เป็นต้น. แสดง ถึงความวิบัติเหตุแห่งสุข และความวิบัติแห่งเครื่องอุปโภค ด้วยคำว่า น ลาภี เป็นต้น. แสดงถึงการประจวบเหตุแห่งความเป็นผู้มืดไป ด้วยคำว่า กาเยน ทุจฺจริตํ เป็นต้น. แสดงถึงความเข้าถึงความมืดที่เป็นไปภายภาคหน้า ด้วยคำ ว่า กายสฺส เภทา เป็นต้น. พึงทราบฝ่ายขาวโดยนัยตรงข้ามกับฝ่ายดำที่กล่าว มาแล้ว. บทว่า อกฺโกสติ ได้แก่ ด่าด้วยเรื่องที่ใช้ด่า ๑๐ เรื่อง. บทว่า ปริภาสติ ได้แก่ บริภาษด่ากระทบกระเทียบ ด้วยคำตะคอกว่า เหตุไร พวกเจ้าจึงหยุดงานกสิกรรมเป็นต้นของข้า พวกเจ้าทำกันแล้วหรือดังนี้เป็นต้นต้น. บทว่า อพฺยคฺคมนโส ได้แก่ มีจิตมีอารมณ์อันเดียว. จบอรรถกถาปุคคลสูตรที่ ๑
หน้า 510 ข้อ 399
๒. อัยยิกาสูตร [๓๙๙] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นเป็นเวลากลางวัน พระเจ้าปเสนทิโกศลเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ถวายอภิวาทแล้ว ประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะท้าวเธอว่า เชิญเถิดมหาบพิตร พระองค์ เสด็จจากไหนมาแต่วัน. พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า พระพุทธเจ้าข้า พระอัยยิกาของข้าพระ- องค์ ผู้ทรงชรา เป็นผู้เฒ่า เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัย มีพระชนม์ ๑๒๐ พรรษา ได้เสด็จทิวงคตเสียแล้ว ท่านเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของข้าพระองค์ มาก พระเจ้าข้า หากข้าพระองค์จะพึงได้สมหวังว่า ขอพระอัยยิกาเจ้าของเรา อย่าได้เสด็จทิวงคตเลย ดังนี้ แม้ด้วยใช้ช้างแก้วแลกไซร้ ข้าพระองค์พึงให้แม้ ซึ่งช้างแก้วเพื่อให้ได้สมหวัง ดังนี้ พระเจ้าข้า หากข้าพระองค์พึงได้สมหวัง ว่า ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จทิวงคตเลย แม้ด้วยใช้ม้าแก้วแลกไซร้ ข้าพระองค์พึงให้แม้ซึ่งม้าแก้วเพื่อให้ได้สมหวัง พระเจ้าข้า หากข้าพระองค์พึง ได้สมหวังว่า ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จทิวงคตเลย ดังนี้ แม้ด้วย ใช้บ้านส่วยแลกไซร้ ข้าพระองค์พึงให้แม้ซึ่งบ้านส่วยเพื่อให้ได้สมหวัง พระ- เจ้าข้า หากข้าพระองค์พึงได้สมหวังว่า ขอพระอัยยิกาเจ้าของเราอย่าได้เสด็จ ทิวงคตเลย ดังนี้ แม้ด้วยใช้ชนบทแลกไซร้ ข้าพระองค์พึงให้แม้ซึ่งชนบทเพื่อ ให้ได้สมหวัง พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า สัตว์ทั้งหลาย ทั้งปวง มีมรณะเป็นธรรมดา มีมรณะเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นมรณะไปได้เลย
หน้า 511 ข้อ 400, 401
ดังนี้ พระเจ้าปเสนทิโกศลทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คำที่ตรัสนั้น เป็น คำตรัสที่ชอบ เป็นของอัศจรรย์ ไม่เคยมีมาแล้ว. [๔๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น มหาบพิตร ข้อนั้นเป็นอย่างนั้น มหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความตายเป็นธรรมดา มีความตายเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้เลย ดูก่อนมหาบพิตร ภาชนะ ดิน ชนิดใดชนิดหนึ่ง ทั้งที่ดิบทั้งที่สุก ภาชนะดินเหล่านั้นทั้งหมด มีความ แตกเป็นธรรมดา มีความแตกเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความแตกไปได้เลย แม้ ฉันใด ดูก่อนมหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายทั้งปวง มีความตายเป็นธรรมดา มี ความตายเป็นที่สุด ไม่ล่วงพ้นความตายไปได้เลย ฉันนั้นเหมือนกัน. [๔๐๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณคำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า สัตว์ทั้งปวงจักตาย เพราะชีวิตมี ความตายเป็นที่สุด สัตว์ทั้งหลายจักไปตาม กรรม เข้าถึงผลแห่งบุญและบาป คือผู้มี กรรมเป็นบาป จักไปสู่นรก ส่วนผู้มีกรรม เป็นบุญ จักไปสู่สุคติ. เพราะฉะนั้น เมื่อสั่งสมกรรมอันมี ผลในภายหน้าพึงทำแต่กรรมงามนี้ บุญ ทั้งหลายย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในปรโลก.
หน้า 512 ข้อ 401
อรรถกถาอัยยิกาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัยยิกาสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า ชิณฺณา ได้แก่ แก่เพราะชรา. บทว่า วุฑฺฒา ได้แก่ เจริญโดยวัย. บทว่า มหลฺลิกา ได้แก่ แก่เฒ่าโดยชาติ. บทว่า อทฺธคตา ได้แก่ ล่วงกาลไกล คือกาลนาน. บทว่า วโยอนุปฺปตฺตา ได้แก่ถึงปัจฉิมวัย. บทว่า ปิย มนาปา ความว่า ได้ยินว่า เมื่อพระชนนีของพระราชาทิวงคต แล้ว พระราชาก็ทรงสถาปนาพระอัยยิกาไว้ในตำแหน่งพระชนนีแล้วทรงทนุ- บำรุง ด้วยเหตุนั้น ท้าวเธอจึงทรงมีความรักแรงกล้าในพระอัยยิกา เพราะ ฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า หตฺถิรตเนน ความว่า ช้างมีค่าแสนหนึ่ง ประดับด้วยเครื่องประดับมีค่าแสนหนึ่ง ชื่อว่า หัตถิรัตนะ. แม้ในอัสสรัตนะ ก็นัยนี้เหมือนกัน. แม้บ้านส่วย ก็คือหมู่บ้านที่มีรายได้เกิดขึ้นแสนหนึ่งนั่นเอง. บทว่า สพฺพานิ ตานิ เภทนธมฺมานิ ความว่า บรรดาภาชนะของช่างหม้อ เหล่านั้น ภาชนะบางอันที่ช่างหม้อกำลังทำอยู่นั่นแหละ ย่อมแตกได้ บางอัน ทำเสร็จแล้ว เอาออกจากแป้นหมุนก็แตก บางอันเอาออกแล้วพอวางลงที่พื้น ก็แตก บางอันอยู่ได้เกินไปกว่านั้นก็แตก แม้ในสัตว์ทั้งหลาย ก็อย่างนั้นเหมือน กัน บางคนเมื่อมารดาตายทั้งกลม ไม่ทันออกจากท้องมารดาก็ตาย บางคนพอ ตลอดก็ตาย บางคนอยู่ได้เกินไปกว่านั้นก็ตาย เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนี้. จบอรรถกถาอัยยิกาสูตรที่ ๒
หน้า 513 ข้อ 402, 403, 404
๓. โลกสูตร [๔๐๒] สาวัตถีนิทาน. พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้ทูลพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ธรรมเท่าไรหนอแลเมื่อเกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิด ขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สำราญ. [๔๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่าง เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อ ความอยู่ไม่สำราญ ธรรม ๓ อย่างเป็นไฉน. ๑. ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมคือโลภะความโลภ เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สำราญ. ๒. ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมคือโทสะความโกรธ เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สำราญ. ๓. ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมคือโมหะความหลง เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิดขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สำราญ. ดูก่อนมหาบพิตร ธรรม ๓ อย่างนี้แล เมื่อเกิดขึ้นแก่โลก ย่อมเกิด ขึ้นเพื่อไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ เพื่อความอยู่ไม่สำราญ. [๔๐๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า โลภะ โทสะ และโมหะ อันบังเกิด แก่ตนย่อมทำลายบุรุษ ผู้มีใจบาป ดุจ ขุยไผ่ทำลายต้นไฝ่ ฉะนั้น. อรรถกถาโลกสูตร ในโลกสูตรที่ ๓ คำทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
หน้า 514 ข้อ 405, 406, 407
๔. อิสสัตถสูตร [๔๐๕] สาวัตถีนิทาน. พระเจ้าปเสนทิโกศลประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทาน บุคคลควรให้ในที่ไหนหนอ. พ. ดูก่อนมหาบพิตร ควรให้ในที่ที่จิตเลื่อมใส. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก. [๔๐๖] พ. ดูก่อนมหาบพิตร ทานควรให้ในที่ไหนนั่นเป็นข้อหนึ่ง และทานที่ให้แล้วในที่ไหนจึงมีผลมาก นั่นเป็นอีกข้อหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ทานที่ให้แล้วแก่ผู้มีศีลแลมีผลมาก ทานที่ให้แล้วในผู้ทุศีลหามีผลมากไม่ ดูก่อนมหาบพิตร ด้วยเหตุนั้น อาตมภาพจักย้อนถามมหาบพิตรในปัญหาข้อ นั้นบ้าง. มหาบพิตรพอพระทัยอย่างใด พึงพยากรณ์อย่างนั้น [๔๐๗] มหาบพิตรจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธ์ พึงปรากฏเฉพาะหน้าแด่พระองค์ สงครามพึงประชิดกัน ถ้าว่าเจ้าหนุ่ม ๆ ผู้ไม่ ได้ศึกษา ไม่ได้หัดมือ ไม่มีความชำนาญ ไม่ได้ประลองการยิง เป็นคน ขี้ขลาด หวาดสะดุ้ง มักวิ่งหนี พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษ นั้นหรือ และพระองค์ยังจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษเช่นนั้น และหม่อมฉันไม่ต้องการบุรุษเช่นนั้นเลย. พ. ถ้าว่า พราหมณ์หนุ่ม ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่าแพศย์หนุ่ม ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่าศูทรหนุ่ม ผู้ไม่ได้ศึกษา ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์ยังจะทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ.
หน้า 515 ข้อ 408, 409
ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันไม่พึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และ หม่อมฉันไม่พึงต้องการบุรุษเช่นนั้นแล. [๔๐๘] พ. ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน ณ ที่นี้การยุทธพึงปรากฏแก่พระองค์ สงครามพึงประชิดกัน ถ้าว่า เจ้าหนุ่ม ๆ ผู้ศึกษาดีแล้ว ได้หัดมือแล้ว มีความชำนาญแล้ว ได้ประลอง การยิงมาแล้ว ไม่เป็นคนขี้ขลาด ไม่หวาดสะดุ้ง ไม่วิ่งหนี พึงมาอาสาไซร้ พระองค์พึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์พึงทรงต้องการบุรุษเช่น นั้นหรือ. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และ หม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น. พ. ถ้าว่าพราหมณ์หนุ่ม ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า แพศย์หนุ่ม ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ ฯลฯ ถ้าว่า ศูทรหนุ่ม ผู้ศึกษาดีแล้ว ฯลฯ พึงมาอาสาไซร้ พระองค์จะพึงทรงชุบเลี้ยงบุรุษนั้นหรือ และพระองค์จะพึงทรงต้องการบุรุษเช่นนั้นหรือ. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันพึงชุบเลี้ยงบุรุษนั้น และ หม่อมฉันพึงต้องการบุรุษเช่นนั้น. [๔๐๙] พ. ฉันนั้นนั่นแล มหาบพิตร แม้หากว่า กุลบุตรออกจาก เรือนไม่มีเรือน บวชจากตระกูลไร ๆ และกุลบุตรนั้น เป็นผู้ละองค์ ๕ ได้ แล้ว เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรนั้น ย่อมมีผลมาก องค์ ๕ อันกุลบุตรนั้นละได้แล้วเป็นไฉน กามฉันทะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว พยาบาทอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว ถีนมิทธะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว อุทธัจจ- กุกกุจจะอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว วิจิกิจฉาอันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว องค์ ๕ เหล่านี้อันกุลบุตรนั้นละได้แล้ว กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นไฉน
หน้า 516 ข้อ 410
กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบด้วยสีลขันธ์ ของพระอเสขะ ประกอบด้วยสมาธิขันธ์ ของพระอเสขะ ประกอบด้วยปัญญาขันธ์ของพระอเสขะ ประกอบด้วยวิมุตติ- ขันธ์ของพระอเสขะ ประกอบด้วยวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ของพระอเสขะ กุลบุตรนั้นเป็นผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ ทานที่ให้แล้วในกุลบุตรผู้ ละองค์ ๕ ได้แล้ว ผู้ประกอบแล้วด้วยองค์ ๕ ดังนี้ ย่อมมีผลมาก. [๔๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ คำร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า ศิลปะธนู กำลังเข้มแข็ง และความ กล้าหาญมีอยู่ในชายหนุ่มผู้ใด พระราช ผู้ทรงการยุทธ์ พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่ม เช่นนั้น ไม่พึงทรงชุบเลี้ยงชายหนุ่มผู้ไม่ กล้าหาญ เพราะเหตุแห่งชาติ ฉันใด. ธรรมะคือขันติ และโสรัจจะ ตั้งอยู่ แล้วในบุคคลใด บุคคลพึงบูชาบุคคลนั้น ผู้มีปัญญา มีความประพฤติเยี่ยงพระอริยะ แม้มาชาติต่ำ ฉันนั้นเหมือนกัน. พึงสร้างอาศรมอันเป็นที่รื่นรมย์ อาราธนาพระพหูสูตทั้งหลายให้อยู่ ณ ที่นั้น พึงสร้างบ่อน้ำไว้ในป่าที่กันดารน้ำ และ สร้างสะพานในที่เป็นหล่ม พึงถวาย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะในท่าน ผู้ซื่อตรงทั้งหลาย ด้วยน้ำใจอันผ่องใส
หน้า 517 ข้อ 410
เมฆมีสายฟ้าแลบแปลบปลาบ (เมฆอัน ประกอบด้วยถ่องแถวแห่งสายฟ้า) มียอด ตั้งร้อยกระหึ่มอยู่ ทำแผ่นดินให้โชกชุ่มอยู่ ย่อมทำที่ดอนและที่ลุ่มให้เต็ม แม้ฉันใด. ทายกผู้มีศรัทธา เป็นบัณฑิตได้ฟัง แล้ว ตกแต่งโภชนาหารเลี้ยงวณิพก ด้วย ข้าวน้ำให้อิ่มหนำ บันเทิงใจ เที่ยวไปใน โรงทาน สั่งว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่าน ทั้งหลายจงให้ ดังนี้ และทายกนั้นบันลือ เสียงเหมือนเสียงกระหึ่มแห่งเมฆ เมื่อฝน กำลังตก ธารแห่งบุญอันไพบูลย์นั้น ย่อมหลั่งรดทายกผู้ให้ฉันนั้น.
หน้า 518 ข้อ 410
อรรถกถาอิสสัตถสูตร การตั้งขึ้นแห่งอิสสัตถสูตรที่ ๔ มีอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่องดังนี้ :- ได้ยินว่า ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์มีลาภ สักการะเกิดขึ้นเป็นอันมาก. เหล่าเดียรถีย์เสื่อมลาภสักการะ ก็เที่ยวพูดไปใน ตระกูลทั้งหลาย อย่างนี้ว่า พระสมณโคดมกล่าวอย่างนี้ว่า พึงให้ทานแก่เรา เท่านั้น ไม่พึงให้ทานแก่พวกอื่น พึงให้ทานแก่สาวกของเราเท่านั้น ไม่พึง ให้ทานแก่เหล่าสาวกของพวกอื่น ทานที่ให้แก่เราเท่านั้นมีผลมาก ทานที่ให้ แก่พวกอื่น ไม่มีผลมาก ทานที่ให้แก่สาวกของเราเท่านั้น มีผลมาก ทานที่ให้ แก่เหล่าสาวกของพวกอื่น ไม่มีผลมาก. แม้ทั้งที่ตนเองก็ยังอาศัยภิกขาจาร ควรละหรือที่มาทำอันตรายแก่ปัจจัย ๔ ของพวกอื่น ซึ่งก็อาศัยภิกขาจาร เหมือนกัน พระสมณโคดมทำไม่ถูก ไม่สมควรเลย ถ้อยคำนั้นก็แผ่กระจาย ไปถึงราชสกุล. พระราชาทรงสดับแล้ว ทรงพระดำริว่า มิใช่ฐานะเลย (เป็น ไปไม่ได้) ที่พระตถาคตจะพึงทรงทำอันตรายแก่สาวกของตนพวกอื่น มีแต่ คนอื่นเหล่านั้น กระเสือกกระสน เพื่อไม่ให้มีลาภ เพื่อไม่ให้มียศแก่พระตถาคต ถ้าเรายังอยู่ในที่นี้นี่แหละ ก็จะพึงพูดว่า พวกท่านอย่าพูดอย่างนี้ พระศาสดา ย่อมไม่ตรัสอย่างนั้น ถ้อยคำนั้น ไม่พึงถึงความไม่มีมลทินโทษ เราจักทำ ถ้อยคำนั้นให้หมดมลทิน ในเวลาที่มหาชนนี้ชุมนุมกัน จึงทรงนิ่งรอคอยวัน มหรสพวันหนึ่งอยู่. สมัยต่อมา เมื่อมหาชนชุมนุมกัน พระราชาทรงพระดำริว่า เวลานี้ เป็นกาลแห่งมหรสพนี้ แล้วโปรดให้ตีกลองประกาศไปในพระนครว่า คน ทั้งหลายไม่ว่ามีศรัทธาหรือไม่มีศรัทธา เป็นสัมมาทิฏฐิ หรือมิจฉาทิฏฐิ ยกเว้น
หน้า 519 ข้อ 410
เด็กหรือสตรีเฝ้าเรือน ต้องไปยังพระวิหาร ผู้ใดไม่ไปจะต้องถูกปรับไหม ๕๐ กหาปณะ แม้พระองค์เอง ก็ทรงสรงสนานแต่เช้าตรู่ เสวยพระกระยาหาร เช้าแล้ว ทรงประดับพระองค์ด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง แล้วได้เสด็จไปยัง พระวิหาร พร้อมด้วยหมู่ทหารหมู่ใหญ่ เมื่อกำลังเสด็จ ทรงพระดำริว่า เราจักทูลถามปัญหาที่ไม่ควรจะถามอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เขาว่า พระองค์ตรัสว่า พึงให้ทานแก่เราเท่านั้น ฯลฯ ทานที่ให้แก่เหล่าสาวกของ คนพวกอื่น ไม่มีผลมาก ดังนี้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบปัญหาของเรา ก็จักทรงทำลายวาทะของเหล่าเดียรถีย์ได้ในที่สุด ท้าวเธอเมื่อทรงทูลถามปัญหา จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บุคคลควรให้ทานในที่ไหนหนอ. บทว่า ยตฺถ ความว่า จิตเลื่อมใสในบุคคลใด พึงให้ทานในบุคคลนั้น หรือพึงให้ แก่บุคคลนั้น. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ พระราชาก็ทอดพระเนตรดูเหล่า ผู้คนที่บอกกล่าวคำของเหล่าเดียรถีย์. ผู้คนเหล่านั้นพอสบพระเนตรพระราชา ก็เก้อเขิน ก้มหน้ายืนเอาหัวนิ้วเท้าขุดพื้นดิน. พระราชาเมื่อจะทรงประกาศ แก่มหาชน ก็ได้ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันดัง บทเดียวเท่านั้นว่า พวกเดียรถีย์ถูก ขจัดแล้ว ครั้นตรัสพระดำรัสอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ขึ้นชื่อว่า จิตย่อมเลื่อมใสในเหล่านิครนถ์อเจลกและปริพาชกเป็นต้น เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ก็ทานที่ให้แล้วในคนพวกไหนเล่ามีผลมาก. บทว่า อญฺํ โข เอตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถวายพระพร มหาบพิตรตรัสถาม ครั้งแรกอย่างหนึ่ง ครั้งหลังก็ทรงกำหนดอีกอย่างหนึ่ง แม้การตอบปัญหานี้ ก็เป็นภาระหน้าที่ของอาตมภาพ จึงตรัสว่า สีลวโต โข เป็นต้น. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า อิธ ตฺยสฺส แยกเป็น อิธ เต อสฺส การยุทธ์พึงปรากฏ ต่อมหาบพิตรในที่นี้. บทว่า สมุปพฺยุฬฺโห แปลว่า ปะทะกันเป็นกลุ่ม ๆ
หน้า 520 ข้อ 410
บทว่า อสิกฺขิโต ได้แก่ ไม่ศึกษาในธนูศิลป์. บทว่า อกตหตฺโถ ได้แก่ มีมือยังไม่พร้อม โดยการพันมือเป็นต้น. บทว่า อกตโยคฺโค ได้แก่ ยังฝึก ไม่ชำนาญ ในการกองหญ้ากองดินเป็นต้น. บทว่า อกตุปาสโน ได้แก่ ฝีมือยิงธนูยังมิได้แสดง [ประลอง] ต่อพระราชาและมหาอมาตย์ของพระราชา. บทว่า ฉมฺภี ได้แก่ มีกายสั่นเทา. ในบทว่า กามฉนฺโท ปหีโน เป็นต้น กามฉันทะ เป็นอันละได้ ด้วยพระอรหัตมรรค. พยาบาท ละได้ด้วยอนาคามิมรรค. ถีนมิทธะและ อุทธัจจะ ก็ละได้ด้วยอรหัตมรรคเหมือนกัน กุกกุจจะ ละได้ด้วยมรรคที่ ๓ เหมือนกัน วิจิกิจฉา เป็นอันละได้ด้วยมรรคแรก. บทว่า อเสกฺเขน สีลกฺ- ขนฺเธน ความว่า สีลขันธ์ของพระอเสกขะ ชื่อว่า สีลขันธ์ ฝ่ายอเสกขะ. ในบททุกบท ก็นัยนี้. ก็บรรดาบทเหล่านั้น สีลสมาธิปัญญาและวิมุตติ ทั้ง โลกิยะและโลกุตระ ท่านกล่าวด้วย ๔ บทต้น วิมุตติญาณทัสสนะ ย่อมเป็น ปัจจเวกขณญาณ ปัจจเวกขณญาณนั้น เป็นโลกิยะเท่านั้น. บทว่า อิสฺสตฺถํ ได้แก่ ธนูศิลป์. ในบทว่า พลวิริยํ นี้ วาโยธาตุ ชื่อว่า พละ วิริยะก็คือความเพียรทางกายทางจิต. บทว่า ภเร แปลว่า พึงเลี้ยง. บทว่า นาสูรํ ชาติปจฺจยา ความว่า ไม่พึงเลี้ยงคนไม่กล้า เพราะถือชาติ เป็นเหตุ อย่างนี้ว่า ผู้นี้สมบูรณ์ด้วยชาติ. อธิวาสนขันติ ชื่อว่า ขันติ ในคำว่า ขนฺติโสรจฺจํ นี้. บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ พระอรหัต. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งสองนี้. บทว่า อสฺสเม แปลว่า ที่อยู่. บทว่า วิวเน แปลว่า ที่เป็นป่า อธิบายว่า พึง สร้างสระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมเป็นต้นในป่าที่ไม่มีน้ำ. บทว่า ทุคฺเค ได้แก่ ในที่ขลุขละ. บทว่า สงฺกมนานิ ความว่า พึงทำทางเดิน มีทรายสะอาด เกลี่ยเรียบ ๕๐-๖๐ ศอก.
หน้า 521 ข้อ 410
บัดนี้ เมื่อจะตรัสบอกธรรมเนียมภิกขาจาร ของเหล่าภิกษุผู้อยู่ใน เสนาสนะป่าเหล่านั้น จึงตรัสว่า อนฺนปานํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสนาสนานิ ได้แก่ เตียงและตั่งเป็นต้น. บทว่า วิปฺปสนฺเนน ความว่า แม้เมื่อจะถวายแก่พระขีณาสพ ไม่ถวายด้วยจิตมีความสงสัย มีมลทิน คือกิเลส พึงถวายด้วยจิตที่ผ่องใสเท่านั้น. บทว่า ถนยํ ได้แก่ คำราม. บทว่า สตกฺกุกฺกุ ได้แก่ มีปลายร้อยหนึ่ง อธิบายว่า มียอดเป็นอันมาก. บทว่า อภิสงฺขจฺจ ได้แก่ ปรุงแต่ง คือรวบรวมทำเป็นอาหาร. บทว่า อนุโมทมาโน ได้แก่ เป็นผู้มีใจยินดี. บทว่า ปกิเรติ ได้แก่ เที่ยวในโรงทาน หรือประหนึ่งโปรยให้ทาน. บทว่า ปุญฺธรา ได้แก่ ธารแห่งบุญที่สำเร็จมาแต่ทานเจตนามิใช่น้อย. บทว่า ทาตารํ อภิวสฺสติ ความว่า สายน้ำที่หลั่งออกจากเมฆ ซึ่งตั้งในในอากาศ ย่อมตกรดแผ่นดิน เปียกชุ่ม ฉันใด ธารแห่งบุญที่เกิดในภายในทายกแม้นี้ ก็หลั่งรดภายในทายก นั้นให้ชุ่มเต็มเปี่ยม ฉันนั้นเหมือนกัน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ตรัสว่า ทาตารํ อภิวสฺสติ. จบอรรถกถาอิสสัตถสูตรที่ ๔
หน้า 522 ข้อ 411, 412
๕. ปัพพโตปมสูตร [๔๑๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศลได้เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในตอนกลางวัน ครั้นแล้วได้ทรงอภิวาท แล้วประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะท้าวเธอว่า เชิญเถิดมหาบพิตร พระองค์เสด็จไปไหนมา แต่วัน. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชากษัตริย์ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็นใหญ่ ถูกความกำหนัดในกามรุมแล้ว ถึงแล้วซึ่งความมั่นคงในชนบท ชนะปฐพีมณฑลอันใหญ่แล้วครอบครองอยู่ ย่อมมีราชกรณียะอันใด บัดนี้ ข้าพระองค์ก็ขวนขวายในราชกรณียะเหล่านั้น. [๔๑๒] พ. ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์จะทรงสำคัญความข้อนั้น เป็นไฉน ณ ที่นี้ข้าราชการของพระองค์ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน พึงมาแต่ทิศตะวันออก เข้ามาเฝ้าพระองค์ แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์พึงทรงทราบฝ่าละอองพระบาท ข้าพระเจ้ามาจาก ทิศตะวันออก ณ ที่นั้น ได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียมเมฆ กำลังกลิ้งบดปวงสัตว์มา พระเจ้าข้า สิ่งใดที่พระองค์จะพึงทรงกระทำ ขอได้โปรดกระทำเสีย ลำดับนั้น ข้าราชการคนที่ ๒ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน พึงมาแต่ทิศใต้ ฯลฯ ต่อจากนั้น ข้าราชการคนที่ ๓ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็นหลักฐาน พึงมาจากทิศ ตะวันตก ฯลฯ ต่อจากนั้น ข้าราชการคนที่ ๔ ผู้ควรเชื่อถือ มีวาจาเป็น หลักฐาน มาจากทิศเหนือ เข้ามาเฝ้าพระองค์แล้ว พึงกราบทูลอย่างนี้ว่า
หน้า 523 ข้อ 413
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์ทรงทราบฝ่าละอองพระบาท ข้าพเจ้า มาจากทิศเหนือ ณ ที่นั้น ได้เห็นภูเขาใหญ่สูงเทียนเมฆ กำลังกลิ้งบดปวงสัตว์ มา พระเจ้าข้า สิ่งใดที่พระองค์จะพึงทรงกระทำ ขอได้โปรดกระทำเสียเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ครั้นเมื่อมหาภัยอันร้ายกาจ ที่ใหญ่โตถึงเพียงนี้ บังเกิดขึ้นแล้วแก่พระองค์ อะไรเล่า ที่พระองค์จะพึงทรงการทำในความเป็น มนุษย์ที่ได้ยาก สมัยจะสิ้นมนุษย์. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ครั้นเมื่อมหาภัยอันร้ายกาจ ที่ใหญ่โต ถึงเพียงนั้น บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน อะไรจะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันพึงกระทำ ในความเป็นมนุษย์ที่ได้ยากสมัยสิ้นมนุษย์เล่า นอกจากประพฤติธรรม นอกจาก พระพฤติสม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากทำบุญ. [๔๑๓] พ. ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพขอบอกกล่าว ขอเตือน ให้ทรงทราบ ดูก่อนมหาบพิตร ชราและมรณะย่อมครอบงำพระองค์ ดูก่อน มหาบพิตรก็และเมื่อชรามรณะครอบงำพระองค์อยู่ อะไรเล่า จะพึงเป็นกิจที่ มหาบพิตรพึงกระทำ. ป. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็และเมื่อชรามรณะครอบงำข้าพระองค์อยู่ อะไรเล่าจะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันควรจะทำ นอกจากประพฤติธรรม นอกจาก ประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากทำบุญ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชากษัตริย์ ผู้ได้มูรธาภิเษกแล้ว ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็น ใหญ่ ถูกความกำหนัดในกามรุมแล้ว ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท ผู้ชำนะ ปฐพีมณฑลอันใหญ่ แล้วครอบครองอยู่ ทรงทำการรบด้วยทัพช้างเหล่าใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่ ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบ ด้วยทัพช้างแม้เหล่านั้น๑ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชากษัตริย์ ผู้ได้มูรธา- ๑. สุดวิสัยที่จะรบด้วยช้าง
หน้า 524 ข้อ 414, 415
ภิเษกแล้ว ผู้เมาแล้วเพราะความเมาในความเป็นใหญ่ ผู้ถูกความกำหนัดใน กามรุมแล้ว ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท ผู้ชำนะปฐพีมณฑลอันใหญ่แล้วครอบ ครองอยู่ ทรงทำการรบด้วยทัพม้าแม้เหล่าใด ฯลฯ รบด้วยทัพรถแม้เหล่าใดฯลฯ รบด้วยทัพทหารเดินเท้าแม้เหล่าใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อมรณะครอบงำอยู่ ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบด้วยทัพทหารเดินเท้าแม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญในราชสกุลนี้ มหาอำมาตย์มีผู้มนต์ ซึ่งสามารถจะใช้มนต์ทำลายข้าศึกที่ ยกมา ก็มีอยู่เหมือนกัน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่เมื่อชรามรณะครอบงำสิ ก็ไม่ใช่คติวิสัยที่จะทำการรบด้วยมนต์ แม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อนึ่ง ในราชสกุลนี้ เงินทองทั้งที่อยู่ในพื้นดิน ทั้งที่อยู่ในเวหาส ซึ่งพวกข้าพระองค์ สามารถจะใช้เป็นเครื่องมือยุแหย่ให้ข้าศึกที่ยกมาแตกกันก็มีอยู่เป็นอันมาก ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ แต่เมื่อชรามรณะครอบงำ ก็ไม่ใช่วิสัยที่จะทำการรบด้วย ทรัพย์แม้เหล่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็แลเมื่อมรณะครอบงำอยู่ อะไรเล่า จะพึงเป็นกิจที่หม่อมฉันควรทำ นอกจากประพฤติธรรม นอกจากประพฤติ สม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากการทำบุญ. [๔๑๔] ป. ถูกแล้ว ๆ มหาบพิตร ก็เมื่อชรามรณะครอบงำอยู่ อะไรเล่าจะพึงเป็นกิจที่พระองค์ควรทำนอกจากประพฤติธรรม นอกจาก ประพฤติสม่ำเสมอ นอกจากทำกุศล นอกจากการทำบุญ. [๔๑๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์คำ ร้อยแก้วนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาคำร้อยกรองต่อไปอีกว่า ภูเขาใหญ่ล้วนแล้วด้วยศีลา จดท้อง ฟ้า กลิ้งบดสัตว์มาโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ แม้ ฉันใด ชราและมัจจุก็ฉันนั้น ย่อมครอบ
หน้า 525 ข้อ 415
งำสัตว์ทั้งหลาย คือ พวกกษัตริย์ พวก พราหมณ์ พวกแพศย์ พวกศูทร พวก จัณฑาล และคนเทมูลฝอย ไม่เว้นใครๆ ไว้เลย ย่อมย่ำยีเสียสิ้น ณ ที่นั้น ไม่มียุทธ ภูมิสำหรับพลช้าง ไม่มียุทธภูมิสำหรับ พลรถ ไม่มียุทธภูมิสำหรับพลราบ และ ไม่อาจจะเอาชนะแม้ด้วยการรบด้วยมนต์ หรือด้วยทรัพย์ เพราะฉะนั้นแล บุรุษผู้ เป็นบัณฑิตมีปัญญา เมื่อเห็นประโยชน์ตน พึงตั้งศรัทธาไว้ในพระพุทธเจ้า ในพระ- ธรรมและในพระสงฆ์ ผู้ใดมีปกติประพฤติ ธรรมด้วยกาย ด้วยวาจา หรือด้วยใจ บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น ใน โลกนี้นั่นเทียว ผู้นั้นละโลกนี้ไป ย่อม บันเทิงในสวรรค์. จบปัพพโตปมสูตร จบ โกสลสังยุต
หน้า 526 ข้อ 415
อรรถกถาปัพพโตปมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัพพโตปมสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า มุทฺธาวสิตานํ ได้แก่ ผู้อันเขารดน้ำแล้วบนพระเศียรด้วย อภิเษกเป็นกษัตริย์ ชื่อว่าผู้อันเขาทำการอภิเษกแล้ว. บทว่า กามเคธปริยุฏฺี- ตานํ แปลว่า ผู้อันความกำหนัดในกามทั้งหลายกลุ้มรุม คือครอบงำแล้ว. บทว่า ชนปทถาวริยปฺปตฺตานํ แปลว่า ผู้ถึงความมั่นคงในชนบท. บท ว่า ราชกรณียานิ แปลว่า การงานของพระราชา คือกิจที่พระราชาพึงทรง กระทำ. บทว่า เตสฺวาหํ ตัดเป็น เตสุ อหํ. บทว่า อุสฺสุกํ อาปนฺโน แปลว่า ถึงความขวนขวาย ได้ยินว่า พระราชานั้น เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า วันละ ๓ ครั้ง เสด็จไประหว่างนั้น ก็หลายครั้ง เมื่อท้าวเธอเสด็จไปเป็น ประจำ หมู่ทหารก็มากบ้าง น้อยบ้าง ต่อมาวันหนึ่ง โจร ๕๐๐ คิดกันว่า พระราชาพระองค์นี้ เสด็จไปเฝ้าพระสมณโคดม โดยหมู่พลจำนวนน้อย ใน เวลาไม่สมควร จำเราจักดักระหว่างทางยึดสมบัติ. โจรเหล่านั้นก็พากันไปซุ่ม ซ่อนอยู่ในป่าอันธวัน. ก็ธรรมดาพระราชาทั้งหลายย่อมเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก. ครั้งนั้น บุรุษผู้หนึ่งออกไปจากกลุ่มโจรเหล่านั้นนั่นแหละ กราบทูลแด่พระราชา. พระราชาก็พาหมู่ทหารจำนวนมาก ไปล้อมป่าอันธวัน จับโจรเหล่านั้นได้หมด โปรดให้ปักหลาวไว้ใกล้สองข้างทางตั้งแต่อันธวันจนถึงประตูพระนคร ให้เหล่า โจรหวาดเสียวที่หลาวทั้งหลาย โดยประการที่เหล่าโจรได้แต่เอาตาจดจ้องมอง ตากันและกัน พระราชาทรงหมายถึงเรื่องนี้ จึงตรัสอย่างนั้น. ครั้งนั้นพระศาสดาทรงพระดำริว่า ถ้าเราจะกล่าวว่า ถวายพระพร เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นเราอยู่ ณ วิหารใกล้ ๆ กรรมอันทารุณที่มหา-
หน้า 527 ข้อ 415
บพิตรทรงทำแล้ว ไม่สมควรมหาบพิตรก็ทรงทำเสียแล้ว ดังนี้ เมื่อเป็นดังนั้น พระราชาพระองค์นี้ ก็จะทรงเก้อเขิน ไม่อาจเหนี่ยวรั้งพระทัยได้ เมื่อเรากำลัง กล่าวธรรมโดยปริยายก็จักทรงกำหนดไม่ได้ เมื่อทรงเริ่มพระธรรมเทศนา จึง ตรัสว่า ตํ กึ มญฺสิ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธายิโก ความว่า ผู้ที่ท่านพึงเชื่อฟังคำ. คำว่า ปจฺจยิโก เป็นไวพจน์ของคำว่า สทฺธายิโก นั้นนั่นแหละ อธิบายว่า ผู้ที่ท่านพึงเธอถือคำ. บทว่า อพฺภสมํ ได้แก่ เสมออากาศ. บทว่า นิปฺโปเถนฺโต อาคจฺฉติ ความว่า ภูเขา ใหญ่สูงเทียมเมฆ กลิ้งมาตั้งแต่พื้นแผ่นดินจดอกนิฎฐพรหมโลก บดสัตว์ทั้ง สิ้นทำให้แหลกละเอียดเหมือนผงงา. บทว่า อญฺตฺร ธมฺมจริยาย ความว่า เว้นธรรมจริยา การ ประพฤติธรรมเสีย ก็ไม่มีกรรมอย่างอื่นที่ควรทำ การประพฤติธรรมกล่าวคือ กุศลกรรมบถ ๑๐ เท่านั้น ควรทำพระเจ้าข้า. บทว่า สมจริยา เป็นต้นเป็น ไวพจน์ของบทว่า ธมฺมจริยา นั้นนั่นแหละ. บทว่า อาโรเจมิ แปลว่า บอก. บทว่า ปฏิเวทยามิ ได้แก่ ให้รู้. บทว่า อธิวตฺตติ ได้แก่ ท่วมทับ. บทว่า หตฺถิยุทฺธานิ ได้แก่ กิจที่ควรขึ้นช้างที่ประดับศีรษะด้วย ข่ายทอง เช่นช้างนาฬาคิรีแล้วรบ. บทว่า คติ ได้แก่ ความสำเร็จ. บทว่า วิสโย ได้แก่โอกาสหรือสมรรถภาพ จริงอยู่ใคร ๆ ก็ไม่อาจต่อต้านชรามรณะ ด้วยทัพเหล่านั้นได้. บทว่า มนฺติโน มหามตฺตา ได้แก่มหาอำมาตย์ เช่น มโหสถบัณฑิตและวิธุรบัณฑิต ผู้พรั่งพร้อมด้วยปัญญา. บทว่า ภูมิคตํ ได้ แก่เงินทองที่เขาบรรจุหม้อเหล็กใหญ่วางไว้บนดิน. บทว่า เวหาสฏฺํ ได้แก่ ที่เขาบรรจุในกระสอบหนังแขวนไว้ที่ขื่อและจันทันเป็นต้น และที่บรรจุวางไว้ ที่หอคอยเป็นต้น. บทว่า อุปลาเปตุํ ได้แก่เพื่อทำลายกันและกัน คือเพื่อทำ โดยอาการที่คนสองคนไม่ไปทางเดียวกัน.
หน้า 528 ข้อ 415
บทว่า นภํ อาหจฺจ ได้แก่ เต็มอากาศ. บทว่า เอวํ ชรา จ มจฺจุ จ ในสูตรนี้ ทรงถือเอาภูเขา ๒ เท่านั้น ส่วนในราโชวาท ภูเขามา ๔ ลูกคือ ชรา มรณะ พยาธิ วิบัติ อย่างนี้ว่า ชรามาถึงแล้วก็ปล้นวัยหนุ่มสาว เสียสั้น. บทว่า ตสฺมา ได้แก่ ก็เพราะเหตุที่ใคร ๆ ก็ไม่สามารถเอาชนะชรา มรณะได้ด้วยการต่อยุทธ์ด้วยทัพช้างเป็นต้น ฉะนั้น. บทว่า สทฺธํ นิเวสเย ได้แก่ พึงดำรงพึงตั้งไว้ซึ่งศรัทธา. จบอรรถกถาปัพพโตปมสูตรที่ ๕ จบวรรคที่ ๓ โกสลสังยุต เพียงเท่านี้ รวมพระสูตรในตติยวรรคที่ ๓ ๑. ปุคคลสูตร ๒. อัยยิกาสูตร ๓. โลกสูตร ๔. อิสสัตถสูตร ๕. ปัพพโตปมสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา โกสลสังยุตวรรคนี้มี ๕ สูตร พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุคตตรัสเทศนาแล้ว.

เล่มจริงที่ 25 (526 หน้า · 0001 – 0526)

กระโดดไปหน้า (526 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 416
พระสุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น มารสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๑. ตโปกรรมสูตร ตบะอื่นไม่อำนวยประโยชน์ [๔๑๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้ใหม่ ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม้น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา ครั้งนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าประทับพักร้อนอยู่ในที่ส่วนพระองค์ ได้เกิดความตรึกแห่งพระทัย อย่างนี้ว่า สาธุ เราเป็นผู้พ้นจากทุกรกิริยานั้นแล้วหนอ สาธุ เราเป็นผู้ พ้นแล้วจากทุกรกิริยาอันไม่ประกอบด้วยประโยชน์นั้นหนอ สาธุ เราเป็นสัตว์ ที่บรรลุโพธิญาณแล้วหนอ.
หน้า 2 ข้อ 417, 418
[๔๑๗] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้ทราบความตรึกแห่งพระทัยของ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิต จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้ว ได้ทูลด้วยคาถาว่า มาณพทั้งหลายย่อมบริสุทธิ์ได้ด้วย การบำเพ็ญตบะใด ท่านหลีกจากตบะนั้น เสียแล้ว เป็นผู้ไม่บริสุทธิ์ มาสำคัญตนว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ ท่านพลาดมรรคาแห่งความ บริสุทธิ์เสียแล้ว. [๔๑๘] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า เรารู้แล้วว่า ตบะอื่น ๆ อย่างใด อย่างหนึ่ง ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ตบะทั้งหมดหาอำนวยประโยชน์ให้ไม่ ดุจถ่อเรือบนบก ฉะนั้น (เรา) เจริญมรรค คือ ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อความ ตรัสรู้ เป็นผู้บรรลุความบริสุทธิ์อย่าง ยอดเยี่ยมแล้ว ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียแล้ว. ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 3 ข้อ 418
มารสังยุต อรรถกถาตโปรกรรมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในตโปกรรมสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๑ ต่อไป :- บทว่า อุรุเวลายํ วิหรติ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แทงตลอด พระสัพพัญญุตญาณ ทรงอาศัยหมู่บ้านอุรุเวลาประทับอยู่ บทว่า ปมา- ภิสมฺพุทฺโธ ความว่า ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ภายใน ๗ สัปดาห์แรกนั่นเทียว. บทว่า ทุกฺกรการิกาย ได้แก่ ด้วยทุกกรกิริยา ที่ทรงทำมาตลอด ๖ ปี. บทว่า มโร ปาปิมา ความว่า ที่ชื่อว่ามาร เพราะทำเหล่าสัตว์ผู้ปฏิบัติ เพื่อก้าวล่วงวิสัยของตนให้ตาย. ที่ชื่อว่า ปาปิมา เพราะประกอบสัตว์ไว้ใน บาป หรือประกอบตนเองอยู่ในบาป มารนั้นมีชื่ออื่น ๆ บ้าง มีหลายชื่อ เป็นต้นว่า กัณหะ อธิปติ วสวัตติ อันตกะ นมุจี ปมัตตพันธุ ดังนี้บ้าง. แต่ในพระสูตรนี้ระบุไว้ ๒ ชื่อเท่านั้น. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารคิดว่า พระสมณโคดมนี้บัญญัติว่า เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว จำเราาจักกล่าวข้อที่ พระสมณโคดมนั้นยังไม่เป็นผู้หลุดพ้น ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปเฝ้า. บทว่า ตโปกมฺมา อปกฺกมฺม แปลว่า หลีกออกจากตบะกรรม ด้วยบทว่า อปรทฺโธ มารกล่าวว่า ท่านยังห่างไกลจากทางแห่งความหมดจด. บทว่า อปรํ ตปํ ความว่า ตบะอันเศร้าหมองที่กระทำเพื่อประโยชน์แก่ตะบะ อย่างอื่นอีก เป็นอัตตกิลมถานุโยค ประกอบตนให้ลำบากเปล่า. บทว่า สพฺพํ นตฺถาวหํ โหติ ความว่า รู้ว่าตบะทั้งหมดไม่นำประโยชน์มาให้เรา. บทว่า ถิยา ริตฺตํว ธมฺมนิ ความว่า เหมือนถ่อเรือบนบกในป่า. ท่านอธิบายว่า
หน้า 4 ข้อ 418
เปรียบเสมือนคนทั้งหลาย วางเรือไว้บนบกในป่า บรรทุกสิ่งของแล้ว เมื่อ มหาชนขึ้นเรือแล้วก็จับถ่อ ยันมาข้างนี้ ยันไปข้างโน้น ความพยายามของ มหาชนนั้น ไม่ทำเรือให้เขยื้อนไปแม้เพียงนิ้วหนึ่ง สองนิ้ว ก็พึงไร้ประโยชน์ ไม่นำประโยชน์มาให้ ข้อนั้น ฉันใด ข้อนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เรารู้ว่า ตบะ อื่น ๆ ทั้งหมด ย่อมเป็นตบะที่ไม่นำประโยชน์มาให้ จึงสละเสีย. ครั้นทรงละตบะอย่างอื่น ๆ นั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงทางที่ เกิดเป็นพระพุทธเจ้า จึงตรัสว่า สีลํ เป็นต้น. ในคำว่า สีลํ เป็นต้นนั้น ทรงถือเอาสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ด้วยคำว่า สีลํ ทรง ถือเอาสัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ด้วยสมาธิ ทรงถือเอาสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ ด้วยปัญญา. บทว่า มคฺคํ โพธาย ภาวยํ ได้แก่ ทรงเจริญ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ เพื่อตรัสรู้. ก็ในคำนี้ บทว่า โพธาย ได้แก่ เพื่อ มรรค เหมือนอย่างว่า คนทั้งหลายต้มข้าวต้มอย่างเดียว ก็เพื่อข้าวต้ม ปิ้งขนม อย่างเดียว ก็เพื่อขนม ไม่ทำกิจไรๆ อย่างอื่น ฉันใด บุคคลเจริญมรรค อย่างเดียว ก็เพื่อมรรค ฉันนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มคฺคํ โพธาย ภาวยํ ดังนี้. บทว่า ปรมํ สุทฺธึ ได้แก่ พระอรหัต. บทว่า นีหโต ได้แก่ ท่านถูกเราตถาคต ขจัดออกไป คือทำให้พ่ายแพ้ไปแล้ว. จบอรรถกถาตโปรกรรมสูตรที่ ๑
หน้า 5 ข้อ 419, 420, 421
๒. นาคสูตร มารแปลงเพศเป็นพระยาช้าง [๔๑๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ประทับอยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ อุรุเวลาประเทศ สมัยนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางแจ้ง ในราตรีอันมืดสนิท และฝนลงเม็ด ประปรายอยู่. [๔๒๐] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปประสงค์จะให้เกิดความกลัว ความ ครั่นคร้าม ขนลุกขนพองแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเนรมิตเพศเป็นพระยาช้าง ใหญ่ เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า พระยาช้างนั้นมีศีรษะเหมือนกับก้อนหิน ใหญ่สีดำ งาทั้งสองของมันเหมือนเงินบริสุทธิ์ งวงเหมือนงอนไถใหญ่. [๔๒๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ แล้วได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า ท่านจำแลงเพศทั้งที่งามและไม่งาม ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาล อันยืดยาวนาน มารผู้มีบาปเอ๋ย ไม่พอที่ท่านจะต้องจำแลง เพศอย่างนั้นเลย ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่ง ที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียแล้ว. ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จัก เรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 6 ข้อ 421
อรรถกถานาคสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนาคสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า สตฺตนฺธการติมิสายํ ได้แก่ ในราตรีมืดมาก คือมืดมีองค์ ๔ ที่กระทำให้เป็นประหนึ่งคนตาบอด. บทว่า อชฺโฌกาเส นิสินฺโน โหติ ความว่า เสด็จออกจากพระคันธกุฎี วางจีวรผืนใหญ่ไว้บนพระเศียร ประทับ นั่งกำหนดความเพียรบนแผ่นหิน ท้ายที่จงกรม. ถามว่า มรรคที่พระตถาคคยังไม่เจริญ กิเลสที่ยังไม่ได้ละ อกุปปธรรม ที่ยังไม่แทงตลอด หรือนิโรธที่ยังไม่ทำให้แจ้งของพระตถาคต ไม่มีเลยมิใช่ หรือ เพราะเหตุไร จึงได้ทรงกระทำอย่างนั้น. ตอบว่า พระศาสดาทรง พิจารณาเห็นประโยชน์ดังขอช้าง [บังคับช้าง] สำหรับกุลบุตรทั้งหลายในอนาคต ว่า กุลบุตรทั้งหลายในอนาคตกาล รำลึกถึงทางที่เราตถาคคดำเนินไปแล้ว สำคัญถึงที่อยู่ซึ่งควรอยู่กลางแจ้ง จักกระทำกรรมคือความเพียร จึงได้ทรง กระทำดังนั้น. บทว่า มหา แปลว่า ใหญ่. บทว่า อริฏฺโก แปลว่า ดำ. บทว่า มณิ ได้แก่ หิน. บทว่า เอวมสฺส สีสํ โหติ ความว่า ศีรษะ ของช้างนั้น ก็เป็นอย่างนั้น คือ เสมือนหินก้อนใหญ่สีดำขนาดเท่าเรือนยอด. ด้วยบทว่า สุภาสุภํ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็ท่านท่องเที่ยวอยู่ ตลอดกาลยาวนาน มาแปลงเพศทั้งดีและไม่ดี. อีกนัยหนึ่ง. บทว่า สํสรํ แปลว่า ท่องเที่ยวมา. บทว่า ทีฆมทฺธานํ ได้แก่ ตลอดทางไกลตั้งแต่ถิ่น ของท้าววสวัตดี จนถึงตำบลอุรุเวลาและตลอดกาลนาน กล่าวคือสมัยทรง
หน้า 7 ข้อ 421
บำเพ็ญทุกกรกิริยาตลอด ๖ ปี ก่อนตรัสรู้. บทว่า วณฺณํ กตฺวา สุภาสุภํ ความว่า ท่านแปลงเพศ ทั้งดีและไม่ดี มีประการต่าง ๆ มายังสำนักเรา หลายครั้ง. ได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่า เพศนั้นไม่มีดอก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส อย่างนั้นกับมาร ก็โดยเพศที่มารไม่เคยมายังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อ ประสงค์จะหลอกให้ทรงหวาดกลัว. บทว่า อลนฺเต เตน ความว่า ดูก่อน มาร ท่านขวนขวายแสดงสิ่งที่น่ากลัวน่าจะพอกันที. จบอรรถกถานาคสูตรที่ ๒
หน้า 8 ข้อ 422, 423, 424
๓. สุภสูตร มารแปลงเพศเป็นต่าง ๆ [๔๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ประทับ อยู่ที่ต้นไม้ อชปาลนิโครธ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ณ อุรุเวลาประเทศ สมัยนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งกลางแจ้งในราตรีอันมืดสนิท. และฝนลงเม็ดประปราย อยู่. [๔๒๓] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปประสงค์จะให้เกิดความกลัว ความ ครั่นคร้าม ขนลุกขนพองแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไปใกล้พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้วแสดงเพศต่าง ๆ หลากหลาย ทั้งที่งามทั้งที่ไม่งาม ในที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาคเจ้า. [๔๒๔] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ จึงตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า ท่านจำแลงเพศทั้งที่งามทั้งที่ไม่งาม ท่องเที่ยวอยู่ตลอดกาล อันยืดยาวนาน มารผู้มีบาปเอ๋ย ไม่พอที่ท่านจะต้องจำแลง เพศอย่างนั้นเลย ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่ง ที่สุด ตัวท่านเป็นผู้ทำเรากำจัดเสียได้แล้ว. และชนเหล่าใดสำรวมดีแล้ว ด้วย กาย ด้วยวาจา และด้วยใจ ชนเหล่านั้น
หน้า 9 ข้อ 424
ย่อมไม่ตกอยู่ในอำนาจของมาร ชนเหล่า นั้น ไม่เดินตามหลังมาร. ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จัก เรา พระสุคตทรงรู้จักเรา จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาสุภสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุภสูตรที่ ๓ ต่อไป:- บทว่า สุสํวุตา แปลว่าปิดไว้แล้ว. บทว่า น เต มารวสานุคา ความว่า ดูก่อนมาร ชนเหล่านั้นไม่ตกอยู่ในอำนาจของท่านดอก. บทว่า น เต มารสฺส ปจฺจคู ความว่า ชนเหล่านั้นหาเป็นพวกพ้องศิษย์อันเตวาสิก ของท่านผู้เป็นมารไม่. จบอรรถกถาสุภสูตรที่ ๓
หน้า 10 ข้อ 425, 426
๔. ปฐมปาสสูตร ว่าด้วยบ่วงของมาร [๔๒๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความหลุดพ้น อย่างยอดเยี่ยมเราบรรลุแล้ว ความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เรากระทำให้แจ้ง แล้ว เพราะการกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย เพราะการตั้งความเพียรไว้ชอบ โดยแยบคาย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้เธอทั้งหลายก็จงบรรลุซึ่งความหลุดพ้น อย่างยอดเยี่ยม จงกระทำให้แจ้งซึ่งความหลุดพ้นอย่างยอดเยี่ยม เพราะการ กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย เพราะการตั้งความเพียรไว้ชอบโดยแยบคายเถิด. [๔๒๖] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วยบ่วง ของมารทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของ มนุษย์ ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วย เครื่องผูกของมาร ดูก่อนสมณะ ท่านจัก ไม่พ้นเราไปได้.
หน้า 11 ข้อ 427
[๔๒๗] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงของมาร ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เราเป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องผูกของมาร ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งความพินาศ ท่าน เป็นผู้ที่เรากำจัดเสียแล้ว. ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จัก เรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 12 ข้อ 427
อรรถกถาปฐมปาสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมปาสสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า โยนิโสมนสิการา ได้แก่ เพราะกระทำไว้ในใจโดยอุบาย. บทว่า โยนิโสสมฺมปฺปธานา ได้แก่ เพราะความเพียรโดยอุบาย เพราะความ เพียรโดยเหตุ. บทว่า วิมุตฺติ ได้แก่ วิมุตติที่สัมปยุทด้วยอรหัตผล. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า มารคิดว่า พระสมณโคดมนี้ ทำความเพียร แม้ตนเองบรรลุพระอรหัตแล้วก็ไม่สะใจ บัดนี้ก็ทำความอุตสาหะให้คนอื่น ๆ ว่า พวกท่านจงพากันบรรลุพระอรหัต จำเราจักกำจัดเธอเสีย ดังนี้ จึงได้ กล่าวอย่างนั้น. บทว่า มารปาเสน ได้แก่ บ่วงกิเลส. ด้วยบทว่า เย ทิพฺพา เย จ มานุสา มารกล่าวว่า ชื่อว่าบ่วงมารเหล่าใด กล่าวคือ กามคุณที่เป็นทิพย์ และกล่าวคือกามคุณที่เป็นของมนุษย์มีอยู่ ท่านถูกบ่วงมารเหล่านั้น ผูกไว้แล้ว. บทว่า มารพนฺธนพนฺโธ แปลว่า ถูกบ่วงมารผูกไว้ หรือติดบ่วงมาร. บทว่า น เม สมณ โมกฺขสิ ความว่า ดูก่อนสมณะ ท่านจักไม่หลุดพ้น จากวิสัยของเราไปได้. จบอรรถกถาปฐมปาสสูตรที่ ๔
หน้า 13 ข้อ 428, 429
๕. ทุติยปาสสูตร พระพุทธเจ้าตรัสการพ้นจากบ่วงมาร [๔๒๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุง พาราณสี ณ ที่นั่น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นได้ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราพ้นแล้วจาก บ่วงทั้งปวงทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ เธอทั้งหลายก็พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนหมู่ มาก เพื่อความสุขแก่ชนหมู่มาก เพื่ออนุเคราะห์โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อ เกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เธอทั้งหลายอย่าได้ไปทาง เดียวกัน ๒ รูป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงแสดงธรรม งามในเบื้อง ต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ. บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง สัตว์ทั้งหลายผู้มีธุลีในจักษุน้อย มีอยู่ เพราะไม่ได้ฟังธรรมย่อมเสื่อมเสีย ผู้รู้ทั่วถึงซึ่งธรรมยังจักมี ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย แม้เราก็จักไปยังอุรุเวลาเสนานิคม เพื่อแสดงธรรม. [๔๒๙] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
หน้า 14 ข้อ 430
ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้วด้วยบ่วง ทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของ มนุษย์ ท่านเป็นผู้ที่ถูกเราผูกไว้แล้ว ด้วย เครื่องพันธนาการอันใหญ่ ดูก่อนสมณะ ท่านจักไม่พ้นเราไปได้. [๔๓๐] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาปจึง ได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า เราเป็นผู้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้ง ที่เป็นของทิพย์ ทั้งที่เป็นของมนุษย์ เรา เป็นผู้พ้นแล้วจากเครื่องพันธนาการอัน ใหญ่ ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งความพินาศ ท่านเป็นผู้ที่เรากำจัดเสียแล้ว ครั้งนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง.
หน้า 15 ข้อ 430
อรรถกถาทุติยปาสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยปาสสูตรที่ ๕ ต่อไป:- บทว่า มุตฺตาหํ แปลว่า เราพ้นแล้ว. สูตรต้นตรัสภายในพรรษา ส่วนสูตรนี้ ตรัสในเวลาปวารณาออกพรรษาแล้ว. บทว่า จาริกํ ได้แก่ จาริกไปตามลำดับ. ตรัสว่า พวกเธอจงจาริกไปวันละหนึ่งโยชน์เป็นอย่างยิ่ง. บทว่า มา เอเกน เทฺว แปลว่า อย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป. ด้วยว่า เมื่อ ไปทางเดียวกัน ๒ รูป เมื่อรูปหนึ่งกล่าวธรรม อีกรูปหนึ่ง ก็จำต้องยืนนิ่ง เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กลฺยาณํ ในบทว่า อาทิกลฺยาณํ เป็นต้น แปลว่า ดี เจริญ ในเบื้องต้น ในท่ามกลางและในที่สุดก็เหมือนกัน ก็ชื่อว่า เบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุดนี้มี ๒ คือ ศาสนาและเทศนา. ใน ๒ อย่างนั้น ศีล เป็นเบื้องต้น ของศาสนา สมถวิปัสสนาและมรรคเป็นท่ามกลาง ผลนิพพานเป็นที่สุด. อีก นัยหนึ่ง ศีล และสมาธิเป็นเบื้องต้น วิปัสสนาและมรรคเป็นท่ามกลาง ผล นิพพานเป็นที่สุด อีกนัยหนึ่ง ศีลสมาธิวิปัสสนา เป็นเบื้องต้น มรรคเป็นท่ามกลาง ผลนิพพานเป็นที่สุด. ส่วนเทศนา สำหรับคาถา ๔ บทก่อน บทที่ ๑ เป็น เบื้องต้น บทที่ ๒-๓ เป็นท่ามกลาง บทที่ ๔ เป็นที่สุด สำหรับ ๕ บท หรือ ๖ บท บทแรกเป็นเบื้องต้น บทสุดท้ายเป็นที่สุด ที่เหลือเป็นท่ามกลาง. สำหรับพระสูตรมีอนุสนธิเดียว คำนิทานเริ่มต้นเป็นเบื้องต้น. คำนิคมลงท้าย ว่า อิทมโวจ เป็นที่สุด คำที่เหลือเป็นท่ามกลาง. สำหรับพระสูตรที่มีอนุสนธิ มาก แม้จะมากตรงกลาง ก็จัดเป็นอนุสนธิเดียวเท่านั้น คำนิทานเป็นเบื้องต้น คำลงท้ายว่า อิทมโวจ เป็นที่สุด.
หน้า 16 ข้อ 430
บทว่า สาตฺถํ ได้แก่ แสดงให้พร้อมอรรถ. บทว่า สพฺยญฺชนํ ได้แก่ จงแสดงให้บริบูรณ์ด้วยพยัญชนะและบท. บทว่า เกวลปริปุณฺณํ แปลว่า บริบูรณ์สิ้นเชิง. บทว่า ปริสุทฺธํ ได้แก่ ปราศจากอุปกิเลส. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนาพรหมจรรย์ที่สงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓. บทว่า ปกาเสถ ได้แก่ กระทำให้แจ้ง. บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา ได้แก่มีสภาพธุลี คือกิเลสน้อย ใน จักษุคือปัญญา อธิบายว่า เหล่าสัตว์ที่สามารถบรรลุพระอรหัต เมื่อจบคาถา ๔ บท ประหนึ่งปิดไว้ด้วยม่านผ้าเนื้อละเอียด มีอยู่. บทว่า อสฺสวนตา แปลว่า เพราะไม่ได้ฟังธรรม. บทว่า ปริหายนฺติ ได้แก่ ย่อมเสื่อมจากธรรม โดย ไม่เสื่อมจากลาภ. บทว่า เสนานิคโม ได้แก่ หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ในโอกาสที่ตั้ง กองทัพของเหล่ามนุษย์ต้นกัป อีกนัยหนึ่ง ได้แก่ หมู่บ้านเสนานิคมของ . บิดานางสุชาดา. บทว่า เตนุปสงฺกมิสฺสามิ ความว่า เราส่งพวกเธอไป ให้สร้างสถานที่มีบริเวณเป็นต้น ถูกพวกอุปัฏฐากเป็นต้น บำเรออยู่หามิได้. แต่เราครั้นแสดงยมกปาฏิหาริย์ ๑,๕๐๐ แก่ชฏิลสามพี่น้องแล้วเข้าไปก็เพื่อ แสดงธรรมอย่างเดียว. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารคิดว่า พระสมณ โคดมนี้ ส่งพระภิกษุ ๖๐ รูปไปด้วยกล่าวว่า พวกเธออย่าไปทางเดียวกัน ๒ รูป จงแสดงธรรม ประหนึ่งทำการรบใหญ่ ก็เมื่อพระสมณโคดมนี้แม้องค์ เดียวแสดงธรรมอยู่ เรายังไม่มีความสบายใจเลย เมื่อภิกษุเป็นอันมากแสดง อยู่อย่างนี้ เราจักมีความสบายใจได้แค่ไหนเล่า จำเราจักห้ามกัน พระสมณโคดม นั้นเสีย ดังนี้แล้วจึงเข้าไปเฝ้า. จบอรรถกถาทุติยปาสสูตรที่ ๕
หน้า 17 ข้อ 431, 432, 433
๖. สัปปสูตร มารนิรมิตเพศเป็นพระยางู [๔๓๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวันอันเป็น สถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทับนั่งกลางแจ้งในราตรีอันมืดสนิท ทั้งฝนก็ลงเม็ดประปรายอยู่. [๔๓๒] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปประสงค์จะให้เกิดความกลัว ความ ครั้นคร้าม ขนลุกขนพองแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงนิรมิตเพศเป็นพระยางูใหญ่ เข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ กายของพระยางูนั้นเป็นเหมือนเรือ ลำใหญ่ที่ขุดด้วยซุงทั้งต้น พังพานของมันเป็นเหมือนเสื่อลำแพนผืนใหญ่ สำหรับ ปูตากแป้งของนักผลิตสุรา นัยน์ตาของมันเป็นเหมือนถาดสำริดขนาด ใหญ่ของพระเจ้าโกศล ลิ้นของมันแลบออกจากปากเหมือนสายฟ้าแลบ ขณะ เมฆกำลังกระหึ่ม เสียงหายใจเข้าออกของมัน เหมือนเสียงสูบช่างทองที่กำลัง พ่นลมอยู่ฉะนั้น. [๔๓๓] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป ดังนี้ จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า มุนีใดเสพเรือนว่างเปล่าเพื่ออยู่อาศัย มุนีนั้นสำรวมตนแล้ว สละความอาลัยใน อัตภาพนั้นเที่ยวไป เพราะการสละความ อาลัยในอัตภาพแล้วเที่ยวไปนั้น เหมาะสม แก่มุนีเช่นนั้น.
หน้า 18 ข้อ 433
สัตว์ที่สัญจรไปมาก็มาก สิ่งที่น่ากลัว ก็มา อนึ่ง เหลือบยุง และสัตว์เลื้อยคลาน ก็ชุกชุม (แต่) มหามุนีผู้อยู่ในเรือนว่าง- เปล่า ย่อมไม่ทำแม้แต่ขนให้ไหว เพราะ สิ่งที่น่ากลัวเหล่านั้น. ถึงแม้ท้องฟ้าจะแตก แผ่นดินจะไหว สัตว์ทั้งหลายพึงสะดุ้งกลัวกันหมดก็ตามที แม้ถึงว่าหอกจะจ่ออยู่ที่อกก็ตามเถิด พระ- พุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงป้องกันเพราะ อุปธิ (คือขันธ์) ทั้งหลาย. ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 19 ข้อ 433
อรรถกถาสัปปสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัปปสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า โสณฺฑิกา กิลญฺชํ ได้แก่ เสื่อลำแพน สำหรับเกลี่ยแป้ง ของพวกทำสุรา. บทว่า โกสลิกา กํสจาฏิ ได้แก่ ภาชนะใส่ของเสวยขนาด ล้อรถ ของพระเจ้าโกศล. บทว่า คฬคฬายนฺเต ได้แก่ ออกเสียงดัง บทว่า กมฺมารคคฺคริยา ได้แก่ สูบเตาไฟของช่างทอง. บทว่า ธมมานาย ได้แก่ ให้เต็มด้วยลมในกระสอบหนัง. บทว่า อิติ วิทิตฺวา ความว่า มารคิดว่า พระสมณโคดม ประกอบความเพียรเนือง ๆ นั่งเป็นสุข จำเราจักกระทบ กระเทียมเขาดู แล้วเนรมิตอัตภาพมีประการดังกล่าวแล้วจึงเดินด้อม ๆ ณ ที่ทรงทำความเพียร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นด้วยแสงฟ้าแลบ ทรงนึกว่า สัตว์ ผู้นี้เป็นใครกันหนอ ก็ทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมาร ดังนี้ บทว่า สฺุเคหานิ แปลว่า เรือนว่าง. บทว่า เสยฺยา ความว่า ผู้ใดเสพเรือนว่างทั้งหลาย เพื่อจะนอน คือเพื่อต้องการอย่างนี้ว่า เราจักยืน จักเดิน จักนั่ง จักนอน. บทว่า โส มุนิ อตฺตสญฺโต ความว่า พุทธมุนีใด สำรวมตัวแล้ว เพราะไม่มีการคะนองมือและเท้า. บทว่า โวสฺสชฺช จเรยฺย ตตฺถ โส ความว่า พุทธมุนีนั้น สละความอาลัยเยื่อใยใน อัตภาพนั้น พึงจาริกไป. บทว่า ปฏิรูปํ หิ ตถาวิธสฺส ตํ ความว่า ความสละความเยื่อใยในอัตภาพนั้นจาริกไป ของพุทธมุนี ผู้เช่นนั้น คือผู้ดำรง อยู่อย่างนั้น ก็เหมาะ ก็ชอบ ก็สมควร. บทว่า จรกา ได้แก่ สัตว์ผู้สัญจรไปมีสีหะและเสือเป็นต้น . บทว่า เภรวา ได้แก่ สภาพที่น่ากลัว ทั้งมีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ บรรดาสภาพ
หน้า 20 ข้อ 433
ที่น่ากลัวเหล่านั้น สัตว์มีสีหะ และเสือเป็นต้น ชื่อว่า. สภาพที่น่ากลัวมีวิญญาณ ตอไม้และจอมปลวกเป็นต้น ในเวลากลางคืน ชื่อว่า สภาพที่น่ากลัวไม่มีวิญญาณ เป็นความจริง สภาพที่น่ากลัวแม้เหล่านั้น ย่อมปรากฏเป็นประหนึ่งยักษ์ใน เวลานั้น เชือกและเถาวัลย์เป็นต้น ก็ปรากฏประหนึ่งงู. บทว่า ตตฺถ ความว่า พุทธมุนี เข้าไปสู่เรือนว่าง ไม่ทำอาการแม้เพียงขนลุก ในสภาพที่น่ากลัว เหล่านั้น. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงการกำหนดสิ่งที่มิใช่ฐานะ จึงตรัสว่า นภํ ผเลยฺย เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผเลยฺย ได้แก่ ท้องฟ้าจะพึงแตกเป็นริ้ว ๆ ประหนึ่งตีนกา. บทว่า จเลยฺย ได้แก่ แผ่นดิน จะพึงไหว เหมือนหยาดน้ำบนใบบัวที่ต้องลม. บทว่า สลฺลมฺปิ เจ อุรสกํ ปสฺเสยฺยุํ ความว่า แม้ว่าคนทั้งหลาย จะพึงจ่อหอกและหลาวอันคมไวั ตรงอก. บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ในเพราะอุปธิ คือขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า ตาณํ น กโรนฺติ ความว่า คนทั้งหลาย เมื่อเขาจ่อหลาวอันคมไว้ตรงอก ก็หนีเข้าระหว่างที่กำบังและภายในกระท่อมเป็นต้น เพราะความกลัว ชื่อว่า กระทำการป้องกัน. แต่พระพุทธะทั้งหลาย ไม่กระทำการป้องกันเห็นปานนั้น เพราะท่านเพิกถอนความกลัวหมดทุกอย่างแล้ว. จบอรรถกถาสัปปสูตรที่ ๖
หน้า 21 ข้อ 434, 435, 436
๗. สุปปติสูตร ว่าด้วยสำเร็จสีหไสยาสน์ [๔๓๔] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรมอยู่กลางแจ้งเกือบตลอดราตรี ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงล้างพระบาทแล้วเสด็จเข้าพระวิหารทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ โดยพระปรัศว์เบื้องขวา ทรงเหลี่อมพระบาทด้วยพระบาท ทรงมีพระสติ- สัมปชัญญะ ทรงทำความหมายในอันจะเสด็จลุกขึ้นไว้ในพระทัย. [๔๓๕] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระคาถาว่า ท่านหลับหรือ ท่านหลับเสีย ทำไมนะ ท่านหลับเป็นตายเทียวหรือนี่ ท่านหลับโดยสำคัญว่า เรือนว่างเปล่า กระนั้นหรือ เมื่อตะวันโด่งแล้ว ท่านยัง จะหลับอยู่หรือนี่. [๔๓๖] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า พระพุทธเจ้าซึ่งไม่มีตัณหาดุจข่าย อันซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ สำหรับจะนำ ไปสู่ภพไหน ๆ ย่อมบรรทมหลับ เพราะ
หน้า 22 ข้อ 436
ความสิ้นไปแห่งอุปธิทั้งปวง กงการอะไร ของท่านในเรื่องนี้เล่ามารเอ๋ย. ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จัก เรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาสุปปติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุปปติสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า ปาเท ปกฺขาเลตฺวา ได้แก่ ทรงล้างพระบาทเพื่อให้ยึดถือ ธรรมเนียมไว้. ก็ผงธุลี ย่อมไม่ติดในพระสีรระของพระพุทธะทั้งหลาย. แม้ แต่น้ำก็กลิ้งไปเหมือนน้ำที่ใส่ในใบบัว. อีกนัยหนึ่ง การล้างเท้าในที่ล้างเท้าเข้า บ้าน เป็นธรรมเนียมของนักบวชทั้งหลาย ธรรมดาพระพุทธะทั้งหลาย ชื่อว่า ไม่ทรงทำลายธรรมเนียมในข้อนั้น ก็พระพุทธะทั้งหลาย ตั้งอยู่ในหัวข้อแห่ง ธรรมเนียมย่อมล้างพระบาท. จริงอยู่ ถ้าพระตถาคต ไม่พึงสรงน้ำไม่ล้าง พระบาทไซร้ คนทั้งหลายก็จะพึงพูดว่า ผู้นี้ไม่ใช่มนุษย์ เพราะฉะนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงละเลยกิริยาของมนุษย์ จึงทรงล้างพระบาท. บทว่า สโต สมฺปชาโน ได้แก่ทรงประกอบด้วยสติสัมชัญญะ ที่กำหนดเอาความ หลับเป็นอารมณ์. ด้วยบทว่า อุปสงฺกมิ ท่านกล่าวว่า มารคิดว่า พระสมณ โคดม ทรงจงกรมในที่แจ้งตลอดคืนยังรุ่ง แล้วเข้าพระคันธกุฏี บรรทม คง จักบรรทมเป็นสุขอย่างเหลือเกิน จำเราจักแกล้งเธอ แล้วจึงไปเฝ้า. ด้วยบทว่า กึ โสปฺปสิ มารกล่าวว่า ท่านหลับหรือ การหลับของ ท่านนี้เป็นอย่างไร. บทว่า กึ นุ โสปฺปสิ ได้แก่ เพราะเหตุไร ท่านจึง
หน้า 23 ข้อ 436
หลับ. บทว่า ทุพฺภโต วิย ได้แก่ หลับเหมือนตาย และหลับเหมือนสลบ. ด้วยบทว่า สุญฺมคารํ มารกล่าวว่าท่านหลับด้วยคิดว่า เราได้เรือนว่างแล้ว หรือ. บทว่า สุริเย อุคฺคเต ความว่า เมื่อตะวันโด่งแล้ว ก็บัดนี้ ภิกษุทั้ง หลาย กำลังกวาด ตั้งน้ำฉันเตรียมตัวไปภิกขาจาร เหตุไร ท่านจึงยังนอนอยู่ เล่า. บทว่า ชาลินี ความว่า ตัณหา ชื่อว่า ดุจข่าย โดยข่ายอันเป็นส่วน ของตน ซึ่งครอบงำภพทั้งสาม ตามนัยที่ว่า ซึ่งว่าตัณหาวิจริต ๑๘ เพราะ อาศัยอายตนะภายในเป็นต้น. บทว่า วิสฺตฺติกา ได้แก่ ตัณหาที่ชื่อว่าซ่านไป เพราะซ่านไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้นในภพนั้น ๆ เพราะมีรากเป็นพิษและ เพราะบริโภคเป็นพิษ. บทว่า กุหิญฺจิ เนตเว ได้แก่ เพื่อนำไปในที่ไหน ๆ. บทว่า สพฺพูปธีนํ ปริกฺขยา ได้แก่ เพราะสิ้นอุปธิทั้งหมด ต่างโดยเป็น ขันธ์ กิเลส อภิสังขารและกามคุณ. บทว่า กึ ตเวตฺถ มาร ความว่า ดู ก่อนมาร ประโยชน์อะไรของท่านในเรื่องนี้เล่า เหตุไร ท่านจึงเลาะริมรั้ว ติเตียน เหมือนแมลงวันตัวเล็ก ๆ ไม่อาจซ่อนตัวอยู่ในข้าวต้มที่ร้อน ๆ ได้. จบอรรถกถาสุปปติสูตรที่ ๗
หน้า 24 ข้อ 437, 438, 439
๘. นันทนสูตร ว่าด้วยเหตุเศร้าโศกของนรชน [๔๓๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. [๔๓๘] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ กล่าวคาถานี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า คนมีบุตร ย่อมเพลิดเพลินเพราะ บุตร คนมีโคก็ย่อมเพลิดเพลินเพราะโค ฉันนั้นเหมือนกัน อุปธิทั้งหลายนั่นแล เป็นเครื่องเพลิดเพลินของนรชน เพราะ คนที่ไม่มีอุปธิหาเพลิดเพลินไม่. [๔๓๙] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า คนมีบุตร ย่อมเศร้าโศกเพราะบุตร คนมีโคก็ย่อมเศร้าโศกเพราะโค ฉันนั้น เหมือนกัน อุปธิทั้งหลายนั่นแล เป็นเหตุ เศร้าโศกของนรชน เพราะคนที่ไม่มีอุปธิ หาเศร้าโศกไม่.
หน้า 25 ข้อ 439
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาป เป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาค เจ้า ทรงรู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถา นันทนสูตรที่ ๘ มีเนื้อความกล่าวไว้ในเทวตาสังยุตทั้งนั้น.
หน้า 26 ข้อ 440, 441, 442
๙. ปฐมอายุสูตร ว่าด้วยอายุน้อย [๔๔๐] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ทั้ง หลายนี้น้อยนัก จำต้องไปสู่สัมปรายภพ ควรทำกุศล ควรประพฤติพรหมจรรย์ สัตว์ผู้เกิดมาแล้วจะไม่ตายไม่มี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนที่เป็นอยู่นาน ย่อม เป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี หรือจะอยู่เกินไปได้บ้าง ก็มีน้อย. [๔๔๑] ครั้งนั้น มารผู้มีบาปได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า อายุของมนุษย์ทั้งหลายยืนยาว คนดี ไม่ควรดูหมิ่นอายุนั้นเลย ควรประพฤติดุจ เด็กอ่อนที่เอาแต่กินนม ฉะนั้น ไม่มีมัจจุ- มาดอก. [๔๔๒] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า อายุของมนุษย์ทั้งหลายน้อย คนดี ควรดูหมิ่นอายุนั้นเสีย ควรประพฤติดุจคน
หน้า 27 ข้อ 442
ที่ถูกไฟไหม้ศีรษะ ฉะนั้น การที่มัจจุไม่เมา จะไม่มีเลย. ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จัก เรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นแล. อรรถกถาปฐมอายุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมอายุสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า อปฺปํ วา ภิยฺโรย ความว่า คนเมื่อเป็นอยู่เกินก็ไม่อาจเป็น อยู่เกิน ๑๐๐ ปี คือเป็นอยู่ ๕๐ ปีบ้าง ๖๐ ปีบ้าง. บทว่า อชฺฌภาสิ ความ ว่า มารคิดว่า พระสมณโคดมกล่าวว่า อายุของเหล่ามนุษย์น้อย จำเราจัก กล่าวว่า อายุนั้นยืนยาวจึงพูดข่มเพราะเป็นผู้ชอบขัดคอ. บทว่า น นํ หิเฬ ได้แก่ ไม่พึงดูหมิ่นอายุนั้นว่าอายุนี้น้อย. บทว่า ขีรมตฺโตว ความว่า เปรียบเหมือนเด็กอ่อนนอนหงายดื่มนม นอนบนเบาะ กลับไปเหมือนไม่รู้สึกตัว บุคคลย่อมไม่คิดว่า อายุของใครน้อย หรือยืนยาว. คนดีก็คิดอย่างนั้น. บทว่า จเรยฺยาทิตฺตสีโสว ได้แก่ รู้ว่าอายุน้อย พึง ประพฤติตัวเหมือนคนมีศีรษะถูกไฟไหม้. จบอรรถกถาปฐมอายุสูตรที่ ๙
หน้า 28 ข้อ 443, 444, 445
๑๐. ทุติยอายุสูตร ว่าด้วยอายุสิ้นไป [๔๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุ- วัน อันเป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต. กรุงราชคฤห์. ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสข้อนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อายุของมนุษย์ทั้งหลายนี้น้อยนัก จำต้องไปสัมปรายภพ ควรทำกุศล ควร ประพฤติพรหมจรรย์ สัตว์ผู้เกิดแล้วจะไม่ตายไม่มีเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คน ที่เป็นอยู่นาน ย่อมเป็นอยู่ได้เพียงร้อยปี หรือที่เกินขึ้นไปก็น้อย ดังนี้. [๔๔๔] ครั้งนั้น มารผู้มีบาป ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า วันคืนย่อมไม่ผ่านพ้นไป ชีวิตย่อม ไม่สิ้นเข้า อายุของสัตว์ทั้งหลาย ย่อม ดำเนินตามไป ดุจกงจรตามทูบรถไป ฉะนั้น. [๔๔๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึง ได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า วันคืนย่อมผ่านพ้นไป ชีวิตย่อมสั้น เข้า อายุของสัตว์ทั้งหลายย่อมสิ้นไป ดุจน้ำแห่งแม่น้ำน้อย ฉะนั้น.
หน้า 29 ข้อ 445
ครั้งนั้น มารผู้มีบาป เป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นแล. จบทุติยอายุสูตร จบ ปฐมวรรคที่ ๑ อรรถกถาทุติยอายุสูตรที่ ๑๐ พึงทราบวินิจฉัยในทุติยอายุสูตที่ ๑๐ บทว่า เนมิว รถกุพฺพรํ ความว่า รถที่แล่นไปทั้งวัน กงล้อก็แล่น ตามไป ไม่ละทูบรถ ฉันใด อายุก็แล่นไปตามฉันนั้น. จบอรรถกถาทุติยอายุสูตรที่ ๑๐ จบปฐมวรรคที่ ๑ รวมพระสูตรในปฐมวรรคนี้มี ๑๐ สูตร คือ ๑. ตโปกรรมสูตร ๒. นาคสูตร ๓. สุภสูตร ๔. ปฐมปาสสูตร ๕. ทุติยปาสสูตร ๖. สัปปสูตร ๗. สุปปติสูตร ๘. นันทนสูตร ๙. ปฐมอายุสูตร ๑๐. ทุติยอายุสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 30 ข้อ 446, 447, 448
ทุติยวรรคที่ ๒ ๑. ปาสาณสูตร มารกลิ้งศิลาขู่พระพุทธเจ้า [๔๔๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในที่แจ้ว ในเวลากลางคืน เดือนมืด และฝนกำลังตกประปรายอยู่. [๔๔๗] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปต้องการจะยังความกลัว ความ หวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า ให้เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเข้าไป ณ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ครั้นแล้ว กลิ้งศิลาก้อนใหญ่ ๆ ไปใกล้ พระผู้มีพระภาคเจ้า. [๔๔๘] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี่มารผู้มีบาป จึงตรัสสำทับกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า แม้ถึงว่าท่านจะพึงกลิ้งภูเขาคิชฌกูฏ หมดทั้งสิ้น ความหวั่นไหวก็จะไม่มีแก่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วโดย ชอบแน่แท้. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง.
หน้า 31 ข้อ 448
ทุติยวรรคที่ ๒ อรรถกถาปาสาณสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปาสาณสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า นิสินฺโน ได้แก่ ประทับนั่ง กำหนดความเพียรตามนัยที่ กล่าวไว้แล้วในสูตรต้น ๆ นั่นแล. แม้มารก็รู้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ประทับนั่งสบาย จึงเข้าไปเฝ้าด้วยหมายจะแกล้ง. บทว่า ปคฺคเฬสิ ความว่า มารยืนที่หลังเขา แงะก้อนหิน ก้อนหินทั้งหลายก็ตกกระทบกัน ไม่ขาดสาย. บทว่า เกวลํ แปลว่า ทั้งสิ้น. แม้ทั้งหมดก็เป็นไวพจน์ของคำว่า เกวลํ นั้นนั่นแล. จบอรรถกถาปาสาณสูตรที่ ๑
หน้า 32 ข้อ 449, 450, 451
๒. สีหสูตร ว่าด้วยบันลือสีหนาท [๔๔๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร- เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล พระองค์แวดล้อมด้วยบริษัทหมู่ใหญ่ ทรงแสดงธรรม อยู่. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้มีความคิดเห็นอย่างนี้ว่า พระสมณโคดม นี้แล แวดล้อมด้วยบริษัทหมู่ใหญ่ แสดงธรรมอยู่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปใกล้ ณ ที่พระสมณโคดมประทับอยู่. เพราะประสงค์จะยังปัญญาจักษุให้พินาศ. [๔๕๐] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเข้าถึง ประทับ ครั้นแล้ว กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ท่านเป็นผู้องอาจในบริษัท บันลือ สีหนาท ดุจราชสีห์ ฉะนั้นหรือ ก็ผู้ที่พอ จะต่อสู้ท่านยังมี ท่านเข้าใจว่าเป็นผู้ชนะ แล้วหรือ. [๔๕๑] พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า ตถาคตเป็นมหาวีรบุรุษ องอาจใน บริษัท บรรลุทสพลญาณ ข้ามตัณหา อันเป็นเหตุข้องในโลกเสียได้ บันลืออยู่ โดยแท้.
หน้า 33 ข้อ 451
ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาสีหสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสีหสูตรที่ ๒ ต่อไป :- บทว่า วิจกฺขุกมฺมาย ได้แก่ เพื่อประสงค์จะทำปัญญาจักษุของ บริษัทให้เสีย. แต่มารนั้น ไม่อาจทำปัญญาจักษุของพระพุทธะทั้งหลายให้เสียได้ ได้แต่ประกาศหรือสำแดงอารมณ์ที่น่ากลัวแก่บริษัท. บทว่า วิชิตาวี นุ มญฺสิ ความว่า ท่านยังสำคัญว่า เราเป็นผู้ชนะอยู่หรือหนอ ท่านอย่าสำคัญ อย่างนี้ ความชนะของท่านไม่มีดอก. บทว่า ปริสาสุ ได้แก่ ในบริษัท ๘. บทว่า พลปฺปตฺตา ได้แก่ ผู้บรรลุทศพลญาณ. จบอรรถกถาสีหสูตรที่ ๒
หน้า 34 ข้อ 452, 453
๓. สกลิกสูตร ว่าด้วยถูกสะเก็ดหิน [๔๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ มัททกุจฉิมิคทายวัน กรุงราชคฤห์. ก็โดยสมัยนั้นแล พระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกสะเก็ดหินเจาะ แล้ว ได้ยินว่า เวทนาทั้งหลาย อันยิ่ง เป็นไปในพระสรีระ เป็นทุกข์ แรงกล้า เผ็ดร้อน ไม่เป็นที่ยินดี ไม่เป็นที่พอพระทัย ย่อมเป็นไปแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์มีพระสติสัมปชัญญะอดกลั้นซึ่งเวทนาเหล่านั้น ไม่กระสับกระส่าย. ลำดับ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งให้ปูผ้าสังฆาฏิเป็น ๘ ชั้น แล้ว สำเร็จสีหไสยา โดยพระปรัศว์เบื้องขวา พระบาทซ้ายเหลิอมพระบาทขวา มี พระสติสัมปชัญญะ. [๔๕๓] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระองค์ถึงที่ประทับ แล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ท่านนอนด้วยความเขลา หรือมัวเมา คิดกาพย์กลอนอยู่ ประโยชน์ทั้งหลาย ของท่านไม่มีมา ท่านอยู่ ณ ที่นอนที่นั่ง อันสงัดแต่ผู้เดียว ตั้งหน้านอนหลับ นี่ อะไร ท่านหลับทีเดียวหรือ.
หน้า 35 ข้อ 454
[๔๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสตอบว่า เราไม่ได้นอนด้วยความเขลา ทั้ง มิได้มัวเมาคิดกาพย์กลอนอยู่ เราบรรลุ ประโยชน์แล้วปราศจากความโศก อยู่ ที่นอนที่นั่ง อันสงัดแต่ผู้เดียว นอนรำพึง ด้วยความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวง. ลูกศรเข้า ไปในอกของชนเหล่าใด เสียบหทัยให้ ลุ่มหลงอยู่ แม้ชนเหล่านั้นในโลกนี้ ผู้มี ลูกศรเสียบอกอยู่ ยังได้ความหลับ เราผู้ ปราศจากลูกศรแล้ว ไฉนจะไม่หลับเล่า. เราเดินทางไปในทางที่มีราชสีห์เป็นต้น มิได้หวาดหวั่น ถึงหลับในที่เช่นนั้นก็ มิได้กลัวเกรง กลางคืนและกลางวัน ย่อม ไม่ทำให้เราเดือดร้อน เราย่อมไม่พบเห็น ความเสื่อมอะไร ๆ ในโลก ฉะนั้น เราผู้ มีความเอ็นดูในสัตว์ทั้งปวงจึงนอนหลับ. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นเอง.
หน้า 36 ข้อ 454
อรรถกถาสกลิกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสกลิกสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า มนฺทิยา นุ เสสิ ได้แก่ ท่านนอนด้วยความเขลา ด้วย ความลุ่มหลง. บทว่า อุทาหุ กาเวยฺยมตฺโต ได้แก่ ก็หรือว่า ท่านนอน เหมือนอย่างกวี นอนครุ่นคิดคำที่จะพึงกล่าว หมกมุ่นด้วยเหตุที่จะพึงแต่งนั้น. บทว่า สมฺปจุรา แปลว่า มาก. บทว่า กิมิทํ โสปฺปเสว ได้แก่ เหตุไร ท่านจึงหลับอย่างนี้เล่า. บทว่า อตฺถํ สเมจฺจ ได้แก่ มาถึงพร้อม คือบรรลุ ประโยชน์แล้ว ด้วยว่า เราไม่มีประโยชน์ [ความต้องการ] ว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้ไม่ เกี่ยวข้อง ก็วิบัติจากผู้เกี่ยวข้องดังนี้. บทว่า สลฺลํ ได้แก่หอกแลลูกศรอันคม. บทว่า ชคฺคํ น สงฺเกมิ ความว่า เราถึงเดินทางก็ไม่ระแวง อย่างคนบางคน เดินไปในทางสีหะเป็นต้น ก็ระแวง. บทว่า นปิ เภมิ โสตฺตุํ ความว่า เราไม่กลัวจะหลับ อย่างคนบางคน กลัวจะหลับ ในทางสีหะเป็นต้น. บทว่า นานุปตนฺติ มา มํ ความว่า คนทั้งหลายไม่เดือดร้อนตามไปกะเรา อย่าง เมื่ออาจารย์หรืออันเตวาสิกเกิดไม่สบาย อันเตวาสิก มัวแต่เล่าเรียนและสอบ ถามเสีย คืนวันล่วงไป ๆ ก็เดือนร้อนถึง ด้วยว่า กิจที่ยังไม่เสร็จไร ๆ ของ เราไม่มี. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า หานึ น ปสฺสามิ กุหิญฺจิ โลเก เราไม่เห็นความเสื่อมในโลกไหน ๆ. จบอรรถกถาสกลิกสูตรที่ ๓
หน้า 37 ข้อ 455, 456, 457
๔. ปฏิรูปสูตร ว่าด้วยทรงตั้งอยู่ในธรรมที่ควรสอน [๔๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ศาลาหลังหนึ่ง ใน พราหมณคาม แคว้นโกศล. ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าแวดล้อมด้วยคฤหัสถ์บริษัท หมู่ใหญ่ทรงแสดงธรรมอยู่. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปได้มีความคิดขึ้นว่า พระสมณโคดมนี้แวดล้อม ด้วยคฤหัสถ์บริษัทหมู่ใหญ่ ทรงแสดงธรรมอยู่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาพระ- สมณโคดมถึงที่ประทับ เพราะประสงค์จะยังปัญญาจักษุให้พินาศ. [๔๕๖] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ท่านพร่ำสอนผู้อื่นด้วยสิ่งใด สิ่งนั้น ไม่สมควรแก่ท่าน เมื่อท่านกล่าวถึงธรรม นั้น อย่าได้ข้องอยู่ในความยินดียินร้าย [๔๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า พระสัมพุทธเจ้ามีปกติอนุเคราะห์ ด้วยจิตอันเกื้อกูล ทรงพร่ำสอนผู้อื่นด้วย สิ่งใด ตถาคตมีจิตหลุดพ้นจากความยินดี ยินร้ายในสิ่งนั้นแล้ว. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง.
หน้า 38 ข้อ 457
อรรถกถาปฏิรูปสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฏิรูปสูตรที่ ๔ ต่อไป :- บทว่า อนุโรธวิโรเธสุ ได้แก่ ในความยินดียินร้าย. บทว่า มา สชฺชิตฺถ ตทาจรํ ได้แก่ อย่ามัวยึดการกล่าวธรรมติดอยู่เลย. ด้วยว่า เมื่อ ท่านกล่าวธรรมกถาอยู่ คนบางพวกถวายสาธุการ ก็เกิดความยินดีในคนพวก นั้น คนบางพวกฟังไม่เคารพ ก็เกิดความยินร้ายในคนพวกนั้น ดังนั้น พระธรรมกถึก ชื่อว่า ข้องอยู่ในความยินดียินร้าย ขอท่านอย่าข้องอย่างนั้นแล มารกล่าวดังนี้. บทว่า ยทญฺมนุสาสติ แปลว่า ย่อมสั่งสอนคนอื่นใด. พระสัมพุทธะ ย่อมอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ชื่อว่า หิตานุกมฺปี ผู้ อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ก็เพราะเหตุที่ทรงอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ เกื้อกูล ฉะนั้น พระตถาคตจึงทรงหลุดพ้นจากความยินดียินร้ายแล. จบอรรถกถาปฏิรูปสูตรที่ ๔
หน้า 39 ข้อ 458, 459, 460
๕. มานสสูตร ว่าด้วยบ่วงใจ [๔๕๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. [๔๕๙] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า บ่วงใดมีใจไปได้ในอากาศ กำลัง เที่ยวไป ข้าพระองค์จักคล้องพระองค์ไว้ ด้วยบ่วงนั้น สมณะ ท่านไม่พ้นเรา. [๔๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราหมดความพอใจในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นของรื่นรมย์ ใจแล้ว แน่ะมาร เรากำจัดท่านได้แล้ว. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง. อรรถกถามานสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมานสสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บ่วงชื่อว่า จรไปในอากาศ เพราะผูกแม้แต่ผู้จรไปในอากาศ. บทว่า ปาโส ได้แก่ บ่วงคือ ราคะ. บทว่า มานโส ได้แก่ ประกอบกับใจ. อรรถกถามานสสูตรที ๕
หน้า 40 ข้อ 461, 462
๖. ปัตตสูตร ว่าด้วยบาตร [๔๖๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้ สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ ก็ ภิกษุเหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสต ลงสดับธรรมอยู่. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้มีความคิดว่า พระสมณโคดมนี้แล ยังภิกษุ ทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยว ด้วยอุปาทานขันธ์ ๕ ก็ภิกษุเหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมา ด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตลงสดับธรรมอยู่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาพระ สมณโคดมถึงที่ประทับ เพื่อประสงค์จะยังปัญญาจักษุให้พินาศ. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นได้วางบาตรเป็นอันมากไว้ในที่กลางแจ้ง. [๔๖๒] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปแปลงเพศเป็นโคเดินไปยังที่บาตร เหล่านั้นวางอยู่. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจึงบอกกะภิกษุอีกรูปหนึ่งว่า ภิกษุ ๆ โคนั้น พึงทำบาตรทั้งหลายให้แตก. เมื่อภิกษุนั้นพูดอย่างนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ภิกษุ นั่นมิใช่โค นั่นเป็นมารผู้มีบาป มาเพื่อประสงค์จะยังปัญญาจักษุของ พวกเธอให้พินาศ.
หน้า 41 ข้อ 463
[๔๖๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมาร ผู้มีบาป จึงตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า พระอริยสาวกย่อมเบื่อหน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ อย่างนี้ว่า เราไม่ใช่นั่น นั่นไม่ใช่ของเรา แม้มารและเสนามารแสวงหาอยู่ในที่ ทั้งปวง ก็ไม่พบอริยสาวผู้เบื่อหน่ายแล้ว อย่างนี้ มีอัตภาพอันเกษมล่วงพ้น. สังโยชน์ทั้งปวงแล้ว. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง.
หน้า 42 ข้อ 463
อรรถกถาปัตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปัตตสูตรที่ ๖ ต่อไป :- บทว่า ปญฺจนฺนํ อุปาทานกฺขนฺธานํ อุปาทาย ความว่า พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงถือเอาอุปาทานขันธ์ ๕ ขึ้นจำแนกแสดง โดยประการต่างๆ ด้วยอำนาจสภาวะและสามัญลักษณะ. บทว่า สนฺทสฺเสติ ได้แก่ ทรงแสดง สภาวะและลักษณะเป็นต้นของขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า สมาทเปติ ได้แก่ ทรงให้ถือไว้. บทว่า สมุตฺเตเชติ ได้แก่ ทรงให้เกิดอุตสาหะในการสมาทาน ถือเอา. บทว่า สมฺปหํเสติ ได้แก่ ทรงให้ผ่องแผ้ว ให้สว่างด้วยคุณที่ แทงตลอดแล้ว. บทว่า อฏฺิกตฺวา แปลว่า ทำให้เป็นประโยชน์ ได้แก่ กำหนดอย่างนี้ว่า เราพึงได้ประโยชน์นี้ แล้วมีความต้องการด้วยเทศนานั้น. บทว่า มนสิกริตฺวา ได้แก่ ตั้งไว้ในจิต. บทว่า สพฺพโส สมนฺนาหริตฺวา ได้แก่ รวบรวมไว้ด้วยจิตที่ทำการนั้นทั้งหมด. บทว่า โอหิตโสตา ได้แก่ ตั้งโสตไว้. บทว่า อชฺโฌกาเส นิกฺขิตฺตา ได้แก่ บาตรที่เหล่าภิกษุวางไว้ กลางแจ้งเพื่อผึ่งแดด. บทว่า รูปํ เวทยิตํ สญฺํ ได้แก่ ขันธ์ ๓ มีรูปเป็นต้นเหล่านั้น ทรงถือเอาสังขารขันธ์ ด้วยบทนี้ว่า ยญฺจ สงฺขตํ. บทว่า เอวํ ตตฺถ วิรชฺชติ ได้แก่ พระอริยสาวกเมื่อเห็นว่า เราไม่เป็นนั่น นั่นไม่ใช่ของเรา ย่อม เบื่อหน่ายในขันธ์เหล่านั้นอย่างนี้. บทว่า เขมตฺตํ ได้แก่ อัตภาพที่มี ความเกษม พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงขณะแห่งผลจิต ด้วยบทนี้. บทว่า อนฺเวสํ ได้แก่ แสวงหาในที่ทั้งปวง กล่าวคือ ภพ กำเนิด คติ ฐิติและ สัตตาวาส. บทว่า นาชฺฌคา ได้แก่ ไม่เห็น. จบอรรถกถาปัตตสูตรที่ ๖
หน้า 43 ข้อ 464, 465
๗. อายตนสูตร ว่าด้วยผัสสายตนะ ๖ [ ๔๖๔ ] ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี. ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยผัสสายตนะ ๖. ก็ภิกษุเหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็ม ใจเงี่ยโสตลงสดับธรรมอยู่. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้มีความคิดว่า พระสมณโคดมนี้แล ยังภิกษุ ทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยว ด้วยผสัสายตนะ ๖ และภิกษุเหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโ่ยชน์ น้อมนึกมา ด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสตลงสดับธรรมอยู่ ถ้ากระไร เราพึงเข้าไป หาพระสมณ- โคดมถึงที่ประทับ เพื่อประสงค์ทำปัญญาจักษุให้พินาศ. [๔๖๕] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครั้นแล้ว ได้ร้องเสียงดังพิลึกพึงกลัว ประดุจแผ่นดินจะถล่ม ในที่ใกล้ พระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งจึงกล่าวกะภิกษุอีกรูปหนึ่งอย่างนี้ว่า ภิกษุ ภิกษุ แผ่นดินนี้เห็นจะถล่มเสียละกระมัง. เมื่อภิกษุนั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ แผ่นดินนี้ย่อมไม่ถล่ม ดูก่อนภิกษุ นั่นมารผู้มีบาปมาแล้ว เพื่อ ประสงค์ทำปัญญาจักษุของพวกเธอให้พินาศ.
หน้า 44 ข้อ 466
[๔๖๖] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า นี้เป็นมาร ผู้มีบาปจึงตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้นนี้เป็นโลกามิสอัน แรงกล้า โลกหมกมุ่นอยู่ในอารม เหล่านี้ ส่วนสาวกของพระพุทธเจ้ามีสติก้าวล่วง โลกามิสนั้น และก้าวล่วงบ่วงมารแล้ว รุ่งเรื่องอยู่ดุจพระอาทิตย์ ฉะนั้น. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้จัก เรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง. อรรถกถาอายตนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอายคนสูตรที่ ๗ ต่อไป :- บทว่า ผสฺสายตนานํ ได้แก่ อายตนะทั้งหลายแห่งผัสสะ ที่ชื่อว่า เป็นไปในทวาร ๖ เพราะอรรถว่า เป็นที่ประชุมโดยสัญชาติ. บทว่า ภยเภรว สทฺทํ ได้แก่ เสียงที่ให้เกิดความกลัว เช่นเสียงเมฆเสียงกลองเสียงฟ้าผ่า. บท ว่า ปวี มญฺเ อุทฺรียติ ได้แก่ ผืนแผ่นดินใหญ่ ได้เป็นประหนึ่งทำ เสียงครืนครั่น. บทว่า เอตฺถ โลโก สมุจฺฉิโต ได้แก่โลกหมกมุ่นในอารมณ์ ๖ เหล่านี้. บทว่า มารเธยฺยํ ได้แก่ วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นที่ตั้งแห่ง มาร. จบอรรถกถาอายตนสูตรที่ ๗
หน้า 45 ข้อ 467, 468, 469
๘. ปิณฑิกสูตร ว่าด้วยมารดลใจไม่ให้ใส่บิณฑบาต [๔๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ บ้านพราหมณ์ ในปัญจสาลคาม แคว้นมคธ. ก็สมัยนั้นแล ที่บ้านพราหมณ์ ในปัญจสาลคาม มีนักขัตฤกษ์แจก ของแก่พวกเด็ก ๆ ครั้นรุ่งเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงครองแล้ว ทรงถือบาตร และจีวรเสด็จเข้าไปสู่บ้านพราหมณ์ในปัญจสาลคามเพื่อบิณฑบาต. ก็โดยสมัยนั้นแล พราหมณ์ผู้คฤหบดีชาวปัญจสาลคามถูกมารผู้มีบาป เข้าดลใจ ด้วยประสงค์ว่า พระสมณโคดมอย่าได้บิณฑบาตเลย. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าสู่บ้านพราหมณ์ในปัญจสาลคามเพื่อ บิณฑบาตด้วยบาตรเปล่าอย่างใด ก็เสด็จกลับมาด้วยบาตรเปล่าอย่างนั้น. [๔๖๘] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว จึงกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สมณะ ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า แน่ะมารผู้มีบาป ท่านได้กระทำให้เราไม่ ได้บิณฑบาตมิใช่หรือ. มารผู้มีบาปกราบทูลว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จ เข้าไปสู่บ้านพราหมณ์ในปัญจสาลคาม เพื่อบิณฑบาตครั้งที่สองอีกเถิด พระ- เจ้าข้า ข้าพระองค์จักการทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้บิณฑบาต. [๔๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มารมาขัดขวางตถาคต ได้ประสบ สิ่งมิใช่บุญแล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่าน เข้าใจว่า บาปย่อมไม่ให้ผลแก่เรา ฉะนั้น
หน้า 46 ข้อ 469
หรือพวกเราไม่มีความกังวล ย่อมอยู่เป็น สุขสบายหนอ พวกเราจักมีปีติเป็นภักษา ดุจอาภัสสรเทพ ฉะนั้น. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปเป็นทุกข์เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรู้ จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง. อรรถกถาปิณฑิกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปิณฑิกสูตรที่ ๘ ต่อไป :- บทว่า ปาหุนกานิ ภวนฺติ ความว่า ของขวัญที่พึงส่งไปในที่นั้นๆ ในงานนักขัตฤกษ์เห็นปานนั้นหรือไทยทานเป็นบรรณาการสำหรับต้อนรับแขก [อาคันตุกะ] ได้ยินว่า วันนั้นเป็นวันเที่ยวเตร่กันตามลำพัง [เสรี] พวกหนุ่มๆ ที่มีวัยและชาติเสมอกันอันตระกูลคุ้มครองแล้วก่ออกไปชุมนุมกัน. แม้พวกสาว ก็แต่งตัวด้วยเครื่องตกแต่งอันเหมาะแก่สมบัติตน ๆ เที่ยวเตร่กันไปในที่นั้น ๆ ในจำพวกหนุ่มสาวเหล่านั้น แม้พวกสาว ๆ ก็ส่งของขวัญ ให้แก่พวกหนุ่ม ๆ ที่ ตนพอใจ. ถึงพวกหนุ่มๆ ก็ส่งของขวัญให้พวกสาว ๆ เหมือนกัน. เมื่อไม่มีของ ขวัญอย่างอื่น โดยที่สุดก็คล้องแม้ด้วยพวงมาลัย. บทว่า อนฺวาวิฏฺา ได้แก่ เข้าไปสิงแล้ว. ได้ยินว่า วันนั้น พวกสาว ๕๐๐ คน กำลังเดินไปเล่นใน สวน พบพระศาสดาสวนทางมาก็พึงถวายขนมอ่อน. พระศาสดาจึงทรงแสดง ธรรมเบ็ดเตล็ด เพื่ออนุโมทนาทานของพวกสาวเหล่านั้น. เมื่อจบเทศนา พวก สาวทั้งหมดพึงตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ดังนั้น มารจึงเข้าดลใจ ด้วยหมายจักทำ อันตรายแก่สมบัตินั้น. แต่ในบาลี ท่านกล่าวไว้เพียงว่า ขอพระสมณโคดม อย่าได้อาหารเลย.
หน้า 47 ข้อ 469
ถามว่า พระศาสดาไม่ทรงทราบการดลใจของมารหรือจึงเสด็จเข้าไป. ตอบว่าใช่ไม่ทรงทราบ. เพราะเหตุไร. เพราะไม่ทรงนึกไว้. จริงอยู่ การนึก ว่าเราจักได้หรือไม่ได้อาหารในที่โน้น ดังนี้ ไม่สมควรแก่พระพุทธทั้งหลาย. ก็พระศาสดาเสด็จเข้าไปแล้ว ทรงเห็นความผิดแผกแห่งการปฏิบัติของเหล่าผู้คน ทรงนึกว่า นี้อะไรกัน ก็ทรงทราบ ทรงพระดำริว่า การทำลายการดลใจของ มาร เพื่ออามิสไม่สมควร จึงไม่ทรงทำลายเสด็จออกไปเสีย. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารดีใจเหมือนชนะศัตรู จึงแปลงเพศ เป็นชาวบ้านเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่ได้อาหารแม้เพียงทัพพีเดียว ในบ้านทั้งสิ้น กำลังเสด็จออกไปจากหมู่บ้าน. คำว่า ตถาหํ กริสฺสามิ นี้เป็น คำที่มารพูดเท็จ ได้ยินว่า มารนั้นคิดอย่างนี้ว่า เมื่อเรากล่าวอย่างนี้แล้ว พระ- สมณโคดมเสด็จเข้าไปอีก ที่นั้น พวกเด็กชาวบ้านก็จักพูดเยาะเย้ยเป็นต้นว่า พระสมณโคดมเที่ยวไปทั่วบ้าน ไม่ได้ภิกษาแม้แต่ทัพพีเดียว ออกจากหมู่บ้าน แล้วยังเสด็จเข้าไปอีก ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ถ้ามารนี้ จักเบียดเบียนเราอย่างนี้ ศีรษะของเขาก็จักแตก ๗ เสี่ยงแน่ จึงไม่เสด็จเข้าไป ด้วยทรงเอ็นดูในมารนั้นจึงตรัส ๒ พระคาถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสวิ ได้แก่ให้เกิด คือให้เกิดขึ้น. บทว่า อาสชฺช นํ ได้แก่ขัดขวาง คือ กระทบแล้ว. ด้วยบทว่า น เม ปาปํ วิปจฺจติ ทรงแสดงว่าท่านยังจะสำคัญอยู่อย่างนี้หรือว่า บาปจะไม่ให้ผลแก่เรา คือบาป นั้นไม่มีผล ท่านอย่าสำคัญอย่างนั้น ผลของบาปที่ท่านทำมีอยู่ ดังนี้. บทว่า กิญฺจนํ ได้แก่ ข่ายคือกิเลสมีกิเลสเครื่องกังวลคือราคะเป็นต้น ที่สามารถย่ำยีได้. บทว่า อาภสฺสรา ยถา ความว่า เราจักเป็นเหมือนเหล่าเทวดาชั้นอาภัสสระ ที่ดำรงอัตภาพด้วยฌานที่มีปิติ ชื่อว่ามีปีติเป็นภักษาหาร. จบอรรถกถาปิณฑิกสูตรที่ ๘
หน้า 48 ข้อ 470, 471
๙. กัสสกสูตร ว่าด้วยมารแปลงเพศเป็นชาวนา [๔๗๐] สาวัตถีนิทาน. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้ สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาเกี่ยวด้วยพระนิพพาน และ ภิกษุเหล่านั้นทำในใจให้สำเร็จประโยชน์ น้อมนึกมาด้วยความเต็มใจ เงี่ยโสต ลงสดับธรรมอยู่. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปได้มีความคิดว่า พระสมณโคดมนี้แล ทรงยัง ภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา เกี่ยวด้วยพระนิพพาน ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปใกล้พระสมณโคดมถึงที่ประทับ เพื่อทำปัญญาจักษุให้พินาศ. [๔๗๑] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปจึงนิรมิตเพศเป็นชาวนาแบกไถใหญ่ ถือปฏักมีด้ามยาว มีผมยาวรุงรังปกหน้าปกหลัง นุ่งผ้าเนื้อหยาบ เท้าทั้งสอง เปื้อนโคลน เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่สมณะ ท่านได้เห็นโคทั้งหลายบ้างไหม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า แน่ะมารผู้มีบาป ท่านจะต้องการ อะไรด้วยโคทั้งหลายเล่า. มารกราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณะ จักษุเป็นของเราแท้ รูปก็เป็น ของเรา อายตนะคือวิญญาณอันอาศัยจักษุสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเรา ไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ โสตเป็นของเรา เสียงเป็นของเรา อายตนะคือ วิญญาณอันอาศัยโสตสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ จมูกเป็นของเรา กลิ่นเป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันอาศัยฆานสัมผัส
หน้า 49 ข้อ 472
ก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ ลิ้นเป็นของเรา รสเป็น ของเรา อายตนะคือวิญาณอันอาศัยชิวหาสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเรา ไปไหนพ้น ข้าแต่สมณะ กายเป็นของเรา โผฏฐัพพะเป็นของเรา อายตนะ คือวิญญาณอันอาศัยกายสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น ข้าแต่ สมณะ ใจเป็นของเรา ธรรมารมณ์เป็นของเรา อายตนะคือวิญญาณอันอาศัย มโนสัมผัสก็เป็นของเรา ท่านจะหนีเราไปไหนพ้น. [๔๗๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป จักษุเป็น ของท่าน รูปเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันอาศัยจักษุสัมผัสก็เป็นของ ท่านแท้ ดูก่อนมารผู้มีบาป แต่ในที่ใด ไม่มีจักษุ ไม่มีรูป ไม่มีอายตนะ คือวิญญาณอันอาศัยจักษุสัมผัส ที่นั้นมิใช่ทางดำเนินของท่าน โสตเป็นของท่าน เสียงเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันอาศัยโสตสัมผัสก็เป็นของท่าน แต่ใน ที่ใด ไม่มีโสต ไม่มีเสียง ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันอาศัยโสตสัมผัส ที่นั้น มิใช่ทางดำเนินของท่าน จมูกเป็นของท่าน กลิ่นเป็นของท่าน อายตนะคือ วิญญาณอันอาศัยฆานสัมผัสเป็นของท่าน ฯลฯ ลิ้นเป็นของท่าน รสเป็น ของท่าน อายตนะคือวิญาณอันอาศัยชิวหาสัมผัสเป็นของท่าน ฯลฯ กายเป็น ของท่าน โผฏฐัพพะเป็นของท่าน อายตนะคือวิญญาณอันอาศัยกายสัมผัสเป็น ของท่าน ฯลฯ ใจเป็นของท่าน ธรรมารมณ์ทั้งหลายเป็นของท่าน อายตนะ คือวิญญาณอัน อาศัยมโนสัมผัสก็เป็นของท่าน แต่ในที่ใด ไม่มีใจ ไม่มี ธรรมารมณ์ ไม่มีอายตนะคือวิญญาณอันเกิดแต่มโนสัมผัส ที่นั้นมิใช่ทาง ดำเนินของท่าน.
หน้า 50 ข้อ 473, 474
[๔๗๓] มารกราบทูลว่า ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใดว่า นี้ของ เรา และกล่าวว่า นี้เป็นเรา ถ้าใจของท่าน มีอยู่ในสิ่งนั้น ข้าแต่สมณะ ท่านก็จะไม่ พ้นเราไปได้. [๔๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ชนเหล่าใดกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้นไม่ มีแก่เรา ชนเหล่าใดกล่าว ชนเหล่านั้น ไม่ใช่เรา ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้ อย่างนี้ ท่านย่อมไม่เห็นแม้ทางของเรา. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง. อรรถกถากัสสกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกัสสกสูตรที่ ๙ ต่อไป :- บทว่า นิพฺพานปฏิสํยุตฺตาย ได้แก่ ที่อ้างพระนิพพานเป็นไปแล้ว. บทว่า ทฏหฏเกโส ได้แก่ นำผมหน้าไว้ข้างหลัง นำผมหลังไว้ข้างหน้า นำผมข้างซ้ายไว้ข้างขวา นำผมข้างขวาไว้ข้างซ้าย ชื่อว่า มีผมกระจายยุ่งเหยิง บทว่า มม จกฺขุสมฺผสฺสวิญฺาณายตนํ ได้แก่ จักษุสัมผัสที่ประกอบด้วย จักขุวิญญาณ. จักษุสัมผัสนั้นก็ดี วิญญาณายตนะก็ดี เป็นของเรา. ก็ในคำว่า มเมว ของเรานี้ ท่านถือเอาธรรมทั้งหลายที่ประกอบด้วยวิญญาณ ด้วยจักษุสัมผัส
หน้า 51 ข้อ 474
ถือเอาวิญญาณทั้งหลายมีอาวัชชนจิตเป็นต้น ที่เกิดในจักษุทวารแม้ทั้งหมด ด้วยวิญญาณายตนะ. ถึงในโสตทวารเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. แต่ในมโนทวาร ภวังคจิต เป็นไปโดยการรับอารมณ์ ชื่อว่ามโน. ธรรมที่เป็นอารมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่า ธรรม. สัมผัสที่ประกอบด้วยภวังคจิตอันเป็นไปด้วยอาวัชชนะ ชื่อว่า มโนสัมผัส. ชวนจิต ชื่อว่า วิญญาณายตนะ แม้ตทารัมมณะก็เป็นไป. บทว่า ตเวว ปาปิม จกฺขุํ ความว่า จักษุใด อันโรคที่ทำความมืด เป็นต้นในโลกเข้าขัดขวาง เป็นบ่อเกิดแห่งโรคมากอย่าง ทำให้แห้งให้กระด้าง ๆ โดยที่สุด ตาก็บอด เหตุนั้น จักษุนั้นทั้งหมดเป็นอย่างนั้นนั่นแหละ. แม้ในรูป เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ยํ วทนฺติ จ ความว่า บุคคลเหล่าใดกล่าวถึง สิ่งใด ว่านี้เป็นของเรา. บทว่า มมนฺติ จ ความว่า และบุคคลเหล่าใดกล่าวว่า ของเรา. บทว่า เอตฺถ เจ เต มโน อตฺถิ ความว่า ผิว่า จิตของท่านมีอยู่ใน ฐานะเหล่านี้ไซร้. บทว่า น เม สมณ โมกฺขิสิ แปลว่า ท่านจักไม่หลุดพ้น จากวิสัยของเรา. บทว่า ยํ วทนฺติ ความว่า บุคคลทั้งหลายกล่าวถึงสิ่งใด สิ่งนั้น ไม่ใช่ของเรา. บทว่า เย วทนฺติ ความว่า บุคคลแม้เหล่าใดกล่าว อย่างนี้ บุคคลเหล่านั้นก็ไม่ใช่เรา. บทว่า น เม มคฺคมฺปิ ทกฺขสิ ความว่า ท่านก็ไม่เห็นแม้แต่ทางไปของเรา ในภพกำเนิดและคติเป็นต้น. จบอรรถกถากัสสกสูตรที่ ๙
หน้า 52 ข้อ 475, 476
๑๐. รัชชสูตร ว่าด้วยมารเชิญให้เสวยราชสมบัติ [๔๗๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กระท่อมอัน ตั้งอยู่ในป่า ในประเทศหิมวันต์ แคว้นโกศล. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ พักผ่อนอยู่ในที่ลับได้ทรง ปริวิตกว่า เราจะสามารถเสวยรัชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำผู้อื่นให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ให้เขาทำผู้อื่นให้เสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ทำให้ผู้อื่นเศร้าโศกได้หรือไม่. [๔๗๖] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยจิตแล้ว เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้น แล้วจึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงเสวย รัชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยรัชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่ เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ให้เขา ทำคนอื่นให้เสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ท่าให้ผู้อื่นเศร้าโศก. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านเห็นอะไรของเรา ทำไมจึงได้พูดกะเราอย่างนี้ว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสวยรัชสมบัติเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตจงเสวยรัชสมบัติโดยธรรม โดยที่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ทำให้ผู้อื่นเสื่อมเอง ไม่ใช้ให้เขาทำผู้อื่นให้เสื่อม ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ทำให้ผู้อื่นเศร้าโศก. มารกราบทูลว่า พระเจ้าข้า อิทธิบาททั้ง ๔ พระองค์ทรงบำเพ็ญให้ เจริญ กระทำให้มาก กระทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็นวัตถุที่ตั้ง กระทำไม่หยุด สั่งสมปรารภด้วยดีแล้ว พระเจ้าข้า ก็เมื่อพระองค์ทรงพระประสงค์ ทรง
หน้า 53 ข้อ 477
อธิษฐานภูเขาหลวงชื่อหิมพานต์ให้เป็นทองคำล้วน ภูเขานั้นก็พึงเป็นทองคำ ล้วน. [๔๗๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะมารด้วยพระคาถาว่า ภูเขาทองคำล้วนมีสีสุกปลั่ง ถึง สองเท่าก็ยังไม่พอแก่บุคคลหนึ่ง บุคคล ทราบดังนี้แล้ว พึงประพฤติสงบ ผู้ใดได้ เห็นทุกข์มีกามเป็นเหตุแล้ว ไฉนผู้นั้นจะ พึงน้อมใจไปในกามเล่า บุคคลทราบอุปธิ ว่าเป็นเครื่องข้องในโลกแล้ว พึงศึกษา เพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง รู้จักเรา พระสุคตทรงรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง. จบรัชชสูตร จบทุติยวรรคที่ ๒
หน้า 54 ข้อ 477
อรรถกถารัชชสูตร พึงทราบวินิจฉัยในรัชชสูตรที่ ๑๐ ต่อไป :- บทว่า อหนํ อฆาฏยํ ได้แก่ไม่เบียดเบียนเอง ไม่ใช้ให้เขาเบียด เบียน. บทว่า อชินํ อชาปยํได้แก่ไม่ทำความเสื่อมทรัพย์เอง ไม่ใช้ให้ เขาทำความเสื่อม. บทว่า อโสจํ อโสจาปยํ ได้แก่ไม่เศร้าโศกเอง ไม่ทำ ให้เขาเศร้าโศก. เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นมนุษย์ทั้งหลาย ถูกผู้ ลงโทษเบียดเบียน ในรัชสมัยของเหล่าพระราชาผู้ไม่ทรงธรรม จึงทรง พระดำริอย่างนี้ ด้วยอำนาจความกรุณา. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มาร คิคว่าพระสมณโคดม ทรงดำริว่า เราอาจครองราชสมบัติได้ คงจักอยากครอง ราชสมบัติ ก็ขึ้นชื่อว่าราชสมบัตินี้เป็นฐานที่ตั้งแห่งความประมาท เมื่อทรง ครองราชสมบัติ เราอาจได้พบความผิดพลาด จำเราจักไปทำให้พระองค์เกิดความ อุตสาหะ ดังนี้จึงเข้าไปเฝ้า. บทว่า อิทฺธิปาทา ได้แก่ส่วนที่ให้สำเร็จ. บทว่า ภาวิตา ได้แก่ให้เจริญแล้ว. บทว่า พหุลีกตา ได้แก่กระทำบ่อย ๆ. บทว่า ยานีกตา ได้แก่การทำให้เป็นดุจยานที่เทียมไว้แล้ว. บทว่า วตฺถุกตา ได้ แก่กระทำให้มีที่ตั้ง เพราะอรรถาว่าเป็นที่ตั้ง. บทว่า อนุฏฺิตา ได้แก่ ไม่ ละแล้ว ติดตามอยู่เป็นนิตย์. บทว่า ปริจิตา ได้แก่สั่งสมดี ด้วยการกระทำ ติดต่อกัน คือชำนาญเหมือนฝีมือยิงธนูไม่พลาดของนักแม่นธนู. บทว่า สุสมา รทฺธา ได้แก่ เริ่มพร้อมดีแล้วมีภาวนาบริบูรณ์แล้ว. บทว่า อธิมุจฺเจยฺย ได้แก่พึงคิด. บทว่า ปพฺพตสฺส แก้เป็น ปพฺพโต ภเวยฺย พึงมีภูเขา. บท ทฺวิตาว ความว่า ภูเขาลูกเดียวยกไว้ก่อน ภูเขาทองขนาดใหญ่เพียงนั้นแม้
หน้า 55 ข้อ 477
สองเท่า ก็ยังไม่พอคือไม่พอความต้องการสำหรับคน ๆ เดียวได้. บทว่า อิติ วิทฺธา สมญฺจเร ได้แก่ เมื่อรู้อย่างนี้ พึงพระพฤติสม่ำเสมอ. บทว่า ยโตนิทานํ ได้แก่ขึ้นชื่อว่าทุกข์มีกามคุณ ๕ เป็นเหตุ. สัตว์ใดได้เห็น อย่างนี้ว่า ทุกข์นั้นมีกามคุณใดเป็นเหตุ. บทว่า กถํ นเมยฺย ความว่า สัตว์ นั้นพึงน้อมไปในกามเหล่านั้นอันเป็นต้นเหตุแห่งทุกข์ เพราะเหตุอะไร. บทว่า อุปธึ วิทิตฺวา ความว่า รู้อุปธิคือกามคุณอย่างนี้ว่า นั่นเป็นเครื่องข้อง นี่ก็ เป็นเครื่องข้อง. บทว่า ตสฺเสว ชนฺตุ วินยาย สิกฺเข ความว่าพึงศึกษา เพื่อกำจัดอุปธินั้นนั่นแลเสีย ดังนี้. จบอรรถกถารัชชสูตรที่ ๑๐ ทุติยวรรคที่ ๒ รวมพระสูตรในวรรคที่ ๒ นี้มี ๑๐ สูตร คือ ๑. ปาสาณสูตร ๒. สีหสูตร ๓. สกลิกสูตร ๔. ปฎิรูปสูตร ๕. มานสสูตร ๖. ปัตตสูตร ๗. อายตนสูตร ๘. ปิณฑิกสูตร ๙. กัสสกสูตร ๑๐. รัชชสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 56 ข้อ 478, 479
ตติยวรรคที่ ๓ ๑. สัมพหุลสูตร มารกวนภิกษุ [๔๗๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่นครศิลาวดี ในแคว้นสักกะ. ก็สมัยนั้นแล ภิกษุมากด้วยกัน เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ใจมั่นอยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. [๔๗๙] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปนิรมิตเพศเป็นพราหมณ์มุ่นชฎาใหญ่ นุ่งหนังเสือ แก่ หลังโกง หายใจเสียงดังครืดคราด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหาภิกษุเหล่านั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ท่าน บรรพชิตผู้เจริญทั้งหลายล้วนแต่เป็นคนหนุ่มกระชุ่มกระชวย มีผมดำ ประกอบ ด้วยความหนุ่มแน่น ยังอยู่ในปฐมวัยไม่เบื่อในกามารมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจง บริโภคกามอันเป็นของมนุษย์ อย่าละผลอันเห็นเอง วิ่งไปสู่ผลชั่วคราวเลย. ภิกษุเหล่านั้น ตอบว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเราย่อมไม่ละผลอันเห็นเอง วิ่งไปสู่ผลชั่วคราว แต่เราทั้งหลายละผลชั่วคราววิ่งไปสู่ผลอันเห็นเอง ดูก่อน พราหมณ์ เพราะว่ากามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นของชั่วคราว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามทั้งหลายมีมากยิ่ง ธรรมนี้มีผลอัน เห็นเองให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นของควรเรียกกันมาดู ควรน้อมมาไว้ในตน อัน วิญญูชนทั้งหลายพึงรู้ได้เฉพาะตน.
หน้า 57 ข้อ 480
เมื่อภิกษุเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว มารผู้มีบาปจึงสั่นศีรษะ แลบลิ้น ทำหน้าขมวดเป็นสามรอย จดจ้องไม้เท้าหลีกไป. [๔๘๐] ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ ประทับถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ภิกษุ เหล่านั้นครั้นนั่งแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ ทั้งหลายเป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญความเพียร ตั้งใจมั่น อยู่ในที่ใกล้พระองค์ ณ ที่นี้พระเจ้าข้า มีพราหมณ์คนหนึ่ง มุ่นชฎาใหญ่ นุ่งหนังเสือ เป็นคนแก่ หลังโกง หายใจเสียงดังครืดคราด ถือไม้เท้าทำด้วยไม้มะเดื่อ เข้าไปหาข้า พระองค์ยิ่งที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะข้าพระองค์ว่า ท่านบรรพชิตผู้เจริญทั้งหลาย ล้วนแต่เป็นคนหนุ่มกระชุ่มกระชวย มีผมดำ ประกอบด้วยความหนุ่มแน่น ยัง อยู่ในปฐมวัยไม่เบื่อในกามารมณ์ทั้งหลาย ขอท่านจงบริโภคกามอันเป็นของ มนุษย์ อย่าละผลอันเห็นเอง วิ่งไปสู่ผลชั่วคราวเลย พระเจ้าข้า เมื่อพราหมณ์ กล่าวอย่างนี้แล้ว พวกข้าพระองค์ได้กล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเราย่อมไม่ละผลอันเห็นเอง วิ่งไปสู่ผลชั่วคราว แต่พวกเราละผลชั่วคราว วิ่งไปสู่ผลอันเห็นเอง ดูก่อนพราหมณ์ เพราะกามทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า เป็นของชั่วคราว มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก โทษในกามทั้ง หลายนั้นมีมากยิ่ง ธรรมนี้มีผลอันเห็นเอง ให้ผลไม่จำกัดกาล เป็นของควร ยกมาดู ควรน้อมไว้ในตน อันวิญญูชนทั้งหลายพึงรู้เฉพาะตน พระเจ้าข้า เมื่อข้าพระองค์กล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์นั้นสั่นศรีษะ. แลบลิ้น ทำหน้าขมวด เป็นสามรอย จดจ้องไม้เท้าหลีกไป.
หน้า 58 ข้อ 481
[๔๘๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั้นมิใช่ พราหมณ์ นั้นเป็นมารผู้มีบาป มาเพื่อประสงค์จะทำปัญญาจักษุของพวกเธอให้ พินาศ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงภาษิต พระคาถานี้ในเวลานั้นว่า ผู้ใดได้เห็นทุกข์มีกามเป็นเหตุแล้ว ไฉนผู้นั้นจะพึงน้อมใจไปในกามเล่า บุคคล ผู้ทราบอุปธิว่า เป็นเครื่องข้องอยู่ในโลก แล้ว พึงศึกษาเพื่อกำจัดอุปธินั้นเสีย.
หน้า 59 ข้อ 481
ตติยวรรคที่ ๓ อรรถกถาสัมพหุลสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัมพหุลสูตรที่ ๑ วรรคที่ ๓ ต่อไป:- บทว่า ชฏณฺฑุเวน ได้แก่เทริดเซิงผม. บทว่า อชินกฺขิปนิวตฺโถ ได้แก่หนึ่งเสือที่มีเล็บเท้างาม นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง. บทว่า อุทุมฺพรทณฺฑํ ได้แก่ถือไม้เท้าไม้มะเดื่อ คดนิดหน่อย เพื่อประกาศความเป็นผู้มักน้อย. บทว่า เอตทโวจ ความว่า มารถือเพศนักบวชพราหมณ์แก่ เพราะเป็นนักบวชใน จำพวกพราหมณ์ก็ดี เป็นผู้แก่ในจำพวกนักบวชก็ดี ด้วยเข้าใจว่าธรรมดาถ้อยคำ ของพราหมณ์ รับฟังกันด้วยดีในโลก แล้วเข้าไปหาภิกษุเหล่านั้น ผู้ทำกิจ ณ ที่สำหรับทำความเพียร ยกมือทั้งสองขึ้น ได้กล่าวคำว่า ทหรา ภวนฺโต เป็นต้นนั้น. บทว่า โอกมฺเปตฺวา แปลว่า เอาคางจดท้องค้อมตัวตัวลงต่ำ. บทว่า ชิวฺหํ นิลฺลาเฬตฺวา ได้แก่แลบลิ้นใหญ่รับคำข้าว เสียไปสองข้าง ทั้งข้างบนทั้งข้างล่าง. บทว่า ติวิสาขํ ได้แก่ ๓ รอย. บทว่า นลาฏิกํ ความ ว่ารอยย่น ปรากฏที่หน้าผากอันสยิ้ว. บทว่า ปกฺกามิ ความว่า พราหมณ์แก่ กล่าวว่า พวกท่านไม่เชื่อคำของผู้รู้ จงเข้าไปที่เร้นของตนเถิด แล้วจับทาง ไปทางหนึ่ง. จบอรรถกถาสัมพหุลสูตรที่ ๑
หน้า 60 ข้อ 482, 483, 484
๒. สมิทธิสูตร ว่าด้วยมารขู่พระสมิทธิ [๔๘๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่กรุงศิลาวดี แคว้นสักกะ. ก็สมัยนั้นแล ท่านสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. ครั้งนั้นแล ท่านสมิทธิผู้พักผ่อนอยู่ในที่ลับ มีความปริวิตกแห่งจิต เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นพระศาสดาของเรา เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัย อันพระศาสดาตรัสดีแล้วอย่างนี้ เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้เพื่อนพรหมจรรย์ อันมีศีลมีกัลยาณธรรม. [๔๘๓] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปทรามความปริวิตกแห่งจิตของท่าน สมิทธิด้วยจิตแล้ว เข้าไปหาท่านสมิทธิถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว จึงทำเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียวประดุจแผ่นดินจะถล่ม ณ ที่ใกล้ท่านสมิทธิ. [๔๘๔] ลำดับนั้น ท่านสมิทธิเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ท่าน สมิทธิครั้นนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งแล้ว จึงได้กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น อยู่ในที่ใกล้พระองค์ ณ ที่นี้ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์อยู่ในที่ลับเร้น มีความปริวิตกแห่งจิตเกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้พระอรหันต์ผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นพระศาสดา ของเรา เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้บวชในพระธรรมวินัยอันพระศาสดาตรัส ดีแล้วอย่างนี้ เป็นลาภของเราดีแท้ที่เราได้เพื่อนพรหมจรรย์ อันมีศีลมีกัลยาณ-
หน้า 61 ข้อ 485, 486, 487
ธรรม พระเจ้าข้า ขณะนั้น ก็ได้มีเสียงดังน่ากลัว น่าหวาดเสียวประดุจแผ่นดิน จะถล่ม เกิดขึ้นในที่ใกล้ข้าพระองค์. [๔๘๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สมิทธิ นั้นไม่ใช่แผ่นดินจะถล่ม นั้นเป็นมารผู้มีบาปมาเพื่อประสงค์จะทำปัญญาจักษุของเธอให้พินาศ เธอจง ไปเถิด สมิทธิ จงเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่นอยู่ในที่นั้นตาม เดิมเถิด. ท่านสมิทธิรับพระดำรัสแล้วลุกขึ้นจากอาสนะ ถวายอภิวาทพระผู้มี พระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วหลีกไป. [๔๘๖] แม้ครั้งที่สอง ท่านสมิทธิเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่นอยู่ในที่นั้นนั่นเอง แม้ในครั้งที่สอง ท่านสมิทธิไปในที่ลับเร้นอยู่ มีความปริวิตกเกิดขึ้นอย่างนี้ ฯลฯ แม้ในครั้งที่สอง มารผู้มีบาปทราบความ ปริวิตกแห่งจิตของท่านสมิทธิด้วยจิตแล้ว ฯลฯ จึงทำเสียงดังน่ากลัว น่า- หวาดเสียวประดุจแผ่นดินจะถล่ม ณ ที่ใกล้ท่านสมิทธิ. [๔๘๗] ลำดับนั้น ท่านสมิทธิทราบว่า ผู้นี้เป็นมารผู้มีบาป จึงกล่าว กะมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า เราหลีกออกจากเรือนบวชเป็นผู้ไม่มี เรือนด้วยศรัทธา สติและปัญญาของเรา เรารู้แล้ว อนึ่ง จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว ท่านจักบันดาลรูปต่างๆ อันน่ากลัวอย่างไร ก็จักไม่ยังเราให้หวาดกลัวได้เลยโดยแท้. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า ภิกษุสมิทธิรู้จักเรา ดังนี้ ได้หายไปในที่นั้นนั่นเอง.
หน้า 62 ข้อ 487
อรรถกถาสมิทธิสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสมิทธิสูตรที่ ๒ ต่อไป:- บทว่า ลาภา เม กต สุลทฺธํ วต เม ความว่า เป็นลาภของเรา เราได้ดีแล้ว เพราะเราได้พระศาสดา พระธรรม และเพื่อนพรหมจารีเห็นปาน นั้น. ได้ยินว่า ท่านสมิทธินั้น ภายหลัง พิจารณามูลกัมมัฏฐานแล้ว ก็ยืด กัมมัฏฐานที่น่าเลื่อมใสไว้ก่อน ด้วยหมายจะยึดเอาพระอรหัตให้ได้ ระลึกคุณ ของพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ ให้เกิดความที่จิตเหมาะแล้ว นั่ง ทำจิตให้ร่าเริงยินดี ด้วยเหตุนั้น ท่านสมิทธินั้นจึงคิดอย่างนี้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารคิดว่า พระภิกษุสมิทธินี้ ก็เป็นเช่นเดียวกับ ภิกษุที่นั่งถือกัมมัฏฐาน ที่น่าเลื่อมใส ตราบใด ยังถือเอาพระอรหัตไม่ได้ ตราบนั้น จำเราจักทำ อันตรายแก่เธอ ดังนี้ แล้วจึงเข้าไปหา. บทว่า คจฺฉ ตฺวํ ความว่า พระศาสดา ทรงตรวจดูทั่วชมพูทวีป ทรงพบว่า กัมมัฏฐานจักเป็นสัปปายะสำหรับภิกษุนั้น ในที่นั้นนั่นแล เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า สติ ปญฺา จ เม พุทฺธา ความว่า เรารู้สติและปัญญาของเรา. บทว่า กามํ กรสฺสุ รูปานิ ได้แก่ ท่านจะทำรูป ที่น่ากลัวแม้มากมาย. บทว่า เนว มํ พฺยาธยิสฺสสิ ได้แก่ ท่านไม่ทำเราให้หวั่นไหวได้. จบอรรถกถาสมิทธิสูตรที่ ๒
หน้า 63 ข้อ 488, 489
๓. โคธิกสูตร ว่าด้วยพระโคธิกะปรินิพพาน [๔๘๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อัน เป็นสถานที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล ท่านโคธิกะ อยู่ที่กาฬศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ. [๔๘๙] ครั้งนั้นแล ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น ได้บรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ ภายหลังท่านโคธิกะได้เสื่อมจาก เจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๒ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มี ความเพียร ตั้งใจมั่น ได้บรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๒ ก็ได้ เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๓ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่นอยู่. ได้บรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๓ ก็ ได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๔ ท่านโคธิกะเป็นผู้ไม่ ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น ได้บรรลุเจโตวิมุติอัน เป็นโลกีย์ แม้ในครั้ง ที่ ๔ ก็ได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๕ ท่านโคธิกะเป็นผู้ ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น ได้บรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ แม้ใน ครั้งที่ ๕ ก็ได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๖ ท่านโคธิกะ เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น ได้บรรลุเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ แม้ในครั้งที่ ๖ ก็ได้เสื่อมจากเจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์นั้น แม้ครั้งที่ ๗ ท่าน โคธิกะเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร ตั้งใจมั่น ก็ได้บรรลุเจโควิมุตติอันเป็น โลกีย์อีก.
หน้า 64 ข้อ 490, 491
ครั้งนั้นแล ท่านโคธิกะได้เกิดความคิดอย่างนี้ว่า เราได้เสื่อมจาก เจโตวิมุตติอันเป็นโลกีย์ถึง ๖ ครั้งแล้ว ถ้ากระไร เราพึงนำศัสตรามา. [๔๙๐] ลำดับนั้นแล มารผู้มีบาปทราบความปริวิตกแห่งจิตของท่าน โคธิกะด้วยจิตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ มีเพียรใหญ่ มีปัญญามาก รุ่งเรืองด้วยฤทธิ์และยศ ก้าวล่วงเวรและภัยทั้งปวง ข้าพระองค์ขอ ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ ข้าแต่พระองค์ ผู้มีเพียรใหญ่ สาวกของพระองค์อันมรณะ ครอบงำแล้ว ย่อมคิดจำนงหวังความตาย ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรื่อง ขอพระองค์จงห้ามสาวกะองพระองค์นั้น เสียเถิด. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ปรากฏ ในหมู่ชน สาวกของพระองค์ยินดีในพระ- ศาสนา ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัต ยัง เป็นพระเสขะอยู่ ไฉนจะพึงกระทำกาละ เสียเล่า. ก็เวลานั้น ท่านโคธิกะได้นำศัสตรามาแล้ว. [๔๙๑] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า ผู้นี้เป็นมารผู้มีบาป จึงได้ตรัสกะมารผู้มีบาปด้วยพระคาถาว่า
หน้า 65 ข้อ 492, 493, 494
ปราชญ์ทั้งหลายย่อมทำอย่างนี้แล ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต โคธิกะภิกษุ ถอน ตัณหาพร้อมด้วยราก นิพพานแล้ว. [๔๙๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้วตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เรามาไปสู่กาลศิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ อันเป็นที่ โคธิกกุลบุตร นำศัสตรามาแล้ว ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. ครั้นนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุหลายรูปได้เข้าไปยัง กาลศิลาข้างภูเขาอิสิคิลิ. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทอดพระเนตรเห็นโคธิกะมีคออันพลิกแล้ว นอน อยู่บนเตียงที่ไกลเทียว ก็เวลานั้นแล ควันหรือหมอกพลุ่งไปสู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และอนุทิศ. [๔๙๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอเห็นไหม ควันหรือหมอกนั้นพลุ่งไปสู่ทิศตะวันออก ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทิศใต้ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และอนุทิศ เมื่อ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลรับพระดำรัสแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่น มารผู้มีบาป เที่ยวแสวงหาวิญญาณ. ของโคธิกกุลบุตร ด้วยคิดว่า วิญญาณของ โคธิกกุลบุตรตั้งอยู่ ณ ที่ไหน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย โคธิกกุลบุตร มีวิญญาณ อันไม่ตั้งอยู่แล้ว ปรินิพพานแล้ว. [๔๙๔] ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปถือพิณมีสีเหลืองเหมือนมะตูมสุก เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
หน้า 66 ข้อ 495
ข้าพระองค์ได้ค้นหาวิญญาณของ โคธิกกุลบุตร ทั้งในทิศเบื้องบน ทั้งทิศ เบื้องต่ำ ทั้งทางขวาง ทั้งทิศใหญ่ ทิศน้อย ทั่วแล้ว มิได้ประสบ โคธิกะนั้นไป ณ ที่ไหน. [๔๙๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า นักปราชญ์ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยธิติ มี ปกติเพ่งพินิจ ยินดีแล้วในฌานทุกเมื่อ พากเพียรอยู่ตลอดวันและคืน ไม่มีความ อาลัยในชีวิต ชนะเสนาของมัจจุราชแล้ว ไม่กลับมาสู่ภพใหม่ นักปราชญ์นั้นคือ โคธิกกุลบุตร ได้ถอนตัณหาพร้อมด้วย ราก ปรินิพพานแล้ว. พิณได้พลัดตกจากรักแร้ของมารผู้มีความเศร้าโศก ในลำดับนั้น ยักษ์นั้นมีความโทมนัส หายไปในที่นั้นนั่นเอง.
หน้า 67 ข้อ 495
อรรถกถาโคธิกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในโคธิกสูตรที่ ๓ ต่อไป :- บทว่า อิสิคิลิปสฺเส ได้แก่ ข้างภูเขาชื่อ อิสิคิลิ. บทว่า กาฬสิลายํ ได้แก่ ก้อนหินสีดำ. บทว่า สามายิกํ เจโตวิมุตฺติ ความว่า สมาบัติฝ่าย โกลิกะ ชื่อว่า สามายิกาเจโตวิมุตติ เพราะจิตหลุดพ้นจากธรรมที่เป็นข้าศึก ในขณะที่จิตแนวแน่แนบแน่น และน้อมไปในอารมณ์. บทว่า ผุสิ ได้แก่ กลับได้. ในบทว่า ปริหายิ ถามว่า เพราะเหตุไร ท่านโคธิกะ จึงเสื่อมถึง ๖ ครั้ง. ตอบว่า เพราะท่านมีอาพาธ. ได้ยินว่า พระเถระมีอาพาธเรื้อรัง [ประจำตัว] โดยเป็นโรคลมน้ำดีและเสมหะ. ด้วยอาพาธนั้น พระเถระจึงไม่ อาจบำเพ็ญอุปการธรรมให้เป็นสัปปายะของสมาธิได้ จึงเสื่อมจากสมาบัติที่แน่ว แน่แนบแน่นไปเสีย. บทว่า ยนฺนูนาหํ สตฺถํ อาหเรยฺยํ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระ คิดจะฆ่าตัวตาย. ผู้มีฌานเสื่อมการทำกาละ. [ตาย] คติไม่แน่นอน. ผู้มีฌาน ไม่เสื่อม คติแน่นอนคือย่อมบังเกิดในพรหมโลก เพราะฉะนั้น พระเถระจึง ประสงค์จะฆ่าตัวตายเสีย. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารคิดว่า สมณะนี้ ประสงค์จะฆ่าตัวตาย ก็ขึ้นชื่อว่า การฆ่าตัวตายนี้ ย่อมมีแก่ผู้ไม่เยื่อใยในร่างกาย และชีวิต สมณะนั้นพิจารณามูลกัมมัฏฐานแล้ว ย่อมสามารถยึดแม้พระอรหัต ไว้ได้ ถึงเราห้ามปราม เธอคงไม่ละเว้น ต่อพระศาสดาทรงห้ามปราม จึงจะ เว้น ดังนี้ จึงทำเหมือนหวังดีต่อพระเถระ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ชลํ แปลว่า รุ่งเรืองอยู่. บทว่า ปาเท วนฺทามิ จกฺขุม ความว่า ท่านผู้มีจักษุด้วยจักษุทั้ง ๕ ข้าพระองค์ขอไหว้พระบาทของพระองค์.
หน้า 68 ข้อ 495
บทว่า ชุตินฺธร ได้แก่ ผู้ทรงอานุภาพ. บทว่า อปฺปตฺตมานโส ได้แก่ ผู้ยังไม่บรรลุพระอรหัต. บทว่า เสกฺโข ได้แก่ผู้กำลังศึกษาศีลเป็นต้นชื่อว่า ผู้ยังมีกิจที่จะต้องทำ. บทว่า ชเน สุตา ได้แก่ ผู้ปรากฏในหมู่ชน. บทว่า สตฺถํ อาหริตํ โหติ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระคิดว่า เราจะมีประโยชน์ อะไรด้วยชีวิตนี้ จึงนอนหงายเอามีดตัดหลอดคอ. ทุกขเวทนาทั้งหลายก็เกิก ขึ้น. พระเถระข่มเวทนาแล้วกำหนดเวทนานั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์ตั้งสติมั่น พิจารณามูลกัมมัฏฐานก็บรรลุพระอรหัต เป็นสมสีสี ปรินิพพานแล้ว. ก็ชื่อ ว่าสมสีสีมี ๓ ประเภท คืออิริยาปถสมสีสี โรคสมสีสี ชีวิตสมสีสี. บรรดาพระอรหันต์ ๓ ประเภทนั้น พระอริยะรูปใดอธิษฐานอิริยาบถ ทั้งหลายมียืนเป็นต้น อิริยาบถอย่างใดอย่างหนึ่ง ตั้งวิปัสสนาไว้มั่นด้วยหมาย จะไม่เปลี่ยนอิริยาบถนี้แล้ว บรรลุพระอรหัต เมื่อเป็นดังนั้น พระอริยะรูปนั้น บรรลุพระอรหัตและไม่เปลี่ยนอิริยาบถพร้อมคราวเดียวกัน พระอริยะรูปนี้ ชื่อว่าอิริยาปถสมสีสี. อนึ่ง พระอริยะรูปใดเมื่อบรรดาโรคทั้งหลายมีโรคตาเป็น ต้น อย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ ตั้งวิปัสสนาไว้มั่นว่า ถึงไม่หายจากโรคนี้ ก็จัก บรรลุพระอรหัต เมื่อเป็นดังนั้น พระอริยะรูปนั้นบรรลุพระหัต และหายโรค พร้อมคราวเดียวกัน พระอริยะรูปนี้ชื่อว่า โรคสมสีสี. แต่อาจารย์บางพวก บัญญัติพระอรหันต์นั้นเป็นสมสีสีในข้อนี้ โดยปรินิพพาน ในเพราะอิริยาบถ นั้นนั่นแหละ และในเพราะโรคนั้นนั่นแหละ. อนึ่ง พระอริยรูปใด สิ้น อาสวะและสิ้นชีพ พร้อมคราวเดียวกัน พระอริยะรูปนี้ ชื่อว่าชีวิตสมสีสี สมจริงดังที่ที่ในกล่าวไว้ว่า บุคคลใดสิ้นอาสวะและสิ้นชีพไม่ก่อนไม่หลัง บุคคล นี้ เรียกว่า สมสีสี. ก็ในคำว่า สมสีสี นี้ สีสะมี ๒ คือ ปวัตตสีสะและกิเลสสีสะ. บรรดา สีสะทั้ง ๒ นั้น ชีวิตินทรีย์ ชื่อว่า ปวัตตสีสะ อวิชชาชื่อว่า กิเลสสีสะ. บรรดา
หน้า 69 ข้อ 495
ชีวิตินทรีย์และอวิชชานั้น จุติจิตย่อมทำชีวิตินทรีย์ให้สิ้นไป มรรคจิต ทำ อวิชชาทั้งหลายให้สิ้นไป. จิตสองดวงย่อมไม่เกิดพร้อมคราวเดียวกัน . แต่ผล จิตเกิดในลำดับมรรคจิต ภวังคจิตเกิดในลำดับผลจิต ออกจากภวังคจิต ปัจจ- เวกขณจิตก็เกิด. ปัจจเวกขณจิตนั้นบริบูรณ์บ้างไม่บริบูรณ์บ้าง. จริงอยู่แม้ เอาดาบอันคมกริบตัดศีรษะ ปัจจเวกขณจิตย่อมเกิดขึ้น ๑ วาระ หรือ ๒ วาระ โดยแท้ แต่เพราะจิตทั้งหลายเป็นไปเร็ว การสิ้นอาสวะและการสิ้นชีพจึงปรากฏ เหมือนมีในขณะเดียวกันนั่นเทียว. บทว่า สมูลํ ตณฺหํ อพฺภุยฺห ได้แก่เพิกถอนตัณหาพร้อมทั้งมูล โดยมูลคืออวิชชาเสียด้วยพระอรหัตมรรค. บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสปรินิพพาน. บทว่า วิวตฺตกฺขนฺธํ ได้แก่ พลิกตัว. บทว่า เสยฺยมานํ ได้แก่ นอนหงาย. ก็พระเถระนอนหงายก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น ศีรษะของท่านก็เปลี่ยน ไปอยู่ข้างขวา เพราะนอนคุ้นแต่ข้างขวา. บทว่า ธุมายิตตฺตํ ได้แก่ ภาวะที่ เป็นควัน . จริงอยู่ ขณะนั้น เหมือนฝนควันและฝนมืดปรากฏขึ้นมา. บทว่า วิญฺาณํ สมนฺเวสติ ได้แก่ มารแสวงหาปฏิสนธิจิต. บทว่า อปฺปติฏฺิเตน ได้แก่มีปฏิสนธิวิญญา มิได้ตั้งอยู่แล้ว อธิบายว่ามีเหตุแห่งปฏิสนธิวิญญาณ ไม่ตั้งอยู่แล้ว. บทว่า เวฬุวปณฺฑุ วีณํ ได้แก่ พิณเหลืองเหมือนผลมะตูมสุก คือพิณใหญ่สีเหมือนทอง. บทว่า อาทาย ได้แก่หนีบรักแร้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารคิดว่า เราไม่รู้ที่เกิดของพระโคธิกเถระ ต้องถามพระสมณโคดม จึงจะหมดสงสัย แล้วแปลงเพศเป็นเด็กเล็กเข้าไปเฝ้า. บทว่า นาธิคจฺฉามิ ได้แก่ไม่เห็น. บทว่า โสลปเรตสฺส ได้แก่ถูกความโศกกระทบแล้ว. บทว่า อภสฺสถ ได้แก่ ตกไปที่หลังเท้า. จบอรรถกถาโคธิกสูตรที่ ๓
หน้า 70 ข้อ 496, 497, 498
๔. สัตตวัสสสูตร มารหาโอกาสทำลายพระพุทธเจ้าสิ้น ๗ ปี [๔๙๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่ต้นอชปาลนิโครธ ริ่มฝั่งแม่ น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลอุรุเวลา. ก็สมัยนั้นแล มารผู้มีบาปติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า คอยมุ่งหาโอกาส สิ้น ๗ ปี ก็ยังไม่ได้โอกาส. [๔๙๗] ภายหลังมารผู้มีบาป จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ครันแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ท่านถูกความโศกทับถมหรือ จึงได้ มาซบเซาอยู่ในป่าอย่างนี้ ท่านเสื่อมจาก ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแล้วหรือ หรือว่ากำลัง ปรารถนาอยู่ ท่านได้ทำความชั่วอะไร ๆ ไว้ในบ้านหรือ เหตุไรท่านจึงไม่ทำมิตร ภาพลับชนทั้งปวงเล่า หรือว่าท่านทำมิตร- ภาพกับใคร ๆ ไม่สำเร็จ. [๔๙๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมารผู้เป็นเผ่าของบุคคลผู้ ประมาทแล้ว เราขุดรากของความเศร้า โศกทั้งหมดแล้ว ไม่มีความชั่ว ไม่เศร้า โศก เพ่งอยู่ เราชนะความติดแน่น กล่าว คือความโลภในภพทั้งหมด เป็นผู้ไม่มี อาสวะ เพ่งอยู่.
หน้า 71 ข้อ 499, 500, 501, 502, 503
[๔๙๙] มารทูลว่า ถ้าใจของท่านยังข้องอยู่ในสิ่งที่ชน ทั้งหลาย กล่าวว่า สิ่งนี้เป็นของเรา และว่า สิ่งนี้เป็นเราแล้ว สมณะ ท่านจักไม่พ้น เราไปได้. [๕๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สิ่งที่ชนทั้งหลายกล่าวว่าเป็นของเรา นั้น ย่อมไม่เป็นของเรา และสิ่งที่ชนทั้ง หลายกล่าวว่า เป็นเรา ก็ไม่เป็นเราเหมือน กัน แนะมารผู้มีบาป ท่านจงทราบอย่าง นี้เถิด แม้ท่านก็จักไม่เห็นทางของเรา. [๕๐๑] มารทูลว่า ถ้าท่านจักรู้ทางอันปลอดภัย เป็นที่ ไปสู่อมตมหานิพพาน ก็จงหลีกไปแต่คน เดียวเถิด จะพร่ำสอนคนอื่นทำไมเล่า. [๕๐๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนเหล่าใดมุ่งไปสู่ฝั่ง ย่อมถึงพระ- นิพพาน อันมิใช่โอกาสของมาร เราถูก ชนเหล่านั้นถามแล้ว จักบอกว่า สิ่งใด เป็นความจริง สิ่งนั้นหาอุปธิกิเลสมิได้. [๕๐๓] มารทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหมือนอย่างว่ามีสระโบก- ขรณีในที่ไม่ไกลบ้านหรือนิคม ในสระนั้นมีปูอยู่ ครั้งนั้น พวกเด็กชายหรือ
หน้า 72 ข้อ 504
พวกเด็กหญิงเป็นอันมาก ออกจากบ้านหรือนิคมนั้นแล้วเข้าไปถึงที่สระโบก ขรณีนั้นตั้งอยู่ ครั้นแล้วจึงจับปูนั้นขึ้นจากน้ำให้อยู่บนบก พระเจ้าข้า ก็ปูนั้น ยังก้ามทุก ๆ ก้ามให้ยื่นออก พวกเด็กชายหรือเด็กหญิงเหล่านั้น พึงริดพึงหัก พึงทำลายก้ามนั้นเสียทุก ๆ ก้ามด้วยไม้หรือก้อนหิน พระเจ้าข้า ก็เมื่อเป็นอย่าง นั้น ปูนั้นมีก้ามถูกริด ถูกหัก ถูกทำลายเสียหมดแล้ว ย่อมไม่อาจก้าวลงไป สู่สระโบกขรณีนั้นอีกเหมือนแต่ก่อน ฉันใด อารมณ์แม้ทุกชนิดอันเป็นวิสัย ของมาร อันให้สัตว์เสพผิด ทำให้สัตว์ดิ้นรน อารมณ์นั้นทั้งหมด อันพระผู้ มีพระภาคเจ้าตัดรอนหักรานย่ำยีเสียหมดแล้ว บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้คอยหาโอกาส ย่อมไม่อาจเข้าไปใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้อีก ฉันนั้น. [๕๐๔] ครั้นแล้ว มารผู้มีบาปได้กล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความ เบื่อหน่ายเหล่านั้น ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ฝูงกาเห็นก้อนหินมีสีดุจมันข้น จึง บินเข่าไปใกล้ด้วยเข้าใจว่าเราทั้งหลาย พึง ประสบอาหารในที่นี้เป็นแน่ ความยินดีพึง มีโดยแท้. เมื่อพยายามอยู่ไม่ได้อาหารสม ประสงค์ในที่นั้น จึงบินหลีกไป. ข้าแต่พระโคดม ข้าพระองค์ก็เหมือน กามาพบศิลา ฉะนั้น ขอหลีกไป. ครั้งนั้นแล มารผู้มีบาปครั้น กล่าวคาถาอันเป็นที่ตั้งแห่งความเบื่อหน่าย เหล่านี้ ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงหลีกจากที่นั้น ไปนั่งขัดสมาธิที่ พื้นดินไม่ไกลจากพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้นิ่ง เก้อเขิน คอตก ก้มหน้า ซบเซา หมดปฏิภาณ เอาไม่ขีดแผ่นดินอยู่.
หน้า 73 ข้อ 504
อรรถกถาสัตตวัสสสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัตตวัสสสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า สตฺต วสฺสานิ ได้แก่ ก่อนตรัสรู้ ๖ ปี หลังตรัสรู้ ๑ ปี. บทว่า โอตาราเปกฺโข ได้แก่ มารจ้องอยู่นาน อย่างนี้ว่า ถ้าเราเห็นกาย ทวารเป็นต้น บางทวารของพระสมณโคดมไม่เหมาะสม เราก็จะท้วงเธอ ดังนี้. บทว่า อลภมาโน ได้แก่ ไม่เห็นความผิดพลาดแม้เพียงละอองธุลี. ด้วย เหตุนั้น พระคันถรจนาจารย์จึงกล่าวว่า มารผู้มีบาปติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้า ทุกฝีก้าวอายุ ๗ ปี ก็ไม่พบความผิดพลาดของพระสัมพุทธเจ้าผู้มีสิริ. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า มารเข้าไปหาด้วยคิดว่า วันนี้ เราจักมาอภิวาทพระสมณ- โคดม. ด้วยบทว่า ฌายสิ มารกล่าวว่า ท่านนั่งซบเซาอยู่. บทว่า วิตฺตํ นุ ชินฺโน ความว่า ท่านเสื่อมเสียทรัพย์ไปร้อยหนึ่งหรือพันหนึ่ง. บทว่า อาคุนฺนุ คามสฺมึ ความว่า ได้กระทำกรรมชั่วไว้นับไม่ถ้วนภายในบ้าน ท่านไม่อาจมองหน้าของคนอื่น ๆ ได้แต่นั่งซบเซา เที่ยวอยู่แต่ในป่าหรือ. บทว่า สกฺขึ ได้แก่ ความเป็นมิตร. บทว่า ปลิขาย แปลว่า ขุดแล้ว. บทว่า ภวโลภชปฺปํ ได้แก่ ตัณหา กล่าวคือความอยากได้ภพ. บทว่า อนาสโว ฌายามิ ความว่า เรา ไม่มีตัณหา เพ่งอยู่ด้วยฌานทั้งสอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกมารว่า ปมัตตพันธุ จริงอยู่ มารนั้นเป็นพวกพ้องของตนบางพวกที่มัวเมาอยู่ในโลก. บทว่า สเจ มคฺคํ อนุพุทฺธํ ความว่า ผิว่า ท่านตรัสรู้ตามมรรคไซร้. บทว่า อเปหิ ได้แก่ จงไปเสีย. บทว่า อมจฺจุเธยฺยํ ได้แก่ พระนิพพาน อันไม่เป็นโอกาสแห่งมัจจุราช. บทว่า ปารคามิโน ความว่า ทั้งคนที่ถึง ฝั่งแล้ว ทั้งคนที่ประสงค์จะไปสู่ฝั่ง ก็ชื่อว่า ปารคามิโน.
หน้า 74 ข้อ 504
บทว่า วิสกายิกานิ ได้แก่ อันเป็นไปในส่วนลึกของมาร. บทว่า วิเสวิตานิ ได้แก่ อันบุคคลเสพผิด คือมีเหตุอันกลับกันเสีย เป็นต้นว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อายุของเหล่ามนุษย์น้อย วันและคืนย่อมล่วง ไป ๆ มารกลับกล่าวเสียว่า อายุของเหล่ามนุษย์ยืนยาว วันและคืนไม่ล่วงไป ๆ. บทว่า วิปฺผนฺทิตานิ ได้แก่ แสดงเพศเป็นพระยาช้างและเพศพระยางู เป็นต้น ในกาลนั้น. บทว่า นิพฺเพชนียา ได้แก่ ควรเล่าเรียน. ในคำว่า อนุปริยคา เป็นต้น ท่านทำเป็นคำอดีต ก็จริง ถึงอย่างนั้น ก็ควรทราบความ โดยกำหนดแน่นอน [ปัจจุบัน]. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า กาเห็นก้อนหินสีเหมือนมันข้น จึงเข้าไปใกล้ก้อนหินนั้น ด้วยคิดว่า พวกเรา พบของอ่อนเข้าแล้ว คงจะมีรสอร่อย ครั้นแล้ว กานั้นก็ไม่ได้รสอร่อยที่ก้อน- หินนั้น จึงหลีกจากที่นั้น คือต้องหลีกไปเสียจากก้อนหินนั้น ฉันใด แม้พวก ข้าพระเจ้า กระทบพระโคดมแล้ว ก็เหมือนกานั้นกระทบก้อนหิน เมื่อไม่ได้ ความยินดีหรือความชื่นชม ก็เบื่อหน่ายพระโคดม หลีกไปเสีย ฉันนั้น. อ อักษรในคำว่า อภาสิตฺวา นี้ เป็นเพียงนิบาต ใจความว่ากล่าวแล้ว. ปาฐะว่า ภาสิตฺวา ก็มี. จบอรรถกถาสัตตวัสสสูตรที่ ๔
หน้า 75 ข้อ 505, 506, 507
๕. มารธีตุสูตร ว่าด้วยธิดามารมาขอบำเรอพระพุทธเจ้า [๕๐๕] ครั้งนั้นแล มารธิดาทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันเข้าไปหาพระยามารถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจึงถามพระยามารด้วยคาถาว่า ข้าแต่คุณพ่อ คุณพ่อมีความเสียใจ ด้วยเหตุอะไร หรือเศร้าโศกถึงผู้ชาย คนไหน หม่อมฉันจักผูกผู้ชายคนนั้นด้วย บ่วง คือราคะ นำมาถวาย เหมือนบุคคล ผูกช้างมาจากป่า ฉะนั้น ชายนั้นจักตกอยู่ ในอำนาจของคุณพ่อ. [๕๐๖] พระยามารกล่าวว่า ชายนั้น เป็นพระอรหันต์ผู้ดำเนินไป ดีแล้วในโลก ไม่เป็นผู้อันใคร ๆ พึงนำ มาด้วยราคะได้ง่าย ๆ ก้าวล่วงบ่วงมารไป แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศกมาก. [๕๐๗] ครั้งนั้นแล มารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา จึงพากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้น แล้วกราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระสมณะ พวกหม่อมฉันจักขอบำเรอพระบาท ของพระองค์. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่พระทัยถึงคำของนางมารธิดา เหล่านั้น เพราะพระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม
หน้า 76 ข้อ 508, 509, 510
[๕๐๘] ลำดับนั้น มารธิดา คือนางตัณหา นางอรดี นางราคา จึงหลีกออกไป ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วร่วมคิดกันอย่างนี้ว่า ความประสงค์ ของบุรุษมีต่าง ๆ กันแล อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรนิรมิตเพศเป็นนาง กุมาริกาคนละร้อย ๆ. ลำดับนั้น มารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา จึงพากัน นิรมิตเพศเป็นนางกุมาริกาคนละร้อย ๆ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระสมณะ พวก หม่อมฉันจะขอบำเรอพระบาทของพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงใส่พระทัยถึงถ้อยคำของมารธิดา เพราะ พระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม. [๕๐๙] ลำดับนั้น มารธิดาทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันหลีกไป ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ร่วมคิดกันอย่างนี้ว่า ความประสงค์ ของบุรุษมีต่าง ๆ กัน อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรพากัน จำแลงเพศเป็นหญิง ยังไม่เคยคลอดบุตรคนละร้อย ๆ. ลำดับนั้น มารธิดาทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา จึง พากันจำแลงเพศเป็นหญิงยังไม่เคยคลอดบุตรคนละร้อย ๆ เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่ พระสมณะ พวกหม่อมฉันจะขอบำเรอพระบาทของพระองค์. ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงใส่พระทัยถึงเลย เพราะ พระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม. [๕๑๐] ฝ่ายนางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันหลีกไป ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ร่วมคิดกันอย่างนี้ว่า ความประสงค์ของบุรุษทั้งหลายมีต่าง ๆ
หน้า 77 ข้อ 511, 512, 513
กัน อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรจำแลงเพศเป็นหญิงที่คลอดบุตรแล้วคราวเดียว คนละร้อย ๆ ลำดับนั้นแล นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันจำแลงเพศ เป็นหญิงคลอดแล้วคราวเดียวคนละร้อย ๆ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ ว่า ข้าแต่พระสมณะ พวก หม่อมฉันจะขอบำเรอพระบาทของพระองค์. ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงใส่พระทัยถึง เพราะพระ- องค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม. [๕๑๑] ลำดับนั้นแล นางตัณหา นางอรดี นางราคา ฯลฯ จึงพา กันจำแลงเพศเป็นหญิงที่คลอดบุตรแล้ว ๒ คราว คนละร้อย ๆ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ฯลฯ แม้ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ มิได้ทรงใส่พระทัยถึง เพราะพระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลส อย่างยอดเยี่ยม. [๕๑๒] ลำดับนั้น นางตัณหา นางอรดี นางราคา ฯลฯ จึงพากัน จำแลงเพศเป็นหญิงกลางคน คนละร้อย ๆ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ ประทับ ฯลฯ ถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงใส่พระทัยถึงเลย เพราะพระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม. [๕๑๓] ลำดับนั้น นางตัณหา นางอรดี นางราคา ฯลฯ จึงพากัน จำแลงเพศเป็นหญิงผู้ใหญ่คนละร้อย ๆ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจนถึงที่ ประทับ ฯสฯ แม้ถึงอยู่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิได้ทรงใส่พระทัยถึง เพราะพระองค์ทรงน้อมพระทัยไปในความสิ้นอุปธิกิเลสอย่างยอดเยี่ยม.
หน้า 78 ข้อ 514, 515
[๕๑๔] ลำดับนั้น มารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันหลีกไป ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงพูดกันว่า เรื่องนี้จริงดังบิดา เราได้พูดไว้ว่า ชายนั้นเป็นพระอรหันต์ ผู้ดำเนินไป ดีแล้วในโลก ไม่เป็นผู้อันใคร ๆ พึงนำ มาด้วยราคะได้ง่าย ๆ ก้าวล่วงบ่วงแห่งมาร ไปได้แล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงเศร้าโศก มาก. ก็ถ้าพวกเราพึงเล้าโลมสมณะหรือพราหมณ์คนใดที่ยังไม่หมดราคะ ด้วยความพยายามอย่างนี้ หทัยของสมณะหรือพราหมณ์คนนั้นพึงแตก หรือ โลหิตอุ่นพึงพลุ่งออกจากปาก หรือพึงถึงกับเป็นบ้า หรือถึงความมีจิตฟุ้งซ่าน (จิตลอย) เหมือนอย่างไม้อ้อสดอันลมพัดขาดแล้ว ย่อมหงอยเหงาเหี่ยวแห้ง แม้ฉันใด สมณะหรือพราหมณ์นั้นพึงซูบซีดเหี่ยวแห้งไป ฉันนั้นเหมือนกัน. ครั้นแล้ว นางตัณหา นางอรดี นางราคา พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้าถึงที่ประทับ แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนขัางหนึ่ง. [๕๑๕] นางตัณหามารธิดา ครั้นยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ท่านถูกความโศกทับถมหรือ จึงได้ มาซบเซาอยู่ในป่าอย่างนี้ ท่านเสื่อมจาก ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแล้วหรือ หรือว่ากำลัง ปรารถนาอยู่ ท่านได้ทำความชั่วอะไร ๆ ไว้ในบ้านหรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ทำ
หน้า 79 ข้อ 516, 517, 518
มิตรภาพกับชนทั้งปวงเล่า หรือว่าท่านทำ มิตรภาพกับใคร ๆ ไม่สำเร็จ. [๕๑๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า เราชนะเสนาคือปิยรูปและสาตรูป (รูปที่รักและรูปที่พอใจ) เป็นผู้ๆ เดียวเพ่ง อยู่ ได้รู้ความบรรลุประโยชน์ และความ สงบแห่งหทัย ว่าเป็นความสุข. เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ทำความเป็น มิตรกับชนทั้งปวง และความเป็นมิตรกับ ใคร ๆ ย่อมไม่อำนวยประโยชน์ให้แก่เรา. [๕๑๗] ลำดับนั้น นางอรดีมารธิดาได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคาถาว่า ภิกษุในพระศาสนานี้ มีปกติอยู่ ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างไหนมา จึง ข้ามโอฆะทั้ง ๔ แล้ว เวลามิได้ข้ามโอฆะ ที่ ๖ แล้ว กามสัญญาทั้งหลายย่อมห้อม ล้อมไม่ได้ซึ่งบุคคลผู้เพ่งฌานอย่างไหน มาก. [๕๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลมีกายอันสงบแล้ว มีจิตหลุด พ้นดีแล้ว เป็นผู้ไม่มีปัจจัยอะไร ๆ เป็น เครื่องปรุงแต่ง มีสติ ไม่มีความอาลัย ได้
หน้า 80 ข้อ 519, 520
รู้ตัวซึ่งธรรม มีปกติเพ่งอยู่ด้วยฌานที่ ๔ อันหาวิตกมิได้ ย่อมไม่กำเริบ ไม่ซ่านไป ไม่เป็นผู้ย่อท้อ. ภิกษุในศาสนานี้ เป็นผู้มีปกติอยู่ ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่อย่างนี้มาก จึงข้าม โอฆะทั้ง ๕ ได้แล้ว บัดมิได้ข้ามโอฆะที่ ๖ แล้ว กามสัญญาทั้งหลายย่อมห้อมล้อม ไม่ได้ ซึ่งภิกษุผู้เพ่งฌานอย่างนี้มาก. [๕๑๙] ลำดับนั้นแล นางราคามารธิดา ได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคเจ้าด้วยคาถาว่า พระศาสดาผู้เป็นหัวหน้าดูแลคณะ- สงฆ์ ได้ตัดตัณหาขาดแล้วและชนผู้มี ศรัทธาเป็นอันมาก จักประพฤติตามได้ แน่แท้ พระศาสดานี้เป็นผู้ไม่มีความอาลัย ได้ตัดขาดจากมือมัจจุราชแล้ว จักนำหมู่ ชนเป็นอันมาก ไปสู่ฝั่งพระนิพพาน. [๕๒๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ตถาคตมีความแกล้วกล้าใหญ่ ย่อม นำสัตว์ไปด้วยพระสัทธรรมแล เมื่อตถาคต นำไปอยู่โดยธรรม ไฉนความริษยาจะพึงมี แก่ท่านผู้รู้เล่า.
หน้า 81 ข้อ 521
[๕๒๑] ลำดับนั้นแล มารธิดาทั้ง ๓ คือ นางตัณหา นางอรดี นาง- ราคาพากันเข้าไปหาพระยามารถึงที่อยู่. พระยามารเห็นมารธิดา คือ นางตัณหา นางอรดี นางราคา มาแต่ ไกล ครั้นเห็นแล้ว ได้กล่าวพ้อด้วยคาถาทั้งหลายว่า พวกคนโง่พากันทำลายภูเขาด้วยก้าน บัว ขุดภูเขาด้วยเล็บเคี้ยวเหล็กด้วยฟันทั้ง ่ หลาย ท่านทั้งหลายจะทำพระโคดมให้ เบื่อเข้าต้องหลีกไป เป็นประดุจบุคคลวาง หินไว้บนศีรษะแล้วแทรกลงไปในบาดาล หรือดุจบุคคลเอาอกกระแทกตอฉะนั้น. พระศาสดาได้ขับไล่นางตัณหา นาง อรดี และนางราคา ผู้มีรูปน่าทัศนายิ่ง ซึ่งได้มาแล้วในที่นั้นให้หนีไป เหมือนลม พัดปุยนุ่น ฉะนั้น. จบมารธีตุสูตร จบตติยวรรคที่ ๓
หน้า 82 ข้อ 521
อรรถกถามารธีตุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมารธีตุสูตรที่ ๕ ต่อไป :- บทว่า อุปสงฺกมึสุ ความว่า ธิดามารเห็นบิดาเอาไม้ขีดพื้นดิน เหมือนเด็กเลี้ยงโค คิดว่าบิดานั่งเสียใจยิ่งนัก มีเหตุอะไรหนอ จำเราจักถาม ถึงเหตุ จึงรู้ได้แล้ว จึงเข้าไปหา. บทว่า โสจสิ ได้แก่คิดแล้ว. บทว่า อรญฺมิว กุญฺฃรํ ความ ว่า เปรียบเหมือนเหล่าช้างพังอันเป็นช้างต่อที่ควาญช้างส่งไป ประเล้าประโลม ช้างป่าด้วยการแสดงมายาหญิง ผูกพันนำมาจากป่าฉันใด พวกเราก็จักนำบุรุษ นั้นมาฉันนั้น. บทว่า มารเธยฺยํ ได้แก่ วัฏฏะที่เป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า อุปสงฺกมึสุ ความว่า ธิดามารปลอบบิดาว่า ท่านจงคอยสัก หน่อยเถิด พวกเราจักนำบุรุษนั้น มาแล้วจึงเข้าไปเฝ้า. บทว่า อุจฺจาวจา ได้แก่ต่าง ๆ อย่าง. บทว่า เอกสตเอกสตํ ได้แก่ แปลงตัวเป็นหญิงสาว หนึ่งร้อย โดยนัยนี้ คือ ธิดาแต่ละคนแปลตัวเป็นหญิงสาวคนล่ะ ๑๐๐ พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสเฉพาะพระอรหัตเท่านั้น ด้วยสองบทว่า อตฺถสฺส ปตฺตึ หทยสฺส สนฺตึ. บทว่า เสนํ ได้แก่ กองทัพกิเลส. จริงอยู่กองทัพกิเลสนั้น ชื่อว่าปิยรูป สาตรูป น่ารักน่าชื่นใจ. บทว่า เอกาหํ ฌายํ ได้แก่ เราเพ่ง ฌานอยู่ผู้เดียว. บทว่า สุขมานุโพธฺยํ ได้แก่เสวยสุขในพระอรหัตท่านอธิบาย ไว้ดังนี้ว่า เรารู้จักกองทัพปิยรูปสาตรูปเพ่งฌานอยู่ผู้เดียว เสวยสุขในพระอรหัต ที่นับได้ว่าบรรลุถึงประโยชน์เป็นธรรมสงบแห่งใจ เพราะฉะนั้น เราจึง ไม่ทำความชื่นชมฉันมิตรกับชน ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ พยาน [ความเป็นมิตร] ของเราจึงไม่ถึงพร้อมแม้ด้วยการไม่กระทำ.
หน้า 83 ข้อ 521
บทว่า กถฺ วิหารีพหุโล ได้แก่ อยู่มากด้วยการอยู่อย่างไหน. บทว่า อลทฺธา แปลว่าไม่ได้แล้ว. บทว่า โย เป็นเพียงนิบาต. ท่านอธิบาย ไว้ดังนี้ว่า กามสัญญาทั้งหลาย ไม่ได้คือไม่รุมล้อมบุคคลนั้น ผู้เพ่งมากด้วย ฌานอย่างไหน. บทว่า ปสฺสทฺธกาโย ได้แก่ ที่ชื่อว่า มีกายสงบแล้วเพราะกายคือ อัสสาสปัสสาสะงบแล้วด้วยจตุตถฌาน. บทว่า สุวิมุตฺตจิตฺโต ได้แก่ ชื่อว่า มีจิตหลุดพ้นด้วยดี ด้วยวิมิตติสัมปยุตด้วยพระอรหัตผล. บทว่า อสงฺขรา- โน ได้แก่ไม่ปรุงแต่งอภิสังขารคือกรรม ๓. บทว่า อโนโก แปลว่า ไม่มี ความอาลัย. บทว่า อญฺาย ธมฺมํ ได้แก่รู้ธรรม คือ สัจจะ ๔. บทว่า อวิตกฺกชฺฌายี ได้แก่เพ่งด้วยจตุตถฌานอันไม่มีวิตก. ในบทว่า น กุปฺปติ เป็นต้น เมื่อถือเอากิเลสที่เป็นมูล ๓ เหล่านี้คือ ไม่ขุ่นเคือง เพราะโทสะ ไม่ ฟุ้งซ่านเพราะราคะ ไม่หดหู่เพราะโมหะ ก็เป็นอันท่านถือเอากิเลส ๑,๕๐๐ นั่นแล. อีกนัยหนึ่ง ท่านถือเอาพยาบาทนิวรณ์ ด้วยบทว่า ๑. กามฉันทนิวรณ์ ด้วยบทว่า ๒. นิวรณ์ที่เหลือมีถีนะเป็นต้น ด้วยบทที่ ๓ ทรงแสดงพระขีณาสพ แม้ด้วยการละนิวรณ์นี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปญฺโจฆติณฺโณ ได้แก่ ข้ามโอฆะคือกิเลสที่เป็นไปในทวาร ทั้ง ๕. บทว่า ฉฏฺํ ได้แก่ ทรงข้ามโอฆะคือกิเลสที่ ๖ แม้ที่เป็นไปในมโน ทวาร. พึงทราบสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ด้วยปัญโจฆศัพท์ สังโยชน์เบื้องบน ๕ ด้วยฉัฏฐศัพท์. บทว่า คณสงฺฆจารี ความว่า พระศาสดาชื่อว่า คณสังฆ- จารี เพราะทรงเที่ยวไปในคณะและสงฆ์. บทว่า อทฺธา อจริสฺสนฺติ ได้แก่ ชนผู้มีศรัทธาแม้เหล่าอื่นเป็นอันมาก ก็จักเที่ยวไป โดยส่วนเดียว บทว่า อยํ ได้แก่ พระศาสดานี้. บทว่า อโนโก แปลว่าไม่อาลัย.
หน้า 84 ข้อ 521
บทว่า อจฺเฉชฺช เนสฺสติ ได้แก่ จักตัดขาดแล้วนำไป ท่านอธิบาย ว่า จักตัดขาดจากมือพระยามัจจุราชนำไปสู่ฝังคือพระนิพพาน. บทว่า นยมา- นานํ แก้เป็น นยมาเนสุ คือ เมื่อตถาคจนำไปอยู่. บทว่า เสลํว สิรสิ โอหจฺจ ปาตาเล คาธเมสถ ความว่า เหมือนวางหินก้อนใหญ่ขนาดเรือนยอดไว้บนศีรษะแล้วเข้าไปยืนที่บาดาล. บทว่า ว่า ขาณุํว อุรสาสชฺช ได้แก่ เหมือนเอาตอกระทุ้งอก. บทว่า อเปถ แปลว่า จงออกไป. ในที่นี้ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จบเทศนาด้วยคำว่า อิทมโวจ แล้วกล่าวคาถาว่า ททฺทฬฺหมานา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททฺทฬฺหมานา แปลว่า รุ่งเรื่องงามยิ่งนัก. บทว่า อาคญฺฉุํ ได้แก่ มาแล้ว. บทว่า ปนุทิ แปลว่าขับไล่. บทว่า ตุลํ ภฏฺํว มาลุโต ความว่า ไล่ไปเหมือนลมพัดปุยงิ้วหรือปุยฝ้ายที่แตกออกจากผลพาไป ฉะนั้น. จบอรรถกถามารธีตุสูตรที่ ๕ จบตติยวรรคที่ ๓ มารสังยุต เพียงเท่านี้ รวมสูตรในคติยวรรคที่สามมี ๕ สูตร คือ ๑. สัมพหุลสูตร ๒. สมิทธิสูตร ๓. โคธิกสูตร ๔. สัตตวัสสสูตร ๕. มารธีตุสูตร นี้ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้วกะมารธิดา พร้อม ทั้งอรรถกถา จบมารสังยุต
หน้า 85 ข้อ 522, 523, 524
ภิกขุนีสังยุต ๑. อาฬวิกาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนภิกษุณี [๕๒๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น เวลาเช้า อาฬวิกาภิกษุณีนุ่งห่มแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไป. บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาต มีความต้องการด้วยวิเวก จึงเข้าไปในป่าอันธวัน . [๕๒๓] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อาฬวิกาภิกษุณีบังเกิดความ กลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากวิเวก จึง เข้าไปหาอาฬวิกาภิกษุณีถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะอาฬวิกาภิกษุณีด้วยคาถาว่า ในโลก ไม่มีทางออกไปจากทุกข์ได้ ท่านจักทำอะไรด้วยวิเวก จงเสวยความ ยินดีในกามเถิด อย่าได้มีความเดือดร้อน ในภายหลังเลย. [๕๒๔] ลำดับนั้น อาฬวิกาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอ กล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์.
หน้า 86 ข้อ 524
ทันใดนั้น อาฬวิกาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่ จะให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากวิเวก จึงกล่าวคาถา. ครั้นอาฬวิกาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมาร ผู้มีบาปด้วยคาถาว่า ในโลกนี้มีทางออกไปจากทุกข์ได้ เรารู้ชัดดีแล้วด้วยปัญญา ดูก่อนมารผู้มี บาปซึ่งเป็นเผ่าพันธุ์ของผู้ประมาท ท่าน ไม่รู้จักทางนั้น กามทั้งหลายเปรียบด้วย หอกและหลาว กองกามทั้งหลายนั้น ประหนึ่งว่าฝีร้าย เราไม่ไยดีถึงความยินดี ในกามที่ท่านกล่าวถึงนั้น. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อาฬวิกาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 87 ข้อ 524
ภิกขุนีสังยุต อรรถกถาอาฬวิกาสูตร ในภิกขุนีสังยุตอาฬวิกาสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อาฬวิกา ความว่า ผู้เกิดในเมืองอาฬวี และออกบวชจากเมือง อาฬวีนั่นแล. บทว่า อนฺธวนํ ความว่า ป่าที่นับว่าอันธวัน ตั้งแต่เวลาที่ พวกโจร ๕๐๐ คน ควักนัยน์ตาทั้งสองของพระอริยบุคคล (อนาคามี) ผู้กล่าว ธรรม นามว่ายโสธร ผู้รวบรวมทรัพย์มาเพื่อสร้างพระเจดีย์พระสัมมาสัม- พุทธเจ้าพระนามว่า กัสสป ตนเองก็ตาแตกอยู่ในที่นั้นนั่นเอง. เขาว่าป่านั้น เป็นป่าสงวนในเนื้อที่ประมาณคาวุตหนึ่ง ทางด้านทิศทักษิณกรุงสาวัตถี ผู้ที่ ต้องการวิเวกและภิกษุณีทั้งหลายก็พากันไปในป่านั้น. เพราะฉะนั้น แม้ภิกษุณี อาฬวิกานี้ ก็มีความต้องการวิเวก จึงเข้าไปทางป่านั้น. บทว่า นิสฺสรณํ ได้แก่ พระนิพพาน. บทว่า ปญฺาย ได้แก่ด้วยปัจจเวกขณญาณ. บทว่า น ตฺวํ ชานาสิ ตํ ปทํ ความว่า ท่านไม่รู้ทางพระนิพพาน หรือทางสวรรค์ อันไปสู่พระนิพพาน. บทว่า สตฺติสูลูปมา ได้แก่ เสมือนกับหอกและหลาว เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องทิ่มแทง. บทว่า ขนฺธาสํ อธิกุฏฺานา ความว่า กองกามเหล่านั้นเป็นเหมือนฝีร้าย. จบอรรถกถาอาฬวิกาสูตรที่ ๑
หน้า 88 ข้อ 525, 526, 527
๒. โสมาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนโสมาภิกษุณี [๕๒๕] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า โสมาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักผ่อนกลางวัน ครั้นถึงป่า อันธวันแล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๒๖] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้โสมาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาโสมาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะโสมาภิกษุณีด้วยคาถาว่า สตรีมีปัญญาเพียงสองนิ้ว ไม่อาจถึง ฐานะอันจะพึงอดทนได้ด้วยยาก ซึ่งท่าน ผู้แสวงทั้งหลายจะพึงถึงได้. [๕๒๗] ลำดับนั้น โสมาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถาจะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ทันใดนั้น โสมาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะ ให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา. ครั้นโสมาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมาร ผู้มีบาปด้วยคาถาว่า
หน้า 89 ข้อ 527
ความเป็นสตรีจะทำอะไรได้ เมื่อจิต ตั้งมั่นดีแล้ว เมื่อญาณเป็นไปแก่ผู้เห็น ธรรมอยู่โดยชอบ ผู้ใดพึงมีความคิดเห็น แน่อย่างนี้ว่า เราเป็นสตรี หรือว่าเราเป็น บุรุษ หรือจะยังมีความเกาะเกี่ยวว่า เรา มีอยู่ มารควรจะกล่าวกะผู้นั้น. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า โสมาภิกษุณีรักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาโสมาสูตร ในโสมาสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า านํ ได้แก่ พระอรหัต. บทว่า ทุรภิสมฺภวํ ได้แก่ ทนได้ยาก. บทว่า ทฺวงฺคุลปญฺาย ได้แก่ ปัญญาเล็กน้อย อีกอย่างหนึ่ง หญิงชื่อว่า ทฺวงฺคุลปญฺา เพราะใช้สองนิ้วหยิบปุยฝ้ายกรอด้าย. บทว่า าณมฺหิ วตฺตมานมฺหิ ความว่า เมื่อญาณในผลสมาบัติเป็นไปอยู่. บทว่า ธมฺมํ วิปสฺสโต ความว่า ผู้เห็นแจ้งธรรมคือสัจจะ ๔ หรือเห็นเฉพาะ เบญจขันธ์ อันเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาในส่วนเบื้องต้น. บทว่า กิญฺจิ วา ปน อสฺมีติ ความว่า หรือความกังวลอื่น ๆ จะพึงมีแก่ผู้ใดด้วยตัณหามานะ และทิฐิว่า เป็นเรา ดังนี้. จบอรรถกถาโสมาสูตรที่ ๒
หน้า 90 ข้อ 528, 529, 530
๓. โคตมีสูตร ว่าด้วยมารรบกวนกิสาโคตมีภิกษุณี [๕๒๘] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า กิสาโคตมีภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลา ปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักผ่อนกลางวัน ครั้น ถึงป่าอันธวันแล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๒๙] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้กิสาโคตมีภิกษุณีบังเกิด ความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจาก สมาธิ จึงเข้าไปหากิสาโคตมีภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะกิสา- โคตมีภิกษุณีด้วยคาถาว่า ท่านเสียลูกไปหรือมานั่งอยู่คนเดียว มีหน้าเหมือนคนร้องไห้ มาอยู่กลางป่า คนเดียว กำลังแสวงหาบุรุษหรือหนอ. [๕๓๐] ลำดับนั้น กิสาโคตมีภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอ กล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์. ทันใดนั้น กิสาโคตมีภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่ จะให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะ ให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา. ครั้นกิสาโคตมีภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะ มารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า
หน้า 91 ข้อ 530
เราเสียบุตรไปแล้ว เหมือนความ ตายของบุตรถึงที่สุดแล้ว บุรุษทั้งหลาย ก็มีความตายของบุตรนี้เป็นที่สุดเหมือนกัน เราไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ ไม่กลัวความ ตายนั้นดอก. ผู้มีอายุ ความเพลิดเพลินในส่วน ทั้งปวง เรากำจัดแล้ว กองมืดเราทำลาย แล้ว เราชนะเสนาแห่งมัจจุแล้ว ไม่มี อาสวะอยู่. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า กิสาโคตมีภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 92 ข้อ 530
อรรถกถาโคตมีสูตร ในโคตมีสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ก็คำว่า กิสาโคตมี เป็นชื่อของภิกษุณีนั้น เพราะเธอมีเนื้อและ เลือดน้อย. ได้ยินว่า ครั้งก่อนทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ ในเรือนตระกูลแห่ง หนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี กลายเป็นถ่านไปหมด. กุฏุมพีมิได้ขนถ่านไปทิ้ง คิดว่า จักมีผู้มีบุญไร ๆ เป็นแน่ ด้วยบุญของผู้นั้นทรัพย์จักกลับเป็นปกติอีก จึงเอา ทองและเงินใส่ถาดเต็มหลายถาดเอาไปวางไว้ที่ตลาดแล้วนั่งอยู่ใกล้ ๆ. ลำดับ นั้น ธิดาของตระกูลยากจนคนหนึ่ง คิดว่า เราจักถือเอาทรัพย์ครึ่งมาสกแล้วนำ กิ่งไม้มา เดินไปตามถนน เห็นทรัพย์นั้นจึงกล่าวกะกุฏุมพีว่า ทรัพย์ที่ตลาดมี ถึงเพียงนี้ ที่เรือนจักมีเพียงไร. กุฏุมพีถามว่า แม่หนู เธอเห็นอะไรจึงได้ พูดอย่างนี้. นางตอบว่า เห็นเงินและทองนี้. กุฏุมพีคิดว่า หญิงคนนี้ชะรอย จักเป็นผู้มีบุญ จึงถามถึงที่อยู่ของนาง เก็บงำสิ่งของไว้ที่ตลาดแล้วเข้าไปหา มารดาบิดาของนาง กล่าวอย่างนี้ว่า ในเรือนของเรามีเด็กหนุ่มอยู่ ท่านจงให้ เด็กหญิงคนนี้แก่เขาเถิด มารดาบิดากล่าวว่า นายท่านจักหยอกล้อคนยากจน ทำไม. กุฏุมพีกล่าวว่า ธรรมดาว่า ความสนิทสนมโดยฐานมิตร ย่อมมีกับคน ยากจน ท่านทั้งหลายจงให้เถิด นางจักได้เป็นเจ้าของทรัพย์แล้วพานางนำมา ครองเรือน. นางอยู่ร่วมกันจึงคลอดบุตรชาย. บุตรได้ตายในเวลาพอเดินได้. นางเกิดในตระกูลเข็ญใจ แม้ได้อยู่ในตระกูลใหญ่ ก็เกิดความเศร้าโศกอย่าง หนักว่า เราถึงความพินาศเพราะบุตร ไม่เผาศพบุตร อุ้มซากบุตรนั้นเที่ยว พร่ำเพ้อไปทั่วนคร.
หน้า 93 ข้อ 530
วันหนึ่ง นางไปสำนักพระทศพลตามทางที่จะไปเฝ้าพระพุทธเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์โปรดประทานยาเพื่อให้ลูก หายจากโรค. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เจ้าจงเที่ยวไปยังกรุงสาวัตถี จงนำ เมล็ดพันธุ์ผักกาดจากเรือนที่ไม่เคยมีคนตายมา นั้นจักเป็นยาของลูก นางเข้าไป สู่นคร ไปขอเมล็ดพันธุ์ผักกาดโดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสบอก ตั้งแต่เรือน หลังไกล ถูกชาวบ้านทุก ๆ หลังเรือนกล่าวว่า เธอจักพบเรือนอย่างนี้แต่ที่ไหน เที่ยวไปสองสามหลังคาเรือน คิดว่า นัยว่าความตายนี้เป็นธรรมดาของคนทุก คน ไม่ว่าเราหรือลูก ดังนี้แล้ว จึงทิ้งศพไว้ที่ศาลาแล้วขอบรรพชา. พระศาสดา ทรงส่งไปสำนักนางภิกษุณีด้วยพระดำรัสว่า จงให้หญิงนี้บวชเถิด. นางบรรลุ พระอรหัตในขณะจรดปลายมีดโกนนั่นเอง. ท่านหมายเอาพระเถรีนี้จึงกล่าว ว่า อถ โข กิสาโคตมี ดังนี้. บทว่า เอกมาสี ตัดเป็น เอกา อาสี. บทว่า รุทมฺมุขี ได้แก่ มีหน้าดังร้องไห้. อนฺต ศัพท์ ในบทว่า อจฺจนฺตํ หตปุตฺตมฺหิ เป็นอัจ- จันตะส่วนอดีต. บทว่า อจฺจนฺตํ นั้นเป็นภาวนปุงสกลิงค์. ท่านกล่าวอธิบาย ว่าการตายของบุตร เป็นที่สุด คือเป็นอดีต ฉันใด บุตรที่ตายแล้วก็ฉันนั้น บัดนี้เราไม่มีลูกตายอีก. บทว่า ปุริสา เอตทนฺติกา ความว่า แม้คนเหล่า นี้ก็มีความตายนี้เป็นที่สุดเหมือนกัน ที่สุดแห่งความตายของบุตรของเรานี้แหละ เป็นที่สุดแม้ของคนทั้งหลาย เราจึงไม่ควรแสวงหาบุตรที่ตายในบัดนี้. บทว่า สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ ความว่า ความเพลิดเพลินด้วยอำนาจตัณหาในขันธ์ อายตนะ ธาตุ ภพ กำเนิด คติ ฐิติและนิวาสทั้งหมด เราขจัดได้แล้ว. บทว่า ตโมกฺขนฺโธ ได้แก่กองอวิชชา. บทว่า ปทาลิโต ความว่า ทำลายแล้ว ด้วยญาณ. จบอรรถกถาโคตมีสูตรที่ ๓
หน้า 94 ข้อ 531, 532, 533
๔. วิชยาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนวิชยาภิกษุณี [๕๓๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า วิชยาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ฯลฯ จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๓๒] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วิชยาภิกษุณีบังเกิดความ กลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึง เข้าไปหาวิชยาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะวิชยาภิกษุณีด้วยคาถาว่า เธอยังเป็นสาวมีรูปงาม และฉันก็ยัง เป็นหนุ่มแน่น มาเถิดนาง เรามาอภิรมย์ กันด้วยดนตรี มีองค์ห้า. [๕๓๓] ลำดับนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์. ทันใดนั้น วิชยาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะ ให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากสมาธิ จึงได้กล่าวคาถา. ครั้นวิชยาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมารผู้ มีบาปด้วยคาถาว่า ดูก่อนมาร รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจ เ ราขอมอบให้ ท่านผู้เดียว เพราะเราไม่ต้องการมัน เรา อึกอัดระอาด้วยกายเน่า อันจะแตกทำลาย เปื่อยพังไปนี้ กามตัณหา เราถอนได้แล้ว
หน้า 95 ข้อ 533
ความมืดในรูปภพที่สัตว์ทั้งหลายเข้าถึง ในอรูปภพที่สัตว์ทั้งหลายเป็นภาคี และใน สมาบัติอันสงบทั้งปวง เรากำจัดได้แล้ว. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วิชยาภิกษุณีรู้จักเราดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาวิชยาสูตร ในวิชชาสูตรที่ ๔ มีวิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปญฺจงฺคิเกน ความว่าประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้ คือ อาตตะ กลองที่หุ้มหนังหน้าเดียว วิตตะหุ้มทั้งสองหน้าคือตะโพน อาตตวิตตะ หุ้มทั้ง หมดมีบัณเฑาะว์เป็นต้น ฆนะคือ ฆ้อง สุสิระปี่และสังข์เป็นต้น. บทว่า นิยฺยาตยามิ ตุยฺเหว ความว่า เราจะให้ดนตรีทั้งหมดแก่ท่านเท่านั้น. บทว่า มาร น หิ เตน อตฺถิกา ความว่า เราไม่ต้องการดนตรีนั้น. บทว่า ปูติกาเยน ความว่ากายแม้มีวรรณะดังทองคำ ก็ยังชื่อว่าเป็นกายเน่า เพราะอรรถว่าไหลเข้า ไหลออกเป็นนิตย์ เพราะฉะนั้น วิชยาภิกษุณีจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ภินฺทเนน ได้แก่มีอันแตกไปเป็นสภาวะ. บทว่า ปภงฺคุนา ได้แก่ถึงความแหลกเป็น ผุยผงเป็นธรรมดา. บทว่า อฏฺฏิยามิ แปลว่า อึดอัดอยู่. บทว่า หรายามิ แปลว่าระอาอยู่. บทว่า สนฺตา สมาปตฺติ ความว่าโลกิยสมาบัติ ๘ อย่าง ท่านกล่าวว่าสงบ เพราะสงบโดยอารมณ์ และสงบโดยองค์. บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในรูปภพและอรูปภพทั้งหมด. วิชยาภิกษุณีจึงกล่าวว่า แม้ความมืดคือ อวิชชาเรากำจัดได้แล้ว ในฐานะทั้งปวงเหล่านี้คือในกามภพ ที่ยึดถือเอาแล้ว เพราะถือเอาภพ ๒ เหล่านั้น และในสมาบัติ ๘. จบอรรถกถาวิชยาสูตรที่ ๔
หน้า 96 ข้อ 534, 535, 536
๕. อุบลวรรณาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนอุบลวรรณาภิกษุณี [๕๓๔] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า อุบลวรรณาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร ได้ยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ต้นหนึ่ง. [๕๓๕] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุบลวรรณาภิกษุณีบังเกิด ความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาอุบลวรรณาภิกษุณีถึงที่ยืนอยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุบลวรรณาภิกษุณี ด้วยคาถาว่า ดูก่อนภิกษุณี ท่านคนเดียว เข้ามา ยังต้นสาลพฤกษ์ ซึ่งมีดอกบานสะพรั่ง ตลอดยอด แล้วยืนอยู่ที่โคนต้นสาลพฤกษ์ ฉวีวรรณของท่านไม่มีที่สอง คนทั้ง หลายก็จะมาในที่นี้เช่นท่าน ท่านกลัวความ เป็นพาลของพวกนักเลงหรือ. [๕๓๖] ลำดับนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอ กล่าวคาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์. ทันใดนั้น อุบลวรรณาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่ จะให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา. ครั้นอุบลวรรณาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าว กะมารผู้มีบาปด้วยคาถาว่า
หน้า 97 ข้อ 536
แม้นักเลงตั้งแสนมาในที่นี้ ก็ตาม เถิด เราไม่สะเทือนขน ไม่สะดุ้ง ดูก่อน มาร ถึงเราคนเดียว ก็ไม่กลัวท่าน. เรา นี้จะหายตัวหรือเข้าท้องของท่าน แม้จะ ยืนอยู่ ณ ระหว่างดวงตาบนดั้งจมูก ท่าน จักไม่เห็นเรา. เราเป็นผู้ชำนาญในจิต อิทธิบาทเรา เจริญดีแล้ว เราพ้นแล้วจากเครื่องผูกทุก ชนิด เราไม่กลัวท่านดอก ท่านผู้มีอายุ. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุบลวรรณาภิกษุณีรู้จักเรา ดังได้อัน จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 98 ข้อ 536
อรรถกถาอุบลวรรณาสูตร ในอุบลวรรณาสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า สุสุปฺผิตคฺคํ ความว่า ต้นสาละดอกบานสะพรั่งตั้งแต่ยอด. ด้วยคำว่า น จตฺถิ เต ทุติยา วณฺณธาตุ มารกล่าวว่าวรรณธาตุที่ ๒ อัน เสมือนกับวรรณธาตุของท่าน ย่อมไม่มี คือไม่มีภิกษุณีอื่นเสมือนกับท่าน. บทว่า อิธาคตา ตามิสิกา ภเวยฺยุํ ความว่า ท่านมาในที่นี้ย่อมไม่ได้ความ สนิทสนมหรือความรักอะไร ฉันใด แม้ชนเหล่านั้นก็เป็นเสมือนท่านฉันนั้น เหมือนกัน. บทว่า ปขุมนฺตริกายํ ความว่า แม้เราจะยืนอยู่บนดั้งจมูก ระหว่างนัยน์ตาทั้งสอง ท่านก็ไม่เห็น. บทว่า วสีภูตมฺหิ แปลว่า ย่อมเป็น ผู้ชำนาญ. จบอรรถกถาอุบลวรรณสูตรที่ ๕
หน้า 99 ข้อ 537, 538, 539, 540
๖. จาลาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนจาลาภิกษุณี [๕๓๗] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า. จาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน แล้วจึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๓๘] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้จาลาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไป หาจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะจาลาภิกษุณีว่า ดูก่อนภิกษุณี ท่านไม่ชอบใจอะไรหนอ. จาลาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบความเกิดเลย. [๕๓๙] มารผู้มีบาปกล่าวว่า เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ชอบ ความเกิด ผู้เกิดมาแล้วย่อมบริโภคกาม ใครหนอให้ท่านยึดถือเรื่องนี้ อย่าเลย ภิกษุณี ท่านจงชอบความเกิด. [๕๔๐] จาลาภิกษุณีกล่าวว่า ผู้เกิดมาก็ต้องตาย ผู้ที่เกิดมาย่อมพบ เห็นทุกข์ คือ การจองจำ การฆ่า ความ เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ชอบ ความเกิด.
หน้า 100 ข้อ 540
พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเป็น เครื่องก้าวล่วงความเกิด พระองค์สอนให้ เราตั้งอยู่ในสัจจะ เพื่อละทุกข์ทั้งมวล สัตว์ เหล่าใดเข้าถึงรูปภพ และสัตว์เหล่าใดเป็น ภาคีแห่งอรูปภพ สัตว์เหล่านั้นเมื่อยังไม่รู้ นิโรธ ต้องมาสู่ภพอีก. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า จาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาจาลาสูตร ในจาลาสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า โก นุ ตํ อิทมาทปยิ ความว่า ใครหนอคือคนพาลมีความ รู้น้อย ให้ท่านยึดถือเรื่องนี้. บทว่า ปริเกฺลสํ ได้แก่ ความวุ่นวายซึ่งมีประการ ต่าง ๆ แม้อย่างอื่น บัดนี้มารกล่าวคำใดไว้ว่า ใครหนอจะให้เธอยึดถือเอาเรื่อง นั้นจึงแสดงคำนั้นว่า คนอันธพาลไม่ให้เรายึดถือ แต่พระศาสดาผู้เป็นอัคร- บุคคลในโลกแสดงธรรมแล้ว จึงกล่าวว่า พุทโธ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่า นั้น บทว่า สจฺเจ นิเวสยิ ความว่าให้ตั้งอยู่ในพระนิพพานอันเป็นปรมัตถสัจจะ. บทว่า นิโรธํ อปฺปชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้นิโรธสัจจะ. จบอรรถกถาจาลาสูตรที่ ๖
หน้า 101 ข้อ 541, 542, 543, 544
๗. อุปจาลาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนอุปจาลาภิกษุณี [๕๔๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า อุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้า ไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยงบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถุแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน แล้ว จึงนั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๔๒] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้อุปจาลาภิกษุณีบังเกิดความ กลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้าไปหาอุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะอุปจาลาภิกษุณีว่า ดูก่อนภิกษุณี อย่างไรหนอท่านจึงอยากจะเกิด. อุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราไม่อยากเกิดในที่ไหน ๆ เลย. [๕๔๓] มารผู้มีบาปกล่าวว่า. ท่านจงตั้งจิตไว้ในพวกเทพชั้นดาว ดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวัตตีเถิด ท่านจักได้เสวยความ ยินดี. [๕๔๔] อุปจาลาภิกษุณีกล่าวว่า พวกเทพชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นวสวัตตี
หน้า 102 ข้อ 544
ยังผูกพันอยู่ด้วยเครื่องผูกคือกาม จำต้อง กลับมาสู่อำนาจมารอีก โลกทั้งหมด เร่าร้อน โลกทั้งหมดคุเป็นควัน โลก ทั้งหมดลุกโพลง โลกทั้งหมดสั่นสะเทือน. ใจของเรายินดีแน่วในพระนิพพาน อันไม่สั่นสะเทือน อันไม่หวั่นไหว ที่ ปุถุชนเสพไม่ได้ มิใช่คติของมาร. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า อุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาอุปจาลาสูตร ในอุปจาลาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า เอนฺติ มารวสํ ปุน ความว่า มาสู่อำนาจ มรณมาร กิเลสมาร และเทวบุตรมาร. บทว่า ปธูปิโต ได้แก่ ให้เดือดร้อน. บทว่า อคติ ยตฺถ มารสฺส ความว่า ในพระนิพพานใด ท่านผู้เป็นมารไปไม่ได้. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในพระนิพพานนั้น. จบอรรถกถาอุปจาลาสูตรที่ ๗
หน้า 103 ข้อ 545, 546, 547, 548
๘. สีสุปจาลาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนสีสุปจาลาภิกษุ [๕๔๕] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า สีสุปจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลา ปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่า อันธวัน จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๔๖] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเข้าไปหาสีสุปจาลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะสีสุปจาลาภิกษุณีว่า ดูก่อนภิกษุณี ท่านชอบใจทิฐิของ ใครหนอ. สีสุปจาลาภิกษุณีตอบว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ เราไม่ชอบใจทิฐิของ ใครเลย. [๕๔๗] มารผู้มีบาปกล่าวว่า ท่านจงใจเป็นคนโล้น ปรากฏ ตัวเหมือนสมณะ แต่ไฉนท่านไม่ชอบใจ ทิฐิ ท่านประพฤติเรื่องนี้ เพราะความ งมงายหรือ. [๕๔๘] สีสุปจาลาภิกษุณีกล่าวว่า คนเจ้าทิฐิ ภายนอกพระศาสนา นี้ ย่อมจมอยู่ในทิฐิทั้งหลาย เราไม่ ชอบใจธรรมของพวกเขา พวกเขาเป็น
หน้า 104 ข้อ 548
คนไม่ฉลาดต่อธรรม ยังมีพระพุทธเจ้า ผู้เสด็จอุบัติในศากยสกุล หาบุคคลอื่น เปรียบมิได้ ทรงครอบงำส่วนทั้งปวง ทรงบรรเทาเสียซึ่งมาร ไม่ปราชัยในที่ ทุกสถาน ทรงพ้นแล้วในส่วนทั้งปวง เป็นผู้อันตัณหาและทิฐิอาศัยไม่ได้ มี พระจักษุทรงเห็นธรรมทั้งปวง ทรงบรรลุ ธรรมเป็นที่สิ้นกรรมทุกอย่าง ทรงน้อม ไปในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดาของเรา เราชอบใจคำสอนของพระองค์ท่าน. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า สีสุปจาลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 105 ข้อ 548
อรรถกถาสีสุปจาลาสูตร ในสีสุปจาลาสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ :- บทว่า สุมณี วิย ทิสฺสติ ความว่า ท่านปรากฏตัวเหมือนสมณะ. บทว่า กิมิว จริสิ โมมูหา ความว่า เพราะเหตุไรท่านจึงประพฤติเหมือน คนงมงาย. บทว่า อิโต พหิทฺธา ความว่า ภายนอกพระศาสนานี้ . บทว่า ปาสณฺฑา ความว่า เจ้าลัทธิย่อมเหวี่ยงบ่วง คือทิฐิลงในจิตของสัตว์ทั้งหลาย. แต่พระศาสนาย่อมปลดเปลื้องบ่วงทั้งหลาย ฉะนั้น จึงไม่กล่าวว่าเจ้าลัทธิ เจ้าลัทธิมีภายนอกพระศาสนานี้ทั้งนั้น. บทว่า สํสีทนฺติ ได้แก่ จน คือติด. บัดนี้ สีสุปจาลาภิกษุณีเมื่อกล่าวแก้ปัญหาที่ว่า ท่านบวชอุทิศใคร จึงกล่าวว่า อตฺถิ สกฺยกุเล ชาโต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาภิภู ความว่า ครอบงำส่วนทั้งหมด มีขันธ์ อายตนะ ธาตุ ภพ กำเนิด ละคติเป็นต้น ชื่อว่า มารนุทะ เพราะบรรเทา คือขับไล่มรณมารเป็นต้น บทว่า สพฺพตฺถมปราชิโต ความว่า ไม่แพ้ในกิเลสทั้งมวลมีราคะเป็นต้น หรือในการรบมาร. บทว่า สพฺพตฺถ มุจฺโต ความว่า น้อมไปในธรรม ทั้งปวงมีขันธ์เป็นต้น. บท อสฺสิโต ความว่า อันตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย ไม่อาศัยแล้ว. บทว่า สพฺพกมฺมกฺขยํ ปตฺโต ความว่า บรรลุพระอรหัต กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งกรรมทั้งปวง. บทว่า อุปธิสงฺขเย ความว่า ทรงน้อมเป็นอารมณ์ในพระนิพพาน กล่าวคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งอุปธิ. จบอรรถกถาสีสุปจาลาสูตรที่ ๘
หน้า 106 ข้อ 549, 550, 551
๙. เสลาสูตร ว่าด้วยมารรบกวนเสลาภิกษุณี [๕๔๙] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น เวลาเช้า เสลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้วเข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน แล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๕๐] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะไห้เสลาภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาเสลาภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะเสลาภิกษุณีด้วยคาถาว่า รูปนี้ ใครสร้าง ผู้สร้างรูปอยู่ที่ไหน รูปบังเกิดในที่ไหน รูปดับไปในที่ไหน. [๕๕๑] ลำดับนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมนุษย์. ทันใดนั้น เสลาภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู้มีบาป ใคร่จะ ให้เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา. ครั้นเสลาภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาปแล้ว จึงได้กล่าวกะมาร ผู้มีบาปด้วยคาถาว่า รูปนี้ ไม่มีใครสร้าง อัตภาพนี้ ไม่มี ใครก่อ รูปเกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ดับไป เพราะเหตุดับ.
หน้า 107 ข้อ 551
พืชชนิดใดชนิดหนึ่งที่บุคคลหว่าน ลงในนา ย่อมงอกขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ๒ ประการ คือ รสในแผ่นดิน และยาง ในพืช ฉันใด ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ ๖ เหล่านี้ ก็เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุ ดับไป เพราะเหตุดับ ฉันนั้น. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า เสลาภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. อรรถกถาเสลาสูตร ในเสลาสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า เกนทํ ปกตํ ความว่า ใครสร้างรูปนี้. ด้วยบทว่า พิมฺพํ ท่านกล่าวหมายเอาอัตภาพ. ด้วยบทว่า อฆํ ท่านกล่าวเฉพาะอัตภาพ เพราะ เป็นที่ตั้งแห่งทุกข์. บทว่า เหตุภงฺคา ได้แก่ เหตุดับ เพราะปัจจยับกพร่อง. จบอรรถกถาเสลาสูตรที่ ๙
หน้า 108 ข้อ 552, 553, 554
๑๐. วชิราสูตร ว่าด้วยมารรบกวนวชิราภิกษุณี [๕๕๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น เวลาเช้า วชิราภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เที่ยวบิณฑบาตไปในกรุงสาวัตถีแล้ว เวลาปัจฉาภัต กลับจากบิณฑบาตแล้ว เข้าไปยังป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่าอันธวัน แล้ว จึงนั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง. [๕๕๓] ลำดับนั้น มารผู้มีบาปใคร่จะให้วชิราภิกษุณีบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้เคลื่อนจากสมาธิ จึงเข้า ไปหาวชิราภิกษุณีถึงที่นั่งพัก ครั้นแล้วได้กล่าวกะวชิราภิกษุณีด้วยคาถาว่า สัตว์นี้ ใครสร้าง ผู้สร้างสัตว์อยู่ ที่ไหน สัตว์บังเกิดในที่ไหน สัตว์ดับไป ในที่ไหน. [๕๕๔] ลำดับนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่ใครหนอกล่าว คาถา จะเป็นมนุษย์หรืออมมุษย์. ทันใดนั้น วชิราภิกษุณีได้มีความดำริว่า นี่คือมารผู่มีบาปใคร่จะให้ เราบังเกิดความกลัว ความหวาดเสียว ขนพองสยองเกล้า และใคร่จะให้ เคลื่อนจากสมาธิ จึงกล่าวคาถา. ครั้นวชิราภิกษุณีทราบว่า นี่คือมารผู้มีบาป แล้วจึงได้กล่าวกะมาร ผู้มีบาปด้วยคาถาว่า
หน้า 109 ข้อ 554
ดูก่อนมาร เพราะเหตุไรหนอ ความ เห็นของท่านจึงหวนกลับมาว่าสัตว์ ใน กองสังขารล้วนนี้ ย่อมไม่ได้นามว่า สัตว์ เหมือนอย่างว่า เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงว่ารถย่อมมี ฉันใด. เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ การสมมติ ว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น ความจริง ทุกข์ เท่านั้นย่อมเกิด ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่และ เสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรดับ. ลำดับนั้น มารผู้มีบาปเป็นทุกข์ เสียใจว่า วชิราภิกษุณีรู้จักเรา ดังนี้ จึงได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง จบวชิราสูตร จบภิกขุนีสังยุต
หน้า 110 ข้อ 554
อรรถกถาวชิราสูตร ในวชิราสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า นยิธ สตฺตุปลพฺภติ ความว่า ในกองสังขารล้วนนี้ ว่าโดย ปรมัตถ์ จะได้แก่สัตว์ก็หาไม่. บทว่า ขนฺเธสุ สนฺเตสุ ความว่า เมื่อ ขันธ์ ๕ ยังมีอยู่ ท่านกำหนดเอาด้วยอาการนั้น ๆ. บท สมฺมติ คือเป็นเพียง สมัญญาว่าสัตว์เท่านั้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์คือ ขันธ์ ๕. บทว่า นาญฺตฺร ทุกฺขา ความว่า นอกจากทุกข์ สภาวะอย่างอื่นไม่มีเกิดไม่มีดับ. จบอรรถกถาวชิราสูตรที่ ๑๐ จบภิกขุนีสังยุตเพียงเท่านี้ รวมพระสูตรในภิกขุนีสังยุตนี้มี ๑๐ สูตร คือ ๑. อาฬวิกาสูตร ๒. โสมาสูตร ๓. โคตมีสูตร ๔. วิชยาสูตร ๕. อุบลวรรณาสูตร ๖. จาลาสูตร ๗. อุปจาลาสูตร ๘. สีสุปจาลาสูตร ๙. เสลาสูตร ๑๐. วชิราสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 111 ข้อ 555
พรหมสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๑. อายาจนสูตร พรหมอาราธนาให้แสดงธรรม [๕๕๕] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าแรกตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาล- นิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น ความปริวิ กแห่งพระหฤทัยบังเกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าที่สลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า ธรรมที่เราตรัสรู้แล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก สงบ ประณีต คาคคะเนเอาไม่ได้ ละเอียด รู้ได้ เฉพาะบัณฑิต ก็หมู่สัตว์นี้แล ยังยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบาน แล้วในอาลัย ก็ฐานะนี้ คือ ความเป็นปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นนี้ เป็น ธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น อันหมู่สัตว์ผู้ยินดีด้วยอาลัย ยินดีแล้วในอาลัย เบิกบานแล้วในอาลัย จะพึงเห็นได้ยาก แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก คือ ธรรม เป็นที่ระงับสังขารทั้งปวง ธรรมเป็นที่สละคืนอุปธิทั้งปวง ธรรมเป็นที่สิ้น ตัณหา ธรรมเป็นที่สำรอก ธรรมเป็นที่ดับ นิพพาน ก็ถ้าเราจะพึงแสดงธรรม แต่ชนเหล่าอื่นจะไม่พึงรู้ทั่วถึงธรรมของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความเหน็ดเหนื่อย ของเรา ข้อนั้น จะพึงเป็นความลำบากของเรา.
หน้า 112 ข้อ 556
อนึ่ง ได้ยินว่า คาถาอันน่าอัศจรรย์เล็กน้อยเหล่านั้น ที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ไม่เคยได้ทรงสดับมาแต่ก่อน เกิดแจ่มแจ้งกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า บัดนี้ เราไม่ควรจะประกาศธรรม ที่เราตรัสรู้แล้วโดยยาก ธรรมนี้ เหล่าสัตว์ ผู้ถูกราคะโทสะครอบงำแล้ว จะตรัสรู้ไม่ ได้ง่าย เหล่าสัตว์ผู้ยินดีแล้วด้วยความ กำหนัด ถูกลองแห่งความมืดหุ้มห่อแล้ว จักไม่เห็นธรรมอันทวนกระแส ละเอียด ลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาเห็นดังนี้ พระหฤทัยก็ทรงน้อม ไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ทรงน้อมไปเพื่อทรงแสดงธรรม. [๕๕๖] ครั้งนั้น สหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจแล้ว ได้มีความดำริว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โลกจะฉิบหายหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย โลกจะพินาศหนอ เพราะพระตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่ ทรงน้อมพระหฤทัยไปเพื่อทรงแสดงธรรม. ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมอันตรธานไปในพรหมโลก มาปรากฎอยู่ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขน ที่คู้อยู่ หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดอยู่ ฉะนั้น. ครั้นแล้ว สหัมบดีพรหมกระทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว คุกชาณุ- มณฑลเบื้องขวาลงที่แผ่นดิน ประนมอัญชลีไปพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 113 ข้อ 556
จงทรงแสดงธรรมเถิด ขอพระสุคตจงทรงแสดงธรรมเถิด สัตว์ทั้งหลายผู้มี กิเลสสดุจธุลีในดวงตาน้อยเป็นปกติก็มีอยู่ เพราะมิได้สดับย่อมเสื่อมจากธรรม สัตว์ทั้งหลายผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี. สหัมบดีพรหม ได้กราบทูลดังนี้แล้ว ครั้นแล้วได้กราบทูลเป็นนิคม คาถาอีกว่า เมื่อก่อนธรรมที่ไม่บริสุทธิ์ซึ่งศาสดา ผู้มีมลทินทั้งหลายคิดแล้ว ปรากฏขึ้นใน หมู่ชนชาวมคธ ขอพระองค์จงทรงเปิด- ประตูอมตะเถิด ขอสัตว์ทั้งหลายจงฟัง ธรรมซึ่งพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากมลทิน ตรัสรู้แล้วเถิด ขอพระองค์ผู้มีพระปัญญา ดี มีพระจักษุโดยรอบ ปราศจากความ โศกแล้ว จงเสด็จขึ้นสู่ปราศาทอันสำเร็จ ด้วยธรรม จงพิจารณาชุมชนผู้จมอยู่ใน ความโศก ถูกชาติและชราครอบงำแล้ว อุปมาเหมือนบุคคลผู้อยู่บนยอดภูเขา อัน ล้วนด้วยศิลา จะพึงเห็นชุมชนโดยรอบ ฉะนั้น. ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ทรง ชนะสงความแล้ว ผู้ทรงนำพวก ผู้ไม่มีหนี้ ขอพระองค์จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จงเสด็จ เที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงแสดงธรรมเถิด ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจักมี.
หน้า 114 ข้อ 557
[๕๕๗] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบการเชื้อเชิญของ พรหม และทรงอาศัยพระกรุณาในสัตว์ทั้งหลาย จึงทรงสอดส่องดูโลกด้วย พระพุทธจักษุ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดส่องดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ ก็ได้ ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลส ดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวก มีอาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวก จะพึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโลกว่าเป็นภัยอยู่. ในกออุบลก็ดี กอปทุมก็ดี กอบุณฑริกก็ดี ดอกอุบลก็ดี ดอกปทุม ก็ดี ดอกบุณฑริกก็ดี บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ อาศัยอยู่ในน้ำ จมอยู่ในน้ำ อันน้ำเลี้ยงอยู่ บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ตั้งอยู่ เสมอน้ำ บางเหล่าเกิดแล้วในน้ำ เจริญแล้วในน้ำ ตั้งขึ้นพ้นน้ำ อันน้ำไม่ ติดแล้วแม้ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอดส่องดูโลกด้วยพระพุทธจักษุ ก็ได้ทรงเห็นสัตว์ทั้งหลาย บางพวกมีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย บางพวกมีกิเลส ดุจธุลีในดวงตามาก บางพวกมีอินทรีย์กล้า บางพวกมีอินทรีย์อ่อน บางพวกมี อาการดี บางพวกมีอาการเลว บางพวกจะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย บางพวกจะ พึงสอนให้รู้ได้โดยยาก บางพวกมีปกติเห็นโทษในปรโ่ลกว่าเป็นภัยอยู่ ฉันนั้น ครั้นทรงเห็นแล้ว จึงได้ตรัสตอบสหัมบดีพรหมด้วยพระคาถาว่า ประตูอมตะ เราเปิดแล้วเพราะท่าน ชนผู้ฟังจงหลั่งศรัทธามาเถิด ดูก่อนพรหม เราจะไม่มีความสำคัญในความลำบาก แสดงธรรมอันประณีตที่ชำนาญในหมู่ มนุษย์.
หน้า 115 ข้อ 558
[๕๕๘] ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมดำริว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำโอกาสเพื่อทรงแสดงธรรมแล้ว จึงถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง. พรหมสังยุต อรรถกถาอายาจนสูตร ปฐมวรรคสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปริวิตกฺโก อุทปาทิ ความว่า ความปริวิตกทางใจที่พระ- พุทธเจ้าทุกพระองค์เคยสั่งสมอบรมมาเกิดขึ้นดังนี้. ถามว่า เกิดขึ้นเมื่อไร. ตอบว่า เกิดในสัปดาห์ที่ ๘ ที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ทรงเคี้ยวไม้ชำระฟัน และชิ้นสมอเป็นโอสถที่ท้าวสักกะจอมเทพนำมาถวายที่โคนไม้เกต ทรงบ้วน พระโอฐแล้ว เสวยปิณฑบาตของตปุสสะและภัลลิกะ ในบาตรหินที่ล้ำค่าอัน ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ น้อมถวาย แล้วเสด็จกลับมาประทับนั่งที่ต้นอชปาลนิโครธ. บทว่า อธิคโต แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรม คือสัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร นี้เป็นบทห้ามความตื้น. บทว่า ทุทฺทโส ความ ว่า ชื่อว่าเห็นได้ยาก คือเห็นได้โดยลำบากอันใครๆ ไม่อาจเห็นได้สะดวกเพราะ ลึกซึ้ง ชื่อว่ารู้ตามได้ยาก คือพึงหยั่งรู้ได้โดยลำบาก เพราะเห็นได้โดยยาก ใคร ๆ ไม่อาจจะหยั่งรู้ได้สะดวก. บทว่า สนฺโต ได้แก่ดับสนิท บทว่า ปณีโต ได้แก่ไม่รู้จักอิ่ม. สองบทนี้ท่านกล่าวหมายโลกุตระเท่านั้น. บทว่า อตกฺกาวจโร ความว่า จะพึงค้นพึงหยั่งลงโดยการตรึกไม่ได้ พึงค้นได้ด้วย ญาณเท่านั้น. บทว่า นิปุโณ ได้แก่ละเอียด. บทว่า ปณฺฑิตเวทนีโย
หน้า 116 ข้อ 558
ได้แก่อันบัณฑิตผู้ปฏิบัติโดยชอบพึงทราบ. บทว่า อาลยรามา ความว่า สัตว์ ทั้งหลาย ติดอยู่ในกามคุณ ๕ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้น ท่านจึงเรียกว่าอัลลยา. ตัณหาวิปริต ๑๐๘ ก็ติดอยู่ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่าอัลลยา. สัตว์ทั้งหลาย ชื่อว่า อาลยรามา เพราะยินดีด้วยอาลัยเหล่านั้น. ชื่อว่า อาลยรตา เพราะยินดี ในอาลัยทั้งหลาย. ชื่อว่า อาลยสมุทิตา เพราะเบิกบานในอาลัยทั้งหลาย. เหมือนอย่างว่า พระราชาเสด็จประพาสพระราชอุทยานที่สมบูรณ์ด้วยต้นไม้มีดอก ผลเต็มไปหมดเป็นต้น ซึ่งเขาจัดไว้อย่างดี ย่อมทรงยินดี คือทรงเบิกบานรื่นเริง บันเทิงพระทัยด้วยสมบัตินั้น มิได้ทรงเบื่อ แม้เวลาเย็นก็ไม่ประสงค์จะเสด็จออก ฉันใด สัตว์ทั้งหลายย่อมยินดี คือเบิกบาน ไม่เบื่ออยู่ในสังสารวัฏ ด้วยอาลัย คือกามและอาลัยคือตัณหาทั้งหลายเหล่านั้น ฉันนั้น. เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงอาลัยทั้งสองอย่างของสัตว์เหล่านั้น ราวกะว่าพื้นที่พระราชอุทยาน จึงตรัสว่า อาลยรามา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทิทํ เป็นนิบาต. หมายเอาฐานะของ บทว่า ยทิทํ นั้น คือหมายเอาว่า ยํ อิทนฺติปฏิจฺจสมุปฺปาทํ พึงทราบ เนื้อความอย่างนี้ว่า โย อยํ ดังนี้. บทว่า อิทปฺปจฺจยตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท ความว่า ปัจจัยแห่งธรรมมีสังขารเป็นต้นเหล่านี้ ชื่ออิทปฺปจฺจยา อิทุปุ- ปจฺจยา นั่นแหละเป็น อิทปฺปจฺจยตา อิทปฺปจฺจยตา นั้นด้วยเป็น ปฏิจฺจ สมุปฺปาทาด้วย ชื่อว่า อิทปฺปจฺจตาปฏิจฺจสมุปฺปาโท ความเป็นปัจจัยแห่ง ธรรมมีสังขารเป็นต้นเป็นธรรมอาศัยกันและกันเกิดขึ้น. คำนี้เป็นชื่อแห่ง เป็นปัจจัยมีสังขารเป็นต้น. บททั้งหมดมีบทว่า สพฺพสงฺขารสมโถ เป็นต้น ได้แก่พระนิพพานนั่นเอง. ก็เพราะอาศัยพระนิพพานนั้น ความดิ้นรนแห่ง สังขารทั้งหลายย่อมสงบระงับได้ ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็นที่ระงับสังขารทั้ง ปวง. และเพราะอาศัยพระนิพพานนั้นสละคืนอุปธิทั้งปวงได้ ตัณหาทั้งปวง
หน้า 117 ข้อ 558
สิ้นไป สำรอกราคกิเลสได้ ทุกข์ทั้งหมดดับไป ฉะนั้นท่านจึงเรียกว่า เป็น ที่สละคืนอุปธิทั้งปวง เป็นที่สิ้นตัณหา เป็นที่สำรอก เป็นที่ดับ. ก็ตัณหานี้นั้น ท่านเรียกว่า วานะ เพราะร้อยรัดเย็บภพไว้กับภพ หรือกรรมไว้กับผล ชื่อ ว่า นิพพาน เพราะออกจากวานะนั้น. บทว่า โส มมสฺส กิลมโถ ความ ว่า การสอนคนที่ไม่รู้นั้น พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยของเรา พึงเป็นความลำบาก ของเรา ท่านอธิบายว่า พึงเป็นความเหน็ดเหนื่อยกายด้วย เป็นความลำบาก กายด้วย. แต่ในพระหทัยของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่มีความเหน็ดเหนื่อยและ ความลำบากทั้งสองอย่างนี้. บทว่า อปิสฺสุทํ เป็นนิบาต มีเนื้อความว่าเพิ่ม พูน. นิบาตนั้น ส่องความว่า มิใช่เกิดปริวิตกนี้อย่างเดียว คาถาเหล่านี้ก็แจ่ม แจ้ง. บทว่า อนจฺฉริยา ได้แก่น่าอัศจรรย์เล็กน้อย. บทว่า ปฏิภํสุ. ความว่า คาถาเหล่านั้นเป็นอารมณ์แห่งญาณกล่าวคือปฏิภาน คือถึงความเป็น คาถาที่จะพึงปริวิตก. บทว่า กิจฺเฉน ได้แก่ด้วยการปฏิบัติลำบาก. จริงอยู่ มรรคทั้ง ๔ ย่อมเป็นการปฏิบัติสะดวก สำหรับพระพุทธทั้งหลาย ก็คำนี้ ท่านกล่าวหมาย เอาปฎิปทาที่นำมรรคผลมา ของพระองค์ผู้ยังมีราคะโทสะและโมหะอยู่ในคราว บำเพ็ญบารมี ทรงตัดศีรษะที่ประดับตกแต่ง นำเลือดในลำพระศอออก ควัก พระเนตรที่หยอดดีแล้ว ประทานของรักเป็นต้น อย่างนี้คือ บุตรที่เป็นประทีปของ วงศ์ตระกูล ภรรยาที่น่ารักและถึงการเสียสละอื่น ๆ มีการตัดอวัยวะในอัตภาพ [ชาติ] เช่นเป็นขันติวาทีดาบสเป็นต้น แก่เหล่ายาจกที่มากันแล้ว. ห อักษร ในบทว่า หลํ นี้เป็นเพียงนิบาต ความว่าไม่ควร. บทว่า ปกาสิตุํ ได้แก่ เพื่อแสดง. ท่านอธิบายว่า ไม่ควรแสดงธรรมที่เราบรรลุโดยยาก คือแสดง ธรรมที่เราเรียนมาแล้ว ประโยชน์อะไรด้วยการแสดงธรรม. บทว่า ราคโทส- ปเรเตหิ ความว่า อันราคะโทสะถูกต้องแล้ว หรือว่าไปตามราคะโทสะ.
หน้า 118 ข้อ 558
บทว่า ปฏิโสตคามึ ได้แก่ธรรมคือสัจจะ ๔ ที่ทวนกระแสสภาวะ มีความเที่ยงเป็นต้น ที่ไปแล้วอย่างนี้ว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็น อสุภะ. บทว่า ราครตา ได้แก่ยินดีแล้วด้วยกามราคะภวราคะและทิฏฐิราคะ. บทว่า น ทกฺขนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายย่อมไม่เห็นโดยสภาวะอย่างนี้ว่าไม่ เที่ยงเป็นทุกข์เป็นอนัตตา เป็นอสุภะ. ใคร ๆ ก็ไม่อาจทำสัตว์ที่ไม่เห็นเหล่านั้น ให้ยึดถืออย่างนี้ได้. บทว่า ตโมกฺขนฺเธน อาวุตา ได้แก่อันกองอวิชชาทับถม. บทว่า อปฺโปสุกฺกตาย ความว่า เพื่อความเป็นผู้ไม่ประสงค์จะ แสดงโดยปราศจากความขวนขวาย. ถามว่า ก็เหตุไร พระองค์จึงน้อมพระทัย ไปอย่างนี้ พระองค์ทรงตั้งความปรารถนาไว้มิใช่หรือว่า เราหลุดพ้นแล้วจัก ให้ผู้อื่นหลุดพ้น เราข้ามแล้ว จักให้ผู้อื่นข้าม เราจะมีประโยชน์อะไรด้วยเพศที่ผู้ อื่นไม่รู้จัก จะประโยชน์อะไรด้วยธรรมที่ เราทำให้แจ้งในโลกนี้ เราบรรลุพระ สัพพัญญุตญาณแล้ว จักยังมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามฝั่ง ดังนี้ บำเพ็ญบารมีบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. ตอบว่า นั่นเป็นความจริง. ก็จิตของ พระองค์น้อมไปอย่างนี้นั้น ก็ด้วยอานุภาพปัจจเวกขณญาณ. จริงอยู่ เมื่อ พระองค์บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้วพิจารณาความที่สัตว์รกชัฏไปด้วยกิเลส และความที่ธรรมเป็นของลึกซึ้ง ความที่สัตว์รกชัฏไปด้วยกิเลสและความที่ธรรม เป็นของลึกซึ้ง ก็ปรากฏโดยอาการทั้งปวง ลำดับนั้น พระองค์ทรงพระดำริว่า สัตว์เหล่านี้ เหมือนน้ำเต้าที่เต็มด้วยน้ำข้าว เหมือนตุ่มที่เต็มด้วยเปรียง เหมือนผ้าเก่าที่ชุ่มด้วยมันเหลวและน้ำมัน เหมือนมือที่เปื้อนยาหยอดตา เต็มไป
หน้า 119 ข้อ 558
ด้วยกิเลส เศร้าหมองอย่างยิ่ง กำหนัดเพราะราคะ ขัดเคืองเพราะโทสะ ลุ่ม หลงเพราะโมหะ. สัตว์เหล่านั้นจักแทงตลอดได้อย่างไร จึงทรงน้อมพระทัยไป อย่างนี้ แม้ด้วยอานุภาพการพิจารณาถึงความที่สัตว์รกชัฏคือกิเลส. พึงทราบว่า ทรงน้อมพระทัยไปอย่างนั้น แม้ด้วยอานุภาพการพิจารณา ความที่ธรรมลึกซึ้งว่า ธรรมนี้ลึกซึ้งเหมือนลำน้ำรองแผ่นดิน เห็นได้ยาก เหมือนเมล็ดพันธุ์ผักกาดถูกภูเขาบังไว้ แทงตลอดได้ยาก เหมือนเอาปลายต่อ ปลายแห่งขนทรายที่แยกออก ๗ ส่วน จริงอยู่ เมื่อเราพยายามเพื่อแทงตลอดธรรม ชื่อว่า ไม่ให้ทานไม่มี ชื่อว่า ไม่รักษาศีลแล้วไม่มี ชื่อว่าไม่ได้บำเพ็ญบารมีไรๆ ก็ไม่มี เมื่อเรานั้นกำจัดกองทัพมาร เหมือหมดความพยายาม แผ่นดินไม่ไหว แม้เมื่อระลึกบุพเพนิวาสานุสสติญาณในปฐมยาม ก็ไม่ไหว แม้เมื่อชำระทิพย จักษุในมัชฌิมยาม ก็ไม่ไหว แต่เมื่อเราตรัสรู้ปฏิจจสมุปบาทในปัจฉิมยาม หมื่นโลกธาตุจึงหวั่นไหวแล้ว ดังนั้น แม้คนเช่นเราใช้ญาณอันแก่กล้า ก็ยัง แทงตลอดธรรมนี้ได้โดยยากทีเดียว โลกิยมหาชนจักแทงตลอดธรรมนั้นได้ อย่างไร. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพรหมทูลอาราธนาแล้ว พระองค์ก็ทรงน้อมพระทัย ไปอย่างนี้ แม้เมื่อเป็นผู้ประสงค์จะทรงแสดงธรรมโปรด จริงอยู่ พระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงทราบว่า เมื่อจิตของเราน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย มหาพรหมก็จักอาราธนาเราให้แสดงธรรม และสัตว์เหล่านี้เป็นผู้เคารพต่อ พรหมสัตว์เหล่านั้นสำคัญว่า ได้ยินว่า พระศาสดาไม่มีพระประสงค์จะทรงแสดง ธรรม เมื่อเป็นอย่างนี้ มหาพรหมจะอาราธนาเราให้แสดงธรรมว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ธรรมนั้นสงบหนอ ประณีตหนอ ดังนี้ ก็จักตั้งใจฟัง ฉะนั้น พึงทราบว่า เพราะอาศัยเหตุแม้นี้ จิตของพระองค์จึงน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวน ขวายน้อย มิได้น้อมไปเพื่อแสดธรรม.
หน้า 120 ข้อ 558
บทว่า สหมฺปติสฺส ความว่า ได้ยินว่า พรหมนั้นเป็นพระเถระ ชื่อว่าสหกะ ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสป ทำปฐมฌาน ให้เกิด เกิดเป็นพรหมมีอายุกัปหนึ่งในปฐมฌานภูมิ. ในปฐมฌานภูมินั้น ชนทั้งหลายรู้จักท่านว่า สหัมบดีพรหม ที่ท่านมุ่งหมายกล่าวถึงว่า พฺรหมุโน สหมฺปคิสฺส ดังนี้. บทว่า นสฺสติ วต โภ ความว่า ได้ยินว่า พรหมนั้น เปล่งเสียงนี้โดยที่พรหมหมื่นโลกธาตุได้ฟังแล้วมาประชุมกันหมด. บทว่า ยตฺร หิ นาม ได้แก่ ในโลกชื่อใด. บทว่า ปุรโต ปาตุรโหสิ ความว่า ได้ ปรากฏพร้อมกับพรหมหมื่นหนึ่งเหล่านั้น. บทว่า อปฺปรชกฺขชาติกา ความว่า สัตว์ชื่อว่า อปฺปรชกฺขชาติกา เพราะมีธุลีคือราคะโทสะและโมหะ ใน ดวงตาอันสำเร็จด้วยปัญญาน้อยคือนิดหน่อย เป็นสภาวะอย่างนี้. บทว่า อสฺสวนตา ได้แก่ เพราะไม่ได้ฟัง. ด้วยบทว่า ภวิสฺสนฺติ ท่านแสดงว่า ผู้บำเพ็ญบุญเก่ามาแล้ว ด้วยอำนาจบุญกิริยาวัตถุ ๑๐ ประการ ในพระ- พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ถึงความแก่กล้า หวังแต่การแสดงธรรมเท่านั้น ดุจดอก ปทุม หวังแต่จะสัมผัสรัศมีพระอาทิตย์ฉะนั้น ควรหยั่งลงสู่อริยภูมิในที่สุด แห่งคาถา ๔ บท ไม่ใช่คนเดียว ไม่ใช่สองคน จักเป็นผู้รู้ทั่วถึงธรรมจำนวน หลายแสน. บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ปรากฏแล้ว. บทว่า สมเลหิ จินฺติโต ได้แก่ อันครูทั้ง ๖ ผู้มีมลทินคิดกันแล้ว. จริงอยู่ ครูทั้ง ๖ นั้น เกิดก่อน แสดงธรรมคือมิจฉาทิฏฐิที่มีมลทิน เหมือนกระจายหนาม และราดยาพิษไปทั่ว ชมพูทวีป. บทว่า อปาปุเรตํ ความว่า จงเปิดประตูอมตนครนั้น. บทว่า อมตสฺส ทฺวารํ ได้แก่ อริยมรรคอันเป็นประตูแห่งอมตนครคือพระนิพพาน. ด้วยคำว่า สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํ พรหมทูลอาราธนาว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก่อนอื่นขอสัตว์เหล่านี้ จงสดับธรรม คือ สัจจะ ๔ ที่
หน้า 121 ข้อ 558
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่า ปราศจากมลทิน เพราะไม่มีมลทินมีราคะ เป็นต้น ตามรู้แล้ว. บทว่า เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺิโต ความว่า เหมือนยืนอยู่ บนยอดภูเขาอันล้วนแต่หินเป็นแท่งทึบ. จริงอยู่ กิจคือการชะเง้อคอยื่นออกไป เป็นต้น เพื่อแสดงแก่ผู้ที่ยืนอยู่ในที่นั้น ย่อมไม่มี. บทว่า ตถูปมํ ความว่า ส่วนเปรียบด้วยภูเขานั้น คือมีอุปมาเหมือนภูเขาหิน. ก็ความสังเขปในข้อนี้มี ดังนี้ บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนยอดภูเขาหิน พึงมองเห็นประชุมชนโดยรอบ ฉันใด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีเมธา ผู้มีปัญญาดี ผู้มีจักษุโดยรอบ ด้วย พระสัพพัญญุตญาณ แม้พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน โปรดเสด็จขึ้นสู่ปราสาท อันสำเร็จด้วยธรรม สำเร็จด้วยปัญญา พระองค์เองก็ปราศจากความโศก ทรงเพ่งพิจารณาเห็น หมู่ชนผู้คลาดคล่ำด้วยความโศก และถูกชาติชราครอบงำ. ก็ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้. เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายทำนาแปลงใหญ่โดยรอบ ณ เชิงภูเขา ปลูกกระท่อมหลายหลังที่แนวคันนาในที่นั้น ก่อไฟไว้ตลอดคืน ในราตรี และพึงมีแต่ความมืดอันประกอบด้วยองค์ เมื่อเป็นดังนั้น เมื่อ บุรุษผู้มีจักษุนั้น ยืนอยู่บนยอดภูเขามองดูพื้นดิน แนวคันนาก็ไม่ปรากฏ กระท่อมทั้งหลายก็ไม่ปรากฏ ผู้คนที่นอนอยู่ในที่กระท่อมนั้นก็ไม่ปรากฏ ปรากฏแต่เพียงแสงไฟ ในกระท่อมเท่านั้น ฉันใด เมื่อพระตถาคตขึ้นสู่ ปราสาทคือธรรม ตรวจดูหมู่สัตว์ก็ฉันนั้น เหล่าสัตว์ผู้ไม่กระทำคุณงาม ความดีไว้ แม้นั่ง ณ ข้างพระชานุเบื้องขวาในวิหารเดียวกัน ก็ไม่ปรากฏแก่ พุทธจักษุได้ ย่อมเป็นเหมือนลูกศรที่ยิงไปในเวลากลางคืน แต่เหล่าเวไนย- บุคคลผู้ได้ทำคุณงามความดีไว้เท่านั้น แม้จะอยู่ในที่ไกล ก็มาปรากฏแก่พุทธ จักษุนั้นได้ เวไนยบุคคลนั้นเป็นดุจไฟ และเป็นดุจภูเขาหิมวันต์ สมจริง ตามที่พระองค์ตรัสไว้ว่า
หน้า 122 ข้อ 558
สัตบุรุษ ย่อมปรากฏในที่ไกล เหมือนภูเขาหิมวันต์ อสัตบุรุษอยู่ในที่นั้น ก็ไม่ปรากฏ เหมือนลูกศรที่ยิ่งไปในเวลา กลางคืน. บทว่า อชฺเฌสนํ ได้แก่ การอาราธนา. บทว่า พุทฺธจกฺขุนา ได้แก่ ด้วยอินทริยปโรปริยญาณ และอาสยานุสยญาณ. จริงอยู่ คำว่า พุทฺธ- จกฺขุ เป็นชื่อของญาณทั้ง ๒ นี้. คำว่า สมนฺตจกฺขุ เป็นชื่อของสัพพัญญุตญาณ. คำว่า ธมฺมจกฺขุ เป็นชื่อของมรรคญาณทั้ง ๓. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า อปฺปรชกฺเข เป็นต้นดังต่อไปนี้ ก็ชนเหล่าใดมีธุลีคือกิเลสมีราคะเป็นต้นใน จักขุคือปัญญาน้อยโดยนัยดังกล่าวแล้ว ชนเหล่านั้น ชื่อว่า อัปปรชักขะ ผู้มีธุลีคือกิเลสในดวงตาน้อย. ชนเหล่าใด มีธุลีคือกิเลสในดวงตามาก ชน เหล่านั้น ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีกิเลสในดวงตามาก. ชนเหล่าใด มีอินทรีย์ มีศรัทธาเป็นต้น แก่กล้า ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ติกขินทรียะ มีอินทรีย์แก่กล้า. ชนเหล่าใดมีอินทรีย์เหล่านั้นน้อย ชนเหล่านั้น ชื่อว่า มุทินทรียะ มีอินทรีย์อ่อน. ชนเหล่าใดมีอาการ มีศรัทธาเป็นต้นดี ชนเหล่านั้น ชื่อว่า สวาการ มีอาการดี. ชนเหล่าใดกำหนดเหตุที่เขาแสดงแล้ว สามารถให้ผู้อื่นเข้าใจได้โดยง่าย ชนเหล่า นั้น ชื่อว่า สุวิญญาปยะ จะพึงสอนให้รู้ได้โดยง่าย. ชนเหล่าใดเห็นปรโลก และโทษว่าเป็นภัย ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ปรโลกวชฺชภยทสฺสาวี. ในข้อนี้มี พระบาลีดังต่อไปนี้ บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่า อัปปรชักขะ มีกิเลสดุจธุลีใน ดวงตาน้อย, บุคคลผู้ไม่มีศรัทธา ชื่อว่า มหารชักขะ มีกิเลสดุจธุลีในดวงตา มาก, ผู้ปรารภความเพียร ชื่อว่า อัปปรชักขะ, ผู้เกียจคร้าน ชื่อว่า มหารชักขะ, ผู้มีสติตั้งมั่น ชื่อว่า อัปปรชักขะ ผู้มีสติหลงลืม ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีจิต
หน้า 123 ข้อ 558
ตั้งมั่น ชื่อว่า อัปปรชักชะ. ผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ชื่อว่า มหารชักขะ, ผู้มีปัญญา ชื่อว่า อัปปรชักขะ, ผู้ทรามปัญญา ชื่อว่า มหารชักขะ ผู้มีกิเลสดุจธุลีใน ดวงตามาก อนึ่ง บุคคลผู้มีศรัทธา ชื่อว่า ติกขินทริยะ มีอินทรีย์แก่กล้า บุคคลผู้มีปัญญา ชื่อว่า มีปกติเห็นปรโลกและโทษว่าเป็นภัย บุคคลผู้ทราม ปัญญา ชื่อว่า ไม่เห็นปรโลกและโทษว่าเป็นภัย. บทว่า โลโก ได้แก่ ขันธโลก ธาตุโลก อายตนโลก สัมปัตติโลก วิปัตติภวโลก โลกหนึ่งได้ แก่สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร โลก ๒ ได้แก่นามและรูป โลก ๓ ได้แก่ เวทนา ๓ โลก ๔ ได้แก่อาหาร โลก ๕ ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕ โลก ๖ ได้แก่อายตนะภายใน ๖ โลก ๗ ได้แก่วิญญาณฐิติ ๗ โลก ๘ ได้แก่โลก ธรรม ๘ โลก ๙ ได้แก่สัตตาวาส ๙ โลก ๑๐ ได้แก่อายตนะ ๑๐ โลก ๑๒ ได้แก่อายตนะ ๑๒ โลก ๑๘ ได้แก่ธาตุ ๑๘. บทว่า วชฺชํ ความว่า กิเลส ทั้งหมดชื่อว่าโทษ ทุจริตทั้งหมดชื่อว่าโทษ อภิสังขารทั้งหมดชื่อว่าโทษ กรรมที่นำสัตว์ไปสู่ภพทั้งหมดชื่อว่าโทษ ความสำคัญว่าในโลกนี้และในโทษนี้ เป็นภัยทั้งหมดปรากฏเหมือนเพชฌฆาตเงื้อดาบ. รู้เห็นรู้ทั่วแทงตลอดอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ โดยอาการ ๕๐ เหล่านี้ นี้ชื่อว่าอินทริยปโรปริยัตตญาณของพระ- ตถาคต. บทว่า อุปฺปลินิยํ ได้แก่ ในดงอุบล. แม้ในบทนอกนี้ ก็นัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า อนฺโตนิมุคฺคโปสีนิ ได้แก่ ดอกบัวที่จมอยู่ใต้น้ำอัน น้ำหล่อเลี้ยงไว้. บทว่า อทกํ อจิจุคฺคมฺม ติฏฺนิต ได้แก่ ดอกบัวที่ โผล่ขึ้นพ้นน้ำ. ในดอกบัวเหล่านั้น ดอกบัวที่โผล่ขึ้นพ้นน้ำ ย่อมรอคอยสัมผัส รัศมีพระอาทิตย์ ซึ่งจะบานในวันนี้ แต่ดอกบัวที่ตั้งอยู่เสมอน้ำ ซึ่งจะบานใน วันพรุ่งนี้ ดอกบัวที่ยังไม่พ้นน้ำ จมอยู่ใต้น่าอันน้ำหล่อเลี้ยงไว้ จะบานได้ใน วันที่ ๓ แม้ดอกบัวที่เกิดในน้ำเป็นต้นอื่น ๆ ที่ยังไม่พ้นน้ำก็มี จักไม่บาน
หน้า 124 ข้อ 558
จักเป็นภักษาของปลาและเต่าเท่านั้น ดอกบัวเหล่านั้นมิได้ยกขึ้นสู่บาลี แต่ท่าน นำมาแสดงไว้เข้าใจว่าควรแสดง. บุคคล ๔ จำพวก คือ อุคฆติตัญญู วิปจิ ตัญญู เนยยะ ปทปรมะ ก็เหมือนดอกบัว ๔ ชนิด เหล่านั้นนั่นเอง ในบุคคล ๔ จำพวกเหล่านั้น บุคคลใด ตรัสรู้ธรรมพร้อมกับเวลาที่ ท่านยกหัวข้อธรรมขึ้นแสดง บุคคลนี้เรียกว่า อุคฆตติตัญญู. บุคคลใด ตรัสรู้ธรรม ในเมื่อท่านจำแนกอรรถแห่งธรรมที่กล่าวโดยย่อให้พิสดาร บุคคลนี้เรียกว่า วิปจิตัญญู. บุคคลใดว่าโดยอุเทศโดยสอบถาม ใส่ใจโดยแยบคาย เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ บุคคลนี้เรียกว่า เนยยะ. บุคคลใดสดับมากก็ดี กล่าวมากก็ดี ทรงจำได้มากก็ดี ให้ผู้อื่นสอนมากก็ดี ยังตรัสรู้ธรรมในชาตินั้นไม่ได้ บุคคลนี้เรียกว่า ปทปรมะ. ในบุคคล ๔ จำพวก เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุซึ่งเสมือนดงอุบลเป็นต้น ได้ทรงเห็นว่า อุคฆคิตัญญูเหมือนดอกบัวที่จะบานในวันนี้ วิปจิตัญญูเหมือน ดอกบัวที่จะบานในวันพรุ่งนี้ เนยยะเหมือนดอกบัวที่จะบานในวันที่ ๓ ปทปรมะเหมือนดอกบัวที่เป็นภักษาแห่งปลาและเต่า. และพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเห็น ได้ทรงเห็นโดยอาการทั้งปวงอย่างนี้ว่า สัตว์มีประมาณเท่านี้ มีกิเลสดุจธุลีในดวงตาน้อย สัตว์มีประมาณเท่านี้มีกิเลสดุจธุลีในดวงตามาก ในสัตว์แม้เหล่านั้น สัตว์มีประมาณเท่านี้ เป็นอุคฆติตัญญู ในบุคคล ๔ เหล่านั้น พระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อม สำเร็จประโยชน์แก่บุคคล ๓ จำพวก (แรก) ในอัตภาพนี้ทีเดียว สำหรับ พวกปทปรมะ ย่อมเป็นวาสนา [อบรมบ่มบารมี] เพื่อสำเร็จประโยชน์ใน อนาคตกาลข้างหน้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าการแสดงธรรม จะนำประโยชน์มาแก่บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้ จึงมีพระประสงค์จะทรงแสดง ธรรม แล้วทรงแบ่งเหล่าสัตว์ในภพ ๓ ทั้งหมดเป็น ๒ ส่วน คือภัพบุคคล
หน้า 125 ข้อ 558
และอภัพบุคคลอีก ซึ่งท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า เหล่าสัตว์ผู้เป็นอภัพบุคคล เป็นไฉน คือเหล่าสัตว์ผู้ประกอบด้วยกัมมาวรณะเครื่องกรรม คือกรรม ประกอบ ด้วยวิปากาวรณะ ประกอบด้วยกิเลสาวรณะ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ มีปัญญาทราม ไม่ควรจะหยั่งลงสู่นิยามธรรม ๆ ทำแน่นอนสู่สัมมัตตะความเป็น ธรรมชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย นี้คือเหล่าสัตว์ผู้เป็นอภัพบุคคลนั้น เหล่า สัตว์ผู้เป็นภัพบุคคลเป็นไฉน คือเหล่าสัตว์ผู้ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณะ ฯลฯ ีนี้คือเหล่าสัตว์ผู้เป็นภัพบุคคลนั้น ในบุคคล ๒ เหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงละอภัพบุคคลทั้งหมด ทรงใช้พระญาณกำหนดภัพบุคคลเท่านั้น แบ่งเป็น ๖ พวก ว่าในที่นี้มีพวกราคจริตเท่านี้ พวกโทสจริตเท่านี้ พวกโมหจริต วิตักกจริต สัทธาจริต และพุทธจริตเท่านี้. ครั้นทรงแบ่งอย่างนี้แล้ว จึงมี พระพุทธดำริว่า จักทรงแสดงธรรม. บทว่า ปจฺจภาส ได้แก่ ไค้ตรัสตอบ. บทว่า อปารุตา ได้แก่ เปิดแล้ว บทว่า อมตสฺส ทฺวารา ได้แก่ พระอริยมรรค. จริงอยู่ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า พระอริยมรรคนั้น เป็นทวารแห่งพระนิพพานกล่าว คืออมตนคร พระอริยมรรคนั้นเราเปิดสถาปนาไว้แล้ว บทว่า ปมฺุจนฺตุ สทฺธํ ความว่า ชนทั้งปวงจงหลั่งคือปล่อยศรัทธาของตนออกมา. ใน ๒ บท หลัง มีเนื้อความดังนั้นว่า จริงอยู่ เราสำคัญว่าจะลำบากกายและวาจา จึงไม่ กล่าวธรรมอันประณีตสูงสุดนี้ที่คล่องแคล่วของตน แม้ที่เราพร้อมประกาศ อยู่แล้ว ก็บัดนี้ชนทั้งปวงจงน้อมภาชนะคือศรัทธาเข้ามา เราจักทำความดำริ ของพวกเขาให้เต็ม.
หน้า 126 ข้อ 558
บทว่า อนฺตรธายิ ความว่า ท้าวสหัมบดีพรหมเอาของหอมและ ดอกไม้เป็นต้น บูชาพระศาสดาแล้วอันตรธานไป อธิบายว่า ไปยังที่อยู่ของตน นั่นเอง. ก็แลเมื่อท้าวสหัมบดีพรหมนั้นเสด็จไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระดำริว่า เราจะพึงแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงทราบว่าอาฬารดาบส เละอุททกดาบสทำกาละแล้ว และทราบว่าเหล่าภิกษุปัญจวัคคีย์มีอุปการะมาก มีพระพุทธประสงค์จะทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น จึงเสด็จไป ยังอิสิปตนมฤคทายวัน กรุงพาราณสี แล้วทรงประกาศธรรมจักร ดังนี้แล. จบอรรถกถาอายาจนสูตรที่ ๑
หน้า 127 ข้อ 559, 560
๒. คารวสูตร ว่าด้วยทรงเคารพธรรม [๕๕๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ ประทับอยู่ที่ต้นอชปาลนิโครธ แถบฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา อุรุเวลาประเทศ. ครั้งนั้น ความปริวิตกแห่งพระหฤทัยบังเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ เสด็จเข้าที่ลับ ทรงพักผ่อนอยู่อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ไม่มีที่เคารพ ไม่มีที่ยำเกรง ย่อมอยู่เป็นทุกข์ เราจะพึงสักการะ. เคารพ อาศัยสมณะหรือพราหมณ์ใครผู้ใด อยู่หนอ. [๕๖๐] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้มีพระดำริว่า เราควรสัก- การะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งศีลขันธ์ ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่า เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยศีล ยิ่งกว่าตนในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อม ทั้งสมณพราหมณ์เทวดาและมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์ แห่งสมาธิขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่าเรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึง พร้อมด้วยสมาธิยิ่งกว่าตนในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ใน หมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ซึ่งเราควรสักการะเคารพ แล้วอาศัยอยู่ เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อ ความบริบูรณ์แห่งปัญญาขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่า เรายังไม่เห็นสมณะหรือ พราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วยปัญญายิ่งกว่าตนในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ซึ่งเราควร
หน้า 128 ข้อ 561
สักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ เราควรสักการะเคารพสมณะหรือพราหมณ์อื่นแล้ว อาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งวิมุตติขันธ์ที่ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่าเรายังไม่เห็น สมณะหรือพราหมณ์อื่น ที่ถึงพร้อมด้วยวิมุตติยิ่งกว่าตน ในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดา และมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพแล้วอาศัยอยู่ เราควรสักการะเคารพสมณะ หรือพราหมณ์อื่นแล้วอาศัยอยู่ เพื่อความบริบูรณ์แห่งวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ที่ ยังไม่บริบูรณ์ แต่ว่า เรายังไม่เห็นสมณะหรือพราหมณ์อื่นที่ถึงพร้อมด้วย วิมุตติญาณทัสสนะ ยิ่งกว่าตน ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ซึ่งเราควรสักการะเคารพ แล้วอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราควรสักการะเคารพธรรมที่เราตรัสรู้นั้นแหละ แล้ว อาศัยอยู่. [๕๖๑] ลำดับนั้น สหัมบดีพรหม ทราบความปริวิตกแห่งพระหฤทัย ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยใจ ก็อันตรธานไปในพรหมโลก มาปรากฏ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนบุรุษมีกำลัง พึงเหยียดออกซึ่งแขน ที่คู้อยู่หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนเหยียดอยู่ ฉะนั้น. ครั้นแล้ว สหัมบดีพรหมกระทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนม- อัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น ข้าแต่พระสุคต เรื่องนี้เป็นอย่างนั้น ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดได้มีมาแล้วตลอดกาล อันล่วงแล้ว แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ก็ทรงสักการะเคารพธรรมนั่นเอง แล้วอาศัยอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเหล่าใดจัก มีตลอดกาลไกลอันยังไม่มาถึง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่านั้น ก็จักทรงสักการะ เคารพธรรมนั่งเองแล้วอาศัยอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 129 ข้อ 562
อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าในบัดนี้ ก็ขอจงทรงสักการะเคารพธรรมนั่นแหละ แล้วอาศัยอยู่. [๕๖๒] สหัมบดีพรหม ได้กราบทูลดังนี้แล้ว ครั้นแล้วได้กล่าวนิคม คาถาอีก พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่าใดที่ ล่วงไปแล้วก็ดี พระพุทธเจ้าทั้งหลายเหล่า ใดที่ยังไม่มีมาก็ดี และพระสัมพุทธเจ้า พระองค์ใดในบัดนี้ผู้ยังความโศกของชน เป็นอันมากให้เสื่อมหายก็ดี พระพุทธเจ้า เหล่านั้นทุกพระองค์ ทรงเคารพพระสัท- ธรรมอยู่แล้ว ยังอยู่ และจักอยู่ต่อไป ข้อ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแหละ กุลบุตรผู้รักตนหวัง ความเป็นผู้ใหญ่ เมื่อระลึกถึงคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงเคารพพระสัท- ธรรม.
หน้า 130 ข้อ 562
อรรถกถาคารวสูตร ในคารวสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อุทปาทิ ความว่า ความตรึกนี้เกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ ๕. บทว่า อคารโว ความว่า เว้นคารวะในบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือไม่ทรงตั้งใคร ๆ ไว้ในฐานะเป็นที่เคารพ. บทว่า อปฺปติสฺโส ความว่า เว้นจากความยำเกรง คือไม่ทรงตั้งใคร ๆ ไว้ในฐานะเป็นผู้เจริญที่สุด. ในบทว่า สเทวเก เป็นต้น มีวินิจฉัยว่า พร้อมด้วยเทวดาทั้งหลาย ชื่อ สเทวกะ. เมื่อถือเอาพวกมารและพรหมด้วยเทวศัพท์ ก็ในคำนี้ ท้าว วสวัตดีมารย่อมมีอำนาจเหนือมารและพรหมทั้งหมด ธรรมดาว่าพรหมมี อานุภาพมาก ใช้นิ้วมือนิ้วหนึ่งแผ่รัศมีไปในหนึ่งจักรวาล ใช้ ๒ นิ้วแผ่ รัศมีไป ๒ จักรวาล ฯลฯ ใช้ ๑๐ นิ้วแผ่รัศมีไปหมื่นจักรวาล. พรหมผู้มี อานุภาพมากนั้น อย่าได้กล่าวกันว่ามีศีลดีกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ฉะนั้นจึง แยกตรัสว่า สมารเก สพฺรหฺมเก ดังนี้. อนึ่ง ธรรมดาสมณะทั้งหลาย เป็นพหูสูตโดยรู้นิกายหนึ่งเป็นต้น มีศีลเป็นบัณฑิต แม้พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นพหูสูตโดยรู้วิชาดูพื้นที่เป็นต้น สมณพราหนณ์บัณฑิตเหล่านั้น อย่าได้กล่าวกันว่าดีกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้านี้ ฉะนั้น จึงตรัสว่า สสฺสมณพฺ- ราหฺมณิยา ปชาย ดังนี้. ก็คำว่า สเทวมนุสฺสาย นี้ ตรัสรวบเพื่อแสดง โดยสิ้นเชิง. อีกอย่างหนึ่ง ในคำนี้ ๓ บทข้างต้น ตรัสโดยมุ่งโลก. ๒ บทหลัง ตรัสโดยมุ่งหมู่สัตว์. บทว่า สีลสมฺปนฺนตรํ ความว่า สมบูรณ์กว่าคือยิ่งกว่า โดยศีล. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ในที่นี้ธรรม ๔ ประการมีศีล
หน้า 131 ข้อ 562
เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ทั้งโลกิยะทั้งโลกุตระ. วิมุตติญาณทัสสนะเป็นโลกิยะ เท่านั้น และวิมุตติญาณทัสสนะนั้นเป็นปัจจเวกขณญาณ. บทว่า ปาตุรโหสิ ความว่า ท้าวสหัมบดีพรหมคิดว่า พระศาสดานี้ ไม่ทรงเห็นผู้ที่ยิ่งใหญ่กว่าพระองค์โดยศีลเป็นต้น ตั้งแต่อเวจีจนถึงภวัคคพรหม ทรงดำริว่า เราจักเคารพโลกุตรธรรม ๙ ที่เราบรรลุแล้วนี่แหละอาศัยอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคิดถึงเหตุ ทรงคิดถึงประโยชน์พิเศษ จำเราจักไปทำ อุตสาหะให้เกิดแก่พระองค์ ดังนี้แล้วได้ปรากฏองค์ต่อหน้า คือยืนในที่เฉพาะ พระพักตร์. ในบทว่า วิหรึสุ วิหรนฺติ จ นี้มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ผู้ใดพึง กล่าวว่า แม้ในปัจจุบันก็มีพระพุทธเจ้ามาก โดยพระบาลีว่า วิหรนฺติ ดังนี้ ผู้นั้น พึงถูกคัดค้านด้วยคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในบัดนี้แม้พระผู้มี พระภาคเจ้าก็เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่พึงแสดงแก่ผู้นั้นว่าพระ- พุทธเจ้าอื่น ๆ ไม่มี โดยพระบาลีเป็นต้นว่า เราไม่มีอาจารย์ คนเสมือนเราไม่มี ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ไม่มีคนทัดเทียม เรา ดังนี้. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์เป็นผู้ เคารพพระสัทธรรม. บทว่า มหตฺตมภิกงฺขตา ได้แก่ปรารถนาความเป็น ใหญ่. บทว่า สรํ พุทฺธานสาสนํ ได้แก่ ระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย. จบอรรถกถาคารวสูตรที่ ๒
หน้า 132 ข้อ 563, 564
๓. พรหมเทวสูตร ว่าด้วยพระพรหมเทวะโปรดมารดา [๕๖๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม แห่งท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล บุตรแห่งนางพราหมณีคนหนึ่ง ชื่อพรหมเทวะ ออก บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้นแล ท่านพระพรหมเทวะเป็นผู้ เดียว หลีกออกแล้ว ไม่ประมาท มีความเพียร มีตนอันส่งไปแล้วอยู่ ไม่ นานเท่าไร ก็ได้กระทำให้แจ้งประโยชน์ที่กุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจากเรือน บวช เป็นบรรพชิตโดยชอบต้องประสงค์อันนั้น อย่างยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหม- จรรย์ เพราะรู้แจ้งชัดเองในปรัตยุบันนี้แหละเข้าถึงอยู่ ท่านได้ทราบว่า ชาติ สิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำ ได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อ ความเป็นอย่างนี้อีกมิได้มี ก็แหละท่านพรหมเทวะได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์แล้ว. [๕๖๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระพรหมเทวะ ในเวลารุ่งเช้านุ่งห่มแล้ว ถือบาตรจีวรเข้าไปบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ท่านเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ตามลำดับตรอก เข้าไปยังนิเวศน์แห่งมารดาของตนแล้ว . ก็สมัยนั้นแล นางพราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทวะถือการ บูชาบิณฑะแก่พรหมเป็นนิตย์. ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมคิดว่า นางพราหมณีผู้มารดาของท่าน พระพรหมเทวะนี้แล ถือการบูชาบิณฑะแก่พรหมเป็นนิตย์ ไฉนหนอ เรา พึงเข้าไปหานางแล้วทำให้สลดใจ.
หน้า 133 ข้อ 565
[๕๖๕] ลำดับนั้น ท้าวสหัมบดีพรหมหายไปในพรหมโลกปรากฏ แล้วในนิเวศน์ของมารดาแห่งท่านพระพรหมเทวะ เปรียบเหมือนบุรุษผู้มีกำลัง พึงเหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้าแล้ว หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกแล้ว ฉะนั้น . ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหมลอยอยู่ในอากาศ ได้กล่าวกะนาง พราหมณีผู้มารดาของท่านพระพรหมเทวะด้วยคาถาทั้งหลายว่า ดูก่อนนางพราหมณี ท่านถือการ บูชาด้วยก้อนข้าวแก่พรหมใด มั่นคงเป็น นิตย์ พรหมโลกของพรหมนั้นอยู่ไกลจาก ที่นี้ ดูก่อนนางพราหมณี ภักษาของพรหม ไม่ใช่เช่นนี้ ท่านไม่รู้จักทางของพรหม ทำไมจึงบ่นถึงพรหม. ดูก่อนนางพราหมณ์ ก็ท่านพระ- พรหมเทวะของท่านนั้น เป็นผู้หมดอุปธิ กิเลส ถึงความเป็นอติเทพ ไม่มีกิเลสเป็น เครื่องกังวล มีปกติขอ ไม่เลี้ยงดูผู้อื่น ท่านพระพรหมเทวะที่เข้าสู่เรือนของท่าน เพื่อบิณฑบาต เป็นผู้สมควรแก่บิณฑะที่ บุคคลพึงนำมาบูชา ถึงเวท มีตนอบรม แล้ว สมควรแก่ทักษิณาทานของมนุษย์ และเทวดาทั้งหลาย ลอยบาปเสียแล้ว อัน ตัณหาและทิฐิไม่ฉาบทาแล้ว เป็นผู้ เยือกเย็นกำลังเที่ยวแสวงหาอาหารอยู่.
หน้า 134 ข้อ 565
อดีตอนาคตไม่มีแก่ท่านพระพรหม เทวะนั้น ท่านพระพรทมเทวะเป็นผู้สงบ ระงับ ปราศจากควัน ไม่มีทุกข์ ไม่มี ความหวัง วางอาชญาในปุลุชนผู้ยังมีความ หวาดหวั่นและในพระขีณาสพผู้มั่นคงแล้ว ขอท่านพระพรหมเทวะนั้นจงบริโภค บิณฑบาตอันเลิศที่สำหรับบูชาพรหมของ ท่าน. ท่านพระพรหมเทวะซึ่งเป็นผู้มีเสนา มารไปปราศแล้ว มีจิตสงบระงับ ฝึกตน แล้ว เที่ยวไปเหมือนช้างตัวประเสริฐ ไม่ หวั่นไหว เป็นภิกษุมีศีลดี มีจิตพ้นวิเศษ แล้ว ขอท่านพระพรหมเทวะนั้น จง บริโภคบิณฑบาตอันเลิศที่สำหรับบูชา พรหมของท่าน. ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระ- พรหมเทวะนั้น เป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้ง ทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักษิเณยยบุคคล ดูก่อนนางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้มีโอฆะ อันข้ามแล้วจงทำบุญ อันจะนำความสุข ต่อไปมาให้. ท่านจงเป็นผู้เลื่อมใสในท่านพระ พรหมเทวะนั้นเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ตั้ง
หน้า 135 ข้อ 565
ทักษิณาไว้ในท่านผู้เป็นทักษิเณยยบุคคล ดูก่อนนางพราหมณี ท่านเห็นมุนีผู้มีโอฆะ อันข้ามแล้ว ได้ทำบุณอันจะนำความสุข ต่อไปมาให้แล้ว. อรรถกถาพรหมเทวสูตร ในพรหมเทวสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า เอโก ความว่า เป็นผู้ผู้เดียว คืออยู่คนเดียวในอิริยาบถทั้งหลาย มียืนเป็นต้น. บทว่า วูปกฏฺโ ได้แก่ปลีกตัวไป คือปราศจากการคลุกคลีด้วย กาย. บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ อยู่ในความเป็นผู้ไม่ปราศจากสติ. บทว่า อาตาปี ได้แก่ ประกอบด้วยความเพียรเครื่องเผากิเลส. บทว่า ปหิตตฺโต ได้แก่ มีตนส่งไปแล้ว. บทว่า กุลปุตฺตา ได้แก่ กุลบุตรผู้มีมารยาท. บทว่า สมฺมเทว ความว่า ไม่ใช่บวชเพราะเป็นหนี ไม่ใช่บวชเพราะมีภัย ไม่ใช่บวช เลี้ยงชีพ. แม้ผู้ที่บวชไม่ว่าด้วยกรีใด ๆ บำเพ็ญปฏิปทาที่สมควร ก็ชื่อว่า ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบทั้งนั้น. บทว่า พฺรหฺมจริยปริโยสานํ ได้แก่อริยผลอันเป็นที่สุดแห่งมรรคพรหมจรรย์. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ได้แก่ ในอัตภาพนี้เอง. บทว่า สยํ อภิญฺา สจฺฉิกตฺวา ได้แก่ รู้ด้วยตนเอง คือทำให้ประจักษ์. บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่ได้เฉพาะคือสำเร็จผลอยู่แล้ว. ก็ท่านพระพรหมเทวะอยู่ด้วยประการฉะนี้ ได้รู้ชัดแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าจึงทรงแสดงปัจจเวกขณภูมิของท่าน ด้วยบทนี้.
หน้า 136 ข้อ 565
ถามว่า ก็ชาติไหนของท่านพรหมเทวะนั้นสิ้นแล้ว และท่านพรหมเทวะ รู้ชัด ข้อนั้นได้อย่างไร. ตอบว่า ชาติส่วนอดีตของท่านพรหมเทวะนั้น ชื่อว่า สิ้นแล้วไม่ได้ก่อน เพราะสิ้นไปในกาลก่อนเสียแล้ว ชาติส่วนอนาคต ชื่อว่า สิ้นแล้ว ก็ไม่ได้ เพราะไม่มีความพยายามในชาตินั้น ชาติส่วนปัจจุบันก็ชื่อว่า สิ้นแล้วไม่ได้เพราะยังมีอยู่. แต่ชาติใดโดยเป็นขันธ์เดียว ขันธ์ ๔ และ ขันธ์ ๕ ในบรรดาเอกโวการภพ จตุโวการภพและปัญจโวการภพ พึงเกิดขึ้น เพราะยังมิได้อบรมมรรค ชาตินั้นชื่อว่าสิ้นแล้ว เพราะถึงความไม่เกิดขึ้นเป็น ธรรมดา เพราะอบรมมรรคแล้ว. ท่านพรหมเทวะนั้นพิจารณากิเลสที่ละได้ ด้วยมรรคภาวนา ย่อมรู้ชาตินั้นว่า กรรมแม้มีอยู่ก็ไม่เป็นเหตุให้ปฏิสนธิต่อไป เพราะไม่มีกิเลส. บทว่า วุสิตํ ความว่า อยู่แล้ว อยู่รอบแล้ว อธิบายว่า กระทำแล้ว ประพฤติแล้ว คือให้สำเร็จแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่มรรคพรหมจรรย์. บทว่า กตํ กรณียํ ความว่า กิจแม้ ๑๖ อย่าง คือ ปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจและภาวนากิจ ด้วยมรรคทั้ง ๔ ในสัจจะ ๔ [๔ x ๔ = ๑๖] ทำ สำเร็จแล้ว. บทว่า นาปรํ อิตฺถตฺตาย ความว่า บัดนี้ มรรคภาวนา เพื่อความเป็นอย่างนี้ คือเพื่อความเป็นกิจ ๑๖ อย่างอย่างนี้ หรือเพื่อความ สิ้นกิเลส ไม่มีอีก. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิตฺถตฺตาย ได้แก่จากความเป็น อย่างนี้ คือจากประการอย่างนี้ ท่านพรหมเทวะได้ทราบว่า ขันธสันดาน อื่นจากธสันดานที่เป็นไปอยู่ในบัดนี้ไม่มี แต่เบญจขันธ์เหล่านี้ ท่านกำหนด รู้แล้ว ยังตั้งอยู่ได้เหมือนต้นไม้มีรากขาดแล้ว. บทว่า อญฺตโร แปลว่า องค์หนึ่ง. บทว่า อรหตํ ความว่า ได้เป็นพระอรหันต์องค์หนึ่งในบรรดา พระอรหันต์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
หน้า 137 ข้อ 565
บทว่า สปทานํ ได้แก่ เที่ยวไปตามลำดับตรอก คือเที่ยวไปตาม ลำดับไม่เลยเรือนที่ถึงแล้ว. บทว่า อุปสงฺกมิ ได้แก่เข้าไปอยู่. ก็มารดาของ เขาพอเห็นบุตรก็ออกจากเรือนพาเข้าไปภายในที่อยู่ ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้. บทว่า อาหุตึ นิจฺจํ ปคฺคณฺหาติ ความว่า รับของบูชาคือบิณฑะ ก้อนข้าวในกาลเป็นนิจ. ก็ในวันนั้นมีพลีกรรมเพื่อภูตในเรือนนั้น. ทุกเรือนทา สีเขียวมีข้าวตอกเกลื่อนกลาด. แวดล้อมด้วยทรัพย์และดอกไม้ ยกธงชัยธงปฏาก ขึ้นตั้งหม้อน้ำมีน้ำเต็มไว้ในที่นั้น ๆ จุดประทีปสว่าง ประดับด้วยผงของหอม และดอกไม้เป็นต้น. ได้มีแว่นเวียนเทียนถือส่งต่อกันไปโดยรอบ. นางพราหมณี แม้นั้นลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ อาบน้ำหอม ๑๖ หม้อ ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับ พร้อมสรรพ. สมัยนั้น นางให้พระมหาขีณาสพนั่งแล้ว มิได้ถวายแม้เพียง ข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้มหาขี่พรหมบริโภค บรรจุข้าวปายาสเต็ม ถาดทอง ปรุงด้วยเนยใสน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดเป็นต้น ที่หลังบ้านมีพื้นที่ที่ ประดับด้วยของทาสีเขียวเป็นต้น นางถือถาดนั้นไปที่นั้น วางก้อนข้าวปายาส ตรงที่ ๔ มุมและตรงกลางแห่งละก้อน ถือไปก้อนหนึ่ง มีเนยใสไหลลงถึงข้อศอก คุกเข่าบนแผ่นดิน กล่าวเชิญพรหมให้บริโภคว่า ขอท่านมหาพรหมจงบริโภค ขอท่านมหาพรหมจงนำไป ขอมหาพรหมจงอิ่มหนำ ดังนี้. บทว่า เอตทโหสิ ความว่า ความคิดนี้ได้มีแก่ท้าวสหัมบดีพรหม ผู้สูดกลิ่นศีลของพระมหาขีณาสพ ซึ่งท่วมเทวโลกฟุ้งไปถึงพรหมโลก. บทว่า สํเวเชยฺยํ ได้แก่พึงตักเตือน คือพึงให้ประกอบในสัมมาปฏิบัติ. อธิบายว่า จริงอยู่ นางพราหมณีนั้น ให้พระมหาขีณาสพผู้เป็นอัครทักขิไณยบุคคลเห็น ปานนี้ นั่งแล้ว มิได้ถวายอาหารแม้เพียงข้าวยาคูกระบวยหนึ่ง คิดว่า เราจักให้ มหาพรหมบริโภค ดุจทิ้งตาชั่งเสียแล้วใช้มือชั่ง ดุจทิ้งกลองเสียแล้วประโคม ท้อง ดุจทิ้งไฟเสียแล้วเป่าหิ่งห้อย เที่ยวทำพลีแก่ภูต เราจักไปทำลายมิจฉา-
หน้า 138 ข้อ 565
ทิฏฐิของนาง ยกนางขึ้นจากทางแห่งอบาย จะกระทำโดยวิธีให้นางหว่านทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ลงในพระพุทธศาสนาแล้วขึ้นสู่ทางสวรรค์. บทว่า ทูเร อิโต ความว่า ไกลจากที่นี้. จริงอยู่ ก้อนศิลาขนาดเท่า เรือนยอดตกจากพรหมโลก วันหนึ่งคืนหนึ่งสิ้นระยะทาง ๔๘,๐๐๐ โยชน์ ใช้ เวลาถึง ๔ เดือนโดยทำนองนี้ จึงตกถึงแผ่นดิน พรหมโลกขึ้น ที่ต่ำกว่าเขาหมด อยู่ไกลอย่างนี้. บทว่า ยสฺสาหุตึ ความว่า โลกของพรหมที่นางพราหมณี บูชาด้วยก่อนข้าว อยู่ไกล. ในบทว่า พฺรหฺมปถํ นี้ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ท้าวมหาพรหมกล่าวว่า ชื่อว่า ทางของพรหม ได้แก่กุศลฌาน ๔ ส่วน วิบากฌาน ๔ ชื่อว่า เป็นทางชีวิตของพรหมเหล่านั้น เธอไม่รู้ทางของพรหม นั้น กระซิบอยู่ทำไม เพ้ออยู่ทำไม จริงอยู่ พรหมทั้งหลาย ย่อมยังอัตภาพให้ เป็นไปด้วยฌานที่มีปีติ หาได้ใส่ข้าวสารแห่งข้าวสาลี และเคี้ยวกินน้ำนมที่เคี่ยว แล้วไม่ ท่านอย่าลำบากเพราะสิ่งที่ไม่ใช่เหตุเลย ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึง ประคองอัญชลี แล้วย่อตัวเข้าไปชี้พระเถระอีกกล่าวว่า ดูก่อนนางพราหมณี ก็ท่านพระพรหมเทวะของท่านนี้ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรูปธิโก ความว่า เว้นจากอุปธิ คือกิเลสอภิสังขารและกามคุณ. บทว่า อติเทวปตฺโต ความว่า ถึงความเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ ถึงความเป็นพรหมยิ่ง กว่าพรหม. บทว่า อนญฺโปสี ความว่า ชื่อว่าไม่เลี้ยงผู้อื่น เพราะไม่ เลี้ยงอัตภาพของผู้อื่นหรือบุตรและภรรยา นอกจากอัตภาพนี้. บทว่า อาหุเนยฺโย ความว่า ควรเพื่อจะรับบิณฑะที่เขาบูชา ปิณฑะ ที่เขาค้อนรับ . บทว่า เวทคู ได้แก่ถึงที่สุดทุกข์ด้วยเวทคือมรรค ๔. บทว่า ภาวิตฺตฺโต ได้แก่อบรมตนให้เจริญทั้งอยู่. บทว่า อนูปลิตฺโต ได้แก่อัน เครื่องฉาบคือตัณหาและทิฐิไม่ฉาบแล้ว. บทว่า ฆาเสสนํ อิริยติ ได้แก่ เที่ยวแสวงหาอาหาร.
หน้า 139 ข้อ 565
บทว่า น ตสฺส ปจฺฉา น ปุรตฺถมตฺถิ ความว่า ภายหลัง เรียกว่าอดีต ภายหน้า เรียกว่าอนาคต. ท่านกล่าวไว้ว่า ภายหลังหรือภายหน้า ย่อมไม่มีแก่ผู้เว้นจากฉันทราคะในขันธ์ส่วนอดีตและขันธ์ส่วนอนาคต ด้วย ประการฉะนี้. ในบทว่า สนฺโต เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ ชื่อว่า สนฺโต เพราะสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น. ชื่อว่า วิธูมะ เพราะปราศจากควันคือความ โกรธ. ชื่อว่า อนีฆะ เพราะไม่มีทุกข์. แม้ถือไม้เท้าเป็นต้นเที่ยวไป ก็ชื่อว่า วางไม้แล้ว เพราะไม่มีเจตนาจะฆ่า. ในคำว่า ตสถาวเรสุ นี้ มีวินิจฉัยดังนี้ ปุถุชนทั้งหลายชื่อว่าผู้สะดุ้ง พระขีณาสพทั้งหลายชื่อว่าผู้มั่นคง. พระเสขบุคคล ๗ จำพวก ไม่อาจจะเรียกว่า ผู้สะดุ้งได้ ท่านเหล่านั้นมิใช่ผู้มั่นคง แต่เมื่อ จะแบ่งพวก ก็แบ่งเป็นพวกมั่นคงนั่นแหละ. บทว่า โส ตฺยาหุตึ ตัดบท เป็น โส ตว อาหุตึ. บทว่า วิเสนิภูโค ความว่า เป็นผู้ปราศจากกองทัพโดยกองทัพคือ กิเลส. บทว่า อเนโช ได้แก่ปราศจากตัณหา. บทว่า สุสีโล ได้แก่เป็น ผู้มีศีลดี โดยศีลของพระขีณาสพ. บทว่า สุวิมุตฺตจิตโต ความว่า มีจิต หลุดพ้นแล้วด้วยดี โดยผลวิมุตติ. บทว่า โอฆติณฺณํ ได้แก่ข้ามโอฆะ ๔ เสียได้ ด้วยกถามรรคเพียง เท่านี้ พรหมสรรเสริญคุณของพระเถระ ประกอบนางพราหมณีไว้ในสัมมาทิฏฐิ. ก็อวสานคาถา [คาถาสุดท้าย] พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายตั้งไว้แล้ว บทว่า ปติฏฺเปสิ ทกฺขิณํ ความว่า ดังทักษิณาคือปัจจัย ๔. บทว่า สุขมายติกํ ความว่า มีสุขในอนาคต คือมีสุขเป็นผลในอนาคต อธิบายว่า นำสุขมาให้. จบอรรถกถาพรหมเทวสูตรที่ ๓
หน้า 140 ข้อ 566, 567, 568
๔. พกสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าโปรดพกพรหม [๕๖๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล พกพรหมได้เกิดทิฐิอันชั่วช้าเห็นปานดังนี้ว่า ฐานะ แห่งพรหมนี้ เที่ยง ยั่งยืน ติดต่อกัน คงที่ มีความไม่เคลื่อนไหวเป็นธรรมดา ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ก็แหละอุบายเป็นเครื่องออกไปอัน ยิ่งอย่างอื่นจากฐานะแห่งพรหมนี้ไม่มี. [๕๖๗] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่ง ใจของพกพรหมด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายไปในพระเชตวันวิหารแล้วได้ปรากฏ ในพรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้า หรือ. คู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออก ฉะนั้น. พกพรหมได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาแต่ไกลทีเดียว ครั้น แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอพระองค์จง เสด็จมาเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์เสด็จมาดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้ นิรทุกข์ นานเทียวแลพระองค์ได้กระทำปริยายเพื่อการเสด็จมา ณ พรหมโลก นี้ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ก็ฐานะแห่งพรหมนี้ เที่ยง ยั่งยืน ติดต่อกัน คงที่ มีความไม่เคลื่อนไหวเป็นธรรมดา ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ก็อุบายเป็นเครื่องออกไปอันยิ่งอย่างอื่นจากฐานะแห่งพรหมนี้ไม่มี. [๕๖๘] เมื่อพกพรหมกล่าวเช่นนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ กะพกพรหมว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พกพรหมนั้นถึงความโง่เขลาแล้วหนอ ท่านผู้เจริญทั้งหลาย พกพรหมนั้นถึงความโง่เขลาแล้วหนอ พกพรหมกล่าว
หน้า 141 ข้อ 569, 570, 571
ฐานะแห่งพรหมที่เป็นของไม่เที่ยงเลยว่าเที่ยง กล่าวฐานะแห่งพรหมที่เป็นของ ไม่ยั่งยืนเลยว่ายั่งยืน กล่าวฐานะแห่งพรหมที่เป็นของไม่ติดต่อกันเลยว่าติดต่อ กัน กล่าวฐานะแห่งพรหมที่เป็นของไม่คงที่เลยว่าคงที่ กล่าวฐานะแห่งพรหม ที่เป็นของความเคลื่อนไหวเป็นธรรมดาทีเดียวว่า มีความไม่เคลื่อนไหวเป็น ธรรมดา และกล่าวฐานะแห่งพรหมอันเป็นที่เกิด แก่ ตาย เป็นที่จุติและ อุปบัติแห่งตนว่า ฐานะแห่งพรหมนี้ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุปบัติ ก็แหละย่อมกล่าวอุบายเป็นเครื่องออกไปอันยิ่งอย่างอื่นซึ่งมีอยู่ว่าไม่มี ดังนี้. [๕๖๙] พกพรหมทูลว่า ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์ ๗๒ คน บังเกิดในพรหมโลกนี้เพราะ บุญกรรม ยังอำนาจให้เป็นไป ล่วงชาติ ชราได้แล้ว การอุปบัติในพรหมโลก ซึ่ง ถึงฝั่งไตรเภทนี้เป็นที่สุดแล้ว ชนมิใช่ น้อยย่อมปรารถนาเป็นดังพวกข้าพระองค์. [๕๗๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพกพรหม ท่านสำคัญอายุใด ว่ายืน ก็อายุนั้นสั้น ไม่ยืนเลย ดูก่อน พรหม เรารู้อายุหนึ่งแสนนิรัพพุท๑ ของ ท่านได้ดี. [๕๗๑] พกพรหมทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ ตรัสว่า เราเป็นผู้มีปกติเห็นไม่มีที่สิ้นสุด ๑. นิรัพพุท เป็นสังขยาซึ่งมีจำนวนสูญ ๖๘ สูญ
หน้า 142 ข้อ 572
ล่วงชาติชราและความโศกได้แล้วดังนี้ อะไรเป็นวัตรเก่าแก่ของข้าพระองค์หนอ ขอพระองค์จงตรัสบอกศีลวัตรซึ่งข้าพระ- องค์ควรรู้แจ้งชัด. [๕๗๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ๑. ข้อที่ท่านยังมนุษย์เป็นอันมาก ผู้ซึงระหายน้ำอันแดดแผดเผาแล้ว ใน ฤดูร้อนให้ได้ดื่มน้ำกิน เป็นศีลวัตรเก่าแก่ ของท่าน เรายังระลึกได้อยู่ ประดุจหลับ แล้วตื้นขึ้นฉะนั้น. ๒. ข้อที่ท่านช่วยปลดเปลื้องประ- ชุมชน ซึ่งถูกโจรจับพาไปอยู่ที่ฝั่งแม้น้ำ คงคา เป็นศีลวัตรเก่าแก่ของท่าน เรายัง ระลึกได้อยู่ประดุจหลับแล้วตื่นขึ้น ฉะนั้น. ๓. ข้อที่ท่านข่มขี่ด้วยกำลัง แล้ว ช่วยปลดเปลื้องเรือซึ่งถูกนาคผู้ร้ายกาจจับ ไว้ในกระแสะองแม่น้ำคงคา เพราะความ เอ็นดูในหมู่มนุษย์ ข้อนั้นเป็นศีลวัตรเก่า แก่ของท่าน เรายังระลึกได้อยู่ ประดุจ หลับแล้วตื่นขึ้น ฉะนั้น. ๔. และเราได้เป็นอันเตวาสิกของ ท่าน นามว่ากัปปมาณพ เราได้เข้าใจท่าน
หน้า 143 ข้อ 572
แล้วว่า มีความรู้ชอบ มีวัตร ข้อนั้นเป็น ศีลวัตรเก่าแก่ของท่าน เรายังระลึกได้อยู่ ประดุจหลับแล้วตื่นขึ้น ฉะนั้น. พกพรหมทูลว่า พระองค์ทรงทราบอายุนี้ของข้า พระองค์แน่แท้ แม้สิ่งอื่น ๆ พระองค์ก็ทรง ทราบได้ เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น อานุภาพอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ นี้ จึงยังพรหมโลกให้สว่างไสวตั้งอยู่. อรรถกถาพกสูตร ในพกสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปาปกํ ทิฏฺิคตํ ได้แก่สัสสตทิฏฐิที่ต่ำทราม. บทว่า อิทํ นิจฺจํ ความว่า พกพรหมกล่าวฐานะแห่งพรหมพร้อมทั้งโอกาสนี้ซึ่งไม่เที่ยงว่า เที่ยง. บทว่า ธุวํ เป็นต้น เป็นไวพจน์ของบทว่า นิจฺจํ นั้นนั่นแหละ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธุวํ ได้แก่มั่นคง. บทว่า สสฺสตํ ได้แก่มีอยู่ ทุกเมื่อ. บทว่า เกวลํ ได้แก่ไม่ขาดสายคือทั้งสิ้น. บทว่า อจวนธมฺมํ ได้ แก่มีความไม่จุติเป็นสภาวะ. ในคำว่า อิทํ หิ น ชายติ เป็นต้น ท่านกล่าว หมายเอาว่า ในฐานะนี้ ไม่มีผู้เกิด ผู้แก่ ผู้ตาย ผู้จุติหรือผู้อุปบัติไร ๆ บทว่า อิโต จ ปนญฺํ ความว่า ชื่อว่าอุบายเป็นเครื่องออกไปอันยิ่งอย่างอื่นจาก ฐานะแห่งพรหมพร้อมทั้งโอกาสนี้ไม่มี. พกพรหมนั้นเกิดสัสสติทิฏฐิอย่างแรง
หน้า 144 ข้อ 572
ด้วยประการแม้อย่างนี้. ก็แลพกพรหมผู้มีทิฐิอย่างนี้นั้น ย่อมปฏิเสธคุณวิเสส ทุกอย่างคือ ภูมิฌาน ๓ ชั้นสูง มรรค ๔ ผล ๔ และพระนิพพาน. ถามว่า ก็ทิฐินั้นเกิดขึ้นแก่พรหมนั้นเมื่อไร. ตอบว่า เมื่อครั้งเขาเกิดในภูมิปฐมฌาน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เกิดในภูมิทุติยฌาน. ในข้อนั้นมีอนุปุพพีกถาดังต่อไปนี้. ได้ยินว่า พรหมนี้อุปบัติภายหลัง เมื่อยังไม่มีสมัยเกิดพระพุทธเจ้าก็บวชเป็นฤาษี กระทำกสิณบริกรรมและทำ สมาบัติให้เกิด ไม่เสื่อมฌานทำกาละแล้ว บังเกิดในพรหมโลกชั้นเวหัปผลาใน ภูมิจตุตถฌาน. มีอายุอยู่ ๕๐๐ กัป. เขาดำรงอยู่ในพรหมโลกชั้นเวหัปผลานั้น ตลอดอายุขัย ช่วงเวลาที่เกิดภายหลัง เจริญตติยฌานให้ประณีต บังเกิดใน พรหมโลกชั้นสุภกิณหะ มีอายุ ๖๔ กัป. พกพรหมนั้นรู้กรรมที่ตนทำและสถาน ที่ที่ตนเกิดในปฐมกาลเกิดครั้งแรก เมื่อกาลล่วงไป ๆ ลืมกรรมและสถานที่ทั้ง ๒ เสีย จึงเกิดสัสสตทิฏฐิ. บทว่า อวิชฺชาคโต ความว่า ไปด้วยอวิชชาคือประกอบด้วยความ ไม่รู้ ไม่มีญาณ เป็นผู้มืดดังคนตาบอด. บทว่า ยตฺร หิ นาม ได้แก่ โย นาม. บทว่า วกฺขติ แปลว่า ย่อมกล่าว. ก็เพราะประกอบศัพท์นิบาตว่า ยตฺร คำว่า วกฺขติ ก็กลายเป็นอนาคตกาลแปลว่าจักกล่าว เมื่อกล่าวอย่างนี้แล้ว พรหมนั้นถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าคุกคาม ได้สติ กลัวว่าพระผู้มีภาคเจ้าทรงเพ่งเราทุกฝีก้าว ประสงค์จะบีบบังคับเรา เมื่อจะ บอกสหายของตน จึงกล่าวคำว่า ทฺวาสตฺตติ เป็นต้น เหมือนโจรถกเฆี่ยน ๒ - ๓ ครั้งในระหว่าทาง อดกลั้นไม่ยอมซัดถึงพวกเพื่อน เมื่อถูกเฆี่ยนหนักขึ้น จึงบอกว่า คนโน้น ๆ เป็นสหายของเรา ฉะนั้น. ความข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ๗๒ คนด้วยกันทำบุญไว้ จึงเกิดใน ที่นี้ด้วยบุญกรรมนั้น เป็นผู้ใช้อำนาจตนเอง ไม่อยู่ในอำนาจของผู้อื่น ทำผู้
หน้า 145 ข้อ 572
อื่นให้อยู่ในอำนาจของตน ล่วงชาติและชราได้. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การ อุปบัติในพรหมโลกเป็นครั้งสุดท้ายนี้ นับว่า เวทคู เพราะพวกข้าพระองค์ ไปถึงด้วยเวททั้งหลาย. บทว่า อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกา ความว่า ชนเป็นมากย่อมชอบใจพวกข้าพระองค์ ย่อมปรารถนาย่อมกระหยิ่มอย่างนี้ว่า ท่านพรหมผู้นี้แล เป็นมหาพรหมผู้ยิ่งใหญ่ ไม่มีใครครอบงำได้ เป็นผู้ เห็นถ่องแท้ เป็นผู้ใช้อำนาจ เป็นอิสระ เป็นผู้สร้าง เป็นผู้เนรมิต เป็นผู้ ประเสริฐสุด เป็นผู้จัด เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นบิดาของสิ่งที่เป็นแล้วและกำลัง เป็น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพกพรหมนั้นว่า อปฺปํ หิ เอตํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ความว่า ท่านสำคัญอายุใดของ ท่านในที่นี้ว่า ยืนอายุนั่นน้อย คือนิดหน่อย. บทว่า สตสหสฺสานํ นิรพฺพุทานํ ได้แก่แสนนิรัพพุทะ โดยจำนวนนิรัพพุทะ (นิรัพพุทะเป็นสังขยาซึ่งมีจำนวน เลขสูญ ๖๘ สูญ). บทว่า อายุํ ปชานามิ ความว่า เรารู้ว่าอายุของท่านในบัด นี้เหลืออยู่เพียงเท่านี้. บทว่า อนนฺตทสฺสี ภความมสฺมิ ความว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัสว่า เราเป็นผู้มีปกติเห็นไม่มีที่สิ้นสุด ล่วง ชาติเป็นต้นได้แล้ว. บทว่า กึ เม ปุราณํ ความว่า ถ้าพระองค์เป็นผู้มี ปกติเห็นไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอพระองค์จงตรัสบอกข้อนี้แก่ข้า พระองค์ คืออะไรเป็นวัตรเก่าของข้าพระองค์. ศีลนั่นแหละท่านเรียกว่าศีล วัตร. บทว่า ยมหํ วิชญฺา ความว่า พกพรหมกล่าวว่า ข้าพระองค์ควร ทราบข้อใดที่พระองค์ตรัส ขอพระองค์จงบอกข้อนั้นแก่ข้าพระองค์. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสบอกแก่พกพรหมนั้น ได้ตรัส พระพุทธพจน์เป็นต้นว่า ยํ ตฺวํ อปาเยสิ ดังนี้. ในข้อนั้นมีอธิบายดังนี้ ได้ยินว่า เมื่อก่อน พกพรหมนี้เกิดในเรือนมีตระกูล เห็นโทษในกาม
หน้า 146 ข้อ 572
ทั้งหลาย คิดจักทำชาติชราและมรณะให้สิ้นสุด จึงออกบวชเป็นฤาษี ทำสมาบัติ ให้เกิดได้ฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ปลูกบรรณศาลาอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ให้เวลาล่วงไปด้วยความยินดีในฌาน. ก็ในครั้งนั้น มีพวกพ่อค้าเกวียนใช้ เกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางผ่านทะเลทรายเสมอ ๆ. ก็ในทะเลทรายไม่มีใคร สามารถเดินทางกลางวันได้ เดินได้แต่ตอนกลางคืน. ครั้งนั้น โคงานที่เทียม แอกเกวียนเล่มหน้า เมื่อเดินทาง ได้วกกลับมายังทางที่มาแล้วเสีย เกวียน ทุกเล่มก็วกกลับอย่างนั้นเหมือนกัน กว่าจะรู้ได้ก็ต่อเมื่ออรุณขึ้น. แลในครั้งนั้น พวกพ่อค้าเกวียนจะข้ามพ้นทางกันดารได้ ใช้เวลาหนึ่งวัน ฟืนและน้ำก็หมดสิ้น ทุกอย่าง. ฉะนั้น พวกมนุษย์เขาคิดว่า คราวนี้พวกเราตายหมด ผูกโคที่ล้อ แล้วเข้าไปนอนที่ร่มเงาเกวียน. แม้พระดาบสก็ออกจากบรรณศาลาแต่เช้าตรู นั่งที่ประตูบรรณศาลา แลดูแม่น้ำคงคา ได้เห็นแม่น้ำคงคาเต็มเปี่ยมด้วยห้วงน้ำใหญ่ไหลมาเหมือน. แต่งแก้วมณี ครั้นเห็นแล้วจึงคิดว่า ในโลกนี้มีเหล่าสัตว์ที่ลำบากเพราะไม่มี น้ำที่อร่อยเห็นปานนี้หรือหนอ. พระดาบสนั้นเมื่อรำพึงอยู่อย่างนั้น เห็นหมู่ เกวียนนั้นในทะเลทราย คิดว่า สัตว์เหล่านี้จงอย่าพินาศ จึงอธิษฐานด้วย อภิญญาจิตว่า ขอท่อน้ำใหญ่จงเซาะข้างโน้นบ้างสู่ข้างนี้บ้าง แล้วไหลตรงไปยัง หมู่เกวียนในทะเลทราย. พร้อมด้วยจิตตุบาท น้ำได้ไปในที่นั้นเหมือนไปสู่เหมือง อันเจริญ พวกมนุษย์ลุกขึ้นเพราะเสียงน้ำ. เห็นน้ำแล้วต่างร่าเริง ยินดี อาบ ดื่ม ให้โคทั้งหลายดื่มน้ำแล้ว ได้ไปถึงที่ที่ตนปรารถนาโดยสวัสดี. พระศาสดา เมื่อทรงแสดงบุรพกรรมของพรหมนั้น ได้ตรัสคาถาที่ ๑. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปาเยสิ ได้แก่ให้ดื่ม. อ อักษรเป็นเพียงนิบาต. บทว่า ฆมฺมนิ ได้แก่ ในฤดูร้อน. บทว่า สมฺปเรเต ความว่า อันความร้อนในฤดูร้อน ถูกต้อง คือติดตาม.
หน้า 147 ข้อ 572
สมัยต่อมา ดาบสร้างบรรณศาลาที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา อาศัยหมู่บ้าน ใกล้ป่าอยู่. ก็สมัยนั้น พวกโจรปล้นบ้านนั้น พาแม่โคและเชลยทั้งหลายไป ทั้งโคทั้งสุนัขทั้งมนุษย์ทั้งหลายร้องเสียงดังลั่น. ดาบสได้ยินเสียงนั้นรำพึงว่า นี่อะไรหนอ ทราบว่า พวกมนุษย์เกิดภัย คิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ สัตว์เหล่านั้น จงอย่าพินาศ เข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากฌานแล้วใช้อภิญญาจิต เนรมิตกองทัพ ๔ เหล่า ตรงที่สวนทางพวกโจร มาเตรียมพร้อมอยู่. พวกโจร เห็นแล้วคิดว่า ชรอยว่าพระราชาเสด็จมา จึงทิ้งสิ่งของที่ปล้นมาหนีไป. พระ- ดาบสอธิษฐานว่า ทุกอย่างจงเป็นเหมือนเดิม. สิ่งนั้นได้เป็นเช่นนั้นทีเดียว. มหาชนก็มีความสวัสดี. พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงบุรพกรรมของพกพรหม นั้นแม้นี้ จึงได้ตรัสคาถาที่ ๒. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอณิกุลสฺมิ ได้แก่ ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา. บทว่า คยฺหกํ นียมานํ ความว่า ถือนำไป. อธิบายว่า พาไปเป็นเชลย ดังนี้ก็มี. สมัยต่อมา ตระกูลหนึ่งอยู่ที่แม่น้ำคงคาด้านเหนือ ผูกสันถวไมตรีกับ ตระกูลซึ่งอยู่ที่แม่น้ำคงคาด้านใต้ ผูกเรือขนานบรรทุกของกินของใช้ของหอม และดอกไม้เป็นต้นเป็นอันมาก มาตามกระแสน้ำคงคา. พวกมนุษย์ เคี้ยวกิน บริโภค ฟ้อนรำ ขับร้องได้เกิดโสมนัสเป็นอันมาก เหมือนได้ไปในเทพวิมาน. คังเคยยกนาคราช เห็นเข้าก็โกรธ คิดว่า มนุษย์เหล่านี้ไม่ทำความสำคัญในเรา คราวนี้เราจักให้พวกมันจมทะเลให้ได้ จึงเนรมิตอัตภาพใหญ่ แยกน้ำเป็น ๒ ส่วน ชูหัวแผ่พังพานส่งเสียงขู่สุ สุ ๆ. มหาชนเห็นเข้าพากันกลัวส่งเสียงดังลั่น. ก็พระดาบสนั่งอยู่ที่ศาลา ได้ยินเข้า นึกว่ามนุษย์พวกนี้พากันขับร้องฟ้อนรำ เกิดโสมนัสมา แต่บัดนี้ร้องแสดงความกลัว เหตุอะไรหนอ เห็นนาคราช คิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ ขอพวกสัตว์จงอย่าพินาศ จึงเข้าฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ละอัตภาพเนรมิตเป็นเพศครุฑแสดงแก่นาคราช. นาคราชกลัวหดพังพาน
หน้า 148 ข้อ 572
จมน้ำไป. มหาชนก็มีความสวัสดี. พระศาสดาเมื่อทรงแสดงบุรพกรรมของพก พรหมแม้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺเธน ได้แก่ ผู้ร้ายกาจ. บทว่า มนุสฺสกมฺปา ความว่า เพราะความเอ็นดูต่อมนุษย์ อธิบายว่า เพราะความประสงค์จะปลดเปลื้องพวกมนุษย์. สมัยต่อมา พกพรหมนั้นบวชเป็นฤาษี ได้เป็นดาบสชื่อเกสวะ. สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของพวกเราเป็นมาณพชื่อว่า กัปปะ เป็นศิษย์ของท่าน เกสวะ ปฏิบัติรับใช้อาจารย์ ประพฤติเป็นที่ชอบใจ เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ได้เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งอรรถะ. เกสวดาบสไม่อาจจะอยู่แยกกับเธอได้. อาศัยเธอ เท่านั้นเลี้ยงชีพ. พระศาสดาเมื่อทรงแสดงบุรพกรรมของพกพรหมแม้น จึงตรัส คาถาที่ ๔. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏจโร ได้แก่ อันเตวาสิก. ก็กัปป- มาณพนั้นเป็นหัวหน้าอันเตวาสิก. บทว่า สมฺพุทฺธิวนฺตํ วตินํ อมญฺึ ความว่า กัปปมาณพสำคัญเขาว่า ท่านเกสวะนี้มีปัญญาสมบูรณ์ด้วยวัตรโดยชอบ จึงแสดงว่า โดยสมัยนั้น เรานั้นได้เป็นอันเตวาสิกของท่าน. บทว่า อญฺเปิ ชานาสิ ความว่า มิใช่รู้เฉพาะอายุของข้าพระองค์อย่างเดียวเท่านั้น แม้สิ่ง อื่น ๆ พระองค์ก็รู้. บทว่า ตถา หิ พุทฺโธ ความว่า เพราะพระองค์เป็น พระพุทธเจ้า คือเพราะเป็นพระพุทธเจ้า ฉะนั้น พระองค์จึงทรงทราบ. บทว่า ตถา หิ ตฺยายํ ชลิตานุภาโว ความว่า ก็เพราะพระองค์เป็นพระพุทธเจ้า อย่างนี้ ฉะนั้น พระองค์จึงมีอานุภาพรุ่งเรื่อง. บทว่า โอภาสยํ ติฏฺติ ความว่า ทำพรหมโลกทั้งปวงให้สว่างไสวดำรงอยู่. จบอรรถกถาพกสูตรที่ ๔
หน้า 149 ข้อ 573, 574, 575
๕. อปาทิฏฐิสูตร ว่าด้วยพระอรหันต์ ๔ ทิศทรมานพรหม [๕๗๓] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็โดยสมัยนั้นแล พรหมองค์หนึ่งได้เกิดทิฐิอันชั่วช้าเห็นปานดังนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ที่จะพึงมาในพรหมโลกนี้ได้ไม่มีเลย. [๕๗๔] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่ง ใจของพรหมนั้นด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายไปในพระวิหารเชตวันปรากฏแล้ว ในพรหมโลกนั้นเปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังพึงเหยียดออกซึ่งแขนที่คู้ไว้ หรือ พึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออก ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิในเวหาเบื้องบน ของพรหมนั้น เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว . [๕๗๕] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความคิดเช่นนี้ว่า บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นแล้วแลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ประทับนั่งขัดสมาธิในเวหาเบื้องบนของพรหมนั้น ทรงเข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นแล้วได้หายไปใน พระวิหารเชตวัน ปรากฏแล้วในพรหมโลกนั้น ปานดังบุรุษมีกำลังพึงเหยียด ออกซึ่งแขนที่คู้เข้า หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่เหยียดออกแล้ว ฉะนั้น.
หน้า 150 ข้อ 576, 577, 578
ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะอาศัยทิศบูรพา นั่งขัดสมาธิ ในเวหาเบื้องบนของพรหมนั้น ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุ กสิณแล้ว. [๕๗๖] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปได้มีความคิดนี้ว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอแล ท่านพระมหากัสสปได้เห็น แล้วเเลซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ ฯลฯ ครั้นแล้วได้ หายไปในพระวิหารเชตวัน ปรากฏแล้วในพรหมโลกนั้น ปานดังบุรุษมีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหากัสสปอาศัยทิศทักษิณนั่งขัดสมาธิในเวหา เบื้องบนของพรหมนั้น ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว. [๕๗๗] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัปปีนะได้มีความคิดนี้ว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอแล ลำดับนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ ครั้นแล้วได้หายไปในพระวิหารเชตวันปรากฏแล้วใน พรหมโลกนั้น ปานดังบุรุษมีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหากัปปีนะอาศัยปัจฉิมทิศ นั่งขัดสมาธิใน เวหาเบื้องบนพรหมนั้น ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว. [๕๗๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้มีความคิดนี้ว่า บัดนี้พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอแล ท่านพระอนุรุทธะได้เห็นแล้วแล ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ ครั้นแล้วได้หายไปใน พระวิหารเชตวัน ปรากฏแล้วในพรหมโลกนั้น ปานดังบุรุษมีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น.
หน้า 151 ข้อ 579, 580, 581
ลำดับนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะ อาศัยทิศอุดรนั่งขัดสมาธิในเวหา เบื้องบนของพรหมนั้น ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณแล้ว [๕๗๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระมหาโมคลลานะได้กล่าวกะพรหมด้วย คาถาว่า ผู้มีอายุ ทิฐิในก่อนของท่าน แม้ใน วันนี้ก็ยังมีแก่ท่านหรือ ท่านเห็นพระผู้มี พระภาคเจ้าผู้เป็นไปล่วงวิเศษ ผู้เป็นเบื้อง หน้าของสัตว์ในพรหมโลกหรือ. [๕๘๐] พรหมนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ทิฐิในเก่า ก่อนของข้าพเจ้ามิได้มีแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ย่อมเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นไปล่วง วิเศษ ผู้เป็นเบื้องหน้าของสัตว์ในพรหม โลก ไฉนในวันนี้ ข้าพเจ้าจะพึงกล่าวว่า เราเป็นผู้เที่ยงเป็นผู้ติดต่อกัน ดังนี้เล่า. [๕๘๑] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ายังพรหมนั้นให้สลดใจแล้ว ได้หายไปในพรหมโลกนั้น ปรากฏแล้วในพระวิหารเชตวันปานดังบุรุษมีกำลัง พึงเหยียดออกซึ่งแขนที่คู้เข้า หรือพึงคู้เข้าซึ่งแขนที่ได้เหยียดออกแล้ว ฉะนั้น ลำดับนั้นแล พรหมได้เรียกพรหมปาริสัชชะ๑ องค์หนึ่งมาว่า แน่ะ ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านจงมา ท่านจงเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานะจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงกล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ๑. คือพรหมสำหรับรับใช้ของมหาพรหม เพราะแม้มหาพรหมก็มีพรหมไว้รับใช้เหมือน พระเถระมีภิกษุหนุ่ม ๆ ไว้ช่วยถือบริขาร ฉะนั้น
หน้า 152 ข้อ 582, 583, 584
สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น แม้เหล่าอื่นซึ่งมีฤทธิ์มากมี อานุภาพมาก เหมือนกับท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระกัสสป ท่านพระ- กัปปินะและท่านพระอนุรุทธะผู้เจริญ ก็ยังมีอยู่หรือหนอแล. พรหมปาริสัชชะนั้นรับคำของพรหมนั้นว่า อย่างนั้นท่าน ผู้นิรทุกข์แล้ว หายไปในพรหมโลกนั้น ปรากฏแล้วข้างหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะ ปาน ดังบุรุษมีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น. [๕๘๒] ครั้งนั้นแล พรหมปาริสัชชะนั้น อภิวาที่ท่านพระมหาโมค- คัลลานะแล้ว ได้ยืนอยู่ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พรหมปาริสัชชะนั้นยืน ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าวคำนี้กะท่าน พระมหาโมคคัลลานะว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระองค์นั้นแม้เหล่าอื่นซึ่งมีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากเหมือนกับท่าน พระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระกัสสป ท่านพระกัปปินะ และท่านพระอนุรุทธะ ก็ยังมีอยู่หรือหนอ. [๕๘๓] ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะพรหม ปาริสัชชะด้วยคาถาว่า สาวกทั้งหลายะองพระพุทธเจ้า ซึ่ง ได้วิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธิญาณ และฉลาด ในเจโตปริยญาณ หมดอาสวะ ไกลจาก กิเลส มีอยู่มาก ดังนี้. [๕๘๔] ลำดับนั้นแล พรหมปาริสชัชะนั้นชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของ ท่านมหาโมคคัลลานะแล้ว เข้าไปหาพรหมนั้นถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ กะพรหมนั้นว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระมหาโมคคัลลานะกล่าวเช่นนี้ว่า
หน้า 153 ข้อ 585
สาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ซึ่ง ได้วิชชา ๓ บรรลุอิทธิวิธิญาณ และฉลาด ในเจโตปริยญาณ หมออาสวะ ไกล กิเลส มีอยู่มาก ดังนี้. [๕๘๕] พรหมปาริสัชชะได้กล่าวคำนี้แล้ว พรหมมีใจยินดีชื่นชม ภาษิตของพรหมปาริสัชชะนั้นแล. อรรถกถาอปราทิฏฐิสูตร ในสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า เตโชธาตุํ สมาปชฺชิตา ความว่า พระเถระทำบริกรรมใน เตโชกสิณแล้วออกจากฌานที่เป็นบาท อธิษฐานว่า ขอเปลวไฟจงพุ่งออกจาก สรีระ ด้วยอานุภาพจิตอธิษฐาน เปลวไฟพุ่งออกทั่วสรีระ. พระเถระชื่อว่าเข้า เตโชธาตุสมาบัติอย่างนี้. ครั้นเข้าสมาบัติอย่างนั้นแล้ว ก็ไปในพรหมโลกนั้น. ถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระจึงได้ไปในที่นั้น. ตอบว่า ได้ยินว่า พระเถระเข้า สมาบัติมีเตโชธาตุเป็นอารมณ์เห็นพระตถาคตประทับนั่งเหนือพรหมนั้น จึงได้มี ความคิดดังนี้ว่าบุคคลนี้เป็นผู้แทงทะลุปรุโปร่งถึงอัฐิ ก็เราพึงไปในที่นั้น ฉะนั้น จงได้ไปในที่นั้น. แม้ในการไปของพระเถระที่เหลือก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. แม้พรหมนั้นไม่ได้เห็นอานุภาพของพระตถาคตและสาวกของพระตถาคต จึงไม่ ควรเข้าถึงการแนะนำ. ด้วยเหตุนั้น จึงได้มีประชุมกันอย่างนั้นในที่ประชุมนั้น เปลวไฟที่พุ่งออกจากสรีระของพระตถาคตล่วงเลยพรหมโลกทั้งสิ้นแล่นไปใน อวกาศ ก็แลวรรณะเหล่านั้น ได้มี ๖ สี รัศมีของสาวกพระตถาคตก็มีวรรณะ ธรรมดานั่นเอง.
หน้า 154 ข้อ 585
ด้วยคำว่า ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ นี้ พระเถระถามว่า ท่านเห็นรัศมี ที่เปล่งออกจากพระสรีระของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอันล่วงเสียซึ่งรัศมีแห่ง สรีระของพรหมวิมานและเครื่องประดับเป็นต้นอย่างอื่นในพรหมโลกนี้หรือ. บทว่า น เม มาริส สา ทิฏฺิ ความว่า ทิฏฐินั้นใดของเราว่า คนอื่นไม่ว่า สมณะหรือพราหมณ์ก็ตามไม่สามารถจะมาในที่นี้ได้ ทิฏฐิของเรานั้นแต่ก่อนไม่ มี. บทว่า กถํ วชฺชํ ความว่า เพราะเหตุไร เราจงกล่าว. บทว่า นิจฺโจมฺหิ สสฺสโต ความว่า ได้ยินว่า พรหมนี้มีทิฏฐิ ๒ อย่าง คือ ลัทธิทิฏฐิและ สัสสตทิฏฐิ. ในทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น พรหมนั้นเมื่อเห็นพระตถาคตและสาวกของ พระตถาคต ย่อมเป็นอันละลัทธิทิฏฐิได้ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระ- ธรรมเทศนาเป็นอันมากในเรื่องทิฏฐิ ๒ อย่างนั้น. ในที่สุดเทศนา พรหมตั้ง อยู่ในโสดาปัตติผล. อันพรหมนั้นละสัสสตทิฏฐิด้วยมรรค เพราะฉะนั้น พระ- เถระจึงกล่าวอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า พฺรหฺมปาริสชฺชํ ได้แก่ พรหมปริจาริกาผู้ปรนนิบัติพรหม จริงอยู่ ชื่อว่า พรหมปาริสัชชะแม้ของพรหมทั้งหลายก็เหมือนภิกษุหนุ่มและ สามเณรผู้ถือห่อของพระเถระ. บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า เพราะเหตุไร พรหมจึงส่งพรหมปาริสัชชะ ไปสู่สำนักของพระเถระนั่นแล ได้ยินว่า พรหมนั้น ได้เกิดความคุ้นเคยด้วยการเจรจาปราศรัยในพระเถระ เพราะฉะนั้น พรหมนั้น จึงส่งไปยังสำนักของพระเถระนั้นแล. บทว่า อญฺเปิ ความว่า ชนทั้ง ๔ ก็ เหมือนพวกท่าน เหล่าสาวกแม้อื่น ๆ เห็นปานนั้นยังมีอยู่หรือ หรือมีแต่พวก ท่านทั้ง ๔ เท่านั้นที่มีฤทธิ์มาก. บทว่า เตวิชฺชา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยวิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณและอาสวักขยญาณ. บทว่า อิทฺธิปฺ- ปตฺตา ได้แก่ บรรลุอิทธิวิธิญาณ. บทว่า เจโตปริยายโกวิทา ได้แก่ เป็น
หน้า 155 ข้อ 585
ฉลาดในวารจิตของชนเหล่าอื่น. ในที่นี้ท่านกล่าวอภิญญา ๕ ไว้โดยสรุปด้วย ประการฉะนี้. แต่ทิพยโสตญาณได้มาด้วยอำนาจอภิญญา ๕ เหล่านั้นเหมือน กัน. บทว่า พหู ความว่า เหล่าพุทธสาวกผู้ได้อภิญญา ๖ อย่างนี้มีมากเหลือ คณนานับ เที่ยวทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้รุ่งเรื่องด้วยผ้ากาสาวพัสตร์. อรรถกถาอปราทิฏฐิสูตรที่ ๕
หน้า 156 ข้อ 586
๖. ปมาทสูตร ว่าด้วยพรหมผู้ประมาท [๕๘๖] สาวัตถีนิทาน. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับพักกลางวัน. หลีกเร้นอยู่. ครั้งนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหม และสุทธาวาสปัจเจกพรหมเข้าไป ใกล้ที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นได้ยืนพิงบานประตูองค์ละข้าง. ลำดับนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมได้กล่าวกะสุทธาวาสปัจเจกพรหม ว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ไม่ใช่กาลอันควรที่จะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับพักกลางวันหลีกเร้นอยู่ ก็พรหมโลกโน้นบริบูรณ์ และเบิกบานแล้ว แต่พรหมในพรหมโลกนั้น ย่อมอยู่ด้วยความประมาท แน่ะ ท่านผู้นิรทุกข์มาไปด้วยกัน เราทั้งหลายจักเข้าไปยังพรหมโลกนั้น ครั้นแล้ว พึงยังพรหมนั้นให้สลดใจ. สุทธาวาสปัจเจกพรหมได้รับคำของสุพรหมปัจเจกพรหมแล้ว. ครั้งนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหม ได้หาย ไปจากเบื้องพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรากฏแล้วในพรหมโลกนั้น ปานดังบุรุษมีกำลัง ฯลฯ ฉะนั้น. พรหมนั้นได้เห็นแล้วแลซึ่งพรหมทั้งหลายเหล่านั้น ผู้มาอยู่แต่ที่ไกล เทียว ครั้นแล้ว ได้กล่าวคำนี้กะพรหมเหล่านั้นว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เชิญเถิด พวกท่านมาแต่ที่ไหนหนอ. พรหมเหล่านั้น กล่าวว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ พวกเรามาแต่สำนักของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น แน่ะท่านผู้นิรทุกข์
หน้า 157 ข้อ 587, 588, 589
ก็ท่านจะไปสู่ที่บำรุงของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าบ้างหรือ. [๕๘๗] เมื่อพรหมเหล่านั้นกล่าวแล้วเช่นนี้แล พรหมนั้นอดกลั้นคำ นั้นไม่ได้ จึงนิรมิตตนเป็นพันตน แล้วได้กล่าวคำนี้กะสุพรหมปัจเจกพรหมว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเห็นอิทธานุภาพเห็นปานดังนี้ ของเราหรือไม่. สุพรหมปัจเจกพรหมกล่าวว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ เราเห็นอยู่แลซึ่ง อิทธานุภาพเห็นปานดังนี้ของท่าน. พรหมนั้นกล่าวว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ เรานั้นแลเป็นผู้มีฤทธิ์มาก อย่างนี้ มีอานุภาพมากอย่างนี้ จักไปสู่ที่บำรุงของสมณะหรือพราหมณ์อื่นทำไม. [๕๘๘] ลำดับนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมนิรมิตตนเป็นสองพันตน แล้วได้กล่าวคำนี้กะพรหมว่า. แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเห็นอิทธานุภาพ เห็นปานดังนี้ ของเราหรือไม่. พรหมนั้นกล่าวว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ เราเห็นอยู่แลซึ่งอิทธานุภาพ เห็นปานดังนี้ของท่าน. สุพรหมปัจเจกพรหมกล่าวว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นเท่านั้นเป็นผู้มีฤทธิ์มากกว่า และมีอานุภาพใหญ่กว่าท่านและเรา ด้วย. แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านพึงไปสู่ที่บำรุงของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ- องค์นั้น ผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. [๕๘๙] ครั้งนั้นแล พรหมนั้นได้กล่าวกะสุพรหมปัจเจกพรหมด้วย คาถาว่า
หน้า 158 ข้อ 590, 591
แน่ะพรหม ครุฑ ๓๐๐ หงส์ ๔๐๐ เหยี่ยวปากตะไกร ๕๐๐ และวิมานของเรา ผู้มีฌานนี้นั้นย่อมรุ่งโรจน์ส่องสว่างอยู่ใน ทิศอุดร. [๕๙๐] สุพรหมปัจเจกพรหมกล่าวว่า วิมานของท่านนั้นถึงจะรุ่งโรจน์ ส่องสว่างอยู่ในทิศอุดรก็จริง ถึงเช่นนั้น เพราะเห็นโทษในรูป [และ] เพราะเห็นรูป อันหวั่นไหวด้วยความหนาวเป็นต้นอยู่ เป็นนิจ ฉะนั้น พระศาสดาผู้มีเมธาดีจึงไม่ ยินดีในรูป. [๕๙๑] ครั้งนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหม ยังพรหมนั้นให้สลดใจแล้วหายไปในที่นั้นเอง. ก็พรหมนั้น โดยสมัยต่อมาได้ไปสู่ที่บำรุงของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วแล.
หน้า 159 ข้อ 591
อรรถกถาปมาทสูตร ในปมาทสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปจฺเจกํ ทฺวารพาหํ ความว่า ได้ยืนพิงบานประตูองค์ละบาน เหมือนคนเฝ้าประตู. บทว่า อิทฺโธ ความว่า พรั่งพร้อมด้วยความสุขใจฌาน. บทว่า ผีโต ได้แก่ บานสะพรั่งด้วยดอกไม้คืออภิญญา. บทว่า อนธิวาเสนฺโต ได้แก่ อดกลั้นไม่ได้. บทว่า เอตทโวจ ความว่า นั่งในท่ามกลางพรหม เนรมิตเหล่านั้น ได้กล่าวคำนี้ว่า ปสฺสสิ เม เป็นต้น ในคาถาว่า ตโย สุปณฺณา เป็นต้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บทว่า สตะ ในบทว่า ปญฺจสตา พึงประกอบโดยรูปหรือโดยแถว. จะว่าโดยรูป ก่อน บทว่า ตโย สุปณฺณา ได้แก่ รูปครุฑ ๓๐๐. บทว่า จตุโร จ หํสา ได้แก่รูปหงส์ ๔๐๐. บทว่า พยคฺฆินิสา ปญฺจสตา ได้แก่ มฤค- บางเหล่าเช่นกับเสือโคร่ง ชื่อว่า พยัคฆินิสา. รูปมฤคที่เหมือนเสือโคร่ง เหล่านั้นมีจำนวน ๕๐๐. ว่าโดยแถว บทว่า ตโย สุปณฺณา ได้แก่ครุฑ ๓๐๐ แถว. บทว่า จตุโร หํสา ได้แก่หงส์ ๔๐๐ แถว. บทว่า พยคฺฆินิสา ปญฺจสตา ได้แก่มฤคเหมือนเสือโคร่ง ๕๐๐ แถว. ด้วยบทว่า ฌายิโน พรหมแสดงว่า ในวิมานของเราผู้ได้ฌานมีความรุ่งโรจน์ขนาดนี้. บทว่า โอภาสยํ ได้แก่ สว่างไสว. บทว่า อุตฺตรสฺสํ ทิสายํ ความว่า ได้ยินว่า วิมานทองใหญ่นั้น ปรากฏในทิศอุดร แต่ที่ ๆ มหาพรหมเหล่านั้นสถิตอยู่ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. ก็พรหมนั้นมีความประสงค์ดังนี้ว่า เราอยู่ใน วิมานทองเห็นปานนี้ จักไปสู่ที่บำรุงใครอื่นเล่า. บทว่า รูเป รณํ ทสฺวา
หน้า 160 ข้อ 591
ได้แก่ เห็นโทษกล่าวคือเกิด แก่ และแตกดับในรูปะ บทว่า สทา ปเวธิตํ ความว่า เห็นรูปที่หวั่นไหวและถูกวิโรธิปัจจัยมีความหนาวเป็นต้น กระทบอยู่ เป็นนิตย์. บทว่า ตสฺมา น รูเป รมตี สุเมโธ ความว่า เห็นโทษในรูป และเห็นรูปที่หวั่นไหวอยู่ทุกเมื่อ เพราะฉะนั้น พระศาสดาผู้มีเมธาดี คือ ผู้มีปัญญาดี จึงไม่ยินดีในรูป. จบอรรถกถาปมาทสูตรที่ ๖
หน้า 161 ข้อ 592, 593
๗. ปฐมโกกาลิกสูตร ว่าด้วยพรหมปรารภพระโกกาลิกภิกษุ [๕๙๒] สาวัตถีนิทาน. ก็สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับพักกลางวันหลีกเร้นอยู่แล้ว. ครั้งนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหมเข้าไปใกล้ ที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วได้ยืนพิงบานประตูองค์ละข้าง. [๕๙๓] ลำดับนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมปรารภพระโกกาลิกภิกา ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ใครผู้มีปัญญาในโลกนี้ จะพึง กำหนดวัดซึ่งพระขีณาสพผู้มีคุณอันใคร ๆ ประมาณไม่ได้ เราเห็นว่าผู้นั้นไม่มีธุต- ธรรม เป็นปุถุชน วัดอยู่ซึ่งพระขีณาสพผู้ มีคุณ อันใคร ๆ ประมาณมิได้. อรรถกถาปฐมโกกาลิกสูตร ในปฐมโกกาลิกสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อปฺปเมยฺยํ ปมินนฺโต ความว่า กำหนดนับบุคคลผู้เป็น ขีณาสพ ผู้มีคุณอันใคร ๆ ประมาณไม่ได้ อย่างนี้ว่า ศีลมีประมาณเท่านี้ สมาธิมีประมาณเท่านี้ ปัญญามีประมาณเท่านี้. ด้วยคำว่า โกธ วิทฺวา วิกปฺปเย ความว่า ใครผู้มีปัญญา ผู้มีเมธาในโลกนี้พึงกำหนด ท่านแสดงว่า พระ- ชีณาสพเท่านั้น พึงกำหนดนับพระขีณาสพ. บทว่า นิธุตนฺตํ มญฺเ ความว่า ก็ผู้ใดเป็นปุถุชน ปรารภจะวัดพระขีณาสพนั้น เรากล่าวผู้นั้นว่า ไม่มีธุตธรรม คือมีปัญญาต่ำทราม. จบอรรถกถาปฐมโกกาลิกสูตรที่ ๗
หน้า 162 ข้อ 594, 595
๘. ติสสกสูตร ว่าด้วยพรหมปรารภติสกภิกษุ [๕๙๔] สาวัตถีนิทาน. ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับพักกลางวันหลีกเร้นอยู่ แล้ว. ครั้งนั้นแล สุพรหมปัจเจกพรหมและสุทธาวาสปัจเจกพรหมเข้าไป ใกล้ที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วได้ยืนพิงบานประตูองค์ละข้าง. [๕๙๕] ลำดับนั้นแล สุทธาวาสปัจเจกพรหมปรารภกตโมรกติสสก ภิกษุได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ใครผู้มีปัญญาในโลกนี้จะพึงกำหนด วัดซึ่งพระขีณาสพผู้มีคุณ อันใคร ๆ ประมาณไม่ได้ เราเห็นว่าผู้นั้นไม่มีธุต- ธรรม เป็นคนไม่มีปัญญา วัดอยู่ซึ่งพระ- ขีณาสพผู้มีคุณอันใคร ๆ ประมาณมิได้. อรรถกถาติสสกสูตร ในติสสกสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ปัญญาท่านเรียกว่า กิสฺสวา ในบทว่า อกิสฺสวํ ดังนี้. อธิบายว่า ปราศจากปัญญา. จบอรรถกถาติสสกสูตรที่ ๘
หน้า 163 ข้อ 596, 597
๙. ตุทุพรหมสูตร ว่าด้วยตุทุพรหมเข้าไปหาโกกาลิก [๕๙๖] สาวัตถีนิทาน. ก็โดยสมัยนั้นแล พระโกกาลิกภิกษุ เป็นผู้อาพาธ ถึงความลำบาก เป็นไข้หนัก. ครั้งนั้นแล ตุทุปัจเจกพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้วมีรัศมีอัน งามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปหาพระโกกาลิกภิกษุจนถึง ที่อยู่ ครั้นแล้วได้ยืนในเวหาส กล่าวคำนี้กะพระโกกาลิกภิกษุว่า ข้าแต่ท่านโกกาลิก ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสในพระสารีบุตรและ พระโมคคัลลานะ พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ เป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก. พระโกกาลิกภิกษุถามว่า ผู้มีอายุ ท่านเป็นใคร ตุทุปัจเจกพรหมตอบว่า เราคือตุทุปัจเจกพรหม. พระโกกาลิกภิกษุกล่าวว่า ผู้มีอายุ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพยากรณ์ ท่านแล้วว่าเป็นพระอนาคามี มิใช่หรือ ไฉนเล่า ท่านจึงยังมาเที่ยวอยู่ในที่นี้ จงเห็นเถิดว่า ก็นี่เป็นความผิดของท่านเพียงไร. [๕๙๗] ตุทุปัจเจกพรหมได้กล่าวว่า ชนพาลเมื่อกล่าวคำเป็นทุพภาษิต ชื่อว่าย่อมตัดตนด้วยศัสตราใด ก็ศัสตรา นั้นย่อมเกิดในปากของบุรุษผู้เกิดแล้ว. ผู้ใดสรรเสริญผู้ที่ควรถูกติ หรือติผู้ ที่ควรได้รับความสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่า สั่งสมโทษด้วยปาก เพราะโทษนั้น เขา ย่อมไม่ประสบความสุข.
หน้า 164 ข้อ 597
ความปราชัยด้วยทรัพย์ ในเพราะ การพนันทั้งหลาย พร้อมด้วยสิ่งของของ ตนทั้งหมดก็ดี พร้อมด้วยตนก็ดี ก็เป็น โทษเพียงเล็กน้อย. บุคคลใดทำใจให้ประทุษร้ายในท่าน ผู้ปฏิบัติดีทั้งหลาย ความประทุษร้ายแห่ง ใจของบุคคลนั้นเป็นโทษใหญ่กว่า บุคคล ตั้งวาจาและใจอันลามกไว้ เป็นผู้มักติเตียน พระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึงนรก ซึ่งมีปริมาณ แห่งอายุถึงแสนสามสิบหกนิรัพพุท กับห้า อัพพุท.* อรรถกถาตุทุพรหมสูตร ในตุทุพรหมสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อาพาธิโก ความว่า ผู้มีอาพาธด้วยอาพาธอันมาในอนันตร สูตรโดยนัยว่า สาสปมตฺตีหิ ปิฬกาหิ เป็นต้น. บทว่า พาฬฺหคิลาโน ได้แก่มีความป่วยไข้มีประมาณยิ่ง. บทว่า ตุทุ ความว่า พระอุปัชฌาย์ ของ ภิกษุโกกาลิก ชื่อว่า ตุทุ เถระบรรลุอนาคามิผลแล้วบังเกิดในพรหมโลก. ตุทุพรหมนั้น ได้ทราบข่าวบาปกรรม ของภิกษุโกกาลิกตั้งต้นแต่ภุมมัฏฐกเทวดา โดยเล่าสืบ ๆ กันจนถึงพรหมโลกว่า ภิกษุโกกาลิกกล่าวตู่พระอัครสาวกด้วย อันติมวัตถุ ทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว จึงมาปรากฏต่อหน้าภิกษุโกกาลิกนั้นด้วย * อัพพุทะ เป็นสงขยา ซึ่งมีจำนวนเลขสูญ ๖๑ สูญ
หน้า 165 ข้อ 597
หมายใจว่า เมื่อเราเห็นอยู่ เธออย่าเป็นคนกำพร้า [ปราศจากพวก] ต้องเสีย หายไป. เราจักเตือนเธอเพื่อให้จิตเลื่อมใสในพระเถระ ท่านหมายเอาตุทุพรหมนั้น จึงกล่าวว่า ตุทุปัจเจกพรหม. บทว่า เปสลา แปลว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก . บทว่า โกสิ ตฺวํ อาวุโส ความว่า นอนลืมตาฝ้าฟาง จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปสฺส ยาวญฺจเต ความว่า โกกาลิกะกล่าวว่า ท่านจงเห็นข้อที่ท่านผิด เพียงไร ท่านไม่เห็นฝีใหญ่ที่หน้าผากของตน เห็นกระผมที่ควรตักเตือนด้วย เพราะฝีเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาด ครั้งนั้น ตุทุพรหมรู้ว่า โกกาลิกนี้ได้ประสบสิ่งที่ตนไม่เคยเห็น [ไม่มี ประสบการณ์ เป็นคนกำพร้าจักไม่เชื่อคำของใคร ๆ เหมือนกลืนยาพิษอยู่ ในลำคอ จึงกล่าวกะโกกาลิกว่า ปุริสสฺส หิ เป็นต้น . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุธารี ได้แก่วาจาหยาบเช่นผึ่ง [ขวาน]. บทว่า ฉินฺทติ ได้แก่ตัด รากกล่าวคือกุศลทีเดียว. บทว่า นินฺทิยํ ได้แก่บุคคลทุศีลที่ควรตำหนิ. ด้วย บทว่า ปุสํสติ ท่านกล่าวสรรเสริญในอรรถอันสูงสุดว่าพระขีณาสพ. บทว่า ตํ วา นินฺทตฺ โย ปสํสิโย ความว่า อีกอย่างหนึ่ง กล่าวโจทย์พระขีณาสพ ผู้ที่ควรสรรเสริญ. ด้วยอันติมวัตถุ ว่าผู้นี้เป็นผู้ทุศีล. บทว่า วิจินาติ มุเขน โส กลึ ความว่า ผู้นั้นชื่อว่าก่อความผิดด้วยปาก. บทว่า กลินา เตน ความ ว่า ย่อมไม่ประสบความสุขเพราะความผิดนั้น. ก็การสรรเสริญผู้ที่ควรติและ การติผู้ที่ควรสรรเสริญ มีผลเท่ากันแล. บทว่า สพฺพสฺสาปิ สหาปิ อตฺตนา ความว่า ความปราชัยเสีย ทรัพย์เพราะการพนันทั้งหลาย พร้อมทั้งสิ่งของของตนทั้งหมดก็ดี พร้อมทั้ง ตนเองก็ดี เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย. บทว่า โย สุคเตสุ ความว่า ก็ผู้ใด พึงมีจิตคิดประทุษร้ายในเหล่าบุคคลผู้ปฏิบัติดี ความประทุษร้ายแห่งจิตของผู้ นั้นเป็นโทษมากกว่าโทษในการพนันนั้น.
หน้า 166 ข้อ 597
บัดนี้ เมื่อจะแสดงความประทุษร้ายแห่งจิตนั้นว่ามีโทษมากกว่า จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สตํ สหสฺสานํ ดังนี้. บรรดาเหล่านั้น บทว่า สตํ สหสฺสานํ ได้แก่จำนวนแสนนิรัพพุทะ. [นิรัพพุทะ ๑ เท่ากับจำนวน ๑ มีสูญ ตามหลัง ๖๓ ตัว ถ้าแสนนิรัพพุทะเป็นเท่าไร]. บทว่า ฉตฺตึสติ ได้แก่ อีก ๓๖ นิรัพพุทะ. บทว่า ปญฺจ จ ได้แก่จำนวน ๕ อัพพุทะ. บทว่า ยมริเย ครหี ความว่า ในข้อทีผู้ติเตียนพระอริยะย่อมตกนรก มีอายุประมาณเท่านี้. จบอรรถกถาตุทุพรหมสูตรที่ ๙
หน้า 167 ข้อ 598, 599
๑๐. ทุติยโกกาลิกสูตร ว่าด้วยโกกาลิกภิกษุตกปทุมนรก [๕๙๘] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล พระโกกาลิกภิกษุเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระโกกาลิกภิกษุนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้กราบทูลคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะมีความปรารถนาลามก ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาอันลามก. [๕๙๙] เมื่อพระโกกาลิกภิกษุกล่าวเช่นนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสคำนี้กะพระโกกาลิกภิกษุว่า โกกาลิก ก็เธออย่าได้กล่าวเช่นนี้ โกกาลิก ก็เธออย่าได้กล่าวเช่นนี้ โกกาลิก เธอจงทำจิตให้เลื่อมใสในภิกษุชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ ภิกษุ ชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก. แม้ครั้งที่สองแล พระโกกาลิกภิกษุก็ได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระ ภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า บุคคลผู้มีวาจาควรเชื่อได้ควรไว้ใจได้ของข้าพระองค์จะมี อยู่ก็จริง ถึงเช่นนั้นแล พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะก็ยังเป็นผู้ปรารถนา ลามก ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาลามก. แม้ครั้งที่สองแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้กะพระโกกาลิกภิกษุ ว่า
หน้า 168 ข้อ 600, 601
โกกาลิก ก็เธออย่าได้กล่าวเช่นนี้ โกกาลิก ก็เธออย่าได้กล่าวเช่นนี้ โกกาลิก เธอจงทำจิตให้เลื่อมใสในภิกษุชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะ ภิกษุ ชื่อว่าสารีบุตรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก. แม้ครั้งที่สามแล พระโกกาลิกภิกษุก็ทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ฯลฯ ตกอยู่ในอำนาจแห่งความปรารถนาอันลามก แม้ครั้งที่สามแล พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสตำนี้กะพระโกกาลิกภิกษุว่า ฯลฯ ภิกษุชื่อว่าสารีบุจรและโมคคัลลานะเป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก. [๖๐๐] ลำดับนั้นแล พระโกกาลิกภิกษุลุกจากอาสนะถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณหลีกไปแล้ว. ก็เมื่อพระโกกาลิกภิกษุหลีกไปแล้วไม่นาน ย่อมทั้งหลายขนาดเมล็ด พันธุ์ผักกาดได้ผุดขึ้นทั่วกายของเธอ ย่อมเหล่านั้นได้โตขึ้นเป็นขนาดถั่วเขียว แล้วก็โตขึ้นเป็นขนาดถั่วดำ แล้วก็โตขึ้นเป็นขนาดเมล็ดพุดทรา แล้วก็โตขึ้น เป็นขนาดลูกพุดทรา แล้วก็โตขึ้นเป็นขนาดผลมะชามป้อม แล้วก็โตขึ้นเป็น ขนาดผลมะตูมอ่อน แล้วก็โตขึ้นเป็นขนาดผลมะตูม ต่อจากนั้นก็แตกทั่ว แล้ว หนองและเลือดหลั่งไหลออกแล้ว. ครั้งนั้นแล พระโกกาลิกภิกษุได้การทำกาละแล้ว เพราะอาพาธอัน นั้นเอง ครั้นกระทำกาลแล้วก็เข้าถึงปทุมนรก๑ เพราะจิตอาฆาตในพระสารี บุตรและพระโมคคัลลานะ. [๖๐๑] ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงแล้ว มีรัศมีงามยิ่งนัก ยังพระวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง. ๑.ปทุนนรก เป็นส่วนหนึ่งแห่งมหานรกอเวจี ผู้ที่เกิดในมหานรกอเวจีส่วนนี้จะต้อง หมกไหม้อยู่สิ้นกาลปทุมหนึ่ง ปทุมนั้นเป็นสังขยาซึ่งมีจำนวนสูญ ๑๒๔ สูญ
หน้า 169 ข้อ 602, 603
ท้าวสหัมบดีพรหมยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วแล ได้ทูลคำนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า พระโกกาลิกภิกษุได้กระทำกาละแล้ว และเข้าถึงแล้วซึ่ง ปทุมนรก เพราะจิตอาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ. ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้ แล้วครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระ ภาคเจ้า กระทำประทักษิณแล้วหายไปในที่นั้นแล. [๖๐๒] ครั้นล่วงราตรีนั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้ง หลายว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อคืนนี้ท้าวสหัมบดีพรหมเมื่อราตรีล่วงปฐมยาม ไปแล้ว มีรัศมีงามยิ่งนัก ยังวิหารเชตวันทั้งสิ้นให้สว่าง เข้าไปหาเราถึงที่อยู่ ครั้นแล้วไหว้เราแล้วได้ยืนอยู่ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสหัมบดีพรหมยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วแล ได้กล่าวคำนี้กะเราว่า พระเจ้าข้า พระโกกาลิกภิกษุได้การทำกาละแล้ว เข้าถึงแล้วซึ่งปทุมนรก เพราะจิตอาฆาตในพระสารีบุตรและพระโมค- คัลลานะ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว ครั้นแล้ว ไหว้เรากระทำประทักษิณ แล้วหายไปในที่นั้นเอง. [๖๐๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้ทูล คำนี้กะพระผู้มีภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า ประมาณแห่งอายุในปทุมนรกนาน เท่าไรหนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ประมาณแห่งอายุในปทุมนรก นานแล การที่จะนับว่าเท่านี้ปี หรือว่าเท่านี้ร้อยปี หรือว่าเท่านี้พันปี หรือ ว่าเท่านี้แสนปี ไม่ใช่การทำได้ง่าย.
หน้า 170 ข้อ 604, 605
ภิกษุนั้นทูลถามว่า พระเจ้าข้า พระองค์อาจที่จะทรงอุปมาได้หรือ. [๖๐๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เราอาจอยู่ แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เปรียบเหมือนเกวียนบรรทุกงาแห่งชาวโกศลซึ่งบรรทุกงา ได้ ๒๐ ขารี๑ บุรุษพึงเก็บงาขึ้นจากเกวียนนั้นโดยล่วงร้อยปี ๆ ต่อเมล็ดหนึ่ง ๆ. ดูก่อนภิกษุ เกวียนบรรทุกงาแห่งชาวโกศลซึ่งบรรทุกงาได้ ๒๐ ขารี นั้นพึงถึงความสิ้นไปหมดไป เพราะความเพียรนี้เร็วกว่า ส่วนอัพพุทนรกหนึ่ง ยังไม่ถึงความสิ้นหมดไปเลย. ดูก่อนภิกษุ ๒๐ อัพพุทนรกเป็นหนึ่งนิรัพพุทนรก ๒๐ นิรัพพุทนรก เป็นหนึ่งอพพนรก ๒๐ อพพนรกเป็นหนึ่งกฏฏนรก ดูก่อนภิกษุ ๒๐ อฏฏนรก เป็นหนึ่งอหหนรก ๒๐ อหหนรกเป็นหนึ่งกุมุทนรก ๒๐ กุมุทนรกเป็นหนึ่ง โสคันธิกนรก ดูก่อนภิกษุ ๒๐ โสคันธิกนรกเป็นหนึ่งอุปปลกนรก ๒๐ อุปป- ลกนรกเป็นหนึ่งปุณฑริกนรก ๒๐ ปุณฑริกนรกเป็นหนึ่งปทุมนรก ดูก่อนภิกษุ ก็ภิกษุโกกาลิกเข้าถึงปทุมนรกแล้วแล เพราะจิตอาฆาตในภิกษุ ชื่อว่าสารีบุตร และโมคคัลลานะ. [๖๐๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์ ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ชนพาลเมื่อกล่าวคำเป็นทุพภาษิต ชื่อว่าย่อมตัดตนด้วยศัสตราใด ก็ศัสตรา นั้นย่อมเกิดในปากของบุรุษผู้เกิดแล้ว ผู้ ใดสรรเสริญผู้ที่ควรถูกติ หรือติผู้ที่ควร * ๒๐ ขารีเท่า ๑ เกวียน คือ ๔ แล่งโดยแล่งที่เป็นของชาวมคธ เป็นหนึ่งแล่งใน แคว้นโกศล ๔ แล่งโดยนั้นเป็นหนึ่งอาฬหก ๔ อาฬหกเป็นหนึ่งทะนาน ๔ ทะนานเป็นหมื่น มาณิกา ๔ มาณิกาเป็นหนึ่งขารี ๒๐ ขารีเป็นหนึ่งเกวียน
หน้า 171 ข้อ 605
ได้รับความสรรเสริญ ผู้นั้นชื่อว่าสั่งสมโทษ ด้วยปากเพราะโทษนั้น เขาย่อมไม่ประสบ ความสุข. ความปราชัยด้วยทรัพย์ในเพราะ การพนันทั้งหลาย พร้อมด้วยสิ่งของของ ตนทั้งหมดก็ดี พร้อมด้วยตนก็ดี ก็เป็น โทษเพียงเล็กน้อย. บุคคลใดทำใจให้ประทุษร้ายในท่าน ผู้ปฏิบัติดีทั้หลาย ความประทุษร้ายแห่ง ใจของบุคคลนั้นเป็นโทษใหญ่กว่า. บุคคลตั้งวาจาและใจอันลามกไว้ เป็นผู้มักติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมเข้าถึง นรกซึ่งมีปริมาณแห่งอายุถึงแสนสามสิบ หกนิรัพพุทะ กับห้าอัพพุทะ. จบทุติยโกกาลิกสูตร จบปฐมวรรคที่ ๑
หน้า 172 ข้อ 605
อรรถกถาทุติยโกกาลิกสูตร ในทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า โกกาลิโก ภิกฺขุ เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ความว่า ถามว่า โกกาลิกนี้เป็นใคร และเหตุไรจึงเข้าไปเฝ้า. ตอบว่า ได้ยินว่า ผู้นี้ เป็นบุตรโกกาลิกเศรษฐี ในโกกาลิกนคร โกกาลิกรัฐ บวชแล้วอาศัยอยู่ใน วิหารที่บิดาสร้างไว้ มีชื่อว่า จูฬโกกาลิก มิใช่เป็นศิษย์ของพระเทวทัต. ฝ่ายรูปที่เป็นศิษย์ของพระเทวทัตนั้นเป็นบุตรพราหมณ์ มีชื่อว่า มหาโกกาลิก. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี พระอัครสาวกทั้งสองพร้อม ด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป จาริกไปในชนบท เมื่อไกล้ถึงวันเข้าพรรษา ประสงค์จะอยู่อย่างสงบ จึงส่งภิกษุเหล่านั้นไป ตนเองถือบาตรจีวร ถึงนคร นั้นในชนบท ได้ไปสู่วิหารนั้น. แลในที่นั้น โกกาลิกภิกษุได้แสดงวัตรแก่ พระอัครสาวกทั้งสอง พระอัครสาวกทั้งสองชื่นชมกับพระโกกาลิกนั้นกล่าวว่า อาวุโส พวกเราจักอยู่ในที่นี้ตลอดไตรมาส ท่านอย่าได้บอกแก่ใคร ๆ แล้วถือ ปฏิญญาอยู่. ครั้นอยู่จำพรรษาปวารณาในวันปวารณาแล้ว พระอัครสาวก ทั้งสองจึงบอกลาภิกษุโกกาลิกว่า อาวุโส เราจะไปละ. ภิกษุโกกาลิกกล่าวว่า อาวุโส พวกท่านอยู่ในวันนี้วันเดียว พรุ่งนี้ก็จักไป ดังนี้แล้ว วันรุ่งขึ้น จึงเข้าเมือง บอกพวกมนุษย์ว่า อาวุโส พระอัครสาวกมาอยู่ในที่นี้ พวกท่าน ไม่รู้. ไม่มีใครถวายปัจจัยสี่เลย. พวกชาวเมืองกล่าวว่า ท่านขอรับ พระเถระ อยู่ที่ไหน ทำไมจึงไม่บอกพวกเรา. ภิกษุโกกาลิกกล่าวว่า อาวุโส บอกแล้ว จะมีประโยชน์อะไร พวกท่านไม่เห็นภิกษุ ๒ รูปที่นั่งบนเถระอาสน์หรือ นั่นแหละพระอัครสาวก. พวกมนุษย์รีบประชุมกัน รวบรวมเนยใสน้ำอ้อย เป็นต้นและผ้าจีวร.
หน้า 173 ข้อ 605
ภิกษุโกกาลิกคิดว่า พระอัครสาวกเป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง จักไม่ยินดี ลาภที่เกิดขึ้นด้วยวาจาที่ประกอบขึ้น เมื่อไม่ยินดี ก็จักบอกว่า ท่านทั้งหลาย จงถวายแก่ภิกษุที่อยู่ประจำอาวาส ดังนี้ ให้พวกมนุษย์พากันถือลาภนั้น ๆ ไป สำนักของพระเถระทั้งสอง. พระเถระทั้งสองเห็นดังนั้น จึงห้ามว่า ปัจจัยเหล่านี้ ไม่ควรแก่พวกเรา ไม่ควรแก่ภิกษุโกกาลิก ดังนี้แล้วหลีกไป. ภิกษุโกกาลิก เกิดอาฆาตขึ้นว่า มันเรื่องอะไรกัน พระอัครสาวกทั้งสอง เมื่อตนเองไม่รับ ยังไม่ให้พวกมนุษย์ถวายแก่เราแล้วหลีกไป. แม้พระอัครสาวกทั้งสอง ไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วพาบริษัทของตนเที่ยวจาริกไปตามชนบท แล้งกลับมายังเมืองนั้นในรัฐนั้นตามลำดับ. ชาวเมืองจำพระเถระได้ ตระเตรียม ทานพร้อมทั้งเครื่องบริขารทั้งหลาย สร้างมณฑปกลางเมืองถวายทาน. และ น้อมบริขารทั้งหลายเข้าไปถวายพระเถระ. พระเถระได้มอบถวายแก่ภิกษุสงฆ์ ภิกษุโกกาลิกเห็นดังนั้น คิดว่า เมื่อก่อนพระอัครสาวกเหล่านี้ได้เป็นผู้ปรารถนา น้อย บัดนี้กลายเป็นผู้ปรารถนาลามก แม้ในกาลก่อน ทำทีเสมือนผู้มักน้อย สันโดษและชอบสงัด จึงเข้าไปหาพระเถระกล่าวว่า อาวุโส เมื่อก่อนท่าน เป็นเหมือนมักน้อย แต่บัดนี้ท่านกลายเป็นภิกษุลามก คิดว่า จำเราจักทำลาย ที่พึ่งของพระอัครสาวกเหล่านั้นขึ้นรากในทีเดียว รีบออกไปยังกรุงสาวัตถี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ. ภิกษุโกกาลิกนี้พึงทราบว่า เข้าเฝ้า เพราะเหตุนี้เอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า พอทอดพระเนตรเห็นภิกษุโกกาลิกกำลังมาโดย รีบด่วน ทรงรำพึงก็ทราบว่า ภิกษุโกกาลิกนี้ ประสงค์จะด่าพระอัครสาวกจึง ได้มา. และทรงรำพึงว่า เราอาจห้ามได้ไหมหนอ ทรงเห็นว่าไม่อาจห้ามได้ ภิกษุโกกาลิกนี้ทำผิดในพระเถระทั้งหลายจึงมา ตายแล้วจักเกิดในปทุมนรก โดยส่วนเดียว เพื่อจะเปลื้องวาทะว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบบุคคลผู้
หน้า 174 ข้อ 605
ติเตียนพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะแล้วยังห้ามไม่ได้ และเพื่อจะแสดง การกล่าวร้ายพระอริยะว่ามีโทษมาก จึงทรงห้ามว่า มา เหวํ ดังนี้ ถึง ๓ ครั้ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา เหวํ ความว่า เธออย่าได้กล่าว อย่างนี้เลย. บทว่า สทฺธายโก ความว่า ผู้ทำตนให้เป็นที่มาแห่งศรัทธา ผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใส อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีคำอันบุคคลพึงเชื่อได้. บทว่า ปจฺจยิโก ความว่า ผู้มีถ้อยคำที่จะพึงยึดเป็นที่อาศัยได้. บทว่า อจิรปกฺกนฺตสฺส ความว่า เมื่อภิกษุโกกาลิกหลีกไปไม่นาน นัก. บทว่า สพฺโพ กาโย ผุฏฺโ อโหสิ ความว่า ต่อมทั้งหลายผุดขึ้น ทำลายกระดูกทั่วร่าง ไม่เว้นที่ว่างแม้เพียงปลายเส้นผม. ก็เพราะกรรมเห็น ปานนั้น ไม่ให้ผลในขณะที่อยู่เฉพาะพระพักตร์พระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยพุทธา- นุภาพ พอพ้นทัศนวิสัยไปแล้ว ย่อมให้ผล ฉะนั้น เมื่อภิกษุโกกาลิกนั้นหลีก ไปแล้วไม่นาน ต่อมทั้งหลายจึงผุดขึ้น. บทว่า ปกฺกามิ ความว่า ภิกษุโกกาลิกถูกอานุภาพแห่งกรรมตักเตือน จึงหลีกไป. จริงอยู่ใคร ๆ ไม่อาจที่จะห้ามกรรมที่ทำโอกาสแล้ว กรรมนั้นไม่ ให้ภิกษุโกกาลิกนั้นอยู่ในที่นั้น. บทว่า กฬายมตฺติโย ได้แก่ ประมาณเท่า เมล็ดถั่วเขียว. บทว่า เวลุวสลาฏกุตฺติโย ได้แก่ ประมาณเท่าผลมะตูมอ่อน บทว่า ปภิชฺชึสุ แปลว่า แตกแล้ว. เมื่อต่อมเหล่านั้นแตกแล้ว สรีระทิ้งสิ้น ของภิกษุโกกาลิกนั้นก็สุกเละ เธอมีตัวสุกเละ นอนบนใบตองที่ซุ้มประตู พระเชตวันเหมือนปลาที่ถูกยาพิษ ลำดับนั้น พวกมนุษย์ที่พากันมาฟังธรรม กล่าวว่า ภิกษุโกกาลิกได้ทำกรรมที่ไม่สมควร ถึงความพินาศเพราะอาศัยปากคม ดังมีดของตนนั่นเอง. พวกอารักขเทวดาได้ฟังพวกมนุษย์เหล่านั้น ได้กระทำ การติเตียน. อากาสเทวดาได้ฟังอารักขเทวดา ได้กระทำการติเตียน ได้เกิด การติเตียนอย่างเดียวกัน จนถึงอกนิฏฐภพโดยอุบายนี้ ด้วยประการฉะนี้ ครั้งนั้น อุปัชฌาย์ของเธอ มารู้ว่า เธอไม่รับโอวาทติเตียนแล้วหลีกไป.
หน้า 175 ข้อ 605
บทว่า กาลมกาสิ ความว่า เมื่ออุปัชฌาย์หลีกไป ภิกษุโกกาลิกได้ ทำกาละแล้ว. บทว่า ปทุมนิรยํ ความว่า ชื่อว่าปทุมนรกไม่มีเฉพาะแต่ อย่างเดียว. ภิกษุโกกาลิกเกิดในที่หนึ่งในอวิจีมหานรกที่จะพึงหมกไหม้ โดย การคำนวณปทุมหนึ่ง (ปุทุมนั้นเป็นสังขยาซึ่งมีจำนวนสูญ ๑๒๔ สูญ). บทว่า วีสติขาริโก ได้แก่ ๔ แล่งชาวมคธ เป็น ๑ แล่ง ในโกศล รัฐ. ๔ แล่ง โดยแล่งนั้น เป็น ๑ อาฬหกะ อาฬหกะ เป็น ๑ โทณะ (ทะนาน). ๔ โทณะ เป็น ๑ มานิกะ (เครื่องตวง). ๔ มานิกะ เป็น ๑ ขาริ โดยขารินั้น เป็น ๒๐ ขาริกะ. บทว่า ติลวาโห ได้แก่ เกวียนบรรทุกงา เมล็ดเล็ก ๆ ของชาวมคธะ บทว่า อพฺพุโท นิรโย ได้แก่ ที่ชื่อว่า อัพพุทะ มิใช่ส่วนหนึ่งแห่งนรก. แต่คำนี้เป็นชื่อสถานที่จะพึงไหม้ในอวิจีมหานรก นั่นเองโดยการนับอัพพุทะ. แม้ในคำว่า นิรัพพุทะเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน ก็แม้จำนวนปีในข้อนี้ ก็พึงทราบอย่างนี้. เหมือนอย่างว่า ร้อยแสน เป็นโกฏิหนึ่ง ฉันใด ร้อยแสนโกฏิ ชื่อว่า เป็นปโกฏิหนึ่ง ฉันนั้น ร้อย- แสนโกกิ เป็นโกฏิปโกฏิ ร้อยแสนโกฏิปโกฏิ เป็นเหตุหนึ่ง ร้อยแสนนหุต เป็นนินนหุต ร้อยแสนนินนหุต เป็นอัพพุทะหนึ่ง จากนั้น เอายี่สิบคูณเป็น นิรัพพุทะหนึ่ง. ในบททั้งปวง ก็มีนัยนี้เหมือนกันแล. จบอรรถกถาทุติยโกกาลิกสูตรที่ ๑๐ จบปฐมวรรคที่ ๑ รวมพระสูตรในปฐมวรรคนี้ มี ๑๐ สูตร คือ ๑. อายาจนสูตร ๒. คารวสูตร ๓. พรหิมเทวสูตร ๔. พกพรหม สูตร ๕. อปราทิฏฐิสูตร ๖. ปมาทสูตร ๗. ปฐมโกกาลิกสูตร ๘. ติสสกสูตร ๙. ตุทุพรหมสูตร ๑๐. ทุติยโกกาลิกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 176 ข้อ 606, 607, 608
ทุติยวรรคที่ ๒ ๑. สนังกุมารสูตร ว่าด้วยคำสุภาษิตของพรหม [๖๐๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสัปปีนี กรุง- ราชคฤห์. ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหม เมื่อราตรีปฐมยาล่วงไปแล้ว มีรัศมี อันงดงามยิ่ง ยังฝั่งแม่น้ำสัปปินิทั้งสิ้นให้สว่างแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ ภาคเจ้ายังที่ประทับ ครั้นแล้วถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๖๐๗] สนังกุมารพรหม ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วได้กล่าว คาถานี้ในสำนักแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุดในหมู่ชน ผู้รังเกียจด้วยโคตร แต่ท่านผู้ถึงพร้อมด้วย วิชชาและจรณะ เป็นผู้ประเสริฐที่สุดใน เทวดาและมนุษย์. [๖๐๘] สนังกุมารพรหมได้กราบทูลคำนี้แล้ว พระศาสดาได้ทรงพอ พระทัย. ครั้งนั้นแล สนังกุมารพรหมทราบว่า พระศาสดาทรงพอพระทัยต่อ เราถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วอันตรธานไปในที่นั้นเอง.
หน้า 177 ข้อ 608
อรรถกถาสนังกุมารสูตร ทุติยวรรคสนังกุมารสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า สปฺปีนีตเร ความว่า ที่ฝั่งแม่น้ำชื่อสัปปีนี. บทว่า สนงฺกุ- มาโร ความว่า ได้ยินว่า สนังกุมารพรหมนั้น ในเวลาเป็นปัญจสิขกุมาร เจริญฌานบังเกิดในพรหมโลก เที่ยวไปด้วยเพศกุมารนั่นเอง. เหตุนั้น คนทั้ง หลายจึงจำเขาได้ว่ากุมาร. แต่เพราะเป็นคนเก่า จึงเรียกกันว่า สนังกุมาร. บทว่า ชเนตสฺมึ ได้แก่ในประชุมชน อธิบายว่า ในหมู่ชน. บทว่า เย โคตฺตปฏิสารโน ความว่า ในชุมชนผู้รังเกียจักนี้เรื่องโคตรเหล่านั้น ในโลก กษัตริย์เป็นผู้ประเสริฐที่สุด. บทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบ ด้วยวิชชา ๓ มีบุพเพนิวาสานุสสติญาณเป็นต้น โดยปริยายแห่งภยเภรวสูตร หรือวิชชา ๘ คือ วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิอภิญญา ๖ โดยปริยายแห่งอัมพัฏฐ สูตร และด้วยจรณะ ๑๕ ประเภท อย่างนี้ คือ ความเป็นผู้การทำให้บริบูรณ์ ในศีลทั้งหลาย ความเป็นผู้คุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จัก ประมาณในโภชนะ ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ รูปฌาน ๔. บทว่า โส เสฏฺโ เทวมานุเส ความว่า พราหมณ์ผู้เป็นขีณาสพนั้น เป็นผู้ประเสริฐที่สุดคือสูง สุด ในหมู่เทพและหมู่มนุษย์. จบอรรถกถาสนังกุมารสูตรที่ ๑
หน้า 178 ข้อ 609, 610
๒. เทวทัตตสูตร ว่าด้วยสหัมบดีพรหมกล่าวตำหนิพระเทวทัต [๖๐๙] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพะระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ในเมื่อพระเทวทัตหลีกไปแล้วไม่นาน. ครั้งนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว มีรัศมี อันงดงามยิ่ง ยังภเขาคิชฌกูฏทั้งสิ้นให้สว่างแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้ายังที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. [๖๑๐] ท้าวสหัมบดีพรหมยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้วปรารภ พระเทวทัต ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ผลกล้วยแลย่อมฆ่าต้นกล้วย ขุยไผ่ ย่อมฆ่าต้นไผ่ ขุยอ้อย่อมฆ่าต้นอ้อ สัก- การะย่อมฆ่าบุรุษชั่ว เหมือนลูกในท้องฆ่า แม่ม้าอัสดร ฉะนั้น. อรรถกถาเทวทัตตสูตร ในเทวทัตตสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อจิรปกฺกนฺเต ความว่า เมื่อพระเทวทัตทำลายสงฆ์แล้วจาก พระเวฬุวันไปยังคยาสีสะประเทศไม่นานนัก. บทว่า อสฺสตรึ ได้แก่ลูกเกิด แต่พ่อลาแม่ม้า. จบอรรถกถาเทวทัตตสูตรที่ ๒
หน้า 179 ข้อ 611, 612
๓. อันธกวินทสูตร ว่าด้วยสหัมบดีพรหมเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า [๖๑๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในอันธกวินทคาม ในแคว้นมคธ. ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในที่แจ้งในราตรี คืนเดือนมืดและฝนกำลังตกประปรายอยู่. ลำดับนั้นแล ท้าวสหัมบดีพรหม เมื่อราตรีปฐมยามล่วงไปแล้ว มี รัศมีอันงดงามยิ่ง ยังอันธกวินทคามทั้งสิ้นให้สว่างแล้ว เข้าไปเฝ้พระผู้มีพระ ภาคเจ้าถึงที่ประทับ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควร ข้างหนึ่ง. [๖๑๒] ท้าวสหัมบดีพรหมยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ ภาษิตคาถาเหล่านั้นในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ภิกษุพึงเสพที่นอนและที่นั่งอันสงัด พึงประพฤติเพื่อควานหลุดพ้นจากสัญโญชน์ ถ้าว่าภิกษุไม่พึงได้ความยินดีในที่นั้นไซร้ ก็พึงเป็นผู้มีตนรักษาแล้ว มีสติ พึงอยู่ใน หมู่ภิกษุผู้เที่ยวไปอยู่จากตระกูลสู่ตระกูล เพื่อบิณฑบาต มีอันทรีย์อันคุ้มครองแล้ว มีปัญญารักษาตน มีสติ พึงเสพที่นอนและ ที่นั่งอันสงัด ภิกษุพ้นแล้วจากภัย น้อม ไปแล้วในธรรมอันไม่มีภัย ปราศจากความ สยดสยอง นั่งอยู่แล้วในที่มีสัตว์เลื้อย-
หน้า 180 ข้อ 612
คลาน อันน่ากลัว สายฟัาฉวัดเฉวียน ฝน ตกในราตรีอันมืด ก็ข้าพระองค์ไม่อาจ กำหนดนับในใจของข้าพระองค์ได้เลยว่า เหตุนี้ข้าพระองค์เคยเห็นแล้วแน่ ข้าพระ- องค์ไม่กล่าวถึงเห็นนี้ว่าเป็นอย่างนี้ใน พรหมจรรย์ (คือธรรมเทศนา) คราวหนึ่ง เถิดมีพระขีณาสพผู้ละความตายได้มีจำนวน พัน พระเสขะมากกว่าห้าร้อย และพระ- เสขะทั้งสิบ ทั้งร้อย ทั้งหมดถึงถระแส มรรคแล้ว ไม่ไปสู่กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ส่วนหมู่สัตว์นอกนี้เป็นผู้มีส่วนบุญดังนี้ เพราะกลัวมุสาวาท. อรรถกถาอันธกวินทสูตร ในอันธกวินทสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- บทว่า อนฺธกวินฺทํ ความว่า บ้านมีชื่ออย่างนั้น . บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ท้าวสหัมบดีพรหมคิดว่า พระศาสดาทรงกระทำความเพียรอยู่แม้ใน บัดนี้ ชนทั้งหลายประกอบความเพียรกันเนือง ๆ เราจะไปยืนอยู่ในสำนักแล้ว จักกล่าวคาถาว่าด้วยเรื่องความเพียรที่เหมาะแก่คำสอน ดังนี้จึงเข้าไปเฝ้า. บทว่า ปนฺตานิ ความว่า เสนาสนะที่อยู่นอกถิ่นมนุษย์เลยชุมชน ออกไป. บทว่า สญฺโชนวิปฺปโมกฺขา ความว่า เมื่อเสพเสนาสนะเหล่า
หน้า 181 ข้อ 612
นั้น จะพึงเสพเพื่อต้องการจีวรเป็นต้นก็หามิได้ ที่แท้พึงประพฤติเพื่อต้อง การหลุดพ้นจากสังโยชน์ ๑๐. บทว่า สงฺเฆ วเส ความว่า เมื่อไม่ได้ความ ยินดีในเสนาสนะเหล่านั้น ก็ไม่อยู่ในป่าซึ่งเกิดขึ้นเหมือนขี้ผงบนหลังลา พึง อยู่ในท่ามกลางสงฆ์ เพื่อรักษาน้ำใจญาติโยมเป็นต้น. บทว่า รกฺขิตตฺโต สติมา ความว่า ก็ภิกษุเมื่ออยู่ในที่นั้นไม่เสียดสีไม่กระทบกระทั่งเพื่อนพรหม- จรรย์ รักษาตนมีสติปัฏฐานเป็นเบื้องหน้าอยู่เหมือนโคผู้ตัวดุในถิ่นของตน. บัดนี้สหัมบดีพรหมนั้นบอกภิกขาจารวัตรแก่ภิกษุผู้อยู่ในสงฆ์ จึงกล่าว คำว่า กุลา กุลํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิณฺฑิกาย จรนฺโต ได้แก่ เที่ยวไปเพื่อต้องการอาหาร. บทว่า เสเวถ ปนฺตานิ สยนาสนานิ ความว่า แม้หยั่งลงสู่ท่ามกลางสงฆ์อยู่ ปลูกต้นตาลและมะพร้าวเป็นต้นใน บริเวณใกล้ ไม่พึงเป็นผู้อยู่คลุกคลีด้วยอุปัฏฐากเป็นต้น ทำความคู่ควรแห่ง จิตให้เกิด ให้จิตร่าเริงยินดี จึงอยู่ในเสนาสนะอันสงัดอีกเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงกล่าวสรรเสริญป่าอย่างเดียว. บทว่า ภยา ได้แก่ จากภัยในวัฏฏะ. บทว่า อภเย ได้แก่ พระนิพพาน. บทว่า วิมุตฺโต ได้แก่ พึงเป็นผู้น้อมไปอยู่. บทว่า ยตฺถ เภรวา ความว่า สัตว์ที่มีวิญญาณครองมีสีหะและเสือ โคร่งเป็นต้นที่ก่อให้เกิดภัยในที่ใด สิ่งที่ไม่มีวิญญาณมีคอไม้และเถาวัลย์เป็นต้น มีมากในกลางคืน. บทว่า สิรึสปา ได้แก่ สัตว์เลื้อยคลานมีงูเป็นต้น. บทว่า นิสีทิ ตตฺถ ภิกขุ ความว่า ภิกษุนั่งในที่เช่นนั้น. ด้วยคำว่า นิสีทิ ตตฺถ ภิกฺขุ นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความไว้ดังนี้ว่า บัดนี้พวกเธอนั่งไม่ใส่ ใจถึงอารมณ์ที่น่าสะพึงกลัวที่อยู่ในที่นั้น สัตว์เลื้อยคลานและสายฟ้าแลบเป็น ต้น โดยประการใด ภิกษุทั้งหลายย่อมนั่งประกอบความเพียรโดยประการนั้น เหมือนกัน.
หน้า 182 ข้อ 612
บทว่า ชาตุ เม ทิฏฺํ แปลว่าที่เราเห็นแล้วโดยส่วนเดียว. คำว่า อิทํ อิติห ในคำว่า นยิทํ อิติหีติหํ นี้ความว่า เรากล่าวเพราะเหตุแห่ง ความตรึกเอา เพราะเหตุแห่งการคาดเอาหรือเพราะเหตุอ้างปิฎก คือตำราก็หา ไม่. บทว่า เอกสฺมึ พฺรหฺมจริยสฺมึ ได้แก่ ในพระธรรมเทศนาอย่างหนึ่ง. จริงอยู่ พระธรรมเทศนา ท่านประสงค์ว่า พรหมจรรย์ในที่นี้. บทว่า มจฺจุหายินํ ได้แก่ พระขีณาสพผู้ละความตาย. ในคำว่า ทสา จ ทสธา ทสา นี้ บทว่า ทสา ได้แก่จำนวน ๑๐ เท่านั้น. ชื่อว่า สตํ เพราะเอา ๑๐ คูณด้วย ๑๐ อนึ่ง ท่านกล่าวว่า เราเห็น ภิกษุเหล่าอื่นเป็นพระเสขะ ๑๑๐ รูป. บทว่า โสตํ สมาปนฺนา ได้แก่บรรลุ กระแสแห่งมรรค. บทว่า อติรจฺฉานคามิโน นี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนา. อธิบายว่า ผู้ไม่มีความตกต่ำเป็นธรรมดา. บทว่า สงฺขาตุํ โนปิ สกฺโกมิ ความว่า เราไม่อาจนับว่าเหล่าสัตว์ที่เป็นภาคีแห่งบุญมีเท่านี้ เพราะกลัวมุสาวาท เพราะเหตุนั้น ท่านหมายเอาพรหมเทศนาเป็นอันมาก จึงกล่าวอย่างนี้. จบอรรถกถาอันธกวินทสูตรที่ ๓
หน้า 183 ข้อ 613, 614, 615
๔. อรุณวตีสูตร ว่าด้วยตรัสเล่าเรื่องอรุณวตีราชธานี [๖๑๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่าน. อนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ในที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. [๖๑๔ ] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคำนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว มีพระราชาพระนามว่า อรุณวา ราชธานีของพระเจ้าอรุณวา มีนามว่า อรุณวตี พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ทรงเข้าไปอาศัยราชธานีอรุณวตีประทับอยู่. ก็พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ได้มีคู่พระ- สาวกนามว่าพระอภิภูและพระสัมภวะ เป็นคู่พระสาวกที่เจริญเลิศ. [๖๑๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ตรัสเรียกภิกษุนามว่าอภิภูมาว่า ดูก่อนพราหมณ์ มาเถิด เราจักไปพรหมโลกชั้นใดชั้นหนึ่งชั่วกาลกว่าจะถึงเวลาฉัน. ภิกษุอภิภูทูลรับ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขีแล้ว. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันคสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี และภิกษุอภิภูได้หายไปจากอรุณวตีราชธานี ปรากฏในพรหมโลกนั้น เหมือน อย่างบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่งอเข้ามาแล้วออกไป หรืองอแขนที่เหยียดออก ไปแล้วเข้ามาฉะนั้น
หน้า 184 ข้อ 616, 617
ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ตรัสกะภิกษุอภิภูว่า ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมีกถาจงแจ่มแจ้งแก่พรหม พรหม บริษัทและพรหมปาริสัชชะทั้งหลายเถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุอภิภูรับ พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนานว่าสิขีแล้ว แล้ว ยังพรหม พรหมบริษัท และพรหมปาริสัชชะทั้งหลาย ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริง ด้วยธรรมีกถาแล้ว. [๖๑๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่าในกาลนั้น พรหม พรหม บริษัท และพรหมปาริสัชชะทั้งหลาย ยกโทษติเตียนโพนทะนาว่า แน่ะท่าน ผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาเลย ก็เมื่อพระศาสดาประทับอยู่เฉพาะหน้า เหตุไฉน พระสาวกจึงแสดงธรรม. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ตรัสเรียกภิกษุอภิภูมาว่า ดูก่อนพราหมณ์ พรหม พรหมบริษัท และพรหม ปาริสัชชะเหล่านั้นติเตียนว่า แน่ะท่านผู้เจริญ น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาเลย ก็เมื่อพระศาสดาประทับอยู่เฉพาะหน้า เหตุไฉน พระสาวกจึงแสดงธรรม ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้พรหม พรหมบริษัท และพรหม ปาริสัชชะทั้งหลายสลดใจประมาณยิ่ง. ภิกษุอภิภูทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าสิขีแล้ว มีกายปรากฏแสดงธรรมบ้าง มีกายไม่ปรากฏแสดงธรรมบ้าง มีกายปรากฏกึ่งหนึ่งตอนล่าง ไม่ปรากฏกึ่งหนึ่งตอนบนแสดงธรรมบ้าง มีกาย ปรากฏกึ่งหนึ่งตอนบน ไม่ปรากฏกึ่งหนึ่งตอนล่างแสดงธรรมบ้าง. [๖๑๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ในกาลนั้น พรหม พรหม บริษัท และพรหมปาริสชัชะทั้งหลาย ได้มีจิตพิศวงเกิดแล้วว่า น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีมาเลย ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ความที่สมณะเป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพ
หน้า 185 ข้อ 618
มาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ภิกษุอภิภูได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนานว่าสิขีว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ย่อมทราบ ข้าพระองค์เป็นผู้กล่าววาจาเห็นปานนี้ ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ว่า ท่านผู้มีอายุ ทั้งหลาย เราอยู่ที่พรหมโลกสามารถยังหมื่นโลกธาตุให้รู้แจ่มแจ้งด้วยเสียงได้. พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขีตรัสว่า ดูก่อน พราหมณ์ เป็นกาลของเธอที่เธอดำรงอยู่ที่พรหมโลก พึงยังหมื่นโลกธาตุให้รู้ แจ่มแจ้งด้วยเสียงได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระอภิภูทูลรับพระดำรัสของพระ ผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขีว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า ดังนี้แล้ว ดำรงอยู่ในพรหมโลก ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ว่า ท่านทั้งหลายจงริเริ่ม จงก้าวหน้า จงประกอบ (ความเพียร) ในพระพุทธ- ศาสนา จงกำจัดเสนาแห่งมัจจุเหมือนช้าง กำจัดเรือนไม้อ้อฉะนั้น ผู้ใดจักไม่ประมาท ในพระธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจักละสงสาร คือชาติ แล้วกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. [๖๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันต สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี และภิกษุอภิภูยังพรหม พรหมบริษัท และ พรหมปาริสัชชะทั้งหลายให้สลดใจแล้ว ได้หายไปจากพรหมโลกนั้น (มา) ปรากฏในอรุณวตีราชธานี เหมือนบุรุษผู้มีกำลังเหยียดแขนที่งอเข้ามาแล้ว ออกไป หรืองอแขนที่เหยียดออกไปแล้วเข้ามาฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคอรหันสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อภิกษุอภิภูดำรงอยู่ในพรหมโลก กล่าวคาถาทั้งหลายอยู่ เธอทั้งหลายได้ยินหรือไม่.
หน้า 186 ข้อ 619
ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เมื่อภิกษุอภิภูยืนอยู่ในพรหมโลก กล่าว คาถาทั้งหลายอยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยินแล้ว พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อภิกษุอภิภูดำรงอยู่ในพรหมโลก กล่าวคาถาทั้งหลาย อยู่ เธอทั้งหลายได้ยินว่าอย่างไร. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า พระเจ้าข้า เมื่อภิกษุอภิภูดำรงอยู่ใน พรหมโลกกล่าวคาถาทั้งหลายอยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายได้ยินอย่างนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงริเริ่ม จงก้าวหน้า จงประกอบ (ความเพียร) ในพระพุทธ- ศาสนา จงกำจัดเสนาแต่งมัจจุเหมือนช้าง กำจัดเรือนไม้อ้อฉะนั้น ผู้ใดจักไม่ประมาท ในพระธรรมวินัยนี้อยู่ ผู้นั้นจักละสงสาร คือชาติ แล้วจักกระทำที่สุดทุกข์ได้ พระเจ้าข้า. เมื่อภิกษุอภิภูดำรงอยู่ในพรหมโลกกล่าวคาถาทั้งหลายอยู่ ข้าพระองค์ ทั้งหลายได้ยินแล้วอย่างนี้. [๖๑๙] พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ตรัส ว่าดีละ ดีละ ภิกษุทั้งหลาย ดีแท้ ภิกษุทั้งหลาย เนื้อภิกษุอภิภูดำรงอยู่ใน พรหมโลก กล่าวคาถาทั้งหลายอยู่ เธอทั้งหลายได้ยินแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้แล้ว ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นมีใจยินดีชื่นชมภาษิตของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ดังนี้แล.
หน้า 187 ข้อ 619
อรรถกถาอรุณวตีสูตร ในอรุณวตีสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อภิภูสมฺภวํ ได้แก่ พระอภิภูและพระสัมภวะ. ในท่านทั้ง ๒ นั้น พระอภิภูเถระ เป็นผู้เลิศทางปัญญา ดุจพระสารีบุตรเถระ พระสัมภวเถระ เป็นผู้เลิศทางสมาธิ ดุจพระมหาโมคคัลลานเถระ. บทว่า อุชฺฌายนฺติ ได้แก่ ย่อมดูหมิ่น คือ ย่อมคิดทางต่ำทราม. บทว่า ขียฺยนฺติ ได้แก่ พูดกันว่า นี่อย่างไรกัน นี่อย่างไรกัน . บทว่า วิปาเจนฺติ ได้แก่ ย่อมพูดยืดยาว คือ พูดซ้ำ ๆ ซาก ๆ. บทว่า เหฏฺิเมน อุปฑฺฒกาเยน ได้แก่ กายเบื้องล่าง ตั้งแต่สะดือลงไป ในพระบาลีมาเพียงเท่านี้เอง. ฝ่ายพระเถระแสดงการทำฤทธิ์ ต่าง ๆ มากประการที่มาโดยนัยเป็นต้นว่า ละเพศปกติ เเละเพศนาคบ้าง แสดงเพศครุฑบ้าง. บทว่า อิมา คาถาโย อภาสิ ความว่า ได้ยินว่า พระเถระคิดว่า แสดงธรรมอย่างไร จึงจะเป็นที่รักที่ชอบใจทั้งคนทั้งปวง แต่นั้นเมื่อรำพึงถึงจึงรู้ว่า เจ้าลัทธิแม้ทั้งปวง เทวดาและมนุษย์ทั้งปวง จัดสรรเสริญความเพียรของบุรุษในลัทธิของตน ผู้ที่ไม่สรรเสริญ ความเพียรไม่มี เราจักแสดงให้เกี่ยวด้วยความเพียร การแสดงธรรม อย่างนี้จักเป็นที่รักที่ชอบใจของคนทุกจำพวก ได้เลือกเฟ้นในพระไตร- ปิฎกแล้วจึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารพฺภถ ได้แก่ จงเริ่มความเพียร. บทว่า นิกฺกมถ ได้แก่ จงเพียรก้าวหน้า. บทว่า ยุญฺชถ ได้แก่ จงประกอบ เพียร คือ จงบากบั่น. บทว่า มจฺจุโน เสนํ ความว่า กองทัพกิเลส ชื่อว่า กองทัพมฤตยู. บทว่า ชาติสํสารํ ได้แก่ ชาติและสงสาร หรือสงสารกล่าว.
หน้า 188 ข้อ 619
คือชาติ บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสติ ได้แก่ จักกระทำการกำหนดวัฏทุกข์. ถามว่า ก็พระเถระทำอย่างไร จึงทำให้หมื่นโลกธาตุรู้กันได้. ตอบว่า ก่อนอื่น พระเถระเข้านีลกสิณแล้วแผ่ความมืดไปในที่มีแสงสว่างทั้งปวง. เข้าโอทาตกสิณ แล้วทำที่มืดให้สว่าง แสดงอาโลกกสิณในเมื่อพวกสว่างเกิดคำนึงขึ้นว่า ทำไม ถึงมืดอย่างนี้. ในที่มีแสงสว่าง ไม่มีกิจด้วยแสงสว่าง. เมื่อเหล่าสัตว์ต้นคว้า อยู่ว่า แสงสว่างนี้คืออะไร จึงแสดงตน. ครั้งนั้น เมื่อสัตว์เหล่านั้นพูดกันว่า พระเถระ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านั้น. สัตว์ทั้งปวงฟังเสียงพระเถระประดุจนั่ง แสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัทผู้ประชุมกัน. แม้เนื้อความได้ปรากฏแก่สัตว์ เหล่านั้น. จบอรรถกถาอรุณวตีสูตรที่ ๔
หน้า 189 ข้อ 620, 621
๕. ปรินิพพานสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าปรินิพพาน [๖๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่สาลวัน แห่ง มัลกษัตริย์ทั้งหลาย อันเป็นทางกรุงกุสินารา ระหว่างแห่งสาลพฤกษ์ทั้งคู่ ในสมัยจะเสด็จปรินิพพาน. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เอาเถิด บัดนี้ เราขอเตือนเธอทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายมี ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เธอทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้ถึงพร้อมด้วยความ ไม่ประมาทเถิด ดังนี้ นี้เป็นวาจาครั้งสุดท้ายของพระตถาคต. [๖๒๑] ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าปฐมฌาน ออกจาก ปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจากททุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุติยฌาน ออกจากจตุตถาฌานแล้ว ทรงเข้า อากาสานัญจายตนฌาน ออกจากอากาสานัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าวิญญา- ณัญจายตนฌาน ออกจากวิญญาณัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญาย ตนฌาน ออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญายตน ฌาน ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สมาบัติ ออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติแล้ว ทรงเข้าเนวสัญญานาสัญญาย- ตนฌาน ออกจากเนวสัญญานาสัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าอากิญจัญญายตน ฌาน ออกจากอากิญจัญญายตนฌานแล้ว ทรงเข้าวิญญาณัญจายตนฌาน ออกจากวิญญาณัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าอากาสานัญจายตนฌาน ออกจาก อากาสานัญจายตนฌานแล้ว ทรงเข้าจตตุถฌาน ออกจากจุตตถฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าททุติยฌาน ออกจากททุติยฌาน
หน้า 190 ข้อ 622, 623, 624
แล้ว ทรงเข้าปฐมฌาน ออกจากปฐมฌานแล้ว ทรงเข้าทุติยฌาน ออกจาก ทุติยฌานแล้ว ทรงเข้าตติยฌาน ออกจากตติยฌานแล้ว ทรงเข้าจตุตถฌาน พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌานแล้ว เสด็จปรินิพพานในลำดับนั้น. [๖๒๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท้าวสหัมบดีพรหม ได้กล่าวคาถานี้พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า สัตว์ทุกหมู่เหล่า จักทอดทิ้งร่างกาย ไว้ในโลก พระตถาคตผู้ศาสดา ผู้หาบุคคล เปรียบมิได้ในโลก ถึงแล้วซึ่งกำลังพระ- ญาณเป็นพระสัมพุทธะเช่นนี้ ยังปรินิพพาน แล้ว. [๖๒๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่ ของทวยเทพได้กล่าวคาถานี้ พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มี ความเกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไปสงบ สังขารเหล่านั้นเป็นสุข. [๖๒๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านพระอานนท์ ได้กล่าวคาถานี้พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า เมื่อพระสัมพุทธเจ้าผู้ประกอบด้วย อาการอันประเสริฐทั้งปวงปรินิพพานแล้ว ความสยดสยอง (และ) ความชูชันแห่งขน ได้มีแล้วในกาลนั้น.
หน้า 191 ข้อ 625
[๖๒๕] เมือพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ท่านพระอนุรุทธะ ได้กล่าวคาถานี้ พร้อมกับกาลเป็นที่ปรินิพพานว่า ลมอัสสาสปัสสาสะ (หายใจเข้า ออก) มิได้มีแล้วแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีจิตตั้งมั่นคงที่ พระผู้มีพระภาคเจ้ามี จักษุไม่ทรงหวั่นไหว ทรงปรารถสันติ ปรินิพพานแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้ามีจิต ไม่หดหู่ ทรงอดกลั้นเวทนาเสียได้ ความ พ้นแห่งจิตได้มีแล้ว เหมือนความดับแห่ง ประทีป ฉะนั้น . จบปรินิพพานสูตร จบพรหมปัญจกะ อรรถกถาปรินิพพานสูตร ในปรินิพพานสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อุปวตฺตเน มลฺลานํ สาลวเน ความว่า สาลโนทยาน อยู่ฝั่งโน้มแห่งแม่น้ำ ชื่อว่าหิรัญญวดี เหมือนทางไปถูปารามทางประตูราช มาตุวิหารแต่ฝั่งแม่น้ำกัทธัมพะ. สาลวโนทยานนั้น อยู่ในกรุงกุสินารา เหมือน ถูปารามแห่งอนุราธบุรี. แถวต้นสาละจากสาลวโนทยานมุ่งไปทางทิศปราจีน ออกทางทิศอุดร เหมือนทางที่ไปสู่พระนครโดยประตูด้านทิศทักษิณ จาก ถูปารามตรงไปทางด้านปราจินทิศ ออกทางทิศอุดรฉะนั้น. เพราะฉะนั้น สาล-
หน้า 192 ข้อ 625
วโนทยานนั้น ท่านจึงเรียกว่า ทางโค้ง. ในสาลวันของเจ้ามัลละอันเป็นทาง โค้งนั้น. บทว่า อนฺตเรน ยมกสาลานํ ความว่า ในระหว่างแห่งต้นสาละ ที่ยืนต้นเกี่ยวกันและกัน ทางรากลำต้นค่าคบและใบ. บทว่า อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงยังกิจทั้งปวงให้สำเร็จด้วยความไม่อยู่ ปราศจากสติ. ดังนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรทมเหนือพระแท่นปรินิพนาน จึงทรงใส่พระโอวาททั้งหมดที่ทรงประทานมา ๔๕ พรรษาลงในบทอัปปมาท- ธรรมบทเดียวเท่านั้น เหมือนอย่างกุฏุมพีผู้มีทรัพย์มาก ผู้นอนบนเตียงเป็นที่ ตาย พึงบอกทรัพย์อันเป็นสาระแก่บุตรทั้งหลาย ฉะนั้น. ก็คำว่า อยํ ตถาคตสฺส ปจฺฉิมวาจา นี้ เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์. เบื้องหน้าแต่นี้ เพื่อจะแสดงถึงบริกรรมแห่งปรินิพพานที่พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงทำแล้วปรินิพพาน พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า อถโข ภควา ปมฺฌานํ ดังนี้เป็นต้น. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สมาบัติ ในที่นั้น เทพดาและมนุษย์เห็นความไม่เป็นไปของลมอัสสาสปัสสาสะ จึงได้ร้องขึ้นพร้อมกันด้วยเข้าใจว่า พระศาสดาปรินิพพานเสียแล้ว. ฝ่ายพระ อานนทเถระ ถามพระอนุรุทธเถระว่า ท่านอนุรุทธะเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ปรินิพพานแล้วหรือหนอ. พระอนุรุทธเถระ ตอบว่า อาวุโส อานนท์ พระตถาคตยังไม่ปรินิพพาน แต่พระองค์ทรงเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. ถามว่า ท่านพระอนุรุทะ รู้ได้อย่างไร. ตอบว่า เล่ากันมาว่า พระเถระเข้า สมาบัตินั้น ๆ พร้อมกับพระศาสดาที่เดียว ไปจนถึงออกจากเนวสัญญานา- สัญญายตนสมาบัติ ได้รู้ว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้านิโรธสมาบัติ และชื่อว่า การทำกาละภายในนิโรธสมาบัติ ย่อมไม่มี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้าปฐมฌานในฐานะ ๒๔ ในคำนี้ว่า ครั้ง นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงออกจากสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ แล้วเข้า
หน้า 193 ข้อ 625
เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ออกจากตติยฌาน แล้วเข้าจตุตถฌาน. ในฐาน ๑๓ เข้าทุติยฌาน ตติยฌานก็เหมือนกัน ในฐาน ๑๕ ทรงเข้าจตุตถ ฌาน. เข้าอย่างไร? ก่อนอื่น ทรงเข้าปฐมฌาน ในฐานะ ๒ เหล่านี้ คือ อสุภ ๑๐ อาการ ๓๒* กสิณ ๘ เมตตา กรุณา มุทิตา อานาปานัสสติ ๑ ปริจเฉทากาสกสิณ ๑. แต่ทรงเว้นอาการ ๓๒ อสุภ ๑๐ ทรงเข้าทุติยฌานและ ตติยฌาน ในบรรดาฌา น ๑๓ ที่เหลือ. อนึ่ง ทรงเข้าจตุตถฌานในฐานะ ๑๕ เหล่านี้ คือ กสิณ ๘ อุเบกขาพรหมวิหาร ๑ อานาปานัสสติ ๑ ปริจเฉทากาส กสิณ ๑ อรูปฌาน ๔. ก็กถาโดยสังเขปเพียงเท่านี้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น เจ้าของแห่งธรรมเสด็จเข้าสู่นครนิพพาน ทรงเข้าสมาบัติทั้งหมดนับได้ ๒๔ แสนโกฎิ แล้วเข้าเสวยสุขในสมาบัติทั้งหมด เหมือนคนไปสู่ต่างประเทศสวมกอด คนที่เป็นญาติ. ก็ในคำว่า จตุตฺถชฺฌานา วุฏฺหิตฺวา สมนนฺตรา ภควา ปรินิพฺพุโต นี้ ความว่า. มีลำดับ ๒ อย่างคือ ลำดับแห่งฌาน ๑ ลำดับ แห่ง ปัจจเวกขณญาณ ๑. การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌาณหยั่งลงสู่ภวังค จิต แล้วปรินิพพานในขณะนั้นนั่นเอง ชื่อว่าลำดับแห่งฌาน. การที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌานแล้วพิจารณาองค์ฌานซ้ำอีกหยั่งลงสู่ภวังคจิตเเล้ว ปรินิพพานในขณะนั้นนั่นเอง ชื่อว่าลำดับแห่งปัจจเวกขณญาณ. ลำดับ ๒ อย่างดังว่ามานี้. ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าเข้าฌานแล้ว ออกจากฌานแล้ว ทรงพิจารณาองค์ฌานปรินิพพานด้วยอัพยากตทุกขสัจจะอันเป็นภวังคจิต. ก็ชน เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าหรือพระอริยสาวก โดยที่สุดกระทั่งมดดำมดแดงทั้งหมดย่อมทำกาละด้วยอัพยากตทุกขสัจจะอันเป็น ภวังคจิตทั้งนั้น ฉะนี้แล. บทว่า ภูตา แปลว่า หมู่สัตว์. บทว่า อปฺปฏิปุคฺคโล ได้แก่ เว้นจากบุคคลผู้จะเปรียบเทียบ. บทว่า พลปฺปตฺโต ได้แก่ ผู้บรรลุพลญาณ * อาการ ๓๒ นับเป็น ๑ ฐาน
หน้า 194 ข้อ 625
๑๐. บทว่า อุปฺปาทวยธมฺมิโน ได้แก่ มีการเกิดและการดับเป็นสภาวะ. บทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความว่า พระนิพพานกล่าวคือการเข้าไปสงบ แห่งสังขารเหล่านั้นนั่นเองเป็นสุข. ด้วยคำว่า ตทาสิ ท่านกล่าวหมายเอาแผ่น ดินไหวที่ท่านกล่าวไว้ในมหาปรินิพพานสูตรอย่างนี้ว่า แผ่นดินใหญ่ไหวย่อมมี พร้อมกับปรินิพพาน ความจริงแผ่นดินใหญ่ไหว้นั้นให้เกิดขึ้นพองสยองเกล้า และมีอาการน่าสะพึงกลัว. บทว่า สพฺพาการวรูเปเต ได้แก่ประกอบด้วย การกระทำอันประเสริฐโดยอาการทั้งปวง. บทว่า นาหุอสฺสาสปสฺสาโส ได้แก่ ลม อัสฺสาสปัสสาสะ ไม่เกิด. บทว่า อเนโช ความว่า ชื่อว่า อเนชะ เพราะไม่มีกิเลสชาติเครื่องหวั่นไหวกล่าวคือตัณหา. บทว่า สนฺติมารพฺภ ได้แก่อาศัยคือหมายเอาอนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ ผู้มีจักษุ ด้วยจักษุ ๕. บทว่า ปรินิพฺพุโต ได้แก่ ปรินิพพานด้วยขันธปรินิพพาน. บทว่า อสลฺลีเนน ได้แก่ มีจิตไม่หดหู่ ไม่คดงอ คือเบิกบานด้วยดีนั่นเอง. บทว่า เวทนํ อชฺณาวสยิ ได้แก่ อดกลั้นเวทนา ไม่คล้อยตามเวทนากระสับ กระส่ายไปข้างโน้นข้างนี้. บทว่า วิโมกฺโข ได้แก่ หลุดพ้น ไม่มีเครื่อง กีดขวาง. อธิบายว่า เข้าถึงความไม่มีบัญญัติโดยประการทั้งปวง เป็นเสมือน ไฟที่ลุกโพลงดับไป ฉะนี้แล. จบอรรถกถาปรินิพพานสูตรที่ ๕ วรรคที่ ๒ แห่งพรหมสังยุต เพียงเท่านี้ รวมพระสูตร พรหมปัญจกะนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ แสดงด้วย ๑. สนังกุมาร สูตร ๒. เทวทัตตสูตร ๓. อันธกวินทสูตร ๔. อรุณวตีสูตร ๕. ปรินิพพานสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 195 ข้อ 626, 627
พราหมณสังยุต อรหันตวรรคที่ ๑ ๑. ธนัญชานีสูตร ว่าด้วยผลของพระฆ่าความโกรธ [๖๒๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็น ที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. ก็โดยสมัยนั้นแล นางพราหมณีชื่อธนัญชานีแห่งพราหมณ์ ผู้ภารทวาช โคตรคนหนึ่ง เป็นผู้เลื่อมใสยิ่งในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์. [๖๒๗] ครั้งนั้นแล นางธนัญชานีพราหมณี กำลังนำภัตเข้าไปเพื่อ พราหมณภารทวาชโคตร ก้าวเท้าพลาดจึงเปล่งอุทาน ๓ ครั้งว่า ขอนอบน้อม แต่พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ... ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น . เมื่อนางธนัญชานีพราหมณีกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณภารทวาชโคตร ได้กล่าวกะนางธนัญชานีพราหมณีว่า ก็หญิงถ่อยนี้กล่าวคุณของสมณะโล้น อย่างนี้ อย่างนี้ ไม่ว่าที่ไหน ๆ แน่ะหญิงถ่อย บัดนี้ เราจักยกวาทะต่อพระ- ศาสดานั้นของเจ้า. นางธนัญชานีพราหมณีกล่าวว่า พราหมณ์ ฉันยังไม่เห็นบุคคลผู้จะ พึงยกถ้อยคำต่อพระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นในโ่ลก
หน้า 196 ข้อ 628, 629, 630
พร้อมด้วยเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมด้วยสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ข้าแต่พราหมณ์ เอาเถิด ท่านจงไป แม้ไปแล้วก็จักรู้. [๖๒๘] ลำดับนั้นแล พราหมณภารทวาชโคตรโกรธขัดใจ เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มี พระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พราหมณภารทวาชโคตรนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าว กะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า บุคคลฆ่าอะไรได้ ย่อมนอนเป็นสุข ฆ่าอะไรได้ ย่อมไม่เศร้าโศก ข้าแต่พระ- โคดม พระองค์ย่อมชอบใจการฆ่าธรรม อะไรเป็นธรรมอันเอก. [๖๒๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลฆ่าความโกรธได้ ย่อมนอน เป็นสุข ฆ่าความโกรธได้ย่อมไม่เศร้าโศก ดูก่อนพราหมณ์ พระอริยะเจ้าทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธ อันมีราก เป็นพิษ มียอดหวาน เพราะว่าบุคคลฆ่า ความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. [๖๓๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณภารทวาช โคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือน บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป
หน้า 197 ข้อ 630
ในที่มืด ด้วยคิดว่า คนมีจักษุ ย่อมเห็นรูปได้ ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ ขอถึง พระโคดมผู้เจริญกับทั้งพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอข้าพระองค์ พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ. พราหมณภารทวาชโคตรได้บรรพชาได้อุปสมบทแล้วในสำนักของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ท่านพระภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่ ผู้เดียวไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ก็กระทำ ให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ มีความต้องการ ด้วยปัญญาเป็น เครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่ จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ ทั้งหลาย ดังนี้แล. พราหมณสังยุต อรรถกถาธนัญชานีสูตร อรหันตวรรคสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ธนญฺชานี ได้แก่ นางพราหมณี สกุลธนัญชานี ได้ยินว่า นางพราหมณีมีสกุลสูง. เล่ากันมาว่า พวกพราหมณ์นอกนั้นเกิดแต่ปากของ พรหม. พราหมณ์เหล่านั้นมีลัทธิดังนี้ว่า สกุลธนัญชานีทำลายกระหม่อมออกมา. บทว่า อุทานํ อุทาเนสิ ความว่า ถามว่าเพราะเหตุไร พราหมณีจึงได้
หน้า 198 ข้อ 630
เปล่งวาจา ได้ยินว่า พราหมณ์สามีนั้นเป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อนางกล่าวว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ก็ปิดหูเสีย เป็นคนกระด้างเสมือนตอไม้ตะเคียน ส่วนพราหมณี เป็นอริยสาวกผู้โสดาบัน. พราหมณ์เมื่อให้ทาน ย่อมให้ข้าวปายาสมีน้ำน้อย แก่พราหมณ์ ๕๐๐ คน. พราหมณีได้ให้โภชนะมีรสต่าง ๆ แก่หมู่ภิกษุมี พระพุทธเจ้าเป็นประธาน. ในวันที่พราหมณ์ให้ทาน พราหมณีได้อังคาสด้วย มือของตน เพราะอยู่ในอำนาจของพราหมณ์นั้น และเพราะละความตระหนัก เสียได้. แต่ในวันที่พราหมณีให้ทาน พราหมณ์ก็หนีออกไปจากเรือนแต่เช้าตรู่ ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์จึงปรึกษากับพราหมณี เชิญพราหมณ์ ๕๐๐ มาแล้ว กล่าวกะพราหมณีว่า แน่ะแม่จำเริญ พรุ่งนี้ พราหมณ์ ๕๐๐ คน จักบริโภคใน เรือนของเรานะ. นางถามว่า ฉันจะช่วยอะไรได้บ้างละพราหมณ์. พราหมณ์ กล่าวว่า ไม่มีกิจอะไรอื่นที่เจ้าจะต้องช่วยดอก คนเหล่าอื่นจักการทำการหุงต้ม และอังคาสทั้งหมด ข้อที่เจ้ายืนก็ดี นั่งก็ดี จามก็ดี ไอก็ดี ทำการนอบน้อม แก่สมณะโล้นนั้นว่า นโม พุทฺธสฺส นั้น พรุ่งนี้ เจ้าอย่าทำสิ่งนั้นสักวันหนึ่งเถิด ด้วยว่าพราหมณ์ทั้งหลายได้ยินดังนั้นแล้วจะไม่พอใจ เจ้าอย่าทำเราให้แตก จากพราหมณ์ทั้งหลายเลย. นางกล่าวว่า ท่านจะแตกจากพราหมณ์ก็ดี จาก เทวดาก็ดี ส่วนฉันระลึกถึงพระศาสดา ไม่นอบน้อม ไม่สามารถที่จะอดกลั้น อยู่ได้ พราหมณ์กล่าวว่า แน่ะแม่มหาจำเริญ ก่อนอื่น เจ้าต้องพยายามปิด ประตูบ้านในบ้าน ๑๐๐ ตระกูล เมื่อไม่สามารถจะปิดปากที่จะพึงปิดด้วย ทั้ง ๒ ชั่วเวลาที่พวกพราหมณ์บริโภค. พราหมณ์นั้นแม้พูดซ้ำซาก อย่างนี้ ก็ไม่อาจห้ามได้ด้วยความรัก จึงถือเอาพระขรรค์ที่วางไว้บนหัวนอนกล่าวว่า แม่มหาจำเริญ เมื่อพราหมณ์นั่งประชุมกันพรุ่งนี้ ถ้าเจ้านมัสการสมณโล้น นั้นไซร้ เราจะเอาพระขรรค์เล่มนี้สับเจ้า ตั้งแต่พื้นเท้าจนถึงปลายผม ทำให้ เป็นกองเหมือนหน่อไม้ ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 199 ข้อ 630
ถ้าเจ้ายังอยู่ในเรือนของเรา ไม่ทำ ตามสิ่งที่เราปรารถนา ยังจะพูดอยู่ว่า พุทฺโธ ธมฺโม สงฺโฆ ดังนี้ เราจะเอา พระขรรค์เล่มนี้บั่นเจ้า ตั้งแต่เท่าจนถึง ศีรษะ เหมือนบั่นหน่อไม้. ส่วนพราหมณี ผู้เป็นอริยสาวิกา ไม่มีความหวั่นไหวเหมือนแผ่นดิน ไม่มีความสะทกสะท้านเหมือนภูเขาสิเนรุ. เพราะฉะนั้น นางจึงกล่าวกะ พราหมณ์นั้น อย่างนี้ว่า ท่านพราหมณ์ ถ้าท่านจะตัดอวัยวะ น้อยใหญ่ของเราก็ตาม เราจะไม่เว้นจาก ศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเลย ท่านไม่อาจห้ามเราจากพระชินเจ้าผู้ทรงคุณ อันประเสริฐ เป็นที่พึ่งอาศัยของเราได้ ดอก ท่านจะตัดหรือจะต้มเราก็ตามทีเถิด เราก็ชื่อว่าเป็นธิดาของพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐแล้ว. ธนัญชานีพราหมณี ขู่พราหมณ์ผู้คุกคาม จึงได้กล่าวคาถา ๕๐๐ คาถา ด้วยประการฉะนี้. พราหมณ์ไม่อาจจับต้องหรือตีพราหมณี กล่าวว่า แม่มหา จำเริญ เจ้าจงทำตามที่เจ้าชอบใจเถิด แล้วก็โยนพระขรรค์ไปบนที่นอน. ใน วันรุ่งขึ้น จึงให้สร้างเรือนฉาบด้วยของเขียวสด ให้ประดับด้วยข้าวตอกหม้อ เต็มด้วยน้ำดอกไม้และของหอมเป็นต้นในที่นั้น ๆ แล้วให้จัดข้าวปายาสมีน้ำน้อย ปรุงด้วยเนยข้นเนยใสน้ำตาลกรวดและน้ำผึ้ง แล้วให้บอกเวลาแก่พราหมณ์ ๕๐๐ คน.
หน้า 200 ข้อ 630
ฝ่ายพราหมณีเองอาบน้ำหอมแต่เช้าตรู่ นุ่งผ้าใหม่มีราคา ๑,๐๐๐ เอา ผ้ามีราคา ๕๐๐ เฉวียงบ่า ประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ถือทัพพีทอง อังคาสเลี้ยงดูพวกพราหมณ์ในโรงอาหาร น้อมนำอาหารไปให้พราหมณ์นั้น ผู้นั่งในแถวเดียวกับพราหมณ์เหล่านั้น ลื่นลงที่กองไม้ที่เขาเก็บไว้ไม่เรียบร้อย. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่นาง เพราะกระแทกในการลื่นล้มลง. ขณะนั้นนางระลึก ถึงพระทศพล. แต่เพราะนางสมบูรณ์ด้วยสติ นางก็ไม่ทิ้งถาดข้าวปายาส ค่อยๆ วางลงที่พื้น ประคองอัญชลีเหนือเศียร ในท่ามกลางพราหมณ์ ๕๐๐ คน แล้วน้อมอัญชลีไปทางพระวิหารเชตวัน จึงได้เปล่งอุทานนี้. ก็เวลานั้น บรรดาพราหมณ์เหล่านั้น บางพวกบริโภคเสร็จแล้ว บางพวกกำลังบริโภค บางพวกพอลงมือ บางพวกเพียงวางโภชนะไว้ข้างหน้า พราหมณ์เหล่านั้น พอได้ยินเสียงนั้น เป็นเสมือนถูกฆ้อนเท่าภูเขาสิเนรุฟาดลง บนศีรษะ และเหมือนถูกหลาวแทงที่หู เสวยทุกข์โทมนัสโกรธว่า พวกเรา ถูกคนนอกลัทธินี้ ลวงเราให้เข้าไปสู่เรือน จึงทิ้งก้อนข้าว คายสิ่งที่อมไว้ เป็นเหมือนกาเห็นธนู พลางด่าพราหมณ์พากันหลีกไปคนละทิศคนละทาง. พราหมณ์เห็นพวกพราหมณ์ต่างพากันแยกไปอย่างนั้น มองดูนางพราหมณีตั้ง แต่ศีรษะ คิดว่า พวกเราเห็นภัยนี้แล จึงขอร้องนางมหาจำเริญตั้งแต่วันวาน ก็ไม่ได้ จึงด่านางพราหมณีโดยประการต่าง ๆ แล้วได้กล่าวกะนางมีอาทิว่า เอวเมว ปน ดังนี้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์ไปด้วยคิดว่าพระสมณโคดม ผู้อันชาวบ้านชาวนิคมและชาวแว่นแคว้นบูชาแล้ว ใคร ๆ ไม่อาจจะไปว่ากล่าว คุกคามอย่างใด ๆ ได้ จำเราจักถามปัญหาสักข้อหนึ่ง จึงได้แต่งคาถาว่า กึสุ
หน้า 201 ข้อ 631
ฆตฺวา เป็นต้น แล้วคิดว่า ถ้าพระสมณโคดมจักกล่าวว่า เราชอบใจการฆ่า บุคคลชื่อโน้น เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักข่มท่านว่า ท่านปรารถนาจะฆ่าเหล่าชน ที่ท่านไม่ชอบใจ ท่านเกิดมาเพื่อจะฆ่าโลก ความเป็นสมณะของท่านจะมี ประโยชน์อะไร ถ้าพระสมณโคดมจักกล่าวว่า เราไม่ชอบใจการฆ่าใคร ๆ เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจะข่มท่านว่า ท่านไม่ปรารถนาจะฆ่ากิเลสมีราคะเป็นต้น เพราะเหตุไร ท่านจึงเป็นสมณะเที่ยวไป ดังนั้น ปัญหา ๒ เงื่อนนี้ พระ- สมณโคดมก็จะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ดังนี้แล้ว ก็หลีกไป. บทว่า สมฺโมทิ ความว่า พราหมณ์ไม่แสดงความโกรธ เพราะคนเป็นบัณฑิต จึงกล่าวถ้อยคำ ไพเราะชื่นชมกัน. ท่านกล่าวปัญหาไว้ในเทวตาสังยุต. แม้คำที่เหลือท่านกล่าว ไว้พิสดารแล้วในหนหลังแล. จบอรรถกถาธนัญชานีสูตรที่ ๑ ๒. อักโกสกสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าไม่รับคำด่าของพราหมณ์ [๖๓๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. อักโกสกภารทวาชพรหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณภารทวาช โคตรออกจากเรือบวชเป็นบรรพชิต ในสำนักของพระสมณโคดมแล้ว ดังนี้ ก็โกรธ ขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ด่าบริภาษ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ.
หน้า 202 ข้อ 632
[๖๓๒] เมื่ออักโกสกภารทวาชพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสกะอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่าน ย่อมสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน มิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขก ของท่าน ย่อมมาบ้างไหม. อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ตอบว่า พระโคดมผู้เจริญ มิตรและ อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขกของข้าพระองค์ย่อมมาเป็นบางคราว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านย่อมสำคัญความ ข้อนั้นเป็นไฉน ท่านจัดของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มต้อนรับมิตรและ อำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขกเหล่านั้นบ้างหรือไม่. อ. พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์จัดของเคี้ยวของบริโภคหรือของ ดื่มต้อนรับมิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขกเหล่านั้นบ้างในบาง คราว. พ. ดูก่อนพราหมณ์ ก็ถ้าว่ามิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขก เหล่านั้นไม่รับ ของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มนั้นจะเป็นของใคร. อ. พระโคดมผู้เจริญ ถ้าว่ามิตรและอำมาตย์ ญาติสาโลหิต ผู้เป็นแขก เหล่านั้นไม่รับ ของเคี้ยวของบริโภคหรือของดื่มนั้น ก็เป็นของข้าพระ อย่างเดิม. พ. ดูก่อนพราหมณ์ ข้อนี้ก็อย่างเดียวกัน ท่านด่าเราผู้ไม่ด่าอยู่ ท่าน โกรธเราผู้ไม่โกรธอยู่ ท่านหมายมั่นเราผู้ไม่หมายมั่นอยู่ เราไม่รับเรื่องมีการ ด่าเป็นต้นของท่านนั้น ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นก็เป็นของท่าน ผู้เดียว ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นก็เป็นของท่านผู้เดียว แล้ว ตรัสต่อไปว่า ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ใดด่าตอบบุคคลผู้ด่าอยู่ โกรธตอบบุคคลผู้ โกรธอยู่ หมายมั่นตอบบุคคลผู้หมายมั่นอยู่ ดูก่อนพราหมณ์ ผู้นี้เรากล่าวว่า
หน้า 203 ข้อ 633, 634
ย่อมบริโภคด้วยกัน ย่อมการทำตอบกัน เรานั้นไม่บริโภคร่วม ไม่กระทำตอบ ด้วยท่านเป็นอันขาด ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นเป็นของท่านผู้ เดียว ดูก่อนพราหมณ์ เรื่องมีการด่าเป็นต้นนั้นเป็นของท่านผู้เดียว. อ. บริษัทพร้อมด้วยพระราชา ย่อมทราบพระโคดมผู้เจริญ อย่างนี้ ว่าพระสมณโคดมเป็นพระอรหันต์ ก็เมื่อเป็นเช่นนั้น ไฉนพระโคดมผู้เจริญ จึงยังโกรธอยู่เล่า. [๖๓๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้ไม่โกรธ ฝึกฝนตนแล้ว มีความเป็น อยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว เพราะรู้ตอบ สงบ คงที่อยู่ ความโกรธแล้ว ผู้นั้นเป็น ผู้ใดโกรธตอบบุคคลผู้โกรธ แล้วผู้นั้นเป็น ผู้ลามก กว่าบุคคลนั้นแหละ เพราะการ โกรธตอบนั้น บุคคลไม่โกรธตอบบุคคล ผู้โกรธแล้ว ชื่อว่าย่อมชนะสงครามอัน บุคคลชนะได้โดยยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธ แล้วเป็นผู้มีสติสงบเสียได้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อม ประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ ตนและแก่บุคคลอื่น เมื่อผู้นั้นรักษา ประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือของตนและ ของบุคคลอื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดใน ธรรมย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า เป็นคนเขลา ดังนี้. [๖๓๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเจ้าอย่างนี้แล้ว อักโกสกภาร- ทาวชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ
หน้า 204 ข้อ 634
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือ ส่องประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า คนมีจักษุย่อมเห็นรูปฉฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอ ถึงพระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอข้าพระองค์ พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ. อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชาได้อุปสมบทแล้วในสำนักของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ท่านอักโกสกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นานแล หลีก ไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ก็ กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษยอดเยี่ยมเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบมีความต้องการ ด้วยปัญญาเป็นเครื่อง รู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละ ท่านพระอักโกสกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ ทั้งหลาย ดังนี้แล. อรรถกถาอักโกสกสูตร ในอักโกสกสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อกฺโกสกภารทฺวาโช ได้แก่พราหมณ์นั้น ชื่อว่าภารทวาชะ. ก็พราหมณ์นั้นได้มาด่าพระตถาคตด้วยคาถาประมาณ ๕๐๐ เพราะเหตุนั้น พระ สังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงตั้งชื่อว่า อักโกสกภารทวาชะ. บทว่า กุปิโต อนตฺ- ตมโน ความว่า โกรธและไม่พอใจด้วยเคืองว่าพระสมณโคดมให้พี่ชายของ เราบวช ทำให้เสื่อมเสียให้แตกเป็นฝักฝ่าย. บทว่า อกฺโกสติ ความว่า ด่า
หน้า 205 ข้อ 634
ด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ คือ เจ้าเป็นโจร เป็นคนโง่ เป็นคนหลง เป็นอูฐ เป็น โค เป็นลา เป็นสัตว์นรก เป็นสัตว์เดรัจฉาน เจ้าไม่มีสุคติ เจ้าหวังแต่ทุคติ เท่านั้น. บทว่า ปริภาสติ ความว่า เมื่อกล่าวคำเป็นต้นว่า สมณะโล้น ข้อนั้นจงยกไว้ เจ้ายังทำว่า ข้าไม่มีโทษ บัดนี้ ข้าไปสู่ราชสกุลแล้วจะบอกเขา ให้ลงอาชญาแก่เจ้า ดังนี้ ชื่อว่า บริภาษ. บทว่า สมฺภุญฺชติ ได้แก่ บริโภคร่วมกัน . บทว่า วีติหรติ ได้ แก่ ทำคืนการที่ทำมาแล้ว. บทว่า ภวนฺตํ โข โคตมํ ถามว่า เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงกล่าวอย่างนี้. ตอบว่า เพราะพราหมณ์ได้ฟังคำของพระสมณโคดม นั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ นั่นเป็นของท่านผู้เดียว ดูก่อนพราหมณ์ นั่นเป็นของ ท่านผู้เดียว โดยได้ฟังกันสืบ ๆ มาว่า ขึ้นชื่อว่าฤาษีทั้งหลายโกรธแล้ว ย่อม สาบให้เป็นเหมือนลูกโคผอมเป็นต้น จึงเกิดความกลัวแต่คำสาปว่า พระสมณ โคดมเห็นที่จะสาปเราก็ได้ เพราะฉะนั้น พราหมณ์จึงได้กล่าวอย่างนี้. บทว่า ทนฺตสฺส ได้แก่ผู้หมดพยศ. บทว่า ตาทิโน ได้แก่ผู้ถึง ลักษณะผู้คงที่. บทว่า ตสฺเสว เตน ปาปิโย ความว่า บุคคลนั้นแลเป็น เลวกว่าบุคคลผู้โกรธนั้น. บทว่า สโต อุปสงฺกมติ ความว่า บุคคลเป็นผู้ ประกอบด้วยสติย่อมอดกลั้นไว้ได้. บทว่า อุภินฺนํ ติกิจฺฉนฺตานํ ได้แก่ผู้ อดกลั้นทั้ง ๒ ฝ่าย. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน บุคคลใดมีสติเข้า ไปสงบ ประพฤติประโยชน์อดกลั้นให้สำเร็จประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ชนทั้ง หลายย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นชนพาล ชนทั้งหลายเป็นเช่นไร คือเป็นผู้ไม่ ฉลาดในธรรม. บุทว่า ธมฺมสฺส ได้แก่ธรรมคือ เบญจขันธ์ หรือสัจธรรม ๔. บทว่า อโกวิทา ได้แก่ผู้ไม่ฉลาดในธรรม คือเป็นปุถุชนอันธพาล. จบอรรถกถาอักโกสกสูตรที่ ๒
หน้า 206 ข้อ 635, 636
๓. อสุรินทกสูตร ว่าด้วยอสุรินทกพราหมณ์ด่าพระพุทธเจ้า [๖๓๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณภาร- ทวาชโคตร ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในสำนักของพระสมณโคดม โกรธ ขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้วก็ ด่า บริภาษ พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ. เมื่ออสุรินทกภารทวาชพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงนิ่งเสีย. ลำดับนั้นแล อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้กล่าวกะพระผู้มีพระ ภาคเจ้าว่า พระสมณะ เราชนะท่านแล้ว พระสมณะ เราชนะท่านแล้ว. [๖๓๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชนพาลกล่าวคำหยาบด้วยวาจา ย่อม สำคัญว่าชนะทีเดียว แต่ความอดกลั้นได้ เป็นความชนะของบัณฑิตผู้รู้แจ้งอยู่ ผู้ใด โกรธตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ ลามกกว่าบุคคลผู้โกรธแล้ว เพราะการ โกรธตอบนั้น บุคคลไม่โกรธตอบบุคคล ผู้โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงความอัน บุคคลชนะได้โดยยาก ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่น โกรธแล้ว เป็นผู้มีสติสงบอยู่ได้ ผู้นั้น
หน้า 207 ข้อ 637
ชื่อว่า ย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสอง ฝ่าย คือแก่ตนและแก่ผู้อื่น เมื่อผู้นั้นรักษา ประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือของตนและ ของผู้อื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่าเป็นคนเขลา ดังนี้. [๖๓๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อสุรินทกภารทวาช- พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบ เหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำเปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่อง ประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า คนมีจักษุย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึง พระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอข้าพระองค์ พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ อสุรินทกภารทวาชพราหมณ์ได้บรรพชา ได้อุปสมบทแล้วในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ท่านอสุรินทกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นานแล หลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร จิตมั่นคง ไม่นานเท่าไรนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ ซึ่งกุลบุตร ทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบมีความต้องการ ด้วยปัญญา เป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์ อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านพระอสุรินทกภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดา พระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.
หน้า 208 ข้อ 638
อรรถกถาอสุรินทกสูตร ในอสุรินทกสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อสุรินฺทกภารทฺวาโช ได้แก่ น้องชายของอักโกสกภาร- ทวาชพราหมณ์. บทว่า กุปิโต ความว่า เป็นผู้โกรธ เพราะเหตุนั้นนั่นแล. บทว่า ชยญฺเจวสฺส ตํ โหติ ความว่า นั้นเป็นชัยชนะของผู้นั้นนั่นเอง. อธิบายว่า นั้นเป็นชัยชนะ. ถามว่า เป็นชัยชนะของบุคคลเช่นไร. ตอบว่า ความอดกลั้นอันใดของผู้รู้แจ้ง ความอดกลั้น คือ ความอดทนของผู้รู้แจ้ง คุณด้วยความอดกลั้นอันนั้น นี้เป็นชัยชนะของผู้รู้แจ้งนั้นนั่นแล. ส่วนชนพาล กล่าวคำหยาบ ย่อมสำคัญชัยชนะอย่างเดียวว่า เป็นชัยชนะของเรา. จบอรรถกถาอสุรินทกสูตรที่ ๓ ๔. พิลังคิกสูตร ว่าด้วยบาปกลับสนองผู้ประทุษร้าย [๖๓๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ได้สดับมาว่า ได้ยินว่า พราหมณภาร- ทวาชโคตร ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตในสำนักของพระสมณโคดม ดังนี้ โกรธ ขัดใจ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 209 ข้อ 639, 640
[๖๓๙] ลำดับนั้นแล. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตก แห่งใจของพิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว ได้ตรัสกะพิลังคิก ภารทวาชพราหมณ์ด้วยพระคาถาว่า ผู้ใดประทุษร้ายต่อคนผู้ไม่ประทุษ- ร้ายซึ่งเป็นบุรุษผู้หมดจด ไม่มีกิเลสเป็น เครื่องยั่วยวน บาปย่อมกลับสนองผู้นั้น เป็นพาลนั่นเอง เปรียบเหมือนธุลีอัน ละเอียด ที่บุคคลซัดไปสู่ที่ทวนลม ฉะนั้น [๖๔๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พิลังคิกภารทวาช- พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก พระโคดมผู้เจริญ ทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบ เหมือนบุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่อง ประทีปในที่มืดด้วยคิดว่า คนมีจักษุย่อมเห็นรูปได้ฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึง พระโคดมผู้เจริญ พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอข้าพระองค์ พึงได้บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ. พิลังคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้บรรพชา ได้อุปสมบทแล้วในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ท่านพิลังคิกภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นานแล หลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร จิตมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยม เป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตร ทั้งหลายผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ มีความต้องการด้วยปัญญา เป็นเครื่องรู้ยิ่งเองในปัจจุบันนี้ เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์
หน้า 210 ข้อ 640
อยู่จบแล้ว กิจที่จะต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ ทั้งหลาย ดังนี้แล. อรรถกถาพิลังคิกสูตร ในพิลังคิกสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า พิลงฺคิกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์นั้น ชื่อว่า ภารทวาชะ. แต่เขาให้การทำน้ำข้าวล้วน ๆ และปรุงด้วยเครื่องปรุง มีประการต่าง ๆ ไว้ขาย รวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก เพราะฉะนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึง ตั้งชื่อเขาว่า พิลังคิกภารทวาชะ. บทว่า ตุณฺหีภูโต ความว่า เขาคิดว่า ผู้นี้ให้พี่ชายทั้ง ๓ ของเราบวช ก็โกรธอย่างยิ่ง เมื่อไม่อาจพูดอะไรได้ จึงได้ หยุดนิ่งเสีย ท่านกล่าวคาถาไว้แล้ว ในเทวตาสังยุตแล. จบอรรถกถาพิลังคิกสูตรที่ ๔
หน้า 211 ข้อ 641, 642, 643
๕. อหิงสกสูตร ว่าด้วยผู้ควรชื่อว่าอหิงสกะ [๖๔๑] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล อหิงสกภารทวาชพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังที่ประทับ ครั้นแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ครั้นผ่าน การปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. อหิงสกภารทวาชพราหมณ์ นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อว่า อหิงสกะ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ชื่อว่าอหิงสกะ. [๖๔๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าว่าท่านมีชื่อว่าอหิงสกะ ท่านพึง เป็นผู้ไม่เบียดเบียนด้วยกายด้วยวาจาและ ด้วยใจ ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ชื่อว่า อหิงสกะ โดยแท้ เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งผู้อื่น. [๖๔๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อหิงสกภารทวาช- พราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ฯลฯ ก็แหละพระอหิงสกภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ใน บรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.
หน้า 212 ข้อ 644
อรรถกถาอหิงสกสูตร ในอหิงสกสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อหึสกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์นั้น ชื่อว่า อหิงสก ภารทวาชะ. แต่พราหมณ์นั้น ถามอหญิงสกปัญหา. เพราะเหตุนั้น พระสังคีติ- กาจารย์ทั้งหลายจึงได้ตั้งชื่อเขาเช่นนั้น. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นั้นว่าโดยชื่อ ชื่อว่า อหิงสกะ ว่าโดยโคตร ชื่อว่า ภารทวาชะ. บทว่า อหึสกาหํ ความว่า เขากล่าวว่า พระสมณโคดมผู้เจริญ รู้จักเราว่า เราชื่อว่า อหิงสกะ. บทว่า ตถา จสฺส ตัดบทเป็น ตถา เจ อสฺส ความว่า ท่านพึงกล่าว. บทว่า น หึสติ ได้แก่ ไม่เบียดเบียน คือไม่ให้ถึงความลำบาก. จบอรรถกถาอหิงสกสูตรที่ ๕ ๖. ชฏาสูตร ว่าด้วยตัณหาพายุ่ง [๖๔๔] สาวัตถีนีทาน. ครั้งนั้นแล ชฏาภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ ประทับ ครั้นแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัย พอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 213 ข้อ 645, 646, 647
[๖๔๕] ชฎาภารทวาชพราหมณ์ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ตัณหาหาพายุ่งในภายใน พายุ่งในภาย นอก หมู่สัตว์ถูกตัณหาพายุ่งไขว่ให้นุง ข้า แต่พระโคดม เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ ขอทูลถามพระองค์ว่า ใครพึงสางตัณหา พายุ่งมิได้. [๖๔๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ภิกษุใดเป็นคนมีปัญญา ตั้งมั่นอยู่ใน ศีล อบรมจิตและปัญญาให้เจริญ มีความ เพียร มีปัญญารักษาตน ภิกษุนั้นพึงสาง ตัณหาพายุ่งนี้ได้ ราคะโทสะและอวิชชา อันชนเหล่าใด สำรอกแล้ว ชนเหล่านั้น เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้วตัณหา พายุ่งอันชนเหล่านั้นสางได้แล้ว นามและ รูปย่อมดับไปไม่เหลือในที่ใด ปฏิฆสัญญา รูปสัญญา และตัณหาพายุ่งนั่น ย่อมขาด ไปในที่นั้น. [๖๔๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ชฏาภารทวาช- พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิต ของพระองค์แจ่มแจ้งนักฯลฯ ก็แหละท่านชฏาภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์ รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.
หน้า 214 ข้อ 648, 649
อรรถกถาชฏาสูตร ในชฏาสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ชฏาภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์นั้นชื่อภารทวาชะ แต่ เพราะเขาถามปัญหาที่ยุ่งๆ พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวอย่างนั้น. คำที่เหลือท่าน กล่าวไว้แล้วในเทวตาสังยุตแล. จบอรรถกถาชฏาสูตรที่ ๖ ๗. สุทธิกสูตร ว่าด้วยความหมดจด [๖๔๘] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นแล สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังที่ประทับ ครั้นแล้วสนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ ปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้ว จึงนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๖๔๙] สุทธิกภารทวาชพราหมณ์ นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
หน้า 215 ข้อ 650, 651
พราหมณ์บางคน ในโลกแม้เป็นผู้มี ศีล กระทำตบะอยู่ ย่อมหมดจดไม่ได้ พราหมณ์นั้นถึงพร้อมแล้วด้วยวิชชาและ จรณะย่อมหมดจดได้ หมู่สัตว์อื่นนอกนี้ ย่อมหมดจดไม่ได้. [๖๕๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ผู้กล่าวถ่อยคำแม้มาก เป็น ผู้เน่าและเศร้าหมองในภายใน อาศัยการ โกหก (ลวงโลก) ย่อมไม่เป็นพราหมณ์ เพราะชาติ กษัตริย์ พราหมณ์ แพทย์ ศูทร คนจัณฑาล และคนเทหยากเยื่อ มีความ เพียรอัน ปรารภแล้ว มีจิตมั่นคง มีความ บากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ย่อมถึงความหมดจด อย่างยิ่ง ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดพราหมณ์. [๖๕๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุทธิกภารทวาช- พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระ- อรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.
หน้า 216 ข้อ 651
อรรถกถาสุทธิกสูตร ในสุทธิสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า สุทฺธกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์แม้นี้ก็ชื่อว่าภารทวาชะ เหมือนกัน แต่เพราะเขาถามปัญหาที่หมดจด พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวอย่าง นั้น. บทว่า สีลวาปิ ตโป กรํ ความว่าแม้เขาสมบูรณ์ด้วยศีล ก็ยังบำเพ็ญ- ตบะอยู่ ในบทว่า วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน นี้ บทว่า วิชฺชา ได้แก่เวท ๓. บทว่า จรณํ ได้แก่ธรรมเนียมของตระกูล. ด้วยคำว่า โส สุชฺฌติ น อญฺา อิตรา ปชา ท่านกล่าวว่า พราหมณ์นั้นได้วิชชา ๓ ย่อมบริสุทธิ์ แต่หมู่สัตว์ ที่นับว่าไม่มีความรู้ ย่อมไม่บริสุทธิ์. บทว่า พหุมฺปิ ปลปํ ชปฺปํ ความ ว่า กล่าวถ้อยคำแม้มาก อธิบายว่า กล่าวแม้ตั้งพันคำว่า พราหมณ์เท่านั้น บริสุทธิ์ . บทว่า ตนฺโตกสมฺพุ ความว่า เป็นผู้เน่าด้วยความเน่าคือกิเลส ในภายใน. บทว่า สงฺกิลิฏฺโ ความว่า ประกอบด้วยกายกรรมเป็นต้นที่ เศร้าหมอง. จบอรรถกถาสุทธิกสูตรที่ ๗
หน้า 217 ข้อ 652, 653, 654, 655
๘. อัคคิกสูตร ว่าด้วยผู้ถึงพร้อมด้วยไตรวิชชา [๖๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต เขตพระนคหาชคฤห์ ก็โดยสมัยนั้นแล อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ปรุงข้าวปายาสด้วยเนยใส ด้วยคิดว่า เราจักบูชาไฟ จักบำเรอการบูชาไฟ. [๖๕๓] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร และจีวรเสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ เพื่อบิณฑบาตในเวลาเช้า เสด็จไปบิณฑบาต ในกรุงราชคฤห์ตามลำดับตรอก เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ครั้นแล้วได้ประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๖๕๔] อัคคิกภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ยืนเพื่อบิณฑบาต ครั้นแล้วได้กราบทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า พราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยไตร- วิชชา มีชาติ ฟังคัมภีร์เป็นอันมาก ถึง พร้อมแล้วด้วยวิชชาและจรณะ พราหมณ์ นั้นควรบริโภคปายาสนี้. [๖๕๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พรามหมณ์ผู้กล่าวถ้อยคำแม้มาก เป็น ผู้เน่าและเศร้าหมองในภายใน อันความ โกหกแวดล้อมแล้ว ย่อมไม่ชื่อว่าเป็น พราหมณ์เพราะชาติ ผู้ใดรู้บุพเพนิวาส และเห็นทั้งสวรรค์ทั้งอบาย อนึ่ง ถึงความ
หน้า 218 ข้อ 656, 657
สิ้นไปแห่งชาติ เป็นมุนีผู้อยู่จบแล้วเพราะ รู้ยิ่ง ผู้นั้นเป็นผู้มีไตรวิชชาด้วยวิชชาสาม เหล่านี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยวิชชาและจรณะ พราหมณ์นั้นควร บริโภคปายาสนิ. อัคคิกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า พระโคดมผู้เจริญ ขอเชิญ บริโภคเถิด พระโคดมเป็นพราหมณ์ผู้เจริญ. [๖๕๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่พึงบริโภคโภชนะที่ได้เพราะ การขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์นั่นไม่ใช่ ธรรมของผู้พิจารณาอยู่ พระพุทธเจ้าทั้ง หลายย่อมรังเกียจโภชนะที่ได้เพราะการขับ กล่อม ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ ความเลี้ยงชีพนี้ก็ยังมี อนึ่ง ท่านจงบำรุง พระขีณาสพทั้งสิ้นผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มีความคนองอันสงบแล้วด้วยข้าวน้ำอัน อื่น เพราะว่าการบำรุงนั้น ย่อมเป็นเขต ของผู้มุ่งบุญ. [๖๕๗] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อัคคิกภารทวาช พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระ- อรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล.
หน้า 219 ข้อ 657
อรรถกถาอัคคิกสูตร ในอัคคิกสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อคฺคิกภารทฺวาโช ได้แก่ พราหมณ์แม้นี้ ก็ชื่อว่าภารทวาชะ เหมือนกัน แต่โดยที่เขาบำเรอไฟ พระสังคีติกาจารย์จึงดังชื่อเขาอย่างนั้น. บทว่า สนฺนิหิโต ได้แก่. อันเขาปรุงอย่างดี. บทว่า อฏฺาสิ ความว่า เพราะเหตุไร จึงยืนอยู่ในที่นั้น. เล่ากันมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจ ดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นพราหมณ์นี้ ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้ถือ ข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟ ด้วยตั้งใจจะให้มหาพรหมบริโภค ย่อมกระทำสิ่งที่ไร้ผล ก้าวลงสู่ทางอบาย เมื่อไม่ละลัทธินี้ ก็จักทำอบายให้เต็ม จำเราจักไปทำลายทิฎฐิของเขาด้วยธรรมเทศนาแล้วให้บรรพชา ให้มรรค ๔ ผล ๔ แก่เขา เพราะฉะนั้น ในเวลาเช้า จึงเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ ได้ประทับ ยืนอยู่ ณ ที่นั้น. บทว่า ตีหิ วิชฺชาหิ ได้แก่ ด้วยเวท ๓. บทว่า ชาติมา ความว่า ประกอบด้วยชาติที่บริสุทธิ์ ๗ ชั่วโคตร. บทว่า สุตวา พหู ความว่า ฟัง คัมภีร์ต่างๆ เป็นอันมาก. บทว่า โสมํ ภุญฺเชยฺย ความว่า พราหมณ์กล่าวว่า พราหมณ์นั้นได้วิชชา ๓ ควรบริโภคข้าวปายาสนี้ แต่ข้าวปายาสนี้ไม่ควรแก่ พระองค์. บทว่า เวทิ ความว่า รู้ คือแทงตลอดด้วยบุพเพนิวาสญาณ. บทว่า สคฺคาปายํ ได้แก่ เห็นทั้งสวรรค์ทั้งอบายด้วยทิพยจักษุ. บทว่า ชาติกฺขยํ ได้แก่พระอรหัต. บทว่า อภิญฺาโวสิโต ความว่า ผู้อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว
หน้า 220 ข้อ 657
เพราะรู้ยิ่ง. บทว่า พฺราหฺมโณ ภวํ ความว่า พราหมณ์ขีณาสพผู้สมบูรณ์ ด้วยชาติเช่นพระโคดมผู้เจริญนั้น ตั้งแต่อเวจีจนถึงภวัคคพรหมไม่มี พระองค์ ผู้เจริญนี่แหละเป็นพราหมณ์. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พราหมณ์ได้บรรจุข้าวปายาสเต็มถาดทอง แล้วน้อมเข้าไปถวายพระทศพล. พระศาสดาทรงแสดงอุบัติเหตุเกิด ทรงห้าม โภชนะเสีย จึงตรัสคำเป็นต้นว่า คาถาภิคีตํ เม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาถาภิคีตํ ได้แก่ ขับกล่อมด้วยคาถาทั้งหลาย. บทว่า อโภชเนยฺยํ ได้แก่ไม่ควรบริโภค. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า พราหมณ์ ท่านไม่อาจให้อาหาร เพียงทัพพีหนึ่งแก่เรา ผู้ดำรงอยู่ด้วยภิกขาจารวัตรตลอดกาลเท่านี้ แต่บัดนี้ เราประกาศพระพุทธคุณทั้งปวงแก่ท่าน เหมือนคนหว่านงาลงบนเสื่อลำแพน ดังนั้นโภชนะนี้เหมือนได้มาเพราะขับกล่อม ฉะนั้น เราไม่ควรบริโภคโภชะที่ ได้มาด้วยการขับกล่อม. บทว่า สมฺปสฺสตํ พฺรหฺมณ เนส ธมฺโม ความว่า พราหมณ์ ผู้ที่พิจารณาเห็นอรรถและธรรม ไม่มีธรรมเนียมนี้ว่า ควรบริโภค โภชนะเห็นปานนี้ แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงรังเกียจสุธาโภชนะที่ได้ด้วย การขับกล่อม คือพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงขจัดออกซึ่งโภชนะที่ได้มา เพราะขับกล่อม. บทว่า สมฺปสฺสตํ พฺราหฺมณ เนส ธมฺโม ความว่า พราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ เมื่อบุคคลพิจารณาธรรม ดังอยู่ในธรรม เลี้ยงชีพอยู่ นี้เป็นความพระพฤติ คือนี้เป็นการเลี้ยงชีพว่า ควรขจัดโภชนะเห็นปานนี้เสีย แล้วบริโภคโภชนะที่ได้มาโดยธรรมเท่านั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า เมื่อก่อนเราไม่รู้ถึงคุณหรือโทษของพระ- สมณโคดม แต่บัดนี้เรารู้คุณของพระสมณโคดมนั้นแล้ว จึงปรารถนาจะโปรย ทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฏิ ในเรือนของเราลงในพระศาสนา ก็พระสมณโคดมนี้ จะตรัสว่า ปัจจัยที่เราถวาย เป็นอกัปปิยะ พระสมณโคดมคงไม่ทรงตำหนิเรา
หน้า 221 ข้อ 658
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงส่งพระสัพพัญญุตญาณพิจารณาวารจิตของ พราหมณ์นั้น ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้กำหนดปัจจัยที่ตนให้แม้ทั้งหมด ว่าเป็นอกัปปิยะ ความจริง กถาเกิดขึ้นเพราะปรารภโภชนะใด โภชนะนั้นแล ไม่มี กถานอกนั้นนไม่มีโทษ ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงประตูแห่งการถวายปัจจัย ๔ แก่พราหมณ์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า อญฺเน จ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกฺกุจฺจํ วูปสนฺตํ ความว่า สงบความรำคาญเสียได้ด้วยอำนาจความ คนองมือเป็นต้น. คำว่า อนฺเนน ปาเนน นี้เป็นเพียงเทศนา. ก็ความนี้ พึงทราบดังต่อไปนี้ ท่านจงบำรุงด้วยปัจจัยเหล่าอื่นมีจีวรเป็นต้น ที่ท่านกำหนด ว่าจักบริจาค ข้อนั้นเป็นเขตของผู้มุ่งบุญ. ชื่อว่าคำสอนของพระตถาคตนี้ เป็นอันท่านผู้มุ่งบุญคือปรารถนาบุญตกแต่งแล้ว เหมือนพืชแม้น้อยที่หว่านลง ในนาดี ย่อมให้ผลมาก ดังนี้แล. จบอรรถกถาอัคคิกสูตรที่ ๘ ๙. สุนทริกสูตร ว่าด้วยการบูชาไฟ [๖๕๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา ในโกศลชนบท. ก็โดยสมัยนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ บูชาไฟ บำเรอการ บูชาไฟ อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำสุนทริกา.
หน้า 222 ข้อ 659, 660
ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ บูชาไฟ บำเรอการบูชาไฟ แล้ว ลุกขึ้นจากอาสนะ เหลียวดูทิศทั้ง ๔ โดยรอบ ด้วยคิดว่า ใครหนอควร บริโภคปายาสอันเหลือจากการบูชานี้. [๖๕๙] สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงคลุมอวัยวะพร้อมด้วยพระเศียร ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ครั้นแล้ว ถือข้าวปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปิดพระเศียรด้วยเสียงเท้าของ สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ครั้งนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กล่าวว่า นี้พระสมณะโล้น ผู้เจริญ นี้พระสมณะโล้นผู้เจริญ แล้วประสงค์จะกลับจากที่นั้นทีเดียว. ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ได้ความดำริว่า พราหมณ์ บางพวกในโลกนี้เป็นผู้โล้นบ้างก็มี ถ้ากระไร เราพึงเข้าไปหาพระสมณะผู้โล้น นั้นแล้ว ถามถึงชาติ. ลำดับนั้นแล สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ยังที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านเป็นชาติอะไร. [๖๖๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านอย่าถามถึงชาติ แต่จงถามถึง ความประพฤติเถิด ไฟย่อมเกิดจากไม่แล บุคคลแม้เกิดในตระกูลต่ำเป็นมุนี มีความ เพียรเป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ห้ามโทษเสียด้วย หิริ ฝึกตนแล้วด้วยสัจจะ ประกอบด้วย
หน้า 223 ข้อ 661, 662
การปราบปราม ถึงที่สุดแห่งเวท มี พรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ผู้ใดมียัญอัน น้อมเข้าไปแล้ว บูชาพราหมณ์ผู้นั้น ผู้นั้น ชื่อว่าย่อมบูชาพระทักขิไณยบุคคลโดยกาล [๖๖๑] สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า การบูชานี้ของข้าพระองค์เป็นอัน บูชาดีแล้ว เซ่นสรวงดีแล้วเป็นแน่ เพราะ ข้าพระองค์ได้พบผู้ถึงเวทเช่นนั้น และ เพราะข้าพระองค์ไม่พบบุคคลเช่นพระองค์ ชนอื่นจึงบริโภคปายาสอันเหลือจากการ บูชา. สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เจริญท่าน พราหมณ์ผู้เจริญ เชิญบริโภคเถิด. [๖๖๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่บริโภคโภชนะที่ได้เพราะการ ขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์ นั่นไม่ใช่ธรรม ของผู้พิจารณาอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมบรรเทาโภชนะที่ได้เพราะการขับ- กล่อม ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ นั่นเป็นความประพฤติ อนึ่ง ท่านจงบำรุง พระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้มีความคะนองอันสงบแล้ว ด้วยสิ่งอื่น
หน้า 224 ข้อ 663, 664, 665
คือข้าวน้ำ เพราะว่าการบำรุงนั้นย่อมเป็น เขตของผู้มุ่งบุญ. [๖๖๓] ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้นข้าพระองค์จะให้ปายาสอันเหลือจากการบูชานี้ แก่ใคร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า. ดูก่อนพราหมณ์ เรายังไม่แลเห็นบุคคล ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ซึ่งจะบริโภคปายาสที่เหลือจากการบูชานี้แล้ว จะพึงถึงความ ย่อยไปโดยชอบ นอกจากตถาคตหรือสาวกของตถาคต ดูก่อนพราหมณ์ ถ้า อย่างนั้นท่านจงทิ้งปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น ณ ที่ปราศจากของเขียว หรือทิ้งให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์. [๖๖๔] ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ทิ้งปายาสอันเหลือจาก การบูชานั้น ให้จมลงไปในน้ำที่ไม่มีตัวสัตว์. ครั้งนั้นแล ปายาสอันเหลือจากการบูชานั้น อันสุนทริกภารทวาช- พราหมณ์เทลงแล้วในน้ำย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันกลุ้ม เหมือนอย่างผาลที่เผาตลอดวัน อันบุคคลใส่ลงแล้วในน้ำ ย่อมมีเสียงดัง วิจิฏะ วิฏิจิฏะ และเดือดเป็นควันคลุ้ม ฉะนั้น. ลำดับนั้น สุนทริกภารทวาชพราหมณ์ หลากใจเกิดขนชูชัน เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ ครั้นแล้ว ได้ยืนอยู่ในที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. [๖๖๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะสุนทริกภารทวาชพราหมณ์ ผู้ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ด้วยพระคาถาทั้งหลายว่า
หน้า 225 ข้อ 665
ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเผาไม้อยู่อย่า สำคัญซึ่งความบริสุทธิ์ ก็การเผาไม้นี้เป็น ของภายนอก ผู้ฉลาดทั้งหลายย่อมไม่กล่าว ความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้นั้น ดูก่อน พราหมณ์ เราละการเผาไม้ซึ่งบุคคล พึงปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยการเผาไม้ อันเป็นของมีในภายนอก แล้วยังไฟคือ ญาณให้โพลงภายในตนทีเดียว เราเป็น พระอรหันต์ มีไฟอันโพลงแล้วเป็นนิตย์ มีจิตตั้งไว้ชอบแล้วเป็นนิตย์ ประพฤติ- พรหมจรรย์อยู่ ดูก่อนพราหมณ์ มานะแล เป็นดุจภาระคือหาบของท่าน ความโกรธ ดุจควัน มุสาวาทเป็นดุจเถ้า ลิ้นเป็น ประดุจภาชนะเครื่องบูชา หทัยเป็นที่ตั้ง กองกูณฑ์ ตนที่ฝึกดีแล้ว เป็นความรุ่ง- เรืองของบุรุษ ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลผู้ ถึงเวททั้งหลายนั้นแล อาบให้ห้วงน้ำคือ ธรรมของบุรุษทั้งหลาย มีท่าคือศีลไม่ขุ่น มัว อันบิณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว มี ตัวไม่เปียกแล้ว ย่อมข้ามถึงฝั่ง ดูก่อน พราหมณ์ สัจธรรม ความสำรวม พรหมจรรย์ การถึงธรรมอันประเสริฐ อาศัยในท่ามกลาง ท่านจงกระทำความ
หน้า 226 ข้อ 666
นอบน้อมในพระขีณาสพผู้ตรงทั้งหลาย เรากล่าวคนนั้นว่าผู้มีธรรมเป็นสาระ. [๖๖๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว สุนทริกภารทวาช- พราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ฯลฯ ก็แหละท่านพระภารทวาชะ ได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระ- อรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้. อรรถกถาสุตทริกสูตร ในสุนทริกสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า สุนฺทริกภารทฺวาโช ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนั้นเพราะบูชาไฟที่ ฝั่งแม่น้ำ ชื่อว่า สุนทุริกา. บทว่า สุนฺทริกาย ได้แก่แม่น้ำมีชื่ออย่างนั้น. บทว่า อคฺคึ ชุหติ ได้แก่ให้ไฟโพลงขึ้นด้วยการใส่ของบูชา. บทว่า อคฺคิหุตฺตํ ได้แก่เข้าไปยังโรงไฟด้วยการขัดสีฉาบทา และพลีกรรมเป็นต้น. บทว่า โก นุโข อิมํ หพฺยเสสํ ภุญฺเชยฺย ความว่า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นเห็นข้าว ปายาสที่เหลือจากการบูชาไฟแล้วคิดว่า ข้าวปายาสที่ใส่ลงในไฟ อันมหาพรหม บริโภคก่อนแล้ว แต่ข้าวปายาสนี้ยังเหลืออยู่ ถ้าว่าเราพึงให้ข้าวปายาสนั้นแก่ พราหมณ์ผู้เกิดแต่ปากพระพรหม เนื้อเป็นเช่นนี้ แม้บุตรพร้อมทั้งบิดาก็เป็น ผู้เราเลี้ยงอิ่มหนำสำราญแล้ว และทางไปพรหมโลกก็เป็นอันเราทำให้บริสุทธิ์ ดีแล้ว. สุนทริกภารทวาชพราหมณ์นั้นลุกจากอาสนะ เหลียวแลดูทิศทั้ง ๔ โดย
หน้า 227 ข้อ 666
รอบเพื่อจะดูพราหมณ์ ด้วยคิดว่า ใครหนอควรบริโภคข้าวปายาสอันเหลือ จากการบูชานี้. บทว่า รุกฺขมูเล ความว่า ที่โคนต้นไม้ใหญ่ในไพรสณฑ์นั้น. บทว่า สสีสํ ปารุตํ นิสินฺนํ ความว่า ประทับนั่งคลุมพระวรกายพร้อมทั้งพระเศียร. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงประทับนั่ง ณ ที่นั้น . ตอบว่าได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง เห็นพราหมณ์นี้แล้วทรงพระ- ดำริว่า พราหมณ์นี้ถือข้าวปายาสอันเลิศเห็นปานนี้เอาไปเผาไฟ ด้วยตั้งใจจะ ให้มหาพรหมบริโภค ชื่อว่าทำสิ่งที่ไร้ผล ฯลฯ เราจะให้มรรค ๔ ผล ๔. เพราะ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ทีเดียว ทรงชำระพระวรกาย เสร็จแล้วทรงถือบาตรจีวร เสด็จไปประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้นั่นโดยนัยดัง กล่าวแล้วนั่นแล. ถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร พระองค์จึงทรงคลุมตลอด พระเศียร. ตอบว่าเพื่อป้องกันหิมะตกและลมหนาว. พระตถาคตทรงสามารถ อดทนหิมะตกและลมหนาวนั้นได้ แต่ถ้ามิได้ทรงนั่งคลุมพระวรกาย พราหมณ์ ได้แก่ไกลก็จะกลับเสีย. เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็จะไม่ได้พูดจากัน ดังนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้ามีพระดำริว่า เมื่อพราหมณ์มา เราจักเปิดศีรษะ ทีนั้นพราหมณ์ก็ เห็นเรา จักได้พูดจากัน เราจักแสดงธรรมดามแนวที่พูดจากันแก่พราหมณ์ ดังนี้ จึงได้ทรงทำอย่างนั้นเพื่อจะได้พูดจากัน . บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์คิดว่า ท่านผู้นี้คลุมตลอด ศีรษะประกอบความเพียรคืนยังรุ่ง เราจักถวายทักษิโณทกแล้วถวายข้าวปายาส ที่เหลือจากการบูชาไฟนี้แก่ท่านผู้นี้ ดังนี้ มีความสำคัญว่าท่านเป็นพราหมณ์ จึงเข้าไปหา. บทว่า มุณฺโฑ อยํ ภวํ มุณฺฑโก อยํ ภวํ ความว่า พอ พระผู้มีพระภาคเจ้าเปิดพระเศียร พราหมณ์เห็นพระองค์มีผมสั้น จึงกล่าวว่า ผู้นี้เป็นสมณะโล้น. เมื่อตรวจดูตระหนักยิ่งกว่านั้น ก็มิได้เห็นแม้ปลายผมพอ
หน้า 228 ข้อ 666
จะไหวได้ จึงกล่าวติว่า สมณะโล้น. บทว่า ตโตว ได้แก่ จากประเทศที่ คนยืนเห็นนั้นแหละ. บทว่า มุณฺฑาปิ หิ ความว่า ด้วยเหตุบางอย่าง พราหมณ์มีศีรษะโล้นก็มี. บทว่า มา ชาตึ ปุจฺฉ ความว่า ถ้าท่านหวังว่าทานมีผลมาก ก็ อย่าถามถึงชาติเลย. เพราะชาติไม่ใช่เหตุแห่งความเป็นพระทักขิไณยบุคคล บทว่า จรณญฺจ ปุจฺฉ ความว่า อีกอย่างหนึ่ง จงถามถึงความประพฤติ คือประเภทแห่งคุณมีศีลเป็นต้น. เพราะข้อนั้นเป็นเหตุแห่งความเป็นพระทักขิ- ไณยบุคคล. บัดนี้ เมื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ่มแจ้งแก่พราหมณ์นั้น จึงตรัส ว่า กฏฺา หเว ชายติ ชาตเวโท เป็นต้น. ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ในที่นี้ไฟย่อมเกิดจากไม้ และไฟที่เกิดจากไม้มีศาลาเป็นต้นนั้น มิได้ทำหน้าที่ ของไฟ ไฟที่เกิดจากไม้มีรางน้ำดื่มเป็นต้น มิได้ทำหน้าที่ของไฟ แต่ไฟซึ่งเกิด แต่ที่ใดที่หนึ่งก็ตาม ย่อมทำหน้าที่ของไฟแท้ด้วยคุณสมบัติมีเปลวของตนเป็น ต้น. ด้วยประการฉะนี้ ผู้ที่เกิดในตระกูลพราหมณ์เป็นต้น ย่อมเป็นทักขิไณย- บุคคล ผู้ที่เกิดในตระกูลจัณฑาลเป็นต้น เป็นทักขิไณยบุคคลไม่ได้. อีกอย่าง หนึ่ง ผู้ที่เกิดในตระกูลต่ำก็ตาม ผู้ที่เกิดในตระกูลสูงก็ตามเป็นมุนีผู้มีอาสวะสิ้น แล้ว มีความเพียร กำจัดโทษด้วยหิริ เป็นผู้รู้ทั่วถึงเหตุ ย่อมเป็นผู้มีชาติ คือ เป็นทักขิไณยบุคคลสูงสุด ด้วยคุณสมบัติซึ่งมีความเพียรและหิริเป็นประธานนี้ ด้วยว่าเขาย่อมทรงไว้ซึ่งคุณทั้งหลายด้วยความเพียร ย่อมหักห้ามโทษทั้ง ด้วยหิริ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มุนิ ในที่นี้ ได้แก่ผู้ประกอบด้วยโมนธรรม (ความเป็นผู้นิ่ง). บทว่า ธิติมา ได้แก่มีความเพียร. บทว่า อาชานีโย ได้แก่รู้ถึงเหตุ. บทว่า หิรินิเสโธ ได้แก่ห้ามจากความชั่วด้วยหิริ. บทว่า สจฺเจน ทนฺโต ได้แก่ฝึกตนด้วยปรมัตถสัจจะ บทว่า ทมสา อุเปโต ได้ แก่เข้าถึงด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า เวทนฺตคู ความว่า ถึงที่สุดแห่งเวท
หน้า 229 ข้อ 666
คือมรรค ๔ หรือถึงที่สุดแห่งกิเลสด้วยเวทคือมรรค ๔ บทว่า วุสิตพฺรหฺม- จริโย ได้แก่อยู่จบมรรคพรหมจรรย์. บทว่า ยญฺญูปนีโต ได้แก่น้อมนำยัญ หรือจัดแจงยัญ. บทว่า ตมุปวฺหเยถ ความว่า ผู้ที่จัดแจงยัญนั้น ชื่อว่า บูชาพราหมณ์นั้น คือพราหมณ์โดยปรมัตถ์. ก็คำว่า ข้าเรียกคือเรียกพระ- อินทร์ เรียกพระโสมะ เรียกพระวรุณ เรียกพระอีสานะ เป็นคำเรียกร้องที่ ไร้ประโยชน์. บทว่า กาเลน ความว่า พราหมณ์เมื่อแสดงการบูชา พึงบูชา พราหมณ์นั้นภายในเวลาเที่ยงเท่านั้น ด้วยคำว่า ถึงเวลาแล้วเจ้าข้า ภัตตาหาร สำเร็จแล้ว. บทว่า โส ชุหติ ทกฺขิเณยฺเย ความว่า ผู้ใดนิมนต์พระขีณาสพ มา ถวายทักขิณาคือปัจจัยสี่ในพระขีณาสพนั้น ผู้นั้นชื่อว่าบูชาพระทักขิไณย- บุคคลในกาลด้วยประการฉะนี้ มิใช่ใส่เข้าในไฟซึ่งไม่มีจิตใจ. พราหมณ์ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยประการฉะนี้ เลื่อม ใสแล้ว บัดนี้ เมื่อจะทำความเลื่อมใสของตนให้แจ่มแจ้ง จึงกราบทูลว่า อทฺธา สุยิฏฺํ เป็นต้น. ข้อนั้นมีใจความดังต่อไปนี้ การบูชาของข้าพระองค์ นี้ บัดนี้จักเป็นการบูชาด้วยดี เช่นสรวงด้วยดีแน่แท้ แต่เมื่อก่อนข้าพระองค์ เอาเผาไฟเป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์. บทว่า อญฺโ ชโน ได้แก่ ปุถุชนผู้ อันธพาลพูดอยู่ว่า เราเป็นพราหมณ์ เราเป็นพราหมณ์. บทว่า หพฺยเสสํ ได้แก่ เหลือจากการบูชา. คำว่า ภุญฺชตุ ภวํ เป็นต้น พึงทราบโดยนัยที่ กล่าวแล้วในสูตรก่อน บทว่า น ขฺวาหํ ตัดเป็น น โข อหํ. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสอย่างนั้น. ตอบว่า เล่ากันมาว่า พอพราหมณ์น้อม โภชนะนั้นเข้าไปเท่านั้น เทวดาในทวีปใหญ่ ๔ ทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ถือเอาดอก ไม้ผลไม้และเนยใสเนยข้นน้ำมันน้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น ด้วยสำคัญว่าพระศาสดา จักเสวย จึงถือเอาโอชะที่ให้เกิดด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์ใส่เข้า เหมือนบีบรวง
หน้า 230 ข้อ 666
ผึ้งถือเอาน้ำผึ้ง. เพราะฉะนั้น โภชนะนั้นจึงถึงความเป็นของละเอียด. ก็โภชนะ นั้นเป็นวัตถุหยาบสำหรับมนุษย์ ฉะนั้น จึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับ มนุษย์เหล่านั้น เพราะเป็นวัตถุหยาบนั่นเอง. แต่ผสมพืช ๓ อย่างลงในนมโค โภชนะนั้นจึงกลายเป็นเจือด้วยของหยาบ. อนึ่ง โภชนะนั้นเป็นวัตถุละเอียด สำหรับหมู่เทพ เพราะฉะนั้น จึงไม่ถึงความย่อยไปโดยชอบสำหรับเทวดาเหล่า นั้น เพราะเป็นวัตถุละเอียด. แม้ในท้องของพระขีณาสพผู้สุกขวิปัสสกก็ไม่ย่อย ไป. แต่พระขีณาสพผู้ได้สมาบัติแปด พึงย่อยไปด้วยอำนาจสมาบัติ. แต่สำหรับ พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงย่อยไปด้วยเตโชธาตุเกิดแต่กรรมตามปกติอย่างเดียว. บทว่า อปฺปหริเต แปลว่า ปราศจากของเขียว. ก็ถ้าพึงใส่ลงในหญ้า เขียว หญ้าทั้งหลายก็จะพึงเน่าด้วยข้าวปายาสที่ละเอียด ธรรมดาพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ย่อมไม่ล่วงละเมิดภูตคามสิกขาบท เพราะฉะนั้น จึงตรัสอย่างนี้. แต่ควรใส่เข้าในที่มีหญ้าต้นใหญ่ ๆ สูงประมาณแค่คอ. บทว่า อปฺปาณเก ความว่า ด้วยว่าเมื่อใส่ลงในน้ำน้อยที่มีตัวสัตว์ สัตว์ก็จะตาย เพราะน้ำนั้น จึงตรัสอย่างนั้น แต่ที่ใดมีน้ำลึกมาก แม้เมื่อใส่ตั้ง ๑๐๐ ถาด ๑,๐๐๐ ถาด น้ำย่อมไม่เสีย ควรใส่ในน้ำเช่นนั้น. บทว่า โอปิลาเปสิ ความว่า ให้จมลงพร้อมกับถาดทอง. บทว่า วิจิฏายติ วิฏิจิฏายติ ความว่า ย่อมทำเสียงอย่างนั้น. ถามว่า ก็นั่นเป็นอานุภาพของข้าวปายาส หรือเป็น อานุภาพของพระตถาคต. ตอบว่า เป็นอานุภาพของพระตถาคต. ก็พราหมณ์นี้ ให้ข้าวปายาสจมลงแล้ว ก็จะเดินนอกทาง ไม่มายังสำนักพระศาสดา เดินเลยไป. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า พราหมณ์เห็นข้ออัศจรรย์นี้ แล้วจักมาสู่สำนักของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจะทำสายการยึดถือมิจฉาทิฏฐิ ของเขาด้วยพระธรรมเทศนา ให้หยั่งลงในพระศาสนา ให้ดื่มน้ำอมฤตดังนี้ แล้วได้ทรงกระทำอย่างนั้นด้วยกำลังอธิษฐาน.
หน้า 231 ข้อ 666
บทว่า ทารุสมาทหาโน ได้แก่ เผาไม้. บทว่า พหิทฺธา หิ เอตํ ความว่า ชื่อว่า การเผาไม้นี้ มีภายนอกแต่อริยธรรม ถ้าความบริสุทธิ์พึงมี ด้วยการเผาไม้นี้ พวกเผาป่าเป็นต้น เผาไม้เป็นอันมาก ก็จะพึงบริสุทธิ์ก่อนเขา. บทว่า กุสลา ได้แก่ผู้ฉลาดในขันธ์เป็นต้น. บทว่า อชฺฌตฺตเมว ชลยามิ โชตึ ความว่า เราจะยังไฟคือญาณให้โพลงภายในตน คือในสันดานของตน. บทว่า นิจฺจคฺคินี ได้แก่ มีไฟโพลงเป็นนิตย์ ด้วยสัพพัญญุตญาณอันเนื่อง ด้วยอาวัชชนจิต. บทว่า นิจฺจสมาหิตตฺโต ได้แก่ ผู้มีจิตตั้งอยู่โดยชอบ เป็นนิตย์. บทว่า พฺรหฺมจริยํ จรามิ ได้แก่ พระองค์ทรงยึดถือพรหมจรรย์ ซึ่งทรงประพฤติที่โพธิมณฑลสถาน จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า มาโน หิ เต พฺราหฺมณ ขาริภาโร ความว่า ภาระ คือ หาบอันบุคคลนำไปด้วยคอแม้อยู่ข้างบน ก็ย่อมถูกต้องกับแผ่นดินในที่ที่เหยียบ ไป ๆ ฉันใด มานะที่ยกขึ้นเพราะอาศัยสิ่งที่ถือกันมี ชาติโคตรตระกูลเป็นต้น ฉันนั้น เมื่อยังความริษยาให้เกิดขึ้นที่นั้น ๆ ย่อมให้จมลงในอบาย ๔. ด้วย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า พราหมณ์ ก็มานะของเธอเป็นดังภาระ คือหาบ. บทว่า โกโธ ธูโม ความว่า ความโกรธ ชื่อว่า เป็นดังควันไฟ เพราะอรรถว่าเป็นความเศร้าหมองแห่งไฟคือญาณของเธอ. เพราะเหตุนั้น นั่นแล ไฟคือญาณอัน เศร้าหมองของเธอ จึงไม่รุ่งเรือง. ด้วยบทว่า ภสฺมนิมฺ- โมสวชฺชํ ท่านแสดงว่า มุสาวาท ชื่อว่า ขี้เถ้า. เพราะอรรถว่า ปราศจาก โอชะ ท่านอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า ไฟที่ขี้เถ้าปิดไว้ ย่อมไม่โชติช่วง ฉันใด ญาณของเธออันมุสาวาทปิดไว้ก็ฉันนั้น . ด้วยคำว่า ชิวฺหา สุชา ท่านกล่าวว่า ท่านมีทัพพีที่ทำด้วยทองเงินโลหะไม้และดินอย่างใดอย่างหนึ่ง ไว้เพื่อจะบูชายัญ ฉันใด เรามีลิ้นใหญ่เป็นดุจทัพพีเครื่องบูชา เพื่อประโยชน์ แก่การบูชาธรรม ฉันนั้น. บทว่า หทยํ โชติฏฺานํ ความว่า หทัยของ
หน้า 232 ข้อ 666
สัตว์ทั้งหลาย เป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ ด้วยอรรถว่าเป็นที่แห่งการบูชาธรรม ของเรา เหมือนหทัยของท่านเป็นที่ตั้งแห่งกองกูณฑ์ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำ. บทว่า อตฺตา ได้แก่ จิต. บทว่า ธมฺโม รหโท ความว่า ท่านบำเรอไฟมีร่างกายเปื้อนด้วย ควัน ขี้เถ้าและเหงื่อ ลงอาบน้ำในแม่น้ำสุนทริกา ฉันใด เราไม่ต้องการด้วย ห้วงน้ำภายนอกเช่นแม่น้ำสุนทริกา แต่เรามีธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ เป็นห้วงน้ำ เราให้สัตว์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง ๘๔,๐๐๐ บ้าง ให้อาบในธรรมคือมรรคมีองค์ ๘ นั้น พร้อมๆกัน ฉันนั้น. ด้วยบทว่า สีลติตฺโถ ท่านแสดงว่า ปาริสุทธิศีล ๔ เป็นท่าแห่งห้วงน้ำคือธรรมของเรานั้น. บทว่า อนาวิโล ความว่า แม่น้ำ สุนทริกาของท่าน เมื่อคน ๔ - ๕ คนอาบพร้อมกัน มีทรายทั้งข้างล่างข้างบน ขุ่นมัว ฉันใด ห้วงน้ำของเราหาเป็นเช่นนั้นไม่ แม้เมื่อสัตว์หลายพันลงไป อาบห้วงน้ำนั้นก็ไม่ขุ่นมัวคงใสอยู่. บทว่า สพฺภิ สตํ ปสฏฺโ ความว่า ธรรมของบัณฑิตทั้งหลาย อันพวกบัณฑิตสรรเสริญ อีกอย่างหนึ่ง ธรรมนั้น ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านเรียกว่า สัพภิ เพราะอรรถว่าสูงสุด ท่านเรียกว่า ปสัฏฐะ เพราะบัณฑิตสรรเสริญ. บทว่า ตรนฺติปารํ ได้แก่ ถึงฝั่ง คือ พระนิพพาน. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงยกองค์แห่งห้วงน้ำคืออริยมรรค ขึ้นแสดง จึงตรัสคำว่า สจฺจํ ธมฺโม ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจํ ได้แก่ วจีสัจ. ด้วยบทว่า ธรรมนี้ทรงแสดงสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สํยโม นี้ ทรงหมายเอาสัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า สจฺจํ นี้ ทรงหมายเอามรรคสัจ. ธรรมคือมรรคสัจนั้น โดยอรรถได้แก่สัมมาทิฏฐิ. สม จริงดังคำที่ตรัสไว้ว่า สัมมาทิฏฐิเป็นทั้งตัวมรรค เป็นทั้งตัวเหตุ, แต่เมื่อ
หน้า 233 ข้อ 666
หมายเอาสัมมาทิฏฐิ ก็ทรงหมายเอาสัมมาสังกัปปะเหมือนกัน เพราะมีคติ เหมือนสัมมาทิฏฐินั้น. ด้วยบทว่า ธมฺโม นี้ ทรงหมายเอาสัมมาวายามะ สัมมาสติและสัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สํยโม นี้ ทรงหมายเอาสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะและสัมมาอาชีวะ รวมความว่า ทรงแสดงมรรคมีองค์ ๘ ด้วย ประการฉะนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สจฺจํ ได้แก่ ปรมัตถสัจ. ปรมัตถสัจ นั้นโดยความได้แก่พระนิพพาน. ด้วยบทว่า ธมฺโม ท่านหมายเอาองค์ ๕ คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ. ด้วยบทว่า สํโม หมายเอาองค์ ๓ คือ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ย่อม เป็นอันท่านแสดงมรรคมีองค์ ๘ แม้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า พฺรหฺมจริยํ นี้ ก็คือ ชื่อว่าพรหมจรรย์. บทว่า มชฺเฌ สิตา ได้แก่ เว้นสัสสตทิฏฐิและ อุทเฉททิฏฐิ อาศัยอยู่ตรงกลาง. บทว่า พฺรหฺมปตฺติ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ ประเสริฐ. ต อักษรในคำว่า สตุชฺชุภูเตสุ นโม กโรหิ นี้ กระทำ บทสนธิ. อธิบายว่า ท่านนั้นจงกระทำความนอบน้อมในพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้ตรง. บทว่า ตมหํ นรํ ธมฺมสารีติ พฺรูมิ ความว่า เราเรียกบุคคลผู้ ปฏิบัติอย่างนี้นั้นว่า ผู้นี้เป็นธรรมสารี และว่าผู้นี้ปฏิบัติเพื่อธรรมสารี หรือว่า ผู้นี้ละอกุศลธรรมด้วยกุศลธรรมตั้งอยู่ ดังนี้. จบอรรถกถาสุนทริกสูตรที่ ๙
หน้า 234 ข้อ 667, 668
๑๐. พหุธิติสูตร ว่าด้วยความสุข [๖๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในชัฏป่าแห่งหนึ่ง ในโกศลชนบท. ก็โดยสมัยนั้นแล โคงาน ๑๔ ตัว ของพราหมณภารทวาชโคตร คนหนึ่งหายไป. [๖๖๘] ครั้งนั้นแล พราหมณภารทวาชโคตรเที่ยวแสวงหาโคงาน เหล่านั้นอยู่ เข้าไปถึงชัฏป่านั้น ครั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ในชัฏป่านั้น ทรงนั่งสมาธิ ตั้งพระกายตรง ทรงดำรงพระสติเฉพาะ พระพักตร์ ครั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว ได้กล่าว คาถาเหล่านั้นในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า โคงาน ๑๔ ตัว ของพระสมณะนี้ ไม่มีแน่ แต่ของเราหายไปได้ ๖๐ วันเข้า วันนี้ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็น ผู้มีความสุข งาทั้งหลายอันเลวมีใบหนึ่ง และสองใบในไร่ ของพระสมณะนี้ไม่มี เป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึง เป็นผู้มีความสุข หนูทั้งหลายในฉางเปล่า ย่อมไม่รบกวนแก่พระสมณะนี้ด้วยการยก หูหางขึ้นแล้วกระโดดโลดเต้นเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มี ความสุข เครื่องลาดของพระสมณะนี้ใช้
หน้า 235 ข้อ 669
ตั้งเจ็ดเดือนไม่ดาดาษแล้ว ด้วยสัตว์ ทั้งหลายที่บังเกิดขึ้นเป็นแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข หญิงหม้าย บุตรธิดามีบุตรคนหนึ่งและสองคนของ พระสมณะนี้ย่อมไม่มีแน่ เพราะเหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข แมลงซึ่ง มีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับด้วยเท้า ย่อมไม่ไต่ตอมพระสมณะนี้เป็นแน่ เพราะ เหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลาย ย่อมไม่ ทวงพระสมณะนี้ว่า ท่านทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ดังนี้เป็นแน่ เพราะ เหตุนั้น พระสมณะนี้จึงเป็นผู้มีความสุข. [๖๖๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ภาษิตพระคาถาตอบว่า ดูก่อนพราหมณ์ โคงาน ๑๔ ตัวของ เราไม่มีเลย แต่ของท่านหายไปได้ ๖๐ วัน เข้าวันนี้ ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ งา ทั้งหลายอันเลวมีใบหนึ่งและสองใบในไร่ ของเราไม่มีเลย ดูก่อนพราหมณ์ เพราะ เหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อน พราหมณ์ หนูทั้งหลายในฉางเปล่า ย่อม ไม่รบกวนเราเลย ด้วยการยกหูหางขึ้นแล้ว
หน้า 236 ข้อ 670
กระโดดโลดเต้น ดูก่อนพราหมณ์ เพราะ เหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อน พราหมณี เครื่องลาดของเราใช้ตั้งเจ็ด เดือนไม่ดาดาษเลย ด้วยสัตว์ทั้งหลายที่ บังเกิดขึ้น ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุ นั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข ดูก่อนพราหมณ์ หญิงหม้าย บุตรธิดามีบุตรคนหนึ่งและ สองคน ของเราไม่มีเลย ดูก่อนพราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มีความสุข แมลงซึ่งมีตัวอันลาย ไต่ตอมบุคคลผู้หลับ ด้วยเท้า ย่อมไม่ไต่ตอมเราเลย ดูก่อน พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มี ความสุข ดูก่อนพราหมณ์ ในเวลาใกล้รุ่ง เจ้าหนี้ทั้งหลายย่อมไม่ทวงเราเลยว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้ ท่านทั้งหลายจงให้ ดูก่อน พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นผู้มี ความสุข. [๖๗๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณภารชวาช- โคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของ พระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง พระโคดมผู้เจริญทรงประกาศพระธรรมโดยปริยายเป็นอันมาก เปรียบเหมือน บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง หรือส่องประทีป ในที่มืดด้วยคิดว่า คนมีจักษุย่อมเห็นรูปฉะนั้น ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระสมณ-
หน้า 237 ข้อ 670
โคดมผู้เจริญ พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ข้าพระองค์พึงได้ บรรพชา พึงได้อุปสมบทในสำนักของพระโคดมผู้เจริญ. พราหมณภารทวาชโคตรบรรพชา ได้อุปสมบทแล้วในสำนักของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ก็ท่านพระภารทวาชะอุปสมบทแล้วไม่นาน หลีกไปอยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีจิตมั่นคงอยู่ ไม่นานเท่าไรนัก ก็กระทำให้แจ้ง ซึ่งคุณวิเศษอันยอดเยี่ยมเป็นที่สุดแห่งพรหมจรรย์ซึ่งกุลบุตรทั้งหลายผู้ออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิตโดยชอบ มีความต้องการ ด้วยปัญญาเครื่องรู้ยิ่งเองใน ปัจจุบันนี้เข้าถึงอยู่ ได้ทราบว่า ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่จะ ต้องทำได้ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นอีกเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี ก็แหละท่านพระ- ภารทวาชะได้เป็นพระอรหันต์รูปหนึ่ง ในบรรดาพระอรหันต์ทั้งหลาย ดังนี้แล. จบพหุธิติสูตร จบ อรหันตวรรคที่ ๑ อรรถกถาพหุธิติสูตรที่ ๑๐ ในพหุธิติสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- บทว่า อญฺตรสฺมึ วนสณฺเฑ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง ตรวจดูสัตว์โลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยพระอรหัตของ พราหมณ์นั้น ทรงพระดำริที่จะไปสงเคราะห์พราหมณ์จึงเสด็จไปประทับอยู่ใน ไพรสณฑ์นั้น. บทว่า ปลฺลงฺกํ ได้แก่ นั่งขัดสมาธิ. บทว่า อาภุชิตฺวา
หน้า 238 ข้อ 670
ได้แก่ผูกไว้. บทว่า อุชุํ กายํ ปณิธาย ความว่า ตั้งกายตอนบนให้ตรง ให้ปลายกระดูกสันหลัง ๑๘ ข้อจดกัน บทว่า ปริมุขํ สตึ อุปฏฺเปตฺวา ความว่า ตั้งสติมุ่งต่อพระกรรมฐาน หรือทำพระกรรมฐานไว้ใกล้หน้า. ด้วย เหตุนั้นแล ท่านกล่าวไว้ในคัมภีร์วิภังค์ว่า สตินี้ปรากฏแล้ว ตั้งอยู่ด้วยดีแล้ว ที่ปลายจมูกหรือที่ใบหน้า เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดำรงพระสติเฉพาะพระพักตร์. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริ ได้แก่ อาศัย. บทว่า มุขํ ได้แก่. นำออก. บทว่า สติ ได้แก่ บำรุง. ก็ในข้อนี้พึงเห็นเนื้อความตามนัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์ ปฏิสัมภิทามรรคว่า เตน วุจฺจติ ปริมุขํ สตึ เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ดำรง สติเฉพาะหน้า ดังนี้. ในข้อนั้นมีความย่อดังนี้ว่า ทำสติกำหนดธรรมเครื่อง นำออกจากทุกข์. ก็แลเมื่อประทับนั่งอย่างนี้ ได้ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรัศมี ที่หนาทึบ ๖ สี. บทว่า นฏฺา โหนฺติ ความว่า โคที่พราหมณ์ใช้ไถนา แล้วปล่อย เที่ยวไปปากดง หนีไปเมื่อพราหมณ์ไปบริโภคอาหาร. บทว่า. อุปสงฺกมิ ความว่า พราหมณ์มีความโทมนัสครอบงำเที่ยวไป คิดว่า พระ- สมณโคดมนี้ประทับนั่งเป็นสุขหนอ ดังนี้เข้าไปเฝ้า. บทว่า อชฺช สฏึ น ทิสฺสนฺติ ความว่า หายไปประมาณ ๖๐ วัน เ ข้าวันนี้. บทว่า ปาปกา ได้แก่ ตอต้นงาที่เลว. ได้ยินว่า เมื่อพราหมณ์นั้นหว่านงาในไร่ ฝนได้ตกลงในวัน นั้นเอง ทำเมล็ดงาจมลงในดินร่วน ไม่อาจผลิดอกออกผลได้. บนต้นที่เจริญ งอกงามก็มีแมลงเล็ก ๆ บินมากินใบเป็นต้นเสีย เหลือไว้ต้นละใบสองใบ. พราหมณ์ไปตรวจดูไร่เห็นดังนั้น จึงคิดว่า เราปลูกงาก็เพื่อหวังผลกำไร แต่งา เหล่านั้นเสีย เสียแล้ว ได้เกิดโทมนัส เขาถือเอาเรื่องนั้น จึงกล่าวคาถานี้. บทว่า อุสฺโสฬหิกาย ความว่า หนูทั้งหลายยกหูชูหางเป็นต้นเที่ยว กระโดดโลดเต้นด้วยอุตสาหะ ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น เมื่อโภคะสิ้นลงตาม ลำดับ มีฉางเปล่าเพราะไม่มีสิ่งที่จะพึงใส่เข้าไป. หนูทั้งหลายมาทางโน้นทางนี้
หน้า 239 ข้อ 670
จาก ๗ หลังคาเรือน เข้าไปในฉางเปล่าของพราหมณ์นั้น กระโดดโลดเต้น เหมือนเล่นกีฬาในสวน เ ขากำหนดเรื่องนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อุปฺปาทเกหิ สญฺฉนฺนโน ความว่า ดาดาษไปด้วยสัตว์เล็ก ๆ ที่เกิดขึ้น ได้ยินว่าเครื่องปูลาดที่ทำด้วยหญ้าและใบไม้ ที่ปูลาดไว้ให้พราหมณ์ นั้นนอน ไม่มีใคร ๆ ปัดกวาดเป็นครั้งคราวเลย. พราหมณ์ทำงานในป่าตลอด วัน มาในเวลาเย็น นอนบนเครื่องปูลาดนั้น. ลำดับนั้น แมลงเล็ก ๆ ที่เกิด ขึ้น ย่อมเกาะกินสรีระของพราหมณ์นั้นเต็มไปหมด เขาถือเอาเรื่องนั้นจึงกล่าว อย่างนี้ บทว่า วิธวา ได้แก่หญิงสามีตาย. ได้ยินว่า หญิงทั้งหลายแม้เป็น หม้าย ก็ยังได้อยู่ในตระกูลสามีชั่วเวลาที่ยังมีสมบัติอยู่ในเรือนของพราหมณ์นั้น แต่เมื่อใดเขาไร้ทรัพย์ เมื่อนั้นหญิงทั้งหลายที่ถูกแม่ผัวพ่อผัวเป็นต้นขับไล่ว่า จงไปเรือนบิดา ดังนี้ ย่อมมาอยู่เรือนของพราหมณ์นั้นแหละ. ในเวลาพราหมณ์ บริโภค ชนเหล่าใดส่งบุตรไปว่า พวกเจ้าจงไปบริโภคร่วมกับพระผู้เป็นเจ้า เมื่อชนเหล่านั้นหย่อนมือลงในถาด พราหมณ์ใดไม่ได้โอกาสจะใช้มือ (หยิบ อาหาร) เขาหมายถึงพราหมณ์นั้นจงกล่าวคาถานี้. บทว่า ปิงฺคลา ได้แก่มดดำมดแดงมดเหลือง. บทว่า ติลกาหตา ได้แก่ มีตัวตกกระ มีสีดำและขาวเป็นต้น. บทว่า โสตฺตํ ปาเทน โปเถติ ได้แก่ ใช้เท้าไต่ตอมปลุกผู้ที่นอนหลับให้ตื่น. ได้ยินว่าพราหมณ์นี้รำคาญด้วย เสียงหนูและถูกแมลงเล็ก ๆ กัด ไม่ได้หลับตลอดคืน มาหลับได้เมื่อใกล้สว่าง ลำดับนั้น พราหมณ์พอลืมตาขึ้นเท่านั้น เจ้าหนี้คนหนึ่งก็กล่าวกะพราหมณ์นั้น ว่าจะทำอย่างไรละพราหมณ์ หนี้ที่ท่านกู้ในภายหลังและเมื่อก่อน ดอกเบี้ยเพิ่ม พูนขึ้น ท่านยังจะต้องเลี้ยงธิดา ๗ คน บัดนี้ พวกเจ้าหนี้มาล้อมเรือน ท่าน
หน้า 240 ข้อ 670
จงไปทำการงาน ดังนี้แล้ว ใช้เท้าถีบปลุกให้ตื่น เขาหมายเอาเรื่องนั้นจึงกล่าว คาถานี้. บทว่า อิณายิกา ได้แก่ผู้มีของให้เขากู้หนี้จากมือ. ได้ยินว่า พราหมณ์ นั้น กู้หนี้จากมือของตนบางคน ๑ กหาปณะ บางคน ๒ กหาปณะ บางคน ๑๐ กหาปณะ บางคน ๑๐๐ กหาปณะ รวมความว่า พราหมณ์ได้กู้หนี้จากมือ ของคนหลายคน. เจ้าหนี้เหล่านั้นเมื่อไม่เห็นพราหมณ์ตอนกลางวัน คิดจะจับ เขากำลังออกจากเรือนทีเดียว จึงไปทวงตอนใกล้รุ่ง พราหมณ์หมายเอาเรื่อง นั้น จึงกล่าวคาถานี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อพราหมณ์นั้นพรรณนาความทุกข์ด้วยคาถา ๗ คาถาเหล่านี้ เมื่อจะทรงแสดงว่า พราหมณ์ ทุกข์ที่ท่านพรรณนามานั้นทั้งหมด ไม่มีแก่เรา จึงใช้คาถาตอบพราหมณ์ขยายพระธรรมเทศนา. เพื่อจะแสดงว่า พราหมณ์ฟังพระคาถาเหล่านั้น เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ตั้งอยู่ในสรณะ ๓ บวชแล้วบรรลุพระอรหัต. จึงตรัสพระดำรัสว่า เอวํ วุตฺเต ภารทฺวาโช เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลตฺล แปลว่า ได้แล้ว. ก็แหละพระผู้มีพระภาคเจ้าให้พราหมณ์นั้นบวชแล้ว พาไปยังพระเชต วันมหาวิหาร ในวันรุ่งขึ้นมีพระเถระนั้น เป็นปัจฉาสมณะได้เสด็จไปยังทวาร พระราชมณเฑียรของพระเจ้าโกศล. พระราชาทรงสดับว่า พระศาสดาเสด็จมา จึงเสด็จลงจากปราสาท ถวายบังคมแล้วทรงรับบาตรจากพระหัตถ์ อาราธนา พระตถาคตให้เสด็จขึ้นบนปราสาท ให้ประทับนั่งเหนือพระแท่น ทรงล้างพระ- ยุคลบาทด้วยน้ำหอม ทาด้วยน้ำมันที่หุงร้อยครั้ง ให้นำข้าวยาคูมา ทรงถือทัพพี ทองด้ามเงิน ทรงน้อมเข้าไปถวายพระศาสดา. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิด. พระราชาทรงหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระตถาคตกราบทูลว่า ข้าแต่พระ- องค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์มีโทษ ขอพระองค์โปรดอดโทษ. พระศาสดาตรัสว่า
หน้า 241 ข้อ 670
ไม่มีโทษดอกมหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์ไม่รับข้าวยาคู. ปลิโพธความกังวล มีอยู่มหาบพิตร. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ก็เหตุไรเล่า ผู้ไม่รับข้าวยาคูพึงได้ปลิโพธ ข้าพระองค์สามารถทำ ปลิโพธหรือ โปรดรับข้าวยาคูเถิดพระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงรับแล้ว แม้ พระเถระแก่หิวมานานจึงดื่มข้าวยาคูตามความต้องการ. พระราชาทรงถวาย ขาทนียโภชนียะ. ในเวลาเสร็จภัตกิจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้ากราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์อุบัติในวงศ์โอกากราช ซึ่งมีมาตามประเพณี ทรงละสิริราชสมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงผนวชบรรลุความเป็นผู้เลิศใน โลกแล้ว พระองค์ยังจะมีปลิโพธอะไรอีกเล่า พระเจ้าข้า. มหาบพิตร ความ ปลิโพธของพระเถระผู้แก่รูปนี้ เป็นเช่นปลิโพธของอาตมาเหมือนกัน พระราชา ทรงไหว้พระเถระตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านมีปลิโพธ อะไร. พระเถระถวายพระพรว่า มีความปลิโพธเรื่องหนี้ มหาบพิตร. เท่าไร ขอรับ. ทรงนับดูเถิด มหาบพิตร. เมื่อพระราชาทรงนับว่า ๑, ๒, ๑๐๐, ๑,๐๐๐ ดังนี้ นิ้วพระหัตถ์ไม่พอ. ลำดับนั้น พระราชาตรัสเรียกบุรุษคนหนึ่งมารับสั่ง ว่า พนายจงไปตีกลองร้องประกาศในพระนครว่า เจ้าหนี้ของพหุธิติกพราหมณ์ ทั้งหมด จงประชุมกันในพระลานหลวง. พวกมนุษย์ได้ยินเสียงกลองประชุม กันแล้ว. พระราชาให้นำบัญชีมาจากมือของเจ้าหนี้เหล่านั้น ได้พระราชทาน ทรัพย์ไม่หย่อนกว่าหนี้ที่กู้มาทั้งหมด. ในที่นั้นทองมีราคาหนึ่งแสน. พระราชา ตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ปลิโพธอื่นยังมีอีกไหม. พระเถระถวายพระพรว่า พระมหาราชสามารถทรงใช้หนี้ให้แล้วตรัสถามจึงกล่าวว่า เด็กหญิง ๗ คนเหล่านี้ เป็นปลิโพธใหญ่ของอาตมา. พระราชาทรงส่งยานไปรับธิดาทั้งหลายของพระเถระ
หน้า 242 ข้อ 670
นั้นมาทรงทำเป็นธิดาของพระองค์ แล้วทรงส่งไปยังเรือนตระกูลสามีนั้น ๆ แล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีกไหม. พระเถระถวายพระพรว่า นางพราหมณี มหาบพิตร. พระราชาทรงส่งยานไปนำนางพราหมณีมาทรงตั้ง ไว้ในตำแหน่งพระอัยยิกา แล้วตรัสถามอีกว่า ท่านขอรับ ยังมีปลิโพธอื่นอีก ไหม. พระเถระถวายพระพรว่า ไม่มี มหาบพิตร. พระราชามีรับสั่งให้ พระราชทานผ้าจีวร ตรัสว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงทราบความเป็นภิกษุของ ท่านว่าเป็นของข้าพเจ้า. พระเถระถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ท่านขอรับ ปัจจัยทุกอย่างมีจีวรเเละ บิณฑบาตเป็นต้น จักเป็นของของพวกเราจัดถวาย ขอท่านจงยึดถือพระทัย พระตถาคตบำเพ็ญสมณธรรมเถิด. พระเถระไม่ประมาท บำเพ็ญสมณธรรม ตามนั้นทีเดียว ถึงความสิ้นอาสวะต่อกาลไม่นานนักแล. จบอรรถกถาพหุฐิติสูตรที่ ๑๐ จบอรหันตวรรคที่ ๑ รวมพระสูตรในวรรคนี้ ๑๐ สูตร คือ ๑. ธนัญชานีสูตร ๒. อักโกสกสูตร ๓. อสุรินทกสูตร ๔. พิลังคิก สูตร ๕. อหิงสกสูตร ๖. ชฏาสูตร ๗. สุทธิกสูตร ๘. อัคคิกสูตร ๙. สุนทริกสูตร ๑๐. พหุธิติสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 243 ข้อ 671, 672
พราหมณสังยุต อุปาสกวรรคที่ ๒ ๑. กสิสูตร ว่าด้วยการทำนาทางธรรม [๖๗๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับ อยู่ ณ พราหมณคามชื่อว่า เอกนาลา ในทักขิณาคีรีชนบท แคว้นมคธ ก็ในสมัยนั้น กสิภารทวาชพราหมณ์ เทียมไถมีจำนวน ๕๐๐ ในกาล (ฤดู) หว่านข้าว. [๖๗๒] ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร และจีวร เสด็จเข้าไปยังที่ทำการงานของกสิภารทวาชพราหมณ์ในเวลาเช้า. สมัยนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์กำลังเลี้ยงอาหาร (มื้อเช้า). ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังที่เลี้ยงอาหาร (ของเขา) ครั้นแล้วประทับยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. กสิภารทวาชพราหมณ์ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนบิณฑบาต อยู่ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระสมณะ ข้าพเจ้าไถ และหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้ว ย่อมบริโภค ข้าแต่พระสมณะ แม้พระองค์ ก็จงไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้ว จงบริโภคเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วก็บริโภค.
หน้า 244 ข้อ 673, 674
กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ก็ข้าพเจ้าไม่เห็นแอก ไถ ผาล ประตักหรือโคทั้งหลายของท่านพระโคดมเลย เมื่อเช่นนี้ท่านพระโคดมยังกล่าว อย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราก็ไถและหว่าน ครั้นไถและหว่านแล้วก็ บริโภค. [๖๗๓] ครั้งนั้นแล กสิภารทวาชพราหมณ์ได้กราบทูลพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยคาถาว่า พระองค์ปฏิญาณว่าเป็นชาวนา แต่ ข้าพเจ้าไม่เห็นการไถของพระองค์ พระ- องค์ผู้เป็นชาวนา ข้าพเจ้าถามแล้วขอจง ตรัสบอก ไฉน ข้าพเจ้าจะรู้การทำนาของ พระองค์นั้นได้. [๖๗๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นพืช ความเพียรเป็นฝน ปัญญาของเราเป็นแอกและไถ หิริเป็น งอนไถ ใจเป็นเชือก สติของเราเป็นผาล และประตัก เรามีกายคุ้มครองแล้ว มี วาจาคุ้มครองแล้ว เป็นผู้สำรวมแล้วใน การบริโภคอาหาร เราทำการดายหญ้า (คือวาจาสับปรับ) ด้วยคำสัตย์ โสรัจจะ ของเราเป็นเครื่องให้แล้วเสร็จงาน ความ เพียรของเราเป็นเครื่องนำธุระไปให้ สมหวัง นำไปถึงความเกษมจากโยคะ
หน้า 245 ข้อ 675, 676
ไปไม่ถอยหลัง ยังที่ซึ่งบุคคลไปแล้วไม่ เศร้าโศก. เราทำนาอย่างนี้ นาที่เราทำนั้นย่อม มีผลเป็นอมตะ บุคคลทำนาอย่างนี้แล้ว ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้. กสิภารทวาชพราหมณ์กราบทูลว่า ท่านพระโคดมผู้เป็นชาวนา ขอจง บริโภคอมฤตผลที่ท่านพระโคดมไถนั้นเถิด. [๖๗๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่พึงบริโภคโภชนะ ซึ่งได้ เพราะความขับกล่อม ดูก่อนพราหมณ์ นี่เป็นธรรมของบุคคลผู้เห็นอรรถและ ธรรมอยู่ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย ย่อมรังเกียจ โภชนะที่ได้เพราะการขับกล่อม ดูก่อน พราหมณ์ เมื่อธรรมมีอยู่ ความเป็นไป (อาชีวะ) นี้ก็ยังมีอยู่ แต่ท่านจงบำรุง ซึ่งพระขีณาสพทั้งสิ้น ผู้แสวงหาคุณใหญ่ มีความคะนองระงับแล้ว ด้วยข้าวน้ำอัน อื่น ด้วยว่าการบำรุงนั้นเป็นนาบุญของผู้ มุ่งบุญ. [๖๗๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว กสิภารทวาชพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศ-
หน้า 246 ข้อ 676
ธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน หลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นได้ ข้าแต่ พระโคดม ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อุปาสกวรรคที่ ๒ อรรถกถาสิสูตร ในกสิสูตรที่ ๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า มคเธสุ ได้แก่ ในชนบทมีชื่ออย่างนั้น. บทว่า ทกฺขิณา คิริสฺมึ นั้นแล เป็นชื่อแม้แห่งวิหารในชนบทที่มีอยู่ด้านทิศใต้ แห่งภูเขา ที่ตั้งล้อมกรุงราชคฤห์อยู่. บทว่า เอกนาลา ในคำว่า เอกนาลายํ พฺราหฺมณคาเม นี้เป็นชื่อของบ้านนั้น. ส่วนพวกพราหมณ์อาศัยอยู่ในบ้าน นั้นเป็นอันมาก มีความร่าเริง ด้วยการปกครองของพราหมณ์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า พราหมณคาม. บทว่า เตนโข ปน สมเยน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอาศัย พราหมณคาม ชื่อว่า เอกนาล ในมคธรัฐ ทรงรอคอยความแก่กล้าแห่งอินทรีย์ ของพราหมณ์ ในทักขิณาคิรีวิหาร ตลอดสมัยใด โดยสมัยนั้น. บทว่า กสิภารทฺวาชสฺส ความว่า พราหมณ์นั้นอาศัยกสิกรรมเลี้ยงชีพ และโคตร
หน้า 247 ข้อ 676
สกุลของเขาชื่อว่า ภารทวาชะ. บทว่า ปญฺจมตฺตานิ แปลว่า มีประมาณ ๕. ท่านอธิบายไว้ว่า มีไถประมาณ ๕๐๐ ไม่หย่อนไม่เกิน. บทว่า ปยุตฺตานิ แปลว่า ประกอบแล้ว อธิบายว่า เอาเชือกผูกคอโคทั้งหลาย. บทว่า วปฺปกาเล ได้แก่ ในเวลาหว่านคือในสมัยซัดพืช. ในการหว่านนั้น มี ๒ อย่างคือหว่าน ในเนื้อที่นาเป็นตม และหว่านในเนื้อที่เป็นฝุ่น ก็การหว่านในเนื้อที่เป็นฝุ่นนั้น ท่านประสงค์เอาในที่นี้. ก็การหว่านในพื้นที่เป็นฝุ่นนั้นแล เป็นการหว่านที่ เป็นมงคลในวันแรก ในการนั้นต้องมีเครื่องอุปกรณ์พร้อมมูล คือต้องใช้โค ถึงสามพันตัว. โคทั้งหมดต้องสวมเขาทำด้วยทอง คล้องอกทำด้วยเงิน. โคทั้งหมดประดับด้วยดอกไม้ขาว เจิมของหอมด้วยนิ้วทั้ง ๕ มีอวัยวะครบ บริบูรณ์ สมบูรณ์ด้วยลักษณะดีทุกอย่าง บางพวกดำ มีสีคล้ายดอกอัญชัน บางพวกขาว มีสีคล้ายเมฆ บางพวกแดง มีสีคล้ายแก้วประพาฬ บางพวกด่าง มีสีคล้ายแก้วลาย. คนไถ ๕๐๐ คน ทุกคนประดับด้วยผ้าใหม่สีขาวและดอกไม้ ติดเทริดดอกไม้ที่บ่าขวา มีร่างกายรุ่งเรื่องด้วยลายเขียนด้วยหรดาลและมโนศิลา เป็นต้น แบ่งเป็นพวก ๆ พวกหนึ่งมีไถ ๑๐ คัน งอนไถ แอก และปฏัก ประดับทอง ไถคันแรกเทียมโคงาน ๘ ตัว ไถคันที่เหลือเทียมคันละ ๔ ตัว ไถนอกนั้นนำมาสำหรับผลัดเปลี่ยนคนที่เหนื่อย พวกหนึ่ง ๆ มีเกวียนบรรทุกเมล็ดพืชเล่มหนึ่ง คนไถคนหนึ่ง คนหว่าน คนหนึ่ง. ฝ่ายพราหมณ์ ชั้นแรกทีเดียวให้แต่งหนวด อาบน้ำ ไล้ทาด้วยของหอม นุ่งผ้าราคา ๕๐๐ ห่มผ้าเฉวียงบ่าราคา ๑,๐๐๐ สวมแหวนนิ้วละ ๒ วง รวม เป็นแหวน ๒๐ วง ประดับตุ้มหูรูปราชสีห์ที่หูทั้งสอง สวมผ้าโพกอย่างประเสริฐ บนศีรษะ คล้องมาลัยทองที่คอ แวดล้อมไปด้วยหมู่พราหมณ์ สั่งการงาน. ลำดับนั้น นางพราหมณีของเขาให้หุงข้าวปายาสใส่ภาชนะหลายร้อยใบ บรรทุก
หน้า 248 ข้อ 676
เกวียนใหญ่หลายเล่ม แล้วอาบน้ำหอม ประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง แวดล้อมไปด้วยหมู่พราหมณี ได้ไปสู่ที่การงาน. แม้เรือนของพราหมณ์นั้น ก็ทาของเขียว โปรยข้าวตอกเกลื่อนกลาด ประดับด้วยหม้อเต็มน้ำ ต้นกล้วย ธงชาย และธงประฏาก กระทำพลีกรรมอย่างดี ด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น. และที่นาก็ได้ยกธงชายและธงประฏากขึ้นในที่นั้น ๆ. ชนผู้เป็นบริวาร และชนผู้ทำงานรวมเป็นบริษัทมีคนประมาณ ๒,๕๐๐ คน. คนทั้งหมดนำผ้ามา. ทุกคนจัดเฉพาะข้าวปายาสมาเท่านั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์ให้ล้างถาดทองใส่ข้าวปายาสเต็ม ประดับด้วย เนยใสน้ำผึ้งน้ำอ้อย ให้กระทำพลีกรรมไถ. นางพราหมณีให้แจกภาชนะ ทองเงินสำริด ทองแดงและโลหะแก่ชาวนา ๕๐๐ คน ถือทัพพีทอง เดินเลี้ยงข้าวปายาส. ฝ่ายพราหมณ์ให้กระทำพลีกรรมแล้ว คาดกายด้วยผ้าแดง สวมรองเท้า ถือไม้เท้าทองสีแดงเที่ยวสั่งงานว่า ตรงนี้จงให้ข้าวปายาส ตรงนี้ จงให้เนยใส. ความเป็นไปในการงาน เท่านี้ก่อน. ในที่ที่พระสัมพุทธเจ้าทั้งหลายประทับอยู่ในวิหาร พระสัมพุทธเจ้า เหล่านั้นย่อมมีกิจประจำวัน ๕ อย่าง. อะไรบ้าง. กิจในปุเรภัต ๑ กิจใน ปัจฉาภัต ๑ กิจในปุริมยาม ๑ กิจในมัชฌิมยาม ๑ กิจในปัจฉิมยาม ๑. ใน ๕ อย่างนั้น กิจในปุเรภัต ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงลุก แต่เช้าทีเดียว ทรงทำบริกรรมพระวรกายมีบ้านพระโอษฐ์เป็นต้น เพื่อ อนุเคราะห์ภิกษุผู้อุปัฏฐาก และเพื่อสำราญพระวรกาย แล้วทรงให้เวลาล่วง ณ เสนาสนะ ที่สงัดจนถึงเวลาเสด็จภิกขาจาร ถึงเวลาเสด็จภิกขาจารก็ทรง นุ่งสบงคาดประคดเอวแล้วทรงห่มจีวร ทรงถือบาตร บางตรงเสด็จพระองค์ เดียว บางคราวแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไปยังคามหรือนิคมเพื่อ บิณฑบาต. บางครั้งก็เสด็จเข้าไปตามปกติ บางครั้งก็มีปาฏิหาริย์หลายอย่าง
หน้า 249 ข้อ 676
เป็นไปอยู่. คือ เมื่อพระโลกนาถเสด็จเที่ยวบิณฑบาต ลมอ่อนพัดชำระ แผ่นดินให้สะอาดไปข้างหน้า เมฆฝนหลั่งน้ำลงเป็นหยด ๆ ให้ละอองใน หนทางเรียบราบกั้นเป็นเพดานอยู่เบื้องบน. ลมอีกอย่างพัดเอาดอกไม้มา เบื้องบนเกลี่ยลงในหนทาง. ภูมิประเทศที่สูงขึ้นก็ต่ำลง ภูมิประเทศที่ต่ำลงก็ สูงขึ้น ในสมัยทอดพระบาทลง พื้นแผ่นดินย่อมเรียบเสมอ. ดอกปทุม ที่เป็นสุขสัมผัส ย่อมรับพระบาท. พอพระองค์วางพระบาทขวาภายในเสาเขื่อน รัศมีมีพรรณ ๖ สร้านออกจากพระสรีระ กระทำเรือนยอดปราสาท ให้มี สี่เหลี่อมพรายด้วยน้ำทอง และให้เป็นเหมือนแวดล้อมด้วยแผ่นผ้าอันวิจิตร สร้านไปข้างโน้นข้างนี้. ช้างม้าและวิหคเป็นต้นยืนอยู่ในที่ของตน ๆ ส่งเสียง ด้วยอาการอันไพเราะ. ดนตรีมีกลองและพิณเป็นต้น และอาภรณ์ที่สวมกาย พวกมนุษย์อยู่ ก็เป็นอย่างนั้น. ด้วยสัญญาณนั้น พวกมนุษย์ย่อมรู้กันว่า วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้ามาบิณฑบาตในที่นี้. พวกเขานุ่งห่มเรียบร้อย ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากเรือนเดินไประหว่างถนน บูชา พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เป็นต้นโดยเคารพ ถวายบังคมแล้ว ทูลขอว่า พระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดประทานภิกษุแก่พวกข้าพระองค์ ๑๐ รูป แก่พวก ข้าพระองค์ ๒๐ รูป แก่พวกข้าพระองค์ ๑๐๐ รูป พระเจ้าข้า รับบาตรของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วให้ปูลาดอาสนะ ต้อนรับด้วยบิณฑบาตโดยเคารพ. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้วทรงตรวจดูสันดาน ของมนุษย์เหล่านั้นแล้วทรงแสดงธรรมอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง อนุเคราะห์มหาชน โดยประการที่ชนบางพวกดำรงอยู่ในสรณคมน์ บางพวก ดำรงอยู่ในศีล ๕ บางพวกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล สกทาคามิผลและ อนาคามิผลอย่างใดอย่างหนึ่ง บางพวกบวชแล้วดำรงอยู่ในอรหัตซึ่งเป็นผล อันเลิศ ทรงลุกจากอาสนะเสด็จไปพระวิหาร. ประทับนั่งเหนือบวรพุทธอาสน์
หน้า 250 ข้อ 676
ที่ปูลาดไว้ในโรงกลมใกล้พระคันธกุฎี ทรงรอคอยให้ภิกษุทั้งหลายฉันเสร็จ ต่อแต่นั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายฉันเสร็จ ภิกษุผู้อุปัฏฐากก็กราบทูลพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าให้ทรงทราบ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎี. นี้ เป็นกิจในปุเรภัตเป็นอันคับแรก. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกิจในปุเรภัตอย่างนี้แล้ว ประทับนั่งในที่บำรุงที่พระคันธกุฎี ทรงให้ทาพระบาทแล้วประทับยืนบนตั่ง รองพระบาท ทรงโอวาทภิกษุสงฆ์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจง ยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยากในโลก การได้อัตภาพเป็นมนุษย์หาได้ยาก การถึงพร้อมด้วยศรัทธาหาได้ยาก การ บรรพชาหาได้ยาก การฟังพระสัทธรรมหาได้ยาก ดังนี้. ในที่นั้น บางพวก ทูลถามกัมมัฏฐานกะพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทาน กัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่จริยาของภิกษุเหล่านั้น. แต่นั้นภิกษุทั้งหมดถวาย- บังคมพระมีพระภาคเจ้าแล้ว ไปยังที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันของตน ๆ บางพวกไปสู่ป่า บางพวกไปสู่โคนไม้ บางพวกไปสู่ภูเขาเป็นต้นแห่งใดแห่งหน บางพวกไปสู่ภพชั้นจาตุมหาราชิกา บางพวกไปสู่ภพชั้นวสวัตตี ดังนี้แล ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระคันธกุฎี ถ้าพระองค์มีพระพุทธ ประสงค์ ทรงมีพระสติสัมปชัญญะ สำเร็จสีหไสยาสน์ครู่หนึ่งโดยพระปรัศว์ เบื้องขวา. ลำดับนั้น พระองค์ทรงมีพระวรกายกรูปรี้กระเปร่า ทรงลุกขึ้น ตรวจดูโลกในภาคที่ ๒. ในภาคที่ ๓ ในบ้านหรือนิคมที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปอาศัยประทับอยู่ ในปุเรภัต มหาชนถวายทาน ในปัจฉาภัตเขา นุ่งห่มเรียบร้อยถือของหอมและดอกไม้เป็นต้นประชุมกันในวิหาร. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปด้วยปาฏิหาริย์อันเหมาะสมแก่บริษัทที่ประชุมกัน ประทับนั่งเหนือบวรพุทธาอาสน์ที่เขาปูลาดไว้ในธรรมสภาแสดงธรรม นี้
หน้า 251 ข้อ 676
สมควรแก่กาล สมควรแก่สมัย ครั้นทรงทราบเวลาจึงทรงส่งบริษัทไป. มนุษย์ทั้งหลายพากันถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป. นี้ เป็นกิจใน ปัจฉาภัต. ครั้นพระองค์เสร็จกิจในปัจฉาภัตอย่างนี้แล้ว ถ้ามีพระประสงค์จะ โสรจสรงพระวรกาย ทรงลุกจากพุทธอาสน์ เสด็จเข้าซุ้มเป็นที่สรง ทำพระ วรกายให้เหมาะกับฤดูกาลด้วยน้ำที่อุปัฏฐากจัดถวาย. ฝ่ายอุปัฎฐาก ได้นำ พุทธอาสน์มาปูไว้ในบริเวณพระคันธุฎี. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนุ่งผ้าที่ย้อม แล้ว ๒ ชั้น คาดประคดเอว ทำเฉวียงบ่าเสด็จมาประทับนั่ง ณ ที่นั้น เร้นอยู่ ครู่หนึ่งแต่พระองค์เดียว. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายมาจากที่นั้น ๆ ไปยังที่ อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า. บรรดาภิกษุเหล่านั้น บางพวกถามปัญหา บางพวก ขอกัมมัฏฐาน บางพวกขอฟังธรรม. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำความประสงค์ ของภิกษุเหล่านั้นให้สำเร็จ ให้ปุริมยามล่วงไป. นี้ เป็นกิจในปุริมยาม. ก็ในเวลาที่กิจในปุริมยามสิ้นสุดลง เมื่อภิกษุทั้งหลายถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วหลีกไป เหล่าเทวดาในหมื่นโลกธาตุทั้งสิ้นได้โอกาส เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถามปัญหาตามที่แต่งขึ้น โดยที่สุดถามถึงอักขระทั้ง ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแก้ปัญหาของเทวดาเหล่านั้น ก็ให้มัชฌิมยาม ล่วงไป. นี้ เป็นกิจในมัชฌิมยาม. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแบ่งปัจฉิมยามออกเป็น ๓ ส่วนแล้ว ทรงให้ ส่วนหนึ่งล่วงไปด้วยการจงกรม เพื่อจะทรงปลดเปลื้องความบอบข้าแห่งพระ วรกาย ซึ่งถูกการนั่งจำเดิมแต่ปุเรภัตบีบคั้น. ในส่วนที ๒ พระองค์เสด็จเข้าไป ยังพระคันธกุฏีทรงมีพระสติ สัมปชัญญะ สำเร็จสีหไสยาสน์โดยพระปรัศว์เบื้อง ขวา. ในส่วนที่ ๓ พระองค์เสด็จลุกขึ้นประทับนั่ง ตรวจดูสัตว์โลก ด้วย
หน้า 252 ข้อ 676
พุทธจักษุ เพื่อทรงเห็นบุคคลผู้ที่ได้สร้างบุญญาธิการไว้ โดยคุณมีทานและ ศีลเป็นต้น ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าในปางก่อนทั้งหลาย. นี้เป็นกิจในปัจฉิมยาม. แม้ในกาลนั้น พระองค์ทรงตรวจดูอย่างนี้ทรงเห็นกสิภารทวาช- พราหมณ์ ถึงพร้อมด้วยธรรมอัน เป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตแล้ว ทรงทราบ ว่าเมื่อเราไปในที่นั้น จักมีการพูดจากัน เมื่อจบการพูดจากัน พราหมณ์นั้น ฟังธรรมเทศนาแล้วพร้อมด้วยบุตรและภรรยา จักตั้งอยู่ในสรณะ ๓ จักหว่าน ทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ในศาสนาของเรา ภายหลังจักออกบรรพชา จักบรรลุพระอรหัต ดังนี้ จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรงตั้งเรื่องขึ้นแล้วแสดงธรรม. เพื่อจะแสดงความ นั้น ท่านจึงกล่าวว่า อถโข ภควา ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น คำว่า ปุพฺพณฺหสมยํ นี้ เป็นทุติยาวิภัติ ลง ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัติ. ความว่า เวลาเช้า. บทว่า นิวาเสตฺวา ได้แก่ ทรงนุ่ง. คำนั้น ท่านกล่าวโดยการผลัดเปลี่ยนจีวรในวิหาร. บทว่า ปตฺตจีวร- มาทาย ความว่า ใช้มือถือบาตร ใช้กายถือจีวร อธิบายว่า รับคือทรงไว้. ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะเสด็จเข้าไปบิณฑบาต บาตรหิน มีสีดังแก้วอินทนิลและแก้วมณีย่อมมาสู่ท่ามกลางพระหัตถ์ทั้งสอง ของพระผู้มี พระภาคเจ้าเหมือนแมลงภู่ มาสู่ท่านกลางดอกปทุมทั้ง ๒ ที่แย้มบานฉะนั้น. อธิบายว่า รับบาตรนั้นที่มาถึงแล้วอย่างนี้ด้วยพระหัตถ์ทั้ง ๒ ทรงจีวรที่ห่มเป็น ปริมณฑลด้วยพระวรกาย. บทว่า เตนุปสงฺกมิ ความว่า พระองค์ผู้เดียวเสด็จ เข้าไปโดยหนทางที่การงานจะพึงดำเนินไป. ถามว่า ก็เพราะเหตุไรภิกษุทั้ง หลายจึงไม่ติดตามพระองค์ไป. ตอบว่า เพราะในกาลใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ย่อมมีพระประสงค์จะเสด็จไปในที่ไหน ๆ แต่ผู้เดียว ในเวลาภิกษาจาร พระ- องค์ทรงปิดพระทวาร ทรงประทับนั่งในภายในพระคันธกุฏี. ภิกษุทั้งหลายรู้ ด้วยสัญญานั้นว่า วันนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระประสงค์จะเสด็จเที่ยวบิณฑบาต
หน้า 253 ข้อ 676
แต่พระองค์เดียว พระองค์ได้ทรงเห็นบุคคลทีควรแนะนำ สักคนหนึ่งเป็นแน่ แท้. ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นถือบาตรและจีวรของตน กระทำปทักษิณพระ- คันธกุฏีถวายบังคมแล้วไปสู่ที่ภิกษาจาร. ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงกระทำอย่างนั้น. เพราะเหตุนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงไม่ติดตาม บทว่า ปริเวสนา วตฺตติ ความว่า การเลี้ยงอาหาร ของชาวนา ๕๐๐ ผู้นั่งถือภาชนะทองเป็นต้นเหล่านั้นเป็นอันกระทำค้างไว้. บทว่า เอกมนฺตํ อฏฺาสิ ความว่า ประทับยืนในที่ที่คนยืนแล้วพราหมณ์จะเห็นได้ คือในที่ สูงมีความผาสุกในทัสสนูปจารเห็นปานนั้น. ก็แล ครั้นพระองค์ประทับยืนแล้วทรงเปล่งรัศมีพระวรกายมีสีเหลือง ดังทองธรรมชาติโดยรอบ ไพโรจน์ล่วงรัศมีพระจันทร์และพระอาทิตย์ แผ่ คลุมโรงงาน ฝาเรือน ต้นไม้และก้อนดิน ที่ไถเป็นต้นของพราหมณ์ ได้ เป็นเสมือนทำด้วยทอง ลำดับนั้นพวกมนุษย์กำลังบริโภคอยู่ก็มี กำลังไถนำอยู่ก็ มี ต่างพากันละทิ้งกิจทุกอย่าง เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีพระวรกายประดับ ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีอนุพยัญชนะ ๘๐ เป็นบริวาร และคู่ พระพาหาซึ่งงดงามด้วยรัศมีที่แผ่สร้านออกวาหนึ่ง ทรงรุ่งเรื่องด้วยพระสิริ ราว กะว่าสระปทุมที่เกิดบนแผ่นดิน เพียงดังท้องฟ้าที่มีหมู่ดาวส่องแสงระยิบระยับ และเพียงดังสุวรรณบรรพตอันประเสริฐที่ห่อหุ้มด้วยสายฟ้า ต่างล้างมือและเท้า เข้าไปยืนแวดล้อมประคองอัญชลีอยู่. กสิภารทวาชพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มี- พระภาคเจ้าแวดล้อมไปด้วยชนเหล่านั้น เสด็จบิณฑบาตด้วยอาการอย่างนี้ ครั้นเห็นแล้ว จึงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า อหํ โข สมณ กสา- มิ จ วปามิ จ ดังนี้. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พราหมณ์นี้จึงกล่าวอย่างนี้ว่า จัดข้าวปายาสแก่ ชน ๒,๕๐๐ คน ด้วยความไม่เลื่อมใสในพระตถาคตผู้แม้ถึงการฝึกฝนและความ
หน้า 254 ข้อ 676
สงบอย่างสูงสุด ผู้นำมาซึ่งความเลื่อมใสโดยรอบ เป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส หรือว่าด้วยความตระหนี่ภิกษาในทัพพี. ตอบว่า ไม่ใช่ทั้ง ๒ อย่าง แต่พราหมณ์ เห็นชนไม่อิ่มด้วยการดูพระผู้มีพระภาคเจ้า ทอดทิ้งการงานจึงไม่พอใจว่าพระผู้มี พระภาคเจ้าเสด็จมาทำลายการงานของเรา ฉะนั้น พราหมณ์จึงกล่าวอย่างนั้น. และเพราะพราหมณ์ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะ คิดว่าถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้านี้จักได้ประกอบการงานไซร้ พระองค์ก็จักได้เป็นดุจ จุฬามณีบนศีรษะของพวกมนุษย์ทั่วชมพูทวีป ประโยชน์อะไรจักไม่สำเร็จแก่ พระองค์เล่า ด้วยอาการอย่างนี้แล พระองค์ไม่ประกอบการงานเพราะความ เกียจคร้านเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในงานวัปปมงคลเป็นต้น ดังนี้ จึงเกิดความไม่ พอใจ. ด้วยเหตุนั้น พราหมณ์จึงกล่าวว่า อหํ โข สมณ กสามิ จ วปามิ จ กสิตฺวา จ วปิตฺวา จ ภิญฺชามิ ดังนี้. ได้ยินว่า พราหมณ์นั้นมีความประสงค์ดังนี้ว่า การงานทั้งหลายแม้ ของเรายังไม่พินาศก่อน เรามิได้เป็นผู้มีลักษณะสมบูรณ์เหมือนท่าน แม้ท่าน ไถและหว่านแล้วจงบริโภคเถิด ประโยชน์อะไรจะไม่พึงสำเร็จแก่ท่านผู้สมบูรณ์ ด้วยลักษณะอย่างนี้เล่า. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์ได้ฟังว่า เล่ากันมาว่า พระผู้มี พระภาคเจ้านั้น เป็นกุมารเกิดในสักยราชตระกูล ละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงผนวช เพราะเหตุดังนี้ พราหมณ์รู้ในบัดนี้ว่า ผู้นี้คือผู้นั้นยกขึ้นติเตียนว่า ท่านละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิลำบากแล้วจึงกล่าวอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง พราหมณ์นี้มีปัญญาแก่กล้าจะกล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยไม่เลื่อมใสก็หาไม่. แต่ได้เห็นรูปสมบัติของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงสรรเสริญบุญสมบัติกล่าวอย่างนี้ เพื่อให้มีการพูดจากันบ้าง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงพระองค์ ว่าเป็นผู้ไถผู้หว่านชั้นเลิศในโลกพร้อมทั้งเทวโลกโดยเป็นเวไนยสัตว์ จึงได้ตรัส ว่า อหมฺปิ โข พฺราหฺมณ เป็นต้น.
หน้า 255 ข้อ 676
ลำดับนั้น พราหมณ์คิดว่า สมณะนี้กล่าวว่า แม้เราก็ไถก็หว่าน แต่ เราไม่เห็นเครื่องไถมีแอกและไถเป็นต้นที่ใหญ่ ๆ ของสมณะนี้ สมณะนี้กล่าว เท็จหรือหนอตรวจดูพระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่พื้นพระบาทจนถึงปลายพระเกศา เพราะตนสำเร็จวิชาดูลักษณะ จึงรู้ว่าสมณะนั้นสมบูรณ์ด้วยลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ เหตุได้สั่งสมบุญญาธิการไว้ เกิดมานะอย่างแรงกล่าว่า ข้อที่ สมณะเห็นปานนี้พูดมุสามิใช่ฐานะที่จะเป็นได้ จึงละวาทะว่าสมณะในพระผู้มี พระภาคเจ้า เมื่อจะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยโคตร จึงกล่าวว่า น โข ปน มยํ ปสฺสาม โภโต โคตมสฺส เป็นต้น. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ ทรงแสดงพุทธานุภาพ เพราะเหตุที่ขึ้นชื่อว่าการกล่าวด้วยเป็นผู้เทียบด้วยธรรม มีในก่อน เป็นอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงตรัสคำมีอาทิว่า สทฺธา พีชํ ดังนี้. ถามว่า ก็ในข้อนี้ ความเป็นผู้มีส่วนเสมอด้วยธรรมมีในก่อน คือ อะไร พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพราหมณ์ถามถึงเครื่องไถมีแอกและไถเป็นต้น มิใช่หรือ แต่พระองค์ตรัสว่า สทฺธา พีชํ เป็นต้น เพราะพืชที่ไม่ถูกถาม เทียบกันได้ และเมื่อเป็นเช่นนั้น แม้ถ้อยคำก็ต่อกัน ไม่ได้ ธรรมดาว่าถ้อยคำ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ต่อกันไม่ได้ จะมีไม่ได้เลย. พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จะตรัสด้วยความที่ธรรมมีในก่อนเทียบกันไม่ได้ ก็หาไม่. ก็ในข้อนี้ พึงทราบ อนุสนธิอย่างนี้ว่า จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพราหมณ์ถามถึงการไถ โดย เครื่องไถมีแอกและไถเป็นต้น. ด้วยความอนุเคราะห์พราหมณ์นั้น พระองค์ ประสงค์ให้พราหมณ์ทราบเรื่องการไถพร้อมทั้งมูล พร้อมทั้งอุปการะ พร้อม ทั้งสัมภาระที่เหลือ พร้อมทั้งผล มิให้ลดน้อยลง ด้วยพระดำริว่า ข้อนี้เขา มิได้ถาม เมื่อจะทรงแสดงจำเดิมแต่ต้นมา จึงตรัสคำมีอาทิว่า สทฺธา พีชํ ดังนี้. พืชในเรื่องนั้น เป็นมูลของการไถ เพราะเมื่อพืชมีก็ควรทำ เมื่อพืช
หน้า 256 ข้อ 676
ไม่มี ก็ไม่ควรทำ แต่ควรทำให้พอเหมาะแก่พืชนั้น เพราะเมื่อมีพืช ชาวนา ย่อมไถนา เมื่อไม่มีก็ไม่ไถ. ชาวนาผู้ฉลาดย่อมไถนาพอเหมาะแก่พืชเท่านั้น. ไม่ทำให้พร่องด้วยคิดว่า ข้าวกล้าของเราอย่าเสียหาย ไม่ทำให้เกินด้วยคิดว่า ความพยายามของเราอย่าได้ไร้ประโยชน์. ก็เพราะพืชนั่นแหละเป็นมูล ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงการไถตั้งแต่มูล คือทรงแสดงธรรม เบื้องต้นแห่งการไถของพระองค์ โดยความที่พืชคือธรรมเบื้องต้นเทียบได้กับ การไถของพราหมณ์นั้น จึงตรัสว่า สทฺธา พีชํ ดังนี้. ในข้อนี้แม้ความ ที่การไถของพราหมณ์เทียบได้ด้วยธรรมเบื้องต้น ก็พึงทราบอย่างนี้. หากจะมีคำถามว่า เพราะเหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสเฉพาะที่ พราหมณ์ถามเท่านั้น ไม่ตรัสข้อที่ไม่ถามภายหลัง. แก้ว่า เพราะพระองค์เป็น ผู้อุปการะแก่พราหมณ์นั้น และเพราะพระองค์เป็นผู้สามารถเชื่อมพระธรรม. จริงอยู่ พราหมณ์นี้เป็นผู้ไม่มีศรัทธาเพราะเกิดในตระกูลมิจฉาทิฏฐิตระกูลหนึ่ง แต่เป็นผู้มีปัญญา ไม่ปฏิบัติในข้อที่มิใช่วิสัยของตนที่เกี่ยวถึงผู้อื่น จึงไม่ได้ บรรลุคุณวิเศษ. ก็ศรัทธาของพราหมณ์นั้นเพียงปราศจากกิเลสและธรรมฝ่ายดำ ที่ฟูขึ้น มีลักษณะเพียงความผ่องใส มีกำลังน้อย เป็นไปกับด้วยปัญญาซึ่งมี กำลัง จึงไม่ท่าให้สำเร็จประโยชน์ เหมือนโคที่เทียมในแอกเดียวกับช้าง ดังนั้น ศรัทธาของเขาจึงเป็นเครื่องสนับสนุน ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง สถาปนาพราหมณ์นั้นไว้ในศรัทธา จึงตรัสเนื้อความนี้ที่ควรจะตรัสแม้ใน ภายหลัง เอามาตรัสเสียก่อน เพราะความที่ทรงเป็นผู้ฉลาดในเทศนา. ก็ฝน เป็นอุปการะแก่พืช ฝนนั้นพระองค์ตรัสในลำดับนั่นเอง จึงเป็นธรรมชาติ ที่สามารถ ความข้อนี้พระองค์ควรตรัสแม้ภายหลัง เพราะความที่ทรงสามารถ เชื่อมพระธรรม. เครื่องไถอื่น ๆ มีงอนไถและเชือกเป็นต้น เห็นปานนี้ พึง ทราบว่า ตรัสก่อนแล้ว.
หน้า 257 ข้อ 676
ในข้อนั้น ศรัทธามีความผ่องใสเป็นลักษณะ หรือมีความปักใจลง เป็นลักษณะ. บทว่า พีชํ ได้แก่ พืช ๕ อย่าง คือ พืชเกิดแต่ราก พืช เกิดแต่ลำต้น พืชเกิดแต่ข้อ พืชเกิดแต่ยอด พืชเกิดแต่เมล็ด เป็นที่ ๕ ทั้งหมดนั้นนับว่า พืชเกิดแต่เมล็ดทั้งนั้น เพราะงอกได้. ในข้อนั้น พืชเป็นมูลกสิกรรมของพราหมณ์ แยกออกเป็นสอง คือ ข้างล่างออกราก ข้างบนออกหน่อ ฉันใด ศรัทธาเป็นมูลกสิกรรมของพระผู้มี พระภาคเจ้า ข้างล่างมีศีลเป็นราก ข้างบนมีสมถะและวิปัสสนาเป็นหน่อ ฉันนั้น. เหมือนอย่างว่า พืชนั้นรับรสปฐวีธาตุ อาโปธาตุด้วยราก ย่อมเติบโต ขึ้นเพื่อรับความแก่สุกแห่งธัญญชาติด้วยก้าน ฉันใด ศรัทธานี้รับรสคือสมถะ และวิปัสสนาด้วยรากคือศีล เติบโตขึ้นเพื่อรับความแก่กล้าแห่งธัญญชาติคือ อริยผล ด้วยก้านคืออริยมรรค ฉันนั้น. อนึ่ง พืชนั้นตั้งอยู่ในพื้นด้นที่ดี เจริญงอกงามไพบูลย์ด้วยราก หน่อ ใบ ก้านเง่าและใบอ่อน ให้เกิดน้ำนม ให้สำเร็จเป็นรวงข้าวสาลี เต็มไปด้วยเมล็ดข้าวสาลีเป็นอันมาก ฉันใด ศรัทธานี้ ก็ฉันนั้น ตั้งมั่นอยู่ในจิตสันดาน เจริญงอกงามไพบูลด้วยวิสุทธิ ๖ ให้เกิด น้ำนมคือญาณทัสสนวิสุทธิ ให้สำเร็จเป็นพระอรหัตผล อันเพียบไปด้วย ปฏิสัมภิทาญาณเป็นอเนก. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า สทฺธา พีชํ ดังนี้ หากจะมีคำถามว่า ก็เมื่อกุศลธรรมกว่า ๕๐ เกิดร่วมกัน เหตุไรจึง ตรัสว่า สทฺธา พีชํ ดังนี้. แก้ว่า เพราะทำหน้าที่เหมือนพืช. เหมือนอย่างว่า บรรดากุศลธรรมเหล่านั้น วิญญาณนั่นแลทำหน้าที่รู้เจ้า ฉันใด ศรัทธาก็ทำ หน้าที่เหมือนพืช (ต้นเหตุ) ฉันนั้น. ก็ศรัทธานั้นเป็นมูลเหตุแห่งกุศลธรรม ทั้งปวง. เหมือนอย่างที่กล่าวไว้ว่า บทว่า สทฺธาชาโต อุปสงฺกมิ ความว่า ศรัทธาเมื่อเข้าไปหา ย่อมนั่งใกล้ ฯลฯ และแทงตลอดกุศลธรรมนั้นเห็น ด้วยปัญญา.
หน้า 258 ข้อ 676
ชื่อว่า ตโป เพราะเผาอกุศลธรรมและกาย. คำว่า ตโป นี้เป็นชื่อ ของอินทริยสังวร ความเพียร ธุดงค์และทุกกรกิริยา. แต่ในที่นี้ประสงค์เอา อินทริยสังวร. บทว่า วุฏฺิ ได้แก่ ฝนหลายอย่าง เป็นต้นว่า น้ำฝน ลมเจือฝน. ในที่นี้ประสงค์เอาน้ำฝน. เหมือนอย่างว่า ข้าวกล้าของพราหมณ์ มีพืชเป็นมูล มีน้ำฝนช่วยอย่างดี ย่อมงอกไม่เหี่ยวแห้ง ย่อมผลิตผล ฉันใด ธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ฉันนั้น มีศรัทธาเป็นมูล มีอินทริยสังวรช่วยอนุเคราะห์ ย่อมงอกงามไม่เหี่ยวแห้ง ย่อมผลิตผล เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตโป วุฏฺิ ดังนี้. เม ศัพท์ที่ท่านกล่าวไว้ในคำว่า ปญฺา เม นี้ พึงประกอบแม้ใน. บทต้น ๆ ว่า สทฺธา เม พีชํ ตโป เม วุฏฺิ. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงไว้ อย่างไร. ท่านแสดงไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อนาที่ท่านหว่านไว้แล้ว ถ้ามีฝน ข้อนั้นเป็นการดี ถ้าไม่มี ก็จำต้องให้น้ำก่อน ฉันใด เราใช้เชือก คือใจผูกแอกและไถ ซึ่งมีงอนคือหิริให้ติดกัน เทียมโคคือความเพียร แทง ด้วยประตักคือสติ เมื่อหว่านพืชคือศรัทธา ลงในนาคือจิตสันดานของตน ชื่อว่า ฝนไม่มี เราก็ใช้ตบะคืออินทริยสังวรตลอดกาลเป็นนิจ เป็นน้ำฝนฉันนั้น. บทว่า ปญฺา ได้แก่ ปัญญาหลายอย่าง ต่างโดยปัญญาฝ่ายกามาวจร เป็นต้น. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์มรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา. บทว่า ยุคนงฺคลํ ได้แก่ แอกและไถ. เหมือนอย่างว่า พราหมณ์มีแอกและ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงมีปัญญา ๒ อย่าง ฉันนั้น. ใน ๒ อย่างนั้น แอกย่อมเป็นที่อาศัยของงอนไถ ข้างหน้าติดด้วยงอนไถ เป็นที่อาศัยฉันนั้น. ช่วยให้โคงานเดินไปพร้อมกัน ฉันใด ปัญญาก็ฉันนั้น ย่อมเป็นที่อาศัยแห่ง ธรรมทั้งหลาย อันมีหิริเป็นประธาน ฉันนั้น. อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า กุศลธรรม
หน้า 259 ข้อ 676
ทั้งหมดยิ่งด้วยปัญญา และว่าผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาประเสริฐที่สุด ดุจบรรดาดวงดาวทั้งหลาย พระจันทร์ประเสริฐสุด ฉะนั้น ชื่อว่า อยู่ข้างหน้า เพราะอรรถว่า เป็นหัวหน้าแห่งกุศลธรรม. อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ศีลก็ดี สิริก็ดี และธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมติดตามคือคล้อยตามผู้มีปัญญา. แต่ปัญญาย่อมเนื่องด้วยหิริดุจงอนไถ เพราะไม่เกิดขึ้น โดยปราศจากหิริ ย่อมเป็นที่อาศัยของเชือกทั้งหลาย โดยเป็นนิสัยปัจจัยของเชือกคือสมาธิ กล่าวคือใจ ย่อมช่วยให้โคงานคือวิริยะ เดินไปพร้อมกัน เพราะห้ามการ ปรารภเพียรเกินไปและความย่อหย่อนเกินไป. ไถประกอบด้วยผาล ย่อมทำลาย ความทึบของแผ่นดินในการไถ ทำลายความสืบต่อแห่งมูลดิน ฉันใด ปัญญา อันประกอบด้วยสติก็ฉันนั้น ย่อมทำลายความทึบแห่งธรรมทั้งหลายซึ่งมีกิจคือ การประชุมแห่งสันตติเป็นอารมณ์ ในเวลาเจริญวิปัสสนา ย่อมทำลายความ สืบต่อแห่งมูลแห่งกิเลสทั้งปวง. และปัญญานั้นแลเป็นโลกุตระอย่างเดียว. ส่วนปัญญานอกนี้ พึงเป็นแต่โลกิยะ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ปญฺา เม ยุคนงฺคลํ. ชื่อว่า หิริ เพราะละอายแต่ธรรมอันลามก. ด้วยการถือเอาหิรินั้น แม้โอตตัปปะที่ไม่ประกอบด้วยหิรินั้น ก็เป็นอันท่านถือเอาแล้วด้วยหิริศัพท์นั้น. บทว่า อีสา ได้แก่ท่อนแห่งต้นไม้สำหรับทรงตัวแอกและไถ. เหมือนอย่าง งอนไถของพราหมณ์ย่อมทรงไว้ซึ่งแอกและไถฉันใด แม้หิริของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าก็ฉันนั้น ย่อมทรงไว้ซึ่งแอกและไถกล่าวคือโลกิยปัญญาและโลกุตร- ปัญญา. ชื่อว่า ไม่มีหิริก็เพราะไม่มีปัญญา. เหมือนอย่างว่า แอกและไถ ที่เนื่องด้วยงอนไถ กระทำหน้าที่ไม่ไหว ไม่หย่อน ฉันใด ปัญญาแม้ เนื่องด้วยหิริก็ฉันนั้น กระทำหน้าที่ไม่ไหว ไม่หย่อน ไม่ระคนด้วยความ ไม่มีหิริ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า หิริ อีสา ดังนี้ . ชื่อว่า มนะ
หน้า 260 ข้อ 676
เพราะอรรถว่ารู้. คำว่า มนะ นี้ เป็นชื่อของจิต. แต่ในที่นี้ท่านประสงค์ เอาสมาธิที่ประกอบด้วยมนะนั้นโดยยกมนะขึ้นเป็นประธาน. บทว่า โยตฺตํ ได้แก่เครื่องผูกคือเชือก. เชือกนั้นมี ๓ อย่าง คือเป็นเครื่องผูกแอกกับงอนไถ ๑ เป็นเครื่องผูกโคงานกับแอก ๑ เป็นเครื่องล่ามโคงานต่อกันกับนายสารถี ๑. ใน ๓ อย่างนั้น เชือกของพราหมณ์ ย่อมทำงอนไถแอกและโคงานให้ปฏิบัติ ในกิจของตน ฉันใด สมาธิของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ผูกธรรมคือ หิริปัญญาและวิริยะเหล่านั้นทั้งหมดไว้ในอารมณ์เดียวกัน โดยสภาวะคือ ไม่ซัดส่าย ให้ปฏิบัติในหน้าที่ของตน. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า มโน โนตฺตํ ดังนี้. ชื่อว่า สติ เพราะอรรถว่า ระลึกถึงความมีกิจที่ทำไว้นานเป็นต้นได้. ชื่อว่า ผาละ เพราะอรรถว่า ผ่า. ชื่อว่า ปาชนะ เพราะอรรถว่า เป็น เครื่องขับไป. ในที่นี้ท่านกล่าวว่า ปาจนะ. บทว่า ปาจนะ นั้นเป็นชื่อ ของประตัก. ผาลและประตักชื่อว่า ผาลปาจนะ. สติที่ประกอบด้วยวิปัสสนา และประกอบด้วยมรรคของพระผู้มีพระภาคเจ้า เปรียบเหมือนผาลและประตัก ของพราหมณ์. พึงทราบวินิจฉัยในข้อนั้นดังต่อไปนี้ สติค้นหาคติของกุศลธรรม ทั้งหลาย หรือทำให้ปรากฏในอารมณ์ ย่อมรักษาไถคือปัญญา เหมือนผาล รักษาไถ และไปข้างหน้าไถนั้น. ด้วยเหตุนั้นแหละ สตินั้นท่านจึงกล่าวว่า อารกฺโข เครื่องรักษา ดุจในประโยคมีอาทิว่า สตารกฺเขน เจตสา วิหรติ มีใจมีสติเป็นเครื่องรักษาอยู่ ดังนี้. ก็ปัญญานั้นมีสติอยู่ข้างหน้า ทำได้ ไม่หลงลืม ด้วยว่าปัญญาย่อมรู้ชัดด้วยธรรมที่สติอบรมแล้ว มิใช่ด้วยความ หลงลืม. เหมือนอย่างว่า ประตักแสดงภัย คือการแทงโคงานทั้งหลาย ไม่ให้ เกียจคร้าน ป้องกันเดินนอกทาง ฉันใด สติก็ฉันนั้น แสดงภัยคืออบายแก่ โคงานคือวิริยะ ไม่ให้เกียจคร้าน ป้องกันอโคจรกล่าวคือกามคุณ แล้วประกอบ
หน้า 261 ข้อ 676
ไว้ในกัมมัฏฐาน ป้องกันเดินออกนอกทาง. ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า สติ เม ผาลปาจนํ ดังนี้ . บทว่า กายคุตฺโต ได้แก่คุ้มครองด้วยกายสุจริต ๓ อย่าง. บทว่า วจีคุตฺโต ได้แก่คุ้มครองด้วยวจีสุจริต ๔ อย่าง. ก็ด้วยคำมีประมาณเท่านี้ เป็นอันท่านกล่าวปาติโมกขสังวรศีลแล้ว. ในข้อว่า อาหาเร อุทเร ยโต นี้ มีความว่า สำรวมในปัจจัยทั้ง ๔ อย่าง เพราะท่านสงเคราะห์ปัจจัยทุกอย่าง ด้วยมุขคืออาหาร อธิบายว่า สำรวมแล้ว คือปราศจากอุปกิเลส. ด้วยคำนี้ เป็นอันท่านกล่าวอาชีวปาริสุทธิศีลแล้ว. บทว่า อุทเร ยโต ได้แก่สำรวม ในท้อง คือสำรวม คือบริโภคพอประมาณ. ท่านอธิบายไว้ว่า รู้จักประมาณ ในอาหาร. ด้วยมุขคือความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคนี้ เป็นอัน ท่านกล่าวการเสพเฉพาะปัจจัยสันนิสสิตศีลแล้ว. ถามว่า ด้วยข้อนั้น ท่าน แสดงความอย่างไร. ตอบว่า ท่านแสดงความว่า พราหมณ์ ท่านหว่านพืช แล้ว ล้อมด้วยรั้วหนามรั้วต้นไม้หรือกำแพง เพื่อรักษาข้าวกล้า ฝูงโคกระบือ และเนื้อทั้งหลายเข้าไปไม่ได้ แย่งข้าวกล้าไม่ได้ เพราะการล้อมนั้น ฉันใด เราตถาคตก็ฉันนั้น หว่านพืช คือ ศรัทธาเป็นอันมากแล้ว ล้อมรั้ว ๓ ชั้น ได้แก่ควบคุมกาย ควบคุมวาจา และควบคุมอาหาร เพื่อรักษากุศลธรรม นานาประการ ฝูงโคกระบือและเนื้อกล่าวคืออกุศลธรรมมีราคะเป็นต้น เข้าไป ไม่ได้ แย่งข้าวกล้าคือกุศลนานาประการของเราไปไม่ได้เพราะการล้อมรั้วนั้น. การพูดไม่ผิดด้วยอาการ ๒ อย่าง ชื่อว่า สัจจะ ในคำว่า สจฺจํ กโรมิ นิทฺทานํ นี้. บทว่า นิทฺทานํ ได้แก่ ตัด เกี่ยว ถอน. แลคำนี้ พึงทราบว่าเป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. ก็ในคำนี้มีเนื้อความ ดังนี้ว่า เราดายหญ้า (คือวาจาสับปรับ ) ด้วยคำสัตย์. คำนี้มีอธิบายว่า ท่านทำการไถภายนอก ใช้มือหรือมีดดายหญ้าที่ทำข้าวกล้าให้เสีย ฉันใด
หน้า 262 ข้อ 676
แม้เราก็ฉันนั้น ไถในภายในแล้ว ใช้สัจจะดายหญ้าคือการกล่าวคลาดเคลื่อน ที่ประทุษร้าย ข้าวกล้าคือกุศล. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบสัจจะในคำว่า สจฺจํ กโรมิ นิทฺทานํ นี้ หมายเอายถาภูตญาณ. ท่านแสดงว่า เราทำการ ดายหญ้ามีอัตตสัญญาเป็นต้นด้วยถาภูตญาณนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นิทฺทานํ ความว่า ตัด เกี่ยว ถอนขึ้น. ท่านแสดงว่า ท่านใช้ทาสหรือกรรมกรให้ดาย คือตัดเกี่ยวถอนหญ้าทั้งหลาย ด้วยคำว่า จงดายหญ้าทั้งหลาย ฉันใด เราก็ ฉันนั้นใช้สัจจะดายหญ้า. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สจฺจํ ได้แก่ ทิฏฐิสัจจะ ความว่า เราทำการดายหญ้านั้น คือ ตัดสิ่งที่ควรตัด เกี่ยวสิ่งที่ควรเกี่ยว ถอนสิ่งที่ควรถอน. ในวิกัปทั้ง ๒ เหล่านี้ ควรประกอบเนื้อความด้วยทุติยา- วิภัตติเท่านั้น. ในคำว่า โสรจฺจํ เม ปโมจนํ นี้ ศีลคือการไม่ล่วงละเมิดทางกาย การไม่ล่วงละเมิดทางวาจานั่นแหละ ท่านกล่าวว่า โสรัจจะ ข้อนั้นท่านไม่ ประสงค์. ก็คำว่า โสรจฺจํ นั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยคำว่า กายคุตฺโต เป็นต้น เท่านั้น. แต่ท่านประสงค์เอาอรหัตผล. ก็พระอรหัตผลนั้น ท่านเรียกว่า โสรัจจะ เพราะความยินดีในพระนิพพานอันดี. บทว่า ปโมจนํ ได้แก่ สละโยคกิเลสเครื่องประกอบ. คำนี้มีอธิบายว่า การปลดเปลื้องของท่าน ย่อมไม่เป็นการปลดเปลื้องเลย เพราะต้องประกอบในเวลาเย็น ในวันที่สอง หรือในปีหน้าแม้อีก ฉันใด การปลดเปลื้องของเราหาเป็นฉันนั้นไม่. ขึ้นชื่อว่า การปลดเปลื้องในระหว่างของเราหามีไม่. เพราะเราเทียมโคงานคือความเพียร ที่ไถ คือปัญญา จำเดิมแต่ครั้งพระทศพลพระนามว่าทีปังกร ไถเป็นการใหญ่ สิ้นสี่อสงขัยแสนกัป ก็ยังไม่พ้น ตราบเท่าที่ยังไม่บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ. ก็เมื่อใดเราใช้เวลาทั้งหมดนั่งเหนืออปราชิตบัลลังก์ ณ โคนโพธิพฤกษ์. พระอรหัตผลที่มีคุณทั้งปวงเป็นบริวารก็เกิดขึ้น เมื่อนั้น เราปล่อยวาง
หน้า 263 ข้อ 676
พระอรหัตผลนั้นด้วยการระงับความขวนขวายทุกอย่าง บัดนี้จักไม่ประกอบ ต่อไป ทรงหมายเนื้อความดังว่ามานี้ จึงตรัสว่า โสรจฺจํ เม ปโมจนํ. บทว่า วิริยํ ในคำว่า วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ นี้ ได้แก่ การปรารภ ความเพียรทางกายและทางจิต. บทว่า ธุรโธรยฺหํ ความว่า นำไปในธุระ อธิบายว่า นำธุระไป. เหมือนอย่างว่า ไถที่พราหมณ์ชักไปและดึงไปในธุระ ย่อมทำลายแผ่นของดินและการสืบต่อแห่งมูลดิน ฉันใด ไถคือปัญญาที่พระผู้ มีพระภาคเจ้าชักมาด้วยความเพียร ก็ฉันนั้น ย่อมทำลายแผ่นกิเลสตามที่กล่าว แล้ว และทำลายการสืบต่อแห่งกิเลส. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ. อีกอย่างหนึ่ง. สภาวะที่นำธุระเบื้องต้นไป ชื่อว่า ธุระ สภาวะที่นำ ธุระเดิมไป ชื่อว่า โธรัยหา ธุระและโธรัยหะ ชื่อว่า ธุรโธรัยหะ ธุรโธ- รัยหะ อันต่างด้วยโคงาน ๔ ตัว ในไถแต่ละไถของพราหมณ์ เมื่อนำไปทำ หน้าที่กำจัดรากหญ้าที่เกิดขึ้น ๆ และทำความสมบูรณ์แห่งข้าวกล้าให้สำเร็จฉัน ใด ธุรโธรัยหะ อันต่างด้วยความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ ของพระผู้มีพระ ภาคเจ้าก็ฉันนั้น เมื่อนำมาย่อมทำหน้าที่กำจัดอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๆ เเละทำ ความสมบูรณ์แห่งกุศลให้สำเร็จ. เพราะเหตุนั้นจึงตรัสว่า วิริยํ เม ธุรโธรยฺหํ ดังนี้. ในคำว่า โยคกฺเขมาธิวาหนํ นี้มีวินิจฉัยว่า พระนิพพาน ชื่อว่า โยคักเขมะ เพราะเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย. พระนิพพานนั้น ชื่อว่า อธิวาหนะ เพราะนำไปเจาะจงหรือว่านำไปเฉพาะหน้า การนำไปเฉพาะหน้า ซึ่งธรรมอันเกษมจากโยคะ. ชื่อว่า โยคักเขมาธิวาหนะ. ท่านกล่าวคำ อธิบายไว้ดังนี้ว่า ธุรโธรัยหะของท่านที่นำมุ่งไปทิศใดทิศหนึ่งมีปุรัตถิมทิศเป็น ต้น ฉันใด ธุรโธรัยหะของเรา ย่อมนำมุ่งตรงต่อพระนิพพานก็ฉันนั้น. ธุรโธรัยหะที่เรานำไปอย่างนี้ ชื่อว่าไปไม่หวนกลับ คือ ไปจำเดิมแต่เวลาที่
หน้า 264 ข้อ 676
พระพุทธเจ้าพระนามว่าทีปังกร ไม่หวนกลับเหมือนธุรโรรัยหะ (ของท่าน) นำ ไถไปถึงที่สุดนา ยังกลับมาอีก. อีกอย่างหนึ่ง เพราะกิเลสที่เราละได้ด้วยมรรค นั้น ๆ ไม่จำต้องละร่ำไป เหมือนหญ้าที่ตัดด้วยไถของท่าน จำต้องตัดในเวลา ต่อมาอีก ฉะนั้น ธุรโธรัยหะละไม้คือกิเลสที่เห็นแล้วด้วยปฐมมรรค ละกิเลส หยาบ ๆ ด้วยทุติยมรรค ละกิเลสที่เป็นอนุสัยด้วยตติยมรรค ละกิเลสทุกอย่าง ด้วยจตุตถมรรค ไปไม่หวนกลับด้วยอาการอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คจฺฉติ อนิวตฺตํ ความว่า เป็นธรรมชาติเว้นการไม่กลับไปเลย. บทว่า ตํ โยคธุร- โรธรยฺหํ ในคำว่า ธุรโธรยฺหํ นี้ พึงทราบความอย่างนี้ ก็ธุรโธรัยหะของ เราเมื่อไปโดยประการที่ธุรโธรัยหะของท่านไม่ไปยังที่นั้น แต่ธุรโธรัยหะของ เรานั้น ย่อมไปสู่ที่ชาวนาไปแล้ว ไม่เศร้าโศกปราศจากธุลี ไม่เสียใจ. บทว่า ยตฺถ คนฺตฺวา น โสจติ ความว่า ชาวนาเช่นเราเตือนการนำธุระไปด้วย ความเพียรนั้นด้วยประตัก คือ สติไปในที่ใด ไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี ไม่ เสียใจ ถึงที่นั้นทั้งหมด กล่าวคืออมตนิพพานอันเป็นที่ถอนลูกศรคือความโศก บัดนี้ เมื่อจะทรงย้ำคำลงท้ายจึงตรัสคาถาว่า เอวเมสา กสี ดังนี้ เป็นต้น. ข้อนั้นมีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ จงเห็นเถิดท่านพราหมณ์ พืช คือศรัทธานี้ น้ำฝนคือตบะช่วยเหลือแม้การไถ เราใช้เชือกคือใจผูกแอกและ ไถคือปัญญาและงอนไถคือหิริไว้ด้วยกัน ใช้ไถคือปัญญาตอกผาลคือสติ ยึด ประตักคือสติคุ้มครองด้วยการควบคุมกายวาจาและอาหาร ใช้สัจจะเป็นเครื่อง ดายหญ้า นำธุรโธรัยหะคือความเพียรซึ่งให้เกิดโสรัจจะมุ่งตรงพระนิพพานอัน เป็นแดนเกษมจากโยคะไม่ถอยกลับ ไถแล้วการไถให้ถึงสามัญญผล ๔ อย่าง ซึ่งเป็นที่สุดแห่งการงาน ดังนี้. บทว่า สา โหติ อมตปฺผลา ความว่า การไถนี้นั้นย่อมมีผลเป็นอมตะ. พระนิพพานท่านเรียกว่าอมตะ. อธิบายว่า การไถนั้นมีพระนิพพานเป็นอานิสงส์. การไถนี้นั้นจะมีผลเป็นอมตะเฉพาะเรา
หน้า 265 ข้อ 677, 678
ผู้เดียวเท่านั้นก็หามิได้ ใคร ๆ จะเป็นกษัตริย์พราหมณ์แพศย์สูทรก็ตาม คฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม ไถอย่างนี้ ครั้นไถอย่างนี้แล้ว เขาทั้งหมด ย่อม พ้นทุกข์ทั้งปวงโดยแท้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเทศนาแก่พราหมณ์ ยกพระนิพพานแสดงเป็น เรื่องสุดท้าย จบลงด้วยอดคือพระอรหัต ด้วยประการฉะนี้. ต่อแต่นั้น พราหมณ์ฟังพระธรรมเทศนาซึ่งมีเนื้อความลึกซึ้งแล้ว ทราบว่าคนบริโภคผล แห่งการไถนาของเรา ย่อมจะหิวในวันรุ่งขึ้นเป็นแน่ แต่คนบริโภคผลแห่งการ ไถที่เป็นอมตะนี้ ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ดังนี้ มีความเลื่อมใส เมื่อจะแสดงทำ อาการเลื่อมใส จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ภุญฺชตุ ภวํ โคตโม ดังนี้. คำทั้ง หมดและคำนอกจากนั้น เราอธิบายเนื้อความไว้แล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถากสิสูตรที่ ๑ ๒. อุทัยสูตร ว่าด้วยติดในรส [๖๗๗] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและ จีวร เสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์. ลำดับนั้น อุทัยพราหมณ์เอาข้าว ใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าจนเต็ม. [๖๗๘] แม้ครั้งที่ ๒ ในเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์.
หน้า 266 ข้อ 679, 680, 681
ลำดับนั้น อุทัยพราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าจน เต็ม. [๖๗๙] แม้ครั้งที่ ๓ เวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรง ถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปยังที่อยู่ของอุทัยพราหมณ์ แม้ในครั้งที่ ๓ อุทัย พราหมณ์เอาข้าวใส่บาตรถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเต็มแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าว่า พระสมณโคดมนี้ติดในรส (ติดใจในอาหาร) จึงเสด็จมาบ่อย ๆ. [๖๘๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า กสิกรย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนย่อม ตกบ่อย ๆ ชาวนาย่อมไถนาบ่อย ๆ แว่น แคว้นย่อมบริบูรณ์ด้วยธัญชาติบ่อย ๆ ยา จกย่อมขอบ่อย ๆ ทานบดีก็ให้บ่อย ๆ ทานบดีให้บ่อย ๆ แล้ว ก็เข้าถึงสวรรค์ บ่อย ๆ ผู้ต้องการน้ำนมย่อมรีดนมบ่อย ๆ ลูกโคย่อมเข้าหาแม่โคบ่อย ๆ บุคคล ย่อม ลำบากและดินรนบ่อย ๆ คนเขลาย่อมเข้า ถึงครรภ์บ่อยๆ สัตว์ย่อมเกิดและตายบ่อยๆ บุคคลทั้งหลายย่อมนำซากศพไปป่าช้า บ่อย ๆ ส่วนผู้มีปัญญาถึงจะเกิดบ่อย ๆ ก็ เพื่อได้มรรคแล้วไม่เกิดอีก ดังนี้. [๖๘๑] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว อุทัยพราหมณ์ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ข้าแต่พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศ
หน้า 267 ข้อ 681
ธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คน หลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและพระ ภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ของพระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสกผู้ถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะจนตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถาอุทยสูตรที่ ๒ ในอุทยสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า โอทเนน ปูเรสิ ความว่า พราหมณ์เอาข้าวพร้อมด้วยแกง และกับที่เขาจัดไว้เพื่อคนใส่บาตรจนเต็มถวาย. ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นพราหมณ์นั้น ทรงปฏิบัติพระสรีระแต่ เช้าทีเดียว เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงปิดประตูแล้วประทับนั่ง ทรงเห็นโภชนะ ที่เขายกเข้าไปไว้ใกล้พราหมณ์ ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้นทรงคล้องบาตรที่ จะงอยบ่า เสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จถึงประตูพระนครทรงนำบาตรออก แล้วเสด็จเข้าภายในพระนคร ทรงดำเนินไปตามลำดับ ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู บ้านพราหมณ์. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วได้ถวายโภชนะที่เขาจัด แจงมาเพื่อตน. คำว่า โอทเนน ปูเรสิ นี้ท่านกล่าวหมายเอาโภชนะนั้น . บทว่า ทุติยมฺปิ ได้แก่แม้ในวันที่ ๒. บทว่า ตติยมฺปิ ได้แก่แม้ในวันที่ ๓ ได้ยิน ว่า ในระหว่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปประตูเรือนพราหมณ์ติด ๆ กัน ตลอด ๓ วัน ไม่มีใคร ๆ ที่สามารถจะลุกขึ้นรับบาตรได้. มหาชนได้ยืนแลดู อยู่เหมือนกัน.
หน้า 268 ข้อ 681
บทว่า เอตทโวจ ความว่า พราหมณ์แม้ถวายจนเต็มบาตรตลอด ๓ วัน ก็มิได้ถวายด้วยศรัทธา. พราหมณ์บริโภคโดยมิได้ถวายแม้เพียงภิกษาแก่ บรรพชิตที่มายืนอยู่ยังประตูเรือน แต่ได้ถวายเพราะกลัวถูกติเตียนว่า บรรพชิต มายืนถึงประตูเรือนแล้ว แม้เพียงภิกษาก็ไม่ถวาย กินเสียเอง ดังนี้. และเมื่อ ถวาย ๒ วันแรกถวายแล้วมิได้พูดอะไร ๆ เลย กับเข้าบ้าน. ทั้งพระผู้มีพระ ภาคเจ้ามิได้ตรัสอะไร ๆ เหมือนกัน เสด็จหลีกไป แต่ในวันที่ ๓ พราหมณ์ไม่ อาจจะอดกลั้นไว้ได้ จึงได้กล่าวคำนี้ว่า ปกฏฺโก ดังนี้เป็นต้น. แม้พระผู้ มีพระภาคเจ้าก็ได้เสด็จไปจนถึงครั้งที่ ๓ ก็เพื่อจะทรงให้เขาเปล่งวาจานั้นนั่นเอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฏฺโก ได้แก่ติดในรส. พระศาสดาทรงสดับคำของพราหมณ์แล้ว ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ ท่านถวายบิณฑบาตตลอด ๓ วัน ยังย่อท้ออยู่ ในโลกมีธรรม ๑๖ ประการที่ ควรทำบ่อย ๆ ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงธรรมเหล่านั้น จึงทรงเริ่มพระธรรม เทศนานี้ว่า ปุนปฺปุนํ เจว วปนฺติ พีชํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนปฺปุนํ เจว วปนฺติ ท่านกล่าวไว้ในสัสสวารหนึ่งแล้ว แม้ในสัสสวารอื่น ๆ ชาวนาย่อมหว่านโดยไม่ท้อแท้เลยว่า เท่านี้พอละ ดังนี้. บทว่า ปุนปฺปุนํ วสฺสติ ความว่า มิใช่ตกวันเดียวหยุด. ตกอยู่แล้ว ๆ เล่า ๆ ทุก ๆ วัน ทุก ๆ ปี ชนบท ย่อมมั่งคั่งด้วยอาการอย่างนี้. พึงทราบนัยแห่งเนื้อความในทุก ๆ บทโดย อุบายนี้. ในบทว่า ยาจกา นี้ พระศาสดาทรงแสดงอ้างถึงพระองค์ เพราะความ ที่พระองค์ทรงฉลาดในเทศนา. บทว่า ขีรณิกา ได้แก่ผู้รีดนมโคเพราะน้ำ นมเป็นเหตุ. จริงอยู่ ชนเหล่านั้นไม่ปรารถนาน้ำมันคราวเดียวเท่านั้น อธิบาย ว่า ย่อมปรารถนารีดโคนมบ่อย ๆ. บทว่า กิลมติ ผนฺทติ จ ความว่า สัตว์นี้ย่อมลำบากและดิ้นรนด้วยอิริยาบถนั้น ๆ. บทว่า คพฺภํ ได้แก่ท้องสัตว์
หน้า 269 ข้อ 682
ดิรัจฉานมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น. บทว่า สีวถิกํ ได้แก่ป่าช้า. อธิบายว่า นำสัตว์ตายแล้วไปในป่าช้านั้นบ่อย ๆ. บทว่า มคฺคญฺจ ลทฺธา อปุนพฺภวาย ความว่า พระนิพพานชื่อว่ามรรค เพราะไม่เกิดอีก อธิบายว่า ได้พระนิพพานนั้น. บทว่า เอวํ วุตฺเต ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับยืนอยู่ ระหว่างถนนนั่นแหละ ทรงแสดงปุนัปปุนธรรม ๑๖ ประการ ได้ตรัสอย่างนี้. บทว่า เอตทโวจ ความว่า ในที่สุดเทศนา พราหมณ์พร้อมด้วยบุตรภรรยา พวกมิตรและญาติ เลื่อมใส ถวายบังคมแทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า กล่าวคำนี้ว่า อภิกฺกนฺตํ โภ เป็นต้น. จบอรรถกถาอุทยสูตรที่ ๒ ๓. เทวหิตสูตร ว่าด้วยการให้ไทยธรรม [๖๘๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประชวรด้วยโรคลม. ท่านพระอุปวาณะ เป็นอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเรียกท่านพระอุปวาณะมาตรัสว่า อุปวาณะ เธอจงรู้ น้ำร้อนเพื่อฉัน ท่านพระอุปวาณะทูลรับพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว นุ่งสบงถือบาตรและจีวรเข้าไปยังที่อยู่ของเทวหิตพราหมณ์ แล้วยืนนิ่ง อยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 270 ข้อ 683, 684, 685, 686
[๖๘๓] เทวหิตพราหมณ์ได้เห็นท่านพระอุปวาณะยืนนิ่งอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ได้กล่าวกะท่านพระอุปวาณะด้วยคาถาว่า ท่านเป็นสมณะศีรษะโล้น ครองผ้า สังฆาฏิยืนนิ่งอยู่ ท่านปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร มาเพื่อขออะไรหรือ. [๖๘๔] ท่านพระอุปวาณะตอบว่า พระสุคตมุนีเป็นอรหันต์ในโลก ประชวรด้วยโรคลม ถ้ามีน้ำร้อน ขอท่าน จงถวายแก่พระสุคตมุนีเกิดพราหมณ์ ฉัน ปรารถนาจะเอาไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า ในบรรดาผู้ที่ควรแก่การบูชา. [๖๘๕] ครั้งนั้น เทวหิตพราหมณ์ให้บุรุษ (คนใช้) ถือกาน้ำร้อน และห่อน้ำอ้อย ( ตามไป) ถวายท่านพระอุปวาณะ. ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ แล้วอัญเชิญให้พระผู้มีพระภาคเจ้าสรงสนาน และละลายน้ำอ้อยด้วยน้ำร้อน แล้วถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหายประชวรนั้น. [๖๘๖] ต่อมา เทวหิตพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ ประทับแล้ว ปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึก ถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. เทวหิตพราหมณ์นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า
หน้า 271 ข้อ 687, 688
พึงให้ไทยธรรมที่ไหน ทานอัน บุคคลให้ที่ไหนมีผลมาก ทักษิณาสำเร็จ ในที่ไหน แก่บุคคลผู้บูชาอย่างไร. [๖๘๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ผู้ใดรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยในก่อน แล เห็นสวรรค์และอบาย บรรลุพระอรหัต อันเป็นที่สิ้นชาติ อยู่จบแล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี พึงให้ไทยธรรมในผู้นี้ ทานที่ให้ แล้วในผู้นี้มีผลมาก ทักษิณาย่อมสำเร็จ แก่บุคคลผู้บูชาอย่างนี้แหละ. [๖๘๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว เทวหิตพราหมณ์ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมอง เห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับ พระธรรม. และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่า เป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป.
หน้า 272 ข้อ 688
อรรถกถาเทวหิตสูตร ในสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- บทว่า วาเตหิ ได้แก่ ด้วยลมในท้อง. เล่ากันมาว่า เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงกระทำทุกกรกิริยา ๖ พรรษา ทรงนำเอาถั่วเขียวและถั่วพู เป็นต้นอย่างละฟายมือนาเสวย ลมในพระอุทรกำเริบเพราะเสวยไม่ดีและบรรทม ลำบาก. สมัยต่อมา ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณแล้ว แม้เสวยโภชนะประณีต อาพาธนั้นก็ยังปรากฏตัวเป็นระยะ ๆ คำนี้ท่านกล่าวหมายเอาอาพาธนั้น . บทว่า อุปฏฺาโก โหติ ความว่า เป็นอุปัฏฐากในคราวยังไม่มีอุปัฏฐากประจำ ตอนปฐมโพธิกาล. ได้ยินว่า ในเวลานั้น บรรดาพระอสีติมหาเถระ ผู้ที่ไม่ เคยเป็นอุปัฏฐากของพระศาสดาไม่มี. ก็พระเถระเหล่านี้ คือ พระนาคสุมนะ พระอุปวาณะ พระสุนักขัตตะ พระจุนทะ พระสมณุทเทสะ พระสาคตะ พระเมฆิยะ เป็นอุปัฏฐากที่มีชื่อมาในบาลี แต่ในเวลานี้ พระอุปวาณเถระ ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ได้อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เช่นกวาดบริเวณ ถวายไม้ชำระพระทนต์ จัดถวายน้ำสรง ถือบาตรจีวรตามเสด็จ. บทว่า อุปสงฺกมิ ด้วยยามว่า ได้ยินว่า ตลอดเวลา ๒๐ ปี ในปฐมโพธิกาล ป่าปราศจาก ควันไฟ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ยังมิได้ทรงอนุญาต ที่ต้มน้ำแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็พราหมณ์นั้นให้ทำเตาเป็นแถว ยกภาชนะใหญ่ ๆ ขึ้นตั้งบนเตา ให้ทำน้ำร้อน แล้วขายน้ำร้อนพร้อมกับผงสำหรับอาบน้ำเป็นต้นเลี้ยงชีพ. ผู้ประสงค์อาบน้ำ ไปในที่นั้นแล้วให้ราคา (ซื้อ) อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอม ประดับดอกไม้ แล้วหลีกไป. เพราะฉะนั้น พระเถระจึงเข้าไปในที่นั้น.
หน้า 273 ข้อ 688
บทว่า กึ ปตฺถยาโน ได้แก่ ปรารถนาอะไร บทว่า กึ เอสํ ได้แก่แสวงหาอะไร. บทว่า ปูชิโต ปูชเนยฺยานํ ความว่า พระเถระเริ่ม กล่าวสดุดีพระทศพลนี้. ท่านกล่าวคำนี้ ไว้ว่า ได้ยินว่า พระเถระไปเพื่อ คิลานเภสัช กล่าวสรรเสริญภิกษุไข้ ดังนี้. จริงอยู่ พวกมนุษย์ได้ฟังคำ สรรเสริญแล้ว ย่อมสำคัญเภสัชที่ควรถวายโดยเคารพ. ภิกษุไข้ได้เภสัชอันเป็น สัปปายะแล้ว ย่อมหายไข้ฉับพลันทีเดียว ความจริงเมื่อจะกล่าว ไม่ควรกล่าว พาดพิงไปถึงฌานวิโมกข์สมาบัติและมรรคผล. แต่ควรกล่าวอาคมนียปฏิปทา อย่างนี้ คือ ผู้มีศีล มีความละอาย มักรังเกียจ พหูสูต ทรงไว้ซึ่งนิกายเป็นที่มา ผู้ตามรักษาอริยวงศ์. บทว่า ปูชเนยฺยานํ ความว่า พระอสีติมหาเถระ ชื่อว่า ปูชเนยฺยา เพราะโลกพร้อมทั้งเทวโลกควรบูชา. ท่านเหล่านั้นนั่นแล ชื่อว่า สกฺกเรยฺยา เพราะควรสักการะ ชื่อว่า อปจิเนยฺยา เพราะควรทำความ นอบน้อมแก่ท่านเหล่านั้นทีเดียว. พระเถระเมื่อประกาศคุณของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้านั้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์เหล่านั้นบูชา สักการะนอบน้อม ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า หาตเว แปลว่า เพื่อนำไป. บทว่า ผาณิตสฺส จ ปูฏํ ได้แก่ก้อนน้ำอ้อยใหญ่ที่ปราศจากขี้เถ้า ได้ยินว่า พราหมณ์นั้น ถามว่า พระสมณโคดมทรงไม่สบายเป็นอะไร ได้ ทราบว่า ลมในท้อง จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกเรารู้จักยาในเรื่องนี้ ต่อแต่นี้ ขอท่านจงเอาน้ำหน่อยหนึ่งละลายน้ำอ้อยนี้ ถวายให้ทรงดื่มในเวลาสรงเสร็จ พระเสโทจักซึมออกภายนอกพระสรีระด้วยน้ำร้อน ลมในท้องจักหายด้วยยานี้ ด้วยประการฉะนี้ พระสนณโคดมจักทรงสำราญ ด้วยอาการดัง ว่ามาน ดังนี้แล้ว จึงได้ถวายใส่ลงในบาตรพระเถระ. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ได้ยินว่า เมื่ออาพาธนั้นสงบแล้ว ได้ เกิดเรื่องพิสดารว่า เทวหิตพราหมณ์ถวายเภสัชแด่พระตถาคต โรคสงบเพราะ
หน้า 274 ข้อ 689
เภสัชนั้นนั่นเอง น่าอัศจรรย์ ทานของพราหมณ์เป็นบรมทาน. พราหมณ์ ผู้ประสงค์ชื่อเสียง ได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่า กิตติศัพท์ของเรานี้ขจรไป แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เอง ประสงค์จะให้เขารู้เรื่องที่ตนกระทำแล้ว ในขณะ นั้นเอง เข้าไปเฝ้าทำความคุ้นเคยในพระทศพล. บทว่า ทชฺชา แปลว่า พึงให้. บทว่า กถํ หิ ยชมานสฺส ได้แก่ บูชาด้วยเหตุอะไร. บทว่า อิชฺฌติ ได้แก่มีผลมาก. บทว่า โย เวทิ ความว่า ได้กระทำผู้ที่รู้ทั่วถึงให้ปรากฏชัด. ปาฐะว่า โย เวติ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ผู้ใดย่อมรู้ คือรู้ทั่วถึง. บทว่า ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นด้วยทิพยจักษุ. บทว่า ชาติกฺขยํ ได้แก่พระอรหัต. บทว่า อภิญฺา โวสิโต ความว่า อยู่จบ พรหมจรรย์ คือถึงที่สุดพรหมจรรย์ คือความเป็นผู้ทำกิจเสร็จแล้ว เพราะรู้. บทว่า เอวํ หิ ยชมานสฺส ความว่า บูชาอยู่ด้วยอาการนี้ คืออาการบูชา พระขีณาสพ. จบอรรถกถาเทวหิตสูตรที่ ๓ ๔. มหาศาลสูตร ว่าด้วยบุตรขับบิดาออกจากเรือน [๖๘๙] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลคนหนึ่ง เป็นคนปอน นุ่งห่มปอน เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับ พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยพอให้ระลึกถึงกันไปแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพราหมณมหาศาลนั้น ผู้นั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่งแล้วว่า ดูก่อนพราหมณ์ ทำไมท่านจึงเป็นคนปอน นุ่งห่มก็ปอน.
หน้า 275 ข้อ 690
พราหมณมหาศาลกราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม พวกบุตรของข้า พระองค์ ๔ คนในบ้านนี้คบคิดกับภรรยาแล้วขับข้าพระองค์ออกจากเรือน. [๖๙๐] ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงเรียนคาถานี้แล้ว เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันที่สภา และเมื่อพวกบุตรมาประชุมพร้อมแล้ว จง กล่าวว่า เราชื่นชม และปรารถนาความเจริญ แก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่านั้นคบคิดกันกับ ภรรยารุมว่าเรา ดังสุนัขรุมเห่าสุกร เขาว่า พวกมัน เป็นอสัตบุรุษลามก ร้องเรียกเราว่า พ่อ ๆ พวกมันประดุจยักษ์แปลงเป็นบุตร มา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้. พวกมันกำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออก- จากที่ (อาศัย) กิน ดังม้าแก่ที่เจ้าของ ปล่อยทิ้งฉะนั้น. บิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอ ในเรือนผู้อื่นได้ยินว่าไม่เท้าของเรายังจะ ดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท้ายังป้องกันโค หรือสุนัขดุได้ ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึก ยังใช้หยั่งดูได้ พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วย อานุภาพไม้เท้า.
หน้า 276 ข้อ 691, 692
[๖๙๑] ครั้งนั้นแล พราหมณมหาศาลนั้นเรียนคาถานี้ในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันในสภา และเมื่อพวกบุตร มาประชุมแล้วจึงได้กล่าวว่า เราชื่นชมและปรารถนาความเจริญ แก่บุตรเหล่าใด บุตรเหล่านั้น คบคิดกัน กับภรรยารุมว่าเรา ดังสุนัขรุมเห่าสุกร เขาว่าพวกมันเป็นอสัตบุรุษลามก ร้องเรียก เราว่าพ่อ ๆ พวกมันประดุจยักษ์แปลงเป็น บุตรมา ละทิ้งเราผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยไว้ พวกมัน กำจัดคนแก่ไม่มีสมบัติออกจากที่ (อาศัย) กิน ดังม้าแก่ที่เจ้าของปล่อยทิ้ง ฉะนั้น. บิดาของบุตรพาลเป็นผู้เฒ่าต้องขอ ในเรือนผู้อื่น ได้ยินว่าไม้เท้าของเรายังจะ ดีกว่า พวกบุตรที่ไม่เชื่อฟังจะดีอะไร เพราะไม้เท่ายังป้องกันโคหรือสุนัขดุได้ ในที่มืดยังใช้ยันไปข้างหน้าได้ ในที่ลึก ยังใช้หยั่งดูได้ พลาดแล้วยังยั้งอยู่ได้ด้วย อานุภาพไม้เท้า. [๖๙๒] ลำดับนั้น พวกบุตรนำพราหมณมหาศาลนั้นไปยังเรือนให้ อาบน้ำแล้วให้นุ่งห่มผ้าคู่หนึ่ง ๆ ทุก ๆ คน.
หน้า 277 ข้อ 693
พราหมณมหาศาลนั้น ถือผ้าคู่หนึ่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ข้าพเจ้าชื่อว่า เป็นพราหมณ์ ย่อมแสวงหาทรัพย์สำหรับอาจารย์มาให้อาจารย์ ขอท่าน พระโคดมผู้เป็นอาจารย์ของข้าพเจ้าจงรับส่วนของอาจารย์เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยความอนุเคราะห์. [๖๙๓] ครั้งนั้น พราหมณมหาศาลนั้น ได้กราบทูลพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระ- โคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัย เป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถามหาศาลสูตร ในมหาศาลสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ลูโข ลูขปาปุรโณ ได้แก่เป็นคนแก่ มีผ้าห่มเก่า. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เพราะเหตุไร พราหมณ์จึงเข้าไปหา. เล่ากันมาว่า ในเรือนของพราหมณ์นั้นได้มีทรัพย์ถึง ๘ แสน. พราหมณ์นั้นได้ทำอาวาห- มงคลแก่บุตร ๔ คน จ่ายทรัพย์ถึง ๔ แสน. ลำดับนั้น เมื่อนางพราหมณี
หน้า 278 ข้อ 693
ของพราหมณ์นั้น ทำกาละแล้ว บุตรทั้งหลายปรึกษากันว่า ถ้าบิดาจักนำ นางพราหมณีอื่นมา ตระกูลจักแตก ด้วยอำนาจบุตรที่เกิดในท้องของนาง เอาเถอะเราจักสงเคราะห์ท่าน. บุตรทั้ง ๔ คนนั้น บำรุงด้วยของกินและ เครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต กระทำการนวดมือและเท้าเป็นต้น สงเคราะห์ วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์นั้นนอนกลางวันแล้วลุกขึ้น จึงพากันนวดมือและเท้า กล่าวโทษในการอยู่ครองเรือนเฉพาะอย่าง จึงอ้อนวอนว่า พวกฉันจักบำรุง ท่านโดยทำนองนี้จนตลอดชีวิต ขอท่านจงให้ทรัพย์แม้ที่เหลือแก่พวกฉัน. พราหมณ์ได้ให้ทรัพย์แก่บุตรคนละหนึ่งแสนอีก แล้วแบ่งเครื่องอุปโภคบริโภค ทั้งหมดออกเป็น ๔ ส่วน นอกจากผ้านุ่งห่มของตน มอบให้ไป. บุตรคนโต บำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน. ครั้นวันหนึ่ง หญิงสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกะพราหมณ์ผู้อาบน้ำ แล้วมาอยู่อย่างนี้ว่า เหตุไรท่านจึงให้ทรัพย์แก่ลูกคนโตเป็นร้อยเป็นพันจน เหลือเฟือ บุตรทั้งหมดท่านให้คนละสองแสนมิใช่หรือ ท่านไม่รู้ทางไปเรือน ของบุตรคนอื่น ๆ หรือ. พราหมณ์โกรธ ว่าอีหญิงถ่อย จงฉิบหาย แล้วได้ ไปเรือนบุตรอื่น. แต่นั้น ๒-๓ วัน ก็หนีไปเรือนอื่นด้วยอุบายอย่างนี้ เหตุนั้น เมื่อไม่ได้เข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งก็บวชเป็นตาผ้าขาว เที่ยวภิกขาจาร โดยกาลล่วงไปก็แก่ชราลง มีร่างกายเหี่ยวแห้งเพราะการกินไม่ดีและนอนลำบาก กลับจากภิกขาจารนอนบนตั่งหลับไป ลุกขึ้นนั่งตรวจดูตนเมื่อไม่เห็นที่พึ่งในบุตร จึงคิดว่า ได้ยินว่า พระสมณโคดม มีพระพักตร์ไม่สะยิ้ว มีพระพักตร์เผย พูดจาน่าสบายใจ ฉลาดในปฏิสันถาร เราอาจเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมได้ ปฏิสันถาร พราหมณ์จัดผ้านุ่งห่มเรียบร้อย ถือภิกขาภาชนะเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ.
หน้า 279 ข้อ 693
บทว่า ทาเรหิ สํปุจฺฉ ฆรา นิกฺขาเมนฺติ ความว่า บุตร ทั้งหลายถือเอาทรัพย์อันเป็นของ ๆ ข้าพระองค์ทั้งหมด รู้ว่าข้าพระองค์ไม่มี ทรัพย์จึงปรึกษากับภรรยาของตนแล้วขับไล่ข้าพระองค์ออกจากเรือน. บทว่า นนฺทิสฺสํ ความว่า เราเกิดความเพลิดเพลิน ยินดี ปราโมทย์. บทว่า ภาวมิจฺฉิสํ ความว่า เราปรารถนาความเจริญ. บทว่า สาว วาเทนฺติ สูกรํ ความว่า พวกสุนัขเป็นฝูง ๆ เห่าไล่สุกร เห่าร้องขึ้นดัง ๆ บ่อย ๆ ฉันใด บุตรทั้งหลายก็ฉันนั้น พร้อมกับภรรยาขับไล่เราผู้ร้องเสียงดัง ๆ ให้หนีไป. บทว่า อสนฺตา ได้แก่ อสัตบุรุษทั้งหลาย. บทว่า ชมฺมา แปลว่า ผู้ลามก. บทว่า ภาสเร แปลว่า ย่อมกล่าว. บทว่า ปุตฺตรูเปน ได้แก่ ด้วยเพศของบุตร. บทว่า วโยคตํ ได้แก่ ย่อมละ คือทอดทิ้งเราผู้ล่วงวัย ทั้ง ๓ ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย. บทว่า นิพฺโภโค แปลว่า ไม่มีเครื่องบริโภค. บทว่า ขาทนา อปนียติ ความว่า คนทั้งหลายย่อมให้ของกินมีรสต่าง ๆ แก่ม้าชั่วเวลาที่มัน ยังหนุ่มมีกำลังวิ่งไว ต่อแต่นั้น พอมันแก่หมดกำลังก็ทอดทิ้ง มันไม่ได้รับการ ดูแล ต้องเที่ยวไปหาหญ้าแห้งในดงกับแม่โคทั้งหลาย บิดาชื่อว่า ไม่มีโภคะ เพราะทรัพย์ทั้งปวงถูกปล้นไปหมด เวลาแก่เหมือนม้านั้น พระเถระผู้เป็น บิดาของตนพาล ก็เสมือนเราต้องขออาหารในเรือนคนอื่น. ศัพท์ว่า ยญฺเจ เป็นนิบาต. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เขาว่าไม้เท้า ยังประเสริฐกว่า ดีกว่าบุตรของเราที่ไม่เชื่อฟัง ไม่ยำเกรง มีอยู่ในปกครอง. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่าไม้เท้านั้นเป็นของประเสริฐ จึงตรัสว่า จณฺฑํปิ โคณํ ดังนี้เป็นต้น
หน้า 280 ข้อ 693
บทว่า ปุเร โหติ ได้แก่ใช้นำหน้า อธิบายว่า เอาไม้เท้านั้นไว้ ข้างหน้าไป ย่อมสะดวก. บทว่า คาธเมติ ความว่า เวลาลงน้ำ ใช้ไม้เท้า เป็นที่พึ่งในน้ำลึก. บทว่า ปริยาปุณิตฺวา ได้แก่ เรียนจนคล่องปาก. บทว่า สนฺนิ- สินฺเนสุ ความว่า ในวันที่พวกพราหมณ์ประชุมกันเช่นนั้น เมื่อพวกบุตร ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวงเข้าที่ประชุมนั้น นั่งบนอาสนะอันคู่ควรอย่าง ใหญ่ ท่ามกลางพวกพราหมณ์. บทว่า อภาสิ ความว่า พราหมณ์แก่คิดว่า นี้เป็นเวลาของเราแล้ว จึงเข้าไปกลางที่ประชุม ยกมือขึ้นกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย เรามีความประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย เมื่อเรากล่าวแก่ พวกท่าน ท่านทั้งหลายจักฟังกันไหม เมื่อพวกพราหมณ์กล่าวว่า กล่าวเถิด กล่าวเถิด ท่านพราหมณ์ พวกเราจักฟัง ดังนี้ จึงได้ยืนกล่าวทีเดียว. ก็โดย สมัยนั้นแล พวกมนุษย์มีประเพณีอยู่ว่า ผู้ใดกินของของบิดามารดา ไม่เลี้ยงดู บิดามารดา ผู้นั้นควรให้ตายเสีย ดังนี้ เพราะฉะนั้น บุตรพราหมณ์เหล่านั้น จึงหมอบลงที่เท้าทั้งสองของบิดา วิงวอนว่า พ่อจ๋า ขอพ่อจงให้ชีวิตแก่พวก ฉันเถิด. เพราะหัวใจของบิดาอ่อนโยนต่อลูก ๆ พราหมณ์นั้นจึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายอย่าให้ลูกโง่ ๆ ของฉันพินาศเสียเลย พวกเขาจักเลี้ยงดูเรา ดังนี้. ลำดับนั้น คนทั้งหลายกล่าวกะลูก ๆ ของพราหมณ์นั้นว่า ผู้เจริญ ทั้งหลาย ตั้งแต่วันนี้ไป ถ้าพวกเธอไม่ปรนนิบัติบิดาให้ดี พวกเราจักฆ่า พวกเธอเสีย. ลูก ๆ เหล่านั้นมีความกลัว จึงนำบิดาไปยังเรือนปรนนิบัติ. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อถโข ตํ พฺราหฺมณมหา สาลํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตฺวา ความว่า ให้บิดานั่งบนตั่ง แล้วยกขึ้น นำไปด้วยตนเอง. บทว่า นฺหาเปตฺวา ความว่า เอาน้ำมันทาตัว
หน้า 281 ข้อ 693
แล้วนวดฟั้น ให้อาบด้วยผงของหอมเป็นต้น. ให้เรียกนางพรหมณีทั้งหลายมา กล่าวว่า ตั้งแต่วันนี้ไป พวกเธอจงปรนนิบัติบิดาของเราให้ดี ถ้าพวกเธอ ประมาท พวกเราจักขับไล่พวกเธอออกจากเรือน ดังนี้แล้วให้บริโภคโภชนะ อย่างประณีต. พราหมณ์ได้อาหารดี นอนสบาย สองสามวันเท่านั้นก็มีกำลัง มี ร่างกายเอิบอิ่ม แลดูอัตภาพแล้วคิดได้ว่า เราได้สมบัตินี้เพราะอาศัยพระ- สมณโคดม จึงถือเครื่องบรรณาการไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. เพื่อจะแสดง ความนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อถโข โส ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทโวจ ความว่า พราหมณ์วางผ้าคู่หนึ่งแทบบาทมูล แล้วได้กล่าว คำนี้ คือกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าในเวลารับสรณคมน์เสร็จนั่นเอง อย่างนี้ ว่า ข้าแต่พระโคคมผู้เจริญ พวกลูก ๆ ให้ภัตตาหารประจำแก่ข้าพระองค์ ๔ ส่วน ข้าพระองค์ขอถวายแด่พระองค์ ๒ ส่วนจาก ๔ ส่วนนั้น ข้าพระองค์ จักบริโภคเอง ๒ ส่วน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า พราหมณ์ ท่านอย่ามอบให้ เฉพาะส่วนที่ดีเลย เราตถาคตจักไปสถานที่ชอบใจของเราเท่านั้น. พราหมณ์ กราบทูลว่า ผู้เจริญ อย่างนั้นสิ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วไปเรือน เรียกพวกลูกมาบอกว่า ลูก ๆ ทั้งหลาย พระสมณโคดมเป็นเพื่อนของพ่อ พ่อถวายภัตตาหารประจำของพ่อ ๒ ส่วนแก่พระสมโคดมนั้น เมื่อท่านมาถึง บ้าน พวกเจ้าอย่าลืมเสียล่ะ พวกลูกพากันรับคำว่า ดีแล้วพ่อ. เช้าวันรุ่งขึ้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงถือบาตรจีวรเสด็จไปประตูนิเวศน์ ของลูกคนโต. พอ เขาเห็นพระศาสดาเท่านั้น รับบาตรจากพระหัตถ์ นิมนต์ให้เสด็จเข้าเรือน ให้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ซึ่งคู่ควรมากแล้ว ได้ถวายโภชนะอันประณีต. วัน รุ่งขึ้น พระศาสดาเสด็จไปเรือนของลูกอีกคนหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเสด็จไปเรือนของ
หน้า 282 ข้อ 693
ลูกอีกคนหนึ่ง พระองค์เสด็จไปเรือนของลูกพราหมณ์ทุกคนตามลำดับ ด้วย ประการฉะนี้. พวกลูกพราหมณ์ทุกคนได้กระทำสักการะเหมือน ๆ กัน. อยู่มาวันหนึ่ง ที่เรือนของลูกคนโตมีงานมงคล. ลูกคนโตนั้นกล่าวกะ บิดาว่า พ่อพวกเราจะถวายมงคลแก่ใคร. พราหมณ์กล่าวว่า พวกเราไม่รู้จัก ใครอื่นเลย พระสมณโคดมเป็นสหายของพ่อมิใช่หรือ ลูกคนโตกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พ่อจงนิมนต์พระสมณโคดมมาฉันภัตตาหารในวันรุ่งขึ้นพร้อมด้วย ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป พราหมณ์ได้ทำเหมือนอย่างนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับนิมนต์แล้ว แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ได้เสด็จไปสู่ประตูเรือนของ ลูกชายคนโตนั้น ในวันรุ่งขึ้น. ลูกชายคนโตนั้น เชิญเสด็จพระศาสดาให้เข้า ไปสู่เรือน ซึ่งทาด้วยของเขียวประดับด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง นิมนต์ ภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ให้นั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ได้ถวาย ข้าวปายาสมีน้ำน้อย และของเคี้ยวต่างชนิด. ลำดับนั้น ลูกทั้งสี่คนของพราหมณ์ นั่งเฝ้าพระศาสดา กราบทูลในระหว่างเสวยภัตตาหารว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรนนิบัติบิดาของพวกข้าพระองค์ มิได้ประมาท ขอพระองค์ จงดูอัตภาพ. พระศาสดาตรัสว่า ขึ้นชื่อว่า การเลี้ยงดูบิดามารดาที่พวกเธอทำ แล้วเป็นความดี พวกโบราณบัณฑิตเคยประพฤติกันอย่างสม่ำเสมอทีเดียว แล้วตรัสนาคราชชาดก ยกอริยสัจ ๔ แสดงธรรม ในเวลาจบเทศนาพราหมณ์ พร้อมด้วยลูก ๔ คน ลูกสะใภ้ ๔ คน ส่งญาณไปตามกระแสเทศนา ตั้งอยู่ ในโสดาปัตติผล. จำเดิมแต่นั้น พระศาสดามิได้เสด็จไปที่เรือนของชนเหล่านั้น ในกาลทั้งปวง ดังนี้แล. จบอรรถกถามหาศาลสูตรที่ ๔
หน้า 283 ข้อ 694, 695, 696, 697
๕. มานัตถัทธสูตร ว่าด้วยการทำความเคารพในบุคคล ๔ พวก [๖๙๔] สาวัตถีนิทาน. สมัยนั้น พราหมณ์มีนามว่ามานัตถัทธะ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี เขา ไม่ไหว้มารดา บิดา อาจารย์ พี่ชาย. [๖๙๕] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าอันบริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมทรง แสดงธรรมอยู่. ครั้งนั้น มานัตถัทธพราหมณ์มีความดำริว่า พระสมณโคดมนี้อัน บริษัทหมู่ใหญ่แวดล้อมแสดงธรรมอยู่ ถ้ากระไร เราจะเข้าไปเฝ้าพระสมณ- โคดมยังที่ประทับ ถ้าพระสมณโคดมตรัสกะเรา เราก็จะพูดกะท่าน ถ้าพระ สมณโคดมไม่ตรัสกะเรา เราก็จะไม่พูดกะท่าน ลำดับนั้นแล มานัตถัทธ พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้ายังที่ประทับแล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสด้วย มานัตถัทธพราหมณ์ต้อง การจะกลับจากที่นั้น ด้วยคิดว่าพระสมณโคดมนี้ไม่รู้อะไร. [๖๙๖] ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกในใจของ มานัตถัทธพราหมณ์ด้วยพระหฤทัยแล้ว ได้ตรัสกะมานัตถัทธพราหมณ์ด้วย พระคาถาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ใครในโลกนี้มี มานะไม่ดีเลย ผู้ใดมาด้วยประโยชน์ใด ผู้นั้นพึงเพิ่มพูนประโยชน์นั้นแล. [๖๙๗] ครั้งนั้น มานัตถัทธพราหมณ์คิดว่า พระสมณโคดมทราบ จิตเรา จึงหมอบลงด้วยศีรษะที่ใกล้พระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่นั้นเอง
หน้า 284 ข้อ 698, 699
แล้วจูบพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปากและนวดด้วยมือ ประกาศชื่อว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์มีนามว่า มานัตถัทธะ. ครั้งนั้น บริษัทนั้นเกิดประหลาดใจว่า น่าอัศจรรย์จริง ไม่เคยมีหนอ มานัตถัทธพราหมณ์นี้ไม่ไหว้มารดา บิดา อาจารย์ พี่ชาย แต่พระสมณโคดม ทรงทำคนเห็นปานนี้ให้ทำนอบนบได้เป็นอย่างดียิ่ง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะมานัตถัทธพราหมณ์ว่า พอละ พราหมณ์ เชิญลุกขึ้นนั่งบนอาสนะของตนเถิด เพราะท่านมีจิตเลื่อมใสในเรา แล้ว. [๖๙๘] ลำดับนั้น มานัตถัทธพราหมณ์นั่งบนอาสนะของตนแล้วได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ไม่ควรทำมานะในใคร ควรมีความ เคารพในใคร พึงยำเกรงใคร บูชาใคร ด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี. [๖๙๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ไม่ควรทำมานะในมารดา บิดา พี่ชาย และในอาจารย์เป็นที่ ๔ พึงมีความเคารพ ในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรงบุคคล เหล่านั้น บูชาบุคคลเหล่านั้นด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี บุคคลพึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้างในพระอรหันต์ผู้ เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า เพราะอนุสัยนั้น.
หน้า 285 ข้อ 700
[๗๐๐] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว มานัตถัทธพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก ข้าแต่ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยายดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง แก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับพระธรรมและ พระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถามานัตถัทธสูตร ในมานัตถัทธสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า มานตฺถทฺโธ ความว่า ผู้กระด้างเพราะมานะ เหมือน ลูกโป่งเต็มไปด้วยลม. บทว่า อาจริยํ ความว่า ในเวลาเรียนศิลปะ อาจารย์ ไม่ให้ศิลปะแก่ผู้ไม่ไหว้. แต่ในกาลอื่น พราหมณ์นั้นไม่ไหว้อาจารย์. แม้ ผู้มีพระภาคเจ้านั้นมีอยู่ พราหมณ์ก็ไม่รู้. บทว่า นายํ สมโณ ความว่า พราหมณ์นั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เพราะเหตุที่พระสมณะนี้ เมื่อพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติเช่นเรานาถึงเข้า ก็ไม่ทำกิจมาตรว่าปฏิสันถาร ฉะนั้น จึง ไม่รู้อะไร. บทว่า อพฺภูตจิตฺตชาตา ได้แก่ประกอบด้วยความยินดี อันไม่ เคยมีก็มามีขึ้น. บทว่า เกสฺ วสฺส ความว่า พึงเคารพในใคร. บทว่า กฺยสฺส ความว่าพวกไหน เป็นที่เคารพของบุคคลนั้น. บทว่า อปจิตา อสฺสุ
หน้า 286 ข้อ 701, 702, 703
ความว่าพวกไหนพึงเป็นผู้ควรเพื่อแสดงความนบนอบ. ด้วยคาถานี้ว่า อรหนฺเต เป็นต้น ทรงแสดงปูชนียบุคคล โดยยกพระองค์เป็นตัวอย่าง เพราะพระองค์ เป็นผู้ฉลาดในเทศนา. จบอรรถกถามานัตถัทธสูตรที่ ๕ ๖. ปัจจนิกสูตร ว่าด้วยคำอันเป็นสุภาษิต [๗๐๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี สมัยนั้น พราหมณ์มีนามว่า ปัจจนิกสาตะ อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี ปัจจนิกสาตพราหมณ์มีความดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดมยังที่ระทับเถิด พระสมณโคดม จักตรัสคำใด ๆ เราจักเป็นข้าศึกคำนั้น ๆ ดังนี้. [๗๐๒] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง ลำดับนั้น ปัจจนิกสาตพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว เดินตามพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งกำลังเสด็จจงกรมอยู่ ได้กราบทูลพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า ขอท่านพระสมณะจงตรัสธรรม. [๗๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คำอันเป็นสุภาษิต อันบุคคลผู้ยินดี จะเป็นข้าศึก มีจิตเศร้าหมอง มากไปด้วย ความแข่งดี จะรู้แจ้งด้วยดีไม่ได้ ส่วนว่า
หน้า 287 ข้อ 704
บุคคลใด กำจัดความแข่งดี และความไม่ เลื่อมใสแห่งใจ ถอนความอาฆาตได้แล้ว ผู้นั้นแลพึงรู้คำอันเป็นสุภาษิต. [๗๐๔] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว ปัจจนิกสาตพราหมณ์ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรม โดยอเนกปริยายดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคนมีจักษุจะมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า กับพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอด ชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถาปัจจนิกสูตร ในปัจจนิกสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- เมื่อเขากล่าวว่า สิ่งทั้งปวงขาว พราหมณ์นั้นก็ทำการขัดแย้ง โดยนัย เป็นต้นว่าสิ่งทั้งปวงดำ ย่อมมีความสำราญ คือมีความสุข เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ปจฺจนิกสาโต. บทว่า โย จ วิเนยฺย สารมฺภํ ความว่า ผู้ใดกำจัด ความแข่งดีมีลักษณะทำให้เกิดหน้ากันแล้วฟัง. จบอรรถกถาปัจจนิกสูตรที่ ๖
หน้า 288 ข้อ 705, 706, 707, 708
๗. นวกัมมิกสูตร ว่าด้วยความยินดี [๗๐๕] สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์ แห่งหนึ่งในแคว้นโกศล. สมัยหนึ่ง นวกัมมิกภารทวาชพราหมณ์ให้คนทำงานอยู่ในไพรสณฑ์ นั้น เขาได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งประทับนั่งคู้บัลลังก์ (นั่งขัดสมาธิ) ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า ที่โคนสาลพฤกษ์ต้นหนึ่ง ครั้น เห็นแล้ว เขามีความคิดว่า เราให้คนทำงานอยู่ในไพรสณฑ์นี้จึงยินดี ส่วน พระสมณะนี้ ให้คนทำอะไรอยู่จึงยินดี. [๗๐๖] ลำดับนั้น นวกัมมิกภารทวาชพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้าถึงที่ประทับแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ข้าแต่ท่านภิกษุ ท่านทำงานอะไร หรือ จึงอยู่ในป่าสาลพฤกษ์ พระโคดม อยู่ในป่าผู้เดียว ได้ความยินดีอะไร. [๗๐๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่มีกรณียกิจในป่าดอก เพราะ เราถอนรากเง่าป่าอันเป็นข้าศึกเสียแล้ว เราไม่มีป่าคือกิเลส ปราศจากลูกศรคือ กิเลส ละความกระลันเสียแล้ว จึงยินดี อยู่ผู้เดียวในป่า. [๗๐๘] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว นวกัมมิกภารทวาช- พราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาค จ้าว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของ
หน้า 289 ข้อ 708
พระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ ทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจะมอง เห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับ พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็น อุบาสกผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถานวกัมมิกสูตร ในนวกัมมิกสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า นวกมฺมิกภารทฺวาโช ความว่า เล่ากันมาว่าพราหมณ์นั้น ให้ตัดต้นไม้ในป่าประกอบเป็นปราสาทและเรือนยอดในป่านั้นเอง แล้วนำมา ขายยังพระนครชื่อว่า นวกัมมิก เพราะอาศัยนวกรรมเลี้ยงชีพดังกล่าวแล้ว โดยโคตรชื่อว่า ภารทวาชะ เหตุนั้นจึงชื่อว่า นวกัมมิกภารทวาชะ. บทว่า ทิสฺวานสฺส เอตทโหสิ ความว่า พราหมณ์นั้นได้มีความคิดดังนี้ เพราะ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง เปล่งพระฉัพพัณณรังสี. บทว่า วนสฺมึ ได้แก่ในไพรสนฑ์นี้. บทว่า อุจฺฉินฺนมูลํ เม วนํ ความว่า ป่าคือกิเลส อันเราถอนรากเสียแล้ว. บทว่า นิพฺพนโถ ได้แก่ ปราศจากป่าคือกิเลส. บทว่า เอโก รเม ได้แก่ เรายินดีแต่ผู้เดียวเท่านั้น. บทว่า อรตึ วิปฺปหาย ความว่า ละความระอาในการเสพเสนาสนะอันสงัดและการเจริญภาวนา. จบอรรถกถานวกัมมิกสูตรที่ ๗
หน้า 290 ข้อ 709, 710
๘. กัฏฐหารสูตร ว่าด้วยความเป็นพรหม [๗๐๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์ แห่งหนึ่งในแคว้นโกศล. ก็สมัยนั้น พวกมาณพหลายคน ซึ่งเป็นอันเตวาสิกของพราหมณ์ ภารทวาชโคตรคนหนึ่ง เที่ยวหาฟืนพากันเข้าไปยังไพรสณฑ์นั้น แล้วได้เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้ เฉพาะหน้า อยู่ในไพรสณฑ์นั้น จึงเข้าไปหาพราหมณ์ ภารทวาชโคตรถึงที่อยู่ แล้วบอกพราหมณ์ ภารทวาชโคตรว่า ขอท่านพึงทราบ พระสมณโคดมประทับ นั่งขัดสมาธิ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า อยู่ในไพรสณฑ์. [๗๑๐] ลำดับนั้น พราหมณ์ ภารทวาชโคตรพร้อมด้วยมาณพเหล่านั้น เข้าไปยังไพรสณฑ์นั้นแล้ว ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิ ตั้งพระกายตรง ดำรงพระสติไว้เฉพาะหน้า ครั้นเห็นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่นั้น แล้วได้ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ภิกษุ ท่านเข้าไปสู่ป่าที่ว่างเปล่า ปราศจากตนในป่าหนาทึบ น่าหวาดเสียว นัก มีกายไม่หวั่นเป็นประโยชน์ งาม เพ่งพินิจฌานอย่างดีหนอ ท่านเป็นมุนี อาศัยป่า อยู่ในป่าผู้เดียว ซึ่งไม่มีการ ขับร้อง และการบรรเลง การที่ท่านมีจิต ยินดี อยู่ในป่าแต่ผู้เดียวนี้ ปรากฏเป็น ข้อน่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้า
หน้า 291 ข้อ 711, 712
ปรารถนาไตรทิพย์อันสูงสุด จึงมุ่งหมาย ความเป็นสหายกับท้าวมหาพรหมผู้เป็น อธิบดีของโลก เหตุไร ท่านจึงชอบใจป่า ที่ปราศจากคน ท่านทำความเพียรในที่นี้ เพื่อบังเกิดเป็นพรหมหรือ. [๗๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ความมุ่งหวังหรือความเพลิดเพลิน อย่างใด ๆ ในอารมณ์หลายชนิด ซึ่งมี ประจำอยู่ทุกเมื่อ นานาประการ หรือ ตัณหาอันเป็นเหตุให้กระชับแน่น ซึ่งมี อวิชชาเป็นมูลราก ก่อให้เกิดทั้งหมด เราทำให้สิ้นสุดพร้อมทั้งรากแล้ว เราจึง ไม่มีความมุ่งหวัง ไม่มีตัณหาประจำ ไม่มีตัณหาเข้ามาใกล้ มีปกติเห็นหมดจด ในธรรมทั้งปวง บรรลุสัมโพธิญาณอัน สูงสุด ประเสริฐ เราควรเป็นพรหม แกล้วกล้าเพ่งอยู่. [๗๑๒] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว พราหมณ์ ภารทวาช- โคตรได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์ แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรง ประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทาง แก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจะมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและ
หน้า 292 ข้อ 712
พระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสกผู้ถึง พระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถากัฏฐหารสูตร ในกัฏฐหารสูตรที่ ๘ วินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อนฺเตวาสิกา ได้แก่ มีผู้ทำการขวนขวายเล่าเรียนศิลปะ ซึ่ง ว่า ธัมมันเตวาสิก. บทว่า นิสินฺนํ ได้แก่ ประทับนั่งเปล่งพระรัศมีมีวรรณะ ๖. บทว่า คมฺภีรรูเป ได้แก่ มีสภาพลึก. บทว่า พหุเภรเว ได้แก่อันน่าสะพึงกลัวมาก เพราะสิ่งที่มีวิญญาณ และไม่มีวิญญาณที่น่าสะพึงกลัวซึ่งอยู่ในที่นั้น. บทว่า วิคาหิย ไดแก่ เข้า ไปแล้วโดยลำดับ. บทว่า อนิญฺชมาเนน เป็นต้นเป็นกายพิเศษ. อธิบาย ว่าด้วยทั้งกายเห็นปานนี้. ด้วยคำว่า สุจารุรูปํ วต ท่านกล่าวว่า ท่านแห่ง ฌานดียิ่งหนอ. บทว่า วนวสฺสิโต มุนิ ได้แก่ พระมุนีคือพระพุทธเจ้าทรงอาศัย ป่า. บทว่า อิทํ ความว่า เหตุที่ท่านนั่งในป่าอย่างนี้นี่ ย่อมปรากฏเป็นสิ่งที่ น่าอัศจรรย์แก่ข้าพเจ้า. บทว่า ปีติมโน ได้แก่ ผู้มีจิตยินดี. บทว่า วเน วเส ได้แก่ อยู่ในป่า. บทว่า มญฺามหํ ความว่าข้าพเจ้า ย่อมสำคัญ บทว่า โลกาธิปติ- สหพฺยตํ ได้แก่ ความเป็นสหายของท้าวมหาพรหมผู้เป็นใหญ่ในโลก. บทว่า อากงฺขมาโน แปลว่า ปรารถนาอยู่. คำว่า ติวิธํ อนุตฺตรํ นี้ ท่านกล่าว หมายพรหมโลกนั้นแหละ. บทว่า กสฺมา ภวํ วิชนมรญฺมสฺสิโต ความ
หน้า 293 ข้อ 712
ว่า ถ้าไม่เป็นอย่างนี้ เราเข้าใจว่าท่านหวังพรหมโลกอันดับแรก พราหมณ์ ถามว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านจงบอกแก่เรา เหตุไร ท่านจึงชอบอยู่ป่า. บทว่า พฺรหฺมปตฺติยา แปลว่า เพื่อถึงความเป็นผู้ประเสริฐในที่นี้ ข้อนี้ พราหมณ์ ถามโดยอาการอื่นอีกว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงทำความเพียร. บทว่า กงฺขา ได้แก่ตัณหา. ด้วยบทว่า อภินนฺทนา นี้ แม้ตัณหา ท่านก็เรียกว่า อภินันทนา. บทว่า อเนกธาตูสุ ได้แก่ ในอารมณ์ทั้งหลาย มีสภาวะมากมาย. บทว่า ปุถู ได้แก่ ตัณหาหรือกิเลสที่เหลือมีประการต่างๆ บทว่า สทา สิตา ได้แก่ อยู่ในอำนาจตลอดกาลเป็นนิตย์. บทว่า อาณ- มูลปฺปภวา ได้แก่ ตัณหาเป็นธรรมชาติมีอวิชชาเป็นมูลราก. ด้วยบทว่า ปชปฺปิติ นี้ ก็ตัณหาท่านเรียกว่า ปชัปปิตา โดยเป็นเหตุให้กระซิบว่า แม้นี้เป็นของเรา แม้นี้ เป็นของเรา. บทว่า สพฺพา มยา พยนฺตีกตา ความ ว่าตัณหาทั้งหมดอันเราทำให้สิ้นสุดคือหมดที่สุดแล้วด้วยอรหัตมรรค. บทว่า สมูลิกา ได้แก่ พร้อมด้วยสิ่งที่มีอวิชชาเป็นมูล. บทว่า อนุปโย ได้แก่ไม่มีตัณหาเข้าไปใกล้. ด้วยบทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ วิสุทฺธทสฺสโน นี้ ทรงแสดงถึงพระสัพพัญญุตญาณ. ด้วยบทว่า สมฺโพธิมนุตฺตรํ ตรัสหมายเอาพระอรหัต. บทว่า สิวํ ได้แก่ ประเสริฐ สุด. บทว่า ฌายามิ ความว่า เราย่อมเพ่งด้วยฌาน ๒. บทว่า วิสารโท ได้แก่ ปราศจากความกำหนัด. จบอรรถกถากัฏฐหารสูตรที่ ๘
หน้า 294 ข้อ 713, 714, 715
๙. มาตุโปสกสูตร ว่าด้วยการเลี้ยงมารดาและบิดา [๗๑๓] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ทาตุโปสกพราหมณ์ผู้เลี้ยงมารดาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าถึงที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการ ปราศรัยกันตามทำเนียมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มาตุโปสกพราหมณ์ นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระ - โคดมผู้เจริญ ข้าพเจ้าแสวงหาภิกษาโดยธรรมแล้วเลี้ยงมารดาและบิดา ข้าพเจ้า ทำเช่นนี้ ชื่อว่าทำกิจที่ควรทำหรือไม่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ชอบยิ่ง พราหมณ์ ท่านทำดังนี้ ชื่อว่า ได้ทำกิจที่ควรทำแล้ว ด้วยว่า ผู้ใดแสวงหาภิกษาโดยธรรมแล้ว เลี้ยงมารดา และบิดาผู้นั้นย่อมได้บุญเป็นอันมาก. [๗๑๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ- ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า บุคคลใดเลี้ยงมารดาและบิดาโดย ธรรม เพราะการบำรุงมารดาและบิดานั่น แล บัณฑิตย่อมสรรเสริญบุคคลนั้นในโลก นี้ทีเดียว บุคคลนั้นละไปจากโลกนี้แล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์. [๗๑๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว มาตุโปสกพราหมณ์ ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้ง นัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรม
หน้า 295 ข้อ 716
โดยอเนกปริยายดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่า คนมีจักษุจะมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระ- โคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็น สรณะ ขอพระองค์จงทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป. อรรถกถามาตุโปสกสูตร ในมาตุโปสกสูตรที่ ๙ วินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า เปจฺจ ได้แก่ กลับไปจากโลกนี้. จบอรรถกถามาตุโปสกสูตรที่ ๙ ๑๐. ภิกขกสูตร ว่าด้วยความเป็นภิกษุ [๗๑๖] สาวัตถีนิทาน. ครั้งนั้น ภิกขกพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยกันตามธรรมเนียม แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ภิกขกพราหมณ์นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่ท่านพระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ เป็นคนขอ พระองค์ก็เป็นผู้ขอ ในความข้อนี้ เราจะต่างอะไรกัน.
หน้า 296 ข้อ 717, 718
[๗๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า บุคคลหาชื่อว่าเป็นภิกษุเพียงด้วย การขอคนอื่นไม่ บุคคลสมาทานธรรม เป็นพิษ หาชื่อว่าเป็นภิกษุได้ไม่ ผู้ใดใน โลกนี้ละบุญและบาปเสียแล้ว ประพฤติ พรหมจรรย์ด้วยถารพิจารณา ผู้นั้นแล ชื่อว่าเป็น ภิกษุ. [๗๑๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว ภิกขกพราหมณ์ได้กราบ ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่าน พระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดย ปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่อง ประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมเเละพระสงฆ์เป็นสรณะตลอด ชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถาภิกขกสูตร ในภิกขกสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อิธ ได้แก่ ในความเป็นภิกษุนี้นั่นแล. บทว่า วิสํ ธมฺมํ ได้แก่ อกุศลธรรมที่มีกลิ่นเหม็น. บทว่า วาเหตฺวา ได้แก่ ละได้ด้วยอรหัต มรรค. บทว่า สงฺขาย ได้แก่ญาณ. บทว่า ส เว ภิกฺขูติ วุจฺจติ ความ ว่า ผู้นั้นแล ท่านเรียกชื่อว่า ภิกษุ เพราะทำลายกิเลสแล. จบอรรถกถาภิกขกสูตรที่ ๑๐
หน้า 297 ข้อ 719, 720, 721
๑๑. สังครวสูตร ว่าด้วยการอาบน้ำล้างบาป [๗๑๙] สาวัตถีนิทาน. สมัยนั้น สังครวพราหมณ์อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี มีลัทธิถือความ บริสุทธิ์ด้วยน้ำ ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ประพฤติการลงอาบน้ำชำระ- ร่างกายทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์. ครั้งนั้น ท่านพระอานนท์นุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาต ในกรุงสาวัตถีในเวลาเช้า ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถีแล้วกลับมาเวลา หลังอาหาร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระเจ้าถึงที่ประทับ ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. [๗๒๐] ท่านพระอานนท์นั่งอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้กราบ ทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระเจ้าข้า สังครวพราหมณ์อาศัยอยู่ในกรุงสาวัตถี เขามีลัทธิถือความบริสุทธิ์ ด้วยน้ำ ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน่า ประพฤติ การลงอาบน้ำชำระร่างกาย ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์ ข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จไปหาสังครวพราหมณ์ยังที่อยู่อาศัย ด้วยความ อนุเคราะห์เถิด พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับด้วยดุษณีภาพ. ครั้งนั้นเวลาเช้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตร และจีวรเสด็จเข้าไปหาสังครวพราหมณ์ยังที่อยู่อาศัย แล้วประทับนั่งบนอาสนะ ที่เขาปูลาดไว้. [๗๒๑] ลำดับนั้น สังครวพราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว สนทนาปราศรัยกับพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นผ่านการปราศรัยกันตามธรรมเนียม นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 298 ข้อ 722, 723
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสถามสังครวพราหมณ์ ซึ่งนั่งอยู่ ณ ส่วนข้าง หนึ่งว่า ดูก่อนพราหมณ์ เขาว่า ท่านมีลัทธิถือความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ปรารถนา ความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ท่านประพฤติการลงอาบน้ำชำระร่างกาย ทั้งเวลาเย็น เวลาเช้าเป็นนิตย์ จริงหรือ. สังครวพราหมณ์กราบทูลว่า จริงเช่นนั้น ท่านพระโคดมผู้เจริญ. พ. ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเห็นอำนาจประโยชน์อะไรจึงได้มีลัทธิถือ ความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ประพฤติการลงอาบน้ำ ชำระร่างกาย ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าเป็นนิตย์. ส. ท่านพระโคดม บาปกรรมใดที่ข้าพระองค์ทำในเวลากลางวัน ข้า พระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำในเวลาเย็น บาปกรรมใดที่ ข้าพระองค์ทำในเวลากลางคืน ข้าพระองค์ลอยบาปกรรมนั้นเสียด้วยการอาบน้ำ ในเวลาเช้า ท่านพระโคดม ข้าพระองค์เห็นอำนาจประโยชน์นี้แหละ จึงได้ชื่อ ว่า มีลัทธิถือความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ปรารถนาความบริสุทธิ์ด้วยน้ำ ประพฤติ การลงอาบน้ำชำระร่างกาย ทั้งเวลาเย็นในเวลาเช้าเป็นนิตย์. [๗๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ห้วงน้ำคือธรรมมี ศีลเป็นท่า ไม่ขุ่น สัตบุรุษสรรเสริญต่อ สัตบุรุษ ซึ่งเป็นที่ที่บุคคลผู้ถึงเวทอาบ แล้ว บุคคลผู้มีตัวไม่เปียกเท่านั้นจึงจะข้าม ถึงฝั่งได้. [๗๒๓] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเช่นนี้แล้ว สังครวพราหมณ์ได้ กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก
หน้า 299 ข้อ 723
ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก พระองค์ทรงประกาศธรรมโดย อเนกปริยาย ดุจหงายภาชนะที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่คนหลงทาง ส่อง ประทีปในที่มืดด้วยหวังว่า คนมีจักษุจักมองเห็นรูปได้ ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์ขอถึงพระผู้มีพระภาคเจ้ากับพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอ พระองค์ทรงจำข้าพระองค์ว่าเป็นอุบาสก ผู้ถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป. อรรถกถาสังครวสูตร ในสังครวสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปจฺเจติ ได้แก่ ย่อมปรารถนา คือ ย่อมต้องการ. คฤหัสถ์ อ้อนวอนอยู่ จึงกล่าวว่า สาธุ ภนฺเต. ได้ยินว่า คฤหัสถ์นั่นเป็นสหายของ พระเถระ. เพราะฉะนั้น พระเถระทูลขอร้องด้วยคิดว่า ผู้เป็นคนกำพร้าแม้ได้เรา เป็นสหาย อย่าได้ถือมิจฉาที่ทิฏฐิแออัดอยู่ในอบายเลย. อีกนัยหนึ่ง พระเถระเข้า ใจอยู่ว่า คฤหัสถ์ผู้นี้ มีบริวารมาก เมื่อเขาเลื่อมใส แล้ว ตระกูล ๕๐๐ ตระกูล จักประพฤติตามคำสั่งสอน จงได้ทูลขอร้อง. บทว่า อตฺถวสํ ได้แก่ อานิสงส์ ของประโยชน์ คือ เหตุของประโยชน์. บทว่า ปาปํ ได้แก่ อกุศลกรรมมี ปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า ปวาเหมิ ได้แก่ เราลงน้ำแค่คอแล้วให้ลอยไป คือ ให้หนีไป. คาถาว่า ธมฺโม มีใจความดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสังครวสูตรที่ ๑๑
หน้า 300 ข้อ 724, 725, 726
๑๒. โขมทุสสสูตร ว่าด้วยธรรมของสภา [๗๒๔] ข้าพเจ้าได้สดับแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นิคมชื่อว่า โขมทุสสะ ของเจ้าศากยะ ในแคว้นสักกะ. ครั้งในเวลาเช้า พระผู้มีพระเจ้าทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จ เข้าไปบิณฑบาตยังโขมทุสสนิคม. สมัยนั้น พราหมณ์และคฤหบดีชาวโชมทุสสนิคม ประชุมกันอยู่ใน สภาด้วยกรณียกิจบางอย่าง และฝนกำลังตกอยู่ประปราย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังสภานั้น. พราหมณ์และคฤหบดีชาวโชมทุสสนิคม ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาแต่ไกล ครั้นแล้วได้กล่าวคำนี้ว่า คนพวกไหนชื่อว่าสมณะโล้น และ คนพวกไหนรู้จักธรรมของสภา. [๗๒๕] ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกะพราหมณ์และคฤหบดี ชาวโขมทุสสนิคม ด้วยพระคาถาว่า ในที่ใดไม่มีคนสงบ ที่นั้นไม่ชื่อว่า สภา คนเหล่าไดไม่กล่าวธรรม คนเหล่า นั้นไม่ชื่อว่าคนสงบ คนละราคะโทสะ และโมหะแล้วกล่าวธรรมอยู่ คนเหล่านั้น ชื่อว่าคนสงบ. [๗๒๖] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว พราหมณ์และ คฤหบดีชาวโขมทุสสนิคม ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านพระโคดม
หน้า 301 ข้อ 726
ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดม ภาษิตของพระองค์แจ่มแจ้งนัก ท่านพระโคดมทรงประกาศธรรมโดยอเนกปริยาย เหมือนหงายของที่คว่ำ เปิด ของที่ปิด บอกทางให้แก่คนหลงทาง หรือส่องประทีปในที่มืด ด้วยหวังว่าคน มีจักษุจักเห็นรูป ฉะนั้น พวกข้าพระองค์เหล่านี้ขอถึงท่านพระโคดมผู้เจริญกับ พระธรรมและพระภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ขอท่านพระโคดมทรงจำพวกข้าพระองค์ ว่า เป็นอุบาสกถึงสรณะตลอดชีวิต ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ดังนี้. จบโขมทุสสสูตรที่ ๑๒ จบอุปาสกวรรคที่ ๒ อรรถกถาโขมทุสสสูตร ในโขมทุสสสูตรที่ ๑๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า โขมทุสฺสนฺนาม ได้แก่ นิคมที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะมีผ้า ไหมมาก. บทว่า สภายํ ได้แก่ ในศาลา. บทว่า ผุสายติ ความว่า หลั่ง หยาดน้ำคือตก ได้ยินว่า พระศาสดา มีพระประสงค์จะเข้าสู่สภานั้นทรงดำริว่า เมื่อเราเข้าไปด้วยอาการอย่างนี้ จะไม่มีความสะดวก เพราะเหตุนั้น เราอาศัย เหตุอย่างหนึ่งแล้วจักเข้าไป ดังนี้แล้ว ทรงบันดาลให้เกิดฝนศกด้วยการ อธิษฐาน. บทว่า สภาธมฺมํ ความว่า ได้ยินว่า การไม่ทำชนผู้นั่งอย่างสบาย ให้ลุกขึ้นแล้วเข้าไปข้างหนึ่ง และการไม่ทำมหาชนให้เข้าไปตรง ๆ ที่เดียว ชื่อว่า สภาธรรมของพราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้น. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ตรงไปทีเดียว. เพราะเหตุนั้น พราหมณ์และคฤหบดีเหล่านั้นโกรธ กล่าวเย้ยหยัน
หน้า 302 ข้อ 726
พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ชนเหล่าไหนเล่าเป็นสมณะโล้น และชนเหล่าไหนเล่า จักรู้สภาธรรม. บทว่า สนฺโต ได้แก่ บัณฑิต คือ สัตบุรุษ. บทว่า ปหาย ความว่า ชนที่ละราคะเป็นต้นเหล่านั่น กล่าวธรรมเพื่อกำจัดราคะเป็นต้น ชื่อว่า สัตบุรุษ. จบอรรถกถาโขมทุสสสูตรที่ ๑๒ อุ ปาสกวรรคที่ ๒ แห่งพราหมณสังยุตเพียงเท่านี้ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กสิสูตร ๒. อุทัยสูตร ๓. เทวหิตสูตร ๔. มหาศาลสูตร ๕. มานัตถัทธสูตร ๖. ปัจจนิกสูตร ๗. นวกัมมิกสูตร ๘. กัฏฐหารสูตร ๙. มาตุโปสกสูตร ๑๐. ภิกขกสูตร ๑๑. สังครวสูตร ๑๒. โขมทุสสสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา จบพราหมณสังยุต
หน้า 303 ข้อ 727, 728, 729
วังคีสสังยุต ๑. นิกขันตสูตร ว่าด้วยบรรเทาความกระสัน [๗๒๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะ อยู่ทีอัตตาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี กับท่าน พระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ ก็สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะยังเป็นภิกษุใหม่ บวชได้ไม่นาน ถูกละไว้ให้เฝ้าวิหาร. [๗๒๘] ครั้งนั้น สตรีเป็นอันมาก ประดับประดาร่างกายแล้ว เข้าไป ยังอารามเที่ยวดูที่อยู่ของพวกภิกษุ. ครั้งนั้นแล ความกระสันย่อมบังเกิดขึ้น ความกำหนัดย่อมรบกวนจิต ของท่านพระวังคีสะ เพราะได้เห็นสตรีเหล่านั้น. ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะ มีความคิดดังนี้ว่า ไม่ใช่ลาภของเราหนอ ไม่เป็นลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่ เราเกิดความกระสัน ที่ความกำหนัดรบกวนจิตเรา เหตุที่คนอื่น ๆ จะพึง บรรเทาความกระสันแล้ว ยังความยินดีให้บังเกิดขึ้นแก่เรา ในความกำหนัดที่ บังเกิดขึ้นแล้วนี้ เราจะได้แต่ที่ไหน อย่ากระนั้นเลย เราพึงบรรเทาความกระสัน เสียแล้ว ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองเถิด. [๗๒๙] ในกาลนั้นแล ท่านพระวังคีสะบรรเทาความกระสันเสียแล้ว ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนเองแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า
หน้า 304 ข้อ 729
วิตกทั้งหลายเป็นเหตุให้คะนอง (เกิดมา) แต่ฝ่ายธรรมดำเหล่านี้ ย่อมวิ่ง เข้ามาสู่เราผู้ออกจากเรือนบวช เป็นผู้ไม่ มีเหย้าเรือนแล้ว. บุตรของคนชั้นสูงทั้งหลาย ผู้มีฝีมือ อันเชี่ยวชาญ ศึกษาดีแล้ว ทรงธนูไว้ มั่นคง พึงทำคนที่ไม่ยอมหนีมีจำนวนตั้ง พัน ๆ ให้กระจัดกระจายไปรอบด้าน (ฉันใด) ถึงแม้ว่าสตรีมากยิ่งกว่านี้จักมา สตรีเหล่านั้นก็จักเบียดเบียนเรา ผู้ตั้งมั่น แล้วในธรรมของตนไม่ได้เลย (ฉันนั้น) เพราะว่า เราได้ฟังทางเป็นที่ไปสู่พระ- นิพพานนี้ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระ พุทธเจ้า ผู้เป็นเฝาพันธุ์พระอาทิตย์แล้ว ใจของเรายินดีแล้วในทางเป็นที่ไปสู่ พระนิพพานนั้น. แน่ะมารผู้ชั่วร้าย ถ้าท่านจะเข้ามา หาเราผู้อยู่อย่างนี้ แนะมฤตยุราช เราจัก ทำโดยวิธีที่ท่านจักไม่เห็นแม้ซึ่งทางของ เราได้เลย ดังนี้.
หน้า 305 ข้อ 729
วังคีสสังยุต อรรถกถานิกขันตสูตร ในนิกขันตสูตรที่ ๑ วังคีสสังยุค มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อคฺคาฬเว เจติเย ได้แก่ ที่อัคคเจดีย์เมืองอาฬวี. เมื่อ พระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้มีเจดีย์เป็นอันมาก อันเป็นถิ่นของยักษ์และ นาคเป็นต้น มีอัคคาฬวเจดีย์ และโคตมกเจดีย์เป็นต้น . เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว มนุษย์ทั้งหลายพากันรื้อเจดีย์เหล่านั้นสร้างเป็นวิหาร. เจดีย์ เหล่านั้นนั่นแล จึงเกิดเป็นชื่อของคนเหล่านั้น . บทว่า นิโคฺรธกปฺเปน ได้แก่ ด้วยพระกัปปเถระผู้อยู่ที่โคนต้นไทร. บทว่า โอหิยฺยโก ได้แก่ ถูกเหลือไว้ บทว่า วิหารปาโล ความว่า ได้ยินว่า ในครั้งนั้นท่านยังไม่ได้ พรรษา ไม่เข้าใจในการรับบาตรจีวร. ลำดับนั้น ภิกษุผู้เถระทั้งหลาย จึงกล่าว กะท่านว่า อาวุโส ท่านจงนั่งดูแลร่ม รองเท้าและไม้เท้าเป็นต้น ตั้งให้เป็น ผู้เฝ้าวิหารแล้วเข้าไปบิณฑบาต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิหารปาโล. บทว่า สมลงฺกริตฺวา ความว่า ประดับด้วยเครื่องประดับอันเหมาะสมแก่ สมบัติของตน บทว่า จิตฺตํ อนุทฺธํเสติ ความว่า กำจัดคือทำกุศลจิตให้ พินาศ. บทว่า ตํ กุเตตฺถ ลพฺภา ความว่า เมื่อราคะเกิดขึ้นจะได้เหตุนั้น แต่ที่ไหน. บทว่า ยํ เม ปเร ความว่า เพราะเหตุใดบุคคลหรือธรรมอย่างอื่น พึงบรรเทาความกระสัน อยากสึกแล้ว ทำความยินดีในพรหมจรรย์ให้เกิดขึ้น แก่เราในบัดนี้เล่า แม้อาจารย์และพระอุปัชฌาย์ก็ทิ้งเราไว้ในวิหารแล้วไปเสีย. บทว่า อคารสฺมา ได้แก่ ออกจากเรือน. บทว่า อนคาริยํ ความว่า เข้าถึงบรรพชา. บทว่า กณฺหโต ความว่า แล่นมาจากธรรมฝ่ายดำ คือ
หน้า 306 ข้อ 729
ฝ่ายมาร. บทว่า อุคฺคปุตฺตา ได้แก่ บุตรของบุคคลชั้นสูง เป็นเชื้อสาย แห่งเจ้าผู้มีศักดิ์ใหญ่. บทว่า ทฬฺหธมฺมิโน ได้แก่ ผู้ทรงธนูมั่งคง. คือ ถือธนูของอาจารย์ ซึ่งมีขนาดสูงสุด. บทว่า สหสฺสํ อปลายินํ ความว่า เมื่อแสดงจำนวนของผู้ไม่ยอมหนีไป ซึ่งเอาลูกศรสาดไปรอบด้าน จึงกล่าวว่า สหสฺสํ ดังนี้ . บทว่า เอตฺตกา ภิยฺโย ความว่า สตรีมีเกินกว่าพันนี้. บทว่า เนว มํ พฺยาธยิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่อาจให้เราหวั่นไหวได้. บทว่า ธมฺเม สมฺหิ ปติฏฺิตํ ความว่า ตั้งอยู่ในศาสนธรรมของตน อันสามารถบรรเทา ความกระสันอยากสึก แล้วทำความยินดีอันพรหมจรรย์ให้เกิดขึ้น. ท่านกล่าว คำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ก่อนอื่นเมื่อนายขมังธนูตั้งพันยิงกราดลูกศรมารอบด้าน คนที่ศึกษาชำนาญ ก็ใช้ท่อนไม้ปัดลูกธนูทั้งหมดในระหว่างไม่ให้ถูกตัว ให้ ตกลงที่ใกล้เท้า บรรดานายขมังธนูเหล่านั้น คนหนึ่งยิงลูกธนูได้ทีละ ๒ ลูก ส่วนหญิงเหล่านี้ ยิงลูกศรได้ทีสะ ๕ ลูก โดยอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น. หญิง ที่ยิงลูกศรได้อย่างนั้น แม้จะมีเกินพัน ก็จักไม่สามารถทำเราให้หวั่นไหวได้เลย. บทว่า สกฺขี หิ เม สุตํ เอตํ ความว่า ทางเป็นที่ไปสู่พระนิพพานนี้ เราได้ฟังแล้วเฉพาะพระพักตร์ ท่านกล่าวว่า นิพฺพานคมนํ มคฺคํ หมายเอา วิปัสสนา. จริงอยู่ มรรคนั้นเป็นมรรคส่วนเบื้องต้นแห่งพระนิพพาน. แต่ ท่านกล่าวว่า มคฺคํ ด้วยลิงควิปัลลาส ความคลาดเคลื่อนของลิงค์ [เพศของ ศัพท์]. บทว่า ตตฺถ เม ความว่า ใจของเราไม่ยินดีในทางไปสู่พระนิพพาน กล่าวคือ วิปัสสนาอย่างอ่อน ๆ ของตนนั้น. ท่านเรียกกิเลสว่า ปาปิมา. เรียกกิเลสนั้นแหละว่า มจฺจุ ก็มี. บทว่า น เม มคฺคมปี ความว่า เรา จักทำโดยประการที่ท่านมองไม่เห็นแม้ทางที่เราไปในภพและกำเนิดเป็นต้น. จบอรรถกถานิกขันตสูตรที่ ๑
หน้า 307 ข้อ 730, 731, 732
๒. อรติสูตร ว่าด้วยการบรรเทาความกระสัน [๗๓๐] สมัยหนึ่ง ท่านวังคีสะ อยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้เป็นอุปัชฌาย์ โดยสมัยนั้นแล ท่านพระนิโครธกัปปะ กลับจากบิณฑบาตในเวลาปัจฉาภัต เข้าไปสู่วิหาร ออกในเวลาเย็นบ้าง ใน วันรุ่งขึ้นหรือในเวลาภิกษาจารบ้าง. [๗๓๑] ก็โดยสมัยนั้นแล ความกระสันบังเกิดขึ้น ความกำหนัด รบกวนจิตของท่านพระวังคีสะ ลำดับนั้น ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ไม่ใช่ลาภของเราหนอ ไม่เป็นลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เรา ไม่ได้ดีเสียแล้วหนอ ที่เราเกิดความกระสันขึ้นแล้ว ที่ความกำหนัดรบกวน จิตเรา เราจะได้เหตุที่คนอื่น ๆ จะพึงบรรเทาความกระสันแล้วยังความยินดีให้ เกิดขึ้นแก่เรา ในความกำหนัดที่เกิดขึ้นแล้วนี้แต่ที่ไหน อย่ากระนั้นเลย เรา พึงบรรเทาความกระสันแล้ว ยังความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเองเถิด. [๗๓๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะบรรเทาความกระสันแล้ว ยัง ความยินดีให้เกิดขึ้นแก่ตนด้วยตนเอง ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้น ว่า บุคคลใดละความไม่ยินดี (ในศาสนา) และความยินดี (ในกามคุณทั้งหลาย) และ วิตกอันอาศัยเรือนโดยประการทั้งปวงแล้ว ไม่พึงทำป่าใหญ่คือกิเลสในอารมณ์ไหน ๆ เป็นผู้ไม่มีป่าคือกิเลส เป็นผู้ไม่น้อมใจ ไปแล้ว ผู้นั้นแลชื่อว่าเป็นภิกษุ.
หน้า 308 ข้อ 732
รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ ที่ตั้ง อยู่บนแผ่นดินก็ดี ทั้งตั้งอยู่ในเวหาสก็ดี ที่อยู่ในแผ่นดินก็ดี ย่อมทรุดโทรม เป็น ของไม่เที่ยงทั้งหมด บุคคลทั้งหลายผู้ สำนึกตน ย่อมถึงความตกลงอย่างนี้เที่ยว ไป. ชนทั้งหลายเป็นผู้ติดแล้ว ในอุปธิ ทั้งหลายคือ ในรูปอันตนเห็นแล้ว ใน เสียงอันตนได้ฟังแล้ว ในกลิ่นและรสอัน ตนได้กระทบแล้ว และในโผฏฐัพพารมณ์ อันตนทราบแล้ว ท่านจงบรรเทาความ พอใจในถามคุณ ๕ เหล่านั้น เป็นผู้ไม่ หวั่นไหว บุคคลใดไม่ติดอยู่ในกามคุณ ๕ เหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น ว่า เป็นมุนี. วิตกของคนทั้งหลายอาศัยปิยรูปสาต รูป ๖๐ เป็นอันมาก ตั้งลงแล้วโดยไม่เป็น ธรรมในหมู่ปุถุชน บุคคลไม่พึงถึงวังวน กิเลสในอารมณ์ไหน ๆ และบุคคลผู้ไม่ พูดจาชั่วหยาบ จึงชื่อว่าเป็นภิกษุ. บัณฑิตผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วตลอดกาล นาน ผู้ไม่ลวงโลก ผู้มีปัญญาแก่กล้า ผู้
หน้า 309 ข้อ 732
ไม่ทะเยอทะยาน เป็นมุนี ถึงบทอันระงับ แล้ว อาศัยพระนิพพาน เป็นผู้ดับกิเลสได้ แล้ว ย่อมรอคอยกาล (เป็นที่ปรินิพพาน) ดังนี้. อรรถกถาอรติสูตร ในสูตรที่ ๒ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า นิกฺขมติ ได้แก่ออกจากวิหาร. บทว่า อปรชฺชุ วา กาเล ได้แก่ในวันที่ ๒ หรือในเวลาภิกษาจาร. ได้ยินว่า พระเถระนั้นเคารพใน วิหาร. บทว่า อรติญฺจ รติญฺจ ได้แก่ความไม่ยินดีในศาสนา และ ความยินดีในกามคุณทั้งหลาย. บทว่า สพฺพโส เคหสิตญฺจ วิตกฺกํ ความว่า และละวิตกลามกซึ่งอาศัยเรือนในกามคุณห้าโดยอาการทั้งปวง. บทว่า วนถํ ได้แก่ป่าใหญ่คือกิเลส. บทว่า กุหิญฺจิ ได้แก่ในอารมณ์ไร ๆ. บทว่า นิพฺพนโถ ได้แก่ผู้ปราศจากป่าคือกิเลส. บทว่า อรโต ได้แก่เว้นจาก ความยินดีด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า ปวิญฺจ เวหาสํ ความว่า รูปที่ตั้งอยู่บนแผ่นดิน ได้แก่ รูปหญิงชาย ผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น และรูปที่ตั้งอยู่ในอากาศมีแสงจันทร์ และอาทิตย์เป็นต้น. บทว่า รูปคตํ ได้แก่รูปนั่นเอง บทว่า ชคโตคธํ ได้แก่รูปที่อยู่ในแผ่นดิน อธิบายว่า ถึงนาคพิภพภายในแผ่นดิน. บทว่า ปริชิยฺยติ ได้แก่ทรุดโทรม. บทว่า สพฺพมนิจฺจํ ความว่า นั้นไม่เที่ยง ทั้งหมด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นี้เป็นมหาวิปัสสนาของพระเถระ. บทว่า
หน้า 310 ข้อ 732
เอวํ สเมจฺจ ได้แก่มารวมกันอย่างนี้. บทว่า จรนฺติ มุตตฺตา ความว่า ผู้มีอัตภาพอันรู้แจ้งแล้วอยู่. บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ขันธ์ กิเลส และอภิสังขาร. บทว่า คธิตา ได้แก่ติดอยู่แล้ว. บทว่า ทิฏฺสุเต ได้แก่ในรูปที่จักษุเห็นแล้ว ในเสียงที่ โสตะได้ยินแล้ว. กลิ่นและรสท่านถือเอาด้วยบทว่า ปฏิฆะ โผฏฐัพพารมณ์ ท่านถือเอาด้วยบทว่า มุตะ ในคำว่า ปฏิเฆ จ มุเต จ นี้. บทว่า โย เอตฺถ น ลิมฺปติ ความว่า บุคคลใดไม่ข้องติดอยู่ในกามคุณ ๕ เหล่านี้ด้วยกิเลส คือ ตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า อถ สฏฺิสิตา สวิตกฺกา ปุถุชฺชนตาย อธมฺมนิวิฏฺา ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น วิตกฝ่ายอธรรมเป็นอันมาก ที่อาศัยอารมณ์ ๖ ก็ตั้งลงในหมู่ชน. บทว่า น จ วฏฺฏคตสฺส กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึง ตกไปในวนคือ กิเลสในที่ไหน ๆ ด้วยอำนาจวิตกฝ่ายอธรรมเหล่านั้น. บทว่า โน ปน ทุฏฺฐุลฺลภาณี ความว่า ไม่พึงเป็นผู้กล่าววาจาชั่วหยาบ. บทว่า ส ภิกฺขุ ความว่า ผู้มีจิตอย่างนี้นั้น ย่อมชื่อว่าเป็นภิกษุ. บทว่า ทพฺโพ ได้แก่บัณฑิตผู้มีชาติแห่งผู้มีปัญญา. บทว่า จิรรตฺตสมาหิโต ได้แก่ผู้มีจิตตั้งมั่นตลอดกาลนาน. บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญาเครื่องรักษาตน คือมีปัญญาแก่กล้า. บทว่า อปิหาลุ ได้แก่ผู้ปราศจากตัณหา. บทว่า สนฺตํ ปทํ ได้แก่พระนิพพาน. บทว่า อชฺฌคมา มุนิ ได้แก่มุนีผู้บรรลุแล้ว. บทว่า ปฏิจฺจ ปรินิพฺพุโต กงฺขติ กาลํ ความว่า อาศัยพระนิพพาน ดับด้วยการดับกิเลสรอกาลเป็นที่ ปรินิพพาน. จบอรรถกถาอรติสูตรที่ ๒
หน้า 311 ข้อ 733, 734
๓. เปสลาติมัญญนาสูตร ว่าด้วยการนึกดูหมิ่นภิกษุผู้มีศีล [๗๓๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะอยู่ที่อัคคาฬวเจดีย์ เมืองอาฬวี กับท่านพระนิโครธกัปปะผู้อุปัชฌาย์ ก็โดยสมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะนึก ดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ไม่ใช่ลาภของเราหนอ ไม่เป็นลาภของเราหนอ เราได้ชั่วเสียแล้วหนอ เราไม่ได้ดีเสียแล้ว หนอ ที่เราดูหมิ่นภิกษุทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นที่รักเหล่าอื่น ด้วยปฏิภาณของตน ดังนี้. [๗๓๔] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะยังความวิปฏิสารให้เกิดขึ้น แก่ตนด้วยตนเองแล้ว ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า ดูก่อนท่านโคดม ท่านจงละมานะ เสีย ท่านจงละหนทางแห่งมานะในโลก นี้เสีย ท่านจงเป็นผู้ละหนทางแห่งมานะ ในโลกนี้เสีย อย่าให้มีส่วนเหลือได้ (เพราะ) หมู่สัตว์ผู้อันความลบหลู่ทำให้ มัวหมองแล้ว ย่อมเป็นผู้มีความเดือดร้อน ตลอดกาลนาน สัตว์ทั้งหลายผู้อันมานะ กำจัดแล้วย่อมตกนรก ชนทั้งหลายผู้อัน มานะกำจัดแล้ว เข้าถึงนรกแล้ว ย่อม เศร้าโศกสิ้นกาลนาน ภิกษุผู้ชำนะกิเลส ด้วยมรรคเป็นผู้ปฏิบัติชอบ ย่อมไม่เศร้า- โศกเลยในกาลไหน ๆ ย่อมได้รับเกียรติคุณ
หน้า 312 ข้อ 734
และความสุข บัณฑิตทั้งหลายย่อมเรียก ภิกษุผู้เช่นนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม เพราะ- ฉะนั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงตะปู เครื่องตรึงใจในโลกนี้ เป็นผู้มีความเพียร จงละนิวรณ์ทั้งหลายเสีย เป็นผู้บริสุทธิ์ และละมานะอย่าให้มีส่วนเหลือแล้ว ทำ ที่สุดแห่งกิเลสด้วยวิชชา เป็นผู้สงบระงับ ดังนี้. อรรถกถาเปสลาติมัญญนาสูตร ในเปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อติมญฺติ ความว่า ท่านพระวังคีสะดูหมิ่นว่า พระแก่ ๆ เหล่านี้จะรู้อะไร บาลีก็ไม่รู้ อรรถกถาก็ไม่รู้ ความไพเราะของบทและ พยัญชนะก็ไม่รู้ ส่วนพวกเรา ทั้งบาลีทั้งอรรถกถาปรากฏตั้งร้อยนัยพันนัย. เพราะตนเป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้โคตมะ จึงเรียกตนว่าโคตมะ. บทว่า มานปถํ ได้แก่อารมณ์แห่งมานะ และธรรมที่เกิดกับมานะ. บทว่า วิปฺปฏิสารีหุวา ความว่า ได้เป็นผู้มีความร้อนใจ. บทว่า มคฺคชิโน ได้แก่ผู้ชนะกิเลสด้วยมรรค. บทว่า กิตฺติญฺจ สุขญฺจ ได้แก่การกล่าว สรรเสริญ และความสุขทางกายทางใจ. บทว่า อขีโลธ ปธานวา ความว่า ในโลกนี้ เป็นผู้ไม่มีกิเลสเพียงดังตะปู มีความเพียร คือสมบูรณ์ด้วยความเพียร. บทว่า วิสุทฺโธ ความว่า พึงเป็นผู้บริสุทธิ์. บทว่า อเสสํ ได้แก่ละมานะ
หน้า 313 ข้อ 735, 736, 737
เก้าอย่างไม่ให้เหลือ. บทว่า วิชฺชายนฺตกโร ได้แก่ ผู้กระทำที่สุดแห่งกิเลส ทั้งหลายด้วยวิชชา. บทวา สมิตาวี ได้แก่ เป็นผู้สงบเพราะกิเลสมีราคะ เป็นต้นสงบ. จบอรรถกถาเปสลาติมัญญนาสูตรที่ ๓ ๔. อานันทสูตร ว่าด้วยวิธีแก้จิตกระสัน [๗๓๕] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์อยู่ที่พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ในเวลาเช้า ท่านพระอานนท์นุ่งแล้วถือบาตรและจีวร เข้าไปเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี มีท่านพระวังคีสะเป็นปัจฉาสมณะ ก็โดยสมัยนั้นแล ความกระสันได้เกิดขึ้น ความกำหนัดย่อมรบกวนจิตของท่าน พระวังคีสะ. [๗๓๖] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้กล่าวกะท่านพระอานนท์ด้วย คาถาว่า ข้าพเจ้าเร่าร้อนเพราะกามราคะ จิต ของข้าพเจ้ารุ่มร้อน ขอท่านจงบอกวิธี เป็นเครื่องดับราคะ เพื่ออนุเคราะห์แก่ ข้าพเจ้าด้วยเถิด โคดม. [๗๓๗] ท่านพระอานนท์จึงกล่าวว่า จิตของท่านรุ่มร่อน เพราะสัญญา อันวิปลาส ท่านจงละเว้นนิมิตอันสวยงาม อันเกี่ยวด้วยราคะเสีย ท่านจงเห็นสังขาร
หน้า 314 ข้อ 737
ทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดย เป็นทุกข์ และอย่าเห็นโดยความเป็นตน ท่านจงดับราคะอันแรงกล้า ท่านจงอย่าถูก ราคะเผาผลาญบ่อย ๆ ท่านจงเจริญจิตใน อสุภกัมมัฏฐาน ให้เป็นจิตมีอารมณ์เป็น อันเดียวตั้งมั่นด้วยดีเถิด ท่านจงมีการ- คตาสติ ท่านจงเป็นผู้มากด้วยความหน่าย ท่านจงเจริญความไม่มีนิมิต และจงถอน มานานุสัยเสีย เพราะการรู้เท่าถึงมานะ ท่านจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป ดังนี้. อรรถกถาอานันทสูตร ในอานันทสูตรที่ ๔ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ราโค เป็นต้น ความว่า ท่านพระอานนท์เป็นผู้มีปัญญามาก อบรมตนดีแล้ว พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชานิมนต์ท่านให้นั่ง ภายในนิเวศน์. พวกสตรีประดับด้วยเครื่องประดับทั้งปวง เข้าไปหาพระเถระ ไหว้แล้วพัดด้วยพัดใบตาล. เข้าไปนั่งถามปัญหา ฟังธรรม. ในที่นั้น เมื่อท่านพระวังคีสะ บวชใหม่ ไม่อาจที่จะกำหนดอารมณ์ได้ ความกำหนัด ในรูปารมณ์คือสตรีรบกวนจิต. เพราะบวชด้วยศรัทธา ท่านจึงเป็นคนตรง คิดว่า ความกำหนัดของเรานี้กำเริบมากขึ้น พึงทำประโยชน์ปัจจุบันและ ประโยชน์ภายหน้าให้เสียไป. นั่งอยู่ถัดกันนั่นแหละ เมื่อจะเปิดเผยตนแก่ พระเถระ จึงได้กล่าวคำเป็นต้นว่า กามราเคน ดังนี้.
หน้า 315 ข้อ 738
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพาปนํ ได้แก่เหตุดับราคะ. บทว่า วิปริเยสา ได้แก่โดยคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง. บทว่า ราคูปสญฺหิตํ ได้แก่อิฏฐารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งราคะ. บทว่า ปรโต ปสฺส ความว่า จงเห็น โดยความเป็นของไม่เทียง. บทว่า มา จ อตฺตโต ความว่า จงอย่าเห็น โดยความเป็นอัตตา. บทว่า กายคตา ตฺยตฺถุ ความว่า ท่านจงมีสติไปใน กาย. บทว่า อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ ความว่า เพราะท่านเพิกนิจจนิมิตมีเที่ยง เป็นต้นเสียได้ วิปัสสนาจึงชื่อว่าหานิมิตมิได้. พระอานนทเถระกล่าวกะท่าน พระวังคีสะนั้นว่า ภาเวทิ ท่านจงเจริญ ดังนี้. บทว่า มานาภิสมยา ได้แก่ เพราะรู้ด้วยการเห็นมานะอย่างหนึ่ง เพราะรู้ด้วยการละอย่างหนึ่ง. บทว่า อุปลนฺโต ได้แก่ ชื่อว่าเป็นผู้สงบเพราะราคะเป็นต้นสงบ. จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๔ ๕. สุภาสิตสูตร ว่าด้วยวาจาสุภาษิต ๔ ประการ [๗๓๘] สาวัตถีนิทาน. ในสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้ารับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระพุทธดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาอัน ประกอบด้วยองค์ ๔ เป็นวาจาสุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มี โทษ และเป็นวาจาอันวิญญูชนทั้งหลายไม่ติเตียน องค์ ๔ เป็นไฉน ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมกล่าวแต่วาจาที่บุคคลกล่าวดีแล้ว เท่านั้น ไม่กล่าววาจาที่บุคคลกล่าวชั่วแล้ว ๑ ย่อมกล่าวแต่วาจาที่เป็นธรรม
หน้า 316 ข้อ 739, 740
เท่านั้น ไม่กล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม ๑ ย่อมกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักเท่านั้น ไม่กล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก ๑ ย่อมกล่าวแต่วาจาจริงเท่านั้น ไม่กล่าววาจา เท็จ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วาจาอันประกอบด้วยองค์ ๔ เหล่านี้แล เป็นวาจา สุภาษิต ไม่เป็นวาจาทุพภาษิต เป็นวาจาไม่มีโทษ และเป็นวาจาอันวิญญูชน ทั้งหลายไม่ติเตียน. [๗๓๙] พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พระสุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณ์- ภาษิตนี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ได้กล่าววาจา สุภาษิตว่าเป็นที่หนึ่ง บุคคลพึงกล่าววาจา ที่เป็นธรรมไม่พึงกล่าววาจาที่ไม่เป็นธรรม เป็นที่สองบุคคลพึงกล่าววาจาอันเป็นที่รัก ไม่พึงกล่าววาจาอันไม่เป็นที่รัก เป็นที่สาม บุคคลพึงกล่าววาจาจริง ไม่พึงกล่าววาจา เท็จ เป็นที่สี่ ดังนี้. ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มี- พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เนื้อความนี้จงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ. [๗๔๐] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควร ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ว่า
หน้า 317 ข้อ 740
บุคคลพึงกล่าวแต่วาจาที่ไม่เป็นเหตุ ยังตนให้เดือดร้อน และไม่เป็นเหตุเบียด- เบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นสุภาษิต บุคคล พึงกล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก ที่ชนทั้งหลาย ชื่นชมแล้ว ไม่ถือเอาคำที่ชั่วช้าทั้งหลาย กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รักแก่ชนเหล่าอื่น คำสัตย์แล เป็นวาจาไม่ตาย ธรรมนี้เป็น ของมีมาแต่เก่าก่อน สัตบุรุษทั้งหลาย เป็นผู้ตั้งมั่นแล้วในคำสัตย์ ที่เป็นอรรถ และเป็นธรรม พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจา ใด ซึ่งเป็นวาจาเกษม เพื่อให้ถึงพระ- นิพพาน เพื่อทำที่สุดแห่งทุกข์ พระวาจา นั้นแลเป็นสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย ดังนี้. อรรถกถาสุภาสิตสูตร ในสุภาสิตสูตรที่ ๕ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า องฺเคหิ ได้แก่ ด้วยเหตุหรือด้วยส่วนทั้งหลาย. จริงอยู่ เหตุแห่งวาจาเป็นสุภาษิต ๔ มีเจตนาเป็นเครื่องงดเว้นจากพูดคำเท็จเป็นต้น หรือส่วน ๔ มีสัจจวาจาเป็นต้น. ก็บทว่า จตูหิ เป็นปัญจมีวิภัตติ ลงใน องฺค ศัพท์ ซึ่งแปลว่าเหตุ เป็นตติยาวิภัตติ ลงใน องฺค ศัพท์ ซึ่งแปลว่า ส่วน. บทว่า สมนฺนาคตา ได้แก่ มาตามพร้อมแล้ว คือเป็นไปแล้วและ
หน้า 318 ข้อ 740
ประกอบแล้ว. บทว่า วาจา ได้แก่วาจาที่สนทนากัน. วาจา ที่มาในบาลี มีอาทิอย่างนี้ว่า วาจาที่ใช้พูดกัน วาจาที่เปล่ง คำเป็นคลองดังนี้ก็ดี และว่า วาจาอันหาโทษมิได้ สบายหู ดังนี้ก็ดี ชื่อว่า วาจา. แต่วิญญัติวาจ่าอย่างนี้ว่า ถ้ากรรมอันบุคคลทำด้วยวาจาดังนี้ก็ดี วิรัติวาจาอย่างนี้ว่า ความงดเว้นจาก วจีทุจริต ๔ ฯลฯ นี้เรียกว่า สัมมาวาจา ดังนี้ก็ดี เจตนาวาจาอย่างนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย วาจาหยาบอันบุคคลส้องเสพแล้ว เจริญแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นทางแห่งนรกดังนี้ก็ดี นี้ใด วาจานั้น มาโดยชื่อว่า วาจา. วิญญัติวาจา เป็นต้นนั้น ไม่ประสงค์เอาในบทว่า วาจานี้เพราะเหตุไร. เพราะไม่ใช่วาจา ที่เขาพึงใช้พูดกัน. บทว่า สุภาสิตา ได้แก่ วาจา ที่เขาใช้พูดกันด้วยดี. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงความที่วาจาสุภาษิตนั้นว่านำมาซึ่ง ประโยชน์. บทว่า โน ทุพฺภาสิตา ได้แก่ ไม่ใช่ทุพภาษิตวาจาที่เขาพูดชั่ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงแสดงความที่วาจาทุพภาษิตนั้น ไม่นำ ประโยชน์มาให้. บทว่า อนวชฺชา ได้แก่เว้น จากโทษมีราคะเป็นต้น. ด้วย คำว่า อนวชฺชา นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความบริสุทธิ์แห่งเหตุของ วาจานั้น และความไม่มีโทษ ประการ. บทว่า อนนุวชฺชา ได้แก่ พ้นแล้วจากคำติเตียน. ด้วยคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงสมบัติแห่งเครื่อง ประดับทั้งปวงของวาจานั้น. บทว่า วิญฺญูนํ ได้แก่ บัณฑิตทั้งหลาย. ด้วย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่า คนพาลถือเอาเป็นประมาณไม่ได้ ในการนินทาเเละสรรเสริญ. คำว่า สุภาสิตํ เยว ภาสติ นี้ เป็นคำแสดงไข องค์แห่งวาจา ๙ ประการ อย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยเทศนาเป็นปุคคลาธิฏฐาน. บทว่า โน ทุพฺภาสิตํ นี้ เป็นการห้ามการพูดอัน เป็นปฏิปักษ์ต่อองค์ของ วาจานั้นนั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำว่า โน ทุพฺภาสิตํ นี้ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงการละมิจฉาวาจา. ด้วยคำว่า สุภาสิตํ นี้ แสดงถึงลักษณะ
หน้า 319 ข้อ 740
แห่งคำที่ผู้ละมิจฉาวาจาได้แล้วพึงพูด. แต่เพื่อแสดงถึงองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้า มิไค้ตรัสคำที่ไม่ควรพูดก่อนแล้ว ตรัสแต่คำที่ควรพูดเท่านั้น. แม้ในคำว่า ธมฺมํ เยว เป็นต้นก็นัยนี้. ก็ในองค์เหล่านั้น ด้วยองค์ที่หนึ่ง พระองค์ตรัส ถึงคำที่กระทำความสมัครสมานอันเว้นจากโทษคือการส่อเสียด. ด้วยองค์ที่ ๒ ตรัสถึงคำประกอบด้วยเมตตา เว้นจากโทษสัมผัปปลาปะคือไม่ปราศจากธรรม. ด้วย ๒ องค์นอกนี้ ตรัสถึงการกล่าวคำสัตย์ที่น่ารัก อันเว้นคำหยาบและคำ เหลาะแหละ. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงแสดงองค์เหล่านั้น มีคำว่า อิเมหิ โข เป็นต้น โดยประจักษ์ จึงตรัสย้ำคำนั้น . ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ปฏิเสธ แม้การกล่าวมุสาวาทเป็นต้น อันประกอบด้วยส่วนมีปฏิญญาเป็นต้น ด้วยบทมีนามเป็นต้น และด้วยสัมบัติคือลิงค์ วจนะ วิภัตติ กาล และการก เป็นต้น ที่คนเหล่าอื่นสำคัญว่าเป็นวาจาสุภาษิต. จริงอยู่ วาจาเห็นปานนั้น แม้ประกอบด้วยส่วนเป็นต้น เป็นวาจาทุพภาษิต เพราะนำความเสียหายมาให้ ทั้งแก่ตน ทั้งแก่ชนเหล่าอื่น. ส่วนวาจาที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นี้ แม้ถ้าเป็น วาจานับเนื่องในภาษามิลักขะก็ดี เป็นวาจานับเนื่องในเพลงขับของเด็กหญิง ผู้นำหม้อนำก็ดี วาจาเห็นปานนั้น ชื่อว่า เป็นวาจาสุภาษิต เพราะนำมาซึ่ง ความสุขทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. จริงอย่างนั้น ภิกษุผู้เจริญวิปัสสนา ประมาณ ๖๐ รูป กำลังเดินทางได้ยินเพลงขับของเด็กหญิงชาวสีหล ผู้รักษา ไร่ข้าวกล้าข้างทาง กำลังขับเพลงขับที่เกี่ยวด้วยชาติชราและมรณะด้วยภาษา ชาวสีหล ก็บรรลุพระอรหัต. อนึ่ง ภิกษุผู้ปรารภวิปัสสนา ชื่อว่า ติสสะ กำลังเดินทางใกล้สระปทุม ได้ยินเพลงขับของเด็กหญิงผู้หักดอกปทุมในสระ- ปทุมพลางขับเพลงนี้ว่า.
หน้า 320 ข้อ 740
ดอกปทุมชื่อ โกกนทะ บานแต่เช้า ตรู่ ย่อมเหี่ยวไปด้วยแสงอาทิตย์ ฉันใด สัตว์หลายผู้ถึงความเป็นมนุษย์ ย่อมเหี่ยว แห้งไป ด้วยกำลังกล้าแห่งชรา ฉันนั้น แล้วบรรลุพระอรหัต. อนึ่ง บุรุษผู้หนึ่งในพุทธันดร (ในเวลาว่างพระพุทธเจ้า) ๑ กลับ จากดงพร้อมกับบุตร ๗ คน ฟังเพลงขับของสตรีผู้หนึ่ง ซึ่งกำลังเอา สากตำข้าวสารดังนี้ว่า สรีระนี้อาศัยหนังมีผิวเหี่ยวแห้ง ถูก ชราย่ำยีแล้ว สรีระนี้ถึงความเป็นอามิส คือเหยื่อของมฤตยู ย่อมแตกไป เพราะ มรณะ สรีระนี้เป็นที่อยู่ของหมู่หนอน เต็มไปด้วยซากศพต่าง ๆ สรีระนี้เป็น ภาชนะของไม่สะอาด สรีระนี้เสมอด้วย ท่อนต้นกล้วย พิจารณาอยู่ก็บรรลุปัจเจกโพธิญาณ พร้อมด้วยบุตรทั้งหลาย. วาจาประกอบ ด้วยองค์ ๔ เหล่านี้ แม้ถ้านับเนื่องในภาษาของชาวมิลักขะ หรือนับเนื่องใน เพลงขับของสตรีผู้ถือหม้อน้ำไปไซร้ ถึงกระนั้น ก็พึงทราบว่า เป็นวาจาสุภาษิต. วาจาชื่อว่า ไม่มีโทษ ทั้งวิญญูชนผู้มุ่งประโยชน์ อาศัยแต่ใจความ ไม่ใช่อาศัย แต่พยัญชนะ ไม่พึงติเตียน เพราะเป็นวาจาสุภาษิต. บทว่า สรูปาหิ ได้แก่ สมควร. บทว่า อภิตฺกวิ ได้แก่ สรรเสริญ แล้ว. บทว่า น ตาปเย ความว่า ไม่พึงทำตนให้เดือนร้อน คือไม่พึงเบียดเบียน ตนให้ร้อนใจ. บทว่า ปเร ความว่า ไม่ทำลายผู้อื่นให้เดือนร้อน. พระวังคีสะ
หน้า 321 ข้อ 740
ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยอปิสุณาวาจาด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปฏินนฺทิตา ได้แก่ ประพฤติเป็นที่น่ารักใคร่. บทว่า ยํ อนาทาย ความว่า ท่านพระวังคีสะชมเชยด้วยอำนาจวาจาที่น่ารักว่า บุคคลเมื่อกล่าว วาจาใด ไม่ถือเอาคำหยาบอันลามก ไม่เป็นที่รักของตนเหล่าอื่น กล่าวแต่คำ เป็นที่รักซึ่งไพเราะทั้งอรรถะและพยัญชนะเท่านั้น พึงกล่าวแต่วาจานั้น. บทว่า อมตา ได้แก่ เป็นวาจาเสมือนน้ำอมฤตเพราะยังประโยชน์ ให้สำเร็จ. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า สจฺจํ หเว สาธุตรํ รสานํ คำสัตย์แล ดีกว่ารสทั้งหลาย ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อมตวาจา เพราะเป็นปัจจัย แห่งพระอมตมหานิพพาน. บทว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน ความว่า ชื่อว่า สัจจวาจานี้นั้นเป็นธรรม เป็นจรรยา เป็นประเพณีเก่า. จริงอยู่ คําสัจนี้แล บัณฑิตปางก่อนประพฤติกันมาแล้ว. ท่านเหล่านั้นไม่กล่าวคำเหลาะแหละ. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ตั้งอยู่ ในสัจจะที่เป็นอรรถและเป็นธรรม ดังนี้. ในพระบาลีนั้น พึงทราบว่า สัจจวาจานั้น ชื่อว่าตั้งอยู่ในประโยชน์ ตนและประโยชน์ผู้อื่น เพราะตั้งอยู่ในสัจจะนั่นแล และชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรม เพราะตั้งอยู่ในประโยชน์นั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อรรถะ และ ธรรม ทั้งสองนั้น เป็นวิเสสนะของคำว่า สัจจะ นั่นเอง. ความจริง ท่านกล่าวคำ อธิบายไว้ดังนี้ว่า วาจานั้นตั้งอยู่ในสัจจะ ตั้งอยู่ในสัจจะเช่นไร. ตั้งอยู่ใน สัจจะที่เป็นอรรถและเป็นธรรม ซึ่งให้สำเร็จประโยชน์ คือทำไม่ผิดประโยชน์ เพราะไม่ปราศจากประโยชน์ผู้อื่น ให้สำเร็จประโยชน์ที่เป็นธรรม คือประกอบ ด้วยธรรมนั่นแล เพราะไม่ปราศจากธรรม. ท่านพระวังคีสะชมเชยพระผู้มี พระภาคเจ้า โดยคำสัจด้วยคาถานี้ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เขมํ ได้แก่ ปลอดภัย คือปราศจากอันตราย. หากจะถามว่า เพราะเหตุไร. พึงตอบว่า
หน้า 322 ข้อ 741, 742
เพราะถึงความดับ เพราะทำให้สิ้นทุกข์. อธิบายว่า เพราะให้ถึงความดับกิเลส และเป็นไปเพื่อทำให้สิ้นทุกข์ในวัฏฏะ. อีกอย่างหนึ่ง พระพุทธเจ้าตรัสพระ- วาจาใด ซึ่งเป็นวาจาเกษม เพราะประกาศมรรคอันเกษม เพื่อประโยชน์ของ นิพพานธาตุทั้งสอง คือเพื่อถึงพระนิพพาน เพื่อทำให้สิ้นทุกข์. ในคำว่า สา เว วาจานมุตฺตมา นี้ พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า วาจานั้นประเสริฐ ที่สุดแห่งวาจาทั้งปวง ดังนี้. ท่านพระวังคีสะเมื่อชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยคำประกอบด้วยปัญญา ด้วยคาถานี้ ให้จบเทศนาด้วยยอดธรรมคือพระ- อรหัต ด้วยประการฉะนั้นแล. จบอรรถกถาสุภาสิตสูตรที่ ๕ ๖. สารีปุตตสูตร ว่าด้วยการสรรเสริญพระสารีบุตร [๗๔๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระสารีบุตรอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล ท่านพระสารีบุตรชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลาย เห็นแจ้ง สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถา ด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวย ไม่มีโทษ ไม่เคลื่อนคลาด อาจยังผู้ฟังให้รู้เนื้อความได้แจ่มแจ้ง. ส่วนภิกษุเหล่านั้นก็ทำธรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ ใส่ใจกำหนดด้วยจิต ทั้งปวง เงี่ยโสตลงฟังธรรม. [๗๔๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ท่านพระ- สารีบุตรนี้ แนะนำชักชวนภิกษุทั้งหลายให้อาจหาญ รื่นเริงด้วยธรรมีกถา ด้วยวาจาของชาวเมือง สละสลวย ไม่มีโทษ ไม่เคลื่อนคลาด อาจยังผู้ฟังให้ รู้เนื้อความได้แจ่มแจ้ง.
หน้า 323 ข้อ 743
ส่วนภิกษุเหล่านั้นเล่า ก็ทำธรรมนั้นให้เป็นประโยชน์ ใส่ใจกำหนด ด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตลงฟังธรรม อย่ากระนั้นเลย เราควรสรรเสริญท่าน พระสารีบุตรด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรในที่เฉพาะหน้าเถิด. ลำดับนั้นแล ท่านพระวงคีสะลุกจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ข้างหนึ่งแล้ว ประณมอัญชลีไปทางท่านพระสารีบุตรแล้ว ได้กล่าวกะท่าน พระสารีบุตรดังนี้ว่า ท่านสารีบุตร เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพเจ้า ท่าน สารีบุตร เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพเจ้า. ท่านพระสารีบุตรกล่าวกะท่านพระวังคีสะว่า เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้ง กะท่านเถิด ท่านวังคีสะ. [๗๔๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้สรรเสริญท่านพระสารีบุตร ต่อหน้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า ท่านสารีบุตรเป็นนักปราชญ์ มี ปัญญาลึกซึ้ง ฉลาดในทางและมิใช่ทาง มีปัญญามาก ย่อมแสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลาย แสดงโดยย่อก็ได้ แสดงโดย พิสดารก็ได้ เสียงของท่านไพเราะดังก้อง เหมือนเสียงนกสาริกา ปฏิภาณเกิดขึ้นโดย ไม่รู้สิ้นสุด เมื่อท่านแสดงธรรมอยู่ ภิกษุ ทั้งหลายย่อมฟังเสียงอันไพเราะ เป็นผู้ ปลื้มจิตยินดีด้วยเสียงอันเพราะ น่ายินดี น่าฟัง เงี่ยโสตอยู่ ดังนี้.
หน้า 324 ข้อ 743
อรรถกถาสารีปุตตสูตร ในสารีปุตตสูตรที่ ๖ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า โปริยา ได้แก่บริบูรณ์ด้วยอักขระและบท. บทว่า วิสฏฺาย ได้แก่ อันโรคไม่เกี่ยวเกาะไม่พัวพัน. ก็เมื่อพระธรรมเสนาบดีกล่าว ย่อมมี ถ้อยคำไม่พัวพันด้วยโรคดีเป็นต้น ย่อมเปล่งเสียง เหมือนเสียงจากกังสดาล ที่ถูกเคาะด้วยท่อนเหล็ก. บทว่า อเนลคฬาย ได้แก่ไม่มีโทษไม่คลาดเคลื่อน คือปราศจากโทษและมีบทพยัญชนะไม่คลาดเคลื่อน. จริงอยู่ เมื่อพระเถระพูด บทหรือพยัญชนะไม่เสื่อมเสีย. บทว่า อตฺถสฺส วิญฺาปนิยา ได้แก่สามารถ ทำผู้พึงให้รู้เนื้อความแจ่มแจ้ง. บทว่า ภิกฺขุนํ คือ แก่ภิกษุทั้งหลาย. บทว่า สงฺขิตฺเตนปิ ความว่า พระสารีบุตรเถระแสดงโดยย่ออย่าง นี้บ้างว่า อาวุโส อริยสัจ ๔ เหล่านี้ อริยสัจ ๔ คืออะไรบ้าง คือทุกขอริยสัจ ฯลฯ อาวุโส อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล เพราะเหตุนั้นแหละ อาวุโส เธอพึงทำ ความเพียรว่า นี้ทุกขอริยสัจ. บทว่า วิตฺถาเรนปิ ความว่า พระสารีบุตร เมื่อจะจำแนกอริยสัจ ๔ เหล่านั้น จึงกล่าวแม้โดยพิสดารโดยนัยมีอาทิว่า อาวุโส ทุกขอริยสัจเป็นไฉน ดังนี้ . แม้ในเทศนาขันธ์เป็นต้นก็นัยนี้เหมือน กัน. บทว่า สาลิกา วิย นิคฺโฆโส ความว่า เมื่อพระเถระแสดงธรรม ย่อมมีเสียงไพเราะกังวาน เหมือนเสียงของนางนกสาลิกาที่ลิ้มมะม่วงสุกมีรสหวาน กระพือปีกเปล่งเสียงไพเราะ. บทว่า ปฏิภาณํ มุทีริยิ ความว่า ปฏิภาณเกิด ขึ้นไม่สิ้นสุด เหมือนลูกคลื่นเกิดจากทะเล. บทว่า โอเธนฺติ ได้แก่ภิกษุเหล่า นั้นย่อมเงี่ยโสตสดับ. จบอรรถกถาสารีปุตตสูตรที่ ๖
หน้า 325 ข้อ 744, 745
๗. ปวารณาสูตร ว่าด้วยการทำปวารณา [๗๔๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่พระวิหารบุพพาราม ปราสาทของนางวิสาชาผู้เป็นมารดามิคารเศรษฐี กรุงสาวัตถี กับพระภิกษุสงฆ์ หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นอรหันต์ทั้งหมด. ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันภิกษุสงฆ์แวดล้อม ประทับนั่งในที่แจ้ง เพื่อทรงปวารณาในวันอุโบสถที่ ๑๕ ค่ำ. ครั้นนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูเห็นภิกษุสงฆ์เป็นผู้นิ่งอยู่ แล้ว จึงรับสั่งกะภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอปวารณา เธอทั้งหลาย เธอทั้งหลายจะไม่ติเตียนกรรมไร ๆ ที่เป็นไปทางกายหรือทาง วาจาของเราบ้างหรือ. [๗๔๕] เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระสารีบุตร ลุกขึ้นจากอาสนะ. ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ประนมอัญชลีไปทางพระผู้ มีพระภาคเจ้าแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า พระองค์ทงั้หลายติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็นไปทางพระกายหรือทางพระวาจาของ พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงยังทางที่ยังไม่เกิดไห้เกิดขึ้น ทรงยังทางที่ยังไม่เกิดขึ้นพร้อมให้เกิด ขึ้นพร้อม ทรงบอกทางที่ยังไม่มีผู้บอก เป็นผู้ทรงรู้ทาง ทรงรู้แจ้งทาง ทรง ฉลาดในทางข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สาวกทั้งหลายในบัดนี้เป็นผู้เดินตามทาง บัดนี้แลขอปวารณาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ทรรงติเตียน กรรมไร ๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของข้าพระองค์บ้างหรือ.
หน้า 326 ข้อ 745
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สารีบุตร เราติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็น ไปทางกายหรือทางวาจาของเธอไม่ได้เลย สารีบุตร เธอเป็นบัณฑิต สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญามาก เป็นผู้มีปัญญาแน่นหนา สารีบุตร เธอเป็นผู้มีปัญญา ชวนให้ร่าเริง เป็นผู้มีปัญญาไว เป็นผู้มีปัญญาหลักแหลม เป็นผู้มีปัญญาแหลม คม สารีบุตร โอรสพระองค์ใหญ่ของพระเจ้าจักรพรรดิ ย่อมยังจักรอันพระ- ราชบิดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามได้โดยชอบ ฉันใด สารีบุตร เธอก็ฉัน นั้นเหมือนกัน ย่อมยังธรรมจักรอันยอดเยี่ยม อันเราให้เป็นไปแล้วให้เป็นไป ตามได้โดยชอบแท้จริง. ท่านพระสารีบุตรจึงกราบทูลอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หากว่าพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็นไปทางกาย หรือทางวาจา ของข้าพระองค์ไซร้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าจะไม่ทรง ติเตียนกรรมไร ๆ อันเป็นไปทางกายหรือทางวาจาของภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านี้บ้าง หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า สารีบุตร เราไม่ติเตียนกรรมไร ๆ อัน เป็นไปทางกายหรือทางวาจา ของภิกษุ ๕๐๐ รูปแม้เหล่านี้ สารีบุตร เพราะ บรรดาภิกษุ ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ภิกษุ ๑๐ รูป เป็นผู้ได้วิชชา ๓ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ อีก ๖๐ รูป เป็นผู้ได้อุภโตภาควิมุตติ ส่วนที่ยังเหลือเป็น ผู้ได้ปัญญาวิมุตติ. ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่าข้าง หนึ่งแล้ว ประณมอัญชลีไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระ ภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์.
หน้า 327 ข้อ 746
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ. [๗๔๖] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะ ได้สรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้า ในที่เฉพาะพระพักตร์ด้วยคาถาทั้งหลาย้อนสมควรว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถที่ ๑๕ ภิกษุ ๕๐๐ รูป มาประชุมกันเพื่อความบริสุทธิ์ ล้วน เป็นผู้ตัดกิเลสเครื่องประกอบและเครื่อง ผูกได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีความคับแค้น เป็น ผู้มีภพใหม่สิ้นแล้ว เป็นผู้แสวงหาคุณอัน ประเสริฐ พระเจ้าจักพรรดิห้อมล้อมด้วย อำมาตย์เสด็จเลียบพระมหาอาณาจักรนี้ ซึ่ง มีสมุทรสาครเป็นขอบเขตโดยรอบ ฉันใด สาวกทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา ผู้ละ มฤตยุราเสียได้ ย่อมนั่งห้อมล้อมพระผู้มี พระภาคเจ้า ผู้ชนะสงความแล้ว เป็นผู้ นำพวกอันหาผู้นำอื่นยิ่งกว่าไม่มี ฉันนั้น พระสาวกทั้งหมดเป็นบุตรของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ผู้ชั่วช้าไม่มีในสมาคมนี้ ข้าพระ- องค์ขอถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ หักลูกศรคือตัณหาเสียได้ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ ดังนี้.
หน้า 328 ข้อ 746
อรรถกถาปวารณาสูตร ในปวารณาสูตรที่ ๗ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ตทหุ ตัดเป็น ตสฺมึ อหุ ความว่า ในวันนั้น. ชื่อว่า อุโบสถ เพราะเป็นที่เข้าจำ. บทว่า อุปวสนฺติ ความว่า เป็นผู้เข้า จำอยู่ด้วยศีล หรือด้วยอดข้าว. ก็วันอุโบสถนี้นั้น มี ๓ อย่างโดยแยกเป็นวัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ และวัน ๑๕ ค่ำ เพราะฉะนั้น เพื่อจะห้ามวันทั้ง ๒ ที่เหลือ จึงกล่าวว่า ปณฺณรเส. บทว่า ปวารณาย ได้แก่ ออกพรรษาปวารณาแล้ว. แม้คำว่า วิสุทฺธิปวารณา ดังนี้ ก็เป็นขอของปวารณานั้น. บทว่า นิสินฺโน โหติ ความว่า ในเวลาเย็น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันสมควร แก่กาล แก่บริษัทผู้มาประชุมกัน ทรงสรงพระวรกายที่ซุ้มน้ำ ทรงนุ่งห่ม ทำ สุคตมหาจีวรเฉวียงบ่า ประทับนั่งชมสิริแห่งมณฑลพระจันทร์ ที่ตั้งขึ้นใน ปุริมทิศ บนบวรพุทธอาสน์ที่เขาจัดไว้ อิงเสากลาง. บทว่า ตุณฺหีภูตํ ความว่า เป็นผู้นิ่งแต่ทิศที่ทรงแลดู. ในหมู่ภิกษุเหล่านั้น แม้รูปเดียวก็มิได้มีความคะนอง มือคะนองเท้า ทั้งหมดเงียบเสียงนั่งด้วยอิริยาบถสงบ. บทว่า อนุวิโลเกตฺวา ความว่า ทรงใช้พระเนตรที่มีประสาททั้ง ๕ ปรากฏชำเลืองดู. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งอุปสรรค. น อักษรในคำว่า น จ เม กิญฺจิ ครหถ นี้ ใช้ในอรรถแห่งคำถามว่า น จ กิญฺจิ ดังนี้. อธิบายว่า พวกเธอจะติเตียนอะไร ๆ เราหรือ ถ้าพวกเธอจะติเตียนว่ากล่าว เราต้องการ ให้พวกเธอว่ากล่าว. ด้วยคำว่า กายิกํ วา วาจสิกํ วา นี้ พระองค์ปวารณา กายทวารและวจีทวารเท่านั้น มิได้ปวารณาถึงมโนทวาร. เพราะเหตุไร. เพราะ ปรากฏแล้ว. จริงอยู่ ในกายทวารและวจีทวารมีความผิดปรากฏ ในมโนทวาร
หน้า 329 ข้อ 746
มิได้ปรากฏ แม้เมื่อนอนอยู่บนเตียงเดียวกัน ถามว่า เธอคิดอะไร จึงทราบ วาระจิตได้. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงปวารณาถึงมโนทวาร เพราะความไม่ ปรากฏด้วยประการฉะนี้ มิใช่ไม่ทรงปวารณาเพราะไม่บริสุทธิ์ . จริงอยู่ มโน- ทวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้เป็นพระโพธิสัตว์ ในคราวเป็นภูริทัตต์ ฉัททันต์ สังขบาลและธรรมบาลเป็นต้น ก็บริสุทธิ์. บัดนี้ไม่มีคำที่จะต้อง กล่าวในข้อนี้เลย. บทว่า เอตทโวจ ความว่า เพราะเธอดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรม- เสนาบดี เธอรับหน้าที่ปกครองภิกษุสงฆ์ จึงได้กราบทูลอย่างนี้ บทว่า น โข มยํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ ไม่ติเตียนอะไร ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า กายิกํ วา วาจสิกํ วา นี้ พระเถระกล่าวหมายเอาความบริสุทธิ์ ๔ อย่าง มีกายสมาจารที่บริสุทธิ์เป็นต้น ที่ไม่ต้องรักษา. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิต้องทรงรักษาความบริสุทธิ์ ๔ อย่าง. ดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความบริสุทธิ์ที่ตถาคต ไม่ต้องรักษา ๔ อย่างเหล่านี้ ๔ อย่างอะไรบ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต มีกายสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีกายทุจริตที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้ สิ่งนี้ของเราเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีวจีสมาจารบริสุทธิ์ตถาคตไม่มี วจีทุจริตที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีมโนสมาจารบริสุทธิ์ ตถาคตไม่มีมโนทุจริตที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่น อย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตมีอาชีวะบริสุทธิ์ ตถาคต ไม่มีมิจฉาชีวะที่จะพึงรักษาว่า ผู้อื่นอย่าได้รู้สิ่งนี้ของเราเลย ดังนี้. บัดนี้ พระเถระเมื่อสรรเสริญพระคุณตามเป็นจริงของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ภควา หิ ภนฺเต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส ความว่า อันสมณะอื่นไม่เคยให้เกิดขึ้น ตั้งแต่
หน้า 330 ข้อ 746
พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า อสญฺชาตสฺส นี้ เป็นไวพจน์ของ บทว่า อนุปฺปนฺนสฺส นั่นเอง. บทว่า อนกฺขาตสฺส ได้แก่คนอื่นมิได้ แสดง. บทว่า ปจฺฉา สมนฺนาคตา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ไปก่อนแล้ว พระสาวกมาประชุมกันภายหลัง. ดังนั้น พระเถระอาศัยพระอรหัต- มรรคนั่นแล สรรเสริญพระคุณ เพราะเหตุที่พระคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหมดเมาแล้ว เพราะอาศัยพระอรหัตมรรคเท่านั้น. ด้วย เหตุนั้น พระคุณทั้งปวงย่อมเป็นอันท่านกล่าวแล้วแล. คำว่า อหญฺจ โข ภนฺเต นี้ พระเถระกล่าวปวารณาสมาจารทางกาย ทางวาจาทั้งของตนทั้งของสงฆ์ ต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นอัครบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. บทว่า ปิตรา ปวตฺติตํ ความว่า เมื่อพระเจ้าจักรพรรดิสวรรคต หรือทรงผนวชล่วงไป ๗ วัน จักรย่อมอันตรธาน ต่อจากนั้น เมื่อพระโอรส ทรงนั่งบำเพ็ญจักรวัตติวัตรสิบอย่างหรือสิบสองอย่าง จักรอื่นย่อมปรากฏ พระโอรสนั้นทรงให้จักรนั้นเป็นไป แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำจักรนั้นแหละ ให้เป็นวัตรเพราะมีอรรถอย่างเดียวกัน เหตุสำเร็จด้วยรัตนะ. ตรัสว่า ปิตรา ปวตฺติตํ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่พระโอรสนั้นตรัสว่า ขอพระองค์ จงเป็นผู้ขวนขวายน้อยเถิด ข้าพระองค์จักปกครอง ดังนี้ ฉะนั้น จึงชื่อว่า ย่อมปกครองอาณาจักรที่พระบิดาปกครอง. บทว่า สมฺมเทว อนุปวตฺเตสิ ความว่า จงให้เป็นไปตามโดยชอบ คือโดยนัย โดยเหตุ โดยการณะนั่นแล. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสธรรมคือ อริยสัจ ๔ พระเถระก็กล่าวตามธรรมคือ อริยสัจ ๔ นั้นนั่นแหละ. เหตุนั้น จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อุภโตภาควิมุตฺตา ความว่า พ้นด้วยส่วนทั้ง ๒ คือพ้นจากรูปกายด้วยอรูปาวจรสมาบัติ พ้นจาก นามกายด้วยอริยมรรค. บทว่า ปญฺาวิมุตฺตา ได้แก่หลุดพ้นด้วยปัญญา. คือ เป็นพระขีณาสพผู้ยังมิได้วิชชา ๓ เป็นต้น.
หน้า 331 ข้อ 747
บทว่า วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อต้องการความบริสุทธิ์. บทว่า สญฺโชนพนฺธนจฺฉิทา ได้แก่ ตัดกิเลส กล่าวคือเครื่องประกอบ และกิเลส กล่าวคือเครื่องผูกได้. บทว่า วิชิตสงฺคามํ ได้แก่ ชนะสงความคือ ราคะ โทสะ โมหะ. แม้ชนะกองทัพมาร ก็ชื่อว่าชนะสงความ บทว่า สตฺถวาหํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า สัตถวาหะ เป็นผู้นำหมู่ เพราะทรง นำหมู่เวไนยสัตว์ ยกขึ้นบนรถคือมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ให้ข้ามสังสารวัฏ. ซึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำหมู่นั้น. บทว่า ปลาโป ได้แก่ภายในว่างเปล่า คือ ทุศีล. ด้วยบทว่า อาทิจฺจพนฺธุนํ นี้ ท่านพระวังคีสะกล่าวว่า ข้าพระองค์ ขอถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ เป็นศาสดาผู้ทรง ทศพลญาณ ดังนี้. จบอรรถกถาปวารณาสูตรที่ ๗ ๘. ปโรสหัสสสูตร การสรรเสริญพระพุทธเจ้าโดยคาถาที่ไม่คิดไว้ก่อน [๗๔๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน. อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี กับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ๑,๒๕๐ รูป. ก็โ่ดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงชี้แจงให้ภิกษุทั้งหลาย เห็นแจ้ง ให้สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน. ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น ได้ทำธรรมนั้นให้สำเร็จประโยชน์ ใส่ใจกำหนด ด้วยจิตทั้งปวง เงียโสตลงฟังธรรม.
หน้า 332 ข้อ 748, 749
[๗๔๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้านี้ทรงแนะนำ ทรงชักชวนภิกษุทั้งหลายให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาอันประกอบด้วยนิพพาน ฝ่ายภิกษุเหล่านั้น ก็ทำธรรมนั้นให้ สำเร็จประโยชน์ ใส่ใจกำหนดด้วยจิตทั้งปวง เงี่ยโสตลงฟังธรรมนั้น อย่า กระนั้นเลย เราควรจะสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าในที่เฉพาะพระพักตร์ ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรเถิด. ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ข้างหนึ่งแล้ว ประนมอัญชลีเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้ง กะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เนื้อความนั่นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ. [๗๔๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้กราบทูลสรรเสริญพระผู้มี- พระภาคเจ้า ในที่เฉพาะพระพักตร์ ด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า ภิกษุมากกว่าพัน ย่อมนั่งห้อมล้อม พระสุคตผู้ทรงแสดงธรรมอันปราศจากธุลี คือพระนิพพาน ธรรมอันหาภัยแต่ไหน มิได้ ภิกษุทั้งหลายย่อมฟังธรรมอันปราศ- จากมลทิน ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง แสดงแล้ว พระสัมพุทธเจ้าผู้อันหมู่ภิกษุ ห้อมล้อมแล้ว ย่อมงามจริงหนอ ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นผู้ทรง
หน้า 333 ข้อ 750
นามว่าพญาช่างอันประเสริฐ เป็นพระฤาษี ที่ ๗ แห่งพระฤาษีทั้งหลาย เป็นผู้ดุจ มหาเมฆยังฝนให้ตกในพระสาวก ข้าแต่ พระองค์ผู้ทรงแกล้วกล้าใหญ่ วังคีสะ สาวกของพระองค์ ออกจากที่พักกลางวัน ด้วยความใคร่เพื่อเฝ้าพระศาสดา ขอถวาย บังคมพระบาท ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า วังคีสะ คาถาเหล่านี้เธอตรึกตรอง ไว้ก่อนหรือ ๆ ว่าแจ่มแจ้งกะเธอโดยฉับพลัน. ท่านพระวังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ คาถาเหล่านี้ ข้าพระองค์มิได้ตรึกตรองไว้ก่อนเลย แต่ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์โดยทันที เทียวแล. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า วังคีสะ คาถาทั้งหลายที่เธอไม่ได้ตรึกตรอง ไว้ในกาลก่อน จงแจ่มแจงกะเธอโดยประมาณยิ่งเถิด. [๗๕๐] ท่านพระวังคีสะ ทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ได้พระเจ้าข้า แล้วได้ทูลสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายซึ่งตน ไม่ได้ตรึกตรองไว้ในกาลก่อน โดยประมาณยิ่งว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงครอบงำหนทางผิดตั้งร้อยของมารเสีย ได้ ทรงทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจเพียงดัง ตะปูทั้งหลายเสียได้เสด็จเที่ยวไป ท่าน ทั้งหลายจงดูพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์
หน้า 334 ข้อ 750
นั้น ผู้ทรงทำการแก้เครื่องผูกเสียได้ ผู้อัน กิเลสอาศัยไม่ได้แล้ว ผู้ทรงจำแนกธรรม เป็นส่วน ๆ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ ใดได้ทรงบอกทางมีอย่างต่าง ๆ เพื่อเป็น เครื่องข้ามโอฆะ เมื่อหนทางนั้น ซึ่งเป็น ทางไม่ตาย อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ตรัสบอกแล้ว พระสาวกทั้งหลายเป็นผู้ เห็นธรรมไม่ง่อนแง่น ตั้งมั่นแล้ว พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ทรงทำความ รุ่งเรืองแทงตลอดซึ่งธรรมแล้ว ได้ทรง เห็นธรรมเป็นที่ก้าวล่วงทิฏฐิทั้งปวง พระ สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ครั้นทรง ทราบแล้วและทรงกระทำให้แจ้ง (ธรรม นั้น) แล้ว ได้ทรงแสดงฐานะทั้ง ๑๐ อันเลิศ ความประมาทอะไร ในธรรมอัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้วด้วยดี อย่างนี้ จักมีแก่ผู้รู้ทั้งหลาย เพราะฉะนั้น แล บุคคลพึงเป็นผู้ไม่ประมาท น้อมใจ ศึกษาในพระศาสนาของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระองค์นั้นทุกเมื่อ ดังนี้.
หน้า 335 ข้อ 750
อรรถกถาปโรสหัสสสูตร ในปโรสหัสสสูตรที่ ๘ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ปโรสหสฺสํ ได้แก่เกิน ๑,๐๐๐. บทว่า อกุโตภยํ ความว่า ในพระนิพพานไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ. จริงอยู่ ผู้บรรลุพระนิพพานก็ไม่มีภัยแต่ ที่ไหน ๆ ฉะนั้น พระนิพพานจึงชื่อว่า ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ. บทว่า อิสีนํ อิสิสตฺตโม ความว่า เป็นพระฤาษีองค์ที่ ๗ จำเดิมแต่พระพุทธเจ้าทรง พระนามว่าวิปัสสี. คำว่า กึ นุ เต วงฺคีส นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยที่เกิดเรื่องขึ้น. ได้ยินว่า เรื่องเกิดขึ้นท่ามกลางสงฆ์ว่า พระวังคีสเถระสละกิจวัตร ไม่สนใจ อุทเทสปริปุจฉาและโยนิโสมนสิการ เที่ยวแต่งคาถาทำจุณณียบทเรื่อยไป. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ภิกษุเหล่านี้ไม่รู้ปฏิภาณสมบัติ ของพระวังคีสะ เข้าใจว่า พระวังคีสะคิดแล้วคิดเล่าจึงกล่าว เราจักให้ภิกษุ เหล่านั้นรู้ปฏิภาณสมบัติของท่าน ครั้นทรงพระดำริแล้ว จึงตรัสคำมีอาทิว่า กึ นุ เต วงฺคีส ดังนี้. บทว่า อุมฺมคฺคสตํ ได้แก่ กิเลสที่ผุดขึ้นหลายร้อย. อนึ่ง ท่าน กล่าวว่า สต เพราะเป็นทางดำเนินไป. บทว่า ปภิชฺช ขีลานิ ความว่า เทียวทำลายกิเลส ๕ อย่าง มีกิเลสเพียงดังตะปูคือราคะเป็นต้น. บทว่า ตํ ปสฺสถ ความว่า จงดูพระพุทธเจ้านั้นผู้เที่ยวครอบงำทำลายอย่างนี้. บทว่า พนฺธปมุญฺจกรํ ได้แก่ ผู้กระทำการปลดเปลื้องกิเลสเป็นเครื่องผูก. บทว่า อสิตํ ได้แก่ ผู้อันกิเลสไม่อาศัยแล้ว. บทว่า ภาคโส ปวิภชฺชํ ความว่า
หน้า 336 ข้อ 750
ผู้ทรงจำแนกธรรมเป็นส่วน ๆ มีสติปัฏฐานเป็นต้น. ปาฐะว่า ปวิภช ดังนี้ก็มี ความว่า จงแยกเป็นส่วนน้อยใหญ่ดู. บทว่า โอฆสฺส ได้แก่โอฆะ ๔. บทว่า อเนกวิหิตํ ได้แก่ มี หลายอย่างมีสติปัฏฐานเป็นต้น. บทว่า ตสฺมึ เจ อมเต อกฺขาเต ความว่า เมื่อพระองค์ตรัสบอกทางอันเป็นอมตะนั้น. บทว่า ธมฺมทฺทสา ได้แก่ผู้เห็น ธรรม บทว่า ิตา อสํหิรา ความว่า ผู้ตั้งมั่นไม่ง่อนแง่น. บทว่า อติวิชฺฌ ได้แก่ แทงตลอดแล้ว. บทว่า สพฺพทิฏฺีนํ ได้แก่ ที่ตั้งทิฏฐิหรือวิญญาณฐิติทั้งปวง. บทว่า อติกฺกมมทฺทส ได้แก่ ได้เห็น พระนิพพานอันเป็นธรรมก้าวล่วง. บทว่า อคฺคํ ได้แก่ เป็นธรรมสูงสุด. ปาฐะว่า อคฺเค ดังนี้ก็มี. ความว่า ก่อนกว่า. บทว่า ทสฏฺานํ ความว่า ทรงแสดงธรรมอันเลิศแก่ภิกษุ ๕ รูป คือ ปัญจวัคคีย์ หรือทรงแสดงธรรม ในฐานะอันเลิศแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผู้รู้ อยู่ว่า ธรรมนี้ทรงแสดงดีแล้ว ไม่พึงทำความประมาท ฉะนั้น. บทว่า อนุสิกฺเข ได้แก่ พึงศึกษาสิกขา ๓. จบอรรถกถาปโรสหัสสสูตรที่ ๘
หน้า 337 ข้อ 751, 752
๙. โกณฑัญญสูตร พระวังคีสะสรรเสริญพระอัญญาโกณฑัญญะ [๗๕๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่พระราชทานเหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงที่ประทับต่อกาลนานนักทีเดียว ครั้นแล้วได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสอง ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า จูบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยปาก นวดฟั้นด้วยมือทั้งสอง และประกาศชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มี พระภาคเจ้า ข้าพระองค์ขอว่า โกณฑัญญะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ ชื่อว่าโกณฑัญญะ ดังนี้. [๗๕๒] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า ท่านพระ- อัญญาโกณฑัญญะนี้ นานนักทีเดียวจึงได้เข้าเผ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นเข้า เฝ้าแล้ว ได้หมอบลงแทบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า จูบพระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยปาก นวดฟั้นด้วยมือทั้งสอง และประกาศชื่อว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ชื่อว่า โกณฑัญญะ ข้าแต่พระสุคต ข้าพระองค์ชื่อว่า โกณฑัญญะ อย่ากระนั้นเลย เราพึงชมเชย ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย คาถาทั้งหลายตามสมควรเถิด. ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะแล้ว ประณมอัญชลีไป ทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มเเจ้งกะข้าพระองค์ ข้าแต่ พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์.
หน้า 338 ข้อ 753
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เนื้อความนั้นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ ดังนี้. [๗๕๓] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะได้ชมเชยท่านพระอัญญาโกณ- ฑัญญะ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า พระโกณฑัญญะเถระนี้ เป็นผู้ตรัสรู้ ตามพระพุทธองค์ เป็นผู้มีความเพียร เครื่องก้าวหน้าอย่างแรงกล้า เป็นผู้ได้ ธรรมเครื่องอยู่ทั้งหลายอันเกิดแต่ วิเวกเนืองนิตย์ คุณอันใดอันพระสาวกผู้ ทำตามคำสอนของพระศาสดาพึงบรรลุ คุณอันนั้นทุกอย่างอันพระโกณฑัญญะ เถระนั้น เป็นผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่บรรลุ แล้วโดยลำดับ พระโกณฑัญญะเถระเป็น ผู้มีอานุภาพมาก เป็นผู้ได้วิชชา ๓ เป็น ผู้ฉลาดในเจโตปริยญาณ เป็นทายาทของ พระพุทธองค์ ไหว้อยู่ซึ่งพระบาททั้งสอง ของพระศาสดา ดังนี้.
หน้า 339 ข้อ 753
อรรถกถาโกณฑัญญสูตร ในโกณฑัญญสูตรที่ ๙ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า อญฺาโกณฺฑญฺโ ได้แก่ พระเถระที่ได้ชื่ออย่างนั้น เพราะรู้ทั่วถึงธรรมก่อนเขา. บทว่า สุจิรสฺเสว ได้แก่ ต่อกาลนานเท่าไร. ตลอดกาลประมาณ ๑๒ ปีนี้. ถามว่าอยู่ในที่ไหน. ตอบว่าอยู่ในสถานที่อยู่แห่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ใกล้สระมันทากินีโปกขรณี ในถิ่นข้างตระกูล ฉัททันตะ เพราะเหตุไร. เพราะเคารพในวิหาร. ก็ท่านเป็นพระมหาสาวก ผู้มีบุญ พระคุณของท่านแผ่ไปในภายในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในหมื่น จักรวาลเหมือนพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้า. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ไปยังสำนักของพระตถาคต กระทำการบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น คิดว่า ท่านเป็นพระสาวกผู้แทงตลอดธรรมเลิศ แล้วเข้าไปบูชาพระเถระถัดไป จริงอยู่ ธรรมดาว่าผู้ที่มาสู่สำนักเป็นอันท่านต้องทำธรรมกถา หรือปฏิสันถาร เห็นปานนี้. ก็พระเถระเป็นผู้หนักในวิหาร ด้วยเหตุนั้น ธรรมนั้นของท่าน จึงปรากฏเป็นประหนึ่งเนิ่นช้า. เพราะท่านเป็นผู้เคารพในวิหารดังว่ามานี้ ท่านจึงไปอยู่ในที่นั้น. อีกเหตุหนึ่ง ก่อนอื่นในเวลาภิกขาจาร พระสาวกทั้งปวง ย่อมไปตาม ลำดับพรรษา. ก็ในเวลาแสดงธรรม เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ที่เขาตกแต่งไว้ตรงกลาง พระธรรมเสนาบดีนั่ง ณ ข้างพระหัตถ์เบื้องขวา พระโมคคัลลานะนั่ง ณ ข้างพระหัตถ์เบื้องซ้าย. ส่วนเบื้องหลังแห่งพระสาวก ทั้ง ๒ นั้น เขาปูอาสนะไว้สำหรับพระอัญญาโกณฑัญญะ. เหล่าภิกษุที่เหลือ นั่งแวดล้อมท่าน. พระอัครสาวกทั้ง ๒ มีความเคารพในพระเถระ เพราะท่าน
หน้า 340 ข้อ 753
แทงตลอดธรรมอันเลิศ และเป็นพระเถระผู้เฒ่า. ภิกษุทั้งหลายสำคัญพระเถระ เหมือนท้าวมหาพรหม เหมือนกองไฟ และเหมือนอสรพิษ นั่งอาสนะในที่ ใกล้ ก็ละอาย เกรงใจ. พระเถระคิดว่า ก็ภิกษุเหล่านั้นบำเพ็ญบารมีสนอสงไขย แสนกัป เพื่อต้องการอาสนะใกล้ บัดนี้นั่งในอาสนะใกล้ จึงยำเกรง ละอายใจ ต่อเรา เราจะให้ภิกษุเหล่านั้นอยู่โดยความสำราญ. พระเถระเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะอยู่ ในชนบท. พระศาสดาทรงอนุญาตแล้ว. พระเถระเก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรไปยังริมสระมันทากินีโปกขรณี ถิ่นช้างตระกูลฉัททันตะ. เมื่อกาลก่อนโขลงช้างตระกูลประเสริฐประมาณ ๘,๐๐๐ เคยชำนาญการปรนนิบัติพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พอเห็นพระเถระคิดว่า บุญเขตของพวกเรามาถึงแล้ว จึงเอาเล็บเขี่ยที่จงกรม เอาหญ้าออก นำกิ่งไม้ เครื่องกีดขวางออก จัดแจงที่อยู่ของพระเถระ ทำวัตรทั้งหมด ประชุมปรึกษากัน ตั้งเวรกันไว้ว่า ก็ถ้าเราจะเสียสละว่า ผู้นี้จักกระทำกิจที่ควรทำแก่พระเถระไซร้ พระเถระทั้งที่มีบาตรเปล่า จักไปเหมือนไปบ้านญาติโยมเป็นอันมาก โดยวาระ ใด ๆ เราก็จักปรนนิบัติโดยวาระนั้น ๆ แต่เมื่อเวรของช้างหนึ่งมาถึงเข้า แม้ พวกนอกนั้นก็ไม่ควรละเลย. ช้างตัวที่อยู่เวร ตั้งน้ำบ้วนปากและไม้สีฟันทำวัตรพระเถระแต่เช้าตรู่ ก็สระโปกขรณีชื่อมันทากินีนี้กว้าง ๕๐ โยชน์. สระนั้นไม่มีสาหร่าย หรือจอกแหนในที่ประมาณ ๒๕ โยชน์. น้ำนั้นแล ย่อมใสเหมือนสีแก้วผลึก. ต่อแต่นั้นมีดงปทุมขาวแผ่ขยายไปกึ่งโยชน์ในน้ำแค่ยืน ตั้งล้อมสระ ๕๐ โยชน์ ถัดจากนั้น อันดับแรกมีดงปทุมแดงขนาดใหญ่ ถัดจากนั้นดงกุมุทแดง ถัดจาก นั้นดงกุมุทขาว ถัดจากนั้นคงอุบลเขียว ถัดจากนั้นคงอุบลแดง ถัดจากนั้นดง ข้าวสาลีแดงมีกลิ่นหอม ถัดจากนั้นผลเกิดแต่ต้นไม้เถามีรสอร่อยมีฟักทอง น้ำ เต้าและฟักเขียวเป็นต้น ถัดจากนั้นดงอ้อยแผ่ขยายไปกึ่งโยชน์ ในดงอ้อยนั้นมี
หน้า 341 ข้อ 753
อ้อยแต่ละต้นขนาดเท่าต้นหมาก ถัดจากนั้นดงกล้วย ซึ่งมีตนกินผลสุกถึง ๒ ผลย่อมลำบาก. ถัดจากนั้นดงขนุนมีผลขนาดตุ่ม ถัดจากนั้นดงมะม่วง ป่าชมพู่ ดงมะขวิด. โดยย่อ ในสระนั้น ขึ้นชื่อว่าผลไม้ที่กินได้ ไม่พึงกล่าวว่าไม่มี. ใน เวลาดอกไม้บาน ลมหอบละอองเกษรเป็นเกลียวไปไว้บนใบกอปทุม. ในใบ- กอปทุมนั้นหยาดน้ำตกเป็นหยด ๆ สุกด้วยอาทิตย์เผาย่อมเป็นเหมือนน้ำตาล เคี่ยว. นี่ชื่อว่าโปกขรมธุน้ำหวานบนใบบัว. ช้างทั้งหลายนำโปกขรมธุนั้นมา ถวายพระเถระ. รากบัวขนาดเท่าหัวไถ แม้รากบัวนั้น ช้างทั้งหลายก็นำมา ถวาย. เหง้าบัวมีขนาดเท่ากลองและใบบัวใหญ่. เหง้าบัวนั้นแต่ละข้อมีน้ำนม ประมาณหม้อหนึ่ง เหง้าบัวนั้นช้างทั้งหลายก็นำมาถวาย ช้างทั้งหลายปรุงเมล็ด บัวกับน้ำตาลกรวดถวาย. เอาอ้อยวางบนแผ่นหินแล้วใช้เท้าเหยียบน้ำหวานไหล ออกขังเต็มแอ่งและบ่อ. สุกด้วยอาทิตย์เผากลาย. เป็นนมก้อนดั่งก้อนหิน นมก้อน นั้นช้างทั้งหลายก็นำมาถวาย. ในขนุนกล้วยมะม่วงสุกเป็นต้น ไม่จำต้องกล่าวถึง เทพบุตรชื่อนาคทันตะ อยู่ ณ เขาไกรลาส. พระเถระไปที่ประตูวิมานของ เทพบุตรนั้น บางครั้งบางคราว เทพบุตรนั้นเอาข้าวปายาสไม่มีน้ำที่ปรุงด้วยเนยใส ใหม่และผงน้ำหวานบนใบบัวบรรจุเต็มบาตรถวาย. ได้ยินว่า ครั้งพระสัมมาสัม พุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ท่านได้ถวายสลากน้ำนมพร้อมด้วยเนยใสหอมระรื่น ตลอด ๒ หมื่นปี. ด้วยเหตุนั้น โภชนะจึงเกิดขึ้นแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้. พระเถระอยู่อย่างนี้ตลอด ๑๒ ปี ตรวจดูอายุสังขารของตน รู้ว่าสิ้นแล้ว คิดว่า เราจักปรินิพพานที่ไหน เหาะไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคิดว่า ช้างทั้ง หลายบำรุงเราถึง ๑๒ ปี กระทำกิจที่ทำได้ยาก เราจักขออนุญาตพระศาสดา ปรินิพานในที่ใกล้ ๆ ช้างเหล่านั้นแหละ. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุจิรสฺเสว เยน ภควา เตนุปสงฺกมิ ดังนี้.
หน้า 342 ข้อ 753
บทว่า นามญฺจ ความว่า พระเถระประกาศชื่อเพราะเหตุไร. เพราะ คนบางพวกจำพระเถระได้ บางพวกจ่าไม่ได้. บรรดาคนเหล่านั้น พระเถระ คิดว่าคนเหล่าใดไม่รู้จักเรา จักคิดร้ายว่า พระแก่ศีรษะขาวโพลนหลังโกงซี่โครง คดรูปนี้ทำปฏิสันถารกับพระศาสดา คนเหล่านั้นจักเต็มในอบาย แต่คนเหล่าใด รู้จักเรา จักเลื่อมใสว่า เป็นมหาสาวกปรากฏในหมื่นจักรวาลเหมือนพระศาสดา คนเหล่านั้นจักเข้าถึงสวรรค์ ดังนี้ เมื่อจะปิดทางอบาย เปิดทางสวรรค์สำหรับ สัตว์เหล่านั้น จึงประกาศชื่อ. บทว่า พุทฺธานุพุทฺโธ ความว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้สัจจะ ๔ ก่อน พระเถระตรัสรู้ภายหลัง เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า พุทธานุพุทธะ ผู้ตรัสรู้ ตามพระพุทธองค์. บทว่า ติพฺพนิกฺกโม ได้แก่มีความเพียรมั่น. บทว่า วิเวกานํ ได้แก่วิเวก ๓. ด้วยบทว่า เตวิชฺโช เจโตปริยายโกวิโท นี้ท่าน กล่าวถึงอภิญญา ๔ ในบรรดาอภิญญา ๖. อีก ๒ อภิญญานอกนี้ แม้มิได้กล่าว ถึงก็จริง แต่พระเถระก็ได้อภิญญา ๖ แน่นอน และบริษัทได้ประชุมกันใน เวลาจบคาถานี้. พระเถระรู้ว่า บริษัทประชุมกัน จึงทำปฏิสันถารกับพระศาสดา ขออนุญาตกาลปรินิพพานว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อายุสังขารของข้าพระองค์ สิ้นแล้ว ข้าพระองค์จักปรินิพพาน. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า โกณฑัญญะ เธอจักปรินิพพานที่ไหน. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างทั้งหลายที่เป็น อุปัฏฐากของข้าพระองค์ได้กระทำกิจที่ทำได้ยาก ข้าพระองค์จักปรินิพพานในที่ ใกล้ ๆ ช้างเหล่านั้น. พระศาสดาทรงอนุญาต. พระเถระทำประทักษิณพระทศพลแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ การเห็นครั้งนั้น เป็นการเห็นครั้งแรกของข้าพระองค์ ครั้งนี้เป็นการ เห็นครั้งสุดท้าย ดังนี้ เมื่อมหาชนคร่ำครวญอยู่ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ออกมายืนที่ซุ้มประตู สั่งสอนมหาชนว่า ท่านทั้งหลาย อย่าเศร้าโศกเลย
หน้า 343 ข้อ 753
อย่าคร่ำครวญไว้เลย เป็นพระพุทธเจ้าก็ตาม เป็นพุทธสาวกก็ตาม สังขาร ที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าไม่แตกทำลาย ย่อมไม่มี ดังนี้ เมื่อมหาชนกำลังเห็นอยู่ นั่นแล ก็เหาะขึ้นไปยังเวหาส ลงที่ริมสระมันทากินี สรงน้ำในสระโบกขรณี นุ่งสบงห่มจีวรแล้ว เก็บงำเสนาสนะ เข้าผลสมาบัติล่วง ๓ ยาม ปรินิพพาน เวลาจวนสว่าง. ต้นไม้ทุกต้นในหิมวันตประเทศได้โน้มน้อมออกผลบูชา พร้อมกับเวลาพระเถระปรินิพพาน. ช้างตัวเข้าเวรไม่รู้ว่าพระเถระปรินิพพาน จัดน้ำบ้วนปากและไม้ชำระฟันทำวัตรปฏิบัติแต่เช้าตรู่. นำของควรเคี้ยวและ ผลไม้มายืนอยู่ที่ท้ายที่จงกรม. ข้างนั้นไม่เห็นพระเถระออกมาจนพระอาทิตย์ขึ้น คิดว่า นี่อะไรกันหนอ เมื่อก่อน พระผู้เป็นเจ้าจงกรม ล้างหน้าแต่เช้าตรู่ วันนี้ยังไม่ออกจากบรรณศาลา จึงเขย่าประตูกุฎี แลดูเห็นพระเถระกำลังนั่งจึง เหยียดงวงออกลูบคลำค้นหาลมอัสสาสปัสสาสะ รู้ว่าลมอัสสาสปัสสาสะขาด พระเถระปรินิพพานแล้ว จึงสอดงวงเข้าในปากร้องเสียงดังลั่น. ทั่วหิมวันต- ประเทศได้มีเสียงบันลือเป็นอันเดียวกัน. ช้าง ๘,๐๐๐ ประชุมกัน ยกพระเถระ ขึ้นนอนบนกระพองของหัวหน้าโขลง ถือกิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง แวดล้อม แห่ไปทั่วหิมวันต์แล้วมายังที่ของตนตามเดิม. ท้าวสักกเทวราชปรึกษาพระวิษณุกรรมเทพบุตรว่า พ่อ พี่ชายของพวก เราปรินิพพานแล้ว เราจักกระทำสักการะ เธอจงเนรมิตเรือนยอดขนาด ๙ โยชน์ ล้วนแล้วด้วยรัตนะทุกอย่าง. พระวิษณุกรรมเทพบุตรทำตามเทวบัญชาแล้ว ให้ พระเถระนอนในเรือนยอดนั้น ได้มอบหมายให้แก่ช้างทั้งหลาย. ช้างเหล่านั้น ยกเรือนยอดเวียนเขาหิมวันต์ประมาณ ๓,๐๐๐ โยชน์หลายรอบ. พวกอากาศ เทวดารับจากงวงของช้างเหล่านั้น แล้วเล่นสาธุกิฬาแสดงคารวะ. ต่อแต่นั้นวัสส- พลาหกเทวดา สีตพลาหกเทวดา วาตพลาหกเทวดา เทพชั้นจาตุมหาราช เทพชั้น ดาวดึงส์ รวมความว่า เรือนยอดได้ไปจนถึงพรหมโลกโดยอุบายนี้ ด้วยประการ
หน้า 344 ข้อ 754, 755
ฉะนี้. พวกพรหมได้ให้เรือนยอดแก่พวกเทวดา พวกเทวดาได้ให้เรือนยอดแก่ ช้างทั้งหลายตามเดิม โดยลำดับด้วยประการฉะนี้อีก. เทวดาแต่ละองค์ได้นำ ท่อนจันทน์ประมาณ ๔ องคุลีมา. ได้มีจิตกาธารประมาณ ๙ โยชน์. พวกเทวดา ยกเรือนยอดขึ้นสู่จิตกาธาร. ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป เหาะมาสาธยายตลอดคืน. พระอนุรุทธเถระแสดงธรรม. เทวดาเป็นอันมากได้ตรัสรู้ธรรม. วันรุ่งขึ้น เวลาอรุณขึ้นนั่นเอง เทวดาทั้งหลายให้ดับจิตกาธารแล้ว เอาพระธาตุมีสีดังดอก มะลิตูมบรรจุผ้ากรองน้ำ นำมาวางไว้ในพระหัตถ์ของพระศาสดา ในเมื่อ พระองค์เสด็จออกถึงซุ้มประตูพระวิหารเวฬุวัน. พระศาสดาทรงรับผ้ากรองน้ำ บรรจุพระธาตุแล้ว ทรงเหยียดพระหัตถ์ไปที่แผ่นดิน. พระเจดีย์เหมือนฟองเงิน ชำแรกแผ่นดินใหญ่ออกมา. พระศาสดาทรงบรรจุพระธาตุในพระเจดีย์ด้วย พระหัตถ์ของพระองค์. ได้ยินว่า พระเจดีย์นั้นก็ยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้แล. จบอรรถกถาโกณฑัญญสูตรที่ ๙ ๑๐. โมคคัลลานสูตร พระวังคีสะสรรเสริญพระโมคคัลานะ [๗๕๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ ณ กาฬสิลา ข้างภูเขา อิสิคิลิ กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็น พระอรหันต์ทั้งหมด. ได้ยินว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะตามพิจารณาจิตอันหลุดพ้นพิเศษ (จากกิเลส) อันหาอุปธิมิได้ ของภิกษุเหล่านั้นด้วยจิตอยู่. [๗๕๕] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะมีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้านี้แลประทับที่กาฬสิลา ข้างภูเขาอิสิคิลิ กรุงราชคฤห์ พร้อมด้วย
หน้า 345 ข้อ 756
ภิกษุสงฆ์หมู่ให้ ประมาณ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งหมด ท่าน พระมหาโมคคลัลานะก็ตามพิจารณาจิตอันหลุดพ้นพิเศษ (จากกิเลส) อันหา อุปธิมิได้ของภิกษุเหล่านั้นด้วยจิตอยู่ อย่ากระนั้นเลย เราพึงชมเชยท่านพระ- มหาโมคคัลลานะ เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลาย อันสมควรเถิด. ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประนมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับแล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้ง กะข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เนื้อความนั่นจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ. [๗๕๖] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะ ได้ชมเชยท่านพระมหาโมค- คัลลานะ เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาทั้งหลายอันสมควรว่า พระสาวกทั้งหลายผู้สำเร็จไตรวิชชา ผู้ละมฤตยูเสียได้ ย่อมนั่งห้อมล้อมพระมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ซึ่งประทับนั่งอยู่ที่ข้าง แห่งภูเขา พระมหาโมคคัลานะผู้มีฤทธิ์ มาก ย่อมสอดส่องพระสาวกเหล่านั้น ด้วยจิต ตามพิจารณาจิตอันหลุดพ้นพิเศษ แล้ว อันหาอุปธิมิได้ของพระสาวกเหล่า- นั้นอยู่ พระสาวกทั้งหลายย่อมนั่งห้อมล้อม พระโคดม ผู้เป็นมุนี ซึ่งสมบูรณ์ด้วย พระคุณทั้งปวงอย่างนี้ ผู้ลงฝั่งแห่งทุกข์ ผู้ประกอบด้วยพระคุณเป็นอเนกประการ ดั้งนี้.
หน้า 346 ข้อ 757, 758
อรรรถกถาโมคคัลลานสูตร ในโมคคัลลานสูตรที่ ๑๐ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า สมนฺเวสติ ได้แก่แสวงหา คือพิจารณา. บทว่า นคสฺส ได้แก่ ภูเขา. บทว่า มุนึ ได้แก่พุทธมุนี. บทว่า ทุกฺขสฺส ปารคุํ ได้แก่ ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์. บทว่า สมนฺเวสํ ได้แก่พิจารณาอยู่. บทว่า เอวํ สพฺพงฺคสมฺปนฺนํ ได้แก่สมบูรณ์ด้วยคุณทั้งปวง ด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า อเนการสมฺปนฺนํ ได้แก่ ประกอบด้วยคุณมากมาย. จบอรรถกถาโมคคัลลานสูตรที่ ๑๐ ๑๑. คัคคราสูตร ว่าด้วยพระวังคีสะสรรเสริญพระพุทธเจ้า [๗๕๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ที่ริมฝั่งสระบัว ชื่อว่าคัคครา นครจัมปา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป อุบาสกประมาณ ๗๐๐ คน และเทวดาหลายพันองค์. นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ารุ่งเรื่องล่วงภิกษุ อุบาสกและเทวดา เหล่านั้น ด้วยพระวรรณะและด้วยพระยศ. [๗๕๘] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะ มีความคิดดังนี้ว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้านี้แล ประทับอยู่ที่ฝั่งสระบัวชื่อว่าคัคครา นครจัมปา พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ ประมาณ ๕๐๐ รูป อุบาสกประมาณ ๗๐๐ คน และเทวดา หลายพันองค์ นัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ารุ่งเรื่องล่วงภิกษุ อุบาสกและเทวดา เหล่านั้น ด้วยพระวรรณะและด้วยพระยศ อย่ากระนั้นเลย เราพึงชมเชย พระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ ด้วยคาถาอันสมควรเถิด.
หน้า 347 ข้อ 759
ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะ ลุกขึ้นจากอาสนะ ทำผ้าห่มเฉวียงบ่า ข้างหนึ่ง ประณมอัญชลีไปทางที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่แล้ว ได้กราบทูล พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้อแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะ ข้าพระองค์ ข้าแต่พระสุคต เนื้อความนี้ย่อมแจ่มแจ้งกะข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เนื้อความนั่น จงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด วังคีสะ. [๗๕๙] ครั้งนั้นแล ท่านพระวังคีสะ ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า ณ ที่เฉพาะพระพักตร์ ด้วยคาถาอันสมควรว่า พระจันทร์พระอาทิตย์ซึ่งปราศจาก มลทิน ย่อมแจ่มกระจ่างในท้องฟ้า ซึ่ง ปราศจากเมฆฝน ฉันใด ข้าแต่พระองค์ ผู้มีพระรัศมีซ่านออกแต่พระสรีรกาย ผู้ เป็นมทามุนี พระองค์ย่อมรุ่งเรืองล่วง สรรพสัตว์โลก ด้วยพระยศ ฉันนั้น ดังนี้. อรรถกถาคัคคราสูตร ในคัคคราสูตรที่ ๑๑ มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- บทว่า ตฺยาสฺสุทํ ตัดบทเป็น เต อสฺสุทํ. คำว่า อสฺสุทํ เป็น เพียงนิบาต. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ สีแห่งสรีระ. บทว่า ยเสน ได้แก่ ด้วยบริวาร. บทว่า วีตมโลว ภานุมา ได้แก่ เหมือนพระอาทิตย์ปราศจาก มลทิน. จบอรรถกถาคัคคราสูตรที่ ๑๑
หน้า 348 ข้อ 760
๑๒. วังคีสสูตร ว่าด้วยพระวังคีสะภาษิตคาถา [๗๖๐] สมัยหนึ่ง ท่านพระวังคีสะ อยู่ที่พระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล ท่านพระวังคีสะ เป็นผู้บรรลุพระอรหัตแล้วไม่นาน เสวยวิมุตติสุขอยู่ ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า ในกาลก่อน เราเป็นผู้มัวเมาด้วย ความเป็นกวี ได้เที่ยวไปแล้ว สู่บ้าน จากบ้าน สู่เมืองจากเมือง ครั้นเราได้เห็น พระสัมพุทธเจ้า ศรัทธาจึงบังเกิดขึ้น แก่เรา พระสัมพุทธเจ้านั้น ได้ทรงแสดง ธรรมคือขันธ์ อายตนะ ธาตุแก่เรา เรา ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็บรรพชา เป็นผู้หาเรือนมิได้ พระมุนีได้ตรัสรู้พระ- โพธิญาณ เพื่อประโยชน์แก่ประชุมชน เป็นะอันมากแก่ภิกษุ และภิกษุณีทั้งหลาย ผู้ได้ถึง ได้เห็นนิยามธรรม การมาของเรา ในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรา เป็นการ มาดีจริงหนอ วิชชา ๓ อันเราได้บรรลุ แล้วโดยลำดับ พระศาสนาของพระพุทธ-
หน้า 349 ข้อ 760
องค์เราได้ทำแล้ว เราย่อมรู้ขันธสันดาน อันเราเคยอยู่ในกาลก่อน ทิพยจักษุญาณ เราทำให้หมดจดแล้ว เราเป็นผู้สำเร็จ ไตรวิชชา บรรลุอิทธิวิธี ฉลาดในเจโต- ปริยญาณ ดังนี้. จบวังคีสสูตร จบวังคีสสังยุต อรรถกถาวังคีสสูตร ในวังคีสสูตรที่ ๑๒ มีวินิจฉัยต่อไปนี้ :- บทว่า อายสฺมา เป็นคำน่ารัก. บทว่า วงฺคีโส เป็นชื่อของ พระเถระนั้น. ได้ยินว่า ในครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ในปางก่อน พระเถระนั้น เห็นพระสาวกผู้สมบูรณ์ด้วยปฏิภาณจึงให้ทาน ทำความปรารถนา บำเพ็ญบารมีถึงแสนกัป ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาบัง- เกิดในครรภ์ของปริพาชิกานางหนึ่ง ซึ่งล้อมกิ่งหว้าไว้เพราะประสงค์จะโต้วาทะ ทั่วชมพูทวีปแล้วได้วาทะกับปริพาชกนายหนึ่ง เพราะชนะบ้าง แพ้บ้างในวาทะ จึงอยู่ร่วม [เป็นสามีภริยา] กับปริพาชกนายนั้น เจริญวัยแล้วเรียนวาทะตั้ง ๑,๐๐๐ คือฝ่ายมารดา ๕๐๐ ฝ่ายบิดา ๕๐๐ จาริกไป และท่านรู้วิชาอย่างหนึ่ง ซึ่งร่ายแล้วเอานิ้วมือเคาะศีรษะผู้ตาย ก็รู้ว่าผู้นี้เกิดในที่โน้น. ท่านเที่ยวไปใน บ้านและนิคมเป็นต้นโดยลำดับ ถึงกรุงสาวัตถีพร้อมมาณพ ๕๐๐ คน นั่งที่ ศาลาใกล้ประตูพระนคร.
หน้า 350 ข้อ 760
ในครั้งนั้น เวลาก่อนอาหาร ชาวพระนครพากันให้ทาน เวลาหลังอาหาร นุ่งห่มเรียบร้อยแล้วก็ถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปยังวิหารเพื่อฟังธรรม. มาณพเห็นเข้า ถามว่า พวกท่านไปไหนกัน. พวกเขาตอบว่า ไปฟังธรรม ในสำนักของพระทศพล. แม้เขาพร้อมด้วยบริวารก็ไปกับชาวพระนครเหล่านั้น กระทำปฏิสันถารแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสกะเขาว่า วังคีสะ ได้ยินว่าเธอรู้ศิลปะดีหรือ. เขาตอบว่า ข้าแต่ พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้มาก พระองค์ตรัสหมายเอาศิลปะประเภทไหน. พระศาสดาตรัสว่า ศิลปะที่เกี่ยวกับซากศพ. เชิญเถิด ท่านพระโคดม. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในนรก ด้วยอานุภาพของ พระองค์แก่เขา แล้วตรัสถามว่า วังคีสะ ผู้นี้เกิดในที่ไหน. เขาร่ายมนต์แล้ว เอานิ้วเคาะดู ทูลว่า เกิดในนรก. พระศาสดาตรัสว่า ดีละ วังคีสะ เธอตอบ ดีแล้ว. พระองค์ทรงแสดงศีรษะของสัตว์ผู้เกิดในเทวโลก แม่ศรีษะนั้นเขาก็ พยากรณ์ได้อย่างนั้นเหมือนกัน. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงแสดงศรีษะของ พระขีณาสพแก่เขา. เขาร่ายมนต์แล้วร่ายมนต์อีกก็ดี เอานิ้วเคาะก็ดี ก็ไม่รู้ที่ สัตว์เกิด. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกะเขาว่า ลำบากไหมวังคีสะ. เขาทูลว่า ลำบาก ท่านโคดม. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอใคร่ครวญบ่อย ๆ สิ. เขาแม้เมื่อทำอย่างนั้น ก็ไม่เห็น จึงทูลว่า ท่านพระโคดม พระองค์ทรงรู้หรือ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รู้วังคีสะ. บุคคลนั้น ชื่อว่าไปดีแล้ว เพราะไม่มีที่อาศัย เรารู้คติของเขา. ทูลถามว่า พระองค์รู้ได้ด้วยมนต์ หรือท่านพระโคดม. ถูกแล้ว วังคีสะ เราตถาคตรู้ได้ด้วยมนต์อย่างเดียวเท่านั้น. ทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม
หน้า 351 ข้อ 760
ขอพระองค์ได้โปรดแลกเปลี่ยนมนต์กับข้าพระองค์เถิด. ตรัสว่า วังคีสะ มนต์ของ เราไม่มีมูลค่าดอก. ทูลว่าข้าแต่ท่านพระโคดมขอพระองค์ได้โปรดประทานเถิด. ตรัสว่า เราไม่อาจให้มนต์แก่ผู้ที่มิได้บวชในสำนักของเราได้. วังคีเรียกพวก ลูกศิษย์มาสั่งว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย พระสมณโคดมรู้ศิลปะมากมาย เราจักบวช ในสำนักของพระสมณโคดมนี้เรียนศิลปะ แต่นั้น จักไม่มีผู้ที่รู้ศิลปะมากกว่า เราทั่วชมพูทวีป พวกเธออย่าเป็นห่วง จงอยู่กันจนกว่าเราจะกลับมา ดังนี้ แล้ว ส่งลูกศิษย์เหล่านั้นไป แล้วกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดให้ข้าพระองค์บรรพชา เถิด. พระศาสดาทรงมอบหมายให้เถระชื่อนิโครธกัปปะ. พระเถระน่าวังคีสะ ไปยังที่อยู่ของตนแล้วให้บรรพชา. ท่านบรรพชาแล้วมาเฝ้าพระศาสดา ยืนถวาย บังคมแล้ว ทูลอาราธนาว่า ขอพระองค์โปรดประทานศิลปะแก่ข้าพระองค์เถิด. พระศาสดาตรัสว่าวังคีสะ เมื่อพวกเธอจะเรียนศิลปะ (ครั้งก่อน) ต้องทำบริกรรม โดยไม่บริโภคของเค็มและนอนบนแผ่นดินเป็นต้น เรียนศิลปะนั้น แม้ศิลปะนี้ก็มี บริกรรม เธอจงทำบริกรรมนั้นก่อน. พระวังคีสะกราบทูลว่า ดีละ พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสบอกพระกัมมัฏฐาน คือ อาการ ๓๒ แก่เธอ. เธอ มนสิการพระกัมมัฏฐานนั้นทั้งอนุโลมปฏิโลม เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต โดยลำดับ. บทว่า วิมุตฺติสุขํ ปฏิสํเวที ความว่า เมื่อบรรลุพระอรหัตอย่างนี้ แล้วเสวยวิมุตติสุข. บทว่า กาเวยฺยมตฺตา ได้แก่ มัวเมาด้วยความเป็นกวี คือการแต่งกาพย์กลอน. บทว่า ขนฺเธ อายตนานิ ธาตุโย ความว่า เมื่อ ทรงแสดงธรรมประกาศขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ . บทว่า เข นิยามคตทฺทสา ได้แก่ ผู้ถึงนิยามธรรม และผู้เห็นนิยามธรรม. บทว่า สฺวาคตํ ได้แก่การ
หน้า 352 ข้อ 760
มาดี. ด้วยคำว่า อิทฺธิปฺปตฺโตมฺหิ นี้ หมายเอาอิทธิวิธิญาณ. ด้วยคำว่า เจโตปริยายโกวิโท นี้ หมายเอาเจโตปริยญาณ. ส่วนทิพยโสตแม้ท่านไม่ ได้กล่าวไว้ ก็สงเคราะห์เข้าได้เหมือนกัน. พระวังคีสะนี้บรรลุอภิญญา ๖ พึงทราบว่า เป็นมหาสาวก ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาวังคีสสูตรที่ ๑๒ และวังคีสสังยุตเพียงเท่านี้ รวมพระสูตรแห่งวังคีสสังยุตมี ๑๒ สูตร คือ ๑. นิกขันตสูตร ๒. อรติสูตร ๓. เป สลาติมัญญนาสูตร ๔. อานันทสูตร ๕. สภาสิตสูตร ๖. สารีปุตตสูตร ๗. ปวารณาสูตร ๘. โรสหัสสสูตร ๙. โกณฑัญญสูตร ๑๐. โมคคัลลานสูตร ๑๑. คัคคราสูตร ๑๒. วังคีสสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 353 ข้อ 761, 762
วนสังยุต ๑. วิเวกสูตร เทวดาเตือนภิกษุ [๗๖๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุรูปนั้น พักผ่อนกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกลามกอิงอาศัยเรือน [๗๖๒] ครั้งนั้น เทวดาที่สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์ ก็ภิกษุนั้น หวังจะให้เธอสลดใจ จึงเข้าไปหาแล้ว กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า ท่านใคร่วิเวก จึงเข้าป่า ส่วนใจ ของท่านแส่ซ่านไปภายนอก ท่านเป็นคน จงกำจัดความพอใจในคนเสีย แต่นั้น ท่านจักเป็นผู้มีความสุข ปราศจากความ กำหนัด ท่านมีสติ ละความไม่ยินดีเสียได้ เราเตือนให้ท่านระลึกถึงธรรมของสัตบุรุษ ธุลีคือกิเลสประดุจบาดาลที่ข้ามได้ยาก ได้แก่ความกำหนัดในกามอย่าได้ครอบงำ ท่านเลย นกที่เปื้อนฝุ่น ย่อมสลัดธุลีที่ แปดเปื้อนให้ตกไป ฉันใด ภิกษุผู้มีเพียร มีสติ ย่อมสลัดธุลีคือกิเลสที่แปดเปื้อนให้ ตกไป ฉันนั้น ดังนี้.
หน้า 354 ข้อ 762
ลำดับนั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นเตือนให้สังเวช ถึงซึ่งความ สลดใจแล้วแล. วนสังยุตตวรรณนา อรรถกถาวิเวกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวิเวกสูตรที่ ๑ แห่งวนสังยุตต่อไปนี้ :- บทว่า โกสเลสุ วิหรติ ความว่า ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง เรียน กัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วไปอยู่ในแคว้นโกศลนั้น เพราะชนบท นั้นหาภิกษาได้ง่าย. บทว่า สํเวเชตุกามา ได้แก่ ใคร่เพื่อจะให้ภิกษุนั้น ถึงวิเวก. บทว่า วิเวกกาโม คือ ปรารถนาวิเวก ๓. บทว่า นิจฺฉรติ พหิทฺธา คือ เที่ยวไปในอารมณ์เป็นอันมากที่เป็นภายนอก. บทว่า ชโน ชนสฺมึ ความว่า ท่านจงละฉันทราคะในคนอื่น. บทว่า ปชหาสิ แปลว่า จงละ. บทว่า ภวาสิ แปลว่า จงเป็น. บทว่า สตํ ตํ สารยามเส ความว่า แม้เราย่อมยังบิณฑิตผู้มีสติให้ระลึกถึงธรรมนั้น หรือว่า เราย่อมยังผู้นั้นให้ระลึก ถึงธรรมของสัตบุรุษ. บทว่า ปาตาลรโช ความว่า ธุลีคือกิเลสที่เรียกว่า บาดาลเพราะอรรถว่า ไม่มีที่ตั้ง. บทว่า มา ตํ กามรโช ความว่า ธุลี คือกามราคะนี้อย่าครอบงำท่าน อธิบายว่า อย่านำไปสู่อบายเลย. บทว่า ปํสุกุณฺฑิโต แปลว่า เปื้อนฝุ่น. บทว่า วิธุนํ แปลว่า กำจัด. บทว่า ปํสุกุณฺฑิโต ได้แก่ ฝุ่นที่ติดตัว. บทว่า สํเวคมาปาทิ ความว่า ชื่อว่า แม้ เทวดาย่อมยังเราท่านั้นให้ระลึกถึง ฉะนั้น จึงชื่อว่า ถึงวิเวก หรือว่าประคอง ความเพียรอันสูงสุดแล้วปฏิบัติให้เป็นวิเวกอย่างยิ่ง. จบอรรถกถาวิเวกสูตรที่ ๑
หน้า 355 ข้อ 763, 764, 765
๒. อุปัฏฐานสูตร เทวดาเตือนภิกษุผู้นอนหลับกลางวัน [๗๖๓] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุรูปนั้น ไปนอนหลับในที่พักกลางวัน. [๗๖๔] ครั้งนั้น เทวดาที่สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์ แก่ภิกษุรูปนั้น หวังจะให้เธอสลดใจจึงเข้าไปหาแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า ท่านจงลุกขึ้นเถิด ภิกษุ ท่านจะต้อง การอะไรด้วยความหลับ ท่านผู้เร่าร้อน ด้วยกิเลส อันลูกศรคือตัณหาเสียบแทง ดิ้นรนอยู่ จะมัวหลับมีประโยชน์อะไร ท่านออกจากเรือนบวชด้วยความเป็นผู้ไม่มี เรือนด้วยศรัทธาใด ท่านจงเพิ่มพูนศรัทธา นั้นเถิด อย่าไปสู่อำนาจของความหลับเลย. [๗๖๕] ภิกษุกล่าวตอบว่า คนเขลาหมกมุ่นอยู่ในกามารมณ์ เหล่าใด กามารมณ์เหล่านั้น ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ความหลับจะแผดเผาบรรพชิต ผู้พ้นแล้ว ผู้ไม่เกี่ยวข้องในกามารมณ์ซึ่ง ยังสัตว์ให้ติดอยู่ได้อย่างไร เพราะกำจัด ฉันทราคะเสียได้ และเพราะก้าวล่วง อวิชชาเสียได้ ญาณนั้นเป็นของบริสุทธิ์ อย่างยิ่ง ไฉนความหลับจะแผดเผาบรรพ-
หน้า 356 ข้อ 765
ชิตได้ ความหลับจะแผดเผาบรรพชิตผู้ ไม่มีโศก ไม่มีความแค้นใจ เพราะทำลาย อวิชชาเสียด้วยวิชชา และเพราะอาสวะ สิ้นไปหมดแล้วอย่างไรได้ ความหลับจะ แผดเผาบรรพชิตผู้ปรารภความเพียร ผู้มี ตนอันส่งไปแล้ว ผู้บากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ผู้จำนงพระนิพพานอยู่อย่างไรได้. อรรถกถาอุปัฏฐานสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอุปัฏฐานสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :- บทว่า สุปติ ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุนี้เป็นพระขีณาสพท่านไปสู่ หมู่บ้านที่ภิกษาจารในที่ไกล กลับมาแล้ว เก็บบาตรและจีวรไว้ในบรรณศาลา ลงสระที่เกิดเองในที่ไม่ไกล พอให้ตัวแห้งแล้ว กวาดที่พักกลางวัน ตั้งเตียง ต่ำไว้ในที่นั้นแล้วหลับ. จริงอยู่ แม้พระขีณาสพก็มีความกระวนกระวายทางกาย เหมือนกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำที่ใช่อยู่ในปัจจุบัน เพื่อบรรเทาความ กระวนกระวายทางกายนั้นว่า หลับ. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดาเข้า ใจว่า ภิกษุนี้เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้วหลับกลางวัน ก็แล ชื่อว่า การหลับกลางวันนั้นเจริญขึ้น แม้จะยังประโยชน์ที่เป็นไปในปัจจุบัน. และที่เป็นไปในชาติหน้านั้นให้ฉิบหาย คิดว่า เราจักเตือนท่าน จึงได้กล่าว. บทว่า อาตุรสฺส ความว่า ความเดือนร้อนมี ๓ อย่าง คือ เดือดร้อน ด้วยความแก่ เดือดร้อนด้วยความเจ็บป่วย เดือนร้อนด้วยกิเลส ท่านกล่าวหมาย
หน้า 357 ข้อ 765
ถึงความเดือดร้อนด้วยกิเลสในความเดือนร้อน ๓ นั้น. บทว่า สลฺลวิทฺธสฺส ความว่า แทงที่หัวใจด้วยลูกศรคือตัณหาที่ถูกซัดไปด้วยอวิชชา เหมือนถูกแทง ด้วยลูกศรคือหอกที่อาบด้วยยาพิษ. บทว่า รุปฺปโต แปลว่า ถูกเสียดสี. บัดนี้ เมื่อเทวดาจะกล่าวถึงโทษในกามของภิกษุนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า "ไม่เที่ยง". ในบทเหล่านั้น บทว่า อสิตํ คือ ไม่อาศัยด้วยตัณหานิสัยและทิฏฐินิสัย. บทว่า กสฺมา ปพฺพชิตํ ตเป ความว่า ท่านย่อมกล่าวว่า การหลับกลางวัน ย่อมไม่เผาพระขีณาสพเห็นปานนี้ ก็แลเพราะเหตุไร จักไม่เผาพระขีณะสพเช่น นั้น. ก็เพราะนี่เป็นคำของพระเถระ. นี้เป็นเนื้อความในข้อนี้ว่า. เมื่อถูกผูกแล้ว การหลับกลางวัน จะพึงทำบรรพชิตผู้ไม่มีอาสวะเช่นเรา ผู้หลุดแล้ว หมดกิเลส จะพึงร้อน ก็ไม่ร้อนเพราะเหตุไร. แม้ในคาถาที่เหลือก็มีนัยอย่างนี้เหมือนกัน. จริงอยู่ ในฝ่ายถ้อยคำของเทวดามีอรรถว่า ความหลับกลางวัน ย่อมไม่เผา บรรพชิตผู้ไม่มีอาสวะเช่นนี้ ก็แลเพราะเหตุไร จักไม่เผาบรรพชิตเช่นนั้น. ในฝ่ายถ้อยคำของพระเถระมีอรรถว่า การหลับกลางวัน จะพึงเผาบรรพชิตผู้ ไม่มีอาสวะเช่นเราเห็นปานนี้ ก็ชื่อว่า ไม่เดือดร้อน เพราะเหตุไร. แต่นี้เป็น การพรรณนาบทที่ลึกซึ้งในข้อนี้. บทว่า วินยา แปลว่า เพราะกำจัด. บทว่า สมติกฺกมา แปลว่า เพราะก้าวล่วงอวิชชาที่เป็นรากเง่าของวัฏฏะ. บทว่า ตํ าณํ ได้แก่ รู้สัจจะ ๔ นั้น. บทว่า ปรโมทาตํ ได้แก่ บริสุทธิ์อย่างยิ่ง. บทว่า ปพฺพชิตํ คือ บรรพชิตผู้ประกอบด้วยความรู้เห็นปานนี้. บทว่า วิชฺชาย คือ วิชชา ในมรรคที่ ๔. บทว่า อารทฺธวิริยํ คือ ประคองความเพียรไว้แล้ว มีความ เพียรบริบูรณ์แล้ว. จบอรรถกถาอุปัฏฐานสูตรที่ ๒
หน้า 358 ข้อ 766, 767
๓. กัสสปโคตตสูตร ว่าด้วยพระกัสสปโคตรกล่าวสอนพรานเนื้อ [๗๖๖] สมัยหนึ่ง ท่านพระกัสสปโคตร พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ท่านอยู่ในที่พักกลางวัน กล่าวสอนนายพรานเนื้อ คนหนึ่ง. [๗๖๗] ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ประโยชน์ แก่ท่านพระกัสสปโคตร หวังจะให้ท่านสลดใจจึงเข้าไปหา แล้วได้กล่าวกะท่าน ด้วยคาถาว่า ภิกษุผู้กล่าวสอนนายพรานเนื้อซึ่ง เที่ยวไปตามซอกเขาผู้ทรามปัญญาไม่รู้เท่า ถึงการณ์ ในกาลอันไม่ควร ย่อมปรากฏแก่ เราประดุจคนเขลา เขาเป็นคนพาลถึงฟัง ธรรมอยู่ก็ไม่เข้าใจเนื้อความ แสงประทีป โพลงอยู่ก็ไม่เห็น เมื่อท่านกล่าวธรรม อยู่ ย่อมไม่รู้เนื้อความ ข้าแต่ท่านกัสสป ถึงแม้ท่านจักทรงประทีปอันโพลงตั้ง ๑๐ ดวง เขาก็จักไม่เห็นรูป เพราะจักษุ (คือ ญาณ) ของเขาไม่มี. ลำดับนั้น ท่านกัสสปโคตร ผู้อันเทวดานั้นให้สังเวช ถึงซึ่งความสลด ใจแล้ว.
หน้า 359 ข้อ 767
อรรถกถากัสสปโคตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกัสสปโคตตสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :- บทว่า เฉตํ คือพรานล่าเนื้อคนหนึ่ง. บทว่า โอวทิ ความว่า ได้ ยินว่า พรานล่าเนื้อนั้นกินข้าวเช้าแล้วคิดว่า เราจักล่าเนื้อ จึงเข้าไปสู่ป่า เห็นละมั่งตัวหนึ่ง คิดว่า เราจักประหารมันด้วยหอก ติดตามไป หลีกไปไม่ ไกลที่พระเถระนั่งในที่พักกลางวัน โดยนัยที่กล่าวแล้วในสูตรที่ ๑. ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะเขาว่า อุบาสก ขึ้นชื่อว่า ปาณาติบาตนี้ เป็นไปเพื่ออบาย เป็นไปด้วยเหตุให้มีอายุสั้น เขาอาจจะทำการเลี้ยงเมียด้วยการงานอย่างอื่น มี การกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้นก็ได้ ท่านอย่าทำกรรมหยาบช้าอย่างนี้เลย. แม้เขาก็คิดว่า พระเถระผู้ถือผ้ามหาบังสุกุลพูด จึงเริ่มยืนฟังด้วยความเคารพ. ลำดับนั้น พระเถระนั้น คิดว่า เราจักยังความใคร่พึงให้เกิดแก่เขา จึงยัง นิ้วหัวแม่มือให้ลุกโพลงขึ้น. เขาเห็นแม้ด้วยตา ได้ยินแม้ด้วยหู แต่จิตใจ ของเขาแล่นไปตามรอยเท้าเนื้ออย่างนี้ว่า เนื้อจักไปสู่ที่โน้น ลงท่าโน้น เราจักไปฆ่ามันในที่นั้น กินเนื้อตามต้องการแล้ว จักหาบเนื้อที่เหลือไปฝาก ลูก ๆ. บทว่า โอวทติ ดังนี้ ท่านกล่าวหมายถึงพระเถระผู้แสดงธรรมนั้น แก่พรานผู้ฟู้งซ่านอย่างนี้. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า พระเถระนี้ ยังการ งานทั้งของตน ทั้งของพรานนั้นให้พินาศ เหมือนอย่างคนถากของคนอื่นที่ไม่ ใช่ไม้ฟืน เหมือนอย่างคนหว่านข้าวในที่ไม่ใช่นา คิดว่า เราจักเตือนเขา จึงกล่าว. บทว่า อปฺปปญฺํ แปลว่า ไม่มีปัญญา. บทว่า อเจตสํ ได้แก่ ปราศจาก ความคิดที่สามารถรู้เหตุการณ์. บทว่า มนฺโทว แปลว่า เหมือนคนโง่เขลา. บทว่า สุณาติ ได้แก่ ฟังธรรมกถาของท่าน. บทว่า น วิชานาติ ได้แก่
หน้า 360 ข้อ 768, 769
ไม่รู้เนื้อความแห่งธรรมนั้น. บทว่า อาโลเกติ ได้แก่ ยังนิ้วหัวแม่มือที่ลุก โพลงอยู่ด้วยฤทธิ์ของปุถุชนของท่านให้สว่าง. บทว่า น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่เห็นเหตุการณ์นี้ว่า ในที่นี้ ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไส้ ไม่มีตะเกียง แต่นิ้ว หัวแม่มือนี้ลุกโพลงด้วยอานุภาพของพระเถระ. บทว่า ทส ปชฺโชเต คือ ประทีป ๑๐ ดวง ในนิ้วมือ ๑๐ นิ้ว. บทว่า รูปานิ ได้แก่ รูปที่เป็นเหตุ. บทว่า จกขุํ คือ ปัญญาจักษุ. บทว่า สํเวคมาปาทิ ความว่า ท่านพระ- กัสสปโคตรคิดว่า จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา กับพรานนี้ จึงประคองความ เพียรดำเนินตามอรหัตมรรคที่เป็นธรรมวิเวก. จบอรรถกถากัสสปโคตตสูตรที่ ๓ ๔. สัมพหุลสูตร ว่าด้วยเทวดาคร่ำครวญถึงภิกษุผู้จากไป [๗๖๘] สมัยหนึ่ง ภิกษุมากด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล ครั้งนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นอยู่จำพรรษาถ้วนไตรมาสแล้วหลีกไปสู่ จาริก. [๗๖๙] ครั้งนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น เมื่อไม่เห็นภิกษุ เหล่านั้นก็คร่ำครวญถึง ได้กล่าวคาถานี้ในเวลานั้นว่า ความสนิทสนมย่อมปรากฏประดุจ ความไม่ยินดีเพราะเห็นภิกษุเป็นอันมากใน อาสนะอันสงัด ท่านเหล่านั้น เป็นพหูสูต มีถ้อยคำไพเราะ ท่านเป็นสาวกของพระ- โคดม ไปที่ไหนกันเสียแล้ว.
หน้า 361 ข้อ 770
[๗๗๐] เมื่อเทวดานั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เทวดาอีกองค์หนึ่งได้กล่าว กะเทวดานั้นด้วยคาถาว่า ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ไม่อาลัยที่อยู่ เที่ยวไปเป็นหมู่ ประดุจวานรไปสู่แคว้น มคธและโกศล บางพวกก็บ่ายหน้าไปสู่ แคว้นวัชชี. อรรถกถาสัมพหุลสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัมพหุลสูตร ที่ ๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า สมฺพหุลา คือ ผู้ทรงพระสูตร ผู้ทรงพระอภิธรรม ผู้ทรง พระวินัย เป็นอันมาก. บทว่า วิหรนฺติ ได้แก่ เรียนกัมมัฏฐานในสำนัก พระศาสดาแล้วอยู่. บทว่า ปกฺกมึสุ ความว่า ได้ยินว่า คนทั้งหลายเห็น ภิกษุเหล่านั้นเข้าไปยังหมู่บ้านแห่งใดแห่งหนึ่งในชนบทนั้น ก็มีจิตเลื่อมใส ปู ลาดผ้าขนแกะเป็นต้นไว้ที่หอฉัน ถวายข้าวต้มและของขบเคี้ยวแล้วนั่งใกล้. พระมหาเถระ กล่าวกะพระธรรมกถึกรูปหนึ่งว่า เธอจงกล่าวธรรม. พระธรรกถึก นั้นจึงกล่าวธรรมกถาอย่างไพเราะ. คนทั้งหลายเลื่อมใสแล้วได้ถวายโภชนะอัน ประณีตในเวลาฉัน. พระมหาเถระได้กระทำอนุโมทนาอาหารอย่างพึงพอใจ. คนทั้งหลายเลื่อมใสอย่างยิ่งแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์จำพรรษา อยู่ในที่นี้ตลอด ๓ เดือนเถิด ให้ท่านรับปฏิญญาแล้ว ให้สร้างเสนาสนะในที่ ซึ่งสะดวกด้วยการไปมาอุปฐากด้วยปัจจัย ๔. พระมหาเถระสอนภิกษุในวันเข้าพรรษาว่า ดูก่อนผู้มีอายุ พวกท่าน เรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาผู้เป็นครู ชื่อว่า ความปรากฏแห่งพระ-
หน้า 362 ข้อ 770
พุทธเจ้าหายาก พวกท่านจงฟังธรรมเดือนละ ๘ วัน ละความคลุกคลีด้วยหมู่ คณะแล้วไม่ประมาทอยู่เถิด ดังนี้. จำเดิมแต่นั้นมา ภิกษุเหล่านั้น ย่อมขวน ขวายพากเพียร บางวันก็ทำการฟังธรรมตลอดคืน บางวัน ก็แก้ปัญหา บาง คราวก็ทำความเพียร. ในวันธรรมสวนะ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวธรรมจนอรุณขึ้น ในวันแก้ปัญหากระทำการถามและการแก้ คือ ภิกษุผู้ฉลาดถามปัญหา ผู้เป็น บัณฑิตแก้ ในวันทำความเพียร ตีระฆังในเวลาพระอาทิตย์ตก ลงสู่ที่จงกรม ทำความเพียร. ภิกษุเหล่านั้น จำพรรษาอย่างนี้ปวารณาแล้วหลีกไป. คำนี้ท่าน กล่าวหมางถึงความข้อนั้น. บทว่า ปริเทวมานา ความว่า เทวดากล่าวคำเป็นต้นว่า บัดนี้ เราจักได้ฟังธรรมและกล่าวปัญหาอันไพเราะเห็นปานนั้นแต่ไหนเล่า ดังนี้แล้ว คร่ำครวญอยู่. บทว่า ขายติ แปลว่า ย่อมปรากฏ คือเข้าไปตั้งไว้. บทว่า โกเม แปลว่า (พระสาวก) เหล่านี้ (ไป) ไหน. บทว่า วชฺชิภูมิยา แปลว่า บ่ายหน้าไปแคว้นวัชชี. บทว่า มกฺกุฏฺาวิย แปลว่า เหมือนลิง. ภิกษุท่อง เที่ยวไปที่เชิงเขาหรือที่ราวป่านั้น ๆ ไม่ถือว่า ที่นี้เป็นสมบัติของมารดา. เป็น สมบัติของบิดาของเรา ที่มาตามประเพณี ภิกษุเหล่านั้นมีความผาสุกด้วยโคจร คามและความไม่มีอันตรายอยู่ในที่ใด ก็อยู่ในที่นั้น แม้ภิกษุทั้งหลายผู้ไม่มี เรือนอย่างนี้ จึงกล่าวว่า ดูก่อนผู้มีอายุ นี้เป็นสมบัติของอุปัชฌาย์อาจารย์ของ เรา ที่มาตามประเพณี ดังนี้ จึงในถือเอา ภิกษุเหล่านั้นมีที่สบายด้วยอากาศ สบายด้วยโภชนะ สบายด้วยเสนาสนะ สบายด้วยการฟังธรรม หาง่าย มีอยู่ ในที่ใด ย่อมอยู่ในที่นั้น. จบอรรถกถาสัมพหุลสูตรที่ ๔.
หน้า 363 ข้อ 771, 772
๕. อานันทสูตร ว่าด้วยเทวดาเตือนพระอานนท์ [๗๗๑] สมัยหนึ่ง ท่านพระอานนท์ พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ท่านพระอานนท์ เป็นผู้มากไปด้วยการรับแขก ฝ่ายคฤหัสถ์เกินเวลาอยู่. [๗๗๒] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ท่านพระอานนท์ ใคร่จะให้ท่านสังเวชจึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่า ท่านเข้าไปสู่ที่รกคือโคนต้นไม้แล้ว จงใส่ใจถึงพระนิพพาน โคตมะ ท่านจง เพ่งฌาน อย่าประมาท ถ่อยคำที่สนทนา ของท่านจัก ทำอะไรได้. ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความ สลดใจแล้วแล. อรรถกถาอานันทสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอานันทสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :- บทว่า อานนฺโท คือ พระเถระผู้เป็นคลังพระธรรม. บทว่า อติเวลํ แปลว่า เกินเวลา. บทว่า คิหิสญฺตฺติพหุโล ความว่า ยังคฤหัสถ์ ให้รู้จักเวลาเป็นอันมาก ทั้งกลางวันและกลางคืน. จริงอยู่ เมื่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปเถระกล่าวกะพระเถระว่า ดูก่อน
หน้า 364 ข้อ 772
ผู้มีอายุ เราจักไปเข้าจำพรรษาในกรุงราชคฤห์แล้วสังคายนาพระธรรม ท่านจงไป จงเข้าไปสู่ป่ากระทำความเพียร เพื่อประโยชน์แก่มรรคทั้ง ๓ เบื้องบนเถิด. พระอานันทเถระถือเอาบาตรจีวรของพระผู้มีพระภาคเจ้าไปยังแคว้นโกศล อยู่ ในสำนักบ่าแห่งหนึ่ง รุ่งขึ้น จึงเข้าไปยังบ้านแห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายเห็น พระเถระแล้วกล่าวคำเป็นอันมากว่า ข้าแต่พระอานนท์ผู้เจริญ ในคราวก่อน ท่านมากับพระศาสดา วันนี้มารูปเดียวเท่านั้น ท่านทอดทิ้งพระศาสดาไว้เสีย ไหน บัดนี้ ท่านถือบาตรและจีวรของใครมา ท่านจะถวายน้ำล้างหน้า จะปัดกวาดบริเวณ จะทำวัตรปฏิบัติแก่ใคร ดังนี้ พากันคร่ำครวญแล้ว พระเถระกล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนท่านทั้งหลาย อยู่เศร้าโศกเลย อย่า คร่ำครวญเลย สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ยังเขาให้รู้พร้อมแล้ว ทำภัตกิจแล้ว ไปสู่ที่พัก. แม้ในเวลาเย็น คนทั้งหลายไปในที่นั้น พากันคร่ำครวญอย่างนั้น พระเถระก็สั่งสอนอย่างนั้นเหมือนกัน. คำนี้ ท่านกล่าวหมายถึงข้อนั้น. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดาคิดว่า พระเถระนี้คิดว่า เรา ฟังคำของภิกษุสงฆ์แล้วจักบำเพ็ญสมณธรรมดังนี้ แล้วเข้าไปสู่ป่า บัดนี้ ยังคฤหัสถ์ให้รู้พร้อมกันอยู่ ยังไม่กระทำศาสนาของพระศาสดาที่ตั้งอยู่ให้เป็น ประมวลธรรมเหมือนกองดอกไม้ที่ไม่ได้รวบรวม เราจะเตือนท่าน ดังนี้แล้ว จึงกล่าว. บทว่า ปสกฺกิย แปลว่า เข้าไปแล้ว. บทว่า หทยสฺมึ โอปฺปิย ได้แก่ ใส่ไว้ในหทัยด้วยกิจและด้วยอารมณ์. พระเถระคิดว่า เราจะบรรลุ พระนิพพาน ดังนี้แล้ว ทำความเพียรอยู่ ชื่อว่า ใส่พระนิพพานไว้ในหทัย ด้วยกิจ แต่เพื่อยังสมาบัติมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ให้แนบแน่นนั่งอยู่. (ชื่อว่า ใส่พระนิพพานไว้ในหทัย) ด้วยอารมณ์. เทวดานี้ย่อมกล่าวหมายถึงกิจและ อารมณ์ทั้ง ๒ นั้น. บทว่า ฌาย คือ จงเป็นผู้เพ่งด้วยฌานทั้งสอง. บทว่า ปีฬิปีฬิกา แปลว่า นี้ถ้อยคำพูดกับคฤหัสถ์. จบอรรถกถาอานันทสูตรที่ ๕.
หน้า 365 ข้อ 773, 774, 775, 776, 777
๖. อนุรุทธสูตร ว่าด้วยภรรยาเก่าของพระอนุรุทธะ [๗๗๓] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะพำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล. [๗๗๔] ครั้งนั้นแล เทวดาชั้นดาวดึงส์องค์หนึ่งชื่อชาลินีเป็นภรรยา เก่าของท่านพระอนุรุทธะ เข้าไปหาท่านถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านด้วย คาถาว่า ท่านจงตั้งจิตของท่านไว้ในหมู่ทวย- เทพชั้นดาวดึงส์ ซึ่งพรั่งพร้อมด้วย อารมณ์อันน่าใคร่ทั้งปวง ที่ท่านเคยอยู่ใน กาลก่อน ท่านจะเป็นผู้อันหมู่เทวดาแวด- ล้อมเป็นบริวาร ย่อมงดงาม [๗๗๕] ท่านพระอนุรุทธะกล่าวว่า เหล่านางเทพกัลยาผู้มีคติอันทราม ดำรงมันอยู่ในกายของตน สัตว์ทั้งหลาย เหล่านั้น แม้เป็นผู้มีคติอันทราม ก็ถูก นางเทพกัลยาปรารถนา. [๗๗๖] เทวดาชื่อชาลินีกล่าวว่า เหล่าสัตว์ผู้ไม่ได้เห็นที่อยู่อันเป็นที่ น่าเพลิดเพลินของนรเทพชั้นไตรทศผู้มียศ ก็ชื่อว่าไม่รู่จักความสุข. [๗๗๗] ท่านพระอนุรุทธะกล่าวว่า ดูก่อนเทวดาผู้เขลา ท่านไม่รูแจ้ง ตามคำของพระอรหันต์ว่า สังขารทั้งปวง
หน้า 366 ข้อ 777
ไม่เที่ยง มีอันเกิดขึ้นและเสื่อมไป เป็นธรรมดา บังเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป การเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้ เป็นสุข บัดนี้ การอยู่ครอบครองของเรา ไม่มีอีกต่อไป ตัณหาประดุจดังว่าข่ายใน หมู่เทพของเราก็ไม่มี สงสารคือชาติสิ้น ไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ ไม่มีอีกต่อไป. อรรถกถาอนุรุทธสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอนุรุทธสูตร ที่ ๖ ต่อไปนี้ :- บทว่า ปุราณทุติยิกา คือ อัครมเหสีในอัตภาพก่อน. บทว่า โสภสิ ได้แก่ เมื่อก่อนก็งาม เดี๋ยวนี้ก็งาม. บทว่า ทุคฺคตา ความว่า ไปชั่วด้วยคติอันชั่วก็หาไม่. จริงอยู่ เทวกัญญาอยู่ในสุคติย่อมเสวยสมบัติ. แต่ไปชั่วด้วยคติชั่วทางปฏิบัติ. เพราะว่า เทวกัญญาเหล่านั้นจุติจากสุคตินั้น แล้ว จะเกิดในนรกก็ได้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไปชั่ว. บทว่า ปติฏฺิตา ความว่า จริงอยู่ เมื่อบุคคลตั้งอยู่ในสักกายทิฏฐิย่อมตั้งอยู่ด้วยเหตุ ๘ ประการ คือรักด้วยอำนาจราคะ โกรธด้วยอำนาจโทสะ หลงด้วยอำนาจโมหะ ถือตัว ด้วยอำนาจมานะ ถือผิดด้วยอำนาจทิฏฐิ เพิ่มกำลังด้วยอำนาจอนุสัยไม่สิ้นสุด ด้วยอำนาจแห่งวิจิกิจฉา ฟุ้งซ่านด้วยอำนาจอุทธัจจะ แม้เทวกัญญาเหล่านั้น ก็ตั้งอยู่อย่างนี้. บทว่า นรเทวานํ ความว่า ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า นตฺถิทานิ ความว่า ได้ยินว่า เทพธิดานั้น ได้มีความเสน่หาเป็นกำลังใน
หน้า 367 ข้อ 777
พระเถระ ไม่อาจจะกลับไป. นางมาตามเวลา ปัดกวาดบริเวณ เข้าไปตั้งน้ำ ข้างหน้า ไม้สีฟัน น้ำฉันน้ำใช้ให้. พระเถระใช้สอยโดยไม่นึก ในวันหนึ่ง พระเถระมีจีวรเก่าเที่ยวไป ขอท่อนผ้า นางวางผ้าทิพย์ไว้ที่กองขยะแล้ว หลีกไป. พระเถระเห็นผ้านั้นแล้วยกขึ้นดูเห็นชายผ้า ก็รู้ว่านี่เป็นผ้า คิดว่า เท่านี้ก็พอ ดังนี้แล้วถือเอา. จีวรของท่านสำเร็จด้วยผ้านั้นเอง. พระเถระ ๓ รูป คือพระอัครสาวก ๒ รูป และพระอนุรุทธเถระ ช่วยกันทำจีวร. พระศาสดาทรงร้อยเข็มประทานให้. เมื่อพระอนุรุทธเถระทำจีวรเสร็จแล้ว เที่ยว ไปบิณฑบาต เทวดาก็ถวายบิณฑบาต. เทพธิดานั้น บางคราวมาสู่สำนัก พระเถระองค์เดียว บางคราว ๒ องค์. แต่ครั้งนั้นมา ๓ องค์ เข้าไปหาพระเถระ ในที่พักกลางวันแล้วกล่าวว่า เราชื่อว่า มีร่างกายน่าพอใจ จะเนรมิตรูปที่ใจ ปรารถนาแล้ว ๆ. พระเถระคิดว่า เทพธิดาเหล่านี้กล่าวอย่างนี้ เราจะทดลอง เทพธิดาทั้งปวงจงเขียวเถิด ดังนี้. เทพธิดาเหล่านั้นรู้ใจของพระเถระแล้ว ก็มีสีเขียวทั้งหมด (ทดลองว่า) มีสีเหลือง สีแดง สีขาว ก็เป็นอย่างนั้น เหมือนกัน. ลำดับนั้น พวกเขาคิดว่า พระเถระจะพอใจเห็นพวกเราดังนี้แล้ว ก็เริ่มจับระบำ คือ องค์หนึ่งขับร้อง องค์หนึ่งร่ายรำ องค์หนึ่งดีดนิ้ว. พระเถระสำรวมอินทรีย์ทั้งหลาย. ลำดับนั้น เทพธิดารู้ว่า พระเถระไม่พอใจ ดูพวกเรา เมื่อไม่ได้ความเสน่หาหรือความชมเชยก็เบื่อหน่าย เริ่มจะไป. พระเถระรู้ว่า เขาจะไป จึงกล่าวว่า อย่ามาบ่อย ๆ เลย. เมื่อจะแจ้งความเป็น พระอรหันต์ จึงกล่าวคาถานี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า วิกฺขีโณ แปลว่า สิ้นแล้ว. บทว่า ชาติสํสาโร ความว่า การท่องเที่ยวไป ที่นับว่าเกิดในที่นั้น ๆ. จบอรรถกถาอนุรุทธสูตร ที่ ๖
หน้า 368 ข้อ 778, 779
๗. นาคทัตตสูตร ว่าด้วยเทวดาเตือนพระนาคทัตตะ [๗๗๘] สมัยหนึ่ง ท่านพระนาคทัตตะ พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่ง ในแคว้นโกศล สมัยนั้นแล ท่านพระนาคทัตตะเข้าไปสู่บ้านแต่เช้าตรู่และ กลับมาหลังเที่ยง. [๗๗๙] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์แก่ท่านพระนาคทัตตะ ใคร่จะให้ท่านสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านด้วยคาถาว่า ท่านนาคทัตตะ ท่านเข้าไปแล้วใน กาลและกลับมาในกลางวัน (ท่าน) มีปกติ เที่ยวไปเกินเวลา คลุกคลีกับคฤหัสถ์ พลอยร่วมสุขร่วมทุกขกับเขา เราย่อมกลัว พระนาคทัตตะ ผู้คะนองสิ้นดี และพัวพัน ในสกุลทั้งหลาย ท่านอย่าไปสู่อำนาจของ มัจจุราชผู้มีกำลัง ผู้กระทำซึ่งที่สุดเลย. ลำดับนั้น ท่านพระนาคทัตตะ เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่ง ความสลดใจแล้วแล. อรรถกถานาคทัตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนาคทัตตสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้ :- บทว่า อติกาเลน ความว่า ภิกษุนาคทัตตะ นอนหลับตลอดคืน ในเวลาใกล้รุ่ง เอาปลายไม้กวาดปัดกวาดเสียหน่อยหนึ่ง ล้างหน้าแล้ว เข้าไปขอ ข้าวต้มแต่เช้า บทว่า อติทิวา ความว่า รับข้าวต้มไปโรงฉันดื่มแล้ว
หน้า 369 ข้อ 780, 781, 782
นอนหลับในที่แห่งหนึ่ง คิดว่า เราจะได้อาหารอย่างดีในเวลาบริโภคของ คนทั้งหลาย ดังนี้ เมื่อใกล้เที่ยง ก็ลุกขึ้นเอาเครื่องกรองน้ำตักน้ำล้างตาแล้ว ไปหาอาหารฉันตามต้องการ ครั้นเลยเที่ยงแล้วก็หลีกไป. บทว่า ทิวา จ อาคนฺ ตฺวา ความว่า ชื่อว่า ผู้เข้าไปเกินเวลา พึงมาก่อนภิกษุทั้งหลายอื่น แต่ท่าน มาสายเกินไป. บทว่า ภายามิ นาคทตฺตํ ได้แก่ เรากลัวท่านนาคทัตตะ นั้น. บทว่า สุปคพฺภํ ได้แก่ คะนองด้วยดี. บทว่า กุเลสุ คือ ในตระกูล ผู้อุปัฏฐากมีตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. จบอรรถกถานาคทัตตสูตรที่ ๗ ๘. กุลฆรณีสูตร ว่าด้วยเทวดาเตือนภิกษุรูปหนึ่งผู้คลุกคลี [๗๘๐] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุนั้นไปอยู่คลุกคลีในสกุลเเห่งหนึ่งเกินเวลา. [๗๘๑] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในราวป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น ใคร่จะให้เธอสังเวช จึงเนรมิตเพศแห่งหญิงแม้เรือน ในตระกูลนั้นเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า ชนทั้งหลาย ย่อมประชุมสนทนา กันที่ฝั่งแม่น้ำ ในโรงที่พัก ในสภา และ ในถนน ส่วนเราและท่านเป็นดังเรือ. [๗๘๒] แท้จริงเสียงที่เป็นข้าศึกมีมากอัน ท่านผู้มีตบะ พึงอดทน ไม่พึงเก้อเขิน
หน้า 370 ข้อ 782
เพราะเหตุนั้น เพราะสัตว์หาได้เศร้าหมอง ด้วยเหตุนั้นไม่ แต่ผู้ใดมักสะดุ้งเพราะ เสียงประดุจเนื้อทรายในป่า นักปราชญ์ กล่าวผู้นั้นว่ามีจิตเบา วัตรของเขาย่อมไม่ สมบูรณ์. อรรถกถากุลฆรณีสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกุลฆรณีสูตรที่ ๘ ต่อไปนี้ :- บทว่า อชฺโฌคาฬฺหปฺปตฺโต แปลว่า ถึงความคลุกคลี. ได้ยินว่า ภิกษุนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักพระศาสดาแล้วเข้าไปสู่ราวป่า เข้าไปบิณฑบาต ยังหมู่บ้านในวันที่ ๒. ด้วยมารยาทที่น่าเลื่อมใสงดงาม. บางตระกูลเลื่อมใส ในอิริยาบถของท่าน กราบไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์เเล้ว ถวายบิณฑบาต. ก็แล เขาได้ฟังภัตตานุโมทนาแล้ว ก็เลื่อมใสยิ่งขึ้น นิมนต์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์รับภิกษาในที่นี้ตลอดเวลาเป็นนิตย์เถิด. พระเถระนั้นรับแล้ว เมื่อ บริโภคอาหารของเขาก็ประคองความเพียร พากเพียรจนบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า ตระกูลนี้มีอุปการะแก่เรามาก เราจะไปในที่อื่นทำไม ดังนี้ จึงเสวย ความสุขเเห่งผลสมาบัติอยู่ในที่นั้น . บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า ได้ยินว่า เทพธิดานั้นไม่รู้ว่า พระเถระ เป็นพระขีณาสพ จึงคิดว่า พระเถระนี้ไม่ไปบ้านอื่น ไม่ไปเรือนอื่น ไม่นั่ง ในที่อื่นมีโคนต้นไม้และหอฉันเป็นต้น เข้าไปนั่งยังเรือนเดียวตลอดกาล
หน้า 371 ข้อ 783, 784
เป็นนิตย์ ก็แลภิกษุทั้ง ๒ นี้ ถึงความคลุกคลี บางที่ภิกษุนี้จะพึงประทุษร้าย ตระกูลนี้ เราจักเตือนภิกษุนั้น ดังนี้ เพราะฉะนั้นจึงกล่าว. บทว่า สณฺาเน ความว่า ในที่ใกล้ประตูเมืองซึ่งคนทิ้งสิ่งของไว้ ระเกะระกะ. บทว่า สงฺคมฺม แปลว่า มาประชุมกัน. บทว่า มนฺเตนฺติ แปลว่า พูดกัน. บทว่า มญฺจ ตญฺจ แปลว่า กล่าวกะเราด้วย กล่าวกะ เขาด้วย. บทว่า กิมนฺตรํ. แปลว่า เพราะเหตุไร. บทว่า พหู หิ สทฺทา ปจฺจูหา ความว่า เสียงที่เป็นข้าศึกเหล่านี้มีมากในโลก. บทว่า น เตน แปลว่า เพราะเหตุนั้น หรืออันผู้มีตบะนั้นไม่พึงเก้อเขิน. บทว่า น หิ เตน ความว่า ก็สัตว์จักเศร้าหมองเพราะคำที่คนอื่นกล่าวแล้วนั้นก็หาไม่. เทวดา นั้นแสดงว่า ก็จักเศร้าหมองด้วยบาปกรรมที่คนเห็นแล้วเอง. บทว่า วาตมิโค ยถา ความว่า เนื้อสมันในป่าย่อมสะดุ้งด้วยเสียงแห่งใบไม้เป็นต้น ที่ถูกลมพัด ฉันใด เขาชื่อว่าเป็นผู้สะดุ้งด้วยเสียงนั้น ฉันนั้น. บทว่า นาสฺส สมฺปชฺชเต วตํ ความว่า วัตรของผู้มีจิตเบานั้น ย่อมไม่สมบูรณ์. ก็แล พึงทราบว่า พระเถระ มีวัตรบริบูรณ์แล้ว เพราะเป็นพระขีณาสพ. จบอรรถกถากุลฆรณีสูตรที่ ๘ ๙. วัชชีปุตตสูตร ภิกษุวัชชีได้ฟังดนตรีแล้วคร่ำครวญ [๗๘๓] สมัยหนึ่ง ภิกษุวัชชีบุตรรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่า แห่งหนึ่ง ใกล้เมืองเวสาลี สมัยนั้นแล วาระแห่งมหรสพตลอดราตรีทั้งปวง ย่อมมีในเมืองเวสาลี. [๗๘๔] ครั้งนั้นแล ภิกษุนั้นได้ฟังเสียงกึกก้องแห่งดนตรี อันบุคคล ตีและบรรเลงแล้วในเมืองเวสาลี คร่ำครวญอยู่ ได้ภาษิตคาถานี้ในเวลานั้นว่า
หน้า 372 ข้อ 785
เราเป็นคน ๆ เดียวอยู่ในป่า ประดุจ ท่อนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่า ฉะนั้น ใครจะ เป็นผู้ลามกกว่าเราในราตรีเช่นนี้หนอ. [๗๘๕] ลำดับนั้น เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ ประโยชน์แก่เธอ ใคร่จะยังเธอให้สลดจึงเข้าไปหาจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า ท่านเป็นคน ๆ เดียวเท่านั้นอยู่ในป่า ประดุจท่อนไม้ที่เขาทิ้งแล้วในป่าฉะนั้น เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมากย่อม รักท่าน ประดุจสัตว์นรกรักผู้ที่จะพาไป สวรรค์ ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดาให้สังเวชถึงซึ่งความสลดแล้วแล. อรรถกถาวัชชีปุตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวัชชีปุตตสูตรที่ ๙ ต่อไปนี้ :- บทว่า วชฺชีปุตฺตโก คือ ราชบุตรในแคว้นวัชชี. สละเศวตฉัตร ออกบวช. บทว่า สพฺพรตฺติจาโร ความว่า การรื่นเริงที่เขาป่าวร้อง การ เล่นในเดือนสิบสอง ตกแต่งด้วยธงชัยและธงแผ่นผ้าเป็นไปทั่วพระนคร ชื่อว่า ผู้เที่ยวตลอดทั้งคืน. จริงอยู่ นักขัตฤกษ์นี้ มีติดต่อเป็นอันเดียวกันตลอด ถึงชั้นจาตุมหาราชิกา. บทว่า ตุริยตาฬิตวาทิตนิคฺโฆสสทฺทํ คือ เสียง กึกก้องแห่งดนตรีมีกลองเป็นต้นที่เขาตีแล้ว และเครื่องสายมีพิณเป็นต้นที่เขา
หน้า 373 ข้อ 786, 787
บรรเลงแล้ว. บทว่า อภาสิ ความว่า ได้ยินว่า นกรุงเวสาลีมีพระราชาอยู่ ๗,๗๐๗ องค์ อุปราชและเสนาบดีเป็นต้นของพระราชาเหล่านั้น ก็มีเท่านั้น เหมือนกัน . เมื่อพระราชาเหล่านั้นแต่งตัวแล้วลงสู่ถนน เพื่อประสงค์จะเล้น นักษัตร ภิกษุวัชชีบุตรเดินจงกรมอยู่ในที่จงกรมใหญ่ประมาณ ๖๐ ศอก เห็น พระจันทร์ลอยอยู่บนท้องฟ้า ยืนอาศัยแผ่นกระดานปลายที่จงกรมกล่าวแล้ว. บทว่า อปวิฏฺํว วนสิ ทารุกํ ความว่า เหมือนท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ในป่า เพราะเป็นผู้เว้นจากเครื่องแต่งตัวคือผ้าโพก. บทว่า ปาปิโย ความว่า จะมี ใครอื่นที่เลวไปกว่าเรา. บทว่า ปิหยนฺติ ความว่า เทวดาและมนุษย์เป็น อันมากปรารถนาต่อท่านว่า พระเถระอยู่ป่า ถือผ้าบังสุกุล ถือบิณฑบาต ถือเดินบิณฑบาตตามลำดับ มีความปรารถนาน้อย มีความสันโดษ. บทว่า สคฺคคามินํ คือ กำลังไปสู่สวรรค์บ้าง ไปแล้วบ้าง. จบอรรถกถาวัชชีปุตตสูตรที่ ๙ ๑๐. สัชฌายสูตร เทวดาเข้าหาพระสาธยายธรรม [๗๘๖] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล สมัยนั้น ภิกษุนั้น นัยว่าเมื่อก่อนเป็นผู้มากไปด้วยการสาธยาย เกินเวลาอยู่ สมัยต่อมา เธอเป็นผู้ขวนขวายน้อยเป็นผู้นิ่ง ยังกาลให้ล่วงไป. [๗๘๗] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น ไม่ได้ฟังธรรม ของเธอ จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า
หน้า 374 ข้อ 788
ภิกษุ ท่านอยู่ร่วมกับภิกษุทั้งหลาย ย่อมไม่สาธยายบทแต่งพระธรรม เพราะ เหตุไร บุคคลฟังธรรมแล้วย่อมได้ความ เลื่อมใส ผู้กล่าวธรรมย่อมได้รับความ สรรเสริญในทิฏฐธรรมเทียว. [๗๘๘] ภิกษุกล่าวตอบว่า ความพอใจในบทแห่งพระธรรมได้ มีแล้วในกาลก่อน จนถึงกาลที่เรามาร่วม ด้วยวิราคะ และเพราะเรามาร่วมด้วยวิราคะ แล้ว สัตบุรุษทั้งหลายรู้ทั่วถึง รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อย่างใด อย่างหนึ่งแล้ว ได้กล่าวการวางเสีย. อรรถกถาสัชฌายสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสัชฌายสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :- บทว่า ยํ สุทํ สักว่าเป็นนิบาต. บทว่า สชฺฌายพหุโล ความว่า เมื่อท่องอยู่ด้วยอำนาจแห่งนิสสรณะและปริยัติ คือท่องตลอดเวลามากกว่า ได้ยินว่า ภิกษุนั้นปัดกวาดที่พักกลางวันของอาจารย์แล้วยืนดูอาจารย์. เมื่อเห็น อาจารย์นั้นกำลังเดินมา จึงลุกขึ้นไปรับบาตรและจีวร. เมื่ออาจารย์นั่งบน อาสนะที่ปูไว้แล้ว ก็เอาพัดใบตาลพัดให้ บอกน้ำฉันให้ ล้างเท้า ทาน้ำมัน ไหว้แล้วยืนเรียนอุเทศทำการท่องตลอดถึงพระอาทิตย์ตก. ภิกษุนั้น เอาน้ำ
หน้า 375 ข้อ 788
เข้าไปตั้งไว้ในซุ้ม จุดไฟในเตาก่อน. เมื่ออาจารย์อาบน้ำมาแล้ว ก็เช็ดน้ำ ที่เท้า นวดหลัง ไหว้แล้วเรียนอุเทศ ทำการท่องในปฐมยาม พักผ่อน ร่างกายในมัชฌิมยาม ลุกขึ้นในปัจฉิมยาม เรียนอุเทศทำการท่องจนถึง อรุณขึ้นแล้ว จึงพิจารณาเสียงที่ดับไปแล้ว โดยความสิ้นไป. เจริญวิปัสสนา ในขันธ์ ๕ คืออุปาทายรูปที่เหลือจากนั้น ภูตรูป นามรูปแล้วบรรลุพระอรหัต. บทว่า อปฺโปสฺสุโก ความว่า ไม่ขวนขวายในการเรียนอุเทศและในการ ทำการท่อง. บทว่า สกมายติ ความว่า ภิกษุนั้นคิดว่า บัดนี้ เราจะพึงทำการ ท่องเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของเรานั้นถึงที่สุดแล้ว บัดนี้ จะเป็นประโยชน์ อะไรกับ การท่องของเราดังนี้แล้ว ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขอันเกิดจากผล สมาบัติ. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดาคิดว่า ความไม่สบายเกิดแก่ พระเถระ หรือว่าแก่อาจารย์ของท่าน เพราะเหตุไรหนอ ท่านจึงไม่ท่องด้วย เสียงอันไพเราะเหมือนในก่อน ดังนี้แล้วจึงไปยืนพูดอยู่ในที่ใกล้. พระพุทธ วจนะทั้งปวงท่านประสงค์เอาในบทว่า ธมฺมปทานิ. บทว่า นาธิยสิ แปลว่า ไม่ท่อง. บาลีว่า นาทิยสิ บ้าง ความว่า. ไม่ถือเอา. บทว่า ปสํสํ คือ ผู้กล่าวธรรมย่อมได้ความสรรเสริญ. ผู้ที่กล่าวธรรมนั้นย่อมมีผู้สรรเสริญว่า ผู้ทรงจำอภิธรรม ผู้ทรงจำพระสูตร ผู้ทรงพระวินัย. บทว่า วิราเคน ได้แก่ ด้วยอริยมรรค. บทว่า อญฺาย แปลว่า รู้แล้ว. บทว่า นิกฺเขปนํ ความว่า ท่านแสดงแก่พระเถระนั้นว่า สัตบุรุษย่อมกล่าววิสัชนาสิ่งที่เห็นแล้วและฟัง แล้วะเป็นต้น. ไม่ใช่ (แสดง) แก่พระพุทธเจ้า. อธิบายว่า พระเถระให้วิสัชนา พุทธพจน์ด้วยคำประมาณเท่านี้. ไม่พึงเป็นผู้ท่องตลอดกาลเป็นนิตย์. แต่ ว่าภิกษุนั้นท่องแล้วรู้ว่า เราสามารถเป็นผู้ทรงจำอรรถหรือธรรมประมาณเท่านี้ ดังนี้แล้ว พึงปฏิบัติเพื่อทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์. จบอรรถกถาสัชฌายสูตรที่ ๑๐
หน้า 376 ข้อ 789, 790
๑๑. อโยนิโสมนสิการสูตร อกุศลวิตกเกิดเพราะไม่มนสิการโดยแยบคาย [๗๘๙] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล สมัยนั้นแล เธอไปที่พักในกลางวัน ตรึกอกุศลวิตกอันลามก คือกามวิตก พยาบาทวิตก และวิหิงสาวิตก. [๗๙๐] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิ่งอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ประโยชน์ หวังจะให้ภิกษุนั้นสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว ได้กล่าวกะภิกษุนั้นด้วยคาถาว่า ท่านถูกวิตกกิน เพราะมนสิการ ไม่แยบคาย ท่านจงละมนสิการไม่แยบคาย เสีย และจงใคร่ครวญโดยแยบคาย ท่าน ปรารภพระศาสดา พระธรรม พระสงฆ์ และศีลของตนแล้ว จะบรรลุความปรา- โมทย์ ปีติและสุขโดยไม่ต้องสงสัย แต่นั้น ท่านจักเป็นผู้มากด้วยความปราโมทย์ จัก กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้น เป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความ สลดใจแล้วแล.
หน้า 377 ข้อ 791, 792
อรรถกถาอโยนิโสมนสิการสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอโยนิโสมนสิการสูตรที่ ๑๑ ต่อไปนี้ :- บทว่า อกุสเล วิตกฺเก คือ ซึ่งมหาวิตก ๓ มีกามวิตกเป็นต้น. บทว่า อโยนิโสมนสิการา แปลว่า เพราะไม่ทำไว้ในใจด้วยอุบาย. บทว่า โส แปลว่า ท่านนั้น. บทว่า อโยนิโส ปฏินิสฺสชฺช คือ ท่านจง เว้นการไม่ทำไว้ในใจด้วยอุบายนั้น. บทว่า สตฺถารํ ได้แก่ กล่าวกัมมัฏฐาน ที่น่าเลื่อมใสด้วยคาถานี้. บทว่า ปีติสุขมสํสยํ ได้แก่ จักบรรลุปีติอันมี กำลังและความสุขโดยส่วนเดียว. จบอรรถกถาอโยนิโสมนสิการสูตร ที่ ๑๑. ๑๒. มัชฌันติกสูตร ว่าด้วยเวลากำลังเที่ยงวัน [๗๙๑] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล. [๗๙๒] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น เข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ในสำนักของภิกษุนั้นว่า ในกาลกำลังเที่ยงวัน เมื่อนกทั้ง- หลายจับเจ่าแล้ว ภัยนั้นย่อมปรากฏแก่เรา ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียงอยู่.
หน้า 378 ข้อ 793, 794
ภิกษุตอบว่า ในกาลกำลังเที่ยง เมื่อนกทั้งหลาย จับเจ่าแล้ว ความยินดีนั้นย่อมปรากฏ แก่เรา ประดุจป่าใหญ่ส่งเสียงอยู่ฉะนั้น. อรรถกถามัชฌันติกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมัชฌันติกสูตรที่ ๑๒. คำใดควรกล่าว คำนั้น เรากล่าวไว้แล้วในนันทนวรรค ในเทวตาสังยุต. จบอรรถกถามัชฌันติกสูตร ที่ ๑๒ ๑๓. ปากตินทริยสูตร ว่าด้วยเทวดาเตือนภิกษุผู้ฟุ้งซ่าน [๗๙๓] สมัยหนึ่ง ภิกษุมากด้วยกัน พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล ล้วนเป็นผู้ฟุ้งซ่าน เห่อเหิม ขี้โอ่ ปากกล้า พูดเหลวไหล มีสติ ฟั่นเฟือน ไม่รู้สึกตน ไม่หนักแน่น จิตไม่มั่นคง มีอินทรีย์อันเปิดเผย. [๗๙๔] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดูใคร่ ประโยชน์แก่ภิกษุเหล่านั้น หวังจะให้พวกเธอสังเวช จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะพวกเธอด้วยคาถาว่า
หน้า 379 ข้อ 794
ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวก ของพระ- สมณะโคดมในกาลก่อนมีปกติเป็นอยู่ง่าย ไม่มักได้ แสวงหาบิณฑบาต [ตามได้] ไม่มักได้แสวงหาเสนาสนะ [ตามได้] ท่าน เหล่านั้นรู้ความไม่เที่ยงในโลกแล้ว ได้ กระทำที่สุดแห่งทุกข์แล้ว [ส่วนพวกท่าน] ทำตนให้เป็นผู้เลี้ยงยาก ประดุจผู้เอาเปรียบ ชาวบ้านในบ้าน กินแล้ว ๆ ก็นอนหมกมุ่น อยู่ในเรือนของคนอื่น เราขอกระทำอัญชลี แก่พระสงฆ์แล้ว ขอกล่าวถึงภิกษุที่ควร กล่าวบางพวก ในพระศาสนานี้ ท่านเหล่า นั้นถูกเขาทอดทิ้งหาที่พึ่งมิได้ เหมือน อย่างคนที่ตายแล้ว ถูกเขาทอดทิ้งไว้ใน ป่าช้า ฉะนั้น เรากล่าวหมายถึงภิกษุจำพวก ที่เป็นผู้ประมาทอยู่ แต่ท่านเหล่าใดเป็น ผู้ไม่ประมาทอยู่ เราขอกระทำการนอบ- น้อมแก่ท่านเหล่านั้น. ลำดับนั้นแล ภิกษุเหล่านั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สังเวชถึงซึ่งความ สลดใจแล้วแล. อรรถกถาปากตินทริยสูตรที่ ๑๓ ปากตินทริยสูตรที่ ๑๓ มีพิสดารอยู่ในชันตุเทวปุตตสูตร ในเทวปุตต- สังยุต.
หน้า 380 ข้อ 795, 796, 797, 798
๑๔. ปทุมปุปผสูตร ว่าด้วยภิกษุขโมยกลิ่นปทุม [๗๙๕] สมัยหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่ง พำนักอยู่ในแนวป่าแห่งหนึ่งใน แคว้นโกศล สมัยนั้นแล ภิกษุนั้นกลับจากบิณฑบาตภายหลังเวลาฉัน ลงสู่ สระโบกขรณีแล้วสูคดมดอกปทุม. [๗๙๖] ครั้งนั้นแล เทวดาผู้สิงอยู่ในแนวป่านั้น มีความเอ็นดู ใคร่ ประโยชน์แก่ภิกษุนั้น หวังจะไห้เธอสลด จึงเข้าไปหาถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้ กล่าวกะเธอด้วยคาถาว่า ท่านสูดดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำซึ่ง ใคร ๆ ไม่ได้ให้แล้ว นี้เป็นองค์อันหนึ่ง แห่งความเป็นขโมย ท่านผู้นิรทุกข์ ท่าน เป็นผู้ขโมยกลิ่น. [๗๙๗] ภิกษุกล่าวว่า เราไม่ได้นำไป เราไม่ได้หัก เรา ดมดอกไม้ที่เกิดในน้ำห่าง ๆ เมื่อเป็น เช่นนี้ ท่านจะเรียกว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่นด้วย เหตุดังรือ ส่วนบุคคลที่ขุดเง่าบัว หักดอก บัวบุณฑริก เป็นผู้มีการงานอันเกลื่อนกล่น อย่างนี้ ไฉนท่านจึงไม่เรียกเขาว่าเป็น ขโมย. [๗๙๘] เทวดากล่าวว่า บุรุษผู้มีบาปหนา แปดเปื้อนด้วย ราคาทิกิเลสเกินเหตุ เราไม่พูดถึงคนนั้น
หน้า 381 ข้อ 799, 800
แต่เราควรจะกล่าวกะท่าน บาปประมาณ เท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏประดุจ เท่าก่อนเมฆในนภากาศแก่บุรุษผู้ไม่มีกิเลส ดังว่าเนิน ผู้มักแสวงหาไตรสิกขาอัน สะอาดเป็นนิจ. [๗๙๙] ภิกษุกล่าวว่า ดูก่อนเทวดา ท่านรู้จักเราแน่ละ และท่านเอ็นดูเรา ดูก่อนเทวดา ท่านเห็น ธรรมเช่นนี้ในกาลใด ท่านพึงกล่าวอีก [ในกาลนั้น] เถิด. [๘๐๐] เทวดากล่าวว่า เราไม่ได้อาศัยท่านเป็นอยู่เลย และ เราไม่ได้มีความเจริญเพราะท่าน ดูก่อน ภิกษุ ท่านพึงไปสุคติได้ด้วยกรรมที่ท่าน พึงรู้. ลำดับนั้นแล ภิกษุนั้นเป็นผู้อันเทวดานั้นให้สลด ถึงซึ่งความสังเวช แล้วแล. จบปทุมปุปผสูตร วนสังยุต จบบริบูรณ์
หน้า 382 ข้อ 800
อรรถกถาปทุมปุปผสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปทุมปุปผสูตร ที่ ๑๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เทวดานั้นเห็นภิกษุนั้นจับก้านดอกบัว น้อมมา (ดม) จึงคิดว่า ภิกษุนี้ เรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดาแล้ว เข้าป่า เพื่อบำเพ็ญสมณธรรม จะพิจารณาเอากลิ่นเป็นอารมณ์ ภิกษุนี้นั้นวัน นี้ ดมกลิ่นแล้ว แม้ในวันพรุ่งนี้ แม้ในวันมะรืนนี้ก็จักดมกลิ่น ตัณหาในกลิ่น นั้นของภิกษุนั้น เพิ่มพูนขึ้นแล้ว จักยังประโยชน์ในชาตินี้และในชาติหน้าให้ พินาศ เมื่อเราเห็นอยู่ ภิกษุนี้อย่าพินาศเลย เราจักเตือนท่าน ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปพูด. บทว่า เอกงฺคเมตํ เถยฺยานํ ความว่า นี้เป็นองค์หนึ่ง คือเป็นส่วน หนึ่งแห่ง ๕ ส่วน มีรูปารมณ์เป็นต้นที่พึงลักเอา. บทว่า น หรามิ แปลว่า ไม่ถือเอาไป. บทว่า อารา คือภิกษุกล่าวว่า เราจับก้านในที่ไกลน้อมมา ยืนดมอยู่ในที่ไกล. บทว่า วณฺเณน แปลว่า เพราะเหตุ. บทว่า ยฺวายํ ตัดบทว่า โย อยํ (แปลว่า นี้ ใด). ได้ยินว่า เมื่อภิกษุนั้นกำลังพูดกับเทวดา ดาบสคนหนึ่งก็ลงไปขุดเหงาบัวเป็นต้น. ท่านกล่าวหมายเอาความนั้น. บทว่า อากิณฺณกมฺมนฺโต คือมีการงานไม่บริสุทธิ์อย่างนี้. บาลีว่า อขีณกมฺมนฺโต บ้าง ความว่า มีการงานหยาบคาย. บทว่า น วุจฺจติ ความว่า เพราะเหตุไร จึงไม่กล่าวว่า ขโมยกลิ่น หรือว่าขโมยดอกไม้. บทว่า อากิณฺณลุทฺโธ คือมีความชั่วมาก หรือว่ามีความชั่วช้า. บทว่า อติเวลํว มกฺขิโต ความว่า บุรุษนี้ผู้เปื้อนด้วยกิเลสมีราคะและโทสะเป็นต้น เหมือนอย่างผู้เศร้าหมอง ที่แม่นมนุ่งแล้ว เปื้อนด้วยอุจจารปัสสาวะ ฝุ่นเขม่า และเปือกตมเป็นต้น.
หน้า 383 ข้อ 800
บทว่า อรหามิ วตฺตเว แปลว่า ควรกล่าว. ได้ยินว่า การเตือนของเทวดา ก็เช่นกับคำสอนของพระสุคต. บุคคลเลวน้อมไปเลว และปฏิบัติผิด ย่อมไม่ได้ รับการเตือนนั้น. ส่วนบุคคลควรแก่มรรคผลในอัตภาพนั้น ย่อมได้การเตือน นั้น. เพราะฉะนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า สุจิคเวสิโน คือ ผู้แสวงหาศีล สมาธิและญาณที่สะอาด. บทว่า อพฺภามตฺตํว คือเหมือนสักว่าก้อนเมฆ บทว่า ชานาสิ ได้แก่ รู้ว่าผู้นี้บริสุทธิ์. บทว่า วชฺชาสิ แปลว่า พึงกล่าว. บทว่า เนว ตํ อุปชีวามิ ความว่า ได้ยินว่า ภิกษุนี้คิดว่า มีเทวดาผู้หวังดี แก่เราจักเตือนจักชี้แจงเอง ดังนี้ จึงประกอบความประมาทว่า เราจักไม่รับคำ ของเขา เพราะฉะนั้น เทวดาจึงกล่าวอย่างนี้ . บทว่า ตฺวเมว แปลว่า ท่าน เอง. บทว่า ชาเนยฺย แปลว่า พึงรู้. บทว่า เยน คือด้วยกรรมใด. ความ ว่า ท่านจะพึงไปสู่สุคติ ท่านเองจะพึงรู้กรรมนั้น. จบอรรถกถาปทุมปุปผสูตร ที่ ๑๔ จบอรรถกถาวนสังยุต ด้วยประการฉะนี้. รวมพระสูตรแห่งวนสังยุต มี ๑๔ สูตร คือ ๑. วิเวกสูตร ๒. อุปัฏฐานสูตร ๓. กัสสปโคตตสูตร ๔. สัมพหุล สูตร ๕. อานันทสูตร ๖. อนุรุทธสูตร ๗. นาคทัตตสูตร ๘. กุลฆรณีสูตร ๙. วัชชีปุตตสูตร ๑๐. สัชฌายสูตร ๑๑. อโยนิโสมนสิการสูตร ๑๒. มัชฌัน- ติกสูตร ๑๓. ปากตินทริยสูตร ๑๔. ปทุมปุปผสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 384 ข้อ 801, 802, 803
ยักขสังยุต ๑. อินทกสูตร ว่าด้วยสัตว์ตั้งอยู่ในครรภ์อย่างไร [๘๐๑] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาอินทกูฏ ซึ่งอินทก ยักษ์ครอบครอง ในกรุงราชคฤห์. [๘๐๒] ครั้งนั้นแล อินทกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าได้กราบ ทูลด้วยคาถาว่า ท่านผู้รู้ทั้งหลายไม่กล่าวรูปว่า เป็นชีพ สัตว์นี้จะประสบร่างกายนี้ได้ อย่างไรหนอ กระดูกและก้อนเนื้อจะมา แต่ไหน สัตว์นี้จะติดอยู่ในครรภ์ได้ อย่างไร. [๘๐๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า รูปนี้เป็นกลละล่อน จากกลละเป็น อัพพุทะ จากอัพพุทะเกิดเป็นเปสิ จากเปสิ เกิดเป็นฆนะ จากฆนะเกิดเป็น ๕ ปุ่ม (ปัญจสาขา) ต่อจากนั้น มีผมขนและเล็บ (เป็นต้น ) เกิดขึ้น มารดาของสัตว์ใน ครรภ์บริโภคข้าวน้ำโภชนาหารอย่างใด สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ก็ยังอัตภาพ ให้เป็นไปด้วยอาหารอย่างนั้น ในครรภ์นั้น.
หน้า 385 ข้อ 803
ยักขสังยุตตวัณณนา อรรถกถาอินทกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอินทกสูตรที่ ๑ แห่งยักขสังยุตต่อไปนี้ :- บทว่า อินฺทกสฺส คือ ยักษ์อยู่ที่เขาอินทกูฏ. จริงอยู่ พระสูตรนี้ ได้ชื่อจากยักษ์กับยอด และจากยอดกับยักษ์. บทว่า รูปํ น ชีวนฺติ วทนฺติ ความว่า ถ้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่กล่าวรูปอย่างนี้ว่า สัตว์ บุคคล. บทว่า กถํ นฺวยํ ตัดบทว่า กถํ นุ อยํ. บทว่า กุตสฺส อฏฺิยกปิณฺฑเมติ ความว่า กระดูกและก้อนเนื้อของสัตว์นั้นจะมาแต่ไหน. ก็ในคำนี้ ท่านถือเอา กระดูก ๓๐๐ ท่อนด้วยศัพท์ว่า อัฏฐิ ชิ้นเนื้อง ๙๐๐ ด้วยศัพท์ว่า ยกปิณฑะ. ถามว่า ถ้ารูปไม่ใช่ชีวะ เมื่อเป็นเช่นนั้น กระดูกเหล่านี้และชิ้นเนื้อ เหล่านี้ของเขาย่อมมาแต่ไหน. บทว่า กถํ นฺวยํ สชฺชติ คพฺภสฺมึ ความว่า สัตว์นี้ติดอยู่คือข้องอยู่ เกิดอยู่ในครรภ์ของมารดา ด้วยเหตุไรหนอ. ได้ยินว่า ยักษ์นี้มักพูดแต่บุคคลถือว่า สัตว์เกิดในครรภ์ของมารดาโดยการร่วมครั้งเดียว ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้ตามความเห็นว่า มารดาของสัตว์ที่เกิดในท้องย่อมกินปลา และเนื้อเป็นต้น ปลาและเนื้อเป็นต้นทั้งปวงถูกเผาเพียงคืนเดียวก็ละลายไป เหมือนฟองน้ำ ถ้ารูปไม่พึงเป็นสัตว์ก็พึงละลายไปอย่างนี้. ลำดับนั้น เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงแก่ยักษ์นั้นว่า สัตว์ไม่ได้เกิดในครรภ์ของ มารดาโดยการร่วมครั้งเดียวเท่านั้นว่า เจริญขึ้นโดยลำดับ จึงตรัสว่า ปมํ กลลํ โหติ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปมํ ความว่า ชื่อว่า ติสสะ หรือว่า ปุสสะ ย่อมไม่พร้อมกับปฏิสนธิวิญญาณทีแรก. โดยที่แท้ กลละมีประมาณเท่าหยาด น้ำมันงาซึ่งตั้งอยู่ที่ปลายเส้นด้ายที่ทำด้วยเส้นขนสัตว์ ๓ เส้น ท่านกล่าวหมาย- ความว่า.
หน้า 386 ข้อ 803
หยาดแห่งน้ำมันงา เนยใส ใสไม่ ขุ่นมัว ฉันใดเขาเรียกกันว่า กลละมีสี คล้ายกัน ฉันนั้น. บทว่า กลลา โหติ อมฺพุทํ* ความว่า เมื่อกลละนั้นล่วงไป ๗ วัน ก็มีสีเหมือนน้ำล้างเนื้อ จึงชื่อว่า อัมพุทะ. ชื่อว่า กสละ ก็หายไป. สมดังคำ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นกลละอยู่ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้น เปลี่ยนภาวะนั้นเกิดเป็น อัมพุทะ. บทว่า อมฺพุทา* ชายเต เปสิ ความว่า เมื่ออัมพุทะนั้นล่วงไป ๗ วัน ก็เกิดเป็นเปสิ คล้ายดีบุกเหลว. เปสินั้นพึงแสดงด้วยน้ำตาลเม็ดพริกไทย. จริงอยู่ เด็กชาวบ้านถือเอาพริกไทยสุกทำเป็นห่อไว้ที่ชายผ้าขยำเอาแต่ส่วนที่ดี ใส่ลงในกระเบื้องตากแดด. เม็ดพริกไทยนั้นแห้ง ๆ ย่อมหลุดตกเปลือกทั้งหมด. เปสิมีรูปร่างอย่างนี้. ชื่อว่า อัมพุทะก็หายไป. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นอัมพุทะอยู่ ๗ วัน แก่ข้นขึ้น เปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็นเปสิ. บทว่า เปสิ นิพฺพตฺตติ ฆโน ความว่า เมื่อเปสินั้นล่วงไป ๗ วัน ก้อนเนื้อชื่อ ฆนะ มีสัณฐานเท่าไข่ไก่เกิดขึ้น. ชื่อว่า เปสิก็หายไป. สมดัง ที่ท่านกล่าวไว้ว่า เป็นเปสิอยู่ ๗ วัน ครั้นแก่ข้นขึ้น เปลี่ยนภาวะนั้น เกิดเป็น ฆนะ สัณฐาน แห่งฆนะเกิดขึ้นเพราะเหตุแห่งกรรม เหมือนไข่ไก่ เกิดเป็นก้อนกลมโดยรอบ. * บาลี เป็น อพฺพุทํ อพฺพุทา
หน้า 387 ข้อ 804, 805
บทว่า ฆนา จ สาขา ชายนฺติ ความว่า ในสัปดาห์ที่ ๕ เกิดปุ่ม ขึ้น ๕ แห่ง เพื่อเป็นมือและเท้าอย่างละ ๒ และเป็นศีรษะ ๑. มีคำที่พระพุทธ เจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสัปดาห์ที่ ๕ ปุ่มตั้งขึ้น ๕ แห่ง ตามกรรม ดังนี้. ต่อแต่นี้ไป ทรงย่อพระเทศนาผ่านสัปดาห์ที่ ๖ ที่ ๗ เป็นต้น เมื่อจะ ทรงแสดงเอาเวลาที่ผ่านไป ๔๒ สัปดาห์ จึงตรัสว่า ผมเป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า เกสา โลมา นขาปิ จ ความว่า ผม เป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเกิดใน ๔๒ สัปดาห์. บทว่า เตน โส ตตฺถ ยาเปติ ความว่า จริงอยู่ สายสะดือตั้งขึ้นจากสะดือของเด็กนั้น ติดเป็นอันเดียวกับ แผ่นท้องของมารดา. สายสะดือนั้นเป็นรูเหมือนก้านบัว. รสอาหารแล่นไป ตามสายสะดือนั้น ดังรูปซึ่งมีอาหารเป็นสมุฏฐานให้ตั้งขึ้น. เด็กนั้นย่อมเป็น อยู่ ๑๐ เดือน ด้วยประการฉะนี้. บทว่า มาตุ กุจฺฉิคโต นโร ความว่า คนอยู่ในท้องมารดาคืออยู่ภายในท้อง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงว่า ดูก่อนยักษ์ สัตว์นี้เจริญขึ้นในท้อง ของมารดาโดยลำดับ ไม่ใช่เกิดโดยการร่วมครั้งเดียว. จบอรรถกถาอินทกสูตรที่ ๑ ๒. สักกสูตร ว่าด้วยการสอนคนอื่น [๘๐๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่บนภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์. [๘๐๕] ครั้นนั้นแล ยักษ์มีชื่อว่าสักกะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กราบทูลด้วยคาถาว่า
หน้า 388 ข้อ 806
การสั่งสอนคนอื่นนั้น ไม่เหมาะแก่ สมณะเช่นท่าน ผู้ละกิเลสได้ทั้งหมด ผู้ พ้นจากไตรภพ. [๘๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนสักกะ ธรรมเครื่องอยู่ร่วมกัน ย่อมเกิดด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง คนมี ปัญญาไม่ควรที่จะไหวตามเหตุนั้นด้วยใจ ถ้าค้นมีใจผ่องใสแล้วสั่งสอนคนอื่น บุคคล นั้นย่อมไม่เป็นผู้พัวพันด้วยเหตุนั้น นอก จากจะอนุเคราะห์เอ็นดู. อรรถกถาสักกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสักกสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :- บทว่า สกฺกนามโก คือ ยักษ์มีชื่ออย่างนี้. ได้ยินว่า ยักษ์นี้เป็น ฝ่ายมาร. บทว่า วิปฺปมุตฺตสฺส ได้แก่ พ้นจากภพ ๓. บทว่า ยทฺํ ตัดบทว่า ยํ อญฺํ (อื่นใด). บท วณฺเณน คือเพราะเหตุ. บทว่า สํวาโส คืออยู่ด้วยกัน. อธิบายว่า เป็นสหายธรรม มิตรธรรม. บทว่า สปฺปญฺโ คือผู้มีปัญญา ผู้รอบรู้. จบอรรถกถาสักกสูตรที่ ๒
หน้า 389 ข้อ 807, 808
๓. สูจิโลมสูตร ว่าด้วยราคะและโทสะมีอัตภาพเป็นเหตุ [๘๐๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับบนเตียงชนิดมีเท้าตรึง ติดกับแม่แคร่ อันเป็นที่ครอบครองของสูจิโลมยักษ์ ในบ้านคยา. สมัยนั้นแล ยักษ์ขอขระและยักษ์ชื่อสูจิโลมะเดินผ่านเข้าไปไม่ไกล พระผู้มีพระภาคเจ้า. ครั้งนั้นแล ยักษ์ชื่อขระได้พูดกับสูจิโลมยักษ์ว่า นั่นสมณะ. นั่นไม่ใช่สมณะ เป็นสมณะน้อย แต่จะเป็นสมณะหรือสมณะน้อย เราพอจะรู้ได้. [๘๐๘] ครั้งนั้นแล สูจิโลมยักษ์ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า น้อมกายเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระเถิบถอยพระกายไปเล็กน้อย. ครั้งนั้นแล สูจิโลนยักษ์ได้ถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ท่านกลัวเรา หรือ ? สมณะ. อาวุโส เราไม่กลัวท่านเลย แต่สัมผัสของท่านเลวทราม. สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านไม่กล่าวแก้แก่เรา เราจัก ทำจิตของท่านให้พลุ่งพล่าน หรือจักฉีกหัวใจของท่าน หรือจักจับที่เท้าแล้ว เหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่งแม่น้ำคงคา. อาวุโส เราไม่เห็นใครเลยในโลก ทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณะ พราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ ที่จะพึงทำจิตของเรา ให้พลุ่งพล่าน หรือฉีกหัวใจเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปฝั่งโน้นแห่ง แม่น้ำคงคาได้ อาวุโส เอาเถอะ ท่านจงถามตามที่ท่านจำนงเถิด.
หน้า 390 ข้อ 809, 810
[๘๐๙] สูจิโลมยักษ์ จึงถามว่า ราคะและโทสะ มีอะไรเป็นเหตุ ความ ไม่ยินดี ความยินดี และความสยดสยองเกิด แต่อะไรความตรึกในใจเกิดแต่อะไร แล้ว ดักจิตไว้ได้เหมือนพวกเด็กดักกา ฉะนั้น. [๘๑๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ราคะและโทสะมีอัตภาพนี้เป็นเหตุ ความไม่ยินดี ความยินดี และความสยด- สยองเกิดแต่อัตภาพนี้ ความตรึกในใจเกิด แต่อัตภาพนี้แล้ว ดักจิตไว้ได้ เหมือน พวกเด็กดักกา ฉะนั้น. อกุศลวิตกเป็นอันมาก เกิดแต่ความ เยื่อใยคือตัณหา เกิดขึ้นในตนแล้วแผ่ซ่าน ไปในวัตถุกามทั้งหลาย เหมือนย่านไทร เกิดแต่ลำต้นไทรแล้วปกคลุมป่าไป ฉะนั้น. ชนเหล่าใดย่อมรู้อัตภาพนั้นว่า เถิด แต่สิ่งใด ชนเหล่านั้นย่อมบรรเทาเหตุ เกิดนั้นเสียได้ ดูก่อนยักษ์ ท่านจงฟัง ชนเหล่านั้นย่อมข้ามห้วงกิเลสนี้ ซึ่งห้าม ได้ยาก และไม่เคยข้าม เพื่อความไม่มีภพ อีกต่อไป.
หน้า 391 ข้อ 810
อรรถกถาสูจิโลมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสูจิโลมสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :- บทว่า คยายํ คือในบ้านคยา. อธิบายว่า เข้าไปอาศัยบ้านที่ตั้งไม่ ไกลจากคยา. บทว่า ฏงฺกิตมญฺเจ ความว่า เตียงที่เท้ายาวคือเตียงที่เขาเจาะ ในท่ามกลางสอดทำด้วยแม่แคร่. เตียงนั้นไม่มีคำว่า นี้ข้างบน นี้ข้างล่าง. เตียง นั้นจะเปลี่ยนไปเป็นเช่นนั้นก็ได้ตามต้องการ. เขาย่อมตั้งเตียงนั้นไว้ในเทวสถาน โรงเรือนที่เขาปูลาดแผ่นหินไว้บนแผ่นหิน ๔ แผ่น เขาเรียกว่า เตียงซ้อนตั่ง. บทว่า สูจิโลมสฺส คือมีชนเช่นหนามแข็ง. ได้ยินว่า ยักษ์นั้น บวชใน ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป มาแต่ที่ไกล มีเหงื่อไคล ท่วมตัว ไม่ลาดเตียงของสงฆ์ที่เขาแต่งตั้งไว้ดีแล้ว นอนด้วยความไม่เอื้อเฟื้อ. ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์นั้นได้มีการกระทำนั้น เหมือนสีดำที่ผ้าขาว. เธอไม่อาจยังคุณ วิเศษให้เกิดขึ้นในอัตภาพนั้นได้ ทำกาละแล้วมาเกิดเป็นัยกษ์ที่ทิ้งขยะ ใกล้ ประตูบ้านคยา. ก็เมื่อเขาเกิดมาแล้ว ก็มีขนแหลมแข็งทั่วตัวคล้ายขนวัว. ต่อมา วันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแลดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นยักษ์นั้น มาสู่ครองอาวัชชนจิตครั้งแรก จึงทรงดำริว่า ยักษ์นี้เสวยทุกข์ใหญ่ตลอดพุท- ธันดรหนึ่ง ความสวัสดีจะพึงมีแก่เขาเพราะอาศัยเราหรือไม่หนอ ทรงเห็น อุปนิสัยแห่งมรรคเบื้องต้น. ลำดับนั้น ทรงใคร่จะทำการสงเคราะห์ยักษ์นั้น ทรงนุ่งผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้ว ห่มจีวรใหญ่ขนาดสุคตประมาณละพระคันธกุฎีดุจ วิมานเทวดา เสด็จไปสู่ที่ทิ้งขยะ เหม็นด้วยทรากศพช้างวัวม้ามนุษย์และสุนัข เป็นต้น ประทับนั่งในที่นั้นเหมือนนั่งในพระคันธกุฎีใหญ่.
หน้า 392 ข้อ 810
ท่านหมายเอาความข้อนั้นจึงกล่าวว่า ในที่อยู่ของยักษ์สูจิโลมะ ดังนี้. บทว่า ขโร ความว่า มีรูปร่างแข็งทื่อเหมือนหลังจระเข้ เหมือนหลังคา ไม่เรียบด้วยกระเบื้องมุงหลังคา. ได้ยินว่า เขาเป็นอุบาสกผู้ประกอบด้วยศีล ในสมัยพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ วันหนึ่ง ไม่ได้ปูผ้าห่มของตนบนที่ปูลาด ของสงฆ์ นอนบนพื้นที่ปูลาดไว้ด้วยเครื่องปูลาดอันวิจิตรในวิหาร. อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า แบ่งน้ำมันของสงฆ์ทาสรีระด้วยมือของตน. เขาไม่อาจเกิด ในสวรรค์ด้วยกรรมนั้น มาเกิดเป็นยักษ์ที่กองขยะใกล้ประตูบ้านแห่งบ้านคยา นั้น. ก็แลสรีระทั้งสิ้นของเขาผู้เกิดแล้ว จึงมีประการดังกล่าวแล้ว. เขาทั้ง ๒ เป็นสหายกัน. ความแข็งทื่อของยักษ์นั้น พึงทราบด้วยประการฉะนั้นแล. บทว่า อวิทูเร อติกฺกมนฺติ ความว่า ยักษ์ ๒ ตนนั้นแสวงหา อาหารหรือไปสู่ที่สมาคม ไปในที่ใกล้กัน. ในยักษ์ ๒ ตนนั้น ยักษ์สูจิโลมะ ไม่เห็นพระศาสดา. ยักษ์ขระเห็นก่อนจึงพูดกะยักษ์สูจิโลมะว่า นั่นสมณะ. ยักษ์ สูจิโลมะจึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย สมณะนี้เข้ามายังที่อยู่ของท่านไปนั่งอยู่ คนเดียว. ยักษ์สูจิโลมะกล่าวว่า นั่นไม่ใช่สมณะ นั่นเป็นสมณกะ. ได้ยินว่า เขาสำคัญว่า ผู้ใดเห็นเราแล้วกลัวหนีไป เขาเรียกผู้นั้นว่าสมณกะ. ผู้ใดไม่กลัว เขาเรียกผู้นั้นว่า สมณะ. เพราะฉะนั้น ยักษ์สูจิโลมะสำคัญว่า ผู้นี้เห็นเรา แล้วกลัวจักหนีไป ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า กายํ อุปนาเมสิ ความว่า เนรมิตรูปที่น่ากลัว อ้าปากกว้าง พองขนทั่วตัว น้อมเข้าไปหา. บทว่า อปนาเมสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าหลีกไปหน่อยหนึ่ง เหมือนทองอัน มีค่าประกอบด้วยรัตนะร้อยอย่าง. บทว่า ปาปโก คือเลว ไม่น่าชื่นใจ. เขาควรจะถูกเว้นเหมือนคูถ เหมือนไฟ และเหมือนงูเห่า คือไม่ควรรับด้วย สรีระอันมีผิวพรรณดุจทองนี้. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ยักษ์ สูจิโลมะโกรธต่อคำว่า ได้ยินว่า สัมผัสของเราเลว ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า
หน้า 393 ข้อ 810
ปญฺหํ ตํ สมณ เป็นต้น. บทว่า จิตฺตํ วา เต ขิปิสฺสามิ ความว่า จริงอยู่ อมนุษย์ต้องการจะซัดจิตของคนเหล่าใด มันก็เนรมิตอัตภาพที่น่ากลัว ให้มีหน้าขาว ท้องเขียว มือและเท้าแดง ศีรษะโต นัยน์ตาถลน แสดงแก่ คนเหล่านั้น ส่งเสียงที่น่ากลัว ยัดมือเข้าในปากของพวกคนกำลังพูด ขยี้หัวใจ สัตว์เหล่านั้นย่อมเป็นบ้า มีจิตฟุ้งซ่าน. ยักษ์สูจิโลมะหมายถึงความข้อนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปารคงฺคาย ความว่า เขากล่าวว่า หรือว่า เราจัก จับเท้าทั้ง ๒ แห่งท่านขว้างข้ามฝั่งแม่น้ำคงคาไปอย่างที่จะกลับมาไม่ได้. บทว่า สเทวเก เป็นต้น มีเนื้อความตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า ปจฺฉ ยทา กงฺขสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ปวารณาอย่างผู้รู้ว่า ท่านต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ก็จงถามได้ทั้งหมด เราจัก ชี้แจงแก่ท่านไม่ให้เหลือ. บทว่า กุโต นิทานา ความว่า มีอะไรเป็น เค้ามูล มีอะไรเป็นปัจจัย. บทว่า กุมารกา ธงฺกมิโวสฺสชฺชนฺติ ความว่า ถามว่า พวกเด็กจับกามาแล้วปล่อยขว้างไปฉันใด บาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากที่ไหน ก็ปล่อยจิตไปฉันนั้น. บทว่า อิโตนิทานา ความว่า อัตภาพนี้เป็นต้น เค้า ของวิตกเหล่านั้น เหตุนั้น วิตกนั้นจึงชื่อว่าอิโตนิทานา (มีอัตภาพเเป็นต้นเค้า). บทว่า อิโตชา แปลว่า เกิดจากอัตภาพนั้น. บทว่า อิโต สมุฏฺาย มโนวิตกฺกา ความว่า พวกเด็กผูกเชือกที่ข้อขาของมันแล้วปล่อยกาที่ผูกไว้ ด้วยเชือกยาว แม้มันไปได้ไกลก็ตกลงมาแทบเท้าของเด็กเหล่านั้นอีกฉันใด. บาปวิตกที่ตั้งขึ้นจากอัตภาพนี้ก็ปล่อยจิตฉันนั้น. บทว่า เสฺนหชา ได้แก่ เกิดจากยางคือตัณหา. บทว่า อตฺตสมฺภูตา แปลว่า เกิดในตน. บทว่า นิโคฺรธสฺเสว ขนฺธชา คือ เหมือนรากที่เกิดจากต้นไทร. บทว่า ปุถู คือ บาปวิตกและกิเลสที่ประกอบด้วยบาปวิตกนั้นมากคือหลายประการ. บทว่า วิสตฺตา ได้แก่ ติด เกี่ยว ข้อง. บทว่า กาเมสุ ได้แก่ วัตถุกาม. บทว่า
หน้า 394 ข้อ 810
มาลุวา วิตฺถตา วเน ความว่า เถาย่านไทรในป่าอาศัยต้นไม้ใดเกิดขึ้น มันพันต้นไม้นั้นทบไปมา ตั้งแต่โคนถึงยอด ตั้งแต่ยอดถึงโคน ปกคลุมห้อย ย้อยขยายไปอยู่ฉันใด กิเลสกามเป็นอันมากข้องอยู่ในวัตถุกามหรือสัตว์เป็น อันมากข้องอยู่ในวัตถุกามด้วยกิเลสกามนั้น ฉันนั้น . บทว่า เย นํ ปชานนฺติ ความว่า ก็ผู้ใด ย่อมรู้อัตภาพตามที่กล่าวไว้ในบทว่า อตฺตสมฺภูตา (เกิดในตน) นี้. บทว่า ยโตนิทานํ ความว่า ย่อมรู้สิ่งที่เป็นต้นเค้าของ อัตภาพนั้น. บทว่า เต นํ วิโนเทนฺติ ความว่า ผู้นั้นย่อมบรรเทาคือ นำออกซึ่งสมุทัยสัจอันเป็นต้นเค้าของทุกขสัจกล่าวคืออัตภาพ ด้วยมรรคสัจ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เต ทุตฺตรํ ความว่า ผู้นั้นเมื่อนำสมุทัยสัจ ออกได้จึงข้ามโอฆะคือกิเลสที่ข้ามยากนี้ได้. บทว่า อติณฺณปุพฺพํ ความว่า ไม่เคยข้ามสังสารวัฏที่มีเบื้องปลายที่ใคร ๆ รู้ไม่ได้ แม้ในภายในแห่งความฝัน. บทว่า อปุนพฺภวาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่นิโรธสัจคือความไม่เกิดอีก. เพราะเหตุนี้ เพื่อจะทรงประกาศอริยสัจ ๔ ด้วยคาถานี้ จึงทรงยัง พระธรรมเทศนาให้จบลงด้วยธรรมมีพระอรหัตเป็นยอด. ในที่สุดแห่งเทศนา ยักษ์สจิโลมะยืนอยู่ในที่นั้น เอง ส่งญาณไปตามกระแสพระธรรมเทศนาแล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ก็ชื่อว่า พระโสดาบันทั้งหลายย่อมไม่ตั้งอยู่ในอัตภาพ ที่เศร้าหมอง เพราะฉะนั้น หัวหูด ขนแหลมอย่างเข็มทั้งปวงที่ร่างกายของ ยักษ์สูจิโลมะ จึงร่วงไปพร้อมกับได้โสดาปัตติผล. ยักษ์สูจิโลมะนั้นจึงนุ่งผ้า ทิพย์ ห่มผ้าทิพย์ โพกผ้าทิพย์ ทรงเครื่องประดับของหอมและมาลัยทิพย์ มีผิวพรรณดังทอง ได้ปกครองภุมมเทวดา. จบอรรถกถาสูจิโลมสูตร ที่ ๓
หน้า 395 ข้อ 811, 812, 813
๔. มณิภัททสูตร ผู้มีส่วนแห่งเมตตาไม่มีเวร [๘๑๑] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่เจดีย์ชื่อมณิมาฬกะ อันเป็นที่ครอบครองของยักษ์ชื่อมณิภัททะ ในแคว้นมคธ. [๘๑๒] ครั้งนั้นแล ยักษ์ชื่อมณิภัททะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวคาถานี้ในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ คนมีสติย่อมได้ความสุข ความดีย่อมมีแก่ คนมีสติเป็นนิตย์ และคนมีสติย่อมหลุดพ้น จากเวร. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ความเจริญย่อมมีแก่คนมีสติทุกเมื่อ คนมีสติย่อมได้ความสุข ความดีย่อมมี แก่คนมีสติเป็นนิตย์ แต่คนมีสติยังไม่ หลุดพ้นจากเวร. [๘๑๓] ผู้ใดมีใจยินดีในความไม่เบียดเบียน ตลอดวันและคืนทั้งหมด และเป็นผู้มี ส่วนแห่งเมตตาในสรรพสัตว์ ผู้นั้นย่อม ไม่มีเวรกับใคร.
หน้า 396 ข้อ 813
อรรถกถามณิภัททสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมณิภัททสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า สุขเมธติ ได้แก่ ย่อมได้ความสุข. บทว่า สุเว เสยฺโย ความว่า ประเสริฐเป็นนิตย์. บทว่า เวรา น ปริมุจฺจติ ความว่า ย่อมไม่หลุดพ้นจากเวรด้วยเหตุเท่านี้ว่า เรามีสติ. บทว่า ยสฺส ได้แก่ ของพระอรหันต์ใด. บทว่า อหึสาย ได้แก่ ในกรุณา และในส่วนเบื้องต้น แห่งกรุณา. บทว่า เมตฺตํ โส ความว่า พระอรหันต์นั้น เจริญเมตตา และส่วนเบื้องต้นแห่งเมตตา. อีกอย่างหนึ่ง ส่วนเรียกว่า อํโส. ชื่อว่า ส่วน แห่งเมตตา เพราะอรรถว่า เขามีส่วนเมตตา. มีอธิบายดังนี้ว่า ใจของ พระอรหันต์ใดยินดีแล้วในความไม่เบียดเบียนตลอดกาลทั้งปวง. อนึ่ง ส่วน แห่งเมตตาของพระอรหัตใด มีอยู่ในสรรพสัตว์ ดูก่อนยักษ์ ชื่อว่า เวร ของพระอรหันต์นั้น จึงไม่มีกับบุคคลไรๆ. จบอรรถกถามณิภัททสูตรที่ ๔.
หน้า 397 ข้อ 814, 815, 816
๕. สานุสูตร ว่าด้วยสามเณรถูกยักษ์สิง [๘๑๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี. สมัยนั้นแล บุตรของอุบาสิกาคนหนึ่งชื่อสานุ ถูกยักษ์เข้าสิง. [๘๑๕] ครั้งนั้นแล อุบาสิกานั้นได้ปริเวทนาการกล่าวคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า ฉันได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลาย ว่า ชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริหา- ริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ยักษ์ทั้ง หลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น บัดนี้ ฉันเห็นในวันนี้ ยักษ์เล่นกับสามเณรสานุ. [๘๑๖] ยักษ์กล่าวว่า ท่านได้สดับต่อพระอรหันต์ทั้งหลาย ว่า ชนเหล่าใดเข้าอยู่อุโบสถอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการด้วยดี ตลอดดิถีที่ ๑๔ ที่ ๑๕ และที่ ๘ แห่งปักษ์ ทั้งตลอดปาริ- หาริกปักษ์ ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ยักษ์ ทั้งหลายย่อมไม่เล่นกับชนเหล่านั้น เป็น การชอบ ท่านพึงบอกสานุผู้ฟื้นขึ้นแล้ว
หน้า 398 ข้อ 817, 818
ว่า ยักษ์สั่งคำนี้ไว้ว่า ท่านอย่าได้กระทำ ธรรมอันลามกทั้งในที่แจ้งและที่ลับ ถ้า ท่านจักกระทำกรรมอันลามกไซร้ ถึงท่าน จะเหาะหนีไปก็ไม่พ้นจากทุกข์. [๘๑๗] สามเณรสานุฟื้นขึ้นแล้วกล่าวว่า โยม ญาติ และมิตรทั้งหลายย่อม ร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่ หายไป โยมยังเห็นฉันเป็นอยู่ ไฉนโยม จึงร้องไห้ถึงฉัน. [๘๑๘] อุบาสิกากล่าวว่า ลูกเอ๋ย ญาติและมิตรทั้งหลายย่อม ร้องไห้ถึงคนที่ตายแล้วหรือยังเป็นอยู่แต่ หายไป แต่คนใดละกามทั้งหลายแล้วจะ กลับมาในกามนี้อีก ลูกรัก ญาติและมิตร ทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคนนั้น เพราะเขา เป็นอยู่ต่อไปอีกก็เหมือนตายแล้ว แน่พ่อ เรายกท่านขึ้นจากเถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว ท่านอยากจะตลลงไปสู่เถ้ารึงอีก แน่พ่อ เรายกท่านขึ้นจากเหวแล้ว ท่านอยากจะ ตกลงไปสู่เหวอีก เราจะโพนทะนาแก่
หน้า 399 ข้อ 818
ใครเล่าว่า ขอท่านจงช่วยกัน ขอความ เจริญจงมีแก่ท่าน ประดุจสิ่งของที่ขนออก แล้วจากเรือนที่ไฟไหม้ แก่ท่านอยากจะ เผามันเสียอีก. อรรถกถาสานุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสานุสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :- บทว่า ยกฺเขน คหิโต โหติ ความว่า เล่ากันว่า บุตรนั้นเป็นบุตร คนเดียวของอุบาสิกานั้น. ครั้งนั้น นางให้บุตรนั้นบรรพชาในเวลาเป็นหนุ่ม แล. สานุสามเณรนั้น ตั้งแต่เวลาบรรพชาแล้ว มีศีลถึงพร้อมด้วยวัตร. สามเณร ได้ทำวัตรแก่อาจารย์ อุปัชฌายะและพระอาคันตุกะเป็นต้น เดือนละแปดวัน ลุกแต่เช้าเข้าไปตั้งน้ำไว้ ในโรงน้ำ กวาดโรงฟังธรรม ตามประทีป ประกาศ ฟังธรรมด้วยเสียงไพเราะ. พวกภิกษุทราบกำลังของสามเณรนั้น จึงเชื้อเชิญ ว่า พ่อเณร จงกล่าวบทสรภัญญะเถิด. สามเณรนั้น ไม่นำอะไรมาอ้างว่า ลม เสียดแทงหัวใจของผม หรือโรคไอรบกวน ขึ้นธรรมาสน์ กล่าวบทสรภัญญะ เหมือนยังแม่น้ำคงคาในอากาศให้ตกลงอยู่ฉะนั้น ลงมากล่าวว่า ขอส่วนบุญใน สรภัญญะนี้ จงมีแก่มารดาบิดาของข้าพเจ้าเถิด. ส่วนมารดาบิดาของสามเณร นั้นไม่รู้ว่าส่วนบุญสามเณรนั้นให้แล้ว. ก็มารดาของสามเณรในอัตภาพก่อน นั้นเกิดเป็นนางยักษิณี นางมากับพวกเทวดาฟังธรรมแล้ว จึงกล่าวว่า ลูก ข้าพเจ้าขออนุโมทนาส่วนบุญอันสามเณรให้แล้ว. ก็ธรรมดาพวกภิกษุผู้ถึง พร้อมด้วยศีล ย่อมเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยประการฉะนี้. เหล่า
หน้า 400 ข้อ 818
เทวดามีความละอาย มีความเคารพในสามเณรนั้น ย่อมสำคัญสามเณรนั้น เหมือนท้าวมหาพรหม และเหมือนกองไฟ ยกนางยักษิณีนั้นขึ้นเป็นที่เคารพ ดูแล ด้วยความเคารพในสามเณร ได้ให้อาสนะ น้ำ ก้อนข้าวอันล้ำเลิศแก่ นางยักษิณีด้วยสำคัญว่า มารดาของสานุ ดังนี้ ในสถานที่ฟังธรรมและยักข- สมาคม เป็นต้น พวกยักษ์ ผู้มีศักดิ์ใหญ่ พบนางยักษิณีนั้นหลีกทางให้ลุก จากอาสนะ. ครั้งนั้น สามเณรนั้น ถึงความเจริญ มีอินทรีย์แก่กล้า ถูกความไม่ ยินดีบีบคั้น เมื่อไม่อาจจะบรรเทาความไม่ยินดีได้ จึงปล่อยให้ผมและเล็บยาว รกรุงรัง ทั้งสบงและจีวรสกปรกเหลือเกิน ไม่บอกแก่ใคร ถือบาตรและจีวร ไปยังประตูเรือนของมารดาแต่ผู้เดียวเท่านั้น. อุบาสิกาเห็นสามเณรไหว้แล้ว ได้กล่าวว่า ลูก เมื่อก่อน เจ้ามาในที่นี้กับอาจารย์อุปัชฌายะ หรือภิกษุหนุ่ม และสามเณร เพราะเหตุไร ในวันนี้ เจ้ามาแล้ว แต่ผู้เดียวเล่า. สามเณรนั้น บอกความเป็นผู้กระสัน. อุบาสิกาเป็นคนมีศรัทธา แสดงโทษในการอยู่ครอง เรือนโดยประการต่าง ๆ กล่าวสอนสามเณร เมื่อไม่อาจจะให้สามเณรนั้นยินยอม ได้ คิดว่า กระไรเสีย สามเณรจักกำหนด แม้ตามธรรมดาของตนได้ จึง ชักชวนกล่าวว่า ลูก เจ้าจงหยุดอยู่จนกว่าแม่จะให้จัดข้าวยาคูและภัตพร้อมแก่ เจ้า แม่จักถวายผ้าที่พอใจแก่เจ้าผู้ดื่มข้าวยาคูทำภัตกิจเสร็จแล้วดังนี้ แล้ว จึงจัดอาสนะถวาย. สามเณรนั่งแล้ว. อุบาสิกาให้จัดข้าวยาคูและของขบเคี้ยว ถวายเสร็จแล้วโดยครู่เดียวเท่านั้น. ต่อมา นางคิดว่า จักให้จัดภัตให้พร้อม นั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกล. สมัยนั้น นางยักษิณีนั้น รำพึงอยู่ว่า สามเณรได้ อาหารอะไร ในที่ไหนหนอแล หรือไม่ได้ รู้ว่า สามเณรนั้นนั่งแล้วเพราะ จะสึก คิดว่า สามเณรอย่าพึงให้ความละอายเกิดขึ้นระหว่างเทวดาของเรา เรา จะไปทำอันตราย ในการสึกของสามเณรนั้น มาแล้วสิ่งที่ร่างบิดคอให้ล้มลงที่
หน้า 401 ข้อ 818
พื้น. สามเณรนั้น มีนัยตาเหลือก น้ำลายไหล ดิ้นอยู่ที่พื้น. เพราะเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า บุตรชื่อว่าสานุของอุบาสิกาถูกยักษ์สิงแล้ว. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า อุบาสิกา เห็นอาการแปลกนั้น ของบุตร มาแล้วโดยเร็ว กอดบุตรให้นอนบนขา. ชาวบ้านทั้งสิ้นมาทำพิธีมีพลีกรรมเป็น ต้น. อุบาสิกา เมื่อคร่ำคราญ ได้กล่าวคาถาเหล่านี้. บทว่า ปาริหาริกปกฺ- ขญฺจ ความว่า พวกมนุษย์คิดว่า เราจักทำการรับและการส่งอุโบสถดิถีที่ ๘ จึงสมาทานองค์อุโบสถในดิถีที่ ๗ บ้าง ดิถีที่ ๙ บ้าง. เมื่อทำการรับและการ ส่งดิถีที่ ๑๔ และ ๑๕ สมาทานในดิถีที่ ๑๓ บ้าง ในวันปาฏิบทบ้าง. มนุษย์ คิดว่า พวกเราจักทำการส่งการอยู่จำพรรษา เป็นผู้รักษาอุโบสถเป็นนิตย์ กึ่ง เดือนระหว่างปวารณาทั้งสอง. อุบาสิกา หมายเอาข้อนี้ จึงกล่าวว่า ปาริหา- ริกปกฺขญฺจ. บทว่า อฏฺงฺคสุสมาคตํ ความว่า ประกอบด้วย คือ ประกอบดีแล้วด้วยองค์ ๘. บทว่า พฺรหฺมจริยํ แปลว่า ประพฤติประเสริฐ. บทว่า น เตหิ ยกฺขา กีฬนฺติ ความว่า พวกยักษ์ ย่อมไม่สิงชนเหล่านั้น เล่น. นางยักษิณี สิ่งที่ร่างของสามเณรแล้ว จึงกล่าว คาถาเหล่านี้ว่า จาตุทฺทสึ ดังนี้อีก. บทว่า อาวิ วา ยทิ วา รโห ความว่า ในที่ต่อหน้า หรือในที่ ลับหลังใคร ๆ. บทว่า ปมุตฺยตฺถิ ตัดบทว่า ปมุตฺติ อตฺถิ แปลว่า ความ พ้น มีอยู่. บทว่า อุปฺปจฺจาปิ แปลว่า แม้เหาะไป. นางยักษิณีกล่าวว่า ถ้า เจ้าจะเหาะหนีไป เหมือนนก แม้อย่างนั้นเจ้าก็พ้นไปไม่ได้. ก็แลครั้นกล่าว อย่างนี้แล้ว จึงปล่อยสามเณร. สามเณรลืมตา. มารดา สยายผม ร้องไห้ สะอึกสะอื้น. สามเณรนั้นไม่รู้ว่า เราถูกอมนุษย์สิงแล้ว. ก็สามเณร แลดูอยู่ คิดว่า ในก่อน เรานั่งบนตั่งแล้ว มารดานั่งซาวข้าวอยู่ในที่ไม่ไกลเรา แต่เดี๋ยว นี้ เรานั่งแล้วบนพื้น ส่วนมารดาของเรา ร้องให้สะอึกสะอื้นอยู่ แม้ชาว
หน้า 402 ข้อ 818
บ้านทั้งสิ้นก็ประชุมกันแล้ว นั่นอะไรกันหนอแลดังนี้ ทั้งที่นอนนั่นแหละกล่าว คาถาว่า มตํ วา อมฺม เป็นต้น. บทว่า กาเม จชิตฺวาน ความว่า ละกามแม้สองอย่าง. บทว่า ปุน อาคจฺฉเต ได้แก่ ย่อมมาด้วยอำนาจการสึก. บทว่า ปุน ชีวํ มโต หิ โส ความว่า คนใดสึกแล้ว แม้จะเป็นอยู่ต่อไปอีก ก็เหมือนตายแล้ว เพราะฉะนั้น ญาติและมิตรทั้งหลายย้อมร้องไห้ถึงบุคคลนั้น. บัดนี้ นางเมื่อแสดงโทษใน การอยู่ครองเรือนแก่สามเณรนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กุกฺกุฬา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุกฺกุฬา ความว่า ได้ยินว่า การอยู่ครองเรือนชื่อ ว่า เถ้ารึง เพราะอรรถว่าร้อนระอุ. บทว่า กสฺส อุชฺฌาปยามเส ความว่า มารดา กล่าวอย่างนี้ว่า ขอท่านจงช่วยกัน ขอความเจริญ จงมีแก่ท่านดังนี้ แล้วกล่าวอยู่ว่า เจ้าอยากสึกถูกยักษ์สิง เราจะยกโทษบอกอาการอันแปลกนี้ แก่ใครเล่า. บทว่า ปุน ฑยฺหิตุมิจฺฉติ ความว่า เจ้าออกจากเรือนบวช ใน พระพุทธศาสนาแล้ว เหมือนสิ่งของที่เขาขนออกแล้วจากเรือนที่ไฟไหม้ แต่ ท่านยังปรารถนาจะถูกเผาในการอยู่ครองเรือน เช่นถูกเผาใหญ่อีกหรือ. เมื่อ มารดากล่าวอยู่ สามเณรนั้น กำหนดแล้ว กลับได้หิริและโอตตัปปะ จึงกล่าว ว่า เราไม่ต้องการเป็นคฤหัสถ์. ครั้งนั้น มารดาของสามเณรนั้น ยินดีว่า ดี ละลูกดังนี้ ถวายโภชนะอันประณีตให้ฉันแล้ว จึงถามว่า ลูก เจ้าอายุกี่ปี. สามเณรตอบว่า แม่ ยี่สิบปีบริบูรณ์. อุบาสิกากล่าวว่า ลูก ถ้าเช่นนั้น ขอ เจ้า จงทำการอุปสมบทเถิด ได้ถวายผ้าจีวรแล้ว. สามเณรนั้น ให้ทำจีวรแล้ว อุปสมบท เรียนพระพุทธพจน์อยู่ ทรงพระไตรปิฎก ยังพระพุทธพจน์นั้นให้ บริบูรณ์ ในอาคตสถานแห่งศีลเป็นต้น ไม่นาน บรรลุความเป็นพระอรหันต์
หน้า 403 ข้อ 819, 820, 821
เป็นพระธรรมกถึกผู้ใหญ่ ดำรงอยู่ได้ ๑๒๐ ปี ให้ชมพูทวีปทั้งสิ้นสั่นสู่เทือน แล้วก็ปรินิพพาน. จบ อรรถกถาสานุสูตรที่ ๕ ๖. ปิยังกรสูตร ว่าด้วยการปฏิบัติให้พ้นจากกำเนิดปีศาจ [๘๑๙] สมัยหนึ่ง ท่านพระอนุรุทธะอยู่ในพระวิหารเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี. สมัยนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี กล่าวบท แห่งพระธรรมอยู่. [๘๒๐] ครั้งนั้นแล นางยักษิณีผู้เป็นมารดาของปิยังกระปลอบบุตร น้อยอย่างนี้ว่า ปิยังกระ อย่าวอึกทึกไป ภิกษุกำลัง กล่าวบทพระธรรมอยู่ อนึ่ง เรารู้แจ้งบท พระธรรมแล้วปฏิบัติ ข้อนั้นจะพึงมีเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา. [๘๒๑] เราสำรวมในเหล่าสัตว์มีปราณ เรา ไม่กล่าวเท็จทั้งที่รู้อยู่ เราศึกษา ทำตนไห้ เป็นผู้มีศีลดีนั่นแหละ เราจะพ้นจากกำเนิด ปีศาจ.
หน้า 404 ข้อ 821
อรรถกถาปิยังกรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปิยังกรสูตรที่ ๖ ต่อไปนี้ :- บทว่า เชตวเน ความว่า พระอนุรุทธะ อยู่ในวิหารชื่อโกสัมพกุฏี ท้ายพระเชตวัน. ธรรม ๒๖ วรรคท่านยกขึ้นรวบรวมไว้แผนกหนึ่ง ประสงค์ว่า ตํ ในบทนี้ว่า ธมฺมปทานิ. สมัยนั้น พระเถระ นั่งภายในวิหาร ณ ที่นั้น สวด อัปปมาทวรรคเป็นสรภัญญะ ด้วยเสียงไพเราะ. บทว่า เอวํ โตเสส ความว่า ได้ยินว่า นางยักษิณีนั้น อุ้มบุตรชื่อปิยังกระ แสวงหาอาหารอยู่ ตั้งแต่ ข้างหลังพระเชตวัน มุ่งตรงต่อพระนคร โดยลำดับ แสวงหาอยู่ซึ่งของกินที่เสีย คือ อุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลาย น้ำมูก ถึงสถานที่อยู่ของพระเถระ ได้ฟังเสียง อันไพเราะ. เสียงนั้น ตัดผิวหนังเป็นไปจดเยื่อในกระดูก เข้าไปถึงหัวใจของ นางหยุดอยู่. ครั้งนั้น นางยักษิณีนั้น ไม่คิดในการแสวงหาอาหาร นางยืน เงี่ยโสตลงฟังธรรม. ส่วนยกขทารก ไม่มีจิตในการฟังธรรมเพราะเป็นหนุ่ม. เขาถูกความหิวเบียดเบียนแล้ว จึงเดือนมารดาแล้ว ๆ เล่า ๆ ว่า เพราะเหตุไร แม่จึงยืนไม่ไหวติงเหมือนตอ ในที่แม่มาแล้ว ไม่แสวงหาของเคี้ยว หรือของ บริโภคสำหรับลูก. นางคิดว่า บุตรจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเรา จึง ปลอบบุตรน้อยอย่างนี้ว่า ปิยังกระ อย่าส่งเสียงดัง. ในบทนั้น บทว่า มา สทฺทมกริ ได้แก่ อย่าได้ส่งเสียงดัง. นางแสดงศีล ๕ ที่สมาทานแล้ว ตาม ธรรมดาของคนด้วยคาถาว่า ปาเณสุ จ ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า สญฺยมามเส ได้แก่เราสำรวม คือเป็นผู้สำรวมแล้ว. นางงดเว้นจากปาณาติบาต
หน้า 405 ข้อ 822, 823
ด้วยบทนี้. งดเว้นจากมุสาวาทด้วยบทที่สอง. การงดเว้นสามอย่างที่เหลือด้วย บทที่สาม. บทว่า อปิ มุจฺเจม ปิสาจโยนิยา นางยักษิณีกล่าวว่า ลูก เราละเวร ๕ เหล่านี้ ที่เกิดขึ้นในยักขโลกเสียแล้ว ปฏิบัติโดยอุบายอันแยบคาย แล้ว จึงจะพ้นจากกำเนิดยักษ์ปีศาจซึ่งมีภิกษาหายาก ทั้งจะพากันอดตาย. จบอรรถกถาปิยังกรสูตรที่ ๖ ๗. ปุนัพพนุสูตร นางยักษิณีปลอบให้ลูกฟังธรรม [๘๒๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี. สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังภิกษุทั้งหลายให้เห็นแจ้ง ให้ สมาทาน ให้อาจหาญ ให้รื่นเริงอยู่ด้วยธรรมีกถาอันปฏิสังยุตด้วยพระนิพพาน. ภิกษุเหล่านั้นตั้งใจมนสิการ ประมวลไว้ด้วยใจทั้งหมด เงี่ยโสตลง สดับพระธรรม. [๘๒๓] ครั้งนั้นแล นางยักษีผู้เป็นมารดาของปุนัพพสุปลอบบุตร น้อยอย่างนี้ว่า นิ่งเสียเถิดลูกอุตรา นิ่งเสียเถิดลูก ปุนัพพสุ จนกว่าแม่จะฟังธรรมของพระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ผู้เป็นพระศาสดาจบ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสนิพพานอันเป็น เครื่องเปลื้องตนเสีย จากกิเลสเครื่อง
หน้า 406 ข้อ 824
ร้อยรัดทั้งปวง เวลาที่ปรารถนาใน ธรรมนั้นจะล่วงเลยแม่ไปเสีย ของลูกตน เป็นที่รักในโลก ผัวของตนเป็นที่รักในโลก แต่ความปรารถนาในธรรมนั้น เป็นที่รัก ของแม่ยิ่งกว่าลูกและผัวนั้น เพราะลูก หรือผัวที่รัก พึงปลดเปลื้องจากทุกข์ไม่ได้ เหมือนการฟังธรรมย่อมปลดเปลื้องเหล่า สัตว์จากทุกข์ได้ ในเมื่อโลกอันทุกข์ วงล้อมแล้ว ประกอบด้วยชราและมรณะ แม่ปรารถนาจะฟังธรรม ที่พระพุทธเจ้า ตรัสรู้ด้วยพระปัญญาอันยิ่ง เพื่อพ้นจาก ชราและมรณะ จงนิ่งเสียเถิดลูกปุนัพพสุ. [๘๒๔] ปุนัพพสุพูดว่า แม่จ๋า ฉันก็จักไม่พูด อุตราน้องสาว ของฉันก็จักเป็นผู้นิ่ง เชิญแม่ฟังธรรม อย่างเดียว การฟังพระสัทธรรมนำความ สุขมาให้ แม่จ๋า เราไม่รู้พระสัทธรรมจึง ได้เที่ยวไปลำบาก พระพุทธเจ้าพระองค์นี้ เป็นผู้ ทำความสว่างไสวแก่เทวดาและ มนุษย์ผู้ลุ่มหลง มีพระสรีระครั้งสุดท้าย มีพระจักษุ แสดงธรรมอยู่.
หน้า 407 ข้อ 825
[๘๒๕] ยักษิณีพูดว่า น่าชื่นชมนัก ลูกผู้นอนนอกของ แม่เป็นคนฉลาด ลูกของแม่ย่อมรักใคร่ พระธรรมอันบริสุทธิ์ของพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริญ ปุนัพพสุเจ้าจงมีความสุขเถิด วันนี้แม่เป็นผู้ย่างขึ้นไปในพระศาสนา แม่และเจ้าเห้นอริยสัจแล้ว แม้แม่อุตรก็ จงฟังแม่. อรรถกถาปุนัพพสุสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปุนัพพสุสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้. บทว่า เตน โข ปน สมเยน ได้แก่ สมัยไหน. สมัยดวงอาทิตย์ตก. ได้ยินว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่มหาชนภายหลัง เสวยพระกระยาหาร ทรงส่งมหาชนแล้ว สรงสนานในซุ้มลงสรง ประทับนั่ง. ตรวจดูโลกธาตุทางทิศตะวันออก บนบวรพุทธาสนะที่เขาจัดไว้ในบริเวณพระ- คันธกุฏี. ครั้งนั้น พวกภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลและบิณฑบาตเป็นวัตร จาริกไป รูปเดียว หรือสองรูปเป็นต้น ออกจากที่พักกลางวันและที่อยู่ของตน ๆ แล้ว มาถวายบังคมพระทศพล นั่งประหนึ่งวงอยู่ด้วยม่านแดง. ครั้งนั้น พระศาสดา ทรงทราบอัธยาศัยของภิกษุเหล่านั้น จึงตรัสธรรมีกถา ประกอบด้วยนิพพาน. บทว่า เอวํ โตเสสิ ความว่า ได้ยินว่า นางยักษิณีมารดาปุนัพพสุ นั้น อุ้มธิดา จูงบุตร กำลังแสวงหาอุจจาระ ปัสสาวะ น้ำลายและน้ำมูก
หน้า 408 ข้อ 825
เป็นต้นที่ริมกำแพงและริมคู. หลังพระเชตวัน ไปถึงซุ้มประตูพระเชตวัน โดยลำดับ. ก็พระสุรเสียงของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอยู่ว่า อานนท์ เธอ นำบาตรมาเถิด นำจีวรมาเถิด จงให้ทานแก่คนกินเดนเถิดดังนี้ แผ่ไปโดยรอบ ได้ประมาณ ๑๒ ศอกเท่านั้น. ถ้าบริษัท นั่งอยู่ถึงที่สุดจักรวาล พระสุรเสียงของ พระองค์ ผู้ทรงแสดงธรรมอยู่ ย่อมไปถึงบริษัท ย่อมไม่เลยออกไปภายนอก บริษัท แม้เพียงองคุลีหนึ่งด้วยพระดำริว่า พระสุรเสียงอันไพเราะ อย่าเสียไป โดยไม่ใช่เหตุเลย. นางยักษิณีนี้ ยืนอยู่ภายนอกบริษัท จึงไม่ได้ยินเสียงใน ที่นั้น. เมื่อนางยืนที่ซุ้มพระทวาร ยืนเฉพาะพระพักตร์โดยพุทธวิถีอันใหญ่ พระคันธกุฏีย่อมปรากฏ. นางเห็นบริษัทไม่ไหวติง เว้นการคะนองมือเป็นต้น ด้วยความเคารพในพระพุทธเจ้า เหมือนเปลวประทีป ในที่ไม่มีลมแล้วคิดว่า ก็ในที่นี้ จักมีสิ่งของบางสิ่ง แจกแน่ เราจักได้ซึ่งเนยใส น้ำมัน น้ำผึ้งและ น้ำอ้อยเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งแน่ ที่ไหลออกอยู่จากบาตรบ้าง จากมือบ้าง ก็หรือที่ตกแล้วบนพื้น ดังนี้ จึงเข้าไปภายในวิหาร. อารักขเทวดาสิ่งอยู่ที่ซุ้ม ประตูเพื่อห้ามอวรุทธกยักษ์ เห็นอุปนิสัยของนางยักษิณีแล้วจึงไม่ห้าม. พระสุรเสียงอันไพเราะตัดผิวเป็นต้นไปจดเยื่อในกระดูกของนางพร้อมกับการไป โดยความเป็นอันเดียวของบริษัทตั้งอยู่. บุตรน้อยทั้งหลาย เตือนนางยักษิณี นั้น ผู้ยืนไม่ไหวติงเพื่อฟังธรรม โดยนัยก่อนนั่นแล. นางยักษีนั้นคิดว่า บุตรน้อยทั้งหลายจะทำอันตรายแก่การฟังธรรมของเรา ดังนี้ จึงปลอบบุตรน้อย ทั้งหลายอย่างนี้ว่า นิ่งเสียเถิด ลูกอุตรา ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ความว่า ขอลูกจงนิ่งตลอดเวลา ที่แม่ ฟังธรรมเถิด. บทว่า สพฺพคนฺถปฺปโมจนํ ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด ทั้งปวง ย่อมพ้นไป เพราะถึงนิพพาน เพราะฉะนั้น นิพพานนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นที่พ้นไปจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง. บทว่า อติเวลา ความว่า ล่วงเวลา
หน้า 409 ข้อ 825
คือเกินประมาณ. บทว่า ปิยายนา ได้แก่ ความแสวงหาคือปรารถนา. บทว่า ตโต ปิยตรํ ความว่า ความแสวงหา ความปรารถนาธรรมนี้ใด ข้อนี้เป็น ที่รักของเรากว่าลูกและผัวนั้น. อนึ่งพระบาลีว่า ปิยตรา ดังนี้ก็มี. บทว่า ปาณินํ ความว่า เหมือนการฟังพระสัทธรรม ย่อมเปลื้องเหล่าสัตว์จากทุกข์ได้. ย่อม เปลื้องเหล่าสัตว์อะไระ ควรนำบทว่า ปาณินํ มากล่าว. บทว่า ยํ ธมฺมํ อภิสมฺพุธํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสรู้ธรรมใด. บทว่า ตุณฺหี- ภูตายมูตฺตรา ความว่า ปุนัพพสุกล่าวว่า ฉันจักไม่พูดเลย แม้อุตตรา น้องสาวนี้ของฉันก็จักเป็นผู้นิ่ง. บทว่า สทฺธมฺมสฺส อนญฺาย ความว่า เเม่ เราไม่รู้พระสัทธรรมนี้แล แม้ในกาลก่อน บัดนี้ จึงเสวยทุกข์ มีความหิว กระหายเป็นต้นนี้ เที่ยวไปลำบาก คืออยู่ลำบาก. บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ มีพระจักษุ ด้วยพระจักษุ ๕. พระผู้มี พระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงธรรม ทรงกำหนดบริษัท ทรงเห็นอุปนิสัยแห่ง โสดาปัตติผลของนางยักษิณีนั้น และยักขทารก เปลี่ยนเทศนาแล้ว จึงมาแสดง เรื่องสัจจะ ๔. นางยักษิณีนั้น ยืนฟังธรรมอยู่ในประเทศนั้นแล กับบุตรตั้ง อยู่ในโสดาปัตติผล. ส่วนธิดาของนางยักษิณีนั้น ก็มีอุปนิสัย. แต่ไม่อาจจะ รับเทศนาได้ เพราะเป็นเด็กเกินไป. บัดนี้ นางยักษิณีนั้น เมื่อจะทำอนุโมทนาแก่บุตร จึงกล่าวคำว่าดีหนอ ลูกขอว่าเป็นบัณฑิตดังนี้เป็นต้น. บทว่า อชฺชาหมฺหิ สมุคฺคตา ความว่า แม่เป็นผู้ขึ้นพร้อมแล้ว แต่วันนี้ อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้ย่างพร้อมแล้วในพระ- ศาสนา แม้เจ้าจงมีความสุขเถิด. บทว่า ทิฏฺานิ ความว่า แม่และเจ้าเห็น อริยสัจ ๔. บทว่า อุตฺตราปิ สุณาตุ เม นางยักษิณีกล่าวว่า ขอแม่อุตตรา จงยืนฟังสจัจะ ๔ ที่แม่แทงตลอดเถิด. นางยักษีณีนั้น ละภาวะมีฝีและหิดเป็นต้น ทั้งหมด เหมือนสูจิโลมยักษ์ พร้อมด้วยการแทงตลอดสัจจะนั่นแล จึงกลับได้ ทิพยสมบัติพร้อมด้วยบุตร. เมื่อมารดาและบิดาได้ความเป็นใหญ่ในโลก ความ
หน้า 410 ข้อ 826, 827
เป็นใหญ่นั้น ก็มีแก่บุตรทั้งหลายด้วยชื่อฉันใด ส่วนธิดาของนางได้สมบัติแล้ว ด้วยอานุภาพของมารดาฉันนั้น. จำเดินแต่นั้น นางกับด้วยบุตรน้อยทั้งหลาย ได้ต้นไม้เป็นที่อยู่ ณ ต้นไม้ใกล้พระคันธกุฏีแล้ว ได้เฝ้าพระพุทธเจ้า ฟังธรรม ทั้งเช้าเย็น อยู่จำเพาะในที่นั้นแล ตลอดกาลนาน. จบอรรถกถาปุนัพพสุสูตรที่ ๗ ๘. สุทัตตสูตร อนาถบิณฑิกคหบดีเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าครั้งแรก [๘๒๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในสีตวัน กรุงราชคฤห์. สมัยนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีไปถึงกรุงราชคฤห์ด้วยกรณียกิจ บางอย่าง. อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้สดับว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ แล้วในโลก ในขณะนั้นเอง ปรารถนาจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. ครั้งนั้นแล ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีได้ดำริว่า วันนี้เป็นกาลไม่ควร เพื่อจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พรุ่งนี้เถิด เราจึงจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามเวลา ท่านคฤหบดีนอนรำพึงถึงพระพุทธเจ้า สำคัญว่าสว่างแล้วลุกขึ้นใน ราตรีถึง ๓ ครั้ง. ลำดับนั้น ท่านคฤหบดีเดินไปทางประตูป่าช้า พวกอมนุษย์เปิด ประตูให้. [๘๒๗] ครั้นเมื่ออนาถบิณฑิกคฤหบดีออกจากเมืองไป แสงสว่าง ก่อนตรธานไป ความมืดปรากฏขึ้น ความกลัว ความหวาดเสียว ขนพอง สยองเกล้าบังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้น.
หน้า 411 ข้อ 828
ครั้งนั้น ยักษ์ชื่อสีวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถเทียม ด้วยม้าอัสดรแสนหนึ่ง หญิงสาวที่สอด สวมแก้วมณีและกุณฑลแสนหนึ่ง ย่อม ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง ท่านจง ก้าวหน้าไปเถิด คฤหบดี ท่านจงก้าวหน้า ไปเถิด คฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่าน ประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย. ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถ บิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป. [๘๒๘] แม้ครั้งที่ ๒ แสงสว่างหายไป ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่าน อนาถบิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้า บังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก. แม้ครั้งที่ ๒ ยักษ์ชื่อสิวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถเทียม ด้วยม้าอัสดรแสนหนึ่ง หญิงสาวที่สอด สวมแก้วมณีและกุณฑลแสนหนึ่ง ย่อม ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง ท่านจง ก้าวหน้าไปเถิด คฤหบดี ท่านจงก้าวหน้า ไปเถิด คฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่าน ประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย.
หน้า 412 ข้อ 829, 830
ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถ บิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป. [๘๒๙] แม้ครั้งที่ ๓ แสงสว่างหายไป ความมืดปรากฏขึ้นแก่ท่าน อนาถบิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้า บังเกิดขึ้น ท่านคฤหบดีจึงใคร่ที่จะกลับเสียจากที่นั้นอีก. แม้ครั้งที่ ๓ ยักษ์ชื่อสิวกะไม่ปรากฏร่างได้ส่งเสียงให้ได้ยินว่า ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง ฯลฯ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกแล้ว ๑๖ ครั้ง แห่งการยกย่างเท้าไปก้าวหนึ่งท่าน จงก้าวหน้าไปเถิด คฤหบดีท่านจงก้าวหน้า ไปเถิด คฤหบดี การก้าวหน้าไปของท่าน ประเสริฐ การถอยหลังไม่ประเสริฐเลย. ครั้งนั้นแล ความมืดได้หายไป แสงสว่างได้ปรากฏขึ้นแก่ท่านอนาถ- บิณฑิกคฤหบดี ความกลัว ความหวาดเสียว และขนพองสยองเกล้าก็ระงับไป. [๘๓๐] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีเดินเข้าไปถึงสีตวัน. สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี เสด็จจงกรมอยู่ในที่แจ้ง พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นอนาถบิณฑิกคฤหบดีผู้ มาแต่ไกล ครั้นแล้วเสด็จลงจากที่จงกรมประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ ครั้น แล้วได้ตรัสเรียกอนาบิณฑิกคฤหบดีว่า มานีเถิดสุทัตตะ. ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทัก เราโดยชื่อ จึงหมอบลงแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้าในที่ นั้นเอง แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ พระองค์ประทับ อยู่เป็นสุขหรือพระเจ้าข้า.
หน้า 413 ข้อ 831
[๘๓๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตอบว่า พราหมณ์ผู้ดับกิเลสเสียได้แล้วไม่ติด อยู่ในกามทั้งหลาย เป็นผู้เย็น ปราศจาก อุปธิ ย่อมเป็นสุขเสมอไป ผู้ที่ตัดตัณหา เครื่องเกี่ยวข้องได้หมดแล้ว กำจัดความ กระวนกระวายในใจเสียได้ เป็นผู่สงบอยู่ เป็นสุข เพราะถึงสันติด้วยใจ. อรรถกถาสุทัตตสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุทัตตสูตรที่ ๘ ต่อไปนี้ :- บทว่า เกนจิเทว กรณีเยน ได้แก่ ประสงค์เอาพาณิชยกรรม. อนาถบิณฑิกคฤหบดี และราชคหเศรษฐี เป็นคู่เขยกันและกัน. เมื่อใด ใน กรุงราชคฤห์ มีสินค้าส่งออกมีค่ามาก เมื่อนั้น ราชคหเศรษฐี พาเอาสินค้านั้น ไปกรุงสาวัตถีด้วยเกวียนร้อยเล่ม พักอยู่ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งให้ผู้อื่นรู้ว่าตน มาแล้ว. อนาถบิณฑิกคฤหบดี ไปต้อนรับ ทำสักการะเป็นอันมากแก่เขาแล้ว จึงขึ้นยานเดียวกันเข้าไปกรุงสาวัตถี. ถ้าว่า สินค้าจำหน่ายได้เร็ว เขาก็จำหน่าย ถ้าจำหน่ายไม่ได้ ก็จะเก็บไว้ในเรือนพี่สาวแล้ว ก็หลีกไป. แม้อนาถบิณฑิก คฤหบดี ก็กระทำอย่างนั้น เหมือนกัน . แม้ในกาลนั้น อนาถบิณฑิกคฤหบดีนี้
หน้า 414 ข้อ 831
นั้น ได้ไปด้วยกรณียกิจนั้นแล. ข้อนั้น ท่านหมายถึงกรณียกิจนั้น จึงกล่าว แล้ว. ก็ในวันนั้น ราชคหเศรษฐี ได้ฟังข่าว อันอนาถบิณฑิกคฤหบดีพัก อยู่ในที่ประมาณโยชน์หนึ่งส่งไปแล้ว เพื่อจะได้รู้ว่าคนมาแล้ว จึงได้ไปวิหาร เพื่อฟังธรรม. เขาฟังธรรมกถาแล้ว นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เพื่อฉันในวันพรุ่ง จึงให้ช่วยกันขุดเตาไฟ และผ่าฟืนเป็นต้น ในเรือนของตน. แม้อนาถบิณฑิกคฤหบดีคิดว่า ท่านเศรษฐี จักทำการต้อนรับเราบัดนี้ จักทำ เดี๋ยวนี้ แม้ที่ประเรือน ก็ไม่ได้การต้อนรับ จึงเข้าไปภายในเรือน ก็ได้การ ปฏิสันถาร ไม่มากนัก. การปฏิสันถารได้มีประมาณเท่านี้ว่า ท่านมหาเศรษฐี ท่านไม่เหน็ดเหนื่อยในหนทางของรูปทารกในตระกูลหรือ. อนาถบิณฑิก คฤหบดีนั้น เห็นการขวนขวายมากของท่านเศรษฐีนั้นแล้ว ยังถ้อยคำให้เป็นไป โดยนัยมาแล้วในขันธกะว่า ข้าแต่ท่านคหบดี ท่านจักมีอาวาหมงคลหรือ ดังนี้ ได้ฟังเสียงว่า พระพุทธเจ้า จากปากของท่านราชคหเศรษฐีนั้น ก็ได้ปีติมี วรรณะ ๕. ปีตินั้นตั้งขึ้นที่ศีรษะของอนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้น จนถึงหลังเท้า ตั้งขึ้นที่หลังเท้า แผ่ไปจนถึงศีรษะ. ตั้งขึ้นแต่ข้างทั้งสองรวมลงท่ามกลาง ตั้ง ขึ้นท่ามกลางแผ่ไปโดยข้างทั้งสอง. เขาอันปีติถูกต้องชั่วนิรันดร จึงกล่าวว่า คหบดี ขอท่านได้กล่าวว่าพระพุทธเจ้าเถิด. ข้าพเจ้ากล่าวอยู่ว่า พระพุทธเจ้า. ถามสามครั้งอย่างนี้แล้ว กล่าวว่า เสียงว่า พุทฺโธ นั้นแล หาได้ยากในโลก. ท่านหมายถึงข้อนี้ จึงกล่าวว่า อนาถบิณฑิกคหบดี ได้สดับว่า เขาลือกันว่า พระพุทธเจ้า ทรงอุบัติแล้วในโลกดังนี้. บทว่า เอตทโหาสิ อกาโล โข อชฺช ความว่า ท่านอนาถบิณฑิก คฤหบดีถามท่านเศรษฐีว่า คหบดี พระศาสดา ประทับอยู่ที่ไหน. ครั้งนั้น ท่าน
หน้า 415 ข้อ 831
เศรษฐี จึงบอกแก่ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดีว่า ธรรมดา พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เข้าใกล้ได้ยากเช่นกับอสรพิษ พระศาสดา ประทับอยู่ในป่าช้า ผู้เช่นท่านไม่ อาจเพื่อจะไปเฝ้าในเวสานี้ในที่นั้นได้. ครั้งนั้น ท่านเศรษฐี ได้มีความดำรินั้น. บทว่า พุทฺธคตาย สติยา นิปชฺชิ ความว่า ได้ยินว่า ในวันนั้น แม้จิตของ ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ไม่เกิดขึ้นในเกวียนบันทุกสิ้นค้าหรือในคนใช้ ไม่รับ ประทานอาหารมื้อเย็น ได้ขึ้นปราสาท ๗ ชั้น เมื่อทำการสาธยายว่า พุทฺโธ พุทฺโธ บนที่นอนอันประเสริฐที่จัดไว้ดีและตกแต่งไว้อย่างดี นอนหลับไป. เพราะเหตุนั้น. ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อมีสติถึงพระพุทธเจ้า จึงหลับไป. บทว่า รตฺติยา สุทํ ติกฺขตฺตุํ อุฏฺาสิ ปภาตนฺติ มญฺมาโน ความว่า เมื่อปฐมยามล่วงไป เขาลุกขึ้นระลึกถึงพระพุทธเจ้า. ในกาลนั้น ความ เลื่อมใสของอนาถบิณฑิกนั้น ได้เกิดมีกำลัง. แสงสว่างแห่งปีติได้มีแล้ว. ความ มืดก็หมดไป. เหมือนประทีปพันดวงลุกโพลงและดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ขึ้นฉะนั้น. อนาถบิณฑิกคฤหบดีนั้นคิดว่า เราถึงแล้วซึ่งความเสื่อมใส ถูกเขาลวงแล้ว ดวงอาทิตย์ขึ้น ดังนี้ แล้วลุกขึ้น ยืนบนพื้นอากาศ มองดูดวงจันทร์คิดว่า ยาม หนึ่งล่วงไปแล้วยังเหลืออยู่อีกสองยาม จึงเข้าไปนอนอีก. โดยอุบายนั้น เขาลุก ขึ้นสามครั้งคือ ในที่สุดมัชฌิมยามครั้งหนึ่ง ส่วนในที่สุดปัจฉิมยาม ลุกขึ้นใน เวลาจวนสว่างมายังพื้นอากาศ มุ่งหน้าต่อประตูใหญ่. ประตู ๗ ชั้นได้เปิดเอง ลงจากปราสาทเดินไประหว่างทาง. บทว่า วิวรึสุ ความว่า อมนุษย์ทั้งหลายคิดกันว่า มหาเศรษฐีนี้ ออกไปด้วยคิดว่า เราจักไปอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล ด้วยการเห็นครั้งแรกแล ได้เป็นอุปัฏฐากอันเลิศแห่งพระรัตนตรัย ทำสังฆาราม ให้เป็นสถานที่หาที่เปรียบมิได้ แต่จักไม่เปิดประตูรับหมู่พระอริยะผู้มาจาก- จาตุรทิศ มหาเศรษฐีนี้ ไม่ควรปิดประตูเลยดังนี้ จึงได้เปิดแล้ว. บทว่า
หน้า 416 ข้อ 831
อนฺตรธายิ ความว่า ได้ยินว่า กรุงราชคฤห์ มีมนุษย์เกลือนกล่นภายใน เมือง เก้าโกฏิ ภายนอกเมือง เก้าโกฏิ รวมได้มนุษย์ ๑๘ โกฎิ เข้าไปอาศัย กรุงราชคฤห์นั้นอยู่. พวกมนุษย์ ไม่สามารถ เพื่อจะน่าเอาคนตายออกไปภาย นอกในมิใช่เวลาได้ วางไว้บนธรณีประตูทิ้งไปภายนอกประตู. มหาเศรษฐี พอออกไปภายนอกเมือง เท้าก็เหยียบซากที่ยังสด. หลังเท้า ก็กระทบซากที่ ยังสด. หลังเท้า ก็กระทบซากแม้อื่นอีก. ฝูงแมลงวัน ก็บินขึ้น กระจายออก รอบ ๆ. กลิ่นเหม็น ก็กระทบโพรงจมูก. ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ก็ถึง ความลดน้อยลง. เพราะเหตุนั้น แสงสว่างของมหาเศรษฐีนั้น ก็อันตรธานไป. ความมืดปรากฏขึ้น. บทว่า สทฺทมนุสฺสาเวสิ ความว่า สิวกยักษ์คิดว่า เราจักยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เศรษฐีได้ส่งเสียงให้ได้ยินด้วยเสียงอันไพเราะ เหมือนคนเคาะกระดิ่งทองฉะนั้น. บทว่า สตํ กญฺาสหสฺสานิ ความว่า แม้บทแรก เชื่อมกับบท สหัสสะนี้แล ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า กับหญิงสาวแสนหนึ่ง ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถแสนหนึ่ง. แต่ละแสนท่านแสดงไว้แล้ว ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปทวีติหารสฺส ได้แก่ ขนาดศอกกำมาหนึ่งในระหว่างเท้าทั้งสอง ใน การเดินไปสม่ำเสมอ ชื่อว่าการย่างเท้าไปก้าวหนึ่ง. บทว่า กลํ นาคฺฆนฺติ โสฬสึ ความว่า ส่วนหนึ่งอันจำแนก ๑๖ ส่วนโดย ๑๖ ครั้งอย่างนี้คือ แบ่งการ ย่างเท้าไปก้าวหนึ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน จาก ๑๖ ส่วนนั้น แบ่งส่วนหนึ่งออกเป็น ๑๖ ส่วนอีก. จาก ๑๖ ส่วนนั้น แบ่งส่วนหนึ่งออกเป็น ๑๖ ส่วน ชื่อว่าเสี้ยวที่ ๑๖ สี่แสนเหล่านี้ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ นั้น มีคำอธิบายว่า เจตนาที่เป็นไปในส่วน กล่าวคือเสี้ยวที่ ๑๖ นั้น ของบุคคลกำลังไปยังวิหาร เป็นเจตนาที่ยอดเยี่ยม กว่า การได้นี้ประมาณเท่านี้คือ ช้างแสนหนึ่ง ม้าแสนหนึ่ง รถแสนหนึ่ง
หน้า 417 ข้อ 831
นางสาวแสนหนึ่ง ก็นางสาวเหล่านั้นแลที่สวมแก้วมณีและกุณฑลเป็น ราชธิดาอยู่ในชมพูทวีปทั้งสิ้นเทียว. ถามว่า ก็การไปวิหารนี้ ท่านถือแล้ว ด้วยอำนาจของใคร. ตอบว่า ของผู้ไปยังวิหารแล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล โดยไม่มีอันตราย. ด้วยอำนาจแห่งบุคคลผู้ไปด้วยคิดว่า เราจักทำการบูชา ด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น จักไหว้พระเจดีย์ จักฟังธรรม จักบูชาด้วย เทียนและธูป นิมนต์สงฆ์ ถวายทาน จักตั้งอยู่ในสิกขาบท หรือว่า สรณะ ดังนี้ ย่อมควรเหมือนกัน. บทว่า อนฺธกาโร อนฺตรขายิ ความว่า นัยว่า ท่านเศรษฐีคิดว่า เราทำความสำคัญว่า เราอยู่คนเดียว แม้การประกอบความเพียรก็มีแก่เรา เพราะเหตุไร เราจึงต้องกลัวเล่า ดังนั้น จึงได้เป็นผู้กล้า. ครั้งนั้น ความ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า มีกำลังเกิดขึ้นแล้ว. เพราะฉะนั้น ความมืด จึง อันตรธานไป. แม้ในวาระที่เหลือก็มีนัยนี้และ อีกอย่างหนึ่ง บุคคลผู้เดินไป ข้างหน้า ๆ ได้เห็นซากศพหลายอย่างเป็นต้นว่า ร่างกระดูกมีเนื้อและเลือดติด อยู่ในทางป่าช้าอันน่ากลัว ได้ยินเสียงสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น. เขา ยังความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าให้เจริญบ่อย ๆ ย่ำยีอันตรายทั้งหมดนั้นไปได้. บทว่า เอหิ สุทตฺต ความว่า ได้ยินว่า เศรษฐีนั้นเดินคิดไปว่า ในโลกนี้มี เดียรถีย์มีปูรณกัสสปะเป็นต้นเป็นอันมาก ก็กล่าวว่าเราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เราทั้งหลายเป็นพระพุทธเจ้า เราพึงรู้ความที่ศาสดาเป็นพุทธเจ้าได้อย่างไร หนอ แล ครั้งนั้น ท่านเศรษฐีได้มีความดำรินั้นว่า มหาชน รู้จักชื่อซึ่งเกิดด้วย อำนาจคุณของเรา แต่ใครๆ ยังไม่รู้จักกุลทัตติยะเป็นชื่อของเรา นอกจากเรา หากว่าพระพุทธเจ้าจักมี พระองค์ก็ทรงเรียกเราโดยชื่อว่า กุลทัตติกะ. พระ- ศาสดา ทรงรู้จิตของเขาแล้ว จึงตรัส อย่างนี้.
หน้า 418 ข้อ 831
บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า พราหมณ์ ผู้ดับแล้ว ด้วยความดับกิเลส. บทว่า อาสตฺติโย แปลว่า ตัณหา. บทว่า สนฺตึ แปลว่า ความสงบ ระงับกิเลส. บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว. ก็แลพระศาสดา ตรัสพระ- ดำรัสนี้ จึงตรัสอนุปุพพีกถา แก่เศรษฐีนั้น แล้วก็ทรงประกาศสัจจะ ๔ ใน ที่สุด. เศรษฐีฟังพระธรรมเทศนาแล้ว ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล นิมนต์ภิกษุ สงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข เริ่มถวายมหาทานตั้งแต่วันรุ่งขึ้น. อิสรชนมี พระเจ้าพิมพิสารเป็นต้น ส่งสาสน์ไปแก่เศรษฐีว่า ท่านเป็นอาคันตุกะ สิ่งใด ไม่พอ ท่านจงให้นำสิ่งนั้นมาแต่ที่นี้เถิด. ท่านห้ามชนทั้งหมดว่า พอ พวก ท่านมีกิจมาก ได้ถวายมหาทาน ๖ วัน ด้วยสมบัติที่ตนนำมาด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม. ก็ในที่สุดแห่งการถวายทาน ทูลให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบถึง การอยู่จำพรรษาในกรุงสาวัตถีแล้ว ได้ถวายแสนหนึ่งทุก ๆ โยชน์ เมื่อให้ สร้างวิหาร ๔๐ แห่ง ระหว่างกรุงราชคฤห์กับกรุงสาวัตถี ได้ไปยังกรุงสาวัตถี ให้สร้างเชตวันมหาวิหารเสร็จแล้ว ได้มอบถวายภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุข. จบอรรถกถาสุทัตตสูตรที่ ๘
หน้า 419 ข้อ 832, 833
๙. ปฐมสุกกาสูตร ว่าด้วยยักษ์สรรเสริญสุกกาภิกษุณี [๘๓๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. สมัยนั้นแล ภิกษุณีชื่อสุกกา อื่นบริษัทใหญ่แวดล้อมแสดงธรรมอยู่. [๘๓๓] ครั้งนั้นแล ยักษ์ผู้เลื่อมใสยิ่งในสุกกาภิกษุณีจากถนนนี้ไปยัง ถนนโน้น จากตรอกนี้ไปยังตรอกโน้น ในกรุงราชคฤห์ ได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ ในเวลานั้นว่า มนุษย์ทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ ไม่ เข้าไปนั่งใกล้สุกกาภิกษุณี ผู้แสดงอมต- บทอยู่ มัวทำอะไรกัน เป็นผู้ประดุจดื่ม น้ำผึ้งหอมแล้วก็นอน ก็แลอมตบทนั้น ใครจะคัดค้านไม่ได้ เป็นของไม่ได้เจือ ปรุง แต่มีโอชา ผู้มีปัญญาคงได้ดื่ม อมตธรรม เหมือนคนเดินทางได้ดื่มน้ำฝน ฉะนั้น.
หน้า 420 ข้อ 833
อรรถกถาปฐมสุกกาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสุกกาสูตรที่ ๙ ต่อไปนี้ :- บทว่า รถิกาย รถิกํ ความว่า เมื่อถือเอาถนนสายหนึ่ง ไปจาก ถนนสายนั้น ยังถนนอีกสายหนึ่ง ได้ชื่อว่า จากถนนหนึ่งเข้าไปหาถนนหนึ่ง. แม้ในตรอก ก็มีนัยนี้แล. ก็บทว่า รถิกา ในบทว่า รถิกาย นี้ แปลว่า ถนน. บทว่า สิงฺฆาฏกํ แปลว่า ทางสี่แพร่ง. บทว่า กิมฺเม กตา ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้น ทำอะไรกัน คือทำอะไรอยู่. บทว่า มธุปิตาว เสยเร ความว่า ย่อมนอนเหมือนดื่มน้ำผึ้งมีกลิ่นหอม. นัยว่า คนดื่มน้ำผึ้งมีกลิ่นหอม ไม่สามารถจะยกศรีษะขึ้นได้ นอนไม่รู้สึกเลย เพราะฉะนั้น ยักษ์จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ตญฺจ ปน อปฺปฏิวานียํ ความว่า ก็แล สุกกาภิกษุณี แสดงธรรมนั้น ใครจะคัดค้านไม่ได้. แท้จริง โภชนะข้างนอก แม้จะอร่อยจริง แต่ย่อมไม่ชอบใจแก่คนที่บริโภคบ่อย ๆ พึงถูกห้าม คือ พึงถูกนำออกด้วย คำว่า ท่าน จงนำไปเถิด ประโยชน์อะไรด้วยโภชนะนี้เล่า ธรรมนี้หาเป็น อย่างนั้นไม่. แท้จริง บัณฑิตทั้งหลายเมื่อฟังธรรมนี้ ตลอดร้อยปีบ้าง พันปีบ้าง ก็ยังไม่อิ่มเลย เพราะเหตุนั้น ยักษ์จึงกล่าวว่า ใครจะคัดค้านไม่ได้. บท อเสจนกโมชวํ ได้แก่มีโอชาซึ่งไม่ได้ปรุงแต่ง เหมือนอย่างว่า แม้ข้าวปายาส ไม่เจือปนสิ่งภายนอกเป็นต้น แต่เอาเนยใส น้ำผึ้งและน้ำตาลกรวดใส่ลงระคนให้ เข้ากันแล้ว ย่อมมีโอชารสอร่อยฉันใด ธรรมนี้หาเป็นฉันนั้นไม่. ก็ธรรมนี้ เป็นธรรมไพเราะและมีโอชาตามธรรมดาของตน จะเอาสิ่งอื่นมาใส่เข้าไป
หน้า 421 ข้อ 834, 835
ก็หามิได้ เพราะเหตุนั้น ยักษ์จึงกล่าวว่า มีโอชาโดยไม่ได้ปรุงแต่ง บทว่า มญฺเ สปฺปญฺา ความว่า เหมือนบุรุษผู้เป็นบัณฑิตดื่มอยู่. บทว่า วลาหกมิว ปนฺถคู ความว่า เหมือนคนเดินทางฤดูร้อนจัด ดื่มน้ำไหลจาก กลีบเมฆ ฉะนั้น. จบอรรถกถาปฐมสุกกาสูตรที่ ๙ ๑๐. ทุติยสุกกาสูตร ยักษ์สรรเสริญผู้ถวายอาหารแก่สุกกาภิกษุณี [๘๓๔] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งได้ถวายโภชนาหารแก่สุกกาภิกษุณี. [๘๓๕] ครั้งนั้นแล ยักษ์ผู้เลื่อมใสยิ่งในสุกกาภิกษุณีจากถนนนี้ไปยัง ถนนโน้น จากตรอกนี้ไปยังตรอกโน้น ในกรุงราชคฤห์ ได้ภาษิตคาถานี้ใน เวลานั้นว่า อุบาสกผู้ได้ถวายโภชนะแก่สุกกา ภิกษุณีผู้หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัด ทั้งปวง เป็นคนมีปัญญาแท้ ประสบบุญ มากหนอ.
หน้า 422 ข้อ 836, 837
อรรถกถาทุติยสุกกาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสุกกาสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :- บทว่า ปฺุํ วต ปสวิ พหุํ ความว่า อุบาสกประสบบุญมากหนอ. จบอรรถกถาทุติยสุกกาสูตรที่ ๑๐ ๑๑. จีราสูตร ยักษ์สรรเสริญผู้ถวายจีวรแก่จีราภิกษุณี [๘๓๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ในพระวิหารเวฬุวัน อันเป็นที่ให้เหยื่อแก่กระแต กรุงราชคฤห์. สมัยนั้นแล อุบาสกคนหนึ่งได้ถวายจีวรแก่จีราภิกษุณี. [๘๓๗] ครั้งนั้น ยักษ์ผู้เลื่อมใสยิ่งในจีราภิกษุณี จากถนนนี้ไปยัง ถนนโน้น จากตรอกนี้ไปยังตรอกโน้น ในกรุงราชคฤห์ ได้ภาษิตคาถานี้ใน เวลานั้นว่า อุบาสกผู้ได้ถวายจีวรแก่จีราภิกษุณี หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องประกอบทั้งปวง เป็นคนมีปัญญาแท้ ประสบบุญมากหนอ.
หน้า 423 ข้อ 838, 839
อรรถกถาจีราสูตร สูตรที่ ๑๑ ง่ายทั้งนั้นแล จบอรรถกถาจีวรสูตรที่ ๑๑ ๑๒. อาฬวกสูตร อาฬวกยักษ์ทูลถามปัญหา [๘๓๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ เขต เมื่องอาฬวี. ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้กล่าวว่า ท่านจงออกมา สมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีแล้วผู้มีอายุ แล้วก็เสด็จออกมา. ยักษ์กล่าวว่า ท่านจงเข้าไป สมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดีแล้วผู้มีอายุ แล้วก็เสด็จเข้าไป. แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า ฯลฯ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ฯลฯ [๘๓๙] ครั้นครั้งที่ ๔ อาฬวกยักษ์ได้กล่าวว่า ท่านจงออกมา สมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ผู้มีอายุ เราจักไม่ออกไปล่ะ ท่านจะทำอะไร ก็จงทำเถิด.
หน้า 424 ข้อ 840, 841
สมณะ เราจักถามปัญหากะท่าน ถ้าท่านพยากรณ์แก่เราไม่ได้ เรา จักทำจิตของท่านให้ฟุ้งซ่าน หรือฉีกหัวใจของท่าน หรือจักจับที่เท้าแล้ว เหวี่ยงไปยังแม่น้ำคงคาฝั่งโน้น. อาวุโส เราไม่เห็นใครเลยในโลก พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหม โลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์ เทวดาและมนุษย์ที่จะพึงทำจิตของเรา ให้ฟุ้งซ่านได้ หรือขยี้หัวใจของเรา หรือจับเราที่เท้าแล้วเหวี่ยงไปยังแม่น้ำ คงคาฝั่งโน้น เอาเถิด อาวุโส เชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด. [๘๔๐] อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า อะไรหนอ เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อันประเสริฐของตนในโลกนี้ อะไรหนอ ที่บุคคประพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรหนอเป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็น อยู่อย่างไร ว่าประเสริฐสุด. [๘๔๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ศรัทธาเป็นที่ทรัพย์ อันประเสริฐของ คนในโลกนี้ ธรรมอันบุคคลประพฤติ ดีแล้ว นำความสุขมาให้ ความสัตย์แล เป็นรสอันล้ำเลิศกว่ารสทั้งหลาย นัก- ปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้ที่เป็นอยู่ ด้วยปัญญาว่าประเสริฐสุด.
หน้า 425 ข้อ 842, 843, 844, 845
[๘๔๒] อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า คนข้ามโอฆะได้อย่างไรหนอ ข้าม อรรณพได้อย่างไร ล่วงทุกข์ได้อย่างไร บริสุทธิ์ได้อย่างไร. [๘๔๓] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา ข้าม อรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ล่วงทุกข์ ได้ด้วยความเพียร บริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา. [๘๔๔] อาฬวกยักษ์ทูลถามว่า คนได้ปัญญาอย่างไรหนอ ทำอย่างไร จึงจะหาทรัพย์ได้ คนได้ชื่อเสียงอย่างไร หนอ ทำอย่างไรจึงจะผูกมิตรไว้ได้ คน ละโลกไปสู่โลกหน้า ทำอย่างไรจึงจะ ไม่เศร้าโศก. [๘๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์ เพื่อบรรลุนิพพาน ฟังอยู่ด้วยดีย่อมได้ ปัญญา เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้ฉลาด เป็น ผู้ทำเหมาะเจาะ ไม่ทอดธุระ เป็นผู้หมั่น ย่อมหาทรัพย์ได้ คนย่อมได้ชื่อเสียงเพราะ ความสัตย์ ผู้ให้ย่อมผูกมิตรไว้ได้ บุคคล ใดผู้อยู่ครองเรือนประกอบด้วยศรัทธา มี
หน้า 426 ข้อ 846
ธรรม ๔ ประการนี้ คือ สัจจะ ธรรมะ ธิติ จาคะ บุคคลนั้นแล ละโลกนี้ไป แล้วย่อมไม่เศร้าโศก เช่นท่านถามสมณ- พราหมณ์เป็นอันมาเหล่าอื่นดูซิว่าในโลก นี้มีอะไรยิ่งไปกว่าสัจจะ ทมะ จาคะ และ ขันติ. [๘๔๖] อาฬวกยักษ์กราบทูลว่า ทำไมหนอ ข้าพเจ้าจึงจะต้องถาม สมณพราหมณ์เป็นอันมากในบัดนี้ วันนี้ ข้าพเจ้ารู้ชัดถึงสัมปรายิกประโยชน์ พระ- พุทธเจ้าเสด็จมาอยู่เมืองอาฬวี เพื่อ ประโยชน์แก่ข้าพเจ้าโดยแท้ วันนี้ข้าพเจ้า รู้ชัดถึงทานที่บุคคลให้ในที่ใดมีผลมาก ข้าพเจ้าจักเที่ยวจากบ้านไปสู่บ้าน จากบุรี ไปสู่บุรี พลางนมัสการพระสัมพุทธเจ้า และพระธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ดี. จบอาฬวกสูตร จบยักขสังยุตบริบูรณ์
หน้า 427 ข้อ 846
อรรถกถาอาฬวกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอาฬวกสูตรที่ ๑๒ ต่อไปนี้ :- บทว่า อาฬวยํ ได้แก่ ที่อยู่นั้น เขาเรียกแว่นแคว้นบ้าง เมืองบ้าง ชื่อว่าเมืองอาฬวี. สถานที่อยู่นั้นแล ตั้งอยู่ในที่ประมาณหนึ่งคาวุตไม่ไกลเมือง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ในสถานที่นั้น เข้าไปอาศัยเมืองนั้น ท่านกล่าวว่า ประทับ อยู่ในแว่นแคว้นอาฬวี. ก็ในบทว่า อาฬวกสฺส ยกฺขสฺส ภวเน นี้ มีอนุบุพพีกถาต่อไปนี้ ได้ยินว่า อาฬวกราชา ทรงทั้งเครื่องใช้สำหรับนัก ฟ้อนรำไว้หลายอย่าง เสด็จไปล่าเนื้อ ในวันที่ ๗ เพื่อปราบโจร เพื่อป้องกัน พระราชาผู้เป็นศัตรูกัน และเพื่อกระทำความพยายาม ทำกติกากับกองพลใน วันหนึ่งว่า เนื้อหนีไปช้างผู้ใด เนื้อนั้น เป็นภาระของผู้นั้นเท่านั้น. ครั้นนั้น เนื้อหนีไปข้างพระราชานั้นเเล. พระราชาทรงถึงพร้อมด้วยเชาว์ ทรงธนู ดำเนินตามเนื้อนั้นไปสิ้นสามโยชน์. ส่วนเนื้อทราย มีกำลังวิ่งได้เพียงสามโยชน์ เท่านั้น. ครั้งนั้น ท้าวเธอ ทรงฆ่าเนื้อนั้นที่หมดฝีเท้าเข้าไปสู่แหล่งน้ำยืนอยู่ ตัดออกเป็นสองท่อน แม้ไม่ต้องการด้วยเนื้อแต่หาบมาเพื่อได้พ้นความผิดว่า พระราชาไม่สามารถจับเนื้อได้ ดังนี้ ทรงเห็นต้นไทรใหญ่มีใบหนาไม่ไกล เมืองแล้ว จึงเสด็จไปถึงโคนต้นไทรนั้น เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อย. ณ ต้นไทรนั้น อาฬวกยักษ์ ได้ที่อยู่จากสำนักมหาราช กินสัตว์ที่เข้าไปยัง โอกาสอันร่มเงาของต้นไม้นั้นถูกต้องแล้ว ในเวลาเที่ยง. ท้าวเธอทรงเห็นยักษ์ นั้น เข้ามาเพื่อจะกิน. พระราชาได้ทรงทำกติกากับยักษ์นั้นว่า ท่านปล่อย เราเถิด เราจักส่งมนุษย์และถาดสำรับมาแก่ท่านทุก ๆ วัน. ยักษ์ทูลว่า พระองค์ มัวเมาด้วยเครื่องราชูปโภค จักทรงระลึกไม่ได้ แต่ข้าพระองค์ไม่ได้เพื่อจะกิน
หน้า 428 ข้อ 846
สัตว์ที่ไม่เข้าไปถึงที่อยู่ และที่ไม่ได้รับอนุญาต ข้าพระองค์นั้น พึงเสื่อมจาก ความเจริญดังนี้ จึงไม่ปล่อย. พระราชาตรัสว่า วันใด เราไม่ส่งไป วันนั้น ท่านไปเรือนของเรา จับเรากินเถิด. ยักษ์จึงอนุญาตปล่อยพระองค์. แล้ว พระองค์ได้เสด็จมุ่งทรงพระนคร. กองพลตั้งค่ายอยู่ริมทาง เห็นพระราชาแล้วทูลอยู่ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงเหน็ดเหนื่อย เพราะพระองค์มีภัยมาถึงหรือ ดังนี้ ลุกขึ้นต้อนรับ. พระราซาทรงเล่าความเป็นไปนั้น เสด็จไปยังพระนคร เสวยพระกระยาหารเช้า แล้วเรียกผู้รักษาพระนครมา ทรงบอกเรื่องนั้น. ผู้รักษาพระนครทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ พระองค์กำหนดเวลาหรือเปล่า. พระราชาตรัสว่าพนาย เราไม่กำหนด ไว้. ผู้รักษาพระนคร.. ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทรงทำไม่ถูกเพราะ พวกอมนุษย์ ย่อมได้เพียงการกำหนดไว้เท่านั้น เมื่อไม่กำหนดไว้ ชนบทจักถูกเบียดเบียน ข้าแต่พระองค์ จงยกไว้เถิด พระองค์ได้ทรงกระทำอย่างนี้ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระองค์จงทรงมีความขวนขวายน้อยเสวยรัชสุชสมบัติเถิด ข้าพระองค์จักทำสิ่ง ที่ควร ทำในข้อนี้. เขาลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่ประตูเรือนจำกล่าวว่า ผู้ใด ต้องการมีชีวิต ผู้นั้นจงออกไปเถิด หมายเอาเหล่าชนที่ถูกประหาร ผู้ใดออกไป ก่อนเขาก็นำผู้นั้นไปเรือนให้อาบน้ำให้บริโภค ส่งไปด้วยคำว่า ท่านจงให้ถาด สำรับนี้แก่ยักษ์เถิด. ยักษ์นิรมิตอัตภาพอันกลัวแล้วเคี้ยวกินผู้พอเข้าไปโคนไม้ นั้นนั่นแหละ เหมือนเหง้ามันฉะนั้น. ได้ยินว่า ด้วยอานุภาพของยักษ์สรีระ ทั้งสิ้นมีผมเป็นต้นของพวกมนุษย์ เป็นเหมือนก้อนเนยใส. พวกคนที่เขาใช้ให้ ถือภัตไปให้แก่ยักษ์ เห็นยักษ์นั้นแล้วกลัวแล้ว จึงบอกแก่มิตรว่า พระราชา จับพวกโจรให้ยักษ์จำเดิมแต่นั้น ดังนี้ . พวกมนุษย์เลิกทำโจรกรรม. สมัยต่อมา เรือนจำว่าง เพราะโจรใหม่ไม่มี และเพราะโจรเก่าหมด.
หน้า 429 ข้อ 846
ครั้งนั้น ผู้รักษาพระนครทูลพระราชาแล้ว. พระราชาจึงให้คนเอา ทรัพย์ส่วนพระองค์ไปทิ้งไว้ที่ถนนในเมืองด้วยดำริว่า ถ้ากระไร ใคร ๆ พึงถือ เอาด้วยความโลภ ใครๆ ไม่แตะต้องทรัพย์นั้นแม้ด้วยเท้า. ท้าวเธอ เมื่อไม่ได้ โจรจึงตรัสบอกแก่อำมาตย์ทั้งหลาย. พวกอำมาตย์ทูลว่า พวกข้าพระองค์จะส่ง คนแก่ไปทีละคนตามลำดับตระกูล แม้ตามปกติ คนแก่นั้นใกล้จะตายอยู่แล้ว. พระราชาตรัสห้ามว่า คนทั้งหลายจักทำการก่อกวนว่า พระราชาส่งพ่อของเรา ส่งปู่ของเราไป ท่านทั้งหลายอย่าชอบใจข้อนั้นเลย. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ ถ้าอย่างนั้น พวกข้าพระองค์จะส่งเด็กที่ยังนอนแบเบาะไป ก็เด็กที่ เป็นอย่างนั้น ยังไม่มีความรักว่า แม่ของเรา พ่อของเราดังนี้ . พระราชา ทรงอนุญาตแล้ว. พวกอำมาตย์ก็ได้ทำอย่างนั้นแล. มารดาของเด็กในเมือง อุ้มเอาพวกเด็กไปและหญิงมีครรภ์หนีไป เลี้ยงเด็กให้เจริญเติบโตในชนบทอื่น แล้วนำมา. ด้วยอาการอย่างนี้แล ล่วงไปแล้วได้ ๑๒ ปี. ต่อมาวันหนึ่ง พวกอำมาตย์ค้นหาทั่วพระนครแล้ว ก็ไม่ได้เด็กแม้แต่ คนเดียว จึงทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ เด็กในพระนครไม่มีเลย นอกจาก อาฬวกกุมารโอรสของพระองค์ภายในบุรี. พระราชาตรัสว่า เรารักบุตรฉันใด คนอยู่ในโลกทั้งหมดก็ฉันนั้นเหมือนกัน สิ่งที่น่ารักยิ่งกว่าตนไม่มีเลย ท่านจงไป จงให้บุตรแม้นั้น แล้วรักษาชีวิตของเราเถิด. สมัยนั้น มารดาของอาฬวกกุมาร ให้บุตรอาบน้ำแล้วตบแต่งทำเป็นเทริดสองชั้น นั่งให้บุตรนอนบนตักอยู่. ราชบุรุษไปแล้วในที่นั้น ตามรับสั่งของพระราชา จับเอาบุตรนั้นกับแม่นม ของมารดาผู้ร่ำไห้และของพระเทวีหนึ่งหมื่นหกพัน หลีกไปว่า พรุ่งนี้จักเป็น ภิกษาของยักษ์. วันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลุกขึ้นในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเข้า มหากรุณาสมาบัติ ในมหาคันธกุฏีเขตวันวิหาร เมื่อทรงตรวจดูโลกด้วย พุทธจักษุ ได้ทรงเห็นอุปนิสัยของอาฬวกกุมารบรรลุอนาคามิผล ของยักษ์บรรลุ โสดาปัตติผล และสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ดวงตาเห็นธรรมในที่สุดแห่งเทศนา ดังนี้.
หน้า 430 ข้อ 846
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว เสวยพระกระ- ยาหารก่อน ครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ว เมื่อวันอุโบสถแห่งกาฬปักข์เป็นไปอยู่ เมื่อดวงอาทิตย์ตก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อนสอง ทรงบาตรและจีวร เสด็จจาก กรุงสาวัตถีไป ๓๐ โยชน์ด้วยพระบาททีเดียว เสด็จเข้าไปที่อยู่ของยักษ์นั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับในที่อยู่ของอาฬวก ยักษ์. ถามว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับที่โคนต้นไทร หรือในที่อยู่ของ อาฬวกยักษ์ ตอบว่า ในที่อยู่. เปรียบเหมือนพวกยักษ์ ย่อมเห็นที่อยู่ของตน ฉันใด แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น . พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับยืนอยู่ใกล้ประตูที่อยู่. ในกาลนั้น อาฬวกยักษ์ได้ ไปสู่ยักขสมาคมในป่าหิมวันต์ ต่อมา ยักษ์มีนามว่า คัทรภะ ผู้รักษาประตูของ อาฬวกยักษ์เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมาในเวลาวิกาลหรือ. ภ. ใช่คัทรภะ เรามาเวลาวิกาล ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงอยู่ ในที่อยู่ ของอาฬวกยักษ์คืนหนึ่ง. ค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า อนึ่ง ยักษ์ นั้น หยาบคายร้ายกาจไม่ทำการอภิวาทเป็นต้นแม้แก่มารดาบิดา เขาก็ไม่ชอบใจ การอยู่ในที่นี้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ภ. คัทรภะ เรารู้ที่อยู่ของอาฬวกยักษ์นั้น และอันตรายบางอย่างจัก ไม่มีแก่เรา ถ้าท่านไม่หนักใจ เราพึงพักอยู่คืนเดียว. คัทรภะยักษ์ ได้กราบทูลคำนั้นกะพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ครั้งที่สองว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อาฬวกยักษ์ เช่นกระเบื้องร้อนจัด ไม่รู้จักว่า มารดา บิดา ว่าสมณพราหมณ์ หรือว่าธรรม ย่อมทำจิตของบุคคลผู้มาแล้ว ในที่นี้ ให้ฟุ้งซ่านบ้าง ฉีกหัวใจบ้าง จับที่เท้าบ้าง เหวี่ยงไปสมุทรฝั่งโน้น หรือ
หน้า 431 ข้อ 846
จักรวาลข้างโน้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแม้ครั้งที่สองว่า คัทรภะ เรารู้ ถ้า ท่านไม่หนักใจ เราพึงพักอยู่คืนเดียว. ค. ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพองค์ไม่หนักใจพระเจ้าข้า อนึ่ง ยักษ์นั้นจักพึงฆ่าข้าพระองค์ ผู้ไม่บอกขออนุญาตเสียจากชีวิตก็ได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพองค์จะบอกแก่ยักษ์นั้น. ภ. คัทรภะ ขอท่านบอกได้ตามสบาย. ค. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอพระองค์จงรู้เถิด ดังนี้ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า มุ่งหน้าต่อหิมวันต์หลีกไป. แม้ประตูที่อยู่ได้ เปิดช่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าเองทีเดียว. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไป ภายในที่อยู่ อาฬวกยักษ์นั่งแล้ว ในวันมงคลเป็นต้น ที่กำหนดไว้แล้ว ณ บัลลังก์ใด เสวยสิริอยู่ ประทับนั่งแล้วบนบัลลังก์นั้น ซึ่งสำเร็จด้วยทิพยรัตนะ เปล่งรัศมีทอง. หญิงทั้งหลายของยักษ์ เห็นรัศมีทอง มาถวายบังคมพระผู้มี พระภาคเจ้านั่งแวดล้อม. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสปกิณณกธรรมกถาแก่หญิง เหล่านั้น โดยนัยเป็นต้นว่า ในกาลก่อน พวกท่านถวายทาน สมาทานศีล บูชาผู้ควรบูชา จึงได้สมบัตินี้ แม้ในบัดนี้ ขอพวกท่านจงทำอย่างนั้นแล อย่า เป็นผู้มีอิสสาและมัจฉริยะกันและกันเลย. หญิงเหล่านั้น ฟังเสียงกึกก้อง อันไพเราะของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ให้สาธุการพันหนึ่ง จึงนั่งแวดล้อม พระผู้มีพระภาคเจ้า. แม้คัทรภะยักษ์ไปป่าหิมวันต์ บอกแก่อาฬวกยักษ์นั้นว่า ขอเดชะ ข้าแต่ท่านนิรทุกข์ ท่านพึงทราบ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่ง แล้วในวิมานของท่าน. อาฬวกยักษ์นั้น ทำสัญญาแก่คัทรภะยักษ์ว่า ท่านนิ่ง เสียเถิด เราไปแล้วจักทำสิ่งที่ควรทำ. นัยว่า ยักษ์นั้น เกิดความอายในบริษัท เพราะฉะนั้น จึงได้ทำอย่งนั้น ด้วยคิดว่า ใคร ๆ อย่าได้ยินในท่ามกลางบริษัท. ในกาลนั้น สาตาคิริยักษ์และเหมวตายักษ์ คิดว่า เราถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าในพระเชตวันแล้วจักไปสมาคมยักษ์ พร้อมกับบริวาร
หน้า 432 ข้อ 846
ไปทางอากาศด้วยยานต่าง ๆ กัน. ก็ในอากาศทุกแห่งไม่มีทางสำหรับพวกยักษ์ เลย. ทางกับทางจดกันถึงวิมานที่ลอยอยู่ในอากาศ. ส่วนวิมานของอาฬวกยักษ่ ตั้งอยู่บนพื้นดินมีผู้รักษา ล้อมด้วยกำแพงมีซุ้มประตูจัดไว้ดีแล้ว สูงสามโยชน์ เช่นหีบดินคาดด้วยข่ายโลหะข้างบน เบื้องบนวิมานนั้น มีทางเดิน. ยักษ์ เหล่านั้นมาถึงประเทศนั้นแล้วไม่สามารถจะไปได้. ก็ในส่วนเบื้องบนโอกาสที่ พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว จนถึงภวัคคพรหม ใครๆไม่สามารถจะไปได้. ยักษ์ เหล่านั้นรำพึงว่า นี้อะไร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงลงมาถวายบังคม เหมือนก้อนดินที่เขาซัดไปในอากาศแล้วตกลง ฟังธรรม ทำประทักษิณกราบทูล ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์จะไปยักขสมาคมเมื่อสรรเสริญวัตถุ สามคือพระรัตนตรัยเเล้ว ได้ไปยังยักขสมาคม อาฬวกยักษ์เห็นยักษ์เหล่านั้น ถอยไป ได้ทำโอกาสว่า ขอท่านทั้งหลายจงนั่งที่นี้. ยักษ์เหล่านั้นประกาศแก่ อาฬวกยักษ์ว่า อาฬวกะ ลาภของท่าน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในที่อยู่ ของท่าน ขอท่านผู้มีอายุ จงเข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าเถิด. พระผู้มี พระภาคเจ้า ประทับอยู่ในที่อยู่อย่างนี้ มิใช่ประทับอยู่ที่โคนต้นไทร ซึ่งเป็น สถานที่อยู่ของอาฬวกยักษ์. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมัยหนึ่ง พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ประทับในที่อยู่ของอาฬวกยักษ์ ณ เมืองอาฬวี. ครั้งนั้นแล อาฬกยักษ์ ฯลฯ ได้กล่าวคำนั้นว่า ท่านจงออกไป สมณะ. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร อาฬวกยักษ์นี้ จึงได้กล่าวคำนั้น. ตอบว่า เพราะประสงค์จะให้สมณะโกรธ. ในข้อนั้น พึงทราบความสัมพันธ์ จำเดิม แต่ต้นไปอย่างนี้ ก็เพราะคนไม่มีศรัทธา จะพูดเรื่องศรัทธา พูดยาก. เหมือน คนทุศีลเป็นต้น จะพูดเรื่องศีลเป็นต้น พูดยาก ฉะนั้น อาฬวกยักษ์นี้ ฟัง การสรรเสริญพระผู้มีพระภาคเจ้าจากสำนักของยักษ์เหล่านั้นแล้ว เป็นผู้มีใจ ดังตะฏะตะฏะอยู่เพราะโกรธภายใน เหมือนก้อนเกลือที่ใส่ในไฟ จึงพูดว่า ใครเล่าเป็นพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ซึ่งเข้าไปยังที่อยู่ของเรา. ยักษ์เหล่านั้น
หน้า 433 ข้อ 846
กล่าวว่า ท่านผู้มีอายุไม่รู้จักพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นศาสดาของพวกเรา เมื่อ กล่าวโดยนัยเป็นต้นว่า ผู้อยู่ในภพดุสิตตรวจดูมหาวิโลก ๕ ครั้ง จนถึงยัง ธรรมจักรให้เป็นไป กล่าวถึงบุรพนิมิต ๓๒ ประการในปฏิสนธิเป็นต้นแล้ว จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านไม่ได้เห็นอัศจรรย์ แม้เหล่านี้. อาฬวกยักษ์นั้น แม้เห็นแล้ว ก็พูดว่า ไม่เห็น ด้วยอำนาจความโกรธ. ยักษ์ทั้งหลายกล่าวว่า อาฬวกะผู้มีอายุ ท่านพึงเห็น หรือไม่เห็นก็ตาม ประโยชน์อะไรด้วยท่านจะเห็น หรือไม่เห็น ท่านจักทำอะไรพระศาสดาของพวกเราได้ ท่านเปรียบพระศาสดา นั้น ปรากฏเหมือนลูกโคเกิดในวันนั้น ในที่ใกล้โคใหญ่ที่ทรงกำลัง เหมือน ลูกช้างรุ่น ในที่ใกล้ช้างซับมัน โดยส่วนสาม เหมือนสุนัขจิ้งจอกแก่ ในที่ใกล้ พญาเนื้อ มีคองามด้วยขนห้อยมีแสงพราวแพรว เหมือนลูกกาปีกขาด ในที่ ใกล้พญาครุฑมีร่างใหญ่ ๑๕๐ โยชน์ ท่านจงไป จงทำกิจซึ่งท่านควรทำเถิด. เมื่อพวกยักษ์กล่าวอย่างนี้ อาฬวกยักษ์โกรธ ลุกขึ้นกระทืบเท้าซ้าย บนแผ่นมโน ศิลากล่าวว่า วันนี้ พวกเจ้าจะได้เห็นกัน พระศาสดาของพวกเจ้า มีอานุภาพ มาก หรือว่า เรามีอานุภาพมากดังนี้ แล้วยกเท้าขวา เหยียบยอดภูเขาไกรลาส ประมาณ ๖๐ โยชน์. เพราะฉะนั้น ก้อนเหล็กกระจายออกสะเก็ดกระเด็น เหมือน ทุบด้วยค้อนเหล็ก เขายืนบนภูเขานั้น ประกาศว่าเราเป็นอาฬวกยักษ์. เสียง กระจายไปทั่วชมพูทวีป. ได้ยินว่า คนในชมพูทวีป ได้ยินเสียง ๔ อย่างทั่วกันคือ เสนาบดี ยักษ์ ชื่อปุณณกะชนะการพนันของพระเจ้าธนัญชัยโกรัพยะ ปรบมือประกาศว่า เราชนะแล้ว. ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมเทพ เมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ เสื่อมลง จึงให้วิศวกรรมเทพบุตรเป็นสุนัข ประกาศว่า เรา จะกัดภิกษุชั่ว ภิกษุณีชั่ว อุบาสก อุบาสิกา และอธรรมวาทีบุคคลทั้งปวง. เมื่อพระนครถูกพระราชา ๗ พระองค์ เข้าไปปิดแล้ว เพราะมีนางปภาวดีเป็น
หน้า 434 ข้อ 846
เหตุ ในกุสชาดก พระมหาบุรุษ ยกนางปภาวดีขึ้นคอช้างกับตน ออกไปจาก พระนครประกาศว่า เราเป็นสีหัสสรกุสมหาราช. อาฬวกยักษ์ ยืนบนยอดเขา ไกรลาส. ความจริง ในคราวนั้นอาฬวกยักษ์ได้เป็นเช่นกันบุคคลยืนประกาศที่ ประตูในสกลชมพูทวีป. อนึ่ง ป่าหิมพานต์กว้างสามพันโยชน์ หวั่นไหวแล้ว ด้วยอานุภาพของยักษ์. ยักษ์นั้น บันดาลให้ลมบ้าหมู เกิดขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะหนีไป ด้วยลมบ้าหมูนั้นแล. ลมเหล่านั้นต่างด้วยลมตะวันออกเป็นต้น เกิดขึ้นแล้ว ทำลายยอดภูเขาได้ประมาณกึ่งโยชน์ หนึ่งโยชน์ สองโยชน์ สามโยชน์ ถอนก่อ ต้นไม้ในป่าเป็นต้น ทั้งรากพัดไปยังอาฬวีนคร ทำลายโรงช้างเก่าให้เป็นผุยผง. กระเบื้องมุงหมุนลอยไปในอากาศ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอธิษฐานว่า อันตรายจงอย่ามีแก่ใคร ๆ เลย. ลมเหล่านั้นถึงพระทศพล ไม่อาจแล้วเพื่อจะให้ แม้แต่เพียงชายจีวรไหวได้ แต่นั้น บันดาลให้ฝนใหญ่ตก ด้วยคิดว่า เราจะให้น้ำท่วมสมณะตาย. เมฆตั้งขึ้นเบื้องบนยังฝนให้ตก ฝนร้อยห่า พันห่า เป็นต้นด้วยอานุภาพของยักษ์นั้น. แผ่นดิน เป็นช่องด้วยกำลังสายฝน. ห้วง น้ำใหญ่หลากมาบนต้นไม้ในป่าเป็นต้น ไม่อาจเพื่อจะให้แม้เพียงหยาดน้ำเปียก ที่จีวรพระทศพลได้ แต่นั้น บันดาลให้ฝนแผ่นหินตก ยอดภูเขาใหญ่ ๆ มีควัน ลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพล กลายเป็นกลุ่มดอกไม้ทิพย์. แต่นั้น บันดาลให้ฝนเครื่องประหารตก. ศัสตรามีดาบ หอก ลุกธนูเป็นต้น ที่มีคม ข้างเดียว มีคมสองข้างมีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศถึงพระทศพล กลายเป็น ดอกไม้ทิพย์. แต่นั้น บันดาลให้ฝนถ่านเพลิงตก. ถ่านเพลิงมีสีคล้ายดอกทอง กวาว ลอยมาทางอากาศกระจายเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่ นั้น บันดาลให้ฝนเถ้ารึงตก. เถ้ารึงร้อนจัดลอยมาทางอากาศตกลงเป็นผงจันทน์ ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ฝนทรายตก. ทรายละเอียดมาก
หน้า 435 ข้อ 846
มีควันลุกโพลงลอยมาทางอากาศ ตกลงเป็นดอกไม้ทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ฝนเปือกตมตก, ฝนเปือกตมนั้น มีควันลุกโพลงลอยมาทาง อากาศตกลงเป็นของหอมทิพย์ใกล้พระบาทพระทศพล. แต่นั้น บันดาลให้ ความมืดตั้งขึ้นด้วยคิดว่า เราจักให้สมณะ กลัวแล้วหนีไป. ความมืดนั้น เช่นกับความมืดประกอบด้วยองค์สี่ถึงพระทศพลก็หายไป เหมือนถูกแสงสว่าง ดวงอาทิตย์กำจัดฉะนั้น. ยักษ์ เมื่อไม่สามารถให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหนีได้ด้วยลมบ้าหมู ฝน ใหญ่ ฝนแผ่นหิน ฝนเครื่องประหาร ฝนถ่านเพลิง ฝนเถ้ารึง ฝนทราย ฝนเปือกตม และด้วยความมืด รวม ๙ อย่างเหล่านี้ เข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยตนเอง ด้วยเสนามีองค์สี่ เกลื่อนกล่นด้วยพวกผีมีรูปหลายอย่าง เพื่อประหาร มีอย่างต่าง ๆ กัน. พวกผีเหล่านั้น ทำอาการแปลกประหลาดหลายประการแล้ว กล่าวว่า พวกเจ้าจงรับ จงฆ่าเสียเถิด ประหนึ่งว่า ต่างพากันมาอยู่เบื้องบน พระผู้มีพระภาคเจ้า. แต่ก็ไม่สามารถเข้าไปติดพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ เหมือน แมลงวันเกาะแท่งโลหะที่กำลังเป่าฉะนั้น. แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ มารกลับแล้วใน เวลามาที่โพธิมัณฑ์เท่านั้น ฉันใด พวกผีไม่กล้าฉันนั้น ได้กระทำความยุ่งเหยิง อยู่ประมาณครึ่งคืน. อาฬวกยักษ์ เมื่อไม่อาจให้พระผู้มีพระภาคเจ้าหวั่นไหวได้ แม้ด้วยการแสดงสิ่งที่น่ากลัวหลายประการประมาณครึ่งคืน ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วจึงคิดว่า ถ้ากระไร เราพึงปล่อยทุสสาวุธ อัน ใคร ๆ ทำให้แพ้ไม่ได้ดังนี้. นัยว่า อาวุธ ๔ อย่างคือ วชิราวุธ ของท้าวสักกะ ๑ คทาวุธของท้าวเวสวัณ ๑ นัยนาวุธของพญายม ๑ ทุสสาวุธของอาฬวก ยักษ์ ๑ เป็นอาวุธประเสริฐในใลก.
หน้า 436 ข้อ 846
ก็ถ้าท้าวสักกะโกรธ พึงประหารวชิราวุธบนยอดภุเขาสิเนรุ พึงแทง ทะลุลงไปภายใต้ได้ตลอด ๑๖๘,๐๐๐ โยชน์. คทาวุธอันท้าวเวสวัณปล่อยไปใน เวลาโกรธ ตีศีรษะของยักษ์หลายพันให้ตกลงแล้ว กลับนาตั้งอยู่ยังเงื้อมมืออีก ด้วยเหตุเพียงพญายมโกรธ มองดูด้วยนัยนาวุธ พวกกุมภัณฑ์หลายพัน ล้ม พินาศไป เหมือนหญ้าบนกระเบื้องร้อน. ถ้าอาฬวกยักษ์โกรธ พึงปล่อย ทุสสาวุธไปในอากาศ ฝนไม่ตกตลอด ๑๒ ปี ถ้าปล่อยไปในแผ่นดิน รุกขชาติ มีต้นไม้และหญ้าทั้งหมดเป็นต้น เหี่ยวแห้งแล้ว จะไม่งอกขึ้นอีกในระหว่าง ๑๒ ปี. ถ้าปล่อยไปในสมุทร น้ำจะแห้งหมด เหมือนหยาดน้ำบนกระเบื้อง ร้อน. ถ้าปล่อยไปที่ภูเขาแม้เช่นสิเนรุ ภูเขาพึงกระจายออกเป็นชิ้นใหญ่ชิ้นน้อย. อาฬวกยักษ์นั้น ปล่อยทุสสาวุธมีอานุภาพมากอย่างนี้ทำให้เป็นผ้าคลุม จับไว้แล้ว. โดยมากเทวดาในหมื่นโํลกธาตุ รีบประชุมกันว่า วันนี้พระผู้ พระภาคเจ้า จักทรมานอาฬวกยักษ์ พวกเรา จักฟังธรรมในที่นั้น. เทวดา แม้ประสงค์จะชมยุทธวิธี ประชุมกันแล้ว อากาศแม้ทั้งสิ้น ได้เต็มแล้ว ด้วยเทวดาอย่างนี้. ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ เที่ยวไปแล้ว จึงปล่อยวัตถาวุธไปเบื้องบนใกล้ พระผู้มีพระภาคเจ้า. วัตถาวุธนั้น ส่งเสียงน่ากลัวมีควันลุกโพลงในอากาศ เหมือนฟ้าแลบ ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตกลงใกล้พระบาทกลายเป็นท่อน ผ้าเช็ดเท้า เพื่อทำลายมานะของยักษ์. อาฬวกยักษ์ เห็นดังนั้น เป็นผู้หมด อำนาจ หมดความจองหอง ลดมานะอันแข็งกระด้าง เปรียบเหมือนโคเขาขาด เหมือนงูถูกถอนเขี้ยว จึงคิดว่า ทุสสาวุธของเราไม่ครอบงำสมณะ เหตุอะไร หนอ เหตุนี้ สมณะประกอบด้วยเมตตาวิหารธรรม เอาเถิด เราแค้นสมณะ นั้น จะพรากเสียจากเมตตา ข้อนั้น ท่านกล่าวไว้ด้วยสัมพันธ์ดังนี้ว่า ครั้งนั้นแล อาฬวกยักษ์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ ท่านจงออกไปเถิด สมณะ
หน้า 437 ข้อ 846
ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า เพราะท่านไม่ได้รับอนุญาตเรา เข้าไปยังที่อยู่ของ เราแล้ว ยังนั่งในท่ามกลางเรือนสนมเหมือนเจ้าของเรือน ข้อนี้คือการบริโภค สิ่งที่เขาไม่ได้ และการคลุกคลีกับหญิง ไม่ควรแก่สมณะ ฉะนั้น ถ้าท่าน ตั้งอยู่ในสมณธรรม ขอท่านจงออกไปเถิดสมณะ. ส่วนอาจารย์บางคนกล่าวว่า อนึ่ง อาฬวกยักษ์นี้แล กล่าวคำหยาบอื่นเหล่านั้นแล้ว จึงได้กล่าวคำนี้อย่างนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรู้ว่า เพราะอาฬวกยักษ์ เป็น ผู้กระด้าง ใครไม่อาจแนะนำด้วยความกระด้างตอบได้ เพราะว่า เขาเมื่อใคร ทำความกระด้างตอบ ก็กลับเป็นผู้กระด้างขึ้นกว่า เหมือนคนราดน้ำดีที่ จมูกของสุนัขดุร้าย สุนัขนั้น พึงดุร้ายขึ้นโดยประมาณยิ่งฉะนั้น ส่วนอาฬวก ยักษ์ อาจแนะนำได้ด้วยควานอ่อนโยนดังนี้ ทรงรับคำเป็นที่รักของอาฬวกยักษ์ นั้น ด้วยพระดำรัสเป็นที่รักว่า ดีละ ผู้มีอายุ แล้วจึงเสด็จออกไป. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็เสด็จออกไป ด้วยพระดำรัสว่า ดีละ ผู้มีอายุ. แต่นั้น อาฬวกยักษ์ เป็นผู้มีจิตอ่อนด้วยคิดว่า สมณะนี้ หนอว่าง่าย พูดคำเดียว ก็ออกไป. เราพึงครอบงำสมณะผู้อยู่สบาย ให้ออกไปชื่ออย่างนี้ โดยไม่ใช่เหตุด้วยการรบ ตลอดคืนดังนี้ จึงคิดอีกว่า เราไม่อาจรู้ได้แม้บัดนี้ สมณะออกไป เพราะเป็นผู้ว่าง่ายหรือ หรือว่า โกรธออกไป เอาเถิด เราจัก ทดลองดู. ลำดับนั้น จึงกล่าวว่า ท่านจงเข้าไปหาเถิด สมณะ. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อตรัสคำเป็นที่รักแก่อาฬกยักษ์ ผู้มีจิตอ่อนด้วยเข้าใจว่า เป็นผู้ว่าง่ายอีก เพื่อทำการกำหนดจิต จึงตรัสว่า ดีละ ผู้มีอายุ ก็เสด็จเข้าไป. อาฬวกยักษ์ทดลองความเป็นผู้ว่าง่ายนั้นแลบ่อยๆ จึงกล่าวครั้งที่สอง ครั้งที่สาม ว่า ท่านจงออกมา ท่านจงเข้าไปดังนี้. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำตาม นั้น. ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่พึงทำตามปกติ จิตของยักษ์กระด้างจะกลับ
หน้า 438 ข้อ 846
กระด้างขึ้นกว่า ไม่พึงเป็นภาชนะแห่งธรรมกถา. เพราะฉะนั้น บุตรน้อยย่อม ปรารถนาสิ่งใด มารดาให้ หรือกระทำสิ่งนั้นแล้ว จึงปลอบบุตรน้อยผู้ร้องไห้อยู่ ให้ยินยอมได้ ชื่อฉันใด ยักษ์นั้น กล่าวสิ่งใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงทำ สิ่งนั้น เพื่อปลอบให้ยักษ์ ผู้ร้องไห้อยู่ด้วยการร้องไห้ คือกิเลสยินยอมฉันนั้น. อนึ่ง แม่นมให้สิ่งของอย่างใดอย่างหนึ่งกอดจูบทารก ผู้ไม่ดื่มน้ำนั้นแล้ว ให้ดื่มฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ฉันนั้น โอบรัดไว้ด้วยสรรหาถ้อยคำที่ กล่าวแล้วแก่ยักษ์นั้น เพื่อให้ยักษ์ได้ดื่มน้ำนมคือโลกุตรธรรม จึงได้ทรง กระทำแล้ว. อนึ่ง บุรุษประสงค์จะบรรจุของอร่อย ๔ อย่าง ให้เต็มในน้ำเต้า ย่อมชำระภายในน้ำเต้านั้นให้สะอาดฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประสงค์จะ บรรจุของอร่อย ๔ อย่าง คือ โลกุตรธรรมให้เต็มในจิตของยักษ์ฉันนั้นได้ทรง กระทำการออกและการเข้าจนถึงสามครั้ง ก็เพื่อให้มละคือความโกรธภายในของ ยักษ์นั้นหมดจด. ครั้งนั้น อาฬวกยักษ์ให้เกิดจิตลามกขึ้นว่า สมณะนี้ว่าง่าย เราสั่งว่า ท่านจงออก ก็ออก. สั่งว่าท่านจงเข้าก็เข้า ถ้ากระไร เราให้สมณะนี้ลำบาก ตลอดคืนยังรุ่งอย่างนี้แล้ว พึงจับที่เท้าเหวี่ยงไปที่ฝั่งแม่น้ำคงคาดังนี้ จึงกล่าว ครั้งที่ ๔ ว่า ท่านจงออก สมณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบข้อนั้นแล้ว จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ. เมื่อยักษ์นั้น กล่าวอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบว่า ยักษ์แสวงหากรณียกิจที่ยิ่งขึ้นไปกว่านั้น จักสำคัญปัญหาที่ควร ถาม ข้อนั้น จักเป็นมุขธรรมกถา จึงตรัสว่า น ขฺวาหนฺตํ. ศัพท์ว่า น ในบทนั้น ลงในอรรถว่า ปฏิเสธ. ศัพท์ว่า โข ลงในอรรถว่า อวธารณะ. บทว่า อหํ คือแสดงตน. บทว่า ตํ คือคำที่เป็นเหตุ เพราะเหตุนั้นแล พึงเห็นความในข้อนี้ อย่างนี้ว่า เพราะท่านคิดอย่างนี้ ฉะนั้น ผู้มีอายุ เรา จักไม่ออกเด็ดขาด สิ่งใด ท่านควรทำ ท่านจงทำสิ่งนั้นเถิด.
หน้า 439 ข้อ 846
แต่นั้น เพราะอาฬวกยักษ์ ได้ถามปัญหาพวกดาบสและปริพาชก ผู้มี ฤทธิ์มาสู่วิมานของตน ในเวลาไปโดยทางอากาศ แม้ในกาลก่อนด้วยการคิด อย่างนี้ว่า วิมานทอง หรือวิมานเงิน หรือวิมานแก้วมณีอย่างใดอย่างหนึ่งมีอยู่ อย่างไรหนอ เอาเถิด พวกเราจะดูวิมานนั้น ดังนี้ เมื่อตอบไม่ได้ จึงเบียดเบียน ด้วยทำจิตให้ฟุ้งซ่านเป็นต้น ฉะนั้นจึงสำคัญอยู่ว่า เราจักเบียดเบียนแม้พระผู้มี- พระภาคเจ้าอย่างนั้น จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปญฺหํ ตํ ดังนี้. ถามว่า ก็ปัญหา ยักษ์นั้น เรียนมาแต่ไหน. ตอบว่า ได้ยินว่า มารดาบิดาของเขาเข้าไปหากัสสปะพระผู้มีพระภาคเจ้า เรียนได้ปัญหา ๘ ข้อ พร้อมด้วยคำเฉลย. ท่านเหล่านั้น ให้อาฬวกยักษ์เรียนไว้แล้วในเวลาหนุ่ม. เขา ลืมคำเฉลยหมดโดยกาลล่วงไป. ต่อแต่นั้นคิดว่า แม้ปัญหาเหล่านี้ จงอย่า พินาศเสียดังนี้ จึงให้เขียนลงบนแผ่นทองด้วยชาด เสร็จแล้ว ก็เก็บไว้ในวิมาน. ปัญหาเหล่านั้น ล้วนเป็นปัญหาของพระพุทธเจ้า เป็นวิสัยของพระพุทธเจ้า เท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฟังปัญหานั้น เพราะอันตรายแห่งลาภที่สละ เพื่อพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี อันตรายชีวิตก็ดี การกำจัดพระสัพพัญญุตญาณและ รัศมีวาหนึ่งก็ดี ใคร ๆ ไม่อาจทำได้ ฉะนั้น เมื่อทรงแสดงพุทธานุภาพอันไม่ ทั่วไปนั้นในโลก จึงตรัสคำเป็นต้นว่า เราไม่เห็นใครเลยในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงห้ามความคิดเบียดเบียนของอาฬวกยักษ์นั้น อย่างนี้แล้ว เมื่อให้เขาเกิดความอุตสาหะในการถามปัญหาจึงตรัสว่าเอาเถิด ท่าน มีอายุ เชิญถามปัญหาตามที่ท่านจำนงเถิด. เนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า ถ้า ท่านจำนง เชิญท่านถามเถิด ในการตอบปัญหาไม่เป็นเรื่องหนักสำหรับเรา. อนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงปวารณาพระสัพพัญญูปวารณาไม่ทั่วไปกับพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวกและมหาสาวกว่า เชิญถามตามที่ท่านจำนงเถิด
หน้า 440 ข้อ 846
เราจักตอบปัญหานั้นทั้งหมดแก่ท่าน เมื่อพระสัพพัญญูปวารณา อันพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงปวารณาแล้วอย่างนี้ ลำดับนั้น อาฬวกยักษ์ กราบทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา. บทว่า กึสูธ วิตฺตํ ความว่า อะไร เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจในโลกนี้. บทว่า วิตฺตํ แปลว่า ทรัพย์. ก็ทรัพย์นั้น ย่อมกระทำความปลื้มใจกล่าว คือปีติ เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ. บทว่า สุจิณฺณํ แปลว่า ทำไว้ดีแล้ว. บทว่า สุขํ ได้แก่ ความยินดีทางกายและทางจิต. บทว่า อาวหาติ ได้แก่ ย่อมนำมา คือย่อมมา คือย่อมให้ ได้แก่ เอิ่บอิ่ม. บทว่า หเว เป็นนิบาตลงในอรรถว่ามั่นคง. บทว่า สาทุตรํ ได้แก่ ดียิ่ง. พระ- บาลีว่า สาธุตรํ ดังนี้ก็มี. บทว่า รสานํ ได้แก่ ธรรม. ด้วยประการไร คืออย่างไร. ชีวิตของผู้เป็นอยู่อย่างไร ชื่อว่า กถํชีวีชีวิตํ. ก็เรียก สานุนาสิก เพื่อสะดวกแก่การประพันธ์คาถา. อีกอย่างหนึ่ง พระบาลีว่า กถํชีวีชีวิตํ ความว่า ความเป็นอยู่อย่างไรแห่งความเป็นอยู่ของบุคคลนั้น. อาฬวกยักษ์ จึง ทูลถามปัญหา ๔ ข้อเหล่านี้ ด้วยคาถานี้อย่างนี้ว่า อะไรเป็นทรัพย์เครื่องปลื้ม ใจอันประเสริฐของตนในโลกนี้ อะไรที่บุคคลพระพฤติดีแล้วนำความสุขมาให้ อะไรเป็นรสอันเลิศกว่ารสทั้งหลาย นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่ อย่างไรว่า ประเสริฐสุด. ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า จะทรงวิสัชนาตามนัยที่พระกัสสป- ทศพลทรงวิสัชนาแก่เขา จึงตรัสคาถานี้ว่า สทฺธีธ วิตฺตํ เป็นต้น. พึงทราบ คำว่า ทรัพย์เครื่องปลื้มใจในคาถานั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจมีเงินทองเป็นต้น ย่อมนำมาซึ่งความสุขในการใช้สอย ย่อมป้องกันความทุกข์ที่เกิดจากความหิว กระหายเป็นต้น ย่อมระงับความยากจน ย่อมเป็นเหตุให้ได้แก้วมีมุกดาเป็นต้น และย่อมนำมาซึ่งความสืบต่อแห่งโลกฉันใด แม้ศรัทธา ทั้งที่เป็นโลกิยะและ
หน้า 441 ข้อ 846
โลกุตระ ย่อมนำมาซึ่งวิบากสุข ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตรตามที่เกิดขึ้น ย่อมป้องกันทุกข์มีชาติและชราเป็นต้นของผู้ปฏิบัติตามหน้าที่ศรัทธา ย่อมระงับ ความยากจนแห่งคุณ และเป็นเหตุให้ได้แก่มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้น ฉันนั้น ศรัทธา ท่านกล่าวว่า เป็นทรัพย์เครื่องปลื้มใจ เพราะจัดว่า ย่อมนำมา ซึ่ง ความสืบต่อแห่งโลกตามพระพุทธพจน์ว่า ผู้มีศรัทธาถึงพร้อมด้วยศีล เอิบอิ่ม ด้วยยศ และโภคะไปสู่ถิ่นใด ๆ เขาบูชา ในถิ่นนั้น ๆ. ก็เพราะทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธานี้ เป็นเครื่องติดตามไป ไม่ทั่วไปแก่คน อื่น เป็นเหตุแห่งสมบัติทั้งปวง เป็นเค้ามูลแห่งทรัพย์เครื่องปลื้มใจ มีเงินและ ทองเป็นต้นที่เป็นโลกิยะ. จริงอยู่ ผู้มีศรัทธา ทำบุญมีทานเป็นต้น ย่อมได้ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ. ส่วนผู้ไม่มีศรัทธา ก็มีจิตใจเพียงเพื่อสิ่งอันไม่เป็น ประโยชน์เท่านั้น เพราะฉะนั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธา ท่านจึงกล่าวว่า ประเสริฐ. บทว่า ปุริสสฺส คือแสดงข้อกำหนดอย่างอุกฤษฏ์. เพราะฉะนั้น ทรัพย์เครื่องปลื้มใจคือศรัทธา แม้ของหญิงเป็นต้น ก็พึงทราบว่า ประเสริฐ ไม่ใช่ของบุรุษฝ่ายเดียวเท่านั้น. บทว่า ธมฺโม คือกุศลธรรม ๑๐ หรือธรรม มีทานและศีลเป็นต้น. บทว่า สุจิณฺโณ ได้แก่ กระทำดีแล้ว คือประพฤติ ดีแล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ ความว่านำมาซึ่งความสุขของมนุษย์เช่นความสุข ของโสณเศรษฐีบุตร และพระรัฐบาลเป็นต้น ซึ่งความสุขทิพย์ เช่นความสุข ของท้าวสักกะเป็นต้น และนิพพานสุข เช่นความสุขของพระมหาปทุมเป็นต้น ในปริโยสาน. สัจจะศัพท์นี้ ในบทว่า สจฺจํ ย่อมปรากฏในหลายอรรถกล่าว คือ ปรากฏในวาจาสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า พึงกล่าวคำสัจ ไม่พึงโกรธดังนี้.
หน้า 442 ข้อ 846
ปรากฏในวิรัติสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า สมณพราหมณ์ ดังอยู่ในความสัจดังนี้. ปรากฏในทิฏฐิสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า เพราะเหตุไร คนทั้งหลาย จึงกล่าว สัจจะต่างๆ กัน ผู้ตั้งอยู่ในความดี ย่อมขัดแย้งกันดังนี้ . ปรากฏในพราหมณสัจจะ ในบทว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณสัจจะมี ๔ อย่างนี้. ปรากฏในปรมัตถ สัจจะ ในบทเป็นต้นว่า ก็สัจจะมีอย่างเดียว ไม่มีที่ ๒ ดังนี้. ปรากฏในอริยสัจจะ ในบทเป็นต้นว่า สัจจะ ๔ มีกุศลเท่าไร. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาวาจาสัจจะ ทำปรมัตถสัจจะให้เป็นนิพพาน และทำวิรัติสัจจะให้เป็นภายใน. สมณพราหมณ์ ย่อมยังน้ำเป็นต้น ให้เป็นไปในอำนาจด้วยอานุภาพแห่งสัจจะใด ย่อมข้ามฝั่ง แห่งชาติชราและมรณะได้. เหมือนสัจจะ (นั้น ) ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เขากั้นน้ำด้วยคำสัจ บัณฑิต ย่อม กำจัดแม้พิษได้ด้วยสัจจะ ฝนฟ้าคะนองตก ลงด้วยสัจจะ สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ใน สัจจะย่อมปรารถนาความสงบ รสอย่างใด อย่างหนึ่งเหล่านี้ มีอยู่ในแผ่นดิน สัจจะดี กว่ารสเหล่านั้น สมณพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ใน สัจจะ ย่อมข้ามฝั่งแห่งชาติชราและมรณะ ได้. บทว่า สาธุตรํ ความว่า ดีกว่า ไพเราะกว่า ประณีตกว่า. บทว่า รสานํ ความว่า รสเหล่านี้ใด มีลักษณะซึมทราบโดยนัยเป็นต้นว่า รสที่ เกิดจากราก รสที่เกิดจากต้น. ธรรมมีการอยู่ด้วยกำจัดกิเลส เว้นโทษและ พยัญชนะที่เหลือเป็นต้น เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ท่านเรียกว่า ธรรมรส โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตรสผลไม้ทั้งปวง พระโคดม
หน้า 443 ข้อ 846
ผู้เจริญ มีรูปไม่เป็นรส ดูก่อนพราหมณ์ รสแห่งรูป รสแห่งเสียงเหล่าใดแล ไม่เป็นอาบัติในเพราะรสแห่งรส. ธรรมวินัยนี้ มีรสอย่างเดียวกัน มีวิมุตติ เป็นรส. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้มีส่วนแห่งอรรถรส แห่งธรรมรส. แห่งรส เหล่านั้น. คำสัจนั่นแลดีกว่า คือความสัจเท่านั้น ดีกว่า. หรือว่า บทว่า สาธุตรํ แปลว่า ประเสริฐกว่า ยิ่งกว่า. จริงอยู่ รสแห่งรากเป็นต้น ย่อม ยังร่างกายให้เติบโต. ชื่อว่า นำมาซึ่งความสุขอันประกอบด้วยสังกิเลส รส แห่งสัจจะคือรสแห่งวิรัติสัจจะและวาจาสัจจะ ย่อมเพิ่มพูนจิตด้วยสมถะและ วิปัสนาเป็นต้น ชื่อว่า นำมาซึ่งความสุขอันไม่ประกอบด้วยสังกิเลส. วิมุตติรส ชื่อว่า ดี เพราะมีรสคือปรมัตถสัจจะอบรมแล้ว. อรรถรสและธรรมรสก็ เหมือนกัน. เพราะอาศัยอรรถและธรรมที่เป็นอุบายบรรลุวิมุตติรสนั้น ย่อม เป็นไป. ก็ในบทว่า ปญฺาชีวึ นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ในบรรดาผู้มี จักษุบอดข้างเดียวและมีจักษุสองข้าง บุคคลผู้มีจักษุสองข้างนี้นั้น ที่เป็นคฤหัสถ์บำเพ็ญข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์มีการขยันทำการงานถึงสรณะแจก- ทานสมาทานศีล และรักษาอุโบสถเป็นต้น หรือเป็นบรรพชิตบำเพ็ญข้อปฏิบัติ ของบรรพชิตกล่าวคือ ศีลที่ไม่ให้เดือดร้อน ต่างด้วยจิตตวิสุทธิที่ยิ่งกว่านั้น เป็นต้น ด้วยปัญญาเป็นอยู่ ท่านกล่าวชีวิตของผู้เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้น คือ ท่านกล่าวชีวิตที่เป็นอยู่ด้วยปัญญานั้นว่า ประเสริฐที่สุด. ยักษ์ได้ฟังปัญหาทั้ง ๔ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาอย่างนี้แล้ว ก็พอใจ เมื่อจะถามปัญหาที่ยังเหลืออีก ๔ ข้อ จึงกล่าวคาถาว่า กถํสุ ตรติ โอฆํ ดังนี้ (คนจะข้ามโอฆะได้อย่างไร) เป็นต้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า เมื่อจะทรงวิสัชนาโดยนัยก่อนจึงตรัสคาถาว่า สทฺธาย ตรติ เป็นต้น
หน้า 444 ข้อ 846
(คนจะข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา). ในข้อนั้นผู้ใดข้ามโอฆะ ๔ อย่างได้ ผู้นั้นย่อม ข้ามห้วงสงสารก็ได้ ล่วงพ้นวัฏทุกข์ก็ได้ ย่อมหมดจดจากมลทินคือกิเลสก็ได้ ก็จริง แต่เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้ไม่มีศรัทธา เมื่อไม่เชื่อก็แล่นไปสู่ที่ข้ามโอฆะไม่ได้. ผู้ประมาทแล้วด้วยการปล่อยใจไปในกามคุณ ๕ ก็ข้ามห้วงสงสารไม่ได้ เพราะ ติดอยู่ในกามคุณนั้น. ผู้เกียจคร้านคลุกเคล้าด้วยอกุศลธรรม ย่อมอยู่เป็นทุกข์ ผู้ไม่มีปัญญา ไม่รู้ทางบริสุทธิ์ ย่อมไม่บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าจะทรงแสดงข้อความที่เป็นปฏิปักษ์นั้น จึงตรัสคาถานี้. ก็เมื่อตรัส คาถานี้อย่างนี้แล้ว เพราะสัทธินทรีย์เป็นปทัฏฐานแห่งโสดาปัตติยังคะ ฉะนั้น จึงทรงประกาศโสดาปัตติมรรคอันเป็นเครื่องข้ามโอฆะคือทิฏฐิ และโสดาบัน ด้วยบทนี้ว่า สทฺธาย ตรติ โอฆํ (คนข้ามโอฆะได้ด้วยศรัทธา). ก็เพราะ พระโสดาบันประกอบด้วยความไม่ประมาท กล่าวคือการกระทำที่ติดต่อกัน ด้วยการเจริญกุศลธรรม บำเพ็ญมรรคที่ ๒ เว้นมรรคที่จะมาสู่โลกนี้เพียง ครั้งเดียว ย่อมข้ามห้วงสงสารอันเป็นที่ตั้งแห่งภโวฆะที่เหลือยังข้ามไม่ได้ด้วย โสดาปัตติมรรค ฉะนั้น จึงทรงประกาศสกทาคามิมรรคอันเป็นเครื่องข้าม ภโวฆะและพระสกทาคามี ด้วยบทนี้ว่า อปฺปมาเทน อณฺณวํ (บุคคลย่อม ข้ามอรรณพได้ด้วยความไม่ประมาท ดังนี้ . และเพราะพระสกทาคามีบำเพ็ญ มรรคที่ ๓ ด้วยความเพียร ย่อมล่วงกามทุกข์อันเป็นที่ตั้งแห่งกาโมฆะและ กำหนดว่าเป็นกาโมฆะที่ไม่ล่วงแล้ว ด้วยสกทาคามิมรรค ฉะนั้น จึงทรงประกาศ อนาคามิมรรคอันเป็นเครื่องข้ามกาโมฆะและพระอนาคามีด้วยบทนี้ว่า วิริเยน ทุกฺขมจฺเจติ (บุคคลย่อมล่วงความทุกข์ได้ด้วยความเพียงดังนี้). แต่เพราะ พระอนาคามีบำเพ็ญปัญญาแห่งมรรคที่ ๔ อันบริสุทธิ์โดยส่วนเดียว ด้วยปัญญา อันบริสุทธิ์ ปราศจากเปือกตมคือกาม ละมลทินอย่างยิ่ง กล่าวคืออวิชชาที่ยัง ละไม่ได้ด้วยอนาคามิมรรค ฉะนั้น จึงทรงประกาศอรหัตมรรค และความ
หน้า 445 ข้อ 846
เป็นพระอรหันต์ อันเป็นเครื่องข้ามอวิชชา ด้วยบทนี้ว่า ปญฺาย ปริสุชฺฌติ (บุคคลย่อมบริสุทธิ์ด้วยปัญญา) ดังนี้ . ก็แลในที่สุดแห่งคาถาที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสด้วยธรรมมีพระอรหัตเป็นยอดนี้ ยักษ์ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. บัดนี้ ยักษ์ถือเอาบทว่า ปัญญา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในบท นี้ว่า ปญฺาย ปริสุชฺฌติ นั้น เมื่อจะถามปัญหาที่เจือด้วยโลกุตระด้วย ปฏิภาณของตน จึงทูลถามคาถา ๖ บทนี้ว่า กถํสุ ลภเต ปญฺํ (บุคคล ย่อมได้ปัญญาอย่างไรเล่า) เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า กถํสุ เป็นคำถาม ที่ไม่ยุติในที่ทั้งปวง. จริงอยู่ ยักษ์นี้รู้อรรถมีปัญญาเป็นต้นแล้ว จึงถามยุติแห่ง อรรถนั้นว่า บุคคลย่อมได้ปัญญาอย่างไร คือด้วยยุติอะไร ด้วยเหตุไร. ในทรัพย์เป็นต้น ก็มีนัยนี้แล. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะ ทรงแสดงการได้ปัญญาด้วยเหตุ ๔ อย่างแก่ยักษ์นั้น จึงตรัสคำว่า สทฺทหาโน เป็นต้น. พึงทราบเนื้อความแห่งธรรมนั้น (ดังต่อไปนี้)พระอรหันต์ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกของพระพุทธเจ้าถึงนิพพานด้วยธรรมอัน ต่างด้วยกายสุจริตเป็นต้นในเบื้องต้น และต่างด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ในเบื้องปลายอันใด บุคคลเชื่อธรรมของพระอรหันต์นั้น จึงได้ปัญญาทั้งที่ เป็นโลกิยะและโลกุตระเพื่อบรรลุพระนิพพาน. ก็แลการได้นั้น ย่อมไม่ได้ ด้วยธรรมเพียงศรัทธาเท่านั้น. ก็เพราะบุคคลเกิดศรัทธาแล้วก็เข้าไปหา เมื่อ เข้าไปหาก็เข้าไปนั่งใกล้ เมื่อเข้าไปนั่งใกล้ย่อมเงี่ยหู เงี่ยหูแล้ว ย่อมฟังธรรม ฉะนั้น จำเดิมแต่เข้าไปหา จนถึงการฟังธรรม ฟังด้วยดีย่อมได้ (ปัญญา). ท่านกล่าวไว้อย่างไร. ท่านกล่าวไว้ว่า แม้เขาเชื่อธรรมนั้นแล้ว เข้าไปหา อาจารย์อุปัชฌาย์ตามกาลเวลา เข้าไปนั่งใกล้ไหว้ด้วยการกระทำวัตรปฏิบัติ เมื่อใดมีจิตใจยินดีในการเข้าไปนั่งใกล้ย่อมเป็นผู้ใคร่จะกล่าวอะไร ๆ เมื่อนั้น เขาเงี่ยหูฟังเพราะความเป็นผู้ใคร่ฟังย่อมได้ (ปัญญา). ก็แล แม้เมื่อเขาตั้งใจ
หน้า 446 ข้อ 846
ฟังอย่างนี้ ไม่ประมาทโดยไม่อยู่ปราศจากสติ เป็นผู้พิจารณาด้วยความเป็นผู้รู้ คำสุภาษิตและทุพภาษิตก็ย่อมได้(ปัญญา) เหมือนกัน. ไม่ใช่คนนอกนี้. เพราะ เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เป็นผู้ไม่ประมาท เป็นผู้พิจารณาดังนี้. เพราะเขาปฏิบัติตามข้อปฏิบัติอันเป็นไปเพื่อได้ปัญญาด้วยศรัทธา ฟังอุบายเป็น เครื่องเข้าถึงปัญญาด้วยการตั้งใจฟัง คือด้วยความเคารพ ไม่หลงลืมข้อที่รับไว้ แล้วด้วยความไม่ประมาท ถือเอาไม่ยิ่งไม่หย่อนและความไม่ผิดทำให้พิสดาร ด้วยความเป็นผู้พิจารณา หรือเป็นผู้เงี่ยหูลงด้วยความตั้งใจฟังแล้ว ฟังธรรมอัน เป็นเหตุได้ปัญญา ครั้นฟังด้วยความไม่ประมาทแล้วทรงจำธรรม ใคร่ครวญ เนื้อความแห่งธรรมที่ทรงจำไว้แล้วด้วยความพิจารณา ทำปรมัตถสัจจะให้แจ้ง โดยลำดับ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าถูกถามว่า กถํสุ ลภเต ปญฺํ (บุคคลจะได้ปัญญาอย่างไรเล่า) เมื่อจะทรงแสดงเหตุ ๔ อย่างนี้แก่อาฬวกยักษ์ นั้น จึงตรัสคาถานี้ว่า สทฺทหาโน ฯลฯ วิจกฺขโณ ดังนี้ . บัดนี้ เมื่อจะ ทรงวิสัชนาปัญหา ๓ ข้ออื่นจากนั้น จึงตรัส คาถานี้ว่า ปฏิรูปการี เป็นต้น. ใน คาถานั้น บุคคลใดไม่ท่าเทศะและกาละเป็นต้นให้เสียหาย ทำการงานให้ เหมาะสมคือให้เป็นอุบายที่จะได้ทรัพย์อันเป็นโลกิยะหรือโลกุตระ เหตุนั้น บุคคลนั้นจึงชื่อว่า ปฏิรูปการี (ผู้ทำการงานให้เหมาะเจาะ). บทว่า ธุรวา คือไม่ทอดธุระด้วยอำนาจความเพียรทางใจ. บทว่า อุฏฺาตา ความว่า ประกอบด้วยความขยันด้วยอำนาจความเพียรทางกาย มีความบากบั่นไม่ ย่อหย่อนโดยนัยเป็นต้นว่า ก็ผู้ใดไม่สำคัญความเย็นและความร้อนให้ยิ่งไปกว่า หญ้า. บทว่า วินฺทเต ธนํ ความว่า บุคคลย่อมได้โลกิยทรัพย์เหมือนลูกน้อง ของจุลลกเศรษฐีได้ทรัพย์ ๔ แสนโดยไม่ช้า ด้วยหนูตัวเดียว และได้โลกุตร- ทรัพย์ เหมือนพระมหาติสสเถระผู้เฒ่า. เขาคิดว่า เราจักอยู่ด้วยอิริยาบถ ๓ อย่างเท่านั้น ดังนี้แล้วทำวัตรปฏิบัติ ในเวลาง่วงนอนก็เอาใบไม้ชุบน้ำวางไว้บน
หน้า 447 ข้อ 846
ศีรษะ ลงน้ำประมาณคอป้องกันความง่วงนอน บรรลุพระอรหัตโดยพรรษา ๑๐. บทว่า สจฺเจน ความว่า บุคคลย่อมได้รับชื่อเสียงอย่างนี้ว่า เป็นผู้กล่าว คำสัตย์ กล่าวคำจริงด้วยวจีสัจจะบ้าง ว่าพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกด้วยปรมัตถสัจจะบ้าง. บทว่า ททํ ความว่า ผู้ให้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่เขาต้องการปรารถนา ย่อมผูก ย่อมเพิ่มพูน ย่อมกระทำไมตรีได้. หรือว่า ผู้ให้ของไม่ดี ก็ย่อมได้ของไม่ดี. หรือว่า สังคหวัตถุ ๔ พึงทราบว่า ท่าน ก็จัดเอาทานเป็นหัวหน้า. ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมทำไมตรีด้วยสังคหวัตถุ ๔ นั้น. ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาปัญหา ๔ ข้อ โดยนัยที่เจือโลกิยะ และโลกุตระปะปนกันทั้งคฤหัสถ์และบรรพชิตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ จะทรงวิสัชนา ปัญหาที่ ๕ นี้ ว่า กถํ เปจฺจ น โสจติ (บุคคลตายไปแล้วจะไม่เศร้าโศก อย่างไร) ด้วยอำนาจคฤหัสถ์ จึงตรัสคำเป็นต้นว่า ยสฺเสเต ดังนี้. พึงทราบเนื้อความแห่งข้อนั้น (ดังนี้) คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามมีศรัทธา เพราะประกอบด้วยศรัทธาที่ก่อให้เกิดกัลยาณธรรมทั้งปวง ที่ตรัสไว้ในบทนี้ว่า สทฺทหาโน อรหตํ (เธอธรรมของอรหันต์) เป็นผู้แสวงหาการครองเรือน หรือกามคุณทั้ง ๕ ในคำนี้ว่า สทฺธสฺส ฆรเมสิโน (ผู้ครองเรือน) มีธรรม ๔ อย่างนี้ คือสัจจะอย่างที่ตรัสไว้แล้วในบทนี้ว่า สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ (บุคคลย่อมได้รับชื่อเสียงด้วยคำสัตย์) ธรรมดังที่ตรัสไว้แล้วด้วยชื่อแห่งปัญญา ที่ได้ด้วยการตั้งใจฟังในบทนี้ว่า สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺํ (ผู้ตั้งใจฟังย่อมได้ ซึ่งปัญญา) ธิติที่ตรัสไว้แล้วด้วยชื่อว่าธุระและด้วยชื่อว่าขยัน ในบทนี้ว่า ธุรวา อุฏฺาตา (มีธุระ ขยัน) และจาคะอย่างที่ตรัสไว้แล้วในบทนี้ว่า ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ (ผู้ให้ย่อมผูกไมตรีไว้ได้. บทว่า ส เว ปจฺจ น โสจติ ความว่า เขาละไปสู่โลกนี้และโลกอื่น ย่อมไม่เศร้าโศก.
หน้า 448 ข้อ 846
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงวิสัชนาปัญหาที่ ๕ อย่างนี้แล้ว จะเตือน ยักษ์นั้น จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิงฺฆ อญฺเปิ (เชิญถาม) ธรรมแม้อย่างอื่น. ในบทเหล่านั้น บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาตในอรรถแห่งคำเตือน. บทว่า อญฺเปิ ความว่า จงถามธรรมแม้อย่างอื่นกะสมณพราหมณ์เป็นอันมาก. หรือว่า จง ถามสมณพราหมณ์เป็นอันมาก ที่ปฏิญญาตนว่าเป็นสัพพัญญู มีปูรณกสัสปเป็น ต้น แม้เหล่าอื่น. หรือว่า หากจะมีเหตุที่ได้รับชื่อเสียงยิ่งไปกว่าสัจจะอย่างที่ เรากล่าวไว้แล้วในบทนี้ว่า สจฺเจน กิตฺตึ ปปฺโปติ (บุคคลย่อมได้รับชื่อ เสียงด้วยคำสัตย์). หรือว่ายังมีเหตุได้โลกิยปัญญาและโลกุตรปัญญายิ่งกว่าทมะ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ด้วยอ้างถึงปัญญา ว่า สุสฺสูสา ในบทว่า สุสฺสูสํ ลภเต ปญฺํ (ผู้ตั้งใจฟังย่อมได้ปัญญา). หรือว่า เหตุเป็นเครื่องผูกไมตรี ยิ่งกว่าจาคะ อย่างที่ตรัสไว้แล้วในบทนี้ว่า ททํ มิตฺตานิ คนฺถติ (ผู้ให้ย่อม ผูกไมตรีไว้ได้). หรือว่าเหตุที่เป็นเครื่องได้โลกิยะทรัพย์และโลกุตรทรัพย์ยิ่ง กว่าขันติกล่าวคือความเพียรที่ถึงความพากเพียรโดยอรรถว่านำของหนักหน่วงไป ตามที่ทรงอาศัยอำนาจแห่งเหตุนั้น ๆ ตรัสไว้ด้วยชื่อว่า ธุระและด้วยความขยัน ในบทนี้ว่า ธุรวา อุฏฺาตา. หรือว่า เหตุที่ไม่เศร้าโศก เพราะละจากโลก นี้ไปสู่โลกอื่นยิ่งกว่าธรรม อย่างนี้ ที่ตรัสไว้อย่างนี้ว่า สจฺจํ ธมฺโม ธิติ จาโค นี้เป็นพรรณนาความพร้อมกับการเธอความโดยย่อในบทนี้ว่า อิธ วิชฺชติ ดังนี้ (มีอยู่ในโลกนี้) แต่พึงแยกบทหนึ่ง ๆ โดยนัยที่ยกอรรถ ยก บทและพรรณนาบทแล้วทราบการพรรณนาอรรถโดยพิสดาร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้แล้ว ยักษ์จะพึงถามสมณพราหมณ์ อื่นด้วยความสงสัยใดเพราะเป็นผู้ละความสงสัยนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า บัดนี้ ข้าพระองค์จะพึงถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากอย่างไรเล่า ดังนี้ เมื่อจะให้คน
หน้า 449 ข้อ 846
ที่ยังไม่รู้เหตุที่ไม่ถามให้รู้ จึงกล่าวว่า โยหํ อชฺช ปชานามิ โย อตฺโถ สมฺปรายิโก ดังนี้ (วันนี้เราได้รู้อยู่ว่า ประโยชน์ใดมีอยู่ในสัมรายภพ). ในบทเหล่านั้น บทว่า อชฺช อธิบายว่า กำหนดเวลามีในวันนี้เป็น ต้น. บทว่า ปชานามิ คือรู้โดยประการตามที่ตรัสแล้ว. บทว่า โย อตฺโถ ความว่า ทรงแสดงข้อปฏิบัติในปัจจุบันที่ตรัสไว้แล้วโดยนัยว่า สุสฺสูสํ สภเต ปญฺํ (ผู้ตั้งใจฟังย่อมได้ปัญญา) ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. ทรงแสดงข้อ ปฏิบัติในโลกหน้า ซึ่งกระทำการละไปแล้ว ไม่มีความเศร้าโศก ซึ่งตรัส ไว้แล้วว่า ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา (ผู้ใดมีธรรม ๔ อย่างนี้) ด้วยบทว่า สมฺปรายิโก ดังนี้. ก็บทว่า อตฺโถ นี้เป็นชื่อของเหตุ. จริงอยู่ศัพท์ว่า อตฺถ นี้ ย่อมเป็นไปในอรรถแห่งปาฐะ ในบททั้งหลายเป็นต้นอย่างนี้ว่า สาตฺถํ สพฺยญฺชนํ (พร้อมด้วยอรรถ พร้อมด้วยพยัญชนะ). เป็นไปใน ความต้องการในบทเป็นต้นว่า อตฺโถ เม คหปติ หิรญฺญสุวณฺเณน ดู ก่อนคฤหบดี เราต้องการเงินและทอง. เป็นไปในความเจริญในบทเป็นต้นว่า โหติ สีลวตํ อตฺโถ (ความเจริญย่อมมีแก่ผู้มีศีล). เป็นไปในทรัพย์ ในบท เป็นต้นว่า พหุชดน ภชฺชเต อตฺถเหตุ (คนเป็นอันมากแตกกันเพราะทรัพย์). เป็นไปในประโยชน์เกื้อกูล ในบทเป็นต้นว่า อุภินฺนมตฺถํ จรติ (ย่อม ประพฤติประโยชน์แก่โลกทั้งสอง). เป็นไปในเหตุในบทเป็นต้นว่า อตฺเถ ชาเต จ ปณฺฑิตํ (ก็เมื่อเหตุเกิดขึ้นย่อมต้องการบัณฑิต). ก็แลศัพท์ว่า อตฺถ ในที่นี้ เป็นไปในเหตุ. เพราะฉะนั้น เหตุแห่งการได้ปัญญาเป็นต้นที่เป็นไป ในปัจจุบันอันใด และเหตุแห่งความละไปแล้วไม่มีความเศร้าโศกเป็นไปใน สัมปรายภพอันใด เราย่อมรู้เหตุนั้นเองตามนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วใน วันนี้ บัดนี้ เรานั้นจะพึงถามสมณพราหมณ์เป็นอันมากอย่างไรเล่า ดังนี้ พึง ทราบเนื้อความโดยสังเขปในข้อนี้อย่างนี้.
หน้า 450 ข้อ 846
ยักษ์จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ปชานามิ โย อตฺโถ สมฺปรายิโก (เหตุใด ที่มีในสัมปรายภพเรารู้) เมื่อจะแสดงความที่ญาณนั้นเป็นเค้ามูลของพระผู้มี พระภาคเจ้า จึงกล่าวว่า อตฺถาย วต เม พุทฺโธ (พระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับ ณ เมืองอาฬวีเพื่อความประโยชน์แก่เรา). ในบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถาย คือเพื่อประโยชน์เกื้อกูล หรือเพื่อ ความเจริญ. บทว่า ยตฺถ ทินฺนํ มหปฺผลํ ความว่า ทานที่ให้ในพระ- พุทธเจ้าพระองค์ใดมีผลมาก เรารู้จักพระพุทธเจ้าผู้เป็นยอดทักขิไณยบุคคล พระองค์นั้น ด้วยจาคะที่ตรัสไว้ในบทว่า ยสฺเสเต จตุโร ธมฺมา (ผู้ใด มีธรรม ๔ อย่างนี้). แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทรงหมายเอาพระสงฆ์จึง ตรัสอย่างนี้. ครั้นยักษ์แสดงการบรรลุประโยชน์แก่ตนด้วยคาถานี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้จะแสดงอปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ผู้อื่นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า เรานั้นจัก ท่องเที่ยวไป. ในบทเหล่านั้น บทว่า คามา คามํ ความว่า จากเทวคามสู่เทวคาม จากเทวนครสู่เทวนคร. บทว่า นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ ธมฺมสฺส จ สุธมฺมตํ ความว่า ซึ่งความตรัสรู้ดีของพระพุทธเจ้าและซึ่งความเป็นธรรมดี แห่งพระธรรม โดยนัยเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์ เองหนอ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว. ด้วยอำนาจ จ ศัพท์ก็ เป็นอันกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักเที่ยวชมเชยแล้ว ๆ ซึ่งความปฏิบัติดีของพระสงฆ์ นมัสการประกาศธรรมด้วยบทเป็นต้นว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้วหนอ ดังนี้ . การสิ้นสุดแห่งคาถานี้ การแจ้งสว่างแห่งราตรี การส่งเสียงสาธุการ การนำอาฬวกกุมารมายังที่อยู่ของยักษ์ ได้มีในขณะเดียวกันด้วยประการฉะนี้. พวกราชบุรุษได้ยินเสียงสาธุการแล้ว นึกว่า เสียงสาธุการเห็นปานนี้ ย่อมไม่
หน้า 451 ข้อ 846
บันลือลั่นแก่คนเหล่าอื่น เว้นพระพุทธเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาแล้วหนอ ได้เห็นรัศมีพระสรีระของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ยืนอยู่ข้างนอกเหมือนก่อน หมดความสงสัย หลบเข้าไปอยู่ข้างใน เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ ในที่อยู่ของยักษ์และเห็น ยักษ์ยืนประคองอัญชลีอยู่ จึงกล่าวกะยักษ์ว่า ดูก่อน มหายักษ์ พระราชกุมารนี้เขานำมาเพื่อพลีกรรมแก่ท่าน เชิญท่านจงเคี้ยวกิน หรือเชิญกินเขาหรือทำตามต้องการเถิด. ยักษ์นั้นละอายเพราะความเป็น พระโสดาบันและ เมื่อถูกเขากล่าวอย่างนี้ต่อพระพักตร์พระผู้มีภาคเจ้าด้วยคำ แปลกประหลาด จึงเอามือทั้งสองประคองพระกุมารนั้นน้อมเข้าไปหาพระผู้มี พระภาคเจ้าโดยกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุมารนี้เขาส่งมาให้ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ขอถวายกุมารนี้แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดรับเด็กนี้ เพื่อ ประโยชน์เกื้อกูล เพื่อประโยชน์สุขแก่เด็กนี้เถิด พระเจ้าข้า. ก็แลยักษ์นั้นกล่าว คาถานี้ว่า ข้าพระองค์เต็มใจยินดีถวายกุมารนี้ผู้มี ลักษณะบุญตั้งร้อยทั่วสรรพางค์กาย มีทรวด ทรงบริบูรณ์ แต่พระองค์ ขอพระองค์ผู้มี จักษุโปรดรับไว้เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลกเกิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับกุมารไว้แล้ว. ก็แล เมื่อจะทรงรับก็กล่าวคาถาหย่อน บาท เพื่อทำมงคลแก่ยักษ์และแก่กุมาร. ยักษ์ยังกุมารนั้นให้ถึงพระองค์ เป็น สรณะ ให้บริบูรณ์ด้วยบาทที่ ๔ ถึง ๓ ครั้ง คือ กุมารนี้ จงมีอายุยืน ดูก่อนยักษ์ เธอจงเป็นผู้เจริญและมีความสุข จงเป็นผู้
หน้า 452 ข้อ 846
ไม่เจ็บไข้ดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก กุมารนี้เข้าถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ. กุมารนี้ จงมีอายุยืน ดูก่อนยักษ์ เธอ จงเป็นผู้เจริญและมีความสุข จงเป็นผู้ไม่ เจ็บไข้ดำรงอยู่ เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก กุมารนี้ เข้าถึงพระธรรมเป็นสรณะ. กุมารนี้ จงมีอายุยืน ดูก่อนยักษ์ เธอ จงเป็นผู้เจริญและมีความสุข จงเป็น ผู้ไม่เจ็บไข้ดำรงอยู่เพื่อเกื้อกูลแก่ชาวโลก กุมารนี้เข้าถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ประทานกุมารแก่พวกราชบุรุษด้วยพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงยังกุมารนี้ให้เจริญแล้วส่งให้เราอีก. กุมารนั้นเกิดมีชื่อว่า หัตถกะอาฬวกะ เพราะไปสู่มือยักษ์จากมือของพวกราชบุรุษ ไปสู่พระหัตถ์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าจากมือยักษ์ แล้วไปสู่มือของพวกราชบุรุษจากพระหัตถ์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าอีก. ชาวนาและคนทำงานในป่าเป็นต้น เห็นพวกราชบุรุษ นำกุมารนั้นกลับมา กลัวแล้วถามว่า ยักษ์ไม่ต้องการกุมารเพราะเป็นเด็กเกินไป หรือ. พวกราชบุรุษบอกเรื่องทั้งหมดว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย เพราะพระ ผู้มีพระภาคเจ้าทำความปลอดภัยให้แล้ว ดังนี้ . แต่นั้นมา ชาวนครอาฬวีทั้งหมด ก็กล่าวว่า ดีแล้ว ๆหันหน้าเข้าหายักษ์ด้วยเสียงอึกทึกกึกก้องเป็นอันเดียวกัน. เมื่อถึงเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปภิกขาจาร แม้ยักษ์ก็ถือบาตรจีวรมาครึ่ง ทางจึงกลับ . เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต ทรงทำภัตกิจแล้ว ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสนะที่ปูลาดไว้ดีแล้วที่โคนไม้อันเงียบสงัดแห่งใดแห่ง หนึ่งใกล้ประตูเมือง. ต่อจากนั้น พระราชาและชาวเมืองพร้อมด้วยชนหมู่ใหญ่
หน้า 453 ข้อ 846
รวมเป็นอันเดียวกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้ว นั่งแวดล้อม แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงทรมานยักษ์ผู้ร้ายกาจได้ อย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำการรณรงค์ของราชบุรุษเหล่านั้นให้เป็นต้น แล้ว ตรัสว่า ยักษ์ยังฝน ๙ ชนิดให้ตกอย่างนี้ ทำให้น่าสะพึงกลัวอย่างนี้ ถาม ปัญหาอย่างนี้ เราวิสัชนาแก่ยักษ์นั้นอย่างนี้แล้ว จึงตรัสอาฬวกสูตรนั้น. ในที่สุดแห่งถ้อยคำ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชาชน ๘๔,๐๐๐. แต่นั้นมา พระราชาและชาวเมืองกระทำที่อยู่ของยักษ์ในที่ใกล้ที่อยู่ของท้าวเวสวัณมหาราช เปลี่ยนเป็นเครื่องสักการะมีดอกไม้ของหอมเป็นต้น ให้เป็นเครื่องเซ่นประจำ. และเขาปล่อยกุมารนั้นผู้ถึงความเป็นวิญญูชนแล้วว่า เธออาศัยพระผู้มีพระภาค. เจ้า จึงได้ชีวิต จงไป เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. หัตถกะ อาฬกะนั้น เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ไม่นานก็ตั้งอยู่ใน อนาคามิผลเรียนพระพุทธพจน์ทั้งปวง มีอุบาสก ๕๐๐ เป็นบริวาร. ก็แลพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงประกาศเข้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคตะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายยอด ของอุบาสกสาวกของเรา ผู้สงเคราะห์ชุมชนด้วยวัตถุ ๔ คือ หัตถกะอาฬวก. จบอรรถกถาอาฬวกสูตรที่ ๑๒ จบอรรถกถายักขสังยุต ด้วยประการฉะนี้. รวมพระสูตรแต่งยักขสังยุต ๑๒ สูตร คือ ๑. อินทกสูคร ๒. สักกสูตร ๓. สูจิโลมสูตร ๔. มณิภัททสูตร ๕. สานุสูตร ๖. ปิยังกรสูตร ๗. ปุนัพพสุสูตร ๘. สุทัตตสูตร ๙. ปรมสุกกา สูตร ๑๐. ทุติยสุกกาสูตร ๑๑. จีราสูตร ๑๒. อาฬวกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 454 ข้อ 847, 848
สักกสังยุต ปฐมวรรคที่ ๑ ๑. สุวีรสูตร ว่าด้วยสุวีรเทพบุตรมัวประมาท [๘๔๗] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเขตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. [๘๔๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคย มีนาแล้ว พวกอสูรได้รบกับพวกเทวดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสเรียกสุวีรเทพบุตรมาบัญชาว่า พ่อสุวีระ พวกอสูร เหล่านี้ กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สุวีรเทพบุตรรับบัญชาของท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอ พระองค์จงทรงพระเจริญ ดังนี้ แล้วมัวประมาทเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ แล ท้าวสักกะจอมเทวดาก็ได้ตรัสเรียกสุวีรเทพบุตรมาสั่งว่า พ่อ- สุวีระ พวกอสูรเหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูร ไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ สุวีรเทพบุตรรับ บัญชาของท้าวสักกะ จอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ แล้วมัวประมาทเสีย.
หน้า 455 ข้อ 849, 850, 851
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวสักกะจอมเทวดาก็ได้ตรัสเรียก สุวีรเทพบุตรมาสั่งว่า พ่อสุวีระ พวกอสูรเหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๓ สุวีรเทพบุตร รับบัญชาของท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ แล้วมัวประมาทเสีย. [๘๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดา ตรัสกะสุวีรเทพบุตรด้วยคาถาว่า บุคคลไม่หมั่น ไม่พยายาม จะ ประสบสุขได้ ณ ที่ใด ดูก่อนสุวีระ เจ้า จงไป ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้นด้วยเถิด. [๘๕๐] สุวีรเทพบุตรทูลว่า บุคคลเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่หมั่น และไม่ใช้ใคร ๆ ให้กระทำกิจทั้งหลาย อีกด้วย เขาพึงพรั่งพร้อมด้วยกามทุกอย่าง ข้าแต่ท่าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอก ฐานะอันประเสริฐนั้น แก่ข่าพระองค์. [๘๕๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ที่ใด บุคคลเกียจคร้าน ไม่หมั่น ถึงความสุขล่วงส่วนได้ สุวีระ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้น ด้วยเถิด.
หน้า 456 ข้อ 852, 853, 854
[๘๕๒] สุวีรเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ข้าพระองค์ทั้งหลายจะพึงได้ความสุขใด โดยไม่ต้องทำการงาน ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอกความสุขนั้นอัน ประเสริฐ ที่ไม่มีความแห้งใจ ไม่มีความ คับแค้นแก่ข้าพระองค์เถิด. [๘๕๓] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า หากความสุขจะมีได้โดยไม่ต้องทำ การงาน ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ใคร ๆ ย่อม ทรงชีพอยู่ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นทางแห่ง นิพพาน สุวีระ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และ จงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้นด้วยเถิด. [๘๕๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทวดาพระองค์นั้น อาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่ เสวยรัชสมบัติอันมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วยความ เป็นอิสระแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงพรรณนาคุณแห่งความเพียรคือความ หมั่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เรากล่าวชอบแล้วอย่างนี้ พึงหมั่น เพียรพยายาม เพื่อบรรลุมรรคผลที่ยังไม่บรรลุ เพื่อได้มรรคผลที่ ยังไม่ได้ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผลที่ยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง ข้อนี้จะพึง งดงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้.
หน้า 457 ข้อ 854
สักกสังยุตตวัณณนา อรรถกถาสุวีรสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุวีรสูตรที่ ๑ แห่งวรรคที่ ๑ ต่อไปนี้ :- บทว่า อภิยํสุ คือ เตรียมไปต่อสู้. มีกำลังเมื่อใด ในสูตรนั้นมี อนุบุพพิกถา ดังนี้ ได้ยินว่า ท้าวสักกะเป็นมาณพชื่อ มฆะ ในอจลคามใน แคว้นมคธ พาบุรุษ ๓๐ คน ทำกัลยาณกรรมบำเพ็ญวัตรบท ๗ ทำกาละใน ที่นั้นแล้วไปเกิดในเทวโลก. เทวดาพวกเก่าเจ้าถิ่นเห็นมฆมาณพนั้นพร้อมด้วย บริษัท ประกอบไปด้วยฐานะ ๑๐ ด้วยอานุภาพแห่งกรรมอันแรงกล้า คิดว่า เทวบุตรผู้เป็นอาคันตุกะมาแล้ว จึงเตรียมน้ำคันธบานเพื่อดื่ม. ท้าวสักกะได้ ให้คำเตือนแก่บริษัทบริวารของตนว่า ดูก่อนผู้นิรทุกข์ อย่าดื่มน้ำคันธบาน จงแสดงเพียงอาการดื่มเท่านั้น. พวกเขาได้ทำอย่างนั้น. เทวบุตรเจ้าถิ่นดื่มน้ำ คันธบานที่เข้านำเข้าไปให้ด้วยจอกทองตามต้องการ เมาล้มลงนอนอยู่บนแผ่นดิน ทองนั้น ๆ. ท้าวสักกะกล่าวว่า จงจับพร้อมทั้งแม่ทั้งลูกไปดังนี้แล้ว จับที่เท้า ขว้างไปที่เชิงภูเขาสิเนรุ. เทวบุตรทั้งปวงแม้ยังเป็นอยู่อย่างนั้น ก็ไปตกลงใน ที่นั้น ด้วยเดชแห่งบุญของท้าวสักกะ. เทวบุตรเหล่านั้นได้ความรู้สึกตัวใน เวลาที่อยู่กลางภูเขาสิเนรุ จึงกล่าวว่า พวกเราไม่ดื่มสุราละพ่อ. จำเดิมแต่นั้น จึงได้ชื่อว่า อสูร. ภายหลังแดนอสุรมีประมาณหมื่นโยชน์ ซึ่งตั้งขึ้นตามฤดู. เพราะปัจจัยแห่งกรรมของพวกเขา ก็เกิดขึ้นในพื้นภายใต้แห่งภูเขาสิเนรุ. ท้าวสักกะตั้งอารักขาเพื่อต้องการไม่ให้เทวบุตรเหล่านั้นกลับมา. ท่านกล่าว หมายความว่า
หน้า 458 ข้อ 854
การคุ้มครองรักษา อย่าง ตั้งอยู่ ในระหว่างเมืองที่ไม่มีใครรบได้ทั้งสอง คือ นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์และ มหาราชทั้ง ๔. จริงอยู่ เมืองทั้งสองคือ เทวนครและอสุรนคร ชื่อว่า เป็นเมืองที่ ไม่มีใครรบได้ ก็เพราะเป็นเมืองที่ไม่อาจถูกยึดเอาด้วยการรบ ก็แล คราวใด พวกอสุรมีกำลัง คราวนั้น เมื่อประตูถูกพวกเทวดาหนีเข้าไปสู่เมืองและปิดเสีย แล้ว แม้พวกอสูรตั้งแสนก็ไม่อาจจะทำอะไรได้. คราวใด พวกเทวดามีกำลัง คราวนั้น เมื่อประตูถูกพวกอสูรหนีเข้าไป ปิดเสียแล้ว แม้พวกท้าวสักกะ ตั้งแสนก็ไม่อาจจะทำอะไรได้. เมืองทั้ง ๒ นี้ จึงชื่อว่า กรุงอยุธยา ด้วย ประการฉะนี้. ท้าวสักกะตั้งอารักขาไว้ในที่ ๕ แห่ง มีนาคเป็นต้นนี้ ระหว่างเมืองทั้ง ๒ นั้น ในสถานที่ ๕ แห่ง. ในที่นั้น พวกนาค ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า น้ำ. จริงอยู่ พวกนาคนั้นมีกำลังอยู่ในน้ำ. การป้องกันของพุวกนาคนั้นอยู่ที่แนวที่ ๑ แห่งภูเขาสิเนรุนั้น พวกครุฑถือเอาด้วยศัพท์ว่า กโรฏิ. ได้ยินว่า น้ำและข้าว ของพวกครุฑนั้นชื่อ กโรฏิ. พวกครุฑได้ชื่อตามน้ำและข้าวนั้น. การป้องกัน ของพวกครุฑนั้นอยู่ทีแนวที่ ๒. พวกกุมภัณฑ์ถือเอาด้วยศัพท์ว่า ปยสฺสุกริ. ได้ยินว่า พวกกุมภัณฑ์นั้นเป็นพวกทานพและรากษส. การป้องกันของพวกนี้อยู่ที่ แนวที่ ๓. พวกยักษ์ถือเอาด้วยศัพท์ว่า ทมนยุทธ์ . ได้ยินว่า พวกยักษ์นั้นเป็นนัก รบกองโจร. การป้องกันของพวกยักษ์นี้อยู่ที่แนวที่ ๔. บทว่า จตุโร จ มหตฺถา คือ มหาราชทั้ง ๔ ที่กล่าวแล้ว. การป้องกันของมหาราชเหล่านี้ อยู่ที่แนวที่ ๕. เพราะฉะนั้น ถ้าพวกอสูรโกรธ มีใจขุ่นมัว เข้าไปบุกรุกเมืองของพวกเทวดา
หน้า 459 ข้อ 854
ในการรบ. ที่ใด เป็นขอบเขตแรกแห่งภูเขา พวกนาคย่อมป้องกันที่นั้น. พวกอื่น ที่ยังเหลือก็ป้องกันที่อื่นที่ยังเหลือ. ก็แล พวกอสูรนั้น เช่นเดียวกับเทวดาชั้น ดาวดึงส์ ด้วยสมบัติคืออายุ ผิวพรรณ เกียรติยศ และความเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้น พวกเขาจึงไม่รู้ตัว ในระหว่างเมื่อดอกแคฝอยบานจึงรู้ว่า นี่ไม่ใช่ เมืองของเทวดา ดอกปาริฉัตรบานในเมืองของเทวดานั้น แต่ในที่นี้มีต้นแคฝอย พวกเราถูกพวกสักกะแก่หลอกลวงให้ดื่มสุรา ก็แลเราจะไปยังเทวนคร พวกเราจักยึดไว้ เราจักรบกับเทวนครนั้น ดังนี้แล้ว ขึ้นช้างม้าและรถ จัดทองเงินแก้วมณีและแก้วผลึก เตรียมรบ ลั่นกลองอสูร แยกน้ำในมหาสมุทร ออกเป็น ๒ ส่วน เตรียมพร้อมอยู่. พวกอสูรนั้นเริ่มขึ้นภูเขาสิเนรุ คล้าย แมลงเม่าขึ้นจอมปลวกเมื่อฝนตก. ในเวลานั้น พวกอสูรนั้นรบกับพวกนาค เป็นครั้งแรก. ก็ในการรบนั้น ผิวหรือหนังของใคร ๆ ไม่ขาด. เลือดก็ไม่ออก. เป็นเพียงยังกันและกันให้ร้อน เหมือนพวกเด็กเอาแพะไม้ชนกันอย่างเดียว เท่านั้น. พวกนาคตั้งร้อยโกฏิ พันโกฏิรบกับพวกอสูรนั้น ขับไล่พวกอสูรนั้น ไปสู่เมืองอสูรแล้วกลับมา. ก็เมื่อใด พวกอสูรมีกำลัง เมื่อนั้น พวกนาคก็ล่าถอยไปร่วมกับพวก ครุฑ รบในแนวที่ ๒. แม้ในครุฑเป็นต้นกันอย่างนี้. แต่เมื่อใดพวกอสูร เหยียบย่ำที่ทั้ง ๕ แห่งนั้นได้ เมื่อนั้น ๕ กองพล ล่าถอยลงมารวมเป็นอันเดียว กัน ทีนั้นมหาราชทั้ง ๔ จึงไปกราบทูลความเป็นไปแก่ท้าวสักกะ. ท้าวสกักะ ฟังคำกราบทูลของมหาราชนั้นแล้ว จึงเสด็จขึ้นเวชยันตรถ ๑๕๐ โยชน์ออก ไปเอง หรือส่งพระโอรสองค์หนึ่งไป. ก็แลในเวลานั้น ท้าวสักกะผู้ต้องการ จะส่งพระโอรสไป จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ดูก่อนพ่อสุวีระ ดังนี้.
หน้า 460 ข้อ 855
บทว่า เอวํ ภทฺทนฺตวาติ โข ความว่า (สุวีรเทวบุตรกล่าวว่า) ได้พระเจ้าข้า ดังนี้แล. บทว่า ปมาทํ อาปาเทสิ แปลว่า ได้ทำความ ประมาท. อธิบายว่า สุวีรเทวบุตรมีนางอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม ลงสู่ถนนใหญ่ สำเร็จด้วยทองยาว ๖๐ โยชน์ เที่ยวเล่นนักษัตรอยู่ในสวนนันทนวันเป็นต้น. บทว่า อนุฏฺหํ แปลว่า ไม่ขยัน. บทว่า อวายามํ แปลว่า ไม่พยายาม. บทว่า อลสฺวายํ ตัดบทว่า อลโส อยํ แปลว่า นี้ เกียจคร้าน. บทว่า น จ กิจฺจานิ การเย แปลว่า ไม่กระทำกิจอะไร ๆ. บทว่า สพฺพกาม- สมิทฺธสฺส แปลว่า พึงเป็นผู้สำเร็จด้วยกามคุณทั้งปวง. บทว่า ตมฺเม สกฺก วรํ ทิส ความว่า สุวีรเทวบุตรกล่าวว่า ข้าแต่ท้าวสักกะผู้ประเสริฐสุดของ พวกเทวะ โปรดแจ้ง คือ บอกกล่าวซึ่งสิ่งประเสริฐ คือฐานะอันสูงสุด โอกาส นั้นแก่ข้าพเจ้า. บทว่า นิพฺพานสฺส หิ โส มคฺโค ความว่า ทางแห่ง นิพพาน ชื่อว่า ฐานะที่ไม่ทำกรรมเป็นอยู่. จบอรรถกถาสุวีรสูตรที่ ๑ ๒. สุสิมสูตร การได้ความสุขเพราะความหมั่น [๘๕๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 461 ข้อ 856, 857, 858
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. [๘๕๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคย มีมาแล้ว พวกอสูรได้พากันมารบกับพวกเทวดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสเรียกสุสิมเทพบุตรมาบัญชาว่า พ่อสุสิมะ พวกอสูร เหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไปป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สุสิมเทพบุตรรับบัญชาท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ดังนี้ แล้วมัวประมาทเสีย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ครั้งที่ ๒ ฯลฯ แม้ครั้งที่ ๓ ท้าวสักกะจอมเทวดาก็ได้ตรัสเรียกสุสิมเทพบุตร มาบัญชาว่า พ่อสุสิมะ พวกอสูรเหล่านี้กำลังพากันมารบพวกเทวดา พ่อจงไป ป้องกันพวกอสูรไว้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในครั้งที่ ๓ สุสิมเทพบุตร รับบัญชาท้าวสักกะจอมเทวดาว่า ขอเดชะ ขอพระองค์จงทรงพระเจริญ ดังนี้ แล้วมัวประมาทเสีย. [๘๕๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดา ตรัสกะสุสิมเทพบุตรด้วยคาถาว่า บุคคลไม่หมั่น ไม่พยายาม แต่ ประสบความสุขได้ ณ ที่ใด ดูก่อนสุสิมะ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้นด้วยเถิด. [๘๕๘] สุสิมเทพบุตรทูลว่า บุคคลเป็นผู้เกียจคร้าน ไม่หมั่น และไม่ใช้ใคร ๆ ไห้กระทำกิจทั้งหลาย อีกด้วย เขาพึงพรั่งพร้อมด้วยกามทุกอย่าง
หน้า 462 ข้อ 859, 860, 861
ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอก ฐานะอันประเสริฐนั้นแก่ข้าพระองค์. [๘๕๙] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ที่ใด บุคคลเกียจคร้าน ไม่หมั่น ถึงความสุขล่วงส่วนได้ สุสิมะ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และจงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้น ด้วยเถิด. [๘๖๐] สุสิมเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ ผู้ประเสริฐกว่า เทวดา ข้าพระองค์ทั้งหลาย จะพึงได้ ความสุขใด โดยไม่ต้องทำการงาน ข้าแต่ ท้าวสักกะ ขอพระองค์จงตรัสบอก ความสุขนั้นอันประเสริฐ ที่ไม่มีความ แห้งใจ ไม่มีความคับแค้นแก่ข้าพระองค์ เถิด. [๘๖๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า หากความสุขจะมีได้โดยไม่ต้องทำ การงาน ไม่ว่าในที่ไหน ๆ ใคร ๆ ย่อม ยังชีพอยู่ไม่ได้ เพราะนั่นเป็นทางแห่ง นิพพาน สุสิมะ เจ้าจงไป ณ ที่นั้น และ จงพาเราไปให้ถึง ณ ที่นั้น ด้วยเถิด.
หน้า 463 ข้อ 862, 863
[๘๖๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทวดาพระองค์นั้น อาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่ เสวยรัชสมบัติมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วยความ เป็นอิสระแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงพรรณนาคุณแห่งความเพียร คือ ความหมั่น ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอบวชแล้วในธรรมวินัยอันเรากล่าวชอบแล้ว อย่างนี้ พึงหมั่นเพียร พยายาม เพื่อบรรลุมรรคผลที่ยังไม่บรรลุ เพื่อได้ มรรคผลที่ยังไม่ได้ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งมรรคผลอันตนยังมิได้ทำให้แจ้ง ข้อนี้จะพึงงดงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้. อรรถกถาสุสิมสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุสิมสูตร ที่ ๒ ต่อไปนี้ :- บทว่า สุสิมํ คือ บุตรองค์หนึ่งมีชื่ออย่างนี้ ในระหว่างบุตรพันองค์ ของท้าวสักกะ. จบอรรถกถาสุสิมสูตรที่ ๒ ๓. ธชัคคสูตร อานุภาพแห่งการระลึกถึงพระรัตนตรัย [๘๖๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย.
หน้า 464 ข้อ 864
ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. [๘๖๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกันแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดาตรัสเรียก เทวดาชั้นดาวดึงส์มาสั่งว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย หากความกลัวก็ดี ความหวาดเสียวก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จะพึงเกิดขึ้นแก่พวกเทวดา ผู้ไปในสงคราม สมัยนั้น พวกท่านพึงแลดูยอดธงของเราทีเดียว เพราะว่า เมื่อพวกท่านแลดูยอดธงของเราอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้น ก็จักหายไป ถ้าพวกท่านไม่แลดูยอดธง ของเรา ทีนั้นพวกท่านพึงแลดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราชเถิด เพราะว่า เมื่อพวกท่านแลดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราชอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาด สะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้นก็จักหายไป หากพวกท่าน ไม่แลดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราช ทีนั้นพวกท่านพึงแลดูยอดธงของ ท้าววรุณเทวราชเถิด เพราะว่าเมื่อพวกท่านแลดูยอดธงของท้าววรุณเทวราชอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้น ก็จักหายไป หากพวกท่านไม่แลดูยอดธงของท้าววรุณเทวราช ทีนั้นพวกท่าน พึงแลดูยอดธงของท้าวอีสานเทวราชเถิด เพราะว่าเมื่อพวกท่านแลดูยอดธงของ ท้าวอีสานเทวราชอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพอง สยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้น ก็จักหายไป. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อพวกเทวดาแลดูยอดธงของท้าวสักกะผู้เป็น จอมแห่งเทวดาก็ดี แลดูยอดธงของท้าวปชาบดีเทวราชอยู่ก็ดี แลดูยอดธงของ ท้าววรุณเทวราชอยู่ก็ดี แลดูยอดธงของท้าวอีสานเทวราชอยู่ก็ดี ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้น พึงหายไปได้บ้าง
หน้า 465 ข้อ 865
ไม่ได้บ้าง ข้อนั้นเป็นเหตุแห่งอะไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เหตุว่า ท้าวสักกะ ผู้เป็นจอมแห่งเทวดา ยังเป็นผู้ไม่ปราศจากราคะ ไม่ปราศจากโทสะ ไม่ปราศจากโมหะ ยังเป็นผู้กลัว หวาดสะดุ้ง หนีไปอยู่. [๘๖๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ส่วนเราแลกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย หากความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี พึงบังเกิดแก่พวกเธอผู้อยู่ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนที่ว่างเปล่าก็ดี ทีนั้นพวกเธอพึงตามระลึกถึงเรานี้แหละว่า แม้เพราะเหตุนี้ ๆ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นพระอรหันต์เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ เป็นผู้ถึงพร้อม ด้วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล้ว เป็นผู้รู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ ควรฝึกไม่มีผู้อื่นจะยิ่งไปกว่า เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ ตื่นแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อพวกเธอ ตามระลึกถึงเราอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขึ้นพองสยองเกล้า ก็ดี ที่จักมีขึ้นก็จักหายไป หากพวกเธอไม่ตามระลึกถึงเรา ทีนั้นพวกเธอพึง ตามระลึกถึงพระธรรมว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว บุคคล พึงเห็นได้เอง ไม่ประกอบด้วยกาล ควรเรียกให้มาดู ควรน้อมเข้าไปในตน อันวิญญูชนพึงรู้แจ้งได้เฉพาะคน ดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่า เมื่อพวกเธอตามระลึกถึงพระธรรมอยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้นก็จักหายไป หากพวกเธอไม่ตามระลึกถึง พระธรรม ทีนั้นพวกเธอพึงตามระลึกถึงพระสงฆ์ว่า พระสงฆ์สาวกของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว เป็นผู้ปฏิบัติตรง เป็นผู้ปฏิบัติเป็นธรรม เป็นผู้ปฏิบัติชอบยิ่ง พระสงฆ์นั้นคือใคร ได้แก่คู่แห่งบุรุษสี่รวมเป็นบุรุษ บุคคลแปด นี้คือพระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ควรแก่สักการะ ที่เขานำมาบูชา เป็นผู้ควรแก่ของต้อนรับ เป็นผู้ควรแก่ทักขิณา เป็นผู้ควร
หน้า 466 ข้อ 866
แก่การทำอัญชลี เป็นบุญเขตของโลก ไม่มีบุญเขตอื่นยิ่งไปกว่า เพราะว่า เมื่อพวกเธอตามระลึกถึงพระสงฆ์อยู่ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี ที่จักมีขึ้นก็จักหายไป ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุแห่ง อะไร เพราะว่า พระตถาคตอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นผู้ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่เป็นผู้กลัว ไม่หวาด ไม่สะดุ้ง ไม่หนีไป. [๘๖๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นได้ตรัสไวยากรณภาษิต นี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายอยู่ ในป่าก็ดี อยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่าง เปล่าก็ดี พึงระลึกถึงพระสัมพุทธเจ้าเถิด ความกลัวไม่พึงมีแก่เธอทั้งหลาย ถ้าว่าเธอ ทั้งหลายไม่พึงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้เจริญ ที่สุดในโลก ผู้องอาจกว่านรชน ทีนั้นเธอ ทั้งหลายพึงระลึกถึงพระธรรมอันนำออก จากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงดีแล้ว ถ้าเธอทั้งหลายไม่พึงระลึกถึงพระธรรมอัน นำออกจากทุกข์ อันพระพุทธเจ้าทรงแสดง ดีแล้ว ทีนั้น เธอทั้งหลายพึงระลึกถึงพระ- สงฆ์ผู้เป็นบุญเขต ไม่มีบุญเขตอื่นยิ่งไปกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเธอทั้งหลายระลึก ถึงพระพุทธเจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ อย่างนี้ ความกลัวก็ดี ความหวาดสะดุ้งก็ดี ความขนพองสยองเกล้าก็ดี จักไม่มีเลย.
หน้า 467 ข้อ 866
อรรถกถาธชัคคสูตร พึงทราบวินิจฉัยในธชัคคสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :- บทว่า สมุปพฺยุฬฺโห คือ ประชุมกัน รวมกันเป็นกอง. บทว่า ธชคฺคํ อุลฺโลเกยฺยาถ ความว่า ได้ยินว่า รถของท้าวสักกะยาว ๑๕๐ โยชน์ ตอนท้ายรถนั้น ๕๐ โยชน์ ตอนกลางเป็นตัวรถ ๕๐ โยชน์ ตั้งแต่ฝากถึงหัวรถ ๕๐ โยชน์. อาจารย์บางคนขยายประมาณนั้นเป็น ๒ เท่า กล่าวว่า ยาว ๓๐๐ โยชน์บ้าง. ในรถนั้นปูลาดแท่นนั่งได้โยชน์หนึ่ง ตั้งฉัตรขาวขนาด ๓ โยชน์ ไว้ข้างบน. ที่แอกอันเดียวกันเทียมม้าอาชาไนย ๑,๐๐๐ ตัว เครื่องตกแต่งที่เหลือ ไม่มีประมาณ. ก็ธงของรถนั้นยกขึ้น ๒๕๐ โยชน์. ธงที่ถูกลมพัดก็มีเสียงเจื้อยแจ้ว คล้ายดุริยางค์ทั้ง ๕ ท้าวสักกะตรัสว่า พวกเธอจงดูธงนั้น. ถามว่า เพราะ เหตุไร. ตอบว่า เพราะเมื่อเทวะเห็นธงนั้น คิดว่า พระราชาของเรามายืน อยู่ในที่ท้ายบริษัท เหมือนเสาที่เขาปักไว้ เราไม่กลัวใคร ดังนี้ จึงไม่กลัว. บทว่า ปชาปติสฺส ความว่า ได้ยินว่า ท้าวปชาปตินั้น มีผิวพรรณเหมือน กับท้าวสักกะ มีอายุเท่ากันได้ที่นั่งที่ ๒. ถัดมาก็ท้าววรุณและท้าวอีสาน ก็แล ท้าววรุณได้ที่นั่งที่ ๓ ท้าวอีสานได้ที่นั่งที่ ๔. บทว่า ปลายิ ความว่า แพ้ พวกอสูรแล้วยืนที่รถนั้น หรือเห็นธงแม้มีประมาณน้อยก็มีความหนีไปเป็น ธรรมดา. บทว่า อิติปิ โส ภควา เป็นต้น มีเนื้อความพิสดารแล้วในคัมภีร์ วิสุทธิมรรค บทว่า อิทมโวจ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสธชัคค- ปริตนี้. อานุภาพของปริตรใดย่อมเป็นไปในอาณาเขต คือ ในแสนโกฏิจักรวาล. จริงอยู่ บุคคลทั้งหลายนึกถึงปริตรนี้ย่อมพ้นจากทุกข์ มียักขภัยและโจรภัยเป็นต้น
หน้า 468 ข้อ 867, 868
ไม่มีจำนวนสิ้นสุด. ความสงบจากทุกข์อื่นจงยกไว้. จริงอยู่ ผู้มีจิตเลื่อมใส แล้วนึกถึงปริตรนี้ย่อมไดที่พึ่งแม้ในอากาศ. ในข้อนั้น มีเรื่องดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อเขากำลังฉาบปูนขาวที่ทีฆวาปีเจดีย์ ชายหนุ่มคนหนึ่ง ตกจากเชิงเวทีชั้นบนลงมาในโพรงพระเจดีย์. ภิกษุสงฆ์ยืนอยู่ข้างล่าง จึง กล่าวว่า นึกถึงธชัคคปริตซิคุณ. เขาตกใจ กลัวตาย จึงกล่าวว่า ธชัคคปริตร ช่วยผมด้วย ดังนี้. อิฐ ๒ ก้อนหลุดจากโพรงเจดีย์ตั้งเป็นบันไดให้เขาทันที. คนทั้งหลายก็หย่อนบันไดเถาวัลย์ที่อยู่ข้างบน. อิฐที่บันไดนั้น ก็ตั้งอยู่ตามเดิม. จบอรรถกถาธชัคคสูตรที่ ๓ ๔. เวปจิตติสูตร พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญขันติธรรม [๘๖๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี ฯลฯ [๘๖๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกันแล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสกะพวกอสูรว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงความระหว่างเทวดากับอสูรประชิดกัน พวกอสูรพึงชนะ พวกเทวดาพึงปราชัยไซร้ ท่านทั้งหลายพึงมัดท้าวสักกะ จอมเทวดา ด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอเป็นที่ ๕ แล้วพึงนำมายังอสูรบุรี ใน สำนักของเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ท้าวสักกะจอมเทวดาก็บัญชากะเทวดา
หน้า 469 ข้อ 869, 870, 871
ชั้นดาวดึงส์ทั้งหลายว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ถ้าเมื่อสงความระหว่าง เทวดากับอสูรประชิดกัน พวกเทวดาพึงชนะ พวกอสูรถึงปราชัยไซร้ ท่าน ทั้งหลายพึงมัดท้าวเวปจิตติจอมอสูร ด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอเป็นที่ ๕ แล้ว พึงนำมายังสุธรรมาสภา ในสำนักของเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็แลในสงความ ครั้งนั้น พวกเทวดาชนะ พวกอสูรปราชัย ครั้งนั้น เทวดาชั้นดาวดึงส์ได้จับ ท้าวเวปจิตติจอมอสูรมัดด้วยการมัดห้าแห่ง อันมีคอเป็นที่ ๕ แล้วนำมายัง สุธรรมาสภา ในสำนักของท้าวสักกะจอมเทวดา. [๘๖๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ทราบว่า ในครั้งนั้น ท้าวเวปจิตติ จอมอสูรถูกมัดด้วยการมัดห้าแห่งอันมีคอเป็นที่ ๕ ได้ด่าบริภาษท้าวสักกะ จอมเทวดา ซึ่งกำลังเสด็จเข้าและออกยังสุธรรมาสภา ด้วยวาจาอันหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษ. [๘๗๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีเทพบุตร ผู้สงเคราะห์ ได้ทูลถามท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยคาถาว่า ข้าแต่ท้าวสักกะมฆวาฬ พระองค์ ได้ทรงสดับถ้อยคำอันหยาบคาย เฉพาะ หน้า ของท้าวเวปจิตติจอมอสูร ยังทรง อดทนได้ เพราะความกลัว หรือเพราะ ไม่มีกำลัง พระเจ้าข้า. [๘๗๑] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า เราอดทนถ้อยคำอันหยาบคายของ ท้าวเวปจิตติได้ เพราะความกลัวหรือ เพราะไม่มีกำลัง ก็หาไม่ วิญญูชนผู้เช่นเรา ไฉนจะพึงโต้ตอบกับคบพาลเล่า.
หน้า 470 ข้อ 872, 873, 874, 875
[๘๗๒] มาตลีเทพบุตรทูลว่า คนพาลไม่มีผู้กำราบ มันยิ่งกำเริบ เพราะฉะนั้น ธีรชนพึงกำราบคนพาลด้วย อาชญาอย่างรุนแรง. [๘๗๓] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ผู้ใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ สงบระงับได้ เราเห็นว่าการสงบระงับได้ ของผู้นั้นแล เป็นการกำราบคนพาลละ. [๘๗๔] มาตลีเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ ข้าพระองค์เห็น โทษในความอดทนนี้แล เมื่อใด คนพาล ย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า ผู้นี้ย่อมอดกลั้น ต่อเราเพราะความกลัว เมื่อนั้น คนมี ปัญญาทรามยิ่งข่มขี่ผู้นั้น เหมือนโคยิ่ง ข่มขี่โคตัวแพ้ที่หนีไป ฉะนั้น. [๘๗๕] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้น ต่อเราเพราะความกลัวหรือหาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็น อย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใด แลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนผู้ทุรพล ไว้ได้ ความอดกลั้นของผู้นั้น บัณฑิต
หน้า 471 ข้อ 876
ทั้งหลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คน ทุรพลจำต้องอดทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวกำลังของผู้ซึ่งมีกำลังอย่าง คนพาลว่ามิใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าว โต้ต่อผู้มีกำลังผู้ซึงธรรมคุ้มครองแล้วได้ เลย เพราะความโกรธนั้น โทษที่ลามก จึงมีแก่ผู้ที่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ บุคคลผู้ ไม่โกรธตอบต่อผู้ที่โกรธ ย่อมชื่อว่าชนะ สงความซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่น โกรธแล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้น ชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้งฝ่ายตนและคนอื่น คนที่ไม่ฉลาด ในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้รักษาประโยชน์ ของทั้งสองฝ่าย คือ ของตนและของคน อื่น ว่าเป็นคนโง่ ดังนี้. [๘๗๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ท้าวสักกะจอมเทวดาพระองค์นั้น เข้าไปอาศัยผลบุญของพระองค์เป็นอยู่ เสวยรัชสมบัติมีความเป็นใหญ่ยิ่งด้วย ความเป็นอิสระแห่งเทวดาชั้นดาวดึงส์ ยังพรรณนาคุณของขันติ และโสรัจจะ ได้. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่พวกเธอบวชแล้วในธรรมวินัยที่เรากล่าว ชอบแล้วเช่นนี้ เป็นผู้อดทนและสงบเสงี่ยมนี้ จะพึงงามในธรรมวินัยนี้โดยแท้.
หน้า 472 ข้อ 876
อรรถกถาเวปจิตติสูตร พึงทราบวินิจฉัยในเวปจิตติสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า เวปจิตฺตํ ความว่า ได้ยินว่า เขาเป็นหัวหน้าของพวกอสูร. บทว่า เยน สักว่า เป็นนิบาต. บทว่า นํ แปลว่า นั้น . บทว่า กณฺปญฺเจเมหิ ความว่า ที่มัด ๕ แห่ง คือที่มือ ๒ ที่เท้า ๒ และที่คอ ๑ ก็เครื่องมัดนั้นย่อมมา สู่คลองจักษุ คือ ปิดกั้นอิริยาบถเหมือนใยบัว และเหมือนใยแมลงมุม. ก็ถูก เขามัดด้วยเครื่องมัดเหล่านั้นไว้ด้วยจิต ก็ย่อมหลุดด้วยจิต. บทว่า อกฺโกสติ ความว่า เขาย่อมด่าด้วยอักโกสวัตถุ ๑๐ เหล่านั้นว่า เจ้าเป็นโจร เจ้าเป็นพาล เจ้าเป็นคนหลง เจ้าเป็นอูฐ เจ้าเป็นวัว เจ้าเป็นลา เจ้าเป็นสัตว์นรก เจ้าเป็น สัตว์ดิรัจฉาน เจ้าไม่มีสุคติ เจ้าหวังแต่ทุคติเท่านั้น. บทว่า ปริภาสติ ความว่า กล่าวคำเป็นต้นเหล่านี้ ขู่ว่า ดูก่อนเฒ่าสักกะ ท่านจักชนะทุกเวลาไม่ได้ เมื่อใดพวกอสูรจักชนะ. เมื่อนั้นเราจะมัดท่านอย่างนี้บ้าง จักให้นอนที่ประตูของ แดนอสูรแล้วตี. ท้าวสักกะมีชัยชนะแล้ว ก็ใม่ใส่ใจคำของจอมอสูรนั้น. ก็แล มีการรับของอย่างใหญ่ท้าวสักกะฉุดที่หัวของจอมอสูรนั้น เข้าไปสู่เทวสภาชื่อ สุธัมมาและกลับออกมา. บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า มาตลีเทพบุตรพิจารณาว่า ท้าวสักกะนี้อดทนต่อคำหยาบเหล่านี้ เพราะความกลัวหรือ หรือว่า เพราะเป็น ผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ จึงทูลแล้ว. บทว่า ทุพฺพเลฺยน แปลว่า ด้วยความอ่อนแอ. บทว่า ปฏิสํยุเช แปลว่า จะพึงสมคบ คือจะพึงคลุกคลี. บทว่า ปภิชฺเชยฺยุํ แปลว่า จะพึง ร้าวราน. บาลีว่า ปภุชฺเชยฺยํ บ้าง. บทว่า ปรํ แปลว่า ข้าศึก. บทว่า โย สโต อุปสมฺมติ ความว่า ผู้ใดมีสติเข้าไประงับ อธิบายว่า เราเข้าไป
หน้า 473 ข้อ 876
ระงับ คือห้ามคนพาลนั้น. บทว่า ยทา นํ มญฺติ ความว่า สำคัญโทษ นั้น เพราะเหตุใด. บทว่า อชฺฌารูหติ แปลว่า กดขี่. บทว่า โคว ภิยฺโย ปลายินํ ความว่า พวกวัวย่นดูวัว ๒ ตัวกำลังชนกันในฝูงเพียงที่ตัวหนึ่งยัง ไม่หนี แต่เมื่อใดตัวหนึ่งหนี เมื่อนั้นพวกวัวทั้งปวง ก็ช่วยกันไล่กวดวัวตัวที่ หนีนั้นยิ่งขึ้น ฉันใด คนโง่ก็ข่มทับผู้อดทน ฉันนั้น. บทว่า สทตฺถปรมา แปลว่า มีประโยชน์ตนเป็นอย่างยิ่ง. บทว่า ขนฺตฺยา ภิยฺโย น วิชฺชติ ความว่า ในประโยชน์ที่มีประโยชน์ของตนเป็นอย่างยิ่งนั้น ประโยชน์ที่ยิ่งกว่า ขันติไม่มี. บทว่า ตมาหุ ปรมํ ขนฺตึ ความว่า ผู้ใดมีกำลังย่อมอดทนได้ ท่านกล่าวขัตินั้นของผู้นั้นว่า เป็นอย่างยิ่ง. กำลังที่เกิดจากความไม่รู้ ชื่อ กำลังของคนโง่. กำลังของคนโง่นั้น เป็นกำลังของผู้ใด กำลังนั้นไม่เป็นกำลัง ท่านไม่กล่าว คือ บอกแสดงกำลังนั้นว่า เป็นกำลัง. บทว่า ธมฺมคุตฺตสฺส ความว่า ผู้อันธรรมรักษาแล้ว หรือผู้รักษาธรรม. บทว่า ปฏิวตฺตา แปลว่า ผู้กล่าวโต้แย้ง. หรือว่า พึงกล่าวโต้แย้งว่า อย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม. แต่ว่า ชื่อว่า ผู้สามารถจะยังผู้ตั้งอยู่ในธรรมไม่หวั่นไหวไม่มี. บทว่า ตสฺเสว เตน ปาปิโย ความว่า ความชั่วของบุคคลนั้นย่อมมี เพราะความโกรธนั้น. ถามว่า เป็นความชั่วของใคร. ตอบว่า ของคนผู้โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ. บทว่า ติกิจฺฉนฺตานํ เป็นพหุวจนะใช้ในเอกวจนะ. อธิบายว่า รักษาประโยชน์ไว้ได้. บทว่า ชนา มญฺนฺติ ความว่า ปุถุชนผู้โง่เขลาย่อมสำคัญว่า คนโง่เขลานี้ ย่อมสำคัญบุคคลผู้แก้ไขยังประโยชน์ ทั้ง ๒ ฝ่าย คือของตนและของผู้อื่นเห็น ปานนี้ ให้สำเร็จ. บทว่า ธมฺมสฺอโกวิทา ความว่า ไม่ฉลาดในอริยสัจ ๔. บทว่า อิธ แปลว่า ในศาสนานี้. บทว่า โข ตํ เป็นเพียงนิบาต. จบอรรถกถาเวปจิตติสูตรที่ ๔
หน้า 474 ข้อ 877, 878, 879
๕. สุภาสิตชยสูตร ว่าด้วยการแข่งขันคำสุภาษิต [๘๗๗] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหาร- เชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ [๘๗๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างพวกเทวดากับอสูรได้ประชิดกันแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอม เทวดาว่า แน่จอมเทวดา เราจงเอาชนะกันด้วยการกล่าวคำสุภาษิตเถิด. ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า แน่ะท้าวเวปจิตติ ตกลงเราจงเอาชนะ กันด้วยการกล่าวคำสุภาษิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกเทวดาและพวกอสูรได้ร่วมกัน ตั้งผู้ตัดสินว่า ผู้ตัดสินเหล่านี้จักรู้ทั่วถึงคำสุภาษิต คำทุพภาษิตของพวกเรา. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าว สักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจงตรัสคาถา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้ ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูร ว่า แน่ะท้าวเวปจิตติ ในเทวโลกนี้ท่านเป็นเทพมาก่อน ท่านจงกล่าวคาถาเถิด. [๘๗๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าวเวป- จิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า พวกคนพาลไม่มีผู้กำราบ มันยิ่ง กำเริบ ฉะนั้น นักปราชญ์ผู้มีปัญญา พึง กำราบคนพาลเสียด้วยอาญาอันรุนแรง.
หน้า 475 ข้อ 880, 881
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาแล้ว เหล่า อสูรพากันอนุโมทนา พวกเทวดาต่างก็พากันนิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับ นั้นแลท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจงกล่าวคาถาเถิด. [๘๘๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติตรัสเช่นนี้แล้ว ท้าว- สักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถามนี้ว่า ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ ระงับไว้ได้ เราเห็นว่าการระงับไว้ได้ของ ผู้นั้น เป็นการกำราบคนพาล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาแล้ว พวก เทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสกะท้าวเวปจิตติจอมอสูรว่า ดูก่อนท้าวเวปจิตติ ท่าน จงตรัสคาถาเถิด. [๘๘๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะตรัสเช่นนี้ ท้าวเวปจิตติ จอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ว่า ดูก่อนท้าววาสวะ เราเห็นโทษของ การอดกลั้นนี้แหละ เพราะว่าเมื่อใดคน พาลสำคัญเห็นผู้นั้นว่า ผู้นี้อดกลั้นต่อเรา เพราะความกลัว เมื่อนั้น คนพาลผู้ทราม ปัญญายิ่งข่มขี่ผู้นั้นเหมือนโคยิ่งข่มขี่โคตัว แพ้ที่หนีไป ฉะนั้น. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรภาษิตคาถาแล้ว เหล่า อสูรพากันอนุโมทนา พวกเทวดาต่างก็นิ่ง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทวดาว่า แน่ะจอมเทวดา ท่านจง ตรัสคาถาเถิด.
หน้า 476 ข้อ 882
[๘๘๒] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสเช่นนี้ ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า บุคคลจงสำคัญเห็นว่า ผู้นี้อดกลั้น ต่อเราเพราะความกลัว หรือหาไม่ก็ตามที ประโยชน์ทั้งหลายมีประโยชน์ของตนเป็น อย่างยิ่ง ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี ผู้ใด แลเป็นคนมีกำลังอดกลั้นต่อคนทุรพลไว้ ได้ ความอดกลั้นไว้ได้ของผู้นั้นบัณฑิตทั้ง หลายกล่าวว่าเป็นขันติอย่างยิ่ง คนทุรพล ย่อมอดทนอยู่เป็นนิตย์ บัณฑิตทั้งหลาย เรียกกำลังของผู้ที่มีกำลังอย่างคนพาลว่ามิ ใช่กำลัง ไม่มีผู้ใดที่จะกล่าวโต้ต่อผู้ที่มี กำลังอันธรรมคุ้มครองแล้วได้เลย เพราะ ความโกรธนั้น โทษอันลามกจึงมีแก่ผู้ที่ โกรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว บุคคลผู้ไม่โกรธ ตอบผู้ที่โกรธแล้ว ย่อมชื่อว่าชนะสงคราม ซึ่งเอาชนะได้ยาก ผู้ใดรู้ว่า ผู้อื่นโกรธ แล้ว เป็นผู้มีสติระงับไว้ได้ ผู้นั้นชื่อว่า ประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือ ทั้ง ฝ่ายตนและคนอื่น คนผู้ที่ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญเห็นผู้ที่รักษาประโยชน์ของทั้ง สองฝ่าย คือ ของตนและคนอื่น ว่าเป็น คนโง่ ดังนี้.
หน้า 477 ข้อ 883
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อท้าวสักกะจอมเทวดาได้ภาษิตคาถาเหล่านี้ แล้ว พวกเทวดาพากันอนุโมทนา เหล่าอสูรต่างก็นิ่ง. [๘๘๓] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ผู้ตัดสินทั้งของพวกเทวดา และพวกอสูรได้กล่าวคำนี้ว่า ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล แต่คาถาเหล่านั้นมีความเกี่ยวเกาะด้วยอาชญา มีความเกี่ยวเกาะด้วยศาสตรา เพราะเหตุเช่นนี้ จึงมีความหมายมั่น ความแก่งแย่ง ความทะเลาะวิวาท ท้าว สักกะจอมเทวดาได้ตรัสคาถาทั้งหลายแล้วแล ก็คาถาเหล่านั้นไม่เกี่ยวเกาะด้วย อาชญา ไม่เกี่ยวเกาะด้วยศาสตรา เพราะเหตุเช่นนี้ จึงมีความไม่หมายมั่น ความไม่แก่งแย่ง ความไม่ทะเลาะวิวาท ท้าวสักกะจอมเทวดาชนะเพราะได้ตรัส คำสุภาษิต. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชัยชนะด้วยการกล่าวคำสุภาษิตได้เป็นของท้าว สักกะจอมเทวดาด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาสุภาสิตชยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสุภาสิตชยสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :- บทว่า อสุรินฺทํ เอตทโวจ ความว่า ได้กล่าวคำนี้ ด้วยความเป็น ผู้ฉลาด. ได้ยินว่า จอมอสูรนั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า การกล่าวแก้การถือของผู้ อื่นก่อน เป็นการหนัก แต่การกล่าวคล้อยตามคำของผู้อื่นในภายหลัง สบาย. บทว่า ปุพฺพเทวา ความว่า ผู้อยู่มานานในเทวโลก ย่อมเป็นเจ้าของก่อน. อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงกล่าวคำที่มาตามประเพณีของท่านก่อน. บทว่า อทณฺฑาวจรา ความว่า เว้นจากการถือตะบอง. อธิบายว่า ไม่มี เช่นใน คำนี้ว่า พึงถือตะบองหรือมีด. จบอรรถกถาสุภาสิตชยสูตรที่ ๕.
หน้า 478 ข้อ 884, 885, 886
๖. กุลาวกสูตร ท้าวสักกะชนะอสูรโดยชอบธรรม [๘๘๔] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว สงความระหว่างพวกเทวดา และอสูรได้ประชิดกันแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็ในสงความคราวนั้น พวก อสูรเป็นฝ่ายมีชัย พวกเทวดาเป็นฝ่ายปราชัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดา ผู้พ่ายแพ้ต่างพากันหนีไปทางทิศอุดร พวกอสูรได้ชวนกันไล่พวกเทวดาเหล่า นั้นไปแล้ว. [๘๘๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ ตรัสกะมาตลีสังคาหกเทพบุตรด้วยคาถาว่า ดูก่อนมา เธอจงหลีกเลี่ยงรังนก ในป่าไม่งิ้ว โดยบ่ายหน้างอนรถกลับ ถึง เราจะต้องเสียสละชีวิตในพวกอสูรก็ตามที นกเหล่านี้อย่าได้ปราศจากรังเสียเลย. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรรับพระดำรัสของท้าวสักกะ จอมเทวดาว่า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว ให้รถซึ่งเทียมด้วยม้า อาชาไนยพันตัวหันหลังกลับ. [๘๘๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกอสูรคิดว่า บัดนี้รถ ซึ่งเทียมด้วยม้าอาชาไนยพันตัวของท้าวสักกะจอมเทวดาหันกลับมาแล้ว พวก เทวดาจักทำสงความกับพวกอสูรแม้เป็นครั้งที่สองแล พวกอสูรต่างตกใจกลับ เข้าไปสู่อสูรบุรี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชัยชนะโดยธรรมแท้ ๆ ได้เป็นของท้าว- สักกะจอมเทวดาแล้ว ด้วยประการฉะนี้แล.
หน้า 479 ข้อ 886
อรรถกถากุลาวกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในกุลาวกสูตร ที่ ๖ ต่อไปนี้ :- บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า ได้ยินว่า เสียงรถ เสียงม้าอาชาไนย เสียงธง เหมือนเสียงฟ้าผ่ารอบด้านมีแก่ท้าวสักกะผู้บ่ายหน้าเข้าป่าไม้งิ้วนั้น พวกครุฑผู้มีกำลังในป่างิ้วนั้น ได้ยินเสียงนั้นแล้ว ก็พากันหนี พวกครุฑที่ แก่เฒ่า ที่หมดแรงเพราะโรค และลูกนกที่ยังไม่เกิดขนปีก ไม่อาจจะหนีได้ กลัวตายตกใจร้องกันระเบ็งเซ็งแซ่. ท้าวสักกะได้ยินเสียงนั้นแล้วจึงตรัสถาม สารถีมาตลีว่า เสียงอะไรพ่อ. สารถีมาตลีกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ พวกครุฑ ได้ยินเสียงรถของพระองค์ ไม่อาจจะหนีได้จึงร้อง. ท้าวสักกะได้ฟังคำนั้นแล้ว มีพระทัยประกอบด้วยพระกรุณา จึงตรัส. บทว่า อีสามุเขน คือ ทางงอนของรถ. รถจะไม่บดขยี้รังนกทาง งอน ฉันใด ท่านจงหลีกรังนกนั้นด้วยทางงอนรถ ฉันนั้น. เพราะว่า รถที่ เกิดด้วยบุญเป็นปัจจัยมุ่งหน้าไปที่ภูเขาจักรวาลก็ดี ที่ภูเขาสิเนรุก็ดี ย่อมไม่ขัด ข้อง ย่อมไปด้วยอำนาจการไปในอากาศ. ถ้าจะพึงไปทางป่างิ้วนั้น เมื่อเกวียน ใหญ่ไปกลางป่างาก็ดี กลางป่าลุหุงก็ดี ป่าทั้งหมดก็ถูกเหยียบย่ำแหลกฉันใด แม้ป่างิ้วนั้น ก็พึงเป็น ฉันนั้น. จบอรรถกถกุลาวกสูตรที่ ๖
หน้า 480 ข้อ 887, 888, 889
๗. นทุพภิยสูตร ว่าด้วยการไม่ควรประทุษร้าย [๘๘๗] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทวดา ผู้หลีกเร้นออกอยู่ในที่ลับ ได้เกิดความตรึกนึกคิดขึ้นว่า เราไม่ควรประทุษร้าย เเม้แก่ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อเรา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติ จอมอสูร ได้ทราบความดำริของท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยใจของตนแล้ว เข้า ไปหาท้าวสักกะจอมเทวดาจนถึงที่ประทับ . [๘๘๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทวดาได้ทอดพระเนตร เห็นท้าวเวปจิตติจอมอสูรผู้มาแต่ไกลทีเดียว ครั้นแล้วจึงตรัสกะท้าวเวปจิตติ จอมอสูรว่า หยุดเถอะ ท่านท้าวเวปจิตติ ท่านถูกจับเสียแล้ว. ท้าวเวปจิตติตรัสถามว่า แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ ท่านละทิ้งความคิด เมื่อก่อนของท่านเสียแล้วหรือ. ท้าวสักกะตรัสว่า ท้าวเวปจิตติ ก็ท่านจงสาบานเพื่อที่จะไม่ประทุษร้าย ต่อเรา. [๘๘๙] ท้าวเวปจิตติตรัสคาถาว่า แน่ะท้าวสุชัมบดี บาปของคนพูดเท็จ บาปของคนผู้ติเตียนพระอริยะเจ้า บาป ของคนผู้ประทุษร้ายต่อมิตร และบาปของ คนอกตัญญู จงถูกต้องผู้ที่ประทุษร้าย ต่อท่าน.
หน้า 481 ข้อ 889
อรรถกถานทุพภิยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในนทุพภิยสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้ :- บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ท้าวสักกะนี้ดำริว่า เราไม่ควรประทุษร้าย แม้แก่ผู้เป็นข้าศึกต่อเรา. คิดต่อไปว่า ชื่อว่า ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อท้าวเวปจิตตินั้น นอกจากเราไม่มี เราจักทดลองดูท้าวเวปจิตตินั้นก่อน เขาเห็นเราแล้วจะ ประทุษร้าย หรือไม่ประทุษร้าย จึงเข้าไปหา. บทว่า ติฏฺ เวปจิตฺติ คหิโตสิ ความว่า ท้าวสักกะตรัสร่า ดูก่อนท้าวเวปจิตติ ท่านจงหยุด ณ ที่นี้เถิด ท่านถูกเราจับแล้ว. พร้อมกับดำรัสของท้าวสักกะนั้น ท้าวเวปจิตติ ก็ถูกผูกมัด โดยผูกมัดมีคอเป็นที่ ๕. บทว่า สปสฺสุ จ เม ความว่า ท้าวสักกะตรัสว่า ท้าวเวปจิตติ ท่านจงสาบานเพื่อที่จะไม่ประทุษร้ายในเรา. บทว่า ยํ มุสา ภณโต ปาปํ ความว่า ท่านกล่าวหมายถึงบาปของพระเจ้า เจติยราชในปฐมกัปในกัปนี้. บทว่า อริยูปวาทิโน ได้แก่ บาปดุจบาปของ ภิกษุโกกาลิกะ. บทว่า มิตฺตทฺทุโน จ ยํ ปาปํ ได้แก่บาปของผู้มีจิต ประทุษร้ายในพระมหาสัตว์ ในมหากปิชาดก. บทว่า อกตญฺญุโน ได้แก่ บาปของคนอกตัญญู เช่นเทวทัต. นัยว่า ในกัปนี้ มี ๔ มหากัป. จบอรรถกถานทุพภิยสูตรที่ ๗.
หน้า 482 ข้อ 890, 891, 892, 893
๘. วิโรจนอสุรินทสูตร จอมอสูรกับท้าวสักกะแสดงคำสุภาษิต [๘๙๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี สมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า กำลังเสด็จเข้าที่พักกลางวัน ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดากับท้าววิโรจนะ- จอมอสูร เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืนพิงบานพระทวารองค์ละข้าง. [๘๙๑] ลำดับนั้นเเล ท้าววิโรจนะจอมอสูรได้ตรัสคาถานี้ ในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นชายควรพยายามไปจนกว่าประ- โยชน์สำเร็จ ประโยชน์งดงามอยู่ที่ความ สำเร็จ นี้เป็นถ้อยคำของวิโรจนะ. [๘๙๒] ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า เป็นชายควรพยายามไปจนกว่าประ- โยชน์สำเร็จ ประโยชน์ทั้งหลายงดงามอยู่ ที่ความสำเร็จ ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี. [๘๙๓] ท้าววิโรจนะจอมอสูรตรัสว่า สรรพสัตว์ย่อมเกิดความต้องการใน สิ่งนั้น ๆ ตามควร ส่วนการบริโภคของ สรรพสัตว์มีการปรุงประกอบเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ทั้งหลายงดงามอยู่ที่ความสำเร็จ นี้เป็นถ้อยคำของวิโรจนะ.
หน้า 483 ข้อ 894
[๘๙๔] ท้าวสักกะจอมเทวดาตรัสว่า สรรพสัตว์ย่อมเกิดความต้องการใน สิ่งนั้น ๆ ตามควร ส่วนการบริโภคของ สรรพสัตว์ มีการปรุงประกอบเป็นอย่างยิ่ง ประโยชน์ทั้งหลายงดงามอยู่ที่ความสำเร็จ ประโยชน์ยิ่งกว่าขันติไม่มี. อรรถกถาวิโรจนอสุรินทสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวิโรจนอสุรินทสูตรที่ ๘ ต่อไปนี้ :- บทว่า อฏฺํสุ ได้แก่ ยืนดุจรูปคนเฝ้าประตู. บทว่า นิปฺปทา เเปลว่า ความสำเร็จ. ท่านอธิบายว่า เป็นชายควรพยายามไปจนกว่าประโยชน์ จะสำเร็จทีเดียว. คาถาที่ ๒ เป็นของท้าวสักกะ. ในบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺตฺยา ภิยฺโย ความว่า บรรดาประโยชน์ทั้งหลายงามอยู่ที่ความสำเร็จ ไม่มีประโยชน์ยิ่งกว่าขันติ. บทว่า อตฺถชาตา ได้แก่ มีกิจเกิดแล้ว. จริงอยู่ ขึ้นชื่อว่า สัตว์ ที่ไม่มีกิจเกิดแล้ว แม้กระทั่งสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอก เป็นต้น ย่อมไม่มี. แม้เพียงเดินไปข้างนี้ ข้างโน้น ก็เป็นกิจเหมือนกัน . บทว่า สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ แปลว่า การบริโภค ของสัตว์ทั้งปวงมีการปรุงเป็นอย่างยิ่ง อธิบายว่า เพราะข้าวค้างคืนเป็นต้น ไม่ควรบริโภค. แต่ข้าวเหล่านั้น อุ่นให้ร้อน กระจายออกปรุงด้วยเนยใส
หน้า 484 ข้อ 895, 896, 897
น้ำผึ้งน้ำอ้อยเป็นต้น เป็นของควรบริโภค. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สํโยคปรมาเตฺวว สมฺโภคา สพฺพปาณินํ ดังนี้ . บทว่า นิปฺผนฺนโสภิโน อตฺถา ความว่า ชื่อว่าประโยชน์เหล่านี้สำเร็จเเล้ว จึงงาม. คาถาที่ ๔ ก็เป็นของท้าวสักกะอีก แม้ในคาถาที่ ๔ นั้น พึงทราบความโดยนัยที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาวิดรจนอสุรินทสูตรที่ ๘ ๙. อารัญญกสูตร ว่าด้วยกลิ่นของผู้มีศีล [๘๙๕] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมมาก รูปด้วยกัน อาศัยอยู่ในกุฎีที่มุงบังด้วยใบไม้ ในราวป่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทวดากับท้าวเวปจิตติจอมอสูร เข้าไปหาฤาษีผู้มีศีล มีกัลยาณธรรมเหล่านั้นถึงที่อยู่. [๘๙๖] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูร สวมรองเท้าหนาหลายชั้น สะพายดาบ มีผู้กั้นร่มให้ เข้าไปสู่อาศรมทางทวาร อันเลิศ เข้าไปใกล้ฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้นห่างไม่ถึงวา ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ครั้งนั้นแลท้าวสักกะจอมเทวดาทรงถอดฉลองพระบาท ประทาน พระขรรค์ ให้แก่ผู้อื่นรับสั่งให้ลดฉัตร เสด็จเข้าไปทางอาศรมโดยทางทวารเข้า ประทับยืน ประคองอัญชลีนมัสการฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้นอยู่ใต้ลม. [๘๙๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น แลฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม เหล่านั้นได้กล่าวกะท้าวสักกะจอมเทวดาด้วยคาถาว่า
หน้า 485 ข้อ 898
กลิ่นของพวกฤาษีผู้ประพฤติพรตมา นาน ย่อมจะฟุ้งจากกายไปตามลม ดูก่อน ท้าวสหัสนัยน์ พระองค์จงถอยไปเสียจาก ที่นี้ ดูก่อนท้าวเทวราช กลิ่นของพวก ฤาษีไม่สะอาด. [๘๙๘] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า กลิ่นของพวกฤาษีผู้ประพฤติพรต มานาน ย่อมจะฟุ้งจากกายไปตามลม ท่านเจ้าข้า พวกข้าพเจ้าต่างก็มุ่งหวังกลิ่น นี้เหมือนกับบุคคลนุ่งหวังระเบียบดอกไม้ อันวิจิตร งดงาม บนศีรษะ ฉะนั้น ก็พวกเทวดาหามีความสำคัญในกลิ่นของ ผู้มีศีลนี้ว่าเป็นกลิ่นปฏิกูลไม่. อรรถกถาอารัญญกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอารัญญกสูตรที่ ๙ ต่อไปนี้ :- บทว่า ปณฺณกุฏีสุ สมฺมนฺติ ความว่า ฤาษีทั้งหลายอาศัยอยู่ ใน บรรณศาลา สมบูรณ์ด้วยที่พักกลางคืนที่พักกลางวัน และที่จงกรมเป็นต้น ในราวป่า อันน่ารื่นรมย์ในหิมวันตประเทศ. เทพทั้งสองเหล่านั้นคือ ท้าวสักกะ จอมเทพและท้าวเวปจิตติเป็นลูกเขยพ่อตากัน บางครั้งก็ทะเลาะกัน บางครั้งก็ เที่ยวไปด้วยกัน แต่ในครั้งนี้เที่ยวไปด้วยกัน. บทว่า อฏลิโย ได้แก่ รองเท้า
หน้า 486 ข้อ 899, 900
หนาหลายชั้น. บทว่า ขคฺคํ โอลคฺเคตฺวา ได้แก่ สะพายดาบ. บทว่า ฉตฺเตน ได้แก่ กั้นเศวตฉัตรทิพย์ไว้เบื้องสูง. บทว่า อปพฺยามโต กริตฺวา แปลว่า ห่างไม่ถึงวา. บทว่า จิรทกฺขิตานํ แปลว่า ประพฤติพรตมานาน. ฤาษีทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจงถอยไปเสียจากนี้ จงเว้น เสียจากที่นี้ อย่ายืนเหนือ ลม. บทว่า น เหตฺถ เทวา ความว่า พวกเทวดาหามีความสำคัญในกลิ่นของ ผู้มีศีลนี้ว่า ปฏิกูลไม่. ท่านแสดงไว้ว่า ก็พวกเทวดามีความสำคัญในกลิ่น ของผู้มีศีลว่า น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าชอบใจทั้งนั้น. จบอรรถกถาอารัญยกสูตรที่ ๙ ๑๐. สมุททกสูตร ว่าด้วยท้าวสมพรจอมอสูรถูกสาป [๘๙๙] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ณ ที่นั้นแล ฯลฯ [๙๐๐] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมมากรูปด้วยกัน อาศัยอยู่ใน กุฏีที่มุงบังด้วยใบไม้แทบฝั่งสมุทร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยนั้นแล สงคราม ระหว่างพวกเทวดากับ อสูรได้ประชิดกันแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้นพากันคิดเห็นว่า พวกเทวดาตั้งอยู่ใน ธรรม พวกอสูรไม่ตั้งอยู่ในธรรม ภัยนั้นพึงเกิดแก่พวกเราเพราะอสูรโดยแท้ อย่ากระนั้นเลย พวกเราควรเข้าไปหาท้าวสมพรจอมอสูรแล้วขออภัยทานเถิด.
หน้า 487 ข้อ 901, 902, 903
[๙๐๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม เหล่านั้น ได้อันตรธานไปในบรรณกุฎีแทบฝั่งสมุทร ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าท้าว สมพรจอมอสูรเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้น พวกฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้น ได้ กล่าวกะท้าวสมพรจอมอสูรด้วยคาถาว่า พวกฤาษีมาขออภัยทานกะท้าวสมพร การให้ภัยหรือให้อภัย ท่านกระทำได้ โดยแต่. [๙๐๒] ท้าวสมพรจอมอสูรได้กล่าวตอบว่า การอภัยไม่มีแก่พวกฤาษี ผู้ชั่วช้าคบ หาท้าวสักกะ เราให้เฉพาะแต่ภัยเท่านั้น แก่พวกท่านผู้ขออภัย. [๙๐๓] พวกฤาษีกล่าวว่า ท่านให้เฉพาะแต่ภัยเท่านั้นแก่พวก เราผู้ขออภัย พวกเราขอรับเอาแต่อภัย อย่างเดียว ส่วนภัยจงเป็นของท่านเถิด บุคคลหว่านพืชเช่นใดย่อมได้ผลเช่นนั้น คนทำดีย่อมได้ดี ทำชั่วก็ย่อมได้ชั่ว แน่ะ พ่อ ท่านหว่านพืชลงไปไว้แล้ว ท่านจัก ต้องเสวยผลของมัน.
หน้า 488 ข้อ 904
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ฤาษีผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้น ได้ สาปแช่งท้าวสมพรจอมอสูร แล้วอันตรธานหายไปในที่ตรงหน้าท้าวสมพรจอม อสูรแล้วไปปรากฏอยู่ในบรรณกุฎีแทบฝั่งสมุทร เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลัง เหยียดแขนที่คู้ หรือคู้แขนที่เหยียด ฉะนั้น. [๙๐๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสมพรจอมอสูรถูกฤาษี ผู้มีศีลมีกัลยาณธรรมเหล่านั้นสาปแช่งแล้ว ได้ยินว่า ในคืนวันนั้น ตกใจ หวาดหวั่นถึงสามครั้ง. จบสมุททกสูตร จบวรรคที่ ๑ อรรถกถาสมุททกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในสมุตตกสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :- บทว่า สมุทฺทตีเร ปณฺณกุฏีสุ ความว่า พวกฤาษีอาศัยอยู่ใน บรรณศาลา มีประการดังกล่าวแล้วบนหาดทราย มีสีเหมือนแผ่นเงินหลังมหา- สมุทรในจักรวาล. บทว่า สิยาปิ นํ แก้เป็น สิสยาปิ อมฺหากํ แปลว่า แม้พึงมีแก่พวกเรา บทว่า อภยทกฺขิณํ ยาเจยฺยาม ได้แก่ พึงขออภัยทาน. นัยว่า สงความระหว่างเทวดาและอสูร โดยมากมีขึ้นที่หลังมหาสมุทร. ชัยชนะ มิได้มีแก่พวกอสูรในทุกเวลา. พวกอสูรเป็นฝ่ายแพ้เสียหลายครั้ง. พวกอสูรเหล่านั้น แพ้เทวดาแล้วพากันหนีไปทางอาศรมบทของพวก ฤาษี โกรธว่า ท้าวสักกะ ปรึกษากับ พวกฤาษีเหล่านี้ ทำเราให้พินาศ โดยพวก ท่านจับทั้งแม่ทั้งลูก. พวกอสูรจึงพากัน ทำลายหม้อน้ำดื่มและศาลาที่จงกรม เป็นต้นในอาศรมบทนั้น. พวกฤาษีถืออาผลาจากป่ากลับมาเห็นช่วยกันทำ
หน้า 489 ข้อ 904
ให้เหมือนเดิมด้วยความลำบากอีก. แม้พวกอสูรเหล่านั้นก็ทำให้พินาศอย่างนั้น บ่อย ๆ. เพราะฉะนั้น พวกฤาษีสดับว่า บัดนี้ สงความระหว่างเทวดาและ อสูรปรากฏขึ้นดังนี้ จึงคิดอย่างนั้น. บทว่า กามํ กโร ได้แก่ กระทำตาม ความปรารถนา. บทว่า ภยสฺส อภยสฺส วา แก้เป็น ภยํ วา อภยํ วา แปลว่า ภัย หรือ อภัย. ท่านอธิบายข้อนี้ไว้ว่า หากท่านประสงค์จะให้อภัยก็ พอให้อภัยได้ หากท่านประสงค์จะให้ภัยก็พอจะให้ภัยได้ แต่สำหรับพวกอาตมา ท่านจงให้อภัยทานเถิดดังนี้. บทว่า ทุฏานํ แปลว่า ผู้ประทุษร้ายแล้ว คือ ผู้โกรธแล้ว. บทว่า ปวุตฺตํ คืออันเขาหว่านไว้ในนา. บทว่า ติกฺขตฺตุํ อุพฺพิชฺชติ ความว่า จอมอสูรบริโภคภัตรในตอนเย็นแล้วขึ้นที่นอน นอนพอ จะงีบหลับ ก็ลุกขึ้นยืนร้องไปรอบ ๆ. เหมือนถูกหอกร้อยเล่มทิ่มแทง. ภพอสูร หนึ่งหมื่นโยชน์ถึงความปั่นป่วนว่า นี่อะไรกัน. ลำดับนั้น พวกอสูรพากันมา ถามจอมอสูร นี่อะไรกัน. จอมอสูรไม่พูดอะไรเลย. แม้ในยามที่สองเป็นต้น ก็มีนัยนี้แล. ด้วยประการฉะนี้ เมื่อพวกอสูรพากันปลอบจอมอสูรว่า อย่ากลัวเลย มหาราชดังนี้ จนอรุณขึ้น. ตั้งแต่นั้นมา จอมอสูร ก็มีใจหวั่นไหวเกิดอาการไข้ ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล จอมอสูรนั้น จึงเกิดชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า เวปจิตติ. จบ อรรถกถาสมุททกสูตรที่ ๑๐ จบ วรรคที่ ๑ รวมพระสูตรแห่งสักกสังยุตมี ๑๐ สูตร คือ ๑. สุวีรสูตร ๒. สุสิมสูตร ๓. ธชัคคสูตร ๔. เวปจิตติสูตร ๕. สุภาสิตชยสูตร ๖. กุลาวกสูตร ๗. นทุพภิยสูตร ๘. วิโรจนอสุรินท- สูตร ๙. อารัญญกสูตร ๑๐. สมุททกสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา
หน้า 490 ข้อ 905, 906, 907
ทุติยวรรคที่ ๒ ๑. ปฐมเทวสูตร ว่าด้วยวัตรบท ๗ [๙๐๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ในกาลครั้งนั้นแล ฯลฯ [๙๐๖] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตรบท ๗ ประการบริบูรณ์ เพราะเป็นผู้สมาทานวัตรบท ๗ ประการ จึงได้ถึงความ เป็นท้าวสักกะ วัตรบท ๗ ประการ เป็นไฉน คือ เราพึงเลี้ยงมารดาบิดาจนตลอด ชีวิต ๑ เราพึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูลจนตลอดชีวิต ๑ เราพึงพูด วาจาอ่อนหวานตลอดชีวิต ๑ เราไม่พึงพูดวาจาส่อเสียดตลอดชีวิต ๑ เราพึงมีใจ ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทินอยู่ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่มยินดีในการสละ ควรแก่การขอ ยินดีในการแจกจ่ายทานตลอด ชีวิต ๑ เราพึงพูดคำสัตย์ตลอดชีวิต ๑ เราไม่พึงโกรธตลอดชีวิต ถ้าแม้ความ โกรธพึงเกิดขึ้นแก่เรา เราพึงกำจัดมันเสียโดยฉับพลันทีเดียว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตร บท ๗ ประการนี้บริบูรณ์ เพราะเป็นผู้สมาทานวัตรบท ๗ ประการ ดังนี้ จึง ได้ถึงความเป็นท้าวสักกะ. [๙๐๗] พระผู้มีภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิตนี้จบ ลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
หน้า 491 ข้อ 907
เทวดาชั้นดาวดึงส์ กล่าวถึงนรชน ผู้เป็นบุคคล เลี้ยงมารดาบิดามีปกติประ- พฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เจรจา อ่อนหวาน กล่าวคำสมานมิตรสหาย ละ- คำส่อเสียด ประกอบในอุบายเป็นเครื่อง กำจัดความตระหนี่ มีวาจาสัตย์ ครอบงำ ความโกรธได้ นั้นแลว่า เป็นสัปบุรุษดังนี้. อรรถกถาปฐมเทวสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปรมเทวสูตรที่ ๑ แห่งทุติยวรรค ต่อไปดังนี้ :- บทว่า วตฺตปทานิ ได้แก่ ส่วนแห่งวัตร. บทว่า สมตฺตานิ คือ บริบูรณ์แล้ว. บทว่า สมาทินฺนานิ คือถือเอาแล้ว. บทว่า กุเล เชฏฺา- ปจายี ความว่า กระทำความยำเกรงผู้เป็นใหญ่ในตระกูลเป็นต้นว่า ปู่ ย่า อา น้า ลุง ป้า. บทว่า สณฺหวาโจ ได้แก่ มีวาจาน่ารักอ่อนหวาน. บทว่า มุตฺตาจาโค ได้แก่ เสียสละ. บทว่า ปยตปาณี ได้แก่ ล้างมือเพื่อให้ไทย ธรรม. บทว่า โวสฺสคฺครโต ได้แก่ ยินดีในการสละ. บทว่า ยาจโยโค ได้แก่ เป็นผู้ควรที่คนอื่นจะพึงขอ หรือว่า ผู้ประกอบด้วยการบูชานั่นแล ชื่อว่า ยาจโยโค. บทว่า ทานสํวิภาครโต ได้แก่ ยินดีแล้วในการให้และการแจก. จบ อรรถกถาปฐมเทวสูตรที่ ๑
หน้า 492 ข้อ 908, 909, 910
๒. ทุติยเทวสูตร ว่าด้วยวัตรบท ๗ [๙๐๘] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ในกาลครั้งนั้นแล ฯลฯ [๙๐๙] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน เป็นมาณพชื่อว่ามฆะ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวมฆวา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อนได้ให้ทานมาก่อน เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวปุรินททะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ใน กาลก่อนได้ให้ทานโดยเคารพ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวสักกะ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นอยู่ในกาลก่อน ได้ให้ที่พักอาศัย เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าววาสวะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพ ย่อมทรงคิดเนื้อความได้ตั้งพันโดยครู่เดียว เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าว- สหัสนัยน์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพทรงมีนางอสุรกัญญานามว่า สุชาเป็นปชาบดี เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวสุชัมบดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพเสียราชสมบัติเป็นอิสราธิบดีของทวยเทพชั้นดาวดึงส์ เพราะ เหตุนั้น จึงเรียกว่า เทวานมินทะ. [๙๑๐] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตรบท ๗ ประการบริบูรณ์ เพราะเป็นผู้สมาทาน วัตรบท ๗ ประการบริบูรณ์ จึงได้ถึงความเป็นท้าวสักกะ วัตรบท ๗ ประการ เป็นไฉน คือเราพึงเลี้ยงมารดาบิดาจนตลอดชีวิต ๑ ฯลฯ ถ้าแม้ความโกรธพึง
หน้า 493 ข้อ 911
เกิดขึ้นแก่เรา เราพึงกำจัดมันเสียโดยฉับพลันทีเดียว ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตรบท ๗ ประการนี้บริบูรณ์ เพราะเป็นผู้สมาทานวัตรบท ๗ ประการ ดังนี้ จึงได้ถึงความ เป็นท้าวสักกะ. [๙๑๑] พระผู้มีพระภาคเจ้า ฯลฯ จึงได้ตรัสดาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์กล่าวนรชนผู้เป็น บุคคลเลี้ยงมารดาบิดา...ว่าเป็น สัปบุรุษ ดังนี้. อรรถกถาทุติยเทวสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุทิยเทวสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :- บทว่า สนุสฺสภูโต ได้แก่ มฆมาณพเป็นมนุษย์ในหมู่บ้านอจลคาม แคว้นมคธ. บทว่า อาวสถํ อาทาสิ ความว่า มฆมาณพได้สร้างที่พักให้แก่ มหาชนในทางสี่แพร่ง. บทว่า สหสฺสมฺปิ อตฺถานํ ได้แก่เหตุแม้พันหนึ่ง. หรือว่าเมื่อคำพูดพันคำรวมลงด้วยคนพันคน ท้าวสักกะจอมเทพทั้งอยู่ในบท เดียววินิจฉัยว่า นี้ ประโยชน์ของชนนี้ นี้ประโยชน์ของชนนี้. จบ อรรถกถาทุติยเทวสูตรที่ ๒
หน้า 494 ข้อ 912, 913
๓. ตติยเทวสูตร ว่าด้วยวัตรบท ๗ [๙๑๒] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผ้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ในป่า มหาวัน กรุงเวสาลี. ครั้งนั้นแล เจ้าลิจฉวีพระนามว่ามหาลี เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ครั้นแล้วทรงถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อประทับนั่ง ที่ควรส่วนข้างหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ได้ตรัสถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงเห็นท้าวสักกะ จอมเทพหรือ พระพุทธเจ้าข้า. พระผู้ที่พระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนมหาลี อาตมาเห็นท้าวสักกะ จอมเทพ ถวายพร. ม. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ผู้ที่พระองค์ทรงเห็นนั้น จักเป็นรูป เปรียบของท้าวสักกะเป็นแน่ เพราะว่าท้าวสักกะจอมเทพยากที่ใคร ๆ จะเห็น ได้ พระพุทธเจ้าข้า. [๙๑๓] พ. ดูก่อนมหาลี อาตมารู้จักท้าวสักกะด้วย รู้ธรรมเครื่อง กระทำให้เป็นท้าวสักกะด้วย และรู้ถึงธรรมที่ท้าวสักกะได้ถึงความเป็นท้าว- สักกะเพราะเป็นผู้สมาทานธรรมนั้นด้วย ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อ ยังเป็นมนุษย์ในกาลก่อน เป็นมาณพชื่อว่ามฆะ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวมฆวา ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้ให้ทานมาก่อน เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวปุรินททะ ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้ให้ทานโดยเคารพ
หน้า 495 ข้อ 914, 915
เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวสักกะ. ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยัง เป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ได้ให้ที่พักอาศัย เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าว วาสวะ ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพย่อมทรงคิดเนื้อความได้ตั้งพันโดย ครู่เดียว เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวสหัสนัยน์ ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะ จอมเทพทรงมีนางอสุรกัญญานามว่าสุชาเป็นปชาบดี เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า ท้าวสุชัมบดี ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเสวยรัชสมบัติเป็นอิสราธิบดีของ ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ เพราะเหตุนั้น จึงเรียกว่า เทวานมินทะ. [๙๑๔] ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ใน กาลก่อน ได้สมาทานวัตรบท ๗ ประการบริบูรณ์ เพราะเป็นผู้สมาทานวัตร บท ๗ ประการ จึงได้ถึงความเป็นท้าวสักกะ วัตรบท ๗ ประการ เป็นไฉน คือ เราพึงเลี้ยงมารดาบิดาจนตลอดชีวิต ๑ เราพึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ในตระกูลตลอดชีวิต ๑ เราพึงพูดวาจาอ่อนหวานตลอดชีวิต ๑ เราไม่พึงพูด วาจาส่อเสียดตลอดชีวิต ๑ เราพึงมีใจปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทินอยู่ ครองเรือน มีการบริจาคอันปล่อยแล้ว มีฝ่ามืออันชุ่ม ยินดีในการสละ ควร แก่การขอ ยินดีในการแจกจ่ายทานตลอดชีวิต ๑ เราพึงพูดคำสัตย์ตลอดชีวิต ๑ เราไม่พึงโกรธตลอดชีวิต ถ้าแม้ความโกรธพึงเกิดขึ้นแก่เรา เราพึงกำจัด มันเสียโดยฉับพลันทีเดียว ๑ ดูก่อนมหาลี ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อยังเป็นมนุษย์ อยู่ในกาลก่อน ได้สมาทานวัตรบท ๗ ประการนี้บริบูรณ์ เพราะเป็นผู้สมาทาน วัตรบท ๗ ประการดังนี้ จึงได้ถึงความเป็นท้าวสักกะ. [๙๑๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สุคตศาสดา ครั้นตรัสไวยากรณภาษิต นี้จบลงแล้ว จึงได้ตรัสคาถาประพันธ์ต่อไปอีกว่า
หน้า 496 ข้อ 915
เทวดาชั้นดาวดึงส์ กล่าวนรชนผู้ เป็นบุคคลเลี้ยงมารดาบิดา มีปกติประพฤติ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล เจรจา อ่อนหวาน กล่าวแต่คำสมานมิตรสหาย ละคำส่อเสียด ประกอบในอุบายเป็นเครื่อง กำจัดความตระหนิ มีวาจาสัตย์ ครอบงำ ความโกรธได้ นั้นแลว่า เป็นสัปบุรุษ ดังนี้. อรรถกถาตติยเทวสูตร พึงทราบวินิจฉัยในตติยเทวสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :- บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า เจ้ามหาลีลิจฉวีคิดว่า ชนทั้งหลายพูด กันว่า ท้าวสักกเทวราช เราจักทูลถามความนี้กะพระทศพลว่า ท้าวสักกะมีอยู่ หรือหนอ ผู้ใดเคยเห็นท้าวสักกะนั้นดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า ตญฺจ ปชานามิ เป็นเอกพจน์ลงในพหุพจน์. อธิบายว่า เรารู้ธรรม ทั้งหลายเหล่านั้นด้วย. ได้ยินว่า ท้าวสักกะได้เป็นมาณพชื่อว่ามฆะ ในบ้าน อจลคามแคว้นมคธในอัตภาพก่อน เป็นบัณฑิต เป็นคนฉลาด. มฆมาณพนั้น ได้มีจริยาเหมือนจริยาของพระโพธิสัตว์ เขาพาคน ๓๓ คนไปทำกรรมดี. วันหนึ่ง เขาใคร่ครวญด้วยปัญญาของตน ขนหยากเยื่อออกทั้งสองข้าง ในที่ ที่มหาชนประชุมกันท่ามกลางบ้าน แล้วได้ทำที่นั้นให้เป็นที่น่ารื่นรมย์. เขา สร้างมณฑป ณ ที่นั้นอีก. เมื่อกาลล่วงไป เขาได้สร้างศาลาอีก. อนึ่ง เขาออก
หน้า 497 ข้อ 916, 917
จากบ้านเที่ยวไป คาวุตหนึ่ง กึ่งโยชน์ สามคาวุตบ้าง โยชน์หนึ่งบ้าง ได้ทำ ที่ไม่เรียบให้เรียบกับสหายเหล่านั้น. สหายทั้งหมดเหล่านั้น ร่วมใจกันสร้างสะพานในที่ที่ควรมีสะพาน ในที่นั้น ๆ สร้างมณฑปเป็นต้นในที่ที่ควรแก่มณฑป ศาลา สระโบกขรณี สวนดอกไม้เป็นต้น ได้กระทำบุญมาก. มฆะบำเพ็ญวัตรบทเจ็ด ครั้นถึง แก่กรรมได้ไปเกิดบนภพดาวดึงส์กับพวกสหาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบ เหตุทั้งปวงนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสว่า ท้าวสักกะได้ถึงความเป็น ท้าวสักกะ เพราะถือธรรมเหล่าใด เรารู้ธรรมเหล่านั้นด้วย. นี้เป็นสังเขปกถา ในการถึงความเป็นท้าวสักกะของท้าวสักกะ. ส่วนความพิสดาร ท่านกล่าวไว้ แล้ว ในสักกปัญหาวรรณนา อรรถกถาทีฆนิกาย ชื่อสุมังคลวิลาสินี. จบอรรถกถาตติยเทวสูตรที่ ๓ ๔. ทฬิททสูตร ว่าด้วยผู้ไม่ขัดสน [๙๑๖] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ในกาลนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เรียกภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า. [๙๑๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาเเล้ว กรุงราชคฤห์นี้แล ได้มีบุรุษคนหนึ่งเป็นมนุษย์ ขัดสน เป็นมนุษย์กำพร้า เป็นมนุษย์ยากไร้ เขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ
หน้า 498 ข้อ 918, 919
จาคะ ปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว ครั้นเขายึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้ว เมื่อแตกกายตายไป ได้อุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ เทพบุตร นั้น รุ่งเรื่องล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ. [๙๑๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ในกาลครั้งนั้น พวกเทวดา ชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่า- อัศจรรย์นัก ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ยังไม่เคยมีมาเลย เทพบุตรผู้นี้เมื่อ ยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน เป็นมนุษย์ขัดสน เป็นมนุษย์กำพร้า เป็นมนุษย์ ยากไร้ เมื่อแตกกายตายแล้ว เขาอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ ถึงความเป็นสหาย ของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ย่อมรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมีและยศ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพตรัสกะเทวดาชั้นดาวดึงส์ว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่ายกโทษต่อเทพบุตรนี้เลย ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เทพบุตรนี้แล เมื่อยังเป็นมนุษย์อยู่ในกาลก่อน ยึดมั่นศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในพระธรรมวินัยที่พระตถาคตทรง ประกาศแล้ว ครั้นยึดมั่น ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ในพระธรรมวินัย ที่พระตถาคตประกาศแล้ว เมื่อแตกกายตายลง จึงอุบัติยังสุคติโลกสวรรค์ ถึง ความเป็นสหายของเทวดาชั้นดาวดึงส์ ย่อมรุ่งเรื่องล่วงเทวดาเหล่าอื่นด้วยรัศมี และยศ. [๙๑๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเมื่อ จะทรงพลอยยินดีกะพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ จึงได้ตรัสคาถาเหล่านี้ในเวลานั้นว่า บุคคลใด มีศรัทธาตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ในพระตถาคต มีศีลงามที่พระอริยะเจ้า พอใจสรรเสริญ มีความเลื่อมใสในพระ-
หน้า 499 ข้อ 919
สงฆ์และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลาย เรียกบุคคลนั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิต ของบุคคลนั้นไม่เปล่าประโยชน์ เพราะ เหตุนั้น บุคคลผู้มีปัญญา เมื่อระลึกถึง คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึง ประกอบเนื่อง ๆ ซึ่งศรัทธา ศีล ความ เลื่อมใส และความเห็นธรรมเถิด. อรรถกถาทฬิททสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทฬิททสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า มนุสฺสทฬิทฺโท คือ คนขัดสน. บทว่า มนุสฺสกปโณ คือ ถึงความเป็นมนุษย์ควรกรุณา. บทว่า มนุสฺสวราโก คือเป็นคนเลว. บทว่า ตตฺร แปลว่า ในที่นั้น . หรือในความรุ่งเรื่องนั้น. บทว่า อุชฺฌายนฺติ แปลว่า เพ่งโทษ ได้แก่ คิดเเต่ความลามก. บทว่า ขิยฺยนฺติ คือประกาศ. บทว่า วิปาเจนฺติ คือพูดเปิดเผยในที่นั้น ๆ. ในบทนี้ว่า เอโส โข มาริส มีอนุปุพพีกถาดังต่อไปนี้ ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ทรงอุบัติ ได้เป็น พระเจ้ากรุงพาราณสี ในแคว้นกาสี ทรงกระทำประทักษิณพระนคร ซึ่งยกธงชัย และธงแผ่นผ้าขึ้น ประดับด้วยเครื่องประดับพระนครอย่างดี ด้วยสิริสมบัติ ของพระองค์ อันฝูงชนจ้องมองเป็นตาเดียวกัน. ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า องค์หนึ่ง มีอินทรีย์สงบ มีใจสงบ ถึงพร้อมด้วยการฝึกตนอย่างดี มาจาก
หน้า 500 ข้อ 919
เขาคันธมาทน์ เที่ยวไปบิณฑบาตในเมืองนั้น. ฝ่ายมหาชน ละความยำเกรง พระราชา มองดูพระปัจเจกพุทธเจ้าอย่างเดียว. พระราชาทรงดำริว่า เดี๋ยวนี้ ในหมู่ชนนี้ แม้คนหนึ่ง ก็ไม่มองดูเรา นี่เรื่องอะไรกัน เมื่อมองดู ก็เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้า. พระปัจเจกพุทธเจ้าแม้นั้นก็ชราอายุมาก. แม้จีวรของทาน ก็คร่ำคร่า. เส้นด้ายห้อยย้อยจากที่นั้น ๆ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ผู้บำเพ็ญบารมีมาตลอดสองอสงไขยยิ่งด้วยแสนกัป. เพียงจิต เลื่อมใส หรือเพียงยกมือไหว้ก็ไม่มี. พระราชานั้น ทรงโกรธว่า ผู้นี้เห็นจะ เป็นนักบวชไม่มองดูเราด้วยความริษยา ทรงดำริว่า นี่ใครห่มผ้าขี้เรือนแล้ว ทรงถ่มเขฬะเสด็จหลีกไป. ด้วยวิบากของกรรมนั้น พระราชา จึงไปเกิดใน มหานรก ด้วยวิบากที่เหลือ มาสู่มนุษยโลก ถือปฏิสนธิในครรภ์ของหญิงที่ ยากจนข้นแค้น ในกรุงราชคฤห์. ตั้งแต่เวลาที่ถือปฏิสนธิ หญิงนั้น ไม่ได้ อาหารเต็มท้องเพียงน้ำข้าว. เมื่อทารกนั้นอยู่ในห้อง หูและจมูกแหว่งวิ่น. เมื่อเด็กออกจากท้องมารดา เป็นโรคเรื้อน มีผมหงอกขาวโพลน. ชื่อว่า มารดาบิดาเป็นผู้กระกำลำบาก. ด้วยเหตุนั้น มารดาของทารกนั้น ได้นำ น้ำข้าวบ้าง น้ำบ้างให้แก่ทารกตลอดเวลาที่ไม่สามารถจะถือกระเบื้องเที่ยวไปได้ ก็เมื่อถึงคราวที่ทารกนั้น สามารถเที่ยวขอทานได้ มารดา จึงมอบกระเบื้อง ให้ในมือกล่าวว่า เจ้าจักรับผิดชอบตามกรรมของตนแล้วหลีกไป. ตั้งแต่ นั้นมา เนื้อของทารกนั้นขาดไปจากตัวทั่วทั้งร่างกาย. น้ำเหลืองก็ไหล. ได้รับเวทนาหนัก. อาศัยตรอกนอนร้องโหยหวนตลอดคืน. ด้วยเสียงปริเทวนา น่าสงสารของเด็กนั้น พวกมนุษย์ในทุกถนนไม่ได้นอนตลอดคืน. ตั้งแต่ นั้นมา เขาจึงมีชื่อว่า สุปปพุทธะ เพราะอรรถว่า ทำคนนอนสบายให้ตื่น.
หน้า 501 ข้อ 919
ครั้นสมัยต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จถึงกรุงราชคฤห์ ชาวเมืองนิมนต์พระศาสดาสร้างมหามณฑป ท่ามกลางพระนคร ได้พากัน ถวายทาน. แม้นายสุปปพุทธะ เป็นโรคเรื้อนก็ได้ไปนั่ง ณ ที่ใกล้โรงทาน ชาวเมืองอังคาสพระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยของเคี้ยวของฉัน อันประณีต ได้ให้ข้าวยาคู และภัตรแก่สุปปพุทธะบ้าง. เมื่อสัปปพุทธะบริโภค โภชนะอันประณีตแล้ว ก็มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง. ในที่สุดภัตกิจ พระศาสดา ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว ทรงแสดงสัจธรรม. นายสุปปพุทธะนั่งในที่ที่ตน นั่งนั้น เมื่อจบเทศนาส่งญาณไปตามกระแสของเทศนา ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงลุกขึ้นเสด็จไปสู่พระวิหาร. แม้นายสุปปพุทธะนั้น ก็สวมรองเท้า มีเชิงถือกระเบื้อง ยันไม้เท้าไปที่อยู่ของตน ถูกแม่โคขวิดตาย ไปบังเกิดใน เทวโลกในวาระจิตที่สอง ดุจทำลายหม้อดินแล้วได้หม้อทองคำอาศัยบุญของตน จึงรุ่งเรืองล่วงเทวดาเหล่าอื่น. ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อจะแสดงถึงเหตุนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอโส มาริส ดังนี้. บทว่า สทฺธา ได้แก่ ศรัทธา อันมาแล้วโดยมรรค. บทว่า สีลญฺจ ยสฺส กลฺยาณํ ได้แก่ กัลยาณศีล ที่ท่านกล่าวว่า อริยกันตศีลของพระอริยสาวก. ในลำดับนั้น ศีลแม้ข้อหนึ่ง ของพระอริยสาวก ชื้อว่า ไม่น่าใคร่ ย่อมไม่มี ก็จริง ถึงดังนั้น ในความ นี่ท่านประสงค์เอาเบญจศีลที่ไม่ละแม้ในภพต่าง ๆ. จบอรรถกถาทฬิททสูตรที่ ๔
หน้า 502 ข้อ 920, 921
๕. รามเณยยกสูตร ว่าด้วยภูมิสถานอันน่ารื่นรมย์ [๙๒๐] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วทรงถวายบังคมแล้วประทับอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ประทับ เรียบร้อยแล้ว ได้ตรัสถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สถานที่เช่นไรหนอ เป็น ภูมิสถานอันน่ารื่นรมย์. [๙๒๑] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบด้วยพระคาถาว่า อารามอันวิจิตร ป่าอันวิจิตร สระ โบกขรณีที่สร้างอย่างดี ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันแบ่งออก ๑๖ ครั้ง แห่งภูมิสถาน อันรื่นรมย์ของมนุษย์ พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในที่ใด เป็นบ้านหรือป่าก็ตาม เป็น ที่ลุ่มหรือที่ดอนก็ตาม ที่นั้นเป็นภูมิสถาน อันน่ารินรมย์.
หน้า 503 ข้อ 922, 923
อรรถกถารามเณยยกสูตร พึงทราบวินิจฉัยในรามเณยยกสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :- บทว่า อารามเจตฺยา ได้แก่ เจดีย์ในสวน. บทว่า วนเจตฺยา ได้แก่ เจดีย์ที่ภูเขาและป่า. แม้ในบททั้งสองนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่า เจดีย์ เพราะอรรถว่า ทำให้เกิดความเคารพ. บทว่า มนุสฺสรามเณยฺยสฺส คือ ความเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ของมนุษย์. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะ ทรงแสดงถึงพื้นที่อันน่ารื่นรมย์ด้วยสามารถเป็นพื้นที่อันน่ารื่นรมย์ของมนุษย์ จึงตรัสว่า คาเม วา ดังนี้เป็นต้น . จบอรรถกถารามเณยยกสูตรที่ ๕ ๖. ยชมานสูตร ว่าด้วยทานที่ให้ในอริยสงฆ์มีผลมาก [๙๒๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงถวายบังคมแล้ว ประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. [๙๒๓] ท้าวสักกะจอมเทพประทับ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เรียบร้อย แล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นสัตว์ ปรารถนาบุญบูชาอยู่ กระทำบุญมีอุปธิ
หน้า 504 ข้อ 924
เป็นผล ทานที่ให้แล้วในที่ไหนมีผลมาก พระพุทธเจ้าข้า. [๙๒๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ท่านผู้ปฏิบัติ ๔ จำพวก ท่านผู้ตั้งอยู่ ในผล ๔ จำพวก นั่นคือพระสงฆ์ เป็น ผู้ซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล เมือมนุษย์ทั้งหลายผู้เป็นสัตว์ปรารถนาบุญ บูชาอยู่ กระทำบุญมีอุปธิเป็นผล ทานที่ ให้แล้วในสงฆ์มีผลมาก. อรรถกถายชมานสูตร พึงทราบวินิจฉัยในยชมานสูตรที่ ๖ ต่อไปนี้ :- บทว่า ยชมานํ แปลว่า บูชาอยู่. มีเรื่องเล่าว่า ในครั้งนั้นพวก ชาวอังคะและมคธ. ได้ถือเอาเนยใส น้ำผึ้งและน้ำอ้อยเป็นต้นอย่างเลิศเป็น ประจำปี เอาฟืนบรรทุกเกวียนประมาณ ๖๐ เล่ม กองสุมไว้ในที่แห่งหนึ่ง แล้วก่อไฟ ขณะที่ไฟลุก ใส่ของเลิศทั้งหมดนั้นด้วยหมายว่า พวกเราจะบูชา ท้าวมหาพรหม. นัยว่าเป็นความเธอถือของพวกเขาว่า ใส่ลงไปครั้งหนึ่งจะให้ ผลแสนเท่า. ท้าวสักกเทวราชดำริว่า พวกคนทั้งหมดนี้ถือเอาของเลิศทั้งปวงเผาใน ไฟด้วยหมายว่า พวกเราจะบูชาท้าวมหาพรหม ทำสิ่งไร้ผล เมื่อเราเห็นอยู่ พวกเขาอย่าได้พินาศเสียเลย เราจักกระทำโดยที่ให้พวกเขาถวายแด่พระพุทธเจ้า
หน้า 505 ข้อ 924
และพระสงฆ์เท่านั้น แล้วจะประสบบุญมากดังนี้ เมื่อพวกคนทำกองฟืน ให้ โชติช่วง แลดูอยู่จึงทรงแปลงเป็นพรหมในวัน ๑๕ ค่ำ เมื่อมหาชนแลดูอยู่ นั่นเอง ได้ทำเป็นเหมือนแหวกจันทมณฑลออกไป. มหาชน ครั้นเห็นแล้ว ต่างก็คิดว่า ท้าวมหาพรหม เสด็จมารับเครื่องบูชานี้ จึงคุกเข่าลงกับพื้น ประคองอัญชลี นอบน้อมอยู่. พวกพราหมณ์กล่าวว่า พวกท่านสำคัญว่า เราพูดเล่นหรือ บัดนี้พวกท่านจงดูซิ พระพรหมองค์นี้ มารับเครื่องบูชา ของพวกเราด้วยมือตนเอง. ท้าวสักกะเสด็จมายืนอยู่บนอากาศ เบื้องบน กองฟืน ตรัสถามว่า สักการะนี้เพื่อโครกัน มีคนทูลว่า ข้าแต่ท้าวมหาพรหมผู้ เจริญ เพื่อพระองค์นี้ซิ ขอพระองค์จงทรงรับ เครื่องบูชาของพวกข้าพเจ้าเถิด. มหาพรหมตรัสว่า ถ้ากระนั้น พวกท่านจงมา อย่าทิ้งเครื่องชั่งเสียแล้วชั่ง ด้วยมือ พระศาสดาประทับอยู่ที่วิหารใกล้ ๆ พวกเราจักทูลถามพระองค์ว่า ให้ทานแก่ใคร จึงจะมีผลมากดังนี้. ท้าวสักกะทรงพาพวกชาวแคว้นทั้งสอง ไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อจะทูลถามจึงตรัสอย่างนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุญฺเปกฺขานํ ได้แก่ ปรารถนาบุญ คือมีความต้องการบุญ. บทว่า โอปธิกํ ปุญฺํ ได้แก่ บุญมีอุปธิเป็นวิบาก. บทว่า สํเฆ ทินฺนํ มหปฺผลํ ความว่า ทานที่ถวายในพระอริยสงฆ์ ย่อมมีผลกว้างขวาง. เมื่อุเทศน์จบ ชนแปดหมื่นสี่พันได้ดื่มน้ำคืออมฤตธรรม. ตั้งแต่นั้นมา พวกคนได้พากัน ถวายทานอันเลิศทั้งปวงแก่ภิกษุสงฆ์. จบอรรถกถายชมานสูตรที่ ๖
หน้า 506 ข้อ 925, 926, 927
๗. วันทนสูตร ท้าวสักกะและท้าวสหัมบดีพรหมกล่าวคำสุภาษิต [๙๒๕] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็โดยสมสัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหลีกเร้นอยู่ในมราพักกลางวัน. ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ และท้าวสหัมบดีพรหมเสด็จเข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้ว ได้ประทับยืนพิงบานพระทวารอยู่องค์ละบาน. [๙๒๖] ลำดับนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสพระคาถานี้ ใน สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล่วกล้า ทรงชนะ สงครามแล้ว ทรงปลงภาระลงแล้ว ไม่ ทรงมีหนี้ ขอเชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้น เที่ยวไปในโลกเถิด อนึ่ง จิตของพระองค์ หลุดพ้นดีแล้ว เหมือนพระจันทร์ในราตรี วันเพ็ญ ฉะนั้น. [๙๒๗] ท้าวสหัมบดีพรหมตรัสค้านว่า ดูก่อนจอมเทพ พระองค์ไม่ ควรกราบทูลพระตถาคตอย่างนี้เลย แต่ควรจะกราบทูลพระตถาคตอย่างนี้แลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ทรงชนะ สงครามแล้ว ทรงเป็นผู้นำพวก ไม่ทรง มีหนี้สิน ขอเชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้น เที่ยวไปในโลก ขอเชิยพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรม จักมีผู้รู้ทั่วถึงพระธรรมเป็น แน่.
หน้า 507 ข้อ 928
อรรถกถาวันทนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในวันทนสูตรที่ ๗ ต่อไปนี้ :- บทว่า อุฏฺาหิ แปลว่า จงลุกขึ้น คือจงเพียรพยายาม. บทว่า วิชิตสงฺคาม ความว่า ท้าวสักกะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงชำนะกิเลสมีราคะเป็นต้น และไพร่พลของมารประมาณ ๑๒ โยชน์. บทว่า ปนฺนภาโร ได้แก่ มีภาระคือขันธ์ กิเลส อภิสังขาร อัน ปลงลงแล้ว. บทว่า ปณฺณรสาย รตฺตึ คือกลางคืนขึ้น ๑๕ ค่ำ. จบอรรถกถาวันทนสูตรที่ ๗ ๘. ปฐมสักกนมัสนสูตร ท้าวสักกะทรงไหว้ผู้มีศีลธรรม [๙๒๘] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพตรัสกะ มาตลีสังคาหกเทพบุตรว่า ดูก่อนสหายมาตลี ท่านจงเตรียมจัดรถม้าอาชาไนย ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัว เราจะไปยังพื้นที่อุทยานเพื่อชมภูมิภาคอันงดงาม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรทูลรับพระดำรัสท้าวสักกะจอมเทพ ว่า ขอเดชะ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว เตรียมจัดรถม้าอาชาไนย ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวเสร็จแล้ว กราบทูลแต่ท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ รถม้าอาชาไนยซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวสำหรับพระองค์เตรียม จัดไว้เสร็จแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ดูก่อนภิกษุ
หน้า 508 ข้อ 929, 930
ทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ได้ทราบว่า ท้าวสักกะจอมเทพขณะเสด็จลงจากเวชยันต- ปราสาท ทรงประนมอัญชลีนมัสการทิศเป็นอันมาก. [๙๒๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีสังคาหกเทพบุตร ได้ทูลถามท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า พราหมณ์ทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา กษัตริย์ทั้งหลาย ณ ภูมิภาคทั้งหมด ท้าว มหาราชทั้งหลาย ๔ และทวยเทพชาวไตรทศผู้ มียศ ย่อมนอบน้อมพระองค์ ข้าแต่ท้าว สักกะ เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์ทรง นอบน้อมท่านผู้ควรบูชาคนใด ท่านผู้ควร บูชาคนนั้นชื่อไรเล่า ขอเดชะ. [๙๓๐] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า พราหมณ์ทั้งหลายผู้บรรลุไตรวิชชา กษัตริย์ทั้งหลาย ณ ภูมิภาคทั้งหมด ท้าว มหาราชทั้ง ๔ และทวยเทพชาวไตรทศผู้ มียศ นอบน้อมท่านผู้ใดซึ่งเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล มีจิตตั้งมั่นตลอดกาลนาน ผู้บวช แล้วโดยชอบ มีพรหมจรรย์เป็นเบื้องหน้า คฤหัสถ์เหล่าใดเป็นผู้ทำบุญ มีศีล เป็น อุบาสกเลี้ยงดูภรรยาโดยชอบธรรม ดูก่อน มาตลี เรานอบน้อมคฤหัสห์เหล่านั้น.
หน้า 509 ข้อ 931, 932
[๙๓๑] มาตลีเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ ได้ยินว่าพระองค์ ทรงนอบน้อมบุคคลเหล่าใด บุคคล เหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกเทียว ข้าแต่ท้าววาสวะ พระองค์ทรงนอบน้อม บุคคลเหล่าใด ถึงข้าพระองค์ก็ขอนอบน้อม บุคคลเหล่านั้น. [๙๓๒] ท้าวมฆวาสุชัมบดีเทวราชผู้เป็น ประมุขของเทวดาทั้งหลาย ครั้นตรัสดังนี้ แล้ว ทรงน้อมนมัสการทิศเป็นอันมาก แล้วเสด็จขึ้นรถ. อรรถกถาปฐมสักกนมัสสนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในปฐมสักกนมัสสนสูตรที่ ๘ ต่อไปนี้ :- บทว่า ปุถุทฺทิสา ได้แก่ ทิศใหญ่ ๔ และทิศน้อย ๔. บทว่า ภุมฺมา ได้แก่ ผู้อยู่บนพื้นดิน. บทว่า จิรรตฺตํ สนาหิเต ได้แก่ ผู้มีจิต ตั้งมั่น แล้วด้วยอุปจาระและอัปปนา ตลอดราตรีนาน. บทว่า วนฺเท ได้แก่ ข้าพเจ้าขอไหว้. บทว่า พรหฺมจริยปรายเน อธิบายว่า อยู่ประพฤติ- พรหมจรรย์ อันเป็นความประพฤติประเสริฐสุด เป็นต้นว่า นอนหนเดียว ฉันหนเดียว ในที่สุดชีวิตตลอด ๑๐ ปีบ้าง ๒๐ ปีบ้าง ฯลฯ ๖๐ ปีบ้าง. บทว่า ปุญฺกรา ได้แก่ ผู้ทำบุญมีอาทิอย่างนี้ว่า ถวายปัจจัย ๔ บูชาด้วยดอกมะลิตูม
หน้า 510 ข้อ 933
จุดประทีปพันดวง. บทว่า สีลวนฺโต ความว่า ตั้งอยู่ในความเป็นอุบาสก ประกอบด้วยศีล ๕ บ้าง ศีล ๑๐ บ้าง. บทว่า ธมฺเมน ทารํ โปเสนฺติ ได้แก่ ไม่กระทำโจรกรรมมีการทำลายอุโมงค์เป็นต้นแล้ว เลี้ยงดูบุตรภรรยา ด้วยกสิกรรม โครักขกรรมและวานิชกรรมเป็นต้น. บทว่า ปมุโข รถมารุหิ ได้แก่ เป็นประมุขคือเป็นผู้ประเสริฐ ของเทพทั้งหลาย เสด็จขึ้นรถ. จบอรรถกถาปฐมสักกนมัสสนสูตรที่ ๘ ๙. ทุติยสักกนมัสสนสูตร ท้าวสักกะนมัสการพระพุทธเจ้า [๙๓๓] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัสกะ มาตลีสังคาหกเทพบุตรว่า ดูก่อนสหายมาตลี ท่านจงเตรียมจัดรถม้าอาชาไนย ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัว เราจะไปยังพื้นที่อุทยานเพื่อชมภูมิภาคอันงดงาม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย มาตลีสังคาหกเทพบุตรทูลรับพระดำรัสท้าวสักกะจอมเทพว่า ขอเดชะ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว จัดเตรียมรถม้าอาชาไนย ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวเสร็จแล้ว กราบทูลแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ รถม้าอาชาไนยซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวสำหรับพระองค์ จัด เตรียมไว้เสร็จแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ได้ทราบว่า ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพขณะเสด็จลงจากเวชยันต- ปราสาท ทรงประณมอัญชลีนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่.
หน้า 511 ข้อ 934, 935, 936
[๙๓๔] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีสังคาหกเทพบุตร ได้ทูลถามท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า ข้าแต่ท้าววาสวะ เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายย่อมนอบน้อมพระองค์นั่นเทียว ข้าแต่ท้าวสักกะ เมื่อเช่นนั้น พระองค์ ทรงนอบน้อมท่านผู้ควรบูชาคนใด ท่าน ผู้ควรบูชาคนนั้น คือ ใครเล่า. [๙๓๕] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ดูก่อนมาตลี พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ใด ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก เรา นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ นั้น ผู้เป็นศาสดามีพระนามไม่ทราม ดูก่อนมาตลี ท่านเหล่าใดสำรอกราคะ โทสะและอวิชชาแล้ว เป็นพระอรหันต ขีณาสพ เรานอบน้อมท่านเหล่านั้น ดูก่อนมาตลี ท่านเหล่าใดกำจัดราคะ และ โทสะก้าวล่วงอวิชชา ยังเป็นพระเสขะ ยินดีในธรรมเครื่องปราศจากการสั่งสม เป็นผู้ไม่ประมาท ตามศึกษาอยู่ เรา นอบน้อมท่านเหล่านั้น. [๙๓๖] มาตลีเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ ได้ยินว่าพระองค์ ทรงนอบน้อมบุคคลเหล่าใด บุคคล
หน้า 512 ข้อ 937
เหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกเทียว ข้าแต่ท้าววาสวะ พระองค์ทรงนอบน้อม บุคคลเหล่าใด แม้ข้าพระองค์ก็ขอนอบ- น้อมบุคคลเหล่านั้น. [๙๓๗] ท้าวมฆวาสุชัมบดีเทวราช ผู้เป็น ประมุขของเทวดาทั้งหลาย ครั้นตรัสดังนี้ แล้ว ทรงน้อมนมัสการพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเสด็จขึ้นรถ. อรรถกถาทุติยสักกนมัสสนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุติยสักกนมัสสนสูตรที่ ๙ ต่อไปนี้ :- บทว่า ภควนฺตํ นมสฺสติ ความว่า ท้าวสักกะ พาดผ้าสองชั้น เฉวียงบ่านั่งคุกเข่าแบบพรหม ประณมมือเหนือพระเศียร. บทว่า โส ยกฺโข ได้แก่ สัตว์นั้น. บทว่า อโนมนามํ ได้แก่ มีพระนามไม่ทรามด้วย พระนามอันเป็นนิมิตแห่งคุณ เพราะไม่มีความทรามด้วยคุณทั้งปวง. บทว่า อวิชฺชาสมติกฺกมา ได้แก่ ก้าวล่วงอวิชชาอันมีวัฏฏะเป็นมูล อันปกปิด อริยสัจ เป็นต้น. บทว่า เสกฺขา ได้แก่ พระเสกขะ ๗ จำพวก. บทว่า อปจฺจยารามา คือยินดีในการกำจัดวัฏฏะ. บทว่า สิกฺขเร แปลว่า ย่อม ศึกษา. จบอรรถกถาทุติยสักกนมัสสนสูตรที่ ๙
หน้า 513 ข้อ 938, 939
๑๐. ตติยสักกนมนัสสนสูตร ท้าวสักกะนมัสการพระสงฆ์ [๙๓๘] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพได้ตรัส กะมาตลีสังคหกเทพบุตรว่า ดูก่อนสหายมาตลี ท่านจงเตรียมจัดรถม้าอาชาไนย ซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัว เราจะไปยังพื้นที่อุทยานเพื่อชมภูมิภาคอันงดงาม ดูก่อน ภิกษุทั้งหลายมาตลีสังคาหกเทพบุตรทูลรับพระดำรัสท้าวสักกะจอมเทพว่า ขอ เดชะ ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ ดังนี้แล้ว จัดเตรียมรถม้าอาชาไนยซึ่ง เทียมด้วยม้าพันตัวเสร็จแล้ว กราบทูลแก่ท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้นิรทุกข์ รถม้าอาชาไนยซึ่งเทียมด้วยม้าพันตัวสำหรับพระองค์ จัดเตรียมไว้ เสร็จแล้ว ขอพระองค์ทรงทราบกาลอันควรในบัดนี้เถิด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ทราบว่า ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพขณะเสด็จลงจากเวชยันตปราสาท ทรงประณมอัญชลีน้อมนมัสการพระภิกษุสงฆ์อยู่. [๙๓๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล มาตลีสังคาหกเทพบุตรได้ ทูลถามท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า นรชนผู้นอนทับกายอันเปื่อยเน่าเหล่า นี้ พึงนอบน้อมพระองค์นั่นเที่ยว พวกเขา จมอยู่ในซากอันเต็มไปด้วยความหิวและ ความกระหาย ข้าแต่ท้าววาสวะ เพราะ เหตุไรหนอ พระองค์จึงทรงโปรดปรานท่าน ผู้ไม่มีเรือนเหล่านั้น ขอพระองค์ตรัสบอก
หน้า 514 ข้อ 940, 941
มรรยาทของฤาษีทั้งหลาย ข้าพระองค์ขอ ฟังพระดำรัสของพระองค์. [๙๔๐] ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ดูก่อนมาตลี เราโปรดปรานมรรยาท ของท่านผู้ไม่มีเรือนเหล่านั้น ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ไม่มีความห่วงใยในบ้านที่ท่านหลีก ออกไป บุคคลผู้จะเก็บข้าวเปลือกของท่าน เหล่านั้นไว้ในฉางก็ไม่มี ผู้จะเก็บไว้ใน หม้อก็ไม่มี ผู้จะเก็บไว้ในกระเช้าก็ไม่มี ท่านเหล่านั้นมีวัตรอันงาม แสวงหาอาหาร ที่ผู้อื่นทำเสร็จแล้วเยียวยาอัตภาพด้วย อาหารนั้น ท่านเหล่านั้น เป็นนักปราญ กล่าวคำสุภาษิต เป็นผู้นิ่งประพฤติสม่ำ เสมอ ดูก่อนมาตลี พวกเทวดายังโกรธ กับพวกอสูร และสัตว์เป็นอันมากยังมี โกรธกันและกัน เมื่อเขายังโกรธกัน ท่าน เหล่านั้นไม่โกรธ ดับเสียได้ในบุคคลผู้มี อาชญาในตน เมื่อชนทั้งหลายยังมีความ ถือมั่น ท่านเหล่านั้นไม่ถือมั่น ดูก่อน มาตลี เราน้อมนมัสการท่านเหล่านั้น. [๙๔๑] มาตลีเทพบุตรทูลว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ ได้ยินว่าพระองค์ ทรงนอบน้อมบุคคลเหล่าใด บุคคล
หน้า 515 ข้อ 942
เหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐที่สุดในโลกเทียว ข้าแต่ท้าววาสวะ พระองค์ทรงนอบน้อม บุคคลเหล่าใด แม้ข้าพระองค์ก็ขอ นอบน้อมบุคคลเหล่านั้น. [๙๔๒] ท้าวมฆวาสุชัมบดีเทวราช ผู้เป็น ประมุขของเทวดาทั้งหลาย ครั้นตรัสดังนี้ แล้ว ทรงน้อมนมัสการพระภิกษุสงฆ์แล้ว เสด็จขึ้นรถ ฉะนี้แล. จบตติยสักกนมัสสนสูตรที่ ๑๐ จบวรรคที่ ๒ อรรถกถาตติยสักกนมัสสนสูตร พึงทราบวินิจฉัยในตติยสักกนมัสสนสูตรที่ ๑๐ ต่อไปนี้ :- บทว่า อชฺฌภาสิ ความว่า เพราะเหตุไร มาตลิสังคาหกเทพบุตร นี้ จึงได้กล่าวอย่างนี้บ่อย ๆ. นัยว่าท้าวสักกะเทวราชมีพระสุรเสียงไพเราะใน เวลาดำรัสช่องพระทนต์สนิท เปล่งพระสุรเสียงดุจเสียงกระดิ่งทอง. มาตลิสัง- คาหกเทพบุตรพูดว่า เราจักได้ฟังพระสุรเสียงนั้นบ่อยๆ. บทว่า ปูติเทหสยา ความว่า ชื่อว่า นอนทับกายเน่าเพราะนอนทับบนร่างกายของมารดาที่เน่า หรือ สรีระของตนเอง. บทว่า นิมฺมุคฺคา กุณปเสฺมเต คือคนเหล่านี้จมอยู่ใน ซากกล่าวคือท้องมารดาตลอด ๑๐ เดือน. บทว่า เอตํ เนสํ ปิหยามิ ได้แก่ เราชอบใจมารยาทของท่านผู้ไม่มีเรือนเหล่านั้น. บทว่า น เตลํ โกฏฺเ
หน้า 516 ข้อ 942
โอเปนฺติ ความว่า บุคคลจะไม่เก็บข้าวเปลือกของท่านเหล่านั้นไว้ในฉางคือ ข้าวเปลือกของท่านเหล่านั้นไม่มี. บทว่า น กุมฺภา ได้แก่ ไม่เก็บไว้ใน หม้อ. บทว่า น กโฬปิยํ ได้แก่ ไม่เก็บไว้ในกระบุง. บทว่า ปรนิฏฺิตเมสนา ได้แก่ เสาะแสวงหาของที่สุกแล้วในเรื่องนั้น ๆ ที่สำเร็จเพื่อคนเหล่าอื่นด้วย ภิกขาจารวัตร. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยการแสวงหาอย่างนี้นั้น. บทว่า สุพฺพตา ได้แก่ สมาทานวัตรงามดีแล้ว ตลอด ๑๐ ปีบ้าง ๖๐ ปีบ้าง. บทว่า สุมนฺตนฺติโน คือมีปกติกล่าวคำสุภาษิตตอย่างนี้ว่า เราจะสาธยายยธรรม จัก- ปฏิบัติธุดงค์ จักบำเพ็ญสมณธรรมดังนี้ . บทว่า ตุณฺหีภูตา สมญฺจรา ความว่า แม้กล่าวธรรม ก็ยังกังวานอยู่เสมอตลอดทั้ง ๓ ยามเหมือนเสียงฟ้าร้อง. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะไม่มีคำที่ไร้ประโยชน์. บทว่า ปุถุมจฺจา จ ได้แก่ สัตว์เป็นอันมากผิดใจกันและกัน . บทว่า อตฺตทณฺเฑสุ นิพฺพุตา ได้แก่ ดับเสียได้ในอาชญาที่ถือเอาแล้ว เพื่อเบียดเบียนผู้อื่น คือสละอาชญา เสียแล้ว. บทว่า สาทาเนสุ อนาทานา ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีความ ถือมั่น ไม่มีความถือมั่นเพราะไม่ถือมั่น แม้ส่วนหนึ่งของกำเนิดภพเป็นต้น. จบอรรถกถาสักกนมัสสนสูตรที่ ๑๐ จบ ทุติยวรรคที่ ๒ รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมเทวสูตร ๒. ทุติยเทวสูตร ๓. ตติยเทวสูตร ๔. ทฬิททสูตร ๕. รามเณยยกสูตร ๖. ยชมานสูตร ๗. วันทนสูตร ๘. ปฐมสักกนมัสสนสูตร ๙. ทุติยสักกนมัสสนสูตร ๑๐. ตติยสักกนมัสสนสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา.
หน้า 517 ข้อ 943, 944, 945
สักกปัญจกะที่ ๓ ๑. ฆัตวาสูตร ว่าด้วยผลการฆ่าความโกรธ [๙๔๓] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นแล้วทรงถวายบังคม แล้วประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. [๙๔๔] ท้าวสักกะจอมเทพประทับอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เรียบ ร้อยแล้ว ได้ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า บุคคลฆ่าอะไรแล้ว จึงจะอยู่เป็นสุข ฆ่าอะไรแล้ว จึงจะไม่เศร้าโศก ข้าแต่ พระโคดม พระองค์ทรงชอบการฆ่าอะไร อันเป็นธรรมอย่างเอก. [๙๔๕] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลฆ่าความโกรธเสียแล้ว ย่อม อยู่เป็นสุข ฆ่าความโกรธเสียแล้วย่อมไม่ เศร้าโศก ดูก่อนท้าววาสวะ พระอริยะเจ้า ทั้งหลายย่อมสรรเสริญ การฆ่าความโกรธ อันมีรากเป็นพิษมียอดหวาน เพราะ
หน้า 518 ข้อ 946, 947
บุคคลฆ่าความโกรธนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่ เศร้าโศก. ฆัตวาสูตรที่ ๑ แห่งตติยวรรคมีเนื้อความกล่าวมาแล้ว. ๒. ทุพพัณณิยสูตร ว่าด้วยความโกรธทำให้ผิวพรรณทราม [๙๔๖] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณทราม ต่ำเตี้ยพุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะแห่งท้าวสักกะจอมเทพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ได้ยินว่า ในที่นั้น พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดูก่อน ท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์หนอ ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ไม่เคยมีมา แล้วหนอ ยักษ์นี้มีผิวพรรณทราม ต่ำเตี้ย พุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะแห่งท้าว- สักกะจอมเทพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ยกโทษตำหนิติเตียน ด้วยประการใด ๆ ยักษ์นั้นยิ่งเป็นผู้มีรูปงามทั้งน่าดูน่าชมและน่าเลื่อมใสยิ่งขึ้นกว่า เดิมด้วยประการนั้น ๆ. [๙๔๗] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พา กันเข้าไปเฝ้าท้าวสักกะจอมเทพถึงที่ประทับ ครั้นแล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้นิรทุกข์ ขอประทานโอกาสขอพระองค์ ยักษ์ตนหนึ่งมีผิวพรรณ ทราม ต่ำเตี้ย พุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ทราบว่า ณ ที่นั้นพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์พากันยกโทษตำหนิติเตียนว่า ดู ก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย น่าอัศจรรย์หนอ ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ไม่เคย
หน้า 519 ข้อ 948, 949
มีมาหนอ ยักษ์นี้มีผิวพรรณทราม ต่ำเตี้ย พุงพลุ้ย นั่งอยู่บนอาสนะของท้าว- สักกะจอมเทพ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ยกโทษตำหนิ ติเตียนด้วยประการใด ๆ ยักษ์นั้นยิ่งเป็นผู้มีรูปงามทั้งน่าดูน่าชมและน่าเลื่อมใส ยิ่งกว่าเดิม ด้วยประการนั้น ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ ยักษ์นั้นจักเป็นผู้มี ความโกรธเป็นอาหารเป็นแน่เทียว ขอเดชะ. [๙๔๘] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพเสด็จ เข้าไปหายักษ์ผู้มีความโกรธเป็นอาหารนั้นจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วทรงห่มผ้าเฉวียง พระอังสาข้างหนึ่ง ทรงคุกพระชานุมณฑลเบื้องขวาลง ณ พื้นดิน ทรงประนม อัญชลีไปทางที่ยักษ์ตนนั้นอยู่ แล้วประกาศพระนาม ๓ ครั้งว่า ดูก่อนท่านผู้ นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะจอมเทพ... ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ เราคือท้าวสักกะ จอมเทพ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท้าวสักกะจอมเทพทรงประกาศพระนามด้วย ประการใด ๆ ยักษ์ตนนั้นยิ่งมีผิวพรรณทรามและต่ำเตี้ยพุงพลุ้ยยิ่งกว่าเดิม ยักษ์ นั้นเป็นผู้มีผิวพรรณทรามและต่ำเตี้ยพุงพลุ้ยยิ่งกว่าเดิมแล้ว ได้หายไป ณ ที่นั้น นั่นเอง. [๙๔๙] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพประทับ นั่งบนอาสนะของพระองค์แล้ว เมื่อจะทรงยังพวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ให้ยินดี จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ไว้ในเวลานั้นว่า เราเป็นผู้มีจิตอันโทสะไม่กระทบ กระทั่ง เป็นผู้อันความหมุน (มาร) นำ ไปไม่ได้ง่าย เราไม่โกรธมานานแล ความ โกรธ ย่อมไม่ตั้งอยู่ในเรา ถึงเราโกรธ ก็ไม่กล่าวคำหยาบ และไม่กล่าวคำไม่ชอบ ธรรม เห็นประโยชน์ของตนจึงข่มตนไว้.
หน้า 520 ข้อ 949
อรรถกถาทุพพัณณิยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในทุพพัณณิยสูตรที่ ๒ ต่อไปนี้ :- บทว่า ทุพฺพณฺโณ ได้แก่ มีผิวเหมือนตอถูกไฟเผา. บทว่า โอโกฏิมโก ได้แก่ ต่ำเตี้ยพุงพลุ้ย. บทว่า อาสเน ได้เเก่ บัณฑุกัมพล- ศิลา. บทว่า โกธภกฺโข ยกฺโข นี้ เป็นชื่อที่ท้าวสักกะตั้งให้. ก็ยักษ์ ตนหนึ่งนั้นเป็นรูปาวจรพรหม. นัยว่า ท้าวสักกะสดับมาว่า ยักษ์ถึงพร้อมด้วย กำลังคือขันติ จึงเสด็จมาเพื่อทดลองดู. ก็อวรุทธกยักษ์ ไม่อาจเข้าไปยังที่ที่ อารักขาไว้เห็นปานนี้ได้. บทว่า อุปสงฺกมิ ความว่า ท้าวสักกะฟังพวก เทวดาแล้วคิดว่า ไม่สามารถให้ยักษ์นี้หวั่นไหวได้ ด้วยถ้อยคำหยาบ อันผู้ ประพฤติถ่อมตนตั้งอยู่ในขันติ จึงจะสามารถให้ยักษ์หนีไปได้ดังนี้ มีพระ ประสงค์จะให้ยักษ์นั้นหนีไปด้วยประการนั้น จึงเสด็จเข้าไปหา. บทว่า อนฺตรธายิ ความว่า เมื่อท้าวสักกะทรงดำรงอยู่ในขันติ ทำความเคารพ อย่างแรงกล้าให้ปรากฏแสดงความถ่อมตน ยักษ์นั้น ไม่อาจจะอยู่บนอาสนะ ของท้าวสักกะได้ จึงหนีไป. คำว่า สุ ในบทนี้ว่า น สุปหตจิตฺโตมฺหิ เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้มีจิตอันโทษะไม่กระทบแล้ว. บทว่า นาวฏฺเฏน สุวานโย ท่านกล่าวว่า เราเป็นผู้อันความหมุนไปด้วยความโกรธ นำไปไม่ได้ง่าย คือเราเป็นผู้ไม่กระทำง่ายเพื่อเป็นไปในอำนาจด้วยความโกรธ. คำว่า โว ในบทว่า น โว จิราหํ เป็นเพียงนิบาต. ท่านกล่าวว่า เรา ไม่โกรธมานานแล้ว. จบอรรถกถาทุพพัณณิยสูตรที่ ๒
หน้า 521 ข้อ 950, 951
๓. มายาสูตร ว่าด้วยมายาเป็นเหตุให้ตกนรก [๙๕๐] สาวัตถีนิทาน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวเวปจิตติจอมอสูรป่วย ได้รับทุกข์ เป็นไข้หนัก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวสักกะจอมเทพ เสด็จไปเยี่ยมท้าวเวปจิตติจอมอสูรถึงที่ประทับ ตรัสถามถึงความเจ็บไข้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ท้าวเวปจิตติจอมอสูรทรงเห็นท้าวสักกะจอมเทพกำลังเสด็จมา แต่ไกลเทียว ครั้นแล้วได้ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพว่า ข้าแต่พระองค์ผู้จอมเทพ ขอจงช่วยรักษาหม่อมฉันด้วยเถิด. ท้าวสักกะตรัสว่า ข้าแต่ท้าวเวปจิตติ ขอเชิญตรัสบอกสัมพริมายา กะหม่อมฉันก่อน. เว. ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ หม่อมฉันยังกราบทูลไม่ได้จนกว่าจะได้ สอบถามพวกอสูรดูก่อน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ลำดับนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรตรัสสอบถาม พวกอสูรว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เราจะบอกสัมพริมายากะท้าวสักกะ จอมเทพนะ. พวกอสูรทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พระองค์อย่าตรัสบอก สัมพริมายากะท้าวสักกะจอมเทพเลย [๙๕๑] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครั้งนั้นแล ท้าวเวปจิตติจอมอสูรได้ ตรัสกะท้าวสักกะจอมเทพด้วยคาถาว่า
หน้า 522 ข้อ 951
ข้าแต่ท้าวมฆวาสุชัมบดีสักกเทวราช บุคคลผู้มีมายาย่อมเข้าถึงนรกครบร้อยปี เหมือนสัมพริจอมอสูร ฉะนั้น. อรรถกถามายาสูตร พึงทราบวินิจฉัยในมายาสูตรที่ ๓ ต่อไปนี้ :- บทว่า อาพาธิโก ได้แก่ มีความเจ็บไข้ ด้วยอาพาธ อันเกิด แล้วในเวลาหมู่ฤษีสาปแช่ง. บทว่า วาเจหิสิ มํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสว่า หากท่านบอกสัมพริมายากะเรา เราจึงจะเยียวยาท่าน. บทว่า มา โข ตฺวํ มาริส วาเจสิ ความว่า พวกอสูรกล่าวว่า งดสัมพริมายาไว้ก่อน ท้าวสักกะ จะเบียดเบียนพวกเรา ก็ผิว่า ท้าวสักกะจักรู้สัมพริมายานั้น พวกเราจะพากัน ฉิบหาย ท้าวสักกะอย่าทำให้พวกเราฉิบหาย เพื่อประโยชน์ของคนผู้เดียวเลย จึงห้ามไว้. บทว่า สมฺพโรว สตํ สมํ ความว่า เวปจิตติจอมอสูรกล่าวว่า ก็พวกท่านเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม พวกท่านไม่ควรพอใจมายา จะหมกไหม้ เหมือนจอมอสูรมีมายาประกอบมายาเผาไหม้ในนรกตลอดร้อยปี. ถามว่า ก็ท้าวสักกะสามารถ จะเยียวยาความโกรธของเวปจิตติจอมอสูรได้หรือ. ตอบว่า สามารถซิ. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า เล่ากันมาว่า ในกาลนั้น หมู่ฤษี ยังดำรงอยู่ เพราะฉะนั้น ท้าวสักกะ ก็จะนำเวปจิตติจอมอสูรไปหาฤษีให้ยกโทษ ด้วยอาการอย่างนี้ ท้าวเวปจิตติจะพึงมีความผาสุก แต่ไม่ทำอย่างนั้นหลีกไป เพราะถูกลวง. จบอรรถกถามายาสูตรที่ ๓
หน้า 523 ข้อ 952, 953, 954
๔. อัจจยสูตร ว่าด้วยคนพาลและบัณฑิต [๙๕๒] สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ อยู่ ณ พระวิหาร เชตวัน อารามของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ก็โดยสมัยนั้นแล ภิกษุสองรูปโต้เถียงกัน ในการโต้เถียงกันนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้พูดล่วงเกิน. ครั้งนั้นแล ภิกษุผู้พูดล่วงเกินนั้นแสดงโทษโดยความเป็นโทษ (รับ ผิดและขอโทษ) ในสำนักของภิกษุนั้น ภิกษุนั้นไม่รับ. [๙๕๓] ครั้งนั้นแล ภิกษุเป็นอันมาก พากันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ได้ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เมื่อนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่งเรียบร้อยแล้ว ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ภิกษุสองรูปได้เถียงกัน ใน การโต้เถียงกันนั้น ภิกษุรูปหนึ่งได้พูดล่วงเกิน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ลำดับนั้น ภิกษุผู้พูดล่วงเกินแสดงโทษโดยความเป็นโทษในสำนักของภิกษุนั้น ภิกษุนั้น ไม่รับ พระพุทธเจ้าข้า. [๙๕๔] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมี ๒ จำพวกนี้ คือ ผู้ไม่เห็นโทษโดยความเป็นโทษ . ผู้ไม่รับตามสมควรแก่ ธรรมเมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนพาลมี ๒ จำพวกนี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตมี ๒ จำพวกนี้ คือ ผู้เห็นโทษโดยความเป็นโทษ ๑ ผู้รับตามสมควรแก่ธรรมเมื่อผู้อื่นแสดงโทษ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิต มี ๒ จำพวกนี้แล.
หน้า 524 ข้อ 955
[๙๕๕] ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อจะทรงยังเทวดาชั้นดาวดึงส์ให้พลอยยินดี ณ สุธรรมาสภา จึ้งได้ตรัส พระคาถานี้ในเวลานั้นว่า ขอความโกรธ จงอยู่ในอำนาจ ของท่านทั้งหลาย ขอความเสื่อมคลายใน มิตรธรรมอย่าได้เกิดมีแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ติเตียนผู้ที่ไม่ ควร ติเตียน และอย่าได้พูดคำส่อเสียดเลย ก็ความโกรธ เปรียบปานดังภูเขา ย่อมย่ำยี คนลามก. อรรถกถาอัจจยสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอัจจยสูตรที่ ๔ ต่อไปนี้ :- บทว่า สมฺปโยเชสุํ แปลว่า ทะเลาะกัน. บทว่า อจฺจสรา ได้แก่ ล่วงเกิน. อธิบายว่า ภิกษุรูปหนึ่ง ได้กล่าวคำล่วงเกินภิกษุรูปหนึ่ง. บทว่า ยถาธมฺมํ น ปฏิคฺคณฺหาติ ได้แก่ ไม่ยกโทษ. บทว่า โกโธ โว วสมายาตุ ท่านแสดงว่า ความโกรธจงมาสู่อำนาจของพวกท่าน พวกท่าน อย่าไปสู่อำนาจของความโกรธ. คำว่า หิ ในบทนี้ว่า มา จ มิตฺเต หิ โว ชรา เป็นเพียงนิบาต. ความเสื่อมในมิตรธรรม อย่าเกิดแก่พวกท่าน. อีก อย่างหนึ่ง ตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ความเสื่อม ในมิตรธรรมอย่าเกิดแล้ว คือว่าความเป็นโดยประการอื่นจากความเป็นมิตรจง
หน้า 525 ข้อ 956, 957
อย่ามี. บทว่า อครหิยํ มา ครหิตฺถ ความว่า อย่าติเตียนผู้ไม่ควรติเตียน คือบุคคลผู้เป็นขีณาสพ. จบอรรถกถาอัจจยสูตรที่ ๔ ๕. อักโกธสูตร ว่าด้วยความไม่โกรธ [๙๕๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อาราม ของอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ในกาลครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย ฯลฯ [๙๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระพุทธพจน์นี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้ว ท้าวสักกะจอมเทพ เมื่อจะทรงยังเทวดาชั้น ดาวดึงส์ให้พลอยยินดี ณ สุธรรมาสภา จึงได้ตรัสพระคาถานี้ในเวลานั้นว่า ความโกรธ อย่าได้ครอบงำท่าน ทั้งหลาย และท่านทั้งหลายอยู่ได้โกรธ ตอบต่อบุคคลผู้โกรธ ความไม่โกรธและ ความไม่เบียดเบียน ย่อมมีในท่านผู้ประ- เสริฐทุกเมื่อ ก็ความโกรธเปรียบปานดัง ภูเขา ย่อมย่ำยีคนลามก ฉะนี้แล. จบอักโกธสูตรที่ ๕ จบสักกปัญจกะ
หน้า 526 ข้อ 957
อรรถกถาอักโกธสูตร พึงทราบวินิจฉัยในอักโกธสูตรที่ ๕ ต่อไปนี้ :- บทว่า มา โว โกโธ อชฺฌภวิ ความว่า ความโกรธอย่าได้ครอบงำ พวกท่าน พวกท่านนั่นแหละ จงครอบงำความ โกรธ. บทว่า มา จ กุชฺฌิตฺถ กุชฺฌตํ ความว่า เมื่อเขาโกรธ อย่าโกรธตอบ. บทว่า อโกโธ ได้แก่ เมตตาและธรรมเป็นบุพภาคของเมตตา. บทว่า อหึสา ได้แก่ กรุณาและ ธรรมเป็นบุพภาคของกรุณา. บทว่า อถ ปาปชนํ โกโธ ปพฺพโตวา- ภิมทฺทติ ความว่า ความโกรธ ย่อมย่ำยีคนลามก เหมือนภูเขาขยี้ฉะนั้น. จบอรรถกถาอักโกธสูตรที่ ๕ ตติยวรรค จบอรรถกถาสักกสังยุต ด้วยประการฉะนี้ จบวรรณนาสารัตถปกาสินี อรรถกถาสังยุตตนิกาย สคาถวรรค ด้วยประการฉะนี้. รวมพระสูตรที่มีในวรรคที่ คือ ๑. ฆัตวาสูตร ๒. ทุพัณณิยสูตร ๓. มายาสูตร ๔. อัจจยสูตร ๕. อักโกธสูตร พร้อมทั้งอรรถกถา สักกสูตร ๕ สูตรนี้ พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐทรงแสดงไว้แล้ว. จบสักกสังยุตบริบูรณ์ รวมสังยุตที่มีในสคาถวรรคนี้ ๑๑ สังยุต คือ ๑. เทวตาสังยุต ๒. เทวปุตตสังยุต ๓. โกศลสังยุต ๔ มารสังยุต ๕.ภิกขุนีสังยุต ๖.พรหมสังยุต ๗.พราหมณสังยุต ๘.วังคีสสังยุต ๙.วนสังยุต ๑๐. ยักขสังยุต ๑๑. สักกสังยุต จบสคาถวรรค