← ฉบับมหามกุฏฯ ๔๕ เล่ม

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒๑

ขุททกนิกาย ชาดก ภาคที่ ๒
2,248 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 59, 60, 61

เล่มจริงที่ 59 (984 หน้า · 0001 – 0984)

กระโดดไปหน้า (984 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 831
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๕ ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น ฉักกนิบาตชาดก๑ ๑. อาวาริยวรรค ๑. อาวาริยชาดก ว่าด้วยการกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ [๘๓๑] ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่น ดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่ มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชา ผู้ไม่ทรงพิโรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชน ของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว อาตมาภาพขอถวาย ๑. บาลีเล่มที่ ๒๗
หน้า 2 ข้อ 832, 833, 834
อนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรง พิโรธ. [๘๓๒] ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ข้อว่า อาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อนแล้ว จึง ขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้นเขาจึงมี การทุ่มเถียงกัน และไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์. [๘๓๓] ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคน ที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจ ของคนที่ข้ามฟากแล้วเป็นอย่างหนึ่ง ของคนที่ ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็นอีกอย่าง หนึ่งไม่เหมือนกัน. [๘๓๔] อาตมาจักตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้ง ในบ้านทั้งในป่า, ทั้งในที่ดอนหรือที่ลุ่ม ดูก่อน โยมชาวเรือ ขอโยมอย่าโกรธนะ.
หน้า 3 ข้อ 835, 836
[๘๓๕] พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่ ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนี บทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส. [๘๓๖] ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็ก ในครรภ์ก็ตกฟากลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้ ประโยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือน เนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้น เพราะทอง- คำฉะนั้น. จบ อาวาริยชาดกที่ ๑ อรรถกถาชาดก ฉักกนิบาต อรรถกถาอาวาริยวรรคที่ ๑ อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ติตถนาวิกคนแจวเรือประจำท่าคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มาสุ กุชฺฌ ภูมิปติ ดังนี้.
หน้า 4 ข้อ 836
ได้ยินว่า เขาเป็นคนโง่ไม่รู้อะไร ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัย มี พระพุทธเจ้าเป็นต้นเลย ไม่รู้คุณของบุคคลอื่น ๆ ด้วยเป็นคนดุร้าย หยาบคาย ผลุนผลันพลันแล่น. ภายหลังภิกษุชาวชนบทรูปหนึ่ง มา ด้วยความตั้งใจว่า เราจักทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถึงท่าน้ำแม่น้ำ อจิรวดี ได้พูดกับนายติตถวานิกอย่างนี้ว่า :- ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักข้ามฟาก ขอโยมจงให้เรืออาตมภาพ เถิด. นายติตถวานิก ตอบว่า:- ท่านครับ บัดนี้นอกเวลาแล้ว ขอให้ท่านอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งใน ที่นี้. ภิ. ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักอยู่ที่ไหนในที่นี้ ขอจงรับอาตมา ไปส่งเถิด. เขาโกรธพูดว่า มาที่นี่โว้ยสมณะ เราจะนำไปส่ง แล้วได้ให้ พระเถระลงเรือ ไม่ตรงไปส่ง แต่พายเรือไปข้างล่าง ทำให้เรือโคลง บาตรและจีวรของท่านเปียกน้ำไปถึงฝั่งโดยลำบาก ส่งขึ้นฝั่งเวลามืดค่ำ. ต่อมาท่านได้ไปถึงวิหาร วันนั้นไม่ได้โอกาสอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า รุ่งขึ้น จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เป็น
หน้า 5 ข้อ 836
ผู้ที่พระศาสดาทรงทำการปฏิสันถารแล้ว เมื่อถูกพระศาสดาตรัสถามว่า เธอมาถึงเมื่อไร ? ทูลว่า เมื่อวานนี้พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เหตุไฉน จึงมาที่อุปัฏฐาก ในวันนี้ ? ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรง ทราบ. พระศาสดาครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่เพียงบัดนี้เท่านั้น ถึงในชาติก่อน นายคนนี้ก็ดุร้าย ยาบคาย เหมือนกัน. อนึ่ง เขาไม่ใช่ให้เธอลำบาก แต่ในชาติปัจจุบันนี้ แม้ ในชาติก่อน ก็ทำให้บัณฑิตลำบากมาแล้ว ถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึง ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในสกุลพราหมณ์เจริญวัยแล้ว ได้เรียน ศิลปศาสตร์ทุกอย่าง ที่ตักกศิลา แล้วบวชเป็นฤษี เลี้ยงอัตภาพด้วย ผลไม้น้อยใหญ่ ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการลิ้มรสเค็ม และรสเปรี้ยว จึงไปเมืองพาราณสี พักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นจึง เข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็น ท่านมาถึงพระลานหลวง เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน จึงทรงนำเข้าไป ภายในเมืองให้ฉันเสร็จ ทรงรับปฏิญญาแล้วให้ท่านอยู่ในพระราชอุท- ยาน ได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากวันละครั้ง. พระโพธิสัตว์เมื่อทูลถวายโอวาท พระราชานั้นทุกวันว่า ขอถวายพระพรมหาราช ธรรมดาพระราชาควร เว้นการลุอำนาจอคติทั้ง ๔ เป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติ
หน้า 6 ข้อ 836
พระเมตตา และพระกรุณาธรรม ครองราชสมบัติโดยธรรม จึงถวาย พระพรคาถา ๒ คาถา ว่า:- ข้าแต่มหาบพิตร ผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่น- ดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่ มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชา ผู้ไม่ทรงพิโรธตอนผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชน ของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว. อาตมภาพขอถวาย อนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า หรือที่ดอนที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺสฺส ปูชิโต มีเนื้อความว่า พระราชาแบบนี้ เป็นผู้ที่ประชาชนของรัฐบูชาแล้ว. บทว่า สพฺพตฺถ- มนุสาสามิ ความว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพเมื่ออยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้ ก็จะถวายอนุศาสน์พระองค์ ด้วยข้ออนุศาสน์ ข้อนี้นั่นแหละ คือว่า จะถวายอนุศาสน์ในที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้าน เป็นต้นเหล่านี้ จะเป็นที่บ้านหลังเดียวก็ตาม สัตวโลกตัวเดียวก็ตาม บทว่า มาสุ กุชฺฌ รเถสภ ความว่า อาตมภาพ ถวายอนุศาสน์ พระองค์อยู่อย่างนี้นั่นแหละ ธรรมดาพระราชา ไม่ควรจะพิโรธ. เพราะ
หน้า 7 ข้อ 836
เหตุไร ? เพราะว่าธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีพระบรมราชโองการ เป็นอาวุธ คนมากมายถึงความสิ้นชีวิตด้วยเหตุเพียงพระบรมราชโอง- การ ของพระราชาเหล่านั้น ผู้ทรงพิโรธแล้ว เท่านั้น. ในทุกวันที่พระราชาเสด็จมา พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ถวายอย่างนี้. พระราชามีพระราชหฤหัยเลื่อมใส ได้พระราชทานหมู่ บ้านชั้นดีให้ ๑ ตำบลเก็บส่วยได้ ๑ แสนกหาปณะ แก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ทูลปฏิเสธ. ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้อยู่ ณ ที่นั้นแห่งเดียวเป็น เวลา ๑๒ ปี ดำริว่า เราอยู่ที่นี้มานานนักหนาแล้ว เราจักไปเที่ยวจาริก ชนบทก่อนแล้วจึงจะมา ไม่ทูลลาพระราชาเลย เรียกคนเฝ้าสวนมาสั่ง ว่า อาตมาจักไปจาริกชนบท แล้วจึงจะมา ขอให้ท่านทูลให้พระราชา ทรงทราบด้วย แล้วก็หลีกไปถึงท่าเรือที่แม่น้ำคงคา. ที่ท่านั้นมีคนแจว เรือจ้าง ชื่อ อาวาริยปิตา. เขาเป็นคนพาลไม่รู้จักคุณของผู้มีคุณเลย ทั้งไม่รู้จักอุบายเพื่อตนเองด้วย. เขาสั่งคนที่ต้องการข้ามแม่น้ำคงคา ข้าม ก่อนแล้วจึงขอค่าจ้างภายหลัง เมื่อทะเลาะกับคนที่ไม่ให้ค่าจ้าง ก็ใช้วิธี ด่าและทุบตีกันเท่านั้น จึงจะได้ค่าจ้างมาก. พระศาสดาทรงเป็นผู้รู้ยิ่ง ได้ตรัสพระคาถาที่ ๓ ไว้ ทรงหมายถึงนายอาวาริยปิตานั้น ผู้มีลาภน้อย เป็นอันธพาลอย่างนี้ ว่า:- ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ชื่อ อาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อน แล้วจึง
หน้า 8 ข้อ 836
ขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้น เขาจึงมี การทุ่มเถียงกัน และไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาวาริยปิตา ความว่า เขามีธิดา ชื่อว่า อาวาริยา ด้วยอำนาจของธิดานั้น เขาจึงกลายเป็นผู้มีชื่อว่า อาวาริยปิตาพ่อของอาวาริยา. บทว่า เตนสฺส ภณฺฑนํ ความว่า เพราะเหตุนั้น เขาจึงได้มีการทุ่มเถียงกัน. อีกอย่างหนึ่ง เขาได้มีการ ทุ่มเถียงกับคน ๆ นั้น ที่ถูกขอค่าจ้างภายหลัง. พระโพธิสัตว์เข้าไปหาคนแจวเรือจ้างคนนั้น แล้วพูดว่า ขอจง นำอาตมภาพข้ามฟากเถิด. เขาครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงตอบว่า:- ท่านสมณะ ท่านจักให้ค่าจ้างเรือผมเท่าไร. พ. โยม ธรรมดาอาตมภาพจักบอกความเจริญแห่งโภคทรัพย์ ความเจริญแห่งอรรถ และความเจริญแห่งธรรมให้. คนแจวเรือจ้างครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว เข้าใจว่า สมณะรูปนี้จัก ให้อะไรแก่เราแน่นอน จึงนำท่านข้ามฟาก แล้วกล่าวว่าขอพระคุณเจ้า จงให้ค่าจ้างเรือแก่ผมเถิด. พระโพธิสัตว์นั้นตอบว่าดีแล้วโยม เมื่อจะ บอกความเจริญแห่งโภคะแก่เขาก่อน จึงกล่าวคาถาว่า:- ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะ คนที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจ
หน้า 9 ข้อ 836
ของคนที่ข้ามฟากแล้ว เป็นอย่างหนึ่ง ของ คนที่ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็น อีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปารํ ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคนที่ยังไม่ข้ามฟาก ยังยืนอยู่ฝั่งนี้เท่านั้น และรับเอา ค่าจ้างที่ได้จากเขา เก็บไว้ในที่ ๆ คุ้มครองรักษาแล้วจึงนำคนส่งข้ามฟาก ภายหลัง อย่างนี้โยมก็จักเจริญด้วยโภคทรัพย์. บทว่า อญฺโ หิ ติณฺณสฺส มโน ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ เพราะว่าจิตใจของคน ที่ข้ามฟากไปแล้วเป็นอย่างหนึ่ง คือไม่อยากจะให้ จะไปถ่ายเดียว แต่ ธรรมดาว่า ผู้ใดจะข้ามฟาก คือจะข้ามฝั่ง ได้แก่ ประสงค์จะไปฝั่งข้าง หน้า ผู้นั้นอยากจะไป แม้เกินราคาค่าจ้างก็ให้ได้ ก็ใจของผู้ต้องการ ข้ามฟาก ก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นโยมควรขอ กะผู้ยังไม่ข้ามฟากเท่านั้นดังนี้ ชื่อว่า ความเจริญแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลาย ของโยมก่อนดังนี้แล. คนแจวเรือได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เราจักมีโอวาทนี้ก่อน แต่ บัดนี้ สมณะนี้ จักให้อะไรอื่นแก่เราอีก. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้ กล่าวกะเขาว่า โยมนี้เป็นความเจริญแห่งโภคทรัพย์ของโยมก่อน บัดนี้ โยมจงฟังความเจริญแห่งอรรถและธรรม เมื่อให้โอวาทเขา จึงได้กล่าว คาถาไว้ว่า:-
หน้า 10 ข้อ 836
อาตมาจะตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้ง ในบ้านทั้งในป่า ทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน ดูก่อน โยมชาวเรือ ขอโยมจงอย่าโกรธนะ. พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกความเจริญแห่งอรรถและธรรม ด้วย คาถานี้ แก่เขาแล้ว จึงกล่าวว่า นี้เป็นความเจริญแห่งอรรถและความ เจริญแห่งธรรมของโยม. แต่เขาเป็นคนดุ ไม่สำคัญโอวาทนั้นว่าเป็น อะไร จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านสมณะ นี้หรือคือค่าจ้างเรือที่ท่านให้ผม พระโพธิสัตว์ ถูกแล้วโยม. คนแจวเรือ ผมไม่มีงานตามค่าจ้างนี้. พระโพธิสัตว์ โยมนอกจากโอวาทนี้แล้ว อาตมาไม่มีอย่างอื่น คนแจวเรือกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร? ท่านจึงลงเรือ ผม แล้วผลักดาบสให้ล้มลงที่ฝั่งแม่น้ำคงคา นั่งทับอกแล้วตบปากท่าน ทีเดียว. พระศาสดาครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดาบสได้ถวาย โอวาทพระราชา แล้วจึงได้รับพระราชทานหมู่บ้านชั้นดี ในราชสำนัก แต่ได้บอกโอวาทนั้นนั่นเอง แก่คนแจวเรือจ้างอันธพาล กลับประสบ การตบปากด้วยประการดังนี้. เพราะฉะนั้น ผู้จะให้โอวาทควรให้แก่คน
หน้า 11 ข้อ 836
ที่เหมาะสม ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่เหมาะสม ดังนี้แล้ว ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ ยิ่งแล้ว ลำดับต่อจากนั้นได้ตรัสพระคาถาว่า :- พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่ ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนี บทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส. เมื่อคนแจวเรือนั้นกำลังตบอยู่นั่นแหละ. ภรรยาถืออาหารมา เห็นดาบสเข้า จึงบอกว่า พี่ ดาบสนี้เป็นชีต้นประจำราชตระกูล พี่ อย่าตีท่าน เขาโกรธแล้วพูดว่า แกนี่แหละ ไม่ให้ข้าตีดาบสขี้โกงคนนี้ แล้วลุกขึ้นตบภรรยานั้นให้ล้มลงไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถาดข้าวก็ตกแตก และเด็กในท้องของภรรยาท้องแก่ ได้คลอดออกตกลงที่พื้นดิน. ครั้นนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงพากันมาล้อมดู แล้วจับเขามัดด้วยความเข้าใจว่า เป็น โจรฆ่าคน แล้วนำไปมอบถวายพระราชา. พระราชาทรงวินิจฉัยแล้ว ลงพระราชอาญาแก่เขา. พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว เมื่อจะทรงประกาศข้อความ นั้น จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายไว้ว่า:- ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็ก ในครรภ์ก็ตกลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้ประ- โยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือน
หน้า 12 ข้อ 836
เนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้นเพราะทองคำ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ภินฺนํ ความว่า ถาดข้าวก็ ตกแตกแล้ว. บทว่า หตา ได้แก่ ตบแล้ว. บทว่า ฉมา ได้แก่ ที่ พื้นดิน. บทว่า มิโคว ชาตรูเปน มีอธิบายว่า เนื้อเหยียบย่ำทอง เงินหรือแก้วมุกดา แก้วมณีเป็นต้นไปบ้าง นอนที่บ้าง ไม่สามารถ จะใช้ทองคำนั้น เพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้ฉันใด คน อันธพาลนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฟังโอวาทที่บัณฑิตให้แล้ว ก็ไม่ สามารถเพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้ว ในโสดาปัตติผล. คนแจวเรือครั้งนั้นคือคนแจวเรือเวลานี้นั่นเอง พระ- ราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนดาบส ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑
หน้า 13 ข้อ 837, 838, 839
๒. เสตเกตุชาดก ว่าด้วยคนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ [๘๓๗] พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความ ความโกรธไม่ดี ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ ได้ยินมีเป็นอันมา พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดา บิดาก็เป็นทิศ ๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรร- เสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง. [๘๓๘] คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็นผู้ถวายข้าวน้ำและ ผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะพราหณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ เรียกร้อง บัณฑิตทั้งหลายเรียกสมณะและ พราหมณ์แม้นั้นว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุ เอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มี ทุกข์ไปถึงแล้ว จะมีความสุข. [๘๓๙] ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีฟันสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ?
หน้า 14 ข้อ 840, 841, 842
[๘๔๐] ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูตคงแก่ เรียน แต่ทำบาปธรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์. [๘๔๑] คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์ นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมาภาพเข้าใจว่า พระเวททั้งหลายเป็นสิ่ง ที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้น แหละ เป็นของจริง. [๘๔๒] พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้น เป็นของจริงก็หา มิได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้. จบ เสตเกตุชาดกที่ ๒ อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวันทรงปรารภ ภิกษุผู้โกหก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ
หน้า 15 ข้อ 842
โกโธ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีชัดในกุททาลชาดก. ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสี สอนมนต์มาณพ ๕๐๐ คน. หัวหน้ามาณพเหล่านั้นชื่อว่า เสตเกตุ เป็นมาณพเกิดในสกุลอุททิจพราหมณ์. เขาได้มีมานะมาก เพราะอาศัย ชาติตระกูล. อยู่มาวันหนึ่ง เขาออกจากพระนครไปพร้อมกับมาณพอื่น ๆ ได้เห็นจัณฑาลคนหนึ่ง กำลังเข้าพระนคร จึงถามว่า เจ้าเป็นใคร ? เมื่อเขาตอบว่า เป็นจัณฑาล จึงพูดว่า ฉิบหาย ไอ้จัณฑาล กาลกรรณี เอ็งจงไปใต้ลมดังนี้ เพราะกลัวลมที่พัดผ่านตัวของเขาจะมากระทบร่าง ของตน แล้วได้ไปเหนือลมโดยเร็ว. แต่คนจัณฑาลเดินเร็วกว่า จึงได้ ไปยินเหนือลมเขา. เมื่อมีเหตุการณ์อยู่หมั้น มาณพนั้น ก็ได้ด่าแช่ง เขาอย่างหนักว่า ฉิบหาย ไอ้ถ่อย กาลกรรณี. คนจัณฑาล ครั้นได้ ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามว่า คุณเป็นใคร ? พ. ฉันเป็นพราหมณมาณพสิ จ. เป็นพราหมณ์ ก็เป็นไม่ว่า แต่คุณสามารถจะตอบปัญหา ที่ผมถามได้ไหม ? พ. เออได้ซิ จ. ถ้าแม้ว่าคุณไม่สามารถตอบได้ไซร้ ผมจะให้คุณลอดหว่าง ขาผม
หน้า 16 ข้อ 842
เขาตรึกตรองดูตัวเองแล้ว พูดว่า แกถามได้ บุตรคนจัณฑาล ให้บริษัทเพื่อนของมาณพนั้น. ยึดถือถ้อยคำ สัญญานั้นแล้ว ถามปัญหาว่า ข้าแต่ท่านมาณพ ธรรมดาทิศมีเท่าไร ? พ. ธรรมดาทิศมี ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น. คนจัณฑาลพูดว่า ผมไม่ได้ถามคุณถึงทิศนั้น แม้เท่านี้คุณก็ไม่รู้ ยังรังเกียจลมที่พัดผ่านตัวผม. แล้วจับคอเขาโน้มลงมาลอดหว่างขาของ ตน. มาณพทั้งหลายได้บอกพฤติการณ์นั้นแก่อาจารย์. อาจารย์ครั้นได้ ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามเขาว่า พ่อเสตเกตุ จริงไหม ? ได้ทราบว่าเจ้า ถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา. มาณพตอบว่า จริงอาจารย์ ลูกของอีทาสีจัณฑาลนั้นว่าผมว่า แม้เพียงแต่ทิศคุณก็ไม่รู้ แล้วให้ผมลอดหว่างขาของตน ทีนี้ผมเห็นมัน แล้ว จักแก้แค้นมัน. โกรธแล้ว ด่า แช่ง ลูกคนจัณฑาล. ครั้งนั้น อาจารย์ เมื่อโอวาทเขาว่า พ่อเสตเกตุเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธเขา ลูกคน จัณฑาลเป็นบัณฑิต เขาไม่ได้ถามเจ้าถึงทิศนั้น แต่เขาถามถึงทิศอื่น ก็ ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นไม่ได้ยินและยังไม่รู้นั่นแหละ มีมากกว่าทิศที่เจ้าได้ เห็นได้ยินและได้รู้มาแล้ว. ดังนี้แล้วจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า:- พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความ โกรธไม่ดี ที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ได้ยินมี เป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาก็เป็น
หน้า 17 ข้อ 842
ทิศ ๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็น ผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะ พราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้เรียกร้อง บัณฑิตทั้ง หลายเรียกสมณะและพราหมณ์ แม้นั้นว่าเป็น ทิศ ๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุเอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ไปถึงแล้วจะมีความ สุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ สาธุ โกโธ ความว่า ธรรมดา ความโกรธเมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่ให้รู้คำสุภาษิตและพุทธภาษิต ประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์ ความเกื้อกูลและไม่เกื้อกูล เพราะฉะนั้น ความโกรธ จึงไม่ดีเลย. บทว่า พหุมฺปิ เต อทิฏฺํ ความว่า อาจารย์กล่าวว่า ทิศที่ เจ้ายังไม่เห็นด้วยตา และยังไม่ได้ยินด้วยหูยังมีมากกว่า. ทิศเหล่านั้นคือ มารดาบิดา ผู้ชื่อว่ากลายเป็นทิศเบื้องหน้าคือตะวันออก เพราะเกิดก่อน กว่าบุตรทั้งหลาย. บทว่า อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสฏฺา ความว่า พระ- อริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวแล้วคือบอก ได้แก่แสดง หรือพูดว่า แต่อาจารย์ทั้งหลาย ผู้ถูกสรรเสริญว่าเป็นทิศ ๆ หนึ่ง คือเป็น ทิศเบื้องขวา เพระเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาคือการเคารพ. บทว่า อคาริโน
หน้า 18 ข้อ 842
ได้แก่คฤหัสถ์นั่นเอง บทว่า อนฺนปานวตฺถทา ได้แก่ เป็นผู้ให้ข้าว เป็นผู้ให้น้ำและเป็นผู้ให้ผ้านุ่งห่ม. บทว่า อวฺหายิกา ได้แก่เป็นผู้ร้อง นิมนต์ว่า นิมนต์มาเถิด นิมนต์รับไทยธรรม. บทว่า ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้ผู้นั้นว่า เป็นทิศนั้นทิศหนึ่ง. ด้วยบทนี้ อาจารย์แสดงว่า คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ถวาย ปัจจัย ๔ ชื่อว่าเป็นทิศนั้นเพราะเป็นผู้ที่สมณะพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรง ธรรม จะต้องเข้าไปหาโดยเรียกร้องปัจจัย ๔. อีกนัยหนึ่ง สมณะ พราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม ชื่อว่าผู้เรียกร้องคืออวหายิกะ เพราะเรียก ร้องคุณความดีสูง ๆ ขึ้นไปมาให้โดยความหมายว่า เป็นผู้ให้ซึ่งสวรรค์ สมบัติในฉกามาวจรแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถวายข้าว น้ำและ ผ้านุ่งห่ม. ด้วยบทว่า ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ ท่านอาจารย์แสดงว่า พระ- อริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้สมณะพราหมณ์ผู้ทรง ธรรมนั้นว่า ชื่อว่าเป็นทิศเบื้องบน. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า :- มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า - ตะวันออก อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวาขวา - ใต้ บุตรภรรยาเป็น ทิศเบื้องหลัง - ตะวันตก มิตรและอำมาตย์เป็น ทิศเบื้องซ้าย - เหนือ ทาสและกรรมกรเป็นทิศ
หน้า 19 ข้อ 842
เบื้องล่าง สมณะพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน คฤหัสถ์ในตระกูลผู้ไม่ประมาท ควรนมัสการ ทิศเหล่านี้. ก็คำว่า เอสา ทิสา นี้ อาจารย์กล่าวหมายเอาพระนิพพาน. เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นทุกข์ เพราะทุกข์นานัปปการมีความเกิดเป็น ต้น บรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว จะหมดทุกข์ คือเป็นผู้มีความสุข. และ ทิศนั่นเอง คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นทิศที่สัตว์ทั้งหลายไม่เคย ไปแล้ว. อนึ่ง ด้วยคำว่า เอสา ทิสา นั้นนั่นเอง อาจารย์จึงกล่าวถึงพระนิพพาน ว่า เป็นทิศชั้นยอด. สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า :- บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป คือพระนิพพาน ต้องตามรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองภาชนะน้ำมันที่เต็มเสมอ ขอบปาก ไม่มีพร่องไว้ฉะนั้น. พระมหาสัตว์ บอกทิศทั้งหลายแก่มาณพด้วยอาการอย่างนี้. แต่ มาณพคิดเสียใจว่า เราถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา ละอายเพื่อน จึง ไม่อยู่ในที่นั้น ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปทุกอย่าง ในสำนักของ อาจารย์ทิศาปาโมกข์ จบแล้วอาจารย์อนุญาตให้ไป จึงออกจากเมือง ตักกศิลา เที่ยวหาเรียนศิลปะของทุกลัทธิ. เข้าไปถึงบ้านชายแดนแห่ง
หน้า 20 ข้อ 842
หนึ่ง อาศัยบ้านนั้นอยู่ เห็นดาบส ๕๐๐ รูป จึงบวชในสำนักของท่าน แล้วเรียนศิลปะบ้าง มนต์บ้าง จรณะบ้าง ที่ท่านเหล่านั้นรู้ ได้เป็น หัวหน้าคณะ มีดาบสเหล่านั้นห้อมล้อมไปยังนครพาราณสี รุ่งขึ้นไป เที่ยวภิกขาจาร ได้ไปถึงพระลานหลวง. พระราชาทรงเลื่อมใสในอิริยา- บถของดาบสทั้งหลาย นิมนต์ให้ฉันภายในพระนิเวศน์ แล้วทรงให้ท่าน เหล่านี้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์. อยู่มาวันหนึ่ง พระ- องค์ทรงอังคาสดาบสทั้งหลายแล้วตรัสว่า วันนี้เวลาเย็นโยมจะไปพระ- ราชอุทยาน ไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย. เสตเกตุดาบส ไปยังพระราช- อุทยานแล้ว ประชุมดาบสพูดว่า ดูก่อนสหายร่วมชีวิตทั้งหลาย วันนี้ พระราชาจักเสด็จมา. ท่านชี้แจงว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายทรงโปรด ปรานครั้งเดียว ก็สามารถให้คนดำรงชีพอยู่เป็นได้ชั่วอายุ วันนี้ขอให้ พวกเราบางพวกเดินเป็นกลุ่ม ๆ ไป บางพวกนอนบนหนาม บางพวก บำเพ็ญตบะ ๕ อย่าง บางพวกประกอบความเพียรวิธีกระโหย่งเท้า บางพวกลงน้ำ บางพวกสาธยายมนต์ ดังนี้แล้วตัวท่านเอง นั่งบนตั่งที่ไม่ มีพนักพิง ที่ประตูบรรณศาลาวางคัมภีร์ ๑ คัมภีร์ ที่รุ่งเรืองด้วยรงค- เบญจวรรณแวววาว ไว้บนกากะเยียที่มีสีงดงาม แล้วแก้ปัญหาที่มาณพ สี่ ห้า คนซักถามมา. ขณะนั้นพระราชาเสด็จมา ทอดพระเนตรเห็น ดาบสเหล่านั้นบำเพ็ญมิจคฉาตบะ คือตบะผิดพอพระราชหฤทัย จึงเสด็จ เข้าไปหาเสตเกตุดาบส ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
หน้า 21 ข้อ 842
เมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :- ชฎิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีพื้นสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น ดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ได้แก่ ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์ ที่มีกีบเล็บ. บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ เพราะไม่ ได้สีฟัน. บทว่า ทุมุกฺขรูปา ได้แก่ มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน ไม่ได้ซัก ไม่ได้ตกแต่ง คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้. มีอธิบายว่า ได้แก่ มีรูปร่างมอมแมม. บทว่า เยเม ชปนฺติ ความว่า ชฎิลเหล่านี้ ได้ร่ายมนต์อยู่. บทว่า มานุสิเก ปโยเค ความว่า ดำรงอยู่แล้ว ความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน. บทว่า อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา ความว่า ถามว่า ฤษีเหล่านั้น ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว จะพ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้หรือไม่หนอ ? ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ทูลคาถาที่ ๔ ว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่ เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย
หน้า 22 ข้อ 842
ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กริตฺวา ได้แก่ กตฺวา แปลว่าทำแล้ว บทว่า จรณํ ได้แก่สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยศีล. มีคำอธิบายไว้ว่า ข้าแต่ มหาราชเจ้าผู้ใดสำคัญว่า เราเป็นพหูสูต แม้มีความรู้ตั้งพันแต่ไม่ ประพฤติสุจริต ๓ อย่าง ทำแต่บาปอย่างเดียว ผู้นั้นครั้นทำบาปกรรม เหล่านั้นแล้ว อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณะ กล่าวคือ ศีลและสมาบัติ ก็คงไม่พ้นทุกข์ คือไม่พ้นจากอบายทุกข์ไปได้เลย. พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงนำไปแล้วซึ่งความเลื่อม ใสในดาบสทั้งหลาย ลำดับนั้น เสตเกตุดาบส จึงคิดว่าพระราชานี้ได้ เกิดความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลายแล้ว. แต่ปุโรหิตคนนี้บั่นทอนความ เลื่อมใสนั้น เหมือนเอามีดฟัน เราควรจะทูลกับพระราชานั้น. ท่านเมื่อทูลกับพระราชา ได้ถวายพระพรคาถาที่ ๕ ว่า :- คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพันอาศัยเวทมนต์นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมภาพ เข้าใจว่า พระเวททั้งหลาย เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้นแหละ เป็น ของจริง.
หน้า 23 ข้อ 842
คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า แม้ผู้มีเวทมนต์ตั้งพันบทอาศัย ความเป็นพหูสูตนั้น แต่ยังไม่บรรลุจรณะ ก็จะเปลื้องตนออกจากทุกข์ ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อาตมภาพจึงเข้าใจว่า พระเวท ๓ คัมภีร์ เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะที่มีศีลอิงสมาบัติ ๘ เท่านั้นเป็นของจริง. ปุโรหิตได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้น เป็นของจริงก็หามิ ได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้. คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ คือ ไม่ใช่พระเวท ๓ อย่างไม่มี ผล ไม่เฉพาะจรณะ คือ การสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริง คือดีกว่า ได้แก่สูงสุด หมายความว่าประเสริฐ. เพราะเหตุไร ? เพราะคนอาศัย พระเวท คืออาศัยพระเวท ๓ อย่าง ได้รับเพียงเกียรติ เพียงยศ เพียง ลาภเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น พระเวทเหล่านั้นจึง ชื่อว่า ไม่มีผล. บทว่า สนฺตํ ปุเนติ จรเณน ทนฺโต ได้แก่ผู้ฝึก ตนด้วยจรณะแล้วจะบรรลุความสงบได้ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้ สมาบัติเกิดขึ้น เจริญวิปัสสนามีสมาบัติ เป็นปทัฏฐาน ย่อมบรรลุความ สงบโดยส่วนเดียว คือธรรมอย่างเอกที่มีชื่อว่าพระนิพพาน.
หน้า 24 ข้อ 842
ปุโรหิตหักล้างคำของท่านเสตเกตุดาบสอย่างนี้แล้ว ได้ทำดาบส เหล่านั้นทั้งหมดให้เป็นคฤหัสถ์ คือให้สึก ให้ถือโล่และอาวุธ จักให้ เป็นการกชนเป็นทหารหมู่ใหญ่ ให้ทำการบำรุงพระราชา. ได้ทราบว่า นี้คือวงศ์ของการกชนหมู่ใหญ่. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า เสตเกตุดาบสในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุผู้โกหกในบัดนี้ บุตรของ คนจัณฑาลในครั้งนั้น ได้แก่พระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนปุโรหิตได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒
หน้า 25 ข้อ 843, 844, 845
๓. ทรีมุขชาดก ว่าด้วยโทษของกาม [๘๔๓] กามทั้งหลายเหมือนหล่ม กามทั้งหลาย เหมือนพุ ก็อาตมภาพได้ทูลถึงภัยนี้ ว่ามี มูล ๓ ธุลีและควัน อาตมภาพก็ได้ถวาย พระพรแล้ว ข้าแต่มหาบพิตรพรหมทัต ขอ พระองศ์จงทรงละสิ่งเหล่านั้น แล้วเสด็จออก ผนวชเถิด. [๘๔๔] ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้งยินดี ทั้งสยบ อยู่ในกามทั้งหลาย ต้องการมีชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้น ที่มีรูปสะพึงกลัวได้ แต่โยม จักทำบุญมิใช่น้อย. [๘๔๕] ผู้ที่ถูกผู้มุ่งประโยชน์ อนุเคราะห์ด้วย ประโยชน์เกื้อกูล กล่าวสอนอยู่ แต่ไม่ทำ ตามคำสอน เป็นคนโง่ สำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้น ประเสริฐ ว่าสิ่งอื่น จะเข้าถึงครรภ์สัตว์ แล้ว ๆ เล่า ๆ.
หน้า 26 ข้อ 846, 847, 848
[๘๔๖] เขาจะเข้าถึงนรกชนิดร้ายกาจ. เหล่า สัตว์ที่ยังไม่ปราศจากราคะ ในกามทั้งหลาย ติดแล้วในกายของตน ยังละไม่ได้ ซึ่งที่ที่ไม่ สะอาด ของผู้สะอาดทั้งหลาย ที่เดิมไปด้วย มูตรและคูถ. [๘๔๗] สัตว์ทั้งหลายเลอะอุจจาระ เปื้อนเลือด เลอะไขออกมา เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายถูกต้อง สิ่งใด ๆ ด้วยกายอยู่ในขณะใด ในขณะนั้น เอง ก็สัมผัสผองทุกข์ล้วน ๆ ที่ไม่มีความ แช่มชื่นเลย. [๘๔๘] อาตมภาพเห็นแล้ว จึงได้ทูลถวายพระ พร, ไม่ได้ฟังจากผู้อื่น ทูลถวายพระพร แต่ อาตมกาพระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอยู่อาศัยมาเป็น จำนวนมาก. จบ ทรีมุขชาดกที่ ๓
หน้า 27 ข้อ 848
อรรถกถาทรีมุขชาดกที่ ๓ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ มหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปงฺโกว กาม ดังนี้ เรื่องในปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง. ได้ยินว่า พระราชาทรงพระนามว่า มคธราช ครองราช สมบัติที่อยู่ในนครราชคฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ได้ถือกำเนิดใน พระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์. พระญาติทั้งหลายได้ถวาย พระนามพระองค์ว่า พรหมทัตกุมาร. ในวันที่พระราชกุมารประสูติ นั่งเอง ฝ่ายบุตรของปุโรหิต ก็เกิด. ใบหน้าของเด็กนั้น สวยงามมาก เพราะเหตุนั้นญาติของเขา จึงได้ตั้งชื่อของเด็กนั้นว่า ทรีมุข. กุมาร ทั้ง ๒ นั้น เจริญเติบโตแล้ว ในราชตระกูลนั้นเอง. ทั้งคู่นั้น เป็นสหายรักของกัน เวลามีชนมายุ ๑๖ ชันษา ได้ไปยังเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะทุกอย่างแล้ว พากันเที่ยวไปในตามนิคมเป็นต้น ด้วยความ ตั้งใจว่า จักพากันศึกษาลัทธิทุกลัทธิ และจักรู้จารีตของท้องถิ่นด้วย ถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ที่ศาลเจ้า รุ่งเช้าพากันเข้าไปเมืองพาราณสี เพื่อภิกษา. ตนในตระกูล ๆ หนึ่ง ในเมืองพาราณสีนั้น ตั้งใจว่า พวก เราจักเลี้ยงพราหมณ์ แล้วถวายเครื่องบูชา จึงหุงข้าวปายาส แล้วปู อาสนะไว้. คนทั้งหลายเห็นคนทั้ง ๒ นั้น กำลังเที่ยวภิกขาจาร เข้า ใจว่า พราหมณ์มาแล้ว จึงให้เข้าไปในบ้าน ปูผาขาวไว้สำหรับพระ-
หน้า 28 ข้อ 848
มหาสัตว์ ปูผ้ากัมพลแดงไว้สำหรับทรีมุขกุมาร. ทรีมุขกุมารเห็นนิมิตร นั้นแล้ว รู้ชัดว่า วันนี้สหายของเราจักเป็นพระเจ้าพาราณสี ส่วนเรา จักเป็นเสนาบดี. ทั้ง ๒ ท่านบริโภค ณ นั้น แล้วรับเอาเครื่องบูชา กล่าวมงคลแล้วออกไป ได้พากันไปถึงพระราชอุทยานนั้น. ในจำนวน คนทั้ง ๒ นั้น พระมหาสัตว์บรรทมแล้ว บนแผ่นศิลามงคล ส่วน ทรีมุขกุมารนั่งนวดพระบาทของพระมหาสัตว์นั้น วันนั้น เป็นวันที่ ๗ แห่งการสวรรคตของพระเจ้าพาราณสี. ปุโรหิต ถวายพระเพลิงพระศพ แล้ว ได้เสี่ยงบุษยราชรถในวันที่ ๗ เพราะราชสมบัติไม่มีรัชทายาท. กิจเกี่ยวกับบุษยราชรถ จักมีแจ้งชัด ในมหาชนกชาดก. บุษยราชรถ ออกจากพระนครไป มีจตุรงคเสนาห้อมล้อม พร้อมด้วยดุริยางค์หลาย ร้อย ประโคมขัน ถึงประตูพระราชอุทยาน. ครั้งนั้น ทรีมุขกุมาร ได้ยินเสียงดุริยางค์ แล้วคิดว่า บุษยราชรถมาแล้ว เพื่อสหายของเรา วันนี้สหายของเราจักเป็นพระราชา แล้วประทานตำแหน่งเสนาบดี แก่เรา เราจักประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เราจักออกบวช ดังนี้ แล้ว จึงไม่ทูลเชิญพระโพธิสัตว์ เลยไปยังที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ ยืนอยู่ในที่กำบัง. ปุโรหิตหยุดรถที่ประตูพระราชอุทยาน แล้วเข้าไปยัง พระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์บรรทมบนแผ่นศิลามงคล ตรวจดู ลักษณะที่เท้าลายพระบาท แล้วทราบว่า เป็นคนมีบุญ สามารถครอง ราชสมบัติ สำหรับมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒ พันเป็นบริวารได้
หน้า 29 ข้อ 848
แต่คนเช่นนี้ คงเป็นคนมีปัญญาเครื่องทรงจำ จ่งได้ประโคมดุริยางค์ ทั้งหมดขึ้น. พระโพธิสัตว์ตื่นบรรทมแล้ว ทรงนำผ้าสาฎกออกจาก พระพักตร์ ทรงทอดพระเนตรเห็นมหาชน แล้วทรงเอาผ้าสาฎกปิด พระพักตร์อีก บรรทมหน่อยหนึ่ง ระงับความกระวนกระวาย แล้ว เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลา. ปุโรหิตคุกเข่าลงแล้ว ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติ กำลังตกถึงพระองค์. พ. ราชสมบัติไม่มีรัชทายาทหรือ ? ปุ. ไม่มีพระพุทธเจ้าข้า. พ. ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว จึงทรงรับไว้. ประชาชนเหล่านั้น ได้พากันทำการอภิเษก พระโพธิสัตว์นั้น ที่พระราชอุทยานนั่นอง. พระองค์มิได้ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เพราะ ความมียศมา. พระองค์เสด็จขึ้นพระราชรถ มีบริวารห้อมล้อม เข้า ไปสู่พระนคร ทรงการทำปทักษิณ แล้วประทับยืนที่ประตูพระราช- นิเวศน์นั่นเอง ทรงพิจารณาถึงฐานันดรของอำมาตย์ทั้งหลาย แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปราสาท. ขณะนั้น ทรีมุขกุมาร คิดว่า บัดนี้ พระราชอุทยาน ว่างแล้ว จึงมานั่งที่ศิลามงคล. ลำดับนั้น ใบไม้เหลืองได้ร่วงลงมา ข้างหน้าของเขา. เขาเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไป ในใบไม้เหลือง นั้นนั่นเอง พิจารณาไตรลักษณ์ให้แผ่นดินกึกก้องไป พร้อมกับให้พระ- ปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่าน ก็
หน้า 30 ข้อ 848
อันตรธานไป. บาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ก็ล่องลอยมาจากอากาศ สวมที่สรีระของท่าน. ทันใดนั้นนั่นเอง ท่านก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘ สมบูรณ์ด้วยอิริยาบท เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาร้อยพรรษา เหาะ ไปในอากาศด้วยฤทธิ์ ได้ไปยังเงื้อมนันทมูลกะในท้องถิ่นป่าหิมพานต์. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสวยราชสมบัติโดยธรรม. แต่เพราะเป็นผู้มียศมาก จึงทรงเป็นผู้มัวเมาด้วยยศ ไม่ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เป็นเวลาถึง ๔๐ ปี. แต่เมื่อเวลาเลย ๔๐ ปี ผ่านไปแล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงเขา แล้ว จึงตรัสว่า ฉันมีสหายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า ทรีมุข เขาอยู่ที่ไหน หนอ ? ดังนี้แล้ว มีพระราชประสงค์จะพบพระสหายนั้น. จำเดิมแต่ นั้นมา พระองค์ก็ตรัสถามหา ภายในเมืองบ้าง ท่ามกลางบริษัทบ้าง ว่า ทรีมุขกุมาร สหายของฉันอยู่ที่ไหน ? ผู้ใดบอกที่อยู่ของเขาแก่ฉัน ฉันจะให้ยศสูงแก่ผู้นั้น. เมื่อพระองค์ทรงระลึกถึงเขาอยู่บ่อย ๆ อย่างนี้ นั่นแหละ ปีอื่น ๆ ได้ผ่านไปถึง ๑๐ ปี. โดยเวลาผ่านไปถึง ๕๐ ปี แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทรีมุข ทรงรำลึกถึงอยู่ ก็ทรง ทราบว่า สหายรำลึกถึงเราอยู่แล แล้วทรงดำริว่า บัดนี้ พระโพธิสัตว์ นั้น ทรงพระชรา จำเริญด้วยพระโอรสพระธิดา เราจักไปแสดงธรรม ถวายให้พระองค์ทรงผนวช ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จมาทางอากาศ ด้วย ฤทธิ์ ลงที่พระราชอุทยาน นั่งบนแผ่นศิลา เหมือนพระพุทธรูปทองคำ ก็ปานกัน. เจ้าหน้าที่รักษาพระราชอุทยาน เห็นท่านแล้ว เข้าไปเฝ้า ทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมาจากที่ไหน ?
หน้า 31 ข้อ 848
พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า มาจากเงื้อมเขานันทมูลกะ จ. ท่านเป็นใคร ? พ. อาตมภาพ คือพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรีมุข โยม. จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงรู้จักในหลวงของข้า พระองค์ทั้งหลายไหม ? พ. รู้จักโยม เวลาเป็นคฤหัสถ์ พระองค์ทรงเป็นสหายของ อาตมา. จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในหลวงมีพระราชประสงค์จะพบ พระองค์ ข้าพระองค์ จักทูลบอกว่า พระองค์เสด็จมาแล้ว. พ. เชิญโยม ไปทูลบอกเถิด. จ. รับพระบัญชาแล้ว รีบด่วนไปทีเดียว ทูลในหลวงถึงความ ที่พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ประทับอยู่ที่แผ่นศิลาแล้ว. ในหลวงตรัสว่า ได้ทราบว่า พระสหายของฉันมาแล้ว ฉันจัก ไปเยี่ยมท่าน แล้วเสด็จขึ้นรถไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยข้าราช- บริพารจำนวนมาก ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำการปฏิสันถาร แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงทำ ปฏิสันถารกะพระองค์ พลางทูลคำมีอาทิว่า ขอถวายพระพร พระเจ้า พรหมทัต พระองค์ทรงเสวยราชสมบัติโดยธรรมอยู่หรือ ? ไม่ทรงลุ
หน้า 32 ข้อ 848
อำนาจอคติหรือ ? ไม่ทรงเบียดเบียนประชาสัตว์ เพื่อต้องการทรัพย์ หรือ ? ทรงบำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้นอยู่หรือ ? ดังนี้แล้ว ทูลว่า ขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงพระชราภาพแล้ว บัดนี้ เป็นสมัยของพระองค์ที่จะทรงละกาม เสด็จออกผนวชแล้ว. เมื่อจะทรง แสดงธรรมถวายพระองค์ จึงได้ทูลคาถาที่ ๑ ว่า :- กามทั้งหลายเหมือนหล่ม กามทั้งหลาย เหมือนพุ ก็อาตมาภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่ามีมูล ๓ ธุลีและควัน อาตมาภาพก็ได้ถวายพระพรแล้ว ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัตมหาบพิตร ขอพระองค์ จงทรงละสิ่งเหล่านั้น เสด็จออกผนวชเถิด. บรรดาบสเหล่านั้น บทว่า ปงฺโก พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัส หมายถึง พืชทั้งหลาย มีหญ้า สาหร่าย ไม้อ้อและกอหญ้าเป็นต้น ที่เกิดขึ้นในน้ำ. อุปมาเหมือนหนึ่งว่า พืชเหล่านั้น ยังมีกำลังน้ำ ให้ ติดอยู่ฉันใด เบญจกามคุณทั้งหลาย หรือว่า วัตถุกามและกิเลสกาม ทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ปลัก คือปังกะ ด้วยอำนาจยังพระโยคาวจร ผู้กำลังข้ามสงสารสาคร ให้ติดข้องอยู่. เพราะว่า เทวดาก็ตาม มนุษย์ ก็ตาม สัตว์เดียรฉานทั้งหลายก็ตาม ผู้ข้องแล้ว ติดแล้ว ในปลักนั้น จะลำบาก ร้องไห้ คร่ำครวญอยู่. ที่หล่มใหญ่ พระปัจเจกพุทธเจ้า
หน้า 33 ข้อ 848
ตรัสเรียกว่า พุ คือปลิปะ ในคำว่า ปลิโปว กามา ซึ่งสัตว์ทั้งหลาย มีสุกรและเนื้อเป็นต้นก็ตาม สิ่งโตก็ตาม ช้างก็ตาม ที่ติดแล้ว ไม่ สามารถจะถอนตนขึ้น แล้วไปได้, ก็วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย ท่านเรียกว่า ปลิปะ เพราะเป็นเสมือนกับพุนั้น. เพราะว่า สัตว์ ทั้งหลาย ถึงจะมีบุญก็ไม่สามารถทำลายกามเหล่านั้น รีบลุกขึ้น แล้ว เข้าไปสู่การบรรพชาที่ไม่มีกังวล ไม่มีปลิโพธ เป็นที่รื่นรมย์ ได้เริ่มต้น แต่เวลาติดอยู่คราวเดียว ในกามทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า ภยญฺจ เมตํ ได้แก่ ภยญฺจ เอตํ และอาตมาภาพได้กล่าวภัยนี้ ม อักษร ท่าน กล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งการต่อบท ด้วยพยัญชนะ. บทว่า ติมูลํ ความว่า ไม่หวั่นไหว เหมือนตั้งมั่นอยู่ด้วยราก ๓ ราก. คำนี้ เป็นชื่อ ของภัยที่มีกำลัง. บทว่า ปวุตฺตํ ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ ทั้งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธ- สาวกทั้งหลาย ทั้งพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสัพพัญญูทั้งหลาย ตรัสแล้ว คือทรงบอกแล้ว อธิบายว่า ทรงแสดงไว้แล้วว่า ชื่อว่าเป็นภัยมี กำลัง เพราะหมายความว่า เป็นปัจจัยแห่งภัย ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบัน และสัมปรายิกภพ มีภัยคือการติเตียนตนเองเป็นต้น และที่เป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งกรรมกรณ์ ๓๒ ประการ และโรค ๗๘ ชนิด. อีก อย่างหนึ่ง. บทว่า ภยญฺจ เมตํ ความว่า ก็อาตมาภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่า มีมูล ๓ พึงทราบเนื้อความในบทนี้ ดังที่พรรณนามานี้นั่นเอง. บทว่า
หน้า 34 ข้อ 848
รโช จ ธูโม จ ความว่า กามทั้งหลาย อาตมาภาพประกาศไว้แล้วว่า เป็นธุลีด้วย เป็นควันด้วย เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน. อุปมา เหมือนหนึ่งว่า ร่างกายของชายที่อาบน้ำสะอาดแล้ว ลูบไล้และตกแต่ง ดีแล้ว แต่มีฝุ่นที่ละเอียดตกลงที่ร่างกาย จะมีสีคล้ำ ปราศจากความ งาม ทำให้หม่นหมอง ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือน กัน แม้มาแล้ว โดยทางอากาศเหาะได้ ด้วยกำลังฤทธิ์ ปรากฏแล้ว ในโลก เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็มีสีมัวหมอง ปราศจาก ความงาม เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว เริ่มแต่เวลาที่ธุลี คือกามตกลงไป ในภายในครั้งเดียว เพราะคุณความดี คือสี คุณความดี คือความงาม และคุณความดี คือความบริสุทธิ์ ถูกขจัดแล้ว. อนึ่ง คนทั้งหลาย แม้จะสะอาด ดีแล้ว ก็จะมีสีดำเหมือนฝาเรือน เริ่มต้นแต่เวลา ถูก ควันรม ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มีญาณ บริสุทธิ์เหลือเกิน ก็จะปรากฏเป็นเหมือนคนผิวดำ ท่ามกลางมหาชน ทีเดียว เพราะถึงความพินาศแห่งคุณความดี เริ่มต้นแต่เวลาที่ถูกควัน คือกามารมณ์ ดังนั้น กามเหล่านี้ อาตมภาพ จึงประกาศแก่มหาบพิตร ว่า เป็นทั้งธุลี เป็นทั้งควัน เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า จึงทรงให้พระราชาทรงเกิดอุตสาหะ ในการบรรพชา ด้วยพระดำรัสว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระราชสมภาร พรหมทัตเจ้า ขอพระองค์ จงทรงละกามเหล่านี้ ทรงผนวชเถิด
หน้า 35 ข้อ 848
พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกความที่ พระองค์ทรงคิดอยู่ ด้วยกิเลสทั้งหลาย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้ง ยินดี ทั้งสยบอยู่ในกามทั้งหลาย ต้องการมี ชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้น ที่มีรูปสะพึงกลัว ได้ แต่โยมจักทำบุญไม่ใช่น้อย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคธิโต ได้แก่ ถูกกายคันถะ คือ อภิชฌาผูกมัดไว้. บทว่า รตฺโต ได้แก่ ถูกราคะย้อมใจแล้ว. บทว่า อธิมุจฺฉิโต ได้แก่ สลบไสลไปมากเหลือเกิน. บทว่า กาเมสฺวาหํ ความว่า โยมยังติดอยู่ในกามทั้ง ๒. พระราชาตรัสเรียก พระทรีมุข- ปัจเจกพุทธเจ้าว่า พราหมณ์. บทว่า ภึสรูปํ ได้แก่ มีรูปมีพลัง. บทว่า ตํ นุสฺสเห ความว่า โยมไม่อาจ คือไม่สามารถละกามทั้ง ๒ อย่างนั้นได้. ด้วยคำว่า ชีวิกตฺโก ปาหาตุํ พระราชาตรัสว่า โยมยัง ต้องการความเป็นอยู่นี้ จึงไม่อาจละกามนั้นได้. บทว่า กาหามิ ปุญฺานิ ความว่า แต่โยมจักทำบุญ คือทานศีลและอุโบสถกรรม ไม่น้อย คือมาก ดังนี้. ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสกามอย่างนี้ ไม่สามารถ จะนำออกไปจากใจได้ เริ่มต้นตั้งแต่เวลาที่ติดอยู่คราวเดียว พระมหา- บุรุษผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสอันใดเล่า แม้เมื่อพระปัจเจก- พุทธเจ้า ตรัสถืงคุณของบรรพชาแล้ว ก็ยังตรัสว่า โยมไม่สามารถจะ
หน้า 36 ข้อ 848
บวชได้ พระเจ้าพรหมทัตพระองค์นี้ใด เมื่อทรงตรวจตราดูพุทธการก- ธรรม ด้วยพระญาณที่เกิดขึ้นในพระองค์ แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ทีปังกร ทรงเห็นเนกขัมมบารมีที่ ๓ แล้ว จึงทรง สรรเสริญคุณในเนกขัมมะอย่างนี้ว่า :- ถ้าพระองค์ปรารถนาบรรลุโพธญาณไซร้ พระองค์จงสมาทานบารมีที่ ๓ นี้ไว้ให้มั่นคง ก่อน แล้วจึงไปสู่เนกขัมมบารมี. คนที่อยู่ ในเรือนจำมานาน ๆ ถึงความทุกข์ จะไม่ให้ ความยินดีเกิดขึ้นในเรือนจำนั้น จะแสวงหา ทางพ้นทุกข์อย่างเดียวฉันใด พระองค์ก็เช่น นั้นเหมือนกัน จงเห็นภพทั้งหมดเหมือนเรือน- จำ เป็นผู้บ่ายหน้าสู่เนกขัมมะแล้ว จักบรรลุ สัมมาสัมโพธิญาณ. พระเจ้าพรหมทัตนั้น แม้เป็นผู้ที่พระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัส สรรเสริญการบรรพชา แล้วถวายพระพรว่า ขอมหาบพิตร จะทรง ทอดทิ้งกิเลสทั้งหลาย แล้วทรงเป็นสมณะเถิด. จึงตรัสว่า โยมไม่ อาจจะทอดทิ้งกิเลสเป็นสมณะได้.
หน้า 37 ข้อ 848
ได้ทราบว่าคนบ้าในโลกนี้มี ๘ จำพวก เพราะฉะนั้นโบราณา- จารย์ จึงได้กล่าวไว้ว่า คนที่ได้สัญญาว่าเป็นบ้ามี ๘ จำพวก คือ :- ๑. บ้ากาม (กามุมฺมตฺตโก) มัวเมาในกาม คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจจิต (จิตฺตวสงฺคโต) ของผู้อื่น - ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ (โลภวสงฺคโต) ๒. บ้าโกรธผู้อื่น (โกธุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจวิหึสา (วิหึสาวสงฺคโต) คนอื่น ๓ บ้าความเห็น (ทิฏฺฐุมฺมตฺตโก) บ้าทฤษฎีหรือบ้าลัทธิ - ตกอยู่ใต้อำนาจความเข้าใจผิด (วิปลฺลาสวสงฺคโต) ๔ บ้าความหลง (โมหุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ในอำนาจความไม่รู้ ๕ บ้ายักษ์ (ยกฺขุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ในอำนาจยักษ์ (ยกฺขวสงฺคโต) ๖ บ้าดีเดือด (ปิตฺตุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ในอำนาจของดี (ปิตฺตวสงฺคโต) ๗ บ้าสุรา (สุรุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจการดื่ม (ปานนวสงฺคโต)
หน้า 38 ข้อ 848
๘. บ้าเพราะความสูญเสีย (พฺยสมุมฺมตฺตโก) คือ :- - ตกอยู่ใต้อำนาจของความเศร้าโศก (โสกวสฺคโต) ในจำนวนบ้า ๘ จำพวกเหล่านี้ พระมหาสัตว์ ในชาดกนี้เป็น ผู้บ้ากามตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ จึงไม่รู้คุณของบรรพชา. ถามว่า ก็โลภะนี้ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำลายคุณความดี ด้วยประการ ดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่เหุตุไฉนสัตว์ทั้งหลาย จึงไม่อาจหลุดพ้นไปได้. ตอบว่า เพราะความโลภนั้นเจริญมาแล้ว โดยรวมกันเป็นเวลาหลาย แสนโกฏิกัปป์ ในสงสารที่ไม่มีใครตามพบเงื่อนต้นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้ แล้ว บัณฑิตทั้งหลาย จึงละด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาหลายอย่าง มีอาทิว่า กามทั้งหลายมีความชื่นใจน้อย. แม้เมื่อพระมหาสัตว์นั้นนั่นเอง ตรัสว่า โยมไม่อาจจะบวชได้ พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ก็ไม่ทรงทอดธุระ เมื่อจะถวายพระโอวาท ให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :- ผู้ที่ถูกผู้มุ่งประโยชน์ อนุเคราะห์ด้วย ประโยชน์เกื้อกูล กล่าวสอนอยู่ แต่ไม่ทำ ตามคำสอน เป็นคนโง่ สำคัญว่าสิ่งนี้เท่านั้น ประเสริฐกว่าสิ่งอื่น จะเข้าถึงครรภ์สัตว์ แล้ว ๆ เล่า ๆ จะเข้าถึงนรก ชนิดร้ายกาจ เหล่าสัตว์ ที่ยังไม่ปราศจากราคะ ในกามทั้งหลายติดแล้ว
หน้า 39 ข้อ 848
ในกายของตนละยังไม่ได้ ซึ่งที่ที่ไม่สะอาด ของผู้สะอาดทั้งหลาย ที่เต็มไปด้วยมูตร และคูถ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถกามสฺส ความว่า ผู้มุ่งความ เจริญ. บทว่า หิตานุกมฺปิโน ความว่า ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์ เกื้อกูล คือด้วยจิตอ่อนโยน. บทว่า โอวชฺชมาโน ได้แก่ ถูกกล่าว ตักเตือนอยู่. บทว่า อิทเมว เสยฺโย ความว่า สำคัญสิ่งที่ตนยึดถือ ที่เป็นสิ่งไม่ประเสริฐกว่าทั้งไม่สูงสุด ว่าสิ่งนี้เท่านั้น เป็นสิ่งประเสริฐ กว่าสิ่งอื่น. บทว่า มนฺโท ความว่า ผู้นั้นจะเป็นคนไม่มีความรู้ จะ ก้าวล่วงการอยู่ในครรภ์มารดาไปไม่ได้ อธิบายว่า จะเข้าถึงครรภ์แล้ว ๆ เล่า ๆ นั่นเอง. บทว่า โส โฆรรูปํ ความว่า ขอเจริญพรมหาบพิตร คนโง่นั้น เมื่อเข้าถึงครรภ์มารดานั้น ชื่อว่า เข้าถึงนรกชนิดร้ายกาจ คือที่ทารุณโดยกำเนิด อธิบายว่า ท้องของมารดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ตรัสเรียกว่า นรก คือตรัสเรียกว่า จตุกุฏฏิกนรก คือด้านแคบ ๆ ๔ ด้าน. ในพระคาถานี้ เพราะหมายความว่า หมดความชื่นใจ. ธรรมดาว่า จตุกุฏฏิกนรก เมื่อถูกถามว่า เป็นอย่างไร ? ควรบอกว่า คือท้องมารดานั่นเอง. เพราะว่า สัตว์ที่เกิดแล้ว ในอเวจีมหานรก มีการวิ่งพล่านและวิ่งรอบไป ๆ มา ๆ ได้ทีเดียว เพราะฉะนั้น อเวจี มหานรกนั้น จะเรียกว่า จตุกุฏฏิกนรกไม่ได้. แต่ว่า ในท้องมารดา สัตว์ที่เกิดในครรภ์ไม่อาจจะวิ่งไปตามข้างทั้ง ๔ และทางโน้นทางนี้ได้
หน้า 40 ข้อ 848
ตลอดเวลา ๙ หรือ ๑๐ เดือน. จำต้องประสงค์เป็น ๔ ด้าน คือเป็น ๔ มุม ในโอกาสอันคับแคบ เพราะฉะนั้น นรกนั้นจึงเรียกกันว่า จตุกุฏฏิกนรก. บทว่า สุภาสุภํ ได้แก่ที่ ๆ ไม่สะอาด สำหรับ พระโยคาวจรผู้สะอาดทั้งหลาย. อธิบายว่า ท้องมารดาสมมุติว่าเป็นที่ ไม่สะอาดโดยส่วนเดียว สำหรับผู้งดงามทั้งหลาย คือพระโยคาวจร กุลบุตรทั้งหลายผู้กลัวสงสาร. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า :- น่าตำหนิโดยแท้ สำหรับผู้ไม่เห็นรูปที่ ไม่น่าดู ว่าได้แก่ที่น่าดู ที่ไม่สะอาดแต่สมมติ ว่าสะอาด ที่บริบูรณ์ด้วยซากศพต่าง ๆ แต่ ว่าเป็นรูปน่าดู. ไม่เห็นกายที่เปื่อยเน่า ที่ กระสับกระส่ายนี้ ที่มีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด มีการเจ็บไข้เป็นธรรมดา เป็นที่ยังทางเพื่อการ เกิดในสุคติ ให้เสื่อมหายไปแห่งเหล่าประชา ผู้ประมาทแล้ว สลบไสลอยู่แล้ว. บทว่า สตฺตา ได้แก่ ผู้เกาะเกี่ยว คือส่ายไปหา หมายความว่า ติด อธิบายว่า ข้องแล้ว. บทว่า สกาเย น ชหนฺติ ความว่า ยังไม่ละทิ้ง ท้องมารดานั้น. บทว่า คิทฺธา ได้แก่ กำหนดแล้วนั่นเอง. บทว่า เย โหนฺติ ความว่า เหล่าชนผู้ไม่ปราศจากราคะในกามทั้งหลาย จะไม่ ละทิ้งการอยู่ในครรภ์มารดานั้นไป.
หน้า 41 ข้อ 848
พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงทุกข์ ทั้งที่มีการ ก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลฐาน ทั้งที่มีการบริหารเป็นมูลฐานแล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงทุกข์ที่มีการออกจากครรภ์เป็นมูลฐาน จึงได้ตรัส คาถาหนึ่งกับถึงคาถาไว้ว่า :- สัตว์ทั้งหลายเลอะอุจจาระ เปื้อนเลือด เลอะไขออกมา เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายถูกต้อง สิ่งใด ๆ ด้วยกายอยู่ในขณะใด ในขณะนั้น เองก็สัมผัสผองทุกข์ล้วน ๆ ที่ไม่มีความแช่ม ชื่นเลย. อาตมาภาพเห็นแล้ว จึงได้ทูลถวาย พระพร ไม่ได้ฟังจากผู้อื่นทูลถวายพระพร แต่อาตมาภาพระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมา เป็นจำนวนมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิฬฺเหน ลิตฺตา ความว่า ขอถวาย พระพรมหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เมื่อคลอดจากท้องมารดาไม่ได้ ลูบไล้ด้วยคันธชาติทั้ง ๔ ไม่ได้ประดับประดาดอกไม้ที่หอมหวลออกมา แต่เป็นผู้เปื้อนเปรอะ คือเลอะเทอะคูถเก่าเน่าออกมา. บทว่า รุหิเรน มกฺขิตา ความว่า ไม่ใช่เป็นเสมือนชะโลมด้วยจันทน์แดงออกมา แต่ เปื้อนด้วยโลหิตแดงออกมา. บทว่า เสมฺเหน ลิตฺตา ความว่า ไม่ใช่ ลูบไล้ด้วยจันทน์ขาวออกมา แต่เป็นผู้เปื้อนไขเหมือนนุ่นหนา ๆ ออกมา
หน้า 42 ข้อ 848
เพราะในเวลาผู้หญิงทั้งหลายคลอด ของไม่สะอาดทั้งหลายจะออกมา. บทว่า ตาวเท ความว่า ในสมัยนั้น. มีอธิบายว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร สัตว์เหล่านี้ในเวลาที่ออกจากท้องมารดานั้น เปื้อนคูถ เป็นต้น ออกมาอย่างนี้ กระทบช่องคลอดหรือมืออยู่ ย่อมชื่อว่า สัมผัสทุกข์นั้นทั้งหมดล้วน ๆ คือที่เจือด้วยของไม่สะอาด ไม่เป็นที่ ยินดี คือไม่แช่มชื่น ชั้นชื่อว่าความสุขจะไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้น ในสมัยนั้น. บทว่า ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺโต สวํ ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาตมภาพ เมื่อทูลถวายพระพรเท่านี้ ไม่ได้ฟังมาจากที่อื่น คือไม่ได้สดับคำนั้นของสมณะหรือพราหมณ์คนอื่น ทูลถวาย อธิบายว่า แต่อาตมภาพเห็นแล้ว คือแทงตลอดแล้ว ได้แก่ ทำให้ประจักษ์แล้วด้วยปัจเจกโพธิญาณของตน แล้วจึงทูลถวายพระพร. บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ พหุกํ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะ ทรงแสดงถึงอานุภาพของตน จึงทูลถวายพระพรคำนี้. มีอธิบายว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ส่วนอาตมภาพระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัย มา กล่าวคือ ขันธ์ที่อยู่อาศัยมาตามลำดับในชาติก่อนมากมาย คือระลึก ได้ถึง ๒ อสงไขยเศษแสนกัปป์. บัดนี้ พระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่ง ครั้นตรัสว่า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้านั้น ทรงสงเคราะห์พระราชาด้วยพระคาถาสุภาษิต อย่างนี้แล้ว ได้ตรัสกึ่งคาถาไว้ในตอนสุดท้ายว่า :-
หน้า 43 ข้อ 848
พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ทรงยังพระ- ราชาผู้ทรงมีพระปัญญาให้ทรงรู้พระองค์ ด้วย พระคาถาทั้งหลาย ที่เป็นภาษิตมีเนื้อความ วิจิตรพิสดาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺราหิ ความว่า อาศัยเนื้อความ หลายหลาก. บทว่า สุภาสิตาหิ ได้แก่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว. บทว่า ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธํ. ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระทรีมุข- ปัจเจกพุทธเจ้านั้น ทรงให้พระราชานั้นผู้ทรงมีพระปัญญา คือทรงมี ปัญญาดี ได้แก่ มีความสามารถรู้เหตุและมิใช่เหตุ ให้ทรงรู้พระองค์ คือให้ทรงสำนึกได้ อธิบายว่า ให้ทรงทำตามถ้อยคำของตน. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นทรงแสดงโทษในกามทั้งหลาย ทรง ยังพระราชาให้ทรงถือเอาถ้อยคำของตนอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ขอถวาย พระพรมหาบพิตร บัดนี้ พระองค์จะทรงผนวชหรือไม่ทรงผนวชก็ตาม แต่ว่า อาตมาภาพได้แสดงโทษในกามทั้งหลายและอานิสงส์ในการบวช ถวายมหาบพิตรแล้ว ขอมหาบพิตรจงอย่าทรงประมาท ดังนี้แล้ว ได้ ทรงเหาะไปในอากาศ ทรงเหยียบกลีบเมฆเสด็จไปยังเงื้อมเขานันท- มูลกะนั่นเอง เหมือนพระยาหงส์ทองฉะนั้น. พระมหาสัตว์ทรงประคอง อัญชลีที่รุ่งโรจน์ รวมทั้ง ๑๐ นิ้ว ไว้บนพระเศียรนมัสการอยู่ เมื่อ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นพ้นทัศนวิสัยไปแล้ว จึงตรัสสั่งให้หาพระราช-
หน้า 44 ข้อ 848
บุตรพระองค์ใหญ่ คือเจ้าฟ้าใหญ่มาเฝ้า ทรงมอบราชสมบัติให้ แล้ว เมื่อมหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญกันอยู่ ได้ทรงละกามทั้งหลาย เสด็จ ไปสู่ป่าหิมพานต์ ทรงสร้างบรรณศาลา ผนวชเป็นฤาษี ไม่นานเลย ก็ได้ทรงยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น ในเวลาสิ้นพระชนมายุก็ได้ ทรงเข้าถึงพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาประกาศสัจจ- ธรรม แล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในเวลาจบสัจจธรรม คนทั้งหลาย ได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้นมากมาย. พระราชาในครั้งนั้น ก็คือเรา ตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทรีมุขชาดกที่ ๓
หน้า 45 ข้อ 849, 850, 851, 852, 853
๔. เนรุชาดก ว่าด้วยอานุภาพของเนรุบรรพต [๘๔๙] กาป่าก็ดี ฝูงกาธรรมดาก็ดี และพวกเรา ผู้ประเสริฐกว่านกทั้งหลายก็ดี มาถึงภูเขาลูกนี้ แล้ว เป็นเหมือนกันหมด คือมีสีเหมือนกัน หมด. [๘๕๐] ทั้งสิงห์โต ทั้งเสือ ทั้งนก หมาไน ก็ เป็นเหมือนกันหมด ภูเขานี้ชื่ออะไร ? [๘๕๑] คนทั้งหลายรู้จักภูเขาลูกนี้ว่า ชื่อว่า เนรุ เป็นภูเขาชั้นยอดของภูเขาทั้งหลาย สัตว์ทุก ชนิดอยู่ในภูเขานี้สีสวยหมด. [๘๕๒] ณ ที่ใดมีแต่ความไม่นับถือกัน การดูหมิ่น สัตบุรุษ หรือการนับถือคนเลว ณ ที่นั้นคนมี อำนาจไม่ควรอยู่. [๘๕๓] แต่ในภูเขาใด เขาบูชาทั้งคนเกียจคร้าน ทั้งคนขยัน คนกล้าหาญ ทั้งคนขลาด สัตบุรุษ
หน้า 46 ข้อ 854
ทั้งหลาย จะไม่อยู่บนภูเขานั้นที่ไม่ทำให้แตก- ต่างกัน. [๘๕๔] เขาเนรุนี้จะไม่คบคนที่เลว คนชั้นสูง แต่คนขนาดกลาง เขาเนรุทำให้สัตว์ไม่แตก ต่างกัน เชิญเถิดพวกเราจะละทิ้งเขาเนรุนั้น เสีย. จบ เนรุชาดกที่ ๔ อรรถกถาเนรุชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กาโกลา กากสงฺฆา จ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐาน ในสำนักของพระ- ศาสดา แล้วได้ไปยังหมู่บ้านชนบทตำบลหนึ่ง. คนทั้งหลายเลื่อมใส ในอิริยาบทของท่าน ให้ท่านฉันแล้ว รับปฏิญญาท่าน สร้างบรรณศาลา ในป่าให้ท่านอยู่ที่บรรณศาลานั้น และพากันถวายสักการะท่านอย่าง เหลือเฟือ. ครั้งนั้น ภิกษุอื่นซึ่งเป็นพวกสัตตวาทะได้มา ณ ที่นั้น. คนเหล่านั้นได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้ว พากันสละเถรวาททิ้ง เชื่อ
หน้า 47 ข้อ 854
ถือสัสสตวาท ถวายสักการะท่านเหล่านั้นเท่านั้น. ต่อมาพวกอุจเฉทวาท มา. พวกเขาก็พากันสละสัสสตวาททิ้งเชื่อถืออุจเฉทวาท. ต่อมาพวกอื่น ที่เป็นอเจลกวาทมา. พวกเขาก็พากันสละอุจเฉทวาททิ้ง เธอถือ อเจลกวาท. ท่านอยู่อย่างไม่สบายในสำนักของพวกคนเหล่านั้น ผู้ไม่ รู้จักคุณและมิใช่คุณ ออกพรรษาปวารนาแล้ว จึงไปยังสำนักของ พระศาสดา เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารแล้ว เมื่อพระองค์ ตรัสถามว่า เธอจำพรรษาที่ไหน ? ทูลว่า อาศัยหมู่บ้านชายแดน พระเจ้าข้า. ถูกตรัสถามว่า อยู่สบายดีหรือ ? จึงทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์อยู่อย่างเป็นทุกข์ในสำนักของผู้ไม่รู้คุณและไม่ใช่ คุณ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลาย ในสมัยก่อน แม้เกิดในกำเนิดเดียรฉาน แม้เพียงวันเดียวก็ไม่อยู่กับคนทั้งหลายผู้ไม่ รู้คุณและมิใช่คุณ เหตุไฉนเธอจึงอยู่ในสำนักของตนที่ไม่รู้จักคุณและ มิใช่คุณของตน. ทรงเป็นผู้ที่ภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดสุวรรณหงส์ แม้พี่ ๆ น้อง ๆ ของ เขาก็มี. พวกเขาพากันอยู่ที่เขาจิตกูฏ จิกกินข้าวสาลีที่เกิดเอง ในท้องที่ หิมพานต์. อยู่มาวันหนึ่ง พวกเขาพากันเที่ยวไปในท้องถิ่นหิมพานต์นั้น
หน้า 48 ข้อ 854
แล้วกำลังกลับมายังเขาจิตกูฏ เห็นภูเขาทองลูกหนึ่ง ชื่อว่า เนรุ ใน ระหว่างทางจึงได้พากันเกาะอยู่บนยอดเขานั้น. แต่สัตว์ที่อาศัยอยู่ภูเขา นั้นมีทั้งนก ทั้งกระต่าย แต่สัตว์ ๔ เท้านานาชนิดในทำเลหากิน ตั้งแต่เวลาเข้าไปสู่ภูเขาจะกลายเป็นมีสีเหมือนทอง เพราะต้องแสงภูเขา นั้น. พวกสุวรรณหงส์พากันเห็นแล้ว น้องสุดท้องของพระโพธิสัตว์ ไม่รู้เหตุนั้น สงสัยว่านั่นเป็นเหตุอะไรหนอ ? เมื่อจะสนทนากับพี่ชาย จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- กาป่าก็ดี ฝูงกาธรรมดาก็ดี และพวกเรา ผู้ประเสริฐ ว่านี้ทั้งหลายก็ดี มาถึงภูเขานี้ แล้ว เป็นเหมือนกันหมด ทั้งสิงห์โต ทั้งเสือ ทั้งนก ทั้งหมาไน ก็เป็นเหมือนกันหมด ภูเขานี้ชื่ออะไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโกลา ได้แก่ กาป่า นกกาเหว่า. บทว่า กากสงฺฆา ความว่า หรือฝูงกาปกติ. บทว่า ปตฺตํ วรา ความว่า ประเสริฐสุดกว่านกทั้งหลาย. บทว่า สทิสา โหม ความว่า เป็นผู้มีสีเหมือนกัน. พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
หน้า 49 ข้อ 854
คนทั้งหลายรู้จักภูเขาลูกนี้ว่า ชื่อว่า เนรุ เป็นภูเขาชั้นยอดกว่าภูเขาทั้งหลาย สัตว์ทุก ชนิดอยู่ในภูเขานี้สีสวยหมด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ วณฺเณน ความว่า สัตว์ ทั้งหลายในเนรุบรรพตนี้ เป็นผู้มีสีสวย เพราะรัศมีภูเขา . น้องชายได้ยินคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- ณ ที่ใดมีแต่ความไม่นับถือกัน การ ดูหมิ่นสัตบุรุษ หรือการนับถือคนเลว ณ ที่นั้น คนมีอำนาจไม่ควรอยู่. แต่ในที่ใดเขาบูชาทั้ง คนเกียจคร้าน ทั้งคนขยัน ทั้งคนกล้าหาญ ทั้งคนขลาด สัตบุรุษทั้งหลาย จะไปอยู่ใน ที่นั้นที่ไม่ทำให้ไม่แปลกกัน. เขาเนรุนี้ จะไม่ คบคนที่เลว คนชั้นสูง และคนขนาดกลาง เขาเนรุทำให้สัตว์ไม่แตกต่างกัน เชิญเถิด พวกเราจะละทิ้งเขาเนรุนั้นเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งมีเนื้อความว่า ณ ที่ใดมีทั้งการ ไม่นับถือ ทั้งการดูหมิ่น หรือการปราศจากความนับถือ ด้วยอำนาจ
หน้า 50 ข้อ 854
การดูหมิ่นเพราะไม่มีความนับถือ สัตบุรุษ คือ บัณฑิตผู้สมบูรณ์ด้วยศีล หรือมีการนับถือคนเลวหรือคนทุศีล ที่นั้นผู้มีอำนาจไม่ควรอยู่. บทว่า ปูชิยา ความว่า คนเหล่านี้เป็นผู้ที่เขาบูชาแล้ว ด้วยการบูชาที่เป็น เช่นเดียวกันคือได้สักการะเสมอกันในที่นั้น. บทว่า หีนฺมุกฺกฏฺมชฺฌิเม ความว่า ผู้นี้จะไม่คบทั้งคนเลว ทั้งคนปานกลาง และคนชั้นสูง โดย ชาติ โคตร ตระกูล ท้องถิ่น ศีล อาจาระ และญาณเป็นต้น. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาตใช้ในอรรถแห่งอุปสรรค. บทว่า ชหามเส ความว่า ย่อมสลัดทิ้ง. ก็แลหงส์ทั้ง ๒ ตัวนั้นครั้นพูดกันอย่างนี้แล้ว ได้พากันบินไป ยังเขาจิตกูฏนั่นเอง. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุนั้นได้ดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผล. หงส์ตัวน้องในครั้งนั้น ได้เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนหงส์ตัวพี่ คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเนรุชาดกที่ ๔
หน้า 51 ข้อ 855, 856, 857, 858
๕. อาสังกชาดก ว่าด้วยเรื่องความหวัง [๘๕๕] เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในส่วนจิตรลดา- วัน พันปีมันจึงจะออกผล ๆ หนึ่ง. [๘๕๖] เมื่อมีผลระยะไกลถึงเพียงนั้น ทวยเทพ ก็ยังพากันไปเยือนมันอยู่บ่อย ๆ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงจำนงหวังไว้เถิด เพราะว่า ความหวังที่มีผลเป็นเหตุให้เกิดความสุข. [๘๕๗] ปักษีนั้นหวังอยู่นั่นเอง นกนั้นหวังอยู่ นั่นเอง ความหวังของมันมีอยู่ไกลถึงเพียงนั้น ก็ยังสำเร็จได้ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จง ทรงจำนงหวังไว้ เพราะว่าความหวังที่มีผล เป็นเหตุให้เกิดความสุข. [๘๕๘] เธอให้ฉันเอิบอิ่มด้วยวาจา แต่หาให้ เอิบอิ่มด้วยสิ่งที่ควรทำไม่ เหมือนดอกหงอน ไก่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่น.
หน้า 52 ข้อ 859, 860, 861, 862
[๘๕๙] ผู้ใดไม่ให้ปันไม่เสียสละโภคะ พูดแต่ คำอ่อนหวานที่ไร้ผลในมิตรทั้งหลาย ความ สัมพันธ์กับมิตรนั้น ของผู้นั้น จะจืดจางไป. [๘๖๐] เพราะว่า คนควรพูดแต่สิ่งที่จะต้องทำ ไม่ควรพูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องทำ บัณฑิตทั้งหลาย รู้จักคนไม่ทำดีแต่พูด. [๘๖๑] ก็แหละกำลังพลของเราร่อยหรอแล้ว และ สะเบียงก็ไม่มี เราสงสัยในความสิ้นชีวิตของ ตน เชิญเถิด เราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ. [๘๖๒] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สิ่งใดมีอยู่ในชื่อ สิ่งนั้นนั่นแหละเป็นชื่อของ หม่อมฉัน ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์ จงทรงรอก่อน หม่อมฉันจะขอบอกลาบิดา. จบ อาสังกชาดกที่ ๕ อรรถกาอาสังกชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ การหลอกลวงของภรรยาเก่า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสาวตี นาน ลตา ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งชัดในอินทริยชาดกข้างหน้า.
หน้า 53 ข้อ 862
แต่ในที่นี้ พระศาสดา ตรัสกะภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่า คุณจะ สึกจริงหรือ ? ภิ. จริงพระพุทธเจ้าข้า. พ. อะไรทำให้เธอสึก ? ภิ. ภรรยาเก่า พระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำความพินาศย่อยยับ ให้เธอ ไม่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน เธอก็อาศัยหญิงนี้ ละทิ้งจตุรงคเสนา เสวยทุกข์ขนาดหนักอยู่ในท้องที่ป่าหิมพานต์ เป็น เวลา ๓ ปี แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในสกุลพราหมณ์ ที่บ้านกาสิกะ เติบใหญ่แล้วได้รับการศึกษาที่เมืองตักกศิลา บวชเป็นฤาษี มีหัวมันและ ผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ให้อภิญญาและสมาบัติ เกิดขึ้นแล้วอยู่ในท้องถิ่น ป่าหิมพานต์. เวลานั้นสัตวโลกตนหนึ่งถึงพร้อมด้วยบุญ จุติจากดาวดึงส- พิภพ เกิดเป็นเด็กหญิงที่กลีบบัวกลีบหนึ่งในสระบัว ณ ที่นั้น เมื่อดอก บัวเหลืองเหี่ยวร่วงโรยลงไป ดอกบัวดอกนั้น ยังกลีบพองท้องป่องอยู่ นั่นแหละไม่โรย. ท่านดาบสได้มายังสระบัวนั้น เพื่ออาบน้ำ เห็นดอก บัวดอกนั้น คิดว่า เมื่อดอกบัวดอกอื่นๆ ร่วงโรยไปแล้ว แต่ดอกนี้ยัง
หน้า 54 ข้อ 862
คงกลีบพองท้องป่องอยู่ จะมีเหตุอะไรหนอ ? แล้วผลัดผ้าอาบน้ำลงไป เปิดดูดอกบัวดอกนั้น เห็นเด็กหญิงคนนั้นแล้ว เกิดความสำคัญขึ้นว่า เป็นลูกสาว นำมายังบรรณศาลาเลี้ยงดูไว้. ต่อมานางอายุได้ ๑๖ ขวบ มีรูปร่างสวยงามเลอโฉมเกินผิวพรรณมนุษย์ แต่ไม่ถึงผิวพรรณเทวดา. ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้เสด็จมาสู่ที่อุปฐากพระโพธิสัตว์. ท้าวเธอทอด- พระเนตรเห็นนาง จึงตรัสถามว่า หญิงนี้มาจากไหน ? ทรงสดับทำ- นองที่ได้มาแล้วตรัสถามว่า ควรจะได้อะไรสำหรับหญิงนี้ ? ท่านดาบส ทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า ควรจะได้เนรมิตรปราสาท แก้วผลึกเพื่อเป็นที่อยู่ และการจัดแจงที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดา วัตถาภรณ์ และโภชนะอันเป็นทิพย์ให้. ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า ดีแล้วพระคุณเจ้า แล้วได้ทรงเนรมิตรปราสาทแก้วผลึกให้เป็น ที่อยู่ของนาง เสร็จแล้วทรงเนรมิตรที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดา วัตถาภรณ์ และข้าวน้ำอันเป็นทิพย์ให้. ปราสาทนั้น เวลานางขึ้น ก็ ลดต่ำลงมาสถิตอยู่ที่พื้นดิน แต่เวลานางลงแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปลอยอยู่ บนอากาศ. นางทำวัตรปฏิบัติพระโพธิสัตว์อยู่ในปราสาท. พรานป่า คนหนึ่ง เห็นนางเข้าจึงเรียนถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หญิงคนนี้เป็น อะไรของพระคุณเจ้า. ได้ทราบว่าเป็นธิดา จึงไปยังเมืองพาราณสี ทูล ในหลวงว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้า พระพุทธเจ้าได้เห็นธิดาของดาบสรูปหนึ่ง มีรูปร่างอย่างนี้ คือสวยงาม
หน้า 55 ข้อ 862
ในท้องที่ป่าหิมพานต์. พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงสนพระทัย เพราะเกี่ยวข้องกับการได้ทรงสดับข่าวนั่นเอง จึงให้พรานป่าเป็นผู้นำ ทางเสด็จไปยังที่นั้น ด้วยจตุรงคเสนา ทรงตั้งค่ายไว้แล้ว ทรงพาพราน ป่าไป มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเข้าไปยังอาศรมบท ทรงไหว้พระ มหาสัตว์แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณ- เจ้าผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าหญิง เป็นมลทินของพรหมจรรย์ โยมจะเลี้ยงดู ธิดาของพระคุณเจ้า. ส่วนพระโพธิสัตว์ได้ตั้งชื่อให้กุมาริกานั้นว่า อาสังกากุมารี เพราะว่าท่านแคลงใจว่า อะไรหนออยู่ในดอกบัวนั้น แล้วจึงลงน้ำไป เอาขึ้นมา. ท่านไม่ทูลพระราชานั้นตรง ๆ ว่า มหาบพิตรจงรับเอานางนี้ไป แต่ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์เมื่อทรงทราบชื่อของ กุมาริกาคนนี้แล้วจงทรงรับเอาไปเถิด. พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าบอกโยมก็จักรู้. พระโพธิสัตว์ ทูลว่า อาตมาภาพจะไม่ทูลบอกมหาบพิตร ขอให้ มหาบพิตรทรงทราบนามด้วยกำลังพระปัญญาของมหาบพิตรเอง แล้ว ทรงรับเอาไปเถิด.
หน้า 56 ข้อ 862
พระราชาทรงรับคำท่านแล้ว จำเดิมแต่นั้นมา จึงทรงใคร่ครวญ ดูชื่อของนางพร้อมด้วยอำมาตย์ทั้งหลายว่า หญิงนี้ชื่ออะไรหนอ ? พระองค์ทรงกำหนดชื่อไว้หลายชื่อที่รู้กันยาก แล้วตรัสบอกกับ พระโพธิสัตว์ว่า จักเป็นชื่อโน้น จักเป็นชื่อโน้น. พระโพธิสัตว์ทรง สดับคำนั้นแล้ว ก็ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ชื่ออย่างนี้. ลำดับนั้น เมื่อ พระราชาทรงใคร่ครวญดูชื่ออยู่นั่นแหละ กาลเวลาได้ล่วงไป ๑ ปีแล้ว. ครั้งนั้น สัตว์ร้ายทั้งหลายมีสิงห์โตเป็นต้น ตระครุบช้าง ม้า และ มนุษย์ทั้งหลายกิน. อันตรายจากสัตว์เลื้อยคลานก็มี. อันตรายจาก เหลือบก็มี. คนทั้งหลายลำบากเพราะตายกันไปมาก. จึงพระราชาทรง กริ้วแล้วคิดว่า เราจักมีความต้องการทำไม ด้วยหญิงนี้. ตรัสบอกพระ- โพธิสัตว์แล้วก็เสด็จไป. วันนั้นอาสังกากุมาริกา เปิดหน้าต่างแก้วผลึก แล้วได้ยืนแสดงตัวให้เห็น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้วตรัสว่า เราไม่อาจจะรู้จักชื่อของเธอได้ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิดนะ พวก ฉันจักไปละ. นางจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะเสด็จไปที่ไหนจึงจะ ได้ผู้หญิงเช่นหม่อมฉัน ขอพระองค์ทรงสดับคำของหม่อมฉัน เถาวัลย์ ชื่ออาสาวดี มีอยู่ที่จิตรลดาวัน ในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ น้ำทิพย์เกิดขึ้น ภายในผลของมัน เทพยดาทั้งหลายดื่มน้ำนั้นครั้งเดียว นอนเมาอยู่บน ที่นอนทิพย์ถึง ๔ เดือน แต่เถาอาสาวดีนั้น หนึ่งพันปี จึงจะออกผล
หน้า 57 ข้อ 862
พวกเทพบุตรที่เป็นนักเลงสุรา คิดว่า พวกเราจักได้ผลจากเถาอาสาวดีนี้ จึงยับยั้งความกระหายในการดื่มน้ำทิพย์ไว้ พากันไปดูเถานั้นเนือง ๆ ว่า ยังปลอดภัยอยู่หรือ ? ตลอดพันปี. ส่วนพระองค์ปีเดียวเท่านั้นเอง ก็ท้อ พระราชหฤทัยเสียแล้ว ธรรมดาความหวังที่มีผล คือความสมหวัง เป็นเหตุให้เกิดความสุข ขอพระองค์อย่าทรงท้อพระราชหฤทัยเลย ดังนี้ แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :- เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา- วัน พันปีมันจึงจะออกผล ๆ หนึ่ง เมื่อมีผล ระยะไกลถึงเพียงนั้น ทวยเทพยังพากันไป เยือนมันอยู่บ่อย ๆ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์ จงทรงจำนงหวังไว้เถิด เพราะความหวังที่มีผล เป็นเหตุให้เกิดความสุข. นกนั้นหวังอยู่นั่นเอง ความหวังของมัน มีอยู่ไกลถึงเพียงนั้น ก็ยัง สำเร็จได้. ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรง จำนงหวังไว้เถิด เพราะความหวังที่มีผล เป็น เหตุให้เกิดความสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสาวตี ได้แก่ เถาวัลย์ที่มีชื่อ อย่างนี้ อธิบายว่า เถาวัลย์นั้นได้ชื่อนี้ เพราะเทวดาเกิดความหวังใน
หน้า 58 ข้อ 862
ผลของมัน. บทว่า จิตฺตลตาวเน ความว่า ในสวนที่มีชื่ออย่างนี้. ได้ ทราบว่า ในสวนนั้น รัศมีของต้นไม้และเถาวัลย์ ทำสีของร่างกายเทวดา ทั้งหลายผู้เข้าไปใน วันนั้นให้วิจิตรงดงาม ด้วยเหตุนั้น สวนนั้นจึงเกิด มีชื่อว่า จิตรลดาวัน. บทว่า ปยิรุปาสนฺติ ความว่า ไปเยือนบ่อย ๆ. บทว่า อาสึเสว ความว่า จงทรงจำนงหวังเถิด คือทรงปรารถนาทีเดียว ได้แก่ จงอย่าทำกรรมคือการตัดความหวังทิ้ง. พระราชาทรงสนพระทัยในถ้อยคำของนาง จึงทรงประชุมอำ- มาตย์ทั้งหลาย ทรงแสวงหาชื่อของนางโดยทรงตั้งชื่อ ๑๐ ชื่อ ได้ประ- ทับอยู่อีกหนึ่งปี. ในชื่อทั้ง ๑๐ นั้นไม่มีชื่อของนาง เมื่อพระราชดำรัส ว่า ชื่อนี้ พระโพธิสัตว์ปฏิเสธเหมือนกัน. พระราชาจึงทรงม้าเสด็จ ออกไปอีก ด้วยทรงดำริว่า เราจักมีความต้องการทำไมด้วยหญิงคนนี้. ส่วนนางก็ยืนที่หน้าต่างแสดงตัวให้เห็นอีก. พระราชาทรงเห็นนางแล้ว ได้ตรัสว่า พวกเราไม่สามารถรู้จักชื่อเธอ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิด พวกฉันจักกลับละ อา. ข้าแต่มหาราช เหตุไหนพระองค์จึงจะเสด็จไปเสีย ? รา. ฉันไม่สามารถจะรู้จักชื่อของเธอ. นางทูลว่า ข้าแต่มหาราช เหตุไฉน ? พระองค์จักไม่ทรงรู้จัก ชื่อ ธรรมดาความหวังที่จะไม่ให้สำเร็จตามประสงค์ไม่มี ขอพระองค์
หน้า 59 ข้อ 862
จงทรงสดับคำของหม่อมฉันก่อน ได้ทราบว่านกยางตัวหนึ่งเกาะอยู่บน ยอดเขา แต่ก็ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา เหตุไฉนพระองค์จักไม่ได้รับ ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่เถิดพระเจ้าข้า. เล่าต่อ กันมาว่า นกยางตัวหนึ่งบินไปคาบเอาเหยื่อที่สระบัวแห่งหนึ่ง แล้ว กลับมาซ่อนอยู่บนยอดเขา มันอยู่ที่นั้นนั่นแหละ ตลอดวันนั้น รุ่งขึ้น จึงคิดว่า เราได้เกาะอยู่อย่างสบายบนยอดเขาลูกนี้ ถ้าหากเราจะไม่ เคลื่อนย้ายไปจากที่ตรงนี้ เจ้าอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้น คาบเอาเหยื่อดื่มน้ำแล้ว อยู่ตลอดวันนี้ คงจะเจริญหนอ. จึงในวันนั้นนั่นเอง ท้าวสักกเทวราช ทรงทำการย่ำยีพวกอสูร ได้ความเป็นใหญ่ในเทวโลก ในดาวดึงส์พิภพ แล้วทรงดำริว่า ก่อนอื่นมโนรถ คือความต้องการของเราได้ถึงที่สุดแล้ว มีอยู่หรือไม่ ใครอื่นที่มีมโนรถยังไม่ถึงที่สุด. ท้าวเธอทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทรงเห็นนกยางตัวนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักให้มโนรถของมันถึงที่สุด. แล้วได้ทรงบันดาลให้แม่น้ำสายหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากที่ที่นกยางนั้นเกาะ อยู่ เต็มไปด้วยห้วงน้ำแล้วส่งน้ำไปทางยอดเขา. นกยางเกาะอยู่ยอดเขา นั้นนั่นแหละ จิกกินปลาดื่มน้ำแล้วอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง ตลอดวันนั้น ภายหลังแม่น้ำก็เหือดหายไป. ข้าแต่มหาราช นกยางยังได้รับผล เพราะ ความหวังของตนอย่างนี้ก่อน เหตุไร ? พระองค์จักไม่ทรงได้รับดังนี้ แล้วได้กล่าวคาถาว่า อาสึสเถว ดังนี้เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึสเถว ความว่า จงหวังเถิด
หน้า 60 ข้อ 862
คือจงปรารถนาเถิด. บทว่า ปกฺขี ความว่า นกชื่อว่า ปักขี เพราะ ประกอบด้วยปีก. ชื่อว่า ทิช เพราะเกิด ๒ ครั้ง. บทว่า ตาว ทูรคตา สติ ความว่า ขอพระองค์จงทรงดูเถิด ความที่ปลาและน้ำมี อยู่ใกล้จากยอดเขา แต่ความหวังของนกยางนั้น มีไปในระยะไกล อย่างนี้ ก็ยังเต็มได้เหมือนกัน ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะ. ครั้งนั้น พระราชาได้ทรงสดับคำของนางแล้ว ทรงติดพระทัย ในรูป ทรงข้องพระทัยอยู่ในถ้อยคำของนาง ไม่อาจจะเสด็จไปได้ ทรง ประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ตั้งชื่อ ๑๐๐ ชื่อ. เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาชื่อ ๑๐๐ ชื่ออยู่ ก็ล่วงไปอีกปีหนึ่ง. ท้าวเธอเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ โดย เวลาล่วงเลยไป ๓ ปี ตรัสถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางจักมี ชื่อโน้น จักมีชื่อนี้. ตามอำนาจของชื่อ ๑๐๐ ชื่อ. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงรู้จักชื่อของนาง. ท้าวเธอ ตรัสว่า บัดนี้พวกกระผมจักลาไปละ. ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จ ออกไป. อาสังกากุมาริกา ก็ได้ยืนพิงประตูหน้าต่างแก้วผลึก อีกนั่น แหละ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว ตรัสว่า เธอจงอยู่ไปเถิด พวกเราจักไปละ. นางทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เหตุไร? พระองค์จึง จักเสด็จไปเสียล่ะ. พระราชาตรัสว่า เธอให้เราอิ่มเอิบด้วยคำพูดอย่าง เดียว แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยความยินดีในกาม. ๓ ปีได้ผ่านไปแล้ว สำหรับ เราผู้ติดใจถ้อยคำที่อ่อนหวานของเจ้า บัดนี้ฉันจักไปละ แล้วได้ตรัส
หน้า 61 ข้อ 862
พระคาถาเหล่านี้ว่า :- เธอให้ฉันเอิบอิ่มด้วยวาจา แต่หาให้เอิบ- อิ่มด้วยสิ่งที่ควรทำไม่ เหมือนดอกหงอนไก่ มีสีสวยแต่ไม่มีกลิ่น ผู้ใดไม่ให้ปันไม่เสียสละ โภคะ พูดแค่คำอ่อนหวานที่ไร้ผล ในมิตร ทั้งหลาย ความสัมพันธ์กับมิตรนั้น ของผู้นั้น จะจืดจางไป. เพราะว่าคนควรพูดแต่สิ่งที่จะ ต้องทำ ไม่ควรพูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องทำ บัณฑิต ทั้งหลายรู้จักคนไม่ทำ ดีแต่พูด. ก็แหละกำลัง พลของเราร่อยหลอแล้ว และสะเบียงก็ไม่มี เราสงสัยในความสิ้นชีวิตของตน เชิญเถิด เราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺเปสิ ได้แก่ ให้อิ่มเอิบ คือให้ เอิบอิ่ม. คำว่า มาลา โสเรยฺยกสฺเสว นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา ของ หญ้าหางช้างในกระถาง แต่พระราชาตรัสหมายถึงดอกไม้ แม้อื่น ๆ ทุก อย่างนั่นแหละ ที่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่นเช่นดอกคำ ดอกว่านหางช้าง และดอกชะบาเป็นต้น. ด้วยคำว่า วณฺณวนฺตา อคนฺธิกา พระราชา ทรงแสดงว่าดอกของต้นโสเรยยกะเป็นต้น ให้คนอิ่มเอิบด้วยการดู
หน้า 62 ข้อ 862
เพราะมีสีสวย แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยกลิ่น เพราะไม่มีกลิ่นฉันใด เธอก็ ฉันนั้น ให้เราอิ่มเอิบด้วยการทัศนา และถ้อยคำที่น่ารัก แต่ไม่ให้อิ่ม- เอิบด้วยสิ่งที่ควรทำ. บทว่า อททํ ความว่า น้องนางเอ๋ย ผู้ใดพูด ด้วยคำหวานว่า ผมจักให้โภคทรัพย์ชื่อนี้แก่คน. แต่ไม่ให้ไม่สละโภคะ นั้น ชื่อว่า สร้างคำหวานอย่างเดียวเท่านั้น มิตรสัมพันธ์ของเขากับผู้ นั้นจะเสื่อมทรุด คือต่อไม่ติดด้วยมิตรสันถวะ. บทว่า ปาเกยฺยญฺจ ความว่า น้องนางเอ๋ย เมื่อฉันติดใจคำหวานของเธออยู่ที่นี่เท่านั้น เป็น เวลา ๓ ปี ทั้งกำลังพล กล่าวคือช้างม้ารถ และพลเดินเท้า ทั้งสะเบียง กล่าวคืออาหารและเบี้ยเลี้ยงคนเล่าก็ไม่มี. บทว่า สงฺเก มานุปโรธาย ความว่า เรานั้นสงสัยถึงความพินาศแห่งชีวิตของตนในที่นี้นั่นเอง เชิญ เถิด ฉันจักไปเดี๋ยวนี้ ดังนี้. อาสังกากุมาริกา ได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว เมื่อจะทูลปราศรัย กับพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงทราบชื่อของหม่อม- ฉันเถิด ชื่อของหม่อมฉัน พระองค์ตรัสอยู่แล้วนั่นแหละ ขอพระองค์ จงทรงบอกชื่อนี้แก่บิดาของหม่อมฉัน แล้วรับเอาหม่อมฉันไปเถิด ดังนี้ แล้ว ได้ทูลว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สิ่งใดมีอยู่ในชื่อ สิ่งนั้นแหละเป็นชื่อของ
หน้า 63 ข้อ 862
หม่อมฉัน. ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จง ทรงรอก่อน หม่อมฉันจะขอบอกลาบิดา. คาถานั้น มีเนื้อความว่า พระราชาตรัสคำใดกะหม่อมฉัน คำว่า อาสงกานั้นนั่นแหละ เป็นชื่อของหม่อมฉัน. พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้เสด็จไปยังสำนัก ของท่านดาบสทรงไหว้แล้ว ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ธิดาของ พระคุณเจ้า ชื่อว่า อาสงกา. พระมหาสัตว์ ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เริ่มแต่เวลาที่มหาบพิตร ทรงรู้ จักชื่อแล้ว ขอมหาบพิตรจงทรงรับนางไปเถิด. พระองค์ทรงสดับคำ นั้นแล้ว ทรงไหว้พระมหาสัตว์เสด็จมายังวิมานแก้วผลึก ตรัสว่า น้อง นางเอ๋ย วันนี้บิดาได้ให้น้องแก่พี่แล้ว มาเถิด เราจักไปกันเดี๋ยวนี้. นางได้ฟังดังนี้แล้ว จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชจงทรงรอก่อน หม่อมฉัน ขอบอกบิดาก่อน แล้วลงจากปราสาทไหว้พระมหาสัตว์ ร่ำไห้ขอขมา- โทษแล้วได้ไปยังราชสำนัก. พระราชาทรงพานางเสด็จไปนครพาราณสี ประทับอยู่ครองกันด้วยความรัก ทรงจำเริญด้วยพระราชโอรสและพระ- ราชธิดา. พระโพธิสัตว์ไม่เสื่อมจากฌาน คือมรณภพแล้วเกิดใน พรหมโลก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันจะสึก
หน้า 64 ข้อ 862
ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. นางอาสังกากุมาริกาในครั้งนั้น ได้แก่ ภรรยาเก่าในปัจจุบันนี้ พระราชา ได้แก่ภิกษุผู้กระสันจะสึก ส่วน ดาบส ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอาสังกชาดกที่ ๕
หน้า 65 ข้อ 863, 864, 865, 866, 867
๖. มิคาโลปชาดก ว่าด้วยโทษของคนหัวดื้อ [๘๖๓] ดูก่อนพ่อมิคาโลปะ. พ่อไม่มีความพอใจ ที่เจ้าบินไปอย่างนั้น ลูกเอ๋ยเจ้าบินสูงมาก เจ้า คบหาที่ไม่ใช่ถิ่นลูกเอ๋ย. [๘๖๔] แผ่นดินปรากฏแก่เจ้า เป็นเสมือนนา แปลง ๔ เหลี่ยมเมื่อใด เมื่อนั้นเจ้าจงกลับลง มา อย่าบินเลยนี้ขึ้นไป. [๘๖๕] นกแม้เหล่าอื่นที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไปในอากาศมีอยู่ พวกมันถูกกำลังแรงของ ลมพัดไป สำคัญตนว่า เป็นเสมือนสิ่งที่ยั่งยืน ทั้งหลาย ได้พินาศไปแล้วมากต่อมาก. [๘๖๖] แร้งมิคาโลปะ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของแร้ง แต่ชื่ออปรัณผู้เป็นพ่อ บินเลยลมกาลวาตไป ตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต. [๘๖๗] เมื่อแร้งมิคาโลปะ. ไม่ปฏิบัติตามโอวาท ทั้งลูกทั้งเมียของมันและแร้งอัน ๆ ที่เป็นลูก
หน้า 66 ข้อ 868
น้องทั้งหมด ถึงความพินาศแล้ว. [๘๖๘] ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้เฒ่าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลยขอบเขตก็ เดือดร้อน ทุกคนไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระ พุทธเจ้า จะถึงความพินาศเหมือนแร้ง ที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อ ฉะนั้น. จบ มิคาโลปชาดกที่ ๖ อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า น เม รุจิ ดังนี้. ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอเป็นผู้ว่ายาก ? เมื่อเธอทูลว่า จริงพระ- เจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่บัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็เป็น คนว่ายากเหมือนกัน. ก็เพราะอาศัยความเป็นผู้ว่ายาก เธอไม่เชื่อฟังคำ ของบัณฑิตทั้งหลายจึงถึงความย่อยยับ ในช่องทางของลมเวรัมภะ. คือ ลมงวง. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง ได้มีชื่อว่าแร้งอปรัณ มันมี
หน้า 67 ข้อ 868
หมู่แร้งห้อมล้อมอาศัยอยู่บนเขาคิชฌกูฏ. ส่วนลูกของมันชื่อมิคาโลปะ มี กำลังสมบูรณ์. มันบินสูงมาก เลยแดนของแร้งตัวอื่น ๆ ไปแร้งทั้งหลาย บอกแก่พระยาแร้งว่า ลูกของท่านบินไปไกลเหลือเกิน. แร้งอปรัณได้ ฟังดังนั้นแล้ว จึงเรียกลูกมาถามว่า ลูกเอ๋ย ได้ยินว่าเจ้าบินสูงมาก ผู้บินสูงมากจักถึงความสิ้นชีวิต แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า :- ดูก่อนพ่อมิคาโลปะ พ่อไม่มีความพอใจ ที่เจ้าบินไปอย่างนั้น ลูกเอ๋ยเจ้าบินสูงมาก เจ้า คบหาที่ไม่ใช่ถิ่นลูกเอ๋ย. แผ่นดินปรากฏแก่ เจ้า เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม เมื่อใด เมื่อนั้นเจ้าจงกลับลงมา อย่าบินเลยนี้ขึ้นไป. นกแม้เหล่าอันที่มีปีกเป็นยานพาหนะ บินไป ในอากาศมีอยู่ พวกมันถูกกำลังแรงของลมพัด ไปสำคัญตนว่า เป็นเสมือนสิ่งที่ยั่งยืนทั้งหลาย ได้พินาศไปแล้วมากต่อมาก. พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้น แร้งพ่อเรียกลูกโดยชื่อว่ามิค- โลปะ. บทว่า อตุจฺจํ ตาต คจฺฉสิ ความว่า ลูกเอ๋ย เจ้าอย่าบิน สูงจนเลยแดนของแร้งเหล่าอื่น. แร้งพ่อบอกแดนแก่ลูก ด้วยคำนี้ว่า จตุกฺกณฺณํว เกทารํ คือ เหมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยม. มีอธิบายไว้ว่า
หน้า 68 ข้อ 868
ลูกเอ๋ย เมื่อผืนแผ่นดินใหญ่นี้เป็นเสมือนนาแปลง ๔ เหลี่ยมสำหรับเจ้า คือปรากฏเป็นเหมือนขนาดเล็กอย่างนั้น เมื่อนั้นเจ้าควรกลับ จากที่ ประมาณเท่านี้ อย่าไปเลยนี้. บทว่า สนฺติ อญฺเปิ เป็นต้น ความว่า แร้งพ่อแสดงว่า ไม่ใช่เจ้าตัวเดียวเท่านั้นไม่ไป แม้แร้งตัวอื่น ๆ ก็ทำ อย่างนี้มาแล้ว. บทว่า อุกฺขิตฺตา ความว่า แม้พวกเขาบินเลยแดนของ พวกเราไป ถูกแรงลมตีสาบสูญไปแล้ว. บทว่า สสฺสตีสมา มีอธิบายว่า พวกมันสำคัญตนว่า เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและภูเขาทั้งหลายที่ยั่งยืน แม้อายุของตนมีประมาณพันปี ยังไม่เต็มบริบูรณ์ ก็พินาศไปแล้ว ใน ระหว่าง. ฝ่ายมิคาโลปะไม่ทำตามโอวาท ไม่เชื่อฟังคำพ่อบินทะยานขึ้นเห็น เขตแดนตามที่พ่อบอกไว้แล้ว แต่ก็บินเลยเขตแดนนั้นไปให้ลมกาลวาต สิ้นไปทะลุลมแม้เหล่านั้น แล่นเข้าสู่ปากทางลมเวรัมภวาต. จึงถูก เวรัมภวาตตีมัน. มันเพียงแต่ถูกลมเหล่านั้น ก็แหลกเป็นชิ้นเล็กชิ้น น้อย อันตรธานไปในอากาศนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ว่า:- แร้งมิคาโลปะ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของ แร้งแก่ชื่ออปรัณผู้เป็นพ่อ บินเลยลมกาลวาต ไป ตกอยู่ในอำนาจของลมเวรัมภวาต. เมื่อ แร้งมิคาโลปะไม่ปฏิบัติตามโอวาท ทั้งลูกทั้งเมีย
หน้า 69 ข้อ 868
ของมันและแร้งอื่น ๆ ที่เป็นลูกน้องทั้งหมดถึง ความพินาศแล้ว. ผู้ไม่สำนึกถึงคำสอนของผู้ เฒ่าทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ประพฤติเลย ขอบเขต ก็เดือดร้อน ทุกคนไม่ปฏิบัติตามคำ สอนของพระพุทธเจ้า จะถึงความพินาศ เหมือนแร้งที่ฝ่าฝืนคำสอนของพ่อฉะนั้น. ๓ คาถานี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุชีวิโน ได้แก่แร้งทั้งหลายที่ อาศัยแร้งมิคาโลปะนั้นเกิดภายหลัง. บทว่า อโนวาทเร ทิเช ความว่า เมื่อแร้งมิคาโลปะแม้นั้น ไม่ทำตามโอวาท แร้งเหล่านั้นบินไปกับแร้ง มิคาโลปะนั้นเลยเขตแดนไป พากันถึงความพินาศทั้งหมด. บทว่า เอวมฺปิ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แร้งนั้นถึงความพินาศแล้วฉันใด แม้ผู้ใดใครอื่น จะเป็นคฤหัสถ์ก็ตาม เป็นบรรพชิตก็ตาม ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ไม่เชื่อถือพระดำรัสของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ทรงอนุ- เคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล แม้ผู้นั้นก็จะถึงความพินาศเหมือนแร้ง ตัวนี้ ที่เที่ยวไปเลยเขตแดน เป็นผู้เดือดร้อน คือลำบากแล้วฉะนั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาประกาศสัจธรรม แล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า แร้งมิคาโลปะ ได้แก่ภิกษุผู้ว่ายาก ส่วน แร้งอปรัณ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถามิคาโลปชาดกที่ ๖
หน้า 70 ข้อ 869, 870, 871, 872
๗. สิริกาลกรรณิชาดก ว่าด้วย สิริ กับ กาลกรรณี [๘๖๙] ใครมีผิวดำ และเขาก็ไม่น่ารักและไม่น่า ทัศนา เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ? ว่าเจ้าเป็น ใคร ? เป็นธิดาของใคร ? [๘๗๐] ดิฉันเป็นธิดาของท้าววิรูปักษ์มหาราช เป็นผู้โหดเหี้ยม ดิฉันคือนางกาลีผู้ไร้ปัญญา เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า ชื่อกาลกรรณี ท่าน ผู้ที่ดิฉันขอโอกาสแล้ว ดิฉันจะขอพักอยู่ใน สำนักของท่าน. [๘๗๑] เจ้าปลงใจในชายผู้มีปกติอย่างไร มีความ ประพฤติเสมออย่างไร ? ดูก่อนแม่กาลี เจ้า ถูกฉันถามแล้ว จงบอกฉัน ฉันจะพึงรู้จักเจ้า ได้อย่างไร ? [๘๗๒] ชายใดลบหลู่คุณท่าน ตีตนเสมอ แข่งดี ริษยาเขา ตระหนี่และโอ้อวด ชายใดได้ทรัพย์ มาแล้วย่อมพินาศไป ชายนั้นเป็นที่รักของ ดิฉัน.
หน้า 71 ข้อ 873, 874, 875, 876, 877
[๘๗๓] คนมักโกรธ มักผูกโกรธ พูดส่อเสียด ทำลายความสามัคคี มีวาจาเป็นเสี้ยนหนาม หยาบคาย เขาเป็นที่รักใคร่ของดิฉันมากกว่า นั้นอีก. [๘๗๔] ชายผู้นั้น ไม่เข้าใจประโยชน์ของตนว่า ควรทำวันนั้น พรุ่งนี้ ถูกตักเตือนอยู่ก็โกรธ ดูหมิ่นความดีของผู้อื่น. [๘๗๕] ชายผู้ที่ถูกความคนองรบเร้า พรากจาก มิตรทั้งหมดเป็นที่รักของดิฉัน ดิฉันไม่มี ความทุกข์ร้อนในเขา. [๘๗๖] นางกาลีเอ๋ย เจ้าจงออกไปจากที่นี้ การ ทำความรักของเจ้านี้หามีในเราไม่ เจ้าจงไป ชนบทอื่น นิคม และราชธานีอื่นเถิด. [๘๗๗] เรื่องนั้นฉันเองก็รู้ว่า เรื่องนั้นหามีใน พวกท่านไม่ คนไม่มีบุญมีอยู่ในโลก เขา รวบรวมทรัพย์ไว้มาก เราทั้ง ๒ คือทั้งฉัน ทั้งเทพผู้เป็นพี่ชายของฉัน พากันผลาญทรัพย์ นั้น.
หน้า 72 ข้อ 878, 879, 880, 881
[๘๗๘] ใครหนอมีผิวพรรณเป็นทิพย์ ยืนเรียบ ร้อยอยู่ที่พื้นดิน ฉันจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ว่าเจ้าเป็นใคร ? เป็นธิดาของใคร ? [๘๗๙] ดิฉันเป็นธิดาของท้าวธตรฐมหาราชผู้มีสิริ ดิฉันชื่อสิริลักษมิ์ เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ท่านเป็นผู้ที่ดิฉัน ขอโอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉันพักอยู่ในสำนัก ของท่าน. [๘๘๐] เจ้าปลงใจในชายที่มีปกติอย่างไร มีความ ประพฤติเสมออย่างไร ? เจ้าเป็นผู้ที่เราถาม แล้ว จงบอกเรา โดยที่เราควรรู้จักเจ้า. [๘๘๑] ชายใดครอบงำความหนาว หรือความ ร้อน ลม แดด เหลือบ และสัตว์เลื้อยคลาน ทั้งความหิวและความระหายได้, ชายใดประ- กอบการงานทุกอย่างเนือง ๆ ตลอดทั้งวันทั้ง คืน ไม่ยังประโยชน์ที่มาถึงตามกาล ให้เสื่อม ไปด้วย ชายนั้นเป็นที่ชอบใจของดิฉัน และ ดิฉันก็ปลงใจเขาจริง ๆ.
หน้า 73 ข้อ 882, 883, 884
[๘๘๒] ชายใด ไม่โกรธ มีมิตร มีการเสียสละ รักษาศีล ไม่โอ้อวด เป็นคนซื่อตรง เป็นผู้ สงเคราะห์ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน มีคำพูด ไพเราะ แม้จะเป็นใหญ่ ก็มีความประพฤติ ถ่อมตน. ดิฉันพอใจในบุรุษนั้นเป็นอย่างมาก ดุจคลื่นทะเลปรากฏแก่คนที่มองดูสีน้ำทะเล เหมือนมีมาก ฉะนั้น. [๘๘๓] อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดให้สังคหธรรมเป็นไป อยู่ ในบุคคลทั้งที่เป็นมิตร ทั้งที่เป็นศัตรู ทั้งเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ทั้งที่ต่ำทราม ประพฤติ ประโยชน์หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทั้งใน ที่ลับทั้งในที่แจ้ง ไม่กล่าวคำหยาบในกาล ไหน ๆ ผู้ตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ดิฉันก็คบ. [๘๘๔] ผู้ใดได้อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาความดี เหล่านี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาน้อย มัวเมาสิริ อันเป็นที่น่าใคร่ ดิฉันต้องเว้นผู้นั้น ผู้มีรูป ลักษณะร้อน ประพฤติไม่สม่ำเสมอเหมือนคน เว้นหลุมคูถ ฉะนั้น.
หน้า 74 ข้อ 885
[๘๘๕] คนสร้างโชคด้วยตนเอง สร้างเคราะห์ ด้วยตนเอง ผู้อื่นจะสร้างโชคหรือเคราะห์ให้ ผู้อื่นไม่ได้เลย. จบ สิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗ อรรถกถาสิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ อนาปิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ กาเลน วณฺเณน ดังนี้ ความย่อว่า ท่านอนาถปิณฑิกเศรษฐีนั้น จำเดิมแต่เวลาได้ ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วรักษาศีล ๕ ไม่มีขาด. ทั้งภรรยา ทั้งบุตร ธิดา ทั้งทาส ทั้งกรรมกรผู้ทำงานรับจ้างของท่าน ก็พากันรักษาศีล เหมือนกันหมดทุกคน. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายตั้งเป็นเรื่องขึ้นใน ธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ อนาถปิณฑิกเศรษฐีทั้งตนเองก็สะอาด ทั้งบริวารก็สะอาดประพฤติธรรมอยู่. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร- หนอ ? เมื่อภิกษุกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่เพียงเดี๋ยวนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนโบราณก- บัณฑิตทั้งหลาย ก็ได้เป็นผู้สะอาดเอง ทั้งเป็นผู้มีบริวารสะอาดด้วย
หน้า 75 ข้อ 885
ดังนี้แล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันทูลขอ จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไป :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นเศรษฐี ได้ถวายทาน รักษาศีล รักษา อุโบสถ ฝ่ายภริยาของท่านก็รักษาศีล ๕ ถึงบุตรและธิดา แม้ทาส กรรมกรและชายชาติทั้งหลาย ก็พากันรักษา. ท่านจึงปรากฏว่าเป็น เศรษฐีผู้มีบริวารสะอาดทีเดียว. อยู่มาวันหนึ่ง ท่านคิดว่า ถ้าหากใคร เป็นผู้มีบริวารสะอาดเป็นปกติจักมาหาไซร้ เราไม่ควรให้แท่นสำหรับนั่ง หรือที่นอนสำหรับนอนของเราแก่เขา. เราควรให้ที่นั่งที่นอนที่เปรอะ เปื้อนที่ยังไม่ได้ใช้แก่เขา. เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านจึงให้เขาปูที่นั่งและที่ นอนที่ยังไม่ได้ใช้ไว้ข้างหนึ่ง ในที่สำหรับเฝ้าปรนนิบัติตน. สมัยนั้น ธิดา ๒ ตนเหล่านี้ คือ ธิดาของท้าววิรูปักข์มหาราช ชื่อกาลกรรณี ๑ ธิดาของท้าวธตรฐมหาราช ชื่อสิริ ๑ ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา ถือของหอมและดอกไม้จำนวนมาก พากันมายังท่าน้ำสระอโนดาดด้วย หมายใจว่า พวกเราจักเล่นน้ำในสระอโนดาด. ก็ในสระอโนดาดนั้น มีท่าน้ำหลายท่าด้วยกัน ในจำนวนท่าน้ำ เหล่านั้น ที่ท่าสำหรับพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าเท่านั้นทรง สรงสนาน ที่ท่าสำหรับปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็เฉพาะปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลายทรงสรงสนาน ที่ท่าสำหรับภิกษุทั้งหลาย ก็เฉพาะภิกษุ
หน้า 76 ข้อ 885
ทั้งหลายพากันสรงน้ำ ที่ท่าสำหรับดาบสทั้งหลาย ก็เฉพาะดาบสทั้งหลาย อาบกัน ที่ท่าสำหรับเทพบุตรทั้งหลายในสวรรค์ ๖ ชั้น มีชั้นจาตุม มหาราชิกาเป็นต้น เทพบุตรทั้งหลายเท่านั้นสรงสนานกัน ที่ท่าสำหรับ เทพธิดาทั้งหลาย ก็เฉพาะเทพธิดาทั้งหลายสรงสนานกัน. ในจำนวนเทพธิดาเหล่านั้น เทพธิดาทั้ง ๒ ตนนี้ทะเลาะกัน ด้วยต้องการท่าน้ำว่า ฉันจักอาบก่อน ฉันก่อนดังนี้. กาลกรรณีเทพธิดา พูดว่า ฉันรักษาโลก เที่ยวตรวจดูโลก เพราะฉะนั้น ฉันควรจะได้ อาบก่อน. ฝ่ายสิริเทพธิดาพูดว่า ฉันดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติชอบ ที่จะ อำนวยอิสริยยศแก่มหาราช เพราะฉะนั้น ฉันควรจะได้อาบก่อน. พวกเขาเข้าใจว่า ท้าวมหาราชทั้ง ๔ จักรู้ว่า ในจำนวนเราทั้ง ๒ นี้ ใครสมควรจะอาบได้ก่อนหรือไม่สมควร. จึงพากันไปยังสำนักของ ท้าวมหาราชเหล่านั้น แล้วทูลถามว่า บรรดาหม่อมฉันทั้ง ๒ ใคร สมควรจะอาบน้ำในสระอโนดาดก่อนกัน. ท้าวธตรัฐและท้าววิรูปักข์ บอกว่า พวกเราไม่อาจจะวินิจฉัยได้ จึงได้ยกให้เป็นภาระของท้าว วิรุฬหกและท้าวเวสสุวรรณ. ท่านทั้ง ๒ นั้น บอกว่า ถึงพวกเราก็ไม่ อาจวินิจฉัยได้ จักส่งไปแทบบาทมูลของท้าวสักกะ แล้วได้ส่งเธอทั้ง ๒ ไปยังสำนักของท้าวสักกะ. ท้าวสักกะทรงสะดับคำของเธอทั้ง ๒ แล้ว ทรงดำริว่า เธอทั้ง ๒ นี้ก็เป็นธิดาของบริษัทของเราเหมือนกัน เรา ไม่อาจวินิจฉัยคดีนี้ได้. ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้ตรัสว่า ในนครพาราณสี
หน้า 77 ข้อ 885
มีเศรษฐีชื่อว่าสุจิปริวาระ ในบ้านของเขาปูอาสนะที่ไม่เปรอะเปื้อนและ ที่นอนที่ไม่เปรอะเปื้อนไว้. เทพธิดาตนใดได้นั่งหรือได้นอนบนที่นั่ง ที่นอนนั้น เทพธิดานั้นควรได้อาบน้ำก่อน กาลกรรณีเทพธิดาได้ สดับเทวโองการแล้ว ในขณะนั้นนั่นเอง ได้นุ่งห่มผ้าสีเขียวลูบไล้ เครื่องลูบไล้สีเขียว ประดับเครื่องประดับแก้วมณีสีเขียวลงจากเทวโลก เหมือนหินยนต์ ได้เปล่งรัศมีลอยอยู่บนอากาศในที่ไม่ไกลที่นอน ใกล้ ประตู เป็นที่เฝ้าปรนนิบัติแห่งปราสาทของท่านเศรษฐีในระหว่างมัชฌิม- ยามนั่นเอง. เศรษฐีแลดูได้เห็นนาง พร้อมกับการเห็นนั่นเอง นางไม่ ได้เป็นที่รัก ไม่ได้เป็นที่พอใจของเศรษฐีนั้นเลย. ท่านเมื่อจะเจรจา กับนาง จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ใครมีผิวดำ และเขาก็ไม่น่ารักและไม่น่า ทัศนา เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ? ว่าเจ้าเป็น ใคร ? เป็นธิดาของใคร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเลน ได้แก่สีเขียว. บทว่า วณฺเณน ความว่า ด้วยสีของร่างกายและสีของผ้าและอาภรณ์. ด้วยบทว่า น จาสิ ปิยทสฺสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายท่องเที่ยวไปโดยทาส และเทพธิดาตนนี้ไม่มี มารยาท คืออาจาระ เป็นผู้ทุศีล เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่เป็นที่รัก
หน้า 78 ข้อ 885
ของท่านเศรษฐี พร้อมกับด้วยการเห็นนั่นเอง ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่า เธอเป็นใคร ? อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า กา จ ตฺวํ ได้แก่เจ้าเป็นใครล่ะ ? นี้นั่นแหละเป็นปาฐะบาลีเดิม. กาลกรรณีเทพธิดาได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ดิฉันเป็นธิดาของท้าววิรูปักษ์มหาราช เป็นผู้โหดเหี้ยม ดิฉันคือนางกาลีผู้ไร้ปัญญา เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า ชื่อกาลกรรณี ท่าน เป็นผู้ที่ดิฉันขอโอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉัน ขอพักอยู่ในสำนักของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑิยา คือมักโกรธ อธิบายว่า คนทั้งหลายตั้งชื่อดิฉันว่า จัณฑี เพราะเป็นคนมักโกรธ. บทว่า อลกฺขิกา ได้แก่ผู้ไม่มีปัญญา. บทว่า มํ วิทู ความว่า เทพทั้งหลาย ในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา รู้จักดิฉันด้วยประการอย่างนี้. บทว่า วเสมุ ความว่า วันนี้ดิฉันขออยู่ในสำนักของท่านคืนหนึ่ง ขอท่านจง ให้โอกาสแก่ดิฉันในการนั่งและนอนบนที่ที่ไม่เปรอะเปื้อนแห่งหนึ่งเถิด ดังนี้. พระโพธิสัตว์ ครั้นได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:-
หน้า 79 ข้อ 885
เจ้าปลงใจในชายผู้มีปกติอย่างไร มีความ ประพฤติเสมออย่างไร ? ดูก่อนแม่กาลี เจ้า ถูกฉันถามแล้ว จงบอกฉัน. พวกฉันจะพึง รู้จักเจ้าได้อย่างไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวิสเส ความว่า ตั้งลง คือ ประดิษฐานอยู่ในใจของเจ้า. ลำดับนั้น นางเมื่อจะกล่าวถึงคุณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ชายใดลบหลู่คุณท่าน ตีตนเสมอ แข่งดี ริษยาเขา ตระหนี่และโอ้อวด ชายใดได้ ทรัพย์มาแล้วย่อมพินาศไป ชายนั้นเป็นที่ รักใคร่ของดิฉัน. คาถานั้นมีเนื้อความว่า ชายใดไม่รู้จักคุณที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตน เป็นผู้ลบหลู่คุณท่าน เมื่อเขากล่าวถึงเหตุอะไร ๆ ของตน ก็ยืดถือเป็น คู่แข่งว่า ฉันไม่รู้จักสิ่งนั้นหรือ ? เห็นอะไรที่คนเหล่าอื่นทำแล้ว ก็ทำ เหตุให้เหนือขึ้นไปกว่า ด้วยอำนาจแห่งการแข่งดี เมื่อคนอื่นได้ลาภ ไม่ยินดีด้วย ปรารถนาว่า คนอื่นอย่ามีความเป็นใหญ่กว่าเรา ขอความ
หน้า 80 ข้อ 885
เป็นใหญ่จงเป็นของเราคนเดียว หวงแหนสมบัติของตนไม่ได้แก่ผู้อื่น แม้หยดน้ำมันด้วยปลายหญ้า เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะของฝ่ายคน เกเร ไม่ให้สิ่งของ ๆ ตนแก่ผู้อื่น กินของ ๆ คนอื่นอย่างเดียวด้วยอุบาย วิธีนั้น ๆ ทรัพย์หรือข้าวเปลือกที่ชายใดได้มาแล้ว ย่อมพินาศไปไม่คง อยู่ คือชายใดเป็นนักเลงสุราบ้าง เป็นนักเลงการพนันบ้าง เป็นนักเลง หญิงบ้าง ยังทรัพย์ที่ได้มาแล้วให้พินาศไปถ่ายเดียว ชายคนนี้นั้น ผู้ประกอบด้วยคุณสมบัติเหล่านี้ เป็นที่ใคร่ คือเป็นที่รักได้แก่เป็นที่ชอบ ใจของฉัน ฉันให้คนแบบนี้ให้ตั้งอยู่ในดวงใจของฉัน. ลำดับนั้น นางจึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ที่ ๖ และที่ ๗ ด้วยตน นั่นแหละว่า :- คนมักโกรธ มักผูกโกรธ พูดส่อเสียด ทำลายความสามัคคี มีวาจาเป็นเสี้ยนหนาม หยาบคาย เขาเป็นที่รักใคร่ของดิฉันยิ่งกว่า นั้นอีก. ชายผู้ไม่เข้าใจประโยชน์ของตนว่า ทำวันนี้ พรุ่งนี้ ถูกตักเตือนอยู่ก็โกรธ ดูหมิ่น ความดีของผู้อื่น. ชายผู้ที่ถูกความคะนองรบเร้า พรากจากมิตรทั้งหมด เป็นที่รักใคร่ของดิฉัน ดิฉันไม่มีความทุกข์ร้อนในเขา.
หน้า 81 ข้อ 885
คาถาเหล่านั้นควรให้พิศดารโดยนัยนี้เถิด. แต่ในที่นี้พึงทราบ เนื้อความแต่โดยย่อ. บทว่า โกธโน ได้แก่เป็นผู้โกรธแม้ด้วยเหตุเพียง เล็กน้อย. บทว่า อุปนาหี ได้แก่เก็บความผิดของผู้อื่นไว้ในใจแล้ว ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ไม่ให้มีประโยชน์แม้นานเท่านาน. บทว่า ปิสุโณ ได้แก่เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด บทว่า วเภทโก ได้แก่เป็นผู้ทำ ฝ่ายมิตร แม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย. บทว่า กณฺกวาโจ ได้แก่เป็น ผู้มีวาจาเป็นไปกับด้วยโทสะ. บทว่า ผรุโส ได้แก่เป็นผู้มีวาจาหยาบ คาย. บทว่า กนฺตตโร ความว่า ชายนั้นเป็นที่ใคร่คือเป็นที่รักของ ฉันมากกว่าชายแม้คนก่อน. บทว่า อชฺช สุเว ความว่า ชายใดไม่ เข้าใจคือไม่รู้จักประโยชน์ของตนคือกิจการของตนอย่างนี้ว่า กิจการนี้ ควรทำในวันนี้ กิจการนี้ควรทำพรุ่งนี้ กิจการนี้ควรทำในวันที่ ๓ คือมะรืนเป็นต้น. บทว่า โอวชฺชมาโน ได้แก่ถูกกล่าวตักเตือนอยู่. บทว่า เสยฺยโส อติมญฺติ ความว่า ดูหมิ่นคนที่ยิ่งกว่า คือบุคคล ที่สูงสุดโดยชาติ โคตร ตระกูล ถิ่นที่อยู่และคุณคือศีลและอาจาระว่า แกจะพอมือข้าหรือ ? บทว่า ทวปฺปลุทฺโธ ความว่า ถูกความคะนอง ไม่ขาดระยะในกามคุณทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น เล้าโลมแล้ว ครอบ งำแล้ว ได้แก่ตกอยู่ในอำนาจกามคุณแล้ว. บทว่า ธํสติ ความว่า เขากล่าวว่า แกจะทำอะไรฉันดังนี้เป็นต้น แล้วพลัดพรากคือเสื่อม จากมิตรทั้งหมดทีเดียว. บทว่า อนามยา ความว่า ดิฉันคิดว่าบุคคล ผู้ประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้ จะเป็นผู้ไม่มีทุกข์ไม่มีโศก ได้เขาแล้ว
หน้า 82 ข้อ 885
จะหมดอาลัยในคนอื่นอยู่ดังนี้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะตำหนิเขา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า:- นางกาลีเอ๋ย เจ้าจงออกไปจากที่นี้ การ ทำความรักของเจ้านี้ หามีในเราไม่ เจ้าจงไป ชนบทอื่น นิคม และราชธานีอื่นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเปหิ ความว่า จงหลีกไป. บทว่า เนตํ อมฺเหสุ ความว่า การทำความรักของเจ้ามีการลบหลู่คุณท่าน เป็นต้น นี้หามีในพวกเราไม่ คือไม่มี. ด้วยบทว่า นิคเม ราชธานิโย พระมหาสัตว์แสดงว่า เจ้าจงไปนิคมอื่นบ้าง ราชธานีอื่นบ้าง ในที่อื่น คือจงไปในที่ที่ฉันจะไม่เห็นเจ้า. นางกาลกรรณีได้ฟังดังนั้นแล้ว ผ่านคำนั้นไปได้ จึงกล่าวคาถา ติดกันไปว่า :- เรื่องนั่นฉันเองก็รู้ว่า เรื่องนั้นหามีใน พวกท่านไม่ คนไม่มีบุญมีอยู่ในโลก เขา รวบรวมทรัพย์ไว้มาก เราทั้ง ๒ คือทั้งฉัน ทั้งเทพผู้เป็นพี่ชายของฉัน พากันผลาญทรัพย์ นั้น.
หน้า 83 ข้อ 885
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตํ ตุมฺเหสุ ความว่า ฉันเอง ก็รู้ข้อนี้ว่า การทำความรักอันใดของฉัน มีการลบหลู่คุณท่านเป็นต้น ฉันประกอบด้วยการทำความรักอันใดมีการลบหลู่คุณที่คุณเป็นต้น แม้ ด้วยตนเอง การทำความรักเป็นต้นนั้น ไม่มีในท่านทั้งหลาย. บทว่า สนฺติ โลเก อลกฺขิกา ความว่า แต่คนเหล่าอื่นที่เป็นคนโง่ เป็นผู้ ไม่มีศีล ไม่มีปัญญายังมีอยู่ในโลก. บทว่า สงฺฆรนฺติ ความว่า คนเหล่านั้นผู้ไม่มีศีล แม้ปัญญาก็ไม่มี รวบรวมทรัพย์ไว้มากมาย คือเก็บกำไว้เป็นกลุ่มก้อน ด้วยเหตุเหล่านี้ มีการลบหลู่คุณท่านเป็นต้น. บทว่า อุโภ นํ ความว่า แต่เราทั้ง ๒ คน คือทั้งตัวฉันและเทพบุตร ชื่อว่า เทพผู้เป็นพี่ชายของฉันนั่นเอง รวมหัวกันผลาญทรัพย์นั้นที่คน เหล่านั้นรวบรวมเก็บไว้. อนึ่ง เทพธิดานั้นกล่าวว่า ในเทวโลกพวกฉัน ก็มีเครื่องบริโภคที่เป็นทิพย์อยู่มาก ท่านจะให้ที่นอนทิพย์หรือไม่ให้ ก็ตาม ท่านจะมีประโยชน์อะไรเล่าสำหรับฉัน ดังนี้แล้วหลีกไป. ในเวลาที่กาลกรรณีเทพธิดานั้นหลีกไปแล้ว สิริเทพธิดามีของ หอมและเครื่องประเทืองผิวสีเหมือนทองคำ มีเครื่องตกแต่งทองคำ มาแล้วเปล่งรัศมีสีเหลืองที่ประตูซึ่งสถิตอยู่ใกล้ ๆ มีความเคารพได้ยืน เอาเท้าที่เสมอกันวางบนพื้นดินที่เสมอกัน. พระมหาสัตว์ครั้นเห็นนาง แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ใครหนอมีผิวพรรณเป็นทิพย์ ยืนเรียบ
หน้า 84 ข้อ 885
ร้อยอยู่ที่พื้นดิน เราจะรู้จักเจ้าได้อย่างไร ? ว่าเจ้าเป็นใคร ? เป็นธิดาของใคร ? บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ทิพฺเพน ความว่า ประเสริฐคือ สูงสุด. สิริเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:- ดิฉันเป็นธิดาของท้าวธตรฐมหาราชผู้มีสิริ ดิฉันชื่อสิริลักษมิ์ เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันว่า เป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ท่านเป็นผู้ที่ดิฉันขอ โอกาสแล้ว ขอจงให้ดิฉันขอพักอยู่ในสำนัก ของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิริ จ ลกฺขี จ ความว่า ดิฉัน ผู้มีนามอย่างนี้ว่า สิริลักษมิ์ไม่ใช่คนอื่น. บทว่า ภูริปญฺาติ มํ วิทู ความว่า เทพทั้งหลายรู้จักดิฉันในเทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกาว่า เป็น ผู้ประกอบด้วยปัญญาไพบูลย์ เสมอด้วยแผ่นดิน. บทว่า วเสมุ ตว สนฺติเก ความว่า ดิฉันขออาศัยคืนหนึ่งบนที่นั่งที่ไม่เปรอะเปื้อนและ ที่นอนที่ไม่เปรอะเปื้อน ขอท่านจงให้โอกาสแก่ดิฉัน. ต่อจากนั้นพระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาว่า :-
หน้า 85 ข้อ 885
เจ้าปลงใจในชายที่มีศีลอย่างไร มีอาจาระ อย่างไร ? เจ้าเป็นผู้ที่เราถามแล้ว จงบอกเรา โดยที่เราควรรู้จักเจ้า. ชายใดครอบงำความ หนาว หรือความร้อน ลม แดด เหลือบ และ สัตว์เลื้อยคลาน ทั้งความหิวและความระหาย ได้ ชายใดประกอบการงานทุกอย่างเนือง ๆ ตลอดทั้งวันทั้งคืน ไม่ยังประโยชน์ที่มาถึงตาม กาลให้เสื่อมเสียไปด้วย ชายนั้นเป็นที่ชอบใจ ของดิฉัน และดิฉันก็ปลงใจเขาจริง ๆ. ชายใด ไม่โกรธ มีมิตร มีการเสียสละ รักษาศีล ไม่โอ้อวด เป็นคนซื่อตรง เป็นผู้สงเคราะห์ ผู้อื่น มีวาจาอ่อนหวาน มีคำพูดไพเราะ แม้ จะเป็นใหญ่ ก็มีความประพฤติถ่อมตน. ดิฉัน พอใจในบุรุษนั้นเป็นอย่างมาก ดุจคลื่นทะเล ปรากฏแก่คนที่มองดูสีน้ำทะเลเหมือนมีมาก. อีกอย่างหนึ่ง ผู้ใดให้สังคหธรรมให้เป็นไป อยู่ในบุคคลทั้งที่เป็นมิตร ทั้งที่เป็นศัตรูทั้งที่ ประเสริฐที่สุด ทั้งที่เสมอกัน ทั้งที่ต่ำทราม
หน้า 86 ข้อ 885
ประพฤติประโยชน์หรือสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทั้งในที่ลับทั้งในที่แจ้ง ไม่กล่าวคำหยาบใน กาลไหน ๆ. ผู้นั้นตายแล้วและยังมีชีวิตอยู่ ดิฉันก็คบ. ผู้ใดได้อย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา คุณความดีเหล่านั้นแล้ว เป็นผู้มีปัญญาน้อย มัวเมาสิริอันเป็นที่น่าใคร่ ดิฉันต้องเว้นผู้นั้น ผู้มีรูปลักษณะร้อนรน ประพฤติไม่สม่ำเสมอ เหมือนคนเว้นคูถฉะนั้น. คนสร้างโชคด้วย ตนเอง สร้างเคราะห์ด้วยตนเอง ผู้อันจะสร้าง โชคหรือเคราะห์ให้ผู้อื่นไม่ได้เลย. คำถามเป็นของเศรษฐี. ส่วนคำตอบเป็นของสิริเทพธิดา บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า ฑํสสิรึสเป จ เหลือบเขาเรียกว่า ฑํสะ อีกอย่างหนึ่ง กำเนิดแมลงวันทุกชนิด เทพธิดาประสงค์เอาว่า ฑํสะ ในที่นี้. กำเนิดสัตว์เลื้อยคลานเรียกว่า สิรึสปะ. ทิ้งเหลือบ ทั้งสัตว์เลื้อยคลาน ชื่อว่า ฑํสสิรึสปะ ในเหลือบและสัตว์เลื้อยคลาน นั้น. มีคำอธิบายไว้ว่า ชายมหาเศรษฐีคนใด เมื่อมีความหนาว ความ ร้อน ลม แดด หรือเหลือบและสัตว์เลื้อยคลานถึงถูกอันตรายเหล่านี้ มีความหนาวเป็นต้นเบียดเบียนอยู่ ก็ครอบงำคือย่ำยี อันตรายแม้
หน้า 87 ข้อ 885
ทั้งหมดนี้ คืออันตรายแม้เหล่านี้มีความหนาวเป็นต้น และความ กระหายมากไว้ได้ ได้แก่ไม่คำนึงถึงอันตรายนี้ เหมือนหญ้าแล้ว ประกอบ คือประกอบตนเป็นไปในกรรมของตนเนือง ๆ มีกสิกรรมและ พาณิชยกรรมเป็นต้น และในทานและศีลเป็นต้นทั้งคืนทั้งวัน. บทว่า กาลาคตญฺจ ความว่า ไม่ให้กิจทั้งหลายมีกิจกรรมเป็นต้นเสื่อมเสีย. ไปในเวลาทำกสิกรรมเป็นต้น และไม่ให้เสื่อมเสียประโยชน์ ที่จะนำ ความสุขมาให้ในปัจจุบันและภายภาคข้างหน้า แยกประเภทเป็นการ บริจาคทรัพย์เป็นต้น ในกาลทั้งหลายมีการบริจาคทรัพย์ การรักษาศีล และการฟังธรรมเป็นต้น คือทำงานในเวลาที่ควรทำนั่นเอง. ชาย เศรษฐีคนนั้นเป็นที่พอใจของดิฉันและดิฉันจะอยู่ประจำกับชายคนนั้น. บทว่า อกฺโกธโน ได้แก่ผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันติ คือความอดทนที่ ยับยั้งอารมณ์ไว้ได้. บทว่า มิตฺตวา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตร. บทว่า จาควา ได้แก่ผู้ประกอบด้วยการบริจาคทรัพย์. บทว่า สงฺคาหโก ได้แก่ผู้ทำการสงเคราะห์มิตร การสงเคราะห์ด้วยอามิสและการสงเคราะห์ ด้วยธรรม. บทว่า สขิโล ได้แก่เป็นผู้มีวาจาอ่อนหวาน. บทว่า สณฺหวาโจ ได้แก่เป็นผู้มีถ้อยคำสละสลวย. บทว่า มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ ความว่า ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่คืออิสริยยศที่กว้าง ขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตนทำตามโอวาทของบัณฑิต. บทว่า ตสฺสาห โปเส ความว่า ดิฉันเป็นคนกว้างขวางสำหรับชายคนนั้น. บทว่า วิปุลา ภวามิ ความว่า เราไม่ใช่คนเล็ก ความจริงชายนั้นเป็น
หน้า 88 ข้อ 885
พื้นฐานของสิริอันยิ่งใหญ่ บทว่า อุมฺมี สมุทฺทสฺส ยถาปิ วณฺณํ ส่องความว่าอุปมาเสมือนหนึ่งว่า ลูกคลื่นที่ทยอยกันมาจะปรากฏแก่ คนที่มองดูสีของมหาสมุทร เหมือนกะใหญ่โต ฉันใด ดิฉันก็ฉันนั้น เป็นเสมือนใหญ่โตในเพราะคน ๆ นั้น. บทว่า อาวี รโห ความว่า ทั้งต่อหน้าทั้งลับหลัง. บทว่า สงฺคหเมว วตฺเต ความว่า เขาให้ สังคหธรรมทั้ง ๔ อย่างนั่นแหละเป็นไป คือเป็นไปคือทั่วถึงในบุคคล นั้น แยกประเภทเป็นมิตรเป็นต้น. บทว่า น วชฺชา ความว่า ผู้ใด ครั้งไร คือในกาลไหนไม่พึงกล่าวคำหยาบ คือเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ เท่านั้น. บทว่า มตสฺส ชีวสฺส ความว่า บุคคลนั้นตายแล้วก็ตาม มีชีวิตอยู่ก็ตามดิฉันก็ภักดีต่อ. สิริเทพธิดาแสดงว่า ดิฉันคบหาคน เช่นนั้นทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. บทว่า เอเตส โย ความว่า บุคคล ใดประมาทคือลืมคุณความดีแม้อย่างเดียว บรรดาคุณความดีเหล่านี้ คือ คุณความดีที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังมีการครอบงำความหนาวได้เป็น ต้น อธิบายว่า ไม่เพียรประกอบบ่อย ๆ ซึ่งคุณนั้น. บทว่า สิริ มี ปาฐะถึง ๓ อย่าง คือ กนฺตา สิรี, กนฺตสิริ และ กนฺตํ สิริ แปลว่า สิริที่น่าใคร่. ด้วยอำนาจปาฐะทั้ง ๓ เหล่านั้น มีการประกอบเนื้อความ ดังต่อไปนี้ บุคคลใดได้สิริแล้ว คิดว่า สิริของเราที่น่าใคร่ ดำรงอยู่ แล้วตามฐานะ ย่อมประมาทคือลืมคุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดา คุณความดีเหล่านี้. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดปรารถนาสิริเหมือนคนที่มี สิริที่น่าใคร่ ได้คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านั้น
หน้า 89 ข้อ 885
แล้วจึงประมาท. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดได้สิริน่าใคร่ น่าชอบใจแล้ว จึงประมาท คุณความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง บรรดาคุณความดีเหล่านี้. บทว่า อปฺปปญฺโ ได้แก่ไม่มีปัญญา. บทว่า ตํ ทิตฺตรูปํ วิสเม จรนฺตํ ความว่า ดิฉันเว้นคนที่มีสภาพร้อนรนประพฤติไม่สม่ำเสมอ มีกาย ทุจริตเป็นต้น เป็นประเภทเหมือนมนุษย์หรือบุคคลผู้มีความสะอาด โดยกำเนิด เว้นหลุมคูถแต่ไกลฉะนั้น. บทว่า อญฺโ อญฺสฺส การโก ความว่า เป็นเช่นนี้ ชายที่ชื่อว่า สร้างโชคสร้างเคราะห์ให้คน อื่นไม่มี ผู้ใดผู้หนึ่งก็สร้างโชคหรือเคราะห์ให้แก่ตนดังนี้. พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวถามอย่างนี้ และได้ฟังคำตอบของ สิริเทพธิดาแล้วชื่นชม จึงได้กล่าวว่า แท่นเตียงนอนนี้เหมาะสมสำหรับ เธอและที่นั่งก็เหมาะสมสำหรับเธอทีเดียว เพราะฉะนั้น ขอเชิญนั่งบน ที่นั่งและนอนบนแท่นเถิด. นางอยู่ ณ ที่นั้นแล้วรุ่งเช้าก็ออกไปที่ เทวโลกชั้นจาตุมมหาราชิกา ได้อาบน้ำที่สระอโนดาดก่อน. ที่นอน แม้แห่งนั้นจึงเกิดมีชื่อว่า สิริสยนะ เพราะว่านางสิริเทพธิดาใช้นอน ก่อนคนอื่น. นี้คือวงศ์ประวัติของสิริสยนะ คือที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญ. ด้วยเหตุนี้เขาจึงเรียกกันว่าสิริสยนะ ที่นอนที่เป็นมิ่งขวัญมาจนตราบ เท่าทุกวันนี้. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล ชาดกไว้ว่า สิริเทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระอุบลวรรณา ในบัดนี้ ส่วนสุจิปริวารเศรษฐีคือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสิริกาลกรรณิชาดกที่ ๗
หน้า 90 ข้อ 886, 887, 888, 889
๘. กุกกุฏชาดก ว่าด้วยผลของการไม่เชื่อง่าย [๘๘๖] ดูก่อนพ่อนกน้อยสีแดง ผู้ปกคลุมด้วย ขนที่สวยงาม เจ้าจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด เรา จะเป็นภรรยาของท่านเปล่า ๆ. [๘๘๗] เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท้าที่สวยงาม ส่วนฉัน เป็นสัตว์ ๒ เท้า เนื้อกับนกจะร่วมกันไม่ได้ ในอารมณ์เป็นที่รื่นรมย์ใจ เจ้าจงไปแสวงหา ผู้อื่นเป็นสามีเถิด. [๘๘๘] ฉันจักเป็นภรรยาสาวผู้สวยงาม ร้องไพ- เราะของคุณ คุณจะพบฉันผู้เป็นพรหมจารินี ที่ สวยงาม ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างใด คือสุข- เวทนา. [๘๘๙] ดูก่อนเจ้าผู้กินซากศพ ผู้ดื่มโลหิต ผู้ เป็นโจรปล้นไก่ เจ้าไม่ต้องการให้ฉันเป็นผัว ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างดี คือสุขเวทนา.
หน้า 91 ข้อ 890, 891, 892
[๘๙๐] หญิง ๔ คนเห็นนรชนผู้ประเสริฐ แม้ อย่างนี้แล้ว ชักนำด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือน นางแมวชักนำไก่ ฉะนั้น. [๘๙๑] ก็ผู้ใดรู้ไม่เท่าทัน เหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับ- พลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ในอำนาจของศัตรู และ เดือดร้อนภายหลัง. [๘๙๒] ส่วนผู้ใดรู้ทันเหตุที่เกิดขึ้น โดยฉับพลัน ผู้นั้นจะพ้นจากเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ พ้นจากนางแมว ฉะนั้น. จบ กุกกุฏชาดกที่ ๘ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๘ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ผู้กระสันจะสึกรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ดังนี้ ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า เหตุไฉน ? เธอ จึงกระสันอยากสึก. เมื่อเธอทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ เห็นหญิงคนหนึ่ง ผู้ประดับประดาตกแต่งตัวแล้ว จึงกระสันอยากสึก
หน้า 92 ข้อ 892
ด้วยอำนาจกิเลสดังนี้. แล้วตรัสว่า ธรรมดาผู้หญิงลวงให้ชายลุ่มหลง แล้วให้ถึงความพินาศ ในเวลาชายตกอยู่ในอำนาจของตนเป็นเหมือน แมวตัวเหลวไหล แล้วได้ทรงนิ่ง. เมื่อถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรง นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดไก่ในป่า มีไก่หลายร้อยตัวเป็น บริวารอยู่ในป่า. ฝ่ายนางแมวตัวหนึ่ง ก็อาศัยอยู่ในที่ไม่ไกลพระโพธิ- สัตว์นั้น. มันใช้อุบายลวงกินไก่ที่เหลือ เว้นแต่ไก่โพธิสัตว์. พระโพธิ- สัตว์ไม่ไปสู่ป่าชัฏของมัน. มันคิดว่า ไก่ตัวนี้อวดดีเหลือเกิน ไม่รู้ว่าเรา เป็นผู้โอ้อวด และเป็นผู้ฉลาดในอุบาย เราควรจะเล้าโลมไก่ตัวนี้ว่า จักเป็นภรรยาของมัน แล้วกินในเวลามันตกอยู่ในอำนาจของตน. มัน จึงไปยังควงไม้ที่ไก่นั้นเกาะอยู่ เมื่อขอร้องไก่นั้นด้วยวาจา ที่มีภาษิต สรรเสริญนำหน้า จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนพ่อนกน้อยสีแดง ผู้ปกคลุมด้วย ขนที่สวยงาม เจ้าจงลงมาจากกิ่งไม้เถิด เรา จะเป็นภรรยาของท่านเปล่า ๆ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิตฺตปตฺตจฺฉาทน ความว่า ผู้ มีเครื่องห่อหุ้มที่ทำด้วยขนอันสวยงาม. บทว่า มุธา ความว่า เราจะ เป็นภรรยาของท่าน โดยปราศจากมูลค่า คือโดยไม่รับเอาอะไรเลย.
หน้า 93 ข้อ 892
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า แมวตัวนี้กัดกินญาติของ เราหมดไปแล้ว บัดนี้มันประสงค์จะล่อลวงกินเรา. เราจักขับส่งมันไป แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- เจ้าเป็นสัตว์ ๔ เท่าที่สวยงาม ส่วนฉัน เป็นสัตว์ ๒ เท้า เนื้อกับนกจะร่วมกันไม่ได้ใน อารมณ์ เป็นที่รื่นรมย์ใจ เจ้าจงไปแสวงหาผู้ อื่นเป็นสามีเถิด. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ กล่าวว่า มิคี หมายเอาแมว. ด้วยบทว่า อสํยุตฺตา พระโพธิสัตว์แสดงว่าแมวกับไก่ ร่วมกันไม่ได้สัมพันธ์กันไม่ได้ เพื่อเป็นผัวเมียกัน สัตว์ทั้ง ๒ เหล่านั้น ไม่มีความสัมพันธ์เช่นนี้. นางแมวนั้น ได้ฟังคำนั้นแล้ว ลำดับนั้น จึงคิดว่า ไก่ตัวนี้ โอ้อวดเหลือเกิน เราจักใช้อุบายอย่างใดอย่างหนึ่งลวงกินมันให้ได้. แล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ฉันจักเป็นภรรยาสาวผู้สวยงาม ร้องไพ- เราะเพื่อคุณ คุณจะพบฉัน ผู้เป็นพรหมจารินี ที่สวยงาม ด้วยการเสวยอารมณ์อย่างดี คือ สุขเวทนา.
หน้า 94 ข้อ 892
พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ด้วยบทว่า โกมาริกา นางแมว กล่าวว่า ฉันไม่รู้จัก ชายอื่นตลอดเวลานี้ ฉันจักเป็นภรรยาสาวของคุณ. บทว่า มญฺชุกา ปิยภาณินี ความว่า เราจักเป็นผู้มีถ้อยคำไพเราะ พูดคำน่ารักเป็นปกติ ต่อคุณที่เดียว. บทว่า วินฺท มํ ความว่า คุณจะ กลับได้ฉัน. บทว่า อริเยน เวเทน ความว่า ด้วยการกลับได้ที่ดี. นางแมวพูดว่า เพราะว่าฉันเองก่อนแต่นี้ไม่รู้จักสัมผัสตัวผู้ ถึงคุณก็ยัง ไม่รู้จักการสัมผัสตัวเมีย ฉะนั้น คุณจะได้ฉันผู้เป็นพรหมจารินีตามปกติ ด้วยการได้ที่ไม่มีโทษ คุณต้องการฉัน ถ้าไม่เชื่อถ้อยคำของฉันก็ให้ตี กลองประกาศในนครพาราณสีชั่ว ๑๒ โยชน์ว่า นางแมวนี้เป็นทาสของ ฉัน คุณจงรับฉันให้เป็นทาสของตนเถิด. พระโพธิสัตว์ได้ยินคำนั้นแล้ว ถัดนั้นไปก็คิดว่า ควรที่เราจะขู่ แมวตัวนี้ให้หนีไปเสีย แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ดูก่อนเจ้าผู้กินซากศพ ผู้ดื่มโลหิต ผู้ เป็นโจรปล้นไก่ เจ้าไม่ต้องการให้ฉันเป็นผัว ด้วยการเสวยอารมณ์ที่ดี คือสุขเวทนา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตวํ อริเยน ความว่า พระ โพธิสัตว์ กล่าวว่า เจ้าไม่ประสงค์ให้ข้าเป็นผัว ด้วยลาภที่ประเสริฐ คือการอยู่ประพฤติเหมือนพรหม แต่เจ้าต้องการลวงกินฉัน. ดูก่อนเจ้า
หน้า 95 ข้อ 892
ผู้ลามก เจ้าจงฉิบหาย ดังนี้แล้ว ให้แมวนั้นหนีไปแล้ว. ส่วนแมวนั้นหนีไปแล้ว ไม่อาจแม้เพื่อจะมองดูอีก เพราะฉะนั้น พระศาสดา จึงได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ว่า :- หญิง ๔ คนเห็นนรชนผู้ประเสริฐ แม้ อย่างนี้แล้ว ชักนำด้วยวาจาอ่อนหวาน เหมือน นางแมวชักนำไก่ ฉะนั้น. ก็ผู้ใดรู้ไม่เท่าทัน เหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ผู้นั้นจะตกอยู่ใน อำนาจของศัตรู และจะเดือดร้อนภายหลัง. ส่วนผู้ใดรู้ทันเหตุที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน. ผู้นั้น จะพ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ พ้นจากนางแมว ฉะนั้น. คาถาเหล่านี้ เป็นพระคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว คือคาถาของ ท่านผู้ตรัสรู้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุรา คือผู้ประกอบหญิงจำนวน ๔ คน. บทว่า นารี ได้แก่ หญิงทั้งหลาย. บทว่า เนนฺติ ความว่า นำเข้าไปสู่อำนาจของตน. บทว่า วิลารี วิย ความว่า นางแมวนั้น พยายามชักนำไก่นั้น ฉันใด หญิงเหล่าอื่น ก็ชักนำภิกษุนั้น ฉันนั้น
หน้า 96 ข้อ 892
เหมือนกัน. บทว่า อุปฺปติตํ อตฺถํ ความว่า เหตุการณ์บางอย่าง นั่นเอง ที่เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ตามภาพ ความจริง และจะเดือดร้อนภายหลัง. บทว่า กุกฺกุโฏว มีเนื้อความว่า ภิกษุนั้น พ้นจากการเบียดเบียนของศัตรู เหมือนไก่ตัวที่ถึงพร้อมด้วย ความรู้ พ้นจากแมวฉะนั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมประมวลชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุผู้กระสันจะสึก ตั้ง อยู่แล้วในโสดาปัตติผล ก็พระยาไก่ในครั้งนั้น ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้ แล. จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๘
หน้า 97 ข้อ 893, 894, 895, 896, 897
๙. ธัมมัทธชชาดก ว่าด้วยพูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง [๘๙๓] ดูก่อนญาติทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพา กันประพฤติธรรม เธอทั้งหลายจงพากันประ- พฤติธรรม ความเจริญจักมีแก่พวกเธอ เพราะ ว่า มีผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งใน โลกนี้และโลกหน้า. [๘๙๔] จำเริญหนอนกตัวนี้ นกผู้ประพฤติธรรม ยืนขาเดียว พร่ำสอนธรรมอย่างเดียว. [๘๙๕] กาตัวนั้นไม่มีศีล สูเจ้าทั้งหลาย จงรู้ไว้ เถิด เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญมัน มันกิน ทั้งไข่ทั้งลูกอ่อน แล้วพูดว่าธรรม ๆ. [๘๙๖] มันพูดอย่างหนึ่งด้วยวาจา แต่ทำอย่าง หนึ่งด้วยกาย พูดแต่ปากไม่ทำด้วยกาย ไม่ตั้ง อยู่ในธรรมนั้น. [๘๙๗] มันเป็นผู้อ่อนหวานทางวาจา แต่เป็นผู้มี ใจร้ายกาจ คือปากปราศรัยแต่หัวใจเชือดคอ
หน้า 98 ข้อ 898
มันเป็นผู้ยกธรรมขึ้นเป็นธงชัย ซ่อนตัวไว้ เหมือนงูเห่าหม้อซ่อนตัวอาศัยอยู่ในรู ฉะนั้น. กาตัวนี้ ถูกสมมติว่าเป็นสัตว์ ในบ้านและ นิคมทั้งหลาย คนโง่รู้ได้ยาก [๘๙๘] สูเจ้าทั้งหลายจงใช้จะงอยปาก ปีกและ เท้าจิกตีกาตัวนี้ สูเจ้าทั้งหลายจงให้กาชั่วตัวนี้ พินาศ กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วม. จบ ธัมมัทธชชาดกที่ ๙ อรรถกถาธัมมัทธชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ผู้โกหกรูปหนึ่งแล้ว จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺมํ จรถ าตโย ดังนี้. ความย่อว่า ในครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ภิกษุนี้ไม่ใช่โกหกเฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ โกหกเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนก เติบโตแล้วมีฝูงนกห้อมล้อม อาศัยอยู่ที่เกาะกลางมหาสมุทร. ครั้งนั้น พ่อค้าชาวกาสิกรัฐกลุ่มหนึ่ง
หน้า 99 ข้อ 898
พากันแล่นเรือไปยังมหาสมุทร โดยเอากาบอกทิศไปด้วย. เรือแตกท่าม กลางมหาสมุทร. กาบอกทิศนั้นไปถึงเกาะนั้นแล้ว คิดว่า นกฝูงนี้เป็น ฝูงใหญ่ เราควรทำการโกหกแล้วกินไข่และลูกอ่อนของนกฝูงนี้อร่อย ๆ. มันบินร่อนลงแล้ว ยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ที่พื้นดินท่ามกลางฝูงนก. มัน ถูกนกทั้งหลายถามว่า ท่านเป็นใครครับนาย ? ก็บอกว่า ฉันเป็นผู้ ประพฤติธรรม. นก. เหตุไฉน ท่านจึงยืนขาเดียว ? กา. เมื่อฉันเหยียบ ๒ ขา แผ่นดินก็ไม่สามารถจะทนทานได้. นก. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน ท่านจึงยืนอ้าปาก ? กา. ฉันไม่กินอาหารอื่น กินแต่ลมเท่านั้น. ก็แล ครั้นมันตอบอย่างนั้นแล้ว จึงเรียกนกเหล่านั้นมาเตือน ว่า ฉันจักให้โอวาทเธอทั้งหลาย ขอจงพากันมาฟังโอวาทนั้น แล้วได้ กล่าวคาถาที่ ๑ เป็นการให้โอวาทนกเหล่านั้นว่า :- ดูก่อนญาติทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพา กันประพฤติธรรม เธอทั้งหลายจงพากันประ- พฤติธรรม ความเจริญจักมีแก่พวกเธอ เพราะ ว่าผู้ประพฤติธรรม ย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า.
หน้า 100 ข้อ 898
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ จรถ ความว่า เธอทั้งหลาย จงพากันประพฤติธรรม แยกประเภทเป็นกายทุจริตเป็นต้น. ลาบอก ทิศเรียกนกเหล่านั้นว่าญาติทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมํ จรถ ภทฺทํ โว ความว่า เธอทั้งหลายอย่าพากันย่อท้อ จงประพฤติธรรมบ่อย ๆ เถิด ความเจริญจักมีแก่เธอทั้งหลาย. คำว่า สุขํ เสติ นี้ เป็นเพียงหัวข้อ เทศนา. กานั้นแสดงว่าผู้ประพฤติธรรม ยืน นั่ง เดิน นอน ก็เป็น สุขอย่างยิ่ง เป็นสุขทุกอิริยาบถ. นกทั้งหลายไม่รู้ว่า กาตัวนี้พูดอย่างนี้ เพื่อจะโกหกกินไข่นก. เมื่อจะพรรณนาความที่ทุศีลนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- จำเริญหนอนกตัวนี้ นกผู้ประพฤติธรรม ยืนขาเดียว พร่ำสอนธรรมอย่างเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมเมว ได้แก่สภาวธรรมนั่นเอง. บทว่า อนุสาสติ ได้แก่บอกสอน. นกทั้งหลายเชื่อฟังกาทุศีลนั้นแล้วบอกว่า นายครับ ได้ทราบว่า ท่านไม่หาเหยื่ออย่างอื่นกินลมเท่านั้น ถ้ากระนั้นขอให้ท่านคอยดูไข่และ ลูกอ่อนของพวกฉันด้วย แล้วไปหาเหยื่อกัน. กาลามกตัวนั้น เวลา นกเหล่านั้นไปแล้ว ก็จิกกินไข่และลูกอ่อนขอนกเหล่านั้น เต็มท้อง แต่เวลานกเหล่านั้นกลับมา ก็สงบเสงี่ยมยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ นกทั้ง-
หน้า 101 ข้อ 898
หลายมาแล้วไม่เห็นลูกน้อยของตน. ร้องดังลั่นว่า ใครหนอกินลูกเรา ไม่ทำแม้ความสงสัยในกาตัวนั้น เพราะคิดว่ากาตัวนี้ประพฤติธรรม. อยู่ มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์คิดว่า เมื่อก่อนที่นี่ไม่มีอันตรายอะไร จำเดิม แต่กาตัวนี้มาแล้วอันตรายจึงเกิด เราควรซุ่มจับกาตัวนี้. พระมหาสัตว์ นั้นทำเหมือนไปหาเหยื่อกับนกทั้งหลาย แต่ก็กลับมาเกาะอยู่ในที่กำบัง. ฝ่ายกาเข้าใจว่า นกทั้งหลายไปแล้ว ไม่มีความสงสัยลุกไปหากินไข่นก และลูกอ่อน แล้วกลับมายืนขาเดียวอ้าปากอยู่. พระยานก เมื่อนก ทั้งหลายมาแล้ว จึงเรียกให้ฝูงนกทั้งหมดมาประชุมกันเตือนฝูงนกว่า วันนี้ฉันซุ่มจับอันตรายของลูกสูเจ้าทั้งหลาย ได้เห็นกาลามกตัวนี้กินลูก สูเจ้าอยู่ มาเถิดสูเจ้าทั้งหลายพวกเราจงจับมันไว้ แล้วให้ล้อมกานั้นไว้ สั่งว่า ถ้าหากมันจะหนีไปไซร้ สูเจ้าทั้งหลายจงพากันจับมันไว้. แล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- กาตัวนั้นไม่มีศีล สูเจ้าทั้งหลายจงรู้ไว้ เถิด เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญมัน. มันกิน ทั้งไข่ทั้งลูกอ่อน แล้วพูดว่า ธรรม ๆ. มัน พูดอย่างหนึ่งด้วยวาจา แต่ทำอย่างหนึ่งด้วย กาย. พูดแต่ปาก แต่ไม่ทำด้วยกาย ไม่ตั้งอยู่ ในธรรมนั้น. มันเป็นผู้อ่อนหวานทางวาจา แต่ เป็นผู้มีใจร้ายกาจ คือปากปราศรัยหัวใจเชือด
หน้า 102 ข้อ 898
คอ มันเป็นผู้ยกธรรมขึ้นเป็นธงชัย ซ่อนตัว ไว้ เหมือนงูเห่าหม้อ ซ่อนตัวอาศัยอยู่ในรู ฉะนั้น. กาตัวนี้ ถูกสมมติว่าเป็นสัตว์ ใน บ้านและนิคมทั้งหลาย คนโง่รู้ได้ยาก. สูเจ้า ทั้งหลาย จงใช้จะงอยปาก ปีกและเท้า จิกตี กาตัวนี้. สูเจ้าทั้งหลาย จงให้กาชั่วช้าตัวนี้ พินาศ กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺส สีลํ ความว่า มันไม่มีศีล. บทว่า อนญฺาย ความว่า ไม่รู้. บทว่า ภุตฺวา จิกกิน. บทว่า วาจาย โน จ กาเยน ความว่า เพราะว่ากาตัวนี้ ประพฤติธรรม ด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ไม่ทำด้วยกายเลย. บทว่า น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺิโต ความว่า เพราะฉะนั้น ควรทราบมันไว้ว่า กาตัวนี้พูดธรรมอย่างใด ไม่อธิษฐานธรรม คือไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น. บทว่า วาจาย สขิโล ความว่า เป็นผู้อ่อนโยนด้วยวาจา. บทว่า มโนปวิทุคฺโค ความว่า ถึงการรู้ทั่ว คือประกาศให้รู้ว่าชั่วด้วยใจ. บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่า มันนอนอยู่ในรูใด ถูกรูนั้นปิดบังไว้. บทว่า กูปสฺสโย ความว่า มี รูเป็นที่อยู่อาศัย. บทว่า ธมฺมทฺธโช ความว่า ชื่อว่ามีธรรมเป็นธง เพราะทำสุจริตธรรมให้เป็นธงเที่ยวไป. บทว่า คามนิคมาสุ สาธุ
หน้า 103 ข้อ 898
ความว่า เป็นผู้ดีทั้งในบ้านทั้งในนิคมทั้งหลาย. บทว่า สมฺมโต ความว่า ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เจริญ. บทว่า ทุชฺชาโน ความว่า คนแบบนี้เป็น คนทุศีล มีการงานปกปิด คนโง่คือผู้ไม่รู้ไม่อาจรู้ได้. บทว่า ปาทา- หิมํ ความว่า และจิกตีกาตัวนี้ด้วยเท้าของตน ๆ. บทว่า วิเหถ ความว่า จงตี. บทว่า ฉวํ ได้แก่ลามก. บทว่า นายํ เป็นต้น ความว่า กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วมในที่เดียวกันกับพวกเรา ดังนี้. ก็แล หัวหน้านกครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ตนเองก็โดดขึ้น ใช้จะ- งอยปากจิกหัวของกานั้น. นกที่เหลือก็พากันใช้จะงอยปากบ้าง เล็บบ้าง แข้งบ้าง ปีกบ้าง จิกตี. มันก็ถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวล ชาดกไว้ว่า กาโกหกในครั้งนั้น คือภิกษุผู้โกหกในบัดนี้ ส่วนพระยา- นก ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาธัมมัทธชชาดกที่ ๙
หน้า 104 ข้อ 899, 900, 901, 902, 903
๑๐. นันทิยมิคราชชาดก ว่าด้วยพระยาเนื้อนันทิยะ [๘๙๙] ข้าแต่พราหมณ์ ถ้าหากท่านไปป่าอัญชัน เมืองสาเกตไซร้ ท่านจงบอกลูกผู้เกิดแต่อก ของฉันชื่อนันทิยะว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่แล้ว และพวกเขาอยากจะพบเจ้า. [๙๐๐] เรากินอาหาร กินน้ำ และกินหญ้าของ พระราชาแล้ว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เราจะไม่ พยายามกินอาหารพระราชทานนั้นเปล่า ๆ. [๙๐๑] เราจักเอียงข้างให้พระราชา ผู้ทรงมีธนูใน พระหัตถ์ ทรงยิงเมื่อใด เมื่อนั้น เราจะพ้นภัย เป็นสุขใจ คงเห็นแม่บ้าง. [๙๐๒] ในเมืองใกล้ที่ประทับของพระเจ้าโกศล ได้มีสัตว์ ๔ เท้า มีรูปร่างงดงามโดยชื่อว่า นันทิยะ. [๙๐๓] พระเจ้าโกศลทรงคาดศรแล้ว ได้เสด็จ
หน้า 105 ข้อ 904
มาที่ป่าพระราชทานชื่ออัญชัน แล้วทรงโก่งธนู เพื่อจะทรงยิงเรานั้น. [๙๐๔] ปางเมื่อเราเอียงข้างให้พระราชาพระองค์ นั้น ผู้ทรงมีศรในพระหัตถ์ ทรงยิงเราพ้นจาก ภัยแล้ว มีความสุขใจ ได้มาพบแม่. จบ นันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐ อรรถกถานันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุ ผู้เลี้ยงมารดาจึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สเจ พฺราหฺมณ คจฺฉสิ ดังนี้. ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่า เธอเลี้ยงคฤหัสถ์หรือ ? เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้า. ข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เป็นอะไร กับเธอ ? เมื่อเธอทูลว่า เป็น มารดาบิดาของข้าพระองค์พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดีแล้วดีแล้วภิกษุ เธอ รักษาวงศ์ของโบราณกบัณฑิตทั้งหลายไว้ เพราะว่าโบราณกบัณฑิตทั้ง หลาย แม้เกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็ได้ให้แม้ชีวิตแก่มารดาบิดาทั้ง หลาย แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าโกศลครองราชสมบัติอยู่ในสาเกตนคร แคว้นโกศล พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดเนื้อ เติบโตแล้วมีชื่อว่า
หน้า 106 ข้อ 904
นันทิยมฤค ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ เลี้ยงมารดาบิดา. ครั้งนั้น พระเจ้าโกศลได้เป็นกษัตริย์ ที่มีพระทัยฝักใฝ่กับการล่าเนื้อเท่านั้น. ก็ พระองค์ไม่โปรดให้คนทั้งหลายทำกสิกรรมเป็นต้น ทรงมีบริวารมาก เสด็จไปล่าเนื้อทุกวัน. คนทั้งหลายจึงประชุมปรึกษากันว่า พ่อคุณเอ๋ย พระราชาพระองค์นี้ ทรงทำการงดงานของพวกเรา แม้การครองเรือน ก็จะล่มจม ถ้ากระไรแล้ว พวกเราควรล้อมสวนป่าอัญชัน สร้างประตู ขุดสระโบกขรณีไว้ปลูกต้นไม้ แล้วมีมือถือไม้ค้อนและกระบองเป็นต้น เข้าป่าไปฟาดพุ่มไม้ต้อนเนื้อมาล้อมไว้ ให้เข้าอยู่คอกในสวนเหมือนวัว แล้วปิดประตูไว้จึงไปกราบทูลพระราชาให้ทรงทำงานของพระองค์. ทุก คนมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า นั้นเป็นอุบายที่ดีในเรื่องนี้ พากันจัด เตรียมสวนไว้แล้วเข้าป่าไปล้อมสถานที่ไว้ประมาณโยชน์หนึ่ง. ขณะนั้น เนื้อชื่อนันทิยะตัวหนึ่ง พาพ่อแม่ไปนอนอยู่ที่พื้นดินในป่าดอนเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายมีมือถือโล่และอาวุธเป็นต้น พากันล้อมดอนนั้น โดยเอาแขนเกี่ยวแขนกัน คือจับมือกัน. ได้มองเห็นเนื้อฝูงหนึ่งจึงพา กันเข้าไปดอนนั้น. เนื้อนันทิยะเห็นพวกเขาแล้วคิดว่า วันนี้เราควรจะ สละชีพให้ชีวิตเป็นทานเพื่อพ่อแม่ แล้วลุกขึ้นไหว้พ่อแม่ แล้วขอขมา พ่อแม่ว่า ข้าแต่พ่อและแม่ ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาดอนนี้แล้ว จักเห็นพวกเรา ทั้ง ๓ ท่านทั้ง ๒ คงอยู่ได้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง การอยู่ได้ชีวิตของ ท่านเป็นสิ่งประเสริฐ ลูกจักให้ทานชีวิต เพื่อพ่อเพื่อแม่ พอคนทั้งหลาย ยืนที่ชายดอนฟาดพุ่มไม้เท่านั้น ก็จะออกไป ครานั้นพวกเขาจะเข้าใจ
หน้า 107 ข้อ 904
ว่า ในดอนเล็ก ๆ นี้ คงจักมีเนื้อตัวเดียวเท่านั้น ไม่พากันเข้าไปดอน ขอพ่อแม่จงอย่าประมาทเถิด. ดังนี้แล้วได้เป็นผู้เตรียมพร้อมจะไปยืนอยู่ แล้ว. พอคนทั้งหลายยืนที่ชายดอนโห่แล้วตีพุ่มไม้เท่านั้น เขาก็ออก จากดอนนั้นไป. คนเหล่านั้นเข้าใจว่า ในดอนนี้คงจักมีเนื้อตัวเดียว เท่านี้แหละ จึงไม่พากันเข้าดอน. ครั้งนั้นนันทิยะได้ไปเข้าอยู่ใน ระหว่างเนื้อทั้งหลาย. คนทั้งหลายได้พากันต้อนเนื้อทุกตัวเข้าสวนแล้ว กันประตูไว้ ทูลให้พระราชาทรงทราบแล้วไปสู่ที่ของตน ๆ. ต่อแต่นั้นมา พระราชาก็เสด็จโดยลำพังพระองค์เอง หรือทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งไป นำเอาเนื้อมีด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไปยิงเนื้อตัวหนึ่งแล้วเอามันมา ดังนี้. จึงเนื้อทั้งหลายพากันตั้งวาระกันไว้. เนื้อตัวที่ถึงวาระ จะ ยืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่ง. คนทั้งหลายจะยิงเนื้อนั้นแล้วเอามา. ฝ่าย นันทิยะก็ดื่มน้ำในสระโบกขรณี และกินหญ้าในสวนนั้น ตลอดเวลา ที่วาระของเขายังไม่ถึง. ครั้งนั้น โดยเวลาล่วงไปหลายวัน พ่อแม่ของ เขาอยากจะพบเขา คิดว่านันทิยะมฤคราชลูกเรามีพลังเหมือนช้าง สมบูรณ์ด้วยกำลัง ถ้าหากยังมีชีวิตอยู่ คงจักกระโดดข้ามรั้วมาเยี่ยม พวกเราแน่นอน เราทั้งหลายจักส่งข่าวไปหาเขา แล้วยืนที่ใกล้ทาง เห็นพราหมณ์คนหนึ่ง จึงถามเขาด้วยคำพูดของตนว่า พ่อคุณ ท่าน จะไปไหน ? เมื่อเขาตอบว่า เมืองสาเกต ดังนี้แล้ว เมื่อจะส่งข่าวไปหาลูก จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:-
หน้า 108 ข้อ 904
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไป ป่าอัญชัน เมืองสาเกตไซร้ ท่านจงบอกลูก ผู้เกิดแต่อก ของฉัน ชื่อนันทิยะว่า พ่อแม่ของเจ้าแก่แล้ว และพวกเขาอยากจะพบเจ้า. คาถานั้นมีเนื้อความว่า ท่านพราหมณ์ ถ้าหากท่านไปเมือง สาเกตไซร้. ในเมืองสาเกตมีสวนชื่อว่าอัญชนวัน ในสวนนั้น มีเนื้อ ชื่อว่านันทิยะผู้เป็นบุตรของฉัน ท่านพึงบอกเขาว่า มารดาบิดาของเจ้า แก่แล้วอยากจะพบเจ้า ตลอดเวลาที่ยังไม่ตาย. เขารับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงเมืองสาเกต แล้วรุ่งขึ้นก็เข้าสวนถาม ว่า ใครชื่อว่านันทิยมฤค. เนื้อมาแล้วยืนอยู่ใกล้พราหมณ์นั้น บอกว่า ข้าพเจ้า พราหมณ์บอกเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว. นันทิยะได้ยินคำนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศเนื้อความนี้ว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจะต้องไปแต่ จะไม่กระโดดข้ามรั้วไป เพราะข้าพเจ้ากินเหยื่อกินน้ำและหญ้า ที่เป็น ของพระราชาแล้ว เหยื่อเป็นต้นนั้นตั้งอยู่ในฐานะเป็นหนี้สำหรับข้าพ- เจ้า ทั้งข้าพเจ้าก็อยู่ในท่ามกลางหมู่เนื้อเหล่านี้มานานแล้ว. ขึ้นชื่อ ว่าการไปโดยไม่ได้แสดงกำลังของตน ไม่ทำความสวัสดีให้พระราชานั้น และเนื้อทั้งหลายเหล่านั้น ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า แต่เมื่อถึงวาระของตน แล้ว ข้าพเจ้าจักทำความสวัสดีแก่ท่านเหล่านั้นสุขสบาย แล้วจึงจะมาดังนี้ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
หน้า 109 ข้อ 904
เรากินอาหารกินน้ำและหญ้าของพระราชา แล้ว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เราจะไม่พยายาม กินอาหารพระราชทานนั้นเปล่า ๆ เราจักเอียง ข้างให้พระราชาผู้ทรงมีธนูในพระหัตถ์ ทรงยิง เมื่อใด เมื่อนั้น เราจะพ้นภัยเป็นสุขใจ คง เห็นแม่บ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวาปานิ ได้และเหยื่อที่ล้อมไว้ใน ที่นั้น ๆ บทว่า ปานโภชนํ ได้แก่น้ำและหญ้าที่เหลือ. บทว่า ตํ ราชปิณฺฑํ ความว่า น้ำและหญ้านั้นชื่อว่าปิณฑะ เพราะหมายความว่า หาเอาของ หลวงมารวมไว้. บทว่า อวภุตฺตุํ ความว่า เพื่อกินเสียเปล่า ๆ. อธิบาย ว่า เนื้อนันทิยะกล่าวว่า ผู้กินแล้ว เมื่อไม่ยังราชกิจให้สำเร็จ ชื่อว่า กินเหยื่อนั้นเสียเปล่า ข้าพเจ้านั้นไม่พยายามจะกินให้เสียเปล่าอย่างนั้น. คำว่า หฺราหฺมณ ในคำว่า พฺราหฺมณมุสฺสเห เป็นคำร้องเรียก ส่วน ม อักษรกล่าวไว้ด้วยอำนาจบทสนธิ การเชื่อมบท. บทว่า โอทหิสฺสามหํ ปสฺสํ ขุรปาณิสฺส ราชิโน ความว่า ข้าแต่พราหมณ์เมื่อถึงวาระของ ตนแล้ว ข้าพเจ้าจักออกจากฝูงเนื้อมายืนอยู่ที่เหมาะสมแห่งหนึ่งกราบ ทูลพระราชาผู้ทรงผูกสอดลูกธนูแล้วเสด็จมาว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงยิงข้าพระพุทธเจ้า แล้วเอียงข้างที่อ้วนพีของตนให้ เป็นเป้า. บทว่า สุขิโต มุตฺโต ความว่า เมื่อนั้นข้าพเจ้าจะเป็นผู้พ้น
หน้า 110 ข้อ 904
แล้วจากภัยคือความตาย มีความสุข ไม่มีทุกข์ พระราชาทรงอนุญาต แล้ว คงเห็นแม่บ้าง. พราหมณ์ได้ฟังคำนั้นแล้วก็หลีกไป ในเวลาต่อมาในวันที่เป็น วาระของเนื้อนันทิยะ. พระราชาได้เสด็จมายังสวนพร้อมด้วยข้าราช บริพารจำนวนมาก. ฝ่ายเนื้อมหาสัตว์ ได้ยืนอยู่ ณ ที่เหมาะสมแห่ง หนึ่ง. พระราชาทรงโก่งลูกธนูด้วยหมายพระทัยว่า เราจักยิงเนื้อ. มหาสัตว์ไม่หนีไปเหมือนสัตว์ทั้งหลาย ที่ถูกมรณภัยคุกคามแล้วหนีไป เป็นเหมือนไม่มีภัย ทำเมตตาให้เป็นปุเรจาริกแล้ว ได้ยืนเอียงข้างที่อ้วน พีให้เป็นเป้า ไม่กระดิกเลย. พระราชาไม่อาจปล่อยลูกศรออกไปได้ด้วย อำนาจของเมตตานั้น. พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ ทรงปล่อยลูกศรไม่ออกหรือ. ขอพระองค์จงทรงปล่อยเถิด. ร. ดูก่อนมฤคราช เราไม่สามารถปล่อยออกไปได้. ม. ข้าแต่มหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์ก็ทรงรู้คุณธรรมของผู้มี คุณธรรม. ครั้งนั้นพระราชาทรงเลื่อมใสพระโพธิสัตว์ ทรงทิ้งธนูแล้ว ตรัสว่า แม้ท่อนไม้ท่อนนี้ไม่มีจิตใจ ก็ยังรู้คุณธรรมของท่านก่อน ฝ่าย ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์มีจิตใจหารู้ไม่ ขอจงให้อภัยฉัน ฉันให้อภัยเจ้า. ม. ข้าแต่มหาราช พระองค์ทรงพระราชทานอภัยแก่ข้าพระ- พุทธเจ้าก่อน ส่วนฝูงเนื้อในอุทยานนี้จักทำอย่างไร ? ร. แม้สัตว์เหล่านี้ เราก็ให้อภัย
หน้า 111 ข้อ 904
มหาสัตว์ครั้นให้พระราชทานอภัยแก่เนื้อในป่า นกที่บินอยู่ใน อากาศ และปลาที่แหวกว่ายอยู่ในน้ำทุกตัวอย่างนี้แล้ว ได้ให้พระราชา ทรงประดิษฐานอยู่ในศีล ๕ แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช ธรรมดาพระ- ราชาควรทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ ครองราชย์ โดยธรรม โดยสม่ำเสมอ ดังนี้. พระมหาสัตว์ได้แสดง ราชธรรมที่กล่าวไว้อย่างนี้ โดยผูกเป็นคาถาไว้ทีเดียวว่า :- ขอพระองค์จงทรงตรวจดูกุศลธรรมเหล่านั้น ที่สถิตอยู่แล้วในพระองค์คือ ทาน ศีล การ บริจาค ความซื่อตรง ความอ่อนโยน ความ เคร่งครัด ความไม่พิโรธ การไม่เบียดเบียน ความอดทน ความไม่ผิดพลาด. ต่อแต่นั้นไป ปีติและโสมนัสจะเกิดแก่พระองค์หาน้อยไม่ ดังนี้ แล้ว พักอยู่ในราชาสำนัก ๒ - ๓ วัน จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงโปรดให้ราชบุรุษตีสุวรรณเภรีเดินไปประกาศ การ พระราชาทานอภัยแก่บรรพสัตว์ ในพระนคร อย่าได้ทรงประมาท ดังนี้ แล้วจึงไปเยี่ยมพ่อแม่. คาถาดังต่อไปนี้ เป็นคาถาของท่านผู้รู้ยิ่งแล้ว. ในเมืองใกล้ที่ประทับของพระเจ้าโกศล ได้มีสัตว์ ๔ เท้า มีรูปร่างงดงาม โดยชื่อว่า
หน้า 112 ข้อ 904
นันทิยะ พระเจ้าโกศลทรงคาดศรแล้ว ได้ เสด็จมาที่ป่าพระราชทาน ชื่ออัญชันแล้ว ทรง โก่งธนูเพื่อจะทรงยิงเรานั้น. ปางเมื่อเราเอียง ข้างให้พระราชาพระองค์นั้น ผู้ทรงมีศรในพระ- หัตถ์ทรงยิง เราพ้นจากภัยแล้วมีความสุขใจ ได้มาพบแม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลสฺส นิเกตเว ความว่า ใกล้ ราชสำนักคือที่ประทับของพระเจ้าโกศล อธิบายว่า ในป่าใกล้ราชสำนัก นั้น. บทว่า ทายสฺมึ ความว่า ในสวนที่พระราชทานเพื่อประโยชน์ ให้เป็นที่อยู่ของเนื้อทั้งหลาย. บทว่า อารชฺชํ กตฺวาน มีเนื้อความว่า ยกขึ้นรวมเข้ากันกับสาย คือโก่งธนู. บทว่า สนฺธาย ความว่า ทรง พาดคือประกอบ คือลูกศร. บทว่า โอทหึ ความว่า เอียงให้ คือตั้ง ให้เป็นเป้า. คำว่า มาตรํ ทฏฺฐุมาคโต นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา อธิบาย ว่า ข้าพเจ้าครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาแล้ว ได้ทูลพระราชาให้ตี สุวรรณเภรีประกาศ เพื่อต้องการพระราชทานอภัยแก่มวลสัตว์แล้ว จึงได้มาหาพ่อแม่. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาประกาศสัจธรรม ทั้งหลาย แล้วทรงประมวลชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยง
หน้า 113 ข้อ 904
มารดาบิดา ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล พ่อแม่ คือพระยามฤค ใน ครั้งนั้น ได้แก่ ตระกูลมหาราช พราหมณ์ ได้แก่พระสารีบุตร พระราชา ได้แก่ พระอานนท์ ส่วนนันทิยมฤคราช ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานันทิยมิคราชชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ :- ๑. อาวาริยชาดก ๒. เสตเกตุชาดก ๓. ทรีมุขชาดก ๔. เนรุ- ชาดก ๕. อาสังกชาดก ๖. มิคาโลปชาดก ๗. สิริกาลกรรณิชาดก ๘. กุกกุฏชาดก ๙. ธัมมัทธชชาดก ๑๐. นันทิยมิคราชชาดก. จบ อาวาริยวรรคที่ ๑
หน้า 114 ข้อ 905, 906, 907, 908
๒. ขุรปุตตวรรค ๑. ขุรปุตตชาดก ว่าด้วยทำตนให้ไร้ประโยชน์ [๙๐๕] ได้ทราบว่าเป็นความจริง ที่บัณฑิต ทั้งหลายพูดถึงแพะว่า โง่อย่างนี้ ดูเถิดสัตว์ ที่โง่ไม่รู้จักกรรมที่ควรทำในที่ลับและกรรม ที่ควรทำในที่แจ้ง. [๙๐๖] สหายเอ๋ย แกนั่นแหละโง่ ดูก่อนเจ้าลูก ลา แกจงรู้ตัวเถิด แกถูกเชือกรัดคอไว้ มี ริมฝีปากเบี้ยว มีเชือกมัดปากไว้. [๙๐๗ ] สหายเอ๋ย ความโง่แม้อย่างอื่นของแก คือ ที่แกถูกปลดจากแอกแล้ว แต่ไม่หนี สหายเอ๋ย พระเจ้าเสนกะแกลากไปนั่น แหละโง่กว่าแก. [๙๐๘ ] สหายอชราชเอ๋ย ข้าโง่เพราะเหตุใดหนอ เหตุนั้นแกก็รู้ แต่พระเจ้าเสนกะโง่เพราะเหตุ ใด เจ้าถูกข้าถามแล้ว จงบอกเหตุนั้นแก่ข้า.
หน้า 115 ข้อ 909, 910
[๙๐๙] ผู้ใดได้มนต์ชั้นยอดแล้ว จักให้แก่ภรรยา เพราะการให้นั้น ผู้นั้นจะสละตนทิ้งเสีย และ เขาก็จักไม่มีภรรยาคนนั้น. [๙๑๐] ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นกับด้วยพระองค์ ทรงทอดอาลัยตน ไม่คบหาของรักทั้งหลาย ว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ตนเท่านั้นประเสริฐ กว่าสิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว ผู้มีตนสั่ง สมบุญไว้แล้ว จะพึงได้หญิงที่รักในกายหลัง. จบ ขุรปุตตชาดกที่ ๑ อรรถกถาขุรปุตตวรรคที่ ๒ อรรถกถาขุรปุตตชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้ถูกภรรยาเก่าโลมเล้า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สจฺจํ กิเรวมาหํสุ ดังนี้. ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุ ได้ทราบว่าเธอกระสันอยากสึก เมื่อเธอทูลว่า จริงพระเจ้าข้า เมื่อถูก
หน้า 116 ข้อ 910
ตรัสถามอีกว่า เธอกระสันอยากสึก เพราะเหตุอะไร ? เมื่อเธอทูลว่า เพราะภรรยาเก่า พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำสิ่งที่ไม่เป็น ประโยชน์แก่เธอไม่เฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เธอกำลัง จะกระโดดเข้าไฟตายเพราะอาศัยหญิงนี้ แต่อาศัยบัณฑิตจึงได้ชีวิต ไว้ดังนี้แล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระราชาทรงพระนามว่า เสนกะ ครอง- ราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ให้พระองค์ทรงทำความ เคารพ. ครั้งนั้น พระเจ้าเสนกะทรงมีความรักใคร่กับด้วยนาคราช ตัวหนึ่ง. ได้ทราบว่า นาคราชนั้นออกจากนาคพิภพเที่ยวหาจับเหยื่อ บนบกบิน. ครั้งนั้น เด็กชาวบ้านเห็นมันแล้ว บอกกันว่านี้งู แล้ว พากันเอาก้อนดินและท่อนไม้เป็นต้นตี. พระราชาเสด็จสำราญที่พระ- ราชอุทยาน ทรงเห็นแล้ว ตรัสถามว่า เด็กเหล่านั้นทำอะไรกัน ? ทรง ทราบว่า พากันฆ่างูตัวหนึ่ง. จึงตรัสสั่งว่า พวกเอ็งอย่าฆ่า จงให้มัน หนีไป แล้วทรงให้นาคราชนั้นหนีไปแล้ว. นาคราชได้ชีวิตแล้ว ได้ ไปยังนาคพิภพ ถือเอารัตนะมากมาย ครั้นเวลาเที่ยงคืน จึงเข้าไปยัง พระที่นั่งสำหรับพระราชาบรรทม ทูลเกล้าถวายรัตนะเหล่านั้น แล้ว ทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าอาศัยพระองค์แล้วได้ชีวิตมา แล้วได้ทำมิตรภาพ กับพระราชา จึงไปเฝ้าพระราชาบ่อย ๆ. นาคราชนั้นได้ตั้งนาค- มาณวิกานางหนึ่ง ผู้ไม่อิ่มในกามคุณ ในบรรดานางนาคมาณวิกา
หน้า 117 ข้อ 910
ทั้งหลายของตนไว้ประจำราชสำนัก เพื่อประโยชน์แก่การรักษา. เขา ทูลว่า เมื่อใดพระองค์ไม่ทรงเห็นนาคมาณวิกาคนนั้น เมื่อนั้นพระองค์ พึงทรงร่ายมนต์บทนี้ แล้วได้ถวายมนต์บทหนึ่งแด่พระองค์. อยู่มา วันหนึ่ง พระองค์เสด็จพระราชอุทยาน ทรงเล่นน้ำในสระโบกขรณี กับนางนาคมาณวิกา. นางนาคมาณวิกาเห็นงูน้ำตัวหนึ่ง จึงเปลี่ยนแปลง อัตภาพเป็นงู เสพอสัทธรรมกับงูตัวนั้น. พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็น นาคมาณวิกานั้น ทรงสงสัยว่า เธอไปไหนหนอ จึงทรงร่ายมนต์ แล้วทรงเห็นนางกำลังทำอนาจาร จึงทรงตีด้วยซีกไม้ไผ่. นางโกรธ จึงออกจากพระราชอุทยานนั้น ไปยังนาคพิภพ ถูกนาคราชถามว่า เหตุไฉนเจ้าจึงมา ? ทูลว่า สหายของพระองค์ตีหลัง คือเฆี่ยน หม่อมฉันผู้ไม่เชื่อถือถ้อยคำของตน แล้วแสดงการตีให้ดู. นาคราช ไม่ทราบตามความจริงเลย จึงเรียกนาคมาณพ ๔ ตนมา ส่งไปโดย ดำรัสว่า สูเจ้าทั้งหลายจงไป จงพากันเข้าไปยังพระที่นั่งบรรทมของ พระเจ้าเสนกะ แล้วทำลายพระที่นั่งนั้นให้เป็นเหมือนแกลบ ด้วยลม จมูกการพ่นพิษนั่นเอง. นาคมาณพเหล่านั้นพากันไปแล้ว ได้เข้าไป ยังห้องในเวลาที่พระราชาทรงบรรทมบนพระยี่ภู่ที่สง่างาม. ในเวลาที่ นาคมาณพเหล่านั้นเข้าไปนั่นเอง พระราชาได้ตรัสถามพระราชเทวีว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เธอรู้ไหมที่ที่นางนาคมาณวิกาไป ? พระราช- เทวีทูลว่า หม่อมฉันไม่รู้เพคะ. พระราชาตรัสว่า วันนี้นาคมาณวิกา
หน้า 118 ข้อ 910
นั้นได้ละอัตภาพของตน แล้วทำอนาจารกับงูน้ำตัวหนึ่ง ในเวลา เล่นน้ำในสระโบกขรณีของเรา เมื่อเป็นเช่นนั้นฉัน จึงได้เอาซีกไม้ไผ่ ตีเขา เพื่อต้องการให้สำเนียกว่า เจ้าอย่าทำอย่างนี้. เขาไปยังนาคพิภพ คงบอกอะไรอย่างอื่นแก่สหายของเรา แล้วทำลายมิตรภาพเสีย ภัยจัก เกิดขึ้นแก่เรา. นาคมาณพทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงพากันกลับ ออกไปจากพระที่นั่งบรรทมนั้น แล้วไปยังนาคพิภพทูลเนื้อความนั้น แก่นาคราช. ท้าวเธอถึงความสังเวช แล้วได้เสด็จมายังพระที่นั่งบรรทม ของพระราชา ทูลให้ทราบเนื้อความนั้น ขอขมาพระองค์ แล้วได้ ถวายมนต์ ชื่อว่า สรรพรุตชนนะ คือมนต์รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด โดยมุ่งหมายว่า นี้เป็นทัณฑกรรมของเรา แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาราช มนต์นี้หาค่าบ่มิได้ ถ้าหากพระองค์จะได้ประทานมนต์นี้แก่ผู้อื่นไซร้ ครั้นทรงประทานแล้วต้องทรงกระโดดเข้ากองไฟสวรรคต. พระราชา ทรงรับคำว่าดีแล้ว. ต่อแต่นั้นมา แม้เสียงมดแดงพระองค์ก็ทรงทราบ. วันหนึ่งเมื่อพระองค์ประทับนั่งที่ท้องพระโรง เสวยของเคี้ยวจิ้มน้ำผึ้งน้ำ อ้อย น้ำผึ้ง น้ำอ้อยหยดหนึ่งและขนมชิ้นหนึ่งตกลงที่พื้น. มดแดงตัวหนึ่ง เห็นหยดน้ำผึ้งเป็นต้นนั้น เที่ยวร้องบอกกันว่า ถาดน้ำผึ้งของหลวง แตกที่ท้องพระโรง หม้อน้ำอ้อย หม้อขนมคว่ำ ท่านทั้งหลายจงกิน น้ำผึ้งน้ำอ้อยและขนม. พระราชาทรงสดับเสียงร้องบอกของมดแดงแล้ว ทรงพระสรวล. พระราชเทวีประทับที่ใกล้เคียงพระราชา ทรงดำริว่า
หน้า 119 ข้อ 910
พระราชาทรงเห็นอะไรหนอ จึงทรงพระสรวล ? เมื่อพระราชานั้น เสวยของเคี้ยวทรงสรงสนานแล้ว ประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ แมลงวันตัวผู้พูดกับแมลงวันตัวเมีย ตัวหนึ่งว่ามาเถิดน้องเอ๋ย พวกเรา มาอภิรมย์กันด้วยความยินดีด้วยกิเลส. ลำดับนั้น แมลงวันตัวเมียพูด กับแมลงวันตัวผู้นั้นว่า คอยก่อนเถอะพี่นาย นัดนี้ ราชบุตรจะนำ ของหอมมาถวายพระราชา เมื่อพระองค์ทรงลูบไล้ผงของหอมจักตกลง แทบบาทมูล ฉันจักร่อนกถาไป ณ ที่นั้นแล้วจะมีกลิ่นหอม ต่อจากนั้น เราก็จักนอนอภิรมย์กัน เบื้องพระปฤษฎางค์ของพระราชา. พระราชา ทรงสดับเสียงแม้นั้นแล้ว ก็ทรงพระสรวล. ฝ่ายพระเทวีก็ทรงดำริอีก ว่า พระราชาทรงเห็นอะไรหนอ จึงทรงพระสรวล เมื่อพระราชาทรง เสวยพระกระยาหารเย็นอีก ภัตพิเศษก้อนหนึ่งหล่นที่พื้น. มดแดง ทั้งหลายก็ร้องบอกกันว่า หม้อพระกระยาหารในราชตระกูลแตกแล้ว ขอท่านทั้งหลายจงพากันไปรับประทานภัตตาหารเถิด. พระราชาครั้น ได้ทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ทรงพระสรวลอีก. ฝ่ายพระราชเทวี ทรงถือ เอาช้อนทองอังคาสพระราชาอยู่ จึงทรงพระวิตกว่า พระราชาทรงเห็น อะไรหนอ จึงทรงพระสรวล ? ในเวลาเสด็จขึ้นแท่นพระบรรทมกับ พระราชา พระนางทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทรงพระสรวล เพราะเหตุอะไร ? พระองค์ตรัสว่า จะมีประโยชน์อะไรสำหรับเธอ เพราะเหตุที่ฉันหัวเราะ แล้วถูกพระนางรบเร้าให้ตรัสบอกบ่อย ๆ. ภายหลังจึงทูลพระองค์ว่า ขอพระองค์จงประทานมนต์ที่ทำให้รู้เสียง
หน้า 120 ข้อ 910
สัตว์ของพระองค์แก่หม่อมฉัน แม้ถูกพระราชาทรงห้ามว่า ไม่อาจให้ได้ ก็ทรงรบเร้าบ่อย ๆ. พระราชาจึงตรัสว่า ถ้าหากฉันจักให้มนต์นี้แก่เธอ ไซร้ ฉันก็จักตาย. พระนางทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถึงพระองค์จะ สิ้นพระชนม์ ก็จงประทานแก่หม่อมฉัน. เพราะพระราชาเป็นผู้ชื่อว่า ตกอยู่ในอำนาจมาตุคาม จึงทรงรับคำว่า ดีละ แล้วทรงตัดสินพระทัย ว่า เราจักให้มนต์แต่พระราชเทวี แล้วจึงจะเข้ากองไฟ ดังนี้แล้วได้ เสด็จเข้าไปยังพระราชอุทยานด้วยราชรถ. ขณะนั้นท้าวสักกะทรงตรวจดู สัตวโลกอยู่ ทรงเห็นเหตุการณ์นี้ แล้วทรงดำริว่า พระราชาเขลา องค์นี้อาศัยมาตุคาม เสด็จไปด้วยหมายพระทัยว่า จักเข้ากองไฟ เรา จักให้ชีวิตแก่เขา แล้วทรงพาเอาอสุรกัญญา ทรงพระนามว่า สุชา มายังกรุงพาราณสี ทรงทำให้นางสุชาเป็นแพะตัวเมีย พระองค์เอง เป็นแพะตัวผู้ แล้วทรงอธิษฐานว่า ขออย่าให้มหาชนเห็น แล้วได้อยู่ ข้างหน้าราชรถ. พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นแพะนั้น และม้าที่ เทียมรถก็เห็นด้วย. แต่ใครคนอื่นไม่เห็น. แพะตัวผู้ทำท่าจะเสพเมถุน กับแพะตัวเมีย เพื่อจะสร้างเรื่องราวขึ้น. ม้าเทียมรถตัวหนึ่ง เห็นแพะ นั้น จึงพูดว่า เจ้าเพื่อนแพะเอ๋ย เมื่อก่อนพวกเราได้ยินเขาเล่ากันว่า พวกแพะโง่ ไม่มีความละอาย และไม่เห็นเรื่องนั้น แต่แกทำอนาจาร ที่จะต้องทำในที่ลับ ซึ่งเป็นสถานที่ปกปิดต่อหน้าพวกเรามีจำนวนเท่านี้ ที่กำลังดูอยู่นั่นเอง แกไม่ละอาย คำที่พวกข้าพเจ้าได้ยินมาแต่ก่อนนั้น สมกับเหตุการณ์ที่ได้เห็นอยู่นี้ แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
หน้า 121 ข้อ 910
ได้ทราบว่า เป็นความจริงที่บัณฑิต ทั้งหลายพูดถึงแพะโง่ว่าอย่างนี้ ดูเถิดสัตว์ ที่โง่ ไม่รู้จักธรรมที่ควรทำในที่ลับและกรรม ที่ควรทำในที่แจ้ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลกํ ได้แก่ แพะ. บทว่า ปณฺฑิตา ความว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยญาณพูดถึงแพะนั้นว่าโง่ ได้ทราบว่าพูดจริง. บทว่า ปสฺส เป็นคำเรียกเตือน ความหมายว่า จงดูเถิด. บทว่า น พุชฺฌติ ความว่า ไม่รู้ว่าการกระทำนั้นไม่ควร. แพะได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- สหายเอ๋ย แกนั่นแหละโง่ ดูก่อนเจ้า ลูกลาแกจงรู้ตัวเถิด แกถูกเชือกรัดคอไว้ มีริมฝีปากเบี้ยว มีเชือกมัดปากไว้ สหาย เอ๋ย ความโง่แม้อย่างอื่นของแก คือ ที่แก ถูกปลดจากแอกแล้ว แต่ไม่หนีไป สหาย เอ๋ย พระเจ้าเสนกะที่แกลากไปนั่นแหละโง่ กว่าแก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวํ นุ โข สมฺม ความว่า สหาย สินธพเอ๋ย แกโง่กว่าฉันมาก. บทว่า ขุรปุตฺต ความว่า ได้ทราบว่า
หน้า 122 ข้อ 910
ม้านั้นเป็นชาติของลา เพราะเหตุนั้น แพะจึงได้กล่าวกะม้านั้นอย่างนี้. บทว่า วิชานหิ ความว่า แกจงรู้เถิดว่า เรานั่นแหละโง่. บทว่า ปริกฺขิตฺโต ความว่า แกถูกเขาเอาเชือกรัตคอไว้กับแอก. บทว่า วงฺโกฏฺโ ได้แก่ มีริมฝีปากเบี้ยว. บทว่า โอหิโตมุโข ได้แก่ มีปาก ถูกเชือกมัดปากปิดไว้. บทว่า มุตฺโต น ปลายสิ ความว่า การที่เจ้า พ้นจากรถ แล้วหนี้เข้าป่าไปไม่ได้ ในเวลาพ้นแล้วไม่หนีไปเป็นคนโง่ แม้อีกอย่างหนึ่ง. บทว่า โส จ พาลตโร ความว่า พระเจ้าเสนกะ ผู้ที่แกลากไปนั้น โง่กว่าแกอีก พระราชาทรงเข้าพระทัยถ้อยคำของสัตว์ทั้ง ๒ ตัวนั้น เพราะ ฉะนั้น เมื่อทรงสดับคำนั้น จึงทรงให้ขับรถไปค่อย ๆ. ฝ่ายม้าสินธพ ได้ฟังคำของแพะแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- สหายอชราชเอ๋ย ข้าโง่ด้วยเหตุใดหนอ เหตุนั้นแกก็รู้ แต่พระเจ้าเสนกะโง่ เพราะ เหตุใด แถถูกข้าถามแล้ว จงบอกเหตุนั้น แก่ข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นปฐมาวิภัติใช้ในความหมาย ของตติยาวิภัติ. บทว่า นุ เป็นนิบาต ใช้ในความหมายว่าตามฟัง. มีคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนสหายอชราช ก่อนอื่นฉันโง่ เพราะเหตุ คือ
หน้า 123 ข้อ 910
ความเป็นสัตว์เดียรัจฉานอันใด แกรู้เหตุอันนั้น ข้อนี้แกอาจรู้ได้๑ เพราะว่าฉันเป็นผู้โง่เขลา เพราะเป็นสัตว์เดียรัจฉานนั่นเอง เพราะ ฉะนั้น แกเมื่อกล่าวว่า ลูกลาเป็นต้นกะฉัน ก็ชื่อว่ากล่าวดีถูกต้อง แต่พระเจ้าเสนกะนี้โง่ เพราะเหตุอะไร ? แกถูกข้าถามแล้ว จงบอก ข้อนั้นแก่ข้า ดังนี้. แพะเมื่อจะบอกเหตุนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :- ผู้ใดได้มนต์ชั้นยอดแล้วจักให้แก่ภรรยา เพราะการให้นั้น ผู้นั้นจะสละตนทิ้งเสีย และ เขาก็จักไม่มีภรรยานั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตมตฺถํ ได้แก่ มนต์เป็นเหตุ รู้เสียงร้องของสัตว์ทุกชนิด. บทว่า เตน ความว่า เพราะเหตุ กล่าวคือ การให้มนต์แก่ภรรยานั้น เขาครั้นให้มนต์นั้นแล้ว ก็จักสละตนทิ้งกระ- โดดเข้ากองไฟ เขาก็จักไม่มีภรรยาคนนั้นเลย เพราะฉะนั้น ผู้นั้นคือ พระเจ้าเสนกะผู้ไม่สามารถรักษายศที่ได้แล้วไว้ได้ จึงเป็นผู้โง่กว่าแก ดังนี้. พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงตรัสว่า อชราชเอ๋ย ก็เจ้าแม้เมื่อจะทำความสวัสดีแก่เรา จักทำสิ่งนั้น ก่อนอื่นขอเจ้าจงบอก ๑. ปาฐะว่า เยน ตาว ติรจฺฉานคโต ภทฺเรน การเณน อหํ พาโล ตํ ตวํ.
หน้า 124 ข้อ 910
สิ่งที่ควรแก่สิ่งที่จะต้องทำแก่เรา. ครั้งนั้น อชราชจึงทูลกะพระราชา นั้นว่า ข้าแต่มหาราชไม่มีผู้อื่นที่ชื่อว่า เป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย เหล่านี้ยิ่งกว่าตน. คนไม่ควรให้ตนพินาศ ไม่ควรละทิ้งยศที่ได้แล้ว เพราะอาศัยของรักอย่างเดียวดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- ข้าแต่จอมนรชน ผู้เช่นนับด้วยพระองค์ ทรงทอดอาลัยตน ไม่คบหาของรักทั้งหลายว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา ตนเท่านั้นประเสริฐกว่า สิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่งทีเดียว ผู้มีตนสั่งสม บุญไว้แล้ว จะพึงได้หญิงที่รักในภายหลัง. พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้นต่อไป บทว่า ปิยมฺเม ตัดบท เป็น ปิยํ เม คือเป็นที่รักของเรา ปาฐะเป็นอย่างนี้ทีเดียวก็มี. มีคำ อธิบายว่า ข้าแต่จอมนรชนบุคคลผู้ดำรงอยู่ในความยิ่งใหญ่ด้วย เช่น พระองค์ ทอดอาลัยตน คือทอดทิ้งตน ไม่คบหาของรักเหล่านั้นเลยว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา เพราะอาศัยหญิงที่เป็นภัณฑะที่รักคนหนึ่ง. เพราะเหตุไร ? เพราะตนเองประเสริฐกว่าคนที่ประเสริฐอย่างยอด อธิบายว่า เพราะเหตุที่ตนเองประเสริฐ คือล้ำเลิศ ได้แก่สูงสุดกว่า สิ่งที่ประเสริฐอย่างยิ่ง คือเป็นภัณฑะเป็นที่รักกว่าอย่างอื่น ที่ยอดเยี่ยม คือสูงสุด โดยการคูณด้วยร้อย คูณด้วยพัน. จริงอยู่ แม้ ว อักษร ในคำว่า อตฺตาว นี้ พึงเห็นว่า เป็นนิบาตใช้ในความหมายว่าเหตุ.
หน้า 125 ข้อ 910
บทว่า ลพฺภา ปิยา โอจิตตฺเตน ปจฺฉา ความว่า เพราะว่าธรรมดา ว่าบุรุษผู้มีตนสั่งสมบุญไว้แล้ว คือมีตนเจริญแล้วอาจได้หญิงที่รักใน ภายหลัง บุคคลไม่ควรให้ตนฉิบหายไป เพราะเหตุแห่งหญิงที่รักนั้น ดังนี้. พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแด่พระราชา ด้วยประการอย่างนี้. พระราชาทรงพอพระทัย แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนอชราช ท่านมาจาก ที่ไหน ?. ท้าวสักกะตรัสตอบว่า ข้าแต่มหาราช เราคือท้าวสักกะมาด้วย ความอนุเคราะห์ท่าน เพื่อจะปลดเปลื้องท่านจากความตาย. รา. ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ได้ลั่นวาจาออกไปแล้วว่า ข้า- พระองค์จักให้มนต์แก่พระเทวี บัดนี้ ข้าพระองค์จะกระทำอย่างไร ? สัก. ดูก่อนมหาราช ภารกิจด้วยความพินาศจะไม่มีแก่ท่าน ทั้ง ๒ ถ้าท่านกล่าวว่า อุปจารแห่งศิลปะมีอยู่ แล้วให้คนคนหนึ่ง เฆี่ยนพระราชเทวี ๒ - ๓ ครั้ง ด้วยอุบายนี้ นางจักไม่เรียน. พระราชา ทรงรับเทพดำรัสว่า ดีแล้ว. พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาแล้ว ได้เสด็จไปยังสถานที่ของพระองค์นั่นเอง. พระราชาเสด็จไปถึงพระ- ราชอุทยานแล้ว ตรัสสั่งให้หาพระราชเทวีมา แล้วตรัสถามว่า น้อง นางเอ๋ย เธอจักเรียนมนต์หรือ. พระนางทูลว่า เพคะ ข้าแต่สมมติ เทพ.
หน้า 126 ข้อ 910
รา. ถ้ากระนั้น เราจะทำอุปจาระแห่งศิลปะ. เท. อุปจาระเป็นอย่างไร ? รา. เมื่อเฆี่ยนที่หลัง ๑๐๐ ครั้ง เธอไม่ควรส่งเสียงร้อง. พระนางทรงรับพระราชดำรัสว่า สาธุ เพราะอยากได้มนต์. พระราชาตรัสสั่งให้เรียกเจ้าหน้าที่ฆ่าโจร คือเพชฌฆาตมาแล้ว ให้รับเอาหวายไปเฆี่ยนทั้ง ๒ ข้าง. พระนางทรงทนทานการเฆี่ยน ๒ - ๓ ครั้งได้ ต่อจากนั้นไป ทรงร้องว่า หม่อมฉันไม่ต้องการมนต์. ครั้งนั้นพระราชา จึงตรัสกะพระนางว่า เธอประสงค์จะเรียนมนต์ โดยให้ฉันตายไป แล้วทรงให้ถลกหนังที่พระขนองทิ้งออกไป. จำเดิม แต่นั้นมา พระนางไม่อาจกราบทูลอีก. พระราชา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประมวลชาดกลงไว้. ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันอยากสึก ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้ง นั้น ได้เป็นภิกษุผู้กระสันอยากสึกในบัดนี้ พระราชเทวีเป็นภรรยาเก่า ของภิกษุนั้น ม้าเป็นพระสารีบุตร ส่วนท้าวสักกเทวราชเป็นเราตถาคต นั่นเอง ดังนี้แล. จบ อรรถกถาขุรปุตตชาดกที่ ๑
หน้า 127 ข้อ 911, 912, 913, 914, 915
๒. สูจิชาดก ว่าด้วยเห็น [๙๑๑] ใครต้องการซื้อเข็มที่ไม่ขรุขระ. ไม่หยาบ ขัดด้วยหินแข็ง มีรูสำหรับร้อยด้ายดี ทั้งเล่ม เล็ก ทั้งปลายคม. [๙๑๒] ใครต้องการซื้อเข็มที่ขัดดีแล้ว มีรูร้อย ด้ายเรียบร้อย ที่ให้เป็นไปดีแล้วตามลำดับ ที่ กัดทั่งทะลุและแข็งแกร่ง. [๙๑๓] เดี๋ยวนี้ เข็มและเบ็ดทั้งหลายเป็นสินค้า ออกไปจากบ้านนี้ นี้ใครต้องการขายเข็ม ใน หมู่บ้านช่างเหล็ก ? [๙๑๔] ศัสตราทั้งหลายไปจากหมู่บ้านนี้. การ งานมากอย่างต่าง ๆ ชนิด เป็นไปในหมู่บ้านนี้ นี้ใครควรจะขายเข็มในหมู่บ้านช่างเหล็ก. [๙๑๕] ผู้ฉลาดจะต้องขายเข็มในหมู่บ้านช่าง- เหล็ก อาจารย์ช่างทั้งหลาย จึงจะเข้าใจงาน ว่าทำดีหรือไม่ดี.
หน้า 128 ข้อ 916
[๙๑๖] น้องนางเอ๋ย บิดาของเธอคงรู้เข็มเล่มนี้ ที่เราทำ และคงจะเชื่อเชิญเราด้วยตัวเธอ และ ทรัพย์อย่างอื่นที่มีอยู่ในเรือน. จบ สูจิชาดกที่ ๒ อรรถกถาสูจิชาดกที่ ๒ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ปัญญาบารมีแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกกฺกสํ ดังนี้. เรื่อง จักมีแจ้งชัดในมหาอุมมังคชาดก. ก็ในคราวครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมา แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาล ก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ฉลาดในอุบายทีเดียว. แล้วได้ทรง นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างเหล็ก ในแคว้นกาสี เติบใหญ่แล้วได้เป็นผู้สำเร็จศิลปะ. แต่มารดาบิดาของท่านเป็นคนยาก จน. ในที่ไม่ไกลจากบ้านของมารดาบิดาของท่านนั้น มีหมู่บ้านช่าง- เหล็กหมู่อื่นพันหลังคาเรือน ช่างเหล็กผู้เป็นหัวหน้าช่างเหล็กพันหลัง- คาเรือนในหมู่บ้านนั้น เป็นราชวัลลภผู้มั่งคั่งมีทรัพย์มาก. เขามีธิดา
หน้า 129 ข้อ 916
คนหนึ่ง มีรูปโฉมสวยสุด เทียมสาวสวรรค์ ประกอบด้วยลักษณะของ นางงามชนบท. คนทั้งหลายในหมู่บ้านรอบ ๆ บ้านพากันมาถึงหมู่บ้าน นั้น เพื่อต้องการจ้างตีมีดตีขวาน และหล่อผาลไถนา โดยมากก็เห็น หญิงสาวคนนั้น. พวกเขากลับไปบ้านของตน ๆ แล้วสรรเสริญรูปโฉม ของนาง ในที่นั่งและที่ยืนเป็นต้น. พระโพธิสัตว์ได้ยินคำชมนั้นแล้ว ติดใจ เพราะเกี่ยวข้องกับการได้ยิน จึงคิดว่า เราจักเอานางกุมาริกา นั้นมาเป็นบาทบริจาริกา คือภริยา. แล้วได้เอาเหล็กเนื้อดีที่สุด ทำให้ เป็นเล่มเข็มเล็ก สุขุมเล่มหนึ่ง เจาะห่วงก้นเข็ม แล้วถ่วงไว้ในน้ำ ทำ กลักเข็มนั้นแบบเข็มนั่นแหละ อีกอันหนึ่งเจาะห่วงไว้ ได้ทำกลักเข็มนั้น โดยทำนองนี้ ๗ ชั้น. ไม่ควรพูดว่า ทำได้อย่างไร ? ด้วยว่าเหตุการณ์ สำเร็จได้ เพราะพระโพธิสัตว์มีความรู้มาก. พระโพธิสัตว์นั้น สอด เข็มนั้นไว้ในตลับ เก็บไว้ในชายพกแล้วไปหมู่บ้านนั้น ถามถึงถนน ที่อยู่ของหัวหน้าช่างเหล็ก ไปถึงที่นั้นแล้วยืนที่ประตู กล่าวว่า ใคร ต้องการซื้อเข็มที่มีรูปร่างอย่างนี้ จากมือของข้าพเจ้าด้วยมูลค่าดังนี้. เมื่อ จะพรรณนาถึงเข็ม จึงได้ยินใกล้ประตูเรือนหัวหน้าช่างเหล็กแล้วกล่าว คาถาที่ ๑ ว่า :- ใครต้องการซื้อเข็มที่ไม่ขรุขระ ไม่หยาบ ขัดด้วยหินแข็ง มีรูสำหรับร้อยด้ายดี ทั้งเล่ม เล็ก ทั้งมีปลายคม.
หน้า 130 ข้อ 916
คาถานั้นมีเนื้อความว่า ใครต้องการซื้อเข็มของเรา ที่ชื่อว่าไม่ ขรุขระ เพราะไม่มีปม ไฝฝ้าหรือรอย. ชื่อว่า ไม่หยาบ เพราะเกลี้ยง- เกลา. ชื่อว่า ขัดด้วยของแข็ง เพราะขัดแล้วด้วยของแข็ง คือของที่ แก่น ได้แก่หิน. ชื่อว่า มีรูสำหรับร้อยด้วยดี เพราะประกอบด้วยห่วง คือรูร้อยที่ดีงาม คือหมดจดดี ชื่อว่า เล็ก เพราะละเอียด ชื่อว่า มี ปลายคม เพราะคมที่ปลาย จากมือของเราโดยให้มูลค่าราคา. ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนาถึงเข็มนั้นอีก จึง ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ใครต้องการซื้อเข็ม ที่ขัดดีแล้ว มีรูร้อย ด้ายเรียบร้อย ที่ให้เป็นไปดีแล้วตามลำดับ ที่ กัดทั่งทะลุและแข็งแกร่ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมชฺชํ ความว่า ที่ขัดแล้วด้วยดี ด้วยผงที่ได้จากแคว้นกุรุ. บทว่า สุปาสํ ความว่า ชื่อว่า มีห่วง คือ รูก้นเข็มดี เพราะเจาะด้วยสว่านเจาะรูที่ละเอียด. บทว่า ฆนฆาติมํ ความว่า เข็มที่ถูกตีทะลุทั่งเข้าไปตามลำดับ นี้เรียกว่า ฆนหาติมา อธิบายว่า เป็นเช่นนั้น. บทว่า ปฏิตฺถทฺธํ ความว่า แข็ง คือ ไม่อ่อน. ขณะนั้น นางกุมาริกานั้น กำลังใช้พัดใบตาลพัดบิดา ผู้รับ- ประทานอาหารเช้าแล้วนอนอยู่บนที่นอนเล็ก เพื่อระงับความไม่สบาย
หน้า 131 ข้อ 916
ได้ยินเสียงที่ไพเราะของพระโพธิสัตว์ เหมือนเอาก้อนเนื้อสดฟาดหัวใจ และเหมือนถูกดับด้วยความร้อนอบอ้าว ด้วยน้ำพันหม้อ สงสัยว่า นั่น ใครหนอร้องขายเข็มที่หมู่บ้านเป็นที่อยู่ของช่างเหล็ก ด้วยเสียงไพเราะ นัก ? เขามาด้วยกิจกรรมอะไรหนอ ? เราจักรู้จักเขา แล้ววางพัดใบตาล ไว้ ออกจากบ้านไปยืนที่เฉลียงข้างนอก พูดกับพระโพธิสัตว์นั้น. ตาม ธรรมดาความปรารถนาย่อมสำเร็จแก่พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย. เพราะว่า ท่านมาหมู่บ้านนั้น ก็เพื่อความต้องการหญิงสาวคนนั้นนั่นเอง. นาง นั่นแหละ เมื่อจะพูดกับพระโพธิสัตว์นั้น จึงพูดว่า ข้าแต่มาณพ ชาว รัฐทั่ว ๆ ไป มาหมู่บ้านนี้เพื่อต้องการเข็มเป็นต้น แต่คุณมาเพื่อจะขาย เข็มในบ้านช่างเหล็ก เพราะความโง่ ถ้าแม้นว่า คุณกล่าวสรรเสริญ เข็มตลอดทั้งวันไซร้ ก็จักไม่มีใครรับเอาเข็มนั้นจากมือของคุณ ถ้าหาก คุณอยากได้มูลค่าไซร้ ก็จงไปหมู่บ้านอื่น แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถา เดี๋ยวนี้ เข็มและเบ็ดทั้งหลายเป็นสินค้า ออกไปจากบ้านนี้ นี้ใครต้องการขายเข็ม ใน หมู่บ้านช่างเหล็ก ศัสตราทั้งหลายไปจากหมู่ บ้านนี้ การงานมากอย่างต่าง ๆ ชนิด เป็นไป ในหมู่บ้านนี้ นี้ใครควรจะขายเข็มในหมู่บ้าน ช่างเหล็ก.
หน้า 132 ข้อ 916
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิโต ทานิ ความว่า เข็ม เบ็ด และเครื่องอุปกรณ์อื่น ๆ ในรัฐนี้ ในขณะนี้ออกไปจากหมู่บ้านช่างเหล็ก นี้. บทว่า ปตายนฺติ ความว่า ออกไป คือแผ่ไปตลอดวันนั้น ๆ. บทว่า โกยํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครต้องการจะขายเข็มที่หมู่บ้านช่าง เหล็กนี้. บทว่า สตฺถานิ ความว่า แม้ศัสตรานานาชนิด ที่มาสู่เมือง พาราณสี ก็ไปจากหมู่บ้านนี้นั่นเอง. บทว่า วิวิธา ปุถู ความว่า การงานนานาประการตั้งมากมาย เป็นไปอยู่ เพราะเครื่องอุปกรณ์ทั้ง- หลายที่ผู้อยู่ในรัฐทั้งสิ้น เอามาจากหมู่บ้านนี้เอง. พระโพธิสัตว์ได้ยินคำของนางแล้ว จึงกล่าวว่า น้องนางเอ๋ย น้องไม่รู้ เพราะไม่รู้จึงพูดอย่างนี้ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ผู้ฉลาดจะต้องขายเข็ม ในหมู่บ้านช่าง- เหล็ก อาจารย์ช่างทั้งหลาย จึงจะเข้าใจงาน ว่าทำดีหรือไม่ดี. น้องนางเอ๋ย บิดาของเธอ คงรู้เข็มเล่มนี้ที่เราทำแล้ว และคงจะเชื้อเชิญ เราด้วยตัวเธอ และทรัพย์อย่างอื่นที่มีอยู่ใน เรือน. ศัพท์ว่า สูจึ ในคาถานั้น ท่านกล่าววิภัติคลาดเคลื่อน คือ กล่าวปฐมาวิภัติเป็นทุติยาวิภัติไป. มีคำอธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า เข็ม ต้อง
หน้า 133 ข้อ 916
คนฉลาด คือเป็นบัณฑิต จึงจะขายในหมู่บ้านช่างเหล็กได้นั้นแหละ. เพราะเหตุไร ? บทว่า อาจริยา ปชานนฺติ กมฺมํ สุกตทุกฺกฏํ ความ ว่า ก็อาจารย์ช่างศิลปประเภทนั้น จึงจะรู้งานที่ทำดีหรือไม่ดีในศิลป ประเภทนั้น ๆ ถ้าหากเรานั้นไปบ้านคฤหบดีทั้งหลาย ผู้ไม่รู้งานของช่าง เหล็ก จักให้เขารู้ได้อย่างไรว่าเราทำเข็มดีหรือไม่ดี ? แต่ในบ้านนี้ ฉันจักให้ช่างทั้งหลายรู้กำลังของฉัน. พระโพธิสัตว์พรรณนากำลังของ ตนด้วยคาถานี้อย่างนี้. บทว่า ตยา จ มํ นิมนฺเตยฺย ความว่า น้องนางเอ๋ย ถ้าบิดาของเธอพึงรู้เข็มเล่มที่ฉันทำนี้ว่า เข็มชนิดนี้ หรือ เล่มนี้เป็นอย่างนี้แล้วไซร้ ท่านคงจะเชิญฉันด้วยตัวเธออย่างนี้ว่า ฉัน จะให้ธิดาคนนี้เป็นบาทบริจาริกาของคุณ ขอจงรับเอานาง ดังนี้ด้วย. บทว่า ยญฺจตฺกญฺํ ฆเร ธนํ ความว่า ทรัพย์อย่างอื่นอันใดที่มี วิญญาณก็ตาม ไม่มีวิญญาณก็ตาม มีอยู่ในเรือน บิดาของเธอคงเชื้อเชิญ ฉันด้วยทรัพย์นั้นด้วย. ปาฐะว่า. ยญฺจสฺสญฺํ บ้าง ดังนี้ก็มี มีความ หมายว่า ทรัพย์อย่างอื่นในเรือนของเขามีอยู่. หัวหน้าช่างเหล็กได้ยินถ้อยคำของคนทั้ง ๒ นั้นแล้ว จึงร้องเรียก ธิดาว่า แม่หนู ๆ แล้วถามว่า หนูเจรจากับใคร ? พ่อ หนูเจรจากับชายคนหนึ่งที่ขายเข็ม ธิดาตอบ. ลูกจงเรียกเขามาหาพ่อ พ่อสั่ง นางจึงไปเรียก พระโพธิสัตว์นั้น จึงเข้าไปในบ้าน ไหว้หัวหน้าช่างเหล็กแล้วได้ยืนอยู่. ลำดับนั้น หัวหน้า
หน้า 134 ข้อ 916
ช่างเหล็กนั้น จึงถามว่า พ่อคุณเป็นคนชาวบ้านไหน ? ผมเป็นคนชาวบ้านโน้น เป็นลูกของช่างเหล็กชื่อโน้น พระ- โพธิสัตว์ตอบ. เหตุไฉนคุณจึงมาที่นี้ หัวหน้าช่างเหล็กซัก. มาเพื่อขายเข็มครับ พระโพธิสัตว์ตอบ. ขอดูเข็มของคุณซิ หัวหน้าช่างเหล็กพูด. พระโพธิสัตว์ต้องการจะประกาศคุณของตน ท่ามกลางช่างทั้ง- หมด จึงถามว่า การดูท่ามกลางช่างทั้งหมดดีกว่าดูเป็นคน ๆ ไปไม่ใช่ หรือครับ ? หัวหน้าช่างเหล็กตอบว่า ดีแล้วคุณ จึงสั่งให้ช่างเหล็กทั้ง- หมดมาประชุมกัน มีช่างเหล่านั้นแวดล้อมแล้วพูดว่า เอาออกมาเถอะ คุณ พวกผมจะดูเข็มของคุณ. พระโพธิสัตว์ขอร้องว่า อาจารย์ครับ ขอให้นำทั้งมา ๑ อันกับถาดสัมฤทธิ์มีน้ำเต็มมา ๑ ใบ เขาก็ให้คนนำมา ให้. พระโพธิสัตว์จึงนำ ตลับเข็มออกมาจากชายพกแล้ว ได้มอบให้ไป. หัวหน้าช่างเหล็กนำเข็มออกจากตลับนั้นแล้ว ถามว่า พ่อคุณ นี้หรือ เข็ม ? นี้ไม่ใช่เข็มนั้นเป็นกลักเข็ม พระโพธิสัตว์ตอบ. เขาพิจารณา ดูแล้วไม่เห็นก้นไม่เห็นปลายเข็มเลย. พระโพธิสัตว์จึงให้นำมาแล้วเอา เล็บแคะกลักออกไป แสดงให้มหาชนเห็นว่า นี้เข็ม นี้กล่องเข็ม แล้ว วางเข็มไว้ที่มือของอาจารย์ วางกล่องไว้ใกล้เท้า. ท่านถูกอาจารย์นั้น ถามอีกว่า นี้เห็นจะเป็นเข็มนะพ่อคุณ จึงบอกว่า นี้ก็ไม่ใช่เข็ม เป็น
หน้า 135 ข้อ 916
กลักเข็มเหมือนกัน แล้วพลางเอาเล็บสะกิดออกวางกลักเข็ม ๖ กลักไว้ ใกล้เท้าของช่างเหล็กตามลำดับแล้ว จึงวางเข็มไว้บนมือเขาโดยบอกว่า นี้เข็ม. ช่างเหล็กพันคนพากันดีดนิ้วปรบมือ ? การชูผ้า เป็นไปแล้ว คือโบกผ้า. ลำดับนั้น หัวหน้าช่างเหล็ก จึงได้ถามพระโพธิสัตว์นั้นว่า เข็มนี้มีกำลังอย่างไร ? พระโพธิสัตว์ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขอให้ท่านใช้ให้ผู้ชายที่มีกำลัง ยกทั่งขึ้นแล้วให้วางถาดน้ำไว้ใต้ทั่งแล้วตอกเข็มนี้ลงกลางทั่งเถิด. เขาให้ คนทำอย่างนั้นแล้วตอกปลายเข็มลงกลางทั้ง. เข็มนั้นทะลุทั่งลงไป วาง ขวางอยู่เหนือหลังน้ำ ไม่สูงไม่ต่ำ แม้ประมาณเท่าปลายผม. ช่างเหล็ก ทั้งหมดพูดว่า ชั่วเวลาถึงปานนี้พวกเราไม่เคยได้ยินได้ฟังเลยว่า ขึ้น ชื่อว่าช่างเหล็กทั้งหลาย เช่นนี้มีอยู่ แล้วพากันปรบมือ ชูผ้าขึ้นเป็น พัน ๆ. หัวหน้าช่างเหล็กเรียกธิดาให้มาหา และประกาศท่ามกลางบริษัท นั้นเองว่า กุมาริกานี้สมควรแก่คุณเท่านั้น แล้วได้หลั่งน้ำใส่มือมอบให้. ในเวลาต่อมาพระโพธิสัตว์นั้น ได้เป็นหัวหน้าช่างเหล็กแทนในหมู่บ้าน นั้น โดยที่หัวหน้าช่างเหล็กล่วงลับไปแล้ว. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดกว่า ธิดาของหัวหน้าช่างเหล็กในกาลครั้งนั้น ได้เป็นมารดาพระราหุลในบัดนี้ ส่วนหัวหน้า คือเราตถาคต. ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสูจิชาดกที่ ๒
หน้า 136 ข้อ 917, 918, 919, 920
๓. ตุณฑิลชาดก ว่าด้วยธรรมเหมือนน้ำ บาปธรรมเหมือนเหงื่อไคล [๙๑๗] บัดนี้ วันนี้ แม่เราให้อาหารสำหรับขุน ใหม่ รางอาหารนี้เต็ม นายแม่ยืนใกล้ราง อาหาร คนหลายคนมีมือถือบ่วง อาหารนั้น ไม่แจ่มชัดสำหรับฉัน เพื่อจะกินอาหาร. [๙๑๘] เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนไปไย ? เจ้า ประสงค์จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทาน จัก ไปไหน ? น้องตุณฑิละเอ๋ย เจ้าจงเป็นผู้ขวน- ขวายแต่น้อย กินไปเถิด พวกเราถูกขุนเพื่อ ต้องการเนื้อ. [๙๑๙] เจ้าจงลงสู่ห้วงน้ำ ที่ไม่มีโคลนตม ชำระ. ล้างเหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาด สาย. [๙๒๐] ห้วงน้ำอะไรหนอที่ไม่มีโคลนตม ? อะไร หนอเรียกว่าเหงื่อไคล ? อะไรเรียกว่าเครื่อง
หน้า 137 ข้อ 921, 922
ลูบไล้ใหม่ ? กลิ่นอะไรไม่ขาดหาย มาแต่ไหน แต่ไร ? [๙๒๑] ห้วงน้ำคือพระธรรม ไม่มีโคลนตม. บาป เรียกว่าเหงื่อไคล และศีลเรียกว่าเครื่องลูบไล้ ใหม่ แต่ไหนแต่ไรมา กลิ่นของศีลนั้นไม่เคย ขาดหายไป. [๙๒๒] เหล่าชน ผู้ไม่รู้ ผู้ฆ่าสัตว์กิน เป็นปกติ จะเพลิดเพลินใจ ส่วนผู้รักษาชีวิตสัตว์ ไม่ ฆ่าสัตว์ เป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ เมื่อ วันเดือนเพ็ญมีพระจันทร์เต็มดวงแล้ว เหล่า ชนผู้รื่นเริงใจอยู่เท่านั้น จึงจะสละชีพได้. จบ ตุณฑิลชาดกที่ ๓ อรรถกถาตุณฑิลชาดกที่ ๓ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้กลัวตายรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นวจฺฉทฺทเก ดังนี้. ได้ยินว่า กุลบุตรชาวเมืองสาวัตถีนั้น บวชในพระศาสนาแต่ได้ เป็นผู้กลัวตาย. เธอได้ยินเสียงกิ่งไม้สั่นไหว. ท่อนไม้ตก. เสียงนก
หน้า 138 ข้อ 922
หรือสัตว์สี่เท้า แม้เพียงเล็กน้อย คือเบา ๆ หรือเสียงอย่างอื่นแบบนั้น ก็จะเป็นผู้ถูกภัยคือความตายขู่ เดินตัวในรูปเหมือนกระต่ายถูกแทงที่ ท้องฉะนั้น. ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งคาถา คือเรื่องสนทนา ขึ้นในธรรม สภาว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุชื่อโน้นกลัวตาย ได้ยินเสียงแม้เพียง เล็กน้อย ก็ร้องพลางวิ่งพลางหนีไป ควรจะมนสิการว่า ก็ความตาย ของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้เท่านั้นเป็นของเที่ยง แต่ชีวิตไม่เที่ยง ดังนี้. พระศาสดาเสด็จมาถึง ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไรนะ เมื่อภิกษุทั้งหลายทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้ว ตรัสสั่งให้หาภิกษุนั้นมา แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ทราบว่า เธอ กลัวตายจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นทูลรับว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า ดังนี้ จึง ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะในปัจจุบันนี้เท่านั้น แม้ในชาติ ก่อน ภิกษุนี้ก็กลัวตายเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ ได้ถือปฏิสนธิในท้องของแม่สุกร. แม่สุกร ท้องแก่ครบกำหนดแล้ว คลอดลูก ๒ ตัว. อยู่มาวันหนึ่งมันพาลูก ๒ ตัวนั้นไปนอนที่หลุมแห่งหนึ่ง. กาละครั้งนั้น หญิงชราคนหนึ่งมี ปกติอยู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี เก็บฝ้ายได้เต็มกระบุงจากไร่ฝ้าย เดินเอาไม้เท้ายันดินมา. แม่สุกรได้ยินเสียงนั้นแล้ว ทิ้งลูกน้อยหนีไป เพราะกลัวตาย. หญิงชราเห็นลูกสุกรกลับได้ความสำคัญว่าเป็นลูก จึง
หน้า 139 ข้อ 922
เอาใส่กระบุงไปถึงเรือน แล้วตั้งชื่อตัวพี่ว่า มหาตุณฑิละ ตัวน้องว่า จุลตัณฑิละ เลี้ยงมันเหมือนลูก. ในเวลาต่อมามันเติบโตขึ้น ได้มีร่าง กายอ้วน. หญิงชราถึงจะถูกทาบทามว่า จงขายหมูเหล่านี้ให้พวกฉัน เถิด ก็บอกว่า ลูกของฉัน แล้วไม่ให้ใคร. ภายหลังในวันมหรสพ วันหนึ่งพวกนักเลงดื่มสุรา เมื่อเนื้อหมดก็หารือกันว่า พวกเราจะได้ เนื้อจากที่ไหนหนอ ทราบว่า ที่บ้านหญิงชรามีสุกร จึงพากันถือเหล้า ไปที่นั้น พูดว่า คุณยายครับ ขอให้คุณยายรับเอาราคาสุกรแล้วให้สุกร ตัวหนึ่งแก่พวกผมเถิด. หญิงชรานั้น แม้จะปฏิเสธว่า อย่าเลยหลาน เอ๋ย สุกรนั้นเป็นลูกฉัน ธรรมดาคนจะให้ลูกแก่คนที่ต้องการจะกิน เนื้อไม่มีหรอก. พวกนักเลงแม้จะอ้อนวอนแล้วอ้อนวอนเล่าว่า ขึ้นชื่อ ว่าหมูจะเป็นลูกของคนไม่มีนะ ให้มันแก่พวกผมเถิด ก็ไม่ได้สุกร จึง ให้หญิงชราดื่มสุรา เวลาแกเมาแล้วก็พูดว่า ยาย ยายจะทำอะไรกับหมู ? ยายเอาราคาหมูนี้ไปไว้ทำเป็นค่าใช้จ่ายเถิด แล้ววางเหรียญกระษาปณ์ ไว้ในมือหญิงชรา. หญิงชรารับเอาเหรียญกระษาปณ์ พูดว่า หลายเอ๋ย ยายไม่อาจจะให้สุกรชื่อมหาตุณฑิกะได้ แก่จงพากันเอาจุลตุณฑิละไป. มันอยู่ที่ไหน ? นักเลงถาม. ที่กอไม้กอโน้น หญิงชราตอบ. ยายให้เสียง เรียกมันสิ นักเลงสั่ง. ฉันไม่เห็นอาหาร หญิงชราตอบ.
หน้า 140 ข้อ 922
นักเลงทั้งหลายจึงให้ค่าอาหารให้ไปนำข้าวมา ๑ ถาด. หญิงชรา รับเอาค่าอาหารนั้น จัดชื้อข้าว เทให้เต็มรางหมูที่วางไว้ใกล้ประตูแล้ว ได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ ราง. นักเลงประมาณ ๓. คน มีบ่วงในมือ ได้ยืน อยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง. หญิงชราได้ให้เสียงร้องเรียกหมูว่า ลูกจุลตุณ- ฑิละมาโว้ย. มหาตุณฑิละได้ยินเพียงนั้นแล้วรู้แล้วว่า ตลอดเวลา ประมาณเท่านี้ แม่เราไม่เคยให้เสียงแก่จุลตุณฑิละ ส่งเสียงถึงเราก่อน ทั้งนั้น วันนี้คงจักมีภัยเกิดขึ้นแก่พวกเราแน่แท้. มหาตุณฑิละ จึง เรียกจุลตุณฑิละมาแล้วบอกว่า น้องเอ๋ย แม่ของเราเรียกเจ้า เจ้าลงไป ให้รู้เรื่องก่อน. จุลตุณฑิละ. ก็ออกจากกอไม้ไปเห็นว่านักเลงเหล่านั้น ยืนอยู่ใกล้รางข้าวก็รู้ว่า วันนี้ความตายจะเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ถูกมรณภัย คุกคามอยู่ จึงหันกลับตัวสั่นไปหาพี่ชายไม่อาจจะยืนอยู่ได้ตัวสั่นหมุนไป รอบ ๆ. มหาตุณฑิละเห็นเขาแล้วจึงถามว่า น้องเอ๋ย ก็วันนี้เจ้าสั่นเทา ไป เห็นสถานที่เป็นที่เข้าไปแล้ว เจ้าทำอะไรนั่น. มันเมื่อจะบอกเหตุ ที่ตนได้เห็นมา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:- บัดนี้ วันนี้แม่เราให้อาหารสำหรับขุนใหม่ รางอาหารนี้เต็ม นายแม่ยืนใกล้รางอาหาร คน หลายคนมีมือถือบ่วง อาหารนั้นไม่แจ่มชัด สำหรับฉัน เพื่อกินอาหาร.
หน้า 141 ข้อ 922
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวจฺฉทฺทเก ทานิ ทิยฺยติ ความว่า พี่ เมื่อก่อนแม่ให้ข้าวต้มที่ปรุงด้วยรำหรือข้าวสวย ที่ปรุงด้วยข้าว ตังแก่พวกเรา แต่วันนี้ให้อาหารสำหรับขุนใหม่ คือทานมีอาหารใหม่. บทว่า ปุณฺณายํ โทณิ ความว่า รางอาหารของพวกเรานี้ เต็มไป ด้วยข้าวสวยล้วน ๆ. บทว่า สุวามินี ิตา ความว่า ฝ่ายนายแม่ของ พวกเรา ก็ได้ยืนอยู่ใกล้ ๆ รางอาหารนั้น. บทว่า พหุโก ชโน ความ ว่า มิใช่แต่นายแม่ยืนอย่างเดียวเท่านั้น แม้คนอื่นอีกหลายคน ได้ยืน มีมือถือบ่วงอยู่. บทว่า โน จ โข เม ปฏิภาติ ความว่า แม้ภาวะที่คน เหล่านี้ ยืนอยู่แล้วอย่างนี้ ไม่แจ่มกระจ่างสำหรับฉัน อธิบายว่า ฉันไม่ ชอบใจ แม้เพื่อจะกินข้าวนี้. มหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว พูดว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย ได้ทราบว่า ธรรมดาแม่ของเรา เมื่อเลี้ยงสุกรไว้ในที่นี้นั่นเอง ย่อมเลี้ยงเพื่อ ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้นของท่านถึงที่สุดแล้วในวันนี้ น้อง อย่าคิดเลย เมื่อจะแสดงธรรมโดยลีลาพระพุทธเจ้า ด้วยเสียงที่ไพเราะ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- เจ้าสะดุ้ง เจ้าหัวหมุนรูปไปไย ? เจ้าประสงค์ จะหลีกหนีไป เจ้าไม่มีผู้ต้านทานจักไปไหน ? น้องตุณฑิละเอ๋ยเจ้าจงเป็นผู้ขวนขวายแต่น้อย กินไปเถิด พวกเราถูกเขาขุนเพื่อต้องการเนื้อ
หน้า 142 ข้อ 922
เจ้าจงลงสู่ห่วงน้ำที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้าง เหงื่อไคลทั้งหมด แล้วถือเอาเครื่องลูบไล้ใหม่ ซึ่งแต่ไหนแต่ไรมา มีกลิ่นหอมไม่ขาดสาย. เมื่อมหาตุณฑิละมหาสัตว์นั้น รำลึกถึงบารมีทั้งหลาย แล้วทำ เมตตาบารมีให้เป็นปุเรจาริก ออกหน้า ยกบทแรกมาเป็นตัวอย่างอยู่ นั่นเอง เสียงได้ดังไปท่วมนครพาราณสี ที่กว้างยาวทั้งสิ้น ๑๒ โยชน์. ในขณะที่คนทั้งหลายได้ยิน ๆ นั่นแหละ ชาวนครพาราณสี ตั้งต้นแต่ พระราชา และพระอุปราชเป็นต้น ได้พากันมาตามเสียง. ฝ่ายผู้ไม่ ได้มาอยู่ที่บ้านนั่นเองก็ได้ยิน. ราชบุรุษทั้งหลายพากันถางพุ่มไม้ ปราบ พื้นที่ให้เสมอแล้วเกลี่ยทรายลง. ผู้ให้สุราแก่นักเลงทั้งหลายก็งดให้. พวกนักเลงพากันทิ้งบ่วงแล้วได้ยินฟังธรรมกันทั้งนั้น. ฝ่ายหญิงชราก็ หายเมา. มหาสัตว์ได้กล่าวปรารภเทศนาแก่จุลตุณฑิละท่ามกลางมหาชน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสสิ ภมสิ ความว่า หวาดสะดุ้ง เพราะกลัวตาย เมื่อลำบากด้วยความหวาดสะดุ้ง เพราะความกลัวตาย นั้นนั่นแหละ เธอจึงหัวหมุน. บทว่า เลณมิจฺฉสิ ได้แก่มองหาที่พึ่ง บทว่า อตาโณสิ ความว่า น้องเอ๋ย เมื่อก่อนมารดาของเราเป็นที่พึ่ง ที่ระลึกได้ แต่วันนี้ท่านหมดอาลัยทอดทิ้งเราแล้ว บัดนี้เจ้าจักไปไหน. บทว่า โอคาห ได้แก่ลงไปอยู่. อีกอย่างหนึ่งปาฐะว่าอย่างนี้เหมือนกัน บทว่า ปวาหย ได้แก่ให้เหงื่อไคลทั้งหมดลอยไป. บทว่า น ฉิชฺชติ
หน้า 143 ข้อ 922
ได้แก่ไม่หายไป. มีอธิบายว่า ถ้าหากเจ้าสะดุ้งกลัวความตายไซร้ ก็จงลงสู่สระโบกขรณีที่ไม่มีโคลนตม ชำระล้างเหงื่อและไคลทั้งหมด ในตัวของเจ้า แล้วลูบไล้ด้วยเครื่องลูบไล้ที่หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์. จุลตุณฑิละได้ยินคำนั้นแล้วคิดว่า พี่ชายของเราพูดอย่างนี้ วงศ์ ของพวกเราไม่มีการลงสระโบกขรณี แล้วอาบน้ำชำระล้างเหงื่อไคล ออกจากสรีระร่าง การนำเอาเครื่องลูบไล้เก่าออกไปแล้วเอาเครื่องลูบไล้ ใหม่ที่มีกลิ่นหอมฟุ้งลูบไล้ไม่มีในกาลไหนเลย พี่ชายของเราพูดอย่าง นี้ หมายถึง อะไรกันหนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- ห้วงน้ำอะไรหนอที่ไม่มีโคลนตม ? อะไร หนอ เรียกว่าเหงื่อไคล ? อะไรเรียกว่าเครื่อง ลูบไล้ใหม่ ? กลิ่นอะไรไม่ขาดหายมาแต่ไหน แต่ไร ? พระมหาสัตว์ได้ยินคำตอบนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอจง เงี่ยโสตฟัง เมื่อจะแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า:- ห้วงน้ำคือพระธรรมไม่มีโคลนตม บาป เรียกว่าเหงื่อไคล และศีลเรียกว่าเครื่องลูบไล้ ใหม่ แต่ไหนแต่ไรมา กลิ่นของศีลนั้นไม่ขาด หายไป เหล่าชน ผู้ไม่รู้ ผู้ฆ่าสัตว์กิน เป็น
หน้า 144 ข้อ 922
ปกติ จะเพลิดเพลินใจ ส่วนผู้รักษาชีวิตสัตว์ ไม่ฆ่าสัตว์ เป็นปกติ จะไม่เพลิดเพลินใจ เมื่อ วันเดือนเพ็ญ มีพระจันทร์เต็มดวงแล้ว เหล่า ชนผู้รื่นเริงใจอยู่เท่านั้น จึงจะสละชีพได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ความว่า ธรรมะแม้ทั้งหมด นี้ คือศีล ๕ ศีล ๑๐ สุจริต ๓ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และ อมตมหานิพพาน ชื่อว่า ธรรม. บทว่า อกทฺทโม ความว่า ชื่อว่าไม่ มีโคลนตม เพราะไม่มีโคลนตมคือกิเลส ได้แก่ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฐิ. ด้วยบทนี้ มหาตุณฑิละ งดธรรมที่เหลือไว้แสดงพระ- นิพพานเท่านั้น เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมทั้งหลายมีปัจจัย. ปรุงแต่งก็ดีงาม ไม่มีปัจจัยปรุงแต่งก็ตาม มี ประมาณเท่าใด วิราคธรรมท่านกล่าวว่าล้ำเลิศกว่าธรรมเหล่านั้น ได้ แก่ธรรมให้สร่างเมา. ปราศจากความหิวระหาย. ถอนอาลัยออกได้ ตัดวัฏฏะได้ เป็นที่สิ้นตัณหา วิราคะ คือคลายกำหนัด นิโรธ คือดับ ตัณหาไม่มีเหลือ นิพพาน คือดับกิเลสและทุกข์หมด. นัยว่าพระโพธิ- สัตว์ เมื่อจะแสดงพระนิพพานนั้นนั่นแหละ จึงกล่าวอย่างนี้ ด้วย อำนาจอุปนิสสัยปัจจัยว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เราเรียกสระคือพระ- นิพพานว่า ห้วงน้ำ เพราะในพระนิพพานนั้นนั่นเอง ไม่มีชาติ ชรา พยาธิ และมรณทุกข์เป็นต้น แม้ว่าหากจะมีผู้ประสงค์จะพ้นจากมรณะ
หน้า 145 ข้อ 922
ก็จงเรียนข้อปฏิบัติที่จะให้ถึงพระนิพพาน. บทว่า ปาปํ เสทมลํ ความ ว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย บัณฑิตในสมัยก่อนทั้งหลายเรียกบาปว่าเป็น เหงื่อไคล เพราะเป็นเช่นกับเหงื่อไคล. ก็บาปนี้นั้นมีอย่างเดียวคือ กิเลสเครื่องประทุษร้ายใจ บาปมี ๒ อย่างคือ ศีลที่เลวทรามกับทิฐิที่ เลวทราม. บาปมี ๓ อย่าง คือ ทุจริต ๓. บาปมี ๔ อย่าง คือ การลุ อำนาจอคติ ๔ อย่าง. บาปมี ๕ อย่าง คือ สลักใจ ๕ อย่าง. บาปมี ๖ อย่าง คือ อคารวะ ๖ อย่าง. บาปมี ๗ อย่าง คือ อสัทธรรม ๗ ประการ. บาปมี ๘ อย่าง คือ ความเป็นผิด ๘ ประการ. บาปมี ๙ อย่าง คือ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต ๙ อย่าง. บาปมี ๑๐ อย่าง คือ อกุศลธรรมบถ ๑๐. บาปมีมากอย่าง คือ อกุศลธรรมทั้งหลายที่ทรงจำ- แนกออกไป โดยเป็นธรรมหมวด ๑ หมวด ๒ และหมวด ๓ เป็นต้น อย่างนี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ. บทว่า ศีลได้แก่ศีล ๕ ศีล ๑๐ และ ปาริสุทธศีล ๔. น้องเอ๋ย บัณฑิตทั้งหลาย เรียกศีลนี้ว่าเป็นเสมือน เครื่องลูบไล้ใหม่. บทว่า ตสฺส ความว่า กลิ่นของศีลนั้น แต่ไหน แต่ไรมา ไม่ขาดหายไปในวัยทั้ง ๓ คือไม่แผ่ไปทั่วโลก. กลิ่นดอกไม้จะไม่หอมทวนลมไป กลิ่น จันทน์กฤษณา หรือดอกมะลิก็ไม่หอมทวนลม ไป แต่กลิ่นของสัตบุรุษหอมทวนลมไป สัต- บุรุษฟุ้งขจรไปทั่วทุกทิศ. กลิ่นศีลหอมยิ่งกว่า คันธชาติเหล่านี้ คือจันทน์กฤษณะ ดอกอุบล
หน้า 146 ข้อ 922
หรือดอกมะลิ. เพราะกลิ่นกฤษณาและจันทน์ นี้หอมน้อย ส่วนกลิ่นของผู้มีศีลทั้งหลาย หอมมากฟุ้งขจรไปในเทวโลกและมนุษยโลก. บทว่า นนฺทนฺติ สรีรฆาติโน ความว่าน้องจุลตุณฑิละเอ๋ย คน ผู้ไม่มีความรู้ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อทำปาณาติบาต จะเพลิดเพลินคือพอ ใจว่า พวกเราจักกินเนื้ออร่อยบ้าง จักให้ลูกเมียกินบ้าง คือไม่รู้โทษ ของปาณาติบาตเป็นต้นนี้ว่า ปาณาติบาตที่ประพฤติจนชินอบรมมาทำ ให้มากแล้ว จะเป็นเพื่อให้เกิดในนรก จะเป็นไปเพื่อให้เกิดในกำเนิด เดียรัจฉาน ฯลฯ จะเป็นไปเพื่อให้เกิดในเปรตวิสัย วิบากของปาณาติ- บาตที่เบากว่าวิบากทั้งหมด จะเป็นไปเพื่อให้ผู้เกิดเป็นมนุษย์มีอายุน้อย ดังนี้ เมื่อไม่รู้ก็จะเป็นผู้สำคัญบาปว่าเป็นน้ำผึ้ง ตามพระพุทธภาษิตว่า :- คนโง่ย่อมสำคัญบาปว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง ตลอดเวลาที่บาปยังไม่ให้ผล แต่เมื่อใดบาป ให้ผล เมื่อนั้นคนโง่ก็จะเข้าถึงทุกข์. ไม่รู้แม้เหตุมีประมาณเท่านี้ว่า :- คนเขลา เบาปัญญา เที่ยวทำบาปกรรม ซึ่งมีผลเผ็ดร้อนด้วยตนเอง ที่เป็นเหมือนศัตรู กรรมที่มีผลเผ็ดร้อน ทำให้คนมีน้ำตานองหน้า
หน้า 147 ข้อ 922
ร้องไห้ไปพลางเสวยผลกรรมไปพลาง ทำแล้ว ไม่ดี. บทว่า น จ นนฺทนฺติ สรีรธาริโน ความว่า น้องจุลตุณฑิละ เอ๋ย สัตว์เหล่านั้นใด ผู้รักษาชีวิตสัตว์ไว้ ไม่ฆ่าสัตว์เป็นปกติ สัตว์ เหล่านั้น เหลือ ตั้งต้นแต่พระโพธิสัตว์ไป เว้นไว้แต่มฤคราชสีห์ ช้าง อาชาไนย ม้าอาชาไนยและพระขีณาสพ เมื่อความตายมาถึงตน ชื่อว่า ไม่กลับไม่มี. สัตว์ทั้งหลายสะดุ้งต่ออาชญากันหมด เพราะชีวิตเป็นที่รักของสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น คนควรเอาตนเป็นเครื่องเปรียบเทียบแล้ว ไม่ เบียดเบียน ไม่ฆ่ากัน. บทว่า ปุณฺณาย ความว่า เต็มด้วยคุณค่า.บทว่า ปุณฺณมาสิยา ความว่า เมื่อเดือนประกอบด้วยจันทร์เพ็ญ สถิตอยู่เต็มดวงแล้ว. ได้ ทราบว่า เมื่อนั้นเป็นวันอุโบสถที่มีพระจันทร์เต็มดวง. บทว่า รมมานา- ว ชหนฺติ ชีวิตํ ความว่า น้องจุลตุณฑิละเอ๋ย เธออย่าเศร้าโศก อย่า ร้องไห้ ขึ้นชื่อว่าความตายไม่ใช่เฉพาะเราเท่านั้น แม้สัตว์ที่เหลือทั้ง หลายก็มีความตาย สัตว์ผู้ไม่มีคุณมีศีลเป็นต้น อยู่ในภายในย่อมจะกลัว แต่พวกเราผู้สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้มีบุญ คือจะไม่กลัว เพราะฉะนั้นสัตว์ที่เช่นกับเรา จะยินดีสละชีวิตทีเดียว.
หน้า 148 ข้อ 922
มหาสัตว์แสดงด้วยเสียงอันไพเราะ ด้วยพุทธลีลาอย่างนี้แล้ว. ชุมนุมชนมีการปรบมือและการชูผ้าจำนวนพันเป็นไปแล้ว. ท้องฟ้าได้ เต็มไปด้วยเสียงสาธุการ. พระเจ้าพาราณสี ทรงบูชาพระโพธิสัตว์ด้วย ราชสมบัติ ประทานยศแก่หญิงชรา ทรงรับเอาสุกรทั้ง ๒ ตัวไว้ ทรง ให้อาบด้วยน้ำหอม ให้ห่มผ้า ให้ไล้ทาด้วยของหอมเป็นต้น ให้ประดับ แก้วมณีที่คอ แล้วทรงนำเข้าไปสู่พระนคร สถาปนาไว้ในตำแหน่ง ราชบุตร ทรงประคับประคองด้วยบริวารมาก. พระโพธิสัตว์ได้ให้ศีล ๕ แก่ข้าราชบริพาร. ชาวนครพาราณสีและชาวกาสิกรัฐพากันรักษาศีล ๕ ศีล ๑๐ ทุกคน. ฝ่ายมหาสัตว์ได้แสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นทุกวันปักษ์ นั่งในที่วินิจฉัยศาลพิจารณาคดี เมื่อมหาสัตว์นั้นยังมีชีวิตอยู่ ขึ้นชื่อ ว่าการโกงไม่มีแล้ว. ในกาลต่อมาพระราชาสวรรคต. ฝ่ายมหา- สัตว์ให้ประชาชนถวายพระเพลิงพระสรีระพระองค์ แล้วให้จารึก คัมภีร์วินิจฉัยคดีไว้แล้วบอกว่า ท่านทั้งหลายต้องดูคัมภีร์นี้พิจารณา คดี แล้วแสดงธรรมแก่มหาชน โอวาทด้วยความไม่ประมาทแล้วเข้า ป่าไปพร้อมกับจุลตุณฑิละทิ้ง ๆ ที่คนทั้งหมดพากันร้องไห้และคร่ำครวญ อยู่นั่นเอง. โอวาทของพระโพธิสัตว์ครั้งนั้น เป็นไปถึง ๖ หมื่นปี. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจธรรมภิกษุผู้กลัวตายนั้น ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. พระราชาในครั้งนั้นได้แก่พระอานนท์ใน
หน้า 149 ข้อ 922
บัดนี้ จุลตุณฑิละ ได้แก่ภิกษุผู้กลัวตาย บริษัทได้แก่พุทธบริษัท ส่วนมหาตุณฑิละ คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาตุณฑิลชาดกที่ ๓
หน้า 150 ข้อ 923, 924, 925, 926
๔. สุวรรณกักกฏกชาดก ว่าด้วยปูตัวฉลาด [๙๒๓] มฤคสิงคี คือปูมีตาโปน มีกระดองแข็ง อาศัยน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกมันหนีบ จะร้องไห้ อย่างคนที่ควรกรุณา เฮ้ย เพื่อนแกจะหนีบ ฉันไปเพื่อประโยชน์อะไร ? [๙๒๔] งูที่เป็นเพื่อนนั้น เมื่อจะทัดทานเพื่อน ของตนไว้ จึงแผ่พังพานใหญ่ไปพลาง พ่นพิษ ไปพลาง ได้มาถึงตัวปู ปูก็ได้หนีบงูไว้. [๙๒๕] ปูไม่ต้องการกินกา ไม่ต้องการกินพระยา งู แต่หนีบไว้ เจ้าปูตาโปนเอ๋ย ข้าขอถามแก เหตุไรแกจึงหนีบข้าทั้ง ๒ ไว้. [๙๒๖] ชายคนนี้ที่จับข้านำไปที่น้ำ เป็นผู้หวัง ความเจริญแต่ข้า เมื่อเขาตาย ข้าจะมีความ ทุกข์หาน้อยไม่ เราทั้ง ๒ คือข้าและคน ๆ นั้น จะไม่มี.
หน้า 151 ข้อ 927, 928, 929, 930
[๙๒๗] อนึ่ง คนทุกคน เห็นข้าผู้มีร่างกายเติบ- โตแล้ว ต้องการเบียดเบียน คือกินเนื้อที่ทั้ง อร่อย ทั้งอวบ ทั้งนุ่ม ฝ่ายกาเห็นข้าแล้ว ก็ คงจะเบียดเบียน. [๙๒๘] ถ้าหากข้าถูกหนีบ เพราะแห่งชายคนนั้น ไซร้ ข้าจะดูดพิษกลับ ชายคนนี้ลุกขึ้นได้ แกจงปล่อยทั้งข้าทั้งกาโดยเร็ว ก่อนที่พิษร้าย. แรงจะเข้าไปสู่ชายคนนี้. [๙๒๙] ข้าจะปล่อยงู แต่ยังไม่ปล่อยกาก่อน เพราะกาจะเป็นตัวประกันไว้ก่อน. ต่อเมื่อเห็น ชายคนนี้มีความสุขสบายปลอดภัยแล้ว ข้าจึง จะปล่อยกาไปเหมือนปล่อยงู ฉะนั้น. [๙๓๐] กาในครั้งนั้น ได้แก่เทวทัตในบัดนี้ ส่วน งูเห่าหม้อ ได้แก่ช้างนาฬาคิรี ปูได้แก่พระ- อานนท์ผู้เจริญ ส่วนตถาคตผู้เป็นศาสดา ได้ แก่พราหมณ์ ในครั้งนั้น. จบ สุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔
หน้า 152 ข้อ 930
อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการ เสียสละชีพของพระอานนทเถระเพื่อพระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่ม ต้นว่า สิงฺคมิโค ดังนี้. เรื่องแต่ต้นจนถึงการประกอบนายขมังธนู ตรัสแล้วในกัณ- ฑหาลชาดก การปล่อยช้างธนบาล ตรัสไว้แล้วในจุลลหังสชาดก. ความย่อว่า ในครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องกันขึ้นในธรรมสภา ว่า พระอานนทเถระผู้เป็นคลังพระธรรม เป็นผู้บรรลุเสขปฏิสัมภิทา เมื่อช้างธนบาลกำลังวิ่งมา ก็ได้สละชีวิตถวายพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวก เธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้. จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนพระอานนท์ก็สละชีวิตเพื่อเราเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึง ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ด้านทิศอิสาณของกรุงราชคฤห์ ได้มีบ้านพราหมณ์ ชื่อว่า หลินทิยะ. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลกาสิกพราหมณ์ ในหมู่บ้านนั้น เติบโตแล้วดำรงทรัพย์สมบัติไว้ให้คนทำกสิกรรม ประ- มาณ ๘ หมื่น ในนามคธแห่งหนึ่ง ด้านทิศอิสาณของหมู่บ้านนั้น.
หน้า 153 ข้อ 930
วันหนึ่ง เขาไปนาพร้อมกับคนทั้งหลายผู้เป็นบริวาร สั่งบังคับกรรมกร ทั้งหลายว่า สูเจ้าทั้งหลายจงพากันทำงานเถิด แล้วเข้าไปหนองน้ำใหญ่ ปลายนา เพื่อต้องการล้างหน้า. ก็แหละในหนองน้ำนั้น มีปูตัวหนึ่ง มีสีเหมือนสีทอง มีรูปงามน่าเลื่อมใสอาศัยอยู่. พระโพธิสัตว์เคี้ยวไม้ ชำระฟันแล้ว จึงลงไปหนองน้ำนั้น ในเวลาพระโพธิสัตว์นั้นล้างหน้า ปูได้มาใกล้พระโพธิสัตว์. ครั้งนั้น ท่านได้ยกมันขึ้นมาจับให้นอนอยู่ ในระหว่างผ้าห่มของตนแล้ว เมื่อไปทำกิจที่ตนจะต้องทำในนา จึงวาง มันลงไปในหนองนั้นแล้วได้ไปบ้าน. ต่อแต่นั้นมาพระโพธิสัตว์ เมื่อ มาถึงนาจะไปหนองน้ำนั้นก่อน ให้ปูนอนในระหว่างผ้าห่มแล้ว จึง ตรวจดูการงานภายหลัง. ด้วยประการยังนี้ ความคุ้นเคยกันระหว่าง พระโพธิสัตว์กับปูนั้นจึงได้มั่นคง. พระโพธิสัตว์ก็มานาเนืองนิตย์. ก็ แหละประสาทในนัยน์ตาของพระโพธิสัตว์นั้นปรากฏเป็นวงกลม ๓ ชั้น ใสแจ๋ว. ครั้งนั้น กาตัวเมียที่รังกาบนต้นตาลต้นหนึ่ง ที่ปลายนาของ พระโพธิสัตว์นั้นเห็นนัยน์ตาของท่านแล้วอยากจะกิน จึงบอกกาตัวผู้ว่า พี่ ฉันเกิดแพ้ท้องแล้ว. กาตัวผู้ ธรรมดาการแพ้ท้องเป็นอย่างไร ? กาตัวเมีย ฉันอยากกินนัยน์ตาของพราหมณ์คนนั้น. กาตัวผู้ แกเกิดแพ้ท้องที่เลวร้าย ใครจักสามารถนำนัยน์ตา เหล่านั้นมาได้.
หน้า 154 ข้อ 930
กาตัวเมีย เจ้าไม่สามารถหรือ ? กาตัวผู้ ข้าไม่สามารถ. กาตัวเมีย ฉันรู้เรื่องนี้ ก็ที่จอมปลวกนั่นในที่ไม่ไกลต้นตาลมีงู เห่าหม้ออาศัยอยู่ เจ้าจงปรนนิบัติงูเห่านั้น พราหมณ์นั้นถูกงูนั้นกัดแล้ว จักตาย เมื่อเป็นเช่นนั้น เจ้าก็จักจิกเอานัยน์ตาของเขามาได้. กาตัวผู้ รับคำว่าดีแล้ว จำเดิมแต่นั้นมาก็ปรนนิบัติ งูเห่าหม้อ. ในเวลาที่ข้าวกล้า ที่พระโพธิสัตว์หว่านไว้ตั้งท้อง ปูก็ได้เติบโตขึ้น. อยู่มาวันหนึ่ง งูพูด กะกาว่า สหายเอ๋ย ท่านปรนนิบัติเราเนืองนิตย์ เพราะเหตุอะไร. เรา จะทำอะไรให้ท่านได้. กาบอกว่า นาย ทาสีของท่าน คือภรรยาของ ฉันเกิดแพ้ท้องอยากกินนัยน์ตาของเจ้าของนานั่น เรานั้นจักได้นัยน์ตา ของเจ้าของนานั้น ด้วยอานุภาพของท่าน เพราะฉะนั้น เราจึงปรน- นิบัติท่าน. งูบอกให้กานั้นเบาใจว่า เรื่องนี้ยกไว้เถอะไม่ใช่เรื่องหนัก- หนา ท่านจักได้แน่. ในวันรุ่งขึ้นจึงอาศัยคันนาเอาหญ้าปิดไว้ที่ทางมา นอนดูการมาของเขา. พระโพธิสัตว์ เมื่อมาจะลงไปหนองน้ำล้างหน้า ยังความเสน่หาให้เกิดขึ้น สวมกอดปูทอง ให้นอนอยู่ในระหว่างผ้าห่ม ก่อนแล้วจึงเข้าไปนา. งูเห็นพระโพธิสัตว์นั้นกำลังมา ก็เลื้อยไปโดยเร็ว กัดเนื้อปลีแข้ง คือน่องให้ล้มลงไปในที่นั้นนั่นเอง แล้วจึงหนีไปหมาย จอมปลวกเป็นปลายทาง. การล้มของพระโพธิสัตว์ก็ดี การกระโดด ออกไปจากระหว่างผ้าสาฎกของปูก็ดี การมาเกาะบนที่อกพระโพธิสัตว์
หน้า 155 ข้อ 930
ก็ดี ได้มีไม่ก่อนไม่หลังกัน. กาเกาะแล้วจะใช้จะงอยปากจิกนัยน์ตา. ปูคิดว่า ภัยเกิดขึ้นแก่สหายของเราแล้ว เพราะอาศัยกาตัวนี้ เมื่อเรา จับกาตัวนี้ไว้ได้ งูก็จักกลับมา จึงอ้าก้ามหนีบคอกาไว้แน่นเหมือนเอา คีมคีบไว้ให้มันล้าแล้วจึงได้ทำให้หย่อนไว้หน่อยหนึ่ง คือลาก้ามลง. กา เมื่อจะเรียกงูว่า สหายเอ๋ย สหายจะทั้งเราไปเพื่อประโยชน์อะไร ? ปู ตัวนี้หนีบฉัน ฉันจะยังไม่ตายจนกว่าเพื่อนจะมา จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:- มฤคสิงคี คือปูมีตาโปน มีกระดองแข็ง อาศัยน้ำ ไม่มีขน ฉันถูกมันหนีบ จะร้องไห้ อย่างคนที่ควรกรุณา เฮ้ย เพื่อนแกจะหนีฉัน ไปเพื่อประโยชน์อะไร ? พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้. ปูเขาเรียกว่า สิงคมิคะ เพราะมีสีเหมือนสีทองสิงคี หรือเพราะมีเขากล่าว คือก้าม. บทว่า อายตจฺขุเนตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยตากล่าวคือจักษุยาว. กระดอง คือกระดูกของปูนั้นมีอยู่ เพราะเหตุนั้นปูนั้นจึงชื่อว่า มีกระดองแข็ง อฏฺิตฺตโจ. คำว่า หเร สขา เป็นคือร้องเรียก ความหมายว่า ดูก่อนสหายผู้เจริญ. งูได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้แผ่พังพานพ่นพิษร้ายมา.
หน้า 156 ข้อ 930
พระศาสดาเมื่อทรงแสดงเนื้อความนั้น ได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถา ที่ ๒ ว่า :- งูที่เป็นเพื่อนนั้น เมื่อจะทัดทานเพื่อน ของตนไว้ จึงแผ่พังพานใหญ่ไปพลาง พ่นพิษ ไปพลาง ได้มาถึงตัวปู ปูก็ได้หนีบงูไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กกฺกฏกชฺฌปตฺโต ความว่า ถึงที่ ใกล้ปู. บทว่า สขา สขารํ ความว่า ผู้เป็นเพื่อนจะป้องกันเพื่อนของ ตน. ปาฐะว่า สกขารํ ดังนี้บ้าง. ความหมายก็ว่าสหายของตน. บทว่า ปริตายมาโน ความว่า เมื่อจะรักษา. บทว่า อคฺคเหสิ ความว่า ปูเอาก้ามที่ ๒ หนีบคอไว้แน่น ภายหลังให้มันล้าแล้วจึงได้ทำให้หย่อน ลงหน่อยหนึ่ง คือลาก้ามลง. ลำดับนั้น งูคิดว่า ธรรมดาปูจะไม่กินเนื้อกาเลยและไม่กินเนื้องู ด้วย เพราะเหตุอะไรหนอ ปูตัวนี้จึงหนีบพวกเราไว้ เมื่อจะถามปูนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ว่า :- ปูไม่ต้องการกินกา ไม่ต้องการกินพระ- ยางู แต่หนีบไว้ เจ้าปูตาโปนเอ๋ย ข้าขอถาม เจ้า เหตุไร แกจึงหนีบข้าทั้ง ๒ ไว้ ?
หน้า 157 ข้อ 930
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาสตฺถิโก ความว่า เป็นผู้ต้อง การอาหาร. บทว่า อาเทยฺย ความว่า หนีบไว้ อธิบายว่า หนีบไว้ ประกอบด้วยโภชนะก็หาไม่. ปูได้ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะบอกถึงเหตุที่หนีบไว้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ชายคนนี้ที่จับข้านำไปที่น้ำ เป็นผู้หวัง ความเจริญแก่ข้า. เมื่อเขาตาย ข้าจะมีความ ทุกข์หาน้อยไม่ เราทั้ง ๒ คือข้าแลคน ๆ นั้น จะไม่มี. อนึ่ง คนทุกคนเห็นข้า ผู้มีร่างกาย เติบโตแล้ว ต้องการเบียดเบียน คือกินเนื้อ ที่ทั้งอร่อย ทั้งอวบ ทั้งนุ่ม ฝ่ายกาเห็นฉันแล้ว คงจะเบียดเบียน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ บ่งถึงพระโพธิสัตว์. บทว่า อตฺถกาโม หมายความว่า มุ่งประโยชน์เกื้อกูล. ด้วยบทว่า อุทกาย เนติ ปูแสดงว่า ผู้ใดรักฉัน เอาผ้าห่มห่อฉันไปที่น้ำ คือให้ฉันถึงที่ อยู่ของตน. บทว่า ตสฺมึ มเต ความว่า ถ้าหากเขาจะตายในที่นี้ไซร้ เมื่อคน ๆ นี้ตายแล้ว ฉันจักมีทุกข์กายแจะทุกข์ใจมากมาย. บทว่า อุโภ น โหม ความว่า เราทั้ง ๒ คน ก็จักไม่มี. คาถาว่า มมจ ทิสฺวาน
หน้า 158 ข้อ 930
มีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า ข้อนี้ก็เป็นเหตุแม้ข้ออื่นก็เป็นเหตุ คือเมื่อคน ๆ นี้ตายแล้ว คนทุกคนเห็นฉันเข้าผู้หมดที่พึ่ง ไม่มีปัจจัย แต่มีร่างกาย เติบโตแล้ว คงจะต้องการฆ่าเราโดยเห็นว่า เนื้อของปูตัวนี้ทั้งอร่อยทั้ง หนาทั้งนิ่ม ไม่ใช่แต่คนอย่างเดียวเท่านั้นจักต้องการ แม้กาทั้งหลายที่ เป็นสัตว์เดียรัจฉาน เห็นฉันเข้าก็คงจะเบียดเบียน คือคงจะฆ่าให้ตาย. งูได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า เราจักลวงปูตัวนี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง แล้วให้ปล่อยทั้งกาทั้งตนเองไป. ลำดับนั้น งูเมื่อจะลวงปูนั้น จึงกล่าว คาถาที่ ๖ ว่า :- ถ้าหากข้าทั้ง ๒ ถูกหนีบเพราะเหตุแห่ง ชายคนนั้นไซร้ ข้าจะดูดพิษกลับ ชายคนนี้ ลุกขึ้นได้ แกจงปล่อยทั้งข้าทั้งกาโดยเร็ว ก่อน ที่พิษร้ายแรงจะเข้าไปสู่ ชายคนนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ตสฺส เหตุ ความว่า ถ้า หากว่า เพราะเหตุแห่งชายคนนี้ไซร้. บทว่า อุฏฺาตุ ความว่า จง เป็นผู้ปราศจากพิษ. บทว่า วิสมาวมามิ ความว่า ข้าจะถอนพิษของ ชายคนนั้นออก จะทำให้เขาเป็นผู้ไม่มีพิษอีก. บทว่า ปุเร วิสํ คาฬฺ- หมุเปติ มจฺจํ ความว่า เพราะว่าพิษที่ข้ายังไม่ดูดกลับจะเป็นพิษที่มี กำลังร้ายแรง พึงเข้าไปสู่ชายคนนี้ ตราบใดพิษนั้นยังไม่เข้าไป ตราบ
หน้า 159 ข้อ 930
นั้นนั่นแหละ แกจงปล่อยข้าทั้ง ๒ คนไป. ปูได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงคิดว่า งูตัวนี้ต้องการจะใช้อุบายอย่างหนึ่ง ให้เราปล่อยทั้ง ๒ ตัวแล้วหนีไป มันไม่รู้ความฉลาดในอุบายของเรา. บัดนี้เราจะทำก้ามของเราให้หย่อน คือลาก้ามลง พอให้งูจะสามารถเลื้อย ไปได้ แต่เราจักไม่ปล่อยกาเลย ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา ที่ ๗ ว่า :- ข้าจะปล่อยงู แต่ยังไม่ปล่อยกาก่อน เพราะกาจะเป็นตัวประกันไว้ก่อน ต่อเมื่อเห็น ชายคนนี้ มีความสุขสบายปลอดภัยแล้ว ข้า จึงจะปล่อยกาไปเหมือนปล่อยงู ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิพทฺธโก ได้แก่ เป็นตัวประกัน. บทว่า ยเถว สปฺปํ ความว่า ข้าจะปล่อยงูตัวเจริญฉันใด แม้กาข้า ก็จะปล่อยฉันนั้น แกจงดูดพิษออกจากร่างกายของพราหมณ์คนนี้อย่าง นี้โดยเร็ว. ก็แหละ ปูครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ได้ลาก้ามลงเพื่อให้งูนั้น เลื้อยไปสะดวก. งูดูดพิษออกแล้ว ได้ทำร่างกายของพระมหาสัตว์ให้ หมดพิษ พระมหาสัตว์นั้นมีทุกข์ จึงลุกขึ้นยืนด้วยรูปพรรณปกตินั่น เอง. ปูคิดว่า ถ้าหากสัตว์ทั้ง ๒ ตัวนี้จักปลอดภัยไซร้ ขึ้นชื่อว่า ความ
หน้า 160 ข้อ 930
เจริญ ก็จักไม่มีแก่สหายของเรา เราจักให้มันพินาศไป ดังนี้แล้วได้เอา ก้ามหนีบศีรษะของสัตว์ทั้ง ๒ ตัว เหมือนเอาไม้เท้ากดกลีบบัว แล้วให้ ถึงความสิ้นชีวิต. ฝ่ายกาตัวเมียก็ได้หนีไปจากที่นั้น. พระโพธิสัตว์ เอาร่างงูพันที่ท่อนไม้แล้วโยนไปหลังพุ่มไม้ ปล่อยปูสีทองที่หนองน้ำ แล้ว ไปบ้านหลินทิยะนั่นเอง. จำเดิมแต่นั้นมา ความคุ้นเคยระหว่าง พระโพธิสัตว์นั้นกับปูได้มียิ่งกว่าแต่ก่อน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจจะแล้วทรงประชุมชาดก. จึงได้ตรัสคาถาสุดท้ายไว้ว่า :- กาในครั้งนั้น ได้แต่พระเทวทัตในบัดนี้ ส่วนงูเห่าหม้อ ได้แก่ช้างนาฬาคิรี ปูได้แก่ พระอานนท์ผู้เจริญ เราตถาคตผู้เป็นศาสดา ได้แก่พราหมณ์ ในครั้งนั้น. ในเวลาจบสัจธรรม คนได้เป็นพระโสดาบันมากมาย. ส่วนกา ตัวเมียไม่ได้ตรัสไว้ในพระคาถา. มันก็ได้แก่นางจิญจมานวิกา. จบ อรรถกถาสุวรรณกักกฏกชาดกที่ ๔
หน้า 161 ข้อ 931, 932, 933, 934
๕. มัยหกสกุณชาดก ว่าด้วยการใช้ทรัพย์ให้เป็นประโยชน์ [๙๓๑] นกชื่อมัยหกะ นกเขา บินไปที่ไหล่เขา และซอกเขา เกาะต้นเลียบที่มีผลสุก ร้องว่า ของกู ๆ. [๙๓๒] เมื่อมันร้องอยู่อย่างนี้ ฝูงนกที่นั้นมารวม กัน พากันกินผลเลียบแล้วบินหนี มันก็ยังร้อง อยู่นั่นเอง ฉันใด. [๙๓๓] บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือน กัน รวบรวมทรัพย์ไว้มากมาย ตนเองก็ไม่ได้ ใช้สอยเลย ไม่มอบส่วนแบ่งแก่ญาติทั้งหลาย ด้วย. [๙๓๔] เขาไม่ได้ใช้สอยผ้านุ่ง ผ้าห่ม ไม่รับ- ประทานภัตตาหาร ไม่ทัดทรงดอกไม้ ไม่ลูบไล้ เครื่องลูบไล้ ไม่ใช้อะไรสักครั้งเดียว และ ไม่สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย.
หน้า 162 ข้อ 935, 936
[๙๓๕] เมื่อบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ว่า ของกู ๆ หวง- แหนไว้ภายหลังพระราชาบ้าง โจรบ้าง ทายาท ผู้ไม่เป็นที่รักบ้าง เอาทรัพย์ไป คนนั้นก็จะบ่น เพ้ออยู่นั่นแหละ. [๙๓๖] ส่วนผู้มีปรีชาใช้เองด้วย สงเคราะห์ญาติ ทั้งหลายด้วย เขาจะได้รับเกียรติ เพราะการ สงเคราะห์นั้น ละโลกนี้ไปแล้ว ก็จะบรรเทิง ในสวรรค์. จบ มัยหกสกุณชาดกที่ ๕ อรรถกถามัยหกสกุณชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ อาคันตุกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สถุโณ มยฺหโห นาม ดังนี้. ความพิสดารว่า ที่นครสาวัตถี ได้มีเศรษฐีชื่ออาคันตุกะ เป็นคน มั่งคั่งมีทรัพย์มาก. แต่เขาไม่ใช้สอยโภคทรัพย์ด้วยตนเองเลย และไม่ได้ ให้แก่คนอื่น. เมื่อเขานำโภชนะที่ประณีตมีรสอร่อยต่าง ๆ มาให้ เขาจะ ไม่รับประทานโภชนะนั้น รับประทานแต่ปลายข้าว มีกับ คือน้ำผักดอง ๒ อย่างเท่านั้น. เมื่อเขานำผ้าจากแคว้นกาสีที่เขารีดแล้ว อบแล้วมาให้
หน้า 163 ข้อ 936
ก็ให้เขานำออกไป นุ่งห่มแต่ผ้าเนื้อหยาบแข็งกระด้าง เมื่อเขานำรถที่ ตระการไปด้วยแก้วแกมทอง เทียมด้วยม้ามาให้ ก็ให้นำรถนั้นออกไป ไปด้วยรถเล็กที่ทำด้วยไม้ธรรมดา เมื่อเขากั้นฉัตรทองให้ ก็ให้เขานำ ฉัตรนั้นออกไป กั้นด้วยฉัตรที่ทำด้วยใบไม้. ตลอดชีวิตเขาไม่ทำบุญ แม้แต่อย่างเดียว ในจำนวนบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ถึงแก่กรรมแล้ว จึงเกิดในโรรุวนรก. พระราชาทรงให้ขนสมบัติที่ไม่มีบุตรรับมรดกของ เศรษฐีนั้น เข้าไปในราชตระกูล เป็นเวลา ๗ วัน. เมื่อให้ขนสมบัติ นั้นเสร็จแล้ว พระราชาทรงเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ได้เสด็จไป พระวิหารเชตวัน ทรงไหว้พระศาสดา แล้วประทับนั่ง เมื่อพระศาสดา ตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงทำพุทธอุปฐากหรือ ? จึงทูลถามพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เศรษฐีชื่อว่า อาคันตุกะ ในนครสาวัตถีถึงแก่กรรมแล้ว เมื่อให้คนขนทรัพย์ ไม่มีเจ้าของของ เศรษฐีนั้น มาที่พระราชวังอยู่นั่นเอง วันเวลาได้ผ่านไปถึง ๗ วัน. ก็เศรษฐีนั้นแม้ได้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ ก็ไม่ได้ใช้สอยด้วยตนเอง เลย และไม่ได้ให้คนอื่นด้วย ทรัพย์ของเขาจึงได้เป็นเสมือนสระโบก. ขรณีที่ผีเสื้อหวงแหนไว้ วันเดียวเขาก็ไม่ได้เสวยรสโภชนะอันประณีต ตนเข้าไปสู่ปากมัจจุราชเสียแล้ว คนผู้ไม่มีบุญมีความตระหนี่อย่างนี้ ทำกรรมอะไรไว้จึงได้รับทรัพย์ประมาณเท่านี้ และด้วยเหตุอะไรจิตของ เขาจึงไม่ยินดีในโภคทรัพย์ในการใช้สอย ? พระศาสดาตรัสว่า ขอ ถวายพระพรมหาบพิตร เศรษฐีคนนั้นนั่นเอง ทำเหตุที่ให้ได้ทรัพย์ ๑
หน้า 164 ข้อ 936
ภาวะที่ได้ทรัพย์มาแล้วไม่ใช้สอย ๑ ดังนี้แล้ว เป็นผู้อันพระราชาทูล ขอแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี ได้มีเศรษฐีเมืองพาราณสี ไม่มีศรัทธามีความตระหนี่ ไม่ให้อะไรแก่ใคร ไม่สงเคราะห์ใคร วันหนึ่ง เขากำลังเดินไปเฝ้า พระราชา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ตครสิขี กำลัง เดินไปบิณฑบาต ไหว้แล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ ได้ภิกษาแล้วหรือ ? เมื่อพระองค์ตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐี อาตมภาพ กำลังเดินไปเรื่อย ๆ ไม่ใช่หรือ ? จึงสั่งบังคับชายคนหนึ่งว่า ไปเถิด เจ้าจงนำพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ไปบ้านพวกเรา ให้ท่านประทับนั่งบนแท่น เรา แล้วให้บรรจุภัตตาหารที่เขาเตรียมไว้สำหรับพวกเราให้เต็มบาตร แล้วถวายไป. เขานำพระปัจเจกพุทธเจ้าไปเรือน แล้วให้ประทับนั่ง บอกให้ภรรยาเศรษฐีทราบ ให้บรรจุภัตตาหารที่มีรสเลิศนานาชนิดให้. เต็มบาตร แล้วได้ถวายพระองค์ไป. พระองค์ทรงรับภัตตาหารแล้ว ได้ เสด็จออกจากนิเวศน์ของท่านเศรษฐี แล้วเสด็จดำเนินไปในระหว่าง ถนน. เศรษฐีกลับจากพระราชวังแล้ว เห็นพระองค์ไหว้แล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ได้รับภัตตาหารแล้วหรือ ? ได้แล้ว ท่านมหาเศรษฐี พระองค์ตรัสตอบ. เศรษฐีนั้นแลดูบาตรแล้วไม่อาจ ให้จิตเลื่อมใสได้ คิดว่า ภัตตาหารของเรานี้ ทาสหรือกรรมกรทั้งหลาย กินแล้วคงทำงานแม้ที่ทำได้ยาก น่าเสียดายหนอ ! เราได้มีความเสื่อมเสีย
หน้า 165 ข้อ 936
เสียทรัพย์สินแล้ว ดังนี้ ไม่สามารถทำอปรเจตนาให้บริบูรณ์ได้. ธรรมดาทาน เมื่อบุคคลสามารถทำเจตนาทั้ง ๓ ให้บริบูรณ์เท่านั้น จึงจะมีผลมาก. ก่อนแต่ให้ทาน เราทั้งหลายจงเป็นผู้ใจดี แม้เมื่อให้ ก็จงเป็นผู้เต็มใจจริง ๆ ครั้นให้แล้วก็ไม่สอดแคล้วอาลัยภายหลังเลย เพราะฉะนั้นแล คนหนุ่มคนสาวของเราทั้งหลาย จะไม่ตายคือไม่เสื่อม จากสมบัติ. คนก่อนแต่ให้ก็มีใจดี เมื่อกำลังให้ก็ให้จิตใจเลื่อมใส ครั้น ให้แล้วก็ดีใจ นี่เป็นความถึงพร้อมแห่งบุญ. ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐีได้รับทรัพย์มาก เพราะปัจจัยที่ได้ถวายแก่พระตครสิขีปัจเจกพุทธเจ้า แต่ไม่อาจใช้สอย โภคทรัพย์ได้ เพราะไม่สามารถทำอปรเจตนา คือเจตนาดวงหลัง ให้ ประณีตได้ ด้วยประการดังนี้แล. พระราชาทูลถามว่า ก็เหตุไฉนเขาจึงไม่ได้บุตรพระพุทธเจ้าข้า พระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร แม้เหตุแห่งการ ไม่ได้บุตร เศรษฐีนั้นก็ทำไว้เหมือนกัน ถูกพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตตรองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐีผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ เติบ ใหญ่แล้ว มารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เมื่อตรวจตราดูสมบัติแล้ว จะมัด จิตใจน้องชายไว้ จึงให้สร้างโรงทานไว้ที่ประตูเรือน ให้มหาทานไป
หน้า 166 ข้อ 936
ครองเรือนไป. ต่อมาบุตรของท่านคนหนึ่ง ก็คลอดออกมา. ในเวลา ลูกนั้นเดินได้ ท่านเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นอานิสงส์ในการออก บวช จึงมอบสมบัติในเรือนทั้งหมดให้น้องชายพร้อมทั้งลูกเมีย ให้ โอวาทว่า จงอย่าประมาท ให้ทานเป็นไปเถิด แล้วบวชเป็นฤษี ยัง ฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น แล้วอยู่ที่ท้องถิ่นป่าหิมพานต์. ฝ่ายน้องชาย ของท่านก็ได้ลูก ๑ คน. เขาเห็นเด็กนั้นเติบโตขึ้น จึงคิดว่า เมื่อลูก พี่ชายของเรายังมีชีวิตอยู่ สมบัติจักแบ่งเป็น ๒ ส่วน เราจักฆ่าบุตร ของพี่ชายเสีย. จึงอยู่มาวันหนึ่ง เขาได้ฆ่าเด็กนั้นถ่วงน้ำ. ภรรยาของ พี่ชายถามถึงลูกนั่นกะเขาผู้อาบน้ำ แล้วมาว่าลูกของฉันไปไหน ? เขา ตอบว่า มันเล่นน้ำในแม่น้ำ ต่อมาฉันค้นหามันก็ไม่พบ นางได้ร้องไห้ แล้วนิ่งเฉย. พระโพธิสัตว์ทราบเหตุนั้น แล้วคิดว่า เราจักทำกิจนี้ให้ ปรากฏ แล้วมาทางอากาศลงที่นครพาราณสี นุ่งห่มผ้าเรียบร้อยแล้ว ยืนที่ประตูเรือนของน้องชายนั้น ไม่เห็นโรงทาน จึงคิดว่า แม้โรงทาน อสัตบุรุษคนนี้ก็ให้พินาศไปแล้ว. ฝ่ายน้องชายของท่านได้ทราบว่าท่าน มาแล้ว ก็มาหาไหว้พระมหาสัตว์แล้วให้ขึ้นปราสาท ให้ฉันโภชนะอัน ประณีต. ในที่สุดแห่งภัตกิจฉันเสร็จ ท่านนั่งอย่างสบาย ถามว่า เด็ก ไม่ปรากฏ เขาไปไหนหนอ. ตายแล้วครับ ท่าน น้องชายตอบ. ตายด้วยเหตุอะไร ฤาษีซัก.
หน้า 167 ข้อ 936
ผมไม่ทราบว่า ด้วยเหตุ ชื่อโน้น ในสถานที่เล่นน้ำ น้องชาย ตอบ. อสัตบุรุษเอ๋ย เจ้าไม่รู้หรือว่า กิจที่เจ้าทำไปแล้ว ปรากฏแก่ ฉันแล้ว เจ้าฆ่าเด็กนั้นด้วยเหตุชั่วนี้ มิใช่หรือ ? เราจักสามารถรักษา ทรัพย์ที่กำลังสูญหายไป ด้วยอำนาจพระราชาเป็นต้น ได้หรือไม่หนอ ? นกเขากับเจ้ามีอะไรที่ทำให้แตกต่างกัน ฤาษีกล่าวตัดพ้อ. ลำดับนั้น มหาสัตว์เมื่อจะแสดงธรรมแต่เขา ด้วยพุทธลีลา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า:- นกชื่อว่ามัยหกะ นกเขา บินไปที่ไหล่ เขาและซอกเขาเกาะต้นเลียบที่มีผลสุก ร้องว่า ของกู ๆ. เมื่อมันร้องอยู่อย่างนี้ ฝูงนกที่บินมา รวมกัน พากันกินผลเลียบแล้วบินหนี มันก็ ยังร้องอยู่นั่นเอง ฉันใด. บุคคลบางคนในโลก นี้ ฉันนั้นเหมือนกัน รวบรวมทรัพย์ไว้มา มาย ตนเองก็ไม่ได้ใช้สอยเลย ไม่มอบส่วน แบ่งแก่ญาติทั้งหลายด้วย. เขาไม่ใช้สอยผ้านุ่ง ผ้าห่ม ไม่รับประทานภัตตาหาร ไม่ทัดทรง ดอกไม้ ไม่ลูบไล้ เครื่องลูบไล้ ไม่ใช้อะไร
หน้า 168 ข้อ 936
สักครั้งเดียว และไม่สงเคราะห์ญาติทั้งหลาย เมื่อบ่นเพ้ออยู่อย่างนี้ว่า ของกู ของกู หวงแหน ไว้ภายหลัง พระราชาบ้าง โจรบ้าง ทายาท ผู้ไม่เป็นที่รักบ้าง เอาทรัพย์ไป คนนั้นก็จะบ่น เพ้ออยู่นั่นแหละ ส่วนผู้มีปรีชาใช้เองด้วย สงเคราะห์ญาติทั้งหลายด้วย ด้วยการสงเคราะห์ นั้น เขาจะได้รับเกียรติ ละโลกนี้ไปแล้วจะ บรรเทิงในสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยฺหโก ความว่า ที่ได้ชื่ออย่างนี้ เพราะอำนาจการร้องว่า ของกู ของกู. บทว่า คิริสานุทรีจโร ความว่า นกนั้นที่ชื่อว่า คิริสานุทรีจโร เพราะบินไปที่ไหล่เขาและซอกเขา. บทว่า ปกฺกํ ปิปฺผลึ ความว่า ต้นเลียบต้นหนึ่งที่มีผลเต็มต้น ใน ดินแดนหิมพานต์. บทว่า กนฺทติ ความว่า มันจะบินร้องห้ามฝูงนก ที่ห้อมล้อมต้นไม้นั้น กินผลที่สุก ๆ อยู่. บทว่า ตสฺเสวํ วิลปนฺตสฺส ความว่า เมื่อมันร่ำร้องอยู่อย่างนี้นั่นแหละ บทว่า ภุตฺวาน ปิปฺผลึ ยนฺติ ความว่า กินผลเลียบนั้น แล้วบินไปต้นอื่นที่มีผลสมบูรณ์. บทว่า วิลปเตว ความว่า ส่วนนกนั้นก็ยังร้องอยู่นั่นเอง. บทว่า ยโถธึ ความว่า ตามส่วน อธิบายว่า ไม่ได้ส่วนที่จะต้องได้ ด้วยอำนาจ เครื่องอุปโภคและเครื่องบริโภคของมารดาบิดา พี่ชายพี่สาว น้องชาย
หน้า 169 ข้อ 936
น้องสาวและบุตรธิดาเป็นต้น. บทว่า สกึ ความว่า ไม่ได้ใช้สอย แม้แต่ครั้งเดียว อธิบายว่า ไม่ได้ใช้ของตนบ้าง. บทว่า น สงฺคณฺหาติ ความว่า ไม่ได้สงเคราะห์ด้วยอำนาจการให้ภัตตาหาร เครื่องนุ่ง พืช พันธุ์และไถเป็นต้น. บทว่า วิลปเตว โส นโร ความว่า เมื่อพระราชา เป็นต้นเหล่านั้น เอาทรัพย์ไป คน ๆ นั้นก็จะบ่นเพ้ออยู่นั่นแหละ. บทว่า ธีโร ได้แก่บัณฑิต. บทว่า สงฺคณฺหาติ ความว่า ย่อมสงเคราะห์ ญาติทั้งหลายที่เขากำลังทำมาหากิน ที่มาสู่สำนักตนด้วยการให้ภัตตาหาร เครื่องนุ่งห่ม พืชพันธุ์และไถเป็นต้น. บทว่า เตน ความว่า สัตบุรุษนั้น จะได้รับเกียรติและการสรรเสริญตนในท่ามกลางษริษัท ครั้นละโลกนี้ ไปแล้วก็จะปลื้มใจในเทพนคร ด้วยการสงเคราะห์ญาตินั้น. พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่น้องชายอย่างนี้ แล้วก็ให้เขา ทำโรงทานที่เขางดไป แล้วให้เป็นไปตามปกติ แล้วได้ไปยังแดน หิมพานต์ มีฌานไม่เสื่อมถึงแก่กรรมแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร อาคันตุกเศรษฐี ไม่ได้บุตร ไม่ได้ธิดาเลย เพราะฆ่าบุตรพี่ชาย ด้วยเหตุดังนี้แล แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า น้องชายในครั้งนั้น ได้แก่ อาคันตุกเศรษฐี ในบัดนี้ ส่วนพี่ชาย ได้แก่ เราตถาคตนั่นเอง. จบ อรรถกถามัยหกสกุณชาดกที่ ๕
หน้า 170 ข้อ 937, 938, 939, 940
๖. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ว่าด้วยกราบไหว้ผู้ควรกราบไหว้ [๙๓๗] เธอมีรูปร่างงาม แต่ให้สมณะรูปร่างขี้เหร่ อยู่ข้างหน้า ประคองอัญชลีนมัสการ สมณะ รูปนั้นดีกว่าเธอหรือเสมอกับเธอ ขอจงบอก ทั้งชื่อของตนทั้งชื่อผู้อื่น คือสมณะ. [๙๓๘] ข้าแต่มหาราช ทวยเทพอุปัตติเทพ จะ ไม่เอ่ยชื่อและโคตรของเทพทั้งหลาย ผู้พร้อม เพรียงกัน ผู้ปฏิบัติตรง คือวิสุทธิเทพ แต่ ข้าพเจ้าจะบอกข้อของข้าพเจ้าแก่ท่าน ข้าพเจ้า คือท้าวสักกะรู้เป็นจอมทวยเทพชาวไตรทศ. [๙๓๙] ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านอยู่ ข้างหน้า ประคองอัญชลีนมัสการ ข้าแต่เทว- ราช ข้าพระองค์ขอถามข้อความนี้กะพระองค์ ผู้นั้นละโลกนี้ไปแล้วจะได้ความสุขอะไร ? [๙๔๐] ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านอยู่ ข้างหน้า แม้ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ผู้นั้น
หน้า 171 ข้อ 941, 942, 943
จะได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และจะไป สวรรค์ เพราะร่างกายแตกดับไป. [๙๔๑] วันนี้ บุญได้เกิดขึ้นแต่ข้าพเจ้าแล้วหนอ ที่ข้าพระองค์ได้พบเห็น พระผู้เป็นเจ้าวาสวะ, ข้าแต่ท้าวสักกะ ข้าพระองค์เห็นพระภิกษุและ พระองค์แล้ว จะทำบุญหาน้อยไม่. [๙๔๒] ควรคบหาผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดถึง เหตุการณ์มากมายโดยแน่แท้แล ดูก่อนพระ- ราชา พระองค์เห็นภิกษุและหม่อมฉันแล้ว จงทำบุญหาน้อยไม่. [๙๔๓] ผู้ไม่มักโกรธ มีจิตเลื่อมใสเนืองนิตย์ เป็นผู้ควรแก่การขอของแขกทุกคน ข้าแต่ท่าน จอมเทพ ข้าพระองค์สดับสุภาษิตแล้ว จักทำ ลายมานะ กราบไหว้ท่านผู้นั้น. จบ ปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖
หน้า 172 ข้อ 943
อรรถกถาปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการ บำเพ็ญประโยชน์เพื่อชาวโลก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุพฺพณฺณ- รูปํ ดังนี้. เรื่องนี้จักมีแจ้งในกัณหชาดก. ก็ในคราวครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ ใช่แต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อนตถาคตก็บำเพ็ญประโยชน์แก่โลก เหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ครั้งนั้น. วิชาธรคนหนึ่ง ร่ายเวทย์มนต์แล้ว เข้าไปในห้องมิ่งขวัญในเวลาเที่ยงคืน ประพฤติ ล่วงเกินกับพระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี. ฝ่ายข้าหลวงของพระ- นาง ได้กราบทูลแด่พระราชา. พระนางจึงเสด็จเฝ้าพระราชาเสียเอง ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ชายคนหนึ่งเข้ามาในห้องมิ่งขวัญ ในเวลาเที่ยง คืนข่มขืนหม่อมฉัน. พระราชา ก็เธอจะสามารถทำเครื่องหมาย คือสัญญาณอะไรไว้ ที่มันได้ไหม ? พระอัครมเหสี สามารถพระเจ้าข้า.
หน้า 173 ข้อ 943
พระนางทรงให้นำถาดใส่ชาด คือชาติหิงคุมาได้ เมื่อเวลาชาย คนนั้นมาในเวลากลางคืน ร่วมอภิรมย์แล้วจะไป ทรงประทับนิ้วทั้ง ๕ ไว้ที่หลัง แล้วได้กราบทูลพระราชาแต่เช้าทีเดียว. พระราชาตรัสสั่งบังคับ คนทั้งหลายว่า สูเจ้าทั้งหลายจงไป จงพากันตรวจดูทั่วทุกทิศแล้วจับ ชายคนที่มีรอยชาดอยู่บนหลัง. ฝ่ายวิชาธร เมื่อทำอนาจารในเวลา กลางคืนแล้ว กลางวันก็ยืนขาเดียวนมัสการพระอาทิตย์อยู่ที่สุสาน. ราชบุรุษทั้งหลายเห็นเขาแล้วจึงพากันล้อมไว้. เขารู้ว่า กรรมของเรา ปรากฏแล้ว จึงร่ายเวทย์เหาะไปทางอากาศ. พระราชาทรงเห็นชายคน นั้นแล้ว จึงตรัสถามราชบุรุษทั้งหลายที่มาแล้วว่า เธอทั้งหลายได้เห็น ไหม ? ราชบุรุษ ได้เห็นพระพุทธเจ้าข้า. พระราชา มันชื่ออะไรล่ะ คือใคร. ราชบุรุษ เป็นบรรพชิต พระพุทธเจ้าข้า. เพราะว่าเวลากลางคืนเขาทำอนาจาร แต่เวลากลางวันเขาอยู่โดย เพศบรรพชิต. พระราชาทรงกริ้วบรรพชิตทั้งหลายว่า บรรพชิตเหล่านี้ กลางวันประพฤติโดยเพศสมณะ แต่กลางคืนทำอนาจาร แล้วทรงยืดถือ ผิดๆ จึงทรงให้ตีกลองประกาศว่า สูเจ้าทั้งหลายจักต้องปฏิบัติตามพระ- ราชโองการ ในที่ ๆ ตนได้เห็นแล้ว เห็นแล้วว่า บรรพชิตทั้งหมด จง หนีไปจากอาณาจักรของเรา. บรรพชิตทั้งหมด จึงหนีไปจากแคว้น
หน้า 174 ข้อ 943
กาสีที่มีที่ ๓๐ โยชน์ได้พากันไปยังราชธานีอื่น ๆ. สมณะพราหมณ์ผู้ทรง ธรรม แม้คนเดียวที่จะให้โอวาทแก่คนทั้งหลายทั่วแคว้นกาสีก็ไม่มี. คนทั้งหลายที่ไม่ได้รับโอวาท ได้เป็นคนหยาบคาย. คนทั้งหลายที่ ปล่อยปละละเลยทานและศีลเป็นต้น ตายไปแล้วโดยมาก. ก็เกิดใน นรก. ขึ้นชื่อว่าจะเกิดในสวรรค์ไม่มีแล้ว. ท้าวสักกะเมื่อไม่ทรงเห็น เทพบุตรใหม่ จึงทรงรำลึกว่า มีเหตุอะไรหนอแล ? แล้วก็ทรงทราบว่า พระเจ้าพาราณสีทรงพิโรธ เพราะอาศัยวิชาธร ทรงไล่บรรพชิตออก จากแว่นแคว้น เพราะทรงเชื่อถือผิด จึงทรงดำริว่า คนอื่นนอกจาก เรา ที่จะสามารถทำลายความเธอถือผิดของพระราชาพระองค์นี้ไม่มี และ เราจักเป็นที่พึ่งของพระราชาและราษฎรทั้งหลาย แล้วได้เสด็จไปสำนัก พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายที่เงื้อมแห่งภูเขาชื่อว่า นันทมูลกะทรงไหว้ แล้วทูลว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ชื่อพระคุณเจ้าทั้งหลาย จงให้พระ ปัจเจกพุทธเจ้าผู้เฒ่าองค์หนึ่งแก่กระผม กระผมจักให้ราษฎรชาวกาสี เลื่อมใส. ท้าวเธอได้พระสังฆเถระทีเดียว. จึงท้าวเธอทรงรับเอาบาตร และจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ให้ท่านอยู่ข้างหน้าพระองค์เองอยู่ ข้างหลัง ทรงแปลงเพศเป็นมาณพรูปหล่อ วางอัญชลีไว้เหนือเศียร นมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า เสด็จเที่ยวไปทางเบื้องบนพระนครทั้งหมด ๓ เที่ยว มาถึงประตูพระราชวัง ได้ประทับยืนอยู่บนอากาศ. อำมาตย์ ทั้งหลายได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพมาณพรูปงามคนหนึ่ง นำเอาสมณะรูปหนึ่งมายืนอยู่บนอากาศตรงประตูพระราชวัง. พระราชา
หน้า 175 ข้อ 943
จึงเสด็จลุกจากราชอาสน์ ประทับยืนที่ช่องพระแกล เมื่อทรงเจรจากับ ด้วยท้าวสักกะนั้นว่า ดูก่อนมาณพ เธอเป็นผู้มีรูปร่างงาม แต่เหตุไฉน จึงยืนถือบาตรและจีวรของสมณะผู้มีรูปร่างขี้เหร่พลางนมัสการอยู่ดังนี้ ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- เธอผู้มีรูปร่างงาม แต่ให้สมณะรูปร่างขี้เหร่ อยู่ข้างหน้า ประคองอัญชลีนมัสการ สมณะ รูปนั้นคือว่าเธอหรือเสมอกันกับเธอ ขอจง บอกทั้งข้อของคนทั้งชื่อของผู้อื่น คือสมณะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยวณฺณี ได้แก่ รูปร่างสวยงาม. บทว่า เสยฺโย นุ เต โส ความว่า บรรพชิตรูปร่างขี้เหร่รูปนั้นดียิ่ง กว่าเธอหรือเสมอกับเธอ. บทว่า ปรสฺสตฺตโน จ ความว่า พระราชา ตรัสถามว่า เธอจงบอกชื่อของผู้อื่นนั้นและของตนเถิด. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะพระราชานั้นว่า ข้าแต่ มหาราช ขึ้นชื่อว่าสมณะทั้งหลายย่อมเป็นผู้ควรเคารพ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้เพื่อเรียกชื่อของท่าน แต่ข้าพเจ้าจักบอกชื่อข้าพเจ้าแก่ ท่าน แล้วตรัสคาถาที่ ๒ ว่า. ข้าแต่มหาราช ทวยเทพอุปัตติเทพ จะ มีเอ่ยชื่อและโคตรของเทพทั้งหลาย ผู้พร้อม
หน้า 176 ข้อ 943
เพรียงกัน ผู้ปฏิบัติตรงคือวิสุทธิเทพ แต่ ข้าพเจ้าจะบอกชื่อของข้าพเจ้าแก่ท่าน ข้าพเจ้า คือท้าวสักกะผู้เป็นจอมทวยเทพชาวไตรทศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมคฺคตานุชฺชุคคาน เทวา ความ ว่า อุปปัตติเทพทั้งหลาย จะไม่แตะต้องชื่อและโคตรของพระมหาขีณาสพ ทั้งหลายผู้ชื่อว่าพร้อมเพรียงกันแล้ว เพราะพิจารณาสังขารทั้งมวลด้วย อำนาจแห่งกิจตามความเป็นจริงแล้ว บรรลุอรหัตผลที่เป็นผลเลิศ และ ผู้ชื่อว่าดำเนินไปตรงแล้ว เพราะดำเนินไปสู่พระนิพพานด้วยมรรค มีองค์ ๘ ที่ตรง ผู้เป็นวิสุทธิเทพยอดเยี่ยมกว่าอุปปัตติเทพทั้งหลาย. มีบทว่า อหญฺ จ เต นามเธยฺยํ ความว่า ก็แต่ว่าข้าพเจ้าจักบอกชื่อ ของตนแต่ท่าน. พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ได้ทูลถามถึงอานิสงส์ การนมัส- การภิกษุด้วยคาถาที่ ๓ ว่า :- ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านผู้อยู่ ข้างหน้าประคองอัญชลีนมัสการ ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ขอถามข้อความนี้กะพระองค์ ผู้นั้น จุติจากโลกนี้ไปแล้ว จะได้รับความสุขอะไร ? ท้าวสักกะตรัสตอบด้วยคาถาที่ ๔ ว่า :-
หน้า 177 ข้อ 943
ผู้ใดเห็นภิกษุผู้เข้าถึงจรณะ ให้ท่านอยู่ ข้างหน้า แม้ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ผู้นั้น จะได้รับการสรรเสริญในปัจจุบัน และจะไป สวรรค์ เพราะร่างกายแตกดับไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุํ ได้แก่ บุคคลผู้บริสุทธิ์เพราะ ทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า จรณูปปนฺนํ ความว่า ผู้เข้าถึงด้วยศีล และจรณะ. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ความว่า ไม่ใช่ว่า จุติจากโลกนี้ อย่างเดียวเท่านั้นจึงจะไปสวรรค์ ถึงในอัตภาพนี้ เขาก็ได้รับการสรร- เสริญ คือประสบความสุขจากการสรรเสริญ. พระราชา ทรงสดับเทวคาถาเรื่องของท้าวสักกะแล้ว ทำลายการ เธอถือผิดได้ พอพระราชหฤทัย ได้ตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :- วันนี้บุญได้เกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์แล้วหนอ ที่ข้าพระองค์ได้พบเห็นพระผู้เป็นเจ้า วาสวะ ข้าแต่ท้าวสักกะข้าพระองค์เห็นพระภิกษุ และ พระองค์แล้ว จะทำบุญหาน้อยไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี คือบุญ ได้แก่ มิ่งขวัญ มี คำอธิบายไว้ว่า วันนี้ปัญญาที่รู้วิบากของกุศลและอกุศล เกิดขึ้นแล้ว แก่ข้าพระองค์ผู้ฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่นั่นแหละ. บทว่า ยํ เป็น
หน้า 178 ข้อ 943
เพียงนิบาต. บทว่า ภูตปติมทฺทสํ ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นพระผู้ เป็นเจ้า. ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงสดุดีบัณฑิต จึงตรัส คาถาที่ ๖ ว่า:- ควรคบหาผู้มีปัญญา เป็นพหูสูต คิดถึง เหตุการณ์มากมายโดยแน่แท้แล ดูก่อนพระ- ราชา พระองค์เห็นภิกษุและหม่อมฉันแล้ว จง ทรงทำบุญหาน้อยไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า านจินฺติตา ความว่า ผู้สามารถ คิดถึงเหตุการณ์ได้มากมาย. พระราชา ทรงสดับเทวดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า :- ผู้ไม่มักโกรธ มีจิตเลื่อมใสเนืองนิตย์ เป็นผู้ควรแก่การขอของแขกทุกคน ข้าแต่ จอมเทพ ข้าพระองค์สะดับสุภาษิตแล้ว จัก ทำลายมานะ กราบไหว้ท่านผู้นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพาติถียาจโยโค ความว่า บรรดาแขกทั้งหลายคืออาคันตุกะทั้งหลายที่มาแล้วทั้งหมด คนเหล่านั้น
หน้า 179 ข้อ 943
ของสิ่งใด ๆ เขาก็เป็นผู้เหมาะคือสมควรแก่สิ่งนั้น ๆ อธิบายว่า ให้อยู่ทุก สิ่งที่ชนเหล่านั้นขอแล้ว ขอแล้ว. บทว่า สุตฺวาน เทวินฺท สุภาสิตานิ ความว่า พระราชาทูลว่า ข้าพระองค์ฟังสุภาษิตของพระองค์แล้ว จัก เป็นคนแบบนี้. ก็แหละ พระราชาครั้นตรัสอย่างนี้ ก็เสด็จลงจากปราสาท ทรง ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วได้ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ทรงนั่งคู้บัลลังก์ที่อากาศ แล้วทรงโอวาทพระราชาว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร วิชาธรนั้นไม่ใช่สมณะ ต่อแต่นี้ไปขอ พระองค์จงทรงทราบไว้ว่าโลกไม่ว่างเปล่า ยังมีสมณะพราหมณ์ผู้ทรงศีล อยู่แล้วทรงอวยทาน ทรงศีล ทรงอุโบสถกรรมเถิด ฝ่ายท้าวสุกกะ ประทับยืนอยู่ที่อากาศ ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะประทานโอวาทแก่ ทวยนครว่า ต่อแต่นี้ไปสูเจ้าทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วทรง ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้หนีไปแล้ว จงกลับ มา. จึงท่านทั้ง ๒ คือท้าวสักกะและพระปัจเจกพุทธเจ้า ได้เสด็จไปยังที่ ของตน. พระราชาทรงตั้งอยู่โนเทวโอวาทของท้าวสักกะนั้น แล้วได้ ทรงทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า. พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว พระราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาปัพพชิตวิเหฐกชาดกที่ ๖
หน้า 180 ข้อ 944, 945, 946, 947
๗. อุปนิสงฆบุปผชาดก ว่าด้วยคนดีไม่ควรทำชั่ว แม้นิดหน่อย [๙๔๔] ดูก่อนท่านผู้เป็นกับด้วยเรา ท่านดม ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ คือดอกบัว ที่เขาไม่ได้ ให้นี้ใด การดมนี้นั้นเป็นองค์ หนึ่งของ การขโมย ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น. [๙๔๕] เราไม่ลัก เราไม่เด็ดดอกบัว แต่เรายืน ดมอยู่ไกล ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนหนอ จึงกล่าวหาว่าเป็นผู้ขโมยกลิ่น ? [๙๔๖] ชายคนนี้ใด ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบุณ- ฑริก ชายคนนี้นั้น ผู้มีการงานเลอะเทอะ อย่างนี้ เหตุไรจึงไม่มีใครว่า ? [๙๔๗] ชายผู้มีกรรมบาปดาดดื่นแล้ว เปรอะ เปื้อนบาป เหมือนผ้าอ้อม ข้าพเจ้าจึงไม่มีคำ พูดอะไรในเรื่องนั้น และข้าพเจ้าควรเพื่อจะว่า กล่าวเขาได้.
หน้า 181 ข้อ 948, 949, 950
[๙๔๘] สำหรับคนผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มีปกติ แสวงหาความสะอาดเป็นนิจ บาปประมาณเท่า ปลายขนทราย จะปรากฏแก่เขา ประมาณเท่า กลีบเมฆทีเดียว. [๙๔๙] ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านรู้จัก ข้าพเจ้าแน่นอน และท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านจงตำหนิอีก เมื่อท่านเห็นโทษชนิดนี้ของเรา. [๙๕๐] ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยสิ่งนั้นเลี้ยงชีพเลย ทั้ง เราไม่ได้เป็นลูกจ้างท่าน ข้าแต่ภิกษุ ตัวท่าน เอง ควรรู้กรรม ที่เป็นเหตุให้ไปสู่สุคติ. จบ อุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗ อรรถกถาอุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยเมตํ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้น เมื่อออกจากพระวิหารเชตวันไปอาศัย อยู่ป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ในโกศลรัฐ วันหนึ่ง ลงไปสู่สระบัวเห็นดอกบัว
หน้า 182 ข้อ 950
บานงามจึงไปยืนดมดอกไม้อยู่ใต้ลม. ลำดับนั้นเทวดาผู้สิงอยู่ที่ไพรสณฑ์ นั้น จึงให้ท่านสลดใจว่า ข้าแต่ท่านผู้เช่นกับด้วยเรา ท่านชื่อว่าเป็น ผู้ขโมยกลิ่น ความคิดว่าดังนี้เป็นสิ่งประเสริฐ เป็นองค์ ๑ ของการขโมย. เธอเป็นผู้ที่เทวดานั้นให้สลดใจแล้ว จึงมาที่พระเชตวันอีก ถวายบังคม พระศาสดาแล้วนั่งอยู่ ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุเธออยู่ที่ ไหน. ทูลว่า อยู่ที่ไพรสณฑ์ชื่อโน้น เทวดาที่ไพรสณฑ์นั้นนั่นเอง ให้ข้าพระองค์สลดใจอย่างนี้. ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดู ก่อนภิกษุ ไม่ใช่แต่เธอเท่านั้นที่ดมดอกไม้อยู่ ถูกเทวดาให้สลดใจ แม้ บัณฑิตในกาลก่อนทั้งหลาย เทวดาก็เคยให้สลดใจมาแล้วเหมือนกัน เป็นผู้ที่ภิกษุนั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ที่หมู่บ้านในแคว้นกาสี ตำบลหนึ่ง เติบโตแล้วได้เรียนศิลปะในเมืองตักกศิลา ต่อมาได้บวชเป็น ฤาษี เข้าไปอาศัยสระบัวแห่งหนึ่งอยู่ วันหนึ่งลงไปสระนั้น ได้ยืนดม ดอกบัวที่บานงดงาม. ครั้งนั้นเทพธิดาตนหนึ่งสถิตอยู่ที่ลำต้นต้นไม้เมื่อ จะให้ทานสลดใจ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนท่านผู้เช่นกับด้วยเรา ท่านดม ดอกไม้ที่เกิดในน้ำ ดอกบัวที่เขาไม่ได้ให้นี้ใด
หน้า 183 ข้อ 950
การดมนี้นั้นเป็นองค์ ๆ หนึ่ง ของการขโมย ท่านเป็นผู้ขโมยกลิ่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกงฺคเมตํ ความว่า นั้นเป็นส่วน ส่วนหนึ่ง. ลำดับนั้นพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:- เราไม่ลัก เราไม่เด็ดดอกบัว แต่เรายืน ดมอยู่ไกล ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไรหนอ ? จึงกล่าวหาว่าเราเป็นผู้ขโมยกลิ่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารา สิงฺฆามิ ความว่า เรายืน ดมอยู่ไกล ๆ. บทว่า วณฺเณน ได้แก่เหตุ. ขณะนั้นชายคนหนึ่งขุดเหง้าบัวและเด็ดดอกบุณฑริก ในสระนั้น. พระโพธิสัตว์เห็นเขาแล้ว เมื่อจะเจรจากับเทพธิดานั้นว่า ท่านกล่าวหา เราผู้ยืนดมอยู่แต่ไกลว่าเป็นโจร แต่เหตุไร จึงไม่ว่าชายคนนั้น ? จึง กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:- ชายคนนี้ใด ขุดเหง้าบัว เด็ดดอกบุณฑ- ริก ชายคนนี้นั้น ผู้มีการงานเลอะเทอะอย่างนี้ แต่เหตุไรจึงไม่มีใครว่า ?
หน้า 184 ข้อ 950
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากิณฺณกมฺมนฺโต ได้แก่มีการงาน หยาบ คือมีการงานทารุณ. ลำดับนั้นเทวดา เมื่อจะบอกเหตุแห่งการพูด แก่พระโพธิสัตว์ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ที่ ว่า :- ชายผู้มีธรรมหยาบดาดดินแล้ว เปรอะ เปื้อนบาป เหมือนผ้าอ้อม ข้าพเจ้าจึงไม่มีคำ พูดอะไรในเรื่องนั้น แล้วข้าพเจ้าควรเพื่อจะว่า กล่าวเขาได้ สำหรับคนผู้ไม่มีกิเลสดุจเนิน มี ปกติแสวงหาความสะอาดเป็นนิจ บาปประ- มาณเท่าปลายขนทราย จะปรากฏแก่เขาประ- มาณเท่ากลีบเมฆทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธาติโจลํว ความว่า คนนี้จะเป็น ผู้เปื้อนไปด้วยบาปทีเดียว เหมือนกะผ้านุ่งของพี่เลี้ยง ที่เปื้อนน้ำลาย น้ำมูก มูตรและคูถ เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงไม่มีการว่าอะไรในเรื่องนั้น. บทว่า ตญฺจารหามิ ความว่า แต่สมณะทั้งหลายผู้มีศีลเป็นที่รักเป็น ผู้ใคร่ต่อโอวาท ข้าแต่สมณะ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงควรเพื่อจะ ว่ากล่าวเขาผู้ทำสิ่งที่ไม่สมควรแม้มีประมาณน้อย. บทว่า อนงฺคณสฺส ได้ แก่ ผู้เช่นกับท่านผู้หาโทษมิได้. บทว่า อพฺภามตฺตํว ขายติ ความว่า
หน้า 185 ข้อ 950
บาปจะปรากฏเป็นสิ่งมีประมาณเท่าเมฆก้อนใหญ่. บัดนี้ เหตุไฉนท่าน จึงจะทำโทษและนี้ให้เป็นอัพโภหาริก เป็นเหมือนไม่มีโทษไป. ส่วนพระโพธิสัตว์ผู้ถูกเทวดาให้สลดใจ ได้ถึงความสังเวชแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- ข้าแต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านรู้จักข้าพ- เจ้าแน่นอน และท่านอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้า แต่ท่านผู้ควรบูชายักษ์ ท่านจงตำหนิอีก เมื่อ ท่านเห็นโทษชนิดนี้ของเรา. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป พระโพธิสัตว์ร้องเรียกเทวดา ว่ายักษ์. บทว่า วชฺชาสิ ความว่า ท่านพึงว่ากล่าว. บทว่า ยทา ปสฺสสิ เอทิสํ ความว่า พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เมื่อใดท่านเห็นโทษ แบบนี้ของข้าพเจ้า เมื่อนั้นท่านพึงว่ากล่าวอย่างนี้ทีเดียว. ลำดับนั้นเทพธิดา จึงกล่าวคาถาที่ ๗ แก่พระโพธิสัตว์ว่า:- ข้าพเจ้าไม่ได้อาศัยสิ่งนั้นเลี้ยงชีพเลย ทั้ง เราไม่ได้เป็นลูกจ้างท่าน ข้าแต่ภิกษุ ตัวท่าน เองควรรู้กรรมที่เป็นเหตุให้ไปสุคติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺติกมฺหเส ความว่า เทพธิดา แสดงว่าข้าพเจ้าไม่เป็นลูกจ้างของท่าน คือไม่เป็นแม้ผู้ทำงานเพื่อสินจ้าง
หน้า 186 ข้อ 950
ของท่าน ข้าพเจ้าจักเทียวพิทักษ์รักษาท่านทุกเวลาด้วยเหตุอะไร. บทว่า เยน คจฺเฉยฺย ความว่า ข้าแก่ภิกษุ ท่านจะพึงไปสู่สุคติด้วย กรรมอันใด ท่านนั่นแหละพึงรู้. เทวดาครั้นให้โอวาทแก่พระโพธิสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็กลับเข้าสู่ วิมานของตน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ยังฌานให้เกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหม- โลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลายแล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่ชุดแห่งสัจธรรม ภิกษุ นั้นดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล. เทพธิดาในครั้งนั้น ได้แก่พระ- อุบลวรรณาเถรีในบัดนี้ ส่วนดาบสได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาอุปสิงฆบุปผชาดกที่ ๗
หน้า 187 ข้อ 951, 952, 953, 954
๘. วิฆาสาทชาดก ว่าด้วยการกินของที่เป็นเดน [๙๕๑] เหล่าชนผู้กินเดนทั้งหลาย พากันอยู่อย่าง สบายดีจริงหนอ ในปัจจุบันก็น่าสรรเสริญ และในสัมปรายภพ ก็จะมีสุคติ. [๙๕๒] ดูก่อนท่านบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อนกแก้ว พูดอยู่ ท่านทั้งหลายก็ไม่สงบใจฟัง. ดูก่อน ท่านพี่น้องร่วมท้องทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงฟังคำนี้ นกแก้วนี้กำลังสรรเสริญเราทีเดียว [๙๕๓] ดูก่อนท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย ข้าพ- เจ้าไม่สรรเสริญท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินของเหลือ เป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายไม่เป็นผู้กินเดน เป็นปกติ. [๙๕๔] พวกเราบวชได้ ๗ พรรษาแล้ว เป็น เหมือนนกยูงอยู่กลางป่า เลี้ยงชีพด้วยอาหาร ที่เป็นเดนเท่านั้น ถ้าหากจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ
หน้า 188 ข้อ 955, 956
ควรตำหนิไซร้ ใครหนอจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ ควรสรรเสริญ ? [๙๕๕] ของที่เหลือของราชสีห์ เสือโคร่งและ สัตว์ร้ายทั้งหลายมีอยู่ ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพ ด้วยอาหารที่เหลือนั้นนั่นเอง พวกเราสำคัญว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินเดนเป็นปกติ. [๙๕๖] ชนเหล่าใดให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ และวณิพกอื่นแล้ว จึงบริโภคส่วนที่เหลือ ชนเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้กินเดน. จบ วิฆาสาทชาดกที่ ๘ อรรถกถาวิฆาสาทชาดกที่ ๘ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ บุปผาราม ทรงปรารภภิกษุผู้มี ศีลน่าเยาะเย้ย แล้วตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุสุขํ วต ชีวนฺติ ดังนี้. ความย่อว่า เมื่อภิกษุเหล่านั้นให้พระมหาโมคคัลลานเถระ ยังปราสาทให้สั่นสะเทือนแล้วพากันสังเวชใจอยู่ ภิกษุทั้งหลายพากันนั่ง กล่าวโทษที่ไม่ใช่คุณของภิกษุเหล่านั้น ในโรงธรรมสภา. พระศาสดา
หน้า 189 ข้อ 956
เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอทั้งหลายนั่งสนทนา กันด้วยเรื่องอะไร ในบัดนี้ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่ในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ภิกษุเหล่านี้ ก็เป็นผู้มีศีลเป็นที่เยาะเย้ยเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องใน อดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นท้าวสักกะ. ในครั้งนั้น พี่น้อง ๗ คน ในหมู่บ้านกาสิกคาม ตำบลใดตำบลหนึ่ง เห็นโทษในกามทั้งหลาย พากันออกบวชเป็นฤาษีอยู่ท่ามกลางป่า ไม่ทำความเพียรในโยคะ เป็น ผู้มากไปทางร่างกายแข็งแรง เที่ยวเล่นกีฬานานัปการ. ท้าวสักกะ เทวราชทรงดำริว่า เราจักให้ภิกษุเหล่านี้ สลดใจ แล้วทรงปลอมพระองค์ เป็นนกแก้ว เสด็จมาถึงที่อยู่ของภิกษุเหล่านั้น แอบอยู่ที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง เมื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นสลดใจ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- เหล่าชนผู้กินเดนทั้งหลายพากันอยู่อย่าง สบายดีจริงหนอ ทั้งในปัจจุบันก็น่าสรรเสริญ ทั้งในสัมปรายภพก็จะมีสุคติ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป นกแก้วกล่าวหมายถึงพวกคน ที่กินอาหารที่เหลือจากผู้อื่นกินแล้ว. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ความว่า เหล่าชนแบบนี้ในปัจจุบันนี้ก็ควรสรรเสริญทีเดียว และในสัมปรายภพ
หน้า 190 ข้อ 956
คนเหล่านั้นก็จะมีสุคติ คือนกแก้วกล่าวโดยอธิบายว่า เขาเหล่านั้นจะ เกิดในสวรรค์. ลำดับนั้น บรรดาฤาษีเหล่านั้น ฤาษีตนหนึ่งได้ยินคำของนกแก้ว นั้นแล้ว จึงเรียกคนที่เหลือมา แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนท่านบัณฑิตทั้งหลาย เมื่อนกแก้ว พูดอยู่ ท่านทั้งหลายก็ไม่สงบใจฟัง ดูก่อน ท่านพี่น้องร่วมท้องทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงฟังคำนี้ นกแก้วนี้กำลังสรรเสริญเราทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาสมานสฺส ความว่า เมื่อนกแก้ว พูดอยู่ด้วยถ้อยคำของมนุษย์. บทว่า นิสาเมถ ได้แก่ไม่ฟัง บทว่า อิทํ สุณาถ ความว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำนี้ของนกแก้วนั้น. เขาร้องเรียกคนเหล่านั้นว่าโสทริยา คือพี่น้องร่วมอุทร เพราะความ เป็นผู้อยู่แล้ว ในอุทรเสมอกัน. ครั้งนั้นนกแก้วเมื่อจะห้ามคนเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ดูก่อนท่านผู้กินซากศพทั้งหลาย ข้าพ- เจ้าไม่สรรเสริญท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลาย จงฟังข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินของเหลือ
หน้า 191 ข้อ 956
เป็นปกติ แต่ท่านทั้งหลายไม่เป็นผู้กินเดน เป็นปกติ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นต่อไป นกแก้วร้องเรียกคนเหล่านั้น ว่า กุณปาทา ความว่า ผู้กินซากศพ. คนเหล่านั้นได้ยินคำนั้นแล้วทั่วทั้งหมด ได้พากันกล่าวคาถา ที่ ๔ ว่า :- พวกเราบวชได้ ๗ พรรษาแล้ว เป็น เหมือนนกยูงอยู่กลางป่า เลี้ยงชีพด้วยอาหาร ที่เป็นเดนเท่านั้น ถ้าหากจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ ควรตำหนิไซร้ ใครหนอจะเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญ สรรเสริญ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิขณฺฑิโน ความว่า ประกอบ ด้วยหงอน. บทว่า วิฆาเสเนว ความว่า พวกเขาเมื่อเลี้ยงชีวิตด้วย อาหารที่เป็นเดนของราชสีห์และเสือโคร่งอย่างเดียวถึง ๗ ปี ตลอดกาล เท่านี้ ถ้าหากเป็นผู้ที่ท่านผู้เจริญพึงตำหนิไซร้ ก็ใครเล่าจะเป็นผู้ที่ท่าน ผู้เจริญควรสรรเสริญ. พระมหาสัตว์เมื่อให้คนเหล่านั้นสลดใจอยู่ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :-
หน้า 192 ข้อ 956
ของที่เหลือของราชสีห์ เสือโคร่งและ สัตว์ร้ายทั้งหลายมีอยู่ ท่านทั้งหลายเลี้ยงชีพ ด้วยอาหารที่เหลือนั้นนั่นเอง พวกเราสำคัญว่า ท่านทั้งหลายเป็นผู้กินเดนเป็นปกติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลานญฺจาวสิฏฺกํ ของที่เหลือ คือโภชนะที่เหลือของสัตว์ร้ายทั้งหลายด้วย. ดาบสทั้งหลายได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ถ้าหากพวกเราไม่ เป็นผู้กินเดนไซร้ ถ้าอย่างนั้นท่านตำหนิใครล่ะ ? ใครเป็นผู้กินเดน. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์นั้นเมื่อจะบอกข้อความนั้นแก่ดาบส เหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- ชนเหล่าใดให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ และวณิพกอื่นแล้ว จึงบริโภคส่วนที่เหลือ ชนเหล่านั้นเป็นผู้กินเดน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วณิพฺพิโน ได้แก่ผู้ขอสิ่งของนั้น ๆ พระมหาสัตว์ครั้นให้ดาบสเหล่านั้นสลดใจแล้ว จึงไปที่อยู่ของตนนั่น เอง.
หน้า 193 ข้อ 956
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุม ชาดกไว้ว่า พี่น้องชาย ๗ คน ในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีศีล น่าเยาะเย้ยเหล่านี้ในบัดนี้ ส่วนท้าวสักกะ ได้เป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาวิฆาสาทชาดกที่ ๘
หน้า 194 ข้อ 957, 958, 959, 960, 961
๙. วัฏฏกชาดก ว่าด้วยการทำให้เกิดความสุข [๙๕๗] พ่อลุงกา ลุงกินอาหารประณีตกับเนยใส แลน้ำมัน แต่เหตุไรเล่าหนอ ลุงจึงผอม ? [๙๕๘] เมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู แสวงหาเหยื่อ ในหมู่อมิตร มีจิตใจหวาดระแวงเป็นนิตย์ จะ มีความมั่นคง ความอ้วนมาแต่ไหน. [๙๕๙] กาทั้งหลายหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์ ก้อน ข้าวที่กาได้มาด้วยกรรมอันเลวทราม ไม่ยังกา ให้เอิบอิ่ม ดูก่อนนกกระจาบ ด้วยเหตุนั้นเรา จึงผอม. [๙๖๐] ดูก่อนนกกระจาบ ส่วนเจ้ากินแต่หญ้า และพืชที่หยาบ ๆ มีรสอร่อยน้อย แต่เหตุไร เล่าหนอ เจ้าจึงอ้วน ? [๙๖๑] ลุงกา ข้าพเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป เลี้ยง ชีพด้วยเหยื่อนั้น ที่ได้มาแล้ว เพราะมักน้อย
หน้า 195 ข้อ 962
คิดน้อย และไปหากินไม่ไกล จึงอ้วน. [๙๖๒] เพราะว่าคนผู้มักน้อย มีความสุขแบบ พระอริยเจ้า ผู้คิดน้อย มีประมาณอาหารที่รับ พอดีแล้ว ย่อมมีพฤติกรรมที่อวดอ้างได้ดี. จบ วัฏฏกชาดกที่ ๙ อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุเหลวไหลรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปณีตํ ดังนี้. พระศาสดาตรัสถามเธอว่า ได้ทราบว่า เธอเป็นคนเหลวไหล จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าค่ะ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่เฉพาะเวลานี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อนเธอก็เป็นคนเหลว ไหลเหมือนกัน ก็แหละเพราะเป็นผู้เหลวไหลนั่นเอง เธอไม่อิ่มใน ซากศพช้าง ซากศพโค ซากศพม้า และซากศพคนทั้งหลายในเมือง พาราณสี จึงเข้าไปสู่ป่า ด้วยคิดว่า เราจักได้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ดังนี้แล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนกกระจาบมีหญ้าและพืชที่หยาบ ๆ เป็นอาหาร อาศัยอยู่ในป่า. ครั้งนั้น ในเมืองพาราณสีมีกาเหลวไหล
หน้า 196 ข้อ 962
ตัวหนึ่ง ไม่อิ่มด้วยซากศพมีช้างเป็นต้น คิดว่า เราจักได้รับอาหารมาก ยิ่งไปกว่านี้ จึงเข้าป่าไปกินผลไม้น้อยใหญ่ เห็นพระโพธิสัตว์ คิดว่า นกกระจาบตัวนี้มีร่างอวบอ้วนเหลือเกิน เห็นจะกินเหยื่ออร่อย เราจัก ถามถึงเหยื่อของนกกระจาบตัวนั้น กินเหยื่อนั้นแล้วจะได้อ้วน แล้ว จึงเกาะอยู่ที่กิ่งไม้เบื้องบนพระโพธิสัตว์ แล้วถามพระโพธิสัตว์ว่า เจ้า นกกระจาบผู้จำเริญ เจ้ากินอาหารที่ประณีตหรือไร จึงได้มีร่าง อวบอ้วน ? พระโพธิสัตว์ถูกกาเหลวไหลถาม เมื่อจะทำปฏิสันถารกับ กานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- พ่อลุงกา ลุงกินอาหารประณีตกับเนยใส และน้ำมัน แต่เหตุไรเล่าหนอ ลุงจึงผอม ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ได้แก่ ภัตที่เขาเตรียมไว้ ตามทำนองโภชนะของคนทั้งหลาย . พระโพธิสัตว์ร้องเรียกกานั้นว่า มาตุละ ด้วยการร้องเรียกด้วยความรัก. บทว่า กิโส คือผอม ได้แก่ มีเนื้อและเลือดน้อย. กาได้ฟังคำของนกกระจาบนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ว่า :- นกกระจาบเมื่อกาอยู่ในท่ามกลางศัตรู แสวงหาเหยื่อในหมู่มิตร มีจิตใจหวาดระแวง
หน้า 197 ข้อ 962
เป็นนิตย์ จะมีความอ้วนมาจากไหน กาทั้ง หลายหวาดระแวงอยู่เป็นนิตย์ ก้อนข้าวที่กา ได้มาด้วยกรรมอันเลวทราม ไม่ยังกาให้เอิบอิ่ม ด้วยเหตุนั้น เราจึงผอม. ดูก่อนนกกระจาบ ส่วนเจ้ากินแต่หญ้า และพืชที่หยาบ ๆ มีรสอร่อยน้อย แต่เหตุไร เล่าหนอ เจ้าจึงอ้วน ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหิยํ ความว่า สำหรับเราผู้ เป็นกาจะมีความมั่นคงมาจากไหน อธิบายว่า จะอ้วนมาจากไหน. บทว่า อุพฺพิคฺคิโน ได้แก่ หวาดระแวงอยู่. คำว่า ธงฺโก เป็นชื่อของกา ทั้งหลายนั่นเอง. บทว่า ปาเปน กมฺมุนา ลทฺโธ ความว่า ก้อนข้าว ที่กาได้มาด้วยกรรมที่เลวทราม คือแย่งชิงเอาของผู้อื่นมา. บทว่า น ปิเณติ ความว่า ไม่เอิบอิ่ม. บทว่า เตนสฺมิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงผอม. บทว่า อปฺปเสฺนหานิ ได้แก่ มีโอชะหย่อน. กา แม้เป็นผู้สำคัญว่า นกกระจาบกินเหยื่อประณีต เมื่อจะถามถึงเหยื่อ ตามปกติของนกกระจาบทั้งหลาย กะพระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคำนี้.
หน้า 198 ข้อ 962
พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะบอกเหตุที่ตนอ้วน จึงได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- ลุงกา ข้าพเจ้ายังอัตภาพให้เป็นไป เลี้ยงชีพด้วยเหยื่อนั้น ที่ได้ได้มาแล้ว เพราะ มักน้อย คิดน้อย และไปหากินไม่ไกล จึง อ้วน เพราะว่า คนผู้มักน้อย มีความสุขแบบ พระอริยเจ้าผู้คิดน้อย มีประมาณอาหารที่รับ พอดีแล้ว ย่อมมีพฤติกรรมที่ควรอวดอ้างได้ดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺฉา ความว่า เพราะมีความ มักน้อยในอาหารทั้งหลาย คือเพราะไม่มีตัณหา อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เพราะต้องการอาหาร โดยยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างเดียว. บทว่า อปฺ- ปจินฺตาย ความว่า เพราะไม่มีความคิดถึงอาหารอย่างนี้ว่า วันนี้เรา จักได้อาหารที่ไหน พรุ่งนี้ที่ไหน. บทว่า อวิทูรคมเนน จ ความว่า และเพราะการไปในที่ไม่ไกล โดยคิดว่า เราจักได้อาหารอร่อย ในที่ ชื่อโน้น. บทว่า ลทฺธาลทฺเธน ความว่า ด้วยอาหารที่ได้แล้วนั้น แหละ จะเลวหรือประณีตก็ไม่ว่า. บทว่า ถูโล เตนสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าอ้วนด้วย เพราะเหตุ ๔ อย่างนั้น. พระโพธิสัตว์ร้องเรียกกาว่า วายสะ. บทว่า อปฺปจินฺตี มีวิเคราะห์ว่า ความสุขของพระอริยเจ้า ทั้งหลาย ผู้เว้นจากความคิดมากเกินไปในอาหาร ชื่อว่า ผู้มีความคิดน้อย
หน้า 199 ข้อ 962
มีอยู่แก่ผู้นั้น เหตุนั้นผู้นั้นจึงชื่อว่า มีความสุขแบบพระอริยเจ้าผู้คิดน้อย ของผู้ประกอบด้วยความสุขเช่นนั้นนั้น. บทว่า สุสงฺคหิตปฺปมาณสฺส ความว่า ผู้มีประมาณแห่งอาหารที่รับไว้ด้วยดีแล้วอย่างนี้ว่า เรากินแล้ว จักสามารถย่อยได้ตลอดเวลาเพียงเท่านี้. บทว่า วุตฺตี สุสมุทานิยา ความว่า ความเป็นไปแห่งชีวิตของบุคคลนี้ สามารถเพื่อจะอวดอ้างได้ คือเป็นไปได้ด้วยดีทีเดียว หมายความว่า เพื่อเกิดขึ้นโดยง่ายดาย. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เหลวไหลตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว. กาในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุ ผู้เหลวไหลในบัดนี้ ส่วนนกกระจาบ ได้แก่ เราตถาคตนั่นเอง. จบ อรรถกถาวัฏฏกชาดกที่ ๙
หน้า 200 ข้อ 963, 964, 965, 966
๑๐. มณิชาดก ว่าด้วยแก้วมณี [๙๖๓] เป็นเวลานานหนอ เราจึงจะเห็นสหาย ทัดทรงแก้วมณี สหายของเรางามจริง เพราะ การแต่งขนที่ช่างตกแต่งดีแล้ว. [๙๖๔] เราเป็นผู้ขวนขวายในการงานทั้งหลาย จึง มีขนแข็งคล้ายเล็บงอกขึ้นใต้ปีก นาน ๆ จึงจะ ได้ช่างกัลบก วันนี้ได้ให้ช่างถอนขนออกแล้ว. [๙๖๕] เธอได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากมาแล้ว ได้ ให้เขาถอนออกไปโดยวิธีใดหนอ เธอจงให้ ช่างถอนออกโดยวิธีนั้นเถิด สหาย ก็เมื่อเป็น เช่นนั้น อะไรเล่าห้อยย้อยอยู่คอของเธอ ? [๙๖๖] แก้วมณีห้อยอยู่ที่คอมนุษย์ พวกสุขุ- มาลชาติทั้งหลาย เราเลียนแบบมนุษย์เหล่านั้น เธออย่าสำคัญว่าทำเล่น.
หน้า 201 ข้อ 967, 968
[๙๖๗] ดูก่อนสหาย ถ้าแม้ว่า เธอชอบใจการ แต่งขนที่ตกแต่งดีแล้วนี้ไซร้ เราจะให้ช่างทำ ให้เธอ และแม้แก้วมณีเราก็จะให้เธอ. [๙๖๘] เธอเท่านั้นแหละเหมาะกับแก้วมณี และ ขนที่ตกแต่งดีแล้ว เราบอกเธอแล้วก็จะไปละ การเห็นเธอเป็นที่รักของฉัน. จบมณิชาดกที่ ๑๐ อรรถกถามณิชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้เหลวไหล จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต ปสฺสามิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันมีนัยดังกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. พระองค์ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นนกพิราบอาศัยอยู่ที่รังนก บนโรงครัวหลัง ใหญ่ ของเศรษฐีเมืองพาราณสี. ฝ่ายกาทำความคุ้นเคยกับนกพิราบ นั้นแล้วอยู่ ณ ที่นั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้นเรื่องทั้งหมดควรให้พิสดาร เถิด. พ่อครัวถอนขนปีกของกาออกแล้วเอาแป้งทาปีกไว้ เจาะชิ้นกระ
หน้า 202 ข้อ 968
เบื้องชิ้นหนึ่งสวมไว้ที่คอแล้วใส่ไว้ในรัง. พระโพธิสัตว์มาจากป่าเห็นมัน แล้ว เมื่อจะทำการเยาะเย้ย จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า:- เป็นเวลานานหนอ เราจึงจะเห็นสหาย ทัดทรงแล้วมณี สหายของเรางามจริง เพราะ การแต่งขนที่ช่างตกแต่งดีแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มสฺสุกุตฺติยา ความว่า เพราะการ ตกแต่งขนนี้. กาได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- เราเป็นผู้ขวนขวายในการงานทั้งหลาย จึง มีขนแข็งคล้ายเล็บงอกขึ้นใต้ปีก นาน ๆ จึง จะได้ช่างกัลบก วันนี้ได้ให้ช่างถอนแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺเม สุพฺยาวโฏ ความว่า กา กล่าวว่า ดูก่อนสหายเราเป็นผู้ขวนขวายในงานราชการทั้งหลาย เมื่อไม่ ได้โอกาสถอน จึงได้มีขนแข็งเหมือนเล็บงอกขึ้นใต้ปีกคือรักแร้. บทว่า อหารยิ ความว่า วันนี้เราได้ให้ช่างถอนขนออกแล้ว. ในลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- เธอได้ช่างกัลบกที่หาได้ยากแล้ว ได้ให้ เขาถอนขนออกไปโดยวิธีใดหนอ เธอจงให้
หน้า 203 ข้อ 968
เขาถอนออกโดยวิธีนั้นเถิด สหาย เมื่อเป็น เช่นนั้น อะไรเล่าห้อยย้อยอยู่ที่คอของเธอ ? คาถานั้นมีเนื้อความว่า เจ้าได้ช่างกัลบกที่หาได้ยาก แล้วได้ให้ เขาถอนขนออกโดยวิธีใด เจ้าชอบใจวิธีนี้นั้น ฉันจักให้เขาทำการตก แต่งขนเคราให้ เจ้าจงให้เขาถอนขนนั้นออกไปเถิด หายเอ๋ย นี้อะไร เล่าห้อยระย้าอยู่ที่คอของเจ้า ? ลำดับนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- แก้วมณีห้อยอยู่ที่คอของมนุษย์ พวก สุขุมาลชาติทั้งหลาย เราเลียนแบบมนุษย์เหล่า นั้น เธออย่าสำคัญว่าทำเล่น. ดูก่อนสหาย ถ้าแม้ว่า เธอชอบใจการ แต่งขนที่ตกแต่งดีแล้วนี้ไซร้ เราจะให้ช่างทำ ให้เธอ และแม้แก้วมณีเราก็จะให้เธอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณี ความว่า รัตนมณีดวงหนึ่ง ห้อยอยู่ ที่คอของคนทั้งหลายแบบนั้น. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสํ อหํ แปลว่า ข้าเลียนแบบพวกเขา. บทว่า มา ตวํ มญฺเ ความว่า แต่
หน้า 204 ข้อ 968
เจ้าอย่าสำคัญว่า สิ่งนั่นข้าทำเล่น. บทว่า ปิหยสิ ความว่า ถ้าหากเจ้า ต้องการแบบขน ที่ข้าแต่งดีแล้วไซร้. พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า เธอเท่านั้นแหละเหมาะกับแก้วมณี และ ขนที่ตกแต่งดีแล้ว เราบอกเธอแล้วก็จะไปละ การเห็นเธอเป็นที่รักของฉัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มณินา ความว่า สำหรับแก้วมณี. ปาฐะเป็นอย่างนี้ทีเดียวก็มี. มีคำอธิบายไว้ว่า สหายกาเอ๋ย เจ้าเท่านั้น แหละเหมาะสำหรับแก้วมณีนี้ และขนที่ตกแต่งแล้วนี้. แต่การเห็นเธอ นั่นเองเป็นที่รักของฉัน เพราะฉะนั้นฉันบอกเธอแล้วก็จะไป. ก็แหละ นกพิราบครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็บินหนีเข้าป่าไป. ส่วนกาถึงการสิ้น ชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจ- ธรรมทั้งหลาย แล้วจึงทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุ ผู้เหลวไหล ดำรงอยู่แล้วในอนาคามิผล. กาในครั้งนั้น ได้แก่ภิกษุผู้ เหลวไหลในบัดนี้ ส่วนนกพิราบ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถามณิชาดกที่ ๑๐
หน้า 205 ข้อ 968
รวมชาดกที่มีในขุรปุตวรรคนี้มี ๑๐ คือ :- ๑. ขุรปุตชาดก ๒. สูจิชาดก ๓. ตุณฑิลชาดก ๔. สุวรรณ- กักกฏกชาดก ๕. มัยหกสกุณชาดก ๖. ปัพพชิตวิเหฐกชาดก ๗. อุป สิงฆบุปผชาดก ๘. วิฆาสาทชาดก ๙. วัฏฏกชาดก ๑๐. มณิชาดก. จบ ขุรปุตวรรคที่ ๒ อรรถกถาชาดกนี้ ชื่อว่า อรรถกถาฉักกนิบาต ประดับด้วย ชาดก ๒๐ ชาดก จบบริบูรณ์แล้วด้วยประการฉะนี้. ปกรณ์นี้ที่พระ- โอรสองค์เล็กของพระเจ้าอภัยสังคหะ. ผู้มีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา ตั้งแต่เวลามีพระชนม์ ๗ พรรษา มีพระหฤทัยผ่องใส ทรงผนวชแล้ว โดยพระนามฉายาว่า อคฺคาณะ ทรงมีพรรษา ๒ ตั้งแต่ทรงผนวช มาสมมุติกันว่าเป็นศิษย์เอกของพระเถระ ชาวบ้านมณีหริตคิรีคาม ผู้ เป็นพระราชาคณะพระนามว่า พระสีลสัมบันตรีปิฎกธร อรรถธรรม โกศลสาสน์ ทรงลิขิตไว้สำเร็จเสร็จสิ้นในเวลาบ่ายวันที่ ๗ ขึ้น ๑๐ ค่ำ ศุกรปักษ์ เดือนอ้าย. รวมวรรคที่มีอยู่ในฉักกนิบาตนี้ ๒ วรรค คือ :- ๑. อาวาริยวรรค ๒. ขุรปุตวรรค จบ ฉักกนิบาตชาดก
หน้า 206 ข้อ 969, 970, 971
สัตตกนิบาตชาดก ๑. กุกกุวรรค ๑. กุกกุชาดก ว่าด้วยปฏิปทาของพระราชาผู้เป็นบัณฑิต [๙๖๙] ยอดโดมสูงศอกครึ่ง จันทันประมาณ ๘ คืบ ยันยอดโดมนั้นไว้ ยอดโดมนั้นทำด้วย ไม้แก่นไม่มีกระพี้ ทรงตัวอยู่ได้อย่างไร จึง ไม่ตกลงจากข้างบน. [๙๗๐] จันทัน ๓๐ ตัว ทำด้วยไม้แก่นไม่มีกระพี้ เหล่าใดวางเรียงยันกันไว้ ยอดโดมที่จันทัน เหล่านั้นยึดไว้ดีแล้ว และถูกกำลังจันทันบีบ บังคับวางขนาบไว้ จึงไม่ตกไปจากข้างบน ฉันใด. [๙๗๑] แม้พระราชาผู้ทรงเป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้น ที่เหล่าองคมนตรีผู้เป็นมิตรมั่นคง มีรูปแบบ ไม่แตกแยกกัน มีความสะอาด ยึดเหนี่ยว
หน้า 207 ข้อ 972, 973, 974
กันไว้ดีแล้ว ก็ไม่ทรงพลาดไปจากสิริเหมือน กับยอดโดมที่แบกภาระของจันทันไว้ฉะนั้น. [๙๗๒] ผู้มีมีด แม้ไม่ปอกเปลือกผลมะงั่วที่มี เปลือกแข็งออกจะทำให้มีรสขม. ข้าแต่ พระราชา บุคคลเมื่อปอกเปลือกเป็น จะทำ ให้มีรสอร่อย เมื่อปอกแต่เปลือกบาง ๆ ออก ก็คงทำให้รสไม่อร่อยฉันใด. [๙๗๓] ฝ่ายพระราชาผู้ทรงพระปรีชา ก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัดเก็บทรัพย์ที่ควรตำหนิ คือไม่ขูด รีดภาษี ทรงคล้อยตามธรรมะปฏิบัติอยู่ ควร ทรงทำความสุขสำราญแก่ราษฎร ไม่ทรง เบียดเบียนผู้อื่น. [๙๗๔] ดอกบัวหลวงมีรากขาว ผุดขึ้นจากน้ำที่ ไม่สะอาด เกิดในสระโบกขรณี บานเพราะ พระอาทิตย์มีแสงเหมือนแสงไฟ โคลนตม ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียกมัน ฉันใด.
หน้า 208 ข้อ 975
[๙๗๕] พระราชาผู้เช่นนั้นก็ฉันนั้น กรรมกิเลส จะไม่เปรอะเปื้อนพระองค์ ผู้มีพระราชวินิจฉัย สะอาด ไม่ทรงผลุนผลัน มีพระราชกิจบริสุทธิ์ ทรงปราศจากกรรมที่เป็นบาป เหมือนดอกบัว ที่เกิดในสระโบกขรณีทั้งหลายฉะนั้น. จบ กุกกุชาดกที่ ๑ อรรถกถาสัตตกนิบาตชาดก อรรถกถากุกกุวรรคที่ ๑ อรรถกถากุกกุชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระราโชวาท ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ทิยฑฺฒกุกฺกุ ดังนี้. เรื่อง ปัจจุบันจักมีแจ้งในเตสกุณชาดก. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ ผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระองค์ พระราชาทรงดำรงอยู่ในการลุอำนาจอคติ ทรงครองราชย์โดยไม่เป็น ธรรม รีดนาทาเร้นชนบทเก็บทรัพย์อย่างเดียว. พระโพธิสัตว์ประสงค์ จะถวายพระโอวาทพระราชา เดินพิจารณาหาอุบายข้อหนึ่งไป. อนึ่ง ในพระราชอุทยานมีพระตำหนักประทับผิดปกติ มุงหลังคายังไม่เสร็จ
หน้า 209 ข้อ 975
เพียงแต่ยกยอดโดมไม้ขึ้น แล้วเอาจันทันสอดพาดไว้. พระราชาเสด็จ ไปพระราชอุทยาน เพื่อต้องการทรงกรีฑา เสด็จดำเนินไปทั่วทุกแห่ง ในพระราชอุทยานนั้นแล้วเสด็จเข้าพระตำหนักนั้น เมื่อทอดพระเนตร เห็นยอดโดม จึงเสด็จออกมาประทับยืนข้างนอก เพราะทรงกลัว จะตกลงเบื้องบนพระองค์ ทรงตรวจดูอีก ทรงดำริว่า ยอดโดม วางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไรหนอ จันทันวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไร เมื่อจะตรัสถานพระโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ยอโดมสูงศอกครึ่ง จันทันประมาณ ๘ คืบ ยันยอดโดมนั้นไว้ ยอดโดมนั้นทำด้วย ไม้แก่นไม่มีกระพี้ ทรงตัวอยู่ได้อย่าง จึง ไม่ตกลงจากข้างบน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิยฑฺฒกุกกุ ความว่า ศอกครึ่ง. บทว่า อุทเยน ความว่า โดยส่วนสูงกว่า. บทว่า ปริกฺขิปนฺติ ความว่า จันทัน คือ ๘ คืบ ยันยอดโดมนี้นั้นไว้ อธิบายว่า ประมาณ ๘ คืบ โดยใช้ยันไว้. บทว่า กุหึ ิตา ความว่า เป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ ที่ไหน บทว่า น ธํสติ ความว่า ไม่ตกไป. พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชาดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า บัดนี้เราได้ อุบายเพื่อจะถวายพระโอวาทพระราชาแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ถวาย ว่า :-
หน้า 210 ข้อ 975
จันทัน ๓๐ ตัว ทำด้วยไม้แก่น ไม่มี กระพี้เหล่าใดวางเรียงยันกันไว้ ยอดโดมที่ จันทันเหล่านั้นยึดไว้ดีแล้ว และถูกกำลัง บีบบังคับวางขนาบไว้ จึงไม่ตกไปจากข้างบน ฉันใด. แม้พระราชาผู้ทรงเป็นบัณฑิต ก็ ฉันนั้น ที่เหล่าองคมนตรีผู้เป็นมิตรมั่นคง มี รูปแบบไม่แตกกัน มีความสะอาด ยึด เหนี่ยวกันไว้ดีแล้ว ก็ไม่ทรงพลาดไปจากสิริ เหมือนกับยอดโดมที่แบกภาระของจันทันไว้ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา ตึสติ สารมยา ความว่า จันทัน ๓๐ ตัวเหล่าใดทำด้วยไม้แก่น. บทว่า ปฏิกิริย ความว่า พยุงไว้. บทว่า สมฏฺิตา ความว่า วางเรียงไว้เสมอกัน. บทว่า พลสา จ ปีฬิตา ความว่า ที่จันทันเหล่านั้น ๆ และกำลังของมันบีบ บังคับยึดกันไว้อย่างดี คือติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน. บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่พระราชาผู้ทรงปรีชา. บทว่า สุจีหิ ความว่า อันกัลยาณมิตร ทั้งหลาย ผู้มีความประพฤติสะอาดเสมอ. บทว่า มนฺติภิ ความว่า ผู้ฉลาดเพราะความรู้. บทว่า โคปาณสีภารวหาว กณฺณิกา ความว่า
หน้า 211 ข้อ 975
ยอดโดมแบกภาระจันทันทั้งหลายไว้ไม่ตกฉันใด แม้พระราชาก็ฉันนั้น เป็นผู้ที่องค์มนตรีทั้งหลายมีประการดังนี้กล่าวแล้ว มีจิตใจไม่แตกแยก กัน จะไม่ทรงพลาด คือไม่ตกไปได้แก่ไม่ขาดหายไปจากสิริ. พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดดู พระราชกิริยาของพระองค์แล้ว จึงทรงทราบว่า เมื่อยอดโดมไม่มี จันทัน ทั้งหลายก็วางอยู่ไม่ได้. ยอดโดมที่จันทันไม่ยึดรั้งไว้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้. เมื่อ จันทันแยกกันยอดโดมก็หล่นฉันใด พระราชาผู้ไม่ทรงธรรมก็ฉันนั้น เหมือนกัน เมื่อไม่ทรงยึดเหนี่ยวใจมิตรอำมาตย์ กำลังพลของตนและ พราหมณ์คหบดีทั้งหลายไว้ เมื่อคนเหล่านั้นแตกแยกกัน ไม่พากัน ยึดเหนี่ยวพระทัยพระองค์ไว้ก็จะเสื่อมจากอิสริยยศ ธรรมดาพระราชา ควรจะเป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้. จึงในขณะนั้น คนทั้งหลายได้นำผลมะงั่ว มา เพื่อต้อนการเป็นบรรณาการทูลเกล้าถวายพระองค์. พระราชา จึงตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า สหายเอ๋ย เชิญรับประทานผลมะงั่วนี้เถิด. พระโพธิสัตว์รับเอาผลมะงั่วนั้นแล้ว เมื่อทูลแสดงอุบายรวบรวมทรัพย์ คือการเก็บภาษีถวายพระราชาด้วยอุปมานี้ว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลาย ไม่รู้การกินผลมะงั่วนี้จะทำให้มีแต่รสขม ส่วนผู้ฉลาดรู้รสเปรี้ยวนำแต่ รสขมออกไป ไม่นำรสเปรี้ยวออก ไม่ให้รสมะงั่วเสีย ภายหลังจึงรับ ประทานดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :- ผู้มีมีด แม้เมื่อไม่ปอกเปลือกผลมะงั่วที่
หน้า 212 ข้อ 975
มีเปลือกแข็งออกจะทำให้มีรสขม ข้าแต่ พระราชา บุคคลเมื่อปอกเปลือกเป็น จะทำ ให้มีรสอร่อย เมื่อปอกแต่เปลือกบาง ๆ ออก คงทำให้รสไม่อร่อยฉันใด. ฝ่ายพระราชา ผู้ทรงพระปรีชา ก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัดเก็บ ทรัพย์ที่ควรตำหนิ คือขูดรีดภาษี ควรทรง ปฏิบัติคล้อยตามธรรมะ ทำความสุขสำราญ แก่ราษฎร ไม่ทรงเบียดเบียนผู้อื่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขรตฺตจํ ได้แก่มีเปลือกแข็ง. บทว่า เพลฺลํ ได้แก่ผลมะงั่ว. ปาฐะว่า พาลํ ก็มี. ความหมายก็เป็นอย่างนี้ เหมือนกัน. บทว่า สตฺถวา ความว่า ผู้มีศัสตราเล็ก คือมีดในมือ. บทว่า อโนมสนฺโต ความว่า เมื่อปอกเปลือกเป็น คือเมื่อเฉือน เปลือกนอกออกและไม่นำรสเปรี้ยวออกไปทำให้รสอร่อย. พระโพธิสัตว์ เรียกพระราชาว่า ปตฺถวา. บทว่า ตนุพนฺธมุทฺธรํ ความว่า แต่ว่า ปอกแต่เปลือกบาง ๆ ออกไป คงทำให้ผลมะงั่วนั้นอร่อยไม่ได้เลย เพราะ ไม่ได้นำรสขมออกไปให้หมดสิ้น. บทว่า เอวํ ความว่า ฝ่ายพระราชา ผู้ทรงพระปรีชาพระองค์นั้นก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัด คือไม่ลุอำนาจตัณหา ที่ผลุนผลัน ทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงเบียดเบียนราษฎร ทรง
หน้า 213 ข้อ 975
เก็บเงินภาษีโดยทำนองปลวกทั้งหลายพัฒนา คือก่อจอมปลวก และ โดยทำนองผึ้งทั้งหลายที่เคล้าเอาเกษรมาทำน้ำผึ้ง เป็นผู้ทรงคล้อยตาม ธรรมะปฏิบัติอยู่โดยการคล้อยตามราชธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ :- ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความ ซื่อตรง ๑ ความอ่อนโยน ๑ ความเคร่งครัด ๑ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑ ความไม่ผิด ๑. ควรทรงทำความสำราญ คือความเจริญให้ตนเองและผู้อื่น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นเลย. พระราชาทรงปรึกษากับพระโพธิสัตว์ไปพลาง เสด็จดำเนินไป พลางถึงฝั่งสระโบกขรณี ทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่บานงามอยู่ในสระ นั้น แต่ไม่เปียกน้ำมีสีเหมือนแสงพระอาทิตย์อ่อน ๆ จึงตรัสว่า สหาย ดอกบัวนี้เกิดในน้ำนั่นแหละ แต่อยู่ได้ไม่เปียกน้ำ. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อทูลโอวาทพระราชานั้นว่า ถึงพระราชาก็ควรเป็น แบบนี้เหมือนกัน จึงได้ทูลคาถาว่า :- ดอกบัวหลวงมีเง่าขาว ผุดขึ้นจากน้ำที่ สะอาด เกิดในสระโบกขรณี บานเพราะ พระอาทิตย์ มีแสงเหมือนแสงไฟ โคลนตม
หน้า 214 ข้อ 975
ก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียกมัน ฉันใด. พระราชาผู้เช่นนั้น ก็ฉันนั้น กรรม กิเลสจะไม่เปรอะเปื้อนพระองค์ ผู้มีพระราช วินิจฉัยสะอาด ไม่ทรงผลุนผลัน มีพระราชกิจ บริสุทธิ์ ทรงปราศจากกรรมที่เป็นบาป เหมือน ดอกบัวที่เกิดในสระโบกขรณีทั้งหลายฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตมูลํ ได้แก่มีเง่าขาว. คำว่า อัมพุช เป็นไวพจน์ของดอกบัวนั่นเอง. บทว่า อคฺคินิภาสิผาลิมํ ความว่า บานแล้ว อธิบายว่า แย้มบานแล้ว เพราะพระอาทิตย์มีแสง เหมือนแสงไฟ. บทว่า น กทโม น รโช น วาริ ลิปฺปติ ความว่า โคลนตม ก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียก อธิบายว่า ไม่ เปรอะเปื้อน. ปาฐะ บาลีว่า ลิมปติ ก็มี. อึกอย่างหนึ่ง บทเหล่านั้น เป็นปฐมาวิภัติใช้ในความหมายสัตมีวิภัติ. ความหมายก็ว่า ไม่แปดเปื้อน คือไม่ผิดอยู่ในโคลนตมเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า โวหารสุจึ ความว่า ทรงเป็นผู้สะอาดในเพราะการทรงตัดสินคดีตามกฏหมาย ที่พระราชา ทั้งหลายผู้ทรงธรรมเก่าก่อนทรงตราไว้ อธิบายว่า ผู้ทรงละการลุอำนาจ อคติทำการวินิจฉัยโดยธรรม. บทว่า อสาหสํ ความว่า ชื่อว่าทรง เว้นจากพระราชกิริยาที่หุนหันพลันแล่น เพราะเหตุที่ทรงดำรงอยู่ใน พระราชวินิจฉัยที่ชอบธรรมนั่นเอง. บทว่า วิสุทฺธกมฺมํ ความว่า
หน้า 215 ข้อ 975
ชื่อว่า ทรงมีพระราชกิจบริสุทธิ์ คือมีปกติตรัสคำจริง ได้แก่ไม่ทรง พิโรธ มายความว่า ทรงเป็นกลาง เท่ากับว่าทรงเป็นเหมือนตราชู เพราะเหตุที่พระองค์ไม่ทรงผลุนผลันนั้นนั่นเอง บทว่า อเปตปาปกํ ได้แก่ทรงปราศจากบาปกรรม. บทว่า น ลิมฺปติ กมฺมกิเลส ความว่า กรรมกิเลสนี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ ไม่ติดเปื้อนพระวาชานั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะพระราชา ผู้เช่นนั้นก็เหมือนดอกบัวที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี. อธิบายว่า ข้าแต่ มหาราช พระราชาผู้เช่นนั้นทรงเป็นผู้ชื่อว่าอันอะไรไม่เปื้อนเปรอะ แล้ว เหมือนดอกปทุมที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี อันอะไรไม่เปื้อน เปรอะแล้ว. พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว จำเดิม แต่นั้นมา ก็ทรงครองราชย์โดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทาน เป็นต้น แล้วได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนอำมาตย์ ผู้เป็นบัณฑิต คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุกกุชาดกที่ ๑
หน้า 216 ข้อ 976, 977, 978, 979, 980
๒. มโนชชาดก ว่าด้วยคบคนชั่วไม่ได้ความสุขยั่งยืน [๙๗๖] เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัด ฉะนั้น มโนชะมฤคราชสหายของเรา ถูกฆ่า แน่นอน. [๙๗๗] ช่างเถอะ เราจะหลีกเข้าป่าที่เร้นลับไป ตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรายังมีชีวิต อยู่คงได้เพื่อนอีก. [๙๗๘] ผู้คบหาคนเลวตามปกติ จะไม่ประสบ ความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนอยู่ เถิด ผู้เชื่อฟังอนุสาสนีของสุนัขจิ้งจอกชื่อ คิริยะ. [๙๗๙] แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อนที่ เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือดของ ตนอยู่เถิด. [๙๘๐] คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำของผู้เกื้อกูล ผู้ชี้ ประโยชน์ให้ จะประสบอย่างนี้ และจะพบ
หน้า 217 ข้อ 981, 982
เพื่อนที่เลวทรามกว่า. [๙๘๑] เมื่อเป็นเช่นนั้น คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบหา คนที่ต่ำทราม จะเป็นคนเลว ว่าคนนั้นที่เดียว จงดูพระยาเนื้อ คือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหา สัตว์ต่ำช้า คือสุนัขจิ้งจอก ถูกกำจัดด้วยกำลัง ลูกศร. [๙๘๒] คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ จะ เสื่อมเสีย แค่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหน ๆ ส่วนผู้คบหาคน ที่ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงเขาโดยเร็ว ด้วย คุณความดี เพราะฉะนั้น คนควรคบแต่คนที่ สูงกว่าตน. จบ มโนชชาดกที่ ๒ อรรถกถามโนชชาดกที่ ๒ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภภิกษุ ผู้คนหาสมาคมฝ่ายที่ผิดแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยถา จาโป นินฺนมติ ดังนี้.
หน้า 218 ข้อ 982
ความพิสดารว่า ในมหิฬามุขชาดกในหนหลัง. แต่ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางบรรพ์ภิกษุนั้น ก็เป็นผู้ซ่องเสพฝ่ายที่ผิดเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นสิงห์โตตัวผู้ อยู่กับสิงห์โตตัวเมีย ได้ลูก ๒ ตัว คือลูกตัวผู้ ๑ ตัว ตัวเมีย ๑ ตัว. ลูกตัวผู้ได้มีชื่อว่า มโนชะ. มันเติบโตแล้ว รับเอาลูกสิงห์โตตัวหนึ่งมาเป็นเมีย. ดังนั้นสิงห์โต เหล่านั้น จึงมีรวมกัน ๕ ตัว. สิงห์โตมโนชะ ได้ฆ่ากระบือเป็นต้น ในป่า นำเนื้อมาเลี้ยงพ่อแม่น้องสาวและเมีย. อยู่มาวันหนึ่งมันเห็น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่ง ชื่อคิริยะที่ถิ่นหากินเหยื่อหนีไม่ทัน ได้นอนหมอบ ลง จึงถามว่า สหายเอ๋ยอะไรกัน เมื่อสุนัขจิ้งจอกบอกว่า ข้าแต่นาย ฉันประสงค์จะปรนนิบัตินาย จึงรับมันไว้แล้วนำมายังถ้ำซึ่งเป็นที่อยู่ ของตน. พระโพธิสัตว์เห็นพฤติการณ์นั้นแล้ว แม้ห้ามอยู่ว่า ลูกมโนชะ เอ๋ย ธรรมดาสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ทุศีล มีบาปธรรม ประกอบสิ่งที่ ไม่ใช่กิจ เจ้าอย่าเอาสุนัขจิ้งจอกนั้นไว้ในสำนักของตน ดังนี้ ก็ไม่อาจ จะห้ามได้. อยู่มาวันหนึ่งสุนัขจิ้งจอกอยากจะกินเนื้อม้า จึงพูดกะมโนชะ ว่า ข้าแต่นาย ขึ้นชื่อว่าเนื้ออย่างอื่นเว้นไว้แต่เนื้อม้า ที่พวกเราไม่ เคยกินไม่มี พวกเราจักตระครุบม้ากันเถอะ. มโนชะถามว่า ม้ามีที่ไหน
หน้า 219 ข้อ 982
นะ ? สุนัขจิ้งจอกตอบว่า ที่ฝั่งแม่น้ำเมืองพาราณสี. มโนชะรับคำ สุนัขจิ้งจอกแล้ว ไปกับมันในเวลาที่ม้าทั้งหลายพากันอาบน้ำในแม่น้ำ ตะครุบม้าได้ตัวหนึ่ง ยกขึ้นหลังมาถึงประตูถ้ำของตนทีเดียว ด้วยกำลัง สิงห์โต. ลำดับนั้น พ่อของเขากัดกินเนื้อม้าแล้ว จึงพูดว่า ธรรมดา ม้าเป็นสัตว์สำหรับใช้สอยของหลวง. และพระราชาทั้งหลาย ก็ทรงมี มายามากมาย ตรัสสั่งให้พวกนายขมังธนูผู้ฉลาด คือแม่นธนูยิง. ขึ้น ชื่อว่าสิงห์โตที่กินเนื้อม้า ที่จะอายุยืนไม่มี ต่อแต่นี้ไปเจ้าอย่าตะครุบ ม้ามากิน. มโนชะไม่ทำตามคำพ่อยังตะครุบอยู่นั่นแหละ. พระราชา ทรงสดับว่า สิงห์โตตะครุบม้ากิน จึงทรงให้สร้างสระโบกขรณี สำหรับ ม้าไว้ภายในพระนครนั่นเอง. แม้จากสระโบกขรณีนั้น สิงห์โตก็ยังมา ตะครุบเอาเหมือนกัน. พระราชาจึงทรงให้สร้างโรงม้า แล้วให้หญ้าและ น้ำแก่ม้าในภายในโรงนั้นเอง. สิงห์โตก็ไปทางด้านบนกำแพง ตะครุบ เอาจากภายในโรงนั่นแหละ. พระราชาตรัสสั่งนายขมังธนูยิงเร็ว คือยิง ไม่ขาดระยะ คนหนึ่งมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจักอาจยิงสิงห์โต ได้ไหม ? เขาทูลว่า ได้พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ให้คนสร้างป้อมไว้ชิด กำแพงใกล้ทางสิงห์โตมาแล้วได้ยืนบนนั้น. สิงห์โตมาแล้วให้สุนัขจิ้งจอก ยืนอยู่นอกป่าช้า แล้ววิ่งเข้าพระนคร เพื่อจะตะครุบม้า. ฝ่ายนายขมัง ธนู เวลาสิงห์โตมา คิดว่า สิงห์โตมีความรวดเร็วมาก จึงยังไม่ยิง แต่เวลามันตะครุบม้าแล้วเดินไป จึงยิงสิงห์โต ที่ลดความเร็วลงแล้ว
หน้า 220 ข้อ 982
เพราะแบกหนัก ด้วยลูกศรที่แหลมคมที่ด้านหลัง. ลูกศรทะลุออกทาง ด้านหน้าแล้ว วิ่งไปในอากาศ. สิงห์โตร้องว่า ข้าถูกยิงแล้ว. นาย ขมังธนูยิงสิงห์โตนั้น สะบัดสายดังเหมือนสายฟ้า สุนัขจิ้งจอกได้ยิน เสียงสิงห์โตและเสียงสายธนูแล้ว คิดว่า สหายของเราจักถูกนายขมัง ธนูยิงให้ตายแล้ว ธรรมดาว่าความคุ้นเคยกับสัตว์ทั้งหลายที่ตายแล้ว ย่อมไม่มี บัดนี้ เราจักไปที่อยู่ของเราตามปกตินั่นแหละ. เมื่อจะเจรจา กับตัวเอง จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- เพราะเหตุที่ธนูโก่ง และสายธนูสะบัด ฉะนั้น มโนชะมฤคราชสหายของเรา ถูกฆ่า แน่นอน. ช่างเถอะ วันนี้เราจะหลีกเข้าป่าที่ เร้นลับไปตามสบาย เพื่อนเช่นนี้จะไม่มี เรา ยังมีชีวิตอยู่ คงได้เพื่อนอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ความว่า ธนูโก่ง เพราะ เหตุใด. บทว่า หญฺเต นูน ความว่า ถูกฆ่าแน่. บทว่า เนตาทิสา ความว่า ธรรมดาสหายแบบนี้ คือสู้ตายแล้ว จะไม่มี. บทว่า ลพฺภา ความว่า ธรรมดาว่าสหาย เรามีชีวิตอยู่อาจหาได้อีก. ฝ่ายสิงห์โดยวิ่งไปด้วยความเร็วอย่างเอกทีเดียว สลัดให้ม้าตกลง ที่ประตูถ้ำ แล้วตนเองก็ล้มลงตาย. ภายหลังญาติของมันพากันออกไปดู
หน้า 221 ข้อ 982
ได้เห็นมันเปื้อนเลือด มีเลือดไหลออกจากปากแผลที่ถูกยิง ถึงความสิ้น ชีวิต เพราะคบสัตว์เลว. พ่อ แม่ น้องสาวและเมียของมัน ได้พากัน กล่าวคาถา ๔ คาถา ตามลำดับว่า :- ผู้คบสัตว์เลวตามปกติ จะไม่ประสบ ความสุขโดยส่วนเดียว จงดูมโนชะผู้นอนอยู่ เถิด ผู้เชื้อฟังอนุสาสนี ของสุนัขจิ้งจอกชื่อ คิริยะ. แม่จะไม่บันเทิงใจ เพราะลูกมีเพื่อน ที่เลวทราม จงดูมโนชะผู้นอนจมกองเลือด ของตนอยู่เถิด. คนผู้ที่ไม่ทำตามถ้อยคำคนที่ เกื้อกูล ผู้ชี้ประโยชน์ให้ จะประสบอย่างนี้ และจะพบเพื่อนที่เลวทรามกว่า. เมื่อเป็นเช่น นั้น คนผู้ที่สูงส่ง แต่คบหาคนที่ต่ำทราม จะ เป็นคนเลวกว่าคนนั้นทีเดียว. จงดูพระยาเนื้อ คือมโนชะผู้สูงส่ง แต่คบหาสัตว์ต่ำช้า คือ สุนัขจิ้งจอก ถูกกำจัดด้วยกำลังลูกศร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจนฺตํ สุขเมธติ ความว่า ไม่ ได้ความสุขตลอดกาลนาน. บทว่า คิริยสฺสานุสาสนี ความว่า พระ- โพธิสัตว์ผู้เป็นพ่อ กล่าวตำหนิว่า นี้เป็นอนุสาสนีของสุนัขจิ้งจอกชื่อ
หน้า 222 ข้อ 982
คิริยะมีรูปอย่างนี้. บทว่า ปาปสมฺปวงฺเกน ความว่า มีเพื่อนที่เลว ทราม. บทว่า อจฺฉนฺตํ ได้แก่จมลง. บทว่า ปาปิโย จ นิคจฺฉติ ความว่า จะพบเพื่อนที่เลวทราม. บทว่า หิตานํ ความว่า ผู้มุ่งประ- โยชน์เกื้อกูล. บทว่า อตฺถทสฺสินํ ความว่า ผู้ชี้แนะประโยชน์อนาคต บทว่า ปาปิโย ได้แก่เลวกว่า. บทว่า อธมชนูปเสวี ความว่า คบ หาคนชั่วช้า. บทว่า อุตฺตมํ ความว่า ผู้เจริญ ที่สุด ด้วยกำลังร่างกาย พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถาหลังสุดว่า :- คนผู้คบหาคนเลวทรามเป็นปกติ จะ เสื่อมเสีย แต่ผู้คบหาคนเสมอกันเป็นปกติ จะไม่เสื่อมเสียในกาลไหน ๆ ส่วนผู้คบหาคนที่ ประเสริฐที่สุดอยู่ จะเข้าถึงเขาโดยเร็ว. เพราะ นั้น คนควรคบแต่คนที่สูงกว่าตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหียติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง- หลาย ธรรมดาว่าผู้คบคนเลว ย่อมเสื่อมไป คือเสียหาย ได้แก่ถึงความ พินาศ. บทว่า ตุลฺยเสวี ความว่า ผู้คบหาคนผู้เช่นกับด้วยตน ด้วย คุณความดีทั้งหลาย มีศีลเป็นต้นอยู่ จะไม่เสื่อมเสีย. แต่เขาจะมีความ เจริญอย่างเดียว. บทวา เสฏฺมุปคมํ ความว่า เมื่อเข้าไปหาคนที่สูง ๆ ว่าตน ด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้นนั่นแหละ. บทว่า อุเทติ ขิปฺปํ ความว่า จะเข้าถึงเขาด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น โดยเร็วทีเดียว.
หน้า 223 ข้อ 982
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจจะ ภิกษุ ผู้คบหาฝ่ายผิด ได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. หมาจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้ แก่พระเทวทัตในบัดนี้ มโนชะ ได้แก่ภิกษุผู้คบฝ่ายผิด น้องสาว ได้แก่ พระอุบลวรรณาเถรี เมีย ได้แก่พระเขมาภิกษุณี แม่ ได้แก่มารดา พระราหุล ส่วนพ่อ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถามโนชชาดกที่ ๒
หน้า 224 ข้อ 983, 984, 985, 986
๓. สุตนชาดก ว่าด้วยเสียเพื่อได้ [๙๘๓] ดูก่อนมฆเทพ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรนี้ พระราชาทรงส่งภัตตาหารเจือด้วยเนื้อสะอาด มาให้ท่าน ขอท่านจงออกมารับประทานเถิด. [๙๘๔] มาเถิดมาณพ จงถือเอาภัตตาหารผสม- ด้วยกับข้าว จงมาเถิดมาณพ ท่านจงกินเถิด ทั้ง ๒ คน คือเราและท่านจักกินกัน. [๙๘๕] ดูก่อนยักษ์ ท่านจักละทิ้งประโยชน์มาก มาย เพราะเหตุเล็กน้อย คนทั้งหลายผู้ระแวง ความตาย จักไม่นำภิกษาหารมาให้ท่าน. [๙๘๖] ดูก่อนยักษ์ ภัตตาหารที่เรานำมานี้ เป็นของ ดี เป็นภักษาหารประจำของท่าน เป็นของ สะอาด ประณีต ประกอบด้วยรสอร่อย ถ้า เมื่อท่านกินเราแล้วไซร้ คนที่จะนำอาหารมา ให้ท่าน จะหาได้ยากในที่นี้.
หน้า 225 ข้อ 987, 988, 989
[๙๘๗] ดูก่อนสุตนะ ประโยชน์ตามที่ท่านพูดถึง ย่อมเจริญแก่เราทีเดียว เราอนุญาตแล้ว ท่าน จงไปหามารดาโดยสวัสดีเถิด. [๙๘๘] ดูก่อนมาณพ ท่านจงเอาพระขรรค์, ฉัตร และฉลองพระบาทไปเถิด มารดาของท่าน ก็จง เห็นท่าน และท่านก็จงเห็นมารดา โดยสวัสดี เถิด. [๙๘๙] ดูก่อนยักษ์ ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข พร้อมกับญาติทั้งหมดเหมือนกัน เราได้ทั้ง ทรัพย์ ทั้งได้ปฏิบัติตามพระราชดำรัส. จบ สุตนชาดกที่ ๓ อรรถกถาสุตนชาดกที่ ๓ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา เต ภตฺตํ ดังนี้. เรื่องจักมีชัดใน ๓ ชาดก. แต่ในที่นี้มีดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคหบดีผู้ตกยาก. ญาติทั้งหลาย
หน้า 226 ข้อ 989
ได้ขนานนามให้ท่านว่า สุตนะ. ท่านเติบโตแล้วได้รับจ้างเลี้ยงบิดา มารดา เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้ว ก็เลี้ยงมารดา. แต่ในเวลานั้น พระเจ้า- พาราณสีได้ทรงเป็นผู้มีพระทัยฝักใฝ่ในการล่าเนื้อ. อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์เสด็จไปป่าไกลประมาณ ๑ โยชน์ พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก ตรัสสั่งให้บอกแก่ทุกคนว่า ถ้าเนื้อหนีออกไปทางที่ผู้ใดยืนอยู่ ผู้นั้น ถูกปรับสินไหม ชื่อนี้. อำมาตย์ทั้งหลายได้พากันกั้นซุ้มถวายพระราชา ในที่ที่เป็นทางเดิน. บรรดาเนื้อทั้งหลายที่ถูกพวกมนุษย์ล้อมที่อยู่ของ เนื้อ ไล่ให้ลุกออกไปด้วยก้อนดินและท่อนไม้ ละมั่งตัวหนึ่ง วิ่งไปที่ที่ พระราชาประทับยืน. พระราชาหมายพระทัยว่า เราจักยิงมัน แล้วได้ ทรงยิงลูกศรไป. แต่เนื้อได้ศึกษามารยามาแล้ว รู้ลูกศรที่บ่ายหน้ามา อย่างสบายมาก. จึงทำเป็นเหมือนต้องลูกศรล้มกลิ้งลง. พระราชาทรง เข้าพระทัยว่า เนื้อถูกเรายิงแล้ว จึงทรงวิ่งไปเพื่อต้องการจับ. แต่เนื้อ ลุกขึ้นวิ่งหนีไปโดยเร็วเหมือนลม. พวกอำมาตย์เป็นต้น ได้พากัน เยาะเย้ยพระราชา. พระองค์จึงทรงติดตามเนื้อไปทัน ในเวลามันล้า ทรงใช้พระขรรค์ฟันออกเป็น ๒ ท่อน คล้องไว้ที่ท่อนไม้ท่อนหนึ่ง เป็นเหมือนคานหามเสด็จมา ทรงแวะเข้าไปต้นไทรที่อยู่ใกล้ทาง ด้วย พระดำริว่า เราจักพักผ่อนหน่อยหนึ่ง แล้วทรงม่อยหลับไป ก็ยักษ์ ชื่อมรรคเทพเกิดที่ต้นไทรนั้น ได้สิทธิที่จะกินสัตว์ตัวที่เข้าไปใต้ต้นไม้ นั้น จากสำนักท้าวเวสสุวัณ. มันจับพระหัตถ์พระราชาผู้ทรงลุกขึ้น แล้วกำลังจะเสด็จไปไว้ โดยขู่ว่า หยุด หยุด ท่านเป็นภักษาหารของ เราแล้ว.
หน้า 227 ข้อ 989
พระราชาตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ? เราเป็นยักษ์ผู้เกิดขึ้นที่นี้ ได้สิทธิกินคนและสัตว์ผู้เข้ามาในที่นี้ ยักษ์ตอบ. พระราชาทรงตั้งพระสติ แล้วตรัสถามว่า เจ้าจักกินเฉพาะวันนี้ หรือ ๆ จักกินเป็นประจำ. เมื่อได้ก็จักกินเป็นประจำ มันตอบ. พระราชาตรัสว่า วันนี้เจ้าจงกินเนื้อนี้ แล้วปล่อยเราไป ตั้งแต่ พรุ่งนี้ไป เราจะส่งคนมาให้ท่าน ๑ คน พร้อมกับสำรับอาหาร ๑ สำรับ. ถ้าอย่างนั้นท่านอย่าลืมในวันที่ท่านไม่ได้ส่งคนมา ข้าพเจ้าจะ กินตัวท่านเอง ยักษ์พูดย้ำ เราเป็นราชาเมืองพาราณสี ขึ้นชื่อว่า สิ่งไม่มี ไม่มีสำหรับเรา พระราชาตรัสรับรอง. ยักษ์รับปฏิญญา แล้วได้ปล่อยพระองค์ไป. พระองค์เสด็จเข้า พระนคร แล้วตรัสบอกข้อความนั้นแก่อำมาตย์ ผู้แจ้งความ คือโฆษก คนหนึ่ง แล้วตรัสถามว่า บัดนี้ เราควรจะทำอย่างไร ? อำ. ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์ทรงทำการกำหนดวันหรือไม่ ? รา. ไม่ได้ทำ. อำ. พระองค์ทรงทำสิ่งที่ไม่สมควร แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระองค์อย่าได้ทรงคิด คนในเรือนจำมีอยู่มาก.
หน้า 228 ข้อ 989
รา. ถ้าอย่างนั้น เจ้าจงทำงานนั้น เจ้าจงให้ชีวิตฉันไว้. อำมาตย์รับใส่เกล้าใส่กระหม่อมว่า สาธุ แล้วเบิกคนจากเรือนจำ ให้แบกกับข้าวไปส่งยักษ์ทุกวัน โดยไม่ให้รู้เรื่องอะไรเลย. ยักษ์กิน ภัตตาหาร แล้วก็กินคนด้วย. ต่อมาเรือนจำทั้งหลายเกิดไม่มีคน คือ นักโทษ. พระราชา เมื่อไม่ได้คนนำสำรับกับข้าวไป ก็ทรงหวาดหวั่น เพราะทรงกลัวความตาย. ลำดับนั้น อำมาตย์เมื่อจะทรงปลอบพระทัย พระองค์ จึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ คนมีความหวังในทรัพย์มีมากกว่า คนมีความหวังชีวิต ข้าพระองค์จักให้วางห่อเงินพันกหาปณะไว้บนคอ ช้าง แล้วให้เที่ยวตีกลองประกาศว่า ใครจักรับเอาทรัพย์นี้ แล้วถือเอา ภัตตาหารไปให้ยักษ์ แล้วก็ให้ทำอย่างนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ ได้ยินคำนั้นแล้ว คิดว่า เราเก็บรวบรวมเงินจากค่าจ้างได้มาสก ๑ บ้าง ครึ่งมาสกบ้าง เลี้ยงมารดาโดยยากลำบาก เราจักรับเอาทรัพย์นี้ให้มารดา แล้วจักไปสำนักของยักษ์ ถ้าหากเราจักอาจทรมานยักษ์ได้ไซร้ ข้อนี้ จะเป็นกุศล แต่ถ้าจักไม่อาจไซร้ มารดาของเราก็จักมีชีวิตอยู่อย่างสบาย. เขาทำความตกลงใจ แล้วจึงบอกข้อความนั้นให้มารดาทราบ ถูกมารดา ห้ามถึง ๒ ครั้งว่า อย่าเลยลูก แม่ไม่ต้องการทรัพย์ ครั้งที่ ๓ ไม่บอก กล่าวมารดาเลย บอกอำมาตย์ว่า นำมาเถิดพ่อมหาจำเริญ ทรัพย์ ๑ พัน ข้าพเจ้าจักนำภัตตาหารไปให้ยักษ์ ให้ทรัพย์แก่มารดา แล้วพูดว่า แม่ แม่อย่าคิดอะไร ผมจะทรมานยักษ์ ทำความสวัสดีแก่มหาชน แล้วจัก
หน้า 229 ข้อ 989
กลับมา. ให้ดวงหน้าของคุณแม่ที่เปียกน้ำตา ยิ้มแย้ม ในวันนี้ทีเดียว ไหว้แม่ให้เบาใจ แล้วไปราชสำนักกับราชบุรุษ ถวายบังคมแล้ว ได้ยืน อยู่. ต่อแต่นั้น ตัวเขา เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าหรือ จักนำภัตตาหารไป ? จึงทูลว่า ใช่แล้ว พระพุทธเจ้าข้า. รา. เธอควรจะได้อะไร ? โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ฉลองพระบาททองคำของใต้ฝ่าละออง ธุลีพระบาท. รา. เพราะเหตุไร ? โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ยักษ์นั้น จะได้กินเฉพาะคนที่ยืนอยู่บน พื้นที่ภายใต้ควงไม้ของตน ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ยืนบนพื้นที่ที่เป็นของ ยักษ์นั้น แต่จักยืนอยู่บนฉลองพระบาท. รา. ควรจะได้อะไร อย่างอื่นอีก ? โพ. ฉัตรพระพุทธเจ้าข้า. รา. ฉัตรนี้ เพื่อประโยชน์อะไร ? โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ยักษ์นั้น จะได้กินเฉพาะคนที่ยืนอยู่ภายใต้ ร่มไม้ของตน ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ยืนอยู่ภายใต้ร่มไม้ แต่จักยืนอยู่ ภายใต้ร่มฉัตร. รา. ควรจะได้อะไรอย่างอื่นอีก ?
หน้า 230 ข้อ 989
โพ. ข้าแต่สมมติเทพ พระขรรค์ของใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท. รา. จักมีประโยชน์อะไรด้วยพระขรรค์นี้ ? โพ. ข้าแต่สมมติเทพ ยักษ์ทั้งหลายกลัวพระขรรค์ แม้มนุษย์ ทั้งหลาย ก็กลัวพระขรรค์เหมือนกัน. รา. ควรจะได้อะไรอย่างอื่นอีก ? โพ. ข้าแต่สมมติเทพ เครื่องต้นเต็มพระสุวรรณภาชน์ของ พระองค์. รา. เพราะเหตุไร พ่อคุณ. โพ. ข้าแต่สมมติเทพ เพราะว่า ธรรมดาการนำโภชนาหาร ที่เลว ๆ บรรจุถาดดิน คือกระเบื้องไป ไม่สมควรแก่ชายชาติบัณฑิต ผู้เช่นกับข้าพระพุทธเจ้า. พระราชาตรัสสั่งว่าแล้ว พ่อคุณ ทรงประทานทุกอย่าง แล้ว ทรงมอบให้คนรับใช้พระโพธิสัตว์ไป. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติ- เทพ ขอพระองค์อย่าทรงกลัว วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าจักทรมานยักษ์ ทำความสวัสดีแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท แล้วจึงจะมา. ถวายบังคม พระราชา แล้วให้คนถือเครื่องอุปกรณ์ไป ณ ที่นั้น ให้คนทั้งหลาย ยืนอยู่ไม่ไกลต้นไม้ สวมฉลองพระบาททองคำขัดพระขรรค์ กั้น เศวตรฉัตรบนศีรษะ ถือภัตตาหารบรรจุถาดทองคำไปยังสำนักของยักษ์.
หน้า 231 ข้อ 989
ยักษ์มองดูทาง เห็นพระโพธิสัตว์นั้น แล้วจึงคิดว่า ชายคนนี้ไม่มา โดยทำนองการมาในวันอื่น ๆ จักมีเหตุอะไรหนอ ? พระโพธิสัตว์ไป ใกล้ต้นไม้ เอาปลายดาบผลักถาดภัตตาหารเข้าไปภายในร่มไม้ ตนเอง ยืนอยู่สุดร่มไม้นั่นเอง กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนมีเทพ ผู้สิงสถิตอยู่ ณ ต้นไทรนี้ พระราชาทรงส่งภัตตาหารเจือด้วยเนื้อสะอาด มาให้ท่าน ขอท่านจงออกมารับประทานเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเหสิ ความว่า ทรงส่งมา. บทว่า มฆเทวสฺมึ อธิวตฺเถ ความว่า ต้นไทร เขาเรียกว่า มฆเทพ พระโพธิสัตว์เรียกเทวดาว่า ท่านผู้สิงอยู่ในต้นไทรนั้น. ยักษ์ได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เราจักลวงชายคนนี้ให้เข้ามา ภายในร่มไม้ แล้วจึงจะกิน ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- มาเถิดมาณพ จงถือเอาภัตตาหารผสม- ด้วยกับข้าว จงมาเถิดมาณพ ท่านจงกินเถิด เราทั้ง ๒ จักกินด้วยกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขํ ได้แก่ ภัตตาหารประจำ. บทว่า สูปิตํ ความว่า ถึงพร้อมด้วยกับข้าว. ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :-
หน้า 232 ข้อ 989
ดูก่อนยักษ์ ท่านจักละทิ้งประโยชน์มาก มาย เพราะเหตุเล็กน้อย คนทั้งหลาย ผู้ระแวงความตาย จักไม่นำภิกษาหาร มาให้ ท่าน ดูก่อนยักษ์ ภัตตาหารที่เรานำมานี้ เป็น ของดี เป็นภัตตาหารประจำของท่าน เป็น ของสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรสอร่อย ถ้าเมื่อท่านกินเราแล้วไซร้ คนที่จะนำภัตตาหาร มาให้ท่าน จะหาได้ยากในที่นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลฺลมตฺถํ ความว่า พระโพธิสัตว์ แสดงว่า ท่านจักละประโยชน์มากมาย เพราะเหตุประมาณเล็กน้อย. บทว่า นาหริสฺสนฺติ ความว่า จำเดิมแต่นี้ไป คนทั้งหลายผู้ระแวง ความตาย จักไม่นำภัตตาหารมาให้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็จักเป็นผู้ ไม่มีอาหาร มีกำลังน้อยเหมือนต้นไม้ ที่มีกิ่งเหี่ยวแห้งแล้วดังนี้. บทว่า ลทฺธายํ ความว่า เป็นของดี คือเป็นของที่มาดี มีอธิบายว่า สหาย ยักษ์ วันนี้เราภิกษาหารมา ภิกษาหารที่เรานำมานี้ เป็นภิกษาหาร ประจำของท่าน เป็นของสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรสที่ยอดเยี่ยม เป็นสิ่งที่มาดี คือจักมาหาท่านทุกวัน. บทว่า อาหริโย ได้แก่ เป็นผู้นำมา มีอธิบายว่า ถ้าหากท่านจะกินเรา ผู้ถือภิกษาหารนี้มาให้
หน้า 233 ข้อ 989
ไซร้ ภายหลังเมื่อเราถูกกินอย่างนี้ แล้วคนอื่นผู้จะนำภิกษาหารมาให้ ท่าน จักหาได้ยากมากในที่นี้. เพราะเหตุไร ? เพราะคนอื่นที่เป็นคน ฉลาดเช่นกับเรา ในเมืองพาราณสีไม่มี. แต่เมื่อเราถูกกินแล้ว คน ทั้งหลายก็จะพูดว่า ยักษ์กินคนชื่อสุตนะ มันไม่ละอายใจต่อใครคนอื่น เลย. ท่านก็จักไม่ได้คนนำภัตตาหารมาให้. เมื่อเป็นเช่นนั้น เริ่มต้น แต่นี้ไป โภชนาหารจักเป็นสิ่งที่หาได้ยากสำหรับท่าน. ฝ่ายท่านก็จัก จับพระราชาของเราไม่ได้. เพราะเหตุไร ? เพราะการยืนอยู่นอกต้นไม้ แต่ถ้าท่านรับประทานภัตตาหารนี้ แล้วจักส่งเราไปไซร้ เราก็จักทูล พระราชาให้ทรงสั่งภัตตาหารประจำแก่ท่าน. เราแม้ตนเองก็จักไม่ให้ ท่านกิน. เพราะว่า เราจักไม่ยืนอยู่ในสำนักของท่าน จักยืนบนฉลอง พระบาท ทั้งจักไม่ยืนใต้ร่มไม้ของท่าน. เราจักยืนใต้ร่มฉัตรของตน เท่านั้น. แต่ถ้าท่านจักต่อสู้กับเรา เราก็จักใช้พระขรรค์นี้ ฟันท่าน ออกเป็น ๒ ท่อน เพราะวันนี้ เราเป็นผู้เตรียมตัวแล้ว จึงมาเพื่อ ประโยชน์นี้เท่านั้น. ได้ทราบว่า พระมหาสัตว์ขู่ยักษ์นั้นอย่างนี้. ยักษ์สังเกตเห็นว่า มาณพพูดถูกแบบ มีจิตเลื่อมใส ได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ว่า :- ดูก่อนสุตนะ ประโยชน์ตามที่ท่านพูดถึง ย่อมเจริญแก่เราทีเดียว เราอนุญาตแล้ว ท่าน จงไปหามารดาโดยสวัสดีเถิด ดูก่อนมาณพ
หน้า 234 ข้อ 989
ท่านเอาจงพระขรรค์, ฉัตรและฉลองพระบาท ไปเถิด มารดาของท่านก็จงเห็นท่าน และท่าน ก็จงเห็นมารดา โดยสวัสดีเถิด. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น. ยักษ์เรียกพระโพธิสัตว์ว่า สุตนะ. บทว่า ยถา ภาสสิ ความว่า ประโยชน์ของเรานั่นเอง ตามที่ท่าน พูดถึง ย่อมเจริญแก่เราทีเดียว. พระโพธิสัตว์ได้ยินคำของยักษ์นั้น แล้วปลื้มใจว่า งานของเรา สำเร็จแล้ว ยักษ์เราทรมานได้แล้ว เราได้ทรัพย์จำนวนมาก ทั้งได้ ปฏิบัติตามพระราชดำรัสแล้ว เมื่อจะทำการอนุโมทนา จึงได้กล่าวคาถา สุดท้าย ว่า :- ดูก่อนยักษ์ ขอท่านจงเป็นผู้มีความสุข พร้อมกับญาติทั้งหมดเหมือนกัน. เราได้ทั้ง ทรัพย์ ทั้งได้ปฏิบัติตามพระราชดำรัส. ก็แหละพระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวคาถาแล้ว ก็เรียกยักษ์มา แล้ว บอกอานิสงส์ศีลและโทษทุศีลว่า ดูก่อนสหาย เมื่อก่อนท่านทำอกุศล- กรรมไว้ จึงเกิดเป็นคนกักขละหยาบคาย มีเนื้อเลือดผู้อื่นเป็นภักษา- หาร ต่อแต่นี้ไป ท่านอย่าได้ทำอกุศลกรรม มีปาณาติบาตเป็นต้น แล้วให้ยักษ์ตั้งอยู่ในศีล ๕ กล่าวว่า ท่านจะมีประโยชน์อะไรด้วยการ อยู่ในป่า มาเถิด เราจะให้ท่านนั่งที่ประตูพระนคร แล้วทำให้มีลาภ
หน้า 235 ข้อ 989
มีภัตตาหารที่เลิศเป็นต้น ออกไปกับยักษ์ ให้ยักษ์นั่นแหละถือพระขรรค์ เป็นต้น ได้ไปเมืองพาราณสี. อำมาตย์ทั้งหลายพากันกราบทูลพระราชา ว่า สุตนมาณพพายักษ์มา. พระราชามีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ทำการ ต้อนรับ. พระโพธิสัตว์ ให้ยักษ์นั่งที่ประตูนคร ทำให้เขามีลาภ มีภัตตาหาร ที่เลิศเป็นต้น แล้วเสด็จเข้าพระนคร ทรงให้ตึกลองเที่ยวประกาศ ให้ชาวพระนครประชุมกัน ตรัสบอกคุณงามความดีของพระโพธิสัตว์ แล้วโปรดเกล้า ๆ พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโพธิสัตว์ และ พระองค์เองก็ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรงทำบุญทั้งหลาย มีทานเป็นต้น แล้วได้ทรงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม พระภิกษุผู้เลี้ยงมารดาได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. ยักษ์ในครั้งนั้น ได้แก่ พระองคุลิมาลในบัดนี้ พระราชา ได้แก่ พระอานนท์ ส่วนมาณพ ได้แก่ เราตถาคตฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาสุตนชาดกที่ ๓
หน้า 236 ข้อ 990, 991, 992, 993, 994
๔. คิชฌชาดก ว่าด้วยเมื่อถึงคราวพินาศความคิดย่อมวิบัติ [๙๙๐] ท่านเหล่านั้น พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ซอกเขาจักทำอย่างไรหนอ เราก็ติด บ่วง ตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลิยะ. [๙๙๑] แร้ง เจ้าโอดครวญทำไม การโอด ครวญของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่ เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นนกพูดภาษาคนได้ เลย. [๙๙๒] เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ ซอกเขา ท่านจักทำอย่างไรหนอ เมื่อเราตก อยู่ในอำนาจของท่านแล้ว. [๙๙๓] ชาวโลกพูดกันว่า แร้งมองเห็นซากศพ ไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉนเจ้าแม้เข้าไปใกล้ ข่ายและบ่วงแล้ว จึงไม่รู้จัก. [๙๙๔] เมื่อใดความเสื่อมจะมี และสัตว์จะมี ความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นเขาแม้จะเข้าไปใกล้ ตาข่ายและบ่วง แล้วก็ไม่รู้จัก.
หน้า 237 ข้อ 995, 996
[๙๙๕] เจ้าจงไปเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า ที่อาศัยอยู่ ที่ซอกเขาเถิด ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว เจ้าจะไป พบญาติทั้งหลาย โดยสวัสดี. [๙๙๖] ดูก่อนนายพราน เจ้าก็จงบรรเทิงใจพร้อม ด้วยญาติทั้งมวลเหมือนกันเถิด เราก็จักเลี้ยง พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ซอกเขา. จบ คิชฌชาดกที่ ๔ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เต กถํ นุ กริสฺสนฺติ ดังนี้. เรื่องจักมีชัดแจ้งในสามชาดก. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดแร้ง เติบโตแล้วให้พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า ตาเสื่อมคุณภาพแล้ว สถิตอยู่ที่ถ้ำเขาคิชฌกูฏ นำเนื้อโคเป็นต้นมาเลี้ยง. เวลานั้นในเมืองพาราณสี นายพรานคนหนึ่งดักบ่วงแร้งโดยไม่กำหนด เวลาไปดูไว้ที่ป่าช้า อยู่มาวันหนึ่งพระโพธิสัตว์ เมื่อแสวงหาเนื้อโค ได้เข้าไปป่าช้า เขาติดบ่วงไม่ได้คิดถึงตน ระลึกถึงแต่พ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว บ่นไปว่า พ่อแม่ของเราจักอยู่ไปได้อย่างไรหนอ ? ไม่รู้ว่าเราติดบ่วงเลย
หน้า 238 ข้อ 996
หมดที่พึ่งขาดอาหารปัจจัย เห็นจักผอมตายที่ถ้ำในภูเขานั่นเอง ดังนี้ กล่าวคาถาที่ ๑ ไปพลางว่า :- ท่านเหล่านั้น พ่อแม่ของเราแก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ซอกเขา จักทำอย่างไรหนอ เราก็ ติดบ่วงตกอยู่ในอำนาจของนายพรานนิลิยะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิลิยสฺส ได้แก่บุตรของนายพราน ที่มีชื่ออย่างนี้ บุตรของนายพรานได้ยินคำโอดครวญของแร้งนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า :- แร้ง เจ้าโอดครวญทำไม การโอด ครวญของเจ้าจะมีประโยชน์อะไรเล่า ข้าไม่ เคยได้ยินหรือไม่เคยเห็นนกพูดภาษาคนได้เลย ว่า เราเลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่าแล้ว อาศัยอยู่ที่ ซอกเขา ท่านจักทำอย่างไรหนอ ? เมื่อเราตก อยู่ในอำนาจของท่านแล้ว ชาวโลกพูดกันว่า แร้งมองเห็นซากศพไกลถึงร้อยโยชน์ เหตุไฉน เจ้าแม้เข้าไปใกล้ตาข่ายและบ่วงแล้วจึงไม่รู้ จัก เมื่อใดความเสื่อมจะมี และสัตว์จะมี ความสิ้นชีวิต เมื่อนั้นเขาแม้จะเข้าไปใกล้
หน้า 239 ข้อ 996
ตาข่ายและบ่วงแล้วก็ไม่รู้จัก เจ้าจงไปเลี้ยง พ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ในซอกเขาเถิด ข้าอนุญาตเจ้าแล้ว เจ้าจงไปพบญาติทั้งหลาย โดยสวัสดี ดูก่อนนายพราน เจ้าจงบรรเทิงใจ พร้อมด้วยญาติทั้งมวลเหมือนกันเถิด เราก็จัก เลี้ยงพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า แล้วอาศัยอยู่ที่ซอกเขา. คาถาเหล่านี้คือ คาถาที่ ๒ นายพรานกล่าว คาถาที่ ๓ แร้ง กล่าวแล้วตามลำดับ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยนฺนุ ความว่า ชาวโลกกล่าวคำ นี้ใดไว้นะ. บทว่า คิชฺโฌ โยชนสตํ กุณปานิ อุเปกฺขติ ความว่า แร้งมองเห็นซากศพที่วางอยู่เกินร้อยโยชน์ ถ้าหากชาวโลกกล่าวถ้อยคำ นั้นไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉนแร้งแม้เข้าไปใกล้ข่ายและบ่วงจึงไม่ รู้จัก คือ แม้มาถึงที่แล้วก็ไม่รู้จัก. บทว่า ปราภโว ได้แก่ ความพินาศ. บทว่า ภรสฺสุ ความว่า นายพรานนั้น ครั้นได้ฟังธรรมกถาของพระ- โพธิสัตว์นี้แล้วคิดว่า พระยาแร้งผู้ฉลาด เมื่อโอดครวญก็ไม่โอดครวญ เพื่อตน แต่โอดครวญเพื่อพ่อแม่ พระยาแร้งนี้ไม่ควรตาย แล้วได้ กล่าวยินดีต่อพระโพธิสัตว์นั้น ก็แหละครั้นกล่าวแล้วก็แก้บ่วงออกด้วย จิตใจรักใคร่อ่อนโยน.
หน้า 240 ข้อ 996
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์พ้นจากมรณทุกข์มีความสุขใจแล้ว เมื่อ จะทำอนุโมทนาแก่นายพรานนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายแล้ว ได้คาบเอา เนื้อเต็มปากไปให้พ่อแม่. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจธรรม ทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้เลี้ยง มารดาได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บุตรนายพรานในครั้งนั้น ได้แก่ พระฉันนเถระ ในบัดนี้ พ่อแม่ได้แก่ราชตระกูลใหญ่ ส่วนพระยาแร้ง ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๔
หน้า 241 ข้อ 997, 998, 999, 1000
๕. ทัพพปุปผชาดก ว่าด้วยโทษของการโต้เถียงกัน [๙๙๗] สหายนากผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ขอ ท่านจงมีความเจริญ จงตามฉันมาเถิด ฉันจับ ปลาตัวใหญ่ได้แล้ว มันลากฉันไปด้วยกำลัง เร็ว. [๙๙๘] นากผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ขอท่านจง มีความเจริญ ท่านจงคาบไว้ให้มั่นด้วยกำลัง เราจักยกปลานั้นขึ้น เหมือนครุฑยกนาคขึ้น ฉะนั้น. [๙๙๙] สหายทรรพบุบผา พวกเราเกิดทะเลาะ กันขึ้น ขอท่านจงฟังเรา ดูก่อนสหาย ขอจง ระงับความบาดหมางกัน ขอให้ข้อพิพาท จง สงบลง. [๑๐๐๐] เราเป็นผู้พิพากษามาก่อน ได้พิจารณา คดีมาแล้วมากมายสหาย เราจะระงับความ บาดหมางกัน ข้อพิพาทจะสงบลง.
หน้า 242 ข้อ 1001, 1002, 1003, 1004, 1005
[๑๐๐๑] สหายผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ท่อนหาง จักเป็นของเจ้า แต่ท่อนหัวจักเป็นของผู้เที่ยว หากินในน้ำลึก ส่วนอีกท่อนกลางนี้ จักเป็น ของผู้ตัดสิน. [๑๐๐๒] ถ้าเราไม่วิวาทกันไซร้ ท่อนกลางก็จัก เป็นอาหารไปได้นานวัน แต่เพราะวิวาทกัน สุนัขจิ้งจอกจึงนำเอาปลาตะเพียนแดง ที่ไม่ใช่ หัวไม่ใช่หางไป คือท่อนกลาง. [๑๐๐๓] วันนี้ฉันเห็นผัวมีอาหารเต็มปาก จึงชื่น ใจเหมือนกษัตริย์ได้ราชสมบัติ เป็นพระราชา แล้วพึงทรงชื่นชมก็ปานกัน. [๑๐๐๔] พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก ไฉนหนอ จึงจับ ปลาในน้ำได้ ดูก่อนพี่ร่วมชีวิต พี่ถูกฉันถาม แล้ว ขอจงบอกฉันว่าพี่ได้มาอย่างไร ? [๑๐๐๕] คนทั้งหลายผ่ายผอม เพราะวิวาทกัน มีความสิ้นทรัพย์ก็เพราะวิวาทกัน นาก ๒ ตัว พลาดปลาชิ้นนี้ เพราะทะเลาะกัน แม่งามงอน เจ้าจงกินปลาตะเพียนแดงเถิด.
หน้า 243 ข้อ 1006
[๑๐๐๖] ในหมู่มนุษย์ ข้อพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษา เพราะผู้พิพาก- ษาเป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสีย ทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั่นเอง แต่ คลังหลวงเจริญขึ้น. จบ ทัพพปุปผชาดกที่ ๕ อรรถกถาทัพพปุปผชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระอุปนันทศากยบุตร แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนุตีรจารี ภทฺทนฺเต ดังนี้. ดังจะกล่าวโดยย่อ ท่านบวชในพระศาสนาแล้ว ละคุณธรรมมี ความปรารถนาน้อยเป็นต้น ได้เป็นผู้มีความทะยานอยากมาก. ในวันเข้า พรรษาท่านยึดครองวัดไว้ ๒, ๓ วัด คือวางร่มหรือรองเท้าไว้วัดหนึ่ง ไม้- เท้าคนแก่หรือหม้อน้ำไว้อีกวัดหนึ่ง ตนเองก็อยู่วัดหนึ่ง. ท่านจำพรรษาที่ วัดในชนบทวัดหนึ่ง สอนปฏิปทาอันเป็นวงศ์ของพระอริยเจ้า ที่แสดง ถึงความสันโดษในปัจจัย แก่ภิกษุทั้งหลายแจ่มชัดเหมือนยกพระจันทร์ ขึ้นในอากาศก็ปานกันว่า ธรรมดาภิกษุควรเป็นผู้มักน้อย. ภิกษุทั้งหลาย ได้ฟังคำนั้นแล้ว พากันทิ้งบาตรและจีวรที่น่าชอบใจ รับเอาบาตรดิน-
หน้า 244 ข้อ 1006
เหนียวและผ้าบังสุกุล. ท่านให้ภิกษุทั้งหลาย วางของเหล่านั้นไว้ ณ ที่ อยู่ท่าน ออกพรรษาปวารณาแล้ว บรรทุกเต็มเกวียนไปพระเชตวัน- มหาวิหาร ถูกเถาวัลย์เกี่ยวเท้า ที่ด้านหลังวัดป่าแห่งหนึ่งในระหว่างทาง ข้าใจว่า จักต้องมีของอะไรที่เราควรได้ในวัดนี้แน่นอน แล้วจึงแวะวัด นั้น. ในวัดนั้นภิกษุแก่ คือหลวงตา จำพรรษาอยู่ ๒ รูป. ท่านได้ ผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ๒ ผืนและผ้ากัมพล เนื้อละเอียดผืนหนึ่ง ไม่อาจจะ แบ่งกันได้ เห็นท่านมาดีใจว่า พระเถระจักแบ่งให้พวกเราได้แน่ จึง พากันเรียนท่านว่า ใต้เท้าขอรับ พวกกระผมไม่สามารถแบ่งผ้าจำนำ พรรษานี้ได้ พวกกระผมจะมีการวิวาทกัน เพราะผ้าจำนำพรรษานี้ ขอใต้ เท้า จงแบ่งผ้านี้ให้แก่พวกกระผม. ท่านรับปากว่า ดีแล้ว ผมจักแบ่งให้ แล้วได้แบ่งผ้าสาฎกเนื้อหยาบให้ภิกษุ ๒ รูป บอกว่า ผืนนี้คือผ้ากัมพล ตกแก่ผมผู้เป็นพระวินัยธร แล้วก็หยิบเอาผ้ากัมพล หลีกไป. พระเถระ แม้เหล่านั้น ยังมีความอาลัยในผ้ากัมพล จึงพากันไปเชตวันมหาวิหาร พร้อมกับท่านอุปนันทะนั้นนั่นแหละ ได้บอกเนื้อความนั้นแก่ภิกษุทั้ง- หลายผู้เป็นพระวินัยธร แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญมีหรือไม่หนอ การที่พระวินัยธรทั้งหลาย กินของที่ริบมาได้อย่างนี้. ภิกษุทั้งหลายเห็น กองบาตรและจีวร. ที่พระอุปนันทะนำมาแล้ว พูดว่า ท่านผู้มีอายุ ท่านมี บุญมากหรือ ? ท่านจึงได้บาตรและจีวรมาก. ท่านบอกทุกอย่างว่า ท่าน ผู้มีอายุผมจักมีบุญแต่ที่ไหน ? บาตรและจีวรนี้ผมได้มาด้วยอุบายนี้. ภิกษุ
หน้า 245 ข้อ 1006
ทั้งหลายพากันตั้งเรื่องขึ้นในธรรมสภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ ท่านอุป- นันทะ ศากยบุตรมีตัณหามาก มีความโลภมาก. พระศาสดาเสด็จมาถึง แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พระอุปนันทะ ไม่ทำสิ่งที่เหมาะสมแก่ปฏิปทา ธรรมดา ว่าภิกษุ เมื่อจะบอกปฏิปทาแก่ผู้อื่น ควรจะทำให้เหมาะสมแก่ตนก่อน แล้วจึงให้โอวาทผู้อื่นในภายหลัง ครั้นทรงแสดงธรรม ด้วยคาถาใน ธรรมบทนี้ว่า :- คนควรตั้งตนเองไว้ในที่เหมาะสมก่อน ภายหลังจึงพร่ำสอนผู้อื่น ผู้ฉลาดไม่ควรจะ มัวหมอง. แล้วตรัสว่า พระอุปนันทะ ไม่ใช่มีความโลภมากแต่ในบัดนี้ เท่านั้น แม้เมื่อแต่ก่อนเธอก็มีความโลภมากเหมือนกัน และก็ไม่ใช่แต่ ในบัดนี้เท่านั้น แม้เมื่อก่อน เธอก็ริบสิ่งของของภิกษุเหล่านี้ เหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นรุกขเทวดาที่ฝั่งแม่น้ำ. ครั้งนั้นสุนัข จิ้งจอกตัวหนึ่ง ชื่อมายาวี คือเจ้าเล่ห์ พาเมียไปอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่ง ใกล้ฝั่งแม่น้ำ. อยู่มาวันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกตัวเมียพูดกับตัวผู้ว่า พี่ฉัน
หน้า 246 ข้อ 1006
เกิดแพ้ท้องแล้วฉันอยากกินเนื้อที่ยังมีเลือดสด ๆ อยู่. สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ บอกว่า น้องอย่าท้อใจ พี่จักนำมาให้น้องให้ได้ จึงเดินไปริมฝั่งน้ำ ถูกเถาวัลย์คล้องขา จึงได้เดินไปตามฝั่งนั่นเอง. ขณะนั้น นาก ๒ ตัว คือตัวหนึ่งเที่ยวหากินน้ำลึกเป็นปกติ ส่วนตัวหนึ่งเที่ยวหากินตามฝั่งเป็น ปกติ กำลังเสาะแสวงหาปลา ได้หยุดยืนอยู่ที่ตลิ่ง. บรรดานาก ๒ ตัวนั้น ตัวเที่ยวหากินน้ำลึก เห็นปลาตะเพียนแดงตัวใหญ่ จึงดำน้ำไป โดยเร็วคาบทางปลาไว้ได้. แต่ปลาแรงมากฉุดนากไป. นากตัวที่เที่ยว หากินน้ำลึกจึงเจรจาตกลงกับนากอีกตัวหนึ่งว่า ปลาตัวใหญ่จักพอกิน สำหรับเราทั้ง ๒ มาเถอะ จงเป็นสหายผู้ร่วมงานของเรา แล้วกล่าว คาถาที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนสหายนาก ผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ขอ ท่านจงมีความเจริญ จงตามฉันมาเถิด ฉันคาบ ปลาตัวใหญ่ไว้ แล้วมันลากฉันไปด้วยกำลัง เร็ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหายมนุธาว มํ ความว่า สหาย จงตามฉันมา. ม อักษรท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจสนธิ. มีคำอธิบายว่า ขอสหายจงตามฉันมาคาบท่อนหางไว้ เหมือนฉันไม่ท้อถอยเพราะ การจับปลาตัวนี้ ฉะนั้น.
หน้า 247 ข้อ 1006
นากอีกตัวหนึ่ง ได้ยินคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนนากผู้เที่ยวหากินในน้ำลึก ขอท่าน จงมีความเจริญ ท่านจงคาบไว้ให้มั่น ด้วย กำลัง เราจักยกปลานั้นขึ้นเหมือนครุฑยกนาค ขึ้น ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถามสา ความว่า ด้วยกำลัง. บทว่า อุทฺธริสฺสามิ ความว่า จักนำออกไป. บทว่า สุปณฺโณ อุรคมฺมิว ความว่า เหมือนครุฑยกงูขึ้น ฉะนั้น. ลำดับนั้น นากทั้ง ๒ ตัวนั้น ร่วมกันนำปลาตะเพียนแดงออก มาได้ วางให้ตายอยู่บนบกเกิดการทะเลาะกันว่า แบ่งสิแกแบ่งสิ แล้ว ไม่อาจแบ่งกันได้ จึงหยุดนั่งกันอยู่. ขณะนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งเข้า มาถึงที่นั้น. นากเหล่านั้นเห็นแล้ว ทั้ง ๒ ตัว จึงพากันต้อนรับแล้ว พูดว่า สหายทรรพบุบผา ปลาตัวนี้ พวกเราจับได้ร่วมกัน เมื่อพวก เราไม่สามารถจะแบ่งกันได้ จึงเกิดขัดแย้งกันขึ้น ขอเชิญท่านแบ่งปลา ให้พวกเราเท่า ๆ กันเถิด แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- สหายทรรพบุบผา พวกเราเกิดทะเลาะ กันขึ้น ขอท่านจงฟังเรา ดูก่อนสหาย ขอจง
หน้า 248 ข้อ 1006
ระงับความบาดหมางกัน ขอให้ข้อพิพาทจง สงบลง. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น นากเรียกสุนัขจิ้งจอกว่า ทรรพบุบผา เพราะมันมีสีเหมือนดอกหญ้าคา. บทว่า เมธคํ ได้แก่การทะเลาะกัน. สุนัขจิ้งจอกได้ยินถ้อยคำของนากเหล่านี้ แเล้ว เมื่อจะแสดงถึง ปรีชาสามารถของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- เราเป็นผู้พิพากษามากก่อน ได้พิจารณา คดีมาแล้วมากมายสหาย เราจะระงับความ บาดหมางกัน ข้อพิพาทจงสงบลง. สุนัขจิ้งจอกครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อจะแบ่งปลา จึงกล่าวคาถา นี้ว่า :- สหายผู้เที่ยวหากินตามฝั่ง ท่อนหาง จักเป็นของเจ้า แต่ท่อนหัวจักเป็นของผู้เที่ยว หากินในน้ำลึก ส่วนอีกท่อนกลางนี้ จักเป็น ของผู้ตัดสิน. บรรดาคาถาทั้ง ๒ นั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความดังนี้. เราเคย เป็นผู้พิพากษาของพระราชาทั้งหลายมาก่อน เรานั้นนั่งในศาลพิจารณา
หน้า 249 ข้อ 1006
คดีมามากทีเดียว คือคดีมากมาย ของพราหมณ์และคหบดีทั้งหลายเหล่า นั้นๆ เราพิจารณา คือวินิจฉัยมาแล้ว เรานั้นจักไม่อาจพิจารณาคดี ของสัตว์ ๔ เท้าทั้งหลาย ผู้มีชาติเสมอกัน เช่นท่านทั้งหลายได้อย่างไร เราจะระงับความร้าวรานของท่านทั้งหลาย สหาย ความวิวาทบาด หมางกัน จงสงบคือระงับไป เพราะอาศัยเรา. ก็แหละ ครั้นกล่าว อย่างนี้แล้ว มันก็แบ่งปลาเป็น ๓ ส่วนแล้วบอกว่า. ดูก่อนนากตัวเที่ยว หากินตามฝั่ง เจ้าจงคาบเอาท่อนหาง ท่อนหัวจงเป็นของตัวเที่ยวหากิน ในน้ำลึก. บทว่า อจฺจายํ มชฺฌิโม ขณฺโฑ ความว่า อีกส่วนท่อน กลางนี้. อีกอย่างหนึ่งบทว่า อจฺจ ความว่า เลยไป คือท่อนที่อยู่เลย ส่วนทั้ง ๒ นี้ไป ได้แก่ท่อนกลางนี้ จักเป็นของผู้พิพากษา คือนายผู้ วินิจฉัยคดี. สุนัขจิ้งจอกครั้นแบ่งปลาอย่างนี้แล้ว ก็บอกว่า เจ้าทั้งหลายอย่า ทะเลาะกันแล้วพากันกินท่อนหางและท่อนหัวเถิด แล้วก็เอาปากคาบเอา ท่อนกลางหนีไปทั้ง ๆ ที่นาก ๒ ตัวนั้นเห็นอยู่นั่นแหละ. นาก ๒ ตัวนั้น นั่งหน้าเสียเหมือนแพ้ตั้งพันครั้ง แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- ถ้าเราไม่วิวาทกันไซร้ ท่อนกลางก็จัก เป็นอาหารไปได้นานวัน แต่เพราะวิวาทกัน สุนัขจิ้งจอกจึงนำเอาปลาตะเพียนแดงที่ไม่ใช่ หัวไม่ใช่หางไป คือท่อนกลาง.
หน้า 250 ข้อ 1006
ฝ่ายสุนัขจิ้งจอกดีใจว่า วันนี้เราจักให้เมียกินปลาตะเพียนแดง แล้วได้มาที่สำนักของเมียนั้น. นางเมียเห็นผัวกำลังมาดีใจเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :- วันนี้ฉันเห็นผัวมีอาหารเต็มปาก จึงชื่น ใจเหมือนกษัตริย์ได้ราชสมบัติเป็นพระราชา แล้ว พึงทรงชื่นพระทัย ก็ปานกัน. ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อถามถึงอุบายที่ได้อาหารมา จึงกล่าว คาถานี้ว่า :- พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก ไฉนหนอ จึงจับ ปลาในน้ำได้ ดูก่อนพี่ร่วมชีวิต พี่ถูกฉันถาม แล้ว ขอจงบอกฉันว่า พี่ได้มาอย่างไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถนฺนุ ความว่า เมื่อสุนัขจิ้งจอก ผัวบอกว่า จงกินเถิดน้อง แล้ววางชิ้นปลาไว้ข้างหน้า สุนัขจิ้งจอก ตัวเป็นเมีย จึงถามว่า พี่เป็นสัตว์เกิดบนบก แต่จับปลาในน้ำมาได้ อย่างไร ? สุนัขจิ้งจอกตัวเป็นผัว เมื่อจะบอกอุบายที่ได้ปลานั้นมา จึงกล่าว คาถาติดต่อกันไปว่า :-
หน้า 251 ข้อ 1006
คนทั้งหลายผ่ายผอม เพราะวิวาทกัน มี ความสิ้นทรัพย์ ก็เพราะวิวาทกัน นาก ๒ ตัว พลาดปลาชิ้นนี้ เพราะทะเลาะกัน แม่งามงอน เจ้าจงกินปลาตะเพียนแดงเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวาเทน กิสา โหนฺติ ความว่า น้องนางผู้เจริญเอ๋ย สัตว์เหล่านี้ เมื่อทำการวิวาทกัน อาศัยการวิวาท จะฝ่ายผอม คือมีเนื้อและโลหิตน้อย. บทว่า วิวาเทน ธนกฺขยา ความว่า ถึงความสิ้นทรัพย์ทั้งหลาย มีเงินและทองเป็นต้น ก็มี เพราะ การวิวาทกันนั่นเอง. เมื่อคนทั้ง ๒ วิวาทกัน คนหนึ่งแพ้ เพราะแพ้ จึงถึงความสิ้นทรัพย์ เพราะให้ส่วนแห่งความชนะแก่ผู้พิพากษา. บทว่า ชินา อุทฺทา ความว่า นาก ๒ ตัวพลาดปลาชิ้นนี้ไป เพราะวิวาทกัน นั่นเอง เพราะฉะนั้น เธออย่าถามถึงเหตุแห่งปลาชิ้นนี้ที่เรานำมาแล้ว ดูก่อนน้อง เธอจงกินปลาตะเพียนแดงชิ้นนี้อย่างเดียว. คาถาบอกนี้ เป็นคาถาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว ว่า ดังนี้ :- ในหมู่มนุษย์ ข้อพิพาทกันเกิดขึ้น ณ ที่ใด พวกเขาจะวิ่งหาผู้พิพากษา เพราะผู้พิพากษา เป็นผู้แนะนำพวกเขา ฝ่ายพวกเขาก็จะเสีย
หน้า 252 ข้อ 1006
ทรัพย์ ณ ที่นั้น เหมือนนาก ๒ ตัวนั้นเอง แต่ คลังหลวงเจริญขึ้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมว ความว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย นาก ๒ ตัวนั้น พลาดไปแล้วฉันใด ถึงในหมู่มนุษย์ก็เช่นนั้น เหมือนกัน ณ ที่ใด เกิดการวิวาทกันขึ้น ณ ที่นั้น คนทั้งหลายจะวิ่งหา ผู้พิพากษา คือเข้าไปหาเจ้านายผู้ตัดสิน. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า ท่าน เป็นผู้แนะนำพวกเขา อธิบายว่า เป็นผู้จะให้ข้อพิพาทของพวกเขา ที่ ทะเลาะกันสงบลงได้. บทว่า ธนาปิ ตตฺถ ความว่า พวกเขาผู้วิวาท กันจะเสื่อมแม้จากทรัพย์ ณ ที่นั้น อธิบายว่า จะเสื่อมจากของที่มีอยู่ ของตน. แต่คลังหลวงจะเจริญขึ้น เพราะสินไหม และเพราะรับส่วน แบ่งจากชัยชนะ. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า สุนัขจิ้งจอกในครั้งนั้น ได้แก่พระอุปนันทะในบัดนี้ นาก ๒ ตัว ได้แก่ภิกษุแก่ ๒ รูป ส่วนรุกขเทวา ผู้ทำเหตุนั้นให้เห็นประจักษ์ ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทัพพปุปผชาดกที่ ๕
หน้า 253 ข้อ 1007, 1008, 1009
๖. ทสัณณกชาดก ว่าด้วยให้แล้วไม่เดือดร้อนภายหลังทำได้ยาก [๑๐๐๗] ชายคนนี้กลืนดาบทสรรณกะ ที่มีคมอัน คมกริบ ดื่มเลือดผู้อื่นที่กระทบแล้ว ฟันแล้ว ในท่ามกลางบริษัท ยังมีไหม สิ่งที่ทำได้ยาก กว่าการกลืนดาบนี้ ท่านถูกเราถามแล้วจงบอก เหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา. [๑๐๐๘] ก็ผู้ใดฟังกล่าวว่า เราจะให้การกล่าวของ ผู้นั้น ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบ ที่ดื่มโลหิต ของผู้อื่นที่กระทบเข้าแล้ว ของชายคนนั้น เพราะความโลภ เหตุอย่างอื่นทุกอย่าง เป็นส่ง ที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอพระองค์ โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด. [๑๐๐๙] อายุรบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้ ข้อความแห่งปัญญาแล้ว บัดนี้เราจะขอถาม ปุกกุสบัณฑิตว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่าการบอกว่า
หน้า 254 ข้อ 1010, 1011, 1012
เราจะให้นั้นยังมีอยู่หรือ ท่านถูกเราถามแล้ว จงบอกเหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา. [๑๐๑๐] คนทั้งหลายไม่รักษาคำที่พูดไว้ คำที่พูด ที่เปล่งออกไปนั้นก็ไม่มีผล ก็ผู้ใดให้ปฏิญญา ไว้แล้ว ก็ตัดทอนความโลภได้ การบั่นทอน ความโลภของผู้นั้นนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยาก ว่า การกลืนดาบและกว่าการให้ปฏิญญานั้น เหตุ อย่างอันทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย. ข้าแต่ พระเจ้ามคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่าง นี้เถิด. [๑๐๑๑] ปุกกุสบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้ ข้อความแห่งปัญหาแล้ว บัดนี้ เราจะถามเสนก- บัณฑิตกว่า สิ่งที่ทำได้ยากว่าการให้สิ่งของนั้น ยังมีอยู่หรือ ท่านถูกเราถามแล้ว ขอจงบอก เหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา. [๑๐๑๒] คนควรให้ทาน จะน้อยหรือมากก็ไม่ว่า แต่ผู้ใดครั้นให้แล้วไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง การไม่เดือดร้อนใจนั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า
หน้า 255 ข้อ 1013
การกลืนดาบ กว่าการพูดว่าจะให้สิ่งของและ กว่าการให้สิ่งของที่รักนั้น. เหตุอย่างอื่นทั้ง หมดเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอ พระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้. [๑๐๑๓] อายุรบัณฑิตแก้ปัญหาแล้ว และปุกกุส- บัณฑิต ก็แก้ปัญหาแล้ว ส่วนเสนกบัณฑิต ครอบงำปัญหาหมดทุกข้อว่า คนให้ทานแล้วไม่ ควรร้อนใจภายหลัง อย่างที่เสนกบัณฑิตพูด. จบ ทสัณณกชาดกที่ ๖ อรรถกถาทสัณณกชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ การยั่วยวนของภรรยาเก่า จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทสณฺณกํ ติขิณธารํ ดังนี้. ดังจะกล่าวโดยย่อ พระศาสดาตรัสถาม ภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่า เธอกระสันอยากสึกจริงหรือ ? เมื่อเธอทราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัส ถามต่อว่า ใครยั่วให้กระสัน ? เมื่อเธอทูลว่า ภรรยาเก่าพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำอนัตถะให้เธอ ไม่เฉพาะในบัดนี้ แม้
หน้า 256 ข้อ 1013
ในชาติก่อน เธออาศัยหญิงนี้กำลังจะตายเพราะโรคเจตสิก ได้อาศัย บัณฑิตจึงได้ชีวิตไว้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในตระกูลพราหมณ์. ญาติทั้งหลายได้ตั้ง ชื่อเขาว่า เสนกกุมาร. เขาเติบโตแล้วได้เรียนศิลปะทุกชนิด ในเมือง ตักกศิลาจบแล้วก็กลับเมืองพาราณสี ได้เป็นอำมาตย์ ผู้ถวายอรรถธรรม พระเจ้ามัทวะ. ท่านถูกคนทั้งหลายเรียกว่า เสนกบัณฑิต รุ่งโรจน์ทั่ว ทั้งนคร เหมือนดวงจันทร์และดวงอาทิตย์. ครั้งนั้น บุตรของราชปุโรหิต มาเฝ้าในหลวง เห็นอัครมเหสีของพระราชา ผู้ทรงพระรูปโฉมสูงส่ง ทรงประดับเครื่องทรงครบถ้วน มีจิตปฏิพัทธ์ไปบ้านแล้วนอนอดอาหาร ถูกเพื่อนฝูงถามจึงบอกเนื้อความนั้น. พระราชาตรัสถามว่า ไม่เห็นบุตร ของปุโรหิต ไปไหนเล่า ? ได้ทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงตรัสสั่งให้ เขาเข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า ฉันจะมอบให้ท่าน ๗ วัน จะเอาพระอัครมเหสี นี้ไปไว้ที่บ้าน ๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงนำมาส่ง. เขารับพระบรมราช- โองการแล้ว นำอัครมเหสีไปบ้านร่วมอภิรมย์กับพระนาง. บุตรปุโรหิต และอัครมเหสีนั้น ต่างก็มีจิตรักใคร่กันพากันหนีไปทางประตูยอดนั้น เอง โดยไม่ให้ใครรู้ ได้ไปที่แว่นแคว้นของพระราชาองค์อื่น. ใคร ๆ ก็ไม่รู้ที่ที่คนทั้ง ๒ ไปแล้ว ไม่มีร่องรอย เป็นเสมือนทางที่เรือผ่านไป แล้วฉะนั้น. ถึงพระราชาทรงให้ตีกลองป่าวประกาศไปในพระนคร ค้นหาโดยประการต่าง ๆ ก็ไม่รู้ที่ที่เขาไป. ต่อมาพระองค์ทรงเกิดความ
หน้า 257 ข้อ 1013
เศร้าโศกเป็นกำลังเพราะอาศัยเขา. พระหทัยร้อน พระโลหิตไหลออก. ได้มีพระพยาธิขนาดหนัก. หมอหลวง มากมาย ก็ไม่สามารถจะเยียว ยาได้. พระโพธิสัตว์รู้ว่า พระราชานี้ ไม่มีพระพยาธิอะไร แต่พระองค์ ไม่ทรงเห็นพระมเหสี จึงถูกพระโรคจิตกระทบ เราจักใช้อุบายแก้ไข พระองค์ แล้วจึงเรียกอำมาตย์ผู้เป็นราชบัณฑิต ๒ คนคือ อายุรอำมาตย์ ๑ ปุกกุสอำมาตย์ ๑ มาหาแล้วบอกว่า พระราชาไม่ทรงมีพระโรคอื่น เว้นไว้แต่พระโรคจิต เพราะไม่ทรงเห็นพระราชเทวี พระราชาทรงมี พระอุปการะแก่เรามาก เพราะฉะนั้น พวกเราจะใช้อุบายแก้ไขพระ- องค์ คือจักให้คนแสดงการเล่นที่พระลานหลวงแล้วจะให้ผู้รู้วิธีกลืนดาบ กลืนดาบให้พระราชาประทับยืนทอดพระเนตรการเล่นที่ช่องพระแกล. พระราชาทรงทอดพระเนตรคนกลืนดาบแล้ว ก็จักตรัสถามปัญหาว่า ยัง มีบ้างไหมสิ่งอื่นที่ทำได้ยากกว่านี้ ? สหายอายุระ เธอควรทูลแก้ปัญหา นั้นว่า การพูดว่า เราจะให้ของชื่อนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่านี้ สหาย ปุกกุส ต่อนั้นไป พระองค์ก็จะตรัสถามเธอ เธอควรทูลแก้ถวายพระ- องค์ว่า เมื่อคนพูดว่าจะให้แต่ไม่ให้ วาจานั้นไร้ผล คนบางเหล่าหา เข้าถึงวาจาชนิดนั้นดำรงชีวิตอยู่ไม่ ไม่เคี้ยวกิน ไม่ดื่ม ซึ่งไม่ทำให้ เหมาะสมแก่ถ้อยคำนั้น ส่วนการให้ประโยชน์ตามที่ปฏิญญาไว้นั่นแหละ การให้ของผู้นั้น ทำได้ยากกว่า การพูดว่าจะให้. ต่อจากนั้นไป ผมก็ จักรู้เหตุอื่นที่จะต้องทำแก้ปัญหา ดังนี้แล้วได้ให้แสดงการเล่น. ลำดับ
หน้า 258 ข้อ 1013
นั้นบัณฑิตทั้ง ๓ เหล่านั้น พากันไปราชสำนัก กราบทูลว่า ขอเดชะ ผ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ที่พระลานหลวงการเล่น กำลังแสดง เมื่อคนทั้งหลายดูการเล่นอยู่. แม้ทุกข์ก็ไม่เป็นทุกข์ ขอ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทจงเสด็จเถิด ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายจะไปดู แล้ว ได้นำพระราชาไปเปิดช่องพระแกลให้พระองค์ทอดพระเนตรการเล่น คนจำนวนมากต่างพากันแสดงศิลปะที่ตนรู้ ๆ. ชายคนหนึ่งกลืนดาบแก้ว ที่มีคมคมกริบ ยาว ๓๓ นิ้ว. พระราชาทอดพระเนตรชายคนนั้นแล้ว ทรงดำริว่า ชายคนนี้กลืนดาบอย่างนี้ เราจักถามบัณฑิตเหล่านี้ว่า มี อยู่หรือไม่การเล่นอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่านี้ แล้วเมื่อตรัสถามอายุร- บัณฑิต จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- ชายคนนี้กลืนดาบทสรรณกะ ที่มีคมอันคม กริบ ดื่มเลือดผู้อื่นที่กระทบแล้ว ฟันแล้วใน ท่ามกลางบริษัทยังมีไหม สิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบนี้ ท่านถูกเราถามแล้ว จงบอก เหตุอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าแก่เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสณฺณกํ ความว่า เกิดขึ้นที่แคว้น ทสัณณกะ. บทว่า สุมฺปนฺนปายินํ ความว่า ที่ดื่มเลือดผู้อื่น ที่กระทบ เข้าแล้ว. บทว่า ปริสายํ ความว่า ชายคนนี้กลืนดาบที่ท่ามกลางบริษัท เพราะอยากได้ทรัพย์. บทว่า ยทญฺํ ความว่า สิ่งอื่นใด คือเหตุอื่นใด
หน้า 259 ข้อ 1013
ที่ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบนี้มีอยู่ ท่านถูกเราถามแล้ว จงบอกเหตุนั้น แก่เรา. ลำดับนั้นอายุรบัณฑิต เมื่อทูลบอกพระราชา จึงกล่าวคาถา ที่ ๒ ว่า :- ก็ผู้ใดพึงกล่าวว่า เราจะให้การกล่าวของ เขานั้นเป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบที่ ดื่มโลหิตของผู้อื่นที่กระทบเข้าแล้ว ของชาย คนนั้น เพราะความโลภ เหตุอย่างอื่นทุกอย่าง เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอ พระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชฺชา ความว่า พึงกล่าว. บทว่า ตํ ทุกฺกรตรํ ความว่า การพูดว่า เราจักให้นั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่านั้น. บทว่า สพฺพญฺํ ความว่า เหตุอย่างอื่นแม้ทุกอย่างเว้นไว้แต่การพูด ว่า เราจักให้ของชื่อนี้แก่ท่าน เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย. อายุรบัณฑิตร้องเรียก พระราชาโดยพระโคตรว่า พระเจ้ามคธ. เมื่อพระราชาทรงสดับคำของอายุรบัณฑิตแล้ว ทรงพิจารณา ถ้อยคำนั้นนั่นแหละว่า ได้ทราบว่า การพูดว่า เราจะให้สิ่งของชื่อนี้เป็น สิ่งที่ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบ และเราก็ได้พูดออกไปแล้วว่า เราจักให้
หน้า 260 ข้อ 1013
พระราชเทวีแก่บุตรของปุโรหิต เราทำกรรมที่ทำได้ยากแล้วหนอ ความ เศร้าโศกในพระราชหฤทัยเบาบางไปแล้วหน่อยหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า แต่กรรมอย่างอื่นที่ทำได้ยากกว่าการพูดว่า เราจะให้ของสิ่งนี้แก่ผู้อื่นนั้น ยังมีอยู่หรือไม่หนอ เมื่อทรงปราศรัยกับปุกกุสบัณฑิต จึงตรัสคาถา ที่ ๓ ว่า :- อายุรบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้ ข้อความแห่งปัญหาแล้ว. บัดนี้ เราจะขอถาม ปุกกุสบัณฑิตว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่า การบอก ว่าเราจะให้นั้นยังมีอยู่หรือ มีเหตุอย่างอื่นใด ที่ทำได้ยาก ท่านผู้ถูกเราถามแล้ว จงบอกเหตุ นั้นแก่เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺหํ อตฺถํ มีคำอธิบายว่า กล่าว แก้ข้อความแห่งปัญหาแล้ว. บทว่า ธมฺมสฺส โกวิโท ได้แก่ผู้ฉลาด ในอรรถที่ส่องถึงข้อความของธรรมะนั้น. บทว่า ตโต ความว่า สิ่งที่ ทำได้ยากกว่าการพูดนั้นมีอยู่หรือ. ลำดับนั้นปุกกุสบัณฑิต เมื่อจะทูลแก้ปัญหาถวายพระองค์ จึง กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
หน้า 261 ข้อ 1013
คนทั้งหลายไม่รักษาคำที่พูดไว้ คำที่พูด ที่เปล่งออกไปนั้นไม่มีผล และผู้ใดให้ปฏิญ- ญาไว้แล้ว ก็บั่นทอนความโลภได้ การบั่นทอน ความโลภของผู้นั้นนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบและการให้ปฎิญญานั้น เหตุอย่าง อันทุกอย่างเป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้า มคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺวา ความว่า ให้ปฏิญญาไว้ว่า เราจะให้สิ่งของชื่อโน้น. บทว่า อวากยิรา มีคำอธิบายไว้ว่า บุคคลเมื่อ ให้ข้อความที่ได้ปฏิญญาไว้แล้วนั้น บั่นทอนคือทำลายความโลภทิ้งใน เพราะปฏิญญานั้น และพึงให้สิ่งของนั้น. บทว่า ตโต ความว่า การ บั่นทอนคือการให้สิ่งของนั้นนั่นแหละ ทำได้ยากกว่าการกลืนดาบและ การพูดว่าจะให้สิ่งของชื่อนั้นแก่ท่านนั้น. แม้เมื่อพระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงปริวิตกอยู่ว่า เราพูด ก่อนแล้วว่า เราจะให้พระเทวีแก่บุตรปุโรหิต ก็ได้ให้พระเทวี ทำให้ สมแก่การพูดแล้ว เราได้ทำกรรมที่ทำได้ยากแล้วหนอ ความเศร้าโศก เบาบางลงกว่าเดิม. ลำดับนั้น พระองค์ได้มีพระปริวิตกว่า คนอื่นที่ชื่อ ว่าเป็นผู้ฉลาดกว่าเสนกบัณฑิตไม่มี เราจักถามปัญหานี้กะเสนกบัณฑิต นั่น. ลำดับนั้น พระองค์เมื่อตรัสถามปัญหา จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :-
หน้า 262 ข้อ 1013
ปุกกุสบัณฑิตผู้ฉลาดในธรรม กล่าวแก้ข้อ ความแห่งปัญหาแล้ว บัดนี้ เราจะถามเสนก บัณฑิตว่า สิ่งที่ทำได้ยากกว่าการให้สิ่งของนั้น ยังมีอยู่หรือ เหตุอย่างอื่นใดที่ทำได้ยากยังมี อยู่ ท่านถูกเราถามแล้ว ขอจงบอกเหตุอื่นที่ ทำได้ยากกว่าแก่เรา. เสนกบัณฑิต เมื่อจะทูลแก้ปัญหาถวายพระองค์ จึงกล่าวคาถา ที่ ๖ ว่า :- คนควรให้ทานจะน้อยหรือมากก็ไม่ว่า แต่ ผู้ใดครั้นให้แล้ว ไม่เดือดร้อนใจในภายหลัง การไม่เดือดร้อนใจนั้น เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบกว่าการพูดว่าจะให้สิ่งของ และ กว่าการให้สิ่งของที่รักนั้น. เหตุอย่างอื่นทั้ง หมด เป็นสิ่งที่ทำได้ง่าย ข้าแต่พระเจ้ามคธ ขอพระองค์โปรดทรงทราบอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานุตปฺเป ความว่า ผู้ใดครั้นให้ ของรัก ที่ตนรักใคร่ ที่ตนชอบใจอย่างยิ่งแก่ผู้อื่นแล้ว ไม่ปรารภถึงของ รักนั้น เดือดร้อนใจภายหลัง คือไม่เศร้าโศกอย่างนี้ว่า เราให้ของสิ่งนี้
หน้า 263 ข้อ 1013
เพื่ออะไร การไม่เศร้าโศกนี้ เป็นสิ่งที่ทำได้ยากกว่า การกลืนดาบ กว่า การพูดว่าเราจะให้สิ่งของชื่อนี้แก่ท่าน และกว่าการให้สิ่งของนั้น พระ- มหาสัตว์กราบทูลให้พระราชาทรงรับทราบด้วยประการอย่างนี้. เพราะ ว่า ครั้นให้ทานแล้ว เจตนาในกาลต่อมาจะเป็นสิ่งที่ควรแก่ความเชื่อ ได้ยาก ความที่อปรเจตนานั้นควรแก่ความเชื่อได้ยาก เป็นของทำได้ยาก พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้แล้ว แม้ในเวสสันดร. สมจริงตามที่ ตรัสไว้ว่า :- พระมหาสัตว์ทรงถือธนู แล้วทรงคาด พระขรรค์ไว้เบื้องซ้าย ทรงนำพระราชโอรส และพระราชบิดา ของพระองค์ออกไป เพราะ ว่า คนฆ่าบุตรก็เป็นทุกข์ ข้อที่พระราชกุมาร และพระราชบิดาทั้งหลาย เดือดร้อนมีทุกข์ เป็นรูป นั้นไม่ใช่ฐานะที่เป็นไปได้. และใครรู้ ธรรมของสัตบุรุษแล้ว แต่ให้ทานแล้วก็เดือด ร้อนในภายหลัง. ฝ่ายพระราชาแล ครั้นทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว ทรง กำหนดว่า เราให้พระราชเทวีแก่บุตรปุโรหิต ด้วยดวงใจของตนนั่นเอง แต่ไม่อาจจะทรงไว้ซึ่งดวงใจของตนได้ เศร้าใจ ลำบากใจอยู่ ข้อนี้ไม่
หน้า 264 ข้อ 1013
สมควรแก่เรา ถ้าหากพระราชเทวีนั้น พึงมีความเสน่หาในเราไชร้ เธอ คงไม่ทอดทิ้งอิสริยยศนี้หนีไป. แต่เมื่อเธอไม่ทำความเสน่หาในเราหนี ไปแล้ว เราจักมีประโยชน์อะไร. เมื่อพระองค์ทรงดำริถึงข้อนี้อยู่ ความ เศร้าโศกทั้งหมดก็กลับหายไป เหมือนหยดน้ำที่กลิ้งตกไปจากใบบัว ฉะนั้น. ในทันใดนั่นเองพระนาภีของพระองค์ก็หยุดนิ่ง พระองค์ทรง ไร้พระโรคทรงพระเกษมสำราญ เมื่อจะทรงทำการสดุดีพระโพธิสัตว์ จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า :- อายุรบัณฑิตแก้ปัญหาแล้ว และปุกกุสุ- บัณฑิตก็แก้ปัญหาแล้ว ส่วนเสนกบัณฑิต ครอบปัญหาหมดทุกข้อว่า คนให้ทานแล้ว ไม่ ควรเดือดร้อนใจ ภายหลัง อย่างที่เสนกบัณฑิต พูด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ภาสติ ความว่า ธรรมดาว่า ทานนั้น คนให้แล้วไม่ควรเดือดร้อนใจ ๆ ภายหลัง เหมือนที่เสนกบัณฑิต พูดนั้นแหละ. ก็พระราชาครั้นทรงทำการสดุดีแล้ว ทรงพอพระราชหฤทัยแล้ว ได้พระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่เสนกบัณฑิตนั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศสัจ- ธรรมทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุผู้
หน้า 265 ข้อ 1013
กระสันจะสึกนั้น ตั้งอยู่แล้วในโสดาปัตติผล พระราชมเหสีในครั้งนั้น ได้แก่ภรรยาเก่าในบัดนี้ พระราชาได้แก่ภิกษุผู้กระสันจะสึก อายุร- บัณฑิต ได้แก่พระโมคคัลลานเถระ ปุกกุสบัณฑิต ได้แก่พระสารีบุตร เถระ ส่วนเสนกบัณฑิต ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาทสัณณกชาดกที่ ๖
หน้า 266 ข้อ 1014, 1015, 1016, 1017
๗. เสนกชาดก ว่าด้วยผู้มีปัญญาช่วยคนอื่นได้ [๑๐๑๔] ท่านหัวเสีย มีอินทรีย์ คือนัยตาโรยแล้ว น้ำตาไหลจากตาของท่านทั้ง ๒ ข้าง ท่านสูญ เสียอะไรไปหรือ ก็ท่านต้องการอะไรจึงมา ที่นี่ เชิญเถิด เชิญบอกให้เราทราบเถิด. [๑๐๑๕] ยักษ์รุกขเทวดาบอกว่า วันนี้เมื่อข้าพเจ้า ไปถึงบ้านเมียของข้าพเจ้าจะตาย แต่ถ้าข้าพเจ้า ไปไม่ถึงก็จะมีความตายเอง. ข้าพเจ้าหวาดหวั่น เพราะทุกข์นั้น ข้าแต่ท่านเสนกะ ขอท่านจง บอกเหตุนั้นแก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด. [๑๐๑๖] เราคิดค้นหาเหตุหลายอย่าง บรรดาเหตุ เหล่านี้ เหตุที่เราจะบอกนั่นแหละเป็นของจริง ดูก่อนพราหมณ์ เราเข้าใจว่า งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง ได้เลื้อยเข้าไปอยู่ในไถ้ข้าวตูของท่านผู้ไม่รู้สึก. [๑๐๑๗] ท่านจงเอาท่อนไม้เคาะไถ้ดูเถิด จะเห็น งูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษเลื้อยออกมา ท่านจะ
หน้า 267 ข้อ 1018, 1019, 1020
สิ้นความเคลือบแคลงสงสัย วันนี้แหละ ท่าน จงแก้ไถ้เถิด ท่านจะเห็นงู. [๑๐๑๘] พราหมณ์นั้นสลดใจ ทิ้งไถ้ข้าวตูลง ท่ามกลางบริษัท ลำดับนั้น งูพิษที่มีพิษร้าย ได้แผ่แม่เบี้ยเลื้อยออกมา. [๑๐๑๙] เป็นการได้ลาภที่ดีของพระเจ้าชนก ที่ ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี ท่านเป็นผู้ เปิดเครื่องปิดบังออกได้หรืออย่างไร จึงเห็น ของทุกอย่าง ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ญาณของ ท่านเป็นญาณที่น่าพิศวงนัก ทรัพย์เหล่านั้นของ ข้าพเจ้ามีอยู่ ๗๐๐ กหาปณะ ขอท่านจงรับเอา ทั้งหมดเถิด ข้าพเจ้าขอมอบให้ท่าน เพราะว่า วันนั้นข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้ เพราะท่าน อีกโสดหนึ่ง ท่านก็ได้ทำความสวัสดีให้แก่ภรรยาของข้าพ- เจ้าด้วย. [๑๐๒๐] บัณฑิตทั้งหลายจะไม่รับค่าจ้าง เพราะ คาถาทั้งหลายที่ไพเราะที่ตนกล่าวดีแล้ว ดูก่อน
หน้า 268 ข้อ 1020
พราหมณ์ ที่ตนจงให้ทรัพย์ของท่านได้แต่ เพียงนี้ วางใกล้เท้า แล้วจงรับเอาไปยังที่อยู่ ของท่านเถิด. จบ เสนกชาดกที่ ๗ อรรถกถาเสนกชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระปัญญาบารมีของพระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วิพฺภนฺต- จิตฺโต ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ่มแจ้งในอุปมังคชาดก. ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า ชนก ครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์. เหล่าญาติได้ขนานนามท่านว่า เสนกะ. ท่านเติบโต แล้วเรียนศิลปะ ทุกอย่างที่เมืองตักกศิลา แล้วกลับมาเฝ้าพระราชาที่นครพาราณสี. พระ- ราชาทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งอำมาตย์ และทรงเพิ่มยศยิ่งใหญ่ ให้ท่าน. ท่านได้ถวายอรรถธรรมแก่พระราชาเนื่อง ๆ. ท่านเป็นผู้สอน ธรรมที่มีถ้อยคำไพเราะ ให้พระราชาทรงดำรงอยู่ในเบญจศีล แล้วให้ ทรงดำรงอยู่ในปฏิปทาที่ดีงามนี้ คือในทาน ในอุโบสถกรรม และใน ศีลธรรมบถ ๑๐ ข้อ. สมัยนั้น ได้เป็นเหมือนเวลาที่พระพุทธเจ้า เสด็จอุบัติขึ้นในสากลรัฐ. พระมหาสัตว์ไปที่ท่ามกลางแท่นที่อบอวล
หน้า 269 ข้อ 1020
ไปด้วยของหอม ในธรรมสภาที่เขาเตรียมไว้แล้ว ก็แสดงธรรมด้วย พุทธลีลา. ธรรมกถาของท่านเป็นเช่นกับธรรมกถาของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายก็ปานกัน. ลำดับนั้น พราหมณ์ชราคนหนึ่งเที่ยวหาขอเงิน ได้เงินพันกหาปณะ เก็บฝากไว้ที่ตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง แล้ว คิดว่า เราจะเที่ยวขออีก ดังนี้ แล้วก็ไป. ในเวลาพราหมณ์นั้นไปแล้ว ตระกูลนั้นใช้กหาปณะหมด. พราหมณ์นั้นกลับมา แล้วขอกหาปณะ คืน. พราหมณ์ไม่อาจจะให้กหาปณะคืนได้ จึงได้ให้ธิดาของตนให้เป็น นางบำเรอบาท คือเมียของพราหมณ์นั้น. พราหมณ์พานางไปอยู่กินกัน ที่หมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลจากนครพาราณสี. คราที่นั้น ภรรยา ของเขาผู้ไม่อิ่มในกาม เพราะยังสาว จึงประพฤติมิจฉาจาร คือเป็นชู้ กับพราหมณ์หนุ่มคนหนึ่ง. เพราะว่า ขึ้นชื่อว่าของที่ไม่รู้จักอิ่มมี ๑๖ อย่าง คือ :- ๑. มหาสมุทรไม่อิ่มด้วยน้ำที่ไหลมาทุกทิศทุกทาง. ๒. ไฟไม่อิ่มด้วยเชื้อ. ๓. พระราชาไม่ทรงอิ่มด้วยราชสมบัติ. ๔. คนพาลไม่อิ่มด้วยบาป. ๕. หญิงไม่อิ่มด้วยของ ๓ อย่างเหล่านี้ คือ เมถุนธรรม ๑ เครื่องประดับ ๑ การคลอดบุตร ๑. ๖. พราหมณ์ไม่อิ่มด้วยมนต์.
หน้า 270 ข้อ 1020
๗. ผู้ได้ฌานไม่อิ่มด้วยวิหารสมาบัติ คือการเข้าฌาน. ๘. พระเสขบุคคลไม่อิ่มด้วยการหมดเปลืองในการให้ทาน. ๙. ผู้มักน้อยไม่อิ่มด้วยธุดงค์คุณ. ๑๐. ผู้เริ่มความเพียรแล้วไม่อิ่มด้วยการปรารภความเพียร. ๑๑. ผู้แสดงธรรม คือนักเทศน์ไม่อิ่มด้วยการสนทนาธรรม. ๑๒. ผู้กล้าหาญไม่อิ่มด้วยบริษัท. ๑๓. ผู้มีศรัทธาไม่อิ่มด้วยการอุปัฏฐากพระสงฆ์. ๑๔. ทายกไม่อิ่มด้วยการบริจาค. ๑๕. บัณฑิตไม่อิ่มด้วยการฟังธรรม. ๑๖. บริษัท ๔ ไม่อิ่มในการเฝ้าพระพุทธเจ้า. ถึงนางพราหมณีนั้น ก็ไม่อิ่มด้วยเมถุนธรรม ต้องการจะสลัด พราหมณ์นั้นให้ออกไป แล้วทำบาปกรรม วันหนึ่ง นอนกลุ้มใจอยู่ เมื่อพราหมณ์ถามว่า แม่มหาจำเริญ มีเรื่องอะไรหรือ ? จึงพูดว่า พราหมณ์เจ้าขา ฉันไม่อาจจะทำงานในบ้านของท่าน คือทำไม่ไหว ขอท่านจงไปนำเอาทาสหญิง ทาสชายมา. พราหมณ์ แม่มหาจำเริญ ทรัพย์ของเราไม่มี ฉันจะให้ อะไรเขา แล้วจึงจะนำทาสหญิงทาสชายมาได้. พราหมณ์ เที่ยวขอเสาะหาทรัพย์ แล้วนำมาสิ.
หน้า 271 ข้อ 1020
พราหมณ์ แม่มหาจำเริญ ถ้าอย่างนั้น เธอจงเตรียมสะเบียง ให้ฉัน. นางจึงเตรียมข้าวตูก้อนข้าวตูผง บรรจุเต็มไถ้หนังแล้ว ได้มอบ ให้พราหมณ์ไป. ฝ่ายพราหมณ์เมื่อเที่ยวไปในหมู่บ้านนิคมและราชธานี ทั้งหลาย ได้เงิน ๗๐๐ กหาปณะ เห็นว่า พอแล้ว เงินเท่านี้สำหรับเรา เพื่อเป็นค่าทาสชายและทาสหญิง แล้วก็กลับมาบ้านของตน มาถึงที่ แห่งหนึ่ง เป็นสถานที่มีน้ำสะดวกสบาย จึงแก้ไถ้ออกกินข้าวตู แล้ว ไม่ได้ผูกปากไถ้เลย ลงไปดื่มน้ำ. งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง ได้กลิ่นข้าวตู จึง เลื้อยเข้าขดตัวนอนกินข้าวตูอยู่. พราหมณ์มาแล้ว ไม่ได้มองดูภายใน ไถ้ ผูกไถ้แล้วแบกขึ้นบ่าไป. เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ต้นหนึ่ง ในระหว่าง ทางยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้ พูดว่า ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านพักระหว่างทาง ท่านจักตายเอง แต่ถ้าวันนี้ ท่านไปถึงบ้าน ภรรยาของท่านจักตาย แล้วก็หายไป. เขามองดูอยู่ไม่เห็นเทวดา กลัวถูกภัย คือความตาย คุกคาม จึงร้องไห้คร่ำครวญไปถึงประตูพระนครพาราณสี. ก็วันนั้น เป็นวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ เป็นวันที่พระโพธิสัตว์นั่งแสดงธรรมบน ธรรมาสน์ที่เขาตกแต่งแล้ว มหาชนพากันถือของหอมและดอกไม้เดิน ไปฟังธรรมกถากันเป็นพวก ๆ. พราหมณ์เห็นเขา จึงถามว่า ท่าน ทั้งหลายไปไหนกัน พ่อคุณ ? เมื่อเขาบอกว่า ดูก่อนพราหมณ์ วันนี้ เสนกบัณฑิตจะแสดงธรรมด้วยเสียงไพเราะตามพุทธลีลา ท่านไม่รู้
หน้า 272 ข้อ 1020
หรือ ? จึงคิดว่า ได้ทราบว่า ท่านผู้แสดงธรรม ธรรมกถึกเป็นบัณฑิต ส่วนเราถูกมรณภัยคุกคาม ก็แหละผู้เป็นบัณฑิตอาจจะบรรเทาความโศก ตั้งมากมายได้. แม้เราก็ควรไปฟังธรรม ณ ที่นั้น. เขาจึงไปที่นั้นกับ มหาชนนั้น กลัวความตาย ได้ยินร้องไห้อยู่ท้ายบริษัทที่มีพระราชา นั่งห้อมล้อมพระมหาสัตว์อยู่แล้วไม่ไกลจากธรรมาสน์ ทั้ง ๆ ที่ไถ้ ข้าวตูยังพาดอยู่ที่ต้นคอ. พระมหาสัตว์แสดงธรรมเหมือนกับให้ข้าม อากาศคงคาและเหมือนกับหลั่งฝนอมฤตลง. มหาชนเกิดความโสมนัส ให้สาธุการได้ฟังธรรมกันแล้ว. ก็ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลาย เป็นผู้มองดู ทิศทาง ในขณะนั้น พระมหาสัตว์ลืมตาที่มีประสาททั้ง ๕ ผ่องใสขึ้น ดูบริษัทโดยรอบ เห็นพราหมณ์นั้น จึงคิดว่า บริษัทจำนวนเท่านี้ เกิดความโสมนัสให้สาธุการฟังธรรมกัน. แต่พราหมณ์คนนี้คนเดียว ถึงความโทมนัสร้องไห้. พราหมณ์นั้นต้องมีความเศร้าโศกอยู่ในภายใน ที่สามารถให้น้ำตาเกิดขึ้นแน่ ๆ. เราจักพลิกใจพราหมณ์ผู้มืดมนต์ แสดง ธรรมให้เขาไม่มีความโศกให้พอใจในเรื่องนี้ทีเดียว เหมือนสนิมทอง- แดงหลุดออกไปเพราะขัดด้วยของเปรี้ยว และเหมือนหยดน้ำกลิ้งออก ไปจากใบบัวฉะนั้น. ท่านได้เรียกพราหมณ์นั้นมาหา เมื่อเจรจากับ พราหมณ์นั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราชื่อว่า เสนกบัณฑิต เราจักทำ ให้ท่านไม่มีความเศร้าโศก ขอท่านจงวางใจ แล้วบอกมาเถิด จึงกล่าว คาถาแรกว่า :-
หน้า 273 ข้อ 1020
ท่านหัวเสีย มีอันทรีย์ คือนัยตาโรยแล้ว น้ำตาไหลจากตาของท่านทั้ง ๒ ข้าง. ท่านสูญ เสียอะไรไป ก็ท่านต้องการอะไร จึงมาที่นี่ เชิญเถิด. เชิญบอกให้เราทราบเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุปิตินฺทฺริโยสิ ความว่า พระ- มหาสัตว์พูดว่า ท่านมีอินทรีย์โรยแล้ว หมายถึงจักขุนทรีย์นั่นเอง. ศัพท์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต ใช้ในความหมายตักเตือน. จริงอยู่ พระ- มหาสัตว์ เมื่อจะตักเตือนพราหมณ์นั้น จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดูก่อน พราหมณ์ ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเศร้าโศกคร่ำครวญกัน เพราะเหตุ ๒ ประการ คือ เมื่อสูญเสียญาติที่รักบางคน ในบรรดาสัตว์และสังขาร ทั้งหลายนั่นเอง หรือปรารถนาญาติที่รักบางคนนั่นเอง แต่ไม่ได้ดัง ต้องการ. ในจำนวน ๒ อย่างนั้น ท่านสูญเสียอิฏฐผลข้อไหน ก็ท่าน ปรารถนาอะไร จึงมาที่นี่ ? ขอจงบอกเรื่องนี้แก่เราโดยเร็วเถิด. ลำดับนั้น พราหมณ์เมื่อจะบอกเหตุแห่งความโศกของตนแก่ พระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ยักษ์รุกขเทวดาบอกว่า วันนี้ เมื่อข้าพเจ้า ไปถึงบ้านเมียของข้าพเจ้าจะตาย แต่ถ้าข้าพเจ้า ไปไม่ถึงก็จะมีความตายเอง. ข้าพเจ้าหวาดหวั่น
หน้า 274 ข้อ 1020
เพราะทุกข์นั้น ข้าแต่ท่านเสนกะ ขอท่านจง บอกเหตุนั้นแต่ข้าพเจ้าด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชโต ความว่า ไปถึงเรือน. บทว่า อคจฺฉโต ความว่า เมื่อไปไม่ถึง. บทว่า ยกฺโข ความว่า พราหมณ์ กล่าวว่า รุกขเทวดาตนหนึ่ง ในระหว่างทาง กล่าวอย่างนี้. ได้ทราบว่า เทวดานั้น ควรจะบอกว่า พราหมณ์ ในไถ้ของท่านมีงูเห่าหม้อ แต่ไม่บอก เพื่อจะประกาศอานุภาพญาณของพระโพธิสัตว์. บทว่า เอเตน ทุกฺเขน ความว่า ข้าพเจ้าหวาดหวั่น ดิ้นรน หวั่นไหว เพราะเหตุนั้น คือ เพราะทุกข์เกิดจากความตายของภรรยา เมื่อไปถึง บ้าน และทุกข์ คือความตายของตน เมื่อไปไม่ถึงบ้าน. บทว่า เอตมตฺถํ มีอธิบายว่า ขอท่านจงบอกข้าพเจ้าถึงเหตุนั้น คือเหตุที่เป็นเหตุให้ ภรรยาของข้าพเจ้ามีความตาย เมื่อข้าพเจ้าไปถึงบ้าน และที่เป็นเหตุ ทำให้ตนมีความตาย เมื่อไปไม่ถึงบ้าน. พระมหาสัตว์ได้ฟังคำของพราหมณ์ แล้วจึงแผ่ข่ายญาณไป เหมือนเหวี่ยงแหลงในน่านน้ำทะเล คิดแล้วว่า เหตุแห่งการตายของ สัตว์เหล่านี้มีมาก คือจมทะเลไปบ้าง ถูกปลาร้ายในทะเลนั้นคาบไปบ้าง ตกลงไปในน้ำบ้าง ถูกจระเข้ในแม่น้ำนั้นคาบไปบ้าง ตกต้นไม้บ้าง ถูก หนามแทงบ้าง ถูกประหารด้วยอาวุธนานาประการบ้าง กินยาพิษเข้า ไปบ้าง ปีนขึ้นภูเขาแล้วตกลงไปในเหวบ้าง หรือถูกโรคนานาประการ
หน้า 275 ข้อ 1020
มีหนาวจัดเป็นต้น เบียดเบียนบ้าง ตายเหมือนกันทั้งนั้น. เมื่อเหตุแห่ง การตายมีมากอย่างนี้. ด้วยเหตุอะไรหนอแล วันนี้พราหมณ์นั้น เมื่อ อยู่ระหว่างทางจึงจักตายเอง แต่เมื่อไปถึงบ้านภรรยาของเขาจักตาย. และเมื่อกำลังคิดอยู่ได้มองเห็นไถ้อยู่บนคอของพราหมณ์ ก็รู้ได้ด้วย ญาณ คือความฉลาดในอุบายว่า ในไถ้นี้คงมีงูตัวหนึ่งเลื้อยเข้าไปอยู่ ข้างใน. ก็แหละเมื่อจะเลื้อยเข้าไป มันคงจะเลื้อยเข้าไปเพราะกลิ่น ข้าวตู ในเมื่อพราหมณ์คนนี้กินข้าวตู ในเวลาอาหารเช้าไม่ได้ผูกปาก ไถ้ไว้เลย แล้วไปดื่มน้ำ. พราหมณ์ดื่มน้ำ แล้วมาไม่ทราบว่างูเข้าไป อยู่ในไถ้แล้ว คงจักผูกปากไถ้แล้วก็แบกเอาไป. พราหมณ์นี้นั้น เมื่อ พักอยู่ระหว่างทาง ก็จักแก้ไถ้สอดมือเข้าไป ด้วยตั้งใจว่า เราจักกิน ข้าวตู สถานที่พักในเวลาเย็น เมื่อเป็นเช่นนั้นงูก็จะกัดมือเขาให้ถึง ความสิ้นชีวิต นี้คือเหตุแห่งการตายของพราหมณ์ผู้พักอยู่ระหว่างทาง. แต่ถ้าพราหมณ์ไปถึงบ้านไซร้ ไถ้จักตกถึงมือของภรรยา นางก็จักแก้ไถ้ เอามือล้วง ด้วยตั้งใจว่า จักดูของอยู่ข้างใน. เมื่อเป็นเช่นนั้น งูก็จัก กัดนางให้ถึงความสิ้นชีพ นี้คือเหตุแห่งการตายของภรรยาของเขาผู้ไป ถึงเรือนในวันนี้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มีความดำรินี้ว่า งูเห่าหม้อ ตัวนี้กล้าหาญควรปลอดภัย เพราะว่างูตัวนี้ แม้จะกระทบสีข้างใหญ่ของ พราหมณ์ ก็ไม่แสดงความหวั่นไหวหรือความดิ้นรนของตน. ถึงใน ท่ามกลางบริษัทชนิดนี้ ก็ไม่แสดงความมีอยู่ของตน. เพราะฉะนั้น งูเห่าหม้อตัวนี้ที่กล้าหาญ จึงควรปลอดภัย. แม้เหตุการณ์ดังที่ว่ามานี้
หน้า 276 ข้อ 1020
พระมหาสัตว์ก็ได้รู้ด้วยญาณ คือความเป็นผู้ฉลาดในอุบายนั่นเอง เหมือนเห็นด้วยทิพพจักขุ. เมื่อเป็นเช่นนี้ พระมหาสัตว์กำหนดด้วยญาณ คือความเป็นผู้ฉลาดในอุบายนั่นเอง เหมือนคนยืนดูงูที่กำลังเลื้อยเข้า ไปในไถ้ ท่ามกลางบริษัทที่มีพระราชา เมื่อจะแก้ปัญหาของพราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- เราคิดค้นหาเหตุหลายอย่าง บรรดาเหตุ เหล่านี้ เหตุที่เราจะบอกนั่นแหละเป็นของจริง พราหมณ์ เราเข้าใจว่า งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง ได้เลื้อยเข้าไปอยู่ในไถ้ข้าวตูของท่านผู้ไม่รู้สึก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ านานิ ได้แก่เหตุหลาย อย่าง บทว่า วิจินฺตยิตฺวา ความว่า เป็นเสมือนบรรลุปฏิเวธ ด้วย สามารถแห่งการคิดทะลุปรุโปร่ง. บทว่า ยเมตฺถ วกฺขามิ ความว่า บรรดาเหตุเหล่านั้น เราจะบอกเหตุอันใดอย่างหนึ่งแก่ท่าน. ด้วยบทว่า ตเทว สจฺจํ พระมหาสัตว์แสดงว่า เหตุนั้นนั่นแหละเป็นเรื่องแท้ คือจักเป็นเช่นกับเรื่องที่เห็นด้วยทิพพจักขุ. แล้วจึงบอก. บทว่า มญฺามิ ความว่า กำหนด. บทว่า สตฺตุภสฺตํ ได้แก่ ไถ้ข้าวตู. บทว่า อชานโต ความว่า เราเข้าใจว่า เมื่อท่านไม่รู้อยู่นั่นแหละ งูเห่าหม้อตัวหนึ่ง เข้าไปแล้ว.
หน้า 277 ข้อ 1020
ก็แหละพระมหาสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงถามว่า พราหมณ์ มีไหมข้าวตูในไถ้ของท่านนั้น ? พ. มี ท่านบัณฑิต ม. วันนี้ เวลาอาหารเช้า ท่านนั่งกินข้าวตูละสิ ? พ. ใช่ ท่านบัณฑิต ม. นั่ง ที่ไหนล่ะ ? พ. ที่ควงไม้ ในป่า ม. ท่านกินข้าวตูแล้ว เมื่อไปดื่มน้ำ ไม่ได้ผูกปากไถ้ล่ะสิ ? พ. ไม่ได้ผูก ท่านบัณฑิต ม. ท่านดื่มน้ำแล้วมา ไม่ได้ตรวจดูได้ผูกเลยสิ ? พ. ไม่ได้ดู ผูกเลย ท่านบัณฑิต ม. พราหมณ์ เราเข้าใจว่า ในเวลาท่านไปดื่มน้ำ งูเข้าไป ในไถ้แล้ว เพราะได้กลิ่นข้าวตูของท่าน ผู้ไม่รู้ตัวเลย. ท่านได้มาที่นี้ อย่างนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ให้ยกไถ้ลงวางไว้ท่ามกลางบริษัท แก้ปาก ไถ้ออก แล้วเลี่ยงไปยืนอยู่ห่างพอควร ถือไม้ท่อนหนึ่งเคาะไถ้ก่อน ต่อจากนั้น ก็จักเห็นงูเห่าหม้อ แผ่แม่เบี้ย เห่าฟ่อ ๆ เลื้อยออกมา แล้วหายสงสัย ดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า:-
หน้า 278 ข้อ 1020
ท่านจงเอาท่อนไม้เคาะไถ้ดูเถิด จะเห็น งูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษเลื้อยออกมา ท่านจะ สิ้นความเคลือบแคลงสงสัย ในวันนี้แหละ ท่านจงแก้ไถ้เถิด ท่านจะเห็นงู. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสุมฺภ ความว่า จงเคาะ. บทว่า ปสฺเสลมูคํ ความว่า ท่านจะเห็นงูมีลิ้น ๒ แฉก พ่นพิษทางปากที่มี น้ำลายไหลออกมา. บทว่า ฉินฺทชฺช กงฺขํ วิจิกิจฺฉิตานิ ความว่า วันนี้ท่านจะตัดความเคลือบแคลงและความสงสัยที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ ว่า ใน ไถ้มีงูหรือไม่มีหนอ เชื่อเราเถิด เพราะคำพยากรณ์ของเราไม่ผิดพลาด ท่านจะเห็นงูเลื้อยออกมาเดี๋ยวนี้แหละ จงแก้ไถ้เถิด. พราหมณ์ได้ฟังคำของพระมหาสัตว์ แล้วสลดใจถึงความกลัว ได้ทำตามนั้น. ฝ่ายงูพอถูกไม้เคาะขนดก็เลื้อยออกจากปากไถ้ เห็นผู้คน มากมาย จึงได้หยุดอยู่. พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :- พราหมณ์นั้นสลดใจ ทิ้งไถ้ข้าวตูลง ท่ามกลางบริษัท ลำดับนั้น งูพิษที่มีพิษร้าย ได้แผ่แม่เบี้ยเลื้อยออกมา.
หน้า 279 ข้อ 1020
ในเวลางูแผ่แม่เบี้ยออกมา คำพยากรณ์ของพระมหาสัตว์ได้เป็น เหมือนคำพยากรณ์ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า. มหาชนพากันชูผ้าขึ้น เป็นจำนวนพัน. ยกนิ้วขึ้นดีดหมุนไปรอบ ๆ เป็นพัน ๆ ครั้ง. ฝนแก้ว ๗ ประการตกลงมา เหมือนลูกเห็บตก. สาธุการก็เป็นไปเป็นจำนวน พัน ๆ. เสียงดังปานประหนึ่งมหาปฐพีจะถล่มทะลาย. ก็ธรรมดาการแก้ ปัญหาแบบนี้ด้วยพุทธลีลานี้ ไม่ใช่เป็นพลังของชาติ ไม่ใช่เป็นพลัง ของโคตร ของตระกูล ของประเทศ ของยศและของทรัพย์ทั้งหลาย แต่เป็นพลังของอะไรหรือ เป็นพลังของปัญญา. ด้วยว่าบุคคลผู้มีปัญญา เจริญวิปัสสนา แล้วจะเปิดประตูอริยมรรคเข้าอมตมหานิพพานได้ ทะลุ ทะลวงสาวกบารมีบ้าง ปัจเจกโพธิญาณบ้าง สัมมาสัมโพธิญาณบ้าง. เพราะว่าบรรดาธรรมทั้งหลายที่จะให้บรรลุอมตมหานิพพาน ปัญญา เท่านั้นประเสริฐที่สุด ธรรมทั้งหลายที่เหลือเป็นเพียงบริวารของปัญญา. เพราะเหตุนั้น พระองค์จึงตรัสไว้ว่า :- ผู้ฉลาดทั้งหลายกล่าวว่า ปัญญาแล ประเสริฐที่สุด เหมือนดวงจันทร์ประเสริฐกว่า ดวงดาวทั้งหลาย ฉะนั้น ศีลก็ดี แม้สิริก็ดี ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายก็ดี เป็นสิ่งคล้อย ตามผู้มีปัญญา.
หน้า 280 ข้อ 1020
ก็แล เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวแก้ปัญหาอย่างนี้ แล้วหมองูคนหนึ่ง ก็ใส่กุญแจปากงู แล้วก็จับงูไปปล่อยในป่า. พราหมณ์เข้าไปเฝ้าพระราชา ให้พระองค์ทรงมีชัย แล้วประคองอัญชลี เมื่อจะสดุดีพระราชา จึงกล่าว คาถากึ่งคาถาว่า. เป็นการได้ลาภที่ดีของพระเจ้าชนก ที่ ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี. คาถานั้นมีอรรถอธิบายว่า พระชนกพระองค์ใดทรงลืมพระนคร แล้วได้ทรงเห็นเสนกบัณฑิตผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญาสูงสุด ด้วยพระเนตร ที่น่ารักทุกขณะที่ทรงปรารถนาจะเห็น การได้ทอดพระเนตรเห็นทุก ขณะที่ทรงพระประสงค์เหล่านั้น ของพระเจ้าชนกนั้น เป็นลาภที่ พระองศ์ทรงได้แล้วดีจริง ๆ คือบรรดาลาภทั้งหมดที่พระเจ้าชนกนั้นทรง ได้แล้ว ลาภเหล่านั้นเท่านั้น. ชื่อว่าเป็นลาภที่ทรงได้มาดีแล้ว. ก็แหละ ครั้นถวายสดุดีพระราชา แล้วพราหมณ์ได้หยิบเอาเงิน ๗๐๐ กหาปณะออกมาจากไถ้ ประสงค์จะสดุดีพระมหาสัตว์ให้ความชื่น- ชม จึงกล่าวคาถา ๑ กับครั้งคาถาว่า :- ท่านเป็นผู้เปิดเครื่องปิดบังออกได้หรือ อย่างไร จึงเห็นของทุกอย่าง ข้าแต่ท่าน พราหมณ์ ญาณของท่านเป็นญาณที่น่าพิศวงนัก
หน้า 281 ข้อ 1020
ทรัพย์เหล่านี้ของข้าพเจ้ามีอยู่ ๗๐๐ กหาปณะ ขอท่านจงรับเอาทั้งหมดเถิด ข้าพเจ้าขอมอบ ให้ท่าน เพราะว่า วันนี้ข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้ เพราะ ท่าน อีกโสดหนึ่ง ท่านก็ได้ทำความสวัสดี ให้แก่ภรรยาของข้าพเจ้าด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวฏฺฏจฺฉโท นุ สิ สพฺพทสฺสี ความว่า พราหมณ์ถามด้วยอำนาจการสดุดีว่า ท่านเป็นสัพพัญญูพุทธ- เจ้าผู้ทรงเปิดเครื่องปกปิดในอาการของธรรมทุกอย่าง คือทรงเป็นผู้มี ธรรมที่ควรรู้ อันเปิดเผยแล้วหรืออย่างไร บทว่า าณํ นุ เต พฺราหมฺมณ ภึสรูปํ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เมื่อท่านเป็นผู้รู้ ทุกสิ่ง ญาณของท่านเป็นญาณที่พิลึกเหลือเกิน คือมีกำลังเหมือน สัพพัญญุตญาณ. บทว่า ตยา หิ เม ความว่า วันนี้ข้าพเจ้าได้ชีวิต มา เพราะท่านให้. บทว่า อโถปิ ภริยายมกาสิ โสตฺถึ ความว่า อีกโสดหนึ่ง ท่านเองก็ได้ทำความสวัสดีแก่ภรรยาของผม. พราหมณ์ นั้น ครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ก็อ้อนวอนพระโพธิสัตว์แล้วอ้อนวอนอีกว่า ถ้าหากมีทรัพย์แสนหนึ่งไซร้ ข้าพเจ้าก็ต้องให้ทีเดียว. แต่ทรัพย์ของ ข้าพเจ้ามีเพียงเท่านี้เท่านั้น ขอท่านจงรับทรัพย์ ๗๐๐ กหาปณะเหล่านี้ เถิด.
หน้า 282 ข้อ 1020
พระโพธิสัตว์ ครั้นได้ยินคำนั้น แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- บัณฑิตทั้งหลายจะไม่รับค่าจ้าง เพราะ คาถาทั้งหลายที่ไพเราะที่ตนกล่าวดีแล้ว ดูก่อน พราหมณ์ ท่านจงให้ทรัพย์ของท่านได้แต่ เพียงนี้ วางใกล้เท้า แล้วจงรับเอาไปยังที่อยู่ ของตนเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวตฺตนํ ได้แก่ สินจ้าง. อีก อย่างหนึ่ง ปาฐะก็เป็น เวตนํ นี้เหมือนกัน. บทว่า อิโตปิ เต พฺราหฺมณ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงให้ทรัพย์ของท่านแต่แทบเท้าของเรา. บทว่า วิตฺตํ อาทาย ตฺวํ คจฺฉ มีเนื้อความว่า ท่านจงถือเอาทรัพย์ จำนวนอื่นอีก ๓๐๐ กหาปณะจากทรัพย์จำนวน ๗๐๐ นี้ รวมเป็น ๑,๐๐๐ กหาปณะ แล้วไปที่อยู่ของตนเถิด. ก็แหละ พระมหาสัตว์ครั้นพูดอย่างนี้ แล้วก็ให้กหาปณะแก่ พราหมณ์เต็มพันแล้วถามว่า พราหมณ์ ใครส่งท่านมาหาขอทรัพย์ ? พ. ภรรยาของผม ท่านบัณฑิต. ม. ก็ภรรยาของท่าน แก่หรือสาว ? พ. สาว ท่านบัณฑิต. ม. ถ้าอย่างนั้น เขาคงประพฤติอนาจารกับชายอื่น จึงส่งท่าน
หน้า 283 ข้อ 1020
ไป ด้วยหมายใจว่า จักได้ประพฤติอนาจารปลอดภัย พระมหาสัตว์ บอกว่า ถ้าหากท่านนำกหาปณะเหล่านี้ไปถึงเรือนแล้วไซร้ นางจักให้ กหาปณะที่ท่านได้มาด้วยความลำบากแก่ชู้ของตน. เพราะฉะนั้น ท่าน อย่าตรงไปบ้านทีเดียว ควรเก็บกหาปณะไว้ที่ควงไม้หรือที่ใดที่หนึ่งนอก บ้าน แล้วจึงเข้าไป ดังนี้ แล้วจึงส่งเขาไป. พราหมณ์นั้นไปใกล้บ้าน แล้วเก็บกหาปณะไว้ใต้ควงไม้ต้นหนึ่ง แล้วจึงได้ไปบ้านในเวลาเย็น. ขณะนั้น ภรรยาของเขาได้นั่งอยู่กับชายชู้. พราหมณ์ยืนที่ประตู แล้ว กล่าวว่า น้องนาง. นางจำเสียงเขาได้จึงดับไฟปิดประตู เมื่อพราหมณ์ เข้าข้างใน แล้วจึงนำชู้ออกไป ให้ยืนอยู่ริมประตู แล้วก็เข้าบ้าน ไม่ เห็นอะไรในไถ้ จึงถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านไปเที่ยวขอได้อะไรมา. พ. ได้กหาปณะพันหนึ่ง. ภ. เก็บไว้ที่ไหน ? พ. เก็บไว้ที่โน้น พรุ่งนี้เช้าจึงจักเอามา อย่าคิดเลย. นางไปบอกชายชู้. เขาจึงออกไปหยิบเอาเหมือนของที่ตนเก็บไว้ เอง. ในวันรุ่งขึ้นพราหมณ์ไปแล้วไม่เห็นกหาปณะ จึงไปหาพระโพธิ- สัตว์ เมื่อถูกถามว่า เรื่องอะไร พราหมณ์ ? จึงบอกว่า ข้าพเจ้าไม่เห็น กหาปณะ ท่านบัณฑิต. ม. ก็ท่านบอกภรรยาของท่านละสิ. พ. ถูกแล้ว ท่านบัณฑิต.
หน้า 284 ข้อ 1020
พระมหาสัตว์ก็รู้ว่า นางนั้นบอกชายชู้จึงถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็ภรรยาของท่าน มีพราหมณ์ประจำตระกูลไหม ? พ. มี ท่านบัณฑิต. ม. ฝ่ายท่านล่ะ มีไหม. พ. มี ท่านบัณฑิต. จึงพระมหาสัตว์ได้ให้พราหมณ์ถวายเสบียงอาหารแก่พราหมณ์ ประจำตระกูลนั้น เป็นเวลา ๗ วัน แล้วบอกว่า ไปเถิดท่าน วันแรก จงเชื้อเชิญพราหมณ์มารับประทาน ๑๔ คน คือ ฝ่ายท่าน ๗ คน ฝ่ายภรรยา ๗ คน ตั้งแต่วันรุ่งขึ้นเป็นต้นไป ให้ลดลงวันละ ๑ คน ในวันที่ ๗ จึงเชื้อเชิญ ๒ คน คือ ฝ่ายท่าน ๑ คน ฝ่ายภรรยาของ ท่าน ๑ คน จงรู้ไว้ จำไว้ว่า พราหมณ์คนที่ภรรยาของท่าน เชื้อเชิญ มาตลอด ๗ วัน มาเป็นประจำ แล้วบอกข้าพเจ้า. พราหมณ์ทำตามนั้น แล้วจึงบอกแก่พระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านบัณฑิต ข้าพเจ้ากำหนด พราหมณ์ผู้มารับประทานเป็นนิจไว้แล้ว. พระโพธิสัตว์ส่งบุรุษไปกับ พราหมณ์นั้น ให้นำพราหมณ์คนนั้นมา แล้วถามว่า ท่านเอากหาปณะ พันหนึ่งที่เป็นของพราหมณ์คนนี้ไปจากควงไม้ต้นโน้นหรือ ? พราหมณ์ คนนั้นปฏิเสธว่า ผมไม่ได้เอาไป ท่านบัณฑิต. พระโพธิสัตว์บอกว่า ท่านไม่รู้จักว่าเราเป็นเสนกบัณฑิต. เราจักให้ท่านนำกหาปณะมาคืน. เขากลัว จึงรับว่า ผมเอาไป.
หน้า 285 ข้อ 1020
ม. ท่านเอาไปเก็บไว้ที่ไหน. พ. เก็บไว้ ณ ที่นั้นนั่นเอง ท่านบัณฑิต. พระโพธิสัตว์ จึงถามพราหมณ์ผู้เป็นสามีว่า พราหมณ์ หญิง คนนั้นนั่นเอง เป็นภรรยาของท่านหรือ ? หรือจักรับเอาคนอื่น พ. เขานั่นแหละเป็นของผม ท่านบัณฑิต. พระโพธิสัตว์ส่งคนไป ให้นำกหาปณะของพราหมณ์และนาง พราหมณีมา แล้วบังคับให้รับกหาปณะจากมือของพราหมณ์ผู้เป็นโจรแก่ พราหมณ์ ให้ลงพระราชอาชญาแก่พราหมณ์ผู้เป็นโจร เนรเทศออก จากพระนครไป และให้ลงพระราชอาชญาแก่พราหมณี ให้ยศใหญ่ แก่พราหมณ์ แล้วให้อยู่ในสำนักของตนนั่นเอง. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในที่สุดแห่งสัจธรรม คน จำนวนมากได้ทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผล. พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้ รุกขเทวดา ได้แก่ พระสารีบุตร บริษัท ได้แก่ พุทธบริษัท ส่วนเสนกบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคตฉะนี้แล จบ อรรถกถาเสนกชาดกที่ ๗
หน้า 286 ข้อ 1021, 1022, 1023, 1024
๘. อัฏฐิเสนชาดก ว่าด้วยการขอ [๑๐๒๑] ข้าแต่ท่านอัฏฐิเสนะ พวกวณิพกทั้งหลาย ที่โยมไม่รู้จัก พากันมาหาโยมแล้ว ขอสิ่งที่ ต้องการกัน แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่ ขออะไรกะโยม. [๑๐๒๒] เพราะผู้ขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ให้ ส่วนผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ก็ไม่เป็นที่รัก ของผู้ขอ เพราะฉะนั้นอาตมภาพ จึงไม่ขอ อะไรกะมหาบพิตร. [๑๐๒๓] ก็ผู้ใดเลี้ยงชีพด้วยการขอ แต่ไม่ขอสิ่ง ที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่น จากบุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ไม่ได้ด้วย. [๑๐๒๔] ส่วนผู้ใด เลี้ยงชีพด้วยการขอ ขอสิ่งที่ ควรขอ ทั้งขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมให้ผู้ อื่นได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วย.
หน้า 287 ข้อ 1025, 1026, 1027
[๑๐๒๕] ผู้มีปัญญาทั้งหลาย เห็นผู้ขอมาแล้ว ไม่ ขึ้งเคียดเลย. ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระคุณเจ้าเป็นที่รักของโยม พระคุณเจ้าต้อง ประสงค์อะไรที่ควรบอก ขอพระคุณเจ้าจงบอก. [๑๐๒๖] ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะไม่ออกปากขอเลย ธีรชนควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ยืน เจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของพระอริยเจ้า ทั้งหลาย. [๑๐๒๗] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคนม สีแดงพันตัวพร้อมกับโคตัวผู้แก่พระคุณเจ้า เพราะผู้มีอาจาระอันประเสริฐ ได้ฟังคาถาที่ ประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว เหตุไฉนจะ ไม่ถวายทานแก่ท่านผู้มีอาจาระอันประเสริฐ. จบ อัฏฐิเสนชาดกที่ ๘ อรรถกถาอัฏฐิเสนชาดกที่ ๘ พระศาสดาทรงอาศัยเมืองอาฬาวี เสด็จประทับอยู่ ณ อัคคาฬว- เจดีย์ ทรงปรารภกุฏิการสิกขาบท จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เย
หน้า 288 ข้อ 1027
เม อหํ น ชานามิ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันเป็นเช่นกับที่กล่าวมาแล้วใน มณิกัณฐกชาดก ในหนหลังนั่นเอง. ก็พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุเหล่านั้นมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ในสมัยก่อนเมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บัณฑิต สมัยก่อน ได้บรรพชาในพาหิรกลัทธิ แม้พระราชาทรงปวารณาแล้ว ก็ไม่ทูลขออะไร โดยคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการขอของรัก ย่อมไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่พอใจของชนเหล่าอื่น ดังนี้แล้ว ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้อุบัติในกระกูลพราหมณ์ในนิคมหนึ่ง. พวก ญาติได้ตั้งชื่อท่านว่า อัฏฐิเสนกุมาร. ท่านเจริญวัยแล้ว ได้เล่าเรียนศิลปะ ทุกอย่าง ในเมืองตักกศิลา ต่อมาเห็นโทษในกามทั้งหลาย แล้วได้ออก จากฆราวาสบวชเป็นฤาษี ให้ฌานสมาบัติ และอภิญญาสมาบัติ เกิดขึ้น แล้วอยู่ที่ถิ่นหิมพานต์เป็นเวลานาน ดำเนินไปสู่วิถีทางของมนุษย์ เพื่อ ต้องการลิ้มรสเค็มและรสเปรี้ยว ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ พักอยู่ที่ พระราชอุทยาน รุ่งเช้าได้เที่ยวไปภิกขาจารถึงพระลานหลวง. พระราชา ทรงเลื่อมใสในอาจาระและวิหารธรรมของท่าน จึงให้ราชบุรุษเรียก นิมนต์ท่านมา ให้นั่งที่พื้นปราสาท แล้วให้ฉันโภชนะอย่างดี ทรง สดับอนุโมทนากถา ในเวลาฉันเสร็จแล้ว ทรงเลื่อมใส จึงทรงรับ
หน้า 289 ข้อ 1027
ปฏิญญา ให้พระมหาสัตว์พักอยู่ที่พระราชอุทยาน และได้เสด็จไปอุปัฏฐาก วันละ ๒, ๓ ครั้ง. วันหนึ่งพระองค์ทรงเลื่อมใสในธรรมกถา จึงทรง ปวารณาว่า พระคุณเจ้าต้องการสิ่งใด ตั้งต้นแต่ราชสมบัติ ขอพระคุณ- เจ้าจงบอกสิ่งนั้นเถิด. พระโพธิสัตว์ไม่ถวายพระพรว่า ขอพระองค์จง พระราชทานสิ่งนี้แก่อาตมภาพ ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้แก่ อาตมภาพ. ผู้ขอเหล่าอื่น จะทูลขอสิ่งที่ตนปรารถนาต้องการว่า ขอ พระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้ ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้. พระ- ราชาจะพระราชทานไม่ทรงขัดข้อง. อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงดำริว่า ยาจกและวณิพกเหล่าอื่น ขอกะเราว่า ขอพระองค์จงพระราชทานสิ่งนี้ และสิ่งนี้แก่ข้าพระองค์ทั้งหลาย แต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะนี้ ตั้งแต่เรา ปวารณามาแล้วไม่ขออะไรเลย ก็พระคุณเจ้านี้เป็นผู้มีปัญญาจริงเป็นผู้ ฉลาดในอุบาย เราจักเรียนถามท่าน. อยู่วันหนึ่ง พระองค์เสวยพระ- กระยาหารเช้าแล้วได้เสด็จไปอุปัฏฐากฤาษี ทรงไหว้แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เมื่อจะตรัสถามถึงเหตุแห่งการขอของยาจกเหล่าอื่น และเหตุแห่งการไม่ขอของท่านจึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่ท่านอัฏฐิเสนะ พวกวณิพกทั้งหลาย ที่โยมไม่รู้จัก พากันมาหาโยมแล้ว ขอสิ่งที่ ต้องการกัน แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่ ขออะไรกะโยม.
หน้า 290 ข้อ 1027
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินิพฺพเก ได้แก่ผู้ขอ. บทว่า สงฺคมฺม ความว่า พากันมาหา. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิ- เสนะ วณิพกเหล่านี้ใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักแม้ว่า คนเหล่านี้ชื่อนี้ โดยชื่อ โคตรตระกูลและประเทศ วณิพกเหล่านั้นพากันมาหา แล้วขอสิ่งที่ตน ต้องการ แต่เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงไม่ขออะไรกะโยม. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า. เพราะผู้ขอ ย่อมไม่เป็นที่รัดของผู้ให้ ส่วนผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งที่เขาขอ ก็ไม่เป็นที่รัก ของผู้ขอ เพราะฉะนั้นอาตมภาพ จึงไม่ขอ อะไรกะมหาบพิตร ขอความบาดหมางใจอย่า ได้มีแก่อาตมภาพเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจโก อปฺปิโย โหติ ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ก็บุคคลผู้ที่ขอว่า ขอจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า ขอจงให้สิ่งนี้แก่ข้าพเจ้า ย่อมไม่เป็นที่รัก. ไม่เป็นที่พอใจ ของมารดา บิดาบ้าง ขอมิตรและอำมาตย์เป็นต้นบ้าง ความที่เขาไม่เป็นที่รักนั้น ควรแสดงโดยมณิกัณฐกชาดก. บทว่า ยาจํ ได้แก่สิ่งของที่เขาขอ. มี คำอธิบายว่า ฝ่ายบุคคลผู้ไม่ให้นับแต่มารดาบิดาเป็นต้นไป ซึ่งไม่ให้ สิ่งของที่เขาขอ ย่อมไม่เป็นที่รักของผู้ขอ. บทว่า ตสฺมา ความว่า
หน้า 291 ข้อ 1027
เพราะเหตุที่ผู้ขอก็ไม่เป็นที่รักของผู้ให้ ทั้งผู้ให้ เมื่อไม่ให้สิ่งของที่เขา ขอ ก็ไม่เป็นที่รักของผู้ขอ ฉะนั้น อาตมาภาพจึงไม่ขออะไร กะมหา- บพิตร. ได้ว่า มา เม วิทฺเทสนา อหุ ความว่า ถ้าหากอาตมภาพ จะพึงขอพระราชทานทีเดียวไซร้ มหาบพิตรก็คงพระราชทานสิ่งนั้น แต่อาตมภาพคงเป็นที่บาดหมางพระทัยของมหาบพิตร ความบาดหมาง ใจที่เกิดขึ้นจากสำนักมหาบพิตรนั้นก็จะมีแก่อาตมภาพ ถ้าแม้นว่ามหา- บพิตรจะไม่พึงพระราชทานไซร้ มหาบพิตรก็คงเป็นที่บาดหมางใจของ อาตมภาพ และอาตมภาพก็จะมีความบาดหมางใจในมหาบพิตร เมื่อเป็น เช่นนั้น อาตมภาพอย่าได้มีความบาดหมางใจแม้ในที่ทุกแห่ง คือไมตรี ระหว่างมหาบพิตรกับอาตมภาพทั้ง ๒ อย่าได้แตกกันเลย อาตมภาพ เมื่อเล็งเห็นประโยชน์นี้ จึงไม่ขออะไรกะมหาบพิตร. ลำดับนั้น พระราชาครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้ตรัสคาถา ๓ คาถาว่า :- ก็ผู้ใดเลี้ยงชีพด้วยการขอ แต่ไม่ขอสิ่ง ที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่น จากบุญด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ไม่ได้ด้วย. ส่วนผู้ใด เลี้ยงชีพด้วยการขอ ขอสิ่งที่ควรขอ ทั้งในเวลาที่ควรขอ ผู้นั้นย่อมให้ผู้อื่นได้บุญ ด้วย ทั้งตนเองก็เลี้ยงชีพอยู่ได้ด้วย. ผู้มี
หน้า 292 ข้อ 1027
ปัญญาทั้งหลาย เห็นผู้ขอมาแล้ว ไม่ขึ้งเคียด เลย. ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ พระ- คุณเจ้าเป็นที่รักของโยม พระคุณเจ้าต้องประ- สงค์อะไร ที่ควรบอกขอพระคุณเจ้าจงบอก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจนชีวาโน ได้แก่ผู้มีชีวิตอยู่ด้วย การขอ. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ ก็เป็น ยาจนชีวาโน นี้เหมือนกัน. มีคำ อธิบายว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ผู้ใดประพฤติดำรงชีพด้วยการขอ จะเป็นสมณะก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม ขออะไร ๆ ที่ควรขอในเวลา ที่สมควรก็หาไม่ ผู้นั้นย่อมขจัดผู้อื่นที่เป็นผู้ให้ คือยังเขาให้เสื่อมไป จากบุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่ไม่เป็นสุขด้วย. บทว่า ปุญฺํ ลเภติ ความว่า. แต่เมื่อขอสิ่งที่ควรขอในเวลาที่ควรขอ ยังผู้อื่นให้ ได้บุญด้วย ทั้งตนเองก็มีชีวิตอยู่เป็นสุขด้วย ด้วยบทว่า น เว ทุสฺสนฺติ พระราชาทรงแสดงว่า พระคุณเจ้ากล่าวคำใดว่า ขอความบาดหมางใจ อย่าได้มีแก่อาตมภาพเลย เหตุไฉน พระคุณเจ้าจึงกล่าวคำนั้น ? เพราะ ว่า ผู้มีปัญญาทั้งหลาย คือเหล่าบัณฑิตผู้รู้ทั้งทานและผลของทาน เห็น ยาจกผู้มาแล้ว ไม่ขึ้งเคียด คือไม่โกรธ แต่เป็นผู้บันเทิงใจโดยแท้. ม อักษรในคำว่า ยาจกมาคเต ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจพยัญชนสนธิ. ความหมายก็คือ ยาจเก อาคเต ยาจกผู้มาแล้ว. บทว่า พฺรหฺมจารี ปิโย เมสิ ความว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าอัฏฐิเสนะ ผู้ประพฤติ
หน้า 293 ข้อ 1027
บริสุทธิ์ ผู้มีปัญญามาก พระคุณเจ้า เป็นที่รักของอาตมภาพเหลือเกิน เพราะฉะนั้น ขอให้พระคุณเจ้าบอก คือขอพรทีเดียวกะโยม. บทว่า ภญฺิตมิจฺฉสิ ความว่า พระคุณเจ้าต้องประสงค์สิ่งหนึ่งสิ่งใด ที่ควร พูดขอ โยมจะถวายทุกอย่างทีเดียว แม้แต่ราชสมบัติ. พระราชาทรงปวารณาแม้ด้วยราชสมบัติอย่างนี้ พระโพธิสัตว์ ก็ไม่ทูลขออะไร ๆ เลย. ก็เมื่อพระราชาตรัสถามถึงอัธยาศัยของตนอย่างนี้แล้ว ฝ่ายพระ- มหาสัตว์ เมื่อจะแสดงปฏิปทาของนักบวชถวายว่า ขอถวายพระพร บพิตรมหาราช ขึ้นชื่อว่าการขอนี้ เป็นของที่พวกคฤหัสผู้บริโภคกาม ประพฤติมาชินแล้ว ไม่ใช่พวกบรรพชิต ส่วนบรรพชิต ตั้งแต่เวลาบวช แล้ว ควรเป็นผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ด้วยการสังวรด้วยทวารทั้ง ๓ เพื่อแสดง ถึงบรรพชิตปฏิบัติ จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ถวายว่า :- ผู้มีปัญญาทั้งหลายจะไม่ออกปากขอเลย ธีรชนควรรู้ไว้ พระอริยเจ้าทั้งหลาย ยืน เจาะจงอยู่ที่ใด นั่นคือการขอของพระอริยเจ้า ทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สปฺปญฺา เป็นต้น ความว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พุทธสาวกทั้งหลายก็ดี พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 294 ข้อ 1027
ผู้บวชเป็นฤาษี ปฏิบัติเพื่อโพธิญาณก็ดี แม้ทั้งหมดชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญา ด้วย เป็นผู้มีศีลด้วย ท่านเหล่านั้น เป็นผู้มีปัญญา เห็นปานนี้ จะ ไม่ขอว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้สิ่งนี้และสิ่งนี้ แก่อาตมภาพทั้งหลาย. บทว่า ธีโร เวทิตุมรหติ ความว่า ส่วนธีรชน คือบัณฑิตผู้อุปัฏฐาก ควรรู้ คือทราบความต้องการทุกอย่างของท่านเอาเองทั้งในเวลาอาพาธ และในเวลาไม่อาพาธ. บทว่า อุทฺทิสฺส อริยา ติฏฺนฺติ ความว่า ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีความต้องการสิ่งใด จะไม่เปล่งวาจาขอ แต่ จะยืนอยู่เฉพาะ ณ ที่นั้น ด้วยภิกขาจารวัตรอย่างเดียวเท่านั้น คือไม่ ให้องค์คือกายและองค์คือวาจาไหว เพราะว่า เพื่อแสดงกายวิกาล ทำ เครื่องหมายให้รู้ ก็ชื่อว่า ให้องค์คือกายไหว เมื่อทำการเปล่งวาจา ก็ชื่อว่า ให้องค์คือวาจาไหว พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น จะไม่ทำทั้ง ๒ อย่างนั้นยืนอยู่เฉย ๆ. บทว่า เอสา อริยาน ยาจนา ความว่า การไม่ให้องค์คือวาจาไหว ยืนอยู่เพื่อภิกษานี้ ชื่อว่า เป็นการ ขอของพระอริยเจ้าทั้งหลาย. พระราชาทรงสดับคำของพระโพธิสัตว์แล้ว เมื่อตรัสว่า ข้าแต่ พระคุณเจ้า ถ้าหากว่า อุปัฏฐากผู้มีปัญญา รู้ด้วยตนเองแล้วไซร้ ก็จะ ถวายสิ่งที่ควรถวายแก่กุลบุตร ฝ่ายโยมก็จะถวายสิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่าน ทั้งหลาย ดังนี้ จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า :-
หน้า 295 ข้อ 1027
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ โยมขอถวายโคนม สีแดงพันตัวพร้อมกับโคตัวผู้แก่พระคุณเจ้า เพราะผู้มีอาจาระอันประเสริฐ ได้ฟังคาถาที่ ประกอบด้วยธรรมของท่านแล้ว เหตุไฉนจะ ไม่ถวายทานแก่ท่านผู้มีอาจาระอันประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหินีนํ ความว่า มีสีแดง. บทว่า ควํ สหสฺสํ ความว่า โยมจะถวายโคชนิดนี้พันตัวแด่พระคุณเจ้า เพื่อประโยชน์แก่การดื่มรสนมสดและนมเปรี้ยวเป็นต้น ขอพระคุณเจ้า จงรับโคนั้นของโยม. บทว่า อริโย ได้แก่ผู้มีอาจาระประเสริฐ. บทว่า อริยสฺส ความว่า แก่ท่านผู้มีอาจาระประเสริฐ. บทว่า กถํ น ทชฺชา ความว่า เหตุไร จึงจะไม่ถวาย. เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว พระโพธิสัตว์ ก็ทูลปฏิเสธว่า มหาบพิตร ธรรมดาบรรพชิต ไม่มีความกังวลอะไร อาตมา- ภาพไม่มีความต้องการด้วยแม่โคทั้งหลาย. พระราชาทรงดำรงอยู่แล้ว ในโอวาทของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้ มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายพระโพธิสัตว์มีฌานไม่เสื่อมเกิดขึ้น แล้วในพรหมโลก.
หน้า 296 ข้อ 1027
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย ทรงประชุมชาดกไว้ว่า. ในที่สุดแห่งสัจธรรม คน จำนวนมากบรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น. พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ในบัดนี้ ส่วนอัฏฐิเสนฤษี ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัฏฐิเสนชาดกที่ ๘
หน้า 297 ข้อ 1028, 1029, 1030, 1031
๙. กปิชาดก ว่าด้วยคุณธรรมของผู้บริหารคณะ [๑๐๒๘] ผู้จองเวรอยู่ ณ ที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ ณ ที่นั้น ในที่มีคนจองเวร อยู่คืนเดียวหรือ ๒ คืน ก็เป็นทุกข์. [๑๐๒๙] คนที่เป็นหัวหน้าใจเบา เมื่อคนใจเบา คล้อยตามจะทำหน้าที่จองเวร เพราะเหตุแห่ง กระบี่ตัวเดียว เขาได้ทำความย่อยยับให้กระบี่ ทั้งฝูง. [๑๐๓๐] ก็คนพาลแต่สำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตบริ- หารหมู่คณะลุอำนาจความคิดของตน คงนอน ตายเหมือนกระบี่ตัวนี้ฉะนั้น. [๑๐๓๑] คนโง่แต่มีกำลังบริหารหมู่คณะก็ไม่ดี ไม่ เป็นประโยชน์แก่เหล่าญาติเหมือนนกต่อ ไม่ เป็นประโยชน์แก่นกทั้งหลายฉะนั้น.
หน้า 298 ข้อ 1032, 1033, 1034
[๑๐๓๒] ส่วนคนฉลาด มีกำลังบริหารหมู่คณะดี เป็นประโยชน์แก่เหล่าญาติ เหมือนท้าววาสวะ เป็นประโยชน์แก่ทวยเทพชาวไตรทศฉะนั้น. [๑๐๓๓] อนึ่ง ผู้ใดเห็นศีล ปัญญาและสุตะ มี ในตน ผู้นั้นย่อมประพฤติประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น. [๑๐๓๔] เพราะฉะนั้น ธีรชนควรชั่งใจดูตัวเอง เหมือนชั่งใจดูศีล ปัญญาและสุตะฉะนั้นแล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คนเดียวเว้นการ บริหารบ้าง. จบ กปิชาดกที่ ๙ อรรถกถาปิชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ แผ่นดินสูบพระเทวทัตแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยตฺถ เวรี นิวสติ ดังนี้. ดังจะกล่าวโดยย่อ เมื่อพระเทวทัตเข้าไปสู่แผ่นดินแล้ว ภิกษุทั้ง- หลายพากันตั้งเรื่องนี้ขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า พระเทวทัตพินาศ
หน้า 299 ข้อ 1034
แล้ว พร้อมกับบริษัท. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องไรหนอ ? เมื่อภิกษุ ทั้งหลาย กราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระ- เทวทัตพร้อมด้วยบริษัท ไม่ใช่พินาศในแต่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พินาศเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ มีกระบี่ ๕๐๐ ตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่พระราชอุทยานฝ่ายพระเทวทัตก็เกิดในกำเนิดกระบี่ มีกระบี่ ๕๐๐ ตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในพระราชอุทยานนั้นเหมือนกัน. อยู่มา วันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตไปอุทยานอาบน้ำแต่งตัวแล้วออกไป กระบี่เกเรตัว หนึ่งเดินไปก่อน นั่งเจ่าอยู่บนยอดเขาซุ้มประตูอุทยาน ถ่ายอุจจาระรด ศีรษะของท่านปุโรหิต เมื่อท่านมองดูข้างบนก็ถ่ายรดหน้าอีก. ท่านหัน กลับมาขู่พวกกระบี่ว่า เอาไว้ก่อนเถอะ ข้า ฯ จักแก้มือพวกแกภายหลัง แล้วอาบน้ำอีก จึงได้หลีกไป. พวกกระบี่ได้บอกพระโพธิสัตว์ ถึงการที่ ปุโรหิตนั้นผูกเวรแล้วขู่พวกกระบี่. พระโพธิสัตว์ได้บอกให้กระบี่ตั้งพัน ทราบว่า ขึ้นชื่อว่า ในสถานที่อยู่ของคู่เวรไม่ควรอยู่ ฝูงกระบี่ทั้งหมด จงพากันหนีไปในที่อื่นเถิด. ฝ่ายกระบี่หัวดื้อพาเอากระบี่ที่เป็นบริวารของ ตนไปไม่หนีโดยคิดว่า ภายหลังเราจักรู้เองจึงจะไป. ส่วนพระโพธิสัตว์ พาเอาบริวารของตนเข้าป่าไป. อยู่มาวันหนึ่ง แพะตัวหนึ่งกินข้าวเปลือก
หน้า 300 ข้อ 1034
ที่นางทาสีคนหนึ่งผึ่งแดดไว้ ถูกตีด้วยดุ้นไฟมีไฟไหม้ที่ตัววิ่งหนีไปถูตัว ที่ยอดกระท่อมหญ้าหลังหนึ่งชิดโรงช้าง. ไฟนั้นติดกระท่อมหญ้า. ลาม จากกระท่อมหญ้าไปติดโรงช้าง. ลามจากโรงช้าง ก็ไหม้หลังช้าง. หมอ รักษาช้าง ก็รักษาพยาบาลช้าง. ฝ่ายปุโรหิตกำลังพิจารณาหาอุบายจับ วานรอยู่. ครั้นพระราชาตรัสสั่งถามท่านที่มาเฝ้าว่า อาจารย์ ช้างของ เราเป็นแผลเปื่อยกันหลายเชือก หมอรักษาช้างไม่รู้จักการรักษา อาจารย์ รู้ยาอะไรบ้างหรือไม่ ? ปุโรหิตทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์รู้ รา. อะไรล่ะ ? ปุ. ข้าแต่มาหาราช มันเหลวของวานร พระพุทธเจ้าข้า- รา. เราจักได้ที่ไหน ? ปุ. ที่พระราชอุทยานมีวานรมากมิใช่หรือ พระพุทธเจ้าข้า รา. ท่านทั้งหลาย จงฆ่าวานรที่พระราชอุทยาน นำเอามัน เหลวมา. คนแม่นธนูจึงพากันไปยิงวานรทั้ง ๕๐๐ ตัวให้ตายหมด. แต่ หัวหน้าวานรตัวเดียวหนีไปได้ ถึงถูกยิงด้วยลูกศร แต่ก็ไม่ล้มตาย ณ ที่นั้นทีเดียว ไปถึงที่อยู่ของพระโพธิสัตว์แล้ว จึงล้มตาย. พวกวานร บอกพระโพธิสัตว์ถึงการที่มันได้ถูกยิงว่า หัวหน้าวานรมาถึงที่อยู่ของ
หน้า 301 ข้อ 1034
พวกเราแล้วก็ตาย. พระโพธิสัตว์มานั่งที่ท่ามกลางฝูงวานรพูดว่า ธรรม- ดาว่าพวกไม่เชื่อโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย อยู่ในที่อยู่ของคู่เวร จัก พินาศอย่างนี้ แล้วได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยสามารถแห่งการตักเตือนฝูง วานรว่า:- ผู้จองเวรอยู่ ณ ที่ใด บัณฑิตไม่ควรอยู่ ณ ที่นั้น ในที่มีคนจองเวร อยู่คืนเดียวหรือ ๒ คืน ก็เป็นทุกข์. คนที่เป็นหัวหน้าใจเบา เมื่อคนใจเบาคล้อยตาม เขาจะทำหน้าที่จองเวร เพราะเหตุแห่งกระบี่ตัวเดียว เขาได้ทำความ ย่อยยับให้กระบี่ทั้งฝูง. ก็คนพาลสำคัญตนว่า เป็นบัณฑิต บริหารหมู่คณะลุอำนาจความคิด ของตน คงนอนตายเหมือนวานรตัวนี้ฉะนั้น. คนโง่แต่มีกำลังบริหารหมู่คณะก็ไม่ดี ไม่เป็น ประโยชน์แต่เหล่าญาติ เหมือนนกต่อ ไม่เป็น ประโยชน์แก่นกทั้งหลายฉะนั้น. ส่วนคน ฉลาดมีกำลังบริหารหมู่คณะดี เป็นประโยชน์ แก่เหล่าญาติ เหมือนท้าววาสวะ เป็นประโยชน์ แก่ทวยเทพชาวไตรทศฉะนั้น. อนึ่ง ผู้ใดเห็น
หน้า 302 ข้อ 1034
ศีล ปัญญาและสุตะ มีในตน ผู้นั้นย่อม ประพฤติประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้ง แก่ตนเองและผู้อื่น. เพราะฉะนั้น ธีรชนควร ชั่งใจดูตัวเองเหมือนชั่งใจดูศีล ปัญญาและ สุตะฉะนั้นแล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คน เดียวเว้นการบริหารบ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลหุจิตฺตสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มี ใจเบา มีคำอธิบายว่า คนใดคล้อยตาม คืออนุวัตรตามมิตรหรือญาติ ผู้ใจเบา เมื่อคนนั้นคล้อยตาม เขาก็จะเป็นหัวหน้าใจเบา ทำหน้าที่ ของผู้จองเวร. บทว่า เอกสฺส กปิโน ความว่า สูเจ้าทั้งหลายจงดู เถิด เพราะเหตุกระบี่ใจเบาคือเป็นอันธพาลตัวเดียว เขาได้ทำความย่อย- ยับ คือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศใหญ่หลวงนี้ให้แก่กระบี่สิ้นทั้ง ฝูง. บทว่า ปณฺฑิตมานี มีเนื้อความว่า ผู้ใดรู้ตนเองเป็นคนโง่ แต่ สำคัญตนว่า เราเป็นผู้ฉลาด ไม่ทำตามโอวาทของท่านผู้ฉลาด ตกอยู่ ในอำนาจความคิดของตน ผู้นั้นจะลุอำนาจความคิดของตนแล้ว คงนอน เหมือนกะบี่หัวดื้อตัวนี้แหละนอนตายอยู่. บทว่า น สาธุ ความว่า ธรรมดาคนโง่ แต่มีกำลังพร้อมบริหารหมู่คณะ ย่อมไม่ดี คือไม่ปลอด- ภัย เพราะเหตุไร เพราะเขาไม่มีประโยชน์สำหรับเหล่าญาติ คือนำ
หน้า 303 ข้อ 1034
ความพินาศมาให้อย่างเดียว. บทว่า สกุณานํว เจกโต ความว่า อุปมาเสมือนหนึ่งว่า บรรดานกกระทาทั้งหลาย นกกระทำที่เป็นนกต่อ ขันทั้งวัน ก็ไม่ทำให้นกชนิดอื่นตาย ทำให้พวกพ้องของตนเท่านั้น แหละตาย ฉันใด คนโง่ก็ไม่มีประโยชน์แก่หมู่คณะเหล่านั้นเลย อธิ- บายว่า ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า หิโต ภวติ ความว่า ธีรชน เป็น ผู้ทำประโยชน์เกื้อกูลแก่เหล่าญาตินั่นเอง ด้วยกายบ้าง ด้วยวาจาบ้าง. บทว่า อุภินฺนมตฺถํ จรติ ความว่า คนในโลกนี้ ผู้ที่มองเห็นคุณ- ธรรมเหล่านั้นมีศีลเป็นต้นในตนรู้ว่า อาจาระและศีลของเราก็มี ปัญญา ก็มี การศึกษาเล่าเรียนก็มี ทราบตามความจริงแล้วบริหารหมู่คณะ ชื่อว่าประพฤติประโยชน์ถ่ายเดียวแก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย คือทั้งแก่ตนและผู้ อื่น ได้แก่เหล่าญาติผู้เที่ยวห้อมล้อมตน. บทว่า ตุเลยฺยมตฺตานํ ตัด บทเป็น ตุเลยฺย อตฺตานํ คือชั่งใจดูตัวเองแล้ว. บทว่า ตุเลยฺย ได้แก่ ตุเลตฺวา คือชั่งใจดูตัวเองแล้ว. บทว่า สีลํ ปญฺํ สุตํปิว ความว่า พิจารณาดูคุณธรรมทั้งหลาย มีศีลเป็นต้นในตนอยู่ ชื่อว่าประพฤติ ประโยชน์แก่คนทั้ง ๒ ฝ่าย ฉะนั้น ธีรชนควรชั่งใจดูตนเอง เหมือน บัณฑิตชั่งใจดูคุณธรรมมีศีลเป็นต้นเหล่านั้น คือ พิจารณาดูว่าเราดำรง อยู่แล้วในศีล ในปัญญา ในสุตะหรือไม่ ? ทำความที่ตนดำรงอยู่ใน คุณธรรมเหล่านั้นให้ประจักษ์แล้ว จึงบริหารหมู่คณะบ้าง อยู่คนเดียว
หน้า 304 ข้อ 1034
ใน ๔ อิริยาบถ เว้นการบริหาร คือเปลี่ยนแปลงบ้าง เพราะว่าผู้จะ ให้บริษัทอุปัฏฐากบำรุงก็ดี ผู้ประพฤติวิเวกก็ดี ควรจะประกอบด้วย คุณธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ทีเดียว. พระมหากษัตริย์เป็นถึงขุนกระบี่ คือพระยาวานร จึงบอกหน้าที่ เกี่ยวกับวินัยและการศึกษาเล่าเรียนได้. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า วานรหัวดื้อในครั้งนั้น ได้แก่พระเทวทัตในบัดนี้ ฝ่าย บริวารของวานรหัวดื้อ ได้แก่บริวารของพระเทวทัต ส่วนขุนกระบี่ผู้ ฉลาดได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถากปิชาดกที่ ๙
หน้า 305 ข้อ 1035, 1036, 1037
๑๐. พกพรหมชาดก ว่าด้วยศีลและพรตของพกพรหม [๑๐๓๕] ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์มี ๗๒ คน ล้วนได้ทำบุญมาแล้ว มีอำนาจแผ่ไป ล่วงความเกิดและความแก่ไปได้ การเกิดเป็น พรหมนี้. เป็นอันติมชาติ ชาติสุดท้าย จบ ไตรเพทแล้ว คนจำนวนมากเอ่ยถึงพวกข้า พระองค์. [๑๐๓๖] ดูก่อนพรหม ความจริงอายุของท่านนี้ น้อยไม่มากเลย แต่ท่านสำคัญว่าอายุของท่าน มาก จำนวนแสนนิรัพพุทะ ดูก่อนพรหม เรา ตถาคตรู้อายุท่าน. [๑๐๓๗] ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัส ว่า เราตถาคตเป็นผู้เห็นไม่มีที่สิ้นสุด สัพพัญญู ก้าวล่วงชาติชราและความโศกแล้ว ขอพระ- องค์จงตรัสบอก การสมาทานพรต ศีลและ
หน้า 306 ข้อ 1038, 1039, 1040
วัตร จรณะ ของข้าพระองค์แต่ก่อนว่าเป็น อย่างไร ซึ่งข้าพระองค์ควรจะทราบ. [๑๐๓๘] ท่านได้ช่วยมนุษย์จำนวนมาก ผู้เดือด- ร้อนปางตายกระหายน้ำจัดให้ได้ดื่มน้ำอันใดไว้ เราตถาคตระลึกถึงพรต ศีลและจรณะเก่า ของ ท่านอันนั้นได้ เหมือนนอนหลับฝันไปแล้ว ตื่นขึ้น ระลึกถึงฝันได้ ฉะนั้น. [๑๐๓๙] ท่านได้ช่วยฝูงชนใดที่ถูกโจรจับเป็นชะ- เลย นำมาให้รอดพ้นได้ ที่ริมฝั่งแม่น้ำเอณิ เราตถาคตระลึก ถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของ ท่านนั้นได้ เหมือนนอนหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้น ระลึกถึงความฝันได้ ฉะนั้น. [๑๐๔๐] ท่านได้ทุ่มกำลังช่วยคนทั้งหลาย ผู้ไป เรือในกระแสแม่น้ำคงคา ให้พ้นจากพระยา นาคตัวร้ายกาจอันใด เราตถาคตระลึกพรต ศีล และอาจาระเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอน หลับฝันไปแล้วตื่นขึ้น ระลึกถึงฝันได้ ฉะนั้น.
หน้า 307 ข้อ 1041, 1042
[๑๐๔๑] อนึ่ง เราตถาคตได้มีชื่อว่ากัปปะ เป็นอัน- เตวาสิกของท่านได้รู้แล้วว่า ท่านเป็นดาบสผู้ มีปัญญาดีมีพรตอันใด เราตถาคตระลึกพรต ศีลและจรณะเก่าของท่านได้ เหมือนนอนหลับ ฝันไปตื่นขึ้นแล้ว ระลึกถึงฝันได้ ฉะนั้น. [๑๐๔๒ ] พระองค์ทรงทราบอายุของข้าพระองค์ นั้นได้แน่นอน แม้สิ่งอื่นพระองค์ก็ทรงทราบ เพราะพระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแท้จริง. จริงอย่างนั้น พระรัศมีอันรุ่งโรจน์ของพระองค์ นี้ จึงส่องพรหมโลกให้สว่างไสวอยู่. จบ พกพรหมชาดกที่ ๑๐ อรรถกถาพกพรหมชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พกพรหมแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวาสตฺตติ ดังนี้. ความพิสดารว่า ท่านพกพรหมเกิดความเห็นขึ้นอย่างนี้ว่า สิ่ง นี้เที่ยง ยั่งยืน สืบเนื่อง ๆ กันไป ไม่มีการเคลื่อนธรรดา สิ่งอื่น นอกจากนี้ ที่ชื่อว่าพระนิพพานเป็นที่ออกไปของสัตวโลกไม่มี ได้ยินว่า พระพรหมองค์นี้เกิดภายหลัง เมื่อก่อนบำเพ็ญฌานมาแล้ว จึงมาเกิด
หน้า 308 ข้อ 1042
ในชั้นเวหัปผลา. ท่านให้อายุประมาณ ๕๐๐ กัปป์สิ้นไปในชั้นเวหัปผลา นั้นแล้ว จึงเกิดในชั้นสุภกิณหาสิ้นไป ๖๔ กัปป์แล้ว จุติจากชั้นนั้น จึงไปเกิดในชั้นอาภัสรา มีอายุ ๘ กัปป์ ในชั้นอาภัสรานั้น ท่านได้ เกิดความเห็นขึ้นอย่างนี้ เพราะท่านระลึกถึงการจุติจากพรหมโลกชั้นสูง ไม่ได้เลย ระลึกถึงการเกิดขึ้นในพรหมโลกชั้นนั้นก็ไม่ได้. เมื่อไม่เห็น ทั้ง ๒ อย่าง ท่านจึงยึดถือความเห็นอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ทราบความปริวิตกแห่งจิตของพกพรหมนั้น ด้วยเจโตปริยญาณแล้ว จึงทรงหายพระองค์ไปจากพระเชตวันมหาวิหาร ปรากฏพระองค์บน พรหมโลก อุปมาเหมือนหนึ่ง คนมีกำลังแข็งแรงเหยียดแขนออกไปแล้ว คู้แขนที่เหยียดออกไปแล้วเข้ามาก็ปานกัน ครั้งนั้น พระพรหมเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงทูลว่า มาเถิดท่านสหาย ท่านมาดีแล้วท่าน สหาย นานนักท่านสหาย ท่านจึงจะได้ทำปริยายนี้ คือการมาที่นี้ เพราะสถานที่นี้เป็นสถานที่เที่ยง เป็นสถานที่ยั่งยืน เป็นสถานที่สืบ เนื่องกันไป เป็นสถานที่ไม่มีการเคลื่อนเป็นธรรมดา เป็นสถานที่มั่นคง ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่จุติ ไม่อุบัติ ก็แต่ว่าสถานที่อื่นที่ชื่อว่า เป็น ที่ออกไปจากทุกข์ ยิ่งกว่านี้ไม่มี. เมื่อพกพรหมทูลอย่างนี้แล้ว พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสคำนี้กะพกพรหมว่า พกพรหมผู้เจริญ ตกอยู่ ในอำนาจของอวิชชาแล้วหนอ พกพรหมผู้เจริญ ตกอยู่ในอำนาจของ อวิชชาแล้วหนอ เพราะได้พูดถึงสิ่งที่ไม่เที่ยงนั่นแหละว่าเป็นของเที่ยง และได้พูดถึงธรรมที่สงบอย่างอื่น ว่าเป็นธรรมเป็นที่ออกไปจากทุกข์
หน้า 309 ข้อ 1042
อันยิ่งยวดไม่มีธรรมอื่นที่เป็นธรรมเป็นที่ออกไปจากทุกข์ยิ่งกว่า พระ- พรหมได้ฟังคำนั้นแล้วคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า นี่ จะอนุวัตรคล้อย ตามเราด้วยประการอย่างนี้ว่า ท่านกล่าวอย่างนี้ถูกแล้ว แต่เกรงกลัวการ อนุโยคย้อนของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทำนองเดียวกับโจรผู้ด้อยกำลัง ได้รับการตีเล็กน้อย ก็บอกเพื่อนฝูงทุกคนว่า ฉันคนเดียวหรือเป็นโจร ? คนโน้นก็เป็นโจร คนโน้นก็เป็นโจร เมื่อจะบอกเพื่อนฝูงของตนแม้ คนอื่น ๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่พระโคดม พวกข้าพระองค์มี ๗๒ คน ล้วนได้ทำบุญมาแล้ว มีอำนาจแผ่ไป ล่วงความเกิดและความแก่ไปได้ การเกิดเป็น พรหมนี้ เป็นอันติมชาติ ชาติสุดท้าย จบ ไตรเพทแล้ว คนจำนวนมากเอ่ยถึงพวกข้า พระองค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฺวาสตฺตติ ความว่า ข้าแต่พระ- โคดมไม่ใช่เพียงแต่ข้าพระองค์คนเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แล้ว พวกข้า- พระองค์ ๗๒ คน ในพรหมโลกนี้ เป็นผู้ล้วนได้ทำบุญมาแล้ว เป็นผู้แผ่ อำนาจไป โดยการแผ่อำนาจของตนไปเหนือคนเหล่าอื่น และได้ล่วงเลย ความเกิดและความแก่ไปแล้ว การเกิดเป็นพรหมนี้ชื่อว่าถึงพระเวทแล้ว เพราะพวกข้าพระองค์ถึงแล้วด้วยพระเวททั้งหลาย ข้าแต่ พระโคดม
หน้า 310 ข้อ 1042
การเกิดเป็นพรหมนี้ เป็นการเกิดครั้งสุดท้าย คือการถึงส่วนหลังที่สุด ได้แก่การเข้าถึงความเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. บทว่า อสฺมาภิชปฺปนฺติ ชนา อเนกา ความว่า คนอื่นมากมายพากันทำอัญชลี พวกข้าพระองค์ กล่าวคำมีอาทิว่า นี้แลคือพระพรหมพระมหาพรหมผู้เจริญ นมัสการคือ ปรารภ ได้แก่กระหยิ่มอยู่ อธิบายว่า ปรารถนาอยู่ว่าอัศจรรย์หนอ ! เราทั้งหลายควรจะเป็นแบบนี้. พระศาสดา ครั้นทรงสดับถ้อยคำของพกพรหมนั้นแล้ว จึงตรัส คาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนพรหม ความจริงอายุของท่านนี้ น้อยไม่มากเลย แต่ท่านสำคัญว่าอายุของท่าน มา จำนวนแสนนิรัพพุทะ ดูก่อนพรหม เรา ตถาคตรู้อายุของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ สหสฺสาน นิรพฺพุทานํ ความว่า การนับกล่าวคือนิรัพพุทะ มีหลายแสน. อธิบายว่า สิบสิบปีเป็นร้อย สิบร้อยเป็นพัน. ร้อยพันเป็นแสน. ร้อยแสนชื่อว่าโกฏิ. ร้อยแสน โกฏิชื่อว่าปโกฏิ. ร้อยแสนปโกฏิชื่อว่าโกฏิปโกฏิ. ร้อยแสนโกฏิปโกฏิ ชื่อว่า ๑ นหุต. ร้อยแสนนหุตชื่อว่า ๑ นินนหุต. นักคำนวณที่ฉลาด สามารถนับได้เพียงเท่านี้ ขึ้นชื่อว่าการนับต่อจากนี้ไป เป็นวิสัยของพระ-
หน้า 311 ข้อ 1042
พุทธเจ้าทั้งหลาย. บรรดาการนับเหล่านั้น ร้อยแสนนินนหุต เป็น ๑ อัพพุทะ. ๒๐ อัพพุทะเป็น ๑ นิรัพพุทะ. ร้อยแสนนิรัพพุทะเหล่านั้น ชื่อว่า ๑ อหหะ. จำนวนเท่านี้ปีเป็นอายุของพกพรหมที่เหลืออยู่ในภพ นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงหมายเอาอายุนั้นจึงได้ตรัสอย่างนี้. พกพรหมได้สดับพระพุทธพจน์นั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า:- ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ตรัส ว่า เราตถาคตเป็นผู้เห็นไม่มีที่สิ้นสุด สัพพัญญู ก้าวล่วงชาติชราและความโศกแล้ว ขอพระ- องค์จงตรัสบอกการสมาทานพรต ศีลและ วัตรจรณะของข้าพระองค์ แต่ก่อนว่าเป็นอย่าง ไร ซึ่งข้าพระองค์ควรจะทราบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภควา ความว่า ข้าแต่พระผู้มี พระภาคเจ้า พระองค์เมื่อตรัสว่า เราตถาคตรู้อายุของท่าน ชื่อ ตรัสว่า เราตถาคต เห็นไม่มีที่สิ้นสุด เป็นสัพพัญญู ก้าวล่วงชาติชราและความ โศกได้แล้ว. บทว่า วตสีลวตฺตํ ได้แก่การสมาทานพรต ทั้งศีลและ วัตร. มีคำอธิบายไว้ว่า ถ้าหากพระองค์ทรงเป็นสัพพัญญูพุทธะไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อะไรคือพรต ศีลและจรณะเก่าของข้าพระองค์ ขอ พระองค์จงตรัสบอกแก่ข้าพระองค์ ซึ่งข้าพระองค์ควรรู้ตามความเป็น จริง ที่พระองค์ตรัสบอก.
หน้า 312 ข้อ 1042
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงนำเรื่องอดีตทั้งหลาย มาตรัสบอกแก่พกพรหม จึงได้ตรัสคาถา ๔ คาถาว่า :- ท่านได้ช่วยมนุษย์จำนวนมากผู้เดือดร้อน ปางตาย กระหายน้ำจัด ให้ได้ดื่มน้ำอันใดไว้ เราตถาคตระลึกถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของ ท่านอันนั้นได้ เหมือนนอนหลับฝันไปแล้ว ตื่นขึ้น ระลึกถึงความสิ้นได้ฉะนั้น. ท่านได้ ช่วยฝูงชนใด ที่ถูกโจรจับเป็นเชลยนำมาให้ รอดพ้นได้ที่ริมฝั่งแม่น้ำเอณิ เราตถาคตระลึก ถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอนหลับฝันไปแล้วตื่นขึ้น นึกถึงฝัน ได้ ฉะนั้น. ท่านได้ทุ่มกำลังช่วยคนทั้งหลาย ผู้ไปเรือในกระแสแม่น้ำคงคา ให้พ้นจากพญา- นาคตัวร้ายกาจ อันใดเราตถาคตระลึกถึงพรต ศีลและจรณะเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอน หลับแล้วตื่นขึ้น นึกถึงฝันได้ ฉะนั้น. อนึ่ง เราตถาคตได้มีชื่อว่ากัปปะ เป็นอันเตวาสิก ของท่าน ได้รู้แล้วว่า ท่านเป็นดาบสผู้มีปัญญา
หน้า 313 ข้อ 1042
ดี มีพรต อันใด เราตถาคตระลึกถึงพรต ศีล และจรณะเก่าของท่านนั้นได้ เหมือนนอน หลับแล้วตื่นขึ้น ระลึกถึงฝันได้ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปาเยสิ ความว่า ให้ดื่มแล้ว. บทว่า ฆมฺมนิ สปฺปเรเต ความว่า ผู้ปางตายเพราะความร้อน คือ ลำบากเพราะความร้อนแผดเผาเหลือเกิน. บทว่า สุตฺตปฺปพุทฺโธว ความว่าระลึกถึงพรตเป็นต้น ได้เหมือนนอนหลับไปในเวลาย่ำรุ่งฝัน เห็นแล้วตื่นขึ้น ระลึกถึงความฝันนั้น ฉะนั้น. ได้ยินว่า พกพรหมนั้นในกัปป์ ๆ หนึ่ง เป็นดาบส อยู่ที่ ทะเลทรายกันดารน้ำ ได้นำน้ำดื่มมาให้คนจำนวนมากที่เดินทางกันดาร. อยู่มาวันหนึ่ง พ่อค้าพวกหนึ่ง เดินทางไปถึงทะเลทรายที่กันดารน้ำ ด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม คนทั้งหลายไม่สามารกำหนดทิศทางได้ เดิน ทางไป ๗ วัน สิ้นฟืนสิ้นน้ำ หมดอาหาร ถูกความอยากครอบงำ คิดว่า บัดนี้ พวกเราไม่มีชีวิตแล้ว พากันพักเกวียนเป็นวงรอบแล้ว ต่างก็ ปล่อยโคไปแล้วก็พากันนอนอยู่ใต้เกวียนของตน. ครั้งนั้น ดาบสรำลึก ไปเห็นพ่อค้าเหล่านั้นแล้วคิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ขอคนทั้งหลายจงอย่า พินาศเถิด จึงได้บันดาลให้กระแสน้ำคงคาเกิดขึ้น เฉพาะหน้าของพวก พ่อค้าด้วยอานุภาพฤทธิ์ของตน. และได้เนรมิตไพรสณฑ์แห่งหนึ่งไว้ใน ที่ไม่ไกล. พวกมนุษย์ได้ดื่มน้ำและอาบน้ำให้โคทั้งหลายอิ่มหนำสำราญ
หน้า 314 ข้อ 1042
แล้ว จึงพากันไปเกี่ยวหญ้า เก็บฟืนจากไพรสณฑ์ กำหนดทิศได้แล้ว ข้ามทางกันดารไปได้โดยปลอดภัย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคำว่า ยํ ตฺวํ ฯเปฯ อนุสุสรามิ นั่นทรงหมายเอาดาบสนั้น. บทว่า เอณิกูลสฺมึ ความว่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่าเอณิ. บทว่า คยฺหก นียมานํ ความว่า ที่กำลังถูกจับเป็นชะเลยแล้วนำมา. เล่ากันมาว่าดาบสนั้น ในกาลต่อมาได้อาศัยบ้านชายแดนตำบล หนึ่งพักอยู่ที่ไพรสณฑ์แห่งหนึ่งใกล้ฝั่งแม่น้ำ. ครั้นวันหนึ่ง พวกโจร ชาวเขาลงมาปล้นบ้านนั้น จับเอาคนจำนวนมากให้ขึ้นไปบนเขา วาง คนสอดแนมไว้ที่ระหว่างทาง เข้าไปสู่ซอกเขาแล้วให้นั่งหุงต้มอาหาร ดาบสได้ยินเสียงร้องครวญครางของสัตว์มีโคและกระบือเป็นต้น และ ของคนทั้งหลายมีเด็กชายและเด็กหญิงเป็นต้นคิดว่า เมื่อเราเห็นอยู่ ขอ เขาทั้งหลายจงอย่าพินาศเถิด แล้วจึงละอัตภาพ เป็นพระราชาแวดล้อม ด้วยเสนามีองค์ ๔ ได้ให้ตีกลองศึกไป ณ ที่นั้น. พวกคนสอดแนม เห็นดาบสนั้นแล้วได้บอกแก่พวกโจร. พวกโจรคิดว่า ขึ้นชื่อว่าการ ทะเลาะกับพระราชาไม่สมควรแล้ว จึงพากันทิ้งเชลยไว้ไม่กินอาหาร หนีไปแล้ว ดาบสนำคนเหล่านั้นให้กลับไปอยู่บ้านของตนหมดทุกคน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคำว่า ยํ เอณิกูลสฺมึ ฯเปฯ อนุสฺสรามิ นั่นไว้ทรงหมายเอาดาบสนั้น.
หน้า 315 ข้อ 1042
บทว่า คหิตนาวํ ได้แก่เรือที่พ่วงขนานกัน. บทว่า ลุทฺเธน ความว่า ผู้หยาบคาย. บทว่า มนุสฺสกปฺปา ความว่า เพราะต้องการ ให้พวกมนุษย์พินาศ. บทว่า พลสา ความว่า ด้วยกำลัง บทว่า ปสยฺห ความว่า ข่มขู่. ในกาลต่อมา ดาบสพักอยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ครั้งนั้นคนทั้ง หลายพากันผูกเรือขนาน ๒ - ๓ ลำติดกัน แล้วสร้างมณฑปดอกไม้ไว้ ที่ยอดเรือขนาน นั่งกินนั่งดื่มอยู่ในเรือขนาน แล่นไปที่ฝั่งสมุทร พวก เขาพากันเทสุราที่เหลือจากดื่ม ข้าวปลาเนื้อและหมากพลูเป็นต้น ที่ เหลือจากที่กินและเหลือจากที่ขบเคี้ยวแล้วลงแม่น้ำคงคานั่นเอง. พญา- นาคชื่อว่าคังเคยยะโกรธว่า คนพวกนี้โยนของที่เหลือกินลงเบื้องบน เรา หมายใจว่า เราจักรวบคนเหล่านั้นให้จมลงในแม่น้ำคงคาหมดทุกคน แล้วเนรมิตอัตภาพใหญ่ประมาณเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง แหวกน้ำขึ้นมา แผ่พังพานลอยน้ำไปตรงหน้าคนเหล่านั้น. พวกเขาพอเห็นพญานาค เท่านั้น ก็ถูกมรณภัยคุกคามส่งเสียงร้องลั่นขึ้นพร้อมกันที่เดียว. ดาบส ได้ยินเสียงคร่ำครวญของพวกเขา ก็รู้ว่าพญานาคโกรธ คิดว่า เมื่อ เราเห็นอยู่ขอคนทั้งหลายจงอย่าพินาศเถิด แล้วได้รีบเนรมิตอัตภาพ เป็นเพศครุฑบินไปด้วยอานุภาพของตน โดยติดต่อกันโดยพลัน. พญา- นาคเห็นครุฑนั้นแล้ว หวาดกลัวความตายจึงดำลงไปในน้ำ. พวก มนุษย์ถึงความสวัสดีแล้วจึงได้ไปกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคำว่า คงฺคาย โสตสฺมึ ฯ เป ฯ อนุสฺสรามิ นั่นทรงหมายเอาดาบสนั้น.
หน้า 316 ข้อ 1042
บทว่า ปตฺถจโร ได้แก่อันเตวาสิก. บทว่า สมฺพุทฺธิวนฺตํ วติ โส อมญฺํ ความว่า เรารู้จักท่านว่า เป็นดาบสผู้เพียบพร้อมด้วยปัญญา ทั้งถึงพร้อมด้วยวัตร. ด้วยบทนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงไว้อย่าง ไร ทรงแสดงไว้ว่า ดูก่อนท้าวมหาพรหม. ในอดีตกาลในเวลาท่าน เป็น เกสวดาบส เราตถาคต เป็นคนรับใช้ใกล้ชื่อว่า กัปปะ เมื่อ ท่านถูกอำมาตย์ชื่อ นารทะ นำมาป่าหิมพานต์ จากเมืองพาราณสี ได้ให้ โรคสงบไป. ลำดับนั้น นารทะ อำมาตย์มาเยี่ยมท่านครั้งที่ ๒ เห็น หายจากโรค จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :- ท่านเกสีผู้มีโชค ไยเล่าจึงละทิ้งจอมคน ผู้ให้ความต้องการทุกอย่างสำเร็จได้ มายินดีใน อาศรมของท่านกัปปะ. ท่านได้กล่าวคำนี้กะอำมาตย์ นารทะ นั่นนั้นว่า:- ดูก่อนท่านนารทะ สิ่งที่ดีน่ารื่นรมย์ใจมี อยู่ ต้นไม้ทั้งหลาย ที่รื่นเริงใจก็ยังมี ถ้อยคำ ที่เป็นสุภาษิตของกัสสป ให้อาตมารื่นเริงใจได้. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงแสดงถึงความที่โรคของท่าน เกสี ดาบส นี้ เป็นสิ่งที่พระองค์ผู้ทรงเป็นอันเตวาสิกให้สงบได้ด้วยประการ
หน้า 317 ข้อ 1042
อย่างนี้แล้ว จึงได้ตรัสอย่างนี้. ก็อีกอย่างหนึ่ง เมื่อจะให้มหาพรหมทั้ง หมด กำหนดรู้กรรมที่พรหมนั้น พกพรหม ทำไว้ในมนุษยโลกนั่นเอง จึงตรัสคำนี้ไว้. พกพรหม นั้น ระลึกถึงกรรมที่ตนได้ทำไว้ ตามพระดำรัสของ พระศาสดาได้แล้ว เมื่อจะทำการสดุดีพระตถาคต จึงได้กล่าวคาถา สุดท้ายไว้ว่า :- พระองค์ทรงทราบอายุของข้าพระองค์นั่น ได้แน่นอนแม้สิ่งอื่นพระองค์ก็ทรงทราบเพราะ พระองค์ทรงเป็นพระพุทธเจ้าแท้จริง จริงอย่าง นั้น พระรัศมีอันรุ่งโรจน์ของพระองค์นี้ จึง ส่องพรหมโลกให้สว่างไสวอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตถา หิ พุทโธ ความว่า เพราะว่า พระองค์ทรงเป็น พระพุทธเจ้า แท้จริง อันธรรมดาว่า พระะพุทธเจ้า ทั้งหลายจะไม่มีสิ่งที่ไม่ทรงรู้ด้วยว่าท่านเท่านั้นชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้ ธรรมทุกอย่างนั่นเอง. บทว่า ตถา หิ ตายํ ความว่า ก็อีกอย่างหนึ่ง เพราะทรงเป็น พระพุทธเจ้า นั่นเอง พระรัศมีจากพระสรีระของพระ- องค์ที่รุ่งโรจน์. บทว่า โอภาสยํ ติฏฺติ ความว่า พระรัศมีจากพระ- สรีระนี้ จึงส่องพรหมโลก แม้ทั้งหมดนี้ให้สว่างไสวอยู่.
หน้า 318 ข้อ 1042
พระศาสดา เมื่อทรงให้พกพรหมรู้พระพุทธคุณของพระองค์ไป พลางทรงแสดงธรรมไปพลาง จึงทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย ในที่สุด แห่งสัจธรรม จิตของพระพรหมประมาณหมื่นองค์พ้นจากอาสวะทั้งหลาย แล้ว เพราะไม่ยึดมั่น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเป็นที่พึ่งของพระ- พรหมทั้งหลายด้วยประการอย่างนี้ ได้เสด็จจากพรหมโลกมาพระเชตวัน วิหาร แล้วทรงแสดงพระธรรมเทศนาแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยทำนองที่ ได้ทรงแสดงแล้ว ในพรหมโลกนั้น แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า เกสว- ดาบสในครั้งนั้น ได้แก่พระพรหม ในบัดนี้ ส่วนกัปปมาณพได้แก่เรา ตถาคตนั่นเอง ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาพกพรหมชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กุกกุชาดก ๒. มโนชชาดก ๓. สุตนชาดก ๔. ธาตุโปสก- คิชฌชาดก ๕. ทัพพปุปผชาดก ๖. ทสัณณกชาดก ๗. เสนกชาดก ๘. อัฏฐิเสนชาดก ๙. กปิชาดก ๑๐. พกพรหมชาดก จบ กุกกุวรรคที่ ๑
หน้า 319 ข้อ 1043, 1044, 1045, 1046, 1047
๒. คันธารวรรค ๑. คันธารชาดก ว่าด้วยพูดคำมีประโยชน์เขาโกรธไม่ควรกล่าว [๑๐๔๓] ท่านทิ้งหมู่บ้านที่บริบูรณ์ ๑๖,๐๐๐ หมู่ และคลังที่เดิมด้วยทรัพย์มาแล้ว บัดนี้ยังจะทำ การสะสมอยู่อีก. [๑๐๔๔] ท่านละทิ้งที่อยู่คือคันธารรัฐ หนีจาก การปกครองในราชธานี ที่มีทรัพย์พอเพียงแล้ว บัดนี้ยังจะปกครองในที่นี้อีก. [๑๐๔๕] ดูก่อนท่านวิเทหะ เรากล่าวธรรมะ ความจริง เราไม่ชอบธรรมความไม่จริง เมื่อ เรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ บาปก็ไม่เปรอะเปื้อน เรา. [๑๐๔๖] คนอื่นได้รับความแค้นเคือง เพราะคำ พูดอย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำพูดนั้นจะมี ประโยชน์มาก บัณฑิตก็ไม่ควรพูด. [๑๐๔๗] ผู้ถูกตักเตือน จะแค้นเคืองหรือไม่แค้น เคืองก็ตามเถิด จะเขี่ยทิ้งเหมือนโปรยแกลบ
หน้า 320 ข้อ 1048, 1049
ทิ้งก็ตาม เมื่อเขากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อ ว่าบาปย่อมไม่เปรอะเปื้อน. [๑๐๔๘] ถ้าสัตว์เหล่านั้น ไม่มีปัญญาของตนเอง หรือวินัยที่ศึกษาดีแล้วไซร้ คนจำนวนมากก็ จะเที่ยวไปเหมือนกระบือตาบอดเที่ยวไปในป่า [๑๐๔๙] แต่เพราะเหตุที่ธีรชนบางเหล่าศึกษาดี แล้ว ในสำนักอาจารย์ ฉะนั้นธีรชนผู้มีวินัย ที่ได้แนะนำแล้ว จึงมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไปอยู่. จบ คันธารชาดกที่ ๑ อรรถกถาคันธารวรรคที่ ๒ อรรถกถาคันธารชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ เภสัชชสันนิธิการสิกขาบท สิกขาบทว่าด้วยการทำการสะสมเภสัช แล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า หิตฺวา คามสหสฺสานิ ดังนี้ ก็เรื่องเกิดขึ้นแล้วที่กรุงราชคฤห์. ความพิสดารว่า เมื่อท่าน ปิลินทวัจฉะไปพระราชวังเพื่อปล่อยคนตระกูลผู้รักษาอาราม แล้วสร้าง ปราสาททองถวายพระราชาด้วยกำลังฤทธิ์ คนทั้งหลายเลื่อมใสพากัน
หน้า 321 ข้อ 1049
ส่งเภสัชทั้ง ๕ ไปถวายพระเถระ. ท่านแจกจ่ายเภสัชเหล่านั้นแด่บริษัท แต่บริษัทของท่านมีมาก พวกเขาเก็บของที่ได้ ๆ มาไว้เต็มกระถางบ้าง หม้อบ้าง ถลกบาตรบ้าง. คนทั้งหลายเห็นเข้าพากันยกโทษว่า สมณะ เหล่านี้มักมาก เป็นผู้รักษาคลังภายใน. พระศาสดาทรงสดับความเป็น ไปนั้นแล้ว จึงทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ก็แลเภสัชที่เป็นของควรลิ้มของ ภิกษุผู้เป็นไข้เหล่านั้นใดดังนี้เป็นต้น ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตสมัยก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ บวชเป็นนักบวชใน ลัทธิภายนอก แม้รักษาเพียงศีล ๕ ก็ไม่เก็บก้อนเกลือไว้ เพื่อประโยชน์ ในวันรุ่งขึ้น ส่วนเธอทั้งหลายบวชในศาสนา ที่นำออกจากทุกข์เห็น ปานนี้ เมื่อพากันทำการสะสมอาหารไว้ เพื่อประโยชน์แก่วันที่ ๒ วัน ที่ ๓ ชื่อว่าทำสิ่งที่ไม่สมควร แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ทรงเป็นโอรสของพระเจ้าคันธาระ ในคันธารรัฐ เสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ โดยพระราชบิดาทิวงคตแล้ว ทรงครองราชย์โดยธรรม. แม้ในมัชฌิมประเทศ พระเจ้าวิเทหะก็ทรง ครองราชย์ในวิเทหรัฐ. พระราชาทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงเป็นพระ- สหายที่ไม่เคยเห็นกัน แต่ก็ทรงมีความคุ้นเคยกันอย่างมั่นคง. คนสมัย นั้นมีอายุยืนดำรงชีวิตอยู่ได้ถึง ๓ แสนปีดังนั้นในวันอุโบสถกลางเดือน พระจ้าคันธาระก็ทรงสมาทานศีลเป็นครั้งคราว แล้วเสด็จไปประทับบน พระบวรบัลลังก์ภายในชั้นที่โอ่โถง ทรงตรวจดูโลกธาตุด้านทิศตะวันออก
หน้า 322 ข้อ 1049
ทางสีหปัญชรที่เปิดไว้ ตรัสถ้อยคำที่ประกอบด้วยธรรมแก่เหล่าอำมาตย์ ขณะนั้นพระราหูได้บดบังดวงจันทร์เต็มดวง เหมือนกระโดดโลดเต้นไป ในท้องฟ้า. แสงจันทร์อันตรธานหายไป. อำมาตย์ทั้งหลายไม่เห็น แสงพระจันทร์ จึงทูลพระราชาถึงภาวะที่ดวงจันทร์ถูกราหูยึดไว้ พระราชาทรงทอดพระเนตรพระจันทร์ ทรงพระดำริว่า พระจันทร์นี้ เศร้าหมองอับแสงไปเพราะสิ่งเศร้าหมองที่จรมา. แม้ข้าราชบริพารนี้ก็ เป็นเครื่องเศร้าหมองสำหรับเราเหมือนกัน แต่การที่เราจะเป็นผู้หมดสง่า ราศรีเหมือนดวงจันทร์ที่ถูกราหูยึดไว้นั้น ไม่สมควรแก่เราเลย. เราจักละ ราชสมบัติออกบวช เหมือนดวงพระจันทร์สัญจรไปในท้องฟ้าที่บริสุทธิ์ ฉะนั้น. จะมีประโยชน์อะไรด้วยผู้อื่นที่เราตักเตือนแล้ว เราจักเป็น เสมือนผู้ไม่ข้องอยู่ด้วยตระกูลและหมู่คณะ ตักเตือนตัวเองเท่านั้นเที่ยวไป นี้เป็นสิ่งที่เหมาะสำหรับเรา แล้วทรงมอบราชสมบัติให้แก่เหล่าอำมาตย์ ด้วยพระดำรัสว่า ท่านทั้งหลายจงพากันแต่งตั้งผู้ที่ท่านทั้งหลายต้อง ประสงค์ให้เป็นพระราชาเถิด. พระราชาในคันธารรัฐนั้นทรงสละราช- สมบัติเสด็จออกทรงผนวชเป็นฤๅษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นแล้ว ทรงเอิบอิ่มด้วยความยินดีในฌาน สำเร็จการอยู่ในท้องถิ่นดินแดนหิม- พานต์. ฝ่ายพระเจ้าวิเทหะตรัสถามพวกพ่อค้าทั้งหลายว่า พระราชา พระสหายของเราสบายดีหรือ ? ทรงทราบว่าพระองค์เสด็จออกทรง ผนวชแล้วทรงดำริว่า เมื่อสหายของเราทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไร กับราชสมบัติ แล้วจึงทรงสละราชสมบัติในมิถิลนครกว้างยาว ๗ โยชน์
หน้า 323 ข้อ 1049
คลังที่เต็มเพียบอยู่ในหมู่บ้าน ๑๖,๐๐๐ หมู่บ้าน ในวิเทหรัฐประมาณ ๓๐๐ โยชน์และหญิงฟ้อน ๑๖,๐๐๐ นาง ไม่ทรงคำนึงถึงพระราชโอรส และพระราชธิดา เสด็จสู่ท้องถิ่นดินแดนหิมพานต์ทรงผนวชแล้ว เสวย ผลไม้ตามที่มี ประทับอยู่ไม่เป็นประจำเที่ยวสัญจรไป. ทั้ง ๒ ท่านนั้น ประพฤติพรตและอาจาระสม่ำเสมอ ภายหลังได้มาพบกันแต่ก็ไม่รู้จักกัน ชื่นชมกันประพฤติพรตและอาจาระสม่ำเสมอกัน. ครั้งนั้นวิเทหะดาบส ทำการอุปัฏฐากท่านคันธารดาบส ในวันเพ็ญวันหนึ่ง เมื่อท่านทั้ง ๒ นั้น นั่งกล่าวกถาที่ประกอบด้วยธรรมกัน ณ ควงไม้ต้นใดต้นหนึ่ง พระราหูบดบังดวงจันทร์ ที่ลอยเด่นอยู่ท้องฟ้า. ท่านวิเทหดาบสคิดว่า แสงพระจันทร์หายไปเพราะอะไรหนอ จึงมองดูเห็นพระจันทร์ถูกราหูยึด ไว้ จึงเรียนถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์อะไรหนอนั้น ได้บดบังพระจันทร์ ทำให้หมดรัศมี. ท่านคันธารดาบสตอบว่า ดูก่อนอันเตวาสิก นี้ชื่อว่า ราหูเป็นเครื่องเศร้าหมองอย่างหนึ่งของพระจันทร์ ไม่ให้พระจันทร์ส่อง แสงสว่าง แม้เราเห็นดวงจันทร์ถูกราหูบังแล้ว คิดว่า ดวงจันทร์ที่ บริสุทธิ์นี้ ก็กลายเป็นหมดแสงไป เพราะเครื่องเศร้าหมองที่จรมา ราชสมบัตินี้ก็เป็นเครื่องเศร้าหมองแม้สำหรับเรา เราจักบวชอยู่จน กระทั้งราชสมบัติ จะไม่ทำให้เราอับแสง เหมือนราหูบังดวงจันทร์ แล้ว ทำดวงจันทร์ที่ถูกราหูบังนั่นเองให้เป็นอารมณ์ ทอดทิ้งราชสมบัติใหญ่ หลวงบวชแล้ว.
หน้า 324 ข้อ 1049
วิเทหดาบสถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านเป็นพระเจ้าคันธาระ หรือ ? คันธารดาบส ถูกแล้วผมเป็นพระเจ้าคันธาระ. วิ. ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมเองก็ชื่อว่าพระเจ้าวิเทหะ ใน มิถิลนครในวิเทหรัฐ พวกเราเป็นสหายที่ยังไม่เคยเห็นกันมิใช่หรือ ? คัน. ก็ท่านมีอะไรเป็นอารมณ์ จึงออกบวช ? วิ. กระผมได้ทราบว่าท่านบวชแล้ว คิดว่า ท่านคงได้เห็นคุณ มหันต์ของการบวชแน่นอน จึงทำท่านนั่นแหละให้เป็นอารมณ์ แล้ว สละราชสมบัติออกบวช. ตั้งแต่นั้นมาดาบสทั้ง ๒ นั้น สมัครสมานกันชื่นชมกันเหลือ เกิน เป็นผู้มีผลไม้เท่าที่หาได้เป็นโภชนาหาร ท่องเที่ยวไป. ก็แหละ ทั้ง ๒ ท่านอยู่ด้วยกัน ณ ที่นั้นมาเป็นเวลานาน จึงพากันลงมาจากป่า หิมพานต์ เพื่อต้องการลิ้มรสเค็มรสเปรี้ยว ลุถึงชายแดนตำบลหนึ่ง คนที่ทำลายเลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน ถวายภิกษารับปฏิญญาแล้ว พากันสร้างที่พักกลางคืนเป็นต้นให้ท่านอยู่ในป่า แม้ในระหว่างทางก็ พากันสร้างบรรณศาลาไว้ในที่ ๆ มีน้ำสะดวกเพื่อต้องการให้ท่านทำภัตกิจ ท่านพากันเที่ยวภิกขาจารที่บ้านชายแดนนั้นแล้ว นั่งฉันที่บรรณศาลา หลังนั้นแล้ว จึงไปที่อยู่ของตน. คนแม้เหล่านั้นเมื่อถวายอาหาร ท่าน บางครั้งก็ถวายเกลือใส่ลงในบาตร บางคราวก็ห่อใบตองถวาย บางคราวก็ถวายอาหารที่มีรสไม่เค็มเลย. วันหนึ่งพวกเขาได้ถวายเกลือ
หน้า 325 ข้อ 1049
จำนวนมาก ในห่อใบตองแก่ท่านเหล่านั้น. วิเทหดาบสถือเอาเกลือไป ด้วย เวลาภัตกิจของพระโพธิสัตว์ก็ถวายจนพอ ฝ่ายตนเองก็หยิบเอา ประมาณพอควร ที่เกินต้องการก็ห่อใบตองแล้วเก็บไว้ที่ต้นหญ้า ด้วย คิดว่า จักใช้ในวันที่ไม่มีเกลือ อยู่มาวันหนึ่งเมื่อได้อาหารจืด ท่าน วิเทหดาบสถวายภาชนะภิกษาแก่ท่านคันธาระแล้ว นำเกลือออกมาจาก ระหว่างต้นหญ้าแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ นิมนต์ท่านรับเกลือ. คันธารดาบสถามว่า วันนี้คนทั้งหลายไม่ได้ถวายเกลือ ท่านได้มาจาก ไหน ? วิ. ข้าแต่ท่านอาจารย์ ในวันก่อนคนทั้งหลายได้ถวายเกลือมาก กระผมจึงเก็บเกลือที่เกินความต้องการไว้ด้วยตั้งใจว่า จักใช้ในวันที่ อาหารมีรสจืด. พระโพธิสัตว์จึงต่อว่า วิเทหดาบสว่า โมฆบุรุษเอ๋ย ท่านละทิ้ง วิเทหรัฐประมาณ ๓ ร้อยโยชน์มาแล้ว ถึงความไม่มีกังวลอะไร บัดนี้ ยังเกิดความทะยานอยากในก้อนเกลืออีกหรือ เมื่อจะตักเตือนท่าน จึง ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ท่านละทิ้งหมู่บ้านที่บริบูรณ์ ๑๖,๐๐๐ หมู่ และคลังที่เต็มด้วยทรัพย์มาแล้ว บัดนี้ยังจะทำ การสะสมอยู่อีก.
หน้า 326 ข้อ 1049
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกฏฺาคารานิ ได้แก่คลังทองคลัง เงินคลังแก้วมีแก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น ทั้งคลังผ้าและคลังข้าว เปลือก. บทว่า ผีตานิ ความว่า เต็มแล้ว. บทว่า สนฺนิธินฺทานิ กุพฺพสิ ความว่า บัดนี้ ท่านยังจะทำการสะสมเพียงเกลือ ด้วยคิดว่า จักใช้พรุ่งนี้ จักใช้วันที่ ๓. วิเทหดาบส ถูกตำหนิอยู่อย่างนี้ ทนคำตำหนิไม่ได้ กลาย เป็นปฏิปักษ์ไป เมื่อจะแย้งว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ท่านไม่เห็นโทษของ ตัวเอง เห็นแต่โทษของผมอย่างเดียว ท่านดำริว่า เราจะประโยชน์อะไร ด้วยคนอื่นที่ตักเตือนเรา เราจักเตือนตัวเราเอง ทอดทิ้งราชสมบัติออก บวชแล้ว แต่วันนี้เหตุไฉนท่านจึงตักเตือนผม จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า:- ท่านละทิ้งอยู่คือคันธารรัฐ หนีจากการ ปกครอง ในราชธานีที่มีทรัพย์พอเพียงแล้ว บัดนี้ ยังจะปกครองในที่นี้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสาสนิโต ความว่า จากการ ตักเตือนและการพร่ำสอน. บทว่า อิธ ทานิ ความว่า เหตุไฉน บัดนี้ ท่านจึงตักเตือนในที่นี้ คือในป่าอีก. พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ดูก่อนท่าน วิเทหะ เรากล่าวธรรม ความจริง เราไม่ชอบอธรรมความไม่จริง เมื่อ
หน้า 327 ข้อ 1049
เรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ บาปก็ไม่เปรอะเปื้อน เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่สภาวะความเป็นเอง คือเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงพรรณนาสรรเสริญ แล้ว. บทว่า อธมฺโม เม น รุจฺจติ ความว่า ธรรมดาอธรรมไม่ใช่ สภาวะความเป็นเอง เราก็ไม่ชอบใจแต่ไหนแต่ไรมา. บทว่า น ปาปมุปลิมฺปติ ความว่าเมื่อเรากล่าวสภาวะนั่นเองหรือเหตุนั่นแหละอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปจะไม่ติดอยู่ในใจ. ธรรมดาการให้โอวาทนี้เป็นประเพณี ของพระพุทธเจ้า พระปักเจกพุทธเจ้าและพระสาวกและโพธิสัตว์ทั้ง หลาย. ถึงคนพาลจะไม่รับเอาโอวาทที่ท่านเหล่านั้นให้แล้ว แต่ผู้ให้ โอวาทก็ไม่มีบาปเลย. เมื่อจะแสดงอีกจึงกล่าวคาถาว่า :- ผู้มีปัญญา คนใดมักชี้โทษมักพูดบำราบ คนควรมองให้เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ ควรคบ บัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่า เมื่อคบบัณฑิตเช่น นั้น จะมีแต่ความดีไม่มีความชั่ว คนควรตัก เตือน ควรพระสอนและควรห้ามเขาจากอสัต- บุรุษ เพราะและเป็นที่รักของเหล่าสัตบุรุษ ไม่เป็นที่รักของเหล่าอสัตบุรุษ.
หน้า 328 ข้อ 1049
วิเทหดาบสฟังถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ ท่านอาจารย์ บุคคลแม้เมื่อกล่าวถ้อยคำที่อิงประโยชน์ ก็ไม่ควรกล่าว กระทบเสียดแทงผู้อื่น ท่านกล่าวคำหยาบคายมาก เหมือนโกนผม ด้วยมีดโกนไม่คม แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- คนอื่นได้รับความแค้นเคือง เพราะคำพูด อย่างใดอย่างหนึ่ง ถึงแม้ว่าคำนั้นจะมีประโยชน์ มาก บัณฑิตก็ไม่ควรพูด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยนเกนจิ ความว่า ด้วยเหตุ แม้ ประกอบด้วยธรรม. บทว่า ลภติ รุปฺปนํ ความว่า ได้รับความกระทบ กระทั่ง ความแค้นเคืองคือความเดือดดาล. บทว่า นตํ ภาเสยฺย มี เนื้อความว่า เพราะฉะนั้น บุคคลไม่ควรกล่าววาจาที่เป็นเหตุให้ ประทุษร้ายบุคคลอื่นนั้นที่มีประโยชน์มาก คือแม้ที่อิงอาศัยประโยชน์ ตั้งมากมาย. ลำดันนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวคาถาที่ ๕ แก่วิเทหดาบสนั้น ว่า :- ผู้ถูกตักเตือน จะแค้นเคืองหรือไม่แค้น เคืองก็ตามเถิด หรือจะเขี่ยทิ้งเหมือนโปรย แกลบทิ้งก็ตาม เมื่อเรากล่าวคำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาป ย่อมไม่เปรอะเปื้อนเรา.
หน้า 329 ข้อ 1049
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ความว่า. โดยส่วนเดียว. มี คำอธิบายว่า บุคคลผู้ทำกรรมไม่สมควร เมื่อถูกตักเตือนว่า ท่านทำกรรม ไม่ควรแล้ว จะโกรธโดยส่วนเดียวก็ตาม หรือไม่โกรธก็ตาม. อีก อย่างหนึ่งเขาจะเขี่ยทิ้งเหมือนกำแกลบหว่านทิ้งก็ตาม แต่ว่าเมื่อเรากล่าว คำเป็นธรรมอยู่ ขึ้นชื่อว่าบาปย่อมไม่มี. ก็แหละพระโพธิสัตว์ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ดำรงอยู่ในข้อ ปฏิบัติที่สมควรแก่โอวาทของพระสุคตนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ เราตถาคต จักไม่ทะนุถนอมเลย เหมือนช่างหม้อทะนุถนอมภาชนะดินเหนียวที่ ยังดิบ ๆ ฉะนั้น เราตถาคตจักบำราบเอาบำราบเอา ผู้ใดหนักแน่นเป็น สาระ ผู้นั้นก็จักดำรงอยู่ได้ เมื่อจะตักเตือนวิเทหดาบสอีก เพื่อแสดง ให้เห็นว่า ท่านตักเตือนบำราบแล้ว ตักเตือนบำราบอีก จึงรับบุคคล ทั้งหลายผู้เช่นกับภาชนะดินที่เผาสุกแล้วไว้ เหมือนช่างหม้อเคาะดูแล้ว เคาะดูอีก ไม่รับเอาภาชนะดินที่ยังดิบไว้ รับเอาเฉพาะภาชนะดินที่เผา สุกแล้วเท่านั้นไว้ฉะนั้นดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :- ถ้าสัตว์เหล่านี้ไม่มีปัญญาของตนเอง หรือ วินัยที่ศึกษาดีแล้วไซร้ คนจำนวนมากก็จะ เที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอดเที่ยวไปในป่า ฉะนั้น แต่เพราะเหตุที่ธีรชนบางเหล่า ศึกษาดี
หน้า 330 ข้อ 1049
แล้วในสำนักอาจารย์ฉะนั้น ธีรชนผู้มีวินัยที่ ได้แนะนำแล้ว จึงมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไปอยู่. คาถานี้มีเนื้อความว่า ดูก่อนสหายวิเทหะ เพราะว่าถ้าหากสัตว์ เหล่านี้ ไม่มีปัญญาหรือไม่มีวินัยคืออาจารบัญญัติ ที่ศึกษาดีแล้วเพราะ อาศัยเหล่าบัณฑิตผู้ให้โอวาทไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้คนเป็นอันมาก ก็จะ เป็นเช่นท่านเที่ยวไป เหมือนกระบือตาบอด ไม่รู้ที่ ๆ เป็นที่โคจรหรือ อโคจร มีสิ่งที่น่ารังเกียจหรือไม่มีสิ่งที่น่ารังเกียจ เที่ยวไปในพงหญ้า และเถาวัลย์เป็นต้น แต่เพราะเหตุที่สัตว์ บางพวกในโลกนี้ ที่ ปราศจากปัญญาของตนศึกษาดีแล้ว ด้วยอาจารบัญญัติในสำนักอาจารย์ เพราะฉะนั้น สัตว์เหล่านั้นชื่อว่ามีวินัยที่แนะนำแล้ว เพราะตนเป็นผู้ที่ อาจารย์แนะนำแล้ว ด้วยวินัยที่เหมาะสม คือเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ได้แก่เป็นผู้มีจิตเป็นสมาธิเที่ยวไปดังนี้. ด้วยคาถานี้ท่านคันธารดาบส แสดงคำนี้ไว้ว่า จริงอยู่ คนนี้เป็นคฤหัสถ์ ก็ศึกษาสิกขาที่สมควรแก่ ตระกูลของตน เป็นบรรพชิตก็ศึกษาสิกขาที่สมควรแก่บรรพชิต อธิบาย ว่า ฝ่ายคฤหัสถ์เป็นผู้ศึกษาดีในกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น ที่ เหมาะสมแก่ตระกูลของตนแล้วเที่ยว ก็จะเป็นผู้มีความเป็นอยู่สมบูรณ์ มีใจมั่นคงเที่ยวไป. ส่วนบรรพชิต เป็นผู้ศึกษาดีในอาจาระมีการก้าวไป ข้างหน้าและการถอยกลับเป็นต้น และในอธิสีลสิกขา อธิจิตสิกขาและ อธิปัญญาสิกขาทั้งหลายที่เหมาะสมแก่บรรพชิต ที่น่าเลื่อมใสแล้วก็เป็น
หน้า 331 ข้อ 1049
ผู้ปราศจากความฟุ้งซ่านมีจิตตั้งมั่นเที่ยวไป. เพราะว่าในโลกนี้ :- ความเป็นพหูสูต ๑ วินัยที่ศึกษาดีแล้ว ๑ วาจาที่เป็นสุภาษิต ๑ สามอย่างนี้เป็นมงคลอัน สูงสุดดังนี้. วิเทหดาบสได้ฟังคำนั้นแล้ว ไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่ ท่านอาจารย์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอท่านจงตักเตือนจงพร่ำสอนเราเถิด เรากล่าวกะท่านเพราะความเป็นผู้ไม่มีความยับยั้งใจโดยกำเนิด ขอท่าน จงให้อภัยแก่เราเถิด. ท่านทั้ง ๒ นั้นอยู่สมัครสมานกันแล้วได้พากันไปป่า หิมพานต์อีกนั่นแหละ ณ ที่นั้นพระโพธิสัตว์ได้บอกกสิณบริกรรมแก่ วิเทหดาบส. ท่านสดับแล้วยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น. ทั้ง ๒ ท่านนั้นเป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลก เป็นที่ไปใน เบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า วิเทหราชาในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ส่วน คันธารราชา ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาคันธารชาดกที่ ๑
หน้า 332 ข้อ 1050, 1051, 1052, 1053
๒. มหากปิชาดก ว่าด้วยคุณธรรมของหัวหน้า [๑๐๕๐] ดูก่อนขุนกระบี่ ท่านได้ทอดตัวเป็น สะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี ท่าน เป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น และวานรเหล่านั้น เป็นอะไรกับท่าน ? [๑๐๕๑] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระ- องค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่ ปกครองฝูง วานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศก ครอบงำ หวาดกลัวพระองค์. [๑๐๕๒] ข้าพระองค์ได้ทะยานพุ่งตัว ที่มีเครื่องผูก คือเถาวัลย์ผูกสะเอาไว้แน่น ไปจากต้นไม้ต้น นั้นชั่วระยะร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว. [๑๐๕๓] กลับมาถึงต้นไม้ เหมือนเมฆถูกลม หอบไปฉะนั้น แต่ข้าพระองค์ไปไม่ถึงต้นไม้ นั้น จึงได้ใช้มือจับกิ่งไม้ไว้.
หน้า 333 ข้อ 1054, 1055, 1056
[๑๐๕๔] พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้าพระ- องค์นั้น ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้ จนตึง เหมือนสายพิณ แต่ไปโดยสวัสดี. [๑๐๕๕] การผูกมัดไว้ จึงไม่เผาลนข้าพระองค์ให้ เดือดร้อน ผู้ฆ่าก็จักไม่ให้ข้าพระองค์เดือดร้อน เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้เหล่าวานร ที่ให้ข้าพระองค์ครองความเป็นใหญ่. [๑๐๕๖] ข้าแต่พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระ- องค์จะยกอุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จง ทรงสดับข้ออุปมานั้น ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็น พระราชา ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวง หาความสุขให้แก่รัฐ ยวดยานพาหนะ กำลัง พล และนิคมทั่วหน้ากัน. จบ มหากปิชาดกที่ ๒ อรรถกถามหากปิชาดก ๒ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ญาตัตถจริยา คือการบำเพ็ญประโยชน์เพื่อพระญาติ แล้วจึงตรัสเรื่องนี้
หน้า 334 ข้อ 1056
มีคำเริ่มต้นว่า อตฺตานํ สงฺกมํ กตฺวา ดังนี้. เรื่องจักมีแจ่มชัด ในภัททสาลชาดก. ก็ในกาลครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายตั้งเรื่องสนทนากันขึ้นในธรรม สภาว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ทรงบำเพ็ญ ญาตัตถจริยา. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายบัด นี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องราวอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบ ทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ดังนี้แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะ ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนตถาคตก็บำเพ็ญญาตัตถจริยาเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดกระบี่ เติบโตแล้วถึงพร้อมด้วยส่วน ยาวและส่วนกว้างสูงล่ำสัน มีกำลังวังชามาก มีพละกำลังเท่ากับช้าง ๕ เชือก มีฝูงกระบี่ ๘ หมื่นตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ที่ถิ่นดินแดนหิมพานต์ ณ ที่นั้นได้มีต้นอัมพะ คือมะม่วง ที่คนทั้งหลายเรียกว่า ต้นนิโครธ มีกิ่งก้านสาขาแผ่กว้าง มีใบดกหนา ร่มเงาหนา สูงเทียมยอดเขา อาศัย ฝั่งแม่คงคา. ผลของมันหวานหอมคล้ายกับกลิ่นและรสผลไม้ทิพย์ ผล ใหญ่มาก ประมาณเท่าหม้อใบใหญ่ ๆ. ผลของกิ่ง ๆ หนึ่งของมันหล่นลง บนบก อีกกิ่งหนึ่งหล่นลงน้ำที่แม่คงคา. ส่วนผลของ ๒ กิ่งหล่นลงที่ ท่ามกลางใกล้ต้น. พระโพธิสัตว์เมื่อพาฝูงกระบี่ไปกินผลไม้ที่ต้นนั้นคิดว่า
หน้า 335 ข้อ 1056
สักเวลาหนึ่งภัยจักเกิดขึ้นแก่พวกเรา เพราะอาศัยผลไม้ต้นนี้ที่หล่นลง ในน้ำ แล้วจึงให้ฝูงกระบี่กินผลของกิ่งบนยอดที่ทอดไปเหนือน้ำด้วย ไม่ให้เหลือแม้แต่ผลเดียว ตั้งแต่เวลาผลเท่าแมลงหวี่ ในเวลาออกช่อ. แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น ผลสุกผลหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในรังมดแดง ฝูงวานร แปดหมื่นตัวมองไม่เห็น หล่นลงไปในน้ำ ติดที่ข่ายด้านบน ของพระ- เจ้าพาราณสี ผู้ทรงให้ขึงไว้ทั้งด้านบนและด้านล่าง แล้วทรงกีฬาน้ำ. ในเวลาที่พระราชาทรงเล่นตอนกลางวันแล้วตอนเย็นเสด็จกลับ พวก ชาวประมงพากันกู้ข่าย เห็นผลไม้สุกผลนั้น แล้วไม่รู้ว่าผลไม้นี้มีชื่อ โน้น จึงนำไปถวายพระราชาให้ทอดพระเนตร. พระราชาตรัสถามว่า นี่ผลอะไรกัน ? ชาวประมง ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชา ใครจักทราบ ? ชาวประมง พรานไพร พระพุทธเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพรานไพรมา ตรัสถามแล้ว ก็ทรงทราบ ว่า เป็นผลมะม่วงสุก แล้วทรงใช้พระแสงกริชเฉือน ให้พรานไพร รับประทานก่อน ภายหลังก็เสวยด้วยพระองค์เอง. พระราชทานให้พระ- สนมบ้าง อำมาตย์บ้างรับประทานกัน. รสของผลมะม่วงสุก แผ่ซาบซ่าน ไปทั่วพระสรีระทั้งสิ้นของพระราชา. พระราชานั้นทรงติดพระทัยใน ความยินดีชอบใจในรส ได้ตรัสถามพวกพรานไพรถึงที่อยู่ของต้นไม้นั้น
หน้า 336 ข้อ 1056
เมื่อพวกเขาทูลว่า ที่ฝั่งแม่น้ำในท้องถิ่นดินแดนแห่งหิมพานต์ จึงรับ สั่งให้คนจำนวนมากต่อเรือขนานแล้วได้เสด็จทวนกระแสน้ำขึ้นไป ตาม ทางที่พวกพรานไพรทูลชี้แนะ. แต่พวกพรานไม่ได้ทูลบอกกำหนดว่า สิ้น เวลาเท่านี้วัน. ถึงที่นั้นตามลำดับแล้ว พวกพรานไพรจึงทูลพระราชาว่า นี่คือต้นไม้ที่ประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้จอดเรือไว้ ที่แม่น้ำแล้ว มีมหาชนห้อมล้อมเสด็จดำเนินไป ณ ที่นั้นด้วยพระบาท ทรงให้ปูบรรทมที่ควงไม้ เสวยผลมะม่วงสุก แล้วเสวยพระกระยาหาร มีรสเลิศนานาชนิดเสร็จแล้วก็บรรทม. ราชบุรุษทั้งหลายวางยามแล้ว ก่อกองไฟไว้ทุกทิศ. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายหลับกันแล้ว พระมหาสัตว์จึง ได้ไปกับด้วยบริษัทในเวลาเที่ยงคืน. วานร ๘๐,๐๐๐ ตัวพากันไต่ไปกิน ผลมะม่วงสุกจากกิ่งหนึ่งไปยังกิ่งหนึ่ง. พระราชาทรงตื่นบรรทม ทรง เห็นฝูงกระบี่ จึงทรงปลุกให้คนทั้งหลายตื่นขึ้น แล้วรับสั่งให้เรียกพวก แม่นธนูมา แล้วตรัสว่า พรุ่งนี้สูเจ้าทั้งหลายจงพากันล้อมยิงพวกวานร เหล่านั้น ที่กินผลไม้โดยไม่ให้มันหนีไป. พรุ่งนี้ฉันจะกินผลมะม่วง และเนื้อวานร. พวกแม่นธนูทูลรับพระบรมราชโองการใส่เกล้า ฯ แล้ว พากันยินล้อมต้นไม้แล้วขึ้นลูกศรไว้. พวกวานรได้เห็นพวกเขากลัวภัย คือความตาย ไม่อาจหนีไปได้ จึงพากันเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ยืนสั่น สะท้านอยู่พลางถามว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พวกคนแม่นธนูยืนล้อมต้นไม้ ด้วยหมายใจว่า พวกเราจักยิงลิงตัวที่หนีไป พวกเราจักทำอย่างไรกัน ? พระโพธิสัตว์ปลอบใจฝูงวานรว่า สูเจ้าทั้งหลายอย่ากลัว ฉันจักให้ชีวิต
หน้า 337 ข้อ 1056
แก่พวกเธอ แล้วได้วิ่งขึ้นกิ่งไม้กิ่งที่ชี้ไปตรง ๆ แล้วไต่กิ่งที่ชี้ไปตรงหน้า แม่น้ำคงคา กระโดดจากปลายกิ่งนั้น เลยที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูไป ตกลงที่ยอดพุ่มไม้พุ่มหนึ่ง ลงจากพุ่มไม้นั้นแล้ว กำหนดอากาศระยะทาง ไว้ว่า ที่ ๆ เรามาประมาณเท่านี้ แล้วกัดเครือหวายเถาหนึ่งที่โคนแกะ กาบออกแล้ว กะช่วงระยะไว้ ๒ ช่วงนี้ คือ ช่วงระยะเท่านี้ จักผูกต้นไม้ ช่วงระยะเท่านี้ จักขึงไปในอากาศ แต่ไม่ได้กะช่วงระยะสำหรับผูก สะเอวของตน. เขาลากเอาเครือหวายเถานั้นไปผูกเส้นหนึ่งไว้ที่ต้นไม้ที่ ขึ้นอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ผูกเส้นหนึ่งไว้ที่สะเอวของตน กระโดดไปสู่ สถานที่ประมาณชั่วร้อยคันธนูโดยเร็วเหมือนเมฆถูกลมพัดหอบไปฉะนั้น เพราะไม่ได้กะช่วงระยะที่ผูกสะเอวไว้ จึงไม่อาจจะขึงต้นไม้ได้จึงเอามือ ทั้ง ๒ ยึดกิ่งมะม่วงไว้ให้แน่นแล้ว ได้ให้สัญญาณแก่ฝูงวานรว่า สูเจ้า ทั้งหลายจงเหยียบหลังฉันไต่ไปอย่างปลอดภัย ตามเครือหวายโดยเร็ว. วานร ๘ หมื่นตัวไหว้ขอขมาพระมหาสัตว์แล้ว ไต่ไปอย่างนั้น. ฝ่าย พระเทวทัตครั้งนั้นเป็นลิงอยู่ในจำนวนลิงเหล่านั้น คิดว่า นี้เป็นเวลา ที่จะได้เห็นหลังศัตรูของเราแล้ว จึงขึ้นกิ่งไม้สูง ให้เกิดกำลังเร็วแล้ว ตกลงบนหลังของพระมหาสัตว์ กระโดดลงเหยียบหลังพระมหาสัตว์ด้วย กำลังเร็วหัวใจของพระมหาสัตว์แตก. เกิดเวทนามีกำลังแรงกล้าขึ้น. ฝ่ายลิงเทวทัตนั้น ทำพระมหาสัตว์นั้นให้ได้รับเวทนาแล้ว ก็หลีกไป พระมหาสัตว์ได้อยู่ลำพังตัวเดียว. พระราชาบรรทมยังไม่หลับ ทอด พระเนตรเห็นกิริยาที่พวกวานร และพระมหาสัตว์กระทำทุกอย่างแล้ว
หน้า 338 ข้อ 1056
ทรงบรรทมพลางดำริว่า วานรตัวนี้เป็นสัตว์เดียรฉาน ได้ทำความสวัสดี แก่บริษัททีเดียว โดยมิได้คำนึงถึงชีวิตของตน. เมื่อสว่างแล้วพระองค์ ทรงพอพระทัยต่อพระมหาสัตว์ ทรงดำริว่า เราไม่ควรให้ขุนกระบี่นี้ พินาศไป เราจักให้เอาขุนกระบี่นั้นลงมาปฏิบัติรักษา แล้วได้รับสั่งให้ จอดเรือขนานไว้ภายในแม่น้ำคงคา ทรงให้ผูกกรงไว้บนนั้นแล้วให้ค่อย ยกขุนกระบี่ลงมา แล้วรับสั่งให้คลุมผ้ากาสาวพัสตร์บนหลัง ให้อาบน้ำ ในแม่น้ำคงคา ให้ดื่มน้ำอ้อย ให้เอาน้ำมันที่เจียวแล้วพันครั้ง ชะโลม บนหลัง ให้ปูหนังแพะบนที่นอนแล้ว. ทรงให้ขุนกระบี่นั้นนอนบนที่ นอนนั้น พระองค์เองประทับนั่งบนอาสนะต่ำ ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนขุนกระบี่ ท่านได้ทอดตัวเป็น สะพานให้เหล่าวานรข้ามไปโดยสวัสดี ท่าน เป็นอะไรกับวานรเหล่านั้น และวานรเหล่านั้น เป็นอะไรกับท่าน ? คาถานั้นมีเนื้อความว่า ดูก่อนขุนกระบี่ผู้เจริญท่านทำตนให้เป็น สะพานคอยกตนให้เป็นคาน แล้วสละชีพให้ฝูงวานรเหล่านี้ข้ามไปโดย สวัสดี คือให้ข้ามไปโดยเกษม. ท่านได้เป็นอะไรกับพวกเขาหรือพวก เขาเหล่านี้ ได้เป็นอะไรกับท่าน หรือวานรเหล่านี้ เป็นอะไรกับเรา. พระโพธิสัตว์ได้สดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตักเตือนเพราะราชา จึง กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-
หน้า 339 ข้อ 1056
ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระ- องค์เป็นพญาวานรผู้เป็นใหญ่ ปกครองฝูง วานรเหล่านั้น เมื่อพวกเขาถูกความโศก ครอบงำ หวาดกลัวพระองค์. ข้าพระองค์ได้ ทะยานพุ่งตัว ที่มีเครื่องผูก คือเถาวัลย์ผูก สะเอวไว้แน่น ไปจากต้นไม้ต้นนั้น ชั่วระยะ ร้อยคันธนูที่ปลดสายแล้ว. กลับมาถึงต้นไม้ เหมือนเมฆถูกลมหอบไปฉะนั้น แต่ข้าพระ- องค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้นั้น จึงได้ใช้มือจับกิ่ง ไม้ไว้. พวกวานรได้พากันเอาเท้าเหยียบข้า- พระองค์นั้น ผู้ถูกกิ่งไม้และเถาวัลย์รั้งไว้จนตึง เหมือนสายพิณที่ขึงตึง แล้วไต่ไปโดยสวัสดี. การผูกมัดไว้ จึงไม่เผาลนข้าพระองค์ให้เดือด ร้อน ผู้ฆ่าก็จักไม่ให้ข้าพระองค์เดือดร้อน เพราะข้าพระองค์ได้นำความสุขมาให้เหล่าวานร ที่ให้ข้าพระองค์ครองความเป็นใหญ่. ข้าแต่ พระราชาผู้ทรงปราบข้าศึก ข้าพระองค์จะยก
หน้า 340 ข้อ 1056
อุปมาถวายพระองค์ ขอพระองค์จงทรงสดับ ข้ออุปมานั้น ธรรมดากษัตริย์ผู้เป็นพระราชา ทรงพระปรีชาสามารถ ควรแสวงหาความสุข ให้แก่รัฐ ยวดยานพาหนะ กำลังพล และ นิคมทั่วหน้ากัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตสํ ได้แก่วานร ๘ หมื่นตัวเหล่า นั้น. บทว่า ภีตานนฺเต ความว่า ผู้หวาดกลัวพระองค์ผู้ทรงประทับ ยืนสั่งการให้ยิง. พระยาวานรร้องเรียกพระราชาว่า อรินทมะ. บทว่า วิสฺสฏฺธนุโน สตํ ความว่า ผู้กระโดดพุ่งตัวไปในอากาศถึงที่ประมาณ ชั่วร้อยคันธนูที่ยกขึ้นวัด. บทว่า. ตโต ความว่า จากต้นไม้ต้นนี้ คือ จากที่ที่กระโดดไป. บทว่า อปรปาเทสุ ความว่า ที่เบื้องหลังเท้า. คำว่า อปรปาเทสุ นี้ ท่านกล่าวหมายถึงบั้นเอว. เพราะว่าพระโพธิสัตว์ผูก เถาวัลย์นั้นไว้ที่บั้นเอวให้มั่นแล้ว ยันพื้นดินด้วยเท้าหลังทยานไปสู่ อากาศด้วยกำลังเร็วของลม. บทว่า นุณฺโณ รุกฺขมุปาคมึ ความว่า ข้าพระองค์พุ่งไปด้วยลมของตนที่ให้เกิดกำลังเร็ว เหมือนกับก้อนเมฆถูก ลมหอบไปฉะนั้น คือเป็นผู้พุ่งไปด้วยกำลังเร็วของตน เหมือนก้อนเมฆ ที่ถูกลมหอบลอยไปตามลมฉะนั้น แล้วได้กลับมาถึงต้นมะม่วงนี้. บทว่า อปฺปภวํ มีเนื้อความว่า ข้าพระองค์นั้นไปไม่ถึงต้นไม้ยังขาดอยู่ประมาณ ช่วงตัว จึงใช้มือจับกิ่งไม้นั้นไว้. บทว่า วีณายตํ ความว่า ข้าพระ-
หน้า 341 ข้อ 1056
องค์มีร่างกายถูกกิ่งไม้และเครือหวายเหนี่ยวรั้งไว้ เหมือนสายพิณที่ขึง จนตึงฉะนั้น. บทว่า สมนุกฺกมนฺตา ความว่า เหล่าวานรที่ข้าพระ - องค์อนุญาตแล้ว ไหว้ข้าพระองค์ขอขมาแล้ว ใช้เท้าไต่ คือเหยียบไป โดยสวัสดี ไม่มีขาดเลย. บทว่า ตํ มํ น ตปฺปตี พนฺโธ ความว่า การผูกด้วยเถาวัลย์นั้น ก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อนเลย ถึงบัดนี้ ความตายก็ไม่ทำให้ข้าพระองค์เดือดร้อน. เพราะเหตุไร ? บทว่า สุข- มาหริตํ เตสํ ความว่า ข้าแต่มหาราช เพราะเหตุที่ วานรเหล่านั้น พูดว่า ท่านผู้นี้จักบำบัดทุกข์แม้ที่เกิดขึ้นแก่พวกเราแล้วบำรุงสุขให้ได้ แล้วจึงได้พากันแต่งตั้งให้ข้าพระองค์เป็นใหญ่. ฝ่ายข้าพระองค์ก็พูด เหมือนกันว่า เราจักบำบัดทุกข์ที่เกิดขึ้นให้สูเจ้าทั้งหลาย แล้วจึงได้ กลายเป็นหัวหน้า คือ พญาของวานรเหล่านั้น. วันนี้ข้าพระองค์ได้ บำบัดมรณทุกข์นั้น แล้วนำความสุขมาให้พวกวานรเหล่านั้นแล้ว ด้วย เหตุนั้น การผูกมัดไว้จึงไม่เผารนข้าพระองค์ให้เดือดร้อน เพชฌฆาตคือ มรณะก็จักไม่ยังข้าพระองค์ให้เดือดร้อน. บทว่า เอสา เต อุปมา ความว่า ข้าแต่มหาราช นี้คือข้ออุปมาการกระทำที่ข้าพระองค์จะได้ถวาย แก่พระองค์. บทว่า ตํ สุณาหิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ขอพระ- องค์จงทรงสดับคำตักเตือน ที่ข้าพระองค์กำลังถวายพระองค์โดยทรง เทียบเคียงกับอุปมานี้. บทว่า รญฺา รฏฺสฺส มีอธิบายว่า ข้าแต่ มหาราช ธรรมดาพระราชาผู้ไม่ทรงบีบคั้นแว่นแคว้นราษฎรเหมือนหีบ อ้อยเลย ทรงละการลุอำนาจอคติ ผูกใจเขาอยู่ด้วยสังคหวัตถุธรรม ๔
หน้า 342 ข้อ 1056
อย่าง ทรงดำรงอยู่ในราชธรรม ๑๐ ประการ แล้วทรงสละชีวิตของตน เหมือนข้าพระองค์ แล้วควรแสวงหา คือเสาะหาความสุขเท่านั้น แก่ แว่นแคว้นทั้งสิ้น ยานพาหนะที่เทียมแล้วมีรถและเกวียนเป็นต้นที่ชื่อว่า ยวดยานกำลังพล กล่าวคือพลเดินเท้า และแก่นิคม กล่าวคือนิคมและ ชนบททั่วหน้ากันด้วยพระดำริว่า เราจักมีประโยชน์อะไรสำหรับท่าน ราษฎรทั้งหลาย ปราศจากความหวาดกลัว หน้าร้อนเปิดประตูได้ ญาติ และมิตรทั้งหลายห้อมล้อมแล้ว ให้บุตรหลานชื่นใจ ลมเย็นโชยมา รับประทานอาหารซึ่งเป็นของตนตามชอบใจ ควรเป็นผู้พร้อมพรั่งด้วย ความสุขกายสบายใจ. บทว่า ขตฺติเยน ปชานตา ความว่า ก็พระ- ราชานี้ผู้ได้พระนามว่า กษัตริย์ เพราะทรงเป็นผู้ยิ่งใหญ่แห่งเกษตร คือ เจ้าของที่นา ควรเป็นผู้ทรงปรีชา คือทรงสมบูรณ์ด้วยพระปรีชาญาณ เกินคนที่เหลือ. มหาสัตว์เมื่อตักเตือนและพร่ำสอนพระราชาอย่างนี้อยู่ก็ได้ถึงแก่ กรรม. พระราชาตรัสเรียกอำมาตย์มา. แล้วตรัสว่าเธอทั้งหลายจงทำ สรีรกิจของขุนกระบี่นี้ให้เหมือนสรีรกิจของพระราชา แม้ในฝ่ายใน อิตฺ- ถาคารํปิ คือเรือนนางสนม ห้องพระมเหสี ก็ทรงบังคับว่า เธอทั้งหลาย จงพากันนุ่งห่มผ้าแดง ยายผม มีหัตถ์ถือประทีปด้าม ห้อมล้อมขุน- กระบี่ไปป่าช้า. อำมาตย์ทั้งหลายตั้งเชิงตะกอนด้วยฟืนเท่าลำเกวียน เผา ศพมหาสัตว์ ทำนองเดียวกับถวายพระเพลิงพระราชา. แล้วได้ถือกระ- โหลกศีรษะไปสู่สำนักพระราชา. พระราชาทรงให้สร้างเจดีย์ไว้ที่ป่าช้า
หน้า 343 ข้อ 1056
ของมหาสัตว์ให้ตามประทีป บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น แล้ว ทรงให้เลี่ยมกระโหลกศีรษะด้วยทองคำ วางไว้ที่ปลายหลาว ให้สร้างไว้ ข้างหน้าทรงบูชาอยู่ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น จึงเสด็จไปเมื่อ พาราณสี ให้ตั้งไว้ที่ประตูพระราชวัง แล้วทรงให้ตระเตรียมพระนคร กระทำการบูชาธาตุตลอด ๗ วัน. ต่อมาพระองค์ก็ทรงให้รับเอาธาตุนั้น มาสร้างเจดีย์ไว้ บูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ตลอดพระชนม์- ชีพ ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธสัตว์ บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ครองราชสมบัติโดยธรรม แล้วได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า. พระราชาในครั้งนั้น ได้ แก่พระอานนท์ในบัดนี้ ลิงวายร้าย ได้แก่พระเทวทัต บริษัททั้งหลาย ได้แก่พุทธบริษัท ส่วนขุนกระบี่ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถามหากปิชาดกที่ ๒
หน้า 344 ข้อ 1057, 1058, 1059
๓. กุมภการชาดก ว่าด้วยเหตุให้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร [๑๐๕๗] อาตมภาพได้เห็นต้นไม้มะม่วงที่งอกงาม ออกผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง เมื่อกลับออกมา ได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อย ยับ เพราะผลของมันเป็นเหตุ ครั้นเห็นแล้ว อาตมภาพจึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. [๑๐๕๘] หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยก เกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียรไน แล้ว ไม่มีเสียงดังแต่เพราะอาศัยกำไลแขน ทั้ง ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็น เหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. [๑๐๕๙] นกจำนวนมากพากันบินตามรุมล้อม ตี จิกนกตัวหนึ่งที่กำลังนำก้อนเนื้อมา เพราะ อาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
หน้า 345 ข้อ 1060, 1061, 1062, 1063
[๑๐๖๐] อาตมภาพได้เห็นวัว ผู้ตัวหนึ่ง ท่าน กลางฝูงมีหนอกขึ้นเปลี่ยว ประกอบด้วยสีสวย และมีกำลังมาก ได้เห็นมันขวิดวัวตัวหนึ่งตาย เพราะกามเป็นเหตุ ครั้นได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. [๑๐๖๑] พระราชาเหล่านี้คือ พระเจ้ากรัณฑกะ ของชาวกลิงคะ ๑ พระเจ้านัคคชิของชาวคัน- ธาระ ๑ พระเจ้านิมิราชของชาววิเทหะ ๑ พระเจ้าทุมมุขะของชาวปัญจาละ ๑ ทรงละ แว่นแคว้นออกผนวช หาความห่วงใยมิได้. [๑๐๖๒] พระราชาเหล่านี้ แม้ทุกพระองค์ เสมอ ด้วยเทพเจ้าเสด็จมาพบกันย่อมสง่างามเหมือน ไฟลุกฉะนั้น ดูก่อนนางผู้มีโชค แม้เราก็ ละกามทั้งหลายทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ตามแนวทาง ของตนเที่ยวไปคนเดียว. [๑๐๖๓] เวลานี้เท่านั้น เวลาอันนอกจากนี้จะไม่ มีเลย ภายหลังคงไม่มีผู้สอนฉัน ข้าแต่ท่าน
หน้า 346 ข้อ 1064
ผู้มีโชค ฉันเองก็จักพ้นจากมือชายเที่ยวไป คนเดียว เหมือนนางนกพ้นจากข้อง ฉะนั้น. [๑๐๖๔] เด็กทั้งหลายรู้จักดิบรู้จักสุก รู้จักเค็ม และจืด ฉันเห็นข้อนั้นแล้วจึงบวช เธอจง เที่ยวไปเพื่อภิกษาเถิด ฉันจะเที่ยวไปเพื่อ ภิกษา. จบ กุมภการชาดกที่ ๓ อรรถกถากุมภการชาดกที่ ๓ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ การข่มกิเลสแล้ว ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อมฺพาหมทฺทํ วนมนฺตรสฺมึ ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งในปัญญาสชาดก. ก็กาลครั้งนั้น ที่นครสาวัตถี สหาย ๕๐๐ คน บวชแล้ว พักอยู่ภายในโกฏิสัณฐาร ในเวลาเที่ยงคืนได้ตรึกถึงเรื่องกามวิตก. พระศาสดา ทรงตรวจดูสาวกของพระองค์ทั้งคืนทั้งวัน ๖ ครั้ง คือ กลางคืน ๓ ครั้ง กลางวัน ๓ ครั้ง ทรงพิทักษ์รักษาเหมือนนกกะต้อยติวิด รักษาไข่ จามรีรักษาขนหาง มารดารักษาลูกน้อยที่น่ารัก และเหมือน คนตาข้างเดียว รักษาตาที่เหลืออยู่ ฉะนั้นเพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรง ข่มกิเลสที่เกิดขึ้นของสาวกทั้งหลายในขณะนั้น. วันนั้น เวลาเที่ยงคืน
หน้า 347 ข้อ 1064
พระองค์กำหนดตรวจดูพระเชตวันอยู่ ทรงทราบวิตกของภิกษุเหล่านั้น ฟุ้งขึ้น ทรงดำริว่า กิเลสนี้เมื่อฟุ้งขึ้นในภายในของภิกษุเหล่านี้. จักทำ ลายเหตุแห่งอรหัตผลเสีย เราตถาคตจักข่มกิเลสแล้วมอบให้ซึ่งอรหัตผล แก่ภิกษุเหล่านั้นเดี๋ยวนี้แหละ. แล้วเสด็จออกจากพระคันธกุฎี รับสั่งให้ หาพระอานนท์เถระมาแล้วตรัสสั่งให้ประชุมว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจง ให้ภิกษุผู้อยู่ภายในโกฏิสัณฐารทั้งหมดประชุมกัน. เสด็จประทับนั่งบน พุทธอาสน์ที่ปูลาดไว้แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุไม่ควร เป็นไปในอำนาจของกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายใน ด้วยว่ากิเลสเมื่อเจริญ ขึ้น ย่อมให้ถึงความพินาศมา เหมือนปัจจามิตร. ธรรมดาภิกษุ กิเลส แม้มีประมาณเล็กน้อยก็ควรข่มไว้. บัณฑิตในกาลก่อน เห็นอารมณ์ ประมาณเล็กน้อย ก็ข่มกิเลสที่เป็นไปแล้วในภายในไว้ให้ปัจเจกโพธิ- ญาณเกิดขึ้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลช่างหม้อ ในหมู่บ้านใกล้ ประตูนครพาราณสี เจริญวัยแล้วได้ครอบครองสมบัติ มีบุตรชาย ๑ คน บุตรหญิง ๑ คน เลี้ยงบุตรภรรยาโดยอาศัยการทำหม้อ. ใน กาลครั้งนั้น พระราชาทรงพระนามว่า กรกัณฑะ ในทันตปุรนคร แคว้นกลิงคะมีพระราชบริพารมาก เมื่อเสด็จไปพระราชอุทยาน ทอด. พระเนตรเห็นต้นมะม่วงใกล้ประตูพระราชอุทยาน มีผลน่าเสวย เต็มไป ด้วยผลเป็นพวง ประทับบนคอช้างต้นนั้นเอง ทรงเหยียดพระหัตถ์ออก
หน้า 348 ข้อ 1064
ไปเก็บผลมะม่วงพวกหนึ่ง แล้วเสด็จเข้าไปพระราชอุทยาน ประทับนั่ง บนมงคลสิลาอาสน์ พระราชทานแก่คนที่ควรพระราชทาน แล้ว จึงเสวยผลมะม่วง. จำเดิมแต่เวลาที่พระราชาทรงเก็บผลมะม่วงแล้ว ตามธรรมดาคนที่เหลือทั้งหลาย ก็ต้องพากันเก็บเหมือนกัน ดังนั้น อำมาตย์บ้าง พราหมณ์และคหบดีบ้าง จึงพากันเขย่าผลมะม่วงให้หล่น แล้วรับประทานกัน. ผู้ที่มาหลัง ๆ ก็ขึ้นต้นใช้ไม้ค้อนฟาดทำให้กิ่งหัก ทะลายลงกินกัน แม้แต่ผลดิบ ๆ ก็ไม่เหลือ. ฝ่ายพระราชาทรงกรีฑา ในพระราชอุทยานตลอดทั้งวันแล้ว ตอนเย็นเมื่อทรงประทับนั่งบน คอช้างต้นที่ตกแต่งแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรเห็นต้นมะม่วงนั้นจึง เสด็จลงจากคอช้างแล้วเสด็จไปที่โคนต้นมะม่วง ทรงมองดูลำต้นพลาง ทรงดำริว่า ต้นมะม่วงต้นนั้นเมื่อเช้านี้เอง เต็มไปด้วยผลเป็นพวงสง่างาม ทำความอิ่มตาให้แก่ผู้ดูทั้งหลายยืนต้นอยู่ บัดนี้ เขาเก็บผลหมดแล้ว หักห้อยรุ่งริ่งยืนต้นอยู่ไม่งาม เมื่อทรงมองดูต้นอื่นอีกได้ทรงเห็นต้น มะม่วงต้นอื่นที่ไม่มีผลแล้ว ประทับยืนที่ควงไม้นั่นเอง ทรงทำต้นมะม่วง มีผลให้เป็นอารมณ์ว่า ต้นไม้ต้นนั้นยืนต้นสง่างามเหมือนภูเขาแก้วมณี- โล้น เพราะตัวเองไม่มีผล ส่วนมะม่วงต้นนี้ถึงความย่อยยับอย่างนี้เพราะ ออกผล แม้ท่ามกลางเรือนนี้ ก็เช่นกันกับต้นมะม่วงที่ออกผล ส่วนการ บรรพชาเป็นเช่นกับต้นไม้ที่ไม่มีผล ผู้มีทรัพย์นั้นแหละมีภัย ส่วนผู้ไม่ มีทรัพย์ไม่มีภัย แม้เราก็ควรเป็นเหมือนต้นไม้ที่ไม่มีผลดังนี้แล้ว ทรง กำหนดการลักษณ์เจริญวิปัสสนายังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้นแล้ว ทรง
หน้า 349 ข้อ 1064
รำลึกอยู่ว่า บัดนี้ เราทำลายกระท่อมคือท้องของมารดาแล้ว. การปฏิสนธิ ในภพทั้ง ๓ เราตัดขาดแล้ว. ส้วมแหล่งอุจจาระ คือสงสารเราล้างแล้ว. ทะเลน้ำตาเราวิดแห้งแล้ว. กำแพงกระดูกเราพังแล้ว. เราจะไม่มีการ ปฏิสนธิอีกดังนี้ ได้ทรงแต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทั้งหมดประทับยืนอยู่ แล้ว. จึงอำมาตย์ทั้งหลายได้ทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ เสด็จประทับยืนนานเกินไปแล้ว. รา. เราไม่ใช่พระราชา แต่เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า. อำ. ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จะไม่เป็นเช่นกับด้วยพระองค์. รา. ถ้าเช่นนั้นเป็นอย่างไร ? อำ. โกนผมโกนหนวด ปกปิดร่างกายด้วยผ้ากากาวพัสตร์มี ส่วนเปรียบเทียบด้วยดวงจันทร์ที่พ้นจากปากพระราหู พำนักอยู่ที่เงื้อม นันทมูลในป่าหิมพานต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเช่นนี้. ในขณะนั้น พระราชาทรงยกพระหัตถ์ขึ้นลูบพระเกษา. ในทัน ทีนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ก็อันตรธานไป เพศสมณะก็ปรากฏขึ้น สมณ- บริขารทั้งหลายที่พระองค์ตรัสถึงอย่างนี้ว่า :- ไตรจีวร บาตร มีดโกน เข็ม รัดประคตพร้อมด้วยกระบอก กรองน้ำ ๘ อย่างเหล่านี้ เป็นบริขารของภิกษุผู้ประกอบความเพียร
หน้า 350 ข้อ 1064
ได้ปกปิดพระกายของพระองค์ทันที. พระองค์ประทับที่อากาศประทาน พระโอวาทแก่มหาชนแล้ว ได้เสด็จไปสู่เงื้อมนันทมูลนั่นแหละ. ฝ่ายพระราชาทรงพระนามว่านัคคชิ ในนครตักกศิลา ที่ แคว้นคันธาระ เสด็จไปที่ท่ามกลางพระราชบัลลังก์ เบื้องบนปราสาท ทอดพระเนตรเห็นหญิงคนหนึ่ง ในมือแต่ละข้างประดับกำไลแก้วมณี คือหยก ข้างละอันนั่งบดของหอมอยู่ไม่ไกล ประทับนั่งทอดพระเนตร พลางดำริว่า กำไลแก้วมณี คือหยกเหล่านั้นไม่กระทบกัน ไม่มีเสียงดัง เพราะเป็นข้างละอัน คือแยกกันอยู่. ภายหลังนางเอากำไลแขนจาก ข้างขวามาสวมไว้ที่ข้างซ้ายรวมกัน แล้วเริ่มเอามือขวาดึงของหอมมาบด. กำไลแก้วมณีคือหยกที่มือซ้ายมากระทบกำไลข้างที่ ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นกำไลแขนทั้ง ๒ ข้างเหล่านั้นกระทบกัน อยู่มีเสียงดัง จึงทรงดำริว่า กำไลแขนนี้เวลาอยู่ข้างละอันไม่กระทบกัน แต่อาศัยข้างที่ ๒ กระทบกันก็มีเสียงดังฉันใด แม้สัตว์ทั้งหลายเหล่า นี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน แต่ละคน ๆ ไม่กระทบกัน ก็ไม่ส่งเสียง แต่พอ มี ๒, ๓ คนขึ้นไปก็กระทบกันทำการทะเลาะกัน. ส่วนเราวิจารณ์ ราษฎรในราชสมบัติ ๒ แห่ง ในกัสมิระและคันธาระ เราควรจะเป็น เหมือนกำไลแขนข้างเดียว ไม่วิจารณ์คนอื่น วิจารณ์ตัวเองเท่านั้น อยู่ ดังนี้แล้ว ทรงทำการกระทบกันแห่งกำไลให้เป็นอารมณ์แล้ว ทั้ง ๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญวิปัสสนา
หน้า 351 ข้อ 1064
แล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิด. ข้อความที่เหลือเป็นเช่นกับข้อความแต่ ก่อนนั่นแหละ. ที่มิถิลานครในวิเทหรัฐ พระเจ้านิมิราช เสวยพระกระยาหาร เช้าแล้ว มีคณะอำมาตย์แวดล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรระหว่าง ถนน ทางสีหบัญชรที่เปิดไว้. ครั้งนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบเอาชิ้นเนื้อ จากเขียงที่ตลาดแล้วบินขึ้นฟ้าไป. นกทั้งหลายมีแร้งเป็นต้น บินล้อม เหยี่ยวตัวนั้น ข้างโน้นบ้างข้างนี้บ้าง ใช้จะงอยปากจิกใช้ปีกตี ใช้ เท้าเฉี่ยวไป เพราะเหตุแห่งอาหาร. มันทนการรังแกตนไม่ไหว จึงทิ้ง ก้อนเนื้อก้อนนั้นไป. นกตัวอื่นก็คาบเอาเนื้อก้อนนั้นไป. นกเหล่าอื่น ก็พากันละเหยี่ยวตัวนี้ติดตามนกตัวนั้นไป. ถึงนกตัวนั้นปล่อยแล้ว ตัวอื่นก็คาบไป นกทั้งหลายก็พากันรุมตีนกแม้ตัวนั้นอย่างนั้นเหมือนกัน พระราชาทรงเห็นนกเหล่านั้นแล้ว ทรงดำริว่า นกตัวใด ๆ คาบก้อนเนื้อ นกตัวนั้น ๆ นั่นแหละมีความทุกข์ ส่วนนกตัวใด ๆ ทิ้งสละก้อนเนื้อนั้น ทิ้ง นกตัวนั้น ๆ นั่นแหละมีความสุข. แม้กามคุณทั้ง ๕ เหล่านี้ ผู้ใด ๆ ยึดถือไว้ ผู้นั้น ๆ นั่นแหละ มีความทุกข์ ส่วนผู้ไม่ยึดถือนั่นแหละ มีความสุข เพราะว่ากามเหล่านี้ เป็นของสาธารณะสำหรับคนจำนวนมาก. ก็แล เรามีหญิงหมื่นหกพันนาง เราควรจะละกามคุณทั้ง ๕ แล้วเป็น สุขเหมือนเหยี่ยวตัวที่ทิ้งก้อนเนื้อฉะนั้น. พระองค์ทรงมนสิการโดย แยบคายอยู่ทั้ง ๆ ที่ทรงนั่งอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์ เจริญ
หน้า 352 ข้อ 1064
วิปัสสนาแล้วยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น. ข้อความที่เหลือเป็นเช่นกับ ข้อความแต่ก่อนนั่นแหละ. แม้ในแคว้นอุตตรปัญจาละในกปิลนคร พระราชาทรงพระนามว่า ทุมมุขะ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ทรงประดับเครื่องอลังการ พร้อมสรรพ มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ได้ประทับยืนทอดพระเนตรพระ ลานหลวงทางสีหบัญชรที่เปิดไว้. ในขณะนั้นคนเลี้ยงวัวทั้งหลายต่าง ก็เปิดประตูคอกวัว. พวกวัวตัวผู้ออกจากคอก แล้วก็ติดตามวัวตัวเมียตัว หนึ่งด้วยอำนาจกิเลส. ในจำนวนวัวเหล่านั้น โคถึกใหญ่ตัวหนึ่งเขาคม เห็นวัวตัวผู้อื่นกำลังเดินมา มีความเห็นแก่ตัว คือหึงด้วยอำนาจกิเลส ครอบงำจึงใช้เขาแหลมขวิดที่ระหว่างขา. ไส้ใหญ่ทั้งหลายของวัวตัวนั้น ทะลักออกมาทางปากแผล มันถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง พระราชา ทรงเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า สัตวโลกทั้งหลายตั้งต้นแต่สัตว์ เดียรัจฉานไปถึงทุกข์ด้วยอำนาจกิเลส วัวผู้ตัวนี้อาศัยกิเลสถึงความสิ้น ชีวิต สัตว์แม้เหล่าอื่นก็หวั่นไหว เพราะกิเลสทั้งหลายนั่นเอง เราควร จะประหารกิเลสที่เป็นเหตุให้สัตว์ทั้งหลายหวั่นไหว. พระองค์ประทับ ยืนอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดไตรลักษณ์เจริญวิปัสสนา แล้วยังปัจเจก โพธิญาณให้เกิดขึ้น. ข้อความที่เหลือ เหมือนกับข้อความในตอนก่อน นั่นเอง. อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๔ องค์เหล่านั้นกำหนด เวลาภิกขาจารแล้ว ก็เสด็จออกจากเงื้อมนันทมูลทรงเคี้ยวไม้ชำระฟัน
หน้า 353 ข้อ 1064
นาคลดา ที่สระอโนดาด ทรงทำการชำระพระวรกายแล้ว ประทับยืน บนพื้นมโนศิลา ทรงนุ่งสบงแล้วถือเอาบาตรและจีวร เหาะขึ้นไปบน อากาศด้วยฤทธิ์ ทรงย่ำเมฆ ๕ สีไปแล้ว เสด็จลง ณ ที่ไม่ไกล หมู่บ้านใกล้ประตูนครพาราณสี ทรงห่มจีวรในที่สำราญแห่งหนึ่ง ทรง ถือบาตรเสด็จเข้าไปในหมู่บ้านใกล้ประตูเมือง เที่ยวบิณฑบาต ลุถึงประตู บ้านพระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์เห็นพระปัจเจกเหล่านั้นแล้วดีใจ นิมนต์ให้ท่านเข้าไปในบ้านให้นั่งบนอาสนะที่ปูไว้แล้ว ถวายทักขิโนทก อังคาสด้วยของเคี้ยวของฉันอันประณีต นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่งไหว้พระ สังฆเถระแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ การบรรพชาของ พระองค์ทั้งหลายงามเหลือเกิน อินทรีย์ทั้งหลายของพระองค์ผ่องใส ฉวีวรรณก็ผุดผ่อง พระองค์ทรงเห็นอารมณ์อะไรหนอจึงทรงเข้าถึง การบรรพชาด้วยอำนาจภิกขาจารวัตร และได้เข้าไปทูลถามพระเถระแม้ ที่เหลือเหมือนทูลถามพระสังฆเถระ. จึงท่านทั้ง ๔ เหล่านั้น ได้ตรัส บอกเรื่องการออกบวชของตน ๆ แก่พระโพธิสัตว์นั้นโดยนัยมีอาทิว่า อาตมภาพเป็นพระราชาชื่อโน้น ในนครโน้น ในแคว้นโน้น แล้ว ได้ตรัสคาถาองค์ละ ๑ คาถาว่า :- อาตมภาพได้เห็นต้นมะม่วง ที่งอกงาม ออกผลเขียวไปทั้งต้น ในระหว่างป่ามะม่วง เมื่อกลับออกมา ได้เห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อย
หน้า 354 ข้อ 1064
ยับ เพราะผลของมันเป็นเหตุ ครั้นเห็นแล้ว อาตมภาพจึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. หญิงสาวคนหนึ่งสวมกำไลแขนหินหยก เกลี้ยงกลมคู่หนึ่ง ที่นายช่างผู้ชำนาญเจียรไน แล้ว ไม่มีเสียงดัง แต่เพราะอาศัยกำไลแขน ข้างทั้ง ๒ จึงมีเสียงดังขึ้น อาตมภาพได้เห็น เหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. นกจำนวนมากพากันบินตามรุมล้อม ตี จิกนกตัวหนึ่งที่กำลังนำก้อนเนื้อมา เพราะ อาหารเป็นเหตุ อาตมภาพได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร. อาตมภาพได้เห็นวัวตัวผู้ตัวหนึ่ง ท่าม กลางฝูงมีหนอกขึ้นเปลี่ยว ประกอบด้วยสีสวย และมีกำลังมาก ได้เห็นมันขวิดวัวตัวหนึ่งตาย เพราะกามเป็นเหตุ ครั้นได้เห็นเหตุนั้นแล้ว จึงได้ประพฤติภิกขาจาริยวัตร.
หน้า 355 ข้อ 1064
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพาหมทฺทํ ความว่า อาตมภาพ ได้เห็นต้นมะม่วงแล้ว. บทว่า วนมนฺตรสฺมึ ความว่า ในระหว่าง ป่า อธิบายว่า ท่ามกลางป่ามะม่วง. บทว่า สํวิรูฬฺหํ ความว่า เจริญ ดีแล้ว. บทว่า ตมทฺทสํ ความว่า เมื่อออกไปจากพระราชอุทยาน อาตมภาพได้เห็นมะม่วงต้นนั้นอีกหักย่อยยับ เพราะผลเป็นต้นเหตุ. บทว่า ตํ ทิสฺวา ความว่า ครั้นเห็นมะม่วงต้นนั้นหักย่อยยับ เพราะผลเป็น ต้นเหตุแล้ว อาตมภาพได้ความสังเวชใจ ยังปัจเจกโพธิญาณให้เกิดขึ้น แล้วได้เข้าถึงการบรรพชา ด้วยอำนาจภิกขาจาริยวัตร เพราะฉะนั้น อาตมภาพจึงประพฤติภิกขาจาริยวัตร. ท่านบอกวารจิตทุกอย่างนี้ จำเดิม แต่การเห็นต้นมะม่วงหักย่อยยับ เพราะผลเป็นเหตุ. แม้ในคำตอบของ พระปัจเจกพุทธเจ้าที่เหลือ ก็มีนัยนั้นเหมือนกัน. แต่ในคำตอบนี้ มีอรรถกถาคำที่ยาก ดังต่อไปนี้. บทว่า เสลํ ได้แก่กำไลแขนแก้วมณี หยก. บทว่า นรวีรุนิฏฺิตํ ความว่า ที่นรชนผู้ประเสริฐ คือช่างทั้งหลาย เจียระไนแล้ว. อธิบายว่า ที่คนผู้ฉลาดทั้งหลายทำแล้ว. บทว่า ยุคํ ได้แก่กำไลแขนคู่หนึ่งโดยทำข้างละอัน. บทว่า ทิชา ทิชํ ความว่า นกที่เหลือก็รุมจิกตีนกตัวที่คาบชิ้นเนื้อไป. บทว่า กุณปมาหรนฺตํ ความว่า นำเอาก้อนเนื้อไป. บทว่า สเมจฺจ ความว่า มารวมกัน คือชุมนุมกัน. บทว่า ปริปาตยึสุ ความว่า ติดตามจิกตี. บทว่า อุสภาหมทฺทํ ความว่า อาตมภาพได้เห็นอสุภะ. บทว่า วลกฺกกุํ ได้แก่มีหนอก สวยงาม.
หน้า 356 ข้อ 1064
พระโพธิสัตว์ครั้นได้สดับคาถาแต่ละคาถา ได้ทำการสดุดีพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละพระองค์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอ โอกาส อารมณ์นั่นเหมาะสมสำหรับเหล่าข้าพระองค์ทีเดียว. ก็แล พระโพธิสัตว์ครั้นสดับธรรมกถานั้น ที่ท่านทั้ง ๔ ทรงแสดงแล้ว เป็น ผู้ไม่มีเยื่อใยในฆราวาส เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเสด็จไปแล้ว รับประทานอาหารเช้าแล้ว นั่งสำราญอยู่ ได้เรียกภรรยามาพูดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องค์นี้ สละราชสมบัติออกผนวชไม่มีกังวล ไม่มี ห่วงใยให้กาลเวจาล่วงไปด้วยความสุขเกิดจากการบรรพชา ส่วนเราเลี้ยง ชีพด้วยค่าจ้าง เราจะประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เธอจง สงเคราะห์คือเลี้ยงดูลูกอยู่ในบ้านเกิด แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- พระราชาเหล่านี้คือ พระเจ้ากรกัณฑะ ของชาวคลิงคะ ๑ พระเจ้านัคคชิของชาว คันธาร ๑ พระเจ้านิมิราชของชาววิเทหะ ๑ พระเจ้าทุมมุขะของชาวปัญจาละ ๑ ทรงละ แว่นแคว้นออกผนวช หาความห่วงใยมิได้. พระราชาเหล่านี้ แม้ทุกพระองค์ เสมอ ด้วยเทพเจ้าเสด็จมาพบกัน ย่อมสง่างามเหมือน ไฟลุกฉะนั้น ดูก่อนนางผู้มีโชค แม้เราก็
หน้า 357 ข้อ 1064
ละกามทั้งหลายทิ้งแล้ว ดำรงอยู่ตามส่วนของ ตนเที่ยวไปคนเดียว. คาถาเหล่านั้นมีเนื้อความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระปัจเจก- พุทธเจ้าผู้เป็นสังฆเถระนั้น เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาวคันธาระ ทรงพระนามว่า กรกัณฑะในนครชื่อว่า ทันตปุระ องค์ที่ ๒ เป็น พระราชาแห่งชนบทของชาวคันธาระ ทรงพระนามว่า นัคคชิ ใน ตักกศิลานคร องค์ที่ ๓ เป็นพระราชาแห่งชนบทของชาววิเทหะ ทรง พระนามว่านิมิราชา ในนครมิถิลา องค์ที่ ๔ เป็นพระราชาแห่งชนบท ของชาวอุตตรปัญจาละ ทรงพระนามว่า ทุมมุขะ ในนครกบิล. พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงละแคว้นทั้งหลายเห็นปานนี้แล้วเป็นผู้ไม่ มีความห่วงใยทรงผนวชแล้ว. บทว่า สพฺเพปิเม ความว่า ก็ พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ แม้ทั้งหมด ทรงเป็นผู้เสมอด้วยพระปัจเจก พุทธเจ้าทั้งหลายในกาลก่อนผู้เป็นวิสุทธิเทพ เสด็จมารวมกันแล้ว. บทว่า อคฺคี ยถา ความว่า ไฟที่ลุกโชนแล้ว ย่อมสง่างามฉันใด. บทว่า ตเถวิเม ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแม้เหล่านี้ ย่อม สง่างามด้วยคุณธรรมทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ฉันนั้นเหมือนกัน อธิบายว่า แม้เราก็จักบวชเที่ยวไปผู้เดียวเหมือนพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. นาย ช่างหม้อเรียกภรรยาว่า ภัคควี. บทว่า หิตฺวาน กามานิ ความว่า ละวัตถุกามทั้งหลายมีรูปเป็นต้น. บทว่า ยโถธิกานิ ความว่า ดำรง อยู่แล้วด้วยสามารถแห่งแนวทางของตน ๆ มีคำอธิบายว่า แม้เราครั้น
หน้า 358 ข้อ 1064
ละวัตถุกามทั้งหลาย ตามที่ตั้งอยู่นั่นเอง ด้วยสามารถแห่งส่วนมีรูป เป็นต้น แล้วก็จักบวชเที่ยวไปผู้เดียว. ปาฐะว่า ยโตธิกานิ ดังนี้ก็มี เนื้อความของปาฐะนั้นว่า กามทั้งหลายมีส่วนที่สำรวมแล้ว คือเว้นแล้ว ได้แก่มีส่วนที่เว้นแล้ว. บทว่า ปพฺพชิสฺสามิ ความว่า เพราะว่า ส่วน ๆ หนึ่งแห่งกิเลสกามทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นสิ่งที่เว้นแล้ว จำเดิมแต่ เวลาที่คิดแล้ว. แม้ส่วนของกามที่เป็นวัตถุของเขาที่ดับไปแล้ว ก็เป็น อันเขาเว้นแล้วเหมือนกัน. ภรรยานั้นครั้นได้ฟังถ้อยคำของเขาแล้ว จึงพูดว่า ข้าแต่นาย ตั้งแต่เวลาได้ฟังธรรมกถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว แม้ฉันเองใจก็ ไม่สถิตอยู่ในบ้าน แล้วได้กล่าวคาถานี้ว่า :- เวลานี้เท่านั้น เวลาอื่นนอกจากนี้จะไม่ มีเลย ภายหลังคงไม่มีผู้พร่ำสอนฉัน ข้าแต่ ท่านผู้มีโชค ฉันเองก็จักพ้นจากมือชายเที่ยว ไปคนเดียว เหมือนนางนกพ้นจากข้อง ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาสิโต เม น ภเวยฺย ปจฺฉา ความว่า ภรรยาชี้แจงว่า ผู้พร่ำสอนคือผู้ตักเตือนคงไม่มี เพราะผู้ ตักเตือนหาได้ยาก เพราะฉะนั้น เวลานี้เท่านั้นเป็นเวลาบวช เวลาอื่น ไม่มีแล้ว. บทว่า สกุณีว มุตฺตา ความว่า เมื่อนางนกทั้งหลายถูก
หน้า 359 ข้อ 1064
พรานนกจับได้ โยนใส่ข้องนก นางนกตัวหนึ่งที่หลุดจากมือของพราน นกตัวนั้นจะเผ่นออกไปกลางหาวไปสู่ที่ตามชอบใจ แล้วบินไปตามลำพัง ตัวเดียวฉันใด แม้ฉันก็ฉันนั้น พ้นจากมือของท่านแล้ว จักเที่ยวไปคน เดียว เพราะฉะนั้น นางเป็นผู้ประสงค์จะบวชเอง จึงได้กล่าวอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ครั้นได้ฟังคำของนางแล้ว ได้นิ่งอยู่. ส่วนนางประสงค์ จะลวงพระโพธิสัตว์แล้วบวชก่อน จึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ฉันจักไปท่า- น้ำดื่ม ขอให้ท่านจงดูเด็ก คือลูกไว้ แล้วจึงถือเอาหม้อน้ำที่ทำเป็นเหมือน เดินไปท่าน้ำแล้วหนีไป ถึงสำนักของพวกดาบสที่ใกล้นครแล้วก็บวช. พระโพธิสัตว์ทราบว่า นางไม่มาจึงเลี้ยงเด็กเอง. ต่อมาเมื่อเด็กเหล่านั้น เติบโตขึ้นหน่อยหนึ่ง ถึงความเป็นผู้สามารถรู้ความเจริญ เละความเสื่อม ของตน คือดีชั่วแล้ว เพื่อจะทดลองเด็กเหล่านั้น วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ เมื่อหุงข้าวสวย ได้หุงดิบไปหน่อย วันหนึ่งแฉะไปหน่อย วันหนึ่งไหม้ วันหนึ่งปรุงอาหารจืดไป วันหนึ่งเค็มไป. เด็กทั้งหลายพูดว่า วันนี้ ข้าวดิบ วันนี้แฉะ วันนี้ไหม้ วันนี้จืด วันนี้เค็มไป. พระโพธิสัตว์ พูดว่า ลูกเอ๋ยวันนี้ข้าวดิบ แล้วคิดว่า บัดนี้ เด็กเหล่านี้รู้จักดิบ สุก จืดและเค็มจัดแล้ว จักสามารถเลี้ยงชีพตามธรรมดาของตน เราควรจะ บวชละ. ต่อมาท่านได้มอบเด็กเหล่านั้นให้พวกญาติพูดว่า ดูก่อนพ่อและ แม่ ขอจงเลี้ยงเด็กเหล่านี้ให้ดีเถิด แล้วเมื่อพวกญาติกำลังโอดครวญอยู่ นั่นเองได้ออกจากพระนครไปบวชเป็นฤาษีอยู่ใกล้ ๆ พระนครนั่นเอง. อยู่มาวันหนึ่ง นางปริพาชิกา คือภริยาเก่า ได้เห็นท่านกำลังเที่ยว
หน้า 360 ข้อ 1064
ภิกขาจารในนครพาราณสี ไหว้แล้วจึงพูดว่า ข้าแต่พระคุณเจ้า ท่าน เห็นจะให้เด็กคือลูกทั้งหลายพินาศแล้ว. พระมหาสัตว์ ตอบว่า เราไม่ ได้ให้เด็ก คือลูกพินาศ ออกบวชในเวลาที่พวกเขาสามารถรู้ความเจริญ และความเสื่อม คือดีชั่วของตนแล้ว เธออย่าคิดถึงพวกเขา จงยินดี ในการบวชเถิด แล้วได้กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- เด็กทั้งหลายรู้จักดิบ รู้จักสุก รู้จักเค็ม และจืด ฉันเห็นข้อนั้นแล้วจึงบวช เธอจง เที่ยวไปเพื่อภิกษาเถิด ฉันก็จะเที่ยวไปเพื่อ ภิกษา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมหํ ความว่า เราเห็นกิริยาของ เด็กเหล่านั้นแล้วจึงบวช. บทว่า เจเรว ตฺวํ จรามิหํ ความว่า แม้ท่าน ก็จงเที่ยวไปเพื่อภิกขาจารเถิด ข้าพเจ้าก็จักเที่ยวไปเพื่อภิกขาจาร. พระโพธิสัตว์ตักเตือนปริพาชิกา ด้วยประการอย่างนี้แล้ว ก็ส่ง ตัวไป. ฝ่ายปริพาชิการับโอวาทไหว้พระมหาสัตว์แล้ว จึงไปสู่สถานที่ ตามที่ชอบใจ. ได้ทราบว่านอกจากวันนั้นแล้ว ทั้ง ๒ ท่านนั้นก็ไม่ได้ พบเห็นกันอีก. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ให้ฌานและอภิญญาเกิดขึ้นแล้ว ได้ เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก.
หน้า 361 ข้อ 1064
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงประ- กาศสัจธรรมทั้งหลายประชุมชาดกไว้ว่า ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุ ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่แล้วในอรหัตผล. ธิดาในครั้งนั้นได้แก่ อุบลวรรณา- เถรีในบัดนี้ บุตรได้แก่พระราหุลเถระ ปริพาชิกา ได้แก่มารดาพระ- ราหุลเถระ ส่วนปริพาชก คือเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถากุมภการชาดกที่ ๓
หน้า 362 ข้อ 1065, 1066, 1067, 1068
๔. ทัฬหธัมมชาดก ว่าด้วยความกตัญญู [๑๐๖๕] ก็ฉันเมื่อนำพาราชกิจของพระเจ้าทัฬห- ธรรม ได้คาดลูกศรไว้ที่หน้าอก มีปกติประ พฤติความกล้าหาญในการรบ ก็ไม่ยังพระองค์ ให้โปรดปรานได้. [๑๐๖๖] พระราชาไม่ทรงทราบความเพียรของลูก ผู้ชายของฉันและการสื่อสาร ที่ฉันทำได้อย่างดี ในสงคราม เป็นแน่. [๑๐๖๗] ฉันนั้นไม่มีพวกพ้อง ไม่มีที่พึ่ง จักตาย แน่ ๆ มีหนำซ้ำพระราชายังได้พระราชทานฉัน แก่ช่างหม้อ ให้เป็นผู้ขนมูลสัตว์โคมัย. [๑๐๖๘] คนยังมีหวังอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ยัง คบหากันอยู่ เมื่อเขาเสื่อมจากประโยชน์ คน โง่ทั้งหลาย ก็จะทอดทิ้งเขา เหมือนขัตติยราช ทรงทอดทิ้งช้างพังต้นฉะนั้น.
หน้า 363 ข้อ 1069, 1070, 1071
[๑๐๖๙] ผู้ใดที่ผู้อันทำความดีให้ก่อน สำเร็จประ- โยชน์ที่ต้องการแล้วย่อมไม่รู้คุณ ประโยชน์ ทั้งหลายที่เขาปรารถนา แล้วของผู้นั้นจะเสื่อม สลายไป. [๑๐๗๐] ส่วนผู้ใด ที่คนอื่นทำความดีให้แล้ว สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการแล้วยังรู้คุณ ประ โยชน์ทั้งหลายที่เขาปรารถนา ของผู้นั้นจะ เพิ่มพูนขึ้น. [๑๐๗๑] เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านทั้ง- หลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย มี จำนวนที่มาประชุมกัน ณ ที่นี่ ขอท่านทุกคน จงเป็นผู้รู้คุณที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตน ท่านทั้ง- หลายจะสถิตอยู่ในสวรรค์ ตลอดกาลนาน. จบ ทัฬหธัมมชาดกที่ ๔ อรรถกถาทัฬหธัมมชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยเมืองโกสัมพี ประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ทรงปรารภช้างพังต้นชื่อภัททวดีของพระเจ้าอุเทน แล้วจึง
หน้า 364 ข้อ 1071
ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหญฺจ ทฬฺหธมฺมสฺส ดังนี้. ส่วนวิธี ที่พระเจ้าอุเทนทรงได้ช้างพังต้นตัวนั้นก็ดี ราชวงศ์ของพระเจ้าอุเทนก็ดี จักมีแจ้งในมาตังคชาดก. ก็วันหนึ่ง ช้างพังต้นเดินออกจากพระนครไป ได้เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีหมู่พระอริยห้อมล้อม เสด็จเข้าไปในพระนคร ด้วยพุทธสิริ หาที่เปรียบมิได้เพื่อบิณฑบาตแต่เช้า จึงหมอบลงแทบบาท มูลของ พระพุทธเจ้า ทูลขอ พระผู้มีพระภาคเจ้า โอดครวญไปพลาง ว่า ข้าแต่พระสรรเพชญผู้ทรงภาคยธรรม ผู้ทรงช่วยเหลือสัตวโลกทั้ง มวล. พระเจ้าอุเทนทรงโปรดปรานหม่อมฉัน ในเวลาที่หม่อมฉันยัง สามารถช่วยราชการได้ ในเวลายังรุ่นโดยทรงเห็นว่า ตนเองได้ชีวิตได้ ราชสมบัติและพระราชเทวีมา โดยอาศัยหม่อมฉัน จึงได้พระราชทาน การเลี้ยงดูมากมาย ทรงตกแต่งที่อยู่ประดับประดาด้วยเครื่องอลังการ ทั้งหลาย รับสั่งให้ทำการประพรมด้วยของหอม ทรงให้ติดเพดานประ- ดับดาวทองไว้เบื้องบนให้กั้นม่านที่วิจิตรไว้โดยรอบ ให้ตามประทีปด้วย น้ำมันเจือด้วยของหอม ให้ตั้งกระถางอบควันไว้ ไห้วางกระถางทองไว้ ในที่สำหรับเทคูถแล้วให้หม่อมฉันยืนอยู่บนแท่นที่มีเครื่องลาดอันวิจิตร และได้พระราชทาน เครื่องกินที่มีรสเลิศนานาชนิดแก่หม่อมฉัน. แต่ บัดนี้เวลาหม่อมฉันไม่สามารถช่วยราชการได้ในเวลาแก่ พระองค์ทรง งดการบำรุงนั้นทุกอย่าง. หม่อมฉันไม่มีที่พึ่ง เป็นผู้ไม่มีปัจจัยเครื่อง
หน้า 365 ข้อ 1071
อาศัย หากินต้นลำเจียกในป่าเลี้ยงชีพ หม่อมฉันไม่มีที่พึ่งอย่างอื่น ข้า แต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงให้พระเจ้าอุเทนทรงรำลึก ถึงคุณความดีของหม่อมฉัน แล้วทรงกระทำการบำรุงอย่างเดิม กลับ เป็นปกติแก่หม่อมฉัน. พระศาสดาตรัสว่า เจ้าจงไปเถิด เราตถาคต จักทูลพระราชาแล้วแต่งตั้งยศให้กลับเป็นปกติ แล้วได้เสด็จไปประตู พระราชนิเวศน์. พระราชได้ให้พระตถาคตเจ้าเสด็จเข้าไปในพระราช- นิเวศน์ของพระองค์แล้ว ทรงถวายมหาทาน แด่พระสงฆ์มี พระพุทธ- เจ้า เป็นประมุข. พระศาสดา เมื่อทรงทำอนุโมทนาในเวลาเสร็จภัตกิจ แล้วได้ตรัสถามว่า ดูก่อนบพิตรมหาราช พังต้นภัททวดีอยู่ที่ไหน ? พระ ราชาทูลว่า ไม่ทราบพระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถึงคุณความดีของ พังภัตทวดีว่า ดูก่อนบพิตรมหาราช ขึ้นชื่อว่าการพระราชทานยศแก่ผู้ มีอุปการคุณแล้วทรงทอดทิ้งในเวลาแก่ ย่อมไม่ควร ควรจะเป็นผู้มี กตัญญูกตเวที. พังต้นภัตทวดี บัดนี้แก่ทรุดโทรมมาก เป็นสัตว์อนาถา หากินต้นลำเจียกในป่าประทังชีวิตอยู่ การทำให้เขาไร้ที่พึ่งในเวลาแก่ ไม่เหมาะสมแก่พระองค์แล้วตรัสว่า ขอพระองค์จงทรงทำการบำรุงอย่าง เดิมทุกอย่างให้เป็นปกติ ดังนี้แล้วจึงเสด็จหลีกไป. พระราชาได้ทรง กระทำอย่างนั้น. เสียงเล่าลือได้กระจายไปทั่วพระนครว่า ได้ทราบว่า พระตถาคตเจ้าตรัส ถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดีแล้วทรงให้พระราชา แต่งตั้งยศเก่าให้กลับคืนตามปกติ. แม้ในหมู่พระสงฆ์ประวัตินั้นก็ปรากฏ ขึ้น. จึงภิกษุทั้งหลายพากันตั้งเรื่องสนทนากันในธรรมสภาว่า ท่านผู้
หน้า 366 ข้อ 1071
มีอายุได้ทราบว่า พระศาสดาตรัสถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดี แล้ว ทรงให้พระเจ้าอุเทนทรงแต่งตั้งยศเก่าให้กลับคืนตามปกติ. พระศาสดา เสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสน- ทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่อง ชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายไม่ใช่ในเวลานี้เท่านั้น แม้ใน กาลก่อนตถาคต ก็กล่าวถึงคุณความดีของพังต้นภัททวดีนี้ แล้วให้พระ- ราชาทรงแต่งตั้งยศตามปกติเหมือนกัน ดังนี้. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า ทัฬหธรรม เสวยราช. สมบัติในนครพาราณสี. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดในตระกูล อำมาตย์เติบโตแล้วได้รับใช้เป็นมหาดเล็ก พระราชาพระองค์นั้น. ท่าน ได้ยศสูงได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งรัตนอำมาตย์ จากราชสำนักนั้น. กาล ครั้งนั้น พระราชาพระองค์นั้นทรงมีช้างพังต้นเชือกหนึ่ง ชื่อโอฏฐิพยาธิ มีกำลังวังชามาก. วันหนึ่งเดินทางได้ร้อยโยชน์. ทำหน้าที่นำสิ่งของที่ ต้องส่งไปถวายพระราชา คือสื่อสาร. ในสงครามทำยุทธหัตถี ทำการ ย่ำยีศัตรู. พระราชาทรงดำริว่า ช้างพังเชือกนี้มีอุปการะแก่เรามาก จึง พระราชทานเครื่องอลังการ คือคชาภรณ์ทุกอย่าง แก่พังต้นเชือกนั้น แล้วได้พระราชทานการบำรุงทุกอย่าง เช่นกับที่พระเจ้าอุเทนพระราช- ทานแก่พังต้นภัททวดี. ภายหลังเวลาพังต้นโอฏฐิพยาธินั้นแก่แล้วหมด
หน้า 367 ข้อ 1071
กำลัง ทรงยึดยศทุกอย่างคืน. ต่อแต่นั้นมา มันก็กลายเป็นช้างอนาถา หากินหญ้าและใบไม้ในป่าประทังชีวิตอยู่. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อภาชนะ ไม่พอใช้ในราชตระกูล จึงรับส่งให้หาช่างหม้อเข้าเฝ้าแล้วตรัสว่า ได้ ทราบว่าภาชนะไม่พอใช้ ช่างจึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ หาโคเทียมเกวียนเข็นโคมัยไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับ คำของช่างแล้ว จึงตรัสถามว่า พังต้นโอฏฐิพยาธิของเราอยู่ที่ไหน ? อำมาตย์จึงทูลว่า เที่ยวไปตามธรรมดาของตนพระพุทธเจ้าข้า. พระ- ราชาได้พระราชทานพังต้นเชือกนั้น แก่ช่างหม้อด้วยพระดำรัสว่า ต่อ แต่นี้ไปจงเทียมพังต้นเชือกนั้นเข็นโคมัย. ช่างหม้อรับพระดำรัสว่า ดี แล้ว พระพุทธเจ้าข้า แล้วได้ทำอย่างนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง มันออกจาก พระนครไปเห็นพระโพธิสัตว์กำลังเข้าพระนคร จบแล้วหมอบแทบเท้า ของท่าน โอดครวญพลางกล่าวว่า ข้าแต่นาย พระราชาทรงกำหนดรู้ ฉันว่ามีอุปการะมาก. ในเวลายังรุ่น ได้พระราชทานยศสูง แต่บัดนี้ เวลา ฉันแก่ งดหมดทุกอย่าง ไม่ทรงทำแม้แต่การคิดถึงฉัน ฉันไม่มีที่พึ่ง จึงเที่ยวหากินหญ้าและใบไม้ประทังชีวิตอยู่ บัดนี้ได้พระราชทานฉันผู้ ตกยากอย่างนี้ให้ช่างหม้อ เพื่อเทียมยานน้อย. เว้นท่านแล้วผู้อื่นที่ จะเป็นที่พึ่งของฉันไม่มี ท่านรู้อุปการะที่ฉันทำแก่พระราชาแล้ว ได้ โปรดเถิด ขอท่านจงทำยศของฉันที่เสื่อมไปแล้วไห้กลับคืนมาตามปกติ เถิด แล้วได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :-
หน้า 368 ข้อ 1071
ก็ฉันเมื่อนำพาราชกิจของพระเจ้าทัฬห- ธรรม ได้คาดลูกศรไว้ที่หน้าอก มีปกติประ- พฤติความกล้าหาญในการรบ ก็ไม่ยังพระองค์ ให้โปรดปรานได้. พระราชาไม่ทรงทราบความ เพียรของลูกผู้ชายของฉัน และการสื่อสาร ที่ ฉันทำได้อย่างดีในสงความ เป็นแน่. ฉันนั้น ไม่มีพวกพ้อง ไม่มีที่พึง จักตายแน่ ๆ มิหนำซ้ำ พระราชายังได้พระราชทานฉันแก่ช่างหม้อ ให้ เป็นผู้ขนมูลสัตว์โคมัย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วหนฺตี ความว่า เมื่อทำลายการ นำสาร คือคลังแห่งกำลังในสงคราม ชื่อว่านำพาคือช่วยเหลือราชกิจ นั้นๆ. บทว่า นุทนฺตี อุรสิ สลฺลํ ความว่า นำดาบหรือหอกที่ผูก ไว้ที่หน้าอกไปเฉพาะเบื้องบนศัตรูทั้งหลายในเวลารบ. บทว่า วิกฺกนฺต- จารินี ความว่า ถึงความเป็นผู้กล้าหาญในการรบเป็นปกติด้วยการทำ ความกล้าหาญ แล้วพิชิตกำลังของฝ่ายปรปักษ์. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่ นาย ถ้าหากฉันทำราชกิจเหล่านี้อยู่ ก็ไม่ยังพระราชหฤทัยของพระเจ้า ทัฬหธรรมให้ยินดีได้ คือไม่ให้พระองค์พอพระราชหฤทัยแล้วไซร้ บัดนี้ ใครคนอื่นจักยังพระราชหฤทัยของพระองค์ให้ทรงยินดี. บทว่า มม วิกฺกมโปริสํ ได้แก่ความบากบั่นของบุรุษที่ฉันได้ทำแล้ว บทว่า สุก-
หน้า 369 ข้อ 1071
ตนฺตานิ ความว่า ทำเรียบร้อยแล้ว. ราชกิจทั้งหลายที่ทำเรียบร้อย แล้วนั่นแหละ ที่เรียก สุกตนฺตานิ คือทำดีแล้ว ในที่นี้เหมือนงาน ทั้งหลายนั่นแหละ เขาเรียกว่า กมฺมนฺตานิ คือการงานและเหมือน ป่านั่นแหละ เขาเรียกว่า วนนฺตานิ. บทว่า ทูตวิปฺปหิตานิ จ ความว่า การส่งสารที่ฉันผู้ที่เขาผูกหนังสือไว้ที่คอแล้วส่งไปโดยบอกว่า จงถวายแก่พระราชาชื่อโน้น แล้วก็เดินไปวันเดียวเท่านั้นตั้งร้อยโยชน์. บทว่า น นูน ราชา ชานาติ ความว่า พระราชานั้นไม่ทรงทราบ ราชกิจทั้งหลายเหล่านั้นที่ฉันทำถวายพระองค์แน่นอน. บทว่า อปรายินี ความว่า ไม่มีที่พึ่งที่ระลึก. บทว่า ตทา หิ ได้แก่ ตถา หิ คือจริง อย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ตถา หิ นี้เหมือนกัน. บทว่า ทินฺนา ความว่า เพราะฉันเป็นผู้ที่พระราชาพระราชทานแก่ช่างหม้อ ทำให้ เป็นผู้ขนมูลสัตว์แล้ว. พระโพริสัตว์สดับถ้อยคำของเขาแล้วจึงปลอบใจว่า เจ้าอย่าโศก เศร้าไปเลย ฉันจักทูลพระราชาแล้วให้พระราชทานยศตามปกติ แล้วเข้า ไปพระนคร รับประทานอาหารเช้าแล้วไปราชสำนักยกเรื่องขึ้นทูลถาม ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์ทรงมีช้างพังต้นชื่อโอฏฐิพยาธิ มิใช่หรือ ? เขาผูกหลาวไว้ที่หน้าอกแล้วช่วยสงครามในที่โน้นและในที่โน้น วันโน้น ถูกผูกหนังสือ คือสารที่คอแล้วส่งไปสื่อสาร ได้เดินทางไปร้อยโยชน์. ฝ่ายพระองค์ก็ได้พระราชทานยศแก่เขามาก บัดนี้ เขาอยู่ที่ไหน ? พระ-
หน้า 370 ข้อ 1071
ราชาตรัสตอบว่า เราได้ให้เขาแก่ช้างหม้อ เพื่อเข็นโคมัยแล้ว. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงทูลพระองค์ว่า ข้าแต่มหาราช การพระราชทานแก่ช่าง หม้อ เพื่อให้เทียมล้อ ที่พระองค์ทรงทำแล้วไม่สมควรเลย. แล้วได้ ภาษิตคาถา ๔ คาถา โดยการถวายโอวาทพระราชาว่า :- คนยังมีหวังอยู่ตราบใด ตราบนั้นก็ยัง คบหากันอยู่ เมื่อเขาเสื่อมจากประโยชน์ คน โง่ทั้งหลาย ก็จะทอดทิ้งเขา เหมือนขัตติยราช ทรงทอดทิ้งช้างพังต้นฉะนั้น. ผู้ใดที่ผู้อื่นทำ ความดีให้ก่อน สำเร็จประโยชน์ที่ต้องการแล้ว ย่อมไม่รู้คุณ ประโยชน์ทั้งหลายที่เขาปรารถนา. แล้วของผู้นั้นจะเสื่อมสลายไป. ส่วนผู้ใด ที่ คนอื่นทำความดีให้แล้ว สำเร็จประโยชน์ที่ ต้องการแล้ว ก็ยังรู้คุณ ประโยชน์ทั้งหลาย ที่เขาปรารถนาแล้ว ของผู้นั้นจะเพิ่มพูนขึ้น. เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอบอกท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย มีจำนวน ที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้. ขอท่านทุกคนจงเป็น ผู้รู้คุณที่ผู้อันทำแล้วแก่ตน ท่านทั้งหลายจัก สถิตอยู่ในสวรรค์ ตลอดกาลนาน.
หน้า 371 ข้อ 1071
บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่ ๑ มีเนื้อความว่า คนบางตนใน โลกนี้เป็นชาติแห่งผู้ไม่รู้ คือโง่ก่อน. บทว่า ยาวตาสึสตี ความว่า ตราบใดเขายังหวังอยู่ว่า คนนี้จักอาจกระทำสิ่งนี้แก่เรา ตราบนั้นเขา ก็ยังคบหาสมาคมคนคนนั้นอยู่ แต่ในเวลาเขาเสื่อมประโยชน์แล้ว คือ ในเวลาไม่ถึงความเจริญแล้ว ได้แก่เวลาเสื่อมเสียแล้ว คนโง่บางจำพวก ก็จะละทิ้งคน ๆ นั้น ผู้ดำรงอยู่แล้วในกิจนานาชนิด เหมือนขัตติยราช- พระองค์นี้ ทรงละทิ้งช้างพังโอฏฐิพยาธิตัวนี้ ฉะนั้น. บทว่า กตกลฺ- ยาโณ ความว่า ผู้มีกัลยาณธรรมที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตน. บทว่า กตตฺโถ ความว่า ผู้สำเร็จกิจแล้ว. บทว่า นาวพุชฺฌติ ความว่า ไม่ระลึกถึง อุปการะนั้น ที่คนอื่นทำแล้ว ในเวลาเขาแก่แล้ว คือยึดเอายศแม้ที่ตน ให้แล้วอีกคืน. บทว่า ปลุชฺชนฺติ ความว่า หักสะบั้นไปคือพินาศไป. ด้วยบทว่า เย โหนฺติ อภิปตฺถิตา พระโพธิสัตว์แสดงว่า ขึ้นชื่อว่าคน โง่บางพวกที่ปรารถนาแล้ว จะพินาศทั้งหมด. เพราะว่า ความปรารถนา นั้นของบุคคลผู้ประทุษร้ายต่อมิตรจะพินาศไป เหมือนพืชที่วางไว้ใกล้ ไฟฉะนั้น. บทว่า กตตฺโถ มนุพุชฺฌติ ท่านรับเอาแล้วด้วยสามารถ แห่งพยัญชนะสนธิ. บทว่า ตํ โว วทามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่านทั้งหลาย. บทว่า สฺสถ ความว่า ท่านทั้งหลาย เป็นคนกตัญญูจักเสวยทิพยสมบัติสถิตอยู่ในสวรรค์ตลอดกาลนาน. พระมหาสัตว์ได้ให้โอวาทแก่คนทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระราชาที่ มาประชุมกันแล้ว. พระราชาทรงสดับโอวาทนั้นแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งยศ
หน้า 372 ข้อ 1071
ให้ช้างพังต้นโอฏฐิพยาธิ ตามปกติ. พระองค์ทรงดำรงอยู่ในโอวาทของ พระโพธิสัตว์แล้ว ทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น ตลอดกาลนานแล้ว ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า ช้างพังต้นชื่อโอฏฐิพยาธิในครั้งนั้น ได้แก่พังภัททวดีในบัดนี้ พระราชา ได้แก่พระอานนท์ ส่วนอำมาตย์ ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทัฬหธัมมชาดกที่ ๔
หน้า 373 ข้อ 1072, 1073, 1074, 1075
๕. โสมทัตตชาดก ว่าด้วยความเศร้าโศกถึงผู้เป็นที่รัก [๑๐๗๒] โสมทัตตมาตังคะ ซึ่งในวันก่อนมาต้อน รับเราไกลถึงป่าเป็นเวลานาน เราไม่เห็น ไปที่ ไหนเสียแล้ว. [๑๐๗๓] นี้เองคือช้างโสมทัตตเชือกนั้น นอนตาย แล้ว มันนอนตายอยู่เหนือพื้นดิน เหมือน ยอดเถาย่านทราย ที่ถูกเด็ดทิ้งแล้ว. โสมทัตต กุญชรได้ตายไปแล้วหนอ. [๑๐๗๔] เมื่อท่านเป็นอนาคาริก หลุดพ้นไปแล้ว การที่ท่านโศกเศร้าถึงสัตว์ที่ตายไปแล้ว ไม่ เป็นการดีสำหรับท่านผู้เป็นสมณะ. [๑๐๗๕] ข้าแต่ท้าวสักกะ ความรักใคร่ย่อมเกิด ขึ้นแก่ดวงใจของมนุษย์หรือมฤค เพราะการ อยู่ด้วยกันโดยแท้ อาตมภาพจึงไม่อาจไม่ เศร้าโศกถึงสัตว์ที่เป็นที่รักได้.
หน้า 374 ข้อ 1076, 1077, 1078
[๑๐๗๖] เหล่าสัตว์ผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ก็ร้องไห้ ถึงสัตว์ผู้ตายไปแล้วและจักตาย เพราะฉะนั้น ท่านฤๅษีท่านอย่าได้ร้องไห้เลย เพราะสัต- บุรุษทั้งหลายเรียกการร้องไห้ว่าเป็นโมฆะ. [๑๐๗๗] ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ถ้าคนที่ตายแล้ว ล่วงลับไปแล้ว จึงกลับฟื้นขึ้นมาไซร้ พวก เราทุกคน ก็จงมาชุมนุมกันร้องไห้ถึงญาติของ กันและกันเถิด. [๑๐๗๘] อาตมภาพถูกไฟ คือความโศกแผดเผา แล้วหนอ มหาบพิตรทรงช่วยดับความร้อนรน ทุกอย่างให้หายไป เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ไหม้ เปรี้ยงก็ปานกัน มหาบพิตร ได้ทรงถอนลูกศร คือความโศกอันปักอยู่ที่หัวอกของอาตมาภาพ ออกไปแล้ว เมื่ออาตมภาพถูกความโศก ครอบงำ มหาบพิตรได้ทรงบรรเทาความโศก ถึงบุตรนั้นเสียได้ ข้าแต่ท้าวสักกะ อาตมภาพ นั้นเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันมหาบพิตร ทรงถอนออกแล้ว หายโศกแล้ว ใจก็ไม่ขุ่น
หน้า 375 ข้อ 1078
มัว ทั้งจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ต่อไป เพราะ ได้ฟังเทพดำรัสของมหาบพิตรแล้ว. จบ โสมทัตตชาดกที่ ๕ อรรถกถาโสมทัตตชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ หลวงตารูปหนึ่ง แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย มํ ปุเร ปจจุเทติ ดังนี้. ได้ยินว่า หลวงตานั้นบวชสามเณรรูปหนึ่ง. สามเณรนั้นเป็น ผู้อุปัฏฐากท่าน ได้มรณภาพ ด้วยโรคชนิดนั้น. เมื่อสามเณรนั้น มรณภาพหลวงตาเดินร้องไห้คร่ำครวญไปพลาง. ภิกษุทั้งหลายเห็นท่าน แล้วตั้งเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส หลวงตารูป โน้นเดินร้องไห้คร่ำครวญไปพลาง เพราะการมรณภาพของสามเณร ท่านเห็นจะเว้นจากกรรมฐาน ข้อมรณานุสสติ. พระศาสดาเสด็จมาถึงตรัส ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร หรือ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่เฉพาะแต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เมื่อ สามเณรมรณภาพแล้ว หลวงตานั้นก็ร้องไห้เหมือนกัน. เป็นผู้ที่ภิกษุ
หน้า 376 ข้อ 1078
ทั้งหลายทูลอ้อนวอนแล้ว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อ ไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ เสวยชาติเป็นท้าวสักกะ. ครั้งนั้น พราหมณ์ มหาศาล ชาวกาสีนิคมคนหนึ่ง ละทิ้งกามทั้งหลายออกไปป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี มีหัวมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่โดยการประพฤติ ด้วยการแสวงหา. วันหนึ่ง ท่านไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่ เห็น ลูกช้างเชือกหนึ่ง จึงนำมาอาศรมของตน ให้ดำรงอยู่ในฐานเป็นบุตร ตั้งชื่อมันว่า โสมทัตตะ เลี้ยงดูไว้ให้กินหญ้าและใบไม้. มันเติบโตขึ้นมี ร่างกายใหญ่ วันหนึ่ง กินเหยื่อมากไปได้อ่อนกำลังลง เพราะไม่ย่อย ดาบสให้มันอยู่ใกล้อาศรม แล้วไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่. เมื่อท่าน ยังไม่มานั่นเอง ลูกช้างได้ล้ม. ดาบสถือเอาผลไม้น้อยใหญ่มา สงสัยว่า ในวันอื่น ๆ ลูกของเราทำการต้อนรับ วันนี้ไม่เห็นไปไหนหนอ ? เมื่อ คร่ำครวญได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- โสมทัตตมาตังคะ ซึ่งในวันก่อนมาต้อน รับเราไกลถึงในป่าเป็นเวลานาน เราไม่เห็น ไปที่ไหนเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร ความว่า ก่อนแต่วันนี้. บทว่า ปจฺจุเทติ ความว่า ออกมาต้อนรับ. บทว่า อรญฺเ ทูรํ ความว่า
หน้า 377 ข้อ 1078
ต้อนรับเราไกลถึงในป่า ที่ไม่มีคนนี้. บทว่า อายติ ความว่า ถึงพร้อม ด้วยกาลที่ยาวนาน. ดาบสเดินมาพลางคร่ำครวญไปพลางอย่างนี้ เห็นลูกช้างนั้นล้ม อยู่ที่จงกรมแล้ว เมื่อจับคอคร่ำครวญอยู่ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- นี้เองคือช้างโสมทัตตเชือกนั้น นอนตาย แล้ว มันนอนตายอยู่ที่พื้นดิน เหมือนยอด เถาย่านทราย ที่ถูกเด็ดทิ้งแล้ว โสมทัตตกุญชร ได้ตายไปแล้วหนอ. วา ศัพท์ ในคำว่า อยํ วา ในคาถานั้น มีความหมายว่า ทำ ให้แจ่มชัด. ดาบสเมื่อจะให้เรื่องนั้นชัดแจ้งว่า ช้างเชือกนี้เอง คือช้าง โสมทัตตนั้น ไม่ใช่เชือกอื่น. บทว่า อลฺลปิตํ ได้แก่ ปลายหน่อของเถา ย่านทราย. บทว่า วิจฺฉิโต ความว่า เด็ดขาดแล้ว มีอธิบายว่า เหมือน หน่อเถาย่านทราย ที่เขาเอาเล็บเด็ดทิ้งลงที่เนินทรายร้อน ๆ ในกลางฤดู ร้อน. บทว่า. ภุมฺยา ได้แก่ ภูมิยํ คือบนพื้นดิน. บทว่า อมรา วต ความว่า ตายแล้วหนอ. ปาฐะว่า อมรี ก็มี. ในขณะนั้น ท้าวสักกะกำลังตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นเหตุการณ์ นั้น ทรงดำริว่า ดาบสนี้ละทิ้งลูกเมียไปบวชแล้ว บัดนี้ยังมาสร้างความ สำคัญในลูกช้างว่าเป็นลูกคร่ำครวญอยู่ เราจักให้ท่านสลดใจแล้วได้สติ
หน้า 378 ข้อ 1078
ดังนี้แล้ว จึงมายังอาศรมบทของท่านสถิตอยู่ที่อากาศนั่นเอง กล่าวคาถา ที่ ๓ ว่า :- เมื่อท่านเป็นอนาคาริก หลุดพ้นไปแล้ว การที่ท่านโศกเศร้าถึงสัตว์ที่ตายไปแล้ว ไม่ เป็นการดีสำหรับท่านผู้เป็นสมณะ. ดาบสครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ข้าแต่ท้าวสักกะ ความรักใคร่ย่อมเกิด ขึ้นในดวงใจของมนุษย์หรือมฤค เพราะการ อยู่ร่วมกันโดยแท้ อาตมภาพจึงไม่อาจจะไม่ เศร้าโศกถึงสัตว์ที่เป็นที่รักได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสฺสวา ความว่า ในที่นี้ท่าน เรียกสัตว์เดียรฉานทั้งหมดว่า มฤค. บทว่า ตํ โยค ปิยายิตํ สตฺติ คือสัตว์ที่เป็นที่รัก. ลำดับนั้น ท้าวสักกะเมื่อจะโอวาท ท่านได้ภาษิตคาถา ๒ คาถา ว่า:- เหล่าสัตว์ผู้ร้องไห้คร่ำครวญ ก็ร้องไห้ ถึงสัตว์ผู้ตายไปแล้วและจักตาย เพราะฉะนั้น
หน้า 379 ข้อ 1078
ท่านฤษี ท่านอย่าได้ร้องไห้เลย เพราะสัต- บุรุษทั้งหลายเรียกการร้องไห้ว่าเป็นโมฆะ. ข้า แต่ท่านผู้ประเสริฐ ถ้าคนที่ตายแล้ว ล่วงลับ ไปแล้ว พึงกลับฟื้นขึ้นมาไซร้ พวกเราทุกคน ก็จงมาชุมนุมกันร้องไห้ถึงญาติของกันและกัน เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย รุทนฺติ ลปนฺติ จ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ เหล่าชนผู้ต้องให้คร่ำครวญทุกคน ย่อมร้องไห้ถึง คนที่ตายไปแล้วนั้นแหละและจักตาย. เมื่อพวกเขาพากันร้องไห้อยู่อย่าง นี้ ก็ไม่มีเวลาน้ำตาจะเหือดหน้า เพราะฉะนั้น ท่านฤษี ท่านอย่า ร้องไห้ไปเลย. เพราะเหตุไร ? บทว่า โรทิตํ โมฆมาหุ สนฺโต ความว่า เพราะบัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า การร้องไห้เป็นสิ่งไร้ผล. บทว่า มโต เปโต ความว่า ถ้าหากคนที่ตายแล้วนั้นถึงการนับว่า เป็นผู้ ล่วงลับไปแล้ว จะพึงฟื้นขึ้นมาเพราะการร้องไห้ไซร้. เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราแม้ทุกคน ก็จงไปชุมนุมกันร้องให้ถึงญาติของกันและกันเถิด. พวกเราจงออกไปเถิดเฝ้ากันอยู่ทำไม. ดาบสได้ฟังคำนั้นแล้ว กลับได้สติ ปราศจากความเศร้าโศกเช็ด น้ำตาแล้วได้กล่าวคาถาที่เหลือ ด้วยการสดุดีท้าวสักกะว่า :-
หน้า 380 ข้อ 1078
อาตมภาพถูกไฟ คือความโศกแผดเผา แล้วหนอ. มหาบพิตรทรงช่วยดับความร้อนรน ทุกอย่างให้หายไป เหมือนเอาน้ำดับไฟที่ไหม้ เปรียงก็ปานกัน มหาบพิตร ได้ทรงถอนลูกศร คือความโศก อันปักอยู่ที่หัวอกของอาตมภาพ ออกไปแล้ว เมื่ออาตมภาพถูกความโศก ครอบงำ มหาบพิตรได้ทรงบรรเทาความโศก ถึงบุตรนั้นเสียได้ ข้าแต่ท้าวสักกะ อาตมภาพ นั้นเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันมหาบพิตร ทรงถอนออกแล้ว หายโศกแล้ว. ใจก็ไม่ขุ่น มัว ทั้งจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้ต่อไป เพราะ ได้ฟังเทพดำรัสของมหาบพิตรแล้ว. ท้าวสักกะครั้นทรงโอวาทดาบสอย่างนี้แล้ว ได้เสด็จไปสู่ที่ประ- ทับของพระองค์นั่นเอง. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาประกาศสัจธรรมทั้ง ๔ แล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า ลูกช้างในครั้งนั้น ได้แก่สามเณรใน บัดนี้ ดาบส ได้แก่หลวงตา ส่วนท้าวสักกะ ได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาโสมทัตตชาดกที่ ๕
หน้า 381 ข้อ 1079, 1080, 1081
๖. สุสีมชาดก ว่าด้วยพระเจ้าสุสีมะออกบวช [๑๐๗๙] เมื่อก่อนผมสีดำ เกิดบนศีรษะของเจ้า ตามที่ของมันแล้ว เจ้าสุสิมะ วันนี้เจ้าเห็น เส้นผมเหล่านั้นมีสีขาวแล้ว จงประพฤติธรรม เถิด เวลานี้เป็นเวลาแห่งการประพฤติพรหม. จรรย์แล้ว. [๑๐๘๐] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของ หม่อมฉันเอง ไม่ใช่ของพระองค์ ผมหงอก งอกขึ้นบนศีรษะบนกระหม่อมของหม่อมฉัน เอง หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จ โดยตั้งใจว่า จัก ทำประโยชน์ให้ตน ขอพระองค์ทรงโปรด พระราชทานอภัยโทษหม่อมฉันสักครั้ง ๑ เถิด เพคะ. [๑๐๘๑] ข้าแต่มหาราช พระองค์ยังทรงหนุ่ม มี พระโฉมน่าทัศนายังทรงอยู่ในปฐมวัย เหมือน
หน้า 382 ข้อ 1082, 1083, 1084
ตองกล้วยแรกผลิ ฉะนั้น ข้าแต่พระทูล กระหม่อมจอมคน ขอพระองค์ทรงเสวยราช- สมบัติ ทรงดูแลหม่อมฉันเถิด และอย่าทรง ทะยานไปสู่พรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเวลา. [๑๐๘๒] เราเห็นกุมารีรุ่นสาว ผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา มีทรวดทรงเฉิดฉาย อ่อนละมุนละไมเหมือนเถากาลวัลลี ต้องลม โชย เอนตัวเข้าใกล้ชายเหมือนยั่วยวนชายอยู่ ฉะนั้น. [๑๐๘๓] ต่อมาเราได้เห็นนารีคนนั้น มีความชรา มีอายุล่วงไป ๘๐ ปี ๙๐ ปี ถือไม้เท้าสั่นงกงัน มีร่างกายโค้งค้อมลงเหมือนกลอนเรือนเดินไป. [๑๐๘๔] เราครุ่นคิดถึงคุณและโทษของรูปนั้นอยู่ นั่นเอง จึงนอนอยู่กลางที่นอนแต่คนเดียว เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า ถึงเราก็จะเป็นอย่างนี้ จึงไม่ยืนดีในเรือน เวลานี้เป็นเวลาแห่งการ ประพฤติพรหมจรรย์.
หน้า 383 ข้อ 1085
[๑๐๘๕] ความยินดีของผู้อยู่ครองเรือนนี่แหละ. เป็นเสมือนเชือกผูกเหนี่ยวไว้ ธีรชนตัดเชือก นี้ได้แล้ว ไม่อาลัยไยดี จะละกามสุข แล้วหลีก เว้นหนี้. จบ สุสีมชาดกที่ ๖ อรรถกถาสุสีมชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ มหาภิเนษกรมณ์ แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาฬานิ เกสานิ ปุเร อเหสุํ ดังนี้. ในสมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายพากันนั่งที่ธรรมสภา พรรณนาถึง การเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ของพระทศพล. พระศาสดาเสด็จมาถึง แล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่อง อะไรหนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่เราตถาคตผู้บำเพ็ญบารมีเต็มแล้วมากมาย หลายแสนโกฏิกัปป์ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ ในกาลก่อนเราตถาคตก็ทอดทิ้งราชสมบัติ ในกาสิกรัฐประมาณสาม- ร้อยโยชน์ออกสู่อภิเนษกรมณ์เหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องใน อดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
หน้า 384 ข้อ 1085
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในท้องของภรรยาหลวงของปุโรหิต ของพระองค์. ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิดนั่นเอง ฝ่ายพระราชโอรสของ พระเจ้าพาราณสีก็ประสูติ. ในวันขนานนามและพระนามของกุมาร และพระราชกุมารเหล่านั้น พวกปุโรหิตขนานนามพระมหาสัตว์นั้นว่า สุสีมกุมาร ส่วนพระนามของพระราชบุตรว่า พรหมทัตกุมาร. พระเจ้า พาราณสีทรงดำริว่า สุสีมกุมารเกิดวันเดียวกันกับบุตรของเรา จึงมี พระบรมราชโองการไปยังพระโพธิสัตว์ พระราชทานพี่เลี้ยง ทรงให้ เจริญวัยพร้อมกับพระราชกุมารนั้น. กุมารแม้ทั้ง ๒ นั้น จำเริญวัยแล้ว เป็นผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเหมือนเทพกุมาร เรียนศิลปะทุกอย่าง ที่เมืองตักกสิลา สำเร็จแล้วก็กลับมา. พระราชบุตรทรงเป็นอุปราช ทรงเสวย ทรงดื่ม ประทับนั่ง ประทับบรรทมอยู่ร่วมกับพระโพธิสัตว์ โดยสิ้นรัชกาลพระชนก ก็เสวยราชย์แทน พระราชทานยศสูงแก่ พระมหาสัตว์ ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งปุโรหิต วันหนึ่งรับสั่งให้เตรียม พระนคร แล้วทรงแต่งพระองค์เหมือนท้าวสักกเทวราช ประทับนั่งบน คอช้างต้นที่เมามัน มีส่วนเปรียบด้วยช้างเอฬาวรรณที่ตบแต่ง แล้ว ทรงให้มหาสัตว์นั่งบนหลังช้าง ณ ที่นั่งด้านหลัง ทรงทำปทักษิณ พระนคร. ฝ่ายสมเด็จพระราชชนนีประทับยืนที่ช่องพระแกล ด้วย พระดำริว่า เราจักมองดูลูก ทอดพระเนตรเห็นปุโรหิตนั่งอยู่เบื้อง พระปฤษฎางค์ของพระราชานั้นผู้ทรงทำปทักษิณพระนครแล้วเสด็จมา
หน้า 385 ข้อ 1085
ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม ทรงงดพระกระยาหาร แล้วเสด็จบรรทมด้วยหมายพระทัยว่า เราเมื่อไม่ได้ปุโรหิตนี้ก็จักตาย ณ ที่นี้นั่นเอง. พระราชาเมื่อไม่ทรงเห็นพระราชชนนี จึงตรัสถามว่า แม่ของฉันไปไหน ? ทรงสดับว่า ประชวร จึงเสด็จไปถึงที่ประทับ ของพระราชชนนี ทรงถวายบังคม แล้วตรัสถามว่า เสด็จแม่พระเจ้าข้า เสด็จแม่ประชวรเป็นอะไร ? พระนางไม่ตรัสบอกพระองค์ เพราะทรง ละอาย. พระองค์จึงเสด็จไปประทับนั่งบนพระราชบัลลังก์ รับสั่งให้ เรียกพระมเหสีของพระองค์มา ทรงส่งไปด้วยพระดำรัสว่า เธอจงไป แล้วทราบการประชวรของเสด็จแม่. พระนางเสด็จไป แล้วทรงนวด พระปฤษฎางค์ไปพลางทูลถามไปพลาง. ธรรมดาผู้หญิงทั้งหลายจะไม่ ซ่อนความลับต่อผู้หญิงด้วยกัน. พระราชชนนีนั้น ตรัสบอกเนื้อความ นั้น. ฝ่ายพระราชินีทรงสดับคำนั้น แล้วจะเสด็จไปทูลพระราชา. พระราชารับสั่งว่า เรื่องนั้นยกไว้เถอะ เธอจงไป จงให้เสด็จแม่เบา พระทัย ฉันจักตั้งปุโรหิตให้เป็นพระราชา แล้วตั้งเสด็จแม่ให้เป็น อัครมเหสี. พระนางจึงได้เสด็จไป แล้วทรงให้พระราชชนนีเบาพระทัย. ฝ่ายพระราชารับสั่งให้ปุโรหิตเข้าเฝ้า แล้วตรัสบอกเนื้อความนั้น แล้ว รับสั่งว่า สหายเอ๋ย ขอสหายจงให้ชีวิตแก่เสด็จแม่ สหายจงเป็น พระราชา เสด็จแม่จะเป็นพระมเหสี เราจะเป็นอุปราช. ปุโรหิตนั้น ทูลคัดค้านว่า ข้าพระองค์ไม่อาจทำอย่างนั้นได้ แต่เมื่อพระองค์ทรง รบเร้าบ่อย ๆ ก็รับ. พระราชาได้ทรงอภิเษกปุโรหิตให้เป็นพระราชา
หน้า 386 ข้อ 1085
พระราชชนนีให้เป็นอัครมเหสี ส่วนพระองค์ทรงเป็นอุปราช. เมื่อ ทั้ง ๒ พระองค์นั้น ทรงประทับอยู่สมัครสมานกัน ในกาลต่อมาพระ- โพธิสัตว์ ทรงระอาพระทัยในท่ามกลางเรือน การครองเรือน ทรง ละกามทั้งหลาย แล้วทรงมีพระทัยน้อมไปในการบรรพชา ไม่ทรงอาลัย ไยดีถึงความยินดีด้วยอำนาจกิเลส ประทับยืน ประทับนั่ง เสด็จบรรทม แต่ลำพังพระองค์เดียวได้เป็นเสมือนถูกจองจำอยู่ที่เรือนจำ และเป็น เสมือนไก่ถูกขังไว้ในกรง. ลำดับนั้น พระมเหสีของพระองค์ ทรงดำริ ว่า พระราชาพระองค์นี้ ไม่ทรงอภิรมย์กับเรา ประทับยืน ประทับนั่ง และทรงบรรทมแต่ลำพังพระองค์เดียว แต่พระราชาพระองค์นี้ เป็นคน หนุ่ม ส่วนเราเป็นคนแก่ผมหงอกปรากฏบนศีรษะของเรา ถ้ากะไรแล้ว เราควรจะสร้างความเท็จขึ้นว่า ข้าแต่สมมติเทพ บนพระเศียรของ พระองค์ปรากฏพระเกษาหงอก ดังนี้ ให้พระราชาทรงยอมรับ แล้ว ทรงอภิรมย์กับเราด้วยอุบายนั้น วันหนึ่ง จึงทรงทำเป็นเสมือนหาเหา บนพระเศียรของพระราชา ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรง ชราแล้ว บนพระเศียรของพระองค์ปรากฏพระเกษาหงอกเส้นหนึ่ง เพคะ. พระราชาตรัสว่า ข้าแต่นางผู้เจริญ ถ้ากระนั้น ขอเธอจงถอน ผมหงอกเส้นนั้นมาวางไว้บนมือของฉัน. พระนางจึงทรงถอนพระเกษา เส้น ๑ จากพระเศียรของพระราชาทิ้งมันไป แล้วทรงหยิบเอาพระ- เกษาหงอกเส้น ๑ จากพระเศียรของตน แล้ววางบนพระหัตถ์ของพระ- ราชานั้น โดยทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ นี้พระเกษาหงอกของพระองค์.
หน้า 387 ข้อ 1085
พระเสโทไหลออกจากพระนลาฏ ที่เสมือนกับแผ่นทองของพระโพธิสัตว์ ผู้ทรงสะดุ้ง เพราะทรงเห็นพระเกษาหงอกเท่านั้น แล้วก็ทรงกลัว. พระองค์เมื่อทรงโอวาทตน ทรงดำริว่า ดูก่อนสุสีมะ เจ้าเป็นคนหนุ่ม แต่กลายเป็นคนแก่ไปแล้ว เจ้าจมอยู่ในเปือกตม คือกาม เหมือนหมู บ้านจมอยู่แล้วในเปือกตม คือคูถ ฉะนั้น ไม่สามารถถอนตนขึ้นได้ บัดนี้เป็นเวลาของเจ้าที่จะละกามทั้งหลายเข้าสู่ป่าหิมพานต์บวช แล้ว ประพฤติพรหมจรรย์มิใช่หรือ ? ดังนี้ แล้วจึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- เมื่อก่อนผมสีดำ เกิดบนศีรษะของเจ้า ตามที่ของมันแล้ว สุสีมะเจ้า วันนี้เจ้าเห็น เส้นผมเหล่านั้นมีสีขาว แล้วจงประพฤติธรรม เถิด เวลานี้เป็นเวลาแห่งการประพฤติพรหม จรรย์แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปเทเส ความว่า พระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ก่อนแต่นี้ ผมทั้งหลายมีสีเหมือนแมลงภู่และดอกอัญชัญ ได้ เกิดแล้วบนศีรษะของเจ้า ซึ่งเป็นถิ่นที่เหมาะแก่ผมทั้งหลายในที่นั้น ๆ บทว่า ธมฺมํ จร ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงบังคับตนเองว่า เจ้าจง ประพฤติธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส มีเนื้อ ความว่า เป็นเวลาแห่งเมถุนวิรัติของเจ้าแล้ว. เมื่อพระโพธิสัตว์พรรณนา คุณการประพฤติพรหมจรรย์อย่างนี้แล้ว พระราชินีทรงสะดุ้งพระทัย
หน้า 388 ข้อ 1085
เพราะทรงกลัวว่า เราตั้งใจว่าจะทำการมัดพระทัยพระราชาไว้ แต่กลาย เป็นทำการสละไปเสีย จึงทรงดำริว่า เราจักสรรเสริญพระฉวีวรรณ แห่งพระสรีระ เพื่อต้องการไม่ให้พระราชาพระองค์นี้เสด็จออกผนวช จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผมหงอกของ หม่อมฉันเอง ไม่ใช่ของพระองค์ ผมหงอก งอกขึ้นบนศีรษะ บนกระหม่อมของหม่อมฉัน เอง หม่อมฉันได้ทูลคำเท็จ โดยตั้งใจว่า จัก ทำประโยชน์ให้ตน ขอพระองค์ทรงโปรด พระราชทานอภัยโทษหม่อมฉันสักครั้งหนึ่งเถิด เพคะ ข้าแต่มหาราช พระองค์ยังทรงหนุ่ม มี พระโฉมน่าทัศนา ยังทรงอยู่ในปฐมวัยเหมือน ตองกล้วยแรกผลิฉะนั้น ข้าแต่พระทูลกระ- หม่อมจอมคน ขอพระองค์ทรงเสวยราชสมบัติ ทรงดูแลหม่อมฉันเถิด และอย่าทรงทะยานไป สู่การประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ผลตามกาลเวลา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเมว สีสํ ความว่า พระราชินี ทรงแสดงว่า ผมหงอกงอกขึ้นบนศีรษะของหม่อมฉันเอง. คำว่า อุตฺต-
หน้า 389 ข้อ 1085
มงฺคํ เป็นไวพจน์ของคำว่า สีสํ นั่นเอง. บทว่า อตฺถํ ความว่า หม่อมฉันทูลคำเท็จด้วยหวังว่า จักทำความเจริญแก่ตนเอง. บทว่าเอกา- ปราธํ ความว่า โทษผิดอย่างหนึ่งของข้าพระองค์นี้. บทว่า ปมุคฺคโต ความว่า เจริญขึ้นโดยปฐมวัย. บทว่า โหหิ ได้แก่ โหสิ เป็นผู้ อธิบายว่า ดำรงอยู่แล้วในปฐมวัย. ปาฐะว่า โหสิ เยว ก็ดี. บทว่า ยถา กลีโร ความว่า พระราชินีทรงชี้แจงว่า ตองกล้วยอ่อนมีผิวนวล ต้องลมอ่อนพัดโชยย่อมพริ้วงามฉันใด พระองค์ก็มีพระรูปโฉมฉันนั้น. ปาฐะว่า ปมุคฺคโต โหสิ ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้นก็มีเนื้อความว่า หน่อ ของไม้อ่อนแรกขึ้น น่าทัศนาฉันใด พระองค์ก็น่าทัศนาฉันนั้น. บทว่า มมญฺจ ปสฺส ความว่า ขอพระองค์จงทรงดูแลหม่อมฉันด้วยเถิด. อธิบายว่า โปรดอย่าทรงกระทำให้หม่อมฉันเป็นหม้ายไม่มีที่พึ่งเลย. บทว่า กาลิกํ ความว่า พระนางทูลว่า ธรรมดาการประพฤติพรหม- จรรย์ ที่ชื่อว่าให้ผลตามกาลเวลา เพราะจะให้ผลในอัตภาพที่ ๒ ที่ ๓ ส่วนราชสมบัติ ชื่อว่า ให้ผลไม่เลือกกาลเวลา เพราะอำนวยความสุข คือกามคุณในอัตภาพนี้ทีเดียว พระองค์นั้นอย่าทรงละราชสมบัติที่ให้ผล ไม่เลือกกาลเวลา แล้วทรงโลดแล่นไปตามการประพฤติพรหมจรรย์ที่ให้ ผลตามกาลเวลาเลย. พระโพธิสัตว์ ครั้นทรงสดับคำนั้น แล้วตรัสว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เธอพูดถ้อยคำนั้นที่ควรเป็นไปได้ เพราะว่า เมื่อวัยของเราที่มีความ เปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด ได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผมสีดำทั้งหลายเหล่านี้
หน้า 390 ข้อ 1085
ก็ต้องเปลี่ยนเป็นสีขาวเหมือนใยป่านไปหมด. จริงอยู่ เมื่อวัยของกุมาร ทั้งหลายที่เช่นกับพวงดอกไม้ มีดอกอุบลเขียวเป็นต้น และของขัตติย- กัญญาเป็นต้น ผู้เปรียบปานกับด้วยรูปทอง อุดมสมบูรณ์ด้วยความ หนุ่มสาวและความสง่างาม มีความเปลี่ยนแปลงเป็นที่สุด ได้เปลี่ยน แปลงไปแล้ว เราจะเห็นทั้งสิ่งที่น่าตำหนิทั้งความชำรุดแห่งสรีระของ คนทั้งหลาย ผู้ถึงความชราแล้ว ดูก่อนนางผู้เจริญ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ โลกของสัตว์ผู้มีชีวิตนั้น ก็มีความวิบัติเป็นจุดจบ ดังนี้แล้ว เมื่อทรง แสดงธรรมด้วยพุทธลีลาในเบื้องสูง จึงได้กล่าวคาถาทั้ง ๒ ว่า :- เราเห็นกุมารีรุ่นสาว ผู้มีรูปร่างสวยงาม มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลา มีทรวดทรงเฉิดฉาย อ่อนละมุนละไมเหมือนเถากาลวัลลี ต้องลม โชย เอนตัวเข้าใกล้ชายเหมือนยั่วยวนชายอยู่ ฉะนั้น ต่อมาเราได้เห็นนารีคนนั้น มีความชรา มีอายุล่วงไป ๘๐ ปี ๙๐ ปี ถือไม้เท้าสั่นงกงัน มีร่างกายโค้งค้อมลงเหมือนกลอนเรือนเดินไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า สา- มฏฺปสฺสํ ความว่า มีต้นแขนเกลี้ยงเกลา อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็เป็น สมฏฺปสฺสํ นั่นแหละ. อธิบายว่า มีผิวพรรณเกลี้ยงเกลาที่ต้นแขน ทั้งหมด. บทว่า สุตนุํ ได้แก่ มีรูปร่างสวยงาม. บทว่า สุมชฺฌํ ได้แก่
หน้า 391 ข้อ 1085
มีลำตัวได้สัดส่วนทรวดทรงดี. บทว่า กาลปฺปลฺลวาว ปเวลฺลมานา ความว่า อุปมาเหมือนหนึ่งว่า เถากาลวัลลี เถาหญ้านาง ที่ขึ้นดี ๆ งาม ๆ ในเวลายังเล็ก ยังเป็นยอดอ่อนอยู่ทีเดียว ต้องลมโชยเบา ๆ ก็โอนเอน ไปมาทางโน้นทางนี้ฉันใด หญิงสาวนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เอนตัว เข้าไปทำร้ายความสง่างามของหญิง. บทว่า ปโลภยนฺตีว นเรสุ คจฺฉติ เป็นสัตตมีวิภัติลงในอรรถว่าใกล้. หญิงสาวนั้นไปใกล้สำนักชายทั้งหลาย เป็นเหมือนยั่วยวนชายเหล่านั้นอยู่. บทว่า ตเมน ปสฺสามิ ปเรน นารึ ความว่า สมัยต่อมาเราเห็นหญิงคนนี้นั้นถึงความชรา คือความ สวยงาม แห่งรูปที่หายไปแล้วหมดความสวยงาม. พระโพธิสัตว์กล่าวถึงคุณของ รูปด้วยคาถาที่ ๑ บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงโทษ จึงได้กล่าวอย่างนี้. บทว่า อาสีติกํ นาวุติกญฺจ ชจฺจา ความว่า ๘๐ ปี หรือ ๙๐ ปี แต่เกิดมา บทว่า โคปาณสีภคฺคสมํ มีเนื้อความว่า มีร่างกายคดค้อมเหมือน กลอนเรือน คือมีสรีระคดโค้งเหมือนกลอนเรือน เดินหลังค่อมเหมือน กับหาเก็บเงินกากณึกหนึ่งที่หายไป. ก็ขึ้นชื่อว่า หญิงที่พระโพธิสัตว์ เคยเห็นเมื่อเวลายังสาว แล้วได้เห็นอีกในเวลาอายุ ๙๐ ปี ไม่มีก็จริงแล แต่ว่า คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอาภาวะของหญิงที่เห็นได้ด้วยญาณ. พระมหาสัตว์ ครั้นทรงแสดงโทษของรูปด้วยคาถานี้ โดย ประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศความเบื่อหน่ายของตน ในการครองเรือน จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า :-
หน้า 392 ข้อ 1085
เราครุ่นคิดถึงคุณและโทษของรูปนั้นอยู่ นั่นเอง จึงนอนอยู่กลางที่นอนแต่คนเดียว เราเมื่อพิจารณาเห็นว่า ถึงเราก็จะเป็นอย่างนี้ จึงไม่ยินดีในเรือน เวลานี้เป็นเวลาแห่งการ ประพฤติพรหมจรรย์ ความยินดีของผู้อยู่ครอง เรือนนี้แหล เป็นเหมือนเชือกผูกเหนี่ยวไว้ ธีรชนตัดเชือกนี้ได้แล้ว ไม่อาลัยใยดี จะละ กามสุข แล้วหลีกเว้นหนี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสหํ ตัดบทเป็น โส อหํ ความว่า เรานั้น บทว่า ตเมวานุวิจินฺตยนฺโต ความว่า ครุ่นคิดถึงคุณและโทษ ของรูปทั้งหลายนั้นนั่นเอง. บทว่า เอวํ อิติ เปกฺขมาโน ความว่า พิจารณาเห็นอยู่ว่า หญิงนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้วฉันใด ถึงฉันก็เป็นฉัน นั้น คือจักถึงความชรา มีสรีระคดค้อมลงไป. บทว่า เคเห น รเม ความว่า เราไม่ยินดีในเรือน. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส กาโล ความว่า พระโพธิสัตว์ทรงแสดงว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เวลานี้เป็นเวลาการ ประพฤติพรหมจรรย์ของเรา เพราะฉะนั้น เราจักออกบวช. จ อักษร ในคำว่า รชฺชุ วาลมฺพนี เจสา เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า สิ่งนี้ เป็นเสมือนเครื่องผูกเหนี่ยวไว้. สิ่งนี้คืออะไร คือความยินดีของผู้อยู่ ในเรือนใด. อธิบายว่า ความยินดีด้วยอำนาจของกามในอารมณ์ทั้งหลาย
หน้า 393 ข้อ 1085
มีรูปเป็นต้น ของผู้ครองเรือนใด. ด้วยบทนี้ พระโพธิสัตว์ทรงแสดง ถึงความที่กามทั้งหลายมีคุณน้อย. ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ บุรุษ ผู้ป่วยไม่สามารถพลิกตัวได้ด้วยกำลังของตนเอง ผู้พยาบาลต้องผูกเชือก สำหรับเหนี่ยวไว้ โดยบอกว่า จงเหนี่ยวเชือกนี้พลิกตัว. เมื่อเขาเหนี่ยว เชือกนั้นพลิกตัว ก็คงมีความสุขกายและความสุขใจหาน้อยไม่ฉันใด เมื่อสัตว์ทั้งหลายผู้เร่าร้อนเพราะกิเลส ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่สามารถ จะพลิกใจได้ ด้วยสามารถแห่งความสุขเกิดแต่วิเวก ปรารภอารมณ์มีรูป เป็นต้น ที่สถิตอยู่ท่ามกลางเรือน ด้วยอำนาจการซ่องเสพเมถุนธรรม ในเวลาพวกเขาเร่าร้อนเพราะกิเลส พลิกไปพลิกมาอยู่ ความยินดีใน กาม ได้แก่ ความสุขกาย สุขใจ เมื่อเกิดขึ้นชั่วครู่เท่านั้น ก็มีประมาณ เพียงเล็กน้อย กามทั้งหลาย ชื่อว่า มีคุณมากอย่างนี้. บทว่า เอตํปิ เฉตฺวาน ความว่า ก็เพราะเหตุที่กามทั้งหลาย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก. ในกามนี้ยิ่งมีโทษ ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลายเห็นโทษนั้น อยู่ จึงทอดทิ้งราชสมบัติ ไม่อาลัยใยดีเหมือนบุรุษจมหลุมคูถแล้วละทิ้ง ไม่อาลัย ฉะนั้น ละกามสุขที่มีประมาณเพียงเล็กน้อย แต่มีทุกข์มาก อย่างนี้ แล้วเว้นหนีไป. ครั้นออกไป แล้วก็ถือบวชอันเป็นที่รื่นรมย์ใจ. พระมหาสัตว์ ครั้นทรงแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา ชี้ให้เห็นคุณ และโทษในกามทั้งหลายอย่างนี้ แล้วตรัสสั่งให้เรียกสหายมา ทรงมอบ ราชสมบัติให้ เมื่อญาติมิตรและสหายผู้มีใจดีทั้งหลาย คร่ำครวญกลิ้ง
หน้า 394 ข้อ 1085
เกลือกไปมาอยู่นั่นเอง ทรงทอดทิ้งสิริราชสมบัติ แล้วบวชเป็นฤษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลาย ในที่สุดแห่งสัจธรรมยังชนจำนวนมากให้ได้ดื่มน้ำ อัมฤต แล้วทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระอัครมเหสีในครั้งนั้น ได้แก่ มารดาพระราหุลในบัดนี้ พระราชาผู้เป็นพระสหาย ได้แก่ พระอานนท์ ส่วนพระเจ้าสุสีมะ ได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาสุสีมชาดกที่ ๖
หน้า 395 ข้อ 1086, 1087, 1088, 1089, 1090
๗. โกฏสิมพลิชาดก ว่าด้วยการระวังภัยที่ยังไม่มาถึง [๑๐๘๖] เราเอาพญานาคยาวตั้งพันวามาแล้ว ท่านทรงพญานาคนั้น และเราอยู่ได้ไม่สั่น สะท้าน. [๑๐๘๗] ดูก่อนโกฏสิมพลีเทพบุตร ก็เพราะ เหตุอะไร ? ท่าน เมื่อทรงนกตัวเล็ก ๆ นี้ ที่ มีเนื้อน้อยกว่าเรา จึงกลัวตัวสั่นสะท้านไป. [๑๐๘๘] ดูก่อนพญาครุฑ ท่านมีเนื้อเป็นภัก- ษาหาร นกตัวนี้มีผลไม้เป็นภักษาหาร นกตัวนี้ จักจิกกินลูกนิโครธ ลูกกร่าง ลูกมะเดื่อ และ ลูกโพธิ์ แล้วมาถ่ายรดลำต้นไม้ของเรา. [๑๐๘๙] ต้นไม้เหล่านั้นจะเติบโตขึ้น พวกมัน เกิดในที่อับลมไม่มีอากาศ ที่ข้างเราจักปกคลุม เรา ที่เราไม่ให้เป็นต้นไม้. [๑๐๙๐] ต้นไม้ต้นอื่น ๆ เป็นหมู่ไม้มีรากมีลำต้น ที่มีอยู่ ก็จะถูกสกุณชาติตัวนี้ทำลายไป โดย การนำพืชผลมากิน.
หน้า 396 ข้อ 1091, 1092
[๑๐๙๑] เพราะว่าต้นไม้ทั้งหลายที่งอกขึ้น จะ เจริญเติบโตขึ้นเลยต้นไม้เจ้าป่า ที่มีลำต้นใหญ่ ไป. ข้าแต่ พญาครุฑ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า มองเห็นภัยที่ยังไม่มาถึง จึงสั่นสะท้านอยู่. [๑๐๙๒] ธีรชนควรระแวงภัยที่ควรระแวง ควร ระวังภัยที่ยังไม่มาถึง ธีรชนย่อมพิจารณาเห็น โลกทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต. จบ โกฏสิมพลิชาดกที่ ๗ อรรถกถาโกฏสิมพลิชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ การข่มกิเลสแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหํ ทสสตพฺยามํ ดังนี้ เรื่องจักมีแจ้งชัดในปัญญาสชาดก. แต่ในที่นี้ พระศาสดาทรงเห็นภิกษุทั้งหลายประมาณ ๕๐๐ รูป ถูกกามวิตกครอบงำ ภายในโกฏิสัณฐารกะ จึงทรงประชุมสงฆ์ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่า ถึงที่ควรระแวง ก็ควรระแวง ขึ้นชื่อว่า กิเลสทั้งหลาย เมื่อเจริญขึ้นก็ย่อมทำลายเรา เหมือนต้นไทรเป็นต้น เมื่อเติบโตขึ้น ก็ทำลายต้นไม้ฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ในปางบรรพ์เทวดา ผู้เกิดที่โกฏสิมพลีงิ้วใหญ่ เห็นนกตัว ๑ กินลูกนิโครธ ถ่ายอุจจาระรด
หน้า 397 ข้อ 1092
กิ่งต้นไม้ของตน ได้ประสบความกลัวว่า ต่อแต่นี้ไปวิมานของเราจักมี ความพินาศ ดังนี้. แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ ถือกำเนิดเป็นรุกขเทวดาที่โกฏสิมพลี ภายหลังพญาครุฑตัวหนึ่งเนรมิตอัตภาพ ๑๕๐ โยชน์ ใช้ลม ปีกพัดน้ำในทะเลแหวกออกเป็น ๒ ส่วน แล้วเฉี่ยวเอานาคราชตัวหนึ่ง ยาวพันวาที่หางให้ขยอกเหยื่อที่พญานาคนั้นใช้ปากคาบไว้ทิ้ง บินไป ทางยอดป่า มุ่งหมายโกฏสิมพลี. นาคราชเมื่อห้อยหัวลง จึงคิดว่า เรา จักสลัดตัวให้หลุด จึงสอดขนดเข้าไปที่ต้นนิโครธต้น ๑ พันต้นนิโครธ ยึดไว้. ต้นนิโครธก็ถอนขึ้น เพราะความแรงของพญาครุฑและพญา นาคร่างใหญ่. พญานาคก็ไม่ปล่อยต้นไม้เลย. ครุฑจึงเฉี่ยวเอา พญานาคพร้อมกับต้นนิโครธไปถึงโกฏสิมพลี แล้วให้พญานาคนอนบน ด้านหลังของลำต้นไม้ ฉีกท้องกินมันข้นของพญานาคแล้วทิ้งซากที่เหลือ ลงทะเลไป ก็บนต้นนิโครธนั้นมีนกตัวเมียตัวหนึ่ง เมื่อพญานาคทิ้ง ต้นนิโครธแล้ว มันก็บินไปเกาะอยู่ระหว่างกิ่งของต้นโกฏสิมพลี. รุกข- เทวดาเห็นมันแล้วสะดุ้งกลัวตัวสั่นไปโดยคิดว่า นกตัวเมียตัวนี้จักถ่าย อุจจาระรดลำต้นไม้ของเรา ต่อนั้นไปพุ่มไทรหรือพุ่มไม้ป่า ก็จะขึ้นท่วม ทับถมต้นไม้ทั้งสิ้น เมื่อเป็นเช่นนั้นวิมานของเรา ก็จักพินาศ. เมื่อ รุกขเทวดาสั่นสะท้านอยู่ โกฏสิมพลี ก็สั่นไปถึงโคน พญาครุฑ เห็นรุกขเทวดาสั่นสะท้านอยู่ เมื่อจะถามถึงเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :-
หน้า 398 ข้อ 1092
เราได้เอาพญานาคยาวตั้งพันวามาแล้ว ท่านทรงพญานาคนั้น และเราอยู่ได้ไม่สั่น สะท้าน. ดูก่อนโกฏสิมพลีเทพบุตร ก็เพราะ เหตุอะไร ? ท่านเมื่อทรงนกตัวเล็ก ๆ นี้ ที่มีเนื้อ น้อยกว่าเรา จึงกลัวตัวสั่นสะท้านไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสสตพยามํ ความว่า ยาวพันวา บทว่า อุรคมาทาย อาคโต ความว่า เราเอางูตัวใหญ่มา ณ ที่นี้อย่างนี้. บทว่า ตญฺจ มญฺจ ความว่า ทั้งงูตัวใหญ่ทั้งฉัน. บทว่า ธารยํ ได้แก่ ธารยมาโพ คือทรงไว้อยู่. บทว่า พฺยถสิ ความว่า สั่นเทิ้ม อยู่. บทว่า กิมตฺถํ ความว่า พญาครุฑถามว่า ประโยชน์อะไร คือเพราะเหตุอะไร ? พญาครุฑเรียกเทพบุตรตามนามของต้นไม้ว่า โกฏสิมพลี. เพราะว่าต้นสิมพลี คือต้นงิ้วต้นนั้น ได้ชื่อว่า โกฏสิมพลี เพราะมีลำต้นและกิ่งก้านใหญ่ แม้เทพบุตรผู้สิงอยู่บนต้นโกฏสิมพลีนั้น ก็ได้ชื่ออย่างนั้นเหมือนกัน. ลำดับนั้น เทพบุตรเมื่อจะกล่าวถึงเหตุแห่งการสั่นสะท้านนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :- ดูก่อนพญาครุฑ ท่านมีเนื้อเป็นภัก- ษาหาร นกตัวนี้มีผลไม้เป็นภักษาหาร นกตัวนี้
หน้า 399 ข้อ 1092
จักจิกกินลูกนิโครธ ลูกกร่าง ลูกมะเดื่อ และ ลูกโพธิ์ แล้วมาถ่ายรดลำต้นไม้ของเรา. ต้น ไม้เหล่านั้นจะเติบโตขึ้น พวกมันเกิดในที่อับ ลมไม่มีอากาศที่ข้างเรา จักปกคลุมเรา ทำเรา ไม่ให้เป็นต้นไม้. ต้นไม้ต้นอื่น ๆ เป็นหมู่ไม้ มีรากมีลำต้นที่มีอยู่ ก็จะถูกสกุณชาติตัวนี้ ทำลายไป โดยการนำพืชผลมากิน. เพราะว่า ต้นไม้ทั้งหลายที่งอกขึ้น จะเจริญเติบโตขึ้น เลยต้นไม้เจ้าป่า ที่มีลำต้นใหญ่ไป ข้าแต่พญา ครุฑ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้ามองเห็นภัยที่ยัง ไม่มาถึง จึงสั่นสะท้านอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทหิสฺสติ ความว่า จักถ่ายอุจ- จาระรด บทว่า เต รุกฺขา ความว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นไทรเป็นต้น เกิดขึ้นแล้ว. จากพืชผลเหล่านั้น. บทว่า สํวิรูหนฺติ ความว่า จัก งอกงามขึ้น คือจักเจริญเติบโตขึ้น. บทว่า มม ปสฺเส ความว่า ใน ระหว่างกิ่งเป็นต้นของเรา. บทว่า นิวาตชา ความว่า เกิดแล้วในที่อับ ลม เพราะลมถูกบังไว้. บทว่า ปริโยนทฺธิสฺสนฺติ ความว่า ต้นไม้ เหล่านั้น เติบโตขึ้นอย่างนี้แล้วจักปกคลุมเราไว้. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ
หน้า 400 ข้อ 1092
ก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กริสฺสเร ความว่า ภายหลังครั้น ปกคลุมอย่างนี้แล้ว ก็จักทำเราไม่ให้เป็นต้นไม้เลย คือจักทำลายโดย ประการทั้งปวง. บทว่า รุกฺขาเส ได้แก่ต้นไม้. บทว่า มูลิโน ขนฺธิโน ความว่า ทั้งมีรากสมบูรณ์ ทั้งมีกิ่งสมบูรณ์. คำว่า ทุมา เป็นคำที่เป็น ไวพจน์ของคำว่า รุกขานั่นเอง. บทว่า วีชมาหริตฺวา ความว่า นำพืชผล มาแล้ว บทว่า หตา ความว่า ต้นไม้ในป่านี้แม้ต้นอื่น ๆ ที่ถูกให้ พินาศไปแล้วมีอยู่. บทว่า อชฺฌารูหา หิ วฑฺฒนฺติ ความว่า รุกข- เทพบุตรแสดงว่า เพราะว่า ต้นไม้ทั้งหลายมีต้นนิโครธเป็นต้น เป็น ต้นไม้ขึ้นคลุมแล้วก็จักเติบโตเลยต้นไม้เจ้าป่า แม้ต้นใหญ่ ๆ ต้นอื่น ไป ก็ในบทว่า วนปฺปตึ นี้มีปาฐะถึง ๓ อย่างทีเดียวคือ วเนปติ วนสฺส ปติ วนปฺปติ. รุกขเทพบุตรเรียกครุฑว่า ราชา. ครุฑครั้นได้ฟังคำของรุกขเทวดาแล้ว จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- ธีรชนควรระแวงภัยที่ควรระแวง ควร ระวังภัยที่ยังไม่มาถึง ธีรชนย่อมพิจารณาเห็น โลกทั้ง ๒ เพราะภัยในอนาคต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคตํ ภยํ ความว่า ธีรชน เมื่อเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าระวังรักษาภัยที่เป็นไปในปัจจุบัน บ้าง ที่เป็นในภายภาคหน้า คืออนาคตบ้างไว้. และเมื่อไม่เข้าไป คบหาบาปมิตร และคนที่เป็นคู่เวรกันก็ชื่อว่าระวังภัยที่ยังไม่มาถึง. ควร
หน้า 401 ข้อ 1092
ระวังภัยที่ยังไม่มาถึงอย่างนี้. บทว่า อนาคตภยา ความว่า เพราะเหตุ แห่งภัยในอนาคต. ธีรชนเมื่อพิจารณาเห็นภัยนั้น ชื่อว่าเล็งเห็น คือ มองเห็นทั้งโลกนี้และโลกหน้า. ก็แล ครุฑครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงให้นกนั้นหนีไปจากต้นไม้ นั้นด้วยอานุภาพของตน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า เธอ ทั้งหลายควรระแวงสิ่งที่ควรระแวงดังนี้. ทรงประกาศสัจธรรมทั้งหลาย แล้วทรงประชุมชาดกไว้. ในที่สุดแห่งสัจธรรม ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่แล้วในอรหัตผล. พญาครุฑ ในครั้งนั้น ได้แก่พระ- สารีบุตรในบัดนี้ ส่วนรุกขเทวดา ได้แก่เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกาโกฏสิมพลิชาดกที่ ๗
หน้า 402 ข้อ 1093, 1094, 1095, 1096, 1097
๘. ธูมการิชาดก ว่าด้วยความเศร้าโศกเพราะได้ใหม่ลืมเก่า [๑๐๙๓] พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้ ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้วว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหม ? ใครคนหนึ่งกำลังเศร้าโศกมาก. [๑๐๙๔] พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมาก อยู่ในป่า กับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควันทั้ง กลางคืนทั้งกลางวัน. [๑๐๙๕] ชะมดทั้งหลายถูกยุงรบกวน ได้พากัน เข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของพราหมณ์นั้นตลอด ฤดูฝนเพราะกลิ่นควันนั้น. [๑๐๙๖] พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่ แพะทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า แพะเหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว. [๑๐๙๗] แต่ในสารทกาล ในป่าที่ยุงซาลงแล้ว ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอดเขา และที่ที่เป็นต้น น้ำลำธาร.
หน้า 403 ข้อ 1098, 1099
[๑๐๙๘] พราหมณ์เห็นชะมดทั้งหลายไปแล้ว และ แพะทั้งหลายถึงความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิว พรรณซีด และเป็นโรคผอมเหลือง. [๑๐๙๙] ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำคนที่มาใหม่ให้ เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียวจะเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้าโศกอยู่ฉะนั้น จบ ธนูการิชาดกที่ ๘ อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ การทรงสงเคราะห์อาคันตุกะของพระเจ้าโกศลแล้ว จึงตรัสเรื่องนี้มีคำ เริ่มต้นว่า ราชา อปุจฺฉิ วิธูรํ ดังนี้. ได้ยินว่า สมัยหนึ่งพระเจ้าโกศลนั้น ไม่ได้ทรงสงเคราะห์ทหาร เก่าที่มาเฝ้าตามประเพณี แต่ได้ทรงทำสักการะสัมมานะ แก่ทหารผู้เข้า มาใหม่ ๆ ยังเป็นแขก ภายหลังเมื่อพระองค์เสด็จไปเพื่อทรงปราบปัจ- จันตชนบทที่ก่อการร้าย ทหารเก่าก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็น แขกผู้ได้สักการะจักสู้รบ ส่วนทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่สู้รบโดยคิดว่า ทหารเก่าจักสู้รบ. โจรเลยชนะพระราชา. พระราชาทรงปราชัยแล้ว ทรงทราบความที่ตนปราชัย เพราะโทษคือการทรงสงเคราะห์ทหารใหม่ ที่เป็นแขก เสด็จกลับพระนครสาวัตถี ทรงดำริว่า เราคนเดียว
หน้า 404 ข้อ 1099
หรืออย่างไรทำอย่างนี้แล้วแพ้ หรือว่าพระราชาแม้เหล่าอื่น ก็เคยแพ้ ดังนี้ เสวยพระกระยาหารเช้าแล้วเสด็จไปยังพระเชตวัน ถวายนมัส- การพระศาสดาแล้ว จึงทูลถามข้อความนั้น. พระศาสดาตรัสตอบว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรมหาราช ใช่จะมีแต่มหาบพิตรพระองค์เดียว เท่านั้นก็หาไม่ แม้พระราชาในสมัยโบราณ ทรงทำการสงเคราะห์ทหาร ใหม่ ผู้เป็นแขกแล้วทรงปราชัยก็มี เป็นผู้อันพระราชาทูลอ้อนวอนแล้ว ได้ทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระเจ้าโกรัพยะทรงพระนามว่า ธนญชัย ยุธิฏ- ฐิลโคตร เสวยราชสมบัติในอินทปัตถนครในแคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระ- โพธิสัตว์ถือกำเนิดในตระกูลปุโรหิตของพระเจ้าธนญชัย เติบใหญ่แล้ว ได้รับการศึกษาศิลปทุกชนิดที่เมืองตักกศิลา กลับมาที่อินทปัตถนครแล้ว ได้รับตำแหน่งปุโรหิตเป็นผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระราชา แทนบิดาที่ ล่วงลับไปแล้ว. คนทั้งหลายได้ขนานนามท่านว่าวิธูรบัณฑิต. ครั้งนั้น พระเจ้าธนญชัย ไม่ทรงคำนึงถึงทหารเก่า ได้ทรงทำการสงเคราะห์ทหาร ที่เป็นแขกใหม่เท่านั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไปปราบปัจจันตชนบทที่ก่อ การร้าย ทหารเก่าไม่รบโดยคิดว่า ทหารใหม่ที่เป็นแขกจักรู้หน้าที่. ทหารใหม่ที่เป็นแขกก็ไม่รบโดยคิดว่า ทหารเก่าจักรู้หน้าที่ ตกลงว่า ทั้งทหารเก่าทั้งทหารใหม่ไม่รบเลย. พระราชาทรงปราชัยแล้ว เสด็จกลับ อินทปัตถนครทันที ทรงดำริว่า เราปราชัยเพราะเราทำการสงเคราะห์ ทหารใหม่ที่เป็นแขก. อยู่มาวันหนึ่งพระองค์ทรงดำริว่า เราจักถาม
หน้า 405 ข้อ 1099
วิธูรบัณฑิตว่า มีเราคนเดียวหรืออย่างไร ทำการสงเคราะห์ทหารใหม่ที่ เป็นแขกแล้วปราชัย หรือพระราชาแม้องค์อื่น ๆ ที่เคยปราชัยมาแล้ว ก็มี แล้วตรัสถามข้อความนั้น กะวิธูรบัณฑิตผู้มาถึงที่เฝ้าพระราชาแล้ว นั่ง. จึงพระศาสดาเมื่อจะทรงไขอาการที่ตรัสถามของพระราชานั้น ให้ แจ้งชัด ได้ตรัสกึ่งคาถาว่า :- พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงใคร่ในธรรม ได้ ตรัสถามวิธูรบัณฑิตแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมกาโม ได้แก่ ทรงมีสุจริต ธรรมเป็นที่รัก. ดูก่อนพราหมณ์ ท่านรู้บ้างไหม ? ใคร คน ๑ กำลังเศร้าโศกมาก. ส่วนกึ่งคาถาที่เหลือมีเนื้อความดังต่อไป ดูก่อนพราหมณ์ ธรรมดาท่านรู้บ้างไหม ว่าใครคน ๑ ในโลกนี้เศร้าโศกมาก คือเศร้า โศกโดยอาการต่าง ๆ. พระโพธิสัตว์ครั้นสดับคำนั้นแล้ว เมื่อทรงนำอุทาหรณ์นี้มาแสดง ว่า ข้าแต่มหาราช ความโศกของพระองค์ ชื่อว่าเป็นความโศกหรือ ในกาลก่อนพราหมณ์เลี้ยงแพะคน ๑ ชื่อว่าธูมการี ต้อนแพะฝูงใหญ่ ไปทีเดียวสร้างคอกไว้ในป่า พักแพะไว้ในคอกนั้น ก่อไฟและควันปฏิ- บัติฝูงแพะบริโภคนมเป็นต้นพักอยู่. แล้วเขาเห็นชะมดทั้งหลายที่มา ณ
หน้า 406 ข้อ 1099
ที่นั้นมีสีเหมือนสีทองแล้วทำความเสน่หาในชะมดเหล่านั้น กระทำ สักการะแพะให้แก่ชะมดทั้งหลายโดยไม่คำนึงแพะ เมื่อเหล่าชะมดหนีไป ป่าหิมพานต์ในสารทกาล และเมื่อแพะทั้งหลายหายไปแล้วไม่เห็นชะมด จึงเป็นโรคผอมเหลือง เพราะความโศกถึงความสิ้นชีวิตแล้ว. พราหมณ์ คนนี้ทำการสงเคราะห์สัตว์ที่จรมา จึงเศร้าโศกลำบากถึงความพินาศ มากกว่าพระองค์ร้อยเท่าพันเท่า ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- พราหมณ์วาเสฏฐะผู้มีฟืนมากอยู่ในป่า กับฝูงแพะไม่เฉื่อยชา ได้ก่อไฟให้เกิดควัน ทั้งกลางคืนทั้งกลางวัน. ชะมดทั้งหลายถูกยุง รบกวน ได้พากันเข้าไปอาศัยอยู่ในสำนักของ พราหมณ์นั้นตลอดฤดูฝน เพราะกลิ่นควันนั้น. พราหมณ์นั้นเอาใจใส่ชะมด ไม่เอาใจใส่แพะ ทั้งหลายว่า จะมาเข้าคอกหรือจะไปป่า แพะ เหล่านั้นของเขาจึงหายไปแล้ว. แต่ในสารทกาล ในป่าที่ยุงซาลงแล้ว ชะมดทั้งหลายก็ไปสู่ยอด เขาและที่ที่เป็นต้นน้ำลำธาร. พราหมณ์เห็น ชะมดทั้งหลายไปแล้ว และแพะทั้งหลายถึง ความวิบัติแล้ว ก็ซูบผอมมีผิวพรรณซีด และ
หน้า 407 ข้อ 1099
เป็นโรคผอมเหลือง. ผู้ใดละทิ้งคนของตน ทำ คนที่มารหมู่ให้เป็นที่รักอย่างนี้ ผู้นั้นคนเดียว จะเศร้าโศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีเศร้า โศกอยู่ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุเตนฺโท ความว่า ผู้มีเชื้อเพลิง เพียงพอ. บทว่า ธูมํ อกาสิ ความว่า ได้ก่อขึ้นทั้งไฟทั้งควัน เพื่อ ประโยชน์แก่การนำไปซึ่งอันตรายคือแมลงวัน. คำว่า วาเสฏฺโ เป็น โคตร คือนามสกุลของเขา. บทว่า อตนฺทิโต ได้แก่เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน บทว่า ตํธูมคนฺเธน ความว่า เพราะกลิ่นควันนั้น. บทว่า สรภา ได้แก่ มฤคคือชะมด. บทว่า มกสทฺทิตา ความว่า ถูกยุงทั้งหลายรบกวน คือเบียดเบียนแล้ว. แม้แมลงวันที่เหลือก็เป็นอันถือเอาแล้วด้วย มกส ศัพท์นั่นเอง. บทว่า วสฺสาวาสํ ความว่า อยู่แล้วตลอดราตรีแห่งกาล ฝน ในสำนักของพราหมณ์นั้น. บทว่า มนํ กตฺวา ความว่า ให้เกิด ความเสน่หาขึ้น. บทว่า นาวพุชฺฌถ ความว่า ไม่รู้ว่าแพะทั้งหลาย ออกจากป่ากำลังมาเข้าคอก ออกจากคอกกำลังไปป่า และมาแล้วจำนวน เท่านี้ ยังไม่มาจำนวนเท่านี้. บทว่า ตสฺส ตา วิน สุํ ความว่า เมื่อ เขาไม่ได้ตรวจตราดูแพะเหล่านั้นอยู่อย่างนี้ แพะทั้งหลาย ที่เขาไม่ได้ รักษาอยู่จากอันตรายมีสิงห์โตเป็นต้น พินาศไปแล้วเพราะอันตรายมี สิงห์โตเป็นต้น หรือแพะทั้งหมดพินาศไปแล้ว. บทว่า นทีนํ ปภวานิ จ ความว่า เข้าไปแล้วสู่ที่เป็นที่แรกเกิดของแม่น้ำทั้งหลายที่เกิดแต่ภูเขา
หน้า 408 ข้อ 1099
ด้วย. บทว่า วิภวํ ได้แก่ความไม่เจริญเห็น คือรู้แพะทั้งหลายที่ถึงความ พินาศแล้ว. บทว่า กีโสจวิวณฺโณ ความว่า พราหมณ์ละทิ้งแพะ ทั้งที่ให้น้ำนมเป็นต้น แล้วสงเคราะห์ชะมดทั้งหลาย เมื่อไม่เห็นสัตว์ ทั้ง ๒ ชนิดนั้น ก็เป็นผู้เสื่อมจากสัตว์ทั้ง ๒ พวก ถูกความโศกครอบงำ แล้วจึงได้เป็นคนซูบผอมและมีผิวพรรณซูบซีด. บทว่า เอวํ โย สนฺนิรงฺ กตฺวา ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้นั้นแหละ ผู้ใดนำคนภายในของตน ซึ่งเป็นคนเก่าแก่ออกไป คือละทิ้งแล้วทำความรักใคร่คนที่มาใหม่ โดย ไม่คำนึงถึงใคร ๆ อีกเลย ผู้นั้นเป็นคนเดียวเช่นกับพระองค์ย่อมเศร้า โศกมาก เหมือนพราหมณ์ธูมการีที่ข้าพระองค์ ทูลแสดงถวายพระองค์ แล้วฉะนั้น. พระมหาสัตว์ ทูลพระราชาให้ทรงรู้สึกพระองค์อย่างนี้แล้ว. ฝ่าย พระราชาทรงทำความรู้สึกพระองค์แล้ว ทรงเลื่อมใสแล้วได้พระราช- ทานทรัพย์จำนวนมากแก่พระโพธิสัตว์นั้น. จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ ก็ทรงทำการสงเคราะห์คนภายในอยู่เท่านั้น ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมี ทานเป็นต้นแล้ว ได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในภายภาคหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า พระเจ้าโกรัพยะในครั้งนั้น ได้แก่พระอานนท์ ในบัดนี้ พราหมณ์ธูมการี ได้แก่ พระเจ้าปเสนทิโกศล ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาธูมการิชาดกที่ ๘
หน้า 409 ข้อ 1100, 1101, 1102
๙. ชาครชาดก ว่าด้วยผู้หลับและผู้ตื่น [๑๑๐๐] เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใคร เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหา ข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนี้ของเรา ได้. [๑๑๐๑] เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้น ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้. [๑๑๐๒] เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้ หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหา ข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้า อย่างไร ?
หน้า 410 ข้อ 1103, 1104, 1105, 1106
[๑๑๐๓] ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่. [๑๑๐๔] พระอริยเจ้าเหล่าใดสำรอกราคะโทสะ และอวิชชาออกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้น ตื่นอยู่ ข้าพเจ้าก็เป็นผู้หลับแล้ว ท่านเทวดา. [๑๑๐๕] เมื่อพระอริยบุคคลทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า ชื่อว่า เป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้ แต่เมื่อคน ทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ตื่นอย่าง นี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้อย่างนี้ ข้าพเจ้า แก้ปัญหาของท่านอย่างนี้. [๑๑๐๖] ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับ แล้ว ท่านเป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหา ของข้าพเจ้าข้อนี้ดีแล้ว ท่านตอบปัญหาของ ข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว. จบ ชาครชาดกที่ ๙
หน้า 411 ข้อ 1106
อรรถกถาชาครชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภ อุบาสกคนใดคนหนึ่ง แล้วตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โกธ ชาครตํ สุตฺโต ดังนี้. ความพิสดารว่า อุบาสกคนนั้น เป็นอริยสาวกผู้เป็นโสดาบัน เดินทางกันดารไปกับพ่อค้าเกวียน. นายกองเกวียน คือหัวหน้าพ่อค้า ปลาเกวียน ๕๐๐ เล่มไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งในทางกันดารนั้น เป็นสถานที่ หาน้ำได้สะดวก จัดแจงเคี้ยวของกินแล้ว ก็เข้าที่พักผ่อน. คนเหล่านั้น พากันนอน ณ ที่นั้น ๆ แล้วก็หลับไป. ส่วนอุบาสกตั้งใจเดินจงกรม ที่ควงต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ ๆ นายกองเกวียน. ลำดับนั้น พวกโจร ๕๐๐ คน ผู้ต้องการจะปล้นพ่อค้านั้น ได้พากันถืออาวุธนานาชนิดมายืนล้อม พ่อค้านั้นไว้. พวกเขาเห็นอุบาสกนั้นกำลังจงกรมอยู่ คิดว่า พวกเรา จักปล้นเวลาอุบาสกคนนี้หลับ แล้วได้พากันอยู่ ณ ที่นั้น ๆ. ฝ่ายอุบาสก ก็ได้จงกรมอยู่ตลอดราตรี ๓ ยามทีเดียว. เวลาย่ำรุ่ง พวกโจรพากัน ทิ้งก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่ถือมาแล้ว พูดว่า นายกองเกวียน ผู้เจริญ ท่านได้ชีวิตแล้วเกิดเป็นเจ้าของของสิ่งที่มีอยู่ของท่าน เพราะ อาศัยบุรุษคนนี้ผู้ตื่นอยู่ เพราะความไม่ประมาท ท่านควรทำสักการะ บุรุษคนนี้ ดังนี้แล้ว จึงหลีกหนีไป. คนทั้งหลายลุกขึ้นตามเวลานั่นเอง เห็นก้อนหินและไม้ค้อนเป็นต้น ที่พวกโจรเหล่านั้นทิ้งไว้ แล้วพูดว่า พวกเราได้ชีวิตเพราะอาศัยอุบาสกคนนี้ แล้วได้พากันทำสักการะอุบาสก.
หน้า 412 ข้อ 1106
ฝ่ายอุบาสกไปสู่ที่ที่ตนต้องการทำกิจเสร็จแล้ว กลับมากรุงสาวัตถีอีกได้ไป สู่พระวิหารเชตวัน บูชาพระตถาคต ถวายนมัสการแล้วนั่ง เมื่อพระองค์ ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสก ท่านไม่ปรากฏตัวหรือ ? แล้วจึงกราบทูล เนื้อความนั้น. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ก็ท่านเองไม่หลับนอน ปฏิบัติอยู่แต่ไม่ได้คุณพิเศษเลย ฝ่ายบัณฑิตในปางก่อน เมื่อปฏิบัติ ก็ได้คุณพิเศษ ดังนี้ แล้วถูกอุบาสกทูลขอร้อง จึงทรงนำเอาเรื่องใน อดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ เติบโตแล้ว เรียน ศิลปะทุกอย่างที่เมืองตักกศิลาจบ กลับมาอยู่ที่ท่ามกลางเรือน ในเวลา ต่อมาก็ออกบวชเป็นฤาษี ไม่นานเท่าไร ก็ยังฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้น เป็นผู้มีอิริยาบถยืนจงกรมอยู่ในถิ่นป่าหิมพานต์ ไม่เข้าถึงการนอน. จงกรมอยู่ตลอดทั้งคืน. ลำดับนั้น เทวดาผู้เกิดบนต้นไม้ใกล้ที่จงกรม ของท่านดีใจ ยืนอยู่ที่ค่าคบต้นไม้ เมื่อจะถามปัญหา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ตื่นอยู่ ใคร เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายในโลกนี้ หลับแล้ว ใครเป็นผู้ตื่น ใครเข้าใจปัญหา ข้อนี้ของเรา ใครจะแก้ปัญหาข้อนั้นของเรา ได้ ?
หน้า 413 ข้อ 1106
บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า โกธ ตัดบทเป็น โก อิธ ความว่า ในโลกนี้ใคร. บทว่า โก เมตํ ความว่า เทวดาถามว่า ใครรู้ชัดปัญหา ข้อนี้ของเรา. บทว่า โก ตํ ปฏิภณ ความว่า ใครจะตอบปัญหาที่เรา ถามข้อนั้น ๆ ของเราได้ คือว่าใครจักสามารถกล่าวแก้ปัญหาได้. พระโพธิสัตว์ได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ข้าพเจ้า เป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้ตื่น ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนั้น ข้าพเจ้าจะแก้ปัญหาของท่านได้. ดังนี้แล้ว ถูกเทวดานั้น ถามคาถานี้ว่า :- เมื่อคนทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านจะเป็นผู้ หลับได้อย่างไร เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ท่านจะเป็นผู้ตื่นได้อย่างไร ท่านเข้าใจปัญหา ข้อนี้อย่างไร ท่านจะแก้ปัญหาของข้าพเจ้า อย่างไร ? ดังนี้ เมื่อจะพยากรณ์เนื้อความนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- ดูก่อนเทวดา ชนเหล่าใดไม่รู้ธรรม คือ สัญญมะและทมะ เมื่อชนเหล่านั้นหลับแล้ว
หน้า 414 ข้อ 1106
เพราะประมาท ข้าพเจ้าตื่นอยู่. พระอริยเจ้า เหล่าใดสำรอกราคะโทสะและอวิชชาออกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าเป็นผู้ หลับแล้ว ท่านเทวดา. เมื่อพระอริยเหล่า- นั้นตื่นอยู่ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้วอย่างนี้ แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับแล้ว ข้าพเจ้าชื่อว่า เป็นผู้ตื่นอย่างนี้ ข้าพเจ้าเข้าใจปัญหาข้อนี้ อย่างนี้ ข้าพเจ้าแก้ปัญหาของท่านอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กถํ ชาครตํ สุตฺโต ความว่า ท่านชื่อว่าเป็นผู้ตื่นแล้ว ในระหว่างสัตว์ทั้งหลายผู้ตื่นอยู่อย่างไร ? ใน ทุกบทก็มีนัยนี้. บทว่า เย ธมฺมํ ความว่า สัตว์เหล่าใดไม่รู้ชัด โลกุตตรธรรมทั้ง ๙ อย่าง. บทว่า สญฺโมติ ทโมติ จ ความว่า และไม่รู้ทั้งศีล ทั้งอินทรีย์สังวร ที่มาแล้วโดยมรรคอย่างนี้ว่า นี้สัญญมะ นี้ทมะ. จริงอยู่อินทรีย์สังวรท่านเรียกว่า ทมะ เพราะข่มอินทรีย์ ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไว้. บทว่า เตสุ สุตฺตปฺปมาเทสุ ความว่า เมื่อสัตว์เหล่านั้นหลับแล้ว ด้วยอำนาจกิเลสข้าพเจ้าก็ตื่น ด้วยอำนาจ แห่งความไม่ประมาท. คาถาว่า เยสํ ราโค จ เป็นต้น มีเนื้อความว่า กิเลสเหล่านี้ คือราคะ กล่าวคือ ความโลภ ๑,๕๐๐ ที่ท่านแสดงไว้ ด้วยสตบท โทสะที่มีอาฆาตวัตถุ ๙ ประการเป็นสมุฏฐาน และอวิชชา
หน้า 415 ข้อ 1106
ที่เป็นความไม่รู้ในวัตถุ ๘ ประการ มีทุกข์เป็นต้น อันพระมหาขีณาสพ เหล่าใดคลายแล้ว คือละได้แล้ว. ดูก่อนเทวดา เมื่อพระอริยเจ้าเหล่านั้น ตื่นอยู่ โดยอาการทั้งปวง ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้หลับแล้ว เพราะหมายเอา พระอริยเจ้าเหล่านั้น. บทว่า เอวํ ชาครตํ ความว่า ข้าพเจ้าชื่อว่า เป็นผู้หลับแล้ว ในระหว่างพระอริยเจ้าทั้งหลายผู้ตื่นอยู่ ด้วยเหตุอย่างนี้ ดังนี้. ในทุก ๆ บท มีนัยนี้. เมื่อพระมหาสัตว์แก้ปัญหาอย่างนี้แล้ว เทวดาพอใจ เมื่อจะ ทำการสดุดีพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- ถูกแล้ว เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลายตื่นอยู่ ท่านเป็นผู้หลับแล้ว แต่เมื่อคนทั้งหลายหลับ แล้ว ท่านได้เป็นผู้ตื่นดีแล้ว ท่านเข้าใจปัญหา ข้อนี้ของข้าพเจ้าดีแล้ว ท่านตอบปัญหาของ ข้าพเจ้าถูกต้องแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นต้น ความว่า ท่านแก้ ปัญหาข้อนี้ทำให้ดีแล้ว คือเจริญแล้ว ถึงเราก็จะแก้ปัญหาข้อนั้นอย่างนี้ เหมือนกัน. เทวดานั้น ครั้นทำการสดุดีพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว ก็เข้าไปสู่ วิมานของตนที่เดียว.
หน้า 416 ข้อ 1106
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วทรงประชุม ชาดกไว้ว่า เทวดาในครั้งนั้น ได้แก่ อุบลวรรณาเถรี ส่วนดาบส ได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาชาครชาดกที่ ๙
หน้า 417 ข้อ 1107, 1108
๑๐. กุมมาสปิณฑชาดก ว่าด้วยอานิสงส์ถวายขนมกุมมาส [๑๑๐๗] ได้ยินว่า การปรนนิบัติพระอโนมทัสสี- ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลหาน้อยไม่ เชิญ ดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและ มีรสจืดชืดเถิด โปรดดูผลแห่งการถวายก้อน ขนมกุมมาสที่เป็นเหตุให้เรามีช้าง โคม้า ทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย ทั้งแผ่นดิน ทั้งสิ้น และนางนารีเหล่านี้ ที่เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสเถิด. [๑๑๐๘] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงทำความ ยิ่งใหญ่ เพราะกุศลธรรม พระองค์ตรัสคาถา ทรงเพลงเสมอ ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพัฒนา รัฐ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ มีพระราชหฤทัยประกอบด้วยปีติอย่างแรงกล้า โปรดบอกหม่อมฉันเถิด.
หน้า 418 ข้อ 1109, 1110
[๑๑๐๙] เราได้เกิดในตระกูลหนึ่งในนครนี้นั่นเอง ได้เป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น แต่มีสีลสังวร เราออกไปทำงานได้เห็นพระสมณะ ๔ รูป ผู้ สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้เยือกเย็น ไม่มีอาสวะ ยังจิตให้เลื่อมใสในท่านเหล่านั้น แล้ว ได้ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่ปูด้วยใบไม้ เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายขนมกุมมาสแก่พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยมือของตนเอง. ผลของกุศลกรรมนั้นของเราเป็นเช่นนี้ คือ เรา ได้เสวยราชสมบัตินี้ ที่มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ กว้างขวาง. [๑๑๑๐] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดี ในเพราะ กุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงพระราชทานก่อน จึงเสวย ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรง หมุนล้อ คือพระธรรมเถิด ข้าแต่มหาราช ผู้ ทรงเป็นอธิบดีในเพราะกุศลธรรม ขอพระองค์ อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศ- พิธราชธรรมไว้เถิด.
หน้า 419 ข้อ 1111, 1112, 1113
[๑๑๑๑] ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าโกศลผู้เลอ- โฉม เรานั้นจักประพฤติตามทางที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายประพฤติมาแล้ว เสมอ ๆ นั้นนั่นเอง พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเรา เรา ต้องการจะได้เห็นท่าน. [๑๑๑๒] ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ชาวโกศลคน สวยงาม เธออุปมาเหมือนสาวอัปสร สวยงาม ในท่ามกลางหมู่นารี เหมือนพระเทพเทวีของ ท้าวสักกะเทวราชก็ปานกันเธอได้ทำความดีอะไร ไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึงมีผิวพรรณงาม ? [๑๑๑๓] ข้าแต่พระมหากษัตริย์ หม่อมฉันได้เป็น ทาสี ผู้รับใช้ผู้อื่นของตระกูลกุฏุมพี เป็นผู้ สำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีศีล ไม่พบเห็นบาป ในครั้งนั้น หม่อมฉันมีจิต เลื่อมใส ได้สำรวมใจ ถวายภัตตาหารที่เขา ยกให้เป็นส่วนของตน แก่ภิกษุผู้กำลังเดินไป บิณฑบาต ผลแห่งธรรมนั้นของหม่อมฉัน จึง เป็นเช่นนี้. จบ กุมมาสปิณฑชาดกที่ ๑๐
หน้า 420 ข้อ 1113
อรรถกถากุมมาสปิฑชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น กิรตฺถิ ดังนี้. ความพิสดารว่า พระนางเป็นธิดาของหัวหน้านายมาลาการคน หนึ่ง ในนครสาวัตถี มีรูปโฉมเลอเลิศ มีปัญญามาก เวลาพระนางมี พระชนมายุ ๑๖ พรรษา วันหนึ่ง กำลังไปสวนดอกไม้พร้อมกับหญิง สาวทั้งหลาย หยิบเอาขนมกุมมาส ๓ ก้อน วางไว้ในกระเช้าดอกไม้ เดินไป. เวลาออกไปจากพระนคร พระนางเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเปล่งรัศมีแห่งพระสรีระ มีพระภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม กำลังเสด็จเข้า พระนคร จึงน้อมก้อนขนมกุมมาสเหล่านั้นเข้าไปถวาย. พระศาสดา ทรงยื่นบาตรที่ท้าวจาตุมมหาราชถวายออกรับ. ฝ่ายพระนาง วันทา พระบาทของพระตถาคตด้วยเศียรเกล้าแล้ว ได้ยึดเอาปีติมีพระพุทธเจ้า เป็นอารมณ์ ยืนอยู่ ที่สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาเมื่อทรงทอด พระเนตรนาง ได้ทรงการทำการแย้มให้ปรากฏ. ท่านพระอานนทเถระ จึงทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย ในการแย้มสรวลของพระตถาคตเจ้า ? ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถึงเหตุแห่งการทรงแย้มแก่พระอานนท์ ว่า ดูก่อนอานนท์ กุมาริกาคนนี้จักได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าโกศล ในวันนี้ทีเดียว เพราะผลแก่การถวายก้อนขนมกุมมาสเหล่านี้. ฝ่าย
หน้า 421 ข้อ 1113
นางกุมาริกาไปสวนดอกไม้แล้ว. วันนั้นเอง พระเจ้าโกศล ทรงรบกับ พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงปราชัยในการรบแล้ว เมื่อทรงล่าถอยได้ทรง ม้าต้นเสด็จมา ทรงสดับเสียงเพลงขับของนาง ทรงมีพระทัยปฏิพัทธ์ จึงทรงควบม้าต้นมุ่งหน้าสู่สวนนั้น. กุมาริกาผู้ถึงพร้อมด้วยบุญ เห็น พระราชาแล้วไม่หนีเลย มาจับเชือกบังเหียนม้าทรงไว้. พระราชา ประทับนั่งบนหลังม้าทรงนั่งเอง ตรัสถามว่า เธอมีสามีหรือยัง ? เมื่อ ทรงทราบว่ายังไม่มีสามี จึงได้เสด็จลงจากหลังม้าต้น ทรงอิดโรย เพราะลมและแดด ทรงบรรทมม่อยหลับไปงีบหนึ่งบนตักของนาง แล้ว ให้นางนั่งบนหลังม้าทรง มีพลนิกายแวดล้อมเสด็จเข้าพระนคร ทรง ส่งนางไปยังเรือนของผู้มีตระกูลของตน เวลาเย็น ทรงส่งยานไป ให้นำเอานางมาจากเรือนของผู้มีสกุล ด้วยสักการะสัมมานะมาก ให้นั่งใกล้กองรัตนะ ทรงทำการอภิเษกแล้ว ได้ทรงแต่งตั้งให้เป็น อัครมเหสี. จำเดิมแต่นั้นมา พระนางทรงเป็นที่โปรดปราน เป็นที่พอ พระราชหฤทัยของพระราชา ทรงเป็นเทพดาของผัวผู้ประกอบด้วย กัลยาณธรรม ๕ ประการ มีการตื่นก่อนเป็นต้น ได้ทรงเป็นผู้ใกล้ชิด แม้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. การที่พระนางทรงถวายขนมกุมมาส ๓ ก้อน แต่พระศาสดา แล้วได้ทั้งประสบสมบัตินั้น ได้ระบือไปทั่ว พระนคร. ภายหลังอยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งข้อสนทนา กันขึ้นที่ธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโส พระนางมัลลิกาเทวี ทรงถวาย ขนม ๓ ก้อนแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยผลของการถวายขนม
หน้า 422 ข้อ 1113
เหล่านั้น ทรงได้รับอภิเษกในวันนั้นเอง ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เป็นผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่น่าอัศจรรย์จริง. พระศาสดาเสด็จมา แล้วตรัส ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย การที่พระนางมัลลิกาเทวีทรงถวายขนม กุมมาสแก่พระสัพพัญญูพุทธเจ้าพระองค์เดียว แล้วทรงได้รับความ เป็นพระมเหสีของพระเจ้าโกศล เพราะเหตุไร ? เพราะพระพุทธเจ้า ทั้งหลายทรงเป็นผู้มีพระคุณมาก ส่วนบัณฑิตในปางก่อน ได้ถวาย ขนมกุมมาสจืด ไม่ผสมเกลือ ไม่มีน้ำมัน ไม่ผสมน้ำอ้อย แก่พระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้งหลาย แล้วได้รับสิริราชสมบัติ ในแคว้นกาสีประมาณ ๓ โยชน์ ในอัตภาพที่ ๒ เพราะผลการถวายขนมนั้น น่าอัศจรรย์แท้ ดังนี้ แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัตอยู่ในนคร- พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลของตนยากจนตระกูลหนึ่ง เติบโต แล้วอาศัยเศรษฐีคนหนึ่ง ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีวิต. อยู่มาวันหนึ่ง เขา ถือขนมกุมมาส ๔ ก้อนมาจากตลาด โดยคิดว่า ขนมเหล่านี้จักเป็น อาหารเช้าของเรา เมื่อเดินไปทำงานได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๔ องศ์ กำลังเสด็จมา บ่ายพระพักตร์ไปนครพาราณสีเพื่อประโยชน์แก่ภิกษา- จาร จึงคิดว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ เสด็จไปนครพาราณสีเพื่อ ต้องการภิกษาจาร เราก็มีขนมกุมมาส ๔ ก้อนนี้ ถ้ากะไรแล้ว เราควร
หน้า 423 ข้อ 1113
ถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านี้ แล้วเข้าไปเฝ้าท่านทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีขนมกุมมาสในมือ ๔ ก้อน ข้าพระองค์ ขอถวายขนมเหล่านี้แก่พระองค์ทั้งหลาย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้า พระองค์ขอโอกาส ขอพระองค์ทั้งหลายจงทรงรับเถิด แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ บุญนี้ จักมีแก่ข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์และความสุขตลอดกาลนาน ได้ ทราบการทรงรับนิมนต์ของพระองค์ท่านแล้ว ก็ตกแต่งอาสนะ ๔ ที่โดย พูนทรายขึ้นลาดกิ่งไม้และผ้าเปลือกไม้ไว้บนกองทรายเหล่านั้น นิมนต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าให้ประทับนั่งตามลำดับแล้ว เอากระทงใบไม้ตักน้ำมา หลั่งทักขิโณทก วางขนมกุมาส ๔ ก้อนลงในบาตร ๔ ใบ นมัสการแล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยผลแห่งการถวายขนมกุมมาสเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าการเกิดในเรือนคนจน ขอจงอย่ามีเลย ขอให้การถวายทานนี้ จงเป็นปัจจัยแห่งการบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลายก็เสวยทันที ในที่สุดแห่งการเสวย ทรงทำอนุโมทนาแล้ว ได้ทรงเหาะไปสู่เงื้อมเขานันทมูลนั่นเอง. พระโพธิสัตว์ประคองอัญชลี แล้วเอาปีติที่ไปในพระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ พอพระปัจเจกพุทธ- เจ้าเหล่านั้นละสายตาไปแล้วก็ไป ณ ที่ทำงานของตน. แม้ท่านทำกรรม เพียงเท่านี้ แต่รำลึกถึงทานนั้นตลอดอายุถึงแก่กรรมแล้ว ก็ถือกำเนิดใน พระอุทรของพระอัครมเหสี ของพระเจ้าพาราณสี. พระญาติทั้งหลายได้ ถวายพระนามว่า พรหมทัตกุการ. ท้าวเธอ จำเดิมแต่เวลาที่ตนเสด็จดำ เนินไปด้วยพระบาท ทรงเห็นกิริยาอาการของตนในชาติก่อนปรากฏชัด
หน้า 424 ข้อ 1113
ด้วยความรู้ระลึกชาติได้เหมือนเห็นเอาหน้าในกระจกเงาที่ใสว่า เราได้ เป็นลูกจ้างในนครนี้นั่นเอง เมื่อเดินไปทำงานได้ถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ถือกำเนิดในที่นี้ เพราะผล ของกรรมนั้น. ท้าวเธอทรงเจริญวัย แล้วเสด็จไปยังนครตักกศิลา ทรงเรียนศิลปะทุกอย่าง แล้วเสด็จกลับมา ทรงแสดงศิลปะที่ทรงศึกษา มาแล้ว แก่พระราชบิดา แล้วพระราชบิดาทรงพอพระราชหฤทัย ทรง สถาปนาไว้ในตำแหน่งอุปราช ในกาลต่อมาโดยสิ้นรัชกาลของพระ ราชบิดา ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ. ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย พากันนำพระราชธิดาของพระเจ้าโกศลผู้ทรงเลอโฉม มาถวายให้เป็น พระอัครมเหสีของพระองค์. ก็ในวันฉัตรมงคลของพระองค์ คนทั้งหลาย ได้พากันตบแต่งพระนครทั้งนครให้เหมือนเทพนคร ก็ปานกัน. พระองค์ เสด็จเลียบพระนคร แล้วเสด็จขึ้นปราสาทที่ตบแต่ง แล้วเสด็จขึ้น พระราชบัลลังก์ ที่ยกเศวตรฉัตรขึ้นไว้ ณ ท่ามกลางชั้นที่กว้างใหญ่ ประทับนั่งแล้ว ทอดพระเนตรพสกนิกรทั้งหลาย ที่พากันยืนเฝ้า ด้านหนึ่งเป็นอำมาตย์ ด้านหนึ่งเป็นคหบดี มีพราหมณ์คหบดีเป็นต้น ผู้มีสมบัติต่าง ๆ กัน มีความรุ่งเรืองสุกใสด้วยสิริวิลาส ด้านหนึ่งเป็น ประชาชนชาวกรุง มีมือถือเครื่องบรรณาการนานาชนิด ด้านหนึ่ง เป็นคณะหญิงฟ้อนจำนวนหมื่นหกพันนาง ปานประหนึ่งสาวอัปสร ผู้ตบแต่งแล้ว ฉะนั้น และสิริราชสมบัตินี้เป็นที่รื่นรมย์พระทัยยิ่งนัก ทรงรำลึกถึงกุศลกรรมที่ตนบำเพ็ญไว้ในปางก่อนแล้ว ทรงรำลึกถึง
หน้า 425 ข้อ 1113
พระคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายว่า สิริสมบัติแม้ทั้งหมดนี้ คือ ห่อทองห่อนี้ ๑ ดอกไม้ทอง ๑ เศวตรฉัตร ๑ ช้างม้าและรสที่เป็น ราชพาหนะเหล่านี้ จำนวนหลายพัน ๑ ห้องคลังที่เต็มด้วยแก้วมณี และแก้วมุกดาเป็นต้น ๑ แผ่นดินใหญ่ที่เต็มไปด้วยธัญชาตินานาชนิด ๑ เหล่านารีที่เทียบเคียงกับสาวอัปสร ๑ เป็นสมบัติของเรา ไม่ใช่ของ คนอื่น แต่เป็นสิ่งที่อาศัยการถวายขนมกุมมาส ๔ ก้อน แก่พระปัจเจก ๔ องค์นั่นเอง สมบัตินั้นเราได้มาเพราะอาศัยพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่า นั้น ดังนี้ แล้วได้กระทำกรรมของตนให้ปรากฏแล้ว. เมื่อพระองค์ ทรงรำลึกถึงผลกรรมนั้นแล้ว พระสรีระทั้งสิ้นเต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ. พระองค์ทรงมีพระราชหฤทัยชุ่มเย็นด้วยปีติ เมื่อทรงขับเพลงขับที่ทรง อุทานออกมา ที่ท่ามกลางมหาชน ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ว่า :- ได้ยินว่า การปรนนิบัติพระอโนมทัสสี- ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผลหาน้อยไม่ เชิญ ผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสที่แห้งและ มีรสจืดชืดเถิด โปรดดูผลแห่งการถวายก้อน ขนมกุมมาสที่เป็นเหตุให้เรามีช้าง โคม้า ทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย ทั้งแผ่นดิน ทั้งสิ้น และนางนารีเหล่านี้ ที่เปรียบด้วยนางอัปสร เชิญดูผลของการถวายก้อนขนมกุมมาสเถิด.
หน้า 426 ข้อ 1113
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโนมทสฺสิสุ ความว่า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เพราะได้เห็นปัจเจก- โพธิญาณ ที่ไม่ต่ำช้า คือไม่ลามก. การทำสามีจิกรรม มีการอภิวาท การลุกขึ้นรับ และการทำอัญชลีเป็นต้นก็ดี การเห็นสมบัติในปัจจุบัน แล้วยังจิตให้เลื่อมใสในไทยธรรมที่เป็นของตน จะน้อยหรือมาก เลว หรือประณีตก็ตาม แล้วกำหนดคุณของปฏิคาหก ชำระเจตนาทั้ง ๓ ให้ สะอาด เชื่อผลของกรรม แล้วทำการบริจาคก็ดี ชื่อว่า ปาริจริยา การปรนนิบัติ. บทว่า พุทฺเธสุ ความว่า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลาย. บทว่า. อปฺปกา ความว่า ธรรมดาการปรนนิบัติที่จะย่อหย่อน หรือน้อยไม่มี. บทว่า สุกฺขาย ความว่า ไม่มียางเหนียว. บทว่า อโลณิกาย ความว่า เว้นจากน้ำอ้อย. อธิบายว่า ก้อนขนมกุมมาสนั้น ท่านกล่าวว่า อโลณิกา คือจืดชืด เพราะเขาทำสำเร็จรูปแล้ว โดยไม่ ผสมน้ำอ้อย. บทว่า กุมฺมาสปิณฑิยา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้ หมายถึงขนมกุมมาสที่พระโพธิสัตว์ถือไป โดยรวมขนมกุมมาส ๔ ก้อน เข้าด้วยกันนั่นเอง. ทักขิณาทานที่ทายกกำหนดคุณของสมณะพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีคุณแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส ยังเจตนาทั้ง ๓ ของผู้มุ่งหวัง การเกิดผลให้ผ่องแผ้วแล้วจึงถวาย ชื่อว่า มีผลน้อยไม่มี มีแต่จะอำนวย. มหาสมบัติให้ในที่ที่เกิดแล้วเท่านั้น เพราะฉะนั้น ในข้อนี้ จึงมีคำที่ ท่านกล่าวรับรองไว้ว่า :-
หน้า 427 ข้อ 1113
เมื่อจิตเลื่อมใสแล้ว ทักขิณาที่ถวายแล้ว ในพระตถาคตเจ้า ในพระปัจเจกพุทธเจ้า หรือ สาวกของพระองค์ก็ตาม ชื่อว่า มีผลน้อย ไม่มี. แต่เพื่อแสดงถึงเนื้อความนั้น ควรนำเรื่องวิมานวัตถุทั้งหลายมา สาธก มีอาทิอย่างนี้ว่า :- ดิฉันได้ถวายน้ำมันแก่ภิกษุผู้เดินไปบิณ- ฑบาต เชิญชมวิมานของดิฉันนั้นเถิด ดิฉัน เป็นนางอัปสรสาวสวรรค์ ผู้มีผิวพรรณน่ารัก ดิฉันมีนางอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร เชิญดูผล วิบากของบุญทั้งหลายเถิด ด้วยผลบุญนั้น ผิว- พรรณของดิฉัน จึงเป็นเช่นนี้ ด้วยผลบุญนั้น สิ่งนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน โภคทั้งหลาย ไม่ว่าชนิด ไหน ซึ่งเป็นที่รักเป็นที่พอใจเกิดขึ้นแก่ดิฉัน ด้วยผลบุญนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งโรจน์อย่าง นี้ และผิวพรรณของดิฉันเปล่งรัศมีไปทั่วทุก ทิศ.
หน้า 428 ข้อ 1113
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธนธญฺา ได้แก่ ทรัพย์มีแก้ว มุกดาเป็นต้น และธัญชาติ ๗ ชนิด. บทว่า ปวี จ เกวลา ได้แก่ แผ่นดินใหญ่นี้ทั้งสิ้นด้วย. พระราชาตรัสสำคัญหมายว่า แผ่นดินทั้งหมด ตกอยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว. บทว่า ปสฺส ผลํ กุมฺมาส- ปิณฺฑิยา ความว่า พระราชาเมื่อทรงแสดงผลทานของพระองค์ด้วย พระองค์เอง จึงตรัสอย่างนี้. ได้ทราบมาว่า พระโพธิสัตว์ก็ดี พระ- สรรเพชญพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี ทรงทราบผลของทานอยู่. และเพราะ เหตุนั่นเอง พระศาสดา เมื่อตรัสพระสูตรในอิติวุตตกะ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ สัตว์ทั้งหลายก็ควรรู้วิบากของ การแจกจ่ายทาน ดังที่เราตถาคตรู้ เพราะฉะนั้น คนทั้งหลายยังไม่ได้ ให้ ก็ไม่ควรบริโภค และไม่ควรให้ความตระหนี่ที่เป็นมลทินครอบงำ จิตใจของพวกเขาตั้งอยู่. ทั้งยังไม่ได้แจกจ่าย แม้จากคำข้าวคำสุดท้าย คำข้าวคำที่กินเสร็จของพวกเขาก็ไม่ควรบริโภค ถ้าพวกเขาพึงมีปฏิคา- หก. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายไม่รู้วิบากของ การแจกจ่ายทานอย่างนี้ เหมือนที่เราตถาคตรู้ ฉะนั้น สัตว์ทั้งหลาย ยังไม่ให้ก็บริโภค และความตระหนี่ที่เป็นมลทิน ก็ครอบงำจิตใจพวก เขาตั้งอยู่. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ทรงมีปีติปราโมทย์เกิดขึ้นในวันฉัตรมงคล ของตน จึงทรงร้องเพลงพระราชอุทาน ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้.
หน้า 429 ข้อ 1113
จำเดิมแต่นั้นมา เหล่าหญิงฟ้อนของพระโพธิสัตว์พากันร้องเพลงนั้น โดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาทรงโปรด คือเพลงพระราชนิพนธ์ และคนธรรพ์เป็นนักฟ้อนทั้งหลายเป็นต้น ที่เหลือก็ดี คนภายในเมือง ก็ดี คนที่อยู่ภายในพระนครทั้งหลายก็ดี คนที่อยู่ภายนอกพระนครทั้ง หลายก็ดี พากันร้องเพลงนั้นเหมือนกัน ที่ร้านเครื่องดื่มภัตตาคารบ้าง ที่ บริเวณชุมชนบ้าง โดยคิดว่า เป็นเพลงที่พระราชาของพวกเราทรง โปรด. เมื่อเวลาผ่านไปนานแล้วอย่างนี้ พระมเหสีได้มีพระราชประสงค์ จะทรงทราบเนื้อร้องของเพลงนั้น. แต่ไม่กล้าทูลถามพระมหาสัตว์. ต่อมา วันหนึ่ง พระราชาทรงเลื่อมใสในคุณงามความดีอย่างหนึ่ง ของพระนาง จึงตรัสว่า น้องนางเอ๋ย ฉันจะให้พรแก่เธอ ขอให้เธอจงรับพระพระนาง จึงทูลว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม หม่อมฉัน ขอรับพระราชทานพระพร บรรดาช้างม้าเป็นต้น เราจะให้อะไรแก่เธอ ข้าแต่ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท ไม่มีอะไรที่หม่อมฉันไม่มี เพราะอาศัย เสด็จพี่ หม่อมฉันไม่มีความต้องการสิ่งเหล่านั้น ถ้าหากเสด็จพี่มีพระ- ราชประสงค์จะพระราชทานพระพร ขอจงตรัสบอกเนื้อเพลง พระราช- นิพนธ์ พระราชทานหม่อมฉันเถิด. น้องนาง เธอจะมีประโยชน์ อะไรด้วยพรนี้ เธอจงรับเอาพรอื่นเถิด. ขอเดชะพระอาชญาไม่พ้น เกล้า หม่อมฉันไม่มีความต้องการอย่างอื่น ต้องการเนื้อเพลงพระราช- นิพนธ์อย่างเดียว. น้องนาง ดีแล้ว เราจักบอกให้ แต่เราจะไม่บอก แต่เธอคนเดียวในที่ลับ จักให้ตีกลองป่าวร้องไปในนครพาราณสี ประ-
หน้า 430 ข้อ 1113
มาณ ๑๒ โยชน์ ให้สร้างรัตนบัลลังก์ที่พระทวารหลวง ให้ลาดรัตน- บัลลังก์ห้อมล้อมด้วยชาวนครทั้งหลาย มีอำมาตย์และพราหมณ์เป็นต้น และหญิงหมื่นหกพันนาง นั่งบนรัตนบัลลังก์ ท่ามกลางคนเหล่านั้น แล้วบอก พระนางทูลรับว่า ดีแล้ว เพคะ. พระราชาทรงให้ทำอย่างนั้น แล้ว มีหมู่มหาชนแวดล้อม เหมือนท้าวสักกะเทวราชมีหมู่เทวดาห้อม ล้อม ฉะนั้น แล้วเสด็จประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์. ฝ่ายพระราชเทวี ทรงประดับประดาด้วยเครื่องประดับทุกอย่าง ตั้งพระภัทรบิฐทอง ทรง ชำเลืองหางพระเนตรดูที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วประทับ ณ ที่ตามความ เหมาะสม ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพี่ ขอเสด็จพี่จงตรัสบอกเนื้อร้องของเพลง มงคลที่เสด็จพี่ปลื้มพระทัย แล้วทรงขับร้องแก่หม่อมฉันให้ชัดแจ้ง เหมือนให้พระจันทร์โผล่ขึ้นบนท้องฟ้าก่อน ฉะนั้น แล้วทูลคาถาที่ ๓ ว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ทรงทำความ ยิ่งใหญ่ เพราะกุศลธรรม พระองค์ตรัสคาถา ทรงเพลงเสมอ ๆ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพัฒนา รัฐ หม่อมฉันขอทูลถามพระองค์ ขอพระองค์ ผู้มีพระราชหฤทัยประกอบด้วยปีติอย่างแรงกล้า โปรดบอกหม่อมฉันเถิด.
หน้า 431 ข้อ 1113
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสลาธิป ความว่า พระมหาสัตว์ นั้น ทรงเป็นใหญ่ยิ่งในแคว้นโกศล แต่เสด็จประทับอยู่ โดยทรงทำ ความเป็นใหญ่ยิ่งในเพราะกุศลธรรม เพราะเหตุนั้น พระราชเทวี เมื่อทรงเรียกพระองค์ จึงทูลอย่างนี้. บทว่า กุสลาธิป มีอธิบายว่า ผู้ทรงมีพระอัธยาศัยเป็นกุศล. บทว่า พาฬฺหํ ปีติมโน ปภาสสิ ความว่า ขอพระองค์โปรดมีพระราชหฤทัย ประกอบด้วยปีติอย่างเหลือ เกิน ตรัสบอก คือว่า เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเนื้อ ความของคาถา คือเนื้อเพลงเหล่านั้น แก่หม่อมฉันก่อนเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงทำเนื้อความของคาถา ทั้งหลายให้แจ่มชัดแก่พระนาง จึงได้ภาษิตคาถา ๔ คาถา ว่า:- เราได้เกิดในตระกูลหนึ่งในนครนี้นั่นเอง ได้เป็นลูกจ้างทำงานให้คนอื่น แต่มีสีลสังวร เราออกไปทำงานได้เห็นสมณะ ๔ รูป ผู้ สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ เป็นผู้เยือกเย็น ไม่มีอาสวะ ยังจิตให้เลื่อมใสในท่านเหล่านั้น แล้ว ได้ให้ท่านนั่งบนอาสนะที่ปูด้วยใบไม้ เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายขนมกุมมาสแก่พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยมือของตนเอง.
หน้า 432 ข้อ 1113
ผลของกุศลธรรมนั้นของเรานี้เป็นเช่นนี้ คือเรา ได้เสวยราชสมบัตินี้ ที่มีแผ่นดินอุดมสมบูรณ์ กว้างขวาง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุเล อญฺตเร ความว่า ใน ตระกูลหนึ่งนั่นเอง ที่ไม่ปรากฏชื่อหรือโคตร. บทว่า อหุํ ความว่า เถิดแล้ว. บทว่า ปรกมฺมกโร อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลนั้นแล้ว เมื่อทำงานของผู้อื่นเลี้ยงชีพ เพราะเป็นคนจน ชื่อว่า ได้เป็นกรรมกร ของผู้อื่น คือทำงานของผู้อื่น. บทว่า ภตโก คือลูกจ้าง ได้แก่ ผู้ที่ เลี้ยงตัวด้วยค่าจ้างของคนอื่น. บทว่า สีลสํวุโต ความว่า ดำรงอยู่ แล้ว ในสีลสังวร ๕ ประการ พระมหาสัตว์ทรงแสดงว่า เราแม้เลี้ยง ชีพด้วยค่าจ้าง แต่ก็ละความทุศีล ได้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีล. บทว่า กมฺมาย นิกฺขมนฺตาหํ ความว่า วันนั้น เราออกไปเพื่อจะทำงานที่ ต้องทำ. บทว่า จตุโร สมเณ อทฺทสํ ความว่า ดูก่อนน้องนาง เรา ออกจากพระนครไป ขึ้นทางหลวงเดินไปแหล่งที่ทำงานของตน ได้เห็น บรรพชิต ๔ รูป ผู้มีบาปสงบแล้ว กำลังเข้าไปสู่นครพาราณสีเพื่อต้อง การบิณฑบาต. บทว่า อาจารสีลสมฺปนฺเน ความว่า การเลี้ยงชีพ ด้วยอเนสนา ๒๑ อย่าง ชื่อว่า อนาจาร ผู้ประกอบพร้อมด้วยอาจาระ ที่ตรงกันข้ามกับอนาจารนั้น และศีลที่มาแล้ว โดยมรรคและผลทั้งหลาย. บทว่า สีติภูเต ความว่า ผู้ถึงแล้วซึ่งความเย็น เพราะระงับความ
หน้า 433 ข้อ 1113
กระวนกระวาย มีราคะเป็นต้นได้ และดับไฟ ๑๑ กองได้. บทว่า อนาสเว ความว่า ผู้เว้นจากกามาสวะเป็นต้นได้. บทว่า นิสีทิตฺวา ความว่า ให้นั่งบนสันถัดใบไม้ที่เขาปูลาดไว้บนอาสนะกองทราย เพราะ ว่า สันถระในที่นี้ ท่านกล่าวว่า ได้แก่สันถัด. บทว่า อทาสึ ความว่า ข้าพเจ้าถวายทักขิโณทกแก่ท่านเหล่านั้นแล้ว จึงได้ถวายขนมกุมมาส โดยเคารพ ด้วยมือของตนเอง. บทว่า กุสลสฺส ความว่า ชื่อว่ากุศล เพราะหมายความว่า ไม่มีทั้งโรค ไม่มีทั้งโทษ. บทว่า ผลํ ได้แก่ ผล ที่หลั่งออกมาจากเหตุ. บทว่า ผีตํ ความว่า ที่ผลิตสมบัติทุกอย่างให้. เมื่อพระมหาสัตว์บอกผลกรรมของตน โดยพิสดารอย่างนี้แล้ว พระเทวีครั้นทรงสดับแล้ว ทรงมีพระทัยเลื่อมใส เมื่อจะทรงทำการ สดุดีพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราช ถ้าว่า พระองค์ทรงทราบผลทาน โดยประจักษ์อย่างนี้แล้วไซร้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พระองค์ทรงได้ ก้อนข้าวก้อนหนึ่งแล้ว ต้องถวายแก่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นแหละ จึงจะเสวย ดังนี้แล้ว ได้ทูลคาถานี้ว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นอธิบดี ในเพราะ กุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงพระราชทานก่อน จึงเสวย ขอพระองค์อย่าทรงประมาท ทรง หมุนล้อ คือพระธรรมเถิด ข้าแต่มหาราช ผู้ ทรงเป็นอธิบดีในเพราะกุศลธรรม ขอพระองค์
หน้า 434 ข้อ 1113
อย่าได้ทรงดำรงอยู่ในอธรรม โปรดรักษาทศ- พิธราชธรรมไว้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททํ ภุญฺชถ ความว่า พระองค์ ทรงประทานแก่ผู้อื่นแล้ว จึงเสวยด้วยพระองค์เอง. บทว่า มา ปมาโท ความว่า ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทในบุญทั้งหลาย. บทว่า จกฺกํ วตฺตย โกสลาธิป ความว่า ข้าแต่มหาราช ผู้ทรงมีพระราชอัธยาศัย ในกุศลธรรม ขอพระองค์จงทรงหมุนล้อ คือพระธรรม ๔ อย่าง มี การอยู่ในประเทศที่เหมาะสมเป็นต้น. บทว่า จกฺกํ ความว่า รถวิ่งไป ด้วยล้อ ๒ ล้อ. แต่กายนี้ไปเทวโลก ด้วยล้อ ๔ ล้อเหล่านี้. ล้อ ๔ ล้อ เหล่านั้น นับว่า เป็นล้อ คือพระธรรม. ขอพระองค์จงทรงหมุน คือ ให้ล้อนั้นกลิ้งไป. บทว่า อธมฺมิโก ความว่า คนเหล่าอื่นถึงความ ลำเอียงเพราะรักรีดทรัพย์นั่นเอง เหมือนหีบชาวโลก ด้วยเครื่องหีบ อ้อย ฉะนั้น ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ดำรงธรรมฉันใด ขอพระองค์อย่าทรง เป็นผู้ประพฤติอธรรม ฉันนั้น. บทว่า อนุธมฺมํ ปาลย ความว่า แต่ขอพระองค์จงทรงคุ้มครอง คือรักษา ได้แก่ อย่าทรงสลัดทศพิธ- ราชธรรมนี้ทิ้งเสีย คือ :- ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความซื่อ ตรง ๑ ความอ่อนโยน ๑ ตบะ คือความเพียร ๑ ความไม่โกรธ ๑ ความไม่เบียดเบียน ๑ ความ อดทน ๑ และความไม่ผิดพลาด ๑
หน้า 435 ข้อ 1113
พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงรับพระดำรัสของพระนาง จึงตรัสคาถา นี้ว่า :- ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้าโกศลผู้เลอ- โฉม เรานั้นจักประพฤติตามทางที่พระอริยเจ้า ทั้งหลายประพฤติมาแล้ว เสมอ ๆ นั้นนั่นเอง พระอรหันต์ทั้งหลาย เป็นที่พอใจของเรา เรา ต้องการจะได้เห็นท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตุมํ ได้แก่ ทาง. บทว่า อริยาจริตํ ความว่า ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ประพฤติมาแล้ว. บทว่า สุโกสเล มีเนื้อความว่า ดูก่อนพระธิดา คนดีของพระเจ้า โกศลผู้เลอโฉม. บทว่า อรหนฺโต ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้ได้พระนามอย่างนี้ เพราะเป็นผู้ใกล้จากกิเลสทั้งหลาย เพราะเป็นผู้ หักกำแห่งสังสารจักร์ เพราะเป็นผู้ทำลายข้าศึกทั้งหลาย และเพราะเป็น ผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย. มีคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพระธิดาของพระเจ้า- ปัสเสนผู้เจริญ เรานั้น ไม่ทำความอิ่มใจว่า เราถวายทานแล้ว จัก ประพฤติตามทาง คือทาน ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายประพฤติแล้ว บ่อย ๆ นั้นนั่นเอง. ด้วยว่าพระอรหันต์ทั้งหลายเป็นที่ชอบใจ คือน่าทัศนาของ เรา เพราะเป็นทักขิไณยบุคคลผู้ล้ำเลิศ เราประสงค์จะเห็นท่านเหล่านั้น นั่นแหละ เพราะต้องการจะถวายจีวรเป็นต้น.
หน้า 436 ข้อ 1113
ก็แหละพระราชา ครั้นตรัสคำนี้แล้ว ทรงตรวจดูสมบัติของ พระเทวี เมื่อตรัสถามว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ เราบอกกุศลกรรม ของตนในภพก่อนอย่างพิสดารแก่เธอแล้ว แต่ในท่ามกลางหญิงเหล่านี้ ไม่มีหญิงแม้แต่คนเดียวที่เช่นกับเธอ โดยรูปร่างหรือโดยเยื้องกราย และกิริยาเสน่หาของหญิง เธอนั้นทำกรรมอะไรไว้ จึงได้รับสมบัตินี้ ดังนี้ จึงได้ตรัสคาถาซ้ำว่า :- ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ ชาวโกศลคน สวยงาม เธออุปมาเหมือนสาวอัปสร สวยงาม ในท่ามกลางหมู่นารี เหมือนพระเทพเทวีของ ท้าวสักกเทวราชก็ปานกันเธอได้ทำความดีอะไร ไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึงมีผิวพรรณงาม ? คาถานั้น มีเนื้อความว่า ดูก่อนน้องนางผู้เจริญ. ชาวโกศล คนสวยงาม คือผู้เป็นพระราชธิดาคนดีของพระเจ้าโกศล เธออุปมา ดังสาวอัปสร โดยรูปสมบัติ สวยงามเหลือเกิน ในท่ามกลางหมู่นารีนี้ เหมือนเทพธิดาตนใดตนหนึ่งของท้าวสักกเทวราช ในสรวงสวรรค์ ในสมัยก่อน เธอได้ทำกรรมดีงามชื่ออะไรไว้ เพราะเหตุอะไร เธอจึง มีผิวพรรณงามอย่างนี้.
หน้า 437 ข้อ 1113
ลำดับนั้น พระราชเทวีนั้น เมื่อจะทูลบอกกรรมดี ในภพก่อน ด้วยพระญาณที่ทรงระลึกชาติได้ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาที่เหลือว่า :- ข้าแต่พระมหากษัตริย์ หม่อมฉันได้เป็น ทาส ผู้รับใช้ผู้อื่นของตระกูลกุฎุมพี เป็นผู้ สำรวมระวัง เลี้ยงชีพโดยชอบธรรม มีศีล ไม่พบเห็นบาป. ในครั้งนั้น หม่อมฉันมีจิต เลื่อมใส ได้สำรวมใจ ถวายภัตตาหารที่เขา ยกให้เป็นส่วนของตน แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้กำลังเดินไปบิณฑบาต ผลแห่งธรรมนั้นของ หม่อมฉัน จึงเป็นเช่นนี้. ได้ทราบมาว่า แม้พระราชเทวีนั้น ก็ทรงระลึกชาติได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้น พระนางจึงได้ทูลพระราชา โดยทรงกำหนดด้วยพระญาณ ที่ทรงระลึกชาติของตนไว้นั่นเอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพตฺถกุลสฺส ความว่า แห่ง ตระกูลกุฎุมพี. บทว่า ทาสยาหํ ตัดบทเป็น ทาสี อหํ หม่อมฉันเป็น ทาสี ปาฐะว่า ทาสาหํ ดังนี้ ก็มี. บทว่า ปรเปสิยา ความว่า เป็นผู้ ทำการรับใช้ คือ สาวใช้ที่ถูกผู้อื่นส่งไปเพื่อทำกิจนั้น ๆ. บทว่า สญฺตา ความว่า ธรรมดาว่า ทาสีเป็นผู้ทุศีล แต่หม่อมฉันเป็นผู้สำรวมด้วย
หน้า 438 ข้อ 1113
ทวาร ๓ ถึงพร้อมแล้วด้วยศีล. บทว่า ธมฺมชีวินี ความว่า เป็นผู้ เลี้ยงชีพ โดยไม่ทำการลวงผู้อื่นเป็นต้น แล้วประพฤติโดยธรรมโดย สม่ำเสมอ. บทว่า สีลวตี ความว่า หม่อมฉันเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอาจาระ มีคุณความดี. บทว่า อปาปทสฺสสนา ความว่า เป็นผู้พบเห็นสิ่งที่ดีงาม คือมีธรรมเป็นที่รัก. บทว่า อุทฺธตภตฺตํ ความว่า ภัตรส่วนที่หม่อมฉัน ได้ โดยยกขึ้น ด้วยสามารถแห่งส่วนที่ถึงแก่ตน. บทว่า ภิกขุโน ความว่า แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ทรงทำลายกิเลสแล้ว. บทว่า จิตฺตา สุมนา ความว่า เป็นผู้ดีใจ คือเกิดโสมนัสขึ้น เชื่อผลของกรรมอยู่. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ความว่า แห่งกรรม คือการถวายภิกษาอย่าง เดียวนั้น. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช เมื่อก่อนหม่อมฉันเป็นทาสี ของตระกูลกุฎุมพีตระกูลใดตระกูลหนึ่ง ในนครสาวัตถี ถือเอาภัตตาหาร ส่วนทีได้แล้วเดินออกไป เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง กำลังทรง ดำเนินไปบิณฑบาต ยังความยินดีของตนให้ห่อเหี่ยวลง ถึงพร้อม ด้วยคุณธรรม มีความสำรวมระวังเป็นต้น เชื่อผลของกรรมอยู่ จึงได้ ถวายภัตตาหารนั้น แก่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น. หม่อมฉันนั้น ดำรง อยู่จนตลอดอายุถึงแก่กรรมแล้ว ได้ถือกำเนิดในพระอุทรของพระมเหสี ของพระเจ้าโกศล ในนครสาวัตถีนั้น บัดนี้ กำลังบำเรอบาทของ พระองค์ เสวยสมบัติเห็นปานนี้ ผลกรรมของหม่อมฉันนั้น เป็นอย่างนี้ คือเช่นนี้. ในเรื่องนั้น เพื่อแสดงถึงความที่ทานที่บุคคลถวายแล้วแก่ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณความดีว่ามีผลมาก ควรอ้างคาถามาให้พิสดาร มีอาทิว่า :-
หน้า 439 ข้อ 1113
บุญอันล้ำเลิศย่อมเจริญ แก่ชนทั้งหลาย ผู้เลื่อมใสแล้ว ในบุคคลผู้ล้ำเลิศแล อายุ วรรณะ ยศ เกียรติ ความสุขและกำลังอัน ล้ำเลิศ ก็เจริญ. ผู้มีปัญญา ผู้ให้ของอันล้ำเลิศ ตั้งมั่นแล้ว ในธรรมอันล้ำเลิศ เป็นภูต คือ เทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตาม ผู้ถึงความล้ำเลิศแล้ว ย่อมบรรเทิงใจ นี้เป็นขุมทรัพย์ที่อำนวยสมบัติ ทุกอย่างแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. พระราชาและพระมเหสีทั้ง ๒ พระองค์นั้น ครั้นตรัสกรรมเก่า โดยพิสดารด้วยประการอย่างนี้แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ทรงให้สร้างศาลา ๖ แห่ง คือที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ที่กลางพระนคร ๑ แห่ง ที่ประตู พระราชวัง ๑ แห่ง ทรงกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้กระฉ่อน ยังมหา- ทานให้เป็นไป ทรงรักษาศีล รักษาอุโบสถ ในอวสานต์แห่งพระชนม์ ชีพ ได้ทรงมีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกไว้ว่า พระราชเทวีในครั้งนั้น ได้แก่ มารดาพระราหุล ส่วน พระราชา ได้แก่ เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถากุมมาสปิณฑชาดกที่ ๑๐
หน้า 440 ข้อ 1114, 1115, 1116, 1117
๑๑. ปรันตปชาดก ว่าด้วยลางบอกความชั่วและภัยที่จะมาถึง [๑๑๑๔] บาปจักมาถึงข้าพระองค์ ภัยจักมาถึงข้า พระองค์ เพราะมนุษย์หรือมฤคก็ไม่รู้เขย่ากิ่ง ไม้ในครั้งนั้น. [๑๑๑๕] ความใคร่ของเราในภรรยาผู้หวาดกลัว ที่ อยู่ไม่ไกลจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ ทำให้นายปรันตปะผอมเหลืองฉะนั้น. [๑๑๑๖] ภริยาผู้น่ารักใคร่ ไม่มีที่ติอยู่ในบ้าน จัด เศร้าโศกถึงเรา ความเศร้าโศกจักทำให้เธอ ผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้นายปรันตปะ ผอมเหลืองฉะนั้น. [๑๑๑๗] หางตาที่หล่อนชำเลืองมาหาฉันก็ดี การ ยิ้มของหล่อนก็ดี ถ้อยคำที่หล่อนเปล่งออกมา ก็ดี จักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้ นายปรันตปะผอมเหลืองฉะนั้น.
หน้า 441 ข้อ 1118, 1119, 1120
[๑๑๑๘] เสียงกิ่งไม้ได้มาประจักษ์แน่นอนแล้ว เสียงนั้นเห็นจะมาแจ้งเหตุให้ตัวเจ้าทราบแน่ นอนแล้ว ผู้ที่สั่นกิ่งไม้นั้นได้บอกเรื่องนั้นอย่าง แน่นอน. [๑๑๑๙] เรื่องนี้แลที่ตัวเจ้าคนโง่คิดว่า กิ่งไม้ที่ มนุษย์หรือมฤคก็ไม่ทราบเขย่าแล้วในครั้งนั้น ได้มาถึงตัวเจ้าแล้ว. [๑๑๒๐] เจ้าได้รู้อย่างนั้นแล้ว เจ้ายังลวงเสด็จพ่อ ของฉันไปฆ่าแล้วเอากิ่งไม้ปิดไว้ บัดนี้ ภัยจัก มาถึงเจ้าบ้างละ. จบ ปรันตปชาดกที่ ๑๑ อรรถกถาปรันตปชาดกที่ ๑๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การตะเกียกตะกายของพระเทวทัต เพื่อจะปลงพระชนม์พระศาสดา แล้วจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาคมิสฺสติ เม ปาปํ ดังนี้. ความพิสดารว่า ในครั้งนั้นภิกษุทั้งหลาย ตั้งเรื่องสนทนากันขึ้น ว่า ดูก่อนอาวุโส พระเทวทัตตะเกียกตะกาย เพื่อจะปลงพระชนม์พระ-
หน้า 442 ข้อ 1120
ตถาคตเจ้า คือประกอบนายขมังธนู กลิ้งศิลาทับ ปล่อยช้างนาฬาคีรีทำ อุบายเพื่อให้พระตถาคตเจ้าทรงพินาศ. พระศาสดาเสด็จมาถึง แล้วตรัส ถามว่า ก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร หนอ ? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ด้วยเรื่องชื่อนี้ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระเทวทัตไม่ใช่ตะเกียกตะกายเพื่อฆ่าเราตถาคต แต่ในบัดนี้ เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนั้นก็ตะเกียกตะกาย เพื่อฆ่าเรา ตถาคตเหมือนกัน แต่ก็ไม่อาจเพื่อจะทำแม้เพียงความสะดุ้งให้เรา ตถาคตได้ จึงเสวยทุกข์ของตนเอง แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในพระอุทรของพระอัครมเหสีของ พระองค์ เจริญวัยแล้วทรงศึกษาศิลปทุกชนิดที่นครตักกศิลา ทรงเรียน มนต์รู้เสียงทุกอย่าง. ท้าวเธอทรงให้การซักถามอาจารย์แล้ว เสด็จกลับ นครพาราณสี. พระชนกทรงตั้งพระองค์ไว้ในตำแหน่งอุปราช. ถึงจะ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอุปราชก็จริงอยู่. แต่ก็ทรงมีความประสงค์จะปลง พระชนม์พระโพธิสัตว์อยู่ ไม่ทรงปรารถนาจะให้ท่านเข้าเฝ้า. อยู่มาวัน หนึ่ง แม้สุนัขจิ้งจอกตัวหนึ่งพาเอาลูกน้อย ๒ ตัวเข้าไปทางช่องระบายน้ำ ในยามราตรีเมื่อมนุษย์ทั้งหลายหลีกเร้นไปแล้ว. ที่ข้างห้องบรรทมบน ปราสาทของพระโพธิสัตว์ มีศาลาหลังหนึ่ง. บนศาลาหลังนั้นมีคนเข็ญ ใจคนหนึ่ง ถอดรองเท้าวางไว้ที่พื้นดินใกล้เท้าแล้ว นอนอยู่บนกระดาน
หน้า 443 ข้อ 1120
แผ่นเดียว แต่ยังไม่หลับก่อน. ครั้งนั้นลูกน้อย ๒ ตัวของแม่สุนัขหิว ร้องขึ้น จึงแม่ของมันได้พูดกะลูกทั้ง ๒ ตัวนั้นตามภาษาของตนว่า อย่าทำเสียงดัง คนคนหนึ่งถอดรองเท้าวางไว้ที่พื้นบนศาลาหลังนี้ นอน บนแผ่นกระดานแต่ยังไม่หลับ เวลาคนคนนั้นนอนหลับแม่จักไปคาบ เอารองเท้านั่นมาให้พวกเจ้ากิน. พระโพธิสัตว์ทรงรู้ภาษาของมันด้วย อานุภาพของมนต์ จึงเสด็จออกจากห้องบรรทมไปทรงเปิดพระแกลแล้ว ตรัสว่า ใครอยู่ที่นี่. คนเข็ญใจทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า คนเข็ญใจพระ- เจ้าข้า. พระโพธิสัตว์ รองเท้าของเจ้าอยู่ที่ไหน ? คนเข็ญใจอยู่ที่พื้นดิน พระเจ้าข้า พ. ยกขึ้นมาแขวนไว้เถิด. แม่สุนัขจิ้งจอกครั้นได้ยินคำนั้นแล้ว โกรธพระโพธิสัตว์. ใน วันรุ่งขึ้นมันก็เข้าพระนครอย่างนั้นเหมือนกัน ครั้งนั้นคนคน ๑ ตั้งใจ ว่าจะดื่มน้ำ เมื่อลงไปในสระโบกขรณี ก็ตกลงไปจมน้ำหายใจไม่ออก ตาย. แต่เขามีผ้าสาฎกสำหรับนุ่งห่ม ๒ ผืน และมีแหวนสวมนิ้ว ราคาพันกหาปณะที่ผ้านุ่ง. แม้ครานั้นแม่สุนัขจิ้งจอกนั้นก็พูดกะลูก น้อยของมัน ที่กำลังร้องว่าแม่พวกฉันหิว ว่า ลูกเอ๋ยอย่าส่งเสียงดัง คนตายอยู่ที่สระโบกขรณีนั่นแนะ เขามีของสิ่งนี้และสิ่งนี้ แต่ เขาตายแล้วนอนอยู่ใต้บันไดนั่นเอง แม่จักให้พวกเจ้ากินคนคนนั่น.
หน้า 444 ข้อ 1120
พระโพธิสัตว์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงเปิดพระแกลแล้วตรัสว่า บน ศาลามีใครไหม ? เมื่อชายคนหนึ่งลุกขึ้นแล้วทูลว่า ข้าพระองค์พระ- เจ้าข้า จึงตรัสว่า ไปเถิดไปเอาผ้าสาฎกและแหวนสวมนิ้วของชายที่ตาย อยู่ในสระโบกขรณีนั้นแล้วปล่อยร่างของมันให้จมอยู่ในน้ำ โดยวิธีที่ มันจะไม่ลอยขึ้น. เขาได้ทำอย่างนั้นแล้ว แม่สุนัขนั้นก็โกรธอีกแล้วร้อง ขู่พระโพธิสัตว์ว่า ในวันก่อนเขาไม่ได้ให้ลูกข้ากินรองเท้า วันนี้ไม่ให้ กินคนตาย ในวันที่ ๓ พระเจ้าสมันตราชองค์หนึ่ง จักมาล้อมพระนคร ไว้ ครั้งนั้นพระราชบิดาจักส่งเขาไปเพื่อต้องการให้รบ พระเจ้าสมันต- ราชจักตัดศีรษะของท่าน ณ ที่นั้น เมื่อเป็นเช่นนั้นเราจักดื่มเลือดใน ลำคอของแกแล้วพ้นเวร ดังนี้แล้วพาลูกออกไป. ในวันที่ ๓ พระเจ้า สมันตราชเสด็จมาล้อมพระนครไว้. พระราชาตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า ไปเถิดลูกเอ๋ย จงต่อสู้กับพระเจ้าสมันตราชนั้น. พระโพธิสัตว์ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ มีเหตุอย่างหนึ่งที่ข้าพระองค์เห็นแล้ว ข้าพระองค์ไม่ สามารถไปได้ ข้าพระองค์กลัวอันตรายแห่งชีวิต พระราชาตรัสว่า เมื่อ เจ้าตายหรือไม่ตายก็ตาม จะมีประโยชน์อะไรสำหรับฉัน เจ้าจงไปเถิด. พระมหาสัตว์รับกระแสพระบรมราชโองการแล้วพาบริษัทไป ไม่ได้ ออกทางประตูด้านที่พระเจ้าสมันตราชทรงตั้งทัพ ทรงเปิดประตูด้านอื่น เสด็จออกไป. เมื่อพระมหาสัตว์นั้นเสด็จออกไป พระนครได้ว่างเปล่า. คนทั้งหลายได้ออกไปกับพระมหาสัตว์หมดทีเดียว. พระมหาสัตว์ทรงให้ พักค่ายอยู่ ณ ที่ที่มีส่วนเหมาะสมกันแห่งหนึ่ง. พระราชาทรงดำริว่า
หน้า 445 ข้อ 1120
อุปราชทำพระนครให้ว่างเปล่า พากำลังหนีไปแล้ว ฝ่ายพระเจ้าสมันต- ราชก็ล้อมพระนครตรึงไว้ บัดนี้ชีวิตของเราจะไม่มี. พระองค์ทรงดำริ ว่า เราจักรักษาชีวิตไว้ แล้วทรงพาเอาพระราชเทวี ปุโรหิตและคน รับใช้คนหนึ่ง ชื่อปรันตปะปลอมพระองค์หนีเข้าป่าไป. พระโพธิสัตว์ ทรงทราบการเสด็จหนีไปของพระราชาแล้ว จึงเสด็จเข้าพระนครทรงทำ การรบขับไล่พระเจ้าสมันตราชให้หนีไป แล้วทรงยึดราชสมบัติไว้ได้. ฝ่ายพระราชบิดาของพระองค์ ได้ทรงสร้างบรรณศาลาใกล้ฝั่งแม่น้ำแห่ง หนึ่ง ทรงดำรงพระชนม์ชีพอยู่ได้ด้วยผลไม้น้อยใหญ่. พระราชากับ ปุโรหิตไปหาผลไม้น้อยใหญ่. ที่บรรณศาลานั่นเองมีแต่ทาสชื่อปรันตปะ กับพระราชเทวี. เพราะทรงอาศัยพระราชา พระราชเทวีได้ทรงพระ- ครรภ์แม้ในสถานที่นั้น. และพระนางได้ประพฤตินอกใจพระราชากับ ทาสปรันตปะนั่น ด้วยอำนาจแห่งความคุ้นเคยกัน. วันหนึ่งพระนาง รับสั่งทาสปรันตปะว่า เมื่อพระราชาทรงทราบเรื่องแล้ว ชีวิตของเจ้าก็ จะไม่มี ชีวิตของฉันก็จะหามีไม่ เพราะฉะนั้นเจ้าจงปลงพระชนม์พระ- ราชานั้นเสีย ทาสปรันตปะทูลว่า ข้าพระองค์จะปลงอย่างไร ? พระ- ราชเทวีรับสั่งว่า พระราชานี่จะให้เจ้าถือพระขรรค์นั้นและภูษาชุบสรง แล้วไปสรงสนาน เจ้าจงคอยดูความเผลอของพระราชานั้น ในที่สรง สนานนั้น ใช้พระขรรค์ตัดพระเศียรแล้วสับพระสรีระออกเป็นท่อน ๆ ฝังไว้ในพื้นดิน. เขารับพระเสาวนีว่า พระเจ้าข้า. อยู่มาวันหนึ่งปุโรหิต นั่นเอง เดินไปเพื่อต้องการผลไม้น้อยใหญ่ ขึ้นต้นไม้ต้นหนึ่ง ใกล้ท่า
หน้า 446 ข้อ 1120
ที่พระราชาทรงสรงสนานเก็บผลไม้น้อยใหญ่อยู่. พระราชาทรงดำริว่า เราจักอาบน้ำ แล้วทรงให้ทาสปรันตปะ ถือพระขรรค์และภูษาชุบสรง แล้วได้เสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำ. ทาสปรันตปะทูลพระองค์ผู้ทรงประสบความ ประมาท ในเวลาทรงสรงสนานแม้ ณ ที่นั้นว่า ข้าพระองค์จักฆ่าละ แล้วจับพระศอพระองค์เงื้อพระขรรค์ขึ้น. พระราชาทรงร้องเพราะทรง กลัวความตาย. ปุโรหิตได้ยินเสียงนั้นแล้วมองดู เห็นทาสปรันตปะ กำลังปลงพระชนม์พระราชาสะดุ้งกลัว จึงเขย่ากิ่งไม้แล้วลงจากต้นไม้ เข้าไปนั่งที่พุ่มไม้พุ่มหนึ่ง. ทาสปรันตปะได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ ของ ปุโรหิตนั้นแล้วปลงพระชนม์พระราชา ฝังไว้ในพื้นดินแล้วพิจารณาดู ว่า ได้มีเสียงเขย่ากิ่งไม้ในที่นี้ ใครหนออยู่ในที่นี้ ? ไม่เห็นใคร ๆ จึง อาบน้ำแล้วไป. ในเวลาทาสปรันตปะไปแล้ว ปุโรหิตก็ออกจากที่นั่งไป รู้ว่าพระราชาถูกสับพระสรีระออกเป็นท่อน ๆ แล้วฝั่งไว้ในหลุม จึงอาบ น้ำแล้วปลอมเพศเป็นคนตาบอดแล้วได้ไปบรรณศาลา เพราะกลัวเขา ฆ่าตน. ปรันตปะเห็นเขาแล้วพูดว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านได้ทำอะไร. เขาทำเป็นเหมือนไม่รู้พูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์นัยน์ตาทั้ง ๒ เสียจึงได้มาที่นี่ ข้าพระองค์ได้ยืนอยู่ที่ข้างจอมปลวกแห่งหนึ่งในป่าที่มี อสรพิษชุกชุม อสรพิษตัวหนึ่งจักพ่นพิษใส่. ปรันตปะคิดว่า เขาไม่รู้ จักเรา เขาจึงพูดว่า ข้าแต่สมมติเทพ เราจักปลอบใจเขา แล้วได้ปลอบใจ เขาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่าคิดอะไร เราจักปฏิบัติท่าน แล้วได้ ให้ผลไม้น้อยใหญ่ ให้กินอิ่มหนำสำราญ. ต่อแต่นั้นมา ทาสปรันตปะก็
หน้า 447 ข้อ 1120
นำผลไม้น้อยใหญ่มาให้. พระราชเทวีประสูติพระราชโอรสแล้ว. เมื่อ พระราชโอรสทรงเจริญขึ้นพระนางบรรทมสบาย ในเช้ามืดวันหนึ่งได้ ตรัสกะทาสปรันตปะเบา ๆ ว่า เจ้าเมื่อปลงพระชนม์พระราชา ไม่มีใคร หรือ ? เขาเมื่อเจรจากับพระนางว่า ใคร ๆ มิได้เห็นข้าพระองค์ แต่ว่า ได้ยินเสียงเขย่ากิ่งไม้ แต่ไม่ทราบว่ากิ่งไม้นั้นมนุษย์หรือสัตว์เดียรฉาน เขย่า ไม่คราวใดก็คราวหนึ่งภัยจะมาถึงข้าพระองค์ และจักมาจากผู้เขย่า กิ่งไม้ ดังนี้แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- บาปจักมาถึงข้าพระองค์ ภัยจักมาถึงข้า พระองค์ เพราะมนุษย์หรือมฤคก็ไม่รู้ เขย่า กิ่งไม้ในครั้งนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปํ ได้แก่สิ่งที่ลามกคือสิ่งที่ไม่น่า ปรารถนา ไม่น่ารักใคร่. บทว่า ภยํ ความว่า แม้ภัยคือความหวาด เสียวใจจักมาถึงข้าพระองค์ ไม่ใช่ไม่อาจมาถึง. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า กิ่งไม้ไหวครั้งนั้นไม่ทราบว่าเพราะมนุษย์หรือมฤค เพราะฉะนั้นภัยจัก มาถึงข้าพระองค์จากมนุษย์หรือมฤคนั้นทีเดียว. คนทั้ง ๒ นั้นเข้าใจว่า ปุโรหิตหลับแล้ว. แต่ปุโรหิตนั้นยังไม่หลับเลย ได้ยินถ้อยคำของพวก เขาอยู่. อยู่มาวันหนึ่งเมื่อทาสปรันตปะไปหาผลไม้น้อยใหญ่ ปุโรหิต เป็นเหมือนเพ้อระลึกถึงภริยาของตนอยู่ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
หน้า 448 ข้อ 1120
ความใคร่ของเราในภรรยาผู้หวาดกลัวที่ อยู่ไม่ไกลจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ ทำให้นายปรันตปะผอมเหลืองไป ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภีรุยา ความว่า ธรรมดาผู้หญิง ทั้งหลายย่อมกลัว เพราะเหตุแม้เพียงเล็กน้อย เพราะฉะนั้น ผู้หญิงจึง ถูกเรียกว่าภีรุ. บทว่า อวิทูเร ความว่า ปุโรหิตแสดงว่า ความใคร่ ของเราในนางพราหมณีผู้หวาดกลัว อยู่ในที่ไม่ใกล้จากที่นี้ คือในที่สุด ระยะ ๒ - ๓ โยชน์ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา. พราหมณีนั้นจักทำให้เราผอม เหลืองแน่นอน. บทว่า สาว สาขา มีเนื้อความว่า ก็ด้วยคำนี้ ปุโรหิต แสดงอุปมาอยู่ว่า กิ่งไม้ทำให้ปรันตปะเองผอมเหลืองฉันใด พราหมณี นั้นก็ฉันนั้น ทำให้เราผอมเหลือง. ดังนั้นพราหมณ์จึงกล่าวคาถานั่น แหละแต่ไม่บอกความหมาย. เพราะฉะนั้น กิจจึงไม่ปรากฏแก่พระราช- เทวีเพราะคาถานี้. ลำดับนั้น พระราชเทวีจึงกล่าวกะปุโรหิตนั้นว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพูดอะไร ? ฝ่ายปุโรหิตพูดว่า ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้วแหละ ใน วันรุ่งขึ้นก็กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ภริยาผู้น่ารักใคร่ ไม่มีที่ติอยู่ในบ้าน จัก เศร้าโศกถึงเรา ความเศร้าโศกจักทำให้เธอ
หน้า 449 ข้อ 1120
ผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำนายปรันตปะให้ ผอมเหลืองฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสจยิสฺสติ ความว่า จักให้ซูบซีด เพราะเกิดความเศร้าโศกขึ้น. บทว่า กนฺตา ได้แก่ภริยาผู้น่าปรารถนา. บทว่า คาเม วสํ มีอธิอบายว่า อยู่ในเมืองพาราณสี. บทว่า อนินฺทิตา ความว่า ไม่มีที่ครหาคือทรงไว้ซึ่งรูปร่างที่เลอเลิศ. ในวันรุ่งขึ้นปุโรหิตได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- หางตาที่หล่อนชำเลืองมาหาฉันก็ดี การยิ้ม ของหล่อนก็ดี ถ้อยคำที่หล่อนเปล่งออกมาก็ดี มันจักทำให้เราผอมเหลือง เหมือนกิ่งไม้ทำให้ นายปรันตปะผอมเหลืองฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยา มํ หสิตาปงฺคี ความว่า หางตาที่หล่อนชำเลืองมาที่ฉัน. มีคำอธิบายว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ดวง ตาคำที่ตกแต่งดีแล้วเพราะนำสิ่งโสมมออกจากหางตาแล้ว ด้วยไม้ป้ายยา หยอดตาที่หล่อนชำเลืองตาแล้วก็ดี การยิ้มน้อย ๆ ก็ดี คำพูด. ที่หล่อนพูด อย่างอ่อนหวานก็ดี จักทำให้เราผอมเหลืองเหมือนกิ่งไม้ที่เราเขย่าแล้ว ดังอยู่ ทำให้ปรันตปะผอมแห้งฉะนั้น. ปาฐะว่า ปงฺคี ดังนี้ ก็มี โดย เปลี่ยน จ อักษรให้เป็น ป อักษร นั่นเอง.
หน้า 450 ข้อ 1120
ในกาลต่อมา พระราชกุมารได้ทรงเจริญวัยขึ้นมีพระชนมายุได้ ๑๖ ชันษา. จึงพราหมณ์ได้ให้พระองค์ทรงจับปลายไม้เท้าจูงไปถึงท่า อาบน้ำแล้ว ได้ลืมตาขึ้นมองดู. พระราชกุมารตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านเป็นคนตาบอดไม่ใช่หรือ ? เขาทูลว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่คนตาบอด แต่ ใช้อุบายนี้รักษาชีวิตไว้ แล้วทูลว่า ท่านรู้จักบิดาของท่านไหม ? เมื่อ พระราชกุมารตรัสบอกว่า เรารู้คนคนนั้น เป็นบิดาของเรา จึงทูลว่า คนคนนี้ไม่ใช่บิดาของท่าน แต่บิดาของท่านได้แก่พระเจ้าพาราณสี คนคนนี้เป็นทาสของท่าน เขาปฏิบัติผิดในมารดาของท่านแล้ว ฆ่าบิดา ของท่านแล้วฝังไว้ที่ตรงนี้ ดังนี้แล้วนำเอากระดูกมาให้ดู พระราชกุมาร ได้ทรงเกิดความกริ้วขึ้นเป็นกำลัง. ลำดับนั้น เมื่อพระราชกุมารตรัสถาม ปุโรหิตนั้นว่า บัดนี้ เราจะทำอย่างไร ? ปุโรหิตจึงทูลว่า สิ่งใดที่เขา ทำแก่พระราชบิดาของพระองค์ที่ท่าน้ำนี้นั่นเอง พระองค์จงทรงกระทำ สิ่งนั่นเถิด แล้วได้ทูลบอกความเป็นไปทั้งหมดให้ทรงทราบ แล้วได้ ให้พระราชกุมารทรงศึกษา การตีกระบี่กระบองอยู่ ๒, ๓ วัน. อยู่มา วันหนึ่ง พระราชกุมารทรงถือพระขรรค์กับพระภูษาชุบสรงแล้วกล่าวว่า ไปอาบน้ำเถิดพ่อครับ. ปรันตปะตอบว่า ดีละ แล้วก็ไปกับพระราชกุมาร นั้น. ต่อมาในเวลาเขาลงอาบน้ำ พระราชกุมารจึงใช้พระหัตถ์ขวาทรง ถือดาบ พระหัตถ์ซ้ายทรงจับมวยผมแล้วตรัสว่า ได้ทราบว่าเจ้าจับพระ- จุฬาของเสด็จพ่อของฉันแล้วปลงพระชนม์ของพระองค์ผู้ทรงร้องอยู่ที่ท่า น้ำนี้นั่นเอง ฝ่ายฉันก็จักทำเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน. เขากลัวภัยคือความ ตาย โอดครวญไปพลางกล่าวคาถา ๒ คาถาไปพลางว่า :-
หน้า 451 ข้อ 1120
เสียงกิ่งไม้ได้มาประจักษ์แน่นอนแล้ว เสียงนั้นเห็นจะมาแจ้งเหตุ ให้ตัวเจ้าทราบแน่ นอนแล้ว ผู้ที่สั่นกิ่งไม้นั้นได้บอกเรื่องนั้น อย่างแน่นอน เรื่องนี้เจ้าแลที่ตัวคนโง่คิดว่า กิ่งไม้ที่มนุษย์หรือมฤคก็ไม่ทราบ เขย่าแล้วใน ครั้งนั้นได้มาถึงเจ้าแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคมา ความว่า เสียงของกิ่งไม้นั้น ได้มาถึงคือมาประจวบตัวเจ้าเข้าแล้ว. บทว่า อสํสิ นูน โส ตว ความ ว่า เสียงเห็นจะบอกเหตุแต่เจ้า. บทว่า อกฺขาตํ นูน ตํ เตน ความว่า สัตว์ได้สั่นกิ่งไม้นั้น ในครั้งนั้นสัตว์นั้นได้บอกเหตุนั้นแน่นอนอย่าง นี้ว่า เขาฆ่าบิดาของท่าน บทว่า สมาคมฺม ได้แก่ สงฺคมฺม หมาย ความว่า ได้มาถึงแล้ว. มีคำอธิบายว่า ข้อที่เราผู้เป็นคนโง่ได้มีสิ่งที่คิด คือถึงที่ปริวิตกว่า ภัยจักเกิดขึ้นแก่เรา จากมนุษย์หรือมฤคที่เขย่ากิ่งไม้ ในครั้งนั้นนี้ได้มาประจวบกับเราแล้ว. ต่อจากนั้น พระราชกุมารก็ได้ตรัสคาถาสุดท้ายว่า เจ้าได้รู้อย่างนั้นแล้ว เจ้ายังลวงเสด็จ พ่อของฉันไปฆ่าแล้วเอากิ่งไม้ปิดไว้ บัดนี้ ภัย จักมาถึงเจ้าบ้าง.
หน้า 452 ข้อ 1120
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ตฺวํ อเวทสิ ความว่า เจ้าได้ รู้แล้วอยู่อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า อวญฺจิ ปิตรํ มม ความว่า เจ้า ปลอบใจเสด็จพ่อของฉันว่า พวกเรามาไปอาบน้ำกัน แล้วปลงพระชนม์ ท่านผู้กำลังสรงสนานอยู่ สับให้เป็นท่อนเล็กท่อนน้อยฝังไว้แล้วพลางไว้ โดยคิดว่า ถ้าใครจักรู้ไซร้ ภัยแบบนี้จักมาถึงแม้แก่ตัวเรา แต่ภัยคือ ความตายนี้แล บัดนี้ได้มาถึงตัวเจ้าแล้ว. พระกุมารครั้นตรัสดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แล้วก็ให้ทาสปรันตปะ นั้นถึงความสิ้นชีวิตฝังไว้แล้ว เอากิ่งไม้คลุมไว้ ทรงล้างพระขรรค์สรง สนานแล้วเสด็จไปสู่บรรณศาลาตรัสบอกปุโรหิตนั้น ถึงภาวะที่ตนได้ฆ่า แล้ว จึงทรงต่อว่าพระมารดา. ทั้ง ๓ คนหารือกันว่า พวกเราจักอยู่ทำไม ก็ตรงนี้ แล้วจึงได้พากันไปนครพาราณสีนั่นเอง พระโพธิสัตว์ทรง ประทานตำแหน่งอุปราชแก่พระกนิษฐา แล้วทรงบำเพ็ญบุญมีทานเป็น ต้น ทรงสร้างทางสวรรค์ให้เต็มที่. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรมทั้งหลายแล้ว ทรงประชุมชาดกไว้ว่า พระราชาผู้เป็นบิดาใน ครั้งนั้น ได้แก่พระเทวทัตในครั้งนี้ ปุโรหิตได้แก่พระอานนท์ ส่วน พระราชบุตรได้แก่เราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาปรันตปชาดกที่ ๑๑
หน้า 453 ข้อ 1120
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ :- ๑. คันธารชาดก ๒. มหากบี่ชาดก ๓. กุมภการชาดก ๔. ทัฬหธัมมชาดก ๕. โสมทัตตชาดก ๖. สุสีมชาดก ๗. โกฏสิมพลิ ชาดก ๘. ธูมการิชาดก ๙. ชาครชาดก ๑๐. กุมมาสปิณฑชาดก ๑๑. ปรันตปชาดก. จบ คันธารวรรคที่ ๒ รวมวรรคที่มีในสัตตกนิบาต คือ :- ๑. กุกกุวรรค ๒. คันธารวรรค จบ สัตตกนิบาต
หน้า 454 ข้อ 1121, 1122, 1123
อัฏฐกนิบาตชาดก ๑. กัจจานิวรรค ๑. กัจจานิชาดก ว่าด้วยในกาลไหน ๆ ธรรมย่อมไม่ตาย [๑๑๒๑] ดูก่อนแม่กัจจานี ท่านสระผม นุ่งห่ม ผ้าขาวสะอาด ยกถาดสำหรับนึ่ง ขึ้นบนเตา ที่ทำด้วยศีรษะมนุษย์ ยีแป้ง ล้างงา ซาว ข้าวสารทำไม ข้าวสุกคลุกงา จะมีไว้เพื่อเหตุ อะไร ? [๑๑๒๒] ดูก่อนพราหมณ์ ข้าวสุกคลุกงา ที่ทำ ให้สุกดีนี้ มิใช่เพื่อบริโภคเอง ธรรมคือความ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และธรรมคือสุจริตสาม- ประการ ได้สูญไปแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจักทำการ บูชาธรรมนั้น ในกลางป่าช้า. [๑๑๒๓] ดูก่อนแม่กัจจานี เธอจงตริตรองก่อน แล้วจึงทำการงาน ใครบอกเธอว่า ธรรมสูญ
หน้า 455 ข้อ 1124, 1125, 1126
เสียแล้ว ธรรมอันประเสริฐ เปรียบด้วยท้าว สหัสสเนตร นี้อานุภาพหาที่เปรียบมิได้ ย่อม ไม่ตายในกาลไหน ๆ. [๑๑๒๔] ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ในข้อที่ว่า ธรรม สูญแล้วนี้ ข้าพเจ้านึกมั่นใจเอาเอง ในข้อที่ว่า ธรรมไม่มีสูญนี้ ข้าพเจ้ายังสงสัย เพราะ เดี๋ยวนี้ คนมีบาปย่อมมีความสุข. เช่นหญิงสะใภ้ของข้าพเจ้าเป็นหญิงหมัน นางทุบตีขับไล่ข้าพเจ้าแล้วคลอดบุตร เดี๋ยวนี้ นางได้เป็นใหญ่แห่งตระกูลทั้งหมด ข้าพเจ้า ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่งอยู่คนเดียว. [๑๑๒๕] เรายังเป็นอยู่ ยังไม่ตาย เรามาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับท่านโดยเฉพาะ หญิง สะใภ้คนใดทุบตีขับไล่ท่าน แล้วคลอดบุตร เราจักทำหญิงสะใภ้คนนั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ เป็นเถ้าธุลีเดี๋ยวนี้. [๑๑๒๖] ข้าแต่เทวราช พระองค์ทรงพอพระทัย เสด็จมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับหม่อมฉัน
หน้า 456 ข้อ 1127, 1128
โดยเฉพาะอย่างนี้ ขอให้หม่อมฉัน บุตร ลูกสะใภ้ และหลานได้อยู่เรือนร่วมกันโดย ความบันเทิงเถิด. [๑๑๒๗] ดูก่อนแม่กาติยานี เธอชอบใจเช่นนั้น ก็ตาม เธอถึงจะถูกทุบตีขับไล่ ก็ไม่ละธรรม คือความเมตตา ขอให้เธอพร้อมทั้งบุตร ลูก สะใภ้และหลาน จงอยู่ร่วมเรือนกัน โดยความ บันเทิงเถิด. [๑๑๒๘] นางกาติยานีได้อยู่ร่วมเรือนกับลูกสะใภ้ ด้วยความบันเทิง ทั้งลูกและหลานต่างช่วยกัน บำรุงเลี้ยง เพราะท้าวสักกเทวราชทรงอนุ- เคราะห์. จบ กัจจานิชาดกที่ ๑
หน้า 457 ข้อ 1128
อรรถกถาชาดก อัฏฐกนิบาต อรรถกถากัจจานิวรรคที่ ๑ อรรถกถากัจจานิโคตตชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาคนหนึ่ง จึงได้ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า โอทาต- วตฺถา สุจิ อลฺลเกสา ดังนี้. ได้ยินว่า อุบาสกผู้เลี้ยงมารดานั้น เป็นลูกผู้ดีเมืองสาวัตถี เป็น คนมีมรรยาทดี เมื่อบิดาตายแล้วเขาบูชามารดาเหมือนเทวดา บำรุง มารดาด้วยการขวนขวายจัดน้ำล้างหน้า บ้วนปาก ไม้สีฟัน น้ำอาบ น้ำล้างเท้าเป็นต้น และด้วยข้าวยาคูแลภัตรเป็นอาทิ. ครั้งหนึ่งมารดา กล่าวกะเขาว่า ลูกรัก เจ้ามีการงานซึ่งเป็นเรื่องของฆราวาสมากมาย จง พาหญิงที่มีตระกูลเสมอกันคนหนึ่งเป็นภรรยาเขาจักเลี้ยงดูแม่ ส่วนเจ้า จักได้ทำการงานของตัวไป. เขากล่าวว่า ดูก่อนแม่ ฉันหวังประโยชน์สุข สำหรับตน จึงบำรุงเลี้ยงแม่ คนอื่นใครเล่าจักบำรุงเลี้ยงได้อย่างนี้. มารดากล่าวว่า ลูกรัก เจ้าควรทำการงานที่ให้ตระกูลเจริญ. เขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการครองเรือน ฉันจักบำรุงเลี้ยงแม่ เวลาแม่สิ้นชีพแล้วฉัน จักบวช. ลำดับนั้น มารดาของเขาแม้อ้อนวอนบ่อย ๆ ก็ไม่ได้ดังใจ
หน้า 458 ข้อ 1128
จึงไม่ถือความพอใจของเขาเป็นเกณฑ์ นำหญิงที่มีชาติตระกูลเสมอกัน มาให้เขา. เขาก็มิได้คัดค้านมารดา ได้อยู่ร่วมกันกับหญิงนั้น. แม้หญิง นั้นก็คิดว่า สามีของเราบำรุงเลี้ยงมารดาด้วยความอุตสาหะอันยิ่งใหญ่ แม้เราก็ควรจักบำรุงเลี้ยงท่าน เมื่อเราทำอย่างนี้ก็จักเป็นที่รักของสามี คิดดังนี้แล้วก็บำรุงแม่ผัวโดยเคารพ. อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาคิดว่า หญิงนี้ บำรุงเลี้ยงมารดาของเราโดยเคารพ จึงนับแต่นั้นมาเขาได้ให้ของกินที่มี รสอร่อยที่ได้มา ๆ แก่นางผู้เดียว. ครั้นเวลาต่อมา หญิงนั้นคิดว่าบุรุษ ผู้นี้ ให้ของกินที่มีรสอร่อย ๆ ที่ได้มา ๆ แก่เราเท่านั้น เขาคงจักต้อง การขับไล่มารดาเป็นแน่ เราจักทำอุบายขับไล่แก่เขา นางลืมตัวคิดไป โดยไม่ไตร่ตรองอย่างนี้ วันหนึ่ง จึงบอกสามีว่า คุณพี่ เมื่อพี่ออกไป ข้างนอก มารดาของพี่ด่าฉัน. เขาได้นิ่งเสีย นางคิดว่าเราจักใส่โทษ หญิงแก่นี้ แล้วทำตระกูลผัวให้แก่บุตร. ตั้งแต่นั้นมาเมื่อนางจะให้ข้าว ยาคู ก็ให้ที่ร้อนจัดบ้าง เย็นจัดบ้าง ไม่เค็มบ้าง เค็มจัดบ้าง. เมื่อแม่ผัว บอกว่า แม่หนู ข้าวยาคูร้อนจัด หรือเค็มจัด นางก็เติมน้ำเย็นใส่เสีย จนเต็ม. เมื่อแม่ผัวบอกอีกว่า เย็นมากไป เค็มมากไป นางก็ส่งเสียง ขึ้นว่า เมื่อก็แม่บอกว่า ร้อนจัด เค็มจัด ใครจักสามารถทำให้ถูกใจ แม่ได้ แม้น้ำสำหรับอาบ นางก็ต้มจนร้อนจัดแล้วราดบนหลัง. เมื่อ แม่ผัวบอกว่า แม่หนู หลังแม่ไหม้หมดแล้ว นางก็เอาน้ำเย็นเติมใส่ เสียจนเต็ม. เมื่อแม่ผัวบอกว่า เย็นจัดไป แม่หนู นางก็เที่ยวพูดกับ ชาวบ้านว่า แม่ผัวฉันพูดว่า น้ำสำหรับอาบร้อนจัดอยู่เดี๋ยวนี้ แล้วกลับ
หน้า 459 ข้อ 1128
ร้องขึ้นอีกว่า เย็นจัดไป ใครจักสามารถเอาใจหญิงแก่คนนี้ได้. เมื่อ แม่ผัวบอกว่า แม่หนูเตียงนอนของแม่มีเลือดชุม นางก็นำออกมาแล้ว เอาเตียงของตนเคาะลงบนเตียงนั้น บอกว่าฉันเคาะแล้ว แล้วก็นำกลับ ไปตั้งไว้ตามเดิม. แม่ผัวผู้เป็นมหาอุบาสิกาถูกเรือดกัด ต้องนั่งอยู่ตลอด คืน พอรุ่งสว่างจึงพูดว่า แม่หนู ฉันถูกเรือดกัดตลอดคืน. นางก็ เถียงว่า เมื่อวานฉันก็ได้เคาะเตียงของแม่ ใครจักอาจช่วยเหลือการงาน ของตนเช่นนี้ได้ นางคิดว่า คราวนี้เราจักให้ลูกชายเขาใส่โทษ จึง แกล้งบ้วนน้ำลาย สั่งน้ำมูกเรี่ยลาดไว้ในที่นั้น ๆ เมื่อสามีถามว่า ใคร ทำเรือนนี้ให้สกปรกไปหมด นางก็กล่าวว่า มารดาของท่านทำอย่างนี้ ฉันบอกว่าอย่าทำเลย ก็พาลทะเลาะ ฉันไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับหญิง กาลกรรณีเช่นนี้ เรือนนี้ท่านจะให้มารดาของท่านอยู่หรือจักให้ฉันอยู่ อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาได้ฟังคำของนางแล้ว กล่าวว่า น้องรักเธอยังสาวอยู่ อาจที่จะไปดำรงชีพอยู่ในที่ใด ๆได้ ส่วนแม่ของฉันเป็นคนแก่ทุพพลภาพ ฉันเท่านั้นเป็นที่พึ่งของแม่ เธอจงออกจากบ้านไปสู่ตระกูลของตน. นาง ได้ฟังคำของสามีแล้วมีความกลัว คิดว่า เราไม่อาจแยกสามีของเราจาก มารดาได้ มารดาเป็นที่รักของเขาโดยส่วนเดียว ถ้าเราไปเรือนแห่ง ตระกูล เราจักต้องอยู่อย่างเป็นหม้าย ได้รับแต่ความทุกข์เท่านั้น เรา จักปฏิบัติ ให้แม่ผัวโปรดปรานเหมือนแต่ก่อน. ตั้งแต่นั้นมา นางได้ ปฏิบัติแม่ผัวเหมือนดังก่อนทีเดียว.
หน้า 460 ข้อ 1128
อยู่มาวันหนึ่ง อุบาสกผู้เลี้ยงมารดานั้นไปสู่พระวิหารเชตวัน เพื่อฟังพระธรรม ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง. พระบรมศาสดาตรัสถามว่า อุบาสกท่านไม่ประมาทในบุญกรรม มิใช่หรือ ท่านบำเพ็ญมาตาปิตุปัฏฐานกิจมิใช่หรือ ? เขากราบทูลเรื่อง ทั้งหมดแด่พระศาสดาว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มารดาของ ข้าพระองค์นำหญิงในตระกูลคนหนึ่งมาเพื่อข้าพระองค์ โดยที่ข้าพระองค์ ไม่ชอบใจเลย นางนั้นได้ทำอนาจารต่าง ๆ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงอย่างนี้นางก็ไม่อาจจะแยกข้าพระองค์จากมารดาได้ เดี๋ยวนี้นางได้ บำรุงเลี้ยงมารดาโดยเคารพ. พระศาสดาทรงสดับด้วยคำของอุบาสกนั้นแล้ว มีพระดำรัสว่า อาวุโส เดี๋ยวนี้เธอไม่การทำตามคำของหญิงนั้น แต่เมื่อก่อนเธอได้ขับไล่ มารดาของเธอตามคำของนาง แต่ได้อาศัยเราจึงได้นำมารดามาสู่เรือน บำรุงเลี้ยงอีก อุบาสกทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี กุลบุตรของตระกูลหนึ่ง เมื่อบิดาตายแล้ว เขาบูชามารดา เหมือนเทวดา ปฏิบัติมารดาโดยทำนองดังกล่าวแล้ว เรื่องทั้งหมดมี เนื้อความพิสดารตามทำนองที่กล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. จับความ
หน้า 461 ข้อ 1128
ตอนนี้ว่า ก็เมื่อหญิงนั้น กล่าวกะสามีว่า ฉันไม่อาจอยู่ร่วมกับหญิง กาลกรรณีเช่นนี้ได้ เรือนนี้ท่านจะให้มารดาของท่านอยู่ หรือจะให้ฉัน อยู่ กุลบุตรนั้น เชื่อถ้อยคำของหญิงนั้น คิดว่า เป็นความผิดของแม่ เราคนเดียวจึงกล่าวกะมารดาว่า แม่ แม่ก่อการทะเลาะขึ้นในเรือนนี้ เป็นนิตย์ แม่จงออกจากเรือนนี้ไปอยู่ในที่อื่นตามชอบใจเถิด. มารดา พูดว่า ดีแล้ว ร้องไห้ออกจากบ้านไปอาศัยตระกูลที่เป็นเพื่อนกัน ตระกูล หนึ่งทำงานรับจ้างเขาเลี้ยงชีพอยู่ด้วยความลำบาก. ในเมื่อนางทำการ ทะเลาะกับแม่ผัวในเรือนจนแม่ผัวออกจากบ้านไปแล้ว นางก็ได้ตั้งครรภ์. นางบอกกับสามีและเที่ยวพูดกับชาวบ้านว่า เมื่อหญิงกาลกรรณีนั้นอยู่ ในเรือน ฉันไม่ได้ตั้งครรภ์ เดียวนี้ฉันได้มีครรภ์แล้ว. ต่อมานาง คลอดบุตรแล้วกล่าวกะสามีที่รักว่า เมื่อมารดาของท่านอยู่ในเรือนฉันไม่ ได้บุตร เดี๋ยวนี้ฉันได้แล้ว ท่านจงรู้ว่ามารดาของท่านเป็นกาลกรรณีด้วย เหตุนี้เถิด. ฝ่ายหญิงผู้เป็นมารดาได้ข่าวว่า เขาว่ากัน ว่า หญิงสะใภ้ได้ บุตรในเวลาที่เราถูกไล่ออกจากบ้าน นางจึงคิดว่าในโลกนี้ ธรรมคงจัก สูญไปแน่แล้ว ถ้าธรรมยังไม่สูญ ผู้ที่โบยตีมารดาแล้วขับไล่ออกจากบ้าน ไม่ควรได้บุตร ไม่ควรเป็นอยู่อย่างสบาย เราจักถวายมตกภัตต์แก่ธรรม. วันหนึ่ง นางถืองา แป้ง ข้าวสาร ถาดสำรับหนึ่ง และทัพพีไปป่าช้า ผีดิบเอาศีรษะมนุษย์สามศีรษะมาทำเตา ก่อไฟขึ้นแล้วลงน้ำสระหัว บ้วนปากเสร็จแล้วมาที่เตา สยายผมแล้วเริ่มซาวข้าวสาร.
หน้า 462 ข้อ 1128
ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นท้าวสักกเทวราช. ธรรมดาพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท. ขณะนั้นพระองค์ ตรวจดูหมู่สัตวโลก เห็นหญิงนั้นกำลังมีความทุกข์ ประสงค์จะถวาย มตกภัตต์แก่ธรรม ด้วยเข้าใจว่าธรรมได้สูญเสียแล้ว จึงทรงดำริว่า วันนี้เราจักแสดงกำลังของเรา ได้แปลงเพศเป็นพราหมณ์ทำเป็นเดิน ทางไป ครั้นเห็นหญิงนั้น จึงแวะไปยืนใกล้นาง กล่าวว่านี่แน่ะแม่คุณ ไม่มีธรรมดาที่ไหน ที่หุงหาอาหากันในป่าช้าท่านจะเอาข้าวสุกคลุกงา ที่ทำให้สุกในป่าช้านี้ไปทำอะไร ดังนี้ เมื่อจะเริ่มสนทนา จึงกล่าวคาถา ที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนแม่กัจจานี ท่านสระผม นุ่งห่ม ผ้าขาวสะอาด ยกถาดสำหรับนึ่ง ขึ้นบนเตา ที่ทำด้วยศีรษะมนุษย์ ยีแป้ง ล้างงา ซาวข้าวสาร ทำไม ข้าวสุกคลุกงา จะมีไว้เพื่อเหตุอะไร ? พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ :- ท้าวสักกเทวราช เรียกหญิงนั้น โดยโคตรว่า กัจจานี. บทว่า กุมฺภิมธิสฺสยิตฺวา ความว่า ยกถาดสำหรับนึ่งนี้ขึ้นบน เตาที่ทำด้วยศีรษะมนุษย์ บทว่า เหหิติ ความว่า ข้าวสุกคลุกงานี้จะมีไว้เพื่อเหตุอะไร คือท่านจะบริโภคด้วยตนเองหรือยังมีเหตุอย่างอื่นแอบแฝงอยู่ ?
หน้า 463 ข้อ 1128
ลำดับนั้น หญิงนั้นเมื่อจะบอกความแก่ท้าวสักกะเทวราช ได้ กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนพราหมณ์ ข้าวสุกคลุกงา ที่ทำ ให้สุกดีนี้ มิใช่เพื่อบริโภคเอง ธรรมคือความ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ และธรรมคือสุจริต ๓ ประการ ได้สูญไปแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจักทำการ บูชาธรรมนั้น ในกลางป่าช้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม ได้แก่ธรรมคือความอ่อนน้อม ต่อผู้เจริญ. และธรรมคือสุจริต ๓ ประการ. บทว่า ตสฺส ปหูนมชฺช ความว่า ข้าพเจ้าจักกระทำมตกภัตร คือภัตรเพื่อผู้ตายนี้ แก่ธรรมนั้น. ต่อจากนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ :- ดูก่อนแม่กัจจานี เธอจงตริตรองก่อน แล้วจึงทำการงาน ใครบอกเธอว่า ธรรมสูญ เสียแล้ว ธรรมอันประเสริฐ เปรียบด้วยท้าว สหัสสเนตร มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ ย่อม ไม่ตายในกาลไหน ๆ.
หน้า 464 ข้อ 1128
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุวิจฺจ ความว่า ท่านจงตริตรอง คือรู้ให้ชัดเจน. บทว่า โก นุ ตเวตสํสิ ความว่า ใครหนอบอกความนี้แก่ ท่าน ? ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงแสดงพระองค์เปรียบด้วยธรรมอัน ประเสริฐ คือธรรมอันสูงสุด จึงตรัสอย่างนี้ว่า สหสฺสเนตฺโต นางได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ ในข้อที่ว่า ธรรม สูญแล้วนี้ ข้าพเจ้านึกมั่นใจเอาเอง ในข้อที่ว่า ธรรมไม่มีสูญนี้ ข้าพเจ้ายังสงสัย เพราะ เดี๋ยวนี้ คนมีบาปย่อมมีความสุข. เช่นหญิงสะใภ้ของข้าพเจ้าเป็นหญิงหมัน นางทุบตีขับไล่ข้าพเจ้าแล้วคลอดบุตร เดี๋ยวนี้ นางได้เป็นใหญ่แห่งตระกูลทั้งหมด ข้าพเจ้า ถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่งอยู่คนเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหปฺปมาณํ ความว่า หญิงนั้น กล่าวว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ในข้อที่วาธรรมสูญแล้วนี้ ข้าพเจ้ามั่นใจ แน่นอนอย่างปราศจากข้อสงสัย.
หน้า 465 ข้อ 1128
บทว่า เย เย ความว่า เมื่อหญิงนั้นจะแสดงเหตุในข้อที่ธรรม นั้นเป็นของสูญแล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วธิตฺวาน ความว่า นางทุบตี ขับไล่. บทว่า อปวิฏฺา ความว่า ข้าพเจ้าถูกทอดทิ้งไม่มีที่พึ่ง ต้อง อยู่ผู้เดียว. ต่อแต่นั้น ท้าวสักกะได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- เรายังเป็นอยู่ ยังไม่ตาย เรามาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับท่านโดยเฉพาะ หญิง สะใภ้คนใดทุบตีขับไล่ท่าน แล้วคลอดบุตร เราจักทำหญิงสะใภ้คนนั้นพร้อมทั้งบุตร ให้ เป็นเถ้าธุลีเดี๋ยวนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต. นางได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เราพูดอะไรไป เราจักทำอาการที่ หลานของเราจะไม่ตาย แล้วกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :- ข้าแต่เทวราช พระองค์ทรงพอพระทัย เสด็จมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์สำหรับหม่อมฉัน โดยเฉพาะอย่างนี้ ขอให้หม่อมฉัน บุตร
หน้า 466 ข้อ 1128
ลูกสะใภ้ และหลานได้อยู่เรือนร่วมกันโดย ความบันเทิงเถิด. ลำดับนั้น ท้าวสักเทวราช จึงได้ตรัสคาถาที่ ๘ แก่นางว่า :- ดูก่อนแม่กาติยานี เธอชอบใจเช่นนั้น ก็ตาม เธอถึงจะถูกทุบตีขับไล่ ก็ไม่ละธรรม คือความเมตตา ขอให้เธอพร้อมทั้งบุตร ลูก สะใภ้และหลาน จงอยู่ร่วมเรือนกันโดยความ บันเทิงเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตาปิ สนฺตา ความว่า เธอ แม้ถึงจะถูกทุบตี แม้ถึงจะถูกขับไล่ ก็ยังไม่ละธรรมคือความเมตตาใน เด็ก ๆ เมื่อเป็นเช่นนั้น เธอปรารถนาอย่างใด ก็จงสมประสงค์อย่างนั้น เราเลื่อมใสในคุณธรรมนี้ของเธอ. ก็แหละท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็ประดับตกแต่ง พระองค์ ประทับยืนอยู่บนอากาศด้วยอานุภาพของพระองค์ แล้วตรัสว่า ก่อนแม่กัจจานี เธออย่ากลัวเลย ทั้งลูก และลูกสะใภ้ของเธอจักมา ด้วยอานุภาพของเราจักขอขมาโทษในระหว่างทาง แล้วจักพาท่านไป ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่วิมานของพระองค์.
หน้า 467 ข้อ 1128
ด้วยอานุภาพของท้าวสักกเทวราช บันดาลให้ลูกสะใภ้ ระลึก ถึงคุณของมารดา เขาพากันถามตนในบ้านว่า มารดาของเราไปไหน ? ครั้นได้ทราบว่าเดินทางไปป่าช้า จึงพากันเดินทางไปป่าช้า พลาง รำพรรณไปว่า แม่ แม่ พอเห็นมารดาก็หมอบลงที่เท้ากล่าวขอ ขมาโทษว่า ดูก่อนแม่ขอแม่ได้โปรดยกโทษให้แก่ลูกเถิด ขออย่าได้ถือ โทษเลย. แม้มารดาก็รับหลานมาอุ้ม. ทั้งหมดต่างมีความปราโมทย์พากัน กลับบ้านอยู่กันด้วยความสามัคคี แต่นั้นมา ด้วยประการฉะนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ว่า :- นางกาติยานี ได้อยู่ร่วมเรือนกับลูกสะใภ้ ด้วยความบันเทิง ทั้งบุตรและหลานต่างช่วย กันบำรุงเลี้ยง ก็เพราะท้าวสักกเทวราชทรง อนุเคราะห์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา กาติยานี ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย นางกัจจานี เป็นกัจจายนโคตร. บทว่า เทวานมินฺเทน อธิคฺคหีตา ความว่า คนเหล่านั้น อันท้าวสักกเทวราชผู้เป็นจอมเทวัน ทรงอนุเคราะห์แล้ว จึงอยู่ร่วมกัน ด้วยความสมัครสมานสามัคคีด้วยอานุภาพของท้าวเธอ.
หน้า 468 ข้อ 1128
พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสจบลงแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจธรรม อุบาสกผู้เลี้ยงมารดานั้น ได้เป็นพระโสดาบัน ก็อุบาสกผู้เลี้ยงมารดาใน ครั้งนั้น ได้มาเป็นอุบาสกผู้เลี้ยงมารดาในบัดนี้ แม้ภรรยาของเขาใน ครั้งนั้น ได้มาเป็นภรรยาในบัดนี้ ท้าวสักกเทวราชได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากัจจานิโคตตชาดกที่ ๑
หน้า 469 ข้อ 1129, 1130, 1131, 1132
๒. อัฏฐสัททชาดก ว่าด้วยพระนิพพาน [๑๑๒๙] สระมงคลโบกขรณีนี้ แต่ก่อนเป็นที่ลุ่ม ลึก มีน้ำมาก มีปลามาก เป็นที่อยู่อาศัยของ พญานกยาง เป็นที่อยู่แห่งบิดาของเรา บัดนี้ น้ำแห้ง วันนี้พวกเราจะพากันเลี้ยงชีพด้วย กบ ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ จะไม่ละที่อยู่. [๑๑๓๐] ใครจะทำลายนัยน์ตาข้างที่สอง ของนาย พันธุระผู้มีอาวุธในมือให้แตกได้ ใครจักกระทำ ลูก รังของเรา และตัวเราให้มีความสวัสดีได้. [๑๑๓๑] ดูก่อนมหาบพิตร คติของกระพี้ไม้นั้น มีอยู่เพียงใด กระพี้ไม้ทั้งหมด แมลงภู่เจาะกิน สิ้นแล้วเพียงนั้น แมลงภู่หมดอาหารแล้ว จึง ไม่ยินดีในไม้แก่น. [๑๑๓๒] ไฉนหนอเราจึงจะจากที่นี่ ไปให้พ้นจาก
หน้า 470 ข้อ 1133, 1134, 1135, 1136
ราชนิเวศน์เสียได้ บันเทิงใจชมต้นไม้กิ่งไม้ที่ มีดอก ทำรังอาศัยอยู่ตามประสาของเรา. [๑๑๓๓] ไฉนหนอเราจึงจะไปจากที่นี่ ให้พ้นจาก พระราชนิเวศน์ไปเสียได้ เราจักนำหน้าฝูงไป ดื่มน้ำที่ดีเลิศได้. [๑๑๓๔] นายพรานภรตะชาวพาหิกรัฐ นำเราผู้ มัวเมาด้วยกามทั้งหลาย ผู้กำหนัดหมกมุ่นอยู่ ในกามมาแล้ว ลิงนั้นกล่าวว่า ขอความเจริญจง มีแก่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด. [๑๑๓๕] เมื่อความมืดมิด ปรากฏเบื้องบนภูเขา อันแข็งคม นางกินรีนั้น ได้กล่าวกะเราด้วย ถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวานว่า ท่านอย่าจรดเท้า ลงบนแผ่นหิน. [๑๑๓๖] เราเห็นพระนิพพาน อันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่ต้องกลับมานอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้อง สงสัย ความเกิดของเรานี้ มีในที่สุดแล้ว
หน้า 471 ข้อ 1136
การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสาร เพื่อภพใหม่ต่อไปของเราสิ้นสุดแล้ว. จบ อัฏฐสัททชาดกที่ ๒ อรรถกถาอัฏฐสัททชาดกที่ ๒ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ เสียงแสดงความแร้นแค้น อันน่าสะดุ้งกลัวที่พระเจ้าโกศลได้ทรงสดับ ในเวลาเที่ยงคืน จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริมต้นว่า อิทํ ปุเร นินฺนมาหุ ดังนี้. เนื้อเรื่องก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในโลหกุมภิชาดก ใน จตุกกนิบาตนั่นแหละ. ส่วนในเรื่องนี้ เมื่อพระเจ้าโกศลทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ จะมีเหตุอะไรเกิดขึ้น เพราะเสียงที่ข้าพระองค์ได้สดับนี้ พระ- บรมศาสดาจึงตรัสว่า มหาบพิตรขอพระองค์อย่าได้ทรงกลัวเลย จะไม่ มีอันตรายใด ๆ แก่พระองค์ เพราะเหตุที่ได้ทรงสดับเสียงเหล่านั้น มหาบพิตร พระองค์ได้ทรงสดับเสียงแสดงความแร้นแค้นอันน่าสะดุ้ง กลัวเช่นนี้ แต่พระองค์เดียวก็หามิได้ แม้พระราชาองค์ก่อน ๆ ก็ได้ สดับเสียงเช่นนี้ แล้วเชื่อคำของพวกพราหมณ์ ประสงค์จะบูชายัญด้วย สัตว์อย่างละ ๔ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิต จึงรับสั่งให้ปล่อยสัตว์ที่จับ ไว้เพื่อจะฆ่าบูชายัญ แล้วให้ตีกลองเป่าประกาศห้ามฆ่าสัตว์ทั่วพระนคร พระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้ :-
หน้า 472 ข้อ 1136
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ที่มีสมบัติแปดสิบโกฏิ ครั้นเจริญวัย ได้ศึกษาศิลปวิทยาในเมืองตักกศิลา เมื่อมารดาบิดาตาย ไปแล้ว จึงตรวจดูทรัพย์สมบัติ แล้วสละสมบัติทั้งหมดให้เป็นทาน ละ กามารมณ์เข้าป่าหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ทำฌานอภิญญาให้บังเกิดแล้ว แต่ต้องการจะเสพรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงไปยังถิ่นมนุษย์ ถึงเมืองพา- ราณสีแล้ว พำนักอยู่ในพระราชอุทยาน. ในครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสี เสด็จประทับเหนือพระแท่นสิริไสยาสน์ ในเวลาเที่ยงคืน ได้ทรงสดับ เสียง ๘ อย่างคือ :- ๑. นกยางตัวหนึ่ง ในพระราชอุทยาน ใกล้พระราชวังร้อง. ๒. เสียงร้องของนกยางยังไม่ทันขาดเสียง แม่กาซึ่งอาศัยอยู่ที่ เสาระเนียดโรงช้าง ร้อง. ๓. แมลงภู่ซึ่งอาศัยอยู่ที่ช่อฟ้าเรือนหลวง ร้อง. ๔. นกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๕. เนื้อที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๖. วานรที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๗. กินนรที่เลี้ยงไว้ในเรือนหลวง ร้อง. ๘. เมื่อเสียงร้องของกินนรยังไม่ทันขาดเสียง พระปัจเจกพุทธ-
หน้า 473 ข้อ 1136
เจ้า ผู้ไปถึงพระราชอุทยาน ท้ายพระราชวัง เมื่อจะเปล่งอุทานครั้งหนึ่ง ได้ทำเสียงขึ้น. พระเจ้าพาราณสี ได้ทรงสดับเสียง ๘ อย่างเหล่านี้แล้ว ตก พระทัย สะดุ้งกลัว ในวันรุ่งขึ้นจึงตรัสถามพวกพราหมณ์. พราหมณ์ ทั้งหลายพากันกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า อันตรายปรากฏแก่พระ- องค์ พวกข้าพระองค์จักบูชายัญด้วยวิธีสัตว์อย่างละ ๔ เมื่อพระราชา ทรงอนุญาตว่า ท่านทั้งหลายจงทำตามชอบใจ ต่างก็พากันร่าเริงยินดี ออกจากราชสำนักไปเริ่มยัญญกรรม. ครั้งนั้นมาณพ ผู้เป็นศิษย์ของหัวหน้าพราหมณ์ผู้ทำยัญญกรรม เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด กล่าวกะอาจารย์ว่า ข้าแต่อาจารย์ ยัญญกรรม อย่างนี้ เป็นกรรมหยาบช้ากล้าแข็ง. ไม่เป็นที่น่ายินดี ก่อความพินาศ แก่สัตว์เป็นอันมาก ขอท่านอย่าได้ทำเลย. อาจารย์กล่าวว่า พ่อเอย เจ้าช่างไม่รู้อะไรเสียเลย ถ้าจักไม่มีอะไรอย่างอื่นขึ้น พวกเราก็จักได้ กินปลาและเนื้อมากมายก่อน. มาณพกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขอ ท่านอย่าได้ทำกรรมที่จะให้เกิดในนรก เพราะอาศัยท้องเลย. พวก พราหมณ์ที่เหลือได้ฟังดังนั้นก็โกรธมาณพว่า มาณพเป็นอันตรายต่อลาภ ของพวกเรา. เพราะกลัวพราหมณ์เหล่านั้น มาณพจึงกล่าวว่า ถ้าเช่น นั้น พวกท่านจงทำอุบายกินปลาและเนื้อเถิด แล้วออกไปนอกพระนคร พิจารณาดู สมณะผู้มีธรรม ซึ่งสามารถจะห้ามพระราชาได้ ไปพระ- ราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์ไหว้แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
หน้า 474 ข้อ 1136
ท่านไม่มีความอนุเคราะห์ในสัตว์ทั้งหลายบ้างหรือ พระราชารับสั่ง ให้ฆ่าสัตว์เป็นอันมากบูชายัญ การที่ท่านจะทำให้มหาชนพ้นจากเครื่อง พันธนาการ จะไม่สมควรหรือ ? พระโพธิสัตว์ ตอบว่า ถูกแล้ว มาณพ แต่เราอยู่ที่นี่ พระ- ราชาก็ไม่รู้จักเรา เราก็ไม่รู้จักพระราชา. มาณพถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ท่านรู้ความสำเร็จผลแห่งเสียง ที่พระราชาทรงสดับหรือ ? เออ เรารู้ เมื่อรู้ เหตุไรจึงไม่กราบทูลพระราชา ? ดูก่อนมาณพ เราผูกเขาสัตว์ไว้ที่หน้าผาก จะอาจบอกว่า เรารู้ ได้อย่างไร ถ้าพระราชาเสด็จมาที่นี้แล้วตรัสถามว่า เราก็จักกราบทูลให้ ทรงทราบ. มาณพก็รีบไปราชสำนักโดยเร็ว เมื่อพระราชาตรัสถามว่า อะไร กันเล่าพ่อคุณ ? ก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า มีดาบสองค์หนึ่งรู้ ความสำเร็จผลแห่งเสียงที่พระองค์ได้ทรงสดับ นั่งอยู่บนมงคลศิลา ใน พระราชอุทยานของพระองค์ กล่าวว่า ถ้าพระราชาตรัสถามเรา เราจัก กราบทูลให้ทรงทราบ พระองค์ควรเสด็จไปถามพระดาบสนั้น พระเจ้าข้า. พระราชาเสด็จไปในที่นั้นโดยเร็ว ไหว้พระดาบสแล้ว อันพระ- ดาบสทำปฏิสันถารแล้ว ประทับนั่งแล้วตรัสถามว่า ได้ยินว่า พระคุณเจ้า
หน้า 475 ข้อ 1136
รู้ความสำเร็จผลแห่งเสียง ที่ข้าพเจ้าได้ฟังจริงหรือ ? ถูกแล้ว มหาบพิตร. ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้า ได้กรุณาชี้แจงความสำเร็จผลแห่ง เสียงที่ข้าพเจ้าได้ฟังนั้น แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด. มหาบพิตร จะไม่มีอันตรายไร ๆ แก่พระองค์เลย เพราะได้ทรง สดับเสียงเหล่านั้น ก็นกยางตัวหนึ่งมีอยู่ที่สวนเก่า นกยางนั้นเมื่อไม่ ได้เหยื่อ ถูกความหิวครอบงำ ได้ร้องขึ้นเป็นเสียงแรก พระดาบสกราบ ทูลดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของนกยางด้วยญาณของตน จึงได้ กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :- สระมงคลโบกขรณีนี้ แต่ก่อนเป็นที่ลุ่ม ลึก มีน้ำมาก มีปลามาก เป็นที่อยู่อาศัยของ พญานกยาง เป็นที่อยู่แห่งบิดาของเรา บัดนี้ น้ำแห้ง วันนี้พวกเราจะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ ก็ จะไม่ละที่อยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ พระดาบสกล่าวหมายถึงสระ- โบกขรณีที่เป็นมงคลนั้น เมื่อก่อนมีน้ำไหลซึมไปตามสุมทุมพุ่มไม้ที่อยู่ ในน้ำ จึงมีน้ำมาก มีปลามาก แต่เดี๋ยวนี้กลายเป็นสระมีน้ำน้อย เพราะ- น้ำแห้งขอดเสียแล้ว.
หน้า 476 ข้อ 1136
บทว่า ตฺยชฺช เภเกน ความว่า วันนี้พวกเราเมื่อไม่ได้ปลา เหล่านั้นเป็นอาหาร ก็จะพากันเลี้ยงชีพด้วยกบ. บทว่า โอกํ ความว่า ถึงพวกเราจะถูกความหิวบีบคั้นถึงเพียงนี้ ก็จะไม่ยอมละทิ้งที่อยู่ไป. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ด้วยเหตุดังทูล มานี้ นกยางนั้น ถูกความหิวบีบคั้นจึงร้อง แม้ถ้าพระองค์ประสงค์จะ เปลื้องนกยางนั้น ให้พ้นจากความหิว จงชำระสวนให้สะอาด แล้วไข น้ำเข้าให้เต็มสระโบกขรณี. พระราชารับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งกระทำ ตามนั้น. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า แม่กาตัวหนึ่ง อยู่ที่เสาระเนียดโรงช้างของพระองค์ โศกเศร้าถึงลูกของตัว จึงได้ร้อง เป็นเสียงที่สอง แม้เพราะเหตุนั้นภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้วกล่าว คาถาที่ ๒ ความว่า :- ใครจะทำลายนัยน์ตาข้างที่สองของนาย พันธุระ ผู้มีอาวุธในมือให้แตกได้ ใครจักกระ ทำลูกรักของเรา และตัวเราให้มีความสวัสดี ได้. ครั้นกล่าวดังนี้ ได้ทูลถามว่า ดูก่อนมหาบพิตร นายควาญช้าง ที่โรงช้างของพระองค์ชื่อไร ? ชื่อพันธุระขอรับ ท่านผู้เจริญ
หน้า 477 ข้อ 1136
มหาบพิตร เขาตาบอดข้างหนึ่งหรือ ? พระราชา ถูกแล้ว ท่านผู้เจริญ ก่อนมหาบพิตร แม่กาตัวหนึ่งทำรังอยู่ที่เสาระเนียดประตูโรง ช้าง ออกไข่ ฟักไข่แล้ว ลูกก็ออกจากฟองไข่ นายควาญช้างขี่ช้าง เข้าออกจากโรงช้าง เอาขอตีแม่กาบ้าง ลูกกาบ้าง รื้อรังเสียบ้าง แม่ กาได้รับความลำบากเช่นนั้น จึงร้องขอให้นัยน์ตานายควาญช้างนั้นบอด เสียทั้งสองข้าง. ถ้าพระองค์จะทรงมีพระทัยเมตตาแก่แม่กา โปรดเรียก นายพันธุระนั้นมา จงห้ามอย่าให้รื้อรังอีก. พระราชาให้หาตัวนาย- พันธุระมา ทรงบริภาษแล้วไล่ออก แล้วทรงตั้งคนอื่นเป็นนายควาญ- ช้างแทน. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาพิตร มีแมลงภู่ตัวหนึ่ง อยู่ที่ช่อฟ้ามหาปราสาท กัดกระพี้กินหมดแล้ว ไม่อาจกัดแก่นกินได้ เมื่อไม่ได้อาหารก็ไม่อาจออกไป จึงคร่ำครวญเป็นเสียงที่สาม แม้เพราะ เหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้แล้ว โดยที่กำหนดรู้กิริยาของ แมลงภู่นั้นด้วยญาณของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :- ดูก่อนมหาบพิตร คติของกระพี้ไม้นั้นมี อยู่เพียงใด กระพี้ไม้ทั้งหมด แมลงภู่เจาะกิน สิ้นแล้วเพียงนั้น แมลงภู่หมดอาหารแล้ว จึง ไม่ยินดีในไม้แก่น.
หน้า 478 ข้อ 1136
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว ตสฺสา คตี อหุ ความว่า กระพี้ไม้นั้น ได้ให้ความสำเร็จประโยชน์มาแล้วเพียงใด กระพี้ไม้นั้น แมลงภู่ก็กัดกินเสียหมดสิ้นเพียงนั้น. บทว่า น รมตี ความว่า พระดาบสทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร แมลงภู่นั้น ออกจากที่นั้นแล้ว เมื่อไม่เห็นทางที่จะบินไปได้ จึงได้ร้อง คร่ำครวญอยู่ ขอพระองค์จงให้คนนำแมลงภู่นั้น ออกจากช่อฟ้าเถิด. พระราชารับสั่งให้บุรุษคนหนึ่ง นำแมลงภู่ออกได้ด้วยอุบาย. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวัง ของพระองค์ มีนกดุเหว่าที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? พระราชาตรัสว่า มีอยู่ขอรับ. พระดาบสกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร นกดุเหว่านั้นคิดถึง ไพรสณฑ์ที่ตนเคยอยู่ ดิ้นรนคิดว่า เมื่อไรหนอเราจึงจะพ้นกรงนี้ ไป สู่ไพรสณฑ์ที่น่ารื่นรมย์ จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่สี่ แม้เพราะเหตุนี้ ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :- ไฉนหนอ เราจึงจะจากที่นี่ไปให้พ้น จาก ราชนิเวศน์เสียได้บันเทิงใจ ชมต้นไม้กิ่งไม้ที่ มีดอก ทำรังอาศัยอยู่ตามประสาของเรา.
หน้า 479 ข้อ 1136
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมสาขานิเกตินี ความว่า ทำรัง อาศัยอยู่อย่างสบาย ที่ต้นไม้กิ่งไม้ที่มีดอกบานสะพรั่ง. ก็แหละครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว ได้กราบทูลต่อไปว่า ดูก่อน มหาบพิตร นกดุเหว่านั้นดิ้นรน ขอพระองค์จงปล่อยนกดุเหว่านั้นเถิด. พระราชารับสั่งให้กระทำตามนั้น. พระดาบสกราบทูลต่อไปว่า ในพระ- ราชวังของพระองค์มีเนื้อที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? พระราชาตรัสว่า มีขอรับ. พระดาบสกราบทูลว่า เนื้อนั้นเป็นนายฝูง คิดถึงนางเนื้อของตน ดิ้นรนด้วยอำนาจกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่ห้า แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :- ไฉนหนอ เราจึงจะไปจากที่นี่ ให้พ้น พระราชนิเวศน์ไปเสียได้ เราจักนำหน้าฝูง ไป ดื่มน้ำที่ดีเลิศได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺโคทกานิ ความว่า เมื่อไรหนอ แล เราจักนำหน้าฝูงไปดื่มน้ำที่ดีเลิศ ซึ่งเนื้ออื่น ๆ ยังไม่เคยดื่มมาก่อน. พระมหาสัตว์ผู้ดาบส ได้กราบทูลขอให้พระราชาทรงปล่อยเนื้อ นั้นไป แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร ในพระราชวังของ พระองค์มีลิงที่เลี้ยงไว้ตัวหนึ่งมิใช่หรือ ? เมื่อพระราชารับสั่งว่า มีขอรับ
หน้า 480 ข้อ 1136
พระดาบสได้กราบทูลว่า ลิงนั้นกำหนัดอยู่ด้วยกาม กับฝูงนางลิงในป่า หิมวันตประเทศเที่ยวไป ถูกนายพรานชื่อภารตะนำมาที่นี่ บัดนี้ ดิ้น รนอยากจะไปที่นั้น จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่หก แม้เพราะเหตุนั้น ภัย ก็มิได้มีแก่พระองค์ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า :- นายพรานภารตะ ชาวพาหิกรัฐนำเราผู้ มัวเมาด้วยกามทั้งหลาย ผู้กำหนัดหมกมุ่นอยู่ ในกามมาแล้ว ลิงนั้นกล่าวว่า ขอความเจริญ จงมีแต่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาหิโก ได้แก่นายพรานภารตะ ชาวพาหิกรัฐ. บทว่า ภทฺทมตฺถุ เต วานรนั้นกล่าวความข้อนี้ว่า ขอความ เจริญจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปล่อยข้าพเจ้าเถิด. พระมหาสัตว์ขอให้พระราชาทรงปล่อยลิงนั้นแล้ว ทูลถามต่อไปว่า ในพระราชวังของพระองค์ มีกินนรที่เลี้ยงไว้มิใช่หรือ ? เมื่อพระราชา. ตรัสว่า มี จึงกราบทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร กินนรนั้น คิดถึงคุณที่ นางกินรีทำไว้แก่ตน เร่าร้อนเพราะกิเลส จึงได้ร้องขึ้นเป็นเสียงที่เจ็ด ด้วยว่าวันหนึ่งกินนรนั้น ขึ้นไปสู่ยอดเขาตุงคบรรพต กับนางกินรี พากันเลือกเก็บดอกไม้ที่มีสีงาม กลิ่นหอม และมีรสอร่อยนานาชนิด ประดับกายตน ไม่ได้กำหนดพระอาทิตย์ที่กำลังจะอัสดงคต เมื่อพระ-
หน้า 481 ข้อ 1136
อาทิตย์อัสดงคตแล้ว ความมืดได้มีแก่กินนรและกินรี ผู้กำลังลงจากยอด เขา นางกินรีได้กล่าวกะกินนรว่า ที่รักมืดเหลือเกิน ท่านจงระวัง ก้าวลงอย่าให้พลาด แล้วจับมือก้าวลงไป กินนรคิดถึงคำของนางกินรีนั้น จึงได้ร้องขึ้น แม้เพราะเหตุนั้น ภัยก็มิได้มีแก่พระองค์ ดังนี้ เมื่อจะ การทำเรื่องราวนั้นได้ปรากฏ โดยที่กำหนดรู้ได้ด้วยญาณของตน จึง กล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า :- เมื่อความมืดมิด ปรากฏเบื้องบนภูเขา อันแข็งคม นางกินรีนั้น ได้กล่าวกะเราด้วย ถ้อยคำอันไพเราะอ่อนหวาน ท่านอย่าจรดเท้า ลงบนแผ่นหิน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธการติมิสฺสาย ความว่า เมื่อ ความมืดอันกระทำความบอด ปรากฏ. บทว่า ตุงฺเค แปลว่า แหลมคม. บทว่า สณฺเหน มุทุนา ความว่า ด้วยถ้อยคำอันไพเราะ อ่อนหวาน. ย อักษร ในบทว่า มา ปาทํ ขณิยฺสมินิ นี้ ท่านถือเอาด้วย อำนาจแห่งพยัญชนะสนธิ. มีคำอธิบายดังนี้ นางกินรีนั้นได้พูดกะเรา ด้วยวาจาอันอ่อนหวานนุ่มนวลว่า. ที่รักท่านอย่าประมาท ท่านอย่ากด
หน้า 482 ข้อ 1136
เท้าลงบนแผ่นหิน คือ ค่อย ๆ ก้าวลง อย่าให้ลื่นพลาดไปที่แผ่นหินได้. ดังนี้แล้ว จับมือก้าวลงไป. พระมหาสัตว์ได้กราบทูลถึงเหตุที่กินนรร้องดังนี้แล้ว ได้ทูลขอ ให้ทรงปล่อยกินนรนั้น แล้วกราบทูลต่อไปว่า ดูก่อนมหาบพิตร เสียง ที่ ๘ เป็นเสียงเปล่งอุทาน คือที่เงื้อมภูเขา นันทมูลกะ พระปัจเจก- พุทธเจ้าองค์หนึ่งว่า อายุสังขารของตนจะสิ้นแล้ว จึงคิดว่าจักไปแดน มนุษย์ ปรินิพพานในพระราชอุทยานของพระเจ้าพาราณสี พวกมนุษย์ จักเผาศพเรา จักเล่นสาธุกีฬา บูชาธาตุบำเพ็ญทางสวรรค์ ดังนี้แล้ว เหาะมาด้วยฤทธานุภาพ เวลามาถึงยอดปราสาทของพระองค์ ได้ปลง ขันธภาระเปล่งอุทานแสดงเมืองแก้วคือนิพพาน ดังนี้แล้ว กล่าวคาถา ที่พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวไว้ ความว่า :- เราเห็นพระนิพพานอันเป็นที่สิ้นชาติ ไม่ ต้องกลับมานอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรานี้ มีในที่สุดแล้ว การนอน ในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสารเพื่อภพ ใหม่ต่อไปของเราสิ้นสุดแล้ว. คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้. เราชื่อว่าเห็นชัดที่สุดแห่งความสิ้น ชาติ เพราะได้เห็นพระนิพพาน กล่าวคือความสิ้นไปแห่งชาติแล้ว ไม่ ต้องเวียนมาสู่การนอนในครรภ์อีก โดยไม่ต้องสงสัย ความเกิดของเรา
หน้า 483 ข้อ 1136
นี้มีในที่สุดแล้ว การนอนในครรภ์เป็นหนสุดท้ายแล้ว สงสาร กล่าว คือลำดับแห่งเบญจขันธ์ เพื่อภพใหม่ของเรา ก็สิ้นสุดแล้ว. ก็และพระปัจเจกพุทธเจ้า กล่าวคาถานี้ด้วยสามารถแห่งอุทาน แล้วมาสู่พระราชอุทยานนี้ ปรินิพพานที่โคนตันรังอันมีดอกบานสะพรั่ง ต้นหนึ่ง ดูก่อนมหาบพิตร ขอเชิญพระองค์เสด็จไปปลงศพพระปัจเจก- พุทธเจ้านั้นเถิด. พระมหาสัตว์ พาพระราชาไปที่พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพาน ชี้ให้ทอดพระเนตรสรีระนั้น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นสรีระของ พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว พร้อมด้วยพลนิกาย บูชาด้วยของหอมเป็น ต้น ทรงอาศัยคำของพระโพธิสัตว์รับสั่งให้งดยัญญกรรม พระราชทาน ชีวิตแก่สัตว์ทั้งหมด ให้ตีกลองประกาศห้ามฆ่าสัตว์ในพระนคร ให้ เล่นสาธุกีฬาเจ็ดวัน แล้วให้เผาศพพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยสักการะใหญ่ บนจิตกาธานที่ทำด้วยของหอมทุกอย่าง แล้วให้สร้างสถูปไว้ที่ทาง ๔ แพร่ง. แม้พระโพธิสัตว์แสดงธรรมแก่พระราชาแล้วกล่าวสอนว่า ขอ พระราชาจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิดดังนี้ แล้วเข้าป่าหิมพานต์เจริญพรหม- วิหาร ไม่เสื่อมจากฌาน มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัส ว่า มหาบพิตร อันตรายไร ๆ จะมีแก่พระองค์ เพราะทรงสดับเสียงนั้น หามิได้ พระองค์จงงดการบูชายัญนั้นเสีย จงประทานชีวิตแก่มหาชน
หน้า 484 ข้อ 1136
ดังนี้แล้วให้พระราชาทรงบำเพ็ญชีวิตทาน ให้ตีกลองประกาศให้มาฟัง ธรรมทั่วพระนคร แล้วทรงแสดงธรรมประชุมชาดกว่า พระราชา ในครั้งนั้นได้เป็นพระอานนท์ มาณพได้เป็นพระสารีบุตร พระดาบส ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัฏฐสัททชาดกที่ ๒
หน้า 485 ข้อ 1137, 1138, 1139, 1140
๓. สุลสาชาดก ว่าด้วยผู้รอบรู้เหตุผลย่อมรอดพ้นศัตรู [๑๑๓๗] สร้อยคอทองคำนี้ มีแก้วมุกดา แล้ว ไพฑูรย์เป็นอันมา ตลอดจนทรัพย์นับเป็น พันทั้งหมด ข้าพเจ้ายกให้ท่าน ขอความ เจริญจงมีแก่ท่าน และจงประกาศข้าพเจ้าว่า เป็นทาสีเกิด. [๑๑๓๘] แน่ะแม่คนงาม เจ้าจงเปลื้องเครื่อง ประดับออกอย่ามัวร่ำไรให้มากไปเลย เราไม่ รับรู้อะไรทั้งนั้น เรานำเจ้ามาเพื่อทรัพย์อย่าง เดียวเท่านั้น. [๑๑๓๙] ฉันมานึกถึงตัวเอง แต่น้อยคุ้มใหญ่ ฉันไม่ได้รู้จักรักชายอื่น ยิ่งไปกว่าท่านเลย. [๑๑๔๐] ขอเชิญท่านนั่งลง ฉันจักขอกอดท่าน ให้สมรัก และจักกระทำประทักษิณแก่ท่าน เสียก่อน เพราะว่าต่อแต่นี้ไป การคบหากัน ระหว่างฉันกับท่านจะไม่มีอีก.
หน้า 486 ข้อ 1141, 1142, 1143, 1144, 1145
[๑๑๔๑] ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่ แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญาเฉลียวฉลาด ใน ที่นั้น ๆ ได้. [๑๑๔๒] ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่ แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญา ดำริเหตุผลได้ รวดเร็ว. [๑๑๔๓] นางสุลสา หญิงแพศยายืนอยู่ ณ ที่ใกล้ โจร คิดอุบายจะฆ่าโจร ได้ฆ่าโจรสัตตุกะตายได้ รวดเร็ว เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด ฆ่าเนื้อ ได้เร็วพลัน เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้วฉะนั้น. [๑๑๔๔] ในโลกนี้ ผู้ใดไม่รู้เหตุผลที่เกิดขึ้น ฉับพลัน ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกฆ่าตาย เหมือนโจร ถูกฆ่าตายที่ซอกภูเขาฉะนั้น. [๑๑๔๕] ในโลกนี้ ผู้ใดย่อมรอบรู้เหตุที่เกิดขึ้น ได้ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความเบียดเบียน ของศัตรูได้ เหมือนนางสุลสาหญิงแพศยา หลุดพ้นไปจากโจรสัตตุกุฉะนั้น. จบ สุลสาชาดกที่ ๓
หน้า 487 ข้อ 1145
อรรถกถาสุลสาชาดกที่ ๓ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ นางทาสีของอนาถบิณฑิกเศรษฐี จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทํ สุวณฺณกายูรํ ดังนี้. ได้ยินว่า ในวันที่มีการเล่นมหรสพ วันหนึ่ง เมื่อนางทาสีนั้น จะไปสวนกับหมู่นางทาสี ได้ขอเครื่องแต่งตัวกะนางบุญลักษณเทวี ผู้ เป็นนายของตน. นางบุญลักษณเทวีได้ให้เครื่องแต่งตัวของตน ซึ่งมี ราคาถึงหนึ่งแสนแก่นางทาสีนั้น. นางประดับเครื่องแต่งตัวนั้นแล้วไป สวนกับหมู่นางทาสี. ครั้งนั้นโจรคนหนึ่งเกิดความโลภ ในเครื่องแต่งตัว ของนางทาสี คิดว่า เราจักฆ่าหญิงนี้แล้ว ขโมยเครื่องแต่งตัวไป ได้เดิน เจรจา กับนางทาสีไปจนถึงสวน แล้วได้ให้ปลาเนื้อ และสุราเป็นต้นแก่ นางทาสี. นางทาสีคิดว่า ชะรอยชายผู้นี้จะให้ของด้วยอำนาจกิเลส จึง รับเอาไว้แล้วเที่ยวเล่นในสวน เพื่อจะทดลองดูให้รู้แน่ ในเวลาเย็นได้ ปลุกหมู่นางทาสี ที่นอนหลับให้ลุกขึ้น แล้วตนได้ไปสู่สำนักโจรนั้น. โจรนั้นกล่าวว่า น้องรักที่ตรงนี้ไม่มิดชิด เราเดินไปข้างหน้าอีกหน่อย เถิด. นางได้ฟังดังนั้นก็คิดว่า ที่นี้ก็อาจทำความลับกันได้ แต่ชายผู้นี้ ประสงค์จะฆ่าเราขโมยเครื่องแต่งตัวเป็นแน่ เอาเถิดเราจักให้เขาสำนึก ให้จงได้ จึงกล่าวว่า นาย ฉันอ่อนเพลียเพราะเมาสุรา ท่านจงหาน้ำดื่ม ให้ฉันดื่มก่อน แล้วก็พาไปที่บ่อน้ำแห่งหนึ่ง บอกว่า จงตักน้ำจากบ่อนี้
หน้า 488 ข้อ 1145
มาให้ฉัน แล้วชี้เชือกและหม้อน้ำให้. โจรเอาเชือกผูกหม้อน้ำ แล้ว หย่อนลงบ่อ. ครั้นโจรก้มหลังจะตักน้ำ นางทาสีผู้มีกำลังมา จึงใช้ มือทั้งสองทุบตะโพก แล้วจับเหวี่ยงลงไปในบ่อ แล้วกล่าวว่า เพียงเท่านี้ ท่านจักยังไม่ตาย จึงได้เอาอิฐแผ่นใหญ่ทุ่มลงไปบนกระหม่อมอีกแผ่น หนึ่ง. โจรตายในบ่อนั้นเอง. นางทาสีกลับเข้าพระนคร มอบเครื่องแต่งตัวให้แก่นาย แล้ว เล่าว่า นายวันนี้ ฉันจวนตายเพราะอาศัยเครื่องแต่งตัวนี้ แล้วเล่าเรื่อง ทั้งหมดให้นายฟัง. นางบุญลักษณเทวี ได้เล่าแก่อนาถบิณฑิกเศรษฐี. อนาถบิณฑิกเศรษฐี ได้กราบทูลพระตถาคต พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนคฤหบดี มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่นางทาสีนั้นประกอบไปด้วย ปัญญารู้เท่าทันเหตุการณ์ แม้ในกาลก่อนนางก็ประกอบไปด้วยปัญญา เหมือนกัน และมิใช่แต่ในบัดนี้ เท่านั้นที่นางทาสีนั้นฆ่าโจร แม้ในกาล ก่อน นางทาสีก็ได้ฆ่าโจรนั้นเหมือนกัน อนาถบิณฑิกเศรษฐี กราบ- ทูลให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงน้ำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี หญิงนครโสเภณีคนหนึ่ง ชื่อสุลสามีนางวรรณทาสี ห้าร้อย เป็นบริวาร ผู้ที่จะมาร่วมกับนางต้องเสียเงินพัน. ในพระนครนั้น มี โจรชื่อสัตตุกะมีกำลังเท่าช้างสาร เวลากลางคืน เข้าไปยังเรือนของ อิสสรชน ปล้นเอาตามใจชอบ. ชาวเมื่อประชุมกันร้องทุกข์แด่พระ-
หน้า 489 ข้อ 1145
ราชา. พระราชาทรงบังคับผู้รักษาเมืองให้วางคนไว้เป็นหมู่ ๆ ตามที่ นั้น ๆ รับสั่งให้ช่วยกันจับโจรตัดหัวเสีย. ผู้รักษาเมืองจับโจรนั้นมัดมือ ไพล่หลัง เฆี่ยนด้วยหวาย ทีละ ๔ นำไปสู่ตะแลงแกง. มีข่าวลือไป ทั่วพระนครว่า จับโจรได้แล้ว. ครั้งนั้น นางสุลสา ยืนอยู่ที่หน้าต่าง แลดูระหว่างถนนเห็น โจรเข้า ก็มีจิตรักใคร่ คิดว่า ถ้าเราจักสามารถ ทำบุรุษที่ถูกจับหาว่า เป็นโจรนี้ให้พ้นไปได้ เราจักอยู่ร่วมกับเขาคนเดียว โดยไม่กระทำ กรรมที่เศร้าหมอง เช่นที่แล้วมา คิดดังนี้แล้ว นางได้ติดสินบนพัน กหาปณะแก่ผู้รักษาเมืองตามนัยที่กล่าวแล้วในกัณณเวรชาดก ในหน หลัง. ให้โจรนั้นหลุดพ้นแล้ว นางได้ร่วมอภิรมย์กับโจรนั้น. ครั้นล่วง มาได้สามสี่เดือน โจรคิดว่า เราไม่อาจอยู่ที่นี้ได้ และก็ไม่อาจจะไป มือเปล่า เครื่องแต่งตัวของนางสุลสานี้มีราคาถึงหนึ่งแสน เราฆ่านาง แล้วจักเอาเครื่องแต่งตัวนี้ไป. อยู่มาวันหนึ่งเขากล่าวกะนางว่า น้องรัก เมื่อราชบุรุษเขาจับตัวพี่นำมา พี่ได้บนบานจะถวายพลีกรรมแก่รุกขเทว- ดาที่ยอดเขาโน้น เมื่อรุกขเทวดาไม่ได้พลีกรรม ก็ฉะมาเบียดเบียนพี่ ส่งไป. โจรกล่าวว่า น้องรัก การส่งไปนั้นไม่สมควรแก่เราทั้งสอง ต้อง ประดับร่างกายด้วยสรรพาภรณ์ ไปถวายพลีกรรมด้วยบริวารใหญ่. นาง กล่าว ดีแล้วพี่ เราจักกระทำตามนั้น.
หน้า 490 ข้อ 1145
ลำดับนั้น โจรให้นางจัดหาของเสร็จตามที่ตกลงกันแล้ว ใน เวลาที่เดินทางไปถึงเชิงเขา จึงกล่าวว่า น้องรัก รุกขเทวดาเห็นคนมา มาก จักไม่รับพลีกรรม เราขึ้นไปถวายกันเพียงสองคนเถิด. โจรนั้น ครั้นนางรับคำแล้ว จึงให้นางแบกถาดเครื่องพลี ตนเองเหน็บอาวุธ ห้าชนิด ขึ้นยอดภูเขา ให้นางวางถาดเครื่องพลีที่โคนต้นไม้ซึ่งเกิดที่ ปากเหวลึก ชั่วร้อยบุรุษ แล้วกล่าวว่า น้องรัก พี่ไม่ได้มาเพื่อพลี กรรม แต่หมายจะฆ่าเธอแล้วเอาเครื่องแต่งตัวของเธอไป จึงได้มา เธอ จงเปลื้องเครื่องแต่งตัวของเธอออกห่อผ้าสาฎก. นางถามว่า พี่จะฆ่าฉันทำไม ? โจรกล่าวว่า เพื่อต้องการทรัพย์. นางกล่าวว่า พี่จงระลึกถึงคุณที่ฉันทำไว้ ฉันเปลี่ยนแปลงพี่ ซึ่งถูกเขามัด นำมาให้เป็นลูกเศรษฐี ให้ทรัพย์มาก ให้ได้ชีวิต แม้ ฉันเองจะได้ทรัพย์วันละพันกหาปณะ. ก็ยังไม่เหลียวแลชายอื่น ฉันมี อุปการะแก่พี่ถึงเพียงนี้ ขอพี่อย่าได้ฆ่าฉันเลย ฉันจะให้ทรัพย์แก่พี่อีก เป็นจำนวนมาก และจะเป็นคนรับใช้ของพี่ด้วย. ดังนี้ เมื่อจะวิงวอน โจรนั้นได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :- สร้อยคอทองคำนี้ มีแก้วมุกดา แก้ว- ไพฑูรย์เป็นอันมาก ตลอดจนทรัพย์นับเป็น
หน้า 491 ข้อ 1145
พันทั้งหมด ข้าพเจ้ายกให้ท่าน ขอความ เจริญจงมีแก่ท่าน และจงประกาศข้าพเจ้าว่า เป็นทาสีเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายูรํ ได้แก่ ร้อยสำหรับสวม ประดับที่คอ. บทว่า สาวยา ความว่า ท่านจงประกาศในท่ามกลางมหาชน ยึดข้าพเจ้า เป็นทาสีเถิด. ต่อจากนั้น เมื่อโจรสัตตุกะกล่าวคาถาที่สองตามอัธยาศัยของตน ความว่า :- แน่ะ แม่คนงาม เจ้าจงเปลื้องเครื่อง ประดับออก อย่ามัวร่ำไรให้มากไปเลย เราไม่ รับรู้อะไรทั้งนั้น เรานำเจ้ามาเพื่อทรัพย์อย่าง เดียวเท่านั้น. ดังนี้แล้ว นางสุลสาฉุกคิดถึงเหตุที่จะเอาตัวรอดได้ คิดว่า โจร นี้จักไม่ยอมละชีวิตเรา เราจักใช้อุบายนี้ผลักโจรนี้ให้ตกลงในเหว ให้ ตายเสียก่อน ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :- ฉันมานึกถึงตัวเอง แต่น้อยคุ้มใหญ่ ฉันไม่ได้รู้จักรักชายอื่น ยิ่งไปกว่าท่านเลย.
หน้า 492 ข้อ 1145
ขอเชิญท่านนั่งลง ฉันจักขอกอดท่าน ให้สมรัก และจักกระทำประทักษิณแก่ท่าน เสียก่อน เพราะว่าต่อแต่นี้ไป การคบหากัน ระหว่างฉันกับท่าน จะไม่มีอีก. สัตตุกโจร รู้ไม่ทันความประสงค์ของนาง จึงกล่าวว่าดีแล้ว น้องรัก จงมากอดรัดฉันเถิด. นางสุลสา ทำประทักษิณโจร ๓ ครั้ง แล้ว กอดรัด กล่าวว่า พี่จ๋า ที่นี้ฉันจักไหว้พี่ที่ข้างทั้ง ๔ ด้าน แล้วนางก็ก้ม ศีรษะลงที่หลังเท้าไหว้ข้างซ้าย ข้างขวา แล้วทำเป็นไปไหว้ข้างหลัง นางเป็นหญิงแพศยา มีกำลังเท่าช้างสาร จึงรวบแขนทั้งสองของโจร เข้าไว้ กดหัวลง โยนลงไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ. โจรได้แหลก ละเอียดตายลงในเหวนั้นเอง. เทวดาที่สิงสถิตอยู่ยอดภูเขา ได้เห็น กิริยาอาการนั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ความว่า :- ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่ แม้หญิง เป็นบัณฑิตมีปัญญาเฉลียวฉลาด ใน ที่นั้น ๆ ได้. ชายจะเป็นบัณฑิตในที่ทุกแห่งก็หาไม่ แม้หญิงก็เป็นบัณฑิตมีปัญญา ดำริเหตุผลได้ รวดเร็ว.
หน้า 493 ข้อ 1145
นางสุลสา หญิงแพศยายืนอยู่ ณ ที่ใกล้ โจร คิดอุบายจะฆ่าโจร ได้ฆ่าโจรสัตตุกะได้ รวดเร็ว เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด ฆ่าเนื้อ ได้เร็วพลัน เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้วฉะนั้น. ในโลกนี้ ผู้ใดไม่รู้เหตุผลที่เกิดขึ้น ฉับพลัน ผู้นั้นมีปัญญาเขลา ย่อมถูกฆ่าตาย เหมือนโจร ถูกฆ่าตายที่ซอกภูเขาฉะนั้น. ในโลกนี้ ผู้ใดย่อมรอบรู้เหตุที่เกิดขึ้น ได้ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมพ้นจากความเบียดเบียน ของศัตรูได้ เหมือนนางสุลสาหญิงแพศยา หลุดพ้นไปจากโจรสัตตุกะฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตา โหติ ความว่า แม้หญิงก็ เป็นบัณฑิต มีปัญญาเฉลียวฉลาดในที่นั้น ๆ ได้. อีกอย่างหนึ่ง แม้หญิง เป็นทั้งบัณฑิตด้วย เป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาดในที่นั้น ๆ ด้วย. บทว่า ลหุมตฺถํ วิจินฺติกา ความว่า แม้หญิงก็เป็นบัณฑิต มีปัญญาดำริเหตุผลได้รวดเร็ว. บทว่า ลหุญฺจ วต ความว่า ไม่ช้าเลยหนอ.
หน้า 494 ข้อ 1145
บทว่า ขิปฺปญฺจ ความว่า โดยเวลาไม่นานเลย. บทว่า นิกฏฺเ สมเจตยิ ความว่า นางสุลสายืนอยู่ใกล้โจร คิดอุบายให้โจรนั้นตาย ได้รวดเร็ว. บทว่า ปุณฺณายตเนว ความว่า เมื่อมีธนูบริบูรณ์มากแล้ว. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ เหมือนนายพรานเนื้อผู้ฉลาด เมื่อมีธนูบริบูรณ์ มากแล้ว ย่อมฆ่าเนื้อได้โดยว่องไวฉันใด นางสุลสาฆ่าโจรสัตตุกะได้ ก็ฉันนั้น. บทว่า โยธ ได้แก่ ในสัตวโลกนี้. บทว่า นิพฺโพธติ แปลว่า ย่อมรู้. บทว่า สตฺตุกามิว ความว่า ผู้นั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียน ของศัตรู ดังนางสุลสาพ้นมือสัตตุกโจรได้ฉะนั้น. นางสุลสา ฆ่าโจรได้แล้ว ลงจากภูเขาไปสำนักพวกบริวารชน ของตน ถูกถามว่า ลูกเจ้าหายไปไหน ? นางตอบว่า อย่าถามถึงมัน เลย แล้วขึ้นรถ เข้าไปยังพระนครทันที ดังกล่าวมานี้. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบลง แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า สามีภรรยาทั้งสองในครั้งนั้น ได้มาเป็น สามีภรรยาคู่นี้เอง ส่วนเทวดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาสุลสาชาดกที่ ๓
หน้า 495 ข้อ 1146, 1147, 1148
๔. สุมังคลชาดก ว่าด้วยคุณธรรมของกษัตริย์ [๑๑๔๖] พระเจ้าแผ่นดินทรงรู้ว่า เรากำลังกริ้วจัด ไม่พึงลงอาชญา อันไม่สมควรแก่ตน โดยไม่ ใช่ฐานะก่อน พึงเพิกถอนความทุกข์ของผู้อื่น อย่างร้ายแรงไว้. [๑๑๔๗] เนื้อใดพึงรู้ว่าจิตของตนผ่องใส พึงใคร่ ครวญความผิดที่ผู้อื่นทำไว้ พึงพิจารณาให้เห็น แจ่มเเจ้งด้วยตนเองว่า นี้ส่วนประโยชน์ นี่ ส่วนโทษ เมื่อนั้น พึงปรับไหมบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร. [๑๑๔๘] อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ไม่ ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำ และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระ- องค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่นและพระองค์เอง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลง อาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระ-
หน้า 496 ข้อ 1149, 1150, 1151
องค์นั้น อันคุณความดีคุ้มครองแล้ว ย่อมไม่ เสื่อมจากสิริ. [๑๑๔๙] กษัตริย์เหล่าใด ถูกอคติครอบงำ ไม่ ทรงพิจารณาเสียก่อนแล้วทำลงไป ทรงลง พระอาชญาโดยผลุนผลัน กษัตริย์เหล่านั้น ประกอบไปด้วยโทษ น่าติเตียน ย่อมละทิ้ง ชีวิตไป และพ้นไปจากโลกนี้แล้ว ก็ย่อม ไปสู่ทุคติ. [๑๑๕๐] พระราชาเหล่าใด ทรงยินดีแล้วในทศ- พิธราชธรรม อันพระอริยเจ้าประกาศไว้ พระ- ราชาเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยกาย วาจา และใจ พระราชาเหล่านั้น ทรงดำรงมั่น อยู่ ในขันติ โสรัจจะ และสมาธิ ย่อมถึงโลก ทั้งสองโดยวิธีอย่างนั้น. [๑๑๕๑] เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ของสัตว์และ มนุษย์ทั้งหลาย ถ้าเราโกรธขึ้นมา เราก็ตั้งตน ไว้ในแบบอย่างที่โบราณราชแต่งตั้งไว้ คอย
หน้า 497 ข้อ 1152, 1153, 1154
ห้ามปรามประชาชนอยู่อย่างนั้น ลงอาชญา โดยอุบายอันแยบคายด้วยความปราณี. [๑๑๕๒] ข้าแต่กษัตริย์ผู้ชนาธิปัตย์ บริวาร สมบัติ และปัญญา มิได้ละพระองค์ในกาล ไหน ๆ เลย พระองค์มิได้มักกริ้วโกรธ มี พระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ขอพระองค์ ทรงปราศจากทุกข์ บำรุงพระชนม์ชีพ ยืนอยู่ ตลอดร้อยพรรษาเถิด. [๑๑๕๓] ข้าแต่กษัตริย์ ขอพระองค์จงประกอบ ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ คือโบราณราชวัตรมั่นคง พระราชทานอภัยให้ทูลเตือนได้ ไม่ทรงกริ้ว- โกรธมีความสุขสำราญไม่เดือดร้อน ปกครอง แผ่นดินให้ร่มเย็น แม้จุติจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ จงทรงถึงสุคติเถิด. [๑๑๕๔] พระเจ้าธรรมิกราช ทรงฉลาดในอุบาย เมื่อครองราชสมบัติด้วยอุบายอันเป็นธรรม คือ กุศลธรรมบถ ๑๐ อันบัณฑิตแนะนำกล่าวไว้ดี
หน้า 498 ข้อ 1154
แล้วอย่างนี้ พึงยังมหาชนผู้กำเริบร้อนกายและ จิต ให้ดับหายไป เหมือนมหาเมฆ ยังแผ่น- ดินให้ชุ่มชื่นด้วยน้ำ ฉะนั้น. จบ สุมังคลชาดกที่ ๔ อรรถกถาสุมังคลชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ราโชวาทสูตร จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุสมฺหิ กุทฺโธ ดังนี้. ก็ในครั้งนั้น พระศาสดา อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทูลอาราธนา ให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี ทรงบำเพ็ญมหาทาน. พระองค์มีคนเฝ้าพระราชอุทยานคน หนึ่ง ชื่อสุมังคละ. ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ออกจาก เงื้อมภูเขา นันทมูลกะ จาริกไปถึงพระนครพาราณสี อาศัยอยู่ในพระ- ราชอุทยาน วันรุ่งขึ้นเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร. พระราชาทอด พระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นแล้ว ทรงเลื่อมใส ไหว้แล้วนิมนต์ ให้ขึ้นไปสู่ปราสาท นั่งบนราชอาสน์ ทรงอังคาสด้วยของเคี้ยวของฉัน มีรสเลิศต่าง ๆ ครั้นได้ทรงสดับอนุโมทนาแล้ว ทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น ขอ
หน้า 499 ข้อ 1154
อาราธนาให้อยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์ ส่วนพระปัจเจกพุทธ- เจ้าไปพระราชอุทยาน แม้พระองค์เองพอเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว ก็เสด็จไปจัดแจงที่พักกลางคืน และที่พักกลางวันเป็นต้น ให้คนเฝ้า พระราชอุทธยานทำหน้าที่ไวยาวัจจกร แล้วเสด็จเข้าพระนคร จำเดิม แต่นั้นมาพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ฉันที่พระราชมณเฑียรเป็นนิตย์ อยู่ที่ พระราชอุทยานนั้น สิ้นกาลนาน. แม้นายสุมังคละก็บำรุงพระปัจเจก พุทธเจ้าโดยเคารพ. อยู่มาวันหนึ่ง พระปัจเจกพุทธเจ้าเรียกนายสุมังคละมาบอกว่า เราจักอยู่อาศัยบ้านโน้น ๒ - ๓ วัน แล้วจักมา ท่านจงกราบทูลทระ- ราชาด้วย ดังนี้แล้วก็หลีกไป. นายสุมังคละ ก็ได้กราบทูลพระราชา แล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ที่บ้านนั้น ๒ - ๓ วัน เวลาเย็นพระ- อาทิตย์อัสดงคตแล้ว กลับมาสู่พระราชอุทยาน. นายสุมังคละไม่รู้ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ามา ได้ไปเรือนของตน. พระปัจเจกพุทธเจ้า เก็บ บาตรจีวร แล้วจงกรมหน่อยหนึ่ง นั่งอยู่บนแผ่นดิน. ก็ในวันนั้นมี แขกมาเรือนของตนเฝ้าพระราชอุทยานหลายคน. นายสุมังคละคิดว่า เราจักฆ่าเนื้อที่พระราชาไม่ห้ามในพระราชอุทยาน เพื่อปรุงสูปะพยัญ- ชนะเลี้ยงแขก จึงถือธนูไปสู่สวน สอดสายตาหาเนื้อเห็นพระปัจเจก- พุทธเจ้าเข้าใจว่า ชะรอยจักเป็นเนื้อใหญ่ จึงเอาลูกศรพาดสายยิงไป. พระปัจเจกพุทธเจ้า เปิดผ้าคลุมศีรษะกล่าวว่า สุมังคละ. เขามีความ
หน้า 500 ข้อ 1154
กลัว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมไม่รู้ว่าท่านมาแล้ว เข้าใจว่า เป็นเนื้อจึงยิงไป ขอท่านได้โปรดงดโทษแก่กระผมเถิด เมื่อพระปัจเจก- พุทธเจ้ากล่าวว่า ข้อนี้ยกไว้เถอะ บัดนี้ท่านจะกระทำอย่างไร จงมา ถอนเอาลูกศรไปเสีย เขาไหว้แล้วถอนลูกศร. เวทนาเป็นอันมากเกิด ขึ้นแล้ว. พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพาน ณ ที่นั้นเอง. คนเฝ้าสวนคิด ว่า ถ้าพระราชาทรงทราบจักไม่ยอมไว้ชีวิตเรา จึงพาลูกเมียหนีไป. ใน ทันใดนั่นเอง ด้วยเทวานุภาพ ได้ดลบันดาลให้เกิดโกลาหลทั่วพระนคร ว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว. วันรุ่งขึ้น ผู้คนพากันไปพระราชอุทยาน เห็นพระปัจเจกพุทธ- เจ้าแล้ว กราบทูลพระราชาว่า คนเฝ้าสวนฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว หนีไป. พระราชาเสด็จไปด้วยบริวารเป็นอันมาก ทรงบูชาศพเจ็ดวัน แล้วทรงทำฌาปนกิจด้วยสักการะใหญ่ เก็บพระธาตุ ก่อพระเจดีย์บรรจุ พระธาตุ บูชาพระเจดีย์นั้น ครอบครองราชสมบัติโดยธรรม. ฝ่าย นายสุมังคละ พอล่วงไปหนึ่งปี คิดว่า เราจักรู้วาระน้ำจิตของพระวาชา จึงมาหาอำมาตย์คนหนึ่ง กล่าวว่า ท่านจงรู้ว่า พระราชาทรงรู้สึกใน เราอย่างไร ? อำมาตย์นั้นกล่าวพรรณาคุณของนายสุมังคละในสำนักของ พระราชา. พระราชาทำเป็นไม่ได้ยินเสีย. อำมาตย์ไม่ได้กล่าวอะไร ๆ อีก กลับมาบอกนายสุมังคละว่า พระราชาทรงไม่พอพระทัย. พอล่วงไปปี ที่สอง นายสุมังคละย้อนมาอีก พระราชาได้ทรงนิ่งเสียเช่นคราวก่อน
หน้า 501 ข้อ 1154
พอล่วงไปปีที่ ๓ นายสุมังคละได้พาลูกเมียมา. อำมาตย์รู้ว่า พระราชา มีพระทัยอ่อนลงแล้ว จึงพานายสุมังคละ ไปยืนที่ประตูพระราชวัง แล้ว กราบทูลพระราชาว่า นายสุมังคละมา. พระราชารับสั่งให้เรียกนาย สุมังคละมา ทรงทำปฏิสัณถาร แล้วตรัสว่า สุมังคละ เหตุไรท่านจึง ฆ่าพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นบุญเขตของเราเสีย ? นายสุมังคละกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์มิได้มีเจตนาฆ่าพระปัจเจก- พุทธเจ้า ข้าพระองค์เข้าใจผิด คิดว่าเป็นเนื้อจึงได้ยิงไป ดังนี้แล้วได้ กราบทูลเหตุการณ์ที่เป็นมานั้นให้ทรงทราบ. ลำดับนั้น พระราชาทรง ปลอบโยนเขาว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านอย่ากลัวเลย แล้วตั้งให้เป็นผู้เฝ้า พระราชอุทยานอีก. ลำดับนั้น อำมาตย์ได้กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เหตุไรพระองค์ แม้ได้ฟังคุณของนายสุมังคละถึง ๒ ครั้ง ก็ไม่ตรัส อะไร ๆ แต่พอได้ฟังในครั้งที่ ๓ เหตุไรจึงทรงเรียกมาอนุเคราะห์. พระราชาตรัสว่า แน่ะพ่อ ธรรมดาพระราชากำลังพิโรธ ทำอะไรลง ไปด้วยความผลุนผลันไม่สมควร ฉะนั้นครั้งก่อน ๆ เราจึงนิ่งเสีย ครั้ง ที่ ๓ เรารู้ใจของเราว่า ความโกรธนายสุมังคละอ่อนลงแล้ว จึงให้ เรียกเขามา ดังนี้ เมื่อจะทรงแสดงราชวัตร ได้ตรัสคาถาเหล่านี้ ความ ว่า :-
หน้า 502 ข้อ 1154
พระเจ้าแผ่นดินทรงรู้ว่า เรากำลังกริ้วจัด ไม่พึงลงอาชญา อันไม่สมควรแก่ตน โดยไม่ ใช่ฐานะก่อน พึงเพิกถอนความทุกข์ของผู้อัน อย่างร้ายแรงไว้. เมื่อใดพึงรู้ว่าจิตของตนผ่องใส พึงใคร่ ครวญความผิดที่ผู้อื่นทำไว้ พึงพิจารณาให้เห็น แจ่มแจ้งด้วยตนเองว่า นี้ส่วนประโยชน์ นี่ ส่วนโทษ เมื่อนั้น จึงปรับไหมบุคคลนั้น ๆ ตามสมควร. อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดิน พระองค์ใดไม่ ถูกอคติครอบงำ ย่อมแนะนำผู้อื่นที่ควรแนะนำ และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระ- องค์นั้น ข้อว่าไม่เผาผู้อื่นและพระองค์เอง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลง อาชญาสมควรแก่โทษ พระเจ้าแผ่นดินพระ- องค์นั้น อันคุณงามความดี คุ้มครองแล้ว ย่อม ไม่เสื่อมจากสิริ.
หน้า 503 ข้อ 1154
กษัตริย์เหล่าใด ถูกอคติครอบงำ ไม่ทรง พิจารณาเสียก่อนแล้วทำลงไป ทรงลงอาชญา โดยผลุนผลัน กษัตริย์เหล่านั้น ประกอบไป ด้วยโทษ น่าติเตียน ย่อมละทิ้งชีวิตไป และ พ้นไปจากโลกนี้แล้ว ก็ย่อมไปสู่ทุคติ. พระราชาเหล่าใด ทรงยินดีแล้วในทศ- พิธราชธรรม อันพระอริยเจ้าประกาศไว้ พระ- ราชาเหล่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยกาย วาจา และใจ พระราชาเหล่านั้น ทรงดำรงมั่น อยู่ แล้วในขันติ โสรัจจะ และสมาธิ ย่อมถึง โลกทั้งสอง โดยวิธีอย่างนั้น. เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ของสัตว์และ มนุษย์ทั้งหลาย ถ้าเราโกรธขึ้นมา เราก็ตั้งตน ไว้ในแบบอย่างที่โบราณราชแต่งตั้งไว้ คอย ห้ามปรามประชาชนอยู่อย่างนั้น ลงอาชญา โดยอุบายอันแยบคาย ด้วยความปราณี.
หน้า 504 ข้อ 1154
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเปกฺขิยาน ความว่า ได้เห็น คือรู้. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้. แน่ะพ่อ ธรรมดาพระราชาผู้เป็นใหญ่ใน แผ่นดินรู้ว่า เรากำลังโกรธจัด คือถูกความโกรธที่มีกำลังครอบงำ ไม่ พึ่งด่วนลงอาชญาอันต่างด้วยอาชญามีวัตถุ ๘ ประการเป็นต้น ต่อผู้อื่น คือไม่พึงยังอาชญาให้เป็นไป. เพราะเหตุไร ? เพราะว่าพระราชาทรงกริ้วแล้ว ไม่พึงรีบลงอาชญา ๘ อย่าง ๑๖ อย่าง โดยอฐานะ คือโดยเหตุอันไม่บังควร ไม่พึงรับสั่งให้เขา นำสินไหมมาเท่านี้ หรือให้ลงทัณฑ์นี้แก่เขา ซึ่งไม่สมควรแก่ความเป็น พระราชาของตน พึงถอนความทุกข์ร้ายแรง คือทุกข์ที่มีกำลังของผู้อื่น เสีย. บทว่า ยโต แปลว่า ในเวลาใด. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ก็เมื่อใดพระราชารู้ความผ่องใสแห่ง จิตของตนซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น พึงประกอบคือกำหนดความผิด คือคดีที่ ผู้อื่นทำไว้แผนกหนึ่ง เมื่อนั้นทรงใคร่ครวญอย่างนี้แล้ว พึงทำข้อความ ให้แจ่มแจ้ง ด้วยตนเองว่า ในคดีนี้ นี้เป็นส่วนประโยชน์ นี้เป็นส่วน โทษของผู้นั้น ดังนี้แล้ว จึงเรียกเอาทรัพย์ของผู้ทำผิดนั้น ๘ กหาปณะ หรือ ๑๖ กหาปณะ ให้พอแก่แปดหรือสิบหกกระทง มาตั้งลงปรับไหม คล้ายลงอาชญา คือใช้แทนโทษ.
หน้า 505 ข้อ 1154
บทว่า อมุจฺฉิโต ความว่า อนึ่ง พระเจ้าแผ่นดินพระองค์ใด ไม่ถูกกิเลสมีฉันทาคติเป็นต้น แปดเปื้อนครอบงำ ย่อมแนะนำคือ กำหนดรู้ ผู้ควรแนะนำ และไม่ควรแนะนำได้ พระเจ้าแผ่นดินพระ- องค์นั้น ชื่อว่าไม่เผาผู้อื่น และไม่เผาพระองค์เอง. อธิบายว่า พระ- เจ้าแผ่นดิน ลงพระอาชญาโดยหาเหตุมิได้ด้วยอำนาจแห่งอคติมีฉันทา- คติเป็นต้น ชื่อว่าย่อมเผา คือทำให้ไหม้ได้แก่เบียนเบียนทั้งผู้อื่น ทั้ง พระองค์เอง เพราะบาปกรรมมีฉันทาคติเป็นต้นนั้นเป็นเหตุ ก็พระ- ราชาเช่นนี้ ชื่อว่าเผาผู้อื่น เผาพระองค์เองด้วยประการฉะนี้. บทว่า โย ทณฺฑธโร ภวตีธ อิสฺสโร ความว่า พระเจ้า- แผ่นดินพระองค์ใดในโลกนี้ ทรงลงอาชญา เหมาะสมแก่โทษ ในหมู่ สัตวโลกนี้ พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น ชื่อว่า ทัณฑธร. บทว่า ส วณฺณคุตฺโต ความว่า พระเจ้าแผ่นดินพระองค์นั้น เป็นผู้อันความสรรเสริญถึงคุณ และความสรรเสริญคือยศคุ้มครองรักษา ย่อมไม่กำจัด คือไม่เสื่อมจากสิริเลย. บทว่า อวณฺณสํยุตฺตาว ชหนฺติ ความว่า กษัตริย์เหล่านั้น ไม่ดำรงธรรม เป็นพระเจ้าแผ่นดินเหลาะแหละ เป็นผู้ประกอบไปด้วย โทษ ย่อมละทิ้งชีวิตไป.
หน้า 506 ข้อ 1154
บทว่า ธมฺเม จ เย อริยปฺปเวทิเต ความว่า พระราชา เหล่าใด ทรงยินดีในทศพิธราชธรรม ที่พระธรรมิกราชเจ้าผู้ประเสริฐ ด้วยอาจาระประกาศไว้. บทว่า อนุตฺตรา เต ความว่า พระราชาเหล่านั้น เป็นผู้ประ- เสริฐด้วยกาย วาจา ใจ ยอดเยี่ยมครบไตรทวาร. บทว่า เต สนฺติโสรจฺจสมาธิสณฺิตา ความว่า พระราชา เหล่านั้น ดำรงอยู่ในความสงบกิเลส ในโสรัจจะ กล่าวคือความเป็น ผู้มีศีลบริสุทธิ์ และในสมาธิคือความเป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เป็น ธรรมิกราช. บทว่า วชนฺติ โลกํ ทุภยํ ความว่า พระราชาเหล่านั้น ครองราชสมบัติโดยยุติธรรม ย่อมถึงโลกทั้งสองเท่านั้น คือจากมนุษย์ โลกถึงเทวโลก จากเทวโลกถึงมนุษยโลก ไม่ต้องไปเกิดในทุคติมีนรก เป็นต้น. บทว่า นรปมุทานํ ความว่า เราเป็นพระราชาผู้เป็นใหญ่ ของ สัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า เปมิ อตฺตานํ ความว่า ถึงแม้เราโกรธขึ้นมา ก็ต้อง ไม่ลุอำนาจความโกรธ ตั้งตนไว้ในแบบอย่าง อันโบราณราชทรงบัญญัติ ไว้ ไม่ทำลายหลักธรรมอันเป็นเครื่องวินิจฉัยของท่านเสีย.
หน้า 507 ข้อ 1154
เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ตรัสแสดงคุณของพระองค์ด้วยคาถา ๖ คาถาอย่างนี้แล้ว ราชบริษัททั้งหมดพากันชื่นชมยินดี กล่าวสรรเสริญ คุณของพระราชาว่า คุณสมบัติคือศีล และอาจาระนี้ สมควรแก่พวก เราทีเดียว. ส่วนนายสุมังคละ เมื่อพวกบริษัทกล่าวจบแล้ว ก็ลุกขึ้น ถวายบังคมพระราชา ประคองอัญชลีกล่าวสรรเสริญพระราชา ได้ กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า :- ข้าแต่กษัตริย์ผู้ชนาธิปัตย์ บริวารสมบัติ และปัญญา มิได้ละพระองค์ในกาลไหน ๆ เลย พระองค์มิได้มักกริ้วโกรธ มีพระหฤทัย ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ขอพระองค์ทรงปราศจาก ทุกข์ บำรุงพระชนม์ชีพ ยืนอยู่ตลอดร้อย พรรษาเถิด. ข้าแต่กษัตริย์ ขอพระองค์จงประกอบ ด้วยคุณธรรมเหล่านี้ คือ โบราณราชวัตรมั่นคง พระราชทานอภัยให้ทูลเตือนได้ ไม่ทรงกริ้ว- โกรธ มีความสุขสำราญไม่เดือดร้อน ปกครอง แผ่นดินให้ร่มเย็น แม้จุติจากโลกนี้ไปแล้ว ก็ จงทรงถึงสุคติเถิด.
หน้า 508 ข้อ 1154
พระเจ้าธรรมิกราช ทรงฉลาดในอุบาย เมื่อครองราชสมบัติด้วยอุบายอันเป็นธรรม คือ กุศลกรรมบถ ๑๐ อันบัณฑิตแนะนำกล่าวไว้ดี แล้วอย่างนี้ พึงยังมหาชนผู้กำเริบร้อนกายและ จิต ให้ดับหายไป เหมือนมหาเมฆ ยังแผ่น- ดินให้ชุ่นชื่นด้วยน้ำ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรี จ ลกฺขี จ ได้แก่ บริวาร สมบัติ และปัญญา. บทว่า อนีโฆ แปลว่า จงเป็นผู้ปราศจากทุกข์. บทว่า อุเปต ขตฺติย ความว่า ข้าแต่บรมกษัตริย์ ขอพระองค์ จงประกอบด้วยคุณธรรมเหล่านี้. พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ. บทว่า ิตมาริยวตฺตี ความว่า โบราณราชวัตร กล่าวคือทศ- พิธราชธรรม ชื่อว่า ฐิตอริยวัตร จงเป็นผู้ดำรงมั่นในราชธรรม เพราะ ตั้งมั่นอยู่ในโบราณราชวัตร คือทศพิธราชธรรมนั้น. บทว่า อนุปฺปีฬ ปสาส เมทนึ ความว่า และจงปกครอง แผ่นดิน ไม่ให้พสกนิกรเดือดร้อน. พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
หน้า 509 ข้อ 1154
บทว่า สุนีเตน ความว่า อันบัณฑิตแนะนำไว้ดี คือ ถูกต้อง ตามทำนองคลองธรรม. บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า าเยน นี้ เป็นไวพจน์ของบทต้นนั่นเอง. บทว่า อุปายโส แปลว่า ด้วยความฉ า ในอุบาย. บทว่า นยํ ความว่า พระเจ้าธรรมิกราช เมื่อทรงแนะนำ คือ ครองราชสมบัติ. บทว่า นิพฺพาปเย ความว่า เมื่อนายสุมังคละจะแสดงความว่า พระเจ้าธรรมิกราช เมื่อบำบัดความกระวนกระวาย ทางกายและทางใจ ได้ด้วยข้อปฏิบัตินี้ ชื่อว่า พึงทำมหาชนผู้กำเริบร้อน ด้วยทุกข์กาย ทุกข์ใจให้สดับเย็นได้ เหมือนมหาเมฆยังแผ่นดินให้ชุ่มชื่นด้วยน้ำฉะนั้น ขอพระองค์จะทำมหาชนให้ดับเข็ญ เช่นนั้นเถิด. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงด้วยการประ- ทานโอวาท แก่พระเจ้าโกศลแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจก- พุทธเจ้าในครั้งนั้นได้ปรินิพพานแล้ว นายสุมังคละ คนเฝ้าพระราช- อุทยานในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสุมังคลชาดกที่ ๔
หน้า 510 ข้อ 1155, 1156, 1157
๕. คังคมาลชาดก ว่าด้วยกามทั้งหลายเกิดจากความดำริ [๑๑๕๕] แผ่นดินร้อนเหมือนถ่านไฟ ดารดาษไป ด้วยทรายอันร้อนเหมือนเถ้ารึง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อนขับเพลงอยู่ได้ แดด ไม่เผาเจ้าดอกหรือ เบื้องบนก็ร้อน เบื้องล่าง ก็ร้อน เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดดไม่เผาเจ้าดอกหรือ ? [๑๑๕๖] ข้าแต่พระราชา แดดหาเผาข้าพระองค์ไม่ แต่ว่าวัตถุกามและกิเลสกาม ย่อมเผาข้าพระ- องค์ เพราะว่าความประสงค์หลาย ๆ อย่าง มีอยู่ ความประสงค์เหล่านั้น ย่อมเผาข้าพระ- องค์ แดดหาได้เผาข้าพระองค์ไม่. [๑๑๕๗] ดูก่อนกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้า แล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้า อีกละ เจ้าจักไม่เกิดด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 511 ข้อ 1158, 1159, 1160, 1161
[๑๑๕๘] กามแม้น้อย ก็ไม่พอแก่มหาชน มหาชน ย่อมไม่อิ่มด้วยกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวก คนพาลพากันบ่นว่า รูป เสียงเหล่านี้ จงมี แก่เรา กุลบุตรผู้ประกอบความเพียร พึงเว้น ให้ขาดเถิด. [๑๑๕๙] การที่เราได้เป็นพระเจ้าอุทัยราชถึงความ เป็นใหญ่ นี่เป็นผลแห่งกรรม มีประมาณน้อย ของเรา มาณพใดละกามราคะออกบวชแล้ว มาณพนั้นชื่อว่าได้ลาภดีแล้ว. [๑๑๖๐] สัตว์ทั้งหลาย ย่อมละธรรมชั่วด้วยตบะ แต่สัตว์เหล่านั้น จะละความเป็นคน ผู้ใช้หม้อ ตักน้ำให้เขาอาบได้หรือ แน่ะ คังคมาละ การที่ ท่านข่มขี่ด้วยตบะ แล้วร้องเรียกโอรสของเรา โดยชื่อว่าพรหมทัตในวันนี้นั้น ไม่เป็นการ สมควรเลย. [๑๑๖๑] ข้าแต่เสด็จแม่ เราทั้งหลายพร้อมทั้ง พระราชาและอำมาตย์ พากันไหว้พระปัจเจก-
หน้า 512 ข้อ 1162
พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นผู้อันชน ทั้งปวงไหว้แล้ว เชิญเสด็จแม่ทอดพระเนตร ดูผลแห่งขันติและโสรัจจะ ในปัจจุบันเถิด. [๑๑๖๒] ท่านทั้งหลาย อย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะ ท่านคังคมาละ ผู้เป็นพระปัจเจกมุนี ศึกษา อยู่ในคลองมุนี ความจริงพระปัจเจกพุทธเจ้า ดังคามาละนี้ ข้ามห้วงน้ำที่พระปัจเจกมุนี ทั้งหลายข้ามแล้ว หมดความเศร้าโศกเที่ยวไป. จบ คังคมาลชาดกที่ ๕ อรรถกถาคังคมาลชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ อุโบสถกรรม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า องฺคารชาตา ดังนี้. ความย่อมีว่า วันหนึ่งพระศาสดาตรัสเรียกพวกรักษาอุโบสถมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ท่านทั้งหลายทำอุโบสถกรรมให้ สำเร็จดีแล้ว ผู้ที่รักษาอุโบสถควรให้ทาน รักษาศีล ไม่โกรธ เจริญ เมตตา อยู่รักษาอุโบสถ ก็บัณฑิตครั้งก่อนให้ยศใหญ่ เพราะอาศัย อุโบสถกรรมที่รักษาครึ่งวัน ดังนี้ พวกอุบาสกเหล่านั้น กราบทูล อาราธนา จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
หน้า 513 ข้อ 1162
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี ในพระนครนั้น มีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า สุจิบริวาร มี สมบัติ ๘๐ โกฏิ เป็นผู้ยินดีในบุญกุศล มีให้ทานเป็นต้น. บุตรภรรยา ก็ดี บริวารชนของเขาก็ดี โดยที่สุดแม้เด็กเลี้ยงโคในเรือนนั้นก็ดี ทั้งหมดพากันอยู่รักษาอุโบสถ เดือนละ ๖ วัน. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ เกิดในตระกูลคนจนตระกูลหนึ่ง รับจ้างเขาเลี้ยงชีพ เป็นอยู่ด้วยความ ลำบาก. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราจักทำงานรับจ้าง จึงได้ไปยังเรือนของ สุจิบริวารเศรษฐี ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง เมื่อท่านเศรษฐี ถามว่า ท่านมาทำไม จึงกล่าวว่า มาเพื่อรับจ้างทำงานในเรือนของท่าน. ท่านเศรษฐีได้เคยพูดบอกแก่ลูกจ้างคนอื่น ๆ ไว้ในวันที่มาถึงว่า ผู้ที่ ทำงานในเรือนนี้รักษาศีลทุกคน เมื่อท่านอาจรักษาศีลได้ ก็จงทำงาน เถิด. แต่สำหรับพระโพธิสัตว์ ท่านเศรษฐีไม่ได้บอกให้รักษาศีล. กล่าวรับพระโพธิสัตว์ว่า ดีแล้วพ่อ ท่านจงอยู่รับจ้างทำงานเถิด. นับแต่นั้นมา พระโพธิสัตว์เป็นคนว่าง่าย ทุ่มเทชีวิต มิได้คิด เห็นแก่ความเหนื่อยยากของตน ทำงานทุกอยางให้ท่านเศรษฐี. พระ- โพธิสัตว์ไปทำงานแต่เช้าตรู่ ในตอนเย็นจึงกลับมา. อยู่มาวันหนึ่งเขา ป่าวประกาศมหรสพในพระนคร. มหาเศรษฐีเรียกนางทาสีมาสั่งว่า วันนี้เป็นวันอุโบสถ เจ้าจงหุงข้าวให้พวกกรรมกรในเรือนแต่เช้าทีเดียว ถึงเวลาเขาจักได้กิน แล้วรักษาอุโบสถ. พระโพธิสัตว์ลุกขึ้นแต่เช้าตรู่
หน้า 514 ข้อ 1162
ไปทำงาน. ไม่มีใครบอกแก่พระโพธิสัตว์ว่า วันนี้ท่านพึงรักษาอุโบสถ. พวกกรรมกรที่เหลือบริโภคอาหารแต่เช้า แล้วรักษาอุโบสถ. แม้ท่าน เศรษฐี พร้อมด้วยลูกเมียบริวารชน ได้อธิษฐานอุโบสถ. พวกที่รักษา อุโบสถแม้ทั้งหมด ไปที่อยู่ของตน ๆ นั่งนึกถึงศีล. พระโพธิสัตว์ทำงาน ตลอดวัน กลับมาในเวลาที่พระอาทิตย์ตกแล้ว. ลำดับนั้น พวกจัด อาหารได้ให้น้ำล้างมือแก่พระโพธิสัตว์ แล้วคดข้าวใส่ถาดส่งให้. พระ- โพธิสัตว์ ถามว่า วันอื่น ๆ ในเวลาเช่นนี้ ได้มีเรื่องอื้ออึง แต่วันนี้ เขาไปไหนกันหมด เมื่อได้ฟังว่า ทุกคนสมาทานอุโบสถไปที่อยู่ของตน ๆ จึงคิดว่า เราเป็นคนทุศีลคนเดียว จักอยู่ไม่ได้ในกลุ่มของคนผู้มีศีล เหล่านี้ เมื่อเราอธิษฐานองค์อุโบสถเดียวนี้ จักเป็นอุโบสถกรรมหรือ ไม่หนอ คิดดังนี้แล้วจึงไปถามท่านเศรษฐี. ลำดับนั้น ท่านเศรษฐี กล่าวกะพระโพธิสัตว์ว่า แน่ะพ่อ จะเป็นอุโบสถกรรมไปทั้งหมดไม่ได้ เพราะไม่ได้อธิษฐานแต่เช้า แต่ก็เป็นเพียงกึ่งอุโบสถกรรมเท่านั้น. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เพียงเท่านี้ก็ช่างเถอะ ได้สมาทานศีลในสำนักของ ท่านเศรษฐี อธิษฐานอุโบสถแล้วเข้าที่อยู่ของตน นอนนึกถึงศีลอยู่. ครั้นราตรีล่วงเข้าปัจฉิมยาม ลมสัตถกวาตก็เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ เพราะอดอาหารมาตลอดวัน. แม้ท่านเศรษฐีจะประกอบเภสัชต่าง ๆ นำ มาให้บริโภค พระโพธิสัตว์ก็กล่าวว่า ข้าพเจ้าสมาทานอุโบสถแล้ว โดยยอมสละชีวิต ด้วยคิดว่า จักไม่ทำลายอุโบสถ. เวทนากล้าแข็งได้
หน้า 515 ข้อ 1162
เกิดขึ้น. เวลารุ่งอรุณ พระโพธิสัตว์ไม่อาจดำรงสติไว้ได้. คนทั้งหลาย คิดว่า พระโพธิสัตว์จักตายในบัดนี้ จึงได้นำไปให้นอนอยู่ ณ ที่โรงเก็บ อาหาร. ขณะนั้น พระเจ้าพาราณสี ทรงรถพระที่นั่งทำปทักษิณพระนคร ด้วยบริวารใหญ่ เสด็จถึงที่นั้น. พระโพธิสัตว์ได้เห็นสิริราชสมบัติของ พระเจ้าพาราณสี เกิดความโลภอยากได้ราชสมบัติ เมื่อดับจิตแล้ว ได้ ไปปฏิสนธิในครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ด้วยอานิสงส์แห่ง อุโบสถกรรมกึ่งหนึ่ง. พระอัครมเหสีได้ครรภบริหารแล้ว พอถ้วน ทศมาสก็ประสูติพระราชโอรส. พระประยูรญาติทั้งหลาย พากันถวาย พระนามว่า อุทัยกุมาร. อุทัยกุมารนั้น ครั้นเจริญวัยแล้ว สำเร็จ การศึกษาศิลปะทุกอย่าง ระลึกถึงบุพพกรรมของตนได้ด้วยญาณ เครื่อง ระลึกชาติ จึงเปล่งอุทานเนื้อ ๆ ว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมเล็กน้อยของเรา ดังนี้. ครั้นพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ได้ครองราชสมบัติทอดพระเนตร ดูสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ แล้วเปล่าอุทานเช่นนั้นอีก. อยู่มาวันหนึ่ง ชาวเมืองเตรียมการเล่นมหรสพในพระนคร. มหาชนพากันสนใจดูการเล่น. ครั้งนั้น บุรุษรับจ้างคนหนึ่ง อยู่ใกล้ ประตูทิศอุดรเมืองพาราณสี เก็บทรัพย์กึ่งมาสก ที่ได้มาด้วยการรับจ้าง ตักน้ำไว้ที่ซอกอิฐกำแพงเมือง ได้อยู่ร่วมกับหญิงกำพร้าคนหนึ่ง ซึ่ง เลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างตักน้ำเหมือนกัน ในพระนครนั้น. หญิงนั้น
หน้า 516 ข้อ 1162
กล่าวกะเขาว่า นาย ในพระนครเขามีมหรสพกัน ถ้าท่านพอมีทรัพย์ อยู่บ้าง แม้เราทั้งสองก็จะไปเที่ยวเล่นกัน. เขาตอบว่า จ๊ะ เราพอมี ทรัพย์. มีเท่าไรนาย ? มีอยู่กึ่งมาสก ทรัพย์นั้นอยู่ไหน ? ฉันเก็บไว้ในซอกอิฐใกล้ประตูทิศอุดร ที่เก็บทรัพย์ไกลจากที่ เราอยู่นี้ ๑๒ โยชน์ ก็ทรัพย์ในมือของเจ้า มีบ้างหรือ ? มีจ๊ะ. มีเท่าไร ? มีอยู่กึ่งมาสกเหมือนกัน ทรัพย์ของเธอกึ่งมาสก ของฉันถึงมาสก รวมเป็นหนึ่งมาสก เราจักเอาทรัพย์นั้น ส่วนหนึ่งซื้อดอกไม้ ส่วนหนึ่งซื้อของหอม ส่วน หนึ่งซื้อสุรา แล้วไปเที่ยวเล่นกัน ท่านจงไปนำทรัพย์กึ่งมาสกที่เก็บไว้ มาเถิด. บุรุษรับจ้างร่าเริงยินดีว่า ภรรยาเชื่อถือถ้อยคำของเรา จึงกล่าว ว่า น้องรักเจ้าอย่าวิตกไปเลย ฉันจักนำทรัพย์นั้นมา ดังนี้ แล้วหลีก ไป บุรุษรับจ้างมีกำลังเท่าช้างสาร เดินล่วงมรรคาไปได้ ๖ โยชน์
หน้า 517 ข้อ 1162
ครั้นเวลาเที่ยง เดินเหยียบทรายร้อนราวกะว่าถ่านไฟ เขาร่าเริงยินดี เพราะอยากได้ทรัพย์ นุ่งห่มท่อนผ้ากาสาวะ ประดับใบตาลที่หู เดิน ขับร้องเพลงเฉื่อยเรื่อยไปผู้เดียว เดินผ่านไปทางพระลานหลวง. พระเจ้าอุทัยราช เปิดสีหบัญชรประทับยืนอยู่ ทอดพระเนตร เห็นบุรุษรับจ้างเดินมาอย่างนั้น ทรงพระดำริว่า อะไรหนอที่ทำให้ บุรุษนี้ไม่ย่อท้อต่อลมและแดดเห็นปานนั้น มีความร่าเริงยินดีเดินร้อง เพลงไป เราจักถามเขาดู ดังนี้ แล้วทรงส่งบุรุษไปคนหนึ่งให้เรียกมา. เมื่อบุรุษนั้นไปบอกว่า พระราชาตรัสเรียกท่าน เขาตอบว่า พระราชา เป็นอะไรกับเรา เราไม่รู้จักพระราชา ดังนี้. จึงถูกนำตัวไปโดยการ ใช้กำลัง ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัส ถามเขา ได้ตรัสคาถาของคาถา ความว่า :- แผ่นดินร้อนเหมือนถ่านไฟ ดารดาษไป ด้วยทรายอันร้อนเหมือนเถ้ารึง เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดด ไม่เผาเจ้าดอกหรือ เบื้องบนก็ร้อน เบื้องล่าง ก็ร้อน เมื่อเป็นเช่นนี้ เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ ร้อน ขับเพลงอยู่ได้ แดดไม่เผาเจ้าดอกหรือ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคารชาตา ความว่า แน่ะบุรุษ ผู้เจริญ แผ่นดินนี้ร้อนระอุประดุจถ่านเพลิง.
หน้า 518 ข้อ 1162
บทว่า กุกฺกุฬานุคตา ความว่า ดาษไปด้วยทรายร้อนราวกะ เถ้ารึง กล่าวคือ เถ้าอันร้อนทั่วแล้ว. บทว่า วตฺตานิ ความว่า เจ้ายังทำเป็นทองไม่รู้ร้อน ขับเพลง ขับอยู่ได้. บุรุษรับจ้างนั้น ได้ฟังดำรัสของพระราชาแล้ว ได้กราบทูลเป็น คาถาที่ ๓ ความว่า :- ข้าแต่พระราชา แดดหาเผาข้าพระองค์ ไม่ แต่ว่าวัตถุกามและกิเลสกาม ย่อมเผาข้า พระองค์ เพราะว่าความประสงค์หลาย ๆ อย่าง มีอยู่ ความประสงค์เหล่านั้น ย่อมเผาข้าพระ- องค์ แดดหาได้เผาข้าพระองค์ไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาตปฺปา ได้แก่ วัตถุกามและ กิเลสกาม ก็วัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้น ย่อมแผดเผาบุรุษ เพราะ เหตุนั้น บุรุษรับจ้างจึงเรียกวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้นว่า อาตัปปา. บทว่า อตฺถา หิ วิวิธา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ความ ประสงค์หลายอย่าง กล่าวคือกิจการต่าง ๆ ที่จะต้องทำ เพราะอาศัย วัตถุกามและกิเลสกาม ของข้าพระองค์มีอยู่ วัตถุกามและกิเลสกาม เหล่านั้น เผาข้าพระองค์ ส่วนแดดไม่ชื่อว่า เผาข้าพระองค์.
หน้า 519 ข้อ 1162
ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามบุรุษรับจ้างว่า ความประสงค์ของ เจ้าเป็นอย่างไร ? เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์อยู่ร่วม กับหญิงกำพร้าใกล้ประตูทิศทักษิณ นางนั้นถามข้าพระองค์ว่า นายเรา จักไปดูการเล่นมหรสพ ท่านมีทรัพย์อยู่ในมือบ้างไหม ? ข้าพระองค์ ได้กล่าวกะนางว่า ทรัพย์เราฝังเก็บไว้ที่ซอกกำแพงใกล้ประตูด้านทิศอุดร นางกล่าวว่า ท่านจงไปนำทรัพย์นั้นมา เราทั้งสองจักไปดูการเล่น มหรสพ แล้วส่งข้าพระองค์มา ถ้อยคำของนางนั้นจับใจข้าพระองค์ เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงถ้อยคำของนางนั้น ความร้อนคือกามย่อมเผาเอา ความประสงค์ของข้าพระองค์เป็นอย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเมื่อเจ้าไม่ย่อท้อต่อลมและแดดเห็นปานนี้ อะไรเป็นเหตุให้เจ้ายินดี เดินร้องเพลง. บุรุษนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้า พระองค์นำทรัพย์ที่ฝังไว้นั้นมาได้แล้ว จักอภิรมย์กับนางนั้น ด้วยเหตุ ดังกราบทูลมานี้ ข้าพระองค์จึงยินดีขับเพลงขับ. พระราชาตรัสถามว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ก็ทรัพย์ที่ฝังเก็บไว้ที่ประตูด้านทิศอุดร มีประมาณ แสนหนึ่งได้ใหม่ เขากราบทูล ไม่มีถึงดอก พระพุทธเจ้าข้า. พระ- ราชาตรัสถามโดยลำดับว่า ถ้าเช่นนั้น มีห้าหมื่น สี่หมื่น สามหมื่น สองหมื่น หนึ่งหมื่น ห้าพัน ห้าร้อย สี่ร้อย สามร้อย สองร้อย หนึ่งร้อย ห้า สี่ สาม สอง หนึ่งกหาปณะ ครึ่งกหาปณะ หนึ่งบาท
หน้า 520 ข้อ 1162
สี่มาสก สาม สอง หนึ่งมาสก. บุรุษรับจ้างปฏิเสธทุกขั้นตอน เมื่อ พระราชาตรัสว่า ครึ่งมาสก เขากราบทูลว่า ใช่แล้ว พระเจ้าข้า ทรัพย์ของข้าพระองค์มีเพียงเท่านี้ ข้าพระองค์เดินมาด้วยนึกในใจว่า นำทรัพย์มาได้แล้ว จักอภิรมย์กับนางดังนี้ ด้วยปีติโสมนัสนั้น ลมและ แดดนั้น จึงไม่ชื่อว่า แผดเผาข้าพระองค์. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะบุรุษนั้นว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ แดด ร้อนถึงเพียงนี้ เจ้าอย่าไปที่นั้นเลย เราจะให้ทรัพย์ครึ่งมาสกแก่เจ้า. เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์จักตั้งอยู่ในพระ- ดำรัสของพระองค์ รับเอาทรัพย์ครึ่งมาสกนั้น และจักไม่ทำทรัพย์ที่ฝัง ไว้ให้เสียไป ข้าพระองค์จักไปถือเอาทรัพย์นั้น ไม่ยอมให้เสียเป้าหมาย ของการเดินทาง. พระราชาตรัสว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เจ้าจงกลับเถิด เราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งมาสก สองมาสก พระองค์ตรัสพระราชทาน เพิ่มขึ้น โดยทำนองนี้จนถึงโกฏิ ร้อยโกฏิ และทรัพย์กำหนดนับไม่ได้ แล้วตรัสให้เขากลับเสีย เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ขอรับทรัพย์ที่พระราชทาน แม้ทรัพย์ที่ฝังไว้ ก็จักไปเอา. ต่อจากนั้น พระราชาได้ตรัสเล้าโลมด้วยฐานันดรมีตำแหน่งเศรษฐี เป็นต้น จนถึงจะให้ดำรงดำแหน่งอุปราช ด้วยพระดำรัสว่า เราจักได้ ท่านครองราชสมบัติครึ่งหนึ่ง จงกลับเสียเถิด ดังนี้ เขาจึงยินยอมรับ พระดำรัส.
หน้า 521 ข้อ 1162
พระราชาทรงบังคับอำมาตย์ทั้งหลายว่า พวกเจ้าจงไปแต่งหนวด ให้สหายของเรา แล้วให้อาบน้ำแต่งตัว แล้วนำมาหาเรา. พวกอำมาตย์ ได้กระทำตามรับสั่งนั้น. พระราชาแบ่งราชสมบัติออกเป็นสองส่วน พระราชทานให้บุรุษรับจ้างนั้น ครอบครองราชสมบัติครึ่งหนึ่ง. บาง อาจารย์กล่าวว่า ก็บุรุษรับจ้างนั้น ครองราชสมบัตินั้นแล้ว ยังไปข้าง ทิศอุดร ด้วยความรักทรัพย์ครึ่งมาสก. เหตุนั้นเขาจึงได้นามว่า อัฑฒ- มาสกราช. พระเจ้าอุทัยราชกับพระเจ้าอัฑฒมาสกราช ทรงสามัคคี สนิท สนมกัน ครองราชสมบัติ วันหนึ่งเสด็จไปพระราชอุทยาน. พระเจ้า อุทัยราช ทรงกีฬาในพระราชอุทยานนั้นจนเหนื่อยแล้ว เอาพระเศียร พาดลงบนพระเพลาของพระเจ้าอัฑฒมาสกราช บรรทมหลับไป. เมื่อ บรรทมหลับสนิทแล้ว พวกราชบริพารก็พากันไปเล่นกีฬาในที่นั้น ๆ. พระเจ้าอัฑฒมาสกราชทรงดำริว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะเสวยราชสมบัติ กึ่งหนึ่งอยู่เป็นนิตย์ เราจักปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสียแล้ว เสวย- ราชสมบัติ แต่ผู้เดียวดีกว่า ดังนี้แล้ว จึงชักพระแสงดาบออกจากฝัก คิดจะปลงพระชนม์พระเจ้าอุทัยราชเสีย แล้วมาหวนคิดขึ้นว่า พระราชา องค์นี้ได้ทำเราผู้เป็นคนจน คนกำพร้าให้มียศศักดิ์เสมอด้วยพระองค์ และตั้งเราไว้ในอิสรภาพใหญ่ยิ่ง การที่เราเกิดปรารถนาจะฆ่าผู้ที่ให้ยศ แก่เราถึงเพียงนี้ เป็นเรื่องที่เราไม่สมควรทำเลย คิดดังนี้แล้ว จึงยั้งสติ
หน้า 522 ข้อ 1162
ได้ สอดพระแสงดาบเข้าฝัก แต่หวนคิดแล้วคิดเล่าถึงสองครั้งสามครั้ง จิตคิดฆ่านั้น ยังไม่สงบลงได้. ที่นั้น จึงตั้งพระทัยสะกดจิต คิดว่า จิตดวงนี้เกิดขึ้นบ่อย ๆ ก็จะพึงประกอบเราไว้ในกรรมลามก จึงแข็ง พระทัยขว้างพระแสงดาบไปบนพื้นดิน ปลุกพระเจ้าอุทัยราชให้ตื่น บรรทม แล้วหมอบลงแทบพระบาท กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ขอ พระองค์จงงดโทษแก่ข้าพระองค์เถิด. พระเจ้าอุทัยราชตรัสว่า ดูก่อน สหาย โทษในระหว่างท่านกับเราไม่มีมิใช่หรือ ? มีพระองค์ หม่อมฉันได้ทำอย่างนี้ ๆ. ถ้าเช่นนั้นเรายกโทษให้ท่าน ก็เมื่อท่านอยากได้ครองราชสมบัติ ก็จงครองราชสมบัติเถิด ส่วนเราจักเป็นอุปราชทำนุบำรุงท่าน. พระเจ้าอัฑฒมาสกราชกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์ ไม่ต้องการราชสมบัติ เพราะตัณหานี้จักให้ข้าพระองค์ไปเกิดในอบาย พระองค์จงครอบครองราชสมบัติของพระองค์แต่เพียงผู้เดียวเถิด ข้า พระองค์จักขอลาบวช มูลรากแห่งกามคุณ ข้าพระองค์เห็นแล้ว ความ จริงกามคุณนี้เจริญแก่ผู้ดำริอยู่ บัดนี้แต่นี้ไป ข้าพระองค์จักไม่ดำริถึง อีกเลย ดังนี้ เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงตรัสคาถาที่ ๔ ความว่า :- ดูก่อนกาม เราได้เห็นมูลรากของเจ้า แล้ว เจ้าเกิดจากความดำริ เราจักไม่ดำริถึงเจ้า อีกละ เจ้าจักไม่เกิดด้วยอาการอย่างนี้.
หน้า 523 ข้อ 1162
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ความว่า เจ้าจักไม่มีในภายใน ของเราด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า น โหหิสิ ความว่า เจ้าจักไม่เกิด ขึ้น. ก็แหละครั้นตรัสดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่มหาชนผู้ประ- กอบในกามต่อไป จึงตรัสคาถาที่ ๕ ความว่า :- กามแม้น้อยก็ไม่พอแก่มหาชน มหาชน ย่อมไม่อิ่มด้วยกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวก คนพาลพากันบ่นว่า รูป เสียงเหล่านั้น จงมี แก่เรา กุลบุตรผู้ประกอบความเพียร พึงเว้น ให้ขาดเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหหา เป็นบทแสดงถึงความสลดใจ. บทว่า ชคฺคโต แปลว่า ผู้เพียรเจริญอยู่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า วัตถุกามและกิเลส- กามแม้น้อย ก็ไม่พอเพียงสำหรับมหาชนนี้ มหาชนย่อมไม่อิ่มด้วย วัตถุกามและกิเลสกามแม้มาก น่าสลดใจที่พวกคนพาลพากันบ่นว่า รูป เสียงเหล่านี้ จงมีแก่เรา กุลบุตรผู้หมั่นประกอบความเพียร เจริญโพธิ- ปักขิยธรรม ยังวิปัสสนาให้เจริญแล้ว พึงรู้แจ้งแทงตลอดได้ คือรู้แจ้ง ได้ด้วยการกำหนดรู้ การละและการตรัสรู้ แล้วละได้.
หน้า 524 ข้อ 1162
พระเจ้าอัฑฒมาสกราช ครั้นแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว ให้พระเจ้าอุทัยราชทรงปกครองราชสมบัติ ละมหาชนผู้มีหน้าชุ่มด้วย น้ำตาร้องไห้อยู่ เข้าหิมวันตประเทศ บวชแล้วยังฌานและอภิญญาให้ เกิด. เมื่อพระเจ้าอัฑฒมาสกราชบวชแล้ว พระเจ้าอุทัยราช เมื่อจะ เปล่งอุทานให้ครบกระบวนถ้วนความ จึงตรัสคาถาที่ ๖ ความว่า :- การที่เราได้เป็นพระเจ้าอุทัยราชถึงความ เป็นใหญ่ นี้เป็นผลแห่งกรรม มีประมาณน้อย ของเรา มาณพใดละกามราคะออกบวชแล้ว มาณพนั้นชื่อว่าได้ลาภดีแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทโย พระเจ้าอุทัยราชตรัสหมายถึง พระองค์เอง. บทว่า มหตฺตปตฺตํ ความว่า ถึงความเป็นใหญ่ ได้แก่ บรรลุถึงซึ่งอิสสริยยศอันไพบูลย์. บทว่า มาณวสฺส ความว่า ชื่อว่า เป็นลาภอันมาณพผู้เป็นสหายของเรา ผู้ข้องอยู่ได้ดีแล้ว. พระเจ้าอุทัย- ราช ตรัสไว้โดยมีความมุ่งหมายว่า มานพใดละกามราคะ ออกบวชแล้ว ดังนี้เท่านี้. เนื้อความของคาถานี้ไม่มีใครรู้. อยู่มาวันหนึ่ง พระอัครมเหสี ทูลถามเนื้อความของพระคาถากะพระราชา. ก็พระราชามีนายช่างกัลบก คนหนึ่ง ชื่อ คังคมาล. นายคังคมาลนั้น เมื่อจะแต่งพระมัสสุพระราชา
หน้า 525 ข้อ 1162
ได้ทำบริกรรมด้วยมีดโกนก่อน แล้วจึงถอนพระโลมา ด้วยแหนบภาย หลัง. เวลาที่บริกรรมด้วยมีดโกน พระราชาทรงมีความสุข เวลาที่ถอน พระโลมา พระราชาทรงมีความทุกข์. นายช่างกัลบกนั้น ประสงค์จะ ให้พระราชาพระราชทานพรก่อน และหวังว่าจะปลงพระศกบนพระ- เศียร ต่อภายหลัง. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาได้ตรัสบอกความเรื่องนั้นแก่พระราช- เทวีว่า น้องรัก นายมงคลกัลบกของเราเป็นคนโง่ เมื่อพระราชเทวี ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ นายมงคลกัลบกทำอย่างไรจึงจะควร ตรัสว่า ควรจะถอนเส้นโลมาก่อน แล้วจึงทำบริกรรมด้วยมีดโกนต่อภายหลัง. พระราชเทวีให้เรียกนายช่างกัลบกมาตรัสว่า คราวนี้เมื่อถึงวันที่จะแต่ง พระมัสสุถวายพระราชา ท่านพึงถอนเส้นพระโลมาก่อน แล้วทำ บริกรรมด้วยมีดโกนต่อภายหลัง เมื่อพระราชาทรงประทานพรให้ ท่าน พึงกราบทูลว่า ไม่ต้องการอย่างอื่น ขอพระองค์จงบอกเนื้อความแห่ง อุทานคาถาของพระองค์ เราจักให้ทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน. นายช่าง กัลบก รับพระเสาวนีว่า ดีแล้ว ครั้นถึงวันที่จะแต่งพระมัสสุ ได้หยิบ แหนบก่อน เมื่อพระราชาตรัสถามว่า แน่ะคังคมาล ทำไมเจ้าจึงไม่ กระทำเหมือนครั้งก่อน ๆ เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ธรรมดาช่างกัลบกย่อมทำแม้สิ่งที่ไม่เคยทำ ทูลแล้วก็ถอนพระโลมาก่อน แล้วทำบริกรรมด้วยมีดโกน ในภายหลัง. พระราชาตรัสว่า เจ้าจงรับ
หน้า 526 ข้อ 1162
พร. ช่างกัลบกกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ต้องการอย่างอื่น. ขอพระองค์ จงตรัสบอกเนื้อความของอุทานคาถา. พระราชาทรงละอายพระทัยที่จะ ตรัสบอก เรื่องที่พระองค์เป็นคนยากจน จึงตรัสว่า เจ้าจะต้องการพร ข้อนี้ทำไม จงรับพรอย่างอื่นเถิด. ช่างกัลบกกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ ขอพระองค์จงทรงประทานพรข้อนี้ แก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า. พระราชาทรงกลัวมุสาวาทกรรม จึงทรงรับคำ แล้วรับสั่ง ให้จัดแจงตกแต่งสิ่งทั้งปวง ตามนัยที่กล่าวแล้วในกุมมาสปิณฑชาดก ประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์ ตรัสเล่า ปุริมกิริยาทั้งปวงว่า ดูก่อนคังคมาละ ในภพก่อนเราเกิดเป็นคนจนที่เมืองนี้ มีศรัทรารักษาศีลครึ่งวัน จุติจาก อัตตภาพนั้น ได้มาเกิดในตระกูลกษัตริย์ ชื่อว่า อุทัยราช ด้วยเหตุนี้ เราจึงกล่าวครึ่งคาถาข้างต้น ครั้นสหายของเราละกามราคะไปบวชแล้ว เราเป็นคนประมาท หลงครองราชาสมบัติอยู่นี้เอง ด้วยเหตุนี้ เราจึง กล่าวครึ่งคาถาข้างท้าย พระราชาตรัสบอกเนื้อความแห่งอุทาน ด้วย ประการฉะนี้. ช่างกัลบกฟังเรื่องราวนั้นแล้ว คิดว่า ได้ยินว่าพระราชาได้ ราชสมบัตินี้ ด้วยการรักษาอุโบสถกึ่งวัน ขึ้นชื่อว่ากุศลอันบุคคลควรทำ ถ้ากระไร เราพึงบวชสร้างที่พึ่งของตนเถิด คิดแล้วก็ละวงศ์ญาติและ โภคสมบัติ ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตบรรพชา แล้วไป หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยกไตรลักษณ์ขึ้นเจริญวิปัสสนา ก็สำเร็จ
หน้า 527 ข้อ 1162
ปัจเจกโพธิญาณ ครองบาตรจีวรที่เกิดขึ้นด้วยฤทธิ์ จำพรรษาที่ภูเขา คันธมาทน์ ห้าพรรษา คิดว่า จักเยี่ยมพระเจ้าพาราณสี จึงเหาะมา นั่งอยู่บนมงคลศิลา ในมงคลราชอุทยาน. คนเหล่าพระราชอุทยานจำได้ จึงไปกราบทูลพระราชาว่า ขอเดชะ นายช่างกัลบกคังคาลมาล เป็น พระปัจเจกพุทธเจ้า เหาะมานั่งอยู่ในมงคลราชอุทยาน. พระราชาทรง สดับแล้ว รีบเสด็จออกมาด้วยหวังว่า จักไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า. พระราชชนนี ก็เสด็จออกไปพร้อมกับพระราชา. พระราชาเสด็จเข้าสู่ พระราชอุทยานไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง พร้อมด้วยบริษัท. พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะทำปฏิสันถาร กับพระราชา ได้เรียกพระราชาตามนามสกุลว่า ดูก่อนพรหมทัต พระองค์เป็นผู้ไม่ประมาท ครองราชสมบัติโดยธรรม บำเพ็ญบุญมีให้ ทานเป็นต้นอยู่หรือ ดังนี้แล้ว ทำปฏิสันถาร. พระราชชนนีได้สดับ ดังนั้น ทรงพระพิโรธว่า คังคมาลนี้ มีชาติเป็นคนเลว ลามก เป็น ลูกช่างกัลบก ไม่รู้จักประมาณตน เรียกโอรสของเรา ซึ่งเป็นพระเจ้า แผ่นดิน เป็นกษัตริย์โดยชาติ โดยชื่อว่า พรหมทัต ดังนี้ จึงตรัส คาลาที่ ๗ ความว่า :- สัตว์ทั้งหลาย ย่อมละกรรมชั่วด้วยตบะ แต่สัตว์เหล่านั้น จะละความเป็นคน ผู้ใช้หม้อ ตักน้ำให้เขาอาบได้หรือ แน่ะ คังคมาละ การที่
หน้า 528 ข้อ 1162
ท่านข่มขี่ด้วยตบะ แล้วร้องเรียกโอรสของเรา โดยชื่อว่าพรหมทัตในวันนี้นั้น ไม่เป็นการ สมควรเลย. คาถานั้น มีอธิบายดังนี้ พระราชชนนีตรัสว่า สัตว์ทั้งหลาย เหล่านี้ ย่อมละบาปกรรมได้ด้วยตบะ คือตบะคุณที่ตนสร้างสมไว้ แต่ ตบะเหล่านั้นจะละความเป็นผู้ใช้หม้อตักน้ำให้เขาอาบได้ด้วยหรือ แน่ะ คังคมาละ การที่ท่านใช้ตบะของตนข่มขี่ เรียกโอรสของเราโดยชื่อว่า พรหมทัตในวันนี้นั้น เป็นการไม่สมควรเลย. พระราชาตรัสห้ามพระชนนีแล้ว เมื่อจะประกาศคุณของพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า จึงตรัสคาถาที่ ๘ ความว่า :- ข้าแต่เสด็จแม่ เราทั้งหลายพร้อมทั้ง พระราชาและอำมาตย์ พากันไหว้พระปัจเจก- พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เป็นผู้อันชน ทั้งปวงไหว้แล้ว เชิญเสด็จแม่ทอดพระเนตร ดูผลแห่งขันติและโสรัจจะ ในปัจจุบันเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺติโสรจฺจสฺส ได้แก่ อธิวาสน- ขันติและโสรัจจะ. บทว่า ตํ วนฺทาม ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ บัดนี้
หน้า 529 ข้อ 1162
เราทั้งหลาย ทั้งพระราชา ทั้งอำมาตย์ ทุกถ้วนหน้าพากันไหว้พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ขอเสด็จแม่จงทรงเห็นผลแห่งขันติและโสรัจจะเถิด. เมื่อพระราชาตรัสห้ามพระราชชนนีแล้ว มหาชนที่เหลือพากัน ลุกขึ้นกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ การที่คนต่ำช้าเห็นปานนี้ เรียกพระองค์โดยชื่อไม่สมควรแก่พระองค์เลย. พระราชาทรงห้ามมหา- ชนแล้ว เพื่อจะแสดงคุณของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น จึงตรัสคาถา สุดท้าย ความว่า :- ท่านทั้งหลาย อย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะ ท่านคังคมาละ ผู้เป็นพระปัจเจกมุนี ศึกษา อยู่ในคลองมุนี ความจริงพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลายข้ามแล้ว หมดความเศร้าโศกเที่ยวไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุนินํ ได้แก่ อาคาริกมุนี อานาคา- ริกมุนี เสขมุนี อเสขมุนี และพระปัจเจกมุนี. บทว่า โมนปเถสุ สิกฺขมานํ ความว่า ผู้ศึกษาอยู่ในคลองมุนี กล่าวคือโพธิปักขิยธรรม เพราะเป็นข้อปฏิบัติ อันเป็นบุรพภาค. บทว่า อณฺณวํ ได้แก่ สมุทร คือสงสาร. พระราชาครั้นตรัสดังนี้แล้ว ได้ถวายนมัสการพระปัจเจก-
หน้า 530 ข้อ 1162
พุทธเจ้า ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอพระคุณเจ้าได้โปรดอดโทษแก่ พระราชชนนีด้วยเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ถวายพระพรมหาบพิตร อาตมา อดโทษให้. แม้พวกราชบริษัท ก็พากันขอขมาโทษพระปัจเจกพุทธเจ้า. พระราชาขอปฏิญญาพระปัจเจกพุทธเจ้า เพื่อให้อยู่กับพระองค์ต่อไป. พระปัจเจกพุทธเจ้าไม่ได้ถวายปฏิญญา เมื่อบริษัทพร้อมด้วยพระราชา กำลังแลดูอยู่นั่นเอง ได้ลอยขึ้นไปในอากาศ ถวายโอวาทแต่พระราชา แล้วเหาะไปยังภูเขาคันธมาทน์. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าการอยู่รักษาอุโบสถ เป็นกิจที่ บุคคลควรอยู่รักษาด้วยประการฉะนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้น ได้ปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอัฑฒมาสกราช ได้มาเป็นพระอานนท์ พระราชชนนีได้มาเป็นพระมหามายา พระ- อัครมเหสี ได้มาเป็นมารดาพระราหุล ส่วนพระเจ้าอุทัยราช ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาคังคมาลชาดกที่ ๕
หน้า 531 ข้อ 1163, 1164
๖. เจติยราชชาดก ว่าด้วยเชฏฐาปจายนธรรม [๑๑๖๓] เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลาย แล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏ- ฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อมไม่ทำลายบุคคลนั้น แม่สักหน่อยหนึ่ง เพราะเหตุนั่นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏ- ฐาปจายนธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่ พระองค์ทำลายแล้ว อย่าได้กลับมาทำลาย พระองค์เลย. [๑๑๖๔] เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระ โอฐจักมีกลิ่นบูดเน่า เหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งปัญญานั้น ไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะ ของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ.
หน้า 532 ข้อ 1165, 1166
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวัง ตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็ จะดำรงอยู่ได้ เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะ ลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก. [๑๑๖๕] พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูก เขาถามปัญหาแล้วแกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์ ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของ พระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็ จะถูกแผ่นดินสูบลงไปอีก. [๑๑๖๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหา แล้วแกล้งตรัสแก้เป็นปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น
หน้า 533 ข้อ 1167, 1168
พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้นจะแตก เป็นสองแฉก เหมือนลิ้นงู. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบ ลึกยิ่งลงไปอีก. [๑๑๖๗] ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหา แล้วแกล้งตรัส แก้ ปัญหา นั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี เหมือนปลาฉะนั้น. ข้าแต่พระเจ้าเจติราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบ ลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก. [๑๑๖๘] พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป
หน้า 534 ข้อ 1169
เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่ พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา เกิดในราชสกุลไม่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบ ลึกไปยิ่งกว่านี้อีก. [๑๑๖๙] พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้นจะไม่มี พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไปยัง ทิศน้อยทิศใหญ่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นสูบ ลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก.
หน้า 535 ข้อ 1170
[๑๑๗๐] พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ. เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่ คำสัตย์เท่านั้น. จบ เจติยราชชาดกที่ ๖ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระเทวทัตตอนถูกแผ่นดินสูบ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว หโต หนฺติ ดังนี้. ความย่อมีว่า วันนี้ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบ มีอเวจี เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้น
หน้า 536 ข้อ 1170
กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ใน บัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกันดังนี้ แล้วทรง นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งปฐมกัป มีพระราชาทรงพระนามว่า มหาสัมมตะ ทรงมีพระชนมายุได้หนึ่งอสงไขย. พระโอรสของพระองค์มีพระนามว่า โรชะ พระโอรสของพระเจ้าโรชะ มีพระนามว่า วรโรชะ โอรสของ พระเจ้าวรโรชะ มีพระนามว่า กัลยาณะ โอรสของพระเจ้ากัลยาณะ มีพระนามว่า วรกัลยาณะ โอรสของพระเจ้าวรกัลยาณะ มีพระนามว่า อุโบสถ โอรสของพระเจ้าอุโบสถ มีพระนามว่า วรอุโบสถ โอรสของ พระเจ้าวรอุโบสถ มีพระนามว่า มันธาตุ โอรสของพระเจ้ามันธาตุ มีพระนามว่า วรมันธาตุ โอรสของพระเจ้าวรมันธาตุ มีพระนามว่า วระ โอรสของพระเจ้าวระ มีพระนามว่า อุปวระ แต่บางคนก็เรียกว่า อุปริจระ. พระเจ้าอุปจิรราชนั้น ครองราชสมบัติ อยู่ ณ โสตถิยนคร ใน เจติยรัฐ พระองค์ประกอบด้วยฤทธิ์ ๔ อย่าง มักเสด็จไปเบื้องบน คือ เสด็จไปโดยอากาศ มีเทพบุตร ๔ องค์ ถือพระขรรค์รักษาอยู่ทั้ง ๔ ทิศ มีกลิ่นจันทน์หอมฟุ้งออกจากพระวรกาย มีกลิ่นอุบลหอมฟุ้งออกจาก พระโอฐ์. พระองค์มีพราหมณ์ชื่อว่ากปิลเป็นปุโรหิต. กปิลพราหมณ์ มีน้องชายชื่อโกรกลัมพกะ เป็นพาลสหาย เคยเล่าเรียนศิลปะในสำนัก
หน้า 537 ข้อ 1170
อาจารย์เดียวกันกับพระราชา. ในสมัยที่พระราชายังเป็นพระราชกุมาร พระองค์ได้ทรงปฏิญญากะโกรกลัมพกพราหมณ์ไว้ว่า เมื่อเราได้ครอง- ราชสมบัติแล้ว จักให้ตำแหน่งปุโรหิตกับท่าน. ครั้นพระองค์ขึ้นครอง- ราชสมบัติแล้ว ก็ไม่อาจถอดกปิลพราหมณ์ ซึ่งเป็นปุโรหิตของพระชน ออกจากตำแหน่งปุโรหิตได้. ก็เมื่อกปิลปุโรหิตเข้าเฝ้า พระองค์ก็ทรง แสดงความยำเกรง ด้วยความเคารพในปุโรหิตนั้น. พราหมณ์สังเกตุ อาการนั้นแล้วคิดว่า ธรรมดาการครองราชสมบัติ ต้องบริหารกับผู้ที่มี วัยเสมอกันจึงจะดี เราจักทูลลาพระราชาบวช ดังนี้แล้วจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เป็นคนแก่ ที่เรือนมีกุมารอยู่คน หนึ่ง ขอพระองค์จงตั้งกุมารนั้นให้เป็นปุโรหิต ข้าพระองค์จับบวช ขอ พระราชทานพระบรมราชานุญาตแล้วตั้งบุตรไว้ในตำแหน่งปุโรหิต เข้า พระราชอุทยาน บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ ในพระราชอุทยานนั้นเอง โดยอาศัยบุตรเป็นผู้บำรุง. โกรกลัมพกพราหมณ์ ผูกอาฆาตพี่ชายว่า พี่ชายของเรานี้แม้ บวช ก็ยังไม่ให้ฐานันดรแก่เรา วันหนึ่งขณะที่สนทนากัน พระราชา ตรัสถามว่า โกรกลัมพกะ ท่านไม่ได้ตำแหน่งปุโรหิตดอกหรือ ? เขา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ได้ ทำ พี่ชายของข้าพระองค์ทำ. พระราชารับสั่งว่า ก็พี่ชายของท่านบวชแล้ว มิใช่หรือ ? เขาทูลว่า พระเจ้าข้า เขาบวชแล้ว แต่เขาได้ให้พระองค์ประ-
หน้า 538 ข้อ 1170
ทานฐานันดรแก่บุตรของเขา. ถ้าเช่นนั้น ท่านจะให้เราทำอย่างไร ? ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่อาจให้พระองค์ถอดพี่ ชายเสียจากฐานันดร อันสืบเนื่องมาตามประเพณี แล้วแต่งตั้งข้าพระ- องค์เป็นปุโรหิต. เมื่อเป็นเช่นนั้น เราจักแต่งตั้งท่านให้เป็นใหญ่ แล้วทำพี่ชาย ของท่านให้เป็นน้องชาย. พระองค์จักทำได้อย่างไร ? เราทำได้โดยมุสาวาท. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ไม่ทรงทราบดอกหรือ แต่ ไรมา พี่ชายของข้าพระองค์มีวิชาประกอบด้วยธรรมน่าอัศจรรย์ยิ่งนัก เขาจักลวงพระองค์ด้วยอุบายที่ไม่จริง เช่นจักทำเป็นเทพบุตรสี่องค์หาย ตัว จักทำกลิ่นหอมที่ฟุ้งจากพระวรกาย และพระโอฐให้เป็นเหมือนกลิ่น เหม็น จักทำพระองค์ให้เป็นเหมือนพลัดตกจากอากาศ ยืนอยู่บนพื้นดิน พระองค์จักเป็นเหมือนลูกแผ่นดินสูบที่นั้น พระองค์จักไม่อาจดำรง พระวาจาอยู่ได้. ท่านอย่าได้เข้าใจอย่างนั้นเลย เราสามารถทำเช่นนั้นได้. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จักทรงทำเมื่อไร ?
หน้า 539 ข้อ 1170
นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน. พระราชดำรัสนั้นได้แพร่สะพัดไปทั่วพระนคร. มหาชนเกิดปริวิตกขึ้นอย่างนี้ว่า ได้ยินว่าพระราชาจักทรงทำ มุสาวาท ทำเด็กให้เป็นใหญ่ จักให้ผู้ใหญ่คืนฐานันดรให้แก่เด็ก ขึ้น ชื่อว่ามุสาวาทเป็นอย่างไรหนอ มีสีเขียว หรือสีเหลืองเป็นต้น สีอะไร กันแน่. เขาว่ากันว่า ในครั้งนั้น เป็นเวลาที่โลกพูดความสัตย์ คน ทั้งหลายจึงไม่รู้ว่า มุสาวาทนี้เป็นอย่างนี้. แม้บุตรปุโรหิต พอได้ฟังคำนั้นแล้ว ก็ไปบอกบิดาว่า พ่อเขา ว่า พระราชาจักทำมุสาวาท ทำพ่อให้เป็นเด็ก แล้วพระราชทาน ฐานันดรของฉันให้แก่อา. ปุโรหิตกล่าวว่า ลูกรัก ถึงพระราชาทรงทำ มุสาวาท ก็ไม่อาจพระราชทานฐานันดรของเราแก่อาเจ้าได้. ก็พระ- ราชาจักกระทำมุสาวาทในวันไหน ? ได้ยินว่า แต่วันนี้ไปเจ็ดวัน. ถ้าเช่นนั้น เมื่อถึงวันนั้น เจ้าพึงบอกแก่เรา. ครั้นถึงวันที่เจ็ด มหาชนคิดว่า จักดูมุสาวาท จึงไปประชุมกัน ที่พระลานหลวง ผูกเตียงซ้อน ๆ กันขึ้นยืนดู. กุมารก็ได้ไปบอกแก่ บิดา. พระราชแต่งพระองค์แล้ว เสด็จออกจากประทับอยู่ในอากาศหน้า พระลานหลวงท่ามกลางมหาชน. พระดาบสได้เหาะมาแล้วลาดหนังรอง
หน้า 540 ข้อ 1170
นั่งตรงพระพักตร์พระราชา นั่งบัลลังก์ในอากาศ ทูลถามว่า ดูก่อน มหาบพิตร ได้ยินว่าพระองค์ประสงค์จะทำมุสาวาท ทำเด็กให้เป็นผู้ ใหญ่ แล้วพระราชทานฐานันดรแก่เขา จริงหรือ ? พระราชาตรัสว่า ถูกแล้ว ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าได้กล่าวอย่างนี้จริง. ลำดับนั้น พระ- ดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชา ได้กล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่า มุสาวาทเป็นบาปหนัก กำจัดคุณความดี ทำให้เกิดในอบายทั้ง ๔ ธรรมดา พระราชา เมื่อทรงทำมุสาวาท ย่อมชื่อว่าทำลายธรรม ครั้นทำลาย ธรรมเสียแล้ว ย่อมได้ชื่อว่าทำลายตนนั่นเอง ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :- เชฏฐาปจายนธรรม อันบุคคลใดทำลาย แล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้นเสียโดยแท้ เชฏ- ฐาปจายนธรรนอันบุคคลใดไม่ทำลายแล้ว ย่อม ไม่ทำลายบุคคลนั้นสักน้อยหนึ่ง เพราะเหตุ นั้นแล พระองค์ไม่ควรทำลายเชฏฐาปจายน- ธรรมเลย เชฏฐาปจายนธรรมที่พระองค์ทำลาย แล้ว อย่าได้กลับมาทำลายพระองค์เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺโม พระดาบสหมายถึงเชฏฐา- ปจายนธรรม.
หน้า 541 ข้อ 1170
พระดาบสเมื่อจะกล่าวสอนพระราชาให้ยิ่งขึ้นไปอีก. จึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาบพิตร ถ้าพระองค์จักทรงทำมุสาวาทไซร้ ฤทธิ์ ๔ อย่างของ พระองค์ก็จักอันตรธานไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :- เมื่อพระองค์ยังตรัสคำกลับกลอกอยู่ เทวดาทั้งหลายก็จะพากันหลีกหนีไปเสีย พระ- โอษฐ์จักมีกลิ่นบูดเน่าเหม็นฟุ้งไป ผู้ใดรู้อยู่ เมื่อถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น ผู้นั้นย่อมพลัดพรากจากฐานะ ของตน แล้วถูกแผ่นดินสูบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปกฺกมนฺติ เทวตา ความว่า พระดาบสกล่าวคำนี้ไว้ โดยประสงค์ว่า ดูก่อนมหาบพิตร ข้าพระองค์ ยังตรัสกลับกลอกอยู่ไซร้ เทพบุตรทั้ง ๔ องค์ ก็จักละทิ้งหน้าที่หลีกหนี ไปเสีย. บทว่า ปูติกญฺจ มุขํ วาติ ความว่า พระดาบสกล่าวว่า กลิ่น บูดเน่า ทั้งสองคือทั้งทางพระโอฐ และทั้งพระวรกาย ของพระองค์จัก ฟุ้งไปดังนี้หมายถึงพระราชา. บทว่า สกฏฺานาว ธํสติ ความว่า พระดาบสเมื่อจะแสดงว่า ย่อมตกลงจากอากาศ แล้วถูกแผ่นดินสูบ. จึงกล่าวอยางนี้.
หน้า 542 ข้อ 1170
พระเจ้าอุปริจรราช ได้สดับโอวาทแล้ว มีพระหทัยกลัว ทอด. พระเนตรดูโกรกลัมพกพราหมณ์. ลำดับนั้น โกรกลัมพกพราหมณ์ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระ- องค์ ได้กราบทูลเรื่องนี้แก่พระองค์ไว้ก่อนแล้ว มิใช่หรือ ? พระ- ราชาถึงจะได้ทรงสดับคำของกปิลปุโรหิตแล้วก็ตาม แต่เพื่อจะรักษา พระดำรัสของพระองค์ไว้ จึงได้ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็น น้องชายโกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย. ทันใดนั้น เทพบุตรทั้ง ๔ องค์กล่าว ว่า พวกเราจักไม่อารักขาคนมุสาวาทเช่นท่าน แล้วได้ทิ้งพระขรรค์ไว้ ใกล้บาทพระราชา อันตรธานไปพร้อมกันที่พระราชาได้ตรัสมุสาวาท. พระโอฐก็มีกลิ่นเหม็นเหมือนฟองไข่เน่าแตก พระวรกายก็มีกลิ่นเหม็น เหมือนเวจกุฎีที่เปิดไว้ ฟุ้งตลบไป. พระราชาก็ตกจากอากาศ ประทับ อยู่บนแผ่นดิน ฤทธิ์ทั้ง ๔ ได้เสื่อมไปแล้ว. ลำดับนั้น มหาปุโรหิตได้ กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ ขอพระองค์อย่าได้ทรง กลัวเลย ถ้าพระองค์ตรัสสัจวาจาไซร้ ข้าพระองค์จักทำสิ่งทั้งปวงให้ กลับเป็นปกติแด่พระองค์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :- ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราชวัง ตามเดิมได้ ถ้ายังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์ก็ จะดำรงอยู่ได้เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถจะ
หน้า 543 ข้อ 1170
ลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภูมิยํ ติฏฺ บทว่า ข้าแต่พระ- องค์ผู้สมมติเทพ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ พระองค์จะดำรงอยู่ได้ เพียงบนพื้นดิน ไม่สามารถลอยขึ้นสู่อากาศได้อีก. แม้กปิลดาบสได้ทูลเตือนว่า จงดูเอาเถิดมหาบพิตร เพียงมุสา- วาทครั้งแรกเท่านั้น ฤทธิ์ ๔ อย่างของพระองค์ก็อันตรธานไปแล้ว พระ- องค์จงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับเป็นปกติได้ ดังนี้ พระเจ้าอุปริจรราชนั้นตรัสว่า กปิลดาบสกล่าวอย่างนี้ ประสงค์ จะลวงท่านทั้งหลาย แล้วกล่าวมุสาวาทเป็นครั้งที่สอง ได้ถูกแผ่นดินสูบ ลงไปแค่ข้อพระบาท. ลำดับนั้น พราหมณ์ได้กราบทูลพระราชาอีกว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด แม้บัดนี้ ข้าพระองค์ก็อาจทำให้กลับ เป็นปกติได้ พระเจ้าข้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถานี้ ๔ ความว่า :- พระราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขา ถามปัญหาแล้ว แกล้งทำมุสาวาท พยากรณ์ ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น ในแว่นแคว้นของ พระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมตกในเวลาไม่ใช่ ฤดูกาล ย่อมไม่ตกต้องตามฤดูกาล.
หน้า 544 ข้อ 1170
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ความว่า พระราชาพระองค์ ใดทรงทราบอยู่ แสร้งกล่าวเท็จ พยากรณ์ปัญหาที่เขาถามแล้วไปเสีย อย่างอื่น ในแว่นแคว้นของพระราชาพระองค์นั้น ฝนย่อมไม่ตกในเวลา ที่ควรตก แต่ตกในเวลาที่ไม่ควรตก. ลำดับนั้น กปิลดาบสทูลเตือนต่อไปอีกว่า มหาบพิตร ด้วยผล แห่งมุสาวาท พระองค์ถูกแผ่นดินสูบไปแต่พระชงฆ์แล้ว ขอพระองค์ จงทรงกำหนดดูเถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :- ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะแผ่นดินสูบลงไปอีก. พระเจ้าอุปริจรราช ได้ทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่สามว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชายดังนี้แล้ว ถูก แผ่นดินสูบลงไปแต่พระชานุ. ลำดับนั้น กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีก ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ ถูกเขาถามปัญหา
หน้า 545 ข้อ 1170
แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะแตก เป็นสองแฉกเหมือนลิ้นงู. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ข้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช. วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปอีก. พระดาบสครั้นกล่าวคาถาสองคาถานี้แล้ว ทูลว่า แม้จนบัดนี้ พระองค์ก็ยังไม่อาจที่จะกลับทำให้เป็นปกติได้. พระราชามิได้ถือเอา ถ้อยคำของพระดาบสนั้น ยังทรงทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๔ ว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้แล้ว ถูก แผ่นดินสูบลงไปแค่บั้นพระองค์. ลำดับนั้น ปิลพราหมณ์ได้ทูลพระ- ราชาว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิดมหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า :- ข้าแต่พระราชาผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ใดทรงทราบอยู่ เมื่อถูกถามปัญหา แล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไปเสียอย่างอื่น
หน้า 546 ข้อ 1170
พระชิวหาของพระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี เหมือนปลาฉะนั้น. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกยิ่งลงไปกว่านี้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺฉสฺเสว ความว่า พระชิวหา ของพระราชานั้นจะไม่มี คือพระราชาที่กล่าวมุสาวาท จะเกิดในชาติ ใดก็ตาม จะเป็นใบ้อาจทำเสียงได้เหมือนปลา. พระเจ้าอุปริจราช ได้ทำมุสาวาทเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านเป็นน้องชาย โกรกลัมพกะเป็นพี่ชาย ดังนี้ แล้วถูก แผ่นดินสูบลงไปแค่พระนาภี. ลำดับนั้นกปิลดาบส ได้ทูลพระราชาอีก ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :- พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้นไป เสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะมีแต่
หน้า 547 ข้อ 1170
พระธิดาเท่านั้นมาเกิด หามีพระราชโอรสมา เกิดในราชสกุลไม่. ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ ก็จะถูกแผ่นดินสูบลึกไปยิ่งกว่านี้อีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถิโยว ความว่า พระราชาผู้มีปกติ ตรัสมุสาวาทนั้น จะเกิดในภพใดก็ตาม จะมีแต่พระธิดาเท่านั้น หามี พระราชโอรสไปเกิดไม่. พระราชามิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำ ตรัสมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็น ครั้งที่ ๖ ถูกแผ่นดินสูบลงไปแต่พระถัน. กปิลดาบสได้ทูลพระราชาอีก ว่า ขอพระองค์จงทรงกำหนดดูเถิด มหาบพิตร แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :- พระราชาพระองค์ใด ทรงทราบอยู่ เมื่อ ถูกถามปัญหาแล้ว แกล้งตรัสแก้ปัญหานั้น ไปเสียอย่างอื่น พระราชาพระองค์นั้น จะไม่มี พระราชโอรส ถ้ามีก็จะพากันหลีกหนีไป ยัง ทิศน้อยทิศใหญ่.
หน้า 548 ข้อ 1170
ข้าแต่พระเจ้าเจติยราช ถ้าพระองค์ตรัส สัจวาจา พระองค์ก็จะประทับอยู่ในพระราช- วังตามเดิมได้ ถ้าพระองค์ยังตรัสมุสาวาทอยู่ จะถูกแผ่นสูบลึกยิ่งกว่านั้นลงไปอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า ถ้าพระราชา ผู้มีปกติตรัสคำเท็จ มีพระราชโอรสไซร้ พระราชโอรสเหล่านั้น ก็จะ ไม่ทำอุปการะแก่พระชนกชนนี จะพากันหลีกหนีไปยังทิศน้อยทิศใหญ่. พระเจ้าอุปริจะราชมิได้ทรงเชื่อถือถ้อยคำของพระดาบส เพราะ โทษคือการคบคนชั่วเป็นมิตร ได้ทรงคำมุสาวาทเช่นนั้นอีกเป็นครั้งที่ ๗. ทันใดนั้น แผ่นดินได้แยกออกเป็นสองช่อง. มีเปลวไฟจากอเวจี พลุ่งขึ้นไหม้พระราชา. มีสัมพุทธคาถา ๒ คาถา ดังต่อไปนี้ :- พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยเสด็จ เที่ยวไปได้ในอากาศ ภายหลังถูกพระฤๅษีสาบ แล้ว เสื่อมจากอำนาจ ถึงกำหนดเวลาของตน แล้ว ก็ถูกแผ่นดินสูบ. เพราะเหตุนั้นแหละ บัณฑิตทั้งหลายจึง ไม่สรรเสริญฉันทาคติ บุคคลไม่พึงเป็นผู้มีจิต
หน้า 549 ข้อ 1170
ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษร้าย พึงกล่าวแต่ คำสัตย์เท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส ราชา ความว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระเจ้าเจติยราชนั้น แต่ก่อนเคยสัญจรไปได้ในอากาศ ครั้น ภายพลังถูกพระฤาษีสาบแล้วก็เสื่อมอำนาจถึงกำหนดเวลา คือกาลวิป- โยคของตน ก็ถูกแผ่นดินสูบ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะพระ- เจ้าเจติยราชลุอำนาจอคติมีฉันทาคติเป็นต้น จึงต้องไปอเวจี เหตุนั้น. บทว่า อทุฏฺจิตฺโต ความว่า ผู้ที่มีจิตไม่ถูกฉันทาคติเป็นต้นประทุษ ร้าย พึงกล่าว คำสัตย์เท่านั้น. มหาชนพากันตกใจกลัวว่า พระเจติยราชด่าพระฤาษี กล่าว มุสาวาท ตกนรกอเวจีแล้ว. พระโอรส ๕ องค์ ของพระเจ้าเจติยราช พากันหมอบลงที่เท้าของพระดาบสกล่าวว่า ขอท่านจงเป็นที่พึ่งของพวก ข้าพเจ้าเถิด. พระดาบสทูลว่า พระชนกของพระองค์ยังธรรมให้พินาศ กล่าวมุสาวาท ด่าพระฤาษีจึงตกนรกอเวจี ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้ อันบุคคล ทำลายแล้ว ย่อมทำลายบุคคลนั้น พวกพระองค์ไม่สามารถจะพากัน อยู่ในที่นี้ได้ ดังนี้แล้ว เรียกพระโอรสองค์ใหญ่มาทูลว่า ขอพระองค์ จงออกทางประตูด้านทิศปราจีน เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจัก พบช้างแก้วเผือกล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญ- ญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า หัตถิปุระ. เรียกพระโอรสที่สองมา
หน้า 550 ข้อ 1170
ทูลว่า พระองค์จงออกทางประตูด้านทิศทักษิณ เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจะพบม้าแก้วขาวล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่ นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อัสสปุระ. แล้วเรียก พระโอรสองค์ที่สามมาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทางประตูด้านทิศปัจ- ฉิม เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบไกรสรราชสีห์ พระองค์ จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า สีหปุระ. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่สี่มาทูลว่า พระองค์จงเสด็จออกทาง ประตูด้านทิศอุดร เสด็จตรงไปนั่นแหละ เมื่อเสด็จไปจักพบจักรบัญชร ที่ทำด้วยแก้วล้วน พระองค์จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณ นั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า อุตตรบัญชร. แล้วเรียกพระโอรสองค์ที่ ห้ามาทูลว่า พระองค์ไม่อาจจะอยู่ในที่นี้ได้ จงสร้างพระสถูปใหญ่ไว้ ในพระนครนี้ แล้วเสด็จออกตรงไปทางทิศพายัพ เมื่อเสด็จไปจักพบ ภูเขาของลูก โอนยอดเข้ากระทบกัน ส่งเสียงดังว่า ทัทธะ. พระองค์ จงสร้างพระนครอยู่ ณ ที่นั้น ตามสัญญาณนั้น พระนครนั้นจักมีชื่อว่า ทัทธปุระ. พระราชโอรสทั้งห้าองค์ได้ไปสร้างนครอยู่ในที่นั้น ๆ ตาม สัญญาณนั้น. พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัส ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตทำมุสาวาท แล้วถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ทำมุสาวาท แล้วถูก
หน้า 551 ข้อ 1170
แผ่นดินสูบเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเจติยราช ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ส่วนกปิลพราหมณ์ ได้มาเป็นเรา ผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเจติยราชชาดกที่ ๖
หน้า 552 ข้อ 1171, 1172, 1173, 1174
๗. อินทริยชาดก ว่าด้วยดี ๔ ชั้น [๑๑๗๑] ดูก่อนนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจ แห่งอินทรีย์ เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้งสอง ไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้ เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ย่อมซูบซีดไป. [๑๑๗๒] ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดใน ลำดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบทุกข์มาก กว่าสุข เธอจงหวังความสุข อันประเสริฐเถิด. [๑๑๗๓] ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทน ความลำบากได้ บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตาม ความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อม บรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่ สุดแห่งความลำบาก. [๑๑๗๔] เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะ ปรารถนากามทั้งหมด เพราะเหตุใช่ประโยชน์ เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงเธอจะทำสุขใน
หน้า 553 ข้อ 1175, 1176, 1177
ฌานที่สำเร็จแล้วให้นิราศไป ก็ไม่ควรเคลื่อน จากธรรมเลย. [๑๑๗๕] ความขยันของคฤหบดี ผู้อยู่ครองเรือน ดีชั้นหนึ่ง การแบ่งปันโภคทรัพย์ให้แก่สมณ- พราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตน เอง ดีชั้นสอง เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจ ด้วยความมัวเมา ดีชั้นสาม เมื่อเวลาเสื่อม ประโยชน์ ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้นสี่. [๑๑๗๖] เทวิลดาบสผู้สงบระงับ ได้พร่ำสอนความ เป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำมีประ- มาณเท่านี้ว่า บุคคลผู้เลวกว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำ- นาจอินทรีย์ ไม่มีเลย. [๑๑๗๗] ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะ ถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูทั้งหลาย เทียว เหมือนข้าพระองค์ไม่กระทำธรรมที่ควร กระทำ ไม่ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ทำความขวน ขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทำอาวาห
หน้า 554 ข้อ 1178, 1179
วิวาหะ. ไม่รักษาศีล ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน ทำยศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จึงมาบังเกิดเป็น เปรตเพราะกรรมของตน. [๑๑๗๘] ข้าพระองค์นั้นปฏิบัติชอบแล้ว พึงยัง โภคะให้เกิดขึ้น เหมือนบุรุษชนะแล้วพันคน ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย ล่วงเสียจากอริยธรรม มีอาการเหมือนเปรต ฉะนั้น. [๑๑๗๙] ข้าพระองค์ทำสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ต่อ ความสุข ให้ได้รับความทุกข์ จึงได้มาถึงส่วน อันนี้ ข้าพระองค์นั้นดำรงอยู่ เหมือนบุคคล อันกองถ่านไฟล้อมรอบด้าน ย่อมไม่ได้ประสบ ความสุขเลย. จบ อินทริยชาดกที่ ๗ อรรถกถาอินทริยชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ภิกษุถูกภรรยาเก่าประเล้าประโลม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย อินฺทฺริยานํ ดังนี้.
หน้า 555 ข้อ 1179
ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีกุลบุตรคนหนึ่งฟังพระธรรม เทศนาของพระศาสดาแล้ว คิดว่า ผู้อยู่ครองเรือนไม่อาจประพฤติพรหม- จรรย์ให้บริสุทธิ์โดยส่วนเดียว เราจักบวชในศาสนาที่นำสัตว์ออกจาก ทุกข์ แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้แล้วได้มอบสมบัติในเรือนให้แก่บุตร และภรรยา แล้วทูลขอบรรพชากะพระศาสดา. แม้พระบรมศาสดาก็ รับสั่งให้บรรพชาแก่กุลบุตรนั้น ครั้นบวชเป็นภิกษุแล้ว ไปบิณฑบาต กับอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ อาสนะในเรือนแห่งตระกูลก็ดี ในโรงฉัน ก็ดี ไม่ถึงภิกษุนั้น เพราะตนเป็นนวกะและมีภิกษุมากด้วยกัน. ตั่งหรือ แผ่นกระดานย่อมถึงในที่สุดท้ายพระสังฆนวกะ. แม้อาหารที่จะพึงได้ ก็ ล้วนป่นเป็นแป้งและเป็นน้ำข้าวที่ติดอยู่ตามข้างกระบวยบ้าง เป็นข้าวยาคู บ้าง ของเคี้ยวที่บูดที่แห้งบ้าง เป็นข้าวตังข้าวตากบ้าง ไม่พออิ่ม. ภิกษุ นั้นถือเอาอาหารที่ตนไว้แล้ว ไปสำนักของภรรยาเก่า ภรรยาเก่าไหว้ แล้วรับบาตรของภิกษุนั้น เอาภัตตาหารออกจากบาตรทิ้งเสีย แล้วถวาย ข้าวยาคูภัตสูปพยัญชนะที่ตนตกแต่งไว้ดีแล้ว. ภิกษุแก่นั้นติดรสอาหาร ไม่สามารถจะละภรรยาเก่าได้. ภรรยาเก่าคิดว่า เราจักทดลองภิกษุแก่นี้ ว่า จะติดรสอาหารหรือไม่. อยู่มาวันหนึ่ง นางได้ให้มนุษย์ชาวชนบท อาบน้ำ ทาดินสีพองนั่งอยู่ในเรือน บังคับคนใช้อื่นอีก ๒, ๓ คน ให้นำน้ำและข้าวมาให้มนุษย์ชนบทนั้นคนละนิดละหน่อย แล้วก็พากัน นั่งเคี้ยวกินอยู่. นางได้ให้คนใช้ไปจับโคเข้าเทียมเกวียนไว้เล่มหนึ่งที่ ประตูเรือน ส่วนตัวเองก็หลบไปนั่งทอดขนมอยู่ที่ห้องหลังเรือน ลำดับ
หน้า 556 ข้อ 1179
นั้น ภิกษุแก่มายืนอยู่ที่ประตู. ชายแก่คนหนึ่งเห็นภิกษุนั้นกล่าวว่า แน่ะแม่เจ้า พระเถระองค์ มายืนอยู่ที่ประตู. นางตอบไปว่า ท่านช่วย ไหว้นิมนต์ให้ท่านไปข้างหน้าเถิด. ชายแก่กล่าวหลายครั้งว่า นิมนต์ ไปข้างหน้าเถิดเจ้าข้า ก็ยังเห็นท่านยืนเฉยอยู่ จึงได้บอกกะภรรยาเก่าว่า แน่ะแม่เจ้า พระเถระไม่ยอมไป. ภรรยาเก่าไปเลิกม่านมองดู กล่าวว่า อ้อ พระเถระพ่อของเด็กเรา จึงออกไปไหว้แล้วรับบาตรนิมนต์ให้เข้า ไปในเรือนแล้วให้ฉัน ครั้นฉันเสร็จ นางกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้า จง ปรินิพพานอยู่ในที่นี่แหละ ตลอดกาลเท่านี้ ดิฉันมิได้ยึดถือตระกูลอื่น เลย ก็เรือนที่ปราศจากสามี จะดำรงการครองเรือนอยู่ด้วยดีไม่ได้ ดิฉันจะยึดถือตระกูลอื่นไปอยู่ชนบทที่ไกล ขอพระผู้เป็นเจ้าอย่าได้ประ- มาท ถ้าดิฉันมีโทษอยู่ไซร้ ขอได้โปรดอดโทษนั้นเสียเถิด. หัวใจของ ภิกษุแก่ได้เป็นเหมือนถูกฉีกออก. ลำดับนั้น ภิกษุแก่ได้กล่าวกะภรรยา เก่าว่า เราไม่อาจจะละเจ้าไปได้ เจ้าอย่าไปเลย ฉันจักสึกละ เจ้าจงส่ง ผ้าสาฎกไปให้ฉันที่โน้น เราไปมอบบาตรจีวรแล้วจักมา. นางรับคำแล้ว. ภิกษุแก่ไปวิหารให้อาจารย์อุปัชฌาย์รับบาตรจีวร เมื่ออาจารย์และ อุปัชฌาย์ถามว่า อาวุโส เหตุไรเธอจึงทำอย่างนี้ จึงตอบว่า กระผมไม่ อาจละภรรยาเก่าได้ กระผมจักสึก ลำดับนั้น อาจารย์และอุปัชฌาย์จึง นำภิกษุนั้นผู้ไม่ปรารถนาจะบวชอยู่ ไปสู่สำนักพระศาสดา เมื่อพระ- ศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอนำเอาภิกษุผู้ไม่ปรารถนาจะ บวชอยู่นี้มาทำไม ? จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้กระ
หน้า 557 ข้อ 1179
สันอยากจะสึก พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ได้ยินว่าเธอกระสันจะสึกจริงหรือ เมื่อภิกษุนั้นทราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า ใครทำให้เธอกระสัน เมื่อภิกษุทราบทูลว่า ภรรยาเก่า พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุมิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่หญิงนั้น ทำความพินาศให้แก่เธอ แม้ในกาลก่อนเธอก็เสื่อมจากฌานสี่ ถึงความ ทุกข์ใหญ่ เพราะอาศัยหญิงนั้น แต่ได้อาศัยเราจึงพ้นจากทุกข์กลับได้ ฌานที่เสื่อมเสียไปแล้ว ดังนี้แล้ว ทรงน่าเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดัง ต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติอยู่ในพระ- นครพาราณสี พระโพธิสัตว์อาศัยปุโรหิตของพระเจ้าพรหมทัตนั้น เกิด ในครรภ์นางพราหมณีภรรยาปุโรหิตนั้น. ในวันที่พระโพธิสัตว์เกิด บรรดาอาวุธที่มีอยู่ทั่วพระนครลุกโพลงขึ้น เพราะเหตุนั้นญาติทั้ง หลาย จึงตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ว่า โชติปาละ. โชติปาลกุมารนั้นครั้น เจริญวัยแล้ว เรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกศิลา แล้วกลับมาแสดง ศิลปะแก่พระราชา ต่อมาได้ละอิสริยยศเสียไม่ให้ใคร ๆ รู้ หนีออก ทางอัคคทวาร เข้าป่าบวชเป็นฤาษีอยู่ในอาศรม ป่าไม้มะขวิดที่ท้าวสักก- เทวราชเนรมิตรถวาย ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว. พระฤๅษีหลาย ร้อยห้อมล้อมเป็นบริวาร พระโชติปาลฤๅษีผู้อยู่ที่อาศรมนั้น. อาศรม นั้นได้เป็นมหาสมาคม มีลูกศิษย์ชั้นหัวหน้า ๗ องค์ องค์ที่ ๑ ชื่อว่า
หน้า 558 ข้อ 1179
สาลิสสรฤาษี ได้ออกจากอาศรมป่าไม้มะขวิด ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสา- โตทกา ในสุรัฏฐชนบท มีฤาษีหลายพันองค์เป็นบริวาร. องค์ที่ ๒ ชื่อเมณฑิสสรฤๅษี ไปอาศัยนิคมกลัมพมูลกะ อยู่ในแว่นแคว้นของ พระเจ้า ปโชตกราช มีฤาษีหลายพันองค์เป็นบริวาร. องค์ที่ ๓ ชื่อ บรรพตฤาษีไปอาศัยอฏวีชนบทแห่งหนึ่งอยู่ มีฤาษีหลายพันเป็นบริวาร องค์ที่ ๔ ชื่อกาฬเทวิลฤาษี ไปอาศัยโขดศิลาแห่งหนึ่งอยู่ ณ ทักษิณาบท ในแคว้นอวันตี มีฤาษีหลายพันเป็นบริวาร. องค์ที่ ๕ ชื่อกิสวัจฉฤๅษี ไปอาศัยนครกุมภวดีของเจ้าทัณฑกี อยู่องค์เดียวในพระราชอุทยาน. องค์ที่ ๖ พระดาบสอนุสิสสะ เป็นอุปัฏฐากอยู่กับพระโพธิสัตว์ องค์ที่ ๗ ชื่อว่านารทฤๅษี เป็นน้องชายกาฬเทวิลฤาษี ไปอยู่ในถ้ำที่เร้นแห่ง หนึ่ง ในระหว่างข่ายภูเขาอัญชนคิรี ในป่ามัชฌิมประเทศแต่องค์เดียว. ก็ ณ ที่ใกล้ ๆ ภูเขาอัญชนคิรี มีนิคมแห่ง ๑ มีมนุษย์อยู่มา ด้วยกัน. ในระหว่างภูเขาอัญชนคิรีกับนิคมมีแม่น้ำใหญ่ พวกมนุษย์ พากันไปประชุมที่แม่น้ำนั้นมาก. พวกนางวรรณทาสีรูปงามทั้งหลาย เมื่อเล้าโลมผู้ชายก็พากันไปนั่งที่ฝั่งแม่น้ำ. พระนารทดาบสเห็นนาง ๑ เข้าในบรรดานางเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธิ์จึงเสื่อมจากฌาน ซูบชีดตกอยู่ ในอำนาจกิเลส นอนอดอาหารอยู่ ๗ วัน. ลำดับนั้น กาฬเทวิลดาบส ผู้เป็นพี่ชายของนารทดาบสใคร่ครวญดู ก็รู้เหตุนั้น จึงเหาะมาแล้วเข้า ไปในถ้ำที่เร้น. นารทดาบสเห็นพระกาฬเทวิลดาบส จึงถามว่า ท่านมา ทำไม ? กาฬเทวิลดาบสตอบว่า ท่านไม่สบายเรามาเพื่อรักษาท่าน.
หน้า 559 ข้อ 1179
นารทดาบสจึงพูดข่มกาฬเทวิลดาบสด้วยมุสาวาทว่า ท่านพูดไม่ได้เรื่อง กล่าวคำเหลาะแหละเปล่า ๆ กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราไม่ควรฟัง นารท- ดาบสจึงไปนำดาบส ๓ องค์มา คือ สาลิสสรดาบส เมณฑิสสรดาบส บรรพติสสรดาบส. นารทดาบสก็กล่าวข่มดาบสเหล่านั้นด้วยมุสาวาท. กาฬเทวิลดาบสคิดว่า เราจักนำสรภังคดาบสมา จึงเหาะไปเชิญ สรภังคดาบสมา. ท่านสรภังคดาบสครั้นมาเห็นแล้วก็รู้ว่า ตกอยู่ใน อำนาจแห่งอินทรีย์ จึงถามว่า ดูก่อนนารทะ เธอตกอยู่ในอำนาจแห่ง อินทรีย์กระมัง. เมื่อนารทดาบส พอได้ฟังถ้อยคำดังนั้น ก็ลุกขึ้นถวาย อภิวาทกล่าวว่า ถูกแล้วท่านอาจารย์ ท่านสรภังคดาบสจึงกล่าวว่า ดู ก่อนนารทะ ธรรมดาผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจอินทรีย์ ในอัตภาพนี้ก็ซูบชีด เสวยทุกข์ ในอัตภาพที่สองย่อมเกิดในนรก ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :- ดูก่อนนารทะ บุรุษใดตกอยู่ในอำนาจ แห่งอินทรีย์ เพราะกาม บุรุษนั้นละโลกทั้ง ๒ ไปแล้ว ย่อมเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น แม้ เมื่อยังเป็นอยู่ ก็ย่อมซูบซีดไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย อินฺทฺริยานํ ความว่า ดูก่อน นารทะ บุรุษใดยึดถืออาการในรูปเป็นต้น ว่างามตกอยู่ในอำนาจแห่ง อินทรีย์ ๖ ด้วยสามารถแห่งกิเลสกาม. บทว่า ปริจฺจชฺชุโภ ความว่า
หน้า 560 ข้อ 1179
บุรุษนั้นละโลกทั้ง ๒ คือมนุษยโลก และเทวโลกเสีย ย่อมบังเกิดใน อบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า ชีวนฺเตว วิสุสฺสติ ความว่า เมื่อยังเป็น อยู่ ก็ไม่ได้กิเลสวัตถุที่ตนปรารถนา ย่อมเหือดแห้งด้วยความโศกถึง ทุกข์ใหญ่. นารทดาบสได้ฟังดังนั้น จึงถามว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่า การเสพกาม ย่อมเป็นสุข แต่ท่านมากล่าวความสุขเช่นนี้ว่า เป็นทุกข์ ดังนี้ หมายถึงอะไร ? ลำดับนั้นท่านสรภังคดาบสได้กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงพึง แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า :- ทุกข์เกิดในลำดับแห่งสุข สุขเกิดใน ลำดับแห่งทุกข์ ส่วนเธอนั้นประสบทุกข์มา กว่าสุข เธอจงหวังความสุข อันประเสริฐเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขสฺสานนฺตรํ ได้แก่ทุกข์คือนรก อันเกิดขึ้นในลำดับแห่งกามสุข. บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่สุขที่เป็นทิพย์ สุขมนุษย์และสุขคือพระนิพพาน อันเกิดในลำดับแห่งความลำบาก คือ ต้องรักษาศีล. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนารทะ สัตว์เหล่านี้ทำกาละ ลงในสมัยที่เสพกาม ย่อมเกิดในนรกอันเป็นสถานที่มีทุกข์โดยส่วนเดียว ส่วนผู้รักษาศีลและเจริญวิปัสสนาย่อมลำบาก เขาเหล่านั้นรักษาศีลด้วย
หน้า 561 ข้อ 1179
ความลำบากแล้ว ย่อมกลับได้ความสุขดังกล่าวแล้ว ด้วยผลแห่งศีล อาศัยเหตุนี้เราจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า โสสิ ปตฺโต ความว่า ดูก่อนนารทะ. เธอนั้น บัดนี้ ได้ทำฌานสุขให้พินาศเสียแล้วจึงถึงทุกข์ทางใจ ซึ่งอาศัยกามเป็นเหตุ มากกว่าสุขนั้น. บทว่า ปาฏิกงฺขา ความว่า เธอจงทิ้งกิเลสทุกข์นี้เสีย แล้วจำนง คือปรารถนาฌานสุขี่ประเสริฐคือสูงสุดนั้นแหละเถิด. นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ทุกข์นี้นั้นข้าพเจ้าไม่ อาจอดกลั้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อน นารทะ ธรรมดาทุกข์ที่เกิดขึ้นแล้ว บุคคลพึงอดกลั้นได้ดังนี้ แล้วกล่าว คาถาที่ ๓ ความว่า :- ในเวลาเกิดความลำบาก บุคคลใดอดทน ความลำบากได้. บุคคลนั้นย่อมไม่เป็นไปตาม ความลำบาก บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ ย่อม บรรลุสุขปราศจากเครื่องประกอบ อันเป็นที่ สุดแห่งความลำบาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาติวตฺตติ แปลว่า ย่อมไม่เป็น ไปตาม. พระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
หน้า 562 ข้อ 1179
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ บุคคลใดในกาลเมื่อ ความลำบากคือทุกข์ อันเป็นไปทางกายและทางจิตเกิดขึ้นแล้ว เป็นผู้ ไม่ประมาท หาอุบายกำจัดความลำบากนั้นเสียได้ อดกลั้นต่อความ ลำบากได้ ชื่อว่าไม่เป็นไปตามความลำบาก คือไม่เป็นไปในอำนาจความ ลำบากนั้นใช้อุบายนั้น ๆ ครอบงำความลำบาก คือทำความลำบากนั้นให้ หมดไปได้ บุคคลนั้นเป็นนักปราชญ์ บรรลุความสุขที่ปราศจากอามิสคือ สุขที่มีในที่สุดแห่งความลำบาก. หรือว่าเป็นผู้ไม่ลำบาก ย่อมประสบคือ บรรลุถึง ซึ่งความสุขที่ปราศจากโยคะ ซึ่งเป็นที่สุขของความลำบากนั้น. นารทดาบสกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ขึ้นชื่อว่ากามสุขเป็น สุขสูงสุด ข้าพเจ้าไม่อาจละกามสุขนั้นได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึง กล่าวกะนารทดาบสว่า ดูก่อนนารทะ ขึ้นชื่อว่าธรรม บุคคลไม่ควรให้ พินาศด้วยเหตุไร ๆ ก็ตาม ดังนี้แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :- เธอไม่ควรเคลื่อนจากธรรม เพราะ ปรารถนากามทั้งหลาย เพราะเหตุใช่ประโยชน์ เพราะเหตุเป็นประโยชน์ ถึงเธอจะทำสุขใน ฌานที่สำเร็จแล้วให้นิราศไป ก็ไม่ควรเคลื่อน จากธรรมเลย.
หน้า 563 ข้อ 1179
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามานํ กามา ได้แก่ เพราะความ ใคร่กาม คือเพราะปรารถนาวัตถุกามทั้งหลาย. บทว่า นานตฺถา นตฺถการณา ความว่า เธอไม่ควรเสื่อมจากธรรม เพราะเหตุใช่ ประโยชน์ และเพราะเหตุเป็นประโยชน์. บทว่า น กตญฺจ นิรํกตฺวา ความว่า ถึงเธอจะทำฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้นิราศไป. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนนารทะ เรอไม่ควรเคลื่อนจาก ธรรม เพราะปรารถนาวัตถุกามเท่านั้นเลย คือ เมื่อสิ่งมิใช่ประโยชน์ อย่างหนึ่งเกิดขึ้น ประสงค์จะกำจัดสิ่งมิใช่ประโยชน์นั้น ก็ไม่ควร เคลื่อนจากธรรม เพราะมุ่งประโยชน์ คือเพราะประโยชน์อันเป็นต้น เหตุ. อธิบายว่า ก็เธอสมควรเคลื่อนจากธรรม เพราะเหตุอันเป็น ประโยชน์อย่างนี้ว่า ประโยชน์อย่างโน้นจะเกิดแก่เรา คือถึงเธอจะทำ ฌานสุขที่ทำจนสำเร็จแล้วให้นิราศไป คือเสื่อมสิ้นไป ก็ยังไม่สมควร เคลื่อนเสียจากธรรม. เมื่อสรภังคดาบสแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว กาฬเทวิลดาบส เมื่อจะกล่าวสอนน้องชายของตน จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า :- ความขยันของคฤหบดี ผู้อยู่ครองเรือน ดีชั้น ๑ การแบ่งปันโภคทรัพย์ให้แก่สมณ- พราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมแล้วบริโภคด้วยตน
หน้า 564 ข้อ 1179
เอง ดีชั้น ๒ เมื่อได้ประโยชน์ไม่ระเริงใจ ด้วยความมัวเมา ดีชั้น ๓ เมื่อเวลาเสื่อม ประโยชน์ ไม่มีความลำบากใจ ดีชั้น ๔ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขํ คหปตํ ความว่า ดูก่อน นารทะ. คฤหบดีผู้อยู่ครองเรือน ฉลาดไม่เกียจคร้านทำโภคะให้เกิด ขึ้น ชื่อว่าขยันมั่นเพียร คือความเป็นผู้ฉลาด ข้อนี้ดีชั้น ๑. บทว่า สํวิภชฺชญฺจ โภชนํ ความว่า การแบ่งปันโภคะที่ให้เกิดแล้วด้วยความ ลำบาก แก่สมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม แล้วจึงบริโภค ข้อนี้ดีที่ ๒. บทว่า อหาโส อตฺถลาเภสุ ความว่า เมื่ออิสริยยศอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ก็ไม่ร่าเริงใจด้วยอำนาจความมัวเมา ได้แก่ปราศจากความระเริงใจ ข้อนี้ ดีที่ ๓. บทว่า อตฺถพฺยาปตฺติ ความว่า ก็เมื่อใดมีความเสื่อมประโยชน์ คือยศพินาศ เมื่อนั้นไม่มีความลำบากซบเซา ข้อนี้ดีที่ ๔. ดูก่อนนารทะ เพราะเหตุนั้น เธออย่าเศร้าโศกไปเลยว่า ฌาน ของเราเสื่อมไปแล้ว ถ้าเธอไม่ตกอยู่ในอำนาจของอินทรีย์ แม้ฌานของ เธอที่เสื่อมแล้ว ก็จักกลับคืนเป็นปกติเหมือนเดิม. พระศาสดา ผู้ตรัสรู้เองด้วยพระปัญญาอันยิ่ง ทรงทราบความที่ กาฬเทวิลดาบส กล่าวสอนนารทดาบสนั้น ตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า :- เทวิลดาบสผู้สงบระงับ ได้พร่ำความ เป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำมีประ-
หน้า 565 ข้อ 1179
มาณเท่านี้ว่า บุคคลผู้เลวกว่าผู้ที่ตกอยู่ในอำ- นาจอินทรีย์ ไม่มีเลย. พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวิลดาบส ผู้สงบระงับ พร่ำสอนความเป็นบัณฑิตกะนารทดาบสนั้น ด้วยคำเท่านี้ ว่า ก็ผู้ใดตกอยู่ในอำนาจแห่งอินทรีย์ ด้วยสามารถแห่งกิเลส คนอื่น ที่จะเลวไปกว่าผู้นั้นมิได้มีสักนิดเลย. ลำดับนั้น สรภังคศาสดาเรียกนารทดาบสนั้นมากล่าวว่า ดูก่อน นารทะ เธอจะฟังคำนี้ก่อน ผู้ใดไม่ทำสิ่งที่ควรจะพึงทำก่อน ผู้นั้นย่อม เศร้าโศกร่ำไร เหมือนมาณพที่เที่ยวไปในป่าฉะนั้น ดังนี้แล้วได้นำเอา เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ในกาสีนิคมตำบล ๑ มีพราหมณ์มาณพคน ๑ รูปงาม สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง มีกำลังเท่าช้างสาร. พราหมณ์มาณพนั้น คือว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะทำกสิกรรมเป็นต้นเลี้ยงมารดา ประโยชน์ อะไรด้วยบุตรภรรยา ประโยชน์อะไรด้วยบุญมีทานเป็นต้นที่เราทำไว้ เราจะไม่เลี้ยงดูใคร ๆ จักไม่ทำบุญอะไร ๆ จักเข้าป่าฆ่าเนื้อต่าง ๆ เลี้ยงชีวิต ดังนี้แล้ว จึงผูกสอดอาวุธ ๕ ชนิด มุ่งไปสู่ป่าหิมพานต์ ฆ่าเนื้อต่าง ๆ กิน วัน ๑ ไปถึงเวิ้งภูเขาใหญ่ มีภูเขาห้อมล้อมรอบใกล้ฝั่งวิธินีนที ภายใน หิมวันตประเทศ ฆ่าเนื้อแล้วกินเนื้อที่ย่างในถ่านเพลิงอยู่ ณ ที่นั้น. มาณพนั้นคิดว่า เราจักมีเรี่ยวแรงอยู่เสมอไปไม่ได้ เวลาทุพพลภาพเรา
หน้า 566 ข้อ 1179
จักไม่อาจเที่ยวไปในป่า บัดนี้เราจักต้อนเนื้อนานาชนิดเข้าเวิ้งภูเขาแล้ว ทำประตูปิดไว้ เมื่อเข้าไปป่าไม่ได้เราจักได้ฆ่าเนื้อกินตามชอบใจ คิดดัง นี้แล้วเขาก็ทำตามนั้น. ครั้นกาลล่วงไป กรรมของเขาถึงที่สุด ให้ผลเป็น ทิฏฐธรรมเวทนีย์ทันตาเห็น คือมือเท้าของตนใช้ไม่ได้ เขาไม่อาจเดิน และพลิกไปมาได้ กินของเคี้ยวของบริโภคอะไร ๆ ไม่ได้ น้ำก็ดื่มไม่ได้ ร่างกายเหี่ยวแห้ง เป็นมนุษย์เปรต ร่างกายแตกปริเป็นร่องริ้วเหมือน แผ่นดินแตกระแหงในฤดูร้อนฉะนั้น. เขามีรูปร่างทรวดทรงน่าเกลียด น่ากลัว เสวยทุกข์ใหญ่หลวง. เมื่อเวลาล่วงผ่านไปนานด้วยอาการอย่างนี้ พระเจ้าสีวิราชใน สีวิรัฐ ทรงพระดำริว่า เราจักเสวยเนื้อย่างในป่า จึงมอบราชสมบัติ ให้อำมาตย์ทั้งหลายดูแลแทน พระองค์เหน็บอาวุธห้าอย่างเสด็จเข้าป่า ฆ่าเนื้อ เสวยเนื้อเรื่อยมาจนลุถึงประเทศนั้นโดยลำดับ ทอดพระเนตร เห็นบุรุษนั้นตกพระทัย ครั้นดำรงพระสติได้ จึงตรัสถามว่า พ่อมหา จำเริญท่านเป็นใคร ? เขาตอบว่า นาย ข้าพเจ้าเป็นมนุษย์เปรตเสวย ผลกรรมที่ตนทำไว้ ก็ท่านเล่าเป็นใคร ? เราคือพระเจ้าสีวิราช พระองค์เสด็จมาที่นี้เพื่ออะไร ? เพื่อเสวยเนื้อมฤค.
หน้า 567 ข้อ 1179
ลำดับนั้น มาณพนั้นจึงกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า แม้ข้า พระองค์ก็มาด้วยเหตุนี้แหละ จึงเป็นมนุษย์เปรต แล้วทูลเรื่องทั้งหมด โดยพิสดาร เมื่อจะกราบทูลความที่ตนเสวยทุกข์แด่พระราชา ได้กล่าว คาถาที่เหลือ ความว่า :- ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช พระองค์เกือบจะ ถึงความพินาศอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูทั้งหลาย เทียว เหมือนข้าพระองค์ไม่กระทำกรรมที่ควร กระทำ ไม่ศึกษาศิลปวิทยา ไม่ทำความขวน ขวาย เพื่อให้เกิดโภคทรัพย์ ไม่ทำอาวาห วิวาหะ ไม่รักษาศีล ไม่กล่าววาจาอ่อนหวาน ทำยศเหล่านี้ให้เสื่อมไป จึงมาบังเกิดเป็น เปรตเพราะกรรมของตน. ข้าพระองค์นั้นปฏิบัติชอบแล้ว พึงยัง โภคะให้เกิดขึ้น เหมือนบุรุษชนะแล้วพันคน ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย ล่วงเสียจากอริยธรรม มีอาการเหมือนเปรต ฉะนั้น. ข้าพระองค์ทำสัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่ต่อ ความสุข ให้ได้รับความทุกข์ จึงได้มาถึงส่วน
หน้า 568 ข้อ 1179
อันนี้ ข้าพระองค์นั้นดำรงอยู่ เหมือนบุคคล อันกองถ่านไฟล้อมรอบด้าน ย่อมไม่ได้ประสบ ความสุขเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตานํว หตฺถตฺถํ ความว่า พระองค์เกือบจะมาถึงซึ่งความตั้งอยู่ไม่ได้ คือความพินาศในมือของพวก อมิตร. มาณพเรียกพระราชาว่า สีวิ ข้าแต่พระเจ้าสีวิราช. บทว่า ปปฺโปติ มามิว ความว่า เหมือนดังข้าพระองค์ต้องประสบบาปกรรม. อธิบายว่า ต้องถึงความพินาศด้วยกรรมของตนเอง. บทว่า กมฺมํ ได้แก่ กิจกรรมอันยังอาชีพให้สำเร็จ มีกสิกรรมเป็นต้นเป็นประเภท. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ศิลปะ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้น ซึ่งมีประการต่าง ๆ กัน. บทว่า ทกฺเขยฺยํ ได้แก่ความเป็นผู้ฉลาดด้วยการยังโภคะให้เกิดขึ้น มีประการต่าง ๆ บทว่า วิวาหํ ความว่า ไม่ทำอาวาหมงคลและวิวาห- มงคล. บทว่า สีลมทฺทวํ ได้แก่ศีลมีอย่าง ๕ และความเป็นผู้มีวาจา อ่อนหวาน มีกัลยาณมิตรผู้มุ่งประโยชน์สามารถช่วยห้ามการทำบาป ก็ข้อนั้นและท่านหมายเอาว่า มัททวะในคาถานี้ บทว่า เอเตว ยเส หาเปตฺวา ความว่า ทำโลกธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงยศเหล่านี้มีประมาณ เท่านี้ให้เสื่อมไป. บทว่า นิพฺพตฺโต เสหิ กมฺเมหิ ความว่า เกิด เป็นมนุษย์เปรตด้วยกรรมของตน.
หน้า 569 ข้อ 1179
ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ กระทำกรรมที่ควรกระทำอันเป็นเหตุให้ถืออิสริยยศในโลกนี้ ไม่ศึกษา ศิลปวิทยา ไม่ขวนขวายยังโภคะให้เกิดโดยอุบาย ไม่ทำอาวาหวิวาหะ ไม่รักษาศีลไม่คบกัลยาณมิตรผู้สามารถห้ามไม่ให้ทำชั่ว ยังโลกธรรมอัน ถึงการนับว่ายศ เพราะเป็นเหตุให้ได้ยศเหล่านี้ คือมีประมาณเท่านี้ให้ เสื่อมเสียไป คือละทิ้งเสีย เข้าไปสู่ป่านี้จนเกิดเป็นมนุษย์เปรตในบัดนี้ ด้วยบาปกรรมอันตนทำไว้เอง. บทว่า สหสฺสชีโนว ความว่า เหมือนมี บุรุษได้ชนะแล้วพันคน. และมีอรรถาธิบายว่า ถ้าข้าพระองค์ปฏิบัติชอบ ทำโภคะให้เกิดขึ้นมีชัยชนะ. ด้วยโภคสมบัติหลายพันเหล่านั้น ดังนี้บ้าง. บทว่า อปรายโน ความว่า ไม่มีพวกพ้องที่พึ่งอาศัย. บทว่า อริยธมฺมา ความว่า ก้าวล่วงจากสัปปุริสธรรม. บทว่า ยถา เปโต ความว่า ถึง ยังมีชีวิตอยู่ ก็เหมือนตายแล้วเกิดเป็นเปรต อธิบายว่า ข้าพระองค์ กลายเป็นมนุษย์เปรต. บทว่า สุขกาเม ทุกฺขาเปตฺวา ความว่า ข้า พระองค์ได้ทำสัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ต่อความสุข ให้ได้รับความทุกข์ ปาฐะ- เป็นสุขกาโม ก็มี ความก็ว่า ข้าพระองค์ปรารถนาความสุขด้วยตนเอง แต่ยังผู้อื่นให้ได้รับความทุกข์. บทว่า อาปนฺโนสฺมิ ปทํ อิมํ ความว่า ข้าพระองค์จึงถึงส่วนอันนี้ คือเห็นปานนี้. ปาฐะว่า ปถํ ดังนี้ ก็มี ความ ก็ว่า ข้าพระองค์ต้องมาถึงอัตภาพอันเป็นครองแห่งทุกข์นี้ . บทว่า ิโต ภาณุมกาสิว ความว่า ไฟท่านเรียกว่า ภาณุมา คือมาณพกราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นราวกะว่า มีกองถ่านเพลิงรายรอบข้าง ถูกความเร่าร้อน
หน้า 570 ข้อ 1179
ใหญ่ที่ตั้งขึ้นในร่างกายเผาผลาญอยู่ ไม่ได้ประสบความสุขกายสุขใจเลย. ก็มาณพนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ประสงค์ความสุข แต่ทำผู้อื่นให้ได้รับความ ทุกข์ จึงเป็นมนุษย์เปรตในปัจจุบันทันตาเห็น เพราะฉะนั้นขอพระองค์ อย่าทรงทำกรรมชั่วเลย จงเสด็จไปพระนครของพระองค์ ทรงบำเพ็ญ บุญมีให้ทานเป็นต้นเถิด. พระเจ้าสีวิราชได้ทรงกระทำตามนั้น ทรง บำเพ็ญทางไปสู่สวรรค์. สรภังคศาสดา นำเรื่องนี้มาแสดงให้ดาบสเข้าใจแจ่มแจ้งเป็นอัน ดี. ดาบสนั้นได้ความสลดใจ เพราะถ้อยคำของสรภังคศาสดา จึงไหว้ ขอขมาโทษ แล้วทำกสิณบริกรรม ทำฌานที่เสื่อมแล้วให้กลับคืนเป็น ปกติ. สรภังคดาบส ไม่ยอมให้นารทดาบสอยู่ที่ที่นั้น พาไปยังอาศรม ของตน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง ประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นารทดาบสในครั้งนั้น ได้เป็นภิกษุผู้ กระสัน สาลิสสรดาบสได้เป็นพระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบสได้เป็น พระกัสสปะ ปัพพตดาบสได้เป็นพระอนุรุทธะ กาฬเทวิลดาบสได้เป็น พระกัจจายนะ อนุสิสสะดาบสได้เป็นพระอานนท์ กิสวัจฉดาบสได้ เป็นพระโมคคัลลานะ ส่วนสรภังคดาบส คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอินทริยชาดกที่ ๗
หน้า 571 ข้อ 1180, 1181, 1182, 1183
๘. อาทิตตชาดก ว่าด้วยการให้ทานกับการรบ [๑๑๘๐] เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของ ขนเอาสิ่งของอันใดออกได้ สิ่งของอันนั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าของนั้น แต่ของที่ ถูกไฟไหม้ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา. [๑๑๘๑] โลกถูกชราและมรณะเผาแล้วอย่างนี้ บุคคลพึงนำออกเสียด้วยการให้ทาน ทานที่ให้ แล้วจะน้อยก็ตาม มากก็ตาม ชื่อว่าเป็นอัน นำออกดีแล้ว. [๑๑๘๒] คนใดให้ทานแก่ผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้ บรรลุธรรมด้วยความเพียรและความหมั่น คน นั้นล่วงเลยเวตรณีนรก ของพระยายมไปได้ แล้วจะเข้าถึงทิพยสถาน. [๑๑๘๓] ท่านผู้รู้กล่าวทานกับการรบว่า มีสภาพ เสมอกัน นักรบแม้จะมีน้อย ก็ชนะคนมาก ได้ เจตนาเครื่องบริจาคก็เหมือนกัน แม้
หน้า 572 ข้อ 1184, 1185
จะน้อยย่อมชนะหมู่กิเลสแม้มากได้ ถ้าบุคคล เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ย่อมให้ทานแม้ น้อย เขาก็เป็นสุขในโลกหน้า เพราะการ บริจาคมีประมาณน้อยนั้น. [๑๑๘๔] การเลือกทักขิณาทานและพระทักขิไณย- บุคคล แล้วจึงให้ทาน พระสุคตเจ้าทรง สรรเสริญ ทานที่บุคคลถวายในพระทักขิไณย- บุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในสัตว- โลกนี้ ย่อมมีผลมากเหมือนพืชที่หว่านลงใน นาดีฉะนั้น. [๑๑๘๕] บุคคลใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นจะ ติเตียน บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคล ผู้กลัวบาปนั้น ย่อมไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้า ในการทำบาป เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อม ไม่ทำบาป เพราะความกลัวถูกติเตียน.
หน้า 573 ข้อ 1186, 1187
[๑๑๘๖] บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ เพราะ พรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิดในเทวโลก เพราะ พรหมจรรย์อย่างกลาง และบริสุทธิ์ได้ เพราะ. พรหมจรรย์อย่างสูง. [๑๑๘๗] ทาน ท่านผู้รู้สรรเสริญโดยส่วนมากก็ จริง แต่ว่าบทแห่งธรรมแลประเสริฐกว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายในครั้งก่อน หรือว่า ก่อนกว่านั้นอีก ท่านมีปัญญา เจริญสมถ วิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระนิพพานทีเดียว. จบ อาทิตตชาดกที่ ๘ อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารุเชตวัน ทรงปรารภ อสทิสทาน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาทิตฺตสฺมึ ดังนี้. เรื่อง อสทิสทาน มีเนื้อความพิสดารในอรรถกถา มหาโควินทสูตร. ก็ในวันที่ ๒ จากวันที่พระเจ้าโกศลถวายอสทิสทานแล้ว ภิกษุ ทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศล
หน้า 574 ข้อ 1187
ทรงฉลาดเลือกเนื้อนาบุญอันประเสริฐ ถวายมหาทานแด่อริยสงฆ์ มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุ เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การ เลือกถวายทานในเนื้อนาบุญอันสูงยิ่งของพระเจ้าโกศล ไม่น่าอัศจรรย์ โบราณกบัณฑิตก็ได้เลือกเฟ้นแล้ว จึงได้ถวายมหาทานเหมือนกัน ดังนี้ แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล พระเจ้าเภรุวมหาราช ครองราชสมบัติในเภรุว- นคร สีวิรัฐ ทรงบำเพ็ญทศพิธราชธรรม สงเคราะห์มหาชนด้วย สังคหวัตถุ ๔ ทรงดำรงอยู่ในฐานะเป็นมารดาบิดาของมหาชนได้ให้ทาน แก่คนกำพร้า วณิพก และยาจกทั้งหลายมากมาย. พระองค์มีอัครมเหสี พระนามว่า สมุททวิชยาเป็นบัณฑิตสมบูรณ์ด้วยญาณ. วัน ๑ พระเจ้าเภรุวมหาราช เสด็จทอดพระเนตรโรงทาน ทรงพระดำริว่า ปฏิคาหกทั้งหลายล้วนเป็นผู้ทุศีล เหลวไหล บริโภคทานของเราข้อนั้น ไม่ทำให้เรายินดีเลย เราใคร่จะถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีศีล เป็นอรรคทักขิไณยบุคคล แต่ท่านเหล่านั้นอยู่ในหิมวันตประเทศ ใคร หนอจักไปนิมนต์ท่านมาได้เราจักส่งใครไปนิมนต์ได้ ทรงพระดำริดังนี้ แล้ว ได้ตรัสบอกความนั้นแด่พระเทวี. ลำดับนั้น พระเทวีได้ทูล พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย เราจักส่งดอกไม้
หน้า 575 ข้อ 1187
ไปนิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ด้วยกำลังทานที่จะพึงถวาย กำลัง ศีลและกำลังความสัตย์ของเราทั้งหลาย ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มาถึงแล้ว จึงจักถวายทานที่สมบูรณ์ด้วยบริขารทุกอย่าง. พระราชาทรง รับสั่งว่าดีแล้ว ดังนี้แล้วรับสั่งให้ตีกลองประกาศว่า ชาวพระนครทั้งสิ้น จงสมาทานศีล ส่วนพระองค์เองพร้อมด้วยราชบริพาร ก็ทรงอธิษฐาน องค์แห่งอุโบสถบำเพ็ญมหาทาน แล้วให้ราชบุรุษถือกระเช้าทองใส่ดอก มะลิเต็ม เสด็จลงจากปราสาทประทับที่พระลานหลวง ทรงกราบ เบญจางคประดิษฐ์เหนือพื้นดิน แล้วผินพระพักตร์ไปทางทิศปราจีน ถวายนมัสการแล้วประกาศว่า ข้าพเจ้าขอนมัสการ พระอรหันต์ทั้งหลาย ในทิศปราจีนถ้าคุณความดีอะไร ๆ ของข้าพเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอท่านทั้งหลาย จงอนุเคราะห์พวกข้าพเจ้า โปรดมารับภิกษาหารของข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ประกาศดังนี้แล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ. ในวันรุ่งขึ้นไม่มี พระปัจเจกพุทธเจ้ามา เพราะในทิศปราจีนไม่มีพระปัจเจกพุทธเจ้า. ในวันที่ ๒ ทรงนมัสการไปทางทิศทักษิณ ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้า มาไม่ วันที่ ๓ ทรงนมัสการไปทางทิศปัจฉิม ก็หามีพระปัจเจกพุทธเจ้า มาไม่. วันที่ ๔ ทรงนมัสการไปทางทิศอุดร. ก็แหละครั้นทรงนมัสการ แล้ว ทรงซัดดอกมะลิไป ๗ กำมือ อธิษฐานว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลายที่อยู่ในหิมวันตประเทศด้านทิศอุดร จงมารับภิกษาหารของ ข้าพเจ้า.
หน้า 576 ข้อ 1187
ดอกมะลิได้ลอยไปตกลง เหนือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ๕๐๐ องค์ ที่เงื้อมภูเขานันทมูลกะ. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น พิจารณาดูก็รู้ว่า พระราชานิมนต์ วันรุ่งขึ้น จึงเรียกพระปัจเจกพุทธเจ้า มา ๗ องค์ แล้วกล่าวว่า แน่ะ ท่านผู้เช่นกับด้วยเรา พระราชานิมนต์ ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงสงเคราะห์พระราชาเถิด. พระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้น เหาะมาลงที่ประตูพระราชวัง. พระเจ้าเภรุวมหาราช ทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น แล้วทรงโสมนัสนมัส- การแล้ว นิมนต์ขึ้นปราสาท ทรงสักการะบูชาเป็นการใหญ่แล้วถวาย ทาน ครั้นฉันเสร็จแล้วได้นิมนต์ให้มาฉันวันต่อ ๆ ไปอีกจนครบ ๖ วัน ในวันที่ ๗ ทรงจัดแจงบริขารทานทุกอย่าง แต่งตั้งเตียงตั่งที่วิจิตรด้วย แก้ว ๗ ประการ ทรงวางเครื่องสมณบริโภคทั้งปวงมีไตรจีวรเป็นต้น ในสำนักของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๗ พระองค์ ถวายนมัสการตรัสว่า ข้าพเจ้าขอถวายบริขารเหล่านี้ทั้งหมดแด่พระคุณเจ้าทั้งหลาย เมื่อพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นฉันเสร็จแล้ว พระราชาและพระเทวีทั้ง ๒ พระ- องค์ประทับยืนนมัสการอยู่. ลำดับนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมู่เมื่อจะอนุโมทนา แด่พระราชาและพระเทวี จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- เมื่อเรือนถูกไฟไหม้ บุคคลผู้เป็นเจ้าของ
หน้า 577 ข้อ 1187
ขนเอาสิ่งของอื่นใดออกได้ สิ่งของอันนั้น ย่อมเป็นประโยชน์แก่เจ้าของนั้น แต่ของที่ ถูกไฟไหม้ย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่เขา. โลกถูกชราและมรณะเผาแล้วอย่างนี้ บุคคลพึงนำออกเสียด้วยการให้ทาน ทานที่ให้ แล้วจะน้อยก็ตาม. มากก็ตาม ชื่อว่าเป็นอัน นำออกดีแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิตฺตสฺมึ ความว่า ขณะเมื่อ เรือนถูกไฟไหม้นั้น. บทว่า ภาชนํ ได้แก่ อุปกรณ์อย่างใดอย่างหนึ่ง บทว่า โน จ ยํ ตตฺถ ความว่า แต่สิ่งใดในเรือนนั้นไม่ได้ขนออก ย่อมถูกไฟไหม้ไม่เหลือแม้แต่หญ้า สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด ย่อมไม่เป็นคุณ ประโยชน์แก่เราเลย. บทว่า ชราย มรเณน จ นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. แต่โดยอรรถ โลกคือเบญจขันธ์นั้น ชื่อว่า ถูกไฟ ๑๑ กอง เผาผลาญ แล้ว บทว่า นีหเรเถว ความว่า เพราะเหตุนั้นโลกคือเบญจขันธ์ถูก ไฟ ๑๑ กอง เผาผลาญอยู่เช่นนี้ บุคคลต้องนำออกด้วยการตั้งใจให้ บริขารทาน ต่างโดยทานวัตถุ ๑๐ อย่างเท่านั้น. ทานที่ให้แล้วจะน้อย หรือมากก็ตามนั้น ชื่อว่า เป็นการนำออกดีแล้ว. พระสังฆเถระ ครั้นอนุโมทนาอย่างนี้แล้ว ได้ให้โอวาทแด่
หน้า 578 ข้อ 1187
พระราชาว่า มหาบพิตร พระองค์อย่าทรงประมาท แล้วเหาะขึ้นอากาศ ทำช่อฟ้าปราสาท ให้แยกเป็นสองช่องไปลง ณ เงื้อมภูเขานันทมูลกะ. แม้ บริขารที่พระราชาถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ก็ลอยตามไปกับพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าลงที่เงื้อมภูเขานั้นเหมือนกัน. พระสกลกายของพระราชา และพระเทวี เต็มตื้นไปด้วยปีติ. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ใน หมู่ไปอย่างนี้แล้ว พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ยังคงเหลืออยู่ ๖ องค์ ได้ อนุโมทนาด้วยคาถา องค์ละคาถาว่า :- คนใดให้ทานแก่ท่านผู้มีธรรมอันได้แล้ว ผู้บรรลุธรรมด้วยความเพียรและความหมั่น คน นั้นล่วงเลยเวตรณีนรก ของพระยายมไปได้ แล้วจะเข้าถึงทิพยสถาน. ท่านผู้รู้กล่าวทานกับการรบว่า มีสภาพ เสมอกัน นักรบแม้จะมีน้อย ก็ชนะคนมาก ได้ เจตนาเครื่องบริจาคก็เหมือนกัน แม้ จะน้อยย่อมชนะหมู่กิเลสแม้มากได้ ถ้าบุคคล เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ย่อมให้ทานแม้ น้อย เขาก็เป็นสุขในโลกหน้า เพราะการ บริจาคมีประมาณน้อยนั้น.
หน้า 579 ข้อ 1187
การเลือกทักขิณาทานและพระทักขิไณย- บุคคล แล้วจึงให้ทาน พระสุคตเจ้าทรง สรรเสริญ ทานที่บุคคลถวายในพระทักขิไณย- บุคคลมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ซึ่งมีอยู่ในสัตว์ โลกนี้ ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านลงใน นาดีฉะนั้น. บุคคลใดไม่เบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย เที่ยวไปอยู่ ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นจะ ติเตียน บัณฑิตทั้งหลายย่อมสรรเสริญบุคคล ผู้กลัวบาปนั้น ย่อมไม่สรรเสริญบุคคลผู้กล้า ในการทำบาป เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อม ไม่ทำบาป เพราะความกลัวถูกติเตียน. บุคคลย่อมเกิดในตระกูลกษัตริย์ เพราะ พรหมจรรย์อย่างต่ำ เกิดในเทวโลก เพราะ พรหมจรรย์อย่างกลาง และบริสุทธิ์ได้ เพราะ พรหมจรรย์อย่างสูง.
หน้า 580 ข้อ 1187
ทาน ท่านผู้รู้สรรเสริญ โดยส่วนมากก็ จริง แต่ว่าบทแห่งธรรมแลประเสริฐกว่าทาน เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลายในครั้งก่อน หรือว่า ก่อนกว่านั้นอีก ท่านมีปัญญา เจริญสมถ วิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระนิพพานทีเดียว. ครั้นกล่าวอนุโมทนาอย่างนี้แล้ว ก็ได้เหาะไปเหมือนอย่างนั้น แหละ พร้อมกับบริขารทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมลทฺธสฺส ความว่า บุคคล มีพระขีณาสพเป็นต้น จนถึงพระโยคาวจรผู้สุกขวิปัสสก ชื่อว่า ธัมมลัทธะ เพราะความเป็นผู้มีธรรมอันได้บรรลุแล้ว. บุคคลประเภท นั้นแหละ ชื่อว่า อุฏฺานวิริยาธิคต เพราะธรรมวิเศษนั้น ท่านได้ บรรลุแล้วด้วยความเพียร คือความหมั่น. อริบายว่า. ชนผู้ต้องเกิดตาย เป็นธรรมดา ให้ทานวัตถุที่ควรให้ แก่บุคคลผู้บรรลุธรรมวิเศษแล้วนั้น. อีกนัยหนึ่ง มีอธิบายว่า ชนผู้ต้องเกิดต้องตายเป็นธรรมดา ถือเอาส่วน อันเลิศของไทยธรรมที่ตนได้แล้วโดยธรรม คือได้มาด้วยความเพียร กล่าวคือความขยันขันแข็ง แล้วให้ทานในท่านผู้มีศีลทั้งหลาย. อีก อย่างหนึ่งความในคาถานี้ บัณฑิตพึงทราบโดยทำทุติยาวิภัติให้เป็นฉัฏฐี วิภัติ. บทว่า เวตรณี นี้เป็นหัวข้อแห่งเทศนา. อธิบายว่า พระขีณาสพ
หน้า 581 ข้อ 1187
ตลอดถึงพระสุกขวิปัสสก ย่อมจะล่วงเลย เวตรณีนรก คือมหานรก ๘ อุสสทนรก ๑๖ ของพญายมไปได้. บทว่า ทิพฺพานิ านานิ อุเปติ ความว่า ย่อมไปบังเกิดในเทวโลก. บทว่า สมานมาหุ ความว่า ท่านผู้รู้กล่าวว่าเหมือนกัน. อธิบายว่า คนกลัวความสิ้นเปลือง ย่อม ไม่มีการให้ คนขลาดต่อภัย ย่อมไม่มีการยุทธนา คือนักรบสละความ อาลัยในชีวิตได้ ก็อาจเข้ารบกันได้ ทายกสละความอาลัยในโภคะเสียได้ ก็อาจบริจาคได้ด้วยเหตุนั่นแหละ ท่านผู้รู้จึงกล่าวการให้และการรบทั้ง สองอย่างนั้น ว่ามีสภาพเสมอกัน. บทว่า อปฺปาปิ สนฺตา ความว่า นักรบถึงมีพวกน้อยแต่พร้อมใจกันสละชีวิตก็อาจรบคนพวกมาก เอา ชัยชนะได้ฉันใด เจตนาคิดบริจาคถึงจะมีน้อย ก็ย่อมชนะหมู่กิเลส พวกมาก มีมัจฉริยจิต และโลภะเป็นต้นได้ฉันนั้น บทว่า อปฺปมฺปิ เจ ความว่า ถ้าทายกใดเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม บริจาคไทยธรรมแม้ เล็กน้อยไซร้. บทว่า เตเนว โส ความว่า ดูก่อนมหาบพิตรทายกนั้น ย่อมเป็นสุขในโลกหน้า ด้วยผลแห่งไทยธรรมเล็กน้อยนั้นทีเดียว. บทว่า วิเจยฺย ทานํ ได้แก่ทานที่บุคคลเลือกทักขิณาทาน และ ทักขิไณยบุคคลก่อนแล้วจึงถวาย. ในทักขิณาทาน และทักขิไณยบุคคล สองอย่างนั้น เมื่อบุคคลไม่ให้ของตามมีตามเกิดเลือกให้แต่ไทยธรรม ที่เลิศที่ประณีต ชื่อว่า ย่อมเลือกให้แม้ซึ่งทักขิณาทาน. เมื่อไม่ให้แก่ บุคคลทั่วไป เลือกให้แต่บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยคุณธรรมมีศีลเป็นต้น ชื่อว่า
หน้า 582 ข้อ 1187
ย่อมเลือกเป็นพระทักขิไณยบุคคล บทว่า สุคตปฺปสฏฺํ ความว่า ทานเห็นปานนี้ แม้พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ทรงสรรเสริญ. ใน ๒ อย่างนั้น เพื่อจะแสดงถึงการเลือกเฟ้นพระทักขิไณย- บุคคล ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย ทกฺขิเณยฺยา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขิเณยฺยา ได้แก่พระอริยบุคคล ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้สมควรแก่ทักษิณา. บทว่า ปาณภูตานิ ได้แก่ภูต กล่าวคือสัตว์ที่มีชีวิตทั้งหลาย. บทว่า อเหยนฺโต มีความ กรุณาไม่เบียดเบียนสัตว์ให้เดือดร้อน ท่องเที่ยวไป. บทว่า ปรูปวาทา ความว่า ไม่ทำบาปเพราะกลัวคนอื่นติเตียน. บทว่า ภีรุํ ได้แก่ผู้กลัว การถูกติเตียน. บทว่า น หิ ตตฺถ สูรํ ความว่า ส่วนบุคคลใด ไม่กลัวการติเตียนนั้น จึงกล้าทำบาปโดยอโยนิโสมนสิการ บัณฑิต ทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญบุคคลนั้นเลย. บทว่า ภยา หิ ความว่า เพราะว่าสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำบาปเพราะกลัวเขาติเตียน. บทว่า หีเนน พฺรหฺมจริเยน ความว่า จะกล่าวในลัทธิภายนอกพระศาสดา ก่อน ผลเพียงเมถุนวิรัติและศีล ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างต่ำ. บุคคล เกิดในขัตติยตระกูลด้วยอำนาจพรหมจรรย์อย่างต่ำนั้น. ผลเพียงอุปจาร- ฌาน ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างกลาง บุคคลเกิดในเทวโลก ด้วย พรหมจรรย์อย่างกลางนั้น. สมาบัติแปดเป็นพรหมจรรย์อย่างสูง บุคคล ย่อมชื่อว่า บริสุทธิ์เข้าถึงพรหมโลกได้ด้วยพรหมจรรย์อย่างสูงนั้น.
หน้า 583 ข้อ 1187
ส่วนในทางพระพุทธศาสนา การประพฤติพรหมจรรย์โดยมุ่ง เทวนิกาย ของผู้มีศีลนั่นแล ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างต่ำ การยังสมาบัติให้บังเกิด ขึ้น ของผู้ที่มีศีลบริสุทธิ์นั่นแล ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างกลาง. การที่ ภิกษุดำรงอยู่ในปาริสุทธิศีล เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต ชื่อว่า พรหมจรรย์อย่างสูง. คาถาสุดท้าย มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนมหาบพิตร ได้มีผู้ สรรเสริญคือยกย่องทานโดยส่วนมากก็จริง แต่ถึงกระนั้น ธรรมบท ซึ่งเป็นส่วนแห่งธรรม กล่าวคือ สมถวิปัสสนาก็ดี กล่าวคือ พระนิพพาน ดี ประเสริฐกว่าทาน. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายในกาลก่อน คือในภัทรกัปนี้ มีพระ กัสสปทศพลเป็นต้น หรือในกาลก่อนกว่านั้นอีก มีพระเวสสภูทศพล เป็นต้น ท่านมีปัญญา เจริญสมถวิปัสสนาได้บรรลุถึงพระนิพพานที เดียว. พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ พระองค์ พรรณนาอมตมหานิพพาน แด่พระราชา ด้วยอนุโมทนาคาถาอย่างนี้แล้ว กล่าวสอนพระราชา ด้วยอัปปมาทธรรม แล้วไปที่อยู่ของตน ๆ ตามนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล.
หน้า 584 ข้อ 1187
แม้พระราชา พร้อมด้วยพระอัครมเหสี ก็ได้ถวายทานจนตลอด พระชนมายุ ครั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ก็ได้เสด็จไปสู่สวรรค์. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า แม้ในกาลก่อน บัณฑิตก็ได้เลือกถวายทานด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพาน แล้ว พระสุททวิชยาเทวี ได้เป็นมารดาพระราหุล พระเจ้าเภรุวราช คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอาทิตตชาดกที่ ๘
หน้า 585 ข้อ 1188, 1189, 1190, 1191
๙. อัฏฐานชาดก ว่าด้วยสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ [๑๑๘๘] เมื่อใด แม่น้ำคงคาดารดาษด้วยดอกบัว ก็ดี นกดุเหว่าสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี ต้นหว้า พึงให้ผลเป็นผลตาลก็ดี เมื่อนั้น เราทั้งสอง พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. [๑๑๘๙] เมื่อใด ผ้า ๓ ชนิดจะพึงสำเร็จได้ด้วย ขนเต่า ใช้เป็นเครื่องกันหนาวในคราวน้ำค้าง ตกได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. [๑๑๙๐] เมื่อใด เท้ายุงทั้งหลาย จะพึงทำเป็น ป้อม มั่นคงดีไม่หวั่นไหว อาจจะทนบุรุษผู้ ขึ้นรบได้ตั้งร้อย เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ ร่วมกันได้แน่. [๑๑๙๑] เมื่อใด เขากระต่ายจะพึงทำเป็นบันได เพื่อขึ้นไปสวรรค์ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง อยู่ร่วมกันได้แน่.
หน้า 586 ข้อ 1192, 1193, 1194, 1195, 1196
[๑๑๙๒] เมื่อใด หนูทั้งหลายจะพึงไต่บันได ขึ้นไปกัดพระจันทร์ และขับไล่ราหูให้หนีไป ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วนได้แน่. [๑๑๙๓] เมื่อใด แมลงวันทั้งหลายเที่ยวไปเป็น หมู่ ๆ ดื่มเหล้าหมดหม้อเมาแล้ว จะพึงเข้า ไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง อยู่ร่วมกันได้แน่. [๑๑๙๔] เมื่อใด ลาพึงมีริมฝีปากงาม สีเหมือน ผลมะพลับ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง จะ เป็นสัตว์ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. [๑๑๙๕] เมื่อใด กากับนกเค้า พึงปรารถนา สมบัติให้แก่กันและกัน ปรึกษาปรองดองกัน อยู่ในที่ลับได้ เมื่อนั้นเราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกัน ได้แน่. [๑๑๙๖] เมื่อใด รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด พึงเป็นร่มมั่นคงป้องกันฝนได้ เมื่อนั้น เรา ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่.
หน้า 587 ข้อ 1197, 1198
[๑๑๙๗] เมื่อใด นกตัวเล็ก ๆ พึงเอาจะงอยปาก คาบภูเขาคันธมาทน์ บินไปได้ เมื่อนั้น เรา ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. [๑๑๙๘ ] เมื่อใด เด็ก ๆ พึงขับเรือใหญ่ อัน ประกอบด้วยเครื่องยนต์ และใบพัดกำลังแล่น ไปในสมุทรไว้ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ ร่วมกันได้แน่. จบ อัฏฐานชาดกที่ ๙ อรรถกถาอัฏฐานชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า คงฺคา กุมุทินี ดังนี้. พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอ กระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทลูว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสถามว่า เธอกระสันเพราะเหตุไร ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า เพราะอำนาจกิเลส จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตร ไม่น่าไว้วางใจ บัณฑิตทั้งหลายในครั้งก่อน แม้ให้ทรัพย์วันละพัน ก็
หน้า 588 ข้อ 1198
ไม่สามารถจะให้มาตุคามยินดีได้ นางนั้นพอไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่งเพียง วันเดียวเท่านั้น ก็ได้ให้คนลากคอบัณฑิตเหล่านั้นไปเสีย มาตุคามไม่รู้ คุณคนอย่างนี้ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจกิเลส เพราะเหตุมาตุคามนั้น ดังนี้แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี พระโอรสของพระองค์ มีพระนามว่า พรหมทัตกุมาร แต่ บุตรของเศรษฐีพระนครพาราณสี มีชื่อว่า มหาธนกุมาร กุมาร ทั้งสองเป็นสหายกันมาแต่เล็ก ๆ เรียนศิลปะในตระกูลอาจารย์เดียวกัน. พรหมทัตกุมารได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาสวรรคต. บุตร เศรษฐีได้อยู่ในราชสำนักนั้นแหละ ก็ในพระนครพาราณสี มีนาง วรรณทาสีคนหนึ่งเป็นหญิงนครโสเภณี มีรูปร่างงามเลิศ. บุตรเศรษฐี ได้ให้ทรัพย์วันละพัน อภิรมย์อยู่กับนางนั้นตลอดกาล แม้ได้ตำแหน่ง เศรษฐี เมื่อบิดาตายแล้ว ก็ไม่ทิ้งนางนั้น คงยังให้ทรัพย์วันละพัน อภิรมย์อยู่เช่นนั้นเอง. เศรษฐีบุตร ต้องเข้าเฝ้าพระราชาวันละ ๓ ครั้ง. ครั้นอยู่มา วัน ๑ เมื่อเศรษฐีบุตรเข้าเฝ้าพระราชาเวลาเย็น ปราศรัยอยู่กับพระ- ราชาจนพลบค่ำ จึงออกจากราชสำนักคิดว่า บัดนี้ถ้าเราจะไปบ้านก่อน แล้วมาหาหญิงนครโสเภณี เวลาไม่พอ เราจักไปบ้านหญิงนครโสเภณี เลยทีเดียว แล้วส่งคนใช้ไปเรือนตัวคนเดียวเท่านั้น ไปบ้านหญิงนคร
หน้า 589 ข้อ 1198
โสเภณี. ลำดับนั้น หญิงนครโสเภณีเห็นเศรษฐีบุตรแล้วกล่าวว่า แน่ะ ลูกเจ้า ท่านนำทรัพย์พันหนึ่งมาหรือเปล่า ? เศรษฐีบุตรกล่าวว่า น้องรัก วันนี้เราล่วงเลยผิดเวลาไป เพราะฉะนั้นจึงไม่ได้ไปบ้าน ส่งแต่คนใช้ ไป เราเข้ามานี่แต่คนเดียว แต่วันพรุ่งนี้เราจักให้ทรัพย์แก่เจ้าสองพัน. นางคิดว่า ถ้าวันนี้เราให้โอกาส แม้วันอื่น ๆ ก็จักมามือเปล่าอีก เมื่อ เป็นเช่นนี้เราก็จักเสื่อมจากทรัพย์ เราจักไม่ให้โอกาสแก่เขา. คิดดังนี้ แล้ว จึงกล่าวกะบุตรเศรษฐีว่า นาย พวกเราชื่อว่าเป็นวรรณทาสีซึ่งจะ ให้เย้าหยอกเล่นเปล่า ๆ นั้นไม่มี ท่านจงนำทรัพย์พันหนึ่งมา. เศรษฐี บุตรได้ขอร้องอยู่แล้ว ๆ เล่าๆ ว่า น้องรัก พรุ่งนี้เราจักนำมาให้ ๒ เท่า. หญิงนครโสเภณีบังคับพวกทาสีว่า พวกเจ้าอย่าให้เศรษฐีนี้มายืนแลดู อยู่ที่นี่ จงลากคอมันออกไปแล้วปิดประตูเสีย. พวกนางทาสีได้กระทำ เช่นนั้น. เศรษฐีนั้นคิดว่า เราได้ให้ทรัพย์แก่หญิงนี้ถึง ๘๐ โกฏิ แต่ พอนางเห็นเรามือเปล่าเข้าวันเดียว ก็ให้ลากคอเราออกไปเสีย โอ ! ขึ้น ชื่อว่ามาตุคามเป็นผู้ลามก หมดละอาย อกตัญญู ประทุษร้ายมิตร คิดดังนี้ ก็มองเห็นโทษของมาตุคามได้ จึงคลายความรักกลับได้ปฏิกูล สัญญา เบื่อหน่ายแม้ฆราวาส คิดว่าการครองเรือน จะเป็นประโยชน์ อะไรแก่เรา เราจักออกบวชในวันนี้แหละ ไม่ไปเรือน และไม่เฝ้า พระราชาอีกเลย ออกจากพระนครเข้าป่า บวชเป็นฤาษีสร้างอาศรมอยู่
หน้า 590 ข้อ 1198
ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ทำฌานและอภิญญาให้เกิดขึ้นมีเผือกมัน ผลไม้ป่าเป็น อาหารอยู่ ณ ที่นั้น. เมื่อพระเจ้าพรหมทัตไม่เห็นมหาธนเศรษฐีเข้าเฝ้า จึงตรัสถาม ว่า สหายของเราไปไหน ? แม้ข่าวการกระทำของหญิงนครโสเภณีก็ได้ แพร่สะพัดไปทั่วพระพระนคร. ลำดับนั้น พวกราชบุรุษ ได้กราบทูล ความนั้น แต่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพพระสหายของ พระองค์ มีความละอายไม่กลับบ้าน เข้าป่าบวชแล้ว. พระราชารับสั่งให้ เรียกหญิงนครโสเภณีมาตรัสถามว่า ได้ยินว่า เจ้าไม่ได้ทรัพย์พันหนึ่ง วันเดียวเท่านั้น ก็ให้พวกทาสีลากคอสหายของเราออกไป จริงหรือ ? นางรับว่า จริงเพคะ พระราชาตรัสว่า แน่ะหญิงลามกเลวทราม เจ้า จงไปยังที่ที่สหายของเราไป แล้วนำเขามา ถ้าเจ้านำมาไม่ได้ เจ้าต้อง ตาย. นางได้ฟังพระราชดำรัส ดังนั้น มีความกลัว จึงขึ้นรถออกจาก พระนครไปพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เที่ยวเสาะแสวงหาที่อยู่ของ ฤาษีนั้นพอได้ฟังข่าวว่าอยู่ที่นั่น ก็ได้ไป ณ ที่นั้น นมัสการแล้ววิงวอน ว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ขอท่านได้อดโทษที่ดิฉันกระทำด้วยความเป็น คนอันธพาล ดิฉันจักไม่กระทำอย่างนี้อีก เมื่อพระฤาษีกล่าวว่า ดีแล้ว เราอดโทษให้ เราไม่มีความอาฆาตในเธอ นางจึงกล่าวว่า ถ้าท่านอดโทษ ให้ดิฉัน ก็ขอจงขึ้นรถไปสู่พระนครกับดิฉัน เมื่อถึงพระนครแล้ว ดิฉัน จักถวายทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่โนเรือนของดิฉัน. พระฤาษีได้ฟังคำของ
หน้า 591 ข้อ 1198
นางแล้วกล่าวว่า น้องหญิง บัดนี้เราไม่อาจจะไปกับเจ้า ก็คราวใด ของ สิ่งใดในโลกนี้ ไม่พึงมีพึงเป็น ของสิ่งนั้นจักมีจักเป็นได้ ของสิ่งนั้นจัก มีจักเป็นได้ คราวนั้นแหละ เราจะพึงไปกับเจ้า ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ที่ ๑ ความว่า :- เมื่อใด แม่น้ำคงคาดารดาษด้วยดอกบัว ก็ดี นกดุเหว่าสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี ต้นหว้า พึงให้ผลเป็นผลตาลก็ดี เมื่อนั้น เราทั้งสอง พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนนางผู้เจริญเมื่อใด แม่น้ำ มหาคงคา แม้ทั้งหมด มีกอโกมุทละความเป็นมหานทีมีกระแสไหลเชี่ยว เวียนวนไม่ไหวติง เหมือนสระโกมุท ดารดาษไปด้วยดอกโกมุทตั้งอยู่ ก็ดี นกดุเหว่าทั้งหมดมีสีขาวเหมือนสังข์ก็ดี อนึ่ง ต้นหว้าทั้งหมด ให้ ผลเป็นผลตาลก็ดี บทว่า อถ นูน ตทา สิยา มีอธิบายว่า เมื่อนั้น คือในเวลา นั้น แม้เราทั้ง ๒ จะพึงอยู่ร่วมกันได้แน่. ก็แล ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อนางกล่าวอีกว่า เชิญ พระผู้เป็นเจ้ามาไปด้วยกันเถิด จึงกล่าวว่า เราจักไป เมื่อนางถามว่า
หน้า 592 ข้อ 1198
จักไปเมื่อใด ? พระฤาษีจึงกล่าวว่า จักไปเวลาโน้น เวลาโน้น ดังนี้ แล้ว ได้กล่าวคาถาที่เหลือ ความว่า :- เมื่อใด ผ้า ๓ ชนิดจะพึงสำเร็จได้ด้วย ขนเต่า ใช้เป็นเครื่องกันหนาวในคราวน้ำค้าง ตกได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด เท้ายุงทั้งหลาย จะพึงทำเป็น ป้อมมั่นคงดีไม่หวั่นไหว อาจจะทนบุรุษผู้ขึ้น รบได้ตั้งร้อย เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกัน ได้แน่. เมื่อใด เขากระต่าย จะพึงทำเป็นบันได เพื่อขึ้นไปสวรรค์ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง อยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด หนูทั้งหลายจะพึงได้บันได ขึ้นไปกัดพระจันทร์ และขับไล่ราหูให้หนีไป ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด แมลงวันทั้งหลายเที่ยวไปเป็น หมู่ ๆ ดื่มเหล้าหมดหม้อเมาแล้ว จะพึงเข้า
หน้า 593 ข้อ 1198
ไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึง อยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด ลาพึงมีริมฝีปากงาม สีเหมือน ผลมะพลับ มีหน้างามเหมือนแว่นทอง จะ เป็นสัตว์ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด กากับนกเค้า พึงปรารถนา สมบัติให้แก่กันและกัน ปรึกษาปรองดองกัน อยู่ในที่ลับได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วม กันได้แน่. เมื่อใด รากไม้และใบไม้อย่างละเอียด พึงเป็นร่มมั่นคงป้องกันฝนได้ เมื่อนั้น เรา ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด นกตัวเล็ก ๆ พึงเอาจะงอยปาก คาบภูเขาคันธมาทน์ บินไปได้ เมื่อนั้น เรา ทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. เมื่อใด เด็ก ๆ พึงขับเรือใหญ่ อัน
หน้า 594 ข้อ 1198
ประกอบด้วยเครื่องยนต์ และใบพัด กำลัง แล่นไปในสมุทรไว้ได้ เมื่อนั้น เราทั้ง ๒ พึงอยู่ร่วมกันได้แน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติวิโธ ได้แก่ ผ้า ๓ ชนิดอย่างนี้ คือ ผ้าทำด้วยดอกไม้หนึ่ง ทำด้วยนุ่น ๑ ทำด้วยของ ๒ อย่าง ๑ ซึ่งจะทำให้สำเร็จได้ด้วยขนเต่า. บทว่า เหมนฺติกํ ปาวุรณํ ความว่า สามารถใช้เป็นเครื่องคลุมกันหนาว ในคราวน้ำค้างตกได้. บทว่า อถ นูน ตทา สยา ความว่า เมื่อนั้น คือในเวลานั้น เราจะพึงอยู่ร่วม กับเจ้าได้โดยส่วนเดียว. โดยวิธีนี้ บัณฑิต พึงเอาบทข้างหลังประกอบเข้ากับทุก ๆ บท. บทว่า อฏฺฏาโล สุกโต ความว่า เมื่อใด หากจะทำเท้าแห่งยุงทั้งหลาย ให้เป็นป้อมที่มั่นคงดีไม่หวั่นไหว รองรับบุรุษร้อยคนผู้ขึ้นรบไว้ได้. บทว่า ปริพาเหยฺยุํ แปลว่า ขับไล่ให้หนีไป. บทว่า องฺคาเร ได้แก่ ในโรงที่ปราศจากเปลว. บทว่า วาสํ กปฺเปยฺยุํ ความว่า แมลงวัน ทั้งหลาย พากันดื่มสุราหมดหม้อ เมาแล้วเข้าไปอยู่ในโรงถ่านเพลิง. บทว่า พิมฺโพฏฺสมฺปนฺโน ความว่า ประกอบด้วยริมฝีปากทั้ง ๒ งามเหมือนผลมะพลับ. บทว่า สุมุโข ได้แก่ มีหน้างามเหมือนแว่น ทอง. บทว่า ปิหเยยฺยุํ ความว่า พึงปรารถนาสมบัติให้แก่กันและกัน
หน้า 595 ข้อ 1198
ปรารถนาดีต่อกัน ปรองดองกันได้. บทว่า มูลสปตฺตานํ ได้แก่ รากไม้ และใบไม้อย่างละเอียด. บทว่า กุลุโก ได้แก่ นกเล็ก ๆ ตัว ๑. บทว่า สามุทฺทิกํ ได้แก่ เรือใหญ่ซึ่งกำลังแล่นไปในสมุทร. บทว่า สยนฺตํ สวฏากรํ ความว่า ประกอบไปด้วยสัมภาระครบครัน พร้อม ด้วยเครื่องยนต์และใบพัด. บทว่า เจโต อาทาย ความว่า ก็เมื่อใด เด็กชาวบ้านตัวเล็ก ๆ พึงขับเรือเห็นปานนี้ ไว้ได้ด้วยมือ. พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถา ๑๑ คาถา โดยอัฏฐานปริกัปนี้ ด้วย ประการฉะนี้. หญิงนครโสเภณีได้ฟังดังนั้นแล้ว ขอขมาโทษพระมหา- สัตว์ไปพระนคร กราบทูลเรื่องนั้นแก่พระราชา แล้วทูลขอชีวิตของตน ไว้. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้จบลงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่า มาตุคามมักอกตัญญู ประทุษร้ายมิตรอย่างนี้ ดังนี้แล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก. ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพระดาบส ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัฏฐานชาดกที่ ๙
หน้า 596 ข้อ 1199, 1200, 1201, 1202
๑๐. ทีปิชาดก ว่าด้วยคนร้ายไม่ต้องการเหตุผล [๑๑๙๙] คุณลุงครับ ท่านพออดทนได้หรือ พอจะ เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่หรือ ท่านมี ความสุขดีหรือ มารดาของฉันได้ถามความสุข ของท่าน เราทั้งหลายปรารถนาความสุขแก่ท่าน เหมือนกัน. [๑๒๐๐] แน่ะแม่แพะ เจ้ามารังแกเหยียบหาง ของเราได้ วันนี้เจ้าสำคัญว่า จะพึงพ้นความ ตาย ด้วยวาทะว่า ลุง หรือ ? [๑๒๐๑] ท่านนั่งผินหน้าตรงทิศบูรพา ฉันก็ได้มา นั่งอยู่ตรงหน้าท่าน ไฉนฉันจะเข้าไปเหยียบ หางของท่าน ซึ่งอยู่เบื้องหลังได้เล่า. [๑๒๐๒] ทวีปทั้ง ๔ ทั้งมหาสมุทร และภูเขา มีประมาณเท่าใด เราเอาหางของเราวงที่มีประ- มาณเท่านั้นไว้หมด เจ้าจะงดเว้นที่ที่เราเอาหาง วงไว้นั้นได้อย่างไร ?
หน้า 597 ข้อ 1203, 1204, 1205, 1206
[๑๒๐๓] ในกาลก่อน มารดาบิดาก็ดี พี่น้อง ทั้งหลายก็ดี ได้บอกความเรื่องนี้แก่ฉันแล้ว ว่าหางของท่านผู้ประทุษร้ายยาว ฉันจึงมาทาง อากาศ. [๑๒๐๔] แน่ะแม่แพะ ก็เพราะว่า ฝูงเนื้อเห็น เจ้ามาในอากาศ จึงพากันหนีไปเสีย ภักษาหาร ของเรา เจ้าทำให้พินาศหมดแล้ว. [๑๒๐๕] เมื่อแม่แพะวิงวอนอยู่อย่างนี้ เสือ- เหลืองผู้มีเลือดเป็นภักษาหารก็ขม้ำคอ วาจา สุภาษิตมิได้มีในหมู่บุคคลผู้ประทุษร้าย. [๑๒๐๖] เหตุผล สภาพธรรม วาจาสุภาษิตมิได้ มีในบุคคลผู้ประทุษร้ายเลย บุคคลพึงพยายาม หลีกไปให้พ้นบุคคลผู้ประทุษร้าย ก็บุคคลผู้ ประทุษร้ายนั้น ย่อมไม่ยินดีคำสุภาษิต ของ สัตบุรุษทั้งหลาย. จบ ทีปิชาดกที่ ๑๐
หน้า 598 ข้อ 1206
อรรถกถาทีปิชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภ แม่แพะตัวหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ขมนียํ ยาปนียํ ดังนี้. ความพิสดารว่า สมัยหนึ่งพระมหาโมคคัลลานเถระอยู่ที่เสนา- สนะซอกเขา ใกล้ประตูภูเขาวงก์แห่งหนึ่ง. ที่จงกรมของท่าน ได้มี อยู่ที่ใกล้ ๆ ประตูภูเขานั้น. ครั้งนั้น พวกคนเลี้ยงแพะ. คิดว่า แพะ จะเที่ยวอยู่ในที่นี่ จึงได้ต้อนแพะเข้าไปไว้ในซอกภูเขา แล้วพากัน เที่ยวเล่นอยู่. เย็นวันหนึ่ง เมื่อพวกคนเลี้ยงแพะพากันต้อนฝูงแพะไป แม่แพะตัวหนึ่งไปเล่นไกลฝูง ไม่ทันเห็นฝูงแพะออกจากคอก จึงเดิน ล้าหลังอยู่. เสือเหลืองตัวหนึ่ง เห็นแม่แพะนั้นออกทีหลัง จึงคิดว่า เราจักกินแม่แพะนั้น แล้วจึงไปยืนขวางประตูซอกเขาอยู่. แม่แพะ เหลียวดูทางโน้น ทางนี้ เห็นเสือเหลืองนั้น คิดว่า เสือนี้ยืนอยู่ ถ้าเราจะกลับหนีไป ก็คงไม่รอดชีวิต เราควรจะทำความกล้าหาญใน วันนี้ ดังนี้แล้ว จึงยกเขามุ่งหน้าเผชิญเสือเหลืองนั้นวิ่งไปโดยเร็ว เสือเหลืองหลบ ด้วยคิดว่า จักจับเอาทางนี้ แต่ไม่ทัน แม่แพะได้โจน เข้าที่รกชัฏรีบหนีเข้ากลุ่มแพะไปได้. พระโมคคัลลานเถระ ได้เห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้น วันรุ่งขึ้น จึงไปกราบทูลพระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่แพะนั้น ได้ทำ ความบากบั่น ด้วยความที่ตนเป็นผู้มีอุบายฉลาด จึงรอดพ้นจากเสือ-
หน้า 599 ข้อ 1206
เหลืองได้อย่างนี้ พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า โมคคัลลานะ เสือเหลือง ไม่อาจจับแม่แพะนั้นได้ในบัดนี้เท่านั้น แต่ในกาลก่อน เสือเหลืองได้ ฆ่าแม่แพะนั้น ผู้กำลังคร่ำครวญอยู่กินแล้ว ดังนี้ พระมหาโมคคัลลานะ ได้กราบทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์ได้เกิดในตระกูลมีโภคะมาก ในบ้าน ตำบลหนึ่งในมคธรัฐ ครั้นเจริญวัยแล้ว ได้ละกามออกบวชเป็นฤาษี ทำฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว อยู่ในหิมวันตประเทศเป็นเวลานาน เมื่อต้องการจะเสพรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงได้ไปพระนครราชคฤห์ สร้าง บรรณศาลาอยู่ที่ซอกเขาแห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น พวกคนเลี้ยงแพะ ปล่อย ฝูงแพะเที่ยวอยู่โดยทำนองที่กล่าวแล้ว วันหนึ่งเสือเหลืองได้เห็นแม่แพะ ตัวหนึ่งออกทีหลัง จึงคิดว่า เราจักกินแม่แพะนั้น จึงยืนขวางประตูอยู่. แม่แพะเห็นดังนั้น คิดว่า วันนี้เราจักไม่รอดชีวิต เราจักปราศรัยด้วย วาจาอ่อนหวานกับเสือเหลืองนี้ ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง ทำหัวใจเสือเหลือง ให้อ่อนโยน รักษาชีวิตไว้ คิดดังนี้แล้ว จึงกระทำปฏิสันถารกับเสือ- เหลืองนั้นมาแต่ไกล เมื่อมาถึง จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า :- คุณลุงครับ ท่านพออดทนได้หรือ พอจะ เยียวยาอัตภาพให้เป็นไปได้อยู่หรือ ท่านมี ความสุขดีหรือ มารดาของฉันได้ถามความสุข
หน้า 600 ข้อ 1206
ของท่าน เราทั้งหลายปรารถนาความสุขแก่ท่าน เหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ เต อมฺม ความว่า มารดา ของฉัน ได้พูดมากะฉันในวันนี้ว่า จะได้รับความสุขจากท่าน. บทว่า มยํ ความว่า ข้าแต่ท่านลุง แม้ตัวฉันก็ต้องการให้ลุงมีความสุขเหมือน กัน. เสือเหลืองได้ฟังดังนั้น คิดว่า แม่แพะฉ้อโกงตัวนี้ ประสงค์ จะล่อลวงเรา ด้วยคิดว่า ลุง ไม่รู้ว่าเป็นผู้ร้ายกาจ ดังนี้ แล้วกล่าว คาถาที่ ๒ ความว่า :- แน่ะแม่แพะ เจ้ามารังแกเหยียบหาง ของเราได้ วันนี้เจ้าสำคัญว่า จะพึงพ้นความ ตาย ด้วยวาทะว่า ลุง หรือ ? คาถานั้น มีความหมายว่า แน่ะแม่แพะ. เจ้ามาแกล้งรังแก เหยียบหางเรา วันนี้ เจ้าคงจะเข้าใจว่า จะพ้นจากความตาย ตัว เสแสร้งแกล้งกล่าวคำว่า ลุง เจ้าอย่าได้มั่นหมายอย่างนี้เลย. แม่แพะได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านลุง ขอท่านอย่าได้ ทำอย่างนี้เลย แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า :- ท่านนั่งผินหน้าตรงทิศบูรพา ฉันก็ได้มา
หน้า 601 ข้อ 1206
นั่งอยู่ตรงหน้าท่าน ไฉนฉันจะเข้าไปเหยียบ หางของท่าน ซึ่งอยู่เบื้องหลังได้เล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุขํ แปลว่า เฉพาะหน้า. บทว่า กถํ โขหํ ความว่า ไฉนฉันจะไปเหยียบหางของท่าน ซึ่งอยู่เบื้องหลัง ได้อย่างไรเล่า ? ลำดับนั้น เสือเหลืองกล่าวกะแม่แพะว่า แน่ะแม่แพะ เจ้าพูด อะไร ที่ที่จะพ้นจากหางของเราไปไม่มี. ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า :- ทวีปทั้ง ๔ ทั้งมหาสมุทร และภูเขา มีประมาณเท่าใด เราเอาหางของเราวงที่มีประ- มาณเท่านั้นไว้หมด เจ้าจะงดเว้นที่ที่เราเอาหาง วงไว้นั้นได้อย่างไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาวตา ความว่า เสือเหลือง กล่าวว่า เราเอาหางของเราวงที่เท่านั้น เข้าไว้ทั้งหมด. แม่แพะได้ฟังดังนั้น คิดว่า เสือเหลืองนี้ลามก หาติดอยู่ใน ถ้อยคำที่ไพเราะไม่ กลับเป็นศัตรูกล่าวเสียดแทงเรา ดังนี้แล้ว กล่าว คาถาที่ ๕ ความว่า :-
หน้า 602 ข้อ 1206
ในกาลก่อน มารดาบิดาก็ดี พี่น้อง ทั้งหลายก็ดี ได้บอกความเรื่องนี้แก่ฉันแล้ว ว่าหางของท่านผู้ประทุษร้ายยาว ฉันจึงมาทาง อากาศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺขึสุ ความว่า เมื่อก่อนมารดา บิดาก็ดี ญาติพี่น้องทั้งหลายก็ดี ได้บอกความเรื่องนี้ไว้แก่เราแล้ว บทว่า สมฺหิ ความว่า เรานั้นทราบความจากสำนักมารดาบิดา ญาติ พี่น้องว่า หางของท่านผู้ประทุษร้ายยาว เพื่อรักษาหางของท่าน จึงมา ทางอากาศ. ลำดับนั้น. เสือเหลืองกล่าวว่า เรารู้ว่าเจ้ามาทางอากาศ แต่ เมื่อมา เจ้าได้มาทำภักษาหารของเราให้พินาศ ดังนี้แล้ว กล่าวคาถา ที่ ๖ ความว่า :- แน่ะแม่แพะ ก็เพราะว่า ฝูงเนื้อเห็น เจ้ามาในอากาศ จึงพากันหนีไปเสีย ภักษาหาร ของเรา เจ้าทำให้พินาศหมดแล้ว. แม่แพะได้ฟังดังนั้น ก็กลัวมรณภัย เมื่อไม่อาจหาอุบายอย่างอื่น มาแก้ไขได้ จึงร้องวิงวอนว่า ข้าแต่ลุง ท่านอย่าได้ทำกรรมหยาบช้า
หน้า 603 ข้อ 1206
อย่างนั้นเลย จงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าเถิด. เสือเหลืองได้ตะครุบแม่แพะ ซึ่งกำลังร้องวิงวอนอยู่ ฆ่ากินแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอภิสัมพุทธคาถา ๒ คาถาม ว่า :- เมื่อแม่แพะวิงวอนอยู่อย่างนี้ เสือ- เหลืองผู้มีเลือดเป็นภักษาหารก็ขม้ำคอ วาจา สุภาษิตมิได้มีในหมู่บุคคลผู้ประทุษร้าย. เหตุผล สภาพธรรม วาจาสุภาษิตมิได้ มีในบุคคลผู้ประทุษร้ายเลย บุคคลพึงพยายาม หลีกไปให้พ้นบุคคลผู้ประทุษร้าย ก็บุคคลผู้ ประทุษร้ายนั้น ย่อมไม่ยินดีคำสุภาษิต ของ สัตบุรุษทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุหํฆโส ได้แก่ เสือเหลืองผู้มี โลหิตเป็นภิกษา คือผู้ดื่มกินซึ่งโลหิต. บทว่า คลกํ อนฺธาวมทฺที ความว่า เสือเหลืองขม้ำคอ ฉีกเนื้อ ดื่มเลือดกิน. บทว่า สุภาสิตํ ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวดีแล้ว. อธิบายว่า คำเป็นสุภาษิตทั้งหมดนั้น ย่อมไม่มีในบุคคลผู้ประทุษร้าย. บทว่า นิกฺกมฺเม ทุฏฺเ ยุญฺเชถ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลพึงทำความเพียรก้าวให้พ้นคนใจ
หน้า 604 ข้อ 1206
ร้าย. บทว่า โส จ สพฺภิ น รชฺชติ ความว่า ก็เพราะบุคคลใจร้าย นั้น ย่อมไม่ยินดี คือไม่สนใจ คำสุภาษิตอันสุนทรของสัตบุรุษทั้งหลาย. พระดาบสได้เห็นกิริยาของสัตว์ทั้งสองนั้นทุกอย่าง. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า แม่แพะในครั้งนั้น ได้มาเป็นแม่แพะในบัดนี้ เสือเหลืองในครั้งนั้น ได้มาเป็นเสือเหลืองในบัดนี้ ส่วนพระดาบส ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาทีปิชาดกที่ ๑๐ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กัจจานิชาดก ๒. อัฏฐสัททชาดก ๓. สุลสาชาดก ๔. สุมังคลชาดก ๕. คังคมาลชาดก ๖. เจติยราชชาดก ๗. อินทริยชาดก ๘. อาทิตตชาดก ๙. อัฏฐานชาดก ๑๐. ทีปิชาดก. จบ กัจจานิวรรค จบ อัฏฐกนิบาต
หน้า 605 ข้อ 1207, 1208, 1209, 1210
นวกนิบาตชาดก ๑. คิชฌชาดก ว่าด้วยผู้ไม่ทำตามคำสอนย่อมพินาศ [๑๒๐๗] ทางบนยอดเขาคิชฌกูฏ มีชื่อว่าปริสัง- กุปกะมาแต่ดึกดำบรรพ์ นกแร้งเลี้ยงดูมารดา บิดาผู้ชราอยู่ที่ทางนั้น. [๑๒๐๘] โดยมากไปเที่ยวหามันข้นงูเหลือมมาให้ มารดาบิดาเหล่านั้นกิน ฝ่ายบิดารู้ว่านี้แร้งสุ- ปัตมีปีกแข็งแล้ว มีกำลังมาก มักร่อนขึ้นไป สูง เที่ยวไปไกล ๆ จึงได้กล่าวสอนลูกว่า. [๑๒๐๙] แน่ะพ่อ เมื่อใดเจ้าเห็นแผ่นดินมีทะเล ล้อมรอบกลมประหนึ่งว่ากงจักร ลอยลิบ ๆ อยู่ดุจใบบัวลอยอยู่ในน้ำ เจ้าจงรีบกลับเสีย จากที่นั้น อย่าบินต่อจากนั้นไปอีกเลย. [๑๒๑๐] นกแร้งสุปัตเป็นสัตว์มีร่างกายสมบูรณ์ มีกำลังมาก มีปีกแข็ง บินขึ้นไปถึงอากาศ เบื้องบนโดยกำลังเร็ว เมื่อเหลียวกลับมาแลดู
หน้า 606 ข้อ 1211, 1212, 1213, 1214, 1215
ภูเขาและป่าไม้ทั้งหลาย. [๑๒๑๑] ก็ได้เห็นแผ่นดินมีทะเลล้อมรอบ กลม ดุจกงจักรเหมือนคำของบิดาบอกไว้. [๑๒๑๒] นกแร้งสุปัตก็บินล่วงเลยที่นั้น ไปเบื้อง หน้าอีก ยอดลมแรงแข็งกล้า ได้ประหารนก แร้งสุปัตผู้มีกำลังมากนั้นให้แหลกละเอียด. [๑๒๑๓] นกแร้งสุปัตบินเกินไป ไม่สามารถจะ กลับจากที่นั้นได้อีก ตกอยู่ในอำนาจลมเวรัม- พวาต ถึงความพินาศแล้ว. [๑๒๑๔] เมื่อนกแร้งสุปัตไม่ทำตามโอวาท ของ บิดาบุตรภรรยาและนกแร้งอื่น ๆ ที่อาศัยเลี้ยง ชีพด้วย ก็พากันถึงความพินาศไปด้วยกันหมด. [๑๒๑๕] แม้ในศาสนานี้ก็เหมือนกัน ผู้ใดไม่ เชื่อถ้อยฟังคำของผู้ใหญ่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าล่วง ศาสนาดังนกแร้งไปล่วงเขตแดน ต้องเดือด- ร้อนฉะนั้น ผู้ไม่ทำตามคำสอนของผู้ใหญ่ ย่อมถึงความพินาศทั้งหมด. จบ คิชฌชาดกที่ ๑
หน้า 607 ข้อ 1215
อรรถกถาชาดก นวกนิบาต อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปริสงฺกุปโถ นาม ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุว่ายากรูปนั้นเป็นลูกผู้ดีคนหนึ่ง แม้บวชใน ศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์ เมื่ออาจารย์อุปัชฌาย์และเพื่อนพรหมจารีผู้ หวังดี กล่าวสอนว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้ พึงถอยกลับอย่างนี้ มอง ไปข้างหน้าอย่างนี้ เหลียวซ้ายแลขวาอย่างนี้ คู้เข่าอย่างนี้ เหยียดออก อย่างนี้ นุ่งอย่างนี้ ห่มอย่างนี้ ถือบาตรอย่างนี้ พึงรับภัตแต่พอยัง อัตภาพให้เป็นไป พิจารณาก่อนแล้วจึงฉัน พึงคุ้มครองทวารในอินทรีย์ ทั้งหลาย รู้จักประมาณในโภชนะ ประกอบความเพียรเนือง ๆ พึงรู้ ธรรมเนียมต้อนรับอาคันตุกะ พึงรู้ธรรมเนียมของผู้เดินทาง พึงประพฤติ ด้วยดีในขันธกวัตร ๑๔ และมหาวัตร ๘๐ พึงสมาทานธุดงคคุณ ๑๓ ดังนี้ เป็นผู้ว่ายากไม่อดทนต่อโอวาท ไม่ยินดีรับคำสอน กล่าวตอบว่า กระผมไม่ได้ว่าพวกท่าน เหตุไรพวกท่านจึงว่ากระผม กระผมเท่านั้น
หน้า 608 ข้อ 1215
จักทำสิ่งที่เป็นประโยชน์หรือไม่เป็นประโยชน์สำหรับตน แล้วได้ทำตัว ให้ใคร ๆ ว่ากล่าวไม่ได้. ได้ยินว่า พวกภิกษุรู้ว่าภิกษุรูปนั้นเป็นผู้ว่ายาก จึงได้ประชุม กันกล่าวโทษในธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันถึงเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่า นั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่า ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่าจริง จึง ตรัสว่า เธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงไม่ เชื่อคำของผู้ที่หวังดี แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่เชื่อคำ ต้องแหลกละเอียด ในช่องลมเวรัมพวาตมาแล้วดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นนกแร้งที่เขาคิชฌ- กูฏ นกแร้งนั้นมีบุตรเป็นพญาแร้งชื่อสุปัต ซึ่งมีกำลังมาก มีนก- แร้งหลายพันเป็นบริวาร พญาแร้งนั้นเลี้ยงดูมารดาบิดา แต่เพราะ ความที่ตนมีกำลังมาก จึงบินไปไกลเกินควร บิดาได้กล่าวสอนพญา แร้งนั้นว่า ลูกรัก เจ้าไม่ควรไปเกินที่ประมาณเท่านี้ พญาแร้งนั้น แม้รับคำว่า ดีแล้ว ก็จริง แต่วันหนึ่งเมื่อฝนตกใหม่ ๆ ได้บินไปกับ นกแร้งทั้งหลาย ทิ้งนกแร้งทั้งหลายเสีย ตนเองบินสูงเกินภูมิของนก ถึงช่องลมเวรัมพวาต ได้ถึงความเป็นผู้แหลกละเอียด.
หน้า 609 ข้อ 1215
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น พระองค์เป็นผู้ ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :- ทางบนยอดเขาคิชฌกูฏ มีชื่อว่าปริสัง- กุปถะมาแต่ดึกดำบรรพ์ นกแร้งเลี้ยงดูมารดา บิดาผู้ชราอยู่ที่ทางนั้น. โดยมากไปเที่ยวหามันข้นงูเหลือมมาให้ มารดาบิดาเหล่านั้นกิน ฝ่ายบิดารู้ว่านกแร้ง สุปัตมีปีกแข็งแล้ว มีกำลังมาก มักร่อนขึ้น ไปสูง เที่ยวไปไกล ๆ จึงได้กล่าวสอนลูกว่า. แน่ะพ่อ เมื่อใดเจ้าเห็นแผ่นดินมีทะเล ล้อมรอบ ลมประหนึ่งว่ากงจักร ลอยลิบ ๆ อยู่ดุจใบบัวลอยอยู่ในน้ำ เจ้าจงรีบกลับเสีย จากที่นั้น อย่าบินต่อจากนั้นไปอีกเลย. นกแร้งสุปัตเป็นสัตว์ มีร่างกายสมบูรณ์ มีกำลังมาก มีปีกแข็ง บินขึ้นไปถึงอากาศ เบื้องบนโดยกำลังเร็ว เมื่อเหลียวกลับมาแลดู ภูเขาและป่าไม้ทั้งหลาย.
หน้า 610 ข้อ 1215
ก็ได้เห็นแผ่นดินมีทะเลล้อมรอบ กลม ดุจกงจักรเหมือนคำของบิดาบอกไว้. นกแร้งสุปัตก็บินล่วงเลยที่นั้น ไปเบื้อง หน้าอีก ยอดลมแรงแข็งกล้า ได้ประหารนก แร้งสุปัต ผู้มีกำลังมากนั้นให้แหลกละเอียด. นกแร้งสุปัตบินเกินไป ไม่สมามารถจะ กลับจากที่นั้นได้อีก ตกอยู่ในอำนาจลมเวรัม- พวาต ถึงความพินาศแล้ว. เมื่อนกแร้งสุปัตไม่ทำตามโอวาท ของ บิดา บุตรกรรยาและนกแร้งอัน ๆ ที่อาศัยเลี้ยง ชีพด้วย ก็พากันถึงความพินาศไปด้วยกันหมด. แม้ในศาสนานี้ก็เหมือนกัน ผู้ใดไม่ เชื่อถ้อยฟังคำของผู้ใหญ่ ผู้นั้นเป็นผู้ชื่อว่าล่วง ศาสนา ดังนกแร้งไปล่วงเขตแดน ต้องเดือด- ร้อนฉะนั้น ผู้ไม่ทำตามคำสอนของผู้ใหญ่ ย่อมถึงความพินาศทั้งหมด.
หน้า 611 ข้อ 1215
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริสงฺกุปโก คือมีชื่อว่า สังกุปถะ มนุษย์ไปหาเงินทองต้องตอกหลักผูกเชือกขึ้นไปบนถิ่นนั้น เพราะเหตุ นั้น ทางเดินเท้าบนคิชฌบรรพตนั้น ท่านจึงเรียกว่า สังกุปถะ. ทางใหญ่บนยอดเขาคิชฌกูฏ ชื่อว่า คิชฺฌปโถ บทว่า สนนฺ- ตโน แปลว่า มีมาแต่ดึกดำบรรพ์. บทว่า ตตฺราสิ ความว่า ใกล้ ทางเดินเท้าชื่อสังกุปถะ บนยอดเขาคิชฌกูฏนั้น ได้มีนกแร้งตัวหนึ่ง อาศัยอยู่ นกแร้งตัวนั้นเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราแล้ว. สองบทว่า อชครํ เมทํ เท่ากับ อชครเมทํ แปลว่า มันข้นงูเหลือม. บทว่า อจฺจาหาสิ คือนำมาแล้วมากมาย. บทว่า พหุตฺตโต เท่ากับ พหุตฺตโส แปลว่า โดยมาก. บทว่า ชานํ อุจฺจํ ปปาตินํ ความว่า บิดาได้สดับว่า บุตรของท่านโลดแล่นขึ้นสู่ที่สูงเกินไป จึงรู้ว่านกแร้งสุปัตนี้มักร่อนขึ้น ที่สูง. บทว่า เตชสึ ได้แก่ ถึงพร้อมด้วยเดชของบุรุษ. บทว่า ทูรคามินํ คือ ไปไกลด้วยเดชนั่นเอง. บทว่า ปริปฺลวตฺตํ คือ ลอยลิบ ๆ อยู่ดุจ ใบบัวลอยอยู่ในน้ำ. บทว่า วิชานหิ เท่ากับ วิชานาสิ แปลว่า รู้. บทว่า จกฺกํว ปริมณฺฑลํ ความว่า บิดากล่าวสอนอย่างนี้ว่า เมื่อใด ชมพูทวีปอันล้อมรอบด้วยทะเล ปรากฏแก่เจ้าผู้ดำรงอยู่ในถิ่นนั้น ประ หนึ่งว่ากงจักร เจ้าจงรีบกลับเสียจากที่นั้น. บทว่า อุทฺธํ ปตฺโตสิ ความว่า นกแร้งสุปัตไม่กระทำตามโอวาทของบิดา วันหนึ่งได้บินไป กับนกแร้งทั้งหลายทั้งนกแร้งเหล่านั้นเสีย ได้บินขึ้นไปถึงที่ที่บิดาบอก
หน้า 612 ข้อ 1215
แล้ว. บทว่า โอโลกยนฺโต คือ มือถึงทรงนั้นแล้วมองดูข้างล่าง. บทว่า วงฺกงฺโค เท่ากับ วงฺกคีโว แปลว่า เอี้ยวคอลงมา. บทว่า ยถสฺสาสิ ปิตุสฺสุตํ ความว่า ได้แลเห็นเหมือนกับคำที่ตนได้ฟังมาจาก สำนักของนกแร้งผู้บิดาฉะนั้น บาลีว่า ยถาสฺสาสิ ดังนี้ก็มี. บทว่า ปรเมว ปวตฺตถ ความว่า บินล่วงเลยจากที่ที่บิดาบอกแล้วขึ้นไปเบื้อง หน้าอีก. บทว่า ตญฺจ วาตสิขา ติกฺขา ความว่า ยอดลมเวรัมพ- วาตอันแรงแข็งกล้าได้ประหาร คือได้ขจัดนกแร้งสุปัตผู้ไม่กระทำตาม โอวาท ผู้แม้จะเป็นสัตว์ที่มีกำลังมากนั้นแล้ว ได้แก่ ได้กระทำให้แหลก ละเอียดแล้ว. บทว่า นาสกฺขาติคโต ตัดบทเป็น นาสกฺขิ อติคโต แปลว่า ไม่สามารถจะกลับจากที่นั้นได้. สัตว์ชื่อว่า โปโส. บทว่า อโนวาทกเร ความว่า เมื่อนกแร้ง สุปัตนั้นไม่ทำตามโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย สัตว์เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก็พากันประสบทุกข์อันใหญ่หลวง. บทว่า อกตฺวา วุฑฺฒสาสนํ ผู้ ไม่ทำตามคำสอนของผู้ใหญ่ผู้หวังประโยชน์ ย่อมถึงความพินาศ คือ ทุกข์ใหญ่ อย่างนั้นเหมือนกัน. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ฉะนั้น เธอจงอย่าเป็นเหมือน นกแร้ง จงเชื่อถ้อยคำของผู้ที่หวังดี ภิกษุนั้นเมื่อพระศาสดาตรัสสอน อย่างนี้แล้ว ได้เป็นผู้ว่าง่ายตั้งแต่นั้นมา.
หน้า 613 ข้อ 1215
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม- ชาดกว่า นกแร้งว่ายากในกาลนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากในบัดนี้ ส่วน นกแร้งผู้เป็นบิดาในกาลนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาคิชฌชาดกที่ ๑
หน้า 614 ข้อ 1216, 1217, 1218, 1219
๒. โกสัมพิยชาดก ว่าด้วยอยู่คนเดียวดีกว่าร่วมกับคนพาล [๑๒๑๖] คนพาลมีเรื่องอื้ออึงเหมือนกันหมด แต่ สักคนหนึ่งก็ไม่รู้สึกคนว่าเป็นคนพาล เมื่อ สงฆ์แตกกันก็ไม่รู้เหตุอื่นโดยยิ่งว่า สงฆ์แตก กันเพราะเรา. [๑๒๑๗] เพราะเป็นคนมีสติหลงลืม แต่ยังพูดว่า ตนเป็นบัณฑิตมีวาจาเป็นอารมณ์ช่างพูด ย่อม ปรารถนาจะให้เสียงออกจากปากอยู่เพียงใด ก็ พูดไปเพียงนั้น เขาถูกการทะเลาะนำไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าการทะเลาะนั้นเป็นโทษ. [๑๒๑๘] ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ ว่า คนโน้นได้ด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้น ได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักของของเรา เวรของ ชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้. [๑๒๑๙] ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความโกรธ นั้นไว้ว่า คนโน้นได้ด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา
หน้า 615 ข้อ 1220, 1221, 1222, 1223
คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักของของเรา เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับไปได้. [๑๒๒๐] แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรย่อมไม่ ระงับด้วยเวร แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จอง เวร ธรรมนี้เป็นของเก่า. [๑๒๒๑] ก็ชนเหล่าอันย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราจะ พากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนชนเหล่า ใดในหมู่นั้นย่อมรู้สึกได้ ความหมายมั่นกัน ย่อมสงบระงับไป เพราะการทำไว้ในใจโดย แยบคายของชนเหล่านั้น. [๑๒๒๒] คนที่ปล้นแว่นแคว้นชิงทรัพย์สมบัติ กันจนถึงปลงชีวิตลิดกระดูกกันแล้ว ก็ยังกลับ สามัคคีกันได้ เหตุไรพวกเธอจึงไม่สามัคคี กันเล่า. [๑๒๒๓] ถ้าจะพึงได้สหายผู้มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ ไปไหนไปด้วยกัน อยู่ด้วยช่วยทำประโยชน์ ให้สำเร็จ ควรชื่นชมมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น จะครอบงำอันตรายทั้งปวงได้.
หน้า 616 ข้อ 1224, 1225
[๑๒๒๔] ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา เป็นนัก ปราชญ์ ไปไหนไปด้วยกัน อยู่ด้วยช่วยทำ ประโยชน์ให้สำเร็จ พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนพระราชาทรงสละแว่นแคว้นเสด็จไป แต่พระองค์เดียวฉะนั้น หรือเหมือนช้างมา- ตังคะ เที่ยวไปในป่าแต่ผู้เดียวฉะนั้น. [๑๒๒๕] การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะ คุณคือความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล ควรเที่ยวไปผู้เดียวแต่ไม่ควรทำบาป เหมือน ช้างมาตังคะมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปใน ป่าแต่ผู้เดียวแลไม่ทำบาป ฉะนั้น. จบ โกสัมพิยชาดกที่ ๒ อรรถกถาโกสัมพิยชาดกที่ ๒ พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยเมืองโกสัมพีประทับอยู่ ณ โฆสิตาราม ทรงปรารภเหล่าภิกษุที่ทะเลาะกันในเมืองโกสัมพี ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่ม ต้นว่า ปุถุสทฺโท ดังนี้. เนื้อเรื่องมีมาแล้วในโกสัมพิกขันธกะ สำหรับ ในที่นี้มีความย่อ ดังต่อไปนี้.
หน้า 617 ข้อ 1225
ได้ยินว่า คราวนั้นภิกษุสองรูป คือ พระวินัยธรหนึ่ง พระ- ธรรมกถึกหนึ่ง อยู่ในอาวาสเดียวกัน ในสองรูปนั้น วันหนึ่งพระธรรม- กถึกถ่ายอุจจาระ เหลือน้ำชำระไว้ในภาชนะในซุ้มน้ำออกไป พระวินัยธร เข้าไปในที่นั้นทีหลังเห็นน้ำนั้นเข้า ออกมาถามพระธรรมกถึกว่า อาวุโส ท่านเหลือน้ำไว้หรือ ? พระธรรมกถึกตอบว่า ขอรับผมเหลือไว้ พระ- วินัยธรถามว่า ท่านไม่รู้ว่าเป็นอาบัติในข้อนี้หรือ ? พระธรรมกถึกตอบว่า ขอรับผมไม่รู้ พระวินัยธรกล่าวว่า อาวุโส การที่ท่านเหลือน้ำไว้ใน ภาชนะนั้นเป็นอาบัติ พระธรรมกถึกกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นผมจักปลงอาบัติ พระวินัยธรกล่าวว่า อาวุโส ถ้าท่านไม่แกล้งทำไปโดยไม่มีสติก็ไม่เป็น อาบัติ พระธรรมกถึกนั้นเข้าใจอาบัตินั้นว่าไม่เป็นอาบัติ พระวินัยธรได้ บอกศิษย์ของตนว่า พระธรรมกถึกนี้แม้ต้องอาบัติก็ไม่รู้ พวกศิษย์ของ พระวินัยธรเห็นพวกศิษย์ของพระธรรมกถึกเข้า กล่าวว่า อุปัชฌาย์ของ พวกท่านต้องอาบัติแล้วยังไม่รู้ว่าเป็นอาบัติ พวกศิษย์ของพระธรรมกถึก ได้พากันไปบอกแก่อุปัชฌาย์ของตน พระธรรมกถึกกล่าวอย่างนี้ว่า พระวินัยธรนี้ทีแรกบอกว่าไม่เป็นอาบัติ บัดนี้ว่าเป็นอาบัติท่านนี้พูดเท็จ พวกศิษย์พระธรรมกถึกพากันไปกล่าวว่า อุปัชฌาย์ของพวกท่านพูดเท็จ แล้วได้ทะเลาะกันด้วยประการอย่างนี้ ต่อแต่นั้นพระวินัยธรได้ช่องจึง ทำอุกเขปนียกรรม ยกโทษในการไม่เห็นอาบัตินั้น ตั้งแต่นั้นมา อุบาสก อุบาสิกาผู้ถวายปัจจัยแก่ภิกษุเหล่านั้นได้แบ่งเป็นสองพวก ภิกษุณีผู้รับ โอวาทก็ดี อารักขเทวดาก็ดี อากาสัฏฐกเทวดาที่เคยเห็นเคยคบกับ
หน้า 618 ข้อ 1225
อารักขเทวดาก็ดี ตลอดถึงพรหมโลกบรรดาที่เป็นปุถุชน ได้แยกกัน เป็นสองพวก ได้เกิดโกลาหลไปถึงภพชั้นอกนิษฐ์ ในอดีตกาล ภิกษุรูปหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระตถาคต กราบทูลลัทธิ ของพวกภิกษุผู้ยกโทษว่า พระธรรมกถึกนี้ พวกเรายกโทษด้วยกรรม อันเป็นธรรมทีเดียว และลัทธิของพวกภิกษุผู้ประพฤติตามพระธรรม- กถึกผู้ถูกยกโทษว่า อาจารย์ของพวกเราถูกยกโทษด้วยกรรมอันไม่เป็น ธรรม และภาวะที่พวกภิกษุเหล่านั้น แม้พวกภิกษุผู้ยกโทษห้ามอยู่ก็ยัง เที่ยวตามแวดล้อมพระธรรมกถึกนั้น ให้พระศาสดาทรงทราบ พระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงส่งภิกษุไปสองครั้งโดยมีพระพุทธดำรัสไปว่า ขอสงฆ์ จงสามัคคีกันเถิด ทรงทราบว่า ภิกษุเหล่านั้นไม่ปรารถนาจะสามัคคีกัน พระเจ้าข้า ในครั้งที่ ๓ ทรงทราบว่า ภิกษุสงฆ์แตกกันแล้ว ภิกษุสงฆ์ แตกกันแล้ว จึงเสด็จไปยังสำนักของภิกษุเหล่านั้น ตรัสโทษในการยก โทษของพวกภิกษุผู้ยกโทษ และในการไม่เห็นอาบัติของพวกภิกษุนอก นี้แล้วเสด็จหลีกไป พระศาสดาทรงบัญญัติวัตรในโรงภัตว่า พึงนั่งใน อาสนะที่มีอาสนะอื่นคั่นในระหว่าง แก่ภิกษุเหล่านั้นผู้ทำอุโบสถกรรม เป็นต้นในสีมาเดียวกัน ณ โฆสิตารามนั่นแหละ แล้วเกิดร้าวรานกันอีก ในโรงภัตเป็นต้น ได้ทรงสดับว่า บัดนี้ภิกษุเหล่านั้นยังร้าวรานกันอยู่ จึงเสด็จไปตรัสเตือนว่า อย่าเลยภิกษุทั้งหลาย อย่าร้าวรานกันเลย ดังนี้ เป็นต้น เมื่อพระธรรมวาทีรูปหนึ่ง ซึ่งไม่ปรารถนาจะให้ พระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงลำบากกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์
หน้า 619 ข้อ 1225
ผู้ธรรมสามีจงยับยั้ง มีความขวนขวายน้อยอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรมเถิด พวกข้าพระองค์จักปรากฏด้วยการร้าวรานบาดหมางทะเลาะวิวาทกัน จึง ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรื่องเคยมีมาแล้วในเมืองพาราณสีได้มี พระราชาครองแคว้นกาสีมีพระนามว่า พรหมทัต ดังนี้ แล้วตรัสเรื่อง ที่พระเจ้าพรหมทัตชิงราชสมบัติของพระเจ้าทีฆีติโกศล จับพระเจ้าทีฆีติ โกศลซึ่งปลอมพระองค์ซ่อนอยู่ ให้ปลงพระชนม์เสีย และเรื่องที่ทีฆาวุ กุมารถวายชีวิตแก่พระเจ้าพรหมทัต แล้วสองกษัตริย์สามัคคีกันแต่นั้น มา ตรัสสอนว่า ภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้ทรงมีอาชญามีศัสตรา ยัง มีขันติโสรัจจะถึงเพียงนี้ พวกเธอบวชในธรรมวินัยที่เราตถาคตกล่าวดี แล้วอย่างนี้ พึงมีขันติและโสรัจจะ ข้อนี้จะเป็นความงามในธรรมวินัยนี้ แท้แล ตรัสห้ามถึงสองครั้งสามครั้งว่า อย่าเลยภิกษุทั้งหลาย อย่าร้าว รานกันเลย ทรงเห็นว่าไม่ลดละกันได้ จึงทรงดำริว่า พวกโมฆบุรุษ เหล่านี้ ถูกกิเลสหุ้มห่อ ยากที่จะรู้สำนึก จึงเสด็จหลีกไป วันรุ่งขึ้น พระองค์เสด็จกลับจากบิณฑบาต ทรงพักในพระคันธกุฎีหน่อยหนึ่ง ทรงเก็บเสนาสนะ ทรงบาตรและจีวรของพระองค์ ประทับในอากาศ ท่ามกลางสงฆ์ ตรัสพระคาถาทั้งหลายนี้ว่า :- คนพาลมีเสียงอื้ออึงเหมือนกันหมด แต่ สักคนหนึ่งก็ไม่รู้สึกตนว่าเป็นคนพาล เมื่อ
หน้า 620 ข้อ 1225
สงฆ์แตกกันก็ไม่รู้เหตุอันโดยยิ่งว่า สงฆ์แตก กันเพราะเรา. เพราะเป็นคนมีสติหลงลืม แต่ยังพูดว่า ตนเป็นบัณฑิตมีวาจาเป็นอารมณ์ช่างพูด ย่อม ปรารถนาจะให้เสียงออกจากปากอยู่เพียงใด ก็ พูดไปเพียงนั้น เขาถูกการทะเลาะนำไปแล้ว ยังไม่รู้ว่าการทะเลาะนั้นเป็นโทษ. ก็ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้นไว้ ว่า คนโน้นได้ด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้น ได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักของของเรา เวรของ ชนเหล่านั้น ย่อมไม่ระงับได้. ส่วนชนเหล่าใดไม่เข้าไปผูกความโกรธ นั้นไว้ว่า คนโน้นได้ด่าเรา คนโน้นได้ตีเรา คนโน้นได้ชนะเรา คนโน้นได้ลักของของเรา เวรของชนเหล่านั้น ย่อมระงับไปได้.
หน้า 621 ข้อ 1225
แต่ไหนแต่ไรมา ในโลกนี้ เวรย่อมไม่ ระงับด้วยเวร แต่ย่อมระงับได้ด้วยการไม่จอง เวร ธรรมนี้เป็นของเก่า. ก็ชนเหล่าอื่นย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราจะ พากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ ส่วนชนเหล่า ใดในหมู่นั้นย่อมรู้สึกได้ ความหมายมั่นกัน ย่อมสงบระงับไป เพราะการทำไว้ในใจโดย แยบคายของชนเหล่านั้น. คนที่ปล้นแว่นแคว้นชิงทรัพย์สมบัติ กันจนถึงปลงชีวิตลิดกระดูกกันแล้ว ก็ยังกลับ สามัคคีกันได้ เหตุไรพวกเธอจึงไม่สามัคคี กันเล่า. ถ้าจะพึงได้สหายผู้มีปัญญาเป็นนักปราชญ์ ไปไหนไปด้วยกัน อยู่ด้วยช่วยทำประโยชน์ ให้สำเร็จ ควรชื่นชมมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น จะครอบงำอันตรายทั้งปวงได้. ถ้าไม่พึงได้สหายผู้มีปัญญา เป็นนัก ปราชญ์ ไปไหนไปด้วยกัน อยู่ด้วยช่วยทำ
หน้า 622 ข้อ 1225
ประโยชน์ให้สำเร็จ พึงเที่ยวไปแต่ผู้เดียว เหมือนพระราชาทรงสละแว่นแคว้นเสด็จไป แต่พระองค์เดียวฉะนั้น หรือเหมือนช้างมา- ตังคะ เที่ยวไปในป่าแต่ผู้เดียวฉะนั้น. การเที่ยวไปผู้เดียวประเสริฐกว่า เพราะ คุณคือความเป็นสหาย ย่อมไม่มีในคนพาล ควรเที่ยวไปผู้เดียวแลไม่ควรทำบาป เหมือน ช้างมาตังคะมีความขวนขวายน้อย เที่ยวไปใน ป่าแต่ผู้เดียวแลไม่ทำบาป ฉะนั้น. ในพระคาถานั้น คนพาลชื่อว่ามีเรื่องอื้ออึงเพราะวิเคราะห์ว่า มีเรื่องอึกทึกคือดังลั่น. บทว่า สมชฺโน คือเป็นคนที่เช่นเดียวกันหมดมี คำที่ท่านอธิบายไว้ว่า คนที่ทำการทะเลาะกันนี้ทั้งหมดเทียว มีทั้งเสียง อื้ออึงและเสมอเหมือนกัน เพราะเปล่งเสียงโดยรอบ บทพระคาถาว่า น พาโล โกจิ มญฺถ ความว่า บรรดา คนพาลเหล่านั้นใคร ๆ แม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนพาลทั้ง หมดล้วนสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิตทั้งนั้น. อธิบายว่า คนผู้ทำการทะเลาะ กันนี้ทั้งหมดนั่นแหละ ย่อมไม่รู้สึกว่าตนเป็นคนพาล. บทว่า นาญฺํ ภิยฺโย อมญฺรุํ ความว่า ใคร ๆ แม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่รู้สึกว่าตนเป็น
หน้า 623 ข้อ 1225
คนพาล แลเมื่อสงฆ์แตกกันผู้อื่นแม้สักคนหนึ่ง ก็ไม่รู้เหตุนี้โดยยิ่งว่า สงฆ์แตกกันเพราะเหตุแห่งเรา. บทว่า ปริมุฏฺา คือ เป็นคนมีสติหลง ลืม. บทว่า ปณฺฑิตาภาสา ความว่า ชื่อว่าเป็นเช่นกับด้วยบัณฑิต เพราะสำคัญตนว่าเป็นบัณฑิต ท่านอาเทศราอักษรให้เป็นรัสสะ ว่า วาจาโคจร ภาณิโน ดังนี้ อธิบายว่า มีวาจาเป็นอารมณ์ ไม่มีอริย- ธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้นเป็นอารมณ์ และเป็นคนช่างพูด คือช่างเจรจา ถ้อยคำ. บทว่า ยาวิจฺฉนฺติ มุขายามํ ความว่า ย่อมปรารถนาจะให้ เสียงออกจากปากอยู่เพียงใด ก็ยืนเขย่งเท้าพูดตะโกนออกไปเพียงนั้น อธิบายว่า แม้สักคนหนึ่งก็ไม่กระทำการหุบปากเพราะเคารพในสงฆ์ บทว่า เยน นีตา ความว่า เขาถูกการทะเลาะใด นำไปแล้วสู่ความเป็นผู้ ไม่มีความละอายนี้. บทว่า น ตํ วิทู ความว่า เขายังไม่รู้การทะเลาะ นั้นว่า การทะเลาะนี้มีโทษอย่างนี้. บทว่า เย จตํ อุปนยฺหนฺติ ความว่า ชนเหล่าใดเข้าไปผูกความโกรธนั้น คือที่มีอาการว่าคนโน้นได้ด่าเราดังนี้ เป็นต้น. บทว่า สนนฺตโน แปลว่า เป็นของเก่า. บทว่า ปเร เป็นต้น ความว่า คนที่ทำการทะเลาะกันนอกจากพวกบัณฑิต คือพวกอื่น ๆ นอก จากพวกบัณฑิตนั้น ชื่อว่า ปเร. ปเรชนเหล่านั้นก่อความวุ่นวายขึ้นใน ท่ามกลางสงฆ์นี้ ย่อมไม่รู้สึกว่าพวกเราจะพากันยุบยับ จะพากันย่อยยับ คือพวกเราจะพากันฉิบหาย ได้แก่พวกเราจะพากันไปสู่ที่ใกล้คือสู่สำนัก แห่งมัจจุราชเนือง ๆ. บทว่า เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ความว่า ส่วน ชนเหล่าใดในหมู่นั้นผู้เป็นบัณฑิต ย่อมรู้สึกได้ว่าพวกเราจะพากันไปสู่
หน้า 624 ข้อ 1225
ที่ใกล้แห่งมัจจุราช. บทว่า ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก็ชนเหล่านั้นเมื่อรู้อย่างนี้ ยังการทำไว้ในใจโดยอุบายอัน แยบคายให้เกิดขึ้นแล้ว. ย่อมปฏิบัติเพื่อความเข้าไปสงบแห่งความหมาย มั่นแห่งการทะเลาะกันได้. บทว่า อฏฺิจฺฉินฺนา ความว่า พระผู้มี พระภาคเจ้า ตรัสพระคาถานี้ ทรงหมายถึงพระเจ้าพรหมทัตและทีฆาวุ- กุมาร แม้ทั้งของพระองค์นั้นก็ยังกลับสามัคคีกันได้ เหตุไรพวกเธอไม่ ได้ตัดกระดูกของมารดาบิดา ไม่ได้ปลงชีวิตกัน ไม่ได้ชิงทรัพย์สมบัติ กัน จึงไม่สามัคคีกันเล่า. ข้อนี้มีพระบรมพุทธาธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย พระราชาผู้ทรง ถืออาชญาสิทธิ์ยังสามัคคีกัน สมาคมกัน ทำสัมพันธไมตรีกันด้วยอาวาห และวิวาหมงคล แล้วทรงดื่มและทรงเสวยร่วมกันได้ถึงเพียงนี้ พวกเธอ บวชในศาสนาเห็นปานนี้ ย่อมไม่อาจเพื่อสลัดแม้สักว่าเวรของตนออก ได้ อะไรเป็นภาวะแห่งภิกษุของพวกเธอเล่า. พระคาถาว่า สเจ ลเภถ ดังนี้เป็นต้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้เพื่อทรงแสดงถึงคุณของสหายผู้เป็นบัณฑิต และโทษของสหายผู้ เป็นคนพาล. บทว่า อภิภุยฺย สพฺพานิ ปริสฺสยานิ ความว่า ควรชื่น ชมมีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น จะครอบงำอันตรายที่ปรากฏและอันตราย ที่ปิดบังทั้งปวงได้. บทว่า ราชาว รฏฺํ วิชิตํ ความว่า พึงเที่ยวไป ผู้เดียว เหมือนพระราชามหาชนกและอรินทมราชา ทรงสละแว่น
หน้า 625 ข้อ 1225
แคว้นของพระองค์เสด็จไปแต่พระองค์เดียวฉะนั้น. บทว่า มาตงฺครญฺ- เว นาโค ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกช้างว่ามาตังคะ คำว่า นาคะนั้นเป็นชื่อแห่งช้างใหญ่ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ควรเที่ยว ไปผู้เดียวและไม่ควรทำบาป เหมือนช้างมาตังคะผู้เลี้ยงดูมารดา เหมือน ช้างสีลวหัตถี และเหมือนช้างปาริไลยกะ เที่ยวไปในป่าผู้เดียวและไม่ ทำบาปฉะนั้น. พระศาสดาแม้ตรัสอย่างนี้แล้ว เมื่อยังไม่อาจให้ภิกษุเหล่านั้น ปรองดองกันได้ จึงเสด็จไปยังพาลกโลณการามคาม ทรงแสดงอานิสงส์ ในความเป็นผู้อยู่ผู้เดียวแก่พระภัคคุเถระ จากที่นั้นเสด็จไปถึงที่อยู่ของ กุลบุตรสามคน ทรงแสดงอานิสงส์ในสามัคคีรสแก่กุลบุตรเหล่านั้น ต่อ จากนั้นเสด็จไปถึงปาริไลยกไพรสณฑ์ ประทับอยู่ ณ ที่นั้นตลอดสาม เดือน ไม่เสด็จมาเมืองโกสัมพีอีก เสด็จไปเมืองสาวัตถีเลย. พวกอุบาสกชาวเมืองโกสัมพีปรึกษากันว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่า ภิกษุชาวโกสัมพีนี้ ทำความเสียหายให้แก่พวกเรามาก พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ทรงระอาภิกษุเหล่านี้ จึงหลีกไปเสีย พวกเราจักไม่กระทำสามี- จิกรรมมีการกราบเป็นต้น แก่ภิกษุเหล่านี้เลย จักไม่ถวายบิณฑบาต แก่ท่านที่เข้ามาบิณฑบาต เมื่อทำเช่นนี้ภิกษุเหล่านี้จักหลีกไปบ้าง จัก ให้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เลื่อมใสบ้าง ดังนี้แล้วก็ทำตามที่ปรึกษากัน
หน้า 626 ข้อ 1225
นั้น ภิกษุเหล่านั้นถูก พวกอุบาสกลงทัณฑกรรมเช่นนั้น จึงพากันไป เมืองสาวัตถีกราบทูลขอขมาโทษต่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า พระราชบิดาในครั้น ได้มาเป็นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชใน บัดนี้ พระราชมารดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระมหามายาในบัดนี้ ทีฆาวุกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาโกสัมพิยชาดกที่ ๒
หน้า 627 ข้อ 1226, 1227, 1228
๓. มหาสุวราชชาดก ว่าด้วยสหายย่อมไม่ละทิ้งสหาย [๑๒๒๖] เมื่อใด ต้นไม้มีผลบริบูรณ์ เมื่อนั้น ฝูง วิหคทั้งหลาย ย่อมพากันมามั่วสุมบริโภคผลไม้ ต้นนั้น แต่โดยรู้ว่าต้นไม้สิ้นแล้ว ผลวายแล้ว ฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบินไปสู่ ทิศน้อยทิศใหญ่. [๑๒๒๗] ดูก่อนนกแขกเต้าผู้มีจะงอยปากแดง ท่านจงไปยังที่ที่ควรไปเถิด อย่าได้มาตายเสีย เลย เหตุไรท่านจึงซบเซาอยู่ที่ต้นไม้แห้ง ดูก่อน นกแขกเต้า ผู้มีขนเขียวดุจไพรสณฑ์ในฤดูฝน เชิญเถิด ขอท่านจงบอกเรื่องนั้น เหตุไรท่าน จึงทิ้งต้นไม้แห้งไม่ได้. [๑๒๒๘] ข้าแต่พระยาหงส์ ชนเหล่าใดแลเป็น เพื่อนของพวกเพื่อน ในคราวร่วมสุขทุกข์จน ตลอดชีวิต ชนเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษ ระลึกถึง
หน้า 628 ข้อ 1229, 1230, 1231
ธรรมของสัตบุรุษอยู่ ย่อมละทิ้งเพื่อนผู้สิ้น ทรัพย์หรือยังไม่สิ้นทรัพย์ไปไม่ได้เลย. [๑๒๒๙] ข้าแต่พญาหงส์ เราก็เป็นผู้หนึ่งใน บรรดาสัตบุรุษ ต้นไม้นี้เป็นทั้งญาติเป็นทิ้ง เพื่อนของเรา เราต้องการเพียงเพื่อเป็นอยู่ จึง ไม่อาจละทิ้งต้นไม้นั้นไปได้ ก็การที่จะละทิ้ง ไปเพราะได้ทราบว่า ต้นไม้นี้สิ้นผลแล้ว ดังนี้ นี่ไม่ยุติธรรม. [๑๒๓๐] ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความสนิท สนมกัน ท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่าน ชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชน ทั้งหลายพึงสรรเสริญ. [๑๒๓๑] ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยาน มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะให้พรแก่ ท่าน ท่านจงเลือกเอาพร ตามที่ใจปรารถนา เถิด.
หน้า 629 ข้อ 1232, 1233, 1234, 1235
[๑๒๓๒ ] ข้าแต่พญาหงส์ ถ้าท่านจะให้พรแก่ ข้าพเจ้าไซร้ ก็ขอให้ต้นไม้นี้พึงได้มีอายุต่อไป ต้นไม้นั้นจงมีกิ่ง มีผลงอกงามดี มีผลมีรส หวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่อย่างสง่างามเถิด. [๑๒๓๓] ดูก่อนสหาย ท่านจงดูต้นไม้นั้น ซึ่งมี ผลมากมาย ขอให้ท่านจงอยู่ร่วมกับต้นมะเดื่อ ของท่าน ขอให้ต้นมะเดื่อนั้นจงมีกิ่งก้าน มีผล งอกงามดี มีผลมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่ อย่างสง่างามเถิด. [๑๒๓๔] ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้พระองค์ทรง พระเจริญสุข พร้อมกับพระญาติทั้งปวง เหมือน ข้าพระบาท มีความสุขเพราะได้เห็นต้นไม้ ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด. [๑๒๓๕] ท้าวสักกเทวราชประทานพร แก่พญา- นกแขกเต้า ทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระ- มเหสีเสด็จกลับเทพนันทนวัน. จบ มหาสุวราชชาดกที่ ๓
หน้า 630 ข้อ 1235
อรรถกถามหาสุวราชชาดกที่ ๓ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งจึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทุโม ยถา โหติ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเรียนพระกรรมฐานในสำนักพระศาสดา แล้วไปอยู่ในป่าอาศัยบ้านชายแดนตำบลหนึ่ง ในแคว้นโกศลชนบท พวกมนุษย์ช่วยกันปลูกสร้างที่พักกลางคืนและที่พักกลางวันเป็นต้น แล้ว ทำเสนาสนะในที่เดินไปมาถวายภิกษุนั้น บำรุงภิกษุนั้น โดยเคารพ เมื่อภิกษุนั้นจำพรรษา เดือนแรกเกิดเพลิงไหม้บ้านนั้นขึ้น แม้สักว่า พืชของพวกมนุษย์ก็ไม่มีเหลือ เขาจึงไม่อาจถวายบิณฑบาตที่ประณีต แก่ภิกษุนั้นได้ เธอแม้จะอยู่ในเสนาสนะที่สบาย แต่ลำบากด้วยบิณฑบาต จึงไม่สามารถจะให้มรรคหรือผลเกิดขึ้นได้ ครั้นกาลล่วงไปได้สามเดือน เธอมาเฝ้าพระศาสดา พระองค์ทรงทำปฏิสันถาร แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่ลำบากด้วยบิณฑบาตหรือ ? เสนาสนะเป็นที่สบายดี หรือ ? ภิกษุรูปนั้นได้กราบทูลความนั้นให้ทรงทราบ พระศาสดาครั้น ทรงทราบว่า เธอมีเสนาสนะเป็นที่สบาย จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดาสมณะ เมื่อมีเสนาสนะเป็นที่สบายแล้ว ก็ควรละความโลภ อาหารเสีย ยินดีฉันตามที่ได้มานั่นแหละ กระทำสมณธรรมไป โบราณก- บัณฑิตทั้งหลาย แม้เกิดเป็นสัตว์ดิรัจฉาน เคี้ยวผงแห้งในต้นไม้ที่ตน อยู่อาศัย ยังละความโลภอาหาร มีความสันโดษ ไม่ทำลายมิตรธรรม
หน้า 631 ข้อ 1235
ไปเสียที่อื่น เหตุไรเธอจึงมาคิดว่า บิณฑบาตน้อยไม่อร่อย แล้วละทิ้ง เสนาสนะที่สบายเสีย ? ภิกษุนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรง นำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ที่ป่าไม้มะเดื่อแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งคงคา ณ หิมวันตประเทศ มีนกแขกเต้าอาศัยอยู่หลายแสน บรรดานกแขกเต้า เหล่านั้น พญานกแขกเต้าตัวหนึ่ง เมื่อผลของต้นไม้ที่ตนอาศัยอยู่หมด ลง สิ่งใดที่ยังเหลืออยู่ จะเป็นหน่อ ใบ เปลือกหรือสะเก็ดก็ตาม ก็ กินสิ่งนั้น แล้วดื่มน้ำในแม่น้ำคงคา มีความมักน้อยสันโดษเป็นอย่างยิ่ง ไม่ไปที่อื่นเลย ด้วยคุณ คือความมักน้อยสันโดษอย่างยิ่งของพญานก แขกเต้านั้น ได้บันดาลให้ภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ท้าวสักก- เทวราชทรงพิจารณาดูก็รู้เห็นเหตุนั้น เพื่อจะลองใจพญานกแขกเต้า จึงบันดาลให้ต้นไม้นั้นแห้งไป ด้วยอานุภาพของพระองค์ ต้นไม้นั้น เหลืออยู่แต่ตอแตกเป็นช่องน้อยช่องใหญ่ เมื่อถูกลมพัด ก็มีเสียงปรากฏ เหมือนมีใครมาตีให้ดัง มีผงละเอียดไหลออกมาตามช่องต้นไม้นั้น พญานกแขกเต้าจิกผงเหล่านั้นกิน แล้วไปดื่มน้ำที่แม่น้ำคงคา ไม่ไป ที่อื่น มาจับอยู่ที่ยอดตอไม้มะเดื่อ โดยไม่ย่อท้อต่อลมและแดด. ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่พญานกแขกเต้านั้น มีความ มักน้อยอย่างยิ่ง ทรงดำริว่า เราจักให้พญานกแขกเต้าแสดงคุณใน มิตรธรรม แล้วจักให้พรแก่เธอ ทำต้นมะเดื่อให้มีผลอยู่เรื่อยไป แล้ว
หน้า 632 ข้อ 1235
จะกลับมา ครั้นทรงดำริดังนี้ แล้วจึงทรงแปลงพระองค์เป็นพญาหงส์ ตัวหนึ่ง นำนางสุชาดาอสุรกัญญาให้เป็นนางหงส์อยู่เบื้องหน้า บินไป ถึงป่าไม้มะเดื่อนั้น จับอยู่ที่กิ่งไม้มะเดื่อต้นหนึ่งซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน เมื่อจะ เริ่มเจรจากัน พญานกแขกเต้านั้น ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- เมื่อใด ต้นไม้มีผลบริบูรณ์ เมื่อนั้น ฝูง วิหคทั้งหลาย ย่อมพากันมามั่วสุมบริโภคผลไม้ ต้นนั้น แต่โดยรู้ว่าต้นไม้สิ้นไปแล้ว ผลวาย แล้วฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบิน ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ดูก่อนพระยานกแขก- เต้า เมื่อใด ต้นไม้มีผลสมบูรณ์ เมื่อนั้น ฝูงวิหคทั้งหลายย่อมพากัน มามั่วสุมบริโภคผลไม้ต้นนั้นจากกิ่งโน้นสู่กิ่งนี้ แต่โดยรู้ว่าต้นไม้นั้นสิ้น ไปแล้ว ผลวายไปแล้ว ฝูงวิหคทั้งหลายก็พากันจากต้นไม้นั้นบินไปสู่ ทิศน้อยทิศใหญ่. ก็แหละ ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว เพื่อจะทรงยุพญานกแขกเต้า ให้ไปจากที่นั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนนกแขกเต้าผู้มีจะงอยปากแดง ท่านจงไปยังที่ที่ควรไปเถิด อย่าได้มาตายเสีย
หน้า 633 ข้อ 1235
เลย เหตุไรท่านจึงซบเซาอยู่ที่ต้นไม้แห้ง ดูก่อน นกแขกเต้า ผู้มีขนเขียวดุจไพรสณฑ์ในฤดูฝน เชิญเถิด ขอท่านจงบอกเรื่องนั้น เหตุไรท่าน จึงทิ้งต้นไม้แห้งไม่ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฌายสิ ความว่า เหตุไรท่านจึง ยืนซบเซา คืองมงายอยู่ที่ยอดตอไม้แห้ง. ศัพห์ว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่าเตือน. บทว่า วสฺสนฺตสนฺนิภา ความว่า ในเวลาฤดูฝนไพรสณฑ์ จะมีสีเขียวชะอุ่ม เหมือนดาดาษไปด้วยชั้นที่สวยงาม เพราะเหตุนั้น พญาหงส์จึงทักทายพญานกแขกเต้านั้นว่า ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้มีขนเขียวดุจไพรสณฑ์ในฤดูฝน ดังนี้. บทว่า น ริญฺจสิ เท่ากับ น ฉฑฺเฑสิ แปลว่า ทิ้งไม่ได้. ลำดับนั้น พญานกแขกเต้ากล่าวกะพญาหงส์ว่า ข้าแต่ พญาหงส์ เราละทิ้งต้นไม้นี้ไปไม่ได้ เพราะความที่เรามีกตัญญูกตเวที แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า. ข้าแต่พญาหงส์ ชนเหล่าใดแลเป็น เพื่อนของพวกเพื่อน ในคราวร่วมสุขทุกข์จน ตลอดชีวิต ชนเหล่านั้นเป็นสัตบุรุษ ระลึกถึง
หน้า 634 ข้อ 1235
ธรรมของสัตบุรุษอยู่ ย่อมละทิ้งเพื่อนผู้สิ้น ทรัพย์หรือยังไม่สิ้นทรัพย์ไปไม่ได้เลย. ข้าแต่พญาหงส์ เราก็เป็นผู้หนึ่งใน บรรดาสัตบุรุษ ต้นไม้นี้เป็นทั้งญาติเป็นทั้ง เพื่อนของเรา เราต้องการเพียงเพื่อเป็นอยู่ จึง ไม่อาจละทิ้งต้นไม้นั้นไปได้ ก็การที่จะละทิ้ง ไปเพราะได้ทราบว่า ต้นไม้นี้สิ้นผลแล้ว ดังนี้ นี้ไม่ยุติธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เว สขีนํ สขาโร ภวนฺติ เท่ากับ เย จ สหายานํ สหายา โหนฺติ แปลว่า ชนเหล่าใดเป็นเพื่อน ของเพื่อนทั้งหลาย. บทว่า ขีณํ อขีณํ ความว่า ธรรมดาว่า บัณฑิต ทั้งหลายย่อมละทิ้งเพื่อนผู้ชื่อว่าสิ้นทรัพย์ เพราะสิ้นสหายและโภค- ทรัพย์ของตนไปไม่ได้เลย. บทว่า สตํ ธมฺมมนุสฺสรนฺโต คือระลึกถึง ประเพณีของบัณฑิตทั้งหลายอยู่. บทว่า าตี จ เม ความว่า ข้าแต่ พญาหงส์ ต้นไม้นี้ ชื่อว่า เป็นทั้งญาติของเรา เพราะอรรถว่าเป็นที่รัก สนิทสนม ชื่อว่า เป็นทั้งเพื่อนของเรา เพราะอยู่ร่วมป่ากับเรา. บทว่า ชีวิกตฺโถ ความว่า เราต้องการเพียงเพื่อเป็นอยู่ จึงไม่อาจจะทิ้งต้นไม้ นั้นไปได้.
หน้า 635 ข้อ 1235
ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับถ้อยคำของพญานกแขกเต้านั้นแล้ว ทรงยินดีตรัสสรรเสริญ ประสงค์จะประทานพร จึงตรัสคาถา ๒ คาถา ว่า :- ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความสนิท สนมกัน ท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่าน ชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชน ทั้งหลายพึงสรรเสริญ. ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยาน มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะให้พรแก่ ท่าน ท่านจงเลือกเอาพร ตามที่ใจปรารถนา เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ ความว่า ท่านได้ทำไว้เป็น พยานดีแล้ว ด้วยความร่าเริง. บทว่า เมตฺติ สํสติ สนฺถโว ได้แก่ ความเป็นเพื่อน ความไมตรี และความสนิทสนมในท่ามกลางบริษัท ความไมตรีดังว่านี้ใด อันท่านได้ทำไว้ดีแล้ว คือทำไว้ดีนักแล้ว ได้แก่ ทำไว้ประเสริฐแล้วเทียว. บทว่า สเจตํ ธมฺมํ ความว่า ถ้าท่านชอบใจ ธรรม คือความไมตรีนั้น. บทว่า วิชานตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. บทว่า โส เต คือ
หน้า 636 ข้อ 1235
เรานั้นจะให้พรแก่ท่าน. บทว่า วรสฺสุ เท่ากับ อิจฺฉ แปลว่า จง ปรารถนา. บทว่า มนสิจฺฉสิ ความว่า ท่านปรารถนาพรอย่างใด อย่างหนึ่งด้วยใจ เราจะให้พรนั้นทั้งหมดแก่ท่าน. พญานกแขกเต้า เมื่อจะเลือกรับพร ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :- ข้าแต่พญาหงส์ ถ้าท่านจะให้พรแก่ ข้าพเจ้าไซร้ ก็ขอให้ต้นไม้นี้พึงได้มีอายุต่อไป ต้นไม้นั้นจงมีกิ่ง มีผลงอกงามดี มีผลมีรส หวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่อย่างสง่างามเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาขวา คือจงสมบูรณ์ด้วยกิ่ง. บทว่า ผลิมา คือจงประกอบด้วยกิ่งที่มีผล. บทว่า สํวิรูฬฺโห คือ จงมีใบงอกงามโดยชอบ ได้แก่ จงสมบูรณ์ด้วยใบอ่อน. บทว่า มธุตฺถิโก คือจงมีผลมีรสหวาน เหมือนน้ำหวานดุจน้ำผลในผลมะซาง ซึ่งมีอยู่ โดยธรรมชาติ ฉะนั้น. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประทานพรแก่พญานก แขกเต้านั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- ดูก่อนสหาย ท่านจงดูต้นไม้นั้น ซึ่งมี ผลมากมาย ขอให้ท่านจงอยู่ร่วมกับต้นมะเดื่อ ของท่าน ขอให้ต้นมะเดื่อนั้นจงมีกิ่งก้าน มีผล
หน้า 637 ข้อ 1235
งอกงามดี มีผลมีรสหวานเหมือนน้ำผึ้ง ตั้งอยู่ อย่างสง่างามเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหาว เต โหตุ อุทุมฺพเรน ความว่า การอยู่ร่วมโดยความเป็นอันเดียวกันด้วยต้นมะเดื่อ จงมี แก่ท่าน. ก็แหละ ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็กลายเพศ หงส์กลับเป็นท้าวสักกเทวราชตามเดิม แสดงอานุภาพของพระองค์กับ นางสุชาดา เอาพระหัตถ์วักน้ำจากแม่น้ำคงคามาประพรมตอไม้มะเดื่อ ทันใดนั้น ต้นมะเดื่อซึ่งสมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ มีผลอันอร่อย ก็ตั้ง ขึ้นยืนต้นอยู่อย่างงามสง่า เหมือนมุณฑมณีบรรพ ฉะนั้น พญานก แขกเต้าเห็นดังนั้นแล้ว เกิดโสมนัส เมื่อจะสรรเสริญท้าวสักกเทวราช ได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- ข้าแต่ท้าวสักกะ ขอให้พระองค์ทรง พระเจริญสุข พร้อมกับพระญาติทั้งปวง เหมือน ข้าพระบาท มีความสุขเพราะรู้เห็นต้นไม้ ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด. ส่วนท้าวสักกเทวราช ครั้นประทานพรแก่พญานกแขกเต้านั้น แล้ว ทรงทำต้นมะเดื่อให้มีผลเรื่อยไป แล้วเสด็จกลับวิมานของพระองค์
หน้า 638 ข้อ 1235
พร้อมกับนางสุชาดา พระศาสดาได้ทรงวางอภิสัมพุทธคาถา ที่ให้แสดงถึงเนื้อความ นั้นไว้ในตอนสุดท้ายว่า :- ท้าวสักกเทวราชประทานพร แก่พญา- นกแขกเต้า ทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระ- มเหสีเสด็จกลับเทพนันทนวัน. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา แล้วตรัสว่า นี่แหละเธอ โบราณกบัณฑิตแม้เกิดเป็นสัตว์เดียรัจฉานยังไม่โลภอาหาร เธอบวชในศาสนาเห็นปานนี้ ไฉนจึงยังโลภอาหารอยู่ เธอจงไปอยู่ใน ที่นั่นแหละ ดังนี้ แล้วทรงสอนพระกรรมฐานแก่ภิกษุนั้น ครั้นเธอ ไปอยู่ที่นั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต พระพุทธองค์ ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ ในบัดนี้ พระยานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามหาสุวราชชาดกที่ ๓
หน้า 639 ข้อ 1236, 1237, 1238, 1239
๔. จุลลสุวกราชชาดก ว่าด้วยผู้รักษาไมตรี [๑๒๓๖] ต้นไม้ทั้งหลายที่มีใบเขียว มีผลดก มีอยู่เป็นอันมาก เหตุไรพญานกแขกเต้าจึง มีใจยินดีในต้นไม้แห้งผุเล่า. [๑๒๓๗] เราเคยบริโภคผลแห่งต้นไม้นี้นับได้ หลายปีมาแล้ว ถึงเราจะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล แล้ว ก็ต้องรักษาความไมตรีไว้ให้เหมือนดัง ก่อน. [๑๒๓๘] นกทั้งหลายย่อมละทิ้งต้นไม้แห้งผุ ขาด ใบไร้ผลไปในที่อื่น ดูก่อนพญานกแขกเค้า ท่านเห็นโทษอะไรหรือ ? [๑๒๓๙] นกเหล่าใดคบหาฉันเพราะต้องการผล ไม้ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้ นั้นไปเสียนกเหล่านั้นโง่เขลา มีปัญญาที่เห็น แก่ตัว มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป.
หน้า 640 ข้อ 1240, 1241, 1242, 1243, 1244
[๑๒๔๐] ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความ สนิทสนมกันท่านได้ทำไว้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่านชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่ วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. [๑๒๔๑] ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยานพาหนะ มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะ ให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกเอาพรตามที่ใจ ปรารถนาเถิด. [๑๒๔๒] ไฉนข้าพเจ้าจะพึงได้เห็นต้นไม้นั้นกลับ มีใบมีผลอีกเล่า ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างยิ่งเหมือน คนจนได้ขุมทรัพย์ ฉะนั้น. [๑๒๔๓] ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวัก- อมตวารีมาประพรมต้นไม้ กิ่งก้านของต้นไม้ นั้นก็งอกงาม มีเงาร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์. [๑๒๔๔] ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขอให้พระองค์ ทรงพระเจริญสุข พร้อมด้วยพระญาติทั้งปวง เหมือนดังข้าพระบาทมีความสุข เพราะได้เห็น
หน้า 641 ข้อ 1245
ต้นไม้ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด. [๑๒๔๕] ท้าวสักกเทวราช ประทานพรแก่พญา- นกแขกเต้าทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสี เสด็จกลับเทพนันทวัน. จบ จุลลสุวกราชชาดกที่ ๔ อรรถกถาจุลลสุวกราชชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระนครสาวัตถี ทรงปรารภ เวรัญชกัณฑ์ จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สนฺติ รุกฺขา ดังนี้. เมื่อพระศาสดาเสด็จจำพรรษา ณ เมืองเวรัญชา แล้วเสด็จถึง พระนครสาวัตถีโดยลำดับ ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภา ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตเป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ เป็น พุทธสุขุมาลชาติประกอบด้วยอิทธานุภาพอันยิ่งใหญ่ เวรัญชพราหมณ์ นิมนต์ไป ได้จำพรรษาอยู่ตลอด ๓ เดือน ไม่ได้ภิกษาจากสำนัก เวรัญชพรหมณ์แม้สักวันเดียว เพราะถูกมารดลใจเสีย ทรงละความ โลภอาหารเสียได้ ดำรงพระชนม์ด้วยข้าวสำหรับเลี้ยงม้าที่พ่อค้าม้าถวาย วันละแล่ง มิได้เสด็จไปที่อื่น ความที่พระตถาคตทรงมักน้อยสันโดษนี้ น่าสรรเสริญเหลือเกิน พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุ
หน้า 642 ข้อ 1245
เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายการละ ความโลภในอาหารของตถาคตในบัดนี้ยังไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อน ตถาคตเกิดเป็นสัตว์เดียรฉานก็ได้ละความโลภอาหารมาแล้ว ดังนี้ แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. เนื้อเรื่องทั้งหมดพึงทราบโดยพิสดารตามทำนองที่ที่กล่าวมาแล้ว ในหนหลัง ในตอนนี้มีใจความว่า ท้าวสักกเทวราช ทรงแปลงพระองค์ เป็นพญาหงส์ สนทนากันพญานกแขกเต้า จึงได้ตรัสคาถานี้ว่า :- ต้นไม้ทั้งหลายที่มีใบเขียว มีผลดก มีอยู่เป็นอันมาก เหตุไรพญานกแขกเต้าจึง มีใจยินดีในต้นไม้แห้งผุเล่า. เราเคยบริโภคผลแห่งต้นไม้นี้นับได้ หลายปีมาแล้ว ถึงเราจะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล แล้ว ก็ต้องรักษาความไมตรีไว้ให้เหมือนดัง ก่อน. นกทั้งหลายย่อมละทิ้งต้นไม้แห้งผุ ขาด ใบไร้ผลไปในที่อื่น ดูก่อนพญานกแขกเต้า ท่านเห็นโทษอะไรหรือ ?
หน้า 643 ข้อ 1245
นกเหล่าใดคบหากันเพราะต้องการผล ไม้ ครั้นรู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้ นั้นไปเสียนี้เหล่านั้นโง่เขลา มีปัญญาที่เห็น แก่ตัว มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป. ความเป็นเพื่อน ความไมตรี ความ สนิทสนมกันท่านได้ทำได้เป็นพยานดีแล้ว ถ้าท่านชอบใจธรรมนั้น ท่านก็เป็นผู้ควรที่ วิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. ดูก่อนพญานกแขกเต้า ผู้ชาติวิหคมีปีก เป็นยานพาหนะ มีคอโค้งเป็นสง่า เรานั้นจะ ให้พรแก่ท่าน ท่านจงเลือกเอาพรตามที่ใจ ปรารถนาเถิด. ไฉนข้าพเจ้าจะพึงได้เห็นต้นไม้นั้นกลับ มีใบมีผลอีกเล่า ข้าพเจ้าจะยินดีอย่างยิ่งเหมือน คนจนได้ขุมทรัพย์ ฉะนั้น. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวัก- อมตวารีมาประพรมต้นไม้ กิ่งก้านของต้นไม้
หน้า 644 ข้อ 1245
นั้นก็งอกงาม มีเงาร่มเย็นเป็นที่น่ารื่นรมย์. ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขอให้พระองค์ ทรงพระเจริญสุข พร้อมด้วยพระญาติทั้งปวง เหมือนดังข้าพระบาทมีความสุข เพราะได้เห็น ต้นไม้ผลิตผลในวันนี้ ฉะนั้นเถิด. ท้าวสักกเทวราช ประทานพรแก่ พญา- นกแขกเต้าทำต้นไม้ให้มีผลแล้ว พาพระมเหสี เสด็จกลับเทพนันทวัน. พึงทราบความด้วยสามารถแห่งคำที่มีในก่อนนั้น ก็ข้าพเจ้า ทั้งหลายจักพรรณนาเฉพาะบทที่ยากเท่านั้น. บทว่า หริตปตฺตา ได้แก่ ที่สะพรั่งไปด้วยใบสีเขียว. บทว่า โกฬาเป ได้แก่ ที่ไม่มีแก่นซึ่งเมื่อลมพัดก็ส่งเสียงเหมือนมีใครมาตี ให้ดัง ฉะนั้น. บทว่า สุวสฺส ความว่า เหตุไรท่านพญานกแขกเต้า จึงมีใจยินดีในต้นไม้เห็นปานนี้เล่า ? บทว่า ผลสฺส แปลว่า ผลของ ต้นไม้นั้น. บทว่า เนกวสฺสคเณ เท่ากับ อเนกวสฺสคเณ แปลว่า นับได้หลายปีมาแล้ว. บทว่า พหู ความว่า แม้เมื่อหลายร้อยก็มีใช่ ๒ ปี มิใช่ ๓ ปีโดยที่แท้คือหลายปีมาแล้ว. บทว่า วิทิตฺวาน เป็นต้น ความว่า พญานกแขกเต้า เมื่อจะประกาศว่า ข้าแต่พญาหงส์ บัดนี้
หน้า 645 ข้อ 1245
พวกเราแม้จะรู้ว่าต้นไม้นี้ไม่มีผล ก็ต้องรักษาไมตรีไว้ให้เหมือนดังแต่ ก่อนไมตรียังมีอยู่ตราบใด พวกเราก็จะไม่ทำลายไมตรีนั้นตราบนั้น เพราะผู้ทำลายไมตรีไม่ใช่คนดี ไม่ชื่อว่าสัตบุรุษ. บทว่า โอปตฺตํ ความว่า หมดไปคือไม่มีใบ ได้แก่มีใบร่วงแล้ว. บทว่า กึ โทสํ ปสฺสเส ความว่า นกเหล่าอื่นพากันละต้นไม้นั้นไปในที่อื่น ท่านเห็น โทษอะไรในการไปอย่างนี้. บทว่า เย ผลตฺถา ความว่า นกเหล่าใด คบหาคือเข้าไปหา เพราะต้องการผลไม้คือเพราะผลไม้เป็นเหตุ ครั้น รู้ว่าต้นไม้นั้นไม่มีผล ก็ละทิ้งต้นไม้นั้นไป. บทว่า อตฺตตฺถปญฺา ความว่า นกเหล่านั้นชื่อว่ามีปัญญาที่เห็นแก่ตัว เพราะมีปัญญาเพื่อ ประโยชน์ของตน คือมีปัญญาที่ตั้งอยู่ในตนเท่านั้นโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่น บทว่า ปกฺขปาติโน ความว่า นกเหล่านั้นเมื่อหวังแต่ความเจริญเพื่อ ตนเท่านั้น ย่อมยังฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป คือให้พินาศไป เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้มักทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นผู้ทำฝักใฝ่แห่งมิตรภาพให้ตกไป เพราะอรรถว่าตกไปใน ฝักใฝ่ของตนเท่านั้น ดังนี้ก็ได้. บทว่า อปิ นาม นํ ความว่า ข้าแต่พญาหงส์ ถ้ามโนรสของข้าพเจ้าพึงสำเร็จและพรที่ท่านให้แล้ว พึงสำเร็จไซร้ ทำไฉนข้าพเจ้าจะพึงเห็นต้นไม้นี้กลับมีใบมีผลได้อีก แต่นั้นข้าพเจ้าจะยินดีกะต้นไม้นั้น คือพอเห็นต้นไม้นั้นเท่านั้นก็จะปลื้ม ใจอย่างที่สุด เหมือนคนจนได้ขุมทรัพย์ฉะนั้น. บทว่า อมตมาทาย
หน้า 646 ข้อ 1245
คือทรงดำรงอยู่แล้วด้วยอานุภาพของพระองค์ทรงวักน้ำจากแม่น้ำคงคา มาประพรมแล้ว. ในชาดกนี้มีอภิสัมพุทธคาถา ๒ คาถากับคาถานี้ พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า ท้าวสักกเทวราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้ พญานกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ จุลลสุวกราชชาดกที่ ๔
หน้า 647 ข้อ 1246, 1247, 1248, 1249
๕. หริตจชาดก ว่าด้วยกิเลสที่มีกำลังเกล้า [๑๒๔๖] ข้าแต่มหาพรหม โยมได้ยินเขาพูดกัน ว่า พระหาริตดาบสบริโภคกาม คำนี้ไม่เป็น จริงกระมัง ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่แลหรือ ? [๑๒๔๗] ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์ ได้ทรงสดับถ้อยคำมีแล้วอย่างใด ถ้อยคำนั้น เป็นจริงอย่างนั้น อาตมภาพเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง เดินทางผิด แล้ว. [๑๒๔๘] ปัญญาที่ละเอียด คิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เดินเครื่องบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้วของท่านมี ไว้เพื่อประโยชน์อะไร ท่านไม่อาจบรรเทา ความคิดที่แปลกได้. [๑๒๔๙] ข้าแต่มหาบพิตร กิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มทะ เป็นของมี
หน้า 648 ข้อ 1250, 1251, 1252, 1253
กำลังกล้า หยาบคายในโลก เมื่อกิเลสเหล่า ใดรึงรัดแล้ว ปัญญาก็หยั่งไม่ถึง. [๑๒๕๐] โยมได้ยกย่องท่านแล้วอย่างนี้ว่า หาริต- ดาบสเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์ด้วยศีล ประ- พฤติบริสุทธิ์เป็นบัณฑิต มีปัญญาแท้. [๑๒๕๑] ข้าแต่มหาบพิตร วิตกอันลามก เป็น ไปด้วยการยึดถือนิมิตว่างาม ประกอบด้วย ความกำหนัด ย่อมเบียดแขนแม้ผู้มีปัญญา ผู้ยินดีแล้วในคุณธรรมของฤาษี. [๑๒๕๒] ความกำหนัดนี้เกิดในกาย เกิดขึ้นมา แล้วเป็นของทำลายวรรณะของท่าน ท่านจง ละความกำหนัดนั้นเสีย ความเจริญย่อมมีแก่ ท่าน ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่า เป็นคนมีปัญญา. [๑๒๕๓] กามเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์ มาก มีพิษใหญ่หลวง อาตมภาพจักค้นหามูล รากแห่งธรรมเหล่านั้น จักตัดความกำหนัด พร้อมเครื่องผูกเสีย.
หน้า 649 ข้อ 1254
[๑๒๕๔] ครั้นพระหาริตฤาษีกล่าวคำนี้แล้ว มี ความบากบั่นอย่างแท้จริง คลายกามราคะได้ แล้ว ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก. จบ หริตจชาดกที่ ๕ อรรถกถาหริตจชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้กระสัน จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุตเมตํ มหาพฺรหเม ดังนี้. ความย่อมีว่า ภิกษุรูปนั้นเห็นมาตุคามคนหนึ่งแต่งตัวสวยงาม เกิดความกระสัน ปล่อยผมเล็บและหนวดไว้จนยาวอยากจะสึก พระ- อุปัชฌาย์อาจารย์แนะนำก็ไม่พอใจ พระศาสดาตรัสถามว่า จริงหรือ ภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสัน ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระพุทธเจ้าข้า จึงตรัสถามว่า เหตุไรเธอจึงกระสัน เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า กระสัน ด้วยอำนาจกิเลส และได้เห็นมาตุคามแต่งตัวสวยงามพระเจ้าข้า. จึง ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดากิเลสย่อมไม่มีความชื่นบาน เพราะขจัด คุณความดี มีแต่จะให้ตกนรก และกิเลสนั้นทำไมจักไม่ทำให้เธอลำบาก เล่า มีแรงพัดเขาสิเนรุ ทำไมจักไม่พัดใบไม้เก่า ๆ ให้กระจัดกระจายได้ แม้พระมหาบุรุษผู้วิสุทธิชาติได้อภิญญา ๕ สมาบัติ ๘ ดำเนินตาม
หน้า 650 ข้อ 1254
รอยพระโพธิญาณ เพราะอาศัยกิเลสชนิดนี้ จึงไม่อาจจะดำรงสติอยู่ได้ ยังต้องเสื่อมไปจากฌาน. ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดัง ต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนคร พาราณสี. พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิใน นิคมแห่งหนึ่ง มารดาบิดาได้ขนานนามให้พระองค์ว่า หาริตกุมาร เพราะพระองค์มีผิวเหลืองดังทอง กุมารนั้นครั้นเจริญวัยแล้วสำเร็จการ- ศึกษาที่เมืองตักกศิลา รวบรวมทรัพย์ไว้ ครั้นมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว ได้ตรวจตราดูทรัพย์สมบัติได้ความคิดขึ้นว่า ทรัพย์เท่านั้นที่ยังปรากฏอยู่ ส่วนผู้ทำให้ทรัพย์เกิดขึ้นหาปรากฏอยู่ไม่ แม้เราก็จะต้องแหลกละเอียด ไปในปากแห่งความตาย ดังนี้ กลัวต่อมรณภัย ได้ให้ทานเป็นการใหญ่ แล้วเข้าไปยังหิมวันตประเทศบวชเป็นฤาษี ในวันที่ ๗ ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ดำรงชีพอยู่ใน ที่นั้นเป็นเวลานาน ต้องการจะเสพอาหารที่มีรสเค็ม รสเปรี้ยว จึงลงจาก บรรพตไปโดยลำดับ ถึงพระนครพาราณสี เข้าไปอยู่ในสวนหลวง วัน รุ่งขึ้นเที่ยวภิกขาจารในพระนครพระราณสี บรรลุถึงพระลานหลวง พระราชาทอดพระเนตรเห็นดาบสนั้นมีพระทัยเลื่อมใส รับสั่งให้นิมนด์ นั่งบนราชบัลลังก์ภายใต้เศวตฉัตร ให้ฉันโภชนะที่มีรสอันเลิศต่าง ๆ เมื่อดาบสฉันแล้วอนุโมทนาจบลง พระองค์ยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น ตรัส
หน้า 651 ข้อ 1254
ถามว่า พระผู้เป็นเจ้าจะไป ณ ที่ไหน ? เมื่อดาบสถวายพระพรว่า อาตมภาพเที่ยวหาที่จำพรรษามหาบพิตร. จึงตรัสว่า ดีแล้วพระผู้เป็น เจ้า. ครั้นเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จแล้ว ทรงพาดาบสไปพระราช- อุทยาน รับสั่งให้สร้างที่เป็นที่พักกลางคืนและที่เป็นที่พักกลางวันเป็น ต้นถวายพระดาบส ให้คนรักษาพระราชอุทยานเป็นผู้คอยปฏิบัติ ทรง อภิวาทแล้วเสด็จกลับ แต่นั้นมา พระมหาสัตว์ได้ฉันที่พระราชมณเฑียร เป็นนิตย์อยู่ตลอด ๑๒ ปี. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาจะเสด็จไปปราบประเทศชายแดนที่ก่อ ความไม่สงบขึ้น ทรงมอบหมายพระมหาสัตว์ไว้แก่พระราชเทวีว่า เธอ จงอย่าลืมบุญเขตของเราเสีย. แล้วเสด็จไปตั้งแต่นั้น พระราชเทวีได้ ทรงอังคาสพระมหาสัตว์ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ ครั้นวันหนึ่ง พระ- นางทรงตกแต่งโภชนะไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อพระดาบสยังช้าอยู่ พระนาง จึงสรงสนานด้วยน้ำหอม แล้วทรงนุ่งพระภูษาเลี่ยนเนื้อละเอียด รับสั่ง ให้เผยสีหบัญชรประทับบนเตียงน้อยให้ลมพัดต้องพระวรกายอยู่ พระ มหาสัตว์นุ่งห่มเรียบร้อยแล้ว ถือภาชนะสำหรับใส่ภิกษา เหาะมาถึง สีหบัณชร พระราชเทวีได้สดับเสียงผ้าคากรองของพระมหาสัตว์ ก็ เสด็จลุกขึ้นโดยเร็ว พระภูษาเลื่อนหลุดหล่นลง วิสภาคารมณ์ได้กระทบ จักษุพระมหาสัตว์ ทันใดนั้น กิเลสซึ่งหมักดองอยู่ภายในพระมหาสัตว์ นั้นหลายแสนโกฏิปี มีอาการยังอสรพิษที่นอนขดอยู่ในข้อง ก็กำเริบ
หน้า 652 ข้อ 1254
ขึ้นทำฌานให้อันตรธานไป พระมหาสัตว์ไม่สามารถจะดำรงสติไว้ได้ จึง เข้าไปจับพระหัตถ์พระราชเทวี แล้วทั้งสองก็รูดม่านลงกั้นในทันใดนั้น แล้วเสพโลกธรรมด้วยกัน ครั้นแล้วพระมหาสัตว์ก็ฉันภัตตาหารแล้ว เดินไปพระราชอุทยาน ตั้งแต่นั้นมา ก็ได้ทำเช่นนั้นทุก ๆ วัน. ข่าว ณ ที่พระมหาสัตว์เสพโลกธรรมกับพระราชเทวีได้แพร่สะพัด ไปทั่วพระนคร พวกอำมาตย์ได้ส่งหนังสือไปกราบทูลพระราชาว่า. หาริตดาบสได้ทำอย่างนี้. พระราชามิได้ทรงเชื่อ โดยทรงพระดำริว่า พวกอำมาตย์ประสงค์จะทำลายเรา จึงได้กล่าวอย่างนี้ ครั้นทรงปราบ ประเทศชายแดนให้สงบลงแล้ว ก็เสด็จกลับพระนครพาราณสี ทรงทำ ปทักษิณพระนครแล้ว เสด็จไปสำนักพระราชเทวี มีพระดำรัสถามว่า ได้ข่าวว่าหาริตดาบสพระผู้เป็นเจ้าของเรา เสพโลกธรรมกับเธอเป็น ความจริงหรือ ? พระราชเทวีกราบทูลว่า จริงเพคะ. พระราชายังไม่ ทรงเชื่อแม้พระราชเทวีทรงดำริว่า จักถามพระดาบสนั่นเอง. จึงเสด็จ ไปพระราชอุทยาน นมัสการแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง เมื่อ ตรัสถามความนั้น ได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่มหาพรหม โยมได้ยินเขาพูดกัน ว่า พระหาริตดาบสบริโภคกาม คำนี้ไม่เป็นจริง กระมัง ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่แลหรือ ?
หน้า 653 ข้อ 1254
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กจฺเจตํ เป็นต้น ความว่า คำที่ โยมได้ยินว่า พระมหาริตดาบสบริโภคกาม ดังนี้นั้น เป็นคำเปล่า คือ เป็นคำไม่จริงกระมัง ท่านยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่แลหรือ ? พระดาบสคิดว่า เมื่อเราทูลว่า เราไม่ได้บริโภคกาม พระราชา นี้ก็จักทรงเชื่อเราเท่านั้น แต่ว่าในโลกนี้ ขึ้นชื่อว่าที่พึ่งที่เช่นกับความ สัตย์ไม่มี เพราะว่าผู้ที่ทิ้งความสัตย์เสียแล้ว ย่อมไม่สามารถจะนั่งที่ โพธิบัลลังก์บรรลุพระโพธิญาณได้ เราควรกล่าวแต่ความสัตย์เท่านั้น. จริงอยู่ปาณาติบาตก็ดี อทินนาทานก็ดี กาเมสุมิจฉาจารก็ดี สุราบาน ก็ดี ย่อมมีแก่พระโพธิสัตว์ได้บ้างในฐานะบางอย่าง แต่มุสาวาทที่มุ่ง กล่าวให้คลาดเคลื่อนหักประโยชน์เสีย ย่อมไม่มีแก่พระโพธิสัตว์เลย ฉะนั้น เมื่อพระดาบสจะกล่าวความสัตย์ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์ได้ ทรงสดับถ้อยคำมาแล้วอย่างใด ถ้อยคำนั้น เป็นจริงอย่างนั้น อาตมภาพเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลง เดินทางผิด แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมหเนยฺเยสุ คือ ในกามคุณ จริงอยู่ชาวโลกทั้งหลาย ย่อมลุ่มหลงกามคุณ เพราะเหตุนั้น กามคุณ ท่านจึงเรียกว่า โมหเนยยะ.
หน้า 654 ข้อ 1254
พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :- ปัญญาที่ละเอียด คิดสิ่งที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบรรเทาราคะที่เกิดขึ้นแล้วของท่านมี ไว้เพื่อประโยชน์อะไร ท่านไม่อาจบรรเทา ความคิดที่แปลกได้. ศัพท์ว่า อทุ ในคาถานั้นเป็นนิบาต. ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ธรรมดาเภสัชย่อมเป็น ที่พึ่งของคนไข้ น้ำดื่มเป็นที่พึ่งของคนกระหายน้ำ ก็ปัญญาที่ละเอียด คิดสิ่งที่ดีคือที่เป็นประโยชน์ เป็นเครื่องบันเทาราคะเกิดขึ้นแล้วของท่าน มีไว้เพื่อประโยชน์อะไร ? บทว่า กึมโน น วิโนทเย ความว่า เหตุไร ? ท่านจึงไม่ อาจใช้ปัญญานั้นบันเทาความคิดที่แปลกได้. ลำดับนั้น หาริตดาบสเมื่อจะแสดงกำลังของกิเลสแก่พระราชา ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ข้าแต่มหาบพิตร กิเลส ๔ อย่างเหล่านี้ คือ ราคะ โทสะ โมหะ มทะ เป็นของมี กำลังกล้า หยาบคายในโลก เมื่อกิเลสเหล่า ใดรึงรัดแล้ว ปัญญาก็หยั่งไม่ถึง.
หน้า 655 ข้อ 1254
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ เป็นต้น ความว่า เมื่อกิเลส เหล่าใดถึงการรึงรัดแล้ว ปัญญาก็ย่อมไม่ได้การหยั่งถึง คือการตั้งอยู่ เหมือนคนตกลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉะนั้น. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :- โยมได้ยกย่องท่านแล้วอย่างนี้ว่า หาริต- ดาบสเป็นพระอรหันต์ สมบูรณ์ด้วยศีล ประ- พฤติบริสุทธิ์ เป็นบัณฑิต มีปัญญาแท้. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า อิติ โน สมฺมโต ความว่า โยมได้ยกย่อง คือได้สรรเสริญท่านแล้วอย่างนี้. หาริตดาบสได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ต่อจากนั้นว่า :- ข้าแต่มหาบพิตร วิตกอันลามก เป็น ไปด้วยการยึดถือนิมิตรว่างาม ประกอบด้วย ความกำหนัด ย่อมเบียดเบียนแม้ผู้มีปัญญา ผู้ยินดี แล้วในคุณธรรมของฤาษี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภา คือ เป็นไปแล้วด้วยการยึดถือ นิมิตรว่างาม. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะให้หาริตดาบสเกิดอุตสาหะในการ ละกิเลส จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า :-
หน้า 656 ข้อ 1254
ความกำหนัดนี้เกิดในกาย เกิดขึ้นมา แล้วเป็นของทำลายวรรณะของท่าน ท่านจง ละความกำหนัดนั้นเสีย ความเจริญย่อมมีแก่ ท่าน ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่า เป็นคนมีปัญญา. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า วณฺณวิทูสโน ตว คือ เป็น ของทำลายสีกายและคุณความดีของท่าน. บทว่า พหุนาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้อันชนหมู่มากยกย่องแล้วว่าเป็นคนมีปัญญา. คราวนี้ พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วกลับได้สติ กำหนดโทษ ในกามทั้งหลายแล้ว กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- กามเหล่านั้นทำแต่ความมืดให้ มีทุกข์ มาก มีพิษใหญ่หลวง อาตมภาพจักค้นหามูล รากแห่งกามเหล่านั้น จะตัดความกำหนัด พร้อมเครื่องผูกเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺธกรเณ คือ ชื่อว่าทำแต่ความ มืดให้ เพราะทำปัญญาจักขุให้พินาศ. ในบทว่า พหุทุกฺเข นี้ บัญฑิต พึงนำสูตรว่า กามทั้งหลายมีความแช่มชื่นน้อย ดังนี้เป็นต้น มาแสดง
หน้า 657 ข้อ 1254
ถึงความที่กามเหล่านั้นมีทุกข์มาก. บทว่า มหาวิเส คือ ชื่อว่ามีพิษ ใหญ่หลวง เพราะพิษคือสัมปยุตตกิเลสและพิษคือวิบากเป็นของยิ่งใหญ่. สองบทว่า เตสํ มูลํ ความว่า อาตมภาพจักค้นหา คือจัก แสวงหามูลรากแห่งกามเหล่านั้น เพื่อละกามซึ่งมีประการดังกล่าวแล้ว เหล่านั้นเสีย. ถามว่า ก็อะไรเป็นมูลรากแห่งกามเหล่านั้น ? ตอบว่า อโยนิโสมนสิการ. บทว่า เฉชฺชํ ราคํ สพนฺธนํ ความว่า ข้าแต่มหาบพิตร บัดนี้ อาตมภาพจักตัดความกำหนัดที่ชื่อว่าเครื่องผูกพัน เพราะเครื่อง ผูกพันคือศุภนิมิตร โดยประการเสียด้วยดาบคือปัญญา. ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้วได้ขอพระราชทานโอกาสว่า ข้าแต่ มหาบพิตร ขอพระองค์จงประทานโอกาสแก่อาตมาภาพก่อน. แล้วเข้า ไปยังบรรณศาลา พิจารณาดวงกสิณ ยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้นอีก ออกจากบรรณศาลา นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศถวายธรรมเทศนาแด่พระ- ราชา แล้วทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตร อาตมภาพถูกติเตียนในท่ามกลาง มหาชน เพราะเหตุที่มาอยู่ในที่ไม่สมควร ขอพระองค์จงเป็นผู้ไม่ ประมาท บัดนี้ อาตมภาพจักกลับไปสู่ไพรสณฑ์ให้พ้นจากกลิ่นสตรี.
หน้า 658 ข้อ 1254
เมื่อพระราชาทรงกรรแสดงปริเทวนาอยู่ ได้ไปสู่หิมวันตประเทศ ไม่ เสื่อมจากฌานแล้ว เข้าถึงพรหมโลก. พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้วทรงทราบเรื่องนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ ว่า :- ครั้นพระหาริตฤาษีกล่าวคำนี้แล้ว มี ความบากบั่นอย่างแท้จริง คลายกามราคะได้ แล้ว ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศ สัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล แล้วพระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์ในบัดนี้ หาริตดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาหริตจชาดกที่ ๕
หน้า 659 ข้อ 1255, 1256, 1257, 1258
๖. ปทุกสลมาณวชาดก ว่าด้วยภัยที่เกิดแต่ที่พึ่งอาศัย [๑๒๕๕] แม่น้ำคงคาพัดเอามาณพชื่อปาฏลี ผู้คง แก่เรียน มีถ้อยคำไพเราะให้ลอยไป พี่จ๋าผู้ถูก น้ำพัดไป ขอความเจริญจงมีแก่พี่ ขอพี่จงให้ เพลงขับบทน้อย ๆ แก่ฉันสักบทหนึ่งเถิด. [๑๒๕๖] ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่ได้รับความทุกข์ ด้วยน้ำใด ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่เร่าร้อนด้วย น้ำใด เราจักตายในท่ามกลางน้ำนั้น ภัยเกิด แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๕๗] พืชทั้งหลายงอกงามขึ้นได้บนแผ่นดิน ใด สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้บนแผ่นดินใด แผ่นดินนั้นก็พังทับศีรษะของเราแตก ภัยเกิด ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๕๘] ชนทั้งหลายหุงอาหารด้วยไฟใด บรรเทา ความหนาวด้วยไฟใด ไฟนั้นก็มาไหม้ตัวเรา ภัยเกิดขึ้นแก่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
หน้า 660 ข้อ 1259, 1260, 1261, 1262, 1263
[๑๒๕๙] พราหมณ์และกษัตริย์ทั้งหลาย เป็น จำนวนมากเลี้ยงชีพด้วยข้าวสุกใด ข้าวสุกนั้น เราบริโภคแล้ว ก็มาทำเราให้ถึงความพินาศ ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๖๐] บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนาลมใน เดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ลมนั้นมาพัดประหาร ร่างกายเรา ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๖๑] นกทั้งหลายพากันอาศัยต้นไม้ใดที่งอก แต่แผ่นดิน ต้นไม้นั้นก็พ่นไฟออกมา นกทั้ง หลายเห็นดังนั้น ก็พากันหลบหนีไป ภัยเกิด ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๖๒] เรานำหญิงใดผู้มีความโสมนัส ทัดระ- เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง มา หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิด แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๖๓] เราชื่นชมยินดีด้วยบุตรผู้เกิดแล้วคนใด เราปรารถนาความเจริญแก่บุตรคนใด บุตรคน
หน้า 661 ข้อ 1264
นั้นก็มาขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิดขึ้นแต่ ที่พึ่งอาศัยแล้ว. [๑๒๖๔] ขอชาวชนบทและชาวนิคมผู้มาประชุม กันแล้ว จงฟังข้าพเจ้าน้ำมีในที่ใด ไฟก็มีใน ที่นั้น ความเกษมสำราญบังเกิดขึ้นแต่ที่ใด ภัยก็บังเกิดขึ้นแต่ที่นั้น พระราชากับพราหมณ์ ปุโรหิตพากันปล้นรัฐเสียเอง ท่านทั้งหลาย จงพากันรักษาตนของตนอยู่เถิด ภัยเกิดขึ้น แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. จบ ปทกุศลมาณวชาดกที่ ๖ อรรถกถาปทกุสลชาดกที่ ๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ทารกคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุตํ ดังนี้. ได้ยินว่า ทารกนั้นเป็นบุตรของกุฎุมพีในนครสาวัตถี ได้เป็นผู้ ฉลาดในการสังเกตรอยเท้า ในเวลาที่ตนมีอายุเพียงเจ็ดขวบเท่านั้น. ครั้งนั้น บิดาของเขาคิดว่าจักทดลองลูกคนนี้ จึงได้ไปเรือนของเพื่อน
หน้า 662 ข้อ 1264
โดยที่ทารกนั้นไม่รู้เลย ทารกนั้นก็มิได้ถามที่ไปของบิดา เดินไปโดย สังเกตรอยเท้าของบิดา ได้ไปยินอยู่ที่สำนักของบิดา. อยู่มาวันหนึ่ง บิดาได้ถามทารกนั้นว่า ลูกรัก เมื่อพ่อไปก็ไป โดยมิให้เจ้ารู้ แต่เจ้ารู้ที่ไปของพ่อได้อย่างไร ? เขากล่าวตอบบิดาว่า พ่อจ๋า ฉันจำรอยเท้าของพ่อได้ ฉันฉลาดในการสังเกตรอยเท้า. ลำดับ นั้น บิดาของเขาต้องการจะทดลองอีก เมื่อบริโภคอาหารเช้าแล้ว ออก จากเรือนไปยังเรือนของผู้ที่คุ้นเคยซึ่งอยู่ติด ๆ กัน แล้วออกจากเรือน นั้นไปยังเรือนที่ ๓ ออกจากเรือนที่ ๓ มายังประตูเรือนของตนอีก แล้วออกจากประตูเรือนของตนไปยังประตูเมืองทิศอุดร ออกประตูนั้น อ้อมเมืองไปทางซ้าย ไปถึงพระเชตวันวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว นั่งฟังธรรมอยู่. ทารกถามพวกบ้านว่า พ่อฉันไปไหน เมื่อได้รับคำตอบว่า ไม่ทราบ จึงได้สังเกตรอยเท้าของบิดา ตั้งต้นแต่เรือนของผู้ที่คุ้นเคยซึ่ง อยู่ติด ๆ กัน ไปตามทางที่บิดาไปนั่นแหละ จนถึงพระเชตวันวิหาร ถวาย บังคมพระศาสดาแล้วไปยืนอยู่ใกล้ ๆ บิดา เมื่อบิดาถามว่า ลูกรัก เจ้า รู้ว่าพ่อมาในที่นี้หรือ ? เขาตอบว่า ฉันจำรอยเท้าพ่อไปจึงได้มา โดย สังเกตรอยเท้า. พระศาสดาตรัสถามว่า พูดอะไรกันอุบาสก ? เมื่อกุฎุมพี กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เด็กคนนี้ฉลาดสังเกตรอยเท้า ข้า พระองค์ทดลองเด็กนี้จึงได้มาโดยอุบายนี้ แลเด็กนี้ครั้นไม่เห็นข้าพระ- องค์ในเรือน ได้มาโดยสังเกตรอยเท้าข้าพระองค์ จึงตรัสว่า อุบาสก
หน้า 663 ข้อ 1264
การจำรอยเท้าบนพื้นดินได้ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิตก่อน ๆ จำรอยเท้าใน อากาศได้ กุฎุมพีนั้นกราบทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ- นครพาราณสี พระอัครมเหสีของพระองค์ประพฤตินอกใจ เมื่อพระ- ราชาตรัสถามก็สบถสาบานว่า ถ้าหม่อมฉันประพฤตินอกใจพระองค์ ขอให้หม่อมฉันเป็นยักษิณีมีหน้าเหมือนม้า. ต่อจากนั้นพระนางได้สิ้น พระชนม์ เกิดเป็นยักษิณีมีหน้าเหมือนม้า ที่เชิงเขาแห่งหนึ่งอยู่ในคูหา จับมนุษย์ที่สัญจรไปมาในดงใหญ่ ในทางที่ไปจากตันดงถึงปลายดง เคี้ยวกินเป็นอาหาร ได้ยินว่านางยักษิณีนั้น ไปบำเรอท้าวเวสวัณอยู่ ๓ ปี ได้รับพรให้เคี้ยวกินมนุษย์ได้ในที่ยาว ๓๐โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์. อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์รูปงามคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่งมีโภคทรัพย์มาก แวดล้อมไปด้วยมนุษย์จำนวนมาก เดินมาทางนั้น นางยักษิณีเห็นดังนั้น มีความยินดีจึงวิ่งไป พวกมนุษย์ผู้เป็นบริวารพากันหนีไปหมด นาง ยักษิณีวิ่งเร็วอย่างลม จับพราหมณ์ได้แล้วให้นอนบนหลังไปคูหา เมื่อ ได้ถูกต้องกับบุรุษเข้าก็เกิดสิเนหาในพราหมณ์นั้นด้วยกิเลส จึงมิได้ เคี้ยวกินเขาเอาไว้เป็นสามีของตน แล้วทั้ง ๒ ต่างก็อยู่ร่วมกันด้วยความ สามัคคีตั้งแต่นั้นมา นางยักษิณีก็เที่ยวจับมนุษย์ถือเอาผ้า ข้าวสารและ น้ำมันเป็นต้น มาปรุงเป็นอาหารมีรสเลิศต่างๆ ให้สามี ตนเองเคี้ยว
หน้า 664 ข้อ 1264
กินเนื้อมนุษย์ เวลาที่นางจะไปไหนนางได้เอาหินแผ่นปิดประตูถ้ำ ก่อนแล้วจึงไป เพราะกลัวพราหมณ์จะหนี เมื่อเขา ๒ คนอยู่กันอย่าง ปรีดาปราโมทย์เช่นนี้ พระโพธิสัตว์เคลื่อนจากฐานะที่พระองค์เกิดมา ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางยักษิณีนั้น เพราะอาศัยพราหมณ์ พอล่วง ไปได้ ๑๐ เดือน นางยักษิณีก็คลอดบุตร นางได้มีความสิเนหาในบุตรและ พราหมณ์มา ได้เลี้ยงดูคนทั้ง ๒ เป็นอย่าง ต่อมาเมื่อบุตรเจริญวัย แล้ว นางยักษิณีได้ให้บุตรเข้าไปภายในถ้ำพร้อมกับบิดาแล้วปิดประตู เสีย ครั้นวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์รู้ว่านางยักษิณีนั้นไปแล้ว จึงได้เอาศิลา ออกพาบิดาไปข้างนอก นางยักษิณีมาถามว่า ใครเอาศิลาออก เมื่อ พระโพธิสัตว์ตอบว่า ฉันเอาออกจ้ะแม่ ฉันไม่สามารถนั่งอยู่ในที่มืด นาง ก็มิได้ว่าอะไรเพราะรักบุตร. อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ถามบิดาว่า พ่อจ๋า เหตุไรหน้าของ แม่ฉันจึงไม่เหมือนหน้าของพ่อ. พราหมณ์ผู้เป็นบิดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ของเจ้าเป็นยักษิณีที่กินเนื้อมนุษย์ เราสองพ่อลูกนี้เป็นมนุษย์. พระ- โพธิสัตว์กล่าวว่า พ่อจ๋า ถ้าเช่นนั้นเราจะอยู่ในที่นี้ทำไม ไปเถิดพ่อ เราไปแดนมนุษย์กันเถิด. พราหมณ์ผู้เป็นบิดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเราหนี แม่ของเจ้าก็จักฆ่าเราทั้งสองเสีย พระโพธิสัตว์พูดเอาใจบิดาว่า อย่ากลัว เลยพ่อ ฉันรับภาระพาพ่อไปให้ถึงแดนมนุษย์. ครั้นวันรุ่งขึ้น เมื่อ มารดาไปแล้วได้พาบิดาหนี นางยักษิณีกลับมาไม่เห็นคนทั้ง ๒ นั้น
หน้า 665 ข้อ 1264
จึงวิ่งไปเร็วอย่างลม จับคนทั้ง ๒ นั้นได้แล้วกล่าวว่า พราหมณ์ ท่านหนี ทำไม ท่านอยู่ที่นี้ขาดแคลนอะไรหรือ ? เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า น้องรัก เธออย่าโกรธพี่เลย ลูกของเธอพาพี่หนีดังนี้ นางก็มิได้ว่าอะไรแก่เขา เพราะความสิเนหาในบุตร ปลอบโยนคนทั้ง ๒ ให้เบาใจแล้วพาไปยัง ที่อยู่ของตน. ในวันที่ ๓ นางยักษิณีก็ได้นำคนทั้ง ๒ ซึ่งหนีไปอยู่อย่าง นั้นกลับมาอีก. พระโพธิสัตว์คิดว่า แม่ของเราคงจะมีที่ที่เป็นเขตกำหนดไว้ ทำอย่างไรเราจึงจะถามถึงแดนที่อยู่ในอาณาเขตของแม่นี้ได้ เมื่อถามได้ เราจักหนีไปให้เลยเขตแดนนั้น. วัน ๑ พระโพธิสัตว์กอดมารดานั่งลง ณ ที่ควรแห่ง ๑ แล้วกล่าวว่า แม่จ๋า บรรดาของที่เป็นของแม่ย่อม ตกอยู่แก่พวกลูก ขอแม่ได้โปรดบอกเขตกำหนดพื้นดินที่เป็นของแม่ แก่ฉัน นางยักษิณีบอกที่ซึ่งยาว ๓๐ โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์ มีภูเขาเป็น ต้นเป็นเครื่องหมายในทิศทั้งปวงแก่บุตรแล้วกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าจง กำหนดที่นี้ซึ่งมีอยู่เพียงเท่านี้ไว้ ครั้นล่วงไปได้ ๒, ๓ วัน เมื่อมารดาไป ดงแล้ว พระโพธิสัตว์ได้แบกบิดาขึ้นคอวิ่งไปโดยเร็วอย่างลม ตามสัญญา ที่มารดาให้ไว้ ถึงฝั่งแม่น้ำอันเป็นเขตกำหนด นางยักษิณีกลับมาเมื่อ ไม่เห็นคนทั้ง ๒ ก็ออกติดตาม พระโพธิสัตว์พาบิดาไปถึงกลางแม่น้ำ นางยักษิณีไปยืนอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำ รู้ว่าคนทั้ง ๒ ล่วงเลยเขตแดนของ
หน้า 666 ข้อ 1264
ตนไปแล้ว จึงยืนอยู่ที่นั้นเอง วิงวอนบุตรและสามีว่า ลูกรัก เจ้าจงพา พ่อกลับมา แม่มีความผิดอะไรหรือ ? อะไร ๆ ไม่สมบูรณ์แก่พวกท่าน เพราะอาศัยเราหรือ ? กลับมาเถิด ผัวรัก ดังนี้. ลำดับนั้น พราหมณ์ได้ ข้ามแม่น้ำไปแล้ว นางยักษิณีวิงวอนบุตรว่า ลูกรัก เจ้าอย่าได้ทำอย่างนี้ เจ้าจงกลับมาเถิด. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า แม่ ฉันและพ่อเป็นมนุษย์ แม่เป็นยักษิณี ฉันไม่อาจอยู่ในสำนักของแม่ได้ตลอดกาล ฉะนั้นฉัน กับพ่อจักไม่กลับ. นางยักษิณีถามว่า เจ้าจักไม่กลับหรือลูกรัก. พระโพธิ- สัตว์ตอบว่า ใช่ ลูกจะไม่กลับดอกแม่ นางยักษิณีกล่าวว่า ลูกรัก ถ้า เจ้าจักไม่กลับก็ตามเถิด ขึ้นชื่อว่าชีวิตในโลกนี้เป็นของยาก คนที่ไม่รู้ ศิลปวิทยาไม่อาจที่จะดำรงชีพอยู่ได้ แม่รู้วิชาอย่างหนึ่งชื่อจินดามณี ด้วยอานุภาพของวิชานี้ อาจที่จะติดตามรอยเท้าของผู้ที่หายไปแล้วสิ้น ๑๒ ปีเป็นที่สุด วิชานี้จักเป็นเครื่องเลี้ยงชีวิตเจ้า ลูกรัก เจ้าจงเรียน มนต์อันหาค่ามิได้นี้ไว้ ว่าดังนั้นแล้วทั้ง ๆ ที่ถูกความทุกข์เห็นปานนั้น ครอบงำ นางก็ได้สอนมนต์ให้ด้วยความรักลูก. พระโพธิสัตว์ยืนอยู่ใน แม่น้ำนั่นเอง. ไหว้มารดาแล้วประณมมือเรียนมนต์ ครั้นเรียนได้แล้ว ได้ไหว้มารดาอีก แล้วกล่าวว่า แม่ ขอแม่จงไปเถิด นางยักษิณีกล่าว ว่า ลูกรัก เมื่อเจ้าและพ่อของเจ้าไม่กลับ ชีวิตของแม่ก็จักไม่มี แล้ว กล่าวคาถาว่า :- ลูกรัก เจ้าจงมาหาแม่ จงกลับไปอยู่กับ
หน้า 667 ข้อ 1264
แม่เถิด อย่าทำให้แม่ไม่มีที่พึ่งเลย เมื่อแม่ ไม่ได้เห็นลูกก็ต้องตายในวันนี้. ครั้นกล่าวแล้ว นางยักษิณีได้ทุบหน้าอกของตนเอง. ทันใดนั้น หทัยของนางได้แตกทำลาย เพราะความเศร้าโศกถึงบุตร. นางตายแล้ว ล้มลงไปในที่นั้นนั่นเอง. ขณะนั้นพระโพธิสัตว์ทราบว่ามารดาตาย จึง เรียกบิดาไปใกล้มารดาแล้วทำเชิงตะกอนเผาศพมารดา ครั้นเผาเสร็จ แล้วได้บูชาด้วยดอกไม้นานาชนิด พลางร้องไห้คร่ำครวญพาบิดาไปนคร พาราณสี ยืนอยู่ที่ประตูพระราชนิเวศน์ให้กราบทูลแด่พระเจ้าพาราณ- สีว่า มีมาณพผู้ฉลาดสังเกตรอยเท้ามายืนอยู่ที่พระทวารขอเข้าเฝ้า เมื่อ ได้รับเชื้อเชิญว่า ถ้าเช่นนั้นจงเข้ามาเถิด ได้เข้าไปถวายบังคมพระเจ้า พาราณสี เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้ารู้ศิลปวิทยาอะไร ? จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ข้าพระองค์รูวิชาที่สามารถไปตามรอยเท้า แล้วจับคนที่ลักสิ่งของไปแล้วนานถึง ๑๒ ปีได้. พระเจ้าพาราณสีตรัส ว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงรับราชการอยู่กับเรา. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า เมื่อข้าพระองค์ได้รับพระราชทานทรัพย์วันละพัน จึงจะขอรับ ราชการ พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า ดีแล้วพ่อ เจ้าจงรับราชการเถิด พระเจ้าพาราณสีรับสั่งให้พระราชทานทรัพย์วันละพันทุกวันแล้ว. อยู่มาวัน ๑ ปุโรหิตกราบทูลพระเจ้าพาราณสีว่า ข้าแต่พระ- มหาราชเจ้า. เราทั้หลายไม่รู้ว่ามาณพนั้นจะมีศิลปะนั้นหรือไม่มี เพราะ
หน้า 668 ข้อ 1264
เขายังมิได้ทำกรรมอย่างใดอย่าง ๑ ด้วยอานุภาพของศิลปวิทยา ควร จักทดลองมาณพนั้นก่อน พระราชารับสั่งว่า ดีแล้ว ทั้ง ๒ คนจึงให้ สัญญาแก่เจ้าพนักงานรักษารัตนะ แล้วถือเอาแก้วดวงสำคัญลงจากปรา- สาท เดินวนเวียนภายในพระราชนิเวศน์ ๓ ครั้ง แล้วพาดบันไดลงข้าง นอกปลายกำแพง เข้าไปศาลยุติธรรม นั่งในศาลนั้นแล้วเดินกลับมา พาดบันได ลงภายในพระราชนิเวศน ์ ทางปลายกำแพง เดินไปยังฝั่งสระ โบกขรณีภายในพระราชวัง เวียนสระโบกขรณี ๓ รอบ แล้วลงไปวาง สิ่งของไว้ในสระโบกขรณี แล้วจึงไปขึ้นปราสาท. วันรุ่งขึ้นได้เกิดโกลา หลกันว่า ได้ยินว่า พวกโจรลักแก้วไปจากพระราชนิเวศน์ พระราชาทำ เป็นทรงทราบ รับสั่งให้เรียกพระโพธิสัตว์มาแล้วตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า แก้วมีค่ามาก ถูกโจรลักไปจากพระราชนิเวศน์ เอาเถิด เจ้าควรติดตาม แล้วนั้นมาให้ได้. พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า สิ่งของ ที่โจรลักไปแล้วนานถึง ๒ ปี ข้าพระองค์ยังสามารถติดตามรอยเท้า โจรนำคืนมาได้อย่างไม่น่าแปลกสิ่งของที่ถูกลักไปเมื่อคืนนี้ ข้าพระองค์ จักสามารถนำมาให้ในวันนี้แน่ ขอพระองค์อย่าได้ทรงปริวิตก สิ่งของ นั้นเลย พระราชารับสั่งว่า นี่แน่ะเจ้าถ้าเช่นนั้น เจ้าจงนำมาเถิด พระ- โพธิสัตว์กราบทูลว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า แล้วยืนขึ้นที่ท้องพระโรงไหว้ มารดาร่ายมนต์จินดามณี แล้วกราบทูลว่า รอยเท้าของโจร ๒ คน ปรากฏพระเจ้าข้า แล้วตามรอยเท้าของพระราชาและปุโรหิตเข้าไปยัง ห้องสิริมงคล ออกจากห้องนั้นลงจากปราสาทวนเวียนอยู่ในพระราช-
หน้า 669 ข้อ 1264
นิเวศน์ ๓ ครั้ง แล้วไปใกล้กำแพงตามรอยเท้านั่นแหละ ยืนบนกำแพง แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้าพ้นจากำแพงในที่นี้ไปแล้วรอยเท้า ปรากฏในอากาศ ขอพระองค์จงพระราชทานบันได แล้วให้พาดบันได ลงทางปลายกำแพง ไปศาลยุติธรรมตามรอยเท้านั้นแหละ แล้วเดิน กลับมายังพระราชนิเวศน์อีก ให้พาดบันไดแล้วลงทางปลายกำแพงไป สระโบกขณีเดินเวียนขวาสระโบกขรณี ๓ ครั้ง แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า พวกโจรลงสระโบกขรณีนี้ แล้วลงไปนำสิ่งของซึ่งดุจ ตนวางไว้เองมาถวายพระเจ้าพาราณสี แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหา- ราชเจ้า โจร ๒ คนนี้เป็นมหาโจรที่พระองค์ทรงรู้จักดี จึงได้ขึ้นพระ- ราชนิเวศน์ตามทางนี้ มหาชนพากันชื่นชมยินดีต่างก็ปรบมือกันยกให้ บางพวกก็ยกผ้าขึ้นโบก. พระราชาทรงพระดำริว่า มาณพนี้เดินไปโดยสังเกตรอยเท้าเห็น จะรู้แต่ตำแหน่งสิ่งของที่พวกโจรวางไว้เท่านั้น แต่ไม่อาจจับโจรได้ที่นั้น พระราชาจึงได้ตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า เจ้านำสิ่งของที่พวกโจรลักไปมา ให้เราได้ แต่ไม่อาจจับพวกโจรมาให้เราได้ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พวกโจรอยู่ในที่นี้ แหละมิได้อยู่ไกลเลย พระราชา มีพระดำรัสว่า ใครเป็นโจร ใครเป็นโจร ? พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดย่อมอยากได้อยู่ผู้นั่นแหละเป็นโจร เมื่อได้สิ่งของ ของพระองค์มาแล้ว จะประโยชน์อะไรด้วยพวกโจรอีกเล่า ขอพระองค์ อย่าได้ถามถึงเลย. พระราชามีรับสั่งว่า นี่แน่ะเจ้า เราให้ทรัพย์แก่เจ้า
หน้า 670 ข้อ 1264
วันละพันทุกวันเจ้าจงจับพวกโจรมาให้เรา. พระโพธิสัตว์กราบทูล ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ทรัพย์ที่หายไปพระองค์ก็ได้แล้ว จะประโยชน์ อะไรด้วยพวกโจรอีกเลย. พระราชามีรับสั่งว่า นี่แน่ะเจ้า เราได้พวก โจรเหมาะกว่าได้ทรัพย์ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จักไม่กราบทูลแต่พระองค์ว่า คนเหล่านี้เป็นโจร แต่จักนำเรื่องที่เป็นไปแล้วในอดีตมากราบทูลพระองค์ ถ้าพระองค์ทรง พระปรีชาก็จะทรงทราบเรื่องนั้น ครั้นกราบทูลดังนี้แล้ว ได้นำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ข้าแต่มหาราชเจ้า ในอดีตกาล มีมาณพนักฟ้อนคนหนึ่ง ชื่อ ปาฏลี อยู่ในบ้านน้อยริมฝั่งแม่น้ำไม่ไกลพระนครพาราณสีนัก วัน ๑ มีการมหรสพ เขาพาภรรยาไปพระนครพาราณสี ฟ้อนรำขับร้องได้ ทรัพย์ ครั้นเลิกการมหรสพแล้ว ได้ซื้อสุราอาหารเป็นจำนวนมากเดิน กลับบ้านของตน ถึงฝั่งแม่น้ำเห็นน้ำใหม่กำลังไหลมา จึงนั่งบริโภค อาหารดื่มสุราเมาจนไม่รู้กำลังของตน เอาพิณใหญ่ผูกคอแล้วลงน้ำจับมือ ภรรยาพูดว่า เราไปกันเถิด แล้วว่ายข้ามแม่น้ำไป. น้ำได้เข้าไปตาม ช่องพิณ. ครานั้น พิณนั้นได้ถ่วงเขาจมลงในน้ำ. ฝ่ายภริยาของเขารู้ว่า สามีจมน้ำ จึงสลัดเขาขึ้นไปยืนอยู่บนฝั่ง. มาณพนักฟ้อนจมน้ำผลุบ- โผล่ ๆ อยู่ ดื่มน้ำเข้าไปจนเต็มท้อง ลำดับนั้น ภรรยาของเขาจึงคิดว่า สามีของเราจักตายในบัดนี้ เราจักขอเพลงขับไว้สักบท ๑ เอาไว้ขับ
หน้า 671 ข้อ 1264
ในท่ามกลางบริษัทเลี้ยงชีพ คิดดังนี้แล้วจึงได้กล่าวว่า พี่ พี่กำลังจะ จมน้ำ ขอท่านจงให้เพลงขับแก่ฉันบท ๑ ฉันจักเลี้ยงชีพด้วยเพลง ขับนั้น แล้วกล่าวคาถาว่า :- แม่น้ำคงคาพัดพาเอามาณพชื่อปาฏลี ผู้คง แก่เรียน มีถ้อยคำไพเราะให้ลอยไป พี่ผู้ถูก น้ำพัดไป ขอความเจริญจงมีแก่พี่ ขอพี่จงให้ เพลงขับบทน้อย ๆ แก่ฉันสักบท ๑ เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาถกํ คือเพลงขับบทน้อย ๆ ลำดับ นั้น ปาฏลีนักฟ้อนได้กล่าวกะภรรยาว่า น้องรักพี่จักให้เพลงขับแก่เจ้า อย่างไรได้ น้ำซึ่งเป็นที่พึ่งอาศัยของมหาชน บัดนี้กำลังจักฆ่าพี่อยู่แล้ว แล้วกล่าวคาถาว่า :- ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่ได้รับความทุกข์ ด้วยน้ำใด ชนทั้งหลายย่อมรดผู้ที่เร่าร้อนด้วย น้ำใด เราจักตายในท่ามกลางน้ำนั้น ภัยเกิด แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. พระโพธิสัตว์แสดงคาถานี้แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า น้ำเป็นที่พึ่งของมหาชนฉันใด แม้พระราชาทั้งหลาย ก็เป็นที่พึ่งของ มหาชนฉันนั้น เมื่อภัยเกิดแต่สำนักของพระราชาเหล่านั้นแล้ว ใครจัก
หน้า 672 ข้อ 1264
ป้องกันภัยนั้นได้ ดังนี้แล้วกราบทูลอีกว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เรื่องโจร ลักพระราชทรัพย์นี้เป็นเรื่องลับ แต่ข้าพระองค์กราบทูลอย่างที่บัณฑิต จะรู้ได้ ขอพระองค์จงทรงทราบเถิด พระพุทธเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เราจะรู้เรื่องลี้ลับเห็นปานนี้ได้อย่างไร เจ้าจะจับโจรมาให้เรา เถิด ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์ทรงสดับเรื่องนี้แล้วจะทรงทราบ แล้วนำเรื่องมาเล่า ถวายอีกเรื่องหนึ่ง ดังต่อไปนี้ :- ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนที่บ้านใกล้ประตูพระนครพาราณสีนี้ มีช่างหม้อคนหนึ่ง เมื่อจะนำดินเหนียวมาเพื่อต้องการปั้นภาชนะ ได้ ขุดเอาดินเหนียวในที่แห่งเดียวนั่นเอามาเป็นนิจ จนเป็นหลุมใหญ่ ภายในเป็นเงื้อม อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อช่างหม้อนั้นกำลังขุดเอาดินเหนียว เมฆก้อนใหญ่ตั้งเค้าขึ้นในเวลาไม่ใช่ฤดูฝน ให้ฝนตกลงมาห่าใหญ่น้ำ ไหลท่วมหลุมพังทะลายลงไปทับศีรษะนายช่างหม้อนั้นแตก นายช่าง หม้อร้องคร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถาว่า :- พืชทั้งหลายงอกงามขึ้นได้บนแผ่นดิน ใด สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้บนแผ่นดินใด แผ่นดินนั้นก็พังทับศีรษะของเราแตก ภัยเกิด ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
หน้า 673 ข้อ 1264
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปฺปีเฬติ ได้แก่พังทับคือ ทำลาย พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ แผ่นดินใหญ่เป็น ที่พึ่งอาศัย ของมหาชน ได้ทำลายศีรษะของนายช่างหม้อฉันใด เมื่อ พระราชผู้เป็นจอมแห่งนรชน เป็นที่พึ่งอาศัยแห่งสัตวโลกทั้งหมด เสมอด้วยแผ่นดินใหญ่ มากระทำโจรกรรมอย่างนี้ ใครเล่าจักป้องกันได้ ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์สามารถที่จะทรงทราบตัวโจรที่ข้าพระองค์ กราบทูลปกปิดไว้ได้ด้วยอุปมาอย่างนี้. พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า นี่แน่ะ เจ้า เหตุที่เราจะปกปิดนั้นไม่มี เจ้าจงจับโจรให้แก่เราโดยชี้ว่าคนนี้แหละ เป็นโจรดังนี้ พระโพธิสัตว์เมื่อจะรักษาพระเกียรติคุณพระราชา จึง มิได้กล่าวว่าพระองค์เป็นโจร ได้นำตัวอย่างมากราบทูลถวายอีกเรื่อง หนึ่งว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้า ในกาลก่อน เมื่อไฟไหม้บ้านของบุรุษคนหนึ่ง ในพระนครนี้แหละ เขาใช้คน ๆ หนึ่งว่า เจ้าจงเข้าไปข้างในขนสิ่งของ ออก เมื่อคนนั้นกำลังเข้าไปขนของอยู่ประตูเรือนปิด. เขาตามืดเพราะ ถูกควันหาทางออกไม่ได้เถิดทุกข์ขึ้นเพราะความร้อน ยืนคร่ำครวญอยู่ ข้างใน กล่าวคาถาว่า :- ชนทั้งหลายหุงอาหารด้วยไฟใด บรรเทา ความหนาวด้วยไฟใด ไฟนั้นก็มาไหม้ตัวเรา ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว.
หน้า 674 ข้อ 1264
บรรดาบทเหล่านั้น ทำลายบทว่า โส มํ ฑหติ ความว่า ไฟนั้นไหม้ เราอีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า มนุษย์คนหนึ่ง เป็นที่พึ่งอาศัยของมหาชน ราวกะว่าไฟเป็นที่พึ่งอาศัยฉะนั้น ได้ลักสิ่ง ของคือรัตนะไป ขอพระองค์อย่าตรัสถามถึงโจรกะข้าพระองค์เลย พระ- ราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้าจงบอกโจรให้แก่เราเถิด พระโพธิสัตว์มิได้ กราบทูลพระราชาว่า พระองค์เป็นโจร ได้นำตัวอย่างมาถวายอีกเรื่อง หนึ่งว่า :- ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนบุรุษคนหนึ่งในพระนครนี้แหละ บริโภคอาหารมากเกินไป ไม่อาจย่อยได้ ได้รับทุกขเวทนา คร่ำครวญ อยู่ กล่าวคาถาว่า :- พราหมณ์และกษัตริย์ทั้งหลาย เป็น จำนวนมากเลี้ยงชีพด้วยข้าวสุกใด ข้าวสุกนั้น เราบริโภคแล้ว ก็มาทำเราให้ถึงความพินาศ ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส มํ ภุตฺโต พฺยาปาทิ ความว่า ข้าวสุกนั้นเราบริโภคแล้วก็มาทำเราให้ถึงความพินาศ คือให้ตาย. พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนคนหนึ่ง เป็นที่พึ่งอาศัยของมหาชน เหมือนข้าวสุกได้ลักสิ่งของไป เมื่อได้สิ่ง
หน้า 675 ข้อ 1264
ของนั้นคืนมาแล้ว พระองค์จะถามถึงโจรทำไม พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะ เจ้า เมื่อเจ้าสามารถก็จงนำโจรมาให้เรา พระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมา กราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า:- ข้าแต่มหาราชเจ้า ในกาลก่อนลมได้ตั้งขึ้นพัดประหารร่างกายของ คนคนหนึ่งในพระนครนี้แหละ คนคนนั้นคร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถาว่า :- บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมปรารถนาลมใน เดือนท้ายแห่งฤดูร้อน ลมนั้นมาพัดประหาร ร่างภายเรา ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ภัยเกิดขึ้นแต่ ที่พึ่งอาศัยด้วยประการดังนี้ ขอพระองค์จงทราบเรื่องนี้เถิด. พระราชา ตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้าจงจับโจรเถอะ. เพื่อที่จะให้พระราชาทรงทราบ พระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมากราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ในอดีตกาล ในหิมวันตประเทศ มีต้น ไม้ใหญ่สมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ เป็นที่อยู่อาศัยของนกหลายพันตัว ทั้งสองกิ่งของต้นไม้นั้นเสียดกันจนมีควันเกิดขึ้น แล้วเชื้อไฟหล่นลง นกนายฝูงเห็นดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :- นกทั้งหลายพากันอาศัยต้นไม้ใดที่งอก แต่แผ่นดิน ต้นไม้นั้นก็พ่นไฟออกมา นกทั้ง
หน้า 676 ข้อ 1264
หลายเห็นดังนั้น ก็พากันหลบหนีไป ภัยเกิด ขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขคติรุหํ แปลว่า งอกแต่แผ่นดิน พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่พระองค์ ต้นไม้เป็นที่พึ่ง อาศัยของนกทั้งหลายฉันใด พระราชาก็เป็นที่พึ่งอาศัย ของมหาชนฉัน นั้น เมื่อพระราชานั้นกระทำโจรกรรมใครเล่าจะป้องกันได้ ขอพระ- องค์จงทรงทราบเถิดพระพุทธเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เจ้า จงจับโจรให้แก่เราเถิด ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้นำตัวอย่างมากราบ ทูลพระราชาอีกเรื่องหนึ่งว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้า ที่บ้านของชาวกาสีตำบลหนึ่ง มีแม่น้ำที่มี จระเข้อยู่ด้านหลังของตระกูล ๆ หนึ่ง และตระกูลนั้นมีบุตรคนเดียว เท่านั้น เมื่อบิดาของเขาตายเขาได้ปฏิบัติมารดา มารดาได้นำกุล- ธิดาคนหนึ่งมาให้เขาโดยที่เขาไม่ปรารถนาเลย ตอนแรก ๆ นางกุลธิดา นั้นก็รักใคร่แม่ผัวดี ภายหลังเจริญด้วยบุตรและธิดา จึงอยากจะขับไล่ แม่ผัวเสีย แม้มารดาของนางก็อยู่ในเรือนนั้นเหมือนกัน ครั้งนั้น นาง กล่าวโทษแม่ผัวมีประการต่าง ๆ ต่อหน้าสามี แล้วกล่าวว่า ฉันไม่อาจที่จะ เลี้ยงดูมารดาของพี่ได้ จงฆ่ามารดาของพี่เสีย เมื่อสามีกล่าวว่า การ ฆ่ามนุษย์เป็นกรรมหนักฉันจักฆ่าแม่ได้อย่างไร จึงกล่าวว่า ในเวลา ที่แกหลับ เราช่วยกันพาแกไปทั้งเตียงทีเดียว โยนลงแม่น้ำที่มีจระเข้
หน้า 677 ข้อ 1264
แล้วจระเข้ก็จักฮุบแกไปกิน สามีถามว่า มารดาของเธอนอนที่ไหน นางตอบว่า นอนอยู่ใกล้ ๆ กับมารดาพี่นั่นแหละ สามีกล่าวว่า ถ้า เช่นนั้น เธอจงไปเอาเชือกผูกเตียงที่มารดาของฉันนอนทำเครื่องหมาย ไว้ครานั้นนางได้กระทำเช่นนั้นแล้วบอกว่า ฉันได้กระทำเครื่องหมายไว้ แล้ว สามีกล่าวว่า รอสักหน่อยให้คนทั้งหลายหลับเสียก่อน ตนเองก็ นอนทำเป็นหลับ แล้วไปแก้เชือกนั้นมาผูกที่เตียงของมารดาภรรยา ปลุกภรรยาขึ้น แล้วทั้ง ๒ คนก็ไปช่วยกันยกขึ้นทั้งเตียงทีเดียว โยน ลงไปในน้ำ จระเข้ทั้งหลายได้ยื้อแย่งกันเคี้ยวกินมารดาของหญิงนั้นใน แม่น้ำนั้น. วันรุ่งขึ้น นางรู้ว่ามารดาถูกเปลี่ยนตัวจึงกล่าวว่า พี่ มารดา ของฉันถูกฆ่าแล้ว ต่อไปนี้พี่จงฆ่ามารดาของพี่ เมื่อสามีตอบว่า ถ้า เช่นนั้นตกลง จึงกล่าวว่า เราช่วยกันทำเชิงตะกอนในป่าช้า แล้วจับ แกใส่เข้าไปในไฟให้ตาย ลำดับนั้น คนทั้ง ๒ ได้นำมารดาผู้กำลังหลับ อยู่ไปวางไว้ที่ป่าช้า สามีกล่าวกะภรรยาที่ป่าช้านั้นว่า เธอนำไฟมาแล้ว หรือ ? ภรรยาตอบว่า ไม่ได้นำมาเพราะลืม สามีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงไปนำมา ภรรยากล่าวว่า ฉันไม่อาจไปคนเดียว แม้เมื่อพี่ไปฉันก็ ไม่อาจอยู่คนเดียว เราไปกันทั้ง ๒ คนเถิด เมื่อผัวเมีย ๒ คนไปกันแล้ว หญิงแก่ตื่นขึ้นเพราะลมหนาว รู้ว่าที่นั่นเป็นป่าช้าจึงใคร่ครวญดูว่า ผัว เมีย ๒ คนนี้คงจะประสงค์จะฆ่าเรา มันคงไปเพื่อเอาไฟมาเผาเป็นแน่ คิดว่า มันไม่รู้กำลังของเราดังนี้ แล้วจึงได้เอาซากศพศพหนึ่งขึ้นนอน
หน้า 678 ข้อ 1264
บนเตียง เอาผ้าเก่าคลุมข้างบน แล้วตนเองหนีเข้าถ้ำที่เร้นลับใกล้ป่าช้า นั้นแหละ ผัวเมีย ๒ คนนำไฟมาแล้วเผาซากศพด้วยเข้าใจว่า เป็นหญิง แก่ แล้วหลีกไป. ก็ครั้งนั้น ในถ้ำที่เร้นลับนั้น โจรคนหนึ่งเอาสิ่งของไปเก็บไว้ ก่อน โจรนั้นคิดว่า เราจักไปเอาสิ่งของนั้น จึงได้มาเห็นหญิงแก่เข้าใจ ว่าเป็นยักษิณีตน ๑ สิ่งของของเราเกิดมีอมนุษย์หวงแหนเสียแล้ว จึงได้ไปนำหมอผีมาคน ๑ ครั้นหมอผีเดินร่ายมนต์เข้าไปในถ้ำ หญิง แก่จึงกล่าวกะหมอผีนั้นว่า ฉันไม่ใช่ยักษิณีท่านจงมาเถิด เราทั้ง ๒ จะ บริโภคทรัพย์นี้ หมอผีพูดว่า เราจะเชื่อได้อย่างไร ? หญิงแก่พูดว่า ท่าน จงเอาลิ้นของท่านวางบนลิ้นของเรา หมอผีได้กระทำอย่างนั้น ทันใด นั้นหญิงแก่ได้กัดลิ้นของหมอผีขาดตกไป หมอผีมีโลหิตไหลจากลิ้น คิดว่า หญิงแก่นี้เป็นยักษิณีแน่จึงร้องวิ่งหนีไป ฝ่ายหญิงแก่นั้นครั้นวัน รุ่งขึ้น ก็นุ่งผ้าเนื้อเลี่ยนถือเอาสิ่งของคือรัตนะต่าง ๆ ไปเรือน ลำดับ นั้น หญิงลูกสะใภ้เห็นดังนั้นจึงถามว่า แม่จ๋า แม่ได้สิ่งของนี่ที่ไหน. หญิงแก่ตอบว่า ลูกคนที่ถูกเผาบนเชิงตะกอนไม้ในป่าช้านั้น ย่อมได้ ทรัพย์สิ่งของเห็นปานนี้ หญิงลูกสะใภ้ถามว่า แม่จ๋า ถ้าเช่นนั้นอย่างฉัน นี้อาจที่จะได้ไหม ? หญิงแก่ตอบว่า ถ้าจักเป็นอย่างเราก็จักได้ ครั้งนั้น ด้วยความโลภในสิ่งของเครื่องประดับ นางได้บอกแก่สามีแล้วให้เผาตน ในป่าช้านั้น. ครั้นในวันรุ่งขึ้นสามีไม่เห็นภรรยากลับมา จึงพูดกะมารดา
หน้า 679 ข้อ 1264
ว่า แม่ ก็แม่มาในเวลานี้ แต่ลูกสะใภ้ทำไมจึงไม่มา. หญิงแก่ได้ฟังดัง นั้นจึงดุลูกชายว่า เฮ้ยไอ้คนเลว ! ขึ้นชื่อว่าคนที่ตายแล้วจะมาได้อย่างไร แล้วกล่าวคาถาว่า :- เรานำหญิงใดผู้มีความโสมนัส ทัดระ เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง มา หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิด แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสมนสฺสํ คือ ยังความโสมนัส ให้เกิดขึ้น อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า โสมนสฺสา ความว่า เป็นผู้ยินดีใน ความโสมนัส. ข้อนี้อธิบายว่า เราเข้าใจว่าบุตรของเราจักเจริญด้วยบุตรและ ธิดาทั้งหลาย เพราะอาศัยหญิงนี้ เรานำหญิงใด ผู้มีความโสมนัสทัดระ- เบียบดอกไม้ มีกายประพรมด้วยจันทน์เหลืองมาประดับตกแต่งให้เป็น สะใภ้ด้วยหวังว่าจักเลี้ยงดูเราในเวลาแก่ หญิงนั้นขับไล่เราออกจากเรือน ในวันนี้ ภัยเกิดขึ้นแต่ที่พึ่งอาศัยแล้วดังนี้. พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาเป็น ที่พึ่งของมหาชน เหมือนหญิงสะใภ้เป็นที่พึ่งของแม่ผัว เมื่อภัยเกิดแต่ พระราชานั้นแล้วใครอาจจะทำอะไรได้ ขอพระองค์จงทรงทราบเถิด พระเจ้าข้า พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า นี่แน่ะเจ้า เหตุการณ์
หน้า 680 ข้อ 1264
ที่เจ้านำมาเล่านี้เราไม่รู้ เจ้าจงมอบโจรให้เถิด พระโพธิสัตว์คิดว่า เรา จักรักษาเกียรติคุณพระราชา จึงได้นำเรื่องมากราบทูลอีกเรื่องหนึ่งว่า :- ข้าแต่พระองค์ ในกาลก่อนบุรุษผู้หนึ่งในพระนครนี้แหละ ตั้ง ความปรารถนาแล้วก็ได้บุตร ในเวลาที่บุตรเกิดเขาเกิดปีติโสมนัสว่า เราได้บุตรแล้ว เลี้ยงดูบุตรนั้นเป็นอย่างดี เมื่อเจริญวัยแล้วได้หาภรรยา ให้ ต่อมาภายหลังเขาแก่เฒ่าลง ไม่อาจทำงานให้สำเร็จได้ ครั้งนั้น บุตรได้กล่าวกะเขาว่า พ่อไม่อาจทำการงานได้จงออกไปจากบ้านนี้ แล้ว ก็ขับออกจากบ้าน เขาขอทานเลี้ยงชีพด้วยความยากแค้น คร่ำครวญอยู่ กล่าวคาถาว่า :- เราชื่นชมยินดีด้วยบุตรผู้เกิดแล้วคนใด เราปรารถนาความเจริญแก่บุตรคนใด บุตรคน นั้นก็มาขับไล่เราออกจากเรือน ภัยเกิดขึ้นแต่ ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า โสมํ เป็นต้น ความว่า บุตร คนนั้น ก็มาขับไล่เราออกจากเรือน เรานั้นเที่ยวขอทานเลี้ยงชีพอย่าง ลำบาก ภัยเกิดขึ้นแก่เราแต่ที่พึ่งอาศัยนั่นเอง. พระมหาสัตว์กราบทูลต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่าบิดา ผู้แก่ชรา บุตรผู้มีกำลังความสามารถศึกษาฉันใด ชนบททั้งหมด พระราชาควรรักษาฉันนั้น ก็แลภัยนี้เมื่อเกิดขึ้นได้เกิดขึ้นแล้วจากสำนัก
หน้า 681 ข้อ 1264
ของพระราชาผู้รักษาสัตว์ทั้งปวง ขอพระองค์จงทรงทราบว่า คนชื่อโน้น เป็นโจร ด้วยเหตุนี้พระพุทธเจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัส ว่า นี่แน่ะเจ้า เราไม่ทราบเหตุที่ควรและไม่ควร เจ้าจงชี้ตัวโจร ให้เถิด หรือว่าตัวเจ้าเองเป็นโจร พระราชาทรงรบเร้ามาณพอยู่เนือง ๆ ด้วยประการดังว่ามานี้. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กราบทูลพระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า พระองค์จะให้ข้าพระองค์ชี้ตัวโจรอย่างเดียวเท่านั้น มิใช่หรือ ? พระราชาตรัสว่า ถูกแล้วเธอ พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น ข้าพระองค์จักประกาศในท่ามกลางบริษัทว่า คนโน้นด้วย คนนี้ด้วยเป็นโจร พระราชาตรัสว่า จงทำอย่างนั้นเถิด เธอ พระ- โพธิสัตว์ได้สดับพระราชดำรัสดังนั้นแล้วคิดว่า พระราชานี้ไม่ให้เรา รักษาพระองค์ไว้ ฉะนั้นเราจักจับโจรในบัดนี้ คิดดังนี้แล้วจึงป่าว ประกาศเรียกประชุมชาวนิคมชนบท แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ขอชาวชนบทและชาวนิคมผู้มาประชุม กันแล้ว จงฟังข้าพเจ้า น้ำมีในที่ใด ไฟก็มีใน ที่นั้น ความเกษมสำราญบังเกิดขึ้นแต่ที่ใด ภัยก็บังเกิดขึ้นแต่ที่นั้น พระราชากับพราหมณ์ ปุโรหิตพากันปล้นรัฐเสียเอง ท่านทั้งหลาย
หน้า 682 ข้อ 1264
จงพากันรักษาตนของตนอยู่เถิด ภัยเกิดขึ้น แต่ที่พึ่งอาศัยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโตทกํ ตทาทิตฺตํ ความว่า น้ำ มีที่ไหน ไฟก็มีที่นั่น บทว่า ยโต เขมํ ความว่า ความเกษมสำราญ พึงมีแต่พระราชาพระองค์ใด ภัยเกิดขึ้นแล้วแก่พระราชาพระองค์นั้น. บทว่า อตฺตคุตฺตา วิหรถ ความว่า บัดนี้ ท่านทั้งหลายไม่มีที่พึ่งแล้ว ขออย่าได้ยังตนให้พินาศเถิด ขอท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนเองรักษา ทรัพย์และข้าวเปลือกที่เป็นของของตนเถิด ธรรมดาว่าพระราชาเป็นที่ พึ่งของมหาชน ภัยเกิดขึ้นแล้วแก่ท่านทั้งหลายแต่พระราชาพระองค์ นั่นเอง พระราชากับพราหมณ์ปุโรหิตเป็นโจรผู้หากินด้วยการปล้น ถ้า ท่านทั้งหลายประสงค์จะจับโจร ก็จงจับพระราชากับพราหมณ์ปุโรหิตทั้ง สองคนนี้ไปลงโทษเถิด. ลำดับนั้น ประชาชนเหล่านั้น ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วพากันว่า พระราชาพระองค์นี้ควรจะมีหน้าที่ปกปักรักษา บัดนี้พระ องค์กลับใส่โทษคนอื่น เอาสิ่งของของพระองค์ไปไว้ในสระโบกขรณีด้วย พระองค์เองแล้วค้นหาโจร บัดนี้พวกเราจะฆ่าพระราชาลามกนี้เสีย เพื่อ ไม่ให้กระทำโจรกรรมอีกต่อไป. ลำดับนั้น ประชาชนเหล่านั้นจึงได้ พร้อมกัน ลุกขึ้นถือท่อนไม้บ้างตะบองบ้าง ทุบตีพระราชาและพราหมณ์ ปุโรหิตให้ตาย แล้วอภิเษกพระมหาสัตว์ให้ครองราชสมบัติต่อไป.
หน้า 683 ข้อ 1264
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงดังนี้ แล้วตรัส ว่า ดูก่อนอุบาสก การจำรอยเท้าบนแผ่นดินได้ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิต ครั้งก่อนจำรอยเท้าในอากาศได้ถึงอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม อุบาสกและบุตรดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพล ทรงประชุมชาดกว่า บิดาในครั้งนั้นได้มาเป็นพระกัสสปในครั้งนี้ มาณพ ผู้ฉลาดในการสังเกตรอยเท้าได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาปทกุสลมาณวชาดกที่ ๖
หน้า 684 ข้อ 1265, 1266, 1267, 1268
๗. โลมกัสสปชาดก ว่าด้วยตบะเป็นคุณธรรมอันประเสริฐ [๑๒๖๕] ถ้าท่านนำเอาฤาษีโลมสกัสสปะมาบูชา- ยัญได้ ท่านจักได้เป็นพระราชาเสมอด้วยพระ- อินทร์ ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตายเลย. [๑๒๖๖] อาตมาไม่ปรารถนาแผ่นดินที่มีทะเลล้อม รอบมีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขตพร้อมกับความ นินทา ดูก่อนไสยหะ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด. [๑๒๖๗] ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และความประพฤติอันไม่เป็น ธรรม มีแต่จะให้ถึงความพินาศ. [๑๒๖๘] ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ เช่นนั้น ยังดีกว่าการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรม จะดีอะไร.
หน้า 685 ข้อ 1269, 1270, 1271, 1272, 1273
[๑๒๖๙] ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ นั่นและประเสริฐกว่า ความเป็นพระราชาใน โลก. [๑๒๗๐] พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง สมณพราหมณ์มีกำลัง ฝั่งแห่งสมุทรก็มีกำลัง หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย. [๑๒๗๑] พระนางจันทวดี ทำให้ฤาษีชื่อโลม- สกัสสปะผู้มีตบะกล้า มาบูชายัญเพื่อประโยชน์ แก่พระราชบิดาได้. [๑๒๗๒] กรรมที่ทำด้วยความโลภนั้น เผ็ดร้อน มีกามเป็นเหตุ เราจักค้นหามูลรากของกรรม นั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกเสีย. [๑๒๗๓] ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ติเตียนกาม- คุณทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ตบะ ธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่ากามคุณทั้งหลาย ข้าพระองค์จักละกามคุณทั้งหลายเสีย แล้ว
หน้า 686 ข้อ 1273
บำเพ็ญตบะ ส่วนนางจันทวดี จงอยู่ในแว่น แคว้นของพระองค์เถิด. จบ โลมสกัสสปชาดกที่ ๗ อรรถกถาโลมสกัสสปชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺส อินฺทสโม ราชา ดังนี้. ความย่อมีว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ เขาว่าเธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุรูปนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ก็ลมที่พัดภูเขาสิเนรุให้หวั่นไหว ทำไมจึงจักไม่ พัดใบไม้เก่า ๆ ให้หวั่นไหวเล่า แม้ผู้ที่เพียบพร้อมไปด้วยศทั่ว ๆ ไป ยัง ถึงความเสื่อมยศได้ ชื่อว่ากิเลส ย่อมทำสัตว์ที่บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่นเธอ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตผู้ครองพระนครพาราณ- สี ชื่อว่า พรหมทัตตกุมาร และบุตรของปุโรหิต ชื่อว่า กัสสปะ เป็น สหายกัน เรียนศิลปะทุกอย่างในตระกูลอาจารย์คนเดียวกัน ต่อมา เมื่อพระราชบิดาสวรรคต พรหมทัตตกุมารได้ครองราชสมบัติ ทีนั้น
หน้า 687 ข้อ 1273
กัสสปกุมารคิดว่า สหายของเราเป็นพระราชา บัดนี้ คงจักพระราชทาน ความเป็นใหญ่ ประโยชน์อะไรด้วยความเป็นใหญ่สำหรับเรา เราจัก ลามารดาบิดาและพระราชาแล้วบวช ครั้นเขาคิดดังนี้แล้ว จึงได้ถวาย บังคมลาพระราชาและลามารดาบิดา เข้าดินแดนหิมพานต์ บวชเป็นฤาษี ในวันที่ ๗ ได้อภิญญาและสมาบัติ เลี้ยงชีพอยู่ด้วยการเที่ยวแสวงหาผล ไม้ คนทั้งหลายพากันเรียกท่านซึ่งเป็นบรรพชิตว่า โลมสกัสสปะ ท่านเป็นดาบสที่มีอินทรีย์สงบระงับอย่างยิ่ง มีตบะแรงกล้า ภพของ ท้าวสักกเทวราชหวั่นไหวด้วยเดชแห่งตบะของดาบสนั้น ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงพิจารณาดูเห็นเหตุดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า ดาบสนี้ มีเดชสูงนัก จะทำเราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักร่วมมือ กับพระเจ้าพาราณสี ทำลายตบะของดาบสนั้นเสีย ครานั้นท้าวเธอ ได้เสด็จเข้าไปยังห้องสิริไสยาสน์ของพระเจ้าพาราณสีในเวลาเที่ยงคืน แสดงอานุภาพของท้าวสักกะ บันดาลห้องทั้งหมดให้สว่างด้วยรัศมีแห่ง พระสรีระ ลอยอยู่ในอากาศในสำนักของพระราชา ปลุกพระราชาว่า ตื่นขึ้นเถิดมหาราช เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร ตรัสตอบ ว่า เราคือท้าวสักกะ ตรัสถามว่า ท่านมาเพื่ออะไร ? ตรัสย้อนถามว่า มหาราช ท่านจะปรารถนาความเป็นเอกราชในชมพูทวีปทั้งสิ้น หรือ ไม่ปรารถนา ? ตรัสตอบว่า ทำไมจึงจะไม่ปรารถนาเล่า. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสกะพระราชาว่า ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงนำ โลมสกัสสปดาบสมาบูชาปสุฆาตยัญ พระองค์จะเสมอด้วยท้าวสักกะ
หน้า 688 ข้อ 1273
ไม่แก่ไม่ตายจักได้ครองราชสมบัติทั่วชมพูทวีป ดังนี้ แล้วตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :- ถ้าท่านนำเอาฤาษีโลมสกัสสปะมาบูชา- ยัญได้ ท่านจักได้เป็นพระราชาเสมอด้วยพระ- อินทร์ ไม่รู้แก่ ไม่รู้ตายเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺส แปลว่า จักได้เป็น. บทว่า ยเชยฺย ความว่า ถ้าท่านนำฤาษีโลมสกัสสปะจากที่อยู่ในป่ามาบูชายัญ. ได้. ลำดับนั้น พระราชาได้ทรงสดับพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว ทรงรับคำว่า ดีแล้ว ครานั้น ท้าวสักกะตรัสเตือนว่า ถ้าเช่นนั้น ก็อย่า เนิ่นช้า แล้วเสด็จหลีกไป วันรุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้เรียกไสยหะ อำมาตย์ตรัสว่า แน่ะเพื่อน ท่านจงไปสำนักโลมสกัสสปะผู้เป็นสหาย ที่รักของเรา จงพูดตามคำของเราอย่างนี้ว่า ได้ยินว่า พระราชาจักให้ ท่านบูชาปสุฆาตยัญ แล้วจักเป็นเอกราชทั่วชมพูทวีป ท่านปรารถนา ประเทศเท่าใด พระราชาจักพระราชทานประเทศเท่านั้นแก่ท่าน ขอ ท่านจงมาเพื่อบูชายัญกับเรา ไสยหะอำมาตย์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะ รู้ที่อยู่ของดาบส เมื่อชาวป่าคนหนึ่งบอกว่า ข้าพเจ้ารู้ ได้ให้เขาเป็นคน นำทางไปในที่นั้นด้วย บริวารใหญ่ไหว้พระฤๅษีแล้วนั่ง ณ ที่ควรแห่ง
หน้า 689 ข้อ 1273
หนึ่ง แจ้งข่าวสาส์นนั้น ลำดับนั้น พระดาบสได้ฟังคำของไสยหะ อำมาตย์ แล้วกล่าวว่า ดูก่อนไสยหะ ท่านพูดอะไรนั่น เมื่อจะปฏิเสธ ถ้อยคำของไสยหะอำมาตย์ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :- อาตมาไม่ปรารถนาแผ่นดินที่มีทะเลล้อม รอบ มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขตพร้อมกับความ นินทา ดูก่อนไสยหะ ท่านจงทราบอย่างนี้เถิด. ดูก่อนพราหมณ์ เราติเตียนการได้ยศ การได้ทรัพย์ และความประพฤติอันไม่เป็น ธรรม มีแต่จะให้ถึงความพินาศ. ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ เช่นนั้น ยังดีกว่าการแสวงหาที่ไม่เป็นธรรม จะดีอะไร. ถึงแม้จะเป็นบรรพชิต ต้องอุ้มบาตรหา เลี้ยงชีพ แต่ไม่เบียดเบียนใคร ความเป็นอยู่ นั่นแหละประเสริฐ ว่าความเป็นพระราชาใน โลก.
หน้า 690 ข้อ 1273
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สสมุทฺทปริยายํ คือที่มีทะเลล้อม รอบ. บทว่า สาครกุณฺฑลํ คือที่ประกอบด้วยสาครอันตั้งแวดล้อม ทวีปทั้ง ๔ ดุจกุณฑลที่เขาประดับไว้ที่จอนหู ฉะนั้น. บทว่า สห นินฺทาย ความว่า โลมสกัสสปดาบสกล่าวว่า อาตมาไม่ปรารถนาแม้ มหาปฐพีที่มีจักรวาลเป็นที่สุด พร้อมด้วยคำนินทานี้ว่า โลมสกัสสป- ดาบสนี้ ได้ทำปสุฆาตกรรมแล้ว. ด้วยบทว่า ยา วุตฺติ วินิปาเตน โลมกัสสปดาบส แสดงว่า เราติเตียนความเป็นไปแห่งชีวิต คือตำหนิ ความประพฤตินั้น เพราะเป็นกรรมที่ให้ตกไปในนรก. บทว่า สาเยว ชีวิกา ความว่า ความเป็นอยู่โดยวิธีอุ้มเอาบาตรเดินเข้าไปสู่เรือนของ ผู้อื่น แสวงหาอาหารของบรรพชิตนั่นแหละ ดีกว่าการได้ยศทรัพย์ และลาภตั้งร้อยเท่าพันทวีคูณ. บทว่า อปิ รชฺเชน ตํ วรํ ความว่า การงดเว้นความชั่วของบรรพชิต ผู้ไม่เบียดเบียนผู้อื่นนั้นประเสริฐกว่า ความเป็นพระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น. อำมาตย์ฟังคำของพระดาบสนั้นแล้ว ได้ไปกราบทูลแต่พระราชา พระราชาได้ทรงสดับดังนั้น ตรัสว่า เมื่อท่านไม่มา เราก็ไม่อาจจะทำ อะไรได้ จึงได้ทรงนิ่งอยู่ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้เสด็จมาในเวลา เที่ยงคืนอีก ประทับอยู่ในอากาศ ตรัสว่า ดูก่อนมหาราช เหตุไร พระองค์จึงไม่บังคับโลมสกัสสปดาบสให้บูชายัญ. พระราชาตรัสว่า ข้าพระองค์ส่งอำมาตย์ไปบอกแล้ว แต่ท่านไม่มา ท้าวสักกะตรัสว่า
หน้า 691 ข้อ 1273
ดูก่อนมหาราช ถ้าเช่นนั้น พระองค์จงตกแต่งจันทวดีกุมารี ซึ่งเป็น พระราชธิดาของพระองค์ แล้วมอบให้ไสยหะอำมาตย์นำไปบอกว่า ถ้า ท่านมาบูชายัญ. พระราชาจักพระราชทานพระราชกุมารีนี้แก่ท่าน พระ- ดาบสนั้นจักมีจิตปฏิพัทธ์ในกุมารี จักมาเป็นแน่ พระราชาได้ทรงสดับ ดังนั้น ทรงรับว่า ดีแล้ว วันรุ่งขึ้น ทรงมอบพระราชธิดาของพระองค์ แก่ไสยหะอำมาตย์ส่งไปแล้ว ไสยหะอำมาตย์พาพระราชธิดาไปในที่นั้น ไหว้พระฤาษีทำปฏิสันถารแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง แสดงพระ- ราชธิดาซึ่งงามประดุจเทพอัปสรแก่พระฤาษี ลำดับนั้น พระดาบส ทำลายอินทรีย์เสียแล้ว แลดูพระราชธิดา พร้อมกับการแลดูนั่นเอง เกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นแล้วเสื่อมจากฌาน อำมาตย์รู้ว่าพระดาบสมีจิตปฏิพัทธ์ จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าท่านบูชายัญ พระราชาจักพระราชทาน พระราชธิดานี้ให้เป็นบาทบริจาริกาสำหรับท่าน พระดาบสนั้นกำลัง หวั่นไหวไปด้วยอำนาจกิเลส จึงถามว่า ได้ยินว่า พระราชาจักพระ- ราชทานพระราชธิดานี้แก่เราหรือ ? อำมาตย์ตอบว่า ถูกแล้ว พระราชา จักพระราชทานแก่ท่านผู้บูชายัญ พระดาบสกล่าวว่า ดีแล้ว เมื่อเรา ได้พระราชธิดานี้ จักบูชายัญ แล้วสรวมชฎาพาพระราชธิดาขึ้นรถที่ ประดับงดงาม ไปพระนครพาราณสี. แม้พระราชาได้สดับว่า พระดาบสมา ก็รับสั่งให้ตั้งพิธีกรรมขึ้น ที่หลุมบูชายัญไว้สำหรับพระดาบสนั้น ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพระ-
หน้า 692 ข้อ 1273
ดาบสมา ก็ตรัสว่า ท่านบูชายัญในวันพรุ่งนี้ เราจักเป็นผู้เสมอด้วย พระอินทร์ เวลาเสร็จการบูชายัญ เราจักถวายธิดาแก่ท่าน กัสสปดาบส รับคำว่า ดีแล้ว ครั้นในวันรุ่งขึ้น พระราชาพาท่านดาบสไปที่หลุม บูชายัญพร้อมกับนางจันทวดี ในหลุมนั้น ได้มีสัตว์ ๔ เท้าทุกอย่าง เช่น ช้าง ม้า โคเป็นต้น ประดิษฐานไว้เป็นลำดับ พระดาบสเริ่มจะฆ่า สัตว์เหล่านั้นทั้งหมดให้ตาย แล้วบูชายัญ มหาชนที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นั้น เห็นดังนั้น กล่าวว่า ดูก่อนโลมสกัสสปะ กรรมนี้ไม่เหมาะ ไม่สมควรแก่ท่าน ทำกรรมนั้นเพื่ออะไร แล้วคร่ำครวญกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- พระจันทร์มีกำลัง พระอาทิตย์มีกำลัง สมณพราหมณ์มีกำลัง ฝั่งแก่งสมุทรก็มีกำลัง หญิงมีกำลังยิ่งกว่ากำลังทั้งหลาย. พระนางจันทวดี ทำให้ฤาษีชื่อโลมส- กัสสปะผู้มีตบะกล้า มาบูชายัญเพื่อประโยชน์ แก่พระราชบิดาได้. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า พลํ จนฺโท พลํ สุริโย ความว่า ในการจำกัดความมืดใหญ่ ชื่อว่ากำลังอย่างอื่น ย่อมไม่มีในการกำจัด ความมืดใหญ่นี้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เท่านั้นมีกำลัง. บทว่า
หน้า 693 ข้อ 1273
สมณพฺราหฺมณา ความว่า ในการอดกลั้นต่อกำลังแห่งอิฏฐารมณ์แล้ว อนิฏฐารมณ์ สมณะพราหมณ์ผู้ประกอบด้วยกำลัง คือขันติและกำลัง คือญาณ ผู้มีบาปอันสงบและบาปอันลอยแล้ว มีกำลัง. บทว่า พลํ เวลา สมุทฺทสฺส ความว่า ฝั่งแห่งมหาสมุทรชื่อว่ามีกำลัง เพราะ สามารถที่จะไม่ให้น้ำล้นขึ้นมา และกั้นน้ำเอาไว้ให้พินาศได้. บทว่า พลาติพลมิตฺถิโย ความว่า ส่วนหญิงทั้งหลาย ชื่อว่ามีกำลังยิ่งกว่า กำลังทั้งหมด เพราะสามารถจะพาบุรุษที่มีความรู้ดีแต่มีกำหนัดมาสู่ อำนาจของตน แล้วให้พินาศได้ อธิบายว่า กำลังแห่งหญิงเท่านั้น มีมากกว่ากำลังทั้งหมด. ศัพท์ว่า ยถา เท่ากับ ยสฺมา แปลว่า เพราะเหตุใด. บทว่า ปิตุ อตฺถา คือเพื่อประโยชน์แห่งความเจริญ แก่พระราชบิดา. ข้อนี้มีอธิบายว่า เพราะนางจันทวดีนี้ กระทำโลมสกัสสปะ ผู้มี ตบะกล้า ผู้ชื่อว่าเป็นฤาษี เพราะเป็นผู้แสวงหาคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น ให้เป็นผู้ไม่มีศีล แล้วให้บูชาวาชเปยยะ คือยัญ เพื่อประโยชน์แก่ พระราชบิดาได้ ฉะนั้น ข้อนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า หญิงมีกำลังยิ่งกว่า กำลังทั้งหลาย. ขณะนั้น กัสสปดาบส เงื้อพระขรรค์แก้วขึ้น ด้วยคิดว่า จัก ฟันคอมงคลหัตถีเพื่อบูชายัญ ช้างเห็นดังนั้น ก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงร้องเสียงดัง แม้พวกสัตว์นอกนี้ คือ ช้าง ม้า โค เป็นต้น ได้ฟัง
หน้า 694 ข้อ 1273
เสียงร้องของช้างมงคลหัตถีนั้น ต่างก็สะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงได้ร้องลั่น ด้วยความกลัว แม้มหาชนก็พากันร้อง กัสสปดาบสได้ยินเสียงร้อง ลั่นใหญ่ดังนั้น ก็สลดใจ แลดูชฎาเป็นต้นของตน ลำดับนั้น ชฎา หนวด ขนรักแร้ ขนอก ได้ปรากฏแก่พระดาบสนั้น พระดาบสมีความ เดือดร้อนใจ คิดว่า เราได้ทำกรรมลามก ไม่สมควรเลย เมื่อจะประกาศ ความสลด ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- ธรรมที่ทำด้วยความโลภนั้น เผ็ดร้อน มีกามเป็นเหตุ เราจักค้นหามูลรากของธรรม นั้น จักตัดความกำหนัดพร้อมทั้งเครื่องผูกเสีย. พึงทราบความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พระราชาผู้เป็น ใหญ่ กรรมใดที่ข้าพระองค์ทำความโลภในนางจันทวดีให้เกิดขึ้น แล้วทำ ลงด้วยความโลภนั้น กรรมนั้นมีกามเป็นเหตุ เป็นกรรมลามก เผ็ดร้อน มีวิบากแรงกล้า ข้าพระองค์จักค้นหามูลราก กล่าวคืออโยนิโสมนสิการ ของกรรมนั้น สมควรแล้วที่ข้าพระองค์จักซักดาบ คือปัญญาออก ตัด ความกำหนัดยินดี พร้อมด้วยเครื่องผูกพัน คือศุภนิมิตร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระดาบสว่า ดูก่อนสหาย อย่ากลัว เลย เราจักให้นางจันทวดีกุมารีและกองแก้ว ๗ ประการแก่ท่านในบัดนี้
หน้า 695 ข้อ 1273
ท่านจงบูชายัญเถิด พระกัสสปดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ข้าแต่ มหาราช ข้าพระองค์ไม่ต้องการด้วยกิเลสนี้ แล้วกล่าวคาถาสุดท้าย ว่า :- ข้าแต่พระราชา ข้าพระองค์ติเตียนกาม- คุณทั้งหลาย ที่มีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ตบะ ธรรมเท่านั้น ประเสริฐกว่ากามคุณทั้งหลาย ข้าพระองค์จักละกามคุณทั้งหลายเสีย แล้ว บำเพ็ญตบะ ส่วนนางจันทวดี จงอยู่ในแว่น แคว้นของพระองค์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพหูปิ คือแม้อันมากยิ่ง. บทว่า ตโป กริสฺสามิ คือจักบำเพ็ญความสำรวมในศีลเท่านั้น. พระดาบส ครั้นทูลดังนี้แล้ว ได้ประมวลกสิณบริกรรมทำคุณ วิเศษที่เสียไปให้เกิดขึ้น นั่งบัลลังก์ในอากาศแสดงธรรมแก่พระราชา กล่าวสอนว่า จงอย่าประมาท แล้วทำลายหลุมบูชายัญ ให้อภัยทาน แก่มหาชน เมื่อพระราชายังวิงวอนอยู่ ได้เหาะไปที่อยู่ของตน เจริญ พรหมวิหารธรรมจนตลอดชีวิต ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดง ดังนี้แล้ว ทรงประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันตั้งอยู่ในพระ-
หน้า 696 ข้อ 1273
อรหัตผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ไสยหะมหาอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนโลมสกัสสปดาบส ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาโลมสกัสสปชาดกที่ ๗
หน้า 697 ข้อ 1274, 1275, 1276
๘. จักกวากชาดก ว่าด้วยความเป็นอยู่ของนกจักรพราก [๑๒๗๔] ข้าพเจ้าขอพูดกับนกทั้งสอง ที่เหมือน ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด มีใจเพลิดเพลิน เที่ยวไปอยู่ นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญชาติ ของนกอะไรในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ขอเชิญ ท่านทั้งสองบอกนกนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด. [๑๒๗๕] ดูก่อนท่านผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่ มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้ง- หลาย ซึ่งชื่อว่านกจักรพราก เนื่องโดยลำดับ มาว่า บรรดานี้ทั้งหลาย เขารู้กันทั่วไปว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ เป็นผู้มีรูป งาม เที่ยวไปใกล้ห้วงน้ำ พวกข้าพเจ้าไม่ทำ บาป แม้เพราะการกันเป็นเหตุ. [๑๒๗๖] ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกิน ผลไม้อะไร ที่ห้วงน้ำนี้ หรือว่าท่านทั้งหลาย
หน้า 698 ข้อ 1277, 1278, 1279
กินเนื้อแก่ที่ไหน หรือว่าท่านทั้งหลายกิน โภชนาหารอะไร กำลังและสีของท่านทั้งหลาย จึงไม่เสื่อมทรามผิดรูป. [๑๒๗๗] ดูก่อน ผลไม่ทั้งหลายจะมีที่ห้วงน้ำ ก็หามิได้ เนื้อที่นกจักรพรากจะกินก็มิได้มี แต่ที่ไหน ข้าพเจ้าทั้งหลายกินแต่สาหร่าย กับน้ำ จะได้ทำบาปเพราะการกินก็หามิได้. [๑๒๗๘] ดูก่อนนกจักรพราก อาหารของท่านนี้ เราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น ครั้ง ก่อนเราเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นอย่างอันไปด้วยเหตุนี้แหละ เราจึง เกิดความสงสัยในสีกายของท่าน. [๑๒๗๙] แม้เราได้กินเนื้อ ผลไม้ และอาหารที่ เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน เราได้กินอาหาร มีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญ เข้าต่อสู้สงครามได้ ดูก่อนนกจักรพราก แต่สี ของเราหาเหมือนกับของท่านไม่.
หน้า 699 ข้อ 1280, 1281, 1282
[๑๒๘๐] ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ จะได้กิน ข้าวและน้ำก็โดยยาก ลูกไม้ทั้งหลายท่านก็ไม่ ชอบใจกิน หรือเนื้อในกลางป่าช้า ท่านก็ไม่ ชอบใจกิน. [๑๒๘๑] ดูก่อนกา ผู้ใดอาศัยบริโภคโภคสมบัติ ด้วยกรรมอันสาหัส มักจะโฉบลงในขณะที่เขา พลั้งเผลอ ภายหลังสภาวธรรมตนเอง ก็ย่อม ติเตียนผู้นั้น ผู้นั้นถูกสภาวธรรมตนเองติเตียน แล้ว ก็ย่อมละทิ้งวรรณะ และกำลังเสีย. [๑๒๘๒] ถ้าผู้ใดบริโภคอาหาร แม้จะนิดหน่อย ซึ่งเป็นของเย็นไม่เบียดเบียนผู้อื่นถึงสาหัส ใน กาลนั้นกำลังกายและวรรณะ ย่อมมีแก่ผู้นั้น วรรณะทั้งปวงจะมีแก่ผู้นั้น ด้วยอาหารต่าง ๆ เท่านั้นก็หาไม่. จบ จักกวากชาดกที่ ๘
หน้า 700 ข้อ 1282
อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๘ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุเหลาะแหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาสายวตฺเถ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นเป็นผู้เหลาะแหละโลภปัจจัย ทิ้งอาจริย- วัตรและอุปัชฌายวัตรเป็นต้นเสีย เข้าพระนครสาวัตถีแต่เช้าทีเดียว แม้ ดื่มข้าวยาคูที่มีของเคี้ยวหลายอย่างเป็นบริวารแล้วฉันข้าวสาลี เนื้อและ ข้าวสุกที่มีรสเลิศต่างๆ ที่เรือนนางวิสาขา เท่านั้นก็ยังไม่อิ่ม ออกจาก ที่นั้นมุ่งหน้าไปยังนิเวศน์ของตนนั้น ๆ คือ จูลอนาถปิณฑิกเศรษฐี มหา- อนาถปิณฑิกเศรษฐี และพระเจ้าโกศล. อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภา ปรารภ ความเหลาะแหละของภิกษุนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่า นั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเธอจึง เป็นผู้เหลาะแหละ แม้ในกาลก่อน เธอก็ไม่อิ่มด้วยซากศพช้างเป็นต้น ในพระนครพาราณสี เพราะความเป็นผู้เหลาะแหละ ออกจากที่นั้นแล้ว
หน้า 701 ข้อ 1282
เที่ยวไปตามฝั่งแม่น้ำคงคาเข้าหิมวันตประเทศดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร- พาราณสี มีกาเหลาะแหละตัวหนึ่งเที่ยวเคี้ยวกินซากศพช้างเป็นต้น ใน พระนครพาราณสี ไม่อิ่มด้วยซากศพเหล่านั้น คิดว่า เราจักเคี้ยวกิน ปลาที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ไปหากินปลาตายที่ฝั่งแห่งแม่น้ำคงคานั้นอยู่ ๒, ๓ วัน เข้าถิ่นหิมพานต์ เคี้ยวกินผลไม้น้อยใหญ่นานาชนิด ไปยังสระปทุมใหญ่ ซึ่งมีปลาและเต่ามา เห็นนกจักรพราก ๒ ตัวมีสีดังทอง กำลังเคี้ยวกิน สาหร่ายอยู่ในสระนั้น คิดว่า นกจักรพราก ๒ ตัวนี้มีสีสวยงามเลิศ เหลือเกิน นกเหล่านี้คงจักมีโภชนาหารเป็นที่พอใจ เราจักถามถึง โภชนาหารของนกเหล่านี้ แล้วกินเช่นนั้นบ้างก็จักมีสีเหมือนทอง แล้ว ไปยังสำนักของนกเหล่านั้น กระทำปฏิสันถาร แล้วจับอยู่ที่ปลายกิ่งไม้ แห่งหนึ่ง กล่าวคาถาที่ ๑ ซึ่งประกอบด้วยการสรรเสริญนกเหล่านั้น ว่า :- ข้าพเจ้าขอพูดกับนกทั้ง ๒ ที่เหมือน ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด มีใจเพลิดเพลิน เที่ยวไปอยู่ นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญชาติ ของนกอะไรในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ขอเชิญ ท่านทั้ง ๒ บอกนกนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด.
หน้า 702 ข้อ 1282
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาสายวตฺเถ คือ ที่มีสีดุจทอง ดังคลุมด้วยผ้าย้อมน้ำฝาด. ของบทว่า ทุเว ทุเว แปลว่า ทั้ง ๒. บทว่า นนฺทมเน คือ มีใจยินดี. บทว่า กํ อณฺฑชํ อณฺฑชา มานุเสสุ ชาตึ ปสํสนฺติ ความว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย นกทั้งหลาย เมื่อสรรเจริญพวกท่าน ย่อมกล่าวสรรเสริญว่า นกอะไร คือ นกชื่อ อะไร ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย อธิบายว่า นกทั้งหลายย่อมยกย่องท่าน ทั้งหลายในระหว่างมนุษย์ทั้งหลายระบุว่า ชื่อนกอะไร. บาลีว่า อณฺฑชํ อณฺฑชมานุเสสุ ดังนี้ก็มี บาลีนั้นมีอธิบายว่า นกทั้งหลาย กล่าวสรรเสริญพวกท่าน ในหมู่นกทั้งหลายและในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ว่า นกชนิดไร. นกจักรพรากได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ดูก่อนท่านผู้เบียดเบียนมนุษย์ ในหมู่ มนุษย์ นกทั้งหลายย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้ง- หลาย ซึ่งชื่อว่านกจักรพราก เนื่องโดยลำดับ มาว่า บรรดานกทั้งหลาย เขารู้กันทั่วไปว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ เป็นผู้มีรูป งาม เที่ยวไปใกล้ห้วงน้ำ พวกข้าพเจ้าไม่ทำ บาป แม้เพราะการกินเป็นเหตุ.
หน้า 703 ข้อ 1282
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสหึส ความว่า กาย่อมเบียด- เบียน คือ รบกวนมนุษย์ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นนกจักรพรากจึงทักทาย กานั้นอย่างนี้. บทว่า อนุพฺพเต หมายความว่า ไปตาม คือ บันเทิง อยู่ ได้แก่อยู่ด้วยความรักซึ่งกันและกัน บทว่า จกฺกวาเก ความว่า นกทั้งหลายย่อมสรรเสริญ คือ ยกย่อง ได้แก่กล่าวขวัญถึงว่า ชาตินก นั้นชื่อว่าจักรพราก บทว่า ทิเชสุ ความว่า ขึ้นชื่อว่านกทั้งหลาย มี ประมาณเท่าใด บรรดานกทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น เขารู้กันทั่วไป ในหมู่มนุษย์ว่า พวกข้าพเจ้าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ. พึงทราบวินิจฉัยในอรรถวิกัปที่ ๒ ว่า ในหมู่มนุษย์ นกทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงข้าพเจ้าทั้งหลายว่านกจักรพราก แต่ในหมู่นกด้วยกัน นก ทั้งหลายย่อมกล่าวถึงพวกข้าพเจ้าว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้มีภาวะน่า- นับถือ. บทว่า อณฺณเว ความว่า ในที่นี้นกจักรพรากเรียกสระว่า ห้วงน้ำ อธิบายว่า พวกข้าพเจ้าสองตัวเท่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีรูปงาม เพราะไม่เบียดเบียนสัตว์เหล่าอื่น เที่ยวไปใกล้สระปทุมนี้. ก็แล บทที่ ๔ ของคาถานี้ อาจารย์บางพวกพูดว่า น ฆาสเหตุํปิ กโรม ปาปํ ดังนี้. คำนั้น มีอธิบายว่า เพราะพวกข้าพเจ้าไม่ทำบาป เพราะเห็นแก่กิน เพราะเหตุนั้น เขาจึงยกย่องพวกข้าพเจ้าทั้งในหมู่ มนุษย์และในหมู่นี้ว่าเป็นผู้มีภาวะน่านับถือ. กาได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
หน้า 704 ข้อ 1282
ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกิน ผลไม้อะไร ที่ห้วงน้ำนี้ หรือว่าท่านทั้งหลาย กินเนื้อแต่ที่ไหน หรือว่าท่านทั้งหลายกิน โภชนาหารอะไร กำลังและสีของท่านทั้งหลาย จึงไม่เสื่อมทรามผิดรูป. ศัพท์ว่า กึ ในคาถานั้น เป็นอาลปนะด้วยสามารถแห่งคำลามก มีอธิบายว่า ดูก่อนนกจักรพราก ท่านทั้งหลายกินโภชนาหารอะไร. บทว่า อณฺณเว คือ ในสระนี้. บทว่า ภุญฺเช เท่ากับ ภุญฺชถ แปลว่า กิน อีกอย่างหนึ่ง เท่ากับ ภุญฺชิตฺถ แปลว่า กินแล้ว. หลายบทว่า มํสํ กุโต ขาทถ คือ ท่านทั้งหลายกินเนื้อของสัตว์จำพวก ไหน ? โว อักษรในคำว่า ภุญฺชถ โว เป็นเพียงนิบาต. ศัพท์ว่า โว นั้น สัมพันธ์เข้ากับบทข้างหน้าว่า พลญฺจ โว วณฺโณ จ อนปฺปรูโป ต่อจากนั้น นกจักรพรากกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ดูก่อนกา ผลไม้ทั้งหลายจะมีที่ห้วงน้ำ ก็หามิได้ เนื้อที่นกจักรพรากจะกินก็มิได้มี
หน้า 705 ข้อ 1282
แต่ที่ไหน ข้าพเจ้าทั้งหลายกินแต่สาหร่าย กับน้ำ จะได้ทำบาปเพราะการกินก็หามิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺกวาเก เท่ากับ จกฺกวากสฺส. บทว่า อวากโภชนา ได้แก่ กินน้ำที่ปราศจากความผิดปกติ นกจักร- พรากแสดงไว้ว่า พวกเรามีสาหร่ายกับน้ำเท่านั้นเป็นอาหาร. บทว่า น ฆาสเหตุ ความว่า พวกเราจะได้ทำบาปเพราะเห็นแก่กินเหมือนอย่าง พวกท่านก็หามิได้. ต่อจากนั้น กาได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ดูก่อนนกจักรพราก อาหารของท่านนี้ เราไม่ชอบ อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหารนั้น ครั้ง ก่อนเราเคยเป็นอย่างนี้มาแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ กลายเป็นอย่างอื่นไปด้วยเหตุนี้แหละ เราจึง เกิดความสงสัยในสีกายของท่าน. แม้เราได้กินเนื้อ ผลไม้ และอาหารที่ เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน เราได้กินอาหาร มีรสที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญ
หน้า 706 ข้อ 1282
เข้าต่อสู้สงครามได้ ดูก่อนนกจักรพราก แต่สี ของเราหาเหมือนกับของท่านไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ความว่า อาหารที่ท่านกินเรา ไม่ชอบใจ. บทคาถาว่า อสฺมึ ภเว โภชนสนฺนิกาโส ความว่า อาหารที่ท่านกินในภพนี้อย่างไร ท่านก็เป็นผู้ละม้ายคล้ายกันกับอาหาร นั้น คือ อาหารใดที่ท่านกินในภพที่เป็นนกจักรพรากนี้ ท่านก็เป็นผู้ คล้ายกันกับอาหารนั้น คือ เป็นผู้เช่นกับด้วยอาหารนั้น ได้แก่ เป็น ผู้สมควรแก่อาหารนั้น อธิบายว่า ท่านเป็นผู้มีสรีระกายสมบูรณ์อย่างยิ่ง. หลายบทว่า ตโต เม อญฺถา ความว่า เมื่อก่อนความเข้าใจดังนี้ ได้มีแก่ข้าพเจ้าเพราะเป็นพวกท่านว่า นกจักรพรากเหล่านี้ เคี้ยวกินผลไม้ นานาชนิด และเคี้ยวกินปลาและเนื้อในสระนี้ เพราะเหตุนั้น จึงมีรูป ร่างด้วยเลิศอย่างนี้ แต่บัดนี้เรากลายเป็นอย่างอื่นจากนี้ไป. บทว่า อิจฺเจว เม ความว่า ด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงเกิดความสงสัยในสีกาย ของท่านนี้ว่า เหตุไฉนหนอแลนกจักรพรากเหล่านี้ กินอาหารที่เศร้า- หมองเห็นปานนี้ จึงมีสีดุจทอง. บทว่า อหํปิ เท่ากับ อหํ หิ, อีกอย่าง ๑ บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภุญฺเช เท่ากับ ภุญฺชามิ คือกิน. บทว่า อนฺนานิ จ เท่ากับ โภชนานิ จ คือโภชนาหาร. บทว่า โลณิยเตลิยานิ แปลว่า ที่เคล้าด้วยเกลือเจือด้วยน้ำมัน. บทว่า รสํ คือ มีรสประณีตที่มนุษย์เขากินกันในหมู่มนุษย์. บทว่า วิเชตฺวา
หน้า 707 ข้อ 1282
ความว่า นักรบได้กินอาหารมีรสประณีตเหล่านั้น จึงกล้าหาญ มีความ เพียร เข้าผจญต่อสู้สงครามได้ฉันใด เราก็ฉันนั้น ได้กินอาหารมีรส ที่เขากินกันในหมู่มนุษย์ จึงได้กล้าหาญเข้าต่อสู้สงครามได้. ด้วยคำว่า ยถา ตว นี้ กาชี้แจงว่า สีของเราแม้ผู้บริโภค อาหารอันประณีตอย่างนี้ หาได้เหมือนกับของท่านไม่ เราจึงไม่เชื่อคำ ของท่าน. ลำดับนั้น นกจักรพรากเมื่อจะกล่าวถึงเหตุที่ไม่เจริญแห่งวรรณ- สมบัติของกา และเหตุที่เจริญแห่งวรรณสมบัติของตน ได้กล่าวคาถาที่ เหลือว่า :- ดูก่อนกา ท่านเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ มักจะโฉบลงในขณะที่เขาพลั้งเผลอ จะได้กิน ข้าวและน้ำก็โดยยาก ลูกไม้ทั้งหลายท่านก็ไม่ ชอบใจกิน หรือเนื้อในกลางป่าช้า ท่านก็ไม่ ชอบใจกิน. ดูก่อนกา ผู้ใดอาศัยบริโภคโภคสมบัติ ด้วยธรรมอันสาหัส มักจะโฉบลงในขณะที่เขา พลั้งเผลอ ภายหลังสภาวธรรมตนเอง ก็ย่อม
หน้า 708 ข้อ 1282
ติเตียนผู้นั้น ผู้นั้นถูกสภาวธรรมตนเองติเตียน แล้ว ก็ย่อมละทิ้งวรรณะ และกำลังเสีย. ถ้าผู้ใดบริโภคอาหาร แม้จะนิดหน่อย ซึ่งเป็นของเย็น ไม่เบียดเบียนผู้อื่นถึงสาหัส ในกาลนั้น กำลังกายและวรรณะ ย่อมมีแก่ ผู้นั้น วรรณะทั้งปวงจะได้มีแก่ผู้นั้น ด้วยอาหาร มีประการต่าง ๆ เท่านั้นก็หาไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุทฺธภกฺโขสิ ความว่า ท่าน ชื่อว่าเป็นผู้กินอาหารไม่บริสุทธิ์ เพราะลักเขากินขโมยเขากิน. บทว่า ขณานุปาตี คือ มักโฉบลงในขณะที่เขาเผลอ. สองบทว่า กิจฺเฉน เต ความว่า ท่านนั้นจะได้กินข้าวและน้ำก็โดยยาก. บทว่า มํสานิ วา ความว่า หรือเนื้อเหล่าใดที่มีอยู่ในท่ามกลางป่าช้า เนื้อเหล่านั้นท่านก็ ไม่ยินดี. บทว่า ตโต เท่ากับ ปจฺฉา แปลว่า ภายหลัง. หลายบทว่า อุปกฺโกสติ นํ สภาโว คือ ตนนั่นแล ย่อมติเตียนบุคคลผู้นั้น. บทว่า อุปกฺกุฏฺโ ความว่า บุคคลผู้นั้นถูกตนเองบ้าง ถูกผู้อื่นบ้างติเตียนแล้ว คือ ตำหนิแล้วย่อมละทิ้งวรรณะและกำลังเสีย เพราะเป็นผู้มีความเดือด- ร้อน. สองบทว่า นิพฺพุตึ ภุญฺชติ ยทิ ความว่า ก็ผิว่าผู้ใดบริโภค อาการแม้เพียงเล็กน้อย ซึ่งได้มาโดยธรรมชื่อว่าเป็นของเย็น ไม่เบียด- เบียนผู้อื่น. สองบทว่า ตทสฺส โหติ ความว่า ในกาลนั้น กำลังกาย
หน้า 709 ข้อ 1282
และวรรณะในสรีระ ย่อมมีแก่ผู้นั้นผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า อาหารมเยน คือ ด้วยอาหารมีประการต่าง ๆ เท่านั้น มีคำที่นกจักรพรากกล่าวไว้ดังนี้ ว่า ดูก่อนกา ขึ้นชื่อว่าวรรณะนั้นมีสมุฏฐาน ๔ ประการ คือ อาหาร ความอบอุ่น ความคิด และกิจการที่ทำ. นกจักรพรากติเตียนกาโดยปริยายไม่น้อยอย่างนี้ กาเกิดความ เกลียดชังนกจักรพราก คิดว่าเราไม่ต้องการสีของท่าน แล้วร้องขึ้นว่า กา กา บินหนีไป. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนามาแสดงแล้ว ทรง ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุเหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุเหลาะ- แหละในบัดนี้ นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดาพระราหุล ในบัดนี้ ส่วนนกจักรพราก ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๘
หน้า 710 ข้อ 1283, 1284, 1285, 1286
๙. หลิททราคชาดก ว่าด้วยลักษณะของผู้ที่จะคบ [๑๒๘๓] ความอดทนด้วยดีอยู่ในป่าอันมีที่นอน และที่นั่งอันสงัดเงียบ จะมีผลดีอะไร ส่วน ชนเหล่าใดอดทนอยู่ในบ้าน ชนเหล่านั้นเป็น ผู้ประเสริฐกว่าท่าน. [๑๒๘๔] ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าสู่บ้านแล้ว ควรคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไร ฉัน ขอถามท่าน ขอท่านจงบอกฉันด้วย. [๑๒๘๕] แน่ะพ่อ ผู้ใดคุ้นเคยกับเจ้า อดทนต่อ ความคุ้นเคยของเจ้าได้ เป็นผู้ตั้งใจฟังคำพูด ของเจ้าและอดทนต่อคำพูดของเจ้าได้ เจ้าไป จากที่นี้แล้วจงคบผู้นั้นเถิด. [๑๒๘๖] ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจ เจ้า ไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตัวเหมือนบุตรที่เกิดแต่ อกผู้นั้น จงคบผู้นั้นเถิด.
หน้า 711 ข้อ 1287, 1288, 1289, 1290
[๑๒๘๗] อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติโดยธรรม แม้ เมื่อประพฤติอยู่ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญา เถิด. [๑๒๘๘] แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับ- กลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยน้ำขมิ้น รักง่ายหน่าย เร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์. [๑๒๘๙] เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือน บุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือน บุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ ฉะนั้น. [๑๒๙๐] แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแก่ผู้ที่คบ คนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่ ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่ ร่วมกับศัตรูฉะนั้น.
หน้า 712 ข้อ 1291
[๑๒๙๑] แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้อง เจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่า สมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับ คนพาลเป็นทุกข์. จบ หลิททราคชาดกที่ ๙ อรรถกถาหลิททราคชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ความประเล้าประโลมของนางถูลกุมารี จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุตีติกฺขํ ดังนี้. เรื่องที่เป็นปัจจุบันจักมีแจ้งในจุลลนารทชาดก ใน เตรสนิบาต. ส่วนเรื่องที่เป็นอดีต มีความดังต่อไปนี้ :- นางกุมาริกานั้น ทำลายศีลของดาบสหมู่นั้นแล้ว รู้ว่าดาบสหนุ่มตกอยู่ในอำนาจของตน คิดว่าเราจักลวงดาบสหนุ่มนี้นำไปในครรลองมนุษย์ คิดดังนี้แล้วพูดว่า ขึ้นชื่อว่าศีลที่รักษาในป่าซึ่งเว้นจากกามคุณมีรูปเป็นต้น ย่อมจะมีผล ใหญ่ไปไม่ได้ ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์ ซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งกามคุณ มีรูปเป็นต้น ย่อมมีผลใหญ่ มาเถิดท่านจงไปรักษาศีลกับเราในครรลอง มนุษย์นั้น ป่าจะเป็นประโยชน์อะไรแก่ท่าน ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ที่ ๑ ว่า :-
หน้า 713 ข้อ 1291
ความอดทนด้วยศีลอยู่ในป่าอันมีที่นอน และที่นั่งอันสงัดเงียบ จะมีผลดีอะไร ส่วน ชนเหล่าใดอดทนอยู่ในบ้าน ชนเหล่านั้นเป็น ผู้ประเสริฐกว่าท่าน. ความอดกลั้นด้วยดี ชื่อว่า สุตีติกฺขํ ในคาถานั้น. บทว่า ตีติกฺขนฺติ คือ อดกลั้นภัยธรรมชาติทั้งหลายมีความเย็นเป็นต้น. ดาบสหนุ่มได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า บิดาของเราไปป่า เมื่อท่านมาแล้ว เราจักลาท่านก่อนแล้วจึงไป. นางกุมาริกานั้นคิดว่า ได้ยินว่า ดาบสหนุ่มนี้มีบิดาถ้าท่านเห็น เราก็จักโบยตีให้เราถึงความพินาศด้วยไม้คานเราควรไปก่อนเถิด ครั้น แล้วก็กล่าวกะพระดาบสหนุ่มว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจะทำเครื่องหมายใน หนทางไปก่อนท่านจงตามมาภายหลัง. ดาบสหนุ่มนั้นครั้นนางกุมาริกา ไปแล้วก็มิได้เก็บฟืน มิได้ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียว เท่านั้น แม้เวลาบิดามาก็มิได้ต้อนรับ ลำดับนั้น บิดารู้ว่าบุตรของเรานี้ ตกอยู่ในอำนาจของหญิงเสียแล้ว จึงถามดาบสหนุ่มนั้นว่า แน่ะพ่อ เหตุไรเจ้าจึงไม่เก็บฟืน ไม่ตั้งน้ำใช้น้ำฉัน ได้แต่นั่งซบเซาอยู่อย่างเดียว เท่านั้น ดาบสหนุ่มถามว่า ข้าแต่พ่อได้ยินว่า ศีลที่รักษาในป่าไม่มีผลมาก ศีลที่รักษาในครรลองมนุษย์มีผลมากกว่า ฉันจักไปรักษาศีลในครรลอง
หน้า 714 ข้อ 1291
มนุษย์ สหายของฉันสั่งว่าจงตามมาภายหลัง แล้วเขาไปล่วงหน้า ฉัน จักไปกับสหายนั้น เมื่อฉันอยู่ในครรลองมนุษย์นั้น ควรคบคนเช่นไร ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ข้าแต่พ่อ ฉันออกจากป่าสู่บ้านแล้ว ควรคบคนที่มีศีลอย่างไร มีวัตรอย่างไร ฉัน ขอถามท่าน ขอท่านจงบอกฉันด้วย. ลำดับนั้น ดาบสผู้บิดาเมื่อจะบอกแก่ดาบสหนุ่ม จึงได้กล่าว คาถาที่เหลือว่า :- แน่ะพ่อ ผู้ใดคุ้นเคยคับเจ้า อดทนต่อ ความคุ้นเคยของเจ้าได้ เป็นผู้ตั้งใจฟังคำพูด ของเจ้าและอดทนต่อคำพูดของเจ้าได้ เจ้าไป จากที่นี้แล้ว จงคบผู้นั้นเถิด. ผู้ใดไม่มีกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจ เจ้า ไปจากที่นี้แล้ว จงตั้งตัวเหมือนบุตรที่เกิดแต่ อกผู้นั้น จงคบผู้นั้นเถิด. อนึ่ง ผู้ใดย่อมประพฤติโดยธรรม แม้ เมื่อประพฤติอยู่ก็ไม่ถือตัว เจ้าไปจากที่นี้แล้ว
หน้า 715 ข้อ 1291
จงคบผู้นั้น ผู้กระทำกรรมอันบริสุทธิ์ มีปัญญา เถิด. แน่ะพ่อ เจ้าอย่าคบบุรุษที่มีจิตกลับ- กลอกดุจผ้าที่ย้อมด้วยนำขมิ้น รักง่ายหน่าย เร็ว ถึงแม้ว่าพื้นชมพูทวีปจะพึงไร้มนุษย์. เจ้าจงเว้นคนเช่นนั้นเสียให้ห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ละเว้นอสรพิษที่ดุร้าย เหมือน บุคคลผู้ละเว้นหนทางที่เปื้อนคูถ และเหมือน บุคคลผู้ไปด้วยยานละเว้นหนทางที่ขรุขระ ฉะนั้น. แน่ะพ่อ ความพินาศย่อมมีแต่ผู้ที่คบ คนพาล เจ้าอย่าสมาคมกับคนพาลเลย การอยู่ ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ เหมือนอยู่ ร่วมกับศัตรูฉะนั้น. แน่ะพ่อ เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้อง เจ้า ขอเจ้าจงกระทำตามคำของพ่อ เจ้าอย่า สมาคมกับคนพาลเลย เพราะการสมาคมกับ คนพาลเป็นทุกข์.
หน้า 716 ข้อ 1291
บรรดาบทเหล่านั้น หลายบทว่า โย เต วิสฺสาสเต เท่ากับ โย ตว วิสฺสาเสยฺย แปลว่า ผู้ใดพึงคุ้นเคยกับเจ้า. สองบทว่า ขเมยฺย เต ความว่า ผู้ใดพึงอดทนต่อความคุ้นเคยที่เจ้ากระทำแล้ว ในตน. บทว่า สุสฺสูสี จ ตีติกฺขี จ ความว่า ผู้ใดพึงเป็นผู้ประกอบ แล้วด้วยการฟังด้วยดี ซึ่งถ้อยคำของเจ้าและด้วยการอดกลั้นต่อถ้อยคำ ของเจ้า. ด้วยบทว่า โอรสีว ปติฏฺาย เจ้าพึงตั้งตน คือพึงดำรงตน อยู่เหมือนบุตรผู้เกิดแต่อกของมารดา ฉะนั้น แล้วรู้สึกอยู่ว่า เหมือน มารดาของตนพึงคบผู้นั้น. บทว่า โย จ ธมฺเมน จรติ ความว่า ผู้ใดประพฤติโดยสุจริตธรรมสามอย่างนั่นแล. บทว่า น มญฺติ ความว่า แม้เมื่อประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่ถือตัวว่าเราประพฤติธรรม. บทว่า วิสุทฺธการึ ได้แก่ผู้กระทำกุศลกรรมบถสิบประการอันบริสุทธิ์. บทว่า ราควิราคินํ ได้แก่ผู้รักง่ายและหน่ายเร็ว คือมีอันรักแล้ว ก็หน่ายในขณะนั้นเป็นสภาพ. บทว่า นิมฺมนุสฺสมฺปิ เจ สิยา ความว่า แม้ถ้าว่าพื้นชมพูทวีปจะไม่มีมนุษย์ไชร้ มีแต่มนุษย์ผู้นั้นประดิษฐาน อยู่ผู้เดียว แม้ถึงกระนั้นเจ้าก็อย่าคบคนเช่นนั้น. บทว่า มหาปถํ คือดุจบุคคลละเว้นหนทางที่เปรอะเปื้อนด้วยคูถฉะนั้น. บทว่า ยานีว คือดุจบุคคลผู้ไปด้วยยาน. บทว่า วิสมํ คือที่ไม่เรียบราบเช่นเป็น ที่ลุ่มที่ดอนมีตอและหินเป็นต้น. บทว่า พาลํ อจฺจูปเสวโต ได้แก่ ผู้คบคนพาลคือคนไม่มีปัญญา. บทว่า สพฺพทา ความว่า แน่ะพ่อ ขึ้นชื่อว่าการอยู่ร่วมกับคนพาลเป็นทุกข์ทุกเมื่อ คือตลอดกาลเป็นนิจ
หน้า 717 ข้อ 1291
เหมือนอยู่ร่วมกับศัตรูฉะนั้น. สองบทว่า ตํ ตาหํ ความว่า เพราะเหตุนั้น พ่อจึงขอร้องเจ้า. ดาบสหนุ่มนั้นได้ฟังคำสอนของบิดาอย่างนี้แล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ พ่อฉันไปสู่ครรลองมนุษย์ จักไม่ได้บัณฑิตเช่นพ่อฉันกลัวการไปใน ครรลองมนุษย์นั้น ฉันจักอยู่ในสำนักของพ่อนี้แหละ ลำดับนั้น ดาบส ผู้เป็นบิดาได้ให้โอวาทแก่ดาบสหนุ่มยิ่งขึ้นไปอีก แล้วสอนให้บริกรรม ในกสิณ ต่อมาไม่นานนักดาบสหนุ่มก็ได้อภิญญาและสมาบัติ เป็นผู้มี พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้ากับดาบสผู้เป็นบิดา. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ได้ทรง ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า พระดาบสหนุ่มในครั้งนั้น ได้มาเป็น ภิกษุผู้กระสันในบัดนี้ นางกุมาริกาในครั้นนั้น ได้มาเป็นนางถูลกุมาริกา ในบัดนี้ ส่วนพระดาบสผู้เป็นบิดา คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาหลิททราคชาดกที่ ๙
หน้า 718 ข้อ 1292, 1293, 1294
๑๐. สมุคคชาดก ว่าด้วยเปรียบหญิงมีอาการคล้ายก้นเหว [๑๒๙๒] แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมา จากที่ไหนหนอ ท่านทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญ มานั่งที่อาสนะนี้เถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีความเจ็บไข้ กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน ที่นี้. [๑๒๙๓] วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้คนเดียวเท่านั้น อนึ่ง ใครผู้ที่จะเป็นที่สองของข้าพเจ้าก็มีได้มี ข้าแต่พระฤาษี คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า แน่ะ ท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหน หนอ ดังนี้ หมายถึงอะไร ? [๑๒๙๔] ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่าน ที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยาที่ท่านใส่ไว้ ในท้อง รักษาไว้ทุกเมื่อนั้น ร่วมยินดีกับ
หน้า 719 ข้อ 1295, 1296, 1297
วิชาธรชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้นอีก คนหนึ่ง. [๑๒๙๕] ทานพนั้นอันฤาษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็มี ความสลดใจสะดุ้งกลัว จึงคายสมุคออกมา เปิดดู ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรในสมุคนั้น. [๑๒๙๖] เหตุข้อนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูง เห็นดีแล้ว นรชนทั้งหลายเหล่าใดเป็นคน เลวทราม อยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชม ยินดี นรชนทั้งหลายเหล่านั้น ได้แก่ตัวเราเอง เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้อง เพียงดัง ชีวิต กลับมาประทุษร้ายเราไปชื่นชมยินดีกะ บุรุษอื่น. [๑๒๙๗] เราบำรุงบำเรอภรรยานั้นทั้งกลางวัน กลางคืน เหมือนดาบสผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอ บูชาไฟอันลุกโชนฉะนั้น นางยังก้าวล่วงธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิด ภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.
หน้า 720 ข้อ 1298, 1299, 1300
[๑๒๙๘] เรามักมั่นใจหญิงผู้ไม่มีความสงบ ไม่ สำรวมว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา และมั่น ใจว่าเป็นภรรยาของเรา ดังนั้น นางจึงก้าวล่วง ธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควร เชยชิดภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้. [๑๒๙๙] บัณฑิตจะพึงวางใจว่า หญิงนี้เรารักษา ไว้ดีแล้วดังนี้อย่างไรได้ อุบายที่จะป้องกัน รักษาหญิงผู้มีหลายใจไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่า หญิงเหล่านั้นมีอาการคล้ายกับเหวที่เรียกกันว่า บาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อม ถึงความพินาศทั้งนั้น. [๑๓๐๐] เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่ เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นเป็นผู้มี ความสุขไร้โศก ความประพฤติไม่คลุกคลี กับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ ผู้ ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่ควรเชยชิด ด้วยมาตุคามทั้งหลาย. จบ สมุคคชาดกที่ ๑๐
หน้า 721 ข้อ 1300
อรรถกถาสมุคคชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ. ภิกษุผู้กระสัน จึงได้ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า กุโต นุ อาคจฺฉถ ดังนี้. ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุผู้กระสันนั้นว่า ดูก่อน ภิกษุ ได้ยินว่า เธอกระสันจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า ดังนี้ รู้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอปรารถนามาตุคามเพราะ เหตุไร ? ขึ้นชื่อว่ามาตุคามไม่ใช่สัตบุรุษุ เป็นอกตัญญู แม้ยักษ์ทานพ ในกาลก่อน กลืนมาตุคามเข้าไว้ในท้องพาเที่ยวไป ก็ยังไม่อาจรักษา มาตุคาม ทำให้เธอมีสามีคนเดียวได้ เธอจักอาจรักษาได้อย่างไร ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์สละกามเข้าไปในดินแดนป่าหิมพานต์ บวช เป็นฤาษี ได้อภิญญาและสมาบัติแล้ว ดำรงชีพอยู่ด้วยผลไม้น้อยใหญ่ ณ ที่ไม่ไกลบรรณศาลาของพระโพธิสัตว์นั้น มียักษ์ทานพตนหนึ่งอยู่ ยักษ์นั้นเข้าไปหาพระมหาสัตว์ ฟังธรรมอยู่เสมอ ๆ อนึ่ง ยักษ์นั้นมัก ไปอยู่ที่หนทางที่มนุษย์ทั้งหลายสัญจรไปมาในดง เห็นมนุษย์เดินทางมา ก็จับกินเสีย. ครั้งนั้น ในแคว้นกาสี มีนางกุลธิดาคนหนึ่ง มีรูปร่างสวยงาม มาก อาศัยอยู่ ณ ปัจจันตคามแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง นางมาเพื่อจะเยี่ยม
หน้า 722 ข้อ 1300
มารดาบิดา ในเวลากลับทานพนั้นเห็นพวกบริวารของนาง จึงวิ่งขับไล่ ด้วยรูปร่างที่น่ากลัว พวกบริวารที่ถือข้าวของไปต่างก็พากันทิ้งสิ่งของ หนีไปสิ้น ทานพเห็นมาตุคามรูปงามนั่งมาในยาน เกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงนำไปถ้ำของตนเลี้ยงดูเป็นภรรยา ตั้งแต่นั้นมา ทานพได้นำเนยใส ข้าวสาร ปลา เนื้อ เป็นต้น และผลไม้ที่อร่อยมาเลี้ยงดูภรรยา และ ประดับนางด้วยเครื่องประดับคือผ้า ให้นางนอนในมุคมีสัณฐานเหมือน ขวด แล้วกลืนสมุคนั้นเข้าไว้ในท้อง พิทักษ์รักษาภรรยาด้วยท้อง วันหนึ่ง ทานพนั้นไปสระน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะอาบน้ำ คายสมุค ออกแล้วเอานางออกจากสมุคนั้นให้อาบน้ำ ทาแป้ง แต่งกาย แล้ว กล่าวว่า เธอจงตากอากาศสักครู่หนึ่ง ให้นางยืนอยู่ใกล้ ๆ สมุค ตนเอง ก็ลงไปที่ท่าน้ำ มิได้มีความสงสัยภรรยา จึงได้ไปอาบไกลไปหน่อย ขณะนั้น วิทยาธรชื่อวายุบุตรเหน็บพระขรรค์เหาะมา นางนั้นเห็น วิทยาธรแล้วยกมือชูขึ้นเป็นเชิงให้รู้ว่า มานี่เถิดท่าน วิทยาธรก็ลงมา ทันที ลำดับนั้น นางเอาวิทยาธรนั้นใส่ในสมุค คอยแลดูทางมาของ ทานพ พลางนั่งลงบนสมุค ครั้นเห็นทานพมาก็แสดงตนแก่ทานพนั้น เมื่อทานพยังไม่ทันถึงสมุค นางก็เปิดสมุคแล้วเข้าไปข้างในนอนทับ วิทยาธรแล้วเอาผ้าห่มของตนคลุมไว้ ทานพมาไม่ได้ตรวจตราสมุคให้ดี ก่อน กลืนสมุคเข้าไปด้วยเข้าใจว่าเมียเราคนเดียวไปถ้ำของตน ใน ระหว่างทางคิดว่า เราไม่ได้เยี่ยมท่านดาบสเสียนาน วันนี้เราจัก
หน้า 723 ข้อ 1300
นมัสการท่านก่อน จึงไปสู่สำนักท่านดาบส ดาบสเห็นทานพนั้นมา แต่ไกลรู้ว่ามีคนสองคนอยู่ในท้อง เมื่อจะเจรจา จึงได้กล่าวคาถา ที่ ๑ ว่า :- แน่ะท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมา จากที่ไหนหนอ ท่านทั้งหลายมาดีแล้ว เชิญ มานั่งที่อาสนะนี้เถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายเห็นจะสุขสบายดี ไม่มีความเจ็บไข้ กระมัง นานมาแล้ว ท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน ที่นี้. ศัพท์ว่า โภ ในคาถานั้นเป็นอาลปนะ. บทว่า กจฺจิตฺถ เท่ากับ กจฺจิ โหถ ภาถ วิชฺชถ ความว่า ท่านทั้งหลายจำเริญดีแลหรือ ? ดาบสเมื่อจะทักทายอีกจึงกล่าวว่า โภนฺโต แปลว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย. สองบทว่า กุสลํ อนามยํ ความว่า ท่านทั้งหลายเห็นจะเป็นสุขสบายดีไม่มีโรคกระมัง ? บทคาถาว่า จิรสฺ- สพฺภาคมนํ หิ โว อิธ ความว่า นานแล้วท่านทั้งหลายเพิ่งมาใน ที่นี้วันนี้. ทานพได้ฟังดังนั้น คิดว่า เรามาสำนักท่านดาบสนี้คนเดียว เท่านั้น แต่ท่านดาบสนี้กล่าวว่าสามคน ท่านดาบสกล่าวดังนี้ เพราะ
หน้า 724 ข้อ 1300
เหตุไร ท่านดาบสนี้รู้ภาพความจริงจึงกล่าวหรือ หรือว่าเป็นบ้าจึงเพ้อ ไป เข้าไปหาท่านดาบสนมัสการแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เมื่อ จะเจรจากับท่านดาบสนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- วันนี้ข้าพเจ้ามาถึงที่นี้คนเดียวเท่านั้น ใครผู้ที่จะเป็นที่สองของข้าพเจ้าก็มิได้มี ข้าแต่พระฤาษีคำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวว่า แน่ะ ท่านผู้เจริญทั้งสาม ท่านพากันมาจากที่ไหน หนอ ? ดังนี้ หมายถึงอะไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธมชฺช ตัดบทเป็น อิธ อชฺช บทคาถาว่า กิเมว สนฺธาย เต ภาสิตํ อิเส ความว่า ข้าแต่ พระฤาษีผู้เจริญ คำที่พระผู้เป็นเจ้ากล่าวนั้นหมายถึงอะไร ? ขอท่านจง บอกให้แจ่มแจ้งแก่ข้าพระเจ้าเถิด. ท่านดาบสย้อนถามว่า อาวุโส ท่านต้องการฟังจริง ๆ หรือ ? เมื่อทานพตอบว่า จริงครับ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟังดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ท่านคนหนึ่ง และภรรยาที่รักของท่าน ที่ท่านใส่ไว้ในสมุคคนหนึ่ง ภรรยาที่ท่านใส่ไว้ ในท้อง รักษาไว้ทุกเมื่อนั้น ร่วมยินดีกับ
หน้า 725 ข้อ 1300
วิทยาธรชื่อว่าวายุบุตรภายในท้องของท่านนั้น อีกคนหนึ่ง. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า ตฺวญฺจ เอโก คืออันดับแรก ท่านคนหนึ่ง. บทว่า ปกฺขิตฺตนิกิณฺณมนฺตเร ความว่า ที่ท่านใส่สมุค เก็บไว้ข้างใน คือที่ท่านผู้ต้องการจะรักษาภริยานั้นทุกเมื่อ จึงใส่ไว้ใน สมุคนั้น เก็บไว้ข้างในคือวางไว้ภายในท้องพร้อมทั้งสมุค. สองบทว่า วายุสฺส ปุตฺเตน สหา คือร่วมยินดีกับวิทยาธรผู้มีชื่ออย่างนี้. บทว่า ตหึ รตา คือร่วมยินดีด้วยความยินดี ด้วยอำนาจกิเลสภายในท้องของ ท่านนั้นนั่นแหละ. ท่านดาบสนั้นกล่าวว่า บัดนี้ ท่านคิดว่า เราจักทำ มาตุคามให้มีสามีคนเดียว จึงพิทักษ์รักษาไว้ด้วยท้อง เที่ยวอุ้มแม้ชายชู้ ของนางไปอยู่. ทานพได้ฟังดังนั้นก็สะดุ้งกลัวว่า ธรรมดาวิทยาธรย่อมมีมายา มาก ถ้าวิทยาธรนั้นมีพระขรรค์อยู่ในมือก็จักผ่าท้องเราหนีไป จึงคาย สมุควางไว้ตรงหน้าทันที. พระศาสดาผู้เป็นอภิสัมพุทธะ เมื่อจะทรงประกาศความเป็นไป นั้น จึงได้ตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :- ทานพนั้นอันฤาษีชี้แจงให้ฟังแล้ว ก็มี ความสลดใจสะดุ้งกลัว จึงคายสมุคออกมา
หน้า 726 ข้อ 1300
เปิดดู ได้เห็นภรรยาผู้ทัดทรงดอกไม้อันสะอาด ร่วมยินดีกับวิทยาธรชื่อว่า วายุบุตรในสมุคนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺทกฺขิ คือเปิดสมุคแล้วจึงได้เห็น. พอทานพเปิดสมุคขึ้นเท่านั้น วิทยาธรก็ร่ายวิชา ถือพระขรรค์ เหาะไปในอากาศ ทานพเห็นดังนั้นก็มีความยินดีต่อพระมหาสัตว์ จึงได้ กล่าวคาถาที่เหลือมีความสรรเสริญเป็นเบื้องต้นว่า :- เหตุข้อนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูง เห็นดีแล้ว นรชนทั้งหลายเหล่าใดเป็นคน เลวทราม ตกอยู่ในอำนาจแห่งความชื่นชม ยินดี นรชนทั้งหลายเหล่านั้น ได้แก่ตัวเราเอง เพราะว่าภรรยาที่เรารักษาไว้ในท้อง เพียงดัง ชีวิต กลับมาประทุษร้ายเราไปชื่นชมยินดีกะ บุรุษอื่น. เราบำรุงบำเรอภรรยานั้นทั้งกลางวัน กลางคืน เหมือนดาบสผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอ บูชาไฟอันลุกโชนฉะนั้น นางยังก้าวล่วงธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควรเชยชิด ภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้.
หน้า 727 ข้อ 1300
เรามักมั่นใจหญิงผู้ไม่มีความสงบ ไม่ สำรวมว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา และมั่น ใจว่าเป็นภรรยาของเรา ดังนั้น นางจึงก้าวล่วง ธรรม ประพฤติสิ่งที่ไม่เป็นธรรม เราไม่ควร เชยชิตภรรยาผู้ร่าเริงเช่นนี้. บัณฑิตจะพึงวางใจว่า หญิงนี้เรารักษา ไว้ดีแล้วดังนี้อย่างไรได้ อุบายที่จะป้องกัน รักษาหญิงผู้มีหลายใจไม่พึงมีโดยแท้ เพราะว่า หญิงเหล่านั้นมีอาการคล้ายกับเหวที่เรียกกันว่า บาดาล บุรุษผู้ประมาทในหญิงเหล่านั้น ย่อม ถึงความพินาศทั้งนั้น. เพราะเหตุนั้นแหละ ชนเหล่าใดไม่ เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้นเป็นผู้มี ความสุขไร้โศก ความประพฤติไม่คลุกคลี กับมาตุคามนี้ เป็นคุณนำความสุขมาให้ ผู้ ปรารถนาความเกษมอันอุดม ไม่ควรเชยชิด ด้วยมาตุคามทั้งหลาย.
หน้า 728 ข้อ 1300
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทิฏฺรูปุคฺคตปานุวตฺตินา ความว่า ข้าแต่พระฤาษีผู้เจริญ เหตุอันนี้ ท่านผู้ประพฤติตบะชั้นสูงเห็นดีแล้ว. บทว่า หีนา คือเป็นคนต่ำ. บทว่า ยถา หเว ปาณริเวตฺถ รกฺขิตา ความว่า ภรรยานี้ที่เราดูแลรักษาไว้ในที่นี้คือภายในท้องนี้เพียงดังชีวิต ของตน. สองบทว่า ทุฏฺา มยิ ความว่า บัดนี้ กลับมาทำกรรมของ ผู้ประทุษร้ายมิตร ประทุษร้ายเราไปชื้นชมยินดีกะบุรุษอื่น. บทว่า โชติริวา วเน วสํ ความว่า เราบำรุงคือบำเรอภรรยานั้นเหมือนฤาษี ผู้มีตบะอยู่ในป่าบำเรอไฟฉะนั้น. บทว่า สา ธมฺมมุกฺกมฺม ความว่า ภรรยานั้นยังก้าวล่วงคือล่วงเกินธรรม. บทว่า อกฺรียรูโป เท่ากับ อกตฺตพฺพรูโป แปลว่า ไม่ควรทำ. บทว่า สรีรมชฺฌมฺหิ ิตาติ มญฺิหํ มยฺหํ อยนฺติ อสตํ อสญฺตํ ความว่า เรามักมั่นใจ หญิงนี้ผู้ไม่มีความสงบ คือผู้ประกอบด้วยธรรมของอสัตบุรุษผู้ไม่สำรวม คือผู้ทุศีลว่าอยู่ในท่ามกลางสรีระของเรา แต่มั่นใจว่า ดังนี้ เป็นภรรยา ของเรา. บทว่า สุรกฺขิตมฺเมติ กถนฺนุ วิสลเส ความว่า บัณฑิต จะพึงวางใจอย่างไรได้ว่า หญิงนี้เรารักษาไว้ดีแล้ว แม้แต่คนเช่นเรา รักษาภรรยาไว้ในท้องของตนแท้ ๆ ยังไม่อาจรักษาไว้ได้. บทว่า ปาตาล ปปาตสนฺนิภา ความว่า ชื่อว่ามีอาการคล้ายกับเหว ที่เรียกกันว่า บาดาลในมหาสมุทร เพราะหญิงเหล่านั้นเป็นผู้ยากที่บุคคลจะให้เต็ม ด้วยความยินดีของชาวโลกได้. บทว่า เอตฺถปฺปมตฺโต ความว่า บุรุษ ผู้ประมาทในหญิงผู้ไร้คุณแบบนี้เหล่านั้น ย่อมถึงความพินาศใหญ่. บทว่า
หน้า 729 ข้อ 1300
ตสฺมา หิ ความว่า เพราะผู้ตกอยู่ในอำนาจของมาตุคาม ย่อมถึงความ พินาศใหญ่ ฉะนั้นชนเหล่าใดไม่เที่ยวคลุกคลีกับมาตุคาม ชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้มีความสุข. บทว่า เอตํ สวํ ความว่า ความประพฤติของ บุคคลผู้ไม่คลุกคลีคือไม่เกี่ยวข้องกับมาตุคามนี้เป็นความสุข คือเป็น ความดี ได้แก่เป็นความเกษมอันอุดมอันบุคคลพึงปรารถนา ผู้ปรารถนา ความเกษมอันอุดมนั้น ไม่ควรทำความเชยชิดสนิทสนมกับ มาตุคาม เลย. ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ทานพได้หมอบลงแทบเท้าของ พระมหาสัตว์ กล่าวสรรเสริญชื่นชมพระมหาสัตว์ว่า ข้าพเจ้าได้ชีวิตไว้ เพราะอาศัยท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่ถูกนางผู้มีธรรมลามกนี้ใช้ให้วิทยาธร ฆ่า แม้พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงธรรมแก่ทานพนั้นแล้วกล่าวว่า ท่าน อย่าได้ทำกรรมชั่วอะไร ๆ แก่หญิงนี้ จงรับศีล ให้ทานพนั้นตั้งอยู่ใน ศีลห้า ทานพคิดว่า แม้เราจะพิทักษ์รักษาด้วยท้อง ก็ยังไม่อาจรักษา หญิงนั้นไว้ได้ คนอื่นใครเล่าจะรักษาได้ จึงส่งนางนั้นไปแล้ว ตนเองก็ เข้าป่าอันเป็นที่อยู่ของตน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ให้ทรง ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ได้ดำรงอยู่ในโสดา- ปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า ดาบสผู้มีทิพยจักษุในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสมุคคชาดกที่ ๑๐
หน้า 730 ข้อ 1301, 1302, 1303, 1304
๑๑. ปูติมังสชาดก ว่าด้วยโทษของการมองในเวลาที่ไม่ควรมอง [๑๓๐๑] แน่ะสหาย การจ้องดู ของสุนัขจิ้งจอก ชื่อปูติมังสะไม่เป็นที่ชอบใจเราเลย บุคคลพึง เว้นสหายเช่นนี้ ให้ห่างไกล. [๑๓๐๒] สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่า เวณีนี้เป็นบ้า ไป ได้พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายให้ ผัวฟัง ครั้นแพะตัวเมียถอยหลังกลับไปไม่มา ก็นั่งซบเซาถึงแพะตัวเมียชื่อเมณฑิมาตา ผู้มา แล้วถอยหลังกลับไปเสีย. [๑๓๐๓] แน่ะเพื่อน ท่านนั้นแหละเป็นบ้า มี ปัญญาทราม ขาดปัญญาเครื่องพิจารณา ท่าน นั้นทำอุบายล่อลวงว่าตาย แต่ชะเง้อดู โดย กาลอันไม่ควร. [๑๓๐๔] บัณฑิตไม่ควรเพ่งดูในกาลอันไม่ควร ควรเพ่งดูแต่ในกาลอันควร ผู้ใดเพ่งดูในกาล
หน้า 731 ข้อ 1305, 1306, 1307, 1308
อันไม่ควร ผู้นั้นย่อมซบเซา เหมือนสุนัขจิ้ง- จอกชื่อปูติมังสะ ฉะนั้น. [๑๓๐๕] ดูก่อนสหาย ขอความรักจงมีแก่เรา ท่านจงให้ความเอิบอิ่มแก่เรา สามีของเรากลับ ฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าท่านมีความรักเรา ก็จงมา กับเราเถิด. [๑๓๐๖] แน่ะสหาย ขอความรักจงมีแก่ท่าน เรา จะให้ความเอิบอิ่มแก่ท่าน เราจักมาด้วยบริวาร เป็นอันมาก ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เถิด. [๑๓๐๗] บริวารของท่านเป็นเช่นไร เราจักจัดแจง โภชนาหารเหล่าใด ก็บริวารเหล่านั้นทั้งหมดมี ชื่อว่าอย่างไร เราขอถาม ขอท่านจงบอกบริวาร เหล่านั้นแก่เรา. [๑๓๐๘] บริวารของเราเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิ- ยะ ๑ ชื่อจตุรักขะ ๑ ชื่อปิงคิยะ ๑ ชื่อชัม- พุกะ ๑ ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เพื่อบริวาร เหล่านั้นเถิด.
หน้า 732 ข้อ 1309
[๑๓๐๙] เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของของ ท่านไม่มีใครดูแล จักเสียหาย คำพูดของ สหายมิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี้เถิด อย่าไปเลย. จบ ปูติมังสชาดกที่ ๑๑ อรรถกถาปูติมังสชาดกที่ ๑๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ความไม่สำรวม จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น โข เม รุจฺจติ ดังนี้. ความย่อมีว่า สมัยหนึ่ง ภิกษุจำนวนมากไม่คุ้มครองทวารใน อินทรีย์ทั้งหลาย พระศาสดาตรัสแก่พระอานนทเถระว่า ควรจะกล่าว สอนภิกษุเหล่านี้. รับสั่งให้ประชุมภิกษุสงฆ์เป็นพิเศษ เสด็จไปในท่าม- กลางประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันประเสริฐที่จัดไว้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลาย มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรถือนิมิตรใน รูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร เพราะถ้าตายลงในขณะนั้น จะ บังเกิดในอบายมีนรกเป็นต้น ฉะนั้น อย่าถือศุภนิมิตรในรูปเป็นต้น ขึ้นชื่อว่าภิกษุไม่ควรยึดรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะผู้ที่ยึดรูปเป็นต้น
หน้า 733 ข้อ 1309
เป็นอารมณ์ ย่อมถึงมหาพินาศในปัจจุบันทีเดียว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะฉะนั้น จักขุนทรีย์ที่ถูกแทงด้วยซี่เหล็กแดงประเสริฐ ว่าการ แลดูศุภนิมิตรในรูปไม่ประเสริฐเลย เวลาที่พวกเธอจะควรแลดูรูปมีอยู่ บางคราว เวลาที่พวกเธอไม่ควรแลดูรูปมีอยู่บางคราว ในเวลาแลดู ไม่ควรแลดูด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร ควรแลดูด้วยสามารถแห่งอศุภ- นิมิตรเท่านั้น เมื่อทำได้อย่างนี้ ก็จักไม่เสื่อมจากอารมณ์ของตน ก็อะไร เล่าเป็นอารมณ์ของพวกเธอ คือ สติปัฏฐาน ๔ อริยมรรคมีองค์ ๘ โลกุตตรธรรม ๙ เมื่อพวกเธอโคจรอยู่ในอารมณ์เช่นนี้ มารก็จะไม่ได้ โอกาสทำร้าย แต่ถ้าพวกเธอตกอยู่ในอำนาจกิเลส แลดูด้วยสามารถแห่ง ศุภนิมิตร ก็จักเสื่อมจากอารมณ์ของตน เหมือนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ เสื่อมจากที่หาอาหารฉะนั้น แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อ ไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนคร พาราณสี. มีแพะหลายร้อยอยู่ในถ้ำเชิงภูเขา ในแดนป่าหิมพานต์ ณ ที่ ใกล้ ๆ กับที่อยู่ของแพะเหล่านั้น มีสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะกับภรรยาชื่อ เวณี อยู่ในถ้ำแห่งหนึ่ง วันหนึ่ง สุนัขจิ้งจอกเที่ยวไปกับภรรยา เห็น แพะเหล่านั้น คิดว่า เราควรจะกินเนื้อแพะเหล่านี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่ง แล้วได้ใช่อุบายฆ่าแพะวันละตัว สุนัขจิ้งจอกทั้งสองกินเนื้อแพะจนมี กำลังร่างกายอ้วนสมบูรณ์ แพะก็น้อยลงโดยลำดับ ในกลุ่มแพะเหล่า
หน้า 734 ข้อ 1309
นั้น มีแพะตัวเมียตัวหนึ่งชื่อเมณฑิกมาตา เป็นแพะฉลาดรู้เท่าทันอุบาย สุนัขจิ้งจอกไม่อาจฆ่ามันได้ วันหนึ่ง จึงปรึกษากับภรรยาว่า ที่รัก แพะทั้งหลายหมดสิ้นแล้ว เราควรใช้อุบายกินแพะตัวเมียตัวนี้ และ ในเรื่องนี้มีอุบายดังนี้ คือตัวเจ้าผู้เดียว จงไปเป็นเพื่อนกับเขา ครั้น เมื่อนางแพะมีความคุ้นเคยกับเจ้า เราจักนอนทำเป็นตาย เจ้าจงเข้าไป หานางแพะแล้วพูดว่า แม่แพะเอ๋ย สามีของฉันตายเสียแล้ว และฉัน ก็ไม่มีที่พึ่ง นอกจากท่านแล้ว ญาติคนอื่นของฉันไม่มี ท่านจงมาเถิด พวกเราจักพากันร้องไห้คร่ำครวญเผาศพสามีของฉัน ดังนี้แล้ว จงพา เขามา แล้วฉันจักโดดขึ้นกัดคอฆ่าแพะนั้นเสีย. สุนัขจิ้งจอกตัวเมียรับ คำว่า ดีแล้ว จึงไปคบมันเป็นเพื่อน เมื่อคุ้นเคยกันแล้ว ก็ได้กล่าวกะมัน อย่างนั้น. มันจึงกล่าวว่า แน่ะสหายการที่เราจะไปนั้นไม่ควร สามี ของท่านกินญาติของเราจนหมด เรากลัวไม่อาจไป สุนัขจิ้งจอกตัวเสีย จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย อย่ากลัวเลยผู้ที่ตายแล้วจะทำอะไรได้ แพะตัว เมียแม้กล่าวตอบอย่างนี้ว่า สามีของท่านมีฤทธิ์เดชมาก ฉันกลัวจริง ดังนี้ ถูกสุนัขจิ้งจอกตัวเมียวิงวอนอยู่บ่อย ๆ คิดว่า สุนัขจิ้งจอกคงตาย แน่ จึงรับคำแล้วไปกับสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย และเมื่อไปมันคิดว่า ใคร จะรู้ว่าจักมีเหตุอะไรเกิดขึ้น จึงให้สุนัขจิ้งจอกตัวเมียไปข้างหน้า มัน ตามไปพลาง คอยกำหนดสุนัขจิ้งจอกอยู่ด้วย เพราะความสงสัยใน สุนัขจิ้งจอกนั้น.
หน้า 735 ข้อ 1309
สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ได้ยินเสียง/ีเท้าสัตว์ทั้งสอง คิดว่า แพะตัวเมีย มาถึงหรือยัง จึงยกศีรษะขึ้นชำเลืองดู. แพะตัวเมียเห็นสุนัขจิ้งจอกทำ ดังนั้น คิดว่า สุนัขจิ้งจอกนี้เลวมาก ประสงค์จะลวงเรามาฆ่า นอน ทำเป็นตาย จึงกลับไป สุนัขจิ้งจอกตัวเมียจึงถามว่า เหตุใดท่านจึงหนี ไปเสีย ? เมื่อจะกล่าวเหตุนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- แน่ะสหาย การจ้องดู ของสุนัขจิ้งจอก ชื่อปูติมังสะไม่เป็นที่ชอบใจเราเลย บุคคลพึง เว้นสหายเช่นนี้ ให้ห่างไกล. บรรดาเหล่านั้น บทว่า อาฬิ เป็นอาลปนะ ความว่า ดูก่อน เพื่อน คือ ดูก่อนสหาย. บทว่า เอตาทิสา สขารสฺมา ความว่า บุคคลหลีกจากสหายเห็นปานนี้ แล้วพึงเว้นสหายนั้นให้ห่างไกล. ก็แหละ ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว แพะตัวเมียได้กลับไปที่อยู่ของตน. สุนัขจิ้งจอกตัวเมียเมื่อไม่อาจให้แพะตัวเมียกลับมาได้ก็โกรธแพะตัวเมีย ไปสำนักของสามีตน นั่งซบเซาอยู่. ลำดับนั้น สุนัขจิ้งจอกตัวผู้ เมื่อ จะติเตียนสุนัขจิ้งจอกตัวเมีย จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่า เวณีนี้เป็นบ้า ไปได้ พรรณนาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายให้
หน้า 736 ข้อ 1309
ผัวฟัง ครั้นแพะตัวเมียถอยหลังกลับไปไม่มk ก็นั่งซบเซาถึงแพะตัวเมียชื่อเมณฑิมาตา ผู้มา แล้วถอยหลังกลับไปเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณิ เป็นชื่อของสุนักจิ้งจอกตัว เมียตัวนั้น. บทว่า วณฺเณติ ปติโน สขึ ความว่า แรกที่เดียว สุนัขจิ้งจอกตัวเมียชื่อว่าเวณีนี้ พรรณาถึงแพะตัวเมียผู้เป็นสหายของตน ในสำนักของสามีว่า แม่แพะผู้มีความรักใคร่คุ้นเคยในเราจักมาสู่สำนัก ของสามี ขอให้ท่านจงทำเป็นตายบัดนี้ ครั้นมันถอยกลับไป ก็มานั่ง ซบเซาถึง คือ เศร้าโศกถึงแม่แพะชื่อว่าเมณฑิมาตานั้น ผู้มาแล้วแต่ ไม่ถึงสำนักเรา. แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- แน่ะเพื่อน ท่านนั้นแหละเป็นบ้า มี ปัญญาทราม ขาดปัญญาเครื่องพิจารณา ท่าน นั้นทำอุบายล่อลวงว่าตาย แต่ชะเง้อดู โดย กาลอันไม่ควร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิจกฺขโณ คือ เว้นจากปัญญา เครื่องพิจารณา. บทว่า อกาเลน วิเปกฺขสิ ความว่า เมื่อแม่แพะยัง ไม่ทันมาถึงสำนักของตนเลย ชะเง้อมองในเวลาที่ไม่ควร.
หน้า 737 ข้อ 1309
ในที่นี้มีอภิสัมพุทธคาถาดังนี้ว่า :- บัณฑิตไม่ควรชะเง้อมองในกาลอันไม่ควร ควรมองดูแต่ในกาลอันควร ผู้ใดชะเง้อมอง ในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมซบเซา เหมือน สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกาเล ได้แก่ ในกาลที่จิตตุปบาท เกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งศุภนิมิตร เพราะปรารภกามคุณ กาลนี้แลชื่อว่า กาลอันไม่ควรที่ภิกษุจะพึงแลดูรูป. บทว่า กาเล ได้แก่ ในกาลที่ กำหนดถือเอารูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตร ด้วยสามารถแห่งอนุสสติ หรือด้วยสามารถแห่งกสิณ กาลนี้แลชื่อว่ากาลอันควรที่ภิกษุจะพึงแลดู รูป. ในกาลทั้งสองนั้น ชนทั้งหลายที่แลดูรูปในกาลที่มีความกำหนัด ย่อมถึงมหาพินาศ ดังนั้น. คำว่า ในกาลอันไม่ควรบัณฑิตพึงเปรียบ- เทียบด้วยชาดกทั้งหลายมีหริตจชาดกและโลมสกัสสปชาดกเป็นต้น ชนที่ แลดูรูปด้วยสามารถแห่งอศุภนิมิตรย่อมดำรงอยู่ในพระอรหัตผล ดังนั้น คำว่า ในกาลอันควร บัณฑิตพึงเปรียบเทียบด้วยเรื่องพระติสสเถระผู้- เจริญอสุภกรรมฐาน. บทว่า ปูติมํโสว ปชฺฌาติ ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย สุนัขจิ้งจอกชื่อปูติมังสะชะเง้อดูแม่แพะในกาลอันไม่ควร
หน้า 738 ข้อ 1309
จึงเสื่อมจากเหยื่อของตน ซบเซาอยู่ฉันใด ภิกษุแลดูรูปด้วยสามารถ แห่งศุภนิมิตรในกาลอันไม่ควร จึงเสื่อมจากอารมณ์มีสติปัฏฐานเป็นต้น ซบเซาอยู่ คือลำบากอยู่ทั้งในทิฏฐธรรมและสัมปรายภพฉันนั้น. แม่สุนัขจิ้งจอกชื่อเวณี ได้กล่าวปลอบโยนสุนัขจิ้งจอกชื่อปูติ- มังสะว่า ข้าแต่สามีท่านอย่าเสียใจเลย ฉันจะใช้อุบายนำนางแพะนั้น มาอีก เวลานางแพะมา ท่านอย่าประมาท จงจับไว้ให้ได้ แล้วไปสำนัก นางแพะนั้น กล่าวว่า สหายเอ๋ย การที่ท่านกลับมาเสียนั่นแหละเกิด ประโยชน์แก่เรา เพราะพอท่านมาแล้วเท่านั้นสามีก็กลับได้สติ บัดนี้ ยังมีชีวิตอยู่ท่านจงมา ไปทำปฏิสันถารกับสามีของเราเถิด ดังนี้ แล้ว กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :- ดูก่อนสหาย ขอความรักจงมีแก่เรา ท่านจงให้ความเอิบอิ่มแก่เรา สามีของเรากลับ ฟื้นขึ้นมาแล้ว ถ้าท่านมีความรักเรา ก็จงมา ไปกับเราเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ททาหิ เม ความว่า ขอท่านจงให้ความยินดีแก่เราผู้มาแล้วเพื่อชนที่รักทั้งหลาย. บทว่า ปติ สญฺชีวิโต ความว่า สามของเรากลับฟื้นขึ้นมาแล้ว คือลุกขึ้นมาแล้ว เป็นผู้ไม่มีโรค. บทว่า เอยฺยาสิ ความว่า ขอท่านจงมาไปกับเราเถิด
หน้า 739 ข้อ 1309
แม่แพะคิดว่า แม่สุนัขจิ้งจอกเลวทรามนี้ ประสงค์จะลวงเรา การกระทำตนเป็นปฏิปักษ์ไม่สมควรเลย เราจักใช้ลวงนางสุนัขจิ้งจอก บ้าง ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- แน่ะสหาย ขอความรักจงมีแต่ท่าน เรา จะให้ความเอิบอิ่มแก่ท่าน เราจักมาด้วยบริวาร เป็นอันมาก ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสฺสํ ความว่า เราจักมา แลเมื่อ มา จักมาด้วยบริวารเป็นอันมาก สำหรับอารักขาตน. ลำดับนั้น แม่สุนัขจิ้งจอกเมื่อจะถามถึงบริวารกะแม่แพะ ได้ กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :- บริวารของท่านเป็นเช่นไร เราจักจัดแจง โภชนาหารเพื่อบริวารเหล่าใด ก็บริวารเหล่านั้น ทั้งหมดมีชื่อว่าอย่างไร เราขอถาม ขอท่านจง บอกบริวารเหล่านั้นแก่เรา. เมื่อแม่แพะจะบอก ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- บริวารของเราเช่นนี้ คือ สุนัขชื่อมาลิ- ยะ ๑ ชื่อจตุรักขะ ๑ ชื่อปิงคิยะ ๑ ชื่อชัม-
หน้า 740 ข้อ 1309
พุกะ ๑ ท่านจงจัดแจงโภชนาหารไว้เพื่อบริวาร เหล่านั้นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต เม ความว่า ขอท่านจงบอก บริวารเหล่านั้นแก่เรา. คำว่า มาลิโย เป็นต้น เป็นชื่อของสุนัข ๔ ตัว. แม่แพะกล่าวดังนี้แล้วได้กล่าวต่อไปว่า บรรดาสุนัขเหล่านั้น ตัวหนึ่ง ๆ มีบริวารตัวละห้าร้อย เมื่อเป็นเช่นนี้ เราจักมีสุนัขสองพันตัว แวดล้อมมา ดังนี้ แล้วกล่าวว่า ถ้าสุนัขเหล่านั้นไม่ได้โภชนาหาร ก็ จักฆ่าท่านทั้งสองกินเสีย. แม่สุนัขจิ้งจอกได้ฟังดังนั้นก็กลัว คิดว่า ไม่ เป็นการสมควรที่แม่แพะนี้จะไปในสำนักของสามีเรา เราจักใช้อุบายทำ ให้แม่แพะนี้ไม่ไป ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของของ ท่านไม่มีใครดูแล จักเสียหาย คำพูดของ สหายมิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี้เถิด อย่าไปเลย. อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า แน่ะสหาย ในเรือนของท่านมีสิ่ง ของอยู่เป็นอันมาก เมื่อท่านออกจากเรือนไป สิ่งของนั้นก็จักไม่มีใคร
หน้า 741 ข้อ 1309
ดูแล จักเสียหาย เรานี้แหละจักบอก คำกล่าวของท่านผู้เป็นสหาย คือ เป็นเพื่อน มิได้มีความรังเกียจ ท่านจงอยู่ที่นี่แหละ อย่าไปเลย. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว แม่สุนัขจิ้งจอกมีความกลัวมรณ- ภัยรีบไปสำนักของสามี พาสามีหนีไปที่อื่น ทั้งสองผัวเมียก็ไม่อาจมาที่ นั้นอีก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง ประชุมชาดกว่า ในครั้งนั้น เราตถาคตเกิดเป็นเทวดาอยู่ที่ต้นไม้ใหญ่ ในที่นั้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปูติมังสชาดกที่ ๑๑
หน้า 742 ข้อ 1310, 1311, 1312, 1313
๑๒. ทัททรชาดก๑ ว่าด้วยคนอกตัญญู ไม่รู้จักบุญคุณคนอื่น [๑๓๑๐] ผู้ใด เจ้าให้ข้าวมันหุงกิน มันเลยกิน ลูกทั้งสองของเจ้าผู้ไม่มีความผิด เจ้าจงวาง เขี้ยวลงบนผู้นั้น อย่างปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อ ไปเลย. [๑๓๑๑] บุรุษผู้เกลือกกลั้วด้วยความหยาบ ผู้ ลบหลู่ท่อนผ้าที่ตนนุ่งอยู่ เราไม่ขอเห็นมันเลย เราจะพึงให้เขี้ยวตกไปในบุรุษไรเล่า ? [๑๓๑๒] อันคนอกตัญญู มักคอยหาโอกาสอยู่ เป็นนิตย์ ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดิน ก็ไม่พึง ทำให้มันชื่นชมยินดีได้เลย. [๑๓๑๓] ดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะ เหตุไรหนอ ท่านจึงรีบด่วนกลับมาพร้อมกับ มาณพ กิจที่เป็นประโยชน์ของท่านมีอยู่ในที่นี้ ๑. อรรถกถา เรียก ติตติรชาดก (เรียกนกกระทาพระโพธิสัตว์).
หน้า 743 ข้อ 1314, 1315, 1316
หรือ เราขอถามถึงกิจอันเป็นประโยชน์นั้น ? ขอท่านจงบอกแก่เรา. [๑๓๑๔] นกกระทาใด ผู้มีรูปงาม ซึ่งเป็นสหาย ของท่าน เราสงสัยว่า นกกระทานั้นจะถูกฆ่า เสียแล้วในวันนี้ เราได้ฟังเหตุทั้งหลายที่ต่อ เนื่องด้วยการกระทำของบุรุษนี้ จึงมิได้สำคัญ ว่า นกกระทาจะมีความสุขในวันนี้. [๑๓๑๕] ในการดำรงชีพของบุรุษนี้ ท่านได้ฟัง เหตุการณ์อะไรที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของ เขา หรือท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไรของบุรุษนี้ ? จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว. [๑๓๑๖] การค้าขายอันเป็นของชาวกลิงครัฐ บุรุษ นี้ก็ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว แม้หนทางที่มี หลักตอควรรังเกียจ บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติเที่ยว ไปด้วยการรับจ้าง การฟ้อนรำขับร้องกับคน ฟ้อนทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติมาถึงการรบ กันด้วยท่อนไม้ในท่ามกลางมหรสพ บุรุษนี้ ก็ได้เคยประพฤติมา.
หน้า 744 ข้อ 1317, 1318
[๑๓๑๗] นกทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ดักมาแล้ว การ ตวงข้าวเปลือกด้วยเครื่องตวง บุรุษนี้ก็ได้ตวง มาแล้ว การเล่นสกา บุรุษนี้ก็ได้ตั้งให้นักเลง สกาเล่นกัน ความสำรวมระวัง บุรุษนี้ก็ก้าว ล่วงเสีย เลือดที่ไหลออกมาตั้งครึ่งคืน บุรุษนี้ ก็คัดให้หยุดได้ มือทั้งสองของบุรุษนี้มีความ ร้อนในเวลารับก้อนข้าว. [๑๓๑๘] เราได้ฟังเหตุทั้งหลาย อันเกี่ยวเนื่องด้วย การกระทำของบุรุษนี้ ในการดำรงชีพของบุรุษ นี้ ดังนี้ กลุ่มขนนกกระทายังปรากฏอยู่ที่ชฎา ของบุรุษนี้ วัวทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่ากินแล้ว ไฉนจะไม่ฆ่านกกระทากินเล่า. จบ ทัททรชาดกที่ ๑๒ อรรถกถาติตติรชาดกที่ ๑๒ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ทรงปรารภ การที่ พระเทวทัตพยายามจะปลงพระชนม์พระองค์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่ม ต้นว่า โย เต ปุตฺตเก ดังนี้.
หน้า 745 ข้อ 1318
ความย่อมีว่า สมัยนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตไม่มีความละอาย ไม่ใช่คนดี คบกับ พระเจ้าอชาตศัตรู ทำอุบายเพื่อปลงพระชนม์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรง พระคุณสูงสุด โดยวิธีประกอบนายขมังธนู กลิ้งก้อนศิลา และปล่อย ช้างนาฬาคิรี พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรง ทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่ พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็ได้พยายาม ฆ่าเราเหมือนกัน ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไป นี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ- นครพาราณสี อาจารย์ทิศาปาโมกข์คนหนึ่ง สอนศิลปะแก่มาณพ ห้าร้อยคนในพระนครพาราณสี วันหนึ่งคิดว่า เราอยู่ในที่นี้มีความ กังวล แม้มาณพทั้งหลายก็จะไม่สำเร็จการศึกษา เราจะเข้าป่าเขตถิ่น หิมพานต์ อยู่ในที่นั้น บอกศิลปะ. อาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้น บอกแก่ พวกมาณพ แล้วให้ขนงา ข้าวสาร น้ำมัน และผ้าเป็นต้น เข้าป่า ให้สร้างบรรณศาลาอยู่ในที่ไม่ไกลจากหนทาง แม้พวกมาณพก็สร้าง บรรณศาลาของตน ๆ พวกญาติของมาณพทั้งหลายต่างก็ส่งน้ำมันและ ข้าวสารเป็นต้น แม้ชาวแว่นแคว้นก็พูดว่า ได้ยินว่าอาจารย์ทิศาปาโมกข์
หน้า 746 ข้อ 1318
อยู่ในป่าแห่งโน้น ให้มาณพเรียนศิลปะ ดังนี้ ต่างก็นำข้าวสารเป็นต้น ไปให้ แม้ผู้ที่เดินทางกันดารก็นำไปให้ บุรุษคนหนึ่ง ได้ให้แม่โคนม พร้อมด้วยลูกโค เพื่อประโยชน์ที่อาจารย์ทิศาปาโมกข์จะได้ดื่มน้ำมัน ณ ที่ใกล้บรรณศาลาของอาจารย์ มีเหี้ยตัวหนึ่งอยู่กับลูกอ่อนสองตัว แม้ราชสีห์และเสือโคร่ง ก็มาสู่ที่บำรุงอาจารย์นั้น นกกระทาตัวหนึ่ง ได้มาอยู่ ณ ที่นั้นเป็นประจำ นกกระทาตัวนั้นได้ยินเสียงอาจารย์กำลัง บอกมนต์แก่มาณพทั้งหลาย จึงเรียนเวทย์ได้ทั้งสาม มาณพทั้งหลาย ก็ได้คุ้นเคยกับนกกระทานั้น ต่อมา เมื่อมาณพทั้งหลายยังไม่ทันสำเร็จการศึกษา อาจารย์ได้ ทำกาละเสียแล้ว พวกมาณพช่วยกันเผาศพอาจารย์แล้ว ก่อพระสถูป ด้วยทราย เอาดอกไม้ต่าง ๆ มาบูชาแล้ว ร้องไห้คร่ำครวญอยู่. ลำดับนั้น นกกระทาถามมาณพเหล่านั้นว่า พวกท่านร้องไห้ทำไม พวกมาณพ กล่าวว่า พวกเรายังไม่สำเร็จการศึกษา อาจารย์ก็มาตายเสีย ฉะนั้น พวกเราจึงร้องไห้ นกกระทากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพวกท่านอย่าเสียใจเลย เราจะบอกศิลปะแก่พวกท่าน มาณพทั้งหลายถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไร นกกระทำตอบว่า เมื่ออาจารย์กำลังบอกแก่พวกท่าน เราได้ฟังแล้ว ได้ทำไตรเพทให้คล่องแคล่ว มาณพทั้งหลายกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่าน จงให้พวกเรารู้ความที่ตนเป็นผู้คล่องแคล่วเถิด นกกระทากล่าวว่า ถ้า เช่นนั้น พวกท่านคอยฟัง แล้วได้สวดไตรเพทที่มาณพเหล่านั้นฟั่นเฝือ
หน้า 747 ข้อ 1318
ประดุจจะบินถลามาจากยอดภูเขาลงสู่แม่น้ำฉะนั้น มาณพทั้งหลายต่างก็ ร่าเริงยินดี เริ่มเรียนศิลปะในสำนักนกกระทำผู้เป็นบัณฑิต แม้นก- กระทาก็ได้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอาจารย์ทิศาปาโมกข์ บอกศิลปะแก่ มาณพเหล่านั้น พวกมาณพได้กระทำกรงทองแก่นกกระทา ดาษ เพดานเบื้องบน นำน้ำผึ้งและข้าวตอกเป็นต้น ใส่จานทองให้นกกระทา บูชาด้วยดอกไม้นานาชนิด กระทำสักการะเป็นการใหญ่ ข่าวนกกระทา บอกมนต์แก่มาณพห้าร้อยในป่า ได้แพร่สะพัดไปทั่วชมพูทวีป. ครั้งนั้น ประชาชนในชมพูทวีปได้ป่าวร้องกันเล่นมหรสพเป็น การใหญ่ เหมือนมหรสพที่เล่นบนยอดภูเขา มารดาบิดาของมาณพ ทั้งหลายได้ฟังข่าวไปถึงบุตรว่า จงมาดูงานมหรสพ มาณพทั้งหลาย บอกลานกกระทาแล้ว ช่วยกันปิดบังนกกระทาผู้เป็นบัณทิต เหี้ย และ สัตว์ทั้งหมดตลอดจนอาศรมไม่ให้ใครรู้เห็น แล้วไปสู่เมืองของตน ๆ ในกาลนั้นดาบสชั่วร้ายไม่มีความกรุณาคนหนึ่ง ท่องเที่ยวไปในที่ต่าง ๆ มาถึงที่นั้น เหี้ยเห็นดาบสนั้นก็กระทำการต้อนรับ กล่าวว่า ข้าวสาร มีอยู่ที่โน้น น้ำมันเป็นต้นอยู่ที่โน้น ท่านจงหุงภัตรฉันเถิด ดังนี้แล้ว ก็ไปเพื่อหาอาหาร ดาบสหุงภัตรแต่เช้าทีเดียว ฆ่าลูกเหี้ยสองตัวทำเป็น กับข้าวบริโภค ตอนกลางวันฆ่านกกระทาผู้เป็นบัณฑิตและลูกโคกิน ตอนเย็นเห็นแม่โคเดินมาก็ฆ่าแม่โคนั้นเสีย กินเนื้อแล้วไปนอนหลับ กรนอยู่ที่โคนต้นไม้ เหี้ยมาในเวลาเย็นไม่เห็นลูกน้อยทั้งสอง ก็เที่ยว
หน้า 748 ข้อ 1318
วิ่งหาอยู่ รุกขเทวดาแลดูเหี้ยผู้ไม่พบลูกน้อย มีกายหวั่นไหวอยู่ จึง แสดงกายให้ปรากฏที่โพรงไม้ ด้วยทิพยานุภาพ แล้วกล่าวว่า แน่ะเหี้ย เจ้าอย่าหวั่นไหวไปเลย ลูกน้อยของเจ้า นกกระทา ลูกโค และแม่โค ถูกคนชั่วนี้ฆ่าแล้ว เจ้าจงกัดคอมันให้ตาย ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ผู้ใด เจ้าให้ข้าวมันหุงกิน มันเลยกิน ลูกทั้งสองของเจ้าผู้ไม่มีความผิด เจ้าจงวาง เขี้ยวลงบนผู้นั้น อย่าปล่อยให้มันมีชีวิตอยู่ต่อ ไปเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทินฺนภตฺโต คือผู้ที่เจ้าให้ภัตร ด้วยกล่าวว่า ท่านจงหุงภัตรฉันเถิด ดังนี้. บทว่า อทูสเก ได้แก่ ผู้ไม่มีโทษ คือปราศจากความผิด. บทว่า ตสฺมึ ทาเ อธิบายว่า เจ้าจงวางเขี้ยวทั้งสี่ลงบนคนชั่ว. บทว่า มา เต มุญฺจิตฺถ ชีวเต ความว่า ท่านอย่าปล่อยคนใจชั่วนั้นพ้นไปจากเงื้อมมือให้มันเป็นอยู่ คือ ให้มีชีวิตอยู่ต่อไปเลย อธิบายว่า มันจงอย่าได้พ้น ท่านจงให้มันถึง ความสิ้นชีวิตไปเสีย. ลำดับนั้น เหี้ยได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- บุรุษผู้เกลือกกลั้วด้วยความหยาบ ผู้
หน้า 749 ข้อ 1318
ลบหลู่ท่อนผ้าที่ตนนุ่งอยู่ เราไม่ขอเห็นมันเลย เราจะพึงให้เขี้ยวตกไปในบุรุษไรเล่า ? อันคนอกตัญญู มักคอยหาโอกาสอยู่ เป็นนิตย์ ถึงจะให้สมบัติทั้งแผ่นดิน ก็ไม่พึง ทำให้มันชื่นชมยินดีได้เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อากิณฺณลุทฺโธ ได้แก่ ผู้มีความ หยาบช้าร้ายแรง. บทว่า วิวรทสฺสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหาช่อง คือ โทษ. ด้วยบทว่า เนว นํ อภิราธเย เหี้ยแสดงไว้ว่า ถึงจะให้สมบัติ ทั้งแผ่นดินก็ไม่สามารถจะให้บุคคลเห็นปานนี้ยินดีได้เลย จะป่วยกล่าว ไปใยถึงเราที่ให้เพียงภัตตาหาร. เหี้ยกล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า บุรุษนี้ตื่นขึ้นคงกินเรา เมื่อจะ รักษาชีวิตของตน จึงได้หนีไป แม้ราชสีห์และเสือโคร่งก็เป็นเพื่อน ของนกกระทา บางครั้งสัตว์เหล่านั้นก็พากัน มาเยี่ยมนกกระทา บางครั้ง นกกระทานั้นก็ไปแสดงธรรมแก่สัตว์ทั้งสองแล้วกลับมา ก็ในวันนั้น ราชสีห์กล่าวกะเสือโคร่งว่า แน่ะเพื่อน เราไม่ได้ไปเยี่ยมนกกระทา นาน ถึงวันนี้ก็เจ็ดแปดวันแล้ว ท่านจงไปฟังข่าวของนกระทานั้นก่อน แล้วจงมา เสือโคร่งรับคำว่า ดีแล้ว ไปถึงที่นั้นในเวลาที่เหี้ยหนีไป แล้ว เห็นบุรุษชั่วนั้นหลับอยู่ ขนของนกกระทาผู้เป็นบัณฑิตยังติดอยู่
หน้า 750 ข้อ 1318
ในระหว่างชฎาของบุรุษนั้น กระดูกแม่โคและลูกโคก็ยังปรากฏอยู่ พระยาเสือโคร่งเห็นเหตุการณ์นั้นทั้งหมด ไม่เห็นนกกระทาบัณฑิตใน กรงทอง คิดว่า บุรุษชั่วนี้คงฆ่าสัตว์เหล่านั้น จงได้ถีบบุรุษชั่วนั้นให้ ลุกขึ้น ดาบสชั่วเห็นดังนั้นแล้ว มีความสะดุ้งกลัวเป็นอย่างยิ่ง ลำดับนั้น เสือโคร่งถามดาบสชั่วนั้นว่า ท่านฆ่าสัตว์เหล่านี้กินหรือ ? เมื่อได้รับ คำตอบว่า เราไม่ได้ฆ่า เราไม่ได้เคี้ยวกิน ดังนี้ จึงกล่าวว่า แน่ะ คนลามก เมื่อท่านไม่ฆ่า คนอื่นใครเล่าจักฆ่า จงบอกมาเถิด เมื่อไม่ บอก ท่านต้องตาย ดาบสนั้นกลัวมรณภัย จึงกล่าวว่า ถูกแล้วนาย เราฆ่าลูกเหี้ย ลูกโคและแม่โคกินแล้ว แต่ไม่ได้ฆ่านกกระทา ถึงดาบส นั้นจะพูดอยู่มากมาย เสือโคร่งก็ไม่เชื่อ จึงถามว่า ท่านมาแต่ไหน ? เมื่อดาบสนั้นบอกกรรมที่ตนทำทั้งหมดว่า ข้าแต่นาย ฉันนำสินค้าของ พวกพ่อค้าชาวกลิงครัฐ ไปทำงานอย่างนี้บ้าง อย่างนั้นบ้าง เพื่อเลี้ยง ชีพ บัดนี้มาถึงที่นี้ ดังนี้ จึงกล่าวว่า คนลามก เมื่อท่านไม่ฆ่านก- กระทา คนอื่นใครเล่าจักฆ่า มาเถิด เราจักนำท่านไปสู่สำนักของ ราชสีห์ผู้เป็นพระยาเนื้อ แล้วให้ดาบสนั้นเดินหน้า เดินไปพลางขู่ไป พลาง. พระยาราชสีห์เห็นพระยาเสือโคร่งนำดาบสนั้นมา เมื่อจะถาม พระยาเสือโคร่ง ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะ
หน้า 751 ข้อ 1318
เหตุไรหนอ ท่านจงรีบด่วนกลับมาพร้อมกับ มาณพ กิจที่เป็นประโยชน์ของท่านมีอยู่ในที่นี้ หรือ เราขอถามถึงกิจอันเป็นประโยชน์นั้น ? ขอท่านจงบอกแก่เรา. ในคาถานั้น พระยาราชสีห์ทักทายพระยาเสือโคร่ง โดยชื่อว่า ดูก่อนเสือโคร่ง ชื่อว่า สุพาหุ เพราะกายส่วนข้างหน้าของพระยาเสือ- โคร่งเป็นที่พอใจ ฉะนั้น พระยาราชสีห์จึงกล่าวอย่างนั้น กะพระยาเสือ- โครงนั้น. บทว่า กึ กิจฺจมตฺถิ อิธมตฺถิ ตุยฺหํ ความว่า กรณียกิจ ที่ประกอบด้วยประโยชน์มีอยู่กับมาณพนี้ ในที่นี้หรือ ? ปาฐะว่า ตุยฺหํ กึ กิจฺจมตฺถํ เนื้อความก็อย่างนี้เหมือนกัน. พระยาเสือโคร่งได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า:- นกกระทาใด ผู้มีรูปงาม ซึ่งเป็นสหาย ของท่าน เราสงสัยว่า นกกระทานั้นจะถูกฆ่า เสียแล้วในวันนี้ เราได้ฟังเหตุทั้งหลายที่ต่อ เนื่องด้วยการกระทำของบุรุษนี้ จึงมิได้สำคัญ ว่า นกกระทาจะมีความสุขในวันนี้. นกกระทำ ชื่อว่า ททฺทโร ในคาถานั้น. บทว่า ตสฺส วธํ ความว่า เราสงสัยว่า นกกระทาผู้เป็นบัณฑิตนั้นจะถูกบุรุษนี้ฆ่า
หน้า 752 ข้อ 1318
ในวันนี้. บทว่า นาหํ สุขึ ความว่า เรามิได้สำคัญว่า นกกระทา จะมีความสุข คือไม่มีโรค ในวันนี้. พระยาราชสีห์เมื่อจะถามพระยาเสือโคร่ง ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- ในการดำรงชีพของบุรุษนี้ ท่านได้ฟัง เหตุการณ์อะไรที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของ เขา หรือท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไรของบุรุษนี้ ? จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ฆ่าเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสุ เท่ากับ อสฺโสสิ แปลว่า ได้ฟังแล้ว. บทว่า วุตฺติสโมธานตาย คือในความประพฤติเลี้ยงชีพ อธิบายว่า บุรุษนี้ ได้บอกการงานอะไรของตนแก่ท่าน. บทว่า มาณเวน ความว่า ท่านได้ฟังคำปฏิญาณอะไร จึงสงสัยว่า นกกระทาถูกมาณพนี้ ฆ่าเสียแล้ว. ลำดับนั้น พระยาเสือโคร่ง เมื่อจะกล่าวแก่พระยาราชสีห์ ได้ กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- การค้าขายอันเป็นของชาวกลิงครัฐ บุรุษ นี้ก็ได้สั่งสมประพฤติมาแล้ว แม้หนทางที่มี หลังตอควรรังเกียจ บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติเที่ยว
หน้า 753 ข้อ 1318
ไปด้วยการรับจ้าง การฟ้อนรำขับร้องกับคน ฟ้อนทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ประพฤติมาถึงการรบ กันด้วยท่อนไม้ในท่ามกลางมหรสพ บุรุษนี้ ก็ได้เคยประพฤติมา. นกทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ดักมาแล้ว การ ตวงข้าวเปลือกด้วยเครื่องตวง บุรุษนี้ก็ได้ตวง มาแล้ว การเล่นสกา บุรุษนี้ก็ได้ตั้งให้นักเลง สกาเล่นกัน ความสำรวมระวัง บุรุษนี้ก็ก้าว ล่วงเสีย เลือดที่ไหลออกมาตั้งครึ่งคืน บุรุษนี้ ก็คัดให้หยุดได้ มือทั้งสองของบุรุษนี้มีความ ร้อนในเวลารับก้อนข้าว. เราได้ฟังเหตุทั้งหลาย อันเกี่ยวเนื่องด้วย การกระทำของบุรุษนี้ ในการดำรงชีพของบุรุษ นี้ ดังนี้ กลุ่มขนนกกระทายังปรากฏอยู่ที่ชฎา ของบุรุษนี้ วัวทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่ากินแล้ว ไฉนจะไม่ฆ่านกกระทากินเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิณฺณา กลิงฺคา ความว่า ได้ยินว่า แม้การค้าขายในกลิงครัฐ เขาผู้ขนสินค้าของพวกพ่อค้าไปอยู่ ได้สั่งสม
หน้า 754 ข้อ 1318
ประพฤติมาแล้ว คือกระทำมาแล้ว. บทว่า เวตฺตาจโร คือพึงเที่ยว ไปด้วยการรับจ้าง. บทว่า สงฺกุปโถปิ จิณฺโณ คือแม้หนทางที่มี หลักตอ เขาก็ได้ใช้มาแล้ว. บทว่า นเฏหิ คือร่วมกับคนฟ้อนทั้งหลาย เพื่อเลี้ยงชีพ. บทว่า จิณฺณํ สห วากุเรหิ ความว่า การขับร้องกับ นักขับร้องทั้งหลาย อันเขาผู้นำพวกนักขับร้องไปอยู่ ได้ประพฤติมาแล้ว บทว่า ทณฺเฑน ยุทฺธํ ความว่า ได้ยินว่า ถึงการรบกันด้วยท่อนไม้ เขาก็เคยรบมาแล้ว. บทว่า พนฺธา กุลิกา ความว่า ได้ยินว่า แม้นก ทั้งหลาย เขาก็เคยดักมาแล้ว. บทว่า มิตมาฬฺหเกน ความว่า นัยว่า แม้การตวงข้าวเปลือก เขาก็เคยกระทำมาแล้ว. บทว่า. อกฺขา ิตา ความว่า แม้การเล่นสกา เขาก็ได้ตั้งให้นักเลงสกาเล่นกัน. บทว่า สญฺโม อพฺภตีโต ความว่า การสำรวมระวังในศีล อันเขาผู้บวช อาศัยเลี้ยงชีพ ก้าวล่วงเสียแล้ว. บทว่า อปฺปหิตํ ได้แก่ คัดไว้แล้ว คือกระทำไม่ให้ไหลออก. โลหิต ชื่อว่า ปุปผกะ. ข้อนี้มีอธิบายว่า ได้ยินว่า บุรุษนี้ ตัดมือและเท้าของพวกที่มี ความผิดต่อพระราชา อาศัยเลี้ยงชีวิต แล้วนำคนเหล่านั้นมาให้นอน อยู่ที่ศาลา พอเวลาเที่ยงคืนจึงไปที่ศาลานั้น แล้วใส่ยาชื่อกัณฑกธูมะ คัดเลือกที่ไหลออกให้หยุดได้. บทว่า หตฺถา ทฑฺฒา ความว่า ได้ยินว่า ในเวลาที่เขาบวชเป็นอาชีวก แม้มือทั้งสองของเขาก็ร้อน เพราะรับ ก้อนข้าวที่ร้อน. บทว่า ตานิสฺส กมฺมายตนานิ ได้แก่ เหตุเหล่านั้น
หน้า 755 ข้อ 1318
ที่ต่อเนื่องด้วยการกระทำของเขา. บทว่า อสฺสุ เท่ากับ อสฺโสสึ แปลว่า ได้ฟังแล้ว. บทว่า ยถา อยํ ความว่า แม้กลุ่มขนนกกระทา นั้นยังปรากฏอยู่ในระหว่างชฎาของบุรุษนั้น ด้วยเหตุนี้ เราจึงทราบ ข้อนั้นว่า บุรุษนี้แหละฆ่านกกระทานั้น. บทว่า คาโว หตา กึ ปน ททฺทรสฺส ความว่า แม้โคทั้งหลาย บุรุษนี้ก็ได้ฆ่าแล้ว การที่นกกระทา จะไม่ถูกบุรุษนี้ฆ่าจะมีได้อย่างไร เพราะฉะนั้น บุรุษนี้ต้องฆ่านกกระทา แน่. ราชสีห์ถามบุรุษนั้นว่า ท่านฆ่านกกระทาบัณฑิตหรือ ? บุรุษ ตอบว่า ถูกแล้วท่าน ราชสีห์ได้ฟังดาบสนั้นรับตามจริง ก็อยากจะ ปล่อยดาบสนั้นไป แต่พระยาเสือโคร่งกล่าวว่า คนเลวเช่นนี้ ควรให้ตาย เสีย แล้วก็เข้ากัดดาบสนั้นด้วยเขี้ยวให้ตาย แล้วขุดหลุมฝังไว้ในที่นั้น เอง มาณพทั้งหลายมาไม่เห็นนกกระทาบัณฑิต ก็พากันร้องไห้คร่ำ ครวญกลับไป. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ ดังนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ชฎิล คือดาบสลามกในกาลนั้น ได้มา เป็นพระเทวทัตในบัดนี้ นางเหี้ยได้มาเป็นนางกีสาโคตมี เสือโคร่ง ได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ ราชสีห์ได้มาเป็นพระสารีบุตร อาจารย์ ทิศาปาโมกข์ได้มาเป็นพระกัสสปะ นกกระทาบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาติตติรชาดกที่ ๑๒
หน้า 756 ข้อ 1318
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. คิชฌชาดก ๒. โกสัมพิยชาดก ๓. มหาสวราชชาดก ๔. จุลลสุวกราชชาดก ๕. หริตจชาดก ๖. ปทกุสลมาณวชาดก ๗. โลมสกัสสปชาดก ๘. จักกวากชาดก ๙. หลิททราคชาดก ๑๐. มุคคชาดก ๑๑. ปูติมังสชาดก ๑๒. ทัททรชาดก. จบ นวกนิบาต
หน้า 757 ข้อ 1319, 1320, 1321, 1322
ทสกนิบาตชาดก ๑. จตุทวารชาดก ว่าด้วยจักกรดพัดบนศีรษะ [๑๓๑๙] เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู มีกำแพงมั่นคง ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ ด้วยกำแพง ข้าพเจ้า ได้ทำบาปอะไรไว้. [๑๓๒๐] ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขัง เหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ. [๑๓๒๑] ท่านได้ทรัพย์มากมาย แสนสองหมื่น แล้ว ยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู. [๑๓๒๒] ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้ เรือโลดขึ้นได้ เป็นสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นาง เป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นาง.
หน้า 758 ข้อ 1323, 1324, 1325, 1326
[๑๓๒๓] ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นาง เป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้น จึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดผันบน ศีรษะของตนผู้ถูกความอยากครอบงำ. [๑๓๒๔] ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยาก ที่จะให้เต็มได้ มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใด ย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อม เป็นผู้ทรงจักรกรดไว้. [๑๓๒๕] ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วย ไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุ การณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ ทรงจักรกรดไว้. [๑๓๒๖] ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอัน ไพบูลย์ ไม่ของเสพความอยากอันประกอบ ด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู ทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน.
หน้า 759 ข้อ 1327, 1328
[๑๓๒๗] ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่ บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะ สักกี่พันปีข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด. [๑๓๒๘] ดูก่อนมิตตวินทุกะท่านจงฟังเรา ท่าน จะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะ พัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่จะพ้นไปไม่ได้. จบ จตุทวารชาดกที่ ๑ อรรถกถาชาดก ทสกนิบาต อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุว่ายากรูปหนึ่ง. จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า จตุทฺวารมิทํ นครํ ดังนี้ ก็แหละ เรื่องปัจจุบัน บัณฑิตพึงให้พิสดารในชาดกเรื่องที่ ๑ ในนวกนิบาต.
หน้า 760 ข้อ 1328
สำหรับในที่นี้มีความว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุรูปนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้ว่ายากจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในกาลก่อนเธอก็ไม่เชื่อฟัง คำของบัณฑิตไปยินดีจักรกรด เพราะที่เป็นผู้ว่ายากดังนี้ แล้วทรงนำเอา เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล ครั้งศาสนาพระกัสสปทศพล ในเมืองพาราณสี เศรษฐีมีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ มีบุตรคน ๑ ชื่อมิตตวินทุกะ มารดาบิดาของ มิตตวินทุกะ เป็นพระโสดาบัน. แต่มิตตวินทุกะเป็นคนทุศีลไม่มีศรัทธา. ต่อมาเมื่อบิดาตายแล้วมารดาตรวจตราดูแลทรัพย์สมบัติ วันหนึ่ง กล่าวกะเขาว่า ลูกรัก ความเป็นมนุษย์เป็นของที่ได้ยาก เจ้าก็ได้แล้ว เจ้าจงให้ทานรักษาศีล กระทำอุโบสถกรรม ฟังธรรมเถิด มิตตวินทุกะ กล่าวว่า แม่ ทานเป็นต้นไม่เป็นประโยชน์แก่ฉัน แม่อย่าได้กล่าวอะไร ๆ กะฉัน ฉันจะไปตามยถากรรม ถึงแม้เขาจะกล่าวอยู่อย่างนี้ วันหนึ่ง เป็นวันบูรณมีอุโบสถ มารดาได้กล่าวกะเขาว่า ลูกรักวันนี้เป็นวัน อภิลักขิตสมัยมหาอุโบสถ วันนี้เจ้าจงสมาทานอุโบสถ ไปวิหารฟังธรรม อยู่ตลอดคืนแล้วจงมา แม่จะให้ทรัพย์แก่เจ้าพันหนึ่ง เขารับคำว่า ดีแล้ว สมาทานอุโบสถเพราะอยากได้ทรัพย์ พอบริโภคอาหารเช้าแล้วไปวิหาร อยู่ที่วิหารตลอดวัน แล้วนอนหลับอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งตลอดคืน โดยอาการ ที่บทแห่งธรรมแม้บท ๑ ก็ไม่กระทบ วันรุ่งขึ้นเขาล้างหน้าไปนั่งอยู่ ที่เรือนแต่เช้าทีเดียว.
หน้า 761 ข้อ 1328
ฝ่ายมารดาของเขาคิดว่า วันนี้ลูกของเราฟังธรรมแล้ว จักพา พระเถระผู้ธรรมกถึกมาแต่เช้าทีเดียว จึงตกแต่งข้าวยาคูเป็นต้น แล้ว ปูลาดอาสนะไว้คอยท่าอยู่ ครั้นเห็นเขามาคนเดียว จึงถามว่า ลูกรัก เจ้าไม่ได้นำพระธรรมกถึกมาหรือ ? เมื่อเขากล่าวว่า ฉันไม่ต้องการ พระธรรมกถึก จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นลูกจงดื่มข้าวยาคูเถิด เขากล่าวว่า แม่รับว่าจะให้ทรัพย์พันหนึ่งแก่ฉัน แม่จะให้ทรัพย์แก่ฉันก่อน ฉันจัก ดื่มภายหลัง มารดากล่าวว่า ดื่มเถิดลูกรัก แล้วแม่จักให้ทีหลัง เขากล่าวว่า ฉันต้องได้รับทรัพย์ก่อนจึงจะดื่ม ลำดับนั้น มารดาได้ เอาห่อทรัพย์พันหนึ่งวางไว้ต่อหน้าเขา เขาดื่มข้าวยาคูแล้วถือเอาห่อ ทรัพย์พันหนึ่งไปทำการค้าขาย ในไม่ช้านักก็เกิดทรัพย์ขึ้นถึงแสน สองหมื่น. ลำดับนั้น เขาได้มีความคิดดังนี้ว่า เราจักต่อเรือทำการ ค้าขาย ครั้นเขาต่อเรือแล้วได้กล่าวกะมารดาว่า แม่ ฉันจักทำการ ค้าขายทางเรือ ครั้งนั้น มารดาได้ห้ามเขาว่า ลูกรัก เจ้าเป็นลูกคนเดียว ของแม่ แม้ในเรือนนี้ก็มีทรัพย์อยู่มาก ทะเลมีโทษไม่น้อยเจ้าอย่าไป เลย เขากล่าวว่า ฉันจักไปให้ได้ แม่ไม่มีอำนาจที่จะห้ามฉัน แม้เมื่อ มารดากล่าวว่า ลูกรัก แม่ต้องห้ามเจ้า แล้วจับมือเอาไว้ ก็สลัดมือผลัก มารดาให้ล้มลง แล้วข้ามไปลงเรือแล่นไปในทะเล. ครั้นถึงวันที่ ๗ เรือได้หยุดนิ่งอยู่บนหลังน้ำกลางทะเล เพราะ มิตตวินทุกะเป็นเหตุ สลากกาลกัณณีที่แจกไปได้ตกในมือของมิตต-
หน้า 762 ข้อ 1328
วินทุกะคนเดียวถึงสามครั้ง ครั้งนั้น พวกที่ไปด้วยกันได้ผูกแพให้เขา แล้วโยนเขาลงทะเล โดยที่คิดเห็นร่วมกันว่า คนเป็นจำนวนมากอย่ามา พินาศเสีย เพราะอาศัยนายมิตตวินทุกะนี้คนเดียวเลย ทันใดนั้นเรือได้ แล่นไปในมหาสมุทรโดยเร็ว มิตตวินทุกะนอนไปในแพลอยไปถึงเกาะ น้อยแห่งหนึ่ง บนเกาะน้อยนั้นเขาได้พบนางชนี คือนางเวมานิกเปรต ๔ นาง อยู่ในวิมานแก้วผลึก นางเปรตเหล่านั้นเสวยทุกข์ ๗ วัน เสวยสุข ๗ วัน มิตตวินทุกะได้เสวยทิพยสมบัติอยู่กับนางเปรตเหล่านั้น ๗ วันในสาระสุข ครั้นถึงวาระที่จะเปลี่ยนไปทนทุกข์ นางทั้ง ๒ ได้ สั่งว่า นาย พวกฉันจักมาในวันที่ ๗ ท่านอย่ากระสันไปเลย จงอยู่ใน ที่นี้จนกว่าพวกฉันจะมา ดังนี้แล้วพากันไป มิตตวินทุกะเป็นคนตกอยู่ ในอำนาจของตัณหา ลงนอนบนแพนั้นลอยไปตามหลังสมุทรอีก ถึง เกาะน้อยอีกแห่งหนึ่ง ได้พบนางเปรต ๘ นาง ในวิมานเงินบนเกาะนั้น ได้พบนางเปรต ๑๖ นาง ในวิมานแก้วมณีบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง ได้พบ นางเปรต ๓๒ นาง ในวิมานทองบนเกาะอีกแห่งหนึ่ง โดยอุบายนี้แหละ ได้เสวยทิพยสมบัติ อยู่กับนางเปรตเหล่านั้นทุก ๆ เกาะ ดังกล่าวแล้ว เมื่อถึงเวลาที่นางเปรตแม้เหล่านั้นไปทนทุกข์ ได้นอนบนหลังแพลอย ไปตามห้วงสมุทรอีก ได้พบเมือง ๆ หนึ่งมีกำแพงล้อมรอบ มีประตู ๔ ด้าน ได้ยินว่าที่นี่เป็นอุสสทนรกเป็นที่เสวยกรรมกรณ์ของเหล่าสัตว์ นรกเป็นจำนวนมาก แต่ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเหมือนเป็นเมืองที่
หน้า 763 ข้อ 1328
ประดับตกแต่งไว้ เขาคิดว่า เราจักเข้าไปเป็นพระราชาในเมืองนี้ แล้ว เข้าไปได้เห็นสัตว์นรกตน ๑ ทูนจักรกรดหมุนเผาผลาญอยู่บนศีรษะ ขณะนั้นจักรกรดบนศีรษะสัตว์นรกนั้น ได้ปรากฏแก่มิตตวินทุกะเป็น เหมือนดอกบัว เครื่องจองจำ ๕ ประการที่อก ปรากฏเหมือนเป็นสังวาลย์ เครื่องประดับทรวง โลหิตที่ไหลจากศีรษะเหมือนเป็นจันทน์แดงที่ ชะโลมทา เสียงครวญครางเหมือนเป็นเสียงเพลงขับที่ไพเราะ มิตตวิน - ทุกะเข้าไปใกล้สัตว์นรกนั้น แล้วกล่าวขอว่า ข้าแต่บุรุษผู้เจริญ ท่าน ได้ทัดทรงดอกบัวมานานแล้ว จงได้แก่ข้าพเจ้าเถิด สัตว์นรกกล่าวว่า แน่ะสหาย นี้ไม่ใช่ดอกบัวมันคือจักรกรด มิตตวินทุกะกล่าวว่า ท่าน พูดอย่างนี้เพราะไม่อยากจะให้แก่เรา สัตว์นรกคิดว่า บาปของเราคง สิ้นแล้ว แม้บุรุษผู้นี้ก็คงจะทุบตีมารดามาแล้วเหมือนเรา เราจักให้ จักรกรดแก่มัน ครานั้นสัตว์นรกได้กล่าวกะมิตตวินทุกะว่า มาเถิดท่าน ผู้เจริญ ท่านจงรับดอกบัวนี้เถิด แล้วขว้างจักรกรดไปบนศีรษะของ มิตตวินทุกะ จักรกรดได้ตกลงพัดผันบนศีรษะเขาขณะนั้น มิตตวินทุกะ จึงรู้ว่าดอกบัวนั้นคือจักรกรด ได้รับทุกขเวทนาเป็นกำลัง คร่ำครวญว่า ท่านจงเอวจักรกรดของท่านไปเถิด ๆ สัตว์นรกตนนั้นได้หายไปแล้ว. คราวนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นรุกขเทวดา พร้อม ด้วยบริวารใหญ่เที่ยวจาริกไปในอุสสทนรกได้ไปถึงที่นั้น มิตตวินทุกะ แลเห็นรุกขเทวดา เมื่อจะถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้าจักรนี้ลงบดศีรษะ
หน้า 764 ข้อ 1328
ประหนึ่งว่าจะทำให้แหลกเหมือนเมล็ดงา ข้าพเจ้าได้กระทำบาปอะไร ไว้หนอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- เมืองนี้มีประตู ๔ ประตู. มีกำแพงมั่นคง ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กแดง ข้าพเจ้าถูกล้อมไว้ ด้วยกำแพง ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้. ประตูทั้งหมดจึงปิดแน่น ข้าพเจ้าถูกขัง เหมือนนก ข้าแต่เทวดา เหตุเป็นมาอย่างไร ข้าพเจ้าจึงถูกจักรกรดพัดศีรษะ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหปาการํ คือมีกำแพงมั่นคง บาลีว่า ทฬฺหโตรณํ ดังนี้ก็มี ความว่า มีประตูมั่นคง. บทว่า โอรุทฺธปฏิ รุทฺโธสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าถูกล้อมด้วยกำแพงโดยรอบ ติดขังอยู่ข้างในสถานที่สำหรับหนีไปไม่ปรากฏ. บทว่า กึ ปาปํ ปกตํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำบาปอะไรไว้หนอ. บทว่า อปิหิตา เท่ากับ ถกิตา แปลว่า อันเขาปิดไว้แล้ว. บทว่า ยถา ทิโช คือเหมือน นกที่ถูกขังไว้ในกรง. บทว่า กิมา ธิกรณํ ความว่า มูลเหตุเป็น อย่างไร ? คือมูลเค้าเป็นอย่างไร ? บทว่า จกฺกาภินิหโต คือถูก จักรกรดพัดผันแล้ว.
หน้า 765 ข้อ 1328
ลำดับนั้น เทวราชเมื่อจะบอกเหตุแก่เขา จึงได้กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า :- ท่านได้ทรัพย์มากมายแสนสองหมื่นแล้ว ยังไม่เชื่อคำของญาติผู้เอ็นดู. ท่านแล่นเรือไปสู่สมุทรอันอาจทำให้ เรือโลดขึ้นได้ เงินสาครที่มีสิทธิ์น้อย ได้ ประสบนางเวมานิกเปรต ๔ นาง จาก ๔ นาง เป็น ๘ นาง จาก ๘ นาง เป็น ๑๖ นาง. ถึงจะได้ประสบนางเวมานิกเปรตจาก ๑๖ นาง เป็น ๓๒ นาง ก็ยังปรารถนายิ่งไปกว่านั้น จึงได้ประสบจักรนี้ จักรกรดย่อมพัดพันบน ศีรษะของคนผู้ถูกความอยากครอบงำ. ความอยากเป็นของสูงใหญ่ไพศาล ยาก ที่จะให้เต็ม มักให้ถึงความวิบัติ ชนเหล่าใด ย่อมยินดีไปตามความอยาก ชนเหล่านั้นย่อม เป็นผู้ทรงจักรกรดไว้.
หน้า 766 ข้อ 1328
ชนเหล่าใดละสิ่งของที่มีมากเสียด้วย ไม่พิจารณาหนทางด้วย แล้วไม่คิดอ่านเหตุ การณ์นั้นให้ถ่องแท้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ ทรงจักรกรดไว้. ผู้ใดพึงเพ่งพินิจถึงการงานและโภคะอัน ไพบูลย์ ไม่ซ่องเสพความอยากอันประกอบ ด้วยความฉิบหาย ทำตามถ้อยคำของผู้เอ็นดู ทั้งหลาย ผู้เช่นนั้น จะไม่ถูกจักรกรดพัดผัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลทฺธา สตสหสฺสานิ อติเรกานิ วีสติ ความว่า ท่านทำอุโบสถได้รับทรัพย์พันหนึ่งจากสำนักของมารดา เมื่อทำการค้าขายจึงได้ทรัพย์ คือที่เป็นทุนพันหนึ่งและทรัพย์ที่เป็นกำไร ตั้งหนึ่งแสนสองหมื่นแล้ว. ด้วยบทว่า นากริ นี้ เทวราช แสดงไว้ว่า ท่านไม่ยินดีด้วยทรัพย์นั้น แล่นเรือไปสู่สมุทรแม้ถูกมารดา กล่าวถึงโทษในสมุทรแล้วห้ามอยู่ ก็ยังไม่เชื่อคำเตือนโดยชอบของญาติ ผู้เอ็นดูกลับทำร้ายมารดาผู้โสดาบัน แล้วฉวยโอกาสหนีออกไป. บทว่า ลงฺฆึ คืออันสามารถทำให้เรือโลดขึ้นได้. บทว่า ปกฺขนฺทิ เท่ากับ ปกฺขนฺโตสิ แปลว่า ท่านเป็นผู้แล่นเรือไปแล้ว. บทว่า อปฺปสิทฺธิกํ คือที่มีสิทธิน้อย มากด้วยความพินาศ. บทว่า จตุพฺภิ อฏฺ เป็นต้น
หน้า 767 ข้อ 1328
ความว่า ครั้นเรือหยุดนิ่งแล้วเพราะอาศัยท่านเป็นเหตุ แม้ถูกพวกที่ ไปด้วยกันผูกแพให้แล้วโยนลงทะเล ท่านยังได้หญิง ๔ คน ในวิมาน แก้วผลึก เพราะอานิสงส์แห่งอุโบสถกรรมที่ตนได้กระทำในวันหนึ่ง เพราะอาศัยมารดา ต่อจากนั้นก็ได้ให้หญิงอีก ๘ คน ในวิมานเงิน ๖ คน ในวิมานแก้วมณี และ ๓๒ คน ในวิมานทอง. บทว่า อติจฺฉํ จกฺกมาสโท ความว่า ถึงกะนั้น ท่านก็ยังไม่ยินดีด้วยปัจจัยตามที่ได้ ชื่อว่า เป็นผู้ปรารถนามากเกินไป เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยความปรารถนา เกินความจำเป็น กล่าวคือ ความอยากยิ่งอันเป็นเครื่องเกินเลยสิ่งที่ตน ได้มาแล้ว ๆ อย่างนี้ว่า เราจักได้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้ในสิ่งนี้ ดังนี้จักว่าเป็น บุคคลเลวทราม เพราะความที่อุโบสถกรรมนั้นสิ้นแล้ว จึงได้ผ่านพ้น หญิง ๓๒ คน แล้วมาสู่เปรตนครนี้ เพราะวิบากแห่งอกุศลกรรมคือการ ทำร้ายมารดานั้น จึงได้ประสบจักรนี้ บาลีว่า อตฺริจฺฉํ ดังนี้ก็มี ความว่า ปรารถนาอยู่ในสิ่งนี้บ้างสิ่งนั้นบ้าง บาลีว่า อตฺริจฺฉา ดังนี้ก็มี ความว่า เพราะปรารถนาเกินเลยไป. บทว่า ภมติ ความว่า บัดนี้ จักรนี้บด ศีรษะของท่านนั้นอยู่ ชื่อว่า พัดผันบนศีรษะของคนที่ถูกความอยาก ครอบงำแล้ว ดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น. บทคาถาว่า เย จ ตํ อนุคิชฺฌนฺติ ความว่า ขึ้นชื่อว่าความอยากนั้น เมื่อแผ่ไปย่อมเป็น ของสูงใหญ่ไพศาล ยากที่จะเต็มได้ดุจทะเล ชื่อว่า มักให้ถึงความวิบัติ เพราะความปรารถนาอันเป็นเครื่องปรารถนาอารมณ์นั้น ๆ ในบรรดา อารมณ์มีรูปเป็นต้น ชนเหล่าใดย่อมยินดีไปตามความอยากเห็นปานนี้
หน้า 768 ข้อ 1328
นั้น คือเป็นผู้กำหนัดยินดีติดอยู่บ่อย ๆ. บทว่า เต โหนฺติ จกฺกธาริโน ความว่า ชนเหล่านั้นไปอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า ย่อมทรงไว้ซึ่งจักรกรด. บทว่า พหุภณฺฑํ คือละทรัพย์เป็นอันมาก อันเป็นของมารดาบิดา. บทว่า มคฺคํ ความว่า ชนแม้เหล่าอื่นเหล่าใดไม่ใคร่ครวญ คือไม่คิดอ่าน เหตุการณ์นั้นให้ถ่องแท้ เหมือนท่านไม่พิจารณาหนทางสมุทรอันมี สิทธิน้อยที่ตนจะต้องไปแล้วเดินทางไป ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตกอยู่ใน อำนาจของความอยาก ละทรัพย์แล้วไม่พิจารณาทางที่จะไป แล้วดำเนิน ไป ย่อมเป็นผู้ทรงจักรไว้เหมือนท่าน บทว่า กมฺมํ สเมกฺเขยฺย ความว่า เพราะเหตุนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงเพ่งพินิจ คือพึงพิจารณา ถึงกิจการงานที่ตนจะต้องทำว่ามีโทษหรือไม่หนอ. บทว่า วิปุลญฺจ โภคํ คือพึงเพ่งพินิจแม้กองแห่งทรัพย์ที่ได้มาโดยชอบธรรมของตน. บทว่า นาติวเตยฺย ความว่า บุคคลผู้เช่นนั้นจะไม่ถูกจักรนี้พัดผันคือทับยี บาลีว่า นาติวตฺเตติ ดังนี้ก็มี ความว่า ย่อมไม่ทับยี. มิตตวินทุกะได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เทวบุตรนี้รู้กรรมที่เราทำไว้ โดยถ่องแท้ เทวบุตรนี้คงจะรู้กำหนดกาลที่เราจะหมกไหม้อยู่ เราจะ ถามท่านดู ดังนี้แล้ว จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- ข้าแต่ท่านผู้น่าบูชา จักรกรดจักตั้งอยู่ บนศีรษะของข้าพเจ้านานสักเท่าไรหนอ จะ
หน้า 769 ข้อ 1328
สักกี่พันปี ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านได้ โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะบอกแก่มิตตวินทุกะนั้น จึงได้ กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :- ดูก่อนมิตตวินทุกะ ท่านจงฟังเรา ท่าน จะต้องทนทุกข์ทรมานไปอีกนาน จักรกรดจะ พัดผันอยู่บนศีรษะของท่าน เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่จะพ้นไปไม่ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสโร มีวินิจฉัยว่า ชื่อว่า อติสโร เพราะอรรถว่า อติสริ ดังนี้ บ้าง เพราะอรรถว่า อติสริสฺสติ ดังนี้บ้าง. บทว่า อจฺจสโร เป็นไวพจน์ของบทว่า อติสโร นั้นนั่นเอง. ข้อนี้มีอธิบายว่า ดูก่อนมิตตวินทุกะผู้เจริญ ท่านจงฟังคำของเรา ก็ท่านชื่อว่าจะต้องทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะความที่แห่ง กรรมอันทารุณยิ่ง เป็นกรรมอันท่านกระทำแล้ว อนึ่ง ท่านจะต้อง ทนทุกข์ทรมานไปสิ้นกาลนาน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้นใคร ๆ ไม่ สามารถจะบอกให้รู้ได้ด้วยการนับเป็นปี และเพราะท่านจักต้องทนคือ จักต้องถึงวิบากทุกข์อันใหญ่ยิ่งซึ่งหาประมาณมิได้ เพราะเหตุนั้น เราจึง ไม่สามารถที่จะบอกแก่ท่านได้ว่าเท่านี้พันปี เท่านี้แสนปี ดังนี้.
หน้า 770 ข้อ 1328
บทว่า สิรสฺมิมาวิทธํ ความว่า ก็จักรกรดนี้ใดพัดผัน คือ หมุนไปอยู่บนศีรษะของท่านดุจจักรของนายช่างหม้อฉะนั้น. บทว่า น ตฺวํ ชีวํ ปโมกฺขสิ ความว่า ตราบใดที่วิบากกรรมของท่านยัง ไม่สิ้นไปตราบนั้นเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ จักพ้นจักรกรดนั้นไปไม่ได้ แต่เมื่อวิบากกรรมสิ้นไปแล้ว ท่านก็จักละจักรกรดนี้ไปตามยถากรรม. ครั้นเทวบุตรกล่าวคาถานี้แล้ว ก็ได้ไปเทพวิมานของตน ส่วน มิตตวินทุกะ ก็ได้ดำเนินไปสู่ทุกข์ใหญ่. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดก มิตตวินทุกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุว่ายากรูปนี้ในบัดนี้ ส่วน เทวราชในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาจตุทวารชาดกที่ ๑
หน้า 771 ข้อ 1329, 1330, 1331, 1332
๒. กัณหชาดก ว่าด้วยขอพร [๑๓๒๙] บุรุษนี้ดำจริงหนอ บริโภคโภชนะก็ดำ อยู่ในภูมิประเทศก็ดำ เราไม่ชอบใจเลย. [๑๓๓๐] คนประกอบด้วยตบะไม่ชื่อว่าคนดำเพราะ คนที่มีแก่นในภายใน ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บาป กรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นแหละข้อว่าเป็นคน ดำ นะท้าวสุชัมบดี. [๑๓๓๑] ข้าแต่พราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้พรท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. [๑๓๓๒] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ข้าพระ องค์ปรารถนาให้ความประพฤติของตน อย่าให้ มีความโกรธ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้มีความ
หน้า 772 ข้อ 1333, 1334, 1335
โลภ อย่าให้มีความสิเนหา ขอได้ทรงโปรด ประทานพร ๔ ประการนี้แก่ข้าพระองค์เถิด. [๑๓๓๓] ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านเห็นโทษใน ความโกรธ ในโทสะ ในโลภะ และในสิเนหา เป็นอย่างไรหรือ ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอ ท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด. [๑๓๓๔] ความโกรธเกิดแต่ความไม่อดทน ทีแรก เป็นของน้อย แก่ภายหลังเป็นของมาก ย่อม เจริญขึ้นโดยลำดับ ความโกรธมักทำความ เกี่ยวข้อง มีความคับแค้นมาก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโกรธ. [๑๓๓๕] วาจาของผู้ประกอบด้วยโทสะ เป็น วาจาหยาบคาย ถัดจากนั้นก็เกิดปรามาส ถูก ต้องกัน ต่อจากนั้นก็ชกต่อยกันด้วยมือ ต่อไป จับท่อนไม้เข้าทุบตีกัน จนถึงจับศัสตราเข้า ฟันแทงกันเป็นที่สุด โทสะเกิดแต่ความโกรธ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ชอบใจโทสะ.
หน้า 773 ข้อ 1336, 1337, 1338, 1339
[๑๓๓๖] ความโลภก่อให้เกิดอาการหยาบ เป็น เหตุให้เที่ยวปล้นขู่เอาสิ่งของเขา แสดงของ ปลอมเปลี่ยนเอาของคนอื่น ประกอบอุบาย ล่อลวง บาปธรรมทั้งหลายนี้มีอยู่ในโลภธรรม เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจโลภ [๑๓๓๗] กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย เป็นเครื่อง สำเร็จได้ด้วยใจ ถูกสิเนหาผูกมัดเข้าอีกด้วย แล้ว ถ้านอนเนื่องอยู่เป็นอันมาก มักทำให้ บุคคลเดือดร้อนยังนี้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงไม่ชอบใจสิเนหา. [๑๓๓๘] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าว แล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. [๑๓๓๙] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้ง- ปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขอ อาพาธทั้งหลายอันเป็นของร้ายแรง ซึ่งจะทำ อันตรายแก่ตบะกรรมได้ อย่าพึงเกิดขึ้นแก่
หน้า 774 ข้อ 1340, 1341
ข้าพระองค์ผู้อยู่ในป่า ซึ่งอยู่แต่ผู้เดียวเป็น นิตย์. [๑๓๔๐] ดูก่อนท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าว ดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. [๑๓๔๑] ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขอใจ หรือร่างกายของข้าพระองค์ อย่าเข้าไปกระทบ กระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย ขอได้ทรง โปรดประทานพรนี้เถิด. จบ กัณหชาดกที่ ๒ อรรถกถากัณหชาดกที่ ๒ พระศาสดาเมื่อเสด็จเข้าไปอาศัยพระนครกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ทรงปรารภความยิ้มแย้ม จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กณฺโต วตายํ ปุริโส ดังนี้. ได้ยินว่า คราวนั้น เวลาเย็นพระศาสดาแวดล้อมไปด้วยภิกษุ สงฆ์ เสด็จพุทธดำเนินไปตามบริเวณวิหารนิโครธาราม ได้ทรงยิ้มแย้ม
หน้า 775 ข้อ 1341
ณ ประเทศแห่งหนึ่ง พระอานนทเถระจึงคิดว่า อะไรหนอแลเป็นเหตุ เป็นปัจจัยให้พระผู้มีพระภาคทรงยิ้มแย้ม พระตถาคตทั้งหลายจะทรง ยิ้มแย้มโดยไม่มีเหตุ หามิได้ เราจักทูลถามก่อน แล้วประคองอัญชลี ทูลถามเหตุที่ทรงยิ้มแย้ม. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเหตุที่ทรงยิ้มแย้ม แก่พระอานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ เรื่องเคยมีมาแล้ว มีฤาษีตน หนึ่งชื่อว่า กัณหะ ท่านอยู่ในภูมิประเทศนี้ เป็นผู้ได้ฌาน และรื่น- รมย์อยู่ในฌาน ด้วยเดชแห่งศีลของท่าน บันดาลให้ภพของท้าวสักก- เทวราชหวั่นไหว ดังนี้ โดยที่เรื่องนั้นไม่มีปรากฏ พระเถระจึงทูลอา- ราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระองค์ได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดัง ต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี. มีพราหมณ์คน ๑ มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ไม่มีบุตร ได้สมาทาน ศีล ปรารถนาบุตร พระโพธิสัตว์บังเกิดในครรภ์นางพราหมณีภรรยา ของพราหมณ์นั้น ในวันตั้งชื่อพระโพธิสัตว์ ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อให้ ว่า กัณหกุมาร เพราะมีผิวดำ กัณหกุมารนั้นเมื่อมีอายุได้ ๑๖ ปี มี รูปงดงามดังรูปที่ทำด้วยแก้วมณี บิดาส่งไปเรียนศิลปะในเมืองตักกศิลา ครั้นเรียนสำเร็จแล้วก็กลับมา ครั้งนั้น บิดาให้เขาแต่งงานกับภรรยาที่ สมควรกัน กาลต่อมา เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไปแล้ว เขาได้เป็นใหญ่ ปกครองทรัพย์สมบัติทั้งหมด.
หน้า 776 ข้อ 1341
อยู่มาวันหนึ่ง กัณหกุมารได้ตรวจตราเรือนคลังรัตนะทั้งหลาย แล้วขึ้นนั่งท่ามกลางบัลลังก์ ให้นำบัญชีที่เป็นแผ่นทองมา เห็นอักษร ที่ญาติก่อน ๆ จดจารึกไว้ในแผ่นทองว่า ทรัพย์เท่านี้ ญาติคนโน้นให้ เกิดขึ้น ทรัพย์เท่านี้ญาติคนโน้นให้เกิดขึ้น จึงคิดว่า ผู้ที่ทำทรัพย์นี้ให้ เกิดขึ้นไม่ปรากฏตายไปหมดแล้ว ปรากฏอยู่แต่ทรัพย์อย่างเดียว ผู้ที่ถือ เอาทรัพย์นี้ไปด้วย แม้คนหนึ่งก็มิได้มี ความจริงไม่มีใครอาจขึ้นเอา ห่อทรัพย์ติดไปปรโลกได้เลย ทรัพย์เป็นของไม่มีสาระ เพราะจะต้อง สาธารณะด้วยภัย ๕ ประการ คือ ราชภัย โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัย อัปปิยทายาทภัย. การให้ทรัพย์เป็นทาน เป็นสาระ ร่างกายไม่เป็นสาระ เพราะจะต้องสาธารณะด้วยโรคมากมาย คนทำความดีมีกราบไหว้ท่านผู้ มีศีลเป็นต้น เป็นสาระ, ชีวิตไม่เป็นสาระ เพราะไม่เที่ยงแท้แน่นอน การประกอบความเพียรเจริญวิปัสสนาด้วยสามารถไตรลักษณ์ เป็นสาระ เพราะฉะนั้น เราจักให้ทาน เพื่อถือเอาสาระจากโภคะที่ไม่เป็นสาระ. คิดดังนี้แล้ว จึงลุกออกจากอาสนะไปเฝ้าพระราชา แล้วถวายบังคมลา พระราชามาบำเพ็ญทานเป็นการใหญ่ เมื่อบำเพ็ญทานได้ ๗ วัน เขา เห็นทรัพย์มิได้หมดสิ้นไป จึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยทรัพย์สำหรับ เรา ขณะที่ยังไม่ถูกชราครอบงำนี้ เราจักบวชทำอภิญญาและสมาบัติ ให้เกิด แล้วจักมีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า คิดดังนี้แล้วก็ให้เปิด ประเรือนทุกประตู ประกาศว่า สิ่งของทั้งหมดเราได้ให้แล้ว ผู้มีความ ต้องการจงนำไปเถิด เขาเกลียดชังสมบัติเหมือนของโสโครก ละวัตถุกาม
หน้า 777 ข้อ 1341
เสีย เมื่อมหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญถึงอยู่ เขาได้ออกจากเมือง เข้า หิมวันตประเทศบวชเป็นฤาษี เที่ยวแลดูภูมิภาคที่น่ารื่นรมย์เพื่อเป็นที่ อยู่ของตน ได้มาถึงที่ที่ตถาคตยืนอยู่ตรงนี้ คิดว่า เราจักอยู่ในที่นี้. ดังนี้แล้วจึงอธิษฐานเอาต้นอินทวารุณพฤกษ์ต้นหนึ่งเป็นที่อยู่ที่กิน อยู่ ณ โคนต้นไม้นั้น ได้ละเสนาสนะภายในบ้านเสีย ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ไม่สร้างบรรณศาลา ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตรบ้าง ถือการอยู่ที่แจ้ง เป็นวัตรบ้าง ถือการไม่นอนเป็นวัตรบ้าง ถ้าจะนอนก็นอนบนพื้นดิน เท่านั้น คือการใช้ฟันเป็นดังสาก ใช้ฟันเคี้ยวอย่างเดียว เคี้ยวกินแต่ ของที่ไม่สุกด้วยไฟ ไม่เคี้ยวกินของอะไร ๆ ที่มีแกลบหุ้ม บริโภคอาหาร วันละครั้งเท่านั้นยับยั้งอยู่เหนือแผ่นดิน ทำตนเสมอด้วย ดิน น้ำ ไฟ ลม สมาทานธุดงคคุณมีประมาณเท่านี้อยู่ ได้ยินว่า ในชาดกนี้ พระ- โพธิสัตว์เป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง ต่อมาไม่นานนักท่านก็ได้อภิญญาและ สมาบัติ เล่นฌานเพลิดเพลินอยู่ ณ ที่นั้น แม้ต้องการผลาหารก็ไม่ไป ที่อื่น เมื่อต้นไม้ผลิผลก็กินผล เมื่อผลิดอกก็กินดอก เมื่อมีใบก็กินใบ เมื่อใบไม้ไม่มีก็กินเสก็ดไม้ ท่านเป็นผู้สันโดษอย่างยิ่งถึงเพียงนี้ อยู่ ในสถานที่นี้นาน เวลาเช้าวันหนึ่งท่านเก็บผลไม้สุก เมื่อจะเก็บก็มิได้มี ความโลภเที่ยวเก็บในที่อื่น คงนั่งอยู่ที่เดิมนั่นแหละ เหยียดมือไปเก็บ ผลไม้ที่พอมือถึง บรรดาผลไม้เหล่านั้น ท่านก็มิได้เลือกว่าชอบใจหรือ ไม่ชอบใจ แล้วแต่ถึงมือก็เก็บเอามา ด้วยเดชแห่งศีลของท่านซึ่งสันโดษ
หน้า 778 ข้อ 1341
อย่างยิ่งเพียงนี้ ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราชได้แสดงอา- การร้อนผิดปกติ. ได้ยินว่า อาสนะนั้น จะร้อนขึ้นด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ ท้าว- สักกะสิ้นอายุ ๑ จะสิ้นบุญ ๑ มีสัตว์ผู้มีอานุภาพใหญ่อื่นปรารถนา ที่นั้น ๑ ด้วยเดชศีลของสมณพราหมณ์ที่มีฤทธิ์มากตั้งอยู่ในธรรม ๑. ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงว่า ใครหนอที่ประสงค์จะให้เรา เคลื่อนจากที่ แล้วได้ทอดพระเนตรเห็นกัณหฤาษีกำลังเก็บผลไม้อยู่ใน ประเทศนี้ จึงทรงดำริว่า พระฤาษีนี้มีตบะกล้า ชนะอินทรีย์แล้วอย่าง ยิ่ง เราจักให้บันลือสีหนาทด้วยธรรมกถา ได้ฟังเหตุดีแล้วจักบำรุงให้ อิ่มหนำด้วยพร ทำต้นไม้ให้มีผลเป็นนิจสำหรับพระฤาษีนี้แล้วจักมา. ครั้นทรงดำริดังนี้แล้ว ก็เสด็จลงมาโดยเร็วด้วยอานุภาพใหญ่ ประทับ ยืนอยู่ที่โคนต้นไม้ ข้างหลังพระฤาษี เมื่อจะทดลองดูว่า เมื่อเรากล่าว โทษขึ้นแล้ว ท่านจักโกรธหรือไม่ จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า :- บุรุษนี้ดำจริงหนอ บริโภคโภชนะก็ดำ อยู่ในภูมิประเทศก็ดำ เราไม่ชอบใจเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหํ คือ มีสีดำ. บทว่า โภชนํ ได้แก่ โภชนะคือผลไม้.
หน้า 779 ข้อ 1341
กัณหฤาษีได้ฟังคำของท้าวสักกะแล้ว พิจารณาดูด้วยทิพยจักษุว่า ใครหนอมาพูดกับเรา รู้ว่าเป็นท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ โดยไม่ แลดูเลยว่า :- คนประกอบด้วยตบะไม่ชื่อว่าคนดำ เพราะ คนที่มีแก่นในภายใน ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ บาป กรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นแหละชื่อว่าเป็นคน ดำ นะท้าวสุสชัมบดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตปสา คือ บุคคลไม่ชื่อว่า เป็น คนดำเพราะมีตบะ. บทว่า อนฺโตสาโร ความว่า เพราะว่าคนที่ประ- กอบด้วยแก่นคือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะใน ภายในเห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะมีบาปอันลอยแล้ว. บทว่า ส เว ความว่า ส่วนบาปกรรมมีอยู่ในคนใด คนนั้นถึงจะเกิดในตระ- กูลไหน ๆ ก็ตาม ถึงจะประกอบด้วยสีแห่งสรีระอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตาม ก็ชื่อว่า เป็นคนดำทั้งนั้น. ครั้นพระฤาษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงจำแนกประเภทบาปกรรมที่ ทำให้สัตว์เหล่านี้เป็นคนดำโดยพิสดาร ติเตียนบาปเหล่านั้นแม้ทั้งหมด สรรเสริญคุณมีศีลเป็นต้น แสดงธรรมแก่ท้าวสักกะ ประดุจว่าให้ดวง- จันทร์ตั้งขึ้นในอากาศ ท้าวสักกะทรงสดับธรรมกถาของกัณหฤาษีแล้ว
หน้า 780 ข้อ 1341
มีความเบิกบาน เกิดความโสมนัส เมื่อจะนิมนต์พระมหาสัตว์ด้วยพร ได้ตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า :- ข้าแต่พราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้พรท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตสฺมึ เป็นต้น ความว่า คำนี้ ใด อันท่านผู้เป็นราวกะว่าเป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้ากล่าวดีแล้ว คำนั้น อันท่านกล่าวดีแล้ว เป็นสุภาษิต ชื่อว่าสมควร เพราะเป็นคำที่สมควร แก่ท่าน ท่านปรารถนาพรอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ คือ พรใดอันท่าน อยากได้แล้วปรารถนาแล้ว ข้าพเจ้าจะให้พรนั้นทั้งหมดแก่ท่าน. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า ท้าวสักกะนี้เมื่อจะทดลอง เราว่า เมื่อถูกกล่าวโทษของตนจักโกรธหรือไม่หนอ ? ได้แสร้งติเตียน ฉวีวรรณ โภชนะ และที่อยู่ของเรา บัดนี้รู้ว่าเราไม่โกรธ จึงมีจิตเลื่อมใส แล้วให้พร เธอคงสำคัญเราว่าประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อความเป็นใหญ่ ชั้นท้าวสักกะชั้นพรหมเป็นแน่ เราจะตัดความสงสัยของท้าวสักกะใน เรื่องนั้นเสีย ควรจะรับพร ๔ ประการเหล่านี้ คืออย่าให้ความโกรธต่อ ผู้อื่นเกิดขึ้นแก่เรา ๑ อย่าให้โทสะต่อผู้อื่นเกิดขึ้นแก่เรา ๑ อย่าให้ ความโลภในสมบัติของผู้อื่นเกิดขึ้นแก่เรา ๑ อย่าให้สิเนหาในผู้อื่น
หน้า 781 ข้อ 1341
เกิดขึ้น ๑ เราพึงเป็นกลางอยู่เท่านั้น ๑ คิดดังนี้แล้ว เมื่อจะรับพร ๔ ประ- การ เพื่อจะตัดความสงสัยของท้าวสักกะ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพระแก่ข้าพระองค์ ข้าพระ- องค์ปรารถนาให้ความประพฤติของตน อย่าให้ มีความโกรธ อย่าให้มีโทสะ อย่าให้มีความ โลภ อย่าให้มีความสิเนหา ขอได้ทรงโปรด ประทานพร ๔ ประการนี้แก่ข้าพระองค์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรญฺจ เม อโท สกฺก ความว่า ถ้าพระองค์จะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ไซร้. บทว่า สุนิกฺโกธํ คืออย่าให้มีความโกรธด้วยดี ด้วยสามารถแห่งการไม่โกรธตอบ. บทว่า สุนิทฺโทสํ คือ อย่าให้มีโทสะด้วยดี ด้วยสามารถแห่งการไม่ประทุษ- ร้ายตอบ. บทว่า นิลฺโลภํ คือ อย่าให้มีความโลภในสมบัติผู้อื่น. บทว่า วุตฺติมตฺตโน ความว่า ข้าพระองค์ปรารถนาให้ความประพฤติของตนมี ภาวะอย่างนี้. บทว่า นิเสฺนหํ ได้แก่ อย่าให้มีความสิเนหา คือ ให้ ปราศจากความโลภ แม้ในของของตน คือ ในบุตรและธิดาทั้งหลาย ซึ่งมีวิญญาณ หรือในทรัพย์มีข้าวเปลือกเป็นต้น ซึ่งไม่มีวิญญาณ. บทว่า อภิกงฺขามิ ความว่า ข้าพระองค์ปรารถนาให้ความประพฤติของ
หน้า 782 ข้อ 1341
ตนประกอบด้วยองค์ ๔ ประการเห็นปานนี้. ด้วยบทว่า เอเต เม จตุโร วเร นี้ พระมหาสัตว์กล่าวว่า ขอพระองค์ได้ทรงโปรดประทานพร ๔ ประการ มีอย่าให้มีความโกรธเป็นต้นเหล่านั้น แก่ข้าพระองค์เถิด. ถามว่า ก็พระมหาสัตว์ไม่ทราบหรือว่า ใคร ๆ ไม่อาจรับพรใน สำนักของท้าวสักกะ แล้วขจัดความโกรธเป็นต้นได้ด้วยพร. ตอบว่า ไม่ทราบหามิได้ แต่ที่รับพรเพราะคิดว่า เมื่อท้าวสักกะ ประทานพร การพูดว่า ข้าพเจ้าไม่รับไม่สมควร และเพื่อจะตัดความ สงสัย ของท้าวสักกะนั้น จึงรับพร. ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อจะรับพร ก็ รับแต่พรที่หาโทษมิได้ทั้งนั้น เราจักถามถึงคุณและโทษในพรเหล่านี้กะ พระฤาษีก่อน ครานั้น เมื่อพระองค์จะถามพระฤาษี จึงตรัสพระคาถา ที่ ๕ ว่า :- ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านเห็นโทษใน ความโกรธ ในโทสะ ในโลภะ และในสิเนหา เป็นอย่างไรหรือ ? ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด. พึงทราบความแห่งเรื่องนั้นว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านเห็น โทษในความโกรธ ในโทสะ ในโลภะ หรือในสิเนหาอย่างไรหรือหนอ ?
หน้า 783 ข้อ 1341
ข้าพเจ้าขอถามความนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าก่อนเถิด เพราะว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบถึงโทษในอกุศลธรรมนั้น ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะท้าวสักกะว่า ถ้าเช่นนี้ ท่าน จงฟัง. ดังนี้แล้วกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :- ความโกรธเกิดแต่ความไม่อดทน ที่แรก เป็นของน้อย แต่ภายหลังเป็นของมาก ย่อม เจริญขึ้นโดยลำดับ ความโกรธมักทำความ เกี่ยวข้อง มีความคับแค้นมาก เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ชอบใจความโกรธ. วาจาของผู้ประกอบด้วยโทสะ เป็น วาจาหยาบคาย ถัดจากนั้นก็เกิดปรามาส ถูก ต้องกัน ต่อจากนั้นก็ชกต่อยกันด้วยมือ ต่อไป ก็จับท่อนไม้เข้าทุบตีกัน จนถึงจับศัสตราเข้า ฟันแทงกันเป็นที่สุด โทสะเกิดแต่ความโกรธ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ชอบใจโทสะ. ความโลภก่อให้เกิดอาการหยาบ เป็น เหตุให้เที่ยวปล้นขู่เอาสิ่งของเขา แสดงของ
หน้า 784 ข้อ 1341
ปลอมเปลี่ยนเอาของคนอื่น ประกอบอุบาย ล่อลวง บาปธรรมทั้งหลายนี้มีอยู่ในโลภธรรม เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจโลภ. กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย เป็นเครื่อง สำเร็จได้ด้วยใจ ถูกสิเนหาผูกมัดเข้าอีกด้วย แล้ว ถ้านอนเนื่องอยู่เป็นอันมาก มักทำให้ บุคคลเดือดร้อนยิ่งนัก เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงไม่ชอบใจสิเนหา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อขนฺติโช ความว่า ความโกรธ นั้น เกิดแต่ความไม่อดทนแห่งบุคคลผู้มีชาติไม่อดกลั้น ทีแรกก็เป็น ของน้อย แต่ภายหลังเป็นของมาก ย่อมเจริญขึ้นโดยลำดับ ข้อที่ความ โกรธนั้นเจริญขึ้น พึงพรรณนาด้วยขันติวาทิชาดก และจุลลธรรม. ปาลชาดก. อนึ่ง ในข้อนี้ พึงเล่าเรื่องที่ติสสอำมาตย์ฆ่าชนทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภรรยาพร้อมด้วยบริวารชนแล้วฆ่าตัวตายในภายหลัง. บทว่า อาสงฺคิ ความว่า ความโกรธมักทำความเกี่ยวข้อง คือ เกิดขึ้นแก่ผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นเกี่ยวข้องพัวพัน และไม่ให้สละเรื่องนั้นไปได้ ต้องให้ กลับมาทำความชั่วร้ายมีการด่าเป็นต้น. บทว่า พหุปายาโส ได้แก่ ประกอบด้วยความคับแค้น คือ ความลำบาก กล่าวคือความทุกข์ทางกายและทางใจเป็นอันมาก จริงอยู่
หน้า 785 ข้อ 1341
เพราะอาศัยความโกรธเป็นเหตุ ชนทั้งหลายที่กระทำการล่วงเกินใน พระอริยบุคคลเป็นต้น ด้วยอำนาจแห่งความโกรธ ย่อมเสวยทุกข์เป็น อันมาก มีความเดือดร้อนเพราะถูกฆ่าและถูกจองจำเป็นต้น และมีการ ถูกลงโทษด้วยเครื่องจองจำ ๕ อย่างเป็นอาทิ ทั้งในภพนี้และภพหน้า เพราะเหตุนั้น ความโกรธ จึงชื่อว่ามีความคับแค้นมาก. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะความโกรธนั้นมีโทษมากมายดังกล่าวมานี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโกรธ. บทว่า ทุฏฺสฺส เป็นต้น ความว่า แรกทีเดียววาจาหยาบคาย ของบุคคลผู้โกรธ ด้วยโกธะอันมีความเดือดดาลเป็นลักษณะ แล้วต่อมา จะประทุษร้ายด้วยโทสะอันมีความคิดร้ายต่อผู้อื่นเป็นลักษณ์. ย่อมเปล่ง ออกมา ถัดจากวาจาก็เกิดปรามาสถูกต้องกันด้วยสามารถแห่งการฉุดกัน มาฉุดกันไป ต่อจากนั้นก็ชกต่อยกันด้วยมือ ด้วยสามารถแห่งความ พยายาม ต่อไปก็จับท่อนไม้เข้าที่ทุบตีกัน จนถึงจับศัสตราอันมีคมข้าง เดียวหรือมีคมสองข้างเข้าฟันแทงกันเป็นที่สุด คือ ความสำเร็จแห่งการ ฟันแทงด้วยศัสตรา เป็นที่สุดแห่งกิจของโทสะทุกอย่าง จริงอยู่ ใน กาลใด บุคคลใช้ศัสตราฆ่าผู้อื่น ภายหลังจึงใช้ศัสตรานั้นนั่นแหละ ฆ่าตัวเอง ในกาลนั้น โทสะย่อมถึงที่สุด. บทว่า โทโส โกธสมุฏฺาโน ความว่า เปรียบเหมือน เปรียงหรือน้ำข้าวอันไม่เปรี้ยว แต่กลายเป็นของเปรี้ยวด้วยอำนาจแห่ง
หน้า 786 ข้อ 1341
ความแปรไป สิ่งที่เปรี้ยวและไม่เปรี้ยวทั้งสองนั้น แม้จะมีกำเนิดอย่าง เดียวกัน ท่านก็เรียกต่างกัน ว่าเปรี้ยว ไม่เปรี้ยว ฉันใด โทสะก็ฉันนั้น เหมือนกัน เมื่อก่อนเป็นความโกรธ ต่อเมื่อแปรไปแล้วจึงเป็นความคิด ประทุษร้ายในภายหลัง สภาวธรรมทั้งสองนั้น แม้จะมีกำเนิดอย่างเดียว กัน โดยความเป็นอกุศลมูลด้วยกัน ท่านก็เรียกต่างกันว่า ความโกรธ ความคิดประทุษร้าย เปรียบเหมือน สิ่งที่มีรสเปรี้ยวเกิดจากสิ่งที่ไม่มี รสเปรี้ยว ฉันใด โทสะแม้นั้น ก็ตั้งขึ้นจากโกธะฉันนั้น เพราะเหตุนั้น โทสะจึงมีชื่อว่า โกธะเป็นสมุฏฐาน. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะ โทสะมีโทษเป็นอเนกอย่างนี้ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจโทสะเลย. บทว่า อโลภสหสาการา ความว่า ชื่อว่าก่อให้เกิดอาการหยาบ เพราะปล้นฆ่าชาวบ้านทุกวัน ๆ โดยการใช้อาวุธจ่อที่ตัวแล้วข่มขู่ว่า จง ให้สิ่งชื่อนี้แก่เรา. บทว่า นิกติ วญฺจนานิ จ ความว่า การแสดงของปลอม เปลี่ยนเอาของของผู้อื่นไป ชื่อว่า การสับเปลี่ยน การสับเปลี่ยนนั้น พึงเห็นตัวอย่าง ในการให้ทองเก๊ว่าทองแท้ และกหาปณะปลอมว่า กหาปณะแท้ แล้วถือเอาสิ่งของของผู้อื่นไป ส่วนการถือเอาสิ่งของของ ผู้อื่นไป ด้วยสามารถแห่งปฏิภาณ เพราะความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ชื่อว่า การล่อลวง พึงทราบเรื่องราวของการล่อลวงนั้นอย่างนี้ว่า บุรุษชาว- บ้านผู้มีความซื่อตรงคนหนึ่ง นำกระต่ายมาจากป่าวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว
หน้า 787 ข้อ 1341
ลงอาบน้ำ ลำดับนั้น นักเลงคน ๑ เอากระต่ายนั้นวางไว้บนศีรษะ แล้วลงอาบน้ำ บุรุษชาวบ้านขึ้นมาแล้ว เมื่อไม่เห็นกระต่าย จึงมองหา ข้างโน้นข้างนี้ นักเลงเห็นดังนั้นจึงถามบุรุษนั้นว่า มองหาอะไรท่านผู้ เจริญ. บุรุษชาวบ้านนั้นตอบว่า ข้าพเจ้าวางกระต่ายไว้ตรงนี้ แต่ไม่ เห็นกระต่ายนั้น. นักเลงจึงกล่าวว่า แน่ะอันธพาล ท่านไม่รู้ดอกหรือ ว่า ชื่อว่ากระต่ายทั้งหลาย ที่บุคคลวางไว้ที่ฝั่งแม่น้ำย่อมหนีไปได้ ท่าน ดูซิ ฉันยังต้องเอากระต่ายของตนวางไว้บนศีรษะอาบน้ำด้วยเลย. บุรุษ ชาวบ้านเข้าใจว่า จักเป็นอย่างนั้น เพราะความที่ตนเป็นผู้ไม่มีปฏิภาณ. จึงหลีกไป ในข้อนี้ พึงเล่าเรื่องที่เขารับเอาลูกเนื้อด้วยเงิน ๑ กหาปณะ ให้ลูกเนื้อนั้นอีก แล้วจึงรับเอาเนื้อ ซึ่งมีราคา ๒ กหาปณะ. บทว่า ทิสฺสติ โลภธมฺเมสุ ความว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ บาป ธรรมทั้งหลายมีโลภะเป็นต้นเหล่านี้ มีปรากฏอยู่ในสภาวะคือความโลภ ทั้งหลาย คือ ในสัตว์ทั้งหลายถูกความโลภครอบงำแล้ว เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่โลภแล้ว. ย่อมไม่กระทำกรรมเห็นปานนี้ ความโลภมี โทษมากมายอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจความโลภ. บทว่า เสฺนหสงฺคนฺถิตา คนฺถา ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด กายคืออภิชฌาทั้งหลาย ซึ่งเป็นไปอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายมีประการต่าง ๆ ถูกสิเนหาอันมีความติดอยู่ในอารมณ์ทั้งหลายเป็นลักษณะร้อยรัดแล้ว คือสืบต่อแล้วด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้นบ่อย ๆ ดุจดอกไม้ทั้งหลายที่ เขาร้อยไว้ด้วยด้าย ฉะนั้น.
หน้า 788 ข้อ 1341
บทว่า เสนฺติ มโนมยา ปุถู ความว่า กิเลสเครื่องร้อยรัด กายคืออภิชฌาทั้งหลาย อันเกิดขึ้นแล้วในอารมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็น เครื่องสำเร็จได้ด้วยใจ เพราะเป็นสภาพที่เกิดขึ้นทางใจ ดุจวัตถุทั้งหลาย มีเครื่องประดับเป็นต้น อันเกิดแล้วจากรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นต้น ชื่อว่าอันสำเร็จแล้วด้วยรัตนะทั้งหลายมีทองเป็นอาทิ นอนเนื่องอยู่ใน อารมณ์เหล่านั้น. บทว่า เต ภุสํ อุปตาเปนฺติ ความว่า กิเลสเหล่านั้น ถ้า นอนเนื่องอยู่แล้วเป็นอันมาก คือมีกำลังรู้ชัดอยู่ มักทำบุคคลให้เดือด- ร้อน คือให้ลำบากโดยยิ่ง ก็ในการที่กิเลสเหล่านั้นมักทำให้บุคคลเดือด- ร้อนโดยยิ่ง พึงนำเรื่องของคาถาว่า สลฺลวิทฺโธว รุปฺปติ เป็นต้น และ พระสูตรทั้งหลายมีความว่า ดูก่อนคฤหบดี ความเศร้าโศก ความร่ำไร ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจและความคับแค้นทั้งหลายล้วนเกิดแต่ความ รัก ล้วนมีความรักเป็นแดนเกิดทั้งนั้น ความโศกย่อมเกิดแต่สิ่งที่รัก ความโศกย่อมเกิดแต่ความรัก. ดังนี้เป็นต้น มาเป็นอุทาหรณ์อีกอย่าง หนึ่ง หัวใจของสุมังคลโพธิสัตว์แตกแล้ว เพราะความโศกอันมีกำลัง เหตุให้เด็กทั้งหลายเป็นทาน โทมนัสเป็นอันมากก็ได้เกิดขึ้นแล้วแก่พระ- เวสสันดรโพธิสัตว์ ความรักย่อมทำให้พระมหาสัตว์ทั้งหลายผู้บำเพ็ญ บารมีแล้วเดือดร้อนได้ด้วยประการฉะนี้ เพราะโทษนี้มีอยู่ในความ สิเนหาฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ชอบใจ แม้ซึ่งความสิเนหา.
หน้า 789 ข้อ 1341
ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับคำวิสัชนาปัญหาแล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านกัณหบัณฑิต ปัญหานี้ท่านกล่าวดี เปรียบดังพุทธลีลา ข้าพ- เจ้ายินดีเหลือเกิน ฉะนั้น ขอท่านจงรับพรอย่างอื่นอีก แล้วตรัสพระ- คาถาที่ ๑๐ ว่า :- ข้าแต่ท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าวดี แล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาต่อไปว่า :- ข้าแต่ท้าวสักกผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขออา- พาธทั้งหลายอันเป็นของร้ายแรง ซึ่งจะทำ อันตรายแก่ตบะกรรมได้ อย่าพึงเกิดขึ้นแก่ ข้าพระองค์ผู้อยู่ในป่า ซึ่งอยู่แต่ผู้เดียวเป็น นิตย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺตรายกรา ภุสา คือ อันจำทำ อันตรายแก่ตบะกรรมของข้าพระองค์นี้. ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงดำริว่า กัณหบัณฑิตเมื่อ จะรับพร ก็ไม่รับพรที่อาศัยอามิส รับแต่พรที่อาศัยตบะกรรมเท่านั้น
หน้า 790 ข้อ 1341
ท้าวเธอยิ่งทรงเลื่อมใสมากขึ้น เมื่อจะประทานพรอื่นอีก จึงตรัสพระ- คาถานอกนี้ว่า :- ดูก่อนท่านพราหมณ์ คำนั้นท่านกล่าว ดีแล้ว เป็นสุภาษิตอันสมควร ข้าพเจ้าจะให้ พรแก่ท่าน ตามแต่ใจท่านปรารถนาเถิด. แม้พระโพธิสัตว์ เมื่อจะแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะโดยอ้างการรับ พร จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าจะโปรดประทานพรแก่ข้าพระองค์ ขอใจ หรือร่างกายของข้าพระองค์ อย่าเข้าไปกระทบ กระทั่งใคร ๆ ในกาลไหน ๆ เลย ขอได้ทรง โปรดประทานพรนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโน วา ได้แก่ มโนทวาร. บทว่า สรีรํ วา ได้แก่ กายทวาร. แม้วจีทวาร ก็พึงทราบว่า ท่านถือเอา แล้วด้วยการถือเอาทวารเหล่านั้นเหมือนกัน. บทว่า มงฺกุเต คือ เพราะ เหตุแห่งข้าพระองค์. บทว่า อุปหญฺเถ ได้แก่ อย่าเข้าไปกระทบ- กระทั่ง คือ พึงเป็นทวารอันบริสุทธิ์แล้ว.
หน้า 791 ข้อ 1341
ข้อนี้มีอธิบายว่า ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ขออย่าให้กรรมที่เป็น ไปในทวาร แม้ทั้ง ๓ นี้เข้าไปกระทบแก่ใคร ๆ คือแก่ท้าวสักกะในกาล ไหน ๆ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์ คือเพราะอาศัยข้าพระองค์ ได้แก่ เพราะความที่แห่งข้าพระองค์เป็นผู้ใคร่ต่อความพินาศ คือ ขอกรรมที่ เป็นไปในทวารทั้ง ๓ นี้พึงเป็นธรรมชาติอันหลุดพ้นแล้ว คือ บริสุทธิ์ แล้ว จากอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้นนั้นเทียว. พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพรในฐานะทั้ง ๖ ได้รับเอาพรอันอาศัย เนกขัมมะเหล่านั้น ด้วยประการฉะนี้ จริงอยู่ พระโพธิสัตว์นั้น ย่อม ทราบว่า ขึ้นชื่อว่าสรีระ ย่อมมีความเจ็บเป็นธรรมดา ท้าวสักกะไม่ อาจเพื่อจะกระทำสรีระนั้นให้มีความไม่เจ็บเป็นธรรมดาได้ อนึ่ง ความ ที่แห่งสัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีตนอันบริสุทธิ์แล้วในทวารทั้ง ๓ อันท้าว- สักกะก็ไม่อาจทำให้เป็นนิสัยของตนได้เลย แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น พระ- มหาสัตว์ก็ได้รับพรเหล่านี้แล้ว เพื่อแสดงธรรมแก่ท้าวสักกะนั้น แม้ ท้าวสักกเทวราชก็ได้ทรงบันดาลต้นไม้นั้นให้มีผลหวานอร่อย นมัสการ พระมหาสัตว์ประคองอัญชลีเหนือพระเศียร ตรัสว่า ขอท่านจงอยู่ที่นี้ โดยปราศจากโรคเถิด. แล้วได้เสด็จไปยังพิมานของพระองค์ แม้พระ- โพธิสัตว์ก็มิได้เสื่อมจากฌาน ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้อง- หน้า.
หน้า 792 ข้อ 1341
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ ที่นี้เป็นภูมิประเทศที่เราเคยอยู่มาแล้ว ดังนี้แล้วทรง ประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะในบัดนี้ ส่วนกัณหบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากัณหชาดกที่ ๒
หน้า 793 ข้อ 1342, 1343, 1344
๓. จตุโปสถิกชาดก ว่าด้วยสมณะ [๑๓๔๒] ผู้ใดไม่ทำความโกรธในบุคคลผู้ควรโกรธ ผู้นั้นเป็นสัตบุรุษ ย่อมไม่โกรธในกาลไหน ๆ บุคคลนั้นแม้จะโกรธ ก็ไม่ทำความโกรธให้ ปรากฏ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสมณะในโลก. [๑๓๔๓] นรชนใดมีท้องพร่อง ย่อมทนความหิว ได้ นรชนนั้นเป็นผู้ฝึกตนแล้ว มีตบะ มีข้าว และน้ำพอประมาณ ย่อมไม่บาปเพราะเหตุแห่ง อาหาร นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวนรชนนั้นแล ว่าเป็นสมณะในโลก. [๑๓๔๔ ] บุคคลละการเล่นและความยินดีทั้งปวง ได้เด็ดขาด ไม่กล่าวคำเหลาะแหละนิดหน่อย ในโลก เว้นจากการแต่งเนื้อแต่งตัว และเว้น จากเมถุนธรรม นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าว บุคคลนั่นแล ว่าเป็นสมณะในโลก.
หน้า 794 ข้อ 1345, 1346, 1347
[๑๓๔๕] บุคคลใดละสิ่งที่เขาหวงแหนและโลภ ธรรมทั้งปวงเสีย ด้วยปัญญาเครื่องกำหนดรู้ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นแล ผู้ฝึก คนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ไม่มีตัณหา ไม่มีความหวัง ว่าเป็นสมณะในโลก. [๑๓๔๖] ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาสามารถจะรู้เหตุ และมิใช่เหตุที่ควรทำ เราขอถามท่าน ความทุ่ม เถียงกันในถ้อยคำทั้งหลาย บังเกิดมีแก่เราทั้ง หลาย ขอท่านโปรดช่วยตัดเสีย ซึ่งความ สงสัย ความเคลือบแคลงในวันนี้ ขอได้โปรด ช่วยเราทั้งหมดให้ข้ามพ้นความสงสัยนั้น ใน วันนี้. [๑๓๔๗] บัณฑิตเหล่าใดเป็นผู้สามารถเห็นเนื้อ ความ บัณฑิตเหล่านั้นจึงจะกล่าวได้โดยแยบ- คาย ในกาลนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชา- นิกร ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย จะพึงวินิจฉัยเนื้อ ความแห่งถ้อยคำทั้งหลาย ที่ยังไม่ได้กล่าวแล้ว ได้อย่างไรหนอ.
หน้า 795 ข้อ 1348, 1349, 1350
[๑๓๔๘] พญานาคกล่าวอย่างไร ? พญาครุฑ กล่าวอย่างไร ? ท้าวสักกะผู้เป็นพระราชาของ คนธรรพ์ตรัสอย่างไร ? และพระราชาผู้ประ- เสริฐของชาวกุรุรัฐตรัสอย่างไร ? [๑๓๔๙] พญานาคกล่าวสรรเสริญขันติ พญา ครุฑกล่าวยกย่องการไม่ประหาร ท้าวสักกะผู้ เป็นพระราชาของตนธรรพ์ตรัสชมการละความ ยินดี พระราชาผู้ประเสริฐของชาวกุรุรัฐตรัส สรรเสริญความไม่กังวล. [๑๓๕๐] คำเหล่านี้ทั้งหมดเป็นสุภาษิต ในถ้อยคำ ของท่านทั้ง ๔ นี้ ไม่มีคำทุพภาษิตแม้นิดหน่อย เลย คุณทั้ง ๔ มีขันติเป็นต้นนี้ ตั้งมั่นอยู่ใน ผู้ใดก็เปรียบได้กับกำรถสอดเข้าสนิทดี ที่ดุม รถฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวบุคคลผู้ พร้อมเพรียงด้วยธรรม ๔ ประการนั้นแล ว่า เป็นสมณะในโลก.
หน้า 796 ข้อ 1351, 1352, 1353
[๑๓๕๑] ท่านนั้นแลเป็นผู้ประเสริฐ ไม่มีผู้อื่น ยิ่งกว่า เป็นผู้ถึงธรรม รู้แจ้งธรรม มีปัญญาดี พิจารณาปัญหาด้วยปัญญา เป็นนักปราชญ์ตัด ความสงสัย ความเคลือบแคลงทั้งหลายเสีย ได้ ตัดความสงสัยความเคลือบแคลงทั้งหลาย สำเร็จแล้ว ดุจนายช่างตัดงาช้างด้วยเครื่องมือ อันคม ฉะนั้น. [๑๓๕๒] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้ผ้า ผืนนี้ ซึ่งมีสีสดใสดุจสีอุบลเขียว ไม่หม่น หมองหาค่ามิได้ มีสีเสมอด้วยควันไฟ เพื่อ เป็นธรรมบูชาแก่ท่าน. [๑๓๕๓] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้ ดอกไม้ทองมีกลีบตั้งร้อยอันแย้มบาน มีเกสร ประดับด้วยรัตนะจำนวนพัน เพื่อเป็นธรรม บูชาแก่ท่าน.
หน้า 797 ข้อ 1354, 1355, 1356
[๑๓๕๔] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้แก้ว มณีอันหาค่ามิได้งามผ่องใส คล้องอยู่ที่คอ เป็นแก้วมณีเครื่องประดับคอของข้าพเจ้า เพื่อ เป็นธรรมบูชาแก่ท่าน. [๑๓๕๕] ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ ข้าพเจ้าพอใจ ด้วยการพยากรณ์ปัญหาของท่าน จึงขอให้โคนม โคผู้และช้างอย่างละพัน รถเทียมด้วยม้า อาชาไนย ๑๐ คัน และบ้านส่วย ๑๖ ตำบล แก่ท่าน. [๑๓๕๖] พญานาคในกาลนั้น เป็นพระสารีบุตร พญาครุฑ เป็นพระโมคคัลลานะ ท้าวสักก- เทวราช เป็นพระอนุรุทธะ พระเจ้าโกรัพยะ เป็นพระอานนท์บัณฑิต วิฑุรบัณฑิตเป็นพระ- โพธิสัตว์นั่นเอง ขอท่านทั้งหลายจงจำชาดกไว้ อย่างนี้. จบ จุตโปสถิกชาดกที่ ๓
หน้า 798 ข้อ 1356
อรรถกถาจตุโปสถิกชาดกที่ ๓ จตุโปสถิกชาดกนี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย โกปเนยฺโย จักมีแจ้งใน ปุณณกชาดก. จบ อรรถกถาจตุโปสถิกชาดกที่ ๓
หน้า 799 ข้อ 1357, 1358, 1359
๔. สังขชาดก ว่าด้วยอานิสงส์ถวายรองเท้า [๑๓๕๗] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็น พหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว ทั้งสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมาแล้ว เหตุไรท่านจึง แสดงคำพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอื่น นอกจากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่าน ได้. [๑๓๕๘] นางฟ้าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วย เครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหาร ทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค นางเป็นผู้มี ศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่ บริโภค. [๑๓๕๙] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยัง ปรารถนาความสุข ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้แล้ว ควรจะถามดูให้รู้แน่ ขอท่านจงลุกขึ้นประนม มือถามเทวดานั้นว่า นางเป็นเทวดาหรือมนุษย์.
หน้า 800 ข้อ 1360, 1361, 1362, 1363
[๑๓๖๐] เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสาย- ตาอันแสดงความรัก ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภค อาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่ ข้าพเจ้า ขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ? [๑๓๖๑] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็น เทวดาผู้มีอานุภาพมาก มาในกลางน้ำสาครนี้ ก็ เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้าย หาไม่ ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ ท่านนั่นเอง. [๑๓๖๒] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มี ข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานพาหนะมากอย่าง ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้น สำเร็จแก่ท่านทุกอย่าง. [๑๓๖๓] ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม ผู้เอวบางร่างน้อย ทานซึ่งเป็นส่วน บูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใด อย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบาก
หน้า 801 ข้อ 1364, 1365, 1366
แห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง การที่ข้าพเจ้า ได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร. [๑๓๖๔] ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวาย รองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เดินกระโหย่งเท้า สะดุ้ง ลำบากอยู่ในหนทางอันร้อน ทักษิณา นั้นอำนวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้. [๑๓๖๕] ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น้ำ ไม่รั่ว มีใบสำหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะใน สมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้ มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี ใน วันนี้เถิด. [๑๓๖๖] นางเทพธิดานั้น มีจิตชื่นชมโสมนัส ปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร แล้วพา สังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อัน เป็นที่สำราญรื่นรมย์. จบ สังขชาดกที่ ๔
หน้า 802 ข้อ 1366
อรรถกถาสังขพราหณชาดกที่ ๔ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ถวายบริขารทั้งปวง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุโต ดังนี้. ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี มีอุบาสกคนหนึ่ง ฟังธรรม เทศนาของพระตถาคตแล้ว มึจิตเลื่อมใสในพระศาสดา จึงเข้าไปนิมนต์ เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น แล้วให้ทำมณฑปใกล้ประตูเรือนของตน ประดับ ตกแต่งเป็นอย่างดี วันรุ่งขึ้นให้คนไปกราบทูลภัตกาลต่อพระตถาคต พระศาสดามีภิกษุ ๕๐๐ เป็นบริวาร เสด็จไป ณ ที่นั้น ประทับนั่งบน บวรพุทธาอาสน์ที่อุบาสกปูลาดไว้ อุบาสกพร้อมด้วยบุตรภรรยาและ บริวารชน ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ได้ นิมนต์ฉันถวายมหาทานอย่างนี้ต่อไปถึง ๗ วัน ในเว้นที่ ๗ ได้ถวาย เครื่องบริขารทุกอย่าง แลเมื่อจะถวายนั้น ใดจัดทำรองเท้าถวายเป็น พิเศษ คือคู่ที่ถวายแด่พระทศพล ราคาพันหนึ่ง ที่ถวายพระอัครสาวก ทั้งสอง ราคาคู่ละ ๕๐๐ ที่ถวายพระภิกษุ ๕๐๐ นอกนั้น ราคาคู่ละ ร้อย. อุบาสกนั้นครั้นถวายเครื่องบริขารทุกอย่าง ดังนี้แล้ว ได้ไปนั่ง อยู่ในสำนักพระผู้มีพระภาคกับบริษัทของตน. ครั้งนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุโมทนาด้วยพระสุรเสียงอัน ไพเราะแก่อุบาสกนั้น ได้ตรัสว่า นี่แน่ะอุบาสก การ ๆ ถวายเครื่องบริขาร ทุกอย่างของท่าน โอฬารยิ่ง ท่านจงชื่นชมเถิด ครั้งก่อนเมื่อพระพุทธ-
หน้า 803 ข้อ 1366
เจ้ายังไม่เกิดขึ้น ชนทั้งหลายถวายรองเท้าคู่หนึ่งแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า เรือไปแตกในมหาสมุทรซึ่งหาที่พึงมิได้ เขายังได้ที่พึ่งด้วยผลานิสงส์ที่ ถวายรองเท้า ก็ตัวท่านได้ถวายเครื่องบริขารทุกอย่างแก่ภิกษุสงฆ์มีพระ- พุทธเจ้าเป็นประธาน ผลแห่งการถวายรองเท้าของท่านนั้น ทำไมจักไม่ เป็นที่พึ่งเล่า ดังนี้ แล้วอุบาสกนั้น ทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึง ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระนครพาราณสีนี้ มีนามว่าโมลินี พระเจ้า- พรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในกรุงโมลินี มีพราหมณ์คนหนึ่งชื่อสังขะ เป็นผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก มีเครื่องที่ทำให้ปลื้มใจ เช่น ทรัพย์ ข้าวเปลือกและเงินทองมากมาย ให้สร้างโรงทาน ๖ แห่ง คือประตูเมือง ๔ ประตู ที่กลางเมือง และที่ประตูเรือน สละทรัพย์วันละ ๖ แสนให้ ทานเป็นการใหญ่ แก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้นทุกวัน วันหนึ่ง เขาคิดว่า เมื่อทรัพย์ในเรือนสิ้นแล้ว เราจักไม่อาจไห้ทานได้ เมื่อทรัพย์ ยังไม่สิ้นไปนี้ เราจักลงเรือไปสุวรรณภูมิ นำทรัพย์มา คิดดังนี้แล้ว จึงให้ต่อเรือบรรทุกสินค้าจนเต็ม แล้วเรียกบุตรภรรยามาสั่งว่า พวกท่าน จงให้ทานของเราเป็นไปโดยไม่ขาดจนกว่าเราจะกลับมา แล้วก็แวดล้อม ไปด้วยทาสและกรรมกร กั้นร่มสวมรองเท้าเดินตรงไปยังบ้านท่าเรือจอด ในเวลาเที่ยง. ในขณะนั้น ที่ภูเขาคันธมาทน์ มีพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง พิจารณาดูก็ได้เห็นพราหมณ์นั่นกำลังจะเดินทางเพื่อนำทรัพย์มา จึง
หน้า 804 ข้อ 1366
พิจารณาดูว่า มหาบุรุษจักไปหาทรัพย์ จักมีอันตรายในสมุทรหรือไม่ หนอ ถ็ทราบว่า จักมีอันตราย จึงคิดว่า มหาบุรุษนั้นเห็นเราแล้ว จักถวายร่มและรองเท้าแก่เรา เมื่อเรือแตกกลางสมุทร เขาจักได้ที่พึ่ง ด้วยอานิสงส์ที่ถวายรองเท้า เราจักอนุเคราะห์แก่เขา แล้วก็เหาะมาลง ณ ที่ใกล้สังขพราหมณ์ เดินเหยียบทรายร้อนเช่นกับถ่านเพลิง เพราะ ลมแรงแดดกล้า ตรงมายังสังขพราหมณ์. สังขพราหมณ์พอเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นเท่านั้น ก็ยินดีว่า บุญเขตของเรามาถึงแล้ว วันนี้เราควรจะหว่านพืช คือทานลงในบุญเขต นี้ จึงรีบเข้าไปนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพเจ้า ขอท่านได้ลงจากทางสักหน่อย แล้ว เข้าไปที่โคนต้นไม้นี้ พอพระปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปโคนต้นไม้ ก็พูนทราย ขึ้นแล้วเอาผ้าห่มปูลาดนมัสการพระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วล้างเท้าด้วยน้ำ ที่อบและกรองใสสะอาด ทาเท้าด้วยน้ำมันหอม ถอดรองเท้าที่ตนสวม ออกเช็ด ทาด้วยน้ำมันหอม แล้วสวมเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้า ถวาย ร่มและรองเท้าด้วยวาจาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงสวมรองเท้า กั้นร่มไปเถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเพื่อจะอนุเคราะห์สังขพราหมณ์ จึงรับร่ม และรองเท้า และเพื่อจะให้ความเลื่อมใสเจริญยิ่งขึ้น จึงเหาะไปภูเขา คันธมาทน์ให้สังขพราหมณ์แลเห็น.
หน้า 805 ข้อ 1366
สังขพราหมณ์โพธิสัตว์ได้เห็นดังนั้นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใสยิ่งขึ้น เดินไปสู่ท่าลงเรือ เมื่อสังขพราหมณ์กำลังเดินทางอยู่กลางมหาสมุทร พอถึงวันที่ ๗ เรือได้ทะลุ น้ำไหลเข้า ไม่มีใครสามารถจะวิดน้ำให้หมด ได้. หาชนกลัวต่อมรณภัย ต่างก็พากันนมัสการเทวดาที่นับถือของตน ๆ ร้องกันเซ็งแซ่. พระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากคือคนใช้คน ๑ ทาสรีระ ด้วยน้ำมัน เคี้ยวจุรณน้ำตาลกรวดกับเนยใสพอแก่ความต้องการแล้ว ให้อุปัฏฐากกินบ้าง แล้วขึ้นบนยอดเสากระโดงกับอุปัฏฐาก กำหนด ทิศว่า เมืองของเราอยู่ข้างทิศนี้ เมื่อจะเปลื้องตนจากอันตรายจากปลา และเต่า จึงโดดล่วงไปสิ้นที่ประมาณอุสภะ ๑ พร้อมกับอุปัฏฐากนั้น. มหาชนพากันพินาศสิ้น ส่วนพระมหาสัตว์กับอุปัฏฐากพยายามว่ายข้าม มหาสมุทรไปได้ ๗ วัน วันนั้นเป็นวันอุโบสถ พระโพธิสัตว์ได้บ้วน ปากด้วยน้ำเค็มแล้ว รักษาอุโบสถ. ครั้งนั้น นางเทพธิดาชื่อมณิเมขลา ท้าวโลกบาลทั้ง ๔ ตั้งไว้ให้ พิทักษ์รักษาสมุทร ด้วยคำสั่งว่า ถ้าเรือมาแตกลง มนุษย์ที่ถือไตร- สรณคมน์ก็ดี มีศีลสมบูรณ์ก็ดี ปฏิบัติชอบในมารดาบิดาก็ดี มาตกทุกข์ ในสมุทรนี้ ท่านพึงพิทักษ์รักษาเขาไว้. นางประมาทด้วยความเป็นใหญ่ ของตนเสีย ๗ วัน พอถึงวันที่ ๗ นางตรวจดูสมุทร ได้เห็นสังข- พราหมณ์ประกอบด้วยศีลและอาจาระ เกิดสังเวชจิตคิดว่า พราหมณ์นี้ ตกทะเลมาได้ ๗ วันแล้ว ถ้าพราหมณ์จักตายลง เราคงได้รับครหาเป็น
หน้า 806 ข้อ 1366
อันมาก แล้วนางได้จัดถาดทองใบ ๑ ให้เต็มไปด้วยทิพยโภชนะอัน มีรสเลิศต่าง ๆ เหาะไป ณ ที่นั้นโดยเร็ว ยืนอยู่บนอากาศตรงหน้า สังขพราหมณ์ กล่าวว่า ข้าแต่พราหมณ์ ท่านอดอาหารมา ๗ วันแล้ว จงบริโภคโภชนะทิพย์นี้เถิด. สังขพราหมณ์แลดูนางเทพธิดา แล้วกล่าว ว่า จงนำภัตของท่านหลีกไปเถิด เรารักษาอุโบสถ. ลำดับนั้น อุปัฏฐาก อยู่ข้างหลังไม่เห็นเทวดาได้ฟังแต่เสียง จึงคิดว่า พราหมณ์นี้เป็นสุขุมาล- ชาติโดยปกติ มาถูกอดอาหารลำบากเข้า ๗ วัน ชรอยจะบ่นเพ้อเพราะ กลัวตาย เราจักปลอบโยนเขา คิดดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านก็เป็น พหูสูต ได้ฟังธรรมมาแล้ว ทั้งสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ท่านก็ได้เห็นมา เหตุไรท่านจึงแสดง คำพร่ำเพ้อในขณะอันไม่สมควร คนอันนอก จากข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจากับท่านได้ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตธมฺโมสิ ความว่า แม้ธรรม ท่านก็ได้สดับมาแล้ว ในสำนักของสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้ง- หลาย. บทว่า ทิฏฺา ความว่า ทั้งสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ทั้งหลาย อันท่านผู้ถวายปัจจัยแก่สมณพราหมณ์แล้วนั้น กระทำความ ขวนขวายอยู่ก็ได้เห็นมาแล้ว ท่านแม้เมื่อกระทำอยู่เห็นอยู่อย่างนี้ ก็ ยังไม่เห็นสมณพราหมณ์เหล่านั้นเลย. บทว่า อถกฺขเณ ตัดบทเป็น
หน้า 807 ข้อ 1366
อถ อกฺขเณ คือในขณะที่มิใช่โอกาสพูด เพราะไม่มีใคร ๆ ที่เจรจา ด้วย. บทว่า ทสฺสยเส ความว่า ท่านเมื่อกล่าวว่า เรารักษาอุโบสถ ชื่อว่าแสดงคำพร่ำเพ้อ. บทว่า ปฏิมนฺตโก ความว่า คนอื่นนอกจาก ข้าพเจ้า ใครเล่าที่จะมาเจรจา คือที่จะมาให้ถ้อยคำกับท่านได้ เพราะ เหตุไร ท่านจึงพร่ำเพ้ออย่างนี้. สังขพราหมณ์ได้ฟังคำของอุปัฏฐากแล้ว จึงคิดว่า ชรอยเทวดา นั้น จะไม่ปรากฏแก่เขา จึงกล่าวว่า แน่ะสหาย เรามิได้กลัวมรณภัย ผู้อื่นที่มาเจรจากับเรามีอยู่ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- นางฟ้าหน้างาม รูปสวยเลิศ ประดับด้วย เครื่องประดับทอง ยกถาดทองเต็มด้วยอาหาร ทิพย์ มาร้องเชิญให้เราบริโภค นางเป็นผู้มี ศรัทธาและปลื้มจิต เราตอบกะนางว่า ไม่ บริโภค. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุพฺภา แปลว่า ผู้มีหน้างาม. บทว่า สุภา ได้แก่ ผู้มีรูปร่างงามเลิศ น่าเลื่อมใส. บทว่า สุปฺปฏิ- มุกฺกกมฺพู คือประดับด้วยเครื่องอลังการทอง. บทว่า ปคฺคยฺห คือ ถาดภัตตาหารยกขึ้น. บทว่า สทฺธา วิตฺตา ได้แก่ มีศรัทธาด้วย มีจิตยินดีด้วย. บาลีว่า สทฺธา วิตฺตํ ดังนี้ก็มี. ข้อนั้นมีความว่า บทว่า
หน้า 808 ข้อ 1366
สทฺธา ได้แก่ ผู้เหลืออยู่. บทว่า วิตฺตํ ได้แก่ ผู้มีจิตยินดีแล้ว. บทว่า ตมหํ โน ความว่า เราเมื่อจะปฏิเสธ เพราะความที่ตนเป็นผู้รักษา อุโบสถ จึงตอบกะเทวดานั้นว่า ไม่บริโภค เราไม่เพ้อดอกสหาย. ลำดับนั้น อุปัฏฐากได้กล่าวคาถาที่ ๓ แก่สังขพราหมณ์นั้น ว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ วิสัยบุรุษผู้ยัง ปรารถนาความสุข ได้พบเห็นเทวดาเป็นนี้แล้ว ควรจะถามดูให้รู้แน่ ขอท่านจงลุกขึ้นประนม มือถามเทวดานั้นว่า นางเป็นเทวดาหรือมนุษย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขมาสึสมาโน ความว่า บุรุษ ผู้เป็นบัณฑิต ผู้ยังปรารถนาความสุขเพื่อตน ได้พบเห็นเทวดาเช่นนี้ แล้ว ควรจะถามดูว่า ความสุขจักมีแก่เราหรือไม่ ? บทว่า อุฏฺเหิ ความว่า ท่านเมื่อแสดงอาการลุกขึ้นจากน้ำ ชื่อว่า จงลุกขึ้น. บทว่า ปญฺชลิกาภิปุจฺฉ คือจงเป็นผู้ประนมมือถาม. บทว่า อุท มานุสี ความว่า หรือว่านางเป็นมนุษย์ผู้มีฤทธิ์มาก. พระโพธิสัตว์คิดว่า อุปัฏฐากพูดถูก เมื่อจะถามนางเทพธิดานั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
หน้า 809 ข้อ 1366
เพราะเหตุที่ท่านมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสาย- ตาอันแสดงความรู้ ร้องเชิญให้ข้าพเจ้าบริโภค อาหาร ดูก่อนนางผู้มีอานุภาพใหญ่ ข้าพเจ้า ขอถามท่านว่า ท่านเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตฺวํ ความว่า เพราะเหตุใด ท่านจึงมาแลดูข้าพเจ้าด้วยสายตาอันแสดงความรัก. บทว่า อภิสเมกฺ- ขเส คือแลดูด้วยจักษุ อันแสดงความรัก. บทว่า ปุจฺฉามิ ตํ ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงขอถามท่าน. ลำดับนั้น นางเทพธิดา ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ข้าพเจ้าเป็น เทวดาผู้มีอานุภาพมาก มาในกลางน้ำสาครนี้ ก็ เพราะเป็นผู้มีความเอ็นดู จะได้มีจิตประทุษร้าย หาไม่ ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อประโยชน์แก่ ท่านนั่นเอง. ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ในสมุทรนี้มี ข้าว น้ำ ที่นอน ที่นั่ง และยานพาหนะมากอย่าง ใจของท่านปรารถนาสิ่งใด ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้น สำเร็จแก่ท่านทุกอย่าง.
หน้า 810 ข้อ 1366
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ คือในสมุทรนี้ . บทว่า นานา- วิวิธานิ คือมียานพาหนะ คือช้างและยานพาหนะ มีม้าเป็นต้น ทั้ง มากมาย ทั้งหลายอย่าง. บทว่า สพฺพสฺส ตฺยาหํ ความว่า ข้าพเจ้า จะให้ข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น สำเร็จแก่ท่าน คือจะให้ท่านเป็นเจ้าของ ข้าวและน้ำเป็นต้นนั้น ทุกอย่าง. บทว่า ยงฺกิญฺจิ ความว่า ใจของ ท่านอยากได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง. แม้อย่างอื่น ข้าพเจ้าจะให้สิ่งนั้นทุกอย่าง แก่ท่าน. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เทวดานี้กล่าวว่าจะให้ อย่างนั้นอย่างนี้แก่เราในท้องน้ำ เธอปรารถนาจะให้ด้วยบุญกรรมที่เรา ทำไว้ หรือจะให้ด้วยพลานุภาพของตน เราจักถามดูก่อน เมื่อจะถาม ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :- ข้าแต่เทพธิดาผู้มีร่างงาม มีตะโพกผึ่งผาย มีคิ้วงาม ผู้เอวบางร่างน้อย ทานซึ่งเป็นส่วน บูชา และการเซ่นสรวงของข้าพเจ้า อย่างใด อย่างหนึ่งซึ่งมีอยู่ ท่านเป็นผู้สามารถรู้วิบาก แห่งกรรมของข้าพเจ้าทุกอย่าง การที่ข้าพเจ้า ได้ที่พึ่งในสมุทรนี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยิฏฺํ คือบูชาแล้ว ด้วยสามารถ แห่งทาน. บทว่า หุตํ คือให้แล้ว ด้วยสามารถแห่งของคำนับและของ
หน้า 811 ข้อ 1366
ต้อนรับ. บทว่า สพฺพสฺส โน อิสฺสรา ตฺวํ ความว่า ท่านเป็นอิสระ คือเป็นผู้สามารถรู้วิบากแห่งบุญกรรมของข้าพเจ้านั้นทุกอย่างว่า นี้เป็น วิบากแห่งกรรมนี้ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนี้. บทว่า สุสฺโสณิ คือผู้มี ลักษณะแห่งโคนขางาม. บทว่า สุพฺภา แปลว่า ผู้มีคิ้วงาม บทว่า สุวิลากมชฺเฌ คือผู้มีกลางตัวอันอรชรอ้อนแอ่น. บทว่า กิสฺส เม ความว่า บรรดากรรมที่ข้าพเจ้าทำแล้ว การที่ข้าพเจ้าได้ที่พึ่งในมหา- สมุทรอันหาที่พึ่งมิได้นี้ เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร. นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ชรอยจะถาม ด้วยสำคัญว่า เรารู้กุศลกรรมที่เขาทำไว้ บัดนี้ เราจักกล่าวทานของเขา เมื่อจะกล่าว ได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- ข้าแต่ท่านสังขพราหมณ์ ท่านได้ถวาย รองเท้ากะพระภิกษุรูปหนึ่ง ผู้เดินกระโหย่งเท้า สะดุ้ง ลำบากอยู่ในหนทางอันร้อน ทักษิณา นั้นอำนวยผลสิ่งน่าปรารถนาแก่ท่านในวันนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกภิกฺขุํ นางเทพธิดากล่าว หมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น. บทว่า อุคฺฆฏฺฏปาทํ คือผู้เดิน กระโหย่งเท้า เพราะทรายร้อน. บทว่า ตสิตํ คือผู้กระหายแล้ว. บทว่า ปฏิปาทยิ ความว่า ได้ถวายแล้ว คือได้ประกอบแล้ว. บทว่า กามทุหา คือให้สิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง.
หน้า 812 ข้อ 1366
พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว มีจิตยินดีว่า การถวายรองเท้า ที่เราได้ถวายแล้ว มาให้ผลที่น่าปรารถนาแก่เราทุกอย่างในมหาสมุทร อันหาที่พึ่งมิได้ แม้เห็นปานนี้ โอ ! การที่เราถวายทานแด่พระปัจเจก- พุทธเจ้า เป็นการถวายที่ดีแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- ขอจงมีเรือที่ต่อด้วยแผ่นกระดาน น่า ไม่รั่ว มีใบสำหรับพาเรือให้แล่นไป เพราะใน สมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอย่างอื่นมิได้ มี ขอท่านได้ส่งข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินี ใน วันนี้เถิด. พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ดูก่อนนางเทพธิดา เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอท่านจงเนรมิตเรือ ลำ ๑ แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แต่ขอจงเนรมิตเรือเล็ก ๆ ลำ ๑ ประมาณ เท่าเรือโกลน อนึ่ง เรือที่ท่านจักเนรมิตขอให้เป็นเรือที่ต่อด้วยแผ่น กระดานหลาย ๆ แผ่น ที่ตรึงดีแล้ว ที่ชื่อว่า น้ำไม่รั่ว เพราะไม่มีช่อง ที่จะให้น้ำไหลเข้าไปได้ ประกอบด้วยใบที่จะพาแล่นไปได้อย่างสะดวก เพราะในสมุทรนี้ พื้นที่ที่จะใช้ยานพาหนะอื่น เว้นเรือทิพย์มิได้มี ขอ ท่านได้ฟังข้าพเจ้าให้ถึงเมืองโมลินีด้วยเรือลำนั้น ในวันนี้เถิด. นางเทพธิดาได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้นแล้ว มีจิตยินดี เนรมิตเรือขึ้นลำ ๑ ซึ่งแล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ เรือลำนั้นยาว
หน้า 813 ข้อ 1366
๘ อุสภะ กว้าง ๔ อุสภะ ลึก ๒ วา มีเสากระโดง ๓ เสา แล้วไป ด้วยแก้วอินทนิล มีสายระโยงระยาง แล้วไปด้วยทอง มีรอกกว้าน แล้วไป ด้วยเงิน มีหางเสือ แล้วไปด้วยทอง เทวดาเอารัตนะ ๗ ประการ มาบรรทุกเต็มเรือ แล้วอุ้มพราหมณ์ขึ้นบนเรือที่ประดับแล้ว แต่มิได้ เหลียวแลบุรุษอุปัฏฐากของพระโพธิสัตว์เลย พราหมณ์ได้ให้ส่วนบุญ ที่ตนได้การทำไว้แก่อุปัฏฐาก อุปัฏฐากก็รับอนุโมทนา ทันใดนั้น เทวดา ก็อุ้มอุปัฏฐากนั้นขึ้นเรือด้วย ลำดับนั้น เทวดาก็นำเรือไปสู่โมลินีนคร ขนทรัพย์ขึ้นเรือนพราหมณ์ แล้วจึงไปยังที่อยู่ของตน. พระศาสดา ผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้เป็นที่สุดว่า:- นางเทพธิดานั้น มีจิตชื่นชมโสมนัส ปราโมทย์ เนรมิตเรืออันงามวิจิตร แล้วพา สังขพราหมณ์กับบุรุษคนใช้มาส่งถึงเมือง อัน เป็นที่สำราญรื่นรมย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางเทพธิดานั้น ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์นั้น ในท่ามกลางสมุทรนั้น แล้ว ประกอบด้วยปีติ กล่าวคือมีจิตชื่นชม. บทว่า สุมนา เป็นต้น คือเป็นผู้มีใจงาม เป็นผู้มีจิตร่าเริงแล้วด้วยปราโมทย์ เนรมิตเรืออัน
หน้า 814 ข้อ 1366
วิจิตร นำพราหมณ์กับคนใช้ไปแล้ว. บทว่า สาธุรมฺมํ คือนำเข้ามา ส่งถึงเมืองอันเป็นที่รื่นรมย์ยิ่ง. แม้พราหมณ์ก็ครอบครองคฤหาสน์ อันมีทรัพย์นับประมาณมิได้ ให้ทานรักษาศีลจนตลอดชีวิต ครั้นสิ้นชีวิตแล้ว พร้อมด้วยบริษัท ได้ไปเกิดในเทพนคร. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระ- ทศพลทรงประชุมชาดกว่า นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นนาง- อุบลวัณณาเถรีในบัดนี้ บุรุษอุปัฏฐากในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ ส่วนสังขพราหมณ์ ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาสังขพราหมณชาดกที่ ๔
หน้า 815 ข้อ 1367, 1368, 1369, 1370
๕. จุลลโพธิชาดก ว่าด้วยความโกรธ [๑๓๖๗] ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าจะมีบุคคลมาพาเอา นางปริพพาชิกา ผู้มีนัยน์ตากว้างงามน่ารัก มี ใบหน้าอมยิ้ม ของท่านไปด้วยกำลัง ท่านจะ ทำอย่างไรเล่า ? [๑๓๖๘] ถ้าความโกรธเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ ยังไม่หาย อาตมภาพจะห้ามกันเสียโดยพลัน ทีเดียว ดังฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลี ฉะนั้น. [๑๓๖๙] ท่านกล่าวอวดอ้างไว้ในวันก่อนอย่างไร หนอ วันนี้เป็นเหมือนว่ามีกำลัง ทำเป็นไม่ เห็น นั่งนิ่งเย็บสังฆาฏิอยู่ในบัดนี้. [๑๓๗๐] ความโกรธเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยัง ไม่เสื่อมคลายไป เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ก็ ยังไม่หาย แต่อาตมภาพได้ห้ามกันแล้วโดย พลัน เหมือนฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลี ฉะนั้น.
หน้า 816 ข้อ 1371, 1372, 1373
[๑๓๗๑] ความโกรธเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ยังไม่ เสื่อมคลายไปเป็นอย่างไร เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่ ความโกรธ ก็ยังไม่หายเป็นอย่างไร ท่าน ได้ห้ามกันความโกรธ เหมือนฝนห่าใหญ่ชำระ ล้างธุลีฉะนั้น เป็นไฉน ? [๑๓๗๒] เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว บุคคลย่อม ไม่เห็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น เมื่อความ โกรธไม่เกิดขึ้น บุคคลย่อมเห็นได้ดี ความ โกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อม คลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของตนไร้ ปัญญา. [๑๓๗๓] ชนทั้งหลายย่อมยินดีด้วยความโกรธที่ เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเป็นศัตรูแก่ตัวเอง หาความ ทุกข์ใส่ตัว ความโกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ แล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็น อารมณ์ของตนไร้ปัญญา.
หน้า 817 ข้อ 1374, 1375, 1376, 1377
[๑๓๗๔] อนึ่ง เมื่อความโกรธเกิดขึ้น บุคคล ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเกิด ขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้ปัญญา. [๑๓๗๕] ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมละ ทิ้งกุศลเสีย แลจะซัดส่ายประโยชน์แม้มาก มายได้ เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่ใหญ่ ที่น่ากลัว มีกำลังสามารถปราบผู้อันให้อยู่ใน อำนาจได้ ความโกรธนั้นยังไม่เสื่อมคลายไป จากอาตมภาพ ขอถวายพระพร. [๑๓๗๖] ธรรมดาไฟย่อมเกิดขึ้นที่ไม้สีไฟอัน บุคคลสีอยู่ ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด ย่อมเผาไม้ นั้นเองให้ไหม้. [๑๓๗๗] ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนพาล ผู้ โฉดเขลาไม่รู้จริง เพราะความแข่งดี แม้เขา ก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาลน.
หน้า 818 ข้อ 1378, 1379
[๑๓๗๘] ความโกรธย่อมเจริญขึ้นแก่ผู้ใด ดุจไฟ เจริญขึ้นในกองหญ้าแลไม้ฉะนั้น ยศของ บุคคลนั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้าง แรม ฉะนั้น. [๑๓๗๙] ความโกรธของผู้ใดสงบลงได้ ประดุจ ไฟที่ไม่มีเชื้อฉะนั้น ยศของผู้นั้นย่อมเต็ม เปี่ยม เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น. จบ จุลลโพธิชาดกที่ ๕ อรรถกถาจุลลโพธิชาดกที่ ๕ พระศาสดาเมื่อประทับ อยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุมักโกรธรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โย เต อิมํ วิสาลกฺขึ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นแม้บวชในพระพุทธศาสนา ที่จะนำออก จากทุกข์ ก็ไม่สามารถเพื่อจะข่มความโกรธได้ เป็นคนมักโกรธ มากไป ด้วยความเคียดแค้นเสมอ เมื่อถูกกล่าวว่าเพียงเล็กน้อย ก็ขุ่นแค้นโกรธ มุ่งร้ายหมายขวัญ ดังนี้แหละ พระศาสดาทรงทราบว่า ภิกษุรูปนั้น มักโกรธ จึงรับสั่งให้เรียกเธอมาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า
หน้า 819 ข้อ 1379
เธอเป็นคนมักโกรธจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าความโกรธ เธอควรจะห้ามเสีย อันความโกรธเห็นปานนี้ ที่จะทำประโยชน์ให้ในโลกนี้และโลกหน้าเป็น ไม่มี เธอบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าที่ไม่โกรธแล้ว เหตุไรจึงยัง โกรธเล่า ? จริงอยู่โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้บวชแล้วในลัทธินอก พุทธศาสนา ก็ยังไม่ทำความโกรธ ดังนี้แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมา สาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต ครองราชสมบัติ อยู่ในพระนคร พาราณสี ณ นิคมของชาวกาสีแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์คนหนึ่ง เป็น ผู้มั่งคั่ง มีโภคทรัพย์มาก แต่ไม่มีบุตร นางพราหมณีภรรยาของเขา อยากได้บุตร คราวนั้นพระโพธิสัตว์จุติจากพรหมโลก มาบังเกิดในท้อง นางพราหมณี ในวันตั้งชื่อกุมารนั้น ญาติทั้งหลายตั้งชื่อว่า โพธิกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้ว ไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะทุกอย่างสำเร็จแล้วกลับ มา มารดาบิดาได้นำกุมาริกา ผู้มีตระกูลเสมอกันมาให้เขาผู้ซึ่งยังไม่ ปรารถนาเลย แม้กุมาริกานั้นก็จุติจากพรหมโลกเหมือนกัน มีรูปร่าง งามเลิศเปรียบด้วยเทพอัปสร โพธิกุมารกับนางกุมาริกาต่างไม่ ปรารถนาเป็นสามีภรรยากัน ญาติทั้งหลายก็จัดการอาวาหวิวาหมงคลให้ ก็ชนแม้ทั้งสองนั้นไม่เคยมีความฟุ้งซ่านด้วยกิเลส เพียงแต่จะแลดูกัน ด้วยอำนาจแห่งราคะก็มิได้มี ขึ้นชื่อว่าเมถุนธรรม ไม่เคยประสบแม้ ในฝัน ทั้งสองได้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 820 ข้อ 1379
ต่อมาภายหลัง เมื่อมารดาบิดาถึงแก่กรรมแล้ว พระมหาสัตว์ ได้จัดการปลงศพของท่านทั้งสองเสร็จเรียบร้อยแล้ว เรียกนางกุมาริกา มาสั่งว่า ที่รัก เธอจงรับทรัพย์ ๘๐ โกฏินี้ไว้เลี้ยงชีพให้เป็นสุขเถิด นาง กุมาริกาถามว่า ข้าแต่ลูกเจ้าก็ตัวท่านเล่า ? พระมหาสัตว์ตอบว่า ฉัน ไม่มีกิจด้วยทรัพย์ ฉันจักเข้าไปถิ่นหิมพานต์ บวชเป็นฤาษีทำที่พึ่งแก่ตน นางกุมาริกาถามว่า ข้าแต่ลูกเจ้า ก็การบรรพชานั้น ควรแก่พวกบุรุษ เท่านั้นหรือ ? พระมหาสัตว์ตอบว่า แม้พวกสตรีก็ควร ที่รัก. นางกุมาริกา จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจักไม่รับเขฬะที่ท่านถ่มทิ้งไว้ แม้ฉันก็ไม่มี กิจด้วยทรัพย์ ถึงฉันก็จักบวช พระมหาสัตว์ก็รับรองว่า ดีแล้ว. ที่รัก เขาทั้งสองได้ให้ทานเป็นการใหญ่ แล้วออกไปสร้างอาศรม ในภูมิ ประเทศที่น่ารื่นรมย์ บวชแล้วเที่ยวแสวงหาผลาผลเลี้ยงชีพ อยู่ในที่ นั้นประมาณ ๑๐ ปี ฌานสมาบัติก็มิได้เกิดขึ้นแก่เขาทั้งสองนั้นเลย ฤาษีทั้งสองอยู่ในที่นั้น ๑๐ ปี ด้วยความสุขเกิดแต่บรรพชาเท่านั้น เพื่อ ต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยว จึงเที่ยวจาริกไปตามชนบท ถึงพระนคร พาราณสีโดยลำดับ อาศัยอยู่ในพระราชอุทยาน. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทอดพระเนตรเห็นบุรุษเฝ้าสวน ถือ เครื่องบรรณาการมาเฝ้า จึงตรัสว่า เราจักไปชมสวน เจ้าจงชำระสวน ให้สะอาด ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปยังพระราชอุทยานที่นายอุทยานบาลนั้น ชำระสะอาดเรียบร้อยแล้ว พร้อมด้วยบริวารจำนวนมาก. ขณะนั้น
หน้า 821 ข้อ 1379
ชนทั้งสองแม้เหล่านั้นนั่งให้กาลล่วงไป ด้วยความสุขอันเกิดแต่บรรพชา อยู่ ณ ด้านหนึ่งของพระราชอุทยาน. ลำดับนั้น พระราชาเสด็จ ประพาสพระราชอุทยาน ได้ทอดพระเนตรเห็นชนแม้ทั้งสองนั้นผู้นั่งอยู่ แล้ว เมื่อทรงแลดูนางปริพพาชิกาผู้มีรูปร่างงามเลิศน่าเลื่อมใสยิ่ง ก็มี พระทัยปฏิพัทธ์ พระองค์ทรงสะท้านอยู่ด้วยอำนาจแห่งกิเลส ทรง พระดำริว่า เราจักถามดูก่อน นางปริพพาชิกานี้จะเป็นอะไรกันกับ ดาบสนี้ แล้วเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ ตรัสถามว่า ข้าแต่บรรพชิต นางปริพพาชิกานี้เป็นอะไรกันกับท่าน. พระดาบสตอบว่ามหาบพิตรไม่ ได้เป็นอะไรกัน เป็นแต่บวชด้วยกันอย่างเดียว ก็แต่ว่า เมื่อครั้งเป็น คฤหัสถ์ นางนี้ได้เป็นบาทบริจาริกาของอาตมภาพ พระราชาได้ทรง สดับดังนี้แล้ว ทรงพระดำริว่า นางนี้มิได้เป็นอะไรกันกับพระดาบสนั้น แต่เป็นบาทบริจาริกาเมื่อครั้งเป็นคฤหัสถ์ ก็ถ้าเราจักพาเอานางนี้ไปด้วย กำลังความเป็นใหญ่ไซร้ พระดาบสนี้จักทำอย่างไรหนอ แลเราจัก สอบถามดาบสนั้นดูก่อน ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปใกล้ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าจะมีบุคคลมาพาเอา นางปริพพาชิกา ผู้มีนัยน์ตากว้างงามน่ารัก มี ใบหน้าอมยิ้ม ของท่านไปด้วยกำลัง ท่านจะ ทำอย่างไรเล่า ?
หน้า 822 ข้อ 1379
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสิลหาสินึ ได้แก่ผู้มีใบหน้ายิ้ม เล็กน้อย. บทว่า พลา คจฺเฉยฺย ได้แก่พาเอาไปด้วยพลการ. บทว่า กึ นุ กยิราสิ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจะทำอย่างไรแก่บุคคลนั้น. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้ฟังพระดำรัสของพระราชานั้นแล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :- ถ้าความโกรธ เกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ ก็ยังไม่หาย อาตมภาพ จะห้ามมันเสียโดยพลัน ทีเดียว ดังฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลี ฉะนั้น. พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นดังนี้ :- ข้าแต่มหาบพิตร ถ้าเมื่อใคร ๆ พานางนี้ไป ความโกรธพึงเกิด ขึ้นแก่อาตมภาพในภายใน ความโกรธนั้นครั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพใน ภายในแล้ว ไม่พึงเสื่อมคลายไป จะไม่พึงเสื่อมคลายไป ตราบเท่าที่ อาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ อาตมาภาพก็จักไม่ให้ความโกรธนั้นตั้งอยู่ข้างใน โดยการอยู่รวมกันเป็นกลุ่มก้อนได้โดยที่แท้แล อาตมภาพจะข่มห้ามกัน เสียด้วยเมตตาภาวนาโดยพลัน เหมือนเมล็ดฝนห่าใหญ่ ชำระล้างธุลี ที่เกิดขึ้นแล้วโดยพลัน ฉะนั้น. พระมหาสัตว์ได้บันลือสีหนาทอย่างนี้. ฝ่ายพระราชาแม้ได้ทรง สดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้ว ก็ไม่อาจจะห้ามพระทัยของพระองค์
หน้า 823 ข้อ 1379
ที่ทรงปฏิพัทธ์ได้เพราะเป็นอันธพาล ทรงบังคับอำมาตย์คนหนึ่งว่า เธอ จงนำนางปริพพรชิกานี้ไปยังพระราชนิเวศน์ อำมาตย์นั้นรับพระราช- บัญชาแล้ว ได้พานางปริพพาชิกาผู้คร่ำครวญอยู่ว่า อธรรมกำลังเป็นไป ในโลกไม่สมควรเลย ดังนี้เป็นต้นไปแล้ว พระโพธิสัตว์สดับเสียงคร่ำ คราญของนาง แลดูครั้งเดียวแล้ว ไม่ได้แลดูอีก พวกราชบุรุษก็นำนาง ผู้ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ไปสู่พระราชนิเวศน์แล้ว พระราชาพาลแม้นั้นก็มิ ได้เนิ่นช้าอยู่ในพระราชอุทยาน รีบเสด็จไปพระราชวังรับสั่งให้หานาง ปริพพาชิกานั้นมา แล้วเชื้อเชิญด้วยยศอันยิ่งใหญ่ แต่นางได้พรรณนา โทษของยศและคุณของบรรพชาอยู่เรื่อย พระราชาทรงใช้วิธีการต่าง ๆ ก็ไม่สามารถจะผูกใจนางไว้ได้ จึงรับสั่งให้ขังนางไว้ในห้องหนึ่ง แล้ว ทรงริดำว่า นางปริพพาชิกานี้ มีศีลมีกัลยาณธรรม ไม่ปรารถนา ยศเห็นปานนี้ แม้พระดาบสนั้น เมื่อคนเขาพานางที่ดีเห็นปานนี้ไปก็ มิได้แลดูด้วยความโกรธ แต่ธรรมดาบรรพชิตย่อมมีมายามาก ประกอบ อะไร ๆ ขึ้นแล้วจะพึงทำความพินาศให้แก่เรา เราจะไปดูให้รู้ก่อนว่าแก นั่งทำอะไรอยู่ ดำริดังนี้แล้ว ก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้จึงเสด็จไปพระ- ราชอุทยาน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ได้นั่งเย็บจีวรอยู่ พระราชาพร้อมด้วยบริวาร เล็กน้อย ค่อย ๆ เสด็จเข้าไปไม่ให้มีเสียงพระบาท พระโพธิสัตว์ไม่ได้ แลดูพระราชา เย็บจีวรเรื่อยไป พระราชาเข้าพระทัยว่า พระดาบสนี้
หน้า 824 ข้อ 1379
โกรธจึงไม่ปราศรัยกับเรา แลด้วยทรงสำคัญว่า ดาบสโกงนี้ ทีแรกอวด อ้างว่า จักไม่ให้ความโกรธเกิดขึ้น แม้ที่เกิดขึ้นแล้วก็จักข่มเสียโดยเร็ว บัดนี้เป็นผู้กระด้างด้วยความโกรธ ไม่ปราศรัยกับเรา ดังนี้ จึงตรัส คาถาที่ ๓ ว่า :- ท่านกล่าวอวดอ้างไว้ในวันก่อนอย่างไร หนอ วันนี้เป็นเหมือนว่ามีกำลัง ทำเป็นไม่ เห็น นั่งนิ่งเย็บสังฆาฏิอยู่ในบัดนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลมฺหิว อปสฺสิโต คือเป็นเหมือน ว่าอาศัยกำลัง. บทว่า ตุณฺหีกโต ได้แก่ ไม่พูดคำอะไร ๆ. บทว่า สิพฺพมจฺฉสิ เท่ากับ สิพฺพนฺโต อจฺฉสิ แปลว่า เย็บอยู่. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า พระราชานี้เข้าพระทัยว่า ที่เราไม่ปราศรัยก็ด้วยอำนาจความโกรธ เราจักทูลความที่เราไม่ลุอำนาจ ความโกรธที่เกิดขึ้นให้ทรงทราบในบัดนี้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :- ความโกรธเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยัง ไม่เสื่อมคลายไป เมื่ออาตมภาพยังมีชีวิตอยู่ก็ ยังไม่หาย แต่อาตมภาพได้ห้ามกันแล้วโดย พลัน เหมือนฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลี ฉะนั้น. พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า :-
หน้า 825 ข้อ 1379
ข้าแต่มหาบพิตร ความโกรธเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมภาพ ความ โกรธนั้นครั้นเกิดขึ้นแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไปจากอาตมภาพอีก อาตมภาพไม่ได้ให้ความโกรธนั้น เข้าไปตั้งอยู่ในหทัยได้ เมื่ออาตมภาพ ยังมีชีวิตอยู่ ความโกรธนั้นก็ยังไม่ตายด้วยประการฉะนี้ แต่อาตมภาพ ได้ห้ามกันแล้วโดยฉับพลัน เหมือนเมล็ดฝนห่าใหญ่ชำระล้างธุลีฉะนั้น. พระราชาทรงสดับ ดังนั้นแล้วทรงดำริว่า ดาบสนี้พูดหมายถึง ความโกรธเท่านั้น หรือหมายถึงศิลปะอะไร ๆ อย่างอื่นด้วย เราจัก ถามท่านดูก่อน เมื่อจะตรัสถาม ได้ตรัสคาถาที่ ๕ ว่า :- ความโกรธเกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว ยังไม่ เสื่อมคลายไปเป็นอย่างไร เมื่อท่านยังมีชีวิต อยู่ ความโกรธก็ยังไม่หายเป็นอย่างไร ท่าน ได้ห้ามกันความโกรธ เหมือนฝนห่าใหญ่ชำระ ล้างธุลีฉะนั้น เป็นไฉน ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต อุปฺปชฺชิโน มุญฺจิ ความว่า ความโกรธเกิดขึ้นแก่ท่านด้วยยังไม่เสื่อมคลายไปแล้วด้วย เป็นอย่างไร ? พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า มหาบพิตร ความโกรธ มีโทษมากมายอย่างนี้ เพราะประกอบด้วยความพินาศใหญ่ ความโกรธ
หน้า 826 ข้อ 1379
ชนิดหนึ่งเกิดขึ้นแล้วแก่อาตมภาพ แต่ว่าอาตมภาพได้ห้ามกันความ โกรธที่เกิดขึ้นแล้วได้ด้วยเมตตาภาวนา ดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศโทษ ในความโกรธ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- เมื่อความโกรธเกิดขึ้นแล้ว บุคคลย่อม ไม่เห็นประโยชน์ตนประโยชน์ผู้อื่น เมื่อความ โกรธไม่เกิดขึ้น บุคคลย่อมเป็นได้ดี ความ โกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อม คลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้ ปัญญา. ชนทั้งหลายย่อมยินดีด้วยความโกรธที่ เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเป็นศัตรูแก่ตัวเอง หาความ ทุกข์ใส่ตัว ความโกรธนั้นเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ แล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็น อารมณ์ของคนไร้ปัญญา. อนึ่ง เมื่อความโกรธเกิดขึ้น บุคคล ย่อมไม่รู้จักประโยชน์ตน ความโกรธนั้นเกิด ขึ้นแก่อาตมภาพแล้ว ยังไม่เสื่อมคลายไป ความโกรธเป็นอารมณ์ของคนไร้ปัญญา.
หน้า 827 ข้อ 1379
ผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ย่อมละ ทิ้งกุศลเสีย และจะซัดส่ายประโยชน์แม้มา มายได้ เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่ใหญ่ ที่น่ากลัว มีกำลังสามารถปราบผู้อันให้อยู่ใน อำนาจได้ ความโกรธนั้นยังไม่เสื่อมคลายไป จากอาตมภาพ ขอถวายพระพร. ธรรมดาไฟย่อมเกิดขึ้นที่ไม้สีไฟอัน บุคคลสีอยู่ ไฟเกิดขึ้นแต่ไม้ใด ย่อมเผาไม้ นั้นเองให้ไหม้. ความโกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนพาล ผู้ โฉดเขลาไม่รู้จริง เพราะความแข็งดี แม้เขา ก็ถูกความโกรธนั้นแหละเผาลน. ความโกรธย่อมเจริญขึ้นแก่ผู้ใด ดุจไฟ เจริญขึ้นในกองหญ้าแลไม้ฉะนั้น ยศของ บุคคลนั้นย่อมเสื่อมไป เหมือนพระจันทร์ข้าง แรม ฉะนั้น. ความโกรธของผู้ใดสงบลงได้ ประดุจ
หน้า 828 ข้อ 1379
ไฟที่ไม่มีเชื้อฉะนั้น ยศของผู้นั้นย่อมเต็ม เปี่ยม เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปสฺสติ คือ ย่อมไม่เห็นแม้ กระทั่งประโยชน์ตน จะป่วยกล่าวไปใยถึงประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า สาธุ ปสฺสติ ได้แก่ ย่อมเห็นประโยชน์ทั้ง ๒ คือประโยชน์ตน ประโยชน์ ผู้อื่นได้ดี. บทว่า ทุมฺเมธโคจโร คือ เป็นสถานที่รองรับของบุคคล ผู้ไร้ปัญญาทั้งหลาย. บทว่า ทุกฺขเมสโน คือ อยากได้ทุกข์ใส่ตัว. บทว่า สทตฺถํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นประโยชน์ของตน คือความเจริญ ทั้งโดยอรรถและโดยธรรม. บทว่า ปรกฺกเร ได้แก่ ทำประโยชน์ ที่เกิดขึ้นแล้วอย่างไพบูลย์ให้เป็นของคนอื่น ท่านทั้งหลายจงนำออกไป อาตมภาพไม่ต้องการสิ่งนี้. บทว่า ส ภีมเสโน ความว่า เขาประกอบด้วยเสนาคือกิเลสหมู่ ใหญ่ที่จะให้ภัยเกิดขึ้น. บทว่า ปมทฺที คือ เพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีเสนา คือกิเลสหนา จึงเป็นผู้สามารถที่จะจับสัตว์ทั้งหลายแม้เป็นอันมากมา ปราบปรามด้วยการกระทำให้อยู่ในอำนาจของตนได้. บทว่า น เม อมุญฺจิตฺถ ความว่า ไม่ได้หลุดพ้นไปจากสำนักของอาตมภาพ อีกอย่าง หนึ่ง ความว่า ไม่ตั้งอยู่ในหทัยของอาตมภาพ ดุจน้ำนมไม่ตั้งอยู่โดย ความเป็นนมส้ม เพียงชั่วครู่ฉะนั้น ดังนี้ก็มี. บทว่า กฏฺสฺมึ มตฺถมานสฺมึ ได้แก่ อัน บุคคลสีอยู่ด้วยไม้สีไฟ
หน้า 829 ข้อ 1379
บาลีว่า มตฺถมานสฺมึ ดังนี้ ก็มี. บทว่า ยสฺมา ความว่า ไฟ เกิดขึ้นแต่ไม้ใด ก็เผาไม้อันนั้นเอง. ไฟชื่อว่า คินิ. บทว่า พาลสฺส อวิชานโต เท่ากับ พาลสฺส อวิชานนฺตสฺส แปลว่า ผู้โง่เขลา ไม่รู้จริง. บทว่า สารมฺภา ชายเต ความว่า ความ โกรธย่อมเกิดขึ้นแก่คนผู้ทำการฉุดมาฉุดไปว่า ฉันว่าท่านเพราะความ แข็งดี อันมีเพราะทำให้เกินกว่าเหตุเป็นลักษณะ ดุจไฟป่าเกิดขึ้นเพราะ การเสียดสีแห่งไม้สีไฟ ฉะนั้น. บทว่า โสปิ เตเนว ความว่า แม้เขาคือคนพาล ก็ถูกความ โกรธนั่นแหละเผาลน ดุจไม้ถูกไฟเผาอยู่ฉะนั้น. บาทคาถาว่า อนินฺโท ธูมเกตุว แปลว่า ดุจไฟที่ไม่มีเธอฉะนั้น. บทว่า ตสฺส เป็นต้น ความว่า ยศที่บุคคลผู้ประกอบด้วยอธิวาสนขันตินั้นได้แล้ว ย่อมเต็มเปี่ยมเหมือน พระจันทร์ข้างขึ้น ฉะนั้น. พระราชาทรงฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์แล้ว ทรงยินดีรับสั่ง ให้อำมาตย์คนหนึ่งนำนางปริพพาชิกามา แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โดยที่ไม่มีความโกรธ ขอท่านทั้งสองจงดำรงอยู่ด้วยความสุข เกิดแต่ บรรพชาอยู่ในพระราชอุทยานนี้เถิด ข้าพเจ้าจะช่วยพิทักษ์รักษาโดย ชอบธรรมแก่ท่านทั้ง ๒ ครั้นแล้วได้ขอขมาโทษนมัสการแล้วเสด็จหลีก ไป บรรพชิตทั้งสองนั้นได้ อยู่ ณ พระราชอุทยานนั่นเอง ต่อมานาง ปริพพาชิกาถึงมรณภาพ พระโพธิสัตว์ เมื่อนางปริพพาชิกาถึงมรณภาพ
หน้า 830 ข้อ 1379
แล้วก็เข้าถิ่นหิมพานต์ไป ทำอภิญญาและสมาบัติให้เกิด เจริญพรหม- วิหาร ๔ แล้วไปสู่พรหมโลก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจจะ ภิกษุมักโกรธได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นางปริพพาชิกาในครั้งนั้น ได้มาเป็น มารดาพระราหุลในบัดนี้ พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ ส่วนปริพพาชกได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาจุลลโพธิชาดกที่ ๕
หน้า 831 ข้อ 1380, 1381
๖. มัณฑัพยชาดก ว่าด้วยความรักที่มีต่อบุตร [๑๓๘๐] เราเป็นผู้มีความต้องการบุญ ได้มีจิต เลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วัน เท่านั้น ต่อจากนั้นมา แม้เราจะไม่มีความใคร่ บรรพชา ก็ทนประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่ ได้ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอความ สวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด. [๑๓๘๑] เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึง บ้านเพื่อจะพักอยู่ บางครั้งไม่พอใจจะให้พัก เลย แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต ก็ไม่ทราบ ความไม่พอใจของเรา แม้เราไม่ประสงค์จะให้ ให้ได้ ด้วยความสัตย์นี้ขอความสวัสดี จงมี แก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต กุมารจงรอดชีวิตเถิด.
หน้า 832 ข้อ 1382, 1383, 1384
[๑๓๘๒] ลูกรัก อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้า นั้นมีเดชมาก ไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า ไม่แปลกกันเลย ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต กุมารจงรอดชีวิตเถิด. [๑๓๘๓] ก็นักพรตทั้งหลายเป็นผู้สงบระงับ ฝึก ฝนตนแล้ว ย่อมเว้นรอบนอกจากท่านกัณหะ แล้วที่จะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีเลย ดูก่อนท่านทีปายนะ ท่านเกลียดชัง อะไร จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้. [๑๓๘๔] บุคคลออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว กลับเข้า บ้านอีก เป็นคนเหลวไหล เป็นคนกลับกลอก เราเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ จึงสู้ฝืนใจประพฤติ พรหมจรรย์อยู่นี้เป็นฐานะที่วิญญูชนสรรเสริญ และเป็นฐานะของสัตบุรุษทั้งหลาย เราเป็นผู้ กระทำบุญด้วยประการฉะนี้.
หน้า 833 ข้อ 1385, 1386, 1387
[๑๓๘๕] ท่านเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และคนเดิน ทาง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำและภิกษา- หาร เรือนของท่านนี้บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ เป็นเหมือนบ่อน้ำ เออ ก็ท่านเกลียดต่อถ้อยคำ อะไรแม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้. [๑๓๘๖] บิดามารดาและ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา เป็นคนมีศรัทธาเป็นทานบดี รู้หลักนักปราชญ์ เราอนุวัตรตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำ- หนดใจไว้ว่า อย่าได้เป็นคนตัดธรรมเนียม แห่งตระกูลภายหลัง เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ แม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้. [๑๓๘๗] ดูก่อนนางผู้มีร่างกายงาม เรานำเจ้าผู้ยัง เป็นสาวรุ่น มีปัญญายังไม่สามารถ มีแต่ ตระกูลญาติ แม้เจ้าก็ยังไม่เคยแสดงความไม่ รักใคร่เรา เจ้าไม่มีความรักใคร่ปฏิบัติเราอยู่ เออก็นางผู้เจริญ การที่เจ้าอยู่ร่วมกับเราเห็น ปานนี้ได้ เพราะเหตุอะไร ?
หน้า 834 ข้อ 1388, 1389
[๑๓๘๘] ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว อันภรรยา ที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูลนี้ ดิฉันอนุวัตร ตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำหนดใจไว้ ว่า ขออย่าให้เป็นคนตัดธรรมเนียมของตระกูล ในภายหลังเลย ดิฉันเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติท่านได้. [๑๓๘๙] ข้าแต่ท่านมัณฑัพยะ วันนี้ดิฉันพูด ถ้อยคำที่ไม่ควรจะพูด ขอท่านจงอดโทษถ้อย คำนั้นให้แก่ดิฉัน เพราะเห็นแก่ลูกเถิด สิ่งอื่น อะไร ๆ ในโลกนี้ที่จะรักเท่าบุตรมิได้มี ยัญญ- ทัตตบุตรของเรานี้ก็ได้รอดชีวิตแล้ว. จบ มัณฑัพยชาดกที่ ๖ อรรถกถากัณหทีปายนชาดกที่ ๖๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สตฺตาหเมวาหํ ดังนี้ ส่วนเนื้อเรื่องจักมีแจ้งในกุสราชชาดก. ๑. บาลี เป็น มัณฑัพยชาดก.
หน้า 835 ข้อ 1389
พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสัน จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุ เมื่อครั้งพระพุทธเจ้ายังไม่เกิดขึ้น โบราณกบัณฑิตได้บวชในลัทธิ นอกพุทธศาสนา ไม่มีความยินดี ยังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้กว่า ๕๐ ปี ไม่แสดงความที่ตนกระสันให้ปรากฏแก่ใคร ๆ เพราะกลัวหิริ- โอตตัปปะจะทำลายเธอบวชในศาสนาที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ตั้ง อยู่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าผู้เป็นครูเช่นเรา เหตุไรจึงทำความ กระสันให้ปรากฏในท่ามกลางบริษัท ๔ เหตุไรจึงไม่รักษาหิริโอตตัปปะ ของตนไว้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า โกสัมพิกะ ครองราช- สมบัติอยู่ในพระนครโกสัมพีแคว้นวังสะ ครั้งนั้น นิคมแห่งหนึ่ง มีพราหมณ์สองคนมีสมบัติคนละ ๘๐ โกฏิ เป็นสหายรักกันเห็นโทษ ในกามคุณให้ทานเป็นการใหญ่ แล้วทั้ง ๒ ก็ละกาม ทั้ง ๆ ที่มหาชน กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ได้ออกไปสร้างอาศรมบวชอยู่ในถิ่นหิมพานต์ เที่ยวแสวงหาเผือกมันผลไม้เลี้ยงชีพอยู่ ๕ ปี ยังไม่สามารถทำฌานให้ เกิดขึ้นได้ ครั้นล่วงไป ๕๐ ปี เพื่อต้องการจะเสพรสเค็มรสเปรี้ยว จึงเที่ยวไปตามชนบทถึงแคว้นกาสี. ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่งในแคว้นกาสี นั้น ท่านทีปายนดาบสมีสหายคฤหัสถ์อยู่คนหนึ่ง ชื่อมัณฑัพยะ ทั้งสอง ดาบสได้ไปเยี่ยมเขา เขาเห็นสองดาบสนั้นแล้วก็มีความยินดี สร้าง บรรณศาลาถวายแล้วบำรุงด้วยปัจจัย ๔ สองดาบสอยู่ที่นั้น ๓ , ๔
หน้า 836 ข้อ 1389
พรรษา แล้วลานายมัณฑัพยะ เที่ยวจาริกไปถึงเมืองพาราณสี อาศัย อยู่ในอธิมุตติกสุสาน ทีปายนดาบสอยู่ ณ ที่นั้นพอควรแก่อัธยาศัย แล้ว ก็กลับไปสู่สำนักสหายนั้นอีก แต่มัณฑัพยะดาบสยังอยู่ที่ป่าช้า นั่นเอง. อยู่มาวันหนึ่ง โจรคนหนึ่งขโมยของภายในเมือง ถือเอาทรัพย์ ออกไป เมื่อเจ้าของเรือนและเจ้าหน้าที่ตื่นขึ้นรู้ว่าขโมย ก็พากันตามจับ จึงหนีออกทางท่อน้ำ รีบวิ่งเข้าป่าช้าทิ้งห่อทรัพย์ไว้ที่ประตูบรรณศาลา แห่งพระดาบสแล้วหนีไป พวกมนุษย์ที่ตามจับเห็นห่อทรัพย์เข้าจึงคุก คามว่า ไอ้ชฎิลร้าย กลางคืนเจ้าเที่ยวขโมยเขา กลางวันทำถือเพศดาบส อยู่ ทุบตีแล้วจับตัวนำส่งพระราชา พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อน รับสั่งให้ราชบุรุษเอาตัวไปเสียบหลาวเสีย พวกราชบุรุษนำตัวไปเสียบ หลาวไม้ตะเคียนที่ป่าช้านั้น เสียบหลาวไม่เข้า จึงเปลี่ยนเอาหลาวไม้ สะเดาเสียบก็ไม่เข้าอีก เอาหลาวเหล็กเสียบก็ไม่เข้า ดาบสจึงใคร่ครวญดู บุพกรรมของตน ลำดับนั้น ท่านก็เกิดญาณเครื่องระลึกชาติได้ ใช้ ญาณนั้นใคร่ครวญดูก็ได้รู้แล้ว ถามว่า ก็อะไรเป็นบุพกรรมของท่าน ตอบว่า การเอาหนามไม้ทองหลางเสียบแมลงวัน เป็นบุพกรรม ของท่าน นัยว่า ในภพก่อนท่านเกิดเป็นบุตรนายช่างไม้ ไปถากไม้กับ บิดา จับแมลงวันมาตัวหนึ่งแล้วเอาหนามไม้ทองหลางมาเสียบ บาป กรรมนั้นเองมาถึงเข้า ท่านรู้ตัวว่า ไม่อาจพ้นบาปกรรมนี้ได้ จึงได้
หน้า 837 ข้อ 1389
กล่าวกะราชบุรุษว่า ถ้าท่านต้องการจะเอาหลาวเสียบเราจงเอาหลาวไม้ ทองหลาง พวกราชบุรุษก็การทำตามเสียบเข้าแล้วก็วางคนซุ่มรักษาอยู่ แล้วหลีกไป พวกที่ซุ่มรักษาอยู่ได้คอยดูผู้ที่จะมาหาดาบส. ครั้งนั้น ทีปายนดาบสคิดว่า เราไม่ได้พบสหายนานแล้ว จึงมา สำนักของท่านมัณฑัพยะดาบส ได้ฟังข่าวในระหว่างทางในวันนั้นเองว่า มัณฑัพยะดาบสถูกหลาวเสียบ ก็ไป ณ ที่นั้นแล้วยืนอยู่ ส่วน ข้างหนึ่งถามว่า เพื่อน ! ท่านได้ทำผิดอย่างไรหรือ ? เมื่อดาบสนั้นตอบ ว่า เราไม่ได้ทำผิด จึงถามว่า ท่านอาจจะรักษาใจตนไม่ให้มีความ ขุ่นเคืองได้หรือไม่ ? มัณฑัพยะดาบสตอบว่า เพื่อน ! ผู้ที่จับเรามาส่ง พระราชาเรามิได้มีใจขุ่นเคืองเลยทีปายนดาบสกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ร่มเงาของผู้มีศีลเช่นท่านเป็นความสุขสำหรับเรา แล้วเข้าไปนั่งพิง หลาวอยู่ หยาดโลหิตที่ออกจากตัวมัณฑัพยะดาบสก็หยดลงต้องทีปายน ดาบส หยาดโลหิตเหล่านั้นหยดลงที่สรีระอันมีสีดุจทอง แห้งดำไปทั้งตัว ตั้งแต่นั้นมา ท่านจึงได้นามเริ่มต้นว่ากัณหทิปายนะ ท่านนั่งพิงหลาว นั้นเองตลอดคืนยังรุ่ง วันรุ่งขึ้นพวกคนรักษาจึงไปกราบทูลเหตุการณ์ นั้นแต่พระราชา พระราชาทรงพระดำริว่า เรื่องนี้เราทำลงไปโดยไม่ พิจารณา จึงรีบเสด็จไปที่นั้น แล้วตรัสถามทีปายนดาบสว่า ดูก่อน บรรพชิต เหตุไรท่านจึงนั่งพิงหลาวอยู่ ? ทีปายนดาบสตอบว่า มหา- บพิตร อาตมภาพนั่งรักษาดาบสนี้อยู่ ก็มหาบพิตรทรงทราบแล้วหรือ ว่าดาบสนี้ทำผิดหรือไม่ได้ทำผิด จึงได้ลงพระราชอาญาอย่างนี้ พระราชา
หน้า 838 ข้อ 1389
ตรัสบอกว่าลงโทษไปโดยไม่พิจารณา พระดาบสจึงกล่าวแก่พระราชาว่า มหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรจะพิจารณาก่อนแล้วจึงการทำดังนี้ แล้วแสดงธรรมว่า คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม ถ้าเป็นคนเกียจคร้านแล้ว ไม่ดีดังนี้เป็นต้น. พระราชาทรงทราบว่า มัณฑัพยะดาบสไม่มีความผิดจึงรับสั่งให้ ถอนหลาวออก พวกราชบุรุษไม่สามารถจะถอนหลาวออกได้ มัณฑัพยะ กราบทูลพระราชาว่า มหาบพิตร อาตมภาพถึงความพินาศย่อยยับ อย่างนี้ด้วยอำนาจกรรมที่ได้ทำไว้แต่ปางก่อน ไม่มีใครอาจถอนหลาว ออกจากตัวอาตมภาพได้ ถ้าพระองค์มีพระราชประสงค์จะพระราชทาน ชีวิตแก่อาตมภาพไซร้ ก็จงโปรดให้เอาเลื่อยมาตัดหลาวนี้ให้เสมอหนัง พระราชารับสั่งให้การทำตามนั้น ภายในร่างกายได้มีหลาวอยู่ภายใน เรื่อยมา. ได้ยินว่า ครั้งนั้น ดาบสนั้นเอาหนามทองหลางเรียว ๆ เสียบ ก้นแมลงวัน หนามทองหลางติดอยู่ในตัวแมลงวัน แต่แมลงวันไม่ ตายเพราะถูกเสียบ ตายเมื่อหมดอายุของตน ฉะนั้น ดาบสนี้จึงไม่ ตาย พระราชาทรงนมัสการพระดาบสทั้งสองให้ขมาโทษแล้ว นิมนต์ ให้อยู่ในพระราชอุทยาน ทรงบำรุงแล้ว ตั้งแต่นั้นมามัณฑัพยะดาบส ได้ชื่อเติมหน้าว่า อาณิมัณฑัพยะท่านอาศัยพระราชาอยู่ในพระราช-
หน้า 839 ข้อ 1389
อุทยานนั้น ส่วนทีปายนดาบสรักษาแผลมัณฑัพยดาบสหายดีแล้ว ไป สำนักนายมัณฑัพยะผู้เป็นสหายคฤหัสถ์ของตน. บุรุษผู้หนึ่งเห็นทีปายนดาบสนั้นเข้าไปสู่บรรณศาลา จึงบอกแก่ นายมัณฑัพยะผู้เป็นสหาย นายมัณฑัพยะนั้นได้ฟังข่าวก็ยินดี พาบุตร ภรรยาถือเครื่องสักการะมีของหอมดอกไม้และเครื่องลูบไล้เป็นต้น เป็น อันมากไปสู่บรรณศาลา ไหว้ทีปายนดาบสแล้ว ล้างเท้าทาน้ำมันให้ ถวายน้ำปานะให้ดื่มแล้วนั่งฟังข่าวอาณิมัณฑัพยะดาบส ครั้งนั้นบุตรของ เขาชื่อยัญญทัตตกุมารเล่นลูกข่างอยู่ในที่สุดที่จงกรม ก็ที่จอมปลวกแห่ง หนึ่งใกล้บรรณศาลานั้น มีอสรพิษตัวหนึ่งอาศัยอยู่ลูกข่างที่กุมารปา เหนือพื้นดินได้เข้าไปตกถูกศีรษะอสรพิษในโพรงจอมปลวก กุมารนั้น ไม่รู้จึงเอามือล้วงเข้าไปในโพรง ครานั้นอสรพิษเดือดดาลเขาจึงกัด เอามือ เขาสลบล้มลง ณ ที่นั้นด้วยกำลังอสรพิษ ลำดับนั้น มารดา บิดารู้ว่าลูกถูกอสรพิษกัดจึงยกกุมารขึ้นแล้วอุ้มมาที่พระดาบสให้นอนลง แทบเท้าแล้วกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ธรรมดาบรรพชิตย่อมจะรู้โอสถหรือ ปริต ขอท่านได้โปรดทำบุตรของข้าพเจ้าให้หายโรคเถิด พระดาบส กล่าวว่า เราไม่รู้โอสถ เราเป็นบรรพชิตจักทำเวชกรรมไม่ได้ พระดาบส ถูกเขาขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้น ขอท่านได้ตั้งเมตตาในกุมารทำสัตยาธิษฐาน เถิด จึงรับว่า ดีแล้วเราจักทำสัจกิริยาแล้ววางมือลงที่ศีรษะยัญญทัตต- กุมาร จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
หน้า 840 ข้อ 1389
เราเป็นผู้มีความต้องการบุญ ได้มีจิต เลื่อมใสประพฤติพรหมจรรย์อยู่เพียง ๗ วัน เท่านั้น ต่อจากนั้นมา แม้เราจะไม่มีความใคร่ บรรพชา ก็ทานประพฤติพรหมจรรย์ของเราอยู่ รู้ถึง ๕๐ กว่าปี ด้วยความสัตย์อันนี้ ขอความ สวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตตกุมารจงรอดชีวิตเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถาปรํ ยํ จริตํ ความว่า เพราะฉะนั้น ต่อจาก ๗ วันนั้นมาแม้เราจะได้มีความใคร่ ก็ทนประพฤติ พรหมจรรย์ของเราอยู่ได้. บทว่า อากามโก วาปิ คือไม่ปรารถนา บรรพชาเลย. บทว่า เอเตน สจฺเจน สุวตฺถิ โหตุ ความว่า ถ้าว่า ความที่แห่งใคร ๆ เป็นผู้อันเราผู้ทนอยู่ด้วยความไม่พอใจถึง ๕๐ กว่าปี ไม่บอกแล้วเป็นสัจจะไซร้ ด้วยความสัตย์นั้น ขอความสวัสดีจงมีแก่ ยัญญทัตตกุมาร ขอยัญญทัตตกุมารจงกลับได้ชีวิตเถิด. พร้อมกับสัจกิริยา พิษในกายตอนบนของยัญญทัตตกุมารก็ตกเข้า แผ่นดินหมด กุมารลืมนัยน์ตาขึ้นดูมารดาบิดาเรียกว่า แม่ แล้วพลิกนอน. ลำดับนั้น กัณหทีปายนดาบสจึงกล่าวกะบิดาของกุมารนั้นว่า กำลังของ เรา เราทำได้เท่านั้น ท่านจงทำกำลังของตนบ้างเถิด เขากล่าวว่า
หน้า 841 ข้อ 1389
เราจักทำสัจกิริยาบ้าง แล้ววางมือลงที่หน้าอกบุตร จึงได้กล่าวคาถา ที่ ๒ ว่า :- เพราะเหตุที่เราเห็นแขกในเวลาที่มาถึง บ้านเพื่อจะพักอยู่ บางครั้งไม่พอใจจะให้พัก เลย แม้สมณพราหมณ์ผู้เป็นพหูสูต ก็ไม่ทราบ ความไม่พอใจของเรา แม้เราไม่ประสงค์จะให้ ก็ให้ได้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมี แก่ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต กุมารจงรอดชีวิตเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาสกาเล คือในเวลาที่แขกมาถึง บ้านเพื่อต้องการจะพักอยู่. บทว่า น จาปิ เม อปฺปิยตํ อเวทุํ ความว่า ก็แม้สมณพราหมณ์ที่เป็นพหูสูตก็ไม่ทราบเหตุ. คืออาการอัน ไม่เป็นที่พอใจนี้ของเราว่า ผู้นี้ไม่พอใจจะให้ ผู้นี้ไม่พอใจพวกเรา ด้วยคำนี้บิดาของกุมารย่อมแสดงว่า เราคงแลดูด้วยสายตาอันแสดง ความรักอยู่. บทว่า เอเตน สจฺเจน อธิบายว่า ถ้าเราแม้ให้ทาน ก็ไม่เธอผลของทานให้ด้วยความไม่พอใจของตน และชนเหล่าอื่นก็ไม่ ทราบเหตุคืออาการอันไม่เป็นที่พอใจของเราไซร้ ด้วยความสัตย์นี้ ขอ ความสวัสดีจงมีแก่ยัญญทัตตกุมารเถิด.
หน้า 842 ข้อ 1389
เมื่อบิดาทำสัจกิริยาอย่างนี้แล้ว พิษในกายตอนเหนือสะเอวก็ตก เข้าแผ่นดิน กุมารลุกขึ้นนั่งได้แต่ยังยืนไม่ได้ ลำดับนั้น บิดาได้กล่าว กะมารดาของกุมารนั้นว่า ที่รัก เราได้ทำกำลังของเราแล้ว ทีนี้เจ้าจง ทำสัจกิริยาให้บุตรลุกขึ้นเดินได้ มารดากล่าวว่า ข้าแต่นายความสัตย์ของ ฉันก็มีอยู่อย่างหนึ่งแต่ไม่อาจกล่าวต่อหน้านาย บิดากล่าวว่า อย่างไร ๆ ก็กล่าวไปเถอะที่รัก จงทำบุตรของเราให้หายโรค นางรับคำว่า ดีแล้ว เมื่อกระทำสัจกิริยา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ลูกรัก อสรพิษที่ออกจากโพรงกัดเจ้า นั้นมีเดชมาก ไม่เป็นที่รักของแม่ในวันนี้เลย อสรพิษนั้นกับบิดาของเจ้า ไม่แปลกกันเลย ด้วยความสัตย์นี้ ขอความสวัสดี จงมีแก่ ยัญญทัตตกุมาร พิษจงคลายออก ยัญญทัตต กุมารจงรอดชีวิตเถิด. มารดาร้องเรียกบุตรว่า ตาต ในคาถานั้น. บทว่า ปหูตเตโช คือมีพิษกล้า. บทว่า พิฬารา คือจากช่อง. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อุทฺธจฺจ คือออกแล้ว อธิบายว่า เลื้อยขึ้นมาจากโพรงจอมปลวก. บทว่า ปิตรญฺจ เต คือ ในบิดาของเจ้าถึงในอรรถกถา บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
หน้า 843 ข้อ 1389
ข้อนี้มีอธิบายว่า แน่ะลูกยัญญทัตต อสรพิษนั้นก็ไม่แปลกอะไร กับบิดาของเจ้า โดยไม่เป็นที่รักของแม่เลยเหมือนกัน ก็แหละเว้นความ ไม่เป็นที่รักนั้นเสีย ความแปลกอะไรที่แม่เคยให้เจ้ารู้ย่อมไม่มีในวันนี้ ถ้าข้อนี้เป็นความสัตย์ไซร้ ด้วยความสัตย์อันนี้ขอความสวัสดีจงมีแก่เจ้า เถิด. พร้อมกับสัจกิริยา พิษทั้งหมดก็ตกลงเข้าแผ่นดิน ยัญญทัตตเมื่อ ร่างกายหมดพิษแล้วลุกขึ้นเริ่มจะเล่นต่อไป เมื่อบุตรลุกขึ้นได้แล้ว อย่างนี้ นายมัณฑัพยะเมื่อถามถึงอัธยาศัยของทีปายนดาบส จึงได้กล่าว นักพรตทั้งหลายเป็นผู้สงบระงับ ฝึก ฝนตนแล้ว ย่อมเว้นรอบนอกจากท่านกัณหะ แล้วที่จะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีเลย ดูก่อนท่านทีปายนะ ท่านเกลียดชัง อะไร ? จึงสู้ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้. พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า อิสรชนทั้งหลายมีกษัตริย์เป็นต้น เหล่าใดเหล่าหนึ่งละกามเสีย แล้วจึงบวชในโลกนี้ ชนเหล่านั้น นอกจากท่านกัณหะ คือชนเหล่าอื่น เว้นท่านกัณหะผู้เจริญ ที่ชื่อว่าจะเป็นผู้ทนฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์
หน้า 844 ข้อ 1389
ย่อมไม่มีก็ท่านเหล่านั้นทั้งหมด ชื่อว่าเป็นผู้สงบเพราะระงับกิเลสด้วย ฌานภาวนา ชื่อว่าเป็นผู้ฝึกแล้ว เพราะฝึกจักษุทวารเป็นต้นให้พ้นจาก พยศหมดพิษ ยินดียิ่งแล้วจึงประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้ ท่านทีปายนะ ผู้เจริญ ก็ท่านเกลียดชังความชั่วเพราะเหตุอะไร จึงสู้ฝืนใจประพฤติ- พรหมจรรย์อยู่ได้ ทำไมจึงไม่สึกมาครองเรือนเล่า ? เมื่อพระดาบสจะบอกเรื่องราวแก่เขา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๕ ว่า :- บุคคลออกบวชด้วยศรัทธาแล้ว กลับเข้า บ้านอีก เป็นคนเหลวไหล เป็นคนกลับกลอก เราเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ จึงสู้ฝืนใจประพฤติ พรหมจรรย์อยู่นี้เป็นฐานะที่วิญญูชนสรรเสริญ และเป็นฐานะของสัตบุรุษทั้งหลาย เราเป็นผู้ กระทำบุญด้วยประการฉะนี้. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งคำเป็นคาถานั้นว่า :- เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ว่า บุคคลเชื่อกรรมอันคำและผลแห่ง กรรม ละสมบัติเป็นอันมากออกบวชแล้วกลับมาเพื่อสิ่งที่ตนละอีก บุคคล นี้นั้นเป็นคนเหลวไหลหนอ เป็นคนกลับกลอกเหมือนเด็กชาวบ้านหนอ แม้จะไม่ปรารถนาเพราะกลัวหิริและโอตตัปปะของตนจะทำลาย ก็ต้อง ทนประพฤติพรหมจรรย์ไป ก็ธรรมดาว่าบรรพชาและบุญนั้นแม้นิด
หน้า 845 ข้อ 1389
หน่อย ก็เป็นฐานะที่วิญญูชนทั้งหลาย คือบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้า เป็นต้นสรรเสริญอย่างยิ่ง และเป็นฐานะที่อยู่ของสัตบุรุษทั้งหลายเหล่า นั้น เราเป็นผู้กระทำบุญด้วยประการฉะนี้ คือด้วยเหตุแม้นี้ แม้จะ ร้องไห้จนน้ำตานองหน้า ก็ฝืนใจประพฤติพรหมจรรย์อยู่ได้. พระดาบสครั้นบอกอัธยาศัยของตนอย่างนี้แล้ว เมื่อจะย้อนถาม นายมัณฑัพยะ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :- ท่านเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และคนเดิน ทาง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำและภิกษา- หาร เรือนของท่านนี้บริบูรณ์ด้วยข้าวและน้ำ เป็นเหมือนบ่อน้ำ เออ ก็ท่านเกลียดต่อถ้อยคำ อะไรแม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขํ คือให้ภิกษาหารอย่างอุดม สมบูรณ์แก่สมณพราหมณ์และคนเดินทางทั้งหลายผู้เที่ยวไปอยู่. บทว่า โอปานภูตํว คือเหมือนบ่อน้ำสาธารณะซึ่งเขาขุดไว้ในทางหลวง ๔ แพร่ง. ลำดับนั้น นายมัญฑัพยะเมื่อจะบอกอัธยาศัยของตน จึงกล่าว คาถาที่ ๗ ว่า :- บิดา มารดาและ ปู่ ย่า ตา ยาย ของเรา เป็นคนมีศรัทธาเป็นทานบดี รู้หลักนักปราชญ์
หน้า 846 ข้อ 1389
เราอนุวัตรตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำ หนดใจไว้ว่า อย่าได้เป็นคนตัดธรรมเนียม แห่งตระกูลภายหลัง เราเกลียดถ้อยคำเช่นนี้ แม้ไม่ประสงค์ก็ให้ทานนี้ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสุํ สัมพันธ์กับ บทว่า สทฺธา นี้ อธิบายว่า ได้เป็นผู้มีศรัทธาแล้ว. บทว่า อหุ เป็นต้น ความว่า เป็นผู้มีศรัทธายิ่งกว่านั้น ยิ่งเป็นใหญ่ในทานด้วย เป็นผู้ส่องเนื้อความ แห่งคำที่ท่านกล่าวว่า ขอท่านทั้งหลายจงกล่าว จงกระทำดังนี้ให้แจ่มแจ้ง ด้วย. บทว่า ตํ กูลวตฺตํ คือตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น ถึงใน อรรถกถาก็มีบาลีอย่างนี้ เหมือนกัน. บาทคาถาว่า มาหํ กุเล อนฺติม- คนฺธิโน อหุํ ความว่า นายมัณฑัพยะแสดงว่า เรากำหนดใจไว้ว่า ขอเราอย่าได้เป็นคนสุดท้ายเขาทั้งหมดในตระกูลของตนด้วย อย่าได้เป็น คนตัดธรรมเนียมแห่งตระกูลด้วยดังนี้ เกลียดวาทะว่าเป็นคนตัดธรรม- เนียมแห่งตระกูลภายหลังนั้น แม้ไม่ประสงค์เลย ก็ให้ทานนี้ได้. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นายมันฑัพยะเมื่อจะถาม ภรรยาของตน จึงได้กล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- ดูก่อนนางผู้มีร่างกายงาม เรานำเจ้าผู้ยัง เป็นสาวรุ่น มีปัญญายังไม่สามารถ มาแต่
หน้า 847 ข้อ 1389
ตระกูลญาติ แม้เจ้าก็ยังไม่เคยแสดงความไม่ รักใคร่เรา เจ้าไม่มีความรักใคร่ปฏิบัติเราอยู่ เออ ก็นางผู้เจริญการที่เจ้าอยู่ร่วมกับเราเห็น ปานนี้ได้ เพราะเหตุอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมตฺถปญฺํ คือผู้ยังเป็นยาว น้อย ๆ มีปัญญายังไม่สามารถที่จะจับจ่าย. คำว่า ยนฺตานยึ ตัดบทเป็น ยํ ตํ อานยึ มีอธิบายว่า เรานำเจ้าผู้ยังเป็นยาวรุ่นมาจากตระกูล แห่งญาติ. บทว่า อญฺตฺร กามา ปริจารยนฺตา ความว่า เจ้าไม่ มีความรักใคร่ แม้ปฏิบัติเราอยู่ด้วยความไม่เต็มใจก็ไม่ให้เรารู้ว่าตนไม่ มีความรักตลอดกาลประมาณเท่านี้ คือแสดงความรักใคร่ปรนนิบัติเรา แล้ว. บทว่า เกนวณฺเณน แปลว่า ด้วยเหตุอะไร นายมัณฑัพยะ ร้องเรียกภรรยาว่านางผู้เจริญ. บทว่า เอวรูโป ความว่า การที่เจ้า อยู่ร่วมกับเราผู้มีความปฏิกูลเสมอด้วยอสรพิษเห็นปานนี้อยู่ได้ คือเป็น ดุจว่าอยู่ร่วมกับคนที่รักได้อย่างไร ? ลำดับนั้น เมื่อภรรยาจะบอกแก่สามี จึงได้กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว อันภรรยา ที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูลนี้ ดิฉันอนุวัตร ตามธรรมเนียมของตระกูลนั้น กำหนดใจไว้
หน้า 848 ข้อ 1389
ว่า ขออย่าให้เป็นคนตัดธรรมเนียมของตระกูล ในภายหลังเลย ดิฉันเกลียดต่อถ้อยคำเช่นนี้ แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติท่านได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารา ทูเร เป็นไวพจน์ของ กันและกัน นางเมื่อจะแสดงธรรมเนียมนั้นว่า นานมาก จึงกล่าว อย่างนี้. ศัพท์ว่า อิธ เป็นเพียงนิบาต ความว่า ในกาลไหน ๆ ก็ไม่มี บทว่า ปรํปรา คือที่เปลี่ยนผู้ชายบ่อย ๆ. ข้อนี้มีอรรถกถาธิบายว่า นาย ตั้งแต่ไหนแต่ไรนานมาแล้ว จนกระทั่งถึง ๗ ชั่วตระกูล อันภรรยาที่มีสามีบ่อย ๆ มิได้มีในตระกูล แห่งญาติของดิฉันเลย แม้หญิงบางคนจะทั้งกะสามีแล้วก็ไม่เคยที่จะคว้า เอาชายอื่นมาเป็นสามีเลย. บทว่า ตํ กูลวตฺตํ ดิฉันเมื่อจะอนุวัตร ตามธรรมเนียมของตระกูล คือตามประเพณีของตระกูลนั้น กำหนดใจ ไว้ว่า ขอเราอย่าพึงเป็นหญิงกลับกลอกคนสุดท้ายในตระกูลของตนเถิด เกลียดวาทะว่า เป็นหญิงตัดธรรมเนียมของตระกูลคนสุดท้ายในตระกูล นั้น แม้จะไม่มีความพอใจก็ปฏิบัติ ท่านได้ คือเป็นผู้ทำความขวนขวาย เป็นผู้บำเรอใกล้เท้าท่านได้. ครั้นนางได้กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงคิดว่าความลับที่ไม่ควรจะกล่าว ต่อหน้าสามี เราได้กล่าวแล้วเขาคงโกรธเรา เราจะขอโทษเขา ต่อหน้า
หน้า 849 ข้อ 1389
พระดาบสผู้เข้าถึงตระกูลของเรา เมื่อจะให้สามีอดโทษ จึงได้กล่าวคาถา ที่ ๑๐ ว่า :- ข้าแต่ท่านมัณฑัพยะ. วันนี้ดิฉันพูด ถ้อยคำที่ไม่ควรจะพูด ขอท่านจงอดโทษถ้อย คำนั้นให้แก่ดิฉัน เพราะเห็นแก่ลูกเถิด สิ่งอื่น อะไร ๆ ในโลกนี้ที่จะรักเท่าบุตรมิได้มี ยัญญ ทัตตบุตรของเรานี้ก็ได้รอดชีวิตแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ขมตํ แปลว่า จงอดโทษ ถ้อยคำนั้น. บทว่า ปุตฺตเหตุ มมชฺช ความว่า ขอท่านจงอดโทษ ถ้อยคำที่ฉันพูดแล้วนั้น เพราะเหตุแห่งบุตรนี้ในวันนี้เถิด. บทว่า โส โน อยํ ความว่า ฉันพูดคำนั้นเพราะเหตุแห่งบุตรคนใด บุตร ของเราคนนั้นก็ได้รอดชีวิตแล้ว เพราะบุตรคนนี้รอดชีวิตแล้วนั่นแหละ ขอท่านจงอดโทษแก่ดิฉัน ตั้งแต่วันนี้ไปดิฉันจักเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจ ของท่าน. ลำดับนั้น นายมัณฑัพยะได้กล่าวกะภรรยาว่า ลุกขึ้นเถิด ที่รัก เราอดโทษให้เจ้า ตั้งแต่นี้ไปเจ้าอย่าได้มีจิตกระด้าง แม้เราก็จะไม่เกลียด เจ้า พระดาบสโพธิสัตว์กล่าวกะนายมัณฑัพยะว่า อาวุโส การที่ท่าน หาทรัพย์ได้มาโดยลำบาก แล้วบริจาคทานโดยไม่เชื่อกรรมและผลแห่ง
หน้า 850 ข้อ 1389
กรรมนั้นเป็นการไม่สมควร แต่นี้ไปท่านจงเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ให้ทานเถิด นายมัณฑัพยะรับคำว่า ดีแล้ว แล้วกล่าวกะพระดาบส โพธิสัตว์ว่า ท่านผู้เจริญ ท่านดำรงอยู่ในความเป็นทักขิไณยบุคคลของ ข้าพเจ้าไม่มีความยินดี ประพฤติพรหมจรรย์เป็นการไม่สมควร ตั้งแต่ นี้ไปขอท่านจงทำจิตให้เลื่อมใส มีจิตบริสุทธิ์ ยินดีในฌาน ประพฤติ พรหมจรรย์โดยลักษณะที่ข้าพเจ้าทำสักการะแก่ท่านในบัดนี้แล้ว จะได้ รับผลมากเถิด แล้วสองสามีภรรยาก็นมัสการพระมหาสัตว์ แล้วลุกจาก อาสนะไป ตั้งแต่นั้นมาภรรยาก็มีความเสน่หาในสามีเป็นอย่างดี นาย มัณฑัพยะก็มีจิตเลื่อมใสถวายทานด้วยศรัทธา พระโพธิสัตว์ก็บรรเทา ความเบื่อหน่ายเสียได้ ทำฌานและอภิญญา ให้เกิดแล้วเป็นสิ่งมีพรหมโลก เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง- ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสัน ได้ดำรงอยู่ในโสดา- ปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า นายมัณฑัพยะในครั้งนั้น ได้มา เป็นพระอานนท์ในบัดนี้ ภรรยาในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางวิสาขาใน บัดนี้ บุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระราหุลในบัดนี้ อาณิมัณฑัพยะ ดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ ส่วนกัณหทีปายนดาบสในครั้ง นั้น คือเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถากัณหทีปายชาดกที่ ๖
หน้า 851 ข้อ 1390, 1391, 1392, 1393
๗. นิโครธชาดก ว่าด้วยการคบหากับคนดี [๑๓๙๐] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระนามว่านิโครธ ท่านสาขะเสนาบดีพูดว่า เราไม่รู้จักคนนี้เลยว่า เป็นใครกัน หรือเป็นเพื่อนของใคร พระองค์ จะทรงเข้าพระทัยอย่างไร. [๑๓๙๑] ลำดับนั้น บุรุษผู้ทำตามคำของท่านสาขะ เสนาบดีเข้าจับคอ ตบหน้าข้าพระองค์ขับไส ออกไป. [๑๓๙๒] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร ธรรมอันไม่ประเสริฐเช่นนี้. อันท่านสาขะเสนา- บดีผู้เป็นเพื่อนเก่าของพระองค์ เป็นคนมีความ คิดทราม เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายมิตร ได้ กระทำแล้ว. [๑๓๙๓] ดูก่อนสหาย เรื่องนี้เราไม่รู้เลย แม้ใคร ๆ ก็มิได้บอกเรา ท่านมาบอกเราแล้วว่า ท่าน สาขะเสนาบดีฉุดคร่าท่าน.
หน้า 852 ข้อ 1394, 1395, 1396, 1397, 1398
[๑๓๙๔] ท่านเป็นคนทำเพื่อนให้มีชีวิตอยู่สบายดี ท่านเป็นคนให้อิสริยยศ คือความเป็นใหญ่ใน หมู่มนุษย์แก่เรา และแก่สาขะเสนาบดีทั้งสอง คน เราได้รับความสำเร็จเพราะท่าน ในข้อนี้ เราไม่มีความสงสัยเลย. [๑๓๙๕] กรรมที่บุคคลทำในอสัตบุรุษ ย่อม ฉิบหายไม่งอกงามเหมือนพืชที่บุคคลหว่านลง ในไฟย่อมถูกไฟไหม้ไม่งอกงาม ฉะนั้น. [๑๓๙๖] ส่วนกรรมที่บุคคลทำในคนกตัญญู มีศีล มีความประพฤติประเสริฐ ย่อมไม่ฉิบหายไป เหมือนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้น. [๑๓๙๗] ราชบุรุษทั้งหลาย จงฆ่าสาขะเสนาบดี ผู้ ชั่วช้ามักหลอกลวง มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ คนนี้เสียด้วยหอกทั้งหลาย เราไม่อยากให้มัน มีชีวิตอยู่เลย. [๑๓๙๘] ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ได้โปรด อดโทษให้แก่เขาเถิด ชีวิตของคนตายแล้วไม่
หน้า 853 ข้อ 1399
อาจจะนำกลับคืนมาได้ ขอได้ทรงโปรดอดโทษ แก่อสัตบุรุษเถิดพระพุทธเจ้าข้า ข้าพระองค์ไม่ อยากให้ฆ่าเขา. [๑๓๙๙] ควรคบแต่ท่านนิโครธเท่านั้น ไม่ควร เข้าไปคบเจ้าสาขะอยู่ ตายเสียในสำนักท่าน นิโครธประเสริฐ ว่า เป็นอยู่ในสำนักเจ้าสาขะ จะประเสริฐอะไร. จบ นิโครธชาดกที่ ๗ อรรถกถานิโครธชาดกที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ พระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น จาหเมตํ ชานามิ ดังนี้. ได้ยินว่า วันหนึ่งภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงเรื่อง พระเทวทัต ที่ภิกษุทั้งหลายตักเตือนว่า ดูก่อนท่านเทวทัต พระศาสดา ทรงมีพระอุปการะแก่เธอมา เพราะเธอได้อาศัยพระองค์ จึงได้ บรรพชาอุปสมบท ได้เรียนพระพุทธพจน์คือพระไตรปิฎก และได้ฌาน แม้ลาภสักการะของเธอก็เกิดแต่พระทศพลทั้งนั้น พระเทวทัตยังยก
หน้า 854 ข้อ 1399
สลากหญ้าขึ้นประกาศว่า อุปการคุณแม้เพียงเท่านี้เราก็ไม่แลเห็นว่า พระสมณโคดมกระทำให้แก่เรา ดังนี้ พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นอกตัญญูประทุษร้ายมิตร แม้ ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายเหมือนกัน แล้ว ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชครองราชสมบัติอยู่ในนครราชคฤห์ ครั้งนั้นเศรษฐีเมืองราชคฤห์ได้ขอธิดาของเศรษฐีในชนบทมาให้เป็น ภรรยาของบุตรตน นางนั้นเป็นหญิงหมัน ต่อมาภายหลังตระกูลนั้นก็ เสื่อมลาภสักการะลง เขาพูดกันให้นางนั้นได้ยินว่า เมื่อหญิงหมันมาอยู่ เรือนลูกชายเรา วงศ์ตระกูลจักเจริญได้อย่างไร นางได้ฟังคำนั้นจึงคิดว่า ช่างเถอะ เราจักทำมีครรภ์ลวงคนเหล่านี้ แล้วกล่าวถามหญิงพี่เลี้ยงที่ ไว้วางใจ ถึงวิธีการของหญิงมีครรภ์ว่า ธรรมดาหญิงที่มีครรภ์จะต้องทำ อย่างไรบ้าง ? ครั้นได้ฟังแล้ว เมื่อถึงคราวมีระดูก็ปกปิดเสีย แสดงกิริยา ของหญิงแพ้ท้อง มีชอบของเปรี้ยวเป็นต้น ในเวลาที่มือเท้าบวมจึงทุบ หลังมือหลังเท้าให้นูน เอาผ้าเก่าพันท้องให้โตขึ้นทุกวัน ๆ ทำหัวนมให้ ดำ แม้จะทำสรีรกิจก็ไม่ทำต่อหน้าคนอื่นนอกจากหญิงพี่เลี้ยงคนนั้น แม้ สามีก็ได้ช่วยบริหารครรภ์แก่นางอยู่มาได้ ๙ เดือนด้วยอาการอย่างนี้
หน้า 855 ข้อ 1399
นางจึงลาพ่อผัวแม่ผัวจะไปคลอดบุตร ณ เรือนบิดาในชนบท แล้วก็ ขึ้นรถออกจากเมืองราชคฤห์เดินทางไปด้วยบริวารใหญ่. ข้างหน้านาง มีพวกเกวียนไปพวกหนึ่ง นางไปถึงที่ซึ่งพวกเกวียน หยุดพักแล้วไปในเวลาอาหารเช้า วันหนึ่งหญิงเข็ญใจคนหนึ่งที่อาศัยไป ในพวกเกวียนนั้น ตลอดบุตรที่โคนต้นไทรต้นหนึ่งในกลางคืน ครั้น รุ่งเช้าเมื่อพวกเกวียนออกเดินทาง จึงคิดว่า เราเว้นพวกเกวียนเสียแล้ว ไม่อาจไปได้ แลเมื่อเรายังมีชีวิตอยู่ก็อาจที่จะได้บุตร ดังนี้แล้วจึงเอารถ และครรภมลทินมาราดลงที่ควงข่ายต้นไทรแล้วทิ้งบุตรไป เทวดาได้มา อารักขาทารกไว้ เพราะทารกนั้นไม่ใช่สัตว์สามัญ คือองค์พระโพธิสัตว์ ทีเดียว แลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้มาถือปฏิสนธิเช่นนั้น. เวลาเช้า หญิงหมันได้ไปถึงที่นั้นในเวลาอาหารเช้า คิดว่าจักทำ สรีรกิจจึงไปที่โคนต้นไทรกับหญิงพี่เลี้ยงนั้น เห็นทารกมีวรรณะดังทอง จึงพูดกับพี่เลี้ยงว่า กิจของเราสำเร็จแล้ว แล้วก็แก้ผ้าพ้นท้องออก เอา โลหิตและครรภมลทินทาหน้าขาแล้วบอกว่าตนคลอดบุตร ทันใดนั้นพวก บริวารชนต่างพากันร่าเริงยินดี ช่วยกันเอาม่านกั้นให้นาง แล้วมีหนังสือ ส่งไปนครราชคฤห์ ลำดับนั้น พ่อผัวแม่ผัวของนางมีหนังสือส่งไปว่า เมื่อคลอดแล้วก็ไม่ต้องไปตระกูลบิดาจงกลับมาที่นี้เถิด นางจึงกลับเข้า นครราชคฤห์ทันที เมื่อจะรับขวัญตั้งชื่อทารก ญาติทั้งหลายตั้งชื่อให้ ว่า นิโครธกุมาร เพราะเกิดที่โคนต้นไทร ในวันเดียวกันนั้นหญิง
หน้า 856 ข้อ 1399
สะใภ้ของอนุเศรษฐีก็ไปตระกูลบิดามารดาเพื่อจะคลอดบุตร ได้คลอด บุตรที่ใต้กิ่งไม้แห่งหนึ่งในระหว่างทาง พวกญาติได้ตั้งชื่อให้ทารกนั้นว่า สาขกุมาร และในวันเดียวกันนั้น ภรรยาของช่างชุนที่อาศัยมหาเศรษฐี อยู่ ก็คลอดบุตรที่ระหว่างกองผ้าขี้ริ้ว พวกญาติจึงตั้งชื่อให้ทารกนั้นว่า โปติกะ. มหาเศรษฐีทราบว่า ทารกทั้งสองคนนั้นเกิดในวันที่นิโครธ- กุมารเกิด จึงนำมาบำรุงเลี้ยงไว้ร่วมกับนิโครธกุมาร กุมารทั้งสามนั้น เติบโตมาพร้อม ๆ กัน ครั้นเจริญวัยแล้วจึงไปเมืองตักกศิลาเรียนศิลปะ สองบุตรเศรษฐีให้ทรัพย์เป็นค่าสอนแก่อาจารย์คนละพัน แต่โปติก- กุมารคอยรับเรียนศิลปะในสำนักนิโครธกุมาร เมื่อกุมารทั้งสามสำเร็จ การศึกษาแล้ว จึงลาอาจารย์ออกเที่ยวไปตามชนบท ถึงเมืองพาราณสี โดยลำดับ นอนอยู่ ณ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น เป็นคราวที่พระเจ้าพาราณสีเสด็จสวรรคตได้เจ็ดวัน พวกเสนามาตย์ให้ตีกลองประกาศทั่วนครว่า วันพรุ่งนี้จักเสี่ยงบุศยราช- รถ ขณะที่เพื่อนรักทั้ง ๓ พากันนอนหลับอยู่ที่โคนต้นไม้ โปติกะลุกขึ้น เวลาเช้ามืด นั่งนวดฟั้นเท้านิโครธกุมารอยู่ บนต้นไม้นั้นมีไก่นอนอยู่ สองตัว ไก่ตัวบนถ่ายอุจจาระลงถูกไก่ตัวล่าง ลำดับนั้น ไก่ตัวล่างจึง ถามไก่ตัวบนว่า ใครถ่ายอุจจาระ ไก่ตัวบนตอบว่า เพื่อนอย่าโกรธเลย เราไม่รู้จึงถ่ายลง ไก่ตัวล่างต่อว่าไก่ตัวบนว่า เจ้าสัตว์ร้าย เจ้าเข้าใจว่า ตัวข้าเป็นที่ถ่ายอุจจาระของเจ้าหรือ เจ้าไม่รู้จักความดีของข้าหรือ ? ไก่
หน้า 857 ข้อ 1399
ตัวบนกล่าวกะไก่ตัวล่างนั้นว่า เจ้าสัตว์ร้าย เมื่อข้าซึ่งเป็นผู้ไม่รู้ยอมรับ แล้วว่าถ่ายเอง เจ้ายังโกรธอยู่อีก อะไรนะที่เป็นความดีของเจ้า ไก่ตัว ล่างตอบว่า ผู้ใดฆ่าเราแล้วกินเนื้อ ผู้นั้นจะได้ทรัพย์พันหนึ่งแต่เช้า ทีเดียว ฉะนั้นข้าจึงถือตัวนัก ไก่ตัวบนกล่าวกะไก่ตัวล่างนั้นว่า เจ้าสัตว์ ร้าย ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เจ้ายังถือตัวได้ เรานี่สิถ้าใครฆ่าแล้วกินเนื้อ กล้ามของเรา เขาจะได้เป็นพระราชาแต่เช้าทีเดียว คนที่กินเนื้อกลาง ๆ จะได้เป็นเสนาบดี คนที่กินเนื้อติดกระดูก จะได้เป็นขุนคลัง โปติกะ ได้ยินถ้อยคำของไก่ทั้งสองนั้น จึงคิดว่าจะเป็นประโยชน์อะไรด้วยทรัพย์ พันหนึ่ง ราชสมบัติเท่านั้นประเสริฐ จึงค่อย ๆ ขึ้นต้น ไม้ไปจับไก่ตัวที่ นอนบนลงมาฆ่า ย่างบนถ่านไฟแล้วฉีกเนื้อกล้ามให้นิโครธกุมาร ให้ เนื้อกลาง ๆ แก่สาขกุมาร ตัวเองบริโภคเนื้อติดกระดูก ก็แลครั้นบริโภค กันแล้ว โปติกะจึงพูดว่า เพื่อนนิโครธ วันนี้ท่านจักได้เป็นพระราชา เพื่อนสาขะ วันนี้ท่านจักได้เป็นเสนาบดี ส่วนเราจักได้เป็นขุนคลัง ถูก สองสหายถามว่า ท่านรู้ได้อย่างไร ? จึงเล่าเรื่องราวให้ฟังทุกประการ. สามสหายนั้น ครั้นถึงเวลาบริโภคอาหารเช้า ก็พากันเข้าเมือง พาราณสี บริโภคข้าวปายาสที่ระคนด้วยเนยใสและน้ำตาลกรวดที่เรือน พราหมณ์คนหนึ่ง แล้วออกจากเมืองเข้าพระราชอุทยาน นิโครธกุมาร นอนบนแผ่นศิลา สองกุมารนอนข้างนอก ขณะนั้นพวกเสนามาตย์ ทั้งหลายได้เอาเครื่องเบญจราชกกุธภัณฑ์วางไว้ ภายในบุศยราชรถแล้ว ปล่อยไป ความพิสดารของการเรื่องบุศยราชรถนั้น จักมีแจ้งในมหา-
หน้า 858 ข้อ 1399
ชนกชาดก บุศยราชรถไปถึงพระราชอุทยานก็หันกลับหยุดอยู่ ประหนึ่ง ว่าเตรียมการคอยท่าให้คนขึ้น ปุโรหิตคิดว่า สัตว์ผู้มีบุญคงจะมีในพระ ราชอุทยาน จึงเข้าพระราชอุทยาน เห็นกุมารเข้าก็เลิกผ้าปลายเท้าขึ้น พิจารณาลายลักษณ์ที่เท้าทั้งสอง ก็ทราบชัดว่า ราชสมบัติเมืองพาราณสี ยังคงดำรงอยู่ต่อไป กุมารนี้สมควรเป็นราชาธิราชใหญ่ยิ่งทั่วชมพูทวีป จึงสั่งให้ประโคมขึ้น. นิโครธกุมารตื่นขึ้น เลิกผ้าคลุมหน้าออก แลเห็นคนประชุม กันมาก พลิกกลับมานอน ปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปอีกหน่อยหนึ่ง แล้ว ลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลา ลำดับนั้น ปุโรหิตคุกเข่าลงกล่าวกะ นิโครธกุมารนั้นว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพราชสมบัติถึงแก่พระองค์ แล้ว เมื่อนิโครธกุมารกล่าวว่า ดีแล้ว ก็จัดราชพิธีให้นั่งเหนือกองแก้ว ณ ที่นั้น แล้วอภิเษกตามราชประเพณี นิโครธกุมารนั้นครองราช สมบัติแล้ว พระราชทานตำแหน่งเสนาบดีแก่ราชกุมาร แล้วเสด็จเข้า พระนครด้วยสักการะใหญ่ แม้โปติกะก็ตามเสด็จเข้าไปด้วย จำเดิมแต่ นั้นมา พระมหาสัตว์ได้ครองราชสมบัติในนครพาราณสีโดยธรรม วัน หนึ่งพระองค์ทรงระลึกถึงมารดาบิดา จึงกล่าวกะสาขะว่า แน่ะเพื่อน เราไม่อาจอยู่โดยปราศจากมารดาบิดาได้ ท่านพร้อมด้วยบริวารใหญ่จง ไปหามารดาบิดาของเรามา. สาขเสนาบดีทูลปฏิเสธว่า ข้าพระองค์ไม่มี กิจที่จะต้องไปในที่นั้น ต่อจากนั้นพระราชารับสั่งโปติกะให้ไปรับ โปติก- กุมารรับพระราชบัญชาว่า ได้พระเจ้าข้า แล้วก็ไป ณ ที่นั้น เข้าไปหา
หน้า 859 ข้อ 1399
พระชนกชนนีของพระเจ้านิโครธราช แจ้งว่า นิโครธกุมารบุตรของ ท่านได้ราชสมบัติแล้ว มาเถิดท่านเราจักไป ณ ที่นั้น พระชนกชนนีจึง ห้ามว่า อย่าให้เราไปเลยสมบัติของเราก็มีอยู่แล้ว. โปติกกุมารจึงมาบอก มารดาบิดาของสาขเสนาบดี ท่านทั้งสองนั้นก็ไม่ยอมไป จึงได้มาหา มารดาบิดาของตน อ้อนวอนจะให้ไปอยู่ด้วย ท่านทั้งสองนั้นก็ห้ามเสีย ว่า ลูกรัก เราจักขอเป็นอยู่ด้วยทำการชุนเช่นนี้ อย่าให้เราต้องไปเลย โปติกะกุมารครั้นไม่ได้มารดาบิดาไปแล้ว ก็กลับมายังเมืองพาราณสี คิดว่า จะไปพักที่เรือนของเสนาบดีให้หายเหนื่อย แล้วจึงจะเข้าเฝ้าพระเจ้านิ- โครธราชต่อภายหลัง จึงไปที่ประตูเรือนเสนาบดี กล่าวกะนายประตูว่า จงไปบอกท่านเสนาบดีว่า นายโปติกะสหายของท่านมาหานายประตูได้ ทำตามนั้น. ฝ่ายสาขเสนาบดีผูกเวรในโปติกุมารว่า โปติกะนี้ไม่ให้ราช- สมบัติแก่เรา ไปให้แก่นิโครธกุมารผู้สหายเสีย พอสาขเสนาบดีได้ฟัง คำนั้นเท่านั้นก็โกรธออกมาว่าว่า ใครเป็นสหายของไอ้คนนี้ มันเป็น คนบ้า ลูกอีทาสี จงจับมันไปแล้วให้บ่าวใช้มือเท้าศอกเข่าทุบถองจับคอ ใสออกไป โปติกกุมารนั้นคิดว่า ไอ้สาขะมันได้ตำแหน่งเสนาบดีก็เพราะ เรามันยังอกตัญญูประทุษร้ายมิตร ให้คนทุบถองขับไล่เรา แต่ท่าน นิโครธเป็นบัณฑิตกตัญญู เป็นสัตบุรุษ เราจักไปเฝ้าท่าน แล้วไปยัง ประตูพระราชวัง ให้นายประตูเข้าไปกราบทูลแด่พระราชาว่า นัยว่า พระสหายของพระองค์ชื่อว่าโปติกะมาเฝ้าอยู่ที่ประตู พระราชารับสั่งให้ เข้ามา ครั้นทอดพระเนตรเห็นนายโปติกะมา ก็เสด็จลุกจากพระราช-
หน้า 860 ข้อ 1399
อาสน์ออกต้อนรับทรงปฏิสันถาร ตรัสสั่งให้ช่างกัลบกมาแต่งผมและ หนวด แล้วไห้ประดับเครื่องสรรพาภรณ์ และให้บริโภคโภชนะอันประ- ณีตที่มีรสอันเลิศ แล้วประทับตรัสด้วยถามฉันมิตรกับโปติกะ ตรัสถาม ถึงข่าวคราวของพระชนกชนนี ทรงทราบว่าท่านไม่ยอมมา. แม้สาขเสนาบดีก็คิดว่า นายโปติกะคงทำลายเราในสำนักพระ- ราชา แต่เมื่อเราไปเฝ้าเขาคงไม่อาจกล่าวโทษอะไร ๆ คิดดังนี้แล้วจึงไปเฝ้า ณ พระราชสำนักนั้นแหละ นายโปติกะได้กราบทูลพระราชาต่อหน้า สาขเสนาบดีนั้นแลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์เหน็ด เหนื่อยมาตามทาง คิดว่าจะไปเรือนท่านสาขะพักผ่อนแล้วจักเข้าเฝ้า แต่ ท่านสาขะกล่าวกะข้าพระองค์ว่า จำข้าพระองค์ไม่ได้ให้คนทุบถองจับคอ ไสออกไป ขอพระองค์ได้ทรงเชื่อดังนี้เถิด แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงนามว่านิโครธ ท่าน สาขะเสนาบดีพูดว่า เราไม่รู้จักคนนี้เลยว่า เป็นใครกัน หรือเป็นเพื่อนของใคร พระองค์ จะทรงเข้าพระทัยอย่างไร. ลำดับนั้น บุรุษผู้ทำตามคำของท่านสาขะ เสนาบดีเข้าจับคอ ตบหน้าข้าพระองค์ขับไส ออกไป.
หน้า 861 ข้อ 1399
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชานิกร กรรมอันไม่ประเสริฐเช่นนี้อันท่านสาขะเสนา- บดีผู้เป็นเพื่อนเก่าของพระองค์ เป็นคนมีความ คิดทราม เป็นคนอกตัญญูประทุษร้ายมิตร ได้ กระทำแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺติ มญฺสิ ความว่า ท่านสาข- เสนาบดีได้กล่าวกะข้าพระองค์อย่างใด พระองค์จะทรงเข้าพระทัยอย่าง นั้นหรือไม่ อธิบายว่า ท่านสาขเสนาบดีกล่าวอย่างนี้กะข้าพระองค์ พระองค์จงทรงเชื่อหรือไม่ ? บทว่า คลวินีเตน คือ จบที่คอ. บทว่า ทุพฺภินา ได้แก่ผู้ ประทุษร้ายมิตร. พระเจ้านิโครธราชได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ๔ พระ- คาถาว่า :- ดูก่อนสหาย เรื่องนี้เราไม่รู้เลย แม้ใคร ๆ ก็มิได้บอกเรา ท่านมาบอกเราแล้วว่า ท่าน สาขะเสนาบดีฉุดคร่าท่าน. ท่านเป็นคนทำเพื่อนให้มีชีวิตอยู่สบายดี ท่านเป็นคนให้อิสริยยศ คือความเป็นใหญ่ใน
หน้า 862 ข้อ 1399
หมู่มนุษย์แก่เรา และแก่สาขะเสนาบดีทั้ง ๒ คน เราได้รับความสำเร็จเพราะท่าน ในข้อนี้ เราไม่มีความสงสัยเลย. กรรมที่บุคคลทำในอสัตบุรุษ ย่อม ฉิบหายไม่งอกงามเหมือนพืชที่บุคคลหว่านลง ในไฟย่อมถูกไฟไหม้ไม่งอกงาม ฉะนั้น. ส่วนธรรมที่บุคคลทำในคนกตัญญู มีศีล มีความประพฤติประเสริฐ ย่อมไม่ฉิบหายไป เหมือนพืชที่บุคคลหว่านลงในนาดี ฉะนั้น. บรรดาเหล่านั้น บทว่า สํสติ แปลว่า บอกกล่าว. บทว่า กฑฺฌนํ กตํ ได้แก่ ทำการฉุดคร่า กล่าวคือ การฉุดมาฉุดไปโดยโบย และทุบตี. บทว่า สขีนํ สาชีวงฺกโร ความว่า ดูก่อนโปติกะผู้สหาย ท่าน เป็นคนทำเพื่อนให้มีชีวิตอยู่สบาย. คือเป็นผู้ให้ความอยู่เกิดขึ้นแก่เพื่อน. บทว่า มม สาขสฺส จูภยํ คือ แก่เราและแก่สาขเสนาบดีผู้เป็นเพื่อน กันทั้ง ๒ คน. บทว่า ตฺวํ โนปิสฺสริยํ ความว่า อนึ่ง ท่านเป็น ผู้ให้อิสริยยศแก่พวกเรา คือพวกเราได้อิสริยยศนี้เพราะท่าน. บทว่า มหคฺคตํ ความว่า คือความเป็นใหญ่.
หน้า 863 ข้อ 1399
แลเมื่อพระเจ้านิโครธราชกำลังตรัสอยู่อย่างนี้ สาขเสนาบดีได้ ยืนอยู่ ณ ที่นั่นเอง ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามเขาว่า ท่านสาขะ ท่านจำโปติกะนี้ได้ไหม ? สาขเสนาบดีได้นั่งอยู่ พระองค์เมื่อจะลง พระราชอาญาแก่เขา ได้ตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า :- ราชบุรุษทั้งหลาย จงฆ่าสาขะเสนาบดี ผู้ ชั่วช้ามักหลอกลวง มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ คนนี้เสียด้วยหอกทั้งหลาย เราไม่อยากให้มัน มีชีวิตอยู่เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชมฺมํ แปลว่า ผู้เลวทราม. บทว่า เนกติกํ แปลว่า ผู้หลอกลวง. นายโปติกะได้ฟังดังนั้น คิดว่า ไอ้คนพาลนี้จงอย่าฉิบหายเพราะ เราเลย จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์ได้โปรด อดโทษให้แก่เขาเถิด ชีวิตของคนตายแล้วไม่ อาจจะนำกลับคืนมาได้ ขอได้ทรงโปรดอดโทษ แก่อสัตบุรุษเถิดพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ไม่ อยากให้ฆ่าเขา.
หน้า 864 ข้อ 1399
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขมตสฺส คือ ขมตทสฺส ความว่า ขอพระองค์ได้โปรดอดโทษให้แก่อสัตบุรุษนี้เถิด. บทว่า ทุปฺปฏิอานยา คือ อันชีวิตของคนที่ตายอันใคร ๆ ไม่อาจที่จะนำกลับคืนมาได้. พระราชาได้ทรงสดับถ้อยคำของโปติกะแล้ว ก็ทรงยกโทษให้ สาขะ พระองค์ประสงค์จะพระราชทานตำแหน่งเสนาดีแก่นายโปติกะ แต่เขาไม่ประสงค์ ลำดับนั้น พระองค์จึงทรงพระราชทานตำแหน่งขุน คลัง เพิ่มอำนาจให้มีหน้าที่ตรวจตราราชการทั้งหมด ได้ยินว่า ฐานันดร เช่นนั้น แต่ก่อนไม่เคยมีเพิ่งมีขึ้นแต่นั้นมา ต่อมาท่านขุนคลังโปติกะ เจริญด้วยบุตรธิดา กล่าวสอนบุตรธิดาของตนด้วยคาถาสุดท้ายว่า :- ควรคบแต่ท่านนิโครธเท่านั้น ไม่ควร เข้าไปคบเจ้าสาขะอยู่ ตายเสียในสำนักท่าน นิโครธประเสริฐกว่า เป็นอยู่ในสำนักเจ้าสาขะ จะประเสริฐอะไร. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนาเรื่องนี้มาแสดงแล้ว ตรัส ว่า ดูก่อน. ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็เป็นคนอกตัญญู อย่างนี้แหละ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สาขเสนาบดีในครั้งนั้นได้มา เป็นพระเทวทัตในบัดนี้ โปติกะขุนคลังในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ ส่วนพระเจ้านิโครธราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานิโครธชาดกที่ ๗
หน้า 865 ข้อ 1400, 1401, 1402
๘. ตักกลชาดก ว่าด้วยการเลี้ยงดูบิดามารดา [๑๔๐๐] ข้าแต่พ่อ มันนก มันเทศ มันมือเสือ และ ผักทอดยอด ก็มิได้มี พ่อต้องการอะไร จึง ขุดหลุมอยู่คนเดียว ในป่ากลางป่าช้าเช่นนี้เล่า. [๑๔๐๑] แน่ะพ่อ ปู่ของเจ้าทุพพลภาพมากแล้ว ถูกกองทุกข์อันเกิดจากโรคภัยหลายอย่างเบียด- เบียน วันนี้พ่อจะฝังปู่ของเจ้านั้นเสียในหลุม เพราะพ่อไม่ปรารถนาจะให้ปู่ของเจ้ามีชีวิตอยู่ อย่างลำบากเลย. [๑๔๐๒] พ่อได้ความดำริอันลามกนี้แล้ว กระทำ กรรมอันหยาบช้าอันล่วงเสียซึ่งประโยชน์ ดู- ก่อนพ่อ เมื่อพ่อแก่ลงก็จักได้รับกรรมเช่นนี้ จากลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตามเยี่ยง ตระกูลนั้น จักฝังพ่อเสียในหลุมบ้าง.
หน้า 866 ข้อ 1403, 1404, 1405, 1406
[๑๔๐๓] แน่ะพ่อ เจ้ากล่าวกระทบกระเทียบขู่ เข็ญพ่อด้วยวาจาหยาบคาย เจ้าเป็นลูกที่เกิด แต่อกของพ่อ แต่หาได้มีความอนุเคราะห์เกื้อ- กูลแก่พ่อไม่. [๑๔๐๔] ข้าแต่พ่อ มิใช่ว่าฉันจะไม่มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์แก่พ่อ แม้ฉันก็มีความเกื้อกูลอนุ- เคราะห์แต่พ่อ แต่เพราะฉันไม่กล้าจะห้ามพ่อ ผู้ทำบาปกรรมโดยตรงได้ จึงได้พูดกระทบ- กระเทียบเช่นนั้น. [๑๔๐๕] ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดเป็นคนมีธรรมอัน ลามก เบียดเบียนมารดาหรือบิดา ผู้ไม่ประ ทุษร้าย ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า ย่อมเข้าถึง นรกโดยไม่ต้องสงสัย. [๑๔๐๖] ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดบำรุงเลี้ยงมารดาบิดา ด้วยข้าวน้ำ ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า เข้าถึง สุคติโดยไม่ต้องสงสัย.
หน้า 867 ข้อ 1407, 1408, 1409
[๑๔๐๗] แน่ะพ่อ เจ้าจะเป็นผู้ไม่มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์แก่พ่อก็หาไม่ เจ้าชื่อว่าเป็นผู้มี ความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อแล้ว แต่พ่อถูก แม่ของเจ้าว่ากล่าว จึงได้กระทำกรรมที่หยาบ คายเช่นนี้. [๑๔๐๘] หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บัง- เกิดเกล้าของตัวฉัน พ่อจงขับไล่ไปเสียจาก เรือนของตน เพราะแม่จะทำทุกข์อย่างอื่นมา ให้พ่ออีก. [๑๔๐๙] หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บัง- เกิดเกล้าของตัวฉัน ซึ่งมีใจบาปนั้น ถูก ทรมานดังช้างพังที่นายควาญฝึกให้อยู่ในอำนาจ แล้ว จงกลับมาเรือนเถิด. จบ ตักกลชาดกที่ ๘
หน้า 868 ข้อ 1409
อรรถกถาตักกลชาดกที่ ๘ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ บุรุษผู้เลี้ยงบิดาคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า น ตกฺกลา สนฺติ ดังนี้. ได้ยินว่า บุรุษนั้นเป็นลูกคนสุดท้องในตระกูลยากจนตระกูล หนึ่ง เมื่อมารดาตายแล้ว เขาลุกขึ้นแต่เช้า ทำการปฏิบัติบิดามีให้ไม้ สีฟันแลน้ำบ้วนปากเป็นต้น จัดอาหารมีข้าวยาคูแลภัตเป็นอาทิ โดย สมควรแก่ทรัพย์ที่ตนได้มาด้วยการรับจ้างและการไถ บำรุงเลี้ยงบิดา ครั้งนั้น บิดาพูดกะเขาว่า ลูกรัก เจ้าคนเดียวทำการงานทั้งภายในภาย นอก พ่อจักนำนางกุลทาริกามาให้เจ้าสักคนหนึ่ง นางจักได้ช่วยทำการ- งานในเรือน. เขากล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ขึ้นชื่อว่าสตรีมาเรือนแล้ว คงจัก ไม่ทำความสุขใจให้แก่ฉันและพ่อได้ ขอพ่ออย่าได้คิดเช่นนี้เลยฉันจัก เลี้ยงดูพ่อจนตลอดชีวิต เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้วฉันจักบวช. ลำดับนั้น บิดาได้นำนางกุลทาริกาคนหนึ่งมาให้ทั้ง ๆ ที่เขาไม่ต้องการเลย นางได้มี อุปการะและเคารพยำเกรงต่อพ่อผัวและผัว ฝ่ายผัวก็ยินดีต่อนางว่า เป็น ผู้อุปการะต่อบิดาของตน จึงนำของที่ชอบ ๆ ใจ ซึ่งได้มา ๆ มามอบให้ แม้นางก็ได้น้อมนำเข้าไปให้พ่อผัวทั้งสิ้น. ต่อมา นางคิดว่า สามีของเราได้อะไรมา ก็มิได้ให้แก่บิดา ให้ แก่เราผู้เดียวเท่านั้น เขาคงไม่มีความรักในบิดาเป็นแน่ เราจักใช้อุบาย
หน้า 869 ข้อ 1409
อย่างหนึ่งทำตาแก่นี้ให้เป็นที่เกลียดชังแห่งสามีเรา แล้วให้ขับเสียจาก เรือน. ตั้งแต่นั้นมา นางก็ได้ทำเหตุที่ยั่วให้พ่อผัวโกรธ เป็นต้นว่า เมื่อจะให้น้ำ ก็ให้น้ำเย็นเกินไปบ้าง ร้อนเกินไปบ้าง ให้อาหารเค็มจัด บ้างจืดไปบ้าง ให้ภัตดิบ ๆ สุก ๆ บ้าง แฉะเกินไปบ้าง ดังนี้ เมื่อพ่อ โกรธ นางก็กล่าวคำหยาบว่า ใครจักอาจปฏิบัติตาแก่นี้ได้. แล้วก่อการ ทะเลาะขึ้น แลแกล้งขากก้อนเขฬะเป็นต้น ในที่ทั่ว ๆ ไป แล้วฟ้อง สามีว่า ท่านจงดูการกระทำของบิดา เมื่อฉันกล่าวว่า พ่ออย่าทำอย่าง นี้ ๆ พ่อก็โกรธ ท่านจะให้พ่ออยู่ในเรือนนี้หรือจะให้ฉันอยู่. เขาได้ กล่าวกะนางว่า น้องรัก เจ้ายังเป็นยาวอยู่อาจที่จะเป็นอยู่ในที่ใด ๆ ก็ได้ พ่อของฉันแก่แล้ว เมื่อเจ้าไม่อาจอดกลั้นแกได้ ก็จงออกจากบ้านนี้ไป นางมีความกลัวหมอบลงแทบเท้าพ่อผัวขอขมาโทษว่า ตั้งแต่นี้ไปฉันจัก ไม่ทำอย่างนี้อีก. แล้วนางก็เริ่มปฏิบัติตามปกติดังก่อน. ลำดับนั้น อุบาสกตั้งแต่วันที่ถูกภรรยารบกวนบิดาให้เดือดร้อน ก็มิได้ไปฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ต่อเมื่อภรรยาดำรงเป็นปกติแล้ว จึงได้ไป ที่นั้นพระศาสดาตรัสถามเขาว่า อุบาสก เหตุไร ? ท่านจึงไม่ มาฟังธรรมถึง ๗ วัน. เขาได้กราบทูลเหตุการณ์ให้ทรงทราบ. พระ- ศาสดาตรัสว่า ในกาลนี้เท่านั้นที่ท่านไม่เชื่อถ้อยคำของภรรยา ไม่ขับ บิดาออกจากเรือน แต่ในกาลก่อนท่านเชื่อถ้อยคำของภรรยาของท่าน นำบิดาไปป่าช้าผีดิบขุดหลุมฝังบิดา เราตถาคตเกิดเป็นบุตรมีอายุ ๗ ขวบ
หน้า 870 ข้อ 1409
แสดงคุณของมารดาบิดา ห้ามการฆ่าบิดาได้ในเวลาที่จะตาย คราวนั้น ท่านเชื่อฟังถ้อยคำของเรา ปฏิบัติบิดาจนตลอดชีวิต แล้วไปเกิดใน สวรรค์ โอวาทที่เราให้ไว้นี้นั้น แม้ท่านไปเกิดในภพอื่นก็ไม่ละวาง ด้วยเหตุนี้ท่านจึงไม่เชื่อถ้อยคำของภรรยา ไม่ขับไล่บิดาออก ในบัดนี้ อุบาสกนั้นทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระองค์จึงทรงนำเอาเรื่อง ในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนคร พาราณสี. ณ บ้านของชาวกาสีตำบล ๑ ตระกลแห่ง ๑ มีบุตรน้อย คนเดียว ชื่อสวิฏฐกะ เขาบำรุงเลี้ยงมารดาบิดาอยู่ ต่อมาเมื่อมารดา ล่วงลับไปแล้ว ก็บำรุงเลี้ยงบิดา เรื่องทั้งหมดต่อไปนี้ เหมือนเนื้อเรื่อง ปัจจุบันนั่นแหละ ในที่นี้จะกล่าวแต่เนื้อความที่แปลก ดังต่อไปนี้ ครั้งนั้น หญิงนั้นกล่าวว่า ท่านจงดูการกระทำของบิดาเถิด เมื่อฉัน กล่าวว่า อย่าทำอย่างนี้ ๆ ก็โกรธ. แล้วกล่าวต่อไปว่า ข้าแต่นาย บิดา ของท่านดุกับหยาบคาย ก่อการทะเลาะอยู่เรื่อยแกแก่คร่ำคร่า พยาธิ เบียดเบียน ไม่ช้าก็จักตาย ฉันไม่อาจอยู่ร่วมเรือนกับแกได้ ในวัน สองวันนี้แกต้องตายแน่ ท่านจงนำแกไปป่าช้าผีดิบขุดหลุมแล้วเอาแกใส่ เข้าไปในหลุม เอาจอบทุบศีรษะให้ตาย เอาฝุ่นกลบข้างบนแล้วจงมา. นายสวิฏฐกะถูกภรรยารบเร้าอยู่บ่อย ๆ จึงกล่าวว่า แน่ะหล่อน ขึ้นชื่อว่าการฆ่าคน เป็นกรรมหนัก ฉันจักฆ่าบิดาอย่างไรได้. นาง
หน้า 871 ข้อ 1409
กล่าวว่า ฉันจักบอกอุบายแก่ท่าน นายสวิฏฐกะกล่าวว่า จงบอกมาก่อน นางจึงบอกว่า ข้าแต่นาย ท่านจงไปที่บิดานอน ในเวลาเช้ามืด ทำ เสียงดังให้คนทั้งหมดได้ยิน แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ลูกหนี้ของพ่อมี อยู่ที่บ้านโน้น เมื่อฉันจะไปแต่ลำพังเขาจะไม่ให้ เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว เงินจักสูญ พรุ่งนี้เรานั่งบนยานไปด้วยกันแต่เช้าทีเดียว. ดังนี้แล้วนาย จงลุกขึ้นตามเวลาที่บิดาบอกไว้ เทียมยานให้แกนั่งบนยานแล้วนำไปป่า ช้าผีดิบ ขุดหลุมแล้วทำเป็นเสียงโจรปล้น ฆ่าแกแล้วผลักลงหลุมทุบ ศีรษะแล้วอาบน้ำมาเรือน. นายสวิฏฐกะคิดว่า อุบายนี้เข้าที. จึงรับคำ ของนางแล้วตระเตรียมยานที่จะไป ก็นายสวิฏฐกะมีบุตรอยู่คนหนึ่งมีอายุ ๗ ขวบ เป็นเด็กฉลาดเฉียบแหลม. เขาฟังคำของมารดา จึงคิดว่า มารดา ของเรามีธรรมลามกยุบิดาเราให้ทำปิตุฆาต เราจักไม่ให้บิดาเราทำปิตุ- ฆาต. แล้วก็ค่อย ๆ ย่องเข้าไปนอนอยู่กับปู่. ครันได้เวลาที่บิดาบอกไว้ นายสวิฏฐกะเทียมยานแล้วกล่าวว่า มาเถิดพ่อ เราไปสะสางลูกหนี้กัน เถิด. แล้วให้บิดานั่งบนยาน กุมารได้ขึ้นยานก่อนแล้ว นายสวิฏฐกะ ไม่อาจห้ามบุตรได้ จึงต้องพาไปป่าช้าผีดิบด้วย ให้บิดาและกุมารพักอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งกับยาน ตนเองลงถือจอบและตะกร้า เริ่มจะขุดหลุม ๔ เหลี่ยม ณ ที่ลับแห่งหนึ่ง แม้กุมารก็ลงแล้วไปสำนักบิดาทำเป็นไม่รู้ เริ่มคำพูดกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่พ่อ มันนก มันเทศ มันมือเสือ และ
หน้า 872 ข้อ 1409
ผักทอดยอด ก็มิได้มี พ่อต้องการอะไร จึง ขุดหลุมอยู่คนเดียวในป่ากลางป่าช้าเช่นนี้เล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตกฺกลา สนฺติ ได้แก่ มันนก ก็ไม่มี. มันเทศ ชื่อว่า อาลุปานิ. มันมือเสือ ชื่อว่า วิลาลิโย. ผักทอดยอด ชื่อว่า กลมฺพานิ. ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวคาถาที่ ๒ ตอบบุตรว่า :- แน่ะพ่อ ปู่ของเจ้าทุพพลภาพมากแล้ว ถูกกองทุกข์อันเกิดจากโรคภัยหลายอย่างเบียด เบียน วันนี้พ่อจะฝังปู่ของเจ้านั้นเสียในหลุม เพราะพ่อไม่ปรารถนาจะให้ปู่ของเจ้ามีชีวิตอยู่ อย่างลำบากเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกพฺยาธีหิ คือ ถูกทุกข์อัน เกิดจากพยาธิหลายอย่างเบียดเบียนแล้ว. บทว่า น หิสฺส ตํ ความว่า เพราะว่า พ่อไม่ปรารถนาจะให้ปู่ของเจ้านั้นมีชีวิตอยู่อย่างลำบากเช่นนั้น พ่อเข้าใจว่า ความตายของปู่เท่านั้นประเสริฐกว่ามีชีวิตอยู่เห็นปานนี้ จึงจักฝังปู่ของเจ้านั้นเสียในหลุม. กุมารได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวกึ่งคาถาว่า:-
หน้า 873 ข้อ 1409
พ่อได้ความดำริอันลามกนี้แล้ว กระทำ กรรมที่หยาบช้า อันล่วงเสียซึ่งประโยชน์. พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พ่อท่านคิดว่า เราจักเปลื้องบิดาออกจากทุกข์ จึงผูกไว้ด้วยมรณทุกข์ ชื่อว่า กระทำ กรรมอันหยาบช้า อันล่วงเสียซึ่งประโยชน์ เพราะได้ความดำริอันลามก นี้ และเพราะก้าวล่วงประโยชน์ด้วยอำนาจแห่งความดำรินั้นตั้งอยู่. ก็แหละ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็ฉวยจอบจากมือบิดา ตั้งท่าจะ ขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งในที่ใกล้ ๆ กัน. ลำดับนั้น บิดาจึงเข้าไปถามกุมาร นั้นว่า ลูกรัก เจ้าจะขุดหลุมทำไม ? เมื่อกุมารจะตอบบิดา ได้กล่าว คาถาที่ ๓ ว่า :- ข้าแต่พ่อ เมื่อพ่อแก่ลง ก็จักได้รับกรรม เช่นนี้จากลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตาม เยี่ยงตระกูลนั้น จักฝังพ่อเสียในหลุมบ้าง. พึงทราบเนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่าข้าแต่พ่อแม้ลูกก็จัก ฝังพ่อเสียในหลุมอีกหลุมหนึ่ง ในเวลาที่พ่อแก่บ้าง อธิบายว่า พ่อ เพราะเหตุนี้แล เมื่อพ่อแก่ลง ก็จักได้รับกรรมเช่นนี้ ในหลุมที่ขุดไว้นี้ จากตัวลูกบ้าง แม้ลูกเองก็จะอนุวัตรตามเยี่ยงตระกูลนั้น คือ ที่พ่อให้
หน้า 874 ข้อ 1409
เป็นไปแล้วนั้น คือเมื่อเจริญวัยแล้ว อยู่กินกับภริยา ก็จักฝังพ่อเสียใน หลุมบ้าง. ลำดับนั้น บิดาได้กล่าวคำถาที่ ๔ แก่กุมารว่า :- แน่ะพ่อ เจ้ามากล่าวกระทบกระเทียบขู่- เข็ญพ่อด้วยวาจาหยาบคาย เจ้าเป็นลูกที่เกิด แต่อกของพ่อ แต่หาได้มีความอนุเคราะห์เกื้อ- กูลแก่พ่อไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกุพฺพมาโน แปลว่า ขู่เข็ญ. บทว่า อาสชฺช แปลว่า กระทบกระเทียบ. เมื่อบิดากล่าวอย่างนี้แล้วกุมารผู้เป็นบัณฑิต จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา คือคาถาโต้ตอบคาถา ๑ คาถา อุทาน ๒ คาถาว่า :- ข้าแต่พ่อ มิใช่ว่าฉันจะไม่มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์แก่พ่อ แม้ฉันก็มีความเกื้อกูลอนุ- เคราะห์แก่พ่อ แต่เพราะฉันไม่กล้าจะห้ามพ่อ ผู้ทำบาปกรรมโดยตรงได้ จึงได้พูดกระทบ- กระเทียบเช่นนั้น.
หน้า 875 ข้อ 1409
ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดเป็นคนมีธรรมอัน ลามก เบียดเบียนมารดาหรือบิดา ผู้ไม่ประ ทุษร้าย ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า ย่อมเข้าถึง นรกโดยไม่ต้องสงสัย. ท่านสวิฏฐกะ ผู้ใดบำรุงเลี้ยงมารดาบิดา ด้วยข้าวน้ำ ผู้นั้นครั้นตายไปภายหน้า เข้าถึง สุคติโดยไม่ต้องสงสัย. บิดาครั้นได้ฟังธรรมกถาของบุตรดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- แน่ะพ่อ เจ้าจะเป็นผู้ไม่มีความเกื้อกูล อนุเคราะห์แก่พ่อก็หาไม่ เจ้าชื่อว่าเป็นผู้มี ความเกื้อกูลอนุเคราะห์แก่พ่อแล้ว แต่พ่อถูก แม่ของเจ้าว่ากล่าว จึงได้กระทำกรรมที่หยาบ- คายเช่นนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหญฺจ เต มาตรา คือ อหํปิ เต มาตรา อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน.
หน้า 876 ข้อ 1409
กุมารได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ธรรมดาสตรีเมื่อเกิด โทสะขึ้นข่มไว้ไม่ได้เลย จึงทำชั่วบ่อย ๆ ควรที่พ่อจะขับแม่ของฉันไปเสีย ไม่ให้ทำชั่วเช่นนี้อีกได้ แล้วกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บัง- เกิดเกล้าของตัวฉัน พ่อจงขับไล่ไปเสียจาก เรือนของตน เพราะแม่จะนำทุกข์อย่างอื่นมา ให้พ่ออีก. นายสวิฏฐกะได้ฟังคำของบุตรผู้เป็นบัณฑิตแล้ว มีความโสมนัส กล่าวว่า เราไปกันเถิดลูก แล้วขึ้นนั่งบนยานกับบุตรและบิดาไปบ้าน. ฝ่ายหญิงอนาจารนั้นก็ร่าเริงยินดีว่า คนกาลกรรณีออกจากเรือน เราไปแล้ว. จึงเอามูลโคสดมาทาเรือนหุงข้าวปายาสแล้วคอยแลดูทางที่ ผัวจะมา ครั้นเห็นมาทั้ง ๓ คนก็โกรธว่า พาคนกาลกรรณีที่ออกไป กลับมาอีกแล้ว. จึงคำว่า เจ้าคนร้าย เจ้าพาคนกาลกรรณีที่ออกไปแล้ว กลับมาอีกทำไม ? นายสวิฏฐกะไม่พูดอะไร ๆ ปลดยานแล้วจึงพูดว่า คนอนาจาร เจ้าว่าอะไร ? แล้วทุบนางนั้นเสียเต็มที่ กล่าวว่า แต่นี้ไป เจ้าอย่าเข้ามาเรือนนี้ แล้วจับเท้าลากออกไป ครั้นไล่ภรรยาไปแล้ว ก็ อาบน้ำให้บิดากับบุตร แม้ตนเองก็อาบ แล้วบริโภคข้าวปายาสพร้อมกัน ทั้ง ๓ คน หญิงใจบาปนั้นไปอยู่เรือนผู้อื่นได้ ๒ , ๓ วัน.
หน้า 877 ข้อ 1409
ในกาลนั้น บุตรกล่าวกะบิดาว่า ข้าแต่พ่อแม่ฉันคงยังไม่รู้สำนึก ด้วยการถูกลงโทษเพียงเท่านี้ พ่อจงแกล้งพูดว่า จะไปขอลูกสาวลุงใน ตระกูลโน้นมาปรนนิบัติตัวกับบิดาและบุตร เพื่อทำให้แม่ฉันเก้อ แล้ว ถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นต้นขึ้นยานไปเที่ยวอยู่ตามท้องนา แล้ว กลับมาเวลาเย็น. นายสวิฏฐกะได้กระทำตามทุกประการ สตรีในตระกูล ที่คุ้นเคยบอกหญิงนั้นว่า ได้ยินว่า ผัวของเธอไปบ้านโน้น เพื่อนำหญิง อื่นมาเป็นภริยา. หญิงนั้นสะดุ้งกลัวว่า ฉิบหายละเราคราวนี้ เราไม่มีโอกาสอีก แน่ คิดว่า จะอ้อนวอนบุตรดูสักครั้ง. จึงแอบไปหาบุตร หมอบลง แทบเท้ากล่าวว่า ลูกรัก เว้นเจ้าเสียแล้ว คนอื่นไม่เป็นที่พึ่งของแม่ได้ ตั้งแต่นี้ไปแม่จะปฏิบัติพ่อและปู่ของเจ้าราวกะพระเจดีย์ที่ประทับไว้ เจ้า จะช่วยให้แม่ได้เข้ามาอยู่ในเรือนนี้อีก. กุมารกล่าวว่า ดีแล้วแม่ ถ้าแม่ ไม่ทำเช่นนี้อีก ฉันจักช่วย แม่อย่าประมาท. ครั้นเวลาบิดามา. ได้ กล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า :- หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ เป็นแม่บัง- เกิดเกล้าของตัวฉัน ซึ่งมีใจบาปนั้น ถูก ทรมานดังช้างพังที่นายควาญฝึกให้อยู่ในอำนาจ แล้ว จงกลับมาเรือนเถิด.
หน้า 878 ข้อ 1409
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาต เป็นต้น ความว่า ข้าแต่พ่อ บัดนี้ หญิงชั่วผู้เป็นเมียของพ่อ ซึ่งก่อเหตุวุ่นวายนั้น ถูกทรมานดัง ช้างพังที่นายควาญฝึกให้อยู่ในอำนาจ สิ้นพยศแล้ว. บทว่า ปุนราวชาตุ คือ จงกลับมาสู่เรือนนี้อีกเถิด. กุมารนั้นครั้นแสดงธรรมแก่บิดาดังนี้แล้ว ก็ไปนำมารดามา นางขอขมาโทษผัวและพ่อผัวแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็ประกอบด้วยธรรม เครื่องข่ม ปฏิบัติผัวพ่อผัวและลูกเป็นอย่างดี สองผัวเมียตั้งอยู่ในโอวาท ของลูก ทำบุญมีทานเป็นต้น แล้วได้ไปเกิดในสวรรค์. พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง ประกาศสัจธรรม เวลาจบสัจธรรม บุรุษผู้เลี้ยงบิดา ได้ดำรงอยู่ใน โสดาปัตติผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า บิดาบุตรและหญิงสะใภ้ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นบิดาบุตรและหญิงสะใภ้ในบัดนี้ ส่วนกุมารผู้เป็น บัณฑิตในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาตักกลชาดกที่ ๘
หน้า 879 ข้อ 1410, 1411, 1412, 1413
๙. มหาธัมมปาลชาดก ว่าด้วยเหตุที่ไม่ตายในวัยหนุ่ม [๑๔๑๐] อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหม- จรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้ เป็น ผลแห่งกรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้วดูก่อน พราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่ ตาย. [๑๔๑๑] พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นธรรมชั่ว งดเว้นธรรมอันไม่ประเสริฐ ทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๒] พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของ สัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ เลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุ นั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๓] ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจ ดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็
หน้า 880 ข้อ 1414, 1415, 1416, 1417
ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คน หนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๔] พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คน เดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้น แหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๕] พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่ นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๖] พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการสัตว์ งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๗] บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็น ผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเรา จึงไม่ตาย.
หน้า 881 ข้อ 1418, 1419, 1420, 1421
[๑๔๑๘] มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ใน โลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๑๙] ทาสทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมด ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่ง ประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. [๑๔๒๐] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรม บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้ เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. [๑๔๒๑] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละ- บุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของ เรายังมีความสุข. จบ มหาธัมมปาลชาดกที่ ๙
หน้า 882 ข้อ 1421
อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙ พระศาสดาเมื่อเสด็จพระนครกบิลพัสดุ์ครั้งแรก ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ทรงปรารภความไม่ทรงเชื่อของพระพุทธบิดา ในพระ- ราชนิเวศน์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กินฺเต วตํ ดังนี้. ความย่อว่า ครั้งนั้นพระเจ้าสุทโธทนมหาราชถวายข้าวยาคูและ ของเคี้ยว แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๒๐,๐๐๐ เป็นบริวาร ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ เมื่อทรงกระทำสัมโมทนียกถาใน ระหว่างภัต ได้ตรัสว่า พระเจ้าข้า เวลาที่พระองค์ทำความเพียรอยู่ มีหมู่ เทวดามายืนอยู่ในอากาศบอกแก่หม่อมฉันว่า สิทธัตถกุมารโอรสของ พระองค์สิ้นพระชนม์เสียแล้ว เพราะเสวยพระกระยาหารน้อย เมื่อ พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พระองค์ทรงเชื่อหรือ ? จึงตรัสว่า หม่อมฉันไม่เชื่อดอก พระเจ้าข้า ยังห้ามเทวดาที่ยืนกล่าวอยู่ในอากาศ เสียอีกว่า พระโอรสของเรายังไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้าที่โคนต้นโพธิ์แล้ว จะยังไม่ปรินิพพาน พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ในบัดนี้ พระองค์ จักทรงเชื่อได้อย่างไร แม้ในครั้งก่อน ครั้งหม่อมฉันเกิดเป็นมหาธรรม- ปาลกุมาร เมื่ออาจารย์ทิศาปาโมกข์เอากระดูกแพะมาแสดงบอกว่า บุตร ของท่านตายเสียแล้ว นี่กระดูกบุตรของท่าน พระองค์ก็มิได้ทรงเชื่อ กล่าวกับอาจารย์ว่า ในตระกูลของเรานี่จะตายกำลังหนุ่มนั้นเป็นไม่มี ก็เหตุไร ในบัดนี้ พระองค์จักทรงเชื่อเล่า ? พระพุทธบิดาทูลอารารนา ให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
หน้า 883 ข้อ 1421
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระ - นครพาราณสี ได้มีบ้านธรรมปาลคามในแคว้นกาสี บ้านนั้นที่ได้ชื่อ อย่างนั้น เพราะเป็นที่อยู่ของตระกูลธรรมบาลพราหมณ์ที่อยู่อาศัยใน บ้านนั้น ปรากฏชื่อว่าธรรมบาล เพราะเหตุที่รักษาธรรม คือกุศล- กรรมบถ ๑๐ ในตระกูลของเขาชั้นทาสและกรรมกรก็ให้ทานรักษาศีล ทำอุโบสถกรรม. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลนั้น ได้นามว่า ธรรม- ปาลกุมาร ครั้นเจริญวัยแล้ว บิดาได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ส่งไปเรียน ศิลปะ ณ เมืองตักกศิลา ธรรมปาลกุมารไป ณ ที่นั้นแล้ว เรียนศิลปะ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ได้เป็นหัวหน้ามาณพพวกอันเตวาสิก ๕๐๐ คน ครั้งนั้นบุตรคนโตของอาจารย์ตายลง อาจารย์มีศิษย์มาณพ แวดล้อม พร้อมด้วยหมู่ญาติร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ทำฌาปนกิจศพบุตร ในป่าช้า ทั้งอาจารย์ทั้งศิษย์และหมู่ญาติต่างร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น ธรรมปาลบุตรคนเดียวเท่านั้น ไม่ร้องไห้ ไม่คร่ำครวญ เมื่อมาณพ ๕๐๐ คนนั้นมาจากป่าช้าแล้ว ได้พากันไปนั่งรำพันอยู่ในสำนัก อาจารย์ว่า น่าเสียดาย มาณพหนุ่มสมบูรณ์ด้วยมารยาทเห็นปานนี้ พลัดพรากจากมารดาบิดา ตายเสียแต่ยังหนุ่มทีเดียว ธรรมปาลกุมาร กล่าวว่า เพื่อน ท่านทั้งหลายกล่าวว่ายังหนุ่ม ก็เหตุไรเล่าจึงได้ตายกัน เสียแต่ยังหนุ่ม เวลาหนุ่มยังไม่ควรตายมิใช่หรือ ? มาณพเหล่านั้น กล่าวกะธรรมปาลกุมารว่า แน่ะเพื่อน ท่านไม่รู้จักความตายของสัตว์ เหล่านี้ดอกหรือ ?
หน้า 884 ข้อ 1421
ธรรมปาลกุมาร เรารู้ แต่ไม่มีใครตายแต่ยังหนุ่ม ตายกัน เมื่อแก่แล้วทั้งนั้น. มาณพทั้งหลาย สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง มีแล้วกลับไม่มี มิใช่ หรือ ? ธรรมปาลกุมาร จริง สังขารไม่เที่ยง แต่สัตว์ทั้งหลาย ไม่ตาย แต่ยังหนุ่ม ตายกันเมื่อแก่แล้ว ถึงซึ่งความไม่เที่ยง. มาณพทั้งหลาย แน่ะเพื่อนธรรมปาละ ในเรือนของท่านไม่มี ใครตายหรือ ? ธรรมปาลกุมาร ที่ตายแต่ยังหนุ่มไม่มี มีแต่ตายกันเมื่อแก่แล้ว ทั้งนั้น. มาณพทั้งหลาย ข้อนี้เป็นประเพณีแห่งตระกูลของท่านหรือ ? ธรรมปาลกุมาร ถูกแล้ว เป็นประเพณีแห่งตระกูลของเรา. มาณพทั้งหลาย ได้ฟังถ้อยคำของธรรมปาลกุมารดังนั้นแล้ว จึง พากันบอกแก่อาจารย์ อาจารย์เรียกธรรมปาลกุมารมาถามว่า พ่อธรรม- ปาละ. ได้ยินว่า ในตระกูลของท่าน คนไม่ตายกันแต่ยังหนุ่ม จริง หรือ ? ธรรมปาลกุมารตอบว่า จริง ท่านอาจารย์ อาจารย์ฟังคำของ เขา แล้วคิดว่า กุมารนี้พูดอัศจรรย์เหลือเกิน เราจักไปสำนักบิดาของ กุมารนี้ถามดู ถ้าเป็นจริง เราจักบำเพ็ญธรรมเช่นนั้นบ้าง อาจารย์นั้น ครั้นทำฌาปนกิจศพบุตรเสร็จแล้ว ล่วงมาได้ ๗ , ๘ วัน ได้เรียก
หน้า 885 ข้อ 1421
ธรรมปาลกุมารมาสั่งว่า แน่ะพ่อ เราจักจากไป เจ้าจงบอกศิลปะแก่ มาณพเหล่านี้ จนกว่าเราจะกลับมา สั่งแล้วก็เก็บกระดูกแพะตัว ๑ มาล้างเอาใส่กระสอบ ให้คนรับใช้ผู้ ๑ ถือตามไป ออกจากเมืองตักก- ศิลาไปโดยลำดับ ถึงบ้านนั้น เที่ยวถามถึงเรือนของมหาธรรมปาละว่า หลังไหน รู้แห่งแล้วก็ไปยืนอยู่ที่ประตู. พวกทาสของพราหมณ์ที่เห็นก่อน ต่างก็รับร่มรับรองเท้าจากมือ ของอาจารย์ และรับกระสอบจากมือของคนรับใช้ เมื่ออาจารย์กล่าวว่า พวกท่านจงไปบอกบิดาของกุมารว่า อาจารย์ของธรรมปาลกุมารบุตร ของท่านมายืนอยู่ที่ประตู พวกทาสรับคำว่า ดีแล้ว แล้วก็พากันไปบอก พราหมณ์รีบไปที่ใกล้ประตู เชื้อเชิญว่า มาข้างนี้เถิดท่าน แล้วนำ อาจารย์ขึ้นเรือน ให้นั่งบนบัลลังก์ ทำกิจทุกอย่างมีล้างเท้าเป็นต้น อาจารย์บริโภคอาหารแล้ว เวลานั่งสนทนากันอยู่ตามสบาย จึงแสร้ง กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ธรรมปาลกุมารบุตรของท่านเป็นคนมีสติปัญญา เรียนจบไตรเพทและศิลปะ ๑๘ ประการแล้ว แต่ได้ตายเสียแล้วด้วยโรค อย่าง ๑ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ท่านอย่าเศร้าโศกไปเลย. พราหมณ์ตบมือหัวเราะดังลั่น เมื่ออาจารย์ถามว่า ท่านพราหมณ์ ท่านหัวเราะอะไร ? ก็ตอบว่า ลูกฉันยังไม่ตาย ที่ตายนั้นจักเป็นคนอื่น อาจารย์กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ ท่านได้เห็นกระดูกบุตรของท่านแล้ว จงเชื่อเถิด แล้วนำกระดูกออกกล่าวว่า นี่กระดูกบุตรของท่าน พราหมณ์ กล่าวว่า นี้จักเป็นกระดูกแพะหรือกระดูกสุนัข แต่ลูกฉันยังไม่ตาย
หน้า 886 ข้อ 1421
เพราะในตระกูลของเรา ๗ ชั่วโคตรมาแล้ว ไม่มีใครเคยตายแต่ยังหนุ่ม เลย ท่านพูดปด ขณะนั้น คนทั้งหมดได้ตบมือหัวเราะกันยกใหญ่ อาจารย์เห็นความอัศจรรย์นั้น แล้วมีความโสมนัส เมื่อจะถามว่า ท่าน พราหมณ์ ในประเพณีตระกูลของท่านที่คนหนุ่ม ๆไม่ตาย ถ้าไม่มีเหตุ คงไม่อาจเป็นไปได้ เพราะเหตุไร คนหนุ่ม ๆ จึงไม่ตาย ? ดังนี้ ได้ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- อะไรเป็นวัตรของท่าน อะไรเป็นพรหม- จรรย์ของท่าน การที่คนหนุ่ม ๆ ไม่ตายนี้ เป็น ผลแห่กรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อน พราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่เรา เหตุไรหนอ คนหนุ่ม ๆ ของพวกท่านจึงไม่ ตาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ คือเป็นวัตตสมาทาน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ คือเป็นพรหมจรรย์อันประเสริฐสุด. บทว่า กิสฺส สุจิณฺณสฺส ความว่า การที่คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกท่านไม่ตาย เป็นผลแห่งสุจริตอย่างไหน ? พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะพรรณนาคุณานุภาพที่เห็น เหตุให้คนหนุ่มในตระกูลนั้นไม่ตาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
หน้า 887 ข้อ 1421
พวกเราประพฤติธรรม ไม่กล่าวมุสา งดเว้นธรรมชั่ว งดเว้นกรรมอันไม่ประเสริฐ ทั้งหมด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของ พวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราฟังธรรมของอสัตบุรุษและของ สัตบุรุษแล้ว เราไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษ เลย ละอสัตบุรุษเสีย ไม่ละสัตบุรุษ เพราะเหตุ นั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. ก่อนที่เริ่มจะให้ทาน พวกเราเป็นผู้ตั้งใจ ดี แม้กำลังให้ก็มีใจผ่องแผ้ว ครั้นให้แล้วก็ ไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุนั้นแหละ คน หนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราเลี้ยงดูสมณะ พราหมณ์ คน เดินทาง วณิพก ยาจก และคนขัดสนทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ เพราะเหตุนั้น แหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราไม่นอกใจภรรยา ถึงภรรยาก็ไม่ นอกใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์
หน้า 888 ข้อ 1421
นอกจากภรรยาของตน เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. พวกเราทั้งหมดงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นสิ่งของที่เขาไม่ให้ในโลก ไม่ดื่มของเมา ไม่กล่าวปด เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. บุตรที่เกิดในภรรยาผู้มีศีลดีเหล่านั้น เป็น ผู้ฉลาด มีปัญญา เป็นพหูสูต เรียนจบไตรเพท เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเรา จึงไม่ตาย. มารดาบิดา พี่น้องหญิงชาย บุตร ภรรยา และเราทุกคนประพฤติธรรมมุ่งประโยชน์ใน โลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย. ทาส ทาสี คนที่อาศัยเลี้ยงชีวิต คนรับใช้ คนทำงานทั้งหมด ล้วนแต่ประพฤติธรรมมุ่ง ประโยชน์ในโลกหน้า เพราะเหตุนั้นแหละ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย.
หน้า 889 ข้อ 1421
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติ ธรรม คือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ กุศลกรรมทุกอย่างเป็นต้นว่า พวกเราไม่ปลงสัตว์โดยที่สุดแม้มดดำจากชีวิต เพราะเหตุแห่งชีวิตตน และไม่มองดูสิ่งของของผู้อื่นด้วยโลภจิต อันบัณฑิตพึงพรรณนาให้ พิสดาร ก็ในคาถานี้ พราหมณ์กล่าวถึงการพูดมุสา แต่กล่าวไว้ด้วย สามารถแห่งอกุศลกรรมที่สูงขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จ จะไม่ทำย่อมไม่มี ได้ยินว่า บุคคลเหล่านั้น ไม่พูดเท็จ แม้ด้วยประสงค์ จะให้หัวเราะ. บทว่า ปาปานิ ได้แก่ กรรมอันลามกที่เป็นเหตุให้เข้าถึงนรก แม้ทุกอย่าง. บทว่า อนริยํ ได้แก่ งดเว้นกรรมที่เว้นจากความเป็น กรรมอันประเสริฐ คือที่ไม่ดี ได้แก่ ไม่บริสุทธิ์ทั้งหมด. หิ อักษร ในคำว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า เพราะเหตุนี้ คนหนุ่ม ๆ ของพวกเราจึงไม่ตาย คือขึ้นชื่อว่า อกาลมรณะในระหว่าง ย่อมไม่มีแก่พวกเรา บาลีว่า ตสฺมา หิ อมฺหํ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุโณม เป็นต้น ความว่า ได้ยินว่า พวกเรา ธรรมอันแสดงกุศลของสัตบุรุษ ก็ฟัง. ธรรมอันแสดงอกุศลของอสัตบุรุษก็ฟังทั้งนั้น แต่พวกเราก็เป็น สักแต่ว่าฟังธรรมนั้นแล้วเท่านั้น ไม่ชอบใจธรรมของอสัตบุรุษนั้นเลย แต่ไม่ให้มีการทะเลาะหรือวิวาทกับอสัตบุรุษเหล่านั้น แม้ฟังแล้ว ได้แล้ว ก็ประพฤติตามสัตบุรุษ ไม่ละสัตบุรุษแม้สักขณะเดียว ละอสัตบุรุษ คือบาปมิตรเสียแล้ว เป็นผู้ซ่องเสพแก่กัลยาณมิตรเท่านั้น.
หน้า 890 ข้อ 1421
บทว่า สมเณ มยํ พฺราหฺมเณ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเราเลี้ยงดู สมณพราหมณ์ คือพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีบาปอันสงบ แล้วแล มีบาปอันลอยแล้วบ้าง สมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมที่เหลือ บ้าง ชนที่เหลือมีมารเดินทางเป็นต้นบ้าง ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าว น้ำ ก็ในพระบาลีคาถานี้ก็มาตามหลังคาถาว่า ปุพฺเพว ทานา เหมือน กัน. บทว่า นาติกฺกมาม ความว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยาของตน กระทำมิจฉาจารในหญิงอื่นในภายนอก. บทว่า อญฺตฺร ตาหิ ความว่า พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ในหญิงที่เหลือ นอกจากภรรยาของตน แม้ภรรยาของพวกเราก็เป็นไปในชายที่เหลืออย่างนี้เหมือนกัน บทว่า ชายเร แปลว่า ย่อมเกิด. บทว่า สุตฺตมาสุ คือในหญิงผู้สูงสุด ผู้มี ศีลดีทั้งหลาย. ข้อนี้มีอธิบายว่า บุตรเหล่าใดของพวกเราเกิดในหญิงผู้สูงสุด ผู้มีศีลสมบูรณ์เหล่านั้น บุตรเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีประการอย่างนี้ คือ เป็นผู้ฉลาดเป็นต้น ความตายในระหว่างจักมีแก่บุตรเหล่านั้น แต่ที่ ไหนเล่า แม้เพราะเหตุนั้น คนหนุ่ม ๆ ในตระกูลของพวกเราจึงไม่ตาย. บทว่า ธมฺมญฺจราม ได้แก่ ประพฤติสุจริตธรรม ๓ ประการ เพื่อ ประโยชน์แก่ปรโลก. หญิงรับใช้ทั้งหลาย ชื่อว่า ทาสี. ในที่สุด พราหมณ์ก็ได้แสดงคุณของผู้ประพฤติธรรม ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ ว่า :-
หน้า 891 ข้อ 1421
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรม ที่บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ นี้ เป็นอานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้ ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม เหมือนร่มใหญ่ในฤดูฝน ฉะนั้น ธรรมปาละ- บุตรของเรา อันธรรมคุ้มครองแล้ว กระดูกที่ ท่านนำเอามานี้ เป็นกระดูกสัตว์อื่น บุตรของ เรายังมีความสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺขติ ความว่า ธรรมดาว่า ธรรม ที่บุคคลรักษาแล้วนี้ ย่อมกลับรักษาซึ่งบุคคลผู้มีธรรมอันตนรักษา แล้ว. บทว่า สุขมาวหาติ คือ ย่อมนำสุขในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย กับนิพพานสุขมาให้. บทว่า น ทุคฺคตึ คือย่อมไม่ไปสู่ทุคติ อัน ต่างด้วยทุคติมีนรกเป็นต้น. พราหมณ์นั้นแสดงว่า ดูก่อนพราหมณ์ พวกเรารักษาธรรม อย่างนี้ แม้ธรรมก็รักษาพวกเราเหมือนกัน. บทว่า ธมฺเมน คุตฺโต คืออันธรรมที่ตนรักษาอันเช่นกับด้วยร่มใหญ่คุ้มครองแล้ว. บทว่า อสฺญสฺส อฏีนิ ความว่า ก็กระดูกที่ท่านนำมานี้ จักเป็นกระดูก
หน้า 892 ข้อ 1421
ของสัตว์อื่น คือของแพะก็ตามของสุนัขก็ตาม ท่านจงทิ้งกระดูกเหล่านั้น เสีย บุตรของเรายังมีความสุข. อาจารย์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การมาของข้าพเจ้าเป็นการ มาดี มีผล ไม่ไร้ผล แล้วมีความยินดี ขอขมาโทษกะบิดาธรรมปาละ แล้วกล่าวว่า นี้เป็นกระดูกแพะ. ข้าพเจ้านำมาเพื่อจะลองท่าน บุตร ของท่านสบายดี ท่านจงให้ธรรมที่ท่านรักษาแก่ข้าพเจ้าบ้าง ดังนี้แล้ว เขียนข้อความลงในสมุด อยู่ในที่นั้น ๒,๓ วันแล้ว ไปเมืองตักกศิลา ให้ธรรมปาลกุมารศึกษาศิลปะทุกอย่าง แล้วส่งไปด้วยบริวารใหญ่. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่ พระเจ้า- สุทโธทนมหาราชแล้ว ทรงประกาศสัจธรรมในเวลาจบสัจจะ พระเจ้า- สุทโธทนมหาราชได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พระทศพลทรงประชุมชาดก ว่า มารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธมารดาพุทธบิดาในบัดนี้ อาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนธรรมปาลกุมาร ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามหาธัมมปาลชาดกที่ ๙
หน้า 893 ข้อ 1422, 1423, 1424, 1425, 1426
๑๐. กุกกุฏชาดก ว่าด้วยพ้นศัตรูเพราะรู้เท่านั้น [๑๔๒๒] บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คน มักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประ- โยชน์ตน คนแสร้งทำสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก. [๑๔๒๓] มีคนพวก ๑ มีปกติเหมือนโคกระหาย น้ำทำทีเหมือนจะกล้ำกลืนมิตรด้วยวาจา แต่ไม่ ใช้ด้วยการงาน ไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนี้. [๑๔๒๔] คนพวก ๑ เป็นคนชูมือเปล่า พัวพัน อยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความ กตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น. [๑๔๒๕] บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้ มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความเกี่ยวข้องให้แจ้ง- ชัดด้วยเหตุต่าง ๆ. [๑๔๒๖] ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคล ผู้หยั่งลงสู่ กรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กำ-
หน้า 894 ข้อ 1427, 1428, 1429, 1430, 1431
จัดคนไม่เหลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้ว ปกปิดไว้ ฉะนั้น. [๑๔๒๗] คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษ เข้าไปหาด้วยอุบายต่าง ๆ ด้วยคำพูดอันคมคาย ซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียม มิตร แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย. [๑๔๒๘] คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้าย และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป. [๑๔๒๙] มีคนจำนวนมากที่ปลอมเป็นมิตรมาคบ หา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือน ไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น. [๑๔๓๐] อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้น ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. [๑๔๓๑] ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียน
หน้า 895 ข้อ 1432
ของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น. [๑๔๓๒] คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้น บุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทำการกำจัดอยู่ เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเช่นนั้น เสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้น เหยี่ยว ฉะนั้น. จบ กุกกุฏชาดกที่ ๑๐ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน ทรงปรารภ ความพยายามปลงพระชนม์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาสฺมเส กตปาปมฺหิ ดังนี้. ความย่อว่า ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรมสภาถึงความไม่ดี ของพระเทวทัตว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตทำอุบายเพื่อจะปลงพระ- ชนม์พระทศพล ด้วยการวางนายขมังธนูเป็น. พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่อง อะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่พระเทวทัตพยายามฆ่าเรา แม้
หน้า 896 ข้อ 1432
ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอา เรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าโกสัมพิกะครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครโกสัมพี. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นไก่ ณ ป่าไผ่แห่งหนึ่ง มีไก่หลายร้อยเป็นบริวารอยู่ในป่า. เหยี่ยวตัวหนึ่งอยู่ ณ ที่ใกล้ ๆ กันนั้น มันใช้อุบายจับไก่กินทีละตัว ๆ กินจนหมด นอก จากพระโพธิสัตว์อยู่ตัวเดียว เป็นผู้ไม่ประมาท เที่ยวหาอาหารตามเวลา แล้วก็เข้าไปอยู่ ณ เชิงไผ่. เหยี่ยวนั้นไม่อาจจับไก่พระโพธิสัตว์นั้นได้ จึงคิดว่า เราจักใช้อุบายอย่างหนึ่งล่อลวงจับไก่นั้นกินให้ได้. แล้วเข้า ไปแอบอยู่ที่กิ่งไม้ใกล้ ๆ กันนั้น กล่าวว่า แน่ะพญาไก่ผู้เพื่อน ท่าน กลัวเราเพราะเหตุไร ? เราต้องการทำความคุ้นเคยกับท่าน ประเทศชื่อ โน้นสมบูรณ์ด้วยอาการ เราทั้งสองไปหาอาหารกันที่นั้น แล้วจักอยู่ อย่างมีความรักใคร่กันและกัน. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์กล่าวกะเหยี่ยวว่า แน่ะเพื่อนเราจะมี ความคุ้นเคยกะเจ้าไม่ได้ เจ้าไปเถิด. เหยี่ยวถามว่า แน่ะเพื่อน ท่าน ไม่เชื่อเราเพราะเราเคยทำความชั่วมาแล้ว. ตั้งแต่นี้ไปเราจักไม่ทำเช่น นั้นอีก พระโพธิสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการสหายเช่นเจ้า เจ้าจงไป เสียเถิด. พระโพธิสัตว์ห้ามเหยี่ยวทำนองนี้ถึง ๓ ครั้ง แล้วส่งเสียงขัน ก้องป่าว่า ใคร ๆ ไม่ควรทำความคุ้นเคยกับผู้ที่ประกอบด้วยลักษณะ
หน้า 897 ข้อ 1432
เช่นนี้ ดังนี้ เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันแซ่ซ้องสาธุการ เมื่อจะเริ่ม ธรรมกถาได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- บุคคลไม่พึงคุ้นเคยในคนทำบาป คน มักพูดเหลาะแหละ คนมีปัญญาคิดแต่ประ- โยชน์ตน คนแสร้งทำสงบเสงี่ยมแต่ภายนอก. มีคนพวก ๑ มีปกติเหมือนโคกระหาย น้ำ ทำที่เหมือนจะกล้ำกลืนมิตรด้วยวาจา แต่ ไม่ใช่ด้วยการงานไม่ควรคุ้นเคยในคนเช่นนั้น. คนพวก ๑ เป็นคนชูมือเปล่า พัวพัน อยู่แต่ด้วยวาจา เป็นมนุษย์กระพี้ ไม่มีความ กตัญญู ไม่ควรนั่งใกล้คนเช่นนั้น. บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษผู้ มีจิตกลับกลอก ไม่ทำความเกี่ยวข้องให้แจ้ง- ชัดด้วยเหตุต่าง ๆ. ไม่ควรคุ้นเคยกับบุคคล ผู้หยั่งลงสู่ ธรรมอันไม่ประเสริฐ เป็นคนไม่แน่นอน กำ- จัดคนไม่เลือกหน้า เหมือนดาบที่เขาลับแล้ว ปกปิดไว้ ฉะนั้น.
หน้า 898 ข้อ 1432
คนบางพวกในโลกนี้ คอยเพ่งโทษเข้า ไปหาด้วยอุบายต่าง ๆ ด้วยคำพูดอันคมคาย ซึ่งไม่ตรงกับน้ำใจ ด้วยสามารถแห่งคนเทียม มิตร แม้คนเช่นนี้ก็ไม่ควรคุ้นเคย. คนมีความคิดชั่วเช่นนั้น พบเห็นอามิส หรือทรัพย์เข้า ณ ที่ใด ย่อมคิดประทุษร้าย และครั้นได้แล้วก็ละสหายนั้นไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺมเส แปลว่าไม่พึงคุ้นเคย อีก อย่างหนึ่ง พระบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน มีคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลไม่ ควรคุ้นเคย. บทว่า กตปาปมฺหิ คือ ในคนทำบาปไว้ครั้งแรก. บทว่า อลิกวาทิเน คือ ไม่พึงคุ้นเคยแม้ในคนที่มักพูดเท็จ เพราะว่า ขึ้น ชื่อว่าบาปที่บุคคลผู้มักพูดเท็จนั้นไม่พึงทำ ย่อมไม่มี. บทว่า นาสฺมเส อตฺตตฺถปญฺมฺหิ ความว่า บุคคลใดมี ปัญญาคิดแต่ประโยชน์ตนเท่านั้น คือ ไม่ได้คบด้วยสามารถแห่งเสน่หา แต่มีความต้องการทรัพย์เหล่านั้นจึงคบ แม้ในบุคคลผู้มีปัญญาคิดแต่ ประโยชน์ตนนั้น ก็ไม่ควรคุ้นเคย. บทว่า อติสนฺเต ได้แก่ ใน บุคคลผู้แสร้งทำสงบเสงี่ยมด้วยการแสดงความสงบในภายนอก ทั้ง ๆ ที่ความสงบในภายในไม่มีอยู่เลย คือ ในบุคคลผู้หลอกลวง ผู้ปกปิด การงาน ผู้เช่นกับอสรพิษที่ปกปิดรู.
หน้า 899 ข้อ 1432
บทว่า โคปิปาสกชาติกา คือ ราวกะมีชาติกระหายน้ำแห่งโค ทั้งหลาย อธิบายว่า เป็นเช่นกับด้วยโคที่กระหายน้ำ พระโพธิสัตว์แสดง ความนี้ไว้ว่า เปรียบเหมือนโคตัวที่กระหายน้ำลงสู่ท่าแล้วดื่มน้ำจนเต็ม ปาก แต่ไม่กระทำสิ่งที่ควรกระทำแก่น้ำอีกฉันใด บุคคลบางพวกก็ ฉันนั้นเหมือนกัน ทำที่จะกล้ำกลืนมิตรด้วยคำอันอ่อนหวานว่า จะทำ สิ่งโน้นสิ่งนี้ให้ แต่แล้วก็ไม่กระทำสิ่งที่ควรแก่คำอันไพเราะ ความคุ้น- เคยในบุคคลเช่นนั้น ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายอันใหญ่หลวง. บทว่า สุกฺขญฺชลิปคฺคหีตา คือ เป็นคนชูมืออันเปล่า. บทว่า วาจาย ปลิคุณฺิตา คือ ปกปิดด้วยคำว่า จักให้จักทำสิ่งนั้น. บทว่า มสุสฺเผคฺคู ความว่า มนุษย์ผู้หาแก่นสารมิได้เห็นปานนี้ ชื่อว่า เป็นมนุษย์กระพี้. บทว่า นาสิเท ได้แก่ ไม่ควรนั่งใกล้คือ ไม่ควร เข้าไปใกล้ในบุคคลนั้นเห็นปานนี้. บทว่า ยสฺมึ นตฺถิ ความว่า อนึ่ง ความกตัญญูไม่มีในบุคคล ใด แม้ในบุคคลนั้น ก็ไม่ควรนั่งใกล้. บทว่า อญฺญฺจิตฺตานํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยจิตอันไม่แน่นอน อธิบายว่า ผู้มีจิตกลับกลอก. พระโพธิสัตว์แสดงความนี้ไว้ว่า บุคคลไม่ควรคุ้นเคยต่อสตรีหรือบุรุษ ผู้เห็นปานนี้. บทว่า นานา วิกตฺวา สํสคฺคํ พระโพธิสัตว์แสดงว่า แม้ บุคคลใดกระทำความเกี่ยวข้องให้แจ้งชัด คือ กระทำให้มั่นด้วยเหตุต่าง ๆ
หน้า 900 ข้อ 1432
เพื่อจะทำอันตรายด้วยโวหารว่า ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อไม่เข้าไปทำสิ่งที่ไม่เป็น อันตรายแก่เขาได้. ดังนี้แล้วทำอันตรายในภายหลัง บุคคลแม้เช่นนั้น ก็ไม่ควรคุ้นเคย คือ ไม่ควรสนิทสนม. บทว่า อนริยกมฺมํ โอกฺกนฺตํ ได้แก่ ผู้หยั่งลงสู่กรรมของผู้ ไม่ประเสริฐ คือ ผู้ทุศีลทั้งหลายดำรงอยู่. บทว่า อิตํ ได้แก่ ผู้ไม่ มั่นคง คือ ผู้มีคำพูดอันไม่แน่นอน. บทว่า สพฺพฆาตินํ คือ ผู้ได้โอกาสแล้วทำการกำจัดบุคคลไม่ เลือกหน้า. บทว่า นิสิตํว ปฏิจฺฉนฺนํ คือ เหมือนดาบที่ลับแล้ว ปกปิด ไว้ด้วยฝักหรือเศษผ้าฉะนั้น. บทว่า ตาทิสํปิ ความว่า บุคคลไม่ควร คุ้นเคย คนผู้มีใช่มิตรผู้เป็นคนเทียมมิตรแม้เห็นปานนี้. บทว่า สาขลฺเยน คือ ด้วยดาพูดอันคมคาย. บทว่า อเจตสา แปลว่า อันไม่ตรงกับน้ำใจ จริงอยู่ คำพูดของบุคคลเหล่านั้นเท่านั้น กลมกล่อม ส่วนจิตกระด้างหยาบคายคนบางพวกในโลกนี้คอยเพ่งโทษ เข้าไปหาด้วยอุบายต่าง ๆ. บทว่า ตาทิสํปิ ความว่า คนใดเป็นเช่นกับ ด้วยคนผู้มีใช่มิตรผู้เป็นคนเทียมมิตรเหล่านั้น คนแม้เช่นนั้นก็ไม่ควร คุ้นเคย. บทว่า อามิสํ ได้แก่ ของควรเคี้ยวและของควรบริโภค. บทว่า ธนํ ได้แก่ สิ่งของที่เหลือตั้งต้นแต่ขาเตียง. บทว่า ยตฺถ ปสฺสติ
หน้า 901 ข้อ 1432
คือ เห็น ณ ที่ใดในเรือนของสหาย. บทว่า ทุพฺภึ กโรติ ได้แก่ ให้จิตคิดประทุษร้ายเกิดขึ้น คือ นำทรัพย์นั้นไป. บทว่า ตญฺจ หิตฺวาน คือ ครั้นได้ก็ละสหายแม้นั้นไป. พญาไก่ได้กล่าวคาถา ๗ คาถาด้วยประการดังนี้ :- พระศาสดาผู้เป็นธรรมราชา ได้ทรงภาษิตอภิสัมพุทธคาถา ๔ คาถาดังนี้ว่า :- มีคนเป็นจำนวนมาก ที่ปลอมเป็นมิตร มาคบหา บุคคลพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย เหมือนไก่ละเหยี่ยว ฉะนั้น. อนึ่ง บุคคลใดไม่รู้เท่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน หลงไปตามอำนาจศัตรู บุคคลนั้น ย่อมเดือนร้อนในภายหลัง. ส่วนบุคคลใดรู้เท่าทันเหตุที่เกิดขึ้นได้ ฉับพลัน บุคคลนั้นย่อมพ้นจากการเบียดเบียน ของศัตรู เหมือนไก่พ้นจากเหยี่ยว ฉะนั้น. คนผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้น บุคคลผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม มักทำการกำจัดอยู่ เป็นนิตย์ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่า เช่นนั้น
หน้า 902 ข้อ 1432
เสียให้ห่างไกล เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้น ํ เหยี่ยว ฉะนั้น. เหยี่ยว ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเห กาปุริเส เหเต ความว่า ภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตพึงละบุรุษชั่วเหล่านั้นเสีย ก็ หิ อักษรในพระ- คาถานี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ คือ ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง บทว่า กูฏมิโวฑฺฑิตํ คือ เหมือนแร้วที่เขาดักไว้ในป่าเพื่อต้องการ จะให้เนื้อในป่ามาติดฉะนั้น. บทว่า นิจฺจวิธํสการินํ แปลว่า ผู้มัก ทำการกำจัดอยู่เป็นนิจ. บทว่า วํสกานเน แปลว่า ในป่าไผ่ นรชน ผู้มีปัญญาเครื่องพิจารณา ควรเว้นบาปมิตร ผู้มักทำการกำจัดเสีย เหมือนไก่ในป่าไผ่ละเว้นเหยี่ยว ฉะนั้น. พระยาไก่นั้นครั้นกล่าวคาถาแล้ว เรียกเหยี่ยวมาขู่ว่า ถ้าเราจัก อยู่ในที่นี้ เราจักตอบแทนการกระทำของเจ้า แม้เหยี่ยวก็ได้หนีจากที่ นั้นไปในที่อื่น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตก็พยายามฆ่าเราอย่างนี้ ดังนี้แล้วทรงประชุมชาดกว่า เหยี่ยวในครั้งนั้น ได้เป็นพระเทวทัตใน บัดนี้ ส่วนพญาไก่ในครั้งนั้น. ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุกกุฏชาดกที่ ๑๐
หน้า 903 ข้อ 1433, 1434, 1435, 1436
๑๑. มัฏฐกุณฑลิชาดก ว่าด้วยคนร้องไห้ถึงคนตายเป็นคนโง่เขลา [๑๔๓๓] ท่านประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ มี ต่างหูเกลี้ยงเกลา ทัดทรงระเบียบดอกไม้ ลูบไล้กระแจะจันทน์สีเหลือง ท่านมีทุกข์ อะไรหรือ จงมากอดอกคร่ำครวญอยู่ในกลาง ป่า. [๑๔๓๔] เรือนรถงามแพรวพราว แล้วไปด้วย ทองคำของเรามีอยู่แล้ว เราหาล้อทั้ง ๒ ของ เรือนรถนั้นยังไม่ได้ ด้วยความทุกข์อันนั้น เราจักตายเป็นแน่. [๑๔๓๕] ท่านต้องการรถชนิดไร รถทำด้วย ทองคำ แก้วมณี โลหะ หรือรูปิยะ จงบอก รถชนิดนั้นแก่เราเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน จะหาล้อทั้งคู่ใส่ให้เสร็จ. [๑๔๓๖] พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ งาม ผ่องใสอยู่ในวิถีทั้ง ๒ ลอยไปในอากาศ รถ
หน้า 904 ข้อ 1437, 1438, 1439
ทองของเราย่อมงามด้วยพระจันทร์ และพระ- อาทิตย์นั้นอันเป็นคู่ล้อ. [๑๔๓๗] ดูก่อนมาณพ ท่านเป็นพาลแท้ ท่านใด ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่ปรารถนากัน เราเข้าใจ ว่าท่านนั้นจักตายเสียเปล่า ท่านจักไม่ได้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เลย. [๑๔๓๘] แม้ความอุทัยแลอัสดงของพระจันทร์ และพระอาทิตย์นั้นก็ยังปรากฏอยู่ สีสรร- วรรณะ และวิถีทางของพระจันทร์และพระ- อาทิตย์ทั้ง ๒ ก็ยังปรากฏอยู่ ส่วนบุคคลผู้ ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเลย บรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่ากัน. [๑๔๓๙] แน่ะมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเรา ทั้ง ๒ ผู้คร่ำครวญอยู่ เรานี่แหละเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่าท่าน เราปรารถนาผู้ตายไปยัง ปรโลกแล้ว เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้พระ- จันทร์ฉะนั้น.
หน้า 905 ข้อ 1440, 1441, 1442
[๑๔๔๐] น่าสรรเสริญ ท่านมารดเราผู้เร่าร้อนให้ สงบระงับดับความกระวนกระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติดเปรียบด้วยน้ำฉะนั้น. [๑๔๔๑] ท่านได้ถอนลูกศรที่เสียบแทงหทัยของ เราออกได้แล้ว ได้บรรเทาความโศกถึงบุตร ของเราผู้ถูกความโศกครอบงำแล้วหนอ. [๑๔๔๒] ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้ถอนลูกศรได้ แล้ว ปราศจากความโศก ไม่มีความขุ่นมัว เรา จะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟัง ถ้อยคำของท่าน. จบ มัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑ อรรถกถามัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ กุฎุมพีผู้หนึ่งซึ่งลูกตาย จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อลงฺกโต มฏฺ- กุณฑลี ดังนี้. ได้ยินว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรน้อยน่ารักของกุฎุมพีผู้เป็น พุทธอุปฐากคนหนึ่งได้ตายลง กุฎุมพีเพียบด้วยความเศร้าโศกถึงบุตร
หน้า 906 ข้อ 1442
ไม่อาบน้ำไม่บริโภคอาหาร ไม่ดูแลการงาน ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้า บ่นเพ้ออยู่อย่างเดียวว่า ลูกรัก เจ้าจากพ่อไปก่อนแล้วเป็นต้น. พระศาสดาตรวจดูสัตวโลกเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยโสดา- ปัตติผลของกุฎุมพีนั้น ครั้นรุ่งขึ้น พระองค์ทรงแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในพระนครสาวัตถี พอฉันเสร็จทรงส่งภิกษุทั้งหลาย กลับ พระองค์ทรงมีพระอานันทเถระเป็นปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปที่ประตู เรือนกุฎุมพีนั้น คนทั้งหลายบอกแก่กุฎุมพีว่า พระศาสดาเสด็จมา. ลำดับนั้นคนในเรือนของกุฎุมพีได้ปูลาดอาสนะ แล้วนิมนต์พระศาสดา ให้ประทับนั่ง ช่วยกันประคองกุฎุมพีมาเฝ้าพระศาสดา กุฎุมพีถวาย บังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงใช้พระวาจาเยือกเย็น กอปรด้วยพระกรุณาทักทายแล้วตรัสถามว่า. อุบาสก ท่านเศร้าโศกถึง บุตรน้อยหรือ ? เมื่อกุฎุมพีกราบทูลว่า ถูกแล้วพระเจ้าข้า พระองค์ ตรัสว่า อุบาสก โบราณกบัณฑิต เมื่อลูกตายก็เพียบด้วยความเศร้าโศก เที่ยวไป ครั้นได้ฟังถ้อยคำของบัณฑิตรู้โดยถ่องแท้ว่า เป็นฐานะที่ไม่ ควรจะได้ แล้วก็มิได้เศร้าโศกแม้น้อยหนึ่งเลย กุฎุมพีนั้นทูลอาราธนา ให้ตรัสเรื่องราว แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในพระนคร พาราณสี บุตรของพราหมณ์ผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เมื่ออายุได้ ๑๕, ๑๖ ปี ถูกพยาธิชนิดหนึ่งเบียดเบียน ตายไปเกิดในเทวโลก ตั้งแต่บุตรนั้นตาย
หน้า 907 ข้อ 1442
พราหมณ์ไปป่าช้าคุ้ยเขี่ยกองฟอนคร่ำครวญอยู่ เลิกละการงานทุกอย่าง เฝ้าแต่เที่ยวเศร้าโศก. เทพบุตรพิจารณาดูเห็นดังนั้น ทรงดำริว่า เราจัก ทำอุปมาอย่างหนึ่งระงับความโศก ครั้นเวลาพราหมณ์ไปป่าช้าคร่ำครวญ อยู่จึงแปลงเพศเป็นบุตรของพราหมณ์นั้น ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ยืนอยู่ ณ ประเทศแห่งหนึ่ง เอามือทั้ง ๒ ไว้เหนือศีรษะร้องไห้ด้วย เสียงอันดัง. พราหมณ์ได้ยินเสียงจึงแลดูเทพบุตรจำแลงนั้น กลับได้ ความรักในบุตร จึงได้เข้าไปใกล้เทพบุตร เมื่อจะถามว่า พ่อมาณพ เหตุไรเจ้าจึงมาร้องไห้คร่ำครวญอยู่กลางป่าช้านี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ท่านประดับแล้วด้วยอาภรณ์ต่าง ๆ มี ต่างหูเกลี้ยงเกลา ทัดทรงระเบียบดอกไม้ ลูบไล้กระแจะจันทน์สีเหลือง ท่านมีทุกข์ อะไรหรือ จึงมากอดอกคร่ำครวญอยู่ในกลาง ป่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต คือประดับแล้วด้วย อาภรณ์ต่าง ๆ. บทว่า มฏฺกุณฺฑลี คือประกอบด้วยต่างหูอันเกลี้ยง เกลา ซึ่งมีรูปร่างอันสำเร็จแล้ว. บทว่า มาลธารี คือทัดทรงระเบียบ ดอกไม้อันไพจิตร. บทว่า หริจนฺทนุสฺสโท คือลูบไล้ด้วยจันทน์มีสี ดังทอง. บทว่า วนมชฺเฌ คือในกลางป่าช้า. บทว่า กึ ทุกฺขิโต ตุวํ
หน้า 908 ข้อ 1442
ความว่า พราหมณ์กล่าวว่า ท่านมีความทุกข์อะไรหรือจงบอกมา เรา จะให้สิ่งที่ท่านต้องการแก่ท่าน. ลำดับนั้น มาณพเทพบุตรเมื่อจะบอกแก่พราหมณ์ จึงกล่าว คาถาที่ ๒ ว่า :- เรือนรถงามแพรวพราว แล้วไปด้วย ทองคำของเรามีอยู่แล้ว เราหาล้อทั้ง ๒ ของ เรือนรถนั้นยังไม่ได้ ด้วยความทุกข์อันนั้น เราจักตายเป็นแน่. เมื่อพราหมณ์จะรับหาให้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ท่านต้องการรถชนิดไร รถทำด้วย ทองคำ แก้วมณี โลหะ หรือรูปิยะ จงบอก รถชนิดนั้นแก่เราเถิด เราจะทำรถให้แก่ท่าน จะหาล้อทั้งคู่ใส่ให้เสร็จ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาวท ความว่า ท่านต้องการรถ ชนิดไร ? ชอบใจรถชนิดไร ? จงบอกรถชนิดนั้นเถิด เราจะทำรถให้ แก่ท่าน. บทว่า ปฏิปาทยามิ คือเราจะให้ท่านได้รับล้อทั้งคู่ที่เหมาะ แก่เรือนรถ.
หน้า 909 ข้อ 1442
พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ได้ตรัสด้วยคาถาที่มาณพฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวคาถา ว่า :- พระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ งาม ผ่องใสอยู่ในวิถีทั้ง ๒ ลอยไปในอากาศ รถ ทองของเราย่อมงามด้วยพระจันทร์ และพระ- อาทิตย์นั้นอันเป็นคู่ล้อ. พราหมณ์ จึงกล่าวคาถาที่เหลือต่อจากนั้น ว่า :- ดูก่อนมาณพ ท่านเป็นพาลแท้ ท่านได้ ปรารถนาสิ่งที่เขาไม่ปรารถนากัน เราเข้าใจ ว่าท่านนั้นจักตายเสียเปล่า ท่านจักไม่ได้ พระจันทร์และพระอาทิตย์เลย. พึงทราบอธิบายในคาถาที่พราหมณ์กล่าว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปตฺถยํ แปลว่า อันเขาไม่พึง ปรารถนากัน. ลำดับนั้น มาณพ จึงได้กล่าวคาถา ว่า :- แม้ความอุทัยแลอัสดงของพระจันทร์ และพระอาทิตย์นั้นก็ยังปรากฏอยู่ สีสรร
หน้า 910 ข้อ 1442
วรรณะ และวีถีทางของพระจันทร์และพระ- อาทิตย์ทั้ง ๒ ก็ยังปรากฏอยู่ ส่วนบุคคลผู้ ล่วงลับไปแล้ว ย่อมไม่ปรากฏเลย บรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคน โง่เขลายิ่งกว่ากัน ? พึงทราบอธิบายในคาถาที่มาณพกล่าว. การขึ้นและการอัสดง ชื่อว่า คมนาคมนํ ในคาถานั้น. สีสรรนั่นแหละ ชื่อว่า วณฺณธาตุ ในคำว่า อุภเยตฺถ วีถิโย นี้ พึงทราบวินิจฉัยดังนี้ คือแม้ภูมิเป็นที่ไปและเป็นที่มาของพระจันทร์ และพระอาทิตย์ทั้ง ๒ ย่อมปรากฏอยู่ในอากาศว่า นี้เป็นวิถีของพระ- จันทร์นี้เป็นวิถีของพระอาทิตย์. บทว่า เปโต ปน ความว่า ส่วนสัตว์ผู้ไปแล้วสู่ปรโลก ย่อมไม่ปรากฏเลย. บทว่า โก นุ โข ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บรรดาเรา ๒ คนผู้คร่ำครวญอยู่ ใครเล่าหนอจะเป็นคนเขลายิ่งกว่ากัน. เมื่อมาณพกล่าวอยู่อย่างนี้ พราหมณ์กำหนดความได้ จึงได้ กล่าวคาถา ว่า :- แน่ะมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเรา ทั้ง ๒ ผู้คร่ำครวญอยู่ เรานี่แหละเป็นคน
หน้า 911 ข้อ 1442
โง่เขลายิ่งกว่าท่าน เราปรารถนาผู้ตายไปยัง ปรโลกแล้ว เหมือนเด็กร้องไห้อยากได้พระ- จันทร์ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น สองบทว่า จนฺทํ วิย ทารโก ความว่า เด็กชาวบ้านวัยหนุ่ม พึงร้องไห้เพื่อต้องการพระจันทร์ด้วยกล่าวว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้พระจันทร์แก่เราเถิด ดังนี้ ฉันใด แม้เราก็ปรารถนาผู้ตาย ไปยังปรโลกแล้วฉันนั้นเหมือนกัน. พราหมณ์หายเศร้าโศกด้วยถ้อยคำของมาณพ เมื่อจะกล่าวชม เชยมาณพ จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- น่าสรรเสริญ ท่านมารดเราผู้เร่าร้อนให้ สงบระงับดับความกระวนกระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติดเปรียบด้วยน้ำฉะนั้น. ท่านได้ถอนลูกศรที่เสียบแทงหทัยของ เราออกได้แล้ว ได้บรรเทาความโศกถึงบุตร ของเราผู้ถูกความโศกครอบงำแล้วหนอ. ดูก่อนมาณพ เราเป็นผู้ถอนลูกศรได้ แล้ว ปราศจากความโศก ไม่มีความขุ่นมัว เรา
หน้า 912 ข้อ 1442
จะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟัง ถ้อยคำของท่าน. ลำดับนั้น มาณพกล่าวสอนพราหมณ์ว่า ท่านพราหมณ์ท่าน ร้องไห้เพื่อประโยชน์แก่บุตรคนใด บุตรคนนั้นคือตัวข้าพเจ้าเป็นบุตร ของท่าน ข้าพเจ้าเกิดในเทวโลกตั้งแต่นี้ท่านอย่าได้เศร้าโศกถึงเรา จง ให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถกรรมดังนี้แล้ว ไปสู่วิมานของตน แม้พราหมณ์ก็ดีตั้งอยู่ในโอวาทของมาณพนั้น ทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ตายแล้วไปเกิดในเทวโลก. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระ- ทศพลทรงประชุมชาดกว่า เทพบุตรผู้แสดงธรรมในครั้งนั้น คือเรา ตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามัฏฐกุณฑลิชาดกที่ ๑๑
หน้า 913 ข้อ 1443, 1444, 1445, 1446
๑๒. พิลารโกสิยชาดก ว่าด้วยให้ทานไม่ได้เพราะเหตุ ๒ อย่าง [๑๔๔๓] สัตบุรุษทั้งหลายแม้ไม่หุงกินเอง ได้ โภชนะมาแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะบริโภคผู้เดียว ท่านหุงโภชนะไว้มิใช่หรือ การที่ท่านไม่ให้นั้น ไม่สมควรแก่ท่าน. [๑๔๔๔] บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างนี้ คือความตระหนี่ ๑ ความประมาท ๑ บัณฑิต ผู้รู้แจ้งเมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้. [๑๔๔๕] คนผู้ตระหนี่กลัวความยากจน ย่อมไม่ ให้อะไร ๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแหละ จะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัว ความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลก หน้า. [๑๔๔๖] เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทิน กำจัดความตระหนี่เสียแล้ว พึงให้ทานเถิด
หน้า 914 ข้อ 1447, 1448, 1449, 1450
เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน โลกหน้า. [๑๔๔๗] ทานผู้ให้ให้ได้ยาก เพราะต้องครอบงำ- ความตระหนี่ก่อนแล้วให้ได้ การทำทานนั้น ทำยากแท้ อสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำงาน ตามที่สัตบุรุษทำแล้ว ธรรมของสัตบุรุษอันคน อื่นรู้ได้ยาก. [๑๔๔๘] เพราะเหตุนั้น การไปจากโลกนี้ของ สัตบุรุษกับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อม ไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์. [๑๔๔๙] บัณฑิตพวก ๑ ให้ไทยธรรมแม้มีส่วน เล็กน้อยได้ สัตว์บางพวกแม้มีไทยธรรมมากก็ ให้ไม่ได้ ทักษิณาทานที่บุคคลให้จากของเล็ก น้อย ก็นับว่าเสมอด้วยการให้จำนวนพัน. [๑๔๕๐] แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารมา ผู้นั้นชื่อว่า ประพฤติธรรม อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและ ภรรยาของตน เมื่อไทยธรรมมีน้อย ก็เฉลี่ยให้ แก่สมณะและพราหมณ์ บุคคลนั้นชื่อว่าประ-
หน้า 915 ข้อ 1451, 1452
พฤติธรรม เมื่อคนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชาแก่ คนผู้ควรบูชาจำนวนพัน อิสรภาพนับตั้งแสน นั้น ย่อมไม่ถึงแม้เสี้ยวแห่งผลทานของตน เข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบให้อยู่. [๑๔๕๑] เพราะเหตุ ? ยัญนี้ก็ไพบูลย์มีค่ามาก จึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานที่บุคคลให้โดยชอบ ธรรมเล่า ไฉนอิสรภาพนับด้วยแสนของผู้ ที่บูชามากมายหลายพันนั้น จึงไม้เท่าแม้ส่วน เสี้ยวแห่งผลทานของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรม ให้เกิดโดยชอบให้อยู่. [๑๔๕๒] เพราะว่าคนบางคนตั้งอยู่ในกาย กรรม เป็นต้น อันไม่เสมอกัน ทำสัตว์ให้ลำบากบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ทำให้เศร้าโศกบ้าง แล้วจึงให้ ทานทักษิณาทานนั้น มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา พร้อมทั้งอาชญา จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่งผล ทานที่บุคคลให้แล้วโดยชอบธรรม เพราะอย่าง นี้อิสรภาพนับด้วยแสน ของผู้ที่บูชามากมาย หลายพันเหล่านั้น จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่ง
หน้า 916 ข้อ 1452
ผลทานของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดย ชอบให้อยู่. จบ พิลารโกสิยชาดกที่ ๑๒ อรรถกถาพิลารโกสิยชาดกที่ ๑๒ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุผู้มีทานเป็นเครื่องปลื้มใจรูป ๑ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มี คำเริ่มต้นว่า อปจนฺตาปิ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นฟังพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว บวชในพระศาสนา จำเดิมแต่บวชแล้ว เป็นผู้มีทานเป็นเครื่อง ปลื้มใจ มีอัธยาศัยยินดีในการให้ทาน ยังไม่ได้ให้บิณฑบาตที่ตกลงใน บาตรแก่ผู้อื่นก่อนแล้วก็ไม่ฉัน โดยที่สุดได้แม้น้ำดื่มมา ยังไม่ให้แก่ผู้อื่น แล้วก็ไม่ดี ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในทานด้วยอาการอย่างนี้. ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายพากันพรรณนาคุณของภิกษุรูปนั้น ใน ธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรง ทราบแล้ว รับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอมีทานเป็นเครื่องปลื้มใจ มีอัธยาศัยยินดีในการให้ทาน จริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 917 ข้อ 1452
เมื่อก่อนภิกษุนี้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส แม้แต่หยดน้ำมันก็ไม่ เอาปลายหญ้าคาจิ้มให้ใคร คราวนั้นเราทรมานเขาทำให้หมดพยศ ให้ ตั้งอยู่ในผลแห่งทานแม้ในภพต่อ ๆ มา ก็ยังละทานวัตรนั้นไม่ได้ ภิกษุ ทั้งหลายทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเศรษฐี เจริญวัยแล้วรวบรวมทรัพย์ ไว้ได้มา ครั้นบิดาล่วงลับไปก็ได้ตำแหน่งเศรษฐี วันหนึ่งตรวจตราดู ทรัพย์สมบัติแล้วคิดว่า ทรัพย์ยังปรากฏอยู่ แต่ผู้ที่ทำให้ทรัพย์เกิดขึ้น ไม่ปรากฏ เราควรสละทรัพย์นี้ให้ทาน จึงให้สร้างโรงทานบำเพ็ญทาน เป็นการใหญ่ตลอดชีวิต กาลเมื่อจะสิ้นอายุได้ให้โอวาทแก่บุตรไว้ว่า เจ้าอย่าตัดทานวัตรนี้เสีย แล้วตายไปเกิดเป็นท้าวสักกะ ณ ดาวดึงส์ พิภพ. แม้บุตรของเศรษฐีนั้นก็ให้ทานเช่นนั้นเหมือนกัน แล้วกล่าว สอนบุตรครั้นสิ้นอายุ ได้เกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของเขาได้เกิดเป็น สุริยเทพบุตร บุตรของเขาได้เกิดเป็นมาตลีสังคาหกเทพบุตร. บุตรของ เขาได้เกิดเป็นคนธรรพ์เทพบุตร ชื่อปัญจสิขะ. แต่บุตรชั้นที่ ๖ เป็นคน ไม่มีศรัทธา มีจิตกระด้างไม่รักการให้ทานเป็นคนตระหนี่. เขาให้คน รื้อโรงทานเผาเสีย ให้โบยตีพวกยาจกไล่ไปสิ้น แม้หยาดน้ำผึ้งก็ไม่ริน ให้แก่ใคร ๆ ด้วยหญ้าคา.
หน้า 918 ข้อ 1452
ในกาลครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชตรวจตราดูบุพกรรมของ พระองค์ ใคร่ครวญว่า วงศ์ทานของเรายังเป็นไปอยู่หรือไม่หนอ ทรง ทราบว่า บุตรของเราบำเพ็ญทานเกิดเป็นจันทเทพบุตร, บุตรของจันท- เทพบุตรเกิดเป็นสุริยเทพบุตร, บุตรของสุริยเทพบุตรเกิดเป็นมาตลี เทพบุตร บุตรของมาตลีเทพบุตรเกิดเป็นปัญจสิขเทพบุตร แต่บุตรชั้นที่ หกได้ตัดวงศ์ทานนั้นเสีย ครั้งนั้น พระองค์ได้ทรงมีพระดำริว่า เราจัก ทรมานเศรษฐีผู้มีใจลามกนี้ให้รู้จักผลทานแล้วจักมา พระองค์จึงรับสั่ง ให้หาจันทสุริย มาตลีและปัญจสิขเทพบุตรมาตรัสว่า ดูก่อนสหายเศรษฐี ที่ ๖ ในวงศ์ของพวกเราตัดวงศ์ตระกูลขาดเสียแล้ว ให้เผาโรงทาน ให้ ขับไล่พวกยาจกไปเสีย ไม่ให้อะไรแก่ใคร ๆ มาเถิดท่านทั้งหลาย พวก เราจักไปทรมานเศรษฐีนั้น ดังนี้แล้วได้เสด็จไปยังกรุงพาราณสีพร้อม ด้วยเทพบุตรทั้ง ๔ นั้น. ขณะนั้น เศรษฐีไปเฝ้าพระราชา แล้วมาแลดูระหว่างถนน อยู่ที่ซุ้มประตูที่ ๗ ท้าวสักกะตรัสกะเทพบุตรทั้ง ๔ ว่า เวลาเราเข้า ไปแล้ว ท่านทั้งหลายจงตามเข้าไปโดยลำดับ ดังนี้แล้วไปยืนอยู่ในสำนัก เศรษฐีตรัสว่า ดูก่อนมหาเศรษฐีผู้เจริญ ท่านจงให้โภชนะแก่ข้าพเจ้า บ้าง เศรษฐีกล่าวว่า ท่านพราหมณ์ที่นี้ไม่มีภัตสำหรับท่าน ไปที่อื่นเถิด ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านมหาเศรษฐีผู้เจริญ เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายขอภัต ท่านควรให้ เศรษฐีตอบว่า ท่านพราหมณ์ ภัตนี้หุงสุกแล้วก็ดี ที่จะ พึงหุงก็ดี ไม่มีในเรือนของเรา ท่านจงไปที่อื่นเถิด. ท้าวสักกะตรัสว่า
หน้า 919 ข้อ 1452
ท่านมหาเศรษฐี เราจักกล่าวสรรเสริญท่านอย่างหนึ่งท่านจงฟัง เศรษฐี ตอบว่า เราไม่ต้องการความสรรเสริญของท่าน ท่านจงไปเถิดอย่ายืน อยู่ที่นี้เลย ท้าวสักกะทำเป็นไม่ได้ยินคำของเศรษฐี ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :- สัตบุรุษทั้งหลายแม้ไม่หุงกินเอง ได้ โภชนะมาแล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะบริโภคผู้เดียว ท่านหุงโภชนะไว้มิใช่หรือ การที่ท่านให้นั้น ไม่สมควรแก่ท่าน. บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างนี้ คือความตระหนี่ ๑ ความประมาท ๑ บัณฑิต ผู้รู้แจ้งเมื่อต้องการบุญพึงให้ทานแท้. ความแห่งคาถาเหล่านั้นว่า ท่านมหาเศรษฐีผู้เจริญ สัตบุรุษ ทั้งหลายผู้สงบแล้ว แม้ไม่หุงกินเองก็ปรารถนาจะให้โภชนะแม้ที่ได้มา แล้วด้วยภิกขาจาร ย่อมไม่บริโภคผู้เดียว. บทว่า กิเมว ตฺวํ ความว่า ทั้ง ๆ ที่ท่านหุงอยู่ก็ไม่ให้. บทว่า น ตํ สมํ ความว่า การที่ท่านไม่ให้นั้น ไม่สมควรคือไม่เหมาะแก่ท่าน. ก็บุคคลให้ทานไม่ได้ด้วยเหตุ ๒ อย่างคือ ความตระหนี่ ๑ ความ ประมาท ๑ ก็มนุษย์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้รู้แจ้ง ผู้เช่นกับด้วยท่าน เมื่อ ต้องการบุญควรให้ทานทีเดียว.
หน้า 920 ข้อ 1452
เศรษฐีได้ฟังคำท้าวสักกะแล้วกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงเข้าไป นั่งที่เรือนเถิด จักได้หน่อยหนึ่ง ท้าวสักกะได้เข้าไปนั่งสวดสรรเสริญ อยู่. ลำดับนั้น จันทเทพบุตรได้มาขอภัตกะเศรษฐีนั้นและเมื่อเศรษฐี กล่าวว่า ภัตสำหรับท่านไม่มีจงไปเสียเถิด จึงกล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐี พราหมณ์คน ๑ นั่งอยู่แล้วภายในเรือน เห็นจะมีสวดพราหมณ์กระมัง เราจักเข้าไปสวดบ้าง แม้เศรษฐีจะกล่าวว่า ไม่มีสวดพราหมณ์ท่าน จงออกไป ก็กล่าวว่า ท่านมหาเศรษฐีเชิญท่านฟังบทสรรเสริญก่อน แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- คนผู้ตระหนี่กลัวความยากจน ย่อมไม่ ให้อะไร ๆ แก่ผู้ใดเลย ความกลัวจนนั่นแหละ จะเป็นภัยแก่คนผู้ไม่ให้ คนตระหนี่ย่อมกลัว ความอยากข้าวอยากน้ำ ความกลัวนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้องคนพาลทั้งในโลกนี้และโลก หน้า. เพราะเหตุนั้น บัณฑิตพึงครอบงำมลทิน กำจัดความตระหนี่เสียแล้ว พึงให้ทานเถิด เพราะบุญย่อมเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลายใน โลกหน้า.
หน้า 921 ข้อ 1452
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ภายติ ความว่า ย่อมกลัว ความอยากข้าวอยากน้ำใดว่า เราให้แก่ชนเหล่าอื่นเสียแล้ว ก็จักกลาย เป็นคนอยากข้าวอยากน้ำเสียเอง. บทว่า ตเมว เป็นต้น ความว่า ความกลัว กล่าวคือความอยากข้าวอยากน้ำนั่นแหละ จะกลับมาถูกต้อง คือเบียดเบียนคนพาลนั้น ทั้งในโลกนี้และโลกหน้าในที่ที่เขาเกิดแล้ว เขาจะถึงความยากจนอย่างที่สุด. บทว่า มลาภิภู คิดครอบงำมลทินคือ ความตระหนี่. เศรษฐีได้ฟังคำของจันทเทพบุตรแม้นั้นแล้วกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปจักได้หน่อยหนึ่ง จันทเทพบุตรเข้าไปนั่งใกล้ท้าวสักกะ ต่อจากนั้นสุริยเทพบุตรปล่อยให้เวลาล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้วมา เมื่อขอ ภัตได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ทานผู้ให้ให้ได้ยาก เพราะต้องครอบงำ ความตระหนี่ก่อนแล้วจึงให้ได้ การทำทานนั้น ทำยากแท้ อสัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมไม่ทำทาน ตามที่สัตบุรุษทำแล้ว ธรรมของสัตบุรุษอันคน อื่นรู้ได้ยาก. เพราะเหตุนั้น การไปจากโลกนี้ของ สัตบุรุษกับอสัตบุรุษจึงต่างกัน อสัตบุรุษย่อม ไปนรก สัตบุรุษย่อมไปสวรรค์.
หน้า 922 ข้อ 1452
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุทฺททํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าทาน บุคคลให้ได้ยาก เพราะผู้ที่จะให้ทานนั้นต้องครอบงำความตระหนี่เสีย ก่อนจึงให้ได้. บทว่า ทุกฺกรํ ความว่า การทำทานนั้นทำยากแท้คล้าย กับการรบศึก. บาทคาถาว่า อสนฺโต นานุกุพฺพนฺติ ความว่า พวก อสัตบุรุษไม่รู้จักผลแห่งทาน ก็ไม่เดินตามทางที่พวกสัตบุรุษเหล่านั้น ดำเนินไปแล้ว. บทว่า สตํ ธมฺโม ความว่า ธรรมของสัตบุรุษคือ พระโพธิสัตว์ทั้งหลาย อันคนอื่นรู้ได้ยาก. บทว่า อสนฺโต ความว่า พวกอสัตบุรุษไม่ให้ทานด้วยอำนาจแห่งความตระหนี่ ย่อมไปสู่นรก. เศรษฐีไม่เห็นว่าจะหยิบเอาของที่ควรหยิบยื่นให้ไปได้ จึงกล่าว ว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้าไปนั่งอยู่ในสำนักพราหมณ์ทั้งหลาย จักได้ หน่อยหนึ่ง. ต่อแต่นั้นมาตลีเทพบุตรปล่อยให้เวลาล่วงไปหน่อยหนึ่งแล้ว มาขอภัต ในระหว่างที่เศรษฐีตอบว่า ไม่มีนั่นแหละ ได้กล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :- บัณฑิตพวก ๑ ให้ไทยธรรมแม้มีส่วน เล็กน้อยได้ สัตว์บางพวกแม้มีไทยธรรมมากก็ ให้ไม่ได้ ทักษิณาทานที่บุคคลให้จากของเล็ก น้อย ก็นับว่าเสมอด้วยการให้จำนวนพัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมฺเปเก ปเวจฺฉนฺติ มีอธิบายว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี บุรุษผู้เป็นบัณฑิตบางพวก ย่อมแบ่งปัน คือย่อมให้
หน้า 923 ข้อ 1452
ไทยธรรมแม้น้อย. บทว่า พหุนา เป็นต้น ความว่า สัตว์บางพวก แม้มีไทยธรรมมากก็ให้ไม่ได้ คือไม่ให้เลย. ทานที่บุคคลเชื่อกรรมเชื่อผลแห่งกรรมแล้วให้ชื่อว่าทักษิณา. บทว่า สหสฺเสน สมํ ความว่า ทักษิณาทานแม้ประมาณข้าว สักทัพพีเดียวที่บุคคลให้แล้วอย่างนี้ ก็นับว่าเสมอกับด้วยการให้จำนวน ตั้งพัน คือเป็นเช่นกับ ด้วยการให้จำนวนตั้งพันนั่นเทียว เพราะมีผลมาก. เศรษฐีกล่าวกะมาตลีเทพบุตรแม้นั้นว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงเข้า ไปนั่งเถิด ต่อจากนั้นปัญจสิขเทพบุตรปล่อยให้เวลาล่วงไปหน่อยหนึ่ง แล้วมาขอภัต เมื่อเศรษฐีกล่าวว่า ไม่มีไปเสียเถิด จึงกล่าวว่า เราไม่ เลยไป ในเรือนนี้เห็นจะมีสวดพราหมณ์กระมัง เมื่อจะเริ่มธรรมกถา แก่เศรษฐี จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :- แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารมา ผู้นั้นชื่อว่า ประพฤติธรรม อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและ ภรรยาของตน เมื่อไทยธรรมมีน้อย ก็เฉลี่ยให้ แก่สมณะและพราหมณ์ บุคคลนั้นข้อว่าประ- พฤติธรรม เมื่อคนตั้งแสนฆ่าสัตว์มาบูชาแก่ คนผู้ควรบูชาจำนวนพัน อิสรภาพนับตั้งแสน นั้น ย่อมไม่ถึงแม้เสี้ยวแห่งผลทานของตน เข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดยชอบให้อยู่.
หน้า 924 ข้อ 1452
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ธรรมคือสุจริต ๓ ประการ. บทว่า สมุจฺฉกํ ความว่า แม้ผู้ใดเที่ยวไปขออาหารดิบแล สุกตามบ้านก็ตาม นำผลาผลมาแต่ป่าก็ตาม ผู้นั้นชื่อว่าประพฤติธรรม นั้นแล. บทว่า ทารญฺ จ โปสํ ความว่า อนึ่ง บุคคลผู้เลี้ยงบุตรและ ภรรยาของตน. บทว่า ททํ อปฺปกสฺมึ ความว่า แม้เมื่อไทยธรรม มีน้อย เมื่อเฉลี่ยให้แก่สมณะและพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ชื่อว่า ประพฤติอยู่ซึ่งธรรม. บทว่า สตสหสฺสานํ สหสฺสยาคินํ ความว่า ยัญที่คนตั้งแสนฆ่าสัตว์อื่นมาบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพัน คือ เมื่อ อิสรชนตั้งแสนบูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพันอยู่. บทว่า กลฺลํปิ มาคฺฆนฺติ ตถาวิธสฺส เต ความว่า อิสรภาพ นับตั้งแสนนั้น คือ ยัญที่บูชาแก่คนที่ควรบูชาจำนวนพัน ย่อมไม่ถึง เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งผลทานของทุคคตมนุษย์ ผู้ยังไทยธรรมให้เกิดขึ้นโดย ธรรมสม่ำเสมอให้อยู่. ลำดับนั้น เศรษฐีได้กำหนดฟังถ้อยคำของปัญจสิขเทพบุตรแล้ว ที่นั้นเศรษฐีเมื่อจะถามถึงเหตุแห่งการบูชาอันไร้ผล กะปัญจสิขเทพบุตร นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า :- เพราะเหตุไร ยัญนี้ก็ไพบูลย์มีค่ามาก จึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานที่บุคคลให้โดยชอบ ธรรมเล่า ? ไฉนอิสรภาพนับด้วยแสนของผู้ ที่บูชามากมายหลายพันนั้น จึงไม่เท่าแม้ส่วน
หน้า 925 ข้อ 1452
เสี้ยวแห่งผลทานของตนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรม ให้เกิดโดยชอบให้อยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺโ ความว่า การให้และการ บูชา. ชื่อว่าไพบูลย์ด้วยสามารถแห่งการบริจาคทรัพย์นับด้วยแสน และ ชื่อว่ามีค่ามาก เพราะมีผลไพบูลย์ บทว่า สเมน ทินฺนสฺส ความว่า เพราะเหตุไรจึงไม่เท่าค่าแห่งผลทานที่บุคคลให้โดยชอบธรรมเล่า ? บทว่า กถํ สหสฺสานํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ไฉนอิสรภาพนับด้วยแสน ของคนที่บูชาจำนวนพัน ๆ คือ ของคนจำนวนมากมายหลายพัน จง ไม่ถึงเสี้ยวที่ ๖ แห่งผลทานของทุคคตมนุษย์คนเดียว ผู้ยังไทยธรรม ให้เกิดโดยธรรมแล้วให้อยู่. ลำดับนั้น ปัญจสิขเทพบุตรเมื่อจะกล่าวแก่เศรษฐีนั้น ได้กล่าว คาถาสุดท้ายว่า :- เพราะว่าคนบางพวกตั้งอยู่ในกายกรรม เป็นต้น อันไม่เสมอกัน ทำสัตว์ให้ลำบากบ้าง ฆ่าให้ตายบ้าง ทำให้เศร้าโศกบ้าง แล้วจึงให้ ทาน ทักขิณาทานนั้น. มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา พร้อมทั้งอาชญา จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่งผล ทานที่บุคคลให้แล้วโดยชอบธรรม เพราะอย่าง นี้อิสรภาพนับด้วยแสน ของผู้ที่บูชามากมาย
หน้า 926 ข้อ 1452
หลายพันเหล่านั้น จึงไม่เท่าถึงส่วนเสี้ยวแห่ง ผลทานของคนเข็ญใจผู้ยังไทยธรรมให้เกิดโดย ชอบให้อยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเม คือ ตั้งอยู่ในกายกรรมเป็น ต้นอันไม่เสมอกัน. บทว่า ฆตฺวา คือ ทำสัตว์ให้ลำบาก. บทว่า วธิตฺวา คือ ทำสัตว์ให้ตาย. บทว่า โสจยิตฺวา คือ ทำสัตว์ให้มีความเศร้าโศก. เศรษฐีนั้น ฟังธรรมกถาของปัญจสิขเทพบุตรแล้ว กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นไปเถิดท่านจงเข้าไปนั่งในเรือน จะให้หน่อยหนึ่ง ปัญจสิข- เทพบุตรได้ไปนั่งในสำนักของพราหมณ์เหล่านั้น ลำดับนั้น พิลารโกสิย เศรษฐีเรียกทาสีคน ๑ มาสั่งว่า เจ้าจงให้ข้าวลีบแก่พราหมณ์เหล่านี้ คนละทะนาน นางทาสีถือทะนานข้าวเปลือกเข้าไปหาพราหมณ์แล้ว กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงเอาข้าวเปลือกเหล่านี้ไปหุงกิน ณ ที่ใดที่หนึ่ง พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่ต้องการข้าวเปลือก พวกเรา ไม่จับต้องข้าวเปลือก นางทาสีบอกเศรษฐีว่า ได้ยินว่าพราหมณ์ทั้งหลาย ไม่จับต้องข้าวเปลือก เศรษฐีกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงให้ข้าวสารแก่ พราหมณ์เหล่านั้น นางทาสีได้ถือเอาข้าวสารไปให้พวกพราหมณ์แล้ว กล่าวว่า ท่านพราหมณ์ทั้งหลาย ขอพวกท่านจงรับเอาข้าวสารเถิด พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า พวกเราไม่รับของดิบ นางทาสีบอกเศรษฐี ว่า ข้าแต่นายได้ยินว่า พราหมณ์ทั้งหลายไม่รับของบิดา เศรษฐีกล่าวว่า
หน้า 927 ข้อ 1452
ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงคดข้าวสำหรับโคกินใส่กระโหลกไปให้แก่พวก พราหมณ์เหล่านั้น นางทาสีได้คดข้าวสุกสำหรับโคกินใส่กระโหลกไป ให้พราหมณ์เหล่านั้นแล้ว พราหมณ์ทั้ง ๕ ปั้นข้าวเป็นคำ ๆ ใส่ปาก ทำให้ข้าวติดคอแล้วกลอกตาไปมานอนทำเป็นตายหมดความรู้สึก ทาสี เห็นดังนั้นคิดว่า พราหมณ์จักตาย. จึงกลัวไปบอกเศรษฐีว่า ข้าแต่นาย พราหมณ์เหล่านั้น ไม่อาจจะกลืนข้าวสำหรับโคได้ตายหมดแล้ว. เศรษฐีนั้นคิดว่า คราวนี้คนทั้งหลายจักติเตียนเราว่า เศรษฐีนี้ มีใจชั่ว ให้นางทาสีให้ข้าวสำหรับโคแก่พวกพราหมณ์ผู้สุขุมาลชาติ พวกพราหมณ์เหล่านั้นไม่อาจกลืนข้าวนั้นได้ จึงตายหมด ลำดับนั้น เศรษฐีจึงกล่าวกะทาสีว่า เจ้าจงรีบไปเอาข้าวสำหรับโคในกระโหลก เหล่านั้นมาเสีย แล้วจงคดข้าวสาลีที่โอชารสไปให้ใหม่ นางได้กระทำ ตามนั้นแล้ว เศรษฐีเรียกพวกคนเดินถนนมาบอกว่า เราให้ทาสีนำ อาหารตามที่เราเคยบริโภคไปให้พวกพราหมณ์เหล่านี้ พราหมณ์เหล่านั้น มีความโลภบริโภคคำใหญ่ ๆ จึงติดคอตาย ท่านทั้งหลายจงรู้ว่า เราไม่มี ความผิด แล้วให้ประชุมบริษัท. เมื่อมหาชนประชุมกันแล้ว พราหมณ์ทั้งหลายลุกขึ้นแลดูมหาชน แล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงดูเศรษฐีนี้กล่าวเท็จ เศรษฐีกล่าวว่าได้ให้ ข้าวสำหรับตนบริโภคแก่พวกเรา ความจริงเศรษฐีได้ให้ข้าวสำหรับโค กินแก่พวกเราก่อน เมื่อพวกเราทำเป็นนอนตาย จึงให้ทาสีไปคดข้าวนี้
หน้า 928 ข้อ 1452
ส่งมาให้ กล่าวดังนี้แล้วจึงคายข้าวที่อมไว้ในปากลงบนพื้นดินแสดงแก่ มหาชน มหาชนพากันติเตียนเศรษฐีว่า แน่ะคนอันธพาลเจ้าทำวงศ์ ตระกูลของตนให้พินาศ ให้เผาโรงทาน ให้จับคอพวกยาจกขับไล่ไป บัดนี้เมื่อจะให้ข้าวแก่พวกพราหมณ์สุขุมาลชาติเหล่านี้ ได้เอาข้าวสำหรับ โคกินให้ เมื่อเจ้าจะไปปรโลก เห็นจะเอาสมบัติในเรือนของเจ้าผูกคอ ไปด้วยกระมัง. ขณะนั้น ท้าวสักกะถามมหาชนว่า ท่านทั้งหลายรู้ไหมว่าทรัพย์ ในเรือนนี้เป็นของใคร มหาชนตอบว่าไม่รู้ ท้าวสักถะถามว่า พวกท่าน เคยได้ยินไหมว่าครั้งกระโน้น ในพระนครนี้มีมหาเศรษฐี เมืองพาราณสี สร้างโรงทานแล้วบำเพ็ญทานเป็นการใหญ่ มหาชนตอบว่า ถูกแล้ว พวกเราได้ยิน ท้าวสักกะกล่าวว่า เราคือเศรษฐีคนนั้น ครั้นให้ทาน แล้วไปเกิดเป็นท้าวสักกเทวราช แม้บุตรของเราก็มิได้ทำลายวงศ์ตระกูล ได้ให้ทานแล้วเกิดเป็นจันทเทพบุตร บุตรของจันทเทพบุตรเกิดเป็น สุริยเทพบุตร บุตรของสุริยเทพบุตรเกิดเป็นมาตลีเทพบุตร บุตรของ มาตลีเทพบุตรเกิดเป็นคนธรรพ์เทพบุตรชื่อปัญจสิขะ บรรดาเทพบุตร เหล่านั้น ผู้นี้คือจันทเทพบุตร ผู้นี้คือสุริยเทพบุตร ผู้นี้คือมาตลีสัง- คาหกเทพบุตร คือผู้นี้คนธรรพ์เทพบุตร ชื่อปัญจสิขะ ผู้เป็นบิดาของ เศรษฐีผู้มีใจลามกนี้ กุศลทานที่มีคุณมากอย่างนี้ บัณฑิตควรทำแท้ ขณะกำลังกล่าวอยู่ เพื่อจะตัดความสงสัยของมหาชน เทพบุตรทั้งหลาย
หน้า 929 ข้อ 1452
จึงเหาะไปในอากาศ ยืนเปล่งรัศมีกายงามรุ่งเรืองอยู่ด้วยอานุภาพอันยิ่ง ใหญ่ พระนครทั้งสิ้นได้เป็นเหมือนสว่างไสวอยู่. ท้าวสักกะเรียกมหาชนมาตรัสว่า พวกเราจะทิพยสมบัติของตน มา ก็เพราะพิลารโกสิยเศรษฐีผู้มีใจลามก. ผู้สืบสกุลวงศ์คนสุดท้ายนี้ เศรษฐีใจลามกคนนี้ ทำลายวงศ์ตระกูลของตน ให้เผาโรงทาน ให้จับ คอพวกยาจกขับไล่ไป ตัดวงศ์ของพวกเราเสีย เขาไม่ให้ทานไม่รักษา ศีล จะพึงเกิดในนรก พวกเรามาเพื่ออนุเคราะห์เศรษฐีนี้ เมื่อจะทรง ประกาศคุณแห่งทาน ได้แสดงธรรมแก่มหาชน. แม้พิลารโกสิยเศรษฐี ก็ได้ประคองอัญชลีขึ้นเหนือเศียร ให้ ปฏิญญาแก่ท้าวสักกะว่า ข้าแต่พระองค์ตั้งแต่นี้ไป ข้าพระองค์จักไม่ทำ ลายวงศ์ตระกูลที่มีมาแต่โบราณ จักบำเพ็ญทาน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ถ้ายังไม่ได้ให้อาหารที่ได้มา แม้ที่สุดจนน้ำและไม้ชำระฟันแก่ผู้อื่นก่อน ข้าพระองค์จักไม่บริโภคเลย ท้าวสักกะทรงทรมานเศรษฐีนั้นทำให้หมด พยศ ให้ตั้งอยู่ในศีล ๕ แล้วพาเทพบุตรทั้ง ๔ ไปสู่วิมานของตน ๆ แม้เศรษฐีนั้นครั้นดำรงอยู่ตลอดชีวิตแล้ว ก็ได้ไปเกิดในดาวดึงส์พิภพ. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อก่อนภิกษุนี้ไม่มีศรัทธา ไม่ให้ทานแก่ใคร ๆ แก่เราได้ทรมานเธอให้รู้จักผลทานอย่างนี้ แม้เกิดในภพต่อ ๆ มาก็ยังละ จิตคิดจะให้ทานนั้นไม่ได้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีในครั้งนั้น
หน้า 930 ข้อ 1452
ได้มาเป็นภิกษุผู้เป็นทานบดีรูปนี้ ในบัดนี้ จันทเทพบุตรในครั้งนั้นได้ มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ สุริยเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระ- โมคคัลลานะในบัดนี้ มาตลีเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระกัสสป ในบัดนี้ ปัญจสิขเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาพิลารโกสิยชาดกที่ ๑๒
หน้า 931 ข้อ 1453, 1454, 1455, 1456
๓. จักวากชาดก ว่าด้วยนกจักรพราก [๑๔๕๓] ดูก่อนจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดังทอง ทรวดทรง งาม ใบหน้าผุดผ่อง. [๑๔๕๔] ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กิน อาหารอย่างนี้ คือปลากา ปลากระบอก ปลา หมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียนกระมัง. [๑๔๕๕] ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่าย และแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือ สัตว์น่ามากินเป็นอาหารเลย สาหร่ายและแหน เท่านั้นเป็นอาหารของเรา. [๑๔๕๖] ดูก่อนสหาย เราไม่เชื่อว่าอาหารของ นกจักรพรากเป็นอย่างนี้ แม้เรากินอาหารที่ คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน.
หน้า 932 ข้อ 1457, 1458, 1459, 1460, 1461
[๑๔๕๗] ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด ทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูก่อนนกจักรพราก ถึงสระนั้นสีของเราก็ไม่เหมือนท่าน. [๑๔๕๘] ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้อง คอยมองดูผู้ที่ผูกเวรในตน เพียงแต่จะกินก็ สะดุ้งแล้ว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจง จึงเป็นเช่นนี้. [๑๔๕๙] แน่ะท่านธังกะ ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลก โกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยกรรมอัน ลามก ย่อมไม่อิ่มท้อง เพราะเหตุนั้น สีกาย ของท่านจึงเป็นเช่นนี้. [๑๔๖๐] ดูก่อนสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียน สัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวายน้อย ไม่มี ใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหน ๆ ก็มิได้มี. [๑๔๖๑] ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพ ละปกติคือ ความทุศีลของตนเสีย อย่าเบียดเบียนใคร
หน้า 933 ข้อ 1462
เที่ยวไปในโลก จะเป็นที่รักของชาวโลกเช่น ตัวเรา. [๑๔๖๒] ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำ ทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เสื่อม มี เมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับ ใคร. จบ จักกวากชาดกที่ ๑๓ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๑๓ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ ภิกษุเหลาะเเหละรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า วณฺณวา อภิภูโปสิ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุรูปนั้นไม่อิ่มด้วยปัจจัยมีจีวรเป็นต้น เที่ยวแสวง หาอยู่ว่าสังฆภัตมีที่ไหน กิจนิมนต์มีที่ไหน เป็นต้น พอใจอยู่ใน เรื่องอามิสเท่านั้น ครั้งนั้นภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักหวังจะอนุเคราะห์เธอ จึงกราบทูลกะพระศาสดา พระศาสดารับสั่งให้เรียกภิกษุนั้นมาตรัสถาม ว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอเป็นผู้เหลาะแหละจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้น กราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุเธอบวชในศาสนา ที่จะนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงเป็นผู้เหลาะแหละ ขึ้นชื่อว่า
หน้า 934 ข้อ 1462
ความเหลาะแหละเป็นเรื่องลามกมาก แม้ในกาลก่อนเธอก็อาศัยความ เหลาะแหละไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้น ในเมืองพาราณสี ต้องเข้า ไปในป่าใหญ่ดังนี้แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :- ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ใน เมืองพาราณสี มีกาเหลาะแหละตัว ๑ ไม่รู้จักอิ่มด้วยศพช้างเป็นต้น ในเมืองพาราณสี จึงคิดว่าป่าเป็นเช่นไรหนอ แล้วไปป่าไม่สันโดษด้วย ผลาผลในป่านั้น เที่ยวไปถึงฝั่งแม่น้ำคงคา เห็นนกจักรพราก ๒ ตัว ผัวเมียแล้วคิดว่า นกเหล่านี้งามเหลือเกิน นกเหล่านี้เห็นจะกินเนื้อ ปลามากที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี้ แม้เราก็ควรจะถามนกเหล่านี้ แล้วกินอาหาร ของนกเหล่านี้ จะเป็นผู้มีวรรณะงาม คิดแล้วก็ไปจับอยู่ใกล้ ๆ นก จักรพรากเหล่านั้นเมื่อจะถามนกจักรพราก จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ดูก่อนจักรพราก ท่านมีสีสวย รูปงาม ร่างกายแน่นแฟ้น มีสีแดงดังทอง ทรวดทรง งาม ใบหน้าผุดผ่อง. ท่านจับอยู่ที่ฝั่งคงคา เห็นจะได้กิน อาหารอย่างนี้ คือปลากา ปลากระบอก ปลา- หมอ ปลาเค้า ปลาตะเพียนกระมัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆโน คือมีร่างกายแน่น. บทว่า สญฺชาตโรหิโต คือมีสีแดงที่เกิดแล้วด้วยดี ดังทองสีแดง. บทว่า
หน้า 935 ข้อ 1462
ปาฏีนํ คือ ปลากา ชื่อว่า ปาฏีนะ. บทว่า ปาวุสํ ได้แก่ปลา กระบอก บาลีว่า ราวุสํ ดังนี้ก็มี. บทว่า พลชฺชํ ได้แก่ปลาหมอ. บทว่า มุญฺชโรหิตํ. ได้แก่ปลาเค้าและปลาตะเพียน. กา ถามว่า ท่าน เห็นจะได้กินอาหารเห็นปานนี้ ? นกจักรพราก เมื่อจะปฏิเสธคำของกานั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :- ดูก่อนสหาย สิ่งอื่นนอกจากสาหร่าย และแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือ สัตว์น้ำมากินเป็นอาหารเลย สาหร่ายและแหน เท่านั้นเป็นอาหารของเรา. พึงทราบความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ดูก่อนสหาย สิ่งอื่น นอกจากสาหร่ายและแหนแล้ว เรามิได้ถือเอาเนื้อสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ มาบริโภคเป็นอาหารเลย ดูก่อนสหาย ก็สาหร่ายและแหนเท่านั้นเป็น อาหารของเรา. ลำดับนั้น กา จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ดูก่อนสหาย เราไม่เชื่อว่าอาหารของ นกจักรพรากเป็นอย่างนี้ แม้เรากินอาหารที่ คลุกเคล้าด้วยเกลือและน้ำมันในบ้าน.
หน้า 936 ข้อ 1462
ซึ่งเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้ออันสะอาด ทำกินกันในหมู่มนุษย์ ดูก่อนนกจักรพราก ถึงกระนั้นสีของเราก็ไม่เหมือนท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ตุวํ เป็นต้น ความว่า สี ของเราไม่เหมือนท่านผู้ซึ่งเพียบพร้อมด้วยความงามอันเลอเลิศ มีสีดุจ ทอง ด้วยเหตุนั้น เมื่อท่านบอกว่ามีสาหร่ายและแหนเป็นอาหาร เรา จึงไม่เชื่อ. ลำดับนั้น นกจักรพรากเมื่อจะบอกเหตุที่ทำให้วรรณะเศร้าหมอง แสดงธรรมแก่กานั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลายจึงต้องคอย มองดูผู้ที่ผูกเวรในตน เพียงแต่จะกินก็สะดุ้ง กลัว เพราะเหตุนั้น สีกายของท่านจึงเป็น เช่นนี้. แน่ะท่านธังกะ ท่านเป็นผู้ถูกคนทั่วโลก โกรธเคือง อาหารที่ท่านได้มาด้วยธรรมอัน ลามก ย่อมไม่อิ่มท้อง เพราะเหตุนั้น สีกาย ของท่านจึงเป็นเช่นนี้.
หน้า 937 ข้อ 1462
ดูก่อนสหาย ส่วนเรามิได้เบียดเบียน สัตว์ทั้งปวงมากิน มีความขวนขวายน้อย ไม่มี ใครรังเกียจ ใจไม่ห่อเหี่ยว ภัยแต่ที่ไหน ๆ ก็มิได้มี. ท่านนั้นจงสร้างอานุภาพ ละปกติคือ ความทุศีลของตนเสีย อย่าเบียดเบียนใคร เที่ยวไปในโลก จะเป็นที่รักของชาวโลกเช่น ตัวเรา. ผู้ใดไม่ฆ่าเอง ไม่ใช่ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ทำ ทรัพย์ให้เสื่อมเอง ไม่ใช้ผู้อื่นทำให้เสื่อม มี เมตตาจิตในสัตว์ทั่วไป ผู้นั้นย่อมไม่มีเวรกับ ใคร ๆ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปสฺสํ ความว่า แน่ะเพื่อน กา ท่านเบียดเบียนสัตว์ทั้งหลาย จึงต้องคอยแลดูจิตที่คิดผูกเวรในตน ซึ่งเกิดขึ้นในผู้อื่น. บทว่า มานุสึ ปชํ ได้แก่เบียดเบียน คือทำร้าย สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า อุตฺรสฺโต คือกลัวแล้ว. บทว่า ฆสสี แปลว่า จะกินเพราะเหตุนั้น วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้. นกจักรพรากร้องเรียกกาว่า ดูก่อนธังกะ โภชนะ ชื่อว่า ปิณฑะ
หน้า 938 ข้อ 1462
บทว่า อหึสํ สพฺพปาณินํ ความว่า นกจักรพรากกล่าวว่า ส่วนเรามิได้เบียดเบียนสัตว์ทั้งปวงมากิน. บทว่า โส กรสฺสุ อานุภาวํ ความว่า แม้ท่านนั้นจะทำความเพียรของตน ละความทุศีล กล่าวคือ ปกติของตนเสีย. บทว่า อหึสาย คือเป็นผู้ประกอบด้วยอหิงสา เที่ยวไปในโลก. บทว่า ปิโย โหหิสิ มมฺมิว ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านย่อมจะเป็นที่รักของชาวโลกเช่นตัวเรานั้นเทียว. บทว่า น ชินาติ คือไม่ทำทรัพย์ให้เสื่อมเอง. บทว่า น ชาปเย คือไม่ใช้ให้ผู้อื่นทำ ทรัพย์ให้เสื่อม. บทว่า เมตฺตํโส คือมีเมตตาจิตอันเป็นส่วนแห่ง ความรัก. บทว่า น เกนจิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าเวรของผู้นั้น ย่อม ไม่มีกับใคร ๆ แม้สักคนเดียว. ฉะนั้น ท่านต้องการเป็นที่รักของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ก็จงงด เว้นจากเวรทั้งหมด นกจักรพรากแสดงธรรมแก่กาด้วยประการฉะนี้. กากล่าวว่า ท่านไม่บอกอาหารของตนแก่เรา แล้วก็ร้อง กา กา บิน ไปร่อนลง ณ พื้นที่ที่เจือด้วยอุจจาระในกรุงพาราณสี. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรง- ประกาศสัจธรรมเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เหลาะแหละดำรงอยู่ในอนาคา- มิผล พระทศพลทรงประชุมชาดกว่า กาในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุ ผู้เหลาะแหละในบัดนี้ นางนกจักรพรากในครั้งนั้น ได้มาเป็นมารดา พระราหุลในบัดนี้ ส่วนนกจักรพรากในครั้งนั้น คือเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาจักกวากชาดกที่ ๑๓
หน้า 939 ข้อ 1463, 1464, 1465
๑๔. ภูริปัญหาชาดก ว่าด้วยคนไม่ดี ๔ จำพวก [๑๔๖๓] ดูก่อนท่านผู้มีปัญญากว้างขวาง ได้ยินว่า คำที่ท่านอาจารย์เสนอกล่าวนั้นเป็นความจริง ท่านเป็นผู้มีปัญญา มีสิริ มีความเพียร มี ความคิดมั่นคง แม้ท่านเป็นผู้มีปัญญา มีสิริ มีความเพียรมีความคิดมั่นคงเช่นนั้น ก็ป้อง- กันความเข้าถึงอำนาจแห่งความฉิบหายไม่ได้ ท่านจึงต้องกินข้าวแดงไม่มีแกง. [๑๔๖๔] เราทำความสุขเดิมของเราให้เจริญได้ ด้วยความยาก เมื่อพิจารณากาลอันควรและไม่ ควรจึงหลบอยู่ตามความพอใจ เปิดช่องประ- โยชน์ให้แก่ตน ด้วยเหตุนั้นเราจึงยินดีด้วย ข้าวแดง. [๑๔๖๕] ก็เรารู้จักกาลเพื่อกระทำความเพียร ทรง ประโยชน์ให้เจริญด้วยความรู้ของตน องอาจ
หน้า 940 ข้อ 1466, 1467, 1468, 1469
อยู่เหมือนความองอาจแห่งราชสีห์ฉะนั้น ท่าน จักได้เห็นเราพร้อมด้วยความสำเร็จนั้นอีก. [๑๔๖๖] ก็บุคคลบางพวก แม้จะมีความสุขก็ไม่ ทำบาป บุคคลอีกพวก ๑ ไม่ทำบาป เพราะ เกรงกลัวต่อการเกี่ยวข้องด้วยความติเตียน ท่านเป็นคนสามารถมีความคิดว้างขวาง เหตุไร จึงไม่ทำทุกข์ให้เกิดแก่เรา. [๑๔๖๗] บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ประพฤติธรรม อันเป็นบาป เพราะเหตุแห่งความสุขของตน ถูกทุกข์กระทบแล้ว แม้จะพลาดพลั้งลงไปก็ สงบอยู่ได้ไม่ละทิ้งธรรม เพราะความรักและ ความชัง. [๑๔๖๘] บุคคลควรถอนตนผู้เข็ญใจขึ้น ด้วย เพศที่อ่อนแอ หรือแข็งแรงอย่างใดอย่างหนึ่ง ภายหลังจึงประพฤติธรรม. [๑๔๖๙] บุคคลนอนหรือนั่งที่ร่มเงาแห่งต้นไม้ใด ไม่พึงหักก้านกิ่งแห่งต้นไม้นั้น เพราะบุคคลผู้ ประทุษร้ายมิตรเป็นคนชั่วช้า.
หน้า 941 ข้อ 1470, 1471, 1472
[๑๔๗๐] บุรุษรู้แจ้งธรรมแต่สำนักอาจารย์ใด อนึ่ง การที่สัตบุรุษทั้งหลาย กำจัดความสงสัยของ บุรุษนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นดังเกาะหรือเป็น ที่พึ่งพาของบุรุษนั้น คนมีปัญญาไม่พึงละมิตร- ภาพกับอาจารย์เช่นนั้น. [๑๔๗๑] คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามคุณเป็นคนเกียจ- คร้านไม่ดี บรรพชิตผู้ไม่สำรวมระวังไม่ดี พระ- ราชาไม่ทรงพิจารณาเสียก่อนแล้ว ประกอบ ราชกิจไม่ดี บัณฑิตมักโกรธก็ไม่ดี. [๑๔๗๒] ข้าแต่พระราชา กษัตริย์ควรพิจารณา ก่อนแล้ว จึงค่อยประกอบราชกิจ ไม่พิจารณา ก่อน ไม่ควรประกอบราชกิจ พระยศและ พระเกียรติ ย่อมเจริญแก่พระราชา ผู้ทรง พิจารณาเสียก่อน แล้วจึงประกอบราชกิจ. จบ ภูริปัญหาชาดกที่ ๑๔
หน้า 942 ข้อ 1472
อรรถกถาภูริปัญหาชาดกที่ ๑๔ ภูริปัญหาชาดกนี้ มีคำเริ่มกันว่า สจฺจํ กิร ดังนี้ จักมีแจ้ง ในมหาอุมมังคชาดกแล. จบ อรรถกถาภูริปัญหาชาดกที่ ๑๔
หน้า 943 ข้อ 1473, 1474, 1475
๑๕. มหามังคลชาดก ว่าด้วยมงคล [๑๔๗๓] นรชนรู้วิชาอะไรก็ดี รู้สุตะทั้งหลายอะไร ก็ดี กระซิบถามกันว่า อะไรเป็นมงคลในเวลา ปรารถนามงคล นรชนนั้นจะทำอะไร จึงจะเป็น ผู้อันความสวัสดีคุ้มครองแล้ว ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า. [๑๔๗๔] เทวดาและพรหมทั้งปวง ทีฆชาติและ สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันบุคคลใดอ่อนน้อม อยู่เป็นนิจด้วยเมตตา บัณฑิตทั้งหลายกล่าว เมตตาของบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสวัสดิมงคล ในสัตว์ทั้งหลาย. [๑๔๗๕] ผู้ใดประพฤติถ่อมตนแก่สัตวโลกทั้งปวง แก่หญิงและชายพร้อมทั้งเด็ก เป็นผู้อดทนต่อ ถ้อยคำชั่วร้าย ไม่กล่าวลำเลิกถึงเรื่องเก่า ๆ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวความอดกลั้นของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล.
หน้า 944 ข้อ 1476, 1477, 1478
[๑๔๗๖] ผู้ใดเป็นผู้มีปัญญาดี มีความรู้ปรุโปรง ในเมื่อเหตุเกิดขึ้นไม่ดูหมิ่นมิตรสหายทั้งหลาย ด้วยศิลปะ สกุล ทรัพย์ และด้วยชาติ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้ นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสหายทั้งหลาย. [๑๔๗๗] สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ชอบพอคุ้นเคย กัน เป็นมิตรแท้ของผู้ใด ผู้มีคำพูดมั่นคง อนึ่ง ผู้ใด เป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร แบ่งปัน ทรัพย์ของตนให้แก่มิตร บัณฑิตทั้งหลายกล่าว การได้ประโยชน์เพราะอาศัยมิตร และการ แบ่งปันของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในมิตร ทั้งหลาย. [๑๔๗๘] ภรรยาของผู้ใดมีวัยเสมอกัน อยู่ร่วมกัน ด้วยความปรองดอง ประพฤติตามใจกัน เป็น คนใคร่ธรรม ไม่เป็นหญิงหมัน มีศีลโดย สมควรแก่สกุล รู้จักปรนนิบัติสามี บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวคุณความดีในภรรยาของผู้นั้น ว่า เป็นสวัสดิมงคลในภรรยาทั้งหลาย.
หน้า 945 ข้อ 1479, 1480, 1481
[๑๔๗๙] พระราชาผู้เป็นเจ้าชีวิต ทรงพระอิสริย- ยศ ทรงทราบความสะอาด และความขยัน หมั่นเพียรของราชเสวกคนใด และทรงทราบ ราชเสวกคนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับ พระองค์ และทรงทราบราชเสวกคนใดว่า มี ความจงรักภักดีต่อพระองค์ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวคุณความดีของ ราชเสวกนั้น ๆ ว่า เป็น สวัสดิมงคลในพระราชาทั้งหลาย. [๑๔๘๐] บุคคลใดมีศรัทธาให้ข้าวน้ำ ให้ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ มีจิตเลื่อมใส บันเทิงใจ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณข้อนั้น ของบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสวรรค์ ทั้งหลาย. [๑๔๘๑] สัตบุรุษทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ผู้ ยินดีแล้วในสัมมาปฏิบัติ เป็นพหูสูต แสวง หาคุณเป็นผู้มีศีล ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ด้วย อริยธรรม บัณฑิตทั้งหลายยกย่องความดีของ
หน้า 946 ข้อ 1482
สัตบุรุษนั้น ว่า เป็นสวัสดิมงคลในท่ามกลาง พระอรหันต์. [๑๔๘๒] ความสวัสดีเหล่านี้แล ผู้รู้สรรเสริญ แล้ว มีสุขเป็นผลกำไรในโลก นรชนผู้มีปัญญา พึงเสพความสวัสดีเหล่านั้นไว้ในโลกนี้ ก็ใน มงคล มีประเภท คือ ทิฏฐมงคล สุตมงคล และมุตมงคล มงคลสักนิดหนึ่งที่จะเป็นมงคล จริง ๆ ไม่มีเลย. จบ มหามังคลชาดกที่ ๑๕ อรรถกถามหามังคลชาดกที่ ๑๕ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ มหามงคลสูตร จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึสุ นโร ดังนี้. ความพิสดารว่า ในพระนครราชคฤห์ บุรุษผู้ ๑ อยู่ท่ามกลาง มหาชน ที่ประชุมกัน ณ เรือนรับแขก พูดขึ้นว่า วันนี้มงคลกิริยาจะ มีแก่เรา ดังนี้ แล้วลุกขึ้นเดินไปด้วยกรณียกิจอย่าง ๑ บุรุษอีกคน ๑ ได้ฟังคำบุรุษนั้นแล้ว กล่าวว่า บุรุษนี้กล่าวว่า มงคล แล้วก็ไปเสีย อะไรหนอที่ชื่อว่ามงคล ? บุรุษอีกคน ๑ นอกจาก ๒ คนที่กล่าวแล้ว กล่าวว่า การเห็นรูปเป็นมงคลอย่างยิ่ง ความจริงคนบางคนลุกขึ้นแต่
หน้า 947 ข้อ 1482
เช้าทีเดียว ได้เห็นโคเผือกก็ดี หญิงมีครรภ์นอนอยู่ก็ดี ปลาตะเพียน ก็ดี หม้อเต็มด้วยน้ำก็ดี เนยข้นก็ดี เนยใสก็ดี ผ้าใหม่ก็ดี ข้าวปายาส ก็ดี การเห็นอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นมงคล นอกจากนี้ไม่ชื่อว่าเป็นมงคล คน บางพวกก็พากันยินดีถ้อยคำที่ผู้นั้นพูดว่า พูดถูก. อีกคน ๑ คัดค้านว่า นั่นไม่ใช่มงคล การสดับฟังชื่อว่าเป็น มงคล คนบางคนได้ฟังคำคนกล่าวว่า สมบูรณ์ เจริญ สบาย บริโภค เคี้ยวกิน ดังนี้ การได้ฟังอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นมงคล นอกจากนั้นไม่ ชื่อว่าเป็นมงคล คนบางพวกก็พากันยินดีถ้อยคำนี้ผู้นั้นพูดว่า พูดถูก. อีกคน ๑ คัดค้านว่า นั้นไม่ใช่มงคล การจับต้องชื่อว่าเป็น มงคล ความจริงคนบางคนลุกขึ้นแต่เช้าทีเดียว ได้จับต้องแผ่นดินหรือ หญ้าเขียว ๆ โคมัยสด ผ้าที่สะอาด ปลาตะเพียน ทอง เงิน หรือ โภชนะ การจับต้องอย่างนี้ชื่อว่าเป็นมงคล นอกจากนี้ไม่ชื่อว่าเป็น มงคล คนบางพวกก็พากันยินดีถ้อยคำที่ผู้นั้นพูดว่า พูดถูก. คนทั้งหลาย ได้มีความเห็นแตกต่างกัน เป็น ๓ จำพวก ๓ อย่างนี้ คือ พวกทิฏฐ- มังคลิกะ พวกสุตมังคลิกะ และพวกมุตมังคลิกะ ต่างไม่อาจมีความเห็น ร่วมกันได้ เทวดาทั้งหลายตั้งต้นแต่ภุมมเทวดาตลอดถึงพรหมโลก ก็ ไม่รู้โดยถ่องแท้ว่า สิ่งนี้เป็นมงคล. ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้อื่นนอกจาก พระผู้มีพระภาค ชื่อว่าสามารถที่จะกล่าวแก้มงคลปัญหานี้ได้ไม่มี เรา
หน้า 948 ข้อ 1482
จักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคทูลถามปัญหานี้ ครั้นถึงเวลาราตรี ท้าวเธอ จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลี ทลถามปัญหา ด้วยคาถาว่า พหู เทวา มนุสฺสา จ ดังนี้ เป็นต้น ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสมหามงคล ๓๘ ประการ ด้วยคาถา ๒ คาถา แก่ ท้าวสักกะ เมื่อมงคลสูตรจบลง เทวดาประมาณแสนโกฏิ ได้บรรลุ พระอรหัต ที่เป็นพระโสดาบันเป็นต้น นับไม่ถ้วน ท้าวสักกะทรงสดับ มงคลแล้ว เสด็จไปวิมานของพระองค์. เมื่อพระศาสดาตรัสมงคลแล้ว มนุษย์พร้อมทั้งเทวดาก็พากัน ยินดีว่า ตรัสถูก ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันสรรเสริญพระคุณ ของพระศาสดาในธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงแก้ มงคลปัญหาซึ่งพ้นวิสัยของผู้อื่น ตัดความรำคาญใจของมนุษย์และเทวดา เสียได้ ดุจยังดวงจันทร์ให้ตั้งขึ้นในท้องฟ้าฉะนั้น อาวุโสทั้งหลาย พระตถาคตทรงมีพระปัญญามากถึงเพียงนี้ พระศาสดาเสด็จมาตรัสถาม ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การแก้มงคลปัญหาของเราผู้บรรลุสัมโพธิญาณแล้วในบัดนี้ ไม่น่าอัศ- จรรย์ เรานั้น เมื่อครั้งยังเป็นพระโพธิสัตว์ ประพฤติจริยธรรมอยู่ ได้กล่าวแก้มงคลปัญหา ตัดความสงสัยของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสียได้ ดังนี้ แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
หน้า 949 ข้อ 1482
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระ- นครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้อุบัติในตระกูลพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วย ทรัพย์สมบัติในนิคมตำบล ๑ มารดาบิดาได้ตั้งชื่อให้ว่า รักขิตกุมาร รักขิตกุมารนั้น ครั้นเจริญวัย เรียนศิลปะที่เมืองตักกศิลาสำเร็จแล้ว มีภรรยา เมื่อมารดาบิดาล่วงลับไป จึงตรวจตราทรัพย์สมบัติ แล้วเกิด ความสังเวชใจ ได้ให้ทานเป็นการใหญ่ ละกามเสีย บวชในดินแดน หิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิด มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็น อาหาร อยู่ ณ ประเทศแห่ง ๑ พระโพธิสัตว์ได้มีอันเตวาสิกมาเป็น บริวารมากขึ้น โดยลำดับถึง ๕๐๐ คน. อยู่มาวัน ๑ ดาบสเหล่านั้นเข้าไปหาพระโพธิสัตว์นมัสการ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ สมัยเมื่อเป็นฤดูฝน ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักลงจากหิมวันตประเทศ จาริกไปตามชนบท เพื่อเสพรสเค็มและรส เปรี้ยว ด้วยอาการอย่างนี้ ร่างกายของพวกข้าพเจ้าจักแข็งแรง ทั้งจัก เป็นการพักแข้งด้วย เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น พวกท่าน จงไปกันเถิด เราจักอยู่ที่นี่แหละ ดาบสเหล่านั้นจึงนมัสการพระโพธิ- สัตว์ แล้วลงจากดินแดนหิมพานต์ จาริกไปถึงพระนครพาราณสี อยู่ ในพระราชอุทยาน สักการะและความนับถือได้มีแก่ดาบสเหล่านั้นเป็น อันมาก. ภายหลังวัน ๑ มหาชนประชุมกันที่เรือนรับแขกในพระนคร- พาราณสี ตั้งมงคลปัญหาขึ้น ข้อความทั้งหมดพึงทราบตามนัยแห่งเรื่อง
หน้า 950 ข้อ 1482
ในปัจจุบันนั้นแหละ ก็ในคราวนั้นมหาชนไม่เห็นผู้ที่สามารถจะแก้ มงคลปัญหา ตัดความสงสัยของพวกมนุษย์ได้ จึงพากันไปพระราช- อุทยาน ถามมงคลปัญหากะหมู่ฤาษี ฤาษีทั้งหลายจึงปรึกษากะพระราชา ว่า มหาบพิตร อาตมาทั้งหลายไม่อาจแก้มงคลปัญหานี้ได้ แต่อาจารย์ ของพวกอาตมา ชื่อว่ารักขิตดาบส เป็นผู้มีปัญญามาก อยู่ ณ ดินแดน หิมพานต์ ท่านจักแก้มงคลปัญหานี้อย่างจับใจของมนุษย์และเทวดา ทั้งหลาย พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ชื่อว่าดินแดน หิมพานต์ใกล้และไปยาก พวกข้าพเจ้าไม่อาจไปที่นั้นได้ ถ้าจะให้ดีแล้ว พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายนี่แหละจงไปสำนักอาจารย์ ถามปัญหาแล้วเรียน จำไว้กลับมาบอกแก่พวกข้าพเจ้า. ดาบสเหล่านั้นรับว่า ดีแล้ว แล้วไปสำนักอาจารย์นมัสการแล้ว เมื่ออาจารย์ทำปฏิสันถารแล้วถามถึงคุณธรรมของพระราชาและชนบทที่ จาริกไป จึงกราบเรียนอุบัติเหตุแห่งทิฏฐมงคลเป็นต้นนั้นตั้งแต่ต้นมา แล้วประกาศความที่พระราชาอาราธนา และตนอยากจะรู้ปัญหา จึง มาหาอาจารย์ วิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายขอโอกาส ขอท่านจงกล่าวมงคลปัญหาทำให้แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด ลำดับ นั้น. ดาบสอันเตวาสิกผู้ใหญ่ เมื่อจะถามอาจารย์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- นรชนรู้วิชาอะไรก็ดี รู้สุตะทั้งหลายอะไร ก็ดี กระซิบถามกันว่า อะไรเป็นมงคลในเวลา
หน้า 951 ข้อ 1482
ปรารถนามงคล นรชนนั้นจะทำอย่างไร จึงจะ เป็นผู้อันความสวัสดีคุ้มครองแล้ว ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล ได้แก่ ในเวลาปรารถนา มงคล. บทว่า วิชฺชํ ได้แก่ เวท. บทว่า สุตานํ ได้แก่ ปริยัติ ที่ตนควรศึกษา. ศัพท์ว่า จ ในคำว่า อสฺมึ จ นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า โสตฺถาเนน ได้แก่ มงคลอันเป็นเครื่องนำความสวัสดีมาให้. ข้อนี้มีอธิบายว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์นรชนรู้เวทอะไร ในบรรดา เวท ๓ อย่างก็ดี รู้สุตตปริยัติอะไรในระหว่างสุตะทั้งหลายก็ดี เมื่อ ต้องการมงคลยังกระซิบถามกันอยู่ว่า อะไรเป็นมงคลในเวลาปรารถนา มงคล นรชนนั้นจะทำอย่างไร คือในการกระซิบถามกันเป็นต้นเหล่า นั้น จะทำอย่างไร คือโดยนิยามอย่างไร จึงจะเป็นผู้อันความสวัสดี คืออันมงคลที่ปราศจากโทษคุ้มครองแล้ว คือรักษาแล้ว ทั้งในโลกนี้ และโลกหน้า ขอท่านให้ถือเอาประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า แสดงอธิมงคลแก่ข้าพเจ้าทั้งหลายเถิด. ครั้นอันเตวาสิกผู้ใหญ่ถามมงคลปัญหาอย่างนี้แล้ว พระมหา- สัตว์เมื่อจะตัดความสงสัยของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แสดงมงคล ด้วยพุทธลีลาว่า นี้ด้วย นี้ด้วย เป็นมงคล จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
หน้า 952 ข้อ 1482
เทวดาและพรหมทั้งปวง ทีฆชาติและ สรรพสัตว์ทั้งหลาย อันบุคคลใดอ่อนน้อม อยู่เป็นนิจด้วยเมตตา บัณฑิตทั้งหลายกล่าว เมตตาของบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสวัสดิมงคล ในสัตว์ทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส ได้แก่ อันบุคคลใด. บทว่า เทวา ได้แก่ กามาวจรเทพทั้งหมด ตั้งต้นแต่ภุมมเทพ. บทว่า ปิตโร จ ได้แก่ รูปาวจรพรหมที่เหนือชั้นขึ้นไปกว่าภุมมเทพนั้น. บทว่า สิรึสปา ได้แก่ ทีฆชาติทั้งหลาย. บทว่า สพฺพภูตานิ จาปิ ได้แก่ สัตว์ ทั้งหลาย แม้ทุกจำพวกที่เหลือจากที่ระบุแล้ว. บทว่า เมตฺตาย นิจฺจํ อปจิตานิ โหนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งปวงเหล่านั้น อันบุคคลใดอ่อนน้อม คือนับถืออยู่ด้วยเมตตาภาวนา อันถึงความเป็นอัปปนา ซึ่งเป็นไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการแผ่ไปตลอด ๑๐ ทิศ. บทว่า ภูเตสุ เว ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวเมตตาภาวนานั้นของบุคคลนั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล ในบรรพสัตว์ทั้งหลาย คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษ อันเป็นไปแล้ว ตลอดกาลนิรันดร. จริงอยู่ บุคคลผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา ย่อมเป็นที่รักของสัตว์ ทั้งหลายทั้งปวง เป็นผู้ไม่กำเริบเพราะความเพียร ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ บุคคลนั้น จึงเป็นผู้อันมงคลนี้รักษาคุ้มครอง.
หน้า 953 ข้อ 1482
พระมหาสัตว์ ครั้นแสดงมงคลที่ ๑ ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดง มงคลที่ ๒ เป็นต้น จึงกล่าวคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :- ผู้ใดประพฤติถ่อมตนแก่สัตว์โลกทั้งปวง แต่หญิงและชายพร้อมทั้งเด็ก เป็นผู้อดทนต่อ ถ้อยคำชั่วร้าย ไม่กล่าวลำเลิกถึงเรื่องเก่า ๆ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวความอดกลั้นของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล. ผู้ใดเป็นผู้มีปัญญาดี มีความรู้ปรุโปร่ง ในเมื่อเหตุเกิดขึ้น ไม่ดูหมิ่นมิตรสหายทั้งหลาย ด้วยศิลปะ สกุล ทรัพย์ และด้วยชาติ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้ นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสหายทั้งหลาย. สัตบุรุษทั้งหลายเป็นผู้ชอบพอคุ้นเคย กัน เป็นมิตรแท้ของผู้ใด ผู้มีคำพูดมั่นคง อนึ่ง ผู้ใด เป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร แบ่งปัน ทรัพย์ของตนให้แก่มิตร บัณฑิตทั้งหลายกล่าว การได้ประโยชน์เพราะอาศัยมิตร และการ
หน้า 954 ข้อ 1482
แบ่งปันของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดีมงคลในมิตร ทั้งหลาย. ภรรยาของผู้ใดมีวัยเสมอกัน อยู่ร่วมกัน- ด้วยความปรองดอง ประพฤติตามใจกัน เป็น คนใคร่ธรรม ไม่เป็นหญิงหมัน มีศีลโดย สมควรแก่สกุล รู้จักปรนนิบัติสามี บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวคุณความดีในภรรยาของผู้นั้น ว่า เป็นสวัสดีมงคลในภรรยาทั้งหลาย. พระราชาผู้เป็นเจ้าชีวิต ทรงพระอิสริย- ยศ ทรงทราบความสะอาด และความขยัน หมั่นเพียรของราชเสวกคนใด และทรงทราบ ราชเสวกคนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับ พระองค์ และทรงทราบราชเสวกคนใดว่า มี ความจงรักภักดีต่อพระองค์ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวคุณความดีของราชเสวกนั้น ๆ ว่า เป็น สวัสดิมงคลในพระราชาทั้งหลาย. บุคคลใดมีศรัทธา ให้ข้าวน้ำ ให้ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ มีจิตเลื่อมใส
หน้า 955 ข้อ 1482
บันเทิงใจ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวคุณข้อนั้น ของบุคคลนั้นแล ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสวรรค์ ทั้งหลาย. สัตบุรุษทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ผู้ ยินดีแล้วในสัมมาปฏิบัติ เป็นพหูสูต แสวง หาคุณเป็นผู้มีศีล ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ด้วย อริยธรรม บัณฑิตทั้งหลายยกย่องความดีของ สัตบุรุษนั้น ว่า เป็นสวัสดิมงคลในท่ามกลาง พระอรหันต์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิวาตวุตฺติ คือเป็นผู้มีความ ประพฤติถ่อมตนแก่สัตวโลกทั้งปวง ด้วยความเป็นผู้มีจิตอ่อนโยน. บทว่า ขนฺตา ทุรุตฺตานํ คือเป็นผู้อดกลั้นต่อถ้อยคำชั่วร้ายที่ผู้อื่นกล่าว. บทว่า อปฺปฏิกูลวาที คือไม่กระทำการถือเอาโดยความเป็นคู่ว่า ผู้ชื่อโน้นได้ ด่าเรา ผู้ชื่อโน้นได้ประหารเรา กล่าวแต่วาจาที่สมควรแก่เหตุเท่านั้น. บทว่า อธิวาสนํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวความอดกลั้นนี้ของ ผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคล คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษ. บทว่า สหายมิตฺเต ได้แก่ ผู้เป็นสหายด้วย ผู้เป็นทั้งสหาย และมิตรด้วย ในบุคคล ๒ จำพวกนั้น ผู้ที่เล่นฝุ่นร่วมกันมา ชื่อว่า
หน้า 956 ข้อ 1482
สหาย ผู้ที่อยู่ร่วมกัน ๑๐ ปี ๑๒ ปี ชื่อว่าเป็นทั้งสหายและมิตร ไม่ดูหมิ่น มิตรสหายเหล่านั้น แม้ทั้งปวงด้วยศิลปะอย่างนี้ว่า เรามีศิลปะ พวก เหล่านี้ ไร้ศิลปะ หรือด้วยสกุล กล่าวคือกุลสมบัติอย่างนี้ว่า เรามีสกุล พวกเหล่านี้ ไม่มีสกุล หรือด้วยทรัพย์อย่างนี้ว่า เรามั่งคั่ง พวกเหล่านี้ เป็นคนเข็ญใจ หรือด้วยญาติอย่างนี้ว่า เราถึงพร้อมด้วยญาติ พวก เหล่านี้เป็นคนชาติชั่ว. บทว่า รุจิปญฺโ ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี คือมีปัญญางาม. บทว่า อตฺถกาเล ได้แก่ ในเมื่อมีความต้องการ คือเหตุบางอย่างเกิดขึ้น. บทว่า มตีมา ความว่า ชื่อว่า เป็นผู้มีความรู้ปรุโปร่ง เพราะเป็น ผู้สามารถในการกำหนดพิจารณาประโยชน์ คือสิ่งที่ต้องประสงค์ ไม่ ดูหมิ่นสหายเหล่านั้น. บทว่า สหาเยสุ ความว่า โบราณกบัณฑิต ทั้งหลายกล่าวการไม่ดูหมิ่นสหายของผู้นั้น ว่าเป็นสวัสดิมงคลในสหาย ทั้งหลายโดยแท้. ถ้าเช่นนั้น ผู้นั้น ย่อมเป็นผู้อันมงคลที่ปราศจากโทษคุ้มครอง แล้ว ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ในข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดี เพราะอาศัยสหายผู้เป็นบัณฑิต ด้วยกุสนาลิกชาดก บทว่า สนฺโต ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิต เป็น มิตรแท้ของผู้ใด บทว่า สํวิสฺสฏฺา ได้แก่ ผู้ถึงความคุ้นเคย ด้วย สามารถแห่งการเข้าไปสู่เรือนแล้ว ถือเวลาสิ่งที่ต้องการแล้ว. บทว่า
หน้า 957 ข้อ 1482
อวิสํวาทกสฺส คือผู้มีปกติกล่าวไม่คลาดเคลื่อน. บทว่า น มิตฺตทุพภี ความว่า อนึ่ง ผู้ใดเป็นผู้ไม่ประทุษร้ายมิตร. บทว่า สํวิภาคี ธเนน คือกระทำการแบ่งปันทรัพย์ของตนให้แก่มิตร. บทว่า มิตฺเตสุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการได้ประโยชน์ เพราะอาศัยมิตรและการแบ่งปัน ของผู้นั้น ว่า ชื่อว่าเป็นสวัสดิมงคลในมิตรทั้งหลาย จริงอยู่ เขาผู้ อันมิตรทั้งหลายเห็นปานนี้รักษาแล้ว ย่อมถึงซึ่งความสวัสดีในข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดี เพราะอาศัยมิตรทั้งหลาย ด้วยชาดกทั้งหลาย มีมหาอุกกุสชาดกเป็นต้น. บทว่า ตุลฺยวยา ได้แก่ มีวัยเสมอกัน. บทว่า สมคฺคา ได้แก่ อยู่ร่วมกันด้วยความปรองดอง. บทว่า อนุพฺพตา ได้แก่ ประพฤติตามใจกัน. บทว่า ธมฺมกามา ได้แก่ ชอบสุจริตธรรม ๓ ประการ. บทว่า ปชาตา ได้แก่ มีปกติยังบุตรให้ตลอด คือไม่เป็น หญิงหมัน. บทว่า ทาเรสุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า มาตุคาม ผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้อยู่ในเรือน ย่อมเป็นสวัสดิมงคลของสามี ใน ข้อนั้น บัณฑิตพึงกล่าวความสวัสดีเพราะอาศัยมาตุคามผู้มีศีล ด้วยมณิ- โจรชาดก สัมพุลชาดก และขัณฑหาลชาดก. บทว่า โสเจยฺยํ แปลว่า ความเป็นผู้สะอาด. บทว่า อเทฺวชฺฌตา ความว่า ทรงทราบราชเสวก คนใด ด้วยความเป็นผู้ไม่ร้าวรานกับพระองค์ คือด้วยความเป็นผู้ไม่ ร้าวรานเป็นใจ ๒ กับพระองค์อย่างนี้วา ราชเสวกนั้นจักไม่แยกกับเรา ออกไปเป็น ๒ ฝ่าย.
หน้า 958 ข้อ 1482
บทว่า สุหทยํ มมํ ความว่า และทรงทราบราชเสวกคนใด ว่า ราชเสวกผู้นี้มีความจงรักภักดีต่อเรา. บทว่า ราชูสุ เว ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวคุณความดีข้องราชเสวกนั้น ๆ ที่มีอยู่ในพระราชาทั้งหลาย ว่าเป็นความสวัสดิมงคลโดยแท้ บทว่า ททาติ สทฺโธ คือเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมแล้วให้. บทว่า สคฺเคสุ เว ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกล่าวคุณข้อนั้น ของผู้นั้นว่า เป็นสวัสดิมงคล คือเป็นมงคลที่ปราศจากโทษในสวรรค์ คือในเทวโลก บัณฑิตพึงกล่าวอ้างข้อนั้นด้วยเรื่องเปรตและเรื่องวิมาน เปรตให้พิสดาร. บทว่า ปุนนฺติ วทฺธา ความว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ผู้รู้แจ้งด้วยญาณ ยังบุคคลใดให้บริสุทธิ์ คือให้หมดจดด้วยอริยธรรม บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ในสัมมาปฏิบัติ บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้สดับมากเพื่อปฏิเวธ. บทว่า อิสโย ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณ. บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยศีล. บทว่า อรหนฺตมชฺเฌ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมยกย่องความดีของสัตบุรุษนั้นว่า เป็น สวัสดิมงคล อันจะพึงได้ในท่ามกลางพระอรหันต์ จริงอยู่พระอรหันต์ ทั้งหลาย เมื่อบอกมรรคที่ตนได้แล้วให้ผู้อื่นปฏิบัติ ย่อมยังบุคคลผู้ยินดี ให้บริสุทธิ์ด้วยอริยธรรม แม้ผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์เทียว. พระมหาสัตว์ถือเอายอดแห่งเทศนาด้วยพระอรหัต แสดงมงคล
หน้า 959 ข้อ 1482
แปดด้วยคาถา ๘ คาถาอย่างนี้แล้ว เมื่อจะสรรเสริญมงคลเหล่านั้น จึง กล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- ความสวัสดีเหล่านั้นแล ผู้รู้สรรเสริญ แล้ว มีสุขเป็นผลกำไรในโลก นรชนผู้มีปัญญา พึงเสพความสวัสดีเหล่านั้นไว้ในโลกนี้ ก็ใน มงคล มีประเภท คือ ทิฏฐมงคล สุตมงคล และมุตมงคล มงคลสักนิดหนึ่งที่จะเป็นมงคล จริง ๆ ไม่มีเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ มงฺคเล ความว่า ก็ใน มงคลมีประเภท คือ ทิฏฐมงคล สุตมงคล และมุตมงคลนั้น แม้มงคล นั้นสักนิดหนึ่ง ที่ชื่อว่าเป็นมงคลจริง ๆไม่มีเลย ก็พระนิพพานอย่าง เดียวเท่านั้น เป็นปรมัตถมงคลจริง ๆ. พระฤาษีทั้งหลายสดับมงคลเหล่านั้นแล้ว พอล่วงไปได้ ๗, ๘ วัน ก็พากันลาอาจารย์ไปในพระราชอุทยานนั้น พระราชาเสด็จ ไปสำนักพระฤาษีเหล่านั้น แล้วถามปัญหา พระฤาษีทั้งหลายได้กล่าว แก้มงคลปัญหา ตามทำนองที่อาจารย์บอกมาแด่พระราชา แล้วมา ดินแดนหิมพานต์ ตั้งแต่นั้นมามงคลได้ปรากฏในโลก ผู้ที่ประพฤติใน ข้อมงคลทั้งหลาย ตายไปได้เกิดในสวรรค์ พระโพธิสัตว์เจริญพรหม- วิหาร ๔ พาหมู่ฤาษีไปเกิดในพรหมโลก.
หน้า 960 ข้อ 1482
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เรากล่าวแก้มงคลปัญหา แม้ในกาลก่อน เราก็กล่าวแก้มงคลปัญหามาแล้ว ดังนี้ แล้วทรง ประชุมชาดกว่า หมู่ฤาษีในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ อันเตวาสิกผู้ใหญ่ผู้ถามมงคลปัญหาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตร ในบัดนี้ ส่วนอาจารย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราตถาคต ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามหามงคลชาดกที่ ๑๕
หน้า 961 ข้อ 1483, 1484, 1485
๑๖. ฆตบัณฑิตชาดก ว่าด้วยการดับความโศก [๑๔๘๓] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ขอพระองค์ จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวทรงบรรทมอยู่ทำไม ความเจริญอะไรจะมีแต่พระองค์ด้วยพระสุบิน เล่า พระภาดาของพระองค์แม้ใด เสมอด้วย พระหทัย และเสมอด้วยพระเนตรข้างขวา ลม ได้กระทบดวงหทัยของพระภาดานั้น ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระเกศางาม ฆตบัณฑิตทรงเพ้อไป. [๑๔๘๔] พระเจ้าเกสวราช ทรงสดับคำของโรหิ- เณยยอำมาตย์นั้นแล้ว อัดอั้นพระหฤทัยด้วย ความโศกถึงพระภาดา มีพระวรกายกระสับ กระส่ายเสด็จลุกขึ้น. [๑๔๘๕] เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วนครทวาราวดีนี้ว่า กระต่าย กระต่าย ใครเขาลักกระต่ายของเจ้าไปหรือ ?
หน้า 962 ข้อ 1486, 1487, 1488, 1489
[๑๔๘๖] เจ้าอยากได้กระต่ายทอง กระต่ายเงิน กระต่ายแก้วมณี กระต่ายสังขศีล หรือกระ ต่ายแล้วประพาฬประการใด เจ้าจงบอกแก่เรา เราจักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบกระต่าย เหล่านั้น ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ มีอยู่ในป่า เราจัก ให้เขานำเอากระต่ายเหล่านั้นให้เจ้า เจ้าต้อง การกระต่ายชนิดไรเล่า ? [๑๔๘๗] ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระเกศางาม กระต่าย เหล่าใดที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน หม่อมฉันไม่ ปรารถนาสิ้นทั้งนั้น หม่อมฉันปรารถนากระ ต่ายจากดวงจันทร์ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด สอยตระต่ายนั้นมาให้หม่อมฉันเถิด. [๑๔๘๘] น้อง เจ้าปรารถนาสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนา กัน อยากได้กระต่ายจากดวงจันทร์ จักละชีวิต ที่ยังดีไปเสียเป็นแน่. [๑๔๘๙] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ถ้าพระองค์ ทรงทราบและตรัส สอนผู้อื่นอย่างนี้ไซร้ เหตุไร พระองค์จงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรสผู้สิ้น
หน้า 963 ข้อ 1490, 1491
พระชนม์ไปแล้วในกาลก่อน จนกระทั่งถึงวัน นี้เล่า ? [๑๔๙๐] มนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้ฐานะอันใด คือความมุ่งหวังว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้ว อย่าตายเลย พระองค์ทรงปรารถนาฐานะอัน นั้นอยู่ จะพึงทรงได้ฐานะที่ไม่ควรได้แต่ที่ไหน ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ พระองค์ทรงเศร้า โศกถึงพระโอรสองค์ใด ผู้ไปปรโลกแล้วพระ- องค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้ด้วย มนต์ ยารากไม้ โอสถ หรือพระราชทรัพย์เลย. [๑๔๙๑] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์ ของพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์ นั้นจะมีความโศกมาแต่ไหน เหมือนฆตบัณฑิต ดับความโศกของเราในวันนี้ ฆตบัณฑิตได้ รดเราผู้เร่าร้อนให้สงบระงับ ดับความกระวน กระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติด เปรียงด้วยน้ำฉะนั้น ฆตบัณฑิตได้ถอนลูกศร ที่เสียบแทงหทัยของเราออกแล้ว ได้บรรเทา
หน้า 964 ข้อ 1492
ความโศกถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความเศร้าโศก ครอบงำแล้วหนอ เราเป็นผู้ถอนลูกศรออกได้ แล้วปราศจากความโศก ไม่ขุ่นมัว จะไม่เศร้า โศกจะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า นะ น้องชาย. [๑๔๙๒] ผู้มีปัญญา มีใจกรุณา ย่อมทำผู้มีเศร้า โศกให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือน ฆตบัณฑิตทำพระเชษฐาผู้เศร้าโศกให้หลุดพ้น จากความเศร้าโศก ฉะนั้น. จบ ฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖ อรรถกถาฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภ กุฎุมพีลูกตาย ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มตันว่า อุฏฺเหิ กณฺห ดังนี้. เนื้อเรื่องเหมือนกับ เรื่องมัฏฐกุณฑลีนั่นแหละ ส่วนในชาดกนี้ มีความย่อดังต่อไปนี้ :- พระศาสดาเสด็จเข้าไปหาอุบาสกนั้นแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนอุบา- สก ท่านเศร้าโศกถึงลูกตายหรือ ? เมื่ออุบาสกกราบทูลว่า ถูกแล้วพระ-
หน้า 965 ข้อ 1492
เจ้าข้า พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก โบราณกบัณฑิตฟังถ้อยคำ ของบัณฑิตแล้ว ไม่เศร้าโศกถึงลูกที่ตายไปแล้ว ผู้อันอุบาสกนั้นกราบ ทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อ ไปนี้. ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่ามหาวังสะ ครองราช สมบัติอยู่ในอสิตัญชนคร แคว้นกังสโคตรใกล้อุตราปถประเทศ พระองค์ มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนามว่ากังสะ องค์หนึ่งพระ- นามว่าอุปกังสะ มีพระราชธิดาองค์หนึ่งพระนามว่า เทวคัพภา ในวัน ที่พระราชธิดานั้นประสูติ พราหมณ์ผู้ทายลักษณะพยากรณ์ไว้ว่า พระ- โอรสที่เกิดในพระครรภ์ของพระนั่งเทวคัพภานั้น จักทำกังสโคตร กังสวงศ์ให้พินาศ พระราชาไม่อาจให้สำเร็จโทษพระราชธิดาได้ เพราะ ทรงสิเนหามาก แม้พระเชษฐาทั้งสองก็ทรงทราบเหมือนกัน พระราชา ดำรงราชสมบัติอยู่ตลอดพระชนมายุแล้ว เสด็จสวรรคตด้วยประการฉะนี้ เมื่อพระองค์เสด็จสวรรคตแล้ว กังสราชโอรสได้เป็นพระราชา อุปกังส- ราชโอรสได้เป็นอุปราช ทั้ง ๒ พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักให้ สำเร็จโทษภคินี เราก็จักถูกครหาเราจักไม่ให้ภคินีนี้แก่ใคร ๆ จักเลี้ยง ดูโดยไม่ให้มีสามี ดังนี้ ทั้ง ๒ พระองค์จึงให้สร้างปราสาทเสาเดียวให้ ราชธิดาอยู่ ปราสาทนั้น นางทาสีนามว่านันทโคปาได้เป็นปริจาริกา ของพระนาง ทาสนามว่าอันธกเวณฑุ ผู้เป็นสามีของนางนันทโคปา เป็น ผู้พิทักษ์รักษาพระนาง.
หน้า 966 ข้อ 1492
ครั้งนั้น พระเจ้ามหาสาครราช เสวยราชสมบัติอยู่ในอุตตร- ปถประเทศ พระองค์มีพระราชโอรส ๒ พระองค์ องค์หนึ่งพระนาม ว่าสาคร องค์หนึ่งพระนามว่าอุปสาคร ก็ในบรรดาพระราชโอรส ๒ พระองค์นั้น เมื่อพระชนกเสด็จสวรรคต สาครราชโอรสได้เป็นพระ- ราชา อุปสาครราชโอรสได้เป็นอุปราช อุปสาครอุปราชนั้นเป็นสหาย ของอุปกังสอุปราช สำเร็จการศึกษาคราวเดียวกัน ในตระกูลอาจารย์ คนเดียวกัน. อุปสาครอุปราชได้ทำมิดีมิงาม นางสนมกำนัลในของพระเจ้าพี่ สาครราช กลัวพระราชอาชญาหนีไปสำนักอุปกังสอุปราช ในแคว้น กังสโคตร อุปกังสอุปราชพาเข้าเฝ้าพระเจ้ากังสราช พระเจ้ากังสราช ทรงประทานยศใหญ่แก่อุปสาครอุปราช อุปสาครอุปราชเมื่อไปเฝ้า พระราชา เห็นปราสาทเสาเดียว ซึ่งเป็นที่ประทับของพระนางเทวคัพภา จึงถามว่านี่ที่อยู่ของใคร ครั้นทราบความนั้นแล้ว ก็มีจิตปฏิพัทธ์ใน พระนางเทวคัพภา. วันหนึ่ง พระนางเทวคัพภาทอดพระเนตรเห็นอุปสาครอุปราช ไปเฝ้าพระราชาพร้อมกับอุปกังสอุปราช จึงตรัสถามว่า นั่นใคร ทรง ทราบจากนางนันทโคปาว่า โอรสพระเจ้ามหาสาครราชพระนามว่า อุปสาคร ก็มีจิตปฏิพัทธ์ในอุปสาครอุปราชนั้น อุปสาครอุปราชให้สิน บนนางนันทโคปา แล้วกล่าวว่า น้องหญิง ท่านอาจที่จักพาพระนาง เทวคัพภามาให้เราไหม ? นางนันทโคปากล่าวว่า ข้อนั้นไม่ยากดอก
หน้า 967 ข้อ 1492
นาย แล้วก็บอกเรื่องนั้นแก่พระนางเทวคัพภา ตามปกติพระนางก็มีจิต ปฏิพัทธ์ในอุปสาครอุปราชอยู่แล้ว พอได้ฟังดังนั้นก็รับว่าดีแล้ว นาง นันทโคปาให้สัญญาแก่อุปสาครอุปราชให้ขึ้นปราสาทในเวลาราตรี อุป- สาครอุปราชได้ร่วมสังวาสกับพระนางเทวคัพภา โดยทำนองนั้นบ่อย ๆ เข้าพระนางได้ตั้งครรภ์ต่อมาข่าวพระนางทรงครรภ์ก็ได้ปรากฏขึ้นพระ- เชษฐาทั้งสองจึงถามนางนันทโคปา นางนันทโคปาทูลขออภัยแล้ว กราบทูลความลับนั้นให้ทรงทราบ พระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์ทรงทราบ แล้ว จึงปรึกษากันว่า เราไม่อาจที่จะสำเร็จโทษน้องหญิงได้ ถ้าเธอ คลอดพระธิดา เราจักไม่สำเร็จโทษ แต่ถ้าเป็นพระโอรส เราจักสำเร็จ โทษเสีย แล้วประทานพระนางเทวคัพภาแก่อุปสาครอุปราช พระนาง เทวคัพภาทรงครรภ์ครบกำหนดแล้วก็ประสูติพระธิดา พระเชษฐาทั้ง สองทรงทราบแล้วดีพระทัย ตั้งพระนามให้พระธิดานั้นว่า อัญชนเทวี ได้พระราชทานบ้านส่วยชื่อโภควัฒมานะแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ อุปสาครอุป- ราช จึงพาพระนางเทวคัพภาไปประทับ ณ โภควัฒมานคาม พระนาง เทวคัพภาก็ทรงครรภ์อีก แม้นางนันทโคปาก็ตั้งครรภ์ในวันนั้นเหมือน กัน เมื่อหญิงทั้งสองมีครรภ์ครบกำหนดแล้ว พระนางเทวคัพภาประสูติ พระโอรส แม้นางนันทโคปาก็คลอดธิดาในวันเดียวกันนั่นเอง พระ- นางเทวคัพภากลัวพระโอรสจะพินาศด้วยราชภัย จึงส่งพระโอรสไปให้ นางนันทโคปา และให้นางนันทโคปานำธิดามาให้เปลี่ยนกันเลี้ยงเงียบ. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลความที่พระนางเทวคัพภาประสูติแล้ว ให้พระเชษฐาทั้ง ๒ ทรงทราบ พระเชษฐาทั้ง ๒ พระองค์นั้นตรัสถาม
หน้า 968 ข้อ 1492
ว่า ประสูติโอรสหรือธิดา เมื่อได้รับตอบว่า ธิดา จึงรับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านทั้งหลายจงเลี้ยงไว้เถิด พระนางเทวคัพภาประสูติพระโอรสรวม ๑๐ องค์ นางนันทโคปาก็คลอดลูกหญิงรวม ๑๐ คน ได้เปลี่ยนให้กันเลี้ยง ด้วยอุบายนี้ โอรสของพระนางเทวคัพภาเจริญอยู่ในสำนักนางนันท- โคปา ลูกหญิงของนางนันทโคปาเจริญอยู่ในสำนักของพระนางเทวคัพ- ภา ใคร ๆ มิได้รู้ความลับเรื่องนั้น. โอรสองค์ใหญ่ของพระนางเทวคัพภา นามว่าวาสุเทพ องค์ที่ ๒ นามว่าพลเทพ องค์ที่ ๓ นามว่าจันทเทพ องค์ที่ ๔ นามว่าสุริยเทพ องค์ที่ ๕ นามว่าอัคคิเทพ องค์ที่ ๖ นามว่าวรุณเทพ องค์ที่ ๗ นามว่า อัชชุนะ องค์ที่ ๘ นามว่าปัชชุนะ องค์ที่ ๙ นามว่าฆตบัณฑิต องค์ ที่ ๑๐ นามว่าอังกุระ โอรสเหล่านั้นได้ปรากฏว่าพี่น้อง ๑๐ คนเป็น บุตรของอันธกเวณฑุทาส. ต่อมาโอรสเหล่านั้น ครั้นเจริญวัยแล้วมีกำลังเรี่ยวแรงมาก เป็น ผู้หยาบช้ากล้าแข็ง พากันเที่ยวปล้นประชาชน แม้คนนำบรรณาการ ไปถวายพระราชา ก็พากันปล้นเอาหมด ประชาชนประชุมกันร้องทุกข์ ที่พระลานหลวงว่า พี่น้อง ๑๐ คน ซึ่งเป็นบุตรของอันธกเวณฑุทาส ปล้นแว่นแคว้น พระราชารับสั่งให้เรียกตัวอันธกเวณฑุทาสมาตรัสคุก คามว่า เหตุไร ? เจ้าจึงปล่อยให้ลูกทำการปล้น ดังนี้ เมื่อประชาชน ร้องทุกข์ถึง ๒ ครั้ง ๓ ครั้งอย่างนี้ พระราชาก็ทรงคุกคามอันธกเวณฑุ
หน้า 969 ข้อ 1492
เขากลัวต่อมรณภัย ทูลขออภัยโทษกะพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้สมมติเทพ กุมารเหล่านั้นมิใช่บุตรของข้าพระองค์ เป็นโอรส ของอุปสาครอุปราช แล้วกราบทูลความลับเรื่องนั้นให้ทรงทราบ พระ- ราชาทรงตกพระทัย ตรัสถามอำมาตย์ทั้งหลายว่า เราจะใช้อุบายอย่างไร จึงจักจับกุมารเหล่านั้นได้ ? เมื่อพวกอำมาตย์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ กุมารเหล่านั้นลำพองจิตด้วยมวยปล้ำ ข้าพระองค์จักให้ทำ การต่อสู้ขึ้นในพระนคร แล้วให้จับกุมารเหล่านั้นผู้มาสู่สนามยุทธฆ่า เสีย ณ ที่นั้น ดังนี้ จึงรับสั่งให้เรียกนักมวยปล้ำมา ๒ คน คนหนึ่ง ชื่อวานุระ อีกคนหนึ่งชื่อมุฏฐิกะ แล้วให้ตีกลองประกาศทั่วพระนครว่า จากวันนี้ไป ๗ วัน จักมีการต่อสู้ ดังนี้แล้วให้ตระเตรียมสนามต่อสู้ที่ พระลานหลวง ให้ทำสังเวียนนั้นสนามต่อสู้แล้วให้ผูกธงและแผ่นผ้า. เสียงเล่าลือกันแซ่ไปทั่วนคร ประชาชนพากันผูกล้อเลื่อนและ เตียงน้อยใหญ่ วานุระแลมุฏฐิกะก็มายังสนามต่อสู้ โห่ร้องคำราม ตบมือเดินไปมาอยู่ แม้กุมารพี่น้องทั้ง ๑๐ ก็มาแล้วยื้อแย่งตามถนนขาย อาหาร ของหอมและเครื่องย้อม แล้วนุ่งห่มผ้าสี แย่งเอาของหอมตาม ร้านขายของหอม แลดอกไม้ตามร้านขายดอกไม้มาประดับตัวทัดดอกไม้ ๒ หู โห่ร้องคำรามตบมือเข้าสนามต่อสู้ ขณะนั้นวานุระเดินตบมืออยู่ พลเทพเห็นดังนั้น จึงคิดว่า เราจะไม่ถูกต้องวานุระด้วยมือ แล้วไป นำเชือกผูกช้างเส้นใหญ่มาแต่โรงช้าง โห่ร้องคำรามแล้วโยนเชือกไป พันท้องวานุระ รวบปลายเชือกทั้ง ๒ เข้ากัน โห่ร้องยกขึ้นหมุนเหนือ
หน้า 970 ข้อ 1492
ศีรษะแล้วฟาดลงแผ่นดิน โยนไปนอกสังเวียน เมื่อวานุระตายแล้ว พระราชารับสั่งให้มุฏฐิกะคนปล้ำทำการต่อสู้ต่อไป มุฏฐิกะลุกออกไปโห่ ร้องคำรามตบมืออยู่ พลเทพทุบมุฏฐิกะจนกระดูกละเอียด เมื่อมุฏฐิกะ กล่าวว่า ท่านเป็นนักมวยปล้ำ ฉันไม่ใช่นักมวยปล้ำ จึงตอบว่า เรา ไม่เข้าใจว่าท่านเป็นนักมวยปล้ำหรือไม่ใช่นักมวยปล้ำ แล้วจับมือทั้ง ๒ ฟาดลงบนแผ่นดินให้ตายแล้วโยนไปนอกสังเวียน มุฏฐิกะเมื่อจะตายได้ ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราเป็นยักษ์ได้กินเพลเทพ ครั้นเขาตายไป แล้วจึงเกิดเป็นยักษ์อยู่ในดงชื่อกาฬมัตติกะ. พระราชาเสด็จลุกขึ้นตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงจับพี่น้องทั้ง ๑๐ คนเหล่านี้ให้ได้ ขณะนั้น วาสุเทพขว้างจักรไปตกถูกพระเศียรกษัตริย์ สองพี่น้องสิ้นพระชนม์ มหาชนพากันสะดุ้งหวาดกลัว หมอบลงแทบ บาทของกุมารเหล่านั้นด้วยกล่าวว่า ขอพระองค์ได้เป็นที่พึ่งของพวกข้า- พระองค์เถิด กุมารเหล่านั้นครั้นปลงพระชนม์พระเจ้าลุงทั้ง ๒ ก็ยืด ราชสมบัติอสิตัญชนคร ยกมารดาบิดาขึ้นครองราชสมบัติแล้วปรึกษา กันว่า เรา ๑๐ คนจักชิงราชสมบัติในชมพูทวีปทั้งหมด แล้วชวนกัน ยกออกไปโดยลำดับ ถึงอยุชฌนครซึ่งเป็นที่ประทับของพระเจ้ากาล- โยนกราชล้อมเมืองไว้ ทำลายค่ายพังกำแพงเข้าไปจับพระราชา ยึด ราชสมบัติอยู่ในเงื้อมมือของตน แล้วพากัน ไปถึงกรุงทวาราวดี. ก็กรุงทวาราวดีนั้นมีสมุทรตั้งอยู่ข้างหนึ่ง มีภูเขาตั้งอยู่ข้างหนึ่ง ได้ยินว่านครนั้นมีอมนุษย์รักษา ยักษ์ผู้ยืนรักษานครนั้น เห็นปัจจามิตร
หน้า 971 ข้อ 1492
แล้วแปลงเพศเป็นลา ร้องเสียงเหมือนลา ขณะนั้น นครทั้งสิ้นก็เลื่อน ลอยไปอยู่บนเกาะเกาะ ๑ กลางสมุทร ด้วยอานุภาพยักษ์ เมื่อพวก ปัจจามิตรไปแล้ว นครก็กลับมาประดิษฐานตามเดิมอีก แม้คราวนั้น ยักษ์เพศลานั้นรู้ว่ากุมาร ๑๐ คนพี่น้องมา ก็ร้องเป็นเสียงลาขึ้น นคร ก็เลื่อนลอยไปประดิษฐานอยู่บนเกาะ กุมารเหล่านั้นไม่เห็นนครก็พา กันกลับ นครก็มาประดิษฐานอยู่ตามเดิมอีก กุมารเหล่านั้นกลับมาอีก ยักษ์เพศลาก็ได้ทำเหมือนอย่างนั้นอีก กุมารเหล่านั้นเมื่อไม่อาจชิงราช- สมบัติในกรุงทวาราวดีได้ ก็พากันไปหากัณหทีปายนดาบสนมัสการแล้ว ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายไม่อาจชิงราชสมบัติ ทวาราวดี ขอท่านได้บอกอุบายแก่พวกข้าพเจ้าสักอย่างหนึ่ง เมื่อพระดาบสบอกว่า มีลาตัวหนึ่งเที่ยวอยู่ที่หลังคูแห่งโน้น ลานั้นเห็นพวกอมิตรแล้วร้องขึ้น ขณะนั้น นครก็เลื่อนลอยไปเสีย ท่านทั้งหลายจงจับเท้าของลานั้น นี้ เป็นอุบายที่จะให้ท่านถึงความสำเร็จดังนี้ กุมารทั้ง ๑๐ นมัสการพระ- ดาบส แล้วไปหมอบจับเท้าของลาวิงวอนว่า ข้าแต่นาย คนอื่นนอกจาก ท่านเสียแล้วไม่เป็นที่พึ่งของพวกข้าพเจ้าได้ กาลเมื่อพวกข้าพเจ้ายึดนคร ขอท่านอย่างได้ร้องขึ้นเลย ยักษ์เพศลากล่าวว่า เราไม่อาจที่จะไม่ร้อง แต่ว่าท่าน ๔ คนจงมาก่อน จงถือเอาไถเหล็กใหญ่ ๆ แล้วตอกหลัก เหล็กใหญ่ ๆ ลงกับพื้นแผ่นดิน ที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้าน กาลเมื่อนครจะ เขยื่อนขึ้นจงจับไถแล้วช่วยกันเอาโซ่เหล็กที่ผูกกับไถล่ามไว้กับหลักเหล็ก นครจักไม่อาจลอยไปได้.
หน้า 972 ข้อ 1492
กุมารเหล่านั้นรับว่าดีแล้ว ครั้นเวลาเที่ยงคืนนั้น ก็พากันถือ เอาไถแล้วตอกหลักลงบนแผ่นดินที่ประตูเมืองทั้ง ๔ ด้านยืนอยู่ ขณะ นั้น ยักษ์เพศลาก็ร้องขึ้น นครเริ่มจะเลื่อนลอย กุมารเหล่านั้นยืนอยู่ ที่ประตูเมื่อทั้ง ๔ ด้าน จับไถเหล็ก ๔ คัน เอาโซ่เหล็กผูกกับไถล่าม ไว้กับหลักเหล็ก นครก็ไม่อาจเขยื้อนขึ้นได้ ลำดับนั้นกุมาร ๑๐ พี่น้อง ก็เข้านคร ปลงพระชนม์พระราชาแล้วยึดราชสมบัติได้ กุมารเหล่านั้น ได้ใช้จักรปลงพระชนม์พระราชาทั้งหมดในนคร ๖ หมื่น ๓ พันนคร แล้วมารวมกันอยู่ที่กรุงทวาราวดี แบ่งราชสมบัติเป็น ๑๐ ส่วน แต่หา ทันนึกถึงอัญชนเทวีเชษฐภคินีไม่ ต่อมานึกขึ้นได้จึงปรึกษากันใหม่ว่า จะแบ่งเป็น ๑๑ ส่วน อังกุรกุมารพูดขึ้นว่า ท่านทั้งหลายจงให้ส่วนของ เราแก่อัญชนเทวีเชษฐภคินีเถิด เราจะทำการค้าขายเลียงชีพ แต่ท่าน ทั้งหลายต้องแบ่งส่วยในชนบทของตนให้แก่เราทุก ๆ คน พี่น้อง ๙ องค์ รับว่า ดีแล้ว ดังนี้แล้วมอบราชสมบัติส่วนของอังกุรกุมารให้แก่อัญชน- เทวีเชษฐภคินี ได้เป็นพระราชา ๙ องค์กับเชษฐภคินี อยู่ด้วยกัน ใน กรุงทวาราดี ส่วนน้องกุรกุมารได้ทำการค้าขาย. เมื่อพระราชาพี่น้องเหล่านั้นเจริญด้วยบุตรธิดาต่อ ๆ มาอีกอย่างนี้ ครั้นกาลล่วงไปนาน พระราชมารดาบิดาก็สิ้นพระชนม์ลง ได้ยินว่า อายุกาลของมนุษย์ในครั้งนั้นถึง ๒๐,๐๐๐ ปี ครั้งนั้น พระปิโยรสองค์ ๑ ของวาสุเทพมหาราชสิ้นพระชนม์ พระราชาทรงแต่เศร้าโศกละ สรรพกิจเสีย นอนกอดแคร่พระแท่นบ่นเพ้ออยู่ กาลนั้น ฆตบัณฑิตคิด
หน้า 973 ข้อ 1492
ว่า เว้นเราเสียแล้ว คนอื่นใครเล่าชื่อว่าสามารถกำจัดความโศกของพี่ ชายเราย่อมไม่มี เราจักใช้อุบายกำจัดความโศกของพี่ชาย คิดดังนี้แล้ว จึงทำเป็นคนบ้าแหงนดูอากาศเดินบ่นไปทั่วเมืองว่า ท่านจงให้กระต่าย แก่เรา ท่านจงให้กระต่ายแก่เรา ดังนี้ ข่าวเล่าลือกันไปทั่วเมืองว่า ฆต- บัณฑิตเป็นบ้าเสียแล้ว. เวลานั้น อำมาตย์ชื่อโรหิเณยยะไปเฝ้าพระเจ้าวาสุเทพ เมื่อจะ เริ่มสนทนากับพระองค์ ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ขอพระองค์ จงเสด็จลุกขึ้นเถิด จะมัวทรงบรรทมอยู่ทำไม ความเจริญอะไรจะมีแก่พระองค์ด้วยพระสุบิน เล่า พระภาดาของพระองค์แม้ใด เสมอด้วย พระหฤทัย และเสมอด้วยพระเนตรข้างขวา ลมได้กระทบดวงหทัยของพระภาดานั้น ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระเกศางาม ฆตบัณฑิตทรงเพ้อไป. โรหิเณยยะอำมาตย์ ทูลทักทายด้วยโคตรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ กัณหวงศ์ ในคาถานั้น นัยว่าพระวาสุเทพนั้น มีโคตรว่ากัณหายนะ. บทว่า โก อตฺโถ คือ ความเจริญชื่ออะไร. บทว่า หทยํ จกฺขุญฺจ ทิกฺขิณํ ความว่า เสมอด้วยพระหฤทัยด้วย เสมอด้วยพระเนตรข้างขวา ด้วย. บทว่า ตสฺส วาตา พลิยฺยนฺติ ความว่า ลมกระทบดวงหทัย
หน้า 974 ข้อ 1492
ของพระภาดานั่งอยู่ ณ ที่นี้. บทว่า ชปฺปติ คือ ทรงเพ้อไปว่า ท่าน ทั้งหลายจงให้กระต่ายแก่เรา. บทว่า เกสว ความว่า ได้ยินว่าพระเจ้า วาสุเทพนั้น ทรงปรากฏพระนามว่า เกสว เพราะทรงมีพระเกษางาม โรหิเณยยะอำมาตย์ ทูลทักทายพระเจ้าวาสุเทพด้วยพระนามนั้น. เมื่ออำมาตย์ทูลอย่างนี้แล้ว พระศาสดาผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงทราบ ความที่ฆตบัณฑิตมีจิตมั่นคง จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า :- พระเจ้าเกสวราช ทรงสดับคำของโรหิ- เณยยะอำมาตย์นั้นแล้ว อัดอั้นพระหฤทัยด้วย ความโศกถึงพระภาดา มีพระวรกายสระสับ กระส่ายเสด็จลุกขึ้น. พระราชาเสด็จลุกขึ้น รีบเสด็จลงจากปราสาทไปหาฆตบัณฑิต จับหัตถ์ทั้ง ๒ ไว้แน่น เมื่อจะเจรจากับฆตบัณฑิต ได้กล่าวคาถา ที่ ๓ ว่า :- เหตุไรหนอ เจ้าจึงเป็นเหมือนคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่วนครทวาราวดีนี้ว่า กระต่าย กระต่าย ใครเขาลักกระต่ายของเจ้าไปหรือ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ ทฺวารกํ อิมํ ความว่า พระ- ราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเจ้าจึงเป็นดังคนบ้า เที่ยวบ่นเพ้ออยู่ทั่ว
หน้า 975 ข้อ 1492
ทวาราวดีนครนี้ว่า กระต่าย กระต่าย ใครมาลักเอากระต่ายของเจ้าไป หรือ ? คือกระต่ายของเจ้าใครลักไปแล้วหรือ ? เมื่อพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ฆตบัณฑิตก็ยังตรัสคำนั้นแหละ อยู่บ่อย ๆ พระราชาจึงตรัส ๒ คาถาอีกว่า :- เจ้าอยากได้กระต่ายทอง กระต่ายเงิน กระต่ายแก้วมณี กระต่ายสังขศีลา หรือกระ- ต่ายแล้วประพาฬประการใด เจ้าจงบอกแก่เรา เรารักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบกระต่าย เหล่านี้ ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ มีอยู่ในป่า เราจัก ให้เขานำเอากระต่ายเหล่านั้นให้เจ้า เจ้าต้อง การกระต่ายชนิดไรเล่า ? พึงทราบความย่อในพระคาถานั้น ดังนี้. บรรดากระต่ายทั้งหลายมีกระต่ายทองเป็นต้นเหล่านั้น เจ้าจง บอกกระต่ายที่เจ้าต้องการ เราจักให้เขาทำให้เจ้า ถ้าแม้เจ้าไม่ชอบ กระต่ายเหล่านั้น ฝูงกระต่ายป่าอื่น ๆ ก็มีอยู่ในป่า เราจักให้เขานำเอา กระต่ายเหล่านั้นมาให้ ดูก่อนท่านผู้มีพระพักตร์อันงาม เจ้าต้องการ กระต่ายเช่นไรจงบอกมา ? ฆตบัณฑิตฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
หน้า 976 ข้อ 1492
ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระเกศางาม กระต่าย เหล่าใดที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน หม่อมฉันไม่ ปรารถนาสิ้นทั้งนั้น หม่อมฉันปรารถนากระ ต่ายจากดวงจันทร์ ขอพระองค์ได้ทรงโปรด สอยกระต่ายนั้นมาให้หม่อมฉันเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอหร ได้แก่ให้หยั่งลง. พระราชาทรงสดับถ้อยคำของฆตบัณทิตแล้ว ทรงโทมนัสว่า น้องชายของเราเป็นบ้าเสียแล้วโดยไม่ต้องสงสัย จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า :- น้อง เจ้าปรารถนาสิ่งที่เขาไม่พึงปรารถนา กัน อยากได้กระต่ายจากดวงจันทร์ จักละชีวิต ที่ยังดีไปเสียเป็นแน่. พระราชาเมื่อจะทรงทักพระกนิษฐาจึง ตรัสว่า น้อง ในพระ- คาถานั้น ข้อนี้มีอธิบายว่า แน่ะพ่อท่านใดปรารถนาสิ่งที่ไม่ควรปรารถนา ท่านนั้นผู้เป็นน้องของเรา จักละชีวิตของตนที่ดียิ่งไปเสียเป็นแน่. ฆตบัณฑิตฟังพระราชดำรัสแล้ว ยืนนิ่งอยู่กล่าวว่า ข้าแต่ พระเจ้าพี่ เจ้าพี่ทรงทราบว่าข้าพระองค์ปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ ไม่ได้แล้วจะตาย ก็เหตุไร เจ้าพี่จึงเศร้าโศกถึงโอรสที่สิ้นพระชนม์ไป แล้วเล่า ? แล้วกล่าวคาถาที่ ๘ ว่า :-
หน้า 977 ข้อ 1492
ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ ถ้าพระองค์ ทรงทราบและตรัสสอนผู้อื่นอย่างนี้ไซร้ เหตุไร พระองค์จึงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรสผู้สิ้น พระชนม์ไปแล้วในกาลก่อน จนกระทั้งถึงวัน นี้เล่า ? คำว่า เอวํ ในคาถานั้น มีอธิบายว่า ถ้าพระองค์ทรงทราบ อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าของที่ไม่ควรได้ บุคคลก็ไม่ควรหวังดังนี้ไซร้. บทว่า ยทญฺมนุสาสสิ ความว่า ผิว่าพระองค์ทรงทราบอยู่อย่างนี้แหละ ตรัสสอนผู้อื่นอยู่. บทว่า. ปุเร เป็นต้น ความว่า ฆตบัณฑิตกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรส ผู้สิ้นพระชนม์ไปแล้ว นับจากนี้ไปถึง ๔ เดือน จนกระทั้งถึงวันนี้เล่า ? ฆตบัณฑิตยืนอยู่ระหว่างวิถีกราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่ หม่อมฉันปรารถนาสิ่งที่เห็นปรากฏอยู่แท้ ๆ แต่เจ้าพี่ทรงเศร้าโศกเพื่อ ทรงประสงค์สิ่งที่มิได้ปรากฏอยู่ เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา ได้ กล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่า :- มนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้ฐานะอันใด คือความมุ่งหวังว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้ว อย่าตายเลย พระองค์ทรงปรารถนาฐานะอัน นั้นอยู่ จะพึงทรงได้ฐานะที่ไม่ควรได้แต่ที่ไหน
หน้า 978 ข้อ 1492
ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหวงศ์ พระองค์ทรงเศร้า โศกถึงพระโอรสองค์ใด ผู้ไปปรโลกแล้วพระ- องค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้ด้วย มนต์ ยารากไม้ โอสถ หรือพระราชทรัพย์เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เป็นต้น ความว่า ฆตบัณฑิต แสดงว่ามนุษย์หรือเทวดาไม่พึงได้อีก คือไม่อาจเพื่ออันได้ฐานะอันใด คือความมุ่งหวังอย่างนี้ว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้วอย่าตายเลย พระองค์ ทรงปรารถนาฐานะอันนั้นอยู่ จะพึงทรงให้ฐานะที่ไม่ควรได้นั้น คือ พระโอรสผู้ไปปรโลกแล้วแต่ที่ไหน ? คือจะสามารถได้ด้วยเหตุอะไร ? ได้แก่ไม่สามารถจะได้ฐานะที่ไม่ควรได้นั้น. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้น ขึ้นชื่อว่าสิ่งอันไม่ควรได้คือฐานะอันไม่ควรได้นั้น จะพึงได้แต่ที่ไหน. บทว่า มนฺตา คือ ด้วยการร่ายมนต์ บทว่า มูลเภสชฺช คือ ด้วยรากยา บทว่า โอสเถหิ คือ ด้วยโอสถชนิดต่าง ๆ. บทว่า ธเนน วา คือ หรือด้วยพระราชทรัพย์นับด้วย ๑๐๐ โกฏิ. คำนี้มีอธิบายว่า พระองค์ทรงเศร้าโศกถึงพระโอรสองค์ใดผู้ไป ปรโลกแล้ว พระองค์ก็ไม่สามารถจะนำพระโอรสนั้นมาได้แม้ด้วยการ ร่ายมนต์เป็นต้นเหล่านั้น. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า แน่ะพ่อฆตบัณฑิตคำที่ กล่าวนี้ควรกำหนดไว้ ท่านได้ทำให้เราหายโศกแล้ว เมื่อจะสรรเสริญ
หน้า 979 ข้อ 1492
ฆตบัณฑิต จึงตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า :- บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์ ของพระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์ นั้นจะมีความโศกนาแต่ไหน เหมือนฆตบัณฑิต ดับความโศกของเราในวันนี้ ฆตบัณฑิตได้ รดเราผู้เร่าร้อนให้สงบระงับ ดับความกระวน กระวายทั้งปวงได้ เหมือนบุคคลดับไฟที่ติด เปรียงด้วยน้ำฉะนั้น ฆตบัณฑิตได้ถอนลูกศร ที่เสียบแทงหทัยของเราออกแล้ว ได้บรรเทา ความโศกถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความเศร้าโศก ครอบงำแล้วหนอ เราเป็นผู้ถอนลูกศรออกได้ แล้วปราศจากความโศก ไม่ขุ่นมัว จะไม่เศร้า โศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า นะ น้อง. บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาที่หนึ่งมีความย่อดังนี้ว่า บุรุษผู้เป็น บัณฑิตเช่นนี้ เป็นอำมาตย์ของพระราชาแม้พระองค์อื่นใด พระราชา พระองค์นั้น จะมีความโศกมาแต่ไหน เหมือนดังฆตบัณฑิต ยังเราผู้ถูก ความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำแล้วให้ดับ คือให้เย็นได้แก่ให้ตื่น เพื่อ
หน้า 980 ข้อ 1492
ประโยชน์แก่การกำจัดความโศกฉะนั้น. คาถาที่เหลือมีเนื้อความดังกล่าว แล้วนั่นแหละ. ในอวสาน มีอภิสัมพุทธคาถา ซึ่งมีเนื้อความง่ายดังนี้ว่า :- ผู้มีปัญญา มีใจกรุณา ย่อมทำผู้ที่เศร้า โศกให้หลุดพ้นจากความเศร้าโศกได้ เหมือน ฆตบัณฑิตทำพระเชษฐาผู้เศร้าโศกให้หลุดพ้น จากความเศร้าโศก ฉะนั้น. เมื่อพระเจ้าวาสุเทพ ผู้อันฆตบัณฑิตทำให้หมดความโศกแล้ว อย่างนี้ครองราชสมบัติอยู่ โดยล่วงไปแห่งกาลยืดยาวนาน พระกุมาร โอรสของกษัตริย์พี่น้องทั้ง ๑๐ ปรึกษากันว่า เขากล่าวกันว่า กัณหที- ปายนดาบสผู้มีตาดังทิพย์ พวกเราจักทดลองท่านดูก่อน จึงประดับกุมาร เด็กผู้ชายคนหนึ่ง แสดงอาการเหมือนหญิงมีครรภ์ เอาลูกแก้วมรกต ผูกไว้ที่ท้อง แล้วนำไปหาพระดาบสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เด็กหญิง นี้จักคลอดหรือไม่ ? พระดาบสพิจารณาดูรู้ว่า กาลวิบัติของกษัตริย์พี่ น้อง ๑๐ องค์มาถึงแล้ว อายุสังขารของพวกเราเป็นเช่นไรหนอ ? ก็รู้ว่า จักตายวันนี้แน่ จึงกล่าวว่า กุมารทั้งหลาย พวกท่านต้องการอะไรด้วย เรื่องนี้ ถูกพวกกุมารเซ้าซี้ว่า ขอท่านจงบอกแก่พวกกระผมเถิด พระ- เจ้าข้า จึงกล่าวว่า ต่อนี้ไป ๗ วัน กุมาริกาผู้นี้จักคลอดปุ่มไม้ตะเคียน ออกมา ด้วยเหตุนั้นตระกูลของวาสุเทพจักพินาศ อนึ่ง ท่านทั้งหลาย จงเอาปุ่มไม้ตะเคียนนั้น ไปเผาแล้วเอาเถ้าไปทิ้งในแม่น้ำ ลำดับนั้น
หน้า 981 ข้อ 1492
พระกุมารเหล่านั้นกล่าวกะพระดาบสว่า ดูก่อนชฎิลโกง ธรรมดาผู้ชาย ออกลูกได้ไม่มีเลย แจ้วทำกรรมกรณ์ชื่อตันตรัชชุกะ. ให้ดาบสิ้นชีวิต ในที่นั่นเอง. กษัตริย์พี่น้องทั้งหลาย เรียกพระกุมารมาตรัสถามว่า พวกเจ้า ฆ่าพระดาบสเพราะเหตุไร ? ครั้นได้สดับเรื่องทั้งหมดแล้วทรงหวาดกลัว จึงรักษาเด็กนั้นไว้ ครั้นถึงวันที่ ๗ ให้เผาปุ่มตะเคียนที่ออกจากท้อง เด็กนั้น แล้วเอาเถ้าไปทิ้งในแม่น้ำ เถ้านั้นถูกน้ำพัดไปติดอยู่ที่ปากอ่าว ข้างหนึ่ง เกิดเป็นตะไคร่น้ำขึ้นที่นั้น. อยู่มาวันหนึ่ง กษัตริย์เหล่านั้นชวนกันทรงสมุทรกีฬา เสด็จไป ถึงปากอ่าวแล้วให้ปลูกมหามณฑปทรงเสวยทรงดื่ม ทรงหยอกเย้ากันที่ มหามณฑปซึ่งตกแต่งงดงาม ใช้พระหัตถ์และพระบาทถูกต้องกันแต่ เป็นไปด้วยอำนาจความเย้ยหยัน จึงทะเลาะกันยกใหญ่ แตกกันเป็น สองพวก ลำดับนั้น กษัตริย์พระองค์หนึ่ง เมื่อไม่ได้ไม้ตะบองอย่างอื่น ก็ถือใบตะไคร้น้ำแต่กอตะไคร้น้ำใบหนึ่ง ใบตะไคร้น้ำนั้น พอถูกจับเข้า เท่านั้น ก็กลายเป็นสากไม้ตะเคียน พระองค์ทรงตีมหาชนด้วยสากนั้น แล้ว สิ่งที่คนทั้งหมดจับด้วยเข้าใจว่าเป็นอย่างอื่น ก็กลายเป็นสากไป หมด เขาจึงประหารกันและกันถึงความพินาศสิ้น เมื่อเขาเหล่านั้นกำลัง พินาศอยู่ กษัตริย์ องค์คือ วาสุเทพ พลเทพ อัญชนเทวีภคินี และ ปุโรหิต พากันขึ้นรถหนีไป พวกที่เหลือพากันพินาศหมด กษัตริย์ ๔ องค์เหล่านั้นขึ้นรถหนีไปถึงดงกาฬมัตติกะ ก็มุฏฐิกะคนปล้ำนั้นซึ่งตั้ง
หน้า 982 ข้อ 1492
ความปรารถนาไว้ได้เกิดเป็นยักษ์อยู่ในดงนั้น รู้ว่าพลเทพมาก็เนรมิตร บ้านขึ้นที่นั้น แปลงเพศเป็นคนปล้ำเที่ยวโห่ร้องคำรามตบมือท้าทายว่า ใครต้องการสู้ พลเทพพอเห็นเขาเหล่านั้นก็กล่าวว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่ หม่อมฉันจักสู้กับบุรุษนี้เอง เมื่อวาสุเทพห้ามอยู่นั่นแหละ ลงจากรถ ตบมือเข้าไปหายักษ์นั้น ลำดับนั้น ยักษ์จึงจับมือที่เหยียดออกแล้วกิน พลเทพเสียดุจเหง้าบัว. วาสุเทพรู้ว่าพลเทพสิ้นชีวิต จึงพาภคินีและปุโรหิตเดินทางไป ตลอดคืน พอรุ่งสว่างก็ถึงปัจจันตคามตำบลหนึ่ง สั่งภคินีและปุโรหิต ไปยังบ้านสั่งว่า จงหุงอาหารแล้วนำมา ตัวเองเข้าไปนอนซ่อนอยู่ที่กอ ไม้กอหนึ่ง ครั้งนั้น นายพรานคนหนึ่งชื่อชรา เห็นกอไม้ไหวๆ เข้าใจว่า สุกรจักมีที่นั่น จึงพุ่งหอกไปถูกพระบาทวาสุเทพ เมื่อวาสุเทพตรัสว่า ใครแทงเรา นายพรานรู้ว่าตนแทงมนุษย์ ก็ตกใจกลัว ปรารภจะหนีไป พระราชาดำรงพระสติไว้เสด็จลุกขึ้น ตรัสเรียกว่า ดูก่อนลุง อย่ากลัว เลยจงมาเถิด ครั้นนายพรานมาแล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านชื่ออะไร ? เมื่อนายพรานตอบว่า ข้าแต่นาย ข้าพเจ้าชื่อชรา ก็ทรงทราบว่า นัยว่า คนรุ่นก่อนพยากรณ์เราไว้ว่า จักถูกนายชราแทงตาย วันนี้เราคงตาย โดยไม่ต้องสงสัย แล้วตรัสกะนายชราว่า ดูก่อนลุง ท่านอย่ากลัวเลย จงมาช่วยพันแผลที่เท้าให้เรา ให้นายพรานชราพันปากแผลแล้วก็ส่ง นายพรานนั้นไป เวทนามีกำลังได้เป็นไปอย่างแรงกล้า พระราชา ไม่อาจจะเสวยพระกระยาหารที่ภคินีและปุโรหิตนำมาได้ ลำดับนั้น
หน้า 983 ข้อ 1492
พระองค์จึงตรัสเรียกชนทั้งสองมาตรัสว่า เราจักตายวันนี้ ก็ท่านทั้ง ๒ เป็นสุขุมาลชาติ ไม่อาจจะทำการงานอย่างอื่นเลี้ยงชีพได้ จงเรียนวิชา นี้ไว้ แล้วให้ศึกษาวิชาอย่างหนึ่ง แล้วส่งเขากลับไป พระองค์สิ้นพระ- ชนม์อยู่ ณ ที่นั้นเอง กษัตริย์พี่น้องทั้งหมด นอกจากอัญชนเทวีแล้ว ถึงความพินาศสิ้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก โบราณบัณฑิตฟังด้วยคำของบัณฑิตแล้ว กำจัดความ โศกถึงบุตรของตนออกได้ ท่านอย่าคิดถึงเขาเลย ดังนี้แล้วทรงประกาศ สัจธรรม เวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระทศพล ทรงประชุมชาดกว่า โรหิเณยยอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ในบัดนี้ วาสุเทพในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระสารีบุตรในบัดนี้ พวกที่ เหลือนอกนี้ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในบัดนี้ ส่วนฆตบัณฑิต ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้สัมมาสัมพุทธะเปิดหลังคาคือกิเลสในโลกได้ แล้ว ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาฆตบัณฑิตชาดกที่ ๑๖
หน้า 984 ข้อ 1492
รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. จตุทวารชาดก ๒. กัณหชาดก ๓. จตุโปสถชาดก ๔. สังขชาดก ๕. จุลลโพธิชาดก ๖. มัณฑัพยชาดก ๗. นิโครธ ชาดก ๘. ตักกลชาดก ๙. มหาฐัมมปาจชาดก ๑๐. กุกกุฏชาดก ๑๑. มัฏฐกุณฑศิชาดก ๑๒. พิลารโกสิยชาดก ๑๓. จักกวากชาดก ๑๔. ภูริปัญหาชาดก ๑๕. มหามังคลชาดก ๑๖. ฆตบัณฑิตชาดก. จบ ทสกนิบาตชาดก

เล่มจริงที่ 60 (540 หน้า · 0001 – 0540)

กระโดดไปหน้า (540 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 1493, 1494
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๖ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เอกาทสนิบาตชาดก ๑. มาตุโปสกชาดก ว่าด้วยเรื่องพญาช้างเลี้ยงมารดา [๑๔๙๓] ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย งอกงามขึ้นแล้ว เพราะพญาช้างนั้นพลัดพรากไป อนึ่ง ต้นกรรณิการ์ ทั้งหลายที่เชิงเขาก็เผล็ดดอกบาน. [๑๔๙๔] พระราชาหรือพระราชกุมาร ประทับ นั่งบนคอพญาช้างใด ซึ่งไม่มีความสะดุ้ง ย่อมกำจัด เสียซึ่งปัจจามิตรทั้งหลาย อิสรชนผู้ประดับด้วยอาภรณ์ อันงดงามผู้หนึ่ง ย่อมเลี้ยงดูพญาช้างนั้นด้วยก้อนข้าว.
หน้า 2 ข้อ 1495, 1496, 1497, 1498, 1499, 1500
[๑๔๙๕] ดูก่อนพญาช้างตัวประเสริฐ เชิญพ่อ รับเอาคำข้าวเถิด อย่าผ่ายผอมเลย ราชกิจมีเป็นอัน มาก ท่านจะต้องทำราชกิจเหล่านั้น. [๑๔๙๖] นางช้างนั้นเป็นกำพร้า ตาบอด ไม่มี ผู้นำทาง คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะ เป็นแน่. [๑๔๙๗] ดูก่อนพญาช้าง นางช้างตาบอดหาผู้นำ ทางมิได้ คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะ นั้นเป็นอะไรกับท่านหรือ. เมื่อพราหมณ์เดินทางยืนขออยู่ บัณฑิตทั้งหลาย ไม่กล่าวว่าควรไป. [๑๔๙๘] ข้าแต่พระมหาราชา นางช้างตาบอด ไม่มีผู้นำทาง คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาชื่อ จัณโฑรณะนั้น เป็นมารดาของข้าพระองค์. [๑๔๙๙] พญาช้างนี้ย่อมเลี้ยงดูมารดา ท่าน ทั้งหลายจงปล่อยพญาช้างนั้นเสียเถิด พญาช้างตัว ประเสริฐจงอยู่ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหลาย เถิด. [๑๕๐๐] พญาช้างอันพระเจ้ากาสีทรงปล่อยแล้ว พอหลุดพ้นจากเครื่องผูก พักอยู่ครู่หนึ่ง ได้ไปยังภูเขา จากนั้นเดินไปสู่สระบัวอันเย็นที่เคยซ่องเสพมา แล้ว ดูดน้ำด้วยงวงมารดมารดา.
หน้า 3 ข้อ 1501, 1502, 1503
[๑๕๐๑] ฝนอะไรนี้ไม่ประเสริฐเลย ย่อมตก โดยกาลที่ไม่ควรตก บุตรเกิดในตนของเราเป็นผู้บำรุง เรา ไปเสียแล้ว. [๑๕๐๒] เชิญท่านลุกขึ้นเถิด จะมัวนอนอยู่ ทำไม ฉันเป็นลูกของแม่มาแล้ว พระเจ้ากาสีผู้ทรง พระปรีชาญาณ มีบริวารยศใหญ่หลวงทรงปล่อยมา แล้ว. [๑๕๐๓] พระราชาพระองค์ใดทรงปล่อยลูกของ เราตัวประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญทุกเมื่อ ขอ พระราชาพระองค์นั้นจงทรงพระชนม์ยืนนาน ทรง บำรุงแคว้นกาสีให้เจริญรุ่งเรืองเถิด. จบมาตุโปสกชาดกที่ ๑
หน้า 4 ข้อ 1503
อรรถกถาเอกาทสนิบาต อรรถกถามาตุโปสกชาดก พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ- ปรารภภิกษุผู้เลี้ยงมารดา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตสฺส นาคสฺส วิปฺปวาเสน ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน เสมือนกับเรื่องสามชาดกนั่นเอง. ก็พระศาสดาตรัสเรียก ภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่ายกโทษภิกษุนี้เลย โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้บังเกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน พรากจากมารดา ซูบซีดไป เพราะอดอาหาร ๗ วัน แม้ได้โภชนะอันสมควรแก่พระราชา คิดว่า พวกเราเว้นจากมารดาเสีย จักไม่บริโภค พอเห็นมารดา ก็ยึดถือเอาอาหาร ดังนี้แล้ว อันภิกษุทั้งหลายทูลอาราธนา จึงนำอดีตนิทานมาว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยพระราชสมบัติ ในกรุง พาราณสี ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้าง ในหิมวันตประเทศ ได้เป็นสัตว์เผือกปลอด มีรูปงาม น่าชม น่าเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยลักษณะ กระทำความเจริญโดยลำดับ มีช้าง ๘๐,๐๐๐ เชือกเป็นบริวาร. ส่วนมารดา ของท่านเป็นช้างบอด. แต่ท่านได้ให้ผลไม้ มีรสอร่อยแก่ช้างทั้งหลาย แล้ว ส่งไปยังสำนักของมารดา ช้างทั้งหลายไม่ได้ให้แก่มารดาเลย เคี้ยวกินด้วย ตนเอง. ท่านกำหนดรู้เรื่องนั้น คิดว่า เราจักละโขลงแล้ว เลี้ยงแต่มารดา เท่านั้น ครั้นถึงส่วนแห่งราตรี เมื่อช้างเหล่าอื่นไม่รู้อยู่ จึงพามารดาไปยัง เชิงเขา ชื่อว่า จัณโฑรณะ แล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งภูเขา ซึ่งอยู่ติดแถบ
หน้า 5 ข้อ 1503
อีกข้างหนึ่งแล้วเลี้ยงดู. ลำดับนั้น พรานไพรชาวกรุงพาราณสีคนหนึ่ง เป็น คนหลงทาง เมื่อไม่อาจกำหนดทิศได้ จึงร้องไห้ด้วยเสียงอันดังลั่น. พระ- โพธิสัตว์ได้ยินเสียงของพรานไพรนั้น คิดว่า บุรุษนี้เป็นคนไร้ที่พึ่ง ข้อที่เขา พึงพินาศไปในที่นี้ เมื่อเรายังอยู่ ไม่สมควรแก่เราเลย ดังนี้แล้ว จึงไปหาเธอ เห็นเธอกำลังหนีไปด้วยความกลัว จึงถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านไม่มีภัย เพราะอาศัยเรา ท่านอย่าหนีไปเลย เพราะเหตุไร ท่านจึงเที่ยวร้องไห้ร่ำไร อยู่เล่า เมื่อเขากล่าวว่า ข้าแต่นาย กระผมเป็นคนหลงทาง วันนี้เป็นวันที่ ๗ สำหรับผม จึงกล่าวว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ ท่านอย่ากลัวเลย เราจักวางท่าน ไว้ในถิ่นมนุษย์ ดังนี้แล้ว ให้เขานั่งบนหลังตน นำออกจากป่าแล้วกลับไป. ฝ่ายเขาเป็นคนชั่วคิดว่า เราไปยังนครแล้วจักทูลแก่พระราชา ดังนี้แล้ว จึงทำ ต้นไม้เป็นเครื่องหมาย ทำภูเขาเป็นเครื่องหมาย ได้ออกไปยังกรุงพาราณสี. ในกาลนั้น ช้างมงคลของพระราชาได้ทำกาละไป. พระราชาตรัสสั่งให้ตีกลอง ร้องประกาศว่า ถ้าใคร ๆ เห็นช้างตัวเหมาะ ที่ส่งเสียงร้องในที่ใดที่หนึ่ง ผู้นั้นจงบอก. บุรุษนั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ข้าพระองค์ได้เห็นพญาช้าง ตัวมีสีเผือกปลอด เหมาะเพื่อจะทำการฝึก ข้าพระองค์จักแสดงหนทาง ขอพระองค์ จงส่งนายหัตถาจารย์ พร้อมกับข้า- พระองค์ ไปให้จับช้างนั้นเถิด. พระราชาตรัสรับคำแล้วจึงตรัสว่า พวกเธอ จงทำผู้นี้ให้เป็นผู้นำทาง ไปยังป่านำพญาช้างที่บุรุษนี้พูดไว้ ดังนี้แล้ว พร้อม ด้วยบุรุษนั้น จึงส่งนายหัตถาจารย์ พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก. นาย หัตถาจารย์ไปกับบุรุษนั้น เห็นช้างพระโพธิสัตว์ กำลังเข้าไปยังที่ซ่อนเร้น กำลังถือเอาอาหาร. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นนายหัตถาจารย์แล้วอธิษฐานว่า ภัยนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้อื่น ชะรอยจักเกิดขึ้นจากสำนักบุรุษชั่วนี้นั้น ฝ่ายเราแล
หน้า 6 ข้อ 1503
เป็นผู้มีกำลังมาก และสามารถจะกำจัดช้างได้ตั้ง ๑,๐๐๐ เชือก ครั้นโกรธแล้ว สามารถจะนำพาหนะของนายทัพ พร้อมทั้งแว่นแคว้นให้พินาศไปได้ เพราะ ฉะนั้น วันนี้เขาเอาหอกตอกศีรษะเรา เราก็ไม่โกรธ ดังนี้แล้ว จึงน้อมศีรษะลง ได้ยืนนิ่งเฉย. นายหัตถาจารย์ลงสู่สระปทุม เห็นความสมบูรณ์แห่งลักษณะ ของพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวว่า มาเถอะพ่อ แล้วจับงวงอันเสมือนกับพวงเงิน ในวันที่ ๗ จึงถึงกรุงพาราณสี. ฝ่ายมารดาพระโพธิสัตว์ เมื่อบุตรยังไม่มา จึงคร่ำครวญว่า ชะรอยว่า พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา นำเอา บุตรของเราไป บัดนี้ หมู่ป่าไม้นี้จักเจริญ เพราะอยู่ปราศจากช้างนั้น ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ไม้อ้อยช้าง ไม้มูกมัน ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย งอกงามขึ้นแล้วเพราะพญาช้าง นั้นพลัดพรากไป อนึ่ง ต้นกรรณิการ์ทั้งหลายที่เชิงเขา ก็เผล็ดดอกบาน. พระราชาหรือพระราชกุมาร ประทับนั่งบนคอ พญาช้างใด ซึ่งไม่มีความสะดุ้ง ย่อมกำจัดเสียซึ่ง ปัจจามิตรทั้งหลาย อิสรชนผู้ประดับด้วยอาภรณ์อัน งดงามผู้หนึ่ง ย่อมเลี้ยงดูพญาช้างนั้นด้วยก้อนข้าว. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า วิรุฬฺหา ได้แก่ ชื่อว่าความเจริญ ท่านกล่าวด้วยอำนาจความหวังว่า ในข้อนี้ไม่มีความสงสัยเลย. บทว่า สลฺลกิโย จ กุฏฺชา ได้แก่ ไม้อ้อยช้าง และไม้มูกมัน. บทว่า กุรุวินฺท- กรวรา ภิสสาม ความว่า ไม้ช้างน้าว หญ้างวงช้าง ข้าวฟ่าง และลูกเดือย. นางช้างคร่ำครวญว่า ก็หมู่ป่าไม้ทั้งหมดนี้ จักเจริญในบัดนี้. บทว่า นิวาเต
หน้า 7 ข้อ 1503
ได้แก่ ที่เชิงภูเขา. บทว่า ปุปฺผิตา ท่านอธิบายไว้ว่า กิ่งไม้ทั้งหลายที่ไม่ ได้ถูกบุตรของเราหักเคี้ยวกิน และต้นกรรณิการ์ก็จักผลิดอกบาน. บทว่า โกจิเทว ได้แก่ ในที่ใดที่หนึ่ง จะเป็นบ้านหรือพระนครก็ตาม. บทว่า สุวณฺณกายุรา ได้แก่ พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา ผู้มีเครื่อง ประดับทำด้วยทองคำ. บทว่า ภรนฺติ ปิณฺเฑน ความว่า ในวันนี้ จัก เลี้ยงพญาช้างตัวเลี้ยงมารดา ด้วยปิณฑะที่เจริญดีด้วยโภชนะอันสมควรแก่ พระราชา. บทว่า ยตฺถ ความว่า พระราชาประทับนั่งบนหลังพญาช้างเชือกใด. บทว่า กวจมภิเหสฺสติ ความว่า พระราชาหรือพระราชกุมาร จักเข้าไปสู่ สงคราม กำจัด ทำลายเกราะของหมู่ข้าศึก. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า พระราชา หรือพระราชกุมาร ประทับนั่งในที่ใด คือ บนหลังลูกของเรา ไม่มีความ สะดุ้งกลัว จักทำลายเกราะของหมู่ข้าศึก วันนี้พวกเขามีอาภรณ์อันล้วนด้วย ทองคำ ย่อมเลี้ยงพญาช้างของเรานั้นด้วยก้อนข้าว. ฝ่ายนายหัตถาจารย์ ดำเนินไปในระหว่างทาง ส่งสาส์นไปถึงพระราชา พระราชาตรัสสั่งให้ตบแต่งพระนคร. ฝ่ายนายหัตถาจารย์ นำพระโพธิสัตว์ ที่เขาประพรมด้วยของหอม ประดับตกแต่งเข้าไปยังโรงช้าง ให้ล้อมด้วยม่าน อันวิจิตร ให้ผูกเพดานอันวิจิตรไว้ข้างบน แล้วให้กราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงนำโภชนะ มีรสอันเลิศต่าง ๆ มาให้แก่พระโพธิสัตว์. พระ- โพธิสัตว์คิดว่า เราเว้นมารดาเสีย จักไม่ยอมรับอาหาร ดังนี้แล้ว จึงไม่รับ อาหาร. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงอ้อนวอนพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถา ที่ ๓ ว่า ดูก่อนพญาช้างตัวประเสริฐ เชิญพ่อรับเอาคำ ข้าวเถิด อย่าได้ผ่ายผอมเลย ราชกิจมีเป็นอันมาก ท่านจักต้องทำราชกิจเหล่านั้น.
หน้า 8 ข้อ 1503
พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า นางช้างนั้น เป็นกำพร้า ตาบอด ไม่มีผู้นำทาง คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะเป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา นูน สา แปลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นางช้างนั้น เป็นกำพร้าแน่นอน. บทว่า กปฺปณิกา ได้แก่ เป็นกำพร้า เพราะพลัดพรากจากบุตร. บทว่า ขาณุํ ได้แก่ ท่อนไม้ที่โค่นล้มลงในที่นั้น ๆ. บทว่า ฆฏฺเฏติ ความว่า นางช้างร่ำไรรำพัน จึงได้สะดุดตรงที่นั้น ๆ เป็นแน่. บทว่า จณฺโฑรณํ ปติ ความว่า นางช้างเดินบ่ายหน้าสู่ภูเขาชื่อว่า จัณโฑรณะ คร่ำครวญอยู่ที่เชิงเขา. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัสถามพระโพธิสัตว์ จึงตรัสคาถาที่ ๕ ว่า ดูก่อนพญาช้าง นางช้างตาบอดหาผู้นำทางมิได้ คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขาจัณโฑรณะนั้น เป็น อะไรกับท่านหรือ ? พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า ข้าแต่พระมหาราชา นางช้างตาบอดไม่มีผู้นำทาง คงจะสะดุดตอไม้ล้มลงตรงภูเขา ชื่อ จัณโฑรณะนั้น เป็นมารดาของข้าพระองค์. พระราชา ทรงสดับเนื้อความแห่งคาถาที่ ๖ นั้น เมื่อจะให้ปล่อยไป จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า พญาช้างนี้ ย่อมเลี้ยงดูมารดา ท่านทั้งหลายจง ปล่อยพญาช้างนั้นเสียเถิด พญาช้างตัวประเสริฐจงอยู่ ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหลายเถิด.
หน้า 9 ข้อ 1503
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยยํ ภรติ ความว่า พญาช้างนี้ กล่าวว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์เลี้ยงมารดาตาบอด เว้นข้าพระองค์เสีย มารดาของข้าพระองค์ ก็จักถึงความสิ้นชีวิต เว้นมารดาเสีย ข้าพระองค์ไม่มี ความต้องการด้วยความเป็นใหญ่เลย วันนี้ เมื่อมารดาของข้าพระองค์ไม่ได้ อาหารเป็นวันที่ ๗ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงปล่อยพญาช้างที่เลี้ยงมารดานี้ พญาช้างนั้นจงมาอยู่ร่วมกับมารดา พร้อมด้วยญาติทั้งหมด. อภิสัมพุทธคาถาที่ ๘ และที่ ๙ มีดังนี้ พญาช้าง อันพระเจ้ากาสีทรงปล่อยแล้ว พอ หลุดพ้นจากเครื่องผูก พักอยู่ครู่หนึ่ง ได้ไปยังภูเขา จากนั้นเดินไปสู่สระบัวอันเย็น ที่เคยส้องเสพมา แล้ว ดูดน้ำด้วยงวงมารดมารดา. ได้ยินว่า พญาช้างนั้นพ้นจากเครื่องผูก พักอยู่หน่อยหนึ่ง แล้ว แสดงธรรมแก่พระราชา ด้วยทศพิธราชธรรมคาถาแล้วให้โอวาทว่า ข้าแต่ พระมหาราชา ขอพระองค์จงอย่าเป็นผู้ประมาทเลย อันมหาชนบูชาอยู่ด้วย เครื่องสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ออกจากพระนคร ถึงสระปทุมนั้น ในขณะนั้นนั่นเอง คิดว่า เราไม่ให้มารดาของเรารับเอาอาหาร เราเองก็จัก ไม่รับ ดังนี้แล้ว จึงถือเอารากเหง้าบัวเป็นอันมาก จึงใช้งวงดูดน้ำจนเต็ม ออกจากที่เร้นในถ้ำ ไปยังสำนักมารดา ตัวนอนอยู่ที่ประตูถ้ำ รดน้ำบนศีรษะ เพื่อให้ร่างของมารดาได้สัมผัส เพราะอดอาหารมาตั้ง ๗ วัน. พระศาสดา เมื่อจะทรงทำให้แจ้งซึ่งความนั้น จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาเหล่านี้. ฝ่ายมารดา ของพระโพธิสัตว์ จึงว่ากล่าวเธอด้วยความสำคัญว่า ฝนตก แล้วกล่าวคาถา ที่ ๑๐ ว่า
หน้า 10 ข้อ 1503
ฝนอะไรนี้ ไม่ประเสริฐเลย ย่อมตกโดยกาล ที่ไม่ควรตก บุตรเกิดในตนของเรา เป็นผู้บำรุงเราไป เสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺรโช ได้แก่ เกิดในตน. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อจะให้มารดาสบายใจ จึงกล่าวคาถา ที่ ๑๑ ว่า เชิญท่านลุกขึ้นเถิด จะมัวนอนอยู่ทำไม ฉันเป็น ลูกของแม่มาแล้ว พระเจ้ากาสีผู้ทรงพระปรีชาญาณ มีบริวารยศใหญ่หลวง ทรงปล่อยมาแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคโต ตฺยาหํ ตัดเป็น อาคโต เต อหํ. บทว่า เวเทเหน ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยญาณ. บทว่า ยสสฺสินา ได้แก่ มีบริวารมาก. อธิบายว่า ฉันถูกพระราชานั้น แม้จับโดยความที่ฉันเป็นช้าง มงคลพ้นแล้ว บัดนี้ ฉันมายังสำนักของแม่ แม่จงลุกขึ้น รับอาหารเถิด. นางช้างดีใจ เมื่อจะทำอนุโมทนาแด่พระราชา จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า พระราชาพระองค์ใด ทรงปล่อยลูกของเรา ตัว ประพฤติอ่อนน้อมต่อบุคคลผู้เจริญทุกเมื่อ ขอ พระราชาพระองค์นั้น จงทรงพระชนม์ยืนนาน ทรง บำรุงแคว้นกาสีให้เจริญรุ่งเรืองเถิด. ครั้งนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสในพระคุณของพระโพธิสัตว์ ทรง รับสั่งให้สร้างโรงช้างไม่ไกลแต่เมืองนิลีนิ จึงทรงเริ่มตั้งภัตตาหารไว้เนืองนิตย์ เพื่อพระโพธิสัตว์ และมารดา. ครั้นภายหลัง พระโพธิสัตว์ เมื่อมารดาทำ
หน้า 11 ข้อ 1504
กาละแล้ว ได้ทำการบริหารร่างกายของมารดาแล้ว ไปสู่อาศรมชื่อ กรัณฑกะ ก็ในที่นั้น ฤาษีจำนวน ๕๐๐ ลงจากภูเขาหิมพานต์มาอยู่. พระโพธิสัตว์ได้ ถวายปวัตตทานนั้นแด่ฤาษีเหล่านั้น. พระราชาทรงรับสั่งให้สร้างรูปปฏิมา อันสำเร็จด้วยศิลามีรูปเท่าพระโพธิสัตว์แล้ว ได้ให้มหาสักการะเป็นไป. ประ- ชาชนชาวชมพูทวีป ประชุมกันเป็นประจำปี ได้ทำการฉลองช้าง. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงประกาศสัจจะ ทั้งหลาย ประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ บุรุษชั่วได้เป็นพระเทวทัต นายหัตถาจารย์ได้เป็นพระสารีบุตร นางช้าง นั้นได้เป็นพระนางมหามายาเทวี ส่วนช้างเชือกประเสริฐ ซึ่งเลี้ยงดู มารดา คือเรานั่นเอง ผู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. จบอรรถกถามาตุโปสกชาดก ๒. ชุณหชาดก ว่าด้วยการคบบัณฑิตและคบคนพาล [๑๕๐๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอ พระองค์ทรงสดับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึง ในที่นี้ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์ ผู้ประเสริฐว่าสัตว์ ๒ เท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์ เดินทางไกลยืนอยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่ควรพูดว่า พระราชาควรเสด็จเลยไป.
หน้า 12 ข้อ 1505, 1506, 1507, 1508, 1509
[๑๕๐๕] ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ากำลังรอฟัง อยู่ ท่านมาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันใด จงบอก ประโยชน์อันนั้น หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์ อะไรในข้าพเจ้าจึงมาในที่นี้ เชิญท่านพราหมณ์บอก มาเถิด. [๑๕๐๖] ขอพระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วย ๕ ตำบลแก่ข้าพระองค์ ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง ขอได้ทรงโปรดประทานภรรยา ผู้พริ้มเพราแก่ข้าพระองค์ ๒ คน. [๑๕๐๗] ดูก่อนพราหมณ์ ตบะอันมีกำลังกล้า ของท่านมีอยู่หรือ หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือ ว่ายักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของท่านมีอยู่ หรือว่า ท่านยังจำได้ถึงประโยชน์ที่ท่านทำแล้วแก่เรา. [๑๕๐๘] ตบะของข้าพระองค์มิได้มี แม้มนต์ ของข้าพระองค์ก็มิได้มี ยักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำ ของข้าพระองค์ก็ไม่มี อนึ่ง ข้าพระองค์ก็จำไม่ได้ถึง ประโยชน์ ที่ข้าพระองค์ทำแล้วแก่พระองค์ ก็แต่ว่า เมื่อก่อนได้มีการพบปะกันเท่านั้นเอง. [๑๕๐๙] ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า การเห็นนี้เป็นการเห็น ครั้งแรก นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ถึงการพบกันใน ครั้งใดเลย ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องนั้น ขอท่านจงบอก แก่ข้าพเจ้าว่า เราได้เคยพบกันเมื่อไรหรือที่ไหน.
หน้า 13 ข้อ 1510, 1511, 1512, 1513
[๑๕๑๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ และข้าพระองค์ได้อยู่กันมาแล้วในเมืองตักกศิลา อัน เป็นเมืองที่รื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช พระองค์ กับข้าพระองค์ได้กระทบไหล่กันในความมืด มี หมอกทึบในนครนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม- ประชาชน พระองค์และข้าพระองค์ยืนกันอยู่ในที่ ตรงนั้น เจรจาปราศรัยด้วยคำอันให้ระลึกถึงกันที่ตรง นั้นแล เป็นการพบกันแห่งพระองค์และข้าพระองค์ ภายหลังจากนั้นมิได้มี ก่อนแต่นั้นก็ไม่มี. [๑๕๑๑] ดูก่อนพราหมณ์ การสมาคมกับสัป- บุรุษย่อมมีในหมู่มนุษย์บางครั้งบางคราว บัณฑิต ทั้งหลายย่อมไม่ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือ คุณที่กระทำไว้แล้วในกาลก่อนให้เสื่อมสูญไป. [๑๕๑๒] ส่วนคนพาลทั้งหลาย ย่อมทำการพบ ปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลาย ถึงจะ มากมายก็ย่อมเสื่อมไปหมด เพราะว่าคนพาลทั้งหลาย เป็นคนอกตัญญู. [๑๕๑๓] ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำ การพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ใน กาลก่อนให้เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในนักปราชญ์ ทั้งหลาย ถึงจะน้อยก็ย่อมไม่เสื่อมหายไป เพราะว่า
หน้า 14 ข้อ 1514
นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้ความกตัญญูดี ข้าพเจ้าจะ ให้บ้านส่วย ๕ ตำบลแก่ท่าน ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒ คน มีชาติและตระกูลเสมอกัน แก่ท่าน. [๑๕๑๔] ข้าแต่พระราชา การสมาคมกับสัตบุรุษ ย่อมเป็นอย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในกาสิกรัฐ ข้าพระองค์บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ มีบ้านส่วยเป็นต้น เหมือนพระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย ฉะนั้น การสังคมกับพระองค์นั่นแล เป็นอันว่าข้า- พระองค์ได้แล้วในวันนี้เอง. จบชุณหชาดกที่ ๒ อรรถกถาชุณหชาดก พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภพรที่พระอานนทเถระได้แล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้น ว่า สุโณหิ มยฺหํ วจนํ ชนินฺท ดังนี้. ดังจะกล่าวโดยพิสดาร ในปฐมโพธิกาล พระผู้มีพระภาคเจ้า มิได้ มีอุปัฏฐากประจำตลอด ๒๐ ปี. บางคราวพระนาคสมาลเถระ ก็อุปัฏฐาก พระผู้มีพระภาคเจ้า บางคราวพระนาคิตะ บางคราวพระอุปวาณะ บางคราว
หน้า 15 ข้อ 1514
พระสุนักขัตตะ บางคราวพระจุนทะ บางคราวพระสาคตะ บางคราวพระ- เมฆิยะ. ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัส ว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นผู้แก่แล้ว ภิกษุบางพวก เมื่อเรากล่าวว่า จะไปทางนี้ แล้วพากันไปเสียทางอื่น บางพวกทิ้งบาตรและจีวรของเราไว้ที่ พื้นดิน พวกเธอจงรู้ภิกษุรูปหนึ่ง ผู้จะเป็นอุปัฏฐากประจำตัวเรา ทรงห้าม พระสารีบุตรเถระเป็นต้น ที่พากันลุกขึ้นกระทำอัญชลีด้วยเศียรเกล้าว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ดังนี้ ด้วยพระดำรัสว่า ความปรารถนาของพวกเธอ ถึงที่สุดแล้วพอละ. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงกล่าวกะท่านพระอานนทเถระว่า อาวุโส ท่านจงวิงวอนการ อุปัฏฐากเถิด. พระเถระขอพร ๘ ประการ คือ ปฏิเสธ ๔ และข้อวิงวอน ๔ เหล่านี้คือ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ประทานจีวร ที่พระองค์ได้แล้วแก่ข้าพระองค์ จักไม่ให้บิณฑบาต จักไม่ให้อยู่ในพระคันธกุฎี เดียวกัน จักไม่พาข้าพระองค์ไปยังที่ที่นิมนต์ ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักไป ยังที่นิมนต์ ที่ข้าพระองค์รับไว้ ถ้าข้าพระองค์จักได้เพื่อให้บริษัทที่มา จาก นอกแว่นแคว้น นอกชนบท เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้ได้เข้าเฝ้าใน ขณะที่มาแล้วทีเดียว ขอให้ข้าพระองค์จักได้เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ในขณะที่ ข้าพระองค์เกิดความสงสัย ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมอันใด ในที่ ลับหลังข้าพระองค์กลับมาแล้ว ขอได้แสดงธรรมนั้น แก่ข้าพระองค์อีก ด้วย อาการอย่างนี้ ข้าพระองค์จึงจักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ฝ่ายพระผู้มี พระภาคเจ้า ก็ได้ประทานแก่เธอแล้ว. ตั้งแต่นั้นมา พระอานนทเถระก็ได้ เป็นอุปัฏฐากประจำ เป็นเวลา ๒๕ ปี. พระเถระได้รับสถาปนาในเอตทัคคะ
หน้า 16 ข้อ 1514
ในฐานะ ๕ ประกอบด้วยสัมปทา ๗ เหล่านี้ คือ อาคมสัมปทา อธิคม- สัมปทา ปุพพเหตุสัมปทา อัตถัตถปริปุจฉาสัมปทา ติฏฐวาสสัมปทา โยนิโสมนสิการสัมปทา และพุทธุปนิสสยสัมปทา ได้รับมรดกคือพร ๘ ประการ ในสำนักของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ปรากฏชัดในพระพุทธศาสนา ได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ลอยเด่นในท้องฟ้า. ภายหลังวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส พระตถาคตได้ให้พระอานนท์เถระ อิ่มหนำด้วยการประทานพร. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูล ให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั่นเอง แม้ใน กาลก่อน เราก็ให้พระอานนท์อิ่มหนำด้วยพรแล้ว ในกาลก่อนนั่นเอง เราก็ ได้ให้สิ่งที่เธอขอร้องเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงนำอดีตนิทานมาตรัสว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นพระราชโอรสของท้าวเธอ ทรงพระนามว่า ชุณหกุมาร ทรงศึกษาศิลปะในกรุงตักกศิลา ให้การประกอบเนือง ๆ แก่อาจารย์ ในเวลา มืดค่ำตอนกลางคืน ออกจากเรือนของอาจารย์ รีบไปที่อยู่ของตน เมื่อไม่ เห็นพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ผู้เที่ยวภิกษาจารไปยังที่อยู่ของตน จึงตีตุ่มภัตร ของพราหมณ์นั้นแตกไป. พราหมณ์ล้มลงร้องไห้. กุมารกลับได้ความกรุณา จึงจับมือพราหมณ์นั้นให้ลุกขึ้น. พราหมณ์กล่าวว่า เธอมาทำลายภาชนะภิกษา องเราทำไม จงให้ค่าภัตตาหารแก่เรา. กุมารกล่าวว่า พราหมณ์ บัดนี้ เรา ไม่อาจจะให้ค่าภัตตาหารนั้นแก่ท่านได้ ก็เราแลเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี มี นามว่า ชุณหกุมาร เมื่อเราดำรงอยู่ในรัชสมบัติ ท่านพึงมาขอทรัพย์เราได้ จบการศึกษาแล้ว ไหว้อาจารย์แล้วไปยังกรุงพาราณสี แสดงศิลปะแก่พระบิดา.
หน้า 17 ข้อ 1514
พระบิดาทรงคิดว่า เราเมื่อยังมีชีวิตอยู่ได้เห็นบุตรแล้ว เราจักเห็นบุตรนั้น ได้เป็นพระราชา ดังนี้แล้ว จึงอภิเษกไว้ในรัชสมบัติ. พระองค์เป็นพระราชา มีพระนามว่า ชุณหะ ครองราชสมบัติโดยธรรม, พราหมณ์ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงคิดว่า บัดนี้เราจักให้พระราชานำค่าภัตตาหารมาแก่เรา จึงไปยังกรุงพาราณสี มองเห็นพระราชากำลังทำประทักษิณพระนครที่ตบแต่งไว้นั่นแล จึงยืนอยู่ใน ที่สูงแห่งหนึ่งแล้ว เหยียดมือออกไปให้ชัยชนะ. พระราชาเสด็จเลยไป โดย ไม่เหลียวดูเลย. พราหมณ์รู้ว่าท้าวเธอมิได้เห็น เมื่อจะยกเรื่องขึ้น จึงกล่าว คาถาที่ ๑ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ขอพระองค์ จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ข้าพระองค์มาถึงในที่นี้ ด้วยประโยชน์ในพระเจ้าชุณหะ ข้าแต่พระองค์ผู้ ประเสริฐกว่าสัตว์สองเท้าทั้งหลาย เมื่อพราหมณ์เดิน ทางไกลยืนอยู่ บัณฑิตทั้งหลายไม่ควรพูดว่า พระราชา ควรเสด็จเลยไป. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ชุณฺหมฺหิ พราหมณ์ย่อมแสดงว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันหนึ่ง ในท่านผู้ ชื่อว่า ชุณหะ มิได้มาโดยไร้เหตุผล. บทว่า อิทฺธิเก ได้แก่ มาสิ้นระยะ กาลนาน. บทว่า คนฺตพฺพํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ไม่ได้กล่าวมาแล้ว และย่อมไม่กล่าวว่า พระราชาควรเสด็จเลยไป โดยไม่เหลียวแลดูพราหมณ์ผู้ เดินทางไกล คือ ผู้มาสิ้นระยะกาลนานขอร้องอยู่. พระราชา ทรงสดับคำของเธอแล้ว จึงเอาขอเพชรข่มช้าง ได้ตรัส คาถาที่ ๒ ว่า
หน้า 18 ข้อ 1514
ดูก่อนพราหมณ์ ข้าพเจ้ากำลังรอฟังอยู่ ท่าน มาถึงในที่นี้ด้วยประโยชน์อันใด จงบอกประโยชน์ อันนั้น หรือว่าท่านปรารถนาประโยชน์อะไร ใน ข้าพเจ้าจึงมาในที่นี้ เชิญท่านพราหมณ์บอกมาเถิด. ศัพท์ว่า อีฆ ในคาถานั้น เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ประท้วง. ต่อแต่นั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือด้วยอำนาจคำโต้ตอบ ของพราหมณ์กับ พระราชาว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทานบ้านส่วย ๕ ตำบล แก่ข้าพระองค์ ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง ขอได้ทรงโปรดประทานภรรยาผู้พริ้มเพรา แก่ข้าพระองค์ ๒ คน. ดูก่อนพราหมณ์ ตบะอันมีกำลังกล้าของท่านมี อยู่หรือ หรือว่ามนต์ขลังของท่านมีอยู่ หรือว่ายักษ์ บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของท่านมีอยู่ หรือว่าท่านยัง จำได้ถึงประโยชน์ที่ท่านทำแล้วแก่เรา. ตบะของข้าพระองค์มิได้มี แม้มนต์ของข้า- พระองค์มิได้มี ยักษ์บางพวกผู้เชื่อฟังถ้อยคำของ ข้าพระองค์ก็ไม่มี อนึ่ง ข้าพระองค์ก็จำไม่ได้ถึง ประโยชน์ ที่ข้าพระองค์ทำแล้ว แก่พระองค์ ก็แต่ว่า เมื่อก่อนได้มีการพบปะกันเท่านั้นเอง. ข้าพเจ้ารู้อยู่ว่า การเห็นนี้เป็นการเห็นครั้งแรก นอกจากนี้ ข้าพเจ้าจำไม่ได้ถึงการพบกันในครั้งใดเลย
หน้า 19 ข้อ 1514
ข้าพเจ้าถามถึงเรื่องนั้น ขอท่านจงบอกแก่ข้าพเจ้าว่า เราได้เคยพบกันเมื่อไรหรือที่ไหน. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์และข้า- พระองค์ได้อยู่กันมาแล้วในเมืองตักกศิลา อันเป็น เมืองที่รื่นรมย์ของพระเจ้าคันธารราช พระองค์กับข้า พระองค์ได้กระทบไหล่กัน ในความมืด มีหมอกทึบ ในนครนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์และข้าพระองค์ยืนกันอยู่ในที่ตรงนั้น เจรจา ปราศรัยด้วยคำอันให้ระลึกถึงกันที่ตรงนั้นแล เป็นการ พบกันแห่งพระองค์เเละข้าพระองค์ ภายหลังจากนั้น มิได้มี ก่อนแต่นั้นก็ไม่มี. ดูก่อนพราหมณ์ การสมาคมกับสัปบุรุษย่อมมี ในหมู่มนุษย์บางครั้งบางคราว บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่กระทำไว้ แล้วในกาลก่อน ให้เสื่อมสูญไป. ส่วนคนพาลทั้งหลาย ย่อมทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้ เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในคนพาลทั้งหลาย ถึงจะมาก มายก็ย่อมเสื่อมไปหมด เพราะว่าคนพาลทั้งหลาย เป็น คนอกตัญญู.
หน้า 20 ข้อ 1514
ส่วนนักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมไม่ทำการพบปะกัน ความสนิทสนม หรือคุณที่เขาทำไว้ในกาลก่อน ให้ เสื่อมสูญไป คุณที่ทำไว้ในนักปราชญ์ทั้งหลาย ถึงจะ น้อยก็ย่อมไม่เสื่อมหายไป เพราะว่านักปราชญ์ทั้งหลาย เป็นผู้มีความกตัญญูดี ข้าพเจ้าจะให้บ้านส่วย ๕ ตำบล แก่ท่าน ทาสี ๑๐๐ คน โค ๗๐๐ ตัว ทองเนื้อดี ๑,๐๐๐ แท่ง และภรรยาผู้พริ้มเพรา ๒ คน มีชาติและตระกูล เสมอกัน แก่ท่าน. ข้าแต่พระราชา การสมาคมกับสัตบุรุษ ย่อมเป็น อย่างนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในกาลิกรัฐ ข้าพระ- องค์บริบูรณ์ไปด้วยสมบัติ มีบ้านส่วยเป็นต้น เหมือน พระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางแห่งหมู่ดาวทั้งหลาย ฉะนั้น การสังคมกับพระองค์นั่นแล เป็นอันว่าข้าพระองค์ ได้แล้วในวันนี้เอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาทิสี ความว่า ขอพระองค์จงทรง ประทานภริยาผู้พริ้งพร้อมด้วยรูป ผู้มีผิวพรรณ มีชาติตระกูล และประเทศ นั้นนั่นแล ผู้มียศใหญ่สองนาง ผู้เป็นเช่นเดียวกันกับข้าพระองค์. บทว่า ภีสรูโป ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ตบกรรมอันได้แก่คุณแห่งศีลและอาจาระ ของท่าน มีเรี่ยวแรงหรืออย่างไร. บทว่า มนฺตา นุ เต ความว่า หรือ มนต์อันขลังยิ่งนัก อันให้สำเร็จประโยชน์ทุกอย่างของท่านมีอยู่. บทว่า อสฺสกา ความว่า พวกยักษ์ผู้กระทำตามถ้อยคำ ผู้ให้สิ่งที่ท่านมุ่งมาด ปรารถนา บางจำพวกของท่านมีอยู่. บทว่า กตฺตํ ความว่า ท่านถามว่า
หน้า 21 ข้อ 1514
ท่านยังนึกถึงประโยชน์อะไร ๆ ที่ท่านทำไว้แก่ข้าพเจ้า. บทว่า สงฺคติมตฺตํ ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า เหตุเพียงการมาพบกันกับพระองค์ ได้มีแก่ ข้าพระองค์ในครั้งก่อน. บทว่า ชานโต เม ความว่า นี้เป็นการเห็นครั้ง แรกของท่านกับข้าพเจ้าผู้รู้อยู่. บทว่า น ตาภิชานามิ ความว่า เราไม่รู้ จักท่าน. บทว่า ติมิสฺสทายํ ได้แก่ กลางคืนอันมืดมิด. บทว่า เต ตตฺถ ตฺวาน ความว่า เราเหล่านั้น ยืนอยู่ในที่ที่ไหล่ต่อไหล่กระทบกันนั้น. บทว่า วีติสาริมฺห ตตฺถ ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า ในที่ตรงนั้นนั่นแหละ พวก เราได้ยังถ้อยคำอันควรที่จะพึงระลึกให้หลั่งไหล คือ ข้าพระองค์กราบทูลว่า ภาชนะภิกษาของข้าพระองค์ อันพระองค์ทุบแตกแล้ว ขอพระองค์จงประทาน ค่าภัตตาหารแก่ข้าพระองค์ พระองค์ตรัสว่า บัดนี้ ข้าพเจ้าไม่สามารถจะใช้ค่า ภัตตาหารแก่ท่านได้ แต่ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระเจ้ากาสี ชื่อว่า ชุณหกุมาร เมื่อข้าพเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ ท่านค่อยมาทวงทรัพย์กับ ข้าพเจ้า สาราณียกถานี้ พวกเราได้กระทำกันได้แล้ว. บทว่า สาเยว โน สงฺคติมตฺตมาสิ ความว่า พราหมณ์แสดงว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกเรามีเพียงได้พบปะระหว่างกันและกัน คือได้พบกันเพียงครู่เดียว. บทว่า ตโต ความว่า ภายหลังหรือก่อนแต่นั้น คือ จากมิตรภาพชั่วครู่นั้น ที่จะเรียกได้ว่าเป็นการพบปะของพวกเรา ไม่เคยมีครั้งไหนเลย. บทว่า น ปณฺฑิตา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ อันท่านผู้ชื่อว่าเป็นบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่ทำให้การพบปะเพียงชั่วครู่นั้นหรือ หรือการคุ้นเคยกันตลอดกาลนาน คุณที่ท่านทำไว้ในกาลก่อนอะไรๆ เสื่อมสูญไป. บทว่า พหุํปิ แปลว่า แม้มากมาย. บทว่า อกตญฺญุรูปา ความว่า เพราะเหตุที่พวกคนพาล มี สภาวะเป็นคนอกตัญญู ฉะนั้น อุปการคุณที่ท่านทำไว้ในพวกคนพาลนั้น ถึงจะ มีมากก็ย่อมเสื่อมสูญไป. บทว่า สุกตญฺรูปา คือ มีสภาวะรู้อุปการคุณที่ท่าน ทำแล้วด้วยดี. หิ อักษรในคำว่า ตถา หิ ทั้งในที่นี้ ทั้งในที่นั้น มีการณะเป็น
หน้า 22 ข้อ 1514
อรรถ. บทว่า ททามิ เต ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานตามที่พราหมณ์ ทูลขอ จึงได้ตรัสว่าอย่างนั้น. พราหมณ์เมื่อทำอนุโมทนาแด่พระราชาจึงได้ กราบทูลคาถาว่า เอวํ สตํ เป็นอาทิ คือ ชื่อว่า การร่วมสมาคม ได้แก่ การพบปะกับสัตบุรุษ คือท่านผู้เป็นคนดีทั้งหลายแม้เพียงครั้งเดียวก็ย่อมเป็น อย่างนี้. ริว อักษรในบทว่า นกฺขตฺตราชาริว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตารกานํ ได้แก่ ในท่ามกลางแห่งดวงดาวทั้งหลาย. พราหมณ์ทูลพระราชาว่า กาสิปติ อธิบายว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ผู้เป็นใหญ่ในกาสีรัฐ ดวง- จันทร์สถิตอยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่ดาว คือมีกลุ่มแห่งดวงดาวแวดล้อมย่อม เปล่งปลั่ง จำเดิมแต่วันปาฏิบทจนถึงวันเพ็ญ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น วันนี้กำลังเปี่ยมด้วยบ้านส่วยเป็นต้นที่พระองค์พระราชทานให้. บทว่า ตยา หิ เม ความว่า การสังคมกับพระองค์ แม้ข้าพระองค์ได้แล้วในครั้งก่อน ก็เป็นเหมือนกับไม่ได้ แต่ในวันนี้ เพราะมโนรถของข้าพระองค์สำเร็จ การ สังคมกับพระองค์ เป็นอัน ชื่อว่าอันข้าพระองค์ได้แล้วทั้งนั้น พราหมณ์ทูลว่า ผลแห่งไมตรีจิตกับพระองค์ของข้าพระองค์สำเร็จแล้ว. พระโพธิสัตว์ ได้ประทานยศใหญ่แก่พราหมณ์นั้น. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน เราก็เคยให้พระอานนท์ อิ่มเอิบด้วยพรเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ในกาลนั้น ได้เป็นพระอานนท์ ส่วนพระราชาได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาชุณหชาดก
หน้า 23 ข้อ 1515, 1516, 1517, 1518, 1519, 1520
๓. ธรรมเทวปุตตชาดก ว่าด้วยเรื่องธรรมชนะอธรรม [๑๕๑๕] ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ฉันเป็นผู้สร้าง ยศ สร้างบุญ สรณะและพราหมณ์สรรเสริญทุกเมื่อ อธรรมเอ๋ย ฉันชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม อันเทวดาและมนุษย์ บูชาแล้ว คู่ควรแก่หนทาง ท่านจงให้หนทางแก่ฉันเถิด. [๑๕๑๖] ดูก่อนธรรมเทพบุตร เราชื่อว่าอธรรม ขึ้นสู่ยานแห่งอธรรมอันมั่นคง ไม่เคยกลัวใคร มีกำลัง เข้มแข็ง ธรรมเอ๋ย เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใคร แก่ท่านในวันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า. [๑๕๑๗] ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรม จึงเกิดขึ้นในโลก เราเป็นผู้เจริญกว่า ประเสริฐกว่า ทั้งเก่ากว่า ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย. [๑๕๑๘] เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการ ขอร้องหรือเพราะความเป็นผู้สมควร ในวันนี้เรา ทั้งสองจงมารบกัน แล้วหนทางเป็นของผู้ชนะใน การรบ. [๑๕๑๙] เราผู้ชื่อว่าธรรม เป็นผู้ลือชาปรากฏไป ทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก มียศประมาณไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอ เหมือน ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อธรรมเอ๋ย ท่านจัก ชนะได้อย่างไร. [๑๕๒๐] เขาเอาฆ้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หา ได้เอาทองตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่าเราผู้ชื่อว่าอธรรม ฆ่า ท่านผู้ชื่อว่าธรรมในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดู น่าชม เหมือนทองคำ ฉะนั้น.
หน้า 24 ข้อ 1521, 1522, 1523, 1524, 1525
[๑๕๒๑] ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่าน เป็นผู้มีกำลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่และครูของ ท่านมิได้มี เราจะย่อมให้หนทางอันเป็นที่รักด้วยอาการ อันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะขออดทนถ้อยคำชั่ว ๆ ของท่าน. [๑๕๒๒] อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้ว ก็เป็น ผู้มีศีรษะลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้องสูง ตกลงจากรถ รำพันเพ้อว่าเราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรมเทพ บุตรถูกตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. [๑๕๒๓] ธรรมเทพบุตรผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิต เที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ชำนะกำลังรบ ได้ฆ่าอธรรมเทพบุตรฝั่งเสียในแผ่นดิน แล้ว ขึ้นสู่รถของตนไปโดยหนทางนั่นเทียว. [๑๕๒๔] มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ไม่ได้ รับความนับถือในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมต้อง พากันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตรผู้มีศีรษะลงใน เบื้องต่ำตกไปแล้ว ฉะนั้น. [๑๕๒๕] มารดา บิดา และสมณพราหมณ์ ได้รับ ความนับถือเป็นอย่างดีในเรือนของชนเหล่าใด ชน เหล่านั้น ครั้นทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายไปแล้ว ย่อมพากันไปสุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของ ตนไปสู่เทวโลก ฉะนั้น. จบธรรมเทวปุตตชาดกที่ ๓
หน้า 25 ข้อ 1525
อรรถกถาธรรมเทวปุตตชาดก พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภถึงการที่แผ่นดินสูบพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ เริ่มต้นว่า ยโสกโร ปุญฺกโรหมสฺมิ ดังนี้. ความย่อว่า ในครั้งนั้นพวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโส ทั้งหลาย พระเทวทัตกลับเกรี้ยวกราดกับพระตถาคตเจ้า เลยถูกแผ่นดินสูบ เสียแล้ว. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่ง สนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึง ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตให้การ ประหารในชินจักรของเรา ถูกแผ่นดินสูบ แม้ในกาลก่อน เธอก็เคยให้ประหาร ในธรรมจักร ถูกแผ่นดินสูบบ่ายหน้าไปสู่อเวจีมหานรก ดังนี้แล้ว จึงได้นำ อดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นเทพบุตรนามว่า ธรรม ในกามาวจรเทวโลก. ส่วน พระเทวทัตเป็นเทพบุตร ชื่อว่า อธรรม. ในเทวบุตรที่ ๒ องค์นั้น ธรรม เทพบุตรประดับด้วยเครื่องอลังการอันเป็นทิพย์ ทรงรถทิพย์อันประเสริฐ สนทนากันอย่างสบาย ที่ประตูเรือนของตน ๆ ก็สถิตอยู่ในอากาศ ณ คาม นิคม ชนบทและราชธานี ในวันเพ็ญอันเป็นวันอุโบสถ ชวนหมู่ชนให้ถือมั่น ซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการว่า ท่านทั้งหลายจงงดเว้นจากอกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ มีปาณาติบาตเป็นต้น พากันบำเพ็ญธรรม คือการบำรุงมารดา
หน้า 26 ข้อ 1525
ิดา ทั้งสุจริตธรรม ๓ ประการทั่วกันเถิด เมื่อบำเพ็ญอยู่อย่างนี้ จักมีสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เสวยยศอันยิ่งใหญ่ ดังนี้ จึงกระทำประทักษิณชมพูทวีป. ฝ่ายอธรรมเทพบุตร ชักชวนให้ถืออกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ โดยนัยมีอาทิว่า พวกเธอจงฆ่าสัตว์กันเถิด ดังนี้แล้ว จึงกระทำการเวียนซ้ายชมพูทวีป ลำดับนั้น รถของเทพบุตรเหล่านั้น ได้มาพบกันในอากาศ. ต่อมาพวกบริษัทของเทพบุตร เหล่านั้น ต่างถามกันว่า พวกท่านเป็นฝ่ายไหน พวกท่านเป็นฝ่ายไหนกัน. ต่างตอบกันว่า พวกเราเป็นฝ่ายธรรมเทพบุตร พวกเราเป็นฝ่ายอธรรม เทพบุตร จึงต่างพากันแยกทางหลีกเป็น ๒ ฝ่าย. ฝ่ายธรรมเทพบุตร เรียก อธรรมเทพบุตรมากล่าวว่า สหายเอ๋ย เธอเป็นฝ่ายอธรรม ฉันเป็นฝ่ายธรรม หนทางสมควรแก่ฉัน เธอจงขับรถของเธอหลีกไป จงให้ทางแก่ฉันเถิด แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ฉันเป็นผู้สร้างยศเป็น ผู้สร้างบุญ สมณะและพราหมณ์พากันสรรเสริญ ทุกเมื่อ อธรรมเอ๋ย ฉันชื่อว่าเป็นฝ่ายธรรม เป็นผู้ สมควรแก่หนทาง เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์พากัน บูชา ท่านจงให้หนทางแก่ฉันเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโสกโร ได้แก่ ฉันเป็นผู้สร้างยศให้ แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แม้ในบทที่ ๒ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สทตฺถุโต คือ ได้รับความชื่นชมทุกเมื่อ สรรเสริญอยู่เป็นนิตย์. ลำดับนั้น อธรรมเทพบุตรกล่าวว่า ดูก่อนธรรมเทพบุตร เราผู้ชื่อว่าอธรรม ขึ้นสู่ ยานแห่งอธรรม อันมั่นคงไม่เคยกลัวใคร กำลัง
หน้า 27 ข้อ 1525
เข้มแข็ง ธรรมเอ๋ย เราจะพึงให้ทางที่ไม่เคยให้ใคร แก่ท่านในวันนี้ เพราะเหตุอะไรเล่า. ธรรมแลปรากฏก่อน ภายหลังอธรรมจึงเกิดขึ้น ในโลก เราเป็นผู้เจริญว่า ประเสริฐกว่า ทั้งเก่ากว่า ขอจงให้ทางแก่เราเถิด น้องเอ๋ย. เราจะไม่ให้หนทางแก่ท่าน เพราะการขอร้อง หรือเพราะความเป็นผู้สมควร ในวันนี้เราทั้งสองจงมา รบกัน แล้วหนทางจะเป็นของผู้ชนะในการรบ. เราผู้ชื่อว่า ธรรม เป็นผู้ลือชาปรากฏไปทั่วทุกทิศ มีกำลังมาก มียศประมาณไม่ได้ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ประกอบด้วยคุณทั้งปวง อบรมเอ๋ย ท่านจะชนะได้ อย่างไร. เขาเอาค้อนเหล็กตีทองอย่างเดียว หาได้เอาทอง มาตีเหล็กไม่ ถ้าหากว่าเราผู้ชื่อว่า อธรรม ฆ่าท่าน ผู้ชื่อว่าธรรม ในวันนี้ได้ เหล็กจะน่าดูน่าชมเหมือน ทองคำฉะนั้น. ดูก่อนอธรรมเทพบุตร ถ้าหากว่าท่านเป็นผู้มี กำลังในการรบไซร้ ผู้หลักผู้ใหญ่และครูของท่าน มิได้มี เราจะยอมให้ทนทางอันเป็นที่รักด้วยอาการ อันไม่เป็นที่รักของท่าน ทั้งจะอดทนถ้อยคำชั่ว ๆ ของท่าน.
หน้า 28 ข้อ 1525
คาถาทั้ง ๖ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถเป็นคำโต้ตอบของเทพบุตร เหล่านั้นนั่นแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส กิสฺส เหตุมฺหิ ตวชฺชทชฺชํ ความว่า ก็แล ข้าพเจ้านั้นชื่อว่า อธรรม ขึ้นรถอันเป็นยานของอธรรมแล้ว ไม่เคย กลัวต่อใคร มีกำลัง ธรรมเอ๋ย เหตุไรในวันนี้ ข้าพเจ้าจะให้ทางที่ไม่เคยให้ ใคร ๆ แก่เจ้าเล่า. บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ ปรากฏแล้วในโลกนี้ก่อนทีเดียว ในกาลเริ่มปฐมกัป อธรรมเกิดขึ้นภายหลัง. ด้วยบทว่า เชฏฺโ จ นี้ ธรรมกล่าวว่า เพราะความที่ธรรมบังเกิดก่อน ฉันจึงเจริญกว่า ประเสริฐกว่า เก่ากว่า ส่วนเธอเป็นน้อง เหตุนั้น เธอจง หลีกทางไป. บทว่า นปิ ปาฏิรูปา ความว่า ข้าพเจ้าจะไม่ขอยอมให้หนทาง แก่เจ้าเด็ดขาด จะด้วยคำขอร้อง ด้วยคำที่พูดสมควร ด้วยเหตุที่ควรให้หนทาง ทั้งนั้นแหละ. บทว่า อนุสโฏ ความว่า ฉันมีชื่อเสียงแผ่ไปแล้ว เลื่องลือ ไปแล้ว ปรากฏเด่นทั่วทุกทิศ คือ ในทิศใหญ่ ๔ ทิศ ในทิศน้อย ๔ ทิศ. บทว่า โลเหน ได้แก่ ด้วยค้อนเหล็ก. บทว่า หญฺติ แปลว่า จักฆ่าเสีย ให้ได้. บทว่า ยุทฺธหโล อธมฺม ความว่า ถ้าเธอเป็นผู้มีกำลังในการรบ. บทว่า วุฑฺฒา จ คุรู จ ความว่า ถ้าท่านเหล่านี้ เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ท่าน เหล่านี้เป็นครู เป็นบัณฑิตของท่าน อย่างนี้ย่อมมีไม่ได้. บทว่า ปิยาปฺปิเยน ความว่า ฉันเมื่อจะให้ทั้งด้วยอาการอันเป็นที่รัก ทั้งด้วยอาการอันไม่เป็นที่รัก ก็จะให้ทางอันเป็นที่รักแก่เธอ ด้วยอาการอันเป็นที่รัก. ก็แล ในขณะที่พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถานี้จบลงนั่นเอง อธรรมก็ไม่ อาจจะดำรงอยู่บนรถได้ หกคะเมนตกลง ณ เบื้องปฐพี ครั้นปฐพีเปิดช่องให้ ก็ไปบังเกิดในอเวจีมหานรกนั่นแล. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงทราบเนื้อ ความนี้แล้ว ได้เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ ได้ตรัสคาถาที่เหลือ ดังนี้ว่า
หน้า 29 ข้อ 1525
อธรรมเทพบุตรได้ฟังคำนี้แล้ว ก็เป็นผู้มีศีรษะ ลงเบื้องต่ำ มีเท้าขึ้นเบื้องสุดตกลงจากรถ รำพันเพ้อว่า เราปรารถนาจะรบก็ไม่ได้รบ อธรรมเทพบุตรถูก ตัดรอนเสียแล้ว ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ธรรมเทพบุตร ผู้มีขันติเป็นกำลัง มีจิตเที่ยงตรง มีกำลังมาก มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ชำนะกำลังรบ ได้ฆ่าอธรรมเทพบุตร ฝังเสียในแผ่นดินแล้ว ขึ้นสู่รถ ของตน ไปโดยหนทางนั่นแล. มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ไม่ได้รับความ นับถือในเรือน ของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้น ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายไปแล้วย่อมต้องพา กันไปสู่นรก เหมือนอธรรมเทพบุตร มีศีรษะลงใน เบื้องต่ำ ตกไปแล้ว ฉะนั้น. มารดาบิดาและสมณพราหมณ์ ได้รับความนับถือ เป็นอย่างดีในเรือนของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้น ครั้น ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายไปแล้ว ย่อมพากันไป สู่สุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถของตนไปสู่ เทวโลก ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุทฺธตฺถิโก เว ได้แก่ เขามีความบ่นเพ้อ ดังนี้. ได้ยินว่า เขากำลังบ่นเพ้ออยู่นั่นแล ตกจมแผ่นดินไปแล้ว. บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อธรรมจมแผ่นดินไปเพียงใด อธรรมชื่อว่าถูกกำจัดแล้วเพียงนั้น. บทว่า ขนฺติพโล ความว่า ดูก่อนภิกษุ
หน้า 30 ข้อ 1525
ทั้งหลาย อธรรมเทพบุตรจมแผ่นดินไปอย่างนี้แล้ว ธรรมเทพบุตรเป็นผู้มี กำลังคืออธิวาสนขันติ ชำนะพลรบฆ่าแล้วฝังไว้ในแผ่นดิน ให้ตกไป มีจิต แน่นอน เพราะเกิดความคิดขึ้น จึงขึ้นสู่รถของตน มีความบากบั่นอย่างแท้จริง ได้ไปตามหนทางนั่นแล. บทว่า อสมฺมานิตา แปลว่า อันเขาไม่สักการะ. บทว่า สรีรเทหํ ความว่า ได้ทอดทิ้งกายกล่าวคือสรีระในโลกนี้เอง. บทว่า นิรยํ วชนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น ผู้สมควรแก่สักการะ อันคนชั่วใดไม่ สักการะในเรือน เหล่าคนชั่วเห็นปานนั้น ย่อมหกคะเมนลงสู่นรก เหมือน อธรรมเทพบุตร เอาศีรษะตกลงไปเบื้องต่ำ ฉะนั้น. บทว่า สุคตึ วชนฺติ ความว่า เหล่าบัณฑิตผู้เป็นเช่นนั้น อันผู้ใดสักการะแล้ว ผู้นั้นย่อมไปสู่สุคติ เหมือนธรรมเทพบุตรขึ้นสู่รถรบไปเทวโลก ฉะนั้น. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัต ก็กราดเกรี้ยวโต้กับเรา ถูกแผ่นดินสูบไปแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า อธรรม เทพบุตรในกาลนั้น ได้เป็นพระเทวทัต แม้บริษัทของอธรรมเทพบุตรนั้น ก็ได้เป็นบริษัทของพระเทวทัต ส่วนธรรมเทพบุตร ก็คือเราตถาคตนั่นเอง ส่วนบริษัท ได้มาเป็นพุทธบริษัทนี้นั่นแล. จบอรรถกถาธรรมเทวปุตตชาดก
หน้า 31 ข้อ 1526, 1527, 1528, 1529
๔. อุทยชาดก ว่าด้วยบารมี ๑๐ ทัศ [๑๕๒๖] ดูก่อนพระนาง ผู้มีพระวรกายงามหาที่ ติมิได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์ อันสะอาด เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่งอยู่พระองค์ เดียว ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรงามดังเนตรกินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนาง เราทั้งสองควรอยู่ร่วมกัน ตลอดคืนหนึ่งนี้. [๑๕๒๗] นครนี้มีคูรายรอบ มีป้อมแลซุ้มประตู มั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใครๆ จะเข้าได้ ทหารนักรบหนุ่มก็ไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่าน ปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ. [๑๕๒๘] ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉัน เป็นเทพบุตรมาในตำหนักของพระนาง ดูก่อนพระนาง ผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉัน จะถวายถาดทอง อันเต็มด้วยเหรียญทองแก่นาง. [๑๕๒๙] นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่ พึงปรารถนาเทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูก่อน เทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับ มาอีกเลย.
หน้า 32 ข้อ 1530, 1531, 1532, 1533
[๑๕๓๐] ความยินดีอันใดเป็นที่สุดของผู้บริโภค กาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควรเพราะเหตุแห่ง ความยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดความยินดี ในทาง อันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาด เงินอันเต็มด้วยเหรียญเงินแก่พระนาง. [๑๕๓๑] ธรรมดาชายหมายจะให้หญิงเอออวย ด้วยทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้นจนให้พอใจ ของท่าน ตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาโดยลดลงดังที่เห็น ประจักษ์อยู่. [๑๕๓๒] ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายงาม อายุ และวรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลกย่อมเสื่อมลง ด้วยเหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน ดูก่อนพระราช บุตรีผู้มีพระยศ เมื่อหม่อมฉันกำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนางย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืน ล่วงไป ๆ ดูก่อนพระราชบุตรผู้มีปรีชา เพราะเหตุนั้น พระนางพึงประพฤติพรหมจรรย์เสียวันนี้ทีเดียว จะได้ มีพระฉวีวรรณงดงามยิ่งขึ้นอีก. [๑๕๓๓] เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือ ดูก่อน เทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ร่างกาย ของเทวดาเป็นอย่างไร.
หน้า 33 ข้อ 1534, 1535, 1536, 1537, 1538, 1539
[๑๕๓๔] เทวดาทั้งหลายไม่แก่เหมือนมนุษย์ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี ฉวีวรรณ อันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น. [๑๕๓๕] หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไร เล่า จึงไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปเทวโลกบัณฑิต ทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพ มาก ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหน จึงจะไม่กลัวปรโลก. [๑๕๓๖] บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่ กระทำบาปด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความ ประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีถ้อยคำกลมกล่อม อ่อน หวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึงกลัว ปรโลก. [๑๕๓๗] ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เหมือนมารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงามยิ่ง ข้าพ- เจ้าขอถาม ท่านเป็นใครหนอ จึงมีร่างกายสง่างามนัก. [๑๕๓๘] ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็น พระเจ้าอุทัย มาในที่นี้เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้าบอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจาก ข้อผูกพันของพระนางแล้ว. [๑๕๓๙] ข้าแต่พระลูกเจ้า ถ้าพระองค์เป็น พระเจ้าอุทัยเสด็จมา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อ
หน้า 34 ข้อ 1540, 1541
ผูกพันไซร้ ข้าแต่พระราชบุตร ขอเชิญพระองค์จง โปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้งสองจะได้พบ กันใหม่อีกเถิด เพค๊ะ. [๑๕๔๐] วัยล่วงไปเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้น เหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อม จุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมถอย ดูก่อน พระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม พื้นแผ่นดินทั้งสิ้นเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าพึงเป็นของของ พระราชาพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง ถึง กระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัดก็ต้องทิ้ง สมบัตินั้นไป ดูก่อนพระนางอุทัย เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรม มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ภรรยาและสามีพร้อมทั้งทรัพย์ แม้เขาเหล่า นั้นต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูก่อนพระนางอุทัย เธออย่า ประมาท จงประพฤติธรรม ดูก่อนพระนางอุทัย เธอ พึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่น ๆ พึง ทราบว่า สุคติและทุคติในสงสารเป็นที่พักชั่วคราวเธอ อย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด. [๑๕๔๑] เทพบุตรพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้ง หลายน้อย ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อย ทั้งประกอบไป ด้วยทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุนธนนคร แคว้นกาสี ออกบวชอยู่ลำพังผู้เดียว. จบอุทยชาดกที่ ๔
หน้า 35 ข้อ 1541
อรรถกถาอุทยชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภภิกษุผู้เบื่อหน่าย ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า เอกา นิสินฺนา ดังนี้. เรื่องจักมีแจ้งในกุสชาดกข้างหน้า. ก็พระศาสดา ตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ จริงหรือที่ว่าเธอเป็น ผู้เบื่อหน่ายแล้ว เมื่อเธอกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรเล่า เธอบรรพชาในพระศาสนา อันเป็นที่นำสัตว์ออกจากทุกข์เห็นปานนี้ ยังเป็นผู้เบื่อหน่ายด้วยอำนาจกิเลส แม้แต่บัณฑิตในปางก่อน เสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนคร มีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์ อันมั่งคั่ง ถึงจะอยู่ร่วมห้องกับหญิง ผู้เทียบเท่านางเทพอัปสร ตลอด ๗๐๐ ปี ก็ยังมิได้ทำลายอินทรีย์ แลดูด้วย อำนาจความโลภเลย ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ากาสีเสวยราชสมบัติ ณ สุรุนธนนคร แคว้นกาสี. พระองค์ไม่เคยมีพระโอรสหรือพระธิดาเลย. พระองค์ตรัสกับ พระเทวีทั้งหลายของพระองค์ว่า พวกเธอจงพากันปรารถนาบุตรเถิด. พระราช เทวี รับพระราชดำรัสแล้ว ได้ทรงกระทำเช่นนั้น. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ จุติจากพรหมโลก ถือปฏิสนธิในพระอุทรแห่งพระอัครมเหสีของพระราชา. ลำดับนั้น พระประยูรญาติ ทรงขนานพระนามพระราชกุมารนั้นว่าอุทัยภัทร เพราะทรงบังเกิดทำให้หทัยของมหาชนจำเริญ. ในกาลที่พระราชกุมารทรง ย่างพระบาทไปได้ สัตว์ผู้อื่นจุติจากพรหมโลก บังเกิดเป็นกุมาริกา ในพระ อุทรของพระเทวี พระองค์ใดพระองค์หนึ่งของพระราชาพระองค์นั้นแล. พระ ประยูรญาติ ทรงขนานพระนามพระราชกุมารีนั้นว่า อุทัยภัทรา. พระราช
หน้า 36 ข้อ 1541
กุมารทรงจำเริญวัย จบการศึกษาศิลปศาสตร์ทั้งหมด แต่ทรงเป็นพรหมจารี โดยกำเนิด ไม่ทรงทราบเรื่องเมถุนธรรมแม้ด้วยความฝัน. พระทัยของ พระองค์ มิได้พัวพันในกิเลสทั้งหลายเลย. พระราชาทรงพระประสงค์จะอภิเษก พระราชโอรส ทรงส่งข่าวสาสน์ไปว่า พ่อลูกชาย บัดนี้เป็นกาลที่จะเสวย ความสุขในราชสมบัติของลูกละ พ่อจักให้ราชสมบัติทั้งหมดแก่ลูก พระโพธิ- สัตว์เจ้ากราบทูลห้ามเสียว่า ข้าพระองค์ มิได้มีความต้องการด้วยราชสมบัติเลย จิตของข้าพระองค์ มิได้พัวพันในกองกิเลสเลย เมื่อได้รับพระราชดำรัสเตือน บ่อย ๆ เข้า จึงให้ช่างสร้างรูปสตรี สำเร็จด้วยทองคำชมพูนุทอันเปล่งปลั่ง แล้วทรงส่งข่าวสาสน์ถวายแด่พระราชบิดาและพระราชมารดาว่า ถ้าข้าพระองค์ ได้พบเห็นผู้หญิงงามเห็นปานนี้ไซร้ ก็จักขอรับมอบราชสมบัติ. พระราชบิดา และพระราชมารดาให้อำมาตย์พาเอารูปทองคำนั้น ตระเวนไปทั่วชมพูทวีป เมื่อไม่ได้ผู้หญิงงามเช่นนั้น จึงตบแต่งพระนางอุทัยภัทรา ให้ประทับอยู่ใน วังของพระราชกุมารนั้น . พระนางทรงข่มรูปทองคำนั้นเสียหมดสิ้น. ครั้งนั้น พระราชบิดาและพระราชมารดา ทรงอภิเษกพระโพธิสัตว์เจ้า กระทำพระ น้องนางต่างพระชนนีอุทัยภัทราราชกุมารี ให้เป็นอัครมเหสี ทั้ง ๆ ที่พระ ราชกุมาร และพระราชกุมารี ทั้ง ๒ พระองค์นั้นมิได้ปรารถนาเลย. แต่ทั้ง ๒ พระองค์นั้น ก็ทรงประทับอยู่ด้วยการอยู่อย่างพระพฤติพรหมจรรย์นั่นแล. ครั้นกาลต่อมา พระราชบิดาและพระราชมารดาล่วงลับไป พระโพธิสัตว์จึง ครอบครองราชสมบัติ. แม้ทั้ง ๒ พระองค์ จะประทับร่วมห้องกัน ก็มิได้ ทรงทำลายอินทรีย์ ทอดพระเนตรกันด้วยอำนาจความโลภเลย ก็แต่ว่า ทรง กระทำข้อผูกพันกันไว้ว่า ในเราทั้ง ๒ ผู้ใดสิ้นพระชนม์ไปก่อน ผู้นั้นต้อง มาจากที่ที่เกิดแล้วบอกว่า ฉันเกิดในสถานที่โน้นดังนี้ เท่านั้น. ต่อมาล่วงได้
หน้า 37 ข้อ 1541
๗๐๐ ปี นับแต่เวลาได้อภิเษก พระโพธิสัตว์เจ้าก็สวรรคต. ผู้อื่นที่จะเป็น พระราชาหามีไม่ พระนางอุทัยภัทรา พระองค์เดียวทรงสำเร็จราชการแทน. หมู่อำมาตย์ร่วมกันปกครองราชสมบัติ ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้านั้น ในขณะที่ทรง จุติ ทรงถึงความเป็นท้าวสักกะในดาวดึงส์พิภพ เพราะทรงมียศใหญ่ยิ่ง ไม่ สามารถจะทรงอนุสรณ์ได้ตลอดสัปดาห์. ดังนั้นเป็นอันล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี ด้วยการนับปีของมนุษย์ ท้าวเธอจึงทรงระลึกได้ ทรงพระดำริว่า เราจักทดลอง พระราชธิดาอุทัยภัทรา ด้วยทรัพย์ แล้วเปล่งสีหนาทแสดงธรรม เปลื้อง ข้อผูกพันแล้ว จึงมา. ได้ยินว่า ครั้งนั้นเป็นเวลาที่มนุษย์มีอายุได้ ๑๐,๐๐๐ ปี คืนวันนั้นเอง พระราชธิดาพระองค์เดียวเท่านั้น ประทับนั่งมิได้ทรงไหวติง ทรงนึกถึงศีลของพระองค์อยู่ ในห้องอันทรงพระสิริ อันอลงกต ณ พื้นชั้น สูงสุดแห่งพระมหาปราสาท ๗ ชั้น ในเมื่อราชบุรุษ ปิดพระทวารแล้ว วางพระองค์เรียบร้อยแล้ว. ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราช ทรงถือเอาถาดทองคำ ๑ ใบ บรรจุเหรียญมาสกทองคำจนเต็ม ไปปรากฏพระกาย ในห้องพระบรรทม ทีเดียว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. เมื่อพระโพธิสัตว์จะตรัสปราศรัยกับ พระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า ดูก่อนพระนาง ผู้มีพระวรกายอันงดงามหาที่ติมิ ได้ มีช่วงพระเพลากลมกลึงผึ่งผาย ทรงวัตถาภรณ์อัน สะอาด เสด็จสู่ปราสาท ประทับนั่งอยู่เพียงพระองค์- เดียว ดูก่อนพระนางผู้มีพระเนตรอันงดงาม ดังเนตร กินนร หม่อมฉันขอวิงวอนพระนางเจ้า เราทั้ง ๒ ควร อยู่ร่วมกัน ตลอดคืน ๑ นี้.
หน้า 38 ข้อ 1541
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิ แปลว่า ทรงผ้าอันสะอาด. บทว่า สฺตูรุ ท่านอธิบายว่า มีพระเพลาทั้ง ๒ ข้าง ประดิษฐานอยู่ด้วยดี พระนางทรงหยุดการเคลื่อนไหว ทรงพระภูษาอันสะอาด ประทับนั่งลำพัง เพียงพระองค์เดียว. บทว่า อนินฺทิตงฺคี ความว่า พระนางมีพระวรกาย หาที่ตำหนิมิได้ ตั้งแต่ปลายพระบาทจรดปลายพระเกศา คือมีพระสรีระอันทรง พระเสาวภาคย์เป็นเยี่ยม. บทว่า กินฺนรเนตฺตจกฺขุ ความว่า พระนางทรง มีพระเนตรทั้งคู่ เปรียบได้กับดวงเนตรของกินนร เพราะงดงามด้วยมณฑล ทั้ง ๓ และประสาททั้ง ๕. บทว่า อิเมกรตฺตึ ความว่า หม่อมฉันขอวิงวอน ตลอดราตรี ๑ นี้ คือคืนวันนี้ เราทั้งสองพึงอยู่ร่วมกันในห้องพระบรรทมอัน อลงกตนี้. ลำดับนั้น พระราชธิดา ได้ตรัสพระคาถา ๒ พระคาถาว่า พระนครนี้ มีคูรายรอบ มีป้อมและซุ้มประตู มั่นคง มีหมู่ทหารถือกระบี่รักษา ยากที่ใคร ๆ จะเข้า มาได้ ทหารนักรบหนุ่ม ก็ไม่ได้มีมาเลย เมื่อเป็น เช่นนี้ ท่านปรารถนามาพบข้าพเจ้าด้วยเหตุอะไรหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกิณฺณนฺตรปริกฺขํ ความว่า บุรี อันมีนามว่า สุรุนธนะนี้ มีบริเวณกว้าง ๑๒ โยชน์ มีคูรายรอบคั่นเป็นระหว่าง เพราะเรียงรายด้วยคูเป็นชั้น ๆ คือคูน้ำ คูตม และคูแห้ง. บทว่า ทฬฺหมณฺ- ฑาลโกฏฺกํ ความว่า ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตู อย่างแข็งแรงครบครัน. บทว่า ขคฺคหตฺเถหิ ความว่า มีทหารนับหมื่น ล้วนถืออาวุธเฝ้าล้อมแน่นหนา. บทว่า ทุปฺปเวสมิทํ ปุรํ ความว่า บุรีทั้งสิ้นนี้ก็ดี พระราชวังอันเป็นที่อยู่ ของข้าพเจ้า ที่สร้างไว้ภายในบุรีนั้นก็ดี ทั้ง ๒ แห่ง ใคร ๆ ไม่อาจที่จะเข้า
หน้า 39 ข้อ 1541
ไปได้. บทว่า อาคโม จ ความว่า อนึ่งเล่า ในพระนครนี้ ในเวลานี้ ขึ้นชื่อว่า การมาถึงของผู้เป็นนักรบผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง ผู้หนุ่ม หรือผู้กำลัง รุ่นหนุ่ม หรือของผู้อื่น ที่น้อมนำบรรณาการดังมากมายมา ก็มิได้มี. บทว่า สงฺคมํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านแอบเข้ามาพบข้าพเจ้าได้ ในเวลานี้ ด้วยเหตุอะไรเล่า. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ว่า ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม หม่อมฉันเป็นเทพบุตร มาในตำหนักของพระนาง ดูก่อนพระนางผู้เจริญ เชิญพระนางชื่นชมกับหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจัก ถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญทองคำแด่ พระนาง. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ดูก่อนพระนางผู้เลอโฉม คือจะพิศไหน ก็งามพร้อม หม่อมฉันเป็นเทพบุตรผู้หนึ่ง มาถึงพระตำหนักนี้ได้ด้วยเทวตา- นุภาพ วันนี้ เชิญพระองค์ทรงชื่นชมยินดีกับกระหม่อมฉันเถิด หม่อมฉันจะ ถวายถาดทองคำ อันเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำนี้แด่พระนาง. พระราชธิดาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า นอกจากเจ้าชายอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่พึงปรารถนา เทวดา ยักษ์ หรือมนุษย์ผู้อื่นเลย ดูก่อนเทพบุตรผู้มี อานุภาพมาก ท่านจงไปเสียเถิด อย่ากลับมาอีกเลย. คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนเทวราช พ้นเสียจากพระอุทัยแล้ว ข้าพเจ้าไม่ต้องการผู้อื่น ไม่ว่าจะเป็นเทวดา เป็นยักษ์ หรือเป็นมนุษย์ เชิญท่านนั้นไปเสียเถิด อย่าขืนอยู่ที่นี่เลย ข้าพเจ้าไม่ต้องการบรรณาการที่ท่าน นำมาดอกนะ ครั้นท่านไปแล้วอย่าได้กลับมาที่นี่อีกเลย.
หน้า 40 ข้อ 1541
ท้าวสักกะ ทรงสดับพระสุรสีหนาทของพระนางแล้ว ทำท่าคล้ายจะ ไม่อยู่ไปแล้ว ได้หายวับไปทรงที่นั้นนั่นเอง. รุ่งขึ้นในเวลานั้นแหละ ท้าวเธอ ถือถาดเงินเต็มเปี่ยมด้วยเหรียญมาสกทองคำมา เมื่อจะทรงสนทนากับพระนาง จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ว่า ความยินดีอันใดอันเป็นที่สูงสุดของผู้บริโภคกาม สัตว์ทั้งหลายประพฤติไม่สมควร เพราะเหตุแห่งความ ยินดีอันใด พระนางอย่าพลาดจากความยินดี ในทาง อันสะอาดของพระนางนั้นเลย หม่อมฉันขอถวายถาด เงิน อันเต็มไปด้วยเหรียญเงินแด่พระนาง.๑ คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระราชธิดา ผู้ทรงพระเจริญ บรรดาความยินดีของฝูงสัตว์ผู้บริโภคกาม ชื่อว่าความยินดีในกรรมคือเมถุน เป็นสูงสุด ความยินดีอันสูงสุดนี้ใดเล่า เพราะเหตุแห่งความยินดีใดเล่านะ ฝูงสัตว์จึงพากันประพฤติธรรม อันปราศจากความเหมาะสม มีกายทุจริตเป็นต้น พระนางผู้ทรงพระเจริญ ขอพระนางโปรดอย่าพลาดจากความยินดีนั้น ในทาง ที่สะอาดของพระนางเสียเลย แม้จะเป็นการเสมอด้วยพระนามก็ตามที. แม้ หม่อมฉันเมื่อมา ก็มิได้มามือเปล่า วันวานนำถาดทองคำเต็มด้วยเหรียญมาสก มา วันนี้ก็นำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทองคำมา หม่อมฉันขอถวายถาดเงิน เต็มด้วยเหรียญทองนี้แด่พระนาง. พระราชธิดาทรงพระดำริว่า เทพบุตรนี้ เมื่อได้การสนทนาปราศรัย คงมาบ่อย ๆ คราวนี้เราจะไม่พูดกะเขาละ. พระนางไม่ได้ตรัสคำอะไร ๆ เลย. ท้าวสักกเทวราชทรงทราบความที่พระนางไม่ตรัส ก็เลยหายวับไปตรงที่นั้น นั่นเอง วันรุ่งขึ้น พอถึงเวลานั้น ก็ถือถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา อรรถกถาว่า สุวณฺณมาสกปูรํ เต็มด้วยเหรียญทองคำ
หน้า 41 ข้อ 1541
ตรัสว่า พระนางผู้ทรงพระเจริญ เชิญพระนางโปรดปรนปรือหม่อมฉันด้วย ความยินดีในกามเถิด หม่อมฉันจะถวายถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์ แด่พระนาง วันนั้นพระราชธิดาตรัสพระคาถาที่ ๗ ว่า ธรรมดาว่า ชายหมายจะให้หญิงเอออวยด้วย ทรัพย์ ย่อมประมูลราคาขึ้น จนให้ถึงความพอใจ ของท่านตรงกันข้าม ท่านประมูลราคาลดลง ดังที่เห็น ประจักษ์อยู่. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านช่างโง่ อันธรรมดา ชายหมายจะให้หญิงเอออวยปลงใจตกลงด้วยทรัพย์ เพราะเหตุแห่งความยินดี ด้วยอำนาจกิเลส ย่อมประมูล พรรณนา ชมเชย ประเล้าประโลมด้วยทรัพย์ ที่มากกว่า จนเป็นที่จุใจนาง แต่เทวสภาพนี้ ของท่านตรงกันข้ามเลย เพราะ ท่านนำทรัพย์มาลดลงเรื่อย ๆ ดังที่ประจักษ์แก่ข้าพเจ้า คือวันก่อนนำถาดทอง เต็มด้วยเหรียญทองมา วันที่สองนำถาดเงินเต็มด้วยเหรียญทอง วันที่สามนำ ถาดโลหะเต็มด้วยเหรียญกระษาปณ์มา. ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนพระนาง- ราชกุมารีผู้ทรงพระเจริญ หม่อมฉันเป็นพ่อค้าผู้ฉลาด ย่อมไม่ยังประโยชน์ ให้เสื่อมเสียไปโดยไร้ประโยชน์ ถ้าพระนางพึงจำเริญด้วยพระชนมายุ หรือ ด้วยพระฉวีวรรณไซร้ หม่อมฉันก็พึงนำบรรณาการมาเพิ่มแด่พระนาง แต่ พระนางมีแต่จะเสื่อมไปถ่ายเดียว เหตุนั้น หม่อมฉันจำต้องลดจำนวนทรัพย์ลง ดังนี้แล้ว ทรงภาษิตคาถา ๓ คาถาว่า
หน้า 42 ข้อ 1541
ดูก่อนพระนางผู้มีพระวรกายอันงดงาม อายุและ วรรณะของหมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ย่อมเสื่อมลง ด้วย เหตุนั้นแล แม้ทรัพย์สำหรับพระนางก็จำต้องลดลง เพราะวันนี้พระนางชราลงกว่าวันก่อน. ดูก่อนพระราชบุตรีผู้ทรงพระยศ เมื่อหม่อมฉัน กำลังเพ่งมองอยู่อย่างนี้ พระฉวีวรรณของพระนาง ย่อมเสื่อมไป เพราะวันคืนล่วงไป ๆ ดูก่อนพระราช- บุตรีผู้มีพระปรีชา เพราะเหตุนั้น พระนางพึงประพฤติ พรหมจรรย์เสียแต่วันนี้ทีเดียว จะได้มีพระฉวีวรรณ งดงามยิ่งขึ้นอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิหิยฺยติ ความว่า ก็แลอายุและวรรณะ ของหมู่มนุษย์ ย่อมเสื่อมถอยไป เหมือนดังน้ำที่ลาดลงในผ้ากรองน้ำ. แท้จริง หมู่สัตว์ในมนุษยโลก พากันเสื่อมอยู่เรื่อย ๆ โดยฐานะมีชีวิตผิวพรรณ ประสาทจักษุเป็นต้นทุก ๆ วัน. บทว่า ชิณฺณตราสิ ความว่า พระชนมายุ ของพระนาง ที่เป็นไปในวันที่หม่อมฉันมาครั้งแรก ยังไม่ถึงอายุวันวาน พระชนมายุที่เป็นไปในวันที่หม่อมฉันมาคราวแรก ดับไปแล้วในวันนั้นเอง เหมือนถูกตัดด้วยจอบ ถึงพระชนมายุที่เป็นไปแล้วในวันวานเล่า ก็ยังไม่ถึง วันนี้ คงดับไปในวันวานนั่นแหละ เหมือนตัดเสียด้วยจอบในวันวานทีเดียว เพราะเหตุนั้น ในวันนี้ พระนางย่อมทรงชราไปกว่าที่เห็นในวันวาน. บทว่า เอวํ เม ความว่า เมื่อหม่อมฉันเห็นอยู่ในวันวาน เพ่งมองดูในวันนี้เล่า พระฉวีวรรณเสื่อมไปกว่าวันนั้นเป็นไหน ๆ. บทว่า อโหรตฺตานมจฺจเย
หน้า 43 ข้อ 1541
ความว่า ตั้งแต่บัดนี้ไป เมื่อคืนวันล่วงไป เพราะล่วงไปหลายวันหลายคืน พระฉวีวรรณจักต้องเป็นภาวะหาบัญญัติมิได้ทีเดียว. บทว่า อิมินาว ความว่า ดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญ เหตุนั้น ถ้าพระนางพึงพระพฤติจริยธรรมอัน ประเสริฐ คือ ทรงถือบวชบำเพ็ญสมณธรรม ด้วยวัยนี้ทีเดียว คือ ในเมื่อ พระสรีระอันมีวรรณะเพียงดังทองนี้ ยังไม่ถูกชราปล้นไปเสียก่อน. บทว่า ภิยฺโย วณฺณวตี สิยา ความว่า ก็พระนางพึงมีพระฉวีวรรณยิ่ง ๆ ขึ้นไป เถิด. ลำดับนั้น พระราชธิดาตรัสพระคาถาต่อไปว่า เทวดาทั้งหลาย ไม่แก่เหมือนมนุษย์หรือไร เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มีหรือไร ดูก่อนเทพบุตร ข้าพเจ้าขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ร่างกายของเทวดาเป็นอย่างไรเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรีรเทโห ความว่า ร่างกายคือสรีระ พระราชธิดาตรัสว่า สรีระของทวยเทพย่อมไม่แก่ชราได้อย่างไร ข้าพเจ้าขอ ถามท่านในข้อนี้. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงตรัส พระคาถาต่อไปว่า เทวดาทั้งหลาย ไม่แก่ชราเหมือนพวกมนุษย์ เส้นเอ็นในร่างกายของเทวดาเหล่านั้นไม่มี ฉวีวรรณ อันเป็นทิพย์ของเทวดาเหล่านั้น ผุดผ่องยิ่งขึ้นทุก ๆ วัน และโภคสมบัติก็ไพบูลย์ขึ้น.
หน้า 44 ข้อ 1541
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา มนุสฺสา ความว่า หมู่มนุษย์ พากันแก่ชราเสื่อมทรุดโทรมด้วยรูป ด้วยผิวพรรณ ด้วยโภคะ ด้วยประสาท มีจักษุประสาทเป็นต้น ฉันใด ทวยเทพไม่เสื่อมไปฉันนั้น เพราะว่า ในตัว ของทวยเทพเหล่านั้น แม้แต่เส้นเอ็นก็ไม่มีเลย สรีระจึงมีวรรณะเพียงดัง แท่งทองที่มีแต่เกลี้ยงเกลาถ่ายเดียว. บทว่า สุเว สุเว คือ ทุก ๆ วัน. บทว่า ภิยฺยตโรว ความว่า ผิวพรรณอันเป็นทิพย์ และโภคะทั้งหลายของทวยเทพ เหล่านั้น นับวันแต่จะยิ่งเปล่งปลั่งและไพบูลย์ถ่ายเดียว. แท้จริงในหมู่มนุษย์ ความเสื่อมถอยทางรูป เป็นประจักษ์พยานว่าเกิดแล้วมานาน ในหมู่ทวยเทพ รูปสมบัติที่ยิ่งขึ้น และบริวารสมบัติที่มากขึ้น เป็นประจักษ์พยานว่าเกิดแล้ว มานาน. เทวโลกนั้นได้นามว่า มีความไม่เสื่อมถอยเป็นธรรมดา ด้วยประการ ฉะนี้ เหตุนั้น พระนางจึงยังไม่ถึงความชราทีเดียว จงเสด็จออกผนวชเสียเถิด ครั้นจุติจากมนุษยโลก อันมีแต่ความเสื่อมถอยเป็นสภาวะเช่นนี้แล้ว จักเสด็จ ไปสู่เทวโลก อันมีแต่สิ่งที่ไม่รู้จักเสื่อมถอยเป็นสภาวะ เห็นปานฉะนี้. พระนางได้ทรงสดับพระดำรัสพรรณนาถึงเทวโลก ดังนี้แล้ว เมื่อจะ ตรัสถามถึงทางไปเทวโลกนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า หมู่ชนเป็นอันมากในโลกนี้ กลัวอะไรเล่า จึง ไม่ไปเทวโลกกัน ก็หนทางไปยังเทวโลก บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวไว้หลายด้าน ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพ มาก ข้าพเจ้าขอถามท่าน บุคคลตั้งอยู่ในหนทางไหน จึงไม่กลัวปรโลก.
หน้า 45 ข้อ 1541
บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กีสูธ ภีตา นี้ พระราชธิดาตรัส ถามว่า ข้าแต่เทวราชเจ้า ข้าพเจ้าขอถามท่าน หมู่ชนต่างโดยกษัตริย์เป็นต้นนี้ มิใช่เล็กน้อยเลย พากันกลัวอะไรเสียเล่า คือ เพราะหวาดกลัวอะไรกันเล่า จึงไม่พากันไปสู่เทวโลก จากมนุษยโลกอันมีแต่สิ่งที่จะพึงเสื่อมถอยเป็นสภาวะ. บทว่า มคฺโค ได้แก่ หนทางที่จะไปยังเทวโลก. ก็ในข้อนี้ ใคร ๆ พึงตั้ง ปัญหาว่า ใครนำอะไรมา บัณฑิตทั้งหลายกล่าวจำแนกความนี้ไว้ ด้วยอำนาจ เป็นแดนต่อคือลัทธิมิใช่น้อย ทางแห่งเทวโลกที่แน่นอน ท่านกล่าวอธิบายว่า เป็นทางอะไร. บทว่า กตฺถ ิโต ความว่า ผู้จะไปยังปรโลก ดำรงอยู่ ในทางไหน จึงจะไม่หวาดกลัว. ลำดับนั้น เมื่อท้าวสักกเทวราชจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงได้ตรัส พระคาถาต่อไปว่า บุคคลผู้ตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ ไม่ทำบาป ด้วยกาย อยู่ครองเรือนอันมีข้าวและน้ำมาก เป็นผู้มี ศรัทธา อ่อนโยน จำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ชอบสงเคราะห์ มีวาจาน่าคบเป็นสหาย มีวาจาอ่อน- หวาน ผู้ตั้งอยู่ในคุณธรรมดังกล่าวมานี้ ไม่พึง หวาดกลัวปรโลกเลย. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้ทรงพระเจริญ บุคคลใดตั้งวาจาและใจไว้โดยชอบ แม้ด้วยทั้งกายก็มิได้กระทำบาปต่าง ๆ คือ มาประพฤติยึดมั่นซึ่งกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเหล่านี้ เมื่ออยู่ครองเรือนอันมี ข้าวและน้ำมากมาย คือ มีไทยธรรมเพียงพอ ประกอบด้วยความเชื่อมั่นว่า วิบากแห่งทานมีอยู่ มีจิตอ่อนโยน ได้นามว่า ผู้จำแนกแจกจ่าย เพราะการ
หน้า 46 ข้อ 1541
จำแนกทานได้นามว่าผู้รู้ถ้อยคำ เพราะทราบถึงการให้ปัจจัย แก่เหล่าบรรพชิต ผู้ท่องเที่ยวไปเพื่อภิกษาพากันกล่าวไว้ หมายความว่า เพราะทราบวาทะนี้ ชอบสงเคราะห์กันด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ ได้นามว่าผู้มีวาจาน่าคบหาเป็น สหาย เพราะเป็นผู้พูดแต่วาจาที่น่ารัก ได้นามว่า ผู้พูดอ่อนหวาน เพราะ กล่าววาจาที่เป็นประโยชน์ บุคคลนั้นดำรงอยู่ในกองแห่งคุณธรรมนี้ คือนี้ ประมาณเท่านี้ เมื่อจะไปยังปรโลก ก็ไม่ต้องหวาดกลัวเลย. ลำดับนั้น พระราชธิดาได้ทรงสดับถ้อยคำของท้าวเธอแล้ว เมื่อจะ ทรงทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถาสืบไปว่า ข้าแต่เทพบุตร ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้าเหมือนดัง มารดาบิดา ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่ง ข้าพเจ้า ขอถาม ท่านเป็นใครกันหนอ จึงมีร่างกายสง่างามนัก. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า มารดาบิดาพร่ำสอนลูกน้อย ฉันใด ท่านก็พร่ำสอนข้าพเจ้า ฉันนั้น. ข้าแต่ท่านผู้มีผิวพรรณงดงามยิ่งนัก คือผู้ ทรงรูปโฉมอันถึงความเป็นผู้งดงาม ท่านเป็นใครกันเล่าหนอ จึงมีร่างกาย สง่างามอย่างนี้. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า ดูก่อนพระนางเจ้าผู้เลอโฉม ข้าพเจ้าเป็นพระเจ้า อุทัยมายังที่นี่ เพื่อต้องการจะเปลื้องข้อผูกพัน ข้าพเจ้า บอกพระนางแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้าพ้นจากข้อ ผูกพันของพระนางแล้ว. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนพระนางผู้พิศดูน่างดงาม ข้าพเจ้าในภพก่อนนั้นได้เป็นสามีของเธอ นามว่าอุทัย บังเกิดเป็นท้าวสักก-
หน้า 47 ข้อ 1541
เทวราชในดาวดึงส์พิภพ มาในที่นี้ มิใช่มาด้วยอำนาจกิเลส แต่ดำริว่าจัก ทดลองเธอดู แล้วจักเปลื้องข้อผูกพัน เป็นอันมาตามข้อผูกพัน คือ ตามข้อ ตกลงที่ทำกันไว้ในกาลก่อน บัดนี้ข้าพเจ้าได้บอกเธอแล้ว จะขอลาไป ข้าพเจ้า พ้นจากข้อผูกพันของท่านแล้ว. พระราชธิดา ทรงดีพระทัย ทรงเปล่งพระราชเสาวนีย์ว่า ทูลกระหม่อม พระองค์คือพระเจ้าอุทัยภัทร ดังนี้ พลางก็มีพระกระแสพระอัสสุชลหลั่งไหล ตรัสว่า หม่อมฉันไม่สามารถจะอยู่ห่างพระองค์ได้ โปรดทรงพร่ำสอนหม่อมฉัน ตามที่หม่อมฉันจะอยู่ใกล้ชิดพระองค์ได้เถิดเพคะ ดังนี้แล้ว จึงตรัสพระคาถา ต่อไปว่า ข้าแต่พระราชสวามี ถ้าพระองค์เป็นพระเจ้าอุทัย เสด็จมา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการจะปลดเปลื้องข้อผูกพัน แล้วไซร้ ข้าแต่พระราชสวามี ขอเชิญพระองค์จง โปรดพร่ำสอนหม่อมฉัน ด้วยวิธีที่เราทั้ง ๒ จะได้พบ กันใหม่อีกเถิดเพคะ. ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าจะทรงพร่ำสอนพระนาง จึงได้ตรัส พระคาถา ๔ พระคาถาว่า วัยล่วงไปรวดเร็วยิ่งนัก ขณะก็เช่นนั้นเหมือนกัน ความตั้งอยู่ยั่งยืนไม่มี สัตว์ทั้งหลายย่อมจุติไปแน่แท้ สรีระไม่ยั่งยืน ย่อมเสื่อมถอย ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติธรรมเถิด พื้นแผ่นดิน ทั้งหมดเต็มไปด้วยทรัพย์ ถ้าจะพึงเป็นของของ พระราชาแต่เพียงพระองค์เดียว ไม่มีผู้อื่นครอบครอง
หน้า 48 ข้อ 1541
ถึงกระนั้น ผู้ที่ยังไม่ปราศจากความกำหนัด ก็ต้อง ทิ้งสมบัตินั้นไป ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอจงอย่า ประมาท จงประพฤติธรรมเถิด มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย พี่สาว น้องสาว ภริยาและสามี พร้อมทั้ง ทรัพย์ แม้เขาเหล่านั้น ต่างก็จะละทิ้งกันไป ดูก่อน พระนางอุทัยภัทรา เธออย่าประมาท จงประพฤติ ธรรมเถิด ดูก่อนพระนางอุทัยภัทรา เธอพึงทราบว่า ร่างกายเป็นอาหารของสัตว์อื่น ๆ พึงทราบว่าสุคติและ ทุคติ ในสงสารเป็นที่พักพิงชั่วคราว ขอเธอจงอย่า ประมาท จงประพฤติธรรมเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปตติ ความว่า วัยย่อมล่วงไปรวดเร็ว เหลือเกิน คือผ่านไปโดยพลัน. บทว่า วโย ได้แก่ แม้วัยทั้ง ๓ มีปฐมวัย เป็นต้น. บทว่า ขโณ ตเถว ได้แก่ ทั้งอุปปาทขณะ ฐิติขณะ และภังคขณะ ย่อมพลันล่วงไปเช่นนั้นเหมือนกัน ด้วยบททั้งสองดังว่ามานี้ ท้าวสักกเทวราช แสดงว่า ขึ้นชื่อว่า อายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ เป็นสภาวะแตกสลาย ชื่อว่า ย่อมล่วงไปโดยพลัน เพราะเปลี่ยนแปลงไปรวดเร็วยิ่งนักประดุจแม่น้ำมีกระแส อันเชี่ยว ฉะนั้น . บทว่า านํ นตฺถิ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ความหยุดอยู่ แห่งวัยและขณะทั้งสองนั้น ไม่มีเลย แม้ด้วยความปรารถนาว่า สังขารทั้งหลาย ที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่แตกสลาย ดำรงอยู่ดังนี้ ก็ไม่เป็นไปได้ สัตว์แม้ทั้งปวง ตั้งต้นแต่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ย่อมเคลื่อนไปแน่นอน คือโดยส่วนเดียว เท่านั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงบ่งถึงว่า เธอจงเจริญมรณสติอย่างนี้ว่า ความ ตายแน่นอน ความเป็นอยู่ไม่แน่นอนเลย. บทว่า ปริชียติ ความว่า สรีระ อันมีพรรณะเพียงดังทองคำนี้ คร่ำคร่าทั้งนั้นแล เธอจงรู้อย่างนี้เถิด. บทว่า
หน้า 49 ข้อ 1541
มา ปมาทํ ความว่า ดูก่อนแม่อุทัยภัทรา เหตุนั้น เธออย่าถึงความประมาท เลย จงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการเถิด. บทว่า กสิณา แปลว่า ทั้งสิ้น. บทว่า เอกสฺเสว ความว่า ถ้าว่าเป็นของ พระราชาพระองค์เดียวเท่านั้น แม้จะเป็นอดีต อนาคต ก็เป็นอยู่ ในพระราชา พระองค์นั้นพระองค์เดียว. บทว่า ตํ วา วิชหติ อวีตราโค ความว่า บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา คงไม่อิ่มด้วยยศแม้เพียงเท่านี้เลย จะต้อง ทอดทิ้งแผ่นดินนั้นไป ทั้ง ๆ ที่ยังไม่หมดรักเลย ในเวลาตาย ท้าวสักกเทวราช ระบุถึงว่า เธอจงรู้ว่าตัณหาเป็นธรรมชาติที่ไม่รู้จักเต็ม ด้วยอาการอย่างนี้เถิด. บทว่า เตวาปิ ความว่า บุคคลแม้เหล่านั้น ย่อมทอดทิ้งกันไป คือ ย่อม พลัดพรากจากกันไป มารดาบิดาย่อมทิ้งบุตร บุตรทิ้งมารดาบิดา ภริยาทิ้งสามี สามีทิ้งภริยา ท้าวสักกเทวราชระบุว่า เธอจงทราบว่า หมู่สัตว์ต้องพลัดพราก จากกัน ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ปรโภชนํ ความว่า เธอพึงทราบเถิดว่า กายเป็นอาหารของหมู่สัตว์เหล่าอื่น ต่างด้วยชนิดมีกาเป็นต้น. บทว่า อิตร- วาโส ความว่า เธอพึงทราบเถิดว่า ในสงสารนี้ สุคติคือที่เกิดของมนุษย์ และทุคติคือที่เกิดของสัตว์ดิรัจฉานนี้ใด แม้ทั้งสองนั้น เป็นที่พักชั่วคราว แล้ว จงไปประพฤติธรรม อย่าประมาทเสียนะ การมาจากที่ต่าง ๆ แล้วพบ กันในที่แห่งเดียวกันของสัตว์เหล่านั้น เป็นการนิดหน่อย สัตว์เหล่านี้ อยู่ร่วม กันชั่วกาลมีประมาณเล็กน้อยเท่านั้น เพราะฉะนั้น เธอจงเป็นผู้ไม่ประมาท พระมหาสัตว์เจ้า ได้ประทานโอวาทแก่พระนาง ด้วยประการฉะนี้แล. ฝ่ายพระนางทรงเลื่อมใส ในธรรมกถาของท้าวเธอ เมื่อจะทำการ ชมเชย จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า เทพบุตร ช่างพูดดีจริง ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย น้อยนัก ทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อย ประกอบไปด้วย
หน้า 50 ข้อ 1541
ความทุกข์ หม่อมฉันจักสละสุรุนธนนคร แคว้นกาสี ออกบวช อยู่โดยลำพังแต่ผู้เดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ แปลว่า งามจริง. บทว่า อปฺปํ มจฺจานชีวิตํ ความว่า เทวราชนี้เมื่อจะตรัส ย่อมตรัสว่า ชีวิตของหมู่สัตว์ เป็นของน้อยนิด ช่างตรัสดีจริง ๆ เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า ชีวิตนี้ ลำเค็ญเป็นทุกข์ ปราศจากความยินดี ทั้งเป็นของนิดหน่อย คือ ไม่มาก เป็นของชั่วคราว ก็ถ้าชีวิตทั้ง ๆ ที่ลำเค็ญ จะพึงเป็นไปได้ตลอดกาลนาน ก็ เป็นอันว่า ทั้ง ๆ ที่เป็นของนิดหน่อย จะพึงมีความสุขได้ ก็แต่ว่า ชีวิตนี้ เป็นทั้งลำเค็ญ ทั้งนิดหน่อยประกอบไว้ คือพร้อมร่วมกันกับด้วยวัฏทุกข์ ทั้งสิ้น. บทว่า สาหํ ตัดเป็น สา อหํ. บทว่า สุรุนฺธนํ ความว่า พระนาง ตรัสว่า หม่อมฉันนั้น จักทิ้งพระนครสุรุนธนะ และแคว้นกาสีไปผนวชแต่ โดยลำพังผู้เดียว. พระโพธิสัตว์เจ้า ประทานพระโอวาทแด่พระนางแล้ว เสด็จไปสู่ที่อยู่ ของพระองค์ตามเดิม. ฝ่ายพระนางพอรุ่งขึ้น ก็ทรงมอบราชสมบัติให้พวก อำมาตย์รับไว้ ทรงผนวชเป็นฤาษิณี ในพระราชอุทยานอันน่ารื่นรมย์ ภายใน พระนครนั่นเอง ทรงประพฤติธรรม ในที่สุดพระชนมายุ ก็บังเกิดเป็นบาท- บริจาริกา ของพระโพธิสัตว์เจ้าในดาวดึงส์พิภพ. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ทั้งหลาย ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้เบื่อหน่ายได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทรง ประชุมชาดกว่า พระราชธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระมารดาของพระ- ราหุล ส่วนท้าวสักกเทวราช ก็คือเราตถาคตนั่นแล. จบอรรถกถาอุทยชาดก
หน้า 51 ข้อ 1542, 1543, 1544, 1545
๕. ปานียชาดก ว่าด้วยการทำบาปแล้วรังเกียจบาปที่ทำ [๑๕๔๒] อาตมภาพเป็นมิตรของชายคนหนึ่ง ได้บริโภคน้ำของมิตรที่เขาไม่ได้ให้ เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้กระทำบาปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึง ออกบวช. [๑๕๔๓] ความพอใจบังเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ เพราะเห็นภรรยาของผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภายหลัง อาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ กระทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึง ออกบวช. [๑๕๔๔] ขอถวายพระพรมหาบพิตร โจร ทั้งหลายจับโยมบิดาของอาตมภาพไว้ในป่า อาตมภาพ ถูกโจรเหล่านั้นถาม รู้อยู่ได้แกล้งพูดถึงโยมบิดานั้น เป็นอย่างอื่นไป เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพ รังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้น อีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช. [๑๕๔๕] เมื่อพลีกรรมชื่อโสมยาคะปรากฏขึ้น แล้ว มนุษย์ทั้งหลายก็พากันกระทำปาณาติบาต อาตมภาพได้ยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น
หน้า 52 ข้อ 1546, 1547, 1548, 1549, 1550
ภายหลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึง ออกบวช. [๑๕๔๖] ในกาลก่อน ชนทั้งหลายในหมู่บ้าน ของอาตมภาพ สำคัญสุราและเมรัยว่าเป็นน้ำหวานจึง ได้พากันดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมาก อาตมภาพยอมอนุญาตให้แก่เขา เพราะเหตุนั้น ภาย หลังอาตมภาพรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่า ได้ทำบาปนั้นอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึง ออกบวช. [๑๕๔๗] น่าติเตียนแท้ ซึ่งกามเป็นอันมาก มี กลิ่นเหม็น มีเสี้ยนหนามมาก เราส้องเสพอยู่ ไม่ได้ รับความสุขเช่นนั้น. [๑๕๔๘] กามทั้งหลายมีความพอใจมาก สุขอื่น ยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใดส้องเสพกามทั้งหลาย ชน เหล่านั้นย่อมเข้าถึงสวรรค์. [๑๕๔๙] กามทั้งหลายมีความพอใจน้อย ทุกข์ อื่นยิ่งกว่ากามไม่มี ชนเหล่าใดซ่องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมเข้าถึงนรก. [๑๕๕๐] เหมือนดาบสที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือน กระบี่ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอกที่พุ่งปักอก (เจ็บ ปานใด ) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น.
หน้า 53 ข้อ 1551, 1552
[๑๕๕๑] หลุมถ่านเพลิงลุกโพลงแล้ว ลึกกว่า ชั่วบุรุษ ผาลที่เขาเผาร้อนอยู่ตลอดวัน (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น. [๑๕๕๒] เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่ เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง (ร้อนปานใด) กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่งกว่านั้น. จบปานียชาดกที่ ๕ อรรถกถาปานียชาดก พระศาสดา เมื่อทรงประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภถึงการข่มกิเลส จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺโต มิตฺตสฺส ดังนี้. ดังจะกล่าวโดยพิสดาร สมัยหนึ่ง คฤหัสถ์ผู้เป็นสหายกันชาวกรุง สาวัตถี ประมาณ ๕๐๐ คน ฟังพระธรรมเทศนาของพระตถาคตแล้วบรรพชา ถึงอุปสมบท พากันอยู่ภายในโกฏฐิสัณฐาคาร ถึงเวลาเที่ยงคืน ต่างก็ตรึกถึง กามวิตก. เรื่องทั้งหมดบัณฑิตพึงให้พิสดาร โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง นั่นแล. แปลกแต่ว่า ครั้นท่านพระอานนท์ให้ภิกษุสงฆ์ประชุมกัน โดยอาณัติ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พระศาสดาประทับนั่งเหนืออาสนะที่จัดถวาย ทรงกระทำมิให้เป็นการเจาะจง ไม่ตรัสว่า พวกเธอพากันตรึกถึงกามวิตกแล้ว ตรัสด้วยสามารถเป็นพระดำรัสสงเคราะห์ แก่ภิกษุทั้งปวงว่า ดูก่อนภิกษุ
หน้า 54 ข้อ 1552
ทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลส เป็นของเล็กน้อยไม่มีเลย ธรรมดาว่าภิกษุต้องข่ม กิเลสที่เกิดแล้ว ๆ เสีย บัณฑิตครั้งก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ต่างก็ข่มกิเลสทั้งหลายเสียได้ บรรลุปัจเจกพุทธญาณ ดังนี้แล้ว จึงทรงนำ อดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในกรุงพาราณสี สหาย ๒ คน ในบ้านน้อยตำบลหนึ่ง ในแคว้นกาสี พากันถือกระออมน้ำดื่ม ไปสู่ไร่ในป่า วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้วฟันไร่ ในเวลากระหายน้ำก็พากัน มาดื่มน้ำ. ในคน ๒ คนนั้น คนหนึ่งเมื่อมาก็เก็บน้ำดื่มของตนไว้เสีย ดื่มน้ำ จากกระออมของอีกคนหนึ่ง ตอนเย็นออกจากป่าแล้ว ยืนอาบน้ำสำรวจดูว่า วันนี้เราได้ทำบาปอะไร ๆ ไว้ ด้วยกายทวารเป็นต้นบ้าง มีหรือไม่ เห็นการ ที่ขโมยน้ำของเพื่อนกันดื่ม ถึงความสลดใจคิดว่า ตัณหานี้ เมื่อเจริญคงโยน เราเข้าไปในอบายทั้งหลายเป็นแน่แท้ เราจักข่มกิเลสอันนี้เสียให้ได้ กระทำ การขโมยน้ำของเพื่อนกันดื่มนั้นให้เป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจก- พุทธญาณให้บังเกิดได้แล้ว ยืนนึกถึงคุณที่ตนได้รับอยู่. ลำดับนั้น อีกคนหนึ่ง อาบน้ำแล้วขึ้นมากล่าวกะเขาว่า มาเถิดสหาย เราพากันไปเรือนเถิด. เขาตอบว่า เธอไปเถิด ฉันไม่มีจิตคิดถึงเรือน เราเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว. เขากล่าวว่า อันว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ไม่เป็นอย่างท่านดอก. ลำดับนั้น ท่านจึง ถามเขาว่า เป็นเช่นไรเล่า. เขาตอบว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย มีผม เพียง ๒ องคุลี ครองผ้าย้อมน้ำฝาด พากันอยู่ ณ เงื้อมเขานันทมูลกะ ใน ป่าหิมพานต์ตอนเหนือ. ท่านลูบศีรษะ ในบัดดลนั้นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่าน ก็อันตรธานหายไป กลับกลายเป็นครองผ้า ๒ ชั้นที่ย้อมแล้ว คาดรัดประคด เช่นกับสายฟ้า มีจีวรเฉวียงบ่า มีสีเพียงดังแผ่นครั่ง ห่มเฉวียงบ่าไว้ข้างหนึ่ง
หน้า 55 ข้อ 1552
มีผ้าบังสุกุล จีวรสีเมฆ พาดอยู่บนบ่าเบื้องขวา มีบาตรดินสีเหมือนแมลงภู่ คล้องอยู่ที่บ่าเบื้องซ้าย. ท่านสถิตอยู่ในอากาศ แสดงธรรมแล้วเหาะไปลงที่ เงื้อมเขานันทมูลกะทันที. ยังมีกุฎุมพีคนหนึ่งในกาสิกคามนั่นเอง นั่งอยู่ที่ตลาด เห็นชายผู้หนึ่ง พาภริยาของตนเดินไป ทำลายอินทรีย์เสีย มองดูหญิงผู้เลอโฉม นั้น หวนคิดไปอีกว่า ความโลภนี้แหละ เมื่อมันเจริญจักโยนเราเข้าไปใน อบายทั้งหลายได้ มีใจสลดเจริญวิปัสสนา บรรลุปัจเจกพุทธญาณ สถิตใน อากาศแสดงธรรม เหาะไปเงื้อมเขานันทมูลกะเช่นกัน. ยังมีบิดากับบุตรคู่หนึ่ง เป็นชาวกาสิกคามเหมือนกัน เดินทางไปร่วมกัน. พวกโจรป่าพากันซุ่มอยู่ที่ ปากดง พวกโจรเหล่านั้นจับบิดากับบุตรได้ ยึดบุตรไว้ปล่อยบิดาไป ด้วยสั่ง ว่า เจ้าจงไปนำทรัพย์มาไถ่บุตรของท่านเถิด จับพี่น้อง ๒ คนได้ ก็ยึดน้องชาย เอาไว้ ปล่อยพี่ชายไป จับอาจารย์กับอันเตวาสิกได้ ยึดเอาอาจารย์ไว้ ปล่อย อันเตวาสิกไป. อันเตวาสิกต้องไปนำทรัพย์มาไถ่ตัวอาจารย์ไป ด้วยความโลภ ในศิลปะ. ลำดับนั้น บิดาและบุตรนั้น รู้ว่า พวกโจรซุ่มอยู่ที่ตรงนั้น จึงทำ กติกากันไว้ว่า เจ้าอย่าเรียกข้าว่าพ่อนะ ถึงข้าก็จะไม่เรียกเองว่าลูก ในเวลาถูก พวกโจรจับได้ ถูกถามว่าแกเป็นอะไรกัน ต่างคนก็ต่างพูดมุสาวาท ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ แล้วแกล้งตอบว่า เราไม่ได้เป็นอะไรกัน. เมื่อทั้งคู่ออกพ้นจากดง ไปยืนอาบน้ำ อยู่ในเวลาเย็น บุตรชายชำระศีลของตน เห็นมุสาวาทนั้น คิดว่า บาปนี้เมื่อเจริญ จักโยนเราไปในอบายทั้งหลายได้ เราจักข่มกิเลสนี้ให้ได้ ดังนี้ เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจกพุทธญาณให้เกิดขึ้นแล้ว สถิตอยู่ในอากาศแสดงธรรมแก่บิดา เหาะ ไปสู่เงื้อมเขานันทมูลกะเหมือนกัน. ยังมีอีกผู้หนึ่ง เป็นนายอำเภอคนหนึ่ง ใน กาสิกคามนั่นแล บังคับให้คนฆ่าสัตว์. ครั้นในเวลากระทำพลีกรรม มหาชน ประชุมกันกล่าวกะเขาว่า เจ้านายขอรับ พวกเราต้องฆ่าเนื้อและสุกรเป็นต้น กระทำพลีกรรมแก่หมู่ยักษ์บ้างเถิดขอรับ กาลนี้เป็นกาลแห่งพลีกรรม ก็กล่าว
หน้า 56 ข้อ 1552
ว่า พวกท่านจงกระทำตามแบบอย่างทีเคยกระทำมาในครั้งก่อนนั่นแล. พวก มนุษย์ได้ทำปาณาติบาตมากมาย. เขามองเห็นปลาและเนื้อเป็นอันมาก รำคาญใจว่า มนุษย์เหล่านี้ ที่ฆ่าสัตว์มีประมาณเท่านี้ จักฆ่าตามคำของเรา ผู้เดียวเท่านั้น ดังนี้แล้ว จึงยืนพิงช่องหน้าต่าง เจริญวิปัสสนา ทำปัจเจก พุทธญาณให้เกิดแล้ว สถิตในอากาศแสดงธรรม เหาะไปเงื้อมเขานันทมูลกะ เหมือนกัน. ยังอีกผู้หนึ่ง เป็นนายอำเภอในแคว้นกาสิกะเหมือนกัน ห้ามการ ซื้อขายน้ำเมาไว้อย่างกวดขัน ถูกมหาชนพากันถามว่า เจ้านายขอรับ เมื่อก่อน เวลานี้เป็นเวลางาน เรียกชื่อว่าสุราฉัณ (สุราที่ดื่มกันในวันมีมหรสพ) พวก กระผมจะทำอย่างไรขอรับ จึงกล่าวว่า พวกท่านจงทำตามแบบอย่างเก่าก่อน นั่นแล. พวกมนุษย์พากันกระทำการมหรสพ ดื่มสุราเมาแล้ว ทะเลาะกัน จนมือเท้าแตกหัก ศีรษะแตก หูฉีกขาด ถูกจองจำด้วยสินไหมเป็นอันมาก. นายอำเภอเห็นพวกคนนั้นแล้ว คิดว่า เมื่อเราไม่อนุญาต คนเหล่านี้ก็ไม่ต้อง ได้ประสบทุกข์กัน. เขาทำความรำคาญใจ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ ยืนพิงช่อง- หน้าต่างอยู่ เจริญวิปัสสนา บรรลุปัจเจกพุทธญาณแล้ว สถิตอยู่ในอากาศ แสดงธรรมว่า พวกท่านจงอย่าเป็นผู้ประมาทเถิด แล้วเหาะไปยังเงื้อมเขา นันทมูลกะเหมือนกัน. จำเนียรกาลนานมา พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์ต่างเหาะ มาลงที่ประตูกรุงพาราณสี เพื่อภิกขาจาร ล้วนนุ่งห่มผ้าเรียบร้อยเที่ยว โปรดสัตว์ ด้วยอิริยาบถมีการก้าวไปข้างหน้าเป็นต้น อันน่าเลื่อมใส จนไปถึงประตูวัง. พระราชาทรงทอดพระเนตรเห็นพระคุณเจ้าเหล่านั้น ทรงมี จิตเลื่อมใส นิมนต์ให้เข้าไปสู่พระราชนิเวศน์ ล้างเท้า ทาด้วยน้ำมันหอม อังคาสด้วยขาทนียและโภชนียะอันประณีต ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัส ถามว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย การบรรพชาในปฐมวัยของพระคุณเจ้า ทั้งหลาย ดูช่างงดงามจริง เมื่อจะบรรพชาในวัยนี้ พระคุณเจ้าทั้งหลาย ต่าง
หน้า 57 ข้อ 1552
เห็นโทษในกามทั้งหลาย อย่างไรกันนะ อะไรเป็นอารมณ์ของพระคุณเจ้าเล่า. เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น จะทูลแด่พระราชานั้น จึงทูลเป็นคาถาองค์ละ ๑ คาถา ดังต่อไปนี้ อาตมภาพ เป็นมิตรของชายคนหนึ่ง ได้ดื่มน้ำ ของมิตรที่เขามิได้ให้ เพราะเหตุนั้น ภายหลัง อาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ กระทำบาปต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ จึงออกบวช. ความพอใจ บังเกดขึ้นแก่อาตมภาพ เพราะเห็น ภริยาของผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึง รังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้กระทำ บาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึง ออกบวช. ขอถวายพระพรมหาบพิตร โจรทั้งหลายจับโยม บิดาของอาตมภาพไว้ในป่า อาตมภาพถูกโจรเหล่านั้น ถาม ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ ได้แกล้งพูดถึงโยมบิดานั้น เป็น อย่างอื่นไป เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึง รังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้น ต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงออกบวช. เมื่อพลีกรรม ชื่อว่าโสมยาคะ ปรากฏแล้วมนุษย์ ทั้งหลาย ก็พากันกระทำปาณาติบาต อาตมภาพได้ ยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น ภายหลัง
หน้า 58 ข้อ 1552
อาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้แล้ว อย่า ได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ จึงได้ออกบวช. ในกาลก่อน ชนทั้งหลายในหมู่บ้านของอาตม- ภาพ สำคัญสุราและเมรัยว่าเป็นน้ำหวาน จึงได้พากัน ดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมาก อาตมภาพจึงยอมอนุญาตให้แก่พวกเขา เพราะเหตุนั้น ภายหลังอาตมภาพจึงรังเกียจว่า เราได้ทำบาปนั้นไว้ แล้ว อย่าได้ทำบาปนั้นต่อไปอีกเลย เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงได้ออกบวช. พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้ภาษิตคาถาทั้ง ๕ เหล่านี้ โดยลำดับ. ฝ่ายพระราชาทรงสดับคำพยากรณ์ของพระปัจเจกพุทธเจ้าแต่ละองค์แล้วได้ ทรงสดุดีว่า พระคุณเจ้าผู้เจริญทั้งหลาย บรรพชานี้เหมาะสมแก่พระคุณเจ้า ทั้งหลายทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺโต มิตฺตสฺส ความว่า มหาบพิตร อาตมภาพเป็นเพื่อนคนหนึ่ง บริโภคน้ำดื่มของเพื่อนกัน โดยทำนองนี้. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะอาตมภาพไม่กระทำบาปกรรมซ้ำอีก เหมือนอย่าง พวกปุถุชนกระทำกันอยู่. บทว่า ปาปํ ความว่า อาตมภาพกระทำบาปนั้น ให้เป็นอารมณ์แล้วบวช. บทว่า ฉนฺโท ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร เพราะ เห็นภริยาของผู้อื่น โดยทำนองนี้ ความพอใจในกามจึงเกิดขึ้นแก่อาตมภาพ แล้ว. บทว่า อคณฺหิ แปลว่า ได้รุมกันจับ . บทว่า ชานํ ความว่า อาตมภาพ ถูกพวกโจรนั้น ถามว่า ผู้นี้เป็นอะไรของแก ทั้ง ๆ ที่ทราบอยู่นั่นแหละ จึง
หน้า 59 ข้อ 1552
ตอบไปเสียอย่างอื่นว่า ไม่ได้เป็นอะไรกัน. บทว่า โสมยาเค ความว่า เมื่อ งานมหรสพใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว พวกมนุษย์พากันกระทำพลีกรรมแก่ยักษ์ ชื่อว่า พิธีโสมยาคะ ครั้นพิธีนั้นปรากฏแล้ว อาตมภาพก็พิจารณาอนุญาต. บทว่า สุราเมรยมธุกา ความว่า ฝูงชนที่สำคัญอยู่ซึ่งสุรามีสุราเจือด้วยแป้งเป็นต้น และเมรัยมีน้ำดองดอกไม้เป็นต้นว่าเป็นเหมือนน้ำผึ้ง. บทว่า เย ชนา ปมาสุ โน ความว่า ฝูงชนที่เป็นเช่นนี้ มีแล้ว ได้มีก่อนในบ้านของพวกเรา. บทว่า พหุนฺนํ เต ความว่า พวกเหล่านั้น เมื่อถึงงานมหรสพคราวหนึ่ง ได้มีการ ดื่มน้ำเมา เพื่อความฉิบหายแก่ชนเป็นอันมากในวันหนึ่ง. พระราชา ทรงสดับพระธรรมเทศนาของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ทรงมีจิตเลื่อมใส ทรงถวายผ้าจีวรและเภสัช ทรงส่งพระปัจเจกพุทธเจ้าไป แล้ว. แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ทำอนุโมทนาแก่ท้าวเธอได้พากัน ไป ณ ที่นั้นนั่นแล. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาทรงเบื่อหน่าย ไม่ยินดีในวัตถุกาม ทั้งหลาย ทรงเสวยพระกระยาหารอันมีรสเลิศต่าง ๆ ก็มิได้ทรงเรียก มิได้ทรง ทอดพระเนตรพวกสตรี ทรงมีจิตเบื่อหน่าย เสด็จเข้าห้องอันทรงสิริ ประทับ นั่งกระทำกสิณบริกรรมที่ข้างฝาอันมีสีขาว ทรงทำฌานให้บังเกิดขึ้นแล้ว. พระองค์ทรงบรรลุฌานแล้ว เมื่อจะทรงติเตียนกามทั้งหลาย จึงตรัสพระคาถาว่า น่าติเตียนแท้ ซึ่งถามเป็นอันมาก มีกลิ่นเหม็น มีเสี้ยนหนามมาก เราส้องเสพอยู่ ไม่ได้รับความสุข เช่นนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุกณฺฏเก ได้แก่ มีหมู่ปัจจามิตร มากมาย. บาลีว่า โย จ นั้น ที่จริงก็คือ โย อหํ แปลว่า เราใด อีกอย่าง บาลีก็ว่า โย จ อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ ความสุขในฌาน เช่นนั้น คือเว้นจากกิเลส.
หน้า 60 ข้อ 1552
ลำดับนั้น พระอัครมเหสีของพระองค์ทรงดำริว่า พระราชาพระองค์ นี้ ทรงสดับธรรมกถาของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายแล้ว ทรงมีท่าทางเบื่อ หน่าย มิได้ตรัสกับพวกเราเลย เสด็จเข้าพระตำหนักอันทรงสิริ เราจักคอย จับพระองค์ดูก่อน ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่พระทวารตำหนักอันทรงสิริ ประทับ ยืนที่พระทวารทรงสดับพระอุทาน ของพระราชาผู้กำลังทรงติเตียนกามทั้งหลาย จึงตรัสว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระองค์ทรงติเตียนกาม ความสุขที่เช่นกับ กามสุข ไม่มีละหรือ เมื่อจะทรงพรรณนาถึงความสุขในกาม จึงตรัสพระคาถา ต่อไปว่า กามทั้งหลายมีรสอร่อยมาก สุขอื่นยิ่งไปกว่า กามไม่มี ชนเหล่าใด ซ่องเสพกามทั้งหลาย ชนเหล่า นั้น ย่อมเข้าถึงสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหสฺสาทา ความว่า ข้าแต่พระทูล กระหม่อม ธรรมดาว่า กามเหล่านั้นมีความแช่มชื่นมาก ความสุขชนิดอื่นที่ยิ่ง ไปกว่านี้ ไม่มีเลย เพราะผู้เสพกามเป็นปกติ จะไม่เข้าถึงอบายทั้งหลาย จะพา กันไปบังเกิดในสวรรค์แล. พระโพธิสัตว์เจ้า ทรงได้สดับพระราชเสาวนีย์นั้นแล้ว เมื่อจะ ทรงติเตียนว่า จงย่อยยับเสียเถิด เจ้าคนถ่อย เจ้าพูดอะไร ขึ้นชื่อว่าความสุข ในกามทั้งหลาย มีที่ไหนกันเล่า เพราะกามเหล่านี้เป็นวิปริณามทุกข์ทั้งนั้น แหละ จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาที่เหลือว่า กามทั้งหลาย มีรสอร่อยน้อย ทุกข์อื่นยิ่งไป กว่ากามไม่มี ชนเหล่าใด ส้องเสพกามทั้งหลาย ชน เหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรก.
หน้า 61 ข้อ 1552
เหมือนดาบที่ลับคมดีแล้วเชือด เหมือนกระบี่ ที่ขัดดีแล้วแทง เหมือนหอกที่พุ่งไปปักอก กามทั้ง หลาย เป็นทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น. หลุมถ่านเพลิงลุกขึ้นโพลงแล้ว ลึกกว่าชั่วบุรุษ ผาลที่เขาเผาร้อนอยู่จนตลอดวัน กามทั้งหลายเป็น ทุกข์ยิ่งไปกว่านั้น. เหมือนยาพิษชนิดร้ายแรง น้ำมันที่เดือดพล่าน ทองแดงที่กำลังละลายคว้าง กามทั้งหลายเป็นทุกข์ยิ่ง ไปกว่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตฺตึโส เท่ากับ เนตฺติโส. คำว่า เนตฺตึโส แม้นี้เป็นชื่อของพระขรรค์ชนิดนั้น. บทว่า ทุกฺขตรา ความว่า ความทุกข์อันใด ที่จะเกิดขึ้นแก่บุคคล เพราะอาศัยหลุมถ่านเพลิงที่ลุกโพลง หรือตาข่ายเหล็กที่ถูกย่างไว้ตลอดวันอย่างนี้ กามทั้งหลายนั่นแหละ ยังเป็น ทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์แม้นั้น. ในคาถาต่อ ๆ ไปมีเนื้อความว่า ยาพิษเป็น ต้นเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะนำทุกข์มาให้ฉันใด แม้กามทั้งหลายก็เป็น ทุกข์ฉันนั้น แต่ความทุกข์นั้น เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความทุกข์ที่เหลือ. พระมหาสัตว์ ทรงแสดงธรรมแก่พระเทวีอย่างนี้แล้ว ได้ทรงให้พวก อำมาตย์ประชุมกัน แล้วตรัสว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย พวกเธอจง รับราชสมบัติไว้เถิด ฉันจักบวช ทั้ง ๆ ที่มหาชนพากันร้องไห้คร่ำครวญอยู่ นั่นแล เสด็จลุกขึ้นไปประทับในอากาศ ประทานพระโอวาท เสด็จไปสู่ป่า หิมพานต์ตอนเหนือ ทางอากาศนั่นเอง ทรงให้สร้างอาศรม ณ ประเทศที่น่า รื่นรมย์ ผนวชเป็นฤาษี ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้เสด็จไปสู่พรหมโลกแล้ว.
หน้า 62 ข้อ 1553, 1554, 1555
พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสที่เป็นของเล็กน้อย ไม่มีเลย ถึงจะมีประมาณน้อย บัณฑิตทั้งหลาย ก็พากันข่มเสียได้ทั้งนั้น ดังนี้แล้ว จึงทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย (เมื่อจบสัจจะภิกษุ ๕๐๐ รูป ดำรงอยู่ในพระอรหัตผล) ทรงประชุมชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายในครั้งนั้น ปรินิพพานแล้ว พระเทวี ได้กลับ มาเป็นพระมารดาของพระราหุล ส่วนพระเจ้าพาราณสี ก็คือเราตถาคต นั่นแล. จบอรรถกถาปานียชาดก ๖. ยุธัญชัยชาดก ว่าด้วยการผนวชของเจ้าชายยุธัญชัยและยุธิฏฐิละ [๑๕๕๓] หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นจอมทัพ มีมิตรและอำมาตย์แวดล้อมแน่นขนัด ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักบวช ขอได้ โปรดทรงพระอนุญาตเถิด. [๑๕๕๔] ถ้าเธอยังบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ฉันจะเพิ่มเติมให้เต็ม ผู้ใดเบียดเบียนเธอ ฉันจักห้าม ปราม พ่อยุธัญชัยอย่าเพิ่งบวชเลย. [๑๕๕๕] หม่อมฉันมิได้บกพร่องด้วยกามทั้ง- หลายเลย ไม่มีใครเบียดเบียนหม่อมฉัน แต่หม่อมฉัน ปรารถนาจะทำที่พึ่ง ที่ชราครอบงำไม่ได้ พระเจ้าข้า.
หน้า 63 ข้อ 1556, 1557, 1558, 1559, 1560, 1561
[๑๕๕๖] พระโอรสกราบทูลวิงวอนพระราชบิดา พระราชบิดาหรือ ก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส พ่อเอ๋ย ชาวนิคมพากันวิงวอนว่า ข้าแต่พระยุธัญชัย อย่าทรง ผนวชเลย. [๑๕๕๗] ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมทัพ พระองค์อย่าทรงห้ามหม่อมฉันผู้จะบวชเลย อย่าให้ หม่อมฉันมัวเมาอยู่ด้วยกามทั้งหลาย เป็นไปตามอำ- นาจชราเลย พระเจ้าข้า. [๑๕๕๘] ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องเธอ แม่ขอห้ามเธอ แม่ปรารถนาจะเห็นเธอนาน ๆ อย่าบวชเสียเลยนะ พ่อยุธัญชัย. [๑๕๕๙] น้ำค้างบนยอดหญ้า พระอาทิตย์ขึ้นก็ ตกไปฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ขอทูล กระหม่อมแม่อย่าห้ามฉันเลย พระเจ้าข้า. [๑๕๖๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเสนา ขอได้ โปรดรีบตรัสให้พระมารดาเสด็จขึ้นสู่ยานนี้เสียเถิด พระมารดาอย่าได้ทรงทำอันตรายแก่หม่อมฉันผู้กำลัง รีบด่วนเสียเลย. [๑๕๖๑] ท่านทั้งหลายจงช่วยวิ่งเต้นด้วยเถิด ขอ ความเจริญจงมีแก่ท่านเถิด รัมมนครจักเปล่าเปลี่ยว เสียแล้ว พ่อยุธัญชัย พระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาตแล้ว ละ.
หน้า 64 ข้อ 1562, 1563
[๑๕๖๒] เจ้าชายองค์ใดเป็นผู้ประเสริฐกว่า มนุษย์ทั้งหลาย ยังกำลังหนุ่มแน่น เปล่งปลั่งดังทอง ธรรมชาติ เจ้าชายองค์นั้นมีกำลังแข็งแรงมีผ้านุ่งห่ม ย้อมน้ำฝาดบวชแล้ว. [๑๕๖๓] เจ้าชายทั้งสององค์ คือยุธัญชัยกับ ยุธิฏฐิละทรงละทั้งพระราชมารดาและพระราชบิดา แล้ว ทรงตัดเครื่องข้องแห่งมัจจุราชเสด็จออกผนวช แล้ว. จบยุธัญชัยชาดกที่ ๖ อรรถกถายุธัญชัยชาดก พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ- ปรารภการออกมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิตฺตมจฺจปริพฺยุฬฺหํ ดังนี้. ความพิสดารว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายประชุมกันในโรงธรรมสภา กล่าวถ้อยคำสรรเสริญพระคุณของพระศาสดาว่า ท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าว่า พระทศพลจักเสด็จครองเรือนไซร้ ก็จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ใน ห้องสกลจักรวาล มีรัตนะ ๗ ประการอย่างครบครัน ทรงสำเร็จฤทธิ์ทั้ง ๔ มีพระโอรสกว่าพันเป็นบริวาร พระองค์ ทรงสละพระราชสมบัติ อันทรงสิริ เห็นปานนี้ ทรงเห็นโทษในกามทั้งหลาย ทรงม้ากัณฐกะ มีนายฉันนะเป็นสหาย
หน้า 65 ข้อ 1563
ออกจากพระนครในเวลาเที่ยงคืน ทรงผนวช ณ ฝั่งแม่น้ำนที มีนามว่า อโนมา ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาตลอด ๖ พระพรรษา จึงได้ทรงบรรลุ พระสัมมาสัมโพธิญาณได้ดังพระประสงค์. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ แม้ในกาลก่อน ก็เคยละราชสมบัติในกรุง พาราณสี อันมีประมาณเนื้อที่ ๑๒ โยชน์ ออกบวชแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า สัพพทัต ณ พระนครรัมมะ. ที่จริง กรุงพาราณสีนี้ ในอุทยชาดก มีนามว่า สุรุนธนะ ในจุลลสุตตโสมชาดก มีนามว่า สุทัศนะ ในโสณนันทชาดก มีนามว่า พรหมวัฑฒนะ ในกัณฐหาลชาดก มีนามว่า ปุปผวดี แต่ในยุธัญชัยชาดกนี้ ได้มีนามว่า รัมมะ นามของพระนครนี้ ได้เปลี่ยนไปในกาลบางคราว ด้วย ประการฉะนี้. ณ พระนครรัมมะนั้น พระเจ้าสัพพทัตได้มีพระราชโอรสพัน พระองค์ ทรงพระราชทานสถาปนาพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ทรงพระนาม ว่า ยุธัญชยะ เป็นที่พระอุปราช. พระอุปราชนั้น ได้ทรงบำเพ็ญมหาทาน ทุก ๆ วัน. ครั้นกาลล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์ทรงรถอันประเสริฐ แต่เช้าตรู่ เสด็จไปสู่กีฬาในพระราชอุทยาน ด้วยพระสิริสมบัติอันใหญ่ยิ่ง ทอดพระเนตรหยาดน้ำค้าง อันติดอยู่อย่างกับตาข่าย ที่ทำด้วยเส้นด้าย ณ ที่ ต่าง ๆ มียอดไม้ ยอดหญ้า ปลายกิ่งไม้ และใยแมลงมุมเป็นต้น จึงตรัสถามว่า แน่ะสารถีผู้สหายเอ๋ย นี่เขาเรียกว่าอะไรกัน ได้ทรงสดับว่า ขอเดชะ เหล่านี้ เขาเรียกกันว่าหยาดน้ำค้าง อันตกลงในฤดูหิมะ พระเจ้าข้า ทรงเล่นในพระราช อุทยานตลอดวัน เสด็จกลับก็ต่อเมื่อเวลาสายัณห์ มิได้ทรงเห็นหยาดน้ำค้าง
หน้า 66 ข้อ 1563
เหล่านั้นเลย ตรัสถามว่า สารถีผู้สหายเอ๋ย หยาดน้ำค้างเหล่านี้ ไปไหนหมด บัดนี้ฉันไม่เห็นมันเลย ทรงสดับว่า ขอเดชะ หยาดน้ำค้างเหล่านั้น เมื่อ ดวงอาทิตย์ขึ้นไปอยู่ ก็ละลายตกลงเหนือแผ่นดินหมดเลย พระเจ้าข้า ดังนี้แล้ว ทรงสลดพระทัยดำริว่า แม้ชีวิตและสังขารแห่งสัตว์เหล่านี้ ก็เป็นเสมือน หยาดน้ำค้างบนปลายยอดหญ้า เรายังไม่ถูกชรา พยาธิ และมรณะเบียดเบียน เลยทีเดียว ควรจะอำลาพระมารดา พระราชบิดาไปบวชดังนี้แล้ว จึงทรง กระทำหยาดน้ำค้างนั่นแล ให้เป็นอารมณ์ ทรงเห็นภพทั้ง ๓ ประดุจมีเพลิงลุก ทั่วไป เสด็จมาถึงพระตำหนักของพระองค์แล้ว ก็ทรงดำเนินไปยังพระตำหนัก พระราชบิดา ผู้ประทับนั่งอยู่ ณ วินิจฉัยศาลา อันตกแต่งประดับประดาดีแล้ว ถวายบังคมพระราชบิดา ประทับยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะทูลขออนุญาต บรรพชา จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า หม่อมฉัน ขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นจอมทัพ มีมิตรและอำมาตย์แวดล้อมแน่นขนัด ข้าแต่พระทูล- กระหม่อม หม่อมฉันจักบวช ขอได้โปรดทรงอนุญาต เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริพฺยุฬฺหํ แปลว่า แวดล้อมแล้ว. บทว่า ตํ เทโว ความว่า ขอพระทูลกระหม่อม ทรงโปรดได้อนุญาตการบรรพชา แก่กระหม่อมฉันนั้นเถิด. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะทรงห้ามท่าน จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า ถ้าเธอยังบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ฉันจักเพิ่ม เติมให้เต็มครบ ผู้ใดเบียดเบียนเธอ ฉันจักห้ามปราม พ่อยุธัญชัยเอ๋ย อย่าเพิ่งบวชเลย.
หน้า 67 ข้อ 1563
พระราชกุมาร ทรงได้สดับพระราชดำรัสนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถา ที่ ๓ ว่า หม่อมฉันมิได้บกพร่องด้วยกามทั้งหลายเลย ไม่ มีใครเบียดเบียนหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันปรารถนาจะ ทำที่พึ่ง ที่ชราครอบงำไม่ได้ พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทีปญฺจ ความว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ความบกพร่องด้วยกามทั้งหลาย ของหม่อมฉันมิได้มีเลยทีเดียว ใคร ๆ ที่จะ ข่มเหงหม่อมฉันเล่า ก็ไม่มี แต่หม่อมฉันปรารถนาจะสร้างที่พึ่งของหม่อมฉัน เพื่อการไปยังปรโลก. บทว่า ยํ ชรา นาภิกีรติ ความว่า หม่อมฉันปรารถนา จะกระทำเกาะที่ชราจะครอบงำไม่ได้ จะกำจัดไม่ได้ คือ จะแสวงหาอมตมหา- นิพพาน หม่อมฉันไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลาย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ พระองค์โปรดทรงอนุญาตให้หม่อมฉันบวชเถิด พระเจ้าข้า. พระกุมารทูลขอบรรพชาเรื่อย ๆ ด้วยประการฉะนี้. พระราชาตรัส ห้ามว่า อย่าบวชเลยพ่อคุณเอ๋ย. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า พระโอรสกราบทูลวิงวอนพระราชบิดา พระ- ราชบิดาหรือก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส. วาอักษรในพระคาถานั้น เป็นสัมปิณฑนัตถะ (มีการประมวลมาเป็น อรรถ). ข้อนี้มีพุทธาธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระโอรสก็วิงวอนพระ- ราชบิดา และพระราชบิดาก็ทรงวิงวอนพระราชโอรส. พระราชาตรัสกึ่งพระคาถาที่เหลือว่า
หน้า 68 ข้อ 1563
พ่อเอ๋ย ชาวนิคมพากันอ้อนวอนว่า ข้าแต่ พระยุธัญชัย พระองค์อย่าทรงผนวชเลย. คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า พ่อเอ๋ย มหาชนชาวนิคมนี้ พากัน อ้อนวอนลูก ถึงชนชาวนครเล่าก็พากันอ้อนวอนเหมือนกันว่า พระองค์อย่า บวชเลย. พระกุมารตรัสพระคาถาที่ ๕ ว่า ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงเป็นจอมทัพ พระองค์ อย่าทรงห้ามหม่อมฉันผู้จะบวชเลย อย่าให้หม่อมฉัน ได้มัวเมาอยู่ด้วยกามทั้งหลาย เป็นไปในอำนาจแห่ง ชราเลย พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสมนฺวคู ความว่า หม่อมฉันอย่าเป็น คนหมกมุ่นด้วยกามทั้งหลาย ได้นามว่า ดำเนินไปสู่อำนาจของชราเลย. อธิบาย ว่า ก็แลทูลกระหม่อม โปรดทรงทอดพระเนตรหม่อมฉัน โดยฐานะที่จะเป็น ผู้ยังวัฏทุกข์ให้สิ้นไปแล้ว ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณเถิด พระเจ้าข้า. เมื่อพระโพธิสัตว์ ได้กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาได้ทรงยอมจำนน ฝ่ายพระราชมารดาของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงสดับว่า ข้าแต่พระเทวี พระโอรส ของพระนาง กำลังกราบทูลให้พระราชบิดาทรงอนุญาตการบรรพชาอยู่ เจ้าคะ ตรัสว่า พวกเจ้าพากันพูดเรื่องอะไรกัน ทั้ง ๆ ที่พระพักตร์ก็มิได้ผัด ประทับ นั่งเหนือพระวอทอง รีบเสด็จไปสู่สถานที่วินิจฉัย เมื่อจะตรัสวิงวอน จึงตรัส คาถาที่ ๖ ว่า ลูกเอ๋ย แม่ขอร้องเจ้า แม่ขอห้ามเจ้า แม่ปรารถนา จะเห็นเจ้านาน ๆ เจ้าอย่าบวชเลยนะ พ่อยุธัญชัย.
หน้า 69 ข้อ 1563
พระราชกุมาร ได้สดับพระราชเสาวนีย์นั้นแล้ว จึงตรัสคาถาที่ ๗ ว่า น้ำค้างบนยอดหญ้า พระอาทิตย์ขึ้นก็เหือดแห้ง ไป ฉันใด อายุของมนุษย์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น ขอทูล กระหม่อมแม่ อย่าทรงห้ามฉันเลย พระเจ้าข้า. คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม่ หยาดน้ำค้าง บนยอดหญ้า พอพระอาทิตย์ขึ้นไปก็สลายแห้งหายไป มิอาจจะดำรงอยู่ได้ คือ ตกลงดินหมด ฉันใด ชีวิตของหมู่สัตว์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น เป็นของนิดหน่อย เป็นไปชั่วกาล มิได้ตั้งอยู่นานเลย ในโลกสันนิวาสเห็นปานนี้ พระองค์จะ ทรงเห็นหม่อมฉันนาน ๆ ได้อย่างไรเล่า พระเจ้าข้า โปรดอย่าทรงห้าม หม่อมฉันเลย. แม้เมื่อพระโพธิสัตว์ กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระนางก็คงตรัสอ้อนวอน แล้ว ๆ เล่า ๆ อยู่นั่นเอง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะกราบทูลเตือน พระราชบิดา จึงตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเสนา ขอได้โปรดรีบ ตรัสให้พระราชมารดาเสด็จขึ้นสู่ยานนี้เสียเถิด พระ มารดาอย่าได้ทรงกระทำอันตราย แก่หม่อมฉัน ผู้ กำลังรีบด่วนเสียเลย. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อมผู้เป็นจอมรถ โปรดตรัสให้คนรีบเชิญพระมารดาของหม่อมฉันนี้ เสด็จขึ้นสู่พระยาน คือ พระวอทอง พระมารดาอย่าได้ทรงทำอันตรายแก่หม่อมฉัน ผู้กำลังจะข้ามก้าว ล่วงแดนกันดารคือ ชาติ ชรา พยาธิ และมรณะเสียเลย. พระราชาทรงได้สดับพระดำรัสของพระโอรสแล้ว ตรัสว่า นางผู้เจริญ ขอได้ไปเสียเถิด จงประทับนั่งเหนือวอของเธอ ขึ้นสู่ปราสาทอันยังความยินด๊
หน้า 70 ข้อ 1563
ให้เจริญเลยทีเดียวเถิด. พระนางทรงสดับพระราชดำรัสของพระราชานั้น เมื่อ มิอาจจะประทับอยู่ได้ ทรงแวดล้อมไปด้วยหมู่นารี เสด็จไปสู่พระปราสาท ได้ประทับยืนทอดพระเนตรสถานวินิจฉัย ด้วยหมายพระทัยว่า ลูกรักจักเป็น ไปอย่างไรเล่าหนอ. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เจ้า เมื่อพระมารดาเสด็จไปแล้ว ทรง อ้อนวอนพระราชบิดาอีก. พระราชา เมื่อมิทรงอาจจะห้ามได้ ก็ทรงอนุญาต ว่า พ่อเอ๋ย ถ้าเช่นนั้น จงทำใจของเธอให้ถึงที่สุดเถิด พ่อจงผนวชเถิด. ในเวลาที่พระราชาทรงอนุญาตแล้ว พระขนิษฐาของพระโพธิสัตว์เจ้า พระนาม ว่ายุธิฏฐิลกุมาร ถวายบังคมพระราชบิดา กราบทูลขออนุญาตว่า ข้าแต่พระทูล กระหม่อม ขอพระองค์โปรดอนุญาตการบรรพชาของหม่อมฉันด้วยเถิด. พระ พี่น้องทั้งสองพระองค์ ถวายบังคม.พระราชบิดา ละกามทั้งหลาย มีมหาชน แวดล้อมพากันเสด็จออกจากสถานที่วินิจฉัย. ฝ่ายพระเทวีทอดพระเนตรดูพระ มหาสัตว์ ทรงพระกันแสงว่า เมื่อลูกฉันผนวชแล้ว รัมมนครก็จักว่างเปล่า จึงตรัสพระคาถาทั้ง ๒ ว่า ท่านทั้งหลาย จงช่วยวิ่งเต้นด้วยเถิด ขอความ เจริญจงมีแก่ท่านเถิด รัมมนครจักเปล่าเปลี่ยวเสียแล้ว พ่อยุธัญชัย พระเจ้าสัพพทัตทรงอนุญาตแล้วละ. เจ้าชายพระองค์ใด เป็นผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ทั้งหลาย ยังกำลังหนุ่มแน่นเปล่งปลั่งดังทองธรรมชาติ เจ้าชายพระองค์นั้น มีพระกำลังแข็งแรง มีผ้านุ่งห่ม ย้อมด้วยน้ำฝาดบวชแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิธาวถ ความว่า พระนางมิได้ตรัสสั่ง เหล่านารี ที่ยืนล้อมอยู่ทุกนางทีเดียวว่า แน่ะนางผู้เจริญทั้งหลาย สูทั้งหลายจงวิ่ง เต้นเข้าเถิด. ด้วยบทว่า ภทฺทนฺเต พระนางตรัสว่า ความเจริญเพราะการ ไปอย่างนั้น จงมีแก่สูเถิด. บทว่า รมฺมกํ พระนางตรัสหมายถึงรัมมนคร.
หน้า 71 ข้อ 1563
บทว่า โยหุ เสฏฺโ ความว่า พระโอรสของพระราชาผู้ประเสริฐกว่าพระ- โอรสตั้งพ้นนั้น ทรงผนวชเสียแล้ว ทั้งนี้ พระนางตรัสหมายถึง พระมหาสัตว์ ผู้กำลังเสด็จไปเพื่อทรงผนวช ด้วยประการฉะนี้. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ยังไม่ทรงผนวชในทันที. พระองค์ทรงถวายบังคม พระราชมารดา พระราชบิดาแล้ว ทรงชักชวนพระขนิษฐายุธิฏฐิลกุมาร เสด็จ ออกจากพระนคร ให้มหาชนพากันกลับไปแล้ว พระพี่น้องทั้ง ๒ พระองค์ ก็เสด็จเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ทรงสร้างอาศรม ณ สถานที่อันน่ารื่นรมย์ใจ ทรง ผนวชเป็นฤาษี ทำฌานและอภิญญาให้บังเกิดได้แล้ว เลี้ยงชีพด้วยผลหมากราก ไม้ ในป่าเป็นต้น จนตลอดพระชามายุ ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า แล้ว. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า เจ้าชายทั้ง ๒ พระองค์ คือยุธัญชัยกับยุธิฏฐิละ ทรงละทิ้งพระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วทรงตัด เครื่องข้องแห่งมัจจุราช เสด็จออกผนวชแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺจุโน แปลว่า แห่งมาร. มีพุทธา- ธิบายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระกุมารทั้ง ๒ พระองค์นั้น คือยุธัญชัยและ ยุธิฏฐิละทรงละพระราชมารดาและพระราชบิดาเสีย ตัดเครื่องข้องของมาร คือกิเลสเป็นเครื่องข้อง ได้แก่ ราคะ โทสะ และโมหะ พากันผนวชแล้ว. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้ง หลายแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ถึงในกาลก่อน ตถาคตก็ได้เคยละราชสมบัติผนวชแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว จึงทรงประชุม ชาดกว่า พระราชมารดาพระราชบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นตระกูลมหาราชใน บัดนี้ ยุธิฏฐิลกุมาร ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนยุธัญชัย ก็คือเรา ตถาคตนั่นเองแล. จบอรรถกถายุธัญชัยชาดก
หน้า 72 ข้อ 1564, 1565, 1566, 1567, 1568, 1569
๗. ทสรถชาดก ว่าด้วยผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้ว [๑๕๖๔] มานี่แน่ะ เจ้าลักขณ์และนางสีดาทั้ง สองจงมาลงน้ำ พระภรตนี้กล่าวอย่างนี้ว่าพระเจ้า ทสรถสวรรคตเสียแล้ว. [๑๕๖๕] พี่ราม ด้วยอานุภาพอะไร เจ้าพี่ไม่เศร้า โศกถึงสิ่งที่ควรเศร้าโศก ความทุกข์มิได้ครอบงำพี่ เพราะได้ทรงสดับว่าพระราชบิดาสวรรคตเล่า. [๑๕๖๖] คนเราไม่สามารถจะรักษาชีวิต ที่คน เป็นอันมากพร่ำเพ้อถึง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งจะทำตนให้ เดือดร้อนเพื่ออะไรกัน. [๑๕๖๗] ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งคนมั่งมีทั้งคนยากจน ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้ง นั้น. [๑๕๖๘] ผลไม้ที่สุกแล้ว ก็พลันแต่จะหล่นลง เป็นแน่ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็พลันแต่จะ ตายเป็นแน่ ฉันนั้น. [๑๕๖๙] เวลาเช้าเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลา เย็นบางคนไม่เห็นกัน เวลาเย็นเห็นกันอยู่มากคน พอ ถึงเวลาเช้าบางคนไม่เห็นกัน.
หน้า 73 ข้อ 1570, 1571, 1572, 1573, 1574, 1575, 1576
[๑๕๗๐] ถ้าผู้ที่คร่ำครวญหลงเบียดเบียนตนอยู่ จะพึงได้รับประโยชน์สักเล็กน้อยไซร้ บัณฑิตผู้มีปรีชา ก็จะพึงทำเช่นนั้นบ้าง. [๑๕๗๑] ผู้เบียดเบียนตนเองตนอยู่ ย่อมซูบ ผอมปราศจากผิวพรรณ สัตว์ผู้ละไปแล้วไม่ได้ช่วยคุ้ม ครองรักษา ด้วยการร่ำไห้นั้นเลย การร่ำไห้ไร้ ประโยชน์. [๑๕๗๒] คนฉลาดพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำ ฉันใด คนผู้เป็นนักปราชญ์ได้รับการศึกษามาดีมี ปัญญาเฉลียวฉลาด พึงรีบกำจัดความโศกที่เกิดขึ้นโดย ฉับพลัน เหมือนลมพัดปุยนุ่นฉันนั้น. [๑๕๗๓] คน ๆ เดียวนั้นตายไป คนเดียวเท่านั้น เกิดในตระกูล ส่วนการคบหากันของสรรพสัตว์ มีความ เกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง. [๑๕๗๔] เพราะเหตุนั้นแล ความเศร้าโศกแม้ จะมากมายก็ไม่ทำจิตใจของนักปราชญ์ ผู้เป็นพหูสูต มองเห็นโลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงธรรมให้เร่าร้อนได้. [๑๕๗๕] เราจักให้ยศ และโภคสมบัติ แก่ผู้ที่ควร จะได้ จักทะนุบำรุงภรรยา ญาติทั้งหลาย และคนที่ เหลือ นี้เป็นกิจของบัณฑิตผู้ปรีชา. [๑๕๗๖] พระเจ้ารามผู้มีพระศอดุจกลองทอง มี พระพาหาใหญ่ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี. จบทสรถชาดกที่ ๗
หน้า 74 ข้อ 1576
อรรถกถาทสรถชาดก พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภกุฎุมพีผู้บิดาตายแล้วคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น ว่า เอถ ลกฺขณสีตา จ ดังนี้. ความพิสดารว่า กุฎุมพีนั้น เมื่อบิดาถึงแก่กรรมแล้วถูกความเศร้า โศกครอบงำ จึงทอดทิ้งหน้าที่การงานเสียทุกอย่าง ครุ่นแต่ความเศร้าโศกอยู่ แต่ถ่ายเดียว. พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทอดพระเนตร เห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของเขา รุ่งขึ้นจึงเสด็จโปรดสัตว์ในกรุงสาวัตถี เสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว ทรงส่งภิกษุทั้งหลายกลับ ทรงชวนไว้เป็นปัจฉา สมณะเพียงรูปเดียว เสด็จไปยังเรือนของเขา เมื่อตรัสเรียกเขาผู้นั่งถวายบังคม ด้วยพระดำรัสอันไพเราะ จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก เจ้าเศร้าโศกไปทำไม เมื่อ เขากราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความเศร้าโศกถึงบิดากำลัง เบียดเบียนข้าพระองค์ จึงตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก บัณฑิตในปางก่อน ทราบ โลกธรรม ๘ ประการ ตามความเป็นจริง เมื่อบิดถึงแก่กรรมแล้ว ก็มิได้ ประสบความเศร้าโศก แม้สักน้อยหนึ่งเลย เขากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำ อดีตนิทานมาตรัสว่า ในอดีตกาล พระเจ้าทสรถมหาราช ทรงละความถึงอคติ เสวย- ราชสมบัติโดยธรรม ในกรุงพาราณสี พระอัครมเหสีผู้เป็นใหญ่กว่าสตรี ๑๖,๐๐๐ นางของท้าวเธอ ประสูติพระโอรส ๒ พระองค์ พระธิดา ๑ พระองค์ พระโอรสองค์ใหญ่ทรงพระนามว่า รามบัณฑิต องค์น้องทรงพระนามว่า ลัก- ขณกุมาร พระธิดาทรงพระนามว่าสีดาเทวี. ครั้นจำเนียรกาลนานมา พระอัคร
หน้า 75 ข้อ 1576
มเหสีสิ้นพระชนม์. พระราชาเมื่อพระนางสิ้นพระชนม์แล้ว ทรงถึงอำนาจแห่ง ความเศร้าโศกตลอดกาลนาน หมู่อำมาตย์ช่วยกันกราบทูลให้ทรงสร่าง ทรงกระ ทำการบริหารที่ควรกระทำแก่พระนางแล้ว ทรงตั้งสตรีอื่นไว้ในตำแหน่งอัครม- เหสีพระนางเป็นที่รัก เป็นที่จำเริญพระหฤทัยของพระราชา. ครั้นกาลต่อมา แม้ พระนางก็ทรงพระครรภ์ ทรงได้รับพระราชทานเครื่องครรภ์บริหาร จึงประสูติ พระราชโอรส. พระประยูรญาติขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า ภรตกุมาร. พระราชาตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ ฉันขอให้พรแก่เธอ เธอจงรับเถิด ด้วย ทรงพระเสน่หาในพระโอรส. พระนางทรงเฉยเสีย ทำทีว่าทรงรับแล้ว จน พระกุมารมีพระชนมายุได้ ๗-๘ พรรษา จึงเข้าไปเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า พระทูลกระหม่อม พระองค์พระราชทานพระพรไว้แก่บุตรของกระหม่อมฉัน บัดนี้ ขอทรงพระกรุณาโปรดพระราชทานพระพรนั้นแก่เธอ เมื่อพระราชาตรัส ว่ารับเอาเถิด นางผู้เจริญ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ขอพระองค์ โปรดทรงพระกรุณาพระราชทานราชสมบัติ แก่บุตรของกระหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาทรงตบพระหัตถ์ตรัสขู่ว่า เจ้าจงย่อยยับเสียเถอะ นางถ่อย บุตรของข้า ๒ คน กำลังรุ่งเรืองเหมือนกองเพลิง เจ้าจะให้ข้าฆ่าเขาทั้ง ๒ คน เสียแล้ว ขอราชสมบัติให้ลูกของเจ้า. พระนางตกพระทัย เสด็จเข้าสู่พระ- ตำหนักอันทรงสิริ ถึงในวันอื่น ๆ เล่า ก็คงทูลขอราชสมบัติกับพระราชาเนืองๆ ทีเดียว. พระราชาครั้นไม่พระราชทานพระพรแก่พระนาง จึงทรงพระดำริ ว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคามเป็นคนอกตัญญู มักทำลายมิตร นางนี้พึงปลอมหนังสือ หรือจ้างคนโกง ๆ ฆ่าลูกทั้ง ๒ ข้องเราเสียได้. พระองค์จึงตรัสสั่งให้พระราช โอรสทั้ง ๒ เข้าเฝ้า ตรัสความนั้น มีพระดำรัสว่า พ่อเอ๋ย อันตรายคงจักมี แก่พวกเจ้า ผู้อยู่ ณ ที่นี้ เจ้าทั้งหลายจงพากันไปสู่แดนแห่งสามันตราช หรือ
หน้า 76 ข้อ 1576
สู่ราวป่า พากันมาก็ต่อเมื่อพ่อตายแล้ว ยึดเอาราชสมบัติของตระกูลเถิด ดังนี้ แล้ว รับสั่งให้พวกโหราจารย์เข้าเฝ้าอีก ตรัสถามกำหนดพระชนมายุของ พระองค์ ทรงสดับว่า จักยั่งยืนไปตลอด ๑๒ ปีข้างหน้า จึงตรัสว่า พ่อเอ๋ย โดยล่วงไป ๑๒ ปีถัดจากนี้ พวกเจ้าจงพากันมา ให้มหาชนยกฉัตรถวาย. พระราชโอรสเหล่านั้น กราบทูลว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า พากันถวายบังคม พระราชบิดา ทรงพระกันแสง เสด็จลงจากพระปราสาท. พระนางสีดาเทวี ทรงพระดำริว่า ถึงเราก็จักไปกับพี่ทั้ง ๒ ถวายบังคมพระราชบิดา ทรงพระ- กันแสงเสด็จออก. กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์นั้น แวดล้อมไปด้วยมหาชน ออกจากพระนคร ทรงให้มหาชนพากันกลับ เสด็จเข้าสู่หิมวันตประเทศโดย ลำดับ สร้างอาศรม ณ ประเทศอันมีน้ำและมูลผลาผลสมบูรณ์ ทรงเลี้ยง พระชนมชีพด้วยผลาผล พากันประทับอยู่แล้ว. ฝ่ายพระลักขณบัณฑิต และ พระนางสีดา ได้ทูลขอร้องพระรามบัณฑิตรับปฏิญญาว่า พระองค์ดำรงอยู่ใน ฐานะแห่งพระราชบิดาของหม่อมฉัน เหตุนั้นเชิญประทับประจำ ณ อาศรมบท เท่านั้นเถิด หม่อมฉันทั้ง ๒ จักนำผลาผลมาบำรุงเลี้ยงพระองค์. จำเดิมแต่นั้น มา พระรามบัณฑิต คงประทับประจำ ณ อาศรมบทนั้นเท่านั้น. พระลักขณ บัณฑิต และพระนางสีดา พากันหาผลาผลมาปรนนิบัติพระองค์. เมื่อกษัตริย์ ทั้ง ๓ พระองค์นั้น ทรงเลี้ยงพระชนมชีพอยู่ด้วยผลาผลอย่างนี้ พระเจ้า ทสรถมหาราช เสด็จสวรรคตลงในปีที่ ๙ เพราะทรงเศร้าโศกถึงพระราชโอรส. ครั้นจัดการถวายพระเพลิงพระบรมศพของพระเจ้าทสรถมหาราชเสร็จแล้ว พระเทวีมีพระดำรัสให้พวกอำมาตย์ถวายพระเศวตฉัตร แด่พระภรตกุมารผู้ โอรสของตน. แต่พวกอำมาตย์ทูลว่า เจ้าของเศวตฉัตรยังอยู่ในป่า ดังนี้แล้ว จึงไม่ยอมถวาย. พระภรตกุมารตรัสว่า เราจักเชิญพระรามบัณฑิต ผู้เป็น พระภาดามาจากป่า ให้ทรงเฉลิมพระเศวตฉัตร ทรงถือเครื่องราชกกุธภัณฑ์
หน้า 77 ข้อ 1576
๕ อย่าง พร้อมด้วยเสนา ๔ เหล่า บรรลุถึงที่ประทับของพระรามบัณฑิตนั้น ให้ตั้งค่ายพักแรมอยู่ ณ ที่อันไม่ไกล เสด็จเข้าไปสู่อาศรมบทกับอำมาตย์ ๒-๓ นาย ในเวลาที่พระลักขณบัณฑิต และพระนางสีดาเสด็จไปป่า เข้าเฝ้าพระราม บัณฑิต ผู้ปราศจากความระแวง ประทับนั่งอย่างสบาย ประหนึ่งรูปทองคำที่ ตั้งไว้ ณ ประตูอาศรมบท ถวายบังคม ประทับยืน ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง กราบทูลข่าวของพระราชาแล้ว ก็ทรงฟุบลงแทบพระบาททั้งคู่ ทรงพระ- กันแสงพร้อมกับเหล่าอำมาตย์. พระรามบัณฑิต มิได้ทรงเศร้าโศกเลย มิได้ ทรงพระกันแสงเลย. แม้เพียงอาการผิดปกติแห่งอินทรีย์ ก็มิได้มีแก่พระองค์ เลย ก็แลในเวลาที่พระภรตะทรงพระกันแสงประทับนั่ง เป็นเวลาสายัณหสมัย พระลักขณบัณฑิต และพระนางสีดาทั้ง ๒ พระองค์ ทรงพากันถือผลาผล เสด็จมาถึง. พระรามบัณฑิตทรงดำริว่า เจ้าลักขณะและแม่สีดายังเป็นเด็ก ยังไม่มีปรีชากำหนดถี่ถ้วนเหมือนเรา ได้รับบอกเล่าว่า บิดาของเธอสวรรคต แล้วโดยรวดเร็ว เมื่อไม่อาจจะยับยั้งความเศร้าโศกไว้ได้ แม้หัวใจของเธอ ก็อาจแตกไปได้ เราต้องใช้อุบายให้เจ้าลักขณะและแม่สีดาจงไปแช่น้ำแล้ว ให้ได้ฟังข่าวนั้น. ลำดับนั้น ทรงชี้แอ่งน้ำแห่งหนึ่ง ข้างหน้าแห่งกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์นั้น ตรัสว่า เจ้าทั้ง ๒ มาช้านัก นี่เป็นทัณฑกรรมของเจ้า เจ้าจง ลงไปแช่น้ำยืนอยู่ ดังนี้แล้ว จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า มานี่แน่ะเจ้าลักขณะ และนางสีดาทั้ง ๒ จงมา ลงน้ำ. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า นานี่แน่ะเจ้าลักขณะและนางสีดา จงพากันมา จงลงสู่น้ำทั้ง ๒ คน.
หน้า 78 ข้อ 1576
พระลักขณะและพระนางสีดาทั้ง ๒ พระองค์นั้น พากันเสด็จลงไป ประทับยืนอยู่ ด้วยพระดำรัสครั้งเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น พระรามบัณฑิต เมื่อจะทรงบอกข่าวแห่งพระราชบิดาแก่กษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์นั้น จึงตรัสกึ่ง คาถาที่เหลือว่า พ่อภรตะนี้ กล่าวอย่างนี้ว่า พระราชาทสรถ สวรรคตเสียแล้ว. พระลักขณะและพระนางสีดาทั้ง ๒ พระองค์นั้น พอได้สดับข่าวว่า พระราชบิดาสวรรคตเท่านั้น ก็พากันวิสัญญีสลบไป. พระรามบัณฑิตตรัสบอก ซ้ำอีก ก็พากันสลบไปอีก. หมู่อำมาตย์ช่วยกันอุ้มกษัตริย์ทั้ง ๒ พระองค์ อันทรงถึงวิสัญญีภาพไปถึง ๓ ครั้ง ด้วยอาการอย่างนี้ ขึ้นจากน้ำให้ประทับนั่ง บนบก. เมื่อเธอทั้ง ๒ ได้ลมอัสสาสปัสสาสะแล้ว ทุกพระองค์ต่างก็ประทับนั่ง ทรงพระกันแสงคร่ำครวญกันเรื่อย. ครั้งนั้น พระภรตกุมาร ทรงพระดำริว่า พระภาดาของเรา ลักขณกุมารและพระภคินีสีดาเทวีของเรา สดับข่าวว่า พระทสรถสวรรคตเสียแล้ว มิอาจจะยับยั้งความเศร้าโศกไว้ได้ แต่พระราม บัณฑิต มิได้ทรงเศร้าโศก มิได้ทรงคร่ำครวญเลย อะไรเล่าหนอ เป็นเหตุ แห่งความไม่เศร้าโศกของพระองค์ ต้องถามพระองค์ดู. เมื่อท้าวเธอจะตรัส ถามพระองค์ จึงตรัสพระคาถาที่ ๒ ว่า พี่รามบัณฑิต ด้วยอานุภาพอะไร เจ้าพี่จึงไม่ เศร้าโศก ถึงสิ่งที่ควรเศร้าโศก ความทุกข์มิได้ครอบงำ พี่เพราะได้สดับว่า พระราชบิดาสวรรคตเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภาเวน แปลว่า ด้วยอานุภาพ. บทว่า น ตํ ปสหเต ทุกฺขํ ความว่า ความทุกข์เห็นปานนี้ เหตุไรจึงไม่บีบคั้น พี่ได้เลย อะไรเป็นเครื่องบังคับมิให้พี่เศร้าโศกเลย โปรดแจ้งแก่หม่อมฉันก่อน.
หน้า 79 ข้อ 1576
ลำดับนั้น พระรามบัณฑิต เมื่อจะแสดงเหตุที่บังคับมิให้พระองค์ทรง เศร้าโศก แก่พระกุมารภรตะนั้น จึงตรัสว่า คนเราไม่สามารถจะรักษาชีวิต ที่คนเป็นอันมาก พร่ำเพ้อถึง นักปราชญ์ผู้รู้แจ้งจะทำตนเพื่อให้เดือดร้อน เพื่ออะไรกัน. ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ ทั้งพาลทั้งบัณฑิต ทั้งคนมั่งมี ทั้งคนยากจน ล้วนบ่ายหน้าไปหามฤตยูทั้งนั้น. ผลไม้ที่สุกแล้ว ก็พลันแต่จะหล่นลงเป็นแน่ ฉันใด สัตว์ทั้งหลายเกิดมาแล้ว ก็พลันแต่จะตาย เป็นแน่ ฉันนั้น. เวลาเช้าเห็นกันอยู่มากคน พอถึงเวลาเย็น บางคนก็ไม่เห็นกัน เวลาเย็นเห็นกันอยู่มากคน พอ ถึงเวลาเช้าบางคนก็ไม่เห็นกัน. ถ้าผู้ที่คร่ำครวญหลงเบียดเบียดตนอยู่ จะพึงได้ รับประโยชน์สักเล็กน้อยไซร้ บัณฑิตผู้มีปรีชา ก็จะ พึงทำเช่นนั้นบ้าง. ผู้เบียดเบียนตนของตนอยู่ ย่อมซูบผอม ปราศจากผิวพรรณ สัตว์ผู้ละไปแล้วไม่ได้ช่วยคุ้มครอง รักษา ด้วยการร่ำไห้นั้นเลย การร่ำไห้ไร้ประโยชน์. คนฉลาดพึงดับไฟที่ไหม้เรือนด้วยน้ำ ฉันใด คนผู้เป็นนักปราชญ์ ได้รับการศึกษามาดีแล้ว มีปัญญา เฉลียวฉลาด พึงรีบกำจัดความเศร้าโศกที่เกิดขึ้นโดย พลัน เหมือนลมพัดปุยนุ่น ฉะนั้น.
หน้า 80 ข้อ 1576
คน ๆ เดียวเท่านั้น ตายไป คนเดียวเท่านั้น เกิด ในตระกูล ส่วนการคบหากันของสรรพสัตว์ มีการ เกี่ยวข้องกันเป็นอย่างยิ่ง. เพราะเหตุนั้นแล ความเศร้าโศกแม้จะมากมาย ก็ไม่ทำจิตใจของนักปราชญ์ผู้เป็นพหูสูต มองเห็น โลกนี้และโลกหน้า รู้ทั่วถึงกรรมให้เร่าร้อนได้. เราจักให้ยศ และโภคสมบัติ แก่ผู้ที่ควรจะได้ จักทะนุบำรุงภริยา ญาติทั้งหลาย และคนที่เหลือ นี้ เป็นกิจของบัณฑิตผู้ปรีชา. พระรามบัณฑิต ได้ประกาศถึงอนิจจตาด้วยคาถา ๖ คาถาเหล่านี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเลตุํ ได้แก่ เพื่อจะรักษา. บทว่า ลปตํ ได้แก่ ผู้บ่นเพ้ออยู่ ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า พ่อภรตะเอ๋ย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย บรรดาที่พากันร่ำไห้ถึงกันมากมาย แม้สักคนเดียว ก็มิอาจจะรักษาไว้ได้ว่า อย่าขาดไปเลยนะ บัดนี้ผู้เช่นเรานั้น รู้โลกธรรมทั้ง ๘ ประการ โดยความเป็นจริง ชื่อว่า วิญญูชน มีความหลักแหลมเป็นบัณฑิต ในเมื่อเหล่าสัตว์ผู้มีชีวิต มีความตายเป็นที่สุด ตายไปแล้ว จะยังตนให้เข้า ไปเดือดร้อนเพื่ออะไรกัน คือเหตุไรจึงจะแผดเผาตน ด้วยความทุกข์ของตน อันหาอุปการะมิได้. คาถาว่า ทหรา จ เป็นต้นมีอธิบายว่า พ่อภรตะเอ๋ย ขึ้น ชื่อว่า มฤตยู นี้ มิได้ละอาย ต่อคนหนุ่มผู้เช่นกับรูปทองคำ มีขัตติยกุมารเป็น
หน้า 81 ข้อ 1576
ต้นเลย และมิได้เกรงขามย่อมหาโยธาทั้งหลาย ผู้ถึงความเจริญโดยคุณ มิได้ เกรงกลัวเหล่าสัตว์ ผู้สันดานหนาเป็นพาล มีได้ยำเกรงปวงบัณฑิต มีพระ- พุทธเจ้าเป็นต้น มิได้หวั่นเกรงมวลอิสริยชน มีพระเจ้าจักรพรรดิเป็นต้น มิ ได้อดสูต่อคนขัดสนไม่เว้นตัว ฝูงสัตว์เหล่านี้ แม้ทั้งหมดล้วนบ่ายหน้าไปหา มฤตยู พากันย่อยยับแหลกลาญที่ปากแห่งความตายทั้งนั้นแหละ. บทว่า ปตน- โต ได้แก่ โดยการตกไป มีอธิบายว่า ดูก่อนพ่อภรตะเอ๋ย เปรียบเหมือน ผลไม้อันสุกแล้ว ตั้งแต่เวลาที่สุกแล้วไป ก็มีแต่จะรอเวลาร่วงหล่น ว่าจะพราก จากขั้วหล่นลงบัดนี้ หล่นลงเดี๋ยวนี้ คือผลไม้เหล่านั้น มีแต่จะคอยระแวงอยู่ อย่างนี้ว่า ความหวั่นที่จะต้องหล่นเป็นการแน่นอนเที่ยงแท้ มีแต่เรื่องนั้น ถ่ายเดียวเท่านั้น ฉันใด แม้ฝูงสัตว์ที่ต้องตาย ที่เกิดมาแล้ว ก็ฉันนั้น หวั่นเกรง แต่ที่จะตายถ่ายเดียวเท่านั้น ขณะหรือครู่ที่ฝูงสัตว์เหล่านั้น จะไม่ต้องระแวง ความตายนั้น ไม่มีเลย. บทว่า สายํ แปลว่า ในเวลาเย็น. ด้วยบทว่า สายํ นี้ ท่านแสดงถึงการที่ไม่ปรากฏของผู้ที่เห็นกันอยู่ในเวลากลางวัน ในเวลา กลางคืน และของสัตว์ผู้เห็นกันอยู่ในเวลากลางคืน ในเวลากลางวัน. บทว่า กิญฺจิทตฺถํ ความว่า ถ้าคนเราคร่ำครวญอยู่ด้วยคิดว่า พ่อของเรา ลูกของ เรา ดังนี้เป็นต้น หลงใหลเบียดเบียนตนอยู่ ให้ตนลำบากอยู่ จะพึงนำ ประโยชน์มาแม้สักหน่อย. บทว่า กยิรา เจ นํ วิจกฺขโณ ความว่า เมื่อ เป็นเช่นนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตพึงร่ำไห้เช่นนั้น. แต่เพราะผู้ร่ำไห้อยู่ ไม่ สามารถจะนำผู้ตายแล้วมาได้ หรือสามารถจะทำความเจริญอื่น ๆ แก่ผู้ตายแล้ว นั้นได้ เหตุนั้นจึงเป็นกิริยาที่ไร้ประโยชน์ แก่ผู้ที่ถูกร่ำไห้ถึง บัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่ร่ำไห้. บทว่า อตฺตานมตฺตโน ความว่า ผู้ร่ำไห้กำลังเบียดเบียน อัตภาพของตน ด้วยทุกข์คือความโศกและความร่ำไห้. บทว่า น เตน ความ ว่า ด้วยความร่ำไห้นั้น ฝูงสัตว์ผู้ไปปรโลกแล้ว ย่อมจะคุ้มครองไม่ได้ จะยังตน
หน้า 82 ข้อ 1576
ให้เป็นไม่ได้เลย. บทว่า นิรตฺถา ความว่า เพราะเหตุนั้น การร่ำไห้ถึงฝูง สัตว์ผู้ตายไปแล้วเหล่านั้นจึงเป็นกริยาที่หาประโยชน์มิได้. บทว่า สรณํ ได้แก่ เรือนเป็นที่อยู่อาศัย ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อเรือน ถูกไฟไหม้ ก็ไม่ต้องตกใจแม้สักครู่ รีบดับเสียด้วยน้ำตั้งพันหม้อทันที ฉันใด ธีรชนก็ฉันนั้น พึงดับความโศกที่เกิดขึ้นแล้ว โดยทันทีทีเดียว กำจัดปัดเป่า เสียโดยวิธี ที่ความโศกจะไม่อาจตั้งอยู่ได้ เหมือนลมพัดปุยนุ่น ฉะนั้น. ใน บทว่า เอโกว มจฺโจ มีอธิบายดังต่อไปนี้ พ่อภรตะเอ๋ย ฝูงสัตว์เหล่านี้ ชื่อว่า มีกรรมเป็นของของตน สัตว์ผู้ไปสู่ปรโลกจากโลกนี้ ผู้เดียวจากฝูงสัตว์ เหล่านั้น ล่วงไปผ่านไป แม้เมื่อเกิดในตระกูลมีกษัตริย์เป็นต้น ผู้เดียวเท่านั้น ไปเกิด. ส่วนความร่วมคบหากันของสัตว์ทั้งปวงในที่นั้น ๆ มีการเกี่ยวข้องกัน นั้นว่า ผู้นี้เป็นบิดาของเรา ผู้นี้เป็นมารดาของเรา ผู้นี้เป็นญาติมิตรของเรา ดังนี้ ด้วยอำนาจที่เกี่ยวข้องกัน ทางญาติ ทางมิตร เท่านั้นเป็นอย่างยิ่ง แต่ เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ฝูงสัตว์เหล่านี้ ในภพทั้ง ๓ มีกรรมเป็นของของตนทั้งนั้น. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเว้นความเกี่ยวข้องทางญาติ ทางมิตร อัน เป็นเพียงการคบหากัน ของสัตว์เหล่านี้เสียแล้ว ต่อจากนั้นย่อมเป็นอื่นไปไม่ ได้ ฉะนั้น. บทว่า สมฺปสฺสโต ได้แก่ เห็นโลกนี้และโลกหน้า อันมีความ พลัดพรากจากกันเป็นสภาวะโดยชอบ. บทว่า อญฺาย ธมฺมํ ได้แก่ เพราะ รู้โลกธรรม ๘ ประการ. บทว่า หทยํ มนญฺจ นี้ ทั้ง ๒ บท เป็นชื่อของจิต นั่นเอง ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า โปฏฐปาทะเอ๋ย ธรรมในมวลมนุษย์เหล่านี้ คือ มีลาภ ไม่มีลาภ มียศ ไม่มียศ นินทา สรรเสริญ สุขและทุกข์ เป็นของไม่เที่ยง เธออย่าเศร้าโศก เธอ จะเศร้าโศกไปทำไม ดังนี้.
หน้า 83 ข้อ 1576
ความเศร้าโศกแม้จะใหญ่หลวง ซึ่งมีบุตรที่เป็นที่รักตายไปเป็นวัตถุ ย่อมปรากฏทางจิต ด้วยโลกธรรม ๘ ประการอย่างใดอย่างหนึ่งนี้ และย่อมไม่ แผดเผาหทัย ของธีรชนผู้ดำรงอยู่ เพราะได้รู้ถึงสภาวธรรมอันนั้นว่าเป็นของ ไม่เที่ยง. อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นความในข้อนี้ อย่างนี้ว่า ความเศร้าโศกแม้ว่า จะใหญ่หลวงก็จะแผดเผาหทัยวัตถุ และใจของธีรชนไม่ได้ เพราะมาทราบโลก ธรรม ๘ ประการนี้. บทว่า โสหํ ยสญฺจ โภคญฺจ ความว่า พ่อภรตะ เอ๋ย การร้องไห้ร่ำไห้ เหมือนของพวกคนอันธพาล ไม่สมควรแก่เราเลย แต่ เราเมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปดำรงอยู่ในฐานะของพระองค์นั่นแล จะให้ทานแก่ คนที่ควรให้ มีพวกคนกำพร้าเป็นต้น ให้ตำแหน่งแก่ผู้ที่ควรให้ตำแหน่ง ให้ ยศแก่ผู้ที่ควรจะให้ยศ บริโภคอิสริยยศ โดยนัยที่พระราชบิดาของเราทรงบริโภค ทรงเลี้ยงหมู่ญาติ จะคุ้มครองคนที่เหลือ คือคนภายในและคนที่เป็นบริวาร จักกระทำการปกป้องและคุ้มครองกันโดยธรรม แก่สมณะและพราหมณ์ผู้ทรง ธรรม เพราะทั้งนี้เป็นกิจอันสมควรของผู้รู้ คือ ผู้เป็นบัณฑิต. ฝูงชนฟังธรรมเทศนาอันประกาศความไม่เที่ยง ของพระรามบัณฑิตนี้ แล้ว พากันสร่างโศก. ต่อจากนั้น พระภรตกุมารบังคมพระรามบัณฑิตทูล ว่า เชิญพระองค์ทรงรับราชสมบัติ ในพระนครพาราณสีเถิด. ดูก่อนพ่อ ท่านจงพาพระลักขณ์และสีดาเทวีไปครองราชสมบัติกันเถิด. ทูลถามว่า ก็ พระองค์เล่า พระเจ้าข้า. ตรัสว่า พ่อเอ๋ย พระบิดาของฉันได้ตรัสไว้ กะฉันว่า ต่อล่วง ๑๒ ปี เจ้าค่อยมาครองราชสมบัติ เมื่อฉันจะไป ณ บัดนี้เล่า ก็เป็นอันไม่ชื่อว่าไม่กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ แต่ครั้น พ้นจาก ๓ ปี อื่นไปแล้ว ฉันจักยอมไป. ทูลถามว่า ตลอดกาลเพียงนี้ ใครจักครองราชสมบัติเล่า. พวกเธอครองซี. ทูลว่า หากหม่อมฉันไม่ครอง. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นรองเท้าคู่นี้จักครองจนกว่าฉันไป แล้วทรงถอดฉลองพระ- บาททำด้วยหญ้าของพระองค์ประทานให้. กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์รับฉลอง
หน้า 84 ข้อ 1576
พระบาทบังคมพระรามบัณฑิต แวดล้อมด้วยมหาชน เสด็จไปสู่พระนคร พาราณสี. ฉลองพระบาทครองราชสมบัติตลอด ๓ ปี. พวกอำมาตย์พากันวาง ฉลองพระบาทหญ้าเหนือราชบังลังก์ แล้วพากันตัดสินคดี. ถ้าตัดสินไม่ดี ฉลองพระบาทก็กระทบกัน ด้วยสัญญานั้น ต้องพากันตัดสินใหม่ เวลาที่ตัด สินชอบแล้ว ฉลองพระบาทปราศจากเสียงและคงเงียบอยู่. ต่อนั้นสามปี พระ- รามบัณฑิตจึงเสด็จออกจากป่าบรรลุถึงพระนครพาราณสี เสด็จเข้าสู่พระราช อุทยาน. พระกุมารทั้งหลาย ทรงทราบความที่พระองค์เสด็จมา มีหมู่อำมาตย์ แวดล้อมเสด็จไปพระอุทยาน ทรงกระทำนางสีดาเป็นอัครมเหสีแล้วอภิเษกทั้ง คู่. พระมหาสัตว์ทรงปราบดาภิเษกแล้ว ประทับเหนือราชรถอันอลงกต เสด็จ เข้าสู่พระนครด้วยบริวารขบวนใหญ่ ทรงเลียบพระนครแล้วเสด็จขึ้นสู่ท้อง พระโรง แห่งพระสุนันทนปราสาท. ตั้งแต่นั้น ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ตลอดหมื่นหกพันปี ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ทรงยังเมืองสวรรค์ให้เนืองแน่น แล้ว. อภิสัมพุทธคาถานี้ว่า พระเจ้ารานผู้มีพระศอดุจกลองทอง มีพระพาหา ใหญ่ ทรงครอบครองราชสมบัติอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี ดังนี้ ย่อมประกาศเนื้อความนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺพุคิโว ความว่า มีพระศอ เช่นกับ แผ่นทองคำ. จริงอยู่ ทองคำเรียกว่า กัมพุ. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ ใน เวลาจบสัจจะ กุฎุมพีดำรงในโสดาปัตติผล ทรงประชุมชาดกว่า พระทส- รถมหาราชครั้งนั้น ได้มาเป็นสุทโธทนมหาราช พระมารดาได้มาเป็น พระมหามายา สีดาได้มาเป็นมารดาของราหุล เจ้าภรตะได้มาเป็น อานนท์ เจ้าลักขณ์ ได้มาเป็นสารีบุตร บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วน รามบัณฑิตได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาทสรถชาดก
หน้า 85 ข้อ 1577, 1578, 1579, 1580, 1581
๘. สังวรชาดก ว่าด้วยพระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม [๑๕๗๗] ข้าแต่พระมหาราช พระราชาผู้เป็น จอมแห่งชน ทรงทราบถึงพระศีลาจารวัตรของ พระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญ พระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย. [๑๕๗๘] เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพ ยังทรง พระชนม์อยู่หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติ ผู้เห็นประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือ พระองค์. [๑๕๗๙] ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลา- จารวัตรข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐ- ภาดาผู้ทรงร่วมกำเนิดได้ ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้. [๑๕๘๐] ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ ริษยาสมณะทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพ ไหว้เท้า ของท่านผู้คงที่. [๑๕๘๑] สมณะเหล่านั้น ยินดีแล้วในคุณธรรม ของท่านผู้แสวงหาคุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟังไม่มีความริษยา.
หน้า 86 ข้อ 1582, 1583, 1584, 1585, 1586, 1587
[๑๕๘๒] หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะ ผู้แสวง หาคุณอันใหญ่หลวงเหล่านั้นแล้ว มิได้ดูหมิ่นสักน้อย หนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม. [๑๕๘๓] กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกองพลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงและ บำเหน็จบำนาญของจาตุรงคเสนาเหล่านั้นให้ลด น้อยลง. [๑๕๘๔] อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มี ปรีชาของหม่อมฉันมีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนคร พาราณสีให้มีเนื้อมาก มีน้ำดี. [๑๕๘๕] อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้วจากรัฐ ต่าง ๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรดทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ. [๑๕๘๖] ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติ โดยธรรม พระองค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิต ด้วย ทั้งทรงเกื้อกูลพระประยูรญาติด้วย. [๑๕๘๗] ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระ- องค์ผู้แวดล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูล ด้วยรัตนะต่าง ๆ เหมือนจอมอสูร ไม่เบียดเบียนพระ- อินทร์ ฉะนั้น. จบสังวรชาดกที่ ๘
หน้า 87 ข้อ 1587
อรรถกถาสังวรมหาราชชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภภิกษุทอดทิ้งความเพียรเสียแล้วรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้น ว่า ชานนฺโต โน มหาราชา ดังนี้. เรื่องมีว่า ภิกษุนั้นเป็นกุลบุตรชาวพระนครสาวัตถี ฟังพระธรรม เทศนาของพระศาสดา บรรพชาได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญอาจาริยวัตร และ อุปัชฌายวัตร ท่องพระปาฏิโมกข์ทั้งสองจนคล่อง มีพรรษาครบ ๕ เรียน กรรมฐาน ลาอาจารย์และอุปัชฌาย์ว่า ผมจักอยู่ในป่า ไปถึงบ้านชายแดน ตำบลหนึ่ง พวกคนต่างเลื่อมใสในอิริยาบถ พากันสร้างบรรณศาลาบำรุงอยู่ ในบ้านนั้น ครั้นเข้าพรรษา ก็บำเพ็ญสืบสร้างพยายามจำเริญกรรมฐานตลอด ไตรมาส ด้วยความเพียรอันปรารภแล้ว ไม่สามารถให้คุณแม้เพียงโอภาส บังเกิดได้ ดำริว่า ในบุคคลสี่เหล่า ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว เราคงเป็น ประเภทปทปรมะเสียแน่แล้ว เราจะอยู่ป่าทำไม ไปพระเชตวัน คอยดูพระรูป พระโฉมของพระตถาคตเจ้า สดับธรรมเทศนาอันไพเราะ ยับยั้งอยู่เถอะ. เธอทอดทิ้งความเพียรออกจากบ้านนั้น ไปถึงพระเชตวันโดยลำดับ ถูกอาจารย์ และอุปัชฌาย์ทั้งภิกษุที่เคยรู้จักมักคุ้น รุมถามถึงเหตุที่บังคับให้มา ก็บอก เรื่องนั้น ถูกภิกษุเหล่านั้นติเตียนว่า เหตุไรคุณจึงทำอย่างนี้ นำตัวไปสู่สำนัก พระศาสดา เมื่อตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอพาภิกษุผู้ไม่ปรารถนามากัน หรือ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้ทอดทิ้งความเพียรมาแล้ว พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ที่เขาว่าน่ะจริงหรือ เมื่อกราบทูลว่าจริง พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เหตุไรจึงทอดทิ้งความเพียรเสียล่ะ ที่จริง
หน้า 88 ข้อ 1587
ผลอันเลิศในพระศาสนานี้ ที่มีนามว่าอรหัตผล ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เกียจคร้าน ผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว จึงจะชื่นชมอธิคมธรรมได้ ก็แลในปางก่อน เธอก็เป็นคนมีความเพียรทนต่อโอวาท ด้วยเหตุนั้นแล แม้เป็นน้องสุดท้อง แห่งโอรส ๑๐๐ ของพระเจ้าพาราณสี ตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิตทั้งหลาย ก็ ถึงเศวตฉัตรได้ ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล พระโอรสสุดท้องนี้ ได้ทรงยึดเหนี่ยวผูกน้ำใจฝูงชนผู้ถึง พระนครพาราณสีทั่วหน้า ด้วยสังคหวัตถุนั้น ๆ ได้เป็นที่รักที่เจริญใจของคน ทั้งปวง. กาลต่อมา พวกอำมาตย์พากันกราบทูลถามพระราชาผู้ประทับนั่ง เหนือพระแท่นที่สวรรคตว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ฯ เมื่อ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทสวรรคตไป พวกข้าพระพุทธเจ้าจักถวายเศวตฉัตรให้ แก่ใคร พระเจ้าข้า พระองค์ตรัสสั่งว่า พ่อเอ๋ย ลูกของฉันแม้ทั้งหมด เป็น เจ้าของเศวตฉัตรทั้งนั้น แต่ผู้ใดจับใจพวกเธอ พวกเธอก็ให้เศวตฉัตรแก่ผู้นั้นก็ แล้วกัน ครั้นพระองค์สวรรคต พวกอำมาตย์นั้น จัดการถวายพระเพลิงพระศพ ของพระองค์เสร็จ ประชุมกันในวันที่ ๗ ตกลงกันว่า พระราชารับสั่งไว้ว่า ผู้ใด จับใจเธอได้ พวกเธอพึงยกเศวตฉัตรให้แก่ผู้นั้น ก็แลพระสังวรกุมารพระองค์นี้ จับใจพวกเราไว้ได้ แล้วพากันยกเศวตฉัตรกาญจนมาลา แด่พระกุมารสังวร พระองค์นั้น พระเจ้าสังวรมหาราช ดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ทรง ครองราชสมบัติโดยธรรม พระกุมาร ๙๙ พระองค์นอกนั้นเล่า ต่างตรัสว่า ข่าวว่า พระราชบิดาของพวกเราสวรรคตแล้วได้ยินว่า พวกอำมาตย์ยกเศวตฉัตร ถวายแก่เจ้าสังวรกุมาร เธอเป็นน้องสุดท้อง ยังไม่ถึงเศวตฉัตรของพระบิดานั้น พวกเราต้องยกเศวตฉัตรถวายพระพี่ใหญ่ทุกองค์มาร่วมกัน ส่งหนังสือถึง พระเจ้าสังวรมหาราชว่า จงให้ฉัตรแก่พวกเรา หรือไม่ก็รบกัน แล้วพากัน
หน้า 89 ข้อ 1587
ล้อมพระนครไว้. พระราชาตรัสบอกเรื่องนั้นแก่พระโพธิสัตว์ แล้วตรัสถามว่า คราวนี้พวกเราจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์ไม่ ต้องทำการรบกับพระเจ้าพี่เหล่านั้นดอก พระเจ้าข้า พระองค์ทรงแบ่งพระราช ทรัพย์ของพระบิดาออกเป็น ๙๙ ส่วน ส่งถวายแด่พระพี่เจ้า ๙๙ พระองค์ ทรง ส่งสาสน์ไปด้วยว่า เชิญเจ้าพี่ทั้งหลายรับส่วนพระราชทรัพย์ของพระราชบิดา ของเจ้าพี่นี้เถิด หม่อมฉันไม่ขอรบกับเจ้าพี่ดอก. พระองค์ทรงกระทำอย่างนั้น. ครั้งนั้นเจ้าพี่องค์ใหญ่ของพระองค์ พระนามว่าอุโบสถกุมาร ตรัส เรียกพระเจ้าน้องที่เหลือมาตรัสว่า พ่อทั้งหลาย ผู้เป็นพระราชาก็ไม่มีผู้สามารถ จะย่ำยีได้ อนึ่งเล่า เจ้าน้องของพวกเราองค์นี้ มิได้ตั้งตน แม้แต่จะเป็นศัตรูตอบ ส่งพระราชสมบัติของบิดาให้พวกเรา ส่งสาส์นมาด้วยว่า ฉันไม่ขอต่อรบกับ เจ้าพี่ ก็แลพวกเราเล่าจักยกเศวตฉัตรขึ้นในขณะเดียวกันทุกคนไม่ได้ พวกเรา ให้เศวตฉัตรแก่เธอองค์เดียวก็แล้วกัน เจ้าน้องนี้เท่านั้นจงเป็นพระราชา มาเถิด เธอทั้งหลาย พวกเราพากันไปพบเธอมอบราชทรัพย์ แล้วพากันไป สู่ชนบทของพวกเราดังเดิม. ครั้งนั้นพระกุมารแม้ทั้งหมดนั้น ก็ให้เปิดประตู- เมือง มิได้เป็นศัตรูเลย พากันเข้าสู่พระนคร ฝ่ายพระราชาตรัสสั่งให้พวก อำมาตย์คุมสักการะ เพื่อพระกุมารเหล่านั้น ทรงส่งสวนทางไป พระกุมาร ทรงพระดำเนินมาด้วยบริวารเป็นอันมาก ขึ้นสู่พระราชวังแสดงอาการนอบน้อม แด่พระเจ้าสังวรมหาราช พากันประทับนั่งเหนืออาสนะต่ำ พระเจ้าสังวร มหาราช ทรงประทับนั่งเหนือสีหาสนะภายได้เศวตฉัตร พระยศใหญ่ พระสิริ โสภาคอันใหญ่ได้ปรากฏแล้ว สถานที่ที่ทอดพระเนตรแล้ว ๆ ระยิบระยับไป. พระอุโบสถกุมารทอดพระเนตรเห็นสิริสมบัติของพระเจ้าสังวรมหาราชแล้ว ทรงพระดำริว่า พระราชบิดาของพวกเรา ทรงทราบความที่สังวรกุมารได้
หน้า 90 ข้อ 1587
เป็นพระราชา เมื่อพระองค์ล่วงลับไป จึงประทานชนบทอื่น ๆ แก่พวกเรา มิได้ประทานแก่สังวรกุมารนี้ เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระเจ้าสังวรมหาราชนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า มหาราชาผู้เป็นจอมแห่งชน ทรงทราบถึงพระ- ศีลาจารวัตรของพระองค์ ทรงยกย่องพระกุมารเหล่านี้ มิได้สำคัญพระองค์ด้วยชนบทอะไรเลย. เมื่อพระมหาราชาผู้สมมติเทพ ยังทรงพระชนม์ อยู่ หรือทิวงคตแล้วก็ตาม พระประยูรญาติผู้เห็น ประโยชน์ตนเป็นสำคัญ พากันยอมรับนับถือพระองค์. ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ด้วยพระศีลาจารวัตร ข้อไหน พระองค์จึงสถิตอยู่เหนือพระเชษฐภาดาผู้ทรง ร่วมกำเนิดได้ ด้วยพระศีลาจารวัตรข้อไหน หมู่ พระญาติที่ประชุมกันแล้ว จึงไม่ย่ำยีพระองค์ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานนฺโต โน แปลว่า ทรงทราบ แน่นอนอยู่. บทว่า ชนาธิโป ความว่า พระจอมนรชนผู้พระราชบิดาของ พวกหม่อมฉัน. บทว่า อิเม ได้แก่ ซึ่งพระกุมาร ๙๙ พระองค์เหล่านี้. แต่ในคัมภีร์พระบาลีทั้งหลาย ท่านเขียนไว้ว่า กุมารเหล่าอื่น. บทว่า ปูเชนฺโต ความว่า ทรงยกย่องด้วยชนบทนั้น ๆ. บทว่า น ตํ เกนจิ ความว่า แต่ มิได้ทรงสำคัญพระองค์ว่า ควรจะทรงเชิดชู แม้ด้วยชนบทน้อย ๆ เลย ชะรอย จะทรงทราบถึงพระองค์ว่า ผู้นี้เมื่อเราล่วงลับไป จักได้เป็นพระราชา จึงให้ ประทับอยู่แทบบาทมูลของตน. บทว่า ติฏฺนฺเต โน ความว่า ไม่ว่าจะเป็น เมื่อพระมหาราชผู้สมมติเทพยังทรงพระชนม์อยู่. พระองค์ตรัสถามด้วย บทว่า
หน้า 91 ข้อ 1587
นุ แปลว่า มิใช่หรือ. บทว่า อาทู เทเว ความว่า หรือว่า เมื่อพระบิดา ของพวกเราเสด็จทิวงคต หมู่พระญาติกับชาวนิคมชาวชนบทที่เป็นข้าราชการ เห็นประโยชน์คือความเจริญของตน ต่างยอมรับนับถือพระองค์ว่า เป็นพระราชา เถิด ด้วยพระศีลาจารวัตรไรเล่า. บทว่า สญฺชาเต อภิติฏฺสิ ความว่า พระองค์ทรงครอบงำพระญาติผู้มีกำเนิดเสมอกัน คือพระภาดา ๙๙ พระองค์ เสีย ประทับอยู่ได้. บทว่า นาติวตฺตนฺติ ความว่า พระญาติเหล่านั้นพา กันครอบงำพระองค์มิได้. พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงสดับพระดำรัสนั้น เมื่อทรงแถลงพระคุณ ของพระองค์ ได้ตรัสคาถา ๖ คาถาว่า ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้ริษยาสมณะ ทั้งหลายผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง หม่อมฉันนอบ น้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพไหว้เท้าของท่านผู้คงที่. สมณะเหล่านั้น ยินดีแล้วในธรรมของผู้แสวงหา คุณ ย่อมพร่ำสอนหม่อมฉันผู้ประกอบในคุณธรรม ผู้พอใจฟัง ไม่มีความริษยา. หม่อมฉันได้ฟังคำของสมณะ ผู้แสวงหาคุณอัน ใหญ่หลวงเหล่านั้นแล้ว มิได้ดูหมิ่นสักน้อยหนึ่งเลย ใจของหม่อมฉันยินดีแล้วในธรรม. กองพลช้าง กองพลม้า กองพลรถ และกอง พลเดินเท้า หม่อมฉันไม่ตัดเบี้ยเลี้ยงและบำเหน็จบำ- นาญของจตุรงคเสนาเหล่านั้นให้ลดน้อยลง.
หน้า 92 ข้อ 1587
อำมาตย์ผู้ใหญ่ และข้าราชการผู้มีปรีชาของฉัน มีอยู่ ช่วยกันบำรุงพระนครพาราณสีให้มีเนื้อมาก มี น้ำดี. อนึ่ง พวกพ่อค้าผู้มั่งคั่งมาแล้วจากรัฐต่าง ๆ หม่อมฉันช่วยจัดอารักขาให้พ่อค้าเหล่านั้น ขอได้โปรด ทราบอย่างนี้เถิด เจ้าพี่อุโบสถ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ราชปุตฺต ความว่า ข้าแต่พระราชบุตร หม่อมฉันมิได้กีดกันใคร ๆ เลยว่า สมบัติอย่างนี้ จงอย่ามีแก่ผู้นี้. บทว่า ตาทินํ ความว่า หม่อมฉันกราบไหว้บาทยุคลแห่งหมู่สมณะผู้ทรงธรรม ผู้ ประกอบด้วยลักษณะอันคงที่ ได้นามว่าสมณะ เพราะท่านสงบบาปได้แล้ว ได้นามว่า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง เพราะท่านแสดงคุณมีศีลขันธ์เป็นต้น อันใหญ่ ด้วยเบญจางประดิษฐ์ เมื่อจะให้ทาน และเมื่อจะจัดการคุ้มครองป้อง กันอันชอบธรรมแด่ท่านเหล่านั้น ก็นอบน้อมท่านเหล่านั้นโดยเคารพคือบูชา อย่างใจรักใคร่ทีเดียว. บทว่า เต มํ ความว่าสมณะเหล่านั้น รู้จักหม่อมฉัน โดยถ่องแท้ว่า กุมารนี้ขวนขวายในส่วนแห่งธรรม รับฟังด้วยดี มิได้มีความ ริษยาก็พากันพร่ำสอนหม่อมฉัน ผู้ประกอบด้วยธรรมคุณรับฟังด้วยดี ไม่ริษยา คือพากันให้โอวาทว่า กระทำข้อนี้ อย่ากระทำข้อนี้. บทว่า เตสาหํ ตัดบทเป็น เตสํ อหํ. บทว่า หตฺถาโรหา ความว่า พวกพลช้าง คือนักรบที่ขึ้นช้าง รบ. บทว่า อนีกฏฺา ความว่า ตั้งอยู่ในกองทัพช้างเป็นต้น. บทว่า รถิกา ได้พลรถ (นักรบขี่รถ). บทว่า ปตฺติการกา ได้แก่ พวกพลรบเดินเท้า. บทว่า นิพฺพิตฺถํ ความว่า สินจ้างรางวัลอันใดที่พวกเหล่านั้นจัดเตรียมไว้ หม่อมฉันมิได้ลดหย่อนสิ้นจ้างรางวัลนั้น คือให้อย่างไม่ต้องลดเลย. บทว่า
หน้า 93 ข้อ 1587
มหามตฺตา ความว่า ข้าแต่พี่ชาย หมู่มหาอำมาตย์ ผู้มีปัญญามาก คือ ผู้ ฉลาดในมนต์ทั้งหลาย และผู้บำรุงอันมีความคิดอ่านที่เหลือ ของหม่อมฉันมี อยู่ หม่อมพี่ไม่ได้อาจารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยความคิดเป็นบัณฑิต แต่อาจารย์ ของหม่อมฉันเป็นบัณฑิต ฉลาดในอุบาย ท่านเหล่านั้นเกี่ยวโยงหม่อมฉัน ไว้ด้วยเศวตฉัตร. บทว่า พาราณสี ความว่า ข้าแต่พี่ จำเดิมแต่กาลที่ ยกฉัตรถวายแก่หม่อมฉันแล้ว ท่านพวกนั้น ต่างรู้ถึงมัจฉมังสาหารที่ควร เคี้ยวกิน และน้ำดี ๆ ก็ควรดื่ม อันจะมีในพระนครพาราณสีว่า พระราชา ของพวกเราทรงธรรม ฝนย่อมตกทุก ๆ กึ่งเดือน ข้าวกล้าต่าง ๆ ย่อมสมบูรณ์. ด้วยอาการอย่างนี้ ชาวพระนครก็พากันอยู่กระทำพระนครพาราณสีให้มีมัจฉมัง- สาหารและน้ำท่ามากมาย. บทว่า ผีตา ความว่า พวกพ่อค้าผู้ไม่ถูกประทุษ ร้าย นำช้างแก้ว ม้าแก้ว และแก้วมุกดาเป็นต้นมาทำการค้า พากันมั่งคั่งร่ำ รวยไปตามกัน. บทว่า เอวํ ชานาหิ ความว่า ข้าแต่พี่อุโปสถ ด้วยเหตุ เหล่านี้ เพียงเท่านี้ หม่อมฉันถึงจะเป็นน้องสุดท้อง ก็ครอบงำพี่ทั้งหลายของ หม่อมฉัน ถึงเศวตฉัตรได้ โปรดทรงทราบด้วยประการฉะนี้. ครั้นพระอุโบสถกุมารทรงสดับพระคุณของพระองค์แล้ว ได้ตรัสพระ คาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่พระเจ้าสังวรราช ได้ยินว่า พระองค์ทรง ครอบครองราชสมบัติแห่งหมู่พระญาติโดยธรรม พระ- องค์เป็นผู้มีพระปรีชาด้วย เป็นบัณฑิตด้วย ทั้งทรงเกื้อ กูลพระประยูรญาติด้วย. ศัตรูทั้งหลายย่อมไม่เบียดเบียนพระองค์ ผู้แวด ล้อมไปด้วยพระประยูรญาติ ทรงพร้อมมูลด้วยรัตนะ ต่าง ๆ เหมือนจอมอสูรไม่เบียดเบียนพระอินทร์ฉะนั้น.
หน้า 94 ข้อ 1587
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน กิร ความว่า ข้าแต่พระสังวร- มหาราช ได้ยินว่า พระองค์ทรงครอบงำอานุภาพแห่งญาติคือพระเชษฐภาดาทั้ง หลายของพระองค์ ทั้ง ๙๙ คนเสีย จำเดิมแต่นี้ เชิญพระองค์นั้นแลทรงครอง ราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระองค์เล่า ก็ทรงหลักแหลมทั้งเป็นบัณฑิตและยัง เกื้อกูลแก่หมู่ญาติ. บทว่า ตํ ตํ ได้แก่ ซึ่งพระองค์ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยคุณ ต่าง ๆ อย่างนี้. บทว่า าติปริพฺยุฬฺหํ ความว่า ผู้อันหม่อมฉันผู้เป็นญาติ ๙๙ คน แวดล้อม. บทว่า นานารตนโมจิตํ ความว่า ทรงพร้อมมูลมั่งคั่ง ด้วยนานารัตนะ คือทรงสั่งสมรัตนะไว้มากมาย. บทว่า อสุราธิโป ความว่า เปรียบเหมือนอสุรราชไม่ย่ำยีพระอินทร์ ผู้อันเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์แวดล้อมแล้ว ฉันใด หมู่มิตรจะไม่ย่ำยีพระองค์ ผู้อันพวกหม่อมฉันคอยป้องกันแวดล้อม แล้ว ทรงครองราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี มีบริเวณ ๑๒ โยชน์ในแคว้น กาสีอันมีอาณาเขต ๓๐๐ โยชน์ ฉันนั้น. พระเจ้าสังวรมหาราช ทรงประทานยศใหญ่ แด่พระเจ้าพี่ทุกพระองค์. พระเจ้าพี่เหล่านั้น ประทับอยู่ในสำนักของพระองค์ตลอดกึ่งเดือน กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกหม่อมฉัน จักคอยระวังพวกโจรที่กำเริบขึ้นในชนบท ทั้งหลาย เชิญพระองค์ทรงเสวยสุขในราชสมบัติเถิด แล้วเสด็จไปสู่ชนบทของ ตน ๆ. พระราชาทรงดำรงในโอวาทของพระโพธิสัตว์ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ได้ไปเพิ่มเทพนครให้เต็ม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ครั้งก่อน เธอทนต่อโอวาทเช่นนี้ บัดนี้ เหตุไรไม่กระทำความเพียร ทรง ประกาศสัจจะ ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงประชุม ชาดกว่า สังวรกุมารผู้เป็นพระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นภิกษุนี้ อุโบสถ กุมาร ได้มาเป็นสารีบุตร เจ้าพี่ที่เหลือได้เป็นเถรานุเถระ และบริษัท ได้ มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนอำมาตย์ผู้ถวายโอวาทได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาสังวรมหาราชชาดก
หน้า 95 ข้อ 1588, 1589, 1590, 1591, 1592, 1593, 1594
๙. สุปปารกชาดก ว่าด้วยทะเล ๖ ประการ [๑๕๘๘] พวกมนุษย์จมูกแหลมดำผุดคำว่ายอยู่ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. [๑๕๘๙] เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหา ทรัพย์ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า ขุรมาลี. [๑๕๙๐] ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนกองไฟและ พระอาทิตย์ ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ ชื่ออะไร. [๑๕๙๑] เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหา ทรัพย์ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือเล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกว่า อัคคิมาลี. [๑๕๙๒] ทะเลนี้ปรากฏเหมือนนมส้ม และนมสด พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. [๑๕๙๓] เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหา ทรัพย์ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า ทธิมาลี. [๑๕๙๔] ทะเลนี้ปรากฏเหมือนหญ้าคาและข้าว กล้า พวกข้าพเจ้าของถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่อ อะไร.
หน้า 96 ข้อ 1595, 1596, 1597, 1598, 1599, 1600
[๑๕๙๕] เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหา ทรัพย์ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า กุสมาลี. [๑๕๙๖] ทะเลนี้ปรากฏเหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. [๑๕๙๗] เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหา ทรัพย์ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง ถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า นฬมาลี. [๑๕๙๘] เสียงน่ากลัวมาก น่าสยดสยอง ฟัง เหมือนเสียงอมนุษย์ และทะเลนี้ปรากฏเหมือนบึงและ เหว พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่อ อะไร. [๑๕๙๙] เมื่อท่านทั้งหลายผู้เป็นพ่อค้าแสวงหา ทรัพย์ ออกจากท่าชื่อภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิด ทางมาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า พลวามุขี. [๑๖๐๐] ตั้งแต่ข้าพเจ้าระลึกถึงตนได้ ถึงความ เป็นผู้รู้เดียงสา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกแกล้งเบียดเบียน สัตว์แม้สักตัวหนึ่งเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเรือจงกลับ ได้โดยสวัสดี. จบสุปปารกชาดกที่ ๙ จบเอกวทสนิบาต
หน้า 97 ข้อ 1600
อรรถกถาสุปปารกชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ พระปัญญาบารมี ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุมฺมุชฺชนฺติ นิมุชฺชนฺติ ดังนี้. เรื่องพิสดารมีว่า วันหนึ่งเพลาเย็น พวกภิกษุพากันรอพระตถาคต เสด็จออกแสดงธรรม นั่งในธรรมสภา ต่างพรรณนาพระมหาปัญญาบารมี ของพระทศพลว่า ผู้มีอายุทั้งหลายอัศจรรย์ยิ่งนัก พระศาสดาทรงมีพระปรีชา มาก มีพระปรีชาหนักหนา มีพระปรีชาแจ่มใส มีพระปรีชาว่องไว มีพระ ปรีชาคมคาย มีพระปรีชาหลักแหลม ทรงประกอบด้วยพระปรีชาอันเป็น อุบายในกรณียะนั้น ๆ หนักหนาเสมอด้วยแผ่นดิน ลึกซึ้งประหนึ่งมหาสมุทร กว้างขวางไม่สิ้นสุดดุจดังอากาศ ปัญหาที่ตั้งขึ้นกันในชมพูทวีป ที่จะได้นามว่า ผ่านพ้นพระทศพลไปได้ไม่มีเลยทีเดียว เหมือนคลื่นที่ตั้งขึ้นในมหาสมุทร พอถึงฝั่งเท่านั้นก็แตกกระจายไป ฉันใด ปัญหาอันใดอันหนึ่งที่ตั้งขึ้น ก็มิได้ ผ่านพ้นพระทศพลไปได้ ถึงบาทมูลพระศาสดาแล้ว ย่อมแตกฉานไปทีเดียว ฉันนั้น พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้ เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญา แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญาด้วยญาณ อันไม่แก่กล้า ถึงจะเป็นคนตาบอดก็ยังรู้ได้ว่า ในสมุทรตอนนี้มีรัตนะนามนี้ ด้วยการกำหนดน้ำในมหาสมุทร ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้ ในอดีตกาลพระเจ้ากุรุราช เสวยราชสมบัติ ณ แคว้นกุรุ ได้มี บ้านอันเป็นท่าเรือนามว่า ภรุกัจฉะ เสวยราชสมบัติ ณ แคว้นกุรุ ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรของหัวหน้าต้นหนในบ้านกุรุกัจฉะ เป็นคน น่าเลื่อมใส ผิวพรรณเพียงดังทอง หมู่ญาติได้ขนานนามให้ท่านว่า สุปารก
หน้า 98 ข้อ 1600
กุมาร ทำจำเริญด้วยบริวารมาก ในกาลที่มีอายุ ๑๖ นั่นแล สำเร็จศิลปะของ ต้นหนแล้ว ต่อมาพอบิดาล่วงลับไป ก็ได้เป็นหัวหน้าต้นหน ทำหน้าที่ต้นหน ได้เป็นบัณฑิตสมบูรณ์ด้วยญาณ บรรดาเรือที่ท่านขึ้นไปแล้ว เป็นไม่มีเรื่อง ที่เรียกว่าอับปางเลย ต่อมานัยน์ตาทั้งคู่ของท่านกระทบน้ำเค็มนัก เลยเสียไป ตั้งแต่บัดนั้น ถึงท่านจะเป็นหัวหน้าต้นหนอยู่ ก็ทำหน้าที่ต้นหนไม่ได้ คิดว่า เราพึ่งพระราชาเลี้ยงชีวิตเถอะ แล้วเข้าไปเฝ้าพระราชา ครั้งนั้นพระราชาทรง แต่งตั้งท่านไว้ในหน้าที่พนักงานตีราคา ตั้งแต่บัดนั้น ท่านก็คอยประเมินราคา ช้างแก้ว ม้าแก้ว และก้อนแก้วมุกดาแก้วมณีเป็นต้น. ครั้งนั้น วันหนึ่ง คนทั้งหลายนำช้างตัวหนึ่ง มีสีดำเหมือนสีหน่อหิน ทูลถวายแด่พระราชา ด้วยคิดว่าจักเป็นมงคลหัตถี พระราชาทอดพระเนตร ช้างนั้นแล้ว ตรัสว่า เจ้าทั้งหลายจงให้ท่านบัณฑิตมาดู ครั้นพวกนั้นนำช้าง นั้นไปสู่สำนักของท่านแล้ว ท่านใช้มือลูบสรีระของมันทั่ว ๆ ไป กล่าวว่า ช้างตัวนี้ไม่สมควรจะเป็นมงคลหัตถี มันค่อมอยู่หน่อยที่เท้าหลังทั้งสองข้าง เพราะแม่ช้างตกลูกช้างตัวนี้ ไม่อาจรับไว้ทันด้วยบั้นขาได้ เหตุนั้นมันเลย ตกลงถึงแผ่นดิน ขาหลังทั้งคู่จึงค่อมไปเสีย คนเหล่านั้นพากันถามพวกที่ นำช้างนั้นมา พวกนั้นกล่าวว่าท่านบัณฑิตพูดจริง พระราชาทรงสดับเหตุนั้น ทรงร่าเริงดีพระทัย โปรดให้พระราชทานทรัพย์แก่ท่าน ๘ กระษาปณ์. อยู่มาอีกวันหนึ่ง มีคนนำม้าตัวหนึ่งมาทูลถวายแด่พระราชาว่า จักเป็น ม้ามงคลได้ พระราชาทรงส่งม้านั้นไปสู่สำนักของท่าน ท่านใช้มือลูบคลำ มันเหมือนกัน แล้วบอกว่าม้าตัวนี้ไม่สมควร จะเป็นม้ามิ่งมงคลได้ เพราะ ในวันที่มันเกิดนั้นแล แม่มันตายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น มันไม่ได้นมแม่ จึงไม่เจริญเท่าที่ควร พวกมนุษย์ที่จูงม้ามา พากันกล่าวว่า ถ้อยคำของท่าน ทั้งนั้นเป็นความจริง พระราชาทรงสดับแม้เรื่องนั้นก็ทรงดีพระทัย โปรด-
หน้า 99 ข้อ 1600
พระราชทาน ๘ กระษาปณ์เหมือนกัน. ครั้นวันหนึ่ง มีคนนำรถมาถวายแด่พระราชาว่า จักเป็นรถมงคล พระราชาทรงส่งรถแม้นั้นไปสู่สำนักของท่าน ท่านคงใช้มือลูบคลำรถคันนั้น ทั่วแล้ว กล่าวว่า รถคันนี้สร้างด้วยต้นไม้เป็นโพรง เหตุนั้นไม่ควรแด่ พระราชา ถ้อยคำของท่านแม้นั้นก็ได้เป็นความจริง พระราชาทรงสดับเรื่อง แม้นั้น ก็ทรงยินดีโปรดพระราชทาน ๘ กระษาปณ์. ครั้งนั้นมีคนนำผ้ากัมพลราคามากมาถวายพระราชาพระองค์นั้น พระ- องค์ทรงส่งผ้านั้นไปให้แก่ท่านเหมือนกัน ท่านใช้มือลูบผ้านั้นไปทั่วผืน กล่าวว่า ผ้าผืนนี้มีรอยหนูกัดอยู่แห่งหนึ่ง คนเหล่านั้นซักฟอกดูเห็นรอยนั้น พากันกราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นคงพระราชทาน ๘ กระษาปณ์เท่านั้น ท่านดำริว่า พระราชาองค์นี้ เห็นข้ออัศจรรย์ถึงเพียงนี้ คงประทาน ๘ กระษาปณ์ รางวัลเท่านี้ เป็นรางวัลสำหรับช่างกัลบก พระองค์คงมีเผ่าช่างกัลบกเป็นแน่ เราจะมัวมาบำรุงพระราชาเช่นนี้ทำไมกัน ไปสู่ที่อยู่ของตนตามเดิมดีกว่า ท่านเลยกลับท่าเรือภรุกัจฉะดังเดิม เมื่อ ท่านพำนักอยู่ในบ้านนั้น พวกพ่อค้าจัดแจงเรือ ปรึกษากันว่า จักกระทำ ใครให้เป็นต้นหน เห็นพ้องกันว่า เรือที่ท่านสุปารกบัณฑิตขึ้นไปแล้ว ไม่อัปปางเลย ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิตฉลาดในอุบายถึงจะเป็นคนตาบอด ท่าน สุปารกบัณฑิตก็ยังเป็นผู้สูงสุด พากันเข้าไปหาท่านบอกว่า ขอเชิญท่าน เป็นต้นหนของพวกข้าพเจ้า เมื่อท่านกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ฉันเป็น คนตาบอด จักกระทำหน้าที่ต้นหนได้อย่างไร พากันอ้อนวอนบ่อย ๆ ว่า นายขอรับ ทั้งที่ท่านตาบอดนั้นแหละ ก็ยังสูงสุดกว่าพวกข้าพเจ้า ท่าน รับคำว่า ตกลงพ่อคุณทั้งหลาย ฉันจักเป็นต้นหนได้ด้วยข้อกำหนดที่พวก เธอเคยบอก แล้วขึ้นเรือของพวกนั้น พวกนั้นพากันแล่นเรือไปสู่มหาสมุทร
หน้า 100 ข้อ 1600
เรือปลอดภัยไปได้ ๗ วัน ลำดับนั้น ลมมิใช่กาลบังเกิดพัดผันขึ้นแล้ว เรือ ลอยไปเหนือสมุทรตลอด ๔ เดือนทีเดียว จึงถึงสมุทรตอนที่มีชื่อว่า ขรุมาลี ในสมุทรตอนชื่อว่าขรุมาลีนั้น ฝูงปลามีสรีระคล้ายคน มีจมูกแหลม พากัน ดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ พวกพ่อค้าเห็นฝูงปลานั้นแล้ว เมื่อจะถามชื่อสมุทร ตอนนั้นกะพระมหาสัตว์ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า พวกมนุษย์จมูกแหลมดำผุดดำว่ายอยู่ พวก ข้าพเจ้าขอถามท่าน สุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์ถูกพวกนั้นพากันถามอย่างนี้แล้ว เทียบทานดูตาม ตำรับต้นหน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมาถึง ทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า ขุรมาลี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปยาตานํ ความว่า เมื่อพวกเธอซึ่งเป็น พ่อค้าพากันออกเรือจากท่าภรุกัจฉะ. บทว่า ธเนสินํ ความว่า พวกเธอ ผู้เป็นพ่อค้าไปแสวงหาทรัพย์. บทว่า นาวาย วิปฺปนฏฺาย ความว่า พ่อคุณ ทั้งหลาย ครั้นเรือของพวกเธอลำนี้ถูกกรรมบังคับแล่นไปผิดประเทศ สมุทรตอน ที่ผ่านพ้นสมุทรปกติซึ่งถึงเข้านี้ ท่านเรียกว่า ขุรมาลี บัณฑิตทั้งหลาย ท่าน แสดงสมุทรตอนนี้ไว้อย่างนี้. ก็แลในสมุทรตอนนั้นมีเพชรพร้อมมูล พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าเราบอก แก่พวกเหล่านั้นอย่างนี้ ตอนนี้เป็นสมุทรมีเพชร พวกนี้จักพากันเอาแต่เพชรให้ มากด้วยความโลภ ถึงให้เรือจมเสียก็ได้ จะไม่ยอมบอกเลย ให้ชะลอเรือไว้ ใช้อุบายให้จับเชือกทิ้งข่ายลงไป โดยทำนองที่จะจับปลา ขนก้อนเพชรขึ้นใส่
หน้า 101 ข้อ 1600
ในเรือ ให้ทิ้งข้าวของที่มีค่าน้อยเสีย เรือผ่านสมุทรตอนนั้นไปถึงตอนที่อัคคิมาลี ถัดไป สมุทรตอนนั้นเปล่งแสงแจ่มจ้า ปรากฏเหมือนกองเพลิงที่ลุกโพลง และ เหมือนพระอาทิตย์เมื่อยามเที่ยง พวกพ่อค้าพากันถามท่านด้วยคาถาว่า ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนกองไฟและพระอาทิตย์ ข้าพเจ้าถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. ฝ่ายพระมหาสัตว์ก็บอกเรื่องนั้นแก่พวกนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา ถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกว่า อัคคิมาลี. ก็แลในท้องทะเลตอนนั้น มีทองมากมาย. ฝ่ายพระมหาสัตว์ ก็ให้ พวกนั้นถือเอาทองแม้จากท้องทะเลนั้นบรรทุกเรือ โดยนัยก่อนเหมือนกัน ฝ่ายเรือแล่นพ้นท้องทะเลตอนนั้นไป ถึงท้องทะเลตอนที่เปล่งสีเหมือนนมสด และนมส้ม อันมีชื่อ ทธิมาลี. พวกพ่อค้าพากันถามชื่อของท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถานี้ว่า ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนนมส้มและนมสด พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์บอกแก่พวกเหล่านั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกกันว่า ทธิมาลี. ก็แลในท้องทะเลตอนนั้น มีเงินมากมาย ครั้งนั้นท่านก็ให้พวกนั้น ขนเงินบรรทุกเรือโดยอุบาย เรือแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้น บรรลุท้องทะเล
หน้า 102 ข้อ 1600
สีเขียว ส่องแสงเหมือนหญ้าคาสีเขียว และเหมือนข้าวกล้าที่กำลังงอกงาม อันมีชื่อว่า กุสมาลี. พวกพ่อค้าพากันถามชื่อท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า ทะเลนี้ปรากฏเหมือนหญ้าคาและข้าวกล้า พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. ท่านบอกด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า กุสมาลี. ก็ในทะเลตอนนั้น มีแก้วนิลมณีมากมาย แม้ท่านก็คงให้พวกนั้นขน เอาแก้วนั้นใส่เรือด้วยอุบาย เรือคงแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้นไปถึงท้องทะเล อันปรากฏเหมือนป่าอ้อและป่าไผ่ อันมีชื่อว่า นฬมาลี. พวกพ่อค้าพากันถาม ชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า ทะเลนี้ปรากฏเหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่ พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์บอกท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา ถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า นฬมาลี. ก็ในทะเลตอนนั้น มีมรกตและไพฑูรย์มากมาย ท่านคงให้ขนใส่เรือ ด้วยอุบายดุจกัน. อีกนัยหนึ่ง บทว่า นโฬ คือ ไม้อ้อแมลงป่อง ไม้อ้อปูก็เรียก ไม้อ้อชนิดนั้นมีสีแดง. ส่วนที่ว่าไม้ไผ่นั้นเป็นชื่อของแก้วประพาฬนั่นเอง และ
หน้า 103 ข้อ 1600
ท้องทะเลตอนนั้น มากมายด้วยแก้วประพาฬ จึงได้มีแสงแดงฉาย. เหตุนั้น พวกพ่อค้าจึงพากันถามว่า เหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่. พระมหาสัตว์ คงให้พวกนั้นขนแก้วประพาฬ จากท้องทะเลตอนนั้น พวกพ่อค้าครั้นผ่านพ้นท้องทะเลตอนนฬมาลีไปแล้ว พบท้องทะเลตอนที่ชื่อ ว่า พลวามุข น้ำในท้องทะเลตอนนั้น เดือดพล่านพุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไป น้ำที่พุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไปในท้องทะเลตอนนั้น ปรากฏเป็นเหมือนเหว ใหญ่ใกล้หน้าผาขาดโดยส่วนทั่วไป เมื่อคลื่นพุ่งขึ้น ก็เป็นเหมือนเหวติดต่อ กันไป เสียงน่าสะพรึงกลัวบังเกิดขึ้น ปานจะทำลายหูทั้งสองเสีย และปานจะผ่า หทัยเสีย. พวกพ่อค้าเห็นท้องทะเลตอนนั้นแล้ว พากันกลัวสะทกสะท้าน ถาม ชื่อของสมุทรตอนนั้นด้วยคาถาว่า เสียงน่ากลัวมาก น่าสยดสยอง ฟังเหมือนเสียง อมนุษย์ และทะเลนี้ปรากฏเหมือนบึงและเหว พวก ข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร. พระมหาสัตว์บอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาว่า เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า พลวามุขี. พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้นด้วยคาถาตามลำดับ กล่าวว่า พ่อทั้งหลาย บรรดาเรือที่ถึงท้องทะเลพลวามุขนี้ อันสามารถกลับได้ ไม่มีเลย ท้องทะเลตอนนี้ ยังเรือที่ตกเข้าไปแล้วให้จมถึงความแตกสลาย. ก็แลพวกมนุษย์ประมาณ ๗๐๐ คนพากันขึ้นเรือนั้นไป. พวกนั้นทั้งหมดพากัน กลัวต่อมรณภัย ต่างเปล่งเสียงโอดครวญร่ำไห้ประดังเป็นเสียงเดียวกัน เหมือน
หน้า 104 ข้อ 1600
ฝูงสัตว์ที่กำลังหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรกฉะนั้น. พระมหาสัตว์ดำริว่า เว้นเรา เสียแล้ว คนอื่นที่จะชื่อว่า สามารถทำลายความปลอดภัยให้แก่พวกนี้ไม่มีเลย เราต้องตั้งสัตย์กระทำความปลอดภัยให้แก่พวกเขา เรียกพวกนั้นมากล่าวว่า พ่อทั้งหลาย พวกเธอจงให้เราอาบน้ำด้วยน้ำหอมให้นุ่งผ้าใหม่ เตรียมถาดน้ำ วางไว้ที่แอกเรือโดยเร็วเถิด พ่อค้าเหล่านั้นพากันทำตามนั้น. พระมหาสัตว์ ถือถาดเต็มด้วยน้ำด้วยมือทั้งสองข้าง ยืนที่แอกเรือ เมื่อกระทำสัจจกิริยาจึงกล่าว คาถาที่สุดว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าระลึกถึงตนได้ ถึงความเป็นผู้รู้ เดียงสา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกแกล้งเบียดเบียนสัตว์ แม้ สักตัวเดียวเลย ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเรือจงกลับได้โดย สวัสดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต ความว่า ข้าพเจ้าระลึกตนได้ จำเดิมแต่กาลใด และข้าพเจ้าได้เป็นผู้บรรลุวิญญูภาพแล้วจำเดิมแต่กาลใด. บทว่า เอกปาณํปิ หึสิตุํ ความว่า ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยสำนึกเลย ที่จะแกล้งเบียดเบียนแม้สัตว์คือมดดำมดแดง เพียงตัวเดียว. บทนี้เป็นเพียง การเทศนาเท่านั้น. ก็พระโพธิสัตว์ได้กระทำสัจจกิริยาด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ อย่างนี้ว่า สิ่งของผู้อื่นกำหนดแม้เพียงเส้นหญ้า ก็ไม่เคยหยิบฉวยเลย ภรรยา ของผู้อื่นก็ไม่เคยมองดูด้วยอำนาจความโลภ คำพูดเท็จก็ไม่เคยพูด น้ำเมาก็ไม่ เคยดื่มแม้แต่จะหยดด้วยอดหญ้า. ก็แลครั้นกระทำสัจจกิริยาแล้ว ก็รดน้ำในถาดที่เต็มลงที่แอกเรือ. เรืออันแล่นไปผิดทิศทางตลอด ๔ เดือน ก็บ่ายหัวกลับ ได้ไปถึงท่าภรุกัจฉะ
หน้า 105 ข้อ 1600
เพียงวันเดียวเท่านั้น ด้วยอานุภาพแห่งสัจจะ ประหนึ่งท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล ครั้นถึงแล้วยังแล่นไปบนบกได้ประมาณ ๘ อุสภะ หยุดที่ประตูเรือนของนาย เรือพอดี. พระมหาสัตว์แบ่งทองเงินแก้วมณีแก้วประพาฬและเพชร ให้แก่พวก พ่อค้าเหล่านั้น ให้โอวาทแก่พวกนั้นว่า รัตนะเพียงเท่านี้ ก็เป็นการพอแล้ว สำหรับเธอทั้งหลาย พวกเธออย่าเข้าไปสู่ท้องทะเลกันอีกเลย ทำบุญต่าง ๆ มีให้ทานเป็นต้น จนตลอดชีพ ได้ไปเพิ่มจำนวนเมืองสวรรค์แล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากอย่างนี้เหมือนกัน ทรงประชุม ชาดกว่า บริษัทของท่านสุปปารกะผู้บอดในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนสุปปารกบัณฑิต ได้มาเป็นเราแล. จบอรรถกถาสุปปารกชาดก จบอรรถกถาเอกาทสนิบาต รวมชาดกที่มีในเอกาทสนิบาตนี้ คือ ๑. มาตุโปสกชาดก ๒. ชุณหชาดก ๓. ธรรมเทวปุตตชาดก ๔. อุทยชาดก ๕. ปานียชาดก ๖. ยุธัญชัยชาดก ๗. ทสรถชาดก ๘. สัง- วรชาดก ๙. สุปปารกชาดก และอรรถกถา.
หน้า 106 ข้อ 1601, 1602, 1603, 1604, 1605
ทวาทสนิบาตชาดก ๑. จุลลกุณาลชาดก ว่าด้วยสิ่ง ๕ อย่างรู้ได้ยาก [๑๖๐๑] บุรุษผู้ไม่ถูกผีสิง ย่อมไม่ควรจะเชื่อ หญิงผู้หยาบช้าใจเบาไม่รู้จักคุณคนมักประทุษร้ายมิตร. [๑๖๐๒] หญิงเหล่านั้นย่อมไม่รู้จักกิจที่ทำแล้ว และกิจที่ยังไม่ได้ทำ ไม่รู้จักมารดาบิดาหรือพี่น้อง ไม่ใช่อารยชน ก้าวล่วงธรรมเสียแล้ว ย่อมไปตาม อำนาจจิตของตนถ่ายเดียว. [๑๖๐๓] เมื่อมีอันตรายและเมื่อกิจเกิดขึ้น หญิง ย่อมละทิ้งสามีนั้นแม้อยู่ร่วมกันมานาน เป็นที่รัก เป็น ที่พอใจ เป็นผู้อนุเคราะห์ แม้เสมอด้วยชีวิต เพราะ เหตุนั้น เราจึงไม่ไว้วางใจหญิงทั้งหลาย. [๑๖๐๔] ความจริง จิตของหญิงเหมือนกับจิต ของลิง ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เหมือนกับเงาต้นไม้ หัวใจของ หญิงทั้งหลายไหวไปมา เหมือนล้อรถที่กำลังหมุนไป ฉะนั้น. [๑๖๐๕] คราวใด หญิงมองเห็นทรัพย์ของบุรุษ ที่ควรจะถือเอาได้ คราวนั้น ย่อมใช้วาจาอ่อนหวาน
หน้า 107 ข้อ 1606, 1607, 1608, 1609, 1610, 1611
นำพาเอาบุรุษนั้นไป เหมือนชาวกัมโพชใช้สาหร่ายล่อ ม้าไปได้ ฉะนั้น. [๑๖๐๖] คราวใด ไม่มองเห็นทรัพย์ของบุรุษที่ ควรจะถือเอาได้ คราวนั้น ย่อมละทิ้งบุรุษนั้นไปเสีย เหมือนบุคคลข้ามฟากถึงฝั่งโน้นแล้ว ก็ทิ้งแพไปเสีย ฉะนั้น. [๑๖๐๗] หญิงเปรียบเหมือนยางรัก กินไม่เลือก เหมือนเปลวไฟ มีมายาแรงกล้าเหมือนแม่น้ำอันมี กระแสเชี่ยว ย่อมคบหาบุรุษทั้งที่น่ารักและไม่น่ารัก เหมือนเรือจอดไม่เลือกว่าฝั่งข้างนี้ หรือข้างโน้น ฉะนั้น. [๑๖๐๘] หญิงไม่ใช่ของบุรุษคนเดียวหรือสอง คน ย่อมต้อนรับทั่วไปเหมือนร้านตลาด ผู้ใดสำคัญ ซึ่งหญิงเหล่านั้นว่าของเรา ก็เท่ากับดักลมด้วยตาข่าย ฉะนั้น. [๑๖๐๙] แม่น้ำ หนทาง ร้านขายเหล้า สภา และบ่อน้ำ มีอุปมา ฉันใด หญิงในโลกก็มีอุปไมย ฉันนั้น เขตแดนของหญิงเหล่านั้นไม่มีเลย. [๑๖๑๐] หญิงเหล่านั้นเสมอด้วยไฟกินเปรียง เปรียบด้วยหัวงูเห่า เลือกหยิบเอาแต่ที่อร่อย ๆ เหมือน โคเลือกกินหญ้าในภายนอก ฉะนั้น. [๑๖๑๑] ไฟกินเปรียง ๑ ช้างสาร ๑ งูเห่า ๑ พระเจ้าแผ่นดินผู้ได้มูรธาภิเษก ๑ หญิงทุกคน ๑ ทั้ง ๕ นี้
หน้า 108 ข้อ 1612
คนพึงคบหาด้วยความระมัดระวังเป็นนิตย์ เพราะว่าสิ่ง ทั้ง ๕ นั้นมีอัธยาศัยที่รู้ได้ยาก. [๑๖๑๒] หญิงที่งามเกินไป ๑ หญิงที่ชายเป็น อันมากไม่รักใคร่ (หญิงแพศยา) ๑ หญิงที่เหมือนมือ ขวา (ชำนาญการฟ้อนการขับ ) ๑ หญิงที่เป็นภรรยา ของคนอื่น ๑ หญิงที่เห็นแก่ทรัพย์ ๑ หญิง ๕ จำพวก นี้ก็ไม่ควรคบหา. จบจุลลกุณาลชาดกที่ ๑ อรรถกถาทวาทสนิบาต จุลกุณาลชาดก ชาดกเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ขุทฺทานํ ลหุจิตฺตานํ ดังนี้ จักมี อย่างแจ่มแจ้งในกุณาลชาดก.๑ จบอรรถกถาจุลกุณาลชาดก ดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๕๑๔
หน้า 109 ข้อ 1613, 1614, 1615, 1616, 1617
๒. ภัททสาลชาดก ว่าด้วยการบำเพ็ญประโยชน์แก่ญาติ [๑๖๑๓] ท่านเป็นใคร มีผ้าอันสะอาดหมดจด มายืนอยู่บนอากาศ เพราะเหตุไร น้ำตาของท่านจึงไหล ภัยมาถึงท่านแต่ที่ไหน. [๑๖๑๔] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อม ฉันได้รับการบูชาอยู่ ๖๐,๐๐๐ ปี ชนทั้งหลายรู้จัก หม่อมฉันว่า ภัททสาละ ในแว่นแคว้นของพระองค์ นี้แล. [๑๖๑๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระ- ราชาพระองค์ก่อน ๆ เมื่อสร้างพระนคร อาคาร และ ปราสาทต่าง ๆ พระราชาเหล่านั้นมิได้ดูหมิ่นหม่อมฉัน เลย พระราชาเหล่านั้นบูชาหม่อมฉัน ฉันใด แม้ พระองค์ก็จงบูชาหม่อมฉัน ฉันนั้นเถิด. [๑๖๑๖] ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นต้นไม้อื่นที่จะใหญ่โต เหมือนท่าน โดยประมาณ ท่านเป็นไม้งามแต่กำเนิด ด้วยย่านและปริมณฑล. [๑๖๑๗] ข้าพเจ้าจะให้นายช่างทำปราสาทมีเสา เดียว เป็นที่รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าจะเชื้อเชิญท่านมาอยู่ที่ ปราสาทนั้น ดูก่อนเทวดา ชีวิตของท่านจักยั่งยืน.
หน้า 110 ข้อ 1618, 1619, 1620, 1621, 1622, 1623
[๑๖๑๘] ถ้าพระองค์ทรงดำริอย่างนี้ ก็จำต้อง พลัดพรากจากต้นรังอันเป็นร่างกายของหม่อมฉัน พระองค์จงตัดหม่อมฉันทำเป็นท่อน ๆ ให้มากเถิด. [๑๖๑๙] พระองค์จงตัดปลายก่อน แล้วจงตัด ท่อนกลาง ภายหลังจึงตัดที่โคน เมื่อหม่อมฉันถูกตัด อย่างนี้ ถึงจะตายลงก็ไม่มีทุกข์. [๑๖๒๐] ราชบุรุษตัดมือเเละเท้า ตัดหูและจมูก ภายหลังจึงตัดศีรษะของโจรผู้เป็นอยู่ ความตายนั้น ชื่อว่าตายเป็นทุกข์. [๑๖๒๑] ดูก่อนต้นรังที่เป็นเจ้าแห่งป่า เขาตัด เป็นท่อน ๆ เป็นสุขหรือหนอ ท่านมีเหตุอะไร มั่นใจ อย่างไร จึงปรารถนาให้ตัดเป็นท่อน ๆ. [๑๖๒๒] ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยึดมั่นเหตุ อันใด อันเป็นเหตุประกอบด้วยธรรม ปรารถนาให้ ตัดเป็นท่อน ๆ ขอพระองค์จงสดับเหตุอันนั้น. [๑๖๒๓] หมู่ญาติของหม่อมฉัน เจริญอยู่ด้วย ความสุข เกิดแล้วใกล้ต้นรังข้างหม่อมฉัน หม่อมฉัน พึงเข้าไปเบียดเบียนหมู่ญาติเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันชื่อว่าเข้าไปสั่งสมสิ่งที่มิใช่ความสุขให้แก่คน เหล่าอื่น เหตุนั้น หม่อมฉันจึงปรารถนาให้ตัดเป็น ท่อน ๆ.
หน้า 111 ข้อ 1624
[๑๖๒๔] ดูก่อนต้นรังที่เป็นเจ้าแห่งป่า ท่านย่อม คิดสิ่งที่ควรคิด ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่หมู่ ญาติ ดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าให้อภัยแก่ท่าน. จบภัททสาลชาดกที่ ๒ อรรถกถาภัททสาลชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภ การบำเพ็ญประโยชน์แก่พระญาติ ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้น ว่า กา ตฺวํ สุทฺเธหิ วตฺเถหิ ดังนี้. เรื่องพิสดารมีว่า การฉันเป็นประจำของภิกษุ ๕๐๐ รูป เป็นไปอยู่ใน นิเวศน์ของท่านอนาถปิณฑิกะ ณ พระนครสาวัตถี โดยทำนองนั้นในนิเวศน์ ของนางวิสาขา และในพระราชวังของพระเจ้าโกศล. ก็ในพระราชนิเวศน์นั้น เจ้าหน้าที่ย่อมถวายโภชนะอันมีรสเลิศต่าง ๆ โดยแท้ ถึงอย่างนั้น ใคร ๆ ที่เป็น ผู้คุ้นเคยกันของภิกษุไม่มีอยู่เลย. เหตุนั้น พวกภิกษุจึงไม่ค่อยฉันในพระราช- นิเวศน์ ภิกษุเหล่านั้นรับภัตพากันไปสู่เรือนของท่านอนาถปิณฑิกะหรือนาง วิสาขา หรือมิฉะนั้นก็เรือนของคนที่คุ้นเคยกันอื่น ๆ แล้วจึงฉัน. วันหนึ่ง พระราชาทรงส่งบรรณาการที่คนนำมา ไปสู่โรงฉันว่า พวกเจ้าจงถวายแก่ พวกภิกษุ ครั้นราชบุรุษกราบทูลว่า ในโรงฉันไม่มีภิกษุ ตรัสสั่งถามว่า ท่านไปที่ไหนเสียเล่า ทรงสดับว่า พากันไปนั่งฉันที่เรือนของคนที่คุ้นเคย แห่งตน พระเจ้าข้า พอเสวยพระกระยาหารเช้าเสร็จ เสด็จไปสำนักพระศาสดา
หน้า 112 ข้อ 1624
ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าโภชนะ มีอะไรเป็นยอดเยี่ยม. ถวาย- พระพรว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร โภชนะมีความคุ้นเคยกันเป็นยอดเยี่ยม เพราะแม้มาตรว่าจะเป็นข้าวตังข้าวปลายเกรียน ที่คนคุ้นเคยกันให้ ก็ย่อมมี รสอร่อย. ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ความคุ้นเคยของพระภิกษุ จะมี กับคนพวกใดเล่า พระเจ้าข้า. ถวายพระพรว่า ขอถวายพระพร มีได้กับหมู่ญาติ หรือกับสกุลแห่งพระเสขะ มหาบพิตร. ครั้งนั้นพระราชาทรงพระดำริว่า เราต้องเชิญธิดาแห่งศากยะนางหนึ่ง มาแต่งตั้งเป็นอัครมเหสี ด้วยวิธีนี้ ความคุ้นเคยอย่างยอดเยี่ยมฉันญาติของพวก ภิกษุกับเรา คงมีเป็นแน่ พระองค์เสด็จลุกจากอาสนะไปพระนิเวศน์ของพระ- องค์ทรงส่งทูตไปสู่บุรีกบิลพัสดุ์ด้วยพระดำรัสว่าข้าพเจ้าขอร้อง เจ้าศากยะจง ให้ธิดาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องการความเป็นญาติกับพวกท่าน. เจ้าศากยะ สดับคำพูดแล้ว ประชุมปรึกษากันว่า พวกเราอยู่ในถิ่นฐานอันเป็นไปใน อาณาของพระเจ้าโกศล ถ้าพวกเราไม่ให้ทาริกา จักมีเวรอย่างใหญ่หลวง ถ้าให้เล่า เชื้อสายของพวกเราก็จะสลาย ควรจะทำอย่างไรดีเล่า. ครั้งนั้น ท้าวมหานามตรัสกะพวกศากยะนั้นว่า อย่าร้อนใจกันไปเลย ธิดาของฉัน ชื่อ วาสภขัตติยา เกิดในท้องทาสีชื่อ นาคบุณฑา อายุได้ ๑๖ ปี มีรูป ร่างเฉิดฉาย ถึงความงามเลิศ เท่ากับเป็นเผ่ากษัตริย์ ด้วยอำนาจของบิดา พวก เราจะส่งนางไปให้แก่พระเจ้าโกศลนั้นว่า เป็นขัตติยกัญญา. เจ้าศากยะทั้งหลาย ต่างรับว่าดีจริง ได้เรียกพวกทูตมากล่าวว่า เป็นการดีละ พวกข้าพเจ้าจักถวาย ทาริกา พวกท่านจงรับนางไปบัดนี้ทีเดียวเถิด. พวกทูตฟังคำนั้นแล้ว คิดกันว่า ธรรมดาว่าศากยราชเหล่านี้ ถือตัวยิ่งนักเพราะอาศัยชาติ พึงกล่าวว่า นางนี้ เสมอกับพวกเรา แล้วให้นางที่ไม่เสมอกันก็ได้ พวกเราจักยอมรับแต่นางที่ ร่วมบริโภคกับพวกเหล่านั้นเท่านั้น ทูตเหล่านั้นพากันทูลอย่างนี้ว่า เมื่อพวก
หน้า 113 ข้อ 1624
ข้าพระองค์จะรับไป จักขอรับนางที่เสวยร่วมกับพระองค์ไป เจ้าศากยะทั้งหลาย จึงให้ที่พักแก่พวกทูต คิดกันว่า จักทำอย่างไรเล่า ท้าวมหานามตรัสว่า พวกเธออย่าร้อนใจไปเลย ฉันจักทำอุบาย ในเวลาที่ฉันกำลังบริโภค พวกเธอ จงตกแต่งนางวาสภขัตติยาพามา พอฉันหยิบคำข้าวเพียงคำเดียวเท่านั้น พวกเธอ ก็ส่งหนังสือให้ดู บอกว่า พระราชาพระองค์โน้น ทรงส่งหนังสือ เชิญดูสาส์นนี้ เสียก่อน พวกนั้นพากันรับคำว่าสาธุ เมื่อท้าวเธอกำลังเสวย ก็ตกแต่งกุมาริกา ท้าวมหานามตรัสว่า พวกเธอจงพาธิดาของฉันมาเถิด นางจงบริโภคร่วมกับ ฉันเถิด ครั้งนั้นเจ้าศากยะ พากันตกแต่งนางทำเป็นชักช้าอยู่หน่อยหนึ่ง แล้ว พามา นางคิดว่า จักบริโภคร่วมกับพระบิดา จึงหย่อนหัตถ์ลงในถาด เดียวกัน ท้าวมหานามทรงถือปั้นข้าวปั้นหนึ่งร่วมกับนาง แล้วทรงเปิบด้วย พระโอฐ พอทรงเอื้อมพระหัตถ์เพื่อคำที่ ๒ พวกศากยะก็น้อมหนังสือเข้าไป ถวายว่า ขอเดชะ พระราชาทรงพระนามโน้น ทรงส่งหนังสือมา เชิญพระองค์ ทรงสดับสาส์นนี้ก่อนเถิด พระเจ้าข้า ท้าวมหานามตรัสว่า แม่หนู เจ้าจงบริโภค เถิด ทรงวางพระหัตถ์ขวาไว้ในถาดนั่นแล ทรงรับหนังสือด้วยพระหัตถ์ ซ้าย ทรงทอดพระเนตรหนังสือ เมื่อท้าวเธอกำลังทรงหนังสืออยู่นั้นเอง นางก็เสวยเสร็จ เวลาที่นางบริโภคเสร็จ ท้าวเธอจึงล้างพระหัตถ์บ้วนพระโอฐ พวกทูตเหล่านั้นเห็นแล้ว พากันปลงใจว่า นางนั้นเป็นพระธิดาแห่งท้าวมหา- นามนี้ โดยปราศจากข้อคลางแคลงทีเดียว ต่างไม่สามารถจะรู้ความในนั้นได้ เลย ท้าวมหานามทรงส่งพระธิดาไปด้วยบริวารขบวนใหญ่ พวกทูตเหล่านั้น ก็พานางสู่นครสาวัตถีต่างกราบทูลว่า กุมารีนี้สมบูรณ์ด้วยชาติ เป็นธิดาของ ท้าวมหานาม. ครั้งนั้น พระราชาทรงสดับเรื่องนั้น ทรงดีพระหฤทัย ให้ตกแต่ง พระนครทั้งสิ้น ให้นางสถิตเหนือกองแก้ว ทรงให้อภิเษกสถาปนาใน
หน้า 114 ข้อ 1624
ตำแหน่งอัครมเหสี นางได้เป็นที่รักจำเริญของพระราชา. อยู่มาไม่ช้าไม่นาน นางก็ตั้งครรภ์ พระราชาได้ประทานเครื่องบริหารครรภ์ ครบกำหนดทศมาส นางประสูติพระราชบุตร มีผิวพรรณเพียงดังทอง. ครั้นในวันขนานพระนาม ของพระกุมารนั้น พระราชาทรงส่งข่าวไปสู่สำนักของพระอัยกาของพระองค์ว่า ธิดาของศากยะราชวาสภขัตติยา ประสูติพระราชบุตร จะทรงขนานนามแก่ บุตรนั้นอย่างไร. ก็อำมาตย์ผู้เชิญพระราชสาส์นนั้นไปค่อนข้างจะหูตึง เข้าไป ถึงตำหนักนั้นแล้วกราบทูล แด่พระอัยกาของพระราชา ท้าวเธอทรงสดับพระ ราชสาส์นนั้นเเล้ว ตรัสว่า นางวาสภขัตติยา แม้จะยังไม่คลอดพระโอรส ยัง ครอบงำคนทั้งหมดได้ คราวนี้ละก็ต้องเป็นตัวโปรดอย่างล้นเหลือของพระราชา อำมาตย์หูตึง ฟังคำว่า วัลลภา ไม่ชัดเจนกำหนดว่า วิฏฏุภะ ครั้นเข้าเฝ้า พระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ ดังข้าพระพุทธเจ้าได้ยินมา ขอใต้ฝ่าละออง- ธุลีพระบาท ทรงขนานนามพระกุมารว่าวิฏฏุภะ เถิดพระเจ้าข้า พระราชาทรง พระดำริว่า คงเป็นชื่อที่ตระกูลให้ไว้เก่าก่อนของพวกเรา ได้ทรงขนานพระนาม พระโอรสนั้นว่าวิฏฏุภะ. ตั้งแต่นั้นพระกุมารก็จำเริญด้วยกุมารบริหาร ถึงคราวมีอายุได้ ๗ ขวบ เห็นรูปช้าง และรูปม้าเป็นต้น ที่คนนำมาจากตระกูลพระเจ้ายาย ถวายแก่ พระกุมารอื่น ๆ ก็ถามมารดาว่า แม่ ของบรรณาการจากตระกูลท่านตา คนนำมาให้เด็กอื่น ๆ ที่ฉันไม่มีผู้ส่งอะไรมาให้เลย แม่ไม่มีพระมารดา พระบิดาหรือ ครั้งนั้นนางกล่าวลวงเขาว่า พ่อเอ๋ย บรรดาศากยราชเป็นเจ้าตา เจ้ายายของเธอ อยู่ไกล เหตุนั้น ท่านเหล่านั้นจึงไม่ส่งอะไร ๆ มา ต่อมาถึงเวลา มีอายุได้ ๑๖ เขากล่าวว่า แม่ฉันจะไปเยี่ยมตระกูลเจ้าตาเจ้ายาย แม้จะถูกนาง ห้ามว่า อย่าเลย พ่อเอ๋ย เจ้าจักการทำอะไรในที่นั้น ก็คงอ้อนวอนบ่อย ๆ ครั้งนั้นมารดาของเขา รับคำว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไปเถิด เขากราบทูลพระบิดา
หน้า 115 ข้อ 1624
ออกไปด้วยบริวารมาก นางวาสภขัตติยาส่งหนังสือไปก่อนว่า หม่อมฉันอยู่ สบายดี ณ ที่นี้เจ้าข้า ข้าแต่เจ้า พระองค์โปรดอย่าทรงแสดงความในอะไร ๆ แก่เขาพระเจ้าข้า เจ้าศากยะทั้งหลายรู้เรื่องการมาของวิฏฏุภะ คิดกันว่า พวก เราไม่สามารถจะไหว้เขาได้ เหตุนั้น จึงพากันส่งพระกุมารเด็ก ๆ ไปสู่ชนบท เมื่อถึงกบิลพัสดุ์ พวกศากยะพากันประชุม ณ สัณฐาคาร กุมารไปถึงสัณฐาคาร ได้หยุดยืนอยู่ ครั้งนั้น พวกเหล่านั้นพากันกล่าวกะเขาว่า พ่อเอ๋ย ท่านผู้นี้ เป็นเจ้าตาของเธอ ท่านผู้นี้เป็นเจ้าลุงของเธอ เขาต้องเที่ยวไหว้เรื่อยไปทุกคน เขาต้องไหว้เสียจนหลังขดหลังแข็ง ไม่เห็นผู้ไหว้ตนสักคนเดียว จึงถามว่า ผู้ที่ไหว้ฉันทำไมไม่มีเลยเล่า พวกศากยะพากันบอกว่า พ่อเอ๋ย กุมารที่เป็น น้อง ๆ ของเธอ พากันไปชนบทเสีย. กระทำสักการะแก่เขาอย่างขนานใหญ่ เขาพักอยู่ ๒-๓ วันแล้วกลับไปด้วยบริวารมาก. ครั้งนั้นทาสีนางหนึ่ง ด่าว่า แผ่นกระดานนี้เป็นแผ่นกระดานที่ลูก อีทาสีวาสภขัตติยามันนั่งไว้ แล้วล้างแผ่นกระดานที่เขานั่งในสัณฐาคารด้วย น้ำนม บุรุษผู้หนึ่งลืมอาวุธของตน หวนกลับจะหยิบอาวุธ ได้ยินเสียง ด่าวิฏฏุภกุมารนั้น จึงถามนางในระหว่างนั้น ทราบว่า วาสภขัตติยาเกิด ในท้องของนางทาสี แห่งท้าวมหานามศากยราช ก็ไปเล่าแถลงแก่หมู่พล เกิดเกรียวกราวกันขนานใหญ่ว่า ได้ยินว่า นางวาสภขัตติยาเป็นลูกทาสี กุมารฟังคำนั้น ตั้งใจว่าปล่อยให้พวกนี้ล้างแผ่นกระดานที่กูนั่งด้วยน้ำนมไป ก่อนเถิด คอยดูนะ พอกูเสวยราชแล้วเถอะ กูจะเอาเลือดที่คอของพวก นี้ล้างแผ่นกระดานที่กูนั่งให้ได้ เมื่อเข้ากรุงสาวัตถี พวกอำมาตย์พากัน กราบทูลประพฤติเหตุทั้งปวงแด่พระราชา พระราชาทรงสดับเรื่องนั้น กริ้ว เจ้าศากยะทั้งหลายว่า ให้ธิดาทาสีแก่เราได้ ทรงตัดการบริหารที่พระราชทาน แก่นางวาสภขัตติยา และโอรสหมดเลย พระราชทานเพียงเท่าที่พวกทาสและ
หน้า 116 ข้อ 1624
ทาสีจะได้รับกันเท่านั้น จากนั้นล่วงไปได้ ๒-๓ วัน พระศาสดาเสด็จไปสู่ พระนิเวศน์ประทับนั่ง พระราชาถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ พวกญาติของพระองค์พากันให้ธิดานางทาสีแก่หม่อมฉันเสียได้ เหตุนั้น หม่อมฉันจำต้องตัดการบริหารของนางพร้อมทั้งลูก คงได้ให้เพียงการ บริหารเท่าที่พวกทาสและทาสีจะพึงได้กันเท่านั้น พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร พวกศากยะทำไม่สมควรเลยทีเดียว ธรรมดาว่า เมื่อจะให้ก็ต้องให้นางที่มีชาติ เสมอกัน ก็แต่ว่ามหาบพิตร อาตมาขอถวายพระพรกะบพิตร นางวาสภขัตติยา เป็นราชธิดาได้อภิเษกในพระราชวังของขัตติยราช ถึงวิฏฏุภะเล่า ก็เกิดเพราะ อาศัยขัตติยราชเหมือนกัน ขึ้นชื่อว่าโคตรของมารดา จักกระทำอะไรได้ โคตร ของบิดาต่างหากเป็นประมาณ บัณฑิตแต่ครั้งโบราณได้ให้ตำแหน่งอัครมเหสี แก่หญิงเข็ญใจหาฟืน แต่กุมารที่เกิดในท้องของนาง ครองราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี อันมีบริเวณ ๑๒ โยชน์ ทรงพระนามว่า กัฏฐหาริกราช แล้ว ตรัสกัฏฐหาริกชาดก พระราชาทรงสดับธรรมกถาของพระศาสดา ทรงดีพระ- หฤทัยว่า โคตรของบิดาเท่านั้นเป็นประมาณ โปรดประทานการบริหารเช่นเดิม แก่มารดาและโอรสทันที. กล่าวถึงท่านเสนาบดีของพระราชา นามว่า พันธุละ ส่งภริยาของตน ชื่อมัลลิกา ผู้เป็นหมันไปสู่กรุงกุสินาราด้วยคำว่า เธอจงไปสู่เรือนแห่งสกุลของ เธอเถิด นางคิดว่า เราจักเฝ้าพระศาสดาแล้วจึงไป เข้าไปสู่พระวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ได้รับสั่งถามว่า เธอจะ ไปไหน กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สามีของหม่อมฉันจักส่งคืนไป สู่เรือนแห่งสกุลเจ้า ตรัสว่า เพราะเหตุไร กราบทูลว่า หม่อมฉันเป็นหมัน ไม่มีบุตรเจ้าค่ะ ตรัสว่า ถ้าเป็นอย่างนั้น ก็ไม่ต้องไปดอก กลับเถิด ดีใจ
หน้า 117 ข้อ 1624
ถวายบังคมพระศาสดา ได้ไปสู่นิเวศน์ทันที ครั้นถูกสามีถามว่า เหตุไรเธอจึง กลับมาเล่า บอกว่า พระทศพลรับสั่งให้ดิฉันกลับนี่เจ้าค่ะ นาย ท่านเสนาบดี กล่าวว่า พระตถาคตต้องทรงเห็นเหตุการณ์เป็นแน่ ไม่ช้าไม่นานเลย นางก็ มีครรภ์เกิดแพ้ท้อง จึงบอกว่า ดิฉันเกิดแพ้ท้องแล้วละ ถามว่า แพ้ท้อง อย่างไรเล่า บอกว่า นายเจ้าขา ดิฉันปรารถนาจะลงอาบน้ำ ดื่มน้ำในสระโบก- ขรณีอันเป็นมงคล ซึ่งเป็นที่อภิเษกสรงแห่งคณะราชสกุลในพระนครเวสาลี เจ้าค่ะ ท่านเสนาบดีกล่าวว่า ดีละ ถือธนูพันแรง อุ้มนางขึ้นสู่รถ ออกจาก พระนครสาวัตถีขับรถเข้ากรุงเวสาลี ก็ในกาลนั้น เจ้ามหาลิพระเนตรบอด เคยเรียนศิลปะรวมอาจารย์เดียวกันกับพระเจ้าโกศล และพันธุลเสนาบดี สอน อรรถธรรมแก่มวลเจ้าลิจฉวี ประทับอยู่ใกล้ประตูนั้นเอง ท่านทรงฟังเสียงรถ กระแทกธรณี กล่าวว่า นั่นเสียงรถอันเป็นพาหนะ ของเจ้ามัลละนามว่า พันธุละ วันนี้ภัยคงจักเกิดแก่มวลเจ้าลิจฉวี การระวังรักษาสระโบกขรณีแข็งแรง ทั้ง ภายในและภายนอก ข้างบนมีตาข่ายขึง ตลอดช่องลอดแม้ของฝูงนกก็ไม่มี. ก็ท่านเสนาบดีลงจากรถฟาดฟันฝูงคนที่เฝ้าด้วยพระขรรค์ให้หนีไป ตัด ตาข่ายโลหะให้ภรรยาลงในสระโบกขรณีอาบดื่ม แม้ตนเองก็อาบบ้าง แล้วอุ้ม นางมัลลิกาขึ้นใส่รถออกจากเมืองไปตามทางที่มานั้นแล พวกคนเฝ้าพากันไป กราบทูลแด่มวลเจ้าลิจฉวี เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นพากันกริ้ว ขึ้นทรงรถ ๕๐๐ คัน ทรงยกออกไป ด้วยทรงดำริว่า พวกเราต้องจับเจ้ามัลละชื่อพันธุละให้ได้ พากัน ไปเล่าเรื่องนั้นแด่เจ้ามหาลิ เจ้ามหาลิกล่าวว่า พวกเธออย่าไปเลย เขาจักฆ่า พวกเธอเสียหมดทีเดียว ฝ่ายพวกนั้นพากันกล่าวว่า พวกข้าพเจ้าต้องไปให้ได้ กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพวกเธอเห็นล้อรถจมลงไปถึงดุมละก็พากันกลับเสีย เมื่อไม่ กลับตอนนั้น จักได้ยินเสียงคล้ายฟ้าผ่าข้างหน้า พึงกลับกันจากที่นั้น เมื่อยัง
หน้า 118 ข้อ 1624
ไม่กลับตอนนั้น พวกเธอจักเห็นช่องในแอกรถของพวกเธอ อย่าได้พากันไป ต่อไปเป็นอันขาด. พวกเจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่ยอมกลับตามคำของท้าวเธอ พากันติดตามท่านพันธุละนั้นไปจนได้ นางมัลลิกาเห็นแล้วกล่าวว่า นายเจ้าขา รถปรากฏหลายคัน ท่านพันธุละกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเธอคอยบอกฉันในเวลาที่รถ ปรากฏเป็นคันเดียวกัน ในเมื่อรถทุก ๆ คันปรากฏเป็นดุจคันเดียว นางมัลลิกา จึงบอกว่า นายเจ้าขา หัวรถปรากฏแล้ว ท่านพันธุละส่งสายบังเหียนให้นาง ว่าถ้าเช่นนั้นเธอจงถือสายบังเหียนเหล่านี้ไว้ ยืนอยู่บนรถนั้นแลโก่งธนู เสียง ได้เป็นเหมือนเสียงฟ้าผ่า ท่านพวกนั้นไม่ยอมกลับแม้จากที่นั้น พากันกวด ตามเรื่อยไป ท่านพันธุละยืนบนรถยิงลูกศรไปลูกหนึ่ง ลูกศรนั้นทำหัวรถทั้ง ๕๐๐ คันให้เป็นช่อง แทงทะลุที่หุ้มเกราะของพระราชาทั้ง ๕๐๐ แล้วจมดินไป เจ้าลิจฉวีเหล่านั้น ไม่ทราบความที่ตนถูกยิงแล้ว คงตรัสอยู่ว่า หยุด เจ้าตัวร้าย หยุด เจ้าตัวร้าย ติดตามเรื่อยไป ท่านพันธุละจอดรถกล่าวว่า พวกท่านเป็น คนตายแล้ว ไม่มีธรรมเนียมเลย ที่ข้าพเจ้าจะรบกับคนตาย เจ้าลิจฉวีพากัน ตรัสว่า ขึ้นชื่อว่าคนตายแล้วเป็นเช่นอย่างพวกเราไม่มีดอก กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น จงเปลื้องเกราะของท่านผู้อยู่สุดท้ายเพื่อนซี เจ้าลิจฉวีเหล่านั้นพากันเปลื้อง เจ้าองค์นั้นพอเปลื้องเกราะเสร็จเท่านั้น ล้มลงสิ้นพระชนม์เลย. ครั้งนั้นท่าน พันธุละกล่าวกะเจ้าเหล่านั้นว่า พวกท่านแม้ทั้งหมดก็เป็นรูปนั้น พวกท่าน จงพากันไปสู่เรือนของตน ๆ จัดเตรียมการที่ควรจัดการ สั่งเสียลูกเมีย แล้ว ค่อยเปลื้องเกราะ เจ้าเหล่านั้น พากันทำตามนั้น ถึงชีพตักษัยทุกคน. ฝ่ายท่านพันธุละ ก็พานางมัลลิกามาสู่นครสาวัตถี นางคลอดบุตร ชายแฝด ๑๖ ครั้ง บุตรชายแม้ทุกคนล้วนเก่งกล้า สมบูรณ์ด้วยกำลัง ต่างเรียน สำเร็จในศิลปะทุกประการ คนหนึ่ง ๆ ได้มีบริวารพันคน ท้องพระลานหลวง
หน้า 119 ข้อ 1624
แน่นขนัดไปด้วยพวกนั้น ผู้ไปสู่พระราชนิเวศน์กับบิดาทีเดียว อยู่มาวันหนึ่ง พวกมนุษย์ที่ถูกตัดสินให้แพ้คดีอย่างโกงในที่วินิจฉัย เห็นท่านพันธุละกำลัง เดินมา ก็ร้องเอะอะบอกการตัดสินคดีโกงของอำมาตย์ผู้ทำการวินิจฉัยแก่ท่าน ท่านไปสู่ที่วินิจฉัย พิจารณาคดีนั้น ได้กระทำเจ้าของให้คงเป็นเจ้าของ ผู้มิใช่ เจ้าของ ก็กระทำคงเป็นผู้มิใช่เจ้าของ มหาชนพากันแซ่ซ้องสาธุการด้วยเสียง อันดัง พระราชารับสั่งถามว่านี้เรื่องอะไรกัน ทรงสดับความนั้น ทรงยินดีตรัส ให้ถอดอำมาตย์เหล่านั้นเสียทั้งหมด มอบการวินิจฉัยให้แก่ท่านพันธุละผู้เดียว. จำเดิมแต่นั้นท่านตัดสินโดยชอบ ครั้งนั้นพวกผู้ตัดสินความเก่า ๆ เมื่อ ไม่ได้สินบนต่างมีรายได้น้อย พากันยุแหย่ในราชสกุลว่า พันธุละปรารถนาราช สมบัติ พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพวกนั้นไม่สามารถจะข่มพระทัยได้ ทรง ดำริว่าเมื่อเราจะให้ฆ่าพันธุละนี้ ในพระนครนี้ทีเดียวเล่า ความครหาจักบังเกิด ได้ทรงพระดำริต่อไปว่า ต้องแต่งคนให้ไปปล้นชายแดน แล้วส่งให้ไปปราบ พวกนั้น เวลายกกลับก็ให้คนฆ่าเสียทั้งพวกลูกในระหว่างทาง ครั้นทรงดำริ แล้วรับสั่งให้หาท่านพันธุละมาเฝ้า ตรัสสั่งใช้ว่า ข่าวว่า ชายแดนกำเริบ ท่าน กับบุตรของท่านจงไปจับพวกโจรทีเถิด แล้วทรงให้มหาโยธา แม้เหล่าอื่นที่ สามารถไปกับท่านพันธุละและบุตรเหล่านั้น ด้วยทรงดำรัสว่า พวกเจ้าจงตัด ศีรษะของเขากับลูกทั้ง ๓๒ คนเสีย ณ ที่นั้นให้จงได้ แล้วนำมาเถิด ครั้นท่าน ไปถึงชายแดนเท่านั้น พวกโจรที่แต่งไปพากันกล่าวว่า ได้ยินข่าวว่า ท่าน เสนาบดีกำลังยกมา พากันหนีไปสิ้น ท่านจัดการให้ประเทศสงบราบคาบ ตั้ง ชนบทได้แล้วยกกลับ ครั้งนั้นเหล่าโจรนั้น พากันตัดศีรษะของท่านกับลูก ๆ เสียในที่ไม่ไกลจากเมือง วันนั้น นางมัลลิกานิมนต์พระอัครสาวกกับภิกษุ ๕๐๐ รูป. ตอนเช้ามีคนนำหนังสือมาให้นางว่า สามีกับบุตรถูกโยธาเหล่านั้นตัด
หน้า 120 ข้อ 1624
ศีรษะเสียแล้ว นางทราบเรื่องนั้นแล้ว ไม่พูดอะไรแก่ใคร ๆ เก็บหนังสือไว้ ในชายพก คงอังคาสพระภิกษุอยู่เรื่อยไป ครั้งนั้นพวกคนใช้ของนาง ถวาย ภัตตาหารแด่ภิกษุแล้ว ยกถาดเนยใสมา ทำถาดแตกต่อหน้าพระเถระทั้งหลาย พระธรรมเสนาบดีกล่าวว่า อุบาสิกา สิ่งที่มีความแตกเป็นธรรมดาแตกไปแล้ว ไม่ต้องเสียใจ นางนำหนังสือออกมาจากชายพก กราบเรียนว่า คนนำหนังสือ นี้มาให้ดิฉัน พ่อกับลูก ๓๒ คนถูกตัดศีรษะเสียแล้ว ดิฉันแม้จะได้ฟังเรื่องนี้ ยังไม่เสียใจเลย ก็เมื่อถาดเนยใสนี้แตกไป จะต้องเสียใจทำไมเจ้าค่ะ. พระธรรมเสนาบดีกล่าวคำมีอาทิว่า (ชีวิต มรณ) ไม่มีนิมิตไม่มีใครรู้ แสดงธรรมแล้วลุกจากอาสนะไปพระวิหาร ฝ่ายนางให้เรียกลูกสะใภ้ ๓๒ นาง มาสั่งสอนว่า สามีของพวกเธอปราศจากความผิดต่างได้รับผลแห่งกรรมที่ ทำไว้ในปางก่อนของตน พวกเธออย่าเศร้าโศกเลย อย่ากระทำใจประทุษ ร้ายในพระราชาเลย จารบุรุษของพระราชาฟังคำนั้น พากันกราบทูล ความที่คนเหล่านั้น หาโทษมิได้แก่พระราชา พระราชาทรงสลดพระทัย เสด็จไปสู่ที่อยู่ของนาง ทรงขอขมาโทษกะนางมัลลิกา และสะใภ้ของนาง แล้วประทานพรแก่นางมัลลิกา นางกราบทูลว่า พระพรเป็นอันหม่อมฉัน รับพระราชทานใส่เกล้าใส่กระหม่อมพะยะค่ะ เมื่อพระราชาเสด็จไปแล้ว จัดถวายมตกภัตรสนานกายเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ ผู้สมมุติเทพเจ้า พระองค์พระราชทานพรแก่หม่อมฉันไว้ หม่อมฉันมิได้ มีความต้องการอย่างอื่น ขอพระองค์ทรงพระกรุณาอนุญาตให้หม่อนฉันและ สะใภ้ ๓๒ คนไปสู่ตระกูลเดิมเถิด พระเจ้าข้า พระราชาทรงรับคำของนาง นางส่งลูกสะใภ้ ๓๒ คน ไปสู่ตระกูลของตน ๆ ตนเองก็ได้ไปสู่เรือนแห่ง ตระกูลของตน ณ กุสินารานคร ฝ่ายพระราชาก็พระราชทานตำแหน่งเสนาบดี แก่หลานของท่านพันธุละเสนาบดี ชื่อ ฑีฆการายนะ ส่วนเขาดำริว่า พระราชา
หน้า 121 ข้อ 1624
องค์นี้ฆ่าลุงของเราเสีย คอยหาช่องแก้แค้นแก่พระราชาอยู่เรื่อย พระราชา ตั้งแต่รับสั่งให้ฆ่าท่านพันธุละผู้ปราศจากความผิดแล้ว ก็ทรงมีแต่ความเร่าร้อน พระหฤทัย มิทรงได้รับความชื่นใจ ไม่ทรงได้ความสุขในราชสมบัติเลย ครั้งนั้นพระศาสดาทรงอาศัยนิคมชื่อว่าเวตตนุปปันนกุละ ประทับอยู่ พระ ราชาเสด็จไป ณ นิคมนั้น ทรงตั้งค่ายพักไม่ไกลพระอาราม เสด็จไปสู่พระวิหาร ด้วยราชบริพารมาก ด้วยทรงพระดำริจะถวายบังคมพระศาสดา ประทาน เบญจราชกกุธภัณฑ์แก่ทีฆการายนะ ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น เสด็จเข้าสู่ พระคันธกุฎี เรื่องทั้งหมดพึงทราบตามแนวธัมมเจติยสูตรนั้นแล. ครั้น พระองค์เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ทีฆการายนะถือเอาราชกกุธภัณฑ์ เหล่านั้น กระทำวิฏฏุภกุมารให้เป็นพระราชา ทิ้งม้าไว้ตัวหนึ่ง หญิงที่จะ ปรนนิบัติผู้หนึ่ง สำหรับพระราชา ได้ไปสู่พระนครสาวัตถี พระราชาทรงตรัส ปิยกถากับพระศาสดา แล้วเสด็จออกไม่ทรงเห็นกองทหาร ตรัสถามหญิงนั้น ทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เราต้องไปชวนหลานเรามาจับวิฎฏุภะให้ได้ เสด็จไปสู่พระนครราชคฤห์ ถึงเวลาค่ำมืด ประตูเขาปิดหมดแล้ว ไม่ทรง สามารถจะเข้าสู่พระนครได้ ทรงบรรทมในศาลาหลังนั้น ทรงกรากกรำด้วยลม และแดด ตอนกลางคืนเลยสวรรคตในศาลานั้นเอง ครั้นรุ่งสว่างแล้วฝูงคน ฟังเสียงคร่ำครวญของหญิงนั้น ผู้พร่ำรำพันอยู่ว่า โอ้ พระทูลกระหม่อม จอมนรชนโกศลรัฐ บัดนี้พระองค์ไร้ที่พึ่งเสียแล้ว พากันกราบทูลแด่พระราชา พระราชานั้นตรัสสั่งให้กระทำสรีรกิจของพระมาคุลาธิราช ด้วยสักการะอย่าง ใหญ่หลวง ฝ่ายเจ้าวิฏฏุภะได้ราชสมบัติ ระลึกถึงเวรนั้น ดำริว่า กูต้องฆ่า เจ้าศากยะให้ตายให้หมดเลย เสด็จออกด้วยแสนยานุภาพอันใหญ่โต วันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทอดพระเนตรเห็นความพินาศของ
หน้า 122 ข้อ 1624
หมู่พระญาติ ทรงพระดำริว่า ควรจะกระทำการสงเคราะห์ญาติไว้ ทรงโปรดสัตว์ ในตอนเช้า เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว ทรงสำเร็จสีหไสยาในพระคันธกุฎี เวลาเย็นเสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่ง ณ โคนไม้อันมีเงาห่างต้นหนึ่ง ใกล้ พระนครกบิลพัสดุ์ ณ ที่ไม่ไกลจากตรงนั้น ในรัชสีมาแห่งเจ้าวิฏฏุภะมีต้นไทร ใหญ่เงาร่มชิด เจ้าวิฏฏุภะเห็นพระศาสดาเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในเวลาร้อนเห็นปานนี้ เหตุไรพระองค์จึงทรงประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้อันมีเงาห่างต้นนี้ เชิญพระองค์ประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้มีเงา ร่มชิดต้นหนึ่งเถิด พระเจ้าข้า ครั้นมีพระดำรัสว่า ช่างเถิดมหาบพิตร ธรรมดา ว่าร่มเงาของหมู่ญาติเย็นสบาย ก็ดำริว่า พระศาสดาคงเสด็จมาเพื่อป้องกัน หมู่ญาติไว้ ถวายบังคมพระศาสดา เสด็จกลับคืนสู่พระนครสาวัตถีทันที แม้ พระศาสดาก็เสด็จเหาะไปสู่พระวิหารเชตวันดุจกัน พระราชาทรงระลึกถึงโทษ ของหมู่ศากยะได้ ก็ยกพลออกแม้ครั้งที่ ๒ คงพบพระศาสดาตรงนั้นเหมือนกัน เสด็จกลับเสียอีก ในวาระที่ ๓ ทรงยกพลออก คงพบพระศาสดาตรงนั้น นั่นแหละต้องกลับ. แต่ในวาระที่ ๔ เมื่อท้าวเธอยกพลออกไป พระศาสดาทรงตรวจดู บูรพกรรมของหมู่ศากยะ ทรงทราบความที่กรรมอันเป็นบาป คือการโปรย ยาพิษใส่ในแม่น้ำของศากยะเหล่านั้น นั้นเป็นกรรมที่จะป้องกันมิได้ ไม่ เสด็จไปในวาระที่ ๔ ราชาวิฏฏุภะ ฆ่าเจ้าศากยะเสียทั้งหมดตั้งแต่เด็กที่ กำลังดื่มนม เอาเลือดที่คอล้างแผ่นกระดานที่ตนนั่ง แล้วเสด็จกลับมา ก็แล เมื่อพระศาสดาเสด็จกลับจากการที่เสด็จในวาระที่ ๓ รุ่งขึ้นเสด็จไปโปรดสัตว์ เสวยเสร็จเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ถึงเวลาเย็นพวกภิกษุประชุมกันนั่งในธรรมสภา พากันกล่าวแถลงพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดา ทรงแสดงพระองค์ให้พระราชากลับเสีย ทรงเปลื้องหมู่ญาติจากมรณภัย พระ-
หน้า 123 ข้อ 1624
ศาสดาทรงประพฤติประโยชน์แก่หมู่พระญาติอย่างนี้ พระศาสดาเสด็จมาตรัส ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตประพฤติประโยชน์แก่หมู่ญาติ แม้ในครั้งก่อนก็ได้ ประพฤติแล้วเหมือนกัน ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทาน มาดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ครั้งพระราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต มิได้ทรงละเมิด ทศพิธราชธรรม ดำรงราชย์โดยธรรมในพระนครพาราณสี วันหนึ่งทรงพระ- ดำริว่า บรรดาพระราชาในพื้นชมพูทวีป พากันอยู่ในปรางปราสาทมีเสามาก เหตุนั้นอันการสร้างพระปราสาทด้วยเสามาก ๆ จึงไม่เป็นข้ออัศจรรย์ ถ้ากระไร เราลองสร้างปราสาทเสาเดียวดูบ้าง ด้วยอย่างนี้เราคงเป็นราชาผู้เลิศกว่าพระราชา ทั้งปวงได้ ท้าวเธอจึงมีรับสั่งเรียกช่างไม้มาเฝ้า ตรัสว่า พวกเจ้าจงสร้าง ปราสาทเสาเดียว อันถึงความงามเลิศแก่เรา ช่างไม้เหล่านั้นรับพระดำรัสว่าสาธุ พากันเข้าป่า พบต้นไม้ทั้งตรงทั้งใหญ่ เหมาะที่จะสร้างปราสาทเสาเดียวเป็น อันมาก คิดกันว่า ต้นไม้เหล่านี้ ใช้ได้อยู่ แต่หนทางไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถ จะชักลงได้ พวกเราต้องพากันกราบทูลพระราชา ได้กระทำอย่างนั้น พระราชา ตรัสว่า จะค่อย ๆ ชักลงมาตามแต่จะมีอุบายไม่ได้หรือ ครั้นพวกนั้นพากัน กราบทูลว่า ขอเดชะ พระผู้สมมติเทพเจ้า จะใช้อุบายอะไร ๆ ก็สุดสามารถ ที่จะชักลงได้ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น จงสำรวจดูต้นไม้ต้นหนึ่งในอุทยาน ของเราซิ พวกช่างไม้พากันไปสู่อุทยาน เห็นต้นรังอันเป็นมิ่งมงคล ต้นหนึ่ง เปลาตรง ชาวบ้านชาวตำบลพากันบูชา ได้พลีกรรมแม้จากราชสกุล พากัน ไปสู่ราชสำนักกราบทูลเนื้อความนั้น พระราชาตรัสว่า ธรรมดาต้นไม้ในอุทยาน
หน้า 124 ข้อ 1624
ของเรา เป็นของที่เราได้เฉพาะ ไปเถิด พากันโค่นต้นไม้นั้นเถิด ช่างไม้เหล่านั้น พากันรับพระดำรัสว่าสาธุแล้ว ต่างคนถือของหอมและดอกไม้เป็นต้น ไปสู่ อุทยาน กระทำการเจิม ๕ นิ้ว ด้วยแป้งหอมที่ต้นไม้ วงด้ายห้อยพวงดอกไม้ จุดประทีป ทำพลีกรรม ร้องบอกกล่าวว่า ในวันคำรบ ๗ จากวันนี้ พวกเรา จะพากันมาตัดต้นไม้ พระราชาทรงอนุมัติให้ตัดได้ เชิญเทพยดาผู้บังเกิด ณ ต้นไม้นี้ ไป ณ ที่อื่น โทษจะไม่มีแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย ครั้งนั้นเทพยดาผู้เกิด ที่ต้นไม้นั้น ฟังถ้อยคำนั้น คิดว่า ไม่ต้องสงสัยเลย ช่างไม้เหล่านี้คงตัดต้นไม้นี้ วิมานของเราต้องฉิบหาย ก็แลชีวิตของเราเล่านะ สุดสิ้นกันที่วิมานเท่านั้นเอง หมู่วิมานเป็นอันมาก แม้แห่งฝูงเทวดาผู้เป็นญาติของเรา ที่พากันเกิดแล้ว ณ ต้นรังหนุ่ม ๆ อันตั้งล้อมต้นไม้นี้ จักต้องฉิบหายกัน ก็แลความวินาศของตน จะไม่เบียดเบียนเราได้เลย เหมือนกับที่จะไม่เบียดเบียนฝูงญาติได้ เหตุนั้น ควรที่เราจะให้ทานชีวิตแก่หมู่ญาติเหล่านั้น ครั้นเวลากลางคืน ประดับกาย ด้วยอลังการอันเป็นทิพย์ เข้าไปสู่ห้องอันทรงสิริของพระราชา กระทำห้อง ทุกส่วนให้สว่างจ้าเป็นอันเดียวกัน ได้ยืนร้องไห้อยู่ ณ เบื้องพระเศียร พระ- ราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดานั้น ทรงตระหนกพระหฤทัย เมื่อทรงปราศรัย กับท่าน ตรัสคาถาเป็นปฐมว่า ท่านเป็นใคร มีผ้าอันสะอาดหมดจด มายืนอยู่ บนอากาศ เพราะเหตุไร น้ำตาของท่านจึงไหล ภัยมา ถึงท่านแต่ที่ไหน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา ตฺวํ ความว่า พระราชตรัสถามว่า ใน บรรดาอมนุษย์มีนาค ยักษ์ ครุฑและท้าวสักกะเป็นต้น ท่านชื่อว่า เป็นอะไร. บทว่า วตฺเถหิ นี้เป็นเพียงถ้อยคำเท่านั้น. ที่จริงตรัสมุ่งหมายเอาเครื่องประดับ
หน้า 125 ข้อ 1624
เป็นทิพย์แม้ทั้งหมดทีเดียว. บทว่า อเฆ แปลว่า ไม่มีที่ติดขัด ได้แก่ อากาศ.. บทว่า เวหาสยํ นี้เป็นไวพจน์ของอากาศนั้นแล. บทว่า เกน ตยสฺสูทิ ความว่า น้ำตาของท่านไหลหลั่งพรั่งพรูด้วยเหตุไร. บทว่า กุโต ความว่า พระราชาตรัสถามว่า ภัยมาถึงท่านเพราะอาศัยเรื่องอะไร บรรดาอนัตถะมีความ พลัดพรากจากญาติและความพินาศแห่งทรัพย์เป็นต้น. เทวราชฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อหม่อมฉันได้รับ การบูชาอยู่ ๖๐,๐๐๐ ปี ชนทั้งหลายรู้จักหม่อมฉันว่า ภัททสาละ ในแว่นแคว้นของพระองค์นี้แล. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ในทิศ พระราชาพระ- องค์ก่อน เมื่อสร้างพระนคร อาคารและปราสาท ต่าง ๆ พระราชาเหล่านั้น บูชาหม่อมฉัน ฉันใด แม้พระองค์ก็จงบูชาหม่อมฉัน ฉันนั้นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติฏฺโต ความว่า เทวราชแสดงว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เมื่อหม่อมฉันอันชาวกรุงพาราณสีทั่วหน้า และชาวบ้าน ชาวนิคม ทั้งพระองค์บูชาได้รับพลีกรรมและสักการะเป็นนิตย์ ดำรงอยู่ในอุทยาน แห่งนี้ และประมาณถึงเท่านี้ผ่านไป. บทว่า นครานิ ความว่า กระทำ ปฏิสังขรณ์เมือง. บทว่า อคาเร จ ได้แก่ เรือนบนแผ่นดิน. บทว่า ิทิสมฺปติ ความว่า ข้าแด่พระมหาราช ผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งทิศ. บทว่า น มนฺเต ความว่า ท่านเหล่านั้นคือพระราชาแต่ครั้งก่อนในพระนครนี้ เมื่อทรงกระทำการซ่อมพระนครเป็นต้น ไม่ทรงดูหมิ่น ไม่กล้ำกลาย คือไม่ เบียดเบียนหม่อมฉัน หมายความว่า มิได้ทรงตัดต้นไม้อันเป็นที่อยู่ของหม่อมฉัน
หน้า 126 ข้อ 1624
ทำกรรมของตน แต่คงกระทำสักการะแก่หม่อมฉันถ่ายเดียว นี้เป็นคำพูดเทวดา. บทว่า ยเถว ความว่า เหตุนั้น พระราชาแต่ครั้งก่อนเหล่านั้นพากันบูชา หม่อมฉัน แม้พระองค์เดียว ก็มิเคยรับสั่งให้ตัดต้นไม้ ฉันใด แม้พระองค์เล่า ก็ทรงบูชา อย่าตัดต้นไม้ของหม่อมฉันเสียเลย ฉันนั้นเหมือนกัน. ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า ก็ข้าพเจ้ามิได้เห็นต้นไม้อื่น ๆ ที่จะใหญ่โต เหมือนท่าน โดยประมาณ ท่านเป็นไม้งามแต่กำเนิด ด้วยย่านและปริมณฑล. ข้าพเจ้าจะให้นายช่างทำปราสาทมีเสาเดียวเป็นที่ รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าจะเชื้อเชิญท่านมาอยู่ที่ปราสาทนั้น ดูก่อนเทวดา ชีวิตของท่านจักยั่งยืน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน แปลว่า โดยประมาณ. ท่าน กล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่เห็นต้นไม้อื่น ๆ ที่ไหนใหญ่โตโดยขนาด เหมือนต้นนั้นของท่าน ก็แลต้นไม้ของท่านนั่นแล มีท่าทีงดงาม คือถึงส่วน แห่งความงาม เหมาะแก่ปราสาทเสาเดียว โดยที่สูงโปร่งเปลาตลอด และโดย ชาติคือเกิดแล้วดี มีสัณฐานกลมและตรงเป็นข้อสำคัญ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึง ให้คนตัดสร้างปราสาททีเดียว ดูก่อนเทวราชผู้สหาย ก็แต่ว่าข้าพเจ้าจักเชื้อเชิญ ท่านเข้าไปอยู่ในปราสาทนั้น. ท่านนั้น เมื่ออยู่ร่วมกับข้าพเจ้า ได้รับของหอม และดอกไม้เป็นต้นอย่างเลิศ ร่ำรวยด้วยสักการะ จักเป็นอยู่อย่างสบาย ท่าน อย่าร้อนใจเลยว่า ความพินาศจักมีแก่เรา เพราะไม่มีที่อยู่ ชีวิตของท่านจัก ยืนนานไปนะท่านเป็นที่บูชา. เทวราชฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า
หน้า 127 ข้อ 1624
ถ้าพระองค์ทรงดำริอย่างนี้ ก็จำต้องพลัดพราก จากต้นรังอันเป็นร่างกายของหม่อมฉัน พระองค์จงตัด หม่อมฉันทำเป็นท่อน ๆ ให้มากเถิด. พระองค์จงตัดปลายก่อนแล้วจงตัดท่อนกลาง ภายหลังจึงตัดที่โคน เมื่อหม่อมฉันถูกตัดอย่างนี้ ถึงจะ ตายลงก็ไม่เป็นทุกข์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ จิตฺตํ อุทปาทิ ความว่า ถ้าว่า ความคิดอย่างนี้ เกิดแก่พระองค์แล้ว. บทว่า สริเรน วินาภาโว ความว่า ถ้าความพลัดพรากจากสรีระของหม่อมฉันคือต้นรังงาม พระองค์ได้ทรงตั้งไว้ แก่หม่อมฉัน. บทว่า ปุถุโส ความว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ครั้นทรงตัดต้นรัง งามนั้นโดยมาก. บทว่า วิกนฺเตตฺวา แปลว่า ตัดแล้ว. บทว่า ขณฺฑโส ความว่า ครั้นตัดแล้ว โปรดทอนเป็นท่อน ๆ โดยลำดับ. บทว่า อคฺเค จ ความว่า ครั้นตัดแล้ว จงตัดปลายก่อน ต่อแต่นั้น ตัดส่วนกลาง หลังเขา ทั้งหมดจงตัดราก เมื่อหม่อมฉันถูกตัดอย่างนี้ ไม่พึงมีความทุกข์ถึงตาย ยังจะ พอมีความสุขได้เป็นตอน ๆ ทั้งนี้เทวราชวิงวอน. ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า ราชบุรุษตัดมือและเท้า ตัดหูและจมูก ภายหลัง จึงตัดศีรษะของโจรผู้เป็นอยู่ ความตายนั้นชื่อว่าตาย เป็นทุกข์. ดูก่อนต้นรังผู้เป็นเจ้าป่า เขาตัดเป็นท่อน ๆ เป็นสุขหรือหนอ ท่านมีเหตุอะไร มั่นใจอย่างไร จึง ปรารถนาได้ตัดเป็นท่อน ๆ.
หน้า 128 ข้อ 1624
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺถปาทํ แปลว่า ซึ่งมือแลเท้า. บทว่า ตํ ทุกฺขํ ความว่า เมื่อโจรถูกตัดโดยลำดับอย่างนี้ พึงมีความทุกข์แทบ ประดาตาย. บทว่า สุขํ นุ ความว่า ดูก่อนไม้รังผู้สหาย โจรที่ต้องโทษ ประหาร ปรารถนาจะตายโดยความสุขย่อมขอร้องให้ตัดศีรษะ ไม่ขอร้องให้ ตัดทีละท่อนกันเลย แต่ท่านขอร้องอย่างนี้ เหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า จะ มีสุขไฉนที่ถูกตัดทีละท่อน. บทว่า กึ เหตุ ความว่า ขึ้นชื่อว่า การตัด ทีละท่อน ไม่มีความสุขเลย แต่ในเรื่องนี้คงมีเหตุ พระราชาเมื่อตรัสถาม ดังนี้กะเทวราชานั้น จึงได้ตรัสอย่างนี้. ลำดับนั้น เทพดาไม้รังงามเมื่อจะบอกแก่พระองค์ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่มหาราช หม่อมฉันยึดมั่นเหตุอันใด อัน เป็นเหตุประกอบด้วยธรรม ปรารถนาให้ตัดเป็นท่อน ๆ ขอพระองค์จงทรงสดับเหตุนั้น. หมู่ญาติของหม่อมฉัน เจริญอยู่ด้วยความสุข เกิดแล้วใกล้ต้นรังข้างหม่อมฉัน พึงเข้าไปเบียดเบียน หมู่ญาติเหล่านั้น เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันชื่อว่าเข้าไป สั่งสมสิ่งที่มิใช่ความสุขให้แก่คนเหล่าอื่น เหตุนั้น หม่อมฉันจึงปรารถนาให้ตัดเป็นท่อนๆ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหตุธมฺมูปสญฺหิตํ ความว่า ข้าแต่ พระมหาราช หม่อมฉันยึดมั่น ปรารถนาคือมุ่งหมายเหตุอันสมควรแก่ความจริง ทีเดียว มิใช่เพียงเหตุอันเหมาะ ทูลว่า หม่อมฉันปรารถนาจะให้ตัดทีละท่อน เชิญพระองค์ทรงเงี่ยพระโสตสดับต้นเหตุนั้นเถิด พระเจ้าข้า. บทว่า าติ เม
หน้า 129 ข้อ 1624
ความว่า หมู่เทพยดาผู้เป็นญาติของหม่อมฉัน พากันเติบโตอย่างเป็นสุขในร่ม เงาแห่งสาลพฤกษ์อันงามของหม่อมฉัน. บทว่า มม ปสฺเส ความว่า บังเกิด ณ สาลพฤกษ์หนุ่ม ๆ ได้ชื่อว่าเกิด ณ ที่อับลม เพราะหม่อมฉันช่วยต้านทาน ลมไว้มีอยู่ เมื่อหม่อมฉันมีกิ่งและคาคบกว้างขวางถูกตัดที่โคนโค่นลงอยู่ พึง รังแกพวกญาติได้ คือกระทำให้วิมานหักลู่แหลกลาญได้. บทว่า ปเรสํ อสุ- โขจิตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ความไม่สุขคือความทุกข์ เป็นอันหม่อมฉัน กอบโกยให้ เพิ่มพูนให้แก่คนอื่น คือหมู่เทพยดาผู้เป็นญาติเหล่านั้น ก็แล หม่อมฉันมิได้ปรารถนาความทุกข์แก่พวกนั้นเลย เหตุนั้น หม่อมฉันจึงขอ ปรารถนาให้ตัดต้นรังงามทีละท่อน พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับเทวาธิบายนั้นแล้ว ทรงยินดีว่า เทวบุตรนี้เป็น ผู้ดำรงธรรมจริงเทียว มิได้ปรารถนาจะทำลายวิมานของหมู่ญาติ แม้เพราะ ความพินาศแห่งวิมานของตน ประพฤติประโยชน์แก่หมู่ญาติ เราต้องให้อภัย แก่เธอ ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า ดูก่อนต้นรังผู้เป็นเจ้าแห่งป่า ท่านย่อมคิดสิ่งที่ ควรคิด ท่านเป็นผู้ปรารถนาประโยชน์แก่หมู่ญาติ ดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าให้อภัยแก่ท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เจตยรูปํ เจเตสิ ความว่า ดูก่อนภัททสาลผู้ สหาย ท่านคิดเรื่องที่ชื่อว่าควรคิด เพราะมีจิตอ่อนในหมู่ญาติทีเดียว. บาลีว่า เจตยรูปํ เฉเทสิ ดังนี้ก็มี. คำนั้นมีอธิบายว่า เมื่อท่านปรารถนาให้ตัดทีละท่อน เป็นอันให้ตัดถูกต้องตามที่ควรตัดทีเดียว. บทว่า อภยํ ความว่า พระราชาตรัส ว่าดูก่อนสหาย ข้าพเจ้าเลื่อมใสในคุณของท่านนี้ ขอให้อภัยแก่ท่าน ข้าพเจ้า ไม่ต้องการปราสาทละ ข้าพเจ้าจักไม่ให้เขาโค่นต้นไม้นั้นละ เชิญท่านไปเถิด
หน้า 130 ข้อ 1625, 1626
ขอท่านผู้มีหมู่ญาติแวดล้อม ได้รับสักการะ ได้รับเคารพ ดำรงชีพเป็นสุข ๆ เถิด. เทวราชแสดงธรรมถวายพระราชา แล้วได้กลับไป พระราชาดำรง พระองค์ในโอวาทของท่าน ทรงกระทำบุญมีถวายทานเป็นต้น ทรงทำทาง สวรรค์เต็มที่. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็ได้ประพฤติญาตัตถจริยาแล้วดุจกันอย่างนี้ ทรง ประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ ฝูงเทวดาผู้เกิด ณ ไม้รังหนุ่ม ๆ ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนภัททสาลเทวราช ได้มาเป็นเราผู้ ตถาคตแล. จบอรรถกถาภัททชาดก ๓. สมุททวาณิชชาดก ว่าด้วยพ่อค้าทางสมุทร [๑๖๒๕] ชนทั้งหลายพากันไถ พากันหว่าน เป็นมนุษย์ผู้ต้องเลี้ยงชีพด้วยผลการงาน ไม่ถึงส่วน หนึ่งแห่งเกาะอันนี้ เกาะของเรานี้แหละดีกว่าชมพูทวีป. [๑๖๒๖] ในวันพระจันทร์เพ็ญ ทะเลจักมีคลื่น จัด จะท่วมเกาะใหญ่นี้ให้จมลง คลื่นทะเลอย่าฆ่าท่าน ทั้งหลายเสียเลย ท่านทั้งหลายจงพากันไปหาที่พึ่งอาศัย ที่อื่นเถิด.
หน้า 131 ข้อ 1627, 1628, 1629, 1630, 1631, 1632
[๑๖๒๗] คลื่นทะเลจะไม่เกิดท่วมเกาะใหญ่นี้ เหตุอันนั้นเราเห็นแล้ว ด้วยนิมิตเป็นอันมาก ท่าน ทั้งหลายอย่ากลัวเลย จะเศร้าโศกทำไม จงเบิกบาน ใจเถิด. [๑๖๒๘] ท่านทั้งหลายจงอยู่ยึดครองเกาะใหญ่นี้ อันมีอาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมายเป็นที่อยู่ อาศัยเถิด เราไม่มองเห็นภัยอันใดอันหนึ่งซึ่งจะเกิดมี แก่ท่านทั้งหลายเลย ท่านทั้งหลายจงเบิกบานใจอยู่ด้วย บุตรหลานเถิด. [๑๖๒๙] เทพบุตรในทิศทักษิณนี้ ย่อมคัดค้าน ความเกษมสำราญ ถ้อยคำของเทพบุตรนั้นเป็นคำจริง เทพบุตรในทิศอุดรไม่รู้แจ้งภัย หรือมิใช่ภัย ท่าน ทั้งหลายอย่ากลัวเลย จะเศร้าโศกไปทำไม จงเบิกบาน ใจเถิด. [๑๖๓๐] เทวดาเหล่านี้ย่อมกล่าวผิดกันอย่างไร เทวดาตนหนึ่งกล่าวว่าจะมีภัย ตนหนึ่งกล่าวว่าปลอด ภัย ดังเราขอเตือน ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำของเรา เถิด เราทั้งหมดอย่าฉิบหายเสียเร็วพลันเลย. [๑๖๓๑] เราทั้งปวง จงมาช่วยกันทำเรือใหญ่ให้ มั่นคงติดเครื่องยนต์ไว้พร้อมสรรพ ถ้าเทพบุตรในทิศ ทักษิณพูดจริง เทพบุตรในทิศอุดรก็พูดค้านเปล่า ๆ. [๑๖๓๒] เมื่ออันตรายเกิดมีขึ้น เรือของพวกเรา นั้นก็จักไม่เสียหาย อนึ่ง เราจะไม่ละทิ้งเกาะนี้ ถ้า
หน้า 132 ข้อ 1633, 1634, 1635, 1636
หากว่าเทพบุตรในทิศอุดรพูดจริง เทพบุตรในทิศ ทักษิณก็พูดค้านเปล่า ๆ. [๑๖๓๓] เราทุกคนพึงขึ้นสู่เรือนั้นทันที ข้ามไป ถึงฝั่งโน้นโดยสวัสดีอย่างนี้ พวกเราไม่พึงเชื่อถือง่าย ๆ ว่าคำจริงโดยคำแรก ไม่พึงเชื่อถือง่าย ๆ ซึ่งถ้อยคำที่ เทพบุตรกล่าวแล้วในภายหลังว่าเป็นจริง นรชนใดใน โลกนี้เลือกถือเอาส่วนกลางไว้ได้ นรชนนั้นย่อมเข้าถึง ซึ่งฐานะอันประเสริฐ. [๑๖๓๔] กุลบุตรผู้มีปัญญากว้างขวาง แทงตลอด ประโยชน์ในอนาคตแล้ว ย่อมไม่ให้ประโยชน์นั้น ผ่านพ้นไปแม้แต่น้อย เหมือนพวกพ่อค้าเหล่านั้น พากันไปในท่ามกลางทะเลโดยสวัสดี ด้วยกรรมของ ตน. [๑๖๓๕] ส่วนพวกคนพาลมัวหมกมุ่นอยู่ในรส ด้วยโมหะ ไม่แทงตลอดประโยชน์อันเป็นอนาคต เมื่อความต้องการเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ย่อมพากันล่มจม เหมือนมนุษย์เหล่านั้น พากันล่มจมในท่ามกลางทะเล ฉะนั้น. [๑๖๓๖] ชนผู้เป็นบัณฑิตพึงรีบทำกิจที่ควรทำ ก่อนเสียทีเดียว อย่าให้กิจที่ต้องทำเบียดเบียนตัวได้ ในเวลาที่ต้องการ กิจนั้นไม่เบียดเบียนบุคคลผู้รีบทำ กิจที่ควรทำเช่นนั้นในเวลาที่ต้องการ. จบสมุททวาณิชชาดกที่ ๓
หน้า 133 ข้อ 1636
อรรถกถาสมุททวาณิชชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภความที่พระเทวทัตพาสกุล ๕๐๐ เข้าไปในนรก ตรัสเรื่อง นี้มีคำเริ่มต้นว่า กสนฺติ วปนฺติ เต ชนา ดังนี้. เรื่องพิสดารมีว่า พระเทวทัตนั้น ครั้นพระอัครสาวกพาบริษัทหลีกไป แล้ว ไม่สามารถจะอดกลั้นความโศกได้ เมื่อเลือดอุ่นกระอักออกมาจากปาก ถูกเวทนาอันมีกำลังบีบคั้น หวนระลึกถึงพระคุณของพระตถาคตเจ้า คิดว่า เราคนเดียวคิดทำลายล้างพระตถาคตเจ้า แต่พระศาสดามิได้มีจิตคิดร้ายในเรา เลย แม้พระเถระเจ้า ๘๐ องค์ ก็มิได้มีอาฆาตในเราเลย เราเองต้องไร้ที่พึ่ง บัดนี้ ด้วยกรรมที่เรากระทำ พระศาสดาเล่าก็ทรงทอดทิ้งเราเสีย พระมหาเถระ ทั้งหลายเล่าก็ทอดทิ้งเราแล้ว พระราหุลเถระ ญาติผู้ประเสริฐเล่าก็ทอดทิ้งบ้าง ถึงศากยราชสกุล ก็พากันทอดทิ้งเราเสีย เราต้องไปกราบทูลขอขมากะพระศาสดา แล้วให้สัญญาแก่บริษัท ให้ช่วยหามตนไปด้วยเตียงค้างคืนค้างแรมไป จนลุถึง แคว้นโกศล พระอานนทเถระเจ้า กราบทูลแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข่าวว่าพระเทวทัตกำลังเดินทางมาเพื่อให้พระองค์ทรงอดโทษ ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เทวทัตจักไม่ได้เห็นเรา ครั้งนั้น เมื่อพระเทวทัตบรรลุถึง ประตูพระนครสาวัตถี พระเถรเจ้ากราบทูลอีก แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ ทรงมีพระดำรัสอย่างนั้นทีเดียว เมื่อพระเทวทัตมาถึงที่ใกล้สระโบกขรณีเชตวัน ใกล้ประตูพระวิหารเชตวัน บาปกรรมก็ถึงที่สุด ความร้อนบังเกิดขึ้นในร่างกาย พระเทวทัตปรารถนาจะอาบน้ำ ดื่มน้ำ จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลายให้เราลง จากเตียงเถิด เราจักดื่มน้ำ พอพระเทวทัตนั้น ก้าวลงเหยียบแผ่นดินเท่านั้น
หน้า 134 ข้อ 1636
ยังไม่ทันจะได้สมใจปองเลย มหาปฐพีได้แหวกช่องให้ ทันใดนั้นเอง เปลวเพลิง จากอเวจีก็พวยพุ่งขึ้นโอบอุ้มเอาตัวไป พระเทวทัตนั้นคิดว่า บาปกรรมของเรา ถึงที่สุดกันแล้ว หวนรำลึกถึงพระคุณของพระตถาคตเจ้า ดำรงในสรณะด้วย คาถานี้ว่า ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุคคลเลิศ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เป็นสารีแห่งคนที่ควรฝึก มี พระจักษุเห็นรอบด้าน ทรงบุญลักษณ์นับร้อยพระองค์ นั้น ด้วยลมปราณกับกระดูกทั้งหลายเหล่านี้ ดังนี้ ได้บ่ายหน้าไปอเวจี ก็แลสกุลอุปัฏฐากของพระเทวทัต นั้นได้มีถึง ๕๐๐ ตระกูล. แม้ตระกูลเหล่านั้นพากันเข้าข้างพระเทวทัตนั้นด่าพระทศพล พากันไปใน อเวจีทั้งนั้นเลย. พระเทวทัตนั้นชักจูงตระกูล ๕๐๐ ไปไว้ในนรกอเวจีด้วย ประการฉะนี้. ครั้นวันหนึ่ง พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ผู้มี อายุทั้งหลาย เทวทัตคนบาป ผูกความโกรธอันมิใช่ฐานะ ในพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า เพราะหมกมุ่นในลาภสักการะ ไม่มองดูภัยในอนาคตเลย ต้องบ่ายหน้า ไปสู่อเวจีกับสกุลทั้ง ๕๐๐ พระศาสดาเสด็จมาถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรกัน ครั้นพากันกราบทูลให้ ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่เทวทัต หมกมุ่นในลาภและสักการะ ไม่มองดูภัยในอนาคต แม้ในกาลก่อน ก็ไม่มอง ดูภัยในอนาคต ถึงความพินาศใหญ่หลวงกับพรรคพวก เพราะแสวงหาความสุข เฉพาะหน้าดังนี้ แล้วทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้.
หน้า 135 ข้อ 1636
ในอดีตกาล ครั้นพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในพระนครพา- ราณสี ณ ที่อันไม่ไกลจากพระนครพาราณสีได้มีบ้านช่างไม้หมู่ใหญ่ มีครอบ ครัวอาศัยอยู่พันครอบครัว ในที่นั้นพวกช่างไม้พากันกล่าวว่า พวกข้าพเจ้าจัก กระทำเตียงให้แก่พวกท่าน จักกระทำตั่ง จักกระทำเรือนให้พวกท่าน ต่างกู้หนี้ เป็นอันมากจากมือของฝูงคน แล้วไม่อาจจะทำอะไร ๆ ได้เลย ฝูงคนพากันทวง พากันเร่งเร้า กะพวกช่างไม้ที่พบเข้า ๆ พวกนั้นถูกพวกคนที่เป็นเจ้าหนี้เร่งรัด หนักเข้า พูดกันว่า พวกเราพากันไปต่างประเทศ ไปอยู่เสีย ณ ที่ใดที่หนึ่งเถอะ ชวนกันเข้าป่าตัดไม้ต่อเรือขนาดใหญ่ เข็นลงน้ำนำมาจอดไว้ในที่กึ่งโยชน์กับ ๑ คาวุตจากบ้าน ถึงเวลากลางคืนพากันมาบ้านรับลูกเมียไปสู่ที่เรือจอด พากัน ขึ้นสู่เรือนั้น แล่นเข้ามหาสมุทรไปโดยลำดับ เมื่อเที่ยวไปด้วยอำนาจลม พากัน บรรลุเกาะแห่งหนึ่งท่ามกลางมหาสมุทร ก็แลในเกาะนั้น ผลาผลต่าง ๆ หลาย อย่าง มีข้าวสาลี อ้อย กล้วย มะม่วง ข้าว ขนุน ตาล มะพร้าว เกิดเอง ทั้งนั้น มีอยู่ อนึ่งเล่ายังมีบุรุษเรืออับปางคนหนึ่ง ไปถึงเกาะนั้นก่อน บริโภค ข้าวสาลี เคี้ยวกินอ้อยเป็นต้น มีร่างกายอ้วนท้วนเปลือยกาย มีผมและหนวด งอกงาม พำนักอยู่ที่เกาะนั้น ครั้งนั้น พวกช่างไม้แม้นั้น คิดกันว่า ถ้าเกาะนี้ จักมีรากษสคุ้มครอง พวกเราแม้ทั้งหมดจะพากันถึงความพินาศ พวกเราต้อง สำรวจดูมันก่อน ทีนั้นบุรุษ ๗-๘ คนที่กล้า มีกำลัง ผูกสอดอาวุธครบ ๕ ประการ จึงไปสำรวจเกาะ ขณะนั้นบุรุษนั้นบริโภคอาหารเช้าแล้ว ดื่มน้ำอ้อย แสนสุขสบาย นอนหงายในร่มอันเย็นเหนือพื้นทรายเช่นกับแผ่นเงิน ใน ประเทศอันน่ารื่นรมย์ เมื่อจะขับเพลงว่า ชาวชมพูทวีปพากันไถ พากันหว่าน ยังไม่ได้สุขเช่นนี้เลย เกาะน้อยของเรานี้เท่านั้นประเสริฐกว่าชมพูทวีป เปล่ง อุทานนี้. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายเมื่อจะทรงแสดงว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษเปล่งอุทานนี้ แล้วตรัสพระปฐมคาถาว่า
หน้า 136 ข้อ 1636
ชนทั้งหลายพากันไถ พากันหว่าน เป็นมนุษย์ ผู้ต้องเลี้ยงชีพด้วยผลการงาน ไม่ถึงส่วนหนึ่งแห่งเกาะ อันนี้ เกาะของเรานี้แหละดีว่าชมพูทวีป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ชนา คือชนชาวชมพูทวีป. บทว่า กมฺมผลูปชีวิโน ความว่า เป็นสัตว์ที่ต้องเลี้ยงชีพอาศัยผลแห่งกรรมต่าง ๆ. ลำดับนั้น พวกคนที่สำรวจเกาะเหล่านั้น ฟังเสียงเพลงขับของเขา พูดกันว่า ที่พวกเราได้ยินดูเหมือนเสียงคน ต้องรู้เสียงนั้นให้ได้นะ พากัน เดินตามกระแสเสียง เห็นบุรุษนั้นพากันกลัวว่าต้องเป็นยักษ์ ต่างสอดลูกศร ฝ่ายบุรุษนั้นเล่า เห็นคนเหล่านั้นด้วยความกลัวจะฆ่าคนเสีย วิงวอนว่า นายเอ๋ย ฉันไม่ใช่ยักษ์ดอกจ้า ฉันเป็นบุรุษโปรดให้ชีวิตทานแก่ฉันเถิด ครั้นพวกนั้น กล่าวว่า ธรรมดาคนจะเป็นคนเปลือยอย่างเจ้าไม่มีเลย อ้อนวอนซ้ำแล้ว ซ้ำเล่า ให้พวกนั้นรู้ความที่ตนเป็นมนุษย์จนได้ พวกนั้นพากันเข้าไปหาบุรุษ นั้น ทำสัมโมทนียกถาแล้ว ถามถึงเรื่องที่บุรุษนั้นมาในเกาะนั้น แม้เขาก็ เล่าเรื่องทั้งปวงแก่พวกนั้น แล้วกล่าวว่า พวกท่านพากันมา ณ ที่นี้ด้วย บุญสมบัติของตน เกาะนี้เป็นเกาะอุดม ในเกาะนี้คนไม่ต้องทำการงานด้วย มือตนเลย ก็พากันเป็นอยู่ได้ ข้าวสาลีเกิดเอง และอ้อยเป็นต้นในเกาะนี้ ไม่มีที่สิ้นสุดเลย เพราะเหตุนั้น เชิญพวกท่านอยู่กันอย่างไม่ต้องกระวนกระวาย ใจเถิด พวกเหล่านั้นต่างถามว่า ก็แม้อันตรายอย่างอื่นจะไม่มีแก่พวกเราผู้อยู่ ในเกาะนี้บ้างหรือ ตอบว่า ภัยอย่างอื่นน่ะไม่มีดอกในเกาะนี้ แต่ว่าเกาะนี้ อมนุษย์ครอบครอง พวกอมนุษย์เห็นอุจจาระ และปัสสาวะของพวกท่านแล้ว พึงโกรธได้ เหตุนั้นเมื่อจะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ พึงขุดทรายแล้วก็กลบเสียด้วย ทราย ภัยในเกาะนี้มีเพียงเท่านี้อย่างอื่นไม่มี พวกท่านพึงพากันไม่ประมาท เป็นนิตย์เทอญ พวกนั้นเข้าอาศัยอยู่ในเกาะนั้น ก็ในพันครอบครัวนั้น ได้มี
หน้า 137 ข้อ 1636
ช่างไม้ ๒ คนเป็นหัวหน้าคนละ ๕๐๐ ครอบครัว ในหัวหน้าทั้งสองนั้น คน หนึ่งเป็นพาลหมกมุ่นในรส คนหนึ่งเป็นบัณฑิตไม่หมกมุ่นในรสทั้งหลาย ใน กาลต่อมา ครอบครัวเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ต่างอยู่กันอย่างสบายในเกาะนั้น พากัน มีร่างกายอ้วนพี คิดกันว่า สุราของพวกเราห่างเหินนักล่ะ พวกเราพากันกระทำ เมรัยด้วยน้ำอ้อยดื่มกันเถอะ พวกนั้นช่วยกันทำเมรัยดื่ม พากันร้องรำเล่น ประมาทไปด้วยอำนาจที่เมามัน ถ่ายอุจจาระและปัสสาวะไว้ในที่นั้นแล้วไม่กลบ กระทำเกาะให้สกปรกปฏิกูล ฝูงเทวดาโกรธว่า คนพวกนี้พากันทำสนามเล่น ของเราให้สกปรก คิดกันว่า ต้องให้น้ำทะเลท่วมท้นขึ้นทำการล้างเกาะเสียเถอะ พากันกำหนดวันไว้ว่า วันนี้เป็นกาฬปักษ์ และสมาคมของพวกเราก็ถูกทำลาย เสียแล้วในวันนี้ ในวันเพ็ญอุโบสถ วันที่ ๑๕ จากวันนี้ เวลาดวงจันทร์ขึ้นแล้ว พวกเราต้องให้น้ำทะเลท่วมฆ่าพวกนี้เสียให้หมดเลยคราวนี้ ครั้งนั้นในกลุ่ม แห่งเทวดาเหล่านั้น เทพบุตรองค์หนึ่งเป็นผู้ทรงธรรม สงสารว่า พวกเหล่านี้ จงอย่าพินาศไปทั้ง ๆ ที่เราเห็นอยู่เลย เมื่อคนเหล่านั้นบริโภคอาหารเย็น นั่ง สนทนากันสบายที่ประตูเรือน ประดับกายด้วยอาภรณ์ทั้งปวง กระทำเกาะ ทั้งหมดให้สว่างเป็นอันเดียวกัน ยืนอยู่บนอากาศทางทิศเหนือ กล่าวว่า ช่างไม้ พ่อเอ่ย ฝูงเทวดาพากันโกรธพวกท่าน อย่าพากันอยู่ ณ ที่นี้เลย ก็ล่วงไป กึ่งเดือนแต่วันนี้ พวกเทวดาจักให้น้ำทะเลท่วมฆ่าพวกท่านเสียทั้งหมดทีเดียว พวกท่านจงพากันออกจากเกาะนี้หนีไปเสียเถิด กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ในวันพระจันทร์เพ็ญ ทะเลจักมีคลื่นจัดจะท่วม เกาะใหญ่นี้ให้จมลง คลื่นทะเลอย่าฆ่าท่านทั้งหลาย เสียเลย ท่านทั้งหลายจงพากันไปหาที่พึ่งอาศัยที่อื่น เถิด.
หน้า 138 ข้อ 1636
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาวสํ คือนองเข้าไป ได้แก่ ท่วมท้น เกาะนี้. บทว่า มา โว วธิ ความว่า คลื่นแห่งสาครนั้นอย่าได้กำจัดพวก ท่านเสียเลยนะ. เทพบุตรนั้นให้โอวาทแก่พวกนั้นอย่างนี้แล้ว ก็ไปสู่สถานของตน ทันที เมื่อเทพบุตรองค์นั้นไปแล้ว เทพบุตรอีกองค์หนึ่งเหี้ยมโหด กักขฬะ คิด ว่าพวกนี้พึงเชื่อถือถ้อยคำของเทพบุตรองค์นี้พากันหนีไปเสีย เราต้องการห้าม การไปของพวกนั้นไว้ ต้องให้ถึงความพินาศทั้งหมดเลย ประดับด้วยอลังการ อันเป็นทิพย์ กระทำบ้านทั้งหมดให้สว่างเป็นอันเดียวกัน มายืนอยู่ในอากาศ ทางทิศทักษิณ ถามว่า เทพบุตรองค์หนึ่งมาที่นี่หรือ ครั้นพวกนั้นตอบว่า มาเจ้าข้า กล่าวว่า เขาพูดอะไรกะเธอเล่า เมื่อพวกนั้นพากันตอบว่า เรื่องนี้ เจ้าข้า กล่าวว่า เขาไม่อยากให้พวกเธออยู่ที่นี่หรือ พูดด้วยความเคียดแค้น พวกเธอ ไม่ต้องไปที่อื่นดอก พากันอยู่ที่นี่เช่นเดิมเถิด ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า คลื่นทะเลจะไม่เกิดท่วมเกาะใหญ่นี้ เหตุอันนั้น เราเห็นแล้ว ด้วยนิมิตเป็นอันมาก ท่านทั้งหลายอย่า กลัวเลย จะเศร้าโศกทำไม จงเบิกบานใจเถิด. ท่านทั้งหลายจงอยู่ยึดครองเกาะใหญ่นี้ อันมี อาหารเพียงพอ มีข้าวและน้ำมากมายเป็นที่อยู่อาศัย เถิด เราไม่มองเห็นภัยอันใดอันหนึ่ง ซึ่งจะเกิดมีแก่ ท่านทั้งหลายเลย ท่านทั้งหลายจงเบิกบานใจอยู่ด้วย บุตรหลานเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ชาตยํ ตัดเป็น น ชาตุ อยํ. บทว่า มาเภถ แปลว่า อย่ากลัวเลย. บทว่า ปโมทถโวฺห ความว่า ท่านทั้งหลาย
หน้า 139 ข้อ 1636
จงพากันบันเทิง เกิดปีติโสมนัส. บทว่า อาปุตฺตปุตฺเตหิ ความว่า จง เบิกบานใจ ชั่วลูกชั่วหลานเถิด ในที่นี้ย่อมไม่มีภัยแก่พวกท่าน. เทพบุตรนั้น ปลอบโยนพวกเหล่านั้นด้วยคาถาสองคาถาเหล่านี้แล้วหลีกไป. ในเวลาที่ เทพบุตรนั้นกลับไปแล้ว ช่างไม้ที่เป็นพาลฟังถ้อยคำของเทพบุตร ผู้ดำรงใน ความไม่เชื่อถือ ก็ตักเตือนช่างพวกที่เหลือว่า ชาวเราเอ๋ย เชิญฟังคำของข้าพเจ้า แล้วกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า เทพบุตรในทิศทักษิณนี้ ย่อมคัดค้านความเกษม สำราญ ถ้อยคำของเทพบุตรนั้นเป็นคำจริง เทพบุตร ในทิศอุดรไม่รู้แจ้งภัย ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย จะ เศร้าโศกไปทำไม จงเบิกบานใจเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขิณสฺสํ แปลว่า ในทิศทักษิณ. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. พวกช่างไม้ ๕๐๐ ผู้หมกมุ่นในรส ฟังคำนั้นแล้วเชื่อถือถ้อยคำของ ช่างไม้พาลชนนั้น. ฝ่ายช่างไม้บัณฑิตอีกคนหนึ่ง ไม่ยอมเชื่อถือถ้อยคำของ ช่างไม้นั้น เรียกช่างไม้เหล่านั้นมา ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า เทพยดาเหล่านี้ ย่อมกล่าวผิดกันอย่างไร เทวดา ตนหนึ่งกล่าวว่าจะมีภัย ตนหนึ่งกล่าวว่าปลอดภัย ดัง เราขอเตือน ท่านทั้งหลายจงฟังถ้อยคำของเราเถิด เรา ทั้งหมดอย่าฉิบหายเสียเร็วพลันเลย. เราทั้งปวง จงมาช่วยกันทำเรือใหญ่ให้มั่นคงติด เครื่องยนต์ไว้พร้อมสรรพ ถ้าเทพบุตรในทิศทักษิณ พูดจริง เทพบุตรในทิศอุดรก็พูดค้านเปล่า ๆ.
หน้า 140 ข้อ 1636
เมื่ออันตรายเกิดมีขึ้น เรือของพวกเรานั้นก็จัก ไม่เสียหาย อนึ่ง เราจะไม่ละทิ้งเกาะนี้ ถ้าหากว่าเทพ- บุตรในทิศอุดรพูดจริง เทพบุตรในทิศทักษิณก็พูด ค้านเปล่า ๆ. เราทุกคนพึงขึ้นสู่เรือนั้นทันที ข้ามไปถึงฝั่งโน้น โดยสวัสดีอย่างนี้ พวกเราไม่พึงเชื่อถือง่าย ๆ ว่าคำจริง โดยคำแรก ไม่พึงเชื่อถือโดยง่าย ๆ ซึ่งถ้อยคำที่ เทพบุตรกล่าวแล้วในภายหลังว่าเป็นจริง นรชนใด ในโลกนี้ เลือกถือเอาส่วนกลางไว้ได้ นรชนนั้นย่อม เข้าถึงฐานะอันประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปวทนฺติ ความว่า กล่าวแย้งกัน และกัน. บทว่า ลหุํ เป็นบทแสดงถึงความก่อน. บทว่า โทณึ คือเป็นเรือ ขนาดใหญ่ลึก. บทว่า สพฺพยนฺตูปปนฺนํ คือประกอบไปด้วยเครื่องยนต์ มีสายลการและถ่อเป็นต้นทุกๆ อย่าง. บทว่า สา เจว โน โหหีติ อาปทตฺถ ความว่า เรือนั้นของพวกเรา เมื่ออันตรายเกิดขึ้นแต่ในภายหลัง ก็มิใช่จักไม่ เป็นประโยชน์ และพวกเราก็ไม่ต้องทิ้งเกาะนี้. บทว่า ตเรมุ แปลว่า พากัน ข้ามไป. บทว่า น เว สุคณฺหํ คือ เป็นอันว่าพวกเรามิได้เชื่อถือโดยง่ายโดยส่วน เดียว. บทว่า เสฏฺํ คือสูงสุด แน่นอน แท้จริง. บทว่า กนิฏฺํ ความว่า เทียบ กับคำก่อนแล้วก็เป็นคำหลัง จึงชื่อว่าคำภายหลัง. แม้ในคำนี้ก็ประกอบในข้อที่ จะคล้อยตามคำว่า เป็นอันพวกเราไม่เชื่อถือง่าย ๆ ดุจกัน. ท่านอธิบายคำนี้ ไว้ว่า ดูก่อนพวกช่างไม้ผู้เจริญ คำที่เทพบุตรองค์ก่อนองค์ใดองค์หนึ่งกล่าว แล้ว พวกเรามิได้เชื่อถือง่าย ๆ ว่า คำนี้เท่านั้นประเสริฐแน่นอนจริงจังเสีย
หน้า 141 ข้อ 1636
ทีเดียว. ก็และคำนั้นฉันใด แม้คำอันเป็นภายหลัง คือคำที่เทพบุตรกล่าวทีหลัง ก็ฉันนั้น พวกเรามิได้เชื่อถือว่า คำนี้เท่านั้นประเสริฐเที่ยงแท้จริงจัง. ก็แต่ว่า คำใดถึงคลองแห่งโสตวิสัย บุรุษผู้เป็นบัณฑิตแห่งโลกนี้ถือเอาคำอันมาปรากฏ นั้น แล้วเลือกเป็นคำก่อนและคำหลัง คือเลือกสรรพิจารณาเพ่งใกล้ชิด ย่อม ถือเอาส่วนกลางได้ คือ ข้อใดเที่ยงแท้จริงจังเป็นตัวยั่งยืน ย่อมยึดเอาข้อนั้น นั่นแลทำให้ประจักษ์ได้. บทว่า สเว น เสฏฺมุเปติ านํ ความว่า นรชน นั้นย่อมเข้าถึง บรรลุ ประสบ กลับได้ฐานะอันสูงสุด. ก็แลครั้นกล่าวเช่นนี้แล้ว กล่าวต่อไปว่า พ่อเอย พวกเราต้องทำ ตามคำของเทพบุตรทั้งสอง พวกเราพึงเตรียมเรือไว้ แต่นั้นถ้าคำของเทพบุตร องค์ก่อนจักเป็นจริง พวกเราก็พากันขึ้นเรือหนีไป ครั้นคำของเทพบุตรอีก องค์หนึ่งจักเป็นจริง พวกเราก็จอดเรือไว้ข้างหนึ่ง คงอยู่ในเกาะนี้สืบไป ครั้น ช่างไม้ผู้บัณฑิตกล่าวอย่างนี้ ช่างไม้ผู้พาลกล่าวว่า พ่อเอย ท่านเห็นจระเข้ใน โอ่งน้ำ ช่างหลับตาเสียนานเหลือเกิน เทพบุตรองค์แรกพูดด้วยความเคียดแค้น ในพวกเรา องค์หลังพูดด้วยความรัก พวกเราจักพากันทอดทิ้งเกาะอันประเสริฐ ปานฉะนี้นี่ไปไหนกันเล่า ก็ถ้าท่านอยากจะไป ก็จงควบคุมคนของท่านทำเรือ เถิด พวกข้าพเจ้าไม่มีเรื่องที่จะใช้เรือ ช่างไม้บัณฑิตชวนบริษัทของตนเตรียม เรือ บรรทุกเครื่องอุปกรณ์พร้อมสรรพ พร้อมทั้งบริษัทพักอยู่ในเรือ ต่อจาก วันนั้นถึงวันเพ็ญ พอเวลาดวงจันทร์ขึ้น คลื่นก็ซัดขึ้นจากท้องทะเล มีประมาณ เพียงเข่า ซัดไปล้างเกาะ ผู้บัณฑิตทราบความคะนองแห่งท้องทะเล ก็ปล่อยเรือ แต่ครอบครัวทั้ง ๕๐๐ ซึ่งเป็นพวกช่างไม้พาล ต่างนั่งพูดกันเรื่อยไปว่า คลื่นจาก ท้องทะเลซัดสาดมาเพื่อจะล้างเกาะ เพียงนี้เท่านั้น ต่อจากนั้นคลื่นในท้องทะเล ก็ซัดสาดมาสู่เกาะน้อยเพียงเอว เพียงชั่วคน เพียงชั่วลำตาล บัณฑิตผู้ไม่ติด
หน้า 142 ข้อ 1636
ในรสเพราะเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ไปได้โดยสวัสดี ช่างไม้ผู้พาลไม่มองดูภัยใน ภายหน้า เพราะหมกมุ่นในรสถึงความพินาศพร้อมกับครอบครัวทั้ง ๕๐๐ เเล. อนุสาสนีต่อจากนี้ เป็นพระอภิสัมพุทธคาถา ๓ พระคาถาส่องความนั้น ดังต่อไปนี้ กุลบุตรผู้มีปัญญากว้างขวาง แทงตลอดประ- โยชน์ในอนาคตแล้ว ย่อมไม่ให้ประโยชน์นั้นผ่านพ้น ไปแม้แต่น้อย เหมือนพวกพ่อค้าเหล่านั้น พากันไป ในท่ามกลางทะเลโดยสวัสดี ด้วยกรรมของตน. ส่วนพวกคนพาลมัวหมกมุ่นอยู่ในรสด้วยโมหะ ไม่แทงตลอดประโยชน์อันเป็นอนาคต เมื่อความต้อง การเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ย่อมพากันล่มจม เหมือนมนุษย์ เหล่านั้นพากันล่มจมในท่ามกลางทะเล ฉะนั้น. ชนผู้เป็นบัณฑิตพึงรีบทำกิจที่ควรทำก่อนเสีย ทีเดียว อย่าให้กิจที่ต้องทำเบียดเบียนตัวได้ ในเวลา ที่ต้องการ กิจนั้นไม่เบียดเบียนบุคคลผู้รีบทำกิจที่ควร ทำเช่นนั้น ในเวลาที่ต้องการ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกมฺเมน ความว่า ด้วยกรรมของตน ที่กระทำเสร็จไว้ก่อน เพราะเห็นภัยในอนาคต. บทว่า โสตฺถิ วหึสุ ความว่า พากันไปโดยความเกษม. บทว่า วาณิชา ได้แก่ กล่าวถึงพ่อค้าโดยภาวะที่ ท่องเที่ยวไปในท่ามกลางสมุทร. บทว่า ปฏิวิชฺฌิยานํ ความว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย กุลบุตรผู้มีปัญญากว้างขวางในโลกนี้ ยังทราบปรุโปร่งถึงประโยชน์ ภายหน้าอันจะพึงทำไว้ก่อน ย่อมไม่ทำประโยชน์ของตน แม้มีประมาณน้อย ให้คลาดไป ผ่านไป คือเสื่อมไป. บทว่า อปฺปฏิวิชฺฌิตฺวา ความว่า คนพาลไม่หยั่งทราบปรุโปร่งถึงประโยชน์ คือไม่กระทำกิจที่ควรทำที่เสร็จก่อน
หน้า 143 ข้อ 1636
ทีเดียว. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนํ ความว่า เมื่อใดกิจอนาคตนั้น บังเกิดเป็น ความต้องการขึ้น เมื่อนั้นย่อมพากันล่มจม ในเมื่อเกิดความต้องการขึ้นใน ปัจจุบัน คือย่อมไม่ได้ที่พึ่งแก่ตน พากันถึงความพินาศ เหมือนพวกคนอัน ช่างไม้พาลเหล่านั้น ที่พากันล่มจมในสมุทรฉะนั้น. บทว่า อนาคตํ ความว่า ภิกษุทั้งหลาย บุรุษบัณฑิต พึงเตรียมกระทำ คือพึงทำก่อนทีเดียว ซึ่งกิจ อนาคตที่ต้องทำก่อน จะเป็นกิจอำนวยผลภายหน้า หรือกิจอำนวยผลปัจจุบัน ก็ตามที เพราะเหตุไรเล่า เพราะอย่าให้กิจเบียดเบียนเราได้ในคราวต้องการ ด้วยว่ากิจที่ต้องกระทำให้เสร็จก่อน เมื่อไม่ทำไว้ก่อน ตอนที่ถึงความเป็นปัจจุบัน ในภายหลัง ย่อมเบียดเบียน ด้วยการเบียดเบียนกายจิต ในเวลาที่ตนต้องการได้ เหตุนั้น บัณฑิตพึงกระทำกิจนั้นก่อนทีเดียว. บทว่า ตํ ตาทิสํ คือ ที่ทำ ไว้เสร็จถึงความเป็นปัจจุบันในภายหลัง ย่อมไม่เบียดเบียนบีบคั้นบุรุษผู้ดำรง อยู่อย่างนั้น. บทว่า ปฏิกตกิจฺจการึ คือผู้รีบรัดทำกิจที่ควรทำทันที. บทว่า ตํ กิจฺจํ กิจฺจกาเล ความว่า กิจอนาคตที่จะต้องทำ ถึงความเป็นปัจจุบัน ในภายหลัง ในเวลาที่กายและจิตอาพาธ ย่อมไม่เบียดเบียนบุรุษเช่นนั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะกระทำกิจเสร็จไว้ก่อนนั่นแล. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เทวทัตมัวเกี่ยวเกาะสุขปัจจุบัน ไม่มองดูภัยในอนาคต ถึงความพินาศพร้อมทั้งบริษัท ทรงประชุมชาดกว่า ช่างไม้ผู้พาลในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวัตผู้ติดสุขในปัจจุบัน เทพบุตรผู้ไม่ ดำรงธรรมที่สถิต ณ ภาคใต้ ได้มาเป็นโกกาลิกะ เทพบุตรผู้ทรงธรรม ที่สถิตทางทิศเหนือ ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนช่างผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาสมุททวาณิชชาดก
หน้า 144 ข้อ 1637, 1638, 1639, 1640, 1641
๔. กามชาดก ว่าด้วยกามและโทษของกาม [๑๖๓๗] เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ ปรารถนาของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จได้ สัตว์ปรารถนา สิ่งใดได้สิ่งนั้นแล้ว ย่อมมีใจอิ่มเอิบแท้. [๑๖๓๘] เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ ปรารถนาของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จได้ ครั้นสิ่งที่ ปรารถนานั้นสำเร็จ บุคคลยังปรารถนาต่อไปอีก ก็ ย่อมได้ประสบกามตัณหา เหมือนบุคคลที่ถูกลมแดด แผดเผาในฤดูร้อน ย่อมเกิดความกระหายใคร่จะดื่มน้ำ ฉะนั้น. [๑๖๓๙] ตัณหาก็ดี ความกระหายก็ดี ของคน พาลมีปัญญาน้อย ไม่รู้อะไร ย่อมเจริญยิ่งขึ้นทุกที เหมือนขาโคย่อมเจริญขึ้นตามตัวฉะนั้น. [๑๖๔๐] แม้จะให้ทรัพย์สมบัติ ข้าสาลี ข้าว- เหนียว โค ม้า ข้าทาสหญิงชายหมดทั้งแผ่นดิน ก็ยัง ไม่พอแก่คน ๆ เดียว รู้อย่างนี้แล้วพึงประพฤติธรรม สม่ำเสมอ. [๑๖๔๑] พระราชาทรงปราบปรามชนะทั่วแผ่น- ดิน ทรงครอบครองแผ่นดินใหญ่มีมหาสมุทรเป็น
หน้า 145 ข้อ 1642, 1643, 1644, 1645, 1646
ขอบเขต ทรงครอบครองมหาสมุทรฝั่งนี้แล้ว มีพระ- ทัยไม่อิ่ม ยังปรารถนาแม้มหาสมุทรฝั่งโน้นต่อไปอีก. [๑๖๔๒] เมื่อยังระลึกถึงกามอยู่ตราบใด ก็ไม่ได้ ความอิ่มด้วยใจตราบนั้น ชนเหล่าใดบริบูรณ์ด้วย ปัญญา มีกายและใจหลีกเว้นจากกามทั้งหลาย เห็น โทษด้วยญาณ ชนเหล่านั้นแลชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม. [๑๖๔๓] บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วย ปัญญาประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่ เดือดร้อนด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหา ย่อมกระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้. [๑๖๔๔] ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย พึงเป็นผู้มี ความปรารถนาน้อย ไม่มีความละโมบ บุรุษผู้มีปัญญา เปรียบด้วยมหาสมุทร ย่อมไม่เดือดร้อนด้วยกาม ทั้งหลาย. [๑๖๔๕] ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ เมื่อประ- กอบรองเท้า ส่วนใดควรเว้นก็เว้น เลือกเอาแต่ส่วนที่ ดี ๆ มาทำรองเท้าขายได้ราคาแล้ว ย่อมมีความสุข ฉันใดเราก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ละทิ้งส่วนแห่งกามเสีย ย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรา- รถนาความสุขทั้งปวงก็พึงละกามทั้งปวงเสีย. [๑๖๔๖] คาถาทั้งหมด ๘ คาถา ที่ท่านกล่าวแล้ว ขอท่านจงรับเอาทรัพย์ ๘ พันนี้เถิด คำที่ท่านกล่าวนี้ เป็นคำยังประโยชน์ให้สำเร็จ.
หน้า 146 ข้อ 1647, 1648
[๑๖๔๗] ข้าพระบาทไม่ต้องการด้วยทรัพย์ร้อย ทรัพย์พันหรือทรัพย์หมื่น เมื่อข้าพระบาทกล่าวคาถา สุดท้าย ใจของข้าพระบาทไม่ยินดีในกาม. [๑๖๔๘] มาณพใดเป็นบัณฑิต กำหนดรู้ตัณหา อันยังความทุกข์ให้เกิดแล้ว นำออกได้ มาณพนี้เป็น คนดี เป็นมุนีผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง. จบกามชาดกที่ ๔ อรรถกถากามชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภพราหมณ์ผู้ใดผู้หนึ่ง ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า กามํ กามย- มานสฺส ดังนี้. เรื่องมีว่า พราหมณ์ชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่ง หักร้างป่าเพื่อต้องการทำ เป็นไร่ พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของเขา เมื่อเสด็จเข้าไปโปรดสัตว์ใน พระนครสาวัตถี ทรงแวะลงจากทาง กระทำปฏิสันถารกับเขา ตรัสว่า เธอทำ อะไรเล่าพราหมณ์ ครั้นกราบทูลว่า ข้าแด่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์หักร้าง ที่ไร่พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดีละพราหมณ์ กระทำการงานไปเถิด แล้วเสด็จเลยไป พระองค์ได้เสด็จไปทำปฏิสันถารกับเขาบ่อย ๆ คือในเวลาที่เขาขนต้นไม้ที่ตัด แล้วและชำระที่ไร่ ในเวลาก่อคัน ในเวลาหว่าน โดยอุบายอย่างนี้นั้นแล วันรุ่งขึ้นพราหมณ์นั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ วันนี้เป็นมงคลใน
หน้า 147 ข้อ 1648
การหว่านข้าวของข้าพระองค์ ข้าพระองค์จักถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ มี พระพุทธองค์เป็นประมุขในเมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว พระศาสดาทรงรับด้วย ทรงดุษณีภาพ เสด็จหลีกไป รุ่งขึ้นวันหนึ่งพราหมณ์ยืนดูข้าวกล้าอยู่ พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า พราหมณ์ เธอกำลังทำอะไรอยู่ตรงนั้น เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระสมณโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์กำลังดูข้าวกล้า ตรัสว่าดี พราหมณ์ แล้วเสด็จหลีกไป ในครั้งนั้นพราหมณ์คิดว่า พระสมณโคดมมาเนือง ๆ คงมี ความต้องการภัตรอย่างไม่ต้องสงสัย เราจักถวายภัตรแก่ท่าน ในวันที่พราหมณ์ คิดอย่างนี้แล้วไปสู่เรือน ถึงพระศาสดาก็ได้เสด็จไป ณ ที่นั้น ครั้งนั้นความ พิศวาสเกิดขึ้นแก่พราหมณ์ล้นเหลือ ต่อมาครั้นข้าวกล้าแก่แล้ว เมื่อพราหมณ์ ตกลงใจว่า พรุ่งนี้เราจักเกี่ยวไร่แล้วนอน ฝนลูกเห็บตกตลอดคืน ทางเหนือ ของแม่น้ำอจิรวดี ห้วงน้ำใหญ่ไหลมาพัดเอาข้าวกล้าทั้งหมดเข้าไปสู่ทะเล ไม่ เหลือไว้ให้ แม้มาตรว่าทะนานเดียว เมื่อห้วงน้ำเหือดแห้งลงแล้ว พราหมณ์ มองดูความย่อยยับแห่งข้าวแล้ว ไม่สามารถจะดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ ถูกความเสียใจอย่างแรงครอบงำ ยกมือตีอกคร่ำครวญไปถึงเรือน แล้วลงนอน บ่นพร่ำ. ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ถูกความเสียใจ ครอบงำ ทรงดำริว่า เราต้องเป็นที่พึ่งของพราหมณ์ รุ่งขึ้นเสด็จเที่ยวโปรดสัตว์ ในพระนครสาวัตถี ภายหลังจากเสวยเสร็จเสด็จกลับจากบิณฑบาต ทรงส่ง พวกภิกษุไปสู่พระวิหาร เสด็จไปสู่ประตูเรือนของเขากับด้วยสมณะติดตาม พราหมณ์ได้ยินความที่พระศาสดาเสด็จมา กล่าวว่า สหายของเราคงมาเยี่ยมเยียน ค่อยได้ความโปร่งใจ จัดแจงอาสนะไว้ พระศาสดาเสด็จเข้าไป ประทับนั่ง เหนืออาสนะที่จัดไว้ ตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ เหตุไรจึงเศร้าหมองไปล่ะ ท่านไม่สบายอะไรเล่า กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ พระองค์ย่อม
หน้า 148 ข้อ 1648
ทรงทราบการงานที่ข้าพระองค์กระทำ จำเดิมแต่ตัดต้นไม้ที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดี ข้าพระองค์เคยกราบทูลไว้ว่า เมื่อข้าวกล้านี้สำเร็จแล้ว ข้าพระองค์จักถวายทาน แด่พระองค์ บัดนี้ห้วงน้ำใหญ่พัดข้าวกล้าของข้าพระองค์ไปสู่ทะเลเสียหมด เกลี้ยงทีเดียว ข้าวกล้าไม่มีเหลือสักหน่อย ข้าวเปลือกประมาณ ๑๐๐ เกวียน เสียหายหมด เหตุนั้นความโศกอย่างใหญ่โตจึงเกิดแก่ข้าพระองค์ ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ก็เมื่อท่านเศร้าโศกอยู่ สิ่งที่เสียหายไปแล้วจะกลับคืนมาได้ หรือ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้อนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน พระเจ้าข้า ตรัสว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านเศร้าโศกเพราะเหตุไร ขึ้นชื่อว่า ทรัพย์และข้าวเปลือกของสัตว์เหล่านี้ ถึงคราวเกิดก็บังเกิด ถึงคราวเสียหาย ก็เสียหาย สิ่งไร ๆ ที่ถึงการปรุงแต่ง จะชื่อว่าไม่มีความเสียหายเป็นธรรมดาน่ะ ไม่มีดอก ท่านอย่าคิดไปเลย พระศาสดาทรงปลอบเขาด้วยประการฉะนี้ เมื่อ ทรงแสดงธรรมอันเป็นที่สบายแก่เขา ตรัสกามสูตร เมื่อพระสูตรถึงปริโยสาน พราหมณ์ดำรงในโสดาปัตติผล พระศาสดาทรงทำให้เขาสร่างโศก เสด็จลุกจาก อาสนะไปสู่พระวิหาร. ชาวพระนครทั้งสิ้นรู้ทั่วกันว่า พระศาสดาทรงกระทำพราหมณ์ผู้โน้น ผู้เพียบแปล้ด้วยโศกศัลย์ ให้สร่างโศก ให้ดำรงในโสดาปัตติผลได้ พวก ภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระทศพล ทรงทำไมตรีกับพราหมณ์จนคุ้นเคยกัน ทรงแสดงธรรมแก่เขาผู้เพียบแปล้ไป ด้วยความโศก ด้วยอุบายครั้งเดียว ทรงทำให้เขาสร่างโศกได้ ให้ประดิษฐาน ในโสดาปัตติผลได้ พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า เมื่อกี้พวกเธอกำลังสนทนา กันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราก็ได้กระทำให้พราหมณ์นี้ สร่างโศกแล้วเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
หน้า 149 ข้อ 1648
ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัต ณ พระนครพาราณสี มีพระ- โอรส ๒ พระองค์ ท้าวเธอประทานที่อุปราชแก่พระโอรสองค์ใหญ่ พระราชทาน ตำแหน่งเสนาบดีแก่พระโอรสองค์เล็ก ครั้นต่อมาพระเจ้าพรหมทัตสิ้นพระชนม์ พวกอำมาตย์พากันตั้งการอภิเษกแก่พระองค์ใหญ่ ท้าวเธอตรัสว่า ฉันไม่ต้อง การครองราชสมบัติ พวกท่านจงพากันให้แก่น้องชายของฉันเถิด แม้ได้รับคำ ทูลวิงวอนบ่อย ๆ ก็ทรงห้ามเสีย ครั้นพวกอำมาตย์ทำการอภิเษกถวายพระเจ้า น้องแล้ว ทรงดำริว่า เราไม่ต้องการความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ ไม่ทรงปรารถนา แม้แต่ตำแหน่งอุปราชเป็นอาทิ ถึงเมื่อพระราชา ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญเสวย โภชนะที่มีรสดี ๆ ประทับอยู่ในพระนครนี้เถิด ตรัสว่า ฉันไม่มีเรื่องที่ต้อง กระทำในพระนครนี้ เสด็จออกจากพระนครพาราณสี ไปสู่ชนบทปลายแดน อาศัยสกุลเศรษฐีตระกูลหนึ่ง ทรงกระทำการงานด้วยพระหัตถ์ของพระองค์เอง ประทับอยู่. ครั้นกาลต่อมา พวกเหล่านั้นรู้ความที่ท้าวเธอเป็นพระราชกุมาร ก็พากันไม่ยอมให้ทำการงาน พากันห้อมล้อมท้าวเธอด้วยการบริหารในฐาน เป็นพระราชกุมารทีเดียว จำเนียรกาลนานมา พวกข้าราชการพากันไปสู่ชนบท ปลายแดน ได้ไปถึงบ้านนั้นเพื่อรังวัดเขต ท่านเศรษฐีเข้าไปเฝ้าพระราชกุมาร กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเจ้านาย พวกข้าพระองค์พากันบำรุงเลี้ยง พระองค์ ขอพระองค์ทรงส่งหนังสือถึงพระเจ้าน้องให้ทรงลดส่วยแก่พวก ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า ท้าวเธอทรงรับว่าได้ซี ทรงส่งหนังสือไปว่า ฉันอาศัยสกุลเศรษฐีชื่อโน้นพำนักอยู่ โปรดเห็นแก่ฉันยกเว้นส่วยแก่พวก เหล่านั้นเถิด พระราชารับสั่งว่า ดีแล้ว ทรงโปรดให้กระทำอย่างนั้น ครั้งนั้น พวกชาวบ้านหมดบ้าง ชาวชนบทบ้าง ชาวบ้านอื่น ๆ บ้าง พากันเข้าไป เฝ้าท้าวเธอ ทูลว่า พวกข้าพระองค์จักถวายส่วยแด่พระองค์เท่านั้น โปรดให้
หน้า 150 ข้อ 1648
พระราชาทรงยกเว้นแก่พวกข้าพระองค์บ้างเถิด ท้าวเธอทรงส่งหนังสือไป เพื่อช่วยเหลือพวกเหล่านั้น ให้พระราชาทรงยกเว้นส่วยให้ ตั้งแต่บัดนั้น พวก เหล่านั้นก็พากันถวายส่วยแก่ท้าวเธอ จึงบังเกิดลาภสักการะใหญ่แก่ท้าวเธอ ด้วยเหตุนั้น ความอยากของท้าวเธอก็พลอยเติบใหญ่ไปด้วย กาลต่อมา ท้าวเธอ ทูลขอชนบทนั้นแม้ทั้งหมด แล้วทูลขอราชสมบัติกึ่งหนึ่ง แม้พระเจ้าน้องก็ได้ ประทานแก่ท้าวเธอทั้งนั้น ท้าวเธอเมื่อความอยากพอกพูน ไม่ทรงพอพระทัย ด้วยราชสมบัติเพียงกึ่งนั้น ทรงดำริจะยึดราชสมบัติแวดล้อมด้วยชาวชนบท เสด็จไปสู่พระนครนั้น หยุดทัพอยู่ภายนอกพระนคร ทรงส่งหนังสือแก่พระเจ้า น้องว่า จงให้ราชสมบัติแก่เรา หรือจะรบกันก็ได้. พระเจ้าน้องทรงดำริว่าพระพี่นี้เป็นพาล เมื่อก่อนทรงห้ามราชสมบัติ แม้กระทั่งตำแหน่งอุปราชก็ทรงห้าม คราวนี้ตรัสว่า จักยึดเอาด้วยการรบ ก็ถ้าว่าเราจักฆ่าพระพี่นี้ให้ตาย ด้วยการรบ ความครหาจักมีแก่เราได้ เราจะต้องการอะไร ด้วยราชสมบัติ จึงทรงส่งสาส์นแด่ท้าวเธอว่า ไม่ต้อง รบดอก เชิญทรงครองราชสมบัติเถิดพระเจ้าข้า ท้าวเธอทรงครองราช- สมบัติประทานที่อุปราชแก่พระเจ้าน้อง จำเดิมแต่นั้น ทรงครองราชสมบัติ ทรงตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา มิได้ทรงพอพระหทัยด้วยราชสมบัติพระนคร เดียว ทรงปรารถนาราชสมบัติ ๒-๓ นคร ไม่ทรงเห็นที่สุดแห่งความอยาก เลย ครั้งนั้นท้าวสักกเทวราชทรงตรวจดูว่า ในโลก ชนเหล่าไหนบ้างล่ะ ที่บำรุงมารดาบิดา เหล่าไหนทำบุญต่าง ๆ มีให้ทานเป็นต้น เหล่าไหน ตกอยู่ในอำนาจตัณหา ทรงทราบความที่ท้าวเธอเป็นไปในอำนาจตัณหา ทรงดำริว่า พระราชาองค์นี้เป็นพาล ไม่ทรงพอพระหทัยแม้ด้วยราชสมบัติ ในพระนครพาราณสี เราต้องให้ท้าวเธอศึกษาบ้าง จำแลงเพศเป็น มาณพประทับยืนที่พระทวารหลวง ให้กราบทูลว่า มาณพผู้ฉลาดในอุบาย
หน้า 151 ข้อ 1648
ผู้หนึ่ง ยืนอยู่ที่พระทวารหลวง ครั้นรับสั่งว่า เข้ามาเถิด ก็เสด็จเข้าไป กราบทูลถวายชัยพระราชา เมื่อตรัสว่าเจ้ามาด้วยเหตุไร กราบทูลว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ข้อที่ข้าพระองค์กราบทูลมีอยู่หน่อย ข้าพระองค์ต้องการที่ รโหฐานพระเจ้าข้า ด้วยอานุภาพท้าวสักกะ ฝูงคนพากันหลบไปหมด ทันใด นั้นเอง ครั้งนั้นมาณพกราบทูลท้าวเธอว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์ เห็นพระนคร ๓ แห่ง มั่งคั่งมีฝูงคนแออัด สมบูรณ์ด้วยพลและพาหนะ ข้า- พระองค์จักยึดราชสมบัติทั้งสามด้วยอานุภาพของตนถวายแด่พระองค์ ควรที่ พระองค์จะไม่ทรงชักช้ารีบเสด็จไปเถอะพระเจ้าข้า พระราชานั้นทรงตกอยู่ใน อำนาจแห่งความโลภ ทรงรับว่า ดีละ แต่ด้วยอานุภาพแห่งท้าวสักกะ มิได้ ทรงถามว่า เจ้าเป็นใคร หรือเจ้ามาจากไหน หรือว่าควรที่เจ้าจะได้สิ่งไร ท้าวสักกะนั้นเล่าตรัสเพียงเท่านี้แล้ว ก็ได้เสด็จไปดาวดึงส์พิภพทีเดียว. พระราชาตรัสให้พวกอำมาตย์มาเฝ้า ตรัสว่า มาณพผู้หนึ่งกล่าวว่าจักยึด ราชสมบัติ ๓ นครให้พวกเรา พวกเธอจงเรียกมาณพนั้นมาทีเถิด จงนำกลองไป เที่ยวตีประกาศในพระนคร เรียกประชุมพลกาย พวกเราต้องยึดครองราชสมบัติ ๓ นคร ไม่ต้องชักช้า เมื่อพวกอำมาตย์พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระองค์ทรงกระทำสักการะแก่มาณพนั้นอย่างไร หรือทรงถามที่อยู่อาศัยของ มาณพนั้นไว้อย่างไร ตรัสว่า เราไม่ได้ทำสักการะเลย ไม่ได้ถามที่พักอาศัยไว้ เลย พวกเธอจงพากันไปค้นหาเขาเถิด พวกอำมาตย์พากันค้น ไม่เห็นเขา กราบ ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พวกข้าพระองค์ไม่เห็นมาณพนั้นทั่วพระนคร พระเจ้าข้า ทรงสดับคำนั้นแล้ว พระราชาทรงเกิดโทมนัส ทรงพระดำริเรื่อย ๆ ว่า ราชสมบัติในพระนครทั้ง ๓ เสื่อมหายแล้ว เราเสื่อมเสียจากยศอันใหญ่ มาณพคงโกรธเราว่า ไม่ให้เสบียงแก่เรา แล้วก็ไม่ให้ที่อยู่อาศัยด้วย เลยไม่มา
หน้า 152 ข้อ 1648
ครั้งนั้นความร้อนบังเกิดขึ้นในพระกายแห่งพระองค์ผู้ทรงตกอยู่ในอำนาจตัณหา เมื่อสรีระทุกส่วน เร่าร้อนอยู่ กริยาที่วิ่งพล่านแห่งโลหิต ก็ทำท้อง ให้กำเริบแล้วพลุ่งขึ้น ภาชนะอันหนึ่งเข้าอันหนึ่งออก พวกแพทย์สุดฝีมือที่จะ ถวายการรักษาได้ครั้งนั้นการที่ท้าวเธอ ถูกความเจ็บป่วยเบียดเบียนได้เลื่องลือ ไปทั้งพระนคร. กาลนั้นพระโพธิสัตว์เรียนศิลปะสำเร็จจากเมืองตักกศิลา มาสู่สำนัก บิดามารดา ในพระนครพาราณสี ฟังเรื่องของพระราชานั้น คิดว่าเราต้อง ถวายการรักษา ไปสู่พระราชทวาร ให้กราบทูลว่า ได้ยินว่า มาณพผู้หนึ่ง มาจะถวายการรักษาพระองค์ พระราชาตรัสว่า แม้ถึงพวกแพทย์ ผู้ทิศาปาโมกข์ ใหญ่ ๆ ยังไม่สามารถรักษาเราได้ มาณพหนุ่มจักสามารถได้อย่างไร พวกท่าน พากันให้เสบียง แล้วปล่อยเขาไปเสียเถิด มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่มีเรื่องที่ต้องทำด้วยค่ากำนัลหมอเลย ข้าพเจ้าจักขอถวายการรักษา โปรดให้เพียงค่ายาเท่านั้นแหละ พระราชาทรงสดับคำนั้น แล้วตรัสว่า ลองดูที รับสั่งให้เรียกมาณพตรวจดูพระราชาแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์จักถวายการรักษา ก็แต่ว่าพระองค์ทรง โปรดบอกสมุฏฐานแห่งโรคแก่ข้าพระองค์เถิด พระเจ้าข้า พระราชาทรงพอ พระหทัยตรัสว่า เจ้าจักเอาสมุฏฐานไปทำไม จงบอกยาเท่านั้นเถิด กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาหมอทราบว่า ความเจ็บนี้เกิดขึ้นเพราะอาศัยเหตุนี้ ย่อมการทำยาให้ถูกต้องกับความเจ็บนั้นได้พระเจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ถูกต้อง ละพ่อ เมื่อตรัสสมุฏฐานได้ตรัสเรื่องทั้งหมดตั้งต้นแต่ที่มาณพคนหนึ่งมาบอกว่า จักเอาราชสมบัติในสามพระนครมาให้ แล้วตรัสว่า แน่ะพ่อ เราเจ็บคราวนี้ เพราะตัณหา ถ้าเจ้าพอจะรักษาได้ ก็จงรักษาเถิด มาณพทูลถามว่า ข้าแต่ พระมหาราช พระองค์อาจได้พระนครเหล่านั้นด้วยการเศร้าโศกหรือ ตรัสว่า ไม่อาจดอกพ่อ กราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น เหตุไรพระองค์จึงทรงเศร้าโศก
หน้า 153 ข้อ 1648
พระเจ้าข้า ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายย่อมละร่างกายของตน เป็นต้น ตลอดถึง สวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณกทรัพย์ทั้งหมดไป แม้พระองค์จะยึดครองราช สมบัติในพระนครทั้งสี่ได้ พระองค์ก็เสวยพระกระยาหารในสุวรรณภาชนะทั้งสี่ บรรทมเหนือพระที่ทั้งสี่ ทรงเครื่องประดับทั้งสี่พร้อมกันคราวเดียวไม่ได้ พระ- องค์ไม่ควรตกอยู่ในอำนาจตัณหา เพราะตัณหานี้ เมื่อเจริญขึ้นย่อมไม่ปล่อยให้ พ้นจากอุบายทั้งสี่ไปได้. พระมหาสัตว์ ครั้นถวายโอวาทพระราชาดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา ได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของ บุคคลนั้นย่อมสำเร็จได้ สัตว์ปรารถนาสิ่งใดได้สิ่งนั้น แล้ว ย่อมมีใจอิ่มเอิบแท้. เมื่อบุคคลปรารถนากาม ถ้าสิ่งที่ปรารถนาของ บุคคลนั้น ย่อมสำเร็จได้ ครั้นสิ่งที่ปรารถนานั้นสำเร็จ บุคคลยังปรารถนาต่อไปอีก ก็ย่อมได้ประสบกาม ตัณหา เหมือนบุคคลที่ถูกลมแดดแผดเผาในฤดูร้อน ย่อมจะเกิดความกระหายใคร่จะดื่มน้ำฉะนั้น. ตัณหาก็ดี ความกระหายก็ดี ของคนพาลมี ปัญญาน้อย ไม่รู้อะไร ย่อมเจริญยิ่งขึ้นทุกที เหมือน เขาโคย่อมเจริญขึ้นตามตัวฉะนั้น. แม้จะให้สมบัติ ข้าวสาลี ข้าวเหนียว โค ม้า ข้าทาสหญิงชายหมดทั้งแผ่นดิน ก็ยังไม่พอแก่คน คนเดียว รู้อย่างนี้แล้วพึงประพฤติธรรมสม่ำเสมอ.
หน้า 154 ข้อ 1648
พระราชาทรงปราบชนะทั่วแผ่นดิน ทรงครอบ ครองแผ่นดินใหญ่มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ทรงครอง มหาสมุทรฝั่งนี้แล้ว มีพระทัยไม่อิ่ม ยังปรารถนาแม้ มหาสมุทรฝั่งโน้นต่อไปอีก. เมื่อยังระลึกถึงกามอยู่ตราบใด ก็ไม่ได้ความอิ่ม ด้วยใจตราบนั้น ชนเหล่าใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา มีกาย และใจหลีกเว้นจากกามทั้งหลาย เห็นโทษด้วยญาณ ชนเหล่านั้นนั่นแลชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม. บรรดาความอิ่มทั้งหลาย ความอิ่มด้วยปัญญา ประเสริฐ เพราะผู้อิ่มด้วยปัญญานั้น ย่อมไม่เดือดร้อน ด้วยกามทั้งหลาย คนผู้อิ่มด้วยปัญญา ตัณหาย่อม กระทำให้อยู่ในอำนาจไม่ได้. ไม่พึงสั่งสมกามทั้งหลาย พึงเป็นผู้มีความปรา- รถนาน้อย ไม่มีความละโมบ บุรุษผู้มีปัญญาเปรียบ ด้วยมหาสมุทร ย่อมไม่เดือดร้อนเพราะกามทั้งหลาย. ช่างทำรองเท้าหนังเลี้ยงชีพ เมื่อประกอบรองเท้า ส่วนใดควรเว้นก็เว้น เลือกเอาแต่ส่วนที่ดี ๆ มาทำ รองเท้าขายได้ราคาแล้ว ย่อมมีความสุข เราก็ฉันนั้น เหมือนกัน พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ละทิ้งส่วนแห่ง กามเสีย ย่อมถึงความสุข ถ้าพึงปรารถนาความสุข ทั้งปวงก็พึงละกามทั้งปวงเสีย.
หน้า 155 ข้อ 1648
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามํ ได้แก่ ทั้งวัตถุกาม ทั้งกิเลสกาม. บทว่า กามยมานสฺส แปลว่า ปรารถนาอยู่. บทว่า ตสฺส เจ ตํ สมิชฺฌติ ความว่า สิ่งที่เขาปรารถนาย่อมสำเร็จ และย่อมเผล็ดผลแก่บุคคลนั้น. บทว่า นํ ในคำว่า ตโต นํ อปรํ กาเม นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อปรํ เป็นบทแสดงส่วนอื่น. บทว่า กาเม เป็นพหุวจนะ ใช้ในอรรถแห่งทุติยา- วิภัตติ. ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ถ้าเมื่อเขาปรารถนากาม สิ่งที่เขาปรารถนานั้น ย่อมสำเร็จแก่เขาสมประสงค์ เมื่อสิ่งนั้นสำเร็จแล้ว เขายังปรารถนาต่อไปอีก บุคคลนั้นเมื่อปรารถนาอยู่ ย่อมประสบคือได้รับกามกล่าวคือตัณหา เหมือน บุคคลที่ถูกลมแดดแผดเผาในฤดูร้อน ย่อมเกิดความอยากคือได้รับความกระ- หายน้ำฉะนั้น. ตัณหามีรูปตัณหาเป็นต้นย่อมเจริญแก่บุคคลนั่นแล. บทว่า ควํว แปลว่า เหมือนรูปโค. บทว่า สิงคิโน ได้แก่ เขาสัตว์ที่ผ่ายอดแล้วยกขึ้น. บทว่า มนฺทสฺส แปลว่า ผู้มีปัญญาอ่อน. บทว่า พาลสฺส ได้แก่ ผู้ประกอบ ด้วยพาลธรรม. ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เขาโคย่อมเติบโตพร้อมกับร่างของ ลูกโคตัวกำลังเติบโค ฉันใด กามตัณหาที่ยังไม่มาถึงก็ดี ความกระหายในกาม ที่มาถึงแล้วก็ดี ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นไปสำหรับอันธพาลชน. บทว่า สาลิยวกํ ได้แก่ นาข้าวสาลี และนาข้าวเหนียว. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงธัญชาติหมด มีข้าวสาลีและข้าวเหนียวเป็นต้น. ด้วยบทที่ ๒ ท่านแสดงถึงสัตว์ ๒ เท้าและ สัตว์ ๔ เท้า. หรือด้วยบทที่ ๑ ท่านแสดงถึงสิ่งที่ไม่มีวิญญาณทั้งหมด ด้วยบท นอกนี้ ท่านแสดงถึงสิ่งที่มีวิญญาณทั้งสิ้น. บทว่า ทตฺวาปิ แปลว่า แม้ ให้แล้ว ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า อาณาจักรทั้ง ๓ จงยกไว้ ถ้าว่า มาณพนั้น ให้สิ่งอื่น ๆ หรือแผ่นดินทั้งสิ้น ที่มีวิญญาณและไม่มีวิญญาณ ทั้งรัตนบุรี แก่ใครแล้วไป สิ่งแม้มีประมาณเท่านี้ ย่อมไม่สิ้นสุดแก่บุคคล
หน้า 156 ข้อ 1648
คนเดียวเท่านั้น นี้ชื่อว่าตัณหาให้เต็มได้โดยยากด้วยประการฉะนี้. บทว่า อิติ วิทฺธา สมํ จเร ความว่า บุรุษเมื่อรู้อย่างนี้ เป็นผู้ไม่เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหา บำเพ็ญกายสุจริตเป็นต้นให้บริบูรณ์ พึงประพฤติให้สม่ำเสมอ. บทว่า โอรํ ได้แก่ ถึงส่วนอันมีในภายใน. ด้วยบทนั้นบุคคลนั้นชื่อว่ายังไม่อิ่ม พึงปรารถนา แม้ฝั่งแห่งสมุทรอีก ด้วยอาการอย่างนี้ท่านแสดงว่า ขึ้นชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นไปใน อำนาจแห่งตัณหา เป็นอันเต็มได้โดยยาก. บทว่า ยาว เป็นบทกำหนดนับ ตามอนิยม. บทว่า อนุสฺสรํ แปลว่า ระลึกถึงอยู่. บทว่า นาชฺฌคา แปลว่า ย่อมไม่ประสบ. ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุรุษมีใจระลึกถึงกาม ทั้งหลาย แม้อันหาที่สุดไม่ได้ ย่อมไม่ประสบความอิ่ม ปรารถนาจะบรรลุถึงอยู่ นั้นเอง เมื่อเป็นเช่นนี้ ตัณหาในกามทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่สัตว์ทั้งหลายอยู่นั่นเอง. บทว่า ตโต นิวตฺตา ความว่า บุคคลเหล่าใดมีจิตและกายกลับจากวัตถุกาม และกิเลสกามแล้ว เห็นโทษด้วยญาณนั่นแล อิ่มเอิบบริบูรณ์ด้วยปัญญา บุคคล เหล่านั้นแลชื่อว่าย่อมอิ่ม. บทว่า ปญฺาย ติตฺตีนํ เสฏฺํ คือความอิ่มด้วย ปัญญานี้ ย่อมเป็นของประเสริฐเต็มที่. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า น โส กาเมหิ ตปฺปติ นี้ บาลีว่า ย่อมไม่ถูกกามทั้งหลายแผดเผา. อธิบายว่า เพราะเหตุที่บุรุษผู้อิ่มด้วยปัญญา ย่อมไม่ถูกกามแผดเผา. บทว่า น กุรุเต วสํ ความว่า เพราะตัณหาไม่อาจยังบุรุษเช่นนั้นให้อยู่ในอำนาจได้ ก็บุรุษนั้นนั่นแลเห็นโทษแห่งตัณหาแล้ว ย่อมไม่เป็นไปในอำนาจแห่งตัณหา เหมือนวังวนแห่งสายน้ำ และเหมือนพระราชอัฑฒมาสก. บทว่า อปจิเนเถว แปลว่า พึงกำจัดเสียเลย. บทว่า สมุทฺทมตฺโต คือมีประมาณสมุทร เพราะ ประกอบด้วยปัญญาอันใหญ่. บุรุษนั้น ย่อมไม่เดือดร้อนคือไม่รุ่มร้อนด้วยกิเลส กามทั้งหลาย เหมือนสมุทรไม่ร้อนแม้เพราะไฟใหญ่ฉะนั้น. บทว่า รถกาโร
หน้า 157 ข้อ 1648
แปลว่า ช่างหนัง. บทว่า ปริกนฺตํ แปลว่า ตัดแล้ว ท่านอธิบายคำนี้ไว้ว่า ช่างหนังตัดรองเท้า เว้นที่ที่หนังไม่เข้าลักษณะที่ถือเอาได้ ทำให้เป็นรองเท้า ได้ค่ารองเท้า ย่อมได้รับความสุขฉันใด บัณฑิตก็ฉันนั้นเหมือนกัน พิจารณา ด้วยปัญญาอันเสมือนกับศาสตราของช่างรองเท้า พึงถึงความสุขทางกายกรรม วจีกรรมและมโนกรรมนั้น ที่เว้นจากแดนแห่งกาม อันเป็นเหตุให้ตนละแดน กาม ปรารถนาเฉพาะสุขมีกายกรรมเป็นต้น ทุกอย่างที่ปราศจากความเร่าร้อน พึงเจริญกสิณยังฌานให้เกิดละกามทั้งปวงเสีย. ก็เมื่อพระมหาสัตว์กำลังกล่าวคาถานี้อยู่ ได้เกิดฌานมีโอทาตกสิณ เป็นอารมณ์ เพราะหน่วงเอาพระเศวตฉัตรของพระราชาเป็นอารมณ์. แม้ พระราชาก็ทรงหายจากโรค พระองค์ทรงมีความยินดี เสด็จลุกจากพระที่บรรทม มีพระดำรัสว่า พวกแพทย์เท่านี้ยังไม่อาจรักษาได้ แต่มาณพผู้เป็นบัณฑิต ได้ทำเราให้ปราศจากโรคด้วยญาณวิสัยของตนได้ เมื่อจะทรงปราศรัยกับพระ- โพธิสัตว์ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า คาถาทั้งหมด ๘ คาถา ที่ท่านกล่าวแล้ว ขอ ท่านจงรับเอาทรัพย์ทั้ง ๘,๐๐๐ นี้เถิด คำที่ท่านกล่าวนี้ เป็นคำยังประโยชนให้สำเร็จ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺ ได้แก่ คาถา ๘ คาถา ที่ประกอบ ด้วยโทษแห่งกาม ตั้งต้นแต่คาถาที่ ๒ ไป. บทว่า สหสฺสิยา แปลว่า ควรแก่ ๑,๐๐๐. บทว่า ปฏิคฺคณฺห ความว่า จงรับเอาทรัพย์ ๘,๐๐๐. บทว่า สาเธตํ ตว ภาสิตํ ความว่า คำที่ท่านกล่าวนี้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ. พระมหาสัตว์ ได้สดับดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า ข้าพระบาทไม่ต้องการด้วยทรัพย์ร้อยทรัพย์พัน หรือทรัพย์หมื่น เมื่อข้าพระบาทกล่าวคาถาสุดท้าย ใจ ของข้าพระบาทไม่ยินดีในกาม.
หน้า 158 ข้อ 1648
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺฉิมํ นี้เป็นคาถาสุดท้ายว่า รถกาโรว จมฺมสฺส. บทว่า กาเม เม นิรโต มโน ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เมื่อข้าพระองค์กำลังกล่าวคาถาอยู่นั่นแล ใจไม่ยินดีทั้งในวัตถุกาม ทั้งกิเลสกาม เพราะข้าพเจ้านั้น เมื่อกล่าวคาถายังฌานให้บังเกิดด้วยธรรมเทศนาของตนแล. พระราชาทรงยินดีอย่างเหลือประมาณ ในเมื่อจะทรงสรรเสริญพระ- มหาสัตว์ ได้ตรัสคาถาสุดท้ายว่า มาณพใดเป็นบัณฑิต กำหนดรู้ตัณหา อันยัง ความทุกข์ให้เกิดแล้ว นำออกได้ มาณพนี้เป็นคนดี เป็นมุนีผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขชนนึ ได้แก่ ยังทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น ให้เกิด. บทว่า ปริชานาติ ได้แก่ กำหนดรู้แล้ว คือกำหนดตัด ตัดขาด นำออกไป เมื่อสรรเสริญพระโพธิสัตว์จึงได้ตรัสอย่างนี้. พระโพธิสัตว์ถวายโอวาทพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์ จงเป็นผู้ไม่ประมาทประพฤติธรรมเถิด แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศ บวช เป็นฤาษีเจริญพรหมวิหารอยู่จนตลอดชนมายุ แล้วไปเกิดในพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน เราก็ได้ทำให้พราหมณ์นี้คลายความ เศร้าโศกด้วยประการดังนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้ มาเป็นพราหมณ์นี้ ส่วนมาณพผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถากามชาดก
หน้า 159 ข้อ 1649, 1650, 1651, 1652, 1653
๕. ชนสันธชาดก ว่าด้วยเหตุที่ทำจิตให้เดือดร้อน [๑๖๔๙] พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ บุคคล ไม่กระทำเสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนใน ภายหลัง. [๑๖๕๐] บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความ พยายามยังทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหา ทรัพย์ไว้. [๑๖๕๑] ศิลปะที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ ศึกษาไว้ในกาลก่อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนใน ภายหลังว่า เราไม่ได้ศึกษาศิลปะไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปะ ย่อมเลี้ยงชีพลำบาก. [๑๖๕๒] ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน ในภายหลังว่า เราเป็นคนโง่ ส่อเสียด กินสินบน ดุร้าย หยาบคาย ในกาลก่อน. [๑๖๕๓] ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อน ในภายหลังว่า เราเป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้าทุศีล ประพฤติต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดูสัตว์ ในกาลก่อน.
หน้า 160 ข้อ 1654, 1655, 1656, 1657, 1658, 1659, 1660
[๑๖๕๔] ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อน ในภายหลังว่า หญิงที่ไม่มีใครหวงแหนมีอยู่เป็นอัน มาก ไม่ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย. [๑๖๕๕] คนตระหนี่ ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ว่าเมื่อก่อน ข้าวและน้ำของเรามีอยู่มากมาย เราก็มิได้ ให้ทานเลย. [๑๖๕๖] ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อน ในภายหลังว่า เราสามารถพอที่จะเลี้ยงดูมารดาและ บิดาผู้แก่เฒ่าชราได้ ก็มิได้เลี้ยงดูท่าน. [๑๖๕๗] ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อน ในภายหลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดาผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. [๑๖๕๘] ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อม เดือดร้อนในภายหลังว่า เมื่อก่อนเรามิได้ไปมาหาสู่ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย. [๑๖๕๙] ผู้ใดไม่ประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้า ไปนั่งใกล้สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า สุจริตธรรมที่ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมา หาสู่แล้ว ย่อมเป็นความดี แต่เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้ ประพฤติสุจริตธรรมไว้เลย. [๑๖๖๐] ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอัน แยบคาย ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษควรทำ ย่อมไม่ เดือดร้อนใจในภายหลังเลย. จบชนสันธชาดกที่ ๕
หน้า 161 ข้อ 1660
อรรถกถาชนสันธชาดก พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร มีพระพุทธ- ประสงค์จะประทานโอวาทแก่พระเจ้าโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ เริ่มต้นว่า ทส ขลุมานิ านานิ ดังนี้. ความพิสดารว่า ในกาลครั้งหนึ่ง พระเจ้าโกศลทรงมัวเมาด้วยอิส- ริยยศหมกมุ่นอยู่ในความสุขที่เกิดแต่กิเลส ไม่ปรารถนาจะตัดสินคดี แม้การ บำรุงพระพุทธเจ้า ก็ทรงลืมเสีย วันหนึ่ง พระองค์ทรงระลึกถึงพระทศพล ทรงดำริว่า จักถวายบังคมพระศาสดา พอเสวยกระยาหารเช้าแล้ว เสด็จขึ้น พระราชยานไปพระวิหาร ถวายบังคมพระศาสดาแล้วประทับนั่ง ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า มหาบพิตร นานมาแล้ว พระองค์มิได้เสด็จมา เพราะเหตุไร พระเจ้าโกศลทูลว่า เพราะข้าพระองค์มีราชกิจมากพระเจ้าข้า ไม่มีโอกาสที่จะมาเฝ้าพระองค์ ตรัสว่า มหาบพิตร เมื่อพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญู ผู้ให้โอวาทเช่นเรา อยู่ในวิหารที่ใกล้ ไม่ควรที่พระองค์จะประมาท วิสัย พระราชาต้องไม่ประมาทในราชกิจทั้งหลาย ดำรงพระองค์เสมอด้วยมารดาบิดา ของชาวแว่นแคว้น ละอคติเสียครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรมจึงจะควร เพราะเมื่อพระราชาประพฤติธรรม แม้บริษัทของพระองค์ก็ประพฤติธรรม ข้อที่ เมื่อเราตถาคตสั่งสอนอยู่ พระองค์ครองราชสมบัติโดยธรรม นั้นไม่น่าอัศจรรย์ โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ไม่มีอาจารย์สั่งสอน ก็ยังตั้งอยู่ในสุจริตธรรม สามประการ แสดงธรรมแก่มหาชน ตามความรู้ของตน พาบริษัทไปสวรรค์ ได้ พระเจ้าโกศลทูลอาราธนาให้ตรัสเรื่องราว พระพุทธองค์ทรงนำอดีตนิทาน มาตรัสเล่า ดังต่อไปนี้
หน้า 162 ข้อ 1660
ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรทมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีพระเจ้าพรหมทัต พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามว่า ชนสันธกุมาร เมื่อพระโพธิสัตว์เจริญวัย เรียนศิลปวิทยาจากเนืองตักกศิลากลับมาแล้ว พระราชามีรับสั่งให้ชำระเรือนจำ ทั้งหมดให้สะอาด แล้วพระราชทานตำแหน่งอุปราช. ต่อมาเมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้ว พระโพธิสัตว์ได้ครองราชสมบัติ รับสั่งให้สร้างโรงทานหกแห่ง คือที่ประตูพระนครทั้งสี่ด้าน ที่กลางพระนคร และที่ประตูพระราชวัง บริจาคพระราชทรัพย์วันละหกแสน ทรงบำเพ็ญ มหาทานจนลือกระฉ่อนไปทั่วชมพูทวีป รับสั่งให้เปิดเรือนจำไว้เป็นนิจ ให้ เคาะระฆังป่าวร้องมาฟังธรรม ทรงสงเคราะห์โลก ด้วยสังคหวัตถุสี่ รักษา ศีลห้า อยู่จำอุโบสถ ครองราชสมบัติโดยธรรม บางครั้งบางคราวก็ให้ชาว แว่นแคว้นมาประชุมกัน แล้วแสดงธรรมว่า ท่านทั้งหลายจงให้ทาน จง สมาทานศีล จงประพฤติธรรม จงประกอบการงานและการค้าขายโดยธรรม เมื่อเป็นเด็กจงเรียนศิลปวิทยา จงแสวงหาทรัพย์ อย่าคดโกงชาวบ้าน อย่า ทำความส่อเสียด อย่าเป็นคนดุร้ายหยาบช้า จงบำรุงมารดาบิดา มีความเคารพ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในตระกูล พระองค์ได้ทำมหาชนให้ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม. วันหนึ่งเป็นวันปัณรสีอุโบสถ พระโพธิสัตว์ทรงสมาทานอุโบสถศีล แล้ว ทรงดำริว่า เราจักแสดงธรรมแก่มหาชน เพื่อประโยชน์สุขยิ่ง ๆ ขึ้น เพื่อให้มหาชนอยู่ด้วยความไม่ประมาท รับสั่งให้ตีกลอง ป่าวร้องทั่วพระนคร ให้ชาวพระนครทั้งหมด ตั้งต้นแต่พระสนมของพระองค์ มาประชุมกัน แล้ว ประทับนั่งบนบัลลังก์อันประเสริฐที่ตกแต่งไว้กลางรัตนมณฑปซึ่งประดับประดา แล้วในพระลานหลวง ตรัสว่า ชาวพระนครที่รักทั้งหลาย เราจักแสดงธรรม
หน้า 163 ข้อ 1660
ที่ร้อนบ้าง ไม่ร้อนบ้าง แก่ท่านทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท เงี่ยโสตสดับโดยเคารพเถิด แล้วทรงแสดงธรรม. พระศาสดาทรงเผยพระโอฐแก้วอันอบรมแล้วด้วยอริยสัจ เมื่อจะตรัส เทศนานั้นโดยแจ่มแจ้งแก่พระเจ้าโกศล ด้วยพระสุรเสียงอันไพเราะ ได้ตรัส พระคาถาเหล่านี้ว่า พระเจ้าชนสันธะได้ตรัสอย่างนี้ว่า เหตุที่จะทำ ให้จิตเดือดร้อนนั้นมีอยู่ ๑๐ ประการ บุคคลไม่ทำ เสียในกาลก่อนแล้ว ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. บุคคลเมื่อยังเป็นหนุ่ม ไม่ทำความพยายามยัง ทรัพย์ให้เกิดขึ้น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ย่อมเดือด- ร้อนภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์ไว้. ศิลปะที่สมควรแก่ตน บุคคลใดไม่ได้ศึกษาไว้ใน กาลก่อน บุคคลนั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่า เราไม่ ได้ศึกษาศิลปะไว้ก่อน ผู้ไม่มีศิลปะย่อมเลี้ยงชีพลำบาก. ผู้ใดเป็นคนโกง ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ว่าเราเป็นคนโกง ส่อเสียดกินสินบนดุร้าย หยาบคาย ในกาลก่อน. ผู้ใดเป็นคนฆ่าสัตว์ ผู้นั้นย่อมเดือดร้อนในภาย- หลังว่า เราเป็นคนฆ่าสัตว์ หยาบช้าทุศีล ประพฤติ ต่ำช้า ปราศจากขันติ เมตตาและเอ็นดูสัตว์ในกาลก่อน. ผู้ใดคบชู้ในภรรยาผู้อื่น ย่อมเดือดร้อนในภาย หลังว่า หญิงที่ไม่มีใครหวงแหนมีอยู่เป็นอันมาก ไม่ ควรที่เราจะคบหาภรรยาผู้อื่นเลย.
หน้า 164 ข้อ 1660
คนตระหนี่ ย่อมเดือดร้อนในภายหลังว่าเมื่อก่อน ข้าวและน้ำของเรามีอยู่มากมาย เราก็มิได้ให้ทานเลย. ผู้ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดา ย่อมเดือดร้อนในภายหลัง ว่า เราสามารถพอที่จะเลี้ยงดูมารดาและบิดาผู้แก่เฒ่า ชราได้ ก็ไม่ได้เลี้ยงดูท่าน. ผู้ไม่ทำตามโอวาทบิดา ย่อมเดือดร้อนในภาย หลังว่า เราได้ดูหมิ่นบิดาผู้เป็นอาจารย์สั่งสอน ผู้นำ รสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. ผู้ไม่เข้าใกล้สมณพราหมณ์ ย่อมเดือดร้อนใน ภายหลังว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้ไปมาหาสู่สมณพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูตเลย. ผู้ใดไม่ประพฤติสุจริตธรรม ไม่เข้าไปนั่งใกล้ สัตบุรุษ ย่อมเดือดร้อนภายหลังว่า สุจริตธรรมที่ ประพฤติแล้ว และสัตบุรุษอันเราไปมาหาสู่แล้ว ย่อม เป็นความดี แต่เมื่อก่อนนี้เราไม่ได้ประพฤติสุจริตธรรม ไว้เลย. ผู้ใดย่อมปฏิบัติเหตุเหล่านี้โดยอุบายอันแยบคาย ผู้นั้นเมื่อกระทำกิจที่บุรุษควรทำ ย่อมไม่เดือดร้อนใจ ในภายหลังเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า านานิ ได้แก่ เหตุทั้งหลาย. บทว่า ปุพฺเพ ความว่า ไม่กระทำไว้ก่อนเลย. บทว่า ส ปจฺฉา อนุตปฺปติ ความว่า บุคคลผู้ไม่กระทำกิจที่ควรทำไว้ก่อน ย่อมเดือดร้อน ย่อมลำบาก
หน้า 165 ข้อ 1660
ทั้งในโลกนี้ทั้งในโลกหน้า. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปจฺฉา อนุตปฺปติ ย่อมตาม เดือดร้อนในภายหลังดังนี้ก็มี. บทว่า อิจฺจาหุ ความว่า พระเจ้าชนสันธะ ได้ตรัสอย่างนั้น. บาลีว่า อิจฺจาสุห ดังนี้ก็มี. สุ อักษรในบทว่า อิจฺจาสุห นั้นเป็นเพียงนิบาต. ตัดบทเป็น อิจฺจาสุ อาห เพื่อจะแสดงเหตุอันเป็น ที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน ๑๐ อย่างนี้ พระโพธิสัตว์จึงมีธรรมกถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ ความว่า บุคคลเมื่อคราวเป็น หนุ่มครั้งแรกทีเดียว ไม่กระทำความบากบั่น ครั้นแก่ลงหาทรัพย์ไม่ได้ ต้อง เดือดร้อนเศร้าโศก เห็นคนทั้งหลายมีความสุข ตนเองเป็นอยู่ลำบาก ย่อม เดือดร้อนในภายหลังอย่างนี้ว่า เมื่อก่อนเราไม่ได้แสวงหาทรัพย์เอาไว้ ครั้น แก่ลงย่อมลำบาก เพราะฉะนั้น เมื่อต้องการจะมีความสุขในเวลาแก่ ต้องทำงาน มีกสิกรรมเป็นต้น ที่ชอบธรรม แต่เมื่อยังเป็นหนุ่มทีเดียว. บทว่า ปุเร สนฺตํ ในกาลก่อนคือในเวลาที่เรายังหนุ่มไม่เข้าไปหาอาจารย์ทั้งหลาย ไม่ศึกษาศิลปะ อะไร ๆ มีศิลปะในเพราะช้างเป็นต้นอันสมควรที่ตนจะทำ. บทว่า กิจฺฉา ความว่า ในเวลาแก่ ผู้ไม่ศึกษาศิลปะจึงไม่สามารถเพื่อดำรงชีวิตให้พ้นจากทุกข์ ในกาลนั้นจึงควรศึกษาศิลปะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่า ท่านทั้งหลาย ผู้ปรารถนาจะดำรงชีวิตในเวลาแก่ จงศึกษาศิลปะในเวลาเป็นหนุ่มทีเดียว. บทว่า กูฏเวที ความว่า ผู้ใดก่อความโกงให้เกิด โกงชาวบ้าน ก่อความ พินาศให้แก่โลก โกงด้วยสินบน. บทว่า อาสึ ความว่า ในกาลก่อนเราได้ เป็นเช่นนั้น. บทว่า ปิสุโณ แปลว่า โกงด้วยถ้อยความยุยงส่อเสียด. บทว่า ปิฏฺมํสิโก ความว่า ถือสินบนทำผู้มิใช่เจ้าของให้เป็นเจ้าของ ผู้ที่เป็นเจ้าของ มิให้เป็นเจ้าของ กินเนื้อสันหลังของชนเหล่าอื่น. บทว่า อิติ ปจฺฉา ความว่า นอนบนเตียงที่จะตายย่อมเดือดร้อนในภายหลังด้วยประการฉะนี้ เพราะฉะนั้น
หน้า 166 ข้อ 1660
ท่านจึงโอวาทว่า ถ้าท่านไม่อยากตกนรก ก็อย่ากระทำบาปกรรมเห็นปานนี้. บทว่า ลุทฺโธ ความว่า ผู้ที่ฆ่าสัตว์เป็นทารุณสาหัส. บทว่า อนาริโย ความว่า เป็นผู้ไม่ใช่พระอริยะ ไม่สำรวมเป็นคนทุศีล มีสมาจารต่ำช้า. บทว่า นาวชานิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้ามิใช่เป็นผู้มีความประพฤติต่ำ ด้วยอำนาจ ขันติ เมตตา และความเอ็นดู คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยมีในก่อนนั่นแล. บทว่า อนาปทาสุ ความว่า การคบหากับหญิงที่ไม่มีใครหวงแหน. ชื่อว่า อนาปทา เพราะเป็นหญิงไม่มีใครหวงแหน. อธิบายว่า ในหญิงที่คนเหล่าอื่น ไม่ทำความหวงแหน. บทว่า อุฏฺิเต แปลว่า ปรากฏ. บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อก่อนแต่นี้เรามิได้ให้ทานเลย. บทว่า ปหุสนฺโต ความว่า เป็นผู้อาจ คือสามารถเพื่อจะเลี้ยงดูทั้งด้วยกำลังทรัพย์ทั้งด้วยกำลังกาย. บทว่า อาจริยํ ความว่า บิดาในที่นี้ท่านประสงค์ว่าอาจารย์ เพราะให้ ศึกษามารยาท. บทว่า อนุสตฺถารํ แปลว่า ผู้พร่ำสอน. บทว่า สพฺพกามรสา หรํ ความว่า ผู้นำรสที่ต้องการทุกอย่างมาเลี้ยงดู. บทว่า อติมญฺิสฺสํ ความว่า เมื่อไม่ถือเอาโอวาทของท่าน ชื่อว่าดูหมิ่นล่วงเกินท่าน. บทว่า น ปุพฺเพ ความ ว่า เมื่อก่อนแต่นี้ ไม่ได้เข้าไปหาสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม ผู้เป็นไข้ ผู้ลำบาก ไม่ปรนนิบัติโดยถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น. บทว่า ตโป ได้แก่ ผู้มีความเพียร เครื่องเผากิเลสคือสุจริต. บทว่า สนฺโต ความว่า เป็นผู้มีศีลเข้าไปสงบ ด้วยทวารมีกายทวารเป็นต้น. ท่านกล่าวอธิบายนี้ไว้ว่า ผู้ประพฤติตบะกล่าว สุจริต ๓ และผู้สงบเห็นปานนั้น ชื่อว่าเข้าไปนั่งใกล้ เป็นการยังประโยชน์ให้ สำเร็จคือเป็นความดี. บทว่า น ปุพฺเพ ความว่า เมื่อคราวเราเป็นหนุ่มเรา มิได้ประพฤติพรหมจรรย์เห็นปานนี้ ภายหลังคร่ำคร่าลงเพราะชรา ถูกมรณภัย
หน้า 167 ข้อ 1660
คุกคาม จึงเดือดร้อนเศร้าโศกในภายหลังด้วยประการฉะนี้. ท่านกล่าวว่า ถ้า ท่านปรารถนาจะไม่เศร้าโศกอย่างนี้ จงกระทำตปกรรมเถิด. บทว่า โย จ เอตานิ านานิ ความว่า ผู้ใดปฏิบัติเหตุ ๑๐ ประการเหล่านี้ ด้วยอุบาย อันแยบคายก่อนทีเดียว สมาทานประพฤติ กระทำกิจอันชอบธรรมที่บุรุษ ทั้งหลายควรกระทำ บุรุษผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาทนั้น ย่อมไม่ตามเดือดร้อน ในภายหลัง ย่อมได้รับโสมนัสทีเดียวแล. พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่มหาชนโดยทำนองนี้ ทุก ๆ กึ่งเดือนแม้ มหาชนก็ตั้งอยู่ในโอวาทของพระองค์ บำเพ็ญฐานะสิบประการเหล่านั้นบริบูรณ์ แล้วได้ไปสวรรค์. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน มหาบพิตร โบราณกบัณฑิต ไม่มีอาจารย์ แสดงธรรมตามความรู้ของตน พามหาชนไปสวรรค์ได้อย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัทในครั้งนี้ ส่วนพระเจ้าชนสันธราชได้มาเป็นเราตถาคต แล. จบอรรถกถาชนสันธชาดก
หน้า 168 ข้อ 1661, 1662, 1663, 1664, 1665
๖. มหากัณหชาดก ว่าด้วยคราวที่สุนัขดำกินคน [๑๖๖๑] ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวนี้ ดำจริง ดุร้าย มีเขี้ยวขาว มีความร้อนพุ่งออกจากเขี้ยว ท่านผูกไว้ด้วยเชือกถึง ๕ เส้น สุนัขของท่านจะทำ อะไร. [๑๖๖๒] ดูก่อนพระเจ้าอุสินนระ สุนัขนี้มิได้มา เพื่อต้องการกินเนื้อ แต่มาเพื่อจะกินมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อใด จักมีมนุษย์ทำความพินาศให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ก็จะหลุดไปกินมนุษย์. [๑๖๖๓] เมื่อใด คนทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่าเป็น สมณะมีบาตรในมือ ศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิจักทำ ไร่ไถนาเลี้ยงชีพ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ก็จะหลุดไป กินคนเหล่านั้น. [๑๖๖๔] เมื่อใด จักมีหญิงผู้ปฏิญาณตนว่ามีตบะ บวชมีศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิเที่ยวบริโภคกามคุณ อยู่ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินหญิงเหล่านั้น. [๑๖๖๕] เมื่อใด ชฎิลทั้งหลายมีหนวดอันยาว มีฟันเขลอะ มีศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลีเที่ยวภิกษาจาร รวบรวมทรัพย์ไว้ให้เขากู้ ชื่นชมยินดีด้วยดอกเบี้ย
หน้า 169 ข้อ 1666, 1667, 1668, 1669, 1670, 1671
เลี้ยงชีพ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินชฎิล เหล่านั้น. [๑๖๖๖] เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายเรียนเวทคือ สาวิตติศาสตร์ ยัญญวิธีและยัญญสูตรแล้วรับจ้างบูชา- ยัญ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินพราหมณ์ เหล่านั้น. [๑๖๖๗] เมื่อใด ผู้มีกำลังสามารถจะเลี้ยงดู มารดาบิดาได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. [๑๖๖๘] อนึ่ง เมื่อใด ชนทั้งหลายจักกล่าว ดูหมิ่นมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชราว่า เป็นคนโง่เง่า เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. [๑๖๖๙] อนึ่ง เมื่อใด คนในโลกจักคบหาภรรยา ของอาจารย์ ภรรยาเพื่อน ป้าและน้าเป็นภรรยา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. [๑๖๗๐] เมื่อใด พวกพราหมณ์จักถือโล่และ ดาบ คอยดักอยู่ที่ทางฆ่าคนชิงเอาทรัพย์ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น. [๑๖๗๑] เมื่อใด นักเลงหญิงทั้งหลาย ขัดสี ผิวกายบำรุงร่างกายให้อ้วนพี ไม่รู้จักหาทรัพย์ ร่วม สังวาสกับหญิงหม้ายที่มีทรัพย์ ครั้นใช้สอยทรัพย์ของ
หน้า 170 ข้อ 1672
หญิงหม้ายนั้นหมดแล้ว ก็ทำลายมิตรภาพไปหาหญิง อื่นต่อไป เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินนักเลง หญิงเหล่านั้น. [๑๖๗๒] เมื่อใด คนผู้มีมารยา ปกปิดโทษตน เปิดเผยโทษผู้อื่น คิดให้ทุกข์ผู้อื่น มีอยู่ในโลก เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. จบมหากัณหชาดกที่ ๖ อรรถกถามหากัณหชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภความประพฤติประโยชน์แก่สัตวโลก จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำ เริ่มต้นว่า กณฺโห กณฺโห จ โฆโร จ ดังนี้. ความพิสดารมีว่า วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายนั่งในธรรมสภาพรรณนาถึง พระคุณของพระทศพล ที่ทรงประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกว่า ดูก่อน อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ชนเป็นจำนวน มาก ทรงละความผาสุกส่วนพระองค์เสีย ทรงประพฤติประโยชน์แก่สัตวโลก โดยส่วนเดียว จำเดิมแต่บรรลุพระปรมาภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงถือบาตรจีวร ด้วยพระองค์เอง เสด็จพุทธดำเนินทางสิบแปดโยชน์ ทรงแสดงธรรมจักรแก่ พระเถระปัญจวัคคีย์ ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ตรัสอนัตตลักขณสูตร ประทาน พระอรหัตแก่พระเถระปัญจวัคคีย์ทั้งหมด แล้วเสด็จไปอุรุเวลาประเทศ ทรง
หน้า 171 ข้อ 1672
แสดงพระปาฏิหาริย์สามพันห้าร้อยแก่ชฎิลสามพี่น้อง ให้บรรพชาแล้วพาไป คยาสีสประเทศ ทรงแสดงอาทิตตปริยายสูตร ประทานพระอรหัตแก่ชฎิล พันหนึ่ง เสด็จไปต้อนรับพระมหากัสสประยะทางสามคาวุต ประทานอุปสมบท ด้วยโอวาทสามข้อ ครั้งหนึ่งเวลาปัจฉาภัตร เสด็จแต่พระองค์เดียวล่วงมรรคา สิบห้าโยชน์ ให้ปุกกุสาติกุลบุตรตั้งอยู่ในอนาคามิผล เสด็จไปต้อนรับมหากัปปินะ ระยะทางยี่สิบโยชน์ ประทานพระอรหัต ครั้งหนึ่งเวลาปัจฉาภัตร เสด็จแต่ พระองค์เดียว ล่วงมรรคาสามสิบโยชน์ ให้พระองคุลีมาลซึ่งเป็นคนหยาบช้า ตั้งอยู่ในพระอรหัต ครั้งหนึ่งเสด็จล่วงบรรดาสามสิบโยชน์ โปรดอาฬวกยักษ์ ให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงกระทำความสวัสดีแก่กุมารที่จะเป็นอาหารยักษ์ ครั้งหนึ่งเสด็จจำพรรษาในดาวดึงส์พิภพ ให้เทวดาแปดสิบโกฏิบรรลุธรรมา- ภิสมัย แล้วเสด็จไปพรหมโลก ทำลายทิฏฐิของพวกพรหม ประทานพระอรหัต แก่พวกพรหมหมื่นหนึ่ง เสด็จจาริกไปสามมณฑลตามลำดับปี ประทานสรณะ และศีลแก่พวกมนุษย์ที่มีอุปนิสัยสมบูรณ์ ทรงประพฤติประโยชน์มีประการ ต่าง ๆ แม้แก่นาคและสุบรรณเป็นต้น. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอ นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตบรรลุอภิสัมโพธิญาณแล้วประพฤติเป็นประโยชน์ แก่สัตวโลกในบัดนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ แม้ในกาลก่อนเมื่อตถาคตยังมีกิเลสมีราคะ เป็นต้น ก็ได้ประพฤติเป็นประโยชน์แก่สัตวโลกมาแล้วเหมือนกัน ทรงนำ อดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า พระเจ้าอุส- สินนรราชเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี เมื่อพระกัสสปสัมมาสัม-
หน้า 172 ข้อ 1672
พุทธเจ้า เปลื้องมหาชนให้พ้นจากเครื่องผูกพันคือกิเลส ด้วยจตุราริยสัจเทศนา ทำพระนครคือพระนิพพานให้เต็มแล้วเสด็จปรินิพพาน ครั้นกาลล่วงมานาน ศาสนาก็เสื่อม ภิกษุทั้งหลายเลี้ยงชีพด้วยการแสวงหาไม่สมควร ทำการเกี่ยวข้อง กับพวกภิกษุณีจนมีบุตรธิดา ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสกและพราหมณ์ ต่างละธรรม ของตนเสียสิ้น โดยมากพวกมนุษย์ประพฤติอกุศลกรรมบถสิบ ผู้ที่ตายไป ๆ จึงไปอัดแน่นกันอยู่ในอบาย. ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชไม่เห็นเทวบุตรใหม่ ๆ จึงตรวจดูมนุษยโลก ก็ทรงทราบว่า พวกมนุษยโลกไปเกิดในอบาย ทรงเล็งเห็นความที่ศาสนาของ พระศาสดาเสื่อมโทรม ทรงดำริว่า จักทำอย่างไรดีหนอ ทรงเห็นอุบายมีอยู่ อย่างหนึ่ง จึงตกลงพระทัยว่า เราจักต้องทำให้มหาชนกลัว สะดุ้งหวาดเสียว แล้วค่อยปลอบโยนแสดงธรรม ยกย่องพระศาสนาที่เสื่อมแล้วให้ถาวรต่อไปได้ อีกพันปี รับสั่งให้มาตลีเทพบุตรแปลงเพศเป็นสุนัขดำใหญ่เท่าม้าอาชาไนย มีรูปร่างดุร้าย มีเขี้ยวโตเท่าผลกล้วย มีรัศมีร้อนเป็นไฟ พลุ่งออกจากเขี้ยว ทั้งสี่ รูปพิลึกน่าสะพรึงกลัว หญิงมีครรภ์เห็นเข้าอาจแท้งลูก มีเชือกผูกอยู่ห้าแห่ง คือที่เท้าทั้งสี่และที่คอ บนศีรษะประดับพวงดอกไม้แดง ท้าวสักกะแปลงเพศ เป็นนายพรานป่า นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด มุ่นผมข้างหน้าไว้ข้างหลังแล้วประดับ พวงดอกไม้แดง มือขวาถือปลายเชือกที่ผูกสุนัข มือซ้ายถือธนูใหญ่มีสาย มีสี ดังแก้วประพาฬ กวัดแกว่งวชิราวุธด้วยพระนขา เหาะลงในที่ห่างพระนคร โยชน์หนึ่ง ส่งเสียงขึ้นสามครั้งว่า มนุษย์ผู้เจริญทั้งหลาย โลกจักพินาศทำให้ มนุษย์ทั้งหลายหวาดเสียว แล้วไปชานพระนครส่งเสียงขึ้นอีก พวกมนุษย์เห็น สุนัขนั้นก็หวาดเสียว พากันเข้าพระนคร กราบทูลความเป็นไปให้พระราชา ทรงทราบ พระราชารับสั่งให้ปิดพระนครโดยด่วน ท้าวสักกะได้โดดข้ามกำแพง
หน้า 173 ข้อ 1672
สูงสิบแปดศอก เข้าไปข้างในพระนครพร้อมกับสุนัข พวกมนุษย์กลัวสะดุ้ง หวาดเสียว ต่างก็หนีเข้าเรือนปิดประตู ฝ่ายสุนัขดำใหญ่ก็วิ่งไล่พวกมนุษย์ที่ ตนได้เห็น ทำให้พวกมนุษย์หวาดเสียวไปพระราชนิเวศน์. พวกมนุษย์ที่พระลานหลวงพากันหนีไปด้วยความกลัว เข้าพระราช- นิเวศน์แล้วปิดพระทวาร แม้พระเจ้าอุสสินนรราชก็พานางสนมทั้งหลายขึ้น ปราสาท สุนัขดำใหญ่ยกเท้าหน้าขึ้นเกาะบานประตูแล้วเห่าลั่น เสียงที่สุนัขเห่า ดังสนั่นเบื้องล่างถึงอเวจี เบื้องบนถึงภวัครพรหม สกลจักรวาลสะเทือนทั่วถึง กันหมด เสียงดังเช่นนี้ได้มีในชมพูทวีปสามครั้ง คือเสียงของพระเจ้าปุณณกราช ในปุณณกชาดกครั้งหนึ่ง เสียงของพระยาสุทัศนนาคราช ในภูริทัตชาดก ครั้งหนึ่ง และเสียงในมหากัณหชาดกนี้ครั้งหนึ่ง ชาวพระนครพากันกลัวสะดุ้ง หวาดเสียว แม้บุรุษคนหนึ่งก็ไม่อาจมาเจรจากับท้าวสักกะได้. พระราชาเท่านั้นดำรงพระสติไว้มั่นคง เยี่ยมพระแกล เรียกท้าวสักกะ มาตรัสว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ สุนัขของท่านเห่าเพื่ออะไร ท้าวสักกะ ตอบว่า เห่าด้วยความหิว พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักให้ข้าวแก่สุนัข แล้วรับสั่งให้ให้ข้าวที่หุงไว้สำหรับคนในราชสำนักและสำหรับพระองค์ทั้งหมด สุนัขได้ทำข้าวทั้งหมดนั้นเหมือนกะเป็นข้าวคำเดียว แล้วก็เห่าขึ้นอีก พระราชาตรัสถามอีก ทรงสดับว่า บัดนี้สุนัขของเรายังหิวอยู่ จึงรับสั่งให้นำ อาหารที่หุงไว้สำหรับช้างม้าเป็นต้นทั้งหมดมาให้ สุนัขได้กินคำเดียวหมด เหมือนกัน รับสั่งให้ให้อาหารที่หุงไว้สำหรับพระนครทั้งสิ้น สุนัขได้กินอาหาร นั้นโดยทำนองนั้นแหละ แล้วก็เห่าขึ้นอีก พระราชาทรงตกพระทัยสะดุ้งกลัว ทรงดำริว่า นี่เห็นจะไม่ใช่มนุษย์ ต้องเป็นยักษ์โดยไม่ต้องสงสัย เราจะถาม เหตุที่มาของนายพรานนี้ เมื่อจะตรัสถามได้ตรัสคาถาที่ ๑ ว่า
หน้า 174 ข้อ 1672
ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัขตัวนี้ดำจริง ดุร้าย มีเขี้ยวขาว มีความร้อนพุ่งออกจากเขี้ยว ท่าน ผูกไว้ด้วยเชือกถึง ๕ เส้น สุนัขของท่านจะทำอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กณฺโห กณฺโห ความว่า เปล่งเสียง ซ้ำด้วยอำนาจความกลัว หรือด้วยอำนาจกรรมอันมั่น. บทว่า โฆโร ได้แก่ ให้เกิดความกลัวแก่ผู้ได้พบเห็น. บทว่า ปตาปวา ความว่า มีแสงร้อน ด้วย ความร้อนแห่งรัศมีที่พลุ่งออกมาจากเขี้ยวทั้งหลาย. บทว่า กึ วีร ความว่า พระราชาตรัสอย่างนั้นด้วยทรงพระประสงค์ว่า ดูก่อนท่านผู้มีความเพียร สุนัข ตัวดุร้ายของท่าน เห็นปานนี้นั้น ทำอะไร มันจับมฤคกินหรือจับอมิตรให้ ท่าน ท่านจะประโยชน์อะไรด้วยสุนัขตัวนี้ จงปล่อยมันไปเถิด. ท้าวสักกะได้ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า ดูก่อนพระเจ้าอุสินนระ สุนัขนี้มิได้มาเพื่อต้อง การกินเนื้อ แต่เพื่อจะกินมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อใดจักมี มนุษย์ทำความพินาศให้แก่มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินมนุษย์. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็สุนัขตัวนี้มิได้มาในที่นี้ด้วยหวังว่า จะกินเนื้อมฤค เพราะฉะนั้น จะไม่มีประโยชน์สำหรับพวกมฤค แต่มาเพื่อจะ กินเนื้อมนุษย์ เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะทำความฉิบหายความพินาศให้แก่มนุษย์ เหล่านั้น เมื่อใด ผู้นั้นทำพวกมนุษย์ให้ถึงความพินาศ เมื่อนั้น สุนัขดำนี้ย่อม หลุด คือจักหลุดจากมือของเราไปกินผู้นั้น. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามท้าวสักกะว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ สุนัขดำของท่านจักกินเนื้อมนุษย์ทุกคนหรือว่าจักกินแต่ผู้ที่มิใช่มิตรของท่าน
หน้า 175 ข้อ 1672
เท่านั้น ท้าวสักกะตอบว่า ดูก่อนพระราชาผู้ใหญ่ สุนัขจักกินเนื้อมนุษย์ที่มิใช่ มิตรของเราเท่านั้น. คนเช่นไร ที่มิใช่มิตรของท่านในที่นี้. คนที่ไม่ยินดีในธรรม มีความประพฤติไม่เรียบร้อย ชื่อว่าผู้มีใช่มิตร. ขอท่านจงกล่าวลักษณะคน เหล่านั้นให้เราทราบก่อน. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสบอกแก่พระราชา ได้ตรัส พระคาถาสิบคาถาว่า ผู้ที่ปฏิญาณตนว่าเป็นสมณะมีบาตรในมือ มี ศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิ ทำไรไถนาเลี้ยงชีพ คน เหล่านี้เป็นคนทุศีล มิใช่มิตรของเรา สุนัขของเราจัก ฆ่ากินเนื้อได้เมื่อใด สุนัขดำจะหลุดจากเชือกห้าเส้น ไป เมื่อนั้น. เมื่อใด จักมีหญิงผู้ปฏิญาณตนว่ามีตบะ บวช มีศีรษะโล้น คลุมผ้าสังฆาฏิเที่ยวบริโภคกามคุณอยู่ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินหญิงเหล่านั้น. เมื่อใด ชฎิลทั้งหลายมีหนวดอันยาว มีฟัน เขลอะ มีศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลีเที่ยวภิกขาจาร รวม ทรัพย์ไว้ให้กู้ ชื่นชมยินดีด้วยดอกเบี้ยเลี้ยงชีพ เมื่อ นั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินชฎิลเหล่านั้น. เมื่อใด พราหมณ์ทั้งหลายเรียนเวทคือสาวิตติ ศาสตร์ ยัญญวิธีและยัญญสูตร แล้วรับจ้างบูชายัญ เมื่อนั้น สุนัขดำเหล่านี้จะหลุดไปกินพราหมณ์เหล่า นั้น.
หน้า 176 ข้อ 1672
เมื่อใด ผู้มีกำลังสามารถจะเลี้ยงดูมารดาบิดาได้ แต่ไม่เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าชรา เมื่อนั้น สุนัขดำ ตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. อนึ่ง เมื่อใด ชนทั้งหลายจักกล่าวดูหมิ่นมารดา บิดาผู้แก่เฒ่าชราว่า เป็นคนโง่เง่า เมื่อนั้น สุนัขดำ ตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. อนึ่ง เมื่อใด คนในโลกจะคบหาภรรยาของ อาจารย์ ภรรยาเพื่อน ป้าและน้าเป็นภรรยา เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้น. เมื่อใด พวกพราหมณ์จักถือโล่และดาบ คอย ดักอยู่ที่ทางฆ่าคนชิงเอาทรัพย์ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้จะ หลุดไปกินพราหมณ์เหล่านั้น. เมื่อใด นักเลงหญิงทั้งหลาย ขัดสีผิวกายบำรุง ร่างกายให้อ้วนพี ไม่รู้จักหาทรัพย์ ร่วมสังวาสกับหญิง หม้ายที่มีทรัพย์ ครั้นใช้สอยทรัพย์ของหญิงหม้ายนั้น หมดแล้ว ก็ทำลายมิตรภาพไปหาหญิงอื่นต่อไป เมื่อ นั้น สุนัขดำตัวนี้จะหลุดไปกินนักเลงหญิงเหล่านั้น. เมื่อใด คนผู้มีมารยา ปกปิดโทษตน เปิดเผย โทษผู้อื่น คิดให้ทุกข์ผู้อื่น มีความคิดอย่างอสัตบุรุษ อยู่ในโลก เมื่อนั้น สุนัขดำจะหลุดพ้นจากเชือก ๕ เส้น ไปกินคนเหล่านั้นทั้งหมด.
หน้า 177 ข้อ 1672
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณกา ความว่า ท้าวสักกเทวราช ตรัสอย่างนี้โดยโวหารว่าละอายเพียงปฏิญาณตนว่า เราเป็นสมณะ. บทว่า กสิสฺสนฺติ ความว่า คนเหล่านั้น ย่อมทำไร่ไถนาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แม้ใน เวลานั้น. ก็ท้าวสักกะทำเป็นเหมือนไม่รู้จึงกล่าวอย่างนี้. จริงอยู่ ท่านมีประสงค์ ดังนี้ว่า คนเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ เป็นคนทุศีล ไม่ใช่เป็นมิตรของเรา เมื่อใด สุนัขของเราจักฆ่ากินเนื้อคนเหล่านี้ เมื่อนั้น สุนัขดำตัวนี้ ย่อมหลุดพ้นจาก เชือก ๕ เส้นนี้. ด้วยอุบายนี้พึงทราบประกอบอธิบายในคาถาทั้งปวง. บทว่า ปพฺพชิตา ได้แก่ เป็นผู้บวชในพระพุทธศาสนา. บทว่า คมิสฺสนฺติ ความว่า เที่ยวบริโภคกามคุณ ๕ ในท่ามกลางเรือน. บทว่า ทีฆุตฺตโรฏฺา ความว่า ชื่อว่า มีริมฝีปากสูงยาว เพราะมีเขี้ยวโต. บทว่า ปงฺคทนฺตา ได้แก่ ฟันประกอบ ด้วยมลทินดังเปือกตม. บทว่า อิณํ โมทาย ความว่า รวบรวมทรัพย์ ด้วยภิกขาจารประกอบหนี้ด้วยความเจริญ ยินดีการทำเช่นนั้น เลี้ยงชีพด้วย ทรัพย์ที่ได้มาจากภิกขาจารนั้นไปในกาลใด. บทว่า สาวิตฺตึ ได้แก่เรียนเวท คือสาวัตติศาสตร์. บทว่า ยญฺํ ตตฺรญฺจ ได้แก่ เรียนยัญญวิธี และยัญญสูตร ในที่นั้น. บทว่า ภติกาย ความว่า พวกพราหมณ์เหล่านั้นเข้าไปหาพระราชา และราชมหาอำมาตย์ แล้วบูชายัญเพื่อต้องการค่าจ้างอย่างนี้ว่า เราจักบูชายัญ เพื่อท่าน ท่านจงให้ทรัพย์แก่เรา. บทว่า ปหุสนฺตา ความว่า เป็นผู้สามารถ เพื่อพอกเลี้ยง. บทว่า พาลา ตุมฺเห ความว่า คนพาลทั้งหลาย กล่าวคำ เป็นต้นว่า ท่านทั้งหลายไม่รู้อะไร. บทว่า คมิสฺสนฺติ ความว่า จักไปด้วย อำนาจการเสพโมกขธรรม. บทว่า ปนฺถฆาฏํ ความว่า ยืนอยู่ในทางเปลี่ยว แล้วปล้นฆ่าพวกมนุษย์ ยึดเอาสิ่งของ ๆ พวกมนุษย์เหล่านั้น. บทว่า สุกฺกจฺฉวี
หน้า 178 ข้อ 1672
ความว่า นักเลงหญิงทั้งหลาย ตบแต่งด้วยการขัดสีด้วยจุณน้ำฝาดเป็นต้น มี ผิวพรรณขาว. ในบทว่า เวธเวรา ที่ชื่อว่านักเลงหญิงเพราะอรรถว่าประพฤติ เป็นเวรกับหญิงหม้าย คือหญิงผัวตายเหล่านั้น. บทว่า ถูลพาหุ ความว่า มีร่างกายอ้วนพี ด้วยการบำรุงร่างกายเป็นต้น มีการนวดยำเท้าเป็นต้น. บทว่า อปาตุภา ความว่า เพราะไม่ปรากฏ คือเพราะไม่ทำทรัพย์ให้เกิด. บทว่า มิตฺตเภทํ แปลว่า ทำลายมิตร. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้ เหมือนกัน. ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ไว้ว่า เมื่อใดนักเลงหญิงเห็นปานนี้คิดว่า หญิงเหล่านั้นจักไม่ละพวกเรา จึงเข้าไปหาหญิงหม้ายผู้มีเงินร่วมสังวาสกัน เคี้ยว กินทรัพย์ของหญิงเหล่านั้น จักทำลายมิตรกับหญิงเหล่านั้น ทำลายความคุ้นเคย ไปหาหญิงอื่นผู้มีทรัพย์ เมื่อนั้นสุนัขดำนี้จะหลุดไปกินคนเหล่านั้นทั้งหมด ซึ่ง เป็นโจร. บทว่า อสปฺปุริสจินฺติกา ความว่า มีปกติคิดอย่างอสัตบุรุษ คือ คิดทำร้ายผู้อื่น. เมื่อนั้นสุนัขดำหลุดออกฆ่าพวกเหล่านั้นหมดกัดกินเนื้อแล. ก็แหละครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะได้ตรัสว่า ดูก่อนมหาราช คนเหล่านี้ไม่ใช่มิตรของเรา แล้วทรงแสดงสุนัขทำเป็นอยากจะวิ่งไปกัดพวก อธรรมนั้น ๆ ขณะนั้นมหาชนมีจิตหวาดกลัว ท้าวสักกะทำเป็นฉุดเชือกรั้ง สุนัขไว้ แล้วละเพศนายพราน เหาะขึ้นไปในอากาศดังดวงอาทิตย์แรกขึ้น รุ่งเรืองอยู่ด้วยอานุภาพของพระองค์ แล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาราช เราคือ ท้าวสักกเทวราช มาด้วยเห็นว่า โลกนี้จักพินาศ เพราะเดี๋ยวนี้มหาชนพากัน ประมาทประพฤติอธรรม ตายไป ๆ แออัดอยู่ในอบาย เทวโลกดุจว่างเปล่า ตั้ง แต่นี้ไปเราจักรู้สิ่งที่ควรทำสำหรับผู้ไม่ประพฤติธรรม ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท เถิดพระมหาราช แล้วทรงแสดงธรรมด้วยพระคาถาที่มีค่าตั้งร้อยสี่พระคาถา ให้ มนุษย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในธรรมและศีล ทำพระศาสนาที่เสื่อมโทรมให้สามารถเป็น ไปได้อีกพันปี แล้วพามาตลีเสด็จไปยังพิมานของพระองค์.
หน้า 179 ข้อ 1673, 1674, 1675
พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดง แล้วตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เราประพฤติประโยชน์แก่โลกแม้ในกาลก่อนอย่างนี้ แล้วทรง ประชุมชาดกว่า มาตลีเทพบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วน ท้าวสักกะได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถามหากัณหชาดก ๗. โกสิยชาดก ว่าด้วยโกสิยเศรษฐีขี้ตระหนี่ [๑๖๗๓] ข้าพเจ้าไม่ซื้อไม่ขายเลย อนึ่ง ความ สั่งสมของข้าพเจ้าก็มิได้มีในที่นี้เลย ภัตนี้นิดหน่อย หาได้ยากเหลือเกิน ข้าวสุกแล่งหนึ่งหาพอเพียงแก่เรา ทั้งสองคนไม่. [๑๖๗๔] บุคคลควรแบ่งของน้อยให้ตามน้อย ควรแบ่งของปานกลางให้ตามของปานกลาง ควรแบ่ง ของมากให้ตามมาก การไม่ให้เสียเลย ย่อมไม่สมควร ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าว กะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บร้โภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข. [๑๖๗๕] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะ แต่ผู้เดียว พลีกรรมของผู้นั้นย่อมไร้ผล ทั้งความเพียร ที่จะหาทรัพย์ก็ไร้ประโยชน์ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี
หน้า 180 ข้อ 1676, 1677, 1678
เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ หนทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข. [๑๖๗๖] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว ไม่บริโภค โภชนะเเต่ผู้เดียว พลีกรรมผู้นั้นย่อมมีผลจริง ทั้ง ความเพียรที่จะทาทรัพย์ก็ย่อมมีประโยชน์ด้วย ดูก่อน โกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่ทางแห่งพระอริยะ ให้ทานด้วย จง บริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียวย่อมไม่ได้ความสุข. [๑๖๗๗] ก็บุรุษเข้าไปสู่สระแล้ว บูชาที่แม่น้ำ พหุกาก็ดี ที่แม่น้ำคยาก็ดี ที่ท่าโทณะก็ดี ที่ท่าตีมพรุ ก็ดี ที่ห้วงน้ำใหญ่มีกระแสอันเชี่ยวก็ดี พลีกรรมของ ผู้นั้นในที่นั้น ๆ ย่อมมีผล ทั้งความเพียรที่จะหาทรัพย์ ของผู้นั้นในที่นั้น ๆ ก็ย่อมมีประโยชน์ ผู้ใด เมื่อแขก นั่งแล้ว ไม่บริโภคโภชนะแต่ผู้เดียว ผู้นั้นย่อมได้ ความสุข ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนี้ ข้าพเจ้า จึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยเจ้า จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคแต่ผู้เดียวย่อม ไม่ได้ความสุข. [๑๖๗๘] ผู้ใด เมื่อแขกนั่งแล้ว บริโภคโภชนะ แต่ผู้เดียว ผู้นั้นชื่อว่ากลืนกินเบ็ดอันมีสายยาวพร้อม ทั้งเหยื่อ ดูก่อนโกสิยเศรษฐี เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า
หน้า 181 ข้อ 1679, 1680, 1681, 1682, 1683, 1684
จึงกล่าวกะท่าน ท่านจงขึ้นสู่หนทางแห่งพระอริยะ จงให้ทานด้วย จงบริโภคด้วย ผู้บริโภคคนเดียวย่อม ไม่ได้ความสุข. [๑๖๗๙] พราหมณ์เหล่านี้มีผิวพรรณงามจริงหนอ แต่เหตุอะไร สุนัขของท่านนี้จึงเปล่งรัศมีมีวรรณะ ต่าง ๆ ได้ ท่านทั้งหลายผู้เป็นพราหมณ์ใครหนอจะ บอกข้าพเจ้าได้. [๑๖๘๐] ผู้นี้ คือ จันทเทพบุตร ผู้นี้ คือ สุริย- เทพบุตร ผู้นี้ คือ มาตลีเทพสารถี มาแล้วในที่นี้ เราคือ ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดาชาวไตรทศ ส่วนสุนัข นี้แล เราเรียกว่า ปัญจสิขเทพบุตร. [๑๖๘๑] ฉิ่ง ตะโพน และเปิงมางทั้งหลาย ย่อมปลุกเทพบุตรผู้หลับให้ตื่น และผู้ตื่นอยู่แล้วย่อม เพลิดเพลินใจ. [๑๖๘๒] คนตระหนี่เหนียวแน่น มักบริภาษ สมณพราหมณ์ ทอดทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้ตายแล้ว ย่อมไปสู่นรก. [๑๖๘๓] ชนเหล่าใดหวังสุคติ ตั้งอยู่แล้วในธรรม คือความสำรวมและการจำแนกแจกทาน ทอดทิ้ง ร่างกายไว้ในโลกนี้ ตายแล้วย่อมไปสู่สุคติ. [๑๖๘๔] ท่านนั้นชื่อโกสิยะมีความตระหนี่ มี ธรรมลามก เป็นญาติของเราทั้งหลายในญาติก่อน เรา
หน้า 182 ข้อ 1685
ทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อประโยชน์แต่ท่านคนเดียว ด้วยคิดว่า โกสิยเศรษฐีนี้อย่ามีธรรมอันลามกไปนรก เสียเลย. [๑๖๘๕] ท่านเหล่านั้น เป็นผู้ปรารถนาประ- โยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพเจ้าโดยแท้ เพราะเหตุที่มาตาม พร่ำสอนข้าพเจ้าอยู่เนือง ๆ ข้าพเจ้าจักทำตามที่ท่าน ผู้แสวงหาประโยชน์ทั้งหลาย กล่าวสอนทุกอย่าง ข้าพเจ้าจะงดเว้นความตระหนี่เสียในวันนี้ทีเดียว อนึ่ง ข้าพเจ้าจะไม่พึงทำบาปอะไร ๆ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าการ ไม่ให้อะไร ๆ จะไม่มีแก่ข้าพเจ้า อนึ่ง ข้าพเจ้ายังไม่ ได้ให้แล้ว จะไม่ดื่มน้ำ ข้าแต่ท้าววาสวะ ก็เมื่อข้าพเจ้า ให้อยู่อย่างนี้ตลอดกาลทุกเมื่อ จนโภคะทั้งหลายจะ หมดสิ้นไปในที่นี้ ข้าแต่ท้าวสักกะ ต่อแต่นั้น ข้าพเจ้า จักละกามทั้งหลาย ตามที่มีอยู่อย่างไรแล้วจักออกบวช. จบโกสิยชาดกที่ ๗ อรรถกถาโกสิยชาดก โกสิยชาดกจักมีอย่างแจ่มแจ้งในสุธาโภชนชาดก.๑ จบอรรถกถาโกสิยชาดก ดูพระสตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๔๔๓
หน้า 183 ข้อ 1686, 1687, 1688, 1689
๘. เมณฑกปัญหาชาดก ว่าด้วยเมณฑกปัญหา [๑๖๘๖] ความที่สัตว์เหล่าใดในโลกนี้ เป็น สหายกันแม้จะไปด้วยกันเพียง ๗ ก้าว มิได้เคยมีมา ในกาลไหน ๆ เลย สัตว์ทั้ง ๒ นั้นซึ่งเป็นศัตรูกัน กลับเป็นสหายกัน ย่อมประพฤติเพื่อความคุ้นเคยกัน เพราะเหตุอะไร. [๑๖๘๗] ในเวลาอาหารเช้าวันนี้ ถ้าท่านทั้งหลาย ไม่สามารถจะแก้ปัญหานี้ของเราได้ เราจักขับไล่ท่าน ทุกคนให้ออกไปจากเเว่นแคว้นของเรา เพราะเราไม่ ต้องการคนโง่เขลา. [๑๖๘๘] เมื่อสมาคมแห่งมหาชนอึกทึก เมื่อ ชุมนุมชนเกิดโกลาหลอยู่ ข้าพระองค์ทั้งหลายมีใจ ฟุ้งซ่าน จิตไม่แน่วแน่ ก็ไม่สามารถจะพยากรณ์ ปัญหานั้นได้. [๑๖๘๙] ข้าแต่พระจอมประชาชน นักปราชญ์ ทั้งหลายมีจิตมีอารมณ์อันเดียวเทียว คนหนึ่ง ๆ อยู่ใน ที่ลับ คิดเนื้อความทั้งหลายพิจารณาอยู่ในสถานที่ เงียบสงัด ภายหลังจึงจักกราบทูลแก้เนื้อความข้อนั้น พระเจ้าข้า.
หน้า 184 ข้อ 1690, 1691, 1692, 1693, 1694, 1695
[๑๖๙๐] เนื้อแพะ เป็นที่รักเป็นที่พอใจแห่งบุตร อำมาตย์และราชโอรสทั้งหลาย ชนเหล่านั้นย่อมไม่ บริโภคเนื้อสุนัข ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัข มีต่อกัน. [๑๖๙๑] ชนทั้งหลายย่อมใช้หนึ่งแพะเป็นเครื่อง ลาดบนหลังม้า เพราะเหตุแห่งความสุข แต่ไม่ใช้ หนังสุนัขเป็นเครื่องลาดบนหลังม้า ครั้งนี้มิตรธรรม แห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน. [๑๖๙๒] แพะมีเขาอันโค้งจริง แต่สุนัขไม่มีเขา เลย แพะกินหญ้า สุนัขกินเนื้อ ครั้งนี้มิตรธรรมแห่ง แพะกับสุนัขมีต่อกัน. [๑๖๙๓] แพะกินหญ้า กินใบไม้ ส่วนสุนัขไม่ กินหญ้าไม่กินใบไม้ สุนัขจับกระต่ายหรือแมวกิน ครั้งนี้ มิตรธรรมแห่งแพะกับสุนัขมีต่อกัน. [๑๖๙๔] แพะมี ๔ เท้า ๘ กีบ มีกายไม่ปรากฏ สุนัขนี้นำหญ้ามาเพื่อแพะนี้ แพะนี้ก็นำเนื้อมาเพื่อ สุนัขโน้น. [๑๖๙๕] นัยว่า พระผู้เป็นจอมประชานิกรผู้ ประเสริฐกว่าชาววิเทหรัฐ ประทับอยู่บนปราสาทอัน ประเสริฐ ได้ทอดพระเนตรเห็นการนำอาหารมาแลก กันกินโดยประจักษ์ และได้ทอดพระเนตรเห็นมิตร- ธรรมแห่งสุนัขกับแพะด้วยพระองค์เอง.
หน้า 185 ข้อ 1696, 1697
[๑๖๙๖] เป็นลาภของเราไม่ใช่น้อยเลย ที่มี บัณฑิตเช่นนี้อยู่ในราชสกุล เพราะว่านักปราชญ์ ทั้งหลายย่อมแทงตลอด ซึ่งเนื้อความแห่งปัญหาอัน ลึกซึ้ง ละเอียด ด้วยคำสุภาษิต. [๑๖๙๗] เรามีความพอใจเป็นอย่างยิ่งด้วยคำ สุภาษิตจะให้รถเทียมด้วยม้าอัสดรคนละหนึ่งคัน และ บ้านส่วยอันเจริญคนละหนึ่งบ้าน แก่ท่านทั้งหลาย ผู้เป็นบัณฑิตทุกคน. จบเมณฑกปัญหาชาดกที่ ๘ อรรถกถาเมณฑกปัญหาชาดก เมณฺฑกปญฺหา อุมฺมงฺคชาตเก อาวีภวสฺสตีติ เมณฑกปัญหา จักมีอย่างแจ่มแจ้งในอุมมังคชาดก.๑ จบอรรถกถาเมณฑกปัญหาชาดก ดูพระสูตรและอรรถกถาแปล ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒ หน้า ๔๒๖
หน้า 186 ข้อ 1698, 1699, 1700, 1701
๙. มหาปทุมชาดก ว่าด้วยมหาปทุมกุมาร [๑๖๙๘] พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดินไม่เห็น โทษของผู้อื่นว่าน้อยหรือมากโดยประการทั้งปวงไม่ พิจารณาด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว ไม่พึงลงอาชญา. [๑๖๙๙] กษัตริย์พระองค์ใด ยังไม่ทันพิจารณา แล้ว ทรงลงพระราชอาชญา กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่า ย่อมกลืนกินพระกระยาหารพร้อมด้วยหนาม เหมือน คนตาบอดกลืนกินอาหารพร้อมด้วยแมลงวัน ฉะนั้น. [๑๗๐๐] กษัตริย์พระองค์ใด ทรงลงพระราช- อาชญากับผู้ไม่ควรจะลงพระราชอาญา ไม่ทรงลง พระราชอาชญากับผู้ที่ควรลงพระราชอาญา กษัตริย์ พระองค์นั้น เป็นเหมือนคนเดินทางไม่ราบเรียบ ไม่ รู้ว่าทางเรียบหรือไม่เรียบ. [๑๗๐๑] กษัตริย์พระองค์ใด ทรงเห็นเหตุที่ ควรลงอาชญา และไม่ควรลงพระราชอาชญาและทรง เห็นเหตุนั้น โดยประการทั้งปวงเป็นอย่างดีแล้ว ทรง ปกครองบ้านเมือง กษัตริย์พระองค์นั้นสมควรปกครอง ราชสมบัติ.
หน้า 187 ข้อ 1702, 1703, 1704, 1705, 1706, 1707
[๑๗๐๒] กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วน- เดียว หรือมีพระทัยกล้าโดยส่วนเดียว ก็ไม่อาจที่จะ ดำรงพระองค์ไว้ในอิสริยยศที่สูงใหญ่ได้เพราะเหตุนั้น กษัตริย์ไม่พึงประพฤติเหตุทั้งสอง คือพระทัยอ่อน เกินไปและกล้าเกินไป. [๑๗๐๓] กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อน ก็ถูกประชา- ราฏร์ดูหมิ่น กษัตริย์ผู้มีพระทัยแข็งนักก็มีเวร กษัตริย์ ควรทราบเหตุทั้งสองอย่างแล้วประพฤติเป็นกลาง ๆ. [๑๗๐๔] ข้าแต่พระราชา คนมีราคะย่อมพูดมาก แม้คนมีโทสะก็พูดมาก พระองค์ไม่ควรจะให้ปลง พระชนม์พระราชโอรส เพราะเหตุแห่งหญิงเลย. [๑๗๐๕] ด้วยเหตุไป ประชาชนทั้งหมดจึงร่วม กันเป็นพวกพ้องของเจ้าปทุมกุมาร ส่วนพระมเหสีนี้ พระองค์เดียวเท่านั้นไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจัก ปฏิบัติตามคำของพระมเหสี ท่านทั้งหลายจงไป จง โยนเจ้าปทุมกุมารลงไปในเหวทีเดียว. [๑๗๐๖] ท่านเป็นผู้อันเราให้โยนลงในเหวอัน ลึกหลายชั่วลำตาลเหมือนนรกยากที่จะขึ้นได้ เหตุไร ท่านจึงไม่ตายอยู่ในเหวนั้น. [๑๗๐๗] พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงเกิดที่ข้าง ภูเขา รับอาตมภาพในที่นั้นด้วยขนดหาง เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงมิได้ตายในที่นั้น.
หน้า 188 ข้อ 1708, 1709, 1710, 1711, 1712
[๑๗๐๘] ดูก่อนพระราชบุตร มาเถิด เราจักนำเจ้า กลับไปสู่พระราชวัง จะให้เจ้าครอบครองราชสมบัติ ขอความเจริญจงมีแก่เจ้าเถิด เจ้าจักมาทำอะไรอยู่ใน ป่าเล่า. [๑๗๐๙] บุรุษกลืนกินเบ็ดแล้วปลดเบ็ดที่เปื้อน โลหิตออกได้ แล้วพึงมีความสุข ฉันใด อาตมภาพ มองเห็นด้วยตนเอง ฉันนั้น. [๑๗๑๐] เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าเป็นเบ็ดเจ้ากล่าว อะไรหนอว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าปลด ออกได้ เราถามแล้วขอเจ้าจงบอกความข้อนั้นแก่เรา. [๑๗๑๑] ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพกล่าวกาม- คุณว่าเป็นเบ็ด กล่าวช้างและม้าว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต กล่าวถึงการสละได้ว่าปลดออกได้ ขอมหาบพิตรจง ทรงทราบอย่างนี้เถิด. [๑๗๑๒] พระราชมารดา (แม่เลี้ยง) ของเรา คือ นางจิญจมานวิกา พระราชบิดาของเรา คือ พระเทวทัต พญานาคผู้บัณฑิตคือ พระอานนท์ เทวดา คือ พระ สารีบุตร พระราชบุตรในกาลนั้น คือ เราตถาคต ท่านทั้งหลายจงจำชาดกไว้อย่างนี้เถิด. จบมหาปทุมชาดกที่ ๙
หน้า 189 ข้อ 1712
อรรถกถามหาปทุมชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงพระปรารภ นางจิญจมาณวิกา ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นาทิฏฺา ปรโต โทสํ ดังนี้. ความพิสดารว่า ครั้งปฐมโพธิกาล เมื่อพระสาวกของพระทศพลมี มากขึ้น เทวดาและมนุษย์หยั่งลงสู่อริยภูมิหาประมาณไม่ได้ คุณสมุทัยของ พระศาสดาได้แผ่ไปทั่ว ลาภสักการะได้เกิดขึ้นมามากมาย พวกเดียรถีย์เสื่อม ลาภสักการะ เหมือนหิ่งห้อยเวลาพระอาทิตย์ขึ้น จึงพากันเที่ยวยืนในระหว่าง ถนน ชักชวนคนทั้งหลายอย่างนี้ว่า พระสมณโคดมเป็นพระพุทธเจ้าผู้เดียว เมื่อไร แม้พวกเราก็เป็นพระพุทธเจ้า ทานที่ถวายพระสมณโคดมมีผลมาก แม้ที่ถวายแก่พวกเราก็มีผลมากเหมือนกัน ขอท่านทั้งหลายจงทำทานแก่พวก เราบ้าง ดังนี้ ก็ไม่ได้ลาภสักการะ จึงประชุมลับหารือกันว่า พวกเราใช้อุบาย อย่างไรดีหนอ จึงจะสร้างความผิดของพระสมณโคดมขึ้นในหมู่มนุษย์ แล้ว ทำลาภสักการะให้ฉิบหายได้. ครั้งนั้น ในพระนครสาวัตถี มีนางปริพาชิกาคนหนึ่ง ชื่อจิญจมาณ- วิกา มีรูปร่างงามเลิศดุจเทพอัปสร มีรัศมีซ่านออกจากร่างของนาง เดียรถีย์ คนหนึ่งมีความคิดกล้า ได้กล่าวอย่างนี้ว่า พวกเราพึงอาศัยนางจิญจมาณวิกา สร้างความผิดขึ้นแก่พระสมณโคดม ทำลาภสักการะให้ฉิบหาย พวกเดียรถีย์ ต่างรับว่าอุบายของท่านเข้าที ครั้งนั้นนางจิญจมาณวิกามาสู่อารามเดียรถีย์ ไหว้ แล้วยืนอยู่ พวกเดียรถีย์มิได้พูดกับนาง นางจึงคิดว่า เรามีความผิดอย่างไรหนอ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันไหว้ ดังนี้ถึงสามครั้ง แล้ว
หน้า 190 ข้อ 1712
กล่าวว่า ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ดิฉันมีความผิดอย่างไรหนอ เหตุไร ท่านทั้งหลายจึงไม่พูดกับดิฉัน พวกเดียรถีย์กล่าวว่า ดูก่อนน้องหญิง เจ้าไม่รู้ ดอกหรือว่าพระสมณโคดมเบียดเบียนพวกเรา เที่ยวทำให้พวกเราเสื่อมลาภสักกา- ระ ดิฉันไม่รู้ เจ้าข้า ก็ดิฉันควรจะทำอย่างไรในเรื่องนี้ ดูก่อนน้องหญิง ถ้าเจ้า ปรารถนาหาความสุขแก่พวกเรา จงใช้ตัวของเจ้าสร้างความไม่ดีขึ้นแก่พระ- สมณโคดม ทำลาภสักการะให้ฉิบหาย นางรับว่า ดีละเจ้าข้า เรื่องนี้เป็นภาระ ของดิฉัน ขอท่านทั้งหลายอย่าวิตกไปเลยแล้วหลีกไป โดยที่นางเป็นผู้ฉลาด ในมายาหญิง ตั้งแต่นั้นมา เวลาชาวพระนครสาวัตถีฟังธรรมกถาแล้วออกจาก พระเชตวัน นางห่มผ้าสีดังแมลงค่อมทอง ถือของหอมแลดอกไม้เป็นต้น เดินตรงไปพระเชตวัน เมื่อมีคน ถามว่า จะไปไหนเวลานี้ ก็กล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยที่เป็นที่ไปของฉันสำหรับท่าน แล้วก็เข้าอารามเดียรถีย์ซึ่ง อยู่ใกล้ ๆ พระเชตวัน ครั้นเวลาเช้า เมื่อพวกอุบาสกออกจากพระนครเพื่อ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า นางก็ทำเป็นอยู่ในพระเชตวันแล้วเข้าพระนคร เมื่อมีใครถามว่า ท่านอยู่ที่ไหน นางก็กล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ ของเราสำหรับท่าน ครั้นล่วงไปเดือนสองเดือน ถูกถามอีก นางก็กล่าวว่า ฉันอยู่ร่วมคันกุฎีกับพระสมณโคดมในพระเชตวัน ได้ทำความสงสัยแก่พวก ปุถุชนว่า นางจิญจมาณวิกาพูดนี้ จริงหรือไม่หนอ ครั้นล่วงไปสามสี่เดือน นางก็เอาผ้าขี้ริ้วมาพันท้อง ทำเป็นหญิงมีท้อง เอาผ้าแดงคลุมข้างบน ทำให้ พวกอันธพาลเชื่อว่า มีท้องกับพระสมณโคดม ครั้นล่วงไปแปดเก้าเดือน นางก็เอาไม้วงกลมผูกไว้ที่ท้อง เอาผ้าคลุมข้างบน ให้พวกเดียรถีย์เอาไม้คางโค ทุบหลังมือ หลังเท้าให้บวมมีอินทรีย์ลำบาก ครั้นเวลาเย็น เมื่อพระตถาคต
หน้า 191 ข้อ 1712
นั่งแสดงธรรมบนธรรมาสน์ที่ตกแต่งไว้ นางไปธรรมสภา ยืนตรงพระพักตร์ พระตถาคต เหมือนหญิงที่พยายามเอาก้อนคูถขว้างดวงจันทร์ ด่าพระตถาคต ในท่ามกลางบริษัททีเดียวว่า แน่ะมหาสมณะ ท่านแสดงธรรมแก่มหาชน เสียง ของท่านไพเราะ ริมฝีปากสนิทดี แต่ฉันมีท้องเพราะท่าน เวลานี้ก็ครบกำหนด แล้ว ท่านยังไม่เตรียมเรือนคลอดแก่ฉัน เนยใสและน้ำมันเป็นต้นก็ยังไม่มี เมื่อท่านไม่ทำเอง ก็ไม่บอกแก่อุปัฏฐากของตนคนใดคนหนึ่งเช่นพระเจ้าโกศล อนาถบิณฑิกเศรษฐี มหาอุบาสิกาวิสาขา ว่าจงช่วยทำสิ่งที่ควรทำแก่นาง จิญจมาณวิกานี้ ท่านรู้จักแต่อภิรมย์เท่านั้น ไม่รู้จักบริหารครรภ์ พระตถาคต ได้ทรงสดับดังนั้น จึงหยุดธรรมกถามีอาการดุจพระยาสีหะ ทรงบันลือพระ- สุรสิงหนาทว่า น้องหญิง ฉันกับเธอสองคนเท่านั้น รู้คำที่เธอกล่าวว่า จริง หรือไม่จริง นางจิญจมาณวิกากล่าวว่า ถูกแล้ว พระสมณะ เรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะ ท่านกับฉันรู้กัน. ขณะนั้น ภพของท้าวสักกะได้แลดูอาการเร่าร้อน ท้าวสักกะพิจารณาดู ก็ทรงทราบว่า นางจิญจมาณวิกาด่าพระตถาคต ด้วยเรื่องไม่เป็นจริง จึงทรง ดำริว่า จักชำระเรื่องนี้ แล้วเสด็จมากับเทพบุตรสี่องค์ เทพบุตรเหล่านั้น แปลงเพศเป็นลูกหนู เข้าไปกัดเชือกผูกไม้วงกลมพร้อมกัน ได้มีลมพัดเปิดผ้า คลุมขึ้น ไม้วงกลมตกลงถูกหลังเท้านางจิญจมาณวิกา ปลายเท้าทั้งสองแตก พวกมนุษย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวว่า อีกาลกรรณี มึงด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และช่วยกันถ่มน้ำลายรดศีรษะ ถือก้อนดินท่อนไม้ขับออกจากพระเชตวัน พอ นางจิญจมาณวิกาได้พ้นครองจักษุพระตถาคต แผ่นดินใหญ่เเยกเป็นช่อง เปลวไฟพลุ่งขึ้นจากอเวจี โอบอุ้มนางจิญจมาณวิกา เหมือนกับห่มผ้ากัมพล ที่ตระกูลให้ไว้ จมลงไปในอเวจี ลาภสักการะของอัญเดียรถีย์ทั้งหลายก็เสื่อม ไป แต่ของพระทศพลเจริญยิ่งขึ้นเหลือประมาณ.
หน้า 192 ข้อ 1712
วันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลาย ยกเรื่องขึ้นสนทนาในธรรมสภาว่า ดูก่อน อาวุโสทั้งหลาย นางจิญจมาณวิกาด่าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอัครทักษิไณย- บุคคลอันโอฬาร ด้วยเรื่องไม่จริง ถึงความพินาศใหญ่ พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้เธอทั้งหลาย นั่งสนทนากันถึงเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ แต่ในบัดนี้เท่านั้นที่นางจิญจมาณวิกานี้ด่าเราด้วยเรื่องไม่จริงแล้วถึงความพินาศ แม้ในกาลก่อน นางก็ด่าเราด้วยเรื่องไม่จริง แล้วถึงความพินาศเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสเล่าดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดให้ครรภ์พระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตเสวย ราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในครรภ์พระอัครมเหสีของ พระเจ้าพรหมทัต พระญาติทั้งหลายถวายพระนามพระโพธิสัตว์ว่า ปทุมกุมาร เพราะมีพระพักตร์แลดูเหมือนดอกบัวบาน พระโพธิสัตว์นั้นครั้นเจริญวัยแล้ว ไปเรียนศิลปวิทยาทั้งปวงสำเร็จแล้วกลับมา ลำดับนั้น พระชนนีของพระองค์ สิ้นพระชนม์ พระราชาได้แต่งตั้งหญิงอื่นเป็นอัครมเหสี แล้วพระราชทาน ตำแหน่งอุปราชแก่พระโอรส ต่อมา พระราชาเสด็จไปปราบปัจจันตประเทศ ที่กำเริบขึ้น รับสั่งกะพระอัครมเหสีว่า น้องรัก เธอจงอยู่ที่นี้แหละ ฉันจะไป ปราบปัจจันตประเทศ พระนางทูลว่า หม่อมฉัน จะไม่อยู่ที่นี่ จักขอโดยเสด็จด้วย พระองค์ตรัสโทษในสนามรบให้ฟัง แล้วตรัสว่า เธอจงอย่ากระวนกระวาย อยู่จนกว่าฉันจะมา ฉันจะสั่งปทุมกุมารมิให้ลืมกิจการที่ควรกระทำแก่เธอ ดังนี้ แล้วทรงกระทำตามที่ตรัส แล้วเสด็จไปขับไล่ปัจจามิตร ทำชนบทให้สงบ ราบคาบแล้วเสด็จกลับมาตั้งค่ายพักอยู่นอกพระนคร.
หน้า 193 ข้อ 1712
พระโพธิสัตว์ทราบว่า พระชนกเสด็จมา จึงให้ประดับพระนคร ตกแต่งพระราชมณเฑียร แล้วไปสำนักพระอัครมเหสีแต่พระองค์เดียว พระ- อัครมเหสีเห็นรูปสมบัติของพระโพธิสัตว์ ก็มีจิตรักใคร่ พระโพธิสัตว์ถวาย บังคมพระนางแล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระแม่เจ้าประสงค์สิ่งใด หม่อมฉันจะทำถวาย ลำดับนั้น พระนางตรัสว่า เธออย่าเรียกฉันว่าเเม่ เสด็จ ลุกขึ้นจูงมือพระโพธิสัตว์ตรัสว่า เธอจงขึ้นบนพระที่เถิด ทูลถามว่า เพื่ออะไร ตรัสว่า เราทั้งสองจักรื่นรมย์ด้วยความยินดีในกิเลส ชั่วเวลาที่พระราชายังไม่ เสด็จมา ข้าแต่พระแม่เจ้า เสด็จแม่เป็นแม่ของหม่อมฉันด้วย ยังมีพระสามี อยู่ด้วย ขึ้นชื่อว่าหญิงที่มีผู้หวงแหน หม่อมฉันไม่เคยทำลายอินทรีย์แลดูด้วย อำนาจกิเลสเลย หม่อมฉันจักทำกรรมที่เศร้าหมองถึงเพียงนี้กับพระแม่อย่างไร ได้ พระนางได้ตรัสถึงสองสามครั้ง เมื่อพระโพธิสัตว์ไม่ปรารถนา พระนาง จึงตรัสว่า เจ้าจะไม่ทำตามคำของเราหรือ ทูลว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า หม่อมฉัน ทำไม่ได้ ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักกราบทูลแด่พระราชาอย่างนี้ แล้วให้ตัด ศีรษะของท่านเสีย พระมหาสัตว์ตรัสว่า จงทำตามชอบของพระแม่เจ้าเถิด ได้ทำให้พระนางละอายพระทัยแล้วหลีกไป. พระนางมีความสะดุ้งกลัว ทรงดำริว่า ถ้ากุมารนี้ไปกราบทูลพระบิดา ก่อนเรา เราคงไม่รอดชีวิต เราจักกราบทูลเสียก่อน ทรงดำริเช่นนี้แล้ว ไม่ เสวยกระยาหาร ทรงนุ่งห่มผ้าเศร้าหมอง แสดงรอยเล็บที่พระสรีระ แล้วให้ สัญญาแก่พวกหญิงคนใช้ว่า เมื่อพระราชาตรัสถามว่า พระเทวีเสด็จไปไหน ท่านทั้งหลายทูลว่า เป็นไข้ แล้วก็ลวงว่าเป็นไข้บรรทมอยู่ พระราชาทรงทำ ประทักษิณพระนครแล้วเสด็จขึ้นพระราชนิเวศน์ เมื่อไม่เห็นเทวี จึงตรัสถามว่า พระเทวีไปไหน ทรงสดับว่าเป็นไข้ จึงเสด็จเข้าห้องบรรทม ตรัสถามว่า
หน้า 194 ข้อ 1712
แน่ะพระเทวี พระน้องไม่สบายไปหรือ พระนางทำเป็นไม่ได้ยินดำรัสพระราชา แม้ถูกถามถึงสองสามครั้ง ก็นิ่งเสีย พระราชาตรัสถามว่า แน่ะพระเทวี เหตุไร จึงไม่พูดกับฉัน พระนางทูลว่า บรรดาหญิงที่มีสามีแล้วไม่มีใครเขาเป็นเหมือน หม่อมฉัน พระราชาตรัสถามว่า ใครเบียดเบียนพระน้องหรือ จงบอกพี่เร็ว พี่จักตัดหัวมันเสีย พระนางทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ทรงตั้งใคร รักษาพระนครแล้วเสด็จไป ตรัสว่า ตั้งเจ้าปทุมกุมารโอรสของเรา พระนาง ทูลว่า ปทุมกุมารมาที่อยู่ของหม่อมฉัน แม้หม่อมฉันจะกล่าวว่า แน่ะพ่อ เจ้าอย่าทำอย่างนี้ ฉันเป็นแม่ของเจ้า ปทุมกุมารกล่าวว่า นอกจากเรา คนอื่น ชื่อว่าเป็นพระราชาไม่มี เราจักให้พระนางอยู่ในพระราชฐาน รื่นรมย์กันด้วย ความยินดีแห่งกิเลส แล้วจับมวยผมของหม่อมฉันทึ้งไปมา เมื่อหม่อมฉันไม่ ยอมทำตามคำของตน ก็ทุบตีแล้วออกไป. พระราชาไม่ทรงพิจารณาก่อน ทรงพระพิโรธดังอสรพิษรับสั่งพวก ราชบุรุษว่า พวกเจ้าจงไปมัดปทุมกุมารนำมา พวกราชบุรุษพากันไปวังปทุม กุมาร เหมือนอย่างกะแห่ไปเต็มเมือง จับปทุมกุมารทุบตีแล้วมัดมือไพล่หลัง อย่างมั่นคง เอาโซ่คล้องคอกระทำเป็นนักโทษประหารชีวิต ทุบตีพลางนำไป พลาง พระโพธิสัตว์คิดว่า นี้เป็นการกระทำของเทวี จึงเดินบ่นมาว่า ดูก่อน บุรุษผู้เจริญ ทั้งหลาย เรามิได้ประทุษร้ายพระราชา เราไม่มีความผิดเลย ชาว พระนครทั้งสิ้นพากันเอิกเกริกกล่าวว่า ได้ยินว่า พระราชาเชื่อคำผู้หญิงรับสั่ง ให้ฆ่าพระมหาปทุมกุมาร ประชุมกันกลิ้งเกลือกแทบเท้าพระกุมารร่ำไรรำพัน ด้วยเสียงดังว่า ข้าแต่นาย กรรมนี้ไม่สมควรแก่ท่านเลย ขณะนั้นพวกราชบุรุษ นำพระกุมารไปแสดงแก่พระราชา พระราชาทอดพระเนตรแล้วไม่อาจข่ม พระพิโรธได้ จึงมีรับสั่งว่า กุมารนี้ไม่ใช่พระราชาเลย ทำท่าทีเป็นพระราชา เป็นโอรสของเรา ผิดในพระอัครมเหสี ไปเถิด พวกท่านจงจับกุมารทิ้งในเหว
หน้า 195 ข้อ 1712
เป็นที่ทิ้งโจรให้ถึงความพินาศเสีย พระมหาสัตว์วิงวอนพระชนกว่า ข้าแต่ เสด็จพ่อ หม่อมฉันไม่มีความผิดถึงเพียงนี้เลย ขอพระองค์อย่าได้ทรงเชื่อ คำของผู้หญิงทำให้หม่อมฉันพินาศเลย พระราชามิได้ทรงเชื่อถ้อยคำของพระ- โพธิสัตว์ ลำดับนั้น นางสนมหมื่นหกพันพากันร้องให้เซ็งแซ่ว่า พ่อมหา ปทุมกุมาร พ่อได้รับกรรมอันนี้ ซึ่งไม่สมควรแก่ตนเลย พวกผู้ใหญ่ทั้งหมด มีกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น ตลอดจนอำมาตย์ราชเสวกทั้งหลาย พากันกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ พระกุมารนี้สมบูรณ์ด้วยคุณคือศีลาจารวัตรเป็นรัชทายาท สืบสันตติวงศ์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงเชื่อคำของผู้หญิง ไม่ทรงพิจารณาก่อน แล้วทำพระกุมารให้พินาศเสียเลย วิสัยพระราชา ต้องใคร่ครวญก่อนจึงกระทำ ลงไปแล้วกล่าวคาถา ๗ คาถาว่า พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ไม่เห็นโทษของ ผู้อื่นว่าน้อยหรือมากโดยประการทั้งปวง ไม่พิจารณา ด้วยพระองค์เองก่อนแล้ว ไม่พึงลงอาชญา. กษัตริย์พระองค์ใด ยังไม่ทันพิจารณา แล้วทรง ลงพระราชอาญา กษัตริย์พระองค์นั้นชื่อว่า ย่อม กลืนกินพระกระยาหาร พร้อมด้วยหนาม เหมือนคน ตาบอดกลืนกินอาหารพร้อมด้วยแมลงวัน ฉะนั้น. กษัตริย์พระองค์ใด ทรงลงพระราชอาชญากับผู้ ไม่ควรจะลงพระอาญา กษัตริย์พระองค์นั้น เป็น เหมือนคนเดินทางไม่ราบเรียบ ไม่รู้ว่าทางเรียบหรือ ไม่เรียบ. กษัตริย์พระองค์ใด ทรงเห็นเหตุที่ควรลงพระ- ราชอาญา และไม่ควรพระราชอาชญา และทรงเห็น
หน้า 196 ข้อ 1712
เหตุนั้น โดยประการทั้งปวงเป็นอย่างดีแล้ว ทรง ปกครองบ้านเมือง กษัตริย์พระองค์นั้นสมควรปกครอง ราชสมบัติ. กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วนเดียว หรือมี พระทัยกล้าโดยส่วนเดียวก็ไม่อาจที่จะดำรงพระองค์ไว้ ในอิสริยยศที่สูงใหญ่ได้ เพราะเหตุนั้น กษัตริย์ไม่พึง ประพฤติเหตุทั้งสอง คือพระทัยอ่อนเกินไปและกล้า เกินไป. กษัตริย์ผู้มีพระทัยอ่อน ก็ถูกประชาราษฎร์ ดูหมิ่น กษัตริย์ผู้มีพระทัยแข็งนักก็มีเวร กษัตริย์ควร ทราบเหตุทั้งสองอย่างแล้วประพฤติเป็นกลาง ๆ ข้าแต่พระราชา คนมีราคะย่อมพูดมาก แม้คนมี โทสะก็พูดมาก พระองค์ไม่ควรจะให้ปลงพระชนม์ พระราชโอรส เพราะเหตุแห่งหญิงเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาทิฏา แปลว่า ไม่เห็น. บทว่า ปรสฺส แปลว่า ของผู้อื่น. บทว่า สพฺพโส แปลว่า ทั้งปวง. บทว่า อณุํถูลานิ ได้แก่ โทษน้อยและใหญ่. บทว่า สามํ อปฺปฏิเวกฺขิยา ความว่า พระราชาผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ละทิ้งคำของผู้อื่น ไม่กระทำให้ประจักษ์แก่ตน ไม่ทรงปรับคือไม่ทรงเริ่มตั้งอาชญา. จริงอยู่ในรัชกาลแห่งพระเจ้าสมมติ สัตว์ ชื่อว่าผู้มีอาชญายิ่งย่อมไม่มี ชื่อว่าการพยายามในการตัดมือและเท้า ยิ่งขึ้นไป กว่าตี การติเตียนและการขับไล่ย่อมไม่มี ภายหลังพวกอำมาตย์เหล่านั้นกล่าว หมายถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในสมัยแห่งพระราชผู้กักขฬะนั้นอย่างนี้ว่า การไม่ พิจารณาเห็นโทษของผู้อื่นเองโดยส่วนเดียว ไม่สมควรเลย. บทว่า โย จ
หน้า 197 ข้อ 1712
อปฺปฏิเวกฺขิตฺวา ความว่า ข้าแต่พระมหาราช พระราชาใด เมื่อพิจารณา ปรับโทษอันสมควรแก่โทษอย่างนี้ ตั้งอยู่ในการลุอคติ ไม่พิจารณาเห็นโทษ นั้น ลงอาญามีการตัดมือเป็นต้น พระราชานั้น เมื่อก่อเหตุให้แก่ตน ชื่อว่า กลืนพระกระยาหารพร้อมหนาม เหมือนคนตาบอดกลืนข้าวกับแมลงวันฉะนั้น. บทว่า อทณฺฑิยํ ความว่า พระราชาใด ทรงลงอาญาผู้ที่ไม่ควรลงอาญา และไม่ลงอาญาผู้ควรลงอาญา ทำตามความชอบใจของตนเท่านั้น พระราชา นั้น เป็นดังคนตาบอด แม้เดินทางเรียบ ก็ไม่รู้ว่าทางเรียบหรือไม่เรียบเดิน ไป เหมือนคนตาบอดลื่นลงที่แผ่นหินเป็นต้น ย่อมถึงทุกข์ใหญ่ในมหานรก ในอบายทั้ง ๔. บทว่า เอตานิ านานิ ความว่า พระราชาใด ทรงเห็น เหตุที่ควรลงอาญาและไม่ควรลงอาญา และทรงเห็นโทษน้อยใหญ่ ในเหตุที่ ควรลงอาญาทั้งหมดอย่างดีแล้ว ทรงปกครองบ้านเมือง พระราชาพระองค์นั้น แลสมควรเพื่อปกครองราชสมบัติ. บทว่า อตฺตํ มหนฺเต เปตุํ ความว่า พระราชาผู้มีพระทัยอ่อนโยนโดยส่วนเดียว ไม่อาจยังโภคทรัพย์ที่ยังไม่เกิดเห็น ปานนั้น ทำให้เกิดขึ้นคือให้มั่นคงถาวร ตั้งตนไว้ในความเป็นใหญ่อันโอฬาร. บทว่า มุทุ ความว่า พระราชาผู้มีหทัยอ่อนโยน เป็นที่ดูหมิ่นของชาวแว่น- แคว้น พระองค์ถูกเขาดูหมิ่น ย่อมไม่อาจทำราชสมบัติให้ปราศโจรได้. บทว่า เวรวา ความว่า ก็ชาวแว่นแคว้น ทั้งหมดเป็นผู้มีเวรต่อพระราชาผู้พระทัยกล้าแข็ง เกินไป เพราะฉะนั้น พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้มีเวร. บทว่า อนุมชฺฌํ ความว่า เป็นพระราชา พึงประพฤติเป็นกลาง คือ เป็นกลางของความอ่อนและกล้าแข็ง คือเป็นผู้ไม่อ่อนนัก ไม่กล้าแข็งนักครองราชสมบัติ. บทว่า น อิตฺถิการณา ความว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์ไม่ควรสั่งให้ประหารพระโอรสผู้เป็นรัช- ทายาทสืบสันตติวงศ์ เพราะอาศัยมาตุคามผู้ชั่วช้าลามก.
หน้า 198 ข้อ 1712
แม้อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลาย จะพากันกราบทูลด้วยเหตุต่าง ๆ อย่างนี้ ก็ไม่อาจให้พระราชาเชื่อถ้อยคำของตนได้. แม้พระโพธิสัตว์ก็วิงวอนอยู่ก็ไม่อาจ ให้พระราชาเชื่อถ้อยคำของตนได้. ฝ่ายพระราชาผู้เป็นอันธพาล เมื่อจะทรง บังคับอำมาตย์ว่า ไปเถิด พวกท่านจงจับปทุมกุมารนั้นทิ้งลงในเหวทิ้งโจร ได้ ตรัสพระคาถาที่ ๘ ว่า ด้วยเหตุใด ชาวโลกทั้งหมด จึงร่วมกันเป็นพวก พ้องของเจ้าปทุมกุมาร ส่วนมเหสีนี้ พระองค์เดียว เท่านั้น ไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจักปฏิบัติตามคำ ของมเหสี ท่านทั้งหลายจงไป จงโยนเจ้าปทุมกุมาร นั้นลงในเหวทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนาหํ ความว่า ด้วยเหตุใด ชาวโลก ทั้งปวง จึงร่วมเป็นผักฝ่ายแห่งพระกุมารดำรงอยู่ ส่วนพระมเหสีพระองค์เดียว เท่านั้น ไม่มีพวกพ้อง ด้วยเหตุนั้น เราจักปฏิบัติตามคำของพระนาง ไปเถิด ท่านทั้งหลาย จงยกปทุมกุมารนั้นขึ้นสู่ภูเขาแล้วโยนไปในเหวเถิด. เมื่อพระราชามีพระราชโองการตรัสอย่างนี้แล้ว นางพระสนมหมื่นหก- พันสักคนหนึ่งก็ไม่อาจดำรงภาวะของตนอยู่ได้พากันร้องไห้คร่ำครวญ ชาว พระนครทั้งสิ้นกอดอกร้องไห้สยายผมพิลาปรำพันอยู่ พระราชาทรงดำริว่า คนเหล่านั้นจะพึงห้ามการทิ้งกุมารลงเหว จึงพร้อมด้วยบริวารเสด็จไป เมื่อ มหาชนกำลังคร่ำครวญอยู่นั่นแล จึงรับสั่งให้จับปทุมกุมารเอาพระบาทขึ้นเบื้อง บน เอาพระเศียรลงเบื้องล่าง แล้วให้โยนลงไปในเหว ทันใดนั้น ด้วยอานุภาพ เมตตาภาวนาของปทุมกุมาร เทวดาที่สิงสถิตอยู่ ณ ภูเขา ได้ปลอบโยนพระกุมาร ว่า อย่ากลัวเลย พ่อมหาปทุม แล้วกางมือทั้งสองออกรองรับไว้ที่หทัย
หน้า 199 ข้อ 1712
ให้ได้สัมผัสทิพยรส แล้วพาไปประทับ ณ ห้องพังพานของพญานาคในนาคพิภพ ซึ่งตั้งอยู่เชิงภูเขา พญานาคได้นำพระโพธิสัตว์ไปสู่นาคพิภพแล้ว แบ่งสมบัติ ของตนให้ครองครึ่งหนึ่ง พระโพธิสัตว์อยู่นาคพิภพได้หนึ่งปี กล่าวว่า เราจัก ไปแดนมนุษย์ พญานาคถามว่า ท่านจักไปที่ไหน เราจักไปบวช ณ หิมวันต- ประเทศ พญานาครับว่า สาธุ แล้วพาพระโพธิสัตว์ไปส่งถึงแดนมนุษย์ ให้ บริขารบรรพชิตแล้วกลับไปที่อยู่ของตน. ฝ่ายพระโพธิสัตว์เข้าหิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังฌานและ อภิญญาให้เกิด มีเผือกมันผลไม้เป็นอาหารอาศัยอยู่ในที่นั้น ครั้งนั้นนายพราน ชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปถึงที่นั้น จำพระโพธิสัตว์ได้จึงถามว่า ข้าแต่ พระองค์ ท่านคือมหาปทุมกุมารมิใช่หรือ เมื่อพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ถูกแล้ว สหาย ได้นมัสการพระโพธิสัตว์ อยู่ที่นั้น สองสามวันแล้วไปเมืองพาราณสี กราบทูลแด่พระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ พระโอรสของพระองค์บวชเป็นฤาษี อยู่ในบรรณศาลา ณ หิมวันตประเทศ ข้าพระองค์ได้อาศัยอยู่ในสำนักพระโอรส นั้นสองสามวันแล้วลามา พระราชาตรัสถามว่า ท่านเห็นแน่ชัดแล้วหรือ กราบทูลว่า ถูกแล้วพระองค์ พระราชาแวดล้อมด้วยพลนิกายเป็นอันมาก เสด็จไป ณ ที่นั้น ตั้งค่ายพักพลอยู่ที่ชายป่า พระองค์แวดล้อมไปด้วยอำมาตย์ เสด็จไปบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์มีสิริรุ่งโรจน์ประดุจรูปทอง ประทับนั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา ถวายนมัสการแล้วประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง พวกอำมาตย์นมัสการทำปฏิสันถารนั่งแล้ว พระโพธิสัตว์ทรงปฏิสันถาร พระราชาด้วยผลไม้. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า แน่ะพ่อ เราให้เขาโยน ท่านลงเหวลึก อย่างไรท่านจึงมีชีวิตอยู่ได้ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๙ ว่า
หน้า 200 ข้อ 1712
เราได้ให้เขาโยนท่านไปในซอกเขา ซึ่งเหมือน นรกลึกหลายชั่วลำตาล ยากที่จะขึ้นมาได้ เหตุไร ท่านจึงไม่ตายในที่นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกตาเล แปลว่า ประมาณหลายชั่ว ลำตาล. บทว่า นามริ ตัดเป็น น อมริ. (พระกุมารทูลว่า) พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงเกิดที่ข้างภูเขา รับ- อาตมภาพในที่นั้นด้วยขนดหาง เพราะเหตุนั้น อาตม- ภาพจึงมิตายในที่นั้น. (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพระราชบุตร มาเถิด เราจักนำเจ้ากลับ ไปสู่พระราชวัง จะให้เจ้าครอบครองราชสมบัติ ขอ ความเจริญจงมีแก่เจ้าเถิด เจ้าจักมาทำอะไรอยู่ในป่า เล่า. (พระกุมารทูลว่า) บุรุษกลืนกินเบ็ดแล้วปลดเบ็ดที่เปื้อนโลหิตออก ได้แล้วพึงมีความสุขฉันใด อาตมภาพมองเห็นด้วย ตนเอง ฉันนั้น. (พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้วตรัสว่า) เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าเป็นเบ็ด เจ้ากล่าวอะไร หนอว่าเบ็ดเปื้อนโลหิต เจ้ากล่าวอะไรหนอว่าปลดออก ได้ เราถามแล้วขอเจ้าจงบอกความข้อนั้นแก่เรา.
หน้า 201 ข้อ 1712
(ดาบสทูลว่า) ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพกล่าวกามคุณว่าเป็น เบ็ด กล่าวช้างและม้าว่า ติดเปื้อนโลหิต กล่าวถึง การสละได้ว่าปลดออกได้ ขอมหาบพิตรจงทราบ อย่างนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจุคฺคหิ ความว่า พระกุมารทูลเรื่อง ทั้งหมดว่าในกาลเมื่อข้าพระองค์ตกจากภูเขา พญานาคผู้มีกำลังเรี่ยวแรงรับข้า พระองค์อันเทวดาประคับประคองไว้แล้วปลอบโยนด้วยสัมผัสอันเป็นทิพย์นำ เข้าไป ก็แลครั้นรับแล้ว นำไปยังนาคพิภพให้ยศใหญ่ เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า จงนำไปถิ่นมนุษย์ ก็นำข้าพระองค์มาส่งยังแดนมนุษย์ ข้าพระองค์นั้นมาบวช อยู่ในที่นี้ ข้าพระองค์ไม่ตายในที่นั้น เพราะอานุภาพของเทวดาและพญานาคนั้น ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เอหิ ความว่า พระราชาทรงสดับคำของเขาแล้ว ถึง ความโสมนัส หมอบลงที่พระบาทตรัสว่า พ่อราชบุตร เราเชื่อ เราเชื่อคำของหญิง โดยภาวะเป็นคนเขลา เมื่อเป็นเช่นนี้ ชื่อว่าเราผิดในท่านผู้สมบูรณ์ด้วยคุณคือศีล และอาจาระ ขอท่านจงงดโทษให้แก่เราเถิด เมื่อพระราชบุตรทูลว่า ลุกขึ้นเถิด มหาบพิตรข้าพระองค์จะงดโทษให้แก่พระองค์ เบื้องหน้าแต่นี้ พระองค์อย่าพึง กระทำโดยมิได้พิจารณาอย่างนี้ต่อไป จึงตรัสอย่างนี้ว่า พ่อราชบุตร ท่านจงยก เศวตฉัตรขาวอันเป็นของตระกูลของตนแล้วครองราชสมบัติ เป็นอันชื่อว่า พระองค์งดโทษให้เรา. บทว่า อทฺธริตฺวา ความว่า คนกลืนเบ็ดเข้าไป อันยังไม่ถึงหทัยและม้ามเป็นต้น พึงปลดเบ็ดนั้นออกได้ชื่อว่ามีความสุข. บทว่า อตฺตานํ ความว่า ข้าแต่มหาบพิตร ข้าพระองค์แลเห็นอาตมาเหมือนบุรุษ ผู้กลืนเบ็ดถึงซึ่งความสวัสดีอีก. บทว่า กินฺนุ ตฺวํ นี้ พระราชาตรัสถาม
หน้า 202 ข้อ 1712
เพื่อทรงสดับความนั้นโดยพิสดาร. ด้วยบทว่า กามาหํ นี้ เรากล่าวกามคุณ ๕ ว่าเป็นเหมือนช้างและม้าที่เปื้อนเลือด. บทว่า จตฺตาหํ ตัดเป็น จตฺตํ อหํ ความว่าการสละทั้งหมดว่าเป็นการปลดออกในกาลใด ในกาลบัดนี้ ข้าพระ- องค์กล่าวการสละทั้งหมดว่าเป็นการปลดออก. พระมหาสัตว์ได้ถวายโอวาทแก่พระชนกว่า ข้าแต่พระมหาบพิตร กิจ ด้วยราชสมบัติไม่มีแก่อาตมา ขอพระองค์อย่ายังทศพิธราชธรรมให้กำเริบจงละ การลุอำนาจอคติเสีย ครองราชสมบัติโดยธรรมเถิด พระราชาทรงกันแสงคร่ำ ครวญเสด็จกลับพระนคร ในระหว่างทางได้ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า เราต้อง พลัดพรากจากบุตรที่สมบูรณ์ด้วยอาจารคุณเห็นปานนี้เพราะใคร พวกอำมาตย์ กราบทูลว่า เพราะพระอัครมเหสี พระเจ้าข้า พระราชามีรับสั่งให้จับพระ อัครมเหสีเอาพระบาทขึ้นเบื้องบนโยนลงไปในเหวทิ้งโจร แล้วทรงครองราช- สมบัติโดยธรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน นางจิญจมาณวิกานี้ก็ด่าเราแล้วถึงความ- พินาศมาแล้วอย่างนี้ ทรงประชุมชาดกด้วยคาถาสุดท้ายว่า พระราชมารดา (แม่เลี้ยง) ของเราคือ นาง- จิญจมาณวิกา พระราชบิดาของเราคือ พระเทวทัต พญานาคผู้บัณฑิตคืออานนท์ และเทวดา คือ พระ- สารีบุตร พระราชบุตรในกาลนั้นคือ เราตถาคต ท่านทั้งหลายจงจำชาดก ไว้อย่างนี้เถิด. จบอรรถกถามหาปทุมชาดก
หน้า 203 ข้อ 1713, 1714, 1715, 1716, 1717
๑๐. มิตตมิตตชาดก ว่าด้วยลักษณะของผู้เป็นมิตรและมิใช่มิตร [๑๗๑๓] บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและ ได้ฟังซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้ไม่ ใช่มิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไรจึงจะรู้ได้ว่า ผู้นี้ไม่ใช่มิตร. [๑๗๑๔] บุคคลผู้มิใช่มิตรเห็นเพื่อนแล้ว ไม่ ยิ้มแย้มแจ่มใส ไม่ร่าเริงต้อนรับเพื่อนไม่แลดูเพื่อน กล่าวคำย้อนเพื่อน. [๑๗๑๕] บุคคลผู้มิใช่มิตร คบหาศัตรูของเพื่อน ไม่คบหามิตรของเพื่อน ห้ามผู้ที่กล่าวสรรเสริญเพื่อน สรรเสริญผู้ที่ด่าเพื่อน. [๑๗๑๖] บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่ เพื่อนไม่ช่วยปกปิดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริญ การงานของเพื่อน ไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน. [๑๗๑๗] บุคคลผู้มิใช่มิตร ยินดีในความฉิบหาย ของเพื่อน ไม่ยินดีในความเจริญของเพื่อน ได้อาหาร ที่ดีมีรสอร่อยมาแล้ว ก็มิได้นึกถึงเพื่อน ไม่ยินดี อนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราพึงได้ ลาภจากที่นี้บ้าง.
หน้า 204 ข้อ 1718, 1719, 1720, 1721, 1722, 1723
[๑๗๑๘] บัณฑิตได้เห็นและได้ฟังแล้วพึงรู้ว่า ไม่ใช่มิตรด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้มีอยู่ในบุคคลผู้มิใช่มิตร. [๑๗๑๙] บัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและได้ฟัง บุคคลผู้กระทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นมิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็น มิตร. [๑๗๒๐] บุคคลผู้เป็นมิตรนั้น ย่อมระลึกถึง เพื่อนผู้อยู่ห่างไกล ย่อมยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา ถือว่าเป็นเพื่อนของเราจริง รักใคร่จริงทักทายปราศรัย ด้วยวาจาอันไพเราะ. [๑๗๒๑] คนที่เป็นมิตรย่อมคบหาผู้ที่เป็นมิตร ของเพื่อน ไม่คบหาผู้ที่ไม่ใช่มิตรของเพื่อน ห้ามปราม ผู้ที่ด่าติเตียนเพื่อน สรรเสริญผู้ที่พรรณนาคุณความดี ของเพื่อน. [๑๗๒๒] คนที่เป็นมิตร ย่อมบอกความลับแก่ เพื่อน ปิดความลับของเพื่อน สรรเสริญการงานของ เพื่อน สรรเสริญปัญญาของเพื่อน. [๑๗๒๓] คนที่เป็นมิตรย่อมยินดีในความเจริญ ของเพื่อน ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ได้อาหาร มีรสอร่อยย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราจะพึงได้ลาภจากที่นี้บ้าง.
หน้า 205 ข้อ 1724
[๑๗๒๔] บัณฑิตได้เห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว พึงรู้ ว่าเป็นมิตรด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้เป็นมิตร. จบมิตตามิตตชาดกที่ ๑๐ จบทวาทสนิบาต อรรถกถามิตตามิตตชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภอำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของพระเจ้าโกศล ตรัสพระ- ธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กานิ กมฺมานิ กุพฺพานํ ดังนี้. ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้นั้นได้มีอุปการะแด่พระราชาเป็นอันมาก พระราชา ก็ได้ประทานสักการสัมมานะแก่เขาอย่างเหลือเฟือ พวกอำมาตย์ที่เหลือทนดู อยู่ไม่ได้ จึงพากันทูลยุยงว่า ข้าแต่พระองค์ อำมาตย์คนโน้นจะทำความพินาศ แก่พระองค์ พระราชาทรงกำหนดพิจารณาดูอำมาตย์นั้น ก็ไม่เห็นโทษอะไร ๆ ทรงพระดำริว่า เราไม่เห็นโทษอะไร ๆ ของอำมาตย์นี้ ทำอย่างไรหนอ เราจึง จะสามารถรู้ว่า อำมาตย์นี้เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร ทรงคิดได้ว่า เว้นพระตถาคต เสียแล้ว คนอื่นไม่สามารถรู้ปัญหานี้ได้ เราจักไปทูลถาม พอเสวยพระกระ- ยาหารเช้าเสร็จแล้ว ก็เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทำอย่างไรหนอ คนเราจึงจะสามารถรู้ว่า ใครเป็นมิตรหรือมิใช่มิตรของตน.
หน้า 206 ข้อ 1724
ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชาว่า ดูก่อนมหาบพิตร แม้ บัณฑิตในครั้งก่อน ก็คิดปัญหานี้แล้วถามพวกบัณฑิตรู้ได้โดยที่บัณฑิตเหล่า นั้นบอก เว้นพวกที่มิใช่มิตรเสีย คบแต่มิตรเท่านั้น พระราชาทูลอาราธนา ให้ตรัสเรื่องราว พระองค์ทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสเล่า ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นอำมาตย์สอนอรรถธรรมแด่พระราชา ครั้งนั้นในพระนครพาราณสี มีอำมาตย์คนหนึ่งประพฤติประโยชน์แด่พระราชา พวกอำมาตย์ที่เหลือพากันทูลยุยงพระราชา พระราชาไม่ทรงเห็นโทษของ อำมาตย์นั้น ทรงพระดำริว่า ทำอย่างไรหนอ เราจึงจะสามารถรู้ว่าอำมาตย์นี้ เป็นมิตรหรือมิใช่มิตร เมื่อจะตรัสถามพระมหาสัตว์ ได้ตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตผู้มีปัญญา ได้เห็นและได้ฟัง ซึ่งบุคคลผู้ทำกรรมอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้มิใช่มิตร วิญญูชนจะพึงพยายามอย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้มิใช่ มิตร. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตมีปัญญา เห็นคน ผู้กระทำการงานเช่นไร ด้วยจักษุ ได้ฟังเรื่องนั้นด้วยหู พึงรู้ว่าผู้นี้ไม่ใช่มิตร ของเรา วิญญูชนพึงพยายามอย่างไร เพื่อรู้จักผู้นั้น. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะตรัสบอกลักษณะของผู้ที่มิใช่มิตรแก่ พระราชา ได้ตรัสพระคาถาว่า บุคคลผู้มิใช่มิตรเห็นเพื่อน ๆ แล้ว ไม่ยิ้มแย้ม แจ่มใส ไม่ร่าเริงต้อนรับเพื่อนไม่ดูแลเพื่อน กล่าวคำ ย้อนเพื่อน.
หน้า 207 ข้อ 1724
บุคคลมิใช่มิตร คบหาศัตรูของเพื่อนไม่คบหา มิตรของเพื่อน ห้ามผู้ที่กล่าวสรรเสริฐเพื่อน สรรเสริญ ผู้ที่ด่าเพื่อน. บุคคลผู้มิใช่มิตร ไม่บอกความลับแก่เพื่อน ไม่ ช่วยปกปิดความลับของเพื่อน ไม่สรรเสริญการงาน ของเพื่อน ไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน. บุคคลผู้มิใช่มิตร ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ไม่ยินดีในความฉิบหายของเพื่อน ได้อาหารที่ดีมีรส อร่อยมาแล้ว ก็มิได้นึกถึงเพื่อน ไม่ยินดีอนุเคราะห์ เพื่อนว่า อย่างไรหนอ เพื่อนของเราพึงได้ลาภจากที่นี้ บ้าง. บัณฑิตได้เห็นและได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่ามิใช่มิตร ด้วยอาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ในบุคคลผู้มิใช่มิตร. พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ๕ คาถาเหล่านี้แล้ว อันพระราชา ตรัสถามถึงลักษณะของมิตรด้วยพระคาถานี้อีกว่า บัณฑิตมีปัญญา ได้เห็นและได้ฟังผู้กระทำกรรม อย่างไรจึงจะรู้ไว้ว่าผู้นี้เป็นมิตร วิญญูชนจะพึงพยายาม อย่างไร จึงจะรู้ได้ว่าผู้นี้เป็นมิตร จึงตรัสคาถาที่เหลือว่า บุคคลผู้เป็นมิตรนั้น ย่อมระลึกถึงเพื่อนผู้อยู่ ห่างไกล ย่อมยินดีต้อนรับเพื่อนผู้มาหา ถือว่าเป็น เพื่อนของเราจริง รักใคร่จริงทักทายปราศรัยด้วยวาจา อันไพเราะ.
หน้า 208 ข้อ 1724
คนที่เป็นมิตรย่อมคบหาผู้ที่เป็นมิตรของเพื่อน ไม่คบหาผู้ที่ไม่ใช่มิตรของเพื่อน ห้ามปรามผู้ที่ด่า ติเตียนเพื่อน สรรเสริญผู้ที่พรรณนาคุณความดีของ เพื่อน. คนที่เป็นมิตร ย่อมบอกความลับแก่เพื่อน ปิด ความลับของเพื่อน สรรเสริญการงานของเพื่อน สรรเสริญปัญญาของเพื่อน. คนที่เป็นมิตรย่อมยินดีในความเจริญของเพื่อน ไม่ยินดีในความเสื่อมของเพื่อน ได้อาหารมีรสอร่อย ย่อมระลึกถึงเพื่อน ยินดีอนุเคราะห์เพื่อนว่า อย่างไร หนอ เพื่อนของเราพึงจะได้ลาภจากที่นี้บ้าง. บัณฑิตเห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว พึงรู้ว่ามิตรด้วย อาการเหล่าใด อาการดังกล่าวมา ๑๖ ประการนี้ มีอยู่ ในบุคคลผู้เป็นมิตร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น นํ อุมฺหยเต ความว่า คนที่มิใช่ มิตร เห็นมิตรปฏิรูป ไม่กระทำความยิ้มแย้ม ไม่แสดงอาหารร่าเริง. บทว่า น จ นํ ปฏินนฺทติ ความว่า เมื่อรับถ้อยคำของเขาแล้ว ไม่ชื่นชม ไม่ยินดี. บทว่า จกฺขูนิ จสฺส ททา ความว่า เมื่อเพื่อนแลดูตัว ๆ ก็ไม่ แลดูเสีย. บทว่า ปฏิโลมญฺจ ความว่า กล่าวย้อนถ้อยคำเพื่อน คือเป็นศัตรู. บทว่า วณฺณกาเม ความว่า เมื่อกล่าวสรรเสริญคุณเพื่อน. บทว่า นกฺขาติ ความว่า คนมิใช่มิตร ย่อมไม่บอกความลับของตนแก่เพื่อน. บทว่า กมฺมนฺตสฺส ความว่า ย่อมพรรณนากรรมที่เพื่อนนั้นทำ. บทว่า ปญฺสฺส ความว่าไม่สรรเสริญปัญญาของเพื่อน ไม่สรรเสริญเพื่อนผู้ที่สมบูรณ์ด้วยญาณ.
หน้า 209 ข้อ 1724
บทว่า อภเว แปลว่า ไม่เจริญ. บทว่า ตสฺส นุปฺปชฺชเต ความว่า มิตรปฏิรูป ย่อมไม่เกิดสติขึ้นว่า เราจักให้แม้แก่มิตรของเราแต่ที่นี้. บทว่า นานุกมฺปติ ความว่า ย่อมไม่คิดด้วยจิตอ่อนโยน. บทว่า ลเภยฺยิโต ความว่า เพื่อนพึง ได้ลาภแต่ที่นี้. บทว่า อาการา ได้แก่ เหตุการณ์. บทว่า ปวุตฺถํ แปลว่า ไปต่างถิ่น. บทว่า เกลายิโก ความว่า คนที่เป็นมิตร ย่อมรักใคร่ นับถือ ว่าเป็นเพื่อนเรา เริ่มตั้งรักใคร่ปรารถนา. บทว่า วาจาย ความว่า เมื่อจะ เปล่งถ้อยคำกะเพื่อนด้วยถ้อยคำอันไพเราะย่อมยินดี. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัย เป็นปฏิปักษ์ต่อคำที่กล่าวแล้วนั่นแล. พระราชามีพระทัยชื่นชมถ้อยคำของพระมหาสัตว์ ได้พระราชทาน ยศอันยิ่งใหญ่แก่พระมหาสัตว์แล้ว. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อน มหาบพิตร ปัญหานี้ได้ตั้งขึ้นแม้ในกาลก่อนอย่างนี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวถึง ปัญหานี้ว่า คนที่มิใช่มิตร และคนที่เป็นมิตร จะพึงรู้ได้ด้วยอาการสามสิบสอง เหล่านี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในกาลนั้น ได้มาเป็นพระ- อานนท์ ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต ได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถามิตตามิตตชาดก จบอรรถกถาทวาทสนิบาต ประดับด้วยชาดก ๑๐ ชาดกในชาตกัฏฐกถา ด้วยประการฉะนี้ รวมชาดกที่มีในทวาทสนิบาตนี้ คือ ๑. จุลลกุณาลชาดก ๒. ภัททสาลชาดก ๓. สมุททวาณิชชาดก ๔. กามชาดก ๕. ชนสันธชาดก ๖. มหากัณหชาดก ๗. โกสิยชาดก ๘. เมณฑกปัญหาชาดก ๙. มหาปทุมชาดก ๑๐. มิตตามิตตชาดก และ อรรถกถา.
หน้า 210 ข้อ 1725, 1726, 1727, 1728
เตรสนิบาตชาดก ๑. อัมพชาดก ว่าด้วยมนต์เสื่อมเพราะลบหลู่ครูอาจารย์ [๑๗๒๕] ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ แต่ ก่อนท่านได้นำเอาผลมะม่วงทั้งเล็กทั้งใหญ่มาให้เรา ดูก่อนพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏ ด้วยมนต์เหล่านั้นของท่านเลย. [๑๗๒๖] ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่ง นักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ด้วยมนต์ก่อน ครั้น ได้ฤกษ์และยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมา ถวายพระองค์เป็นแน่. [๑๗๒๗] แต่ก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่ง นักขัตฤกษ์ ไม่ได้เอ่ยถึงขณะและครู่ ทันใดนั้น ท่าน ก็นำเอาผลมะม่วงเป็นอันมากอันประกอบด้วยสีกลิ่น และรสมาให้เราได้. [๑๗๒๘] ดูก่อนพราหมณ์ แม้เมื่อก่อน ผลไม้ ทั้งหลายย่อมปรากฏด้วยการร่ายมนต์ของท่าน วันนี้ แม้ท่านจะร่ายมนต์ก็ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้สภาพ ของท่านเป็นอย่างไร.
หน้า 211 ข้อ 1729, 1730, 1731, 1732, 1733
[๑๗๒๙] บุตรแห่งคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้ แก่ข้าพระบาทโดยธรรม และได้สั่งกำชับข้าพระบาท ว่า ถ้ามีใครมาถามถึงชื่อและโคตรของเราแล้ว เจ้าอย่า ปกปิด มนต์ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า. [๑๗๓๐] ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็น จอมแห่งประชาชนถามถึงอาจารย์ อันความลบหลู่ ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของ พราหมณ์ ข้าพระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือน คนกำพร้าร้องไห้อยู่. [๑๗๓๑] บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำ- หวานจากต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดา ก็ตาม ต้นทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั้นแล เป็นต้นไม้ สูงสุดของบุรุษนั้น. [๑๗๓๒] บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็น กษัตริย์ก็ตาม เป็นพราหมณ์ก็ตาม เป็นแพศย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยักเยื่อ ก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษนั้น. [๑๗๓๓] ท่านทั้งหลายจงลงอาชญาและเฆี่ยนตี มาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ไสคอออกไปเสีย มาณพใด ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญ ท่านทั้งหลายจงยังมาณพนั้นให้พินาศเพราะความเย่อ- หยิ่งจองหอง.
หน้า 212 ข้อ 1734, 1735, 1736, 1737
[๑๗๓๔] บุคคลผู้สำคัญว่าที่เสมอ พึงตกบ่อ ถ้ำ เหว หรือหลุมที่มีรากไม้ผุ ฉันใด อนึ่ง บุคคลตาบอด เมื่อสำคัญว่า เชือก พึงเหยียบงูเห่า พึงเหยียบไฟ ฉัน ใด ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญา ท่านทราบว่าข้าพเจ้าพลาดไป แล้วก็ฉันนั้น ขอจงให้มนต์แก่ข้าพเจ้าผู้มีมนต์อันเสื่อม แล้วอีกสักครั้งหนึ่งเถิด. [๑๗๓๕] เราได้ให้มนต์แก่ท่านโดยธรรม ฝ่าย ท่านก็ได้เรียนมนต์โดยธรรม หากว่าท่านมีใจดีรักษา ปกติไว้ มนต์ก็จะไม่พึงละทิ้งท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม. [๑๗๓๖] ดูก่อนคนพาล มนต์อันใดที่จะพึงได้ ในมนุษยโลก มนต์อันนั้นท่านก็จะได้ในวันนี้โดยลำ- บาก ท่านผู้ไม่มีปัญญากล่าวคำเท็จ ทำมนต์อันมีค่า เสมอด้วยชีวิต ที่ได้โดยยากให้เสื่อมเสียแล้ว. [๑๗๓๗] เราจะไม่ให้มนต์เช่นนั้นแก่เจ้าผู้เป็น พาล หลงงมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่มีความสำรวม มนต์ที่ไหน ไปเสียเถิด เราไม่พอใจ. จบอัมพชาดกที่ ๑
หน้า 213 ข้อ 1737
อรรถกถาเตรสนิบาต ๑. อัมพชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภพระเทวทัต ได้ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาหาสิ เม อมฺพผลานิ ปุพฺเพ ดังนี้. ความพิสดารว่า พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์ว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้า พระสมณโคดมมิใช่อาจารย์ มิใช่พระอุปัชฌาย์ของเราเลย เสื่อมจากฌาน ทำลาย สงฆ์ กำลังมาสู่กรุงสาวัตถีโดยลำดับ เมื่อแผ่นดินให้ช่องเข้าไปอเวจีมหานรก ภายนอกพระวิหารพระเชตวัน. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในธรรม สภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตบอกคืนอาจารย์เสียถึงความพินาศใหญ่ บังเกิดในอเวจีมหานรก. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ ทรงทราบแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ใน กาลก่อนพระเทวทัตก็บอกคืนอาจารย์เสีย ถึงความพินาศใหญ่แล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุง พาราณสี ตระกูลแห่งปุโรหิต ของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้น พินาศไป
หน้า 214 ข้อ 1737
ด้วยอหิวาตกโรค. บุตรชายคนหนึ่งทำลายฝาเรือนหนีไปได้ เขาไปกรุงตักกศิลา เรียนไตรเพทและศิลปะที่เหลือ ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ กราบลาอาจารย์ เมื่อจะออกไปคิดว่า เราต้องรู้จักขนบธรรมเนียมของประเทศ จึงเที่ยวไปถึง เมืองชายแดนเมืองหนึ่ง. หมู่บ้านจัณฑาลหมู่ใหญ่ ได้อาศัยเมืองนั้นอยู่ ใน กาลนั้น พระโพธิสัตว์อาศัยบ้านนั้นอยู่ เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด รู้มนต์ที่จะ ทำให้มะม่วงมีผลในเวลามิใช่ฤดูกาลได้. ท่านลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ คว้าหาบออกไป จากบ้านนั้น เข้าไปใกล้ต้นมะม่วงต้นหนึ่งในป่า หยุดยืนอยู่ในระยะที่สุด ๗ ก้าวร่ายมนต์นั้น สาดต้นมะม่วงด้วยน้ำซองมือหนึ่ง. ในขณะนั้นนั่นเอง ใบ แก่ ๆ ก็ร่วงหล่นลงจากต้น แตกใบอ่อน ออกดอกแล้วร่วงลง ผลมะม่วงก็มีขึ้น โดยครู่เดียวเท่านั้นก็สุก มีโอชาหวานเช่นเดียวกับมะม่วงทิพย์ แล้วก็หล่นจาก ต้น. พระมหาสัตว์เก็บผลเหล่านั้น เคี้ยวกินจนพอความต้องการ เก็บจนเต็ม หาบ ไปสู่เรือนขายมะม่วงเหล่านั้นเลี้ยงลูกเมีย. พราหมณ์กุมารนั้นเห็นพระ- มหาสัตว์ ผู้นำผลมะม่วงมาในเวลามิใช่ฤดูกาลมาขาย จึงคิดว่า ไม่ต้องสงสัยละ อันผลมะม่วงเหล่านั้นต้องเกิดขึ้นด้วยกำลังของมนต์ อาศัยบุรุษนี้เราจักได้มนต์ อันหาค่ามิได้นี้ คอยกำหนดจับลู่ทางที่พระมหาสัตว์นำผลมะม่วงมา ก็รู้แน่นอน เมื่อท่านยังไม่มาจากป่า ได้ไปสู่เรือนของท่าน เป็นเหมือนไม่รู้ ถามภรรยา ของท่านว่า ท่านอาจารย์ไปไหน ครั้นภรรยาท่านตอบว่าไปป่า จึงยืนรอ ท่านอยู่ พอเห็นท่านมาก็ต้อนรับ รับหาบจากมือนำมาวางไว้ในเรือน. พระโพธิสัตว์มองดูเขา กล่าวกะภรรยาว่า นางผู้เจริญ มาณพนี้มา เพื่อต้องการมนต์ แต่มนต์จะไม่ตั้งอยู่ในกำมือเขาได้ เพราะเขาเป็นอสัตบุรุษ ฝ่ายมาณพคิดว่า เราต้องบำเพ็ญอุปการะแก่อาจารย์จึงจะได้มนต์นี้ ตั้งแต่นั้นมา กระทำกิจทุกอย่างในเรือนของท่าน หาฟืน ซ้อมข้าว หุงข้าว ให้น้ำล้างหน้า
หน้า 215 ข้อ 1737
เป็นต้น ล้างเท้า. วันหนึ่งเมื่อพระมหาสัตว์กล่าวว่า พ่อมาณพ เธอจงให้เครื่อง หนุนเท้าเตียงเถิด เขามองไม่เห็นสิ่งอื่น ก็เลยเอาเท้าเตียงวางบนขานั่งอยู่ตลอด ราตรี. ครั้นกาลต่อมา ภรรยาของพระมหาสัตว์คลอดบุตร ได้กระทำบริกรรม ในเวลาคลอดบุตรแก่นาง. วันหนึ่งนางจึงกล่าวแก่พระมหาสัตว์ว่า ข้าแต่นาย มาณพนี้แม้จะสมบูรณ์ด้วยชาติ ก็ยังยอมกระทำการช่วยเหลือเรา ด้วยต้องการ มนต์ ขอมนต์จงตั้งอยู่ในกำมือของเขาหรืออย่าตั้งอยู่ก็ตามเถิด ท่านโปรดให้ มนต์แก่เขาเถิด. ท่านรับคำว่า ดีละ แล้วให้มนต์แก่เขา กล่าวอย่างนี้ว่า พ่อเอ๋ย มนต์หาค่ามิได้ ลาภสักการะอันใหญ่หลวงจักมีแก่เจ้าเพราะอาศัยมนต์นี้ ใน เวลาที่เจ้าถูกพระราชาหรือมหาอำมาตย์ของพระราชาถามว่า ใครเป็นอาจารย์ ของเจ้า เจ้าอย่าข่มเราเสียนะ ถ้าหากเจ้าอดสูว่าคนจัณฑาลเป็นอาจารย์ของเรา เราเรียนมนต์จากสำนักของคนจัณฑาลนั้น จักกล่าวเสียว่า พราหมณ์ผู้มหาศาล เป็นอาจารย์ของเราไซร้ ผลของมนต์นี้จักไม่มีเลย เขากล่าวว่า เหตุไรผมจัก ต้องข่มขี่เล่า ในเวลาที่ใคร ๆ ถาม ผมต้องบอกอ้างท่านเท่านั้น แล้วกราบลา ท่านออกไปจากบ้านคนจัณฑาล ทดลองมนต์แล้ว บรรลุถึงกรุงพาราณสี โดยลำดับ ขายมะม่วงได้ทรัพย์มาก. ครั้นวันหนึ่งนายอุทยานบาลซื้อมะม่วงจากมือของเขาถวายแด่พระราชา. พระราชาเสวยมะม่วงนั้นแล้ว ตรัสถามว่าน่าอัศจรรย์ อร่อยอย่างยิ่ง เจ้า ไปได้มะม่วงชนิดนี้มาจากไหนละ เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าพระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม มาณพผู้หนึ่งนำผลมะม่วงทะวายมาขาย ข้าพระพุทธ เจ้าถือเอาจากมาณพนั้น พระเจ้าข้า. ทรงรับสั่งว่า จงบอกเขาว่า ตั้งแต่ บัดนี้ไป จงนำผลมะม่วงมา ณ ที่นี้. แม้นายอุทยานบาลนั้นก็กระทำตาม ที่รับสั่งนั้น. ตั้งแต่นั้นมา มาณพก็นำผลมะม่วงทั้งหลายไปสู่ราชสกุล เมื่อ ได้รับสั่งว่า เจ้าจงบำรุงเราเถิด ก็บำรุงพระราชา ได้รับทรัพย์เป็นอันมาก
หน้า 216 ข้อ 1737
ค่อยคุ้นเคยโดยลำดับ. ครั้นวันหนึ่ง พระราชาตรัสถามเขาว่า มาณพ เจ้านำ มะม่วงอันสมบูรณ์ด้วยกลิ่นและรสเห็นปานนี้ ในสมัยมิใช่ฤดูกาลมาจากไหน นาคครุฑหรือเทพเจ้าองค์ใดให้แก่เจ้า หรือไฉน หรือว่าทั้งนี้เป็นกำลังแห่งมนต์ เขากราบทูลว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า ใคร ๆ มิได้ให้แก่ข้าพระพุทธเจ้า แต่มนต์อันหาค่ามิได้ของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ นี้เป็นกำลังแห่งมนต์นั้นพระเจ้าข้า ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้นพวกเราจะขอดูกำลังมนต์ของเจ้าสักวันหนึ่ง. เขากราบทูลว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าจักแสดง ถวายพระเจ้าข้า. วันรุ่งขึ้นพระราชาเสด็จไปสู่พระอุทยานกับตรัสว่า เจ้าจงแสดงเถิด. เขารับพระดำรัสว่า สาธุ เดินเข้าไปใกล้ต้นมะม่วง ยืนในระยะ ๗ ก้าว ร่ายมนต์วักน้ำสาดต้น. ทันใดนั้นเอง ต้นมะม่วงก็เผล็ดผลโดยนิยมดังกล่าว แล้ว ในหนหลังนั่นแหละ ฝนคือผลมะม่วงร่วงพรั่งพรู เป็นดังมหาเมฆ หลั่งกระแสฝน. มหาชนพากันให้สาธุการ แผ่นผ้าได้ถูกชูขึ้นสลอนไป. พระราชาทรงเสวยผลมะม่วง ประทานทรัพย์เป็นอันมากแก่เขา แล้วตรัสถาม ว่า มาณพ มนต์อันเป็นอัศจรรย์ของเจ้าเช่นนี้ เจ้าเรียนในสำนักของใคร. มาณพคิดว่า ถ้าเราจักทูลว่าในสำนักคนจัณฑาล จักต้องมีความอดสู และคน ทั้งหลายจักติเตียนได้ อย่ากระนั้นเลย มนต์ของเราคล่องแคล่วแม่นยำ คง ไม่เสื่อมหายไปในบัดนี้ดอก เราจักอ้างอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วกระทำมุสาวาท กล่าวว่า ข้าพระพุทธเจ้าเรียนในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ในเมืองตักกศิลา พระเจ้าข้า เป็นอันบอกคืนอาจารย์เสีย. ทันใดนั่นเองมนต์ก็เสื่อม. พระราชา ทรงโสมนัส ทรงชวนเขาเข้าสู่พระนคร วันรุ่งขึ้นทรงพระดำริว่า เราจักกิน มะม่วง จึงเสด็จสู่อุทยาน ประทับนั่งเหนือแผ่นศิลาอันเป็นมงคล ตรัสว่า มาณพ เจ้าจงนำมะม่วงมาเถิด. เขารับพระดำรัสว่าสาธุ แล้วเข้าไปใกล้ต้นมะม่วง ยืนในระยะ ๗ ก้าว คิดว่า เราจักร่ายมนต์ ครั้นมนต์ไม่ปรากฏ ก็ทราบว่า
หน้า 217 ข้อ 1737
เสื่อมเสียแล้ว ยืนอดสูใจอยู่. พระราชาทรงพระดำริว่า วันก่อนมาณพนี้นำ ผลมะม่วงมาให้เราในท่ามกลางบริษัททีเดียว ให้ฝนคือผลมะม่วงร่วงหล่น พรั่งพรูเหมือนฝนลูกเห็บตก บัดนี้ ยืนเหมือนแข็งทื่อ เหตุอะไรกันเล่าหนอ เมื่อจะทรงถามเขาจึงตรัสพระคาถาว่า ิ ดูก่อนท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อก่อนท่าน ได้นำผลมะม่วงทั้งเล็กทั้งใหญ่มาให้เรา ดูก่อนพราหมณ์ บัดนี้ ผลไม้ทั้งหลายย่อมไม่ปรากฏด้วยมนต์เหล่านั้น ของท่านเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาหาสิ แปลว่า นำมาแล้ว. บทว่า ทุมปฺผลานิ แปลว่า ผลแห่งต้นไม้. มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า ถ้าเราจักทูลว่า วันนี้ข้าพระพุทธเจ้า จักถือเอาผลไม้มาถวายมิได้ พระราชาจักกริ้วเรา เราจักลวงพระองค์ด้วย มุสาวาทจึงทูลคาถาที่ ๒ ว่า ข้าพระบาทกำลังคำนวณคลองแห่งนักขัตฤกษ์ จนเห็นขณะและครู่ ด้วยมนต์ก่อน ครั้นได้ฤกษ์และ ยามดีแล้ว จักนำผลมะม่วงเป็นอันมากมาถวายพระองค์ เป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทฺธา หริสฺสํ อมฺพผลํ ความว่า เราจักนำผลมะม่วงมาแน่แท้. พระราชา ทรงพระดำริว่า มาณพนี้ในเวลาอื่น ไม่พูดถึงคลองแห่ง นักขัตฤกษ์เลย นี้มันเรื่องอะไรกันเล่า เมื่อจะตรัสถาม ได้ทรงภาษิตคาถา ๒ คาถาว่า
หน้า 218 ข้อ 1737
เมื่อก่อน ท่านไม่ได้พูดถึงคลองแห่งนักขัตฤกษ์ ได้เอ่ยถึงขณะแลครู่ ทันใดนั้น ท่านก็นำเอาผลมะม่วง เป็นอันมาก อันประกอบด้วยสี กลิ่น และรส มาให้ เราได้. ดูก่อนพราหมณ์ แม้เมื่อก่อนผลไม้ทั้งหลาย ย่อม ปรากฏด้วยร่ายมนต์ของท่าน วันนี้แม้ท่านจะร่ายมนต์ ไม่อาจให้สำเร็จได้ วันนี้สภาพของท่านเป็นอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วาเทสิ แปลว่า ย่อมไม่อาจ. บทว่า ชปฺปมฺปิ ความว่า ท่านจะท่องบ่นก็ดี จะร่ายมนต์ก็ดี. บทว่า อยํ โส ความว่า สภาพของท่านนี้นั้น เป็นอย่างไรในวันนี้. มาณพฟังพระดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า เราไม่อาจจะลวงพระราชาด้วย มุสาวาท แม้ว่าเราสารภาพความจริงแล้ว พระองค์คงไม่ลงพระราชอาญา เรา ต้องสารภาพความจริงเสียเถอะ ดังนี้แล้ว จึงกราบทูล ๒ คาถาว่า บุตรของคนจัณฑาล ได้บอกมนต์ให้ข้าพระบาท โดยธรรมและได้สั่งกำชับข้าพระบาทว่า ถ้ามีใครมา ถามถึงชื่อและโคตรของเราแล้ว เจ้าอย่าปกปิด มนต์ ทั้งหลายก็จะไม่ละเจ้า. ข้าพระบาทนั้น ครั้นพระองค์ผู้เป็นจอมแห่ง ประชาชนถามถึงอาจารย์ อันความลบหลู่ครอบงำแล้ว ได้กราบทูลเท็จว่า มนต์เหล่านี้เป็นของพราหมณ์ ข้า พระบาทจึงเป็นผู้เสื่อมมนต์ เป็นเหมือนกำพร้าร้องไห้ อยู่.
หน้า 219 ข้อ 1737
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า ได้ให้มนต์โดยธรรม สม่ำเสมอ โดยเหตุ โดยไม่ปกปิดเลย. บทว่า ปกติญฺจ สํสิ ความว่า บุตรของคนจัณฑาลได้กำชับถึงความเสื่อมและความปกติแห่งมนต์เหล่านั้นแก่ เราว่า ถ้าใคร ๆ มาถามถึงนามและโคตรของเรา เจ้าอย่าปกปิด ถ้าปกปิด มนต์ของเจ้าจักเสื่อม. บทว่า พฺราหฺมณสฺส มิจฺฉา ความว่า ข้าพระองค์ ได้บอกผิดไปว่า ข้าพระองค์ได้เรียนมาจากสำนักของพราหมณ์ เพราะฉะนั้น มนต์ทั้งหลายของข้าพระองค์จึงเสื่อม ข้าพระองค์นั้น มีมนต์อันเสื่อมแล้ว บัดนี้ย่อมร้องไห้เหมือนคนกำพร้า. พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงกริ้วว่า เจ้านี่ลามกมองไม่เห็นรัตนะ เห็นปานนี้ เมื่อได้รัตนะอันสูงสุดเช่นนี้แล้ว เรื่องชาติจักกระทำอะไรให้ได้ เมื่อทรงติเตียนเขา จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า บุรุษต้องการน้ำหวาน จะพึงได้น้ำหวานจาก ต้นไม้ใด จะเป็นต้นละหุ่งก็ตาม ต้นสะเดาก็ตาม ต้น ทองหลางก็ตาม ต้นไม้นั่นแล เป็นต้นไม้สูงสุดของ บุรุษนั้น. บุรุษพึงรู้แจ้งธรรมจากผู้ใด เป็นกษัตริย์ก็ตาม เป็นแพทย์ก็ตาม เป็นศูทรก็ตาม เป็นคนจัณฑาลก็ตาม คนเทหยักเยื่อก็ตาม ผู้นั้นก็จัดเป็นคนสูงสุดของบุรุษ นั้น. ท่านทั้งหลายจงลงอาชญาและเฆี่ยนตีมาณพผู้นี้ แล้วจับมาณพลามกผู้นี้ ไสคออกไปเสีย มาณพใด
หน้า 220 ข้อ 1737
ได้ประโยชน์อย่างสูงสุดด้วยความยากเข็ญ ท่านทั้ง- หลายจงยังมาณพนั้น ให้พินาศเพราะความเย่อหยิ่ง จองหอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มธุตฺถิโก ความว่า บุรุษผู้ต้องการด้วย น้ำหวาน ตรวจดูน้ำหวานในป่า ย่อมได้น้ำหวานของต้นไม้นั้น จากที่ใด ต้นไม้นั้นแล จัดว่าเป็นต้นไม้สูงสุดสำหรับผู้นั้น นรชนพึงรู้ธรรม คือเหตุ ประโยชน์ที่ควรจากบุรุษใดในบรรดากษัตริย์เป็นต้น เหมือนอย่างนั้น บุรุนั้น จัดว่าเป็นผู้สูงสุดของนรชนนั้น. บทว่า อิมสฺส ทณฺฑญฺจ ความว่า ท่าน ทั้งหลายจงเพิกหนังหลังของบุรุษผู้มีธรรมอันลามกนี้ด้วยชิ้นไม้ไผ่ สำหรับ เฆี่ยนและลงอาชญาทุกอย่าง แล้วจับคอบุรุษผู้ลามกนี้ขับไสไปเสีย ลงโทษตาม อำเภอใจแล้วขับไล่ไปเสีย จะประโยชน์อะไรด้วยบุรุษนี้ผู้อยู่ในที่นี้. พวกราชบุรุษพากันทำตามพระราชบัญชาอย่างนั้น พากันกล่าวว่า เจ้าไปเถิด เจ้าไปสู่สำนักอาจารย์ของเจ้า ทำให้อาจารย์ของเจ้าชื่นชมได้แล้ว ถ้าเจ้าจักได้มนต์อีก ค่อยมาในที่นี้ ถ้าไม่ได้ก็อย่ามองดูทิศนี้เลย ได้กระทำ เขาให้หมดอำนาจทีเดียว. เขาหมดที่พึ่งคิดว่า เว้นอาจารย์แล้ว ที่พึ่งอื่นของเรา ไม่มี เราต้องไปหาท่าน ทำให้ท่านชื่นชมขอเรียนมนต์นั้นอีกจนได้ ร้องไห้ พลางเดินไปสู่บ้านนั้น ครั้งนั้นพระมหาสัตว์เห็นเขาเดินมา ก็เรียกภรรยามา กล่าวว่า นางผู้เจริญ เชิญดูซิ เจ้านี่ ชั่วช้า มนต์เสื่อมหมดแล้ว กำลังกลับมา. เขาไปหาพระมหาสัตว์ ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถูกท่านถามว่า เหตุไรเล่าเจ้าจึงมา จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ ผมทำมุสาวาทบอกคืน ท่านอาจารย์เสีย ถึงความฉิบหายใหญ่โต เมื่อจะแสดงโทษที่ล่วงเกินแล้ว ขอเรียนมนต์ใหม่ จึงกล่าวคาถาว่า
หน้า 221 ข้อ 1737
บุคคลผู้สำคัญว่าที่เสมอ พึงตกบ่อ ถ้ำ เหว หรือหลุม ที่มีรากไม้ผุฉันใด อนึ่ง บุคคลตาบอด เมื่อสำคัญว่าเชือก พึงเหยียบงูเห่า พึงเหยียบไฟฉันใด ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญา ท่านทราบว่าข้าพเจ้าพลาดไปแล้ว ฉันนั้น ขอจงให้มนต์แก่ข้าพเจ้า ผู้มีมนต์อันเสื่อม แล้ว อีกสักครั้งหนึ่งเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา สมํ ความว่า บุรุษสำคัญว่า ที่นี้เป็น ที่สม่ำเสมอ พึงตกไปสู่บ่อ ถ้ำ เหว กล่าวคือที่พลาดจากพื้น หรือรากไม้ผุ. บทว่า ปูติปาทํ ความว่า ต้นไม้ใหญ่ในหิมวันตประเทศแห้งตาย เมื่อราก ทั้งหลายของต้นไม้ใหญ่นั้น เกิดเปื่อยเน่า ในที่นั้นย่อมเป็นบ่อใหญ่ นี้เป็น สถานที่ชื่อของบ่อใหญ่นั้น. บทว่า โชติมธิฏฺเหยฺย ความว่า พึงเหยียบไฟ. บทว่า เอวํปิ ความว่า แม้เราก็ฉันนั้น เป็นผู้บอดเพราะไม่มีจักษุคือปัญญา ไม่รู้คุณวิเศษของท่าน พลั้งพลาดในท่าน ท่านรู้เรานั้นว่าเป็นผู้พลั้งพลาด. บทว่า สปญฺา ความว่า ดูก่อนท่านผู้สมบูรณ์ด้วยญาณ จงให้มนต์แก่ข้าพเจ้า ผู้เสื่อมมนต์อีก. ลำดับนั้น อาจารย์กล่าวกะเขาว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าพูดอะไร ธรรมดาว่า คนบอด เมื่อมีผู้ให้สัญญาแล้ว ย่อมหลบหลีกบ่อเป็นต้นได้ เราเล่าก็บอกเจ้า แล้วแต่แรกทีเดียว คราวนี้เจ้าจะมาหาเราเพื่อประโยชน์อะไรเล่า แล้วกล่าว คาถาเหล่านี้ว่า เราได้ให้มนต์แก่ท่านโดยธรรม ฝ่ายท่านก็ได้ เรียนมนต์โดยธรรม หากว่าท่านมีใจดีรักษาปกติไว้ มนต์ก็จะไม่พึงละทิ้งท่านผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
หน้า 222 ข้อ 1737
ดูก่อนคนพาล มนต์อันใดที่จะพึงได้ในมนุษย- โลก มนต์อันนั้นท่านก็จะได้ในวันนี้โดยลำบาก ท่าน ผู้ไม่มีปัญญา กล่าวคำเท็จ ทำมนต์อันมีค่าเสมอด้วย ชีวิต ที่ได้มาโดยยากให้เสื่อมเสียแล้ว. เราจะไม่ให้มนต์เช่นนั้นแก่เจ้าผู้เป็นพาล หลง- งมงาย อกตัญญู พูดเท็จ ไม่มีความสำรวม มนต์ที่ไหน ไปเสียเถิด เราไม่พอใจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า แม้เราก็ไม่รับเงิน หรือทองอันเป็นส่วนของอาจารย์ ยินยอมมอบให้แก่ท่านโดยธรรมแท้ทีเดียว เเม้เจ้าเล่าก็มิได้ให้อะไร ย่อมรับเอาโดยธรรม โดยเสมอดุจกัน. บทว่า ธมฺเม ฐิตํ ได้แก่ ตั้งอยู่ในธรรมของบุคคลผู้บูชาอาจารย์. บทว่า ตาทิสเก ความว่า เราไม่ยอมให้มนต์เห็นปานนั้น คือที่จะให้มะม่วงมีผลในเวลามิใช่ฤดูกาล เจ้า จงไป เจ้าไม่ถูกใจข้าเลย. เขาถูกอาจารย์ตะเพิดอย่างนี้ คิดว่าเราจะอยู่ไปทำไม ดังนี้เข้าไปสู่ป่า ตายอย่างน่าอนาถ. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่ แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตก็บอกคืนอาจารย์เสีย ถึงความ พินาศอย่างใหญ่หลวงแล้ว ดังนี้แล้วจึงทรงประชุมชาดกว่า มาณพอกตัญญู ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต พระราชาได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วน บุตรคนจัณฑาล คือเราตถาคตแล. จบอรรถกถาอัมพชาดก
หน้า 223 ข้อ 1738, 1739, 1740, 1741, 1742, 1743, 1744
๒. ผันทนชาดก ว่าด้วยการผูกเวรหมีและไม้ตะคร้อ [๑๗๓๘] ท่านเป็นบุรุษถือขวาน มาสู่ป่ายืนอยู่ ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่าน ต้องการจะตัดไม้หรือ. [๑๗๓๙] เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งที่ทึบและ ที่โปร่ง ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไรที่จะทำเป็นกงรถได้มั่นคงดี. [๑๗๔๐] ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวางจะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่าตัดต้นไม้ชื่อว่าต้น ตะคร้อนั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก. [๑๗๔๑] ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็นอย่างไร ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้า จงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร. [๑๗๔๒] กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลง ด้วย ย่อมน้อมลงด้วยแต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่าต้น ตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่. [๑๗๔๓] ต้นไม้นี้แหละชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็น ต้นไม้ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือ ควรแก่กำ ล้อ ดุม งอนและกงรถ. [๑๗๔๔] เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดัง นี้ว่า ดูก่อนภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญ ท่านฟังถ้อยคำของเราบ้าง.
หน้า 224 ข้อ 1745, 1746, 1747, 1748, 1749, 1750
[๑๗๔๕] ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จาก คอแห้งหมีตัวนี้ แล้วจงเอาหนึ่งนั้นหุ้มกงรถ เมื่อทำ ได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง. [๑๗๔๖] เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อ จองเวรได้ สำเร็จ นำความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่เกิด ด้วยประการนี้. [๑๗๔๗] ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ ตะคร้อ ต่างก็ฆ่ากันและกัน ด้วยการวิวาทกัน ด้วย ประการฉะนี้. [๑๗๔๘] ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น ย่อมฟ้อนรำดังนกยูง รำแพนหาง เหมือนหมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น. [๑๗๔๙] เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวาย พระพรแก่บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตร ทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตร ทั้งหลายจงร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมี และไม้ตะคร้อเลย. [๑๗๕๐] ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความสามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง สรรเสริญแล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรมตั้งอยู่ใน ธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรมอันเป็นแดนเกษมจาก โยคะ. จบผันทนชาดกที่ ๒
หน้า 225 ข้อ 1750
อรรถกถาผันทนชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำโรหิณิ ทรงพระ- ปรารภการทะเลาะแห่งพระญาติ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กุาริหตฺโถ ปุริโส ดังนี้. ก็เนื้อความจักมีแจ้งในกุณาลชาดก.๑ แต่ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัส เรียกหมู่ญาติมาตรัสว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตรทั้งหลาย. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี ได้มีบ้านช่างไม้อยู่ภายนอกพระนคร. ในบ้านนั้นมีพราหมณ์ช่างไม้ผู้หนึ่ง หา ไม้มาจากป่า ทำรถเลี้ยงชีวิต ครั้งนั้นในหิมวันตประเทศ มีต้นตะคร้อใหญ่. มีหมีตัวหนึ่งเที่ยวหากินแล้ว มานอนที่โคนไม้ตะคร้อนั้น. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง เมื่อลมระดมพัด กิ่งแห้งกิ่งหนึ่งของต้นตะคร้อหักตกถูกคอหมีนั้น. มันพอกิ่งไม้ ทิ่มคอหน่อยก็สะดุ้งตกใจลุกขึ้นวิ่งไปหวนกลับมาใหม่ มองดูทางที่วิ่งมา ไม่เห็น อะไรคิดว่าสีหะหรือพยัคฆ์อื่น ๆ ที่จะติดตามมา มิได้มีเลย ก็แต่เทพยดาที่เกิด ณ ต้นไม้นี้ชะรอยจะไม่ทนดูเราผู้นอน ณ ที่นี้ เอาเถิดคงได้รู้กัน แล้วผูกโกรธ ในที่มิใช่ฐานะแล้วทุบฉีกต้นไม้ ตะคอกรุกขเทวดาว่า ข้าไม่ได้กินใบต้นไม้ของ เจ้าเลยทีเดียว ข้าไม่ได้หักกิ่ง ที่มฤคอื่น ๆ พากันนอนที่ตรงนี้ เจ้าทนได้ ทีข้าละก็เจ้าทนไม่ได้ โทษอะไรของข้าเล่า รอสักสองสามวันต่อไปเถิด ข้าจัก ให้เขาขุดต้นไม้ของเจ้าเสียทั้งรากทั้งโคน แล้วให้ตัดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่ จงได้ เที่ยวสอดส่องหาบุรุษผู้หนึ่งเรื่อยไป. ครั้งนั้น พราหมณ์ช่างไม้ผู้นั้น พามนุษย์ ๒-๓ คนไปถึงประเทศตรงนั้น โดยยานน้อยเพื่อต้องการไม้ทำรถ จอดยานน้อยไว้ ณ ที่แห่งหนึ่งถือพร้าและขวานเลือกเฟ้นต้นไม้ ได้เดินไป ดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก แปล เล่มที่ ๔ ภาคที่ ๑ หน้า ๕๑๔
หน้า 226 ข้อ 1750
จนใกล้ไม้ตะคร้อ. หมีพบเข้าแล้วคิดว่า วันนี้น่าที่เราจะได้เห็นหลังปัจจามิตร ได้มายืนอยู่ที่โคนต้น. ฝ่ายนายช่างไม้เล่า มองดูทางโน้นทางนี้ ผ่านไปใกล้ ต้นตะคร้อ. หมีนั้นคิดว่า เราต้อง บอกเขาทันทีที่เขายังไม่ผ่านไป ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า ท่านเป็นบุรุษถือขวาน มาสู่ป่ายืนอยู่ ดูก่อนสหาย เราถามท่าน ท่านจงบอกแก่เรา ท่านต้องการจะตัดไม้ หรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุริโส ความว่า ท่านผู้เป็นบุรุษคนหนึ่ง มือถือขวาน หยั่งลงสู่ป่านี้ยืนอยู่. เขาฟังคำของมันแล้ว คิดว่า ผู้เจริญน่าอัศจรรย์จริง มฤคพูดภาษา มนุษย์ เราไม่เคยพบมาก่อนจากนี้เลย เจ้านี่คงจะรู้จักไม้ที่เหมาะแก่การทำรถ ต้องถามมันดูก่อน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า เจ้าเป็นหมี เที่ยวอยู่ทั่วไปทั้งป่าทึบและป่าโปร่ง ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา ไม้อะไร ที่จะทำกงรถ ได้มั่นคงดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อีโส ความว่า แกเล่าเป็นหมีตัวหนึ่ง ท่องเที่ยวไปในป่า เจ้าคงรู้จักไม้ที่ควรจะทำรถได้. หมีได้ฟังดังนั้น คิดว่า บัดนี้ มโนรถของข้าจักถึงที่สุด ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า ไม้รังก็ไม่มั่นคง ไม้ตะเคียนก็ไม่มั่นคง ไม้หูกวาง จะมั่นคงที่ไหนเล่า แต่ว่าต้นไม้ชื่อว่าต้นตะคร้อ นั่นแหละ ทำเป็นกงรถมั่นคงดีนัก.
หน้า 227 ข้อ 1750
เขาฟังคำของมันนั้นแล้ว เกิดโสมนัสว่า วันนี้เป็นวันดีจริงเทียวละ ที่เราเข้าป่า สัตว์ดิรัจฉานบอกไม้อันเหมาะที่จะกระทำรถแก่เรา โอ ดีนัก เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า ต้นตะคร้อนั้นใบเป็นอย่างไร อนึ่ง ลำต้นเป็น อย่างไร ดูก่อนสหาย เราถามเจ้า ขอเจ้าจงบอกแก่เรา เราจะรู้จักไม้ตะคร้อได้อย่างไร. ลำดับนั้น หมีเมื่อจะบอกแก่เขา ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า กิ่งทั้งหลายแห่งต้นไม้ใด ย่อมห้อยลงด้วย ย่อม น้อมลงด้วย แต่ไม่หัก ต้นไม้นั้นชื่อว่าต้นตะคร้อ ที่เรายืนอยู่ใกล้โคนต้นนี่. ต้นไม้นี้แหละ ชื่อว่าต้นตะคร้อ เป็นต้นไม้ ควรแก่การงานของท่านทุกอย่าง คือควรทำล้อ ดุม งอนและกงรถ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารานํ ความว่า หมีนั้นคิดว่าบางคราว คนนี้จะไม่พึงถือเอาต้นไม้นี้ก็ได้ เราต้องบอกแม้ซึ่งคุณของต้นไม้นั้นไว้บ้าง จึงได้กล่าวคำนี้ว่า ทำกำดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อีสานเนมิรถสฺสจ ความว่า ต้นตะคร้อนี้ จักควรแก่การงาน คือจักเหมาะแก่การงานที่จะกระทำ งอนรถ กงรถและเครื่องรถที่เหลือทุก ๆ อย่างของท่าน. หมีนั้นครั้นบอกอย่างนี้แล้ว ดีใจ เดินเที่ยวไปเสียข้างหนึ่ง ช่างไม้เล่า ก็เตรียมการที่จะตัดต้นไม้. รุกขเทวดาคิดว่าอะไร ๆ เราก็มิได้ให้ตกใส่บนตัวหมี นั้นมันผูกอาฆาตในอันมิใช่เหตุเลย กำลังจะทำลายวิมานของเราเสีย และตัวเรา ก็จักพลอยย่อยยับไปด้วย ต้องล้างผลาญไอ้หมีตัวนี้ด้วยอุบายอย่างหนึ่งให้ได้ จำแลงเป็นคนทำงานในป่า มาสู่สำนักของช่างไม้นั้น แล้วถามว่า บุรุษผู้เจริญ
หน้า 228 ข้อ 1750
ท่านได้ต้นไม้ที่เหมาะใจแล้ว ท่านจักตัดต้นไม้นี้ไปทำอะไร. ตอบว่า จักกระทำ กงรถ ด้วยต้นไม้นี้ จักเป็นตัวรถก็ได้. ถามว่า ใครบอกท่าน. ตอบว่า หมี ตัวหนึ่งบอก. รุกขเทวดาจึงกล่าวว่า ดีละดีแล้ว ที่หมีนั้นบอกรถจักงามด้วย ไม้นี้ แต่เมื่อท่านลอกหนังคอหมีประมาณ ๔ นิ้วแล้วเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ ดุจ หุ้มด้วยแผ่นเหล็กกงรถก็จะแข็งแรง และท่านจักได้ทรัพย์มาก. ถามว่า ข้าพเจ้า จักได้หนังหมีมาจากไหนเล่า ตอบว่า ท่านเป็นคนโง่ ต้นไม้นี้ตั้งต้นอยู่ในป่า ไม่หนีหายไปดอกนะ ท่านจงไปสู่สำนักไอ้หมีตัวที่มันบอกต้นไม้นั้น หลอกมัน ว่า นายเอ๋ย ข้าพเจ้าจะตัดต้นไม้ที่ท่านชี้ให้ตรงไหนเล่า พามันมา ขณะที่มัน หมดระแวงกำลังยื่นจงอยปากบอกอยู่ว่า ตัดตรงนี้และตรงนั้น ท่านจงฟันเสีย ด้วยขวานใหญ่อันคมให้ถึงสิ้นชีวิต ถลกหนังกินเนื้อที่ดี ๆ แล้วค่อยตัดต้นไม้ เป็นอันรุกขเทวดาจองเวรสำเร็จ. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นตะคร้อได้กล่าวดังนี้ว่า ดูก่อน ภารทวาชะ แม้ถ้อยคำของเรามีอยู่ เชิญท่านฟังถ้อยคำ ของเราบ้าง. ท่านจงลอกหนังประมาณ ๔ นิ้ว จากคอแห่งหมี ตัวนี้ แล้วจงเอาหนังนั้นหุ้มกงรถ เมื่อทำได้อย่างนั้น กงรถของท่านก็จะพึงเป็นของมั่นคง. เทวดาผู้สิงอยู่ต้นตะคร้อ จองเวรได้สำเร็จ นำ ความทุกข์มาให้แก่หมีทั้งหลาย ที่เกิดแล้ว และยังไม่- เกิด ด้วยประการฉะนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภารทฺวาช เป็นคำที่เทวดาเรียกเขาโดย โคตร. บทว่า อุปกฺขนฺขมฺหา แปลว่า จากลำคอ. บทว่า อุกฺกจฺจ แปลว่า ตัดออก.
หน้า 229 ข้อ 1750
ช่างไม้ฟังคำของรุกขเทวดา คิดว่า โอ้โอ วันนี้เป็นวันมงคลของเรา ฆ่าหมี ตัดต้นไม้ แล้วหลีกไป. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสคาถาว่า ไม้ตะคร้อฆ่าหมี และหมีก็ฆ่าไม้ตะคร้อ ต่างก็ ฆ่ากันและกัน ด้วยการวิวาทกัน ด้วยประการฉะนี้. ในหมู่มนุษย์ ความวิวาทเกิดขึ้น ณ ที่ใด มนุษย์ ทั้งหลายในที่นั้นย่อมฟ้อนรำดังนกยูงรำแพนเหมือน หมีและไม้ตะคร้อ ฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรแก่ บพิตรทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่บพิตรทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ ขอบพิตรทั้งหลายจง ร่วมบันเทิงใจ อย่าวิวาทกัน อย่าเป็นดังหมีและไม้- ตะคร้อเลย. ขอบพิตรทั้งหลายจงศึกษาความสามัคคี ความ สามัคคีนั้นแหละ พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงสรรเสริญ แล้ว บุคคลผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมไม่คลาดจากธรรม อันเป็นแดนเกษมจากโยคะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฆาตยุํ แปลว่า ต่างฝ่ายต่างฆ่ากัน. บทว่า มยุรนจฺจํ นจฺจนฺติ ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร บรรดามนุษย์ วิวาท เกิดมีในที่ใด ฝูงคนในที่นั้นต่างก็จะร่ายรำ เหมือนนกยูงรำแพน กระทำที่ ๆ ควรปกปิด คือที่ ๆ ลี้ลับให้ปรากฏ ฉันใด มนุษย์นั้นก็ฉันนั้น เมื่อประกาศ โทษแห่งกันและกัน ชื่อว่าฟ้อนรำเหมือนการรำแพนแห่งนกยูง. บทว่า ตํ โว
หน้า 230 ข้อ 1750
ความว่า เพราะเหตุนั้น อาตมภาพขอถวายพระพรบพิตรทั้งหลาย ขอความ เจริญจงมีแก่มหาบพิตรทั้งหลาย. บทว่า ยาวนฺเตตฺถ ความว่า เท่าที่มา ประชุมกัน ณ ที่นี้ อย่าพากันเป็นหมีและไม้ตะคร้อเลย. บทว่า สามคฺยเมว ความว่า บพิตรทั้งหลาย จงศึกษาความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันอย่างเดียวเถิด นี้ เป็นข้อที่พุทธาทิบัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญแล้ว. บทว่า ธมฺมฏฺโ ความว่า ตั้งอยู่ในสุจริตธรรม. บทว่า โยคกฺเขมา ความว่า ท่านผู้ยินดีในสามัคคีธรรม ย่อมไม่แคล้วจากธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ คือพระนิพพาน. บทว่า น ธํสติ ความว่า ย่อมไม่เสื่อม. พระศาสดาทรงถือเอายอดแห่งเทศนาด้วย พระนิพพาน ด้วยประการฉะนี้. พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับธรรมกถาของพระองค์แล้ว ต่างก็ทรง สมัครสมานกันได้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ก็แลเทวดาผู้สิงอยู่ในราวป่านั้น ฟังเรื่องราวนั้น ในครั้งนั้น คือเราตถาคต แล. จบอรรถกถาผันทนชาดก
หน้า 231 ข้อ 1751, 1752, 1753, 1754
๓. ชวนหังสชาดก ว่าด้วยรักกันอยู่ไกลก็เหมือนอยู่ใกล้ [๑๗๕๑] ดูก่อนหงส์ เชิญเกาะที่ตั่งทองนี้เถิด การได้เห็นท่านชื่นใจฉันจริง ท่านเป็นอิสระในสถาน ที่นี้ ท่านมาถึงแล้ว รังเกียจสิ่งใดที่มีอยู่ในนิเวศน์นี้ จงบอกสิ่งนั้นให้ทราบเถิด. [๑๗๕๒] คนบางพวก ย่อมเป็นที่รักของบุคคล บางพวกเพราะได้ฟัง อนึ่ง ความรักของบุคคลบางพวก ย่อมหมดสิ้นไปเพราะได้เห็น คนบางพวกย่อมเป็น ที่รักเพราะได้เห็นและเพราะได้ฟัง ท่านรักใคร่ฉัน เพราะได้เห็นบ้างไหม. [๑๗๕๓] ท่านเป็นที่รักของฉันเพราะได้ฟัง และ เป็นที่รักของฉันยิ่งนัก เพราะอาศัยการเห็น ดูก่อน พญาหงส์ ท่านน่ารักน่าดูอย่างนี้ เชิญอยู่ในสำนักของ ฉันเถิด. [๑๗๕๔] ข้าพระองค์ทั้งหลายได้รับการสักการ- บูชาแล้วเป็นนิตย์ พึงอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระ- องค์ แต่บางครั้งพระองค์ทรงเมาน้ำจัณฑ์แล้ว จะพึง- ตรัสสั่งว่า จงย่างพญาหงส์ให้ฉันที.
หน้า 232 ข้อ 1755, 1756, 1757, 1758, 1759, 1760
[๑๗๕๕] การดื่มน้ำเมา ซึ่งเป็นที่รักของฉัน ยิ่งกว่าท่าน ฉันติเตียนการดื่มน้ำเมานั้น เอาเถอะ ตลอดเวลาที่ท่านยังอยู่ในนิเวศน์ของฉัน ฉันจักไม่ดื่ม น้ำเมาเลย. [๑๗๕๖] ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอก ทั้งหลายก็ดี ของนกทั้งหลายก็ดี รู้ได้ง่าย แต่เสียง ของมนุษย์รู้ได้ยากกว่านั้น. [๑๗๕๗] อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คน ทั้งหลายนับถือว่าเป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์ รู้ได้ยากอย่างนี้. [๑๗๕๘] ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด แม้บุคคลนั้น จะอยู่ไกลก็เหมือนกับอยู่ใกล้ ใจเหินห่างจากบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะอยู่ใกล้ก็เหมือนกับอยู่ไกล. [๑๗๕๙] ถ้ามีจิตเลื่อมใสรักใคร่กัน ถึงแม้จะอยู่ คนละฝั่งสมุทร ก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ถ้ามีจิตคิด ประทุษร้ายกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกัน ก็เหมือนกับ อยู่กันคนละฝั่งสมุทร. [๑๗๖๐] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คนที่เป็น ศัตรูกันถึงจะอยู่ร่วมกันก็เหมือนกับอยู่ห่างไกลกัน ข้า แต่พระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ คนที่รักกันถึงแม้จะ อยู่ห่างไกลกัน ก็เหมือนกับอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ.
หน้า 233 ข้อ 1761, 1762, 1763
[๑๗๖๑] ด้วยการอยู่ร่วมกันนานเกินควร คนรัก กันย่อมกลายเป็นคนไม่รักกันก็ได้ ข้าพระองค์ขอทูล ลาพระองค์ไป ก่อนที่ข้าพระองค์จะกลายเป็นผู้ไม่เป็น ที่รักของพระองค์. [๑๗๖๒] เมื่อเราวิงวอนอยู่อย่างนี้ ถ้าท่านมิได้ รู้ถึงความนับถือของเรา ท่านก็มิได้ทำตามคำวิงวอน ของเรา ซึ่งจะเป็นผู้ปรนนิบัติท่านเมื่อเป็นอย่างนี้ เรา ขอวิงวอนท่านว่า ท่านพึงหมั่นมาที่นี่บ่อย ๆ นะ. [๑๗๖๓] ข้าแต่พระมหาราชผู้เป็นมิ่งขวัญแห่ง รัฐ ถ้าเรายังอยู่กันเป็นปกติอย่างนี้ อันตรายจักยัง ไม่มีทั้งแก่พระองค์และแก่ข้าพระองค์เป็นอันแน่นอน ว่า เราทั้งสองคงได้พบเห็นกัน ในเมื่อวันคืนผ่านไป เป็นแน่. จบชวนหังสชาดกที่ ๓
หน้า 234 ข้อ 1763
อรรถกถาชวนหังสชาดก พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภพระเทศนาทัฬหธัมมธนุคคหสูตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิเธว หํส นิปต ดังนี้. ความพิสดารว่า จำเดิมแต่วันที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เปรียบเหมือน นายขมังธนูมีธรรมมั่นคง ๔ นาย ฝึกฝนดี แล้วมีมือได้ฝึกปรือแล้ว ยิงแม่นยำ ยืน ๔ ทิศ ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งมา เราจักจับลูกศรของนายขมังธนูผู้มีธรรมมั่นคง ๔ นาย เหล่านี้ ที่ฝึกฝนดีแล้ว มีมือได้ฝึกปรือแล้วยิงแม่นยำ ยิงไปทั้ง ๔ ทิศไม่ทันตกถึงดินเลย แล้วนำมา ให้ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็นอย่างไร บุรุษผู้วิ่ง ไปด้วยความเร็ว ต้องประกอบด้วยความเร็วอย่างยอดเยี่ยม เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลรับว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเร็ว ของบุรุษจะเป็นปานใด ความเร็วของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ยังเร็วกว่านั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเร็วของบุรุษนั้นจะเร็วปานใดเล่า อนึ่งเล่า ฝูงเทวดา ย่อมเหาะไปข้างหน้าดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ความเร็วของหมู่เทวดานั้น เร็ว ยิ่งกว่าความเร็วของดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเร็วของ บุรุษนั้น ความเร็วของหมู่เทวดาเหล่านั้นปานใด อายุสังขารย่อมสิ้นไปเร็วกว่า นั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น เธอทั้งหลายพึงสำเหนียกในข้อนั้น อย่างนี้ว่า พวกเราต้องละความกระหายด้วยอำนาจความกำหนัดในกามทั้งหลาย ที่บังเกิดแล้วเสียให้ได้ อนึ่ง จิตของพวกเราต้องไม่ตั้งยึดความกระหายด้วย อำนาจความกำหนัดในกามทั้งหลายไว้เลย พวกเราต้องเป็นผู้ไม่ประมาท ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอต้องสำเหนียกอย่างนี้ทีเดียว ดังนี้ ในวันที่ ๒
หน้า 235 ข้อ 1763
พวกภิกษุสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระศาสดาทรงดำรง ในพุทธวิสัยของพระองค์ ทรงชี้แจงถ้วนถี่ถึงอายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ กระทำ ให้เป็นของชั่วประเดี๋ยว ทรพล ให้พวกภิกษุที่เป็นปุถุชนพากันถึงความสะดุ้งใจ อย่างล้นพ้น โอ ธรรมดาพระพุทธพลอัศจรรย์นะ. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุ เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์ เลย ที่เรานั้นบรรลุสัพพัญญุตญาณแล้วในบัดนี้ ชี้แจงถึงอายุสังขารในหมู่สัตว์ เป็นภาวะชั่วประเดี๋ยว แสดงธรรมให้พวกภิกษุสลดใจได้ เพราะในปางก่อน ถึงเราจะบังเกิดในกำเนิดหงส์เป็นอเหตุกสัตว์ ก็เคยชี้แจงความที่สังขารทั้งหลาย เป็นสภาวะชั่วคราว แสดงธรรมให้บริษัททั้งสิ้น ตั้งต้นแต่พระเจ้าพาราณสี สลดได้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดชวนหงส์ มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ ภูเขาจิตตกูฏ วันหนึ่งพระโพธิสัตว์ พร้อมด้วยบริวารเคี้ยวกินข้าวสาลี เกิดเองในสระแห่งหนึ่ง ณ พื้นชมพูทวีปบินไปสู่เขาจิตตกูฏ ด้วยการบินไปอัน งดงามระย้าระยับ ทางเบื้องบนแห่งกรุงพาราณสีกับบริวารเป็นอันมาก ประหนึ่งบุคคลลาดลำแพนทองไว้บนอากาศฉะนั้นทีเดียว. ครั้งนั้น พระเจ้า พาราณสีทอดพระเนตรเห็นพระโพธิสัตว์นั้น ตรัสแก่พวกอำมาตย์ว่า อันหงส์ แม้นี้คงเป็นพระราชาเหมือนเรา บังเกิดพระสิเนหาในพระโพธิสัตว์นั้น ทรง ถือดอกไม้ของหอมและเครื่องประเทืองผิว ทอดพระเนตรดูพระโพธิสัตว์นั้น พลางรับสั่งให้ประโคมดนตรีทุกอย่าง. พระมหาสัตว์เห็นท้าวเธอทรงกระทำ สักการะแก่ตน จึงถามฝูงหงส์ว่า พระราชาทรงกระทำสักการะเห็นปานนี้แก่เรา
หน้า 236 ข้อ 1763
ทรงพระประสงค์อะไรเล่า. ฝูงหงส์พากันตอบว่า ข้าแต่สมมติเทพ ทรงพระ- ประสงค์มิตรภาพกับพระองค์พระเจ้าข้า. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น มิตรภาพของพวกเราจงมีแก่พระราชาเถิด กระทำมิตรภาพแก่พระราชาแล้ว หลีกไป. อยู่มาวันหนึ่ง ในเวลาที่พระราชาเสด็จสู่พระอุทยาน พระโพธิสัตว์ บินไปสู่สระอโนดาต ใช้ปีกข้างหนึ่งนำน้ำมา ข้างหนึ่งนำผงจันทน์มา ให้ พระราชาทรงสรงสนานด้วยน้ำนั้น โปรยผงจันทน์ถวาย เมื่อมหาชนกำลังดูอยู่ นั่นแหละ ได้พาบริวารบินไปสู่เขาจิตตกูฏ. จำเดิมแต่นั้น พระราชาปรารถนา จะเห็นพระมหาสัตว์ ก็ประทับทอดพระเนตรทางที่มา ด้วยทรงพระอาโภคว่า สหายของเราคงมาวันนี้. ครั้งนั้น ลูกหงส์สองตัวเป็นน้องเล็กของพระมหาสัตว์ ปรึกษากันว่า เราจักบินแข่งกับพระอาทิตย์ บอกแก่พระมหาสัตว์ว่า ฉันจัก บินแข่งกับดวงอาทิตย์. พระมหาสัตว์กล่าวว่า พ่อเอ๋ย อันความเร็วของดวง อาทิตย์เร็วพลัน เธอทั้งสองจักไม่สามารถบินแข่งกับดวงอาทิตย์ได้ดอก จัก ต้องย่อยยับเสียในระหว่างทีเดียว อย่าพากันไปเลยนะ. หงส์เหล่านั้นพากัน อ้อนวอนถึงสองครั้งสามครั้ง. แม้พระโพธิสัตว์ก็คงห้ามหงส์ทั้งสองนั้นตลอด สามครั้งเหมือนกัน หงส์ทั้งสองนั้น ดื้อดันด้วยมานะ ไม่รู้กำลังของตน ไม่ บอกแก่พระมหาสัตว์เลย คิดว่า เราจักบินแข่งกับดวงอาทิตย์ เมื่อดวงอาทิตย์ ยังไม่ทันขึ้นไปเลย พากันบินไปจับอยู่ ณ ยอดเขายุคนธร. พระมหาสัตว์ ไม่เห็นหงส์ทั้งสองนั้น ถามว่า หงส์ทั้งสองนั้นไปไหนกันเล่า ได้ฟังเรื่องนั้น แล้วคิดว่า หงส์ทั้งสองนั้น ไม่อาจแข่งกับดวงอาทิตย์ จักพากันย่อยยับเสีย ระหว่างทางเป็นแม่นมั่น เราต้องให้ชีวิตทานแก่หงส์ทั้งสองนั้น แม้พระ- มหาสัตว์ก็บินไปจับอยู่ที่ยอดเขายุคนธรเช่นเดียวกัน ครั้นเมื่อดวงอาทิตย์ขึ้น แล้ว หงส์ทั้งคู่ก็บินถลาขึ้นไปกับดวงอาทิตย์. ฝ่ายพระมหาสัตว์เล่าก็บินไปกับ
หน้า 237 ข้อ 1763
หงส์ทั้งสองนั้น. น้องเล็กแข่งไปได้เพียงเวลาสายก็อิดโรย ได้เป็นดุจเวลาที่ จุดไฟขึ้นที่ข้อต่อแห่งปีกทั้งหลาย. น้องเล็กนั้นจึงให้สัญญาแก่พระโพธิสัตว์ให้ ทราบว่า พี่จ๋า ฉันบินไม่ไหวแล้ว. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ปลอบเธอว่าอย่ากลัวเลยนะ ฉันจักให้ชีวิต แก่เธอ ประคองไว้ด้วยอ้อมปีก ให้เบาใจไปสู่เขาจิตตกูฏ มอบไว้ท่าม กลางฝูงหงส์ บินไปอีกทันดวงอาทิตย์ แล้วบินชลอไปกับน้องกลาง. บิน แข่งกับดวงอาทิตย์ไปจนถึงเวลาจวนเที่ยง ก็อิดโรย. ได้เป็นดุจเวลาที่ จุดไฟขึ้นที่ข้อต่อแห่งปีกทั้งหลาย ลำดับนั้น ก็ให้สัญญาแก่พระโพธิสัตว์ ให้ทราบว่า พี่จ๋า ฉันไปไม่ไหวละ. พระมหาสัตว์ปลอบโยนหงส์แม้นั้นโดย ทำนองเดียวกัน ประคองด้วยอ้อมปีก ไปสู่เขาจิตตกูฏ. ขณะนั้นดวงอาทิตย์ ถึงท่ามกลางฟ้าพอดี ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า วันนี้เราจักทดลองกำลัง แห่งสรีระของเราดู แล้วบินไปด้วยความเร็วรวดเดียวเท่านั้น จับยอดเขายุคนธร ถลาขึ้นจากนั้น ใช้กำลังรวดเดียวเหมือนกันทันดวงอาทิตย์ บางคราวก็แข่งไป ข้างหน้า บางคราวก็ไล่หลัง ได้คิดว่า อันการบินแข่งกับดวงอาทิตย์ของเรา ไร้ประโยชน์ เกิดประดังจากการทำในใจโดยไม่แยบคาย เราจะต้องการอะไร ด้วยประการนี้ เราจักไปสู่พระนครพาราณสี กล่าวถ้อยคำประกอบด้วยอรรถ ประกอบด้วยธรรม แก่พระราชาสหายของเรา. พระมหาสัตว์นั้นหันกลับ เมื่อ ดวงอาทิตย์ยังไม่ทันโคจรผ่านท่านกลางฟ้าไปเลย บินเลียบตามท้องจักรวาล ทั้งสิ้น โดยที่สุดถึงที่สุดลดความเร็วลง บินเลียบชมพูทวีปทั้งสิ้น โดยที่สุด ถึงที่สุด ถึงกรุงพาราณสี. พระนครทั้งสิ้นอันมีบริเวณได้ ๑๒ โยชน์ ได้เป็น ดุจหงส์กำบังไว้ ชื่อว่าระยะทางไม่ปรากฏเลย ครั้นความเร็วลดลงโดยลำดับ ช่องในอากาศจึงปรากฏได้. พระมหาสัตว์ผ่อนความเร็วลง ร่อนลงจากอากาศ
หน้า 238 ข้อ 1763
ได้จับอยู่ ณ ที่เฉพาะช่องพระสีหบัญชร. พระราชาตรัสว่า สหายของเรามา ตรัสสั่งให้จัดตั้งตั่งทอง เพื่อให้พระโพธิสัตว์เกาะ ตรัสว่า สหายเอ๋ย เชิญ ท่านเข้ามาเถิด เกาะที่ตรงนี้เถิด ดังนี้ตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า ดูก่อนหงส์ เชิญเกาะที่ตั่งทองนี้เถิด การได้เห็น ท่านชื่นใจฉันจริง ท่านเป็นอิสระในสถานที่นี้ ท่าน มาถึงแล้ว รังเกียจสิ่งใดที่มีอยู่ในนิเวศน์นี้ จงบอก สิ่งนั้นให้ทราบเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิธ แปลว่า ที่ตรงนี้พระราชาตรัสหมายเอา ตั่งทอง. บทว่า นิปต แปลว่า เชิญจับอยู่. ด้วยบทว่า อิสฺสโรสิ นี้ พระราชาตรัสว่า ท่านเป็นผู้ใหญ่ เป็นเจ้าของที่นี้มาแล้ว. บทว่า ยํ อิธตฺถิ ความว่า สิ่งใดมีอยู่ในนิเวศน์นี้ ท่านไม่ต้องเกรงใจ จงบอกแก่ฉันถึงสิ่งนั้น พระมหาสัตว์จับอยู่ที่ตั่งทอง. พระราชารับสั่งให้คนทาช่องปีกของ พระมหาสัตว์นั้น ด้วยน้ำมันที่หุงซ้ำ ๆ ได้แสนครั้ง รับสั่งให้เอาข้าวตอกคลุก ด้วยน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด ใส่จานทองพระราชทาน ทรงกระทำปฏิสันถาร อันอ่อนหวาน ตรัสถามว่า สหายเอ๋ย ท่านมาลำพังผู้เดียวไปไหนมาเล่า. พระมหาสัตว์นั้นเล่าเรื่องนั้นโดยพิสดาร. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระ- มหาสัตว์นั้นว่า สหายเอ๋ย เชิญท่านแสดงความเร็วชนิดที่แข่งกับดวงอาทิตย์ ให้ฉันดูบ้างเถิด. พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชหม่อมฉันไม่สามารถ ที่จะแสดงความเร็วชนิดนั้นได้. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเชิญเธอแสดง เพียงขนาดที่พอเห็นสมกันแก่ฉันเถิด. พระมหาสัตว์ทูลว่า ได้ซิ มหาราช
หน้า 239 ข้อ 1763
หม่อมฉันจักแสดงความเร็วขนาดที่พอเห็นสมถวาย พระองค์โปรดดำรัสสั่งให้ นายขมังธนูผู้ยิงรวดเร็วประชุมกันเถิด. พระราชาทรงให้นายขมังธนูประชุม กันแล้ว. พระมหาสัตว์คัดนายขมังธนูได้ ๔ นาย ซึ่งเป็นเยี่ยมกว่าทุก ๆ คน ลงจากพระราชนิเวศน์ ให้ฝังเสาศิลา ณ ท้องพระลานหลวง ให้ผูกลูกศรที่คอ ของตนจับอยู่ที่ยอดเสา ส่วนนายขมังธนูทั้ง ๔ นาย ให้ยืนพิงเสาศิลาผินหน้าไป ๔ ทิศ ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช คน ๔ คนเหล่านี้ จงยิงลูกศร ๔ ลูก ตรงไปทางทิศทั้ง ๔ โดยประดังพร้อมกัน หม่อมฉันจะเก็บลูกศรเหล่านั้นมา มิให้ทันตกดินเลย แล้วทิ้งลงแทบเท้าของคนเหล่านั้น พระองค์พึงทรงทราบ การที่หม่อมฉันไปเก็บลูกศรด้วยสัญญาแห่งเสียงลูกศร แต่หม่อมฉันจักไม่ ปรากฏเลย แล้วเก็บลูกศรที่นายขมังธนูทั้ง ๔ ยิงไปพร้อมกันทันทีหลุดพ้นไป จากสายแล้ว มาทิ้งลงตรงใกล้ ๆ เท้าของนายขมังธนูเหล่านั้น แสดงตนจับอยู่ ณ ยอดแห่งเสาศิลานั้นเอง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ความเร็วของ หม่อมฉันนี้ มิใช่ความเร็วอย่างสูงสุดดอก มิใช่ความเร็วปานกลาง เป็นความ ขนาดเลวชั้นโหล่ ข้าแต่มหาราช ความเร็วของหม่อมฉันพึงเป็นเช่นนี้นะ พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาทรงถามว่า สหายเอ๋ย ก็และความเร็วอย่างอื่น ที่เร็วกว่าความเร็วของท่านน่ะ ยังมีหรือ. พระมหาสัตว์ กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า อายุสังขารของสัตว์เหล่านี้ ย่อมสิ้น ย่อมสลาย ย่อมถึง ความสิ้น เร็วพลันกว่าแม้แต่ความเร็วขนาดสูงสุดของหม่อมฉัน ตั้งร้อยเท่า พันทวีแสนทวี พระมหาสัตว์แสดงความสลายแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย ด้วย สามารถความดับอันเป็นไปทุก ๆ ขณะด้วยประการฉะนี้. พระราชาทรงสดับ คำของพระมหาสัตว์ทรงกลัวต่อมรณภัย ไม่สามารถดำรงพระสติไว้ได้ ชวน
หน้า 240 ข้อ 1763
พระกายล้มเหนือแผ่นดิน. มหาชนพากันถึงความสยดสยอง. พวกอำมาตย์ ต้องเอาน้ำสรงพระพักตร์พระราชา ช่วยให้พระองค์ทรงกลับฟื้นคืนพระสติ. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กราบทูลเตือนว่า ข้าแต่พระมหาราช พระองค์อย่า ได้ทรงหวาดเกรงเลย เชิญทรงเจริญมรณสติไว้เถิด ทรงประพฤติธรรมไว้เถิด ทรงกระทำบุญมีให้ทานเป็นต้นไว้เถิด พระองค์อย่าประมาทเถิด พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาเมื่อทรงอ้อนวอนว่า ฉันจักไม่สามารถที่จะอยู่แยกกับ อาจารย์ผู้สมบูรณ์ด้วยญาณเช่นท่าน ชั่วระยะกาลอันใกล้ได้ ท่านไปต้องไปสู่ เขาจิตตกูฎ ชี้แจงธรรมแก่ฉัน เป็นอาจารย์ให้โอวาทอยู่ ณ ที่นี้เลยเถิดนะ จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า คนบางพวก ย่อมเป็นที่รักของบุคคลบางคน เพราะได้ฟัง อนึ่ง ความรักของบุคคลบางคน ย่อม หมดสิ้นไปเพราะได้เห็น คนบางพวกย่อมเป็นที่รัก เพราะได้เห็นและเพราะได้ฟัง ท่านรักใคร่ฉันเพราะได้ เห็นบ้างไหม. ท่านเป็นที่รักของฉันเพราะได้ฟัง และเป็นที่รัก ของฉันยิ่งนัก เพราะอาศัยการเห็น ดูก่อนพญาหงส์ ท่านน่ารักน่าดูอย่างนี้ เชิญอยู่ในสำนักของฉันเถิด. คาถาเหล่านั้นมีอธิบายว่า ดูก่อนสหายพญาหงส์ บุคคลจำพวกหนึ่ง ย่อมน่ารักด้วยการฟัง คือดูดดื่มใจด้วยได้ฟัง เพราะได้ยินว่า มีคุณอย่างนี้ แต่จำพวกหนึ่งพอเห็นเท่านั้น ความพอใจหมดไปเลย คือความรักหายไปหมด ปรากฏเหมือนพวกยักษ์ที่มากันมาเพื่อกัดกิน จำพวกหนึ่งเล่า เป็นผู้น่ารักได้
หน้า 241 ข้อ 1763
ทั้งสถาน คือทั้งได้เห็น ทั้งได้ฟัง เหตุนั้นฉันขอถามท่าน เพราะเห็นฉัน ท่านจึงรักฉันบ้างหรือไร คือท่านยังจะพึงใจฉันบ้างหรือไม่ แต่สำหรับฉัน ท่านเป็นที่รักด้วยได้ยิน แน่ละ ยิ่งมาเห็นยิ่งรักนักเทียว ท่านเป็นที่รักน่าดูของ ฉันเช่นนี้ อย่าไปสู่เขาจิตตกูฏ จงอยู่ในสำนักของฉันนี้เถิด. พระโพธิสัตว์กราบทูลด้วยคาถาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลายได้รับการสักการบูชาแล้ว เป็นนิตย์ พึงอยู่ในพระราชนิเวศน์ของพระองค์ แต่ บางครั้งพระองค์ทรงเมาน้ำจัณฑ์แล้ว จะพึงตรัสสั่งว่า จงย่างพญาหงส์ให้ฉันที. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺโต จ เอกทา ความว่า ข้าแต่ พระมหาราช พวกหม่อมฉันได้รับบูชาเป็นนิตย์ ก็น่าจะอยู่ในพระราชวัง ของพระองค์ แต่บางครั้งพระองค์ทรงเมาสุราแล้ว พึงตรัสได้ว่า จงย่าง พญาหงส์ให้ข้าเถิด ดังนี้ เพื่อจะได้เสวยมังสะ ทีนั้นพวกข้าเฝ้าของพระองค์ ก็จะพึงฆ่าหม่อมฉันย่างเสียด้วยประการฉะนั้น ครั้งนั้นหม่อมฉันจักกระทำ อย่างไรได้. ลำดับนั้น พระราชาเพื่อจะประทานพระปฏิญญาแก่พระโพธิสัตว์นั้นว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจักไม่ดื่มน้ำเมาเป็นเด็ดขาด จึงตรัสพระคาถานี้ว่า การดื่มน้ำเมา ซึ่งเป็นที่รักของฉันยิ่งกว่าท่าน ฉันติเตียนการดื่มน้ำเมานั้น เอาเถอะ ตลอดเวลาที่ ท่านยังอยู่ในนิเวศน์ของฉัน ฉันจักไม่ดื่มน้ำเมาเลย. ต่อจากนั้น พระโพธิสัตว์ กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า
หน้า 242 ข้อ 1763
ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกทั้งหลาย ก็ดี ของนกทั้งหลายก็ดี รู้ได้ง่าย แต่เสียงของมนุษย์ รู้ได้ยากกว่านั้น. อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือ ว่าเป็นญาติ เป็นมิตร หรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้น กลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก อย่างนี้. ใจจดจ่ออยู่ในบุคคลใด แม้บุคคลนั้นจะอยู่ไกล ก็เหมือนกับอยู่ใกล้ ใจเหินห่างจากบุคคลใด แม้บุคคล นั้นจะอยู่ใกล้ก็เหมือนกับอยู่ไกล. ถ้ามีจิตเลื่อมใสรักใคร่กัน ถึงแม้จะอยู่กันคนละ ฝั่งสมุทร ก็เหมือนอยู่ใกล้ชิดกัน ถ้ามีจิตประทุษร้ายกัน ถึงแม้จะอยู่ใกล้ชิดกัน ก็เหมือนกับอยู่คนละฝั่งสมุทร. ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คนที่เป็นศัตรูกันถึงจะ อยู่ร่วมกัน ก็เหมือนกับอยู่ห่างไกลกัน ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ คนที่รักกันถึงแม้จะอยู่ห่างไกล กัน ก็เหมือนกับอยู่ร่วมกันด้วยหัวใจ. ด้วยการอยู่ร่วมกันนานเกินควร คนรักกันย่อม กลายเป็นคนไม่รักกันก็ได้ ข้าพระองค์ขอทูลลาพระ- องค์ไป ก่อนที่ข้าพระองค์จะกลายเป็นผู้ไม่เป็นที่รัก ของพระองค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสิตํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เป็นความจริง ฝูงสัตว์เดียรัจฉานมีหัวใจตรง เพราะเหตุนั้นเสียงร้องของฝูงสัตว์
หน้า 243 ข้อ 1763
เดียรัจฉานนั้น จึงเข้าใจได้ง่าย แต่ฝูงคนกักขฬะ เหตุนั้นคำพูดของฝูงคนนั้น จึงเข้าใจได้ยากกว่า. บทว่า โย ปุพฺเพ ความว่า บุคคลใด มีใจดีกันก่อน ทีเดียว ก็พอจะนับถือกันอย่างนี้ว่า เธอเป็นญาติของฉัน เป็นมิตรของฉัน เป็นสหายคู่ชีวิตของฉัน ภายหลังคนนั้นเองกลายเป็นผู้เกลียดชัง เป็นไพรีไป ก็ได้ หัวใจมนุษย์เข้าใจยากเช่นนี้. บทว่า นิวิสติ ความว่า ข้าแต่พระมหาราช ใจจอดจ่อด้วยอำนาจความรักในบุคคลใด บุคคลนั้นถึงจะอยู่ไกลสุดไกล ก็แม้น กับอยู่ในที่ไม่ไกลเลยทีเดียว แต่ใจเหินห่างออกไปในบุคคลใด บุคคลนั้นถึงอยู่ ใกล้ ๆ ก็เหมือนอยู่ไกล. บทว่า อนฺโตปิ โส โหติ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นสหาย มีจิตเลื่อมใส ผู้นั้นถึงจะอยู่คนละฝั่งทะเล ก็ย่อมเป็นเหมือน อยู่ใกล้ชิด เพราะมีจิตประสานกัน ผู้ใดมีจิตคิดประทุษร้าย ผู้นั้นก็ชื่อว่า อยู่คนละฝั่งทะเล เพราะจิตไม่ประสานกัน. บทว่า เย ทิสา เต ความว่า คนเหล่าใดเป็นผู้มีเวรเป็นข้าศึกกัน ถึงจะอยู่ร่วมกัน คนเหล่านั้นก็เหมือนอยู่ ไกลกัน แต่ปวงบัณฑิตผู้สงบระงับ แม้สถิต ณ ที่ห่างไกล คำนึงถึงกันอยู่ ด้วยใจอันอบรมด้วยเมตตาก็ชื่อว่าเหมือนอยู่ ณ ที่ใกล้. บทว่า ปุรา เต คจฺฉามิ ความว่า หม่อมฉันยังเป็นผู้น่ารักของพระองค์ตราบใด ก็จะขอบังคมลา พระองค์ไปตราบนั้นทีเดียว. ลำดับนั้น พระราชาตรัสกะพระโพธิสัตว์นั้นว่า เมื่อเราวิงวอนอยู่อย่างนี้ ถ้าท่านมิได้รู้ถึงความ นับถือของเรา ท่านก็มิได้ทำตามคำวิงวอนของเรา ซึ่ง จะเป็นผู้ปรนนิบัติท่าน เมื่อเป็นอย่างนี้ เราขอวิงวอน ท่านว่า ท่านพึงหมั่นมาที่นี้บ่อย ๆ นะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เจ ความว่า ดูก่อนพญาหงส์ ถ้าท่าน จะไม่ยินยอมตามคำวิงวอน ของพวกเราผู้ประคองอัญชลีขออยู่เช่นนี้ มิได้กระทำ
หน้า 244 ข้อ 1763
ตามถ้อยคำพองพวกเรา ผู้จะปรนนิบัติท่าน เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึง ขอร้องท่านอย่างนี้. บทว่า ปุน กยิราสิ ปริยายํ ความว่า ท่านพึงกำหนด วาระแห่งการมา ณ ที่นี้ ตามกาลอันสมควร. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชาเจ้าผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งรัฐ ถ้า เราอยู่กันเป็นปกติอย่างนี้ อันตรายจักยังไม่มีทั้งแก่ พระองค์และแก่ข้าพระองค์ เป็นอันแน่นอนว่า เรา ทั้งสองคงได้พบเห็นกันในเมื่อวันคืนผ่านไปเป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เจ โน ความว่า ข้าแต่พระมหาราช ผู้เป็นมิ่งขวัญแห่งแคว้น พระองค์อย่าทรงเสียพระหทัยเลย เมื่อเราคงอยู่เป็น ปกติ อันตรายแห่งชีวิตจักไม่มี อันเชื่อได้แน่นอนว่า เราทั้งสองคงต้องพบ กันแน่ อีกนัยหนึ่ง พระองค์ทรงตั้งพระโอวาทที่หม่อมฉันถวายทั้งหมดนั้น ไว้ ในฐานะแห่งหม่อมฉัน มิได้ทรงประมาท ในโลกสันนิวาส อันมีความเป็นอยู่ ชั่วครู่เช่นนี้ ทรงกระทำบุญมีให้ทานเป็นอาทิ มิได้ทรงละเมิดทศพิธราชธรรม ดำรงราชย์โดยธรรม เป็นอันแน่นอนว่า เมื่อพระองค์ทรงกระทำตามโอวาท ของหม่อมฉันเช่นนี้ ก็จักเห็นหม่อมฉันเรื่อยทีเดียว. พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาอย่างนี้แล้ว ก็บินไปเขาจิตตกูฏแล. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย แม้ในปางก่อน ถึงเราจะเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน ก็เคยชี้แจงความ ทรพลของอายุสังขาร แสดงธรรมได้เหมือนกันด้วยประการฉะนี้ ประชุม ชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ น้องเล็ก ได้มาเป็น โมคคัลลานะ น้องกลางได้มาเป็นสารีบุตร ฝูงหงส์ที่เหลือได้มาเป็น พุทธบริษัท ส่วนชวนหงส์ คือเราตถาคตแล. จบอรรถกถาชวนหังสชาดก
หน้า 245 ข้อ 1764, 1765, 1766, 1767, 1768, 1769
๔. จุลลนารทกัสสปชาดก ว่าด้วยพิษเหวเปือกตมและอสรพิษ [๑๗๖๔] ฟืนเจ้าก็มิได้หัก น้ำเจ้าก็มิได้ตักเอามา แม้กองไฟเจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกโพลง เหตุไรหนอ เจ้าจึง เป็นเหมือนคนโง่เขลานอนซบเซาอยู่. [๑๗๖๕] ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมอดทนอยู่ใน ป่าไม่ได้ ผมจะขอลาคุณพ่อไป การอยู่ในป่าลำบาก ผมปรารถนาจะไปสู่บ้านเมือง. [๑๗๖๖] ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม ผู้ออก จากป่านี้ไปอยู่ ณ ชนบทใด ๆ จะพึงศึกษาขนบ- ธรรมเนียมที่ชาวชนบทเขาประพฤติกันอย่างไร ขอ คุณพ่อจงพร่ำสอนขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด. [๑๗๖๗] ถ้าเจ้าละป่า เหง้ามันและผลไม้ในป่า พึงพอใจอยู่ในบ้านเมือง เจ้าจงสำเหนียกจารีตของ ชนบทนั้นของเราไว้. [๑๗๖๘] เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ จงเว้นเหว โดยเด็ดขาด อย่าจมอยู่ในเปือกตม ในที่ใกล้อสรพิษ จงเตรียมตัวให้พร้อม. [๑๗๖๙] ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ เป็นเหว เป็นเปือกตม เป็นอสรพิษของพรหมจรรย์
หน้า 246 ข้อ 1770, 1771, 1772, 1773, 1774, 1775
ผมถามแล้ว ขอคุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผม เถิด. [๑๗๗๐] ดูก่อนพ่อนารทะ น้ำดองในโลกเขา เรียกชื่อว่าสุรา สุรานั้นทำใจให้ฮึกเหิม มีกลิ่นหอม ทำให้พูดมาก มีรสหวานแหลมปานน้ำผึ้ง พระอริยะ ทั้งหลายกล่าวสุรานั้น ว่าเป็นพิษของพรหมจรรย์. [๑๗๗๑] ดูก่อนพ่อนารทะ หญิงในโลกย่อมย่ำยี บุรุษผู้ประมาทแล้ว หญิงเหล่านั้นย่อมจูงจิตของบุรุษ ไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้น นี่ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นเหวของพรหมจรรย์. [๑๗๗๒] ดูก่อนพ่อนารทะ ลาภ สรรเสริญ สักการะและการบูชาในตระกูลอื่น ๆ นี่บัณฑิตกล่าว ว่าเป็นเปือกตมของพรหมจรรย์. [๑๗๗๓] ดูก่อนพ่อนารทะ พระราชาผู้เป็นใหญ่ ครอบครองแผ่นดินนี้ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้ เป็นใหญ่ เป็นจอมมนุษย์เช่นนั้น. [๑๗๗๔] ดูก่อนพ่อนารทะ เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้ บาทมูลแห่งพระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอิสระและเป็น อธิบดีเหล่านั้น พระราชานั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็น อสรพิษของพรหมจรรย์. [๑๗๗๕] บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร พึงเข้าไปใกล้เรือนใด พึงรู้กุศล คือ อโคจร ๕ ที่ควร
หน้า 247 ข้อ 1776
เว้นในสกุลนั้น แล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือน นั้น บุคคลเข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะหรือโภชนะ แล้ว พึงรู้จักประมาณบริโภคแต่พอควร และไม่พึง ใส่ใจในรูปหญิง. [๑๗๗๖] เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค ร้านขายสุรา คนเกเร ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย เหมือนบุคคลผู้ไปด้วยยาน เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบ ฉะนั้น. จบจุลลนารทกัสสปชาดกที่ ๔ อรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภการประเล้าประโลมของสาวเทื้อ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น เต กฏฺานิ ภินฺนานิ ดังนี้. เล่ากันมาว่า ธิดาของสกุลชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง มีอายุประมาณ ๑๕-๑๖ ปี เป็นหญิงมีรูปเลอโฉม แต่ไม่มีใครสู่ขอนาง. ลำดับนั้น มารดา ของนางคิดว่า ธิดาของเราเป็นสาวแล้ว แต่ไม่มีใครสู่ขอนางเลย เราต้องใช้ นางล่อประเล้าประโลมภิกษุของพระศากยะรูปหนึ่ง เหมือนล่อปลาด้วยเหยื่อ ให้สึกเสียจนได้ แล้วจักอาศัยเธอเลี้ยงชีพ. ครั้งนั้น กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถี ผู้หนึ่ง บวชถวายชีวิตในพระศาสนา ตั้งแต่กาลที่อุปสมบทแล้ว ก็ละทิ้ง
หน้า 248 ข้อ 1776
สิกขาบท เกียจคร้าน มัวแต่ประดับสรีระอยู่. มหาอุบาสิกาจัดแจงยาคูและ ข้าว ขาทนียโภชนียะไว้ในเรือน ยืนที่ประตูเรือนใคร่ครวญบรรดาภิกษุที่ พากันเดินไปในระหว่างถนนสักรูปหนึ่ง ซึ่งมีท่าทางที่นางสามารถจะเกี้ยวได้ ด้วยรสตัณหา เมื่อขบวนพระผู้ทรงพระไตรปิEก ผู้ทรงพระอภิธรรม ผู้ทรง พระวินัย พากันเดินไปกับบริวารเป็นอันมาก ก็ยังไม่เห็นรูปไร ๆ ในกลุ่มที่ พอจะเกาะไว้ได้ ในกลุ่มแห่งพระธรรมกถึกผู้กล่าวธรรมไพเราะก็ดี ในกลุ่ม แห่งพระผู้สมาทานปิณฑบาตเป็นวัตร ผู้เช่นกับวลาหกอันกระจายฝอยก็ดี ผู้เดินไปภายหลังแห่งภิกษุกลุ่มนั้น ก็คงยังไม่เห็นสักรูปหนึ่งเลย ครั้นเห็น ภิกษุรูปหนึ่งหยอดยาตาจนถึงขอบตา นุ่งอันตรวาสกทำด้วยผ้าทุกูลพัสตร์ ห่มจีวรเนื้อเกลี้ยงเป็นมันระยับ ประคองบาตรสีเหมือนแก้วมณี กั้นร่มอัน ชวนใจให้ยินดี ปล่อยอินทรีย์ร่างกายล่ำสันอันใหญ่โตกำลังเดินมา คิดว่า เราอาจเกี้ยวภิกษุนี้ได้ จึงเดินไปไหว้รับบาตร กล่าวว่า นิมนต์มาเถิดเจ้าข้า พามาเรือนให้นั่งแล้วเลี้ยงดูด้วยข้าวยาคูเป็นต้น กล่าวกะภิกษุนั้น ผู้ฉันเสร็จว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ตั้งแต่บัดนี้ไป พระคุณเจ้าพึงมาที่นี้เท่านั้นนะเจ้าคะ ตั้งแต่นั้น ภิกษุนั้นก็ไปบ้านนั้นเป็นประจำ ต่อมาได้คุ้นเคยกัน. อยู่มาวันหนึ่ง มหาอุบาสิกายืนอยู่ในระยะพอที่เธอจะได้ยิน กล่าวว่า ในเรือนนี้มีเครื่องอุปโภคบริโภคพอประมาณ แต่ลูกชายหรือลูกเขยอย่างนั้น ที่ สามารถจะตรวจตราเหย้าเรือนไม่มีเลย เธอฟังคำของนาง คิดว่า นางพูดเพื่อ ประโยชน์อะไรเล่านะ ได้เป็นเหมือนถูกเจาะที่หัวใจเข้าไปหน่อย. นางกล่าวกะ ธิดาว่าเจ้าจงยั่วยวนภิกษุนี้ให้เป็นไปในอำนาจของเจ้าให้ได้เถิด. ตั้งแต่นั้นมา นางก็ประดับกายพริ้วเพรา ยั่วยวนเธอด้วยกะบิดกระบวนสตรีต่างๆ. ก็ที่เรียก นางสาวเทื้อนั้น ไม่พึงเห็นว่า มีร่างกายอ้วน จะอ้วนหรือผอมก็ตาม คงเรียกว่า
หน้า 249 ข้อ 1776
สาวเทื้อได้ เพราะหนาไปด้วยราคะประกอบด้วยกามคุณ ๕ ประการ. ก็แลเธอ ยังหนุ่ม ยังตกอยู่ในอำนาจกิเลส คิดว่า บัดนี้เราคงไม่อาจดำรงอยู่ใน พระพุทธศาสนาได้ กล่าวว่า ฉันต้องไปวิหาร มอบบาตรและจีวรแล้ว จัก ไปที่ตรงโน้น เธอจงส่งผ้าของฉันไปที่นั้น แล้วไปสู่วิหารมอบบาตรจีวร กราบเรียนพระอาจารย์อุปัชฌาย์ว่า ผมจะสึกละครับ. ท่านเหล่านั้นพาเธอไป สู่สำนักพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุนี้จะสึกพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอจะสึกจริงหรือ เมื่อกราบทูลให้ ทรงทราบว่า จริงพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า เหตุอะไรให้เธอสึก เมื่อเธอกราบทูล ให้ทรงทราบว่า นางสาวเทื้อ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ แม้ในครั้งก่อน นางคนนี้ ก็เคยกระทำอันตรายแก่พรหมจรรย์ ก่อความเสื่อมเสียอย่างมหันต์ แก่เธอผู้อยู่ในป่า เธอยังจะอาศัยนางนี้คนเดียวกันสึกเสียอีก เพราะเหตุไรเล่า พวกภิกษุพากันกราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ มีสมบัติมากในแคว้นกาสี เรียนศิลปะ สำเร็จตั้งหลักฐาน. ลำดับนั้น ภรรยาของท่านคลอดบุตรคนหนึ่ง ได้ถึงแก่กรรม ไป. ท่านได้คิดว่า ความตายมีได้แก่ภรรยาที่รักของเรา ฉันใด ความตายจัก ต้องมาถึงเราฉันนั้น เราจะต้องการอะไรด้วยฆราวาส บวชเถอะน่ะ ละกาม ทั้งหลาย พาลูกชายเข้าสู่หิมพานต์ บวชเป็นฤาษีกับลูกชายนั้น ยังฌานอภิญญา ให้เกิด ได้มีเผือกมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่ในราวป่า. ครั้งนั้น พวก โจรชาวปัจจันตคาม เข้าสู่ชนบทปล้นบ้าน จับคนเป็นเชลย ให้ขนข้าวของ เดินทางไปสู่ชายแดน. ในกลุ่มเชลยนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งงาม ประกอบด้วย ปรีชาในเชิงล่อลวง. นางคิดว่า โจรเหล่านั้นจับพวกเราไป คงจักใช้สอยอย่าง
หน้า 250 ข้อ 1776
ใช้ทาส เราต้องหาอุบายอันหนึ่งหนีไปเสียให้ได้. นางจึงกล่าวว่า นายเจ้าข้า ดิฉันประสงค์จะกระทำสรีรกิจ โปรดหยุดรอสักหน่อยเถิดเจ้าคะ แล้วลวงพวกโจร หนีไป เมื่อท่องเที่ยวไปในป่า บรรลุถึงอาศรมในเวลาเช้า ตอนที่พระโพธิสัตว์ ให้ลูกชายเฝ้าอาศรมแล้วไปหาผลาผล จึงยั่วยวนดาบสเด็กนั้นด้วยการยินดีใน กาม ทำลายศีลเขาเสีย ให้ตกอยู่ในอำนาจตนแล้ว กล่าวว่า เธอจะมาอยู่ในป่า ทำอะไร มาเถิดนะ เราพากันไปสู่บ้าน เพราะในถิ่นบ้านนั้น กามคุณมีรูป เป็นต้นหาได้ง่าย. ฝ่ายเขาก็รับคำว่าดี แล้วกล่าวว่า พ่อของฉันไปหาผลาผล มาจากป่า เราทั้งสองพบท่านแล้ว ค่อยไปพร้อมกันเลย. นางคิดว่า ดาบสนี้เป็นเด็กรุ่น ไม่รู้จักอะไร แต่บิดาของเขาคงบวชเมื่อแก่ เขามาแล้ว คงโบยตีเราว่า มึงทำอะไรที่นี้ จักตีเราฉุดไปโยนทิ้งเสียในป่าก็ได้ เมื่อเขา ยังไม่มานั่นแหละ เราต้องหนีไปเสีย. ครั้งนั้น นางจึงกล่าวกะเขาว่า ฉันจะ ไปล่วงหน้า เธอพึงไปภายหลังนะ แล้วบอกที่หมายในหนทาง หลบไป. ตั้งแต่ กาลที่นางไปแล้ว เขาเกิดโทมนัส ไม่กระทำวัตรอะไรๆ เหมือนแต่ก่อน คลุม ศีรษะซบเซาอยู่ภายในบรรณศาลา. พระมหาสัตว์นำผลาผลมาเห็นรอยเท้า ของนาง คิดอยู่ว่า นี้เป็นรอยเท้าของมาตุคาม ศีลของลูกชายเราคงถูกทำลาย แล้วเป็นแน่ พลางเข้าสู่บรรณศาลา วางผลาผลลงเรียบร้อย เมื่อจะถามลูกชาย จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า ฟืนเจ้าก็มิได้หัก น้ำเจ้าก็มิได้ตักมา แม้กองไฟ เจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกโพลง เหตุไรหนอ เจ้าจึงเหมือน คนโง่เขลา นอนซบเซาอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺคิปิ เต น หาสิโต ความว่า ทั้ง กองไฟเจ้าก็มิได้ก่อให้ลุกสว่าง. บทว่า มนฺโทว ความว่า เจ้าเป็นคนไม่มี ปัญญา ซบเซาเหมือนคนโง่.
หน้า 251 ข้อ 1776
เขาได้ยินคำของบิดาแล้ว ลุกขึ้นกราบบิดา เมื่อจะเรียนให้ทราบเพื่อจะ ไปสู่ที่อยู่ของมนุษย์ จากที่อยู่ในป่า ด้วยความเคารพ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่คุณพ่อกัสสปะ ผมอดทนอยู่ในป่าไม่ได้ ผมจะขอลาคุณพ่อไป การอยู่ในป่าลำบาก ผมปรารถนา จะไปสู่บ้านเมือง. ข้าแต่คุณพ่อผู้เป็นดุจพรหม ผู้ออกจากป่านี้ไป อยู่ ณ ชนบทใด ๆ จะพึงศึกษาขนบธรรมเนียมที่ชาว ชนบทเขาประพฤติฉันอย่างไร ขอคุณพ่อจงพร่ำสอน ขนบธรรมเนียมนั้นแก่ผมด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสปามนฺตยานิ ตํ ความว่า ข้าแต่ คุณพ่อกัสสปะ ผมขอบอกกะคุณพ่อ. บทว่า คนฺตเว แปลว่า เพื่อจะไป. บทว่า อาจารํ ความว่า ผมอยู่ในชนบทใด เมื่ออยู่ในชนบทนั้น ต้องศึกษา ต้องทราบ ข้อที่ต้องประพฤติ คือ แบบธรรมเนียมของชนบทอย่างใด โปรด สั่งสอน โปรดตักเตือนธรรมนั้นเถิด. พระมหาสัตว์กล่าวว่า ดีละพ่อ ฉันแสดงจารีตของประเทศแก่เจ้า แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ถ้าเจ้าละป่า เหง้ามันและผลไม้ในป่า พึงพอใจอยู่ ในบ้านเมือง เจ้าจงสำเหนียกจารีตของชนบทนั้นของ เราไว้. เจ้าจงอย่าเสพของมีพิษ จงเว้นเหวโดยเด็ดขาด อย่าจมอยู่ในเปือกตม ในที่ใกล้อสรพิษ จงเตรียมตัว ให้พร้อม.
หน้า 252 ข้อ 1776
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ ความว่า ถ้าเจ้าชอบใจอยู่ใน แว่นแคว้น เจ้าจงสำเหนียกธรรมคือจารีตของชนบท. บทว่า ยตฺโต อาสีวิเส ความว่า เจ้าพึงประพฤติสำรวม เตรียมพร้อมเที่ยวไปใกล้อสรพิษ เมื่ออาจ ก็พึงเว้นอสรพิษเสียให้ห่างไกล. ดาบสกุมารเมื่อไม่รู้เนื้อความของคำที่บิดากล่าวไว้โดยย่อ จึงถามว่า ผมขอถาม คุณพ่อกล่าวอะไรว่าเป็นพิษ เป็นเหว เป็นเปือกตม เป็นอสรพิษ ของพรหมจรรย์ ผมถาม แล้ว คุณพ่อโปรดบอกความข้อนั้นแก่ผมเถิด. ฝ่ายดาบสโพธิสัตว์ ได้พยากรณ์แก่บุตรว่า ดูก่อนนารทะ น้ำดองในโลกเขาเรียกว่า สุรา สุรานั้น ทำใจให้ฮึกเหิม มีกลิ่นหอม ทำให้พูดมาก มีรสหวาน แหลมปานน้ำผึ้ง พระอริยะทั้งหลายกล่าว สุรานั้น ว่าเป็นพิษของพรหมจรรย์. ดูก่อนนารทะ หญิงทั้งหลายในโลก ย่อมย่ำยี บุรุษผู้ประมาทแล้ว หญิงเหล่านั้น ย่อมจูงจิตของ บุรุษไป เหมือนลมพัดปุยนุ่นที่หล่นจากต้นไป ฉะนั้น นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเหวของพรหมจรรย์. ดูก่อนนารทะ ลาภ สรรเสริญ สักการะ และ การบูชาในตระกูลอื่น นี่บัณฑิตกล่าวว่า เป็นเปือกตม ของพรหมจรรย์. ดูก่อนนารทะ พระราชาเป็นใหญ่ครอบครอง แผ่นดินนี้ เจ้าอย่าเข้าไปใกล้พระราชาผู้เป็นใหญ่ เป็น จอมแห่งมนุษย์เช่นนั้น.
หน้า 253 ข้อ 1776
ดูก่อนนารทะ เจ้าอย่าเที่ยวไปใกล้บาทมูลแห่ง พระราชาทั้งหลาย ผู้เป็นอิสระ และเป็นอธิบดีเหล่านั้น พระราชานั้น บัณฑิตกล่าวว่าเป็นอสรพิษของพรหม- จรรย์. บุคคลผู้ต้องการอาหารในเวลาอาหาร พึงเข้าไป ใกล้เรือนใด พึงรู้กุศล คืออโคจร ๕ ที่ควรเว้นในสกุล นั้นแล้วพึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น บุคคล เข้าไปสู่ตระกูลอื่นเพื่อปานะหรือโภชนะแล้วพึงรู้จัก ประมาณบริโภคแต่พอควรและไม่พึงใส่ใจในรูปหญิง. เจ้าจงเว้นให้ห่างไกลซึ่งการตั้งคอกโค ร้านขาย สุรา คนเกเร ที่ประชุมและขุมทรัพย์ทั้งหลาย เหมือน บุคคลผู้ไปด้วยยาน เว้นหนทางอันไม่ราบเรียบฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสโว ได้แก่ยาพิษอันเป็นเช่นกับน้ำดอง ดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ตทาหุ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายกล่าวสุรานั้นกล่าว คือน้ำดองว่าเป็นพิษแห่งพรหมจรรย์. บทว่า ปมตฺตํ ได้แก่ ผู้มีสติหลงลืม. บทว่า ตูลภฏฺํว ความว่า เปรียบดังปุยนุ่นที่ถูกลมพัดจากต้นร่วงลงมา. บทว่า อกฺขาโต แปลว่า อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นตรัสแล้ว. บทว่า สิโลโก ได้แก่ เกียรติคุณ. บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ กรรมมีอัญชลีกรรม เป็นต้น. บทว่า ปูชา ได้แก่ การบูชาด้วยสักการะมีของหอมและระเบียบ ดอกไม้เป็นต้น. บทว่า ปงฺโก ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวเปือกตม เพราะอรรถว่า ทำให้จมลง. บทว่า มหนฺเต แปลว่า ถึงความเป็นผู้มีอานุภาพ มาก. บทว่า น เตสํ ปาทโต จเร ความว่า ไม่พึงเที่ยวไปใกล้พระบาท ของพระราชาเหล่านั้น คือไม่พึงเข้าถึงราชสกุล. จริงอยู่ พระราชาทั้งหลายทรง
หน้า 254 ข้อ 1776
กริ้วแล้ว ย่อมให้ถึงความวอดวายโดยครู่เดียวเท่านั้น เหมือนอสรพิษ ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความด้วยอำนาจโทษดังกล่าวแล้วใน การเข้าไปภายในพระราชวัง. บทว่า ภตฺตตฺโถ ความว่า เป็นผู้มีความต้องการ ด้วยภัต. บทว่า ยนฺเตตฺถ กุสลํ ความว่า ในบรรดาเรือนที่เจ้าพึงเข้าไป เรือนใดเป็นกุศล คือ ไม่มีโทษ เจ้าพึงรู้เรือนที่เว้นจากอโคจร ๕ ประการ พึงเที่ยวแสวงหาอาหารในเรือนนั้น. บทว่า น จ รูเป มนํ กเร ความว่า เจ้าพึงเป็นผู้รู้จักประมาณในตระกูล แม้เมื่อบริโภคเล่าก็อย่าไว้วางใจในรูปสตรี ในตระกูลนั้น อย่าลืมตายึดเอานิมิตในรูปหญิง. บาลีในคัมภีร์ทั้งหลายว่า คุฏฺํ มชฺชํ กิราสญฺจ ดังนี้ แต่ในอรรถกถา ท่านกล่าว โคฏฺํ มชฺชํ กิราสญฺจ แล้วกล่าวว่า บทว่า โคฏฺํ ได้แก่ ที่โคทั้งหลายพักอยู่. บทว่า มชฺชํ ได้แก่ โรงสุรา. บทว่า กิราสํ ได้แก่ คนผู้เป็นนักเลง และคนเกเร. บทว่า สภาธิกรณานิ จ ได้แก่ ที่ประชุม ที่ขุมทรัพย์ แห่งเงินและทอง. บทว่า อารกา ความว่าเจ้าพึงเว้นสิ่งทั้งหมดนั้นเสียให้ห่างไกล. บทว่า ยานีว ความว่าเหมือนบุคคลมียานอันเต็มด้วยเนยใสและน้ำมันไปสู่หนทางอันราบเรียบ ฉะนั้น. เมื่อบิดากำลังกล่าวสอนอยู่นั้นเอง มาณพกลับได้สติกล่าวว่า ข้าแต่พ่อ ข้าพเจ้าไม่ควรไปแดนมนุษย์ ลำดับนั้น บิดาได้สอนวิธีเจริญเมตตาเป็นต้น แก่ดาบสกุมาร ๆ ตั้งอยู่ในโอวาทของบิดา ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิด โดย ไม่นานนัก สองดาบสพ่อลูก มิได้เสื่อมจากฌาน ได้บังเกิดในพรหมโลก. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า นางกุมาริกา นี้ ได้มาเป็นนางสาวเทื้อนี้ ดาบสกุมารได้เป็น ภิกษุผู้กระสัน ส่วนดาบสบิดา คือเราตถาคตนั่นเองแล. จบอรรถกถาจุลลนารทกัสสปชาดก
หน้า 255 ข้อ 1777, 1778, 1779, 1780, 1781
๕. ทูตชาดก ว่าด้วยการบอกความทุกข์แก่ผู้ที่ควรบอก [๑๗๗๗] ดูก่อนพราหมณ์ เราส่งทูตทั้งหลายมา เพื่อท่านผู้เพ่งอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา ทูตเหล่านั้นถาม ท่าน ท่านก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง ความทุกข์ที่เกิดขึ้น แก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ. [๑๗๗๘] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้ เจริญ ถ้าความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ใดไม่พึง เปลื้องพระองค์จากทุกข์ได้ พระองค์อย่าได้ตรัสบอก ความทุกข์นั้นแก่ผู้นั้น. [๑๗๗๙] ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิด- ทุกข์ได้ส่วนเดียวโดยธรรม พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้ โดยแท้. [ ๑๗๘๐] ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอก ก็ดี ของนกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่ง กว่านั้น. [๑๗๘๑] อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้ง- หลายนับถือว่าเป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภาย หลังผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ ยากอย่างนี้.
หน้า 256 ข้อ 1782, 1783, 1784, 1785, 1786, 1787
[๑๗๘๒] ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ ถึงทุกข์ของตน ย่อมบอกในกาลอันไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวง- หาประโยชน์ แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย. [๑๗๘๓] บุคคลรู้กาลอันควร และรู้จักบัณฑิต ผู้มีปัญญาว่าใจร่วมกัน แล้วพึงบอความทุกข์ ทั้งหลายแก่บุคคลผู้เป็นนั้น นักปราชญ์พึงบอกความ ทุกข์ร้อนแก่ผู้อื่น พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์. [๑๗๘๔] อนึ่ง ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของ ตนไม่ได้ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้จะมีเพื่อถึงความ สุขสำหรับเราผู้เดียวไม่ได้ นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริ และโอตตัปปะอันเป็นของจริง พึงอดกลั้นความ ทุกข์ร้อนไว้ผู้เดียวเท่านั้น. [๑๗๘๕] ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ต้อง การจะหาทรัพย์ให้อาจารย์ จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้น นิคม และราชธานีทั้งหลาย. [๑๗๘๖] ขอกะคฤหบดี ราชบุรุษ และพราหมณ์ มหาศาลได้ทองคำ ๗ ลิ่ม ทองคำ ๗ ลิ่มของข้าพระองค์ นั้นหายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศก มาก. [๑๗๘๗] ข้าแต่พระมหาบุรุษ บุรุษผู้เป็นทูตของ พระองค์เหล่านั้น ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า ไม่ สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะ เหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น.
หน้า 257 ข้อ 1788, 1789
[๑๗๘๘] ข้าแต่พระมหาราชา ส่วนพระองค์ ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า พระองค์สามารถจะ ปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระองค์ทรงทราบ. [๑๗๘๙] พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีให้เจริญ มี พระหฤทัยเลื่อมใส ได้พระราชทานทองคำ ๑๔ แท่ง แก่พระโพธิสัตว์นั้น. จบทูตชาดกที่ ๕ อรรถกถาทูตชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภการสรรเสริญปัญญาของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทูเต เต พฺรหฺเม ปาเหสึ ดังนี้. ภิกษุทั้งหลาย สนทนากันถึงถ้อยคำปรารภพระคุณของพระศาสดาใน โรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงดูความเป็นผู้ฉลาดในอุบาย ของพระทศพลเถิด พระองค์แสดงนางอัปสรทั้งหลาย แก่นันทกุลบุตร แล้ว ประทานพระอรหัต ทรงประทานผ้าเก่าแก่พระจุลปันถกะ แล้วประทานพระ- อรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทรงประทานดอกปทุมแก่นายช่างทอง แล้ว ประทานพระอรหัต พระองค์ทรงแนะสัตว์ทั้งหลายด้วยอุบายต่าง ๆ อย่างนี้
หน้า 258 ข้อ 1789
พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนา กันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบาย โดยรู้อุบายว่า นี้เป็นดังนี้ แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือน กัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุง พาราณสี ชนบทไม่มีเงินใช้ เพราะพระเจ้าพรหมทัตทรงบีบบังคับชาวชนบท ขนเอาทรัพย์ไปหมด. ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกคาม ครั้นเจริญวัยแล้ว ได้ไปเมืองตักกศิลา กล่าวกะอาจารย์ว่า ข้าพเจ้าจักเที่ยวขอเขาโดยธรรม แล้วจักนำเอาทรัพย์มาให้อาจารย์ภายหลัง แล้วเริ่มเรียนศิลปศาสตร์ ครั้นเรียนสำเร็จสอบไล่ได้แล้ว จึงบอกอาจารย์ว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ กระผมจักไปนำทรัพย์ค่าจ้างสอนมาให้ท่าน แล้วออกเที่ยว ไปตามชนบทแสวงหาทรัพย์โดยชอบธรรม ได้ทองคำเจ็ดลิ่ม จึงไปด้วยคิดว่า จักให้อาจารย์ ในระหว่างทางได้ลงสู่เรือเพื่อข้ามแม่น้ำคงคา เรือโคลงไปมาใน แม่น้ำนั้น ทองคำของพระโพธิสัตว์ก็ตกน้ำ พระโพธิสัตว์คิดว่า เงินเป็นของ หายาก เมื่อเราจะเที่ยวแสวงหาทรัพย์ค่าจ้างสอนตามชนบท ก็จักเนิ่นช้า อย่ากระนั้นเลย เราควรนั่งอดอาหาร อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานี่แหละ พระราชาจัก ทรงทราบความที่เรานั่งอยู่โดยลำดับ ก็จักส่งพวกอำมาตย์มา เราจักไม่พูดจา กับพวกอำมาตย์เหล่านั้น ลำดับนั้น พระราชาก็จักเสด็จมาเอง เราจักได้ทรัพย์ ค่าจ้างสอนในสำนักของพระราชาด้วยอุบายนี้ คิดดังนี้แล้ว ห่มผ้าสาฎกเฉวียงบ่า เอายัญและสายสิญจน์วงไว้โดยรอบ นั่งอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ประดุจรูปปฏิมา ทองคำบนพื้นทราย ซึ่งมีสีดังแผ่นเงินฉะนั้น.
หน้า 259 ข้อ 1789
มหาชนเห็นพระโพธิสัตว์นั่งอดอาหารอยู่ จึงถามว่า ท่านนั่งเพื่ออะไร. พระโพธิสัตว์มิได้กล่าวแก่ใคร ๆ วันรุ่งขึ้น ผู้ที่อยู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ได้ฟังว่า พระโพธิสัตว์นั่งอยู่ที่นั้น จึงพากันไปถาม. พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าว แม้แก่ชนเหล่านั้น. ชนเหล่านั้นเห็นความลำบากของพระโพธิสัตว์ ก็พากัน คร่ำครวญหลีกไป. ในวันที่ ๓ ชาวพระนครพากันมา ในวันที่ ๔ อิสรชนพา กันมาจากพระนคร ในวันที่ ๕ ราชบุรุษพากันมา ในวันที่ ๖ พระราชา ทรงส่งพวกอำมาตย์มา พระโพธิสัตว์ก็มิได้กล่าวแม้แก่ชนเหล่านั้น. ในวันที่ ๗ พระราชาทรงกลัวภัย จึงเสด็จไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์ เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราส่งทูตทั้งหลายมาเพื่อท่านผู้ เพ่งอยู่ ณ ฝั่งแม่น้ำคงคา ทูตเหล่านั้นถามท่าน ท่าน ก็มิได้บอกให้แจ่มแจ้ง ความทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุยฺหํ มตํ นุ เต ความว่า ดูก่อน พราหมณ์ ความทุกข์ซึ่งเกิดแก่ท่านนั้น เป็นความตายของท่านมิใช่หรือ ท่าน จึงไม่บอกแก่คนอื่น. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ จะบอกแก่ผู้ที่สามารถจะนำทุกข์ไปได้เท่านั้น ไม่บอกแก่ผู้อื่น แล้วกล่าวคาถา ๗ คาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐกาสีให้เจริญ ถ้า ความทุกข์เกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ใดไม่พึงเปลื้องทุกข์ จากพระองค์ได้ พระองค์อย่าได้ตรัสบอกความทุกข์ นั้นแก่ผู้นั้น.
หน้า 260 ข้อ 1789
ผู้ใดพึงเปลื้องทุกข์ของบุคคลผู้เกิดทุกข์ ได้ ส่วนเดียวโดยธรรม พึงบอกเล่าแก่ผู้นั้นได้โดยแท้. ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของ นกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่านั้น. อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นผู้ใจดี คนทั้งหลายนับถือ ว่าเป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้น กลับกลายเป็นศัตรูไปได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก อย่างนี้. ผู้ใดถูกถามเนือง ๆ ถึงทุกข์ของตน ย่อมบอก ในกาลไม่ควร ผู้นั้นย่อมมีแต่มิตรผู้แสวงหาประโยชน์ แต่ไม่ยินดีร่วมทุกข์ด้วย. บุคคลรู้กาลอันควร และรู้จักบัณฑิตผู้มีปัญญา มีใจร่วมกันแล้ว พึงบอกความทุกข์ทั้งหลายแก่บุคคล ผู้เช่นนั้น นักปราชญ์พึงบอกความทุกข์ร้อนแก่บุคคล อื่น พึงเปล่งวาจาอ่อนหวานมีประโยชน์. อนึ่ง ถ้าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้ ก็พึงรู้ว่า ประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุข สำหรับเราผู้เดียวไม่ได้ นักปราชญ์เมื่อเพ่งเล็งหิริและ โอตัปปะอันเป็นของจริง พึงอดกลั้นความทุกข์ร้อน ไว้ผู้เดียวเท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺเช ความว่า ถ้าความทุกข์พึง เกิดขึ้นแก่พระองค์. บทว่า มา อกฺขาหิ แปลว่า จงอย่าบอก. บทว่า
หน้า 261 ข้อ 1789
ทุพฺพิชานครํ ความว่า ถ้อยคำของมนุษย์รู้ได้ยากยิ่งกว่าถ้อยคำของสัตว์ ดิรัจฉาน เพราะเหตุนั้น คือเพราะไม่รู้โดยถ่องแท้ ไม่พึงบอกทุกข์ของตน ซึ่งไม่สามารถจะนำไปได้. บทว่า อปิ เจ ความว่า เพราะท่านกล่าวไว้ใน คาถาแล้ว. บทว่า อนานุปุฏฺโ แปลว่า ถูกถามบ่อย ๆ. บทว่า ปเวทเย แปลว่า ย่อมกล่าว. บทว่า อกาลรูเป แปลว่า ในกาลอันไม่สมควร. บทว่า กาลํ ความว่า ตลอดกาลที่พูดถึงความลับของตน. บทว่า ตถาวิธสฺส ความว่า รู้จักบุรุษผู้เป็นบัณฑิต ว่าผู้ใดเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับตนแล้ว พึงบอกแก่บุคคลเช่นนั้น. บทว่า ติปฺปานิ แปลว่า ทุกข์. บทว่า สเจ ความว่า ถ้าว่าบุคคลอดกลั้นความทุกข์ของตนไม่ได้ พึงรู้ว่าเป็นน่าที่ของตน ในเมื่อเรี่ยวแรงแห่งชาติชายตนหรือของผู้อื่นมีอยู่. บทว่า นีติ ความว่า ประเพณีโลกเป็นอย่างนี้ อธิบายว่า โลกธรรม ๘. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ว่า ถ้าประเพณีของโลกนี้ จะมีเพื่อถึงความสุขสำหรับเราเท่านั้นไม่ได้ ขึ้นชื่อว่า ผู้จะพ้นไปจากโลกธรรมทั้ง ๘ ประการที่เกิดขึ้นแล้วย่อมไม่มี เมื่อเป็นเช่นนี้ นักปราชญ์ผู้ปรารถนาแต่ความสุข เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยหิริและโอตตัปปะ ไม่พึง ทำกรรมที่ชื่อว่ายกทุกข์ให้แก่ผู้อื่น และเราก็มีหิริและโอตตัปปะ เพราะเหตุนั้น นักปราชญ์เมื่อเพ่งหิริโอตตัปปะในตนซึ่งเป็นของมีจริง ไม่พึงบอกแก่บุคคลอื่น พึงนอนปรับทุกข์อยู่แต่ผู้เดียว. พระมหาสัตว์ครั้นแสดงธรรมถวายพระราชาด้วยคาถา ๗ คาถาอย่างนี้ แล้ว เมื่อจะแสดงความที่ตนแสวงหาทรัพย์เพื่ออาจารย์ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ว่า ข้าแต่พระมหาราช ข้าพระองค์ต้องการจะหา ทรัพย์ให้อาจารย์ จึงเที่ยวไปทั่วแว่นแคว้นนิคม และ ราชธานีทั้งหลาย.
หน้า 262 ข้อ 1789
ขอกะคฤหบดี ราชบุรุษและพราหมณ์มหาศาล ได้ทองคำ ๗ ลิ่ม ทองคำ ๗ ลิ่มของพระองค์นั้นหาย เสียแล้ว เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศกมาก. ข้าแต่พระมหาราช บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์ เหล่านั้น ข้าพระองค์คิดรู้ด้วยใจว่า ไม่สามารถจะ ปลดเปลื้องข้าพระองค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่บอกแก่บุรุษเหล่านั้น. ข้าแต่พระมหาราช ส่วนพระองค์ ข้าพระองค์ คิดรู้ด้วยใจว่า พระองค์สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระ- องค์จากทุกข์ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูล ให้พระองค์ทรงทราบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขมาโน ความว่า ขออยู่กะคฤหบดี เป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า เต เม ความว่า เมื่อข้าพระองค์ข้ามแม่น้ำคงคา ทองของพระองค์ ๗ ลิ่มหายเสียแล้ว คือตกไปในแม่น้ำคงคา. บทว่า ปุริสา เต ความว่า ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้เป็นทูตของพระองค์. บทว่า มนสานุวิจินฺติตา ความว่า ข้าพระองค์รู้ว่าคนเหล่านั้น ไม่สามารถจะปลดเปลื้องข้าพระองค์ให้ พ้นจากทุกข์ได้. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงไม่ บอกทุกข์ของตนแก่เขาเหล่านั้น. บทว่า ปเวทยึ แปลว่า ได้แจ้งไว้แล้ว. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า พระราชาผู้บำรุงรัฐกาสีใหญ่ มีพระหฤทัยเลื่อม ใส ได้พระราชทานทองคำ ๑๔ แท่ง แก่พระโพธิสัตว์ นั้น.
หน้า 263 ข้อ 1789
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตรูปมเย ความว่า ได้ทรงพระราชทาน ทองคำ ๑๔ แท่งแก่พระโพธิสัตว์นั้น. พระมหาสัตว์ถวายโอวาทแก่พระราชาแล้ว ให้ทรัพย์แก่อาจารย์บำเพ็ญ กุศลมีทานเป็นต้น แม้พระราชากดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์ ครองราช สมบัติโดยธรรม แล้วชนทั้งสองก็ไปตามยถากรรม. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตเป็นผู้ฉลาดในอุบาย แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้ฉลาดในอุบายเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชา ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ อาจารย์ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วน มาณพ คือเราตถาคตนั่นแล. จบอรรถกถาทูตชาดก
หน้า 264 ข้อ 1790, 1791, 1792, 1793, 1794
๖. กาลิงคโพธิชาดก ว่าด้วยการพยากรณ์ที่อันเป็นชัยภูมิ [๑๗๙๐] พระเจ้าจักพรรดิทรงพระนามว่ากาลิง- คะ ได้ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จ ไปสู่ที่ใกล้ต้นโพธิ์ ด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก. [๑๗๙๑] การทวาชปุโรหิตชาวกาลิงครัฐ พิจาร- ณาดูภูมิภาคแล้ว จึงประคองอัญชลี กราบทูลพระเจ้า จักรพรรดิผู้เป็นบุตรแห่งดาบสชื่อกาลิงคะว่า [๑๗๙๒] ข้าแต่พระมหาราชา ขอเชิญพระองค์ เสด็จลงเถิด ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรง สรรเสริญแล้ว พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง มี พระคุณหาประมาณมิได้ ย่อมไพโรจน์ ณ ภูมิภาคนี้. [๑๗๙๓] หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาค ส่วนนี้ ม้วนเวียนโดยทักษิณาวัฏ ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นที่ไม่หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน (เมื่อกัลป์จะตั้งขึ้น ย่อมตั้งขึ้นก่อนเมื่อกัลป์พินาศก็พินาศภายหลัง) ข้าแต่ พระมหาราชา ข้าพระองค์ได้สดับมาอย่างนี้. [๑๗๙๔] ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน อันทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง มีสาครเป็นขอบเขต ขอเชิญ พระองค์เสด็จลง แล้วทรงกระทำการนอบน้อมเถิด พระเจ้าข้า.
หน้า 265 ข้อ 1795, 1796, 1797, 1798, 1799, 1800
[๑๗๙๕] ช้างกุญชรตัวประเสริฐ เกิดในตระกูล อุโบสถย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศนั้นเลย ด้วยเหตุมี ประมาณเท่านี้. [๑๗๙๖] ช้างตัวประเสริฐนี้ เป็นช้างเกิดแล้วใน ตระกูลอุโบสถโดยแท้ ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจจะเข้าไป ใกล้ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ ถ้าพระองค์ยังทรง สงสัยอยู่ ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด. [๑๗๙๗] พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรงใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยา- กรณ์ว่า เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่าจริงหรือไม่จริง อย่างนี้แล้ว ทรงไสช้างพระที่นั่งไป. [๑๗๙๘] ฝ่ายช้างพระที่นั่งนั้น ถูกพระราชา ทรงไสไปแล้ว ก็เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอย- หลังทรุดคุกลง ดังอดทนภาระหนักไม่ได้. [๑๗๙๙] ปุโรหิตภารทวาชะชาวกาลิงครัฐ รู้ว่า ช้างพระที่นั่งสิ้นอายุแล้ว จึงรีบกราบทูลพระเจ้า- กาลิงคะว่า ข้าแต่พระมหาราชา ขอเชิญเสด็จไปทรง ช้างพระที่นั่งเชือกอื่นเถิด ช้างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุ แล้ว พระเจ้าข้า. [๑๘๐๐] พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึง รีบเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่ เมื่อพระราชา เสด็จก้าวไปพ้นแล้ว ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้วก็ล้มลง
หน้า 266 ข้อ 1801, 1802, 1803, 1804, 1805
ณ พื้นดินที่นั้นเอง ถ้อยคำของปุโรหิต ผู้ชำนาญ การพยากรณ์เป็นอย่างใด ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น. [๑๘๐๑] พระเจ้ากาลิงคะได้ตรัสกะพราหมณ์ ภารทวาชะ ชาวกาลิงครัฐอย่างนี้ว่า ท่านเป็นสัมพุทธะ รู้เห็นเหตุทั้งปวงโดยแท้. [๑๘๐๒] กาลิงคพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำสรร- เสริญนั้นจึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้า พระองค์เป็นผู้ชำนาญการพยากรณ์ชื่อว่าพุทธะผู้รู้เหตุ ทั้งปวงก็จริง. [๑๘๐๓] แต่พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นพระสัพ- พัญญูด้วย เป็นพระสัพพวิทูด้วย ย่อมรู้เหตุทั้งปวงด้วย พระญาณเป็นเครื่องกำหนด ข้าพระองค์รู้เหตุทั้งปวง ได้เพราะกำลังแห่งอาคม พระพุทธเจ้าทั้งหลาย รู้เหตุ ทั้งปวงได้ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ. [๑๘๐๔] พระเจ้ากาลิงคะ ทรงนำเอามาลาและ เครื่องลูบไล้พร้อมด้วยดนตรีต่าง ๆ ไปบูชาพระมหา- โพธิ์แล้ว รับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อม. [๑๘๐๕ ] รับสั่งให้เด็ดดอกไม้ประมาณหกหมื่น เล่มเกวียนมาบูชาโพธิมณฑลอันเป็นอนุตริยะ แล้ว เสด็จกลับ. จบกาลิงคโพธิชาดกที่ ๖
หน้า 267 ข้อ 1805
อรรถกถากาลิงคชาดก* พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ- ปรารภการบูชามหาโพธิ์ ที่พระอานนท์เถระการทำแล้ว ตรัสพระธรรม เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ราชา กาลิงฺโค จกฺกวตฺติ ดังนี้. ความพิสดารว่า พระตถาคตเสด็จหลีกจาริกไปตามชนบท เพื่อ ประโยชน์จะทรงสงเคราะห์เวไนยสัตว์ ชาวกรุงสาวัตถีต่างถือของหอมและ ดอกไม้เป็นต้นไปยังพระเชตวัน ไม่ได้ปูชนียสถานอย่างอื่นไปวางไว้ที่ประตู พระคันธกุฎี ด้วยเหตุนั้น เขาก็มีความปราโมทย์กันอย่างยิ่ง. ท่านอนาถปิณฑิก มหาเศรษฐีทราบเหตุนั้นแล้ว จึงไปยังสำนักพระอานนท์เถระ ในเวลาที่ พระตถาคตเสด็จมาพระเชตวัน กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อพระตถาคต เสด็จหลีกจาริกไป พระวิหารนี้ไม่มีปัจจัย มนุษย์ทั้งหลายไม่มีสถานที่บูชา ด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอโอกาสเถิดท่านเจ้าข้า ขอท่านจงกราบทูล ความเรื่องนี้แด่พระตถาคต แล้วจงรู้ที่ที่ควรบูชาสักแห่งหนึ่ง. พระอานนทเถระรับว่า ดีละ แล้วทูลถามพระตถาคตว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ เจดีย์มีกี่อย่าง. พระศาสดาตรัสตอบว่า มีสามอย่างอานนท์. พระอานนทเถระทูลถามว่า สามอย่างอะไรบ้างพระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ธาตุเจดีย์ ๑ ปริโภคเจดีย์ ๑ อุทเทสิกเจดีย์ ๑. พระอานนทเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จจาริกไป ข้าพระองค์อาจกระทำเจดีย์ ได้หรือ. พระศาสดาตรัสว่า อานนท์ สำหรับธาตุเจดีย์ไม่อาจทำได้ เพราะ ธาตุเจดีย์นั้น จะมีได้ในกาลที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว สำหรับอุทเทสิกเจดีย์ ก็ไม่มีวัตถุปรากฏ เป็นเพียงเนื่องด้วยตถาคตเท่านั้น ต้นมหาโพธิ์ที่พระพุทธเจ้า บาลีเป็น กาลิงคโพธิชาดก*
หน้า 268 ข้อ 1805
อาศัยเป็นที่ตรัสรู้ ถึงพระพุทธเจ้าจะยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม ปรินิพพานแล้ว ก็ตาม เป็นเจดีย์ได้เหมือนกัน. พระอานนท์ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อพระองค์เสด็จหลีกไป พระมหาวิหารเชตวันหมดที่พึ่งอาศัย มนุษย์ทั้งหลาย ไม่ได้สถานที่เป็นที่บูชา ข้าพระองค์จักนำพืชจากต้นมหาโพธิมาปลูกที่ประตู พระเชตวัน พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ดีแล้วอานนท์ เธอจงปลูกเถิด เมื่อเป็นเช่นนั้น ในพระเชตวันก็จักเป็นดังตถาคตอยู่เป็นนิตย์. พระอานนท์เถระ บอกแก่พระเจ้าโกศล อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี และนางวิสาขามหาอุบาสิกา เป็นต้น ให้ขุดหลุม ณ ที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิที่ประตูพระเชตวัน แล้วกล่าวกะ พระมหาโมคคัลลานเถระว่า ท่านขอรับ กระผมจักปลูกต้นโพธิที่ประตูพระ- เชตวัน ท่านช่วยนำเอาลูกโพธิสุกจากต้นมหาโพธิให้กระผมทีเถิด. พระมหาโมคคัลลานเถระรับว่า ดีละ แล้วเหาะไปยังโพธิมณฑล เอาจีวรรับลูกโพธิที่หล่นจากขั้วแต่ยังไม่ถึงพื้นดิน ได้แล้วนำมาถวายพระ- อานนทเถระ. พระอานนทเถระได้แจ้งความพระเจ้าโกศลเป็นต้นว่า เราจัก ปลูกต้นโพธิ์ในที่นี้. พระเจ้าโกศลให้ราชบุรุษถือเครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างเสด็จ มาพร้อมด้วยบริวารใหญ่ในเวลาเย็น. อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐี มหาอุบาสิกา วิสาขา และผู้มีศรัทธาอื่น ๆ ก็ได้ทำเช่นนั้น. พระอานนทเถระ ตั้งอ่างทองใบใหญ่ไว้ในที่เป็นที่ปลูกต้นโพธิ ให้ เจาะก้นอ่างแล้วให้ลูกโพธิสุกแด่พระเจ้าโกศล ทูลว่า มหาบพิตร พระองค์ จงปลูกโพธิสุกนี้เถิด พระเจ้าโกศลทรงพระดำริว่า ความเป็นพระราชามิได้ ดำรงอยู่ตลอดไป ควรที่เราจะให้อนาถปิณฑิกมหาเศรษฐีปลูกต้นโพธินี้ ทรง ดำริดังนี้ แล้วได้วางลูกโพธิสุกนั้นไว้ในมือของมหาเศรษฐี. อนาถปิณฑิก มหาเศรษฐีรวบรวมเปือกตมที่มีกลิ่นหอมแล้ว ฝังลูกโพธิสุกไว้ในเปือกตมนั้น
หน้า 269 ข้อ 1805
พอลูกโพธิพ้นมือมหาเศรษฐี เมื่อชนทั้งปวงกำลังแลดูอยู่ ได้ปรากฏลำต้น โพธิประมาณเท่างอนไถ สูงห้าสิบศอก แตกกิ่งใหญ่ห้ากิ่ง ๆ ละห้าสิบศอก คือในทิศทั้งสี่และเบื้องบน ต้นโพธินั้นเป็นต้นไม้ใหญ่กว่าต้นไม้ใหญ่ในป่า ตั้งขึ้นในทันใดนั่นเอง ด้วยประการฉะนี้. พระราชารับสั่งให้เอาหม้อทองคำและหม้อเงิน ๘๐๐ หม้อ ใส่น้ำหอม เต็ม ประดับด้วยดอกบัวเขียว สูงขึ้นมาหนึ่งศอกเป็นต้น ตั้งเป็นแถวแวดล้อม ต้นมหาโพธิ แล้วรับสั่งให้ทำแท่นสำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด โปรยปรายผสมทอง สร้างกำแพงล้อมรอบ ทำซุ้มประตูสำเร็จด้วยรัตนะ ๗ เครื่องสักการะได้มีเป็น อันมาก. พระอานนทเถระเข้าไปเฝ้าพระตถาคต กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระองค์จงประทับนั่ง ณ โคนต้นโพธิ์ที่ข้าพระองค์ปลูก เข้าสมาบัติ ที่ข้าพระองค์เข้า ณ โคนต้นมหาโพธิ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน. พระศาสดาตรัสว่า พูดอะไร อานนท์ เมื่อเรานั่งเข้าสมาบัติที่ได้เข้าแล้ว ณ มหาโพธิมณฑล ประเทศอื่นก็ไม่อาจที่จะทรงอยู่ได้. พระอานนท์เถระกราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่มหาชน ขอพระองค์จง ใช้สอยโคนต้นโพธิ์นั้น ด้วยความสุขเกิดแก่สมาบัติ โดยกำหนดว่าใกล้ภูมิ- ประเทศนี้เถิด. พระศาสดาทรงใช้สอยโคนต้นโพธินั้น ด้วยความสุขเกิดแต่ สมาบัติตลอดราตรีหนึ่ง. พระอานนท์เถระถวายพระพรแด่พระเจ้าโกศลเป็นต้น ให้ทำการฉลอง ต้นโพธิ. และต้นโพธิ์แม้นั้น ก็ปรากฏว่า อานนท์โพธิทีเดียว เพราะเป็น ต้นไม้ที่พระอานนท์ปลูกไว้. ครั้งนั้นภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ท่านพระอานนท์ เมื่อตถาคตยังดำรงอยู่ ให้ปลูกต้นโพธิ์แล้วบูชาอย่างมากมาย พระเถระมีคุณมากน่าอัศจรรย์จริง. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ
หน้า 270 ข้อ 1805
ทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูล ให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน อานนท์ก็ได้พามนุษย์ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ พร้อมด้วยทวีปบริวาร ให้นำของหอม และดอกไม้เป็นอันมากไปกระทำการฉลองต้นโพธิ์ ณ มหาโพธิมณฑลเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล พระเจ้ากาลิงคราชเสวยราชสมบัติอยู่ในทันตปุรนคร แคว้นกาลิงคะ. พระองค์มีพระราชโอรสของพระองค์ คือ มหากาลิงคะ องค์หนึ่ง จุลลกาลิงคะองค์หนึ่ง ในสององค์นั้น องค์พี่ พวกโหรทำนายว่า จักได้ครองราชสมบัติ เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไปแล้ว แต่องค์น้องพวกโหร ทำนายว่า จักบวชเป็นฤาษีเที่ยวภิกขาจาร แต่โอรสขององค์น้องจักได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ. ต่อมาภายหลัง เมื่อพระราชบิดาล่วงลับไป พระราชโอรสองค์พี่เป็น พระราชา องค์น้องเป็นอุปราช. อุปราชนั้น ได้มีมานะขึ้นเพราะบุตรเป็นเหตุว่า ได้ยินว่า ลูกของเราจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. พระราชานั้นทรงอดทนอยู่ ไม่ได้จึงรับสั่งกะอำมาตย์รับใช้คนหนึ่งว่า เจ้าจงจับเจ้าจุลลกาลิงคะ. อำมาตย์ นั้นไปกราบทูลว่า ข้าแต่พระกุมาร พระราชาประสงค์จะจับพระองค์ ขอจง รักษาชีวิตของพระองค์ไว้. อุปราชได้เอาของสามอย่างของพระองค์ คือ พระราชลัญจกร ผ้ากัมพลเนื้อละเอียด และพระขรรค์ แสดงแก่อำมาตย์รับใช้ แล้วตรัสว่า ท่านทั้งหลายพึงให้ราชสมบัติแก่บุตรของเราด้วยสัญญานี้ แล้ว เสด็จเข้าป่า สร้างอาศรมในภูมิประเทศที่รื่นรมย์ บวชเป็นฤาษีอยู่ริมฝั่งแม่น้ำ. แม้ในแคว้นมัททราช พระอัครมเหสีของพระเจ้ามัททราชในสาคลนคร ประสูติพระธิดา. พวกโหรทำนายพระธิดาว่า พระธิดานี้จักเที่ยวภิกขาจาร
หน้า 271 ข้อ 1805
เลี้ยงชีพ แต่พระโอรสของพระนางจักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. พระราชา ชาวชมพูทวีปได้สดับเหตุดังนั้น จึงมาล้อมพระนครพร้อมกัน. พระเจ้า มัททราชทรงดำริว่า ถ้าเราให้ธิดานี้แก่พระราชาองค์หนึ่ง พระราชาที่เหลือ ก็จักโกรธ เราจักรักษาธิดาของเราไว้ จึงพาพระธิดาและพระอัครมเหสีปลอม พระองค์หนีเข้าป่า สร้างอาศรมอยู่ทางเหนืออาศรมของกาลิงคกุมาร เลี้ยงชีพ ด้วยมวลผลาหารอยู่ ณ ที่นั้น. พระชนกชนนีทรงดำริว่า เราจักรักษาธิดาอยู่ ในอาศรม แล้วไปหาผลาหาร. ในเวลาที่พระชนกชนนีไป พระธิดาได้เอา ดอกไม้ต่าง ๆ มาทำเป็นเทริดดอกไม้แล้ววางไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จนเกิด เป็นเหมือนคั่นบันได. ที่นั้นมีต้นมะม่วงที่งามชอุ่มอยู่ต้นหนึ่ง พระธิดาขึ้นเล่น บนต้นมะม่วง แล้วปาเทริดดอกไม้ไป. วันหนึ่ง เทริดดอกไม้ไปคล้องพระเศียรของกาลิงคกุมารผู้กำลัง สรงสนานอยู่ในแม่น้ำคงคา. พระกาลิงคกุมารแลดูแล้ว ทรงพระดำริว่า เทริด ดอกไม้นี้ หญิงคนหนึ่งกระทำ แต่ไม่ใช่หญิงแก่ทำ เป็นหญิงสาวทำ เราจัก ตรวจตราดูก่อน จึงไปเหนือน้ำคงคาด้วยอำนาจกิเลส ได้สดับเสียงของพระธิดา ผู้นั่งอยู่บนต้นมะม่วงร้องเพลงด้วยเสียงอันไพเราะ จึงเสด็จไปที่โคนต้นไม้ ทอดพระเนตรเห็นพระธิดา จึงตรัสถามว่า แม่นางผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่าน เป็นใคร. พระธิดาตอบว่า เราเป็นมนุษย์. พระกุมารตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงลงมา. พระธิดาตรัสว่า นาย เราเป็นกษัตริย์ไม่อาจลงไปได้. พระกุมาร ตรัสว่า ที่รัก ฉันเป็นกษัตริย์เหมือนกัน ท่านจงมาเถิด. พระธิดาตรัสว่า นาย คนมิใช่เป็นกษัตริย์ได้ด้วยเหตุสักว่าถ้อยคำเท่านั้น ถ้าท่านเป็น กษัตริย์ ขอท่านจงกล่าวมายาของกษัตริย์เถิด. ชนทั้งสองนั้นต่างกล่าวมายา กษัตริย์กะกันและกัน. เมื่อชนทั้งสองอยู่ด้วยความรักใคร่ พระราชธิดาก็ตั้ง
หน้า 272 ข้อ 1805
ครรภ์ โดยครบ ๑๐ เดือนก็ประสูติพระราชโอรส ซึ่งสมบูรณ์ด้วยบุญลักษณะ อันอุดม. พระชนกชนนีได้ขนานนามว่า กาลิงคะ. กาลิงคกุมารนั้นเจริญวัย สำเร็จการศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่าง ในสำนักของพระชนกและพระอัยกา. ลำดับนั้น พระชนกของกาลิงคกุมารนั้น ตรวจดูดวงดาวก็ทราบว่าพี่ชายสวรรคต แล้ว จึงบอกบุตรว่า พ่ออย่าอยู่ในป่าเลย พระเจ้ามหากาลิงคะผู้เป็นลุงของพ่อ สวรรคตแล้ว พ่อจงไปยังทันตปุรนคร ครองราชสมบัติสืบสันตติวงศ์เถิด แล้ว มอบพระธำมรงค์ผ้ากัมพลและพระขรรค์ ซึ่งพระองค์นำมาให้แล้วตรัสสั่งว่า พ่อ ในทันตปุรนคร อำมาตย์ผู้ประพฤติประโยชน์ของเรามีอยู่ที่ถนนโน้น พ่อจง เหาะลงไปที่กลางที่นอนในเรือนของเขา แล้วแสดงรัตนะสามประการนี้ แล้ว บอกความที่เจ้าเป็นโอรสของเราแก่เขา เขาจักช่วยเจ้าให้ได้ครองราชสมบัติ. กาลิงคกุมารนั้น กราบลาพระชนกชนนีและอัยกาแล้ว เหาะไปด้วย บุญฤทธิ์ ลงนั่งเหนือที่นอนของอำมาตย์ ถูกถามว่า ท่านเป็นใคร จึงบอกว่า เราเป็นบุตรของจุลลกาลิงคะ แล้วแสดงรัตนะสามนั้น. อำมาตย์จึงประกาศแก่ ราชบริษัท. อำมาตย์และราชบริษัททั้งหลายพร้อมกันประดับประดาพระนคร นั้น อภิเษกกาลิงคกุมารให้ครองราชสมบัติ. ลำดับนั้น ปุโรหิตชื่อว่า ภารทวาชะ ของพระเจ้ากาลิงคะได้กราบทูล จักรพรรดิให้พระเจ้ากาลิงคะทรงทราบ. พระเจ้ากาลิงคะนั้น ทรงบำเพ็ญ จักรวัตรนั้นให้บริบูรณ์แล้ว. ครั้นถึงวันอุโบสถ ๑๕ ค่ำ จักรแก้วก็มาจากที่อยู่ ของจักรแก้ว ช้างแก้วก็มาจากตระกูลอุโปสถ ม้าแก้วก็มาจากตระกูลอัศวราชวลา- หก แก้วมณีก็มาจากเขาเวปุลลบรรพต นางแก้ว ขุนคลังแก้ว ขุนพลแก้ว ก็บัง เกิดปรากฏแก่พระเจ้ากาลิงคะนั้น.
หน้า 273 ข้อ 1805
พระเจ้าจักรพรรดิกาลิงคราช ทรงครองราชสมบัติตลอดห้องจักรวาล วันหนึ่ง มีเสนาแวดล้อมเต็มไปในที่ประมาณ ๓๖ โยชน์ เสด็จขึ้นทรงช้างเผือก ขาวเปรียบด้วยอดเขาไกรลาส ไปสู่สำนักพระชนกชนนีด้วยสิริวิลาสใหญ่. ฝ่ายช้างพระที่นั่งพระเจ้าจักรพรรดินั้น ไม่อาจเหาะข้ามมหาโพธิ- มณฑลอันเกิดแต่สะดือแผ่นดิน อันเป็นไชยมงคลของพระพุทธเจ้าทั้งปวงได้. พระเจ้าจักรพรรดิราชทรงไสไปเนือง ๆ แต่ช้างทรงนั้นก็ไม่อาจที่จะ ไปได้. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า พระเจ้าจักรพรรดิทรงพระนามว่า กาลิงคะ ได้ ทรงสั่งสอนมนุษย์ทั่วแผ่นดินโดยธรรม ได้เสด็จไปสู่ ที่ใกล้ต้นโพธิด้วยช้างทรงมีอานุภาพมาก. ลำดับนั้น ปุโรหิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ซึ่งตามเสด็จไปด้วยคิดว่า ธรรมดาว่าทางอากาศไม่มีเครื่องกั้น เพราะเหตุไรหนอ พระราชาจึงไม่อาจจะ ไสช้างไปได้ เราจักตรวจตราดู แล้วลงจากอากาศตรวจตราเห็นภูมิภาคอันเป็น มณฑลสะดือแผ่นดิน มีชัยบัลลังก์ของพระพุทธเจ้าทั้งปวง. ได้ยินว่า ในครั้งนั้น ขึ้นชื่อว่าต้นหญ้าแม้สักเท่าหนวดกระต่ายมิได้มี ในที่มีประมาณ ๘ กรีสนั้นเลย มีแต่ทรายอันมีสีเหมือนแผ่นเงิน เรี่ยรายอยู่ หญ้าเครือเถาไม้ใหญ่โดยรอบที่นั้น มียอดเวียนประทักษิณโพธิมณฑล แล้ว ตั้งอยู่เฉพาะหน้าโพธิมณฑล. ปุโรหิตตรวจดูภูมิภาคแล้ว คิดว่า แท้จริง ที่นี้เป็นที่ ๆ กำจัดกิเลส ทั้งปวงของพระพุทธเจ้าทั้งปวง แม้ถึงใคร ๆ มีท้าวสักกะเป็นต้น ก็ไม่อาจ ที่จะเหาะข้ามที่นี้ไปได้ จึงไปเฝ้าพระเจ้ากาลิงคราช แสดงคุณของพระโพธิ มณฑล แล้วกราบทูลพระราชาว่า เสด็จลงเถิด พระพุทธเจ้าข้า.
หน้า 274 ข้อ 1805
พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ภารทวาชปุโรหิต พิจารณาดูภูมิภาคแล้ว จึง ประคองอัญชลีกราบทูลพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็นบุตร แห่งดาบส ชื่อว่า กาลิงคะว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญพระองค์เสด็จลง เถิด ภูมิภาคนี้อันพระพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะทรง สรรเสริญแล้ว พุทธเจ้าทั้งหลายผู้ตรัสรู้โดยยิ่ง มี พระคุณหาประมาณมิได้ ย่อมไพโรจน์ ณ ภูมิภาคนี้. หญ้าและเครือเถาทั้งหลายในภูมิภาคส่วนนี้ ม้วนเวียนโดยรอบทักษิณาวัฏ ภูมิภาคส่วนนี้เป็นที่ไม่ หวั่นไหวแห่งแผ่นดิน ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ สดับมาอย่างนี้. ภูมิภาคส่วนนี้ เป็นมณฑลแห่งแผ่นดิน อัน ทรงไว้ซึ่งภูตทั้งปวง มีสาครเป็นขอบเขต ขอเชิญ พระองค์เสด็จลงแล้ว กระทำการนอบน้อมเถิด พระเจ้าข้า. ช้างกุญชรเชือกประเสริฐ เกิดในตระกูลอุโปสถ ย่อมไม่เข้าไปใกล้ประเทศเลย ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้. ช้างเชือกประเสริฐ เป็นช้างเกิดในตระกูล อุโบสถโดยแท้ ถึงกระนั้น ก็ไม่อาจจะเข้าไปใกล้ ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้ ถ้าพระองค์ยังทรงสงสัย อยู่ ก็จงทรงไสช้างพระที่นั่งไปเถิด.
หน้า 275 ข้อ 1805
พระเจ้ากาลิงคะทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงทรง ใคร่ครวญถ้อยคำของปุโรหิตผู้ชำนาญการพยากรณ์ว่า เราจักรู้ถ้อยคำของปุโรหิตนี้ว่า จริงหรือไม่จริงอย่างนี้ แล้ว ทรงไสพระที่นั่งไป. ฝ่ายช้างพระที่นั่ง ถูกพระราชาไสไปแล้ว ก็ เปล่งเสียงดุจนกกระเรียนแล้วถอยหลังทรุดคุกลง ดัง อดทนภาระหนักไม่ได้ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณโกลญฺํ แปลว่า บุตรแห่งดาบส. บทว่า จกฺกวตฺตยโต ความว่า ผู้มีมานะว่า เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อธิบายว่าเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า ปริคฺคเหตฺวา ความว่า ตรวจดูภูมิภาค. บทว่า สมณุคีโต ความว่า อันพระพุทธเจ้าทั้งปวงพรรณนาแล้ว. บทว่า อนธิวรา แปลว่า ผู้มีคุณอันชั่งมิได้ ประมาณมิได้. บทว่า วิโรจนฺติ ความว่า ผู้กำจัดความมืดคือกิเลสทั้งปวงได้แล้ว ย่อมนั่งรุ่งเรืองอยู่ในภูมิภาค ส่วนนี้ เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อน ๆ ฉะนั้น. บทว่า ติณลตา ได้แก่ หญ้าและเครือเถา. บทว่า มณฺโฑ ความว่า เป็นมณฑลแห่งแผ่นดินหนาถึง สองแสนสี่หมื่นโยชน์ เป็นสาระไม่ถูกอะไร ๆ ครอบงำได้ เป็นสถานที่ไม่ หวั่นไหว เมื่อกัปยังดำรงอยู่ก็ดำรงอยู่ก่อน เมื่อกัปพินาศก็พินาศในภายหลัง. บทว่า อิติ โน สุตํ ความว่า ข้าพระองค์ได้สดับมาแล้วด้วยลักษณะมนต์ อย่างนี้. บทว่า โอโรหิตฺวา ความว่า ขอเชิญพระองค์ลงจากอากาศแล้ว จงกระทำการนอบน้อม คือกระทำการบูชาสักการะต่อสถานที่ เป็นที่กำจัด กิเลสของพระพุทธเจ้าทุกพระองค์นี้. บทว่า เย เต ความว่า ช้าง ประเสริฐตัวบังเกิดในตระกูลอุโบสถ กล่าวคือช้างแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ.
หน้า 276 ข้อ 1805
บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ช้างเชือกประเสริฐทั้งหมดนั้น ย่อมไม่ไปใกล้ ประเทศมีประมาณเท่านี้ได้เลย แม้จะถูกตักเตือนก็ไม่เข้าไป. บทว่า อภิชาโต ความว่า ช้างเชือกประเสริฐนี้ ในตระกูลอุโปสถ ครอบงำ ก้าวล่วง ตระกูลช้าง ทั้ง ๘ มีโคจริยาเป็นต้น. บทว่า กุญฺชรํ แปลว่า ชนิดสูงสุด. บทว่า เอตฺตาวตา ความว่า ช้างประเสริฐนี้ ไม่สามารถเข้าไปประเทศมีประมาณ เท่านี้ได้ คือไม่อาจเข้าไปให้ยิ่งกว่านั้นไปได้ พระองค์เมื่อหวังเฉพาะจงให้ สัญญาด้วยขอเพชรแล้วไสไป. บทว่า เวยฺยญฺชนิกวโจ นิสาเมตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชาพระองค์นั้น ทรงตรวจตราใคร่ครวญถ้อยคำ ของกาลิงคภารทวาชปุโรหิตนั้นเชี่ยวชาญชำนาญในการพยากรณ์ลักษณะแล้ว ใคร่ครวญพิจารณาว่า เราจักรู้คำของผู้นี้เป็นความหรือไม่จริงดังนี้ จึงไสช้าง พระนั่งไป. บทว่า โกญฺโจว อภินทิตฺวา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ช้างเชือกประเสริฐนั้น อันพระราชาทรงเตือนแล้วด้วยขอประดับเพชรแล้วไส ไป จึงเปล่งเสียงร้องเหมือนเสียงนกกระเรียน ถอยไปชูงวงขึ้นน้อมคอเข้าไป นั่งอยู่บนอากาศนั่นเอง ทำเป็นเหมือนไม่อาจจะนำภาระหนักไปได้. ช้างพระที่นั่งนั้น เมื่อถูกพระเจ้าจักรพรรดิทิ่มแทงอยู่บ่อย ๆ ไม่อาจจะ อดกลั้นทุกขเวทนาได้ทำกาละแล้ว. ส่วนพระเจ้ากาลิงคะ เมื่อไม่ทราบว่าช้างทรงถึงแก่ความตาย จึงคง ประทับอยู่ ณ ที่นั้น. ปุโรหิตภารทวาชะ ชาวกาลิงคะจึงกราบทูลว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ช้างพระที่นั่งของพระองค์สิ้นชีวิตแล้ว ขอพระองค์ทรงก้าว ไปสู่ช้างเชือกอื่นเถิด พระพุทธเจ้าข้า. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า
หน้า 277 ข้อ 1805
ปุโรหิตภารทวาชะกาลิงครัฐ รู้ว่าช้างพระที่นั่ง สิ้นอายุแล้ว จึงรีบกราบทูลพระเจ้ากาลิงคะว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ขอเชิญเสด็จไปทรงช้างพระที่นั่งเชือก อื่นเถิด ช่างพระที่นั่งเชือกนี้สิ้นอายุแล้วพระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโค ขณายุโก ความว่า ช้างเชือก ประเสริฐของพระองค์ ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว เพราะเมื่อพระราชาจะทรงทำพระ- ราชกิจอะไรๆ ไม่สามารถประทับนั่งบนหลังได้ ขอพระองค์จงทรงก้าวไปทรง ช้างประเสริฐเชือกอื่น เพื่อเสด็จไปโดยที่สุดแห่งโพธิมณฑล. ด้วยกำลังพระฤทธิ์ของพระเจ้ากาลิงคะ ช้างเชือกประเสริฐอื่นก็มาจาก ตระกูลอุโปสถแล้วน้อมหลังเข้าไปใกล้พระเจ้ากาลิงคะ. พระเจ้ากาลิงคะเสด็จ ประทับนั่งบนหลังของช้างเชือกนั้น. ขณะนั้น ช้างเชือกที่ตายก็ล้มลงไปบน พื้นดิน. พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสพระคาถาอีกว่า พระเจ้ากาลิงคะ ทรงสดับคำนั้นแล้วจึงรีบเสด็จ ไปทรงช้างพระที่นั่งเชือกใหม่ เมื่อพระราชาเสด็จก้าว ไปพ้นแล้ว ช้างพระที่นั่งที่ตายแล้วก็ล้มลง ณ พื้นดิน ที่นั่นเอง ถ้อยคำของปุโรหิต ผู้ชำนาญการพยากรณ์ เป็นอย่างใด ช้างพระที่นั่งเป็นอย่างนั้น. ลำดับนั้น พระเจ้ากาลิงคราชจึงเสด็จลงจากอากาศ แล้วทอดพระเนตร ดูโพธิมณฑลเห็นปาฏิหาริย์ เมื่อจะทรงสรรเสริญปุโรหิตภารทวาชะจึงตรัสว่า พระเจ้ากาลิงคะ ได้ตรัสกะพราหมณ์ภารทวาชะ ชาวกาลิงครัฐ อย่างนี้ว่า ท่านเป็นสัมพุทธะ รู้เหตุ ทั้งปวงโดยแท้.
หน้า 278 ข้อ 1805
พราหมณ์ปุโรหิตมิได้รับคำสรรเสริญนั้น ตั้งตนไว้ในฐานะอันต่ำ แล้วเข้าใกล้สรรเสริฐพระพุทธคุณเท่านั้น. พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า กาลิงคพราหมณ์ เมื่อไม่รับคำสรรเสริญนั้น จึง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์เป็นผู้ ชำนาญการพยากรณ์ชื่อว่า พุทธะ ผู้รู้เหตุทั้งปวงก็จริง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวยฺยญฺชนิกา ความว่า ข้าแต่พระ- มหาราชเจ้า ข้าพระองค์เห็นพยัญชนะแล้ว เป็นผู้สามารถเมื่อพยากรณ์ได้ ชื่อว่าสุคตพุทธะ ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ก็พระพุทธเจ้าเป็นผู้รู้เหตุทั้งปวง เป็นผู้รู้ธรรมทั้งปวง ความที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงทราบและทรงรู้แจ้งเหตุ ทั้งปวงต่างด้วยอดีตเหตุเป็นต้น คือพระพุทธเจ้าเหล่านั้นย่อมรู้เห็นทั้งปวง ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ โดยลักษณะ ส่วนข้าพระองค์ทั้งหลาย เป็นผู้สามารถ ในอาคม (นิกายเป็นที่มา) รู้ด้วยกำลังศิลปะเท่านั้น และรู้เพียงเอกเทศเดียว เท่านั้น ส่วนพระพุทธเจ้าทั้งหลายรู้เหตุทั้งปวงแล. เจ้ากาลิงคะได้สดับพุทธคุณแล้วเกิดโสมนัส จึงให้ชนผู้อยู่ในสกล จักรวาลนำของหอมเเละมาลาเป็นอันมาก มากระทำการบูชาพระมหาโพธิมณฑล สิ้น ๗ วัน. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ว่า พระเจ้ากาลิงคะ ทรงนำเอามาลาและเครื่องลูบ- ไล้พร้อมด้วยดนตรีต่าง ๆ ไปบูชาพระมหาโพธิ์แล้ว รับสั่งให้กระทำกำแพงแวดล้อมไว้.
หน้า 279 ข้อ 1805
รับสั่งให้เก็บดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน มาบูชาโพธิมณฑลอันเป็นอนุตริยะ แล้วเสด็จกลับ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปายาสิ ความว่า ท้าวเธอได้เสด็จไป ยังสำนักของพระชนกชนนีแล้ว ทรงรับสั่งให้ยกเสาทองคำ สูงประมาณ ๑๘ ศอก ณ มหาโพธิมณฑลแล้วให้สร้างเวที แล้วไปด้วยแก้ว ๗ ประการ ถวายพระ- มหาโพธินั้น เกลี่ยทรายเจือด้วยแก้ว ให้สร้างกำแพงล้อมไว้ ให้สร้างซุ้ม ประตู ให้รวบรวมดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียนทุกวัน ๆ แล้วบูชา โพธิมณฑลด้วยประการฉะนี้. แต่ในบาลีมาเพียงเท่านี้ว่า สฏฺิวาหสหสฺสานิ ปุปฺผานํ ดอกไม้ประมาณหกหมื่นเล่มเกวียน. พระเจ้ากาลิงคะ ครั้นทรงทำการบูชาพระมหาโพธิอย่างนี้แล้ว เสด็จ ไปหาพระชนกชนนีมาสู่เมืองทันตุปุระแล้วบำเพ็ญกุศลทั้งหลายมีทานเป็นต้น สิ้นพระชนม์แล้วบังเกิดในดาวดึงสพิภพ. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า อานนท์ ได้ทำการบูชาโพธิมณฑลในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน อานนท์ก็ได้ กระทำการบูชาโพธิมณฑลแล้วเหมือนกัน แล้วตรัสประชุมชาดกว่า พระเจ้ากา- ลิงคะ ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนปุโรหิตชื่อว่าภารทวาชะ ชาวกาลิงคะคือเราตถาคตแล. จบอรรถกถากาลิงคชาดก
หน้า 280 ข้อ 1806, 1807, 1808, 1809, 1810
๗. อกิตติชาดก ว่าด้วยอกิตติดาบสขอพรท้าวสักกะ [๑๘๐๖] ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็น อกิตติดาบสผู้ยับยั้งอยู่จึงได้ตรัสถามว่าดูก่อนพราหมณ์ ท่านปรารถนาสมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอัน แห้งแล้ง. [๑๘๐๗] ดูก่อนท้าวสักกะ การเกิดบ่อย ๆ เป็น ทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกายและความตาย อย่างหลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพ จึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้. [๑๘๐๘] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. [๑๘๐๙] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้ง- ปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ ชนทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือกและ สิ่งของอันเป็นที่รักทั้งหลาย แล้วยังไม่อิ่มด้วยความ โลภใด ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย. [๑๘๑๐] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
หน้า 281 ข้อ 1811, 1812, 1813, 1814, 1815, 1816
[๑๘๑๑] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้น ไปด้วยโทสะใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย. [๑๘๑๒] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. [๑๘๑๓] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตร จะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่ ร่วมกับคนพาล ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการ เจรจาปราศรัยกับคนพาล. [๑๘๑๔] ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำ อะไรให้แก่ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล. [๑๘๑๕] คนพาลผู้มีปัญญาทรามย่อมแนะนำสิ่ง ที่ไม่ควรจะแนะนำ ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะ พูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็น ความดี. [๑๘๑๖] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
หน้า 282 ข้อ 1817, 1818, 1819, 1820, 1821
[๑๘๑๗] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพพึงขอเห็น ขอฟังนักปราชญ์ ขออยู่ร่วมกัน กับนักปราชญ์ ขอกระทำและขอขอบใจการเจรจา ปราศรัยกับนักปราชญ์. [๑๘๑๘] ข้าแต่ท่านกัสสปะ นักปราชญ์ได้ กระทำอะไรให้แก่ท่านหรือ ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์. [๑๘๑๙] นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดีเป็น ความดีของนักปราชญ์นั้น นักปราชญ์นั้น ผู้อื่นกล่าว ชอบก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การสมาคมคบหากัน กับนักปราชญ์นั้นเป็นความดี. [๑๘๒๐] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. [๑๘๒๑] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ เมื่อราตรีสว่างแจ้ง พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว ขออาหาร อันเป็นทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏขึ้น เมื่ออาตม- ภาพให้ทานอยู่ ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพ ไม่พึง เสื่อมสิ้นไป ครั้นให้ทานแล้วขอให้อาตมภาพไม่พึง
หน้า 283 ข้อ 1822, 1823, 1824, 1825
เดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ ก็ขอให้อาตม- ภาพพึงยังจิตให้เลื่อมใส ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหา- บพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด. [๑๘๒๒] ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่ พระคุณเจ้ากล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. [๑๘๒๓] ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทั้งปวง ถ้ามหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ มหาบพิตรอย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย ดูก่อน ท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตม- ภาพเถิด. [๑๘๒๔] นรชาติหญิงชายทั้งหลาย ย่อมปรา- รถนาจะเห็นโยม ด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก เพราะ เหตุไรหนอ การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน. [๑๘๒๕] อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์ ผู้สำเร็จด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว ก็จะพึง ประมาท ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ การเห็นมหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ. จบอกิตติชาดกที่ ๗
หน้า 284 ข้อ 1825
อรรถกถาอกิตติชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภอุบาสกผู้ทานบดี ชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อกิตฺตึ ทิสฺวาน สมฺมนฺตํ ดังนี้. เล่ากันมาว่า อุบาสกนั้นนิมนต์พระศาสดา ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานตลอด ๗ วัน ในวันสุดท้าย ได้ถวายบริขารทั้งปวง แก่พระอริยสงฆ์. ลำดับนั้น พระศาสดาประทับท่ามกลางบริษัทนั้นแหละ เมื่อ ทรงกระทำอนุโมทนาตรัสว่า อุบาสก การบริจาคของเธอใหญ่หลวง กรรม ที่ทำได้ยากยิ่งเธอกระทำแล้ว ธรรมดาว่าทานวงศ์นี้ เป็นวงศ์ของหมู่บัณฑิต แต่ก่อนแท้จริง อันชื่อว่าทานไม่ว่าจะเป็นคฤหัสถ์ ไม่ว่าเป็นบรรพชิต ควรให้ ทั้งนั้น ก็บัณฑิตแต่เก่าก่อนบวชอยู่ในป่า และแม้จะฉันใบหมากเม่านึ่งกับวัตถุ เพียงแต่น้ำ ไม่เค็มและไร้กลิ่น ก็ยังให้แก่ยาจกที่ประจวบเหมาะ ตนเองยัง อัตภาพให้เป็นไปด้วยปีติสุข. อุบาสกนั้นกราบทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ การถวายบริกขารทั้งปวงนี้ ปรากฏแก่มหาชนแล้วละ พระเจ้าข้า ข้อนี้พระองค์ตรัสยังมิได้ปรากฏ โปรดตรัสคำนั้นแก่พวกข้าพระองค์เถิด พระเจ้า ข้า ดังนี้แล้วจึงทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ กรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์มหาศาล มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ บิดามารดา ขนานนามว่า อกิตติ. เมื่อท่านเดินได้แล้ว มารดาคลอดน้องสาวคนหนึ่ง. บิดามารดาขนานนามว่า ยสวดี. พระมหาสัตว์ได้อายุ ๑๖ ปี ไปเมืองตักกศิลา เรียนศิลปะทั้งปวงแล้วกลับมา. ลำดับนั้น มารดาบิดาของท่านทำกาลกิริยาลง.
หน้า 285 ข้อ 1825
ท่านได้จัดทำเปตกิจแก่มารดาบิดาแล้ว ทำการสำรวจทรัพย์อยู่ สดับว่าท่านผู้ ชื่อโน้นสร้างสมบัติไว้เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว. ท่านผู้โน้นสร้างสมบัติประมาณ เท่านี้ล่วงลับไปแล้ว ก็มีใจสลด ดำริว่า ทรัพย์นี้ปรากฏแก่เรา ผู้รวบรวมทรัพย์ หาปรากฏไม่ ทุกคนทิ้งทรัพย์นี้ไปเสียทั้งนั้น. เราก็คงขนเอามันไปไม่ได้ จึง เรียกน้องสาวมาบอกว่า เธอจงดูแลทรัพย์นี้เถิด. น้องสาวถามว่า ก็พี่มีอัธยาศัย อย่างไรเล่าพี่. กล่าวว่าฉันอยากจะบวช น้อง. คุณพี่เจ้าคะ ดิฉันไม่ขอน้อมเศียร รับทรัพย์ที่พี่ถ่มทิ้งไว้แล้ว ดิฉันไม่ต้องการทรัพย์นี้ดอก แม้ดิฉันก็จักบวชบ้าง. ท่านอำลาพระราชา แล้วให้คนเที่ยวตีกลองร้องประกาศว่า เหล่าชน ผู้มีความต้องการทรัพย์ จงพากันไปสู่เรือนของท่านอกิตติบัณฑิตเถิด ท่าน บำเพ็ญมหาทานตลอด ๗ วัน ครั้นยังไม่สิ้นไป ก็ดำริว่า อายุสังขารของเรา ย่อมเสื่อมไป เราจะมัวรอให้ทรัพย์หมดในรูปทำไมกัน ผู้ต้องการจงพากันถือ เอาไป แล้วเปิดประตูนิเวศน์ประกาศว่า เราให้หมดเลย เชิญขนไปเถิด ทิ้งเรือน อันมีเงินทองเสีย พาน้องสาวออกจากพระนครพาราณสีไป ทั้ง ๆ ที่มวลญาติ พากันร่ำไห้ ท่านออกทางประตูใด ประตูนั้นได้นามว่า ประตูอกิตติ ท่าน ข้ามแม่น้ำท่าใด แม้ท่านั้นก็ได้นามว่า ท่าอกิตติ ท่านเดินไปได้สองสามโยชน์ ก็สร้างบรรณศาลาในสถานอันน่ารื่นรมย์ แล้วบวชพร้อมกับน้องสาว. ตั้งแต่กาล ท่านบวช ประชาชนชาวบ้าน ชาวตำบลและราชธานีเป็นอันมากพากันบวช จึง ได้มีบริวารมาก เกิดลาภสักการะมากเป็นไปเหมือนครั้งพุทธุปบาทกาล. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ลาภสักการะนี้มีมากนัก ทั้งบริวารของเราก็มี มากมาย แต่เราควรอยู่ลำพังผู้เดียวเท่านั้น ถึงยามปลอด แม้แต่น้องสาวก็ไม่ บอกให้ทราบ ออกไปลำพังผู้เดียวเท่านั้น ไปถึงแคว้นทมิฬโดยพักอยู่ใน อุทยานใกล้กับท่ากาจีระ ยังฌานและอภิญญาให้บังเกิดแล้ว. แม้ในที่นั้น ลาภ
หน้า 286 ข้อ 1825
และสักการะมากมายก็บังเกิดแก่ท่าน ท่านรังเกียจลาภสักการะนั้น ก็ทิ้งเหาะไป ทางอากาศ ลงที่เกาะหมากเม่า ใกล้เกาะนาค. ครั้งนั้นเกาะหมากเม่าได้นามว่า เกาะงู ท่านสร้างบรรณศาลาชิดต้นหมากเม่าใหญ่พำนักอยู่ในเกาะงูนั้น การที่ ท่านอยู่ในเกาะนั้นไม่มีใครทราบเลย. ลำดับนั้นน้องสาวของท่านตามหาพี่ชาย ลุถึงแคว้นทมิฬโดยลำดับ ไม่ได้พบท่าน จึงอยู่ในสถานที่ท่านเคยอยู่นั่นแหละ แต่ไม่สามารถจะทำฌานให้เกิดได้. พระมหาสัตว์มิได้ไปที่ไหน ๆ เพราะท่าน ปรารถนาน้อย ในเวลาที่ต้นหมากเม่านั้นมีผล ก็ฉันผลหมากเม่า เวลามีแต่ใบ ก็เก็บมานึ่งฉัน. ด้วยเดชแห่งศีลของท่าน บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกเทวราช แสดงอาการร้อนแล้ว. ท้าวสักกเทวราชทรงนึกว่า ใครเล่านะประสงค์จะให้ เราเคลื่อนจากที่ ทรงเห็นอกิตติบัณฑิต ก็ทรงดำริว่า ดาบสนี้รักษาศีล เพื่ออะไรเล่า ต้องการเป็นท้าวสักกะ หรือปรารถนาอย่างอื่น ต้องทดลอง ท่านดู แล้วทรงดำริต่อไปว่า ดาบสนี้เลี้ยงชีวิตด้วยลำบาก ฉันใบหมาก เม่าที่เพียงนึ่งกับน้ำ ถ้าปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ คงจะให้ใบหมากเม่า นึ่งแก่เรา ถ้าไม่ปรารถนาคงไม่ให้ แล้วแปลงเป็นพราหมณ์ไปสู่สำนักของท่าน พระโพธิสัตว์นึ่งใบหมากเม่าแล้วปลงลง คิดว่า เราให้เย็นจึงจะฉัน นั่งอยู่ที่ ประตูบรรณศาลา. ลำดับนั้น ท้าวสักกะได้ยืนอยู่เฉพาะหน้าท่าน เพื่อขอภิกษา. พระมหาสัตว์เห็นท้าวสักกะแล้วมีความโสมนัส ดำริว่า เป็นลาภเหลือหลาย ของเราซินะ เราเห็นยาจก วันนี้ เราต้องให้ทานทำมโนรถของเราให้ลุถึงที่สุด ถือใบหมากเม่านึ่งไปใส่ในภาชนะของท้าวเธอ มิได้เหลือไว้เพื่อตนเลยด้วยคิดว่า ขอทานของเรานี้ จงเป็นปัจจัยแห่งพระสัพพัญญุตญาณดังนี้. พราหมณ์ ได้รับใบหมากเม่านึ่งนั้นเดินไปหน่อย ก็อันตรธานไป. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ครั้นให้แก่ท้าวเธอแล้ว ก็มิได้นึ่งใหม่ คงยับยั้งด้วยปีตินั่นเอง วันรุ่งขึ้น นึ่งเสร็จ ก็นั่งที่ประตูบรรณศาลานั่นแหละ. ท้าวสักกะก็แปลงเป็นพราหมณ์
หน้า 287 ข้อ 1825
มาอีก. พระมหาสัตว์ก็ให้แก่ท้าวเธออีก คงยับยั้งอยู่ด้วยอาการอย่างเดียว. แม้ในวันเป็นคำรบสาม คงให้อย่างนั้นแหละ ถึงโสมนัสว่า โอ เป็นลาภ เหลือหลายของเรา เราอาศัยใบหมากเม่าประสบบุญใหญ่โต แม้ถึงจะอิดโรย เพราะไม่มีอาหารตลอดสามวัน ก็ยังออกจากบรรณศาลาในเวลาเที่ยงคืนได้ นั่งที่ประตูบรรณศาลารำพึงถึงทานอยู่. ท้าวสักกะทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้ ขาดอาหารตลอดสามวัน แม้จะอิดโรยเห็นปานนั้น ก็ยังให้ทานได้อย่างน่ายินดี แม้ความแปรแห่งจิตก็มิได้มีเลย เรายังมิได้รู้ว่าท่านปรารถนาชื่อนี้แล้ว ให้ทาน ต้องถามจึงจักทราบอัธยาศัยของท่าน. ท้าวเธอเสด็จมาในเวลาเที่ยงคืน ยืนอยู่ เบื้องหน้าพระมหาสัตว์ตรัสว่า เจ้าพระคุณดาบส ในเมื่อลมร้อนเห็นปาน ฉะนี้พัดพานอยู่ พระคุณเจ้าก็คงกระทำตปกรรมอยู่ในป่าอันมีน้ำเค็มล้อมรอบ เห็นปานนี้ เพื่ออะไรเล่าขอรับ. พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูต ทรงเห็นอกิตติดาบส ผู้ยับยั้งอยู่ จึงได้ตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านปรารถนา สมบัติอะไร ถึงยับยั้งอยู่ผู้เดียวในถิ่นอันแห้งแล้ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ปฏฺยํ ความว่า ท่านปรารถนา มนุษย์สมบัติหรือ หรือว่าสวรรค์สมบัติเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง. พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น และทราบว่าท้าวเธอเป็นท้าวสักกะ เพื่อ ประกาศว่า อาตมภาพมิได้ปรารถนาสมบัติเหล่านั้นเลย แต่ปรารถนาพระ- สัพพัญญุตญาณ จึงกระทำการบำเพ็ญตบะ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ดูก่อนท้าวสักกะ การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ อนึ่ง ความแตกทำลายแห่งร่างกาย และความตายอย่าง หลงใหล ก็เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงยับยั้ง อยู่ ณ ที่นี้.
หน้า 288 ข้อ 1825
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า พระมหาสัตว์แสดงความ ที่ท่านมีอัธยาศัยในพระนิพพานอย่างนี้ว่า การแตกทำลายขันธ์บ่อย ๆ และการ ตายอย่างลุ่มหลง เป็นทุกข์ เพราะเหตุนั้น อาตมภาพจึงปรารถนาพระนิพพาน อันเป็นธรรมชาติไม่มีเรื่องเหล่านั้น จึงยับยั้งอยู่ ณ ที่นี้. ท้าวสักกะสดับคำนั้นแล้ว ทรงมีพระหฤทัยยินดีว่า ข่าวว่า พระคุณเจ้า รูปนี้ เบื่อหน่ายในภพทั้งปวงแล้ว อยู่ในป่าเพื่อต้องการพระนิพพาน เราต้อง ถวายพระพรแก่ท่าน เมื่อจะเชิญท่านรับพร จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้ เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํกิญฺจิ มนสิจฺฉสิ ความว่า กระผม ขอถวายพรสุดแต่พระคุณเจ้าจะปรารถนาสิ่งใด ขอพระคุณเจ้าจงรับพรเถิด. พระมหาสัตว์เมื่อจะรับพร จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า ดูก่อนท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ ชน- ทั้งหลายได้บุตร ภรรยา ทรัพย์ ข้าวเปลือก และสิ่ง ของอันเป็นที่รักทั้งหลายแล้วยังไม่อิ่มด้วยความโลภใด ความโลภนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรญฺเจ เม อโท ความว่า ถ้ามหาบพิตร จะทรงประทานพรแก่อาตมภาพไซร้. บทว่า ปิยานิ จ ความว่า และสิ่งอื่นใด อันเป็นที่รัก. บทว่า อนุตปฺเปนฺติ ความว่า ชนทั้งหลายย่อมปรารถนา สมบัติมีบุตรเป็นต้นบ่อย ๆ ก็ยังไม่ถึงความอิ่ม. บทว่า น มยิ วเส ความว่า ขอความโลภจงอย่าอยู่ คืออย่าเกิดในอาตมภาพเลย.
หน้า 289 ข้อ 1825
ลำดับนั้น ท้าวสักกะทรงยินดีต่อท่านเมื่อจะให้พรยิ่งขึ้นไป และ พระมหาสัตว์ เมื่อจะรับพร ต่างก็กล่าวคาถาทั้งหลายว่า ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวายพร แก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ นา ที่ดิน เงิน โค ม้า ทาส กรรมกรย่อมเสื่อมสิ้นไปด้วยโทสะ ใด โทสะนั้นอย่าพึงมีในอาตมภาพเลย. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพ ไม่พึงเห็น ไม่พึงได้ฟังคนพาล ไม่พึงอยู่รวมกับคน พาล ไม่ขอกระทำและไม่ขอชอบใจการเจรจาปราศรัย กับคนพาล. ข้าแต่ท่านกัสสปะ คนพาลได้กระทำอะไรให้แก่ ท่านหรือ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่ปรารถนาเห็นคนพาล. คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมแนะนำสิ่งที่ไม่ควร จะแนะนำ ย่อมชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำ
หน้า 290 ข้อ 1825
ชั่วเป็นความดีของเขา คนพาลนั้นถึงจะพูดดีก็โกรธ เขามิได้รู้วินัย การไม่เห็นคนพาลนั้นเป็นความดี. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ อาตมภาพ พึงขอเห็น ขอฟังนักปราชญ์ ขออยู่ร่วมกันกับ นักปราชญ์ ขอกระทำและขอชอบใจการเจรจาปราศรัย กับนักปราชญ์. ข้าแต่ท่านกัสสปะ นักปราชญ์ได้กระทำอะไร ให้แก่ท่านหรือ ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่โยม เพราะ เหตุไร ท่านจึงปรารถนาเห็นนักปราชญ์. นักปราชญ์ย่อมแนะนำสิ่งที่ควรแนะนำ ย่อมไม่ ชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่ธุระ การแนะนำดีเป็นความดี ของนักปราชญ์นั้น นักปราชญ์นั้น ผู้อื่นกล่าวชอบ ก็ไม่โกรธ ย่อมรู้จักวินัย การสมาคมคบหากันกับ นักปราชญ์นั้นเป็นความดี. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา.
หน้า 291 ข้อ 1825
ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ เมื่อราตรี สว่างจ้า พระอาทิตย์อุทัยขึ้นแล้ว ขออาหารอันเป็น ทิพย์และยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏขึ้น เมื่ออาตมภาพให้ ทานอยู่ ขอให้ศรัทธาของอาตมภาพไม่พึงเสื่อมสิ้นไป ครั้นให้ทานแล้ว ขอให้อาตมภาพไม่พึงเดือดร้อน ภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ ก็ขอให้อาตมภาพพึงยังจิต ให้เลื่อมใส ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรง ประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด. ข้าแต่ท่านกัสสปะ เพราะถ้อยคำที่พระคุณเจ้า กล่าวนี้เป็นถ้อยคำสมควร เป็นสุภาษิต โยมขอถวาย พรแก่ท่านตามที่ท่านมีใจปรารถนา. ดูก่อนท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่แห่งภูตทั้งปวง ถ้า มหาบพิตรจะทรงประทานพรแก่อาตมภาพ มหาบพิตร อย่าพึงเข้ามาใกล้อาตมภาพอีกเลย ดูก่อนท้าวสักกะ ขอมหาบพิตรทรงประทานพรนี้แก่อาตมภาพเถิด. นรชาติหญิงชายทั้งหลาย ย่อมปรารถนาจะเห็น โยม ด้วยวัตรจริยาเป็นอันมาก เพราะเหตุไรหนอ การเห็นโยมจึงเป็นภัยแก่ท่าน. อาตมภาพเห็นเพศเทวดาเช่นพระองค์ ผู้สำเร็จ ด้วยสิ่งที่ต้องประสงค์ทุกอย่างแล้ว ก็จะพึงประมาท ทำความเพียรปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะ การเห็น มหาบพิตรจึงเป็นภัยแก่อาตมภาพ.
หน้า 292 ข้อ 1825
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน ชาเตน ความว่า พระมหาสัตว์ ขอว่า หมู่สัตว์มีดวงจิตใดเกิดแล้วจึงโกรธ ต้องเสื่อมจากไร่นาเป็นต้นเหล่านี้ ด้วยอำนาจราชทัณฑ์ เพราะตนทำกรรมมีฆ่าสัตว์เป็นต้น หรือด้วยการฆ่าตน เสียด้วยวิธี มีกินยาพิษเป็นต้น โทสจิตนั้นไม่พึงอยู่ในอาตมภาพเลย. บทว่า น สุเณ ความว่า อาตมภาพไม่พึงได้ฟังด้วยเหตุเหล่านั้นว่า คนพาลย่อมอยู่ในที่ ชื่อโน้นเป็นต้นก็ดี. บทว่า กินฺนุ เต อกรํ ความว่า คนพาลย่อมฆ่ามารดา บิดา ของพระคุณเจ้าหรือ ก็หรือว่า คนพาลกระทำความพินาศอะไรให้แก่ท่านหรือ. บทว่า อนยํ นยติ ความว่า คนมีปัญญาทรามย่อมยึดถือสิ่งที่มิใช่เหตุว่า เป็นเหตุ คือย่อมคิดถึงกรรมที่ทารุณเห็นปานนี้ว่า เราจักกระทำปาณาติบาต เป็นต้นเลี้ยงชีพ. บทว่า อธุรายํ ความว่า คนมีปัญญาทราม ไม่ชักชวน ในสัทธาธุระ ศีลธุระ และปัญญาธุระ ชักชวนในสิ่งที่ไม่ควรประกอบ. บทว่า ทุนฺนโย เสยฺยโส โหติ ความว่า การแนะนำชั่วนั่นแลเป็นความดีสำหรับ ผู้มีปัญญาทราม คือเขาย่อมยึดเอาทุศีลกรรมห้าประการแล้วประพฤตินั่นแหละ เป็นดี อีกอย่างหนึ่ง เขาเป็นคนที่แนะนำได้ยากในทางปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ เกื้อกูล เพราะใคร ๆ ไม่สามารถที่จะแนะนำได้. บทว่า สมฺมา วุตฺโต ความว่า เขาถูกกล่าวโดยเหตุโดยการณ์ย่อมโกรธเคือง. บทว่า วินยํ ความว่า เขาไม่รู้จักวินัยที่ต้องประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ เช่นว่าต้องก้าวไปอย่างนี้ เป็นอาทิ ทั้งไม่รับโอวาทด้วย. บทว่า สาธุ ตสฺส ความว่า เพราะเหตุเหล่านี้ การไม่พบเห็นเขาเสียได้นั่นแหละเป็นการดี. บทวา ยาจกา ได้แก่ ผู้รับ โภชนะอันเป็นทิพย์นั้น. บทว่า วตฺตจารีหิ ได้แก่ ด้วยทาน ศีล และอุโบสถ กรรม. บทว่า ทสฺสนํ อภิกงฺขนฺติ ความว่า เหล่านระและนารีพากันมุ่งหวัง จะเห็นข้าพเจ้า. บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่าเห็นท่านผู้ประดับด้วยเครื่องประดับ
หน้า 293 ข้อ 1826, 1827
เห็นปานนั้น. บทว่า ปมชฺเชยฺยํ ความว่า อาตมภาพถึงความประมาทเสีย คือพึงปรารถนาสิริสมบัติของท่าน ในเมื่อตบะกรรมอาตมภาพบำเพ็ญเพื่อต้อง การพระนิพพาน มาปรารถนาตำแหน่งท้าวสักกะเสียเล่า อาตมาภาพต้องได้ นามว่าเป็นผู้ประมาท การเห็นท่านเป็นภัยแก่อาตมาภาพอย่างนี้. ท้าวสักกเทวราชรับคำว่า ดีละ พระคุณเจ้า ตั้งแต่บัดนี้ข้าพเจ้าจัก ไม่มาสู่สำนักพระคุณเจ้าละ บังคมท่านขอสมาแล้วก็ครรไลหลีกไป พระมหาสัตว์ อยู่ ณ ที่นั้นเองตลอดชีวิต เจริญพรหมวิหารธรรมบังเกิดในพรหมโลกแล้ว. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ท้าวสักกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ ส่วนอกิตติบัณฑิต คือ เราตถาคตแล. จบอรรถกถาอกิตติชาดก ๘. ตักการิยชาดก ว่าด้วยการพูดดีเป็นศรีแก่ตัว [๑๘๒๖] ดูก่อนพ่อตักการิยะ ฉันเองเป็นคน โง่เขลา กล่าวคำชั่วช้าเหมือนกบในป่าร้องเรียกงูมา ให้กินตนฉะนั้น ฉันน่าจะตกลงไปในหลุมนี้ ได้ยิน มาว่า บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขตไม่ดีเลย. [๑๘๒๗] บุคคลที่พูดล่วงเลยขอบเขต ย่อมได้ ประสบการจองจำ การถูกฆ่า ความเศร้าโศกและความ
หน้า 294 ข้อ 1828, 1829, 1830, 1831, 1832
ร่ำไห้ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนทั้งหลายจะฝังท่านลงใน หลุมเพราะเหตุใด ท่านต้องติเตียนตัวท่านเองเพราะ เหตุนั้น. [๑๘๒๘] เราจะซักถามตุณฑิละ เพื่อประโยชน์ อะไรเล่า นางกาลีซิควรทำกะน้องชายของเขาเอง เรา ถูกแย่งผ้าจนเป็นคนเปลือยกาย แม้เรื่องนี้ ก็เหมือน กับเรื่องของท่านเป็นอันมาก. [๑๘๒๙] นกกะลิงตัวใด มิได้ชนกับเขาด้วย เข้าไปจับอยู่ในระหว่างศีรษะแพะทั้งสองซึ่งกำลังชน กันอยู่ นกกะลิงตัวนั้น ก็ถูกศีรษะแพะบดขยี้แล้ว ณ ที่ นั่นเอง แม้เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก. [๑๘๓๐] คน ๔ คนจะป้องกันคน ๆ เดียว ช่วย กันจับชายผ้าไว้คนละชาย คนทั้งหมดนั้นก็พากันหัว แตกนอนตายแล้ว แม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของ ท่านเป็นอันมาก. [๑๘๓๑] นางแพะที่ถูกโจรทั้งหลายผูกไว้ในพุ่ม กอไผ่ คึกคะนองเอาเท้าหลังดีดไปกระทบมีดตกลงมา พวกโจรก็เอามีดนั้นเองเชือดคอนางแพะฉันใด แม้ เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก. [๑๘๓๒] พวกนี้มิใช่เทวดา มิใช่บุตรคนธรรพ์ พวกนี้เป็นเนื้อ พวกนี้ถูกนำมาด้วยอำนาจประโยชน์
หน้า 295 ข้อ 1833, 1834, 1835, 1836
เจ้าทั้งหลายจงย่างมันตัวหนึ่ง สำหรับอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่งสำหรับอาหารมื้อเช้า. [๑๘๓๓] คำทุพภาษิตตั้งแสนคำ ก็ไม่ถึงแม้ส่วน เสี้ยวของคำสุภาษิต กินนรรังเกียจคำทุพภาษิตจึงเศร้า หมอง เพราะเหตุนั้น กินนรจึงนิ่งเฉยเสีย ไม่ใช่นิ่ง เฉยเพราะความโง่เขลา. [๑๘๓๔] กินรีตัวนี้กล่าวแก้เราได้แล้ว เจ้า ทั้งหลาย จงปล่อยกินรีตัวนั้นไป อนึ่ง จงนำไปส่ง ให้ถึงเขาหิมพานต์ ส่วนกินนรตัวนี้เจ้าทั้งหลาย จงส่ง ไปให้โรงครัวใหญ่ จงย่างมันสำหรับอาหารเช้า แต่เช้า ทีเดียว. [๑๘๓๕] ข้าแต่พระมหาราชา ปศุสัตว์ทั้งหลาย พึ่งฝน ประชาชนนี้ ก็พึ่งปศุสัตว์ พระองค์เป็นที่พึ่ง ของข้าพระบาท ภรรยาของข้าพระบาท ก็พึ่งข้าพระ- บาท ในระหว่างข้าพระบาททั้งสอง ตัวหนึ่งรู้ว่าอีก ตัวหนึ่งตายแล้ว ตนเองพ้นแล้วจากความตาย จึงจะ ไปสู่บรรพต. [๑๘๓๖] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ความ นินทาทั้งหลายมิใช่จะหลีกเลี่ยงให้พ้นไปโดยง่ายดาย ชนทั้งหลายมีฉันทะต่าง ๆ กัน ซึ่งควรจะส้องเสพ คนหนึ่งได้รับการสรรเสริญด้วยคุณธรรมข้อใด คนอื่น ก็ได้ความนินทา ด้วยคุณธรรมข้อนั้นเอง.
หน้า 296 ข้อ 1837, 1838
[๑๘๓๗] โลกทั้งปวงมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น โลกทั้งปวงชื่อว่า มีจิตในจิตของตน สัตว์ทั้งปวง ที่เป็นปุถุชน ต่างก็มีจิตใจต่างกัน สัตว์ทั้งหลายใน โลกนี้ ไม่พึงเป็นไปในอำนาจแห่งจิตของใคร. [๑๘๓๘] กินนรพร้อมด้วยกินรีผู้ภรรยา เป็น ผู้นิ่งไม่พูด เป็นผู้กลัวภัยได้กล่าวแก้แล้วในบัดนี้ กินนรนั้นชื่อว่าพ้นแล้วในบัดนี้ เป็นผู้มีความสุข หา โรคมิได้ เพราะว่าการเปล่งวาจาดีนำมาซึ่งประโยชน์ แก่นรชนทั้งหลาย. จบตักการิยชาดกที่ ๘ อรรถกถาตักการิยชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภภิกษุชื่อโกกาลิกะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหเมว ทุพฺภาสิตํ ภาสิ พาโล ดังนี้. ความพิสดารว่า ภายในพรรษาหนึ่ง พระอัครสาวกทั้งสองท่าน ประสงค์จะละหมู่อยู่อย่างเงียบ ๆ ทูลลาพระศาสดา ไปถึงที่อยู่ของพระโกกาลิกะ ในโกกาลิกรัฐกล่าวเธออย่างนี้ว่า โกกาลิกะผู้มีอายุ เรากับเธอถ้อยทีถ้อยอาศัย กัน จักอยู่เป็นผาสุกตลอดไตรมาสนี้ เราขออยู่จำพรรษา ณ ที่นี้แหละ. เธอ ตอบว่า ผู้มีอายุ ก็ท่านอาศัยผมแล้วจักอยู่สำราญได้ไฉนเล่า. พระอัครสาวก ตอบว่า ผู้มีอายุ ถ้าเธอไม่บอกแก่ใคร ๆ ว่า พระอัครสาวกอยู่จำพรรษาที่นี้
หน้า 297 ข้อ 1838
เราจะพึงอยู่สบาย นี้เราอาศัยเธออยู่เป็นผาสุก. เธอถามว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ผมอาศัยท่าน พึงอยู่เป็นผาสุกได้อย่างไร. ตอบว่า เราจักบอกธรรม จักกล่าว ธรรมกถาแก่เธอตลอดไตรมาส นี้เธออาศัยเราอยู่เป็นผาสุก. พระโกกาลิกะ กล่าวว่า ผู้มีอายุ เชิญท่านอยู่ตามอัธยาศัยเถิด และได้ถวายเสนาสนะที่สมควร แก่ท่านทั้งสอง. พระอัครสาวกทั้งสองพากันอยู่สบายด้วยความสุขในผลสมาบัติ. ใคร ๆ มิรู้การที่ท่านพากันอยู่ ณ ที่นี้. ท่านทั้งสองจำพรรษาแล้ว ปวารณา แล้ว ก็พากันบอกพระโกกาลิกะนั้นว่า อาวุโส เราอาศัยเธออยู่กันอย่างสบายแล้ว จักพากันไปถวายบังคมพระศาสดา เธอรับคำว่า สาธุ แล้วพาพระอัครสาวก ทั้งสองเที่ยวบิณฑบาตในหมู่บ้านใกล้ ๆ. พระเถระทั้งหลายกระทำภัตกิจเสร็จ แล้ว ก็พากันออกจากบ้าน. พระโกกาลิกะส่งพระเถระเหล่านั้นแล้วกลับไปบอกคนทั้งหลายว่า อุบาสกทั้งหลาย พวกแกเหมือนเดรัจฉาน ช่างไม่รู้เสียเลยว่าพระอัครสาวก ทั้งสองอยู่ในวิหารตลอด ๓ เดือน บัดนี้เล่า ท่านก็กลับไปเสียแล้ว. คนทั้งหลายพากันกล่าวว่า เหตุไรเล่า พระผู้เป็นเจ้าจึงไม่แจ้งแก่พวกผม ให้ทราบ แล้วพากันถือเภสัช มีเนยใสและน้ำมันเป็นต้น และเครื่องนุ่งห่ม คือผ้าเป็นอันมาก เข้าไปหาพระเถระไหว้แล้วต่างกราบเรียนว่า ข้าแต่พระ- คุณเจ้าผู้เจริญ โปรดอภัยแก่พวกกระผมเถิด. พระโกกาลิกะดำริว่า พระเถระ ทั้งสองมักน้อยสันโดษ คงไม่รับผ้าเหล่านี้ด้วยตน คงให้แก่เรา จึงไปสู่พระเถระ ทั้งหลายกับพวกอุบาสกนั่นเอง. พระเถระทั้งสองมิได้รับอะไร ๆ ไว้เพื่อตน ทั้งไม่สั่งให้เขาถวายแก่พระโกกาลิกะ เพราะท่านมุ่งอบรมภิกษุอยู่. พวกอุบาสก พากันอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าไม่รับคราวนี้ ก็ นิมนต์มาที่นี้อีกเพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม. พระเถระเจ้ารับแล้วพากันไปสู่ สำนักพระศาสดา พระโกกาลิกะผูกอาฆาตว่า พระเถระเหล่านั้น เมื่อตนไม่รับ
หน้า 298 ข้อ 1838
ก็ไม่บอกให้เขาให้แม้แก่เรา. ฝ่ายพระเถระทั้งสองพักอยู่ในสำนักพระศาสดา หน่อยหนึ่ง ก็พาภิกษุ ๕๐๐ รูปผู้เป็นบริวารของตน ๆ เที่ยวจาริกไปกับภิกษุ ๑,๐๐๐ รูป จนถึงโกกาลิกรัฐ. พวกอุบาสกเหล่านั้นก็พากันต้อนรับ พาพระ- เถระไปสู่วิหารนั้นเอง กระทำสักการะใหญ่ทุก ๆ วัน. เภสัชและเครื่องนุ่งห่ม คือผ้าเกิดขึ้นมามากมาย. พวกภิกษุผู้ที่มากับพระเถระ พากันเลือกจีวรให้แก่ พวกภิกษุที่มากันเท่านั้น ไม่ได้ให้แก่พระโกกาลิกะ. แม้พระเถระก็มิได้บอก ให้เธอ โกกาลิกะไม่ได้จีวรก็ด่าตัดเพ้อพระเถระว่า สารีบุตรและโมคคัลลานะ ปรารถนาน้อย เมื่อก่อนเขาให้ลาภไม่รับ บัดนี้รับเสียจนล้นเหลือ ไม่มองดู ผู้อื่น ๆ เลย พระเถระทั้งหลายดำริว่า โกกาลิกะประสบอกุศลเพราะอาศัย พวกเรา พร้อมด้วยบริวารพากันออกไป แม้จะถูกหมู่ชนพากันอาราธนาว่า พระคุณเจ้านิมนต์อยู่อีกสักสองสามวันเถิด ก็มิได้ปรารถนาจะกลับ. ลำดับนั้นภิกษุรูปหนึ่งกล่าวว่า อุบาสกทั้งหลาย พระเถระทั้งหลายจักอยู่ ได้อย่างไร พระเถระผู้ชิดชอบของพวกท่าน ทนการอยู่ของภิกษุเหล่านั้นไม่ได้. อุบาสกเหล่านั้นพากันไปสู่สำนักของพระโกกาลิกะนั้น กล่าวว่า พระคุณเจ้าผู้ เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าทนการอยู่ในสำนักของพระเถระไม่ได้ นิมนต์ไปเถิด ขอรับ จงขอให้พระเถระเจ้าทั้งสองรับขมาแล้วนิมนต์กลับมา หรือไม่เช่นนั้น พระคุณเจ้าจงหนีไปอยู่ที่อื่นเถิด. พระโกกาลิกะจำไปอ้อนวอนพระเถระทั้งหลาย ด้วยความกลัวพวกอุบาสก. พระเถระทั้งหลายต่างกล่าวว่า ผู้มีอายุ เธอจงไป เสียเถิด พวกเราจักไม่กลับละ. เธอเมื่อไม่อาจนิมนต์พระเถระให้กลับได้ ก็ กลับไปวิหารนั่นแล. ลำดับนั้น พวกอุบาสกพากันถามเธอว่า พระคุณเจ้าข้า พระคุณเจ้านิมนต์พระเถระกลับหรือ ก็กล่าวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้าพเจ้าไม่ สามารถนิมนต์ให้กลับได้. ลำดับนั้น พวกอุบาสกต่างคิดว่า เมื่อภิกษุ
หน้า 299 ข้อ 1838
ผู้มีบาปกรรมนี้ยังอยู่ในวิหารนี้ พวกภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักจักไม่อยู่ พวกเราต้อง ไล่เธอไปเสีย แล้วพากันกล่าวกะเธอว่า พระคุณเจ้าข้า พระคุณเจ้าอย่าอยู่ที่นี้เลย พระคุณเจ้าจะพึ่งพาอาศัยอะไร ๆ พวกข้าพเจ้าไม่ได้ละ. เธอถูกพวกเหล่านั้น ชังน้ำหน้าเสียแล้ว ก็ถือบาตรจีวรไปพระเชตวัน เข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสารีบุตร ท่านพระโมคคัลลานะมีความ ปรารถนาลามก ลุอำนาจความปรารถนาลามกเสียแล้ว. ลำดับนั้น พระศาสดา รับสั่งกะเธอว่า โกกาลิกะ เธออย่าได้กล่าวอย่างนี้เลย จงยังจิตให้เลื่อมใสใน สารีบุตรและโมคคัลลานะเถิด. ท่านโกกาลิกะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์มัวเชื่อพระอัครสาวกของพระองค์ ข้าพระองค์ได้เห็นประจักษ์แล้วว่า พวกนี้ล้วนเลว ๆ มีลับลมคมในทุศีลทั้งนั้น แม้พระศาสดาจะตรัสห้ามถึง สามครั้ง ก็คงกล่าวอย่างนั้น แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป. พอเธอหันไปเท่านั้นทั่วร่างก็เกิดตุ่มประมาณเท่าเมล็ดผักกาด ค่อย เจริญโดยลำดับ ถึงขนาดมะตูมสุกแล้วแตกน้ำเหลืองและเลือดไหลโทรมกาย. เธอต้องระทดเจ็บแสบนอนอยู่ ณ ซุ่มพระทวารพระเชตวัน ถึงพรหมโลกได้ มีเรื่องเกรียวกราวกันว่า พระอัครสาวกทั้งสองถูกพระโกกาลิกะด่า. ลำดับนั้น ตุทีพรหมอุปัชฌาย์ของเธอทราบเรื่องนั้น จึงมาดำริว่า จักให้เธอขมา พระเถระทั้งหลายเสีย ยืนในอากาศกล่าวว่า โกกาลิกะ ท่านทำกรรม หยาบคายนัก ท่านจงให้พระอัครสาวกเลื่อมใสเถิด. เธอถามว่า ผู้มี อายุ ท่านเป็นใครเล่า เราชื่อว่า ตุทีพรหม เธอกลับเอ็ดเอามหาพรหม ว่า ผู้มีอายุ ท่านนะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์แล้วว่า เป็นพระอนาคา มีมิใช่หรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วว่า ธรรมดาว่า พระอนาคามี มีอันไม่กลับมาจากโลกนั้นเป็นสภาวะ ท่านคงเป็นยักษ์ที่กองขยะเป็นแน่. ท้าวมหาพรหมนั้น เมื่อมิอาจให้เธอเชื่อถือถ้อยคำได้ ก็กล่าวว่า ท่าน นั้นเองจักปรากฏตามคำของท่าน แล้วไปสู่พรหมโลกชั้นสุทธาวาสทันที.
หน้า 300 ข้อ 1838
ฝ่ายภิกษุโกกาลิกะก็ตายไปบังเกิดในปทุมนรก. ท้าวสหัมบดีพรหมรู้ความที่เธอ เกิดในที่นั้นแล้ว จึงกราบทูลแด่พระตถาคต. พระศาสดาตรัสเล่าแก่พวกภิกษุ พวกภิกษุเมื่อกล่าวถึงโทษของเธอ พากันสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ผู้มีอายุ ทั้งหลาย ได้ยินว่า โกกาลิกภิกษุด่าพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะ บังเกิดในปทุมนรกเพราะอาศัยปากของตน. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุ เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ใน บัดนี้เท่านั้น ที่โกกาลิกะถูกถ้อยคำกำจัดเสีย เสวยทุกข์เพราะปากของตน แม้ ในกาลก่อน ก็เสวยทุกข์เพราะปากของตนแล้วเหมือนกันดังนี้แล้ว จึงทรงนำ อดีตนิทานมาเล่าดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี ปุโรหิตของท้าวเธอเป็นคนตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา. นางพราหมณีของเขา เล่นชู้กับพราหมณ์อื่น. แม้พราหมณ์ผู้เป็นชู้นั้น ก็มีลักษณะเช่นนั้นเหมือนกัน. ปุโรหิตเฝ้าห้ามนางพราหมณีบ่อย ๆ เมื่อไม่อาจห้ามปรามกันได้. ก็คิดว่าเรา ไม่อาจจะฆ่าไอ้ไพรีของเรานี้ด้วยมือตนได้ ต้องหาอุบายฆ่ามันเสียให้ได้. เขา ก็เข้าเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช พระนครของพระองค์เป็น พระนครชั้นเลิศในสกลชมพูทวีป พระองค์เล่าก็เป็นพระอัครราชา ประตู พระนครด้านทักษิณของพระองค์ผู้ทรงนามว่าอัครราชาเช่นนี้ สร้างไว้ชั่ว ไม่เป็นมงคลเลยพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสสั่งว่า ควรจะได้อะไรเล่า. เขากราบ ทูลว่า ต้องรื้อประตูเก่าเสียหาไม้ที่ประกอบด้วยมงคลมาให้พลีแก่ฝูงภูตผู้รักษา พระนคร แล้วตั้งพระทวารใหม่ตามมงคลฤกษ์ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญท่านทำอย่างนั้นเถิด.
หน้า 301 ข้อ 1838
ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เสวยพระชาติเป็นมาณพ ชื่อว่าตักการิยะ เรียนศิลปะในสำนักของเขา. ปุโรหิตให้รื้อประตูเก่าตั้งใหม่แล้วกราบทูลพระ- ราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ประตูสำเร็จแล้ว พรุ่งนี้เป็นวันฤกษ์งาม ต้องทำพลียกพระทวารมิให้ล่วงพ้นฤกษ์นั้นไปได้ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นท่านอาจารย์ควรจะได้อะไรเพื่อประกอบพิธีพลีกรรม. เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระทวารมีศักดิ์ใหญ่ ต้องเชิญเทพดาผู้มีศักดิ์ให้ เข้าครอบครอง จำต้องฆ่าพราหมณ์ผู้บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย คนหนึ่งมีนัยตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออกมา เอาเนื้อและเลือดของเขาทำพลีกรรม แล้วเอาอ่างฝังลงไป ใต้พระทวาร ตั้งพระทวารบนนั้น อย่างนี้จึงจักเกิดสวัสดีแก่พระองค์และแก่ พระนครพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ดีละท่านอาจารย์ เชิญท่านฆ่าพราหมณ์ เช่นนั้นแล้วยกประตูพระนครเถิด. เขาดีใจเกิดลำพองว่า พรุ่งนี้เป็นได้เห็น หลังปัจจามิตรละ ครั้นไปถึงเรือนของตนก็ไม่อาจรักษาปากไว้ได้ ละล่ำละลัก บอกเมียว่า อีคนชั่ว อีคนจัณฑาล ตั้งแต่นี้มึงจะชมชื่นกับใครเล่า พรุ่งนี้ กูจะฆ่าชู้ของมึงพลีกรรมเสีย. ภรรยาเถียงว่า เขาไม่มีผิด จักฆ่าเสียเพราะเหตุ อะไรเล่า. เขาตอบว่า พระราชารับสั่งให้กูทำพลีกรรมด้วยเนื้อและเลือดของ พราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองตั้งพระทวาร ก็ชู้ของมึงมีเขี้ยวและตาเหลือง กูจักฆ่ามันทำพลีกรรมเสีย. นางจึงส่งข่าวไปถึงสำนักของชู้ว่า ข่าวว่าพระราชาทรงประสงค์จะ ฆ่าพวกพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลืองทำพลีกรรม ถ้าเธออยากจะมีชีวิต อยู่ ก็จงชักชวนพวกพราหมณ์ผู้มีลักษณะเช่นเดียวกับเธอหนีไปเสียให้ทัน กาลทีเดียวเถิด. เขาทำตามนั้น ข่าวนั้นได้เลื่องลือไปในพระนคร. พวก พราหมณ์ที่มีเขี้ยวและตาเหลืองทุกคนพากันหนีออกจากพระนครทุกแห่ง. ปุโรหิตมิได้ล่วงรู้ความศัตรูหนีไปแล้ว เข้าเฝ้าพระราชาแต่เช้าตรู่ กราบทูลว่า
หน้า 302 ข้อ 1838
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ที่โน่นมีพวกพราหมณ์ผู้มีเขี้ยวและตาเหลือง โปรด รับสั่งจับเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงส่งพวกอำมาตย์ไป. พวกอำมาตย์เหล่านั้น ไม่เห็นเขาก็พากันมากราบทูลว่า ข่าวว่าหนีไปเสียแล้วพระเจ้าข้า. พระราชา ทรงรับสั่งว่า ค้นดูในที่อื่นซี. แม้จะพากันเที่ยวค้นในพระนครทุกแห่งก็มิได้ พบ เมื่อมีพระดำรัสว่า จงค้นผู้อื่นจากคนนั้นซี ก็พากราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้สมมติเทพ เว้นท่านปุโรหิตเสียแล้ว คนอื่น ๆ ไม่มีรูปเป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า เราไม่อาจฆ่าปุโรหิตได้. พวกนั้นพากันกราบ ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ประสงค์อะไรเช่นนั้น เพราะท่าน ปุโรหิตเป็นตัวการณ์ แม้นไม่ยกพระทวารในวันนี้แล้ว พระนครก็จักเป็นอัน ไม่ได้รับคุ้มครอง ท่านอาจารย์ก็บอกอยู่ว่า พ้นวันนี้ไปแล้วต้องรออีกปีหนึ่ง จึงได้ฤกษ์ เมื่อพระนครไม่มีประตูตั้งปี จักเปิดโอกาสแก่พวกข้าศึกได้ พวกเรา ต้องฆ่าพราหมณ์นี้ให้พวกพราหมณ์ผู้อื่นที่ฉลาดทำพลีกรรม ยกพระทวารเถิด พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ก็พวกพราหมณ์ผู้อื่นที่ฉลาดเหมือนท่านอาจารย์ ยังจะมีอยู่หรือ. พวกนั้นพากันกราบทูลว่า มีอยู่พระเจ้าข้า อันเตวาสิกของเขา เองชื่อตักการิยมาณพ โปรดประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่เขาแล้วทรงกระทำ การมงคลเกิดพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสเรียกเขามาให้กระทำสัมมานาการแล้ว ประทานตำแหน่งปุโรหิต ทรงสั่งเพื่อกระทำอย่างนั้น. เราได้ไปสู่ประตูพระนคร ด้วยบริวารเป็นอันมาก. ราชบุรุษทั้งหลายพากันมัดปุโรหิต พามาด้วยอานุภาพ แห่งพระราชา. พระมหาสัตว์ให้ขุดหลุมในที่ที่จะตั้งพระทวารให้ลงม่านล้อมรอบ เข้าอยู่ในม่านกับอาจารย์. อาจารย์มองดูหลุมพลางทอดอาลัย ไม่ได้ใครเป็นที่ พำนักแก่ตน พึงรำพึงว่า เราเป็นผู้จัดแจงความฉิบหายทั้งนั้น เพราะเรามันโง่ ไม่อาจจะคุ้มครองปากของตนได้ รีบไปบอกแก่อีตัวร้าย ตัวของเราเองนำ การฆ่ามาให้ตน เมื่อจะสนทนากับพระมหาสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
หน้า 303 ข้อ 1838
ดูก่อนพ่อตักการิยะ ฉันเองเป็นคนโง่เขลา กล่าวคำชั่วช้าเหมือนกบในป่า ร้องเรียกงูมาให้กินตน ฉะนั้น ฉันจะตกลงไปในหลุมนี้ ได้ยินมาว่า บุคคลที่ พูดล่วงเลยขอบเขตไม่ดีเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺภาสิตํ ภาสิ ความว่า เราได้กล่าวคำ อันเป็นทุพภาษิต. บทว่า ภงฺโกว ความว่า เรานั่นแหละย่อมกล่าวแต่คำชั่ว ๆ เหมือนกบอยู่ในป่าร้องเรียกงูให้มากัดกินคนฉะนั้น. บทว่า ตกฺการิเย ความว่า คนโง่เรียกเขาซึ่งเพศหญิงอันเป็นชื่อของเขาจึงกล่าวอย่างนั้น. พระมหาสัตว์ ได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า บุคคลผู้กล่าวล่วงเลยขอบเขต ย่อมได้ประสบการ จองจำ การถูกฆ่า ความเศร้าโศกและความร่ำไห้ ข้าแต่ท่านอาจารย์ ชนทั้งหลายจะฝังท่านลงในหลุม เพราะเหตุใด ท่านต้องติเตียนตัวท่านเอง เพราะ เหตุนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติเวลภาณี ความว่า คนที่พูดล่วง เลยขอบเขต คือพูดล่วงประมาณ ไม่ยังประโยชน์ให้สำเร็จ อธิบายว่า ไม่ดี. บทว่า โสกปริเทวญฺจ ความว่า ดูก่อนอาจารย์ คนที่พูดล่วงเลยเวลา อย่างนี้แหละ ย่อมถูกฆ่าและถูกจองจำ ถึงความเศร้าโศก ร่ำไห้ด้วยเสียงเอ็ดอึง บทว่า ครหาสิ ความว่า ท่านไม่ต้องติเตียนผู้อื่นดอก พึงติเตียนตนเอง. บทว่า เอตฺโต แปลว่า ในเพราะเหตุนี้. บทว่า อาจริย ตํ ความว่า อาจารย์ ชนทั้งหลายกำลังจะฝังท่านในหลุมที่ท่านขุดไว้อยู่นั่นแหละ เพราะ ฉะนั้น ท่านพึงติเตียนตนเองเท่านั้น.
หน้า 304 ข้อ 1838
พระมหาสัตว์ครั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ จึงกล่าวต่อไปว่า ท่านอาจารย์ ท่านไม่รักษาวาจา ถึงความทุกข์ผู้เดียวเท่านั้นก็หาไม่ แม้คนพวกอื่น ก็ถึง ความทุกข์เหมือนกัน แล้วนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้ เล่ากันมาว่า ในกาลก่อน ในกรุงพาราณสี ได้มีหญิงแพศยาคนหนึ่ง นามว่า กาลี น้องชายของนางชื่อว่า ตุณฑิละ. วันหนึ่ง นางกาลีรับเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์. แต่ตุณฑิละ เป็นนักเลงหญิง นักเลงสุรา ทั้งเป็นนักเลง เล่นการพนัน. นางให้ทรัพย์เขา เขาเอาทรัพย์ที่ได้แล้ว ๆ ไปทำลายฉิบหาย หมด. ถึงนางจะห้ามปรามเขาก็ไม่สามารถที่จะห้ามได้. วันหนึ่งเขาเล่นการพนัน แพ้ ต้องจำนำผ้านุ่ง เอาเสื่อลำแพนนุ่งมาสู่เรือนของนาง. ก็พวกสาวใช้ของนาง ต่างได้รับกำชับไว้ว่า เวลาตุณฑิละมาถึง ไม่ต้องให้อะไร จับคอเขาไล่ออก ไปเสีย. พวกนั้นจึงพากันทำอย่างนั้น. เขาไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้ประตู. ลำดับนั้น ลูกชายของเศรษฐีคนหนึ่ง นำทรัพย์มาให้นางกาลีครั้งละ ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ เป็นนิตย์ วันหนึ่งเห็นเขาก็ถามว่า ตุณฑิละเอ๋ย ร้องไห้ทำไม. ตุณฑิละ ตอบว่า นายจ๋า ผมแพ้การพนันนั้นมาหาพี่สาวของผม พวกสาวใช้เหล่านั้น มันพากันจับคอผมไล่ออกมา. เขาบอกว่า ถ้าเช่นนั้นรอก่อน ฉันจะช่วยบอก พี่สาวของแกให้ แล้วก็ไปบอกนางว่า น้องชายของเธอนุ่งเสื่อลำแพนยืนอยู่ที่ ประตู ทำไมเธอถึงไม่ให้ผ้าผ่อนเขาบ้างละ. นางตอบว่า ฉันไม่ให้ละ ถ้าคุณ มีแก่ใจ คุณก็ให้เขาซิ. ก็ในเรือนหญิงแพศยานั้นมีธรรมเนียมประพฤติติดต่อกัน มาดังนี้ จากเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ ๕๐๐ กระษาปณ์เป็นของหญิงแพศยา ๕๐๐ กระษาปณ์ เป็นมูลค่าของผ้าของหอมและดอกไม้ ชายที่พากันมา นุ่งผ้าที่ได้ ในเรือนนั้นอยู่ตลอดคืน รุ่งขึ้นเมื่อจะไป ก็ผลัดผ้านั้นไว้ นุ่งผ้าที่ตนนำมา นั้นแลกลับไป เหตุนั้นลูกชายเศรษฐี จึงนุ่งผ้าที่นางให้แล้วให้ของตนแก่ตุณฑิละ
หน้า 305 ข้อ 1838
เขานุ่งผ้าแล้วส่งเสียงตวาดตามประสาคนเข้าโรงเหล้า. ฝ่ายนางกาลีเล่า ก็สั่ง พวกสาวใช้ไว้ว่า พรุ่งนี้เวลาลูกชายเศรษฐีคนนี้จะไป พวกเจ้าจงช่วยกันแย่ง เอาไว้ พวกนั้นเวลาลูกชายเศรษฐีนั้นออกมา ก็กรูกันเข้าไปราวกับจะปล้น ช่วย กันดึงเอาผ้าไว้เสียจนเขาต้องเปลือยกายจึงปล่อยว่า ที่นี้ไปได้ละพ่อหนุ่ม เขา ต้องเดินออกมาทั้งเปลือย ๆ ฉะนั้นคนพากันยิ้มทั่ว เขาละอายรำพึงรำพันว่า เราทำมันเองทีเดียว เรานั่นแหละไม่สามารถรักษาปากของตนได้ เมื่อจะแสดง ความข้อนี้ เขาจึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า เราจะซักถามตุณฑิละ เพื่อประโยชน์อะไรเล่า นางกาลีซิควรทำกะน้องชายของเขาเอง เราถูกแย่งผ้า จนเป็นคนเปลือยกาย แม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่อง ของท่านเป็นอันมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ ตาทิโสว ความว่า จริงอยู่ แม้ เศรษฐีบุตร ได้รับทุกข์เพราะกรรมที่ตนทำนั้นเอง. เพราะเหตุนั้น แม้ท่าน ก็เป็นเสมือนเหตุที่เกิดขึ้นแห่งทุกข์นี้ เพราะเหตุมากมาย. แม้อีกเรื่องหนึ่ง ในกรุงพาราณสี โดยความเลินเล่อของคนเลี้ยงแพะ ทั้งหลาย เมื่อแพะสองตัวขวิดกันในที่หากิน นกกะลิงตัวหนึ่ง คิดว่า บัดนี้ เองไอ้สองตัวนี้ต้องหัวแตกตาย เราต้องห้ามมันไว้แล้วห้ามว่า ลุงอย่าขวิดกัน เลยน่ะ เมื่อมันไม่เชื่อถ้อยคำคงขวิดกันอยู่นั่นเอง ก็โดดเกาะที่หลังบ้าง ที่หน้า บ้าง อ้อนวอนไป เมื่อไม่สามารถจะห้ามได้ ก็พูดว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จงฆ่ากู เสียก่อนแล้วค่อยขวิดกัน โดดเข้าไประหว่างหัวของมันทั้งสอง มันชนกัน โผงเดียว นกนั้นเหมือนถูกบดในหินบด ถึงความพินาศด้วยเรื่องที่ตนกระทำ นั้นเอง เมื่อพระมหาสัตว์จะแสดงเหตุแม้อื่นอีกนี้จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า
หน้า 306 ข้อ 1838
นกกะลิงตัวใด มิได้ชนกับเขาเลย เข้าไปจับอยู่ ในระหว่างศีรษะแพะ ทั้งสองซึ่งกำลังขวิดกันอยู่ นก กะลิงตัวนั้น ก็ถูกศีรษะแพะบดขยี้แล้ว ณ ที่นั่นเอง แม้เรื่องนี้ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมณฺฑนฺตรํ แปลว่า ในระหว่างแพะ ทั้งสอง. บทว่า ปจฺจุปติ ความว่า โดดเข้าไป คือได้ตั้งอยู่ในระหว่าง คือ ท่ามกลางแห่งศีรษะแพะทั้งสอง. บทว่า ปึสิโต แปลว่า ถูกแพะขวิดเอาแล้ว. ฝ่ายพวกนายโคบาล ชาวกรุงพาราณสีอีกพวกหนึ่งเห็นต้นตาลเผล็ดผล ก็ปีนขึ้นต้นหนึ่งเพื่อจะเอาผล. เมื่อกำลังปลิดผลตาลทิ้งลงมา งูเห่าดำตัวหนึ่ง เลื้อยออกจากจอมปลวกขึ้นต้นตาล. พวกที่ยืนอยู่ข้างล่าง แม้จะช่วยกันเอาไม้ เป็นต้นตี ก็ไม่อาจห้ามมันได้. พวกนั้นจึงร้องบอกคนที่อยู่บนต้นว่า งูเลื้อย ขึ้นต้นตาล งูเลื้อยขึ้นต้นตาล คนนั้นกลัวร้องเสียงดังลั่น. คนที่อยู่ข้างล่างเอา ผ้านุ่งที่เหนียวแน่นมาผืนหนึ่ง ถือไว้คนละมุมทั้งสี่มุมแล้วร้องบอกว่า จงโดด ลงมาในผ้านี้. ผู้นั้นกลั้นใจโดดลงมากลางผืนผ้าระหว่างคนทั้งสี่. ด้วยอำนาจ การตกของผู้นั้น คนทั้ง ๔ นั้นไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ ต่างเอาหัวชนกันหัวแตก ตายหมด. พระมหาสัตว์เมื่อแสดงเหตุนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า คน ๔ คน จะป้องกันคนเดียว ช่วยกันจับชายผ้า ไว้คนละชาย ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โปฏฺกํ แปลว่า ผ้า. บทว่า สพฺเพว เต ความว่า คนทั้ง ๔ คนนั้น ช่วยกันถือผ้าไว้ พากันศีรษะแตกนอนตายแล้ว.
หน้า 307 ข้อ 1838
อีกเรื่องหนึ่ง พวกโจรขโมยแพะชาวกรุงพาราณสี ร่วมกันขโมยแพะ ได้ตัวหนึ่งในเวลากลางคืน คิดกันว่าจักกินในป่าในเวลากลางวัน แล้วช่วยกัน มัดปากเพื่อไม่ให้มันร้อง แล้วเอาไปซ่อนไว้ในกอไผ่ รุ่งขึ้นชวนกันไปเพื่อจะ กินมัน ต่างลืมอาวุธพากันไปแล้ว. พวกนั้นพูดกันว่า จักฆ่าแพะย่างเนื้อกิน เอาอาวุธมาซิ ไม่เห็นอาวุธในมือแม้สักคนหนึ่ง ต่างก็พูดกันว่า ถึงแม้จะ ปราศจากอาวุธก็ฆ่ามันได้ แต่ก็ไม่อาจแล่เนื้อได้ ปล่อยมันไปเถิดนะ บุญของมัน ยังมีอยู่ แล้วก็ปล่อยไป. ครั้งนั้น ช่างสานคนหนึ่งถือเอาไม้ไผ่แล้วคิดว่า จะกลับมาเอาไม้ไผ่อีก จึงซุกมีดตัดไม้ไผ่ไว้ในกองใบไผ่หลีกไป. แพะดีใจว่า ข้าพ้นตายแล้ว คะนองเล่นอยู่ที่โคนกอไผ่ ดีดด้วยเท้าหลังทำให้มีดนั้นตกลงมา. พวกโจรได้ยินเสียงมีด ก็ช่วยกันต้นพบมีดนั้นแล้วต่างดีใจ ฆ่าแพะกินเนื้อเสีย แพะแม้นั้นก็ตายเพราะเรื่องที่ตนกระทำเองด้วยประการฉะนี้ เมื่อจะแสดง เหตุนี้ จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า นางแพะที่ถูกโจรทั้งหลายผูกมัดไว้ในพุ่มกอไผ่ คึกคะนองเอาเท้าหลังดีดไปกระทบมีดตกลงมา พวก โจรก็เอามีดนั้นเองเชือดคอนางแพะฉันใด แม้เรื่องนี้ ก็เหมือนกับเรื่องของท่านเป็นอันมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเวกฺขิปนฺติ ความว่า แพะที่ถูกมัดไว้ ที่กอไผ่เล่นคะนองดีดเท้าหลัง. ก็แลครั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว พระโพธิสัตว์จึงแสดงว่า ธรรมดา ผู้ที่รักษา ถ้อยคำของตนไว้พูดพอเหมาะ ย่อมพ้นทุกข์ปางตายได้ นำเรื่องกินนรมาเล่า ดังต่อไปนี้
หน้า 308 ข้อ 1838
ได้ยินว่า บุตรพรานชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่งไปยังป่าหิมพานต์ ใช้อุบาย อย่างหนึ่งจับกินนรคู่ผัวเมียมาได้ ถวายแด่พระราชา. พระราชาทอดพระเนตร เห็นกินนร อันมิเคยทอดพระเนตร ทรงพอพระหทัย ตรัสถามว่า พ่อพราน พวกนี้มีคุณอะไร นายพรานกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พวกเหล่านี้ ร้องเพลงไพเราะ ฟ้อนรำยวนใจ พวกมนุษย์ไม่รู้ที่จะร้องรำได้อย่างนี้เลย พระเจ้าข้า. พระราชาประทานทรัพย์เป็นอันมากแก่นายพราน แล้วตรัสกะ กินนรทั้งคู่ว่า ร้องรำไปซิ กินนรทั้งคู่คิดกันว่า ถ้าเราจะร้องเพลงคงไม่อาจ ทำพยัญชนะให้บริบูรณ์ได้ การจับผิดก็จะมี ฝูงคนต้องติเตียนเรา ต้องฆ่าเรา อนึ่ง เมื่อเรากล่าวมากไป ก็จะเป็นมุสาวาทได้ เพราะเกรงมุสาวาท แม้จะถูก พระราชาตรัสซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ไม่ยอมร้องรำ พระราชาทรงกริ้ว เมื่อจะทรง สั่งให้ฆ่าเสียเอาเนื้อย่างมาถวาย จึงตรัสพระคาถาที่ ๗ ว่า พวกนี้มิใช่เทวดา มิใช่บุตรคนธรรพ์ พวกนี้เป็น เนื้อ พวกนี้ถูกนำมาด้วยอำนาจประโยชน์ เจ้าทั้งหลาย จงย่างมันตัวหนึ่ง สำหรับอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่ง สำหรับอาหารมื้อเช้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคา อิเม ความว่า ถ้าพวกเหล่านี้ เป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ไซร้ พึงฟ้อนและพึงขับร้องได้ แต่พวกนี้เป็นเนื้อ เป็นสัตว์เดียรัจฉาน. บทว่า อตฺถวสาภตา อิเม ความว่า พวกนี้ถูกนำ มาสู่เงื้อมมือของเราด้วยอำนาจแห่งประโยชน์ เพราะถูกพรานผู้หวังประโยชน์ นำมา ในบรรดามันเหล่านั้น สูทั้งหลายจงย่างมันตัวหนึ่งในอาหารมื้อเย็น อีกตัวหนึ่งในอาหารมื้อเช้าเถิด. กินรีดำริว่า พระราชากริ้วแล้ว คงจักให้ฆ่าเสียโดยไม่ต้องสงสัย บัดนี้ เป็นเวลาที่ต้องพูดกันละ จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า
หน้า 309 ข้อ 1838
คำทุพภาษิตทั้งแสนคำ ก็ไม่ถึงแม้ส่วนเสี้ยวของ คำสุภาษิต กินนรรังเกียจคำทุพภาษิตจึงเศร้าหมอง เพราะเหตุนั้น กินนรจึงนิ่งเฉยเสีย ไม่ใช่นิ่งเฉยเพราะ ความโง่เขลา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺกมโน กิเลโส ความว่า บางคราว เราเมื่อพูดก็พูดคำอันเป็นทุพภาษิต กินนร เมื่อรังเกียจคำทุพภาษิตย่อมเศร้า- หมองคือย่อมลำบากด้วยประการฉะนี้. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ขับร้องให้แก่ท่าน หาใช่ขับเพราะความโง่ไม่. พระราชาทรงโปรดกินรี จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า กินรีตัวนี้กล่าวแก้เราได้แล้ว เจ้าทั้งหลายจง ปล่อยกินรีตัวนั้นไป อนึ่ง จงนำไปส่งให้ถึงเขา หิมพานต์ ส่วนกินนรตัวนี้ เจ้าทั้งหลาย จงส่งไปให้ โรงครัวใหญ่ จงย่างมันสำหรับอาหารเช้า แต่เช้า ทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา เมสา แก้เป็น ยา เมเอสา. บทว่า เทนฺตุ ความว่า จงให้เพื่อประโยชน์โรงครัวใหญ่. กินนรฟังพระดำรัสของพระราชาแล้วคิดว่า ท้าวเธอนี้คงให้ฆ่าเรา ผู้ไม่กล่าวเสียเป็นแน่ บัดนี้เราควรจะพูด ดังนี้ แล้วจึงกล่าวคาถาต่อไปว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ฝูงปศุสัตว์พากันพึ่งฝน ประชาชนนี้เล่าพากันพึ่งปศุสัตว์ พระองค์ทรงเป็นที่ พึ่งแก่ข้าพระบาท ภรรยาก็พึ่งข้าพระองค์ บรรดา ข้าพระบาททั้งคู่ ตัวหนึ่งรู้ว่าอีกตัวหนึ่งตายแล้ว ตน เองพ้นแล้วจากความตาย จึงจะไปสู่ภูผาได้พระเจ้าข้า.
หน้า 310 ข้อ 1838
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปชฺชุนฺนนาถา ความว่า สัตว์เลี้ยงมีหญ้า เป็นอาหาร ชื่อว่ามีเมฆฝนเป็นที่พึ่ง. บทว่า ปสุนาถา อยํ ปชา ความว่า ประชาคือมนุษย์นี้ อาศัยโครส ๕ ชื่อว่าผู้มีปศุสัตว์เป็นที่พึ่งเป็นหลักอาศัย. บทว่า ตฺวํ นาโถสิ ความว่า พระองค์เป็นที่พึ่งของข้าพระองค์. บทว่า อมฺหนาถา มม ภริยา ความว่า ข้าพระองค์ก็เป็นที่พึ่งของภรรยานั้น. บทว่า ทวินฺนมญฺ- ตรํ ตฺวา มุตฺโต คจฺเฉยฺย ปพฺพตํ ความว่า ในระหว่างข้าพระองค์ ทั้งคู่ ตัวหนึ่งต้องรู้ว่าตัวหนึ่งตายแล้ว ตนเองรอดตายแล้ว จึงไปสู่หิมพานต์ ภายหลัง คือเมื่อข้าพระองค์ทั้งคู่ยังมีชีวิตอยู่ ย่อมไม่ทอดทิ้งกัน เพราะฉะนั้น แม้มาตรว่าพระองค์ทรงประสงค์จะส่งกินรีนี้ไปสู่หิมพานต์ โปรดฆ่าข้าพระองค์ เสียก่อนส่งนางไปภายหลัง. ก็แล กินนรครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงว่า ข้าแต่พระ- มหาราชเจ้า ข้าพระบาททั้งสอง ใช่จะนิ่งเสียเพราะปรารถนาจะขัดพระดำรัส ของพระองค์ก็หามิได้ แต่เพราะเห็นโทษของการพูดมาก จึงมิได้กราบทูลสนอง พระบัญชา กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งชน ความนินทา ทั้งหลายมิใช่จะหลีกให้พ้นไปโดยง่ายเลย ชนทั้งหลาย มีฉันทะต่าง ๆ กัน ซึ่งควรจะส้องเสพ คนหนึ่งได้รับ การสรรเสริญด้วยธรรมข้อใด คนอื่นได้ความนินทา ด้วยคุณธรรมข้อนั้นเอง. โลกทั้งปวงมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น โลกทั้งปวง ชื่อว่า มีจิตในจิตของตน สัตว์ทั้งปวงที่เป็นปุถุชน ต่างก็มีจิตใจต่างกัน สัตว์ทั้งปวงในโลกนี้ ไม่พึงเป็น ไปในอำนาจแห่งจิตของใคร.
หน้า 311 ข้อ 1838
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปริวชฺชยาถ ความว่า ข้าแต่พระ- มหาราชเจ้า ชื่อว่า นินทา ใคร ๆ ไม่สามารถจะหลีกเสียได้ง่ายเลย. บทว่า นานา ชนา ความว่า ฝูงชนมีความพอใจต่าง ๆ กัน. บทว่า เยนว ความว่า คนหนึ่งได้รับยกย่องด้วยคุณมีศีลเป็นต้น อันใด ด้วยคุณข้อนั้น แหละ คนอื่นได้รับความนินทา ความจริง เพราะกล่าวในฝูงกินนรข้าพระองค์ย่อมได้ ความยกย่อง เพราะไม่กล่าวในหมู่มนุษย์ ย่อมได้ความนินทา ด้วยอาการ อย่างนี้ ขึ้นชื่อว่านินทา ย่อมเป็นสิ่งหลีกได้ยาก ข้าพระองค์นั้นคิดว่า เราจัก ได้ความยกย่องจากสำนักพระองค์อย่างไรเล่า. บทว่า สพฺโพ โลโก ปรจิ- ตฺเตน อติจิตฺโต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ธรรมดาอสัตบุรุษมีจิตยิ่ง ด้วยจิตมีการฆ่าสัตว์เป็นต้นสัตบุรุษมีจิตยิ่งด้วยจิตมีเจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เป็นต้น ชาวโลกทั้งมวล ย่อมมีจิตยิ่งด้วยจิตของคนอื่น ด้วยประการดังนี้. บทว่า จิตฺตวาสมฺหิ จิตฺเต ความว่า ก็ชาวโลกทั้งมวล ชื่อว่า มีจิตด้วยจิต ของตนทั้งทรามหรือประณีต. บทว่า ปจฺเจกจิตฺตา ความว่า สัตว์ทั้งหมด มากประเภทต่างคนต่างมีจิตใจเฉพาะตน ในบรรดาสรรพสัตว์เหล่านั้น กินรี ก็ดี อย่างข้าพระองค์ก็ดี คนอื่นก็ดี ไม่น่าประพฤติไปในความคิดอ่านของ ใคร ๆ สักคนหนึ่ง จะเป็นของพระองค์หรือของผู้อื่นก็ตามที เพราะเหตุนั้น พระองค์อย่าทรงพิโรธข้าพระองค์ว่า ผู้นี้ไม่ประพฤติเป็นไปในอำนาจจิตของ เรา ด้วยสรรพสัตว์ย่อมไม่ลุอำนาจจิตของตนไปได้พระเจ้าข้า กินนรแสดง ธรรมแก่พระราชาด้วยประการฉะนี้. พระราชาทรงโสมนัสว่า กินนรนี้เป็นบัณฑิตกล่าวถูกต้องทีเดียวจึง ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า กินนรพร้อมด้วยกันรีผู้ภรรยา เป็นผู้นิ่งไม่พูด เป็นผู้กลัวภัย ได้กล่าวแก้แล้วในบัดนี้ กินนรนั้นชื่อว่า พ้นแล้วในบัดนี้ เป็นผู้มีความสุขหาโรคมิได้ เพราะว่า การเปล่งวาจาดีนำมาซึ่งประโยชน์แก่นรชนทั้งหลาย.
หน้า 312 ข้อ 1838
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาจา คิเรวตฺถวตี นรานํ ความว่า วาจา คือคำที่ควรเปล่งย่อมมีประประโยชน์ คือนำมาซึ่งประโยชน์แก่สัตว์ เหล่านั้น. พระราชารับสั่งให้กินนรทั้งคู่จับอยู่ในกรงทอง รับสั่งให้หาพรานคน นั้น และให้ปล่อยด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไป ปล่อยกินนรคู่นี้ ณ ที่ที่จับได้ นั้นเถิด. . ฝ่ายพระมหาสัตว์กล่าวว่า ท่านอาจารย์ ดูเถิด กินนรทั้งคู่รักษาวาจา ไว้อย่างนี้ เมื่อถึงคราวตายก็รอดตายได้ด้วยสุภาษิตที่ตนกล่าวนั้นเอง ส่วนท่าน ถึงทุกข์ใหญ่หลวง เพราะพูดชั่ว ครั้นแสดงอุทาหรณ์นี้แล้ว ก็ปลอบว่า ท่าน อาจารย์อย่ากลัวเลย ผมจักให้ชีวิตแก่ท่าน เมื่อเขาพูดว่า ก็อีกอย่างหนึ่งเล่า พ่อ คุณช่วยคุ้มครองฉันเถิด ก็บอกว่า ยังไม่ได้ฤกษ์ก่อนครับ รั้งรอจนตลอดวันนั้น ในระหว่างใกล้มัชฌิมยาม จึงให้คนเอาแพะตายมาแล้วพูดว่า ท่านพราหมณ์เชิญ ไปทำมาหากินเสียที่ไหน ๆ เถิด ไม่ให้ใคร ๆ รู้เลย ปล่อยพราหมณ์ไปเอา เนื้อแพะทำพลีกรรมตั้งพระทวาร. พระศาสดา ครั้นทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่โกกาลิกะถูกวาจากำจัดตนเสีย แม้ใน ครั้งก่อนก็ถูกกำจัดแล้วเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า พราหมณ์ เขี้ยวงอกตาเหลือง ในครั้งนั้นได้มาเป็นโกกาลิกะ ส่วนตักการิยบัณฑิต คือ เราตถาคตแล. จบอรรถกถาตักการิยชาดก
หน้า 313 ข้อ 1839, 1840, 1841, 1842
๙. รุรุมิคชาดก ว่าด้วยน้ำใจของพญาเนื้อรุรุ [๑๘๓๙] ใครบอกมฤค ซึ่งสูงสุดกว่ามฤคทั้งหลาย นั้นแก่เราได้ เราจะให้บ้านส่วยและหญิงที่ประดับ ประดาแล้วแก่ผู้นั้น. [๑๘๔๐] ขอได้โปรดพระราชทานบ้านส่วย และ หญิงที่ประดับประดาแล้วแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระ- องค์ จะกราบทูลมฤคซึ่งสูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายแก่ พระองค์. [๑๘๔๑] ณ ไพรสณฑ์นั้น มีต้นมะม่วงและต้น รังทั้งหลาย ดอกบานสะพรั่ง พื้นที่แห่งไพรสณฑ์นั้น ดารดาษไปด้วยติณชาติมีสีเหมือนแมลงค่อมทอง มฤค ตัวนั้นอยู่ที่ไพรสณฑ์นั้น. [๑๘๔๒] พระเจ้าพาราณสี ทรงโก่งธนูสอดใส่ ลูกศรไว้ เสด็จเข้าไปแล้ว ส่วนมฤคเห็นพระราชาแล้ว ได้ร้องกราบทูลไปแต่ไกลว่า ข้าแต่พระมหาราชาผู้ประ- เสริฐ โปรดทรงรอก่อน อย่าเพิ่งทรงยิงข้าพระบาท เสียเลย ใครหนอได้กราบทูลความเรื่องนี้แก่พระองค์ว่า มฤคตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้.
หน้า 314 ข้อ 1843, 1844, 1845, 1846, 1847, 1848
[๑๘๔๓] ดูก่อนสหาย บุรุษผู้มีมารยาทอันเลว ทราม ยืนอยู่ห้าง ๆ นั่น บุรุษคนนั้นแหละ ได้บอก ความเรื่องนี้แก่เราว่า มฤคตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้. [๑๘๔๔] ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ กล่าว ความจริงไว้อย่างนี้ว่า ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า คนบางคน ไม่ดีเลย. [๑๘๔๕] ดูก่อนพญามฤค เธอติเตียนพวกไหน แน่ ติเตียนพวกมฤค พวกนก หรือพวกมนุษย์ เรามี ความกลัวไม่น้อย เพราะได้ฟังเจ้าพูดภาษามนุษย์ได้. [๑๘๔๖] ข้าพระองค์ช่วยยกขึ้นซึ่งบุรุษคนใด ผู้ลอยไปในห้วงน้ำคงคา มีน้ำมากไหลเชี่ยว ภัยมาถึง ข้าพระองค์แล้วเพราะบุรุษผู้นั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระ- มหาราชา การสมาคมกับอสัตบุรุษทั้งหลาย นำทุกข์ มาให้โดยแท้. [๑๘๔๗] เรานั้นจะปล่อยลูกศร ๔ ปีกนี้แหวกไป ในอากาศ ให้ไปตัดตรงหัวใจ เราจะฆ่ามันผู้ประทุษร้าย มิตร ผู้ไม่ทำกิจที่ควรทำ ไม่รู้จักผู้กระทำคุณให้เช่น ท่าน. [๑๘๔๘] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน สัตบุรุษทั้งหลายไม่สรรเสริญการฆ่าบัณฑิตและคนพาล เลย คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของเขา ตามปรารถนาเถิด อนึ่ง ขอได้โปรดพระราชทานค่าจ้าง ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาด้วยเถิด อนึ่ง ข้าพระองค์ ขอทำความปรารถนาของพระองค์.
หน้า 315 ข้อ 1849, 1850, 1851, 1852, 1853
[๑๘๔๙] ดูก่อนพญามฤค ท่านผู้ไม่ประทุษร้าย ต่อมนุษย์ผู้ประทุษร้ายนับเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตบุรุษ ทั้งหลายเป็นแน่ คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่ เรือนของตนตามความปรารถนา อนึ่ง เราจะให้ค่าจ้าง ที่เราพูดไว้แก่เขา และเราขอให้บ้านส่วยแก่ท่าน. [๑๘๕๐] ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอก ก็ดี ของนกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยาก ยิ่งกว่านั้น อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นคนใจดี คนทั้งหลาย นับถือว่าเป็นญาติเป็นมิตร หรือเป็นสหาย ภายหลัง ผู้นั้นกลับกลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยาก อย่างนี้. [๑๘๕๑] ชาวชนบทและชาวนิคมทั้งหลาย มา ประชุมพร้อมกันร้องทุกข์ว่า ฝูงเนื้อพากันมากินข้าว ขอพระองค์จงตรัสห้ามฝูงเนื้อนั้นเสียบ้าง พระเจ้าข้า. [๑๘๕๒] ชนบทอย่าได้มี แม้แว่นแคว้นจะ พินาศไป ก็ตามทีเถิด เราให้อภัยเเก่ฝูงเนื้อและนกยูง แล้ว ไม่ขอประทุษร้ายพญาเนื้อรุรุเป็นอันขาด. [๑๘๕๓] ชาวชนบทของเราจะไม่มีก็ตาม ชาว ชนบทจะไม่พูดกะเราก็ตาม เราได้ให้พรแก่พญาเนื้อ ไว้แล้ว จะไม่พูดเท็จเป็นอันขาด. จบรุรุมิคชาดกที่ ๙
หน้า 316 ข้อ 1853
อรรถกถารุรุชาดก* พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ตสฺส คามวรํ ทมฺมิ ดังนี้. เล่ากันมาว่า พระเทวทัตนั้น เมื่อพวกภิกษุพากันพูดว่า เทวทัตผู้มีอายุ พระศาสดาทรงมีอุปการะเป็นอันมากแก่ท่าน ทั้งท่านได้บวชได้เรียนพระไตร- ปิฎกร่ำรวยลาภสักการะ เพราะอาศัยพระตถาคตเจ้า กลับกล่าวว่า ผู้มีอายุ ทั้งหลาย พระศาสดามิได้ทรงทำอุปการะแก่ผมแม้มาตรว่า ปลายเส้นหญ้า ผม บวชเองทีเดียว เรียนพระไตรปิฎกก็ด้วยตนเองแหละ ร่ำรวยลาภสักการะก็ตนเอง. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภากล่าวโทษของพระเทวทัตนั้น ทีเดียวว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระเทวทัตเป็นผู้อกตัญญูอกตเวที. พระศาสดาเสด็จมาตรัส ถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ ในบัดนี้เท่านั้น ที่พระเทวทัตเป็นคนอกตัญญู แม้ในครั้งก่อนก็เป็นคนอกตัญญู เหมือนกัน แล้วตรัสว่า แม้ในกาลก่อนพระเทวทัตนี้ แม้เมื่อเราให้ชีวิตแล้ว ก็ยังไม่รู้แม้เพียงคุณของเราดังนี้แล้ว จึงได้นำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี เศรษฐีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ได้บุตรขนานนามเธอว่า มหาชนกะ คิดว่าเมื่อบุตร เราเรียนศิลปะจักต้องลำบาก จึงไม่ยอมให้เรียนศิลปะอะไร ๆ เลย. เธอไม่รู้ อะไร ๆ นอกจากหากินอันได้มาจากการขับร้องฟ้อนรำและประโคม. เมื่อเธอ เจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็จัดแจงตบแต่งให้มีภรรยาตามสมควร แล้วก็ล่วงลับ บาลีเป็น รุรมิคชาดก
หน้า 317 ข้อ 1853
ไป. พอท่านทั้งสองล่วงลับไป เขาก็แวดล้อมไปด้วยพวกนักเลงหญิงและนักเลง เล่นการพนันเป็นต้น ทำลายทรัพย์ทั้งหมดเสียด้วยทางฉิบหายต่าง ๆ ต้องกู้หนี้ ยืมสิน เมื่อไม่อาจใช้หนี้ทั้งหมดนั้นได้ ก็ถูกเจ้าหนี้รุมกันทวง ดำริว่า เราจะอยู่ ไยเล่า เราก็เกิดมาด้วยร่างกายอันหนึ่ง เหมือนคนอื่นๆ ตายเสียดีกว่า เมื่อถูกเจ้า หนี้ทวงถาม ก็กล่าวว่า ทรัพย์ของตระกูลของเราที่ฝังที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ยังมีอยู่ ผมจักใช้ทรัพย์นั้นให้พวกท่าน. เจ้าหนี้เหล่านั้นก็ไปกับเขา. เขาทำเป็นเหมือน บอกที่คุมทรัพย์ว่า ทรัพย์มีที่นี้ แล้วหนีไปด้วยคิดว่าเราจักโดดลงคงคาตายเสีย แล้วก็โดดลงแม่น้ำคงคาไป. เขาถูกกระแสน้ำเชี่ยวพัดลอยไป ก็ร้องคร่ำครวญ ชวนให้สงสาร. ครั้งนั้น พระมหาสัตว์บังเกิดในกำเนิดรุรุมฤค ทิ้งบริวารเสียพำนักอยู่ ที่ป่ามะม่วงอันมีช่องดงาม ผสมกับดงรังอันน่ารื่นรมย์ตรงวังวนแห่งแม่น้ำคงคา ลำพังตัวเดียวเท่านั้นเพื่อประสงค์จะกระทำการรักษาอุโบสถ. ผิวแห่งสรีระของ พญารุรุมฤดูนั้น มีสีเหมือนแผ่นกระดาษทองที่ขัดมัน เท้าทั้งสี่มีสีประดุจดังย้อม ด้วยน้ำครั่ง หางก็ประหนึ่งหางแห่งจามรี เขาทั้งหลายเช่นเดียวกับช่อเงิน นัยน์ตา ทั้งคู่ประหนึ่งเม็ดทับทิมที่เจียระไนแล้ว ปากเปรียบดังลูกช่างที่หุ้มด้วยผ้ากัมพล แดง รูปร่างของพญารุรุมฤคนั้น มีรูปเห็นปานฉะนี้. เวลากลางคืน พญารุรุมฤค นั้นได้ยินเสียงน่าสงสารของเขา ดำริว่า เราได้ยินเสียงมนุษย์ เมื่อเรายังดำรงอยู่ อย่าตายเสียเลย เราต้องช่วยชีวิตเขาไว้ แล้วลุกจากที่นอนเดินไป ณ ฝั่งแม่น้ำ ปลอบว่าบุรุษผู้เจริญ อย่ากลัวเลย ข้าจักช่วยชีวิตท่าน พลางว่ายตัดกระแสน้ำไป รับเขาขึ้นหลัง พาถึงฝั่งนำไปที่อยู่ของตน ทำให้เขาโปร่งใจล่วงมาได้สองสาม วันก็กล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ข้าจักพาท่านออกจากป่านี้ ส่งให้ถึงทางไปพาราณสี ท่านจักไปโดยสวัสดี ก็แต่ขอสักอย่างหนึ่ง ท่านจงอย่าบอกเราแก่พระราชาหรือ มหาอำมาตย์ของพระราชา เพราะเหตุมุ่งทรัพย์ว่า ณ ที่ตรงโน้น กวางทอง
หน้า 318 ข้อ 1853
พำนักอยู่ ดังนี้เลยนะ. เขารับคำว่าดีละ พระมหาสัตว์รับปฏิญญาของเขาแล้ว ก็ให้เขาขึ้นหลังตนพาไปส่งถึงทางไปกรุงพาราณสีแล้วจึงกลับ. ในวันที่เขาเข้า ไปถึงกรุงพาราณสีนั่นเอง พระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่า เขมาเทวี ทรงฝันเห็นกวางทองแสดงธรรมกถาถวายพระนางในพระสุบินเมื่อใกล้รุ่ง ทรงพระดำริว่า ถ้ามฤคเห็นปานนี้ ไม่พึงมีไซร้ เราไม่น่าฝันเห็นเขา ได้เลย คงจักมีแน่ ต้องกราบทูลแด่พระราชา. พระนางเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม หม่อมฉันปรารถนาจะเห็นกวางทอง ประสงค์จะฟังธรรมกถาของกวางทอง ถ้าจักได้ หม่อมฉันจักคงมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ได้ชีวิตของหม่อมฉันจักไม่มี. พระราชาทรงปลอบพระนาง พลางตรัสว่า ขอให้มีในมนุษยโลกเถอะน่ะ เธอต้องได้แน่ ดังนี้แล้วรับสั่งให้หาพวกพราหมณ์ มาเฝ้า ตรัสถามว่า ธรรมดามฤคที่มีสีเหมือนสีทองยังจะมีอยู่หรือ ทรงสดับว่า ข้าแต่สมมติเทพ มีอยู่พระเจ้าข้า ก็รับส่งให้บรรจุถุงเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ ลงในผอบทอง วางไว้ ณ คอช้างที่ประดับเสร็จแล้ว มีพระประสงค์จะประทาน ช้างนั้นกับผอบทองที่ใส่ถุงเงิน ๑,๐๐๐ กระษาปณ์ และสิ่งของที่ยิ่งกว่านี้แก่ผู้ที่ บอกเรื่องกวางทองได้ แล้วรับสั่งให้เขียนคาถาลงในแผ่นทอง ให้หาอำมาตย์ ผู้หนึ่งมาเฝ้า มีดำรัสตรัสว่า มาเถิด เจ้าจงแจ้งคาถานี้ตามคำของเราแก่ชาว พระนครนะพ่อ แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑ ในชาดกนี้ว่า ใครบอกมฤคซึ่งสูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายนั้นแก่ เราได้ เราจะให้บ้านส่วยและหญิงที่ประดับประดาแล้ว แก่ผู้นั้น. อำมาตย์ ถือแผ่นทองเที่ยวป่าวร้องไปในพระนครทั่วทุกแห่ง ลำดับนั้น แลเศรษฐีบุตรก็เข้าไปสู่กรุงพาราณสี ฟ้งถ้อยคำนั้นแล้วไปสู่สำนักอำมาตย์
หน้า 319 ข้อ 1853
กล่าวว่า ข้าพเจ้าจักทูลมฤคนั้นแด่พระราชา ได้เชิญแสดงข้าพเจ้าแด่พระราชา เถิด. อำมาตย์ลงจากช้างพาเขาไปสู่สำนักของพระราชา กราบทูลว่า ข้าแต่ สมมติเทพ ได้ยินว่า ผู้นี้จักกราบทูลถึงมฤคนั้นได้พระเจ้าข้า. พระราชาตรัส ถามว่า จริงหรือบุรุษผู้เจริญ เมื่อเขากราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เป็น ความจริงพระเจ้าข้า ขอพระองค์โปรดประทานยศนั้นแก่ข้าพระองค์เถิดพระ- เจ้าข้า กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ขอได้โปรดพระราชทานบ้านส่วย และหญิงที่ ประดับประดาแล้วแก่ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์จะ กราบทูลมฤคซึ่งสูงสุดกว่ามฤคทั้งหลายแก่พระองค์. พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว โปรดปรานแก่ผู้ประทุษร้ายมิตรนั้น จึงตรัสถามว่า พ่อเฮ้ย มฤคนั้นพำนักอยู่ที่ไหน เมื่อเขากราบทูลว่า ณ ที่โน้น พระเจ้าข้า ก็ทรงกระทำเขาให้เป็นมัคคุเทศก์ เสด็จไปสู่สถานนั้นด้วยราชบริพาร ขบวนใหญ่. ลำดับนั้น คนประทุษร้ายมิตร กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์โปรดสั่งให้เสนาหยุดได้พระเจ้าข้า เมื่อเสนา หยุดเรียบร้อยแล้ว ก็กราบทูลเชิญเสด็จ เมื่อจะยกมือชี้ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ สุวรรณมฤคนั้นพำนักอยู่ ณ ที่ตรงนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า ณ ไพรสณฑ์นั้น มีต้นมะม่วงและต้นรังทั้งหลาย ดอกบานสะพรั่ง พื้นที่แห่งไพรสณฑ์นั้น ดารดาษ ไปด้วยติณชาติมีสีเหมือนแมลงค่อมทอง มฤคตัวนั้น อยู่ที่ไพรสณฑ์นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา ความว่า คนผู้ ประทุษร้ายต่อมิตรนั้น กราบทูลแสดงว่า ภาคพื้นแห่งไพรสณฑ์ตรงนั้น
หน้า 320 ข้อ 1853
ดาดาษไปด้วยติณชาติมีสัมผัสเป็นสุข มีสีแดงเหมือนสีแมลงค่อมทอง อ่อนนุ่ม ประหนึ่งข้าวกล้าอ่อน ณ ไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์นี้นั้น กวางทองนั้นพำนักอยู่ พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับคำของเขาแล้ว ตรัสสั่งหมู่อำมาตย์ว่า เธอทั้งหลาย กับคนที่ถืออาวุธ จงพากันล้อมไพรสณฑ์ไว้โดยเร็ว มิให้มฤคนั้นหนีไปได้. พวกเหล่านั้นได้กระทำตามพระดำรัสนั้น แล้วพากันร้องขึ้น. พระราชาประทับ ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งกับคนสองสามคน. บุรุษนั้นก็ยืนอยู่ไม่ห่าง. พระมหาสัตว์ ฟังเสียงนั้นแล้วดำริว่า เสียงของหมู่พลกองหลวง อันภัยของเราต้องเกิดจาก บุรุษนั้น. พระมหาสัตว์นั้นลุกขึ้นมองทั่วบริษัทเห็นสถานที่ประทับยืน แห่งพระราชานั้นคิดว่า ความสวัสดียังจักมีแก่เราได้ ควรที่เราจะไป ณ ที่นั้นที่เดียว แล้วเดินมุ่งหน้าเฉพาะพระราชา. พระราชาทอดพระเนตรเห็น มฤคนั้นกำลังเดินมา ทรงพระดำริว่า มฤคมีกำลังดังพญาช้าง น่าจะถาโถม มาได้ ต้องสอดลูกศรไว้คอยขู่ให้มฤคนี้สะดุ้ง ถ้าหนีไป จักยิงทำให้ทรพลแล้ว ค่อยจับเอา ทรงยกธนูขึ้นเล็งทรงพระโพธิสัตว์. พระศาสดา เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสองคาถาว่า พระเจ้าพาราณสี ทรงโก่งธนูสอดใส่ลูกศรไว้ เสด็จเข้าไปแล้ว ส่วนมฤคเห็นพระราชาแล้ว ได้ร้อง กราบทูลไปแต่ไกลว่า ข้าแต่พระมหาราชผู้ประเสริฐ โปรดทรงรอก่อน อย่าเพิ่งทรงยิงข้าพระบาทเสียเลย ใครหนอได้กราบทูลความเรื่องนี้แก่พระองค์ว่า มฤค ตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทชฺฌํ ความว่า ทรงโก่งธนูพร้อมกับ สายและลูกศรไว้. บทว่า สนฺนยฺห แปลว่า สอดไว้แล้ว. บทว่า อาคเมหิ
หน้า 321 ข้อ 1853
ความว่า พญามฤคกล่าวด้วยวาจาอันไพเราะว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์ จงรอก่อน จงอย่ายิงข้าพระบาทเลย จงไว้ชีวิตข้าพระบาทเถิด. พระราชาทรงคิดพระหฤทัยในมธุรกถาของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงลด ธนูลงประทับยืนด้วยพระอาการอันน่าเคารพ. พระมหาสัตว์ก็เข้าไปใกล้พระราชา ทรงกระทำมธุรปฏิสันถาร แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ฝ่ายมหาชนก็พากันวาง อาวุธทั้งปวงเสีย ต่างมาแวดล้อมพระราชา. ขณะนั้นพระมหาสัตว์กราบทูล ถามพระราชาด้วยเสียงอันไพเราะ ประหนึ่งคนสั่นกระดิ่งทองว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โปรดทรงรอก่อน ข้าแต่ พระจอมรถ โปรดอย่าเพิ่งยิงข้าพระบาทเลย ใครหนอ กราบทูลข้อนี้ แด่พระองค์ว่า พญามฤคนั้นพำนักอยู่ ที่นี้. ขณะนั้นคนใจบาปถอยไปหน่อยหนึ่ง แล้วยืนอยู่ตรงนั้นเอง. พระราชา เมื่อจะตรัสบอกว่า ผู้นี้แสดงแก่เรา จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ว่า ดูก่อนสหาย บุรุษผู้มีมารยาทอันเลวทราม ยืนอยู่ ห่าง ๆ นั่น บุรุษคนนั้นแหละ ได้บอกความเรื่องนี้ แก่เราว่า มฤคตัวนี้อยู่ ณ ไพรสณฑ์นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปจโร แปลว่า ผู้มีมารยาทเลวทราม. พระมหาสัตว์ ครั้นติเตียนคนประทุษร้ายมิตรแล้ว เมื่อจะเจรจา ปราศรัยกับพระราชา จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า ได้ยินว่า คนบางพวกในโลกนี้ กล่าวความจริง ไว้อย่างนี้ว่า ไม้ลอยน้ำยังดีกว่า คนบางคนไม่ดีเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิปาวตํ แปลว่า ถูกช่วยเหลือไว้. บทว่า เอกจฺจิโย ความว่า แต่บุคคลบางคนสันดานบาป มักประทุษร้ายมิตร แม้
หน้า 322 ข้อ 1853
กำลังจะตายในน้ำ ได้รับการช่วยเหลือขึ้นมาได้ ก็ยังหาประเสริฐไม่. เพราะ ท่อนไม้ยังเป็นไปเพื่ออุปการะโดยประการต่าง ๆ ส่วนคนประทุษร้ายมิตร มีแต่ จะล้างผลาญ เพราะเหตุนั้น ท่อนไม้ประเสริฐกว่าคนนั้นหนักหนา แต่ข้า- พระบาทมิได้กระทำตามคำของท่านเหล่านั้น. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า ดูก่อนพญามฤค เธอติเตียนพวกไหนแน่ ติเตียน พวกมฤค พวกนก หรือพวกมนุษย์ เรามีความกลัว ไม่น้อย เพราะได้ฟังเจ้าพูดภาษามนุษย์ได้. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มิคานํ พระราชาตรัสถามว่า เธอ ติเตียนพวกมฤคตัวใดตัวหนึ่ง หรือพวกนก หรือพวกมนุษย์. บทว่า ภยํ หิ มํ วนฺทติ ความว่า เธอติเตียนเราผู้กลัวอยู่ เราออกจะครั่นคร้ามอยู่ไม่น้อย. บทว่า อนปฺปรูปํ ได้แก่ มาก. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะแสดงว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระบาทมิได้ติเตียนมฤคเป็นต้น แต่ติเตียนพวกมนุษย์กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า ข้าพระองค์ช่วยยกขึ้นซึ่งบุรุษคนใด ผู้ลอยไปใน ห้วงน้ำคงคา มีน้ำมากไหลเชี่ยว ภัยมาถึงข้าพระบาท แล้ว เพราะบุรุษผู้นั้นเป็นเหตุ ข้าแต่พระมหาราชา การสมาคมกับอสัตบุรุษทั้งหลาย นำทุกข์มาให้โดยแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วหเน ความว่า ในห้วงน้ำแม่น้ำคงคา อันสามารถที่จะพัดพาผู้ที่ตกแล้ว ๆ ไปได้. บทว่า มโหทเก สลิเล ความว่า มีน้ำมาก คือมีกระแสเชี่ยว. พระมหาสัตว์ แสดงห้วงน้ำคงคานั่นแหละ ว่ามี น้ำมากด้วยบททั้งสอง. บทว่า ตโตนิทานํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า
หน้า 323 ข้อ 1853
บุคคลใดเล่าที่พระองค์ทรงชี้ให้ข้าพระบาทพูดนั้น กำลังลอยล่องไปในแม่น้ำ คงคา ร้องไห้คร่ำครวญน่าสงสารอยู่ในเวลาเที่ยงคืน ข้าพระบาทช่วยเขาขึ้น ไว้ได้ วันนี้ภัยมาถึงข้าพระบาท เพราะเขาเป็นต้นเหตุ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่า การสมาคมกับคนเลว ๆ ลำบาก พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงกริ้วเขา ทรงพระดำริว่า มันช่าง ไม่รู้คุณของมหาสัตว์นี้ ชื่อว่ามีอุปการะมากเช่นนี้ ต้องยิงมันเสียให้ตาย แล้ว ตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ว่า เรานั้นจะปล่อยลูกศร ๔ ปีกนี้แหวกไปในอากาศ ให้ไปตัดตรงหัวใจ เราจักฆ่ามันผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ไม่ทำกิจที่ควรทำ ไม่รู้จักผู้กระทำคุณให้เช่นท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปตฺตํ ความว่า ประกอบด้วยลูกศร ๔ ปีก. บทว่า วิหงฺคมํ แปลว่า แหวกไปทางอากาศ. บทว่า คุจฺฉิทํ แปลว่า เชือดเอาร่างกาย. บทว่า โอสชฺชามิ ความว่า เราจักปล่อยลูกศร ไปตรงหัวใจเขา. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ดำริว่า ผู้นี้จงอย่าวอดวายเสียเพราะเราเลย จึงกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน สัตบุรุษ ทั้งหลาย ไม่สรรเสริญการฆ่าบัณฑิตและคนพาลเลย คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของเขาตาม ปรารถนาเถิด อนึ่ง ขอได้โปรดพระราชทานค่าจ้าง ตามที่พระองค์ตรัสไว้แก่เขาด้วยเถิด อนึ่ง ข้าพระองค์ ขอทำความปรารถนาของพระองค์.
หน้า 324 ข้อ 1853
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ความว่า เขาจงไปบ้านเรือน ของตนตามปรารถนา ตามความพอใจเถิด. บทว่า ยญฺจสฺส ภตฺตํ ตเทตสฺส เทหิ ความว่า โปรดจงประทานสิ่งที่พระองค์ตรัสไว้ว่า เราจักให้สิ่งนี้นั้นแก่ เขาด้วยเถิด. บทว่า กามกโร ความว่า ข้าพระองค์ขอเป็นผู้ทำตามประสงค์ คือพระองค์ทรงปรารถนาสิ่งใด ก็จงกระทำสิ่งนั้นเถิด หมายความว่า จะเสวย เนื้อข้าพระองค์ก็ได้ จะกระทำข้าพระองค์ให้เป็นมฤคสำหรับกีฬาก็ได้ ข้า- พระองค์จะปฏิบัติตามประสงค์ของพระองค์ทุกประการ. พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพอพระหฤทัย เมื่อจะทรง ชมเชยพระมหาสัตว์ จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า ดูก่อนพญามฤค ท่านผู้ไม่ประทุษร้ายต่อมนุษย์ ผู้ประทุษร้าย นับเป็นผู้หนึ่งในจำนวนสัตบุรุษทั้งหลาย เป็นแน่ คนผู้มีธรรมอันลามก จงกลับไปสู่เรือนของ ตนตามความปรารถนา อนึ่ง เราจะให้ค่าจ้างที่เราพูด ไว้แก่เขา และเราขอให้บ้านส่วยแก่ท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ โส ความว่า เธอต้องเป็นผู้หนึ่ง ในบรรดาบัณฑิตทั้งหลายแน่นอน. บทว่า คามวรํ ความว่า พระราชาทรง ประทานพรแก่พระมหาสัตว์ว่า เราเลื่อมใสในธรรมกถาของเธอ จะให้บ้านส่วย ให้อภัยแก่ท่าน ตั้งแต่นี้ไป ขอท่านจงปลอดภัยเที่ยวไปตามความชอบใจ. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะลองหยั่งท้าวเธอดูว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ธรรมดามนุษย์ ปากพูดไปอย่างหนึ่ง กระทำไปอย่างหนึ่งได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า ข้าแต่พระราชา เสียงของสุนัขจิ้งจอกก็ดี ของ นกก็ดี รู้ได้ง่าย เสียงของมนุษย์รู้ได้ยาก ยิ่งกว่านั้น
หน้า 325 ข้อ 1853
อนึ่ง ผู้ใดเมื่อก่อนเป็นคนใจดี คนทั้งหลายนับถือว่า เป็นญาติ เป็นมิตรหรือเป็นสหาย ภายหลังผู้นั้นกลับ กลายเป็นศัตรูไปก็ได้ ใจของมนุษย์รู้ได้ยากอย่างนี้. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสว่า พญามฤคอย่าได้หมิ่นฉันอย่างนี้ ฉันน่ะแม้จะละทิ้งราชสมบัติ ก็จักไม่ขอละทิ้งพรที่ให้แก่เธอเลย เชื่อเถิด จงรับพรของฉันเถิด. พระมหาสัตว์เมื่อรับพรจากสำนักของท้าวเธอ ขอรับพร คืออภัยทานแก่สรรพสัตว์ตั้งต้นแต่ตนไป. ฝ่ายพระราชาก็โปรดประทานพร แล้วพาพระมหาสัตว์สู่พระนคร ตรัสสั่งให้ประดับพระนครและพระมหาสัตว์ เชิญให้แสดงธรรมแก่พระเทวี. พระมหาสัตว์แสดงธรรมแก่พระราชาและราช- บริษัทตั้งต้นแต่พระเทวี ด้วยภาษามนุษย์อย่างไพเราะ ตักเตือนพระราชา ด้วยทศพิธราชธรรมสั่งสอนมหาชนแล้วเข้าป่า แวดล้อมไปด้วยหมู่มฤค พำนัก อาศัยอยู่. พระราชาทรงสั่งคนให้เที่ยวตีกลองร้องประกาศไปในพระนครว่า เราให้อภัยแก่สรรพสัตว์ ฝูงเนื้อกินข้าวกล้าของหมู่คน ใคร ๆ ก็ไม่อาจห้าม ได้. มหาชนพากันไปสู่ท้องพระลานหลวงร้องทุกข์ขึ้น. พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ชาวชนบทและชาวนิคมทั้งหลาย มาประชุม พร้อมกันร้องทุกข์ว่า ฝูงเนื้อพากันมากินข้าว ขอ พระองค์จงตรัสห้ามฝูงเนื้อนั้นเสียบ้าง พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทโว ความว่า ขอพระองค์จงตรัสห้าม หมู่เนื้อนั้น. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว จึงตรัสสองพระคาถาว่า
หน้า 326 ข้อ 1853
ชนบทอย่าได้มี แม้แว่นแคว้นจะพินาศไป ก็ตามทีเถิด เราให้อภัยแก่ฝูงเนื้อและนกยูงแล้ว ไม่ ขอประทุษร้ายพญาเนื้อรุรุเป็นอันขาด. ชาวชนบทของเราจะไม่มีก็ตาม ชาวชนบทจะไม่ พูดกะเราก็ตาม เราได้ให้พรแก่พญาเนื้อไว้แล้ว จะไม่ พูดเท็จเป็นอันขาด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาสิ ความว่า ชาวชนบทของเราจะ ไม่มีก็ตามที. บทว่า รุรุํ ความว่า เราได้ให้พรแก่พญาเนื้อชื่อว่ารุรุ ตัวมีสีดัง ทองคำจักไม่ประทุษร้ายต่อนกทั้งหลายเลย. มหาชนได้ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว เมื่อไม่อาจจะกล่าวคำอะไรๆ ได้จึงพากันหลีกไป. ถ้อยคำนั้นได้แพร่กระจายไปแล้ว. พระมหาสัตว์ได้ฟังเรื่อง นั้นแล้ว จึงเรียกให้ฝูงเนื้อมาประชุมกัน กล่าวสอนว่า ตั้งแต่นั้นไปเจ้าทั้งหลาย อย่าพากันกินข้าวกล้าของพวกมนุษย์เลย แล้วบอกแก่พวกมนุษย์ว่า จงพากัน ผูกหุ่นหญ้าไว้ในไร่นาของตน ๆ เถิด. มนุษย์เหล่านั้นพากันทำตามนั้น ด้วย เครื่องหมายนั้น ฝูงเนื้อไม่กินข้าวกล้า จนถึงทุกวันนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนเทวทัตก็อกตัญญูเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า เศรษฐีบุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นเทวทัต พระราชา ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนเนื้อรุรุคือเราตถาคตแล. จบอรรถกถารุรุชาดก
หน้า 327 ข้อ 1854, 1855, 1856, 1857, 1858, 1859
๑๐. สรภชาดก ว่าด้วยละมั่งทำคุณแก่พระราชา [๑๘๕๔] บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึง เบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็น อย่างนั้น. [๑๘๕๕] บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึง เบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ ขึ้นจากน้ำสู่บกได้. [๑๘๕๖] บุรุษพึงพยายามไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่ พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น. [๑๘๕๗] บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึง เบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ ขึ้นจากน้ำสู่บกได้. [๑๘๕๘] นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่ควรตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่า ผัสสะอันไม่เกื้อกูลและเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึง เลยก็ต้องเข้าถึงความตาย. [๑๘๕๙] สิ่งที่ไม่ได้คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิด ไว้ย่อมพินาศไปบ้าง โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ จะสำเร็จได้ด้วยความคิดนึกไม่มีเสีย.
หน้า 328 ข้อ 1860, 1861, 1862, 1863, 1864
[๑๘๖๐] เมื่อก่อนพระองค์เสด็จติดตามละมั่ง ตัวใดไปตกเหวที่ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบ มาได้ ด้วยความบากบั่นของละมั่งตัวนั้น ตัวมีจิตไม่ ท้อแท้. [๑๘๖๑] ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหว ช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้อง พระองค์ ผู้เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยู พระองค์ กำลังตรัสถึงละมั่งตัวนั้นซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้. [๑๘๖๒] ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อคราวนั้น ท่าน ได้อยู่ในที่นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครได้บอกเรื่องนี้แก่ ท่าน ท่านเป็นผู้เปิดเผยข้อที่เคลือบคลุม เห็นเรื่อง ได้ทั้งปวงละสิหนอ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็น ปรุโปร่งหรืออย่างไร. [๑๘๖๓] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เมื่อคราวนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และ ใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่านัก- ปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่ พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู. [๑๘๖๔] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอัน ประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะ กำจัดความแกล้วกล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว
หน้า 329 ข้อ 1865, 1866, 1867, 1868, 1869
จะทรงลังเลอะไรอยู่อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้อง ฆ่าละมั่งได้ทันที ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของ พระราชาได้โดยแท้. [๑๘๖๕] ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราจะรู้แจ้งชัด ความข้อนี้ว่า เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่า เราจะบูชาคุณ ที่ละมั่งนี้ได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่ฆ่าละมั่งนี้. [๑๘๖๖] ข้าแต่พระมหาราชาผู้เป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ นั่นคือท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ พระองค์จงทรงฆ่า ท้าวสักกเทวราชนั้นเสีย แล้วจะได้เป็นใหญ่ในหมู่ อมรเทพ. [๑๘๖๗] ข้าแต่พระราชาผู้องอาจ ประเสริฐกว่า นรชน ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลที่จะฆ่าละมั่งซึ่งเป็น พระสหาย พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และ พระราชชายา จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม. [๑๘๖๘] เราชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่ สหาย จะพากันไปยังเวตรณีนรก ของพญายมนั้นก็ ตาม ถึงกระนั้น เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด. [๑๘๖๙] ดูก่อนมหาพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ทำคุณ แก่เราเมื่อคราวถึงความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยว
หน้า 330 ข้อ 1870, 1871
แสนร้าย เราระลึกได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่ง ตัวนี้กระทำแก่เรา รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าอย่างไรได้เล่า. [๑๘๗๐] ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรงพระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์จงทรง ปกครองราชสมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารี บำรุงบำเรอ จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น เหมือนท้าววาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ ฉะนั้น. [๑๘๗๑] ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมี พระหฤทัยผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ ทรงกระทำสมณ- พราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมทั้งปวงให้เป็นแขกควร ต้อนรับ ครั้นทรงบำเพ็ญทานและเสวยบ้าง ตาม อานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียนพระองค์ได้ จงเสด็จ เข้าถึงสัคคสถานเถิด. จบสรภชาดกที่ ๑๐ จบเตรสนิบาต
หน้า 331 ข้อ 1871
อรรถกถาสรภชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภการพยากรณ์ปัญหา ที่พระองค์ตรัสถามโดยย่อได้อย่างพิสดารของ พระธรรมเสนาบดี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสึเสเถว ปุริโส ดังนี้. ก็แลในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามปัญหากะพระเถรเจ้าโดยย่อ ต่อไปนี้เป็นเรื่องราวในคราวเสด็จจากเทวโลกนั้นโดยสังเขป. กล่าวความจำเดิมแต่ ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ ถือเอาบาตรไม้- จันทน์แดง ในสำนักของราชคหเศรษฐี ได้ด้วยฤทธิ์แล้ว พระศาสดาตรัสห้าม การกระทำอิทธิปาฏิหาริย์ แก่ภิกษุทั้งหลาย. ครั้งนั้น เหล่าเดียรถีย์คิดกันว่า พระสมณโคดม ทรงห้ามการกระทำอิทธิปาฏิหาริย์เสียแล้ว ที่นี้แม้ตนเองก็คง จักกระทำไม่ได้ ครั้นถูกพวกสาวกของตนซึ่งขายหน้าไปตามกันพูดว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ท่านทั้งหลายถือเอาบาตรด้วยฤทธิ์ไม่ได้แล้วหรือ ก็พากันแถลงว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย นั่นมิใช่เป็นการที่พวกเราจะกระทำได้ยากเลย แต่ที่พวกเรา ไม่ถือเอาเพราะคิดกันว่า ใครเล่าจักประกาศคุณที่ละเอียดสุขุมของตนแก่พวก คฤหัสถ์เพื่อต้องการบาตรไม้อันเป็นประหนึ่งศพ ฝ่ายพวกสมณศากยบุตร พากันสำแดง ถือเอาไปเพราะเป็นคนโง่ ใจโลเล พวกเธออย่าคิดเลยว่า การ กระทำฤทธิ์เป็นเรื่องหนักของพวกเรา เพราะพวกเราน่ะพวกสาวกของสมณะ - โคดมจงยกไว้เถิด แต่จำนงจะแสดงฤทธิ์กับพระสมณโคดม แม้นว่าพระสมณะ- โคดมจักกระทำปฏิหาริย์อย่างหนึ่ง ฝ่ายพวกเราจักกระทำให้ได้สองเท่า. พวก ภิกษุฟังเรื่องนั้นแล้วพากันกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หน้า 332 ข้อ 1871
ข่าวว่าพวกเดียรถีย์จักพากันกระทำปฏิหาริย์. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จงพากันกระทำเถิด แม้เราก็จักกระทำบ้าง. พระเจ้าพิมพิสารทรง สดับเรื่องนั้น เสด็จมากราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข่าวว่าจักทรงการทำปาฏิหาริย์. ตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร . ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้วมิใช่หรือ. ตรัสว่า มหาบพิตร นั่นอาตมาภาพบัญญัติแก่หมู่สาวก แต่สิกขาบทของพระพุทธเจ้า ทั้งหลายไม่มี มหาบพิตร เหมือนอย่างว่า ดอกไม้และผลไม้ในพระอุทยานของ มหาบพิตร ทรงห้ามไว้แก่ชนเหล่าอื่น มิได้ทรงห้ามแก่บพิตร ฉันใด ข้อนี้ ก็พึงเห็นเทียบเคียงฉันนั้น. ทูลถามสืบไปว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ จักทรงกระทำปาฏิหาริย์ ณ ที่ไหนพระเจ้าข้า ตรัสว่า ณ โคนไม้คัณฑามพฤกษ์ ใกล้ประตูเมืองสาวัตถี ขอถวายพระพร ทูลถามว่า ในเรื่องนั้นพวกหม่อมฉัน จะต้องทำอะไรบ้าง. ตรัสว่า ไม่มีอะไรเลย มหาบพิตร. ครั้นวันรุ่งขึ้น พระศาสดาทรงกระทำภัตกิจเสร็จ ก็เสด็จจาริกไป หมู่มนุษย์พากันถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าทั้งหลาย พระศาสดาจักเสด็จไป ณ ที่ไหน พระเจ้าข้า พวกภิกษุบอกว่า ไปกระทำยมกปาฏิหาริย์กำราบ เดียรถีย์ ณ โคนไม้คัณฑามพฤกษ์ ใกล้ประตูเมืองสาวัตถี. มหาชนฟัง ถ้อยคำของพวกภิกษุเหล่านั้นแล้วคิดว่า พระปาฏิหาริย์จักมีทีท่าน่าอัศจรรย์ เป็นไฉน พวกเราต้องไปดูปาฏิหาริย์นั้น แล้วปิดประตูเรือน ไปกับ พระศาสดาเลยทีเดียว. พวกอัญเดียรถีย์ก็พากันบอกว่าแม้พวกเราก็จักพา กันกระทำปาฏิหาริย์ ณ สถานที่ ที่สมณโคดม กระทำปาฏิหาริย์ พากัน ติดตามพระศาสดาไปกับพวกอุปัฏฐากเหมือนกัน. พระศาสดาเสด็จถึง เมืองสาวัตถีโดยลำดับ พระราชาทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข่าวว่าจัก ทรงกระทำปาฏิหาริย์หรือพระเจ้าข้า ตรัสว่า จักกระทำ ขอถวายพระพร ทูล
หน้า 333 ข้อ 1871
ถามว่า เมื่อไรพระเจ้าข้า ตรัสว่าในวันที่ ๗ จากวันนี้ เป็นวันเดือนอาสาฬห (เดือน ๘). กราบทูลว่า หม่อมฉันจะทำมณฑปพระเจ้าข้า. ตรัสว่า อย่าเลย มหาบพิตร ท้าวสักกะจักกระทำมณฑปแก้วขนาด ๑๒ โยชน์ ในที่กระทำปาฏิ- หาริย์ของอาตมาภาพ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันขอป่าวร้อง เรื่องนี้ในพระนคร พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ป่าวร้องเถิด มหาบพิตร. พระราชาตรัสสั่งธรรมโฆสก (ผู้ป่าวร้องธรรม) ขึ้นเหนือหลังช้างที่ ประดับประดาแล้วทำการโฆษณาทุกๆ วันจนถึงวันที่ ๖ ว่า ได้ยินว่า พระศาสดา จักทรงกระทำพระปาฏิหาริย์กำราบเดียรถีย์ ณ โคนไม้คัณฑามพฤกษ์ใกล้เมือง สาวัตถีในวันที่ ๗ แต่วันนี้. พวกเดียรถีย์รู้ข่าวว่าจักทรงกระทำพระปาฏิหาริย์ ณ โคนไม้คัณฑามพฤกษ์ ก็พากันให้ทรัพย์แก่พวกเจ้าของให้ตัดต้นมะม่วงที่ใกล้ เมืองสาวัตถีเสีย. ถึงวันเพ็ญแต่เช้าตรู่ ธรรมโฆสกป่าวร้องก้องสนั่นว่า พระ- ปาฏิหาริย์ของพระผู้ทรงพระภาคจักปรากฏในวันนี้. ด้วยอานุภาพแห่งเทวดาได้ เป็นประหนึ่งว่า ยืนปรากฏป่าวร้องที่ประตู ชมพูทวีปทั้งสิ้น. ชนเหล่าใด ๆ เกิดคิดจะไป ชนเหล่านั้นก็เห็นตนถึงเมืองสาวัตถีทีเดียว. ประชุมชนได้มี ปริมณฑล ๑๒ โยชน์. พระศาสดาเสด็จเข้าสู่พระนครสาวัตถีแต่เช้าตรู่ เมื่อ โปรดสัตว์แล้วเสด็จออก. คนเฝ้าพระอุทยานชื่อคัณฑะ กำลังนำผลมะม่วงสุก ผลใหญ่ ขนาดหม้อสุกงอมทีเดียวไปถวายพระราชา พบพระศาสดาที่ประตู พระนคร คิดว่า ผลมะม่วงสุกสมควรแก่พระตถาคตเจ้าแท้ ๆ จึงได้ถวาย. พระศาสดาทรงรับประทับนั่ง ณ ส่วนหนึ่ง ใกล้ประตูพระนครนั้นเอง เสวย เสร็จตรัสว่า อานนท์ เธอจงให้เมล็ดมะม่วงนี้แก่คนเฝ้าอุทยานเพื่อปลูกตรงนี้ ต้นมะม่วงนี้จักมีนามว่า คัณฑามพะ. พระเถระเจ้าได้กระทำตามนั้น คนเฝ้า อุทยานคุ้ยดินแล้วปลูก. ทันใดนั้นเองรากทั้งหลายก็ชำแรกเมล็ดหยั่งลงไป.
หน้า 334 ข้อ 1871
หน่อสีแดงขนาดเท่าหัวคันไถ ก็ตั้งขึ้น. เมื่อมหาชนกำลังดูอยู่นั่นเอง ต้นมะม่วง มีลำต้นวัดรอบถึง ๕๐ ศอก มีกิ่งยาว ๕๐ ศอก โดยส่วนสูงเล่า ก็มีประมาณ ๑๐๐ ศอก ทันทีทันใด ต้นมะม่วงนั้นก็ออกช่อและมีผลมากมาย ต้นมะม่วง นั้นระย้าระยับด้วยดอกและผล มีสีเหมือนสีทอง มีรสอร่อย ปรากฏประหนึ่ง เต็มท้องฟ้า. เวลาต้องลมพัดผลสุกอันอร่อยทั้งหลายก็หล่นลง พวกภิกษุที่พา กันมาทีหลังต่างก็มาฉัน. ถึงเวลาเย็นท้าวเทวราชทรงรำพึงทราบว่า การสร้าง รัตนมณฑปเพื่อพระศาสดา เป็นภาระของพวกเรา ทรงส่งวิษณุกรรมเทพบุตร ไปสร้างมณฑปแก้ว ๗ ประการ มีประมาณ ๑๒ โยชน์ ดาดาษด้วยอุบลเขียว เทพดาในหมื่นจักวาลพากันมาประชุมด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์กำราบเหล่าเดียรถีย์ มิใช่เป็น เรื่องทั่วไปกับสาวก ทรงทราบความที่ชนเป็นอันมากพากันเลื่อมใส เสด็จลง ประทับนั่งเหนือพระพุทธอาสน์ ทรงแสดงธรรม ฝูงปาณชาติ ๒๐ โกฏิพากันดื่ม น้ำอมฤต. ต่อจากนั้นทรงพระดำริว่า ก็พระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทรงกระทำ ปาฏิหาริย์แล้วเสด็จไป ณ ที่ไหน ทรงทราบว่า เสด็จไปสู่ดาวดึงส์พิภพ จึงเสด็จ ลุกจากพระพุทธอาสน์ ย่างพระบาทเบื้องขวาเหยียบเขายุคนธร พระบาทซ้าย เหยียบยอดเขาสิเนรุ แล้วเสด็จเข้าจำพรรษาเหนือบัณฑุกัมพลศิลา โคนปาริ- ฉัตตกพฤกษ์ ภายในระยะกาล ๓ เดือน ทรงแสดงพระอภิธรรมกถาแก่ฝูง เทวดา. ฝ่ายบริษัทเมื่อไม่ทราบสถานที่พระศาสดาเสด็จไป คิดว่า เห็นพระ- องค์แล้วจักพากันไป เลยพากันอยู่ตรงนั้นเองตลอดไตรมาส. ครั้นใกล้ถึง ปวารณา พระมหาโมคคัลลานเถรเจ้า จึงไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามว่า ก็เดี๋ยวนี้สารีบุตรอยู่ที่ไหน. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เธออยู่ที่นครสังกัสสะกับพวกภิกษุ ๕๐๐ รูปที่พากันบวช
หน้า 335 ข้อ 1871
เพราะเลื่อมใสในพระยมกปาฏิหาริย์ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า โมคคัลลานะในวันที่ เจ็ดแต่วันนี้ เราจักลงที่ประตูนครสังกัสสะ. ฝูงชนที่ต้องการจะเห็นตถาคต จง ชุมนุมกันที่นครสังกัสสะเถิด. พระเถรเจ้าทูลรับสั่งว่า สาธุ แล้วมาบอกแก่บริษัท ช่วยให้บริษัททั้งสิ้นลุถึงนครสังกัสสะ อยู่ห่างนครสาวัตถี ๓๐ โยชน์ โดยเวลา ครู่เดียวเท่านั้นเอง. พระศาสดาทรงออกพรรษาปวารณาแล้ว ตรัสแจ้งแก่ ท้าวสักกะว่า มหาบพิตร อาตมาภาพจักไปสู่มนุษยโลก. ท้าวสักกะตรัสเรียกวิษณุกรรมเทพบุตร มาตรัสว่า เธอจงกระทำบันได เพื่อพระทศพลเสด็จมนุษยโลกเถิด. วิษณุกรรมเทพบุตรนั้น สร้างเป็นบันได สามอันคือท่ามกลางเป็นบันไดแก้วมณี ข้างหนึ่งเป็นบันไดเงิน ข้างหนึ่งเป็น บันไดทอง ทุกอันหัวบันไดอยู่ยอดเขาสิเนรุ เชิงบันไดจรดประตูนครสังกัสสะ แวดล้อมด้วยไพทีล้วนแล้วด้วยแก้วเจ็ดประการ. พระศาสดาทรงกระทำพระ ปาฏิหาริย์เปิดโลก เสด็จลงทางบันไดแก้วมณี อันมี ณ ท่ามกลาง. ท้าวสักกะทรง เชิญบาตรจีวร ท้าวสุยามทรงเชิญวาลวิชนี ท้าวสหัมบดีพรหมทรงเชิญฉัตร. เทพดาในหมื่นจักรวาลพากันบูชาด้วยของหอมและมาลาอันเป็นทิพย์ พอพระ ศาสดาเสด็จประทับ ณ เชิงบันได พระสารีบุตรเถรเจ้าถวายบังคมเป็นประถม ทีเดียว. บริษัทที่เหลือพากันถวายบังคมทีหลัง. พระศาสดาทรงดำริในสมาคม นั้นว่าโมคคัลลานะ ปรากฏว่ามีฤทธิ์ อุบาลีปรากฏว่าทรงพระวินัย แต่ปัญญาคุณ ของสารีบุตรยังไม่ปรากฏเลย. ได้ยินว่า ยกเว้นเราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ผู้อื่น ที่จะได้นามว่ามีปัญญาเสมอเหมือนเธอไม่มีเลย เราต้องกระทำปัญญาคุณของ เธอให้ปรากฏไว้แล้วทรงตั้งต้นถามปัญหาของปุถุชนก่อน. ปุถุชนพวกเดียว พากันกราบทูลแก้ปัญหานั้น. ต่อจากนั้นทรงถามปัญหาในวิสัยแห่งเหล่า พระโสดาบัน. เหล่าโสดาบันเท่านั้นพากันกราบทูล แก้ปัญหานั้น.
หน้า 336 ข้อ 1871
พวกปุถุชนไม่รู้เลย. ต่อจากนั้นทรงถามปัญหา ในวิสัยพระสกทาคามี พระ- อนาคามี พระขีณาสพ และพระมหาสาวกโดยลำดับ. ท่านที่ดำรงในชั้นต่ำ ๆ ไม่ทราบปัญญาแม้นั้นเลย ท่านที่ดำรงในภูมิสูง ๆ เท่านั้นพากันกราบทูลแก้. แม้ถึงปัญหาในวิสัยแห่งอัครสาวก พระอัครสาวกกราบทูลแก้ได้. พวกอื่น ไม่รู้เลย ต่อจากนั้นตรัสถามปัญหาในวิสัยแห่งพระสารีบุตรเถรเจ้า. พระเถร- เจ้าองค์เดียวกราบทูลแก้ได้. พวกอื่นไม่รู้เลย ฝูงคนพากันถามว่า พระเถรเจ้า ที่กราบทูล กับพระศาสดานั้น มีนามว่าอะไร พอฟังว่า ท่านเป็นธรรม เสนาบดีมีนามว่า สารีบุตรเถรเจ้า ต่างกล่าวว่า โอ้ โฮ มีปัญญามากจริง ๆ ตั้งแต่บัดนั้นคุณคือปัญญาอันมากของพระเถรเจ้าก็ได้ปรากฏ ไปในกลุ่มเทพย- ดาและมนุษย์ ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสถามปัญหาในพุทธวิสัยกะท่านว่า ชนเหล่าใดเล่า มีธรรมอันกำหนดได้แล้วสิ ชน เหล่าใดเล่าที่ยังต้องศึกษา มีจำนวนมากในธรรมวินัยนี้ ดูก่อนท่านผู้ไร้ทุกข์ เธอมีปัญญารักษาตัวรอด ถูกเรา ถาม เชิญบอกความเป็นไปแห่งชนเหล่านั้นแก่เราดังนี้ แล้วตรัสว่า สารีบุตร เธอพึงเห็นความแห่งภาษิต โดยย่อนี้ได้โดยพิสดาร อย่างไรเล่าหนอ. พระเถรเจ้าตรวจดูปัญหาแล้ว เห็นว่า พระศาสดาตรัสถาม ปฏิปทาอันเป็นทางบรรลุ แห่งพระเสขะและพระอเสขะกะเรา เลยหมดสงสัย คงกังขาในพระอัธยาศัยว่า อันปฏิปทาทางบรรลุอาจกล่าวแก้ได้ โดยมุขเป็น อันมากด้วยอำนาจขันธ์เป็นต้น เมื่อเรากราบทูลแก้โดยอาการไรเล่า ถึงจัก สามารถยึดพระอัธยาศัยของพระศาสดาได้. พระศาสดาทรงทราบว่า สารีบุตร หมดสงสัยในข้อปัญหา แต่ยังกังขาในอัธยาศัยของเรา แม้นว่าเรายังไม่ให้นัย เธอไม่อาจกล่าวแก้ได้ จักต้องให้นัยแก่เธอ เมื่อจะประทานนัย ตรัสว่า สารีบุตร
หน้า 337 ข้อ 1871
เธอจักเล็งเห็นภูตนี้. ได้ยินว่า พระองค์ทรงมีพระปริวิตกอย่างนี้ว่า เมื่อสารีบุตร จักถืออัธยาศัยของเรากล่าวแก้ ต้องแก้ด้วยอำนาจขันธ์. พอทรงประทานนัย ปัญหานั้นกระจ่างแก่พระเถระเจ้าตั้งร้อยนัยพันนัย. ท่านยึดตามนัยที่พระศาสดา ประทาน กราบทูลแก้ปัญหาในพุทธวิสัยได้. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ บริษัทประมาณ ๑๒ โยชน์. ปาณชาติ ๓๐ โกฏิดื่มน้ำอมฤตแล้ว. พระศาสดา ทรงส่งบริษัท แล้วเสด็จจาริกถึงพระนครสาวัตถีโดยลำดับ วันรุ่งขึ้นเสด็จเข้า ไปโปรดสัตว์ในพระนครสาวัตถี เสด็จกลับจากบิณฑบาตแล้ว พวกภิกษุพากัน แสดงวัตรเสร็จ เสด็จเข้าพระคันธกุฎี. ยามเย็นพวกภิกษุพากันนั่งในธรรมสภา กล่าวถึงคุณกถาของพระเถระเจ้าว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระสารีบุตร มีปัญญามาก มีปัญญาหลักแหลม มีปัญญาว่องไว มีปัญญาคมคาย กราบทูลความแก้ปัญหา ที่พระทศพลตรัสถามโดยย่อได้อย่างพิสดาร. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอนั่งประชุมสนทนาด้วยเรื่องอะไรกัน เมื่อ พวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบ ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ใน บัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ แม้แต่ในปางก่อน เธอก็เคยกล่าวแก้ความแห่งภาษิตโดยย่อ ได้อย่างพิสดารแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรทมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดละมั่งอาศัยอยู่ในป่า พระราชาทรง พอพระหฤทัยในการล่าเนื้อ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระกำลัง ถึงกับไม่ทรงนับ มนุษย์อื่นว่าเป็นมนุษย์ไปเลย. วันหนึ่ง ท้าวเธอเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสกับหมู่ อำมาตย์ว่า เนื้อหนีไปได้ข้างผู้ใด เราต้องลงอาชญาแก่ผู้นั้น เพราะเหตุนั้น ทีเดียว. พวกนั้นคิดกันว่า บางครั้งเนื้ออยู่ในวงล้อมแล้วยังวิ่งกระเจิงไปได้ พวกเราต้องช่วยอันเนื้อที่ปรากฏตัวแล้ว ให้วิ่งไปทางที่พระราชาประทับ
หน้า 338 ข้อ 1871
ด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งจงได้ ครั้นคิดกันแล้ว ก็กระทำกติกา ให้ช่องทาง ระหว่างถวายพระราชา. พวกเหล่านั้นพากันล้อมละเมาะใหญ่ไว้ ตีแผ่นดิน ด้วย ไม้พลองเป็นต้น. ก่อนอื่นทีเดียวละมั่งลุกขึ้นเลาะละเมาะไปสามรอบ เมื่อจะหนี ก็มองดูช่องที่จะหนี เห็นฝูงคนยืนถือธนูรายเรียง แขนจรดแขน ธนูจรดธนู ในทิศอันเหลือ สถานที่พระราชาประทับยืนเท่านั้นที่เห็นเป็นช่อง. ละมั่งนั้นจึง วิ่งไปตรงหน้าพระราชา เป็นเหมือนขวางทรายใส่ตาที่กำลังลืม. พระราชาเห็น ละมั่งนั้นมีกำลัง ก็ปล่อยลูกศรไปผิด. ธรรมดาฝูงละมั่งย่อมเป็นสัตว์ฉลาดที่จะ ลวง เมื่อลูกศรมาตรงหน้า ก็หมอบเสียโดยเร็วแล้วหยุดนิ่ง เมื่อลูกศรมา ข้างหลัง ก็วิ่งไปโดยรวดเร็ว เมื่อลูกศรมาทางเบื้องบน ก็เอี้ยวหลังเสีย เมื่อ ลูกศรมาทางข้าง ก็หลีกเสียหน่อย เมื่อลูกศรมาติด ๆ กัน ก็หมุนตัวล้มลง เมื่อลูกศรผ่านพ้นไปแล้ว จึงวิ่งหนีด้วยกำลังเร็วประหนึ่ง วลาหกที่ถูกลมพัด กระจายไป. พระราชาพระองค์นั้นเล่า เมื่อละมั่งนั่นหมุนตัวล้มลง ทรงเปล่ง พระสีหนาทว่า เรายิงละมั่งได้แล้ว ละมั่งผลุดลุกวิ่งหนีโดยเร็ว ปานลมทำลาย วงล้อมไปได้. พวกอำมาตย์ที่ยืนอยู่ ณ ด้านทั้งสอง เห็นละมั่งกำลังหนีไป แล้วต่างคนต่างถามเป็นเสียงเดียวกันว่า เนื้อเผ่นไปทางที่ใครยืนอยู่เล่า แล้ว ต่างก็ตอบกันว่า ทางที่พระราชาทรงประทับยืนอยู่. พระราชาก็ตรัสว่า เรายิง ได้แล้ว ทูลถามว่า อะไรที่พระองค์ทรงยิงได้ พวกนั้นพากันยั่วเย้ากับพระราชา ด้วยประการต่าง ๆ เช่นว่า ชาวเราเอ๋ย พระราชาของเราทั้งหลายทรงยิงไม่มี พลาดเลย พระองค์ทรงยิงแผ่นดินได้แล้วละ. พระราชาทรงพระดำริว่า พวกนี้ เยาะเราได้ ช่างไม่รู้ฝีมือของเราเลย เราต้องถกเขมรเดินไปทีเดียว ใช้ พระขรรค์จับละมั่งให้จงได้ แล้วทรงวิ่งไปโดยเร็ว ครั้นทรงเห็นละมั่งนั้นแล้ว ก็ทรงติดตามไปถึงสามโยชน์. ละมั่งเข้าป่าไปแล้ว ถึงพระราชาเล่าก็เสด็จเข้าป่า เหมือนกัน. ในป่านั้น ณ หนทางที่ละมั่งวิ่งไป มีบ่อลึกเป็นเหวประมาณ ๖๐
หน้า 339 ข้อ 1871
ศอกเกิดจากไม้ใหญ่ผุ. บ่อนั้นมีน้ำประมาณ ๓๐ ศอก หญ้าคลุมมิดชิด. ละมั่ง ได้กลิ่นน้ำเข้า ก็ทราบว่ามีบ่อ จึงเลี่ยงเสียหน่อยแล้วผ่านไป. ส่วนพระราชา เสด็จไปตรงทีเดียว เลยตกลงในบ่อนั้น. ละมั่งไม่ได้ยินเสียงฝีพระบาทของ ท้าวเธอ เหลียวดูไม่เห็นเธอ ก็ทราบว่า คงตกลงในหลุมลึกเสียแล้ว เดินมา มองดู เห็นท้าวเธอไม่มีที่เกาะ ลำบากอยู่ในน้ำลึก มิได้ใสใจถึงความผิดที่ ท้าวเธอทรงกระทำเลย เกิดความสงสารขึ้นมา คิดว่า พระราชาอย่าฉิบหาย ต่อหน้าต่อตาเราเลย เราจักช่วยพระองค์ให้พ้นจากทุกข์นี้. แล้วยืนอยู่ที่ขอบบ่อ กล่าวว่า มหาราช พระองค์อย่าทรงกลัวเลย ข้าพระองค์จักช่วยพระองค์ให้ พ้นทุกข์ เพื่อจะช่วยพระราชาให้ขึ้นจากบ่อ เหมือนบุคคลกระทำความอุตสาหะ เพื่อช่วยลูกรักของตนฉะนั้น คิดว่า เราต้องเอาหินถมลงไปจึงจะช่วยขึ้นได้ จึงมาช่วยพระราชาขึ้นจากเหวลึก ๖๐ ศอกได้ ( ตามความคิด) ปลอบพระราชา แล้วให้ขนหลังพาออกจากป่า ส่งลง ณ ที่ไม่ห่างเสนา ให้โอวาทแก่ท้าวเธอ ให้ทรงดำรงในศีล ๕ ประการ. พระราชาสุดที่จะทรงพลัดพรากจากพระมหาสัตว์ อยู่ได้ จึงตรัสว่า ข้าแต่พญาละมั่งผู้เป็นนาย เชิญท่านมาสู่พระนครพาราณสีพร้อมกับฉัน ฉันจะ ถวายราชสมบัติในเมืองพาราณสีมีปริมาณ ๑๒ โยชน์ให้แก่ท่าน ท่านจงครอง ราชสมบัตินั้นเถิด. กราบทูลว่า พวกข้าพระองค์เป็นดิรัจฉาน ไม่ต้องการด้วย ราชสมบัติ แม้พระองค์มีความไยดีในข้าพระองค์ไซร้ โปรดทรงรักษาศีลที่ ข้าพระองค์ให้ไว้ ทรงรับสั่งให้แม้ชาวแว่นแคว้นรักษากันด้วยเถิด ให้โอวาท แล้วเข้าป่าไปเลย. ท้าวเธอมีพระเนตรนองด้วยพระอัสสุชล ทรงรำลึกถึงคุณ ของละมั่งนั้นเรื่อยมาทีเดียว ครั้นเสนาพร้อมกระบวน แล้วทรงแวดล้อมด้วย เสนาเสด็จไปพระนคร ตรัสให้นำธรรมเภรีไปเที่ยวตีป่าวร้องว่า ตั้งแต่นี้ไป ชาวแว่นแคว้นทั่วหน้า จงพากันรักษาศีล ๕ เถิด แต่ไม่ทรงเล่าคุณที่พระ- มหาสัตว์กระทำไว้ แก่พระองค์ให้ใคร ๆ ฟัง เสวยพระกระยาหารมีรสเลิศต่าง-
หน้า 340 ข้อ 1871
ในเวลาเย็นเสร็จ เสด็จบรรทมเหนือพระแท่นที่บรรทมอันอลงกต เวลาใกล้รุ่ง ทรงระลึกถึงคุณของพระมหาสัตว์ เสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดบัลลังก์เหนือพระยี่ภู่ มีพระหฤทัยเปี่ยมด้วยพระปีติ ทรงเปล่งพระอุทาน ด้วยพระคาถา ๖ คาถาว่า บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใด ได้เป็นอย่างนั้น. บุรุษพึงหวังไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำ สู่บกได้. บุรุษพึงพยายามไว้ทีเดียว บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ปรารถนาอย่างใดได้เป็นอย่างนั้น. บุรุษพึงพยายามร่ำไป บัณฑิตไม่พึงเบื่อหน่าย เราเห็นตนอยู่ว่า ได้รับความช่วยเหลือให้ขึ้นจากน้ำ สู่บกได้. นรชนผู้มีปัญญา แม้ตกอยู่ในกองทุกข์ ก็ไม่ควร ตัดความหวังในอันจะมาสู่ความสุข เพราะว่า ผัสสะ อันไม่เกื้อกูล และเกื้อกูลมีมาก คนที่ไม่ใฝ่ฝันถึงเลย ก็ต้องเข้าถึงความตาย. สิ่งที่ไม่คิดไว้ย่อมมีได้บ้าง สิ่งที่คิดไว้ย่อมพินาศ ไปบ้าง โภคะทั้งหลายของสตรีหรือบุรุษ จะสำเร็จได้ ด้วยความคิดนึกไม่ได้เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึเสเถว ความว่าพระเจ้าพาราณสี ระบุ ความว่าบุคคลไม่ต้องทำการตัดรอนความหวังเสีย ต้องทำความหวังในกรรมของ
หน้า 341 ข้อ 1871
ตนเท่านั้น ไม่พึงหน่ายแหนงเลย. บทว่า ยถา อิจฺฉึ ความว่า จริงอยู่ ข้าพเจ้าสิ ปรารภจะขึ้นจากเหวลึกถึง ๖๐ ศอก ข้าพเจ้านั้นก็เป็นอย่างนั้นได้ คือขึ้นจาก เหวนั้นได้ทีเดียว. บทว่า อหิตา หิตา จ ความว่า ผัสสะที่เป็นทุกข์ก็มี ที่เป็นสุขก็มี หมายความว่า ผัสสะเพื่อความตาย (ถูกเข้าตาย) ผัสสะเพื่อความ เป็นอยู่ (ถูกเข้าเป็น) ดังนี้ก็มี ผัสสะเพื่อความตาย ชื่อว่าไม่เกื้อกูล เป็น ของเหล่าสัตว์แท้จริง แม้หมู่สัตว์นั้นไม่ใฝ่ฝันคือไม่เคยคิดเลย ผัสสะเพื่อความ ตายก็จะมาถึงได้. บทว่า อจินฺตมฺปิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่เคยคิดเลยว่า จัก ตกบ่อ ที่ข้าพเจ้าคิดไว้ คือ จักฆ่าละมั่ง แต่บัดนี้สิที่ข้าพเจ้าคิดไว้ก็สลายไป ที่ไม่ได้คิดเลยนั่นแหละเกิดได้. บทว่า โภคา ความว่า ยศและบริวารเหล่านี้ มิใช่เป็นสิ่งที่สำเร็จแต่ความคิด เหตุนั้น ความเพียรอย่างเดียวที่ผู้มีความรู้ต้อง กระทำ ด้วยว่าผู้มีความเพียรย่อมเป็นอันกระทำ แม้สิ่งที่ไม่ได้เคยคิดไว้ก็ได้ เหมือนกัน. เมื่อท้าวเธอกำลังทรงเปล่งพระอุทานอยู่นั่นแหละ อรุณปรากฏ ท่าน ปุโรหิตมาเฝ้าเพื่อทูลถามสุขไสยาแต่เช้าตรู่ ยืนอยู่ที่พระทวาร ได้ยินเสียง พระอุทานของท้าวเธอ ดำริว่า เมื่อวานพระราชาเสด็จไปล่าเนื้อ คงจักยิงละมั่ง นั้นผิด ครั้นถูกพวกอำมาตย์มายั่วเย้า ก็ทรงติดตามละมั่งนั้นด้วยขัตติยมานะ ว่า จักฆ่าเสีย หิ้วมันมา เลยไปตกเหวลึก ๖๐ ศอก พญาละมั่งมีใจสงสาร มิได้คิดถึงโทษของพระราชา คงจักช่วยพระราชาขึ้นได้ เห็นจะเป็นด้วยเหตุนั้น ท้าวเธอจึงทรงเปล่งอุทาน เหตุได้ยินพระอุทานอันมีพยัญชนะบริบูรณ์ของ พระราชา เหตุการณ์ที่พระราชาและพญาละมั่งกระทำไว้ได้ปรากฏแก่พราหมณ์ เหมือนเงาปรากฏแก่ผู้ส่องหน้าที่กระจกเจียระไนฉะนั้น. ท่านจึงเคาะประตูพระ- ทวารด้วยเล็บ. พระราชาตรัสถามว่า ใครนั่น. เขากราบทูลว่า ข้าพระองค์
หน้า 342 ข้อ 1871
ปุโรหิต พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น ท้าวเธอทรงเปิดพระทวารแล้วตรัสว่า เชิญทางนี้ เถิด ท่านอาจารย์. ท่านเข้าไปถวายชัยพระราชาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ข้าพระองค์ทราบเหตุการณ์ที่ พระองค์กระทำไว้ในป่า พระองค์ทรงติดตามละมั่งตัวหนึ่งไปตกเหว ครั้นแล้ว ละมั่งนั่นทำการถมด้วยศิลาช่วยพระองค์ขึ้นจากเหวลึก พระองค์นั้นทรงรำลึกถึง คุณของละมั่งนั้น ทรงเปล่งพระอุทานแล้ว พระเจ้าข้า พลางกราบทูลคาถา ๒ คาถาว่า เมื่อพระองค์เสด็จติดตามละมั่งตัวใดไปตกเหวที่ ซอกเขา พระองค์ทรงพระชนม์สืบมาได้ ด้วยความ บากบั่นของละมั่งตัวนั้น ซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้. ละมั่งตัวใดพยายามเอาก้อนหินถมเหวช่วยพระ- องค์ขึ้นจากเหวลึกยากที่จะขึ้น ปลดเปลื้องพระองค์ ผู้ เข้าถึงกองทุกข์เสียจากปากมฤตยู พระองค์กำลังตรัส ถึงละมั่งตัวนั้นซึ่งมีจิตไม่ท้อแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสฺสริ แปลว่า ติดตามไป. บทว่า วิกฺกนฺตํ ความว่า ได้กระทำความบากบั่นเพื่อจะถอนขึ้น. บทว่า อนุชีวสิ ความว่า ท่านอาศัยเป็นอยู่ อธิบายว่า ท่านได้ชีวิตเพราะอานุภาพของละมั่งนั้น. บทว่า อุทฺธริ ได้แก่ ให้ยกขึ้นแล้ว. บทว่า ตเมว วเทสิ ความว่า พระองค์นั่งสรรเสริญเนื้อละมั่งทอง บนที่นอนอันทรงสิรินี้. พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า พราหมณ์นี้มิได้ไป ล่าเนื้อกับเรา รู้เรื่องทั้งหมดเลย รู้ได้อย่างไรเล่าหนอ ต้องถามท่านดู จึงตรัส พระคาถาที่ ๙ ว่า
หน้า 343 ข้อ 1871
ดูก่อนพราหมณ์ เมื่อคราวนั้น ท่านได้อยู่ในที่ นั้นด้วยหรือ หรือว่าใครได้บอกเรื่องนี้แก่ท่าน ท่าน เป็นผู้เปิดเผยข้อที่เคลือบคลุม เห็นเรื่องได้ทั้งปวงละ สิหนอ ความรู้ของท่านมีกำลัง เห็นปรุโปร่งหรือ อย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภึสรูปํ ความว่า ความรู้ของท่านน่าจะมี เรี่ยวแรงกระมังหนา เพราะเหตุนั้นท่านจึงรู้ข้อนั้น. พราหมณ์เมื่อจะแสดงว่า ข้าพระองค์มิใช่พระสัพพัญญูพุทธเจ้า แต่ เรื่องราวของพระคาถาที่พระองค์ไม่ทรงยังพยัญชนะให้เลอะเลือนตรัสไว้ปรากฏ แก่ข้าพระองค์ได้ พระเจ้าข้า จึงกล่าวคาถาที่ ๑๐ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ผู้เป็นนัก- ปราชญ์ ครั้งนั้น ข้าพระองค์หาได้อยู่ในที่นั้นไม่ และใครก็มิได้บอกเรื่องนั้นแก่ข้าพระองค์เลย แต่ว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย ย่อมนำเนื้อความแห่งบทคาถาที่ พระองค์ทรงภาษิตแล้วมาใคร่ครวญดู. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตานํ ความว่า บทแห่งคาถาที่ พระองค์ตรัสดีแล้วไม่ลบล้างพยัญชนะ. บทว่า อตฺถํ ตทาเมนฺติ ความว่า ย่อมนำความแห่งบทแห่งคาถานั้นมาใคร่ครวญ. พระราชาทรงโปรดท่าน พระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก. ตั้งแต่นั้น ก็ได้ทรงอภิรมย์แต่การบุญมีทานเป็นต้น. ฝูงชนเล่าก็พากันอภิรมย์แต่การบุญ ที่ตายไปแล้ว ๆ แน่นเมืองสวรรค์ทีเดียว. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงพระ- ดำริว่า จักทรงยิงเป้า ตรัสชวนปุโรหิตเสด็จสู่พระอุทยาน. ครั้งนั้นท้าวสักก-
หน้า 344 ข้อ 1871
เทวราช ทอดพระเนตรเห็นเทวดาและเทพกัญญาใหม่ ๆ มากมาย ทรงนึกว่า เหตุอะไรเล่าหนอ ก็ทรงทราบเรื่องที่พระราชาขึ้นจากเหวได้เพราะละมั่ง แล้ว ทรงชักชวนให้ประชาชนดำรงอยู่ในศีล ทรงพระดำริว่า มหาชนพากันทำบุญ ด้วยอานุภาพของพระราชา เหตุนั้นแหละเทวโลกจึงบริบูรณ์ ก็บัดนี้พระราชา เสด็จสู่พระอุทยานเพื่อจะทรงยิงเป้า เราจักต้องทดลองท้าวเธอดูบ้าง ให้ท้าวเธอ เปล่งพระสุรสีหนาทประกาศคุณละมั่ง แล้วให้ทรงทราบความที่เราเป็นท้าวสักกะ จักยืนในอากาศแสดงธรรม กล่าวถึงคุณของเมตตา และเบญจศีลแล้วกลับมา ได้เสด็จไปสู่พระอุทยาน ฝ่ายพระราชา ทรงพระดำริว่า จักยิงเป้า ก็ทรง โก่งธนูสอดลูกศร. ทันใดนั้นท้าวสักกะก็แสดงรูปละมั่งให้ปรากฏระหว่างพระ- ราชาและเป้าด้วยอานุภาพของท้าวเธอ. พระราชาทรงเห็นแล้วมิได้ปล่อยลูกศร ที่นั้นท้าวสักกะก็เข้าทรงในสรีระของปุโรหิต ได้กล่าวคาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชาอันประเสริฐ พระองค์ทรงสอดลูกศรอันมีปีก อันจะกำจัดความแกล้ว กล้าของปรปักษ์ได้เข้าในแล่งแล้ว จะทรงลังเลอะไร อีกเล่า ลูกศรที่ทรงยิงไปแล้วต้องฆ่าละมั่งได้ทันที ละมั่งนี้คงเป็นพระกระยาหารของพระราชาได้โดยแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺตํ แปลว่า ประกอบด้วยลูกศรอันมีปีก. บทว่า ปรวิริยฆาตึ ความว่า อันจะกำจัดความแกล้วกล้าของข้าศึกเหล่าอื่น. บทว่า จาเป สรํ ความว่า พระองค์เอาลูกศรกล่าวคือปีกนั่นสอดเข้าไปใน แล่งแล้ว บัดนี้พระองค์จะลังเลใจอะไรเล่า. บทว่า หนฺตุ ความว่า ขอลูกศรที่ พระองค์ยิงไปแล้วนั่น จงฆ่าละมั่งนี้โดยทันที. บทว่า อนฺนํ หิ เอตํ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชผู้มีปรีชาอันประเสริฐ ชื่อว่าละมั่งคงเป็นพระกระยาหารของ พระราชา ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสพระคาถานี้ว่า
หน้า 345 ข้อ 1871
ดูก่อนพราหมณ์ แม้เราจะรู้จักชัดความข้อนี้ว่า เนื้อเป็นอาหารของกษัตริย์ ก็แต่ว่า เราจะบูชาคุณที่ ละมั่งได้ทำไว้แก่เราในครั้งก่อน เพราะเหตุนั้น เราจึง ไม่ฆ่าละมั่งนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ กตญฺจ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ แม้ฉันก็ทราบข้อนี้แจ่มแจ้งว่า มฤคเป็นอาหารแห่งกษัตริย์ แต่ฉันบูชาคุณที่ ละมั่งกระทำในปางก่อน เพราะเหตุนั้น เราไม่ขอฆ่าเนื้อละมั่งเป็นเด็ดขาด. ลำดับนั้น ท้าวสุกกะตรัสคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่มหาราชเป็นใหญ่แห่งทิศ นั่นมิใช่เนื้อ นั่นเป็นท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าอสูร ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ พระองค์จงฆ่าท้าวสักกเทวราช นั้นเสีย แล้วจักได้เป็นใหญ่ในหมู่อมรเทพ. ข้าแต่พระราชาผู้องอาจ ประเสริฐกว่านรชน ถ้าว่าพระองค์ยังทรงลังเลใจไม่ฆ่าละมั่ง ซึ่งเป็นสหาย พระองค์พร้อมด้วยพระราชโอรส และพระราชชายา จักต้องไปยังเวตรณีนรกของพญายม. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อสุเรโส นี้ท้าวสักกะตรัสด้วยความ ประสงค์ว่า อสูรนั่นเป็นท้าวสักกะผู้ประเสริฐกว่าอสูร ด้วยบทว่า อมราธีโป นี้ท้าวสักกะตรัสว่า ท่านจงฆ่าท้าวสักกะนั่นแล้วเป็นท้าวสักกเทวราชเสียเอง. ด้วยบทว่า เวตรณี ยมสฺส นี้ท้าวสักกะทำให้พระราชาทรงสะดุ้งว่า ถ้าพระองค์ ทรงคิดว่าเป็นสหายของเราแล้วไม่ฆ่าเนื้อละมั่งนั่นไซร้ พระองค์พร้อมทั้งพระ- โอรสและพระชายาจะต้องไปนรกเวตรณีของพญายม.
หน้า 346 ข้อ 1871
ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาว่า เรา ชาวชนบททั้งหมด ลูกเมียและหมู่สหายจะ พากันไปยังเวตรณีนรก ของพญายมก็ตาม ถึงกระนั้น เราจะไม่ฆ่าผู้ที่ให้ชีวิตเราเป็นอันขาด. ดูก่อนพราหมณ์ ละมั่งตัวนี้ ทำคุณแก่เราเมื่อถึง ความยาก ตัวคนเดียวในป่าเปลี่ยวแสนร้าย เราระลึก ได้อยู่ถึงบุรพกิจเช่นนั้น ที่ละมั่งตัวนี้กระทำแก่เรา รู้คุณอยู่จะพึงฆ่าอย่างไรได้เล่า. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า มม ปาณทสฺส นี้พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพราหมณ์ ผู้ใดพึงให้ชีวิตแก่เรา ผู้ใดได้ให้ชีวิตอันเป็นที่รักแก่เราแล้ว เราถึงจะไปสู่นรก ก็ไม่พึงประหาร ไม่พึงฆ่าบุคคลนั้นเลย ผู้นั้นไม่พึงถูกฆ่า. บทว่า เอกสฺส กตฺตา วิวนสฺมึ โฆเร ความว่า มฤคนี้เป็นสัตว์กระทำคุณ แก่ข้าพเจ้า คราวไม่มีสหายตัวคนเดียว เข้าไปในป่าเปลี่ยวแสนร้าย คือได้ให้ ชีวิตแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้านั้นรำลึกถึงบุรพกิจเช่นนั้นที่มฤคนี้กระทำไว้ เมื่อรู้ถึง คุณนั้น จะพึงฆ่าอย่างไรเล่า. ลำดับนั้น ท้าวสักกะออกจากสรีระท่านปุโรหิตนิรมิตอัตภาพ เป็น ท้าวสักกะ สถิตบนอากาศ เมื่อจะทรงแสดงพระคุณของพระราชา จึงตรัส ๒ พระคาถาว่า ขอพระองค์ผู้ทรงโปรดปรานมิตรยิ่งนัก จงทรง พระชนม์ชีพอยู่ยืนนานเถิด พระองค์ทรงปกครองราช สมบัติในคุณธรรมเถิด จงทรงมีหมู่นารีบำรุงบำเรอ จงทรงบันเทิงพระหฤทัยในแว่นแคว้น เหมือนท้าว วาสวะบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ฉะนั้น.
หน้า 347 ข้อ 1871
ขอพระองค์อย่าทรงพระพิโรธ จงมีพระหฤทัย ผ่องใสอยู่เป็นนิตย์ จงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ใน ธรรมทั้งปวง ให้เป็นแขกควรต้อนรับ ครั้นทรงบำเพ็ญ ทานและเสวยบ้างตามอานุภาพแล้ว ชาวโลกไม่ติเตียน พระองค์ได้ จงเสด็จเข้าถึงสัคคสถานเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตาภิราธิ ความว่า พระองค์เป็นผู้ โปรดปรานมิตร คือไม่ประทุษร้ายมิตร. บทว่า สพฺพาติถี ความว่า พระองค์ ทรงบำเพ็ญพระองค์ควรแก่ผู้ขอ ทรงกระทำสมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมทั้งปวง ให้เป็นแขกควรต้อนรับ. บทว่า อนินฺทิโต ความว่า พระองค์ทรงเป็นผู้เบิกบาน พระหฤทัย เพราะได้บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น และไม่ถูกชาวโลกนินทา จงเข้า ถึงสวรรคสถานเถิด. ท้าวสักกเทวราช ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงเตือนท้าวเธอว่า มหาราช ข้าพเจ้ามาเพื่อกำหนดจับท่าน ท่านไม่ให้ข้าพเจ้ากำหนดจับตนได้ จงไม่ประมาท เถิด แล้วเสด็จคืนสู่สถานแห่งตนแล. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อน สารีบุตรก็ย่อมรู้ความแห่ง ภาษิตโดยย่ออย่างพิสดารเหมือนกัน ดังนี้ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาใน ครั้งนั้น ได้มาเป็นอานนท์ ปุโรหิตได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนเนื้อละมั่ง คือเราผู้สัมมาสัมพุทธเจ้าแล. จบอรรถกถาสรภชาดกที่ ๑๐ จบอรรถกถาแห่งเตรสนิบาต อันประดับด้วยชาดก ๑๐ เรื่อง ในคัมภีร์อรรถกถาชาดก ด้วยประการฉะนี้
หน้า 348 ข้อ 1871
รวมชาดกที่มีในเตรสนิบาตนี้ คือ ๑. อัมพชาดก ๒. ผันทนชาดก ๓. ชวนหังสชาดก ๔. จุลล- นารทกสัสปชาดก ๕. ทูตชาดก ๖. กาลิงคโพธิชาดก ๗. อกิตติชาดก ๘. ตักการิยชาดก ๙. รุรุมิคชาดก ๑๐. สรภชาดกและอรรถกถา.
หน้า 349 ข้อ 1872, 1873, 1874, 1875
ปกิณณกนิบาตชาดก ๑. สาลิเกทารชาดก ว่าด้วยนกแขกเต้าเลี้ยงพ่อแม่ [๑๘๗๒] ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ ดี แต่นกแขกเต้าทั้งหลายพากันมากินเสีย ข้าพเจ้า ขอคืนนานั้นให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้าม นกแขกเต้าเหล่านั้นได้ ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนก แขกเต้าตัวหนึ่งงามกว่าทุก ๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้อง การแล้วยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก. [๑๘๗๓] เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้ แล้วจงจับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้เราเถิด. [๑๘๗๔] ฝูงนกเหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ย่อมพา กันบินไป เราตัวเดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้. [๑๘๗๕] ดูก่อนนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะ ใหญ่กว่าท้องของนกเหล่าอื่นเป็นแน่ เจ้ากินข้าวสาลี ตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก ดูก่อนนกแขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉาง ในป่าไม้งิ้วนั้นให้ เต็มหรือ หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เรา ถามเจ้าแล้ว ขอเจ้าจงบอกแก่เราเถิด เจ้าฝังข้าวสาลี ไว้ที่ไหน.
หน้า 350 ข้อ 1876, 1877, 1878
[๑๘๗๖] ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของ ข้าพเจ้าก็ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าวสาลีของท่านไปถึง ยอดงิ้วแล้ว ก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่และฝังขุม ทรัพย์ไว้ที่ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบ อย่างนี้เถิด. [๑๘๗๗] การให้กู้หนี้ของท่านเป็นเช่นไร และ การเปลื้องหนี้ของท่านเป็นเช่นไร ท่านจงบอกวิธีฝัง ขุมทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้. [๑๘๗๘] ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลาย ของข้าพเจ้ายังอ่อน ขนปีกยังไม่ขึ้น บุตรเหล่านั้น ข้าพเจ้าเลี้ยงมาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้น กู้หนี้ มารดา และบิดาของข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบเอาข้าวสาสีไปด้วยจะงอยปาก เพื่อท่าน เหล่านั้น ชื่อว่าเปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน อนึ่ง นก เหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้วนั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็น นกทุพพลภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลี แก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์ การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ การ เปลื้องหนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝัง ขุมทรัพย์ไว้เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบ อย่างนี้เถิด.
หน้า 351 ข้อ 1879, 1880, 1881, 1882
[๑๘๗๙] นกตัวนี้ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้น เยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มีธรรมเช่นนี้เลย เจ้า พร้อมด้วยญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามความต้อง การเถิด ดูก่อนนกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป การที่ได้เห็นเจ้าเป็นที่พอใจของเรา. [๑๘๘๐] ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กินและ ดื่มแล้วในที่อยู่ของท่าน ท่านเป็นที่พึ่งพำนักของพวก เราทุกวันคืน ขอท่านจงให้ทานในท่านที่มีอาชญาอัน วางแล้ว และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย. [๑๘๘๑] วันนี้ สง่าราศีเกิดขึ้นแก่เราแล้วหนอ ที่เราได้เห็นท่านผู้เป็นยอดแห่งฝูงนก เพราะได้ฟัง คำสุภาษิตของนกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก. [๑๘๘๒] โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริง ผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้แล้ว เลี้ยงดูสมณะและ พราหมณ์ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ. จบสาลิเกทารชาดกที่ ๑
หน้า 352 ข้อ 1882
อรรถกถาปกิณณกนิบาตชาดก สาลิเกทารชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรง ปรารภภิกษุผู้เลี้ยงโยมหญิง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สมฺปนฺนํ สาลิเกทารํ ดังนี้. ต้องเรื่องจักมีแจ้งในสามชาดก๑. ก็พระศาสดาตรัสให้หาภิกษุนั้น ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอ เลี้ยงคฤหัสถ์จริงหรือ เมื่อเธอกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริง พระเจ้าข้า ตรัสถามว่า คฤหัสถ์เหล่านั้นเป็นอะไรของเธอ ครั้นเธอกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นโยมหญิงโยมชายของข้าพระองค์ พระเจ้าข้า ตรัสว่า ดีจริง ภิกษุ ถึงเหล่าบัณฑิตแต่ก่อน เป็นสัตว์ดิรัจฉานบังเกิดในกำเนิดสกุณา ก็ยังให้พ่อแม่ผู้แก่แล้วนอนในรัง หาอาหารมาด้วยจะงอยปาก เลี้ยงดูได้ ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้ามคธราช ครองราชสมบัติในพระนคร ราชคฤห์. ครั้งนั้น ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจากพระนคร มีบ้านพวก พราหมณ์ ชื่อว่า สาลินทิยะ. ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของบ้านนั้น เป็น ไร่ของชาวมคธ. ในที่นั้น พราหมณ์ โกสิยโคตรชาวสาลินทิยะ จับจองไร่ไว้ ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีส หว่านข้าวสาลีไว้. ครั้นข้าวกล้างอกขึ้นแล้ว ให้คน ทำรั้วอย่างแข็งแรง แบ่งให้บริษัทของตนนั้นแล ดูแลรักษา บางคนประมาณ ๕๐ กรีส บางคน ๖๐ กรีส จนครบพื้นที่ไร่ประมาณ ๕๐๐ กรีส ที่เหลือ ๕๐๐ กรีส กั้นรั้วให้ลูกจ้างคนหนึ่ง. ลูกจ้างปลูกกระท่อมลงตรงนั้น อยู่ประจำ ดูพระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดกแปลเล่มที่ ๔ ภาคที่ ๒ หน้า ๑๕๕
หน้า 353 ข้อ 1882
ทั้งกลางคืนและกลางวัน. ก็ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของไร่ มีป่างิ้วใหญ่ อยู่ที่ภูเขาอันมียอดเป็นที่ราบลูกหนึ่ง. ฝูงนกแขกเต้าหลายร้อยพากันอาศัยอยู่ใน ป่างิ้วนั้น. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นลูกของพญานกแขกเต้า ใน ฝูงนกแขกเต้านั้น เมื่อเติบโตแล้ว มีรูปงาม สมบูรณ์ด้วยกำลัง ร่างกายใหญ่ ขนาดดุมเกวียน. ครั้นถึงเวลาบิดาแก่ บิดาของท่านได้มอบความเป็นพญาให้ ด้วยคำว่า บัดนี้ฉันไม่สามารถจะบินไปไกล ๆ ได้ เจ้าจงปกครองฝูงนกนี้เถิด. ตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ท่านก็ไม่ยอมให้บิดามารดาไปหากิน เมื่อได้ปกครองฝูงนก แขกเต้าก็ไปสู่ป่าหิมพานต์ จิกกินข้าวสาลีในป่า ข้าวสาลีที่เกิดเองจนอิ่ม เวลา กลับก็คาบอาหารที่เพียงพอแก่มารดาบิดามาเลี้ยงมารดาบิดา. อยู่มาวันหนึ่ง นกแขกเต้าพากันบอกว่า ครั้งก่อนในระยะกาลนี้ คนเคยหว่านข้าวสาลีในไร่ แคว้นมคธ บัดนี้จะยังกระทำอยู่หรืออย่างไรไม่ทราบ. พญาแขกเต้าใช้นก แขกเต้าสองตัวไปว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงสืบดู. นกแขกเต้าทั้งสองบินไป เมื่อจะ ร่อนลงในมคธเขต ไปร่อนลงในไร่ที่ลูกจ้างนั้นเฝ้า จิกกินข้าวสาลี แล้วคาบ รวงข้าวสาลีรวงหนึ่ง บินกลับมาสู่ป่างิ้ว วางรวงข้าวสาลีไว้แทบเท้าของมหาสัตว์ กล่าวว่า ในที่นั้นมีข้าวสาลีเช่นนี้. วันรุ่งขึ้นพญาแขกเต้าแวดล้อมด้วยฝูงนก แขกเต้า บินไปในที่นั้นร่อนลงในไร่ของลูกจ้างนั้น. ฝ่ายบุรุษนั้นเห็นนก แขกเต้าทั้งหลายพากันจิกกินข้าวสาลี แม้จะวิ่งกลับไปกลับมาห้ามอยู่ ก็สุดที่จะ ห้ามได้. นกแขกเต้าที่เหลือพากันจิกกินข้าวสาลีพออิ่ม ต่างก็บินไปปากเปล่ากัน ทั้งนั้น. แต่พญาแขกเต้ารวบรวมข้าวสาลีเป็นอันเดียวกัน คาบด้วยจะงอยปาก บินออกหน้ามาให้แก่มารดาบิดา. ฝูงนกแขกเต้าตั้งแต่วันรุ่งขึ้น ก็พากันจิกกิน ข้าวสาลีในที่นั้นแห่งเดียว ครั้นบุรุษนั้นเห็นฝูงนกแขกเต้ากำลังลงจิกกินข้าว สาลี ก็วิ่งกลับไปกลับมาห้ามปราม แต่ก็มิอาจที่จะห้ามได้จึงคิดว่า ถ้านก
หน้า 354 ข้อ 1882
แขกเต้าเหล่านี้พากันลงกินอย่างนี้ สักสองสามวันเท่านั้น จักต้องไม่มีข้าวสาลี เหลือสักน้อย พราหมณ์ต้องตีราคากระทำให้เราต้องชดใช้ก็ได้ เราต้องไปบอก แกเสีย. เขาถือเอาบรรณาการตามมีตามได้ กับฟ่อนข้าวสาลีไปสู่สาลินทิยคาม พบพราหมณ์แล้วให้บรรณาการ ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ถูกถามว่า เป็นอย่างไร พ่อเอ๋ย ไร่ข้าวสาลีสมบูรณ์ดีหรือ ตอบว่า ครับ ท่านพราหมณ์ สมบูรณ์ แล้วได้กล่าวคาถา ๒ ว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ นาข้าวสาลีบริบูรณ์ดี แต่นก แขกเต้าทั้งหลายพากันมากินเสีย ข้าพเจ้าขอคืนนานั้น ให้แก่ท่าน เพราะข้าพเจ้าไม่อาจจะห้ามนกแขกเต้า เหล่านั้นได้ ก็ในนกแขกเต้าเหล่านั้น มีนกแขกเต้า ตัวหนึ่งงามกว่าทุก ๆ ตัว กินข้าวสาลีตามต้องการแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนํ ความว่า สมบูรณ์ คือ ไม่ บกพร่องเลย. บทว่า สาลิเกทารํ ได้แก่ นาแห่งข้าวสาลี. บทว่า สพฺพสุนฺ- ทโร ความว่า นกแขกเต้าตัวนั้นงามด้วยส่วนทุกส่วน จะงอยปากแดง นัยน์ตา มีประกายเหมือนผลกระพังโหม มีเท้าแดง มีสร้อยคอสีแดง คาดรอบคอ สามชั้น โตเท่านกยูงขนาดใหญ่ กินข้าวสาลีจนอิ่มแล้ว ยังคาบเอาสิ่งอื่นเอา ไปด้วยจะงอยปากอีกเล่า. พราหมณ์ฟังถ้อยความของคนเฝ้าไร่นั้น เกิดความรักในพญานกแขก เต้าขึ้น ถามคนเฝ้าไร่ว่า พ่อเอ๋ย แกรู้จักดักแร้วไหม. ตอบว่า รู้ครับ. พราหมณ์ จึงกล่าวกับเขาด้วยคาถาว่า
หน้า 355 ข้อ 1882
เจ้าจงดักบ่วงพอที่จะให้นกนั้นติดได้ แล้วจง จับนกนั้นทั้งยังเป็นมาให้เราเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชฺฌนฺตุ แปลว่า จงดัก. บทว่า พาลปาสานิ ได้แก่ บ่วงอันสำเร็จแล้วด้วยเชือก มีขนหางม้าเป็นต้น. บทว่า ชีวญฺจนํ ความว่า จงนำนกแขกเต้านั้นทั้งเป็นมาให้เรา. คนเฝ้าไร่ฟังคำนั้นแล้ว ยินดีด้วยท่านพราหมณ์ไม่ตีราคาให้ตนต้อง ชดใช้ รีบไปขวั้นบ่วงด้วยขนหางม้า กำหนดดูที่ร่อนลงของพญานกแขกเต้าว่า วันนี้ต้องร่อนลงตรงนี้ วันรุ่งขึ้นไม่ทำกังหัน ทอดบ่วงไว้แต่เช้าทีเดียว คอยดูการมาของฝูงแขกเต้า นั่งเฝ้าอยู่ในกระท่อม. ฝ่ายพญานกแขกเต้าแวดล้อม ด้วยฝูงนกแขกเต้าบินมา ร่อนลงในที่ที่หากินเมื่อวาน เพราะมีอุปจารไม่โลเล เท้าพอดีสอดเข้าไปในบ่วงที่วางดักไว้. พญานกแขกเต้านั้นทราบความที่ตน ติดบ่วงแล้ว คิดว่า ถ้าเราร้องเอะอะในเวลานี้ พวกญาติของเราต้องพากัน กลัวตาย ไม่เป็นอันหากินบินหนีไปเลย เราต้องอดกลั้นไว้จนกว่าพวกนั้นจะ หากินกันอิ่มหนำ. ครั้นทราบว่า พวกนั้นอิ่มหนำสำราญแล้ว ความกลัวตาย คุกคามเข้า จึงเอะอะสามครั้ง. ครั้งนั้นนกแขกเต้าทั้งปวงได้ยินแล้วพากันหนี ไปหมดเลย. พญานกแขกเต้าเมื่อจะรำพันว่า บรรดาญาติของเรา แม้เพียง ตัวเดียวที่จะเหลียวมาดู ก็ไม่มีเลย เราทำบาปอะไรไว้เล่าหนอ กล่าวคาถาว่า ฝูงนกเหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ย่อมพากันบินไป เราผู้เดียวติดบ่วง เราทำบาปอะไรไว้. คนเฝ้าไร่ได้ยินเสียงร้องเอะอะของพญานกแขกเต้า และเสียงฝูงนก แขกเต้าบินไปในอากาศ ดำริว่า อะไรกันเล่าหนอ จึงลงจากกระท่อมไปที่ วางบ่วง เห็นพญานกแขกเต้าดีใจว่า เราวางบ่วงดักนกตัวใด จำเพาะติดตัว
หน้า 356 ข้อ 1882
นั้นพอดีเลย ครั้นปลดพญานกแขกเต้าจากบ่วงแล้ว ผูกเท้าทั้งสองติดกันจับไว้ แน่นไปสู่สาลินทิยคาม ให้พญานกแขกเต้าแก่ท่านพราหมณ์ ท่านพราหมณ์จับ พระมหาสัตว์ด้วยมือทั้งสองข้างอย่างแน่นแฟ้นด้วยความรักอันมีกำลัง ให้นั่ง บนตัก เมื่อจะทักทายกับพญานกแขกเต้านั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า ดูก่อนนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่กว่า ท้องของนกเหล่าอื่นเป็นแน่ เจ้ากินข้าวสาลีตามต้อง- การแล้ว ยังคาบเอาไปด้วยจะงอยปากอีก ดูก่อนนก แขกเต้า เจ้าจะบรรจุฉางในป่าไม้งิ้วนั้นให้เต็มหรือ หรือว่าเจ้ากับเรามีเวรกันมา สหายเอ๋ย เราถามเจ้าแล้ว เจ้าจงบอกแก่เราเถิด เจ้าฝังข้าวสาลีไว้ที่ไหน ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทรํ นูน ความว่า พ่อนกแขกเต้า ท้องของเจ้าเห็นจะใหญ่ยิ่งกว่าท้องของนกเหล่าอื่นกระมังหนา. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในป่าไม้งิ้วนั้น. บทว่า ปูเรติ ความว่า เจ้าบรรจุยุ้งฉางในที่อยู่นั้น ให้เต็ม (ในฤดูฝน) หรือ. บทว่า นิธียติ ความว่า เจ้าเก็บคือฝังข้าวสาลี ไว้ที่ไหน ? พญานกแขกเต้าได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ด้วยภาษามนุษย์ อันไพเราะว่า ข้าพเจ้ากับท่านมิได้มีเวรกัน ฉางของข้าพเจ้าก็ ไม่มี ข้าพเจ้านำเอาข้าวสาลีของท่านไปถึงยอดงิ้วแล้ว ก็เปลื้องหนี้เก่า ให้เขากู้หนี้ใหม่ และฝังขุมทรัพย์ไว้ที่ ป่างิ้วนั้น ข้าแต่ท่านโกสิยะ ขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณํ มุญฺจามิณํ ทมฺมิ ความว่า ข้าพเจ้านำข้าวสาลีของท่านไป เปลื้องหนี้เก่าบ้าง ให้หนี้ใหม่บ้าง. บทว่า
หน้า 357 ข้อ 1882
นิธึปิ ความว่า ข้าพเจ้าฝังขุมทรัพย์ไว้อย่างหนึ่งซึ่งเป็นเครื่องติดตามไปใน ป่าไม้งิ้วนั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์จึงถามพญานกแขกเต้านั้นว่า การให้กู้หนี้ของท่านเป็นอย่างไร และการ เปลื้องหนี้ของท่านเป็นอย่างไร ท่านจงบอกวิธีฝังขุม- ทรัพย์ แล้วท่านจะหลุดพ้นจากบ่วงได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิณทานํ แปลว่า การให้กู้หนี้. บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า การฝังขุมทรัพย์. พญานกแขกเต้า ถูกพราหมณ์ถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพยากรณ์ปัญหา ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ บุตรน้อยทั้งหลายของข้าพเจ้า ยังอ่อน ขนปีกยังไม่ขึ้น บุตรเหล่านั้นข้าพเจ้าเลี้ยง มาแล้ว เขาจักเลี้ยงข้าพเจ้าบ้าง เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า จึงชื่อว่าให้บุตรเหล่านั้นกู้หนี้ มารดาและบิดาของ ข้าพเจ้าแก่เฒ่าล่วงกาลผ่านวัยไปแล้ว ข้าพเจ้าคาบ ข้าวสาลีไปด้วยจะงอยปาก เพื่อท่านเหล่านั้นชื่อว่า เปลื้องหนี้ที่ท่านทำไว้ก่อน อนึ่ง นกเหล่าอื่นที่ป่าไม้งิ้ว นั้น มีขนปีกอันหลุดหมดแล้ว เป็นนกทุพพลภาพ ข้าพเจ้าต้องการบุญ จึงได้ให้ข้าวสาลีแก่นกเหล่านั้น บัณฑิตทั้งหลายกล่าวการทำบุญนั้นว่า เป็นขุมทรัพย์ การให้กู้หนี้ของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ การเปลื้องหนี้ของ ข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ข้าพเจ้าบอกการฝังขุมสมบัติไว้ เช่นนี้ ข้าแต่ท่านโกสิยะขอท่านจงทราบอย่างนี้เถิด.
หน้า 358 ข้อ 1882
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หาตูน แปลว่า คาบไปแล้ว. บทว่า ตํ นิธึ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวชื่อขุมทรัพย์อันติดตามตน. บทว่า นิธินิธานํ แปลว่า ฝังขุมทรัพย์ไว้ บาลีว่า นิทหํ ดังนี้ก็มี อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เหมือนกัน. พราหมณ์ฟังธรรมกถาของพระมหาสัตว์ มีจิตเลื่อมใส ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า นกตัวนี้ ดีจริงหนอ เป็นนกมีธรรมชั้นเยี่ยม ในมนุษย์บางพวกยังไม่มีธรรมเช่นนี้เลยเจ้าพร้อมด้วย ญาติทั้งมวล จงกินข้าวสาลีตามต้องการเถิด ดูก่อน นกแขกเต้า เราขอเห็นเจ้าแม้อีกต่อไป การที่ได้เห็น เจ้าเป็นที่พอใจของเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภฺุช สาลึ ความว่า พราหมณ์เมื่อ มอบให้ทรัพย์พันกรีส แก่พระมหาสัตว์นั่นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้ว่า ตั้งแต่นี้ไป ท่านจงไม่มีภัยบริโภคเถิด. บทว่า ปสฺเสมุ ความว่า พวกเราพึงเห็นท่าน แม้ในวันอื่นผู้มาตามชอบใจของตน. พราหมณ์อ้อนวอนพระมหาสัตว์อย่างนี้แล้ว มองดูด้วยจิตอันอ่อนโยน ประหนึ่งมองดูลูกรัก พลางแก้เชือกที่มัดออกจากเท้า ทาเท้าทั้งคู่ด้วยน้ำมันที่ หุงแล้วร้อยครั้ง ให้เกาะที่ตั่งอันงดงาม ให้บริโภคข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งด้วย จานทอง ให้ดื่มน้ำเจือน้ำตาลกรวด. ครั้งนั้นพญานกแขกเต้ากล่าวว่า ข้าแต่ มหาพราหมณ์ ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด เมื่อจะให้โอวาทแก่ท่านกล่าวว่า ข้าแต่ท่านโกสิยะ ข้าพเจ้าได้กินและดื่มแล้วใน ที่อยู่ของท่าน ท่านเป็นที่พึ่งพำนักของพวกเราทุกวัน-
หน้า 359 ข้อ 1882
คืน ขอท่านจงให้ทาน ในท่านที่มีอาชญาอันวางแล้ว และจงเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้แก่เฒ่าแล้วด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวสฺสมมฺหิ ได้แก่ ในนิเวศน์ของท่าน. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว ดีใจเมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า วันนี้ สง่าราศีเกิดขึ้นแก่เราแล้ว ที่เราได้เห็น ท่านผู้เป็นยอดแห่งฝูงนก เพราะได้ฟังคำสุภาษิตของ นกแขกเต้า เราจักทำบุญให้มาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลกฺขี ได้แก่ สิริก็มี บุญก็มี ปัญญาก็มี. พระมหาสัตว์ได้คืนไร่ประมาณ ๑,๐๐๐ กรีสที่พราหมณ์ให้แก่ตนเสีย ของรับไว้เพียง ๘ กรีสเท่านั้น. พราหมณ์จึงจารึกหลักมอบไร่แก่พระมหาสัตว์ แล้วบูชาด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น ขอสมาเสร็จส่งไปด้วยคำว่า เชิญไป เถิด นายเอ๋ย โปรดปลอบบิดามารดาผู้กำลังร้องไห้ฟูมฟายอยู่เถิด. พญานก แขกเต้านั้นดีใจคาบรวงข้าวสาลีไปวางไว้ข้างหน้ามารดาบิดา พลางกล่าวว่า คุณพ่อคุณแม่ขอรับ เชิญลุกขึ้นเถิด. มารดาบิดาทั้งสองของพญานกแขกเต้านั้น พากันลุกขึ้นหัวเราะได้ทั้งน้ำตา. ทันใดนั้นฝูงนกแขกเต้าประชุมกัน ถามว่า ท่านผู้ประเสริฐ ท่านรอดได้อย่างไรขอรับ. ท่านเล่าเรื่องทั้งหมดแก่พวกนั้น โดยพิสดาร. แม้ท่านโกสิยะฟังโอวาทของพญานกแขกเต้าแล้ว ตั้งแต่บัดนั้น ก็เริ่มตั้งมหาทานแต่สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรม. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า โกสิยพราหมณ์นั้น มีใจเบิกบานร่าเริงผ่องใส จัดแจงข้าวและน้ำไว้แล้ว เลี้ยงดูสมณะและพราหมณ์ ทั้งหลาย ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ.
หน้า 360 ข้อ 1883
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตปฺปยิ ความว่า บรรจุภาชนะที่ รับไปแล้ว ๆ เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อันการเลี้ยงมารดาบิดาเป็นวงศ์ของบัณฑิตทั้งหลายด้วยประการฉะนี้ ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย (เวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้น ดำรงในโสดาปัตติผล) แล้วทรงประชุมชาดกว่า ฝูงนกแขกเต้าในครั้งนั้น ได้มาเป็นพุทธบริษัท มารดาบิดาได้มาเป็นมหาราชสกุล คนเฝ้าไร่ ได้มาเป็นฉันนะ พราหมณ์ ได้มาเป็นอานนท์ ส่วนพญานกแขกเต้าได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาสาลิเกทารชาดก ๒. จันทกินนรชาดก ว่าด้วยนางจันทกินรี [๑๘๘๓] ดูก่อนนางจันทา ชีวิตของพี่ใกล้จะขาด อยู่แล้ว พี่กำลังเมาเลือด จันทาเอ๋ย พี่เห็นจะละชีวิตไป แม้ในวันนี้ ลมปราณของพี่กำลังจะดับ ชีวิตของพี่ กำลังจะจม ความทุกข์กำลังเผาผลาญหัวใจพี่ พี่ลำบาก ยิ่งนัก ความโศกของพี่ครั้งนี้ เป็นความโศกยิ่งใหญ่ กว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะ เศร้าโศกถึงพี่โดยแท้ พี่จะเหี่ยวแห้ง เหมือนต้นหญ้า ที่ถูกทิ้งไว้บนแผ่นหินร้อน เหมือนต้นไม่มีรากอันขาด
หน้า 361 ข้อ 1884, 1885
พี่จะเหือดหายเหมือนแม่น้ำที่ขาดห้วง ความโศกของพี่ ครั้งนี้เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้ น้ำตาของพี่ไหลออกเรื่อย ๆ เหมือนน้ำฝนที่ตกลงที่เชิง บรรพต ไหลไปไม่ขาดสายฉะนั้น ความโศกของพี่ ครั้งนี้ เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้. [๑๘๘๔] พระราชบุตรใด ยิงสามีผู้เป็นที่ ปรารถนาของเรา เพื่อให้เป็นหม้ายที่ชายป่า พระ- ราชบุตรนั้นเป็นคนเลวทรามแท้ สามีของเรานั้นถูกยิง แล้วนอนอยู่ที่พื้นดิน พระราชบุตรเอ๋ย มารดาของ ท่านจงได้รับสนองความโศกในดวงหทัยของข้าผู้เพ่ง มองดูกินนรผู้สามีนี้ ชายาของท่านจงได้รับสนอง ความโศกในดวงหทัยของข้าผู้เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ พระราชบุตรเอ๋ย ท่านได้ฆ่ากินนรผู้ไม่ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอมารดาของท่านอย่าได้ พบเห็นบุตรและสามีเลย ท่านได้ฆ่ากินนรผู้ไม่ ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอชายาของ ท่านจงอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย. [๑๘๘๕] ดูก่อนนางจันทา ผู้มีนัยน์ตาบานดัง ดอกไม้ในป่า เธออย่าร้องไห้อย่าเศร้าโศกเลย เธอจัก ได้เป็นอัครมเหสีของฉัน มีเหล่านารีในราชสกุลบูชา.
หน้า 362 ข้อ 1886, 1887, 1888
[๑๘๘๖] พระราชบุตร ถึงแม้ว่าเราจักต้องตาย แต่เราจักไม่ขอยอมเป็นของท่าน ผู้ฆ่ากินนรสามีของ เราผู้มิได้ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา. [๑๘๘๗] แน่ะนางกินรีผู้ขี้ขลาด มีความรักใคร่ ต่อชีวิต เจ้าจงไปสู่ป่าหิมพานต์เถิด มฤคอื่น ๆ ที่ บริโภคกฤษณาและกระลำพัก จักยังรักใคร่ยินดีต่อเจ้า. [๑๘๘๘] ข้าแต่กินนร ภูเขาเหล่านั้น ซอกเขา เหล่านั้น และถ้ำเหล่านั้นตั้งอยู่ ณ ที่นั้น ฉันไม่เห็น ท่านในที่นั้น ๆ จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อ ฉันไม่เห็นท่านที่เทือกเขา ซึ่งเราเคยร่วมอภิรมย์กัน จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ แผ่นผาอันลาดด้วยใบไม้เป็นที่น่ารื่นรมย์ พวกมฤคร้าย กล้ำกลายจะทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็น ท่านที่แผ่นผาอันลาดด้วยดอกไม้ เป็นที่น่ารื่นรมย์ พวกมฤคร้ายกล้ำกลาย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ลำธารอันมีน้ำใสไหลอยู่เรื่อย ๆ มี กระแส เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกโกสุม จะกระทำ อย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขา หิมพานต์อันมีสีเขียว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์มี สีเหลืองอร่าม น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่ กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมี สีแดง น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร
หน้า 363 ข้อ 1889, 1890
เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันสูงตระหง่าน น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉัน ไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีขาว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ ยอดเขาหิมพานต์อันงามวิจิตร น่าดูน่าชม จะกระทำ อย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เขาคันธ- มาทน์อันดารดาษไปด้วยยาต่าง ๆ เป็นถิ่นที่อยู่ของหมู่ เทพเจ้า จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่ เห็นท่านที่ภูเขาคันธมาทน์ อันดารดาษไปด้วยโอสถ ทั้งหลาย จะกระทำอย่างไร. [๑๘๘๙] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ผู้เป็นเจ้า ฉันขอ ไหว้เท้าทั้งสองของท่านผู้มีความเอ็นดู มารดสามีผู้ที่ ดิฉันซึ่งเป็นกำพร้าปรารถนายิ่งนักด้วยน้ำอมฤต ดิฉัน ได้ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยสามีผู้เป็นที่รักยิ่งแล้ว. [๑๘๙๐] บัดนี้ เราทั้งสองจักเที่ยวไปสู่ลำธาร อันมีกระแสสินธุ์อันเกลื่อนกล่นด้วยดอกโกสุม ดารดาษไปด้วยบุบผชาติต่าง ๆ เราทั้งสองจะกล่าว วาจาเป็นที่รักแก่กันและกัน. จบจันทกินนรชาดกที่ ๒
หน้า 364 ข้อ 1890
อรรถกถาจันทกินนรชาดก พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยกรุงกบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ ณ นิโครธาราม ทรงพระปรารภพระมารดาของพระราหุล ตรัสเรื่องนี้ในพระราชนิเวศน์ มีคำเริ่มต้นว่า อุปนียติทํ มญฺเ ดังนี้. ที่จริงชาดกนี้ควรจะกล่าวตั้งแต่ทูเรนิทาน. ก็แต่นิทานกถานี้นั้น จน ถึงพระอุรุเวลกัสสปบันลือสีหนาทในลัฏฐิวัน กล่าวไว้ในอปัณณกชาดก. ต่อ จากนั้นจนถึงเสด็จกรุงกบิลพัสดุ์ จักแจ้งในเวสสันดรชาดก. ก็แลพระศาสดาประทับนั่งในพระนิเวศน์ของพุทธบิดา ในเวลากำลัง เสวย ตรัสมหาธัมมปาลชาดก เสวยเสร็จทรงดำริว่า เราจักนั่งในนิเวศน์ของ มารดาราหุล กล่าวถึงคุณของเธอ แสดงจันทกินนรชาดก ให้พระราชาทรง ถือบาตรเสด็จไปที่ประทับแห่งพระมารดาของพระราหุล กับพระอัครสาวก ทั้งสอง. ครั้งนั้นนางระบำ ๔๐,๐๐๐ ของพระนาง พากันอยู่พร้อมหน้า. บรรดา นางทั้งนั้นที่เป็นขัตติยกัญญาถึง ๑,๐๙๐ นาง. พระนางทรงทราบว่าพระตถาคต เสด็จมา ตรัสบอกแก่นางเหล่านั้นว่า จงพากันนุ่งผ้าย้อมน้ำฝาดทั่วกันทีเดียว. นางเหล่านั้นพากันกระทำอย่างนั้น พระศาสดาเสด็จมาประทับนั่งเหนือพระแท่น ทีเตรียมไว้. ครั้งนั้นพวกนางเหล่านั้นทั้งหมด ก็พากันร้องไห้ประดังขึ้นเป็น เสียงเดียวกันอื้ออึงไป. เสียงร่ำไห้ขนาดหนักได้มีแล้ว ฝ่ายพระมารดาของ พระราหุลเล่า ก็ทรงกันแสง ครั้นทรงบรรเทาความโศกได้ ก็ถวายบังคม พระศาสดา ประทับนั่งด้วยความนับถือมาก เป็นไปกับความเคารพอันมีใน พระราชา. ครั้งนั้น พระราชาทรงพระปรารภคุณกถาของพระนาง ได้ตรัสเล่า พรรณนาคุณของพระนางด้วยประการต่าง ๆ เช่น ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สะใภ้
หน้า 365 ข้อ 1890
ของโยม ฟังว่าพระองค์ทรงนุ่งกาสาวพัสตร์ ก็นุ่งกาสาวพัสตร์เหมือนกัน ฟังว่า พระองค์เลิกทรงมาลาเป็นต้น ก็เลิกทรงมาลาเป็นต้น ฟังว่าทรงเลิกบรรทมเหนือ พระยี่ภอันสูงอันใหญ่ ก็บรรทมเหนือพื้นเหมือนกัน ในระยะกาลที่พระองค์ทรง ผนวชแล้ว นางยอมเป็นหญิงหม้าย มิได้รับบรรณาการที่พระราชาอื่น ๆ ส่งมา ให้เลย นางมีจิตมิได้เปลี่ยนแปลงในพระองค์ถึงเพียงนี้. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร ไม่น่าอัศจรรย์เลย ที่นางมีความรักไม่เปลี่ยนแปลงในอาตมภาพ อย่างไม่ใยดีในผู้อื่นเลย ในอัตภาพสุดท้ายของอาตมภาพครั้งนี้ แม้บังเกิดใน กำเนิดดิรัจฉาน ก็ยังได้มีจิตไม่เปลี่ยนแปลงในอาตมภาพอย่างไม่ไยดีในผู้อื่น เลย แล้วทรงรับอาราธนานำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดกินนร ในหิมวันตประเทศ. ภรรยา ของเธอนามว่า จันทา ทั้งคู่เล่าก็อยู่ที่ภูเขาเงินชื่อว่า จันทบรรพต ครั้งนั้น พระเจ้าพาราณสีมอบราชสมบัติแก่หมู่อำมาตย์ ทรงผ้าย้อมฝาดสองผืน ทรง สอดพระเบญจาวุธ เข้าสู่ป่าหิมพานต์ลำพังพระองค์เดียวเท่านั้น. ท้าวเธอเสวย เนื้อที่ทรงล่าได้เป็นกระยาหาร เสด็จท่องเที่ยวไปถึงลำน้ำน้อย ๆ สายหนึ่ง โดยลำดับ ก็เสด็จขึ้นไปถึงต้นสาย ฝูงกินนรที่อยู่ ณ จันทบรรพต เวลาฤดูฝน ก็ไม่ลงมา พากันอยู่ที่ภูเขานั่นแหละ ถึงฤดูแล้งจึงพากันลงมา. ครั้งนั้น จันทกินนรลงมากับภรรยาของตน เที่ยวเก็บเล็มของหอมในที่นั้น ๆ กินเกษร ดอกไม้ นุ่งห่มด้วยสาหร่ายดอกไม้ เหนี่ยวเถาชิงช้าเป็นต้น เล่นพลางขับร้อง ไปพลาง ด้วยเสียงจะแจ้วเจื้อยจนถึงลำน้ำน้อยสายนั้น หยุดลงตรงที่เป็นคุ้ง แห่งหนึ่ง โปรยปรายดอกไม้ลงในน้ำ ลงเล่นน้ำแล้วนุ่งห่มสาหร่ายดอกไม้ จัด แจงแต่งที่นอนด้วยดอกไม้ เหนือหาดทรายซึ่งมีสีเพียงแผ่นเงิน ถือขลุ่ยเลาหนึ่ง
หน้า 366 ข้อ 1890
นั่งเหนือที่นอน. ต่อจากนั้น จันทกินนรก็เป่าขลุ่ยขับร้องด้วยเสียงอันหวานฉ่ำ จันทกินรีก็ฟ้อนหัตถ์อันอ่อนยืนอยู่ในที่ใกล้สามีฟ้อนไปบ้าง ขับร้องไปบ้าง. พระราชานั้นทรงสดับเสียงของกินนรกินรีนั้น ก็ทรงย่องเข้าไปค่อย ๆ ยืน แอบในที่กำบัง ทรงทอดพระเนตรกินนรเหล่านั้น ก็ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ในกินรี ทรงดำริว่า จักยิงกินนรนั้นเสียให้ถึงสิ้นชีวิต ถึงสำเร็จการอยู่ร่วมกินรีนี้ แล้วทรงยิงจันทกินนร. เธอเจ็บปวดรำพันกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า ดูก่อนนางจันทา ชีวิตของพี่ใกล้จะขาดอยู่แล้ว พี่กำลังเมาเลือด จันทาเอ๋ย พี่เห็นจะละชีวิตไปแม้ใน วันนี้ ลมปราณของพี่กำลังจะดับ ชีวิตของพี่กำลัง จะจม ความทุกข์กำลังเผาผลาญหัวใจพี่ พี่ลำบากยิ่งนัก ความโศกของพี่ครั้งนี้ เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความ โศกเหล่าอื่น เพราะเหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึง พี่โดยแท้ พี่จะเหี่ยวแห้ง เหมือนต้นหญ้าที่ถูกทิ้งไว้ บนแผ่นหินร้อน เหมือนต้นไม้มีรากอันขาด พี่จะ เหือดหายเหมือนแม่น้ำที่ขาดห้วง ความโศกของพี่ครั้ง นี่เป็นความโศกยิ่งใหญ่ว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะ เหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้ น้ำตาของ พี่ไหลออกเรื่อย ๆ เหมือนน้ำฝนที่ตกลงที่เชิงบรรพต ไหลไปไม่ขาดสายฉะนั้น ความโศกของพี่ครั้งนี้ เป็นความโศกยิ่งใหญ่กว่าความโศกเหล่าอื่น เพราะ เหตุแห่งเจ้าจันทาผู้จะเศร้าโศกถึงพี่โดยแท้.
หน้า 367 ข้อ 1890
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนียติ ความว่า ชีวิตของพี่ใกล้จะขาด อยู่แล้ว. บทว่า อิทํ ได้แก่ ชีวิต. บทว่า ปาณา ความว่า ดูก่อนจันทา ลมปราณคือชีวิตของพี่ย่อมจะดับ. บทว่า โอสธิ เม ความว่า ชีวิตของพี่ ย่อมจะจมลง. บทว่า นิตมานิ แปลว่า พี่ย่อมลำบากอย่างยิ่ง. บทว่า ตว จนฺทิยา ความว่า นี้เป็นความทุกข์ของพี่. บทว่า น นํ อญฺเหิ โสเกหิ ความว่า โดยที่แท้นี้เป็นเหตุแห่งความโศกของเธอผู้ชื่อว่าจันทีเมื่อกำลังเศร้าโศก อยู่ เพราะเหตุที่เธอเศร้าโศก็เพราะความพลัดพรากของเรา. ด้วยบทว่า ติณมิว มิลายามิ เธอกล่าวว่า ข้าจะเหี่ยวเฉา เหมือนต้นหญ้าที่ถูกทอดทิ้งบนแผ่นหิน อันร้อน เหมือนป่าไม้ที่ถูกตัดรากฉะนั้น . บทว่า สเร ปาเท ความว่า เหมือนสายฝนที่ตกบนเชิงเขาไหลซ่านไปไม่ขาดสายฉะนั้น. พระมหาสัตว์คร่ำครวญด้วยคาถาสี่เหล่านี้ นอนเหนือที่นอนดอกไม้ นั่นเอง ชักดิ้นสิ้นสติ. ฝ่ายพระราชายังคงยืนอยู่. จันทากินรีเมื่อพระมหาสัตว์ รำพัน กำลังเพลิดเพลินเสียด้วยความรื่นเริงของตน มิได้รู้ว่าเธอถูกยิง แต่ ครั้นเห็นเธอไร้สัญญานอนดิ้นไป ก็ใคร่ครวญว่า ทุกข์ของสามีเราเป็นอย่างไร หนอ พอเห็นเลือดไหลออกจากปากแผล ก็ไม่อาจสะกดกลั้นความโศกอัน มีกำลังที่เกิดขึ้นในสามีที่รักไว้ได้ ร่ำไห้ด้วยเสียงดัง. พระราชาทรงดำริว่า กินนรคงตายแล้ว ปรากฏพระองค์ออกมา. จันทาเห็นท้าวเธอหวั่นใจว่าโจร ผู้นี้คงยิงสามีที่รักของเรา จึงหนีไปอยู่บนยอดเขา พลางบริภาษพระราชา ได้ กล่าวคาถา ๕ คาถา ดังนี้ พระราชบุตรใด ยิงสามีผู้เป็นที่ปรารถนาของเรา เพื่อให้เป็นหม้ายที่ชายป่า พระราชบุตรนั้นเป็นคน เลวทรามแท้ สามีของเรานั้นถูกยิงแล้วนอนอยู่ที่พื้นดิน
หน้า 368 ข้อ 1890
พระราชบุตรเอ๋ย มารดาของท่านจงได้รับสนองความ โศกในดวงหทัยของข้าผู้เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ ชายา ของท่านจงได้รับสนองความโศกในดวงหทัยของข้าผู้ เพ่งมองดูกินนรผู้สามีนี้ พระราชบุตรเอ๋ย ท่านได้ฆ่า กินนรผู้ไม่ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอ มารดาของท่านอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย ท่าน ได้ฆ่ากินนรีผู้ไม่ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา ขอชายาของท่านจงอย่าได้พบเห็นบุตรและสามีเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วรากิยา แปลว่า ผู้กำพร้า. บทว่า ปฏิมุจฺจตุ ได้แก่ จงกลับได้ คือถูกต้องบรรลุ. บทว่า มยฺหํ กามาหิ ได้แก่ เพราะความรักใคร่ในฉัน. พระราชาเมื่อจะตรัสปลอบนางผู้ยืนร่ำไห้เหนือยอดภูเขาด้วย ๕ คาถา จึงตรัสคาถาว่า ดูก่อนนางจันทา ผู้มีนัยน์ตาเบิกบานดังดอกไม้ ในป่า เธออย่าร้องไห้ไปเลย เธอจักได้เป็นอัครมเหสี ของฉันมีเหล่านารีในราชสกุลบูชา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺเท ความว่า เพราะได้สดับชื่อของ พระโพธิสัตว์เวลาคร่ำครวญ จึงได้ตรัสอย่างนั้น. บทว่า วนติมิรมตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีนัยน์ตาเสมอด้วยดอกไม้ที่มืดมัวในป่า. บทว่า ปูชิตา ความว่า เธอจะได้เป็นอัครมเหสีผู้เป็นหัวหน้าของบรรดาหญิง ๑๖,๐๐๐ คน. นางจันทากินรี ฟังคำของท้าวเธอแล้วกล่าวว่า ท่านพูดอะไร เมื่อจะ บันลือสีหนาทจึงกล่าวคาถาต่อไปว่า
หน้า 369 ข้อ 1890
ถึงแม้ว่าเราจักต้องตาย แต่เราจักไม่ขอยอมเป็น ของท่าน ผู้ฆ่ากินนรสามีของเรา ผู้มิได้ประทุษร้าย เพราะความรักใคร่ในเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ นูนาหํ ความว่า ถึงแม้เราจักต้อง ตายอย่างแน่นอนทีเดียว. ท้าวเธอฟังคำของนางแล้วหมดความรักใคร่ ตรัสคาถาต่อไปว่า แน่ะนางกินรีผู้ขี้ขลาด มีความรักใคร่ต่อชีวิต เจ้าจงไปสู่ป่าหิมพานต์เถิด มฤคอื่น ๆ ที่บริโภคกฤษ- ณาและกระลำพัก จักยังรักใคร่ยินดีต่อเจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ ภีรุเก แปลว่า ผู้มีชาติขลาดเป็น อย่างยิ่ง. บทว่า ตาลิสตคฺครโภชนา ความว่า มฤคอื่น ๆ ที่บริโภคใบ กฤษณาและใบกระลำพัก จักยังรักษาความยินดีต่อเจ้า. ท้าวเธอได้กล่าวกะนาง ว่า เธอจงอย่าไปจากความลับในราชตระกูล. ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้วก็เสด็จหลีกไปอย่างหมดเยื่อใย นางทราบว่า ท้าวเธอไปแล้วก็ลงมากอดพระมหาสัตว์ อุ้มขึ้นสู่ยอดภูเขา ให้นอนเหนือยอด ภูเขา ยกศีรษะวางไว้เหนือขาของตน พลางพร่ำไห้เป็นกำลัง จึงกล่าว คาถา ๑๒ คาถาว่า ข้าแต่กินนร ภูเขาเหล่านั้น ซอกเขาเหล่านั้น และถ้ำเหล่านั้นตั้งอยู่ ณ ที่นั้น ฉันไม่เห็นท่านในที่ นั้น ๆ จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็น ท่านที่เทือกเขา ซึ่งเราเคยร่วมอภิรมย์กัน จะกระทำ อย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาอัน
หน้า 370 ข้อ 1890
ลาดด้วยใบไม้เป็นที่น่ารื่นรมย์ พวกมฤคร้ายกล้ำ- กลาย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่าน ที่แผ่นผาอันลาดด้วยดอกไม้ เป็นที่น่ารื่นรมย์ พวก มฤคร้ายกล้ำกลาย จะทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ลำธารอันมีน้ำใสไหลอยู่เรื่อย ๆ มี กระแสเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกโกสุม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนรเมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมี สีเขียว น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์มีสีเหลืองอร่าม น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉัน ไม่เห็นท่านที่ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีแดง น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ ยอดเขาหิมพานต์อันสูงตระหง่าน น่าดูน่าชม จะ กระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ ยอดเขาหิมพานต์อันมีสีขาว น่าดูน่าชม จะกระทำ อย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ยอดเขา หิมพานต์อันงามวิจิตร น่าดูน่าชม จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เขาคันธมาทน์ อัน ดารดาษไปด้วยยาต่าง ๆ เป็นถิ่นที่อยู่ของหมู่เทพเจ้า จะกระทำอย่างไร ข้าแต่กินนร เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่ ภูเขาคันธมาทน์ อันดารดาษไปด้วยโอสถทั้งหลาย จะกระทำอย่างไร.
หน้า 371 ข้อ 1890
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ปพฺพตา ความว่า ภูเขาเหล่านั้น ซอกเขาเหล่านั้น และถ้ำเขาเหล่านั้น ที่เราเคยขึ้นร่วมอภิรมย์ ตั้งอยู่ ณ ที่นั้นนั่นแล บัดนี้ เมื่อฉันไม่เห็นท่านที่เทือกเขานั้น เราจะทำอย่างไรเล่าเมื่อ ฉันไม่เห็นท่านที่แผ่นผาลาดอันงดงามไปด้วยใบไม้ดอกและผลเป็นต้น ร่ำไรอยู่ ว่าเราจะอดกลั้นได้อย่างไร. บทว่า ปณฺณสณฺตา ความว่า ดารดาษด้วย กลิ่นและใบ ของใบกฤษณาเป็นต้น. บทว่า อจฺฉา ได้แก่ มีน้ำใสสะอาด. บทว่า นีลานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยแก้วมณี. บทว่า ปีตานิ ได้แก่ สำเร็จ ด้วยทองคำ. บทว่า ตมฺพานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยมโนศิลา. บทว่า ตุงฺคานิ ความว่า มีปลายคมสูง. บทว่า เสตานิ ได้แก่ สำเร็จด้วยเงิน. บทว่า จตฺรานิ ได้แก่ เจือด้วยรัตนะ ๗ ประการ. บทว่า ยกฺขคณเสวิเต ความว่า อัน ภุมเทวดาเสพแล้ว. นางร่ำไห้ด้วยคาถาสิบสองบทด้วยประการฉะนี้แล้ว วางมือลงตรงอุระ พระมหาสัตว์ รู้ว่ายังอุ่นอยู่ ก็คิดว่า พี่จันท์ ยังมีชีวิตเป็นแน่ เราต้องกระทำการ เพ่งโทษเทวดา ให้ชีวิตของเธอคืนมาเถิด. แล้วได้กระทำการเพ่งโทษเทวดาว่า เทพเจ้าที่ได้นามว่าท้าวโลกบาลน่ะ ไม่มีเสียหรือไรเล่า หรือหลบไปเสียหมดแล้ว หรือตายหมดแล้ว ช่างไม่ดูแลผัวรักของข้าเสียเลย. ด้วยแรงโศกของนาง พิภพ ท้าวสักกะเกิดร้อน. ท้าวสักกะทรงดำริทราบเหตุนั้น แปลงเป็นพราหมณ์ถือ กุณฑีน้ำมาหลงรดพระมหาสัตว์. ทันใดนั้นเองพิษก็หายสิ้น. แผลก็เต็ม แม้แต่ รอยที่ว่าถูกยิงตรงนี้ก็มิได้ปรากฏ. พระมหาสัตว์สบายลุกขึ้นได้ จันทาเห็น สามีที่รักหายโรค แสนจะดีใจ ไหว้แทบเท้าของท้าวสักกะ กล่าวคาถาเป็น ลำดับว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ผู้เป็นเจ้า ฉันขอไหว้เท้า ทั้งสองของท่านผู้มีความเห็นดู มารดสามีผู้ที่ดิฉัน
หน้า 372 ข้อ 1890
ซึ่งเป็นกำพร้าปรารถนายิ่งนักด้วยน้ำอมฤต ดิฉันได้ ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยสามีผู้เป็นที่รักยิ่งแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมเตน ความว่า นางจันทากินรี สำคัญว่า เป็นน้ำอมฤตจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ปิยตเมน แปลว่า น่ารักกว่า บาลีก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ท้าวสักกะได้ประทานโอวาทแก่กินนรทั้งคู่นั้นว่า ตั้งแต่บัดนี้เธอทั้งสอง อย่าลงจากจันทบรรพตไปสู่ถิ่นมนุษย์เลย จงพากันอยู่ที่นี้เท่านั้นนะ ครั้นแล้ว ก็เสด็จไปสู่สถานที่ของท้าวเธอ. ฝ่ายจันทากินรีก็กล่าวว่า พี่เจ้าเอ๋ย เราจะต้องการอะไร ด้วยสถานที่ อันมีภัยรอบด้านนี้เล่า มาเถิดค่ะ เราพากันไปสู่จันทบรรพตเลยเถิดคะ แล้ว กล่าวคาถาสุดท้ายว่า บัดนี้ เราทั้งสองจักเที่ยวไปสู่ลำธารอันมีกระแส สินธุ์อันเกลื่อนกล่นด้วยดอกโกสุม ดารดาษไปด้วย บุบผชาติต่าง ๆ เราทั้งสองจะกล่าววาจาเป็นที่รักแก่ กันและกัน. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนนางก็ไม่ได้เอาใจออกห่างเรา มิใช่หญิงที่ผู้อื่นจะนำไปได้เหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาใน ครั้งนั้นได้มาเป็นเทวทัต ท้าวสักกะได้มาเป็นอนุรุทธะ จันทากินรี ได้ มาเป็นมารดาเจ้าราหุล ส่วนจันทกินนรได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาจันทกินนรชาดก
หน้า 373 ข้อ 1891, 1892, 1893, 1894, 1895
๓. มหาอุกกุสชาดก ว่าด้วยสัตว์ ๔ สหาย [๑๘๙๑] พวกพรานชาวชนบท พากันมัดคบเพลิง อยู่บนเกาะ ปรารถนาจะกินลูกน้อยของเรา ข้าแต่ พญาเหยี่ยว ท่านจงบอกมิตรและสหาย จงแจ้งความ พินาศแห่งหมู่ญาติของเรา. [๑๘๙๒] ข้าแต่พญานกออก ท่านเป็นนกที่ ประเสริฐกว่านกทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอยึดท่านเป็นที่พึ่ง พวกพรานชาวชนบทปรารถนาจะกินลูกน้อยของ ข้าพเจ้า ขอท่านจงช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับความสุขเถิด. [๑๘๙๓] บัณฑิตทั้งหลาย ผู้แสวงหาความสุข ทั้งในกาลและมิใช่กาล ย่อมทำบุคคลให้เป็นมิตรสหาย ดูก่อนเหยี่ยว ฉันจะกระทำประโยชน์อันนี้แก่ท่านจงได้ ที่จริง อริยชนย่อมกระทำกิจให้แก่อริยชน. [๑๘๙๔] กิจอันใด ที่อริยชนผู้มีความอนุเคราะห์ จะพึงกระทำแก่อริยชน กิจอันนั้น ชื่อว่า อันท่าน กระทำแล้ว ขอท่านจงรักษาตัวเถิด อย่ารีบร้อนไป นักเลย เมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่เราก็จะได้ลูกคืนมาเป็นแน่. [๑๘๙๕] ฉันกระทำการรักษาป้องกันนั้น แม้ถึง ตัวจะตายก็มิได้สะดุ้งเลย แท้จริงสหายทั้งหลายผู้ยอม
หน้า 374 ข้อ 1896, 1897, 1898, 1899, 1900
สละชีวิต กระทำเพื่อสหายทั้งหลาย นี่เป็นธรรมดา ของสัตบุรุษทั้งหลาย. [๑๘๙๖] นกออกตัวนี้ซึ่งเป็นอัณฑชะ ได้กระทำ กรรมที่ทำได้แสนยาก เพื่อประโยชน์แก่ลูกเหยี่ยว ตั้งแต่ยามครึ่งจนถึงเที่ยงคืนไม่หยุดหย่อน. [๑๘๙๗] แท้จริง คนบางพวก ถึงจะเคลื่อนคลาด พลาดพลั้งจากการงานของตน ก็ยังตั้งตัวได้ด้วยความ อนุเคราะห์ของมิตรทั้งหลาย พวกลูกทั้งหลายของ ข้าพเจ้าเดือดร้อน ข้าพเจ้าจึงรีบมาหาท่านเพื่อขอให้ ท่านเป็นที่พึ่งอาศัย ดูก่อนเต่าผู้เป็นสหาย ขอท่าน ช่วยบำเพ็ญประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเถิด. [๑๘๙๘] บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมทำบุคคลให้เป็น มิตรสหายด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือกและด้วยตน ดูก่อน เหยี่ยว ข้าพเจ้าจะกระทำประโยชน์นี้แก่ท่านให้จงได้ เพราะอริยชนย่อมทำกิจแก่อริยชน. [๑๘๙๙] คุณพ่อครับ ขอคุณพ่อจงมีความขวน- ขวายน้อยอยู่เฉย ๆ เถิด บุตรย่อมบำเพ็ญสิ่งที่เป็น ประโยชน์เพื่อบิดา ผมเองจักป้องกันลูกทั้งหลายของ พญาเหยี่ยว จักบำเพ็ญประโยชน์เพื่อคุณพ่อ. [๑๙๐๐] ลูกเอ๋ย บุตรพึงบำเพ็ญสิ่งที่เป็น ประโยชน์เพื่อบิดา นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย โดยแท้แล พวกพรานทั้งหลายแลเห็นพ่อผู้มีกายอัน
หน้า 375 ข้อ 1901, 1902, 1903, 1904, 1905
ใหญ่โต ที่ไหนเลยจะเบียดเบียนลูกทั้งหลายของพญา- เหยี่ยวได้. [๑๙๐๑] ข้าแต่พญาราชสีห์ประเสริฐด้วยความ แกล้วกล้า สัตว์และมนุษย์เมือตกอยู่ในภัยแล้ว ย่อม เข้าไปหาผู้ประเสริฐ พวกบุตรของข้าพเจ้าเดือดร้อน ข้าพเจ้าจึงรีบมาหาท่านเพื่อขอให้ท่านเป็นที่พึ่งอาศัย ท่านเป็นเจ้านายของข้าพเจ้า ขอท่านได้โปรดช่วยให้ ข้าพเจ้าได้รับความสุขด้วยเถิด. [๑๙๐๒] ดูก่อนพญาเหยี่ยวผู้สหาย ฉันจะบำเพ็ญ ประโยชน์นี้เพื่อท่านให้จงได้ เรามาไปด้วยกันเพื่อ กำจัดหมู่ศัตรูของท่านนั้นเสีย วิญญูชนรู้ว่าภัยเกิดขึ้น แก่มิตร จะไม่พยายามเพื่อคุ้มครองมิตรอย่างไรได้. [๑๙๐๓] บุคคลพึงคบมิตรสหายและเจ้านายไว้ เพื่อได้รับความสุข เรากำจัดศัตรูได้ด้วยกำลังแห่งมิตร เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยบุตรทั้งหลาย บันเทิงอยู่ เหมือนเกราะที่บุคคลสวมแล้ว ป้องกันลูกศรทั้งหลาย ได้ฉะนั้น. [๑๙๐๔] ลูกน้อยทั้งหลายของเรา เปล่งเสียงอัน จับใจร้องรับเราผู้ร้องหาอยู่ ด้วยการกระทำของพญา เนื้อผู้เป็นมิตรสหายของตนซึ่งมิได้หนีไป. [๑๙๐๕] แน่ะเธอผู้ต้องการสิ่งที่น่าปรารถนา บัณฑิตได้มิตรสหายแล้ว ย่อมปกปักรักษาบุตร ปศุสัตว์
หน้า 376 ข้อ 1906
และทรัพย์ไว้ได้ ฉัน บุตร และสามีของฉันด้วย เป็น ผู้พร้อมเพรียงกัน เพราะความอนุเคราะห์ของมิตร ทั้งหลาย บุคคลผู้มีพระราชาและมีมิตรผู้กล้าหาญ สามารถจะบรรลุถึงประโยชน์ได้เพราะสหายเหล่านี้ ย่อมมีแก่ผู้มีมิตรธรรมอันบริบูรณ์ บุคคลผู้มีมิตรสหาย มียศ มีตนอันสูงส่ง ย่อมบันเทิงใจอยู่ในโลกนี้ด้วย. [๑๙๐๖] ข้าแต่พญาเหยี่ยว มิตรธรรมทั้งหลาย แม้ผู้ที่ยากจนก็ควรทำดูซีท่าน เราพร้อมด้วยหมู่ญาติ เป็นผู้พร้อมเพรียงกัน ด้วยความอนุเคราะห์ของมิตร นกตัวใดผูกมิตรไว้กับผู้กล้าหาญ มีกำลัง นกตัวนั้น ย่อมมีความสุขเหมือนฉันกับเธอฉะนั้น. จบมหาอุกกุสชาดกที่ ๓
หน้า 377 ข้อ 1906
อรรถกถามหาอุกกุสชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรง พระปรารภอุบาสกผู้ผูกมิตร ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุกฺกา มิลาจา พนฺธนฺติ ดังนี้. ได้ยินว่า อุบาสกนั้นเป็นบุตรแห่งตระกูลเก่าแก่ในพระนครสาวัตถี ส่งสหายไปให้ขอกุลธิดาคนหนึ่ง. กุลธิดานั้นถามว่า ก็มิตรและสหาย ที่สามารถแบ่งเบากิจที่เกิดขึ้นของเขามีไหมละ. ตอบว่า ไม่มี. ครั้นกุลธิดานั้น กล่าวคำว่า ถ้าเช่นนั้น เขาต้องผูกมิตรไว้ก่อนเถิด. เขาตั้งอยู่ในคำตักเตือนนั้น เริ่มกระทำไมตรีกับคนเฝ้าประตูทั้งสี่ก่อน แล้วได้กระทำไมตรีกับหน่วยคุ้มกัน พระนคร และอิสรชนมีมหาอำมาตย์เป็นต้น แม้กับท่านเสนาบดีและกับพระ- อุปราช ก็กระทำไมตรีไว้ด้วย ครั้นเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชนเหล่านั้นได้ ก็กระทำไมตรีกับพระราชาโดยลำดับ ต่อจากนั้น ก็ได้กระทำไมตรีกับพระ มหาเถระ ๘๐ องค์ เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้กับพระอานนท์ ก็ได้กระทำไมตรี กับพระตถาคตเจ้า. ทีนั้นพระศาสดาก็ทรงโปรดให้เขาดำรงในสรณะและศีล. พระราชาเล่าก็โปรดประทานอิสริยยศแก่เขา. เขาเลยปรากฏนามว่า มิตตคันถกะ นั่นเเหละ. ครั้งนั้น พระราชาประทานเรือนหลังใหญ่แก่เขา โปรดให้กระทำ อาวาหมงคล. มหาชนตั้งต้นแต่พระราชาส่งบรรณาการให้เขา ครั้งนั้นภรรยา ของเขาก็ส่งบรรณาการ ที่พระราชาทรงประทาน ไปถวายแด่พระอุปราช ส่ง บรรณาการที่พระอุปราชส่งประทานไปให้แก่เสนาบดีเป็นลำดับไป ด้วยอุบาย นี้แหละ ได้ผูกพันชาวพระนครทั่วหน้าไว้ได้. ในวันที่เจ็ดจัดมหาสักการะ เชิญเสด็จพระทศพลถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์ประมาณ ๕๐๐ รูป มีพระพุทธเจ้า
หน้า 378 ข้อ 1906
เป็นประมุข เวลาเสร็จภัตกิจ ฟังพระดำรัสอนุโมทนาที่พระศาสดาตรัส คู่สามี ภรรยา ก็ดำรงในโสดาปัตติผล. พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้นสนทนากัน ในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย อุบาสกมิตตคันถกะ อาศัยภรรยาของตน ฟังคำของนาง ทำไมตรีกับคนทั้งปวง ได้สมบัติมาก จากสำนักพระราชา ทำไมตรีกับพระตถาคตเจ้า ก็ดำรงในโสดาปัตติผลทั้งคู่. พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้เธอนั่งสนทนาด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุ กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อุบาสกนี้อาศัยมาตุคามถึงยศใหญ่ แม้ในครั้งก่อน เขาบังเกิดในกำเนิด ดิรัจฉาน กระทำไมตรีกับสัตว์เป็นอันมากตามคำของนาง พ้นจากความโศก เพราะบุตรได้ ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งหนึ่งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในนคร พาราณสี ชาวปัจจันตชนบทเหล่านั้นได้เนื้อมาก ๆ ในที่ใด ๆ ก็พากันตั้ง บ้านขึ้นในที่นั้น ๆ แล้วพากันเที่ยวในป่าฆ่ามฤคเป็นต้น ขนเนื้อมาเลี้ยงลูกเมีย. ในไม่ไกลจากบ้านของพวกนั้น มีสระใหญ่เกิดเองอยู่. ด้านขวาของสระนั้น มีเหยี่ยวตัวหนึ่ง ด้านหลังมีนางเหยี่ยวตัวหนึ่ง ด้านเหนือมีราชสีห์ ด้าน ตะวันออกมีพญานกออกอาศัยอยู่ ส่วนในที่ตื้นกลางสระ. เต่าอาศัยอยู่. ครั้งนั้น เหยี่ยวกล่าวกับนางเหยี่ยวว่า เป็นภรรยาข้าเถิด. นางเหยี่ยวจึงกล่าวกะเขาว่า ก็แกมีเพื่อนบ้างไหมล่ะ. ตอบว่า ไม่มีเลย. นางกล่าวว่า เมื่อภัยหรือ ทุกข์บังเกิดแก่เรา เราต้องได้มิตรหรือสหายช่วยแบ่งเบา จึงจะควร แกต้อง ผูกมิตรก่อนเถิด. ถามว่า นางผู้เจริญ เราจะทำไมตรีกับใครเล่า. อบว่า แกจงทำไมตรีกับพญานกออกที่อยู่ด้านตะวันออก กับราชสีห์ที่อยู่ด้านเหนือ กับเต่าที่อยู่กลางสระ. เขาฟังคำของนางแล้วรับคำ ได้กระทำตามนั้น. ครั้งนั้น เหยี่ยวทั้งคู่ก็ได้จัดแจงที่อยู่ เขาพากันทำรัง อาศัยอยู่ ณ ต้นกระทุ่ม อันอยู่
หน้า 379 ข้อ 1906
บนเกาะแห่งหนึ่งในสระนั้นเอง มีน้ำล้อมรอบ. ครั้นต่อมาเหยี่ยวทั้งคู่ก็ได้ให้ กำเนิดลูกน้อยสองตัว. ขณะที่ลูกเหยี่ยวทั้งสองยังไม่มีขนปีกนั้นเอง วันหนึ่ง ชาวชนบทเหล่านั้นพากันตระเวนป่าตลอดวัน ไม่ได้เนื้ออะไร ๆ เลย คิดกันว่า พวกเราไม่อาจไปเรือนอย่างมือเปล่าได้ ต้องจับปลาหรือเต่าไปให้ได้ พากัน ลงสระไปถึงเกาะนั้น นอนที่โคนต้นกระทุ่มต้นนั้น เมื่อถูกยุงเป็นต้นรุมกัด ก็ช่วยกันสีไฟก่อไฟ ทำควันเพื่อไล่ยุงเป็นต้นเหล่านั้น. ควันก็ขึ้นไปรมนก ทั้งหลาย. ลูกนกก็พากันร้อง ชาวชนบทได้ยินเสียงต่างกล่าวว่า ชาวเราเอ๋ย เสียงลูกนก ขึ้นซี มัดคบเถิด หิวจนทนไม่ไหว กินเนื้อนกแล้วค่อยนอนกัน พลางก่อไฟให้ลุกแล้วช่วยกันมัดคบ. แม่นกได้ยินเสียงพวกนั้นคิดว่า คนพวกนี้ ต้องการจะกินลูกของเรา เราผูกมิตรไว้เพื่อกำจัดภัยทำนองนี้ ต้องส่งผัวไปหา พญานกออก แล้วกล่าวว่า ไปเถิดนายจ๋า ภัยบังเกิดแก่ลูกของเราแล้วละ จง บอกแก่พญานกออกเถิด พลางกล่าวคาถาต้นว่า พรานชาวชนบท พากันมัดคบเพลิงอยู่บนเกาะ ปรารถนาจะกินลูกน้อยของเรา ข้าแต่พญาเหยี่ยว ท่านจงบอกมิตรและสหาย จงแจ้งความพินาศแห่งหมู่ ญาติของเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิลาจา แปลว่า ชาวชนบท. บทว่า ทีเป แปลว่า ในเกาะน้อย. บทว่า ปชา มมํ ได้แก่ บุตรของเรา. แม่นก เรียกนกเสนกะโดยชื่อว่า เสนกะ. บทว่า าติพฺยสนํ ทิชานํ ความว่า แม่นกกล่าวว่า ท่านจงไปบอกความวอดวายของนกที่เป็นญาติของเรานี้แก่พญา เหยี่ยวดำ.
หน้า 380 ข้อ 1906
พ่อเหยี่ยวนั้นบินไปที่อยู่ของพญานกออกโดยเร็ว แล้วขันบอกให้รู้การ ที่ตนมา ได้รับโอกาส ก็เข้าไปไหว้ ถูกถามว่า เจ้ามาทำไม เมื่อแสดงเหตุที่ ต้องมา กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ข้าแต่พญานกออก ท่านเป็นนกประเสริฐกว่า นกทั้งหลาย ข้าพเจ้าขอยึดท่านเป็นที่พึ่ง พวกพราน ชาวชนบทปรารถนาจะกินลูกน้อยของข้าพเจ้า ขอท่าน จงช่วยให้ข้าพเจ้าได้รับความสุขเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิโช ความว่า ท่านเป็นนกที่ประเสริฐกว่า นกทั้งหลาย. พญานกออกปลอบเหยี่ยวว่า อย่ากลัวเลย แล้วกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า บัณฑิตทั้งหลาย ผู้แสวงหาความสุข ทั้งในกาล และไม่ใช่กาล ย่อมทำบุคคลให้เป็นมิตรสหาย ดูก่อน เหยี่ยว ฉันจะกระทำประโยชน์อันนี้แก่ท่านจงได้ ที่- จริง อริยชนย่อมกระทำกิจให้แก่อริยชน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล อกาเล ได้แก่ ในกลางวัน และกลางคืน. อาจาระในบทว่า อริโย นี้ท่านประสงค์เอาอริยะผู้ประเสริฐ พญานกออกกล่าวว่า ในที่นี้อะไรเรียกว่า อริยะ จริงอยู่ผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระ ย่อมทำกิจของผู้สมบูรณ์ด้วยอาจาระเท่านั้น. ลำดับนั้น พญานกออกถามเหยี่ยวว่า พวกคนป่าพากันขึ้นต้นไม้แล้ว หรือสหาย. ก็ตอบว่า ตอนนั้นยังไม่ได้ขึ้น กำลังพากันมัดคบเท่านั้น. บอกว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงรีบไปปลอบแม่สหายของเรา บอกถึงการมาของเราไว้เถิด. เหยี่ยวทำอย่างนั้น. ฝ่ายพญานกออกก็บินมาจับที่ยอดไม้ต้นหนึ่ง มองดูทางขึ้น
หน้า 381 ข้อ 1906
ของพวกชาวป่าไม่ไกลต้นกระทุ่ม เวลาที่ชาวป่าคนหนึ่งขึ้นต้นกระทุ่ม ใกล้ จะถึงรังก็ดำลงในสระ เอาน้ำมาด้วยปีกและด้วยปาก รดราดบนคบเสีย คบนั้นก็ดับ. พวกชาวป่ากล่าวว่า พวกเราต้องกินเหยี่ยวตัวนี้ด้วย กินลูก ของมันด้วยแล้วถอยลง จุดคบให้ลุก พากันปีนขึ้นไปใหม่. พญานกออกก็ เอาน้ำมาดับเสียอีก. เมื่อพญานกออกใช้อุบายนี้ดับคบที่ผูกแล้ว ๆ เวลาก็ล่วง ไปถึงเที่ยงคืน. พญานกออกเหน็ดเหนื่อยยิ่งนัก. พังผืดภายใต้ท้องหย่อน ตาทั้งคู่แดงก่ำ แม่เหยี่ยวเห็นแล้ว กล่าวกะผัวว่า นายจ๋า พญานกออกลำบาก เหลือเกินแล้ว พี่ เจ้าจงไปบอกพญาเต่าเถิด เพื่อให้พญานกออกพักผ่อนได้บ้าง พ่อเหยี่ยวฟังคำนั้นเข้าไปหาพญานกออก พลางเชื้อเชิญด้วยคาถาว่า กิจอันใด ที่อริยชนผู้มีความอนุเคราะห์ จะพึง กระทำแก่อริยชน กิจอันนั้น ชื่อว่าอันท่านกระทำแล้ว ขอท่านจงรักษาตัวเถิด อย่ารีบร้อนไปนักเลย เมื่อท่าน ยังมีชีวิตอยู่ เราก็จะได้ลูกคืนมาเป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยิทํ ตัดเป็น ตยา อิทํ บาลีก็ เหมือนกันแล. พญานกออกฟังคำของเหยี่ยวนั้นแล้ว เมื่อจะบันลือสีหนาทกล่าวคาถา ที่ ๕ ว่า ฉันกระทำการรักษาป้องกันนั้น แม้ถึงตัวจะตาย ก็ไม่ได้สะดุ้งเลย แท้จริงสหายทั้งหลายผู้ยอมสละชีวิต กระทำเพื่อสหายทั้งหลาย นี่เป็นธรรมดาของสัตบุรุษ ทั้งหลาย. ก็พระศาสดาเป็นอภิสัมพุทธ เมื่อทรงพรรณนาคุณของพญานกออก นั้นจึงตรัสคาถาที่ ๖ ว่า
หน้า 382 ข้อ 1906
นกออกตัวนี้ซึ่งเป็นอัณฑชะ ได้กระทำกรรมที่ ทำได้แสนยากเพื่อประโยชน์แก่ลูกเหยี่ยว ตั้งแต่ยาม- ครึ่งจนถึงเที่ยงคืนไม่หยุดหย่อน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุรุโร แปลว่า พญานกออก (หรือ เหยี่ยวดำ). บทว่า ปุตฺเต ความว่า รักลูกของเหยี่ยวอยู่เพื่อประโยชน์แก่ลูก ของเหยี่ยวเหล่านั้น. บทว่า อฑฺฒรตฺเต อนาคเต ความว่า กระทำความ พยายามจนถึงยามที่สอง จัดว่ากระทำได้ยาก. ฝ่ายพ่อเหยี่ยว กล่าวว่า ข้าแต่พญานกออกผู้สหาย เชิญท่านพักสัก หน่อยเถิด แล้วไปหาเต่า ปลุกเต่าลุกขึ้น เมื่อเต่ากล่าวว่า มาทำไม เพื่อนเอ๋ย ก็บอกว่า ภัยเห็นปานนี้บังเกิดแล้ว พญานกออกพยายามมาตั้งแต่ยามต้นจน เหนื่อย เหตุนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงต้องมาหาท่าน แล้วกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า แท้จริง คนบางพวก ถึงจะเคลื่อนคลาด พลาดพลั้งจากการงานของตน ก็ยังตั้งตัวได้ด้วยความ อนุเคราะห์ของมิตรทั้งหลาย พวกลูกทั้งหลายของ ข้าพเจ้าเดือดร้อน ข้าพเจ้าจึงรีบมาหาท่านเพื่อขอให้ เป็นที่พึ่งอาศัย ดูก่อนเต่าผู้เป็นสหาย ขอท่านช่วย บำเพ็ญประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเถิด. ความแห่งคาถานั้นมีว่า นายเอ๋ย จริงอยู่ บุคคลบางพวกถึงจะคลาด- เคลื่อนจากยศหรือจากทรัพย์ ถึงจะพลาดพลั้งจากการงานของตน ย่อมตั้งตน ได้ด้วยความอนุเคราะห์ของเพื่อนฝูง ก็บุตรของข้าพเจ้ากำลังถูกกิน เดือดร้อน เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงมากระทำท่านให้เป็นคติให้เป็นที่พำนัก เชิญท่านช่วยให้ ชีวิตทานแก่บุตรของข้าพเจ้า บำเพ็ญประโยชน์แก่ข้าพเจ้าเถิด.
หน้า 383 ข้อ 1906
เต่าฟังคำนั้นแล้วกล่าวคาถาต่อไปว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมทำบุคคลให้เป็นมิตร สหาย ด้วยทรัพย์ข้าวเปลือกและด้วยตน ดูก่อนเหยี่ยว ข้าพเจ้าจะกระทำประโยชน์นี้แก่ท่านให้จงได้ เพราะ อริยชนย่อมทำกิจแก่อริยชน. ครั้งนั้น บุตรของเต่านอนอยู่ไม่ไกล ฟังคำบิดา คิดว่าบิดาของเรา อย่าลำบากเลย เราจักกระทำกิจเอง กล่าวคาถาที่ ๙ ว่า คุณพ่อครับ ขอคุณพ่อจงมีความขวนขวายน้อย อยู่เฉย ๆ เถิด บุตรย่อมบำเพ็ญสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อ บิดา ผมเองจักป้องกันลูกทั้งหลายของพญาเหยี่ยว จัก บำเพ็ญประโยชน์เพื่อคุณพ่อ. ครั้งนั้นบิดาได้กล่าวโต้ด้วยคาถาว่า ลูกเอ๋ย บุตรพึงบำเพ็ญสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อ บิดา นี่เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายโดยแท้แล พวก พรานทั้งหลายแลเห็นพ่อผู้มีกายอันใหญ่โต ที่ไหน เลยจะเบียดเบียนลูกทั้งหลายของพญาเหยี่ยวได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตเมส ธมฺโม ความว่า นี่เป็นธรรม ของบัณฑิตทั้งหลาย. บทว่า ปุตฺตา น ความว่า พวกพรานชนบท ไม่พึง เบียดเบียนพวกลูก ๆ ของเหยี่ยว. เต่าใหญ่ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ส่งเหยี่ยวไปล่วงหน้า ด้วยคำว่า เพื่อนเอ๋ย อย่ากลัว เจ้าจงไปก่อน ข้าจักไปเดี๋ยวนี้ พลางโดดลงน้ำ กวาด เปือกตมและสาหร่ายมา ถึงเกาะแล้ว ก็ดับไฟเสียหมอบอยู่. พวกชาวป่า
หน้า 384 ข้อ 1906
พูดกันว่า พวกเราจะไปมัวต้องการลูกนกทำไม กลับมาฆ่าไอ้เต่าบอดตัวนี้เถิด มันถึงจะพอแก่เราทุกคน พลางดึงเถาวัลย์เป็นสาย แก้ผ้านุ่งผูกไว้ ณ ที่นั้น ๆ ก็ไม่อาจพลิกเต่าได้. เต่าเล่าก็พาพวกนั้นไปโดดลงน้ำตรงที่ลึก ๆ. พวกเหล่านั้น ต่างตามไปด้วยเพราะอยากได้เต่า ต่างก็มีท้องเต็มไปด้วยน้ำ ลำบากไปตาม ๆ กัน ครั้นผละได้แล้วพูดกันว่า พวกเราเหวย นกออกตัวหนึ่งคอยดับคบของเราเสีย ตั้งครึ่งคืน คราวนี้โดนเต่านี้ให้ตกน้ำ ดื่นน้ำท้องกางไปตาม ๆ กัน ก่อไฟกัน ใหม่เถอะ แม้อรุณจะขึ้นแล้ว ก็ต้องกินลูกเหยี่ยวเหล่านี้จงได้ แล้วเริ่มก่อไฟ. แม่นกฟังคำของพวกนั้นกล่าวว่า นายเอ๋ย พวกเหล่านั้นจักต้องกินลูกของเรา ให้ได้ในเวลาใดเวลาหนึ่ง แล้วจึงจะพากันไป เธอจงไปหาราชสีห์ที่เป็นสหาย ของเราเถิด. เหยี่ยวนั้นไปถึงสำนักราชสีห์ทันทีทันใด เมื่อราชสีห์พูดว่า เป็น อะไรเล่า จึงได้มาในเวลาอันไม่ควร ก็แจ้งเรื่องนั้นตั้งแต่ต้น แล้วกล่าวคาถาที่ ๑๑ ว่า ข้าแต่ราชสีห์ที่ประเสริฐด้วยความแกล้วกล้า สัตว์และมนุษย์เมื่อตกอยู่ในภัยแล้ว ย่อมเข้าไปหาผู้ ประเสริฐ พวกบุตรของข้าพเจ้าเดือดร้อน ข้าพเจ้าจึง รีบมาหาท่านเพื่อขอให้ท่านเป็นที่พึ่งอาศัย ท่านเป็น เจ้านายของข้าพเจ้า ขอท่านได้โปรดช่วยให้ข้าพเจ้า ได้รับความสุขด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ปสู เหยี่ยวนั้นกล่าวหมายเอาสัตว์ ดิรัจฉานทั้งหลาย ท่านกล่าวอธิบายคำนี้ว่า ดูก่อนนาย ในบรรดาหมู่มฤค ท่านเป็นผู้ประเสริฐกว่าด้วยความเพียร ทั้งสัตว์ดิรัจฉานทั้งมนุษย์ ทั้งหมดใน โลกยามประสบภัย ย่อมพากันเข้าหาท่านผู้ประเสริฐ ก็แลพวกบุตรของข้าพเจ้า
หน้า 385 ข้อ 1906
กำลังเดือดร้อน ข้าพเจ้านั้นจึงมาพึ่งพาท่าน ท่านเป็นราชาแห่งพวกข้าพเจ้า ก็ขอจงเป็นเพื่อความสุขของข้าพเจ้าเถิด. ราชสีห์ ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาว่า ดูก่อนพญาเหยี่ยวผู้สหาย ฉันจะบำเพ็ญประ- โยชน์นี้เพื่อท่านให้จงได้ เรามาด้วยกันเพื่อกำจัดหมู่ ศัตรูของท่านนั้นเสีย วิญญูชนรู้ว่าภัยเกิดขึ้นแก่มิตร จะไม่พยายามเพื่อคุ้มครองมิตรอย่างไรได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ทิสตํ ได้แก่ หมู่แห่งศัตรูนั้น อธิบายว่า หมู่แห่งศัตรูของท่านนั้น. บทว่า ปหุ ความว่า สามารถเพื่อ กำจัดหมู่อมิตร. บทว่า สมฺปชาโน ความว่า รู้อยู่ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งภัย ของมิตร. บทว่า อตฺตชนสฺส ได้แก่ ชนผู้เป็นมิตรผู้เสมอกับตน คือผู้เสมอ กับอวัยวะ. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ราชสีห์ก็ส่งเหยี่ยวนั้นไปว่า เจ้าจงไป จง คอยปลอบลูกไว้เถิด แล้วเดินลุยน้ำอันมีสีเหมือนแก้วมณีไป. พวกชาวป่าเห็น ราชสีห์นั้นกำลังเดินมา พากันพูดว่า ครั้งแรกนกออกคอยดับไฟของพวกเราเสีย เต่ามาทำพวกเรามิให้เหลือผ้านุ่ง คราวนี้ราชสีห์จักทำให้พวกเราถึงสิ้นชีวิต ต่างกลัวตายเป็นกำลัง พากันวิ่งหนีกระเจิงไป. ราชสีห์มาถึงโคนกระทุ่มนั้น ไม่เห็นใคร ๆ ที่โคนต้นไม้เลย. ครั้งนั้นนกออก เต่า และเหยี่ยว ก็พากัน เข้าไปหากราบกรานราชสีห์นั้น. ราชสีห์นั้นก็กล่าวอานิสงส์แห่งมิตรแก่สัตว์ เหล่านั้นตักเตือนว่า ตั้งแต่นี้ไป เจ้าทั้งหลายจงอย่าทำลายมิตรธรรม ต่างไม่ ประมาทไว้เถิด แล้วก็หลีกไป. สัตว์แม้เหล่านั้น ก็พากันไปสู่ที่อยู่ของตน. แม่เหยี่ยวมองดูลูกของตนแล้ว คิดว่า เพราะอาศัยหมู่มิตร เราจึงได้ลูก ๆ ไว้
หน้า 386 ข้อ 1906
ครั้นถึงสมัยที่นั่งกันอยู่อย่างสบาย เมื่อจะเจรจากับพ่อเหยี่ยว จึงกล่าวคาถา ๖ คาถา มีชื่อว่าคาถาประกาศมิตรธรรมว่า บุคคลพึงคบมิตรสหายและเจ้านายไว้ เพื่อได้รับ ความสุข เรากำจัดศัตรูได้ด้วยกำลังแห่งมิตร เป็นผู้ พร้อมเพรียงด้วยบุตรทั้งหลาย บันเทิงอยู่เหมือนเกราะ ที่บุคคลสวมแล้ว ป้องกันลูกศรทั้งหลายได้ ฉะนั้น. ลูกน้อยทั้งหลายของเรา เปล่งเสียงอันจับใจ ร้องรับเราผู้ร้องหาอยู่ ด้วยการกระทำของพญาเนื้อ ผู้เป็นมิตรสหายของตนซึ่งมิได้หนีไป. แน่ะเธอผู้ต้องการสิ่งที่น่าปรารถนา บัณฑิตได้ มิตรสหายแล้วย่อมปกปักรักษาบุตร ปศุสัตว์และทรัพย์ ไว้ได้ ฉัน บุตร เละสามีของฉันด้วย เป็นผู้พร้อม เพรียงกัน เพราะความอนุเคราะห์ของมิตรทั้งหลาย บุคคลผู้มีพระราชาและมีมิตรผู้กล้าหาญ สามารถจะ บรรลุถึงประโยชน์ได้เพราะสหายเหล่านี้ ย่อมมีแก่ผู้ มิตรธรรมอันบริบูรณ์ บุคคลผู้มีมิตรสหายมียศ มีตน อันสูงส่ง ย่อมบันเทิงใจอยู่ในโลกนี้ด้วย. ข้าแต่พญาเหยี่ยว มิตรธรรมทั้งหลาย แม้ผู้ที่ ยากจนก็ควรทำ ดูซิท่าน เราพร้อมด้วยหมู่ญาติเป็นผู้ พร้อมเพรียงกัน ด้วยความอนุเคราะห์ของมิตร นก ตัวใดผูกมิตรไว้กับผู้กล้าหาญมีกำลัง นกตัวนั้น ย่อมมี ความสุขเหมือนฉันกับเธอ ฉะนั้น.
หน้า 387 ข้อ 1906
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตญฺจ ได้แก่ มิตรของตนอย่างใด อย่างหนึ่ง. บทว่า สุหทยญฺจ ความว่า จงกระทำการคบมิตรผู้มีใจดี ผู้มี ตำแหน่งเป็นเจ้านายและมิตรอันสูงส่ง. พึงทราบวินิจฉัยในคำว่า นิวตฺถโก- โชว สเรภิหนฺตฺวา นี้ ดังต่อไปนี้ ด้วยบทว่า โกโช ท่านกล่าวเกราะ คือเกราะที่บุคคลสวมไว้แล้ว ย่อมกำจัด คือ ย่อมห้ามลูกศรทั้งหลายเสียได้ชื่อ ฉันใด แม้เราทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมกำจัดข้าศึกทั้งหลายด้วยกำลังแห่งมิตร บันเทิง กับบุตรทั้งหลาย. บทว่า สกมิตฺตสฺส กมฺเมน ความว่า เพราะความบากบั่น แห่งมิตรของตน. บทว่า สหายสฺสาปลายิโน ได้แก่ พญาเนื้อผู้เป็นสหาย ไม่หนีหน้า. บทว่า โลมหํสา ความว่า ปักษีทั้งหลายเป็นลูกน้อยของเรา จึงเปล่งเสียงขันขานจับใจไพเราะกะเราผู้ขันเรียกอยู่ได้. บทว่า สมงฺคิภูตา คือตั้งอยู่ในฐานะเดียวกัน. บทว่า ราชวตา สุรวตา จ อตฺโถ ความว่า บุคคลผู้สามารถจะบรรลุประโยชน์ได้ ด้วยคุณเครื่องความเป็นพระราชา เช่น อย่างราชสีห์ และคุณเครื่องความเป็นผู้แกล้วกล้า เช่นนกออกและเต่า ซึ่งเป็นมิตรที่กล้าหาญ. บทว่า ภวนฺติ เหเต ความว่า และคุณเครื่อง ความเป็นผู้กล้าหาญเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมชักนำให้เป็นสหายของผู้ที่มีเนื้อฝูง สมบูรณ์ คือมีมิตรธรรมสมบูรณ์. บทว่า อุคฺคตตฺโต ได้แก่ ความเป็นผู้ มีมิตรมียศเฟื่องฟู ด้วยสิริเสาวภาคย์. บทว่า อิมสฺมิญฺจ โลเก ความว่า ย่อมบันเทิงในโลกนี้ กล่าวคืออิธโลก. นางร้องเรียกสามีว่า กามกามิ ผู้ใคร่ ในกาม จริงอยู่ สามีนั้นใคร่ในกาม ชื่อว่า กามกามิ. บทว่า สมคฺคมฺหา ความว่า เราเกิดเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน. บทว่า สาตเก ความว่า พร้อม กับญาติและบุตรทั้งหลาย.
หน้า 388 ข้อ 1906
นางเหยี่ยวแสดงคุณของมิตรธรรมด้วยคาถาทั้ง ๖ ด้วยประการฉะนี้. แม้สัตว์เหล่านั้นทั้งหมด ก็คงเป็นสหายกัน ไม่ทำลายมิตรธรรม ดำรงอยู่ ตลอดอายุแล้ว ต่างไปตามยถากรรม. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น ที่อุบาสกนี้อาศัยภรรยามีความสุข แม้ในกาลก่อน ก็มีความสุขเพราะอาศัยภรรยาแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า พ่อเหยี่ยวแม่เหยี่ยวในครั้งนั้น ได้มาเป็นคู่สามีภรรยา ลูกเต่าได้มาเป็น ราหุล พ่อเต่าได้มาเป็นมหาโมคคัลลานะ นกออกได้มาเป็นสารีบุตร ส่วนราชสีห์คือเราตถาคตแล. จบอรรถกถามหาอุกกุสชาดก
หน้า 389 ข้อ 1907, 1908, 1909, 1910
๔. อุททาลกชาดก ว่าด้วยจรณธรรม [๑๙๐๗] ชฎิลเหล่าใดครองหนังเสือพร้อมทั้งเล็บ ฟันเขลอะ รูปร่างเลอะเทอะ ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้น เป็นผู้รู้การประพฤติตบะ และการสาธยายมนต์นี้ ใน ความเพียรที่มนุษย์จะพึงทำกัน จะพ้นจากอบายได้ละ หรือ. [๑๙๐๘] ข้าแต่พระราชา ถ้าบุคคลเป็นพหูสูต ไม่ประพฤติธรรม ก็จะพึงกระทำกรรมอันลามก ทั้งหลายได้ แม้จะมีเวทตั้งพันอาศัยแต่ความเป็นพหูสูต ยังไม่บรรลุจรณธรรม จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้เลย. [๑๙๐๙] แม้บุคคลผู้มีเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความ เป็นพหูสูตนั้น ยังไม่บรรลุจรณธรรมแล้ว จะพ้นจาก ทุกข์ไปไม่ได้ อาตมภาพย่อมสำคัญว่าเวททั้งหลายก็ ย่อมไม่มีผล จรณธรรมอันมีความสำรวมเท่านั้นเป็น ความจริง. [๑๙๑๐] เวททั้งหลายจะไม่มีผลก็หามิได้ จรณ- ธรรมอันมีความสำรวมนั่นแลเป็นความจริง แต่บุคคล เรียนเวททั้งหลายแล้ว ย่อมได้รับเกียรติคุณ ท่านผู้ ฝึกฝนตนด้วยจรณธรรมแล้วย่อมบรรลุถึงสันติ.
หน้า 390 ข้อ 1911, 1912, 1913, 1914, 1915, 1916
[๑๙๑๑] บุตรที่เกิดแต่มารดาบิดาและเผ่าพันธุ์ใด อันบุตรจะต้องเลี้ยงดูอาตมภาพเป็นคน ๆ นั้นแหละ มีชื่อว่าอุททาลก เป็นเชื้อสายของวงศ์ตระกูลโสตถิยะ แห่งท่านผู้เจริญ. [๑๙๑๒] ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ ได้อย่างไร เป็นพราหมณ์เต็มที่ได้อย่างไร ความดับ รอบจะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่า กระไร. [๑๙๑๓] บุคคลเป็นพราหมณ์ ต้องบูชาไฟเป็น นิตย์ ต้องรดน้ำ เมื่อบูชายังต้องยกเสาเจว็ด ผู้กระทำ อย่างนี้จึงเป็นพราหมณ์ผู้เกษม ด้วยเหตุนั้น ชน- ทั้งหลายจึงได้พากันสรรเสริญว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม. [๑๙๑๔] ความหมดจด ย่อมไม่มีด้วยการรดน้ำ อนึ่ง พราหมณ์จะเป็นพราหมณ์เต็มที่ด้วยการรดน้ำก็ หาไม่ ขันติและโสรัจจะย่อมมีไม่ได้ ทั้งผู้นั้นจะเป็น ผู้ดับรอบก็หามิได้. [๑๙๑๕] ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ ได้อย่างไร และเป็นพราหมณ์เต็มที่ได้อย่างไร ความ ดับรอบจะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิต เรียกว่ากระไร. [๑๙๑๖] บุคคลผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง ไม่ ถือว่าเป็นของเรา ไม่มีความหวัง ไม่มีบาปคือความ โลภ สิ้นความละโมบในภพแล้ว ผู้กระทำอย่างนี้
หน้า 391 ข้อ 1917, 1918, 1919, 1920
ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้เกษม เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลาย จึงได้พากันสรรเสริญว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม. [๑๙๑๗] กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คน จัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุก ๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ยังจะมีคนดีคนเลวอีกหรือไม่. [๑๙๑๘] กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คน จัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุก ๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลย. [๑๙๑๙] กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คน จัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุก ๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลย เมื่อเป็น อย่างนี้ ท่านชื่อว่าทำลายความเป็นเชื้อสายแห่ง ตระกูลโสตถิยะ จะประพฤติเพศพราหมณ์ที่เขา สรรเสริญกันอยู่ทำไม. [๑๙๒๐] วิมานที่เขาคลุมด้วยผ้ามีสีต่าง ๆ กัน เงาแห่งผ้าเหล่านั้นย่อมเป็นสีเดียวกันหมด สีที่ย้อมนั้น ย่อมไม่เกิดเป็นสี ฉันใด ในมนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เมื่อใด มาณพบริสุทธิ์ เมื่อนั้น มาณพเหล่านั้นเป็นผู้มี วัตรดีเพราะรู้ทั่วถึงธรรม ย่อมละชาติของตนได้. จบอุททาลกชาดกที่ ๔
หน้า 392 ข้อ 1920
อรรถกถาอุททาลกชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระมหาวิหารเชตวัน ทรง พระปรารภภิกษุผู้หลอกลวงรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ขราชินา ชฏิลา ปงฺกทนฺตา ดังนี้. เรื่องย่อมีว่า ภิกษุนั้น แม้บวชในพระศาสนาอันมีธรรมเป็นเครื่อง นำออกจากทุกข์ได้แล้ว ก็ยังชอบประพฤติเรื่องหลอกลวง ๓ สถาน เพื่อต้อง การปัจจัยทั้งสี่. ครั้งนั้นพวกภิกษุเมื่อจะประกาศโทษของเธอ ตั้งเรื่องสนทนา กันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ภิกษุที่ชื่อโน้นบวชในพระศาสนา อัน ประกอบด้วยธรรม เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้แล้ว ยังจะอาศัยการ หลอกลวงเลี้ยงชีวิตอยู่เล่า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนเธอก็ หลอกลวงเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นปุโรหิต เป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด. วันหนึ่งท่านไปเล่นอุทยาน เห็นหญิงแพศยารูปงามนางหนึ่ง ติดใจ สำเร็จการ อยู่ร่วมกับนาง. นางอาศัยท่านมีครรภ์ ครั้นรู้ว่าตนมีครรภ์ ก็บอกท่านว่า เจ้านาย ดิฉันตั้งครรภ์แล้วละ ในเวลาเด็กเกิด เมื่อดิฉันจะตั้งชื่อ จะขนานนาม เขาว่าอย่างไรเจ้าคะ. ท่านคิดว่า เพราะเด็กเกิดในท้องวัณณทาสีไม่อาจขนาน นามตามสกุลได้ แล้วกล่าวว่า แม่นางเอ๋ย ต้นไม้ที่ป้องกันลมได้ต้นนี้ชื่อว่า ต้นคูณ เพราะเราได้เด็กที่นี้ เธอควรตั้งชื่อเขาว่า อุททาลกะ (คูณ) เถิด แล้ว
หน้า 393 ข้อ 1920
ได้ให้แหวนสวมนิ้วชี้ไปสั่งว่า ถ้าเป็นธิดา เธอพึงเลี้ยงดูเด็กนั้นด้วยแหวนนี้ ถ้าเป็นบุตรละก็พึงส่งตัวเขาผู้เติบโตแล้วแก่ฉัน ต่อมานางคลอดบุตรชาย ได้ ขนานนามว่า อุททาลกะ. เขาเติบโตแล้ว ถามมารดาว่า แม่จ๋า ใครเป็นพ่อ ของฉัน. นางตอบว่า ปุโรหิต พ่อ. เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นฉันต้องเรียน พระเวท แล้วรับแหวนและค่าคำนับอาจารย์จากมือมารดา เดินทางไปตักกศิลา เรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์อยู่ เห็นคณะดาบสคณะหนึ่ง คิดว่า ในสำนักของพวกนี้ คงมีศิลปะอันประเสริฐ เราจักเรียนศิลปะนั้นเพราะความ โลภในศิลปะจึงบวช พอทำวัตรปฏิบัติแก่ดาบสเหล่านั้นแล้วก็ถามว่า ข้าแต่ ท่านอาจารย์ทั้งหลาย โปรดให้ข้าพเจ้าศึกษาในศิลปะที่ท่านรู้เถิด. ดาบส เหล่านั้นก็ให้เขาศึกษาตามทำนองที่ตนรู้ บรรดาดาบสทั้ง ๕๐๐ ไม่ได้มีเลย แม้แต่รูปเดียวที่ฉลาดยิ่งกว่าเขา. เขาคนเดี่ยวเป็นยอดของดาบสเหล่านั้นทาง ปัญญา. ครั้งนั้นพวกดาบสเหล่านั้นจึงประชุมกันยกตำแหน่งอาจารย์ให้แก่เขา ครั้นแล้วเขากล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า ผู้นิรทุกข์ พวกคุณพากันบริโภคเผือก มันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร อยู่กันในป่า เหตุไรจึงไม่พากันไปสู่ถิ่นแดน มนุษย์เล่า. พวกดาบสตอบว่า ผู้นิรทุกข์ ธรรมดาพวกมนุษย์ให้ทานมาก ๆ แล้ว ก็ขอให้ทำอนุโมทนา ขอให้กล่าวธรรมกถา พากันถามปัญหา พวกเรา ไม่ไปในถิ่นมนุษย์นั้นเพราะเกรงภัยนั้น. เขากล่าวว่า แม้ถึงว่าจักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ การพูดให้จับใจละก็เป็นภาระของฉัน พวกท่านอย่ากลัวเลย จึง ท่องเที่ยวไปกับพวกดาบสนั้น ลุถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับ พักอยู่ใน พระราชอุทยาน พอรุ่งขึ้นก็เที่ยวภิกษาไปตามประตูบ้าน กับดาบสทั้งปวง. พวกมนุษย์พากันให้มหาทาน รุ่งขึ้นพวกดาบสก็พากันเข้าสู่พระนคร. พวก มนุษย์ได้พากันให้มหาทาน อุททาลกดาบสกระทำอนุโมทนา กล่าวมงคล วิสัชนาปัญหา. พวกมนุษย์พากันเลื่อมใสได้ให้ปัจจัยมากมาย. ชาวเมือง
หน้า 394 ข้อ 1920
ทั่วหน้าพากันกราบทูลแด่พระราชาว่า ดาบสผู้ทรงธรรมเป็นบัณฑิต เป็น คณะศาสดามาถึงแล้ว. พระราชาตรัสถามว่า อยู่ที่ไหน ทรงสดับว่า ในอุทยาน ก็ตรัสว่า ดีละ วันนี้เราจักไปพบดาบสเหล่านั้น. ยังมีบุรุษผู้หนึ่งได้ไปบอกแก่ อุททาลกะว่า ข่าวว่าพระราชาจักเสด็จมาเยี่ยมพระคุณเจ้าทั้งหลาย. เขาเรียก คณะฤาษีบอกว่า ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ข่าวว่าพระราชาจักเสด็จมา ธรรมดาท่าน ผู้เป็นใหญ่ ทำให้พอใจได้เสียวันหนึ่งแล้ว ก็พอใจไปตลอดชีพ. พวกดาบส พากันถามว่า ท่านอาจารย์ครับ ก็พวกผมต้องทำอะไรกันเล่า. เขากล่าวอย่าง นี้ว่า ในพวกท่านบางพวกจงประพฤติวัคคุลิวัตร (ข้อปฏิบัติอย่างค้างคาว) บางพวกจงตั้งหน้านั่งกระโหย่ง บางพวกจงพากันนอนบนหนาม บางพวกจง ผิงไฟ ๕ กอง บางพวกจงพากันแช่น้ำ บางพวกจงพากันสังวัธยายมนต์ในที่ นั้น ๆ พวกดาบสกระทำตามนั้น. ฝ่ายตนเองชวนดาบสที่ฉลาด ๆ มีวาทะ คมคาย ๘ หรือ ๑๐ รูปไว้ วางคัมภีร์ที่สวยงามไว้บนกากะเยียที่ชวนดู แวดล้อม ด้วยอันเตวาสิก นั่งเหนืออาสนะที่จัดไว้เป็นอันดี. ขณะนั้นพระราชาตรัสชวน ปุโรหิตเสด็จไปพระอุทยานกับบริวารขบวนใหญ่ ทอดพระเนตรเห็นดาบส เหล่านั้นพากันประพฤติตบะผิด ๆ กันอยู่ ทรงเลื่อมใสว่า ท่านพวกนี้พ้นแล้ว จากภัย ในอบาย เสด็จถึงสำนักอุททาลกดาบส ทรงพระปฏิสันถารประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง มีพระมนัสยินดี เมื่อตรัสสนทนากับท่านปุโรหิต ตรัสคาถา แรกว่า ชฎิลเหล่าใดครองหนังเสือพร้อมเล็บ ฟันเขลอะ รูปร่างเลอะเทอะ ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นเป็นผู้รู้การ ประพฤติตบะและการสาธยายมนต์นี้ ในความเพียรที่ มนุษย์จะพึงทำกัน จะพ้นจากอบายได้ละหรือ.
หน้า 395 ข้อ 1920
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ความว่า ประกอบด้วยหนังเสือ พร้อมด้วยเล็บ. บทว่า ปงฺกทนฺตา ความว่า มีฟันอันมลทินจับแล้ว เพราะ ไม่เคี้ยวไม้สีฟัน. บทว่า ทุมฺมกฺขรูปา ความว่า นัยน์ตาไม่หยอดตา ร่างกาย มิได้ประดับ มีผ้าพาดสกปรก. บทว่า มานุสเก จ โยเค ความว่า พวก มนุษย์ควรกระทำความเพียร. บทว่า อิทํ วิทู ความว่า รู้อยู่ซึ่งการประพฤติ ตบะ และการท่องมนต์นี้. บทว่า อปายา ความว่า พระราชตรัสถามว่า อาจารย์พ้นจากอบาย ๔ เหล่านี้ ได้อย่างไรหรือ ? ท่านปุโรหิต ได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ดำริว่า พระราชาพระองค์นี้ ทรงเลื่อมใสในฐานะอันไม่ควร เราจะนิ่งเสียไม่ได้ละ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ข้าแต่พระราชา ถ้าบุคคลเป็นพหูสูต แต่ไม่ ประพฤติธรรม ก็จะพึงกระทำกรรมอันลามกทั้งหลาย ได้ แม้จะมีเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความเป็นพหูสูต ยัง ไม่บรรลุจรณธรรม จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ได้เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุสฺสุโต ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าบุคคลทะนงตนว่าเราเป็นพหูสูตดังนี้ แม้จะมีเวทเชี่ยวชาญ ไม่ประพฤติ กุศลธรรมทั้ง ๑๐ ประการ ก็พึงกระทำบาปด้วยทวารทั้งสามได้เหมือนกัน เวททั้งสามยกเสียเถิด ต่อให้มีเวทตั้ง ๑,๐๐๐ มิได้บรรลุจรณธรรม คือสมาบัติ ๘ แล้ว จะอาศัยความเป็นพหูสูตนั้น พ้นจากอบายทุกข์ไม่ได้เลย. อุททาลกะ ได้ฟังคำของท่านดังนั้นแล้ว คิดว่า พระราชาทรงเลื่อมใส คณะฤาษีตามพระอัธยาศัยแล้ว แต่พราหมณ์ผู้นี้มาขว้างโคที่กำลังเที่ยวไป ทิ้ง หยากเยื่อลงในภัตที่เขาคิดไว้แล้วเสียได้ เราต้องพูดกับเขา เมื่อจะพูด จึง กล่าวคาถาที่ ๓ ว่า
หน้า 396 ข้อ 1920
บุคคลผู้มีเวทตั้งพัน อาศัยแต่ความเป็นพหูสต นั้น ยังไม่บรรลุจรณธรรมแล้ว จะพ้นจากทุกข์ไปไม่ ได้ อาตมภาพย่อมสำคัญว่าเวททั้งหลายก็ย่อมไม่มีผล จรณธรรมอันมีความสำรวมเท่านั้นเป็นความจริง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อผลา ความว่า ในวาทะของท่าน เวท ทั้งหลายและศิลปะที่เหลือ ย่อมถึงความไม่มีผล เพราะฉะนั้น จะเรียนเวท และศิลปะเหล่านั้นไปทำไม จรณะกับการสำรวมศีลเท่านั้น จึงสำเร็จเป็นสัจจะ อันหนึ่ง. ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวคาถาว่า เวททั้งหลายจะไม่มีผลก็หามิได้ จรณธรรมอันมี ความสำรวมนั้นนั่นแลเป็นความจริง แต่บุคคลเรียน เวททั้งหลายแล้ว ย่อมได้รับเกียรติคุณ ท่านผู้ฝึกฝน ตนด้วยจรณธรรมแล้ว ย่อมบรรลุสันติ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาเหว ความว่า เราไม่ได้กล่าวว่า เวททั้งหลายไม่มีผล ก็แต่ว่า จรณธรรมพร้อมกันกับการสำรวม เป็นความ จริงทีเดียว คือเป็นสภาวะอันสูงสุด เพราะเหตุนั้นแล จึงสามารถพ้น จากทุกข์ได้. บทว่า สนฺตึ ปาปุณาติ ความว่า เมื่อบุคคลฝึกตนด้วย จรณธรรมกล่าวคือสมาบัติ ย่อมถึงพระนิพพาน อันกระทำความสงบแห่ง หทัย. อุททาลกะ ได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า เราไม่อาจโต้กับปุโรหิตนี้ ด้วย อำนาจเป็นฝ่ายแย้งได้ ธรรมดาบุคคลที่จะไม่ทำความไยดีในคำที่ถูกกล่าวไม่ มีเลย เราต้องบอกความเป็นลูกแก่เขา จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า
หน้า 397 ข้อ 1920
บุตรที่เกิดแต่มารดาบิดาและเผ่าพันธุ์ใด อันบุตร จะต้องเลี้ยงดู อาตมภาพเป็นคน ๆ นั้นแหละ มีชื่อว่า อุททาลกะ เป็นเชื้อสายของวงศ์ตระกูลโสตถิยะแห่ง ท่านผู้เจริญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภจฺจา ความว่า บิดามารดาและพวกพ้อง ที่เหลือ เป็นผู้ได้นามว่า เป็นผู้อันบุตรต้องเลี้ยงดู อาตมภาพก็เป็นบุตร ผู้นั้นแหละ ที่จริงตนนั้นแหละย่อมเกิดเพื่อตนได้ แม้อาตมาภาพก็เกิดแล้วที่ โคนไม้คูน เพราะท่าน ท่านกล่าวตั้งชื่อไว้แล้วทีเดียว อาตมภาพชื่ออุททาลกะ นะท่านผู้เจริญ. เมื่อท่านปุโรหิตถามว่า แน่หรือคุณชื่ออุททาลกะ ท่านตอบว่า แน่ซิ ถามต่อไปว่า ข้าพเจ้าให้เครื่องหมายไว้แก่มารดาของท่าน เครื่องหมายนั้น ไปไหนเล่า ตอบว่า นี่พราหมณ์ พลางวางแหวนลงในมือของท่าน. พราหมณ์ จำแหวนได้แต่ยังกล่าวว่า คุณเป็นพราหมณ์ตามโอกาสที่เลือกเรียน แต่จะรู้ พราหมณธรรมละหรือ เมื่อจะถามพราหมณธรรม จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ได้ อย่างไร เป็นพราหมณ์เต็มที่ได้อย่างไร ความดับรอบ จะมีได้อย่างไร เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่า กระไร. อุททาลกะเมื่อบอกแก่ท่านจึงกล่าวคาถาที่ ๗ ว่า บุคคลเป็นพราหมณ์ ต้องบูชาไฟเป็นนิตย์ ต้อง รดน้ำ เมื่อบูชายัญต้องยกเสาเจว็ด ผู้กระทำอย่างนี้จึง เป็นพราหมณ์ ผู้เกษมด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงพา กันสรรเสริญว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม.
หน้า 398 ข้อ 1920
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิรํ กตฺวา อคฺคิมาทาย ความว่า บุคคลผู้เป็นพราหมณ์ต้องก่อไฟบำเรอไฟมิให้ขาดระยะ. บทว่า อาโปสิญฺจํ ยชํ อสฺเสติ ยูปํ ความว่า เมื่อกระทำการรดน้ำ เมื่อจะบูชาสัมมาปาสยัญ ก็ดี วาจาเปยยัญก็ดี นิรัคคลยัญก็ดี ต้องให้ยกเจว็ดทองขึ้นทำ อย่างนี้จึงจะ เป็นพราหมณ์ผู้ถึงความเกษม. บทว่า เขมี ได้แก่ ถึงความเกษม. บทว่า อมาปยึสุ ความว่า ก็ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ชนทั้งหลาย ย่อมพากันเรียกว่า ผู้ดำรงอยู่ในธรรม. ปุโรหิตได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อติเตียนพราหมณ์ตามที่เขากล่าวจึงกล่าว คาถาที่ ๘ ว่า ความหมดจด ย่อมไม่มีด้วยการรดน้ำ อนึ่ง พราหมณ์จะเป็นพราหมณ์เต็มที่ ด้วยการรดน้ำก็หาไม่ ขันติและโสรัจจะย่อมมีไม่ได้ ทั้งผู้นั้นจะเป็นผู้ดับรอบ ก็หามิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสจเนน ความว่า ปุโรหิตแสดง พราหมณธรรมทั้งหลายที่เขากล่าวข้อเดียวคือ ด้วยการรดน้ำ ห้ามเสียทุกข้อไป ข้อนี้มีอธิบายว่า อันความหมดจดมีไม่ได้เลย ด้วยการบำเรอไฟ ด้วยการรดน้ำ หรือด้วยฆ่าสัตว์บูชายัญ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้จะเป็นพราหมณ์ผู้บริบูรณ์สิ้นเชิง ก็มิได้ ความอดทนคือความอดกลั้นจะมีไม่ได้ ความสงบเสงี่ยมคือศีล จะมีไม่ ได้และจะชื่อว่าเป็นผู้ดับโดยรอบเพราะความดับเสียรอบด้านซึ่งกิเลส ก็ไม่ได้ ลำดับนั้น อุททาลกะ เมื่อจะถามว่า ถ้าว่าไม่เป็นพราหมณ์ด้วยอย่างนี้ ละก็จะเป็นได้อย่างไรกัน จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า
หน้า 399 ข้อ 1920
ดูก่อนท่านผู้เจริญ บุคคลเป็นพราหมณ์ได้ อย่างไร และเป็นพราหมณ์เต็มที่ได้อย่างไร ความดับ รอบจะมีได้อย่างไร ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม บัณฑิตเรียกว่า กระไร. ฝ่ายปุโรหิต เมื่อจะกล่าวแก่เขาก็กล่าวคาถาต่อไปว่า บุคคลผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง ไม่ถือว่าเป็น ของเรา ไม่มีความหวัง ไม่มีบาปคือความโลภ สิ้น ความโลภในภพแล้ว ผู้กระทำอย่างนี้ ชื่อว่าเป็น พราหมณ์ผู้เกษม เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงได้ พากันสรรเสริญว่าผู้ตั้งอยู่ในธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺเขตฺตพนฺธุ ได้แก่ ผู้ไม่มีไร่นา ไม่มีพวกพ้อง. อธิบายว่า ท่านผู้เว้นแล้วจากครอบครองไร่นา บ้านตำบล ชื่อว่า ผู้ไม่มีไร่นา เว้นขาดแล้วจากการปกครองพวกพ้องทางญาติ พวกพ้อง ทางมิตร พวกพ้องทางสหาย และพวกพ้องทางศิลปะชื่อว่าผู้ไม่มีพวกพ้อง ผู้เว้นแล้วจากการถือว่าเป็นของเราด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิในสัตว์และสังขาร ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ไม่ถือว่าของเรา ผู้เว้นแล้วจากความหวังในลาภ ในทรัพย์ ในบุตรและในชีวิต ชื่อว่าผู้หมดความหวัง เว้นแล้วจากความโลภอันเป็นบาป ได้แก่ความโลภ ในฐานะอันไม่สม่ำเสมอ ชื่อว่าผู้หมดบาปคือความโลภ สิ้น ความยินดีในภพแล้ว ชื่อว่าผู้สิ้นความโลภในภพแล้ว. ลำดับนั้น อุททาลกะกล่าวคาถาว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุก ๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ยังจะมีคนดีคนเลวอีกหรือไม่.
หน้า 400 ข้อ 1920
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถิ เสยฺโยว ปาปิโย ความว่า อุททาลกะถามว่า กษัตริย์เป็นต้นเหล่านี้ ทุกคนย่อมมีคุณสมบัติคือความเป็น ผู้แช่มชื่นได้ทั้งนั้น ก็เมื่อเป็นอย่างนี้กันแล้ว ความต่ำความสูงอย่างนี้ว่า ผู้นี้ ดีกว่า ผู้นี้เลวกว่า มีหรือไม่มี. ลำดับนั้น เพื่อจะชี้แจงว่า จำเดิมแต่บรรลุพระอรหัตไป ขึ้นชื่อว่า ความต่ำความสูงย่อมไม่มีแก่เขา พราหมณ์กล่าวคาถาว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตน แล้วย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุก ๆ คนเป็นผู้เย็น แล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลย. ลำดับนั้น เมื่ออุททาลกะจะติเตียนท่านปุโรหิตนั้น จึงกล่าวสองคาถาว่า กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล คนเทหยากเยื่อทั้งปวง เป็นผู้สงบเสงี่ยม ฝึกฝนตนแล้ว ย่อมดับรอบได้ทั้งหมด เมื่อคนทุก ๆ คนเป็นผู้เย็นแล้ว ย่อมไม่มีคนดีคนเลวเลย เมื่อเป็นอย่างนี้ ท่านชื่อว่า ทำลายความเป็นเชื้อสายแห่งตระกูลโสตถิยะ จะ ประพฤติเพศพราหมณ์ ที่เขาสรรเสริญกันอยู่ทำไม. คาถานั้นมีอรรถาธิบายว่า แม้นว่าความพิเศษของผู้มีคุณเหล่านั้นไม่ มีเลยและย่อมเป็นวรรณะเดียวกันได้ละก็ เมื่อเป็นเช่นนั้นท่านก็กำลังทำลาย ความเป็นผู้อุภโตสุชาตเสีย ชื่อว่ากำลังประพฤติทำลายความเป็นพราหมณ์ลง เสมอกับจัณฑาล ทำลายความเป็นเชื้อสายแห่งสกุลโสตถิยะเสียสิ้น.
หน้า 401 ข้อ 1920
ครั้งนั้นท่านปุโรหิตจะเปรียบเทียบให้เขาเข้าใจ จึงกล่าวสองคาถาว่า วิมานที่เขาคลุมด้วยผ้ามีสีต่าง ๆ กัน เงาแห่งผ้า เหล่านั้นย่อมเป็นสีเดียวกันหมด สีที่ย้อมนั้น ย่อมไม่ เกิดเป็นสีฉันใด ในมนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เมื่อใด มาณพบริสุทธิ์ เมื่อนั้นมาณพเหล่านั้นเป็นผู้มีวัตรดี เพราะรู้ทั่วถึงธรรม ย่อมละชาติของตนได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมานํ มีอรรถาธิบายว่า วิมานหมายถึง เรือนหรือมณฑป. บทว่า ฉายา ความว่า ที่มุงด้วยผ้าย้อมสีต่าง ๆ กัน แสงฉายของผ้าเหล่านั้นจะเหลื่อมกันไม่ได้ สีที่ย้อมต่าง ๆ กันนั้น ย่อมไม่เป็น สีวิจิตรไป แสงฉายทั้งหมดย่อมเป็นสีเดียวกันทั้งนั้น. บทว่า เอวเมว ความ ว่า แม้ในหมู่มนุษย์ก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน พวกพราหมณ์ไม่มีความรู้บาง พวกร่วมกันบัญญัติวัณณะ ๔ ไว้โดยหาการกระทำมิได้เลย เธออย่าถือว่าข้อนี้มี อยู่เลย กาลใดท่านผู้บัณฑิตในโลกนี้ผุดผ่องด้วยอริยมรรค กาลนั้นบุรุษบัณฑิต มีวัตรดี คือ มีศีลเพราะทราบนิพพานธรรมตามที่ท่านเหล่านั้นบรรลุแล้ว ท่านเหล่านั้นย่อมเปลื้องชาติของตนเสีย เพราะว่าตั้งแต่บรรลุพระนิพพานไป ขึ้นชื่อว่าชาติก็หาประโยชน์มิได้เลย. อุททาลกะไม่สามารถ จะนำปัญหามาถามอีกได้ ก็นั่งจำนน. ทีนั้น ท่านพราหมณ์จึงกราบทูลถึงเขากะพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช พวกนี้ทั้งหมด เป็นผู้หลอกลวง จักพากันทำลายชมพูทวีปทั้งสิ้นเสียด้วย ความหลอกลวง เป็นแท้ พระองค์โปรดให้อุททาลกะสึกเสีย ตั้งให้เป็นปุโรหิต ที่เหลือเล่าก็ โปรดให้สึกเสีย พระราชทานโล่และอาวุธ โปรดให้เป็นเสวกเสียเถิด พระราชา ตรัสว่า ดีละ ท่านอาจารย์ ได้ทรงกระทำอย่างนั้นแล้ว. อุททาลกะเป็นข้าเฝ้า พระราชาไปตามยถากรรม.
หน้า 402 ข้อ 1921, 1922, 1923
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในครั้งก่อนเธอก็เคยหลอกลวงเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า อุททาลกะในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุผู้หลอกลวง พระราชาได้มาเป็นอานนท์ ส่วนปุโรหิตได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาอุททาลกชาดก ๕. ภิสชาดก ว่าด้วยการลองใจฤาษี [๑๙๒๑] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ม้า วัว เงิน ทอง และภรรยาที่น่าชอบใจ จงพร้อมพรั่งด้วยบุตรและ ภรรยามากมายเถิด. [๑๙๒๒] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ทัดทรงระเบียบ ดอกไม้ ลูบไล้กระแจะจันทน์ แคว้นกาสีจงเป็นผู้มาก ไปด้วยบุตร จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้า ใน กามทั้งหลายเถิด. [๑๙๒๓] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นคฤหัสถ์มีธัญชาติ
หน้า 403 ข้อ 1924, 1925, 1926, 1927
มากมาย สมบูรณ์ด้วยเครื่องกสิกรรม มียศ จงได้บุตร ทั้งหลาย มั่งมีทรัพย์ ได้กามคุณทุกอย่าง จงอยู่ ครองเรือนอย่างไม่เห็นความเสื่อมเลย. [๑๙๒๔] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงปราบดาภิเษกเป็น กษัตริย์บรมราชาธิราช มีกำลัง มียศศักดิ์ จงครอบ- ครองแผ่นดินมีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตเถิด. [๑๙๒๕] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นพราหมณ์มัวประกอบ ในทางทำนายฤกษ์ยาม อย่าได้คลายความยินดีใน ตำแหน่ง ท่านผู้เป็นเจ้าแคว้นผู้มียศ จงบูชาผู้นั้น ไว้เถิด. [๑๙๒๖] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอชาวโลกทั้งมวลจงสำคัญผู้นั้นว่า เป็นผู้เชี่ยวชาญเวทมนต์ทั้งปวง ผู้เรืองตบะ ชาวชนบท ทั้งหลายทราบดีแล้วจงบูชาผู้นั้นเถิด. [๑๙๒๗] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยอัน พระราชาทรงประทานให้ เป็นบ้านที่มั่งคั่ง สมบูรณ์ ด้วยเหตุ ๔ ประการ ดุจท้าววาสวะพระราชทานให้ อย่าได้คลายความยินดีจนกระทั่งถึงความตายเถิด.
หน้า 404 ข้อ 1928, 1929, 1930, 1931, 1932
[๑๙๒๘] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นนายบ้าน บันเทิง อยู่ด้วยการฟ้อนรำขับร้องในท่ามกลางสหาย อย่าได้ รับความพินาศอย่างใดอย่างหนึ่งจากพระราชาเลย. [๑๙๒๙] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอา เหง้าบัวของท่านไป ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็น เอกราช ทรงปราบปรามศัตรูได้ทั่วพื้นปฐพี ทรง สถาปนาให้หญิงนั้นเป็นยอดสูตรจำนวนพัน ขอหญิง นั้นจงเป็นมเหสีผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลายเถิด. [๑๙๓๐] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอา เหง้าบัวของท่านไป ขอให้หญิงนั้นจงเป็นทาสีไม่ สะดุ้งสะเทือนกินของดี ๆ ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่มา ประชุมกันอยู่ จงเที่ยวโอ้อวดลาภอยู่เถิด. [๑๙๓๑] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้า บัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้เป็นเจ้าอาวาสในวัด ใหญ่ ๆ จงเป็นผู้ประกอบนวกรรมในเมืองกชังคละ จงกระทำหน้าต่างตลอดวันเถิด. [๑๙๓๒] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ช้างเชือกใดลัก เอาเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ช้างเชือกนั้นจงถูกคล้อง ด้วยบ่วงบาศตั้งร้อย จงถูกนำออกจากป่าอันน่ารื่นรมย์ มายังราชธานี จงถูกทิ่มแทงด้วยปฏักและสับด้วยขอ เถิด.
หน้า 405 ข้อ 1933, 1934, 1935, 1936, 1937
[๑๙๓๓] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ลิงตัวใดลักเอา เหง้าบัวของท่านไป ขอให้ลิงตัวนั้น มีพวงดอกไม้ สวมคอ ถูกเจาะหูด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว เมื่อ ฝึกหัดให้เล่นงู เข้าไปใกล้ปากงู ถูกมัดตระเวนเที่ยว ไปตามตรอกเถิด. [๑๙๓๔] ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดแกล้งกล่าว ถึงของที่ไม่หายว่าหายก็ดี หรือผู้ใดสงสัยคนใดคน หนึ่งก็ดี ขอให้ผู้นั้นจงได้บริโภคกามทั้งหลาย จงเข้า ถึงความตายอยู่ในท่ามกลางเรือนเถิด. [๑๙๓๕ ] สัตว์ทั้งหลายในโลก ย่อมพากันเที่ยว แสวงหากามใด เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าฟูใจของสัตว์เป็นอันมากในชีวโลกนี้ เพราะเหตุไร ฤาษีทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามนั้นเลย. [๑๙๓๖] ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมภูต เพราะกาม นั่นแล สัตว์ทั้งหลายจึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะ กามทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิด เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลงกระทำกรรมอันเป็น บาป สัตว์เหล่านั้นมีบาป จึงประสบบาปกรรม เมื่อ ตายแล้วย่อมไปสู่นรก เพราะเห็นโทษในกามคุณดังนี้ ฤาษีทั้งหลาย จึงไม่สรรเสริญกาม. [๑๙๓๗] ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะทดลองดูว่า ฤาษีเหล่านี้ยังน้อมไปในกาม
หน้า 406 ข้อ 1938, 1939, 1940, 1941
หรือไม่ จึงถือเอาเหง้าบัวที่ฝั่งน้ำไปฝังไว้บนบก ฤาษี ทั้งหลายเป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาป นี้เหง้ามันของท่าน. [๑๙๓๘] ดูก่อนท้าวสหัสนัยน์เทวราช ฤาษี เหล่านั้นมิใช่นักฟ้อนของท่าน และมิใช่ผู้ที่ท่านจะพึง ล้อเล่น ไม่ใช่พวกพ้องและสหายของท่าน เพราะ เหตุไร ท่านจึงมาดูหมิ่นล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย. [๑๙๓๙] ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มี ปัญญากว้าง ท่านเป็นอาจารย์และเป็นบิดาของข้าพเจ้า ขอเงาเท้าของท่านจงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าผู้พลั้งพลาด ขอได้โปรดอดโทษครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิตทั้งหลายย่อม ไม่มีความโกรธเป็นกำลัง. [๑๙๔๐] การที่พวกเราได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็น จอมภูต นับเป็นราตรีเอกของพวกเราเหล่าฤาษีซึ่งอยู่ กันด้วยดี ท่านผู้เจริญ ทุกคนจงพากันดีใจเถิด เพราะ ท่านพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนแล้ว. [๑๙๔๑] เราตถาคต สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ อนุรุทะ ปุณณะและอานนท์ เป็น ๗ พี่น้อง ในครั้งนั้น อุบลวรรณาเป็นน้องสาว ขุชชุตตราเป็น ทาสี จิตตคฤหบดีเป็นทาส สาตาคีระเป็นเทวดา ปาลิเลยยกะเป็นช้าง มธุระผู้ประเสริฐเป็นวานร กาฬุทายีเป็นท้าวสักกะ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดก ไว้ด้วยประการฉะนี้แล. จบภิสชาดกที่ ๕
หน้า 407 ข้อ 1941
อรรถกถาภิงสกชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระ- ปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อสฺสํ ควํ รชฏํ ชาตรูปํ ดังนี้. ก็เรื่องปัจจุบันจักแจ่มแจ้งในกุสราชชาดก แต่ว่าในกาลครั้งนั้น พระศาสดาตรัสถามพระภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่า เธอเป็นผู้กระสัน จริงหรือ ครั้นภิกษุนั้นรับว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามต่อไปว่า อาศัยอะไร เมื่อทูลว่า กิเลสพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอบวชในศาสนาอันมีธรรม เป็นเครื่องนำออกจากทุกข์ได้เห็นปานนี้ เหตุไรยังจะอาศัยกิเลสกระสันอยู่เล่า บัณฑิตในครั้งก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่อุบัติบวชในลัทธิเป็นพาเหียร ยัง พากันปรารภถึงวัตถุกาม และกิเลสกามกระทำได้เป็นคำสบถอยู่ได้เลย ทรง นำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้มหาศาล มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ. พวกญาติพากันขนานนามว่า มหากาญจนกุมาร. ครั้นเมื่อท่าน เดินได้ ก็เกิดบุตรคนอื่นอีกคนหนึ่ง พวกญาติขนานนามว่า อุปกาญจนกุมาร โดยลำดับอย่างนี้ ได้มีบุตรถึง ๗ คน. แต่คนสุดท้องเป็นธิดาคนหนึ่ง พวก ญาติขนานนามว่า กาญจนเทวี. มหากาญจนกุมารโตแล้วเรียนศิลปะทั้งปวง มาจากเมืองตักกศิลา. ครั้งนั้นมารดาบิดาปรารถนาจะผูกพันท่านไว้ด้วยฆราวาส พูดกันว่า เราพึงสู่ขอทาริกาจากสกุลที่มีกำเนิดเสมอกับตนให้เจ้า เจ้าจงดำรง ฆราวาสเถิด. ท่านบอกว่า คุณพ่อคุณแม่ครับ ข้าพเจ้าไม่ต้องการครองเรือน
หน้า 408 ข้อ 1941
เลย เพราะภพทั้ง ๓ ปรากฏแก่ข้าพเจ้า ว่ามีภัยน่าสะพรึงกลัวเหมือนไฟติดอยู่ ทั่ว ๆ ไป เป็นเครื่องจองจำเหมือนเรือนจำ เป็นของพึงเกลียดชังอย่างยิ่ง เหมือนกับแผ่นดิน อันเป็นที่เทโสโครก ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นเมถุนธรรมแม้แต่ ความฝัน บุตรคนอื่น ๆ ของท่านมีอยู่ โปรดบอกให้เขาครองเรือนต่อไปเถิด แม้จะถูกอ้อนวอนบ่อย ๆ แม้จะถูกท่านบิดามารดาส่งพวกสหายไปอ้อนวอนก็ คงไม่ปรารถนาเลย. ครั้งนั้นพวกสหายพากันถามท่านว่า เพื่อนเอ๋ยก็แก ปรารถนาอะไรเล่าจึงไม่อยากจะบริโภคกามคุณเลย. ท่านบอกอัธยาศัยในการ ออกจากกามแก่พวกนั้น มารดาบิดาฟังเรื่องนั้นแล้วก็ขอร้องบุตรที่เหลือ. แม้ บุตรเหล่านั้นต่างก็ไม่ต้องการ. กาญจนเทวีก็ไม่ต้องการเหมือนกัน. อยู่มาไม่ช้า มารดาบิดาก็พากันถึงแก่กรรม. มหากาญจนบัณฑิต ครั้นกระทำกิจที่ต้องทำให้ แก่มารดาบิดาแล้ว ก็ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนขัดสนด้วยทรัพย์ ๘๐ โกฎิ แล้วชวนน้องชาย ๖ คนและน้องสาว ทาสชายคนหนึ่ง ทาสหญิงคนหนึ่ง และ สหายคนหนึ่ง ออกมหาภิเนษกรมณ์เข้าสู่ป่าหิมพานต์. ท่านเหล่านั้นอาศัยสระ ปทุมในป่าหิมพานต์นั้นสร้างอาศรม ณ ภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์แล้วพากันบวช เลี้ยงชีพด้วยมูลผลาหารในป่า. ท่านเหล่านั้นไปป่าก็ไปร่วมกัน ผู้หนึ่งพบต้นไม้ หรือใบไม้ ณ ที่ใด ก็เรียกคนอื่น ๆ ไป ณ ที่นั้น ต่างพูดกันถึงเรื่องที่เห็น ที่ได้ยินเป็นต้นไปพลาง เลือกเก็บผลไม้ใบไม้ไปพลาง เป็นเหมือนที่ทำงาน ของชาวบ้าน. ดาบสมหากาญจน์ผู้อาจารย์ ดำริว่า อันการเที่ยวแสวงหาผลาผล ด้วยอำนาจความคะนองเช่นนี้ ดูไม่เหมาะแก่พวกเราผู้ทิ้งทรัพย์ ๘๐ โกฏิมาบวช เสียเลย ตั้งแต่นี้ไปเราคนเดียวจักหาผลไม้มา. พอถึงอาศรมแล้วท่านก็เรียก ดาบสเหล่านั้นทุกคนมาประชุมกันในเวลาเย็น แจ้งเรื่องนั้นให้ทราบแล้ว กล่าวว่า พวกเธอจงอยู่ทำสมณธรรมกันในที่นี้แหละ ฉันจักไปหาผลาผลมา. ครั้งนั้นดาบสมีอุปกาญจนะเป็นต้น พากันกล่าวว่า ท่านอาจารย์ขอรับ พวก
หน้า 409 ข้อ 1941
ข้าพเจ้าพากันอาศัยท่านบวชแล้ว ท่านจงกระทำสมณธรรม ณ ที่นี้แหละ น้องสาวของพวกเราก็ต้องอยู่ที่นี้เหมือนกัน ทาสีเล่าก็ต้องอยู่ในสำนักของ น้องสาวนั้น พวกข้าพเจ้า ๘ คนจักผลัดกันไปนำผลาผลมา ท่านทั้งสามคน เป็นผู้พันวาระ แล้วรับปฏิญญา. ตั้งแต่บัดนั้น คนทั้ง ๘ ก็ผลัดกันวาระละ หนึ่งคน หาผลาผลมา. ที่เหลือคงอยู่ในศาลาของตนนั้นเอง ไม่จำเป็นก็ไม่ ได้รวมกัน. ผู้ที่ถึงวาระหาผลาผลมาแล้ว ก็แบ่งเป็น ๑๑ ส่วน เหนือแผ่นหิน ซึ่งมีอยู่แผ่นหนึ่ง เสร็จแล้วตีระฆัง ถือเอาส่วนแบ่งของตนเข้าไปที่อยู่. ดาบส ที่เหลือพากันออกมาด้วยเสียงระฆังอันเป็นสัญญา ไม่กระทำเสียงเอะอะ เดินไป ด้วยท่าทางอันแสดงความเคารพ ถือเอาส่วนแบ่งที่จัดไว้เพื่อตน แล้วไปที่อยู่ฉัน แล้วทำสมณธรรมต่อไป. กาลต่อมา ดาบสทั้งหลายนำเหง้าบัวมาฉัน พากันมีตบะ รุ่งเรือง มีตบะแก่กล้า ชำนะอินทรีย์ได้อย่างยอดเยี่ยม ต่างกระทำกสิณกรรมอยู่. ครั้งนั้น พิภพของท้าวสักกะหวั่นด้วยเดชแห่งศีลของดาบสเหล่านั้น. ท้าวสักกะเล่าก็ยังทรงระแวงอยู่นั้นเองว่า ฤาษีเหล่านี้ยังน้อมใจไปในกามอยู่ หรือหามิได้หนอ. ท้าวเธอทรงดำริว่า เราจักคอยจับฤาษีเหล่านี้ แล้วสำแดง อานุภาพซ่อนส่วนแบ่งของพระมหาสัตว์เสียตลอด ๓ วัน. วันแรกพระมหาสัตว์ ไม่เห็นส่วนแบ่งก็คิดว่า คงจักลืมส่วนแบ่งของเราเสียแล้ว ในวันที่สองคิดว่า เราคงมีโทษ ชะรอยจะไม่ตั้งส่วนแบ่งไว้เพื่อเราด้วยต้องการจะประณาม ในวัน ที่สามคิดว่า เหตุการณ์อะไรเล่านะถึงไม่ตั้งส่วนแบ่งแก่เรา ถ้าโทษของเราจักมี เราต้องขอให้งดโทษ แล้วก็ตีระฆังเป็นสัญญาในเวลาเย็น. ดาบสทั้งหมดประชุม กัน พูดกันว่าใครตีระฆัง. ท่านตอบว่า ฉันเอง. พ่อคุณทั้งหลายพากันถามว่า เพราะเหตุไรเล่า ขอรับท่านอาจารย์. ตอบว่า พ่อคุณทั้งหลาย ในวันที่ ๓ ใครหา ผลาผลมา. ดาบสท่านหนึ่งลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้า ขอรับท่านอาจารย์.
หน้า 410 ข้อ 1941
ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนที่เหลือ แบ่งส่วนเผื่อฉันหรือไม่เล่า. ตอบว่า แบ่งครับท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าแบ่งไว้เป็นส่วนที่เจริญขอรับ. ถามว่า เมื่อ วานเล่าเวรใครไปหามา. ท่านผู้อื่นลุกขึ้นยืนกราบเรียนว่า ข้าพเจ้าขอรับ. ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนนึกถึงฉันหรือไม่. ตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งส่วนอัน เจริญไว้เผื่อท่านครับ. ถามว่า วันนี้เล่าใครหามา. อีกท่านหนึ่งลุกขึ้นยืน กราบเรียนว่า ข้าพเจ้า. ถามว่า เมื่อเธอแบ่งส่วนได้นึกถึงฉันหรือไม่. ตอบว่า ข้าพเจ้าตั้งส่วนที่เจริญไว้เพื่อท่านแล้วครับ. ท่านกล่าวว่า พ่อคุณ ทั้งหลาย ฉันไม่ได้รับส่วนแบ่งสามวันทั้งวันนี้ ในวันแรกฉันไม่เห็นส่วนแบ่ง คิดว่า ผู้แบ่งส่วนคงจักลืมฉันเสีย ในวันที่สองคิดว่า ฉันคงมีโทษอะไร ๆ ส่วน วันนี้คิดว่า ถ้าโทษของฉันมี ฉันจักขอขมา จึงเรียกเธอทั้งหลายมาประชุมด้วย ตีระฆังเป็นสัญญา เธอทั้งหลายต่างบอกว่า พวกเราพากันแบ่งส่วนเหง้าบัว เหล่านี้ แล้วฉันไม่ได้ ควรจะรู้ตัวผู้ขโมยกินเหง้าบัวเหล่านั้น ขึ้นชื่อว่าการ ขโมยเพียงเหง้าบัวก็ไม่เหมาะแก่ผู้ที่ละกามแล้วบวช. ดาบสเหล่านั้นฟังคำ ของท่านแล้ว ต่างก็มีจิตเสียวสยองกันทั่วที่เดียวว่า โอ กรรมหนักจริง. เทวดาผู้สิงอยู่ที่ต้นไม้อันใหญ่ในป่า ณ อาศรมบทนั้น ลงมาจากคาคบ นั่งอยู่ในสำนักของดาบสเหล่านั้นเหมือนกัน. ช้างเชือกหนึ่งถูกจำปลอก ไม่ สามารถทนทุกข์ได้ ทำลายปลอกหนีเข้าป่าไป ได้เคยมาไหว้คณะฤาษีตามกาล สมควร. แม้ช้างนั้นก็มายืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ยังมีลิงตัวหนึ่งเคยถูกให้เล่นกับงู รอดมาได้จากมือหมองู เข้าป่าอาศัยอยู่ใกล้อาศรมนั้นเอง. วันนั้นลิงแม้นั้นก็นั่ง ไหว้คณะฤาษีอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ท้าวสักกะดำริว่า จักคอยจับคณะฤาษีก็ไม่ได้ สำแดงกายให้ปรากฏยืนอยู่ในสำนักของดาบสเหล่านั้น. ขณะนั้นอุปกาญจน- ดาบสน้องชายของพระโพธิสัตว์ ลุกจากอาสนะไหว้พระโพธิสัตว์แล้ว แสดง
หน้า 411 ข้อ 1941
ความนอบน้อมแก่ดาบสที่เหลือถามว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าไม่ได้ปรารถนา สิ่งอื่นเลย จะได้เพื่อจะชำระตนเองหรือไม่. ท่านตอบว่า ได้จ๊ะ. อุปกาญจน- ดาบสนั้น ยืนในท่ามกลางคณะฤาษี เมื่อจะกระทำสบถว่า ถ้าข้าพเจ้าฉันเหง้าบัว ของท่านแล้ว ขอให้เป็นอย่างนี้เถิด จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงได้ ม้า วัว เงิน ทอง และ ภรรยาที่น่าชอบใจ จงพร้อมพรั่งด้วยบุตรและภรรยา มากมายเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสํ ควํ นี้ พึงทราบว่า เขากล่าว ติเตียนวัตถุกามทั้งหลายว่า ปิยวัตถุมีประมาณเท่าใด ความโศกและความทุกข์ มีประมาณเท่านั้นย่อมเกิดขึ้น เพราะความวิปโยคเหล่านั้น. คณะฤาษีได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านผู้นิรทุกข์ คำสบถของท่านหนักยิ่งปานไร พากันปิดหู. ส่วนพระโพธิสัตว์กล่าวว่า พ่อคุณเอ๋ย คำสบถของเธอหนักยิ่งนัก เธอไม่ได้ฉัน จงนั่ง ณ อาสนะสำหรับ เธอเถิด. เมื่ออุปกาญจนดาบสทำสบถนั่งลงแล้ว น้องคนที่ ๒ ลุกขึ้นไหว้พระ- มหาสัตว์ เมื่อจะชำระตนด้วยคำสบถ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงทัดทรงระเบียบ ดอกไม้ เครื่อง ลูบไล้กระแจะจันทน์ แคว้นกาสี จงเป็นผู้มากไปด้วย บุตร จงกระทำความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้า ในกาม ทั้งหลายเถิด.
หน้า 412 ข้อ 1941
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติพฺพํ ความว่า จงกระทำความเพ่งเล็ง อย่างแรงกล้า ในวัตถุกามและกิเลสกาม. คำนี้ เขากล่าวด้วยอำนาจการปฏิเสธ ทุกข์เท่านั้นว่า ผู้ใดมีความเพ่งเล็งอย่างแรงกล้าในวัตถุกามและกิเลสกามเหล่านั้น ผู้นั้นย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์ เพราะความวิปโยคเหล่านั้น. เมื่อน้องชายที่ ๒ นั่งแล้ว ดาบสที่เหลือต่างก็ได้กล่าวคาถาคนละ คาถา ตามควรแก่อัธยาศัยของตนว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ได้ลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นคฤหัสถ์มีธัญชาติมากมาย สมบูรณ์ด้วยกสิกรรม มียศ จงได้บุตรทั้งหลาย จงมี ทรัพย์ ได้กามคุณทุกอย่าง จงอยู่ครองเรือนอย่างไม่ เห็นความเสื่อมเลย. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงปราบดาภิเษกเป็นกษัตริย์บรมราชา- ธิราช มีกำลัง มียศศักดิ์ จงครอบครองแผ่นดินมี มหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขตเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเหง้าบัวของท่านไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นพราหมณ์ มัวประกอบในทางทำนาย ฤกษ์ยาม อย่าได้คลายความยินดีในตำแหน่ง ท่านผู้ เป็นเจ้าแคว้น ผู้มียศ จงบูชาผู้นั้น เถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอชาวโลกทั้งมวลจงสำคัญผู้นั้นว่า เป็นผู้เชี่ยว- ชาญเวทมนต์ทั้งปวงผู้เรืองตบะ ชาวชนบททั้งหลาย ทราบดีแล้ว จงบูชาผู้นั้นเถิด.
หน้า 413 ข้อ 1941
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยอันพระราชา ทรงพระราชทานให้ เป็นบ้านที่มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วย เหตุ ๔ ประการ ดุจท้าววาสวะพระราชทานให้ อย่า ได้คลายความยินดีจนกระทั่งถึงความตายเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นจงเป็นนายบ้าน บันเทิงอยู่ด้วยความ ฟ้อนรำขับร้องในท่ามกลางสหาย อย่าได้รับความ พินาศอย่างใดอย่างหนึ่ง จากพระราชาเลย. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นเอกราช ทรง ปราบปรามศัตรูได้ทั่วพื้นปฐพี ทรงสถาปนาให้หญิง นั้นเป็นยอดสตรีจำนวนพัน ขอหญิงนั้นจงเป็นมเหสี ผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลายเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ หญิงใดลักเอาเหง้าบัวของ ท่านไป ขอให้หญิงนั้นจงเป็นทาส ไม่สะดุ้งสะเทือน กินของดี ๆ ในท่ามกลางคนทั้งปวงที่มาประชุมกันอยู่ จงเที่ยวโออวดลาภอยู่เถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ผู้ใดลักเอาเหง้าบัวของท่าน ไป ขอให้ผู้นั้นเป็นเจ้าอาวาสในวัดใหญ่ ๆ จงเป็นผู้ ประกอบนวกรรมในเมืองกชังคละ จงกระทำหน้าต่าง ตลอดวันเถิด.
หน้า 414 ข้อ 1941
ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ช้างเชือกใดลักเอาเหง้าบัว ของท่านไป ขอให้ช้างเชือกนั้นจงถูกคล้องด้วยบ่วง บาศตั้งร้อย จงถูกนำออกจากป่า อันน่ารื่นรมย์มายัง ราชธานี จงถูกทิ่มแทงด้วยปฏักและสับด้วยขอเถิด. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ลิงตัวใดลักเอาเหง้าบัว ของท่านไป ขอให้ลิงตัวนั้นมีดอกไม้สวมคอ ถูกเจาะหู ด้วยดีบุก ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว เมื่อฝึกหัดให้เล่นงู เข้าไปใกล้ปากงู ถูกมัดตระเวนเที่ยวไปตามตรอกเถิด. ในบรรดาคาถาเหล่านั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๓ ที่น้องชาย คนที่ ๓ ของพระโพธิสัตว์กล่าวเป็นคำสบถ. บทว่า กสิมา ได้แก่ กสิกรรม ที่สมบูรณ์. บทว่า ปุตฺเต คิหี ธินิมา สพฺพกาเม ความว่า ให้ผู้นั้น เป็นชาวนามีกสิกรรมอันสมบูรณ์ จงได้บุตรมาก มีเหย้าเรือน มีทรัพย์ มีเเก้ว ๗ ประการ ได้สิ่งที่น่าใคร่มีรูปเป็นต้นทุกประเภท. บทว่า วยํ อปสฺสํ ความว่า จงไม่เห็นความเสื่อมของตนแม้จะสมควรแก่บรรพชาในเวลาแก่ จงครองเรือน อันเพียบพร้อมด้วยเบญจกามคุณเรื่อยไปดังนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่าผู้ที่เพียบ พร้อมด้วยเบญจกามคุณนั้น ย่อมถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวง ด้วยความพลัด พรากจากกามคุณ. ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๔ กล่าว บทว่า ราชาธิราชา ได้แก่ เป็นพระราชาผู้ยิ่งในระหว่างแห่งพระราชาทั้งหลายนี้ท่านแสดงโทษในราชสมบัติ ว่า ธรรมดาว่าท่านผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อความยิ่งใหญ่พลัดพรากไป ย่อมเกิดทุกข์อย่าง ใหญ่หลวง. ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๕ กล่าว บทว่า อวีตราโค ได้แก่ ผู้มีตัณหา ด้วยตัณหาอันเป็นที่ตั้งของปุโรหิต ทั้งนี้ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า ความเป็นปุโรหิต ของพราหมณ์ปุโรหิตถูกมฤตยูกลืนเสียเท่านั้น ความโทมนัสใหญ่หลวงย่อมเกิดขึ้น.
หน้า 415 ข้อ 1941
ในคาถาที่น้องชายคนที่ ๖ กล่าว บทว่า ตปสฺสีนํ ความว่า ชาวโลก ทั้งปวงจงสำคัญเขาว่า เป็นผู้มีตบะ สมบูรณ์ด้วยศีล ท่านกล่าวทั้งนี้ด้วยสามารถ ติเตียนลาภสักการะว่า ความโทมนัสใหญ่หลวงย่อมเกิดเพราะลาภสักการะปราศ ไปเสีย. ในคาถาที่ดาบสผู้เป็นสหายกล่าว บทว่า จตุสฺสทํ ความว่า ผู้ใด ลักเหง้าบัวของท่านไป ผู้นั้นจงครอบครองบ้านส่วยด้วยอุดมเหตุ ๔ สถาน คือ ด้วยผู้คน เพราะเป็นผู้มีคนคับคั่ง ด้วยข้าวเปลือก เพราะข้าวเปลือกมากมาย ด้วยฟืนหาได้ง่าย และด้วยน้ำ เพราะมีน้ำสมบูรณ์มั่งคั่ง อันพระราชาทรง พระราชทาน. บทว่า วาสเวน ความว่า อันไม่หวั่นไหว ดุจท้าววาสวะทรง ประทาน คือ อันพระราชานั้นพระราชทานแล้ว เพราะให้พระราชาพระองค์ นั้นทรงโปรดปราน ด้วยอานุภาพแห่งพรที่ได้จากท้าววาสวะ. บทว่า อวีตราโค ความว่า จงมีราคะไม่ไปปราศเลย คือยังจมอยู่ในปลักกาม เหมือนสุกรเป็นต้น จมปลักตมอยู่ฉะนั้น ตกไปสู่ความตายเถิด. ดาบสผู้สหายนั้น เมื่อแถลงโทษ ของกามทั้งหลาย จึงกล่าวอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. ในคาถาที่ทาสกล่าว บทว่า คามณี ความว่า เป็นผู้ใหญ่บ้าน ทาสแม้นี้ก็ติเตียนกามทั้งหลายเหมือนกัน จึงกล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่กาญจนเทวี กล่าว บทว่า ยํ ได้แก่ หญิงใด. บทว่า เอกราชา คืออัครราชา. บทว่า อิตฺถีสหสฺสานํ ท่านกล่าวด้วยความสละสลวยแห่งคำอธิบายว่า ทรงตั้งไว้ใน ตำแหน่งที่เลิศกว่าหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง. บทว่า สีมนฺตินีนํ ความว่า แห่งหญิง ผู้ประเสริฐกว่านางสนมทั้งหลาย. กาญจนเทวีนั้น แม้ดำรงอยู่ในความเป็นหญิง ก็ติเตียนกามทั้งหลาย ดุจกองคูถที่มีกลิ่นเหม็นฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ด้วย ประการฉะนี้. ในคาถาที่ทาสีกล่าว บทว่า สพฺพสมาคตานํ ความว่า ให้ผู้นั้นเป็นทาสีนั่งไม่หวั่นไหวไม่สะดุ้งสะเทือน บริโภคของมีรสดี ในท่าม-
หน้า 416 ข้อ 1941
กลางคนทั้งปวงที่ประชุมกันได้ยินว่า ขึ้นชื่อว่า การนั่งกินในสำนักของเจ้านาย ทั้งหลาย เป็นเรื่องอัปรีย์ของพวกทาสี เหตุนั้น นางทาสีนั้น จึงกล่าวอย่างนี้ เพราะเป็นเรื่องอัปรีย์ของตน. บทว่า จราตุ แปลว่า จงประพฤติ บทว่า ปรลาเภน วิกตถมานา ความว่า กระทำกรรมแห่งผู้ล่อลวงเพราะเหตุแห่ง ลาภ ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นเถิด. นางแม้ดำรงอยู่ในความเป็นทาสี ก็ยัง ติเตียนวัตถุแห่งกิเลสเหมือนกันด้วยคาถานี้. ในคาถาที่เทวดากล่าว บทว่า อาวาสิโก ความว่า ผู้ปกกรองอาวาส. บทว่า กชงฺคลายํ ความว่า ในนครมีชื่ออย่างนั้น ได้ยินว่า ในนครนั้น มีทัพสัมภาระหาได้ง่าย. บทว่า อาโลกสนฺธึ ทิวสา ความว่า จงกระทำ บานหน้าต่างตลอดวันเถิด ได้ยินว่า เทวบุตรนั้น ในกาลแห่งพระพุทธกัสสป ได้เป็นพระเถระในสงฆ์ ในมหาวิหารเก่า มีบริเวณ ๑ โยชน์ ติดกับเมือง กชังคละ เมื่อกระทำนวกรรมในวิหารเก่านั่นแล ต้องเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวง เหตุนั้นจึงปรารภถึงทุกข์นั้นแล จึงได้กล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่ช้างกล่าว บทว่า ปาสสเตหิ ความว่า ด้วยบ่วงจำนวนมาก บทว่า ฉพฺภิ ความว่า ในฐานะ ๖ คือ เท้า ๔ คอ ๑ ส่วนสะเอว ๑. บทว่า คุตฺเตหิ ความว่า ด้วยปลอกเหล็กยาว มีเงี่ยงสองทาง. บทว่า ปาจเนภิ ได้แก่ ด้วยปฏักคือด้วยขอสับ ได้ยินว่า ช้างนั้นปรารภถึงทุกข์ที่ตนเข็ดหลาบ มาแล้วนั้นเอง จึงกล่าวอย่างนี้. ในคาถาที่วานรกล่าว บทว่า อลกฺกมาลิ ความว่า ประกอบด้วยมาลาสวมคอที่หมองูใส่คอวางไว้ บทว่า ติปุกณฺณ- วิทฺโธ ความว่า ถูกเจาะหูด้วยดีบุก. บทว่า ลฏฺิหโต ความว่า หมองู ให้ศึกษากีฬางู ถูกเฆี่ยนด้วยไม้เรียว. แม้วานรนั้นได้กล่าวอย่างนี้ หมายถึง ทุกข์ที่ตนได้เสวยในเงื้อมมือของหมองู.
หน้า 417 ข้อ 1941
ก็เมื่อชนทั้ง ๑๓ สบถกันอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์ดำริว่า บางทีพวก เหล่านี้พึงกินแหนงในเราว่า ผู้นี้กล่าวถึงสิ่งที่ไม่หายไปเลยว่าหายไป ดังนี้ เราต้องสบถบ้าง เมื่อทำสบถ จึงกล่าวคาถานี้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดแลแกล้งกล่าวถึงของ ที่ไม่หายว่าหายก็ดี หรือผู้สงสัยคนใดคนหนึ่งก็ดี ขอ ให้ผู้นั้นจงได้บริโภคกามทั้งหลาย จงเข้าถึงความตาย อยู่ในท่ามกลางเรือน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โภนฺโต เป็นอาลปนะ ท่านอธิบายไว้ว่า ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ผู้ใดเล่ากล่าวถึงส่วนที่มิได้หายไปว่าหายไปหมดแล้ว หรือ ผู้ใดสงสัยในพวกเธอคนใดคนหนึ่ง ให้ผู้นั้นจงได้และจงบริโภคเบญจกามคุณ อย่าได้บรรพชาอันน่ารื่นรมย์เลยเทียวนะ จงตายเสียในท่ามกลางเรือนนั่นเทียว. ก็แลเมื่อฤาษีทั้งหลายพากันสบถแล้ว ท้าวสักกะทรงกลัว คิดว่าเรา หมายจะทดลองพวกนี้ดู จึงทำให้เหง้าบัวหายไป พวกเหล่านี้พากันติเตียนกาม ทั้งหลาย ประหนึ่งก้อนน้ำลายที่ถ่มทิ้ง ทำสบถกัน เราต้องถามพวกเหล่านั้น ถึงเหตุที่ติเตียนกามคุณดู แล้วทรงสำแดงกายให้ปรากฏ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์ เมื่อตรัสถาม ตรัสคาถาสืบไปว่า สัตว์ทั้งหลายในโลก ย่อมพากันเที่ยวแสวงหา กามใด เป็นสิ่งที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่ารัก น่าฟูใจ ของสัตว์เป็นอันมากในชีวโลกนี้ เพราะเหตุใด ฤาษี ทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกามนั้นเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทสมานา มีอรรถาธิบายว่า ฝูงสัตว์ ต่างเสาะหาวัตถุกามและกิเลสกามอันใด ด้วยกรรมทั้งสมควรและไม่สมควร
หน้า 418 ข้อ 1941
มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น พากันท่องเที่ยวไปในโลก กามนั้นเป็นสิ่ง น่าใคร่ น่าชอบใจ น่ารัก และน่าชื่นใจของสัตว์เป็นอันมาก คือของมวญ เทพดาและมนุษย์ เหตุไรเล่า หมู่ฤาษีจึงมิได้สรรเสริญกามทั้งหลายเลย. ด้วย บทว่ากามทั้งหลายนี้ ท้าวสักกะทรงแสดงวัตถุนั้นโดยสรุป. ครั้งนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะแก้ปัญหาของท้าวเธอ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมภูต เพราะกามนั่นแล สัตว์ทั้งหลายจึงถูกประหาร ถูกจองจำ เพราะกาม ทั้งหลาย ทุกข์และภัยจึงเกิด เพราะกามทั้งหลาย สัตว์ ทั้งหลายจึงประมาทลุ่มหลง กระทำกรรมอันเป็นบาป สัตว์เหล่านั้นมีบาป จึงประสบบาปกรรม เมื่อตายแล้ว ย่อมไปสู่นรก เพราะเห็นโทษในกามคุณดังนี้ ฤาษี ทั้งหลายจึงไม่สรรเสริญกาม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเมสุ ความว่า คนทั้งหลายย่อมกระทำ ทุจริตทั้งหลายมีกายทุจริตเป็นต้น เพราะเหตุแห่งกาม คือ เพราะอาศัยกาม ทั้งหลาย. บทว่า หญฺเร ความว่า ย่อมเดือดร้อนเพราะอาชญาเป็นต้น. บทว่า พชฺฌเร ความว่า ย่อมถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำคือเชือกเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์มิใช่ความสำราญอันเป็นไปทางกายและเป็นไปทาง จิต. บทว่า ภยํ ได้แก่ ภัยทั้งปวง มีการติเตียนตนเป็นต้น. พระมหาสัตว์ เรียกท้าวสักกะว่า ภูตาธิบดี. บทว่า อาทีนวํ กามคุเณสุ ทิสฺวา ความว่า เพราะเห็นโทษเห็นปานนี้ ก็โทษนี้นั้น พึงแสดงด้วยสูตรทั้งหลาย มีทุกขักขนธ- สูตรเป็นต้น.
หน้า 419 ข้อ 1941
ท้าวสักกะทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์มีพระมนัสสลด ตรัสคาถา ต่อไปว่า ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจะ ทดลองดูว่าฤาษีเหล่านี้ยังน้อมไปในกามหรือไม่ จึงถือ เอาเหง้าบัวที่ฝั่งน้ำไปฝังไว้บนบก ฤาษีทั้งหลายเป็นผู้ บริสุทธิ์ ไม่มีบาป นี้เหง้าบัวของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีมํสมาโน ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมทดลองว่า ฤาษีเหล่านี้น้อมจิตไปในกามหรือไม่. บทว่า อิสิโน ความว่า ถือเอาเหง้าบัวอันเป็นของท่านผู้แสวงหา. บทว่า ตีเร คเหตฺวาน ความว่า ถือเอาเหง้าบัวที่ท่านเก็บไว้ที่ฝั่งแม่น้ำแล้วฝังไว้ ณ ส่วนหนึ่งบนบก. บทว่า สุทฺธา ความว่า บัดนี้เรารู้ถึงการกระทำสบถของท่าน ฤาษีเหล่านี้เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีบาปอยู่. พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้นแล้วกล่าวว่า ดูก่อนท้าวสหัสนัยน์เทวราช ฤาษีเหล่านี้ มิใช่ นักฟ้อนของท่านและมิใช่ผู้ที่ทานจะพึงล้อเล่น ไม่ใช่ พวกพ้องและสหายของท่าน เพราะเหตุไร ท่านจึงมา ดูหมิ่นล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เต นฏา ความว่า ดูก่อนท้าวเทวราช พวกกระผมไม่ใช่เป็นนักฟ้อนของท่านและเป็นผู้ไม่สมควรที่ใคร ๆ จะพึงล้อเล่น ไม่ใช่ญาติ ไม่ใช่สหายของท่าน เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะอะไร พระองค์จึงทำการ ดูหมิ่น เพราะอาศัยอะไร พระองค์จึงล้อเล่นกับฤาษีทั้งหลาย. ครั้งนั้นท้าวสักกะ เมื่อจะขอขมาท่าน จึงกล่าวคาถาที่ ๒๐ ว่า
หน้า 420 ข้อ 1941
ข้าแต่ท่านผู้ประพฤติพรหมจรรย์ ผู้มีปัญญาดุจ แผ่นดิน ท่านเป็นอาจารย์และเป็นบิดาของข้าพเจ้า ขอเงาเท้าของท่าน จงเป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าผู้พลั้ง- พลาด ขอได้โปรดอดโทษสักครั้งหนึ่งเถิด บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมไม่มีความโกรธเป็นกำลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสา ปติฏฺา ความว่า เงาแห่งเท้า ของท่านนี้ จงเป็นที่พึ่งแห่งความพลั้งพลาดของข้าพเจ้าในวันนี้. บทว่า โกป- พลา ความว่า ขึ้นชื่อว่าบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมมีขันติเป็นกำลัง มิใช่เป็นผู้มี ความโกรธเป็นกำลัง. พระมหาสัตว์อดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชแล้ว เมื่อจะให้คณะฤาษีอด โทษด้วยตนเอง จึงกล่าวคาถาต่อไปว่า การที่พวกเราได้เห็นท้าววาสวะผู้เป็นจอมภูต นับเป็นราตรีเอกของพวกเราเหล่าฤาษีซึ่งอยู่กันด้วยดี ท่านผู้เจริญทุกคนจงพากันดีใจเถิดเพราะท่านพราหมณ์ ได้เหง้าบัวคืนแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวาสิตํ อิสีนํ เอกรตฺตึ มีอรรถา- ธิบายว่า เป็นราตรีเอกที่ผู้มีอายุทั้งหลายพากันอยู่ในป่านี้ เป็นอันอยู่ดีกันทั้งนั้น เพราะเหตุไร เหตุว่าพวกเราพากันเห็นท้าววาสวะผู้เป็นเจ้าแห่งภูต ถ้าพวกเรา อยู่ในเมืองละก็คงไม่ได้เห็น. บทว่า โภนฺโต ความว่า พ่อมหาจำเริญเอ๋ย ทุกคนจงดีใจเถิด จงปลื้มใจเถิด จงอดโทษแก่ท้าวสักกเทวราชเถิด เพราะเหตุ ไรเล่า เพราะท่านพราหมณ์ได้เหง้าบัวคืนแล้ว คือเหตุว่าอาจารย์ของพวกเธอ ได้คืนเหง้าบัว. ท้าวสักกเทวราชบังคมคณะฤาษีแล้วเสด็จไปสู่เทวโลก. ฝ่ายคณะฤาษี พากันยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ต่างได้เข้าถึงพรหมโลก.
หน้า 421 ข้อ 1942
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย โปราณกบัณฑิตพากันทำสบถละกิเลสอย่างนี้ แล้วทรงประกาศสัจจะ เวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันดำรงในพระโสดาปัตติผล. เมื่อพระศาสดาจะทรง ประชุมชาดก ได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายอีก ๓ คาถาว่า เราตถาคต สารีบุตร โมคคัลลานะ กัสสปะ อนุรุทธะ ปุณณะและอานนท์เป็น ๗ พี่น้อง ในครั้งนั้น อุบลวรรณาเป็นน้องสาว ขุชชุตตราเป็นทาสี จิตต- คฤหบดีเป็นทาส สาตาคีระเป็นเทวดา ปาลิเลยยกะ เป็นช้าง มธุระผู้ประเสริฐ เป็นวานร กาฬุทายีเป็น ท้าวสักกะ ท่านทั้งหลายจงทรงจำชาดก ไว้ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาภึสกชาดก ๖. สุรุจิชาดก ว่าด้วยการขอบุตร [๑๙๔๒] ดิฉันถูกเชิญมา เป็นพระอัครมเหสี คนแรกของพระเจ้าสุรุจิตลอดเวลาหมื่นปี พระเจ้าสุรุจิ นำดิฉันมาผู้เดียว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นมิได้ รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้เป็นจอมประชาชน ชาววิเทหรัฐ ครองพระนครมิลิลา ด้วยกาย วาจา หรือใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย ข้าแต่พระฤาษี
หน้า 422 ข้อ 1943, 1944, 1945
ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อ ดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. [๑๙๔๓] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันเป็นที่พอใจ ของพระภัสดา พระชนนีและพระชนกของพระภัสดา ก็เป็นที่รักของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรงแนะนำ ดิฉัน ตลอดเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงพระชนมชีพอยู่ ดิฉันนั้นยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติ ธรรมโดยส่วนเดียว มุ่งบำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้น โดยเคารพ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ข้าแต่ พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิด เถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. [๑๙๔๔] ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ความริษยาหรือ ความโกรธ ในสตรีผู้เป็นพระราชเทวีร่วมกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ดิฉันในกาลไหน ๆ เลย ดิฉันชื่นชม ด้วยความเกื้อกูลแก่พระราชเทวีเหล่านั้น และคนไหน ที่จะไม่เป็นที่รักของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิง ผู้ร่วมพระสามีทั่วกันทุกคน ในกาลทุกเมื่อ เหมือน อนุเคราะห์ตนฉะนี้ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าว คำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. [๑๙๔๕] ดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้อง เลี้ยงดูและชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยงชีวิต โดยเหมาะสม
หน้า 423 ข้อ 1946, 1947, 1948, 1949
กับหน้าที่ ดิฉันมีอินทรีย์อันเบิกบานในกาลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตร จงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉัน จงแตก ๗ เสี่ยง. [๑๙๔๖] ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่มเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และแม้วณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและ น้ำทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษีด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของ ดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. [๑๙๔๗] ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔,๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉันสำรวมแล้ว ในศีลทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์ จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอ ศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสียง. [๑๙๔๘] ดูก่อนพระราชบุตรีผู้เรืองยศงดงาม คุณอันเป็นธรรมเหล่าใดในพระองค์ ที่พระองค์แสดง แล้วคุณอันเป็นธรรมเหล่านั้นมีทุกอย่างพระราชโอรส ผู้เป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตร เรืองพระยศ เป็นพระธรรมราชาแห่งชนชาววิเทหะ จงอุบัติแก่พระนาง. [๑๙๔๙] ท่านผู้มีดวงตาน่ายินดี ทรงผ้าคลุกธุลี สถิตอยู่บนเวหาอันไม่มีสิ่งใดกั้น ได้กล่าววาจาเป็นที่
หน้า 424 ข้อ 1950
พอใจจับใจของดิฉัน ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เป็นฤาษีผู้มีฤทธิ์มาก หรือว่าเป็นใครมาถึงที่นี้ ขอ ท่านจงกล่าวความจริงให้ดิฉันทราบด้วย. [๑๙๕๐] หมู่เทวดามาประชุมกันที่สุธรรมาสภา ย่อมกราบไหว้ท้าวสักกะองค์ใด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะ องค์นั้น มีดวงตาพันหนึ่งมายังสำนักของท่าน หญิง เหล่าใดในเทวโลกเป็นผู้มีปกติ ประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มีพ่อผัวแม่ผัวเป็นเทวดา ยำเกรงสามี เทวดาทั้งหลายผู้มิใช่มนุษย์มาเยี่ยมหญิงเช่นนั้น ผู้มี ปัญญา มีกรรมอันสะอาด เป็นหญิงมนุษย์ ดูก่อน นางผู้เจริญ ท่านเกิดในราชสกุลนี้ พรั่งพร้อมไปด้วย สิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง ด้วยสุจริตธรรมที่ท่านประ- พฤติดีแล้ว ในปางก่อน ดูก่อนพระราชบุตรี ก็แหละ ข้อนี้เป็นชัยชนะในโลกทั้งสองของท่าน คือ การอุบัติ ในเทวโลกและเกียรติในชีวิตนี้ ดูก่อนพระนางสุเมธา ขอให้พระนางจงมีสุข ยั่งยืนนาน จงรักษาธรรมไว้ใน ตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ ขอลาไปสู่ไตรทิพย์ การ พบเห็นท่าน เป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มใจของข้าพเจ้า ยิ่งนัก. จบสุรุจิชาดกที่ ๑
หน้า 425 ข้อ 1950
อรรถกถาสุรุจิชาดก พระศาสดาเมื่อทรงอาศัยพระนครสาวัตถี ประทับอยู่ ณ ปุพพาราม ปราสาทของมิคารมารดา ทรงพระปรารภพร ๘ ประการ ที่มหาอุบาสิกา วิสาขาได้รับ ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า มเหสี รุจิโน ภริยา ดังนี้. เรื่องพิสดารมีว่า วันหนึ่งนางวิสาขาฟังธรรมกถาในพระเชตวันวิหาร แล้วกราบทูลนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ากับภิกษุสงฆ์ฉันเช้า แล้วกลับเรือน. พอล่วงราตรีนั้นมหาเมฆอันเป็นไปในทวีปทั้งสี่ยังฝนให้ตก. พระผู้มีพระภาค- เจ้าตรัสเรียกพวกภิกษุมา ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฝนตกในเชตวัน อย่างใด ตกในทวีปทั้งสี่อย่างนั้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาเมฆกลุ่มสุดท้าย พึงเปียกกายเราได้ ขณะที่ฝนกำลังตก ก็เสด็จหายไปจากพระเชตวันกับพวก ภิกษุด้วยกำลังฤทธิ์ ปรากฏที่ซุ้มประตูของนางวิสาขา. อุบาสิกายินดีร่าเริง บันเทิงใจว่า อัศจรรย์นัก พ่อเจ้าพระคุณเอ๋ย พิศวงนัก พ่อมหาจำเริญเอ๋ย เพราะความที่พระตถาคตทรงมีฤทธิ์มาก ทรงอานุภาพมาก ในเมื่อ ห้วงน้ำเพียงเข่าก็มี เพียงเอวก็มีกำลังไหลไป เท้าหรือจีวรของภิกษุแม้ รูปหนึ่งที่ชื่อว่าเปียกไม่มีเลยแหละ แล้วอังคาสภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์ เป็นประมุข ได้กราบทูลข้อนี้ กะพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเสร็จภัตกิจ แล้วว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอประทานพร ๘ ประการ กะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระเจ้าข้า. ตรัสว่า วิสาขา พระตถาคตทั้งหลายผ่านพ้น พรไปแล้วละ. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พรใด ๆ ควรแก่ ข้าพระองค์ และพรใด ๆ ไม่มีโทษ ข้าพระองค์ทูลขอพรนั้น ๆ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า กล่าวเถิดวิสาขา. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอ
หน้า 426 ข้อ 1950
ปรารถนาเพื่อจะถวายผ้าอาบน้ำฝนแก่ภิกษุสงฆ์ตลอดชีพ ฯลฯ เพื่อจะถวายภัต แก่ภิกษุผู้มา ฯลฯ ภัตแก่ภิกษุผู้จะไป ฯลฯ ภัตรแก่ภิกษุไข้ ฯลฯ ภัตแก่ภิกษุ ผู้พยาบาลไข้ ฯลฯ ยาแก่ภิกษุผู้ไข้ ฯลฯ ข้าวยาคูประจำ เพื่อจะถวายผ้าอาบ แด่ภิกษุณีสงฆ์. พระศาสดาตรัสถามว่า วิสาขา เธอเห็นอำนาจประโยชน์ อะไรถึงขอพร ๘ ประการกะพระตถาคต เมื่อนางกราบทูลอานิสงส์ของพร ๘ ประการแล้ว ตรัสว่า ดีละ ดีละ วิสาขา เธอเห็นอานิสงส์เหล่านั้น ขอพร ๘ ประการ แล้วประทานพร ๘ ประการ ด้วยพระดำรัสว่า วิสาขา เราอนุญาต พร ๘ ประการแก่เธอ แล้วทรงอนุโมทนาเสร็จเสด็จหลีกไป. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ณ ปุพพาราม พวกภิกษุพากันยกเรื่องขึ้น สนทนาในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย มหาอุบาสิกาวิสาขา แม้ดำรงใน อัตภาพมาตุคาม ก็ยังได้พร ๘ ประการจากสำนักทศพล โอ ! นางมีคุณมาก. พระศาสดาเสด็จมา ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนา กันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่วิสาขาได้รับพรในสำนักของเรา แม้ในครั้งก่อนก็เคยได้รับแล้วเหมือนกัน ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามสุรุจิเสวยราชสมบัติในพระ- นครมิถิลา ทรงได้พระราชโอรส ก็ได้ทรงขนานพระนามพระราชโอรสนั้นว่า สุรุจิกุมาร. พระกุมารทรงเจริญวัย ทรงดำริว่า เราจักเรียนศิลปะในเมือง ตักกศิลา เสด็จไปประทับนั่งพักที่ศาลาใกล้ประตูพระนคร. ฝ่ายพระราช โอรสของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระนามพรหมทัตกุมาร ก็เสด็จไปในที่นั้น เหมือนกัน ประทับนั่งพักเหนือแผ่นกระดาน ที่พระสุรุจิกุมารประทับนั่งนั้นแล. พระกุมารทั้งสองทรงไต่ถามกันแล้ว มีความสนิทสนมกัน ไปสู่สำนักอาจารย์ ร่วมกันทีเดียว ทรงให้ค่าคำนับอาจารย์ ตั้งต้นเรียนศิลปะ ไม่ช้านานนัก
หน้า 427 ข้อ 1950
ต่างก็สำเร็จศิลปะ พากันอำลาอาจารย์ เสด็จร่วมทางกันมาหน่อยหนึ่ง ประทับ ยืนที่ทางสองแพร่ง ทรงสวมกอดกันไว้ ต่างทรงกระทำกติกากัน เพื่อจะทรง รักษามิตรธรรมให้ยั่งยืนไปว่า ถ้าข้าพเจ้ามีโอรส ท่านมีพระธิดา หรือท่านมี พระโอรส ข้าพเจ้ามีธิดา เราจักกระทำอาวาหมงคล และวิวาหมงคล แก่โอรส และธิดาของเรานั้น. ครั้นกุมารทั้งสองเสวยราชสมบัติ พระสุรุจิมหาราชมีพระ โอรส. พระประยูรญาติขนานพระนามพระโอรสนั้นว่า สุรุจิกุมาร. พระพรหมทัตมีพระธิดา. พระประยูรญาติขนานนามพระธิดานั้นว่า สุเมธา. พระกุมารสุรุจิทรงจำเริญวัยเสด็จไปเมืองตักกศิลา ทรงเรียนศิลปะเสร็จเสด็จมา. พระราชบิดามีพระประสงค์จะอภิเษกพระกุมารในราชสมบัติ ทรงพระ ดำริว่าข่าวว่า พระเจ้าพาราณสีพระสหายของเรามีพระธิดา เราจักสถาปนานาง นั้นแลให้เป็นอัครมเหสีของลูกเรา ทรงประทานบรรณาการเป็นอันมาก ทรงส่ง พวกอำมาตย์ไปเพื่อต้องการพระนางนั้น. ขณะที่พวกอำมาตย์เหล่านั้นยังมา ไม่ถึง พระเจ้าพาราณสีตรัสถามพระเทวีว่า นางผู้เจริญ อะไรเป็นทุกข์อย่างยิ่ง ของมาตุคาม. พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ความหึงหญิงที่ รวมผัว เป็นความทุกข์ของมาตุคามเจ้าค่ะ.. ตรัสว่า นางผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น เราต้องช่วยกันเปลื้องสุเมธาเทวีลูกหญิงของเราจากทุกข์นั้น เราจักให้แก่ผู้ที่จัก ครองเธอแต่นางเดียวเท่านั้น. เมื่ออำมาตย์เหล่านั้นพากันมาถึงทูลรับพระนาม ของพระนางแล้ว ท้าวเธอจึงตรัสว่า ดูราพ่อทั้งหลาย อันที่จริง เมื่อก่อนข้าพเจ้า กระทำปฏิญาณไว้กับพระสหายของข้าพเจ้า ถึงกระนั้นข้าพเจ้าก็มิได้ประสงค์เลย ที่ส่งนางเข้าไปภายในกลุ่มสตรี เราประสงค์ที่ให้นางแก่ผู้ที่จะครองนางผู้เดียว เท่านั้น. อำมาตย์เหล่านั้นพากันส่งข่าวสู่สำนักพระราชา พระราชาตรัสว่า ราชสมบัติของเราใหญ่หลวง มิถิลานครมีอาณาเขตถึง ๗ โยชน์ กำหนดแห่ง ราชัยถึง ๓๐๐ โยชน์ อย่างต่ำสุด ควรจะได้สตรี ๑๖,๐๐๐ นาง แล้วมิได้ทรง
หน้า 428 ข้อ 1950
บอกไป. แต่พระกุมารสุรุจิทรงสดับรูปสมบัติของพระนางสุเมธาแล้ว ก็ติดพระ หทัยด้วยการเกี่ยวข้องโดยสดับ จึงส่งกระแสพระดำรัสถึงพระราชบิดามารดาว่า หม่อมฉันจักครองนางผู้เดียวเท่านั้น หม่อมฉันไม่ต้องการกลุ่มสตรี โปรดเชิญ นางมาเถิด. พระราชบิดามารดาไม่ทรงขัดพระหทัยของพระกุมาร ทรงส่ง ทรัพย์เป็นอันมาก เชิญพระนางมาด้วยบริวารขบวนใหญ่แล้วทรงอภิเษกร่วม กัน กระทำพระนางให้เป็นพระมเหสีของพระกุมาร. พระกุมารนั้นทรงพระนาม ว่า สุรุจิมหาราช ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม ทรงอยู่ร่วมกับพระนางด้วย ความรัก. ก็พระนางประทับอยู่ในพระราชวังของท้าวเธอตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี ไม่ ทรงได้พระโอรสหรือพระธิดาเลย. ครั้งนั้นชาวเมืองประชุมกันชวนกันร้องขานขึ้นในท้องพระลานหลวง เมื่อท้าวเธอดำรัสว่า นี่อะไรกัน ก็กราบทูลว่า โทษของพระราชาไม่มี พระเจ้าข้า แต่พระโอรสผู้จะสืบวงศ์ของพระองค์ยังไม่มีเลย พระองค์ทรง มีพระเทวีพระนางเดียว ธรรมดาราชสกุลต้องมีหญิง ๑๖,๐๐๐ นาง เป็น อย่างต่ำที่สุด พระองค์โปรดรับกลุ่มสตรีเถิดพระเจ้าข้า เผื่อบรรดาหญิง เหล่านั้นจักมีสักคนหนึ่งที่มีบุญ จักได้พระโอรส ถูกท้าวเธอตรัสห้ามเสีย ว่า พ่อคุณเอ๋ย พากันพูดอะไร เราได้ปฏิญาณไว้แล้วว่า จักไม่ครองหญิง อื่นเลย จึงได้เชิญหญิงนี้มาได้ เราไม่มุสาวาทได้ เราไม่ต้องการกลุ่ม แห่งสตรี เลยพากันหลีกไป. พระนางสุเมธาทรงสดับพระดำรัสนั้น ดำริว่า พระราชามิได้ทรงนำสตรีอื่น ๆ มาเลย เพราะทรงพระดำรัสตรัสจริงแน่นอน แต่เรานี่แหละจักหามาถวายแก่พระองค์ ทรงดำรงในตำแหน่งพระมเหสีเช่นพระ มารดาของพระราชา จึงทรงนำมาซึ่งสตรี ๔,๐๐๐ นาง คือสาวน้อยเชื้อกษัตริย์ ๑,๐๐๐ เชื้อขุนนาง ๑,๐๐๐ เชื้อเศรษฐี ๑,๐๐๐ นางระบำผู้ชำนาญในกระบวน ฟ้อนรำทุกอย่าง ๑,๐๐๐ คัดที่พอพระหฤทัยของพระนาง. แม้พวกนั้นพากันอยู่ ในราชสกุลตั้ง ๑๐,๐๐๐ ปี ก็ไม่ได้พระโอรสหรือธิดาดุจกัน. พระนางคัดพวก อื่น ๆ มาถวายคราวละ ๔,๐๐๐ ถึงสามคราว. แม้พวกนั้นก็ไม่ได้พระโอรส
หน้า 429 ข้อ 1950
พระธิดา. รวมเป็นหญิงที่พระนางนำมาถวาย ๑๖,๐๐๐ นาง. เวลาล่วงไป ๔๐,๐๐๐ ปี รวมกับเวลาที่ทรงอยู่กับพระนางองค์เดียว ๑๐,๐๐๐ ปี เป็น ๕๐,๐๐๐ ปี. ครั้งนั้นชาวเมืองประชุมชวนกันร้องขานขึ้นอีก เมื่อท้าวเธอตรัสว่า เรื่องอะไร กันเล่า พากันกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระองค์โปรดบังคับพระเทวี ทั้งหลาย เพื่อปรารถนาพระโอรสเถิดพระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับว่า ดีแล้ว ตรัส (กะพระเทวี) ว่าพวกเธอปรารถนาบุตรเถิด. ตั้งแต่นั้นพระเทวีเหล่านั้น เมื่อปรารถนาพระโอรส พากันนอบน้อมเทวดาต่าง ๆ พากันบำเพ็ญวัตรต่าง ๆ พระโอรสก็ไม่อุบัติอยู่นั่นเอง. ครั้งนั้นพระราชาตรัสกะพระนางสุเมธาว่า นางผู้เจริญ เชิญเธอ ปรารถนาพระโอรสเถิด. พระนางรับพระดำรัสว่า สาธุแล้ว ครั้นถึงดิถี ที่ ๑๕ ทรงสมาทานอุโบสถ ประทับนั่งเหนือพระแท่นอันสมควร ทรงระลึก ถึงศีลทั้งหลายอยู่ในพระตำหนักอันทรงสิริ. พระเทวีที่เหลือพากันประพฤติวัตร อย่างแพะอย่างโคต่างไปสู่พระอุทยาน. ด้วยเดชเเห่งศีลของพระนางสุเมธาพิภพ ของท้าวสักกะหวั่นไหว. ท้าวสักกะทรงนึกว่า นางสุเมธาปรารถนาพระโอรส เราต้องให้โอรสแก่เธอ แต่ว่าเราไม่อาจที่จะให้ตามมีตามได้ ต้องเลือกเฟ้น โอรสที่สมควรแก่เธอ เมื่อทรงเลือกเฟ้นก็ทรงเห็นเทพบุตรนฬการ. แท้จริง เทพบุตรนฬการนั้นเป็นสัตว์ถึงพร้อมด้วยบุญ เมื่ออยู่ในนครพาราณสี ใน อัตภาพครั้งก่อน ถึงเวลาหว่านข้าวไปไร่ เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ส่งพวกทาสและกรรมกรไปหว่านกัน ตนเองกลับพาพระปัจเจกพุทธเจ้าไปสู่ เรือน ให้ฉันแล้วนิมนต์มาที่ฝั่งคงคา ร่วมมือกันกับลูกชายสร้างบรรณศาลา เอาไม้มะเดื่อเป็นเชิงฝา เอาไม้อ้อเป็นฝา ผูกประตู ทำที่จงกรม นิมนต์ พระปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ณ บรรณศาลานั้นแหละตลอดไตรมาส ท่านจำพรรษา
หน้า 430 ข้อ 1950
แล้ว พ่อลูกทั้งคู่ ก็นิมนต์ให้ครองไตรจีวร แล้วส่งท่านไป. ด้วยทำนองนี้เอง ได้นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้าถึง ๗ องค์ ให้อยู่ ณ บรรณศาลานั้น แล้วให้ครอง ไตรจีวร. บางอาจารย์กล่าวว่า พ่อลูกทั้งคู่เป็นช่างจักสานกำลังขนเอาไม้ไผ่ที่ ฝั่งคงคา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าจึงพากันกระทำเช่นนั้น ดังนี้ก็มี. พ่อลูก ทั้งคู่นั้น ครั้นทำกาลกิริยาบังเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยอิสริยะแห่งเทวดาอันใหญ่ กลับไปกลับมา อยู่ในกามภพทั้ง ๖ ชั้น. เทพบุตรทั้งคู่นั้นปรารถนาจะจุติจาก ชั้นนั้นไปบังเกิดในเทวโลกชั้นสูง. ท้าวสักกะทรงทราบความเป็นอย่างนั้น เสด็จไปถึงประตูวิมานของ เทพบุตรองค์หนึ่งในสององค์นั้น ตรัสกับเทพบุตรนั้นผู้มาบังคมแล้วยืนอยู่ว่า ดูราท่านผู้นิรทุกข์ ควรที่ท่านจะไปสู่มนุษยโลก. เธอทูลว่า ข้าแต่มหาราช โลกมนุษย์น่ารังเกียจสกปรก ฝูงชนที่ตั้งอยู่ในโลกมนุษย์นั้น ต่างทำบุญมี ให้ทานเป็นต้น ปรารถนาเทวโลก ข้าพระองค์จักไปในโลกมนุษย์นั้นทำ อะไร. ตรัสว่า ผู้นิรทุกข์ ท่านจักได้บริโภคทิพสมบัติที่เคยบริโภคในเทว โลกในโลกมนุษย์ จักได้อยู่ในปราสาทแก้วสูง ๒๕ โยชน์ ยาว ๙ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ เชิญท่านรับคำเถิด. เธอจึงรับ. ท้าวสักกะทรงถือปฏิญญา ของเธอแล้ว เสด็จไปสู่อุทยานด้วยแปลงเพศเป็นฤาษี จงกรมในอากาศ เบื้องบนสตรีเหล่านั้น ทรงสำแดงพระองค์ให้ปรากฏ ตรัสว่า อาตมภาพจะให้ โอรสผู้ประเสริฐแก่นางคนไหนเล่า นางคนไหนจักรับโอรสผู้ประเสริฐ. สตรี ๑,๐๐๐ นางต่างยอหัตถ์วิงวอนว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ โปรดให้แก่ดิฉัน ๆ. ทีนั้นท้าวสักกะก็ตรัสว่า อาตมภาพจะให้โอรสแก่หมู่สตรีที่มีศีล พวกเธอมีศีล อย่างไร มีอาจาระอย่างไรเล่า. สตรีเหล่านั้นพากันลดมือที่ยกขึ้นลงหมดกล่าวว่า ถ้าพระคุณเจ้าปรารถนาจะให้เเก่สตรีผู้มีศีล เชิญไปสู่สำนักของพระนางสุเมธาเถิด. ท้าวเธอก็เหาะไปทางอากาศนั้นเอง ประทับยืนตรงช่องพระแกลใกล้พระทวาร ปราสาทของพระนาง. ครั้งนั้นสตรีเหล่านั้นพากันกราบทูลแด่พระนางว่า ทูล
หน้า 431 ข้อ 1950
กระหม่อมแม่เจ้าขา เชิญพระแม่เจ้าเสด็จมาเถิด เทวราชพระองค์หนึ่งประสงค์ จะถวายพระโอรสผู้ประเสริฐแด่พระแม่เจ้า เหาะมาทางอากาศกำลังสถิตที่ช่อง พระแกล เจ้าข้า. พระนางเสด็จไปด้วยท่าทางอันตระหนัก ทรงเปิดพระแกลตรัส ว่าข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ได้ยินว่า พระคุณเจ้าจะให้โอรสผู้ประเสริฐ แก่สตรี ผู้มีศีล เป็นความจริงหรือพระเจ้าข้า. ท้าวเธอตรัสว่า ดูก่อนพระเทวี ขอถวาย พระพรเป็นความจริง. พระนางตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดให้ แก่ดิฉัน . ตรัสถามว่า ก็ศีลของบพิตรเป็นอย่างไร เชิญตรัส ถ้าชอบใจอาตมภาพ อาตมภาพจักถวายพระโอรสผู้ประเสริฐ. พระนางทรงสดับพระดำรัสของท้าว เธอแล้วตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เชิญพระคุณเจ้าค่อยสดับเถิด เมื่อจะทรงแถลงศีล คุณของตน ได้ทรงภาษิตพระคาถา ๕ คาถาว่า ดิฉันถูกเชิญมา เป็นพระอัครมเหสีคนแรกของ พระเจ้าสุรุจิตลอดเวลาหมื่นปี พระเจ้าสุรุจินำดิฉันมา ผู้เดียว ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันนั้นมิได้รู้สึกเลยว่า ได้ล่วงเกินพระเจ้าสุรุจิผู้เป็นจอมประชาชนชาววิเทห- รัฐครองพระนครมิถิลา ด้วย กาย วาจา หรือใจ ทั้งในที่แจ้งหรือในที่ลับเลย ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการ กล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าว คำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ดิฉันเป็นที่พอใจของพระ- ภัสดา พระชนนีและพระชนกของพระภัสดาก็เป็นที่รัก ของดิฉัน พระองค์ท่านเหล่านั้นทรงแนะนำดิฉัน ตลอดเวลาที่พระองค์ท่านยังทรงพระชนมชีพอยู่ ดิฉัน
หน้า 432 ข้อ 1950
นั้นยินดีในความไม่เบียดเบียน มีปกติประพฤติธรรม โดยส่วนเดียว มุ่งบำเรอพระองค์ท่านเหล่านั้นโดย เคารพ ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนกลางวัน ข้าแต่ พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิด เถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ความริษยาหรือความโกรธ ในสตรีผู้เป็นราชเทวีร่วมกัน ๑๖,๐๐๐ คน มิได้มีแก่ ดิฉันในกาลไหน ๆ เลย ดิฉันชื่นชมด้วยความเกื้อกูล แก่พระราชเทวีเหล่านั้น และคนไหนที่จะไม่เป็นที่รัก ของดิฉันไม่มีเลย ดิฉันอนุเคราะห์หญิงผู้ร่วมสามีทั่ว กันทุกคน ในกาลทุกเมื่อ เหมือนอนุเคราะห์ตนฉะนั้น ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตร จงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉัน จงแตก ๗ เสี่ยง. ดิฉันเลี้ยงดูทาสกรรมกร ซึ่งจะต้องเลี้ยงดูและ ชนเหล่าอื่นผู้อาศัยเลี้ยงชีวิต โดยเหมาะสมกับหน้าที่ ดิฉันมีอินทรีย์อันเบิกบานในกาลทุกเมื่อข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิดเมื่อดิฉัน กล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. ดิฉันมีฝ่ามืออันชุ่มเลี้ยงดูสมณพราหมณ์ และ วณิพกเหล่าอื่น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและน้ำ
หน้า 433 ข้อ 1950
ทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะ ของดิฉันจงแตกเป็น ๗ เสี่ยง. ดิฉันเข้าอยู่ประจำอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔, ๑๕ และดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ดิฉันสำรวมแล้วในศีล ทุกเมื่อ ข้าแต่พระฤาษี ด้วยการกล่าวคำสัตย์จริงนี้ ขอบุตรจงเกิดเถิด เมื่อดิฉันกล่าวคำเท็จ ขอศีรษะของ ดิฉันจงแตก ๗ เสี่ยง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเหสี ได้แก่ พระอัครมเหสี. บทว่า รุจิโน ได้แก่ พระราชา. ทรงพระนามว่า สุรุจิ. บทว่า ปมํ ความว่า ดิฉันได้มาเป็นอัครมเหสีคนแรกก่อนกว่าหญิงทั้งปวง บรรดาหญิง ๑๖,๐๐๐ คน. บทว่า ยํ มํ ความว่า จำเดิมแต่พระเจ้าสุรุจิทรงนำดิฉันมาเพื่อความอยู่ร่วมกัน อย่างเป็นสุข ดิฉันได้เป็นหญิงผู้เดียวเท่านั้น ที่ได้อยู่ในพระตำหนักนี้ตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี. บทว่า อติมญฺิตฺถ ความว่า ดิฉันนั้นไม่เคยทราบไม่เคยระลึก เลยว่า ดิฉันล่วงเกินพระราชาสุรุจิแล้วทั้งต่อหน้าหรือลับหลังแม้โดยครู่เดียว. เธอเรียกฤาษีนั้นว่า อีเส. บทวา เต มํ ความว่า พระชนกและพระชนนี ของพระภัสดาทั้งสองพระองค์นั้น ทรงโปรดนำดิฉันมา. บทว่า วิเนตาโร ความว่า ดิฉันได้รับแนะนำจากพระองค์ท่านทั้ง ๒ แล้ว พระองค์ท่านทั้ง ๒ นั้น ยังทรงพระชนม์อยู่ตราบใด ก็คงจะทรงประทานพระโอวาทแก่ดิฉันไป ตราบนั้น. บทว่า อหึสา รตินี ความว่า ดิฉันประกอบแล้วด้วยเจตนา อันเป็นเหตุงดเว้น กล่าวคือความไม่เบียดเบียน หมายความว่า ดิฉันไม่เคย
หน้า 434 ข้อ 1950
เบียดเบียนสัตว์อะไรตั้งต้นแต่มดดำมดแดงไปทีเดียว. บทว่า กามสา แปลว่า มุ่งหน้าโดยส่วนเดียว. บทว่า ธมฺมจารินี ความว่า ดิฉันบำเพ็ญในกุศลกรรมบถ ๑๐ ประการ. บทว่า อุปฏฺาสึ ความว่า ดิฉันทำกิจต่าง ๆ มีการบริกรรม พระบาทเป็นอาทิ ปรนนิบัติพระองค์ท่านทั้งสอง. บทว่า สหภริยานิ ความว่า เป็นภรรยาแห่งสามีเดียวกันกับดิฉัน. บทว่า นาหุ ความว่า ธรรมคือความ ริษยา หรือธรรมคือความโกรธ เพราะอาศัยกิเลส มิได้มีแก่ดิฉันเลย. บทว่า หิเตน ความว่า กิจใดเป็นกิจเกื้อกูลแก่หญิงเหล่านั้น ดิฉันย่อมชื่นชมยินดี ด้วยประโยชน์เกื้อกูลของหญิงเหล่านั้นแท้ ๆ ดิฉันยินดีเห็นหญิงเหล่านั้น เป็น เหมือนบุตรธิดาในอ้อมอกฉะนั้น. บทว่า กาจิ ความว่า บรรดาหญิงเหล่านั้น แม้เพียงคนเดียวที่จะชื่อว่าดิฉันไม่รักไม่มีเลย ดิฉันรักทุกคนทีเดียว. บทว่า อนุกมฺปามิ ความว่า ดิฉันเอ็นดูหญิงทั้ง ๑๖,๐๐๐ นางนั้นทุกคนด้วยจิตอ่อนโยน เหมือนเอ็นดูตนก็ปานกัน. บทว่า สห ธมฺเมน ความว่า ดิฉันเลี้ยงดูตาม หน้าที่ที่จะมอบให้เขาทำได้ หมายความว่า ผู้ใดสามารถจะทำกรรมใด ดิฉัน ก็ใช้ผู้นั้นในกรรมนั้น. บทว่า ปทุทิตินฺทฺริยา ความว่า เมื่อใช้เล่าก็ยิ้มแย้ม แจ่มใสเป็นนิตย์ทีเดียว ดิฉันไม่เคยใช้ใคร ๆ อย่างกราดเกรี้ยวว่า อีทาสอีตัว ร้าย มึงจงทำการอันนี้ซิเว้ย ดังนี้เลยในกาลไหน ๆ. บทว่า ปยตปาณินี ความว่า เป็นผู้มีมืออันล้างแล้ว เหยียดมือออกแล้วทีเดียว. บทว่า ปาริหา- ริยปกฺขญฺจ ความว่า ๔ วัน ด้วยอำนาจวันรับและวันส่ง คือวัน ๕ ค่ำ วัน ๘ ค่ำ วัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ. บทว่า สทา ความว่า เป็นผู้สำรวม ในศีล ๕ ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือเป็นผู้มีอัตภาพอันศีลเหล่านั้นปกป้องคุ้มครอง ไว้แล้ว. ธรรมดาว่าการประมาณของพระนาง ซึ่งแม้จะพรรณนา ๑๐๐ คาถา ๑,๐๐๐ คาถา ก็หาเพียงพอไม่ ด้วยประการฉะนี้. ในเวลาที่พระนางพรรณนาคุณ
หน้า 435 ข้อ 1950
ของตนได้ด้วยพระคาถา ๑๕ เท่านั้น ท้าวสักกะก็ตัดพระดำรัสของพระนางเสีย เพราะท้าวเธอมีกิจที่ต้องกระทำมาก เมื่อจะทรงสรรเสริญพระนางว่า คุณของ พระนางจริงทั้งนั้น จึงตรัส ๒ คาถาว่า ดูก่อนราชบุตรี ผู้เรืองยศงดงาม คุณอันเป็นธรรม เหล่านั้นมีทุกอย่าง พระราชโอรสผู้เป็นกษัตริย์ สมบูรณ์ ด้วยพระชาติ เป็นอภิชาตบุตร เรืองพระยศเป็นธรรม ราชาแห่งชนชาววิเทหะ จงอุบัติแก่พระนาง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมคุณา ได้แก่ มีคุณตามความเป็นจริง คือมีคุณเป็นจริง. บทว่า สํวิชฺชนฺติ ความว่า พระคุณเหล่าใดเล่าที่พระองค์ ตรัสแล้ว พระคุณเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว สมบูรณ์เพียบพร้อมในพระองค์. บทว่า อภิชาโต ความว่า พระราชโอรสผู้ทรงพระกำเนิดบริสุทธิ์ทั้ง ๒ ฝ่าย. บทว่า ยสสฺสิมา ความว่า ทรงเพียบพร้อมด้วยสมบัติ คือ ยศและสมบัติ คือบริวาร. บทว่า อุปฺปชฺชเต ความว่า บุตรเห็นปานนี้จักบังเกิดแต่พระองค์ และอย่าทรงวิตกไปเลย. พระนางทรงสดับพระดำรัสของท้าวเธอแล้ว ทรงโสมนัส เมื่อจะ ตรัสถามท้าวเธอได้ทรงภาษิต ๒ พระคาถาว่า ท่านผู้มีดวงตาน่ายินดี ทรงผ้าคลุกธุลี สถิตอยู่ บนเวหาอันไม่มีสิ่งใดกั้น ได้กล่าววาจาอันเป็นที่พอใจ จับใจของดิฉัน ท่านเป็นเทวดามาจากสวรรค์ เป็นฤาษี ผู้มีฤทธิ์มาก หรือว่าเป็นใครมาถึงที่นี้ ขอท่านจงกล่าว ความจริงให้ดิฉันทราบด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุมฺหิ ความว่า พระนางตรัสเรียก อย่างนี้ ก็เพราะท้าวสักกะทรงมีพระเนตรไม่กระพริบเลย เมื่อเสด็จมาก็เสด็จ
หน้า 436 ข้อ 1950
มาด้วยเพศเป็นดาบสอันน่ายินดี โดยเป็นบรรพชิต (ท่านมาสถิตในเวหา). บทว่า อเฆ ได้แก่ ในที่ที่ไม่มีสิ่งใดกั้น. บทว่า ยํ มยฺหํ ความว่า ท่าน กำลังกล่าวคำอันน่าพอใจของดิฉันนี้นั้นน่ะ เป็นเทวดาจากสวรรค์มา ณ ที่นี้ หรือไม่อีกทีก็เป็นฤาษีผู้มีฤทธิ์มาก หรือในบรรดาเทพเจ้า มีท้าวสักกะเป็นต้น ท่านเป็นเทพเจ้าองค์ไรเล่า มาปรากฏแล้ว ณ ที่นี้. บทว่า อตฺตานํ เม ปเวทยา พระนางตรัสว่า เชิญท่านบอกความจริงให้ดิฉันทราบเถิดเจ้าค่ะ. ท้าวสักกะ เมื่อจะตรัสบอกแก่พระนาง จึงได้ตรัส ๖ พระคาถาว่า หมู่เทวดามาประชุมกันที่สุธรรมาสภา ย่อมกราบ ไหว้ท้าวสักกะองค์ใด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะองค์นั้น มีดวงตาพันหนึ่งมายังสำนักของท่าน หญิงเหล่าใดใน เทวโลกเป็นผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ มีปัญญา มีศีล มีพ่อผัวแม่ผัว เป็นเทวดายำเกรงสามี เทวดาทั้งหลาย ผู้มิใช่มนุษย์มาเยี่ยมหญิงเช่นนั้น ผู้มีปัญญา มีกรรม อันสะอาด เป็นหญิงมนุษย์ ดูก่อนนางผู้เจริญ ท่าน เกิดในราชสกุลนี้ พรั่งพร้อมไปด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่าง ด้วยสุจริตธรรมที่ท่านประพฤติดีแล้วใน ปางก่อน ดูก่อนพระราชบุตรี ก็แหละข้อนี้เป็นชัยชนะ ในโลกทั้งสองของท่าน คือ การอุบัติในเทวโลก และ เกียรติในชีวิตนี้ ดูก่อนพระนางสุเมธา ขอให้พระนาง จงมีสุข ยั่งยืนนานจงรักษาธรรมไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ ขอลาไปสู่ไตรทิพย์ การพบเห็นท่าน เป็น การพบเห็นที่ดูดดื่มใจของข้าพเจ้ายิ่งนัก.
หน้า 437 ข้อ 1950
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสกฺโข ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีดวงตา ตั้ง ๑,๐๐๐ ด้วยสามารถเล็งเห็นเรื่องที่คนตั้ง ๑,๐๐๐ คน คิดกันเพียงครู่เดียว. บทว่า อิตฺถิโย ความว่า หญิงทั้งหลายผู้มีปกติประพฤติสม่ำเสมอ คือผู้ ประกอบด้วยการประพฤติสม่ำเสมอด้วยทวารทั้ง ๓. บทว่า ตาทิสาย แปลว่า เห็นปานนั้น. บทว่า สุเมธาย ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี. บทว่า อุภยตฺถ กฏคฺคโห ความว่า ข้อนี้เป็นการยึดถือชัยไว้ได้ ของท่านทั้งในอัตภาพนี้ และในอนาคต คือ บรรดาโลกนี้และโลกหน้าเหล่านั้น ในอนาคตได้แก่การ เข้าถึงเทวโลก ในชีวิตที่กำลังเป็นไปอยู่เล่า ก็ได้เกียรติ เหตุนั้น ข้อนี้จึงชื่อว่า เป็นการถือเอาชัยไว้ได้ในโลกทั้งสอง สุเมธาให้นางมีสุขยืนนานเถิด จงรักษา ธรรม (คือคุณที่มีจริงอย่างนั้น) ไว้ในตนให้ยั่งยืนเถิด ข้าพเจ้านี้ขอลาไปสู่ สรวงสวรรค์ การพบเห็นท่านเป็นการพบเห็นที่ดูดดื่มแก่ข้าพเจ้า. ท้าวสักกะประทานโอวาทแก่พระนางว่า ก็กิจที่ต้องกระทำของข้าพเจ้า มีอยู่ในเทวโลก เหตุนั้น ข้าพเจ้าต้องไป ท่านจงไม่ประมาทเถิดนะ แล้วเสด็จ หลีกไป. ครั้นถึงเวลาใกล้รุ่ง นฬการเทพบุตรก็จุติถือปฏิสนธิในพระครรโภทร ของพระนาง. พระนางทรงทราบความที่พระองค์ทรงครรภ์ กราบทูลแก่ พระราชา. พระราชาประทานเครื่องผดุงครรภ์ ถ้วนกำหนดทศมาส พระนางก็ ประสูติพระโอรส. พระประยูรญาติทรงขนานพระนามพระโอรสว่า มหาปนาท ชาวแคว้นทั้งสอง (อังคะและมคธ) พากันทิ้งเหรียญกระษาปณ์ลงที่ท้องพระ- ลานหลวงคนละ ๑ กระษาปณ์ เพื่อให้พระราชาทรงทราบว่า เป็นค่าน้ำนม ของพระลูกเจ้าแห่งชาวเรา. เหรียญกระษาปณ์ได้เป็นกองใหญ่โต. แม้พระราชา จะตรัสห้าม ก็พากันกราบทูลว่า จักได้เป็นทุนรอนในเวลาที่พระลูกเจ้าของ พวกข้าพระองค์ทรงพระเจริญ ต่างไม่รับคืนพากันหลีกไป. พระกุมารทรง
หน้า 438 ข้อ 1950
พระเจริญด้วยบริวารมากมาย ครั้นทรงถึงวัยมีพระชนม์ ๑๖ พรรษา ก็ทรง ลุความสำเร็จในศิลปะทุกประการ. พระราชาทรงตรวจดูพระชนม์ของพระโอรส แล้ว ตรัสกับพระเทวีว่า นางผู้เจริญในเวลาอภิเษกลูกของเราในราชสมบัติ จักสร้างปราสาทอันน่ารื่นรมย์ให้เธอแล้วถึงทำการอภิเษก. พระนางรับพระ- โองการว่า ดีแล้วพระเจ้าคะ. พระราชารับสั่งให้หาอาจารย์ในวิชาพื้นที่มา ตรัสว่า พ่อทั้งหลาย จงคุมช่างให้สร้างปราสาทเพื่อลูกของเรา ณ ที่ไม่ห่าง วังของเรา เราจักอภิเษกลูกของเรานั้นในราชสมบัติ. พวกอาจารย์ในวิชา พื้นที่เหล่านั้น รับพระโองการว่า ขอเดชะใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้า ปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายขอรับใส่เกล้า ฯ แล้วพากันตรวจภูมิ ประเทศ. ขณะนั้นพิภพของท้าวสักกะสำแดงอาการร้อน. ท้าวเธอทรงทราบ เหตุนั้น ตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสสั่งว่า ไปเถิดพ่อเอ๋ย จงสร้าง ปราสาทแก้วยาว ๙ โยชน์ กว้าง ๘ โยชน์ สูง ๒๕ โยชน์ ให้แก่มหาปนาท ราชกุมารเถิด. วิสสุกรรมเทพบุตรแปลงเพศเป็นช่าง ไปสู่สำนักของพวกช่าง แล้วส่งพวกช่างนั้นไปเสียด้วยคำว่า พวกคุณกินข้าวเช้าแล้วค่อยมาเ5ิด แล้ว ประหารแผ่นดินด้วยท่อนไม้. ทันใดนั้นเอง ปราสาท ๗ ชั้น มีขนาดดังกล่าว แล้ว ก็ผุดขึ้น. มงคล ๓ ประการ คือ มงคลฉลองปราสาท มงคลอภิเษก สมโภชเศวตฉัตร และอาวาหมงคล ของพระกุมารมหาปนาทได้มีคราวเดียว กันแล. ชาวแคว้นทั้งสองพากันประชุมในสถานมงคล ให้กาลเวลาล่วงไปถึง ๗ ปี ด้วยการมหรสพฉลองมงคล. พระราชามิได้ทรงบอกให้พวกนั้นเลิกงาน เลย. สิ่งของทั้งหมดเป็นต้นว่า ผ้าเครื่องประดับของเคี้ยวของกิน ของชน เหล่านั้น ได้เป็นสิ่งของของราชสกุลทั้งนั้นเลย. ครั้นล่วง ๗ ปี ฝูงชนเหล่านั้น พากันร้องทุกข์ พระสุรุจิมหาราชตรัสถามว่า นี่อะไรกันเล่า ก็พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เมื่อพวกข้าพระองค์พากันสมโภชการมงคล ๗ ปีผ่านไป
หน้า 439 ข้อ 1950
แล้ว ที่สุดของงานมงคลจะมีเมื่อไรเล่า พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระราชาตรัสว่า ตลอดกาลถึงเท่านี้ ลูกเราไม่เคยหัวเราะเลย เมื่อใดเธอหัวเราะ เมื่อนั้นพวกเจ้า ทั้งหลายจงพากันไปเถิด. ครั้งนั้น มหาชนเที่ยวตีกลองป่าวร้อง เชิญนักฟ้อน ของพระเจ้ามหาปนาทนั้นประชุม. นักฟ้อน ๖,๐๐๐ พากันมาประชุม แบ่งกัน เป็น ๗ ส่วน พากันรำฟ้อน ก็มิอาจที่จะให้พระราชาทรงพระสรวลได้. ทั้งนี้ เพราะความที่ท้าวเธอเคยทอดพระเนตรกระบวนฟ้อนรำอันเป็นทิพย์มาช้านาน การฟ้อนของนักฟ้อนเหล่านั้น จึงมิได้เป็นที่ต้องพระหทัย. ครั้งนั้นจอมนักฟ้อน ๒ นาย คือ กัณฑกรรณ และปัณฑุกรรณ คิดว่า พวกเราจะให้พระราชาทรงพระสรวลให้ได้ พากันเข้าไปในท้องพระลาน. บรรดาจอมนักฟ้อนทั้งสองคนนั้น กัณฑกรรณให้ปลูกต้นมะม่วงใหญ่ชื่ออตุละ ที่พระราชทวาร แล้วขว้างกลุ่มด้ายขึ้นไปให้คล้องที่กิ่งของต้นมะม่วงนั้น แล้ว ไต่ขึ้นไปตามเส้นด้าย. ได้ยินว่า ไม้มะม่วงชื่ออตุละ เป็นต้นมะม่วงของท้าวเวส- วัณ ครั้งนั้นพวกทาสของท้าวเวสวัณก็พากันตัดกิ่งน้อยใหญ่ของต้นมะม่วงนั้น นั้นโค่นลงมา. นักฟ้อนที่เหลือ เก็บกิ่งเหล่านั้นกองไว้แล้วรดด้วยน้ำ. กัณฑกรรณนั้นนุ่งห่มผ้ากรองดอกไม้ลุกขึ้นฟ้อนรำไป. พระเจ้ามหาปนาททอด พระเนตรเห็นเขาแล้ว ก็มิได้ทรงพระสรวลเลย. ปัณฑุกรรณได้ทำเชิงตะกอน ไม้ในท้องพระลานหลวง แล้วเดินเข้าสู่กองไฟกับบริษัทของตน. ครั้นไฟดับ แล้ว นักฟ้อนทั้งหลายเอาน้ำรดเชิงตะกอน. ปัณฑุกรรณนั้นกับบริษัท นุ่งห่ม ผ้ากรองดอกไม้ลุกขึ้นฟ้อนรำ. พระราชาทรงทอดพระเนตรการนั้นแล้ว คง มิได้ทรงพระสรวลอยู่นั่นเอง. เมื่อสุดฝีมือที่จะให้พระราชาพระองค์นั้นทรง พระสรวล ฝูงคนก็พากันระส่ำระสายด้วยประการฉะนี้. ท้าวสักกะทรงทราบ เหตุนั้น จึงทรงส่งนักฟ้อนเทวดาไปด้วยพระเทวบัญชาว่า ไปเถิดพ่อเอ๋ย จง ทำให้พระมหาปนาทะทรงพระสรวลเสด็จอุฎฐาการจงได้เถิด. เทพนักฟ้อนนั้น
หน้า 440 ข้อ 1951
มายืนอยู่บนอากาศในท้องพระลานหลวง แสดงขบวนฟ้อนที่เรียกว่า อุปัฑฒังคะ. มือข้างเดียวเท่านั้น เท้าก็ข้างเดียว ตาก็ข้างเดียว แม้คิ้วก็ข้างเดียว ฟ้อนไป ร่ายรำไป เคลื่อนไหวไป ที่เหลือคงนิ่งไม่หวั่นไหวเลย. พระเจ้ามหาปนาทะ ทอดพระเนตรเห็นการนั้นแล้ว ทรงพระสรวลหน่อยหนึ่ง. แต่มหาชนเมื่อ หัวเราะ ก็สุดที่จะกลั้นความขบขันไว้ สุดที่จะดำรงสติไว้ได้ ปล่อยอวัยวะ หมดเลย ล้มกลิ้งไปในท้องพระลานหลวง. มงคลเป็นอันเลิกได้ตอนนั้น ข้อความที่เหลือในเรื่องนี้ พรรณนาไว้ในมหาปนาทชาดกที่มีคำว่า ปนาโท นาเมโส ราชา ยสฺส ยูโป สุวณฺณมโย เป็นต้น. พระราชามหาปนาททรงกระทำบุญถวายทานเป็นต้น เมื่อสิ้นพระชนม์ ก็เสด็จไปสู่เทวโลกนั่นเอง. พระศาสดาทรงนำธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า มหาปนาท ในครั้งนั้นได้มาเป็นภัททชิ สุเมธาเทวีได้มาเป็นวิสาขา วิสสุกรรมได้มาเป็นอานนท์ ส่วนท้าวสักกะได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาสุรุจิชาดก ๗. ปัญจุโปสถิกชาดก ว่าด้วยรักษาอุโบสถด้วยความคิดต่าง ๆ กัน [๑๙๕๑] ดูก่อนนกพิราบ เพราะเหตุไร บัดนี้ เจ้าจึงมีความขวนขวายน้อย ไม่ต้องการอาหาร อดกลั้น ความหิวกระหายมารักษาอุโบส.
หน้า 441 ข้อ 1952, 1953, 1954, 1955
[๑๙๕๒] แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าบินไปกับนางนก- พิราบ เราทั้ง ๒ ชื่นชมยินดีกันอยู่ในป่าประเทศนั้น ทันใดนั้น เหยี่ยวได้โฉบเอานางนกพิราบไปเสีย ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะพลัดพรากจากนางไป แต่จำ ต้องพลัดพรากจากนาง เพราะพลัดพรากจากนาง ข้าพเจ้าได้เสวยเวทนาทางใจ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า จึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความรักอย่าได้กลับมาหา เราอีกเลย. [๑๙๕๓] ดูก่อนงูผู้ไปไม่ตรง เลื้อยไปด้วยอกมี ลิ้น ๒ ลิ้น เจ้ามีเขี้ยวเป็นอาวุธ มีพิษร้ายแรง เพราะเหตุ ไร เจ้าจึงอดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถ. [๑๙๕๔] โคของนายอำเภอ กำลังเปลี่ยว มี หนอกกระเพื่อม มีลักษณะงาม มีกำลัง มันได้เหยียบ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าโกรธจึงได้กัดมัน มันก็ถูกทุกขเวทนา ครอบงำ ถึงความตาย ณ ที่นั้นเอง ลำดับนั้น ชน ทั้งหลายก็พากันออกมาจากบ้าน ร้องไห้คร่ำครวญ หาได้พากันหลบหลีกไปไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้า จึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโกรธอย่าได้มาถึง เราอีกเลย. [๑๙๕๕] ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก เนื้อของคนที่ตาย แล้ว มีอยู่ในป่าช้าเป็นอันมาก อาหารชนิดนี้เป็นที่ พอใจของเจ้า เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความหิว กระหายมารักษาอุโบสถ.
หน้า 442 ข้อ 1956, 1957, 1958, 1959
[๑๙๕๖] ข้าพเจ้าได้เข้าไปสู่ท้องช้างตัวใหญ่ ยินดีในซากศพ ติดใจในเนื้อช้าง ลมร้อนและแสงเเดด อันกล้าได้แผดเผาทวารหนักของช้างนั้นให้แห้ง ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งผอมทั้งเหลือง ไม่มีทางจะ ออกได้ ต่อมา มีฝนห่าใหญ่ตกลงมาโดยพลัน ชะ ทวารหนักของช้างตัวนั้นให้เปียกชุ่ม ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทีนั้น ข้าพเจ้าจึงออกมาได้ ดังดวงจันทร์พ้นจากปาก แห่งราหูฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโลภอย่ามาถึงเราอีกเลย. [๑๙๕๗] ดูก่อนหมี แต่ก่อนนี้ เจ้าขย้ำกินตัว ปลวกในจอมปลวก เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้น ความหิวกระหายมารักษาอุโบสถเล่า. [๑๙๕๘] ข้าพเจ้าดูหมิ่นถิ่นที่เคยอยู่ของตน ได้ ไปยังปัจจันตคามแคว้นมลรัฐ เพราะความเป็นผู้อยาก มากเกินไป ครั้งนั้นชนทั้งหลายก็พากันออกจากบ้าน รุมตีข้าพเจ้าด้วยคันธนู ข้าพเจ้าศีรษะแตกเลือดอาบ ได้กลับมาสู่ถิ่นที่เคยอยู่อาศัยของตน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความอยากมาก เกินไปอย่าได้มาถึงเราอีกเลย. [๑๙๕๙] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อความอันใด ท่าน ก็ได้ถามพวกข้าพเจ้าแล้วข้าพเจ้าทั้งหมดก็ได้พยากรณ์ ข้อความอันนั้นตามที่ได้รู้เห็นมา ข้าแต่ท่านผู้เป็น
หน้า 443 ข้อ 1960
วงศ์พรหมผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าจะขอถามท่านบ้างละ เพราะเหตุไร ท่านจึงรักษาอุโบสถเล่า. [๑๙๖๐] พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ผู้ไม่แปด- เปื้อนด้วยกิเลส นั่งอยู่ในอาศรมของฉันครู่หนึ่ง ท่าน ได้บอกให้ฉันทราบถึงที่ไปที่มา นามโคตรและจรณะ ทุกอย่าง ถึงอย่างนั้น ฉันก็มิได้กราบไหว้เท้าทั้ง ๒ ของท่าน อนึ่ง ฉันก็มิได้ถามถึงนามและโคตรของ ท่านเลย เพราะเหตุนั้น ฉันจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า มานะอย่าได้มาถึงฉันอีกเลย. จบปัญจุโปสถิกชาดกที่ ๗
หน้า 444 ข้อ 1960
อรรถกถาปัญจอุโปสถชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ อุบาสก ๕๐๐ ผู้รักษาอุโบสถ ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า อปฺโปสฺสุโกทานิ ตุวํ กโปต ดังนี้. มีเรื่องย่อว่า ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งเหนือพระพุทธ- อาสน์อันอลงกต ท่ามกลางบริษัทสี่ ในธรรมสภา ทอดพระเนตรดูบริษัท ด้วยพระหฤทัยอันอ่อนโยน ทรงทราบว่า วันนี้เทศนาจักตั้งเรื่องขึ้น เพราะ อาศัยถ้อยคำแห่งพวกอุบาสกเป็นแท้ จึงตรัสเรียกพวกอุบาสกมา ตรัสถามว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย พวกเธอพากันบำเพ็ญวัตรแห่งผู้รักษาอุโบสถหรือ ครั้นอุบาสกเหล่านั้น กราบทูลว่าพระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตรัสว่า พวกเธอกระทำดีแล้ว อันอุโบสถนี้เป็นเชื้อสายแห่งหมู่บัณฑิตแต่ครั้งก่อน ที่จริงบัณฑิตแต่ครั้งก่อนพากันอยู่จำอุโบสถเพื่อข่มกิเลสมีราคะเป็นต้น อุบาสก เหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ได้มีประเทศอันเป็นดงน่ารื่นรมย์ยิ่งนัก อยู่ระหว่าง พรมแดนแห่งแคว้นทั้งสาม มีเเคว้นมคธเป็นต้น. พระโพธิสัตว์บังเกิดใน สกุลพราหมณ์มหาศาลในแคว้นมคธ เจริญวัยแล้ว ละกามทั้งหลาย ปลีกตน เข้าไปสู่ดงนั้น สร้างอาศรมบทบวชเป็นฤาษี พำนักอาศัยอยู่. ก็ในที่ไม่ไกล อาศรมของท่าน นกพิราบกับภรรยาอาศัยอยู่ที่เชิงแห่งหนึ่ง งูอาศัยที่จอมปลวก จอมหนึ่ง ที่ละเมาะป่าแห่งหนึ่งหมาจิ้งจอกอาศัยอยู่ ที่ละเมาะป่าอีกแห่งหนึ่งเล่า หมีอาศัยอยู่. ทั้งสี่สัตว์เหล่านั้น ต่างก็เข้าไปหาพระฤาษี ฟังธรรม ตามกาล อันเป็นโอกาส. อยู่มาวันหนึ่ง นกพิราบกับภรรยาออกจากรังไปหากิน. เหยี่ยว
หน้า 445 ข้อ 1960
ตัวหนึ่งจับนางนกพิราบตัวบินไปข้างหลังนกพิราบนั้นแล้วบินหนีไป. นกพิราบ ได้ยินเสียงร้องของนางนกพิราบนั้น เหลียวกลับมองดู เห็นนางนกพิราบนั้น กำลังถูกเหยี่ยวนั้นโฉบไป. ฝ่ายเหยี่ยวเล่าก็ฆ่านางนกพิราบนั้นทั้ง ๆ ที่กำลัง ร้องอยู่นั่นเองตาย แล้วจิกกินเสีย. นกพิราบกลุ้มใจ เพราะพลัดพรากจากนาง นกนั้น ดำริว่า ความรักนี้ทำให้เราลำบากเหลือเกิน คราวนี้เรายังข่มความรัก ไม่ได้แล้ว จักไม่ขอออกไปหากิน. มันตัดขาดทางโคจรเลยไปสู่สำนักพระดาบส สมาทานอุโบสถเพื่อข่มราคะนอนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. กล่าวถึงงู คิดจักแสวงหาเหยื่อ ออกจากที่อยู่ เที่ยวแสวงหาเหยื่อ ในสถานเป็นที่เที่ยวไปของแม่โคในบ้านชายแดน. ครั้งนั้นโคผู้อันเป็นมงคล ขาวปลอดของนายอำเภอ กินหญ้าแล้วก็คุกเข่าที่เชิงจอมปลวกแห่งหนึ่ง เอา เขาขวิดดินเล่นอยู่. งูเล่าก็กลัวเสียงฝีเท้าของแม่โคทั้งหลาย เลื้อยไปเพื่อจะ เข้าจอมปลวกนั้น. ทีนั้นโคผู้ก็เหยียบมันด้วยเท้า. มันโกรธโคนั้นจึงกัด โคผู้ถึงสิ้นชีวิตตรงนั้นเอง. พวกชาวบ้านได้ยินข่าวว่า โคผู้ตายแล้ว ทุกคน พากันมารวมกัน ร้องไห้บูชาโคผู้ตัวนั้นด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น พา กันขุดหลุมฝังแล้วหลีกไป. เวลาพวกนั้นพากันกลับแล้ว งูก็เลื้อยออกมา คิดว่า เราอาลัยความโกรธฆ่าโคผู้ตัวนี้เสีย ทำให้มหาชนพากันเศร้าโศก ที่นี้ เราข่มความโกรธนี้ไม่ได้แล้ว จักไม่ออกหากินละกลับไปสู่อาศรมนั้น นอน สมาทานอุโบสถเพื่อข่มความโกรธ. ฝ่ายหมาจิ้งจอกเที่ยวแสวงหาอาหาร เห็นช้างตายตัวหนึ่ง ดีใจว่า เรา ได้เหยื่อชิ้นใหญ่แล้ววิ่งไปกัดที่งวงได้เป็นเหมือนเวลากัดเสา ไม่ได้ความยินดีที่ ตรงงวงนั้น กัดงาต่อไป ได้เป็นอย่างแกะแท่นหิน ปรี่เข้ากัดท้อง ได้เป็นอย่าง กระด้ง ตรงเข้ากัดหาง ได้เป็นอย่างกัดสาก กรากเข้ากัดช่องทวารหนัก ได้เป็น เหมือนกับขนมหวาน. มันตั้งหน้าขย้ำอยู่ด้วยอำนาจความโลภ เลยเข้าไปภายใน
หน้า 446 ข้อ 1960
ท้องเวลาหิวก็กินเนื้อในท้องนั้น เวลากระหายก็ดื่มเลือด เวลานอนก็นอนทับไส้ และปอด. มันคิดว่าทั้งข้าวทั้งน้ำมีเสร็จแล้วในที่นี้ทีเดียว กูจักทำอะไรในแห่ง อื่นเล่า แสนรื่นรมย์อยู่ในท้องช้างนั้นแห่งเดียว ไม่ออกข้างนอกเลย คงอยู่ ในท้องช้างเท่านั้น. จำเนียรกาลต่อมา ซากช้างก็แห้งด้วยลมและแดด ช่อง ทวารหนักก็ปิด. หมาจิ้งจอกนอนอยู่ภายในท้อง กลับมีเนื้อและเลือดน้อย ร่างกายผ่ายผอมมองไม่เห็นทางออกได้. ครั้นวันหนึ่ง เมฆมิใช่ฤดูกาลให้ฝนตก ช่องทวารหนักชุ่มชื้นอ่อนตัว ปรากฏช่องให้เห็น. หมาจิ้งจอกพอเห็นช่อง คิดว่า กูลำบากนานนัก ต้องหนีออกช่องนี้จงได้ แล้วเอานิ้วดันช่องทวารหนัก. เมื่อมันมีสรีระยุ่ยดันออกจากที่แคบโดยเร็ว ขนเลยติดอยู่ที่ช่องทวารหนัก หมด. มันมีตัวโล้นเหมือนจาวตาลหลุดออกมาได้. มันคิดว่า เพราะอาศัย ความโลภ กูต้องเสวยทุกข์นี้ ที่นี้กูข่มความโลภไม่ได้ จักไม่ขอหากินละ ไปสู่ อาศรมนั้น สมาทานอุโบสถ เพื่อข่มความโลภนอนอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. กล่าวถึงหมีออกจากป่าแล้ว ถูกความอยากยิ่งครอบงำ จึงไปสู่บ้านชาย แดนในแคว้นมัลละ. พวกชาวบ้านได้ยินว่าหมีมาแล้ว ต่างถือธนูและพลองเป็น ต้นพากันออกไปล้อมละเมาะที่หมีนั้นเข้าไป. มันรู้ว่าถูกมหาชนล้อมไว้ จึงออก หนี. เมื่อมันกำลังหนีอยู่นั้นเอง ฝูงชนพากันยิงด้วยธนูตีด้วยพลอง. มันหัวแตก เลือดไหลอาบไปที่อยู่ของตน ได้คิดว่า ทุกข์นี้เกิดเพราะอำนาจความโลภ คือ ความอยากยิ่งของกู ทีนี้กูข่มความโลภคือความอยากยิ่งนี้ไว้มิได้แล้ว จักไม่ หากินละ ไปสู่อาศรมนั้น สมาทานอุโบสถ เพื่อข่มความอยากยิ่ง หมอบอยู่ ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง. ฝ่ายดาบสเล่า ก็อาศัยชาติของตน ตกไปในอำนาจ มานะ ไม่สามารถจะยังฌานให้บังเกิดได้. ครั้งนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทราบความที่ดาบสนั้นมีมานะ ดำริว่า สัตว์ผู้นี้มิใช่อื่นเลย ที่แท้เป็นหน่อ
หน้า 447 ข้อ 1960
เนื้อแห่งพระพุทธเจ้า จักบรรลุความเป็นพระสัพพัญญูในกัลป์นี้เองแหละ เรา ต้องกระทำการข่มมานะของสัตว์นี้เสียแล้ว กระทำให้สมาบัติบังเกิดจงได้ จึง มาจากป่าหิมพานต์ตอนเหนือ ขณะเมื่อดาบสนั้นกำลังนอนอยู่ในบรรณศาลา นั้นเอง นั่งเหนือแผ่นกระดานหินของดาบสนั้น. ดาบสนั้นออกมาเห็นพระปัจ- เจกพุทธเจ้านั้นนั่งเหนืออาสนะของตน ก็ขุ่นใจเพราะความมีมานะ ปรี่เข้าไปหา ท่านแล้วตบมือตวาดว่า ฉิบหายเถิด ไอ้ถ่อย ไอ้กาลกรรณี ไอ้สมณะ หัวโล้น มึงมานั่งเหนือแผ่นกระดานของกูทำไม. ครั้งนั้นพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นกล่าวกะท่านว่า พ่อคนดี เหตุไร พ่อ จึงมีแต่มานะ ข้าพเจ้าบรรลุปัจเจกพุทธญาณเเล้วนะในกัลป์นี้เอง พ่อก็จัก เป็นพระสัพพัญญูพระพุทธเจ้า พ่อเป็นหน่อเนื้อพระพุทธเจ้านะ พ่อบำเพ็ญ บารมีมาแล้ว รอกาลเพียงเท่านี้ ข้างหน้าผ่านไป จักเป็นพระพุทธเจ้า พ่อดำรงในความเป็นพระพุทธเจ้าจักมีชื่อว่า สิทธัตถะ บอกนามตระกูลโคตร และพระอัครสาวกเป็นต้นแล้วได้ประทานโอวาทว่า พ่อยังจะมัวเอาแต่มานะ เป็นคนหยาบคาย เพื่ออะไรเล่า นี้ไม่สมควรแก่พ่อเลย. ดาบสนั้นแม้เมื่อ ท่านกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ยังคงไม่ไหว้ท่านอยู่นั่นเอง มิหนำซ้ำไม่ถามเสีย ด้วยว่า ข้าจักเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร. ครั้นพระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า เธอไม่รู้ถึงความใหญ่หลวงแห่งชาติและความใหญ่โตแห่งคุณของเรา หากเธอ สามารถ ก็จงเที่ยวไปในอากาศเหมือนเรา แล้วเหาะไปในอากาศ โปรย ฝุ่นที่เท้าของตนลงในมณฑลชฎาของดาบสนั้น ไปสู่หิมพานต์ตอนเหนือดัง เดิม. พอท่านไปแล้ว ดาบสถึงสลดใจคิดว่า ท่านผู้นี้เป็นสมณะเหมือน กัน มีสรีระหนัก ไปในอากาศได้ ดุจปุยนุ่น ที่ทิ้งไปในช่องลม เพราะ ถือชาติเรามิได้กราบเท้าทั้งคู่ ของพระปัจเจกพุทธเจ้าเห็นปานฉะนี้ มิหนำ ซ้ำไม่ถามเสียด้วยว่า เราจักเป็นพระพุทธเจ้าเมื่อไร ขึ้นชื่อว่าชาตินี้จักกระทำ
หน้า 448 ข้อ 1960
อะไรได้ ศีลและจรณะเท่านั้นเป็นใหญ่ในโลกนี้ ก็แต่ว่ามานะของเรานี้แล จำเริญอยู่ จักพาไปหานรกได้ ทีนี้เรายังข่มมานะนี้มิได้แล้วจักไม่ไปหาผลาผล เข้าสู่บรรณศาลาสมาทานอุโบสถเพื่อข่มมานะเสีย นั่งเหนือกระดานเลียบเป็น กุลบุตรผู้มีญาณใหญ่ ข่มมานะเสียได้ เจริญกสิณ ยังอภิญญาและสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดได้แล้ว จึงออกไปนั่งที่แผ่นกระดานหินท้ายที่จงกรม. ครั้งนั้น สัตว์มีนกพิราบเป็นต้น พากันเข้าไปหาท่าน ไหว้แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนหนึ่ง พระมหาสัตว์จึงถามนกพิราบว่า ในวันอื่น ๆ เจ้าไม่ได้มา เวลานี้ เจ้าคงไม่ได้หาอาหาร ในวันนี้เจ้าเป็นผู้รักษาอุโบสถหรือไฉนเล่า. นกพิราบกราบเรียนว่า ขอรับกระผม. ครั้งนั้นเมื่อท่านจะถามมันว่าด้วยเหตุ ไรเล่า กล่าวคาถาเป็นประถมว่า ดูก่อนนกพิราบ เพราะเหตุไร บัดนี้ เจ้าจึงมี ความขวนขวายน้อย ไม่ต้องการอาหาร อดกลั้น ความหิวกระหาย มารักษาอุโบสถ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺโปสฺสุโก ได้แก่ ผู้ปราศจากความ อาลัย. บทว่า น ตฺว ความว่า วันนี้ท่านไม่มีความต้องการด้วยโภชนะ. นกพิราบได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าว ๒ คาถาว่า แต่ก่อนนี้ข้าพเจ้าบินไปกับนางนกพิราบ เราทั้ง ๒ ชื่นชมยินดีกันอยู่ในป่าประเทศนั้น ทันใดนั้น เหยี่ยวได้โฉบนางนกพิราบไปเสีย ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา จะพลัดพรากจากนางไป แต่จำต้องพลัดพรากจากนาง เพราะพลัดพรากจากนาง ข้าพเจ้าได้เสวยเวทนาทางใจ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความรักอย่าได้กลับมาหาเราอีกเลย.
หน้า 449 ข้อ 1960
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมาม ความว่า พวกเราย่อมยินดีด้วย ความยินดีในกาม. บทว่า สากุณิโก แปลว่า นกเหยี่ยว. เมื่อนกพิราบแถลงอุโบสถกรรมของตนแล้ว พระมหาสัตว์จึงถามงู เป็นต้นทีละตัว ๆ. แม้สัตว์เหล่านั้นก็พากันแถลงความจริง. เมื่อจะถามงูท่าน กล่าวว่า ดูก่อนผู้ไปไม่ตรง เลื้อยไปด้วยอก มีลิ้น ๒ ลิ้น เจ้ามีเขี้ยวเป็นอาวุธ มีพิษร้ายแรง เพราะเหตุไร เจ้าจึง อดกลั้นความหิวกระหายมารักษาอุโบสถ. งูกล่าวว่า โคของนายอำเภอ กำลังเปลี่ยว มีหนอกกระเพื่อม มีลักษณะงาม มีกำลัง มันได้เหยียบข้าพเจ้า ข้าพเจ้า โกรธจึงได้กัดมัน มันก็ถูกทุกขเวทนาครอบงำ ถึง ความตาย ณ ที่นั้น ลำดับนั้น ชนทั้งหลายก็พากัน ออกมาจากบ้าน ร้องไห้คร่ำครวญ หาได้พากันหลบ- หลีกไปไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงได้รักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโกรธอย่าได้มาถึงเราอีกเลย. พระมหาสัตว์เมื่อจะถามสุนัขจิ้งจอก จึงกล่าวคาถาว่า ดูก่อนสุนัขจิ้งจอก เนื้อของคนที่ตายแล้ว อยู่ ในป่าช้าเป็นอันมาก อาหารชนิดนี้เป็นที่พอใจของเจ้า เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความกระหายมารักษา อุโบสถ. สุนัขจิ้งจอกกล่าวว่า
หน้า 450 ข้อ 1960
ข้าพเจ้าได้เข้าไปสู่ท้องช้างตัวใหญ่ ยินดีใน ซากศพ ติดใจในเนื้อช้าง ลมร้อนและแสงแดดอัน กล้าได้แผดเผาทวารหนักช้างนั้นให้แห้ง ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งผอมทั้งเหลือง ไม่มีทางจะออกได้ ต่อมามีฝนห่าใหญ่ตกลงมาโดยพลัน ชะทวารหนักของ ช้างนั้นให้เปียกชุ่ม ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทีนั้น ข้าพเจ้า จึงออกมาได้ดั่งดวงจันทร์พ้นจากปากราหู ฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความโลภอย่ามาถึงเราอีกเลย. เมื่อจะถามหมีจึงกล่าวว่า ดูก่อนหมี แต่ก่อนนี้ เจ้าขยี้กินตัวปลวกในจอม ปลวก เพราะเหตุไร เจ้าจึงอดกลั้นความหิวกระหาย มารักษาอุโบสถเล่า. หมีกล่าวว่า ข้าพเจ้าดูหมิ่นถิ่นที่เคยอยู่ของตน ได้ไปยัง ปัจจันตคามแคว้นมลรัฐ เพราะความเป็นผู้อยากมาก เกินไป ครั้งนั้นชนทั้งหลายก็พากันออกจากบ้าน รุมตี ข้าพเจ้าด้วยคันธนู ข้าพเจ้าศีรษะแตกเลือดอาบ ได้ กลับมาอยู่ถิ่นที่เคยอยู่อาศัยของตน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า ความอยากมาก เกินไปอย่าได้มาถึงเราอีกเลย.
หน้า 451 ข้อ 1960
ในคาถานั้น พระมหาสัตว์เรียกงูนั้น ด้วยคำว่า อนุชฺชคามิ เป็นต้น บทว่า จลกฺกกุโธ ความว่า โคนั้นมีหนอกกระเพื่อม. บทว่า ทุกฺขาภิตนฺโน ความว่า โคนั้นถูกทุกข์บีบคั้นยิ่งนัก กระสับกระส่าย. บทว่า พหู แปลว่า มาก. บทว่า ปาวิสํ แปลว่า เข้าไปแล้ว. บทว่า รสฺมิโย แปลว่า แสง แห่งพระอาทิตย์ (แสงแดด). บทว่า นิกฺขมิสฺสํ แปลว่า ออกไปแล้ว. บทว่า กิปิลฺลิกานิ แปลว่า ปลวกทั้งหลาย. บทว่า นิปฺโปถยนฺโต แปลว่า ขยี้ขยำ. บทว่า อติเหฬยาโน แปลว่า ดูหมิ่น นินทา ติเตียน. บทว่า โกทณฺฑเกน ได้แก่ ด้วยไม้คันธนูและไม้พลอง. ครั้นสัตว์ทั้ง ๔ นั้น พรรณนาอุโปสถกรรมของตนอย่างนี้แล้ว ก็ชวน กันลุกขึ้นไหว้พระมหาสัตว์ เมื่อจะถามบ้างว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วัน อิน ๆ ในเวลานี้ พระคุณเจ้าเคยไปหาผลาผล วันนี้ เหตุไร พระคุณเจ้าจึง ไม่ไป กระทำอุโปสถกรรมอยู่ จึงกล่าวคาถาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อความอันใด ท่านก็ได้ถาม พวกข้าพเจ้า ข้าพเจ้าทั้งหมดก็ได้พยากรณ์ข้อความ อันนั้นตามที่ได้รู้เห็นมา ข้าแต่ท่านผู้เป็นวงศ์พรหม ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าจะขอถามท่านบ้างละ เพราะ เหตุไร ท่านจึงรักษาอุโบสถเล่า. ฝ่ายพระโพธิสัตว์นั้น ก็แถลงแก่พวกนั้นว่า พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ผู้ไม่แปดเปื้อนด้วย กิเลส นั่งอยู่ในอาศรมของฉันครู่หนึ่ง ท่านได้บอก ให้ฉันทราบถึงที่ไปที่มา นามโคตรและจรณะทุกอย่าง ถึงอย่างนั้น ฉันก็มิได้กราบไหว้เท้าทั้ง ๒ ของท่าน
หน้า 452 ข้อ 1960
อนึ่ง ฉันก็มิได้ถามถึงนามและโคตรของท่านเลย เพราะเหตุนั้น ฉันจึงรักษาอุโบสถ ด้วยคิดว่า มานะ อย่าได้มาถึงฉันอีกเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน ความว่า ท่านไม่ได้ถามถึงความใด กะพวกข้าพเจ้าเลย. บทว่า ยถาปชานํ ความว่า พวกข้าพเจ้าได้แถลงเรื่องนั้น ตามที่ตนได้รู้มา. บทว่า อนูปลิตฺโต ความว่า อันกิเลสทุกอย่างจะไม่เข้า ไปไล้ทาจิตได้เลย. บทว่า โส มํ อเวทิ ความว่า ท่านได้บอกให้ทราบ ข้ารู้ แสดงแก่ข้าทุกอย่าง ถึงฐานะที่ข้าควรดำเนิน ฐานะที่ข้าดำเนินไปแล้ว ในบัดนี้ และเรื่องนามโคตรและจรณะของข้าในอนาคตเช่นนี้ว่าเธอจักมีนาม อย่างนี้ จักมีโคตรอย่างนี้ เธอจักมีศีลเเละจรณะเห็นปานนี้. บทว่า เอวมหํ นิคฺคหึ ความว่า เมื่อท่านแสดงถึงอย่างนี้ ข้ามิได้กราบบาทยุคลของท่าน เพราะอาศัยมานะของตน. พระมหาสัตว์แถลงการกระทำอุโบสถของตนอย่างนี้แล้ว ตักเตือนสัตว์ เหล่านั้นส่งต่อไป กลับเข้าบรรณศาลา. สัตว์เหล่านั้นเล่าต่างพากันไปที่อยู่ ของตน พระมหาสัตว์มีฌานไม่เสื่อม ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า สัตว์พวกนั้นตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน ได้ไปสวรรค์ตาม ๆ กัน. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ ตรัสย้ำว่า อุบาสกทั้งหลาย อันอุโบสถนี้เป็นเชื้อแถวแห่งหมู่บัณฑิตแต่เก่าก่อนด้วยประการฉะนี้ อุโบสถ เป็นอันควรจะบำเพ็ญ แล้วทรงประชุมชาดกว่า นกพิราบในครั้งนั้น ได้มา เป็นอนุรุทธะ หมีได้มาเป็นกัสสปะ หมาจิ้งจอกได้มาเป็นโมคคัลลานะ งูได้มาเป็นสารีบุตร ส่วนดาบสได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาปัญจอุโบสถชาดก
หน้า 453 ข้อ 1961, 1962, 1963, 1964
๘. มหาโมรชาดก ว่าด้วยพญานกยูงพ้นจากบ่วง [๑๙๖๑] ดูก่อนสหาย ก็ถ้าแหละท่านจับข้าพเจ้า เพราะเหตุแห่งทรัพย์แล้ว ท่านอย่าฆ่าข้าพเจ้าเลย จง จับเป็นนำข้าพเจ้าไปถวายพระราชาเถิด เข้าใจว่า ท่าน จะได้ทรัพย์ไม่ได้น้อยเลย. [๑๙๖๒] เราผูกสอดลูกธนูใส่เข้าในแล่ง มิได้ หมายมั่นว่าจะฆ่าท่านในวันนี้เลย แต่เราจักตัดบ่วงที่ ผูกรัดเท้าท่าน พญายูงจงไปตามสบายเถิด. [๑๙๖๓] เหตุไร ท่านจึงเพียรดักข้าพเจ้ามาถึง ๗ ปี สู้อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลาง วัน เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านปรารถนาจะปลดปล่อย ข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วงเสียจากบ่วงเพื่ออะไร วันนี้ ท่าน งดเว้นจากปาณาติบาตหรือ หรือว่าท่านให้อภัยในสัตว์ ทั้งปวง เหตุไร ท่านจึงปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ติดบ่วง ออกจากบ่วงเสียเล่า. [๑๙๖๔] ดูก่อนพญายูง ขอท่านจงบอกว่า ผู้ใด เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ ทั้งปวง ข้าพเจ้าขอถามความข้อนั้นกะท่าน ผู้นั้นจุติ จากโลกนี้แล้วจะได้ความสุขอะไร.
หน้า 454 ข้อ 1965, 1966, 1967, 1968, 1969
[๑๙๖๕] ข้าพเจ้าขอบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้น จากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ผู้นั้นย่อม ได้รับความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อม ไปสู่สวรรค์. [๑๙๖๖] สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดา ทั้งหลายไม่ ชีพย่อมเข้าถึงความเป็นต่าง ๆ กันใน โลกนี้ ผลของกรรมดีและกรรมชั่วก็ไม่มีเหมือนกัน และกล่าวว่า ทานอันคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อถ้อย คำของพระอรหันต์เหล่านั้น ฉะนั้น จึงเบียดเบียนนก ทั้งหลาย. [๑๙๖๗] ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ ง่าย ๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ทั้ง ๒ นั้น อยู่ในโลกนี้หรือในโลกอื่น สมณพราหมณ์ เหล่านั้น กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ในมนุษยโลก อย่างไรหรือ. [๑๙๖๘] ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ ง่าย ๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ทั้ง ๒ นั้นมีอยู่ในโลกอื่น ไม่มีในโลกนี้ สมณพราหมณ์ เหล่านั้น กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่าเป็นเทวดา ในมนุษยโลก. [๑๙๖๙] สมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่าหา เหตุมิได้ ไม่กล่าวถึงกรรม ไม่กล่าวถึงผลแห่งกรรมดี
หน้า 455 ข้อ 1970, 1971, 1972
กรรมชั่ว และกล่าวถึงทานว่าคนโง่บัญญัติไว้ สมณ- พราหมณ์เหล่านั้น เป็นผู้มีวาทะเลวทราม ถูกท่าน กำจัดเสียแล้ว เพราะการพยากรณ์นี้แหละ. [๑๙๗๐] คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉน ทานจะไม่พึงมีผลเล่า ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือน กัน ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่บัญญัติขึ้น อย่างไรได้ ดูก่อนพญายูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำ อะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณ อะไร อย่างไรจึงจะไม่ต้องไปตกนรก ขอท่านจงบอก เนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. [๑๙๗๑] มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้า ย้อมด้วยน้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวไป บิณฑบาตในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปใน เวลาวิกาล ผู้สงบระงับ มีอยู่ในแผ่นดินนี้แน่ ท่านจง เข้าไปหาสมณะเหล่านั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้ว จงถามข้อความตามความพอใจของท่าน สมณะ- เหล่านั้นก็จะชี้แจงประโยชน์โลกนี้และโลกหน้าให้แก่ ท่าน ตามความรู้ความเห็น. [๑๙๗๒] ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอกคราบเก่าของตน หรือเหมือนต้นไม้ อัน เขียวชอุ่ม ผลัดใบเหลืองทิ้ง ฉะนั้น วันนี้เราละ ความเป็นพรานได้.
หน้า 456 ข้อ 1973, 1974
[๑๙๗๓] อนึ่ง มีนกเหล่าใดที่เราขังไว้ในนิเวศน์ ประมาณหลายร้อย วันนี้เราให้ชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่ เดิมของตนเถิด. [๑๙๗๔] นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญานกยูงตัวเรืองยศ ครั้นดักพญานกยูงตัว เรืองยศได้แล้ว ก็ได้พ้นจากทุกข์เหมือนเราพ้นแล้ว ฉะนั้น. จบมหาโมรชาดกที่ ๘ อรรถกถามหาโมรชาดก พระศาสดาเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ ภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สเจ หิ ตฺยาหํ ธนเหตุ คหิโต ดังนี้. เรื่องย่อมีว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือที่ข่าวว่า เธอ กระสันจะสึก ครั้นเธอรับสารภาพว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ความกำหนัดด้วยความสามารถชื่นใจนี้ ไฉนจักไม่ให้บุคคลอย่างเธอวุ่นวายได้ เล่า มีอย่างหรือ ลมที่จะสามารถพลิกภูเขาสุเนรุได้ ไม่ทำให้ใบไม้เก่า ๆ ใกล้ ๆ กระจัดกระเจิงไป ในปางก่อนนั่นนะ แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์คอยหักห้ามความฟุ้งซ่าน ของกิเลสในภายในอยู่ ๗๐๐ ปี ก็ยังโดนความกำหนัดด้วยสามารถความชื่นใจนี้ ทำให้วุ่นวายได้เลย ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
หน้า 457 ข้อ 1974
ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ณ พระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ได้ถือปฏิสนธิในท้องนางนกยูงในประเทศชายแดน. เมื่อครรภ์แก่เต็มที่แล้ว นางนกยูงผู้มารดาตกฟอง ณ ที่หากิน แล้วบินไป ก็ธรรมดาว่าฟองไข่ เมื่อมารดาไม่มีโรค และไม่มีอันตรายอื่น ๆ เป็นต้นว่า ทีฆชาติรบกวนย่อมไม่เสีย. เหตุนั้นฟองไข่นั้น จึงเป็นเหมือนดอกกรรณิการ์ ตูม ๆ มีสีเหมือนสีทอง เมื่อเวลาครบกำหนดก็แตกโดยธรรมดาของตน. ลูก นกยูงมีสีเป็นทอง ออกมาแล้ว. ลูกนกยูงทองนั้น มีนัยน์ตาทั้งคู้คล้ายผล กระพังโหม มีจะงอยปากสีเหมือนแก้วประพาฬ มีสร้อยสีแดงสามชั้นวงรอบคอ ผ่านไปกลางหลัง. ครั้นยูงทองเจริญวัย มีร่างกายเติบใหญ่ขนาดดุมเกวียน รูปงามยิ่งนัก. ฝูงนกยูงเขียว ๆ ทั้งหมด ประชุมกันยกให้นกยูงทองเป็นเจ้านาย พากันแวดล้อมเป็นบริวาร. วันหนึ่งนกยูงทองดื่มน้ำในกระพังน้ำ เห็นรูปสมบัติ ของตน คิดว่า เรามีรูปงามล้ำเลิศกว่านกยูงทั้งหมด ถ้าเราจักอยู่ในแดนมนุษย์ กับฝูงนกยูงเหล่านี้ อันตรายคงบังเกิดแก่เรา เราต้องไปป่าหิมพานต์อาศัยอยู่ ณ ที่อันสำราญลำพังผู้เดียวจึงจะดี. เมื่อฝูงนกยูงพากันแนบรังนอนในราตรีกาล ก็มิได้บอกให้ตัวอะไรรู้เลย โผขึ้นบินเข้าป่าหิมพานต์ ผ่านทิวเขาไป ๓ ทิวถึง ทิวที่ ๔ มีสระธรรมชาติขนาดใหญ่ดาดาษไปด้วยปทุมอยู่ในป่าตอนหนึ่ง ไม่ไกลสระนั้น มีต้นไทรใหญ่เกิดอาศัยภูเขาลูกหนึ่ง ก็ลงเร้นกายถึงกิ่งไทรนั้น. อนึ่งเล่า ที่ตรงกลางภูเขานั้นยังมีถ้ำอันน่าเจริญใจ. พญายูงทองมุ่งจะอยู่ในถ้ำ นั้นจึงลงเกาะที่พื้นภูเขาตรงหน้าถ้ำนั้น. ก็แลที่ตรงนั้น ผู้อยู่ข้างล่างไม่อาจขึ้นไป ได้เลย ผู้อยู่ข้างบนเล่าก็ไม่อาจลงไปได้ เป็นที่ปลอดภัยจาก แมว งู มนุษย์. พญานกยูงทอง ดำริว่า ตรงนี้เป็นที่อันสำราญของเรา คงพักอยู่ตรงนั้นเอง ตลอดวันนั้น ต่อรุ่งขึ้นก็ลุกออกจากถ้ำ เกาะที่ยอดเขา หันหน้าไปทางทิศ
หน้า 458 ข้อ 1974
ตะวันออก เห็นสุริยมณฑลกำลังอุทัย ก็สวดปริตรเพื่อขอความคุ้มครองป้องกัน ตนในเวลากลางวันว่า อุเทตยญฺจกฺขุมา เอกราชา พระเจ้าองค์เอก ทรง พระจักษุพระองค์นี้ กำลังอุทัยดังนี้เป็นต้น แล้วร่อนลง ณ ที่หากิน เที่ยวหากิน ตอนเย็นจึงมาเกาะที่ยอดเขาบ่ายหน้าทางทิศตะวันตก เพ่งดูสุริยมณฑลอันอัสดง สวดพระปริตรเพื่อขอความคุ้มครองป้องกันในเวลากลางคืนว่า อเปตยญฺจกฺ- ขุมา เอกราชา พระเจ้าองค์เอก ทรงพระจักษุพระองค์นี้ กำลังเสด็จออกไป ดังนี้เป็นต้น พำนักอยู่ด้วยอุบายนี้. ครั้น ณ วันหนึ่ง ลูกนายพรานผู้หนึ่งท่องเที่ยวไปในราวป่า เห็น พญายูงทองนั้นจับอยู่เหนือยอดเขา จึงมาที่อยู่ของตนเมื่อจวนจะตายบอกลูก ไว้ว่า พ่อเอ๋ย ในราวป่าตรงทิวเขาที่ ๔ มีนกยูงทอง ถ้าพระราชาตรัสถาม ก็กราบทูลให้ทรงทราบ. อยู่มาวันหนึ่ง พระอัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี ทรงพระนามว่าเขมา ทรงเห็นพระสุบินในเวลาใกล้รุ่ง พระสุบินได้มีเรื่อง ราวอย่างนี้. นกยูงมีสีเหมือนสีทองกำลังแสดงธรรม พระนางทรงให้ สาธุการสดับธรรม นกยูงครั้นแสดงธรรมเสร็จ ก็ลุกขึ้นบินไป. พระนาง ทอดพระเนตรเห็นพญายูงทองกำลังบินไป ก็ตรัสสั่งให้คนทั้งหลายช่วยกันจับ พญานกยูงนั้นให้ได้ ขณะที่กำลังตรัสอยู่นั่นแหละ ทรงตื่นเสีย ครั้นทรงตื่น แล้วจึงทรงทราบว่าเป็นความฝัน ทรงดำริต่อไปว่า ครั้นจะกราบทูลว่าฝันไป ที่ไหนพระราชาจะทรงเอาพระหฤทัยเอื้อเฟื้อ แล้วทรงบรรทมประหนึ่งทรงแพ้ พระครรภ์. ครั้งนั้น พระราชาเสด็จเข้ามาใกล้พระนางตรัสถามว่า นางผู้เจริญใจ เธอไม่สบายเป็นอะไรไปเล่า. กราบทูลว่า ความแพ้ครรภ์บังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉัน พระเจ้าค่ะ. ตรัสถามว่า เธอต้องการสิ่งใดเล่าจ๊ะ นางผู้เจริญ. กราบทูลว่า ข้าแต่ทูลกระหม่อม เกล้ากระหม่อมฉันปรารถนาจะฟังธรรมของพญานกยูงทอง พระเจ้าค่ะ. รับสั่งว่านางผู้เจริญใจเอ๋ย ฉันจักหาพญายูงทองอย่างนี้ได้จากไหน
หน้า 459 ข้อ 1974
เล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่ทูลกระหม่อมแม้เกล้ากระหม่อมฉัน มิได้สมปรารถนา ชีวิตของเกล้ากระหม่อมฉันเป็นอันไม่มีละ พระเจ้าค่ะ. ตรัสปลอบว่า นาง- ผู้เจริญใจ อย่าเสียใจเลยนะ ถ้ามันมีอยู่ ณ ทีไหน เธอต้องได้แน่นอน แล้ว เสด็จประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์ ตรัสถามหมู่อำมาตย์ว่า แน่ะพ่อเอ๋ย เทวี ปรารถนาจะฟังธรรมของนกยูงทอง อันนกยูงมีสีเหมือนสีทองน่ะ. มีอยู่หรือไม่. พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ขอเดชะ พวกพราหมณ์คงจักทราบ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสให้หาพวกพราหมณ์มาเฝ้าแล้ว มีพระดำรัสถาม. พวกพราหมณ์ พากันกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราช สัตว์เดียรัจฉานเหล่านั้นคือ ใน จำพวกสัตว์น้ำ ปลา เต่า ปู ในจำพวกสัตว์บก มฤค หงส์ นกยูง นกกระทา มีสีเหมือนสีทอง มีอยู่ แม้มนุษย์ทั้งหลายเล่า ก็มีสีเหมือนสีทองมีอยู่ ทั้งนี้ มีมาในคัมภีร์ลักษณมนต์ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระเจ้าข้า. พระราชาทรงเรียกพวกบุตรพรานในแว่นแคว้นของพระองค์มาประชุม กัน. รับสั่งว่า นกยูงทองพวกเธอเคยเห็นบ้างไหม. คนที่บิดาเคยเล่าให้ฟังกราบ ทูลว่า ถึงข้าพระองค์จะไม่เคยเห็น แต่บิดาของข้าพระองค์บอกไว้ว่า นกยูงทอง มีอยู่ในสถานที่ตรงโน้น พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาตรัสกะเขาว่า สหายเอ๋ย เธอจักเป็นคนให้ชีวิตแก่ฉัน และเทวีได้ละ เพราะฉะนั้น เธอจงไปที่นั้น จับมัดนก ยูงทองนั้นนำมาเถิด ประทานทรัพย์เป็นอันมากส่งไป. เขาให้ทรัพย์แก่ลูกเมีย แล้วไป ณ ที่นั้น เห็นพระมหาสัตว์ ก็ทำบ่วงดักรอว่า วันนี้คงติด วันนี้คงติด ก็ ไม่ติดสักที จนตายไป. พระเทวีเล่าเมื่อไม่ได้ดังพระปรารถนา ก็สิ้นพระชนม์ไป. พระราชาทรงกริ้วว่า เพราะอาศัยนกยูงทองตัวนี้เป็นเหตุ เมียรักของเราต้อง สิ้นพระชนม์ ทรงมีพระหฤทัยเป็นไปในอำนาจแห่งเวร ทรงให้จารึกไว้ใน แผ่นทองว่า ที่ทิวเขาที่สี่ในป่าหิมพานต์ มีนกยูงทองอาศัยอยู่ บุคคลได้กินเนื้อ
หน้า 460 ข้อ 1974
ของยูงทองแล้วนั้น จะไม่แก่ไม่ตาย แล้วบรรจุหนังสือนั้นไว้ในหีบไม้แก่น เสด็จสวรรคตไป. ครั้นกษัตริย์องค์อื่นได้เป็นพระราชาแล้ว ท้าวเธอทอด- พระเนตรเห็นอักษร ในแผ่นทองก็ทรงดำริว่า เราจักเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย ทรงส่งให้พรานผู้หนึ่งไปเพื่อจับพญายูงทองนั้น. แม้พรานผู้นั้น ก็ตายเสียที่นั้น ดุจกัน. โดยทำนองนี้ ล่วงไปถึง ๖ รัชกาลแล้ว ลูกพรานทั้ง ๖ ตายในป่า หิมพานต์นั้นเอง. ถึงพรานคนที่ ๗ ซึ่งพระราชาองค์ที่ ๗ ทรงใช้ไป คิดว่า เราจักจับนกยูงทองนั้นได้ในวันนี้ ในวันนี้แน่นอน ล่วงไปถึง ๗ ปี ก็ไม่ สามารถจะจับนกยูงทองตัวนั้นได้ ดำริว่า ทำไมเล่าหนอ บ่วงจึงไม่รูดรัดเท้า ของพญายูงทองนี้ คอยกำหนดดูพญานกยูงทองนั้น เห็นเจริญพระปริตร ทุกเย็นทุกเช้า ก็กำหนดได้โดยนัยว่า ในสถานที่นี้นกยูงตัวอื่นไม่มีเลย. อัน พญายูงทองตัวนี้คงประพฤติพรหมจรรย์ด้วยอานุภาพแห่งพรหมจรรย์ และด้วย อานุภาพแห่งพระปริตร บ่วงจึงไม่ติดเท้าของพญายูงทอง แล้วจึงไปสู่ปัจจัน- ตชนบท ดักนางยูงได้ตัวหนึ่ง ฝึกฝนให้ขันในเวลาดีดนิ้วมือให้ฟ้อนในเวลา ตบมือ แล้วพาไป ก่อนเวลาที่พระโพธิสัตว์จะเจริญปริตรทีเดียว ดักบ่วงไว้ ดีดนิ้วมือให้นางยูงขัน. เมื่อพญายูงทองได้ฟังเสียงของนางยูง กิเลสที่ราบเรียบ ไปตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ก็ฟุ้งขึ้นทันทีทันใด เป็นเหมือนอสรพิษที่ถูกตีด้วย ท่อนไม้ แผ่พังพานฉะนั้น. เธอกระวนกระวายด้วยอำนาจกิเลส จนไม่สามารถ จะเจริญพระปริตรได้ทีเดียว บินไปยังสำนักนางยูงโดยเร็ว ถลาลงโดยอากาศ สอดเท้าเข้าไปในบ่วงเสียเลย. บ่วงที่ไม่เคยรูดตลอด ๗๐๐ ปี ก็รูดรัดเท้าในขณะ นั้นแล. ทีนั้นลูกนายพรานเห็นพญายูงทองนั้นห้อยต่องแต่งอยู่ที่ปลายคันแล้ว คิดว่า ลูกนายพราน ๖ คน ไม่สามารถที่จะดักพญายูงทองนี้ได้ ถึงตัวเราก็ไม่ สามารถดักได้ ๗ ปี. วันนี้เวลาอาหารเช้า พญายูงอาศัยนางยูงเป็นสัตว์กระวนกระ- วายด้วยอำนาจกิเลส ถึงไม่อาจเจริญปริตร มาติดบ่วงแขวนต่องแต่งเอาหัวลงอยู่
หน้า 461 ข้อ 1974
เป็นสัตว์มีศีลเห็นปานฉะนี้ ถูกเรากระทำให้ลำบากเสียแล้ว การน้อมนำสัตว์ เช่นนี้เข้าไปเพื่อเป็นบรรณาการ แด่พระราชา ไม่ควรเลย เราจะต้องการอะไร ด้วยสักการะที่พระราชาทรงพระราชทาน จักปล่อยเธอเสียเถอะ หวนคิดว่า พญายูงนี้มีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง เมื่อเราเข้าไปใกล้ คงคิดว่า ผู้นี้จักมาฆ่าเรา แล้วเลยกลัวตายอย่างเหลือล้น ดิ้นรนไป ทำลายเท้าหรือปีก เสียได้ก็ครั้นเราไม่เข้าไปใกล้ คงซุ่มตัดบ่วงให้ขาดด้วยคมศร แต่นั้นเธอก็จัก ไปตามพอใจ โดยลำพังตนเอง. เขาคงยืนอยู่ในที่ซ่อน ยกธนูขึ้นสอดลูกศรยืน จ้องอยู่ฝ่ายพญายูงดำริว่า พรานผู้นี้ทราบการที่ต้องทำให้เรากระวนกระวาย ด้วยอำนาจกิเลสแล้ว จึงดักได้ง่ายดาย ไม่เห็นกระตือรือร้นเลย เขาซุ่มอยู่ตรง ไหนเล่านะ มองดูรอบ ๆ ข้าง เห็นยืนจ้องธนูสำคัญว่า คงจักปรารถนาฆ่าเรา ให้ตาย แล้วก็ สะดุ้งกลัวต่อความตาย เป็นล้นพ้น เมื่อจะวอนขอชีวิต จึงกล่าว คาถาที่ ๑ ว่า ดูก่อนสหาย ก็ถ้าแหละท่านจักข้าพเจ้าเพราะเหตุ แห่งทรัพย์แล้ว ท่านอย่าฆ่าข้าพเจ้าเลย จงจับเป็นนำ ข้าพเจ้าไปถวายพระราชาเถิด เข้าใจว่า ท่านจักได้ ทรัพย์มิใช่น้อยเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ หิ ตฺยาหํ ตัดเป็น สเจ หิ เต อหํ. บทว่า อุปนฺติ เน หิ แปลว่า จงเข้าไปใกล้. บทว่า ลจฺฉสินปฺปรูปํ ความว่า ท่านจักได้ทรัพย์ไม่น้อยเป็นแน่. ลูกนายพรานได้ยินคำนั้นแล้ว ดำริว่า พญายูงคงเข้าใจว่า พรานนี้ สอดใส่ลูกศรเพื่อต้องการจะยิง ต้องปลอบเธอเถอะ เมื่อจะปลอบจึงกล่าว คาถาที่ ๒ ว่า
หน้า 462 ข้อ 1974
เราผูกสอดลูกธนูใส่เข้าในแล่ง มิได้หมายมั่น ว่าจะฆ่าท่านในวันนี้เลย แต่เราจักตัดบ่วงที่ผูกรัดเท้าท่าน พญายูงจงไปตามสบายเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิปาตยิสฺสํ แปลว่า เราจักตัด. ลำดับนั้น พญายูงได้กล่าวสองคาถาว่า เหตุไร ท่านจึงเพียรดักข้าพเจ้ามาถึง ๗ ปี สู้ อดกลั้นความหิวกระหายทั้งกลางคืนและกลางวัน เมื่อ เป็นเช่นนั้น ท่านปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ ติดบ่วงเสียจากบ่วง เพื่ออะไร วันนี้ ท่านงดเว้นจาก ปาณาติบาตหรือ หรือว่าท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง เหตุไรท่านจึงปรารถนาจะปลดปล่อยข้าพเจ้าผู้ติดบ่วง ออกจากบ่วงเสียเล่า. ในสองคาถานั้น บทว่า ยํ มีอธิบายบางบทว่า ท่านเพียรดักข้าพเจ้า มาตลอดถึงเพียงนี้ เพราะเหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่าน เมื่อเป็น เช่นนั้นท่านยังจะปรารถนาเพื่อจะปลดปล่อยข้าพเจ้า ผู้ซึ่งท่านนำเข้าในอำนาจ แห่งบ่วงจนได้. บทว่า วิรโต นุสชฺช ความว่า ในวันนี้ ท่านงดเว้นจากปาณาติ- บาตกระมัง. บทว่า สพฺพภูเตสุ ความว่า ท่านได้ให้อภัยแก่ฝูงสัตว์ทั้งปวงได้ แล้วละซิ. ต่อจากนี้ไป พึงทราบความสัมพันธ์แห่งการโต้ตอบ ดังนี้ นายพราน ถามว่า
หน้า 463 ข้อ 1974
ดูก่อนพญายูง ขอท่านจงบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้ งดเว้นจากปาณาติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ข้าพเจ้าขอถามความนั้นกะท่าน ผู้นั้นจุติจากโลกนี้แล้ว จะได้ความสุขอะไร. ข้าพเจ้าขอบอกว่า ผู้ใดเป็นผู้งดเว้นจากปาณา- ติบาต และให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง ผู้นั้นย่อมได้รับ ความสรรเสริญในปัจจุบัน และเมื่อตายไปย่อมไปสู่ สวรรค์. สมณพราหมณ์พวกหนึ่งกล่าวว่า เทวดาทั้งหลาย ไม่มี ชีพย่อมเข้าถึงความเป็นต่าง ๆ กันในโลกนี้ผล ของกรรมดีและกรรมชั่วก็ไม่มีเหมือนกัน และกล่าวว่า ทานอันคนโง่บัญญัติไว้ ข้าพเจ้าเชื่อถ้อยคำของพระ- อรหันต์เหล่านั้น ฉะนั้น จึงเบียดเบียนนกทั้งหลาย. คาถาที่ร้อยกรองมีความง่าย ๆ เหล่านี้ พึงทราบตามนัยแห่ง พระบาลีนั้นนั่นแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺจาหุ เอเก ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกได้กล่าวอย่างนี้. บทว่า เตสํ วโจ อรหตํ สทฺทหาโน ขยายความว่า ได้ยินว่า พวกชีเปลือยผู้มีวาทะว่าขาดสูญ เป็นพวกใกล้ชิด สกุลของนายพรานนั้น พวกเหล่านั้นพากันชวนนายพรานผู้เป็นสัตว์ แม้จะ พร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งปัจเจกโพธิญาณให้ยึดถืออุจเฉทวาทเสียได้ เพราะ สังสรรค์กับพวกชีเปลือยนั้น นายพรานนั้นจึงยึดเอาว่า ผลแห่งกุศลและอกุศล ไม่มี จึงฆ่าฝูงนกเสียนักหนา อันการคบหากับคนผู้มีใช่สัตบุรุษนี้ มีโทษ ใหญ่หลวงถึงเพียงนี้. และพรานนี้สำคัญว่าพวกนั้นเท่านั้นเป็นอรหันต์ จึงกล่าว อย่างนี้ (ข้าพเจ้าเชื่อถือถ้อยคำของพวกอรหันต์เหล่านั้น ).
หน้า 464 ข้อ 1974
พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่า เราต้องกล่าวถึงความที่ปรโลกมีอยู่ เเก่เขา ทั้ง ๆ ที่ห้อยศีรษะลงอยู่ปลายคันแล้วนั่นแหละ กล่าวคาถาว่า ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่าย ๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้งสอง นั้น อยู่ในโลกนี้หรือในโลกอื่น สมณพราหมณ์เหล่านั้น กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่าเป็นเทวดาในมนุษยโลก อย่างไรหรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมสฺส ความว่า ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ ทั้งสองเป็นของมีอยู่ในโลกนี้หรือ หรือเป็นของมีในโลกเหล่าอื่น. คำว่า ปรโลกสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า กถนฺนุ เต ความว่า พระอรหันต์นั้น กล่าวไว้อย่างไรเล่า ในวิมานเหล่านี้ ได้แก่เทวบุตร หรือพระจันทร์และพระอาทิตย์ มีอยู่หรือไม่มีเล่า เป็นเทวดาหรือเป็นมนุษย์เล่า. ลูกนายพรานกล่าวคาถาว่า ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ เห็นกันได้ง่าย ๆ ส่องสว่างไปในอากาศ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ทั้ง ๒ นั้น มีอยู่ในโลกอื่นไม่มีในโลกนี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น กล่าวถึงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ว่าเป็นเทวดาในมนุษยโลก. ครั้งนั้น พระมหาสัตว์กล่าวคาถาว่า สมณพราหมณ์เหล่าใด มีวาทะว่าหาเหตุมิได้ ไม่กล่าวถึงกรรม ไม่กล่าวถึงผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว และกล่าวถึงทานว่าคนโง่บัญญัติไว้ สมณพราหมณ์ เหล่านั้น เป็นผู้มีวาทะเลวทราม ถูกท่านกำจัดเสียแล้ว เพราะการพยากรณ์นี้แหละ.
หน้า 465 ข้อ 1974
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺเถว เต นีหตา ความว่า ถ้าพระจันทร์ พระอาทิตย์สถิตอยู่ในเทวโลก มิใช่สถิตอยู่ในมนุษยโลก และถ้าพระจันทร์ พระอาทิตย์เหล่านั้นเป็นเทวดา มิใช่เป็นมนุษย์เลยไซร้ ตอนนี้เอง คือในการ พยากรณ์เพียงเท่านี้ สมณพราหมณ์เหล่านั้น ที่เป็นผู้ใกล้ชิดตระกูลของท่าน เป็นพวกมีวาทะเลว ๆ เป็นอันถูกท่านกำจัดเสียแล้ว. บทว่า อเหตุกา ความว่า สมณพราหมณ์พวกใดมีวาทะอย่างนี้ว่า กรรมอันเป็นตัวเหตุแห่งความผุดผ่อง และความเศร้าหมองไม่มี ชื่อว่าพวกไม่มีเหตุ. บทว่า ทตฺตุปญฺตฺตํ ความว่า และพวกที่กล่าวถึงทานว่า คนโง่ ๆ พากันบัญญัติไว้. เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวเรื่อย ๆ ไป เขากำหนดได้แล้วกล่าวคาถาว่า คำของท่านนี้เป็นคำจริงแท้ทีเดียว ไฉนทานจะ ไม่พึงมีผลเล่า ผลของกรรมดีกรรมชั่วก็เหมือนกัน ไฉนจะไม่มีผล อนึ่ง ทานนี้จะว่าคนโง่บัญญัติขึ้น อย่างไรได้ ดูก่อนพญายูง ข้าพเจ้าจะทำอย่างไร จะทำ อะไร ประพฤติอะไร เสพสมาคมอะไร ด้วยตบะคุณ อะไร อย่างไรจึงจะต้องไม่ไปตกนรก ขอท่านจงบอก เนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทตฺตุปญฺตฺตญฺจความว่า ทานชื่อว่า อันคนเซอะบัญญัติแล้ว พึงมีผลอย่างไร. บทว่า กถงฺกโร ความว่า กระทำ กรรมไฉน. บทว่า กินฺติกโร ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อเราทำกรรม จึง ไม่ไปสู่นรก. คำนอกนี้ เป็นไวพจน์ของคำนั้นนั่นแล. พระมหาสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว ดำริว่า ถ้าเราจักไม่กล่าวแก้ปัญหานี้ โลกมนุษย์จักเกิดเป็นดุจว่างเปล่า เราจักกล่าวความที่สมณพราหมณ์ผู้ทรง ธรรมมีอยู่ในโลกมนุษย์นั่นเองแก่เขา ได้ภาษิตสองคาถาว่า
หน้า 466 ข้อ 1974
มีสมณะเหล่าใดเหล่าหนึ่ง นุ่งห่มผ้าย้อมด้วย น้ำฝาด ประพฤติเป็นผู้ไม่มีเรือน เที่ยวไปบิณฑบาต ในเวลาเช้าในกาล เว้นจากการเที่ยวไปในเวลาวิกาล ผู้สงบระงับอยู่ในแผ่นดินนี้แน่ ท่านจงเข้าไปหาสมณะ เหล่านั้นในเวลาอันควร ณ ที่นั้น แล้วจงถามข้อความ ตามความพอใจของท่าน สมณะเหล่านั้นก็ชี้แจง ประโยชน์ในโลกนี้ และโลกหน้าให้แก่ท่าน ตาม ความรู้ความเห็น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺโต คือท่านบัณฑิตผู้มีบาปอันระงับ แล้ว ได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า. บทว่า ยถาปชานํ ความว่า สมณะเหล่านั้น จักบอกแก่ท่านตามทำนองที่ตนทราบ คือจักกล่าวคำกำจัดความสงสัยของท่าน เสียได้. บทว่า ปรสฺส จตฺถํ ความว่า สมณะเหล่านั้นจักชี้แจงประโยชน์ โลกนี้และโลกอื่นอย่างนี้ว่า ด้วยกรรมชื่อนี้ จะบังเกิดในโลกมนุษย์ ด้วยกรรม นี้จะบังเกิดในเทวโลก ด้วยกรรมนี้ จะบังเกิดในนรกเป็นต้น เชิญถามสมณะ เหล่านั้นเถิด. ก็แลครั้นพญายูงกล่าวอย่างนี้แล้ว ขู่ให้กลัวภัยในนรก. ก็เขาเป็น พระปัจเจกโพธิสัตว์ผู้มีบารมีบำเพ็ญเต็มแล้ว มีญาณอันแก่กล้าแล้วเป็นเหมือน ดอกปทุมที่แก่แล้วชูก้านรอการถูกต้องของแสงอาทิตย์ฉะนั้น เมื่อฟังธรรมกถา ของพญายูง ยืนอยู่ด้วยท่าเดิมนั้นแหละ กำหนดสังขารทั้งหลาย พิจารณา ไตรลักษณ์ บรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว. การบรรลุของท่านและการพ้นจาก บ่วงของพระมหาสัตว์ ได้มีในขณะเดียวกันแล. พระปัจเจกพุทธเจ้าทำลาย กิเลสทั้งหลายแล้ว ดำรงอยู่ ณ สุดแดนของภพทีเดียว เมื่อจะเปล่งอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า
หน้า 467 ข้อ 1974
ความเป็นพรานนี้ เราละได้แล้ว เหมือนงูลอก คราบเก่าของตน หรือเหมือนต้นไม้อันเขียวชอุ่ม ผลัดใบเหลิองทิ้ง ฉะนั้น วันนี้เราละความเป็นพรานได้. ความแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า งูลอกทิ้งหนังเก่าที่คร่ำคร่าฉันใด และต้นไม้ที่ยังเขียวชอุ่มอยู่ ผลัดใบเหลือง ๆ ที่ติดอยู่แห่งใดแห่งหนึ่งทิ้งเสีย ได้ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น สละเสียได้ ซึ่งความเป็นพรานในวันนี้ ทีนี้ความ เป็นพรานนั่นนั้นเป็นอันเราละทิ้งได้แล้ว เราสละความเป็นพรานแล้วในวันนี้. บทว่า ชหามหํ ความว่า เราละเสียแล้ว. ครั้นท่านเปล่งอุทานนี้แล้ว ดำริว่า เราพ้นจากเครื่องพัวพันคือ กิเลสทั้งปวงได้แน่นอน แต่ในที่อยู่ของเรายังมีนกถูกกักขังอยู่มาก เราจัก ปลดปล่อยนกเหล่านั้นได้อย่างไร จึงถามพระมหาสัตว์ว่า พญายูงเอ๋ย ในที่อยู่ของข้าพเจ้า มีนกถูกกักขังอยู่เป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักปลดปล่อยนก เหล่านั้นได้อย่างไรละ. อันที่จริง ญาณในการกำหนดอุบาย ของพระสัพพัญญู โพธิสัตว์ทั้งหลาย ย่อมใหญ่โตกว่าพระปัจเจกพุทธเจ้า. เหตุนั้น พญายูงจึง กล่าวกะท่านว่า ปัจเจกโพธิญาณที่ท่านทำลายกิเลสทั้งปวงเสีย แล้ว บรรลุด้วยโพธิมรรคใด โปรดปรารภโพธิมรรคนั้น กระทำสัจจกิริยาเถิด ธรรมดาสัตว์อันต้องจองจำในชมพูทวีปทั้งสิ้นก็จักไม่มี. ท่านดำรงในฐานะ ที่พระโพธิสัตว์กล่าวแล้ว เมื่อจะทำสัจจกิริยา จึงกล่าวคาถาว่า อนึ่ง มีนกเหล่าใดที่เรากักขังไว้ในนิเวศน์ ประมาณหลายร้อย วันนี้เราให้ชีวิตแก่นกเหล่านั้น ขอนกเหล่านั้นจงพ้นจากการกักขัง ไปสู่สถานที่อยู่เดิม ของตนเถิด.
หน้า 468 ข้อ 1974
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โมกฺขญฺจ เต ปตฺโต ความว่า ถ้า เราบรรลุโมกขธรรมแล้ว คือบรรลุปัจเจกโพธิญาณแล้ว ขอสงเคราะห์สัตว์ เหล่านั้น ในอันให้ชีวิตเป็นทาน ด้วยสัจจะนี้. บทว่า สกํ นิเกตํ ความว่า ขอสัตว์แม้ทั้งปวงจงพากันไปสู่ที่อยู่ของตนเถิด. ลำดับนั้น นกทั้งปวงก็พ้นจากที่กักขัง พอดีกันกับเวลาที่พระปัจเจกโพธิ นั้นกระทำสัจจกิริยานั่นเอง ต่างร้องร่าเริงบินไปที่อยู่ของตนทั่วกัน. ก็แลใน ขณะนั้น บรรดาสัตว์ในเหย้าเรือนทุกหนแห่ง ตั้งต้นแต่แมวเป็นต้น ในชมพู ทวีปทั้งสิ้น ที่จักได้ชื่อว่าสัตว์ต้องกักขังมิได้มีเลย. พระปัจเจกพุทธเจ้ายก มือลูบศีรษะ. ทันใดนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ก็หายไป เพศบรรพชิต ปรากฏแทน. ท่านเป็นเหมือนพระเถระมีพรรษา ๖๐ สมบูรณ์ด้วยมรรยาท ทรงอัฏฐบริขาร กล่าวว่า ท่านนั้นเทียวได้เป็นที่พึ่งของข้าพเจ้าประคองอัญชลี แก่พญายูงกระทำประทักษิณ เหาะขึ้นอากาศไปสู่เงื้อมผาชื่อนันทมูล. ฝ่าย พญายูงก็โดดจากปลายคันแร้ว หาอาหาร ไปสู่ที่อยู่ของตนดังเดิม. บัดนี้ พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความที่นายพราน แม้จะถือ บ่วงเที่ยวไปตั้ง ๗ ปี อาศัยพญายูงพ้นจากทุกข์ได้ จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า นายพรานถือบ่วงเที่ยวไปในราวป่า เพื่อดักพญา- นกยูงตัวเรืองยศ ครั้นดักพญานกยูงตัวเรืองยศได้แล้ว ก็ได้พ้นจากทุกข์ เหมือนเราพ้นแล้วฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาเธตุ แปลว่า เพื่อจะดัก บาลีก็อย่างนี้ เหมือนกัน อธิบายว่า ครั้นดักพญายูงได้แล้ว ยืนฟังธรรมกถาของพญายูงนั้น ก็ได้ความสลดใจ. บทว่า ยถาหํ ความว่า นายพรานนั้นหลุดพ้นจากทุกข์ได้ เหมือนเราหลุดพ้นได้ด้วยสยัมภูญาณ ฉะนั้นแล.
หน้า 469 ข้อ 1975, 1976
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจธรรม เวลาจบสัจจธรรม ภิกษุผู้กระสัน ดำรงในพระอรหัต แล้วทรงประชุม ชาดกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าในครั้งนั้นปรินิพพาน ส่วนพญายูงได้มาเป็น เราตถาคตแล. จบอรรถกถามหาโมรชาดก ๙. ตัจฉสูกรชาดก ว่าด้วยหมูพร้อมใจกันสู้เสือ [๑๙๗๕] ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด ตาม ภูเขาและราวป่าทั้งหลาย ค้นหาหมู่ญาติมากมาย หมู่ ญาตินั้นเราพบแล้ว รากไม้และผลไม้นี้ ก็มีมากมาย อนึ่ง ภักษาหารนี้ก็มิใช่น้อย ทั้งห้วยละหานนี้ก็น่า รื่นรมย์ คงเป็นที่อยู่สุขสบาย ข้าพเจ้าจักขออยู่กับ ญาติทั้งมวล ในที่นี้แหละ จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่มีความระแวงภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ ที่ไหน ๆ. [๑๙๗๖] ดูก่อนตัจฉะ เจ้าจงไปหาที่ซ่อนเร้น แห่งอื่นเถิด ในที่นี้ศัตรูของพวกเรามีอยู่ มันมาในที่นี้ แล้ว ก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.
หน้า 470 ข้อ 1977, 1978, 1979, 1980, 1981, 1982
[๑๙๗๗] ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้ ใครมากำจัดญาติทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งยากที่ จะกำจัดได้ เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้น แก่เราเถิด. [๑๙๗๘] ดูก่อนตัจฉะ พญาเนื้อตัวหนึ่งลาย พาดขึ้น เป็นเนื้อมีกำลังมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาในที่นี้ แล้ว ก็ฆ่าหมูแต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย. [๑๙๗๙] พวกเราไม่มีเขี้ยวหรือ กำลังกายไม่ พรั่งพร้อมหรือ พวกเราทั้งหมดพร้อมใจกันแล้ว ก็จะ จับมันตัวเดียวเท่านั้นให้อยู่ในอำนาจได้. [๑๙๘๐] ดูก่อนตัจฉะ ท่านกล่าววาจาจับอก จับใจ เพราะหู แม้ตัวใดหนีไปเวลารบ พวกเราจัก ฆ่ามันเสียในภายหลัง. [๑๙๘๑] ดูก่อนพญาเนื้อที่เก่งกล้า วันนี้เจ้าคง จะงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ละซิหนอ ท่านให้อภัยใน สัตว์ทั้งปวงเสียแล้วหรือ หรือเขี้ยวของเจ้าคงไม่มี เจ้ามาถึงกลางฝูงสุกรแล้วจึงซบเซาอยู่ ดังคนกำพร้า ฉะนั้น. [๑๙๘๒] มิใช่ว่าเขี้ยวของข้าพเจ้าไม่มี กำลังกาย ของข้าพเจ้าก็มีอยู่พรั่งพร้อม แต่ข้าพเจ้าเห็นสุกร ทั้งหลายที่เป็นญาติกัน ร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
หน้า 471 ข้อ 1983, 1984, 1985
เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาอยู่แต่ผู้เดียวในป่า เมื่อ ก่อน สุกรเหล่านี้ พอข้าพเจ้าลืมตาแลดูเท่านั้น ต่างก็ กลัวตายหาที่หลบซ่อนวิ่งกระเจิดกระเจิงไปตามทิศา- นุทิศ บัดนี้ พวกมันมาประชุมพร้อมเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน ในภูมิภาค ที่พวกมันยืนอยู่นั้น ข้าพเจ้าข่ม พวกมันได้ยากในวันนี้ พวกมันคงมีขุนพล จึงพัก พร้อมกัน คงเป็นเสียงเดียวกัน คงร่วมมือร่วมใจกัน เบียดเบียนข้าพเจ้า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ ปรารถนาสุกรเหล่านั้น. [๑๙๘๓] พระอินทร์องค์เดียวเท่านั้น ยังเอาชนะ อสูรทั้งหลายได้ เหยี่ยวตัวเดียวเท่านั้น ย่อมข่มฆ่า นกทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเหมือนกัน ไปถึง ท่ามกลางฝูงสุกรแล้ว ก็ย่อมฆ่าสุกรตัวพี ๆ ได้ เพราะ กำลังของมันเป็นเช่นนั้น. [๑๙๘๔] จะเป็นพระอินทร์ จะเป็นเหยี่ยว แม้ จะเป็นเสือโคร่งที่เป็นใหญ่กว่าเนื้อ ก็ทำญาติผู้พร้อม- เพรียงกันมั่นคง ซึ่งเป็นเช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอำนาจ ไม่ได้ทั้งนั้นแหละ. [๑๙๘๕] ฝูงนกตัวน้อย ๆ มีชื่อกุมภิลกะ เป็นนก มีพวก เที่ยวไปเป็นหมวดหมู่ ร่าเริงบันเทิงใจ โผผิน บินร่อนไปเป็นกลุ่ม ๆ ก็เมื่อฝูงนกเหล่านั้นบินไป บรรดานกเหล่านั้น คงมีสักตัวหนึ่งที่แตกฝูงไป เหยี่ยว
หน้า 472 ข้อ 1986, 1987, 1988, 1989
ย่อมโฉบจับนกตัวนั้นได้ นี่เป็นคติของเสือโคร่ง ทั้งหลายโดยแท้. [๑๙๘๖] เสือโคร่งเป็นสัตว์มีเขี้ยว ถูกชฎิลผู้ หยาบช้า เห็นแก่อามิสปลุกใจให้ฮึกเหิม สำคัญว่าจะทำ ได้เหมือนเมื่อครั้งก่อน จึงวิ่งเข้าในฝูงสุกรตัวมีเขี้ยว. [๑๙๘๗] ญาติทั้งหลายมีมากด้วยกัน ย่อมยัง ประโยชน์ให้สำเร็จ ถึงต้นไม้ทั้งหลายที่เกิดในป่า ก็ เหมือนกัน สุกรทั้งหลายพร้อมเพียงกันเข้า ฆ่าเสือ- โคร่งเสียได้ เพราะประพฤติร่วมใจเป็นอันหนึ่งอัน เดียวกัน. [๑๙๘๘] สุกรทั้งหลายช่วยกันฆ่าพราหมณ์และ เสือโคร่ง ทั้ง ๒ ได้แล้ว ต่างร่าเริงบันเทิงใจ พากัน บันลือศัพท์สำเนียงเสียงสนั่น. [๑๙๘๙] สุกรเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันที่โคน ต้นมะเดื่อ อภิเษกตัจฉสูกรด้วยคำว่า ท่านเป็นราชา เป็นเจ้าเป็นใหญ่ของพวกเรา. จบตัจฉสูกรชาดกที่ ๙
หน้า 473 ข้อ 1989
อรรถกถาตัจฉกสุกรชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภพระเถระแก่ ๒ รูป ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยเทสมานา วิจริมฺหา ดังนี้. เล่ากันมาว่า พระเจ้ามหาโกศล ทรงประทานพระธิดาแก่พระเจ้า พิมพิสาร ได้ประทานกาสิกคามแก่พระธิดาเพื่อเป็นมูลค่าเครื่องสนานกาย. ครั้นพระเจ้าอชาตศัตรูปลงพระชนม์พระราชบิดาเสียแล้ว พระเจ้าปเสนทิก็ทรง ชิงบ้านคืน. เมื่อพระราชาทั้ง ๒ พระองค์ ทรงรบกันเพื่อชิงบ้านนั้น คราวแรก พระเจ้าอชาตศัตรูทรงมีชัย. พระเจ้าโกศลทรงพ่ายแพ้ ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า เราจะใช้อุบายอะไรเล่าหนอ ถึงจะจับอชาตศัตรูได้ พวกอำมาตย์พากันกราบ ทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช ธรรมดาว่าภิกษุทั้งหลายย่อมเป็นผู้ฉลาดในความ คิดอ่าน ควรที่พระองค์จะส่งคนสอดแนมไปคอยกำหนดถ้อยคำของหมู่ภิกษุดู พระเจ้าข้า. พระราชาทรงรับรองว่าดี แล้วตรัสใช้ราชบุรุษไปด้วยพระดำรัสว่า มานี่ เจ้าทั้งหลาย พวกเจ้าจงพากันไปสู่พระวิหารซุ่มซ่อนตัวเสีย คอยกำหนด เอาถ้อยคำของพระคุณเจ้าทั้งหลายมาจงได้. ในพระเชตวันวิหารเล่า ก็มีพวก ราชบุรุษบวชอยู่เป็นอันมาก. บรรดาท่านเหล่านั้นพระเถระแก่ ๒ รูป อยู่ที่ บรรณศาลาท้ายพระวิหาร รูปหนึ่งนามว่า ธนุคคหติสสเถระ รูปหนึ่งชื่อว่า มันตทัตตเถระ. ท่านทั้ง ๒ หลับตลอดคืน ตื่นเมื่อย่ำรุ่ง ท่านธนุคคหติสสเถระ ก่อไฟให้ลุก กล่าวว่า พระคุณเจ้ามันตทัตตเถระผู้เจริญขอรับ. ท่านมันตทัตตเถระ ถามว่า อะไรกันขอรับ. กลับถามว่า คุณกำลังหลับหรือ. ตอบว่า ผมไม่หลับดอก ต้องทำอะไรล่ะครับ. กล่าวว่า คุณขอรับ พระราชาปเสนทิโกศลองค์นี้ช่างโง่
หน้า 474 ข้อ 1989
จริง ๆ ทรงทราบแต่จะเสวยกระยาหารประมาณ ๑ ถาดเท่านั้นเอง. ถามว่า นั่นมันเรื่องอะไรกันเล่าคุณ. กล่าวว่า พระราชาพ่ายแพ้ศัตรูผู้เป็นเพียงตัวหนอน ในพระอุทรของพระองค์ก็ว่าได้. ถามว่า ก็ควรจะทรงทำอย่างไรเล่าคุณ. ตอบว่า มันตทัตตเถระผู้เจริญ ธรรมดาว่าการรบมี ๓ ขบวน คือ สกฏพยุหะ จักกพยุหะและปทุมพยุหะ ในขบวนรบทั้ง ๓ นั้น ต้องตั้งขบวนสกฏพยุหะจึง จะจับได้ แล้วแถลงต่อไปว่า ช่องเขาตรงโน้น ๆ เหมาะที่จะวางพลไว้ ๒ ข้าง (ล่อให้ตีเข้ามา) พอรู้ว่าเข้ามาภายในแล้ว ก็โห่ร้องก้องสนั่นล้อมไว้ กระทำ ให้อยู่ในกำมือแล้วก็จับเอา เหมือนจับปลาที่เข้าไซแล้วฉะนั้น. ผู้ที่พระราชา ทรงใช้ไปสืบ ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว พากันกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาเสด็จ ไปด้วยกองทัพใหญ่ ทรงกระทำอย่างนั้น จับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ทรงจองจำ ด้วยโซ่ตรวน กระทำให้หายเมาอำนาจเสีย ๒-๓ วัน ตรัสปลอบว่า ต่อไป อย่ากระทำอย่างนี้เลยนะ ทรงแก้จองจำแล้ว พระราชทานพระธิดาพระนามว่า วชิรกุมารีแก่ท้าวเธอ ทรงปลดปล่อยไปพร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก. เรื่อง ราวที่ว่าพระเจ้าโกศลทรงจับพระเจ้าอชาตศัตรูได้ด้วยการจัดแจงของพระธนุค- คหติสสเถระโด่งดังไปในกลุ่มภิกษุ. พวกภิกษุพากันยกเรื่องนั้นแหละขึ้นสนท- นาในธรรมสภา. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวก เธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบ แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อน ธนุคคหติสสเถระก็เป็นผู้ฉลาดในการจัดขบวนรบ แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล ช่างไม้ผู้หนึ่งอยู่ ณ บ้านใกล้ประตูพระนครพาราณสี เข้าไปสู่ป่าเพื่อหาไม้ของตน พบลูกหมูตัวหนึ่งตกอยู่ในหลุม จึงนำมาเลี้ยง
หน้า 475 ข้อ 1989
ตั้งชื่อให้ว่า ตัจฉกสุกร. มันได้เป็นอุปการะแก่เขา เอาจะงอยปากพลิกไม้ให้ ก็ได้ เอาเส้นบรรทัดพันจมูกลากไปให้ก็ได้ เอาปากคาบขวานสิ่วค้อนมาให้ก็ได้. มันพ่วงพีมีกำลังมาก มีร่างกายใหญ่. ฝ่ายช่างไม้เล่า รักมันเหมือนลูก คิดว่า เมื่อมันอยู่ที่นี่เรื่อยไป คงมีใครข่มเหงมันได้เป็นแน่ เลยปล่อยเสียในป่า. มันคิดว่า ในป่านี้เราไม่อาจอยู่ลำพังผู้เดียวได้ จำต้องเที่ยวค้นหาหมู่ญาติให้ได้ แล้วอยู่มีหมู่ญาติแวดล้อม เที่ยวเสาะหาฝูงหมูไปในป่าชัฏ พบหมูเป็นอันมาก แล้วดีใจ กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า ข้าพเจ้าเที่ยวแสวงหาหมู่ญาติใด ตามภูเขาและ ราวป่าทั้งหลาย ค้นหาหมู่ญาติมากมาย หมู่ญาตินั้น เราพบแล้ว รากไม้และผลไม้นี้ ก็มีมากมาย อนึ่ง ภักษาหารนี้ก็มิใช่น้อย ทั้งห้วยละหานนี้ก็น่ารื่นรมย์ คงเป็นที่อยู่สุขสบาย ข้าพเจ้าจักขออยู่กับญาติทั้งมวล ในที่นี้แหละ จักเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่มีความระแวง ภัย ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเทสมานา ความว่า ข้าพเจ้าเที่ยว แสวงหาหมู่ญาติใด. บทว่า อนฺเวสํ ความว่า เที่ยวค้นหาตลอดกาลนานหนอ. บทว่า เตเม ตัดเป็น เต เม ญาติเหล่านั้นเราพบแล้ว. บทว่า ภิกฺโข ความว่า อนึ่ง ภักษาหารกล่าวคือ รากไม้และผลาผล นั้นนั่นแล. บทว่า อปฺโปสฺสุกฺโก ความว่า เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย. พวกสุกรได้ฟังคำของมันแล้ว พากันกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า ดูก่อนตัจฉะ เจ้าจงไปหาที่ซ่อนเร้นแห่งอื่นเถิด ในที่นี้ศัตรูของพวกเรามีอยู่ มันมาในที่นี้แล้วก็ฆ่าหมู่ แต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย.
หน้า 476 ข้อ 1989
บรรดาบทเหล่านั้น มันเรียกสุกรนั้นว่า ตัจฉะ. บทว่า วรํวรํ ความว่า มันฆ่าสุกรแต่ล้วนที่มีร่างกายอ้วนพีเสีย. ต่อไปนี้พึงทราบคาถาที่ร้อยกรองไว้อย่างง่ายโดยนัยพระบาลีนั่นแล. ตัจฉกสุกรถามว่า ใครหนอเป็นศัตรูของพวกเราในที่นี้ ใครมา กำจัดญาติทั้งหลายผู้พร้อมเพรียงกัน ซึ่งยากที่จะกำจัด ได้ เราถามท่านแล้ว ขอท่านจงบอกความข้อนั้นแก่ เราเถิด. พวกหมู่ตอบว่า ดูก่อนตัจฉะ พญาเนื้อตัวหนึ่งลายพาดขึ้น เป็นเนื้อมีกำลังมีเขี้ยวเป็นอาวุธ มันมาในที่นี้แล้ว ก็ ฆ่าหมู่แต่ล้วนตัวที่อ้วนพีเสีย. ตัจฉกสุกรถามว่า พวกเราไม่มีเขี้ยวหรือ กำลังกายไม่พรั่งพร้อม หรือ พวกเราทั้งหมดพร้อมใจกันแล้ว ก็จะจับมัน ตัวเดียวเท่านั้นให้อยู่ในอำนาจได้. พวกหมูพากันกล่าวว่า ดูก่อนตัจฉะ ท่านกล่าววาจาจับอกจับใจ เพราะหู แม้ตัวใดหนีไปเวลารบ พวกเราจักฆ่ามันเสีย ในภายหลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนมฺหากํ ความว่า พอเราเห็นท่าน คิดว่า พวกหมูเหล่านั้นมีเนื้อและโลหิตน้อย ชะรอยจะพึงมีภัยต่อพวกหมูเหล่านั้น
หน้า 477 ข้อ 1989
เพราะฉะนั้น พวกท่านจงบอกเรา ใครหนอเป็นศัตรูแก่เราในที่นี้. บทว่า อุทฺธคฺคราชี ความว่า มาพร้อมกับพญาเนื้อลายพาดขึ้น พวกหมูกล่าว หมายเอาเสือโคร่งนั่นเอง. บทว่า โยปิ ความว่า ในบรรดาระหว่างพวกเรา แม้ตัวเดียวหนีไป พวกเราจักฆ่าตัวนั้นในภายหลัง. ตัจฉกสุกร การทำพวกหมูทั้งหมดให้มีใจเดียวกัน แล้วถามว่า เสือ จักมาเวลาไหน. พวกหมูตอบว่า วันนี้ ตอนเช้าตรู่ มันมาจับไปตัวหนึ่งแล้ว คงมาในวันพรุ่งนี้เช้าเป็นแน่. ตัจฉกสุกรนั้นฉลาดในการรบรู้ชัยภูมิว่า ตั้งใน ฐานนี้ไม่อาจชนะได้ เหตุนั้นจึงตรวจดูประเทศแห่งหนึ่ง ให้พวกหมูหากิน เสียแต่กลางคืนทีเดียว พอถึงเวลาค่อนรุ่งกล่าวว่า อันขบวนรบมี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจขบวนรบรูปเกวียนเป็นต้น แล้วจัดแจงขบวนรบแบบดอกปทุม ตั้งพวกลูกหมูที่กำลังดื่มน้ำนมไว้ตรงกลาง วางแม่หมูเหล่านั้นล้อมไว้ คัดนาง หมู่รุ่นกลางล้อมแม่หมูเหล่านั้น ระหว่างนางหมูเหล่านั้นวางลูกหมูหย่านมแล้ว ล้อมไว้ ระหว่างลูกหมูเหล่านั้นวางหมูรุ่น ๆ เขี้ยวตูม ๆ ระหว่างนั้นวางพวก หมูเขี้ยวใหญ่ ระหว่างนั้นวางหมูที่แก่ ๆ แล้วตั้งกองกำลังแบ่งเป็นพวก ๆ พวกละ ๑๐ ตัว ๒๐ ตัว และ ๓๐ ตัว ไว้ในที่นั้น ๆ ให้ขุดหลุมหลุมหนึ่ง สำหรับตน ขุดหลุมอีกหลุมหนึ่งเพื่อดักเสือ กระทำให้เป็นตะพักมีสัณฐาน เหมือนกระด้ง ระหว่างหลุมทั้ง ๒ ให้กระทำตั่งสำหรับตนอยู่. ตัจฉกสุกรนั้น คุมพวกหมูสำหรับรบที่มีเรี่ยวแรงแข็งขัน เที่ยวปลุกใจฝูงหมูในที่นั้น ๆ. พอ ตัจฉกจัดการเรียบร้อย พอดีพระอาทิตย์ขึ้น. ทีนั้นพญาเสือโคร่งออกจากอาศรม- บทของชฎิลโกง ยืนสะบัดกายอยู่ที่พื้นภูเขา. พวกหมูเห็นมันแล้วพากันบอกว่า เจ้าพ่อคุณเอ๋ย ไพรีของพวกเรามาแล้วละ. ตัจฉกสุกรบอกว่า พวกเจ้าอย่ากลัว มันทำอาการใด พวกเจ้าจงทำอาการนั้นเป็นปฏิปักษ์กันทุกอย่าง. เสือโคร่ง
หน้า 478 ข้อ 1989
สะบัดร่างกาย ย่อตัวลงหน่อยหนึ่ง ถ่ายปัสสาวะ พวกหมูเล่าก็กระทำอย่างนั้นบ้าง เสือโคร่งมองดูพวกหมูแล้วคำรามเสียงดัง พวกหมูก็พากันกระทำอย่างนั้นบ้าง เหมือนกัน. มันเห็นกริยาของพวกหมูนั้นคิดว่า หมูเหล่านี้ไม่เหมือนหมูก่อน ๆ วันนี้พากันตั้งเป็นพวก ๆ เป็นศัตรูต่อเรา. เสนานายกของพวกมันที่เป็นผู้ สั่งการคงจะมี วันนี้เราไม่ควรไปใกล้พวกมันเลย กลัวตายขึ้นมาหันกลับไปหา ชฎิลโกง. ครั้นชฎิลโกงนั้นเห็นมันมาเปล่า ๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ว่า ดูก่อนพญาเนื้อที่เก่งกล้า วันนี้เจ้าคงจะงดเว้น จากการฆ่าสัตว์ละซิหนอ ท่านให้อภัยในสัตว์ทั้งปวง เสียแล้วหรือ หรือเขี้ยวของท่านคงไม่มี เจ้ามาถึง กลางฝูงสุกรแล้วจึงซบเซาอยู่ดังคนกำพร้าฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺฆปฺปตฺโต ความว่า เจ้าได้อยู่ใน หมู่แห่งสุกร ไม่ได้กินอาหารอะไร ๆ ย่อมซบเซาเหมือนคนกำพร้าฉะนั้น. ครั้งนั้น เสือโคร่งกล่าวคาถาว่า มิใช่ว่าเขี้ยวของข้าพเจ้าไม่มี กำลังกายของ ข้าพเจ้าก็มีอยู่พรั่งพร้อม แต่ข้าพเจ้าเห็นสุกรทั้งหลาย ที่เป็นญาติกันร่วมใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหตุฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาแต่ผู้เดียวในป่า เมื่อก่อนสุกรเหล่านี้ พอข้าพเจ้าลืมตาแลดูเท่านั้น ต่างก็กลัวตายหาที่หลบ- ซ่อนวิ่งกระเจิดกระเจิงไปตามทิศานุทิศ บัดนี้ พวกมัน มาประชุมพร้อมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ในภูมิภาคที่ พวกมันยืนอยู่นั้นข้าพเจ้าข่มพวกมันได้ยากในวันนี้ พวกมันคงมีขุนพล จึงพรักพร้อมกัน คงเป็นเสียง
หน้า 479 ข้อ 1989
เดียวกัน คงร่วมมือร่วมใจกันเบียดเบียนข้าพเจ้า เพราะ เหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาสุกรเหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมงฺคิ เอกโต ความว่า ผู้รวมใจกัน เป็นอันหนึ่งอันเดียว. บทว่า อิมสฺสุทํ ความว่า แม้ในกาลก่อน พวกหมู เหล่านี้น่ะหรือ เพียงข้าพเจ้าลืมตาดูเท่านั้น ก็วิ่งกระเจิงไปทั่วทิศานุทิศ. บทว่า วิสุํ วิสุํ แปลว่า คนละแผนก. บทว่า ยตฺถ ิตา ความว่า มาประชุม กันอยู่ในภูมิภาคใด. บทว่า ปรินายกสมฺปนฺนา ความว่า พวกมันสมบูรณ์ ด้วยขุนพล. บทว่า ตสฺมา เตสํ น ปฏฺเย ความว่า เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ปรารถนาพวกนั้น. ชฎิลโกงฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะยุให้มันเกิดความอาจหาญขึ้น จึงกล่าว คาถาว่า พระอินทร์องค์เดียวเท่านั้น ยังเอาชนะอสูร ทั้งหลายได้ เหยี่ยวตัวเดียวเท่านั้น ย่อมข่มฆ่านก ทั้งหลายได้ เสือโคร่งตัวเดียวเหมือนกัน ไปถึง ท่ามกลางฝูงสุกรแล้ว ก็ย่อมฆ่าสุกรตัวพี ๆ ได้ เพราะ กำลังของมันเป็นเช่นนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคสงฺฆปฺปตฺโต ความว่า เสือโคร่ง ไปถึงฝูงเนื้อแล้ว ย่อมฆ่าตัวดี ๆ ได้. บทว่า พลญฺหิ ตาทิสํ ความว่า เพราะกำลังของมันเป็นเช่นนั้น. ลำดับนั้น เสือโคร่งจึงกล่าวคาถากะเขาว่า จะเป็นพระอินทร์ จะเป็นเหยี่ยว แม้จะเป็น เสือโคร่งผู้เป็นใหญ่กว่าเนื้อ ก็ทำญาติผู้พร้อมเพรียง
หน้า 480 ข้อ 1989
กันมั่นคง ซึ่งเป็นเช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอำนาจไม่ได้ ทั้งนั้นแหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พยคฺโฆ น ความว่า เสือโคร่ง ไม่กระทำ ฝูงสุกรที่กระทำอาการเป็นต้นว่า สะบัดร่างกาย เช่นกับเสือโคร่ง ไว้ในอำนาจ ได้ คือ ไม่สามารถให้เป็นไปในอำนาจของตนได้. ชฎิลเมื่อจะปลุกมันให้อาจหาญอีก จึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า ฝูกงนกตัวน้อย ๆ มีชื่อว่า กุมภิลกะ เป็นนกมีพวก เที่ยวไปเป็นหมวดหมู่ ร่าเริงบันเทิงใน โผผินบินร่อน ไปเป็นกลุ่ม ๆ ก็เมื่อฝูงนกเหล่านั้นบินไป บรรดานก เหล่านั้น คงมีสักตัวหนึ่งที่แตกฝูงไป เหยี่ยวย่อม โฉบจับนกตัวนั้นได้ นี่เป็นคติของเสือโคร่งทั้งหลาย โดยแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุมฺภิลกา ได้แก่ ฝูงนกตัวน้อย ๆ ซึ่งมี ชื่ออย่างนั้น. บทว่า อุปฺปตนฺติ ได้แก่ ไปเที่ยวหากิน. บทว่า อุยฺยนฺติ จ ความว่า บินไปหากินทางอากาศ. บทว่า เอเกตฺถ อปสกฺกติ ความว่า ในบรรดาฝูงนกเหล่านั้น มีตัวเดียวที่ล้าหลัง หรือก็บินแยกไปทางหนึ่ง. บทว่า นิตาเลติ ความว่า เหยี่ยวย่อมโฉบเอาไปได้. บทว่า เวยฺยคฺฆิเยว สา คติ ความว่า คตินั้นชื่อว่าเป็นทำนองเดียวกับเสือโคร่ง เพราะเป็นคติของเสือโคร่ง นั่นเอง คือ แม้เมื่อพวกเสือโคร่ง จะไปหาฝูงสัตว์ที่อยู่ร่วมกัน ก็มีคติทำนองนี้ จึงได้ชื่อว่าเป็นคติของเสือโคร่งแท้ ๆ อันที่จริงทุก ๆ ตัว ไม่อาจจะบินไปโดย กลุ่มเดียวกันได้ดอก เหตุนั้น ในฝูงนั้นตัวใดบินไปตัวเดียวอย่างนี้ ก็จับเอา ตัวนั้นไป.
หน้า 481 ข้อ 1989
ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลุกใจเสือโคร่งว่า พญาเสือโคร่งเอ๋ย เจ้ามิได้รู้กำลังของตน อย่ากลัวเลยน่ะ คำรามแล้ววิ่งปรี่เข้าไปท่าเดียวเท่านั้น พวกสุกรที่คุมกันอยู่เป็นกลุ่มได้ไม่มีเลยละ มันได้กระทำอย่างนั้น. พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้นจึงตรัสว่า เสือโคร่งเป็นสัตว์มีเขี้ยว ถูกชฎิลผู้หยาบช้า เห็นแก่อามิส ปลุกใจให้ฮึกเหิม สำคัญจะทำได้เหมือน เมื่อครั้งก่อน จึงวิ่งเข้าไปในฝูงสุกรที่มีเขี้ยว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาฑิความว่า เสือโคร่งที่มีเขี้ยวเป็น อาวุธเอง โถมเข้าไปในฝูงสุกรที่มีเขี้ยวเป็นอาวุธดุจกัน. บทว่า ยถา ปุเร ความว่า เพราะสำคัญเสียว่าเหมือนในครั้งก่อน ๆ. เล่ากันมาว่า เสือโคร่งนั้นไปหยุดยืนที่พื้นภูเขา. พวกหมูพากันบอก แก่ตัจฉกสุกรว่า นายเอ๋ย ไอ้โจรมันมาอีกแล้ว. ตัจฉกสุกรปลอบใจพวกนั้น ว่า พวกเจ้าอย่ากลัวเลย ลุกขึ้นยืนบนตั่งระหว่างหลุมทั้งสอง. เสือโคร่งจึง เผ่นโผนโจนใส่ตัจฉกสุกร ตัจฉกสุกรหลบกลับหน้าเป็นหลัง ตกลงในหลุม แรก. เสือโคร่งไม่ยังความเร็วไว้ได้ จึงไปตกในหลุมที่เป็นตะพักเหมือนกระด้ง แน่นอัดเหมือนฟ่อนหญ้า. ตัจฉกสุกรลุกขึ้นโดยเร็ว เผ่นจากหลุม จดเขี้ยว ลงตรงขั้วไส้ของมัน ขวิดขาดไปจดหทัย กินเนื้อแล้วเอาปากคาบเหวี่ยงไป นอกหลุม บอกว่า พวกเจ้าจงพากันกินเนื้อซิ. พวกหมูที่มาก่อน ได้โอกาส เพียงจ่อจะงอยปากลงไปครั้งเดียวเท่านั้น. ที่มาครั้งหลังไม่ได้เลย ต่างพูดกันว่า อันเนื้อเสือโคร่งรสชาติมันเป็นอย่างไรนะ. ตัจฉกสุกร โดดขึ้นจากหลุมแล้ว มองดูพวกหมูทั้งหลาย กล่าวว่า เอ๊ะ อย่างไรเล่า พวกเจ้าจึงไม่ดีใจกัน. พวกหมูพากันตอบว่า นายเอ๋ย พวกเราเพียงจับเสือโคร่งได้ตัวเดียวเท่านั้น
หน้า 482 ข้อ 1989
ก็เท่ากับพวกเราจับเสือโคร่งตัวที่ประทุษร้ายได้ตัวหนึ่ง แต่นอกจากนี้ผู้ที่จะนำ เสือโคร่งมาได้ยังมีอยู่. ถามว่า นั่นชื่อไร. ตอบว่า ชฎิลโกงผู้คอยกินมังสะ ที่เสือโคร่งนำมาแล้ว ๆ. กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นพากันมาเถิด พวกเราต้องจับมัน ให้ได้ แล้ววิ่งแน่วไปกับพวกหมูเหล่านั้น. กล่าวถึงชฎิลนึกว่าเสือโคร่งมัวช้า อยู่ มองดูทางมาของมัน เห็นพวกหมูเป็นอันมากกรูวิ่งมา คิดว่าชะรอยพวก หมูเหล่านี้ฆ่าเสือโคร่งได้แล้ว พากันวิ่งมาเพื่อฆ่าเรา หนีขึ้นต้นมะเดื่อต้นหนึ่ง พวกหนูพากันร้องว่า มันขึ้นต้นไม้ไปแล้ว. ตัจฉกสุกรถามว่า ต้นไม้อะไร. ตอบว่า ต้นมะเดื่อ. ตัจฉกสุกรกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นอย่าเสียใจเลย ประเดี๋ยว พวกเราต้องจับมันได้ พลางเรียกหมูหนุ่ม ๆ มาให้ช่วยกันคุ้ยดินออกจากโคน ต้นไม้ ให้แม่หมูทั้งหลายไปอมน้ำมา ให้พวกหมูที่มีเขี้ยวใหญ่ ๆ ช่วยกัน ขวิดรากโดยรอบ จนเหลือแต่รากแก้วที่หยั่งลงไปตรงรากเดียวเท่านั้น ต่อ จากนั้นก็ร้องบอกพวกหมูที่เหลือ ๆ ว่า พวกเจ้าพากันหลบเสียเถิด แล้วคุกเข่า เอาเขี้ยวขวิดตรงรากแก้ว ขาดไปเหมือนฟันด้วยขวาน ต้นไม้นั้นก็พลิก พอ ชฎิลโกงตกลงมาเท่านั้น พวกหมูก็พากันรับไว้แล้วรุมกินเนื้อเสีย. รุกขเทวดา เห็นเหตุอัศจรรย์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า ญาติทั้งหลายมีมากด้วยกัน ย่อมยังประโยชน์ให้ สำเร็จ ถึงต้นไม้ทั้งหลายที่เกิดในป่า ก็เหมือนกัน สุกรทั้งหลายพร้อมเพรียงกันเข้า ฆ่าเสือโคร่งเสียได้ เพราะประพฤติร่วมใจอันหนึ่งอันเดียวกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกายเน หโต ความว่า ฆ่าเสือโคร่ง เสียได้ เพราะมีความพร้อมเพรียงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นเอง. พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความที่พวกสุกรเหล่านั้นกำจัดศัตรู ทั้ง ๒ เสียได้จึงตรัสพระคาถาว่า
หน้า 483 ข้อ 1989
สุกรทั้งหลายช่วยกัน ฆ่าพราหมณ์ และเสือโคร่ง ทั้ง ๒ ได้แล้ว ต่างร่าเริงบันเทิงใจ พากันบันลือศัพท์ สำเนียงเสียงสนั่น. ตัจฉกสุกรถามอีกว่า ศัตรูของพวกเจ้าแม้อื่น ๆ ยังมีหรือ. พวกสุกร พากันตอบว่า ไม่มีละนายเอ๋ย ตกลงกันว่า พวกเราต้องอภิเษกท่านให้เป็น พระราชา พากันเที่ยวหาน้ำ เห็นสังข์สำหรับตักน้ำดื่มของชฎิล สังข์นั้นเป็น สังข์ทักษิณาวัฏ (เวียนขวา) เป็นสังขรัตนะ จึงตักน้ำมาเต็มสังข์ อภิเษก ตัจฉกสุกร ณ โคนต้นมะเดื่อนั้นเอง แล้วพากันให้นางสุกรสรงน้ำอภิเษก เป็นมเหสีของพญาตัจฉกสุกรนั้น ตั้งแต่ครั้งนั้น การนั่งตั่งไม้มะเดื่อ รดน้ำ ด้วยสังข์ทักษิณาวัฏ ก็ได้รับประพฤติสืบมา. พระศาสดา เมื่อทรงประกาศความแม้นั้น ตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า สุกรเหล่านั้นมาประชุมพร้อมกันที่โคนต้นมะเดื่อ อภิเษกตัจฉกสุกรด้วยคำว่า ท่านเป็นพระราชา เป็นเจ้า เป็นใหญ่ของพวกเรา. พระศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ถึงในครั้งก่อน ธนุคคหติสสะเคยฉลาดในการ จัดขบวนรบเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกงในครั้งนั้น ได้มาเป็น เทวทัต ตัจฉลสุกรได้มาเป็นธนุคคหติสสะ ส่วนรุกขเทวดาได้มาเป็น เราตถาคตแล จบอรรถกถาตัจฉกสุกรชาดก
หน้า 484 ข้อ 1990
๑๐. มหาวาณิชชาดก ว่าด้วยโลภมากจนตัวตาย [๑๙๙๐] พวกพ่อค้าพากันมาจากรัฐต่าง ๆ กระทำ การประชุมกันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็น หัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป พ่อค้าเหล่านั้น มาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้นไทร ใหญ่มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ ก็พากันเข้าไปนั่ง พักที่ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลา ถูก โมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่า ไม้ต้นนี้บางทีจะมีน้ำ ไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด พอกิ่งนั้นถูก ตัดขาดออก น้ำใสไม่ขุ่นมัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้น ก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้น จนสมปรารถนา พ่อค้าทั้งหลาย ผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิด กันเป็นครั้งที่ ๒ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้แห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาด ออก ข้าวสาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสีเหมือนข้าว- ปายาสปราศจากน้ำ แกงอ่อมปลาดุก ก็ไหลออกมา มากมาย พ่อค้าเหล่านั้นพากันบริโภคเคี้ยวกินจนสม ปรารถนา พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัด
หน้า 485 ข้อ 1990
กิ่งข้างทิศตะวันตกแห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูก ตัดขาดออก เหล่านางนารีแต่งตัวงามสมส่วน มีผ้า และเครื่องอารมณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหูแก้วมณี พากัน ออกมา นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอพ่อค้า คน ละนาง นารี ๒๕ นาง ต่างก็แวดล้อมพ่อค้า ผู้เป็น หัวหน้าอยู่โดยรอบ ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้าเหล่านั้น แวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค้า ทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็นครั้ง ที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศเหนือแห่ง ต้นไม้อีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องประดับมือ เครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพล ชื่ออุทธิยะ ก็พรั่งพรู ออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขนบรรทุก ใส่ในเกวียนเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค่าเหล่านั้น เป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็น ครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้นั้น เสียทีเดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก ทันใดนั้น นายกองเกวียนจึงลุกขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่า ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึงพา กันจะทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด ดูก่อน พ่อค้าทั้งหลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทาง ทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่งทางทิศตะวันตก ก็ให้นาง
หน้า 486 ข้อ 1991, 1992, 1993
นารี และกิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึงพากันจะทำร้าย) ขอให้ ท่านจงมีความเจริญเถิด บุคคลพึงนั่งหรือนอนที่ร่มเงา แห่งต้นไม้ใด ก็ไม่ควรหักรานก้านแห่งต้นไม้นั้น เพราะประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้า เหล่านั้นมากด้วยกัน ไม่เชื่อถือถ้อยคำนายกองเกวียน ผู้เดียว ต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะ ตัดต้นไทรนั้นที่โคน. [๑๙๙๑] ทันใดนั้น นาคทั้งหลายก็พากันออกไป พวกสวมเกราะ ๒๕ พวกถือธนู ๓๐๐ พวกถือโล่ ๖,๐๐๐. [๑๙๙๒] ท่านทั้งหลายจงจับพวกนี้มัดฆ่าเสีย อย่าไว้ชีวิตเลย เว้นไว้แต่นายกองเกวียนเท่านั้น นอกนั้นจงสังหารมันทุกคนให้เป็นภัสมธุลีไป. [๑๙๙๓] เพราะเหตุนี้แหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อพิจารณาถึงประโยชน์ของตน ไม่ควรลุอำนาจแห่ง ความโลภ พึงกำจัดใจอันประกอบด้วยความโลภเสีย ภิกษุรู้โทษอย่างนี้ และรู้ตัณหาว่าเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความถือมั่น พึงเป็นผู้ มีสติละเว้นโดยรอบเถิด. จบมหาวาณิชชาดกที่ ๑๐
หน้า 487 ข้อ 1993
อรรถกถามหาวาณิชชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ พวกพ่อค้าชาวพระนครสาวัตถี ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า วาณิชา สมิตึ กตฺวา ดังนี้. เรื่องมีว่า พ่อค้าเหล่านั้นเมื่อจะไปค้าขาย ถวายมหาทานแด่พระศาสดา ดำรงมั่นในสรณะและศีล กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกข้าพระองค์ จักไม่มีโรคกลับมาได้ จักขอบังคมพระบาทยุคลของพระองค์อีกพระเจ้าข้า ออก เดินทางไปกับเกวียน ๕๐๐ เล่ม ถึงแดนกันดาร กำหนดหนทางไม่ได้ เลย พากันหลงทางท่องเที่ยวไปในป่า ขาดน้ำขาดอาหาร เห็นต้นไทรซึ่งนาคยึด ครองต้นหนึ่ง ก็ชวนกันปลดเกวียน นั่งที่โคนต้น. พวกนั้นเห็นไทรใบเขียว ชอุ่ม ประหนึ่งตะไคร้น้ำ กิ่งไทรเล่าก็เป็นเหมือนอิ่มด้วยน้ำ จึงคิดกันว่า ในต้นไม้นี้ ปรากฏเหมือนมีน้ำเอิบอาบ พวกเราตัดกิ่งตะวันออกของต้นไม้นี้ เถอะเพื่อจะหลั่งน้ำดื่มให้ได้ ครั้นแล้วคนหนึ่งก็ขึ้นสู่ต้นไม้ตัดกิ่งขาด. ท่อน้ำ ขนาดลำตาลไหลพรั่ง พวกนั้นพากันอาบพากันดื่ม ณ ที่นั้น แล้วพากันตัดกิ่ง ทางใต้. โภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ พรั่งพรูออกจากนั้น พากันบริโภค แล้วตัดกิ่ง ตะวันตก. เหล่าสตรีผู้ตกแต่งร่างกายแล้ว พากันออกมาจากกิ่งนั้น พากัน อภิรมย์กับหมู่สตรีนั้น แล้วตัดกิ่งทางเหนือ. แก้ว ๗ ประการหลั่งไหลออกจาก กิ่งนั้น พากันเก็บแก้วเหล่านั้นบรรทุกเต็มเกวียนทั้ง ๕๐๐ เล่ม กลับมาสู่ พระนครสาวัตถี เก็บงำทรัพย์แล้ว ชวนกันถือของหอมและมาลาเป็นต้น ไปสู่ พระมหาวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาบูชาแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ฟังธรรมกถาแล้ว ทูลนิมนต์ถวายมหาทานในวันรุ่งขึ้น พากันให้ส่วนบุญว่า
หน้า 488 ข้อ 1993
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ขอให้ส่วนบุญในทานครั้งนี้ แก่รุกขเทวดา ผู้ให้ทรัพย์แก่พวกข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงฉันเสร็จ ตรัสถามว่า พวกเธอให้ส่วนบุญแก่รุกขเทวดาองค์ไหน. พวกพ่อค้าพากันกราบทูลเหตุที่ พวกตนได้ทรัพย์ ในต้นไทรแด่พระตถาคต. พระศาสดาตรัสว่า พวกเธอมิได้ ลุอำนาจตัณหา เพราะเป็นผู้รู้จักประมาณดอกนะจึงได้ทรัพย์ แต่ในครั้งก่อน พวกที่ลุอำนาจตัณหา เพราะไม่รู้จักประมาณ พากันละทิ้งเสียทั้งทรัพย์และ ชีวิต พ่อค้าเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนาทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล ทางกันดารนั้นเอง ต้นไทรก็ต้นนั้นแหละ แต่เมืองเป็น พระนครพาราณสี พ่อค้าพ่อค้าหลงทางพบต้นไทรนั้นเหมือนกัน. พระศาสดาตรัสรู้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงข้อความนั้น จึงตรัสพระ คาถาทั้งหลายว่า พวกพ่อค้าพากันมาจากรัฐต่าง ๆ กระทำการ ประชุมฉันในเมืองพาราณสี ตั้งพ่อค้าคนหนึ่งให้เป็น หัวหน้า แล้วพากันขนเอาทรัพย์กลับไป พ่อค้าเหล่านั้น มาถึงแดนกันดาร ไม่มีอาหาร ไม่มีน้ำ ได้เห็นต้น ไทรใหญ่มีร่มเงาเย็นสบาย น่ารื่นรมย์ใจ ก็พากันไป นั่งพักที่ร่มต้นไทรนั้น พ่อค้าทั้งหลายเป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ คิดร่วมกันว่า ไม้ต้นนี้บางทีจะมี น้ำไหลซึมอยู่ เชิญพวกเราเหล่าพ่อค้ามาช่วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศตะวันออกแห่งต้นไม้นั้นดูทีเถิด พอกิ่งนั้นถูก ตัดขาดออกน้ำใสไม่ขุ่นมัวไหลออกมา พ่อค้าเหล่านั้น ก็พากันอาบและดื่ม ที่สายน้ำนั้นจนสมปรารถนาพ่อค้า
หน้า 489 ข้อ 1993
ทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมทะครอบงำ ร่วมคิดกันเป็น ครั้งที่ ๒ ว่า ขอให้พวกเราด้วยกันตัดกิ่ง ข้างทิศใต้ แห่งต้นไม้นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก ข้าว สาลี เนื้อสุก ขนมถั่ว ซึ่งมีสีเหมือนข้าวปราศจากน้ำ แกงอ่อม ปลาดุก ก็ไหลออกมามากมาย พ่อค้าเหล่านั้น พากันบริโภคเคี้ยวกินจนสมปรารถนา พ่อค้าทั้งหลาย ผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิดเป็นครั้งที่ ๓ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศตะวันตกแห่งต้นไม้ นั้นอีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก เหล่านี้นารีแต่งตัว งามสมส่วน มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร ใส่ต่างหู แก้วมณี พากันออกมา นารีทั้งหลายต่างแยกกันบำเรอ พ่อค้าคนละนาง นารี ๒๕ นางต่างก็แวดล้อมพ่อค้า ผู้เป็นหัวหน้าอยู่โดยรอบ ที่ร่มแห่งต้นไทรนั้น พ่อค้า เหล่านั้น แวดล้อมด้วยนารีเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค้าทั้งหลายผู้โง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิด เป็นครั้งที่ ๔ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดกิ่งข้างทิศ เหนือ แห่งต้นไม้อีกเถิด พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดออก แก้วมุกดา แล้วไพฑูรย์ เงิน ทอง เครื่องประดับ เครื่องปูลาด ผ้ากาสิกพัสตร์และผ้ากัมพล ชื่ออุทธิยะ ก็พรั่งพรูออกมาเป็นอันมาก พ่อค้าเหล่านั้นพากันขน บรรทุกใส่ในเกวียนเหล่านั้นจนสมปรารถนา พ่อค้า เหล่านั้น เป็นคนโง่เขลา ถูกโมหะครอบงำ ร่วมคิด
หน้า 490 ข้อ 1993
กันเป็นครั้งที่ ๕ ว่า ขอให้พวกเราช่วยกันตัดโคนต้นไม้ นั้นเสียทีเดียว บางทีจะได้ของมากไปกว่านี้อีก ทันใด นั้นนายกองเกวียนจึงลุกขึ้น ประคองอัญชลีร้องขอว่า ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ต้นไทรทำผิดอะไรหรือ (จึง พากันทำร้าย) ขอให้ท่านจงมีความเจริญเถิด ดูก่อน พ่อค้าทั้งหลาย กิ่งทางทิศตะวันออกก็ให้น้ำ กิ่งทาง ทิศใต้ก็ให้ข้าวและน้ำ กิ่งทางทิศตะวันตกก็ให้นารี กิ่งทางทิศเหนือก็ให้สิ่งที่ปรารถนาทุกอย่าง ต้นไทร ทำผิดอะไรหรือ (จึงพากันจะทำร้าย) ขอให้ท่านจง มีความเจริญเถิด บุคคลพึงนั่งหรือนอน ที่ร่มเงาแห่ง ต้นไม้ใด ก็ไม่ควรหักรานก้านแห่งต้นไม้นั้น เพราะ ผู้ประทุษร้ายมิตรเป็นคนเลวทราม แต่พ่อค้าเหล่านั้น มากด้วยกัน ไม่เชื่อถือคำของนายกองเกวียนผู้เดียว ต่างก็ถือขวานที่ลับแล้ว พากันเข้าไปหมายจะตัดต้น ไทรนั้นที่โคน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมิตึ กตฺวา ความว่า จัดเป็นสมาคม คือมากคนรวมกันเป็นอันหนึ่งอันเดียวในกรุงพาราณสี. บทว่า ปกฺกมึสุ ความว่า บรรทุกสิ่งของที่มีในกรุงพาราณสีด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่มเดินทางไป. บทว่า คามณึ ความว่า ตั้งผู้มีปัญญาผู้หนึ่งให้เป็นนายกองเกวียน. บทว่า ฉาทิยา แปลว่า ที่ร่มเงา. บทว่า อลฺลายเต คือ ปรากฏเป็นเหมือนเต็ม ด้วยน้ำ. บทว่า ฉินฺนาว ปคฺฆรติ พระศาสดาทรงแสดงว่า ผู้ฉลาดในการขึ้น ต้นไม้คนหนึ่ง ขึ้นไปตัดกิ่งนั้น พอกิ่งนั้นถูกตัดขาดน้ำใสก็ไหลพลั่ง. แม้ข้างหน้า
หน้า 491 ข้อ 1993
ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อปฺโปทกวณฺเณ กุมฺมาเส คือ ขนมกุมมาส ที่เป็นเสมือนกับข้าวปายาสที่มีน้ำน้อย. บทว่า สิงฺคิ คือแกงอ่อมมีแกงที่ใส่ขิง เป็นต้น. บทว่า วิทลสุปิโย คือแกงถั่วเขียวเป็นต้น. บทว่า วาณิชา เอกา คือ แก่พ่อค้าแต่ละคน พ่อค้ามีจำนวนเท่าใด ในจำนวนนั้นคนละ ๑ นาง แต่ในสำนักของนายกองเกวียนมีอยู่ถึง ๒๕ นาง. บทว่า ปริกรึสุ ความว่า แวดล้อม ก็แลพร้อม ๆ กันกับนางเหล่านั้น ยังมีเพดานและที่นอนเป็นต้น เหล่านั้น ไหลออกมาด้วยอานุภาพแห่งพญานาค. บทว่า กุตฺติโย ได้แก่ ถุงมือเป็นต้น. บทว่า ปฏิยานิ จ ได้แก่ เครื่องปูลาด มีเครื่องปูลาดอัน สำเร็จด้วยขนแกะอันฟูเป็นต้น. บางอาจารย์ท่านกล่าวว่า ผ้ากัมพลขาวก็มี. บทว่า อุฏฺฏิยาเนว กมฺพลา คือผ้ากัมพลชนิดที่ชื่อว่าอุฏฏิยานะมีอยู่. บทว่า เต ตตฺถ ภาเร พนฺธิตฺวา ความว่า ต้องการเท่าใดก็ขนเอาในที่นั้นเท่านั้น บรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม. บทว่า วาณิชา ภทฺทมตฺถุ เต ความว่า นายกองเกวียนร้องเรียกพ่อค้าแต่ละคน จึงกล่าวว่า ความเจริญจงมีแก่ท่าน เถิด. บทว่า อนฺนปานญฺจ ความว่า ได้ให้ข้าวและน้ำ. บทว่า สพฺพกาเม จ ความว่า ได้ให้สิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง. บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ความว่า เพราะว่าผู้ทำลายมิตรทั้งหลาย คือบุรุษผู้มุ่งร้ายต่อมิตรทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นคน ชั่วช้าลามก. บทว่า อนาทิยิตฺวา ความว่า ไม่ยึดถือ คือไม่ขอรับถ้อยคำ ของนายกองเกวียนนั้น. บทว่า อุปกฺกมุํ ความว่า เตรียมการโค่น คือ เริ่มจะตัดเพราะโมหะ. ครั้งนั้น พญานาคเห็นพ่อค้าเหล่านั้น พากันเข้าไปใกล้ต้นไม้ เพื่อที่จะ ตัด ดำริว่า เราบันดาลน้ำดื่มแก่พวกนี้ผู้กำลังกระหาย จากนั้นให้โภชนะอัน เป็นทิพย์มิหนำซ้ำยังให้ที่นอนและนางบำเรอแก่เขา จากนั้นเล่ายังให้รัตนะ
หน้า 492 ข้อ 1993
เต็ม ๕๐๐ เล่มเกวียน แต่ว่าบัดนี้พวกนี้พูดกันว่า จักตัดต้นไม้เสียทั้งโคนเลย ละโมบเหลือเกิน ควรที่เราจะฆ่าเสียให้หมดเว้นแต่นายกองเกวียน. พญานาค นั้นจึงตระเตรียมเสนา สั่งว่า ทหารหุ้มเกราะจำนวนเท่านี้ จงเคลื่อนออกไป ทหารแม่นธนูจำนวนเท่านี้ จงเคลื่อนออกไป ทหารโล่จำนวนเท่านี้ จงเคลื่อน ออกไป. พระศาสดาเมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ต่อจากนั้น นาคทั้งหลายก็พากันออกไป พวก สวมเกราะ ๒๕ พวกถือธนู ๓๐๐ พวกถือโล่ ๖,๐๐๐ นาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺนทฺธา คือพวกที่คลุมร่างกายด้วย เกราะหนึ่งอันประดับด้วยทองและแก้วเป็นต้น. บทว่า ธนุคฺคหานํ ติสตา ความว่า พวกทหารที่ถือธนูอันทำด้วยเขาแกะมีประมาณ ๓๐๐. บทว่า จมฺมิโน คือ พวกทหารที่ถือแผ่นโล่ทำด้วยหนังมีประมาณ ๖,๐๐๐ นาย. ท่านทั้งหลายจงจับพวกนี้มัดฆ่าเสีย อย่าไว้ชีวิต เลย เว้นไว้แต่นายกองเกวียนเท่านั้น นอกนั้นจง สังหารมันทุกคนให้เป็นภัสมธุลีไป. นี้เป็นคาถาที่พญานาคกล่าว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา โว มุญฺจิตฺถ ชีวิตํ ความว่า ท่านทั้งหลาย อย่าปล่อยชีวิตแก่ใคร ๆ แม้สักคนเดียวเลย. นาคทั้งหลาย กระทำตามนั้น แล้วขนเอาสิ่งของมีเครื่องปูลาดชนิดดี ๆ เป็นต้น บรรทุกเกวียน ๕๐๐ เล่ม ชวนนายกองเกวียนพากันขับเกวียนเหล่านั้น ด้วยตนเองไปสู่กรุงพาราณสี เก็บทรัพย์ทั้งปวงไว้ในกองเกวียนของท่านแล้ว ชวนกันอำลาท่านไปสู่นาคพิภพของตนดังเดิม.
หน้า 493 ข้อ 1993
พระศาสดา ทรงทราบเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาสุดท้ายว่า เพราะเหตุนั้นแหละ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต เมื่อ พิจารณาถึงประโยชน์ของตน ไม่ควรลุอำนาจแห่ง ความโลภ พึงกำจัดใจอันประกอบด้วยความโลภเสีย ภิกษุรู้โทษอย่างนี้และรู้ตัณหาว่าเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์ พึงเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความถือมั่น พึงเป็นผู้ มีสติละเว้นโดยรอบเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่พวกพ่อค้า ที่ลุอำนาจความโลภพากันถึงความวอดวายอย่างใหญ่หลวง อธิบายว่า นายกอง เกวียนบรรลุสมบัติอันอุดม. บทว่า หเนยฺย ทิสกํ มนํ ความว่า บัณฑิต พึงกำจัดใจ คือ จิตที่ประกอบด้วยโลภะที่เป็นของฝูงสัตว์ผู้มีความโลภมีอย่าง ต่างๆ ที่เกิดขึ้นแก่ตน. บทว่า เอวนาทีนวํ ความว่า ภิกษุทราบโทษในความ โลภอย่างนี้แล้ว. บทว่า ตณฺหา ทุกฺขสฺส สมฺภวํ ความว่า และทราบว่าตัณหา นั้นเป็นเหตุเกิดพร้อมแห่งทุกข์มีชาติเป็นต้น คือ ทุกข์นั้นเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ เพราะตัณหานั้น ตัณหานั่นแหละเป็นเหตุเกิดแห่งทุกข์อย่างนี้ ภิกษุรู้แล้ว พึง ระลึกไว้ด้วยสติอันมาแล้วโดยมรรคเป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีความยึดมั่นถือ มั่น. บทว่า ปริพฺพเช ความว่า พึงประพฤติอิริยาบถ. พระศาสดาทรงถือ เอายอดเทศนาด้วยพระอรหัต. ก็และครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ทั้งหลาย พวกพ่อค้าที่ลุอำนาจความโลภ พากันถึงความพินาศใหญ่หลวงใน ปางก่อนอย่างนี้ เหตุนั้น พึงเป็นผู้ไม่ลุอำนาจความโลภทั่วกัน ตรัสประกาศ สัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะพ่อค้าเหล่านั้นพากันดำรงในโสดาปัตติผล แล้วทรง ประชุมชาดกว่า พญานาคในครั้งนั้นได้มาเป็นสารีบุตร ส่วนนายกองเกวียน ได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถามหาวาณิชชาดก
หน้า 494 ข้อ 1994, 1995
๑๑. สาธินราชชาดก ว่าด้วยพระเจ้าวิเทหราชประพาสดาวดึงส์ [๑๙๙๔] อัศจรรย์จริงหนอ ขนพองสยองเกล้า เกิดขึ้นแล้วในโลก รถทิพย์ได้ปรากฏแก่พระเจ้า วิเทหราชผู้เรืองยศ. [๑๙๙๕] มาตลีเทพบุตรเทพสารถีผู้มีฤทธิ์มาก ได้เชื้อเชิญพระเจ้าวิเทหราชผู้ครองมิถิลานครว่า ข้าแต่ พระราชาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญพระองค์เสด็จขึ้นทรงรถนี้เถิด ด้วยว่าทวยเทพ ชนดาวดึงส์พร้อมด้วยสมเด็จอมรินทราธิราช ใคร่จะ เห็นพระองค์ ทวยเทพเหล่านั้น ประชุมพร้อมกันอยู่ ณ สุธรรมาเทวสภา ลำดับนั้นแล พระเจ้าวิเทหราช พระนามว่าสาธินะ ผู้ครองมิถิลานคร เสด็จทรงรถ อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่งได้เสด็จไปยังสำนักของเทวดา ทั้งหลาย (พระมหาราชาทรงประทับยืนบนทิพยาน อันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง ซึ่งม้าพาลากไป เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตรเห็นเทวสภานี้) ทวยเทพเห็นพระ- ราชาเสด็จมาดังนั้น ก็พากันชื่นชมยินดีกระทำ ปฏิสัณฐานเชื้อเชิญว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์ เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง ชื่อว่าพระองค์มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหาคุณใหญ่ ขอพระองค์ทรง
หน้า 495 ข้อ 1996, 1997
ประทับใกล้ ๆ กับท้าวเทวราชเสียแต่บัดนี้เถิด ฝ่าย ท้าววาสวสักกเทวราชทรงชื่นชมยินดี เชื้อเชิญพระเจ้า สาธินราชผู้ครองมิถิลานครด้วยทิพยกามารมณ์และ อาสนะว่า ข้าแต่พระราชฤาษี เป็นการดีแล้วที่พระองค์ เสด็จมาถึงที่อยู่ของทวยเทพ ผู้บันดาลให้เป็นไปใน อำนาจได้ ขอเชิญพระองค์ประทับอยู่ในหมู่ทวยเทพ ผู้ให้สำเร็จทิพยกามารมณ์ทุกอย่าง ขอเชิญพระองค์ ทรงเสวยกามคุณ อันมิใช่ของมนุษย์ในหมู่ทวยเทพ ชาวดาวดึงส์เถิด. [๑๙๙๖] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมเทพ เมื่อก่อนหม่อมฉันมาถึงสวรรค์แล้ว ย่อมยินดีด้วยการ ฟ้อนรำขับร้องและเครื่องประโคมทั้งหลาย บัดนี้ หม่อมฉันไม่ยินดีอยู่ในสวรรค์เลย จะหมดอายุ หรือ ใกล้จะตายหรือว่าหม่อมฉันหลงใหลไป. [๑๙๙๗] ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ พระชนมายุของพระองค์ยังไม่หมดสิ้น ความสิ้นพระชนม์ก็ยังห่างไกล อนึ่ง พระองค์จะได้ ทรงหลงใหลไปก็หาไม่ แต่ว่าวิบากแห่งบุญกุศลของ พระองค์ ที่ได้ทรงเสวยในเทวโลกนี้มีน้อยไป ข้าแต่ พระราชาผู้ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญ พระองค์ประทับอยู่ เสวยกามคุณอันมิใช่ของมนุษย์ ในหมู่ทวยเทพชาวดาวดึงส์ ด้วยเทวานุภาพต่อไปเถิด.
หน้า 496 ข้อ 1998, 1999
[๑๙๙๘] ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามา ใช้ฉันใด การที่ได้เสวยความสุข เป็นความสุขที่ผู้อื่น ยื่นให้ ก็เปรียบกันได้ฉะนั้นแล ก็แลการได้เสวย ความสุข โดยเป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ หม่อมฉัน ไม่ปรารถนาเลย บุญทั้งหลายอันหม่อมฉันทำเองแล้ว นั้น ย่อมเป็นทรัพย์อันอาจติดตามหม่อมฉันไปได้ หม่อมฉันไปในมนุษยโลกแล้ว จักได้ทำกุศลให้มาก ที่บุคคลกระทำแล้วได้รับความสุข และไม่ต้องเดือดร้อน ในภายหลัง ด้วยทาน ด้วยการประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการฝึกตน. [๑๙๙๙] ที่ตรงนี้เป็นไร่นา ที่ตรงนี้ตรงร่องน้ำ ตรงดี ที่ตรงนี้เป็นภูมิภาค มีหญ้าแพรกเขียวสะพรั่ง ที่ตรงนี้เป็นแม่น้ำไหลอยู่ไม่ขาดสาย ที่ตรงนี้เป็น สระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์ มีฝูงนกจักรพรากร้องเสียง ระงม เปี่ยมไปด้วยน้ำใสสะอาด ดารดาษไปด้วยดอก ปทุมและดอกอุบล พวกเข้าเฝ้าและนักสนมพากันยึด ถือสถานเหล่านี้ว่าเป็นของเรา เขาเหล่านั้นพากันไป เสียทิศทางใดหนอ ดูก่อนพ่อนารทะ ไร่นาเหล่านั้น ภูมิภาคตรงนั้น และอุปจารแห่งสวนและป่าไม้ยังคงมี อยู่ดังเดิม เมื่อเราไม่เห็นหมู่ชนเหล่านั้น ทิศทั้งหลาย ก็ปรากฏว่าว่างเปล่าแก่เรา.
หน้า 497 ข้อ 2000
[๒๐๐๐] วิมานทั้งหลายอันโอภาสทั่วทั้งสี่ทิศ ฉันได้เห็นแล้วเฉพาะพระพักตร์ของท้าวสักกเทวราช และเฉพาะหน้าของทวยเทพชาวไตรทศ ภพที่ฉันอยู่ก็ เป็นทิพย์ กามทั้งหลายอันมิใช่ของมนุษย์ฉันได้บริโภค แล้ว ในทวยเทพชาวไตรทศ ภพที่ฉันอยู่ก็เป็นทิพย์ กามทั้งหลายอันมิใช่ของมนุษย์ฉันได้บริโภคแล้ว ใน ทวยเทพชาวดาวดึงส์ ผู้ให้สำเร็จสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่าง ฉันนั้นละสมบัติเช่นนั้นเสียแล้วมาในมนุษย- โลกนี้ เพื่อต้องการทำบุญเท่านั้น ฉันจักประพฤติแต่ ธรรมเท่านั้น ฉันไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ฉันจัดดำเนินไปตามทางที่ท่านผู้ไม่มีอาชญาพากันท่อง เที่ยวไป อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ซึ่ง เป็นทางสำหรับไปของท่านผู้มีวัตรงามทั้งหลาย. จบสาธินราชชาดกที่ ๑๑
หน้า 498 ข้อ 2000
อรรถกถาสาธินราชชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ พวกอุบาสกรักษาอุโบสถ ตรัสเรื่องนี้มีคำขึ้นต้นว่า อพฺภูโต วต โลกสฺมึ ดังนี้. มีเรื่องย่อว่า ครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสกทั้งหลาย บัณฑิต แต่ครั้งก่อน อาศัยอุโบสถกรรมของตน ไปสู่เทวโลกอยู่สิ้นกาลนานด้วยสรีระ แห่งมนุษย์นั่นแล ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามสาธินะ ทรงครองราชสมบัติโดย ธรรม ณ พระนครมิถิลา ท้าวเธอได้สร้างโรงทานไว้ ๖ แห่ง คือ ที่ประตู พระนครทั้ง ๔ ที่กลางพระนคร และที่ประตูราชนิเวศน์ ทรงบำเพ็ญ มหาทาน กระทำชมพูทวีปทุกแห่งหน ให้เก็บไถได้ พระราชทานทรัพย์ ประมาณหกแสนกระษาปณ์ เป็นราชทรัพย์ที่ทรงใช้จ่ายทุก ๆ วัน ทรง รักษาศีล ๕ ทรงถืออุโปสถ. ชาวแว่นแคว้นเล่าก็พากันตั้งอยู่ในโอวาทของท้าว เธอ ต่างกระทำบุญมีให้ทานเป็นต้น ตายแล้ว ๆ บังเกิดในเมืองเทวดาทั้งนั้น ฝูงเทพพากันนั่งแน่นเทวสภาชื่อสุธรรมา ต่างพรรณนาพระคุณมีศีลเป็นต้นของ พระราชาเท่านั้น. เทพที่เหลือฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็มีปรารถนาที่จะเห็นพระราชา ไปตาม ๆ กัน. ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบใจของเทพเหล่านั้น ตรัสว่า พวกเธอปรารถนาจะเห็นพระเจ้าสาธินราชหรือ พวกเทพพากันกราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระผู้เป็นเทพเจ้า. ท้าวเธอจึงตรัสสั่งเทพบุตรมาตลีว่า เธอ จงไปจัดเวชยันตรถ รับพระเจ้าสาธินราชมา. เทพบุตรมาตลีรับเทวบัญชาว่า สาธุ แล้วจัดรถไปสู่แคว้นวิเทหะ ครั้งนั้นเป็นวันเพ็ญ เวลาที่พวกมนุษย์บริโภค
หน้า 499 ข้อ 2000
อาหารเย็นแล้วนั่งสนทนากันด้วยสุขกถาที่ประตูเรือน มาตลีเทพบุตรก็ขับรถ พร้อมกับจันทรมณฑล. ฝูงชนพากันกล่าวว่า พระจันทร์ขึ้นสองดวง แต่ครั้น เห็นทั้งรถทั้งจันทรมณฑลวิ่งมาพากันชื่นชมโสมนัสว่า นี่ไม่ใช่ดวงจันทร์ นี่เป็น รถ ทั้งเทพบุตรก็ปรากฏ รถทิพย์เทียมด้วยสินธพมโนมัยคันนี้มารับใคร ไม่มี คนอื่นละ ต้องเป็นพระราชาของพวกเรา เพราะว่าพระราชาของพวกเรา ทรงธรรมเป็นพระธรรมราชา แล้วต่างยืนประครองอัญชลี กล่าวคาถาเป็น ปฐมว่า อัศจรรย์จริงหนอ ขนพองสยองเกล้าเกิดขึ้น แล้วในโลก รถทิพย์ได้ปรากฏแก่พระเจ้าวิเทหราชผู้ เรืองยศ. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า พระจอมวิเทหะผู้เรืองพระยศ ราชา ของพวกเรานั้นเป็นผู้น่าอัศจรรย์ จริงละ ความขนพองสยองเกล้าเกิดแล้วในโลก ตรงที่รถทิพย์ปรากฏเพื่อพระองค์. มาตลีเทพบุตรนำรถมาถึง เมื่อฝูงชนพากันบูชาด้วยดอกไม้เป็นต้น ก็กระทำประทักษิณพระนคร ๓ รอบ แล้วไปสู่ทวารวังของพระราชากลับรถจอดไว้ ใกล้ธรณีช่องพระแกลทางส่วนด้านหลัง ยืนเตรียมรับเสด็จ วันนั้นเล่าพระราชา ตรวจโรงทาน ตรัสสั่งว่า สูทั้งหลายจงให้ทานโดยทำนองนี้ทีเดียว ทรงสมา ทานอุโบสถ ประทับยับยั้งอยู่ตลอดวัน มีหมู่อำมาตย์แวดล้อม ประทับนั่งผัน พระพักตร์เฉพาะช่องพระแกลด้านตะวันออก ตรัสกถาอันประกอบด้วยธรรม อยู่ ณ ท้องพระโรงอันอลงกต. ครั้งนั้นมาตลีเทพบุตร ก็ทูลเชิญพระองค์ เสด็จขึ้นสู่รถ พาไป.
หน้า 500 ข้อ 2000
พระศาสดา เมื่อทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า มาตลีเทพบุตรเทพสารถีผู้มีฤทธิ์มาก ได้เชื้อเชิญ พระเจ้าวิเทหราชผู้ครองมิถิลานครว่า ข้าแต่พระราชา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญ พระองค์เสด็จทรงรถนี้เถิด ด้วยว่าทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยสมเด็จอมรินทราธิราช ใคร่จะเห็นพระองค์ ทวยเทพเหล่านั้น ประชุมพร้อมกันอยู่ ณ สุธรรมา เทวสภา ลำดับนั้นแล พระเจ้าวิเทหราชพระนามว่า สาธินะ ผู้ครองมิถิลานคร เสด็จทรงรถอันเทียมด้วย ม้าพันหนึ่ง ได้เสด็จไปยังสำนักเทวดาทั้งหลาย (พระ- มหาราชาทรงประทับยืนบนทิพยาน อันเทียมด้วยม้า พันหนึ่งซึ่งม้าลากไป เสด็จไปอยู่ ได้ทอดพระเนตร เห็นเทวสภานี้) ทวยเทพเห็นพระราชาเสด็จมาดังนั้น ก็พากันชื่นชมยินดี กระทำปฏิสัณฐารเชื้อเชิญว่า ข้าแต่ พระมหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง ชื่อว่า พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระราชาผู้แสวงหา คุณใหญ่ ขอพระองค์ทรงประทับใกล้ ๆ กับท้าวเทวราช เสียแต่บัดนี้เถิด ฝ่ายท้าววาสวสักกเทวราวชทรงชื่นชม ยินดี เชื้อเชิญพระเจ้าสาธินราชผู้ครองมิถิลานครด้วย ทิพยกามารมณ์และอาสนะว่า ข้าแต่พระราชฤาษี เป็นการดีแล้วที่พระองค์เสด็จมาถึงที่อยู่ของทวยเทพ ผู้บันดาลให้เป็นไปในอำนาจได้ ขอเชิญพระองค์
หน้า 501 ข้อ 2000
ประทับอยู่ในหมู่ทวยเทพ ผู้ให้สำเร็จทิพยกามารมณ์ ทุกอย่าง ขอเชิญพระองค์ทรงเสวยกามคุณ อันมิใช่ ของมนุษย์ในหมู่ทวยเทพชั้นดาวดึงส์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมจฺฉเร แปลว่า ย่อมปรารถนา. บทว่า อคา เทวาน สนฺติเก ความว่า ได้ครรไลไป ณ สำนักแห่งหมู่เทพ แท้ จริงเมื่อพระเจ้าสาธินราชเสด็จรถประทับเรียบร้อยแล้ว รถก็ออกแล่นไปสู่อากาศ แล้วหายวับไปทั้ง ๆ ที่มหาชนกำลังแหงนดูอยู่นั่นแล เทพบุตรมาตลีนำเสด็จ พระราชาสู่เทวโลก. หมู่เทวดาและท้าวสักกะเห็นท้าวเธอต่างร่างเริงดีใจพากัน ลุกขึ้นรับกระทำปฏิสันถาร เพื่อแสดงความข้อนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระ คาถามีคำว่า ตํ เทวา เป็นอาทิ. ในพระคาถานั้น บทว่า ปฏินนฺทึสุ ความว่า ยินดีเนือง ๆ. บทว่า อาสเนน จ ความว่า ท้าวสักกะทรงสวมกอดพระราชา ทรงเชื้อเชิญด้วยบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ของท้าวสักกะว่า เชิญประทับนั่งตรงนี้ และทรงเชื้อเชิญด้วยสิ่งน่าปรารถนาทั้งหลาย แบ่งเทวราชสมบัติให้กึ่งหนึ่ง ให้ประทับร่วมอาสนะกัน. เมื่อพระเจ้าสาธินราชพระองค์นั้น ทรงเสวยราชสมบัติอันท้าวสักก- เทวราชทรงแบ่งเทพนครมีประมาณหมื่นโยชน์ และนางเทพอัปสรสองโกฏิกึ่ง กับเวชยันตปราสาทประทานให้ครึ่งหนึ่ง กาลเวลาล่วงไปถึง ๗๐๐ ปี ด้วยการ นับตามปีมนุษย์ พระองค์ประทับอยู่ในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น. เมื่อเวลา สิ้นบุญ พระองค์เกิดเบื่อหน่าย เพราะฉะนั้น เมื่อท้าวเธอจะตรัสสนทนากับ ท้าวสักกะ จึงตรัสพระคาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมเทพ เมื่อ หม่อมฉันมาถึงสวรรค์แล้ว ย่อมยินดีด้วยการฟ้อนรำ
หน้า 502 ข้อ 2000
ขับร้องและเครื่องประโคมทั้งหลาย บัดนี้ หม่อมฉัน นั้นไม่ยินดีอยู่ในสวรรค์เลย จะหมดอายุ หรือใกล้ จะตาย หรือว่าหม่อมฉันหลงใหลไปเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อายุนฺนุ ขีณํ ความว่า พระเจ้าสาธินราช ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าจอมนรชนและเทพทั้งหลาย ชีวิตินทรีย์ ในสรีระของหม่อมฉันสิ้นแล้วหรือไฉนเล่า หรือว่าชีวิตินทรีย์เกิดจะใกล้ต่อ มรณะ ด้วยอำนาจกรรมอันจะตัดรอน. ลำดับนั้น ท้าวสักกะตรัสท้าวเธอว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้ากว่านรชน ผู้ประเสริฐ พระชนมายุของพระองค์ยังไม่หมดสิ้น ความสิ้น พระชนม์ก็ยังห่างไกล อนึ่ง พระองค์จะได้ทรงหลงใหล ไปก็หาไม่ แต่ว่าวิบากแห่งบุญกุศลของพระองค์ ที่ได้ ทรงเสวยในเทวโลกนี้มีน้อยไป ข้าแต่พระราชาผู้ ประเสริฐ ผู้เป็นใหญ่ทั่วทิศ ขอเชิญพระองค์ประทับ อยู่ เสวยกามคุณอันมิใช่ของมนุษย์ ในหมู่ทวยเทพ ชาวดาวดึงส์ ด้วยเทวานุภาพต่อไปเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตกานิ นี้ ท้าวสักกะทรงหมายถึง บุญอันให้วิบากในเทวโลกด้วยอัตภาพนั้น จึงตรัสดังนี้ แต่ว่าบุญของพระ- สาธินราชนอกจากนี้หาประมาณมิได้ ประดุจฝุ่นในแผ่นดินฉะนั้น. บทว่า วส เทวานุภาเวน ความว่า หม่อมฉันขอแบ่งบุญทั้งหลายของตน ถวาย แด่พระองค์ เชิญพระองค์ประทับอยู่ด้วยอานุภาพของหม่อมฉันเถิด พระเจ้าข้า.
หน้า 503 ข้อ 2000
ท้าวสักกะเมื่อทรงปลอบพระเจ้าสาธินราชนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า เป็นการดีนักแล ที่พระองค์เสด็จถึงที่อยู่แห่งเทพ ผู้ทรงอำนาจ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นราชาเพียงดังฤาษี เชิญประทับอยู่ในหมู่เทพ ผู้มีความปรารถนาทุกอย่าง สำเร็จได้ เชิญบริโภคกามอันมิใช่ของมนุษย์ในหมู่เทพ ชั้นดาวดึงส์เถิด. พระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงห้ามท้าวเธอเสียจึงตรัสพระคาถาว่า ขอยืมยานเขามาขับ ขอยืมทรัพย์เขามาใช้ฉันใด การที่ได้เสวยความสุข เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ ก็ เปรียบกันได้ฉะนั้นแล ก็แลการได้เสวยความสุข โดย เป็นความสุขที่ผู้อื่นยื่นให้ หม่อมฉันไม่ปรารถนาเลย บุญทั้งหลายอันหม่อมฉันทำเองแล้วนั้นย่อมเป็นทรัพย์ อันอาจติดตามหม่อมฉันไปได้ หม่อมฉันไปในมนุษย์ แล้ว จักได้ทำกุศลให้มาก ที่บุคคลกระทำแล้วได้รับ ความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ด้วยทาน ด้วยการประพฤติสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการ ฝึกตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปรโต ทานปจฺจยา ความว่า สิ่งใดที่ได้เพราะผู้อื่นให้ สิ่งนั้นเป็นเช่นเดียวกันกับของที่ขอยืมนั่นเอง เพราะว่า บุคคลย่อมให้ยืมกันได้ในเวลาที่ดีกัน ในเวลาที่โกรธกันก็ยื้อแย่งเอาไปได้ หม่อมฉันกระทำกรรมที่บุคคลการทำแล้วมีความสุขด้วย ไม่ต้องเดือดร้อนใน ภายหลังด้วยเช่นนั้นเหมือนกัน. บทว่า สมจริยาย คือด้วยการไม่ทำบาป
หน้า 504 ข้อ 2000
ด้วยกายเป็นต้น. บทว่า สํยเมน คือความสำรวมในศีล. บทว่า ทเมน คือด้วยการฝึกอินทรีย์. บทว่า ยํ กตฺวา ความว่า การฝึกตนที่บุคคลทำ แล้วได้รับความสุข และไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. ครั้นท้าวสักกะทรงสดับพระดำรัสของพระเจ้าสาธินราชนั้นแล้ว ทรง สั่งเทพบุตรมาตลีว่า ไปเถิด นำเสด็จพระเจ้าสาธินราชไปสู่มิถิลาให้เสด็จลงใน พระอุทยาน. มาตลีเทพบุตรนั้นได้กระทำตามเทวบัญชา. พระราชาเสด็จพระ จงกรมอยู่ในพระอุทยานนั่นเอง. ครั้งนั้นนายอุยยานบาลเห็นพระองค์แล้ว ก็ไป กราบทูลแด่พระราชานารทะ. ฝ่ายพระเจ้านารทะนั้นทรงสดับการเสด็จมาของ พระราชาแล้ว ตรัสว่า นายอุยยานบาล เจ้าจงล่วงหน้าไปเตรียมอุทยาน จัดตั้ง อาสนะไว้ ๒ ที่ สำหรับพระราชานั้นที่ ๑ สำหรับเราที่ ๑ ทรงส่งนายอุยยานบาล นั้นไป. เขาได้กระทำตามพระบัญชา ที่นั้นพระราชาจึงตรัสถามเขาว่า เจ้าจัด ตั้งอาสนะ ๒ ที่ เพื่อใครเล่า กราบทูลว่าเพื่อพระองค์ที่ ๑ เพื่อพระราชาของ พวกข้าพระองค์ที่ ๑ พระเจ้าข้า. ครั้งนั้นพระราชาตรัสว่า สัตว์อื่นใครเล่าจัก นั่งเหนืออาสนะในสำนักของเรา แล้วประทับนั่งเหนืออาสนะ ๑ วางพระบาททั้งคู่ เหนืออาสนะ ๑. พระราชานารทะเสด็จมาถวายบังคมพระบาทยุคลของพระองค์ แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่อันสมควรข้างหนึ่ง. ได้ยินว่า พระเจ้านารทะเป็น พระนัดดาของพระเจ้าสาธินราช องค์ที่ ๗ ทีเดียว ข่าวว่าครั้งนั้น พระเจ้า นารทะทรงพระชนมายุได้ ๑๐๐ พรรษาแล้ว. แต่พระมหาสัตว์ทรงพระชนม์ ยืนนานตลอดกาลเพียงนี้ ด้วยกำลังบุญของพระองค์. พระองค์ทรงจูงพระหัตถ์ ของพระเจ้านารทะ เสด็จเที่ยวไปในพระอุทยาน ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า
หน้า 505 ข้อ 2000
ที่ตรงนี้เป็นไร่นา ที่ตรงนี้ ตรง ร่องน้ำตรงดี ที่ตรงนี้เป็นภูมิภาคมีหญ้าแพรกเขียวสะพรั่ง ที่ตรงนี้ เป็นแม่น้ำไหลอยู่ไม่ขาดสายที่ตรงนี้เป็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์ มีฝูงนกจักรพรากร้องเสียงระงม เปี่ยมไป ด้วยน้ำใสสะอาด ดารดาษไปด้วยดอกปทุมและดอก- อุบล พวกข้าเฝ้าและนางสนมพากันยึดถือสถานที่ เหล่านี้ว่าเป็นของเรา เขาเหล่านั้นพากันไปเสียทางทิศ ใดหนอ ดูก่อนพ่อนารทะ ไร่นาเหล่านั้น ภูมิภาค ตรงนั้น และอุปจารแห่งสวนและป่าไม้ยังคงมีอยู่ ดังเดิม เมื่อเราไม่เห็นหมู่ชนเหล่านั้น ทิศทั้งหลาย ก็ปรากฏว่าว่างเปล่าแก่เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขตฺตานิ นี้ ตรัสหมายถึงภูมิภาค ทั้งหลาย. บทว่า อิมํ นิกฺขํ คือที่นี้เป็นทางระบายนี้ คงเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน บทว่า สุกุณฺฑลํ คือที่มีคลองหลอดอันส่งน้ำเข้าถึงโรงสูบอันงดงาม. บทว่า หริตานุปา ความว่า ในสองฝั่งแห่งทางระบายน้ำ มีพื้นดินเป็นสนามดาดาษ ด้วยหญ้าแพรกเขียวชอุ่ม. บทว่า ยสฺสิมานิ มมายึสุ ความว่า พ่อนารทะ เอ๋ย บรรดาข้าเฝ้าและนักสนมของเรา ที่พากันเที่ยวเล่นกับเราด้วยยศอันใหญ่ หลวง ในอุทยานนี้ ต่างพากันยึดจองรักใคร่สถานที่เหล่านี้. บทว่า กตรํ นุ เต ทิสํ คตา ความว่า พ่อได้ส่งคนเหล่านั้นไป ณ ที่ไหนล่ะ. บทว่า ตานิ เขตฺตานิ ได้แก่ ที่อันเป็นที่สำหรับเพาะปลูกพืชพรรณอย่างงอกงาม. บทว่า เต เม อารามวนูปจารา คือพื้นที่เป็นที่ตั้งแห่งที่อยู่เหล่านั้นเป็นอุปจารแห่ง สวนและป่ายังอยู่ที่นั้นแล. ครั้งนั้นพระเจ้านารทะกราบทูลท้าวเธอว่า
หน้า 506 ข้อ 2000
ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เมื่อพระองค์เสด็จไป เทวโลก กำหนดได้ ๗๐๐ ปีเข้านี้แล้ว หม่อมฉันเป็น หลานคนที่ ๗ ของพระองค์ อุปัฏฐากของพระองค์ สิ้นพระชนม์ไปหมดแล้ว ขอเชิญพระองค์เสวยราช- สมบัติอันเป็นส่วนของพระองค์เถิด พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า พ่อนารทะเอ๋ย ฉันมาทั้งนี้ มิได้มาเพื่อต้องการ ราชสมบัติ มาเพื่อต้องการทำบุญ ฉันจักทำบุญเท่านั้น จึงตรัสพระคาถาว่า วิมานทั้งหลายอันสว่างไสวทั้งสี่ทิศ ฉันได้เห็น แล้วเฉพาะพระพักตร์ของท้าวสักกเทวราช และเฉพาะ หน้าของทวยเทพชาวไตรทศ ภพที่ฉันเห็นอยู่เป็นทิพย์ กามทั้งหลายอันมิใช่ของมนุษย์ ฉันได้บริโภคแล้ว ในทวยเทพของชาวไตรทศ ภพที่ฉันอยู่ก็เป็นทิพย์ ถามทั้งหลาย อันมิใช่ของมนุษย์ฉันได้บริโภคแล้ว ในทวยเทพชาวดาวดึงส์ ผู้สำเร็จสิ่งที่น่าปรารถนา ทุกอย่าง ฉันนั้นละสมบัติเช่นนั้นเสียแล้วมาในมนุษย- โลกนี้ เพื่อต้องการทำบุญเท่านั้น ฉันจักประพฤติแต่ ธรรมเท่านั้น ฉันไม่มีความต้องการด้วยราชสมบัติ ฉันจักดำเนินไปตามทางที่ท่านผู้ไม่มีอาชญาพากันท่อง เที่ยวไป อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ซึ่งเป็นทางสำหรับไปของท่านผู้มีวัตรงามทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วุตฺถํ เม ภวนํ ทิพฺยํ นี้ พระเจ้า สาธินราชตรัสหมายถึงเวชยันตปราสาท. บทว่า โสหํ เอตาทิสํ ความว่า พ่อนารทะเอ๋ย ฉันนั้นต้องทอดทิ้งความพร้อมมูลแห่งกามคุณ ที่พระพุทธญาณ
หน้า 507 ข้อ 2000
ไม่พึงกำหนดเห็นปานฉะนี้มา ณ ที่นี้ เพื่อต้องการทำบุญ. บทว่าอทณฺฑาวจรํ ความว่า หนทางมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นเบื้องหน้า ที่มวลท่านผู้ไม่มีอาชญา วางท่อนไม้และศาสตราเสียแล้วพึงดำเนิน. บทว่า สุพฺพตา ความว่า ท่าน ผู้มีวัตรดีงาม ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้าทั้งหลาย ทรงดำเนินโดยทางใด แม้ฉันก็จักขอนั่งเหนือพื้นแห่งโพธิ เพื่อไปถึงทิศที่ไม่เคยไป จักดำเนินไปสู่ หนทางนั้นเหมือนกัน. พระโพธิสัตว์ตรัสคาถาเหล่านั้นใส่ไว้ในพระสัพพัญญุตญาณด้วยประการ ฉะนี้. ครั้งนั้นพระราชานารทะกราบทูลย้ำกะพระองค์อีกว่า เชิญพระองค์ทรง ครองราชสมบัติสืบไปเถิด พระเจ้าข้า. ตรัสว่า พ่อเอ๋ย ฉันไม่ต้องการราช- สมบัติจะขอให้ทานฉลอง ๗๐๐ ปี เพียง ๗ วันเท่านั้นแหละ. พระราชานารทะ ทรงรับพระดำรัสของพระองค์ว่า เชิญเถิด พระเจ้าข้า ทรงเตรียมมหาทาน. พระราชาทรงให้มหาทานตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ สิ้นพระชนม์ บังเกิดในภพ ชั้นดาวดึงส์นั้นเอง. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงแสดงว่า ดูก่อน อุบาสกทั้งหลาย อันอุโบสถกรรมควรที่จะพึงบำเพ็ญ ด้วยประการฉะนี้ แล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย เมื่อจบสัจจะบรรดาอุบาสกผู้รักษาอุโบสถเหล่านั้น บางพวกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล บางพวกในสกทาคามิผล บางพวกในอนาคา- มิผล บางพวกในอรหัตผล แล้วประชุมชาดกว่า พระราชานารทะ ใน- ครั้งนั้น ได้มาเป็นสารีบุตร เทพบุตรมาตลี ได้มาเป็นพระอานนท์ ท้าว สักกะ ได้มาเป็นอนุรุทธะ บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้า สาธินราช ได้มาเป็นเราแล. จบอรรถกถาสาธินราชชาดก
หน้า 508 ข้อ 2001, 2002
๑๒. ทสพราหมณชาดก ว่าด้วยชาติพราหมณ์ ๑๐ ชาติ [๒๐๐๑] พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงฝักใฝ่ในธรรม ได้ตรัสกะวิธูรอำมาตย์ว่า ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวง หาพราหมณ์ทั้งหลายผู้มีศีลเป็นพหูสูต งดเว้นจาก เมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๐๒] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรมที่ สมควรจะบริโภคโภชนาหารของพระองค์นั้นหาได้ยาก ข้าเเต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า ชาติพราหมณ์มี ๑๐ ชาติ ขอพระองค์จงทรงสดับการ จำแนกแจกแจงชาติพราหมณ์เหล่านั้น ของข้าพระองค์ ชนทั้งหลายถือเอากระสอบอันเต็มไปด้วยรากไม้ปิด เรียบร้อย ปิดสลากบอกสรรพคุณยาไว้ รดน้ำมนต์ และร่ายมนต์ ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเป็น เหมือนกับหมอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่ พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่น นั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า.
หน้า 509 ข้อ 2003, 2004, 2005, 2006
[๒๐๐๓] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๐๔] ชนทั้งหลายถือกระดิ่ง ตีประกาศไป ข้างหน้าบ้าง คอยรับใช้บ้าง ศึกษาในการขับรถบ้าง ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับคนบำเรอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูล ถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการ พราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๐๕] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๐๖] พวกพราหมณ์ ถือเต้าน้ำและไม้สีฟัน คอยเข้าใกล้พระราชาทั้งหลาย ในบ้านและนิคมด้วย
หน้า 510 ข้อ 2007, 2008, 2009
ตั้งใจว่า เมื่อคนทั้งหลายในบ้านหรือนิคมไม่ให้อะไรๆ พวกเราจักไม่ลุกขึ้น ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้น แม้จะเหมือนกับผู้กดขี่ข่มเหง ก็ยังเรียกกันว่าเป็น พราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือ หาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๐๗] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๐๘] ชนทั้งหลายมีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะเกรอะกรังด้วยฝุ่นละออง เป็นพวกยาจกท่องเที่ยวไป ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้น แม้จะเหมือนกับมนุษย์ขุดตอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็น พราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะ ต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๐๙] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น
หน้า 511 ข้อ 2010, 2011, 2012
พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย. ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๑๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งประ- ชาชน ชนทั้งหลายขายสิ่งของเครื่องชำ คือ ผลสมอ ผลมะขามป้อม มะม่วง ชมพู่ สมอพิเภก ขนุนสำมะลอ ไม้สีฟัน มะตูม พุทรา ผลเกด อ้อยและงบน้ำอ้อย เครื่องโบกควัน น้ำผึ้งและยาหยอดตา ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับพ่อค้า ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ กราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะ ต้องการพราหมณ์เช่นนั้น หรือหาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๑๑] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหา พราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจาก เมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๑๒] ชนทั้งหลาย ใช้คนให้ทำการไถและ การค้า ใช้ให้เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ สู่ขอนางกุมารีทำการ
หน้า 512 ข้อ 2013, 2014
วิวาหมงคลและอาวาหมงคล ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับกุฎุมพีและคฤหบดี ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชน พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่น นั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๑๓] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๑๔] ยังอีกพวกหนึ่งเล่า เป็นปุโรหิตในบ้าน บริโภคภิกษาที่เก็บไว้ ชนเป็นอันมากพากันถาม ปุโรหิตบ้านเหล่านั้น พวกเหล่านั้นจักรับจ้างตอนสัตว์ แม้ปศุสัตว์ คือ กระบือ สุกร แพะ ถูกฆ่าเพราะปุโรหิต ชาวบ้านเหล่านั้น ข้าแต่พระราชา คนเหล่านั้นแม้จะ เหมือนกับคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชน พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์ เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า.
หน้า 513 ข้อ 2015, 2016, 2017, 2018
[๒๐๑๕] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๑๖] อีกพวกหนึ่งเป็นพราหมณ์ถือดาบและ โล่เหน็บกระบี่ ยืนเฝ้าอยู่ที่ย่านพ่อค้าบ้าง รับคุ้มครอง ขบวนเกวียนบ้าง ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับคน เลี้ยงโคและนายพราน ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการ พราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๑๗] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสว่า) ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้น ปราศจากคุณเครื่องความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่ง สมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉัน จักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผล มาก [๒๐๑๘] ชนทั้งหลายปลูกกระท่อมไว้ในป่า ทำ เครื่องดักสัตว์ เบียดเบียนกระต่ายและเสือปลาตลอด
หน้า 514 ข้อ 2019, 2020, 2021
ถึงเหี้ย ทั้งปลาและเต่า ข้าแต่พระราชา ชนทั้งหลาย แม้จะเป็นผู้เสมอกับนายพราน เขาก็เรียกกันว่า พราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแต่พระองค์แล้ว เราจะ ต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๑๙] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๒๐] อีกพวกหนึ่งย่อมนอนใต้เตียง เพราะ ปรารถนาทรัพย์ พระราชาทั้งหลายสรงสนานอยู่ ข้างบนในคราวมีพิธีโสมยาคะ ข้าแต่พระราชา ชน พวกนั้นแม้จะเหมือนกับคนกวาดมลทิน ก็ยังเรียกกัน ว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้า กราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะ ต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. [๒๐๒๑] (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อน วิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็น พราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจง
หน้า 515 ข้อ 2022, 2023
แสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหารของ ฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. [๒๐๒๒] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของพระองค์ มีอยู่แล พราหมณ์เหล่านั้นบริโภคภัตตาหารหนเดียว และไม่ ดื่มน้ำเมา ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบ ทูลถึงพราหมณ์เหล่านั้นแก่พระองค์แล้ว พวกเราคง ต้องการพราหมณ์เช่นนั้นสิ พระเจ้าข้า. [๒๐๒๓] ดูก่อนวิธูระ พราหมณ์เหล่านั้นแหละ เป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวงหา พราหมณ์พวกนั้น และจงเชิญพราหมณ์พวกนั้นมา โดยเร็วด้วยเถิด. จบทสพราหมณชาดกที่ ๑๒
หน้า 516 ข้อ 2023
อรรถกถาทสพราหมณชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ อสทิสทาน ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ราชา อโวจ วิธูรํ ดังนี้. เรื่องอสทิสทานนั้นมีความพิสดารปรากฏแล้ว ในวิธูรชาดกอัฏฐนิบาต เรื่องมีว่า ปางเมื่อพระราชาจะทรงถวายทานนั้น ทรงเลือกคัดภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป กระทำพระศาสดาให้ทรงเป็นประธาน และได้ทรงถวายทานแด่ พระมหาขีณาสพทั้งนั้น. ครั้งนั้นเมื่อภิกษุจะกล่าวคุณกถาของท้าวเธอ ยกเรื่อง ขึ้นสนทนากันในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย พระราชาเมื่อจะทรงถวาย อสทิสทาน ได้ทรงเลือกถวายในภิกษุผู้เป็นที่ประดิษฐานแห่งมรรคผล. พระ- ศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอกำลังสนทนา เรื่องอะไรกัน เมื่อพวกภิกษุพากันกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ไม่น่าอัศจรรย์เลย ที่โกศลราชผู้อุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า เช่นเรา ทรงเลือกถวายทาน ปวงบัณฑิตแต่ก่อน เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จ อุบัติ ก็เคยเลือกถวายแล้ว ภิกษุเหล่านั้นพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีต นิทานมาดังต่อไปนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าโกรัพยยุธิฏฐิลโคตร เสวยราชสมบัติ ณ พระนคร อินทปัต แคว้นกุรุ. อำมาตย์ของพระองค์นามว่า วิธูระ คอยถวายอรรถและธรรม. พระราชาทรงยังชมพูทวีปทุกแห่งหนให้ กระฉ่อน ทรงถวายมหาทาน. บรรดาคนที่รับทานนั้นบริโภค จะหาคนหนึ่ง ที่รักษาศีล ๕ ก็ไม่มีเลย ทุกคนทุศีลทั้งนั้น. ทานมิได้กระทำให้พระราชาทรง ยินดี. พระราชาเข้าพระหทัยว่า การเลือกให้ทานมีผลมาก ทรงมีพระประสงค์
หน้า 517 ข้อ 2023
จะให้ทานแก่ผู้มีศีล ทรงดำริว่า ต้องปรึกษากับวิธูรบัณฑิต. ท้าวเธอทรง รับสั่งให้ท่านผู้มาสู่ที่เฝ้านั่งเหนืออาสนะ ตรัสถามปัญหา. พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสกึ่งพระคาถาว่า พระราชายุธิฏฐิลทรงปรารถนาธรรม ได้ตรัส กะวิธูรอำมาตย์. ต่อไปเป็นดำรัสของพระราชาและคำตอบของท่านวิธูระว่า พระเจ้ายุธิฏฐิละผู้ทรงฝักใฝ่ในธรรม ได้ตรัสสดับ วิธูรอำมาตย์ว่า ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ ทั้งหลายผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจะให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมี ผลมาก. ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีลเป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ที่สมควรจะ บริโภคโภชนาหารของพระองค์นั้นหาได้ยาก ข้าแต่พระ มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้าได้สดับมาว่า ชาติพราหมณ์ มี ๑๐ ชาติ ขอพระองค์จงทรงสดับการจำแนกแจง ชาติพราหมณ์เหล่านั้น ของข้าพระองค์ ชนทั้งหลาย ถือเอากระสอบอันเต็มไปด้วยรากไม้เรียบร้อย ปิดสลาก บอกสรรพคุณยาไว้ รดน้ำมนต์และร่ายมนต์ ข้าแต่ พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเป็นเหมือนกับหมอ ก็ยัง เรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้า-
หน้า 518 ข้อ 2023
พระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์ แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. (พระเจ้าโกรัพยะตรัสดังนี้ว่า) ดูก่อนวิธูระ ชน เหล่านั้นปราศจากคุณเครื่องความเป็นพราหมณ์ จะ เรียกว่าเป็นพราหมณ์มิได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมี ผลมาก. ชนทั้งหลายถือกระดิ่ง ตีประกาศไปข้างหน้าบ้าง คอยรับใช้บ้าง ศึกษาในการขับรถบ้าง ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับคนบำเรอ ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์ เหล่านั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก.
หน้า 519 ข้อ 2023
พวกพราหมณ์ ถือน้ำเต้าและไม้สีฟัน คอยเข้า ใกล้พระราชาทั้งหลาย ในบ้านและนิคมด้วยตั้งใจว่า เมื่อคนทั้งหลายในบ้านหรือนิคมไม่ให้อะไร ๆ พวกเรา จักไม่ลุกขึ้น ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับผู้กดขี่ข่มเหง ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้า พระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวกนั้น แก่พระองค์ แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ คนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้น จากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหารของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ที่ให้ ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายมีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะเกรอะกรังด้วยฝุ่นละออง เป็นพวกยาจก ท่องเที่ยวไป ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้นแม้จะเหมือน กับมนุษย์ขุดตอ ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่ พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์ พวกนั้น แก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์ เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้
หน้า 520 ข้อ 2023
ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานเเล้วจักมีผลมาก. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นอธิบดีแห่งประชาชน ชนทั้งหลายขายสิ่งของเครื่องชำ คือ ผลสมอ ผล มะขามป้อม มะม่วง ชมพู่ สมอพิเภก ขนุนสำมะลอ ไม้สีฟัน มะตูม พุทรา ผลเกด อ้อยและงบน้ำอ้อย เครื่องโบกควัน น้ำผึ้งและยาหยอดตา ข้าแต่พระราชา ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับพ่อค้า ก็ยังเรียกกันว่า เป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์กราบ ทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้อง การพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายใช้คนให้ทำการไถและการค้า ใช้ให้ เลี้ยงแพะเลี้ยงแกะ สู่ขอนางกุมารีทำการวิวาหมงคล และอาวาหมงคล ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนกับกุฎุมพี
หน้า 521 ข้อ 2023
และคฤหบดี ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระ- มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชนพวกนั้นแก่ พระองค์แล้ว เราจะต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือหา ไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ยังอีกพวกหนึ่งเล่า เป็นปุโรหิตในบ้านบริโภค ภิกษาที่เก็บไว้ ชนเป็นอันมากพากันถามปุโรหิตบ้าน เหล่านั้น พวกเหล่านั้นจักรับจ้างตอนสัตว์ แม้ปศุสัตว์ คือ กระบือ สุกร แพะ ถูกฆ่าเพราะปุโรหิตชาวบ้าน เหล่านั้น ข้าแต่พระราชา คนเหล่านั้นแม้จะเหมือน กับคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระ- มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงชนพวกนั้นแก่ พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้นหรือ หาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต
หน้า 522 ข้อ 2023
งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวกพราหมณ์ ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. อีกพวกหนึ่งเป็นพราหมณ์ถือดาบและโล่เหน็บ กระบี่ ยืนเฝ้าอยู่ที่ย่านพ่อค้าบ้าง รับคุ้มครองขบวน เกวียนบ้าง ชนเหล่านั้นแม้จะเหมือนคนเลี้ยงโคและ นายพราน ก็ยังเรียกกันว่าเป็นพราหมณ์ ข้าแต่พระ- มหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึงพราหมณ์พวก นั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้องการพราหมณ์เช่นนั้น หรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. ชนทั้งหลายปลูกกระท่อมไว้ในป่า ทำเครื่อง ดักสัตว์ เบียดเบียนกระต่ายและเสือปลาตลอดถึงเหี้ย ทั้งปลาและเต่า ข้าแต่พระราชา ชนทั้งหลายแม้จะ เป็นผู้เสมอกับนายพราน เขาก็เรียกกันว่าพราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจะต้องการ พราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า.
หน้า 523 ข้อ 2023
ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกว่าเป็นพราหมณ์ไม่ได้ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. อีกพวกหนึ่งย่อมนอนใต้เตียง เพราะปรารถนา ทรัพย์ พระราชาทั้งหลายสรงสนานอยู่ข้างบน ใน คราวมีพิธีโสมยาคะ ข้าแต่พระราชา ชนพวกนั้น แม้จะเหมือนกับคนกวาดมลทิน ก็ยังเรียกกันว่าเป็น พราหมณ์ ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบ ทูลถึงพราหมณ์พวกนั้นแก่พระองค์แล้ว เราจักต้อง การพราหมณ์เช่นนั้นหรือหาไม่ พระเจ้าข้า. ดูก่อนวิธูระ ชนเหล่านั้นปราศจากคุณเครื่อง ความเป็นพราหมณ์ จะเรียกเป็นพราหมณ์ก็ไม่ได้ ท่านจงแสวงทาพราหมณ์เหล่าอื่นผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควรจะบริโภคโภชนาหาร ของฉัน ดูก่อนสหาย ฉันจักให้ทักษิณาในพวก พราหมณ์ที่ให้ทานแล้วจักมีผลมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวนฺเต ได้แก่ ท่านผู้มีศีลที่มากับ มรรค. บทว่า พหุสฺสุเต ได้แก่ ท่านผู้เป็นพหูสูตด้วยปฏิเวธ. บทว่า ทกฺขิณํ ได้แก่ทาน. บทว่า เย ได้แก่หมู่สมณะและพราหมณ์ผู้ทรงธรรมเหล่าใด
หน้า 524 ข้อ 2023
ควรบริโภคทานนั้น สมณะและพราหมณ์เหล่านั้น หาได้ยาก. บทว่า พฺราหฺมณ- ชาติโย ได้แก่ ตระกูลของพราหมณ์. บทว่า เตสํ วิภงฺควิจยํ ความว่า เชิญพระองค์ทรงสดับการจำแนกพราหมณ์เหล่านั้น อันเป็นความวิจิตรแห่ง ปัญญาของข้าพระพุทธเจ้าโดยพิสดาร. บทว่า สํวุเต ได้แก่ ผูกปากร่วมไว้. บทว่า โอสธิกาเย คนฺเถนฺติ ความว่า ประพันธ์ฉันท์อย่างนี้ว่า ยาขนาน นี้สำหรับโรคนี้ ขนานนี้สำหรับโรคนี้ แล้วให้ฝูงคน. บทว่า นฺหาปยนฺติ ได้แก่ ทำน้ำที่เรียกว่าน้ำสรง (น้ำมนต์). บทว่า ชปนฺติ จ ความว่า ร่ายวิชชัมภูต. บทว่า ติกิจฺฉกสมา คือ เสมือนด้วยแพทย์. บทว่า เตปิ วุจฺจนฺติ ความว่า แม้พวกนั้นก็มิได้รู้เลยว่าพวกเราเป็นพราหมณ์หรือมิใช่ พราหมณ์ คงเลี้ยงชีวิตด้วยเวชกรรมเรื่อยไป ฝูงชนพากันเรียกว่า พราหมณ์ ตามโวหาร. บทว่า อกฺขาตา เต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พวกพราหมณ์ที่ชื่อว่า พราหมณ์หมอเหล่านี้นั้นแล้ว. บทว่า นิปตามเส ความว่า ท่านวิธูระกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชา พวกเรา ยังจะเข้าไปหาเพื่อต้องการนิมนต์พวกพราหมณ์เช่นนั้นหรือ คือพระองค์ยังมี ความต้องการพวกพราหมณ์เหล่านั้นอยู่หรือ. บทว่า พฺราหมญฺา ได้แก่ พราหมณธรรม. บทว่า น เต วุจฺจนฺติ ความว่า พวกนั้นจะเรียกว่า พราหมณ์ ตามความหมายว่า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้วไม่ได้. บทว่า กิงฺกิณิโย ความว่า ข้าแต่พระ- มหาราชเจ้า ยังมีพวกพราหมณ์พวกหนึ่งละทิ้งพราหมณธรรมของตนเสีย ถือเอากังสดาลบรรเลงขับร้องไปข้างหน้าพระราชาและมหาอำมาตย์ของพระ- ราชา เพื่อต้องการเครื่องเลี้ยงชีพ. บทว่า เปสนานิปิ ความว่า บางทีก็รับใช้เหมือนอย่างทาสและกรรมกร. บทว่า รถจริยาสุ ความว่า ย่อมศึกษาในรถศิลปะ. บทว่า ปริจาริกสมา คือ เสมือนทาสและกรรมกร.
หน้า 525 ข้อ 2023
บทว่า ปงฺกทณฺฑํ ได้แก่ ไม้สีฟัน. บทว่า ปจฺจุเปสฺสนฺติ ราชาโน ความว่า พวกพราหมณ์อีกพวกหนึ่ง เข้าไปคบหาใกล้ชิดพระราชาและมหา- อำมาตย์ของพระราชา. บทว่า คาเมสุ นิคเมสุ จ ความว่า นั่งอยู่ใกล้ ประตูนิเวศน์ของท่านเหล่านั้น. บทว่า นิคฺคาหกสมา ความว่า เป็นเสมือน ราชบุรุษผู้เก็บภาษีอากร หมายความว่า คนเหล่านั้นกล่าวว่า เก็บไม่ได้ไม่ยอม ไป กระทำการเร่งรัดเอาจนได้ทีเดียวฉันใด ก็คิดว่า จะไปในบ้านหรือในป่า ก็ตาม เมื่อยังไม่ได้แล้ว พวกเราจะตายก็ไม่ขอลุกขึ้น แล้วอยู่ประจำฉันนั้น. บทว่า เตปิ ได้แก่ แม้พวกนั้นเล่าก็เป็นเสมือนพนักงานเก็บภาษีอากร มี บาปกรรม. บทว่า รชชลฺเลหิ ความว่า ยังอีกพวกหนึ่งโสมมด้วยละอองฝุ่น. บทว่า ยาจกา ได้แก่ คนขอทรัพย์ เสมือนคนขุดตอ คือเป็นผู้เสมอกับ ก่นตอไม้ในไร่ที่เผาแล้ว ได้แก่ พวกคนที่พากันขุดดินแล้วถอนตอไม้ที่ไฟไหม้ เพราะมีร่างกายสกปรก และเพราะยืนอยู่ด้วยความไม่เคลื่อนไหวด้วยตั้งใจว่า ไม่ได้รับไม่ไป จึงเป็นเสมือนตอไม้ที่เขาขุดขึ้นวางไว้ฉะนั้น. บทว่า เตปิ ความว่า พวกนั้นเล่าก็เก็บออมทรัพย์ที่ได้ด้วยวิธีนั้นไว้จนร่ำรวยแล้ว ยังเที่ยว ไปอย่างนั้นอีก เป็นพราหมณ์ทุศีล. บทว่า อุจฺฉุปูฏํ ได้แก่ อ้อยและน้ำอ้อยงบ. บทว่า มธุอญฺชนํ ได้แก่ น้ำผึ้งและยาหยอดตา. บทว่า อุจฺจาวจานิ คือ มีค่าน้อยและมาก. บทว่า ปณิยานิ ได้แก่ สิ่งของทั้งหลาย. บทว่า วิปเณนฺติ ได้แก่ ย่อมซื้อขาย. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นผู้ค้าขายสิ่งของเหล่านี้ เพียงเท่านี้ เลี้ยงชีพก็เป็นพราหมณ์พ่อค้า. บทว่า โปสยนฺติ คือได้เลี้ยง เพื่อเลี้ยงชีวิตโดยทางซื้อขาย. บทว่า ปเวจฺฉนฺติ ความว่า รับเงินทองให้ ธิดาของตนแก่ผู้อื่น พวกนั้นให้แก่ผู้อื่นอย่างนี้เรียกว่า วิวาหะรับ (ธิดาของ คนอื่น) เพื่อบุตรของตน เรียกอาวาหะ. บทว่า อมฺพฏฺเวเสหิ ความว่า
หน้า 526 ข้อ 2023
พวกนั้นเสมือนกับพวกกุฎุมพีและคหบดี แม้พวกนั้นก็เรียกกันว่า พราหมณ์ ด้วยอำนาจแห่งบัญญัติ. บทว่า นิกฺขิตฺตภิกฺขํ ได้แก่ยังอีกพวกหนึ่งนั้นเล่า เป็น พวกปุโรหิตประจำบ้าน บริโภคภิกษาที่เขากะไว้เพื่อประโยชน์แก่ตน. บทว่า พหู เน ความว่า ชนเป็นอันมาก พากันถามยามและการมงคลกะพวกปุโรหิต ประจำบ้านเหล่านั้น. บทว่า อณฺฑจฺเฉทานิ ลญฺจกา ความว่า พวกเหล่านั้น ยังรับจ้างตอนวัวเปลี่ยวเป็นต้น และรับจ้างสักอวัยวะเป็นรูปตรีศูลเป็นต้น คือ กระทำเครื่องหมาย. บทว่า ตตฺถ ความว่า ในเรือนของพวกปุโรหิตประจำบ้าน ฝูงสัตว์เลี้ยงเป็นต้นเหล่านั้น พากันถูกฆ่าเพื่อจำหน่ายเนื้อ. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นจะเป็นเสมือนคนฆ่าโค ก็ยังเรียกกันว่าพราหมณ์. บทว่า อสิจมฺมํ ได้แก่ ดาบและเครื่องป้องกันลูกศรที่ทำด้วยหนัง. บทว่า เวสฺสปเถสุ ได้แก่ ในทางเดินของพวกพ่อค้า. บทว่า อมฺพาหยนฺติ ความว่า บางทีก็รับเอากระษาปณ์ ๑๐๐ บ้าง ๑,๐๐๐ บ้าง จากมือของนายกอง เกวียนเข้าสู่ดงย่านพวกโจรไป. บทว่า โคปนิสาเทหิ ความว่า พวกนั้นเสมือน กับพวกนายโคบาล และพวกนายพรานคือโจรผู้ปล้นบ้าน. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นคือเห็นปานนั้นก็เรียกกันว่าพราหมณ์. บทว่า กูฏานิ การยนฺติ เต ความว่า ยังอีกพวกหนึ่ง (สร้างกระท่อมในป่า) ก่อสร้างกลโกงต่าง ๆ มี บ่วงแร้วเป็นต้น. บทว่า สสํ วิฬารํ ความว่า ดักมฤคที่เที่ยวไปบนบก ซึ่งแสดงความคำว่า กระต่ายและแมวนั้น. บทว่า อาโคธา มจฺฉกจฺฉปํ ความว่า เบียดเบียนคือฆ่าเสีย ซึ่งบรรดาสัตว์ที่เกิดบนบก ที่มีชีวิตใหญ่และ เล็ก จนถึงเหี้ยเป็นที่สุด บรรดาสัตว์เกิดในน้ำ ก็ฝูงปลาและเต่า. บทว่า เตปิ คือ แม้พวกนั้นจะเสมือนพรานผู้ฉกาจ ก็ยังเรียกกันว่าพราหมณ์. บทว่า อญฺเ ธนสฺส กามาหิ ความว่า ยังมีพราหมณ์พวกหนึ่ง ปรารถนาแต่จะได้ทรัพย์. บทว่า เหฏฺา มญฺเจ ปสกฺขิตา ความว่า พวกนั้นคิดว่า พวกเราจักได้
หน้า 527 ข้อ 2023
กระทำกรรมคือการไล่กลี แล้วให้สร้างเตียงอันสำเร็จด้วยแก้ว มุดเข้าไปนอน อยู่ใต้เตียงแก้วนั้น ครั้นถึงวิธีโสมยาคะของพวกนั้น พระราชาทั้งหลาย ก็ทรง สรงในเบื้องบน ได้ยินว่า พวกนั้นครั้นพิธีโสมยาคะเสร็จแล้ว พากันมานั่ง เหนือเตียงนั้น ลำดับนั้น พราหมณ์พวกอื่นดำริว่า พวกเราจักขับกลี ก็ให้ พวกนั้นอาบน้ำ เตียงแก้วและราชาลังการของพระราชาทุกอย่าง เป็นของผู้นอน ใต้เตียงทั้งนั้น. บทว่า เตปิ ความว่า แม้พวกนั้นจะเสมือนกับคนกวาดมลทิน คือคนที่เขาอาบรดก็เรียกกันว่าพราหมณ์. พระโพธิสัตว์กราบทูลแถลงถึงพวกพราหมณ์ เพียงบัญญัติเรียกเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว คราวนี้เมื่อจะทูลแถลงถึงพราหมณ์ผู้มีประโยชน์ยอดเยี่ยม ได้กราบทูลคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้มีศีล เป็นพหูสูต งดเว้นจากเมถุนธรรม ซึ่งสมควร บริโภคโภชนาหารของพระองค์ มีอยู่แล พราหมณ์ เหล่านั้นบริโภคภัตตาหารหนเดียว และไม่ดื่มน้ำเมา ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลถึง พราหมณ์เหล่านั้นแก่พระองค์แล้ว พวกเราคงต้องการ พราหมณ์เช่นนี้ซิ พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยอริยศีล. บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความเป็นพหูสูตเพราะปฏิเวธ. บทว่า ตาทิเส ความว่า พวกเราคงจะเข้าใกล้พราหมณ์ คือพระปัจเจก- พุทธเจ้า ผู้มีบาปอันลอยเสียแล้ว เห็นปานนั้น.
หน้า 528 ข้อ 2023
พระราชาทรงสดับคำของท่านแล้ว ตรัสถามว่า สหายวิธูระ ท่าน พราหมณ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลเลิศเช่นนี้ อยู่ที่ไหนเล่า. กราบทูลว่า ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ท่านอยู่ ณ เงื้อมเขานันทมูล ในหิมวันต์ตอนเหนือ พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า พ่อบัณฑิต ถ้าเช่นนั้นเธอจงช่วยแสวงหาท่านพราหมณ์ พวกนั้นแก่เราด้วยกำลังของเธอเถิด ทรงดีพระฤทัยตรัสคาถาว่า ดูก่อนวิธูระ พราหมณ์เหล่านั้นแหละเป็นผู้มีศีล เป็นพหูสูต ดูก่อนวิธูระ ท่านจงแสวงหาพราหมณ์ พวกนั้น และจงเชิญพราหมณ์พวกนั้นมาโดยเร็วด้วย- เถิด. พระมหาสัตว์รับพระดำรัสของพระองค์ด้วยคำว่า สาธุ กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์ให้ราชบุรุษนำกลองออกไปเที่ยวตีประกาศ ว่า ชาวพระนครทุกคนจงตกแต่งพระนครพากันให้ทาน อธิษฐานอุโบสถและ ถือศีลจงทั่วกันเถิด แม้พระองค์ก็ทรงสมาทานอุโบสถกับชนผู้เป็นบริษัทเถิด พระเจ้าข้า ตนเองพอรุ่งเช้าบริโภคแล้ว สมาทานอุโบสถ ตอนเย็นให้คนนำ ผอบทองเต็มด้วยดอกไม้ตามธรรมชาติ กับพระราชาประดิษฐานเบญจางค- ประดิษฐ์ระลึกถึงพระคุณทั้งหลาย แห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กราบไหว้ แล้วนิมนต์ด้วยคำว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้าประมาณ ๕๐๐ องค์ผู้สถิตอยู่ ณ เงื้อมเขานันทมูลกะในหิมวันตประเทศตอนเหนือ จงรับภิกษาของข้าพเจ้า ทั้งหลายในวันพรุ่งนี้ แล้วทิ้งกำดอกไม้ ๘ กำไปในอากาศ. ครั้งนั้นพระปัจ- เจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อยู่ ณ ที่นั้น. ดอกไม้ทั้งหลายลอยไปตกลงใน เบื้องบนสำนักแห่งพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น. พระคุณท่านนึกอยู่รู้เหตุนั้น แล้วกล่าวว่า ท่านผู้มีเนียรทุกข์ทั้งหลาย ชาวเราวิธูรบัณฑิตนิมนต์แล้ว ก็แหละ
หน้า 529 ข้อ 2023
ท่านผู้นี้มิใช่สัตว์พอดีพอร้าย ท่านผู้นี้เป็นหน่อเนื้อแห่งพระพุทธเจ้า จักได้ ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในกัปนี้แล พวกเราต้องการทำสงเคราะห์ท่าน พากัน รับนิมนต์. พระมหาสัตว์ทราบการที่พระปัจเจกพุทธเจ้ารับนิมนต์ ด้วยสัญญา ที่ดอกไม้ทั้งหลายไม่คืนมา กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้งหลายจักพากันมา เชิญพระองค์ทรงกระทำสักการะและสัมมานะเถิด พระเจ้าข้า. วันรุ่งขึ้น พระราชาทรงกระทำสักการะใหญ่โต ให้ตกแต่งอาสนะ อันควรค่ามาก ในท้องพระโรงหลวง ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น พากันกระทำ ปรนนิบัติสรีระในสระอโนดาต เสร็จแล้วกำหนดเวลาพากันมาทางอากาศลงที่ ท้องพระลานหลวง พระราชาและพระโพธิสัตว์ มีใจเลื่อมใส รับบาตรจาก หัตถ์แห่งพระคุณท่านเหล่านั้น เชิญขึ้นปราสาท ให้นั่งแล้ว ถวายทักษิโณทก อังคาสด้วยขาทนียะและโภชนียะ อันประณีต ในที่สุดแห่งภัตกิจของพระคุณ- ท่านเหล่านั้น ก็นิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น ๆ ต่อ ๆ กันไป รวมเป็น ๗ วัน ด้วยวิธีนี้ถวายมหาทานในวันคำรบ ๗ ได้ถวายบริขารทั้งปวง. พระคุณท่าน เหล่านั้นกระทำอนุโมทนาแล้ว พากันไป ณ เงื้อมเขานันทมูลกะนั้นทางอากาศ. บริขารทั้งหลายเล่า ก็ไปพร้อมกันกับพระคุณท่านทีเดียวแล. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย การที่โกรัพยราชผู้อุปัฏฐากของเราถวายวิเจยยทาน (การเลือกแล้วให้) ไม่น่าอัศจรรย์ บัณฑิตแต่ปางก่อนถึงพระพุทธเจ้า ยังไม่อุบัติ ก็ได้ถวายทาน แล้วเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า พระราชาในครั้งนั้นได้มาเป็นอานนท์ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ปรินิพพานแล้ว ส่วนวิธูรบัณฑิต ได้มาเป็น เราตถาคตแล. จบอรรถกถาทสพราหมณชาดก
หน้า 530 ข้อ 2024, 2025, 2026
๑๓. ภิกษุปรัมปรชาดก ว่าด้วยการให้ทานในท่านใด มีผลมาก [๒๐๒๔] ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรง เป็นสุขุมาลชาติ เคยประทับในพระตำหนักอัน ประเสริฐ ทรงบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันใหญ่โต เสด็จ จากแว่นแคว้นมาสู่ดง จึงได้ทูลถวายข้าวสุกอย่างดี แห่งข้าวสาลี เป็นภัตอันวิจิตร มีแกงเนื้ออันสะอาด ด้วยความรักต่อพระองค์ พระองค์ทรงรับภัตนั้นแล้ว มิได้เสวยด้วยพระองค์เอง ได้พระราชทานแก่พราหมณ์ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้อนี้เป็นธรรม อะไรของพระองค์. [๒๐๒๕] พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้ ขวนขวายในกิจน้อยกิจใหญ่ ทั้งเป็นครูและเป็นผู้คอย ตักเตือน ฉันควรให้โภชนะ. [๒๐๒๖] บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้ โคดมอันพระราชาทรงบูชา พระราชาทรงพระราช- ทานภัต อันมีแกงเนื้ออย่างสะอาดแก่ท่าน ท่านรับ ภัตนั้นแล้วได้ถวายโภชนะแก่ฤาษี ชะรอยท่านจะรู้ว่า ตนมิได้เป็นเขตแห่งทาน ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ธรรมข้อนี้เป็นธรรมอะไรของท่าน.
หน้า 531 ข้อ 2027, 2028, 2029, 2030
[๒๐๒๗] ข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ในเรือนทั้งหลาย ต้องเลี้ยงบุตรและภรรยา ถวายอนุศาสน์แก่พระราชา เชิญให้เสวยกามอันเป็นของมนุษย์ ข้าพเจ้าควรถวาย โภชนะแก่ฤาษี ผู้อยู่ในป่าสิ้นกาลนาน ผู้เรืองตบะ เป็นวุฒิบุคคลอบรมตนแล้ว. [๒๐๒๘] บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านฤาษีผู้ซูบ ผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น มีเล็บและขนรักแร้ งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ท่านอยู่ในป่า ผู้เดียวไม่ห่วงใยชีวิต ภิกษุที่ท่านถวายโภชนะนั้นดีกว่า ท่าน ด้วยคุณข้อไหน. [๒๐๒๙] อาตมภาพยังขุดเผือก มันมือเสือ มันนก ยังเก็บข้าวฟ่าง และลูกเดือยมาตากตำ เที่ยวหา ฝักบัว เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อสัตว์ พุทราและมะขามป้อม มาบริโภค ความยึดถือนั้นของอาตมายังมีอยู่ เมื่อ อาตมายังหุงต้ม ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุงต้ม ยังมีกังวลก็ควรถวายโภชนะแก่ผู้ไม่มีความห่วงใย ยัง มีความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่มีความ ถือมั่น. [๒๐๓๐] บัดนี้ กระผมขอถามท่านภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตรอันดี พระฤาษีถวายภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อ สะอาดแก่ท่านดังนั้น ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้วนั่งนิ่ง ฉันอยู่องค์เดียว ไม่เชื้อเชิญใคร ๆ อื่น กระผมขอ
หน้า 532 ข้อ 2031, 2032
นมัสการแด่พระคุณท่าน นี้เป็นธรรมอะไรของพระ- คุณท่าน. [๒๐๓๑] อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ให้ใคร หุงต้ม ไม่ได้ตัดเอง ไม่ได้ให้ใครตัด ฤาษีรู้ว่าอาตมา ไม่มีความกังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งปวง จึงถือ ภิกษาหารด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา ถวาย ภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมา บุคคล เหล่านี้ยังมีความห่วงใย ยังมีความยึดถือ จึงสมควร จะให้ทาน อาตมาเข้าใจเอาว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญ ผู้ให้นั้นเป็นการผิด. [๒๐๓๒] วันนี้ พระราชาผู้ประเสริฐเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระพุทธเจ้าหนอ ข้าพระ- พุทธเจ้าเพิ่งทราบชัดวันนี้เองว่า ทานที่ให้ในท่านผู้ใด จะมีผลมาก พระราชาทั้งหลายทรงกังวลอยู่ใน แว่นแคว้น พราหมณ์ทั้งหลายกังวลอยู่ในกิจน้อย กิจใหญ่ ฤาษีกังวลอยู่ในเหง้ามันและผลไม้ ส่วนพวก ภิกษุหลุดพ้นได้แล้ว. จบภิกษาปรัมปรชาดกที่ ๑๓ จบปกิณณกนิบาตชาดก
หน้า 533 ข้อ 2032
อรรถกถาภิกขาปรัมปรชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภ กุฎุมพีผู้ใดผู้หนึ่ง ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า สุขุมาลรูปํ ดังนี้. เรื่องมีว่า กุฎุมพีนั้นเป็นผู้มีสัทธาเลื่อมใส กระทำมหาสักการะแด่ พระตถาคตเจ้า และแด่พระสงฆ์เนือง ๆ. ครั้นวันหนึ่ง เขาได้คิดว่า เราถวาย โภชนะอันประณีตและเนื้อละเอียด แด่พระพุทธรัตนะและพระสงฆ์กระทำ มหาสักการะเนือง ๆ คราวนี้ต้องกระทำมหาสักการะแก่พระธรรมรัตนะบ้าง เมื่อกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะนั้นต้องทำอย่างไรเล่าหนอ. เขาถือของ หอมและมาลาเป็นต้นมาก ไปสู่พระวิหารเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะกระทำ สักการะแก่พระธรรมรัตนะนั้น ควรกระทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า. ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า ถ้าเธอปรารถนาจะกระทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะ ไซร้ จงกระทำสักการะแก่อานนท์ ผู้เป็นคลังพระธรรมเถิด. เขากราบทูลว่า สาธุ นิมนต์พระเถระในวันรุ่งขึ้น นำไปสู่เรือนของตนด้วยสักการะใหญ่ ให้ ท่านนั่งเหนืออาสนะมีค่ามาก บูชาด้วยของหอมและมาลาเป็นต้น ถวายโภชนะ มีรสเลิศต่าง ๆ แล้วได้ถวายผ้าราคาแพง พอแก่ไตรจีวร พระเถรเจ้าก็ดำริว่า สักการะทั้งนี้กุฎุมพีการทำแก่พระธรรมรัตนะ ไม่สมควรแก่เรา สมควรแก่ พระธรรมเสนาบดี จึงนำบิณฑบาตและผ้าไปสู่พระวิหาร ถวายแด่พระสารีบุตร- เถรเจ้า พระคุณท่านนั้นเล่า ก็ดำริว่า สักการะทั้งนี้เขากระทำแก่พระ- ธรรมรัตนะ ควรแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นเจ้าของแห่งพระธรรม พระองค์เดียวโดยแท้ จึงถวายแด่พระทศพล พระศาสดาไม่ทรงเห็นผู้ยิ่งกว่า
หน้า 534 ข้อ 2032
พระองค์ จึงเสวยบิณฑบาตทรงรับผ้าจีวร พวกภิกษุยกเรื่องขึ้นสนทนาใน ธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย กุฎุมพีชื่อโน้นคิดจะการทำสักการะแก่พระ- ธรรมรัตนะ ได้ถวายแด่พระอานนท์เถรเจ้า ผู้เป็นคลังพระธรรม พระเถรเจ้า ดำริว่า นี้ไม่สมควรแก่ตน ได้ถวายแด่พระธรรมเสนาบดี ถึงท่านนั้นก็ดำริว่า นี้ไม่สมควรแก่ตน ได้ถวายแด่พระตถาคต ทีนั้นพระตถาคตมิได้ทรงเห็นผู้อื่น ที่ยิ่งกว่าพระองค์ ทรงพระดำริว่า สักการะนั้นสมควรแก่เราเท่านั้น และทรง รับผ้าเพื่อจีวร ด้วยอาการอย่างนี้ บิณฑบาตบรรลุถึงพระบาทมูลของพระธรรม สามีทีเดียว เพราะพระองค์เป็นผู้สมควร พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย เมื่อกี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อพวกภิกษุกราบทูล ให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้นที่ บิณฑบาต ไปต่อ ๆ กันจนถึงผู้ที่สมควรจนได้ ในครั้งก่อน แม้เมื่อพระ พุทธเจ้ายังไม่อุบัติ ก็ได้ถึงแล้วเหมือนกัน พวกภิกษุพากันกราบทูลอาราธนา ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล พระเจ้าพรหมทัต ทรงละการลุอคติ ไม่ให้ พระราชธรรมทั้ง ๑๐ ประการเสื่อมเสีย เสวยราชสมบัติโดยธรรม ณ พระนคร พาราณสี เมื่อเป็นเช่นนี้ การวินิจฉัยของพระองค์ไม่ต้องมี เป็นดุจว่างเปล่า พระราชาทรงแสวงหาโทษของพระองค์ ทรงกำหนดดูแม้ทั้งภายในพระราช นิเวศน์เป็นต้น มิได้ทรงเห็นผู้กล่าวถึงโทษของพระองค์ ในภายในพระราชวัง ในภายในพระนคร และในหมู่บ้านใกล้ประตูพระนคร ทรงดำริว่า จักต้อง แสวงหาในชนบท ทรงมอบราชสมบัติให้แก่มวลอำมาตย์ ปลอมพระองค์จาริก ไปในกาสิกรัฐกับท่านปุโรหิต ไม่ทรงพบผู้ที่กล่าวโทษของพระองค์เลยสักคน เสด็จไปถึงนิคมหนึ่งในชายแดน ประทับนั่งที่ศาลานอกประตู ขณะนั้นกุฎุมพี
หน้า 535 ข้อ 2032
ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ชาวนิคมไปสู่ท่าน้ำกับบริวารมากมาย เห็นพระราชาผู้มี พระสรีระละเอียดอ่อน มีผิวพรรณเพียงดังทองคำ ประทับนั่งที่ศาลา เกิดความ สิเนหา เข้าไปสู่ศาลา กระทำปฏิสันถารแล้วทูลว่า เชิญท่านอยู่ตรงนี้เท่านั้น เถิดนะ ไปเรือนจัดแจงโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ให้บริวารมากคนถือภาชนะ ใส่ภัตไป ขณะนั้นดาบสผู้อยู่ในหิมวันตประเทศ ได้อภิญญา ๕ มานั่ง ณ ศาลานั้นเหมือนกัน ยังมีพระปัจเจกพุทธเจ้ามาทางอากาศ จากเงื้อมเขา นันทมูลกะ นั่ง ณ ศาลานั้นอีกองค์หนึ่ง กุฎุมพีถวายน้ำชำระพระหัตถ์แก่ พระราชา เตรียมถาดใส่ภัตพร้อมแกงและกับมีรสเลิศต่าง ๆ พลางน้อมเข้า ไปถวาย พระราชาทรงรับภัตนั้นแล้ว พระราชทานแก่ปุโรหิต พราหมณ์รับ ถาดภัตนั้นแล้ว ถวายแด่ดาบส ดาบสรับถาดภัตนั้นแล้ว ไปสู่สำนัก ของพระปัจเจกพุทธเจ้า ถือถาดภัตไวด้วยหัตถ์เบื้องซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยหัตถ์ เบื้องขวา ถวายทักษิโณทกแล้ว ใส่ภัตลงในบาตร ท่านมิได้เชื้อเชิญ มิได้ ไต่ถามใคร ๆ ฉันแล้ว ในเวลาที่ท่านเสร็จภัตกิจ กุฎุมพีดำริว่า เราถวายภัต แก่พระราชา พระราชาพระราชทานภัตแก่ปุโรหิต ปุโรหิตถวายแด่ดาบส ดาบสถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า ไม่ไต่ถามใครเลยทีเดียว ฉันแล้ว อะไร เล่าหนอเป็นเหตุบังคับแห่งการให้ของท่านเหล่านี้ ผู้มีเท่านี้ อะไรเล่าเป็น เหตุบังคับให้มิต้องไต่ถามใคร ๆ ฉันเลย ของพระปัจเจกพุทธเจ้านี้ เรา ต้องถามท่านเหล่านั้นตามลำดับ เขาเข้าไปหาทีละท่าน ไหว้แล้วถาม. แม้ท่าน เหล่านั้นก็บอกเขา ดังต่อไปนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้ทรงเป็นสุขุ- มาลชาติ เคยประทับในพระตำหนักอันประเสริฐ ทรงบรรทมเหนือพระยี่ภู่อันใหญ่โต เสด็จจากแว่น แคว้นมาสู่ดง จึงได้ทูลถวายข้าวสุก อย่างดีแห่งข้าว
หน้า 536 ข้อ 2032
สาลี เป็นภัตอันวิจิตร มีแกงเนื้ออันสะอาดด้วยความรัก ต่อพระองค์ พระองค์ทรงรับภัตนั้นแล้ว นี้ได้เสวย ด้วยพระองค์เอง ให้พระราชทานแก่พราหมณ์ ข้าพระ- พุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้อนี้เป็นธรรมอะไร ของพระองค์. พราหมณ์เป็นอาจารย์ของฉัน เป็นผู้ขวนขวาย ในกิจน้อยกิจใหญ่ทั้งเป็นครู และผู้คอยตักเตือน ฉัน ควรให้โภชนะ. บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านพราหมณ์ผู้โคดมอัน พระราชาทรงบูชา พระราชาทรงพระราชทานภัต อัน มีแกงเนื้ออย่างสะอาดแก่ท่าน ท่านรับภัตนั้นแล้วได้ ถวายโภชนะแก่ฤาษี ชะรอยท่านจะรู้ว่าตนมิได้เป็น เขตแห่งทาน ข้าพเจ้าขอนอบน้อมแก่ท่าน ธรรมข้อนี้ เป็นธรรมอะไรของท่าน. ข้าพเจ้ายังกำหนัดอยู่ในเรือนทั้งหลาย ต้องเลี้ยง บุตรและภรรยา ถวายอนุศาสน์แก่พระราชา เชิญให้ เสวยกามอันเป็นของมนุษย์ ข้าพเจ้าควรถวายโภชนะ แก่ฤาษี ผู้อยู่ในป่าสิ้นกาลนาน ผู้เรืองตบะเป็นวุฒิ- บุคคลอบรมตนแล้ว. บัดนี้ ข้าพเจ้าขอถามท่านฤาษีผู้ซูบผอม สะพรั่ง ไปด้วยเส้นเอ็น มีเล็บและขนรักแร้งอกยาว ฟันเขลอะ มีธุลีบนศีรษะ ท่านอยู่ในป่าผู้เดียวไม่ห่วงใยชีวิต ภิกษุ ที่ท่านถวายโภชนะนั้นดีกว่าท่านด้วยคุณข้อไหน.
หน้า 537 ข้อ 2032
อาตมภาพยังขุดเผือก มันมือเสือ มันนก ยัง เก็บข้าวฟ่างและลูกเดือยมาตากตำ เที่ยวหาฝักบัว เหง้าบัว น้ำผึ้ง เนื้อสัตว์ พุทรา และมะขามป้อมมา บริโภค ความยึดถือนั้นของอาตมายังมีอยู่ เมื่ออาตมา ยังหุงต้ม ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่หุงต้ม ยังมี กังวลก็ควรถวายโภชนะแก่ผู้ไม่มีความห่วงใย ยังมี ความถือมั่น ก็ควรถวายโภชนะแก่ท่านผู้ไม่มีความ ถือมั่น. บัดนี้ กระผมขอถามท่านภิกษุผู้นั่งนิ่ง มีวัตร อันดี พระฤาษีถวายภัตตาหารอันปรุงด้วยเนื้อสะอาด แก่ท่านดังนั้น ท่านรับภัตตาหารนั้นแล้วนั่งนิ่ง ฉันอยู่ องค์เดียว ไม่เชื้อเชิญใคร ๆ อื่น กระผมขอนมัสการ แก่พระคุณท่าน นี้เป็นธรรมอะไรของพระคุณท่าน. อาตมาไม่ได้หุงต้มเอง ไม่ได้ให้ใครหุงต้ม ไม่ ได้ตัดเอง ไม่ได้ให้ใครตัด ฤาษีรู้ว่าอาตมาไม่มีความ กังวล เป็นผู้ห่างไกลจากบาปทั้งปวง จึงถือภิกษาหาร ด้วยมือซ้าย ถือเต้าน้ำด้วยมือขวา ถวายภัตตาหารอัน ปรุงด้วยเนื้อสะอาดแก่อาตมา บุคคลเหล่านี้ยังมีความ ห่วงใย ยังมีความยึดถือ จึงสมควรจะให้ทาน อาตมา เข้าใจเอาว่า การที่บุคคลเชื้อเชิญผู้ให้นั้นเป็นการผิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวนํ ความว่า เคยเสด็จมาสู่ชายแดนนี้ อันเป็นเสมือนป่าที่หาน้ำมิได้. บทว่า กูฏาคารวรูเปตํ ความว่า เคยเสด็จ เข้าไปแต่พระตำหนักอันประเสริฐ คือเคยประทับอยู่ในพระตำหนักอันประเสริฐ. บทว่า มหาสยนมุปาสิตํ คือเคยเสด็จเข้าสู่พระแท่นสิริยาสน์อันตกแต่งไว้
หน้า 538 ข้อ 2032
เป็นอันดี ในพระตำหนักนั้นเอง. บทว่า ตสฺส เต ความว่า ข้าพระองค์ เห็นพระองค์ผู้เห็นปานนี้. บทว่า เปมเกน ความว่า ความจงรักอันมีต่อ พระองค์นั้น. บทว่า วฑฺฒโมทนํ ได้แก่ ข้าวสุกอย่างดี. บทว่า วิจิตฺตํ ความว่า อันหุงด้วยข้าวสารอันงดงามปราศจากเม็ดหักและเม็ดดำ. บทว่า อทาปยิ แปลว่า ได้ถวายแล้ว. บทว่า อตฺตานํ แปลว่า ด้วยพระองค์ อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า อนสิตฺวานแปลว่ามิได้เสวยเเล้ว. บทว่า โกยํ ธมฺโม ความว่า ข้อนี้เป็นสภาวธรรมอะไรของพระองค์ พระเจ้าข้า. บทว่า นมตฺถุ เต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมแด่ พระองค์ผู้มีได้เสวยด้วยตนแล้วพระราชทานแก่ผู้อื่น. บทว่า อาจริโย ความว่า ดูก่อนกุฎุมพี พราหมณ์ผู้นี้เป็นอาจารย์ผู้ฝึกสอนอาจาระของฉัน. บทว่า ปาวโต แปลว่า ผู้ขวนขวาย. บทว่า อามนฺตนิโก ความว่า ควรที่ฉันจะพึงเชื้อเชิญ คือเหมาะที่จะถือเอาสิ่งที่ฉันให้. บทว่า ทาตุมรหามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น ฉันจึงควรให้โภชนะแก่อาจารย์เห็นปานนี้ ทั้งนี้พระราชาทรงพรรณนาคุณของ พราหมณ์. บทว่า อเขตฺตญฺญูสิ ความว่า ชะรอยว่าท่านจะทราบเขตของ ทานโดยแท้ คือการให้ในตน มิใช่เขตเช่นนี้ว่า สิ่งที่ให้แล้วในเรา มิได้มี ผลมากเลย. บทว่า อนุสาสามิ ความว่า ท่านปุโรหิตกล่าวถึงโทษในตน อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าละทิ้งประโยชน์ตน ถวายอนุสาสน์อรรถและธรรมแด่พระ- ราชา. บทว่า อารญฺิกสฺส คือ ปุโรหิตกล่าวคุณของพระฤาษี. บทว่า อิสิโน ได้แก่ ผู้แสวงหาคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า ตปสฺสิโน คือผู้บำเพ็ญ ตบะ. บทว่า วุฑฺฒสฺส ได้แก่ ผู้เป็นบัณฑิต เจริญด้วยคุณธรรม. บทว่า นาวกงฺขสิ ความว่า ทั้งตนเองก็หาโภชนะได้ยาก ยังให้โภชนะเช่นนี้แก่ผู้อื่น ไม่ห่วงใยในชีวิตของตนเลยหรือ. บทว่า ภิกฺขุ เกน คือภิกษุนี้ประเสริฐ กว่าพระคุณด้วยคุณข้อไหน. บทว่า ขณมาลุกลมฺพานิ ความว่า อาตมา ยังขุดเผือกมัน. บทว่า พิลาลิตกฺกลานิ จ ความว่า มันมือเสือ และมันนก.
หน้า 539 ข้อ 2032
บทว่า ธุนิสามากนิวารํ ความว่า ยังสลัดข้าวฟ่างและลูกเดือย. บทว่า สสาทิยํ ปสาทิยํ ความว่า เมื่อสลัดข้าวฟ่างและลูกเดือยเหล่านั้นได้ก็ผึ่งแดด แล้วซ้อมที่ แห้งแล้วอีก ฟัดด้วยกระด้ง คำเป็นข้าวสารนำมาหุงต้มบริโภค. บทว่า สากํ ได้แก่ ผักชนิดหนึ่งที่เป็นกับข้าวได้. บทว่า มํสํ ได้แก่ เนื้อมีเนื้ออันเป็นเดน ราชสีห์และเสือโคร่ง เป็นต้น. บทว่า ตานิ อาหตฺถ ความว่า นำผักเป็นต้น เหล่านั้นมา. บทว่า อมมสฺส ได้แก่ ผู้หมดความห่วงใยว่าของเราด้วยอำนาจ ตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า สกิญฺจโน ได้แก่ ยังมีความห่วงใย. บทว่า อนาทานสฺส ได้แก่ ผู้ไม่ยึดถือ. บทว่า ทาตุมรหามิ ความว่า ย่อมควรเพื่อจะให้โภชนะที่ตน ได้แล้วแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เห็นปานนี้. บทว่า ตุณฺหิมาสินํ คือนั่งไม่พูด กะใคร ๆ. บทว่า อกิญฺจนํ คือผู้เว้นจากความห่วงใยด้วยอำนาจราคะเป็นต้น. บทว่า อารนํ ได้แก่ เว้นขาดแล้ว คือละบาปทั้งปวงตั้งอยู่. บทว่า กมณฺฑลุํ ได้แก่ ลักจั่น. บทว่า เอเต หิ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ท่านเหยียด มือชี้ว่า คนทั้ง ๓ มีพระราชาเป็นต้นเหล่านี้. บทว่า ทาตุมรหนฺติ ความว่า ย่อมควรที่จะให้แก่บุคคลเช่นเรา. บทว่า ปจฺจนีกํ ความว่า ความจริงการ เชื้อเชิญผู้ให้นะ เป็นปฏิปทาที่ผิด คือนี้เป็นการเลี้ยงชีวิตด้วยการแสวงหา ปิณฑะตอบแทนบิณฑะ อย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอเนสนา ๒๑ อย่างย่อม ชื่อว่าเป็นมิจฉาปฏิบัติ. กุฎุมพีฟังคำนั้นของท่านแล้วดีใจ กล่าวคาถาสุดท้าย ๒ คาถาว่า วันนี้พระราชาผู้ประเสริฐเสด็จมา ณ ที่นี้เพื่อ ประโยชน์แก่ข้าพระพุทธเจ้าหนอ ข้าพระพุทธเจ้าเพิ่ง ทราบชัดวันนี้เองว่า ทานที่ให้ในท่านผู้ใดจักมีผลมาก พระราชาทั้งหลายทรงกังวลอยู่ในแว่นแคว้น พราหมณ์ ทั้งหลายกังวลอยู่ในกิจน้อยกิจใหญ่ ฤาษีกังวลอยู่ใน เหง้ามันและผลไม้ ส่วนพวกภิกษุหลุดพ้นได้แล้ว.
หน้า 540 ข้อ 2032
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รเถสโภ พระจอมรถ กุฎุมพีพูดหมายความ ถึงพระราชา. บทว่า กิจฺจากิจฺเจสุ คือในกิจของพระราชาที่ตนพึงกระทำ บทว่า ภิกฺขโว ความว่า แต่พระภิกษุผู้ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย พ้นได้แล้ว จากภพทั้งปวง. พระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงธรรมแก่เขาแล้ว ก็กลับไปสู่สถานแห่งตน ทีเดียว. ดาบสก็เหมือนกัน ส่วนพระราชาทรงพักอยู่ในสำนักของเขาสอง สามวัน แล้วเสด็จไปสู่พระนครพาราณสีเหมือนกัน. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่บิณฑบาตไปถึงที่สมควรจนได้ แม้ใน ครั้งก่อน ก็ได้ไปถึงแล้วเหมือนกัน ทรงประชุมชาดกว่า กุฎุมพีผู้บูชาธรรม ครั้งนั้น ได้มาเป็นกุฎุมพีผู้ทำสักการะแก่พระธรรมรัตนะ พระราชา ได้มาเป็นอานนท์ ปุโรหิตได้มาเป็นสารีบุตร พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ ปรินิพพานแล้ว ส่วนดาบสจากหิมพานต์ได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาภิกขาปรัมปรชาดก จบอรรถกถาปกิณณกนิบาตชาดก รวมชาดกที่มีในปกิณณกนิบาตนี้ คือ ๑. สาลิเกทารชาดก ๒. จันทกินนรชาดก ๓. มหาอุกกุสชาดก ๔. อุททาลกชาดก ๕. ภิสชาดก ๖. สุรุจิชาดก ๗. ปัญจุโปสถิกชาดก ๘. มหาโมรชาดก ๙. ตัจฉสูกรชาดก ๑๐. มหาวาณิชชาดก ๑๑. สาธินราชชาดก ๑๒. ทสพราหมณชาดก ๑๓. ภิกขาปรัมปรชาดก และ อรรถกถา.

เล่มจริงที่ 61 (724 หน้า · 0001 – 0724)

กระโดดไปหน้า (724 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 2033, 2034
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ชาดก เล่มที่ ๓ ภาคที่ ๗ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น วีสตินิบาตชาดก ๑. มาตังคชาดก ว่าด้วยอานุภาพของมาตังคฤๅษี [๒๐๓๓] ท่านมีปกตินุ่งห่มไม่สมควร ดุจปีศาจ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่ผ้าขี้ริ้ว ที่ได้จาก กองขยะไว้ที่คอ มาจากไหน ท่านเป็นใคร เป็นผู้ ไม่ควรแก่ทักษิณาทานเลย. [๒๐๓๔] ข้าวน้ำนี้จัดไว้เพื่อท่านผู้เรืองยศ พราหมณ์ทั้งหลายย่อมขบเคี้ยวบริโภค และดื่มข้าวน้ำ ของท่านนั้น ท่านรู้จักข้าพเจ้าว่า เป็นผู้อาศัยโภชนะ ที่ผู้อื่นให้เลี้ยงชีวิต แม้ถึงจะเป็นคนจัณฑาล ก็ขอจง ได้ก้อนข้าวบ้างเถิด.
หน้า 2 ข้อ 2035, 2036, 2037, 2038
[๒๐๓๕] ข้าวน้ำของเรานี้เราจัดไว้เพื่อพราหมณ์ ทั้งหลาย ทานวัตถุนี้ เราเชื่อว่าย่อมเป็นไปเพื่อประ- โยชน์แก่ตน ท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี่ จะมายืนอยู่ ที่นี่เพื่ออะไร เจ้าคนเลว คนอย่างเราย่อมไม่ให้ทาน แก่เจ้า. [๒๐๓๖] ชาวนาทั้งหลายเมื่อหวังผลในข้าวกล้า ย่อมหว่านพืชพันธุ์อาหาร ลงในที่ดอนบ้าง ในที่ ลุ่มบ้าง ในที่เสมอไม่ลุ่มไม่ดอนบ้าง ฉันใด ท่านจง ให้ทานแก่ปฏิคาหกทั้งหลาย ทั่วไปด้วยศรัทธา ฉันนั้น เมื่อท่านให้ทานอยู่อย่างนี้ ไฉนจะพึงได้ทักขิเณยย- บุคคล ที่น่ายินดีเล่า. [๒๐๓๗] เราย่อมตั้งไว้ซึ่งพืชทั้งหลาย ในเขต เหล่าใด เขตเหล่านั้น เรารู้แจ้งแล้วในโลก พราหมณ์ เหล่าใดสมบูรณ์ด้วยชาติและมนต์ พราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นเขต มีศีลเป็นที่รักในโลกนี้. [๒๐๓๘] กิเลสทั้งหลายเหล่านี้คือ ชาติมทะ ความเมาเพราะชาติ ๑ อติมานะ ความดูหมิ่นท่าน ๑ โลภะ ความโลภอยากได้ของเขา ๑ โทสะ ความคิดประ- ทุษร้าย๑มทะ ความประมาทมัวเมา ๑โมหะ ความหลง ๑ ทั้งหมดเป็นโทษ มิใช่คุณ ย่อมมีในเขตเหล่าใด เขตเหล่านั้น ไม่ใช่เขตอันดีมีศีลเป็นที่รัก ในโลกนี้. กิเลสทั้งหลายเหล่านี้คือ ชาติมทะ อติมานะ โลภะ
หน้า 3 ข้อ 2039, 2040, 2041, 2042, 2043
โทสะ มทะ และโมหะ ทั้งหมดเป็นโทษมิใช่คุณไม่มี ในเขตเหล่าใด เขตเหล่านั้น จัดว่าเป็นเขตดีมีศีลเป็นที่ รักในโลกนี้. [๒๐๓๙] คนเฝ้าประตูทั้งสาม คือ อุปโชติยะ อุปวัชฌะ และภัณฑกุจฉิ ไปไหนกันเสียหมดเล่า ท่านทั้งหลายจงลงอาญาและเฆี่ยนตีคนจัณฑาลนี้ แล้ว ลากคอคนลามกนี้ไสหัวไปให้พ้น. [๒๐๔๐] ผู้ใดบริภาษฤาษี ผู้นั้นชื่อว่าขุดภูเขา ด้วยเล็บ ชื่อว่าเคี้ยวกินก้อนเหล็กด้วยฟัน ชื่อว่าพยา- ยามกลืนกินไฟ. [๒๐๔๑] มาตังคฤาษี ผู้มีสัจจะเป็นเครื่องก้าว ไปในเบื้องหน้าเป็นสภาพ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อพราหมณ์ทั้งหลายแลดูอยู่ได้เหาะหลีกผ่านไปใน อากาศ. [๒๐๔๒] ศีรษะของลูกเรา บิดกลับไปอยู่เบื้อง หลัง แขนเหยียดตรงไปไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือน คนตาย ใครมาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้. [๒๐๔๓] สมณะรูปหนึ่ง มีปกตินุ่งห่มไม่สมควร สกปรกดุจปีศาจ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่ ผ้าขี้ริ้ว ที่ได้จากกองขยะไว้ที่คอ ได้มา ณ ที่นี้ สมณะ รูปนั้น ได้ทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้.
หน้า 4 ข้อ 2044, 2045, 2046, 2047, 2048
[๒๐๔๔] ดูก่อนมาณพทั้งหลายสมณะผู้มีปัญญา เสมอด้วยแผ่นดิน ได้ไปแล้วสู่ทิศใด ท่านทั้งหลาย จงบอกเนื้อความนั้นแก่เรา เราจักไปยังสำนักของท่าน ขอให้ท่านอดโทษนั้นเสีย ไฉนหนอ เราจะพึงได้ชีวิต บุตรคืนมา. [๒๐๔๕] ฤๅษีผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดินได้ไป แล้วในอากาศวิถี ราวกะว่าพระจันทร์ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ อันอยู่ท่ามกลางระหว่างอากาศ อนึ่ง พระฤๅษี ผู้มีปฏิญาณ มั่นในสัจจะทรงคุณธรรมอันดีงามนั้น ได้ไปทางทิศบูรพา. [๒๐๔๖] ศีรษะของลูกเรา บิดกลับไปอยู่เบื้อง- หลัง แขนเหยียดตรงไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือน คนตาย ใครมาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้. [๒๐๔๗] ยักษ์ทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพมากมีอยู่แล ยักษ์เหล่านั้น พากันติดตามพระฤๅษีมีคุณธรรมมาแล้ว รู้ว่าบุตรของท่านมีจิตคิดประทุษร้าย ก็โกรธเคืองจึง ทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้แล. [๒๐๔๘] ถ้ายักษ์ทั้งหลายได้ทำบุตรของดิฉันให้ เป็นอย่างนี้ ขอท่านผู้เป็นพรหมจารีเท่านั้น อย่าได้ โกรธบุตรดิฉันเลย ดิฉันขอถึงฝ่าเท้าของท่านนั่นแหละ เป็นที่พึ่ง ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ดิฉันตามมาก็เพราะ ความเศร้าโศกถึงบุตร.
หน้า 5 ข้อ 2049, 2050, 2051, 2052
[๒๐๔๙] ในคราวที่บุตรของท่านด่าเราก็ดี และ เมื่อท่านมาอ้อนวอนอยู่ ณ บัดนี้ก็ดี จิตคิดประทุษร้าย แม้หน่อยหนึ่ง มิได้มีแก่เราเลย แต่บุตรของท่านเป็น คนประมาท เพราะความมัวเมาว่า เรียนจะไตรเพท แม้ถึงจะเรียนจบไตรเพทแล้ว ก็ยังไม่รู้จักสิ่งที่เป็น ประโยชน์. [๒๐๕๐] ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ความจำของ บุรุษ ย่อมเลื่อนลืมได้ โดยครู่เดียวเป็นแน่แท้ ท่าน ผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ขอได้โปรดยกโทษ สักครั้งเถิด บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้ไม่มีความ โกรธเป็นกำลัง. [๒๐๕๑] มัณฑัพยมาณพ บุตรของท่าน ผู้มี ปัญญาน้อย จงบริโภคก้อนข้าวที่เราฉันเหลือนี้เถิด ยักษ์ทั้งหลายจะไม่พึงเบียดเบียนบุตรของท่านเลย อนึ่ง บุตรของท่านจะหายโรคในทันที. [๒๐๕๒] พ่อมัณฑัพยะ เจ้ายังเป็นคนโง่เขลา มีปัญญาน้อย เจ้าเป็นผู้ไม่ฉลาดในเขตบุญทั้งหลาย ได้ให้ทานในหมู่ชนผู้ประกอบด้วยกิเลส ดุจน้ำฝาด- ใหญ่ มีกรรมเศร้าหมองไม่สำรวม บรรดาทักขิเณยย- บุคคลของเจ้าบางพวกเกล้าผมเป็นเซิง นุ่งห่มหนังเสือ
หน้า 6 ข้อ 2053
ปากรกรุงรังไปด้วยหนวดเครา ดังปากบ่อน้ำเก่ารกไป ด้วยกอหญ้า เจ้าจงดูหมู่ชนที่มีรูปร่างน่าเกลียดนี้ การ เกล้าผมผูกเป็นเซิง หาผู้ป้องกันผู้มีปัญญาน้อยได้ไม่ ท่านเหล่าใด สำรอก ราคะ โทสะ และอวิชชาแล้ว หรือเป็นพระอรหันต์ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ทานที่บุคคล ถวายในท่านเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก. [๒๐๕๓] เมื่อพระเจ้าเมชฌราช เข้าไปทำลาย ชีวิต ท่านมาตังคบัณฑิต ผู้ยิ่งยศ วงศ์กษัตริย์ เมชฌ- ราช พร้อมด้วยราชบริษัท ก็ได้ขาดสูญลงตั้งแต่นั้นมา. จบมาตังคชาดกที่ ๑
หน้า 7 ข้อ 2053
อรรถกถาวีสตินิบาต อรรถกถามาตังคชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ อุเทนราชวงศ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กุโต นุ อาคจฺฉสิ ทุมฺมวาสี ดังนี้. ความพิสดารว่า ในกาลครั้งนั้น ท่านพระปิณโฑลภารทวาชะ เหาะมาจากพระเชตวันมหาวิหารทางอากาศ ไปสู่พระราชอุทยานของพระเจ้า อุเทน ในเมืองโกสัมพี เพื่อพักผ่อนในเวลากลางวันโดยมาก. ได้ยินว่า ในภพก่อน ๆ พระเถรเจ้าเคยเสวยราชย์ ครอบครองสมบัติมีบริวารเป็นอันมาก ในพระราชอุทยานนั้นตลอดกาลนาน. ด้วยบุรพจรรยาที่ได้เคยสั่งสมมา พระ- เถระจึงมักไปนั่งพักผ่อนกลางวันในพระราชอุทยานนั้นเสมอมา ในกาลเวลา ล่วงไป ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติโดยมาก วันหนึ่ง เมื่อพระเถระไปนั่งพักผ่อน อยู่ที่โคนต้นรังอันมีดอกบานสะพรั่งดี ในพระราชอุทยานนั้น พระเจ้าอุเทน ทรงพระดำริว่า เราจักดื่มน้ำจัณฑ์ฉลองใหญ่ แล้วเล่นอุยยานกีฬา ตลอด ๗ วัน แล้วจึงเสด็จไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยราชบริพารเป็นอันมาก ทรงซบพระเศียรลงบนตักของนางสนมคนหนึ่ง บนแท่นมงคลศิลาอาสน์ แล้ว ทรงนิทราหลับสนิท เพราะความเมามายในการเสวยน้ำจัณฑ์ เหล่านางสนม ที่นั่งขับกล่อม ต่างวางเครื่องดุริยางคดนตรีไว้แล้ว เข้าไปสู่พระราชอุทยาน กำลังเลือกเก็บดอกไม้ และผลไม้เป็นต้นอยู่ เห็นพระเถระแล้ว พากันไป กราบไหว้แล้วนั่งอยู่. พระเถระจึงนั่งแสดงธรรมกถาแก่หญิงเหล่านั้น. ฝ่าย
หน้า 8 ข้อ 2053
นางสนม ที่นั่งให้พระเจ้าอุเทนหนุนตัก จึงสั่นพระเพลาให้กระเทือน เตือน พระราชาให้ตื่นบรรทม เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า หญิงถ่อยเหล่านั้นไปไหน กันหมด ? จึงกราบทูลว่า หญิงเหล่านั้นไปนั่งล้อมสมณะรูปหนึ่งอยู่. ท้าวเธอ สดับดังนั้น ก็ทรงพระพิโรธ เสด็จไปด่า บริภาษพระเถระ แล้วตรัสว่า เอาเถิด เราจักให้มดแดงรุมต่อยสมณะรูปนี้ แล้วตรัสสั่งให้เอารังมดแดง มาแกล้งทำ ให้กระจายลงที่ร่างกายพระเถระ ด้วยอำนาจแห่งความพิโรธ. พระเถระเหาะขึ้น ไปยืนในอากาศ ให้โอวาทพระราชา แล้วเหาะลอยไปลงตรงประตูพระคันธกุฏี ที่พระเขตวันนั่นเอง เมื่อพระตถาคตเจ้าตรัสถามว่า เธอมาจากไหนจึงกราบทูล เนื้อความนั้นให้ทรงทราบ. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะ พระเจ้า อุเทนเบียดเบียนบรรพชิตทั้งหลาย แต่ในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน ก็เบียดเบียนมาแล้วเหมือนกัน พระปิณโฑลภารทวาชะทูลอาราธนา จึงทรงนำ อดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้. ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนคร- พาราณสี พระมหาสัตว์บังเกิดในกำเนิดตระกูลคนจัณฑาลภายนอก พระนคร. มารดาบิดาขนานนามเขาว่า มาตังคมาณพ. ในเวลาต่อมา มาตังคมาณพ เจริญวัยแล้ว ได้มีนามปรากฏว่ามาตังคบัณฑิต. ในกาลนั้น ธิดาเศรษฐีในเมืองพาราณสี ชื่อ ทิฏฐมังคลิกา เมื่อถึงวาระเดือนหนึ่ง หรือ กึ่งเดือน ก็พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก จะไปยังอุทยานเพื่อเล่นสนุกสนาน กัน. อยู่มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์มาตังคบัณฑิต เดินทางเข้าไปยังพระนคร ด้วยกิจธุระบางประการ ได้เห็นนางทิฎฐมังคลิกา ระหว่างประตู จึงหลบไป ยืนแอบอยู่ ณ เอกเทศหนึ่ง. นางทิฏฐมังคลิกา มองดูตามช่องม่าน เห็น พระโพธิสัตว์จึงถามว่า นั่นเป็นใคร ? เมื่อบริวารชนตอบว่า ข้าแต่แม่เจ้า
หน้า 9 ข้อ 2053
ผู้นั้นเป็นคนจัณฑาล จึงคิดว่า เราเห็นคนที่ไม่สมควรจะเห็นแล้วหนอ ดังนี้ แล้ว จึงล้างตาด้วยน้ำหอม กลับแค่นั้น. ส่วนมหาชนที่ออกไปกับธิดาของ ท่านเศรษฐี บริภาษว่า เฮ้ยไอ้คนจัณฑาลชาติชั่ว เพราะอาศัยเจ้าแท้ ๆ วันนี้ พวกเราจึงไม่ได้ลิ้มสุราและกับแกล้มที่ไม่ต้องซื้อหา อันความโกรธครอบงำ แล้ว จึงรุมซ้อมมาตังคบัณฑิต ด้วยมือและเท้า จนถึงสลบแล้วหลีกไป. มาตังคบัณฑิตสลบไปชั่วครู่ กลับฟื้นขึ้นรู้ตัว คิดว่า บริวารชนของนาง ทิฏฐมังคลิกา โบยตีเราผู้ไม่มีความผิด โดยหาเหตุมิได้ เราได้นางทิฏฐมังคลิกา เป็นภรรยาแล้วนั่นแหละ. จึงจะยอมลุกขึ้น ถ้าไม่ได้จักไม่ยอมลุกขึ้นเลย ครั้นตั้งใจดังนี้แล้ว จึงเดินไปนอนที่ประตูเรือนบิดาของนางทิฏฐมังคลิกานั้น. เมื่อเศรษฐีผู้บิดาของนางทิฎฐมังคลิกา มาถามว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงมานอน ที่นี่ ? มาตังคบัณฑิตจึงตอบว่า เหตุอย่างอื่นไม่มี แต่ข้าพเจ้าต้องการนาง ทิฏฐมังคลิกาเป็นภรรยา. ล่วงมาได้วันหนึ่ง เศรษฐีนั้นก็มาถามอีก พระ- โพธิสัตว์ก็ตอบยืนยันอยู่อย่างนั้น จนล่วงมาถึงวันที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ และ ที่ ๖ พระโพธิสัตว์ก็ยังคงนอนและตอบยืนยันอย่างนั้น. ธรรมดาว่าการ อธิษฐานของพระโพธิสัตว์ทั้งหลายย่อมสำเร็จ เพราะเหตุนั้น เมื่อครบ ๗ วัน คนทั้งหลายมีท่านเศรษฐีเป็นต้น จึงนำนางทิฏฐมังคลิกามามอบให้มาตังค- บัณฑิต. ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา กล่าวกะมาตังคบัณฑิตว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เป็นสามี เชิญท่านลุกขึ้นเถิด เราจะไปเรือนของท่าน. มาตังคบัณฑิตจึง กล่าวว่า นางผู้เจริญ เราถูกบริวารชนของเจ้าโบยตีเสียยับเยิน จนทุพลภาพ เจ้าจงยกเราขึ้นหลังแล้วพาไปเถิด. นางก็ทำตามสั่ง เมื่อชาวพระนครกำลัง มองดูอยู่นั่นแล ก็พามาตังคบัณฑิตออกจากพระนครไปสู่จัณฑาลคาม. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ มิได้ล่วงเกินนางให้ผิดประเพณีแห่งเผ่าพันธุ์ วรรณะ ให้นางพักอยู่ในเรือนสอง-สามวัน แล้วคิดว่า เมื่อตัวเราจักกระทำให้
หน้า 10 ข้อ 2053
นางถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภยศ จำต้องบวชเสียก่อน จึงจักสามารถกระทำได้ นอกจากนี้แล้วไม่มีทาง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงเรียกนางมากล่าวว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เมื่อเรายังไม่ได้นำอะไร ๆ ออกมาจากป่า การครองชีพ ของเราทั้งสองย่อมเป็นไปไม่ได้ เจ้าอย่ากระสันวุ่นวายไปจนกว่าเราจะกลับมา เราจักเข้าไปสู่ป่าดังนี้แล้ว กล่าวเตือนบริวารว่า แม้พวกเจ้าผู้อยู่เฝ้าเรือน ก็อย่าละเลย ช่วยดูนางผู้เป็นภรรยาของเราด้วย ดังนี้ แล้วก็เข้าไปสู่ป่าบรรพชา เพศเป็นสมณะ มิได้ประมาทมัวเมา บำเพ็ญสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้ เกิดขึ้นในวันที่ ๗ คิดว่า บัดนี้เราจักสามารถเป็นที่พึ่ง แก่นางทิฏฐมังคลิกาได้ จึงเหาะมาด้วยฤทธิ์ไปลงตรงประตูจัณฑาลคาม แล้วได้เดินไปสู่ประตูเรือนของ นางทิฏฐมังคลิกา. นางได้ยินข่าวการมาของมาตังคบัณฑิตแล้วจึงออกจากเรือน แล้วร้องไห้คร่ำครวญว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี เหตุไฉนท่านจึงไปบวช ทิ้ง ฉันไว้ไร้ที่พึ่งเล่า. ลำดับนั้น มาตังคดาบสจึงปลอบโยนนางว่า ดูก่อนน้องนาง ผู้เจริญ เจ้าอย่าเสียใจไปเลย คราวนี้เราจักกระทำให้เจ้ามียศใหญ่ยิ่งกว่ายศที่ มีอยู่เก่าของเจ้า ก็แต่ว่า เจ้าจักสามารถประกาศแม้ข้อความเพียงเท่านี้ ใน ท่ามกลางบริษัทได้ไหมว่า มาตังคบัณฑิตไม่ใช่สามีของเรา ท้าวมหาพรหม เป็นสามีของเรา ดังนี้. นางรับคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ดิฉันสามารถ ประกาศได้. มาตังคดาบสจึงกล่าวว่า คราวนี้ถ้ามีผู้ถามว่า สามีของเธอไปไหน? ก็จงตอบว่า ไปพรหมโลก เมื่อเขาถามว่าเมื่อไรจักมา จงบอกเขาว่า นับแต่ วันนี้ไปอีก ๗ วัน ท้าวมหาพรหมผู้เป็นสามีของเราจักแหวกพระจันทร์มาใน วันเพ็ญ. ครั้นมหาสัตว์เจ้ากล่าวกะนางอย่างนี้แล้ว ก็เหาะกลับไปสู่หิมวันต ประเทศทันที ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกาก็เที่ยวไปยืนประกาศข้อความตามที่ พระโพธิสัตว์สั่งไว้ ในที่ทุกหนทุกแห่งท่ามกลางมหาชน ในพระนครพาราณสี.
หน้า 11 ข้อ 2053
มหาชนชาวพาราณสีพากันเชื่อว่า ท้าวมหาพรหมของเรามีอยู่จริง จะยังไม่ได้ เป็นอะไรกันกับนางทิฏฐมังคลิกา ข้อนั้นจักเป็นความจริงอย่างนี้แน่. ฝ่ายพระโพธิสัตว์ ครั้นถึงวัน บุรณมีดิถีเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ในยามเมื่อ พระจันทร์ตั้งอยู่ท่ามกลางทิฆัมพร ก็เนรมิตอัตภาพเป็นท้าวมหาพรหม บันดาลแว่นแคว้นกาสิกรรัฐทั้งสิ้น ซึ่งมีอาณาเขต กว้างยาว ๑๒ โยชน์ ให้ รุ่งโรจน์สว่างไสวเป็นอันเดียวกัน แล้วแหวกมณฑลแห่งพระจันทร์ เหาะลง มาเวียนวนเบื้องบน พระนครพาราณสี ๓ รอบ เมื่อมหาชนบูชาอยู่ ด้วยเครื่อง สักการะ มีของหอม และระเบียบดอกไม้เป็นต้น ได้บ่ายหน้าไปหมู่บ้าน จัณฑาลคาม. บรรดาประชาชนที่นับถือพระพรหม ก็ประชุมกัน พากันไป ยังหมู่บ้านจัณฑาลคาม ช่วยกันเอาผ้าขาวที่บริสุทธิ์สะอาด ปิดบังเรือนของ นางทิฏฐมังคิกา แล้วไล้ทาพ่นเรือนด้วยของหอมจตุรชาติ โปรยดอกไม้ เรี่ยรายไว้ จัดแจงปักไม้ดาดเพคานเบื้องบน แต่งตั้งที่นอนใหญ่ไว้แล้วจุดตาม ประทีปด้วยน้ำมันหอม แล้วช่วยกันขนทรายขาวราวกับแผ่นเงินมาโปรยไว้ที่ ประตูเรือน แล้วแขวนพวงดอกไม้ ผูกธงทิวปลิวไสวงดงาม. เมื่อมหาชน ตกแต่งบ้านเรือนอย่างนี้เสร็จแล้ว พระมหาสัตว์เจ้าจึงเลื่อนลอยลงจากนภากาศ เข้าไปภายใน แล้วนั่งบนที่นอนหน่อยหนึ่ง. ในกาลนั้น นางทิฏฐมังคลิกา กำลังมีระดู. ครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ เอาหัวแม่มือเบื้องขวาลูบคลำนาภีของนาง. นางตั้งครรภ์ทันที ต่อมาพระมหาสัตว์ จึงเรียกนางมาบอกว่า น้องนางผู้เจริญ เจ้าตั้งครรภ์แล้ว จักคลอดบุตรเป็นชาย ทั้งตัวเจ้าและบุตรจักเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยลาภยศอันเลิศล้ำ น้ำสำหรับล้างเท้าของเจ้าจักเป็นน้ำอภิเษก สรง ของ พระราชาในชมพูทวีปทั้งสิ้น สำหรับน้ำอาบของเจ้า จักเป็นโอสถอมตะ ชน เหล่าใดนำน้ำอาบของเจ้าไปรดศีรษะ ชนเหล่านั้นจักหายจากโรคทุก ๆ อย่าง
หน้า 12 ข้อ 2053
ทั้งปราศจากเสนียดจัญไร กาลกรรณี อนึ่ง ผู้คนที่วางศีรษะลงบนหลังเท้า ของเจ้า กราบไหว้อยู่ จักให้ทรัพย์พันหนึ่ง ผู้ที่ยืนไหว้ในระยะทางที่ฟังเสียง ได้ยิน จักให้ทรัพย์แก่เจ้าหนึ่งร้อย ผู้ทียืนไหว้ในชั่วคลองจักษุ จักให้ทรัพย์ หนึ่งกหาปณะ เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาท ครั้นให้โอวาทนางแล้ว ก็ออกจากเรือน เมื่อมหาชนกำลังมองดูอยู่นั่นเทียว ก็เหาะลอยเข้าไปสู่จันทรมณฑล. ประชาชนที่นับถือพระพรหม ต่างยืนประชุมกันอยู่จนเวลารัตติกาล ผ่านไป ครั้นเวลาเช้า จึงเชิญนางทิฏฐมังคลิกา ขึ้นสู่วอทอง แล้วยกขึ้นด้วย เศียรเกล้า พาเข้าไปสู่พระนคร. มหาชนต่างพากันหลั่งไหลเข้าไปหานาง ด้วย สำคัญว่าเป็นภรรยาของท้าวมหาพรหม แล้วบูชาด้วยเครื่องสักการะ มีของ หอมระเบียบดอกไม้เป็นต้น. คนทั้งหลายผู้ได้ซบศีรษะ บนหลังเท้า กราบ ไหว้ ได้ให้ถุงกหาปณะพันหนึ่ง ผู้ที่ยืนไหว้อยู่ในระยะโสตสดับเสียงได้ยิน ให้ร้อยกหาปณะ ผู้ที่ยืนไหว้ ในชั่วระยะคลองจักษุ ให้หนึ่งกหาปณะ ประ- ชาชนผู้พานางทิฏฐมังคลิกา เที่ยวไปในพระนครพาราณสี อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์ ได้ทรัพย์นับได้ ๑๘ โกฏิ ด้วยอาการอย่างนี้. ลำดับนั้น ประชาชน ทั้งหลาย ครั้นพานางทิฏฐมังคลิกา เที่ยวไปรอบพระนครแล้ว จึงนำเอาทรัพย์ นั้นมาสร้างมหามณฑปใหญ่ท่ามกลางพระนคร แวดวงด้วยม่าน ปูลาดที่นอน ใหญ่ไว้ แล้วเชิญนางทิฏฐมังคลิกา ให้อยู่อาศัยในมณฑปนั้น ด้วยสิริโสภาค อันใหญ่ยิ่ง แล้วเริ่มจัดการก่อสร้างปราสาท ๗ ชั้น มีประตูซุ้มถึง ๗ แห่ง ไว้ ณ ที่ใกล้มหามณฑปนั้น การก่อสร้างอย่างมโหฬารได้มีแล้วในครั้งนั้น. นาง ทิฎฐมังคลิกา ก็คลอดบุตรในมณฑปนั่นเอง. ต่อมาในวันที่จะตั้งชื่อกุมาร พราหมณ์ทั้งหลายจึงมาประชุมกันขนานนามกุมารว่า มัณฑัพยกุมาร เพราะเหตุที่คลอดในมณฑป. แม้ปราสาทนั้น ก็สร้างสำเร็จ โดยเวลา ๑๐ เดือน พอดี จำเดิมแต่นั้นมา นางก็อยู่ในปราสาทนั้น ด้วยยศบริวารเป็นอัน
หน้า 13 ข้อ 2053
มาก. แม้มัณฑัพยกุมาร ก็เจริญวัย พรั่งพร้อมด้วยหมู่บริวารเป็นอันมาก. ในเวลาที่มัณฑัพยกุมาร มีอายุได้ ๗ - ๘ ปี อาจารย์ผู้อุดมด้วยวิทยาการทั้ง หลาย ในพื้นชมพูทวีป จึงประชุมกันให้กุมารนั้น เรียนไตรเพท ๓ พระ- คัมภีร์. มัณฑัพยมาณพนั้นนับแต่ อายุครบ ๑๖ปีบริบูรณ์ ก็เริ่มตั้งนิตยภัตสำหรับ พวกพราหมณ์ทั้งหลาย. พราหมณ์หมื่นหกพันคน ก็ได้บริโภคอาหารในสำนัก ของมัณฑัพยมาณพเป็นประจำ เขาถวายทานแก่พราหมณ์ทั้งหลายที่ซุ้มประตู ที่ ๔. ต่อมาในวันประชุมใหญ่คราวหนึ่ง มัณฑัพยมาณพให้จัดเตรียมข้าวปายาส ไว้ในเรือนเป็นอันมาก. พราหมณ์ทั้งหมื่นหกพัน ก็นั่ง ณ ซุ้มประตูที่ ๔ บริโภคข้าวปายาสอันปรุงดีแล้ว ด้วยเนยข้น เนยใส และน้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ที่เขาจัดมาถวาย ด้วยถาดทองคำ. แม้มัณฑัพยมาณพ ก็ประดับประดาตกแต่ง ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง สวมรองเท้าทอง มือถือไม้เท้าทอง เที่ยวตรวจ ตราการเลี้ยงดู สั่งบริวารชนว่า ท่านทั้งหลายจงให้เนยใสในสำรับนี้ จงให้ น้ำผึ้งที่สำหรับนี้ ดังนี้. ขณะนั้น มาตังคบัณฑิต นั่งอยู่ที่อาศรมบท ในหิมวันตประเทศ ตรวจดูว่า ความประพฤติแห่งบุตรของนางทิฏฐมังคลิกา เป็นอย่างไร ? เห็น การกระทำของเขา โน้มเอียง ไปในลัทธิอันไม่สมควร แล้วคิดว่า วันนี้แหละ เราจักไปทรมานมาณพ ให้บริจาคทาน ในเขตที่บุคคลให้แล้วมีผลมาก แล้ว จึงจักกลับมา ดังนี้แล้ว เหาะไปสู่สระอโนดาตโดยทางอากาศ ทำกิจวัตรมีการ ล้างหน้าเป็นต้นแล้ว ยืนอยู่ที่พื้นมโนศิลา ครองจีวรสองชั้น คาดรัดประคด มั่น แล้วห่มผ้าสังฆาฏิ อันเป็นผ้าบังสุกุล เสร็จแล้วถือเอาบาตรดินเหาะมาทาง อากาศ เลื่อนลอยลงตรงโรงทานที่ซุ้มประตูที่ ๔ แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง มัณฑัพยมาณพกำลังตรวจตราดูแลทางโน้นทางนี้อยู่ แลเห็นพระดาบสนั้นแต่ ไกล คิดว่า บรรพชิตรูปนี้ มีรูปร่างคล้ายยักษ์ปีศาจ เปื้อนฝุ่น เห็นปานนี้ มาสู่
หน้า 14 ข้อ 2053
ที่นี่ ท่านมาจากที่ไหนหนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะสนทนา ปราศรัยกับมาตังคดาบส นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า ท่านมีปกตินุ่งห่มไม่สมควร ดุจปีศาจเปรอะ เปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่ผ้าขี้ริ้วที่ได้จากกองขยะ ไว้ที่คอ มาจากไหน ท่านเป็นใคร เป็นผู้ไม่สมควร แก่ทักษิณาทานเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมฺมวาสี ความว่า ท่านเป็นผู้นุ่งห่ม ผ้าเก่าขาดเป็นรอยต่อ ไม่ได้ซักชำระสะสางเลย. บทว่า โอคลฺลโก ความว่า เป็นผู้สกปรกลามก ครองผ้าเห็นเส้นด้ายมากมาย หลุดลุ่ยห้อยย้อยลง. บทว่า ปํสุปีสาจโกว ความว่า คล้ายกับปีศาจยืนอยู่ที่กองขยะ. บทว่า สงฺการโจฬํ ได้แก่ ผ้าท่อนเก่าที่เก็บได้ในกองหยากเยื่อ. บทว่า ปฏิมุญฺจ แปลว่า สวมใส่. บทว่า อทกฺขิเณยฺโย ความว่า ท่านเป็นผู้ไม่สมควรแก่ทักษิณาทาน มาสู่สถานที่นั่งของพระทักขิเณยยบุคคลชั้นเยี่ยมเหล่านั้น แต่ที่ไหนเล่า ? พระมหาสัตว์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะสนทนากับมัณฑัพยมาณพ ด้วยจิต ที่เยือกเย็นอ่อนโยน จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า ข้าวน้ำนี้ท่านจัดไว้เพื่อท่านผู้เรืองยศ พราหมณ์ ทั้งหลาย ย่อมขบเคี้ยวบริโภค และดื่มข้าวน้ำของท่าน นั้น ท่านรู้จักข้าพเจ้าว่า เป็นผู้อาศัยโภชนะที่ผู้อื่นให้ เลี้ยงชีวิต แม้ถึงจะเป็นคนจัณฑาล ก็ขอจงได้ก้อน ข้าวบ้างเถิด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกตํ แปลว่า จัดแจงไว้. บทว่า ยสสฺสินํ แปลว่า สมบูรณ์ด้วยบริวาร. บทว่า ตํ ขชฺชเร ความว่า พราหมณ์ทั้งหลาย
หน้า 15 ข้อ 2053
ขบเคี้ยว บริโภค และ ดื่มกิน ของนั้นอยู่ทีเดียว เพราะเหตุไร ท่านจึงโกรธ เคืองข้าพเจ้า. บทว่า อุตฺติฏฺปิณฺฑํ ได้แก่ก้อนข้าว อันจำต้องยืนขอจึงได้ หรือ ก้อนข้าว อันคนทั้งหลายลุกขึ้นยืนให้ จะพึงได้ ก็เพราะยืนอยู่ข้างหลัง. บทว่า ลภตํ สปาโก ความว่า แม้จะเป็น สปากจัณฑาล ก็ขอ จึงได้ เพราะว่าพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ ย่อมได้โภชนะทุกแห่งหน แต่ สำหรับสปากจัณฑาลเล่า ใครเขาจักให้ ข้าพเจ้าหาปิณฑะได้อย่างแร้นแค้น เพราะฉะนั้น ดูก่อนกุมาร ท่านจงบอกให้โภชนะแก่เรา เพื่อเป็นเครื่องยัง ชีพให้เป็นไปเถิด. ลำดับนั้น มัณฑัพยกุมารจึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าวน้ำของเรานี้ เราจัดไว้เพื่อพราหมณ์ทั้งหลาย ทานวัตถุนี้ เราเชื่อว่า ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ ตน ท่านจงหลีกไปเสียจากที่นี่ จะมายืนอยู่ที่นี่เพื่อ อะไร เจ้าคนเลว คนอย่างเราย่อมไม่ให้ทานแก่เจ้า ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตตฺถาย ความว่า เพื่อประโยชน์แก่ ความเจริญของตน. บทว่า อเปหิ เอโต ความว่า ท่านจงหลีกไปเสียจาก ที่นี่. บทว่า น มาทิสา ความว่า ดูก่อนท่านผู้มีเชื้อชาติเลวทราม คน เช่นเราย่อมถวายทานแก่พราหมณ์อุทิจจโคตรทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ ย่อมไม่ให้ทานแก่ท่านผู้เป็นคนจัณฑาล ท่านจงไปเสียเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ กล่าวคาถาความว่า
หน้า 16 ข้อ 2053
ชาวนาทั้งหลายเมื่อหวังผลในข้าวกล้า ย่อม หว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารลงในที่ดอนบ้าง ในที่ลุ่มบ้าง ในที่เสมอไม่ลุ่ม ๆ ดอน ๆ บ้างฉันใด ท่านจงให้ทาน แก่ปฏิคาหกทั้งหลาย ด้วยศรัทธานี้ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อให้ทานอยู่อย่างนี้ ไฉนจะพึงได้ทักขิเณยบุคคล ที่น่ายินดีเล่า ดังนี้. คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนกุมาร ชาวนาทั้งหลาย เมื่อ หวังผลข้าวกล้า ย่อมหว่านพืชพันธุ์ธัญญาหารลงในเนื้อที่นา แม้ทั้ง ๓ อย่าง ในกาลที่ฝนตกมากเกินไป ข้าวกล้าในนาดอนนั้น ย่อมสำเร็จผล ข้าวกล้าใน นาลุ่มย่อมเสียหาย ส่วนข้าวกล้าที่อาศัยแม่น้ำและพึงกระทำในที่เสมอ ไม่ลุ่ม ไม่ดอน ย่อมถูกห้วงน้ำพัดไปเสีย ในเมื่อฝนตกเล็กน้อย ข้าวกล้าในนาดอน ย่อมเสียหายไม่ได้ผล ข้าวกล้าในนาลุ่มย่อมได้ผลเล็กน้อย ส่วนข้าวกล้าในนา ที่ไม่ลุ่มไม่ดอน คงได้ผลดีทีเดียว ในกาลที่ฝนตกสม่ำเสมอไม่มากไม่น้อย ข้าวกล้าในนาดอนได้ผลเล็กน้อย แต่ข้าวกล้าในนานอกนี้ ย่อมได้ผลบริบูรณ์ ดี เพราะฉะนั้น ชาวนาทั้งหลาย เมื่อหวังผลข้าวกล้า ย่อมเพาะหว่านในเนื้อ นาทั้ง ๓ อย่างฉันใด แม้ท่านก็จงบริจาคทานแก่ปฏิคาหกทั้งหลายผู้มาแล้ว ๆ ทั้งหมด ด้วยศรัทธาคือผลนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อท่านบริจาคทานอยู่อย่างนี้ ไฉนเล่าจะพึงให้ยินดี คือได้ทักขิเณยบุคคลที่ดี ดังนี้. ลำดับนั้น มัณฑัพยมาณพจึงกล่าวคาถาต่อไปความว่า เราย่อมตั้งไว้ ซึ่งพืชทั้งหลายในเขตเหล่าใด เขตเหล่านั้นเรารู้แจ้งแล้วในโลก พราหมณ์เหล่าใด สมบูรณ์ด้วยชาติแลมนต์ พราหมณ์เหล่านั้นชื่อว่าเป็น เขต มีศีลเป็นที่รักในโลกนี้ ดังนี้.
หน้า 17 ข้อ 2053
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสาหํ ตัดบทเป็น เยสุ อหํ. บทว่า ชาติมนฺตูปนฺนา ความว่า พราหมณ์เหล่าใดเป็นผู้เข้าถึง ด้วยชาติและมนต์ ทั้งหลาย. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า กิเลสทั้งหลายเหล่านี้ คือ ชาติมทะ ความเมา เพราะชาติ ๑ อติมานะ ความดูหมิ่นท่าน ๑ โลภะ ความโลภอยากได้ของเขา ๑ โทสะ ความคิดประทุษ- ร้าย ๑ มทะ ความประมาทมัวเมา ๑ โมหะ ความหลง ๑ ทั้งหมดเป็นโทษมิใช่คุณ ย่อมมีในเขตเหล่าใด เขต เหล่านั้นไม่ใช่เขตอันดีมีศีลเป็นที่รักในโลกนี้ กิเลส ทั้งหลายเหล่านี้คือ ชาติทะ อติมานะ โลภะ โทสะ มทะ และโมหะ ทั้งหมดเป็นโทษมิใช่คุณ ไม่มีใน เขตเหล่าใด เขตเหล่านั้นจัดว่าเป็นเขตมีศีล เป็นที่รัก ในโลกนี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโท ได้แก่ความเมาเพราะชาติอันบังเกิด ขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยชาติ. บทว่า อติมานตา ได้แก่ ความประพฤติดูหมิ่นว่าคนอื่นที่จะเสมอ กับเราโดยชาติเป็นต้นไม่มี. กิเลสทั้งหลายมีความโลภเป็นต้น เป็นเพียงความ อยากได้ ความคิดประทุษร้าย ความมัวเมา และความหลงเท่านั้น. บทว่า อเปสลานิ ความว่า ก็บุคคลทั้งหลายเห็นปานนี้ เป็นผู้มิใช่ มีศีลเป็นที่รัก ราวกะว่าจอมปลวกอันเต็มไปด้วยอสรพิษฉะนั้น ทานที่บุคคล ให้แล้วแก่บุคคลเห็นปานนี้ ย่อมไม่มีผลมาก เพราะฉะนั้น ท่านอย่าสำคัญ
หน้า 18 ข้อ 2053
ความที่ชนทั้งหลายผู้มิใช่มีศีลเป็นที่รักเหล่านั้นว่า เป็นเขตอันดี เพราะว่า พราหมณ์ ผู้มีชาติและมนต์มิใช่ผู้จะไปสวรรค์ได้ ส่วนชนเหล่าใด เป็นอริยชน เว้นจากการถือชาติและมานะเป็นต้นได้ อริยชนเหล่านั้น เป็นเขตอันดีมีศีล เป็นที่รัก ทานที่บุคคลให้แล้วในอริยชนเหล่านั้นมีผลมาก ทั้งอริยชนเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ให้ไปสวรรค์ได้ ดังนี้. เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอยู่บ่อย ๆ เช่นนี้ มัณฑัพยมาณพนั้น ขุ่นเคือง จึงพูดว่า ดาบสผู้นี้พูดเพ้อเจ้อมากเกินไป คนรักษาประตูเหล่านี้ ไปไหนหมด จงมานำเอาคนจัณฑาลนี้ออกไป แล้วกล่าวคาถา ความว่า คนเฝ้าประตูทั้งสามคือ อุปโชติยะ อุปวัชฌะ และภัณฑกุจฉิ ไปไหนกันเสียหมดเล่า ท่านทั้งหลาย จงลงอาญา และเฆี่ยนตีคนจัณฑาลนี้ แล้วลากคอคน ลามกนี้ไสหัวไปให้พ้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กวตฺถ คตา มีอธิบายว่าโทวาริกบุรุษ ทั้ง ๓ คือ อุปโชติยะ อุปวัชฌะ และภัณฑกุจฉิซึ่งยืนเฝ้าประตูทั้ง ๓ อยู่นี้ ไปไหนกันเสียหมดเล่า. ฝ่ายคนเฝ้าประตูเหล่านั้น ได้ยินถ้อยคำของมัณฑัพยมาณพแล้วก็รีบมา ไหว้แล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐจะสั่งให้พวกผมทำอะไร ? มัณฑัพย- มาณพจึงบอกว่า ท่านทั้งหลายเห็นคนจัณฑาลชาติชั่วคนนี้ที่ไหน ? พวกนาย ประตูกล่าวว่า ท่านผู้ประเสริฐ พวกกระผมไม่เห็นเลย จึงไม่รู้ว่า เขามาจาก ที่ไหน ? เขาดำริว่า ชะรอยมันจะเป็นนักเล่นกล หรือโจรวิชาธรบางคนเป็นแน่ ดังนี้ กล่าวสำทับพวกนายประตูว่า บัดนี้พวกเจ้ายังจะยืนเฉยอยู่ทำไม ? นาย ประตูทั้งสามจึงถามว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ จะโปรดให้พวกผมทำอะไร ?
หน้า 19 ข้อ 2053
มัณฑัพยมาณพ ตอบว่า พวกท่านจงโบยตี ตบ ต่อย ปากเจ้าคนถ่อยจัณฑาล ผู้นี้ทีเดียว แล้วเอาเรียวไม้ไผ่สำหรับลงอาญา. โบยถลกหนังมันขึ้น แล้วฆ่า มันเสียจับคอลากเจ้าคนลามกนี้ไป ให้พ้นจากที่นี่ เมื่อนายประตูทั้ง ๓ ยังไม่ ทันมาใกล้ชิด พระมหาสัตว์ก็เหาะลอยในไปยืนอยู่บนอากาศกล่าวคาถาความว่า ผู้ใดบริภาษฤาษี ผู้นั้นชื่อว่าขุดภูเขาด้วยเล็บ ชื่อว่าเคี้ยวกินก้อนเหล็กด้วยฟัน ชื่อว่าพยายามกลืนกิน ไฟ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตเวทํ ปทหสิ ความว่า ย่อม พยายามเพื่อจะกลืนกินซึ่งไฟ. ก็แล ครั้นพระมหาสัตว์กล่าวดังนี้แล้ว เมื่อมาณพและพราหมณ์ทั้งหลาย กำลังแลดูอยู่ นั่นแล ได้แล่นลอยไปในอากาศ. เมื่อจะประกาศความข้อนี้ พระศาสดาจึงตรัสว่า มาตังคฤาษี ผู้มีสัจจะเป็นเครื่องก้าวไปเบื้องหน้า เป็นสภาพ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เมื่อพราหมณ์ทั้งหลาย แลดูอยู่ ได้เหาะหลีกผ่านไปในอากาศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจปรกฺกโม ความว่า มีความบากบั่น มุ่งก้าวไปข้างหน้าเป็นสภาพ. มาตังคดาบสนั้นแล บ่ายหน้ามุ่งสู่ทิศปราจีน เหาะไปลง ณ ถนน สายหนึ่ง แล้วอธิษฐานว่า ขอรอยเท้าของเราจงปรากฏ แล้วบิณฑบาตใกล้ ประตูด้านทิศปราจีน รวบรวมอาหารที่เจือปนกัน แล้วไปนั่งฉันภัตตาหาร ที่เจือปนกัน ณ ศาลาแห่งหนึ่ง. เทพยดาผู้รักษาพระนครทั้งหลาย กล่าวกันว่า มัณฑัพยกุมารผู้นี้ พูดก้าวร้าวเบียดเบียนพระผู้เป็นเจ้าของเราทั้งหลาย ดังนี้
หน้า 20 ข้อ 2053
อดทนไม่ได้ จึงมาประชุมกัน ลำดับนั้น ยักขเทวดาผู้เป็นหัวหน้า ก็พากัน จับคอของมัณฑัพยกุมารบิดกลับเสีย. เทวดาที่เหลือ ก็พากันจับคอของพราหมณ์ ที่เหลือทั้งหลาย บิดกลับเสียอย่างนั้นเหมือนกัน แต่เพราะเทวดาเหล่านั้น มีจิตอ่อนน้อมในพระโพธิสัตว์ จึงไม่ฆ่ามัณฑัพยมาณพเสีย ด้วยคิดว่าเป็น บุตรของพระโพธิสัตว์ เพียงแต่ทำให้ทรมานลำบากอย่างเดียวเท่านั้น. ศีรษะ ของมัณฑัพยมาณพ บิดกลับไป มีหน้าอยู่เบื้องหลัง มือและเท้าเหยียดตรง แข็งทื่อตั้งอยู่ กระดูกทั้งหลายก็กลับกลายเป็นเหมือนกระดูกของคนที่ตายแล้ว. เขามีร่างกายแข็งกระด้างนอนแซ่วอยู่. ถึงพราหมณ์ทั้งหลายก็สำรอกน้ำลายไหล ออกทางปาก กระเสือกกระสนไปมา. คนทั้งหลายรีบไปแจ้งเรื่องราวแก่นาง ทิฎฐมังคลิกาว่า ข้าแต่แม่เจ้า บุตรของท่านเกิดเป็นอะไรไปไม่ทราบได้ ? นางทิฏฐมังคลิการีบมาโดยเร็ว เห็นบุตรแล้วกล่าวว่า นี่อะไรกัน ? แล้ว กล่าว คาถาความว่า ศีรษะของลูกเรา บิดกลับไปอยู่เบื้องหลัง แขน เหยียดตรงไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือนคนตาย ใคร มาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาเวลิตํ แปลว่า บิดกลับไป. ลำดับนั้น คนผู้ยืนอยู่ในที่นั้น เพื่อจะแจ้งให้นางทราบ จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า สมณะรูปหนึ่ง มีปกตินุ่งห่มไม่สมควรสกปรก ดุจปีศาจ เปรอะเปื้อนด้วยฝุ่นละออง สวมใส่ผ้าขี้ริ้ว ที่ได้จากกองขยะไว้ที่คอ ได้มา ณ ที่นี้ สมณะรูปนั้น ได้ทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้.
หน้า 21 ข้อ 2053
นางทิฎฐมังคลิกาได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า นี้ไม่ใช่พลังของผู้อื่น คงจัก เป็นมาตังคบัณฑิตสามีของเราโดยไม่ต้องสงสัย ก็แต่ว่า ท่านมาตังคบัณฑิตนั้น เป็นนักปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยเมตตาภาวนา คงจักทรมานคนพวกนี้ให้ลำบาก แล้วไปเสีย และท่านจักไปทิศไหนเล่าหนอ. แต่นั้น เมื่อนางจะถามถึงมาตัง- คบัณฑิต จึงกล่าวคาถาความว่า ดูก่อนมาณพทั้งหลาย สมณะผู้มีปัญญาเสมอด้วย แผ่นดิน ได้ไปแล้วสู่ทิศใด ท่านทั้งหลายจงบอก เนื้อความนั้นแก่เรา เราจักไปยังสำนักของท่าน ขอให้ ท่านอดโทษนั้นเสีย ไฉนหนอ เราจะพึงได้ชีวิตบุตร คืนมา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คนฺตฺวาน ความว่า ไปสู่สำนักของ ดาบสนั้น. บทว่า ตํ ปฏิกเรมุ อจฺจยํ ความว่า เราจักกระทำคืน คือ แสดงโทษนั้น ได้แก่ ขอให้ท่านอดโทษนั้นให้. บทว่า ปุตฺตํ ลเภมุ ความว่า ชื่อแม้ไฉน เราพึงได้ชีวิตบุตรคืนมา. ลำดับนั้น มาณพทั้งหลาย ผู้ยืนอยู่ในที่นั้น เมื่อจะบอกความนั้น แก่นาง ได้กล่าวคาถา ความว่า ฤาษีผู้มีปัญญาเสมอด้วยแผ่นดิน ได้ไปแล้วใน อากาศวิถี ราวกะว่าพระจันทน์ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ อันตั้งอยู่ท่ามกลางระหว่างอากาศ อนึ่ง พระฤๅษีผู้มี ปฏิญาณมั่นในสัจจะ ทรงคุณธรรมอันดีงามนั้น ได้ไป ทางทิศบูรพา.
หน้า 22 ข้อ 2053
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปถทฺธุโน ความว่า ดุจพระจันทร์ใน วันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ ตั้งอยู่ท่ามกลางระหว่างอากาศ กล่าวคือทางสัญจรใน อากาศ. บทว่า อปิจาปิ โส ความว่า ก็อีกประการหนึ่งแล พระฤาษีนั้น ไปสู่ทิศบูรพา. นางทิฏฐมังคลิกานั้น สดับคำของมาณพเหล่านั้นแล้ว จึงคิดว่า เราจักไปค้นหาสามีของเรา จึงใช้ให้ทาสีถือเอาน้ำเต้าทองคำกับขันน้ำทองคำ แวดล้อมด้วยหมู่ทาสี เดินไปจนถึงสถานที่ที่พระโพธิสัตว์อธิษฐานเหยียบ รอยเท้าไว้ จึงเดินตามรอยเท้านั้นไป เมื่อพระโพธิสัตว์กำลังนั่งฉันภัตตาหาร อยู่บนตั่งที่ศาลานั้น นางจึงเดินเข้าไปสู่ที่ใกล้พระมหาสัตว์ ทำความเคารพ แล้วยืนอยู่. พระโพธิสัตว์เห็นนางแล้ว จึงเหลือข้าวสุกไว้ในบาตรหน่อยหนึ่ง. นางทิฎฐมังคลิกาจึงถวายน้ำ แก่พระโพธิสัตว์ด้วยน้ำเต้าทอง. พระโพธิสัตว์ จึงล้างมือบ้วนปากลงในบาตรนั้นเอง. ลำดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา เมื่อจะถาม พระโพธิสัตว์ว่า ใครกระทำบุตรของตนให้ถึงอาการอันแปลกประหลาดนั้น จึงกล่าวคาถาความว่า ศีรษะของลูกเราบิดกลับไปอยู่เบื้องหลัง แขน เหยียดตรงไม่ไหวติง นัยน์ตาขาวเหมือนคนตาย ใครมาทำบุตรของเราให้เป็นอย่างนี้. ชื่อว่าคาถาอันเป็นคำถามและคำตอบของชนทั้งสอง ที่ยิ่งไปกว่านั้น มีดังนี้ พระโพธิสัตว์ได้สดับแล้ว จึงตอบนางทิฏฐมังคลิกา โดยคาถาว่า ยักษ์ทั้งหลายผู้มีอานุภาพมากมีอยู่แล ยักษ์ เหล่านั้น พากันติดตามพระฤาษี มีคุณธรรม มาแล้ว รู้ว่าบุตรของท่าน มีจิตคิดประทุษร้าย โกรธเคือง จึงทำบุตรของท่านให้เป็นอย่างนี้แล.
หน้า 23 ข้อ 2053
นางทิฏฐมังคลิกา กล่าวว่า ถ้ายักษ์ทั้งหลายได้ทำบุตรของดิฉันให้เป็นอย่างนี้ ขอท่านผู้เป็นพรหมจารีเท่านั้น อย่าได้โกรธบุตร ดิฉันเลย ดิฉันขอถึงฝ่าเท้าของท่านนั่นแหละเป็นที่พึ่ง ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ดิฉันตามมาก็เพราะความ เศร้าโศกถึงบุตร. พระมหาสัตว์ มาตังคบัณฑิต กล่าวตอบว่า ในคราวที่บุตรของท่านด่าเราก็ดี และเมื่อท่าน มาอ้อนวอนอยู่ ณ บัดนี้ ก็ดี จิตคิดประทุษร้ายแม้ หน่อยหนึ่งมิได้มีแก่เราเลย แต่บุตรของท่านเป็นคน ประมาท เพราะความมัวเมา ว่าเรียนจบไตรเพท แม้จะ เรียนจบไตรเพทแล้ว ก็ยังไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์. นางทิฏฐมังคลิกา ได้สดับดังนั้นแล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นภิกษุ ความจำของบุรุษ ย่อม หลงลืมได้โดยครู่เดียวเป็นแน่แท้ ท่านผู้มีปัญญาเสมอ ด้วยแผ่นดิน ขอได้โปรดอดโทษสักครั้งเถิด บัณฑิต ทั้งหลาย ย่อมไม่เป็นผู้มีความโกรธเป็นกำลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยกฺขา ได้แก่ ยักษ์ทั้งหลายผู้รักษา พระนคร. บทว่า อนฺวาคตา ความว่า ยักษ์ทั้งหลาย มาแล้วรู้อย่างนี้ว่า พระฤาษีทั้งหลาย มีคุณธรรมดี ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติ. บทว่า เต ความว่า ยักษ์เหล่านั้น ครั้นรู้คุณความดีของพระฤาษีแล้ว ก็รู้แจ้งซึ่งบุตรของท่าน อันเป็นผู้กำเริบจิตคิดประทุษร้าย.
หน้า 24 ข้อ 2053
บทว่า ตวญฺเว เม ความว่า ถ้าหากว่ายักษ์ทั้งหลายโกรธเคือง แล้ว ได้กระทำอย่างนี้ ก็จงทำเถิด ขึ้นชื่อว่าเทวดาทั้งหลาย ใคร ๆ อาจทำ ให้สงบระงับ (หายโกรธ) ได้ด้วยดี ด้วยวิธีสักว่าเอาน้ำจอกหนึ่งให้ดื่ม เพราะ เหตุนั้น ดิฉันจึงไม่กลัวเทวดาเหล่านั้น ขออย่างเดียวท่านเท่านั้น ซึ่งเป็นผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ อย่าโกรธเคืองบุตรชายของดิฉันเลย. บทว่า อนฺวาคตา ความว่า ดิฉันเป็นผู้ติดตามมา. นางทิฎฐมังคลิกาเรียกพระมหาสัตว์ว่า ภิกษุ วิงวอนขอร้องให้ไว้ชีวิตบุตร. บทว่า ตเทว ความว่า ดูก่อนนางทิฏฐมังคลิกา ในกาลเมื่อบุตร ของท่านด่าเราอยู่ในคราวนั้นก็ดี และเมื่อท่านมาอ้อนวอนขอโทษ อยู่ในคราว นี้ก็ดี โทสจิตคิดประทุษร้ายมิได้มีแก่เราเลย. บทว่า เวทมเทน ความว่า เพราะความเมา ว่าเราเรียนจบไตรเพทแล้ว. บทว่า อธิจฺจ ความว่า แม้จะ เรียนจบไตรเพทแล้ว ก็ยังไม่รู้จักสิ่งที่เป็นประโยชน์ และมิใช่ประโยชน์. บทว่า มุหุตฺตเกน ความว่า เรียนวิชาอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว ย่อมหลงลืมได้ โดยครู่เดียวเท่านั้น พระมหาสัตว์ ผู้อันนางทิฏฐมังคลิกา อ้อนวอนขอโทษบุตรชายอยู่ อย่างนี้ จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นเราจักให้อมฤตโอสถไปเพื่อขับไล่ยักษ์ทั้งหลาย เหล่านั้น ให้หนีไป แล้วกล่าวคาถา ความว่า มัณฑัพยมาณพ บุตรของท่านผู้มีปัญญาน้อย จงบริโภคก้อนข้าวที่เราฉันเหลือนี้เถิด ยักษ์ทั้งหลาย จะไม่พึงเบียดเบียนบุตรของท่านเลย อนึ่ง บุตรของ ท่านจะหายโรคในทันที. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺติฏฺปิณฺฑํ ได้แก่ ก้อนข้าวที่ฉัน เหลือ. ปาฐะเป็น อุจฺฉิฏฺปิณฺฑํ ดังนี้ก็มี.
หน้า 25 ข้อ 2053
นางทิฏฐมังคลิกา ฟังถ้อยคำของมหาสัตว์แล้ว จึงน้อมขันทองเข้าไป กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นสามี ท่านได้โปรดให้อมฤตโอสถเถิด. พระมหาสัตว์ จึงเทข้าวสุกที่ฉันเหลือกับน้ำล้างมือลงในขันทองนั้น แล้วสั่งว่า ท่านจงหยอด น้ำครึ่งหนึ่งจากส่วนนี้ ใส่ในปากบุตรของท่านก่อนทีเดียว ส่วนที่เหลือจงเอา น้ำผสมใส่ไว้ในตุ่มให้หยอดลงในปากพราหมณ์ที่เหลือทั้งหลาย ชนเหล่านั้น ทั้งหมด ก็จะเป็นผู้หายโรคภัยไข้เจ็บทันที ครั้นกล่าวดังนี้แล้ว ก็เหาะลอย กลับไปสู่หิมวันตประเทศในทันที. ฝ่ายนางทิฏฐมังคลิกา ก็เอาศีรษะทูนขันทอง นั้น กล่าวว่า เราได้อมฤตโอสถแล้ว รีบไปยังนิเวศน์ของตน หยอดน้ำข้าว ล้างมือใส่ในปากบุตรชายของตนก่อน. ยักษ์ผู้เป็นหัวหน้ารักษาพระนคร ก็หนีไป มัณฑัพยมาณพ ลุกขึ้นปัดฝุ่นที่เปื้อนกายแล้วถามว่า ข้าแต่คุณแม่ นี่อะไรกัน นางจึงกล่าวกะบุตรชายว่า เจ้านั่นแหละจักรู้สิ่งที่ตนทำไว้ มาเถิด พ่อคุณ เจ้าจงไปดูความวิบัติแห่งทักขิเณยยชนของเจ้าบ้าง. มัณฑัพยมาณพ เห็นพราหมณ์เหล่านั้น เสือกสนสลบอยู่. ก็ได้เป็นผู้มีวิปฏิสาร เดือดร้อนใจ ลําดับนั้น นางทิฏฐมังคลิกา ผู้มารดาจึงกล่าวกะมัณฑัพยมาณพว่า พ่อมัง- ฑัพยกุมาร เจ้าเป็นคนโง่เขลา ไม่รู้จักสถานที่จะให้ทานมีผลมาก ขึ้นชื่อว่า ทักขิเณยยบุคคลทั้งหลาย มิใช่ผู้มีสภาพเห็นปานนี้ ต้องเป็นเช่นกับมาตังค- บัณฑิต นับแต่นี้ต่อไป เจ้าอย่าให้ทานแก่คนทุศีลจำพวกนี้เลย จงให้ทาน แก่ผู้มีศีลทั้งหลายเถิด ดังนี้ แล้วกล่าวคาถาความว่า พ่อมัณฑัพยะ เจ้ายังเป็นคนโง่เขลามีปัญญาน้อย เจ้าเป็นผู้ไม่ฉลาดในเขตบุญทั้งหลาย ได้ให้ทานใน หมู่ชนผู้ประกอบด้วยกิเลส ดุจน้ำฝาดใหญ่ มีกรรม เศร้าหมอง ไม่สำรวม บรรดาทักขิเณยยบุคคลของเจ้า บางพวกเกล้าผมเป็นเซิง นุ่งห่มหนังเสือ ปากรกรุงรัง
หน้า 26 ข้อ 2053
ไปด้วยหนวดเครา ดังปากบ่อน้ำเก่ารกไปด้วยกอหญ้า เจ้าจงดูหมู่ชนที่มีรูปร่างน่าเกลียดนี้ การเกล้าผมผูก เป็นเซิง หาป้องกันผู้มีปัญญาน้อยได้ไม่ ท่านเหล่าใด สำรอก ราคะ โทสะ และอวิชชาแล้ว หรือเป็นพระ- อรหันตผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ทานที่บุคคลถวายในท่าน เหล่านั้น ย่อมมีผลมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหกฺกสาเวสุ ความว่า ในบรรดาหมู่ชน ผู้ประกอบด้วยกิเลส ดุจน้ำฝาดใหญ่ทั้งหลายได้ให้ทาน ในบุคคลผู้ประกอบ ด้วยกิเลสดุจน้ำฝาด มีราคะเป็นต้นใหญ่. บทว่า ชฏา จ เกสา ความว่า ดูก่อนพ่อมัณฑัพยะ ในทักขิเณยย- บุคคลทั้งหลายของเจ้า บางเหล่าก็เกล้าผมผูกเป็นเซิง. บทว่า อชินา นิวตฺถา ความว่า นุ่งผ้าหนังเสือระคายปลายขนแหลม. บทว่า ชรูทปานํ ว ความว่า ปากรกรุงรัง เพราะมีหนวดเครายาว ราวกะปากบ่อน้ำเก่า รกรุงรังด้วยกอหญ้า. บทว่า ปชํ อมํ ความว่า เจ้าจงพิจารณาดูหมู่ชน ผู้มีรูปร่างหน้าเกลียด ยินดีประดับเพศตน ด้วยเครื่องอันเศร้าหมองนี้ คือเห็นปานฉะนี้. บทว่า ชฏาชินํ ความว่า การที่มุ่นเกล้าทำเป็นชฎาเห็นปานนี้ ไม่ อาจเป็นที่พึ่งต้านทานบุคคลผู้มีปัญญาน้อยได้ กุศลกรรม คือ ศีล ญาณ แล ตบะเท่านั้น จึงจะเป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์เหล่านั้นได้. บทว่า เยสํ ความว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น อันมีความยินดียินร้าย และความหลงเป็นภาพ และอวิชชามีวัตถุ ๘ ประการเหล่านี้ แห่งทักขิเณยยบุคคลทั้งหลายเหล่าใดไป ปราศแล้ว หรือทักขิเณยยบุคคลเหล่าใด ได้นามว่าเป็นพระอรหันต์สิ้นอาสวะ เพราะกิเลสเหล่านั้นไปปราศแล้ว ทานที่บุคคลให้แล้วในทักขิเณยยบุคคล เหล่านั้น มีผลมาก.
หน้า 27 ข้อ 2053
นางทิฏฐมังคลิกากล่าวต่อไปว่า ดูก่อนลูกรัก เพราะเหตุนั้น จำเดิม แต่นี้ไป เจ้าอย่าได้ให้ทานแก่บุคคลผู้ทุศีลเห็นปานนี้ จงให้ทานแก่สมณ- พราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม ผู้ได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ และแก่พระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้งหลายซึ่งมีอยู่ในโลกเหล่านั้น มาเถิดลูกรัก เราจักให้พวกพราหมณ์ ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยชอบพอของเจ้า ดื่มอมฤตโอสถแล้วทำให้หายโรค เสียให้หมด ดังนี้แล้ว จึงให้เอาข้าวสุกที่เป็นเดนเทใส่ลงในตุ่มน้ำ แล้วให้ หยอดลงในปากของพราหมณ์ทั้งหลาย ทั้งหมื่นหกพันคน. พราหมณ์แต่ละคน ได้สติลุกขึ้นปัดฝุ่นที่กายของตน ๆ. ลำดับนั้น พราหมณ์ทั้งหลายเหล่าอื่น พากันติเตียนว่า พราหมณ์เหล่านี้พากันดื่มกินน้ำเดนเหลือของคนจัณฑาล แล้วยกโทษทำไม่ให้เป็นพราหมณ์ต่อไป. พราหมณ์เหล่านั้น มีความละอาย จึงออกจากพระนครพาราณสี ไปสู่แคว้นเมชฌรัฐ แล้วพำนักอยู่ในสำนักของ พระเจ้าเมชฌราช. ส่วนมัณฑัพยมาณพ ยังคงอยู่ในพระนครพาราณสี นั้นต่อไปตามเดิม. ในครั้งนั้น มีพราหมณ์ผู้หนึ่งชื่อ ชาติมันต์ บวชเป็นดาบสอยู่ที่ ริมฝั่งน้ำเวตตวตีนที อาศัยเวตตวตีนครเป็นแหล่งโคจร อาศัยชาติเป็นเหตุ ก่อเกิดมานะยิ่งใหญ่. พระมหาสัตว์มาตังคบัณฑิต คิดว่า เราจักทำลายมานะ ของพราหมณ์นี้ จึงไปยังสถานที่นั้น อาศัยอยู่ด้านเหนือน้ำ ใกล้สำนักของ ชาติมันตดาบส. อยู่มาวันหนึ่ง พระโพธิสัตว์เคี้ยวไม้สีฟันแล้วอธิษฐานว่า ไม้สีฟันนี้จงลอยไปติดอยู่ที่ชฎาของดาบสชาติมันต์ ดังนี้แล้วทิ้งไม้สีฟันนั้นลง ไปในแม่น้ำ. ไม้สีฟันก็ลอยไปติดอยู่ที่ชฎาของชาติมันตดาบส ผู้กำลังอาบน้ำ ชำระกายอยู่. ชาติมันตดาบสเห็นดังนั้น ก็กล่าวบริภาษว่า คนฉิบหาย คน วายร้าย แล้วคิดว่า ไอ้คนกาลกรรณีนี้ มันมาจากไหน เราต้องไปตรวจดู จึงเดินไปตามฝั่งเหนือน้ำ พบพระมหาสัตว์แล้วถามว่า ท่านเป็นชาติอะไร ?
หน้า 28 ข้อ 2053
พระมหาสัตว์ตอบว่า เราเป็นชาติจัณฑาล. ชาติมันตดาบสถานมา ท่านทิ้งไม้ สีฟันลงไปในแม่น้ำใช่ไหม ? พระมหาสัตว์ตอบว่าใช่ ข้าพเจ้าทิ้งไปเอง. ชาติมันตดาบสจึงบริภาษว่า คนฉิบหาย คนวายร้าย คนจัณฑาล คนกาลกรรณี เจ้าอย่าอยู่ในสถานที่นี้เลย จงไปอยู่เสียที่ฝั่งใต้น้ำทางโน้น เมื่อพระมหาสัตว์ ไปอยู่ฝั่งใต้นที ทิ้งไม้สีฟันลงไปในแม่น้ำ ไม้สีฟันนั้น กลับลอยทวนน้ำขึ้น ไปติดอยู่ในชฎาของดาบสนั้นอีก ชาติมันตดาบสโกรธ กล่าวว่าไอ้คนฉิบหาย ไอ้คนถ่อย ถ้าเจ้ายังอยู่ในที่นี้ ศีรษะของเจ้าจักแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง ภายใน เจ็ดวัน. พระมหาสัตว์ดำริว่า ถ้าเราจักโกรธดาบสผู้นี้ ศีลของเราจักขาดไม่ เป็นอันรักษา เราจะทำลายมานะของดาบสด้วยอุบายวิธี ครั้นถึงวันที่ ๗ จึง บันดาลฤทธิ์ ห้ามมิให้พระอาทิตย์ขึ้น. มนุษย์ทั้งหลายพากันวุ่นวาย เข้าไป หาชาติมันตดาบส ถามว่า ท่านขอรับ ท่านห้ามมิให้พระอาทิตย์ขึ้นหรือ ? ดาบสตอบว่า กรรมนั้นไม่ใช่ของเรา แต่มีดาบสจัณฑาลผู้หนึ่งอาศัยอยู่ที่ ริมฝั่งนที ชะรอยกรรมนี้จักเป็นของดาบสจัณฑาลผู้นั้น . มนุษย์ทั้งหลายพา กันเข้าไปหาพระมหาสัตว์เจ้าถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ให้พระอาทิตย์ อุทัยขึ้นหรือ ? พระมหาสัตว์รับว่า ใช่ เราห้ามไม่ให้ขึ้นไปเอง. พวกมนุษย์จึง ถามว่า เพราะเหตุอะไร ? พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า พระดาบสผู้คุ้นเคยใน ตระกูลของท่านทั้งหลายได้สาปแช่งข้าพเจ้า ผู้หาความผิดมิได้ เมื่อดาบสผู้นั้น มาหมอบลงแทบเท้าของข้าพเจ้าเพื่อขอขมาโทษ ข้าพเจ้าจึงจักปล่อยพระอาทิตย์ ให้อุทัยขึ้น. มนุษย์เหล่านั้นพากันไปฉุดลากชาติมันตดาบสนำมา บังคับให้ หมอบลงแทบเท้าของพระมหาสัตว์ให้ขอขมาโทษ แล้วจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านโปรดปล่อยพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้นเถิด. พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า เรายังไม่อาจที่จะปล่อยได้ ถ้าหากว่า เราจักปล่อยพระอาทิตย์ขึ้นไซร้ ศีรษะ
หน้า 29 ข้อ 2053
ของดาบสผู้นี้จักแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อเป็นเช่นนั้นข้าพเจ้าทั้งหลายจะทำอย่างไร? พระมหาสัตว์ จึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงนำเอาก้อนดินเหนียวมา ครั้นให้นำมาแล้ว สั่งว่า จงเอาดินเหนียววางไว้บนศีรษะของดาบสนี้ แล้วบังคับให้ลงไปยืนในน้ำ แล้วจึงปล่อยพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น. ก็เมื่อพระอาทิตย์อุทัยขึ้นไปกระทบเข้า เท่านั้น ก้อนดินเหนียวก็แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. ดาบสก็ดำลงไปในน้ำ. ครั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรมานดาบสนั้นแล้ว จึงใคร่ครวญว่า พราหมณ์หมื่นหกพัน เหล่านั้นไปอยู่ ณ ที่แห่งใดหนอ? ทราบว่า ไปอยู่ในสำนักของพระเจ้าเมชฌราช คิดว่า เราจักไปทรมานพราหมณ์เหล่านั้น แล้วเหาะไปด้วยฤทธิ์ลงที่ใกล้ พระนคร ถือบาตรสัญจรไปเพื่อบิณฑบาตในเวตตวตีนคร. พราหมณ์ทั้งหลายเห็นพระมหาสัตว์แล้ว คิดว่า แม้เมื่อพระดาบสนี้ มาอยู่ในที่นี้ เพียงวันสองวัน ก็จักทำให้เราทั้งหลายไม่มีทีพึ่ง จึงพากันไปยัง ราชสำนักโดยเร็ว กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า มีวิชาธรนักเล่น กล ตนหนึ่งเป็นโจร มาอาศัยอยู่ในพระนครนี้ ขอพระองค์โปรดตรัสสั่งให้จับ มันเถิด. พระราชาก็ตรัสรับรองว่า ดีละ เราจะจัดการ. พระมหาสัตว์ได้มิสสกภัต แล้ว จึงนำมานั่งบนตั่ง พิงฝาแห่งหนึ่งฉันอยู่. ลำดับนั้น ราชบุรุษที่พระราชา ส่งมา ติดตามมา เอาดาบฟันคอพระมหาสัตว์ ซึ่งกำลังบริโภคอาหารอยู่ มิได้ ระมัดระวังตัว ให้ถึงชีพิตักษัย. พระมหาสัตว์นั้นทำกาลกิริยาแล้วไปเกิดใน พรหมโลก. ได้ยินว่า ในชาดกนี้พระโพธิสัตว์ได้เป็นผู้ทรมานโกณฑพราหมณ์ แล้ว และถึงซึ่งชีพิตักษัย เพราะเป็นผู้ขวนขวายที่จะทรมานผู้อื่นเท่านั้น. เทพยดาทั้งหลายพากัน โกรธเคือง จึงบันดาลให้ฝนเถ้ารึงอันร้อนตกลงใน
หน้า 30 ข้อ 2053
เมชฌรัฐทั้งสิ้น ทำให้แว่นแคว้นพินาศไปสิ้น. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ว่า เมื่อพระเจ้า เมชณราช เข้าไปทำลายชีวิต ท่าน มาตังคบัณฑิต ผู้ยงยศ วงศ์กษัตริย์ เมชฌราช พร้อมด้วยราชบริษัท ก็ได้ขาดสูญในกาลครั้งนั้น. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า มิใช่ แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเจ้าอุเทนราช ก็ทรงเบียดเบียน บรรพชิตเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า มัณฑัพยกุมาร ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเจ้าอุเทน ส่วนมาตังคบัณฑิต ได้มาเป็นเราผู้สัมมาสัม- พุทธเจ้า นี้แล. จบอรรถกถามาตังคชาดก
หน้า 31 ข้อ 2054, 2055, 2056
๒. จิตตสัมภูตชาดก ว่าด้วยผลของกรรม [๒๐๕๔] กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อย ที่ จะไม่ให้ผลเป็นไม่มี เราได้เห็นตัวของเรา ผู้ชื่อว่า สัมภูตะ มีอานุภาพมาก อันบังเกิดขึ้นด้วยผลบุญ เพราะกรรมของตนเอง กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสม ไว้แล้ว ย่อมมีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรมแม้จะเล็ก น้อย ที่จะไม่ให้ผลเป็นไม่มี มโนรถของเราสำเร็จ แม้ฉันใด มโนรถแม้ของจิตตบัณฑิต พระเชษฐาของ เรา ก็คงสำเร็จแล้วฉันนั้น กระมังหนอ. [๒๐๕๕] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กรรมทุก อย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมีผลเสมอไป ขึ้นชื่อ ว่ากรรมแม้จะเล็กน้อย ที่จะไม่ให้ผลเป็นอันไม่มี มโนรถของพระองค์สำเร็จแล้ว แม้ฉันใด ขอพระองค์ โปรดทราบเถิดว่า มโนรถของจิตตบัณฑิต ก็สำเร็จ แล้ว ฉันนั้น เหมือนกัน. [๒๐๕๖] เจ้าหรือคือจิตตะ เจ้าได้ฟังคำนี้มา จากคนอื่น หรือว่าใครบอกเนื้อความนี้แก่เจ้า คาถานี้ เจ้าขับดีแล้ว เราไม่มีความสงสัย เราจะให้บ้านส่วย ร้อยตำบลแก่เจ้า.
หน้า 32 ข้อ 2057, 2058, 2059, 2060
[๒๐๕๗] ข้าพระพุทธเจ้า หาใช่จิตตะไม่ ข้า- พระพุทธเจ้าฟังคำนี้มาจากคนอื่น และฤาษีได้บอกเนื้อ ความนี้แก่ข้าพระพุทธเจ้า แล้วสั่งว่า เจ้าจงไปขับคาถา นี้ถวายตอบพระราชา พระราชาทรงพอพระทัยแล้ว จะพึงพระราชทานบ้านส่วยให้แก่เจ้าบ้างกระมัง. [๒๐๕๘] ราชบุรุษทั้งหลายจงเทียมรถของเรา จัดแจงให้ดี ผูกรัดจัดสรรให้งดงามวิจิตร จงผูกรัด สายประคนมงคลหัตถี นายหัตถาจารย์ขึ้นประจำคอ จงนำเอาเภรีตะโพนสังข์มาตระเตรียม เจ้าหน้าที่ทั้ง หลายจงเทียมยานพาหนะโดยเร็ว วันนี้แล เราจักไป เยี่ยมเยียนพระฤาษี ซึ่งนั่งอยู่ ณ อาศรมสถานให้ถึงที่ ทีเดียว. [๒๐๕๙] ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ลาภดีแล้วหนอ คาถา อันข้าพเจ้าขับดีแล้วในท่ามกลางบริษัท ข้าพเจ้าได้พบ พระฤาษีผู้สมบูรณ์ด้วยศีลพรต เป็นผู้มีความชื่นชม ยินดีปีติโสมนัสยิ่งนัก. [๒๐๖๐] ขอเชิญท่านผู้เจริญ โปรดรับอาสนะ น้ำ และรองเท้าของข้าพเจ้าทั้งหมดเถิด ข้าพเจ้ายินดี ต้อนรับท่านผู้เจริญ ในสิ่งของอันมีราคาคู่ควรแก่การ ต้อนรับ ขอท่านผู้เจริญเชิญรับสักการะ อันมีค่าของ ข้าพเจ้าทั้งหลายด้วยเถิด.
หน้า 33 ข้อ 2061, 2062
[๒๐๖๑] ขอเชิญพระเชษฐาทรงสร้างปรางค์- ปราสาท อันเป็นที่อยู่น่ารื่นรมย์ สำหรับพระองค์เถิด จงทรงบำรุงบำเรอด้วยหมู่นารีทั้งหลาย โปรดให้ โอกาสเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แม้เราทั้ง สองก็จะครอบครองอิสริยสมบัตินี้ร่วมกัน. [๒๐๖๒] ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงเห็น ผลแห่งสุจริตอย่างเดียว ส่วนอาตมาภาพเห็นผลแห่ง สุจริตที่สั่งสมไว้แล้ว เป็นวิบากใหญ่ จึงสำรวมตน เท่านั้น มิได้ปรารถนาบุตรปศุสัตว์ หรือทรัพย์ ชีวิต ของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีกำหนดร้อยปีเป็นอย่าง มาก ไม่เกินกำหนดนั้น ย่อมจะเหือดแห้งไป เหมือน ไม้อ้อที่ถูกตัดแล้ว มีแต่จะเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น จะมัวเพลิดเพลินไปไย จะมัวเล่นคึกคะนองไปทำไม ความยินดีจะเป็นประโยชน์อะไร ประโยชน์อะไรด้วย การแสวงหาทรัพย์ จะมีประโยชน์อะไรด้วย บุตรและ ภรรยาสำหรับอาตมา ดูก่อนมหาบพิตร อาตมาพ้น แล้วจากเครื่องผูก อาตมารู้ชัดอย่างนี้ว่า มัจจุราช จะไม่รังควานเราเป็นไม่มี เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบ งำแล้ว ความยินดีจะเป็นประโยชน์อะไร จะมีประ- โยชน์อะไรด้วยการแสวงหาทรัพย์ ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นจอมนระ ชาติกำเนิดของคนเราไม่สม่ำเสมอกัน กำเนิดแห่งคนจัณฑาลจัดว่าเลวทรามในระหว่างมนุษย์
หน้า 34 ข้อ 2063
เมื่อชาติก่อน เราทั้งสองได้อยู่ร่วมกันในครรภ์แห่ง นางจัณฑาลี เพราะกรรมอันชั่วช้าของตน เราทั้งสอง ได้เกิดเป็นคนจัณฑาล ในกรุงอุชเชนี อวันตีชนบท ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นเนื้อสองตัวพี่ น้อง อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครั้นจุติจากอัตภาพนั้น แล้ว ไปเกิดเป็นนกเขาสองตัวพี่น้อง อยู่ฝั่งน้ำรัมมทา- นที ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว คราวนี้ อาตมาภาพ เกิดเป็นพราหมณ์ มหาบพิตรทรงสมภพเป็นกษัตริย์. [ ๒๐๖๓] ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้า ไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย เมื่อนรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้าน ทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำ ตามคำของอาตมา อย่าทรงทำกรรมทั้งหลายอันมีทุกข์ เป็นกำไรเลย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้า ไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย เมื่อนรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจง ทรงทำตามคำของอาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้ง หลาย อันมีทุกข์เป็นผลเลย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็น ของน้อย เมื่อนรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อม ไม่มีผู้ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตร จงทรงทำตามคำของอาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้ง
หน้า 35 ข้อ 2064, 2065
หลาย อันมีศีรษะเกลือกกลั้วไปด้วยธุลี ชีวิตของสัตว์ ทั้งหลายอันชรานำเข้าไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้ง หลายเป็นของน้อย ชราย่อมกำจัดวรรณะของนรชนผู้ แก่เฒ่า ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทำ ตามคำของอาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมที่ให้เข้าถึง นรกเลย. [๒๐๖๔] ข้าแต่ภิกษุ ถ้อยคำของพระคุณเจ้านี้ เป็นคำจริงแท้ทีเดียว พระฤาษีกล่าวไว้ฉันใด คำนี้ก็ เป็นฉันนั้น แต่ว่า กามทั้งหลายของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก กามเหล่านั้น คนเช่นข้าพเจ้าสละได้ยาก. ช้างจมอยู่ ท่ามกลางหล่มแล้ว ย่อมไม่อาจถอนตนไปสู่ที่ดอนได้ ด้วยตนเอง ฉันใด ข้าพเจ้าจมอยู่ในหล่มคือกามกิเลส ก็ยังไม่สามารถปฏิบัติตนตามทางของภิกษุได้ ฉันนั้น. ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ อนึ่ง บุตรจะมีความสุขได้ ด้วยวิธีใด มารดาบิดาก็พร่ำสอนบุตรด้วยวิธีนั้น ฉันใด ข้าพเจ้าละจากโลกนี้ไปแล้ว จะพึงเป็นผู้มีความสุขยืน นานด้วยวิธีใด ขอพระคุณเจ้าโปรดพร่ำสอนข้าพเจ้า ด้วยวิธีนั้น ฉันนั้นเถิด. [๒๐๖๕] ดูก่อนมหาบพิตรผู้จอมนรชน ถ้า มหาบพิตรไม่สามารถจะละกามของมนุษย์เหล่านี้ได้ ไซร้ มหาบพิตรจงทรงเริ่มตั้งพลีกรรมอันชอบธรรม เถิด แต่การกระทำอันไม่เป็นธรรม ขออย่าได้มีใน
หน้า 36 ข้อ 2065
รัฐสีมาของมหาบพิตรเลย. ทูตทั้งหลายจงไปยังทิศทั้ง ๔ นิมนต์สมณพราหมณ์ทั้งหลายมา มหาบพิตร จง ทรงทะนุบำรุงสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ และคิลานปัจจัย มหาบพิตรจงเป็นผู้ มีกมลจิตอันผ่องใส ทรงอังคาสสมณพราหมณ์ ให้ อิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวน้ำ ได้บริจาคทานตามสติ กำลัง และทรงเสวยแล้ว เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย ไม่ติเตียน จงเสด็จเข้าถึงสวรรคสถานเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ก็ถ้าความเมาจะพึงครอบงำ ซึ่งมหา- บพิตร ผู้อันหมู่นารีทั้งหลายแวดล้อมอยู่ มหาบพิตร จงทรงมนสิการคาถานี้ไว้ แล้วพึงตรัสคาถานี้ในท่าม กลางบริษัทว่า เมื่อชาติก่อนเราเป็นคนนอนอยู่กลาง แจ้ง อันมารดาจัณฑาล เมื่อจะไปป่า ให้ดื่มน้ำนม มาแล้ว นอนคลุกคลีอยู่กับสุนัขทั้งหลายจนเติบโต มาบัดนี้ คนนั้นใคร ๆ เขาเรียกกันว่า " พระราชา." จบ จิตตสัมภูตชาดกที่ ๒
หน้า 37 ข้อ 2065
อรรถกถาจิตตสัมภูตชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ภิกษุสองรูป ซึ่งอยู่ร่วมรักกันสนิทเป็นสัทธิงวิหาริก ของท่านพระมหากสัสปะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพํ นรานํ สผลํ สุจิณฺณํ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุสองรูปนั้น ใช้สอยสมณบริขารร่วมกันมีความคุ้นเคย สนิทกันอย่ายิ่ง แม้เมื่อเที่ยวบิณฑบาตก็ไปร่วมกัน ไม่สามารถที่จะพรากจาก กันได้. ภิกษุทั้งหลายนั่งสรรเสริญความคุ้นเคยกันของภิกษุทั้งสองรูปนั้นแหละ ในธรรมสภา พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นกราบทูล ให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย การที่ภิกษุสองรูปนี้เป็นผู้ คุ้นเคยกันในอัตภาพนี้ ไม่น่าอัศจรรย์เลย ก็โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย แม้ถึง จะท่องเที่ยวไประหว่างสามสี่ภพ ก็ไม่ละทิ้งความสนิทสนมกันฐานมิตรเลย เหมือนกันแล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล พระเจ้าอวันตีมหาราช เสวยราชสมบัติในกรุงอุช- เชนี แคว้นอวันตี ในกาลนั้น ด้านนอกกรุงอุชเชนีมีหมู่บ้านคนจัณฑาล ตำบลหนึ่ง. พระมหาสัตว์เจ้าบังเกิดในหมู่บ้านนั้น ต่อมา คัพภเสยยกสัตว์ แม้อื่น ก็มาเกิดเป็นบุตรแห่งน้าหญิงของพระมหาสัตว์นั้นเหมือนกัน . ในกุมาร ทั้งสองนั้นคนหนึ่งซึ่งเป็นพระโพธิสัตว์ ชื่อจิตตกุมาร คนหนึ่งซึ่งเป็นบุตร น้าสาวชื่อสัมภูตกุมาร. กุมารแม้ทั้งสองเหล่านั้น ครั้นเจริญวัยแล้ว เรียน ศิลปศาสตร์ ชื่อว่า จัณฑาลวังสโธวนะ วันหนึ่งชักชวนกัน ว่า เราทั้งสอง จักแสดงศิลปศาสตร์ ที่ใกล้ประตูพระนครอุชเชนี คนหนึ่งแสดงศิลปะที่ประตู
หน้า 38 ข้อ 2065
ด้านทิศเหนือ อีกคนหนึ่งแสดงศิลปะที่ประตูด้านทิศใต้. ก็ในพระนครนั้น ได้มีนางทิฏฐมังคลิกาสองคน คนหนึ่งเป็นธิดาของท่านเศรษฐี อีกคนหนึ่ง เป็นธิดาของท่านปุโรหิตาจารย์. นางทั้งสองได้ให้บริวารชน ถือเอาของขบเคี้ยว และของบริโภคทั้งระเบียบดอกไม้และของหอมเป็นต้นเป็นอันมากไป ด้วยคิดว่า จักเล่นในอุทยาน คนหนึ่งออกทางประตูด้านทิศเหนือ อีกคนหนึ่งออกทาง ประตูด้านทิศใต้. นางทิฎฐมังคลิกากุมารีทั้งสองนั้น เห็นบุตรของคนจัณฑาล สองพี่น้องแสดงศิลปะอยู่ จึงถามว่าคนเหล่านี้เป็นใคร ๆ ได้ฟังว่าเป็นบุตรของ คนจัณฑาล จึงคิดว่า เราทั้งหลายได้เห็นบุคคลที่ไม่สมควรจะเห็นแล้วหนอ แล้วเอาน้ำหอมล้างตาพากันกลับ. มหาชนที่ไปด้วยพากันโกรธ กล่าวว่า เฮ้ย ไอ้คนจัณฑาลชาติชั่ว เพราะอาศัยเจ้าทั้งสอง พวกเราจึงไม่ได้ดื่มสุราและ กับแกล้มที่ไม่ต้องซื้อหา แล้วพากันโบยตีพี่น้องแม้ทั้งสองเหล่านั้น ให้ถึงความ บอบช้ำย่อยยับ พี่น้องทั้งสองเหล่านั้นกลับได้สติฟื้นขึ้นมา จึงลุกขึ้นเดินไปยัง สำนักของกันแลกัน มาพร้อมกัน ณ สถานที่แห่งหนึ่ง แล้วบอกเล่าความทุกข์ ที่เกิดขึ้นนั้นสู่กันฟัง ต่างร้องไห้คร่ำครวญ ปรึกษากันว่า เราทั้งสองจักทำ อย่างไรกันดี แล้วพูดกันว่า เพราะอาศัยชาติกำเนิด ความทุกข์นี้จึงเกิดแก่เรา ทั้งสอง พวกเราไม่สามารถจะกระทำงานของคนจัณฑาลได้จึงตกลงกันว่า เรา ทั้งสองปกปิดชาติกำเนิดแล้ว ปลอมแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาณพ ไปสู่เมือง ตักกศิลา เล่าเรียนศิลปวิทยากันเถิด ดังนี้แล้ว เดินทางไปในพระนครตักกศิลา นั้น เป็นธัมมันเตวาสิกเริ่มเรียนศิลปศาสตร์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เล่าลือกันไปทั่วชมพูทวีปว่า ได้ยินว่า คนจัณฑาลสองพี่น้อง ปกปิดชาติกำเนิด หนีไปเรียนศิลปศาสตร์. ในพี่น้องทั้งสองคนนั้น จิตตบัณฑิตเล่าเรียนศิลปศาสตร์สำเร็จ แต่ สัมภูตกุมารยังเรียนไม่สำเร็จ อยู่มาวันหนึ่ง พราหมณ์ชาวบ้านผู้หนึ่ง มาเชิญ
หน้า 39 ข้อ 2065
อาจารย์ทิศาปาโมกข์ว่า ข้าพเจ้าจักกระทำการสวดมนต์ (ในพิธีมงคล) ในคืน วันนั้นเอง ฝนตกเอ่อล้นซอกมุมเป็นต้นในหนทาง. อาจารย์จึงเรียกจิตตบัณฑิต มาแต่เช้าตรู่ ส่งไปแทนตนโดยสั่งว่าพ่อมหาจำเริญ เราไม่สามารถจะไปได้ เธอจงไปสวดมงคลกถาพร้อมด้วยมาณพทั้งหลาย บริโภคอาหารส่วนที่พวกเธอ ได้รับ แล้วนำอาหารส่วนที่เราได้มาให้ด้วย จิตตบัณฑิตรับคำอาจารย์แล้วพา มาณพทั้งหลายมาแล้ว. คนทั้งหลายคดข้าวปายาสตั้งไว้ หมายว่า กว่ามาณพ ทั้งหลายจะอาบน้ำล้างหน้าเสร็จ ก็จะเย็นพอดี เมื่อข้าวปายาสยังไม่ทันเย็น มาณพทั้งหลายพากันมานั่งในเรือนแล้ว. มนุษย์ทั้งหลายจึงให้น้ำทักษิโณทก ยกสำรับมาตั้งไว้ข้างหน้าของมาณพเหล่านั้น. สัมภูตมาณพ เป็นเหมือนคนมี นิสัยละโมบในอาหาร รีบตักก้อนข้าวปายาสใส่ปาก ด้วยสำคัญว่าเย็นดีแล้ว ก้อนข้าวปายาสซึ่งร้อนระอุเหมือนเหล็กแดง ก็ลวกปากของเขา. เขาสะบัดหน้า สั่นไปทั้งร่าง ตั้งสติไม่อยู่ มองดูจิตตบัณฑิตเผลอกล่าวเป็นภาษาจัณฑาลไป อย่างนี้ว่า " ขลุ ขลุ " ฝ่ายจิตตบัณฑิต ก็ตั้งสติไว้ไม่ได้เหมือนกัน ส่งภาษา จัณฑาลตอบไปอย่างนี้ว่า " นิคคละ นิคคละ " มาณพทั้งหลายต่างมองหน้า แล้วพูดกันว่า นี้ภาษาอะไรกัน ? จิตตบัณฑิตกล่าวมงคลกถาอนุโมทนาแล้ว. มาณพทั้งหลาย จึงออกไปภายนอก แล้วนั่งวิพากย์วิจารภาษากันอยู่ในที่นั้น ๆ เป็นพวก ๆ พอรู้ว่าเป็นภาษาจัณฑาลแล้วจึงด่าว่า เฮ้ย ! ไอ้คนจัณฑาลชาติชั่ว พวกเจ้าหลอกลวงว่าเป็นพราหมณ์มาตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ แล้วช่วยกัน โบยตีมาณพทั้งสอง. ลำดับนั้น สัตบุรุษผู้หนึ่งจึงห้ามว่า ท่านทั้งหลายจงหลีกไป แล้วกัน สองมาณพออกมา แล้วส่งไปโดยพูดว่า นี้เป็นโทษแห่งชาติกำเนิดของท่าน ทั้งสอง จงพากันไปบวชเลี้ยงชีพ ณ ประเทศแห่งใดแห่งหนึ่งเถิด มาณพ
หน้า 40 ข้อ 2065
ทั้งหลายกลับมาแจ้งเรื่องที่มาณพทั้งสองเป็นจัณฑาลให้อาจารย์ทราบทุกประการ แม้มาณพทั้งสอง ก็เข้าป่า บวชเป็นฤาษี ต่อมาไม่นานนัก ก็จุติจากอัตภาพ นั้นไปบังเกิดในท้องของแม่เนื้อ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา จำเดิมแต่คลอดจาก ท้องแม่เนื้อแล้ว มฤคโปดกทั้งสองพี่น้องก็เที่ยวไปด้วยกัน ไม่อาจพรากจาก กันได้. วันหนึ่ง นายพรานผู้หนึ่ง มาเห็นมฤคโปดกทั้งสอง คาบเหยื่อกลับมา แล้วยืนเอาหัวต่อหัว เอาเขาต่อเขา เอาปากต่อปากจรดติดชิดกัน ยืนขนชัน ตั้งอยู่ ณ ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงพุ่งหอกไปที่สัตว์ทั้งสองให้สิ้นชีวิต ด้วยการ ประหารทีเดียวเท่านั้น. ครั้นมฤคโปดกทั้งคู่จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปบังเกิด ในกำเนิดนกเขา อยู่ที่ริมฝั่งน้ำ รัมมทานที. แม้ในอัตภาพนั้นก็มีนายพราน ดักนกผู้หนึ่งมาเห็นลูกนกเขาทั้งสองเหล่านั้นซึ่งเจริญวัยแล้ว ไปเที่ยวคาบเหยื่อ แล้วมายืนเอาหัวซบหัว เอาจะงอยปากต่อจะงอยปากแนบสนิทชิดเรียงยืนเคียง กัน จึงเอาข่ายครอบฆ่าให้ตายด้วยการประหารทีเดียวเท่านั้น. ก็ครั้นจุติจาก อัตภาพนี้แล้ว จิตตบัณฑิตเกิดเป็นบุตรของปุโรหิตในพระนครโกสัมพี. สัม- ภูตบัณฑิตไปเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าอุตตรปัญจาลราช. จำเดิมแต่กาลที่ถึง วันขนานนาม กุมารเหล่านั้น ก็ระลึกชาติหนหลังของตน ๆ ได้. สัมภูตบัณฑิต ราชกุมาร ไม่สามารถระลึกชาติในระหว่างได้ คงระลึกได้เฉพาะชาติที่ ๔ ซึ่ง เกิดเป็นคนจัณฑาลเท่านั้น ส่วนจิตตบัณฑิตกุมาร ระลึกได้ตลอด ๔ ชาติ โดยลำดับ. ในเวลาที่มีอายุได้ ๑๖ ปี จิตตบัณฑิตออกจากเรือนเข้าไปสู่หิมวัน- ต์ประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วย ความสุขอันเกิดแต่ฌาน. ฝ่ายสัมภูตราชกุมารเมื่อพระชนกสวรรคตแล้ว ให้ ยกเศวตฉัตรขึ้นเสวยราชสมบัติแทน ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ด้วยความ เบิกบานพระราชหฤทัย การทำให้เป็นเพลงขับเฉลิมฉลองมงคล ท่ามกลาง
หน้า 41 ข้อ 2065
มหาชน ในวันเฉลิมฉัตรมงคลนั่นเอง. นางสนมกำนัลก็ดี นักฟ้อนรำทั้งหลาย ก็ดี ได้สดับคาถาเพลงขับนั้นแล้ว คิดว่า ได้ยินว่า นี้เป็นเพลงขับเฉลิมฉลอง เนื่องในวันมงคล ของพระราชาของเราทั้งหลาย จึงพากันขับร้องบทเพลง พระราชนิพนธ์นั้นทั่วกัน ประชาชนชาวพระนครแม้ทั้งหมดทราบว่า เพลงขับนี้ เป็นที่โปรดปราน พอพระราชหฤทัยของพระราชา ก็พากันขับร้องบทพระราช นิพนธ์นั่นแหละ ต่อ ๆ กันไปโดยลำดับ. ฝ่ายพระจิตตบัณฑิตดาบส อยู่ใน หิมวันตประเทศนั่นแล ใคร่ครวญพิจารณาดูว่า สัมภูตบัณฑิตผู้น้องชายของ เรา ได้ครอบครองเศวตฉัตรแล้วหรือว่ายังไม่ได้ครอบครอง ทราบว่าได้ ครอบครองแล้ว จึงคิดว่า บัดนี้เรายังไม่สามารถเพื่อจะไปสั่งสอนพระราชา ซึ่งได้เสวยราชสมบัติใหม่ ให้ทรงรู้แจ้งซึ่งธรรมวิเศษได้ก่อน เราจักเข้าไปหา ท้าวเธอในเวลาที่ทรงพระชราภาพ กล่าวธรรมกถา แล้วชักนำให้บรรพชา ดังนี้แล้วจึงมิได้เสด็จไปตลอดคระยะเวลา ๕๐ ปี ในเวลาที่พระราชาทรงเจริญ ด้วยพระโอรสและพระธิดาแล้ว จึงเหาะมาทางอากาศด้วยฤทธานุภาพ ลงที่ พระราชอุทยาน นั่งพักอยู่บนแท่นมงคลศิลาอาสน์ราวกับพระปฏิมาทองคำ. ขณะนั้นมีเด็กคนหนึ่ง ขับเพลงบทพระราชนิพนธ์ เก็บฟืนอยู่. จิตตบัณฑิต ดาบสเรียกเด็กนั้นมา เด็กก็มาไหว้พระดาบสแล้วยืนอยู่. ทีนั้นพระจิตตบัณฑิต ดาบส จึงกล่าวกะเด็กนั้นว่า ตั้งแต่เช้ามา เจ้าขับเพลงขับบทเดียวนี้เท่านั้น ไม่รู้จักเพลงอย่างอื่นบ้างเลยหรือ ? เด็กตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมรู้ บทเพลงแม้อย่างอื่น เป็นอันมาก แต่บทเพลงทั้งสองบทนี้ เป็นบทที่พระราชา ทรงโปรดปราน พอพระราชหฤทัย เพราะฉะนั้น กระผมจึงขับร้องเฉพาะ เพลงบทนี้เท่านั้น พระดาบสถานต่อไปว่า ก็มีใคร ๆ ขับร้องเพลงขับตอบบท พระราชนิพนธ์บ้างหรือไม่ ? เด็กตอบว่า ไม่มีเลยขอรับ. พระดาบสจึงกล่าวว่า
หน้า 42 ข้อ 2065
ก็เจ้าเล่า จักสามารถเพื่อจะขับบทเพลงตอบอยู่หรือ ? เด็กตอบว่า เมื่อกระผมรู้ ก็จักสามารถ. พระดาบสกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงขับบทเพลง พระราชนิพนธ์ทั้งสองแล้ว เจ้าจงจำเอาบทเพลงขับที่สามนี้ไปร้องขับตอบเถิด แล้วสอนเพลงขับนั้นให้เด็กส่งไป พร้อมกับสั่งว่า เจ้า ไปขับร้องในสำนักของ พระราชา พระราชาทรงเลื่อมใสจักพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่เจ้า. เด็กนั้นรีบ ไปยังสำนักของมารดาให้ช่วยประดับตกแต่งตนแล้ว ไปยังประตูพระราชนิเวศน์ สั่งราชบุรุษให้กราบทูลพระราชาว่า ได้ยินว่า มีเด็กคนหนึ่งจักมาขับร้อง บทเพลงตอบกับด้วยพระองค์ ครั้นเมื่อได้รับพระบรมราชานุญาตแล้วจึงเข้า ไปถวายบังคม อันพระราชาตรัสถามว่า พ่อเด็กน้อย เขาว่าเจ้าจักมาร้องเพลง ตอบกับเราหรือ ? ก็กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เป็นความจริง พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลให้พระราชามีพระราชโองการ ให้ราชบริษัททั้งหลาย มาประชุมกัน เมื่อราชบริษัทประชุมพร้อมกันแล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ขอพระองค์โปรดทรงขับร้องเพลงบทพระนิพนธ์ของพระองค์ก่อนเถิด ข้าพระ- พุทธเจ้าจักขับบทเพลงถวายตอบทีหลัง. พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมีผล เสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ผล เป็นไม่มี เราได้เห็นตัวของเรา ผู้ชื่อว่า สัมภูตะ มี อานุภาพมาก อันบังเกิดขึ้นด้วยผลบุญ เพราะกรรม ของตนเอง กรรมทุกอย่างที่นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อม มีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรมแม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ ผลเป็นไม่มี มโนรถของเราสำเร็จแล้ว แม้ฉันใด มโนรถแม้ของจิตตบัณฑิต พระเชษฐาของเรา ก็คง สำเร็จแล้วฉันนั้น กระมังหนอ ดังนี้.
หน้า 43 ข้อ 2065
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น กมฺมุนา กิญฺจน โมฆมตฺถิ นี้ พระราชาตรัสหมายถึง อปราปรเวทนียกรรม ว่าในกรรมที่บุคคลทำแล้วทั้งดี และชั่ว กรรมแม้เล็กน้อยเพียงอย่างเดียว ที่จะชื่อว่าเป็นโมฆะไม่มี คือจะไร้ ผลเสียเลย หามิได้ ต้องให้ผลก่อน จึงจักพ้นไปได้. บทว่า สมฺภูตํ ความว่า พระเจ้าสัมภูตบัณฑิต ตรัสเรียกพระองค์เองว่า เราเห็นตัวเองซึ่งมีชื่อว่า สัมภูตะ. บทว่า สกมฺมุนา ปุญฺผลูปปนฺนา ความว่า ข้าพเจ้าเห็นตัว ข้าพเจ้า ผู้บังเกิดขึ้นด้วยผลแห่งบุญ เพราะกรรมของตน คือบังเกิดขึ้นด้วย ผลแห่งบุญ เพราะอาศัยกรรมของตนเป็นเหตุเป็นปัจจัย. บทว่า กจฺจินุ จิตฺตสฺสปิ ความว่า แท้จริง เราทั้งสองได้รักษาศีล ร่วมกันมา ไม่นานนักข้าพเจ้าก็ถึงซึ่งยศใหญ่ ด้วยผลแห่งศีลนั่นเองก่อน ฉันใด มโนรถแม้แห่งจิตตเชษฐาพระภาดาของเรา จะสำเร็จสมความมุ่งหมาย ฉันนั้นเหมือนกัน ดังมโนรถของเราหรือไม่หนอ. เมื่อพระเจ้าสัมภูตะขับเพลงคาถาสองบทจบลง กุมารเมื่อจะขับเพลง ตอบถวาย จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ กรรมทุกอย่างที่ นรชนสั่งสมไว้แล้ว ย่อมมีผลเสมอไป ขึ้นชื่อว่ากรรม แม้จะเล็กน้อยที่จะไม่ให้ผลเป็นอันไม่มี มโนรถของ พระองค์สำเร็จแล้ว แม้ฉันใด ขอพระองค์โปรดทราบ เถิดว่า มโนรถของจิตตบัณฑิต ก็สำเร็จแล้วฉันนั้น เหมือนกัน. พระราชาทรงสดับคาถานั้นแล้ว จึงตรัสพระคาถาที่ ๔ ความว่า เจ้าหรือคือจิตตะ เจ้าได้ฟังคำนี้มาจากคนอื่น หรือว่าใครบอกเนื้อความนี้แก่เจ้า คาถานี้เจ้าขับดีแล้ว เราไม่มีความสงสัย เราจะให้บ้านส่วยร้อยตำบลแก่เจ้า.
หน้า 44 ข้อ 2065
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตมญฺโต เม ความว่า ถ้อยคำที่ว่า เชษฐาภาดาของพระเจ้าสัมภูตะ นามว่า จิตตบัณฑิตนี้ เจ้าได้ยินมาแต่สำนัก จิตตบัณฑิตคนนั้น ผู้กล่าวอยู่หรือ ? บทว่า โกจิ นํ ความว่า หรือว่าใคร บอกเนื้อความนี้แก่เจ้าว่า จิตตบัณฑิตผู้พระภาดาของพระเจ้าสัมภูตราชเราเห็น แล้ว. บทว่า สุคีตา ความว่า คาถานี้เจ้าขับดีแล้ว แม้โดยประการทั้งปวง เราไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยในเพลงขับนี้. บทว่า คามวรํ สตญฺจ ความว่า พระเจ้าสัมภูตราชตรัสว่า เราจะให้บ้านส่วยร้อยตำบลเป็นรางวัลแก่เจ้า. ลำดับนั้น กุมารจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าหาใช่จิตตะไม่ ข้าพระพุทธเจ้า ฟังคำนี้มาจากคนอื่น และฤาษีได้บอกเนื้อความนี้ แก่ข้าพระพุทธเจ้าแล้วสั่งว่า เจ้าจงไปขับคาถานี้ ตอบ ถวายพระราชา พระราชาทรงพอพระทัยแล้ว จะพึง พระราชทานบ้านส่วยให้แก่เจ้าบ้างกระมัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตมตฺถํ ความว่า พระฤาษีรูปหนึ่ง นั่งอยู่ในพระอุทยานของพระองค์ บอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า. พระเจ้าสัมภูตราชทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ทรงพระดำริว่า ชะรอย พระดาบสนั้น จักเป็นจิตตบัณฑิตผู้เชษฐภาดาของเรา เราจักไปพบพระเชษฐ- ภาดาของเรานั้น เมื่อจะตรัสใช้ให้ราชบุรุษเตรียมกระบวน จึงตรัสพระคาถา สองคาถา ความว่า ราชบุรุษทั้งหลาย จงเทียมราชรถของเรา จัดแจงให้ดี ผูกรัดจัดสรรให้งดงามวิจิตร จงผูกรัด สายประคนมงคลหัตถี นายหัตถาจารย์จงขึ้นประจำคอ
หน้า 45 ข้อ 2065
จงนำเอาเภรีตะโพนสังข์มาตระเตรียม เจ้าหน้าที่ ทั้งหลายจงเทียมยานพาหนะโดยเร็ว วันนี้แลเราจักไป เยี่ยมเยียนพระฤาษี ซึ่งนั่งอยู่ ณ อาศรมสถานให้ถึงที่ ทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หญฺนฺตุ แปลว่า จงนำมาเตรียมไว้. บทว่า อสฺสมนฺตํ ตัดบทเป็น อสฺสมํ ตํ แปลว่า ยังอาศรมบทนั้น. พระเจ้าสัมภูตราช ครั้นดำรัสสั่งอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง เสด็จไปโดยพลัน จอดราชรถไว้ที่ประตูพระราชอุทยาน แล้วเสด็จเข้าไปหา พระดาบสจิตตบัณฑิตนมัสการแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง มี พระราชหฤทัยชื่นชมโสมนัส ตรัสพระคาถาที่ ๘ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ได้ลาภดีแล้วหนอ คาถาอันข้าพเจ้า ขับดีแล้วในท่ามกลางบริษัท ข้าพเจ้าได้พบพระฤาษี ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลพรต เป็นผู้มีความชื่นชมยินดี ปีติ- โสมนัสยิ่งนัก. พระคาถานี้มีอรรถาธิบายว่า คาถาที่ข้าพเจ้าขับกล่อมในท่ามกลาง บริษัท ในวันฉัตรมงคลของข้าพเจ้านั้น เป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้พบพระฤาษี ผู้เข้าถึงศีลและพรตแล้ว ถึงความปีติโสมนัสหาที่เปรียบมิได้ นับว่าข้าพเจ้า ได้ลาภอันดียิ่งทีเดียว. จําเดิมแต่ได้พบพระจิตตบัณฑิตดาบสแล้ว พระเจ้าสัมภูตราช ทรง ชื่นชมโสมนัสยิ่ง เมื่อจะมีพระราชดำรัสตรัสสั่ง ซึ่งราชกิจมีอาทิว่า ท่าน ทั้งหลายจงลาดบัลลังก์เพื่อเชษฐภาดาของเรา จึงตรัสคาถาที่ ๙ ความว่า
หน้า 46 ข้อ 2065
ขอเชิญท่านผู้เจริญ โปรดรับอาสนะ น้ำ และ รองเท้าของข้าพเจ้าทั้งหมดเถิด ข้าพเจ้ายินดีต้อนรับ ท่านผู้เจริญ ในสิ่งของอันมีราคาคู่ควรแก่การต้อนรับ ขอท่านผู้เจริญ เชิญรับสักการะอันมีค่าของข้าพเจ้า ทั้งหลายด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคฺเฆ ความว่า ข้าพเจ้าขอต้อนรับ ท่านผู้เจริญ ในสิ่งของอันมีราคาควรเพื่อการต้อนรับแขก. บทว่า กุรุเต โน ความว่า ขอเชิญท่านผู้เจริญจงรับประเคน สิ่งอันมีค่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย ด้วยเถิด. ครั้นพระเจ้าสัมภูตบัณฑิต ทรงทำการปฏิสันถาร ด้วยพระดำรัสอัน อ่อนหวานอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแบ่งราชสมบัติถวายกึ่งหนึ่งจึงตรัสพระคาถา นอกนี้ ความว่า ขอเชิญพระเชษฐาทรงสร้างปรางค์ปราสาท อัน เป็นที่อยู่น่ารื่นรมย์สำหรับพระองค์เถิด จงทรงบำรุง บำเรอด้วยหมู่นารีทั้งหลาย โปรดให้โอกาสเพื่ออนุ- เคราะห์แก่ข้าพเจ้าด้วยเถิด แม้เราทั้งสองก็จะครอบ ครองอิสริยสมบัตินี้ร่วมกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ อิสฺสริยํ ความว่า เราจะเป็นกษัตริย์ กันทั้งสององค์ แบ่งราชสมบัติกันคนละครึ่ง แล้วเสวยราชย์ครอบครองอยู่ ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิลรัฐ. พระจิตตบัณฑิตดาบสฟังพระดำรัส ของพระเจ้าสัมภูตราชแล้ว เมื่อจะแสดงธรรมเทศนาถวาย จึงกล่าวคาถา ๖ คาถา ความว่า
หน้า 47 ข้อ 2065
ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงเห็นผลแห่งสุจริต อย่างเดียว ส่วนอาตมาภาพเห็นผลแห่งสุจริต และ ทุจริตที่สั่งสมไว้แล้ว เป็นวิบากใหญ่จึงสำรวมตน เท่านั้น มิได้ปรารถนาบุตร ปศุสัตว์หรือทรัพย์ ชีวิต ของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ มีกำหนดร้อยปีเป็นอย่าง มาก ไม่เกินกำหนดนั้นไปได้เลย ย่อมจะเหือดแห้งไป เหมือนไม้อ้อที่ถูกตัดแล้ว มีแต่จะเหี่ยวแห้งไปฉะนั้น ในช่วงชีวิตอันจะต้องเหือดแห้งไปนั้น จะมัวเพลิด- เพลินไปไย จะมัวเล่นคึกคะนองไปทำไม ความยินดี จะเป็นประโยชน์อะไร ประโยชน์อะไรด้วยการแสวง หาทรัพย์ จะมีประโยชน์อะไรด้วยบุตรและภรรยา สำหรับอาตมา ดูก่อนมหาบพิตร อาตมาพ้นแล้วจาก เครื่องผูก อาตมารู้ชัดอย่างนี้ว่า มัจจุราชจะไม่รังควาน เราเป็นอันไม่มี เมื่อบุคคลถูกมัจจุราชครอบงำแล้ว ความยินดีจะเป็นประโยชน์อะไร จะมีประโยชน์อะไร ด้วยการแสวงหาทรัพย์ ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็น จอมนระ ชาติกำเนิดของตนเราไม่สม่ำเสมอกัน กำเนิดแห่งคนจัณฑาลจัดว่าเลวทรามในระหว่างมนุษย์ เมื่อชาติก่อนเราทั้งสองได้อยู่ร่วมกัน ในครรภ์แห่ง นางจัณฑาล เพราะกรรมอันชั่วช้าของตน เราทั้งสอง ได้เกิดเป็นคนจัณฑาล ในกรุงอุชเชนีอวันตีชนบท ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้เกิดเป็นเนื้อสองตัว
หน้า 48 ข้อ 2065
พี่น้อง อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ครั้นจุติจากอัตภาพ นั้นแล้ว ได้เกิดเป็นนกเขาสองตัวพี่น้อง อยู่ฝั่ง รัมมทานที ครั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว คราวนี้ อาตมาภาพเกิดเป็นพราหมณ์ มหาบพิตรทรงสมภพ เป็นกษัตริย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุจฺจริตสฺส ความว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระราชสมภาร พระองค์ทรงเห็นแต่ผลแห่งสุจริตอย่างเดียว ส่วนอาตมาภาพ เห็นทั้งผลแห่งทุจริตและสุจริตทีเดียว ด้วยว่าเราทั้งสองได้บังเกิดในกำเนิดคน จัณฑาล ในอัตภาพที่ ๔ แต่อัตภาพนี้ ด้วยผลแห่งทุจริต พากันรักษาศีลอยู่ใน อัตภาพนั้นไม่นาน ด้วยผลแห่งศีลอันสุจริตนั้น พระองค์ทรงบังเกิดในตระกูล กษัตริย์ อาตมาภาพเกิดในตระกูลพราหมณ์ เพราะอาตมาภาพเห็นผลแห่ง ทุจริตและสุจริตอันเคยสั่งสมดีแล้ว ว่าเป็นวิบากใหญ่อย่างนี้ จึงจักสำรวมตน เท่านั้น ด้วยความสำรวมคือศีล จะปรารถนาบุตร ปศุสัตว์ หรือธนสารสมบัติ ก็หามิได้. บทว่า ทเสวิมา วสฺสทสา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า เพราะ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลกนี้ มีกำหนดสิบปีสิบหน คือร้อยปีเท่านั้น ด้วยสามารถแห่งหมวดสิบเหล่านี้ คือ มันททสกะ สิบปีแห่งความเป็นเด็กอ่อน ๑ ขิฑฑาทสกะ สิบปีแห่งการเล่นคึกคะนอง ๑ วัณณทสกะ สิบปีแห่งความ สวยงาม ๑ พลทสกะ สิบปีแห่งความมีกำลังสมบูรณ์ ๑ ปัญญาทสกะ สิบปี แห่งความมีปัญญารอบรู้ ๑ หานิทสกะ สิบปีแห่งความเสื่อม ๑ ปัพภารทสกะ สิบปีแห่งความมีกายเงื้อมไปข้างหน้า ๑ วังกทสกะ สิบปีแห่งความมีกายคดโกง ๑ โมมูหทสกะ สิบปีแห่งความหลงเลอะเลือน ๑ สยนทสกะ สิบปีแห่งการ นอนอยู่กับที่ ๑. ชีวิตนี้ย่อมไม่ถึงขั้นลำดับทสกะเหล่านี้ครบทั้งหมด ตามที่
หน้า 49 ข้อ 2065
กำหนดไว้. โดยที่แท้ยังไม่ทันถึงเขตที่กำหนดนั้นเลย ก็ซูบซีดเหี่ยวแห้งไป ดังไม้อ้อที่ถูกตัดแล้วฉะนั้น ถึงแม้สัตว์เหล่าใดมีอายุอยู่ได้ครบ ๑๐๐ ปีบริบูรณ์ รูปธรรมและอรูปธรรมของสัตว์แม้เหล่านั้น อันเป็นไปในมันททสกะถูกตัดแล้ว ย่อมผันแปรเหือดแห้งอันตรธานไป ในระยะมันททสกะนั่นเอง ดุจไม้อ้อที่เขา ตัดแล้วตากไว้ที่แดดฉะนั้น. ที่จะล่วงเลยกำหนดนั้น จนถึงขั้นขิฑฑาทสกะ หามิได้ วัณณทสกะเป็นต้น อันเป็นไปแล้วในขิฑฑาทสกะเป็นต้นก็อย่างเดียว กัน. บทว่า ตตฺถ ความว่า เมื่อชีวิตนั้นต้องซูบซีดเหี่ยวแห้งไปด้วยอาการ อย่างนี้ ความเพลิดเพลินยินดีเพราะอาศัยเบญจกามคุณ จะมีประโยชน์อะไร ? การเล่นคึกคะนองด้วยสามารถแห่งการเล่นทางกายเป็นต้น จะมีประโยชน์อะไร ความยินดีด้วยสามารถแห่งความโสมนัส จะมีประโยชน์อะไร ? การแสวงหา ธนสารสมบัติจะมีประโยชน์อะไร ? ประโยชน์อะไร ด้วยลูก ด้วยเมียของ อาตมาภาพ อาตมาภาพหลุดพ้นแล้วจากเครื่องผูกคือบุตรและภรรยานั้น. บทว่า อนฺตเกนาธิปนฺนสฺส ความว่า อันมฤตยูผู้กระทำที่สุดแห่ง ชีวิตครอบงำแล้ว. บทว่า ทฺวิปทกนิฏฺา ความว่า (กำเนิดคนจัณฑาล) นับเป็นกำเนิดต่ำต้อย ในระหว่างมวลมนุษย์ผู้มีสองเท้าด้วยกัน. บทว่า อวสิมฺหา ความว่า เราแม้ทั้งสองคนได้เคยอยู่ร่วมกันมา. บทว่า จณฺฑลาหุมฺหา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า เมื่อก่อน นับถอยหลังจากนี้ไป ๔ ชาติ เราทั้งสองได้เกิดเป็นคนจัณฑาลอยู่ในพระนคร อุชเชนี แคว้นอวันตีรัฐ เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว เราแม้ทั้งสอง ได้เกิด เป็นมฤคโปดก อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานที มีนายพรานผู้หนึ่งฆ่าเราแม้ทั้งสอง ซึ่งยืนพิงกันอยู่ที่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรานั้น จนสิ้นชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไปเกิดเป็นนกเขา อยู่ร่วมกันที่ฝั่งน้ำ "รัมมทานที"
หน้า 50 ข้อ 2065
มีเนสาทผู้หนึ่งดักข่ายทำลายเราให้ถึงตายด้วยการประหารคราวเดียวเท่านั้น ครั้น เคลื่อนจากอัตภาพนั้น มาในชาตินี้ เราทั้งสองเกิดเป็นพราหมณ์ และกษัตริย์ คือ อาตมาภาพเกิดในตระกูลพราหมณ์ในพระนครโกสัมพี พระองค์เกิดเป็น กษัตริย์ในพระนครนี้ ครั้นพระโพธิสัตว์ ประกาศชาติกำเนิดอันลามกต่ำต้อย ที่ผ่านมาแล้ว แก่พระเจ้าสัมภูตราชนั้น ด้วยประการดังกล่าวมานี้แล้วแสดงว่า อายุสังขาร แม้ในชาตินี้มีเวลาเล็กน้อย ให้พระเจ้าสัมภูตราชทรงเกิดอุตสาหะ ในบุญกุศลทั้งหลาย ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ติดต่อกันไป ความว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ความ ตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย เมื่อนรชน ถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน ดู- ก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำ ของอาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้งหลายมีทุกข์เป็น กำไรเลย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของน้อย เมื่อ นรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำ ของอาตมภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้งหลาย อันมีทุกข์ เป็นผลเลย ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรานำเข้าไปสู่ ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลาย เป็นของน้อย เมื่อ นรชนถูกชรานำเข้าไปสู่ความตาย ย่อมไม่มีผู้ต้านทาน ดูก่อนพระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำ ของอาตมภาพ อย่าทรงทำกรรมทั้งหลาย อันมีศีรษะ
หน้า 51 ข้อ 2065
เกลือกกลั้วด้วยกิเลสธุลี ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ถูกชรา นำเข้าไปสู่ความตาย อายุของสัตว์ทั้งหลายเป็นของ น้อย ชราย่อมกำจัดวรรณะของนรชนผู้แก่เฒ่า ดูก่อน พระเจ้าปัญจาลราช มหาบพิตรจงทรงทำตามคำของ อาตมาภาพ อย่าทรงทำกรรมที่ให้เข้าถึงนรกเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนียติ ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ชีวิตแม้นี้ ย่อมเข้าไปใกล้ความตาย เพราะอายุของสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นนี้ มีน้อย ชื่อว่า นิดหน่อยเพราะแล่นไปได้น้อยบ้าง เพราะดำรงอยู่ได้น้อยบ้าง เป็นเช่นเดียวกับหยาดน้ำค้างที่ติดอยู่ปลายหญ้า อันเหือดแห้งด้วยแสงพระ- อาทิตย์อุทัยฉะนั้น. บทว่า น สนฺติ ตาณา ความว่า เพราะว่าเมื่อนรชนอันชรานำ เข้าไปใกล้ความตายแล้ว ปิยชนทั้งหลายมีบุตรเป็นต้น จะเป็นผู้ที่ต้านทาน ป้องกันไว้ได้ ก็หามิได้. บทว่า มเมว วากฺยํ ความว่า ซึ่งถ้อยคำของ อาตมาภาพนี้. บทว่า มากาสิ ความว่า อย่าได้ถึงความประมาทมัวเมา เพราะเหตุแห่งกามคุณมีรูปเป็นต้น แล้วกระทำกรรมที่มีทุกข์เป็นกำไรอันเป็น เครื่องให้เจริญด้วยทุกข์ในอบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า ทุกฺขผลานิ ได้แก่ กรรมที่มีทุกข์เป็นผล. บทว่า รชสฺสิรานิ ได้แก่ กรรม อันเป็นเหตุให้ ศีรษะเกลือกกลั้วด้วยธุลี คือกิเลส. บทว่า วณฺณํ ความว่า ชราย่อมกำจัด วรรณะแห่งสรีระของนรชน ผู้เสื่อมวัยทรุดโทรม บทว่า นิรยูปปตฺติยา ความว่า อย่าได้สร้างกรรมเพื่อจะไปบังเกิดในนรก อันหาความยินดีมิได้เลย. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ากล่าวอยู่อย่างนี้ พระเจ้าสัมภูตราชทรงรู้สึกพระ- องค์ แล้วตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
หน้า 52 ข้อ 2065
ข้าแต่ภิกษุ ถ้อยคำของพระคุณเจ้านี้เป็นคำจริง แท้ทีเดียว พระฤาษีกล่าวไว้ฉันใด คำนี้ก็เป็นฉันนั้น แต่ว่ากามทั้งหลายของข้าพเจ้ายังมีอยู่มาก กามเหล่า นั้น คนเช่นข้าพเจ้าสละได้ยาก ช้างจมอยู่ท่ามกลาง หล่มแล้ว ย่อมไม่อาจถอนตนไปสู่ที่ดอนได้ด้วยตนเอง ฉันใด ข้าพเจ้าจมอยู่ในหล่มคือกามกิเลส ก็ยังไม่ สามารถปฏิบัติตนตามทางของภิกษุได้ฉันนั้น ข้าแต่ พระคุณเจ้าผู้เจริญ อนึ่ง บุตรจะมีความสุขได้ด้วยวิธีใด มารดาบิดาพร่ำสอนบุตรด้วยวิธีนั้นฉันใด ข้าพเจ้าละ จากโลกนี้ไปแล้วจะพึงเป็นผู้มีความสุขอื่นนานได้ด้วย วิธีใด ขอพระคุณเจ้าโปรดพร่ำสอนข้าพเจ้า ด้วยวิธี นั้น ฉันนั้นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนปฺปรูปา ความว่า กามกิเลสทั้งหลาย ของข้าพเจ้า ยังมีชาติมิใช่นิดหน่อย คือมากมาย หาประมาณมิได้. บทว่า เต ทุจฺจชา มาทิสเกน ความว่า ข้าแต่ภิกษุผู้เชษฐภาดา ท่านละกิเลส ทั้งหลายดำรงตนอยู่ได้แล้ว ส่วนข้าพเจ้ายังจมอยู่ในเปือกตม คือ กามกิเลส เพราะเหตุนั้น คนเช่นข้าพเจ้าละกามกิเลสเหล่านั้นได้ยากยิ่ง. ด้วยบทว่า นาโค ยถา นี้ พระเจ้าสัมภูตราชทรงแสดงถึงความที่ พระองค์จมลงในเปลือกตมคือกามกิเลส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยสนฺโน ความว่า ข้าพเจ้าจมลงแล้ว คือ ลื่นไหลลงแล้ว ได้แก่ ถลำลงไปแล้ว. อีกอย่างหนึ่งปาฐะ ก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า มคฺคํ ได้แก่ มรรคาแห่ง โอวาทานุสาสนีของท่าน. บทว่า นานุพฺพชามิ ความว่า ข้าพเจ้าไม่สามารถ
หน้า 53 ข้อ 2065
จะบรรพชาได้ ขอท่านจงโปรดให้โอวาทแก่ข้าพเจ้าผู้ดำรงอยู่ในฆรวาสวิสัยนี้. เท่านั้นเถิด. บทว่า อนุสาสเร แปลว่า ย่อมพร่ำสอน. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวกะพระเจ้าสัมภูตราชนั้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร ผู้จอมนรชน ถ้ามหาบพิตร ไม่สามารถละกามของมนุษย์เหล่านี้ได้ไซร้ มหา- บพิตรจงทรงเริ่มตั้งพลีกรรมอันชอบธรรมเถิด แต่การ กระทำอันไม่เป็นธรรมขออย่าได้มีในรัฐสีมาของมหา- บพิตรเลย ทูตทั้งหลายจงไปยังทิศทั้ง ๔ นิมนต์สมณะ พราหมณ์ทั้งหลายมา มหาบพิตรจงทรงบำรุงสมณะ พราหมณ์ทั้งหลายด้วยข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ และ คิลานปัจจัย มหาบพิตรจงเป็นผู้มีกมลจิตอันผ่องใส ทรงอังคาสสมณพราหมณ์ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวน้ำ ได้ทรงบริจาคทานตามสติกำลัง และทรงเสวยแล้ว เป็นผู้อันเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายไม่ติเตียน จงเสด็จ เข้าถึงสวรรคสถานเถิด. ดูก่อนมหาบพิตร ก็ถ้าความ เมาจะพึงครอบงำมหาบพิตรผู้อันหมู่นารีทั้งหลายแวด- ล้อมอยู่ มหาบพิตรจงทรงมนสิการคาถานี้ไว้ แล้วพึง ตรัสคาถานี้ในท่ามกลางบริษัทว่า เมื่อชาติก่อนเราเป็น คนนอนอยู่กลางแจ้ง อันมารดาจัณฑาลเมื่อจะไปป่า ให้ดื่มน้ำนม มาแล้ว นอนคลุกคลีอยู่กับสุนัขทั้งหลาย จนเติบโต มาบัดนี้ คนนั้นใคร ๆ เขาก็เรียกกันว่า พระราชา.
หน้า 54 ข้อ 2065
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อุตฺสาหเส ความว่า ถ้าหาก พระองค์จะไม่สามารถ. บทว่า ธมฺมพลึ ความว่า จงยึดเหนี่ยวเอาธรรมิกพลี อย่าให้บกพร่องโดยธรรมสม่ำเสมอ. บทว่า อธมฺมถาโร เต ความว่า อย่าทำลายวินิจฉัยธรรมอันโบราณกษัตริย์ทั้งหลายตั้งไว้ ประพฤติธรรมจรรยา. บทว่า นิมนฺติตา ความว่า เชื้อเชิญอาราธนาสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ ในธรรมมา. บทว่า ยถานุภาวํ ความว่า ตามสติกำลังของตน. บทว่า อิมเมว คาถํ พระโพธิสัตว์กล่าวหมายถึงข้อความคาถาที่จะกล่าวต่อไป ณ บัดนี้. ในคาถานั้น มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนมหาราชเจ้า ถ้าหากความมัวเมา จะพึงครอบงำพระองค์ คือ ถ้าหากความมานะถือตัว ปรารภกามคุณมีรูป เป็นต้น หรือปรารภความสุขเกิดแต่ราชสมบัติจะพึงบังเกิดขึ้นแก่พระองค์ ผู้ ห้อมล้อมด้วยหมู่สนมนารีทั้งหลายไซร้ ทันทีนั้นพระองค์พึงทรงจินตนาการว่า ในชาติปางก่อนเราเกิดในกำเนิดจัณฑาล ได้หลับนอนในที่ซึ่งเป็นอัพโภกาส กลางแจ้ง เพราะไม่มีแม้เพียงกระท่อมมุงด้วยหญ้ามิดชิด ก็แลในกาลนั้น นางจัณฑาลีผู้เป็นมารดาของเรา เมื่อจะไปสู่ป่า เพื่อหาฟืนและผักเป็นต้น ให้เรานอนกลางแจ้งท่ามกลางหมู่ลูกสุนัข ให้เราดื่มนมของตนแล้วไป เรานั้น แวดล้อมไปด้วยลูกสุนัข ดื่มนมแห่งแม่สุนัข พร้อมด้วยลูกสุนัขเหล่านั้น จึง เจริญวัยเติบโต เราเป็นผู้มีเชื้อชาติต่ำช้ามาอย่างนี้ แต่วันนี้เกิดเป็นผู้ที่ประชาชน เรียกว่ากษัตริย์ ดูก่อนมหาราชเจ้า เพราะเหตุนี้แล เมื่อพระองค์จะทรงสอน ตนเองด้วยเนื้อความนี้ พึงตรัสคาถาว่า ในชาติปางก่อนเราเป็นสัตว์นอนอยู่ใน อันโภกาสกลางแจ้ง เมื่อนางจัณฑาลีผู้มารดาไปสู่ป่า เที่ยวไปทางโน้นบ้าง ทางนี้บ้าง เป็นผู้อันแม่สุนัขสงสาร ให้ดื่มนม คลุกคลีอยู่กับพวกลูก ๆ จึงเจริญ เติบโตมาได้ แต่วันนี้ เรานั้นอันใคร ๆ เขาเรียกกันว่าเป็นกษัตริย์ ดังนี้.
หน้า 55 ข้อ 2065
พระมหาสัตว์ครั้นให้โอวาทแก่พระเจ้าสัมภูตราชอย่างนี้แล้วจึงกล่าวว่า อาตมาภาพถวายโอวาทแก่พระองค์แล้ว บัดนี้พระองค์จงทรงผนวชเสียเถิด อย่าทรงเสวยวิบากแห่งกรรมของตนด้วยตนเลย แล้วเหาะขึ้นไปในอากาศยังละออง ธุลีพระบาทให้ตกเหนือเศียรเกล้าของพระราชา แล้วเหาะไปยังหิมวันตประเทศ ทันที ฝ่ายพระราชาทอดพระเนตรดูพระดาบสนั้นไปแล้ว เกิดความสังเวช สลดพระทัย ยกราชสมบัติให้แก่ราชโอรสองค์ใหญ่ ตรัสสั่งให้พลนิกายกลับ ไปแล้ว บ่ายพระพักตร์เสด็จไปยังหิมวันตประเทศ (เพียงองค์เดียว) พระ- มหาสัตว์เจ้า ทรงทราบการเสด็จมาของพระราชาแล้ว แวดล้อมด้วยหมู่ฤาษี เป็นบริวาร มาต้อนรับพระราชาให้ทรงผนวชแล้วสอนกสิณบริกรรม. พระ- สัมภูตดาบส บำเพ็ญฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว. พระดาบสทั้งสองแม้เหล่านั้น ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้. พระศาสดาครั้นนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย โปราณกบัณฑิต แม้จะท่องเที่ยวไป ๓-๔ ภพ ก็ยังเป็นผู้มีความ คุ้นเคยรักใคร่สนิทสนม มั่นคงอย่างนี้โดยแท้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สัมภูต- ดาบสในครั้งนั้นได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนจิตตบัณฑิตดาบส ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาจิตตสัมภูตชาดก
หน้า 56 ข้อ 2066, 2067, 2068
๓. สีวิราชชาดก ว่าด้วยการให้ดวงตาเป็นทาน [๒๐๖๖] ข้าพระพุทธเจ้า เป็นคนชราไม่แลเห็น ในที่ไกล มาเพื่อจะทูลขอพระเนตร ข้าพระพุทธเจ้า มีนัยน์ตาข้างเดียว ข้าพระพุทธเจ้า ทูลขอแล้ว ขอ พระองค์ได้โปรดพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่ง แก่ ข้าพระพุทธเจ้าเถิด. [๒๐๖๗] ดูก่อนวณิพก ใครเป็นผู้แนะนำท่าน ให้มาขอดวงตาเรา ณ ที่นี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าว ดวงตาใด ว่ายากที่บุรุษจะสละได้ ท่านมาขอดวงตา นั้น อันเป็นอวัยวะเบื้องสูง ยากที่จะสละได้ง่าย ๆ. [๒๐๖๘] ในเทวโลกเขาเรียกผู้ใดว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลกเขาเรียกท่านผู้นั้นว่า " มฆวา " ข้าพระ- พุทธเจ้าเป็นวณิพก ท่านผู้นั้นแนะนำให้มาขอ พระเนตร ณ ที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก การขอ ของข้าพระพุทธเจ้าไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่า ขอพระองค์ ทรงพระราชทานพระเนตร แก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้มาขอ เถิด บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ดวงตาใดยากที่บุรุษจะ สละได้ ขอพระองค์โปรดพระราชทานดวงพระเนตร นั้น ที่ไม่มีสิ่งอื่นจะยิ่งกว่า แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด.
หน้า 57 ข้อ 2069, 2070
ท่านมาด้วยประโยชน์อันใด ปรารถนาประโยชน์ สิ่งใด ความดำริเหล่านั้น เพื่อประโยชน์นั้น ๆ ของ ท่านจงสำเร็จเถิด ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงได้ดวงตา เถิด เมื่อท่านขอข้างเดียว เราจะให้ทั้งสองข้าง ขอ ท่านจงมีจักษุด้วยจักษุของเราไปเถิด ท่านปรารถนา สิ่งใดจากเราผู้มุ่งหมายอยู่ สิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน เถิด. [๒๐๖๙] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประ- เสริฐ ของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์อย่าทรง พระราชทานดวงพระเนตรเลย อย่าทรงทอดทิ้งข้า พระพุทธเจ้าทั้งปวงเลย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอ พระองค์ทรงพระราชทานทรัพย์เถิด แก้วมุกดา แก้ว ไพฑูรย์มีเป็นอันมาก ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณ อันประเสริฐ พระองค์จงทรงพระราชทานรถที่เทียม แล้ว ม้าอาชาไนย ช้างตัวประเสริฐที่ตบแต่งแล้ว ที่อยู่ และเครื่องบริโภคที่ทำด้วยทองคำเถิด ข้าแต่พระองค์ ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทรงพระราชทานเหมือนกับ ชาวสีพีทั้งปวง ที่มีเครื่องใช้สอย มีรถแวดล้อม พระองค์อยู่โดยรอบทุกเมื่อ ฉะนั้นเถิด. [๒๐๗๐] ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่า ไม่ให้ ผู้นั้นเหมือนกับสวมบ่วงที่ตกลงยังพื้นดินไว้ที่ คอ ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้น
หน้า 58 ข้อ 2071, 2072, 2073, 2074
เป็นคนลามกยิ่งกว่าผู้ที่ลามก ทั้งจะต้องเข้าถึงสถานที่ ลงอาญาของพญายม ความจริงผู้ขอได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็ควรจะให้สิ่งนั้นแหละ ผู้ขอยังไม่ได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็อย่าพึงให้สิ่งนั้น พราหมณ์ได้ขอสิ่งใดไว้กะเรา เราก็จะให้สิ่งนั้นนั่นแหละ. [๒๐๗๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชา พระ- องค์ทรงปรารถนา พระชนมายุ วรรณะ สุขะ และพละ อะไรหรือ จึงทรงพระราชทานพระเนตร พระองค์ ทรงเป็นพระราชาแห่งชาวสีพี ไม่มีใครประเสริฐยิ่ง ไปกว่า ทรงพระราชทานพระเนตร เพราะเหตุปรโลก หรืออย่างไร ?. [๒๐๗๒] เราให้ดวงตาเป็นทานนั้น เพราะยศก็ หาไม่ เราจะได้ปรารถนาบุตร ทรัพย์หรือแว่นแคว้น เพราะผลแห่งการให้ดวงตานี้ก็หาไม่ อีกประการหนึ่ง ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านได้เคยประพฤติกันมา แล้วแต่โบราณ เพราะเหตุนี้แหละ ใจของเราจึงยินดี ในทาน. [๒๐๗๓] ดวงตาทั้งสองข้างจะได้เป็นที่เกลียดชัง ของเราก็หาไม่ ตนของตนเองก็หาได้เป็นที่เกลียดชัง ของเราไม่ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้ดวงตา [๒๐๗๔] ดูก่อนสีวิกะ ท่านเป็นมิตรสหายของ เรา ท่านเป็นคนศึกษามาดีแล้ว จงกระทำตามคำของ
หน้า 59 ข้อ 2075, 2076, 2077, 2078
เราให้ดี จงควักดวงตาทั้งสองของเรา ผู้ปรารถนาอยู่ แล้ววางลงในมือของพราหมณ์วณิพกเถิด. [๒๐๗๕] พระเจ้าสีวิราช ทรงเตือนให้หมอ สีวิกะ กระทำตามพระราชดำรัส หมอสีวิกะควักดวง พระเนตรของพระราชาออกแล้ว ทรงพระราชทานแก่ พราหมณ์ พราหมณ์ก็เป็นคนตาดี พระราชาก็เข้าถึง ความเป็นคนตาบอด. [๒๐๗๖] นับแต่นั้นมาสองสามวัน เมื่อพระ- เนตรทั้งสองมีเนื้องอกขึ้นเต็มแล้ว พระราชาผู้บำรุง สีพีรัฐ จึงตรัสเรียกนายสารถีผู้เข้าเฝ้าอยู่นั้นว่า ดูก่อน สารถี ท่านจงเทียมยานเถิด เสร็จแล้วจงบอกให้เรา ทราบ เราจะไปยังอุทยาน จะไปยังสระโบกขรณี และ ราวป่า พอพระเจ้าสีวิราชเจ้าไปประทับนั่งขัดสมาธิ ริมขอบสระโบกขรณีแล้ว ท้าวสุชัมบดีสักกเทวราช ก็เสด็จมาเฝ้าท้าวเธอ. [๒๐๗๗] หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมแห่งเทพ มาในสำนักของพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชาฤาษี ขอ พระองค์จงทรงเลือกเอาพร ตามที่พระทัยปรารถนา เถิด. [๒๐๗๘] ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ทรัพย์ก็ดี กำลัง ก็ดี ของหม่อมฉันมีเพียงพอแล้ว อนึ่ง คลังของ
หน้า 60 ข้อ 2079, 2080, 2081, 2082, 2083
หม่อมฉันก็มีเป็นอันมาก บัดนี้ หม่อมฉันเป็นคน ตาบอด พอใจความตายเท่านั้น. [๒๐๗๙] ดูก่อนบรมกษัตริย์ ผู้เป็นจอมนรชน พระองค์จงตรัสถ้อยคำที่เป็นสัจจะ เมื่อพระองค์ตรัส แต่ถ้อยคำที่เป็นสัจจะ พระเนตรจักเกิดขึ้นอีก. [๒๐๘๐] บรรดาวณิพกทั้งหลาย ผู้มีโคตรต่าง ๆ กัน มาขอหม่อมฉัน แม้วณิพกคนใดมาขอหม่อมฉัน แม้วณิพกนั้นก็เป็นที่รักแห่งใจของหม่อมฉัน ด้วยการ กล่าวคำสัตย์นี้ ขอจักษุจงบังเกิดแก่หม่อมฉันเถิด. [๒๐๘๑] พราหมณ์ผู้ใดมาขอหม่อมฉันว่า ขอ พระราชทานพระเนตรเถิด หม่อมฉันได้ให้ดวงตา ทั้งสอง แก่พราหมณ์ผู้นั้นซึ่งเป็นวณิพก ปีติและ โสมนัสเป็นอันมากเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันยิ่งนัก ด้วยการ กล่าวคำสัตย์นี้ ขอจักษุจงบังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันเถิด. [๒๐๘๒] ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงสีพีรัฐ พระองค์ตรัสพระคาถาแล้วโดยธรรม พระเนตรทั้งสอง ของพระองค์ จะปรากฏเป็นตาทิพย์เห็นได้ทะลุภาย นอกฝา ภายนอกกำแพงและภูเขา ตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ. [๒๐๘๓] ใครหนอในโลกนี้ ถูกขอทรัพย์อันน่า ปลื้มใจแล้ว แม้จะเป็นของพิเศษ แม้จะเป็นของที่รัก
หน้า 61 ข้อ 2083
อย่างดี ของตนจะไม่พึงให้ เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ผู้เป็นชาวแคว้นสีพีทุก ๆ คน ที่มาประชุมกัน จงดู ดวงตาทั้งสองอันเป็นทิพย์ของเราในวันนี้ ตาทิพย์ ของเราได้เห็นทะลุภายนอกฝา ภายนอกกำแพง และ ภูเขา ตลอดร้อยโยชน์โดยรอบ ในโลกอันเป็นที่อยู่ อาศัยของสัตว์ทั้งหลายนี้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าการ บริจาคทาน เราได้ให้จักษุที่เป็นของมนุษย์แล้ว กลับ ได้จักษุทิพย์ ดูก่อนชาวแคว้นสีพีทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายเห็นจักษุทิพย์ที่เราได้นี้แล้ว จงให้ทานเสีย ก่อน จึงค่อยบริโภคเถิด บุคคลผู้ให้ทานและบริโภค แล้ว ตามอานุภาพของตนไม่มีใครจะติเตียนได้ ย่อม เข้าถึงสุคติสถาน. จบสีวิราชชาดกที่ ๓
หน้า 62 ข้อ 2083
อรรถกถาสีวิราชชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ อสทิสทาน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทูเร จ วสํ เถโร ว ดังนี้. เรื่องปัจจุบันนิทานนั้น ได้กล่าวไว้พิสดารแล้ว ในสีวิราชชาดก ใน อัฎฐกนิบาตนั้นเอง. ก็ในกาลนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงถวายบริขารครบทุกอย่างใน วันที่ ๗ แล้วทูลขออนุโมทนา. พระศาสดาไม่ได้ตรัสอะไรเลย เสด็จหลีก ไปแล้ว. พระราชาเสวยพระกระยาหารเช้าแล้ว เสด็จไปยังพระวิหาร ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่ทรงทำอนุโมทนา พระ- ศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร เพราะบริษัทไม่บริสุทธิ์ แล้วทรงแสดง พระธรรมเทศนาโดยพระคาถาว่า น หเว กทริยา เทวโลกํ วชนฺติ เป็นต้น แปลว่า คนตระหนี่ทั้งหลาย ย่อมไปสู่เทวโลกไม่ได้เลย ดังนี้. พระราชา ทรงเลื่อมใส ทรงบูชาพระตถาคตด้วยผ้าอุตราสงค์ สีเวยยกพัสตร์มีราคาแสนหนึ่ง แล้วเสด็จกลับพระนคร. ในวันรุ่งขึ้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภา ว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเจ้าโกศลราชทรงถวายอสทิสทาน แล้วยังไม่อิ่มด้วย การถวายทานแม้ขนาดนั้น เมื่อพระทศพลทรงแสดงธรรมแล้ว ได้ถวายผ้า สีเวยยกพัสตร์อันมีค่าแสนหนึ่งอีก อาวุโสทั้งหลาย ตลอดเวลาที่ท้าวเธอทรง ถวายทาน ยังไม่รู้สึกอิ่มพระทัยเลย พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูล ให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลายขึ้นชื่อว่า พาหิรภัณฑ์ บุคคลจะ
หน้า 63 ข้อ 2083
ให้ได้ง่ายก็หาไม่ โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย กระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เป็น เนินสูงแล้ว ให้ทานบริจาคทรัพย์ วันละหกแสนทุก ๆ วัน ยังไม่อิ่มด้วย พาหิรกทานเลย ผู้ให้ของรักย่อมได้ของรัก ฉะนั้น บัณฑิตทั้งหลาย จึงได้ ควักดวงตาทั้งสองให้ทานแก่ยาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้า แล้วทรงนำอดีตนิทานมา แสดงดังต่อไปนี้ ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าสีวิมหาราช เสวยราชสมบัติในอริฎฐปุร- นคร แคว้นสีวีรัฐ พระมหาสัตว์เจ้าบังเกิดเป็นพระราชโอรส ของท้าวเธอ. พระประยูรญาติทั้งหลายขนานพระนามของพระกุมารนั้นว่า สีวิราชกุมาร. พระราชกุมารเจริญวัยแล้วไปยังพระนครตักกศิลา ศึกษาศิลปศาสตร์จบแล้ว กลับมาแสดงศิลปศาสตร์ถวายพระชนกทอดพระเนตร จนได้รับพระราชทาน ยศเป็นมหาอุปราช ในเวลาต่อมา เมื่อพระราชบิดาเสด็จสวรรคตแล้วก็ได้เป็น พระราชา ละการลุอำนาจแก่อคติเสีย ไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ เสวย ราชสมบัติโดยธรรม ให้สร้างศาลาโรงทานไว้ ๖ แห่งคือ ที่ประตูพระนคร ๔ แห่ง ท่ามกลางพระนคร ๑ แห่ง และที่ประตูพระราชนิเวศน์อีก ๑ แห่ง แล้วทรงยังมหาทานให้เป็นไป ด้วยทรงบริจาคทรัพย์วันละ ๖ แสนทุก ๆ วัน และในวันอัฏฐมี จาตุททสี และปัณณรสี คือวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ และ ๑๕ ค่ำ ท้าวเธอเสด็จลงสู่โรงทาน ตรวจตราการให้ทานเป็นราชกรณีกิจประจำ. คราวหนึ่งเป็นวันปูรณมี ดิถีที่ ๑๕ ค่ำ เวลาเช้าพระเจ้าสีวิราช ประทับเหนือราชบัลลังก์ ภายใต้สมุสสิตเศวตฉัตร ทรงรำพึงถึงทานที่พระองค์ ทรงบริจาค มิได้ทอดพระเนตรเห็นพาหิรวัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่ชื่อว่าพระองค์ยัง ไม่เคยบริจาค จึงทรงพระดำริว่า พาหิรวัตถุที่ชื่อว่า เรายังไม่เคยบริจาค ไม่มีเลย พาหิรกทานหาได้ยังเราให้ยินดีไม่ เราประสงค์จะให้อัชฌัตติกทาน โอหนอ เวลาที่เราไปในโรงทานวันนี้ ยาจกคนใดอย่าได้ขอพาหิรวัตถุเลย
หน้า 64 ข้อ 2083
พึงเอ่ยออกชื่อขอแต่อัชฌัตติกทานเถิด ก็ถ้าหากว่าใคร ๆ จะเอ่ยปากขอดวง- หทัยของเราไซร้ เราจะเอาหอกแหวะอุรประเทศนำดวงหทัย ซึ่งมีหยาดโลหิต ไหลอยู่ออกให้ ดุจถอนปทุมชาติทั้งก้านขึ้นจากน้ำอันใสฉะนั้น ถ้าหากว่าใคร เอ่ยปากขอเนื้อในสรีรกายของเรา เราจะเถือเนื้อในสรีระให้ ดุจคนขูดจันทน์ แดงด้วยศาสตราสำหรับขูดฉะนั้น ถ้าหากว่าใครเอ่ยปากขอโลหิต เราจะวิ่ง เข้าไปในปากแห่งยนต์ ให้คนนำภาชนะเข้าไปรองรับจนเต็มแล้วจึงจักให้โลหิต หรือว่าถ้าใครจะพึงพูดกะเราว่า การงานในเรือนของเราไม่เรียบร้อย ท่านจง เป็นทาสทำการงานในเรือนของเราดังนี้ เราจักละเพศกษัตริย์เสีย กระทำตน ให้อยู่นอกตำแหน่ง แล้วประกาศตนทำการงานของทาส ถ้าใครเอ่ยปากขอ ดวงตาของเรา เราจักควักดวงตาทั้งคู่ออกให้เหมือนดังควักจาวตาลฉะนั้น. ท้าวเธอทรงดำริต่อไปว่า วัตถุทานซึ่งเป็นของมนุษย์อย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ เรายังไม่ได้บริจาคไม่มีเลย แม้ยาจกคนใดจะพึงขอ ดวงตากะเรา เราจะไม่หวั่นไหวให้ดวงตาแก่ยาจกนั้น ทีเดียว ดังนี้แล้ว ทรงสรงสนานด้วยหม้อน้ำหอม ๑๖ หม้อทรงประดับตกแต่ง องค์ด้วยเครื่องสรรพอลังการ เสวยพระกระยาหารที่มีรสอันเลิศต่าง ๆ แล้ว เสด็จประทับเหนือคอมงคลหัตถีอันประดับตกแต่งแล้ว ได้เสด็จไปสู่โรงทาน. ท้าวสักกะทรงทราบอัธยาศัยของพระองค์ จึงทรงดำริว่า วันนี้พระเจ้า สีวิราชทรงพระดำริว่า จักควักดวงพระเนตรออกพระราชทานแก่ยาจกผู้มาถึง ท้าวเธอจักอาจเพื่อพระราชทานหรือหาไม่หนอ เมื่อจะทดลองพระเจ้าสีวิราช จึงทรงแปลงเป็นพราหมณ์ แก่ชรา ตาบอด ในเวลาที่พระราชาเสด็จไปสู่
หน้า 65 ข้อ 2083
โรงทาน ได้ไปยืนอยู่ที่เนินแห่งหนึ่ง ยื่นพระหัตถ์ออกถวายชัยมงคล. พระราชา ทรงไสช้างพระที่นั่งมุ่งเข้าไปหาพราหมณ์นั้น แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านพูดว่ากระไร ? ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ข้าแต่ มหาราชเจ้า โลกสันนิวาลทั้งสิ้น กึกก้องด้วยเสียงแซ่ซ้องสาธุการ อาศัยพระอัธ- ยาศัยอันน้อมไปในทานของพระองค์ ฟุ้งขจรอยู่เป็นนิตย์ ส่วนข้าพระองค์เป็น คนตาบอด พระองค์มีพระเนตรสองข้าง ดังนี้แล้ว เมื่อจะทูลขอดวงพระเนตร จึงตรัส พระคาถาที่ ๑ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นคนชรา ไม่แลเห็นในที่ไกล มาเพื่อจะทูลขอพระเนตร ข้าพระพุทธเจ้ามีนัยน์ตา ข้างเดียว ข้าพระพุทธเจ้าทูลขอแล้ว ขอพระองค์ได้ โปรดพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่ง แก่ข้าพระพุทธ- เจ้าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร ความว่า อยู่ไกลจากที่นี่. บทว่า เถโร ความว่า เป็นดุจผู้เฒ่าผู้เข้าถึงความคร่ำคร่าเพราะชรา. บทว่า เอกเนตฺตา ความว่า ขอพระองค์จงทรงพระราชทานพระเนตรข้างหนึ่งแก่ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยเถิด ข้าพระพุทธเจ้าผู้มีนัยน์ตาข้างเดียว จักมีสองข้างได้ด้วยวิธีนี้. พระมหาสัตว์เจ้าทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ทรงดำริว่า เรานั่งนึกอยู่ใน ปราสาท มาเดี๋ยวนี้ทีเดียว เป็นลาภใหญ่ของเรา มโนรถของเราจักถึงที่สุด ในวันนี้ทีเดียว เราจักบริจาคทานที่ยังไม่เคยบริจาค แล้วทรงมีพระหฤทัย ชื่นชมโสมนัส ตรัสพระคาถาที่ ๒ ความว่า ดูก่อนวณิพก ใครเป็นผู้แนะนำท่านให้มาขอ ดวงตาเรา ณ ที่นี้ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวดวงตาใด
หน้า 66 ข้อ 2083
ว่ายากที่บุรุษจะสละได้ ท่านมาขอดวงตานั้น อันเป็น อวัยวะเบื้องสูง ยากที่จะสละได้ง่าย ๆ. ในพระคาถานั้น พระเจ้าสีวิราช ตรัสเรียกท้าวสักกเทวราชว่า "วณิพก". บทว่า จกฺขุปถานิ นี้เป็นชื่อของจักษุทั้งสองข้าง. บทว่า ยมาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวดวงตาใด อันบุรุษสละได้โดยยาก. เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบสัมพันธคาถาง่าย ๆ โดยนัยอันมาแล้วใน พระบาลีดังต่อไปนี้ พราหมณ์ทูลตอบว่า ในเทวโลกเขาเรียกท่านผู้ใดว่า สุชัมบดี ใน มนุษยโลกเขาเรียกท่านผู้นั้นว่า "มฆวา" ข้าพระพุทธ- เจ้าเป็นวณิพก ท่านผู้นั้นแนะนำให้มาขอพระเนตร ณ ที่นี้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นวณิพก การขอของข้าพระ- พุทธเจ้าไม่มีสิ่งใดจะยิ่งไปกว่า ขอพระองค์ทรงพระ ราชทานพระเนตรแก่ข้าพระพุทธเจ้าผู้มาขอเถิด บัณ- ฑิตทั้งหลายกล่าวว่า ดวงตาใดยากที่บุรุษจะสละได้ ขอ พระองค์โปรดพระราชทานดวงเนตรนั้นที่ไม่มีสิ่งอื่น จะยิ่งกว่าแก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด. พระเจ้าสีวิราชทรงสดับแล้ว ตรัสตอบว่า ท่านมาด้วยประโยชน์อันใดปรารถนาประโยชน์ สิ่งใด ความดำริเหล่านั้น เพื่อประโยชน์นั้น ๆ ของ ท่านจงสำเร็จเถิด ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงได้ดวงตา เถิด เมื่อท่านขอข้างเดียว เราจะให้ทั้งสองข้าง ขอ ท่านจงมีจักษุด้วยจักษุของเราไปเถิด ท่านปรารถนา สิ่งใดจากเราผู้มุ่งหมายอยู่ ขอสิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่าน เถิด.
หน้า 67 ข้อ 2083
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วนิพฺพโก ได้แก่ ยาจก บทว่า ยาจโต ความว่า แก่ข้าพระองค์ผู้มาขออยู่. บทว่า วณึ แปลว่า การขอ. บทว่า เต ความว่า ความมุ่งหมายคือความดำริเพื่อต้องการสิ่งนั้นของท่าน เหล่านั้น (จงสำเร็จ). บทว่า สจกฺขุมา ความว่า ท่านนั้นจงเป็นผู้มีจักษุด้วยจักษุของเรา ไปเถิด. บทว่า ยทจฺฉสิ ตฺวํ ตํ เต สมิชฺฌตุ ความว่า ท่านยังปรารถนา สิ่งใดจากสำนักของเรา ขอสิ่งนั้นจงสำเร็จแก่ท่านเถิด. พระราชาตรัสเพียงเท่านี้แล้วทรงพระดำริว่า การที่เราจักควักนัยน์ตา ให้แก่พราหมณ์ในที่นี้ทีเดียว เป็นการไม่เหมาะสมจึงพาพราหมณ์ไปสู่ภายใน พระราชฐาน แล้วประทับบนราชอาสน์ตรัสสั่งให้เรียกหมอชื่อว่าสีวิกะมาตรัสว่า เจ้าจงชําระนัยน์ตาของเราให้สะอาด. ได้มีเสียงเอิกเกริกโกลาหลเป็นอันเดียวกัน ทั่วทั้งพระนครว่า ได้ยินว่า พระราชาของพวกเรา มีพระราชประสงค์จะควัก พระเนตรทั้งสอง พระราชทานแก่พราหมณ์ ลำดับนั้น ข้าราชการมีเสนาบดี เป็นต้น ราชวัลลภ ชาวพระนครและนางสนมทั้งหลาย มาประชุมพร้อมกัน เมื่อจะกราบทูลทัดทานพระราชา ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ของ ข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์อย่าทรงพระราชทาน ดวงพระเนตรเลย อย่าทรงทอดทิ้งข้าพระพุทธเจ้าทั้ง- ปวงเลย ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์พระราช- ทานทรัพย์เถิด แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ มีเป็นอันมาก ข้าแต่มหาราชเจ้าผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ จงทรงพระราชทานรถทั้งหลายที่เทียมแล้ว ม้าอาชา-
หน้า 68 ข้อ 2083
ไนย ช้างตัวประเสริฐที่ตบแต่งแล้ว ที่อยู่และเครื่อง บริโภคที่ทำด้วยทองคำเถิด ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์จงทรงพระราชทานเหมือนกับชาวสิพีทั้ง- ปวง ที่มีเครื่องใช้สอย มีรถเฝ้าแหนพระองค์อยู่โดย รอบ ทุกเมื่อฉะนั้นเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรกฺกริ แปลว่า ทอดทิ้ง. อธิบายว่า ชาวสีพีทั้งหลายพากันกราบทูล ด้วยความประสงค์อย่างเดียวเท่านั้นว่า ก็เมื่อ พระองค์พระราชทานดวงพระเนตรแล้ว พระองค์จักครอบครองราชสมบัติ ไม่ได้ คนอื่นจักเป็นพระราชาแทน เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักชื่อว่าเป็นผู้ถูกพระองค์ทรงสละเสียแล้ว. บทว่า ปริกเรยฺยุํ แปลว่า พึง แวดล้อม. บทว่า เอวํ เทหิ ความว่า ชาวสีพีทั้งหลายจะพึงได้เฝ้าแหนพระองค์ ผู้มีพระเนตรไม่บกพร่องอยู่ตลอดกาลนาน โดยวิธีใด พระองค์จงทรงพระราช- ทานโดยวิธีนั้นเถิด คือพระองค์จงทรงพระราชทานแต่เพียงทรัพย์แก่พราหมณ์ เท่านั้น อย่าได้ทรงพระราชทานคู่พระเนตรเลย เพราะเมื่อพระองค์ทรงพระ- ราชทานคู่พระเนตรไปแล้ว ประชาชนชาวสีพีทั้งหลาย จักไม่ได้เฝ้าแหนพระ องค์ต่อไป. ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า ผู้ใดแลพูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้น เหมือนกับสวมบ่วงที่ตกลงยังพื้นดินไว้ที่คอ ผู้ใดแล พูดว่าจักให้ แล้วมากลับใจว่าไม่ให้ ผู้นั้นเป็นคนลามก ยิ่งกว่าผู้ที่ลามก ทั้งจะต้องเข้าถึงสถานที่ลงอาญาของ พญายม ความจริงผู้ขอได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็ควรจะ
หน้า 69 ข้อ 2083
ให้สิ่งนั้นแหละ ผู้ขอยังไม่ได้ขอสิ่งใดไว้ ผู้ให้ก็อย่า พึงให้สิ่งนั้น พราหมณ์ได้ขอสิ่งใดไว้กะเรา เราก็จัก ให้สิ่งนั้นนั่นแหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิมุญฺจติ แปลว่า สวมใส่. บทว่า ปาปา ปาปตโร ความว่า ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ที่เลวทรามกว่าผู้ที่เลวทราม. บทว่า สมฺปตฺโต ยมสาธนํ ความว่า ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าถึงอุสสุทนรก อัน เป็นสถานที่ลงอาญาแห่งพญายมโดยแท้. บทว่า ยํ หิ ยาเจ ความว่า พระเจ้าสีวิราชตรัสว่า ก็ยาจกขอสิ่งใด แม้ทายกก็ต้องให้สิ่งนั้นทีเดียว ก็ พราหมณ์ผู้นี้ขอจักษุกะเรา หาใช่ขอทรัพย์เช่นแก้วมุกดาเป็นต้นไม่ เรานั้น จักให้จักษุแก่เขาเท่านั้น. ลำดับนั้น เมื่ออำมาตย์ทั้งหลาย จะทูลถามท้าวเธอว่า พระองค์จะ พระราชทานพระจักษุ เพราะทรงปรารถนาอะไร จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชา พระองค์ทรง ปรารถนา พระชนมายุ วรรณะ สุขะ และพละอะไร หรือ จึงทรงพระราชทานพระเนตร พระองค์ทรงเป็น ราชาแห่งชาวสีพี ไม่มีใครประเสริฐยิ่งไปกว่า ทรง พระราชทานพระเนตร เพราะเหตุปรโลกหรืออย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรโลกเหตุ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุรุษผู้เป็นบัณฑิตเช่นพระองค์ จำต้องละอิสริยยศส่วนปัจจุบันแล้ว พระราช- ทานดวงพระเนตร เพราะเหตุแห่งปรโลกหรืออย่างไร ? ลำดับนั้น พระราชาเมื่อจะตรัสตอบอำมาตย์เหล่านั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า
หน้า 70 ข้อ 2083
เราให้ดวงตาเป็นทานนั้น เพราะยศก็หาไม่ เราจะได้ปรารถนาบุตร ทรัพย์หรือแว่นแคว้น เพราะ ผลแห่งการให้ดวงตานี้ก็หาไม่ อีกประการหนึ่ง ธรรม ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านได้ประพฤติกันมาแล้วแต่ โบราณ เพราะเหตุนี้แหละ ใจของเราจึงยินดีในทาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวาหํ ตัดบทเป็น น เว อหํ. บทว่า ยสสา ความว่า เพราะเหตุแห่งยศอันเป็นทิพย์ หรือเป็นของมนุษย์ก็หามิได้. บทว่า น ปุตฺตมิจฺเฉ ความว่า ใช่ว่าเราอยากจะได้บุตร ทรัพย์สมบัติ แว่นแคว้น เพราะผลแห่งการให้จักษุเป็นทานนี้ก็หามิได้ ก็แต่ว่าข้อนี้ ชื่อว่า เป็นโบราณมรรค คือเป็นการบำเพ็ญบารมี อันสัตบุรุษคือบัณฑิตได้แก่ พระโพธิสัตว์ผู้สัพพัญญูสั่งสมมาดีแล้ว ด้วยว่าพระโพธิสัตว์ไม่บำเพ็ญบารมี ให้เต็มแล้ว ชื่อว่าจะมีความสามารถที่จะบรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิ- บัลลังก์ก็หามิได้ อนึ่ง เราบำเพ็ญบารมีไว้ ก็ใคร่จะเป็นพระพุทธเจ้า. บทว่า อิจฺเจว ทาเน นิรโต มโน ความว่า เพราะเหตุนี้ใจของเราจึงได้ยินดี เฉพาะในทานบริจาค. แม้สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อจะทรงแสดงจริยาปิฎก แก่พระ ธรรมเสนาบดีสารีบุตรเถระ เพื่อจะทรงแสดงว่า พระสัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักกว่าดวงตาแม้ทั้งสองของเรา จึงตรัสว่า ดวงตาทั้งสองข้างจะได้เป็นที่เกลียดชังของเราก็ หาไม่ ตนของตนเองก็หาได้เป็นที่เกลียดชังของเราไม่ พระสัพพัญญุตญาณเป็นที่รักของเรา เพราะฉะนั้น เราจึงได้ให้ดวงตา.
หน้า 71 ข้อ 2083
ก็เมื่ออำมาตย์ทั้งหลาย ได้ฟังพระดำรัสของพระมหาสัตว์แล้ว ไม่อาจ จะทูลทัดทาน จำต้องนิ่งเฉยอยู่ พระมหาสัตว์เจ้าได้ตรัสกำชับสีวิกแพทย์ ด้วยพระคาถาว่า ดูก่อนสีวิกะ ท่านเป็นมิตรสหายของเรา ท่าน เป็นคนศึกษามาดีแล้ว จงกระทำตามคำของเราให้ดี จงควักดวงตาทั้งสองของเราผู้ปรารถนาอยู่ แล้ววาง ลงในมือของพราหมณ์วณิพกเถิด. พระคาถานั้นมีอรรถกถาอธิบายว่า ดูก่อนสีวกแพทย์ผู้สหาย เธอเป็น ทั้งสหายและมิตรของเรา ได้ศึกษามาในศิลปะของแพทย์เป็นอย่างดีโดยแท้ จงทำตามคำของเราให้สำเร็จประโยชน์ เมื่อเราปรารถนาพิจารณาแลดูนั่นแล เธอจงควักดวงตาทั้งคู่ของเราออกดังถอนหน่อตาล แล้ววางไว้ในมือของยาจก ผู้นี้เถิด ดังนี้. ลำดับนั้น สีวกแพทย์ ทูลเตือนท้าวเธอว่า ขึ้นชื่อว่าการให้จักษุ เป็นทาน เป็นกรรมหนัก ขอเดชะพระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์จงใคร่ครวญ ให้ดี. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนสีวิกแพทย์ เราใคร่ครวญดีแล้ว ท่านอย่ามัว ชักช้าร่ำไรอยู่เลย อย่าพูดกับเราให้มากเรื่องไปเลย. สีวิกแพทย์คิดว่า การที่ นายแพทย์ผู้ศึกษามาดีเช่นเรา จะเอาศาสตราคว้านพระเนตรของพระราชา ไม่สมควร. เขาจึงบดโอสถหลายขนาน แล้วเอาผลตัวยาอบดอกอุบลเขียว แล้วถวายให้ทรงถูพระเนตรเบื้องขวา. พระเนตรพร่า เกิดทุกขเวทนาเป็น กำลัง เขากราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงกำหนด พระทัยดูเถิด การทำพระเนตรให้เป็นปกติ เป็นภาระของข้าพระพุทธเจ้า. พระราชาตรัสว่า พ่อหมอ เธอจงหลีกไป อย่ามัวทำช้าอยู่เลย. เขาจึงปรุง
หน้า 72 ข้อ 2083
โอสถน้อมเข้าไปให้ทรงถูพระเนตรซ้ำอีก พระเนตรก็หลุดออกจากหลุมพระเนตร บังเกิดทุกขเวทนาเหลือประมาณ. เขากราบทูลว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า ขอ พระองค์จงทรงกำหนดพระทัยดูเถิด การทำพระเนตรให้เป็นปกติ เป็นภาระ ของข้าพระพุทธเจ้า. พระราชาตรัสว่า หลีกไปเถอะพ่อหมอ อย่าทำชักช้า อยู่เลย. ในวาระที่ ๓ เขาปรุงโอสถให้แรงขึ้นกว่าเดิม น้อมเข้าไปถวาย. ด้วย กำลังพระโอสถ พระเนตรก็หมุนหลุดออกจากเบ้าพระเนตร ลงมาห้อยอยู่ด้วย เส้นเอ็น. เขาจึงกราบทูลซ้ำอีกว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน ขอพระองค์ จงทรงกำหนดพระทัยดูเถิด การทำพระเนตรให้เป็นปกติ เป็นภาระของข้า พระพุทธเจ้า. พระราชาตรัสว่า เธออย่าทำการชักช้าอยู่เลย. ทุกขเวทนา บังเกิดขึ้น เหลือที่จะประมาณ พระโลหิตก็ไหลออก. พระภูษาทรงเปียกชุ่ม ไปด้วยพระโลหิต นางสนมและหมู่อำมาตย์ทั้งหลาย หมอบเฝ้าอยู่แทบบาทมูล ของพระราชา ต่างพากันปริเทวนาการพิไรรำพันอึงคะนึงว่า ขอเดชะ พระองค์ ผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรงพระราชทานดวงพระเนตรเลย. พระราชาทรงอดกลั้นทุกขเวทนา ตรัสว่า พ่อหมอ เธออย่าทำการชักช้าอยู่เลย. เขารับพระบรมราชโองการแล้ว ประคองพระเนตรด้วยมือซ้าย จับศาสตรา ตัดเอ็นที่ติดพระเนตรด้วยมือขวา แล้วรับพระเนตรไปวางไว้ในพระหัตถ์ของ พระมหาสัตว์. พระองค์ทอดพระเนตรเบื้องขวา ด้วยพระเนตรเบื้องซ้าย ทรง อดกลั้นทุกขเวทนา ตรัสเรียกพราหมณ์ว่า มาเถิดพราหมณ์ แล้วตรัสว่า สัพพัญญุตญาณเท่านั้น เป็นที่รักกว่านัยน์ตาของเรานี้ ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า ผลที่เราบริจาคดวงตานี้ จงเป็นปัจจัยแก่พระสัพพัญญุคญาณนั้นเถิด แล้วได้พระราชทานดวงพระเนตรนั้นแก่พราหมณ์ไป. พราหมณ์รับพระเนตร นั้น ประดิษฐานไว้ในดวงตาของตน. ด้วยอานุภาพของพระเจ้าสีวิราชนั้น ดวงพระเนตรก็ประดิษฐานอยู่ เป็นเหมือนดอกอุบลเขียวที่แย้มบาน. พระ- มหาสัตว์เจ้า ทอดพระเนตรดูนัยน์ตาของพราหมณ์นั้น ด้วยพระเนตรเบื้องซ้าย
หน้า 73 ข้อ 2083
แล้วทรงดำริว่า โอ อักขิทาน เราได้ให้ดีแล้ว ทรงเสวยปีติอันซ่านไปภายใน พระหฤทัยหาระหว่างมิได้ จึงได้พระราชทานพระเนตรเบื้องซ้ายนอกนี้อีก. ท้าวสักกเทวราช ทรงประดิษฐาน แม้พระเนตรเบื้องซ้ายนั้นไว้ในดวงพระเนตร ของพระองค์ แล้วเสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ เมื่อมหาชนกำลังแลดูอยู่ นั่นแล ได้ออกจากพระนครไปสู่เทวโลกทันที. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาหนึ่ง คาถาครึ่ง ความว่า พระเจ้าสีวิราชทรงเตือนให้หมอสีวิกะ กระทำ ตามพระราชดำรัสแล้ว หมอสีวิกะควักดวงพระเนตร ของพระราชาออกแล้ว ทรงพระราชทานแก่พราหมณ์ พราหมณ์เป็นคนตาดี พระราชาก็เข้าถึงความเป็น คนตาบอด. ไม่สู้นานนัก มังสะพระเนตรทั้งคู่ของพระราชาก็งอกขึ้น. และเมื่อ งอกขึ้นก็หาถึงความเป็นหลุมไม่ ได้เต็มบริบูรณ์ด้วยก้อนพระมังสะอันนูนขึ้น เหมือนปมผ้ากัมพล หลุมพระเนตรทั้งสองเป็นเหมือนภาพนัยน์ตาอันนายช่าง จิตรกรจัดทำ. ทุกขเวทนาก็เสื่อมหายขาดไปสิ้น ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ประทับ อยู่บนปราสาทสอง-สามวัน ทรงดำริว่า ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแก่คน ตาบอด เพราะฉะนั้น เราจักมอบราชสมบัติแก่อำมาตย์ทั้งหลาย ไปสู่พระราช อุทยาน บวชบำเพ็ญสมณธรรม ดังนี้แล้ว ตรัสสั่งให้อำมาตย์ทั้งหลายมาเฝ้า ตรัสบอกเนื้อความนั้นแก่อำมาตย์เหล่านั้น แล้วตรัสสั่งว่า กัปปิยการกคนหนึ่ง สำหรับให้สิ่งของ มีน้ำบ้วนปากเป็นต้น จักอยู่ในสำนักของเรา ท่านทั้งหลาย จงผูกรางไว้ในที่กระทำสรีรกิจของเราเถิด แล้วตรัสเรียกนายสารถีมาตรัสสั่งว่า
หน้า 74 ข้อ 2083
เจ้าจงเทียมรถ. ส่วนอำมาตย์ทั้งหลาย ไม่ให้พระองค์เสด็จด้วยรถ นำเสด็จ ไปด้วยพระสุวรรณสีวิกา แล้วให้ประทับอยู่ใกล้ฝั่งสระโบกขรณี จัดแจงวาง กำลังพิทักษ์รักษาแล้วจึงหลีกไป. พระราชาประทับนั่งบนบัลลังก์ ทรงรำพึง ถึงทานของพระองค์. ขณะนั้นได้ร้อนไปถึงอาสนะของท้าวสักกเทวราช ท้าว สักกะทรงรำพึงดู เห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงดำริว่า เราจักให้พรแก่พระเจ้า สีวิมหาราช แล้วทำพระเนตรให้เป็นปกติ ดังนี้แล้วจึงเสด็จมาที่ฝั่งสระโบกขรณี นั้น เสด็จดำเนินไป ๆ มา ๆ ไม่ไกลพระมหาสัตว์เจ้า. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า นับแต่นั้นมาสองสามวัน เมื่อพระเนตรทั้งสอง มีเนื้องอกขึ้นเต็มแล้ว พระราชาผู้บำรุงสีพีรัฐ จึงตรัส เรียกนายสารถีผู้เฝ้าอยู่นั้นว่า ดูก่อนสารถี ท่านจง เทียมยานเถิด เสร็จแล้วจงบอกให้เราทราบ เราจะ ไปยังอุทยาน จะไปยังสระโบกขรณี และราวป่า พอ พระเจ้าสีวิราชเข้าไปประทับนั่งขัดสมาธิ ริมขอบสระ โบกขรณีแล้ว ท้าวสุชัมบดีสักกเทวราชก็เสด็จมาเฝ้า ท้าวเธอ. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช อันพระมหาสัตว์เจ้าทรงสดับเสียงแห่งพระบาท แล้วตรัสถามว่า นั่นใคร ? จึงตรัสพระคาถาความว่า หม่อมฉันเป็นท้าวสักกะจอมแห่งเทพ มาใน สำนักของพระองค์แล้ว ข้าแต่พระราชฤาษี ขอพระ- องค์จงทรงเลือกเอาพรตามที่พระทัยปรารถนาเถิด. เมื่อท้าวสักกเทวราชตรัสอย่างนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสพระคาถา ความว่า
หน้า 75 ข้อ 2083
ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ทรัพย์ก็ดี กำลังก็ดี ของ หม่อมฉันมีเพียงพอแล้ว อนึ่ง คลังของหม่อมฉันก็มี เป็นอันมาก บัดนี้ หม่อมฉันเป็นคนตาบอด พอใจ ความตายเท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มรณญฺเว รุจฺจติ ความว่า ข้าแต่ เทวราช บัดนี้ ความตายอย่างเดียวเท่านั้น ที่ข้าพเจ้าพอใจเพราะความเป็นคน ตาบอด ขอพระองค์จงให้ความตายแก่ข้าพเจ้าเถิด. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงตรัสกะท้าวเธอว่า ดูก่อนพระเจ้าสีวิราช ก็พระองค์ทรงพระประสงค์จะสิ้นพระชนม์เอง จึงอยากสิ้นพระชนม์ หรือว่า อยากสิ้นพระชนม์เพราะเป็นคนตาบอด พระเจ้าสีวิราชทูลตอบว่า ข้าพเจ้า อยากสิ้นพระชนม์เพราะเป็นคนตาบอด. ท้าวสักกเทวราช ตรัสข้อสนทนาต่อ ไปว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่าทานจะให้ผลในสัมปรายภพอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ ย่อมเป็นปัจจัยแม้เพื่อประโยชน์ในปัจจุบัน ก็พระองค์อันยาจกทูล ขอพระเนตรข้างเดียว ได้พระราชทานเสียทั้งสองข้าง เหตุนั้น พระองค์โปรด ทำสัจจกิริยาเถิด แล้วตรัสว่า ดูก่อนบรมกษัตริย์ผู้เป็นจอนนรชน พระองค์จง ตรัสถ้อยคำที่เป็นสัจจะ เมื่อพระองค์ตรัสแต่ถ้อยคำที่ เป็นสัจจะ พระเนตรจักเกิดขึ้นอีก. พระมหาสัตว์เจ้าทรงสดับเช่นนั้นแล้ว ตรัสว่า ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช แม้หากว่าพระองค์ทรงพระประสงค์จะพระราชทานจักษุแก่ข้าพเจ้า ขออย่าต้อง ให้อุบายอย่างอื่นเลย ดวงจักษุจงเกิดขึ้นด้วยผลแห่งทานของข้าพเจ้าเถิด เมื่อท้าวสักกะตรัสว่า เราเป็นท้าวสักกเทวราชไม่สามารถจะให้จักษุแก่คนอื่น
หน้า 76 ข้อ 2083
ได้ จักษุจักเกิดขึ้นด้วยกำลังแห่งทาน อันพระองค์บริจาคอย่างเดียว จึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นทานอันข้าพเจ้าบริจาคด้วยดีแล้ว ดังนี้ เมื่อจะทรงทำสัจจกิริยา จึง ตรัสพระคาถาความว่า บรรดาวณิพกทั้งหลาย ผู้มีโคตรต่าง ๆ กัน มา ขอหม่อมฉัน แม้วณิพกคนใดมาขอหม่อมฉัน แม้ วณิพกนั้น ก็เป็นที่รักแห่งใจของหม่อมฉัน ด้วยการ กล่าวคำสัตย์นี้ ขอจักษุจงบังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสปิ เม ความว่า วณิพกเหล่าใดมา ขอเรา วณิพกเหล่านั้น ก็เป็นที่รักของเรา เมื่อพวกเขาพากันมาขอ ผู้ใดขอ จักษุเรา ถึงผู้นั้นก็เป็นที่รักใคร่ด้วยใจของเรา. บทว่า เอเตน ความว่า ถ้าคำว่า ยาจกทั้งมวลล้วนเป็นที่รักของเรา นี้เป็นสัจจวาจาอันเรากล่าวแล้ว ด้วยการกล่าวสัจจวาจานี้ ขอจักษุข้างหนึ่งของเราจงเข้าถึงคือจงบังเกิดขึ้นเถิด. ลำดับนั้น พระจักษุอันเป็นปฐมก็เกิดขึ้นในระหว่างแห่งพระดำรัสของพระราชา นั่นเอง แต่นั้นเพื่อจะให้พระจักษุข้างที่สองเกิดขึ้น ท้าวเธอจึงตรัสหมวดสอง แห่งคาถา ความว่า พราหมณ์ผู้ใดมาขอหม่อมฉัน ว่าขอพระราชทาน พระเนตรเถิด หม่อมฉันได้ให้ดวงตาทั้งสองแก่ พราหมณ์ผู้นั้นซึ่งเป็นวณิพก ปีติ และโสมนัสเป็น อันมากเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันยิ่งนัก ด้วยการกล่าวคำสัตย์ นี้ ขอจักษุจงบังเกิดขึ้นแก่หม่อมฉันเถิด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มํ ความว่า พราหมณ์ใดมาขอเรา. บทว่า โส ความว่า พราหมณ์นั้นมีจักษุพิการมาขอเราว่า ขอพระองค์โปรด
หน้า 77 ข้อ 2083
พระราชทาน แก่ข้าพระพุทธเจ้าเถิด. บทว่า วนิพฺพโต ความว่า แก่พราหมณ์ ผู้มาขอ. บทว่า ภิยฺโย มํ อาวิสิ ความว่า ครั้นให้จักษุทั้งสองแก่พราหมณ์ แล้ว นับแต่นั้นมาก็เป็นคนตาบอด แต่ในเวลาตาบอดนั้น หาได้คำนึงถึง ทุกขเวทนาเห็นปานนั้นไม่ ปีติอันยิ่งเกิดแผ่ซ่านไป คือ เข้าสู่ดวงหทัยของเรา ผู้พิจารณาเห็นว่า โอ เราได้ให้ทานด้วยดีแล้ว ทั้งความโสมนัสก็เกิดขึ้นแก่เรา หาประมาณมิได้. บทว่า เอเตน ความว่า ถ้าหากปีติโสมนัสมิใช่น้อยเกิดขึ้น แก่เราในกาลนั้นไซร้ นี้เป็นสัจจวาจาอันเรากล่าวแล้ว ด้วยการกล่าวสัจจวาจานี้ จักษุแม้ข้างที่สองจงเกิดขึ้นแก่เราเถิด. ในทันใดนั้นเอง พระเนตรดวงที่สองก็เกิดขึ้น. แต่พระเนตรของ พระเจ้าสีวิราชนั้น จะว่าเป็นพระเนตรปกติก็ไม่ใช่ จะว่าเป็นพระเนตรทิพย์ก็ ไม่ใช่ เพราะพระเนตรของพระองค์ทรงพระราชทานแก่สักกพราหมณ์แล้ว ทั้งสักกพราหมณ์ก็ไม่สามารถทำพระเนตรให้เป็นปกติเหมือนของเดิมได้ อนึ่ง ธรรมดาพระเนตรทิพย์ จะเกิดขึ้นแก่จักษุ ซึ่งมีที่ตั้งอันถอนเสียแล้ว หามิได้ ฉะนั้น พระเนตรเหล่านั้น ของพระเจ้าสีวิราช ต้องเรียกว่า สัจจปารมิตาจักษุ คือจักษุที่เกิดขึ้นเพราะสัจจบารมีของพระองค์ ในกาลที่พระเนตรเหล่านั้นเกิดขึ้น พร้อมกันนั่นเอง ราชบริษัททั้งปวงต่างก็มาประชุมพร้อมกันด้วยอานุภาพของ ท้าวสักกเทวราช. ลำดับนั้น เมื่อท้าวสักกเทวราช จะทรงทำการชมเชย พระเจ้าสีวิราชในท่ามกลางมหาชนนั่นเอง จึงตรัสพระคาถาสองคาถา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงสีพีรัฐ พระองค์ตรัส พระคาถาแล้วโดยธรรม พระเนตรทั้งสองของพระองค์ ปรากฏเป็นตาทิพย์เห็นได้ทะลุภายนอกฝา ภายนอก กำแพงและภูเขาตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ.
หน้า 78 ข้อ 2083
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ภาสิตา ความว่า ข้าแต่ มหาราช คาถาเหล่านี้พระองค์ตรัสแล้วตามธรรม คือ ตามสภาพ. บทว่า ทิพฺยานิ ความว่า ประกอบด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์. บทว่า ปฏิทิสฺสเส แปลว่า จักปรากฏ. บทว่า ติโรกุฑฺฑํ ความว่า ข้าแต่มหาราช พระเนตร เหล่านั้นของพระองค์ จงเสวยผล คือ ผ่องใส ทอดพระเนตรเห็นรูปได้ทะลุ ล่วงนอกฝานอกกำแพง และแม้ภูเขาอย่างใดอย่างหนึ่ง ราวกะว่าจักษุแห่งเหล่า เทพยดา ตลอด ๑๐๐ โยชน์ทั่วสิบทิศโดยรอบ. ท้าวสักกเทวราช ประทับยืนขึ้นบนอากาศ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ในท่ามกลางมหาชนแล้ว ทรงโอวาทพระมหาสัตว์เจ้าว่า ขอพระองค์จงอย่า ประมาท แล้วเสด็จไปยังเทวโลกทันที. ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าแวดล้อมด้วยมหาชนเสด็จเข้าสู่พระนคร ด้วย สักการะใหญ่ แล้วเสด็จขึ้นประทับ ณ สุจันทกปราสาท. ความที่ท้าวเธอได้ พระเนตรทั้งคู่กลับคืนมา ปรากฏแพร่สะพัดไปตลอดทั่วสีรีรัฐสีมามณฑล. ลำดับนั้น ประชาชนชาวสีวีรัฐทั้งสิ้น ต่างถือเอาเครื่องบรรณาการมาถวาย เป็นอันมาก เมื่อต้องการจะเข้าเฝ้าชมพระบารมี พระเจ้าสีวิราช พระมหา- สัตว์เจ้าทรงดำริว่า เมื่อมหาชนนี้ประชุมกันแล้ว เราจักพรรณนาทานของเรา จึงตรัสสั่งให้สร้างมณฑปใหญ่ ที่ประตูพระราชนิเวศน์ ประทับนั่งบนราชบัล- ลังก์ ภายใต้ สมุสสิตเศวตรฉัตร ตรัสให้ตีกลองประกาศในพระนคร ตรัสสั่ง ให้เสนาข้าราชการทั้งมวลประชุมกันแล้วตรัสว่า ดูก่อนประชาชนชาวสีวีรัฐ ผู้เจริญทั้งหลาย ท่านทั้งหลายเห็นพระเนตรทิพย์ของเราเหล่านี้แล้ว จำเดิม แต่นี้ไป ยังไม่ได้ให้ทานก่อน แล้วอย่าเพิ่งบริโภค เมื่อจะทรงแสดงธรรม ได้ตรัสพระคาถา ๔ คาถา ความว่า
หน้า 79 ข้อ 2083
ใครหนอในโลกนี้ ถูกขอทรัพย์อันน่าปลื้มใจ แล้ว แม้จะเป็นของพิเศษ แม้จะเป็นของที่รักอย่างดี ของตน จะไม่พึงให้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายผู้เป็น ชาวแคว้นสีพีทุก ๆ คน ที่มาประชุมกัน จงดูดวงตา ทั้งสองอันเป็นทิพย์ของเราในวันนี้ ตาทิพย์ของเรา เห็นได้ทะลุภายนอกฝา ภายนอกกำแพง และภูเขา ตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ในโลกอันเป็นที่อยู่ของ สัตว์ทั้งหลายนี้ ไม่มีอะไรที่จะยิ่งไปกว่าการบริจาคทาน เราได้ให้จักษุที่เป็นของมนุษย์แล้ว กลับได้จักษุทิพย์ ดูก่อนชาวแคว้นสีพีทั้งหลาย ท่านทั้งหลายได้เห็นจักษุ ทิพย์ที่เราได้นี้แล้ว จงให้ทานเสียก่อน จึงค่อยบริโภค เถิด บุคคลผู้ให้ทานและบริโภคแล้วตามอานุภาพของ ตน ไม่มีใครจะติเตียนได้ ย่อมเข้าถึงสุคติสถานดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนีธ ตัดบทเป็น โก นุ อิธ แปลว่า ใครหนอในโลกนี้. บทว่า อปิ วิสิฏฺํ ความว่า แม้จะเป็นของสูงสุด. บทว่า จาคมตฺตา ความว่า ขึ้นชื่อว่าจักษุอื่นที่จะยอดเยี่ยมกว่า ประมาณการบริจาค ไม่มี. บทว่า อิธ ชีวิเต ความว่า ในชีวโลกนี้. ปาฐะว่า อิธ ชีวิตํ ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า เป็นอยู่ในชีวโลกนี้. บทว่า อมานุสึ ความว่า จักษุทิพย์อันเรา ได้แล้วด้วยเหตุนี้จึงควรทราบความข้อนี้ว่า ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่จะสูงสุดกว่าการบริจาค ไม่มี. บทว่า เอตํปี ทิสฺวา ความว่า ท่านทั้งหลายแม้เห็นแล้วซึ่งจักษุอัน เป็นทิพย์ อันเราได้แล้วนี้ (จงให้ทานก่อนจึงบริโภค). ครั้นพระเจ้าสีวิราช ทรงแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ด้วย ประการฉะนี้แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ในวันกึ่งเดือนและวันปัณณรสีอุโบสถ ก็
หน้า 80 ข้อ 2084, 2085
รับสั่งให้มหาชนประชุมกัน ทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้เป็นประจำ มหาชน สดับธรรมนั้นแล้ว พากันทำบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น ได้ไปสู่เทวโลกเต็ม บริบูรณ์ทั่วกัน. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อน ไม่ยินดีด้วยทานในภายนอก ได้ควัก ดวงตาทั้งสองของตนบริจาคทานแก่ยาจกผู้มาถึงเฉพาะหน้าด้วยอาการอย่างนี้ แล้วทรงประกาศจตุราริยสัจ ประชุมชาดกว่า สีวิกแพทย์ในครั้งนั้นได้มาเป็น พระอานนท์ ท้าวสักกเทวราชได้มาเป็นพระอนุรุทธะ ราชบริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้าสีวิราช ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล. จบอรรถกถาสีวิราชชาดก ๔. สิริมันทชาดก ว่าด้วยปัญญาประเสริฐ [๒๐๘๔] ท่านอาจารย์เสนก เราขอถามเนื้อความ นี้ บรรดาคนสองจำพวกคือ คนผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญา แต่เสื่อมจากสิริ กับคนที่มียศแต่ไร้ปัญญา นักปราชญ์ กล่าวคนไหนว่าประเสริฐ. [๒๐๘๕] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ คนฉลาดหรือคนโง่ คนบริบูรณ์ด้วยศิลปะ หรือคน หาศิลปะมิได้ แม้จะมีชาติสูง ก็ย่อมเป็นคนรับใช้ของ
หน้า 81 ข้อ 2086, 2087, 2088, 2089
ชนผู้มีชาติต่ำ แต่มียศ ข้าพระพุทธเจ้า เห็นความดังนี้ จึงขอกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมี สิริแลเป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า. [๒๐๘๖] ดูก่อนมโหสถผู้มีปัญญาไม่ทราม ผู้เห็น ธรรมสิ้นเชิง เราถามเจ้าในคนสองจำพวก คือคนพาล ผู้มียศ กับบัณฑิตผู้ไม่มีโภคะ นักปราชญ์กล่าวคน ไหนว่าประเสริฐ. [๒๐๘๗] คนพาลกระทำกรรมอันชั่วช้า ก็สำคัญ ว่าสิ่งนี้เท่านั้น ประเสริฐ เห็นแต่เพียงโลกนี้ ไม่เห็น โลกหน้า ต้องได้รับเคราะห์ร้ายในโลกทั้งสอง ข้าพระ- พุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญา เท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า. [๒๐๘๘] ศิลปะนี้ก็ดี พวกพ้องก็ดี ร่างกายก็ดี หาได้จัดโภคสมบัติมาให้ไม่ มหาชนย่อมคบหามหา- โควินทเศรษฐีผู้มีน้ำลายไหล ออกจากคางทั้งสองข้าง ผู้ได้รับความสุข มีสิริต่ำช้า ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อ ความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้น เป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า. [๒๐๘๙] คนมีปัญญาน้อย ได้รับความสุขแล้ว ย่อมมัวเมา แม้ถูกความทุกข์กระทบแล้ว ย่อมถึงความ หลง อันสุขทุกข์ที่จรมากระทบเข้าแล้ว ย่อมหวั่นไหว
หน้า 82 ข้อ 2090, 2091, 2092
ดุจปลาที่ดิ้นรนอยู่ในที่ร้อน ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า. [๒๐๙๐] ฝูงนกย่อมพากันบินเร่ร่อนไปมา โดย รอบต้นไม้ที่มีผลดีในป่า ฉันใด คนเป็นอันมาก ย่อม คบหาผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์ มีโภคสมบัติ เพราะเหตุต้อง การทรัพย์ ก็ฉันนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริ เท่านั้นเป็นคนประเสริฐ พระพุทธเจ้าข้า. [๒๐๙๑] คนโง่ถึงจะมีกำลัง ก็หายังประโยชน์ ให้สำเร็จไม่ ได้ทรัพย์มาด้วยกรรมอันร้ายแรง นาย นิรยบาลทั้งหลาย ย่อมฉุดคร่าเอาคนโง่ ผู้ไม่ฉลาด คร่ำครวญอยู่ไปสู่นรกอันร้ายกาจ ข้าพระพุทธเจ้าเห็น ข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า. [๒๐๙๒] แม่น้ำแห่งใดแห่งหนึ่ง ย่อมไหลไปสู่ แม่น้ำคงคา แม่น้ำเหล่านั้นทั้งหมดเทียว ย่อมละทิ้ง ชื่อและถิ่นเดิม แม่น้ำคงคาไหลไปถึงมหาสมุทร ย่อม ไม่ปรากฏฉันใด คนในโลกนี้ที่มีฤทธิ์ยิ่งก็ไม่ปรากฏ ฉันนั้นแล ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ ทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้น ประเสริฐ พระเจ้าข้า.
หน้า 83 ข้อ 2093, 2094, 2095, 2096
[๒๐๙๓] ข้าพระพุทธเจ้า จะกล่าวแก้ปัญหาที่ ท่านอาจารย์กล่าว แม่น้ำทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ทะเล ใหญ่ไม่ได้ตลอดกาลทั้งปวง ทะเลนั้นมีกำลังมากเป็น นิตย์ มหาสมุทรย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ ฉันใด กิจการที่คนโง่ประสงค์ก็ฉันนั้น คนมีสิริย่อมไม่ล่วงเลย คนมีปัญญาไปได้ ไม่ว่าในกาลไหน ๆ ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไร. [๒๐๙๔] ถ้าแม้คนมียศไม่สำรวมแล้ว ผู้อยู่ในที่ วินิจฉัยกล่าวข้อความแก่ชนเหล่าอื่น คำพูดของคนนั้น ย่อมเจริญงอกงามในท่ามกลางญาติ คนมีปัญญายังคน ผู้มีสิริต่ำช้าให้ทำตามคำของตนไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคน เลวทราม คนมีสิริเท่านั้นเป็นคนประเสริฐ พระเจ้าข้า. [๒๐๙๕] คนโง่หาปัญญามิได้ ย่อมกล่าวมุสา เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่นหรือแม้แห่งตน คนโง่นั้น ย่อมถูกนินทาในท่ามกลางบริษัท แม้ภายหลังเขาก็ ต้องไปทุคติ ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึง กราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมี ยศจะประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า. [๒๐๙๖] ถ้าคนมีปัญญาดังแผ่นดิน ไม่มีที่อยู่ อาศัย ไม่มีทรัพย์ เป็นคนเข็ญใจกล่าวข้อความ คำพูด
หน้า 84 ข้อ 2097, 2098, 2099
ของเขานั้นย่อมไม่เจริญงอกงามในท่ามกลางบริษัท อนึ่ง สิริของคนมีปัญญาย่อมไม่มี ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคน เลวทราม คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ พระเจ้าข้า. [๒๐๙๗] คนผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ย่อมไม่กล่าว คำเหลาะแหละ เพราะเหตุแห่งคนอื่น หรือแม้แห่งตน บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้อันมหาชน บูชาในท่ามกลางที่ ประชุม แม้ภายหลังเขาก็จะไปสุคติ ข้าพระพุทธเจ้า เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้น ประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐอะไรพระเจ้าข้า. [๒๐๙๘] ช้าง ม้า โค แก้วมณี กุณฑล และ นารีทั้งหลาย ผู้เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง สิ่งทั้งปวงนั้น ย่อมเป็นเครื่องอุปโภคของตนที่มั่งคั่ง คนทั้งหลายผู้ ไม่มั่งคั่ง ก็ย่อมเป็นเครื่องอุปโภคของคนที่มั่งคั่ง ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คน มีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้นประเสริฐ พระเจ้าข้า. [๒๐๙๙] สิริย่อมละคนโง่ ผู้ไม่จัดแจงการงาน ไม่มีความคิด มีปัญญาทราม เหมือนงูละทิ้งคราบเก่า ไปฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ ทูลว่า คนมีปัญญาเท่านั้นประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะ ประเสริฐอะไร พระเจ้าข้า.
หน้า 85 ข้อ 2100, 2101, 2102, 2103
[๒๑๐๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระพุทธเจ้า ทั้ง ๕ คนเป็นบัณฑิต ทุกคนกราบไหว้บำรุงพระองค์ พระองค์เป็นอิสระ ครอบงำข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ดุจท้าวสักกเทวราช ผู้เป็นเจ้าแห่งหมู่สัตว์ ฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบ ทูลว่า คนมีปัญญาเป็นคนเลวทราม คนมีสิริเท่านั้น ประเสริฐ พระเจ้าข้า. [๒๑๐๑] คนโง่ถึงจะมียศ ก็เป็นทาสของคนมี ปัญญา เมื่อกิจการต่าง ๆ เกิดขึ้น คนฉลาดย่อมจัดแจง กิจอันละเอียดใด คนโง่ย่อมถึงความหลงใหลในกิจนั้น ข้าพระพุทธเจ้าเห็นข้อความแม้นี้ จึงกราบทูลว่า คน มีปัญญานั้นแลประเสริฐ คนโง่ถึงมียศจะประเสริฐ อะไร พระเจ้าข้า. [๒๑๐๒] แท้จริงสัตบุรุษทั้งหลาย สรรเสริญ ปัญญาเท่านั้น สิริเป็นที่ใคร่ของคนโง่ เพราะมนุษย์ ทั้งหลายยินดีในโภคสมบัติ ก็ความรู้ของท่านผู้รู้ ทั้งหลาย ใคร ๆ ชั่งไม่ได้ในกาลไหน ๆ คนมีสิริ ย่อมไม่ล่วงเลยคนมีปัญญาไปได้ ไม่ว่าในกาลไหน ๆ. [๒๑๐๓] ดูก่อนมโหสถผู้เห็นธรรมทั้งสิ้น เรา ได้ถามปัญหาข้อใดกะเจ้า เจ้าได้ประกาศปัญหาข้อนั้น แก่เราแล้ว เรายินดีด้วยการแก้ปัญหาของเจ้า เราให้ โคพันหนึ่ง โคอุสุภราช ช้าง รถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑๐ ตัว และบ้านส่วย ๑๖ ตำบลแก่เจ้า จบสิริมันทชาดกที่ ๔
หน้า 86 ข้อ 2104, 2105
อรรถกถาสิริเมณฑกชาดก สิริเมณฑกปัญหานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปญฺายุเปตํ สิริยา วีหีนํ จักมีแจ้งในมหาอุมมังคชาดก. จบอรรถกถาสิริเมณฑกชาดก ๕. โรหนมิคชาดก ว่าด้วยความรักในสายเลือด [๒๑๐๔] ดูก่อนน้องจิตตกะ ฝูงเนื้อเหล่านี้ กลัวความตาย จึงพากันหนีกลับไป ถึงเธอก็จงไปเสีย เถิด อย่าห่วงพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ. [๒๑๐๕] พี่โรหนะ ฉันไม่ไป ถึงใครจะมาคร่า เอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ไป ฉันจักยอม สละชีวิตอยู่ในที่นี้. ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอด เมื่อไม่มีผู้ปรนนิบัตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ. พี่โรหนะฉันไม่ยอมไป ถึงใครจักมาคร่าเอา ดวงใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ผู้ถูกมัดไป ฉันจัก ยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้.
หน้า 87 ข้อ 2106, 2107, 2108, 2109, 2110, 2111
[๒๑๐๖] เจ้าเป็นผู้ขลาดจงหนีไปเสียเถิด พี่ติด อยู่ในหลักเหล็ก เธอจงไปเสียเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ. [๒๑๐๗] พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมา ฆ่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จะไม่ละทิ้งพี่ ฉันจะยอม ทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้. ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอด ขาดผู้ปรนนิบ่ตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ. พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจ ของฉันไป ฉันจะไม่ละทิ้งพี่ผู้ถูกมัด ฉันจักยอมทิ้ง ชีวิตไว้ในที่นี้แหละ. [๒๑๐๘] วันนี้นายพรานคนใด จักฆ่าเราด้วย ลูกศรหรือหอก นายพรานคนนี้นั้น มีรูปร่างร้ายกาจ ถืออาวุธเดินมาแล้ว. [๒๑๐๙] นางสุตตนามฤคี ถูกภัยบีบคั้น คุกคาม หนีไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนกลับมา เผชิญหน้ามฤตยู ถึง จะมีขวัญอ่อน ก็ได้กระทำกรรมที่ทำได้แสนยาก. [๒๑๑๐] เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ พ้นไปแล้วยังย้อนกลับมาหาเครื่องผูกอีก ไม่ปรารถนา จะละทิ้งท่านไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. [๒๑๑๑] ดูก่อนนายพราน เนื้อทั้งสองนี้เป็น น้องชายน้องสาวของข้าพเจ้า ร่วมท้องมารดาเดียวกัน ไม่ปรารถนาละข้าพเจ้าไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.
หน้า 88 ข้อ 2112, 2113, 2114, 2115, 2116
[๒๑๑๒] ข้าแต่นายพราน มารดาบิดาทั้งสอง ของเราเหล่านั้น ท่านตาบอด หาผู้ปรนนิบัตินำทาง มิได้ คงต้องตายแน่แท้ โปรดให้ชีวิตแก่พวกเราทั้ง ๕ เถิด โปรดปล่อยพี่ชายเสียเถิด. [๒๑๑๓] ข้าพเจ้าจะปล่อยเนื้อผู้เลี้ยงมารดาบิดา แน่นอน มารดาบิดาได้เห็นพญาเนื้อ หลุดจากบ่วง แล้ว ก็จงยินดีเถิด. [๒๑๑๔] ข้าแต่นายพราน ท่านจงยินดีเพลิด- เพลินกับพวกญาติทั้งปวง เหมือนข้าพเจ้าเห็นพญาเนื้อ ที่หลุดจากบ่วงแล้ว ชื่นชมยินดีในวันนี้ ฉะนั้น. [๒๑๑๕] ลูกรัก เมื่อชีวิตเจ้าย่างเข้าใกล้ความ ตายแล้ว เจ้าหลุดมาได้อย่างไร ไฉนนายพรานจึง ปล่อยจากบ่วงเหล็กมาเล่า. [๒๑๑๖] น้องจิตตกะ กล่าววาจาไพเราะหูเป็น ที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดมาได้ ด้วยวาจาสุภาษิต. น้องสุตตนาได้กล่าววาจาไพเราะหู จับใจ ดื่มด่ำ ในหฤทัย ช่วยข้าพเจ้าให้หลุดมาได้ด้วยวาจาสุภาษิต. นายพรานได้ฟังวาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย แล้วปล่อยข้าพเจ้า เพราะฟังวาจา สุภาษิต ของน้องทั้งสองนี้.
หน้า 89 ข้อ 2117, 2118, 2119, 2120, 2121, 2122
[๒๑๑๗] ก็เราทั้งหลายเห็นลูกโรหนะมาแล้ว พากันชื่นชมยินดี ฉันใด ขอนายพรานพร้อมด้วยลูก เมีย จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด. [๒๑๑๘] แน่ะนายพราน เจ้าได้บอกไว้ว่า จะนำ เนื้อหรือหนังมามิใช่หรือ เออก็เหตุไรเล่า เจ้าจึงไม่นำ เอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา. [๒๑๑๙] เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็ก ถึงมือแล้ว แต่มีเนื้อสองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น ข้าพระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจ ขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้อง ทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละ ในวันนี้ทีเดียว. [๒๑๒๐] ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร เป็นเนื้อมีธรรมอย่างไร มีสีอย่างไร มีศีลอย่างไร ท่านจึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก. [๒๑๒๑] เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนัง เปรียบด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่ น่ารื่นรมย์ใจ. [๒๑๒๒] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่า นั้นเป็นเช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยง มารดาบิดา ข้าพเจ้าจึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวาย พระองค์ พระเจ้าข้า.
หน้า 90 ข้อ 2123
[๒๑๒๓] ดูก่อนนายพราน เราให้ทองคำ ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีอันมีค่ามาก เตียง ๔ เหลี่ยม มีสีคล้ายดอกสามหาว และภรรยาผู้ทัดเทียมกันสองคน กับโค ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน เราจักปกครองราชสมบัติโดย ธรรม ท่านเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก ดูก่อนนายพราน ท่านจงเลี้ยงดูบุตรและภรรยาด้วยกสิกรรม พาณิชย- กรรม การให้กู้หนี้และด้วยการประพฤติเลี้ยงชีพ โดยสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย. จงโรหนมิคชาดกที่ ๕ อรรถกถาโรหนมิคชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การเสียสละชีวิตของท่านพระอานนท์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอเต ยูเถ ปฏิยนฺติ ดังนี้. ก็การเสียสละชีวิตของท่านพระอานนท์นั้น จักปรากฏชัดเจนในเรื่อง ทรมานช้างชื่อว่าธนบาล ในจุลลหังสชาดก อสีตินิบาต. เมื่อท่านพระอานนท์ นั้นสละชีวิตเพื่อป้องกันพระศาสดาอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงสนทนากันใน โรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านพระอานนท์เป็นเสกขบุคคล บรรลุปฏิสัม- ภิทา ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระทศพล. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัส ถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อ
หน้า 91 ข้อ 2123
ภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เรา เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ณ พระนคร- พาราณสี พระองค์มีอัครมเหสีทรงพระนามว่า " เขมา " ในครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดมฤคชาติ มีผิวพรรณเหมือนสีทอง อยู่ใน หิมวันตประเทศ แม้เนื้อน้องชายของพระโพธิสัตว์ชื่อจิตตมิคะ ก็เป็นสัตว์ ถึงความเป็นเยี่ยมด้วยความงาม มีผิวพรรณเสมอด้วยสีทองเหมือนกัน แม้เนื้อ น้องสาวของพระโพธิสัตว์ ที่ชื่อว่า สุตตนานั้น ก็เป็นสัตว์มีผิวพรรณปาน ทองคำเหมือนกัน. ส่วนพระมหาสัตว์ได้เป็นพญาเนื้อ ชื่อโรหนมฤคราช พญาเนื้อนั้น มีเนื้อแปดหมื่นเป็นบริวาร สำเร็จนิวาสถานอยู่อาศัยสระชื่อโรหนะ ระหว่างชั้นที่ ๓ เลยเทือกเขาสองลูกไปในหิมวันตประเทศ. พญาเนื้อโรหนะ เลี้ยงดูมารดาบิดา ผู้ชรา ตาบอด. ครั้งนั้น มีบุตรพรานคนหนึ่ง อยู่ในเนสาทคามไม่ห่างจากพระนคร พาราณสีนัก เขาเข้าไปสู่หิมวันตประเทศพบมหาสัตว์เจ้า แล้วกลับมาบ้าน ของตน ต่อมาเมื่อจะทำกาลกิริยาจึงบอกแก่บุตรชายว่า พ่อคุณ ในที่ชื่อโน้น ณ ภาคนี้สถานที่ทำกินของพวกเรา มีเนื้อสีทองอาศัยอยู่ ถ้าพระราชาตรัสถาม พึงกราบทูลให้ทรงทราบ. อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมา บรมราชเทวี ทรงพระสุบินในเวลา ใกล้รุ่ง. พระสุบินนั้น ปรากฏอย่างนี้ว่า มีพญาเนื้อสีเหมือนทอง ยืนอยู่บนแท่นทอง แสดงธรรมแด่พระเทวี ด้วยเสียงอันไพเราะ เหมือนบุคคลเคาะกระดิ่งทอง พระนางประทานสาธุการ แล้วสดับพระธรรมเทศนาอยู่. เมื่อธรรมกถายังไม่ทันจบ เนื้อทองนั้นก็ลุกเดิน
หน้า 92 ข้อ 2123
ไปเสีย. ส่วนพระนางเทวีก็มีพระเสาวนีย์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับเนื้อ ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับเนื้อดังนี้ อยู่จนตื่นพระบรรทม. พวกนางสนมได้ยิน เสียงพระนาง พากันขบขันว่า ประหน้าต่างห้องบรรทมก็ปิดหมดแล้ว แม้คน ก็ไม่มีโอกาสจะเข้าไปได้ พระแม่เจ้ายังรับสั่งให้จับเนื้อในเวลานี้ได้ ขณะนั้นพระ เทวีทรงรู้พระองค์ว่า นี้เป็นความฝัน จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักกราบทูลพระ- ราชาว่า เราฝันเห็นดังนี้ พระองค์ก็จักไม่ทรงสนพระทัย แต่เมื่อเรากราบทูลว่า แพ้พระครรภ์ พระองค์ก็จักช่วยแสวงหามาให้ด้วยความสนพระทัยเราจักได้ฟัง ธรรมของพญามฤคตัวมีสีเหมือนทอง พระนางจึงทรงบรรทม ทำมายาว่า ประชวร. พระราชาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้มีพักตร์อันเจริญ เธอไม่สบาย เป็นอะไรไปหรือ ? พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ โรคอย่างอื่นไม่มีดอกเพคะ แต่กระหม่อมฉันเกิด แพ้ท้อง. พระราชาตรัสถามว่า เธออยากได้อะไร ? พระนางจึงกราบทูลว่าขอ เดชะ กระหม่อมฉันปรารถนาจักฟังธรรมของพญาเนื้อมีสีเหมือนทองพะยะค่ะ พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้มีพักตร์อันเจริญ สิ่งใดไม่มี เจ้าก็เกิดแพ้ ท้องต้องประสงค์สิ่งนั้นหรือ ขึ้นชื่อว่าเนื้อสีทองไม่มีดอก. พระนางกราบทูลว่า ถ้าไม่ได้หม่อมฉันจักนอนตายในที่นี้แหละ แล้วผินเบื้องพระปฤษฏางค์ให้พระ- ราชา ทรงบรรทมเฉยเสีย พระราชาทรงปลอบโยนว่า ถ้าหากมีอยู่เจ้าก็จักได้ แล้วประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ตรัสถามพวกอำมาตย์และพวกพราหมณ์ ตาม นัยที่กล่าวแล้วในโมรชาดกนั่นเอง ทรงสดับว่า เนื้อที่มีสีเหมือนทองมีอยู่จึงมี พระบรมราชโองการให้พวกนายพรานประชุมกัน ตรัสถามว่า เนื้อสีเหมือนทอง เห็นปานนี้ ใครเคยเห็น เคยได้ยินมาบ้าง ? เมื่อบุตรนายเนสาทกราบทูล โดยทำนองที่ตนได้ยินมาจากสำนักบิดาแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนสหาย เมื่อเจ้านำ เนื้อนั้นมาได้ เราจักทำสักการะใหญ่แก่เจ้า ไปเถิด จงไปนำเนื้อนั้นมา พระ-
หน้า 93 ข้อ 2123
ราชทานเสบียงแล้ว ทรงส่งเขาไป. ฝ่ายบุตรนายเนสาทก็กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ถ้าหากข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนำ เนื้อทองนั้นมาถวายได้ ข้าพระพุทธเจ้าจักนำหนังของมันมาถวาย เมื่อไม่อาจ นำหนังมาถวายได้ ก็จักนำแม้ขนของมันมาถวาย ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย แล้วไปเรือนมอบเสบียงแก่ลูกและเมีย แล้วไปที่หิมวันตประเทศนั้นพบพญา เนื้อนั้นแล้ว ดำริว่า เราจะดักบ่วง ณ ที่ไหนหนอจึงจักสามารถจับเนื้อนี้ได้ เมื่อพิจารณาไปจึงเห็นช่องทางที่ท่าน้ำ เขาจึงฟั่นเชือกหนังทำเป็นบ่วงให้มั่นคง แล้วปักหลักดักบ่วงไว้ในสถานที่พระมหาสัตว์เจ้าลงดื่มน้ำ. ในวันรุ่งขึ้น พระมหาสัตว์พร้อมด้วยเนื้อบริวารแปดหมื่น เที่ยวไป แสวงหาอาหาร คิดว่า เราจักดื่มน้ำที่ท่าเดิมนั่นแหละ จึงไปที่ท่านั้น พอก้าวลง ไปเท่านั้นก็ติดบ่วง พระมหาสัตว์ดำริว่า ถ้าหากเราจักร้องว่าติดบ่วงเสียใน บัดนี้ทีเดียว หมู่ญาติของเราจักไม่ดื่มน้ำ จักพากันตกใจกลัวแตกหนีไป จึง แอบหลัก เบี่ยงไว้ข้างตัว ทำทีเหมือนดื่มน้ำอยู่ ครั้นเวลาที่เนื้อทั้งแปดหมื่น ดื่มน้ำขึ้นไปแล้ว คิดว่า เราจักตัดบ่วงให้ขาด จึงกระชากมา ๓ ครั้ง ในวาระ แรกหนังขาดไป วาระที่สองเนื้อหลุด วาระที่สามเอ็นขาด บ่วงบาดลึก จดแนบกระดูก. เมื่อพระมหาสัตว์ไม่สามารถจะตัดให้ขาดได้ จึงร้องขึ้นว่า เราติดบ่วง. หมู่เนื้อทั้งหลายตกใจกลัว พากันแยกหลบหนีไปเป็น ๓ ฝูง จิตตมฤคไม่เห็นพระมหาสัตว์ ในระหว่างฝูงเนื้อทั้ง ๓ แล้วจึงคิดว่า เมื่อภัย นี้เกิด คงจักเกิดแก่พี่ชายของเรา จึงมายังสำนักของพญาเนื้อนั้น เห็นพระ- มหาสัตว์ติดบ่วงอยู่. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นจิตตมฤค จึงพูดว่า พ่อน้องชาย เธออย่า มายืนอยู่ที่นี่ สถานที่นี้น่ารังเกียจ เมื่อจะส่งกลับไป จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
หน้า 94 ข้อ 2123
ดูก่อนน้องจิตตกะ ฝูงเนื้อเหล่านี้ กลัวความตาย จึงพากันหนีกลับไป ถึงเธอก็จงไปเสียเถิด อย่าห่วง พี่เลย เนื้อทั้งหลาย จักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอเต พญาเนื้อกล่าวหมายถึงฝูงเนื้อที่ หนีล่วงคลองจักษุของตนไปไกล. บทว่า ปฏิยนฺติ แปลว่า กลับไป อธิบายว่า แตกหนีไป. พระโพธิสัตว์เรียกเนื้อน้องชายว่า " จิตตกะ ". บทว่า ตยา สห ความว่า (พระโพธิสัตว์) กล่าวว่า จิตตกะ เธอจงเป็นราชาแห่งเนื้อเหล่านั้น ดำรงอยู่ในตำแหน่งแทนพี่ เนื้อเหล่านี้ จักอยู่ร่วมกับเจ้าต่อไป. ต่อจากนั้น เป็นคาถาที่เนื้อทั้งสองสนทนาโต้ตอบกัน รวม ๓ คาถา เป็นลำดับกันดังต่อไปนี้ พี่โรหนะ ฉันไม่ไป ถึงใครจักมาคร่าเอาหัวใจ ของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ไป ฉันจักยอมสละชีวิตอยู่ ในที่นี้. ก็มารดาบิดาทั้งสองเรานั้น ท่านตาบอดเมื่อไม่มี ผู้นำจักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิดอย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ. พี่โรหนะ ฉันไม่ยอมไป ถึงใครจักมาคร่าเอา ดวงใจของฉันไป ฉันจักไม่ทิ้งพี่ผู้ถูกมัดไป ฉันจัก ยอมสละชีวิตไว้ในที่นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหน ความว่า จิตตมฤคเรียกพระ- มหาสัตว์โดยชื่อว่า " โรหนะ." บทว่า อวกสฺสติ ความว่า ใคร ๆ จะมาฉุด คือคร่าเอาดวงใจไป หรือดวงใจถูกความโศกฉุดคร่าไป. บทว่า เต หิ นูน
หน้า 95 ข้อ 2123
ความว่า มารดาบิดาของเราเหล่านั้น เมื่อเราทั้งสองต้องตายรวมกันอยู่ในที่นี้ จะขาดผู้ช่วยเหลือนำทาง เมื่อไม่มีใครปฏิบัติ ก็จักซูบผอมตายไป เพราะฉะนั้น น้องจิตตกะเจ้าจงไปเสียเถิด เนื้อทั้งหลายเหล่านั้น จักได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้า. บทว่า อิธ เหสฺสามิ ความว่า ฉันจักทิ้งชีวิตไว้ในสถานที่นี้ทีเดียว. ครั้นจิตตมฤคกล่าวดังนี้แล้ว ก็เดินไปยืนพิงแนบข้างเบื้องขวาของพระ- โพธิสัตว์ ปลอบโยนให้ดำรงกาย สบายใจ ฝ่ายนางสุตตนามฤคี หนีไปไม่เห็น พี่ชายทั้งสองในระหว่างฝูงเนื้อ คิดว่า ภัยนี้จักเกิดแก่พี่ชายทั้งสองของเรา จึง หวนกลับมายังสำนักของเนื้อทั้งสองนั้น พระมหาสัตว์เห็นนางสุตตนามฤคีกําลัง เดินทางจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า เจ้าเป็นผู้ขลาด จงหนีไปเสียเถิด พี่ติดอยู่ใน หลักเหล็ก เธอจงไปเสียเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อ ทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภีรุ ความว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคามย่อมกลัว แม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย ด้วยเหตุนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะน้องสาวอย่างนี้. บทว่า กูเฏ ได้แก่ บ่วงที่เขาปกปิดไว้. บทว่า อายเส ความว่า ก็บ่วงนั้น เขาวางซี่เหล็กไว้ภายในน้ำ แล้วผูกหลักไม้แก่นดักแช่ไว้ในน้ำนั้น เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ตยา สห ความว่า เนื้อทั้งแปดหมื่น เหล่านั้น จักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้า. เบื้องหน้าแต่นั้น มีคาถา ๓ คาถา ซึ่งเนื้อสองพี่น้องโต้ตอบกันโดย นัยก่อนนั่นแหละ ดังนี้. พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอา หัวใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ละทิ้งพี่ ฉันจักยอมทิ้ง ชีวิตไว้ในที่นี้.
หน้า 96 ข้อ 2123
ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอด ขาดผู้ปรนนิบัตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ. พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจ ของฉันไป ฉันจะไม่ละทิ้งพี่ผู้ถูกมัด ฉันจักยอมทิ้ง ชีวิตไว้ในที่นี้แหละ. บรรดาบทเหล่านั้น แม้ในบทว่า เต หิ นูน นี้ พระโพธิสัตว์ กล่าวไว้หมายถึง มารดาบิดาเท่านั้น. แม้นางสุตตนามฤคีนั้น ครั้นปฏิเสธอย่างนั้นแล้ว ไปยืนพิงข้างเบื้อง ซ้ายของพระมหาสัตว์ผู้พี่ชายปลอบใจอยู่ ฝ่ายนายพรานเห็นเนื้อเหล่านั้นหนีไป และได้ยินเสียงร้องแห่งเนื้อที่ติดบ่วง คิดว่าพญาเนื้อคงจักติดบ่วง แล้วนุ่งผ้า หยักรั้งมั่นคง ถือหอกสำหรับฆ่าเนื้อ วิ่งมาโดยเร็ว พระมหาสัตว์เห็นนายพราน กำลังวิ่งมาจึงกล่าวคาถาที่ ๙ ความว่า วันนี้นายพรานคนใด จักฆ่าเราด้วยลูกศรหรือ หอก นายพรานคนนี้นั้น มีรูปร่างร้ายกาจ ถืออาวุธ เดินมาแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺทรูโป แปลว่า เหี้ยมโหดทารุณ. บทว่า สตฺติยามปิ ความว่า นายพรานคนใดจักประหัตประหารฆ่าเราด้วย ลูกศรก็ดี ด้วยหอกก็ดี นายพรานนั้นมีรูปร่างเหี้ยมโหดทารุณ ถืออาวุธมา เพราะเหตุนั้น เจ้าทั้งสองจงพากันหนีไป ก่อนที่เขายังมาไม่ถึง. จิตตมฤคแม้เห็นพรานนั้นแล้วก็มิได้หนีไป ส่วนนางสุตตนามฤคี ไม่อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ มีความกลัวต่อมรณภัย หนีไปหน่อยหนึ่ง แล้วกลับคิดว่า เราจักทิ้งพี่ชายทั้งสองคนหนีไปไหน จึงยอมสละชีวิตของตน กล้ำกลืนความกลัวตาย ย้อนกลับมาใหม่ ยืนอยู่เคียงข้างซ้ายพี่ชายของตน.
หน้า 97 ข้อ 2123
เมื่อจะประกาศความนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ความว่า นางสุตตนามฤคีนั้น ถูกภัยบีบคั้นคุกคามหนี ไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนกลับมาเผชิญหน้ามฤตยู ถึงจะมี ขวัญอ่อนก็ได้กระทำกรรมที่ทำได้แสนยาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มรณายูปนิวตฺตถ แปลว่า ย้อน กลับมาเพื่อเผชิญหน้าความตาย. ฝ่ายนายพรานเห็นสัตว์ทั้ง ๓ ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ก็เกิดเมตตาจิต มี ความสำคัญประหนึ่งว่า เป็นพี่น้องเกิดร่วมท้องเดียวกัน จึงคิดว่า พญาเนื้อ ติดบ่วงเราก่อน แต่เนื้อทั้งสองนี้ คิดอยู่ด้วยหิริโอตตัปปะ สัตว์ทั้งสองนี้เป็น อะไรกันกับพญาเนื้อนี้หนอ ครั้นคิดดังนี้แล้ว เมื่อจะถามเหตุนั้นจึงกล่าวคาถา ความว่า เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ พ้นไปแล้ว ยังย้อนกลับมาหาเครื่องผูกอีก ไม่ปรารถนาจะละทิ้ง ท่านไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนุ เตเม ตัดบทเป็น กึ นุ เต อิเม แปลว่า เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ. บทว่า อุปาสเร แปลว่า ยัง เข้าไปใกล้. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงบอกแก่นายพรานว่า ดูก่อนนายพราน เนื้อทั้งสองนี้ เป็นน้องชาย น้องสาวของข้าพเจ้า ร่วมท้องมารดาเดียวกัน ไม่ ปรารถนาละข้าพเจ้าไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. นายพรานได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว เป็นผู้มีจิตอ่อนลงไปเป็น อันมาก. จิตตมฤคราชรู้ว่านายพรานมีจิตอ่อนแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนนายพราน
หน้า 98 ข้อ 2123
ผู้สหาย ท่านอย่าสำคัญพญาเนื้อนี้ว่า เป็นเพียงเนื้อสามัญเท่านั้น แท้จริง พญาเนื้อนี้ เป็นราชาแห่งเนื้อแปดหมื่น ถึงพร้อมด้วยศีลและมรรยาท มีจิต อ่อนโยนในสรรพสัตว์ มีปัญญามาก เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราตาบอด ถ้าหาก ท่านฆ่าเนื้อผู้ตั้งอยู่ในธรรมเห็นปานนี้ให้ตายลง ชื่อว่าฆ่าพวกเราให้ตายถึง ๕ ชีวิต คือ มารดาบิดาของเรา ตัวเรา และน้องสาวของเราทีเดียว แต่เมื่อท่าน ให้ชีวิตแก่พี่ชายของเรา เป็นอันได้ชื่อว่าให้ชีวิตแก่พวกเราแม้ทั้ง ๕ แล้ว กล่าวคาถาความว่า ข้าแต่นายพราน มารดาบิดาของเราเหล่านั้น ตาบอด หาผู้ปรนนิบัตินำทางไม่ได้ คงจักต้องตาย แน่แท้ โปรดให้ชีวิตแก่พวกเราทั้ง ๕ เถิด โปรดปล่อย พี่ชายเสียเถิด. นายพรานได้ฟังธรรมกถาของจิตตมฤคแล้ว มีจิตเลื่อมใสแล้วกล่าวว่า ท่านอย่ากลัวเลย แล้วกล่าวคาถาเป็นลำดับไปว่า ข้าพเจ้าจะปล่อยเนื้อผู้เลี้ยงมารดาบิดาแน่นอน มารดาบิดาได้เห็นพญาเนื้อหลุดจากบ่วงแล้ว จงยินดี เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ทิสฺวา ความว่า เห็นพญาเนื้อหลุดแล้วจากบ่วง. ก็แลนายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงคิดว่า ยศที่พระราชาพระ- ราชทานแล้ว จักช่วยอะไรเราได้ ถ้าหากเราจักฆ่าพญาเนื้อนี้เสีย แผ่นดินนี้ จักแยกออกให้ช่องแก่เรา หรือสายอสนีบาตจักฟาดลงบนกระหม่อมของเรา เราจักปล่อยพญาเนื้อนั้น. เขาจึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์เจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักโยกหลักบ่วงให้ล้มลง แล้วตัดเชือกหนังออกดังนี้แล้ว ประคอง
หน้า 99 ข้อ 2123
พญาเนื้อให้นอนลงที่ชายน้ำ ค่อย ๆ แก้บ่วงออกด้วยมุทิตาจิต ทำเส้นเอ็น ให้ประสานกับเส้นเอ็น เนื้อให้ประสานกับเนื้อ หนังให้ประสานกับหนัง แล้ว เอาน้ำล้างเลือด ลูบคลำไปมาด้วยมุทิตาจิต. ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตของ นายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมีที่พระมหาสัตว์ได้บำเพ็ญมา เอ็น หนัง และเนื้อทั้งหมด ก็สมานติดสนิทดังเดิม. เท้าก็ได้มีหนังและขนปกปิดสนิทดี ในอวัยวะที่มีแผลเก่าไม่ปรากฏว่า มีแผลติดอยู่เลย. พระมหาสัตว์ถึงความสบาย ปลอดภัยลุกขึ้นยืนแล้ว จิตตมฤคเห็นดังนั้นแล้ว เกิดความโสมนัสเมื่อจะทำ อนุโมทนาต่อนายพราน จึงกล่าวคาถาความว่า ข้าแต่นายพราน ท่านจงยินดีเพลิดเพลินกับ พวกญาติทั้งปวง เหมือนข้าพเจ้าเห็นพญาเนื้อที่หลุด จากบ่วงแล้ว ชื่นชมยินดีในวันนี้ ฉะนั้น. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าคิดว่า นายพรานนี้เมื่อจะจับเรา จับโดย งานอาชีพของตน หรือว่าจับโดยการบังคับของผู้อื่น จึงถามเหตุที่จับ. บุตร นายพรานตอบว่า ดูก่อนพญาเนื้อ ข้าพเจ้าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับท่านก็หามิได้ แต่พระอัครมเหสีของพระราชา ซึ่งมีพระนามว่า พระนางเขมาราชเทวี มี พระประสงค์จะฟังธรรมกถาของท่าน ท่านจึงถูกข้าพเจ้าจับโดยพระราชโองการ เพื่อประโยชน์แก่พระเทวีนั้น. พระมหาสัตว์กล่าวว่า สหายเอ๋ย เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านปล่อยเราเสีย ชื่อว่าทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง มาเถิด จงนำเราไปแสดงแก่ บรมกษัตริย์เถิด เราจักแสดงธรรมถวายพระนางเทวี. นายพรานกล่าวว่า ดูก่อนพญาเนื้อ ธรรมดาพระราชาทั้งหลายมีพระเดชานุภาพร้ายกาจ ใครจักรู้ ว่า จักมีอะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยินดียศศักดิ์ที่ทรงพระราชทานดอก เชิญ ท่านไปตามสบายของท่านเถิด. พระมหาสัตว์คิดว่า พรานนี้เมื่อปล่อยเราไป
หน้า 100 ข้อ 2123
ชื่อว่าทำกิจที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง เราจักทำอุบายให้พรานนั้นได้รับยศศักดิ์ แล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงเอามือลูบหลังเราก่อนเถิด. นายพรานจึงเอา มือลูบหลังพญาเนื้อ มือของเขาก็เต็มไปด้วยขนมีสีเหมือนทองคำ. เขาจึงถามว่า ดูก่อนพญาเนื้อ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรกับขนเหล่านี้ พญาเนื้อจึงบอกว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงเอาขนเหล่านั้นไปถวายแด่พระราชา และพระราชเทวี ทูลว่า นี้เป็นขนของสุวรรณมฤคนั้น ดังนี้ ตั้งอยู่ในฐานะตัวแทนของเรา แสดง ธรรมถวายพระบรมราชเทวี ด้วยคาถาเหล่านี้ การแพ้พระครรภ์ของพระนาง ก็จักสงบ เพราะทรงสดับธรรมกถานั้นแล ดังนี้แล้ว ให้นายพรานเรียน ราชธรรมคาถา ๑๐ คาถา มีอาทิว่า ธมฺมญฺจร มหาราช ซึ่งแปลว่า ข้าแต่ มหาราชเจ้า พระราชาพึงประพฤติธรรมดังนี้แล้วให้เบญจศีล กล่าวสอนด้วย ความไม่ประมาทแล้วส่งไป. บุตรของนายพราน ยกย่องพระมหาสัตว์ไว้ในตำแหน่งอาจารย์ กระทำ ประทักษิณสามครั้ง แล้วไหว้ในฐานะสี่ เอาใบบัวห่อขนทองทั้งหลายแล้วลา หลีกไป. เนื้อทั้งสามตามไปส่งนายพรานหน่อยหนึ่ง แล้วเอาปากคาบอาหาร และน้ำ พากันกลับไปยังสำนักของมารดาบิดา. มารดาบิดาทั้งสองเมื่อจะถามว่า โรหนะลูกรัก ได้ยินว่า เจ้าติดบ่วง แล้วพ้นมาได้อย่างไร จึงกล่าวคาถา ความว่า ลูกรัก เมื่อชีวิตเข้าไปใกล้ความตายแล้ว เจ้า หลุดมาได้อย่างไร ไฉนนายพรานจึงปล่อยจากบ่วง เหล็กมาเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสฺมิ ความว่า เมื่อชีวิตสถิตอยู่ เฉพาะหน้ามฤตยู เจ้ารอดตายมาได้อย่างไร.
หน้า 101 ข้อ 2123
พระโพธิสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า น้องจิตตกะกล่าววาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดมาได้ ด้วยวาจา สุภาษิต น้องสุตตนาได้กล่าววาจาไพเราะหู จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยข้าพเจ้าให้หลุดมาได้ด้วยวาจา สุภาษิต นายพรานได้ฟังวาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจ ดื่มด่ำในหฤทัย แล้วปล่อยข้าพเจ้า เพราะฟังวาจา สุภาษิตของน้องทั้งสองนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณํ แปลว่า กล่าวอยู่. บทว่า หทยงฺคํ แปลว่า ดื่มด่ำในหฤทัย. บทว่า ภณํ ในคาถาที่ ๒ เท่ากับ ภณมานา แปลว่า เมื่อน้องนางสุตตนากล่าวอยู่. บทว่า สุตฺวา ความว่า นายพรานนั้นฟังวาจา ของเนื้อทั้งสองเหล่านั้นแล้ว. ลำดับนั้น เมื่อมารดาบิดาพระโพธิสัตว์จะอนุโมทนา จึงกล่าวว่า ก็เราทั้งหลายเห็นลูกโรหนะมาแล้ว พากันชื่นชม ยินดี ฉันใด ขอนายพรานพร้อมด้วยลูกเมีย จงชื่นชม ยินดี ฉันนั้นเถิด. ฝ่ายนายพรานออกจากป่าแล้วไปสู่ราชตระกูล ถวายบังคมพระราชา แล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. พระราชาเห็นเขาแล้วตรัสพระคาถาว่า แน่ะนายพราน เจ้าได้บอกไว้ว่า จะนำเนื้อหรือ หนังเนื้อมามิใช่หรือ เออก็เหตุอะไรเล่า เจ้าจึงไม่นำ เอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคจมฺมานิ ได้แก่ เนื้อหรือหนัง. บทว่า อาหรึ แปลว่า จักนำมา. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อพรานผู้เจริญ
หน้า 102 ข้อ 2123
เจ้าได้กล่าวไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่า เมื่อไม่สามารถจะนำเนื้อมา ก็จะนำหนังมา หรือเมื่อไม่สามารถจะนำหนังมา ก็จักนำขนมา ด้วยเหตุไร เจ้าจึงมิได้นำเนื้อ หรือหนังของมันมาเลย. นายพรานได้ฟังพระดำรัสแล้วกล่าวคาถา ความว่า เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็กถึงมือแล้ว แต่มีเนื้อ สองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น ข้า- พระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจ ขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้อง ละทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคมํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็ เนื้อนั้นมาสู่เงื้อมมือ ทั้งมาสู่บ่วงที่ข้าพระพุทธเจ้าดักไว้ด้วย ได้ติดอยู่ในบ่วง นั้น. บทว่า ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเร ความว่า แต่ว่าเนื้อสองตัวพ้นบ่วง ไปแล้ว คือไม่ได้เข้ามาติดบ่วงเลย ได้เข้ามายืนพิงเนื้อนั้นปลอบใจอยู่. บทว่า อพฺภูโต แปลว่า ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย. บทว่า อิมญฺจาหํ ตัดบทเป็น อิมํ อหํ แปลว่า ก็ข้าพระองค์นั้น. อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์ ผู้มีความสังเวชสลดใจ ได้มีความปริวิตกนี้ว่า ถ้าเราจักฆ่าเนื้อนี้เสีย เราจัก ต้องละทิ้งชีวิตในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว. พระราชาสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร เป็นเนื้อ มีกรรมอย่างไร มีสีสรรอย่างไร มีศีลอย่างไร ท่าน จึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก. พระราชาตรัสถามเช่นนี้บ่อย ๆ ด้วยสามารถทรงพิศวงพระทัย.
หน้า 103 ข้อ 2123
นายพรานได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวคาถาความว่า เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนังเปรียบ ด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตสิงฺคา ความว่า เนื้อเหล่านั้น มีเขาเช่นเดียวกับพวงเงิน. บทว่า สุจิพาลา ความว่า ประกอบด้วยขนอ่อน สะอาดเช่นกับขนจามรี. บทว่า โลหิตกา ความว่า เช่นเดียวกับปลาโลมา และปลาวาฬแดง. บทว่า ปาทา ได้แก่ ปลายกีบเท้า. บทว่า อญฺชิตกฺขา ความว่า ประกอบด้วยนัยน์ตามีประสาททั้ง ๕ หมดจด เหมือนไล้ทาไว้. เมื่อนายพรานกราบทูลอยู่อย่างนี้แล ได้วางโลมชาติทั้งหลายมีสี เหมือนทองของพระโพธิสัตว์ ไว้ในพระหัตถ์ของพระราชา เมื่อจะประกาศสีกาย แห่งเนื้อเหล่านั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่านั้นเป็น เช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยงมารดาบิดา ข้าพระพุทธเจ้า จึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวาย พระองค์ พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตาเปติภรา ความว่า เนื้อเหล่านั้น ช่วยกันเลี้ยงมารดาบิดาแก่ชราตาบอด จึงชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้. บทว่า น เต โส อภิหารยุํ ความว่า พญาเนื้อนั้น ใคร ๆ ไม่อาจจะนำมาเพื่อ เป็นเครื่องบรรณาการแก่พระองค์ได้. ปาฐะว่า อภิหารยึ ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ข้าพระพุทธเจ้าหาได้นำพญาเนื้อนั้นมาถวาย เพื่อเป็นบรรณาการแก่พระองค์ ไม่ คือมิได้นำมาเลย. นายพรานกล่าวพรรณนาคุณความดี ของพระโพธิสัตว์จิตตมฤค และนางมฤคีโปติกาชื่อสุตตนา ด้วยประการฉะนี้แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่
หน้า 104 ข้อ 2123
มหาราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าอันพญาเนื้อนั้นให้ขนของตนมาแล้ว ให้ศึกษา บทธรรมสั่งบังคับว่า ท่านพึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของเรา แสดงธรรม ถวายพระราชเทวี ด้วยคาถาราชธรรมจรรยา ๑๐ ประการเถิด. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้นายพรานนั่งเหนือราชบัลลังก์ อันขจิตด้วยรัตนะ ๗ ประการ พระองค์เองกับพระบรมราชเทวี ประทับนั่ง บนพระราชอาสน์ที่ต่ำ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงประคองอัญชลี เชื้อ เชิญนายพราน. เมื่อนายพรานนั้นจะแสดงธรรมถวาย จึงทูลว่า ข้าแต่บรมขัตติยมหารา ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชมารดาบิดา ข้าแต่ องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชบุตร และพระราช ชายาทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในมิตรและอำมาตย์ทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติธรรมในโลกนี้ แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรมในพาหนะ และพลทั้งหลาย
หน้า 105 ข้อ 2123
ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้ แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ให้เป็นธรรมในบ้านและนิคมทั้งหลาย ข้าแต่องค์ ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประ- พฤติธรรม ในแว่นแคว้นและชนบททั้งหลาย ข้าแต่ องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง ประพฤติให้เป็นธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลก นี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ให้เป็นธรรม ในหมู่มฤคและปักษีทั้งหลาย ข้าแต่องค์ ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จัก ได้ไปสู่สวรรค์. ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม เพราะธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำ สุขมาให้ ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
หน้า 106 ข้อ 2123
ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม พระอินทร์ เทพยเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระ- พรหม ได้เสวยทิพยสมบัติ เพราะธรรมอันประพฤติ ดีแล้ว ข้าแต่องค์ราชันย์ ขอพระองค์อย่าได้ทรง ประมาทธรรม ธรรมเหล่านั้นเป็นวัตตบทในทศราช ธรรมนั่นเอง ข้อนี้แล เป็นอนุสาสนีที่พร่ำสอนกันมา กัลยาณชนมาซ่องเสพผู้มีปัญญา พระองค์ทรงประพฤติ อย่างนี้แล้ว จะได้ไปสู่ไตรทิพยสถาน ด้วยประการ ฉะนี้. บุตรนายพรานแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา โดยนิยามอันพระมหาสัตว์ ทรงแสดงแล้วนั่นเอง เหมือนเทวดาผู้วิเศษยังแม่น้ำในอากาศ ให้ตกลงมา ฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้. มหาชนยังสาธุการให้เป็นไปนับเป็นพัน ความแพ้ พระครรภ์ของพระบรมราชเทวีก็ระงับไป เพราะทรงสดับธรรมกถานั่นเอง. พระราชาทรงดีพระทัย เมื่อจะทรงปูนบำเหน็จชุบเลี้ยงบุตรนายพราน ด้วย ยศใหญ่ ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาความว่า ดูก่อนนายพราน เราให้ทองคำ ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีอันมีค่ามาก เตียงสี่เหลี่ยมมีสีคล้าย ดอกสามหาว และภรรยาผู้ทัดเทียมกันสองคน กับ โค ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน เราจักปกครองราชสมบัติโดยธรรม ท่านเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามา ดูก่อนนายพราน ท่าน จงเลี้ยงดูบุตรและภรรยาด้วยกสิกรรม พาณิชยกรรม การให้กู้หนี้ และด้วยการประพฤติเลี้ยงชีพโดยสัมมา อาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.
หน้า 107 ข้อ 2123
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลํ ความว่า เราจักให้เครื่องประดับ คือมณีและแก้วกุณฑลมีค่ามาก แก่ท่าน. บทว่า จตุรสฺสํ ได้แก่ บัลลังก์สูง สี่เหลี่ยม อธิบายว่า มีด้านศีรษะสูงสี่เหลี่ยม. บทว่า อุมฺมารปุปฺผ สิรินฺนิภํ ได้แก่ บัลลังก์ที่สำเร็จด้วยไม้แก่นสีดำ ประกอบด้วยโอภาส มีรัศมีเช่นเดียว กับดอกสามหาว เพราะลาดด้วยเครื่องลาดสีเขียว. บทว่า สาทิสิโย ความว่า ทัดเทียมกันด้วยรูปสมบัติ และโภคสมบัติ. บทว่า อุสภญฺจ ควํ สตํ ความว่า และเราจะให้โคฝูงร้อยตัว มีโคผู้เป็นหัวหน้าแก่ท่าน. บทว่า กาเรสฺสํ ความว่า เราจะไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ จักเสวยราชสมบัติโดยธรรมเท่านั้น. บทว่า พหุกาโร เมสิ ความว่า แม้ท่านก็ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามากเพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทน แห่งพญาเนื้อตัวมีสีเหมือนทอง แล้วแสดงธรรมแก่เรา เราเป็นผู้อันท่านให้ ประดิษฐานอยู่ในเบญจศีล โดยนิยามดังพญาเนื้อกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า กสิวณิชฺชา ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เรามิได้เห็น พญาเนื้อ ฟังแต่ถ้อยคำของพญาเนื้อเท่านั้น ยังตั้งอยู่ในเบญจศีลได้ แม้ท่าน ก็จงเป็นคนมีศีลตั้งแต่บัดนี้ไป จงกระทำกสิกรรม และพาณิชยกรรม และ อิณทานกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุญฺฉาจริยา ความว่า อันเป็นหลัก ของการครองชีพ อธิบายว่า ท่านจงเลี้ยงดูบุตรภรรยาของท่าน ด้วยกสิกรรม และพาณิชยกรรมเป็นต้นนี้ อันเป็นสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย. นายพรานฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว กราบทูลว่าข้าพระพุทธเจ้า ไม่มีความประสงค์จะอยู่ครอบครองเรือน ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตการ บรรพชา แก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ครั้นได้พระบรมราชานุญาตแล้ว ก็มอบ
หน้า 108 ข้อ 2123
ทรัพย์สมบัติที่พระราชาทรงพระราชทานแก่ตน แก่บุตรภรรยา แล้วเข้าไปสู่ หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด เป็นผู้มีพรหมโลก เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายพระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์เจ้า แล้วทรงบำเพ็ญทางแห่งสวรรค์ให้เต็มบริบูรณ์ โอวาทของพระมหาสัตว์นั้น ก็ดำเนินติดต่อมาเป็นเวลาพันปี. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระอานนท์ก็ได้สละชีวิต เพื่อประโยชน์ แก่เรา ด้วยประการอย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพราน ในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะในบัดนี้ พระราชาได้มาเป็นพระสารีบุตร พระเทวี ได้มาเป็นเขมาภิกษุณี มารดาบิดาได้มาเป็นตระกูลมหาราช สุตตนามฤคีได้มาเป็นอุบลวรรณาเถรี จิตตมฤคได้มาเป็นพระอานนท์ เนื้อแปดหมื่นได้มาเป็นหมู่สากิยราช ส่วนพญาเนื้อได้มาเป็นเราตถาคตแล. จบอรรถกถาโรหนมิคชาดก
หน้า 109 ข้อ 2124, 2125, 2126
๖. หังสชาดก ว่าด้วยหงส์สุมุขะผู้ภักดี [๒๑๒๔] ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่าม งาม เรืองรองดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนี ไป ดูก่อนสุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนา เถิด. หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่ ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียว จะมัวห่วงอยู่ ทำไม. ดูก่อนสุมุขะผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไม ท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายใน เราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายังความ เพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จงรีบบิน หนีไปตามใจปรารถนาเถิด. [๒๑๒๕] ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์ จะถูกทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้ง พระองค์ไป จักเป็นหรือตายข้าพระพุทธเจ้าก็จักอยู่ ร่วมกับพระองค์. [๒๑๒๖] ดูก่อนสุมุขเสนาบดี ท่านกล่าวคำใด คำนั้น เป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่ง เราเมื่อจะ ทดลองท่านดู จึงพูดว่าจงหลบไปเสีย.
หน้า 110 ข้อ 2127, 2128, 2129, 2130, 2131
[๒๑๒๗] ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ สูงสุดกว่า หงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากร สัญจรไปในอากาศ ย่อมบินไปสู่ทาง โดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรง- ทราบบ่วงแต่ที่ไกลดอกหรือ. [๒๑๒๘] คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อ ถึงคราวจะสิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่ายก็ย่อมไม่ รู้สึก. [๒๑๒๙] ฝูงหงส์เหล่านั้นมีกายอร่าม งามเรือง รอง ดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอ พากันบิน หนีไป ท่านเท่านั้น ที่มัวพะวงอยู่. หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไป มิได้มีความห่วงใย บินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้น เฝ้าพะวักพะวน. หงส์ตัวนี้ เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้ว จากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึง มัวพะวงอยู่. [๒๑๓๐] หงส์ตัวนั้น เป็นราชาของเรา เป็นมิตร สหายเสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป จนตราบเท่าวันตาย. [๒๑๓๑] ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุ แห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญา หงส์จงไปตามความประสงค์ของท่านเถิด.
หน้า 111 ข้อ 2132, 2133, 2134, 2135, 2136
[๒๑๓๒] ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็น พญาหงส์ผู้เป็นใหญ่ ในหมู่ทิชาชาติพ้นจากบ่วงแล้ว ย่อมชื่นชมยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด. [๒๑๓๓] (พญาหงส์ทูลว่า) พระองค์ผู้ทรงพระ- เจริญทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคพยาธิมิได้เบียดเบียน พระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์ ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎร์ โดยธรรม หรือ. [๒๑๓๔] (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญา- หงส์ เราเกษมสำราญดี ทั้งโรคพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมาอาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครอง ราษฎร์โดยธรรม. [๒๑๓๕] (พญาหงส์ทูลว่า) โทษผิดบางประการ ในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่ หรือ หมู่ศัตรูห่างไกลจากพระองค์เหมือนเงาที่ไม่- เจริญด้านทิศทักษิณอยู่หรือ. [๒๑๓๖] (พระราชาตรัสตอบว่า) โทษผิดบาง ประการในหมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเรา แม้ น้อยหนึ่งไม่มีเลย อนึ่ง หมู่ศัตรูห่างไกลจากเรา เหมือนเงาย่อมไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณ ฉะนั้น.
หน้า 112 ข้อ 2137, 2138, 2139, 2140, 2141
[๒๑๓๗] (พญาหงส์ทูลว่า) พระมเหสีของพระ- องค์ มิได้ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูป สมบัติ และยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระ- องค์อยู่หรือประการใด. [๒๑๓๘] (พระราชาตรัสตอบว่า) พระมเหสี ของเราเป็นเช่นนั้น ทรงเชื่อฟัง มิได้คิดนอกใจ ทรงปราศัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูป สมบัติ และยศสมบัติ เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่. [๒๑๓๙] (พญาหงส์ทูลว่า) พระราชโอรสของ พระองค์มีจำนวนมาก ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ ใน รัฐสีมาอันเจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชา เฉลียวฉลาด ต่างพากันบันเทิงรื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้นๆอยู่แลหรือ. [๒๑๔๐] (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญา- หงส์ธตรฐ เราชื่อว่า มีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรดชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้น จะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสอนของท่านเลย. [๒๑๔๑] แม้ถ้าว่า กุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงชาติกำ- เนิด หรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภายหลัง เมื่อ ธุรกิจเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย. ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิด ขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาอ่อนง่อนแง่น
หน้า 113 ข้อ 2141
นั้น กุลบุตรนั้นย่อมเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือน ความมืดในราตรีฉะนั้น. กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็น สาระ ว่าเป็นสาระ ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวางวิ่ง โลดโผนไปในซอกผาตกจมเหวลงไปในระหว่างทาง ฉะนั้น. ถึงหากว่านรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่เป็น ผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญาประกอบด้วยอาจาระ และศีล ย่อมรุ่งเรืองสุกใส เหมือนกองไฟในยาม ราตรีฉะนั้น. ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบ เทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มี ปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้น เพราะ น้ำฝนฉะนั้น. จบหังสาชาดกที่ ๖
หน้า 114 ข้อ 2141
อรรถกถาหังสชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การสละชีวิตของพระอานนทเถระนั่นแล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้น ว่า เอเต หํสา ปกฺกมนฺติ ดังนี้. ความพิสดารว่า แม้ในครั้งนั้น เมื่อภิกษุทั้งหลายกล่าวสรรเสริญคุณ ของพระอานนทเถระอยู่ ณ โรงธรรมสภา พระบรมศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ ? เมื่อภิกษุ เหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เรา เหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาแสดง ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า พหุปุตตกะ เสวยราชสมบัติ อยู่่ในพระนครพาราณสี. พระนางเทวีทรงพระนามว่า เขมา ได้เป็นพระ- อัครมเหสีของพระองค์. กาลครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าบังเกิดในกำเนิดพญา หงส์ทอง มีหงส์เก้าหมื่นเป็นบริวาร อาศัยอยู่ ณ จิตตกูฏบรรพ. แม้ใน คราวนั้น พระบรมราชเทวีก็ทรงพระสุบินนิมิต โดยนัยที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง จึงกราบทูลการที่จะทรงสดับธรรมเทศนาของพญาหงส์ทอง และความแพ้ พระครรภ์แก่พระราชา. แม้พระราชาก็ตรัสถามเสวกามาตย์ว่า ชื่อว่าหงส์ทองมี อยู่ที่ไหน ก็แลครั้นทรงสดับว่า อยู่ที่จิตตกูฏบรรพ จึงมีพระบรมราชโองการ ให้ขุดสระขึ้น ขนานนามว่า เขมาโบกขรณี แล้ว เพาะพันธุ์ธัญชาติ สำหรับ
หน้า 115 ข้อ 2141
เป็นอาหารแห่งสุวรรณหงส์มีประการต่างๆ ให้ประกาศโฆษณาพระราชทานอภัย แก่ฝูงหงส์ทั้งหลาย ในมุมสระทั้ง ๔ แล้ว แต่งบุตรนายพรานคนหนึ่งไว้ให้คอย จับหงส์ทั้งหลาย. ก็แลอาการที่พระเจ้าพหุปุตตกะทรงแต่งตั้งนายพรานไว้ดัก หงส์ก็ดี สภาวะที่นายพรานคอยต้อนหงส์ให้ลงสระนั้นก็ดี อาการที่กำหนดดัก บ่วงไว้ในเวลาที่พญาหงส์ทองมา แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบก็ดี อาการ ที่กำหนดพระมหาสัตว์ติดบ่วงก็ดี กิริยาที่สุมุขหงส์เสนาบดี ไม่เห็นมหาสัตว์มา ในฝูงหงส์ทั้ง ๓ เหล่านั้นแล้วย้อนกลับไปดูก็ดี ข้อความทั้งปวงนี้ จักมีแจ้ง ในมหาหังสชาดก แม้ในชาดกนี้ พระมหาสัตว์เจ้าครั้นติดบ่วงคันแร้ว จึงทอด ตัวลงกับหลักบ่วงนั่นเอง ชูคอแลดูทางที่หมู่หงส์บินไป ได้เห็นสุมุขหงส์เสนาบดี บินกลับมา จึงดำริว่า ในเวลาที่สุมุขหงส์มาถึงแล้ว เราจักลองใจดู เมื่อ สุมุขหงส์เสนาบดีมาถึงแล้ว จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ฝูงหงส์เหล่านั้น มีผิวกายอร่ามงามเรืองรอง ดังทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอบินหนีไป ดูก่อน สุมุขะ ท่านจงหลบหลีกไปตามใจปรารถนาเถิด. หมู่ญาติทั้งหลายละทิ้งเราผู้ติดบ่วงไว้ผู้เดียว ไม่ ห่วงใย พากันบินหนีไป ท่านผู้เดียว จะมัวห่วงอยู่ ทำไม. ดูก่อนสุมุขะ ผู้ประเสริฐ จะมัวพะวงอยู่ทำไม ท่านควรบินหนีเอาตัวรอด เพราะความเป็นสหายใน เราผู้ติดบ่วงไม่มี ท่านหลบหลีกไปเสียเถิด อย่ายัง ความเพียรให้เสื่อมเสีย เพราะความไม่มีทุกข์เลย จง รีบบินหนีไปตามใจปรารถนาเถิด.
หน้า 116 ข้อ 2141
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยเมริตา ความว่า อันภัยเผชิญหน้า คือถูกภัยคุกคาม และหวั่นไหวเพราะภัย. พระมหาสัตว์เรียกฝูงหงส์นั้นแหละ แม้ด้วยคำทั้งสองว่า หริตฺตจ เหมวณฺณ. ด้วยบทว่า กามํ นี้ พระมหาสัตว์กล่าวหมายความว่า ดูก่อน สุนทรมุขเสนาบดี ผู้มีผิวงามดังทองคำ ท่านจงหลบหลีกเอาตัวรอดไปเถิด ประโยชน์อะไรด้วยการหวนย้อนกลับมาในที่นี้. บทว่า โอหาย ความว่า ละทิ้งเราไว้ผู้เดียวไม่เหลียวแล บินหนีไป. บทว่า อนเปกฺขมานา ความว่า หมู่ญาติของเราแม้เหล่านั้น ไม่สนใจเหลียวแลดูเราเลย บินหนีไป บทว่า ปเตว แปลว่า โดดหนีไปทีเดียว. บทว่า มา อนีฆาย ความว่า ท่าน ไปจากที่นี่แล้ว อย่าละเลยความเพียรเสีย เพราะเหตุที่ท่านได้เป็นผู้นิราศ ปราศจากทุกข์ อันจะพึงถึงนี้เลย. ลำดับนั้น หงส์สุมุขเสนาบดี จับอยู่ที่หลังเปลือกตม กล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่ท้าวธตรฐมหาราช ถึงพระองค์จะถูก ทุกข์ภัยครอบงำ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักไม่ละทิ้งพระองค์ ไป จักเป็นหรือตาย ข้าพระพุทธเจ้า ก็จักอยู่ร่วมกับ พระองค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขปเรโต ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมีมรณทุกข์คุกคามอยู่เฉพาะหน้า ข้าพระพุทธเจ้าจะไม่ละทิ้ง พระองค์ไปเสียแม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้เท่านั้น. เมื่อหงส์สุขุมเสนาบดี เปล่ง สีหนาทอย่างนี้แล้ว ท้าวธตรฐมหาราช กล่าวคาถาความว่า
หน้า 117 ข้อ 2141
ดูก่อนสุมุขเสนาบดี ท่านกล่าวคำใด คำนั้น เป็นคำดีงามของพระอริยเจ้า อนึ่ง เราเมื่อจะทดลอง ท่านดู จึงพูดว่า จงหลบไปเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตทริยสฺส ความว่า ท่านกล่าวคำใดว่า จะไม่ทิ้งเราไป คำนั้นเป็นคําดี อุดมสมเป็นคำของพระอริยเจ้า ผู้ถึงพร้อม ด้วยอาจาระ. บทว่า ปตฺเต ตํ ความว่า อนึ่ง เราได้กล่าวอย่างนี้ ใช่ว่ามีความ ประสงค์จะละทิ้งท่านก็หามิได้ ที่แท้ต้องการจะทดลองใจท่าน จึงได้แกล้งพูด คำว่า ไปเสียเถิด อธิบายว่า ได้กล่าวคำว่า ท่านจงบินไปเสีย. เมื่อหงส์ทั้งสองเหล่านั้น กำลังสนทนากันอยู่นั่นเอง บุตรของนาย พรานถือไม้วิ่งมาโดยเร็ว. สุมุขเสนาบดี จึงพูดปลอบใจท้าวธตรฐมหาราช พลางผินหน้าไปหานายพราน บินไปทำความเคารพ แล้วกล่าวสรรเสริญคุณ ของพญาหงส์. ทันใดนั้นเอง บุตรนายพรานได้มีจิตอ่อนลง หงส์สุมุขเสนาบดี รู้ว่า บุตรนายพรานมีจิตอ่อนลงแล้ว จึงบินกลับไปยืนปลอบใจพญาหงส์อยู่. ฝ่ายบุตรนายพราน เข้าไปหาพญาหงส์ แล้วกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐสูงสุดกว่าหงส์ทั้งหลาย วิสัยปักษีทิชากร สัญจรไปในอากาศ ย่อมบินไปสู่ทาง โดยที่มิใช่ทางได้ พระองค์ไม่ทรงทราบบ่วงแต่ที่ไกล ดอกหรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปเทน ปทํ ความว่า ดูก่อนมหาราช ทิชาชาติ สัญจรไปในอากาศเช่นท่าน ย่อมนำทางในอากาศ อันมิใช่ทาง บินไปได้. บทว่า น พุชฺฌิ ความว่า บุตรนายพรานถามว่า ท่านมีสภาพ เห็นปานนี้ ไยจึงไม่เฉลียวใจ คือไม่รู้ว่ามีบ่วงนี้แต่ที่ไกลเล่า.
หน้า 118 ข้อ 2141
พระมหาสัตว์ตอบว่า. คราวใดจะมีความเสื่อม คราวนั้นเมื่อถึงคราวจะ สิ้นชีพ สัตว์แม้จะติดบ่วงติดข่าย ก็ย่อมไม่รู้สึก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา ปราภโว ความว่า ดูก่อนนายพราน ผู้สหาย ความเสื่อมคือความไม่เจริญ ได้แก่ความพินาศ จะมีในกาลใด กาลนั้น เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิต แม้สัตว์จะติดข่าย ติดบ่วง ก็ย่อมจะรู้ไม่ได้. นายพรานชื่นชมยินดีถ้อยคำของพญาหงส์ เมื่อจะสนทนากับหงส์ สุมุขเสนาบดี จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ฝูงหงส์เหล่านั้น มีกายอร่ามงามเรืองรองดัง ทองคำ ถูกภัยคุกคามแล้ว มีตัวงอพากันบินหนีไป ท่านเท่านั้นมัวพะวงอยู่. หงส์เหล่านั้นกินและดื่มแล้ว ก็พากันบินหนีไป มิได้มีความห่วงใยบินไปสิ้น ก็ตัวท่านผู้เดียวเท่านั้น เฝ้าพะวักพะวน. หงส์ตัวนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ ท่านพ้นแล้ว จากบ่วง ทำไมจึงมาเป็นห่วงหงส์ผู้ติดบ่วงอยู่เล่า หงส์ ทั้งหลายต่างพากันทอดทิ้งไป ไยเล่าท่านผู้เดียว จึง มัวพะวงอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺวญฺเจนํ ความว่า นายพรานถามว่า ไยท่านจึงมัวพะวงอยู่กับพญาหงส์. บทว่า อุปาสสิ แปลว่า ยังจะเข้าไปใกล้. หงส์สุมุขเสนาบดีกล่าวว่า หงส์ตัวนั้นเป็นราชาของเรา เป็นมิตรสหาย เสมอด้วยชีวิตของเรา เราจักไม่ทอดทิ้งท่านไป จน ตราบเท่าวันตาย.
หน้า 119 ข้อ 2141
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว กาลสฺส ปริยายํ ความว่า ดูก่อนบุตรนายพราน เราจักไม่ทอดทิ้งพญาหงส์นั้นเลย จนกว่าจะถึงที่สุด กาลสิ้นชีวิต. นายพรานได้ฟังดังนั้น มีจิตเลื่อมใส คิดว่า ถ้าเราจักประพฤติผิดใน หงส์ทองผู้สมบูรณ์ด้วยศีลเหล่านั้นอย่างนี้ แม้แผ่นดินก็จะพึงให้ช่องแก่เรา ประโยชน์อะไรด้วยยศศักดิ์ ทรัพย์สมบัติที่เราจักได้จากสำนักพระราชา เรา จักปล่อยพญาหงส์นั้นไป ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาความว่า ท่านปรารถนาจะสละชีวิต เพราะเหตุแห่งสหาย เราก็จักปล่อยสหายของท่านไป ขอพญาหงส์จงไปตาม ความประสงค์ของท่านเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย จ ตฺวํ เท่ากับ โย นาม ตฺวํ แปลว่า ขึ้นชื่อว่า ท่านผู้ใด. บทว่า โส โยค อหํ แปลว่า เรานั้น. อธิบาย ว่า พญาหงส์นี้ จะเป็นไปตามอำนาจความประสงค์ของท่าน คือจงอยู่ในสถานที่ แห่งเดียวกับท่านเถิด. ก็แล นายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปลดท้าวธตรฐออกจาก หลักบ่วง นำไปยังขอบสระ แก้บ่วงออกแล้วชำระล้างโลหิต ด้วยจิตอ่อนโยน ไปด้วยกรุณา แล้วจัดแจงตบแต่งเส้นเอ็นเป็นต้น ให้เรียบร้อยเป็นอันดี ด้วยอำนาจมุทุจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมี ที่พระมหาสัตว์ บำเพ็ญมา เท้าที่มีบาดแผล ก็มีหนังและขนงอกขึ้นในขณะนั้น. แม้ริ้วรอย ที่บ่วงผูกพัน ก็ไม่ปรากฏ. หงส์สุมุขเสนาบดีแลดูพระโพธิสัตว์แล้วมีจิตยินดี เมื่อจะกระทำอนุโมทนา จึงกล่าวคาถาความว่า ดูก่อนนายพราน วันนี้ข้าพเจ้าได้เห็นพญาหงส์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่ทิชาชาติ พ้นจากบ่วงแล้ว ย่อมชื่นชม
หน้า 120 ข้อ 2141
ยินดี ฉันใด ขอท่านพร้อมกับหมู่ญาติทั้งปวง จงชื่น ชม ยินดี ฉันนั้นเถิด. นายพรานได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่เจ้า เชิญท่านทั้งสองไปเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงถามนายพรานนั้นว่า ดูก่อนสหาย ท่านมาดักเรา เพื่อประโยชน์ของตัว หรือมาดักโดยอาณัติของผู้อื่น เมื่อนายพรานบอกเหตุ นั้นแล้ว จึงไตร่ตรองทบทวนดูว่า เราจากที่นี้ไปยังจิตตกูฏบรรพตทีเดียวดี หรือว่าไปสู่พระนครดี ดังนี้แล้ว ตกลงใจว่า เมื่อเราไปพระนคร แม้บุตร นายพรานก็จะได้ทรัพย์สมบัติ แม้ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็จะระงับ มิตรธรรมของสุมุขเสนาบดีก็จักปรากฏ กำลังแห่งญาณของเราก็จักปรากฏ เหมือนกัน ทั้งเราจักได้สระเขมาโบกขรณี เป็นที่ให้อภัยแก่ปักษีทั้งหลาย การที่เราไปสู่พระนครของพระเจ้าพาราณสีนั้นดีแน่ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกะ นายพรานว่า ดูก่อนนายพราน ท่านจงเอาเราทั้งสองใส่หาบ นำไปเฝ้ายัง สำนักของพระราชาเถิด ถ้าหากว่าพระราชาจะทรงพระเมตตาโปรดปล่อยพวกเรา ไซร้ พระองค์ก็จักโปรดปล่อยพวกเราไปเอง. นายพรานกล่าวชี้แจงว่า ข้าแต่ ท่านผู้เป็นเจ้า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายร้ายกาจนัก ท่านทั้งสองจงไปเสียเถิด พญาหงส์กล่าวว่า แม้นายพรานเช่นท่าน พวกเรายังทำให้ใจอ่อนลงได้ อัน การที่จะให้พระราชาทรงโปรดปราน เป็นภารธุระของข้าพเจ้า สหาย จงนำ พวกเราไปเฝ้าเถิด. นายพรานก็ได้ทำตามนั้นทุกประการ. พระราชาทอดพระ- เนตรเห็นหงส์ทั้งสองเท่านั้น ก็เกิดความชื่นชมโสมนัส โปรดให้หงส์ทั้งสอง พักจับอยู่ที่ตั่งทอง พระราชทานข้าวตอกคลุกน้ำผึ้งให้ดื่มน้ำเจือด้วยน้ำผึ้งแล้ว ทรงประคองอัญชลีตรัสวิงวอนขอให้แสดงธรรมกถา พญาหงส์รู้ชัดว่า พระเจ้า พาราณสีทรงยินดีใคร่จะทรงธรรม จึงมีความยินดีไดทำปฏิสันถารขึ้นก่อน. คาถาสนทนาโต้ตอบระหว่างพญาหงส์กับพระราชา มีลำดับดังต่อไปนี้
หน้า 121 ข้อ 2141
(พญาหงส์ทูลว่า) พระองค์ผู้ทรงพระเจริญ ทรงเกษมสำราญดีหรือ โรคาพยาธิมิได้เบียดเบียน พระองค์หรือ รัฐสีมาอาณาจักรของพระองค์นี้ สมบูรณ์ ดีหรือ พระองค์ทรงปกครองประชาราษฎรโดยธรรม หรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ เรา เกษมสำราญดี ทั้งโรคาพยาธิก็มิได้เบียดเบียน รัฐสีมา อาณาจักรของเรานี้ ก็สมบูรณ์ดี เราปกครองราษฏร โดยธรรม. (พญาหงส์ทูลว่า) โทษผิดบางประการในหมู่อำ- มาตย์ราชเสวกทั้งหลายของพระองค์ ไม่มีอยู่หรือ หมู่ ศัตรูห่างไกลจากพระองค์ เหมือนเงาที่ไม่เจริญด้าน ทิศทักษิณอยู่แลหรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) โทษผิดบางประการใน หมู่อำมาตย์ราชเสวกทั้งหลายของเราแม้น้อยหนึ่งไม่มี เลย อนึ่ง หมู่ศัตรูก็ห่างไกลจากเรา เหมือนเงาย่อม ไม่เจริญทางด้านทิศทักษิณฉะนั้น. (พญาหงส์ทูลว่า) พระมเหสีของพระองค์ มิได้ ทรงประพฤติล่วงละเมิดพระทัย ทรงเชื่อฟัง ทรง ปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ ยังเป็นที่โปรดปรานของพระองค์อยู่ หรือประการใด.
หน้า 122 ข้อ 2141
(พระราชาตรัสตอบว่า) พระมเหสีของเราเป็น เช่นนั้น ทรงเชื่อฟังมิได้คิดนอกใจ ทรงปราศรัยน่ารัก พรักพร้อมไปด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศสมบัติ เป็นที่โปรดปรานของเราอยู่. (พญาหงส์ทูลว่า) พระราชโอรสของพระองค์ มีจำนวนมาก ทรงอุบัติมาเป็นศรีสวัสดิ์ในรัฐสีมาอัน เจริญ ทรงสมบูรณ์ด้วยปรีชาเฉลียวฉลาด ต่างพากัน บันเทิง รื่นเริงพระทัย แต่ที่นั้น ๆ อยู่แลหรือ. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนพญาหงส์ธตรฐ เราชื่อว่า มีบุตรมากถึง ๑๐๑ องค์ ขอท่านได้โปรด ชี้แจงกิจที่ควรแก่บุตรเหล่านั้นด้วยเถิด เธอเหล่านั้น จะไม่ดูหมิ่นโอวาทคำสั่งสอนของท่านเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสลํ ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีโรค. บทว่า อนามยํ นี้ เป็นไวพจน์ของบทว่า กุสลํ นั่นแหละ. บทว่า ผีตํ ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า (พระโรคมิได้เบียดเบียนหรือ) แว่นแคว้น ี้ของพระองค์กว้างขวาง มีภิกษาหาได้ง่าย ทั้งพระองค์ทรงอนุศาสน์พร่ำสอน ชาวแว่นแคว้นโดยธรรมบ้างหรือ ? บทว่า โทโส แปลว่า ความผิด. บทว่า ฉายา ทุกฺขิณโตริว ความว่า เงามีหน้าตรงต่อทิศทักษิณ ย่อมไม่เจริญฉันใด พวกอมิตรไพรีของพระองค์ย่อมไม่เจริญฉันนั้น หรือ ประการใด ? บทว่า สาทิสี ความว่า ก็พระมเหสีของพระองค์ผู้ทัดเทียมกัน ด้วยชาติสมบัติ โภคสมบัติ และโคตรตระกูล ประเทศเห็นปานนี้ มิได้ทรง ประพฤตินอกพระทัย. บทว่า อสฺสวา แปลว่า เชื่อถ้อยฟังคำ. บทว่า
หน้า 123 ข้อ 2141
ปุตฺตรูปยสูเปตา ความว่า พรักพร้อมด้วยบุตรสมบัติ รูปสมบัติ และยศ สมบัติ. บทว่า ปญฺาชเวน ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระราชโอรส ทรงยังปัญญา ให้แล่นไป ด้วยกำลังปัญญาแล้วสามารถเพื่อจะวินิจฉัยกิจการ นั้น ๆ ได้. บทว่า สมฺโมทนฺติ ตโต ตโต ความว่า พระราชโอรสเหล่านั้น ยังพากันทรงบันเทิงอยู่ในที่ประกอบกิจการนั้น ๆ หรือประการใด. บทว่า มยา สุตา ความว่า พระราชตรัสตอบว่า โอรสทั้งหลาย ปรากฏแล้วเพราะเรา ทั้งโลกก็เรียกเราว่า พระเจ้าพหุปุตตกราช คือพูดกันว่า โอรสเหล่านั้นเป็นผู้มีกิตติศัพท์ฟุ้งขจรไป เพราะเราว่า อาศัยเราแพร่หลายเกิด ปรากฏด้วยประการฉะนี้. บทว่า เตสํ ตฺวํ กิจฺจมกฺขาหิ ความว่า ท่าน โปรดชี้แจงกิจที่ควรทำแก่โอรสเหล่านั้นของเราด้วยว่า ราชโอรสทั้งหลายจงทำ สิ่งนี้ ๆ. บทว่า นาวรุชฌนฺติ นี้พระราชาตรัสโดยพระประสงค์ว่า จงให้ โอวาทแก่โอรสของเราเหล่านั้น ดังนี้ทีเดียว. พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระ- โอรสเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า แม้ถ้าว่ากุลบุตรเป็นผู้เข้าถึงชาติกำเนิดหรือวินัย แต่กระทำความเพียรในภายหลัง เมื่อธุรกิจเกิดขึ้น ย่อมต้องจมอยู่ในห้วงอันตราย. ช่องทางรั่วไหลแห่งโภคสมบัติเป็นต้น ก็จะเกิด ขึ้นอย่างใหญ่หลวง กับกุลบุตรผู้มีปัญญาง่อนแง่นนั้น กุลบุตรนั้นย่อมมองเห็นได้แต่รูปที่หยาบ ๆ เหมือน ความมืดในราตรีฉะนั้น.
หน้า 124 ข้อ 2141
กุลบุตรผู้ประกอบความเพียรในสิ่งอันไม่เป็น สาระว่าเป็นสาระ ก็ย่อมไม่ประสบความรู้เลยทีเดียว ย่อมจะจมลงในห้วงอันตรายอย่างเดียว เหมือนกวาง วิ่งโลดโผนไปในซอกผา ตกจมเหวลงไปในระหว่าง ทางฉะนั้น. ถึงหากว่า นรชนจะเป็นผู้มีชาติเลวทราม แต่ เป็นผู้มีความขยันหมั่นเพียร มีปัญญา ประกอบด้วย อาจาระและศีล ย่อมจะรุ่งเรือง สุกใสเหมือนกองไฟ ในยามราตรี ฉะนั้น. ขอพระองค์ทรงทำข้อนั้นนั่นแลให้เป็นข้อเปรียบ เทียบ แล้วจงให้พระโอรสดำรงอยู่ในวิชา กุลบุตรผู้มี ปัญญาย่อมงอกงามขึ้น ดังพืชในนางอกงามขึ้นเพราะ น้ำฝน ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินเยน วา ได้แก่อาจาระ. มรรยาท. บทว่า ปจฺฉา กุรุเต โยคํ ความว่า หากว่ากุลบุตรใดไม่ทำการประกอบ คือความเพียรในการศึกษาศิลปวิทยาที่ควรศึกษา ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก ทำการ ศึกษาต่อภายหลังคือเมื่อเวลาแก่ กุลบุตรเห็นปานนี้นั้น ย่อมจมลงในทุกข์หรือ อันตรายเห็นปานนั้นในภายหลัง คือไม่สามารถเพื่อจะช่วยเหลือตนเองได้. บทว่า ตสฺส สํหีรปญฺสฺส ความว่า เพราะกุลบุตรนั้นไม่ได้รับการศึกษา แต่นั้น (ความเสื่อมโภคสมบัติจึงเกิด) แก่เขาผู้มีปัญญาไม่แน่นอน มีความรู้ ไม่มั่นคง. บทว่า วิวโร ได้แก่ ช่องคือความเสื่อมแห่งโภคสมบัติเป็นต้น. บทว่า รตฺติมนฺโธ ได้แก่ ความมืดบอดในราตรี. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้
หน้า 125 ข้อ 2141
ความมืดในราตรี คือความมืดบอดในราตรี ย่อมเห็นได้แต่รูปหยาบ ๆ อย่าง- เดียว โดยแสงพระจันทร์เป็นต้นในราตรี ไม่สามารถจะเห็นรูปละเอียด ๆ ได้ ฉันใด กุลบุตรผู้ไม่ได้รับการศึกษา มีปัญญาง่อนแง่นฉันนั้น เมื่อภัยอย่างใด อย่างหนึ่งเกิดขึ้นแล้ว ย่อมไม่สามารถจะเห็นกิจการอันละเอียดสุขุมได้ เห็นได้ เฉพาะกิจการที่หยาบๆ ฉะนั้น เพราะฉะนั้นควรที่จะโปรดให้พระโอรสทั้งหลาย ของพระองค์ เล่าเรียนศึกษา ในเวลาที่พระโอรสยังทรงพระเยาว์ทีเดียว. บทว่า อสาเร ได้แก่ ในเวทสมัยอันติดต่อในโลก อันไร้สาระ. บทว่า สารโยคฺญู ความว่า สำคัญว่า ลัทธิสมัยนี้ประกอบด้วยสาระ. บทว่า มตึ นเตฺวว วินฺทติ ความว่า แม้จะศึกษามากมาย ย่อมไม่ได้ปัญญา ความรอบรู้เลย. บทว่า คิริทุคฺคสฺมึ ความว่า เปรียบเหมือนกวางเดินทาง มาสู่สถานที่อยู่ของตน สำคัญที่อันไม่ราบเรียบว่าราบเรียบ วิ่งโลดโผนไปใน ซอกผาโดยกำลังเร็ว ย่อมตกห้วงเหวจมลงไปในระหว่าง หาถึงที่อยู่ไม่ ฉันใด กุลบุตรผู้เห็นปานนี้นั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เล่าเรียนลัทธิพระเวทย์อันเนื่องใน โลกอันไร้สาระด้วยความสำคัญว่าเป็นสาระ ย่อมจะถึงความพินาศใหญ่ เพราะ ฉะนั้น พระองค์โปรดให้พระโอรสทั้งหลายของพระองค์ศึกษาประกอบในกิจ ทั้งหลายอันเนื่องด้วยประโยชน์ นำความเจริญมาให้. บทว่า นิเส อคฺคีว ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า คนเราแม้จะเกิดใน กำเนิดต่ำทราม แต่เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ มีความขยันหมั่นเพียรเป็นต้น ย่อมสว่างไสวได้เหมือนกองไฟ ในราตรีฉะนั้น. บทว่า เอตํ เว ความว่า พระองค์โปรดทำการเปรียบเทียบความมืดในราตรี กับกองไฟที่ข้าพเจ้ากราบ- ทูลมา แล้วให้โอรสทั้งหลายของพระองค์ดำรงอยู่ในวิชาความรู้ คือ โปรดให้
หน้า 126 ข้อ 2141
ประกอบในสิกขาทั้งหลาย อันควรแก่การศึกษาเถิด เพราะกุลบุตรผู้ประกอบ ด้วยวิชาอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทรงจำ ย่อมงอกงาม คือเจริญด้วย เกียรติยศและโภคสมบัติ เหมือนพืชย่อมงอกงามขึ้นในนาอันดีทั้งหลาย เพราะ น้ำฝนฉะนั้น. พระมหาสัตว์แสดงธรรมถวายพระราชาอยู่อย่างนี้จนตลอดคืนยังรุ่ง ความแพ้พระครรภ์ของพระเทวีก็สงบระงับ. ในเวลารุ่งอรุณนั้นเอง พระ- มหาสัตว์ ให้พระราชาดำรงอยู่ในศีล ถวายโอวาทด้วยอัปปมาทกถา แล้วทูล ลาออกไปสู่จิตตกูฏบรรพตนั่นแหละ โดยสีหบัญชรด้านทิศอุดร พร้อมกับหงส์ สุมุขเสนาบดี. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน อานนท์นี้ ก็ได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราอย่างนี้เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า นายพรานในครั้งนั้นได้มาเป็นพระฉันนะ พระ- ราชาได้มาเป็นพระสารีบุตร พระเทวี ได้มาเป็นนางเขมาภิกษุณี หมู่ หงส์ได้มาเป็นหมู่ศากยราช หงส์สุมุขเสนาบดี ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนพญาหงส์ ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาหังสชาดก
หน้า 127 ข้อ 2142, 2143
๗. สัตติคุมพชาดก ว่าด้วยพี่น้องก็ยังต่างใจกัน [๒๑๔๒] พระมหาราชาผู้เป็นจอมชนแห่งชาว ปัญจาลรัฐ เป็นดุจพรานเนื้อเสด็จออกมาสู่ป่าพร้อม ด้วยเสนา พลัดจากหมู่เสนาไป. ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นกระท่อม ที่เขาทำ ไว้เป็นที่อาศัยของโจรทั้งหลายในป่านั้น สุวโปดก ออกจากกระท่อมนั้นไปแล้ว กลับมาพูดแข็งขันกับ พ่อครัวว่า มีบุรุษหนุ่มน้อย มีรถม้าเป็นพาหนะ มี กุณฑลเกลี้ยงเกลาดี มีกรอบหน้าแดง งดงามเหมือน พระอาทิตย์ ส่องแสงสว่างในกลางวัน ฉะนั้น. เมื่อถึงเที่ยงวันพระราชากำลังทรงบรรทมหลับ กับนายสารถี (สุวโปดกป่าวร้องว่า) เอาซิพวกเรา จง รีบไปชิงเอาทรัพย์ทั้งหมดของท้าวเธอเสีย เวลานี้ก็ เงียบสงัดดุจยามค่ำคืน พระราชากำลังทรงบรรทมหลับ พร้อมกับนายสารถี พวกเราจงไปแย่งเอาผ้าและ กุณฑลแก้วมณี แล้วฆ่าเสีย เอากิ่งไม้กลบไว้. [๒๑๔๓] ดูก่อนสุวโปดกสัตติคุมพะ เจ้าเป็นบ้า ไปกระมัง จึงได้พูดอย่างนั้น เพราะว่าพระราชา ทั้งหลายถึงจะเสด็จมาแต่ไกล ก็ย่อมทรงเดชานุภาพ เหมือนดังไฟสว่างไสว ฉะนั้น.
หน้า 128 ข้อ 2144, 2145, 2146, 2147, 2148
[๒๑๔๔] ดูก่อนนายปติโกลุมพะ ท่านเมาแล้ว ย่อมเก่งกาจสามารถมิใช่หรือ เมื่อมารดาของเรา เปลือยกาย ไฉนท่านจึงเกลียดการโจรกรรมหนอ. [๒๑๔๕] ดูก่อนนายสารถีผู้เพื่อนยาก เจ้าจงลุก ขึ้นเทียมรถ เราไม่ชอบใจนก เราจงไปอาศรมอื่น กันเถิด. [๒๑๔๖] ข้าแต่พระมหาราชา ราชรถได้เทียม แล้ว และม้าราชพาหนะมีกำลัง ก็ได้จัดเทียมแล้ว เชิญพระองค์เสด็จขึ้นประทับเถิด จะได้เสด็จไปยัง อาศรมอื่น พระเจ้าข้า. [๒๑๔๗] พวกโจรภายในอาศรมนี้ พากันไป เสียที่ไหนหมดเล่า พระเจ้าปัญจาลราชนั้นหลุดพ้นไป ได้ เพราะพวกโจรเหล่านั้นไม่เห็น ท่านทั้งหลายจง จับเกาทัณฑ์ หอก และโตมร พระเจ้าปัญจาลราช กำลังหนีไป ท่านทั้งหลายอย่าได้ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ได้ เลย. [๒๑๔๘] ขณะนั้น ปุปผกสุวโปดก ตัวมีจะงอย ปากแดงงาม ยินดีต้อนรับพระราชาว่า ข้าแต่พระ- มหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์ไม่ ได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้ทรงอิสรภาพเสด็จมาถึง แล้วโดยลำดับ ของสิ่งใดที่มีอยู่ในอาศรมนี้ ขอ พระองค์จงทรงเลือกเสวยของสิ่งนั้น ผลมะพลับ ผล
หน้า 129 ข้อ 2149, 2150, 2151
มะหาด ผลมะซาง ผลหมากเม่า อันเป็นผลไม้มี รสหวานเล็กน้อย ขอพระองค์จงเลือกเสวยแต่ที่ดี ๆ ข้าแต่พระมหาราชา น้ำนี้เย็นนำมาแต่ซอกภูเขา ขอ เชิญพระองค์ทรงดื่มถ้าทรงปรารถนา ฤาษีทั้งหลายใน อาศรมนี้ พากันไปป่าเพื่อแสวงหาผลาผล เชิญเสด็จ ลุกขึ้นไปทรงเลือกหยิบเอาเองเถิด เพราะข้าพระองค์ ไม่มีมือที่จะทูลถวายได้. [๒๑๔๙] นกแขกเต้าตัวนี้ เจริญดีหนอ ประกอบ ด้วยคุณธรรมอย่างยิ่ง ส่วนนกแขกเต้าตัวโน้น พูด ถ้อยคำหยาบคายว่า จงจับมัดพระราชานี้ฆ่าเสีย อย่า ให้รอดชีวิตไปได้เลย เมื่อนกแขกเต้านั้นรำพันเพ้ออยู่ อย่างนี้ เราได้มาถึงอาศรมนี้ โดยสวัสดี. [๒๑๕๐] ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ทั้ง สองเป็นพี่น้องร่วมท้องมารดาเดียวกัน ได้เจริญเติบโต ที่ต้นไม้เดียวกัน แต่ต่างพลัดกันไปอยู่คนละเขตแดน สัตติคุมพะเจริญอยู่ในสำนักของพวกโจร ส่วนข้า- พระองค์เจริญอยู่ในสำนักของฤาษีในอาศรมนี้ สัตติ คุมพะนั้น เข้าอยู่ในสำนักของอสัตบุรุษ ข้าพระองค์ อยู่ในสำนักของสัตบุรุษ ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสอง จึงต่างกันโดยธรรม. [๒๑๕๑] การฆ่าก็ดี การจองจำก็ดี การหลอกลวง ด้วยของปลอมก็ดี การหลอกลวงด้วยอาการตรง ๆ ก็ดี
หน้า 130 ข้อ 2152
การปล้นฆ่าชาวบ้านก็ดี การกระทำกรรมอันแสน สาหัสก็ดี มีอยู่ในที่ใด สัตติคุมพะนั้นย่อมศึกษาสิ่ง เหล่านั้นในที่นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ภารตวงศ์ ในอาศรม ของฤาษีนี้มีแต่สัจจธรรม ความไม่เบียดเบียน ความ สำรวม และความฝึกอินทรีย์ ข้าพระองค์เป็นผู้เจริญ แล้ว บนตักของฤาษีทั้งหลาย ผู้มีปกติให้อาสนะ และน้ำ. [๒๑๕๒] ข้าแต่พระราชา บุคคลคบคนใด ๆ เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ มีศีล หรือไม่มีศีล เขาย่อม ตกอยู่ใต้อำนาจของบุคคลนั้นนั่นแหละ บุคคลคบคน เช่นใดเป็นมิตร หรือเข้าไปซ่องเสพคนเช่นใด ก็ย่อม เป็นเช่นคนนั้น เพราะการอยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น อาจารย์คบอันเตวาสิกย่อมทำอันเตวาสิก ผู้ยังไม่ แปดเปื้อนให้แปดเปื้อนได้ อาจารย์ถูกอันเตวาสิกพา แปดเปื้อนแล้ว พาอาจารย์อื่นให้เปื้อนอีก เหมือน ลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรให้เปื้อน ฉะนั้น นักปราชญ์ไม่พึงมีสหายลามกเลยทีเดียว เพราะกลัวแต่การแปดเปื้อน ด้วยบาปธรรม นรชนใด ห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้ใบหญ้าคาของนรชน นั้น ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปคบหา
หน้า 131 ข้อ 2152
คนพาลก็เช่นนั้นเหมือนกัน นรชนใดห่อกฤษณาด้วย ใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้น ก็ย่อมหอมฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปคบหานักปราชญ์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลงของตน ดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปคบหาพวกอสัตบุรุษ ควรคบหาแต่พวกสัตบุรุษ ด้วยว่าอสัตบุรุษย่อมนำไป สู่นรก สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ. จบสัตติคุมพชาดกที่ ๗ อรรถกถาสัตติคุมพชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระคทายวิหาร ใกล้ถ้ำมัททกุจฉิ ทรงปรารภพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิคลุทฺโท มหาราช ดังนี้. ความย่อว่า เมื่อพระเทวทัตกลิ้งศิลา สะเก็ดแตกมากระทบพระบาทของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ก็เกิดทุกขเวทนาเป็นกำลัง. ภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก มาประชุมกันเพื่อเฝ้าเยี่ยมพระตถาคตเจ้า. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอด พระเนตรเห็นพุทธบริษัทมาประชุมกันแล้ว มีพระดำรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เสนาสนะนี้คับแคบนัก จักมีการประชุมใหญ่ พวกเธอจงนำเราขึ้นคานหามไป ที่ถ้ำมัททกุจฉิเถิด. ภิกษุทั้งหลาย พากันกระทำตามพุทธดำรัส. หมอชีวกโก- มารภัจ ได้จัดการรักษาพระบาทของพระตถาคตเจ้าให้ผาสุก. ภิกษุทั้งหลาย
หน้า 132 ข้อ 2152
นั่งประชุมสนทนากันในสำนักของพระศาสดาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัต แม้ตนเองก็ลามก แม้บริษัทของเธอก็ลามก พระเทวทัตนั้นเป็นคนลามก มีบริวารลามกอยู่อย่างนี้ พระศาสดาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอประชุม สนทนาอะไรกัน ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุ ทั้งหลาย ใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตก็เป็น คนลามก มีบริวารลามกเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล พระราชาพระนามว่า ปัญจาละ เสวยราชสมบัติอยู่ใน อุตตรปัญจาลนคร กาลนั้น พระมหาสัตว์บังเกิดเป็นลูกพญานกแขกเต้า ตัวหนึ่ง สองตัวพี่น้องอยู่ที่สิมพลีวันใกล้สานุบรรพตแห่งหนึ่ง ในแนวป่า. ก็ในด้านเหนือของภูเขาลูกนั้น มีบ้านโจรเป็นที่อยู่อาศัยของโจร ๕๐๐ ในด้าน ใต้เป็นอาศรมสถานที่อยู่ของหมู่ฤาษี ๕๐๐ ตน. ในกาลเมื่อสุวโปดกสองพี่น้อง นั้นกำลังสอนบิน บังเกิดลมหัวด้วนขึ้น สุวโปดกตัวหนึ่ง ถูกลมพัดไปตก ระหว่างอาวุธของพวกโจรในโจรคาม เพราะสุวโปดกตกลงในระหว่างกองอาวุธ พวกโจรจับได้จึงตั้งชื่อว่า " สัตติคุมพะ ". ส่วนสุวโปดกตัวหนึ่งลมพัดไปตก ในระหว่างกองดอกไม้ ที่เนินทรายใกล้อาศรมพระฤาษี เพราะสุวโปดกนั้น ตกลงในระหว่างกองดอกไม้ พระฤาษีทั้งหลายจึงพากันตั้งชื่อนกนั้นว่า " ปุปฺผ- กะ ". สัตติคุมพสุวโปดก เจริญเติบโตในระหว่างพวกโจร. บุปผกสุวโปดก เจริญเติบโตในระหว่างพระฤาษีทั้งหลาย อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้าปัญจาลราช ประดับตกแต่งองค์ด้วยเครื่องสรรพาลังการ เสด็จทรงรถพระที่นั่งอันประเสริฐ เสด็จสู่ชายป่าอันเป็นรมณียสถานมีดอกไม้ผลไม้ผลิดอกออกผลงามดี ณ ที่ ใกล้พระนคร โดยทรงประสงค์จะล่ามฤค พร้อมด้วยบริวารเป็นจำนวนมาก
หน้า 133 ข้อ 2152
แล้วทรงประกาศว่า มฤคหนีออกได้โดยด้านหน้าที่ของผู้ใด อาชญาจะพึงมี แก่ผู้นั้น แล้วเสด็จลงจากราชรถ ทรงธนูศรประทับยืนซ่อนพระองค์อยู่ในซุ้ม ที่ราชบุรุษจัดทำถวาย. เมื่อพวกราชบุรุษพากันตีเคาะที่ละเมาะพุ่มไม้ เพื่อที่จะ ให้มฤคทั้งหลายลุกขึ้น เนื้อทรายตัวหนึ่ง ลุกขึ้น แลดูทางที่จะไป เห็นสถานที่ ด้านพระราชาประทับยืนอยู่สงัดเงียบ จึงบ่ายหน้าตรงทิศนั้นเผ่นหนีไป. อำ- มาตย์ทั้งหลายร้องถามกันว่า มฤคหนีไปทางด้านหน้าที่ของใคร รู้ว่าทางด้าน หน้าที่ของพระราชาแล้ว พากันทำการยิ้มเยาะพระราชา. พระเจ้าปัญจาลราช ทรงกลั้นการเย้ยหยันของเหล่าอำมาตย์ไม่ได้ ด้วยอัสมิมานะ. เสด็จขึ้นสู่รถ- พระที่นั่งตรัสสั่งว่า เราจักจับมฤคนั้นให้ได้เดี๋ยวนี้ แล้วตรัสสั่งบังคับนายสารถี ว่า จงขับรถไปโดยเร็ว เสด็จไปตามทางที่มฤคหนีไป. ราชบริษัทไม่สามารถ จะติดตามรถพระที่นั่งซึ่งกำลังวิ่งไปโดยเร็วได้ พระราชาสองคนกับนายสารถี เสด็จไปจนถึงเวลาเที่ยงวัน ไม่พบเนื้อ จึงเสด็จกลับมา ทอดพระเนตรเห็น ลำธารอันเป็นรมณียสถานใกล้โจรคามนั้น แล้วเสด็จลงจากราชรถทรงเสวยแล้ว เสด็จขึ้น. ลำดับนั้น นายสารถีจึงเลิกเครื่องปูรถ แต่งให้เป็นที่บรรทมที่ภายใต้ ร่มไม้. พระราชาทรงบรรทม ณ ที่นั้น ฝ่ายนายสารถีก็นั่งถวายงานนวด พระบาทยุคลของพระราชาอยู่. พระราชาทรงบรรทมหลับ ๆ ตื่น ๆ ในระยะ ติด ๆ กัน. ฝ่ายพวกโจรชาวโจรคามเข้าป่าเพื่อถวายอารักขาพระราชากันหมด. ในโคจรคามจึงเหลืออยู่แต่สัตติคุมพสุวโปดก กับบุรุษพ่อครัวชื่อปติโกลุมพะ สองคนเท่านั้น. ขณะนั้น สัตติคุมพสุวโปดกบินออกจากบ้านไปเห็นพระราชา จึงคิดว่า เราจักฆ่าพระราชาผู้กำลังหลับนี้เสีย เก็บเอาเครื่องประดับไปเสีย แล้ว บินกลับไปยังสำนักของนายปติโกลุมพะ แจ้งเหตุนั้นให้ทราบ.
หน้า 134 ข้อ 2152
พระศาสดาเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๕ คาถา ความว่า พระมหาราชา ผู้เป็นจอมแห่งชนชาวปัญจาลรัฐ เป็นดุจนายพรานเนื้อ เสด็จออกมาสู่ป่าพร้อมด้วยเสนา พลัดจากหมู่เสนาไป. ท้าวเธอได้ทอดพระเนตรเห็นกระท่อม ที่เขาทำ ไว้เป็นที่อาศัย ของโจรทั้งหลายในป่านั้น สุวโปดก ออกจากกระท่อมนั้นไปแล้ว กลับมาพูดแข็งขันกับ พ่อครัวว่า มีบุรุษหนุ่มน้อย มีรถม้าเป็นพาหนะ มี กุณฑลเกลี้ยงเกลาดี มีกรอบหน้าแดง งดงามเหมือน พระอาทิตย์ ส่องแสงสว่างในกลางวัน ฉะนั้น. เมื่อถึงเที่ยงวัน พระราชากำลังบรรทมหลับ พร้อมกับนายสารถี (สุวโปดกป่าวร้องว่า) เอาซิพวก เรา จงรีบไปชิงเอาทรัพย์ทั้งหมดของท้าวเธอเสีย เวลา นี้ก็เงียบสงัดดุจกลางคืน พระราชากำลังบรรทมหลับ พร้อมกับนายสารถี พวกเราจงไปแย่งเอาผ้าและกุณ- ฑลแก้วมณี แล้วฆ่าเสียเอากิ่งไม้กลบไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคลุทฺโท ความว่า พระเจ้าปัญจาลราช มีพระอาการดุจนายพรานเนื้อ เพราะทรงแสวงหาเนื้อเหมือนนายพราน. บทว่า โอคโณ ความว่า ทรงล้าหลัง พลัดไปจากหมู่เสนา. บทว่า ตกฺการานํ กุฏีกตํ ความว่า พระราชานั้นได้ทอดพระเนตรเห็นหมู่บ้าน ซึ่งเขาทำไว้เป็น ที่อยู่อาศัยของพวกโจรในป่านั้น. บทว่า ตสฺส ความว่า ออกจากกระท่อม ของโจรนั้น. บทว่า ลุทฺทานิ ภาสติ ความว่า นกสุวโปดกกล่าวถ้อยคำ หยาบคายกับพ่อครัวชื่อปติโกลุมพะนั้น.
หน้า 135 ข้อ 2152
บทว่า สมฺปนฺนวาหโน แปลว่า มีม้าเป็นพาหนะอันสมบูรณ์. บทว่า โลหิตุณฺหีโส ความว่า ถึงพร้อมแล้วด้วยกรอบหน้าอันแดง งดงาม. บทว่า สมฺปติเก ได้แก่ บัดเดี๋ยวนี้ คือบัดนี้ ได้แก่ ในเวลาที่พระอาทิตย์ ตั้งอยู่ในท่ามกลาง. บทว่า สหสา ความว่า สุวโปดกกล่าวว่า พวกเรามา ช่วยกันทำอาการข่มขู่. แย่งชิงเอาโดยเร็วพลัน. บทว่า นิสฺสิเวปิ รโหทานิ ความว่า แม้บัดนี้เป็นที่ลับเหมือน ค่ำคืน คือ นกสุวโปดกกล่าวคำนี้ว่า ในเวลาค่ำคืน คือในสมัยกึ่งรัตติกาล มนุษย์ทั้งหลายเล่นหัวอยู่ย่อมพากันนอน ย่อมชื่อว่าเป็นที่ลับได้ฉันใด บัดนี้ คือในเวลาที่พระอาทิตย์ตั้งอยู่ในท่ามกลางเห็นปานนี้ ย่อมเป็นฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า หนฺตฺวาน ความว่า ครั้นพวกเราปลงพระชนม์พระราชา ถือเอา ผ้าผ่อนอาภรณ์พรรณ์แล้ว แต่นั้นจึงฉุดพระบาทท้าวเธอลากมา เอากิ่งไม้ปิด บังหมกไว้ในที่ส่วนข้างหนึ่ง. สัตติคุมพสุวโปดกนั้น ครั้นบินออกไปโดยเร็วครั้งหนึ่งแล้วก็บินกลับ ไปยังสำนักของนายปติโกลุมพะ อีกครั้งหนึ่งด้วยประการฉะนี้. พ่อครัวปติโก- ลุมพะ ได้ฟังถ้อยคำของสุวโปดกนั้นแล้ว จึงออกไปดูรู้ว่าเป็นพระราชาแล้ว ก็สะดุ้งตกใจกลัวกล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนสุวโปดกสัตติคุมพะ เจ้าเป็นบ้าไปกระมัง จึงได้พูดอย่างนั้น เพราะว่าพระราชาทั้งหลาย ถึงจะ เสด็จมาแต่ไกล ก็ย่อมทรงเดชานุภาพเหมือนดังไฟ สว่างไสว ฉะนั้น. ลำดับนั้น สุวโปดกได้กล่าวตอบพ่อครัวปติโกลุมพะ โดยวจนประพันธ์ คาถา ความว่า
หน้า 136 ข้อ 2152
ดูก่อนปติโกลุมพะ ท่านเมาแล้วย่อมเก่งกาจมาก มิใช่หรือ เมื่อมารดาของเราเปลือยกายอยู่ ไยท่านจึง เกลียดการโจรกรรมเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อถ ตฺวํ มีความเท่ากับ นนุ ตฺวํ. บทว่า มตฺโต ความว่า เมื่อก่อนท่านได้ดื่มสุราเหลือเดนของพวกโจรเมาแล้ว ย่อมเก่งกาจคุกคามมากมิใช่หรือ ? สุวโปดกกล่าว. บทว่า ภรรยา หมายเอา ภรรยาหัวหน้าโจร. ได้ยินว่า ครั้งนั้นภรรยาหัวหน้าโจรนั้น นุ่งผ้ากรองด้วย กิ่งไม้เที่ยวอยู่. บทว่า วิชิคุจฺฉเส ความว่า เมื่อมารดาของเราเปลือยกายอยู่ บัดนี้ไยท่านจึงรังเกียจการโจรกรรม คือไม่อยากทำโจรกรรมเล่า. พระเจ้าปัญจาลราชทรงตื่นพระบรรทม ได้ทรงสดับคำของสุวโปดก กล่าวกับพ่อครัว โดยภาษามนุษย์ ทรงดำริว่า สถานที่นี้มีภัยเฉพาะหน้า เมื่อจะทรงปลุกนายสารถีให้ลุกขึ้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนนายสารถี เพื่อนยาก จงลุกขึ้นเทียมรถ เราไม่ชอบใจนก เราจงไปอาศรมอื่นกันเถิด. ฝ่ายนายสารถีก็ลุกขึ้นโดยด่วน เทียมราชรถแล้ว กล่าวคาถา กราบ- ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ราชรถได้เทียมแล้ว และม้า ราชพาหนะมีกำลัง ก็ได้จัดเทียมแล้ว เชิญพระองค์ เสด็จขึ้นประทับเถิด จะได้เสด็จไปยังอาศรมอื่นพระ- เจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พลวาหโน ได้แก่ พาหนะที่มีกำลัง คือม้าที่สมบูรณ์ด้วยกำลังมาก.
หน้า 137 ข้อ 2152
เมื่อพระเจ้าปัญจาลราชเสด็จขึ้นประทับบนราชรถเท่านั้น ม้าสินธพ ทั้งคู่ก็วิ่งไปโดยเร็วดังลมพัด. สัตติคุมพสุวโปดก เห็นราชรถกำลังวิ่งไป ถึง ความเคียดแค้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า พวกโจรในอาศรมนี้ พากันไปเสียที่ไหนหมดเล่า พระเจ้าปัญจาลราชนั้นหลุดพ้นไปได้ เพราะพวก โจรเหล่านั้นไม่เห็น ท่านทั้งหลายจงจับเกาทัณฑ์ หอก และโตมร พระเจ้าปัญจาลราชกำลังหนีไป ท่านทั้ง- หลายอย่าได้ปล่อยให้มีชีวิตอยู่ได้เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนุเม เท่ากับ กุหึ นุ อิเม แปลว่า โจรในอาศรมนี้ไปไหนเสียหมดเล่าหนอ. บทว่า อสฺมึ ความว่า ในอาศรมนี้. บทว่า ปริจาริกา ได้แก่ โจรทั้งหลาย. บทว่า อทสฺสนา ความว่า พระเจ้าปัญจาลราชหนีพ้นไปได้ เพราะพวกโจรเหล่านั้นไม่ได้เห็น. บทว่า เอส คจฺฉติ ความว่า พระเจ้าปัญจาลราชหนีรอดเงื้อมมือพวกโจรเหล่านั้น เสด็จไปได้ เพราะไม่เห็น. บทว่า ชีวิตํ ความว่า เมื่อพวกท่านยังมีชีวิตอยู่ อย่าได้ปล่อยไปเสีย ทุกคนจงจับอาวุธ วิ่งตามไปจับพระราชาให้ได้. เมื่อสัตติคุมสุวโปดกนั้น ร้องพลางบินตามพระราชาไปอยู่อย่างนี้ พระราชาก็เสด็จถึงอาศรมของฤาษีทั้งหลาย ขณะนั้นหมู่ฤาษีไปแสวงหาผลาผล มีปุปผกสุวโปดกตัวเดียวเท่านั้นอยู่ในอาศรม. มันเห็นพระราชาแล้ว บิน ออกมารับเสด็จ ได้ทำการปฏิสันถาร. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๔ คาถา ความว่า
หน้า 138 ข้อ 2152
ขณะนั้น ปุปผกสุวโปดก ตัวมีจะงอยปากแดง งาม ยินดีต้อนรับพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว อนึ่ง พระองค์มิได้เสด็จมาร้าย พระองค์ผู้ทรงอิสรภาพ เสด็จมาถึงแล้วโดยลำดับ ของสิ่งใดมีอยู่ในอาศรมนี้ ขอพระองค์ทรงเลือกเสวย ของสิ่งนั้น ผลมะพลับ ผลมะหาด ผลมะซาง ผล หมากเม่า อันเป็นผลไม้มีรสหวานเล็กน้อย ขอพระ- องค์จงเลือกเสวยแต่ที่ดี ๆ ข้าแต่พระมหาราชา น้ำนี้ เย็นนำมาแต่ซอกภูเขา ขอเชิญพระองค์ทรงดื่มถ้าทรง ปรารถนา ฤาษีทั้งหลายในอาศรมนี้ พากันไปป่า เพื่อแสวงหาผลาผล เชิญพระองค์เสด็จลุกขึ้นไปทรง เลือกหยิบเอาเองเถิด เพราะข้าพระองค์ไม่มีมือจะทูล ถวายได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏินนฺทิตฺถ ความว่า พอเห็นพระราชา แล้ว ก็ชื่นชมยินดี. บทว่า โลหิตตุณฺฑโก แปลว่า มีจะงอยปากแดง คือถึงส่วนแห่งความงาม. บทว่า มธุเก ได้แก่ ผลาผลที่มีรสหวาน. บทว่า กาสมาริโย ความว่า ขอพระองค์โปรดเสวยผลมะพลับ ผลมะหาด ผล- มะซาง และผลหมากเน่า ซึ่งมีชื่ออย่างนี้ ๆ. บทว่า ตโต ปิว ความว่า โปรดทรงดื่มน้ำ จากโรงน้ำดื่มนั้นเถิด. บทว่า เย อสฺมึ ปริจาริกา ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระฤาษี เหล่าใดเที่ยวไปอยู่ในอาศรมนี้ พระฤาษีเหล่านั้นไปสู่ป่าเพื่อแสวงหาผลาผล. บทว่า คณฺหวโห ความว่า พระองค์โปรดหยิบเอาผลาผลน้อยใหญ่. บทว่า ทาตเว แปลว่า เพื่อจัดถวาย.
หน้า 139 ข้อ 2152
พระราชาทรงเลื่อมใสในการปฏิสันถารของปุปผกสุวโปดก เมื่อจะทรง ทำการชมเชย จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า นกแขกเต้าตัวนี้ เจริญดีหนอ ประกอบด้วย คุณธรรมอย่างยิ่ง ส่วนนกแขกเต้าตัวโน้น พูดคำ หยาบคายว่า จงจับมัดพระราชานี้ ฆ่าเสียอย่าให้รอด ชีวิตไปได้เลย เมื่อนกแขกเต้าตัวนั้น รำพันเพ้ออยู่ อย่างนี้ เราได้มาถึงอาศรมนี้ โดยสวัสดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตโร ได้แก่ นกแขกเต้าในบ้านโจร. บทว่า อิจฺเจวํ ความว่า ส่วนเรา เมื่อนกแขกเต้าตัวนั้นเพ้อรำพันอยู่อย่างนี้ มาถึงอาศรมนี้แล้ว โดยสวัสดี. ปุปผกสุวโปดก ฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ทั้งสองเป็น พี่น้องร่วมมารดาเดียวกัน ได้เจริญเติบโตที่ต้นไม้ เดียวกัน แต่ต่างพลัดกันไปอยู่คนละเขตแดน สัตติ- คุมพะเจริญอยู่ในสำนักของพวกโจร ส่วนข้าพระองค์ เจริญอยู่ในสำนักของฤาษีในอาศรมนี้ สัตติคุมพะนั้น เข้าอยู่ในสำนักของอสัตบุรุษ ข้าพระองค์อยู่ในสำนัก ของสัตบุรุษ ฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งสองจึงต่างกัน โดยธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาตโรสฺมา ความว่า ข้าแต่พระมหา- ราชเจ้า สัตติคุมพะนั้น กับข้าพระพุทธเจ้าทั้งสองเป็นพี่น้องกัน บทว่า
หน้า 140 ข้อ 2152
โจรานํ ความว่า สัตติคุมพะนั้น เจริญในสำนักพวกโจร ข้าพระพุทธเจ้า เจริญในสำนักพวกฤาษี. บทว่า อสตํ โส สตํ อหํ ความว่า สัตติคุมพะ เข้าอยู่สำนักอสัตบุรุษผู้ทุศีล ข้าพระพุทธเจ้าเข้าอยู่สำนักสัตบุรุษผู้มีศีล. บทว่า เตน ธมฺเมน โน วินา ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า โจรทั้งหลาย แนะนำสั่งสอนสัตติคุมพะนั้น ด้วยธรรมของโจร และกิริยาโจร พระฤาษี ทั้งหลายแนะนำสั่งสอนข้าพระพุทธเจ้าด้วยธรรมของฤาษี และอาจาระมรรยาท ของฤาษี เพราะเหตุนั้น แม้สัตติคุมพะนั้นจึงแตกต่างจากข้าพระพุทธเจ้า โดยโจรธรรมนั้น ส่วนข้าพระพุทธเจ้า ก็แตกต่างจากเขาโดยอิสิธรรม. บัดนี้ ปุปผกสุวโปดก เมื่อจะจำแนกธรรมนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า การฆ่าก็ดี การจองจำก็ดี การหลอกลวงด้วย ของปลอมก็ดี การหลอกลวงด้วยอาการตรง ๆ ก็ดี การปล้นฆ่าชาวบ้านก็ดี การกระทำกรรมอันแสน สาหัสก็ดี มีอยู่ในที่ใด สัตติคุมพะนั้นย่อมศึกษาสิ่ง เหล่านั้นในที่นั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ภารตวงศ์ ใน อาศรมของฤาษีนี้มีแต่สัจจธรรม ความไม่เบียดเบียน ความสำรวมและความฝึกอินทรีย์ ข้าพระองค์เป็นผู้ เจริญแล้วบนตักของฤาษีทั้งหลาย ผู้มีปกติให้อาสนะ และน้ำ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกตี ได้แก่ การหลอกลวงด้วยของ ปลอม. บทว่า วญฺจนานิ ได้แก่ การหลอกลวงกันตรง ๆ (ซึ่ง ๆ หน้า). บทว่า อาโลปา ได้แก่ การปล้นฆ่าชาวบ้านในเวลากลางวัน. บทว่า
หน้า 141 ข้อ 2152
สหสาการา ได้แก่ การเข้าไปสู่เรือนแล้วจับเจ้าทรัพย์ ทำให้บอบช้ำแสน สาหัส โดยคุกคามขู่เข็ญด้วยความตาย. บทว่า สจฺจํ ได้แก่ สภาวธรรม. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สุจริตธรรม. บทว่า อหึสา ได้แก่ ความไม่เบียดเบียน มีเมตตาธรรมเป็นบุรพภาค. บทว่า สํยโม ได้แก่ ความสำรวมระวังในศีล. บทว่า ทโม ได้แก่ การ ทรมานอินทรีย์. บทว่า อาสนูทกทายีนํ ความว่า แห่งพระฤาษีทั้งหลายผู้มีปกติ ให้อาสนะและอุทกวารี แก่ชนทั้งหลายผู้มาถึงเฉพาะหน้า. ปุปผกสุวโปดก เรียกพระราชาว่า " ภารตา ". บัดนี้ เมื่อปุปผกสุวโปดก จะแสดงธรรมแก่พระราชาสืบไป ได้กล่าว คาถาเหล่านี้ ความว่า ข้าแต่พระราชา บุคคลคบคนใด ๆ เป็นสัตบุรุษ อสัตบุรุษ มีศีล หรือไม่มีศีล บุคคลนั้นย่อมไปสู่อำนาจ ของบุคคลนั้นนั่นแล บุคคลคบคนเช่นใดเป็นมิตร หรือ เข้าไปซ่องเสพคนเช่นใด ก็ย่อมเป็นเช่นคนนั้น เพราะ การอยู่ร่วมกันเป็นเช่นนั้น อาจารย์คบอันเตวาสิกย่อม ทำอันเตวาสิกผู้ยังไม่แปดเปื้อนให้แปดเปื้อนได้ อาจารย์ ถูกอันเตวาสิกพาแปดเปื้อนแล้ว ย่อมพาอาจารย์อื่น ให้เปื้อนอีก เหมือนลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำ แล่งลูกศรให้เปื้อน ฉะนั้น นักปราชญ์ไม่พึงมีสหาย ลามกเลยทีเดียว เพราะกลัวแต่การแปดเปื้อนด้วย บาปธรรม นรชนใดห่อปลาเน่าด้วยใบหญ้าคา แม้
หน้า 142 ข้อ 2152
ใบหญ้าคาของนรชนนั้น ก็ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป ฉันใด การเข้าไปเสพคนพาลก็ฉันนั้นเหมือนกัน นรชนใด ห่อกฤษณาด้วยใบไม้ แม้ใบไม้ของนรชนนั้น ก็ย่อม หอมฟุ้งไปฉันใด การเข้าไปเสพนักปราชญ์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เพราะเหตุนั้น บัณฑิตรู้ความเปลี่ยนแปลง ของตน ดุจห่อใบไม้แล้ว ไม่ควรเข้าไปเสพอสัตบุรุษ ควรเสพแต่สัตบุรุษ ด้วยว่า อสัตบุรุษย่อมนำไปสู่นรก สัตบุรุษย่อมพาให้ถึงสุคติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตํ วา ยทิ วา อสํ ความว่า จะเป็นสัตบุรุษ หรืออสัตบุรุษก็ตาม. บทว่า เสวมาโน เสวมานํ ความว่า เมื่ออาจารย์คบหาอันเตวาสิก ย่อมทำอันเตวาสิกผู้ที่ตนคบ. บทว่า สมฺผุฏฺโ ความว่า อาจารย์ถูกอันเตวาสิกพาแปดเปื้อนแล้ว. บทว่า สมฺผุสํ ปรํ ความว่า อันเตวาสิกไปแตะต้องอาจารย์คนอื่นเข้า. บทว่า อลิตฺตํ ความว่า อาจารย์นั้นย่อมทำอันเตวาสิกนั้น ผู้ยังไม่แปดเปื้อนด้วยบาปธรรมให้แปดเปื้อน ได้ เหมือนลูกศรที่เปื้อนยาพิษแล้ว ย่อมทำแล่งลูกศรที่เหลือให้แปดเปื้อน ฉะนั้น. บทว่า เอวํ พาลูปเสวนา ความว่า แท้จริง ผู้ชอบคบหาคนพาล แม้จะไม่ได้กระทำความชั่วเลย ย่อมได้รับคำติเตียน และความเสื่อมเสียชื่อเสียง เหมือนห่อปลาเน่าไว้ด้วยใบหญ้าคา (ย่อมมีกลิ่นเน่าฟุ้งไป) ฉะนั้น. บทว่า ธีรูปเสวนา ความว่า บุคคลผู้คบหาธีรชนก็ย่อมเป็นเหมือน ใบไม้อันห่อคันธชาติ มีกฤษณาเป็นต้นฉะนั้น ถึงยังไม่อาจเป็นบัณฑิตได้ ก็ยังได้รับเกียรติคุณว่า คบกัลยาณมิตร. บทว่า ปตฺตปูฏสฺเสว ความว่า เหมือนดังใบไม้ที่ห่อของมีกลิ่นเหม็นและกลิ่นหอมฉะนั้น. บทว่า สมฺปาก- มตฺตโน ความว่า บัณฑิตรู้ความที่ญาณของตนแก่กล้า คือสุกงอมแล้ว
หน้า 143 ข้อ 2152
ด้วยอำนาจการเกี่ยวข้องกับกัลยาณมิตร. บทว่า ปาเปนฺติ สุคตึ ความว่า ปุปผกสุวโปดกนั้น ยังเทศนาให้ถึงอนุสนธิตามลำดับว่า สัตบุรุษคือสัมมาทิฏฐิ บุคคลทั้งหลาย ย่อมยังหมู่สัตว์ที่อาศัยตน ให้ถึงสวรรค์อย่างเดียว ด้วย ประการฉะนี้. พระเจ้าปัญจาลราชทรงเลื่อมใส ในธรรมกถาของปุปผกสุวโปดกนั้น. ฝ่ายหมู่พระฤาษีกลับมาจากป่า. พระราชาทรงนมัสการพระฤาษีทั้งหลายแล้ว ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าทั้งหลายจะอนุเคราะห์ข้าพเจ้า โปรดพากันไปอยู่ในสถานที่อยู่ของข้าพเจ้าเถิด ทรงรับปฏิญญาของฤาษี ทั้งหลายเหล่านั้นแล้ว เสด็จไปพระนคร ได้พระราชทานอภัยแก่สุวโปดก ทั้งหลาย. ฝ่ายพวกฤาษี ก็ได้พากันไปในพระนครนั้น พระราชาทรงนิมนต์ หมู่พระฤาษีให้อยู่ในพระราชอุทยาน ทรงอุปัฏฐากบำรุงตลอดพระชนมายุ แล้วเสด็จสู่สวรรคาลัย. ฝ่ายพระราชโอรสของท้าวเธอ โปรดให้ยกเศวตฉัตร เสวยราชสมบัติสืบต่อมา ทรงปฏิบัติหมู่พระฤาษี เสมือนพระราชบิดา. ใน ราชสกุลต่อมานั้น ได้ยังทานให้เป็นไปแก่หมู่พระฤาษี ชั่วพระราชาเจ็ดพระองค์ พระมหาสัตว์เมื่ออยู่ในอรัญประเทศตามสมควร ก็ไปตามยถากรรมของตน. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อนพระเทวทัตก็เป็นคนลามก มีบริวารลามก เหมือนกันอย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า สัตติคุมพสุวโปดก ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัตนี้ โจรทั้งหลายได้มาเป็นบริษัทบริวารของพระเทวทัต พระราชาได้มาเป็นพระอานนท์ หมู่แห่งฤาษีได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วน ปุปผกสุวโปดกได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัตติคุมพชาดก
หน้า 144 ข้อ 2153, 2154, 2155
๘. ภัลลาติย๑ชาดก ว่าด้วยอายุของกินนร [๒๑๕๓] ได้มีพระราชาทรงพระนามว่า ภัลลา ติยะ ทรงละรัฐสีมา เสด็จประพาสป่า ล่ามฤค ท้าวเธอเสด็จไปถึงคันธมาทน์วรคิรี มีพรรณดอกไม้ บานสะพรั่ง ซึ่งกินนรเลือกเก็บอยู่เนือง ๆ กินนร สองผัวเมีย ยืนคลึงเคล้ากันอยู่ ณ ที่ใด ท้าวเธอ ประสงค์จะตรัสถาม จึงทรงห้ามหมู่สุนัข และเก็บ แล่งธนูเสีย แล้วเสด็จเข้าไปใกล้ ณ ที่นั้น ดำรัสว่า ล่วงฤดูเหมันต์แล้ว ไยเล่าเจ้าทั้งสองจึงมายืนกระซิบ กระซาบกันอยู่เนือง ๆ ที่ริมฝั่งเหมวดีนทีนี้ เราขอ ถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศเหมือนร่างมนุษย์ ชนทั้งหลาย ในมนุษยโลก รู้จักเจ้าทั้งสอง ว่าเป็นอะไร. [๒๑๕๔] ข้าแต่ท่านพรานผู้สหาย เราทั้งสอง เป็นมฤค มีเพศพรรณปรากฏเหมือนมนุษย์ เที่ยวอยู่ ตามแม่น้ำเหล่านี้ คือ มาลาคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที ซึ่งมีน้ำใสเย็นสนิท ชาวโลกรู้จักเราทั้งสองว่าเป็น กินนร. [๒๑๕๕] เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อน เสียเหลือเกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักกัน ได้สวมกอดกัน สมความรักแล้ว ดูก่อนกินนรทั้งสอง ๑ อรรถกถาเป็น ภัลลาติกะ
หน้า 145 ข้อ 2156, 2157
ผู้มีเพศพรรณเหมือนกายมนุษย์ เราขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้าทั้งสองจึงร้องไห้อยู่ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักใคร่กัน ก็ได้สวมกอด กัน สมความรักแล้ว ดูก่อนกินนร ผู้มีเพศพรรณเหมือน กายมนุษย์ เราขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้าทั้งสองจึง มาบ่นเพ้ออยู่ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย เจ้าทั้งสองเหมือน ได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือเกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักใคร่กัน ก็ได้สวมกอดกันสมความรักแล้ว ดูก่อนกินนร ผู้มีเพศพรรณเหมือนกายมนุษย์ เราขอ ถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้าทั้งสองจึงเศร้าโศกอยู่ใน ป่านี้ไม่สร่างซาเลย. [๒๑๕๖] (นางกินรีทูลตอบว่า) ข้าแต่ท่านนาย พราน เราทั้งสองไม่อยากจะจากกัน ก็ต้องจากกัน แยกกันอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง เมื่อมาระลึกถึงกันและกัน เดือดร้อนเศร้าโศกถึงกันตลอดราตรีหนึ่ง ที่ล่วงไป นั้นว่า ราตรีนั้นจักไม่มีอีก. [๒๑๕๗] (พระราชาดำรัสถามว่า) เจ้าทั้งสอง คิดถึงทรัพย์ที่หายไปหรือ หรือว่าคิดถึงมารดาบิดาผู้ ล่วงลับไปแล้ว จึงได้เดือดร้อนอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง เรา ขอถามเจ้าทั้งสอง ผู้มีเพศพรรณดังกายมนุษย์ เหตุไร เจ้าทั้งสองจึงต้องจากกันไป.
หน้า 146 ข้อ 2158
[๒๑๕๘] (นางกินรีทูลว่า) ท่านเห็นนทีนี้แห่งใด มีกระแสเชี่ยว ไหลมาในระหว่างหุบผา ปกคลุมไป ด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ในฤดูฝนกินนรสามีสุดที่รัก ของดิฉัน ได้ข้ามแม่น้ำนั้นไปด้วยสำคัญว่า ดิฉันจะ ติดตามมาข้างหลัง. ส่วนดิฉันมัวเลือกเก็บดอกปรู ดอกลำดวน ดอกมะลิซ้อน และดอกคัดค้าวที่บานสล้าง ด้วยคิดว่า สามีของเราจักได้ทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้สอด แซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกบานไม่รู้โรย ดอก- ราชพฤกษ์ ดอกแคฝอย ดอกย่านทราย ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเรา จักทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้ สอดแซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ ซึ่งกำลัง บานสล้าง ร้อยเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า สามีที่รัก ของเราจักสวมใส่พวงมาลัย ส่วนเราก็จักได้สวมใส่ พวงมาลัย เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ ซึ่งกำลัง บานสล้าง แล้วร้อยทำเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า คืน วันนี้ เราทั้งสองจะอยู่ ณ ที่ใด พวงมาลัยที่ทำไว้ นี้แหละจักเป็นเครื่องปูลาด สำหรับเราทั้งสอง ณ ที่นั้น.
หน้า 147 ข้อ 2159
อนึ่ง ดิฉันมัวเลินเล่อ บดกฤษณาดำ และ จันทน์แดงด้วยศิลา ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเราจักได้ ประพรมร่างกาย ส่วนเราประพรมร่างกายแล้ว จะเข้า ไปนอนแนบชิดสามีที่รักนั้น. ครั้งนั้น กระแสน้ำเชี่ยวไหลมา พัดเอาดอก สาลพฤกษ์ ดอกสน ดอกกรรณิการ์ ที่ดิฉันเก็บมา วางไว้ไปหมดสิ้น โดยกาลประมาณครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็ขึ้นเต็มฝั่ง ถึงเวลาเย็น ดิฉันก็ข้ามไปไม่ได้. คราวนั้น เราทั้งสองอยู่กันคนละฝั่งน้ำ มอง เห็นหน้ากันก็หัวเราะครั้งหนึ่ง มองไม่เห็นหน้ากันก็ ร้องไห้อีกครั้งหนึ่ง คืนนั้น ได้ผ่านเราทั้งสองไป โดยยาก. ข้าแต่นายพราน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เราทั้งสองข้ามแม่น้ำอันยุบแห้ง มาสวมกอดกันแลกัน ร้องไห้อยู่คราวหนึ่ง หัวเราะอยู่คราวหนึ่ง. ข้าแต่นายพรานผู้ภูมิบาล เมื่อครั้งก่อนเราทั้งสอง ได้พรากกันอยู่นาน ถึง ๖๙๗ ปี ชีวิตของท่านนี้มีกำหนด เพียง ๑๐๐ ปี อนึ่ง เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าหนอ ในที่นี้ จะพึงอยู่ ปราศจากภรรยาสุดที่รักได้. [๒๑๕๙] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนสหาย อายุ ของพวกท่านมีประมาณเท่าไร ถ้าท่านทั้งสองรู้ก็จง บอกอายุของพวกท่านแก่เรา ขอท่านทั้งหลายอย่าได้
หน้า 148 ข้อ 2160, 2161, 2162
บิดพลิ้ว จงบอกอายุของพวกท่านแก่เรา ตามที่ได้ยิน ได้ฟังมาจากวุฒบุคคล หรือจากตำรับตำรา. [๒๑๖๐] (นางกินรีทูลตอบว่า) ข้าแต่นายพราน อายุของเราทั้งสอง ประมาณ ๑,๐๐๐ ปี อนึ่ง ใน ระหว่างอายุนั้น โรคร้ายย่อมไม่มี มีความทุกข์น้อย มีแต่ความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราทั้งสองยังรักกันไม่ จืดจาง ก็ต้องมาละทิ้งชีวิตไป. [๒๑๖๑] พระเจ้าภัลลาติยะ ได้ทรงสดับถ้อยคำ ของกินนรทั้งสองนี้แล้ว ทรงพระดำริว่า ชีวิตเป็น ของน้อย จึงเสด็จกลับ ไม่เสด็จล่าเนื้อ ได้ทรง บำเพ็ญทาน เสวยราชสมบัติสืบมา. [๒๑๖๒] (พระบรมศาสดาตรัสว่า) มหาบพิตร ทั้งสองทรงสดับเรื่องราวของกินนรทั้งหลาย อันมิใช่ มนุษย์นี้แล้ว จงทรงเบิกบานพระทัย อย่าได้ทรงทำ การทะเลาะกันเลย กรรมอันเป็นโทษของตน อย่าได้ ทำให้มหาบพิตรทั้งสองต้องเดือดร้อน เหมือนกรรม อันเป็นโทษของตน ทำให้กินนรสองสามีภรรยา เดือดร้อนอยู่ราตรีหนึ่ง ฉะนั้น. มหาบพิตรทั้งสอง ทรงสดับเรื่องราวของกินนร ทั้งหลาย อันมิใช่มนุษย์นี้แล้ว จงทรงเบิกบานพระทัย
หน้า 149 ข้อ 2163
อย่าได้ทำความวิวาทบาดหมางกันเลย กรรมอันเป็น โทษของตน อย่าทำให้มหาบพิตรทั้งสองต้องเดือดร้อน เหมือนกรรมอันเป็นโทษของตน ทำให้กินนรสองสามี ภรรยา เดือดร้อนอยู่ราตรีหนึ่ง ฉะนั้น. [๒๑๖๓] (พระนางมัลลิกาทูลว่า) หม่อมฉันมี ใจเลื่อมใส ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ที่พระองค์ทรงแสดงประกอบไปด้วยเหตุต่าง ๆ ประกอบไปด้วยประโยชน์ พระองค์ทรงเปล่งพระ- สุรเสียงอันไพเราะ ดับความกระวนกระวายใจของ หม่อมฉันได้ ข้าแต่พระสมณเจ้า ผู้ทรงนำความสุข มาให้หม่อมฉัน ขอพระองค์จงทรงมีชนมชีพยืนนาน เถิด. จบภัลลาติยชาดกที่ ๘
หน้า 150 ข้อ 2163
อรรถกถาภัลลาติกชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภพระนางมัลลิกาเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า ภลฺลาติโก นาม อโหสิ ราชา ดังนี้. ได้ยินว่า วันหนึ่งอาศัยเหตุที่พระนางมัลลิกาเทวี บรรทมร่วมกับ พระเจ้าโกศลราช จึงเกิดวิวาทบาดหมางกันขึ้น. พระราชาทรงกริ้ว ถึงกับไม่ ทอดพระเนตรเหลียวแลพระนางมัลลิกาอัครมเหสี พระนางจึงทรงพระดำริว่า พระตถาคตเจ้า จะไม่ทรงทราบเรื่องที่พระราชาทรงกริ้วเราหรือหนอ ? พระ- ศาสดาทรงทราบเหตุนั้น จึงวันรุ่งขึ้น แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไป บิณฑบาตในพระนครสาวัตถี ทรงดำเนินไปถึงประตูพระราชวัง. พระราชา จัดการรับเสด็จ ทรงรับบาตรแล้วทูลเสด็จสู่ปราสาท อาราธนาภิกษุสงฆ์ให้นั่ง โดยลำดับแล้ว ถวายน้ำทักษิโณทก ทรงอังคาสด้วยพระกระยาหารอันประณีต เมื่อเสร็จภัตกิจแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เหตุไรหนอ พระนางมัลลิกาบรมราชเทวี จึงทรง หายไปไม่ปรากฏ เมื่อท้าวเธอทูลตอบว่า เพราะพระนางเพลิดเพลินมัวเมาใน ความสุขส่วนตัวเสีย จึงตรัสว่าดูก่อนมหาบพิตร ในชาติก่อนพระองค์ทรงบังเกิด ในกำเนิดกินนร พลัดจากนางกินรีไปหนึ่งราตรี ต้องเที่ยวปริเทวนาการอยู่ถึง เจ็ดร้อยปีมิใช่หรือ ? พระราชาทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อครั้งพระเจ้าภัลลาติกราช เสวยราชสมบัติอยู่ใน พระนครพาราณสี ทรงพระดำริว่า เราจักบริโภคเนื้อย่างสุกด้วยถ่าน จึง
หน้า 151 ข้อ 2163
ทรงมอบราชสมบัติแก่หมู่อำมาตย์แล้วทรงสะพักราชปัญจาวุธ แวดล้อมด้วยหมู่ โกเลยยสุนัขที่ฝึกหัดดีแล้ว เสด็จออกจากพระนครไปยังหิมวันตประเทศ เสด็จ ถึงแม่น้ำน้อยแห่งหนึ่ง ไม่สามารถจะข้ามฝั่งน้ำไปได้ ทอดพระเนตรเห็น แม่น้ำที่มีกระแสไหลผ่านลงคงคาแห่งหนึ่ง จึงพระราชดำเนินเลียบไปตามกระแส น้ำนั้น ทรงฆ่ามฤคและสุกรเป็นต้นแล้ว เสวยเนื้อย่างสุกด้วยถ่านเพลิง พลาง เสด็จขึ้นยังที่เนินอันสูง ณ บนที่ราบสูงนั้นมีแม่น้ำน้อย ๆ เป็นที่น่ารื่นรมย์. ยามที่น้ำเต็มบริบูรณ์ นทีธารนั้นจะมีส่วนลึกประมาณราวนมไหลผ่านอยู่เสมอ ในเวลาอื่น จะมีน้ำลดลงประมาณแค่แข้งและเข่า มีปลาและเต่าแหวกว่ายไปมา อยู่ดาษดื่น. ที่ชายหาดมีทรายสะอาดขาวราวกับแผ่นเงิน สองฟากฝั่งมีพรรณ หมู่ไม้สะพรั่ง สล้างไปด้วยดอกแลผลนานาชนิด หมู่วิหคและภมรมากมาย ที่หลงใหลในดอกผลและรส ต่างพากันมาคลึงเคล้า ทั้งหมู่พิพิธมฤคามฤคีเล่า ก็เข้าเสพอาศัย ร่มเงาต้นไม้ก็เย็นสนิท. ที่ฝั่งน้ำเหมวดีนทีน่ารื่นรมย์อย่างนี้ มีกินนรสองตัวผัวเมียคลอเคลียจุมพิตซึ่งกันและกัน แล้วร้องไห้คร่ำครวญ อยู่โดยนานัปการ. เมื่อพระราชาเสด็จขึ้นภูเขาคันธมาทน์ ทางฝั่งนทีนั้น ทอดพระเนตรเห็นกินนรเหล่านั้น แล้วทรงพระดำริว่า เพราะเหตุไรเล่าหนอ กินนรทั้งคู่นี้จึงมาปริเทวนาการอยู่อย่างนี้ เราจักถามดู จึงดีดพระหัตถ์ ขึง พระเนตรดูหมู่สุนัข โกเลยยสุนัขที่ฝึกหัดดีแล้วทั้งหลาย พากันวิ่งเข้าซ่อนยัง พุ่มไม้ หมอบราบติดดินอยู่โดยสัญญานั้น พระราชาทรงทราบว่าสุนัขเหล่านั้น แอบซ่อนแล้ว ทรงวางแล่งธนูและอาวุธอื่นพิงไว้กับต้นไม้ ไม่ทำเสียงพระบาท ให้ดัง ค่อย ๆ เสด็จไปยังสำนักกินนรเหล่านั้น แล้วตรัสถามกินนรทั้งสองว่า เพราะเหตุไร เจ้าทั้งสองจึงพากันร้องไห้. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า
หน้า 152 ข้อ 2163
ได้มีพระราชาทรงพระนามว่า ภัลลาติยะ ทรงละ รัฐสีมา เสด็จประพาสป่า ล่ามฤค ท้าวเธอเสด็จไปถึง คันธมาทน์วรคิรี มีพรรณดอกไม้ บานสะพรั่ง ซึ่ง กินนรเลือกเก็บอยู่เนือง ๆ. กินนรสองผัวเมียยืนคลึงเคล้ากันอยู่ ณ ที่ใด ท้าวเธอประสงค์จะตรัสถามจึงทรงห้ามหมู่สุนัข และ เก็บแล่งธนูเสีย แล้วเสด็จเข้าไปใกล้ ณ ที่นั้นตรัส ว่า ล่วงฤดูเหมันต์แล้ว ไยเล่าเจ้าทั้งสอง จึงมายืน กระซิบกระซาบกันอยู่เนือง ๆ ที่ริมฝั่งเหมวดีนทีนี้ เราขอถามเจ้าทั้งสองผู้มีเพศพรรณเหมือนร่างมนุษย์ ชนทั้งหลายในมนุษยโลกรู้จักเจ้าทั้งสองว่าเป็นอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาลูรสงฺฆํ ได้แก่ หมู่แห่งสุนัข. บทว่า หิมจฺจเย ความว่า ล่วงเดือนในฤดูเหมันต์ทั้งสี่ไปแล้ว. บทว่า เหมวตาย ความว่า ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำเหมวดีนี้. กินนรได้สดับพระราชดำรัสถามแล้วก็นิ่งเสีย ฝ่ายนางกินรีจึงกราบทูล โต้ตอบพระราชาว่า ข้าแต่ท่านพรานผู้สหาย เราทั้งสองเป็นมฤค มี เพศพรรณปรากฏเหมือนมนุษย์ เที่ยวอยู่ตามแม่น้ำ เหล่านี้ คือ มาลาคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที ซึ่งมีน้ำใสเย็นสนิท ชาวโลกรู้จักเราทั้งสองว่าเป็น กินนร.
หน้า 153 ข้อ 2163
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มลฺลคิรึ ความว่า ท่านนายพรานผู้สหาย เราทั้งหลายเที่ยวอยู่ตามแม่น้ำเหล่านี้ คือ มัลลคิรีนที ปัณฑรกนที ติกูฏนที. ปาฐะเป็น มาลาคิรึ ดังนี้ก็มี. บทว่า นิภาสวณฺณา ความว่า มีเพศผิวพรรณ คือ มีอวัยวะร่างกายปรากฏ (เหมือนมนุษย์). ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือ- เกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักกัน ได้สวมกอด กันสมความรักแล้ว ดูก่อนกินนรทั้งสองผู้มีเพศพรรณ เหมือนกายมนุษย์ เราขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้า ทั้งสองจึงร้องไห้อยู่ในป่านี้ไม่สร่างซาเลย เจ้าทั้งสอง เหมือนได้รับความทุกข์เสียเหลือเกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองมีความรักกัน ได้สวมกอดกัน สมความรัก แล้ว ดูก่อนกินนรผู้มีเพศพรรณเหมือนกายมนุษย์ เรา ขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้าทั้งสองจึงมาบ่นเพ้ออยู่ ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย. เจ้าทั้งสองเหมือนได้รับความทุกข์ร้อนเสียเหลือ- เกิน ปริเทวนาการอยู่ เจ้าทั้งสองรักใคร่กัน ก็ได้สวม กอดกันสมความรักแล้ว ดูก่อนกินนรผู้มีเพศพรรณ เหมือนกายมนุษย์ เราขอถามเจ้าทั้งหลาย เหตุไรเจ้า ทั้งจึงเศร้าโศกอยู่ในป่านี้ ไม่สร่างซาเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกิจฺฉรูปํ ความว่า มีอาการเหมือนมี ทุกข์เดือดร้อนเหลือขนาด. บทว่า อาลิงฺคิโต จาสิ ปิโย ปิยาย ความว่า
หน้า 154 ข้อ 2163
ความที่เจ้ารักกัน ก็เป็นอันได้สวมกอดกันสมความรักแล้ว. ปาฐะว่า อาลงฺคิโย จาสิ ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างเดียวกันนี้. บทว่า กิมิธา วเน ความว่า เพราะเหตุไร เจ้าทั้งสอง จึงคลึงเคล้าจุมพิตกัน กล่าววาจาน่ารักต่อกัน ในระหว่าง ๆ แล้วพากันร้องไห้ ในป่านี้อีกมิได้สร่าง. ต่อจากนี้ไป เป็นคาถาแสดงการปราศรัยโต้ตอบกันระหว่างพระราชา กับนางกินรีทั้งสอง ดังต่อไปนี้ (นางกินรีทูลตอบว่า) ข้าแต่ท่านนายพราน เรา ทั้งสองไม่อยากจะจากกัน ก็ต้องจากกัน แยกกันอยู่ สิ้นราตรีหนึ่ง เมื่อมาระลึกถึงกันและกัน ก็เดือดร้อน เศร้าโศกถึงกันตลอดราตรีหนึ่งที่ล่วงไปนั้นว่า ราตรี นั้นจักไม่มีอีก. (พระราชาตรัสถามว่า) เจ้าทังสองคิดถึงทรัพย์ ที่หายไปหรือ หรือว่าคิดถึงมารดาบิดาผู้ล่วงลับไปแล้ว จึงได้เดือดร้อนอยู่สิ้นราตรีหนึ่ง เราขอถามเจ้าทั้งสอง ผู้มีเพศพรรณดังกายมนุษย์ เหตุไรเจ้าทั้งสองจึงต้อง จากกันไป. (นางกินรีทูลว่า) ท่านเห็นนทีนี้แห่งใด มีกระ- แสเชี่ยว ไหลมาในระหว่างหุบผา ปกคลุมไปด้วยหมู่ ไม้นานาพรรณ ในฤดูฝน กินนรสามีสุดที่รักของดิฉัน ได้ข้ามแม่น้ำนั้นไปด้วยสำคัญว่า ดิฉันจะติดตามมา ข้างหลัง. ส่วนดิฉันมัวเลือกเก็บดอกปรู ดอกลำดวน ดอกมะลิซ้อน และดอกคัดค้าวที่บานสล้าง ด้วยคิดว่า
หน้า 155 ข้อ 2163
สามีของเรารักได้ทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้ สอดแซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกบานไม่รู้โรย ดอก ราชพฤกษ์ ดอกแคฝอย ดอกย่านทราย ด้วยคิดว่า สามีที่รักของเราจักทัดทรงดอกไม้ ส่วนเราก็จักได้ สอดแซมดอกไม้ เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ ซึ่งกำลัง บานสล้าง ร้อยเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า สามีที่รัก ของเราจักสวมใส่พวงมาลัย ส่วนเราก็จักได้สวมใส่ พวงมาลัย เข้าไปนอนแนบสามีที่รักนั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลือกเก็บดอกสาลพฤกษ์ ซึ่งกำลัง บานสล้าง แล้วร้อยทำเป็นพวงมาลัย ด้วยคิดว่า คืน วันนี้ เราทั้งสองจะอยู่ ณ ที่ใด พวงมาลัยที่ทำไว้นี้ แหละ จักเป็นเครื่องปูลาด สำหรับเราทั้งสอง ณ ที่นั้น. อนึ่ง ดิฉันมัวเลินเล่อ บดกฤษณาดำ และ จันทน์แดงด้วยศิลา ด้วยคิดว่า สาทีที่รักของเราจักได้ ประพรมร่างกาย ส่วนเราประพรมร่างกายแล้ว จะเข้า ไปนอนแนบชิดสามีที่รักนั้น. ครั้งนั้น น้ำมีกระแสเชี่ยวไหลมา พัดเอาดอก สาลพฤกษ์ ดอกสน ดอกกรรณิการ์ ที่ดิฉันเก็บมา วางไว้ไปหมดสิ้น โดยกาลประมาณครู่เดียวเท่านั้น น้ำก็ขึ้นเต็มฝั่ง ถึงเวลาเย็นดิฉันก็ข้ามไปไม่ได้.
หน้า 156 ข้อ 2163
คราวนั้นเราทั้งสองอยู่กันคนละฝั่งน้ำ มองเห็น หน้ากัน หัวเราะครั้งหนึ่ง มองไม่เห็นหน้ากัน ก็ ร้องไห้อีกครั้งหนึ่ง คืนนั้นได้ผ่านเราทั้งสองไปโดยยาก. ข้าแต่นายพราน เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นยามเช้า เรา ทั้งสองข้ามแม่น้ำอันยุบแห้งมาสวมกอดกันและกัน ร้องไห้อยู่คราวหนึ่ง หัวเราะอยู่คราวหนึ่ง. ข้าแต่นายพรานผู้ภูมิบาล เมื่อครั้งก่อน เราทั้ง- สองได้พรากกันอยู่นานถึง ๖๙๗ ปี ชีวิตของท่านนี้มี กำหนดเพียง ๑๐๐ปี เมื่อเป็นเช่นนี้ใครเล่าหนอ ในที่นี้ จะพึงอยู่ปราศจากภรรยาสุดที่รักได้. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนสหาย อายุของพวก ท่านมีประมาณเท่าไร ถ้าท่านทั้งสองรู้ ก็จงบอกอายุ ของพวกท่านแก่เรา ขอท่านทั้งหลายอย่าได้บิดพลิ้ว จงบอกอายุของพวกท่านแก่เรา ตามที่ได้ยินได้ฟังมา จากวุฒบุคคล หรือจากตำรับตำรา. (นางกินรีทูลตอบว่า) ข้าแต่นายพราน อายุ ของเราทั้งสองประมาณ ๑,๐๐๐ ปี อนึ่ง ในระหว่าง อายุนั้น โรคร้ายย่อมไม่มี มีความทุกข์น้อย มีแต่ ความสุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป เราทั้งสองยังรักกันไม่จืดจาง ก็ต้องมาละทิ้งชีวิตไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มเยกรตฺตํ ตัดบทเป็น มยํ เอกรตฺตํ ความว่า เราทั้งสองต้องจากกันชั่วราตรีหนึ่ง. บทว่า วิปฺปวสิมฺห ความว่า
หน้า 157 ข้อ 2163
เราต้องพรากจากกันอยู่. บทว่า อนุตปฺปมาณา ความว่า ทั้ง ๆ ที่เรา ทั้งสองไม่ปรารถนาจะจากกัน ราตรีหนึ่งก็ได้ผ่านพ้นไป เราทั้งสองก็เฝ้าแต่ ครุ่นคิดถึงราตรีเดียวนั้นอยู่. บทว่า ปุน น เหสฺสติ ความว่า ราตรีนั้น จักไม่มีคือจักไม่ย่างมาอีก. บทว่า ธนํว นฏฺํ ปิตรญฺจ เปตํ ความว่า เจ้าทั้งสองคิดถึง ทรัพย์ที่หายไปแล้ว หรือคิดถึงมารดาบิดาที่ละโลกนี้ไปแล้ว ด้วยเหตุไร จึง ได้แยกกันตลอดราตรีหนึ่งนั้น จงบอกเหตุนั้นแก่เราเถิด. บทว่า ยมิมํ ตัดบท เป็น ยํ อิมํ แปลว่า นี้ใด. บทว่า เสลกุลํ ความว่า ไหลมาในระหว่าง หุบผาทั้งสอง บทว่า วสฺสกาเล ความว่า นางกินรีกล่าวว่า ในเวลาที่เมฆ ก้อนหนึ่งตั้งขึ้นฝนตก แม้ยามที่เราทั้งสองย่ำราตรี ท่องเที่ยวไปในไพรสณฑ์นี้ เมฆกอันหนึ่งตั้งขึ้น ลำดับนั้น กินนรผู้สามีสุดที่รักของดิฉัน สำคัญว่าดิฉัน ตามมาข้างหลัง จึงข้ามนทีนี้ไป. บทว่า อหญฺจ ความว่า ก็ดิฉันหาได้ ทราบว่า สามีของตนข้ามไปฝั่งโน้นแล้วไม่ มัวเลือกเก็บดอกไม้ทั้งหลายมี ดอกปรูเป็นต้น ที่บานสะพรั่งอยู่แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺตลิโยธิกญฺจ ความว่า ก็เมื่อข้าพเจ้า เลือกเก็บดอกลำดวน และดอกมะลิซ้อน ก็ด้วยเหตุที่ว่า สามีที่รักของเราจัก ทัดทรงระเบียบดอกไม้ ส่วนเราก็จักสอดแซมระเบียบดอกไม้นอนแนบสามีนั้น. บทว่า อุทฺทาลกา ปาตลี สินฺธุวาริตา ความว่า นางกินรีกล่าวว่า แม้ ดอกไม้เหล่านี้ ก็เป็นอันข้าพเจ้าเลือกเก็บแล้วทีเดียว. บทว่า โอเจยฺย แปลว่า เลือกเก็บแล้ว. บทว่า อคฺคลุํ จนฺทนญฺจ ได้แก่ กฤษณาดำและจันทน์แดง. บทว่า โรสิตงฺโค ความว่า มีสรีระร่างกายลูบไล้แล้ว. บทว่า โรสิตา แปลว่า ประพรมสรีระแล้ว. บทว่า อชฺฌุเปสฺสํ ความว่า จักเข้าไปแนบชิดบน
หน้า 158 ข้อ 2163
ที่นอน. บทว่า นุทํ สาเล สลเล กณฺณิกาเร ความว่า พัดพาเอาดอกไม้ เหล่านี้ ที่ดิฉันเลือกเก็บแล้ววางไว้ริมฝั่งไปจนหมด. บทว่า สุทุตฺตรา ความว่า ก็ในเวลาที่นางกินรีนั้นยืนอยู่ที่ฝั่งฟากนี้ นั้นเอง น้ำในแม่น้ำท่วมท้นขึ้นมา ทั้งในขณะนั้นพระอาทิตย์ก็อัสดงคตไปแล้ว สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบ ธรรมดาว่า กินนรทั้งหลายย่อมกลัวน้ำ เพราะฉะนั้น นางกินรีนั้น จึงไม่สามารถจะข้ามไปฝั่งโน้นได้ ด้วยเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า ในเวลายามเย็น ข้าพเจ้าข้ามน้ำไปไม่ได้. บทว่า สมฺปสฺสนฺตา ความว่า มองเห็นกันในเวลาฟ้าแลบ. บทว่า โรทาม ความว่า ในเวลามืดมองไม่เห็น กันก็ร้องไห้ ในเวลาฟ้าแลบมองเห็นหน้ากันก็หัวเราะ. บทว่า สมฺพรี แปลว่า ราตรี. บทว่า จตุกฺกํ แปลว่า ว่างเปล่าหรือยุบแห้ง. บทว่า อุตฺตริยาน แปลว่า ข้ามไป. บทว่า ติหูนกํ ความว่า เป็นเวลาหกร้อยเก้าสิบเจ็ดปี. บทว่า ยมิธ มยํ ความว่า นางกินรีกล่าวว่า เราทั้งสองต้องจาก พรากกันอยู่ในที่นี้ ตลอดเวลาที่ผ่านมานี้นั้น เป็นเวลานานถึงเจ็ดร้อยหย่อน สามปี. บทว่า วสฺเสกิมํ ตัดบทเป็น วสฺสํ เอกํ อิมํ ความว่า นางกินรี กล่าวว่า ชีวิตความเป็นอยู่ของท่านนี้ มีกำหนดเพียงร้อยปีหนึ่งเท่านั้น. บทว่า โกนีธ ความว่า นางกินรีกล่าวว่า เมื่อชีวิตความเป็นอยู่มีเล็กน้อยอย่างนี้ ใครเล่าจะพรากจากภรรยาที่รักใคร่ได้ หรือไม่บังควรที่จะพลัดพรากจากภรรยา สุดที่รักเลย. บทว่า กีวตโก นุ ความว่า พระราชาทรงสดับถ้อยคำของ นางกินรีแล้ว ทรงดำริว่า เราจักถามประมาณอายุของกินนรเหล่านั้น กะนาง กินรีดู จึงตรัสถามว่า อายุของพวกท่านมีประมาณเท่าใด. บทว่า อนุสฺสวา ความว่า ถ้าเมื่อจะมีใคร ๆ บอกกล่าวแก่พวกท่าน หรือว่าตำนับตำรา มีอยู่ ในสำนักมารดาบิดาหรือผู้เฒ่าผู้แก่ไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านอย่าบิดพลิ้วเลย จงบอกประมาณแห่งอายุ จากที่ได้ยินได้ฟังมา หรือจากตำรับตำรา.
หน้า 159 ข้อ 2163
บทว่า น จนฺตรา ความว่า อายุของเราทั้งหลายประมาณหนึ่งพันปี และในระหว่างนั้น โรคภัยอันเลวร้ายซึ่งจะทำอันตรายแก่ชีวิต ก็ไม่มีแก่พวก เราเลย. บทว่า อวีตราคา ความว่า เราทั้งหลายมิใช่ผู้ปราศจากความรักใคร่ กันและกันเลย. พระเจ้าภัลลาติกราช ทรงสดับถ้อยคำของนางกินรี แล้วทรงดำริว่า น่าอัศจรรย์ กินนรเหล่านั้นเป็นสัตว์เดียรัจฉาน พลัดพรากจากกันชั่วราตรีเดียว ยังเที่ยวร่ำไห้ถึงกันตลอดเวลา ๗๐๐ ปี ส่วนเราเองละเลยมหาสมบัติ ในความ เป็นพระราชา มีอาชญาแผ่ไปถึง ๓๐๐ โยชน์ มาอยู่ในป่า น่าอนาถ เราได้ ทำกิจที่ไม่ควรทำ ดังนี้แล้ว เสด็จนิวัตน์จากอรัญประเทศนั้นสู่พระนคร พาราณสี อันหมู่มุขอำมาตย์ทูลถามว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า พระองค์ทรง ทอดพระเนตรเห็นอะไร เป็นสิ่งอัศจรรย์ในหิมวันตประเทศ จึงตรัสบอกเหตุ ทั้งปวงที่ทรงประสบมา แล้วทรงบำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น เสวยราชสมบัติ นับแต่วาระนั้นเป็นต้นมา. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า พระเจ้าภัลลาติยะ ได้ทรงสดับถ้อยคำของกินนร ทั้งสองนี้แล้ว ทรงพระดำรู้ว่า ชีวิตเป็นของน้อย จึง เสด็จกลับ ไม่เสด็จล่าเนื้อ ได้ทรงบำเพ็ญทาน เสวยราชสมบัติสืบมา. พระบรมศาสดาครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงโอวาทซ้ำอีก ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า มหาบพิตรทั้งสอง ทรงสดับเรื่องราวของกินนร ทั้งหลายมิใช่มนุษย์นี้แล้ว จงทรงเบิกบานพระทัย
หน้า 160 ข้อ 2163
อย่าได้ทรงทำความทะเลาะกันเลย กรรมอันเป็นโทษ ของตน อย่าได้ทำให้มหาบพิตรทั้งสองต้องเดือดร้อน เหมือนกรรมอันเป็นโทษของตน ทำให้กินนรสองสามี ภรรยาเดือดร้อนอยู่ราตรีหนึ่ง ฉะนั้น. มหาบพิตรทั้งสอง ทรงสดับเรื่องราวของกินนร ทั้งหลายมิใช่มนุษย์นี้แล้ว จงทรงเบิกบานพระทัย อย่าได้ทรงทำความวิวาทบาดหมางกันเลย กรรมอัน เป็นโทษของตน อย่าได้ทำให้มหาบพิตรทั้งสองต้อง เดือดร้อน เหมือนกรรมอันเป็นโทษของตน ทำให้ กินนรสองสามีภรรยาเดือดร้อนอยู่ราตรีหนึ่ง ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมานุสานํ ได้แก่ กินนรทั้งหลาย. บทว่า อตฺตกมฺมาปราโธ ได้แก่ กรรมโทษของตน. บทว่า กึปุริเสกรตฺตํ ความว่า กรรมโทษของตนอันทำให้พรากกันราตรีหนึ่ง ทำกินนรเหล่านั้น ให้เดือดร้อน ฉันใด กรรมโทษของตนอย่าให้มหาบพิตรทั้งสองต้องเดือดร้อน ฉันนั้นเลย. พระนางมัลลิกาเทวี ทรงสดับพระธรรมเทศนาของพระตถาคตจ้าแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงประคองอัญชลี เมื่อจะทรงชมเชยพระทศพล จึง ตรัสคาถาสุดท้ายความว่า หม่อมฉันมีใจเลื่อมใส ตั้งใจฟังพระธรรมเทศนา ของพระองค์ ที่พระองค์ทรงแสดงประกอบไปด้วย เหตุต่าง ๆ ประกอบไปด้วยประโยชน์ พระองค์ทรง เปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะ ดับความกระวนกระวาย
หน้า 161 ข้อ 2163
ใจของหม่อมฉันได้ ข้าแต่พระสมณะเจ้า ผู้ทรงนำ ความสุขมาให้หม่อมฉัน ขอพระองค์จงทรงมีชนมชีพ ยืนนานเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวิธ อธิมนา สุณามิหํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กระหม่อมฉันเป็นผู้ชื่นชมยินดี มีจิตเลื่อมใส ฟัง พระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงแสดง ประดับประดาไปด้วยเหตุต่าง ๆ. บทว่า วจนปถํ ความว่า ทํานองคลองพระพุทธพจน์ ประกอบไปด้วยประโยชน์ อันพระองค์ตรัสแล้วนั้น ๆ. บทว่า มุญฺจํ คิรํ นุทเสว เม ทรํ ความว่า เมื่อพระองค์ทรงเปล่งมธุรพจน์ อันเสนาะโสต ชื่อว่าบรรเทาแล้ว คือนำไป แล้วทีเดียว ซึ่งความกระวนกระวาย คือความเศร้าโศกในหทัยของหม่อมฉัน. บทว่า สมณ สุขาวห ชีว เม จิรํ ความว่า ข้าแต่พระมหาสมณะผู้พุทธเจ้า ผู้เจริญ ผู้ทรงนำทิพยมานุษยโลกิยสมบัติ และโลกุตรสมบัติมาให้ ผู้เป็น เจ้าของกระหม่อมฉัน ผู้เป็นพระธรรมราชา ขอพระองค์จงทรงเจริญพระชนม- ชีพยืนนานเถิด. จำเดิมแต่นั้นมา พระเจ้าโกศลราชก็ทรงอยู่ร่วมสมัครสโมสร กับ พระนางมัลลิการาชเทวี. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่า กินนรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเจ้าโกศลราช ในบัดนี้ กินรี ได้มาเป็นพระนางมัลลิการาชเทวี ส่วนพระเจ้าภัลลาติกราช ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาภัลลาติกชาดก
หน้า 162 ข้อ 2164, 2165, 2166
๙. โสมนัสชาดก ว่าด้วยการใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทํา [๒๑๖๔] ใครมาตี มาด่าท่านหรือ ทำไมท่าน จึงเสียใจ น้อยใจ เศร้าโศกอยู่ วันนี้มารดาบิดาของ ท่านมาร้องไห้รบกวน ประการใด หรือว่าวันนี้มีใคร มารังแกท่านให้ท่านต้องนอนเหนือแผ่นดิน. [๒๑๖๕] (ดาบสตอบว่า) ขอถวายพระพรพระ- จอมภูมิบาล อาตมาภาพดีใจมาก ที่ได้เห็นมหาบพิตร อาตมาภาพเข้ามาอาศัยมหาบพิตร มิได้เบียดเบียนใคร ขอถวายพระพร อาตมาภาพถูกพระราชโอรส ของ มหาบพิตรเบียดเบียน. [๒๑๖๖] (พระราชาทรงพระพิโรธ ตรัสว่า) เหวยเหล่านายทวารบาล พนักงานตำรวจดาบ และ นายเพชรฆาตทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปทำตามหน้าที่ ของตน ๆ จงไปยังภายในพระราชฐาน ฆ่าเจ้าโสมนัส- สกุมารเสีย แล้วตัดเอาศีรษะมา ทูตทั้งหลายที่พระราชา ส่งไป ได้กราบทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พระขัตติโยรส พระองค์เป็นผู้ที่พระอิสราธิบดี ราชบิดาทรงตัดขาด แล้ว พระองค์ต้องโทษ ถึงประหารชีวิต พระเจ้าข้า.
หน้า 163 ข้อ 2167, 2168
พระราชโอรส ทรงพระกันแสงอยู่ ทรงประคอง อัญชลี ยกพระหัตถ์ทั้งสิบนิ้วขึ้นอ้อนวอนว่า ตัวเรา อยากจะขอเข้าเฝ้าพระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชา ราษฎร์ ขอท่านทั้งหลาย จงนำเราผู้ยังมีชีวิตไปเฝ้า พระราชบิดาเถิด. ทูตทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมาร แล้ว ได้พาพระราชโอรสเข้าเฝ้าพระราชา ฝ่ายพระ- ราชโอรส ครั้นเห็นพระราชบิดา จึงกราบทูลไปแต่ ไกลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ พวกนายประตู ตำรวจดาบ และเพชฌฆาตทั้งหลาย พากันมาเพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย ข้าพระพุทธเจ้า ขอกราบทูลถาม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดบอกเนื้อ- ความนั้นแก่ข้าพระพุทธเจ้า วันนี้ข้าพระพุทธเจ้ามี- ความผิดในเรื่องนี้เป็นประการใดหรือ พระเจ้าข้า. [๒๑๖๗] ทิพพจักษุดาบสผู้ไม่ประมาท ทำกิจรด- น้ำบำเรอไฟ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าทุกเมื่อ เหตุไรเจ้า จึงเรียก ทิพพจักษุดาบสผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นพรหม- จารีเช่นนั้นว่า พราหมณ์คฤหบดี. [๒๑๖๘] (พระกุมารทูลว่า) ขอเดชะ กุลุปก- ดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง คือผลสมอพิเภก เผือกมัน และผลไม้ทั้งหลาย กุลุปกดาบสผู้นี้เป็นผู้
หน้า 164 ข้อ 2169, 2170, 2171, 2172
ไม่ประมาท เก็บรักษาของเหล่านั้นไว้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงเรียกดาบสนั้นว่า " คฤหบดี ". [๒๑๖๙] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนเจ้าโสมนัสส- กุมาร เรื่องนี้เจ้าพูดได้จริง ดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้ หลายอย่าง ดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาท เก็บรักษาสิ่ง- ของเหล่านั้นไว้ เพราะฉะนั้น ดาบสผู้นี้ จึงชื่อว่า พราหมณ์ คฤหบดี. [๒๑๗๐] (พระกุมารตรัสว่า) บริษัททั้งหลาย ทั้งชาวนิคมและชาวชนบทที่มาประชุมกันถ้วนทุกคน ขอจงฟังข้าพเจ้า พระราชาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์นี้ เป็นพาล ได้ฟังคำชฎิลโกงแล้ว ตรัสสั่งให้ฆ่าเราเสีย โดยหาเหตุมิได้เลย. [๒๑๗๑] (พระกุมารตรัสว่า) เมื่อรากยังเจริญ งอกงามแผ่ไพศาลอยู่ ไม้ไผ่ที่แตกเป็นกอใหญ่แล้ว ก็แสนยากที่จะถอนให้หมดสิ้นไปได้ ข้าแต่พระราช บิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ ข้าพระพุทธเจ้า ขอถวาย บังคมพระยุคลบาท ขอพระราชทานพระบรมราชา- นุญาต ข้าพระพุทธเจ้าจักออกบวช พระเจ้าข้า. [๒๑๗๒] (พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมาร เอ๋ย เจ้าจงเสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด อนึ่ง บิดาจะมอบ อิสริยยศทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาว กุรุรัฐเสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการ บวชเป็นทุกข์.
หน้า 165 ข้อ 2173, 2174, 2175
[๒๑๗๓] (พระกุมารทูลว่า) ขอเดชะ บรรดา โภคสมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่ง ไรเล่าที่ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ ? เมื่อ ชาติก่อนข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วย รูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลาย ที่น่ารื่นรมย์ใจ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้าเคยบริโภคสมบัติมาแล้วใน ไตรทิพย์ เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระ- พุทธเจ้ามารู้ว่า พระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป แล้วจะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้นไม่ได้เลย. [๒๑๗๔] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์ ถ้าหากว่า บิดาเป็นพาลต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจง อดโทษให้บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะ พึงมีอีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด. [๒๑๗๕] (พระกุมารตรัสว่า) กรรมที่บุคคลใด ไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วทำลงไป ผลชั่วร้าย ย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความวิบัติแห่งยาแก้โรค ฉะนั้น. ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อนแล้วทำ ลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้นเหมือนความ ถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เป็นคนเกียจคร้านไม่ดี บรรพชิตไม่สำรวมไม่งาม พระราชาไม่ใคร่ครวญเสีย ก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็น เจ้าเรือน ก็ไม่ดี.
หน้า 166 ข้อ 2176
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรง ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณา ใคร่ครวญก่อนแล้ว ไม่ควรทำกิจการอะไร พระเกียรติ- ยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้ว จึงทำ ลงไป ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น. ข้าแต่พระภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณาเสียก่อน แล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อนย่อม เดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบ และประโยชน์ ของนรชน ย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. อนึ่ง ชนเหล่าใด จำแนกแจกแจงด้วยปัญญา แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภาย- หลัง ในโลก กรรมของชนเหล่านั้น ท่านผู้รู้สรรเสริญ มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิตอนุมัติแล้ว. ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งประชาชน นายประตู ตำรวจดาบ และพวกเพชฌฆาต พากัน ไป จะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่าข้าพระพุทธ เจ้า ผู้กำลังนั่งอยู่ บนพระเพลาแห่งพระราชมารดา มาโดยพลัน. ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริงข้าพระพุทธเจ้า ถึง ความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบ- ซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึง น้อมใจไปในบรรพชาอย่างเดียว. [๒๑๗๖] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนสุธรรมาเทวี โสมนัสสกุมารโอรสของเธอนี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู
หน้า 167 ข้อ 2177, 2178, 2179
วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอ ก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของเธอดูบ้าง. [๒๑๗๗] (พระนางสุธรรมาเทวีตรัสว่า) ดูก่อน พระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตรเถิด จงใคร่- ครวญในธรรมทั้งหลายแล้วละเว้นบรรพชาของคนมิจ- ฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพสัตว์ นักบวช ละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ไม่ถูก ติเตียน ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน. (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำ เช่นใด คำเช่นนั้น น่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับ ทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับเพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอ ให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอกลับสนับสนุนให้โสมนัสส- กุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น. [๒๑๗๘] (พระนางสุธรรมาเทวีตรัสว่า) พระ- อริยเจ้าเหล่าใดพ้นวิเศษแล้ว บริโภคปัจจัยอันหาโทษ มิได้ ดับรอบแล้ว เที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉันไม่ อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคา ของพระอริย- เจ้า เหล่านั้นได้. [๒๑๗๙] (พระราชาตรัสว่า) ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก พระนาง สุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ปราศจาก ความโศกเศร้า ได้สดับคำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคมคบหาทีเดียว. จบโสมนัสสชาดกที่ ๙
หน้า 168 ข้อ 2179
อรรถกถาโสมนัสสชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ความที่พระเทวทัตพยายาม เพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์ ตรัสพระธรรม เทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก ตํ หืสติ เหเติ ดังนี้. ก็ในกาลครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ใน บัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในปางก่อนพระเทวทัตนี้ ก็พยายามเพื่อจะฆ่าเราตถาคต เหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า เรณุราช เสวยราชสมบัติ ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกุรุ. ครั้งนั้น พระดาบสชื่อ มหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศเที่ยวจาริกไป เพื่อจะเสพ อาหารรสเค็มและรสเปรี้ยว จนลุถึงอุตตรปัญจาลนคร พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นพร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปบิณฑบาตจนถึงราชทวาร. พระเจ้าเรณุราช ทรงเห็นหมู่ฤาษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงตรัสสั่งให้นิมนต์มานั่ง ณ ท้อง พระโรง มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอัน ประณีต แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย อยู่ จำพรรษาที่อุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยาน พร้อมด้วยดาบสเหล่านั้น ตรัสสั่งให้สร้างที่อยู่พระราชทานบรรพชิตบริขาร ทรงนมัสการแล้วเสด็จกลับพระราชวัง. นับแต่นั้นมา ดาบสเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ก็รับพระราชทานฉัน ในพระราชนิเวศน์เป็นประจำ. ก็พระราชามิได้มีพระ- โอรส จึงทรงปรารถนาจะได้พระโอรส. ราชโอรสก็หาได้มาอุบัติสมพระราช ประสงค์ไม่ ล่วงกาลฤดูฝน ๓ เดือนแล้ว ท่านมหารักขิตดาบส จึงเข้า
หน้า 169 ข้อ 2179
ไปถวายพระพรลาพระราชาว่า บัดนี้ ที่ป่าหิมพานต์เป็นรมณียสถาน พวก อาตมาภาพจะไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์นั้นตามเดิม อันพระราชาทรงกระทำการ สักการะบูชาแล้ว จึงออกจากพระราชอุทยานไป ในเวลาเที่ยงวัน ได้แวะ ออกจากทางเสียในระหว่างมรรคา พาบริวารนั่งอยู่ที่เนินหญ้าแพรกอ่อน ๆ ณ ภายใต้ต้นไม้มีร่มเงาอันเยือกเย็นต้นหนึ่ง. ดาบสเหล่านั้นนั่งประชุมสนทนากันว่า ในพระราชวังหามีพระราชโอรส ที่จะสืบราชตระกูลไม่ ถ้าพระราชาจะพึงได้พระราชโอรส ก็จะเป็นการดีทีเดียว จะได้สืบราชสกุลสืบไป. ท่านมหารักขิตดาบส ได้ยินถ้อยคำของดาบส เหล่านั้นแล้ว จึงใคร่ครวญดูว่า พระราชาจักมีพระโอรสหรือไม่หนอ ทราบว่า จักมี จึงพูดขึ้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านอย่าคิดวิตกไปเลย วันนี้ เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรหนึ่งองค์จักจุติลงมา ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งอัครมเหสี ของพระราชา ชฎิลโกงผู้หนึ่งได้ยินดังนั้น จึงคิดว่า เราจักเป็นราชกุลุปกะ (พระดาบสประจำราชสำนัก) เสียแต่บัดนี้ จึงในเวลาที่พวกดาบสออกเดินทาง ไป แกล้งลวงว่าเป็นไข้แล้วนอนเสีย ถูกพวกดาบสอื่น ๆ เตือนว่า ลุกขึ้นเถิด พวกเราจักไปกันละ. ก็ตอบว่า เราไม่สามารถจะไปได้. ท่านมหารักขิตดาบสรู้ เหตุที่ดาบสนั้นแกล้งนอน จึงกล่าวว่า ท่านสามารถจะไปได้เมื่อใด จงตามมา เมื่อนั้นเถิด ดังนี้แล้ว พาหมู่ฤาษีเดินทางไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว. ฝ่าย ดาบสโกง จึงรีบย้อนกลับมาโดยเร็ว ยืนอยู่ที่ราชทวาร สั่งให้ราชบุรุษกราบทูล พระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของท่านมหารักขิตดาบสมาเฝ้า ครั้นพระราชาตรัส สั่งให้รีบนิมนต์เข้าไปเฝ้า จึงขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้แล้ว. พระ- ราชาทรงนมัสการพระดาบสแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึง สุขภาพอนามัยของพระฤาษีทั้งหลาย แล้วตรัสว่า พระคุณเจ้ารีบด่วนกลับมา
หน้า 170 ข้อ 2179
ทั้งนี้ด้วยเหตุอันใดหรือ ? ดาบสโกงถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรถูกต้อง ทีเดียว หมู่ฤาษีนั่งพักกันอยู่ตามสบาย ต่างสนทนาปราศรัยกันว่า ถ้าหากว่า พระโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ของพระราชาจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นไซร้ ข้อนั้นจะเป็น ความดีฉะนั้นแล้ว อาตมาภาพฟังคำสนทนานั้นแล้ว ตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า มหาบพิตรจักมีพระราชโอรสหรือไม่หนอ เห็นว่า เทพบุตรผู้มีมหิทธิฤทธิ์ จักจุติมาบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระนางสุธรรมาอัครมเหสี จึงคิดว่า ผู้ที่ ไม่รู้ ก็จะพึงทำลายพระครรภ์ให้พินาศเสีย จำเราต้องแจ้งแก่มหาบพิตรทั้งสอง จึงได้รีบมาเพื่อต้องการถวายพระพรให้ทรงทราบ บัดนี้ อาตมาภาพก็ได้ถวาย พระพรให้พระองค์ทรงทราบแล้ว ขอถวายพระพรลาไป. พระเจ้าเรณุราช ทรงโสมนัสยินดี มีพระหฤทัยเลื่อมใส ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้า ยังไปไม่ได้ ดังนี้แล้ว นำดาบสโกงไปสู่พระราชอุทยานี้ จัดแจงสถานที่อยู่ พระราชทาน. จำเดิมแต่นั้นมา ดาบสโกงนั้น ก็พำนักอาศัยขบฉัน ในราช ตระกูล จนได้มีนามว่า ทิพพจักษุดาบส (ดาบสผู้มีตาทิพย์) ทีเดียว. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงส์พิภพ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ แห่งพระนางสุธรรมาราชเทวี ในพระนครนั้น. ในวันขนานพระนามพระราช- กุมารนั้น พระราชมารดาบิดา จึงขนานพระนามว่า โสมนัสสกุมาร. พระราชโอรสทรงเจริญพระชนมพรรษาด้วยกุมารบริหารโดยลำดับ ฝ่ายดาบส โกงจัดแจงปลูกผักอันเกื้อกูลแก่สูปะ และวัลลิผล คือผลไม้เครือเถา มีประการ ต่าง ๆ ด้านริมพระราชอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วจำหน่ายขายแก่ชาวร้านตลาด รวบรวมทรัพย์ไว้. ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์ มีพระชันษาได้ ๗ ปี ประเทศ ชายแดนราชอาณาเขตกำเริบจลาจล. พระเจ้าเรณุราชตรัสสั่งว่า เจ้าอย่าประมาท ท่านทิพพจักษุดาบส ทรงให้พระราชกุมารรับคำแล้วเสด็จไป ด้วยหวังว่า เราจัก จัดการให้ปัจจันตชนบทสงบราบคาบ. ครั้นวันหนึ่ง พระราชกุมารคิดว่า เรา
หน้า 171 ข้อ 2179
จักไปเยี่ยมเยียนท่านชฎิล จึงเสด็จสู่พระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกง นุ่งผ้ากาสาวะหยักรั้งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง สองมือถือน้ำข้างละหม้อ กำลัง รดน้ำไร่ผักอยู่ ก็ทรงทราบว่า ชฎิลผู้นี้เป็นชฎิลโกง ไม่บำเพ็ญสมณธรรม ของตน มัวปลูกผักทำสวนครัวเสีย จึงทรงทักทายให้ชฎิลโกงนั้นได้อายว่า ดูก่อนคฤหบดีพ่อค้าผัก ท่านกำลังทำอะไรอยู่ ? แล้วมิได้ทรงกราบไหว้ เสด็จออกกลับไปยังพระนคร. ชฎิลโกงคิดว่า บัดนี้ พระราชกุมารนี้ เป็น ศัตรูเราเสียแล้ว ใครรู้เข้า ความเสื่อมเสียอะไร ๆ จักมี ควรที่เราจะกำจัด พระราชกุมารนั้น เสียแต่บัดนี้ทีเดียว ในเวลาใกล้ที่พระราชาจะเสด็จมา จึง โยนแผ่นหินไปรวมไว้ ณ ส่วนหนึ่ง ทุบต่อยหม้อน้ำให้แตก ทั้งเกลี่ยหญ้าทิ้ง เรี่ยราดไว้บนบรรณศาลา เอาน้ำมันทาตัว เข้าไปยังบรรณศาลา นอนคลุมโปง อยู่บนเตียง ทำประหนึ่งว่าถึงความทุกข์ร้อนอย่างใหญ่หลวง. พระราชาครั้น เสด็จมาแล้ว ทรงกระทำประทักษิณพระนคร ยังไม่เสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ ทรงดำริว่า เราจักเยี่ยมเยียนท่านทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าแห่งเราก่อน แล้ว เสด็จไปถึงประตูบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นอาการอันวิปริตเช่นนั้น ทรง พระดำริว่า นี้เรื่องอะไรหนอ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกงนั้น นอนอยู่ ทรงลูบคลำเท้าทั้งสองของชฎิลโกง ตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า ใครมาตี มาด่าท่านหรือ ทำไมท่านจึงเสียใจ น้อยใจ เศร้าโศกอยู่ วันนี้มารดาบิดาของท่าน มา ร้องไห้รบกวน ประการใด หรือว่าวันนี้ ใครมารังแก ท่าน ให้ต้องนอนเหนือแผ่นดิน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หึสติ แปลว่า ทุบตี. บทว่า เหเติ แปลว่า ด่าว่า. บทว่า กวชฺช เสตุ ความว่า หรือว่าวันนี้ มีใครมาเบียดเบียน รังแก ให้ท่านต้องนอนเหนือแผ่นดิน.
หน้า 172 ข้อ 2179
ชฎิลโกงได้ยินพระดำรัสนั้น จึงทอดถอนหายใจลุกขึ้นกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า ขอถวายพระพรพระจอมภูมิบาล อาตมาภาพ ดีใจมากที่ได้เห็นมหาบพิตร อาตมาภาพเข้ามาอาศัย มหาบพิตร มิได้เบียดเบียนใคร ขอถวายพระพร อาตมาภาพถูกพระราชโอรสของมหาบพิตรเบียดเบียน. เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบคาถาประพันธ์ ที่พระคันถรจนาจารย์ ประพันธ์ไว้ง่าย ๆ ตามนัยวาระพระบาลีความว่า (พระราชาทรงพระพิโรธ ตรัสว่า) เหวยเหล่า นายทวารบาล พนักงานตำรวจดาบ และนายเพชฌฆาต ทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปตามหน้าที่ของตน ๆ จงไป ยังภายในพระราชฐาน ฆ่าเจ้าโสมนัสสกุมารเสีย แล้ว ตัดเอาศีรษะมา. ทูตทั้งหลายที่พระราชาส่งไป ได้กราบทูลพระ- กุมารว่า ข้าแต่พระขัตติโยรส พระองค์เป็นผู้ที่พระ อิสราธิบดี ราชบิดาทรงตัดขาดแล้ว พระองค์ต้องโทษ ถึงประหารชีวิต พระเจ้าข้า. พระราชโอรส ทรงพระกันแสงอยู่ ทรงประคอง อัญชลี ยกพระหัตถ์ทั้งสิบนิ้วขึ้นอ้อนว่า ตัวเราอยาก จะขอเฝ้าพระราชบิดา ผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ ขอ ท่านทั้งหลายจงนำเราผู้ยังมีชีวิตไปเฝ้าพระราชบิดาเถิด.
หน้า 173 ข้อ 2179
ทูตทั้งหลายได้ฟังพระดำรัส ของพระราชกุมาร แล้ว ได้พาพระราชโอรสเข้าเฝ้าพระราชา ฝ่ายพระ- ราชโอรส ครั้นเห็นพระราชบิดา จึงกราบทูลไปแต่ ไกลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ผู้เป็นจอมประการาษฎร์ พวกนายประตู พนักงานตำรวจดาบ และเพชฌฆาต ทั้งหลาย พากันมาเพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลถาม ขอได้ทรงพระกรุณา โปรดตรัสบอกเนื้อความนั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า วันนี้ ข้าพระพุทธเจ้ามีความผิดในเรื่องนี้ เป็นประการใด หรือ พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหึสโก ความว่า ข้าพระองค์ไม่ เบียดเบียนใคร ๆ เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยศีลและอาจาระ. บทว่า เรณุมนุ- ปวิสฺส ความว่า ขอถวายพระพร พระองค์เรณุมหาราช อาตมาภาพเข้ามา อยู่อาศัย. บทว่า เหยิโตสฺมิ ความว่า อาตมาถูกโอรสของพระองค์ พาพวก บริวารเป็นอันมาก เข้ามากล่าวหมิ่นประมาทว่า เฮ้ยเจ้าดาบสโกง เพราะ เหตุไร เจ้าจึงมาอยู่ในที่นี้ ดังนี้แล้ว งัดแผ่นหินโยนทิ้ง ซ้ำทุบต่อยหม้อน้ำ แล้วมิหนำ ชกต่อยถีบเตะเบียดเบียนอาตมาภาพอีกด้วย. ดาบสนั้นกล่าวคำเท็จ แต่งให้เป็นเหมือนจริง ทูลให้พระราชาหลงเชื่อ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อายนฺตุ ความว่า พระเจ้าเรณุราช ทรงกริ้วพระราชกุมารว่า นับแต่กาลที่ได้ปฏิบัติผิดในพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว โสมนัสสกุมารนั้น จัก ละอายแม้ในตัวเราก็หามิได้ เมื่อจะตรัสสั่งบังคับให้สำเร็จโทษพระราชกุมาร
หน้า 174 ข้อ 2179
เสียจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กสาวิยา ความว่า พระเจ้าเรณุราช ตรัสสั่งว่า เหวย ! เหล่าชาวเพชฌฆาตทุกหมู่เหล่าผู้มีขวานอยู่ในมือ จงมาโดยวิธีการ ของตน ๆ. บทว่า วรํ ความว่า จงตัดศีรษะอันประเสริฐ คือ อวัยวะเบื้องสูง นำมาให้เรา. บทว่า ราชิโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตทั้งหลายที่ พระราชาทรงส่งไปจากราชสำนัก พากันรีบไปล้อมจับพระราชกุมาร ซึ่งพระ- ราชมารดาทรงประดับตกแต่งแล้ว ให้ประทับเหนือพระเพลาของพระองค์ แล้วพากันกราบทูลความนั้น บทว่า อิสฺสเรน หมายถึง พระราชา. บทว่า วิติณฺโณสิ ความว่า พระองค์เป็นผู้อันพระราชาตัดขาดแล้ว. บทว่า ส ราชปุตฺโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรส ทรงสดับถ้อยคำของทูตเหล่านั้นแล้ว สะดุ้งตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ผลุดลุก จากพระเพลาของพระมารดา. บทว่า ปฏิทสฺสเยถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงนำ เราเข้าเฝ้า. บทว่า ตสฺส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตเหล่านั้น ฟังพระดำรัส นั้นของพระกุมารแล้ว จึงงดการประหารชีวิตไว้ และเอาเชือกมัดพระกุมาร จูงไปเฝ้าพระราชา เหมือนดังคนจูงโคฉะนั้น ก็เมื่อพวกเพชฌฆาต กำลังนำ พระกุมารไป พระนางสุธรรมาราชเทวี พร้อมด้วยนางนักสนม แวดล้อมด้วย หมู่ทาสี อีกทั้งชาวพระนครทั้งหลาย ต่างพูดกันว่า พวกเราจักไม่ยอมให้ สำเร็จโทษพระกุมารผู้หาความผิดมิได้แล้วได้ตามไป พร้อมกับพระกุมารนั้น. บทว่า อาคจฺฉุํ ความว่า พวกเพชฌฆาตมายังสำนักของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อจะลงพระราชอาญา. บทว่า หนฺตุํ มมํ ความว่า เพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า เสีย. บทว่า โกนีธ ความว่า พระกุมารทูลถามว่า พระราชบิดาตรัสสั่งให้ ประหารชีวิตข้าพระพุทธเจ้าด้วยประการใด อะไรหนอเป็นความผิดของข้า พระพุทธเจ้าในเรื่องนี้.
หน้า 175 ข้อ 2179
พระเจ้าเรณุราชตวาดว่า ภวัคคพรหมยังต่ำนัก โทษของเจ้าใหญ่โต มาก เมื่อจะตรัสบอกโทษผิดของพระราชกุมาร จึงตรัสพระคาถาความว่า ทิพพจักษุดาบสผู้ไม่ประมาท ทำกิจรดน้ำบำเรอ ไฟ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าทุกเมื่อ เหตุไรเจ้าจึงเรียกทิพพ- จักษุดาบสผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นพรหมจารีเช่นนั้นว่า " พราหมณ์ คฤหบดี " บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ สชาติ ความว่า ทำการลงสู่น้ำ. บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่า พระเจ้าเรณุราชตรัสว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึง ร้องเรียกทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าของเราเห็นปานนั้น ด้วยวาทะว่า " คฤหบดี " เล่า. ลำดับนั้น พระกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อ ข้าพระพุทธเจ้าเรียกคฤหบดีแท้ ๆ ด้วยวาทะว่า คฤหบดี ดังนี้ จะมีโทษผิด อะไรหรือ ดังนี้แล้วตรัสคาถาความว่า ขอเดชะ กุลุปกดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง คือผลสมอพิเภก เผือกมัน และผลไม้ทั้งหลาย กุลุ- ปกดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาทเก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้น ไว้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงเรียกดาบสนั้นว่า " คฤหบดี ". บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลา ได้แก่ พืชทั้งหลายมีพืชที่เกิดจาก รากเป็นต้น. บทว่า ผลา ได้แก่ วัลลิผลาผลนานาชนิด. บทว่า เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต ความว่า กุลุปกดาบสของเสด็จพ่อนี้ ทำการปลูกผัก นั่งเฝ้าอยู่ ไม่ประมาท ทำรั้วล้อมคุ้มครองดูแล ด้วยเหตุนั้นแหละ กุลุปก
หน้า 176 ข้อ 2179
ดาบสนั้น จึงจัดว่าเป็นพราหมณ์คฤหบดีของเสด็จพ่อ. บทว่า อิติ นํ อหมฺปิ คหปติ ความว่า ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลมา หากเสด็จพ่อไม่ทรงเชื่อ โปรดตรัสสั่งให้ถามชาวร้านขายผัก ที่พระราชทวารทั้ง ๔ ทิศดูเถิด. พระราชาจึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปเรียกชาวร้านขายผักมาซักถาม ชาว- ร้านขายผักทั้งหลายก็พากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าซื้อผักและผลไม้จากมือของท่านดาบสรูปนี้จริง. พระราช กุมารโสมนัสส์ ตรัสสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิสูจน์สิ่งของดู ทำให้เห็นประจักษ์ ราชบุรุษของพระกุมารเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้น แล้วค้นนำเอาห่อ กหาปณมาสกที่ได้จากการขายผัก มาถวายยืนยัน แด่พระราชา. พระราชา ทรงทราบว่า พระมหาสัตว์ไม่มีความผิด จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนเจ้าโสมนัสสกุมาร เรื่องนี้เจ้าพูดได้จริง ดาบสผูนี้ มีของเก็บไว้หลายอย่าง ดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ ประมาท เก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้นไว้ เพราะฉะนั้น ดาบสผู้นี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ คฤหบดี. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ ทรงพระดำริว่า การที่เราเข้าป่าหิมพานต์ แล้วบวชเสีย ดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วแถลง โทษของพระราชาให้แจ้งชัด ในท่ามกลางบริษัทนั่นเอง แล้วกราบทูลลาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักทูลลาออกไปบรรพชาเสียวันนี้ทีเดียว. พระโพธิสัตว์ทำสักการะ แก่บริษัทแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า บริษัททั้งหลาย ทั้งชาวนิคม และชาวชนบท ที่มาประชุมกันถ้วนทุกคน ขอจงฟังข้าพเจ้า พระ- ราชาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์นี้ เป็นพาลได้ฟังคำชฎิล โกงแล้วตรัสสั่งให้ฆ่าเราเสียโดยหาเหตุมิได้.
หน้า 177 ข้อ 2179
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลายํ พาลสฺส ความว่า พระราชานี้ เป็นพาลด้วยพระองค์เอง ทรงฟังถ้อยคำของชฎิลโกงผู้เป็นพาลโง่เขลาแล้ว ตรัสสั่งให้ฆ่าข้าพเจ้าโดยหาเหตุมิได้. ก็แลพระโพธิสัตว์เจ้า ตรัสดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระราชบิดาให้ทรง อนุญาตให้พระองค์ทรงบรรพชาแล้ว ตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า เมื่อรากยังเจริญงอกงามแผ่ไพศาลอยู่ ไม้ไผ่ที่ แตกเป็นกอใหญ่แล้ว ก็แสนยากที่จะถอนให้หมดสิ้น ไปได้ ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมประการาษฎร์ เกล้ากระหม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคบาท ขอ พระราชทานพระบรมราชานุญาต กระหม่อมฉันจักขอ ออกบวช พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเต ความว่า (ไม้ไผ่) แตกเป็นกอ ลำใหญ่. บทว่า ทุนฺนิกฺขโย ความว่า ยากที่จะถอนให้หมดสิ้น. ต่อแต่นี้ไป เป็นคาถาประพันธ์ โต้ตอบระหว่างพระราชากับพระราช- โอรส. (พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมารเอ๋ย เจ้าจง เสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด อนึ่ง บิดาจะมอบอิสริยยศ ทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาวกุรุรัฐ เสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการบวช เป็นทุกข์. (พระโพธิสัตว์ทูลว่า) ขอเดชะ บรรดาโภค- สมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่งไรเล่าที่
หน้า 178 ข้อ 2179
ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ เมื่อชาติก่อน ข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกด้วยรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลายที่น่ารื่นรมย์ใจ ขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า เคยบริโภคสมบัติมาแล้วในไตรทิพย์ เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้า มารู้ว่า พระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป แล้ว จะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้น ไม่ได้เลย. (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์ ถ้าหากว่า บิดาเป็นพาล ต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจงอดโทษ ให้แก่บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะพึงมี อีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า พระราชาตรัสวิงวอน พระโอรสว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ เพราะต้องมีชีวิตเนื่องด้วย ผู้อื่น เจ้าอย่าบวชเลย จงเป็นพระราชาเถิด. บทว่า กินฺนูธ เทว ความว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณ อันประเสริฐ โภคสมบัติของพระราชบิดาเหล่าใด มีอยู่ในราชธานีนี้ ในโภค สมบัติเหล่านั้น สิ่งใดเล่า สมควรที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงบริโภคใช้สอยได้ มีอยู่แลหรือ. บทว่า ปริวารโต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าอันนางเทพอัปสรเคย บำรุงบำเรอมาแล้ว. อีกนัยหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. ได้ยินว่า พระญาณระลึกชาติได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้.
หน้า 179 ข้อ 2179
บทว่า ปรเนยฺยํ ความว่า (พระองค์เป็นพาล) ต้องอาศัยคนอื่น นำไปด้วยไม้เท้า ดังคนตาบอด. บทว่า ตาทิเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้ เพื่อจะให้พระ- ราชบิดาทรงทราบว่า บัณฑิตไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาเช่นนั้น ข้าพระ- พุทธเจ้ารอดชีวิตมาได้วันนี้ ก็ด้วยกำลังญาณของตน ข้าพระพุทธเจ้าจักอยู่ใน สำนักของพระราชบิดา หาได้ไม่. บทว่า ยถามตึ ความว่า พระเจ้าเรณุราชทรงขอให้พระราชโอรส งดโทษให้ว่า ถ้าหากว่าโทษผิดเห็นปานนี้ของบิดาจะพึงมีอีกไซร้ เมื่อนั้นเจ้า จงทำตามอัธยาศัยเถิด. พระมหาสัตว์ เมื่อจะถวายโอวาทพระราชบิดา จึงตรัสคาถา ๘ คาถา ความว่า กรรมที่บุคคลใดไม่พิจารณา ให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วทำลงไป ผลชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือน ความวิบัติแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อนแล้วทำ ลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความ ถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น. คฤหัสถ์ผู้บริโภคกาม เป็นคนเกียจคร้านไม่ดี บรรพชิตไม่สำรวม ไม่งาม พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญ เสียก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี บัณฑิตมีความโกรธเป็น เจ้าเรือน ก็ไม่ดี.
หน้า 180 ข้อ 2179
ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรง ใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณา ใคร่ครวญก่อน แล้วไม่ควรทำกิจการอะไร พระ- เกียรติยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึง ทำลงไป ย่อมเจริญยิ่ง ๆ ขึ้น. ข้าแต่พระจอมภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณา เสียก่อนแล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อน ย่อมเดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบ และ ประโยชน์ของนรชนย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง. อนึ่ง ชนเหล่าใดจำแนกแจกแจง ด้วยปัญญา แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภาย หลังในโลก กรรมของชนเหล่านั้นท่านผู้รู้สรรเสริญ มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิต อนุมัติแล้ว. ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน นายประตู ตำรวจดาบ และพวกเพชฌฆาต พากันไป จะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่า ข้าพระ- พุทธเจ้า ผู้กำลังนั่งอยู่บนพระเพลาแห่งพระราชมารดา มาโดยพลัน. ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าถึง ความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบ- ซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึง น้อมใจต่อบรรพชาอย่างเดียว.
หน้า 181 ข้อ 2179
บรรดาบทเหล่านั้นว่า อนิสมฺม ความว่า ไม่ตรวจตราพิจารณา คือใคร่ครวญ (ก่อนทำ). บทว่า อนวตฺถาย จินฺติตํ ความว่า ไม่กำหนด คือไม่พิจารณาดำริตริตรองให้รอบคอบ. บทว่า วิปาโก โหติ ปาปโก ความว่า จริงอยู่พิษสงคือความวิบัติแห่งยาแก้โรคเป็นฉันใด ผลลามกชั่วร้าย ย่อมมีแก่บุคคลนั้นฉันนั้น. บทว่า อสญฺโต ความว่า บรรพชิตผู้ไม่สำรวมด้วยกายทวาร เป็นต้น เป็นผู้ทุศีล. บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า ความโกรธของบัณฑิต นั้นเองไม่ดี. บทว่า นานิสมฺม ความว่า ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว ไม่ควรกระทำกิจการอะไร. บทว่า ปณเยยฺย ความว่า พึงเริ่มตั้งคือพึงยัง อาชญาให้เป็นไป. บทว่า เวคา ความว่า โดยเร็ว คือ โดยฉับพลันทันที. บทว่า สมฺมาปณิธี จ ความว่า ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์ ของนรชน ที่ทำด้วยจิตอันตั้งไว้โดยแยบคาย ย่อมเป็นของไม่ตามเดือดร้อน ในภายหลัง. บทว่า วิภชฺช ความว่า ชนเหล่าใด จัดแจงด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า กิจการเหล่านี้ควรทำ เหล่านี้ไม่ควรทำ. บทว่า กมฺมายตนานิ ได้แก่ การงานทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธานุมตานิ ความว่า การงานอันบัณฑิต อนุมัติแล้ว ย่อมเป็นของหาโทษมิได้. บทว่า กฏุกํ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดา ข้าพระพุทธเจ้า ถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัย อันเผ็ดร้อน คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน. บทว่า ลทฺธา ความว่า ได้ชีวิตคืนมาด้วย กำลังแห่งญาณของตน. บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมิ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีจิตน้อมเฉพาะต่อบรรพชาอย่างเดียว. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว พระเจ้าเรณุราชตรัสเรียก พระราชเทวี มาเฝ้าแล้วตรัสพระคาถาความว่า
หน้า 182 ข้อ 2179
ดูก่อนสุธรรมาเทวี โสมนัสสกุมารโอรสของเธอ นี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็ ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของ เธอ ดูบ้าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจิตเว ความว่า เพื่อช่วยอ้อนวอน. พระนางสุธรรมาเทวี กลับส่งเสริมพระโอรส เพื่อบรรพชาอย่างเดียว ตรัสคาถาความว่า ดูก่อนพระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตร เถิด จงใคร่ครวญในธรรมทั้งหลาย แล้วละเว้นบรรพชา ของคนมิจฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพ- สัตว์ นักบวชละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียนแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสมฺม ความว่า เมื่อเจ้าจะบวชแน่ จงใคร่ครวญดูแล้วละการบรรพชาของมิจฉาทิฏฐิกชนเสีย จงบรรพชาลัทธิ อันเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิเถิด. ลำดับนั้น พระเจ้าเรณุราชตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้น น่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับ เพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอ กลับสนับสนุนให้โสมนัสสกุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิสญฺจ ความว่า เธอพูดคำนี้เช่นใด คำนั้นน่าประหลาดอัศจรรย์จริงหนอ. บทว่า ทุกฺขิตํ ความว่า เธอเพิ่มทุกข์ ให้ฉันซึ่งมีทุกข์อยู่แล้วโดยปกติ ให้ทุกข์หนักขึ้น.
หน้า 183 ข้อ 2179
พระนางเทวี ตรัสคาถาอีกความว่า พระอริยเจ้าเหล่าใด พ้นวิเศษแล้วบริโภคปัจจัย อันหาโทษมิได้ ดับรอบแล้วเที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉัน ไม่อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคาของพระ- อริยเจ้าเหล่านั้นได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ความว่า หลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปรินิพฺพุตา ความว่า ผู้ดับแล้ว ด้วยกิเลสปรินิพพานธาตุ. บทว่า ตมริยมคฺคํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรง พระคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามพระโอรสของหม่อมฉัน ผู้เจริญรอยมรรคาอันเป็นของแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เหล่านั้นได้. พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ ของพระนางเทวีแล้วตรัสคาถาสุดท้าย ความว่า ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุ- การณ์ถี่ถ้วนมาก พระนางสุธรรมาเทวีนี้ เป็นผู้มี ความขวนขวายน้อย ปราศจากความโศกเศร้า ได้สดับ คำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคม คบหาทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุานจินฺติโน ความว่า เป็นผู้คิด เหตุการณ์ต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า เยสายํ ตัดบทเป็น เยสํ อยํ. แท้จริง พระนางสุธรรมาราชเทวีนั้น ได้ทรงสดับคำสุภาษิตของโสมนัสสกุมารนั่นเอง จึงเกิดเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย แม้พระราชาก็ตรัสหมายถึงพระราชโอรส นั้นเหมือนกัน.
หน้า 184 ข้อ 2179
พระมหาสัตว์เจ้า ถวายบังคมพระราชมารดาบิดาแล้วกราบทูลว่า ถ้าหากว่าโทษผิดของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอพระชนกชนนี ได้โปรดทรง พระกรุณาอดโทษด้วยเถิด แล้วประคองอัญชลีต่อมหาชน บ่ายพระพักตร์ต่อ หิมวันตประเทศเสด็จดำเนินไป เมื่อมหาชนส่งเสด็จกลับแล้ว เทพยดาทั้งหลาย พากันมาด้วยเพศมนุษย์ พาข้ามขุนเขา ๗ ลูก นำไปสู่ป่าหิมพานต์ทรงบรรพชา เพศเป็นดาบส อยู่ในบรรณศาลา อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตไว้ให้. เทพ- ยดาทั้งหลายต่างอภิบาลบำรุงพระมหาสัตว์เจ้า ด้วยเพศมนุษย์ผู้อภิบาลบำรุงใน ราชสกุล จนกระทั่งจวบกาลพระมหาสัตว์เจ้ามีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี. ฝ่าย มหาชนพากันโบยตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต. พระมหาสัตว์เจ้า ยังฌานและ อภิญญาให้เกิดแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตนี้ ก็พยายามฆ่าเราตถาคตอย่างนี้ เหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่า ชฎิลโกหกในครั้งนั้นได้มาเป็น พระเทวทัต พระมารดา ได้มาเป็นพระนางสิริมหามายา พระมหา- รักขิตดาบส ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนโสมนัสสกุมาร ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาโสมนัสสชาดก
หน้า 185 ข้อ 2180, 2181, 2182, 2183
๑๐. จัมเปยยชาดก ว่าด้วยบำเพ็ญตบะเพื่อเกิดเป็นมนุษย์ [๒๑๘๐] ท่านเป็นใคร งามผ่องใส ดุจสายฟ้า และอุปมาเหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่าเป็น เทวดา หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์. [๒๑๘๑] (นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหา- ราชา หม่อมฉันหาใช่เทพธิดา หญิงคนธรรพ์ หรือหญิงมนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉัน เป็นนางนาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาใน พระนครนี้. [๒๑๘๒] (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาค กัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มี อินทรีย์อันเศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไป ด้วยหยาดน้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่าน ปรารถนาอะไร จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอก มาเถิด. [๒๑๘๓] (นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นจอมประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้อง สัตว์ใดว่า อุรคชาติผู้มีเดชสูง ในมนุษยโลก เขา เรียกสัตว์นั้นว่า " นาค " บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อ ต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน
หน้า 186 ข้อ 2184, 2185, 2186, 2187
ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้น เสีย จากที่คุมขังเถิด เพค่ะ. [๒๑๘๔] (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนาง นาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมาถึงเงื้อมมือ ของชายวณิพกได้เล่า เราใคร่ จะรู้ถึงการที่นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอ ท่านจงบอกความข้อนั้นแก่เราเถิด. [๒๑๘๕] (นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริงนาค- ราชนั้นประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้ นครให้เป็นภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพนบนอบธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมั่นบำเพ็ญ ตบะ. [๒๑๘๖] (นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้มีปกติรักษาจาตุททสีอุโบสถ และ ปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองู จับนาคราชนั้นมา ด้วยต้องการหาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้ เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณา โปรดปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังเถิด. [๒๑๘๗] (นางสุมนาทูลว่า) สนมนารีถึง หมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑลแก้วมณี บันดาล ห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม่สนมนารีเหล่านั้น ก็ ยึดถือเอานาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง.
หน้า 187 ข้อ 2188, 2189, 2190
ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราช นั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วย ร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอนาคราช ผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จงพ้นจาก ที่คุมขังเถิด. [๒๑๘๘] (พระราชาตรัสว่า) เราจะปล่อยนาคราช นี้ไปโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วย ร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง โคร้อยตัว นาคราชผู้ แสวงบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง. ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจักให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอก ผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว แก่ท่าน ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด. [๒๑๘๙] (ลุททกพราหมณ์ กราบทูลว่า) ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรงพระราชทาน สิ่งใดเลย เพียงแต่พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะปล่อยนาคราชนั้น จากที่คุมขัง ทันที ขอนาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายตรงเที่ยว ไป. [๒๑๙๐] จัมเปยยนาคราช หลุดพ้นจากที่คุมขัง แล้ว จึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช
หน้า 188 ข้อ 2191, 2192, 2193
ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวาย บังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลีแด่ พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของ ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า. [๒๑๙๑] (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์ จะพึง คุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอ ร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน. [๒๑๙๒] (พระยานาคราชกราบทูลว่า) ข้าแต่ พระราชา แม้ถึงว่าลมจะพัดภูเขาไปได้ก็ดี พระจันทร์ และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญแผ่นดินก็ดี แม่น้ำ ทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึงกระนั้น ข้าพระ- พุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย. ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะ เหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธรา และพสุนธรา จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะ พึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะ ไม่กล่าวคำเท็จเลย. [๒๑๙๓] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลาย เขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึง คุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ก็ถ้าเธอ ขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดูนิเวศน์ของเธอ.
หน้า 189 ข้อ 2194, 2195, 2196, 2197, 2198
[๒๑๙๔] (พระราชาตรัสกำชับว่า) เธอเป็นผู้มีพิษ ร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้น จากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วยเหลือ เธอ ควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ. [๒๑๙๕] (นาคราชทูลว่า) ข้าพระพุทธเจ้าถูก คุมขังอยู่ในกระโปรง เกือบจะถึงความตาย จักไม่รู้จัก อุปาการคุณที่พระองค์ทรงกระทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ ข้าพระพุทธเจ้า จงหมกไหม้อยู่ในนรก อันแสน ร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกายสักหน่อยหนึ่งเลย. [๒๑๙๖] (พระราซาตรัสว่า) คำปฏิญญาของ เธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธออย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณทั้งหลายจงละเว้น นาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือนไฟในฤดูร้อนฉะนั้น. [๒๑๙๗] (นาคราชทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น จอมประชาชน พระองค์ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือน มารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียว ผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้า- พระพุทธเจ้า พร้อมทั้งเหล่านาค จะขอกระทำ เวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์. [๒๑๙๘] (พระราชาตรัสสั่งว่า) เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอัน เกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดีแล้ว และเจ้า พนักงานช้าง จงผูกช้างตัวประเสริฐทั้งหลาย ให้งาม
หน้า 190 ข้อ 2199, 2200
ไปด้วยสุวรรณหัตถาภรณ์ เราจะไปดูนิเวศน์แห่งท้าว นาคราช. [๒๑๙๙] พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และ แตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชาทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปใน ท่ามกลาง หมู่สนมนารี งามสง่ายิ่งนัก. [๒๒๐๐] พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอด พระเนตรเห็นภูมิภาคอันงดงาม วิจิตร ลาดด้วยทราย ทอง ทั้งสุวรรณปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดาน แก้วไพฑูรย์. พระองค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ของจัมเปยย- นาคราช มีรัศมีโอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรือง ไปด้วยรัศมี ประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. พระเจ้ากาสิกราช ทรงทอดพระเนตรจนทั่ว นิเวศน์ของจัมเปยยนาคราช อันดาดาษไปด้วยพฤกษ- ชาตินานา หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์อบอวล ล้วนวิเศษ. เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์ ของท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคม ขับบรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลาย ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง. พระเจ้ากาสิกราชเสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่นาง นาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัยประทับนั่ง ณ
หน้า 191 ข้อ 2201
พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักงานไล้ทา ด้วย แก่นจันทน์ทิพย์. [๒๒๐๑] พระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นเสวยสมบัติ และทรงรื่นรมย์ประทับอยู่ ในนาคพิภพนั้นแล้ว ได้ ตรัสถามจัมเปยยนาคราชว่า วิมานอันประเสริฐของ ท่านเหล่านี้ มีรัศมีดังพระอาทิตย์ งามผุดผาด วิมาน เช่นนี้ไม่มีในมนุษยโลก ดูก่อนพระยานาคราช ท่าน บำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. นางนาคกัญญาเหล่านั้น สวมใส่กำไลทอง นุ่งห่มเรียบร้อย มีนิ้วมือกลมกลึง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดง งามยิ่งนัก ผิวพรรณงดงามไม่ทรามเลย พากันยก ทิพยปานะ ถวายให้พระองค์ทรงเสวย สนมนารีเช่นนี้ จะมีอยู่ในมนุษยโลก ก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. อนึ่ง มหานทีอันชุ่มชื่น ดาษดื่นไปด้วยปลามี เกล็ดหนานานาชนิด มีอาทาสสกุณปักษีร่ำร้องไพเราะ จับใจ ทั้งท่าขึ้นลงนทีธาร ก็ราบรื่นเป็นอันดี แม่น้ำ เช่นนี้จะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยา- นาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงหงส์ และฝูงนก ดุเหว่าทิพย์ ร่ำร้องเสียงไพเราะจับใจ ต่างก็โผผินบิน
หน้า 192 ข้อ 2202, 2203
จับอยู่บนต้นไม้ ทิพยสกุณาเช่นนี้ จะได้มีในมนุยษโลก ก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรม เพื่อประโยชน์อะไร. ต้นมะม่วง ต้นสาละ ทั้งช้างน้าว อ้อยช้าง และต้นชมพู่ ต้นคูนและแคฝอย ผลิตดอกออกผล เป็นพวง ๆ ทิพยรุกขชาติเหล่านี้ จะได้มีอยู่ในมนุษย- โลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะ เพื่อประโยชน์อะไร. อนึ่ง ทิพยสุคนธ์รอบสระโบกขรณีเหล่านี้ หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์ ทิพยสุคนธ์เช่นนี้ จะมีอยู่ใน มนุษยโลกก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช ท่าน บำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. [๒๒๐๒] (จัมเปยยนาคราช ทูลว่า) ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญ ตบธรรม เพราะเหตุแห่งบุตร ทรัพย์ หรือแม้เพราะ เหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้าปรารถนา กำเนิดมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญ สมณธรรม. [๒๒๐๓] (พระราชาตรัสว่า) ท่านมีดวงเนตร แดง มีรัศมีส่องแสงสว่าง ประดับตกแต่งแล้ว ปลง- เกศาและมัสสุแล้ว ประพรมด้วยจรุณจันทน์แดง ฉายแสงไปทั่วทิศ ดังคนธรรพราชฉะนั้น.
หน้า 193 ข้อ 2204, 2205, 2206, 2207
ท่านเป็นผู้ประกอบไปด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพ มาก เพรียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ ดูก่อนท่าน นาคราช เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน มนุษยโลก ประเสริฐกว่านาคพิภพด้วยเหตุไร. [๒๒๐๔] ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เว้นมนุษยโลกเสียแล้ว ความบริสุทธิ์หรือความสำรวม ย่อมไม่มีเลย ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรมด้วยตั้งใจ ว่า เราได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักทำที่สุดแห่งชาติและ มรณะได้. [๒๒๐๕] (พระราชาตรัสว่า) ชนเหล่าใดมี ปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ดูก่อนพระยานาคราช เราได้เห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายของท่านและตัวท่าน แล้ว จักทำบุญให้มาก. [๒๒๐๖] (นาคราชกราบทูลว่า) ชนเหล่าใด มีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็นนางนาคกัญญา และตัว ข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจงบำเพ็ญกุศลให้มากเถิด. [๒๒๐๗] กองเงินและกองทองของข้าพระพุทธ เจ้านี้มากมาย สูงประมาณเท่าต้นตาล พระองค์จง
หน้า 194 ข้อ 2207
ตรัสสั่งให้พวกราชบุรุษ ขนไปจากนาคพิภพนี้ แล้ว จงตรัสสั่งให้สร้างพระราชวังด้วยทองคำ ให้สร้างกำ แพงด้วยเงินเถิด. นี้กองแก้วมุกดา อันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ ห้าพันเล่มเกวียน พระองค์จงตรัสสั่งให้ราชบุรุษขนไป จากนาคพิภพนี้ แล้วให้ลาดลง ณ ภูมิภาคภายใน พระราชฐาน ภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักสะอาด ปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี. ขอเดชะพระองค์ผู้เป็นราชาอันประเสริฐ ผู้ทรง พระปรีชาอันล้ำเลิศ ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ ครอบครองพระนครพาราณสี อันมั่งคั่งสมบูรณ์ สง่า ล้ำเลิศ ดุจทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า. จบจัมเปยยชาดกที่ ๑๐
หน้า 195 ข้อ 2207
อรรถกถาจัมเปยยชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ อุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา นุ วิชฺชุริวาภาสิ ดังนี้. ความพิสดารว่า ในกาลนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก อุบาสิกาทั้งหลาย การที่ท่านทั้งหลายอยู่รักษาอุโบสถกรรมเป็นความดี โบรา- ณกบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถกรรมเหมือนกัน อุบาสกอุบาสิกาเหล่านั้น ทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า พระเจ้าอังคติราช เสวยราช- สมบัติอยู่ในอังครัฐ ราชธานี. ในระหว่างแคว้นอังคะและมคธะต่อกัน มี แม่น้ำชื่อจัมปานที ได้มีนาคพิภพอยู่ใต้แม่น้ำจัมปานทีนั้น. พระยานาคราชชื่อ ว่าจัมเปยยะ ครองราชสมบัติในนาคพิภพนั้น. (โดยปกติ พระราชาแห่งแคว้น ทั้งสอง เป็นศัตรูกระทำยุทธชิงชัยแก่กันและกันเนือง ๆ ผลัดกันแพ้ ผลัดกัน ชนะ) บางครั้งพระเจ้ามคธราช ยึดแคว้นอังคะได้ บางครั้งพระเจ้าอังคราช ยึดแคว้นมคธได้. อยู่มาวันหนึ่ง พระเจ้ามคธราช กระทำยุทธนาการกับพระเจ้าอังคราช ทรงปราชัยต่อยุทธสงคราม เสด็จขึ้นม้าพระที่นั่งหลบหนีไป ถึงฝั่งจัมปานที พวกทหารพระเจ้าอังคราช ติดตามไปทันเข้า จึงทรงพระดำริว่า เราโดดน้ำ ตายเสียดีกว่าตายในเงื้อมมือของข้าศึกดังนี้แล้ว จึงโจนลงสู่แม่น้ำ พร้อมทั้งม้า พระที่นั่ง. ครั้งนั้น จัมเปยยนาคราช เนรมิตมณฑปแก้วไว้ภายในห้วงน้ำ แวดล้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ดื่มมหาปานะอยู่. ม้าพระที่นั่งกับพระเจ้า-
หน้า 196 ข้อ 2207
มคธราช จมน้ำดิ่งลงไป เฉพาะพระพักตร์แห่งพระยานาคราช. พระยานาคราช เห็นพระราชาทรงเครื่องประดับตกแต่งก็บังเกิดความสิเนหา จึงลุกจากอาสนะ ทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย แล้วอัญเชิญให้พระราชา ประทับนั่งบนบัลลังก์ของตน ทูลถามถึงเหตุที่ดำน้ำลงมา. พระเจ้ามคธราช ตรัสเล่าความตามเป็นจริง. ลำดับนั้น จัมเปยยนาคราชปลอบโยนพระเจ้ามคธราชให้เบาพระทัย ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์อย่าทรงหวาดกลัวเลย ข้าพระพุทธเจ้าจัก ช่วยจัดการให้พระองค์เป็นเจ้าของทั้งสองรัฐ ดังนี้แล้ว เสวยยศอันยิ่งใหญ่อยู่ ๗ วัน ในวันที่ ๘ จึงออกจากนาคพิภพ พร้อมด้วยพระเจ้ามคธราช. พระเจ้า มคธราชทรงจับพระเจ้าอังคราชได้ด้วยอานุภาพของพระยานาคราช แล้วตรัส สั่งให้สำเร็จโทษเสีย เสวยราชสมบัติในสองรัฐสีมามณฑล. นับแต่นั้นมา ความวิสาสะคุ้นเคยระหว่างพระเจ้ามคธราช กับพระยานาคราชก็ได้กระชับมั่น คงยิ่งขึ้น. พระเจ้ามคธราชให้สร้างรัตนมณฑปขึ้นที่ฝั่งจัมปานที แล้วเสด็จออก กระทำพลีกรรมแก่พระยานาคราชด้วยมหาบริจาคทุก ๆ ปี. แม้พระยานาคราช ก็ออกจากนาคพิภพมารับพลีกรรมพร้อมด้วยมหาบริวาร. มหาชนพากันมาเฝ้า ดูสมบัติของพระยานาคราช. กาลครั้งนั้น พระบรมโพธิสัตว์เกิดในตระกูลเข็ญใจ ไปที่ฝั่งน้ำ พร้อมด้วยราชบริษัท เห็นสมบัติของพระยานาคราชนั้นแล้ว ก็เกิดโลภเจตนา ปรารถนาจะได้สมบัตินั้น จึงทำบุญให้ทานรักษาศีล พอจัมเปยยนาคราช ทำกาลกิริยาไปได้ ๗ วัน ก็จุติไปบังเกิดเหนือสิริไสยาสน์ ณ ห้องอันมีสิริใน ปราสาทที่อยู่ของจัมเปยยนาคราชนั้น สรีระร่างกายของพระบรมโพธิสัตว์ได้ ปรากฏใหญ่โต มีวรรณะขาวราวกะพวงดอกมะลิสด. พระโพธิสัตว์เห็นดังนั้น ก็เกิดวิปฏิสาร คิดไปว่า อิสริยยศในฉกามาวจรสวรรค์ เป็นเสมือนข้าวเปลือก
หน้า 197 ข้อ 2207
ที่เขาโกยกองเก็บไว้ในฉาง ได้มีแก่เรา ด้วยผลแห่งกุศลที่เราทำไว้ เราสิกลับมา ถือปฏิสนธิในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนี้ ประโยชน์อะไรที่เราจะมีชีวิตอยู่ดังนี้แล้ว เกิดความคิดที่จะตาย. ลำดับนั้น นางนาคมาณวิกา ชื่อว่า สุมนา เห็นพระ- มหาสัตว์นั้นแล้วดำริว่า ชะรอยจักเป็นสัตว์ผู้มีอานุภาพมากมาเกิดแน่ดังนี้แล้ว จึงให้สัญญาแก่นางนาคมาณวิกาทั้งหลาย. นางนาคมาณวิกาเหล่านั้นทั้งหมด ต่างถือนานาดุริยสังคีต มากระทำการบำเรอขับกล่อมพระมหาสัตว์ นาคพิภพ ที่สถิตของพระมหาสัตว์นั้น ได้ปรากฏเสมือนพิภพแห่งท้าวสักกเทวราช. มรณ- จิต (คือจิตที่คิดอยากตาย) ของพระมหาสัตว์ก็ดับหายไป. พระมหาสัตว์เจ้า ละเสียซึ่งสรีระของงู ทรงประดับเครื่องสรรพาลังการ ประทับเหนือพระแท่น บรรทม. นับจำเดิมแต่นั้นมา พระอิสริยยศก็ปรากฏแก่พระมหาสัตว์เจ้ามากมาย. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าเสวยนาคราชสมบัติอยู่ในนาคพิภพนั้น ในเวลาต่อมา ก็เกิดวิปฏิสาร คิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยกำเนิดดิรัจฉานนี้แก่เรา เราจักอยู่ รักษาอุโบสถกรรม พ้นจากอัตภาพนี้ไปสู่ดินแดนมนุษย์ จักได้แทงตลอด สัจจธรรม กระทำที่สุดแห่งทุกข์ดังนี้ นับจำเดิมแต่นั้น ก็ทรงรักษาอุโบสถกรรม อยู่ในปราสาทนั้นทีเดียว. พวกนางมาณวิกา ตกแต่งกายงดงาม พากันไปยัง สำนักของพระมหาสัตว์นั้น. ศีลของพระมหาสัตว์ ก็วิบัติทำลายอยู่เนือง ๆ. จำเดิมแต่นั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงออกจากปราสาท ไปสู่พระอุทยาน. นางนาค- มาณวิถาเหล่านั้น ก็ติดตามไปแม้ในพระอุทยาน อุโบสถศีลของพระมหาสัตว์ ก็แตกทำลายอยู่ร่ำไป. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าทรงจินตนาการว่า ควรที่ เราจะออกจากนาคพิภพนี้ ไปยังมนุษยโลกอยู่รักษาอุโบสถ. นับแต่นั้นมา เมื่อถึงวันอุโบสถ พระองค์ก็ออกจากนาคพิภพไปยังมนุษยโลก (ทรงประกาศ) สละร่างกาย ในทานมุขว่าใครจะมีความต้องการอวัยวะของเรามีหนังเป็นต้น จงถือเอาเถิด ใครต้องการจะทำให้เราเล่นกีฬางู ก็จงกระทำเถิด แล้วคู้ขด-
หน้า 198 ข้อ 2207
ขนดกายนอนรักษาอุโบสถอยู่ที่ยอดจอมปลวกใกล้มรรคา แถบปัจจันตชนบท แห่งหนึ่ง. ชนทั้งหลายเดินผ่านไปมา ในหนทางใหญ่เห็นพระโพธิสัตว์เจ้าแล้ว พากันบูชาด้วยเครื่องสักการะมีของหอมเป็นต้นแล้วหลีกไป. ชาวปัจจันตชนบท ไปพบแล้วคิดว่า คงจักเป็นนาคราชผู้มีมหิทธานุภาพ จึงจัดทำมณฑปขึ้น เบื้องบน ช่วยกันเกลี่ยทรายรอบบริเวณ แล้วบูชาด้วยสักการะมีของหอมเป็นต้น จำเดิมแต่นั้นมา มนุษย์ทั้งหลายก็เลื่อมใสในพระมหาสัตว์เจ้า ทำการบูชา ปรารถนาบุตรบ้าง ปรารถนาธิดาบ้าง. แม้พระมหาสัตว์เจ้า ทรงรักษาอุโบสถกรรม ถึงวันจาตุททสี และ ปัณณรสี ดิถี ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ก็มานอนอยู่เหนือจอมปลวก ต่อในวันปาฏิบท แรมค่ำหนึ่ง จึงกลับไปสู่นาคพิภพ. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้ารักษาอุโบสถอยู่อย่างนี้ เวลาล่วงไปเนิ่นนาน. อยู่มาวันหนึ่ง นางสุมนาอัครมเหสี ทูลถามพระมหา- สัตว์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์เสด็จไปยังมนุษยโลก เข้าอยู่รักษาอุโบสถศีลนั้น ความจริง มนุษยโลกน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน หากว่า ภัยจะพึงบังเกิดแก่พระองค์ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกหม่อมฉันจะพึงรู้ได้ด้วย นิมิตอย่างไร ขอพระองค์จงตรัสบอกนิมิตอย่างนั้น แก่พวกหม่อมฉันด้วย เถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงนำนางสุมนาเทวีไปยังขอบสระมงคลโบกขรณี แล้วตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้เจริญ ถ้าหากใคร ๆ จักประหารทำให้เราลำบาก ไซร้ น้ำในสระโบกขรณีนี้จักขุ่นมัว ถ้าพญาครุฑจับเอาไป น้ำจักเดือดพลุ่ง ขึ้นมา ถ้าหมองูจับเอาไป น้ำจักมีสีแดงเหมือนโลหิต พระโพธิสัตว์ตรัสบอก นิมิต ๓ ประการ แก่นางสุมนาเทวีอย่างนี้แล้ว ทรงอธิษฐานจาตุททสีอุโบสถ เสด็จออกจากนาคพิภพไปมนุษยโลก นอนเหนือจอมปลวก ยังจอมปลวกให้ งดงามด้วยรัศมีแห่งสรีรกาย แม้สรีรกายของพระมหาสัตว์นั้น ก็ปรากฏขาวสะอาด
หน้า 199 ข้อ 2207
ผุดผาดดังพวงเงิน. ท่อนพระเศียรเบื้องบนคล้ายคลุมไว้ด้วยผ้ากัมพลแดง. อนึ่ง ในชาดกนี้ สรีรกายของพระโพธิสัตว์มีขนาดเท่าศีรษะคันไถ ในภูริ- ทัตตชาดก มีขนาดเท่าลำขา. ในสังขปาลชาดก มีขนาดเท่าเรือโกลนลำหนึ่ง. กาลครั้งนั้น มีมาณพชาวเมืองพาราณสีคนหนึ่ง ไปเมืองตักกศิลา เรียนอาลัมภายนมนต์ ในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เดินทางกลับบ้าน ของตน โดยผ่านมรรคานั้น เห็นพระมหาสัตว์เจ้าแล้วคิดว่า เราจักจับงูนี้ บังคับให้เล่นกีฬา ในคามนิคมราชธานีทั้งหลาย ยังทรัพย์ให้เกิดขึ้นดังนี้แล้ว จึงหยิบทิพโอสถ ร่ายทิพมนต์ ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า จำเดิมแต่ พระมหาสัตว์เจ้าสดับทิพมนต์แล้ว เกิดอาการเหมือนซี่เหล็กร้อนยอนเข้าไป ในพระกรรณทั้งสอง เบื้องพระเศียรปวดร้าวราวกะถูกเหล็กสว่านไช. พระ- มหาสัตว์เจ้าทรงรำพึงว่า นี่อย่างไรกันหนอ จึงยกพระเศียรขึ้นจากวงภายใน ขนดแลไป ได้เห็นหมองูแล้วดำริว่า พิษของเรามากมาย ถ้าเราโกรธแล้ว พ่นลมจมูกออกไป สรีระของหมองูนี้จักย่อยแหลกไปเหมือนกองเถ้า แต่เมื่อ ทำเช่นนั้น ศีลของเราก็จักด่างพร้อย เราจักไม่แลดูหมองูนั้น ท้าวเธอจึง หลับพระเนตรทั้งสอง ทอดพระเศียรไว้ภายในขนด พราหมณ์หมองูเคี้ยวโอสถ แล้วร่ายมนต์พ่นน้ำลาย ลงที่สรีรกายของพระมหาสัตว์. ด้วยอานุภาพแห่ง โอสถและมนต์ เรือนร่างของพระมหาสัตว์ในที่ซึ่งถูกน้ำลายรดแล้ว ๆ ปรากฏ เป็นเสมือนพองบวมขึ้น ครั้งนั้นพราหมณ์หมองู จึงฉุดหางพระมหาสัตว์ลาก ลงมาให้นอนเหยียดยาว บีบตัวด้วยไม้กีบแพะทำให้ทุพพลภาพ จับศีรษะให้มั่น แล้วบีบเค้น พระมหาสัตว์จึงอ้าปากออก. ทีนั้นพราหมณ์หมองูจึงพ่นน้ำลาย เข้าไปในปากของพระมหาสัตว์ แล้วจัดการพ่นโอสถและมนต์ ทำลายพระทนต์ จนหลุดถอน ปากของมหาสัตว์เต็มไปด้วยโลหิต. พระมหาสัตว์สู้อดกลั้นทุกข- เวทนาเห็นปานนี้ เพราะกลัวศีลของตัวจะแตกทำลาย ทรงหลับพระเนตรนิ่ง
หน้า 200 ข้อ 2207
มิได้ทำการเหลียวมองดู. แม้พราหมณ์หมองูนั้นยังคิดว่า เราจักทํานาคราช ให้ทุพพลภาพ ดังนี้ จึงขึ้นเหยียบย่ำร่างกายของพระมหาสัตว์ตั้งแต่หางขึ้นไป คล้ายกับจะทำให้กระดูกแหลกละเอียดไป แล้วม้วนพับอย่างผืนผ้า ขยี้กระดูก ให้ขยายเช่นอย่างกลายเส้นด้ายให้กระจาย จับหางทบทุบเช่นอย่างทุบผ้า สกล สรีรกายของพระมหาสัตว์แปดเปื้อนไปด้วยโลหิต พระมหาสัตว์นั้นสู้อดกลั้น มหาทุกขเวทนาไว้. ครั้นพราหมณ์หมองูรู้ว่า พระมหาสัตว์อ่อนกำลังลงแล้ว จึงเอาเถาวัลย์มาถักทำเป็นกระโปรง ใส่พระมหาสัตว์ลงไปในกระโปรงนั้นแล้ว นำไปสู่ปัจจันตคามให้เล่นท่ามกลางมหาชน. พราหมณ์หมองู ปรารถนาจะให้ แสดงท่วงทีอย่างใด ๆ ในประเภทสีมีสีเขียวเป็นต้น และสัณฐานทรวดทรง กลมหรือสี่เหลี่ยมเป็นต้น หรือขนาดเล็กใหญ่เป็นต้น พระมหาสัตว์เจ้าก็กระทำ ท่วงทีนั้น ๆ ทุกอย่าง ฟ้อนรำทำพังพานได้ตั้งร้อยอย่าง พันอย่าง. มหาชน ดูแล้วชอบใจ ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์เป็นอันมาก เพียงวันเดียวเท่านั้นได้ทรัพย์ ตั้งพัน และเครื่องบริขารราคานับเป็นพัน แต่ชั้นแรก พราหมณ์หมองูคิด ไว้ว่า เราได้ทรัพย์สักพันหนึ่งแล้วก็จักปล่อยไป แต่ครั้นได้ทรัพย์จำนวน เท่านั้นแล้วคิดเสียว่า ในปัจจันตคามแห่งเดียว เรายังได้ทรัพย์ถึงขนาดนี้ ใน สำนักพระราชาและมหาอำมาตย์ คงจักได้ทรัพย์มากมาย จึงซื้อเกวียนเล่มหนึ่ง กับยานสำหรับนั่งสบายเล่มหนึ่ง บรรทุกของลงในเกวียนแล้วนั่งบนยานน้อย พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก บังคับพระมหาสัตว์ให้เล่นในบ้านและนิคม เป็นต้น โดยลำดับไป แล้วคิดว่า เราจักให้นาคราชเล่นถวายในสำนักของ พระเจ้าอุคคเสนแล้วก็จักปล่อยดังนี้ แล้วก็เดินทางต่อไป พราหมณ์หมองู ฆ่ากบนำมาให้นาคราชกินเป็นอาหาร. นาคราชรำพึงว่า พราหมณ์หมองูนี้ ฆ่ากบอยู่บ่อย ๆ เพราะอาศัยเราเป็นเหตุ เราจักไม่บริโภคกบนั้น แล้วไม่ยอม บริโภค. เมื่อพราหมณ์หมอดูรู้ดังนั้น ได้ให้ข้าวตอกเคล้าน้ำผึ้งแก่พระมหา-
หน้า 201 ข้อ 2207
สัตว์ พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าหากเราจักถือเอาอาหารนี้ไซร้ เราคงจักตาย ภายในกระโปรงเป็นมั่นคง จึงมิได้บริโภคอาหารแม้เหล่านั้น. พราหมณ์หมองู ไปถึงพระนครพาราณสีแล้ว ให้พระมหาสัตว์เล่นให้คนดู ที่ใกล้ประตูเมือง ได้ทรัพย์สินอีกเป็นจำนวนมาก. แม้พระราชา ก็ตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองู เข้าเฝ้า แล้วตรัสว่า เจ้าจงให้งูเล่นให้เราดูบ้าง. เขาทูลสนองพระราชโองการ ว่าได้พะย่ะค่ะ ข้าพระพุทธเจ้าจักให้เล่นถวายพระองค์ ในวันปัณณรสี พรุ่งนี้. พระราชาตรัสสั่งให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศว่า พรุ่งนี้ นาคราชจักฟ้อนรำ ที่หน้าชานชาลาหลวง มหาชนจงมาประชุมกันดูเถิด แล้วในวันรุ่งขึ้น ตรัสสั่ง ให้ประดับตกแต่งชานชาลาหลวง และตรัสสั่งให้พราหมณ์หมองูมาเฝ้า พราหมณ์ หมองู นำพระมหาสัตว์มาด้วยกระโปรงแก้ว ตั้งกระโปรงไว้ที่พื้นลาดอันวิจิตร นั่งคอยอยู่. ฝ่ายพระราชาเสด็จลงจากปราสาท แวดล้อมด้วยหมู่มหาชน ประทับนั่งเหนือพระราชอาสน์. พราหมณ์หมองู นำพระมหาสัตว์ออกมาแล้ว ให้ฟ้อนรำถวาย. มหาชนพากันดีใจ ไม่อาจดำรงตนอยู่ได้ตามปกติ พากัน ปรบมือ โบกธงโบกผ้า แสดงความรื่นเริงนับด้วยหมื่นแสน. ฝนรัตนะเจ็ด ประการ ก็ตกลงมาตรงเบื้องบนพระโพธิสัตว์ เมื่อพระมหาสัตว์ถูกจับมานั้น ครบหนึ่งเดือนเต็มบริบูรณ์ ตลอดเวลาเหล่านี้ พระมหาสัตว์สู้ทน มิได้ บริโภคอาหารเลย. ฝ่ายนางสุมนาเทวีระลึกถึงว่า สามีที่รักของเราเสด็จไปนานนักหนา จนป่านนี้ยังไม่เสด็จมาที่นี่เลย ครบหนึ่งเดือนพอดี จักมีเหตุเภทภัยอะไรหนอ ดังนี้แล้วจึงไปตรวจดูสระโบกขรณี เห็นมีน้ำสีแดงดังโลหิต ก็ทราบว่าชะรอย สามีของตนจักถูกหมองูจับเอาไป จึงออกจากนาคพิภพไปตรวจดูใกล้จอมปลวก เห็นร่องรอยที่พระมหาสัตว์ถูกหมองูจับ และทำให้ลำบาก แล้วทรงกันแสง ร่ำไห้คร่ำครวญ ดำเนินไปยังปัจจันตคามสอบถามดู สดับข่าวความเป็นไป
หน้า 202 ข้อ 2207
นั้นแล้ว ติดตามไปจนถึงเมืองพาราณสี ยืนกันแสงอยู่ที่กลางอากาศ ในท่าม กลางบริษัท ณ ประตูพระราชวัง. พระมหาสัตว์กำลังฟ้อนรำถวายพระราชา อยู่นั่นแหละ เหลือบแลดูอากาศ เห็นนางสุมนาเทวีแล้วละอายพระทัยเลื้อย เข้าไปนอนขดในกระโปรงเสีย. ในเวลาที่พระมหาสัตว์ เลื้อยเข้าไปสู่กระโปรง แล้ว พระราชาทรงพระดำริว่า นี่เหตุอะไรกันเล่าหนอ ? จึงทอดพระเนตร แลดูทางโน้นทางนี้ เห็นนางสุมนาเทวียืนอยู่บนอากาศ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า ท่านเป็นใคร งามผ่องใสดุจสายฟ้า และอุปมา เหมือนดาวประจำรุ่ง เราไม่รู้จักท่านว่า เป็นเทวดา หรือคนธรรพ์ หรือเป็นหญิงมนุษย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ มญฺามิ มานุสี ความว่า เรามิได้เข้าใจว่าท่านเป็นหญิงมนุษย์ ท่านควรจะเป็นนางเทพธิดา หรือหญิง คนธรรพ์. บัดนี้ เป็นคาถาโต้ตอบระหว่างราชากับนางสุมนาเทวี (ซึ่งมี ลำดับดังต่อไปนี้) (นางสุมนาทูลว่า) ข้าแต่พระมหาราชา หม่อม- ฉันหาใช่เทพธิดา หรือคนธรรพ์ หรือหญิง- มนุษย์ไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันเป็นนาง นาคกัญญา อาศัยเหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา ท่านมีอาการเหมือนคนมีจิตฟั่นเฟือน มีอินทรีย์อัน เศร้าหมอง ดวงเนตรของท่านไหลนองไปด้วยหยาด-
หน้า 203 ข้อ 2207
น้ำตา อะไรของท่านหาย หรือว่าท่านปรารถนาอะไร จึงได้มาในเมืองนี้ เชิญท่านบอกมาเถิด. (นางสุมนาทูลตอบว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม ประชาชน มหาชนชาวโลกเรียกร้องสัตว์ใดว่า อุรคชาติ ผู้มีเดชอันสูงในมนุษยโลก เขาเรียกสัตว์นั้นว่า นาค บุรุษคนนี้จับนาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีพ นาคนั้นแหละเป็นสามีของหม่อมฉัน ขอพระองค์ได้ ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคนั้นเสียจากที่คุมขังเถิด เพค่ะ. (พระราชาตรัสถามว่า) ดูก่อนนางนาคกัญญา นาคราชนี้ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า ไฉนจึงมา ถึงเงื้อมมือของชายวณิพกได้เล่า เราจะใคร่รู้ถึงการที่ นาคราชถูกกระทำจนถูกจับมาได้ ขอท่านจงบอก ความข้อนั้นแก่เราเถิด. (นางสุมนาทูลตอบว่า) แท้จริง นาคราชนั้น ประกอบด้วยกำลังอันแรงกล้า พึงทำแม้นครให้เป็น ภัสมธุลีไปได้ แต่เพราะนาคราชนั้น เคารพนบนอบ ธรรม ฉะนั้น จึงได้บากบั่นบำเพ็ญตบะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺเถนมฺหิ ความว่า หม่อมฉันอาศัย เหตุอย่างหนึ่ง จึงได้มาในพระนครนี้. บทว่า กุปิตินฺทฺริยา ได้แก่ เป็นผู้ มีอินทรีย์เศร้าหมอง. บทว่า วาริคณา ได้แก่ หยาดน้ำตา. บทว่า อุรโคติ จาหุ ความว่า ก็มหาชนเรียกขานสัตว์ใดว่า อุรคชาติ. บทว่า ตมคฺคหี
หน้า 204 ข้อ 2207
ปุริโส ความว่า บุรุษผู้นี้จับพระยานาคนั้นมา เพื่อต้องการเลี้ยงชีวิต. บทว่า วนิพฺพกสฺส ความว่า พระราชาตรัสถามว่า นาคราชนี้เป็นผู้มีอานุภาพมาก อย่างไรเล่า จึงตกมาอยู่ในเงื้อมมือของบุรุษวณิพกนี้ได้. บทว่า ธมฺมญฺจ ความว่า นางสุมนาเทวีกราบทูลว่า นาคราชภัสดา ของหม่อมฉันนี้ ทำความเคารพพระธรรมคือเบญจศีล และพระธรรมคือการ อยู่รักษาอุโบสถ เพราะฉะนั้น แม้ถูกบุรุษนี้จับมา ถึงแม้พระยานาค จะคิดว่า หากเราจะพ่นลมหายใจลงเบื้องบนบุรุษนี้ไซร้ เขาก็จักแหลกละเอียด ไปเหมือนกองเถ้า เมื่อเป็นเช่นนั้น ศีลของเราก็จักแตกทำลาย เพราะกลัว ศีลจะแตกทำลาย จึงสู้อุตส่าห์บากบั่นอดกลั้นความทุกข์นั้นไว้ ตั้งใจทำตบะ คือกระทำความเพียรอย่างเดียวเท่านั้น. พระราชาตรัสถามต่อไปอีกว่า ไฉนนาคราชจึงยอมให้บุรุษนี้จับมา ได้เล่า ลำดับนั้น นางสุมนาเทวีเมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึง กล่าวคาถาความว่า ข้าแต่องค์ราชันย์ นาคราชนี้ มีปกติรักษา จาตุททสีอุโบสถ และปัณณรสีอุโบสถ นอนอยู่ใกล้ ทางสี่แพร่ง บุรุษหมองูจับนาคราชนั้นมาด้วยต้องการ หาเลี้ยงชีพ นาคราชนี้เป็นสามีของหม่อมฉัน ขอ พระองค์ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อยนาคราชนั้นจาก ที่คุมขังเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุปฺปเถ ความว่า นาคราชนี้ตั้งจิต ปรารถนาอธิษฐานธรรมอันประกอบด้วยองค์ ๔ ณ ที่จอมปลวกแห่งหนึ่ง ในสถานที่ใกล้ทางสี่แพร่ง. บทว่า ตํ พนฺธนา ความว่า ขอพระองค์โปรด
หน้า 205 ข้อ 2207
พระราชทานทรัพย์แก่หมองูนี้ แล้วปลดปล่อยนาคราชผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีคุณ ความดีอย่างนี้นั้น จากที่คุมขังคือกระโปรงเสียเถิด พระเจ้าข้า. ก็แลครั้นนางนาคกัญญาสุมนาเทวีทูลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทูลอ้อนวอน พระราชาซ้ำอีก ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า สนมนารีถึงหมื่นหกพันนาง ล้วนสวมใส่กุณฑล แก้วมณี บันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ แม้ สนมนารีเหล่านั้น ก็ยึดถือนาคราชนั้นเป็นที่พึ่ง. ขอพระองค์ ได้ทรงพระกรุณาโปรดปล่อย นาคราชนั้นโดยธรรม ปราศจากกรรมอันสาหัส ด้วย บ้านส่วยร้อยบ้าน ทองร้อยแท่ง และโคร้อยตัว ขอ นาคราชผู้แสวงบุญ จงเหยียดกายได้ตรงเที่ยวไป จง พ้นจากที่คุมขังเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสฬสิตฺถีสหสฺสานิ ความว่า นาง สุมนาเทวีแสดงความว่า ขอพระองค์อย่าทรงสำคัญว่า นาคราชนี้จะเป็นผู้ ขัดสนยากจน เพราะสนมนารีทั้งหลายของนาคราชนี้ ล้วนประดับตกแต่งด้วย สรรพาลังการ ยังมีประมาณเท่านี้ สมบัติที่เหลือยากที่จะนับหาประมาณมิได้. บทว่า วาริเคเห สยา ความว่า ทรงบันดาลห้วงวารีทำเป็นห้องไสยาสน์ บรรทมอยู่ ณ ห้วงวารีนั้น. บทว่า โอสฏฺกาโย ความว่า จงเป็นผู้มีกาย เป็นอิสระ. บทว่า จราตุ แปลว่า จงเที่ยวไป. ลำดับนั้น พระราชาได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า เราจะปล่อยนาคราชนี้ไปโดยธรรม ปราศจาก กรรมอันสาหัส ด้วยบ้านส่วยร้อยบ้าน ทองคำร้อยแท่ง
หน้า 206 ข้อ 2207
โคร้อยตัว นาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขัง. ดูก่อนลุททกพราหมณ์ เราจะให้ทอง ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีราคามาก บัลลังก์สี่เหลี่ยม สีดังดอก- ผักตบ ภรรยารูปงามสองคน และโคอุสุภะ ๑๐๐ ตัว แก่ท่าน ขอนาคราชผู้ต้องการบุญ จงเหยียดกายตรง เที่ยวไป จงพ้นจากที่คุมขังเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺท ความว่า เพื่อจะปลดปล่อยพระยา นาคราช พระราชาจึงตรัสเรียกพราหมณ์หมองูมา เมื่อจะแสดงไทยธรรมที่ จะพึงพระราชทานแก่เขา จึงตรัสอย่างนี้ ส่วนพระคาถาก็มีอรรถาธิบายดังกล่าว แล้วในหนหลังนั้นแล. ลำดับนั้น ลุททกพราหมณ์กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน แม้จะมิทรง พระราชทานสิ่งไรเลย เพียงแต่ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จะปล่อยนาคราชนั้นจากที่คุมขังทันที ขอนาคราชผู้ต้องการบุญจงเหยียดกายตรงเที่ยวไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว วจนํ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่ พระมหาราชเจ้า ถึงแม้พระองค์จะมิได้ทรงพระราชทานสิ่งใดเลย เพียงแต่ พระองค์ตรัสสั่งให้ปล่อยเท่านั้น ข้าพระพุทธเจ้าก็จักเคารพ รับเหนือเกล้า. บทว่า มุญฺเจมิ นํ ความว่า พราหมณ์หมองูกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้า จักปล่อยพระยานาคนี้ทันที. ก็แลครั้นลุททกพราหมณ์กราบทูลอย่างนี้แล้ว ก็นำพระมหาสัตว์ออก จากกระโปรง. นาคราชออกมาแล้ว เลื้อยเข้าไประหว่างกองดอกไม้ ละอัตภาพ
หน้า 207 ข้อ 2207
นั้นเสียแล้ว กลายเพศเป็นมาณพน้อย ตบแต่งร่างกายด้วยเครื่องประดับอัน งดงาม คล้ายกับชำแรกดินออกมายืนอยู่ฉะนั้น. นางสุมนาเทวีลอยลงมาจาก อากาศ ยืนเคียงข้างพระภัสดาของตน. นาคราชได้ยืนประคองอัญชลี นอบน้อม พระราชาอยู่. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า จัมเปยยนาคราช หลุดพ้นจากที่คุมขังแล้ว จึง กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระเจ้ากาสิกราช ข้า- พระพุทธเจ้าขอถวายบังคมพระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงผดุงกาสิกรัฐให้รุ่งเรือง ข้าพระพุทธเจ้าขอถวาย บังคมพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าขอประคองอัญชลี แด่ พระองค์ ขอเชิญเสด็จทอดพระเนตรนิเวศน์ ของ ข้าพระพุทธเจ้าเถิด พระเจ้าข้า. (พระราชาตรัสตอบว่า) ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึงเหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับ อมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกันได้ยาก ถ้าท่านขอร้องเราถึง เรื่องนั้น เราก็อยากจะไปดูนิเวศน์ของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺเสยฺยํ เม นิเวสนํ ความว่า จัมเปยยนาคราชทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมนรชน จัมเปยยนาคพิภพ อันเป็นนิเวศน์ของข้าพระพุทธเจ้าเป็นรมณียสถาน ควรที่จะดูจะเห็น ข้าพระ- พุทธเจ้าประสงค์จะแสดงพิภพนั้น เพื่อทรงทอดพระเนตร ขอเชิญพระองค์ พร้อมทั้งพลพาหนะ เสด็จไปทอดพระเนตรเถิด. บทว่า ทุพฺพิสฺสาสํ ความว่า
หน้า 208 ข้อ 2207
เป็นของคุ้นเคยได้โดยยาก. บทว่า สเจ จ ความว่า พระราชาตรัสตอบว่า ถ้าหากเธอจะอ้อนวอนเธอเชิญเรา เราก็อยากจะเห็นนิเวศน์ของเธอ ก็แต่เรา ยังไม่วางใจเชื่อเธอได้ ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรง เชื่อถือ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าแต่พระราชา แม้ถึงว่า ลมจะพึงพัดภูเขา ไปได้ก็ดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ จะพึงเผาผลาญ แผ่นดินก็ดี แม่น้ำทุกสายพึงไหลทวนกระแสก็ดี ถึง กระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะไม่กล่าวคำเท็จเลย. ข้าแต่พระราชา ท้องฟ้าจะทำลายไป ทะเลจะ เหือดแห้งไป มหาปฐพีมีนามว่า ภูตธราและพสุนธรา จะพึงม้วนได้ เมรุบรรพตอันหนาแน่นด้วยศิลา จะ พึงถอนไปทั้งราก ถึงกระนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ก็จะ ไม่กล่าวคำเท็จเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํวตฺเตยฺย ภูตธรา พสุนฺธรา ความว่า มหาปฐพีอันถึงการนับว่า ภูตธรา ก็ดี วสุนธรา ก็ดีนี้ จะพึงม้วนได้ดังเสื่อ ลำแพน. บทว่า สมูลมุพฺพเห ความว่า มหาสิเนรุบรรพตจะพึงถอนรากปลิว ไปในอากาศได้ ดังใบไม้แห้งอย่างนี้. เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็มิได้ทรงเชื่อ จึงตรัส พระคาถานั้นแหละซ้ำอีกว่า ดูก่อนนาคราช แท้จริง คนทั้งหลายเขากล่าวถึง เหตุที่มนุษย์จะพึงคุ้นเคยกับอมนุษย์ว่า พึงคุ้นเคยกัน
หน้า 209 ข้อ 2207
ได้ยาก ก็ถ้าเธอขอร้องเราถึงเรื่องนั้น เราก็อยากไปดู นิเวศน์ของเธอ ดังนี้. เมื่อจะประกาศกำชับว่า เธอควรจะรู้จักคุณที่เราทำแล้วแก่เธอ ส่วน ตัวเราเอง ย่อมรู้สิ่งที่ควรเชื่อหรือไม่ควรเชื่อได้ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า เธอเป็นผู้มีพิษร้ายแรงยิ่ง มีเดชมาก ทั้งโกรธง่าย เธอหลุดพ้นจากที่คุมขังไปได้ ก็เพราะเหตุที่เราช่วย เหลือ เธอควรจะรู้บุญคุณที่เราทำไว้แก่เธอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารา แปลว่า ร้ายแรงอย่างยิ่ง. บทว่า ชานิตเว แปลว่า ควรจะรู้. พระมหาสัตว์ เมื่อจะทำสัตย์สาบาน เพื่อให้พระราชาทรงเชื่อต่อไป จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าถูกคุมขังอยู่ในกระโปรงเกือบจะ ถึงความตาย จักไม่รู้จักอุปการคุณที่พระองค์ทรงกระ- ทำแล้วเช่นนั้น ก็ขอให้ข้าพระพุทธเจ้าจงหมกไหม้อยู่ ในนรก อันแสนร้ายกาจ อย่าได้รับความสำราญกาย สักหน่อยหนึ่งเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจตํ แปลว่า จงหมกไหม้. บทว่า กมฺมกตํ ความว่า นาคราชกราบทูลว่า หากข้าพระพุทธเจ้าไม่รู้จักอุปการคุณ ที่บุคคลทำแล้ว เช่นพระองค์อย่างนี้ ขอข้าพระพุทธเจ้า จงมีอันเป็นเห็น ปานนี้เถิด. ลำดับนั้น พระราชาทรงเชื่อถ้อยคำของพระมหาสัตว์ เมื่อจะทรงชมเชย จึงตรัสพระคาถา ความว่า
หน้า 210 ข้อ 2207
คำปฏิญาณของเธอนั้น จงเป็นคำสัตย์จริง เธอ อย่าได้มีความโกรธ อย่าผูกโกรธไว้ อนึ่ง ขอสุบรรณ ทั้งหลายจงละเว้นนาคสกุลของท่านทั้งมวล เหมือน ผู้เว้นไฟในฤดูร้อนฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตวเมส โหตุ ความว่า สัจจปฏิญาณ ของเธอนั้น จงเป็นวาจาสัตย์เที่ยงตรงเถิด. บทว่า คิมฺหาสุ วิวชฺชยนฺตุ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายเมื่อไม่ปรารถนาความร้อนในฤดูคิมหันต์ ย่อมเว้น ห่างกองไฟอันลุกโพลงอยู่ฉันใด ขอสุบรรณทั้งหลาย จงเว้นว่างหลีกห่างไป เสียให้ไกลฉันนั้น. แม้พระมหาสัตว์เจ้า เมื่อจะชมเชยพระราชา จึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์ ทรงเอ็นดูนาคสกุล เหมือนมารดาผู้เอ็นดูบุตรคนเดียว ผู้เป็นสุดที่รักฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากับ นาคสกุลจะขอ กระทำเวยยาวฏิกกรรม อย่างโอฬารแด่พระองค์. พระราชาทรงสดับคำของนาคราชแล้ว มีพระประสงค์จะเสด็จไป นาคพิภพ เมื่อจะตรัสสั่งให้ทำการตระเตรียมพลเสนาที่จะเสด็จไป จึง ตรัสพระคาถา ความว่า เจ้าพนักงานรถ จงตระเตรียมราชรถอันงามวิจิตร จงเทียมอัสดรอันเกิดในกัมโพชกรัฐ ซึ่งฝึกหัดอย่างดี แล้ว และเจ้าพนักงานช้างจงผูกช้างตัวประเสริฐทั้ง- หลาย ให้งามไปด้วยสุวรรณหัตถากรณ์ เราจะไปดู นิเวศน์แห่งท้าวนาคราช.
หน้า 211 ข้อ 2207
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺโพชเก อสฺสตเร สุทนฺเต ความว่า จงเทียมอัศวพาชี อันเกิดในกัมโพชกรัฐ ที่ได้รับการฝึกหัดอย่างดี. คาถานอกนี้ต่อไป เป็นพระคาถาอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในกาล เมื่อพระองค์ตรัสรู้แล้ว ความว่า พนักงานเภรี ตะโพน บัณเฑาะว์ และแตรสังข์ ของพระเจ้าอุคคเสนราช มาพร้อมหน้ากัน พระราชา ทรงแวดล้อมด้วยสนมนารี เสด็จไปในท่ามกลางหมู่ สนมนารีงามสง่ายิ่งนัก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุ โสภมาโน ความว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระเจ้าพาราณสี แวดล้อมด้วยเหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง เป็น บริวาร เสด็จไปสู่นาคพิภพ แต่พระนครพาราณสีท่ามกลางหมู่สนมนารีนั้น เสด็จดำเนินไปงดงามยิ่งนัก. ในกาลเมื่อพระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนครไป พระมหา- สัตว์เจ้า ทรงบันดาลนาคพิภพให้ปรากฏมีกำแพงแก้ว ๗ ประการ และประตู ป้อมคู หอรบ แล้วนิรมิตบรรดาที่จะเสด็จไปยังนาคพิภพ ให้ประดับตกแต่ง ด้วยเครื่องประดับงดงาม ด้วยอานุภาพของตน. พระราชาพร้อมด้วยราชบริพาร เสด็จเข้าไปยังนาคพิภพโดยมรรคานั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นภูมิภาคและ ปราสาทราชวัง น่ารื่นเริง บันเทิงพระทัย. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า พระเจ้ากรุงกาสีวัฒนราช ได้ทอดพระเนตรเห็น ภูมิภาคอันงาม วิจิตรลาดแล้วด้วยทรายทอง ทั้งสุวรรณ ปราสาทก็ปูลาดไปด้วยแผ่นกระดานแก้วไพฑูรย์ พระ-
หน้า 212 ข้อ 2207
องค์เสด็จเข้าไปสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราชมีรัศมี โอภาสดังแสงอาทิตย์แรกอุทัย รุ่งเรืองไปด้วยรัศมี ประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. พระเจ้ากาสิกราช ทรงทอดพระเนตรจนทั่ว นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช อันดารดาษไปด้วย พฤกษชาตินานาชนิด หอมฟุ้งขจรไป ด้วยทิพยสุคนธ์ อบอวลล้วนวิเศษ. เมื่อพระเจ้ากาสิกราช เสด็จเข้าไปในนิเวศน์ของ ท้าวจัมเปยยนาคราช เหล่าทิพยดนตรี ก็ประโคมขับ บรรเลง ทั้งนางนาคกัญญาทั้งหลายก็ฟ้อนรำ ขับร้อง. พระเจ้ากาสิกราช เสด็จขึ้นนิเวศน์ ซึ่งมีหมู่ นางนาคกัญญาตามเสด็จ ทรงพอพระทัย ประทับนั่ง ณ พระสุวรรณแท่นทอง อันมีพนักไล้ทาด้วยแก่น- จันทน์ทิพย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณจิตฺตกํ ความว่า ลาดแล้วด้วย ทรายทอง. บทว่า พฺยมฺหํ ความว่า สู่นาคพิภพอันประดับตกแต่งแล้ว. บทว่า จมฺเปยฺยสฺส ความว่า เสด็จไปยังนาคพิภพอันประดับแล้ว ทรง พระราชดำเนินเข้าสู่นิเวศน์ ของจัมเปยยนาคราช. บทว่า กํสวิชฺชูปภสฺสรํ ความว่า รุ่งเรืองไปด้วยรัศมีประหนึ่งสายฟ้าในกลุ่มเมฆ. บทว่า นานาคนฺธ- สมีริตํ ความว่า หอมฟุ้งขจรไปด้วยทิพยสุคนธ์มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า จริตํ คเณน ความว่า สู่นิเวศน์นั้นอันนางนาคกัญญา ตามเสด็จไปพร้อมหน้า. บทว่า จนฺทนสารลิตฺเต ความว่า ไล้ทาแล้วด้วยแก่นจันทน์อันเป็นทิพย์.
หน้า 213 ข้อ 2207
เมื่อพระเจ้ากาสิกราช ประทับนั่งบนบัลลังก์แล้ว พนักงานชาว เครื่องวิเศษ ก็เชิญเครื่องทิพย์อันสมบูรณ์ด้วยรสโอชานานาประการ น้อมเข้า ไปถวาย และเชิญไปเลี้ยงดู เหล่าสนมนารีหมื่นหกพันนาง พร้อมทั้งราชบริษัท ที่เหลือ. พระเจ้าพาราณสี พร้อมด้วยราชบริษัท ทรงเสวยข้าวน้ำอันเป็น ทิพย์เป็นต้น เพลิดเพลินเจริญใจด้วยทิพยกามคุณ และประทับ ณ สุขไสยาสน์ ประมาณได้เจ็ดวัน ทรงสรรเสริญอิสริยยศของพระมหาสัตว์ แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนท่านนาคราช ก็เพราะเหตุไรหรือ ท่านจึงละสมบัติเห็นปานนี้ ไปนอน อยู่รักษาอุโบสถศีล ณ จอมปลวกในมนุษยโลก ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าก็ทูลเล่า ถวายให้ทรงทราบ. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า พระเจ้ากาสิกราชนั้น ครั้นเสวยสมบัติ และ ทรงรื่นรมย์ประทับอยู่ ในนาคพิภพนั้นแล้ว ได้ตรัส ถามจัมเปยยนาคราชว่า วิมานอันประเสริฐของท่าน เหล่านี้ มีรัศมีดังพระอาทิตย์ งามผุดผาด วิมานเช่นนี้ ไม่มีในมนุษยโลก ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญ ตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. นางนาคกัญญาเหล่านั้น สวมใส่กำไลทองนุ่งห่ม เรียบร้อย มีนิ้วมือกลมกลึง ฝ่ามือฝ่าเท้าแดงงามยิ่งนัก ผิวพรรณงดงามไม่ทรามเลย พากันยกทิพยปานะถวาย ให้พระองค์ทรงเสวย สนมนารีเช่นนี้จะมีอยู่ในมนุษย- โลกก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบ- ธรรมเพื่อประโยชน์อะไร.
หน้า 214 ข้อ 2207
อนึ่ง มหานทีอันชุ่มชื่น ดาษดื่นไปด้วยปลามี เกล็ดหนานานาชนิด มีอาทาสสกุณปักษีร่ำร้องไพเราะ จับใจ ทั้งท่าขึ้นลงนทีธารก็ราบรื่นเป็นอันดี แม่น้ำ เช่นนั้นจะได้มีอยู่ในมนุษยโลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยา- นาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. ฝูงนกกระเรียน ฝูงนกยูง ฝูงหงส์ และฝูงนก ดุเหว่าทิพย์ ร่ำร้องเสียงไพเราะจับใจ ต่างก็โผผินบิน จับอยู่บนต้นไม้ ทิพยสกุณาเช่นนี้ จะได้มีในมนุษย- โลกก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบธรรม เพื่อประโยชน์อะไร. ต้นมะม่วง ต้นสาละ ทั้งช้างน้าว อ้อยช้างและ ต้นชมพู่ ต้นคูนและแคฝอย ผลิตดอกออกผลเป็น พวง ๆ ทิพยรุกขชาติเช่นนี้ จะได้มีอยู่ ในมนุษยโลก ก็หาไม่ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญตบะเพื่อ ประโยชน์อะไร. อนึ่ง ทิพยสุคนธ์รอบ ๆ สระโบกขรณีเหล่านี้ หอมฟุ้งอยู่เป็นนิตย์ ทิพยสุคนธ์เช่นนี้ จะมีอยู่ใน มนุษยโลกก็หามิได้ ดูก่อนพระยานาคราช ท่านบำเพ็ญ ตบธรรมเพื่อประโยชน์อะไร. (จัมเปยยนาคราช ทูลว่า) ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอม ประชาชน ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรมเพราะ
หน้า 215 ข้อ 2207
เหตุแห่งบุตร ทรัพย์ หรือแม้เพราะเหตุแห่งอายุก็หาไม่ แต่เพราะข้าพระพุทธเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ ฉะนั้น จึงได้บากบั่นมุ่งมั่นบำเพ็ญสมณธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตา พระราชาตรัสหมายถึงนางนาคกัญญา หมื่นหกพันนางเหล่านั้น. บทว่า กมฺพุกายูรธรา แปลว่า สวมใส่อาภรณ์ อันล้วนด้วยทอง. บทว่า วฏฺฏงฺคุลี แปลว่า มีองคุลีกลมเช่นกันหน่อแก้ว- ประพาฬ. บทว่า ตมฺพตลูปปนฺนา ความว่า ประกอบไปด้วยฝ่ามือและ ฝ่าเท้า แดงงดงามยิ่งนัก. บทว่า ปาเยนฺติ ความว่า พากันยกทิพยปานะ ประคองเข้าถวาย ให้พระองค์ทรงเสวย. บทว่า ปุถุโลมมจฺฉา ความว่า ประกอบไปด้วยปลานานาชนิด ที่มีเกล็ดหนา. บทว่า อาทาสสกุนฺตาภิสุทา ความว่า มีนกเงือกร่ำร้องอยู่อึงมี่. บทว่า สุติตฺถา ความว่า มีท่าขึ้นลง ราบรื่นเรียบร้อย. บทว่า ทิวิยา จ หํสา ได้แก่ ฝูงหงส์ทิพย์. บทว่า สมฺปตนฺติ ความว่า ร่ำร้องเสียงไพเราะจับใจ ต่างโผผินบินจากต้นโน้น มาต้นนี้. บทว่า ทิพฺยา คนฺธา ความว่า อนึ่ง ทิพยสุคนธ์ทั้งหลาย ย่อม ฟุ้งตลบไปไม่ขาดสาย ในสระโบกขรณีทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า อภิปตฺถยาโน ความว่า ปรารถนาซึ่งกำเนิดมนุษย์เที่ยวไป. บทว่า ตสฺมา ความว่า ด้วย เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงบากบั่น คือประคองความเพียร กระทำตบะคือ บำเพ็ญอุโบสถศีล ได้แก่ เข้าอยู่รักษาอุโบสถ. เมื่อพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาเมื่อจะทรงทำการ ชมเชย จึงตรัสพระคาถาความว่า
หน้า 216 ข้อ 2207
ท่านมีดวงเนตรแดง มีรัศมีส่องแสงสว่าง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงเกศาและมัสสุแล้ว ประพรม ด้วยจุรณจันทน์แดง ฉายแสงไปทั่วทิศ ดังคนธรรพ- ราชฉะนั้น ท่านเป็นผู้ประกอบด้วยเทวฤทธิ์ มีอานุภาพ มาก เพรียบพร้อมไปด้วยสรรพกามารมณ์ ดูก่อนท่าน นาคราช เราขอถามเนื้อความนี้กะท่าน มนุษยโลก ประเสริฐกว่านาคพิภพด้วยเหตุไร. ลำดับนั้น พระยานาคราช เมื่อจะกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จึง กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน เว้นมนุษย- โลกเสียแล้ว ความบริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี เลย ข้าพระพุทธเจ้าบำเพ็ญตบธรรม ด้วยตั้งใจว่า เราได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักทำที่สุดแห่งชาติและ มรณะได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุทฺธิ วา ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า เว้นจากมนุษยโลกแล้ว ความบริสุทธิ์กล่าวคืออมตนฤพานก็ดี ความสำรวม ระวังในศีลก็ดี ไม่มีเลย. บทว่า อนฺตํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้ากระทำตบะ ด้วยคิดว่า เราได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะได้. พระราชาทรงสดับคำนั้นแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า ชนเหล่าใด มีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรอง เหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ดูก่อนพระยานาคราช เราได้เห็นนางนาคกัญญา ทั้งหลายของท่านและตัวท่านแล้ว จักทำบุญให้มาก.
หน้า 217 ข้อ 2207
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาริโย จ ความว่า พระราชาตรัสว่า เราเห็นนางนาคกัญญาทั้งหลายเหล่านั้น ของท่านและตัวท่านแล้ว จักกระทำบุญ เป็นอันมาก. ลำดับนั้น พระยานาคราชกราบทูลพระราชาว่า ชนเหล่าใด มีปัญญาเป็นพหูสูต ตรึกตรอง เหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก ชนเหล่านั้นควรคบหาแท้ทีเดียว ข้าแต่พระมหาราชา พระองค์ได้ทอดพระเนตรเห็น นางนาคกัญญา และตัวข้าพระพุทธเจ้าแล้ว ขอจง บำเพ็ญบุญให้มากเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรหิ ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์พึงกระทำ (บุญกุศลให้มาก ๆ เถิด). ครั้นพระมหาสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว พระเจ้าอุคคเสนะ ทรงมีพระ ประสงค์จะเสด็จกลับไปยังมนุษยโลก จึงตรัสอำลาว่า ดูก่อนท่านนาคราช เรามาอยู่ก็เป็นเวลานาน จำจักต้องลากลับไปยังมนุษยโลก. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงทูลท้าวเธอว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดเลือกถือเอาทรัพย์สมบัติไปตามพระประสงค์เถิด เมื่อ จะทรงแสดงทรัพย์สมบัติ จึงกราบทูลว่า กองเงินและกองทอง ของข้าพระพุทธเจ้านี้มาก มาย สูงประมาณเท่าต้นตาล พระองค์จงตรัสสั่งให้ พวกราชบุรุษนี้ไปจากนาคพิภพนี้ แล้วจงตรัสสั่งให้ สร้างพระราชวังด้วยทองคำ ให้สร้างกำแพงด้วยเงิน เถิด.
หน้า 218 ข้อ 2207
นี้กองแก้วมุกดา อันเจือปนด้วยแก้วไพฑูรย์ ห้าพันเล่มเกวียน พระองค์จงตรัสสั่งให้ราชบุรุษขนไป จากนาคพิภพนี้ แล้วให้ลาดลง ณ ภูมิภาคภายใน พระราชฐาน ภูมิภาคภายในพระราชฐานก็จักสะอาด ปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี ขอเดชะพระองค์ ผู้เป็นราชาอันประเสริฐ ผู้ทรงพระปรีชาอันล้ำเลิศ ขอพระองค์โปรดเสวยราชสมบัติ ครอบครองพระ- นครพาราณสี อันมั่งคั่งสมบูรณ์ สง่างามล้ำเลิศ ดุจ ทิพยวิมานเห็นปานฉะนี้เถิด พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราสิ ความว่า กองเงินกองทองประมาณ ชั่วลำตาล มีอยู่ในที่นั้น ๆ. บทว่า โสวณฺณฆรานิ ได้แก่ พระราชวังทอง. บทว่า นิกฺกทฺทมา ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ภูมิภาคภายในพระราชฐาน ก็จักสะอาดปราศจากเปลือกตมและละอองธุลี. บทว่า เอตาทิสํ ความว่า (ครอบครองพระนครพาราณสี) อันมีกำแพงล้อมไปด้วยทองและเงิน มีภูมิภาค ลาดแล้วด้วยแก้วมุกดา และแก้วไพฑูรย์ เห็นปานฉะนี้. บทว่า ผีตํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงอยู่ครอบครองพระนครพาราณสี อันมั่งคั่งแพร่หลายฉะนี้. บทว่า อโนมปญฺา ความว่า มีพระปัญญาอันไม่ทราม พระราชาทรงสดับถ้อยคำของพระมหาสัตว์แล้วก็ทรงรับไว้. พระ- มหาสัตว์จึงให้พนักงานเภรี เที่ยวตีกลองประกาศว่า ราชบุรุษทั้งปวงจงพากัน ขนเอาทรัพย์สมบัติ มีเงินทองเป็นต้นไปตามปรารถนาเถิด แล้วเอาเกวียน หลายร้อยเล่มบรรทุกทรัพย์สมบัติ ส่งถวายพระราชา. พระราชาเสด็จออกจาก นาคพิภพ กลับไปสู่พระนครพาราณสี ด้วยยศบริวารเป็นอันมาก. เล่ากันว่า นับแต่นั้นมา พื้นชมพูทวีปจึงเกิดมีเงินมีทองขึ้น.
หน้า 219 ข้อ 2208
พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า โปราณกบัณฑิททั้งหลาย ละนาคสมบัติแล้ว อยู่รักษาอุโบสถศีล ด้วยอาการ อย่างนี้ แล้วทรงประชุมชาดกว่า หมองูในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ในบัดนี้ นางนาคกัญญาสุมนาเทวี ได้มาเป็นราหุลมารดา พระเจ้าอุคคเสนราช ได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนจัมเปยยนาคราช ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล. จบอรรถกถาจัมเปยยชาดก ๑๑. มหาปโลภนชาดก ว่าด้วยหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ [๒๒๐๘] เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหม- โลกแล้ว มาเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสี ผู้ทรง ดำรงอยู่ในราชสมบัติ อันเพรียบพร้อมด้วยสรรพกาม. ความใคร่ก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีใน พรหมโลกเลย พระราชกุมารนั้น จึงทรงรังเกียจกาม ทั้งหลาย ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดในพรหมโลก นั้นเอง. พระราชบิดา ตรัสสั่งให้สร้างฌานาคารไว้ใน ภายในพระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรง หลีกเร้น บำเพ็ญฌานในอาคารนั้น เพียงพระองค์เดียว.
หน้า 220 ข้อ 2209, 2210, 2211
พระเจ้ากาสิกราช ทรงอัดอั้นตันพระทัย ด้วย ความเศร้าโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่า โอรสคนเดียวของเรานี้ ไม่ยินดีเสวยกามารมณ์เสียเลย. อุบายในข้อนี้ มีอยู่อย่างไรหนอ ผู้ใดพึงประเล้า ประโลมโอรสของเรา ให้เธอปรารถนากามได้ หรือว่า ผู้นั้นใครเล่าจะรู้เหตุที่จะให้โอรสของเราพัวพันในกาม ได้. [๒๒๐๙] ภายในพระราชฐานนั่นเอง มีกุมารีคน หนึ่ง มีฉวีวรรณงดงาม รูปสวย ฉลาดในการฟ้อนรำ ขับร้อง และชำนาญในการดีดสีตีเป่า นางเข้าไปใน พระราชฐานนั้นแล้ว กราบทูลความนี้กะพระราชาว่า เกล้ากระหม่อมฉันนี้แล จะพึงประเล้าประโลมพระราช กุมารนั้นได้ ถ้าหากพระราชกุมารนั้น จักได้เป็น พระภัสดาของกระหม่อมฉัน. [๒๒๑๐] พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกา ผู้ กล่าวยืนยันเช่นนั้นว่า เธอจงประเล้าประโลมลูกของ เรา ลูกของเราจักเป็นสามีของเจ้า. [๒๒๑๑] นางกุมารีนั้น เข้าไปในพระราชฐาน แล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาไพเราะจับจิตจับใจ ยั่วยวน ชวนให้รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับลำนำ ประกอบไป ด้วยกามารมณ์มากมายหลายอย่าง.
หน้า 221 ข้อ 2212, 2213, 2214, 2215, 2216, 2217
[๒๒๑๒] กามฉันทะ บังเกิดแก่พระราชกุมาร นั้น เพราะได้ทรงสดับเสียงของนางกุมารี ผู้ขับกล่อม อยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนใกล้เคียงว่า โอ ! นั่นเสียงใคร หรือใครมาขับร้องเสียงสูงต่ำ ไพเราะ จับใจ น่ารักนักหนา ไพเราะหูเรานัก. [๒๒๑๓] (พวกพระพี่เลี้ยงจึงกราบทูลว่า) ขอเดชะ เสียงนี้น่ายินดี น่าสนุกสนานมิใช่น้อย ถ้าพระองค์ พึงบริโภคกามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงเป็นที่ โปรดปรานพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง. [๒๒๑๔] (พระราชกุมารรับสั่งว่า) เชิญมาภาย ในนี้ จงมาขับร้องใกล้ ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับร้อง ใกล้ตำหนักเรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา. [๒๒๑๕] นางกุมารีนั้น เข้าไปขับกล่อมภาย นอกฝาห้องบรรทม แล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนัก ฌานาคารโดยลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนายหัตถาจารย์จับคชสารป่ามัดไว้ ฉะนั้น. [๒๒๑๖] เพราะรู้กามรสโลกีย์แห่งนางกุมารีนั้น พระราชกุมารจึงเกิดความปรารถนาเป็นอธรรมว่า เรา เท่านั้นพึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษอื่นเลย ต่อแต่ นั้น พระราชกุมารทรงถือดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไป เพื่อจะฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงดำริว่า เราจัก บริโภคกามแต่ผู้เดียว อย่าพึงมีบุรุษอื่นอยู่เลย. [๒๒๑๗] ต่อแต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมา ประชุมกัน ถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระ-
หน้า 222 ข้อ 2218, 2219, 2220, 2221, 2222, 2223
มหาราชา พระโอรสของพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียน ผู้หาโทษมิได้ พระเจ้าข้า. [๒๒๑๘] พระเจ้ากาสีบรมกษัตริย์ ทรงเนรเทศ พระราชกุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์แล้ว มี พระราชโองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้น เป็นอันขาด. [๒๒๑๙] ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาพระ- ชายาไป จนบรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรงสร้าง บรรณศาลาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่า เพื่อแสวงหา ผลาผล. [๒๒๒๐] ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่ง มาถึงบรรณ ศาลานั้น โดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังศาลาของ พระราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมารีจัดแจงอาหารไว้แล้ว. [๒๒๒๑] ชายาของพระราชกุมาร ประเล้า ประโลมพระฤาษีนั้น ดูเถิด กรรมที่นางกุมารีทํานั้น หยาบช้าเพียงไร ฤาษีนั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์ เสื่อม จากฤทธิ์. [๒๒๒๒] ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหาผลาผล ในป่าได้จำนวนมากแล้ว ครั้นถึงเวลาเย็น จึงใส่หาบ ขนเข้าไปสู่อาศรม. [๒๒๒๓] ฝ่ายพระฤาษี พอเห็นขัตติยราชกุมาร จึงรีบเข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจว่า เราจักไปทาง เวหาส แต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง.
หน้า 223 ข้อ 2224, 2225, 2226, 2227
[๒๒๒๔] ฝ่ายขัตติยราชกุมาร ได้ทอดพระเนตร เห็นพระฤาษีจมลงไปในมหรรณพ จึงได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ ด้วยความอนุเคราะห์ต่อพระฤาษีนั้น ความว่า [๒๒๒๕] ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์ บนน้ำอันไม่ แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรีแล้ว ต้องจมลง ในมหรรณพ ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายา มาก มักทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้ จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลาย มีวาจาไพเราะ เจรจานุ่มนวล ถมไม่รู้ จักเต็ม เหมือนกับนทีธาร ย่อมยังนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรี ทั้งหลายย่อมเข้าไปซ่องเสพบุรุษใด ด้วยความพอใจ หรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมพลันตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ตนเอง ฉะนั้น. [๒๒๒๖] ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะ ได้ฟังถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทาง อันมีมาก่อน แล้วเหาะขึ้นไปยังเวหาส. [๒๒๒๗] ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชา ได้ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษี กำลังเหาะไปยังเวหาส จึงได้ความสลดจิต น้อมพระทัยสู่การบรรพชา ต่อ แต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชา สำรอกกาม ราคะแล้วได้เข้าถึงพรหมโลก. จบมหาปโลภนชาดกที่ ๑๐
หน้า 224 ข้อ 2227
อรรถกถามหาปโลภชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ มาตุคามทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พฺรหฺมโลกา จวิตฺวาน ดังนี้. เรื่องปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง. ก็ในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามนี้ ย่อมกระทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ ให้เศร้าหมองได้ ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ เรื่องอดีตนิทาน บัณฑิตพึงให้พิสดารตามนัยที่กล่าวแล้ว ในจุลล- ปโลภนชาดก ในอดีต. ก็ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์เจ้า จุติจากพรหมโลก มาบัง เกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ทรงพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร. พระกุมารไม่ยอมอยู่ในมือของสตรีเลย. สตรีที่จะให้พระกุมารดื่มน้ำนมต้อง แปลงเป็นบุรุษเพศ พระราชกุมารโปรดประทับในฌานาคาร ไม่อยากพบเห็น สตรีเพศ. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๔ คาถา ความว่า เทพบุตรผู้มีฤทธิ์มาก จุติจากพรหมโลกแล้ว มา เกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสี ผู้ทรงดำรงอยู่ใน ราชสมบัติ อันเพรียบพร้อมด้วยสรรพกาม. ความใคร่ก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีใน พรหมโลกเลย พระราชกุมารนั้นจึงทรงรังเกียจกาม
หน้า 225 ข้อ 2227
ทั้งหลาย ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดในพรหมโลกนั้น เอง. พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างฌานาคารไว้ภายใน พระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรงหลีกเร้น บำเพ็ญฌานในอาคารนั้นเพียงพระองค์เดียว. พระเจ้ากาสิกราช ทรงอัดอั้นตันพระทัย ด้วย ความเศร้าโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่าโอรส คนเดียวของเรานี้ ไม่ยินดีเสวยกามารมณ์เสียเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพกามสมิทฺธิสุ ความว่า ก็เทพบุตร องค์หนึ่ง บังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชา ผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยสรรพกามารมณ์. บทว่า สฺวาสฺสุ ความว่า พระราชกุมารนั้น. บทว่า ตาเยว ความว่า ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดแล้วในพรหมโลกนั้นเอง. บทว่า สุมาปิตํ ความว่า พระราชบิดาทรงสร้างฌานาคารไว้อย่างน่าพึงใจยิ่ง. บทว่า รหสิ ฌายถ ความว่า พระกุมารหาได้สนพระทัยมองดูมาตุคามไม่. บทว่า ปริเทเวสิ ความว่า ทรงบ่นพร่ำเพ้อ. คาถาที่ ๕ เป็นคาถาแสดงความปริเทวนาการของพระราชา ความว่า อุบายในข้อนี้มีอยู่อย่างไรหนอ ผู้ใดพึงประเล้า- ประโลมโอรสของเรา ให้เธอปรารถนากามได้ หรือว่า ผู้นั้นใครเล่าจะรู้เหตุที่จะให้โอรสของเราพัวพันในกาม ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โขตฺถ อุปาโย โส ความว่า ในเรื่องนี้ จะมีอุบายให้โอรสของเราเสวยกามสมบัติได้อย่างไรหนอ. ปาฐะว่า
หน้า 226 ข้อ 2227
โก นุโข อิธูปาโย โส อุบายในข้อนี้ มีอยู่อย่างไรหนอ ดังนี้ก็มี แต่ใน อรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า โก นุโข ตํ อุปวสิตฺวา อุปลาปนการณํ ชานาติ ความว่า ใครเล่าหนอที่จะเข้าไปรู้เหตุที่ทำให้ลูกของเราเข้าไปพัวพัน อยู่ในกามได้. บทว่า โก วา ชานาติ กิญฺจนํ ความว่า หรือว่าใครจะ รู้เหตุให้โอรสของเรานี้หมกมุ่นในกามได้. เบื้องหน้าต่อไปนี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถาอันพระศาสดาตรัสไว้ พระ- คาถากึ่ง ความว่า ภายในพระราชฐานนั้นเอง มีกุมารีคนหนึ่ง มี ฉวีวรรณงดงาม รูปสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง และชำนาญในการดีดสีตีเป่า นางเข้าไปในพระราช- ฐานนั้นแล้ว กราบทูลความนี้กะพระราชา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใน ภายในพระราชฐานนั่นเอง มีดรุณกุมารีนางหนึ่ง ในจำนวนจูฬนาฏนารีทั้งหลาย. บทว่า ปทกฺขิณา ความว่า ได้รับการฝึกจนชำนาญ. นางกุมาริกา กล่าวคาถากึ่งคาถาทูลพระราชา ความว่า เกล้ากระหม่อมฉันนี้แล จะพึงประเล้าประโลม พระราชกุมารนั้นได้ ถ้าหากพระราชกุมารนั้น จักได้ เป็นพระภัสดาของกระหม่อมฉัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ภตฺตา ความว่า ถ้าพระราชกุมารนั้น จักเป็นพระภัสดาของหม่อมฉัน. พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกา ผู้กล่าวยืนยัน เช่นนั้นว่า เธอจงประเล้าประโลมลูกของเรา ลูกของ เราจักเป็นสามีของเจ้า.
หน้า 227 ข้อ 2227
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว ภตฺตา ความว่า โอรสของเรานี้ จักเป็นสามีของเจ้า และตัวเจ้าก็จักได้เป็นอัครมเหสีแห่งโอรสของเราทีเดียว ไปเถิด เจ้าจงประเล้าประโลมล่อพระโอรส ให้ทราบซึ้งกามรส. ครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงส่งนางกุมาริกานั้นไปมอบแก่ชาว พนักงาน ผู้อภิบาลบำรุงพระกุมาร โดยพระราชโองการว่า เจ้าพนักงาน ผู้อภิบาลทั้งหลาย จงเปิดโอกาสแก่นางกุมาริกานี้เถิด. ในเวลาใกล้รุ่ง นาง กุมาริกาถือพิณไปยืนอยู่ภายนอกใกล้ห้องบรรทมของพระกุมาร แล้วเอาปลาย เล็บดีดพิณ ขับกล่อมคลอไปด้วยเสียงอันไพเราะ ประโลมล่อพระกุมารนั้น พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัส (พระคาถา ทั้งหลาย) ความว่า นางกุมารีนั้น ได้เข้าไปภายในพระราชฐานแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาไพเราะ จับจิตใจ ยั่วยวนชวนให้ รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับลำนำ ประกอบไปด้วยกามา- รมณ์ มากมายหลายอย่าง. กามฉันทะบังเกิดแก่พระราชกุมารนั้น เพราะได้ ทรงสดับเสียงของนางกุมารี ผู้ขับกล่อมอยู่ พระราช- กุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงว่า โอ ! นั่นเสียงใคร หรือใครมาขับร้องเสียงสูงต่ำไพเราะจับใจ น่ารักนัก- หนา ไพเราะหูของเรานัก. (พวกพระพี่เลี้ยงจึงกราบทูลว่า) ขอเดชะ เสียงนี้ น่ายินดี น่าสนุกสนานมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภค กามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงเป็นที่โปรดปรานพอ- พระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง.
หน้า 228 ข้อ 2227
(พระราชกุมารรับสั่งว่า) เชิญมาภายในนี้ จงมา ขับร้องใกล้ ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับใกล้ตำหนักของเรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา. นางกุมารีนั้น เข้าไปขับกล่อมภายนอกฝาห้อง บรรทม แล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดย ลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนายหัตถา- จารย์ จับคชสารป่า มัดไว้ฉะนั้น. เพราะรู้กามรสโลกีย์แห่งนางกุมารีนั้น พระราช กุมารจึงเกิดความปรารถนาเป็นอธรรมว่า เราเท่านั้น พึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษอื่นเลย ต่อแต่นั้น พระราชกุมารทรงถือดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไปเพื่อจะ ฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงดำริว่า เราจักบริโภคกาม แต่เพียงผู้เดียว อย่าพึงมีบุรุษอื่นอยู่เลย. ต่อแต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุมกัน ถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระ- ราชโอรสของพระองค์นี้ ทรงเบียดเบียนผู้หาโทษมิได้ พระเจ้าข้า. พระเจ้ากาสีบรมกษัตริย์ ทรงเนรเทศพระราช- กุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์แล้ว มีพระราช โองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด. ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาพระชายาไปจน บรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลา แล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาผลาผล.
หน้า 229 ข้อ 2227
ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่ง มาถึงบรรณศาลานั้น โดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังบรรณศาลาของพระ- ราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมาร จัดแจงภัตตาหารไว้แล้ว. ชายาของพระราชกุมาร ประเล้าประโลมฤาษีนั้น ดูเถิด กรรมที่นางกุมารีทำนั้นหยาบช้าเพียงไร ฤาษี นั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์เสื่อมจากฤทธิ์. ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหามูลผลาผลในป่าได้ จำนวนมากแล้ว ครั้นถึงเวลาเย็น จึงใส่หาบขนเข้าไป สู่อาศรม. ฝ่ายพระฤาษีพอเห็นพระขัตติยราชกุมาร จึงรีบ เข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจว่า เราจักไปทางเวหาส แต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง. ฝ่ายขัตติยราชกุมาร ได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษี จมลงในมหรรณพ จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ด้วย ความอนุเคราะห์ต่อพระฤาษีนั้นว่า ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์ บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรีแล้วต้องจมลงในมหรรณพ ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายามาก มักทำ พรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้จมลง ท่าน รู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลาย มีวาจาไพเราะ เจรจานุ่มนวล ถมไม่เต็มเหมือนกับ นทีธาร ย่อมยังนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว
หน้า 230 ข้อ 2227
พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายย่อมเข้าไปซ่อง- เสพบุรุษใด ด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อม พลันตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ ตนเองฉะนั้น. ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะได้ฟัง ถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทางอันมี มาก่อน แล้วเหาะขึ้นไปยังเวหาส. ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชา ได้ทอด- พระเนตรเห็นพระฤาษีกำลังเหาะไปยังเวหาส จึงได้ ความสลดจิต น้อมพระทัยสู่การบรรพชา ต่อแต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชา สำรอกกามราคะแล้ว ได้เข้าถึงพรหมโลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺเตปุรํ ได้แก่ พระราชฐานอันเป็น ที่อยู่ของพระกุมาร. บทว่า พหุํ ความว่า ให้แปลก ๆ ไปมากอย่าง. บทว่า กามูปสญฺหิตํ ความว่า ผลัดเปลี่ยนขับลำนำ อันมีใจความกระตุ้นกามารมณ์. บทว่า กามจฺฉนฺทสฺส ความว่า กามฉันท์บังเกิดขึ้นแก่พระอนิตถิคันธกุมาร นั้น. บทว่า ชนํ ได้แก่ ปริจาริกชนผู้อยู่ใกล้พระองค์. บทว่า อุจฺจาวจํ ได้แก่ เพลงที่มีเสียงสูงและต่ำ. บทว่า ภุญฺเชยฺย ความว่า ถ้าหากพระองค์ พึงบริโภค (กามคุณ) ไซร้. บทว่า ฉินฺเทยฺยุ ตํ ความว่า ขึ้นชื่อว่ากาม ทั้งหลายเหล่านั้น จะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัย ของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง. พระราชกุมารทรงสดับว่า สมุทฺทา (คลื่นสมุทร) ดังนี้แล้วทรง นิ่งเฉยเสีย. แม้ในวันรุ่งขึ้น นางกุมาริกาก็ขับร้องอยู่อย่างนั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้
หน้า 231 ข้อ 2227
พระกุมารก็เกิดมีจิตรักใคร่ เมื่อจะโปรดให้นางกุมาริกานั้นมาเฝ้า จึงตรัสเรียก ข้าราชบริพาลทั้งหลายมาแล้วตรัสพระคาถามีคำว่า อิงฺฆ (นี่แน่ะเราจะบอกให้) ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ติโรกุฑฺฑมฺหิ ความว่า ภายนอกฝาห้องบรรทม. บทว่า มา อญฺโ ความว่า ชื่อว่าบุรุษผู้บริโภคกามคนอื่น ไม่ควรมีเลย. บทว่า หนฺตุํ อุปกฺกมิ ความว่า พระกุมารเสด็จลงไปยืนขวางกลางถนน แล้ว ปรารภจะฆ่าพวกบุรุษเสีย. บทว่า วิกฺกนฺทึสุ ความว่า เมื่อบุรุษสอง-สามคน ถูกพระราชกุมารประหารไปแล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างพากันวิ่งหนี หลบเข้าไป สู่เรือน. พระราชกุมารนั้นไม่พบปะพวกบุรุษทั้งหลาย ก็สงบไปพักหนึ่ง. ขณะนั้น ชาวพระนครก็พากันมาประชุมที่พระลานหลวง กราบทูลเรื่องราว แด่พระราชา. บทว่า ชนํ เหเตฺยทูสกํ ความว่า ชาวเมืองกราบทูลกล่าว โทษว่า พระโอรสของพระองค์ทรงประหารคนผู้ไร้ความผิด ขอได้โปรดให้ ทรงจับพระราชโอรสนั้น. พระราชาตรัสสั่งให้จับพระกุมารไว้ด้วยอุบาย แล้ว ตรัสถามทวยนาครว่า ควรลงโทษกุมารนี้อย่างไร ? เมื่อทวยนาครกราบทูล ว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ไม่มีทางอื่น แต่ควรที่พระองค์ จะทรงเนรเทศพระกุมารนี้ พร้อมด้วยนางกุมาริกานั้น ไปเสียจากแว่นแคว้น พระเจ้าข้า จึงได้ทรงทำตามนั้น. เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า ตญฺจ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปาเหสิ แปลว่า ทรง เนรเทศแล้ว. บทว่า น เต วตฺถพฺพ ตาวเท ความว่า พระราชอาณาเขต ของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด. บทว่า อุญฺฉาย ความว่า เพื่อแสวงหาผลาผล ก็เมื่อพระราชกุมารนั้นเสด็จไปป่า
หน้า 232 ข้อ 2227
นางกุมาริกาผู้ชายาเฝ้าอาศรมจัดแจงของควรเผาและต้ม ซึ่งมีอยู่ในอาศรมนั้น นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา คอยดูทางที่ภัสดาจะกลับมา. เมื่อกาลเวลาล่วงไป อย่างนี้ วันหนึ่ง อิทธิมันตดาบสองค์หนึ่ง ซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทร ออกจากอาศรมสถาน เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นแก้วมณี แล้วเหาะขึ้นไป บนอากาศ เที่ยวไปภิกษาจารจนบรรลุถึงเบื้องบนบรรณศาลานั้น แลเห็น ควันไฟจึงคิดว่า ชะรอยในที่นี้จะมีมนุษย์อยู่อาศัย แล้วเลื่อนลอยลงมาที่ประตู บรรณศาลา. ฝ่ายนางกุมาริกาผู้ชายาของพระกุมาร ครั้นเห็นพระดาบสแล้ว จึงนิมนต์ให้นั่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ได้แสดงมายาแห่งสตรีให้เห็น จนได้ประพฤติ อนาจารร่วมกับพระดาบสนั้น. เมื่อพระศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า อเถตฺถ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิ มาคญฺฉิ ความว่า พระฤาษีได้ เหาะมาแล้ว. บทว่า สมุทฺทมุปรูปริ ความว่า โดยทางเบื้องบนสมุทร. บทว่า ปสฺส ยาว สุทารุณํ ความว่า ดูเถิดภิกษุทั้งหลาย กรรมอันทารุณ หยาบช้าเพียงไร ที่นางกุมาริกานั้นกระทำแล้ว. บทว่า สายํ ได้แก่ ใน สายัณหสมัย. บทว่า ทิสฺวา ความว่า อิทธิมันตดาบสนั้น เมื่อไม่อาจจะละนาง กุมาริกานั้นไปได้ ก็อยู่ที่บรรณศาลานั้นจนตลอดวัน เห็นพระราชกุมารเสด็จ มาในเวลาเย็น คิดว่า เราจักหนีไปทางอากาศ จึงกระทำอาการโลดลอยขึ้นไป ตกจมลงในมหรรณพ. บทว่า อิสึ ทิสฺวา ความว่า พระราชกุมารนั้น ติดตามไป จึงเห็น (พระฤาษี). บทว่า อนุกมฺหปาย ความว่า พระกุมาร เกิดความเอ็นดูว่า ถ้าพระดาบสนี้จักมาทางพื้นดิน ก็ควรจะหนีเข้าป่าไป
หน้า 233 ข้อ 2227
ชะรอยจักมาทางอากาศ เพราะเหตุนั้น แม้จะตกไปในสมุทร ท่านก็ยังทำอาการ เหมือนกับจะเหาะไป แล้วได้ตรัสพระคาถาด้วยความเอ็นดู ต่อพระดาบสนั้น นั่นเอง. ก็เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในติกนิบาตแล้ว ทั้งนั้น. บทว่า นิพฺพิโท อหุ ความว่า ความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลาย เกิดแล้ว. บทว่า โปราณกํ มคฺคํ ได้แก่ ฌานวิเศษอันตนบรรลุแล้วใน กาลก่อน. บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ความว่า พระราชกุมารทรงพานางกุมารี ไปส่งยังที่อยู่ของมนุษย์ แล้วเสด็จกลับมาบรรพชาเพศเป็นฤาษี อยู่ในราวป่า ทรงสำรอกกามราคะเสียได้ ครั้นสำรอกกามราคะได้แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลก เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะ อาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้ แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุม ชาดก. ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล. ก็ อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล. จบอรรถกถามหาปโลภนชาดก
หน้า 234 ข้อ 2228, 2229, 2230, 2231
๑๒. ปัญจบัณฑิตชาดก ว่าด้วยความลับอันไม่ควรเปิดเผย [๒๒๒๘] ท่านทั้งหลายผู้เป็นบัณฑิตทั้ง ๕ คน มาพร้อมกันแล้ว ท่านทั้งหลายจงพิจารณาปัญหานั้น บุคคลควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควร สรรเสริญ แก่ใคร. [๒๒๒๙] ข้าแต่พระจอมภูมิบาล พระองค์จง ตรัสเปิดเผยก่อน พระองค์เป็นผู้ชุบเลี้ยงพวกข้า พระองค์ ทรงอดทนต่อกรณียกิจอันหนัก เชิญตรัสก่อน ข้าแต่จอมประชาชน ข้าพระองค์ผู้เป็นนักปราชญ์ ทั้ง ๕ คน จักพิจารณาสิ่งที่พอพระทัย และเหตุที่ชอบ พระทัยของพระองค์ แล้วจักกราบทูลในภายหลัง. [๒๒๓๐] สามีควรเปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็นเนื้อความลับ แก่ภรรยาผู้ มีศีล ไม่ยอมให้บุรุษอื่นลักสัมผัส คล้อยตามอำนาจ ความพอใจของสามี เป็นที่รักที่พอใจของสามี. [๒๒๓๑] (เสนกบัณฑิตทูลว่า) บุคคลควรเปิด- เผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็น เนื้อความลับ แก่สหายผู้เป็นที่ระลึกเป็นคติ และเป็น ที่พึ่งของสหาย ผู้ได้รับความทุกข์ลำบากได้.
หน้า 235 ข้อ 2232, 2233, 2234, 2235, 2236
[๒๒๓๒] (ปุกกุสบัณฑิตทูลว่า) บุคคลควรเปิด- เผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อัน เป็นเนื้อความลับ แก่พี่น้องซึ่งเป็นพี่ใหญ่ พี่กลาง หรือน้อง ถ้าเขาตั้งอยู่ในศีล มีจิตตั้งมั่น. [๒๒๓๓] (กามินทบัณฑิตทูลว่า) บิดาควรเปิด- เผยข้อความที่ควรติเตียน หรือความสรรเสริญอัน เป็นเนื้อความลับ แก่บุตรผู้ดำเนินไปตามใจของบิดา เป็นอนุญาตบุตร มีปัญญาไม่ทรามกว่าบิดา. [๒๒๓๔] (เทวินทบัณฑิตทูลว่า) ข้าแต่พระจอม ประการาษฎร์ ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์นิกร บุตรควร- เปิดเผยข้อความที่ควรติเตียน หรือควรสรรเสริญ อันเป็นเนื้อความลับ แก่มารดาผู้เลี้ยงดูบุตร ด้วย ความพอใจรักใคร่. [๒๒๓๕] (มโหสถทูลว่า) การปกปิดความลับเอา ไว้นั่นแหละเป็นความดี การเปิดเผยความลับบัณฑิต ไม่สรรเสริญเลย นักปราชญ์พึงอดกลั้น ในเมื่อประ- โยชน์ยังไม่สำเร็จ เมื่อประโยชน์สำเร็จแล้ว พึงกล่าว ตามสบาย. [๒๒๓๖] ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐ พระองค์ ทรงมีพระมนัสวิปริตไปอย่างไรหรือ ข้าแต่พระจอม- ประชากร หม่อมฉัน ขอฟังพระดำรัสของพระองค์ พระองค์ทรงดำริอย่างไรหรือ จึงทรงโทมนัสข้าแต่ สมมติเทพ ความผิดของหม่อมฉันไม่มีเลยหรือ.
หน้า 236 ข้อ 2237, 2238, 2239, 2240, 2241
[๒๒๓๗] มโหสถจะถูกฆ่าเพราะปัญหา เพราะ มโหสถผู้มีปัญญาดังแผ่นดินฉันสั่งให้ฆ่าแล้ว ฉันคิด ถึงเรื่องนั้นจึงโทมนัส ดูก่อนพระเทวี ความผิดของ เธอไม่มีเลย. [๒๒๓๘] เจ้าไปตั้งแต่หัวค่ำ มาเอาจนบัดนี้ ใจของเจ้ารังเกียจ เพราะได้ฟังอะไรหรือ ดูก่อนเจ้า ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ใครได้พูดอะไรแก่เจ้า เราจะ ขอฟังคำของเจ้า เชิญเจ้าบอกแก่เรา. [๒๒๓๙] มโหสถจะถูกฆ่าเพราะปัญหา ข้าแต่ พระจอมประชากร ในกาลใด พระองค์เสด็จอยู่ใน ที่ลับ ได้ตรัสความลับกับพระอัครมเหสีเมื่อหัวค่ำ ความลับของพระองค์นั้นได้เปิดเผยแล้ว ข้าพระบาท ได้ฟังแล้วในกาลนั้น. [๒๒๔๐] เสนกบัณฑิตได้ทำกรรมอันลามก อัน ไม่ใช่กรรมของสัตบุรุษ ในสวนไม้รัง อยู่ในที่ลับแล้ว ได้บอกเรื่องนั้นแก่สหายคนหนึ่ง กรรมอันลามกนั้น เป็นความลับ อันเสนกบัณฑิตได้เปิดเผยแล้ว ข้า- พระบาทได้ฟังแล้ว. [๒๒๔๑] ข้าแต่พระจอมประชานิกร โรคเรื้อน เกิดขึ้นแก่ปุกกุสบุรุษของพระองค์ เป็นโรคที่ไม่ สมควรจะใกล้ชิดพระราชา ปุกกุสะอยู่ในที่ลับ ได้ แจ้งเรื่องนี้แก่น้องชาย ความลับอันนั้นปุกกุสะเปิดเผย แล้ว ข้าพระบาทได้ฟังแล้ว.
หน้า 237 ข้อ 2242, 2243, 2244
[๒๒๔๒] กามินท์นี้ เป็นคนอาพาธ ลามก ถูกยักษ์ชื่อนรเทพสิงแล้ว อยู่ในที่ลับ ได้แจ้งเรื่องนี้ แก่บุตร ความลับนั้นอันกามินท์ได้เปิดเผยแล้ว ข้าพระบาทได้ฟังแล้ว. [๒๒๔๓] ท้าวสักกเทวราช ได้ประทานมณีรัตน์ อื่นโอฬาร มีคด ๘ คด แก่พระอัยกาของพระองค์ เดี๋ยวนี้ มณีรัตน์นั้นได้ตกถึงมือของเทวินท์แล้ว ก็ เทวินท์อยู่ในที่ลับ ได้แจ้งเรื่องนั้นแก่มารดา ความลับ นั้น อันเทวินท์ได้เปิดเผยแล้ว ข้าพระบาทได้ฟังแล้ว. [๒๒๔๔] การปกปิดความลับเอาไว้นั่นแหละ เป็นความดี การเปิดเผยความลับบัณฑิตไม่สรรเสริญ เลย นักปราชญ์พึงอดกลั้นไว้ในเมื่อประโยชน์ยังไม่ สำเร็จ เมื่อประโยชน์สำเร็จแล้ว พึงกล่าวตามสบาย ไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษาความลับนั้นไว้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ ฉะนั้น ความลับอันบุคคลผู้รู้ แจ่มแจ้ง ไม่เปิดเผยนั่นแหละเป็นความดี บัณฑิตไม่ ควรบอกความลับแก่สตรี และแก่คนที่ไม่ใช่มิตร กับอย่าบอกความในใจแก่คนที่ถูกอามิสลากไป และ แก่คนที่ไม่ใช่มิตร บัณฑิตย่อมอดทนคำด่า คำบริภาษ และการประหารของตนผู้รู้ความลับ ซึ่งคนอื่นไม่รู้ เพราะกลัวจะขยายความลับที่คิดไว้ เหมือนคนที่เป็น ทาส อดทนต่อคำด่าว่าเป็นต้นของนาย ฉะนั้น ชน
หน้า 238 ข้อ 2244
ทั้งหลายผู้รู้ความลับที่ปรึกษากันของคน ๆ หนึ่ง เพียงใด ความสะดุ้งความหวาดกลัวของคนนั้น ย่อม เกิดขึ้นเพียงนั้น เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรเปิดเผย ความลับเลย บุคคลจะพูดความลับในเวลากลางวัน ควรหาโอกาสที่เงียบสงัด เมื่อจะพูดความลับในเวลา ค่ำคืน อย่าปล่อยเสียงให้เกินขอบเขต เพราะว่า คน แอบฟังจะได้ยินความลับที่ปรึกษากัน เพราะฉะนั้น ความลับที่ปรึกษากัน ก็จะพลันถึงความแพร่งพราย ทันที. จบปัญจบัณฑิตชาดกที่ ๑๒ อรรถกถาปัญจบัณฑิตชาดก ปัญจบัณฑิตชาดก จักมีพิสดารในมหาอุมมังคชาดก. จบอรรถกถาปัญจบัณฑิตชาดก
หน้า 239 ข้อ 2245, 2246, 2247
๑๓. หัตถิปาลชาดก ว่าด้วยกาลเวลาไม่คอยใคร [๒๒๔๕] นานทีเดียวข้าพเจ้าเพิ่งได้พบเห็นผู้มี- ผิวพรรณดังเทพเจ้า มุ่นชฎาใหญ่ ทรงไว้ซึ่งหาบคอน ผู้ทรมานกิเลสดังเปลือกตมแล้ว ผู้ย้อมเศียรเกล้า. นานนักหนา ข้าพเจ้าเพิ่งได้เห็น พระฤาษีผู้ยินดี ในธรรมคุณ นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ครองผ้าคากรอง ปกปิดโดยรอบ. ขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ ผ้าเช็ดหน้า และน้ำมันทาเท้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอต้อนรับท่าน ด้วยสิ่งของมีค่ามาก ได้กรุณารับของมีค่ามากของ ข้าพเจ้าเถิด. [๒๒๔๖] (ปุโรหิต กล่าวว่า) หัตถิปาละลูกรัก เจ้าจงเรียนวิชา และจงแสวงหาทรัพย์ จงปลูกฝังบุตร และธิดา ให้ดำรงอยู่ในเรือนเสียก่อน แล้วจึงบริโภค กลิ่น รส และวัตถุกามทั้งปวงเถิด กิจที่จะอยู่ป่า เมื่อเวลาแก่สำเร็จประโยชน์ดี มุนีใด บวชในกาล เช่นนี้ได้ มุนีนั้น พระอริยเจ้าสรรเสริญ. [๒๒๔๗] (หัตถิปาลกุมารกล่าวว่า) วิชาเป็นของ ไม่จริงและลาภคือทรัพย์ก็ไม่จริง ใคร ๆ จะห้ามความ ชราด้วยลาภคือบุตรไม่ได้เลย สัตบุรุษทั้งหลายสอน
หน้า 240 ข้อ 2248, 2249, 2250
ให้ปล่อยวางคันธารมณ์ และรสารมณ์เสีย ความอุบัติ แห่งผลย่อมมีได้เพราะกรรมของตน. [๒๒๔๘] (พระราชาตรัสว่า) คำของเจ้าที่ว่า ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ เพราะกรรมของตนนั้น เป็นคำจริงแท้แน่นอน อนึ่ง มารดาบิดาของท่านนี้ แก่เฒ่าแล้ว หวังจะเห็นท่านมีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรค. [๒๒๔๙] (หัตถิปาลกุมารทูลว่า) ข้าแต่พระราชา ผู้ประเสริฐกว่านรชน ความเป็นสหาย กับความ ตาย ความไมตรีกับความแก่ พึงมีแก่ผู้ใด หรือแม้ ผู้ใดจะพึงรู้ว่า เราจักไม่ตาย มารดาบิดาพึงเห็นผู้นั้น มีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรคเบียดเบียนได้ในบางคราว. บุรุษเอาเรือมาจอดไว้ที่ท่าน้ำ รับคนฝั่งนี้ ส่งถึง ฝั่งโน้น แล้วย้อนกลับมารับคนฝั่งโน้น พามาส่งถึง ฝั่งนี้ ฉันใด ชราและพยาธิ ก็ย่อมนำเอาชีวิตสัตว์ ไปสู่อำนาจแห่งมัจจุราชอยู่เนือง ๆ ฉะนั้น. [๒๒๕๐] (อัสสปาลกุมารทูลว่า) กามทั้งหลาย เป็นดังเปลือกตม เป็นเครื่องให้จมลง เป็นเครื่องนำ น้ำใจสัตว์ไป ข้ามได้ยาก เป็นที่ตั้งแห่งมฤตยู สัตว์ ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในกามอันเป็นดังเปลือกตม เป็น เครื่องให้จมลงนี้ เป็นสัตว์มีจิตเลวทราม ย่อมข้ามถึงฝั่ง ไม่ได้.
หน้า 241 ข้อ 2251, 2252, 2253
เมื่อครั้งก่อน อัตภาพของข้าพระองค์นี้ ได้ กระทำกรรมอันหยาบช้า ผลแห่งกรรมนั้น อันข้า- พระองค์ยึดไว้มั่นแล้ว ข้าพระองค์จะพ้นไปจากผล แห่งกรรมนี้ไม่ได้เลย ข้าพระองค์จักปิดกั้นรักษาอัต- ภาพนั้นอย่างรอบคอบ ขออัตภาพนี้ อย่าได้ทำกรรม อันหยาบช้านี้อีกเลย. [๒๒๕๑] (โคปาลกุมาร ทูลว่า) ขอเดชะ พระราชาธิบดี บุรุษผู้เลี้ยงโค ไม่เห็นโคที่หายไปใน ป่าทึบมืดฉันใด ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระนามว่า เอสุการี ประโยชน์ของข้าพระพุทธเจ้า ก็หายไปแล้ว ฉันนั้น อย่างไรเล่า ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่แสวงหา ต่อไป. [๒๒๕๒] บุรุษผู้กล่าว ผัดเพี้ยนการงานที่ ควรกระทำในวันนี้ว่า ควรทำในวันพรุ่งนี้ การงาน ที่ควรทำในวันพรุ่งนี้ ว่าควรทำในวันต่อไป ย่อม เสื่อมจากการงานนั้น ธีรชนคนใดรู้ว่าสิ่งใดเป็น อนาคต สิ่งนั้นไม่มีแล้ว พึงบรรเทาความพอใจที่เกิด ขึ้นเสีย. [๒๒๕๓] (อชปาลกุมาร ทูลว่า) ข้าพระองค์ได้ เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง รูปร่างงามพอประมาณ มี ดวงเนตรเหมือนดอกการะเกด มัจจุราชมาฉุดคร่าเอา
หน้า 242 ข้อ 2254, 2255, 2256
หญิงสาวคนนั้น ซึ่งกำลังตั้งอยู่ในปฐมวัย ยังมิทันได้ บริโภคโภคสมบัติไป. อนึ่ง ชายหนุ่ม มีทรงงดงาม มีใบหน้าผ่องใส น่าดูน่าชม มีวรรณะเรืองรองดังทองคำ มีหนวดเครา ละเอียดอ่อน ดังเกสรดอกคำฝอย แม้ชายหนุ่มเห็นปาน นี้ก็ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมฤตยู ขอเดชะ ข้าพระองค์จะ ละกามละเรือนเสียแล้ว จักบวช ขอได้โปรดทรง พระกรุณาอนุญาตข้าพระองค์บวชเถิด พระเจ้าข้า. [๒๒๕๔] (พราหมณ์ปุโรหิต กล่าวว่า) ดูก่อน แม่วาเสฏฐิ ต้นไม้จะได้นามโวหารว่าต้นไม้ได้ ก็เพราะ มีกิ่งและใบ ชาวโลกเขาเรียกต้นไม้ที่ไม่มีกิ่งและใบว่า เป็นตอไม้ ทุกวันนี้ เราเป็นผู้มีบุตรละทิ้งไปเสียแล้ว ถึงเวลาที่เราจักบวชภิกษาจาร. [๒๒๕๕] (นางพราหมณี กล่าวว่า) นกกระเรียน ทั้งหลาย บินไปในอากาศได้คล่องแคล่ว ฉันใด เมื่อ สิ้นฤดูฝนแล้ว หงส์ทั้งหลาย พึงทำลายใยที่แมลงมุม ทำไว้ไปได้ฉันนั้น บุตรและสามีของเราพากันไปหมด ไฉนเราจะไม่ปฏิบัติตามบุตรและสามีของเราเล่า. [๒๒๕๖] (พระนางเทวี ตรัสว่า) ฝูงแร้งเหล่านี้ ครั้นกินเนื้อแล้ว ก็สำรอกออกเสีย จึงบินไปได้ ฝ่าย แร้งเหล่าใด กินเนื้อแล้วไม่สำรอกเนื้อออก แร้ง
หน้า 243 ข้อ 2257, 2258, 2259, 2260
เหล่านั้นก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของหม่อมฉัน ข้าแต่พระ- ราชา พราหมณ์ได้คลายกามทั้งหลายออกทิ้งแล้ว ส่วนพระองค์นั้นกลับรับเอากามนั้นไว้บริโภคอีก บุรุษ ผู้บริโภคสิ่งที่ผู้อื่นคายออกแล้ว ไม่พึงได้รับความ สรรญเสริญเลย. [๒๒๕๗] (พระราชา ตรัสว่า) ดูก่อนพระนาง ปัญจาลีผู้เจริญ บุรุษผู้มีกำลัง ช่วยฉุดบุรุษทุพพลภาพ ผู้จมอยู่ในเปลือกตมขึ้นได้ ฉันใด เธอก็ช่วยพยุงฉัน ให้ขึ้นจากกามได้ ด้วยคาถาอันเป็นสุภาษิตฉันนั้นแล. [๒๒๕๘] (พระศาสดา ตรัสว่า) พระเจ้าเอสุการี มหาราช ผู้เป็นอธิบดีในทิศ ทรงภาษิตคาถานี้แล้ว ทรง สละราชสมบัติออกบรรพชา อุปมาดังนาคหัตถีตัว ประเสริฐ สลัดตัดเครื่องผูกไปได้ฉะนั้น. [๒๒๕๙] (ชาวเมือง ทูลว่า) ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐที่สุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยในบรรพชา- เพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว ขอพระนางโปรดเป็นพระราชา แห่งข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายเถิด พระนางเจ้าอันข้า พระพุทธเจ้าทั้งหลายคุ้มครองแล้ว โปรดทรงอนุศาสน์ เสวยราชสมบัติ เหมือนเช่นพระราชาเถิด. [๒๒๖๐] (พระนางเทวี ตรัสว่า) ก็พระราชาผู้ กล้าหาญ ประเสริฐที่สุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยใน
หน้า 244 ข้อ 2260
บรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว แม้เราก็จักละกาม ทั้งหลาย อันน่ารื่นรมย์ใจ เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐสุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยในบรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว แม้เราก็จักละกามทั้งหลาย อันตั้งอยู่เป็นถ่องแถวแล้ว เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป แม้เราก็จักละกามทั้งหลาย อันน่า- รื่นรมย์ใจ เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป แม้เราก็จักละกามทั้งหลาย อันตั้งอยู่ เป็นถ่องแถว เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป แม้เราก็จักเป็นผู้เยือกเย็น ก้าวล่วง ความข้องทั้งปวง เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. จบหัตถิปาลชาดกที่ ๑๓
หน้า 245 ข้อ 2260
อรรถกถาหัตถิปาลชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การออกมหาภิเนษกรมณ์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต ปสฺสาม ดังนี้. แท้จริงในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ ในชาตินี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็ได้ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ มาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังนี้ ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า เอสุการี ได้ครองราชสมบัติ อยู่ในพระนครพาราณสี พราหมณ์ปุโรหิตผู้หนึ่งเป็นปิยสหายของพระราชา นั้น ตั้งแต่ครั้งยังเยาว์อยู่ด้วยกัน แม้ทั้งสองนั้น หามีโอรสและบุตรผู้จะสืบสกุลไม่ ครั้นวันหนึ่งในยามที่มีความสุข พระราชากับพราหมณ์ปุโรหิต จึงปรึกษากันว่า อิสริยยศของเราทั้งสองมีมาก โอรสหรือธิดาไม่มีเลย เราทั้งสองควรจะทำ อย่างไรดี. ลำดับนั้น พระเจ้าเอสุการี ตรัสสั่งพราหมณ์ปุโรหิตว่า สหายรัก ถ้าหากว่าในเรือนของท่าน จักเกิดมีบุตรขึ้นไซร้ บุตรของท่านจักเป็นเจ้าของ ครอบครองราชสมบัติของเรา ถ้าว่าเราจักเกิดมีบุตรขึ้น บุตรของเราจักต้อง เป็นเจ้าของครอบครองโภคสมบัติในเรือนของท่านด้วย. ทั้งสองฝ่ายต่างได้ทำ การนัดหมายซึ่งกันแลกันไว้ด้วยอาการอย่างนี้. ต่อมาวันหนึ่ง พราหมณ์ปุโรหิต ไปยังบ้านส่วยของตน ในเวลาจะกลับ จึงเข้าสู่พระนครทางประตูด้านทิศทักษิณ พบสตรีเข็ญใจชื่อ พหุปุตติกะ คนหนึ่ง ในภายนอกพระนคร นางมีบุตรเจ็ด คนทั้งหมดไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ ลูกชายคนหนึ่งถือกระเบื้องอันเป็นภาชนะหุงต้ม คนหนึ่งหอบเสื่อปูนอน คนหนึ่งเดินนำหน้า คนหนึ่งเดินตามหลัง คนหนึ่งเดิน
หน้า 246 ข้อ 2260
เกาะนิ้วมือมารดาเดินไป คนหนึ่งอยู่ที่สะเอว อีกคนหนึ่งอยู่บนบ่า ลำดับนั้น พราหมณ์ปุโรหิต ถามหญิงผู้เป็นมารดาว่า แม่มหาจำเริญ บิดาของเด็ก ๆ เหล่านั้นอยู่ที่ไหน ? ฝ่ายหญิงเข็ญใจนั้น ก็ตอบว่า บิดาของเด็ก ๆ เหล่านี้ จะได้มีอยู่ประจำก็หามิได้. ปุโรหิตจึงถามต่อไปว่า เจ้าทำอย่างไรถึงได้ลูกชาย มากถึงเจ็ดคนเช่นนี้ นางไม่เห็นหลักฐานอื่นเป็นเครื่องยืนยัน เห็นต้นไทร ต้นหนึ่ง ขึ้นอยู่ใกล้ประตูพระนคร จึงตอบไปว่า ข้าแต่นาย ดิฉันบวงสรวง ปรารถนาในสำนักของเทพยดา ซึ่งสิงอยู่ที่ต้นไทร จึงได้บุตรถึงเจ็ดคน เทพยดาที่สิงอยู่นี้ให้บุตรทั้งหมดแก่ดิฉัน. ปุโรหิตพูดว่า ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงไปเถิดแล้วลงจากรถตรงไปยังต้นไทร จับกิ่งไทรเขย่า พลางขู่รุกขเทพยดาว่า เทพยดาผู้เจริญ ท่านไม่ยอมให้ โอรสแก่พระราชาบ้างเลย อะไรบ้างที่ท่านไม่ได้จากสำนักพระราชา ทุก ๆ ปีมา พระราชาทรงสละพระราชทรัพย์ถึงพันกหาปณะ ตรัสสั่งให้ทำพลีกรรม แก่ท่าน ท่านยังไม่ให้โอรสแก่พระองค์เลย หญิงเข็ญใจนี้ทำอุปการคุณ อะไรแก่ท่าน เหตุไรท่านจึงให้บุตรแก่นางถึงเจ็ดคน ถ้าหากว่าท่านไม่ให้ โอรสแก่พระราชาของเรา จากนี้ไปอีก ๗ วัน เราจักให้คนฟันต้นไทร โค่นลงทั้งราก สับให้เป็นท่อน ๆ ดังนี้แล้วก็หลีกไป พอรุ่งขึ้น ๆ ปุโรหิต ก็ไปยังต้นไทรนั้น แล้วกล่าวขู่โดยทำนองนี้ จนครบ ๖ วัน. แต่ในวันที่ ๖ ได้จับกิ่งไทรพูดว่า ดูก่อนรุกขเทวดา เหลืออีกเพียงราตรีเดียวเท่านั้น ถ้า ท่านไม่ยอมให้โอรสผู้ประเสริฐแก่พระราชาของเราไซร้ พรุ่งนี้เราจักให้ สำเร็จโทษท่าน. รุกขเทวดาคำนึงดูรู้เหตุผลนั้นแน่นอนแล้ว คิดว่า เมื่อ พราหมณ์ผู้นี้ไม่ได้บุตร คงจักทำลายวิมานของเราจนพินาศ เราควรให้บุตร แก่พราหมณ์ปุโรหิตนี้ ด้วยอุบายอย่างใดหนอ ดังนี้แล้วจึงไปยังสำนักของ ท้าวจาตุมหาราช แจ้งเนื้อความนั้นให้ทราบ ท้าวจาตุมหาราชกล่าวปฏิเสธว่า พวกเราไม่สามารถจะให้บุตรแก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้นได้ รุกขเทวดาจึงไปยัง
หน้า 247 ข้อ 2260
สำนักของยักขเสนาบดี ๒๘ ตน แจ้งเรื่องให้ทราบ. แม้ยักขเสนาบดีเหล่านั้น ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน รุกขเทวดาจึงไปยังสำนักของท้าวสักกเทวราช กราบทูลให้ทรงทราบ ฝ่ายท้าวสักกเทวราชทรงใคร่ครวญดูว่า พระราชาจักได้ พระราชโอรสผู้สมควรหรือหาไม่ ทอดพระเนตรเห็นเทพบุตร ๔ องค์ผู้มีบุญ (ควรเกิดในราชตระกูล). ได้ยินว่า ในภพก่อน ๆ เทพบุตรทั้ง ๔ นั้นเกิดเป็นช่างหูกอยู่ใน เมืองพาราณสี แบ่งทรัพย์ที่หาได้จากการงานนั้นเป็น ๕ ส่วน บริโภคเสีย ๔ ส่วน ถือเอาส่วนที่ ๕ พร้อมกันทำบุญให้ทาน ช่างทอหูกทั้ง ๔ นั้น เคลื่อน จากภพนั้นแล้ว บังเกิดในดาวดึงสพิภพ ต่อแต่นั้น เลื่อนขึ้นไปบังเกิดใน พิภพยามา เที่ยวเสวยทิพยสมบัติอยู่ในเทวโลก ๖ ชั้น วนไปเวียนมาด้วย อาการอย่างนี้ ก็คราวนั้น ถึงวาระที่เทพบุตรเหล่านั้น จะเคลื่อนจากดาวดึงส พิภพไปเกิดยังพิภพยามา ท้าวสักกเทวราช จึงเสด็จไปยังสำนักของเทพบุตร เหล่านั้น ตรัสเรียกมาแล้ว มีเทวบัญชาว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ควรที่พวกท่านจักไปบังเกิดยังมนุษยโลก พวกท่านจงบังเกิดในพระครรภ์ อัครมเหสี แห่งพระเจ้าเอสุการีราชเถิด. เทพบุตรเหล่านั้น ได้ฟังพระดำรัสแห่งท้าวสักกเทวราชแล้ว พากัน กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พะย่ะค่ะ พวกข้าพระบาทจักไปตาม เทวโองการ แต่ว่าพวกข้าพระบาทไม่มีความต้องการราชตระกูล จักพากันไป บังเกิดในเรือนของท่านปุโรหิต แล้วจักละกามสมบัติออกบวชในเวลาที่ยังเป็น หนุ่มอยู่นั่นเอง. ท้าวสักกเทวราชทรงรับปฏิญญาของเทพบุตรเหล่านั้นว่า ดีแล้ว จึงเสด็จมาบอกเนื้อความนั้นแก่รุกขเทวดา. รุกขเทวดาดีใจถวายบังคม ท้าวสักกเทวราช แล้วตรงไปยังวิมานของตนทันที. ครั้นในวันรุ่งขึ้น พราหมณ์ ปุโรหิตมีบัญชาให้บุรุษที่ล่ำสัน มีกำลังมาประชุมกัน แล้วให้ถือมีดและขวาน
หน้า 248 ข้อ 2260
เป็นต้น ไปยังโคนต้นไม้ จับกิ่งไทรไว้แล้วพูดว่า ดูก่อนเทพยดาผู้เจริญ เราเพียรขอบุตรกะท่าน ครบ ๗ วันทั้งวันนี้ บัดนี้เป็นเวลาที่จะสำเร็จโทษ ท่านละ. ลำดับนั้น รุกขเทวดาจึงออกมาจากระหว่างต้นไทร ด้วยอานุภาพ อันยิ่งใหญ่ เชื้อเชิญปุโรหิตนั้นมาด้วยเสียงอันไพเราะ แล้วกล่าวว่า ดูก่อน พราหมณ์ บุตรคนเดียวจะเป็นไรไป เราจักให้บุตรแก่ท่าน ๔ คน พราหมณ์ ปุโรหิต ตอบว่า ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการบุตร ท่านโปรดให้แก่พระราชา ของข้าพเจ้าเถิด. รุกขเทวดากล่าวว่า เราจักให้แก่ท่านเท่านั้น พราหมณ์ปุโรหิต ขอร้องว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงให้ข้าพเจ้าสองคน ให้พระราชาสองคนเถิด. รุกขเทวดาตอบว่า เราจะไม่ให้พระราชา จะให้ท่านผู้เดียวเท่านั้น แม้ทั้ง ๔ คน แต่บุตรทั้ง ๔ นั้น ท่านจักเป็นเพียงแต่สักว่าได้เท่านั้น (เพราะ) บุตรทั้ง ๔ นั้น จะไม่อยู่ครองเรือน จักพากันออกบวช แต่ในเวลาที่ยังเป็นหนุ่ม ทีเดียว. พราหมณ์ปุโรหิตอ้อนวอนไปว่า ท่านโปรดให้บุตรแก่พระราชา หมดทั้ง ๔ คนเถิด ส่วนเหตุที่จะไม่ให้บุตรทั้ง ๔ ออกบวช เป็นภาระของ ข้าพเจ้าเอง. รุกขเทวดา ประทานบุตรผู้ประเสริฐ แก่พราหมณ์ปุโรหิตนั้น แล้วเข้าไปยังพิภพของตน จำเดิมแต่นั้นมา ลาภสักการะ ก็เกิดแก่เทวดา อย่างนองเนือง. เชษฐกเทพบุตร จุติมาบังเกิดในครรภ์นางพราหมณีภรรยา ของ พราหมณ์ปุโรหิต ในวันขนานนามกุมารนั้น มารดาบิดาพร้อมกัน ให้ชื่อว่า หัตถิปาลกุมาร แล้วมอบให้นายควาญช้างรับเลี้ยงไว้ เพื่อต้องการป้องกันมิให้ กุมารนั้นบวช. หัตถิปาลกุมารนั้น เจริญเติบโตในสำนักของนายควาญช้าง. ในกาลที่หัตถิปาลกุมารเดินไปมาได้ เทพบุตรองค์ที่สองก็จุติมาบังเกิดในครรภ์ ของนางพราหมณีอีก. กาลเมื่อกุมารนั้นเกิดแล้ว มารดาบิดาก็ขนานนามให้ว่า
หน้า 249 ข้อ 2260
อัสสปาลกุมาร. อัสสปาลกุมารก็เจริญเติบโตในสำนักของคนเลี้ยงม้า. ในกาล ที่บุตรคนที่สามเกิดแล้ว มารดาบิดาขนานนามให้ว่าโคปาลกุมาร มอบให้นาย โคบาลเลี้ยงไว้ ในเวลาที่บุตรคนที่สี่เกิดแล้ว มารดาบิดาขนานนามให้ว่า อชปาลกุมาร มอบให้นายอชบาลเลี้ยงไว้. อชปาลกุมารเจริญเติบโตกับพวก อชบาล. ครั้นกุมารเหล่านั้นเจริญวัย เติบโตแล้ว ได้เป็นผู้มีรูปร่างงดงามยิ่งนัก. ต่อมามารดาบิดาทั้งสองก็เชื้อเชิญบรรพชิตทั้งหลาย ออกไปเสียจาก พระราชอาณาเขต เพราะกลัวกุมารเหล่านั้นจะบวช. ในแคว้นกาสิกรัฐทั้งหมด จะมีบรรพชิตแม้องค์เดียวก็หามิได้. กุมารทั้ง ๔ เหล่านั้น เป็นผู้หยาบช้า กล้าแข็งยิ่งนัก จะไปสู่ทิศใดก็พากันแย่งชิงเอาสิ่งของที่เขานำจากทิศนั้น ๆ. เมื่อหัตถิปาลกุมารอายุครบ ๑๖ ปี พระราชาและพราหมณ์ปุโรหิตได้เห็น สรีรสมบัติแล้ว จึงปรึกษากันว่า กุมารทั้ง ๔ เติบใหญ่แล้วเป็นสมัยที่จะยก เศวตฉัตรให้ครอบครองราชสมบัติ เราควรจะจัดการกับกุมารเหล่านั้นอย่างไร ดี แล้วคิดต่อไปว่า กุมารเหล่านั้น นับแต่ได้รับอภิเษกแล้ว คงจักหยาบช้า สาหัสยิ่งขึ้น ถ้าบรรพชิตทั้งหลายจักมาจากที่ต่าง ๆ ในเวลานี้ กุมารเหล่านี้ เห็นเข้า ก็จักพากันบวชเสีย เวลาที่กุมารเหล่านี้บวชแล้ว ชาวชนบทก็จะ รวนเร กำเริบ เราทั้งสองต้องทดลองดูก่อน จึงจักอภิเษกกุมารเหล่านั้น ต่อภายหลัง แล้วทั้งสองคนต่างแปลงเพศเป็นฤาษี (ทำเป็น) เที่ยวภิกษาจารไป จนถึงประตูนิเวศน์แห่งหัตถิปาลกุมาร หัตถิปาลกุมาร เห็นบรรพชิตจำแลง- เหล่านั้นแล้ว ยินดี มีความเลื่อมใส เข้าไปใกล้ ถวายนมัสการแล้วกล่าว คาถา ๓ คาถา ความว่า นานทีเดียว ข้าพเจ้าเพิ่งได้พบเห็นผู้มีผิวพรรณ ดังเทพยเจ้า มุ่นชฎาใหญ่ทรงไว้ซึ่งหาบคอน ผู้ทรมาน กิเลสดังเปลือกตมแล้ว ผู้ย้อมเศียรเกล้า.
หน้า 250 ข้อ 2260
นานนักหนา ข้าพเจ้าเพิ่งได้เห็นพระฤาษีผู้ยินดี ในธรรมคุณ นุ่งห่มผ้าย้อมฝาด ครองผ้าคากรอง ปกปิดโดยรอบ. ขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะ น้ำ ผ้าเช็ดเท้าและ น้ำมันทาเท้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าขอต้อนรับท่านด้วย สิ่งของมีค่ามาก ได้กรุณารับของมีค่ามากของข้าพเจ้า เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺราหฺมณํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้ลอยบาป แล้ว. บทว่า เทววณฺณินํ ความว่า ผู้มีวรรณะอันประเสริฐ มีตบะกล้า มีอินทรีย์ผ่องใสน่านับถือ มีอัตภาพแห่งบรรพชิตมีตบธรรมอันสูงส่ง. บทว่า ขาริธรํ ความว่า ผู้ทรงไว้ซึ่งขาริภารภัณฑ์. บทว่า อิสึ ความว่า ผู้แสวงหา คุณธรรมมีกองศีลเป็นต้น ดำรงอยู่แล้ว. บทว่า ธมฺมคุเณรตํ ความว่า ผู้ยิน ดียิ่งแล้วในส่วนแห่งสุจริตธรรม. บทว่า อาสนํ ความว่า หัตถิปาลกุมาร แต่งตั้งอาสนะนี้ไว้ เพื่อฤาษี เหล่านั้นนั่ง แล้วน้อมน้ำเจือด้วยน้ำหอม ผ้าเช็ดเท้า และน้ำมันสำหรับหยอดเข้า ไปถวายแล้วกล่าวเชื้อเชิญ. บทว่า อคฺเฆ ความว่า ข้าพเจ้ามอบอาสนะเป็นต้น อันมีค่ามาก ทั้งหมดเหล่านี้ กะท่านผู้เจริญ. บทว่า กุรุเต โน ความว่า ขอท่านผู้เจริญจงรับอาสนะเป็นต้นอันมีค่ามากเหล่านี้ ของข้าพเจ้าด้วยเถิด. หัตถิปาลกุมาร กล่าวเชื้อเชิญบรรดาฤาษีทั้งสองเหล่านั้นเป็นรายรูป ต่างวาระกันอย่างนี้. ลำดับนั้น ปุโรหิตฤาษีแปลงแกล้งถามว่า แน่ะพ่อหัตถ- ปาละ เจ้าสำคัญเราทั้งสองเป็นใครกัน จึงกล่าวอย่างนี้ หัตถิปาลกุมารตอบว่า ข้าพเจ้าสำคัญว่า พวกท่านเป็นฤาษีผู้อยู่ในหิมวันตประเทศ ปุโรหิตแปลงจึง
หน้า 251 ข้อ 2260
ชี้แจงว่า พ่อคุณ พวกเรามิใช่พระฤาษี นี้คือราชาเอสุการี เราคือปุโรหิต ผู้เป็นบิดาของเจ้า. หัตถิปาลกุมารถามว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร บิดากับพระราชาจึงต้องปลอมเพศเป็นฤาษี ?. ปุโรหิตตอบว่า เพื่อจะทดลอง เจ้าดู. หัตถิปาลกุมารถามว่า ทดลองข้าพเจ้าทำไม ? พราหมณ์ปุโรหิตจึง กล่าวว่า ทดลองดูว่า ถ้าเจ้าเห็นพวกเราแปลงเป็นพระฤาษีแล้ว มิได้บวชไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น พวกเราจึงมาเพื่ออภิเษกเจ้าให้เสวยราชสมบัติ. หัตถิปาลกุมาร กล่าวว่า ข้าแต่ท่านบิดา ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการราชสมบัติเลย ข้าพเจ้า จักบวช. ลำดับนั้น ปุโรหิตผู้บิดาจึงกล่าวชี้แจงกะหัตถิปาลกุมารว่า หัตถิปาล- กุมารลูกรัก เวลานี้ยังไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะบวช เมื่อจะพร่ำสอนตามอัธยาศัย จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ความว่า หัตถิปาละลูกรัก เจ้าจงเรียนวิชา และจงแสวง- หาทรัพย์ จงปลูกฝังบุตรและธิดาให้ดำรงอยู่ในเรือน เสียก่อน แล้วจงบริโภค กลิ่น รส และวัตถุกาม ทั้งปวงเถิด กิจที่จะอยู่ป่า เมื่อเวลาแก่สำเร็จประโยชน์ดี มุนีใด บวชในกาลเช่นนี้ได้ มุนีนั้น พระอริยเจ้า สรรเสริญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิจฺจ แปลว่า เล่าเรียนศึกษา. บทว่า ปุตฺเต ความว่า จงยกเศวตฉัตรให้พวกนาฏกชนเข้าอุปัฏฐากบำรุงโดยวาระ จนเจริญด้วยบุตรธิดา แล้วให้บุตรธิดาเหล่านั้น ครอบครองบ้านเมืองแทนตน. บทว่า สพพํ ความว่า เจ้าจงเสวยกลิ่นและรสเหล่านี้ ทั้งพัสดุกามที่เหลือ ทั้งหมดก่อน. บทว่า อรญฺํ สาธุ มุนิ โส ปสตฺโถ ความว่า ปุโรหิต กล่าวว่า การอยู่ป่าของผู้ที่บวชในเวลาแก่ภายหลัง ย่อมได้ประโยชน์สำเร็จดี
หน้า 252 ข้อ 2260
ผู้ใดบวชในเวลาดังกล่าวมานี้ ผู้นั้นเป็นคนมีความคิด อันอริยชนทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้นสรรเสริญแล้ว. ลำดับนั้น หัตถิปาลกุมารกล่าวคาถา ความว่า วิชาเป็นของไม่จริง และลาภคือทรัพย์ก็ไม่จริง ใคร ๆ จะห้ามความชราด้วยลาภ คือ บุตรไม่ได้เลย สัตบุรุษทั้งหลาย สอนให้ปล่อยวางคันธารมณ์ และ รสารมณ์เสีย ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ เพราะกรรม ของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น สจฺจา ความว่า ชนทั้งหลายกล่าว วิทยาการอันใด ว่าเป็นสวรรค์ และเป็นมรรค แต่ก็หาใช่วิทยาการอันนั้น ให้สำเร็จประโยชน์ไม่ วิชาทั้งหลายเป็นของเปล่าประโยชน์ไร้สาระ หาผลมิได้. บทว่า วิตฺตลาโภ ความว่า แม้ลาภคือทรัพย์สมบัติ จะเป็นของมีสภาพเป็น อันเดียวไปทุกอย่างก็หามิได้มี เพราะเป็นของปัญจสาธารณ์. บทว่า น ชรํ ความว่า ข้าแต่ท่านบิดา ใคร ๆ จะชื่อว่าสามารถ เพื่อจะห้ามชรา หรือพยาธิ มรณะได้ด้วยลาภคือบุตรก็มิได้มี เพราะลาภคือบุตรเป็นต้นนี้ มีทุกข์เป็นมูล เป็นที่ตั้งแห่งอุปธิกิเลส. บทว่า คนฺเธ รเส ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมกล่าวสอนเฉพาะความปล่อยวางคันธารมณ์ รสารมณ์ และอารมณ์ที่เหลือทั้งหลายเท่านั้น. บทว่า สกมฺมุนา ความว่า ความบังเกิดแห่งผลคือความเผล็ดผล ย่อมเกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย เพราะกรรม อันตนทำไว้เท่านั้น ข้าแต่ท่านบิดา เพราะสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตน. พระราชาทรงสดับคำของกุมารแล้ว ตรัสพระคาถา ความว่า
หน้า 253 ข้อ 2260
คำของเจ้าที่ว่า ความอุบัติแห่งผลย่อมมีได้ เพราะกรรมของตนนั้น เป็นคำจริงแท้แน่นอน อนึ่ง มารดาบิดาของท่านนี้ แก่เฒ่าแล้ว หวังจะเห็นท่านมี อายุยืนร้อยปี ไม่มีโรค. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสสตํ อโรคฺยํ ความว่า พระราชา ตรัสว่า มารดาบิดาของเจ้านั้น ประสงค์จะเห็นเจ้ามีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรคภัย เบียดเบียน เมื่อเจ้ามีชีวิตอยู่ถึงร้อยปี จักได้เลี้ยงดูมารดาบิดาบ้าง. หัตถิปาลกุมาร ฟังพระราชดำรัสแล้ว กราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ เหตุไรพระองค์จึงตรัสเช่นนี้ แล้วกล่าวคาถา สองคาถา ความว่า ข้าแต่พระราชาผู้ประเสริฐกว่านรชน ความเป็น สหายกับความตาย ความไมตรีกับความแก่พึงมีแก่ ผู้ใด หรือแม้ผู้ใดจะพึงรู้ว่า เราจักไม่ตาย มารดาบิดา พึงเห็นผู้นั้นมีอายุยืนร้อยปี ไม่มีโรคเบียดเบียนได้ใน บางคราว. บุรุษเอาเรือมาจอดไว้ที่ท่าน้ำ รับคนฝั่งนี้ส่งถึง ฝั่งโน้น แล้วย้อนกลับรับคนฝั่งโน้น พามาส่งถึงฝั่งนี้ ฉันใด ชรา และพยาธิ ก็ย่อมนำเอาชีวิตสัตว์ไปสู่ อำนาจแห่งมัจจุราชอยู่เนือง ๆ ฉันนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺขี ได้แก่ มิตรธรรม. บทว่า มรเณน ความว่า ความเป็นมิตรกับความตายโดยสมมติว่า นายทัตตะ นายมิตตะ ตาย ไปแล้ว. บทว่า ชราย ความว่า ก็มิตรไมตรีกับชราอันปรากฏพึงมีแก่ผู้ใด
หน้า 254 ข้อ 2260
อธิบายว่า มรณะนี้กับชราไม่เคยเป็นมิตรกับผู้ใดเลย. บทว่า เอเรติ เจนํ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า บุรุษจอดเรือไว้ที่ท่าน้ำแล้ว ให้คนที่จะ ข้ามไปฝั่งโน้นลงเรือ ถ้าเขาเอาถ่อยัน หรือฉุดไปด้วยใจรัก ย่อมให้เรือ หวั่นไหวติดต่อกันไป ทีนั้นก็นำผู้นั้นเข้าสู่ฝั่งโน้นได้ฉันใด ชรา และพยาธิ ย่อมนำสัตว์ทั้งหลายเข้าไปสู่อำนาจแห่งมฤตยู อันเป็นที่สุด (ของชีวิต) เป็นนิตย์ ฉันนั้น. ครั้นหัตถิปาลกุมาร แสดงชีวิตและสังขารแห่งสัตว์เหล่านี้ ว่าเป็น ของนิดหน่อยอย่างนี้แล้ว จึงถวายโอวาทพระราชาว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ขอพระองค์ดำรงอยู่เป็นสุขเถิด ชรา พยาธิ และมรณะ ย่อมรุกรานเข้าใกล้ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้กำลังกราบทูลสนทนาอยู่กับพระองค์ทีเดียว ขอพระองค์ อย่าได้ทรงประมาทมัวเมา แล้วถวายบังคมพระราชา กราบไหว้บิดาพาบริวาร ของตน ละทิ้งราชสมบัติในพระนครพาราณสี ออกไปด้วยตั้งใจว่า เราจัก บรรพชา. มหาชนออกไปพร้อมกับหัตถิปาลกุมาร ด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่า บรรพชานี้ คงจะงดงามดี. ได้มีบริษัทติดตามไปประมาณหนึ่งโยชน์. หัตถิ- ปาลกุมารไปถึงฝั่งน้ำคงคา พร้อมด้วยบริษัทนั้น เพ่งดูน้ำในแม่น้ำคงคา เจริญกสิณบริกรรม ยังฌานให้บังเกิดแล้ว คิดว่า สมาคมนี้จักใหญ่ยิ่ง น้องชาย ของเราสามคน มารดาบิดาของเรา พระราชาและพระราชเทวี ท่านทั้งหมด เหล่านั้น พร้อมด้วยบริวารก็จักบวช เมืองพาราณสีจักว่างเปล่า เราจักอยู่ใน ที่นี้แหละ จนกว่าคนเหล่านั้นจะตามมา หัตถิปาลกุมาร นั่งให้โอวาทแก่มหาชน อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั่นเอง. ในวันรุ่งขึ้น พระเจ้าเอสุการี กับพราหมณ์ปุโรหิต คิดกันว่า เจ้า หัตถิปาลราชกุมารสละราชสมบัติ พามหาชนล่วงหน้าไปก่อน ด้วยคิดว่า จักบวช ดังนี้แล้ว นั่งพักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว เราทั้งสองต้องทดลอง
หน้า 255 ข้อ 2260
อัสสปาลกุมารดู จักได้อภิเษกให้ครองราชสมบัติ. คนทั้งสองจึงได้ไปยัง ประตูเรือนของอัสสปาลกุมาร ด้วยการจำแลงเพศเป็นฤาษีเหมือนกัน. ฝ่าย อัสสปาลกุมารครั้นเห็นแล้ว มีจิตเลื่อมใส เข้าไปใกล้แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า นานมาแล้วข้าพเจ้าเพิ่งจะได้เห็น แล้วปฏิบัติตามนัยที่กล่าวมาแล้วนั้น. แม้ ฤาษีจำแลงเหล่านั้น ก็บอกอัสสปาลกุมารอย่างที่กล่าวมาแล้วเหมือนกัน และ ได้แถลงเหตุที่ตนมาให้ทราบ. อัสสปาลกุมารถามว่า เมื่อหัตถิปาลกุมารพี่ชาย ของข้าพเจ้ายังอยู่ ไยเศวตฉัตรจะมาถึงข้าพเจ้าก่อนเล่า เมื่อบิดาตอบว่า ลูกรัก พี่ชายของเจ้าพูดว่า ไม่ต้องการราชสมบัติ จักบวช ออกไปบวชเสียแล้ว จึง ถามต่อไปว่า เดี๋ยวนี้พี่ชายของข้าพเจ้าอยู่ที่ไหน ครั้นบิดาบอกว่า พำนักอยู่ที่ ฝั่งแม่น้ำคงคา จึงพูดว่า ข้าแต่ท่านบิดา ข้าพเจ้าไม่มุ่งหมายราชสมบัติ ซึ่ง อุปมาดังก้อนเขฬะ อันพี่ชายของข้าพเจ้าบ้วนทิ้งแล้ว แท้จริงสัตว์ทั้งหลาย ผู้โง่เขลาเบาปัญญา ย่อมไม่อาจจะทิ้งกิเลสนั้นได้ แต่ข้าพเจ้าจักละ เมื่อจะ แสดงธรรมแก่พระราชาและบิดาของตน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า กามทั้งหลายเป็นดังเปลือกตม เป็นเครื่องให้จม ลง เป็นเครื่องนำน้ำใจสัตว์ไป ข้ามได้ยาก เป็นที่ตั้ง แห่งมฤตยู สัตว์ทั้งหลายผู้ข้องอยู่ในกามอันเป็นดัง เปลือกตม เป็นเครื่องให้จมลงนี้ เป็นสัตว์มีจิตเลว- ทราม ย่อมข้ามถึงฝั่งไม่ได้. เมื่อครั้งก่อน อัตภาพของข้าพระองค์นี้ ได้ กระทำกรรมอันหยาบช้า ผลแห่งกรรมนั้น อันข้า พระองค์ยึดไว้มั่นแล้ว ข้าพระองค์จะพ้นไปจากผล แห่งกรรมนี้ไม่ได้เลย ข้าพระองค์จักปิดกั้นรักษา อัตภาพนั้นอย่างรอบคอบ ขออัตภาพนี้ อย่าได้ทำ กรรมอันหยาบช้านี้อีกเลย.
หน้า 256 ข้อ 2260
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปงฺโก ได้แก่ เปลือกตมอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ปลิโป ได้แก่ เปลือกตมละเอียด อันเจือด้วยทรายละเอียด. ใน สองอย่างนั้น ท่านกล่าวว่า กามชื่อปังกะ ด้วยอรรถว่า ยังสัตว์ให้ข้อง ชื่อว่า ปลิปะ ด้วยอำนาจยังสัตว์ให้จมลง. บทว่า ทุตฺตรา แปลว่า ก้าวล่วงได้ยาก. บทว่า มจฺจุเธยฺยา ได้แก่ เป็นที่ตั้งแห่งมฤตยู. เพราะว่า สัตว์ทั้งหลาย ทั้งข้องอยู่ ทั้งเข้าไปใกล้กามเหล่านี้ ไม่สามารถจะข้ามไปได้ ย่อมถึงทั้ง ความทุกข์และความตาย มีประการดังที่ท่านกล่าวไว้ ในทุกขักขันธปริยายสูตร ด้วยเหตุนั้น อัสสปาลกุมารจึงกล่าวว่า สัตว์ทั้งหลายผู้ส่ายซ่านไปในกามปังกะ กามปลิปะนี้แล้ว เป็นผู้มีสภาพแห่งจิตเลวทราม ย่อมข้ามฝั่งไม่ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสนฺนา ความว่า ผู้ส่ายซ่านไป. ปาฐะว่า พฺยสนฺนา ดังนี้ก็มี ความก็อย่างเดียวกันนี้. บทว่า หีนตฺตรูปา ได้แก่ เป็นผู้มีสภาพแห่งจิตต่ำทราม. บทว่า ปารํ ความว่า ย่อมไม่สามารถจะไป สู่ฝั่งแห่งพระนิพพานได้. บทว่า อยํ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า อัตภาพของข้าพระพุทธเจ้านี้ เจริญเติบโตมากับพวกนายควาญม้า ได้กระทำ บาปกรรมอันหยาบช้าสาหัสเป็นอันมาก ด้วยสามารถแห่งการปล้น แย่งชิง เบียดเบียนมหาชนเป็นต้น. บทว่า สวายํ คหิโต ความว่า วิบากแห่งกรรม นี้นั้น ข้าพระพุทธเจ้ายึดไว้มั่นแล้ว. บทว่า น หิ โมกฺขิโต เม ความว่า เมื่อความเป็นไปแห่งสารวัฏยังมีอยู่ ความพ้นไปจากผลแห่งอกุศลกรรมนี้ ของข้าพระพุทธเจ้า จะมีอยู่ก็หามิได้. บทว่า โอรุนฺธิยา นํ ปริรกฺขิสฺสามิ ความว่า บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าจักปิดกั้นกายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร รักษาอัตภาพนั้นไว้โดยรอบคอบ เพราะเหตุไร. บทว่า มายํ ปุน ลุทฺทมกาสิ กมฺมํ ความว่า เพราะต่อแต่นี้ไป ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่กระทำความชั่ว จัก กระทำแต่ความดีอย่างเดียวเท่านั้น.
หน้า 257 ข้อ 2260
อัสสปาลกุมารให้โอวาทต่อไปว่า ขอพระองค์และท่านบิดา จงดำรง อยู่เป็นสุขเถิด ชรา พยาธิ และมรณะย่อมรุกรานข้าพระพุทธเจ้า ผู้กำลัง กล่าวสนทนากับท่านทั้งสองอยู่ทีเดียว แล้วพาบริษัทมีโยชน์หนึ่งเป็นกำหนด ออกไปยังสำนักของหัตถิปาลกุมาร. หัตถิปาลกุมารนั่งอยู่บนอากาศ แสดง ธรรมแก่อัสสปาลกุมารแล้วกล่าวว่า น้องรัก สมาคมนี้จักใหญ่ยิ่ง พวกเราจัก อยู่ในที่นี้ก่อน. ฝ่ายอัสสปาลกุมารก็รับคำ (แล้วอยู่ในที่นั้น ). วันรุ่งขึ้น พระราชากับราชปุโรหิต พากันไปสู่นิเวศน์ของโคปาลกุมาร ด้วยอุบายอย่างนั้น เหมือนกัน อันโคปาลกุมารยินดีต้อนรับ เหมือนดังที่กล่าวมาแล้ว จึงแจ้งเหตุ แห่งการมาของตนให้ทราบ. แม้โคปาลกุมารก็ปฏิเสธเหมือนอัสสปาลกุมาร กล่าวว่า ข้าพเจ้าปรารถนาจะบวชมานานแล้ว. เที่ยวใคร่ครวญหาทางบรรพชา ดังคนหาโคที่หายไป ข้าพเจ้าเห็นทางที่พี่ชายทั้งสองของข้าพเจ้าไปแล้ว เหมือนคนพบรอยโคที่หายไป ฉะนั้นข้าพเจ้าเองก็จักไปตามทางนั้นเหมือนกัน แล้วกล่าวคาถา ความว่า ขอเดชะพระราชาธิบดี บุรุษผู้เลี้ยงโคไม่เห็นโค ที่หายไปในป่าทึบมืด ฉันใด ขอเดชะพระองค์ผู้ทรง พระนามว่า เอสุการี ประโยชน์ของข้าพระพุทธเจ้า ก็หายไปแล้วฉันนั้น อย่างไรเล่า ข้าพระพุทธเจ้าจักไม่ แสวงหาต่อไป. บรรดาบทเหล่านั้น โคปาลกุมารเรียกพระราชาว่า เอสุการี. บทว่า มมตฺโถ ความว่า ประโยชน์กล่าวคือบรรพชาของข้าพระพุทธเจ้าหายไป เหมือนโคหายไปในป่า. บทว่า โสหํ ความว่า วันนี้ ข้าพระพุทธเจ้าเห็น รอยทางแห่งบรรพชิตทั้งหลายแล้ว ไฉนจะไม่แสวงหาการบรรพชา ขอเดชะ พระนรินทรราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้า จักไปสู่ทางที่พี่ชายทั้งสองของข้าพระ- พุทธเจ้าไปแล้วเหมือนกัน.
หน้า 258 ข้อ 2260
ลำดับนั้น พระราชาและปุโรหิตบิดา พากันกล่าวอ้อนวอนโคปาลกุมาร ว่า พ่อโคปาลกุมาร รออีกวันสองวันก่อนเถิด พอให้เราทั้งสองเบาใจแล้ว ภายหลังเจ้าจักได้บวช. โคปาลกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า กรรมดีควรทำในวันนี้ ไม่ควรกล่าวผัดเพี้ยนว่า จักทำในวันพรุ่งนี้ ขึ้นชื่อว่า กรรมดีควรทำวันนี้ วันนี้เท่านั้น แล้วกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า บุรุษผู้กล่าวผัดเพี้ยนการงานที่ควรจะทำในวัน นี้ว่า ควรทำในวันพรุ่งนี้ การงานที่ควรจะทำในวัน พรุ่งนี้ว่า ควรทำในวันต่อไป ย่อมเสื่อมจากการงาน นั้น ธีรชนคนใดรู้ว่า สิ่งใดเป็นอนาคต สิ่งนั้นไม่มี แล้ว พึงบรรเทาความพอใจที่เกิดขึ้นเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิยฺโย ได้แก่ ในวันพรุ่งนี้. บทว่า ปเร ได้แก่ ในวันมะรืนนี้. มีคำอธิบายว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า บุรุษใด ผัดเพี้ยนการงานที่ควรทำในวันนี้ว่า ควรทำในวันพรุ่งนี้ การงานที่ควรทำใน วันพรุ่งนี้ ว่าควรทำในวันมะรืนนี้ แล้วไม่ทำการงาน บุรุษนั้นย่อมเสื่อมจาก การงานนั้น คือไม่สามารถจะทำการงานนั้นให้สำเร็จได้. โคปาลกุมารแสดง ถึงการงานชื่อ " ภัทเทกรัตตะ " มีราตรีเดียว เจริญด้วยอาการอย่างนี้. อรรถา- อธิบายความข้อนี้ ควรกล่าวในภัทเทกรัตตสูตร. บทว่า อนาคตํ เนตมตฺถิ ความว่า บัณฑิตชนคนใดรู้ว่า สิ่งใดเป็นอนาคต สิ่งนั้นยังไม่มีไม่เป็นแล้ว พึงบรรเทาคือนำกุศลฉันทะที่เกิดขึ้นแล้วไป. โคปาลกุมารแสดงธรรมด้วยคาถา ๒ คาถาอย่างนี้แล้วกล่าวว่า ขอ ท่านทั้งสองจงดำรงอยู่เป็นสุขเถิด ชรา พยาธิ มรณะเป็นต้น ย่อมคุกคาม ข้าพเจ้า ผู้กำลังกล่าวสนทนาอยู่กับท่านทั้งสองทีเดียว แล้วพาบริวารมีโยชน์
หน้า 259 ข้อ 2260
หนึ่งเป็นกำหนด ออกไปยังสำนักแห่งพี่ชายทั้งสอง. หัตถิปาลกุมารจึงแสดง ธรรมแก่โคปาลกุมาร. วันรุ่งขึ้นพระราชาและราชปุโรหิต ไปยังนิเวศน์ของ อชปาลกุมาร โดยอุบายอย่างนั้นเหมือนกัน แม้อชปาลกุมารนั้นก็ยินดีต้อนรับ ดังที่กล่าวมาแล้ว ท่านทั้งสองบอกเหตุที่ตนมาแล้วกล่าวว่า เราทั้งสองจะยก เศวตฉัตรมอบให้เจ้า. อชปาลกุมารถามว่า พี่ชาย ๓ คนของข้าพเจ้าไปไหน ? พระราชาและราชปุโรหิตตอบว่า พี่ชายของเจ้าทั้ง ๓ คนนั้น กล่าวว่าไม่มี ความต้องการด้วยราชสมบัติ ทิ้งเศวตฉัตรไว้ แล้วพาบริวารมี ๓ โยชน์เป็น กำหนด ออกไปบวชพำนักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคา. อชปาลกุมารกล่าวว่า ข้าพเจ้า จักเอาศีรษะทูลราชสมบัติ อันเปรียบเสมือนก้อนเขฬะ ที่พี่ชายของข้าพเจ้าทั้ง ๓ บ้วนทิ้งแล้ว เที่ยวไปอยู่หาได้ไม่ แม้ข้าพเจ้าก็จักบวช. พระราชาและ ราชปุโรหิตกล่าววิงวอนว่า พ่ออชปาลกุมาร เจ้ายังหนุ่มนัก เป็นภาระที่เรา ทั้งสองต้องอุ้มชู คงจักได้บวชในเวลาที่ถึงวัยอันสมควร. ลำดับนั้น อชปาล- กุมารจึงกล่าวว่า ท่านทั้งสองพูดอย่างไร ธรรมดาสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ย่อม ตายในเวลาเป็นเด็กก็มี ในเวลาแก่ก็มี มิใช่หรือ ไม่มีนิมิตเครื่องหมายที่มือ หรือที่เท้าของใครเลยว่า ผู้นี้จักตายในเวลาเป็นเด็ก ผู้นี้จักตายในเวลาแก่เฒ่า ข้าพเจ้าเองก็ไม่รู้เวลาตายของข้าพเจ้า เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักบวชเสียเดี๋ยวนี้ ทีเดียว แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นหญิงสาวคนหนึ่ง รูปร่างงาม พอประมาณ มีดวงเนตรเหมือนดอกการะเกด มัจจุราช มาฉุดคร่าเอาหญิงสาวคนนั้น ซึ่งกำลังตั้งอยู่ในปฐมวัย ยังไม่ทันได้บริโภคโภคสมบัติไป.
หน้า 260 ข้อ 2260
อนึ่ง ชายหนุ่มมีทรวดทรงงาม มีใบหน้าผ่องใส น่าดูน่าชม มีวรรณะเรืองรองดังทองคำ มีหนวดเครา ละเอียดอ่อนดังเกสรดอกคำฝอย แม้ชายหนุ่มเห็น ปานนี้ ก็ย่อมไปสู่อำนาจแห่งมฤตยู ขอเดชะ ข้า- พระองค์จะละกามละเรือนเสียแล้ว จักบวช ขอได้ โปรดทรงพระกรุณา อนุญาตให้ข้าพระองค์บวชเถิด พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นนิบาต. ความก็ว่าข้าพระองค์ เห็นอยู่ทีเดียว. บทว่า มตฺตูปมํ ความว่า สัญจรไปมา ด้วยลีลาการแย้มสรวล เจรจาไพเราะ เปรียบได้พอประมาณ. บทว่า เกตกปุปฺผเนตฺตํ ความว่า มีดวงเนตรหนากว้างคล้ายกลีบดอกการะเกด. บทว่า อภุตฺวา โภเค ความว่า ยังไม่ทันได้บริโภคโภคสมบัติเลยทีเดียว. บทว่า วชเต ความว่า มฤตยูมา ยึดเอาตัวนางกุมารี ผู้มีรูปทรงงดงาม กำลังตั้งอยู่ในปฐมวัย ยังไม่ทันได้ บริโภคโภคสมบัติเลยทีเดียว ไปเสียอย่างนี้ ยังความเศร้าโศกให้ตกใน เบื้องบนมารดาบิดาอย่างใหญ่หลวง. บทว่า สุชาโต ได้แก่ มีสรีรสัณฐาน ทรวดทรงงาม. บทว่า สุมุโข ความว่า มีพักตร์ผ่องใส ดังแว่นกรอบทอง และพระจันทร์ในวันเพ็ญ. บทว่า สุทสฺสโน ความว่า สมบูรณ์ด้วยรูปอันอุดมน่าทัศนา. บทว่า สาโม ความว่า มีผิวกายเรืองรองเสมอด้วยทองธรรมชาติ. บทว่า กุสุมฺภ- ปริกิณฺณมสฺสุ ความว่า มีหนวดเคราละเอียดงดงามคล้ายเกสรดอกคำฝอย เพราะทั้งเรียบร้อยสนิท ทั้งละเอียดอ่อน. ด้วยบทนี้ อชปาลกุมารแสดงว่า เยาวกุมารแม้เห็นปานนี้ ยังไปสู่อำนาจของมฤตยุราชได้ เพราะมฤตยุราชไร้
หน้า 261 ข้อ 2260
ความกรุณาคร่าชีวิตแม้เยาวกุมารเห็นปานนี้ไป คล้ายกับบุคคลเพิกถอนภูเขา สิเนรุราช ฉะนั้น. บทว่า หิตฺวาน กาเม ปฏิคจฺฉ เคหํ อนุชานาถ มํ ปพฺพชิสฺสามิ เทว ความว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ก็เมื่อเครื่องผูกคือบุตรและภรรยาเกิดแล้ว เครื่องผูกนั้นเป็นของตัดขาดได้ยาก ด้วยเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจักละกามและเหย้าเรือนเสียก่อนทีเดียว แล้วบวช เสียในบัดนี้ ขอได้โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระพุทธเจ้าบวชเถิด. ก็แหละครั้นอชปาลกุมารกล่าวอย่างนี้แล้ว กล่าวต่อไปว่า ขอท่าน ทั้งสองจงดำรงอยู่เป็นสุขเถิด ชรา พยาธิและมรณะรุกรานข้าพเจ้า ผู้กำลังกล่าว สนทนากับท่านทั้งสองอยู่ทีเดียว ดังนี้แล้ว ไหว้กราบลาท่านทั้งสอง พาบริวาร มีโยชน์หนึ่งเป็นกำหนด ออกไปสู่ฝั่งแม่น้ำคงคาทีเดียว. หัตถิปาลกุมารนั่งอยู่ ในอากาศแสดงธรรม แม้แก่อชปาลกุมารนั้น แล้วพูดว่า สมาคมจักใหญ่ยิ่ง แล้ว นั่งลงพำนักอยู่ในที่นั้นต่อไป. วันรุ่งขึ้นพราหมณ์ปุโรหิตนั่งท่ามกลาง บัลลังก์ พลางคิดว่า บุตรทั้ง ๔ ของเราบวชแล้ว บัดนี้ เหลือแต่เราผู้เดียว เป็นเหมือนมนุษย์ตอไม้ แม้เราก็จักบวช. เขาจึงปรึกษากับนางพราหมณี กล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนแม่วาเสฏฐิ ต้นไม้จะได้นามโวหารว่า ต้นไม้ได้ ก็เพราะมีกิ่งและใบ ชาวโลกเขาเรียกต้นไม้ ที่ไม่มีกิ่งและใบว่า เป็นตอไม้ ทุกวันนี้ เราเป็นผู้มีบุตร ละทิ้งไปแล้ว ถึงเวลาที่เราจะบวชภิกษาจาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลภเต สมญฺํ ความว่า อนุปาทินนก- สังขาร ได้ชื่อว่าต้นไม้. พราหมณ์ปุโรหิตเรียกนางพราหมณีว่า วาเสฏฐี. บทว่า ภิกฺขาจริยาย ความว่า พราหมณ์ปุโรหิตกล่าวว่า แม้เราก็ถึงกาลที่ ควรจะบวช จักได้ไปสู่สำนักของบุตรทั้งสี่นั่นเทียว.
หน้า 262 ข้อ 2260
ครั้นพราหมณ์ปุโรหิตกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเรียกพราหมณ์หมื่นหกพัน คน มาประชุมกัน. ลำดับนั้นพราหมณ์ปุโรหิตจึงกล่าวกะพราหมณ์เหล่านั้นว่า พวกท่านจักทำอย่างไร ? พราหมณ์เหล่านั้นย้อนถามว่า ท่านอาจารย์เล่า จักทำอย่างไร ? พราหมณ์ปุโรหิตตอบว่า เราจักบวชในสำนักแห่งบุตรของเรา พราหมณ์เหล่านั้นจึงกล่าวว่า นรกเป็นของร้อนเฉพาะท่านผู้เดียวก็หามิได้ แม้เราทั้งหลายก็จักบวช. พราหมณ์ปุโรหิตมอบทรัพย์สมบัติ ๘๐ โกฏิ ให้แก่ นางพราหมณีผู้ภรรยาแล้ว พาพราหมณบริษัทมีโยชน์หนึ่งเป็นกำหนด ไปสู่ สำนักแห่งบุตรทั้ง ๔ ทันที. หัตถิปาลกุมารยืนอยู่ในอากาศ แสดงธรรมแก่ บริษัทแม้นั้น. ในวันรุ่งขึ้น นางพราหมณีคิดว่า บุตร ๔ คนของเราละทิ้ง เศวตฉัตรไป ด้วยคิดว่า จักบวช แม้พราหมณ์สามีของเราก็ทิ้งสมบัติ ๘๐ โกฏิ พร้อมด้วยตำแหน่งปุโรหิต ไปสู่สำนักบุตรทั้ง ๔ เหมือนกัน เราผู้เดียว เท่านั้น จักทำอะไรได้ เราก็จักไปตามทางที่บุตรของเราไปแล้วเหมือนกัน. นางพราหมณี เมื่อจะนำเอาเรื่องที่ผ่านมาแล้วเป็นอุทาหรณ์ จึงกล่าวอุทาน คาถา ความว่า นกกระเรียนทั้งหลาย บินไปในอากาศได้คล่อง แคล่ว ฉันใด เมื่อสิ้นฤดูฝนแล้วหงส์ทั้งหลาย พึง ทำลายใยที่แมลงมุมทำไว้ไปได้ ฉันนั้น บุตรและสามี ของเราพากันไปหมด ไฉนเราจะไม่ปฏิบัติตามบุตร และสามีของเราเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฆสฺมึ โกญฺจาว ยถา ความว่า นกกระเรียนทั้งหลาย บินไปได้ไม่ติดอยู่ในอากาศฉันใด. บทว่า หิมจฺจเย ความว่า เมื่อฤดูฝนล่วงไปแล้ว. บทว่า กตานิ ชาลานิ ปทาเลยฺยุ หํสา
หน้า 263 ข้อ 2260
ความว่า ได้ยินว่า ในอดีตกาล หงส์ทองเก้าหมื่นหกพัน พากันเก็บข้าวสาลีไว้ ในกาญจนคูหา ให้พอกินจนสิ้นฤดูฝน ไม่ออกไปภายนอก เพราะกลัวฝน อยู่ในถ้ำทองนั้นตลอด ๔ เดือนฤดูฝน ครั้งนั้น แมลงมุมจึงขึงข่าย ดักไว้ที่ ประตูถ้ำ ของหงส์เหล่านั้น. ในหงส์เหล่านั้น ดรุณหงส์สองตัว ตัดใยให้ขาด เป็นสองตอน. ดรุณหงส์เหล่านั้น ตัดใยได้ขาดเพราะเป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลัง แล้ว บินไปข้างหน้าก่อนทีเดียว หงส์ที่เหลือก็บินไปตามที่ดรุณหงส์ไปแล้ว. นางพราหมณี เมื่อจะประกาศความนั้น จึงกล่าวคาถาอย่างนี้. ท่านกล่าวอธิบาย ไว้ดังนี้ นกกระเรียนบินไปในอากาศได้ไม่ขัดข้องฉันใด หงส์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เมื่อล่วงเลยฤดูฝนแล้ว ดรุณหงส์สองตัว ทำลายข่ายที่แมลงมุมทำไว้ แล้วบินไป ทีนั้นหงส์อื่น ๆ ก็บินไปตามทางที่ดรุณหงส์นั้นไป ก็บัดนี้บุตรของเราตัดข่าย คือกามไปแล้ว เหมือนดรุณหงส์ตัดข่ายแมลงมุมไปฉะนั้น แม้เราก็ควรจะไป ตามทางที่บุตรเหล่านั้นของเราไปแล้ว เพราะฉะนั้น นางพราหมณีเมื่อจะไปตาม ความตั้งใจนี้ จึงกล่าวว่า ลูกและผัวของเราพากันไปหมด ไฉนเราจะไม่พึง คล้อยตามเล่า ดังนี้. นางพราหมณีตกลงใจว่า เมื่อเรารู้ชัดอย่างนี้ ไฉนจักไม่ออกบวช เราจักบวชแน่นอน ดังนี้แล้ว จึงเรียกนางพราหมณีทั้งหลายมาชี้แจง แล้ว กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจักทำอย่างไร ? นางพราหมณีเหล่านั้น ถามว่า ข้าแต่ แม่เจ้า ท่านเล่าจักทำอย่างไร ? นางพราหมณีตอบว่า เราจักบวช. นาง- พราหมณีพากันพูดว่า ถึงพวกข้าพเจ้าก็จักบวช นางพราหมณีจึงสละละโภค- สมบัตินั้น พาบริษัทมีโยชน์หนึ่งเป็นกำหนดไปสู่สำนักบุตรของตนทันที หัตถิ- ปาลกุมาร นั่งบนอากาศแสดงธรรมแก่บริษัทแม้นั้น. วันรุ่งขึ้น พระราชา ตรัสถามราชบุรุษว่า ปุโรหิตไปไหน ? ราชบุรุษกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้สมมติเทพ ท่านปุโรหิตและนางพราหมณี ละทิ้งสมบัติทั้งหมด พาบริวาร
หน้า 264 ข้อ 2260
ของตนมีสองโยชน์เป็นกำหนด ไปสู่สำนักแห่งบุตรชายทั้ง ๔ แล้ว พระเจ้าข้า. พระราชาทรงพระดำริว่า ทรัพย์สมบัติที่ไม่มีเจ้าของปกครองย่อมตกเป็นของเรา แล้วตรัสสั่งให้ราชบุรุษ ไปขนเอาทรัพย์สมบัติมาจากเรือนของปุโรหิตทั้งหมด. ต่อมาพระอัครมเหสีของท้าวเธอตรัสถามราชบุรุษว่า พระราชาทรงทำอะไรอยู่ เมื่อราชบุรุษกราบทูลว่า พระราชาตรัสสั่งให้ขนทรัพย์มาจากเรือนของปุโรหิต จึงตรัสถามว่า ปุโรหิตไปไหน ? ทรงสดับข่าวว่า ปุโรหิตพร้อมด้วยภรรยา ออกบวชเสียแล้ว จึงทรงดำริว่า พระราชสวามีของเรานี้ช่างหลงใหลด้วย โมหจริต ให้ไปขนเอาทรัพย์สมบัติที่เป็นเหมือนคบเพลิง อันพราหมณ์ปุโรหิต นางพราหมณีและบุตร ๔ คน ของเขาละทิ้ง และเป็นเหมือนก้อนเขฬะที่เขา บ้วนทิ้งแล้ว เอามาบรรจุไว้ในพระคลังหลวง เราจักให้ท้าวเธอทิ้งสมบัตินั้น เสีย ด้วยอุปมาข้อเปรียบเทียบ ดังนี้แล้ว รับสั่งให้คนไปขนเอาเนื้อสุนัขและ โค มากองไว้ที่หน้าพระลานหลวง จัดแจงทางให้ตรงแล้วรับสั่งให้ขึงตาข่าย ล้อมไว้โดยรอบ แร้งทั้งหลายเห็นเนื้อแต่ไกล จึงโผลงมาเพื่อจะกินเนื้อนั้น แร้งในจำนวนนั้น พวกที่มีปัญญารู้ว่าเขาขึงตาข่ายดักไว้ คิดว่า เรากินเนื้ออิ่ม หนักกาย ไม่อาจบินไปตรง ๆ ได้ จึงคายสำรอกเนื้อที่ตนกินแล้วออกเสีย โผบินขึ้นไปตรงได้ หาติดข่ายไม่ ส่วนพวกที่โง่เขลาเบาปัญญา พากันกินเนื้อ ที่แร้งเหล่านั้น คายสำรอกทิ้งไว้ จนกายหนักไม่อาจบินเหินไปตรง ๆ ได้ ก็พากันติดอยู่ในข่าย ราชบุรุษทั้งหลายจับแร้งได้ตัวหนึ่ง แล้วนำมาถวาย พระเทวี พระนางจึงนำแร้งตัวนั้น ไปสู่สำนักพระราชาทูลว่า ขอเดชะพระ- มหาราชเจ้า ขอเชิญเสด็จไปทอดพระเนตรกิริยาของแร้งตัวหนึ่ง ที่หน้า พระลานหลวงเถิด แล้วทรงเปิดพระแกลทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอเชิญ ทอดพระเนตรแร้งฝูงนี้เถิด พะย่ะค่ะ แล้วตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 265 ข้อ 2260
ฝูงแร้งเหล่านี้ ครั้นกินเนื้อแล้วก็สำรอกออกเสีย จึงบินไปได้ ฝ่ายแร้งเหล่าใด กินเนื้อแล้วไม่สำรอก เนื้อออก แร้งเหล่านั้นก็ตกอยู่ในเงื้อมมือของหม่อมฉัน ข้าแต่พระราชา พราหมณ์ได้คลายกามทั้งหลายออก ทิ้งแล้ว ส่วนพระองค์นั้น กลับรับเอากามนั้นไว้บริโภค อีก บุรุษผู้บริโภคสิ่งที่ผู้อื่นคายออกแล้ว ไม่พึงได้รับ ความสรรเสริญเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุตฺวา วมิตฺวา จ ความว่า กินเนื้อแล้ว ก็สำรอกออกเสีย. บทว่า ปจฺจาวมิสฺสสิ ความว่า กลับรับเอามาบริโภค. บทว่า วนฺตาโท ความว่า ผู้ใดเคี้ยวกินสิ่งที่ผู้อื่นคายทิ้งแล้ว. บทว่า น ปสํสิโย ความว่า ผู้นั้นเป็นคนโง่ ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา เป็นผู้อัน บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ไม่พึงสรรเสริญ. พระราชาทรงสดับคำของพระเทวีแล้ว ได้เป็นผู้มีวิปฏิสาร ภพทั้ง สามปรากฏประหนึ่งไฟลุกโพลงแล้ว ท้าวเธอเกิดความสลดพระทัย รำพึงว่า ควรที่เราจะสละราชสมบัติบวชเสียวันนี้ทีเดียว เมื่อจะทรงชมเชยพระเทวี จึง ตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนพระนางปัญจาลีผู้เจริญ บุรุษผู้มีกำลัง ช่วยฉุดบุรุษทุพพลภาพ ผู้จมอยู่ในเปลือกตมขึ้นได้ ฉันใด เธอก็ช่วยพยุงฉันให้ขึ้นจากกามได้ด้วยคาถา อันเป็นสุภาษิต ฉันนั้นแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺยสนฺนํ แปลว่า จมลงแล้ว. ปาฐะว่า วิสนฺนํ ดังนี้ก็มี. บทว่า อุทฺธเรยฺย ความว่า บุรุษผู้มีกำลังยึดบุรุษทุพพลภาพ
หน้า 266 ข้อ 2260
ที่ผมหรือที่มือแล้ว พยุงยกขึ้นบก. บทว่า อุทตารี ความว่า เธอก็ได้พยุง เราให้พ้นจากเปลือกตมคือกาม. ปาฐะว่า อุทตาสิ ดังนี้ก็มี. ความก็อย่าง เดียวกันนี้. ปาฐะว่า อุทฺธตาสิ บ้าง ความก็ว่ายกขึ้นแล้ว. บทว่า ปญฺจาลี ได้แก่ พระเทวีผู้เป็นพระราชธิดา ของพระเจ้าปัญจาละ. ครั้นพระเจ้าเอสุการีราชตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงมีพระราชประสงค์จะ บรรพชาทันที ในขณะนั้น จึงตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาเฝ้า ตรัสเล่า ให้ฟังแล้วตรัสถามว่า ท่านทั้งหลายจักทำอย่างไร ? อำมาตย์ทั้งหลายก็กราบ ทูลว่า ขอเดชะ พระองค์เล่า พระเจ้าข้า ? พระองค์ตรัสตอบว่า เราจักบวชใน สำนักของหัตถิปาลกุมาร อำมาตย์เหล่านั้นจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าพระ- พุทธเจ้าทั้งหลายก็จักบวช พระเจ้าข้า. พระเจ้าเอสุการีราช ทรงละทิ้งราช- สมบัติในพระนครพาราณสี อันมีอาณาเขตถึง ๑๒ โยชน์ ทรงประกาศว่า ผู้ใดมีความต้องการราชสมบัติ จงให้ยกเศวตฉัตรขึ้นครองราชย์เถิด แล้วทรง แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ราชบริพาร พาบริษัทมีประมาณ ๓ โยชน์เป็นกำหนด เสด็จไปยังสำนักของหัตถิปาลกุมารเหมือนกัน หัตถิปาลกุมารนั่งอยู่บนอากาศ แสดงธรรมแก่บริษัทแม้นั้น พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความเป็น บรรพชิตของพระราชา จึงตรัสพระคาถา ความว่า พระเจ้าเอสุการีมหาราช ผู้เป็นอธิบดีในทิศ ทรง ภาษิตคาถานี้แล้ว ทรงสละราชสมบัติออกบรรพชา อุปมาดังนาคหัตถีปตัวประเสริฐ สลัดตัดเครื่องผูกไปได้ ฉะนั้น. ในวันรุ่งขึ้น ประชาชนที่เหลืออยู่ในพระนคร ประชุมกันแล้วพากัน ไปยังประตูพระราชวัง ให้กราบทูลพระราชเทวีแล้ว พากันเข้าไปในพระราช นิเวศน์ ถวายบังคมพระราชเทวีแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง กล่าว คาถา ความว่า
หน้า 267 ข้อ 2260
ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐที่สุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยในบรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว ขอพระนางจงโปรดเป็นพระราชา แห่งข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลายเถิด พระนางเจ้าอันข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คุ้มครองแล้ว โปรดทรงอนุศาสน์ เสวยราชสมบัติ เหมือนเช่นพระราชาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาส ความว่า พระนางเจ้าเป็นผู้ ที่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายถวายอารักขาแล้ว โปรดเสวยราชสมบัติโดยทศพิธ ราชธรรม. พระราชเทวีทรงสดับถ้อยคำของมหาชนแล้ว ได้ตรัสพระคาถาที่เหลือ ทั้งหลาย ความว่า ก็พระราชาผู้กล้าหาญประเสริฐที่สุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยในบรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว แม้ เราก็จักละกามทั้งหลายอันน่ารื่นรมย์ใจ เที่ยวไปใน โลกแต่ผู้เดียว. ก็พระราชาผู้กล้าหาญ ประเสริฐสุดกว่านรชน ทรงพอพระทัยในบรรพชาเพศ ละรัฐสีมาไปแล้ว แม้เราก็จักละกามทั้งหลาย อันตั้งอยู่เป็นถ่องแถวแล้ว เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป แม้เราก็จักละกามทั้งหลายอันน่า รื่นรมย์ใจ เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว.
หน้า 268 ข้อ 2260
กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป แม้เราก็จักละกามทั้งหลายอันตั้งอยู่ เป็นถ่องแถว เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. กาลย่อมล่วงไป ราตรีย่อมผ่านไป ชั้นแห่งวัย ย่อมละลำดับไป แม้เราก็จักเป็นผู้เยือกเย็น ก้าวล่วง ความข้องทั้งปวง เที่ยวไปในโลกแต่ผู้เดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกา ความว่า เราจักหลีกออกจาก กิเลสสัมภาระ คือ บุตรธิดา เป็นผู้ ๆ เดียวเที่ยวไปในโลก. บทว่า กามานิ ได้แก่ กามคุณทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น. บทว่า ยโถธิกานิ ความว่า กามคุณ ทั้งหลายตั้งอยู่โดยถ่องแถวใด ๆ เราจักละเสียซึ่งกามคุณทั้งหลายอันตั้งอยู่โดย ถ่องแถวนั้น ๆ อย่างนั้น คือเราจักไม่แตะต้องอะไรอีก. บทว่า อจฺเจนฺติ กาลา ความว่า กาลทั้งหลายมีเวลาเช้าเป็นต้น ย่อมล่วงไป ๆ. บทว่า ตรยนฺติ ความว่า ราตรีย่อมผ่านไป คือมิได้ผ่านไปเปล่า ย่อมยังอายุสังขาร ให้สิ้นเปลืองไป เคี้ยวกินอายุสังขารไป. บทว่า วโยคุณา ความว่า วัยทั้งสามมีปฐมวัยเป็นต้นก็ดี ส่วนแห่งหมวดสิบ มีมันททสกะเป็นต้นก็ดี (ย่อมละลำดับไป). บทว่า อนุปุพฺพํ ชหนฺติ ความว่า หาถึงโกฏฐาสคือ ส่วนที่สูง ๆ ขึ้นไปไม่ ย่อมดับไปเสียในระหว่างนั้น ๆ นั่นเอง. บทว่า สีติภูตา ความว่า แม้เราก็จักละกิเลสทั้งหลาย อันกระทำ ความร้อน คือมีความร้อนเป็นสภาพ เป็นผู้เยือกเย็น. บทว่า สพฺพมติจฺจ สงฺคํ ความว่า เราจักก้าวล่วงกิเลสเป็นเครื่องข้องทุกอย่าง มีกิเลสเป็นเครื่อง ข้องคือราคะเป็นต้น แล้วเป็นผู้เดียวเที่ยวไป ได้แก่จักไปสู่สำนักแห่งหัตถิ- ปาลกุมารแล้วบวช.
หน้า 269 ข้อ 2260
พระนางเทวี ทรงแสดงธรรมแก่มหาชน ด้วยคาถาเหล่านี้ ด้วย ประการฉะนี้แล้ว มีรับสั่งให้เรียกภรรยาของอำมาตย์ทั้งหลายมาเฝ้า แล้วตรัส ว่า พวกเธอจักทำอย่างไร ? เหล่าภรรยาของอำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พระองค์เล่าจักทรงทำอย่างไร ? พระนางตรัสตอบว่า เรา จักบวช. ภรรยาของหมู่อำมาตย์ก็กราบทูลว่า แม้พวกกระหม่อมฉันก็จักบวช. พระนางเทวีมีพระเสาวนีย์ ว่าดีแล้วละ แม่คุณทั้งหลาย ดังนี้แล้ว มีรับสั่งให้เจ้า พนักงานเปิดประตูพระคลังทองเป็นต้นในพระราชนิเวศน์ รับสั่งให้จารึก พระสุพรรณบัฏว่า ขุมทรัพย์ใหญ่ ฝังไว้แล้วในที่โน้นบ้าง ในที่นี้บ้าง แล้ว ดำรัสว่า ใครมีความต้องการ ก็จงขนเอาทรัพย์ที่เราพระราชทานแล้วนี้ไปเถิด แล้วให้ผูกสุพรรณบัฏ แขวนไว้ที่เสาต้นใหญ่ ให้พนักงานเภรีตีกลองป่าว- ประกาศไปทั่วพระนคร แล้วทรงสละมหาสมบัติ เสด็จออกจากพระนคร. ขณะนั้น ทวยนาครก็เดือนร้อนโกลาหลว่า พระราชาและนางเทวี ทรงสละราชสมบัติออกทรงผนวชแล้ว พวกเราจักทำอะไรในพระนครนี้. แต่นั้น ประชาชนทั้งหลายต่างก็ละทิ้งเคหสถาน ทั้งที่ยังมีสมบัติเต็มบริบูรณ์ จูงลูกหลานออกไป (โดยเสด็จพระราชเทวี). เรือนโรง ร้านตลาดก็มีสิ่งของ วางอยู่เกลื่อนกลาด โดยนิยามที่วางแบแผ่ไว้ จะมีผู้ใดผู้หนึ่งซึ่งจะเหลียวกลับ มาแลดูก็มิได้มี. พระนครทั้งสิ้นว่างเปล่าปราศจากผู้คน. ฝ่ายพระนางเทวี ทรงพาบริวารมีประมาณ ๓ โยชน์เป็นกำหนด เสด็จไปในสำนักของหัตถิปาล กุมารนั่นแหละ. หัตถิปาลกุนารนั่งบนอากาศแสดงธรรม แม้แก่บริษัทนั้น แล้วพาบริษัทมีประมาณ ๑๒ โยชน์นั้น บ่ายหน้าไปสู่หิมวันตประเทศ ทวยนาครชาวกาสิกรัฐ ก็ระบือกันกระฉ่อนไปว่า ได้ยินว่า หัตถิปาลกุมาร รวบรวมบริษัทได้ถึง ๑๒ โยชน์ กระทำพระนครพาราณสีให้ว่างเปล่า พา มหาชนไปสู่หิมวันตประเทศ ด้วยคิดว่าจักบวช พวกเราจะอยู่ไปไยในเมืองนี้.
หน้า 270 ข้อ 2260
ในเวลาต่อมาบริษัทก็ได้เพิ่มประมาณถึง ๓๐ โยชน์. หัตถิปาลกุมารก็ไปยังป่า หิมพานต์ พร้อมด้วยบริษัทนั้น. ท้าวสักกเทวราชทรงรำพึงดู รู้พฤติเหตุนั้น แล้วทรงดำริว่า หัตถิปาลกุมารออกสู่มหาภิเนษกรมณ์แล้ว จักเป็นสมาคม ใหญ่ยิ่ง ควรที่บริษัททั้งหลายจักได้ที่อยู่ จึงทรงบังคับวิสสุกรรมเทพบุตรว่า ไปเถิดวิสสุกรรมเทพบุตร เธอจงเนรมิตอาศรม ยาว ๓๖ โยชน์ กว้าง ๑๕ โยชน์ แล้วจัดแจงบริขารของบรรพชิตไว้ให้เสร็จบริบูรณ์. วิสสุกรรมเทพบุตร รับเทวบัญชาแล้ว ไปเนรมิตอาศรมบทขนาดยาวกว้าง ตามเทวบัญชา ไว้ใน ภูมิภาคอันรื่นรมย์ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา แต่งตั้งอาสนะ มีอาสนะที่ลาดด้วยท่อนไม้ และใบไม้เป็นต้นไว้ แล้วเนรมิตบรรพชิตบริขาร ทั้งหมดไว้ในบรรณศาลา และที่ประตูบรรณศาลาแต่ละแห่ง ก็เนรมิตที่จงกรมไว้ แห่งละหนึ่งที่ มีที่ พักกลางคืนและที่พักกลางวันคั่นเป็นระยะ และมีกระดานที่พิงพัก ฉาบด้วย ปูนขาวสะอาด ในสถานที่ทุกแห่ง มีพุ่มดอกไม้ ดาดาษไปด้วยสุรภี และโกสุม ในแนวสวนหย่อมนานาพรรณ ในที่สุดแห่งที่จงกรมแต่ละแห่ง เนรมิตบ่อน้ำ ไว้บ่อหนึ่ง ๆ เต็มเปี่ยมไปด้วยน้ำ ในที่ใกล้บ่อน้ำนั้น เนรมิตต้นไม้มีผลไว้ ต้นหนึ่ง ๆ ต้นไม้แต่ละต้นก็เผล็ดผลตกทั่วถึงกัน. ทั้งหมดนี้ ได้สำเร็จขึ้นด้วย เทวานุภาพ. วิสสุกรรมเทพบุตร ครั้นเนรมิตอาศรมสถาน จัดตั้งบรรพชิต- บริขารไว้ในบรรณศาลาเสร็จแล้ว จึงเอาชาดแลหรดาลจารึกอักษรไว้ที่ฝาว่า ใคร ๆ มีความประสงค์จะบวช จงถือเอาบริขารเหล่านี้เถิด แล้วขับไล่หมู่ มฤคและปักษีที่มีเสียงน่าหวาดกลัว ทั้งหมู่อมนุษย์ที่มีรูปชั่วร้ายให้หลีกไป ห่างไกล ด้วยอานุภาพของตน แล้วกลับไปยังทิพยวิมานสถานที่อยู่ของตนทันที. หัตถิปาลกุมาร เข้าไปสู่อาศรมที่ท้าวสักกะประทาน โดยทางจรไป เฉพาะตนผู้เดียวก่อน เห็นอักษรที่จารึกไว้แล้วดำริว่า ท้าวสักกเทวราชคงจัก ทรงทราบความที่เราออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ ดังนี้แล้ว จึงเปิดประตูเข้าไปยัง
หน้า 271 ข้อ 2260
บรรณศาลา บรรพชาเป็นฤาษีแล้วออกสู่ที่จงกรม เดินจงกรมไปมาอยู่สอง สามวาระแล้ว ยังหมู่ชนที่เหลือให้บรรพชา ตรวจตราดูอาศรมทั่วไป ให้ บรรณศาลาแก่สตรีแม่ลูกอ่อนอยู่ในท่ามกลาง. ถัดจากนั้นมาให้แก่สตรีชรา ถัดออกมาให้แก่สตรีที่มีวัยปานกลาง ส่วนชั้นนอกสุด ให้บุรุษทั้งหลายอยู่ รายรอบ. ครั้งนั้นมีพระราชาองค์หนึ่งทรงทราบว่า ในพระนครพาราณสีไม่มี พระราชาประทับอยู่ จึงเสด็จมาตรวจดูพระนคร อันประดับประดาตกแต่งไว้ ดีแล้ว เสด็จขึ้นสู่พระราชนิเวศน์ ทอดพระเนตรเห็นกองรัตนะในที่นั้น ๆ ทรงดำริว่า จำเดิมแต่เวลาที่พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงสละพระนครเห็นปานนี้ ออกทรงผนวช ชะรอยบรรพชาเพศนี้ จักเป็นของมีคุณค่าโอฬารยิ่ง แล้วตรัส ถามหนทางกะพวกนักเลงสุรา เสด็จไปยังสำนักของหัตถิปาลดาบส. หัตถิปาล ดาบสทราบว่า พระราชาพระองค์นั้นเสด็จมาถึงแนวป่า จึงเดินสวนทางไป รับเสด็จ นั่งในอากาศแสดงธรรมแก่บริษัท แล้วนำไปสู่อาศรมบท ให้บริษัท ทั้งหมดบรรพชา. พระราชาแม้เหล่าอื่นทรงออกบรรพชา โดยอุบายนี้ถึง ๖ พระองค์. รวมพระราชาสละโภคัยมไหศวริยสมบัติ ออกบรรพชาเป็น ๗ พระองค์. อาศรมมีปริมณฑล ๓๖ โยชน์ เต็มบริบูรณ์หาที่ว่างมิได้. ดาบส องค์ใดตรึกวิตกอย่างใดอย่างหนึ่งมีกามวิตกเป็นต้น หัตถิปาลดาบสผู้มหาบุรุษ ก็แสดงธรรมแก่ดาบสนั้น บอกให้เจริญพรหมวิหารภาวนาบ้าง กสิณภาวนา บ้าง. ดาบสเหล่านั้นยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้วโดยมาก ในสามส่วนไป บังเกิดในพรหมโลกสองส่วน. แบ่งส่วนที่ ๓ ออกเป็น ๓ ประเภท ส่วนหนึ่ง บังเกิดในพรหมโลก ส่วนหนึ่ง บังเกิดในฉกามาพจรสวรรค์ ส่วนหนึ่งทำการ บำรุงบำเรอแก่ฤาษีทั้งหลาย แล้วบังเกิดในกุลสมบัติ ๓ (คือ กษัตริย์ พราหมณ์ และคฤหบดี) ในมนุษยโลก. คำสั่งสอนของหัตถิปาลดาบส ทำให้มหาชน ปราศจากทุคติคือนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ปิตติวิสัย และอสุรกาย ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 272 ข้อ 2260
สมาคมของกุททาลบัณฑิต สมาคมของมุคคผักกมหาบุรุษ สมาคม ของจุลลสุตตโสมมหาบุรุษ สมาคมของอโยฆรบัณฑิต และสมาคมของ หัตถิปาลดาบส ได้เป็นเช่นเดียวกับท่านที่ออกบรรพชาในภายหลังเขาทั้งหมด ในลังกาทวีปนี้ คือ พระปฐวีจาลกธัมมคุตตเถระ พระผุสสเทวเถระผู้อยู่ใน กตกัณฑการวิหาร พระมหาสังฆรักขิตเถระผู้อยู่ในภัคคิรีวิหาร พระมหาสิวเถระ ผู้อยู่ในคามันตปัพภารวิหาร พระมหานาคเถระผู้อยู่ในกาฬวัลลิมหามณฑป วิหาร. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลพึงขวนขวายในกรรมที่ดี พึงห้ามจิตเสีย จากความชั่ว เพราะเมื่อทำความดีช้า ใจย่อมยินดีใน ความชั่ว คนเราจึงควรกระทำความดี โดยเร็วพลัน ทีเดียว. พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในปางก่อน ตถาคตก็ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์อย่างนี้ เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระเจ้าเอสุการีในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าสุทโธทนมหาราชในบัดนี้ พระเทวีได้มาเป็นพระนางมหามายา ปุโรหิต ได้มาเป็นพระกัสสป นางพราหมณีได้มาเป็นนางภัททกาปิลานี อชปาลกุมาร ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ โคปาลกุมารได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ อัสสปาลกุมาร ได้มาเป็นพระสารีบุตร บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนหัตถิปาล- กุมาร ได้แก่เราผู้ตถาคตนั่นเอง ฉะนี้แล. จบอรรถกถาหัตถิปาลชาดก
หน้า 273 ข้อ 2261, 2262, 2263, 2264
๑๔. อโยฆรชาดก ว่าด้วยอำนาจของมัจจุราช [๒๒๖๑] (อโยฆรกุมารตรัสว่า) สัตว์ถือปฏิสนธิ กลางคืนก็ตาม กลางวันก็ตาม ย่อมอยู่ในครรภ์มารดา ก่อน สัตว์นั้นย่อมเกิดเพราะกำลังลม ย่อมไปสู่ความ เป็นกลละเป็นต้น ย่อมไม่ย้อนกลับมาสู่ความเป็นกลละ เป็นต้นอีก. [๒๒๖๒] นรชนทั้งหลาย จะยกพลโยธายุทธ- นาการกับชรา พยาธิ มรณะไม่ได้เลยเป็นอันขาด เพราะว่าชีวิตของสัตว์ทั้งมวลนี้ ถูกความเกิดและความ แก่เข้าไปประทุษร้ายเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น ข้า- พระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๖๓] พระราชาผู้เป็นอธิบดีในรัฐทั้งหลาย ย่อมจะข่มขี่ราชศัตรู ผู้มีเสนาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ล้วนมีรูปร่างน่าสะพรึงกลัว เอาชัยชนะได้ แต่ไม่ สามารถจะชนะเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๖๔] พระราชาบางพวก แวดล้อมด้วยพล- ม้า พลรถ และพลเดินเท้า ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของ ข้าศึกได้ แต่ก็ไม่อาจจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้
หน้า 274 ข้อ 2265, 2266, 2267, 2268
เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประ- พฤติธรรม. [๒๒๖๕] พระราชาทั้งหลายผู้กล้าหาญ ย่อม หักค่ายทำลายพระนคร แห่งราชศัตรูให้ย่อยยับได้ และกำจัดมหาชนได้ด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ และ พลเดินเท้า แต่ไม่สามารถจะหักรานเสนาแห่งมัจจุราช ได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. [๒๒๖๖] คชสารทั้งหลายที่ตกมัน มีมันเหลว แตกออกจากกระพอง ย่อมย่ำยีนครทั้งหลายและเข่น- ฆ่าประชาชนได้ แต่ไม่สามารถจะย่ำยีเสนาแห่งมัจจุ- ราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. [๒๒๖๗] นายขมังธนูทั้งหลาย แม้มีมืออันได้ ฝึกฝนมาดีแล้ว เป็นผู้มีปัญญา สามารถยิ่งขึ้นให้ถูก ได้ในที่ไกล ยิงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด ก็ไม่สามารถ จะยิ่งต่อต้านมฤตยูได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๖๘] สระทั้งหลาย และมหาปฐพี กับทั้ง ภูเขาราวไพร ย่อมเสื่อมสิ้นไป สังขารทั้งปวงนั้น จะ ตั้งอยู่นานสักเท่าไร ก็ย่อมเสื่อมสิ้นไป เพราะสังขาร ทั้งปวงนั้น ครั้นถึงกาลกำหนดแล้ว ย่อมจะแตกทำลาย
หน้า 275 ข้อ 2269, 2270, 2271, 2272
ไป เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. [๒๒๖๙] แท้จริงชีวิตของสัตว์ทั้งมวล ทั้งที่เป็น สตรีและบุรุษในโลกนี้ เป็นของหวั่นไหวเหมือนแผ่น ผ้าของนักเลงสุรา และต้นไม้เกิดใกล้ฝั่ง เป็นของ หวั่นไหว ไม่ยั่งยืนฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระ- พุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๐] ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมหล่นล่วง ฉันใด สัตว์ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มแก่ ทั้งปานกลาง ทั้งหญิงทั้ง ชาย ย่อมเป็นผู้มีสรีระทำลายหล่นไป ฉันนั้น เพราะ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติ ธรรม. [๒๒๗๑] พระจันทร์อันเป็นดาราแห่งดวงดาว เป็นฉันใด วัยนี้หาเป็นฉันนั้นไม่ เพราะส่วนใดล่วง ไปแล้ว ส่วนนั้นเป็นอันล่วงไปแล้วในบัดนี้ อนึ่ง ความยินดีในกามคุณของคนแก่ชราแล้วย่อมไม่มี ความ สุขจะมีมาแต่ไหน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๒] ยักษ์ก็ดี ปีศาจก็ดี หรือเปรตก็ดี โกรธเคืองแล้วย่อมเข้าสิงมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถจะ
หน้า 276 ข้อ 2273, 2274, 2275, 2276
เข้าสิงมัจจุราชได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๓] มนุษย์ทั้งหลายย่อมกระทำการบวง- สรวงยักษ์ ปีศาจ หรือเปรตทั้งหลายผู้โกรธเคือง แล้วได้ แต่ไม่สามารถจะบวงสรวงมัจจุราชได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประ- พฤติธรรม. [๒๒๗๔] พระราชาทั้งหลายทรงทราบโทษผิด แล้ว ย่อมลงอาชญาผู้กระทำความผิด ผู้ประทุษร้าย ต่อราชสมบัติ และผู้เบียดเบียนประชาชน ตามสมควร แต่ไม่สามารถลงอาชญามัจจุราชได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๕] ชนทั้งหลายผู้กระทำความผิด ฐาน ประทุษร้ายต่อพระราชาก็ดี ผู้ประทุษร้ายต่อราชสมบัติ ก็ดี ผู้เบียดเบียนประชาชนก็ดี ย่อมจะขอพระราชทาน อภัยโทษได้ แต่หาทำมัจจุราชให้ผ่อนปรนกรุณาปรานี ได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ บวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๖] มัจจุราชมิได้มีความเกรงใจเลยว่า ผู้นี้ เป็นกษัตริย์ ผู้นี้เป็นพราหมณ์ ผู้นี้มั่งคั่ง ผู้นี้มีกำลัง
หน้า 277 ข้อ 2277, 2278, 2279, 2280, 2281
ผู้นี้มีเดชานุภาพ ย่อมย่ำยีทั่วไปหมด เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๗] ราชสีห์ก็ดี เสือโคร่งก็ดี เสือเหลือง ก็ดี ย่อมข่มขี่เคี้ยวกินสัตว์ที่ดิ้นรนอยู่ได้ แต่ไม่สามารถ จะเคี้ยวกินมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๘] นักเล่นกลทั้งหลาย เมื่อทำมายากล ณ ท่ามกลางสนาม ย่อมลวงนัยน์ตาประชาชนในที่นั้น ๆ ให้หลงเชื่อได้ แต่ไม่สามารถจะลวงมัจจุราชให้หลง- เชื่อได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๗๙] อสรพิษ ที่มีพิษร้าย โกรธขึ้นมาแล้ว ย่อมขบกัดมนุษย์ให้ถึงตายได้ แต่ไม่สามารถจะขบกัด มัจจุราชให้ตายได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๘๐] อสรพิษโกรธขึ้นแล้วขบกัดผู้ใด หมอ ทั้งหลาย ย่อมถอนพิษร้ายนั้นได้ แต่จะถอนพิษของ ผู้ถูกมัจจุราชประทุษร้ายหาได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้า พระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๘๑] แพทย์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้คือ แพทย์- ธรรมมนตรี แพทย์เวตตรุณะ แพทย์โภชะอาจจะ
หน้า 278 ข้อ 2282, 2283, 2284
กำจัดพิษพระยานาคได้ แต่แพทย์เหล่านั้นต้องทำกาล กิริยานอนตาย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๘๒] วิชาธรทั้งหลาย เมื่อร่ายอาคมชื่อ โฆรมนต์ ย่อมหายตัวไปได้ด้วยโอสถทั้งหลาย แต่จะ หายตัวไม่ให้มัจจุราชเห็นไม่ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้า พระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. [๒๒๘๓] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่บุคคลประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็น อานิสงส์ ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติ ธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. [๒๒๘๔] สภาพทั้งสองคือ ธรรม และอธรรม มีวิบากไม่เสมอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรม ย่อมยังสัตว์ให้ถึงสุคติ. จบอโยฆรชาดกที่ ๑๔ จบวีสตินิบาตชาดก
หน้า 279 ข้อ 2284
อรรถกถาอโยฆรชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การออกมหาภิเนษกรมณ์นั่นเอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยเม- กรตฺตึ ปมํ ดังนี้. แท้จริงแม้ในครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ใช่แต่ในชาตินี้ เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็เคยออกมหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังนี้ เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี พระ- อัครมเหสีของท้าวเธอทรงพระครรภ์ ได้รับการบริหารพระครรภ์เป็นอย่างดี จนพระครรภ์แก่แล้ว ประสูติพระราชโอรส ในระหว่างเวลาปัจจุสมัยใกล้รุ่ง ในภพก่อนมีสตรีผู้หนึ่งร่วมสามีเดียวกันกับพระนางเทวีนั้น ตั้งความปรารถนา ไว้ว่า ขอให้เราได้กินลูกของท่านที่คลอดแล้ว ๆ. ได้ยินว่า สตรีผู้นั้น ตนเอง เป็นหญิงหมัน ทำความปรารถนาเช่นนั้น เพราะความโกรธสตรีที่มีบุตร แล้วได้มาบังเกิดในกำเนิดนางยักษิณี สตรีที่มีบุตรนั้นได้มาเป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้าพรหมทัต จนคลอดพระโอรสองค์นี้ คราวนั้น นางยักษิณีได้โอกาส จึงแปลงกายมา เมื่อพระเทวีทอดพระเนตรดูอยู่นั้นแล ตรงเข้าจับทารกนั้น แล้วหนีไป. พระนางเทวีทรงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า นางยักษิณีจับโอรส ของเราหนีไปแล้ว. ฝ่ายนางยักษิณี ก็กัดกินทารกทำเสียงมุรุ มุรุ เหมือนกิน เง่าบัว แสดงท่ายกมือชี้หน้าคุกคามพระเทวี แล้วก็หลีกหนีไป พระราชาทรง สดับพระเสาวนีย์ของพระเทวีแล้วทรงดำริว่า ไฉนนางยักษิณีจึงบังอาจการทำ ได้แต่ทรงนิ่งเฉยเสีย. ในกาลที่พระเทวีทรงประสูติพระโอรสอีก ท้าวเธอได้ทรง
หน้า 280 ข้อ 2284
จัดการอารักขามั่นคง. พระเทวีก็ประสูติพระโอรสอีกเป็นคำรบสอง. นางยักษิณี ก็มาเคี้ยวกินพระกุมารนั้นแล้วหนีไปอีก. ในวาระที่สาม พระมหาสัตว์เจ้าทรง ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระเทวี พระราชาทรงมีพระโองการให้มหาชนมา ประชุมกัน ตรัสถามว่า ยักษิณีตนหนึ่งมากินโอรสที่ประสูติจากพระเทวีของเรา ทุกคราว ควรจะจัดการสถานใด ? ครั้งนั้นบุรุษคนหนึ่งกราบทูลว่า ขอเดชะ ธรรมดานางยักษิณี ย่อมกลัวใบตาล ควรที่จะผูกใบตาลไว้ที่พระหัตถ์และ พระบาททั้งสองของพระเทวี อีกคนหนึ่งทูลว่า ขอเดชะ ธรรมดานางยักษิณี ย่อมกลัวเรือนเหล็ก ควรทำเรือนเหล็กไว้ พ่ะย่ะค่ะ. พระราชาตรัสสั่งว่าดีละ แล้ว ตรัสสั่งให้ช่างเหล็กทั้งหลายในแว่นแคว้นของพระองค์ มาประชุมกัน ทรงบัญชา ว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันทำเรือนเหล็กให้เรา แล้วโปรดให้ราชบุรุษผู้ดูแล คอยกำกับการ. ช่างเหล็กทั้งหลายจึงก่อสร้างพระตำหนักขึ้น ณ ภูมิภาคอัน รื่นรมย์ภายในพระนครนั่นเอง. สัมภาระแห่งพระตำหนักทุกอย่าง ตั้งแต่เสา เป็นต้น ล้วนแล้วไปด้วยเหล็กทั้งนั้น ตำหนักรูปทรงจตุรมุขหลังใหญ่ล้วนแล้ว ไปด้วยเหล็ก สำเร็จลงโดยเวลาเก้าเดือน. พระตำหนักนั้นงามรุ่งเรืองเท่าเทียม กับแสงประทีปอันโพลงอยู่เป็นนิตย์ พระราชาทรงทราบว่า พระราชเทวีทรง พระครรภ์แก่แล้ว จึงตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งพระตำหนักเหล็ก พาพระนางเทวี ไปประทับยังตำหนักนั้น พระนางเทวีก็ประสูติพระราชโอรส สมบูรณ์ด้วย ธัญบุญลักษณะ ณ พระตำหนักเหล็กนั้น. พระราชากับพระอัครมเหสี ทรงพระราชทานนามพระราชโอรสว่า " อโยฆรกุมาร " พระราชาทรงมอบ พระกุมารแก่พระพี่เลี้ยงนางนมแล้ว ทรงจัดแจงอารักขาใหญ่ยิ่ง พาพระราช- เทวีกระทำประทักษิณเสด็จเลียบพระนคร แล้วเสด็จสู่พื้นอลังกตปราสาท. ฝ่าย นางยักษิณี ถึงเวรตักน้ำ นำน้ำไปถวายท้าวเวสวัณ ถึงความสิ้นชีวิตแล้ว.
หน้า 281 ข้อ 2284
พระมหาสัตว์เจ้าทรงเจริญเติบโตในพระตำหนักเหล็กนั่นเอง จนรู้ เดียงสา ทรงศึกษาศิลปวิทยาทุกอย่างในที่นั้นแหละ. พระราชาตรัสถานหมู่ อำมาตย์ว่า โอรสของเรามีพระชันษาได้เท่าไร ทรงสดับว่า พระโอรสมีพระ- ชันษา ๑๖ แกล้วกล้า สมบูรณ์ด้วยพลานามัย สามารถต่อสู้กับยักษ์ได้แม้ตั้งพัน จึงมีพระราชโองการว่า เราจักมอบราชสมบัติแก่โอรสของเรา ท่านทั้งหลาย จงให้จัดการตกแต่งทั่วทั้งพระนคร แล้วเชิญพระโอรสออกจากตำหนักเหล็ก นำมายังพระราชฐาน อำมาตย์ทั้งหลายรับพระราชโองการว่า ดีละ พระเจ้าข้า แล้วให้พนักงานตบแต่งพระนครพาราณสี อันมีปริมณฑลได้ ๑๒ โยชน์ เสร็จแล้วนำมงคลหัตถี อันเพริศแพร้วไปด้วยสรรพาลังการ ไปยังพระตำหนัก เหล็กนั้น ประดับตกแต่งพระราชกุมารแล้ว ทูลเชิญให้ประทับเหนือมงคลหัตถี แล้วทูลว่า ขอเดชะพระกุมารผู้ประเสริฐ ขอเชิญพระองค์ทรงทำประทักษิณเลียบ พระนครอันอลงกต ซึ่งเป็นมรดกแห่งราชตระกูล แล้วเสด็จไปถวายบังคม พระเจ้ากาสิกราชผู้พระราชบิดา พระองค์จักได้เศวตฉัตรในวันนี้แหละ พะย่ะค่ะ เมื่อพระมหาสัตว์ทำการประทักษิณพระนครอยู่ ทอดพระเนตรเห็นพระราช- อุทยาน แนวป่า สระโบกขรณี พื้นภูมิภาคและปราสาทราชวังอันน่ารื่นรมย์ ยินดีเป็นต้นแล้ว ทรงจินตนาการว่า พระราชบิดาของเรา ให้เราอยู่ในเรือนจำ ตลอดกาลเพียงนี้ ไม่ให้เราได้เห็นพระนครอันตกแต่งงดงามเห็นปานนี้เลย โทษผิดของเรามีอย่างไรหนอ ดังนี้แล้ว จึงตรัสถามพวกอำมาตย์ อำมาตย์ ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โทษผิด ของพระองค์ไม่มีเลย พะย่ะค่ะ แต่นางยักษิณีตนหนึ่งมาเคี้ยวกินพระเชษฐาธิราช ของพระองค์ถึงสองพระองค์ เพราะเหตุนั้น พระราชบิดาของพระองค์ จึง โปรดให้พระองค์อยู่ในตำหนักเหล็ก พระองค์รอดพระชนมชีพมาได้ เพราะ พระตำหนักเหล็กแท้ ๆ พะย่ะค่ะ อโยฆรราชกุมาร ทรงสดับคำของอำมาตย์
หน้า 282 ข้อ 2284
กราบทูล แล้วทรงพระดำริว่า เราอยู่ในครรภ์ของพระมารดา ๑๐ เดือน เหมือนอยู่ในโลหกุมภีนรก และคูถนรก นับแต่คลอดออกจากพระครรภ์พระ- มารดาแล้ว ต้องอยู่ในที่คุมขังถึง ๑๖ ปี ไม่ได้โอกาสที่จะได้ดูโลกภายนอกเลย เป็นเหมือนตกอยู่ในอุสสุทนรกฉะนั้น แม้เราจะพ้นจากเงื้อมมือของนางยักษิณี มาได้ ใช่ว่าจะไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแก่เรา นับแต่วาระที่ได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติแล้ว จะออกบรรพชาได้ยาก เราจักให้ พระราชบิดาทรงอนุญาตารบรรพชาแก่เรา แล้วเข้าไปสู่ป่าหิมพานต์ บวชเสีย วันนี้ทีเดียว ครั้นพระราชกุมารทรงกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าไป สู่ราชตระกูล ถวายบังคมพระราชบิดาแล้วประทับยืนอยู่ พระเจ้าพรหมทัต ทอดพระเนตรสรีรโสภาแห่งพระโอรสแล้ว ทรงเสน่หารักใคร่เป็นกำลังจึงทรง ชำเลืองดูหมู่อำมาตย์ อำมาตย์ทั้งหลายทูลว่า ขอเดชะ จะโปรดให้พวกข้า พระพุทธเจ้า จัดแจงอย่างไรต่อไป. ท้าวเธอจึงตรัสสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงเชิญ โอรสของเราให้ประทับเหนือกองรัตนะ แล้วสระสรงด้วยน้ำสังข์สามอย่าง แล้วสอดสวมกาญจนมาลา และยกเศวตฉัตรขึ้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงถวาย บังคมพระราชบิดาทูลคัดค้านว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความต้องการด้วยราช- สมบัติ ข้าพระพุทธเจ้าจักบวช ขอพระองค์ได้โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระ- พุทธเจ้าบวชเถิด. พระเจ้าพรหมทัตจึงตรัสว่า ลูกรัก เจ้าบอกคืนราชสมบัติ แล้วจักบวช เพราะเหตุอะไร ? พระมหาสัตว์เจ้าทูลตอบว่า ขอเดชะพระราช บิดาผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ข้าพระพุทธเจ้าอยู่ในพระครรภ์พระมารดา ๑๐ เดือน เหมือนอยู่ในคูถนรก ประสูติจากพระครรภ์แล้ว ต้องอยู่ในที่คุมขัง ถึง ๑๖ ปี ไม่ได้โอกาสที่จะเห็นโลกภายนอกได้ เพราะภัยอันเกิดแต่นางยักษิณี ได้เป็นเหมือนตกอยู่โนอุสสุทนรก ถึงพ้นจากเงื้อมมือนางยักษิณีแล้ว ใช่ว่าข้า
หน้า 283 ข้อ 2284
พระพุทธเจ้าจะเป็นคนไม่แก่ไม่ตายก็หามิได้ ขึ้นชื่อว่า มฤตยุราชนี้ ใคร ๆ ไม่อาจชนะ ไม่อาจจะลวงได้ ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้เอือมระอาในภพ ข้าพระ- พุทธเจ้าจักบวชประพฤติธรรมไปจนกว่า ชรา พยาธิ และมรณะ จะไม่มาถึง ข้าพระพุทธเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ปรารถนาราชสมบัติ ขอเดชะพระราชบิดา ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โปรดทรงอนุญาตให้ข้าพระองค์บวชเถิด ดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงธรรมถวายพระราชบิดา จึงตรัส (พระคาถา) ความว่า สัตว์ถือปฏิสนธิ กลางคืนก็ตาม กลางวันก็ตาม ย่อมอยู่ในครรภ์มารดาก่อน สัตว์นั้นย่อมเกิดเพราะ กำลังลม ย่อมไปสู่ความเป็นกลละเป็นต้น ย่อมไม่ย้อน กลับมาสู่ความเป็นกลละเป็นต้นอีก. นรชนทั้งหลาย จะยกพลโยธายุทธนาการกับชรา พยาธิ มรณะไม่ได้เลยเป็นอันขาด เพราะว่าชีวิตของ สัตว์ทั้งมวลนี้ ถูกความเกิดและความแก่เข้าไปประ- ทุษร้ายเบียดเบียน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาผู้เป็นอธิบดีในรัฐทั้งหลาย ย่อมจะข่มขี่ ราชศัตรูผู้มีเสนาอันประกอบด้วยองค์ ๔ ล้วนรูปร่างน่า สะพรึงกลัว เอาชัยชนะได้ แต่ไม่สามารถจะชนะเสนา แห่งมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาบางพวก แวดล้อมด้วยพลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของข้าศึก แต่ก็
หน้า 284 ข้อ 2284
ไม่อาจจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาทั้งหลายผู้กล้าหาญ ย่อมหักค่ายทำลาย พระนครแห่งราชศัตรูให้ย่อยยับได้ และกำจัดมหาชน ได้ด้วยพลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า แต่ ไม่สามารถจะหักรานเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติ- ธรรม. คชสารทั้งหลายที่ตกมัน มีมันเหลวแตกออกจาก กระพอง ย่อมย่ำยีนครทั้งหลาย และเข่นฆ่าประชาชน ได้ แต่ไม่สามารถจะย่ำยีเสนาแห่งมัจจุราชได้ เพราะ เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติ ธรรม. นายขมังธนูทั้งหลาย แม้มีมืออันได้ฝึกฝนมาดี แล้ว เป็นผู้มีปัญญา สามารถยิงธนูให้ถูกได้ในที่ไกล ยิงได้แม่นยำไม่ผิดพลาด ก็ไม่สามารถจะยิงต่อต้าน มัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. สระทั้งหลาย และมหาปฐพีกับทั้งภูเขาราวไพร ย่อมเสื่อมสิ้นไป สังขารทั้งปวงนั้นจะตั้งอยู่นานสัก เท่าไร ก็ย่อมเสื่อมสิ้นไป เพราะสังขารทั้งปวงนั้น ครั้นถึงกาลกำหนดแล้วย่อมจะแตกทำลายไป เพราะ
หน้า 285 ข้อ 2284
เหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติ ธรรม. แท้จริง ชีวิตของสัตว์ทั้งมวลทั้งที่เป็นสตรี และ บุรุษในโลกนี้ เป็นของหวั่นไหว เหมือนแผ่นผ้าของ นักเลงสุรา และต้นไม้เกิดใกล้ฝั่ง เป็นของหวั่นไหว ไม่ยั่งยืนฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ผลไม้ที่สุกแล้ว ย่อมหล่นล่วง ฉันใด สัตว์ ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มแก่ ทั้งปานกลาง ทั้งหญิง ทั้งชาย ย่อมเป็นผู้มีสรีระทำลายหล่นไปฉันนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระจันทร์ อันเป็นราชาแห่งดวงดาวเป็นฉันใด วัยนี้หาเป็นฉันนั้นไม่ เพราะส่วนใดล่วงไปแล้ว ส่วน นั้นเป็นอันล่วงไปแล้วในบัดนี้ อนึ่ง ความยินดีใน กามคุณของคนแก่ชราแล้วย่อมไม่มี ความสุขจะมีมา แต่ไหน เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ บวชประพฤติธรรม. ยักษ์ก็ดี ปีศาจก็ดี หรือเปรตก็ดี โกรธเคืองแล้ว ย่อมเข้าสิงมนุษย์ได้ แต่ไม่สามารถจะเข้าสิงมัจจุราช ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม.
หน้า 286 ข้อ 2284
มนุษย์ทั้งหลายย่อมกระทำการบวงสรวงยักษ์ ปีศาจ หรือเปรตทั้งหลาย ผู้โกรธเคืองแล้วได้ แต่ไม่ สามารถจะบวงสรวงมัจจุราชได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. พระราชาทั้งหลายทรงทราบโทษผิดแล้ว ย่อม ลงอาชญากะบุคคลผู้กระทำความผิด ผู้ประทุษร้ายต่อ ราชสมบัติ และผู้เบียดเบียนประชาชน ตามสมควร แต่ไม่สามารถลงอาชญามัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ชนทั้งหลายผู้กระทำความผิด ฐานประทุษร้าย ต่อพระราชาก็ดี ผู้ประทุษร้ายต่อราชสมบัติก็ดี ผู้ เบียดเบียนประชาชนก็ดี ย่อมจะขอพระราชทานอภัย- โทษได้ แต่หาทำมัจจุราชให้ผ่อนปรน กรุณาปรานี ได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. มัจจุราชมิได้มีความเกรงใจเลยว่า ผู้นี้เป็น กษัตริย์ ผู้นี้เป็นพราหมณ์ ผู้นี้มั่งคั่ง ผู้นี้มีกำลัง ผู้นี้ มีเดชานุภาพ ย่อมย่ำยีทั่วทั้งหมด เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. ราชสีห์ก็ดี เสือโคร่งก็ดี เสือเหลืองก็ดี ย่อม ข่มขี่เคี้ยวกินสัตว์ที่ดิ้นรนอยู่ได้ แต่ไม่สามารถจะเคี้ยว กินมัจจุราชได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
หน้า 287 ข้อ 2284
นักเล่นกลทั้งหลาย เมื่อกระทำกลมายา ณ ท่ามกลางสนาม ย่อมลวงนัยน์ตาประชาชนในที่นั้นๆ ให้หลงเชื่อได้ แต่ไม่สามารถจะลวงมัจจุราชให้หลง เชื่อได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวช ประพฤติธรรม. อสรพิษที่มีพิษร้าย โกรธขึ้นมาแล้ว ย่อมขบกัด มนุษย์ให้ถึงตายได้ แต่ไม่สามารถจะขบกัดมัจจุราช ให้ตายได้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะ บวชประพฤติธรรม. อสรพิษทั้งหลายโกรธขึ้นแล้ว ขบกัดผู้ใด หมอ ทั้งหลายย่อมถอนพิษร้ายนั้นได้ แต่จะถอนพิษของผู้ ถูกมัจจุราชประทุษร้ายหาได้ไม่ เพราะเหตุนั้น ข้า- พระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. แพทย์ผู้มีชื่อเสียงเหล่านี้คือ แพทย์ธรรมมนตรี แพทย์เวตตรุณะ แพทย์โภชะ อาจจะกำจัดพิษ พระยานาคได้ แต่แพทย์เหล่านั้น ต้องทำกาลกิริยา นอนตาย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม. วิชาธรทั้งหลาย เมื่อร่ายอาคมชื่อ โฆรมนต์ ย่อมหายตัวไปได้ด้วยโอสถทั้งหลาย แต่หายตัวไม่ให้ มัจจุราชเห็นไม่ได้เลย เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงคิดว่า จะบวชประพฤติธรรม.
หน้า 288 ข้อ 2284
ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมที่ บุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ นี้เป็น อานิสงส์ในธรรมที่ประพฤติดีแล้ว ผู้มีปกติประพฤติ ธรรม ย่อมไม่ไปสู่ทุคติ. สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม มีวิบากไม่ เสมอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมยังสัตว์ ให้ถึงสุคติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเมกรตฺตึ ความว่า โดยมากสัตว์ ทั้งหลายเมื่อจะถือปฏิสนธิในท้องมารดา มักถือปฏิสนธิในเวลาราตรี เพราะ เหตุนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้. ในข้อนี้มีอรรถาธิบายว่า สัตว์จะถือ ปฏิสนธิในเวลาราตรีก็ตาม ในเวลากลางวันก็ตาม ย่อมอยู่ในครรภ์คือท้อง ของมารดาก่อน. บทว่า มาณโว ความว่า สัตว์ย่อมดำรงอยู่โดยความเป็น กลละ. บทว่า อพฺภุฏฺิโตว โส ยาติ ความว่า เมฆหมอกกล่าวคือวลาหก ตั้งขึ้น เกิดขึ้น ถูกกำลังพายุพัดไปฉันใด สัตว์นั้นย่อมไปสู่ความเป็นกลละก่อน ฉันนั้นเหมือนกัน. ข้อนี้ สมกับที่พระโบราณาจารย์กล่าวไว้ว่า แรกสัตว์ถือปฏิสนธินั้น เป็นกลละคือข้นเข้า หน่อยหนึ่ง ต่อจากกลละก็เป็นอัพพุทะ คือข้นขุ่นดัง น้ำล้างเนื้อ ต่อจากอัพพุทะ ก็เกิดเป็นเปสิ คือชิ้นเนื้อ อ่อน ๆ ต่อจากเปสิก็เป็นฆนะ คือก้อนแข็ง ต่อจาก ฆนะก็เกิดเป็นสาขาอวัยวะ คือ ผมบ้าง ขนบ้าง เล็บ บ้าง มารดาของนระนั้นบริโภคโภชนะสิ่งใด ทั้งข้าว ทั้งน้ำ นระผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น ย่อมเลี้ยงอัตภาพ ด้วยโภชนะสิ่งนั้น อยู่ในครรภ์มารดานั้น.
หน้า 289 ข้อ 2284
ในคาถานั้น พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้ นระนั้นย่อมถึงความเป็นกลละเป็นต้นในครรภ์มารดานี้ และครั้นออก จากครรภ์มารดาแล้ว ก็ถึงความเป็นมันททสกะเป็นต้น ย่อมเป็นไปติดต่อไม่ ขาดระยะ. บทว่า ส คจฺฉํ น นิวตฺตติ ความว่า และเมื่อเป็นไปอย่างนี้ นระนี้ มิได้ย้อนรอยถอยกลับเข้าไปถึงความเป็นกลละจากอัพพุทะ ถึงความเป็นอัพพุทะ เป็นต้น จากเปสิเป็นต้น เป็นมันททสกะ จากขิฑฑาทสกะ หรือถึงความเป็น ขิฑฑาทสกะเป็นต้น จากวัณณทสกะเป็นต้น เปรียบเหมือนวลาหกอันกำลัง ลมพัดให้กระจัดกระจาย ย่อมไม่ได้ที่จะคิดว่า เราตั้งขึ้น ณ ที่โน้น จักกลับไป แล้วดำรงอยู่โดยปกติภาพ ณ ที่โน้นอีกทีเดียว ที่ใดอันวลาหกนั้นไปแล้ว ที่นั้น ชื่อว่าได้ไปแล้ว ที่ใดอันตรธานไป ที่นั้นเป็นอันชื่อว่าอันตรธานไปแล้ว ฉันใด แม้สัตว์ผู้ถือปฏิสนธิในครรภ์ก็ฉันนั้น เมื่อไปโดยความเป็นกลละเป็นต้น ย่อมไปทีเดียว สังขารทั้งหลายในส่วนนั้น ๆ เป็นปัจจัยแห่งภาวะมีในก่อน มิได้ถอยกลับคืนข้างหลัง ย่อมแตกทำลายไปในที่นั้น ๆ ทีเดียว สังขารทั้งหลาย ในชรากาลย่อมไม่ได้สิ่งที่จะคิดว่า เมื่อก่อนนี้หนุ่มแน่นสมบูรณ์ด้วยกำลัง พวกเรากระทำได้ตามต้องการ พวกเราจักให้สังขารนั้นกลับสภาพเดิม ทำได้ เหมือนก่อนนั้นอีก ดังนี้ ย่อมจะอันตรธานไปในที่นั้น ๆ นั่นแหละ. บทว่า น ยุชฺฌมานา ความว่า นรชนทั้งหลายจะตั้งค่ายประชิดพล ทั้งสองข้าง กระทำยุทธสงคราม (กับชรามรณะหาได้ไม่). บทว่า น พเลน วสฺสิตา ความว่า นรชนทั้งหลายจะเข้าถึง คือประกอบด้วยกำลังกาย กำลัง พลโยธาก็ตาม. บัณฑิตพึงนำเอา "น" อักษรข้างหน้า ในบทว่า น ชีรนฺติ มาประกอบแล้ว ทราบเนื้อความว่า นรชนทั้งหลายแม้เห็นปานนี้ จะไม่แก่ ไม่ตายก็หามิได้. บทว่า สพฺพมฺหิ ตํ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า
หน้า 290 ข้อ 2284
เพราะมณฑลแห่งปาณะสัตว์ทั้งหมดนี้ ถูกชาติ และชราเบียดเบียนบีบคั้นเป็น นิตย์ ดุจลำอ้อยถูกเครื่องยนต์ขนาดใหญ่บีบคั้น ฉะนั้น. บทว่า ตํ เม มตี โหติ ความว่า แม้เพราะเหตุนั้น ความคิดของข้าพระพุทธเจ้าจึงมี คือเกิดความ คิดขึ้นว่า จะบวชประพฤติธรรม. บทว่า จาตุรงฺคินึ ความว่า ประกอบด้วย องค์ ๔ มีม้าเป็นต้น. บทว่า เสนํ สุภึสรูปํ ได้แก่ เสนาซึ่งมีรูปร่างน่ากลัว. บทว่า ชยนฺติ ความว่า บางครั้งพระราชาบางจำพวกชนะ (เสนาของศัตรู) ด้วยเสนาของตนได้. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาแม้เหล่านั้น ไม่อาจชนะเสนาแห่งมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ได้ คือไม่สามารถเพื่อจะย่ำยี ชรา พยาธิ และมรณะได้. บทว่า มุจฺจเร เอกจฺจยา ความว่า พระราชาบางพวกแวดล้อม ด้วยพลช้างเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมพ้นจากเงื้อมมือของปัจจามิตรได้ แต่ไม่สามารถ เพื่อจะพ้นจากสำนักของมัจจุราชได้. บทว่า ปภิญฺชนฺติ ความว่า พระราชา ผู้แกล้วกล้า ย่อมหักหาญตีเอาพระนครของราชศัตรูได้ ด้วยพลช้างเป็นต้น เหล่านั้น. บทว่า ปธํสยนฺติ ความว่า ย่อมกำจัดย่ำยียังมหาชนให้ถึงความตาย ได้. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาเหล่านั้น เมื่อกาลมรณะ มาถึงแล้ว ไม่อาจที่จะหักรานมฤตยูได้. บทว่า ภินฺนคฬา ปภินฺนา ความว่า คชสารทั้งหลาย เป็นสัตว์มีมันเหลวแตกออกในที่ ๓ สถาน ก็เมามัน คือมีมันเหลวไหลออก. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แม้คชสารเหล่านั้น ไม่อาจย่ำยีมัจจุราชผู้มีเสนาใหญ่ได้. บทว่า อิสฺสาสิโน ได้แก่ นายขมังธนูทั้งหลาย. บทว่า กตหตฺถา ความว่า ผู้ศึกษาดีแล้ว. บทว่า ทูเรปาตี ความว่า เป็นผู้สามารถยิงให้ถูกได้ ณ ที่ไกล. บทว่า อกฺขณเวธิโน ความว่า ยิงได้แม่นไม่ผิดพลาด หรือ
หน้า 291 ข้อ 2284
เป็นผู้สามารถยิงได้ด้วยสายฟ้าแลบ. บทว่า สรานิ ความว่า แม้สระใหญ่ๆ ทั้งหลาย มีสระอโนดาตเป็นต้น ย่อมเสื่อมสิ้นไปเหมือนกัน. บทว่า สเสล- กานนา ความว่า แม้มหาปฐพีพร้อมทั้งบรรพต และไพรสณฑ์ก็ดี ย่อม เสื่อมสิ้นไป. บทว่า สพฺพํ หิ ตํ ความว่า ธรรมชาติอันนับว่าเป็นสังขาร ทั้งหมดนี้ แม้ตั้งอยู่ยืนนานเพียงใด ก็ย่อมจะเสื่อมสิ้นไป แม้มหาเมรุราช ถึงไฟบัลลัยกัลป์แล้ว ย่อมจะย่อยยับไปเหมือนขี้ผึ้งใกล้เตาไฟ ย่อมละลายไป ฉะนั้น ฝ่ายสังขารมีประมาณเล็กน้อย ไม่สามารถดำรงอยู่ได้. สังขารทั้งหมด ถึงกาลเป็นที่สุด คือถึงวาระกาลพินาศแล้ว ย่อมจะหักละเอียด คือแตกทำลาย ไป. เพื่อจะประกาศความนี้นั้น ควรนำสัตตสุริยสูตรมาแสดง. บทว่า จลาจลํ ความว่า เป็นของจลาจล คือไม่สามารถดำรงอยู่ ตามสภาพของตนได้ มีอันเป็นไปต่าง ๆ แปลก ๆ กัน. บทว่า ปาณภุโนธ ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของปาณสัตว์ทั้งหลายเหล่านั้นในโลกนี้ (ก็ฉันนั้น). บทว่า ปโฏว ธุตฺตสฺส ทุโมว กูลโช ความว่า ธรรมดานักเลงสุราเห็นสุราแล้ว ย่อมเปลื้องผ้าคาดพุงแลกดื่มได้ทีเดียว ต้นไม้ที่เกิดใกล้ฝั่งแม่น้ำ เมื่อฝั่งพังลง ไป ก็ย่อมโค่นล้มไป แผ่นผ้าของนักเลงสุรา และต้นไม้ใกล้ฝั่งนี้เป็นฉันใด ขอเดชะ ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น. บทว่า ทุมฺมปฺผลาเนว ความว่า ผลไม้ทั้งหลายที่สุกแล้วถูกลมกระทบ ย่อมหล่นจากต้นตกลงที่พื้นดิน ฉันใด มาณพทั้งหลายเหล่านี้ ถูกลมคือชรากระทบแล้ว กลืนกินชีวิตแล้ว ย่อมล่วง หล่นไปในแผ่นดินคือความตาย ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า ทหรา ความว่า มาณพทั้งหลายเหล่านี้ คือคนหนุ่ม โดยที่สุดแม้ตั้งอยู่ในความเป็นกลละก็ดี. บทว่า มชฺฌิมโปริสา ความว่า หญิงชายผู้ตั้งอยู่ในวัยกลางคน ทั้งอุภโต- พยัญชนก และนปุงสกเพศ.
หน้า 292 ข้อ 2284
บทว่า ตารกราชสนฺนิโภ ความว่า พระจันทร์เป็นราชาแห่ง ดวงดารา สิ้นแรงลงในกาฬปักษ์ข้างแรม แต่ก็แจ่มใสเต็มดวง ในชุณหปักษ์ ข้างขึ้นฉันใด วัยของสัตว์ทั้งหลายหาเป็นฉันนั้นไม่. เพราะวัยของสัตว์ทั้งหลาย ส่วนใดล่วงไปแล้ว เป็นอันว่าส่วนนั้นล่วงไปแล้วในบัดนี้ทีเดียว ไม่มีทางที่จะ กลับคืนไปสู่วัยนั้นได้อีก. บทว่า กุโต รติ ความว่า แม้ความยินดีในกามคุณ ทั้งหลายของคนแก่ชราย่อมไม่มี ความสุขอันเกิดขึ้น เพราะอาศัยกามคุณนั้น จะมีมาแต่ไหน. บทว่า ยกฺขา ได้แก่ ยักษ์ผู้มีมหิทธิฤทธิ์ . บทว่า ปีสาจา ได้แก่ ปีศาจคลุกฝุ่น. บทว่า เปตา ได้แก่ สัตว์ผู้เข้าถึงเปตวิสัย. บทว่า อสฺสสนฺติ ความว่า เข้าไปกระทบ หรือแทรกซึมเข้าไปตามลมหายใจเข้าออก. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่แม้ยักษ์เป็นต้น แม้เหล่านั้น ไม่สามารถ จะเข้าไปกระทบทรือแทรกซึมตามลมหายใจมฤตยูได้. บทว่า นิชฺฌาปนํ กโรนฺติ ความว่า ให้อดโทษ คือให้ยินดี ด้วยสามารถแห่งพลีกรรมได้. บทว่า อปราธเก ได้แก่ ผู้กระทำความผิด ต่อพระราชา. บทว่า ทูสเก ได้แก่ ผู้ประทุษร้ายต่อราชสมบัติ. บทว่า เหเก ได้แก่ ผู้เบียดเบียนชาวโลกด้วยการตัดช่องย่องเบาเป็นต้น. บทว่า ราชิโน ได้แก่ พระราชาทั้งหลาย. บทว่า วิทิตฺวาน โทสํ ความว่า พระราชาทั้งหลายทรงทราบโทษผิดแล้ว ย่อมลงอาชญา ตามสมควรแก่ความผิด. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แต่พระราชาเหล่านั้น ไม่อาจลงอาชญา แก่ มฤตยุราชได้. บทว่า นิชฺฌาเปตุํ ความว่า ย่อมได้เพื่อจะประกาศความเป็น ผู้ไร้ความผิดของตนได้ ด้วยหลักฐานพยาน. บทว่า น อฑฺฒกา พลวา เตชวาปิ ความว่า พระโพธิสัตว์เจ้าทรงแสดงว่า มัจจุราชมิได้มีความเกรงใจ แม้อย่างนี้ว่า ชนเหล่านี้ มั่งคั่ง ผู้นี้มีกำลัง ทั้งด้วยกำลังกาย และกำลังความรู้ ผู้นี้มีเดชานุภาพ คือไม่มีความเกรงใจ รักใคร่สิเนหาในสัตวนิกายแม้แต่ผู้เดียว ย่อมย่ำยีทั้งหมดทีเดียว.
หน้า 293 ข้อ 2284
บทว่า ปสยฺห ความว่า ข่มขี่โดยพลการ. บทว่า น มจฺจุโน ความว่า แม้สัตว์เหล่านั้น ก็ไม่อาจเคี้ยวกินมัจจุราชได้. บทว่า กโรนฺตา ความว่า กระทำกลมายา. บทว่า โมเหนฺติ ความว่า แสดงสิ่งที่ไม่จริง ทำให้เห็นเป็นจริง ลวงนัยน์ตาประชาชน. บทว่า อุคฺคเตชา ความว่า อสรพิษทั้งหลายที่ประกอบด้วยเดชคือพิษกล้า. บทว่า ติกิจฺฉกา ได้แก่ หมอผู้เยียวยาแก้พิษ. บทว่า ธมฺมนฺตรี เวตฺตรุโณ จ โภโช ความว่า แพทย์ผู้มีชื่ออย่างนี้ เหล่านี้. บทว่า โฆรมธียมานา ได้แก่ ผู้ทรงไว้ซึ่งวิชาชื่อโฆระ. บทว่า โอสเธภิ ความว่า วิชาธรทั้งหลาย ครั้นร่าย วิชา ชื่อโฆระหรือคันธะเป็นต้นแล้ว ถือโอสถไปสู่ที่ซึ่งข้าศึกทั้งหลายไม่อาจแล เห็นได้ด้วยโอสถเหล่านั้น. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สุจริตธรรม. บทว่า รกฺขติ ความว่า สุจริตธรรม อันบุคคลใดรักษาแล้ว สุจริตธรรมนั้นย่อมรักษาผู้นั้น ตอบ. บทว่า สุขํ ความว่า ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมา คือให้ถึงสุข ได้แก่ นำเข้าไปด้วยอำนาจแห่งปฏิสนธิในฉกามาพจรสวรรค์. ครั้นพระมหาสัตว์เจ้า แสดงธรรมถวายพระราชบิดา ด้วยคาถา ๒๔ คาถา อย่างนี้แล้ว กราบทูลว่า ขอเดชะพระชนกมหาราชเจ้า ราชสมบัติของ พระราชบิดา จงเป็นของพระราชบิดาผู้เดียวเถิด ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความ ต้องการด้วยราชสมบัตินี้ ชรา พยาธิ และมรณะ ย่อมรุกรานข้าพระพุทธเจ้า ซึ่งกําลังกราบทูลสนทนากับพระองค์อยู่ทีเดียว ขอพระองค์จงอยู่เป็นสุขเถิด ดังนี้แล้ว สละกามทั้งหลายถวายบังคมลาพระชนกชนนี เสด็จออกบรรพชา อุปมาเหมือนช้างซับมัน สลัดตัดเสียซึ่งห่วงเหล็กแล่นไป หรือดุจสีหโปดกทำลาย กรงทองไปได้ฉะนั้น. ลำดับนั้น พระราชบิดาของพระมหาสัตว์ ทรงดำริว่า ประโยชน์อะไรด้วยราชสมบัติแม้แก่เรา จึงสละราชสมบัติ เสด็จออกพร้อมกับ พระราชโอรสทีเดียว. เมื่อพระเจ้าพรหมทัตกำลังเสด็จออกไปนั้น ทั้งพระเทวี
หน้า 294 ข้อ 2284
ทั้งหมู่อำมาตย์ราชบริพาร ตลอดจนชาวพระนครทั้งสิ้น มีพราหมณ์และ คฤหบดีเป็นต้น ต่างพากันสละเคหสถานออกตามเสด็จพระเจ้าพรหมทัต ได้ เกิดเป็นมหาสมาคมใหญ่ มีบริษัทนับได้ประมาณ ๑๒ โยชน์ พระมหาสัตว์เจ้า พาบริษัทนั้นเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบว่า พระ- มหาสัตว์เจ้าเสด็จออกแล้ว จึงส่งวิสสุกรรมเทพบุตร ไปเนรมิตอาศรมบทให้ ยาว ๑๒ โยชน์ กว้าง ๗ โยชน์ ทั้งให้จัดแจงบรรพชิตบริขารไว้ครบถ้วน. ต่อจากนี้ไป การบรรพชาของพระมหาสัตว์เจ้าก็ดี การให้โอวาทก็ดี ความ เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าก็ดี ความไม่ไปสู่อบายของบริษัทก็ดี พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังทั้งหมด. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน ตถาคตก็ออกสู่มหาภิเนษกรมณ์อย่างนี้ เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชมารดาบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น มหาราชสกุล บริษัทได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วน อโยฆรบัณฑิต ได้มาเป็น เราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้เลย. จบอรรถกถาอโยฆรชาดก จบอรรถกถา วีสตินิบาต เพียงเท่านี้ รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. มาตังคชาดก ๒. จิตตสัมภูตชาดก ๓. สีวิราชชาดก ๔. สิริ- มันทชาดก ๕. โรหนมิคชาดก ๖. หังสชาดก ๗. สัตติคุมพชาดก ๘. ภัลลา- ติยชาดก ๙. โสมนัสสชาดก ๑๐. จัมเปยยชาดก ๑๑. มหาโลภนชาดก ๑๒. ปัญจบัณฑิตชาดก ๑๓. หัตถิปาลชาดก ๑๔. อโยฆรชาดก และอรรถกถา.
หน้า 295 ข้อ 2285, 2286
ติงสตินิบาตชาดก ๑. กิงฉันทชาดก ว่าด้วยโทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น [๒๒๘๕] ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีความพอใจ อะไร ประสงค์อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ผู้เดียว ในเวลาร้อน เพราะเหตุไร ท่าน จึงมานั่งดูแม่น้ำ. [๒๒๘๖] หม้อน้ำใหญ่ มีรูปทรงงดงามฉันใด ผลมะม่วงสุก อันมีสีกลีบและรสดีเยี่ยม ก็มีอุปไมย ฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำพัดลอย มาท่ามกลางแม่น้ำ จึงได้หยิบเอามาเก็บไว้ในเรือนไฟ. แต่นั้น ก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเอง แล้วฉัน ความหิว และความกระหายของเราก็หายไป. เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมด เราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความ พอใจในผลไม้ไร ๆ อื่น. ผลมะม่วงใดเกิดมีแก่ข้าพเจ้า ผลมะม่วงนั้น มีรสอร่อยเป็นเลิศ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ คงจักนำความ
หน้า 296 ข้อ 2286
ตายมาแก่ข้าพเจ้าแน่ เพราะซูบผอม เนื่องจากอด อาหาร. ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุก อันลอยมาจากทะเล ในห้วงมหรรณพได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผลมะม่วงสุก นั้น คงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้า ต้องมานั่งอยู่ ณ ที่นี้ เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมดข้าพเจ้าบอกท่าน แล้ว. ข้าพเจ้านั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ แม่น้ำ นี้กว้างขวางมีปลาโลมาใหญ่อาศัยอยู่ น่าจะพึงมีความ สบาย ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเราไม่หนีไป ท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด. ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอันสันทัดงามดี ท่านผู้มี ร่างอันสะคราญ เช่นกับด้วยทองใบทั้งแผ่น หรือดุจ นางพยัคฆีที่สัญจรไปตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือ ว่าท่านมาที่นี่เพื่ออะไร. เทพนารีทั้งหลายในเทวโลก ซึ่งเป็นบริจาริกา แห่งทวยเทพในฉกามาพจรสวรรค์ มีอยู่เหล่าใด หรือ สตรีมีรูปงาม ในมนุษยโลกเหล่าใด เทพนารีและสตรี ทั้งหลายเหล่านั้น ในหมู่เทวดาคนธรรพ์และมนุษย์ ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป ท่านผู้มีตะโพกอัน งามประหนึ่งทอง เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกชื่อและ เผ่าพันธุ์เถิด.
หน้า 297 ข้อ 2287
[๒๒๘๗] ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่ เฉพาะหน้าแม่น้ำโกสิกิคงคาอันน่ารื่นรมย์ใจ โกสิกิ- คงคานั้น มีกระแสอันเชี่ยว เป็นห้วงน้ำใหญ่ ข้าพเจ้า สิงสถิตอยู่ในวิมาน อันตั้งอยู่ที่แม่น้ำนั้น. มีลำห้วย และลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่ง เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรง มารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น. ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแส ไหลเชี่ยว สีเขียวปัดอีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาค กระทำให้มีสีวิจิตรต่าง ๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ. แม่น้ำเหล่านั้น ย่อมพัดเอาผลมะม่วง ผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อ เป็นอันมากเนือง ๆ. ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ฝั่งทั้งสองตกลงในน้ำ แล้ว ผลไม้นั้นย่อมเป็นไปในอำนาจแห่งกระแสน้ำ ของข้าพเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์มีปัญญามาก ผู้ยิ่งใหญ่ กว่านรชน ท่านรู้อย่างนี้แล้วจงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่า พอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย จงเลิกคิด เสียเถิด.
หน้า 298 ข้อ 2288
ดูก่อนพระราชฤาษี ผู้ยังรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้า ไม่เข้าใจว่า ท่านจะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร เมื่อ ท่านซูบผอมรอความตายอยู่. พรหม คนธรรพ์ เทวดา และฤาษีทั้งหลายใน โลกนี้ ผู้มีตบะอันสำรวมแล้ว เรืองตบะ เริ่มตั้งความ เพียร ผู้เรืองยศ ย่อมรู้ความที่ท่านตกอยู่ในอำนาจ แห่งตัณหา อย่างไม่ต้องสงสัยเลย. [๒๒๘๘] บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชน ผู้รู้จักศีล และความไม่เที่ยง ดำรงอยู่เหมือนเราฉะนั้น ซึ่งรู้ธรรม ทั้งปวง รู้ความสลาย และความจุติแห่งชีวิต ถ้านระ นั้นไม่คิดฆ่าบุคคลอื่นผู้มีความสุข. ดูก่อนท่านผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันทั่วแล้ว ท่านเป็นผู้ อันชนผู้ลอยบาปรู้แจ้งแล้วว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก แต่ต้องปรารถนาบาปกรรมแก่ตน เพราะใช้คำบริภาษ อันไม่ประเสริฐไพเราะ. ดูก่อนท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตาย อยู่ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน เมื่อเราตายไปแล้ว ความ ติเตียนก็จักมาถึงท่าน โดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนท่านผู้มีสะเอวอันกลมกลึง เพราะฉะนั้น แล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวง ติเตียนท่านได้ในภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว.
หน้า 299 ข้อ 2289, 2290
[๒๒๘๙] เหตุนั้น ข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านจง อดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมอุทิศตน และให้ มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่านละกามคุณที่ละได้ยาก แล้ว ตั้งไว้ซึ่งความสงบ และสุจริตธรรม. บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อนได้ แล้วภายหลัง มาตั้งอยู่ในสังโยชน์ ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อม เจริญแก่บุคคลนั้น. มาเถิด ข้าพเจ้าจะนำท่านไปยังสวนมะม่วง ท่าน จงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย โดยส่วนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจักนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่าน จงเป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่เถิด. ดูก่อนท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้นเกลื่อน- กล่นไปด้วยหมู่นก ที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนก กระเรียน นกยูง นกเขา ตัวมีสร้อยคออันน่าชม มีหมู่ หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่าที่ร้องปลุกสัตว์ ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น. ผลมะม่วงในสวนนั้น ดกเป็นพวงๆดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย. [๒๒๙๐] ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่องอาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน
หน้า 300 ข้อ 2291
ลูบไล้ด้วยจุรงจันทน์ กลางคืนมีหญิง ๑๖,๐๐๐ คน เป็นบริจาริกาบำเรอท่านอยู่ แต่กลางวันต้องเสวย ทุกขเวทนา. หญิงเหล่านี้ได้เป็นบริจาริกาของท่าน มีถึง ๑๖,๐๐๐นาง ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยมีใน มนุษยโลก น่าขนพองสยองเกล้า. ในภพปางก่อน ท่านทำกรรมอะไรไว้ จึงต้อง นำทุกขเวทนามาสู่ตน ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษย- โลก จึงต้องเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนเองในบัดนี้. [๒๒๙๑] ข้าพเจ้าเรียนจบไตรเพท หมกมุ่นอยู่ ในกามทั้งหลาย ได้ประพฤติเพื่อความฉิบหายใช่ ประโยชน์ แก่ชนเหล่าอื่น ตลอดกาลนาน. บุคคลใดเป็นผู้ขูดเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลนั้นย่อม ต้องควักเนื้อของตนกิน เช่นเดียวกับข้าพเจ้ากินเนื้อ หลังของตนอยู่จนทุกวันนี้. จบกิงฉันทชาดกที่ ๑
หน้า 301 ข้อ 2291
อรรถกถาติงสตินิบาต อรรถกถากิงฉันทชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ อุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึฉนฺโท กิมธิปฺปาโย ดังนี้. ความย่อว่า วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามอุบาสก - อุบาสิกาเป็นอันมาก ผู้รักษาอุโบสถ ผู้มานั่งเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนาอยู่ที่โรงธรรมสภาว่า ดูก่อน อุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย พวกท่านรักษาอุโบสถหรือ ? เมื่อเขากราบทูลให้ ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลายทำการรักษาอุโบสถ จัดว่าได้ทำความดี โบราณกบัณฑิตทั้งหลายได้รับยศอันยิ่งใหญ่ ก็เพราะผลแห่งอุโบสถกรรม กึ่งหนึ่ง อันพวกอุบาสกอุบาสิกากราบทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี โดยธรรม ทรงเป็นผู้มีศรัทธา ปสาทะ ไม่ประมาทในทานศีล และ อุโบสถกรรม. ท้าวเธอมีตรัสสั่งแม้กะชนที่เหลือ มีอำมาตย์เป็นต้น ให้ตั้งมั่น ในกุศลจริยามีทานเป็นต้น. แต่ปุโรหิตของพระองค์ มีปกติรีดเลือดเนื้อ ประชาชน กินสินบน วินิจฉัยอรรถคดีโดยอยุติธรรม. ในวันอุโบสถตรัสสั่ง ให้ประชาขนมีอำมาตย์เป็นต้นมาเฝ้า แล้วตรัสสั่งว่า พวกท่านทั้งหลายจงมา รักษาอุโบสถ. ปุโรหิตก็ไม่ยอมสมาทานอุโบสถ คราวนั้น เมื่อพระราชากำลัง ทรงซักถามพวกอำมาตย์ว่า ท่านทั้งหลายสมาทานอุโบสถละหรือ ? จึงตรัส
หน้า 302 ข้อ 2291
ถามปุโรหิตนั้น ผู้รับสินบนและตัดสินอรรถคดีโดยอยุติธรรม ในเวลากลางวัน แล้วมาสู่ที่เฝ้าว่า ท่านอาจารย์ ท่านสมาทานอุโบสถแล้วหรือ ? ปุโรหิตนั้น ทูลคำเท็จว่าสมาทานแล้ว พะย่ะค่ะ แล้วลงจากปราสาทไป. ครั้งนั้น อำมาตย์ ผู้หนึ่งท้วงว่า ท่านไม่ได้สมาทานอุโบสถมิใช่หรือ ? ปุโรหิตนั้นพูดแก้ตัวว่า ข้าพเจ้าบริโภคอาหารเฉพาะในเวลาเท่านั้น และข้าพเจ้ากลับไปเรือนแล้ว จักบ้วนปากอธิษฐานอุโบสถ ไม่บริโภคอาหารในเวลาเย็น ข้าพเจ้าจักรักษา อุโบสถศีลในเวลากลางคืน ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าก็จักมีอุโบสถกรรม กึ่งหนึ่ง. อำมาตย์ผู้นั้นกล่าวว่า ดีละขอรับ ท่านอาจารย์ เขากลับเรือนแล้ว ก็ได้กระทำอย่างนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อปุโรหิตนั้นนั่งอยู่ในศาล. สตรีผู้มีศีลคนหนึ่ง มา ยื่นฟ้องคดี เมื่อไม่ได้โอกาสที่จะกลับไปเรือน จึงคิดว่า เราจักไม่ละเลย อุโบสถกรรม พอใกล้เวลา นางจึงเริ่มบ้วนปาก. ขณะนั้น มีผู้นำผลมะม่วงสุก มาให้พราหมณ์ปุโรหิตพวงหนึ่ง. พราหมณ์ปุโรหิตรู้ว่า หญิงนั้นจะสมาทาน อุโบสถ จึงหยิบมะม่วงส่งให้ พร้อมกับพูดว่า เจ้าจงรับประทานมะม่วงสุก เหล่านี้ก่อน แล้วจึงสมาทานอุโบสถเถิด. หญิงนั้นก็ได้กระทำตามนั้น. กุศล- กรรมของพราหมณ์ปุโรหิตมีเพียงเท่านี้. ในเวลาต่อมา พราหมณ์ปุโรหิตนั้นทำกาลกิริยาแล้ว ได้ไปบังเกิด เหนือสิริไสยาสน์อันอลงกต ในวิมานทองอันงามเรืองรอง มีภูมิภาคเป็น รมณียสถาน ในสวนอัมพวัน มีบริเวณ ๓ โยชน์ ใกล้ฝั่งน้ำโกสิกิคงคานที ในหิมวันตประเทศ ดุจคนที่หลับแล้วตื่นขึ้น มีเรือนร่างอันประดับตกแต่ง ดีแล้ว ทรงรูปโฉมงามสง่า แวดล้อมด้วยนางเทพกัญญาหมื่นหกพันเป็นบริวาร. เขาได้เสวยสิริสมบัตินั้น เฉพาะในเวลากลางคืนเท่านั้น. ความจริง เทพบุตรนั้น ได้เสวยวิบากผลสมกับกรรมที่ตนทำไว้ โดยภาวะเป็นเวมานิกเปรต. เพราะ
หน้า 303 ข้อ 2291
ฉะนั้น เมื่อเวลาอรุณขึ้น เขาจะต้องไปสู่สวนอัมพวัน. ในขณะที่ย่างเข้าไปสู่ สวนอัมพวันเท่านั้น อัตภาพอันเป็นทิพย์ของเขาก็อันตรธานไป เกิดอัตภาพ ประมาณเท่าลำตาล สูง ๘๐ ศอกแทน ไฟติดทั่วร่างกาย เป็นเหมือนดอก ทองกวาวที่บานเต็มที่ฉะนั้น นิ้วแต่ละนิ้วที่มือทั้งสองข้าง มีเล็บโตประมาณ เท่าจอบใหญ่. เขาเอาเล็บเหล่านั้น กรีดจิกควักเนื้อข้างหลังของตนออกมากิน เสวยทุกขเวทนาร้องโอดครวญอยู่. เมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ร่างนั้นก็ อันตรธานไป ร่างอันเป็นทิพย์ก็เกิดขึ้นแทน. เหล่านางฟ้อนอันเป็นทิพย์ ผู้ประดับตกแต่งแล้วด้วยทิพพาลังการ ต่างถือดุริยางดนตรี มาห้อมล้อมบำเรอ เมื่อจะเสวยมหาสมบัติ ก็ขึ้นไปยังปราสาทอันเป็นทิพย์ ในสวนอัมพวันอัน เป็นรมณียสถาน. เวมานิกเปรตนั้น ได้เฉพาะซึ่งสวนอัมพวัน อันมีปริมณฑล ๓ โยชน์ ด้วยผลแห่งการให้ผลมะม่วง แก่สตรีผู้สมาทานอุโบสถ แต่เพราะผล แห่งการกินสินบน ตัดสินคดีโดยอยุติธรรม จึงต้องจิกควักเนื้อหลังของตนกิน และเพราะผลแห่งอุโบสถกรรมกกึ่งหนึ่ง จึงได้เสวยยศอันเป็นทิพย์แวดล้อมด้วย หญิงฟ้อนหมื่นหกพันเป็นบริวาร บำรุงบำเรอด้วยประการฉะนี้. กาลนั้น พระเจ้าพาราณสี เห็นโทษในกามารมณ์ จึงเสด็จออก ทรงผนวชเป็นดาบส ให้กระทำบรรณศาลาที่ภูมิประเทศอันน่ารื่นรมย์ประทับ อยู่ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยอุญฉาจริยวัตร (เที่ยวภิกษาเลี้ยงชีวิต). อยู่มา วันหนึ่ง ผลมะม่วงสุกโตประมาณเท่าหม้อเขื่อง ๆ ตกมาจากสวนอัมพวันนั้น ลอยมาตามกระแสแม่น้ำคงคา มาถึงตรงท่าน้ำซึ่งเป็นที่บริโภคใช้สอยของ พระดาบสนั้น. พระดาบสกำลังล้างปากอยู่ เหลือบเห็นผลมะม่วงสุกนั้นลอย มากลางน้ำ จึงลงว่ายน้ำเก็บมานำไปอาศรมบท เก็บไว้ในเรือนไฟ ผ่าด้วยมีด แล้วฉันพอเป็นเครื่องประทังชีวิต ส่วนที่เหลือเอาใบตองปิดไว้ แล้วต่อมาก็ฉัน ผลมะม่วงนั้นทุก ๆ วันจนหมด. เมื่อมะม่วงสุกผลนั้นหมดแล้ว ก็ไม่อยากฉัน
หน้า 304 ข้อ 2291
ผลไม้อื่น ๆ เพราติดรส จึงตั้งใจว่า จักฉันเฉพาะผลมะม่วงสุกชนิดนั้น จึง ไปนั่งคอยดูอยู่ที่ริมแม่น้ำ ตกลงใจว่า ถ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกจักไม่ยอมลุกขึ้น. ดาบสนั้นไม่ยอมขบฉัน สู้นั่งคอยดูผลมะม่วงอยู่ที่ริมน้ำนั้นถึง ๖ วัน จน ร่างกายซูบซีดเพราะลมและแดดแผดเผา ครั้นถึงวันที่เจ็ด นางเทพธิดาผู้รักษา แม่น้ำ พิจารณาดูรู้เหตุนั้น แล้วคิดว่า พระดาบสผู้นี้เป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจของ ความอยาก สู้อดอาหารถึง ๗ วัน มานั่งคอยดูแม่น้ำคงคา การที่เราจะไม่ ถวายผลมะม่วงสุกแก่ดาบสนี้ไม่สมควรเลย เมื่อดาบสนี้ไม่ได้ผลมะม่วงสุกคง จักมรณภาพ เราจักถวายแก่ท่าน จึงมายืนบนอากาศเหนือแม่น้ำคงคา เมื่อจะ สนทนากับดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านมีความพอใจอะไร ประสงค์ อะไร ปรารถนาอะไร แสวงหาอะไร จึงมานั่งอยู่แต่ ผู้เดียวในเวลาร้อน เพราะเหตุไร ท่านจึงมานั่งดูแม่น้ำ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ อัธยาศัย. บทว่า อธิปฺปาโย ได้แก่ ความคิด. บทว่า สมฺมสิ ความว่า ท่านปรารถนา (อะไร) ? บทว่า ฆมฺมนิ แปลว่า ในฤดูร้อน. บทว่า เอสํ แปลว่า แสวงหา. นางเทพธิดากล่าวเรียกดาบสนั้นว่า " พราหมณ์ " เพราะบวชแล้ว. ท่านอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านประสงค์อะไร คิดถึงอะไร ปรารถนา อะไร แสวงหาอะไร เพราะต้องการอะไร ท่านจึงมาแลดูแม่น้ำอยู่ที่ฝั่งคงคานี้. พระดาบสได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถา ความว่า หม้อน้ำใหญ่ มีรูปทรงงดงามฉันใด ผลมะม่วง สุกอันมีสีกลีบและรสดีเยี่ยม ก็มีอุปไมยฉันนั้น. เราได้เห็นผลมะม่วงนั้น อันกระแสน้ำพัดลอย มาท่ามกลางแม่น้ำ จึงได้หยิบเอามาเก็บไว้ในเรือนไฟ.
หน้า 305 ข้อ 2291
แต่นั้นก็วางไว้บนใบตอง ทำวิกัปด้วยมีดเอง แล้วก็ฉัน ความหิวและความระหายของเราก็หายไป. เราหมดความกระวนกระวายใจ พอมะม่วงหมด เราต้องอดทนต่อความทุกข์ ย่อมไม่ได้ประสบความ พอใจในผลไม้ไร ๆ อื่น. ผลมะม่วงใดเกิดมีแก่ข้าพเจ้า ผลมะม่วงนั้นมี รสอร่อยเป็นเลิศ เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ คงจักนำความ ตายมาแก่ข้าพเจ้าแน่ เพราะซูบผอม เนื่องจากอด อาหาร. ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุก อันลอยมาจากทะเล ในห้วงมหรรณพได้ ข้าพเจ้าเข้าใจว่าผลมะม่วงสุกนั้น คงจักนำความตายมาแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าต้องมานั่งอยู่ ที่นี่เพราะเหตุใด เหตุนั้นทั้งหมดข้าพเจ้าบอกท่านแล้ว. ข้าพเจ้านั่งอยู่ เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ แม่น้ำ นี้กว้างขวางมีปลาโลมาใหญ่อาศัยอยู่ น่าจะพึงมีความ สบาย ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเราไม่หนีไป ท่านจงบอกความนั้นแก่เราเถิด. ดูก่อนท่านผู้มีร่างกายอันสันทัดงามดี ท่านผู้มี ร่างอันงามเช่นกับด้วยทองใบทั้งแผ่น หรือดุจนาง- พยัคฆี ที่สัญจรไปตามซอกเขา ท่านเป็นใคร หรือ ว่าท่านมาที่นี่เพื่ออะไร.
หน้า 306 ข้อ 2291
เทพนารีทั้งหลายในเทวโลก ซึ่งเป็นบริจาริกา แห่งทวยเทพในฉกามาพจรสวรรค์ มีอยู่เหล่าใด หรือ สตรีมีรูปงาม ในมนุษยโลกเหล่าใด เทพนารี และ สตรีทั้งหลายเหล่านั้น ในหมู่เทวดาคนธรรพ์ และ มนุษย์ ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป ท่านผู้มี ตะโพกอันงามประหนึ่งทอง เราถามท่านแล้ว ขอจง บอกชื่อและเผ่าพันธ์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาริธโร กุมฺโภ ได้แก่ หม้อน้ำ. บทว่า สุปรินาหวา แปลว่า มีทรวดทรงงาม. บทว่า วณฺณคนฺธรสุตฺตมํ ความว่า อุดมด้วยสีกลิ่นและรสทั้งหลาย. บทว่า ทิสฺวาน เท่ากับ ทิสฺวา แปลว่า เห็นแล้ว. บทว่า อมลมชฺฌิเม ได้แก่ ผู้มีทรวดทรงสันทัดปราศจาก มลทิน. พระดาบสเมื่อจะสนทนาปราศรัยกับเทวดาจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ปาณิภิ ได้แก่ ด้วยมือทั้งสอง. บทว่า อคฺยายตนมาหรี ความว่า ได้นำ มาสู่โรงพิธีบูชาไฟของตน. บทว่า วิกปฺเปตฺวา ได้แก่ ผ่าตัดแล้ว. ปาฐะเป็น วิกนฺเตตฺวา ดังนี้ก็มี. ยังมีปาฐะเหลืออยู่บทหนึ่งคือบทว่า ขาทึ. บทว่า อหาสิ เม ความว่า พอข้าพเจ้าวางมะม่วงลงที่ปลายลิ้น เท่านั้น รสแห่งมะม่วงสุกนั้น แผ่ไปตลอดเส้นเอ็น รับรสทั้ง ๗ พัน จนบำบัด ความหิวและความระหายของข้าพเจ้าได้. บทว่า อเปตทรโถ ความว่า มีความกระวนกระวายทางกายและใจปราศไปแล้ว. เพราะว่า ผลมะม่วงสุกนั้น กำจัดความกระวนกระวายของข้าพเจ้าได้ เหมือนบริโภคโภชนะอันมีรสดี. บทว่า พยนฺตีภูโต ความว่า ผลมะม่วงนั้นเกิดหมดไป อธิบายว่า เป็นผู้มี ผลมะม่วงสุกสิ้นไปแล้ว.
หน้า 307 ข้อ 2291
บทว่า ทุกฺขกฺขโม ความว่า ประกอบไปด้วยความทุกข์อันไม่น่า ชื่นใจ คือด้วยความทนทรมานกาย และความทนทรมานจิต. พระดาบสแสดง ความหมายว่า ก็เพราะข้าพเจ้าไม่ถึงความยินดี แม้เล็กน้อยในผลกล้วยและ ผลขนุนเป็นต้น อย่างอื่น ผลกล้วย ผลขนุนทั้งหมด พอข้าพเจ้าวางแตะลิ้น ก็สำเร็จความอิ่มทันที (คือเมื่อไม่อยากกิน). บทว่า โสสิตฺวา ความว่า เพราะซูบผอมเนื่องจากอดอาหาร. บทว่า ตํ มมํ ความว่า ผลมะม่วงสุกนั้น (คงจักนำความตาย) มาแก่ข้าพเจ้า. บทว่า ยสฺส ความว่า ผลมะม่วงใด พึงมี คือ ผลมะม่วงย่อมมี. ท่านอธิบายว่า ผลาผลอันใดได้ยังประโยชน์ให้ สำเร็จแก่ข้าพเจ้า. บทว่า วุยฺหมานํ ความว่า กำลังลอยมาในห้วงน้ำ กล่าวคือ ลำน้ำ อันมีกระแสทังลึกทั้งกว้าง. อธิบายว่า ข้าพเจ้าเก็บผลมะม่วงสุกขึ้นจาก ทะเลนั้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ผลมะม่วงสุกนั้นคงนำความตายมาให้ข้าพเจ้า เพราะ เมื่อข้าพเจ้าไม่ได้ผลมะม่วงสุกนั้น ชีวิตคงจักไม่เป็นไปได้. บทว่า อุปวสามิ ความว่า ข้าพเจ้าถูกความหิวระหายเบียดเบียนแล้วจึงต้องอยู่ ในที่นี้. บทว่า รนฺมํ ปฏินิสินฺโนสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้านั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์. บทว่า ปุถุโลมายุตา ปุถู ความว่า แม่น้ำนี้กว้างใหญ่ไพบูลย์ อันปลาโลมา ใหญ่อยู่อาศัย อธิบายว่า สถานที่เช่นนี้ น่าจะเป็นสถานที่ผาสุกสำหรับข้าพเจ้า บทว่า อปาลยินี แปลว่า ไม่หนีไป. พระดาบสเรียกเทพยดานั้นว่า มม สมฺมุขา ิเต ข้าแต่ท่านผู้ยืนอยู่เฉพาะหน้าแห่งเรา. ปาฐะว่า อปลามินี ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีสรีระร่างกายหาตำหนิมิได้ดังทองที่ไล่มลทินโทษออกแล้ว. บทว่า กิสฺส วา ความว่า พระดาบสถามว่า หรือท่านมาในที่นี้ด้วยเหตุไร. บทว่า รูปปฏฏปฺลมตฺถีว ความว่า มีรูปร่างเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทองใบ. บทว่า พยคฺฆีว ความว่า ดูดุจพยัคฆราชหนุ่มงามแช่มช้อย ด้วยท่าทาง เยื้องกราย. บทว่า เทวานํ ได้แก่ เทวดาชั้นกามาพจรสวรรค์ทั้ง ๖. บทว่า
หน้า 308 ข้อ 2291
ยา วา มนุสฺสโลกสฺมึ ความว่า หรือสตรีมีรูปร่างในมนุษยโลกเหล่าใด. บทว่า รูเปนนฺวาคติตฺถิโย ได้แก่ สตรีผู้สมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ. บทว่า นตฺถิ ความว่า โดยที่ตนมุ่งจะสรรเสริญเทพธิดา พระดาบส จึงกล่าวอย่างนี้. ก็พระดาบสนั้นมีความมุ่งหมายว่า (เทพนารี และสตรีทั้งหลาย เหล่านั้น) ไม่มีที่จะเสมอเหมือนท่านด้วยรูป. บทว่า คนฺธพฺพมานุเส ความว่า ในหมู่คนธรรพ์และมนุษยโลก ซึ่งอาศัยกลิ่นหอมที่รากเป็นต้น ประพรม. บทว่า จารุปุพฺพงฺคี ความว่า ผู้ประกอบไปด้วยอวัยวะ ตะโพก ขาอ่อน งามดังทอง. บทว่า นามญฺจ พนฺธเว ความว่า พระดาบสกล่าวว่าท่าน โปรดบอก นามโคตรและเผ่าพันธุ์ของตน แก่ข้าพเจ้าเถิด. ลำดับนั้น นางเทพธิดาได้กล่าวคาถา ๘ คาถา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่ เฉพาะแม่น้ำ โกสิกิคงคาอันน่ารื่นรมย์ใด โกสิกิคงคานั้น มีกระแส อันเชี่ยว เป็นห้วงน้ำใหญ่ ข้าพเจ้าสิงสถิตอยู่ในวิมาน อันตั้งอยู่ที่แม่น้ำนั้น. มีลำห้วย และลำธาร ไหลมาจากเขาหลายแห่ง เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ไม้นานาพรรณ ย่อมไหลตรง มารวมอยู่ที่ข้าพเจ้าทั้งนั้น. ใช่แต่เท่านั้น ยังมีน้ำที่ไหลมาจากป่า มีกระแส ไหลเชี่ยว สีเขียวปัด อีกมากหลาย และน้ำที่พวกนาค กระทำให้มีสีวิจิตรต่าง ๆ ย่อมไหลมาตามกระแสน้ำ. แม่น้ำเหล่านั้น ย่อมพัดเอาผลมะม่วงผลชมพู่ ผลขนุนสำมะลอ ผลกระทุ่ม ผลตาล และผลมะเดื่อ เป็นอันมาก มาเนือง ๆ.
หน้า 309 ข้อ 2291
ผลไม้ชนิดใดชนิดหนึ่ง ที่ฝั่งทั้งสอรตกลงในน้ำ แล้ว ผลไม้นั้นย่อมเป็นไปในอำนาจ แห่งกระแสน้ำ ของข้าพเจ้า โดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนท่านผู้เป็นปราชญ์ มีปัญญามาก ผู้เป็นใหญ่ กว่านรชน ท่านรู้อย่างนี้แล้วจงฟังข้าพเจ้า ท่านอย่า พอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย จงเลิกคิด เสียเถิด. ดูก่อนพระราชฤาษี ผู้ยังรัฐให้เจริญ ข้าพเจ้า ไม่เข้าใจว่าท่านจะเจริญรุ่งเรืองไปได้อย่างไร เมื่อท่าน ซูบผอมรอความตายอยู่. พรหม คนธรรพ์ เทวดา และฤาษีทั้งหลาย ใน โลกนี้ ผู้มีตนอันสำรวมแล้ว เรืองตบะ เริ่มตั้งความ เพียร ผู้เรืองยศ ย่อมรู้ความที่ท่านตกอยู่ในอำนาจแห่ง ตัณหา อย่างไม่ต้องสงสัยเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกสิกึ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ดาบส ท่านนั่งอยู่เฉพาะแม่น้ำโกสิกิคงคา อันรื่นรมย์ใด. บทว่า ภูสาลยา วุตฺถา ความว่า ข้าพเจ้าอาศัยอยู่ที่แม่น้ำนั้น ซึ่งมีกระแสอันเชี่ยว ประกอบด้วย ห้วงน้ำใหญ่. อธิบายว่า ข้าพเจ้าสิงอยู่ที่วิมานอันตั้งอยู่ที่แม่น้ำคงคา. บทว่า วรวาริวโหฆวา ความว่า มีน้ำไหลเชี่ยวประกอบด้วยห้วงน้ำใหญ่. บทว่า สมฺมุขา ความว่า เทพยดาแสดงว่าห้วยละหานลำธารเขา มีประการดังกล่าว แล้ว ย่อมบ่ายหน้าพร้อมมายังเรา เราเป็นประธานของแม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า อภิสนฺทนฺติ แปลว่า ย่อมไหลไป. อธิบายว่า นทีธาร ทั้งหลายอันไหลมาจากที่นั้น ๆ ย่อมเข้าไปสู่เรา คือแม่น้ำโกสิกิคงคาสิ้น. บทว่า
หน้า 310 ข้อ 2291
วนโตทา ความว่า ใช่แต่ห้วยละหาน ลำธาร เขา เท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้ น้ำที่บ่ามาจากป่า คือน้ำที่ไหลมาจากป่านั้นเป็นอันมาก ย่อมไหลไป. บทว่า นีลวาริวหินฺธรา ความว่า ทรงไว้ซึ่งห้วงน้ำ กล่าวคือกระแสน้ำอันประกอบ ด้วยน้ำสีเขียว ดังสีแก้วมณี. บทว่า นาคจิตฺโตหา ความว่า น้ำอันประกอบ ด้วยน้ำ กล่าวคือสี อันนาคทั้งหลายการทำให้วิจิตรก็ดี. บทว่า วารินา ความว่า นางเทพธิดาแสดงว่า แท้จริงแม่น้ำทั้งหลาย จำนวนมากเห็นปานนี้ ย่อมไหล ไปตามกระแสน้ำคือยังเราให้เต็มบริบูรณ์ด้วยน้ำทีเดียว. บทว่า ตา ได้แก่ แม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น. บทว่า อาวหนฺติ ความว่า แม่น้ำทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมพัดพาผลมะม่วงเป็นต้นเหล่านั้นเข้ามา. ก็บททั้งหลายเหล่านี้ทั้งหมด เป็น ปฐมาวิภัติ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตา เป็นทุติยา- วิภัตติ พหุวจนะ. บทว่า อาวหนฺติ ความว่า แม่น้ำเหล่านั้นย่อมพัดพาผลมะม่วง เป็นต้นเหล่านี้เข้ามา อธิบายว่า และผลมะม่วงเป็นต้น อันถูกพัดไปอย่างนี้ ย่อมเข้าไปสู่กระแสของเรา. บทว่า โสตสฺส ความว่า ผลไม้ชนิดใดหล่นจาก ต้นไม้ ที่เกิดอยู่ ณ ริมฝั่งทั้งสองข้าง ลอยไปในน้ำ ผลไม้ชนิดนั้นทั้งหมด เป็นอันเข้าถึงอำนาจแห่งกระแสน้ำของเราทีเดียว ไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนี้. เทพธิดานั้นบอกเหตุที่ผลมะม่วงสุกนั้นลอยมาตามกระแสน้ำอย่างนี้. บททั้งสอง คือ เมธาวี ปุถุปญฺา เป็นอาลปนะ. (คำเรียกร้อง) ทั้งนั้น. บทว่า มา โรจย ความว่า ท่านอย่าพอใจความเกี่ยวเกาะด้วยตัณหาอย่างนี้เลย. บทว่า ปฏิเสธ แปลว่า จงห้ามเสียเถิด. บทว่า ตํ ความว่า นางเทพธิดากล่าวสอนพระราชา. บทว่า วุทฺธวํ ได้แก่ ความเจริญด้วยปัญญา คือความเป็นบัณฑิต. บทว่า รฏาภิวฑฺฒน แปลว่า ท่านราชฤาษีผู้ยังรัฐมณฑลให้เจริญ. บทว่า อาจย- มาโน ความว่า ท่านจงก่ออัตภาพ คือเจริญด้วยเนื้อและเลือด เป็นหนุ่ม
หน้า 311 ข้อ 2291
แน่นเถิด. นางเทพธิดาเรียกพระดาบสนั้นว่า ราชิสิ (ท่านราชฤาษี) ท่านกล่าว- อธิบายไว้ว่า ท่านยังเป็นหนุ่ม แต่ซูบผอมเพราะอดอาหาร หวังจะได้ความตาย เพราะโลภในมะม่วง เราหาสำคัญความเป็นบัณฑิตเช่นนี้ของท่านไม่. บทว่า ตสฺส ความว่า บุคคลใดเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา ย่อมรู้ความที่ บุคคลนั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจแห่งตัณหา โดยไม่ต้องสงสัย. เมื่อนทีเทพธิดา จะให้ดาบสนั้นเกิดความสังเวชจึงกล่าวอย่างนี้ว่า พรหมผู้ที่ถึงการนับว่าเป็นบิดา คนธรรพ์พร้อมทั้งกามาวรเทพยดา และฤาษี ผู้มีจักษุทิพย์ดังที่กล่าวมาแล้ว ย่อมรู้ความที่บุคคลนั้นเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจ ตัณหาโดยไม่ต้องสงสัย แต่ข้อที่ท่านผู้มีฤทธิ์เหล่านั้นรู้ว่า ดาบสชื่อโน้นเป็นผู้ ตกอยู่ในอำนาจของตัณหาดังนี้ ไม่น่าอัศจรรย์ ถึงปริจาริกชนของฤาษีผู้เริ่ม ดังความเพียร ผู้ยงยศเหล่านั้น ก็จะรู้เพราะฟังคำของชนเหล่านั้นพูดกันอยู่อีก เพราะขึ้นชื่อว่า ความลับของบุคคลผู้ทำความชั่ว ย่อมไม่มี. ลำดับนั้น พระดาบสได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า บาปย่อมไม่เจริญแก่นรชน ผู้รู้จักศีล และความ ไม่เที่ยง ดำรงอยู่เหมือนเราฉะนั้น ซึ่งรู้ธรรมทั้งปวง รู้ความสลายและความจุติแห่งชีวิต ถ้านระนั้นไม่คิด ฆ่าบุคคลอื่นผู้มีความสุข. ดูก่อนท่านผู้อันหมู่ฤาษีรู้กันทั่วแล้ว ท่านเป็นผู้ อันชนผู้ลอยบาปรู้แจ้งแล้วว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก แต่ต้องปรารถนาบาปกรรมแก่ตน เพราะใช้คำบริภาษ อันไม่ประเสริฐไพเราะ.
หน้า 312 ข้อ 2291
ดูก่อนท่านผู้มีตะโพกอันผึ่งผาย ถ้าเราจักตายอยู่ ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน เมื่อเราตายไปแล้ว ความติเตียน ก็จักมาถึงท่านโดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนท่านผู้มีสะเอวอันกลมกลึง เพราะฉะนั้น แล ท่านจงรักษาบาปกรรมไว้เถิด อย่าให้คนทั้งปวง ติเตียนท่านได้ในภายหลัง ในเมื่อเราตายไปแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ วิทิตฺวา ความว่า ข้าพเจ้ารู้จักศีล และความไม่เที่ยงฉันใด บาปย่อมไม่พอกพูน คือไม่เจริญแก่นระผู้รู้แล้วดำรง อยู่ฉันนั้น. บทว่า วิทู ได้แก่ ผู้รู้แจ้ง. บทว่า สพฺพธมฺมํ ได้แก่ สุจริตธรรม ทุกอย่าง. เพราะในคาถานี้ สุจริตธรรมสามอย่าง ประสงค์เอาเป็นสรรพธรรม. บทว่า วิทฺธํสนํ ได้แก่ ความดับ. บทว่า จวนํ ได้แก่ จุติ. บทว่า ชีวิตสฺส ได้แก่ อายุ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บาปย่อมไม่พอกพูน คือไม่เจริญแก่ พระผู้เป็นบัณฑิต รู้แจ้งแล้วดำรงอยู่อย่างนี้ คือรู้แจ้งซึ่งสุจริตธรรมทั้งปวง และความไม่เที่ยงแห่งชีวิต. บทว่า สเจ น เจเตติ วธาย ตสฺส ความว่า ถ้านระนั้นไม่คิด คือ ไม่ดำริเพื่อจะฆ่าบุคคลอื่นผู้ถึงความสุข ได้แก่ ไม่ยังบุคคลอื่น หรือแม้ ทรัพย์มรดกของเขาให้พินาศ ก็ข้าพเจ้าไม่คิดเพื่อจะฆ่าใคร ๆ นั่งคอยดูแม่น้ำ ทำความอาลัยในมะม่วงสุกอย่างเดียว ท่านตรวจดู ได้เห็นอกุศลกรรมอะไร ของข้าพเจ้าบ้างเล่า ? บทว่า อิสิปูคสมญฺาเต ความว่า ผู้อันหมู่ฤาษี รู้ทั่วแล้วด้วยดี คืออันฤาษีทั้งหลายรับรู้แล้ว. บทว่า เอวํ โลกฺยา ความว่า ท่านเป็นผู้อันชนผู้ลอยบาปรู้ทั่วแล้วอย่างนี้ว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลก. บทว่า สติ นี้ เป็นอาลปนะเรียกขานว่า ดูก่อนท่านผู้สวยงาม เลอโฉม. บทว่า อนริยํ
หน้า 313 ข้อ 2291
ปริสํภาเส ความว่า ประกอบไปด้วยคำบริภาษ อันไม่งดงาม เป็นต้นว่า รำเลิกถึงบิดามารดาของเขา. บทว่า ชิคึสติ ความว่า แม้เมื่อบาปในตัวของ ข้าพเจ้าไม่มีอยู่เลย ท่านก็มาบริภาษข้าพเจ้าถึงอย่างนี้ ทั้งเพ่งเล็งความตายต่อ ข้าพเจ้า ชื่อว่าใฝ่แสวงหาบาปกรรม ทำให้เกิดขึ้นแก่ตน. บทว่า ตีเร เต ความว่า ที่ริมฝั่งน้ำของท่าน. บทว่า ปุถุสุสฺโสณิ ความว่า ประกอบไปด้วยตะโพก อันงดงาม ผึ่งผาย. บทว่า เปเต ความว่า เมื่อข้าพเจ้าตายไปสู่ปรโลกแล้ว เพราะไม่ได้ผลมะม่วงสุก. บทว่า ปกฺวกฺขาสิ ความว่า ชนทั้งปวงอย่ากล่าวร้าย ด่าว่า ติเตียน นินทา. ปาฐะว่า ปกฺขตฺถาสิ ดังนี้ก็มี. นางเทพธิดาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า เหตุนั้นข้าพเจ้าทราบแล้ว ท่านจงอดกลั้นไว้ก่อน ข้าพเจ้าจะยอมตน และให้มะม่วงแก่ท่าน เพราะท่าน ละกามคุณที่ละได้ยาก แล้วตั้งไว้ซึ่งความสงบ และ สุจริตธรรม. บุคคลใดละสังโยชน์ในก่อนได้ แล้วภายหลัง มาตั้งอยู่ในสังโยชน์ ประพฤติอธรรมอยู่ บาปย่อม เจริญแก่บุคคลนั้น. มาเถิด ข้าพเจ้า จะนำท่านไปยังสวนมะม่วง ท่านจงเป็นผู้มีความขวนขวายน้อยโดยส่วนเดียวเถิด ข้าพเจ้าจักนำท่านไปในสวนมะม่วงอันร่มเย็น ท่านจง เป็นผู้ไม่ขวนขวายอยู่เถิด.
หน้า 314 ข้อ 2291
ดูก่อนท่านผู้ปราบปรามข้าศึก สวนนั้นเกลื่อน- กล่นไปด้วยหมู่นก ที่มัวเมาอยู่ในรสดอกไม้ มีนก กระเรียน นกยูง นกเขา ซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม มี หมู่หงส์ส่งเสียงร้องขรม ฝูงนกดุเหว่าที่ร้องปลุกสัตว์ ทั้งหลายอยู่ในสวนมะม่วงนั้น. ผลมะม่วง ในสวนนั้น ดกเป็นพวง ๆ ดุจฟ่อนฟาง ปลายกิ่งห้อยโน้มลงมา มีทั้งต้นคำ ต้นสน ต้นกระทุ่ม และผลตาลสุกห้อยอยู่เรียงราย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺาตเมตํ ความว่า เหตุที่ท่านอ้างว่า ความครหาจักมีแก่ท่าน กล่าวอ้างไว้เพื่อต้องการผลมะม่วงสุกนั้น ข้าพเจ้า ทราบแล้ว. บทว่า อวิสยฺหสาหิ ความว่า ขึ้นชื่อว่าพระราชาทั้งหลายย่อม อดกลั้นสิ่งที่อดกลั้นได้ยาก ด้วยเหตุนั้น นางเทพธิดาเมื่อปรารภถึงเหตุนั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อตฺตานํ ความว่า เมื่อข้าพเจ้าโอบอุ้มท่านพาไปสู่ สวนมะม่วง ชื่อว่ายอมถวายตนแก่ท่าน และจะถวายผลมะม่วงสุกนั้นแก่ท่าน ด้วย. บทว่า กามคุเณ ได้แก่ วัตถุกามทั้งหลาย อันประดับด้วยกาญจนมาลา และเศวตฉัตร. บทว่า สนฺติญฺจ ธมฺมญฺจ ได้แก่ ศีลกล่าวคือสันติอันยังความทุศีล ให้สงบระงับ และสุจริตธรรม. บทว่า อธิฏิโตสิ ความว่า ท่านเป็นผู้ เข้าถึงคุณธรรมเหล่านี้ และเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในคุณธรรมเหล่านี้. บทว่า ปุพฺพ- สํโยคํ ได้แก่ ข้อผูกพันอันมีในก่อน. บทว่า ปจฺฉาสํโยชเน ได้แก่ ข้อผูกพันอันมีในภายหลัง. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนดาบสผู้เจริญ ผู้ใด สละสิริราชสมบัติอันยิ่งใหญ่ แล้วติดในรสตัณหาเพียงแค่ผลมะม่วงสุกไม่คำนึง
หน้า 315 ข้อ 2291
ถึงลมและแดด สู้นั่งซบเซาอยู่ที่ชายฝั่งน้ำ ผู้นั้นข้ามมหาสมุทรได้ ก็เป็นเช่น กับบุคคลผู้จมลงในที่สุดฝั่ง บุคคลใดเป็นผู้ตกอยู่ในอำนาจรสตัณหา ประพฤติ อธรรมอย่างเดียว บาปซึ่งกระทำด้วยอำนาจรสตัณหา ย่อมเพิ่มแก่บุคคลนั้น นางเทพธิดานั้นกล่าวตำหนิดาบสอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า กามํ อปฺโปสฺสุโก ภว ความว่า ท่านต้องเป็นผู้ไม่มีอาลัย อยู่ที่สวนมะม่วง โดยส่วนเดียวเถิด. บทว่า ตสฺมึ ความว่า ข้าพเจ้าจักเป็นผู้ นำท่านไปที่สวนมะม่วงอันเยือกเย็นนั้น. บทว่า ตํ ความว่า เมื่อนางเทพธิดา กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงอุ้มดาบสขึ้นนอนแนบอก เหาะไปในอากาศ เห็นทิพ- อัมพวันอันมีปริมณฑลได้ ๓ โยชน์ และได้สดับเสียงแห่งสกุณปักษี แล้วจึง บอกแก่ดาบส กล่าวอย่างนี้ว่า ตํ เป็นต้น. บทว่า ปุปฺผรสมตฺเตหิ ความว่า มัวเมาด้วยรสแห่งปุปผชาติ. บทว่า วงฺกงฺเคภิ ความว่าสวนอัมพวันนั้น เซ็งแซ่ไปด้วยฝูงนก ทั้งหลาย ตัวมีคออันคด และบัดนี้เมื่อนางเทพธิดา จะบอกชื่อนกเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โกญฺจา (นกกระเรียน) ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิวิยา แปลว่า อันเป็นทิพย์. บทว่า โกยฏฺิมธุสาลิยา ความว่า นางเทพธิดา แสดงว่า ทิพสกุณปักษีเหล่านี้คือ (นกกระเรียน นกยูง นกเขา และนก ขุนทอง) ซึ่งมีสร้อยคออันน่าชม ย่อมอยู่ในสวนอัมพวันนี้. บทว่า กุชฺชิตา หํสูปเคภิ ความว่า มีฝูงหงส์ขันคู ส่งเสียงร้องระงม. บทว่า โกกิเลตฺถ ปโพธเร ความว่า นกดุเหว่าทั้งหลาย อยู่ในสวนอัมพวันนั้น กู่ก้องร้องปลุก สัตว์ทั้งหลายให้ตื่นอยู่. บทว่า อมฺเพตฺถ ความว่า มีต้นมะม่วง อยู่ในสวน อัมพวันนั้น. บทว่า วิปฺปสูนคฺคา ความว่า ปลายกิ่งโน้มน้อมลง เพราะ เต็มไปด้วยพวงผล.
หน้า 316 ข้อ 2291
บทว่า ปลาลขลสนฺนิภา ความว่า มีผลดกเช่นกับ ฟ่อนฟาง ข้าวสาลี เพราะสั่งสมไปด้วยช่อเเละดอก. บทว่า ปกฺกตาลวิลมฺพิโน ความ ว่า นางเทพธิดาพรรณนาถึงสวนอัมพวันว่า มีผลตาลสุกห้อยย้อยอยู่ไสว และ ต้นไม้เห็นปานนี้ มีอยู่ในสวนอัมพวันนี้. ก็แหละครั้นนางเทพธิดาพรรณนาแล้ว พาพระดาบสมาในสวนอัมพ- วัน แล้วสั่งว่า ท่านโปรดขบฉันผลมะม่วงทั้งหลาย ยังความอยากของตน ให้เต็มบริบูรณ์ ในสวนอัมพวันนี้ แล้วหลีกไป ครั้นพระดาบส ขบฉันผล มะม่วงจนอิ่มสมอยากแล้ว พักผ่อนแล้ว จึงเที่ยวไปในสวนอัมพวัน พบเห็น เปรตนั้นกำลังเสวยทุกข์ (แต่) ไม่สามารถจะพูดอะไรได้ แต่เมื่อพระอาทิตย์ อัสดงแล้ว เห็นเปรตนั้น มีหญิงฟ้อนแวดล้อมบำเรอ เสวยทิพยสมบัติอยู่ จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ท่านทรงทิพมาลา ผ้าโพกศีรษะ และเครื่อง อาภรณ์ล้วนแต่เป็นทิพย์ มีทองต้นแขน ลูบไล้ด้วย จุรณจันทน์ กลางคืนมีหญิง๑๖,๐๐๐คน เป็นปริจาริกา บำเรอท่านอยู่ แต่กลางวันต้องเสวยทุกขเวทนา. หญิงเหล่านี้ได้เป็นปริจาริกาของท่าน มีถึง ๑๖,๐๐๐นาง ท่านมีอานุภาพมากอย่างนี้ ไม่เคยมีใน มนุษยโลก น่าขนพองสยองเกล้า. ในปุริมภพ ท่านทําบาปกรรมอะไรไว้ จึงต้อง นำทุกขเวทนามาสู่ตน ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษย- โลก จึงต้องเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนเองในบัดนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลี แปลว่า ผู้ทรงมาลาทิพย์. บทว่า ติรีฏิ แปลว่า ผู้ทรงผ้าโพกอันเป็นทิพย์. บทว่า กายุรี แปลว่า ประดับ
หน้า 317 ข้อ 2291
อาภรณ์ล้วนเป็นทิพย์. บทว่า องฺคที ความว่า ประกอบด้วยกำไลมือ และ แขนอันเป็นทิพย์. บทว่า จนฺทนุสฺสโท ความว่า มีร่างกายไล้ทาด้วยจันทน์ อันเป็นทิพย์. บทว่า ทิวา ความว่า แต่ในเวลากลางวันต้องเสวยมหา- ทุกขเวทนา. บทว่า ยา เตมา ตัดบทเป็น ยา เต อิมา แปลว่า หญิงเหล่านี้. บทว่า อพฺภูโต ความว่า ไม่เคยมีเลยในมนุษยโลก. บทว่า โลมหํสโน ความว่า ชนเหล่าใดเห็นท่าน ขนของคนเหล่านั้นย่อมชูชัน. บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในภพก่อน. บทว่า อตฺตทุกฺขาวหํ ความว่า เป็นเหตุนำทุกขเวทนา มาสู่ตน. บทว่า มนุสฺเสสุ ความว่า ท่านทำกรรมอะไรไว้ในมนุษยโลก จึงต้องมาเคี้ยวกินเนื้อหลังของตนในบัดนี้. เปรตจำพระดาบสได้ จึงทูลว่า พระองค์คงจำข้าพระพุทธเจ้าไม่ได้ ข้าพระพุทธเจ้า คือผู้ที่ได้เป็นปุโรหิตของพระองค์ ข้าพระพุทธเจ้าต้องเสวย ความสุขในกลางคืนนี้ เพราะผลแห่งอุโบสถกึ่งหนึ่งที่ตนได้ทำมา เพราะอาศัย พระองค์ แต่ที่ได้เสวยทุกขเวทนาในเวลากลางวัน เพราะผลแห่งบาปกรรม ที่ทำไว้แล้วเหมือนกัน แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้า อันพระองค์ทรงตั้งไว้ใน ตำแหน่งผู้พิพากษา ได้ชำระคดีโดยอยุติธรรมรับสินบน ขูดเลือดเนื้อประชาชน ทางเบื้องหลัง เพราะผลแห่งกรรมที่ทำไว้นั้น ตอนกลางวัน ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้เสวยทุกขเวทนานี้ แล้วกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าพเจ้าเรียนจบไตรเพท หมกมุ่นอยู่ในกาม ทั้งหลาย ได้ประพฤติเพื่อความฉิบหายมิใช่ประโยชน์ แก่ชนเหล่าอื่น ตลอดกาลนาน. บุคคลใดเป็นผู้ขูดเลือดเนื้อผู้อื่น บุคคลนั้นย่อม ต้องควักเนื้อของตนกิน เช่นเดียวกับข้าพระพุทธเจ้า กินเนื้อหลังของตนอยู่จนทุกวันนี้.
หน้า 318 ข้อ 2291
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺเฌนานิ ได้แก่ พระเวทย์ทั้งหลาย. บทว่า ปฏิคฺคยฺห ความว่า เล่าเรียนทรงจำ. บทว่า อจรึ ได้แก่ ปฏิบัติ แล้ว. บทว่า อหิตายหํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าได้ปฏิบัติความฉิบหาย มิใช่ประโยชน์. บทว่า โย ปิฏฺิมํสิโก ความว่า บุคคลใดกินเนื้อหลังของ คนอื่น ย่อมเป็นผู้ยุยง ส่อเสียด. บทว่า อุกฺกจฺจ แปลว่า ต้องล้วง-ต้องควัก. ก็แลครั้นเปรตกราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพระดาบสว่า พระองค์ เสด็จมาในที่นี้ได้อย่างไร ? พระดาบสเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังโดยพิสดาร. เปรตทูลถามอีกว่า ก็บัดนี้พระองค์จะประทับอยู่ในที่นี้ต่อไป หรือจักเสด็จไป ที่อื่น ? พระดาบสตรัสตอบว่า เราหาอยู่ไม่ จักกลับไปสู่อาศรมบทนั่นเทียว. เปรตทูลว่า ดีละพระเจ้าข้า ข้าพระพุทธเจ้าจักบำรุงพระองค์ด้วยผลมะม่วงสุก เป็นประจำ แล้วนำพระดาบสไปในอาศรมบท ด้วยอานุภาพของตน ทูลขอ ปฏิญญาว่า ขอพระองค์อย่าได้มีความกระสัน ประทับอยู่ในที่นี้เถิด แล้ว ทูลลาไป ตั้งแต่นั้นมา เปรตนั้นก็บำรุงพระดาบสด้วยผลมะม่วงสุกเป็นนิตย์. พระดาบสเมื่อได้ฉันผลมะม่วงสุกนั้น ก็กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและ อภิญญาให้บังเกิด แล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระบรมศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่อุบาสกอุบาสิกา ทั้งหลายแล้ว ทรงประกาศอริยสัจธรรม ในที่สุดแห่งอริยสัจเทศนา บางพวก ได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระ- อนาคามี ทรงประชุมชาดกว่า นางเทพธิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น นางอุบล วรรณา ส่วน ดาบส ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถากิงฉันทชาดก
หน้า 319 ข้อ 2292, 2293
๒. ภุมภชาดก ว่าด้วยโทษของสุรา [๒๒๙๒] (พระเจ้าสัพพมิตต์ตรัสถามว่า) ท่านเป็น ใคร มาจากไตรทิพย์หรือ จึงเปล่งรัศมีสว่างไสว อยู่ในนภากาศ เหมือนพระจันทร์ส่องสว่างในยาม รัตติกาล ฉะนั้น รัศมีแผ่ซ่านออกจากตัวท่านดุจ สายฟ้าแลบในเวหาสฉะนั้น. ท่านเหยียบลมหนาวในอากาศได้ เดินและยืน ในอากาศได้ ฤทธิ์ของเทวดาทั้งหลาย ผู้ไม่ต้องเดิน ทางไกล ท่านทำให้เป็นที่ตั้ง และให้เจริญดีแล้วเป็น ไฉน ? ท่านเป็นใคร มายืนอยู่ในอากาศ ร้องขายหม้อ อยู่ หรือว่าหม้อของท่านนี้ใช้ประโยชน์อะไรได้ ดูก่อน พราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้าเถิด. [๒๒๙๓] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) หม้อใบนี้มิใช่ หม้อเนยใส มิใช่หม้อน้ำมัน มิใช่หม้อน้ำผึ้ง โทษ ของหม้อใบนี้ มีอยู่มิใช่น้อย ท่านจงฟังโทษเป็น อันมากที่มีอยู่ในหม้อใบนี้. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เดินโซเซตกลงไปยัง บ่อ ถ้ำ หลุมน้ำครำ และหลุมโสโครก พึงบริโภค
หน้า 320 ข้อ 2293
ของที่ไม่ควรบริโภคแม้มากได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ไม่มีกฎเกณฑ์ในใจ เที่ยวหยำเปไป เหมือนโคกินกากสุราฉะนั้น เป็น เหมือนขาดที่พักพิง ย่อมฟ้อนรำได้ ขับร้องได้ ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึงเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดนี้แล้ว แก้ผ้าเปลือยกาย เที่ยว ไปตามตรอก ตามนั้น ในบ้านเหมือนชีเปลือย มี จิตลุ่มหลง นอนตื่นสาย ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็ม ไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ลุกขึ้นโซเซ โคลง ศีรษะ และยกแขนขึ้นร่ายรำ เหมือนหุ่นรูปไม้ฉะนั้น ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว นอนจนถูกไฟไหม้ และกินอาหารที่เหลือเดนสุนัขได้ ย่อมถึงการถูกจอง จำ ถูกฆ่า และถึงความเสื่อมแห่งโภคะ ท่านจงซื้อ หม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว พูดคำที่ไม่ควรพูด นั่ง พร่ำในที่ประชุม ปราศจากผ้าผ่อน เลอะเทอะ นอน จมอยู่ในอาเจียนของตน มีแต่เรื่องฉิบหาย ท่านจงซื้อ หม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
หน้า 321 ข้อ 2293
บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว วางมาดเป็นคนสำคัญ นัยน์ตาขุ่นขวาง เข้าใจว่าบ้านเมืองเป็นของเราคนเดียว พระราชาแม้มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบขัณฑสีมา ก็ไม่ เสมอเรา ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิด นั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ถือตัวจัด ก่อการทะเลาะ วิวาท ยุยงส่อเสียด มีผิวพรรณน่าเกลียด เปลือยกาย วิ่งไป อยู่อย่างนักเลงเก่า ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่ง เต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. น้ำชนิดนี้ ทำตระกูลทั้งหลายในโลกนี้อันมั่งคั่ง บริบูรณ์ มีเงินทองตั้งหลายพัน ให้ขาดทายาทได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. ข้าวเปลือก ทรัพย์สินเงินทอง ไร่นา โค กระบือ ในสกุลใดย่อมพินาศไป ตระกูลที่มั่งมีทั้งหลายขาดสูญ ไป เพราะดื่มน้ำชนิดใด ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่ง เต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุรุษดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เป็นคนหยาบช้า ด่า มารดาบิดาได้ แม้ถึงเป็นพ่อผัวก็พึงหยอกลูกสะใภ้ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. นารีดื่มน้ำชนิดใดแล้ว กลายเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า ด่าพ่อผัว แม่ผัว และสามีได้ แม้เป็นทาส เป็นคนรับใช้ ก็ยอมรับเป็นสามีของตนได้ ท่านจง ซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
หน้า 322 ข้อ 2293
บุรุษดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ฆ่าสมณะหรือพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมได้ พึงไปสู่อบายเพราะกรรมนั้นเป็น เหตุ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มนำชนิดใดแล้ว ประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจได้ย่อมไปสู่นรกเพราะ ประพฤติทุจริต ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วย น้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายแม้ยอมสละเงินเป็นอันมาก มาอ้อน- วอนบุรุษใด ซึ่งไม่เคยดื่มสุรา ให้พูดเท็จ ย่อมไม่ได้ บุรุษนั้นครั้นดื่มสุราแล้ว ย่อมพูดเหลาะแหละเหลวไหล ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. คนรับใช้ ดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เมื่อถูกเขาใช้ไป ในกรณียกิจรีบด่วน ถูกซักถามก็ไม่รู้เนื้อความ ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน่าชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ถึงจะเคยมีความ ละอายใจอยู่บ้าง ก็ย่อมจะทำความไม่ละอายให้ปรากฏ ได้ ถึงแม้จะเป็นคนมีปัญญา ก็อดพูดมากไม่ได้ ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว นอนคนเดียว ไม่มีเพื่อน คล้ายลูกสุกรนอนเดียวดาย ด้วยขาติ กำเนิดอันต่ำต้อยฉะนั้น อดข้าวปลาอาหาร ย่อมถึง การนอนเป็นทุกข์อยู่กับแผ่นดิน สิ้นสง่าราศรี และ
หน้า 323 ข้อ 2293
ต้องครหานินทา ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วย น้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ย่อมนอนคอตก หาเป็นเหมือนโคที่ถูกลงปฏักฉะนั้นไม่ ฤทธิ์สุราย่อม ทำให้คนอดทนได้ ไม่กินข้าวกินน้ำ ท่านจงซื้อหม้อ ใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเว้นดื่มน้ำชนิดใดอันเปรียบ ด้วยงูมีพิษร้าย นรชนคนใดเล่าควรจะดื่มน้ำชนิดนั้น อันเป็นเช่นยาพิษในโลก ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็ม ไปด้วยน้ำชนิดนั้น. โอรสทั้งหลายของท้าวอันธกเวฑะ ดื่มสุราแล้ว พาหญิงไปบำเรออยู่ที่ฝั่งสมุทรประหารกันและกันด้วย สาก ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุรพเทพ คืออสูรทั้งหลาย ดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เมามาย จนจุติจากไตรทิพย์ คือดาวดึงส์เทวโลก ยัง สำคัญตนว่าเที่ยง เป็นไปกับด้วยอสุรมายา ดูก่อน มหาราชเจ้า บุรุษผู้ฉลาดเช่นกับพระองค์ เมื่อทราบว่า น้ำดื่มชนิดนี้เป็นน้ำเมา หาประโยชน์มิได้ จะดื่ม ทำไม ? ในหม้อนี้ ไม่มีเนยข้น หรือน้ำผึ้ง พระองค์รู้ อย่างนี้แล้ว จงขายเสีย ดูก่อนท่านสัพพมิตต์ สิ่ง ที่อยู่ในหม้อนี้ ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านแล้วตามความเป็น จริง อย่างนี้แหละ.
หน้า 324 ข้อ 2294, 2295
[๒๒๙๔] ท่านมิใช่เป็นบิดาหรือมารดาของข้าพ- เจ้า เป็นคนชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มุ่งเกื้อกูล อนุเคราะห์ ปรารถนาประโยชน์อย่างยิ่งแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจักกระทำตามถ้อยคำของท่านในวันนี้. ข้าพเจ้าจักให้บ้านส่วย ๕ ตำบล ทาสี ๑๐๐ โค ๗๐๐ และรถเทียมด้วยม้าอาชาไนย ๑๐คัน เหล่านี้ แก่ท่าน ขอท่านผู้ปรารถนาประโยชน์ จงเป็นอาจารย์ ของข้าพเจ้าเถิด. [๒๒๙๕] ดูก่อนพระราชา ทาสี บ้านส่วย โค และรถอันเทียมด้วยม้าอาชาไนย จงเป็นของพระองค์ ตามเดิมเถิด ข้าพเจ้าเป็นท้าวสักกะ จอมเทพ ของ ชาวไตรทิพย์. พระองค์เสวยพระกระยาหาร เนยใส และข้าว ปายาส พึงเสวยขนมกุมมาสอันโอชารส ดูก่อนพระ- องค์ผู้เป็นจอมประชาชน ขอพระองค์จงทรงยินดีใน ธรรม ใคร ๆ ไม่ติเตียนด้วยอาการอย่างนี้แล้ว จง เข้าถึงซึ่งสวรรคสถาน. จบกุมภชาดกที่ ๒
หน้า 325 ข้อ 2295
อรรถกถากุมภชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ หญิง นักดื่มสุรา ๕๐๐ คน ผู้เป็นสหายของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ตรัส พระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก ปาตุราสิ ดังนี้. ได้ยินว่า เมื่อเขาประกาศเรื่องมหรสพสุรา ในพระนครสาวัตถี หญิง ๕๐๐ คนเหล่านั้น จัดเตรียมสุรามีรสเข้มไว้ เพื่อสามีที่ไปเล่นมหรสพ แล้วปรึกษากันว่า เราทั้งหลายก็จะเล่นมหรสพ ดังนี้แล้ว ทุกคนจึงพากันไป ยังสำนักของนางวิสาขากล่าวชักชวนว่า สหายรัก พวกเราไปเล่นมหรสพกันเถิด เมื่อนางวิสาขาปฏิเสธว่า มหรสพนี้เป็นมหรสพสุรา เราจักไม่ดื่มสุราเลย จึงพากันกล่าวว่า ท่านจงถวายทานแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเถิด พวกเราจักเล่น มหรสพกัน. นางวิสาขารับคำว่าดีแล้ว จึงส่งคนไปทูลเชิญพระบรมศาสดา ถวายมหาทานแล้วถือเอาของหอมและระเบียบเป็นอันมาก ห้อมล้อมด้วยหญิง เหล่านั้น ไปยังพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อสดับพระธรรมกถา ในเวลาเย็น. ก็หญิงเหล่านั้นดื่มสุราไปพลาง เดินทางร่วมไปกับนางวิสาขา ยืนดื่มสุราที่ซุ้ม ประตู แล้วจึงได้เข้าไปยังสำนักพระศาสดาพร้อมกับนางวิสาขา. นางวิสาขา ถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. บรรดาหญิงเหล่านั้น บางพวกก็ฟ้อนรำ บางพวกก็คะนองมือคะนองเท้า จนทะเลาะวิวาทกัน ใน สำนักของพระศาสดานั่นเอง พระบรมศาสดาจึงทรงเปล่งพระรัศมี ออกจาก ขนพระโขนงโดยพระประสงค์จะให้หญิงเหล่านั้นเกิดความสังเวช หญิงเหล่านั้น ตกใจกลัว ถูกมรณภัยคุกคาม ด้วยเหตุนั้น หญิงเหล่านั้นจึงสร่างเมา. พระ- ศาสดาทรงอันตรธานหายไปจากบัลลังก์ที่ประทับ ทรงยืนอยู่ ณ ยอดสิเนรุ-
หน้า 326 ข้อ 2295
บรรพต เปล่งพระรัศมีออกจากพระอุณาโลม เป็นประหนึ่งว่าได้มีพระจันทร์ และพระอาทิตย์อุทัยขึ้นถึงพันดวง. พระศาสดาประทับยืน ณ ยอดสิเนรุบรรพต นั่นเอง โดยพระประสงค์จะให้หญิงเหล่านั้นเกิดความสังเวช จึงตรัสพระคาถานี้ ความว่า ท่านทั้งหลายจะมัวร่าเริง บันเทิงกันอยู่ทำไม ในเมื่อโลกกำลังลุกเป็นไฟอยู่เนืองนิตย์ ท่านทั้งหลาย อันความมืดมิดหุ้มห่อแล้ว ยังไม่พากันแสวงหาประทีป คือที่พึ่ง (อีกหรือ ?). ในเวลาจบพระคาถา หญิงทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระศาสดาเสด็จมาประทับนั่งเหนือพุทธอาสน์ ใต้ร่มเงาพระคันธกุฎี ลำดับนั้น นางวิสาขา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วกราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ น้ำดื่มที่ชื่อว่าสุราอันเป็นเครื่องทำลายหิริโอตตัปปะนี้ เกิดแล้วแต่ครั้งไร พระเจ้าข้า. เมื่อพระศาสดาจะตรัสบอกแก่นาง จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติใน พระนคร- พาราณสี มีนายพรานป่าผู้หนึ่งชื่อว่า สุระ เป็นชาวแคว้นกาสี ได้ไปสู่ป่า หิมพานต์ เพื่อต้องการแสวงหาสิ่งของ ในป่าหิมพานต์นั้น มีต้นไม้ต้นหนึ่ง ลำต้นตั้งตรง ที่ฐานสูงประมาณชั่วบุรุษหนึ่งได้แตกออกเป็นสามค่าคบ ระหว่าง ค่าคบ ๓ แห่งของต้นไม้นั้น ได้มีโพรงใหญ่ขนาดเท่าตุ่ม เมื่อฝนตกก็เต็มไปด้วย น้ำ ได้มีตนเสมอ มะขามป้อม และเถาพริกไท ขึ้นล้อมรอบต้นไม้นั้น. ผลแห่ง ต้นไม้นั้น ๆ สุกแล้วก็หลุดออกจากขั้ว ตกลงไปในโพรงนั้น. ใกล้ๆ ต้นไม้นั้น มีข้าวสาลีเกิดขึ้นเอง และนกแขกเต้าทั้งหลายมาคาบเอารวงข้าวสาลีจากที่นั้น
หน้า 327 ข้อ 2295
แล้วก็บินไปจับกินอยู่บนต้นไม้นั้น เมื่อนกแขกเต้าพากันจิกกินอยู่ เมล็ดข้าว- เปลือกก็ดี เมล็ดข้าวสารก็ดี หลุดหล่นลงไปในโพรงนั้น น้ำในโพรงนั้นถูก แสงแดดแผดเผา ก็เกิดมีรส มีสีแดง ๆ ด้วยประการฉะนี้. ในฤดูร้อนฝูงนก ทั้งหลายที่กระหายน้ำ บินมากินน้ำนั้น ก็มึนเมาพลัดตกลงไปที่โคนต้นไม้ ม่อย ไปหน่อยหนึ่งแล้วส่งเสียงคูขันบินไป. ถึงสุนัขป่าและลิงเป็นต้น ก็มีนัยอย่าง เดียวกันนี้. พรานป่าเห็นดังนั้นก็หลากใจคิดว่า ถ้าน้ำนี้เป็นพิษ สัตว์เหล่านี้ คงตาย แต่นี่มันม่อยไปหน่อยหนึ่งแล้วก็บินไปได้ตามสบาย น้ำนี้คงไม่มีพิษ. เขาจึงลองดื่มเอง ก็เกิดมึนเมา และอยากจะกินเนื้อสัตว์ ลำดับนั้นเขาจึงก่อไฟ ให้โชนขึ้น แล้วฆ่านกที่พลัดตกไปที่โคนไม้ มีนกกระทาและไก่เป็นต้นตาย ย่างเนื้อที่ถ่านเพลิง มือหนึ่งฟ้อนรำ มือหนึ่งถือเนื้อกัดกิน อยู่ในที่นั้นวันหนึ่ง ถึงสองวัน ก็ ณ ที่ใกล้บริเวณนั้น มีดาบสรูปหนึ่งชื่อ วรุณะ นายพรานป่า เดินไปยังสำนักพระดาบสนั้น โดยธุระอย่างอื่น. เขาได้เกิดความคิดว่า เราจัก ดื่มน้ำนี้ร่วมกับพระดาบส เขาจึงตักน้ำใส่กระบอกไม้ไผ่อันหนึ่งจนเต็ม หิ้วไป กับเนื้อย่าง ถึงบรรณศาลาแล้วกล่าวชวนว่า ท่านขอรับ จงลองดื่มน้ำนี้ดูเถิด แล้วทั้งสองก็บริโภคเนื้อดื่มน้ำด้วยกัน. ด้วยประการฉะนี้ น้ำดื่มนั้นเลยเกิดมี ชื่อว่า สุราบ้าง วรุณีบ้าง เพราะนายพรานสุระและพระวรุณดาบส พบ เห็นเข้า. ฝ่าย สุรพราน กับวรุณดาบส ทั้งสองคนคิดได้ว่า มีอุบายทำมาหา กินได้อยู่ จึงตักสุราใส่กระบอกไม้ไผ่จนเต็ม แล้วพากันหาบไป จนถึงปัจจันต- นคร ให้คนกราบทูลพระราชาว่า มีคนทำน้ำดื่มมาเฝ้า พระราชาจึงตรัสสั่งให้ คนทั้งสองเข้าเฝ้า เขาจึงนำน้ำดื่มเข้าไปถวาย พระราชาทรงเสวยได้ สอง -สามครั้งก็ทรงมึนเมา แต่น้ำเมานั้น พอเสวยได้เพียงวัน สองวัน เท่านั้น ต่อมาพระราชาตรัสถามคนทั้งสองว่า น้ำชนิดนี้ มีอยู่ที่อื่นบ้างไหม ? เขาพา
หน้า 328 ข้อ 2295
กันกราบทูลว่า ขอเดชะมีอยู่ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสถามว่า มีอยู่ที่ไหน ? เขาทูลว่า ที่ป่าหิมพานต์ พระเจ้าข้า พระราชาตรัสสั่งว่า ถ้าเช่นนั้นท่านทั้ง สองจงไปเอามา ชนทั้งสองไปนำเอามาคราว สองคราว แล้วปรึกษากันว่า พวกเราไม่อาจเอามาบ่อย ๆ ได้ จึงกำหนดจดจำเครื่องปรุงทั้งปวงไว้ แล้ว เอาเปลือกเป็นต้น ของต้นไม้นั้นมาใส่ปนลงในเครื่องปรุงทุกอย่าง ปรุงสุราขึ้น ในพระนคร ชาวพระนครพากันดื่มสุราจนถึงความประมาทมัวเมา เลยยากจน เข็ญใจไปตาม ๆ กัน พระนครก็ได้เป็นเหมือนเมืองร้าง ด้วยเหตุนั้น คนทำ น้ำดื่มทั้งสอง จึงหลบหนีออกจากพระนครนั้น ไปยังเมืองพาราณสี ให้กราบ ทูลพระราชาว่า คนทำน้ำดื่มมาเฝ้า พระเจ้าพาราณสีตรัสสั่งให้คนทั้งสองเข้าเฝ้า แล้วพระราชทานเสบียงแก่คนทั้งสอง เขาช่วยกันจัดการปรุงสุราขึ้น แม้ใน พระนครพาราณสีนั้น ถึงพระนครนั้น ก็พินาศไปเช่นนั้นอีก เขาทั้งสองจึง หนีออกจากเมืองนั้นไปเมืองสาเกต หนีออกจากเมืองสาเกตไปยังเมืองสาวัตถี ครั้งนั้น พระเจ้าสัพพมิตต์ ได้เป็นกษัตริย์ พระนครสาวัตถี ท้าวเธอทำการ สงเคราะห์แก่คนทั้งสองนั้น แล้วตรัสถามว่า พวกเจ้าต้องการสิ่งใดบ้าง เมื่อ เขากราบทูลว่า ต้องการรากไม้สำหรับปรุง แป้งข้าวสาลี และตุ่ม ห้าร้อย ดังนี้ ก็ตรัสสั่งให้ประทานครบทุกอย่าง. พรานสุระ และวรุณดาบสทั้งสอง ปรุงสุราใส่ตุ่ม ๕๐๐ ใบตั้งไว้แล้ว ประสงค์จะป้องกันโดยเกรงว่าหนูจะรบกวน จึงผูกแมวไว้ข้าง ๆ ตุ่มใบละตัว แมวเหล่านั้น พากันดื่มสุราที่ไหลลงก้นตุ่ม ในเวลาที่ต้มแล้วตักใส่ตุ่ม จนมึนเมาหลับไป พวกหนูมาแทะ หู จมูก หนวด และหางแมว แล้วพากันวิ่งหนีไป พวกอายุตตกบุรุษ (คนสอดแนม) คิดว่า แมวดื่มสุราพากันตายหมด จึงไปกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระ เจ้าสัพพมิตต์ ทรงเห็นว่า ชนทั้งสองนี้ จักทำยาพิษ จึงตรัสสั่งให้ตัดศีรษะ คนทั้งสองเสีย คนทั้งสอง พร่ำทูลขอร้องว่า ขอเดชะ ดื่มสุรามีรสอร่อย
หน้า 329 ข้อ 2295
พระเจ้าข้า ดังนี้ จนขาดใจตาย ครั้นพระราชาตรัสสั่งให้ประหารชีวิตคนทั้งสอง แล้ว มีพระราชโองการให้ทำลายตุ่มเลีย ฝ่ายแมวทั้งหลาย เมื่อฤทธิ์สุราสร่าง จางไป ก็ลุกขึ้นวิ่งเล่นได้ พวกราชบุรุษเห็นดังนั้น จึงกราบทูลให้พระราชา ทรงทราบ พระราชาทรงพระดำริว่า ถ้าน้ำสุราเป็นพิษ แมวคงตาย ชะรอย จะมีรสอร่อย เราจะลองดื่มดู แล้วตรัสสั่งให้ประดับตกแต่งพระนคร ให้สร้าง มณฑปขึ้นที่หน้าพระลาน เสร็จแล้วประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ซึ่งยกเศวตฉัตร ขึ้นไว้บนมณฑปที่ประดับตบแต่งแล้ว แวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ มุขมนตรี เริ่มจะเสวยสุรา. ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงตรวจดูสัตวโลกว่า ชนเหล่าไหนบ้าง หนอ ไม่ประมาทในการบำรุงมารดาบิดาเป็นต้น บำเพ็ญสุจริต ๓ ให้เต็ม บริบูรณ์ ทอดพระเนตรเห็นพระเจ้าสัพพมิตต์นั้น ประทับนั่ง เพื่อจะดื่มสุรา จึงทรงพระดำริว่า ถ้าพระเจ้าสัพพมิตต์นี้จะดื่มสุราไซร้ สกลชมพูทวีป จัก พินาศฉิบหาย เราจักต้องแก้ไข โดยวิธีที่จะให้ท้าวเธองดดื่ม แล้วทรงวางหม้อ ที่เต็มไปด้วยสุราใบหนึ่งไว้ที่พระหัตถ์ จำแลงเพศเป็นพราหมณ์ เสด็จมายืน อยู่ในอากาศ ณ ที่เฉพาะพระพักตร์พระเจ้าสัพพมิตต์ แล้วตรัสว่า ท่านทั้ง หลายจงซื้อหม้อใบนี้ พระเจ้าสัพพมิตตราช ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์จำ แลง ยืนพูดอยู่บนอากาศอย่างนั้น ทรงสงสัยว่า พราหมณ์นี้มาจากไหนกัน หนอ เมื่อจะทรงสนทนากับพราหมณ์นั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า ท่านเป็นใคร มาจากไตรทิพย์หรือ จึงเปล่งรัศมี สว่างไสวอยู่ในนภากาศ เหมือนพระจันทร์ส่องสว่าง ในยามรัตติกาลฉะนั้น รัศมีแผ่ซ่านออกจากตัวท่าน ดุจสายฟ้าแลบในเวหาสฉะนั้น.
หน้า 330 ข้อ 2295
ท่านเหยียบลมหนาวในอากาศได้ เดินและยืน ในอากาศได้ ฤทธิ์ของเทวดาทั้งหลาย ผู้ไม่ต้องเดิน ไกล ท่านทำให้เป็นที่ตั้ง และให้เจริญดีแล้วเป็นไฉน ? ท่านเป็นใครมายืนอยู่ในอากาศ ร้องขายหม้อ อยู่ หรือว่าหม้อของท่านนี้ ใช้ประโยชน์อะไรได้ ดู ก่อนพราหมณ์ ขอท่านจงบอกเนื้อความนั้นแก่ข้าพเจ้า เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก ปาตุราสิ ความว่า ท่านเป็นใคร มาจากไหน จึงมาปรากฏ อธิบายว่า ท่านมาจากไหน ? บทว่า ติทิวา นภมฺหิ ความว่า พระเจ้าสัพพมิตต์ ตรัสถามว่า ท่านมาจากดาวดึงสพิภพ หรือ จึงปรากฏในนภากาศนี้. บทว่า สํวรึ แปลว่า ในรัตติกาล. บทว่า สเตริตา ได้แก่ พระจันทร์ซึ่งมีชื่ออย่างนี้. บทว่า โส ได้แก่ ท่านนั้น. บทว่า ฉินฺนวาตํ ความว่า วลาหกเทพ ย่อมก้าวเดินตามลม อันมีกระแส พัดเยือกเย็นไปได้ ก็แม้ลมนั้นไม่มีแก่ท่านเลย ด้วยเหตุนั้น พระเจ้าสัพพมิตต์ จึงตรัสอย่างนี้. บทว่า กมสิ แปลว่า ล่องลอยไป. บทว่า อฆมฺหิ ได้แก่ ในอากาศ อันไม่มีอะไรกระทบ. บทว่า วตฺถุกตา ความว่า (ฤทธิ์ของท่าน) เป็นสิ่งที่ทำแล้ว เหมือนวัตถุ เหมือนที่ตั้งฉะนั้น. บทว่า อนทฺธคูนมสิ เทวตานํ ความว่า พระเจ้าสัพพมิตต์ ตรัสถามว่า ฤทธิ์ของท่านที่อบรมดี แล้ว คล้ายฤทธิ์ของทวยเทพ ผู้ชื่อว่า ไม่ต้องเดินทางไกล เพราะไม่ต้องใช้ เท้าเดินไปในทางไกล. บทว่า เวหาสยํ กมฺมาคมฺม ความว่า ท่านเป็น ใครหรือ จึงอาศัยการย่างเท้า เข้าไปยืนบนอากาศได้. บัณฑิตพึงเชื่อมความ ของบาทคาถานั้น เข้าด้วยบทว่า โก วา ตุวํ ท่านเป็นใครหรือ ? อธิบาย
หน้า 331 ข้อ 2295
ว่า ท่านมายืนอยู่อย่างนี้ชื่อไรเล่า. บทว่า ยเมตมตฺถํ ความว่า ท่านพูดคำ นี้ใด ต้องเชื่อมความของบาทคาถานี้ เข้ากับบทว่า อิมสฺส กิสฺส วตายํ จึงได้ความว่า ท่านพูดคำว่า จงซื้อหม้อใบนี้ ดังนี้. อธิบายว่า ท่านพูดว่า จงซื้อหม้อใบนี้ดังนี้ หม้อใบนี้ของท่านใช้ประโยชน์อะไรหรือ ? ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงฟัง เมื่อจะทรง แสดงโทษของสุรา จึงตรัสว่า หม้อใบนี้มิใช่หม้อเนยใส มิใช่หม้อน้ำมัน มิใช่ หม้อน้ำผึ้ง โทษของหม้อใบนี้มีอยู่มิใช่น้อย ท่านจง ฟังโทษเป็นอันมากที่มีอยู่ในหม้อใบนี้. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เดินโซเซตกลงไปยัง บ่อ ถ้ำ หลุมน้ำครำและหลุมโสโครก พึงบริโภคของ ที่ไม่ควรบริโภคแม้มากได้ ท่านจงซื้อหม้อนี้ ซึ่งเต็ม ไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ไม่มีกฎเกณฑ์ในใจ เที่ยวหยำเปไป เหมือนโคกินกากสุรา ฉะนั้น เป็น เหมือนขาดที่พักพิง ย่อมฟ้อนรำได้ ขับร้องได้ ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว แก้ผ้าเปลือยกาย เที่ยว ไปตามตรอก ตามถนน ในบ้านเหมือนชีเปลือย มีจิต ลุ่มหลง นอนตื่นสาย ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ซึ่งเต็มไป ด้วยน้ำชนิดนั้น.
หน้า 332 ข้อ 2295
บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ลุกขึ้นโซเซโคลงศีรษะ และยกแขนขึ้นร่ายรำ เหมือนรูปหุ่นไม้ ฉะนั้น ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว นอนจนถูกไฟไหม้ และกินอาหารที่เหลือเดนสุนัขได้ ย่อมถึงการถูกจองจำ ถูกฆ่า และความเสื่อมแห่งโภคะ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว พูดคำพูดที่ไม่ควรพูด นั่งพร่ำในที่ประชุม ปราศจากผ้าผ่อน เลอะเทอะ นอนจมอยู่ในอาเจียนของตน มีแต่เรื่องฉิบหาย ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว วางมาดเป็นคนสำคัญ นัยน์ตาขุ่นขวาง เข้าใจว่าบ้านเมืองเป็นของเราคนเดียว พระราชาแม้มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบขัณฑสีมา ก็ไม่ เสมอเรา ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิด นั้น. บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ถือตัวจัด ก่อการ ทะเลาะวิวาท ยุยงส่อเสียด มีผิวพรรณน่าเกลียด เปลือยกายวิ่งไป อยู่อย่างนักเลงเก่า ท่านจงซื้อหม้อ ใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. น้ำชนิดนี้ ทำตระกูลทั้งหลายในโลกนี้ อันมั่งคั่ง บริบูรณ์ มีเงินทองตั้งหลายพันให้ขาดทายาทได้ ท่าน จงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
หน้า 333 ข้อ 2295
ข้าวเปลือก ทรัพย์สิน เงินทอง ไร่ นา โค กระบือ ในสกุลใดย่อมพินาศไป ตระกูลที่มั่งมี ทั้งหลายขาดสูญไป เพราะดื่มน้ำชนิดใด ท่านจงซื้อ หม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. บุรุษดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เป็นคนหยาบช้า ด่า มารดาบิดาได้ แม้ถึงเป็นพ่อผัวก็พึงหยอกลูกสะใภ้ได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. นารีดื่มน้ำชนิดใดแล้ว กลายเป็นคนกักขฬะ หยาบช้า ด่าพ่อผัว แม่ผัว และสามีได้ แม้เป็นทาส เป็นคนใช้ พึงรับเป็นสามีของตนได้ ท่านจงซื้อหม้อ ใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยนำชนิดนั้น. บุรุษดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ฆ่าสมณะ หรือพราหมณ์ ผู้ตั้งอยู่ในธรรมได้ พึงไปสู่อบาย เพราะกรรมนั้น เป็นเหตุ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิด นั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ประพฤติทุจริต ทางกาย ทางวาจา หรือทางใจได้ ย่อมไปสู่นรก เพราะประพฤติทุจริต ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไป ด้วยน้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายแม้จะยอมสละเงินเป็นอันมาก มา อ้อนวอนบุรุษใด ซึ่งไม่เคยดื่มสุรา ให้พูดเท็จ ย่อม ไม่ได้ บุรุษนั้นครั้นดื่มสุราแล้วย่อมพูดเหลาะแหละ
หน้า 334 ข้อ 2295
เหลวไหลได้ ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำ ชนิดนั้น. คนรับใช้ดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เมื่อถูกเขาใช้ไปใน กรณียกิจรีบด่วน ถูกซักถามก็ไม่รู้เนื้อความ ท่านจง ซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ถึงจะเคยมีความ ละอายใจอยู่ ก็ย่อมจะทำความไม่ละอายให้ปรากฏได้ ถึงแม้จะเป็นคนมีปัญญาก็อดพูดมากไม่ได้ ท่านจงซื้อ หม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว นอนคนเดียว ไม่มีเพื่อน คล้ายลูกสุกรนอนเดียวดาย ด้วยชาติกำเนิด อันต่ำฉะนั้น อดข้าวปลาอาหาร ย่อมเข้าถึงการนอน เป็นทุกข์อยู่กับแผ่นดิน สิ้นสง่าราศรี และต้องครหา นินทา ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. ชนทั้งหลายดื่มน้ำชนิดใดแล้ว ย่อมนอนคอตก หาเป็นเหมือนโคที่ถูกปฏักฉะนั้นไม่ ฤทธิ์สุราย่อม ทำให้คนอดทนได้ (ไม่กินข้าวกินน้ำ) ท่านจงซื้อหม้อ ใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น. มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมเว้นดื่มน้ำชนิดใด อันเปรียบ ด้วยงูมีพิษร้าย นรชนคนใดเล่า ควรจะดื่มน้ำชนิดนั้น อันเป็นเช่นยาพิษมีในโลก ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่ง เต็มไปด้วยน้ำชนิดนั้น.
หน้า 335 ข้อ 2295
โอรสทั้งหลายของท้าวอันธกเวณฑะ ดื่มสุรา แล้ว พาหญิงไปบำเรออยู่ที่ริมฝั่งสมุทร ประหารกัน และกันด้วยสาก ท่านจงซื้อหม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วย น้ำชนิดนั้น. บุรพเทพ คืออสูรทั้งหลาย ดื่มน้ำชนิดใดแล้ว เมามาย จนจุติจากไตรทิพย์ คือดาวดึงสเทวโลก ยัง สำคัญตนว่าเที่ยง เป็นไปกับด้วยอสุรมายา ดูก่อน มหาราชเจ้า บุรุษผู้ฉลาดเช่นกับพระองค์ เมื่อทราบ ว่าน้ำดื่มชนิดนี้เป็นน้ำเมา หาประโยชน์มิได้ จะดื่ม ทำไม ? ในหม้อใบนี้ ไม่มีเนยข้น หรือน้ำผึ้ง พระองค์ รู้อย่างนี้แล้ว จงซื้อเสีย ดูก่อนท่านสัพพมิตต์ สิ่ง ที่อยู่ในหม้อนี้ ข้าพเจ้าบอกแก่ท่านแล้วตามความเป็น จริงอย่างนี้แหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชฺชานิ ได้แก่ โทษทั้งหลาย. บทว่า คเลยฺย ความว่า เมื่อจะเดินก็เดินโซเซไปทุกย่างก้าว. บทว่า ยํ ปิตฺวา ปเต ความว่า บุคคลดื่มน้ำชนิดใดแล้วพึงตกลงไป. บทว่า โสพภํ ได้แก่ หลุม- บ่อ. บทว่า จนฺทนิโยฬิคลฺลํ ได้แก่ หลุมเทขยะ และหลุมโสโครก. บทว่า อโภชเนยฺยํ ได้แก่ ของไม่ควรเพื่อจะบริโภค. บทว่า อเนสมาโน แปลว่า ไม่เป็นอิสระ. บทว่า โคริว ความว่า อุปมาเหมือนโค. บทว่า ภกฺขสานี ความว่า เหมือนโคกินกากสุรา เที่ยวแสวงหาของกินใน ที่ต่างๆ ฉันใด ไม่มีกฎเกณฑ์ในใจ ท่องเที่ยวไปฉันนั้น. บทว่า อนาถมาโน
หน้า 336 ข้อ 2295
ความว่า เป็นเหมือนคนขาดที่พักพิงไร้ที่พึ่ง. บทว่า อุปคายติ ความว่า เห็นคนอื่นเขาขับเขารำ ก็เข้าไปขับบ้าง ฟ้อนรำบ้างได้. บทว่า อเจลโกว ความว่า เปลือยกายได้เหมือนอเจลก. บทว่า วิสิขนฺตรานิ ความว่า (เที่ยว ซอกแซกไป) ตามตรอก ตามถนน. บทว่า อติเวลสายี ความว่า เป็นผู้มี ปกตินอนเกินเวลา ปาฐะว่า อติเวลาจารี ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า นอนหลับ ไปได้นาน ๆ. บทว่า ทารุกฏลฺลโกว แปลว่า เหมือนรูปหุ่นไม้. บทว่า โภคชานิญฺจุ เปนฺติ ความว่า ย่อมเข้าถึงความเสื่อมแห่งโภคทรัพย์. อธิบายว่า บุคคลดื่มน้ำใดแล้ว ย่อมทำทุจริตเป็นต้นว่า ปาณาติบาต ถูกลงอาชญาแล้ว ย่อมถึงความเสื่อมทรัพย์และถึงทุกข์อื่น ๆ มีถูกฆ่าและจองจำเป็นต้น. บทว่า วนฺตคโต ความว่า จมอยู่ในอาเจียนของตน. บทว่า พฺยสนฺโน แปลว่า ถึงความพินาศ. ปาฐะว่า วิสนฺโน ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า นอนจมอยู่ในกองอาเจียนนั้น. บทว่า อุกฺกฏฺโ ความว่า บุคคลดื่มน้ำ ชนิดใดแล้วฮึกเหิม คุยโวว่า เรามีทะแกล้วทหารมาก จะมีใครเสมอกับเรา. บทว่า อาวิลกฺโข แปลว่า มีนัยน์ตาแดง (ตาขวาง). บทว่า สพฺพปวี แปลว่า แผ่นดินทั้งหมด. ปาฐะว่า สพฺพาปวี ดังนี้ก็มี. บทว่า จาตุรนฺโต ความว่า เป็นใหญ่ในแผ่นดิน มีมหาสมุทร ๔ เป็นขอบเขต. บทว่า มานา แปลว่า ก่อเกิดมานะ. แม้ในบททั้งสองที่เหลือก็มีนัยนี้. บทว่า คติ แปลว่า ปฏิปทาเครื่องดำเนินให้เกิดผล. บทว่า นิเกโต แปลว่า อยู่ (อย่างนักเลง). บทว่า ตสฺสา ปุณฺณํ ความว่า ท่านจงซื้อ หม้อใบนี้ ซึ่งเต็มไปด้วยสุราเห็นปานนั้น. บทว่า ยตฺถ วินาสยนฺติ ความว่า ชนทั้งหลายอาศัยน้ำสุราใด ดำรงตนไว้ในการดื่มน้ำสุราใด ทำลายสมบัติ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น แม้อย่างเดียว หรือแม้หลายอย่างให้พินาศได้ จนเป็นคนกำพร้า. บทว่า อิทฺธานิ แปลว่า มั่งคั่ง. บทว่า ผีตานิ ความว่า
หน้า 337 ข้อ 2295
มั่งคั่งบริบูรณ์ด้วยวัตถาลังการ และเครื่องใช้สอยทั้งหลาย. บทว่า อุจฺฉินฺน- ทายชฺชกตานิ ความว่า น้ำสุรานี้ย่อมทำทายาทให้ขาดสูญ พาทรัพย์สมบัติ ให้พินาศ. บทว่า ทุฏฺรูโป เป็นคนกักขฬะหยาบคาย. บทว่า คณฺเหยฺย ความว่า จับมือถือแขนลูกสะใภ้ ด้วยอำนาจกิเลส โดยสำคัญว่าเป็นภรรยาได้. บทว่า ทาสํปิ คณฺเห ความว่า จับมือถือแขน แม้ทาสคนรับใช้ของตนได้ ด้วยอำนาจกิเลส โดยสำคัญว่า สามีของตัว. บทว่า ปิตฺวาน แปลว่า ดื่มแล้ว. บทว่า ทุจฺจริตํ จริตฺวา ความว่า กระทำอกุศลกรรมบถสิบอย่าง ด้วยไตรทวารอย่างนี้. บทว่า ยาจมานา ความว่า ชนทั้งหลายแม้จะสละ เงินทอง เป็นสินน้ำใจจำนวนมาก กล่าวอ้อนวอนบุรุษใด ซึ่งไม่เคยดื่มสุรา มาก่อนว่า ท่านจงพูดเท็จดังนี้ ย่อมไม่ได้. บทว่า ปิตฺวา ความว่า คน รับใช้ดื่มน้ำชนิดใดแล้ว. บทว่า นปฺปชานาติ วุตฺโต ความว่า ถูกซักถาม ว่าเจ้ามาเพื่อต้องการอะไร เขาย่อมไม่รู้แม้เรื่องราวนั้น เพราะตนรับข่าวสาสน์ ไปไม่ดี. บทว่า หิริมนาปิ ความว่า แม้จะมีจิตประกอบไปด้วยหิริ. บทว่า เอกถูปา ความว่า นอนคนเดียวไม่มีเพื่อน คล้ายลูกสุกรนอนเดียวดายด้วย ชาติกำเนิดอันค่ำฉะนั้น. บทว่า อนาสกา แปลว่า อดอาหาร. บทว่า ถณฺฑิล ทุกฺขเสยฺยํ ความว่า นอนเป็นทุกข์อยู่บนแผ่นดิน. บทว่า อายสกฺยํ ได้แก่ คำครหา. บทว่า ปตฺตกฺขนฺธา ความว่า นอนคอตก. บทว่า กูฏหตาริว ความว่า ย่อมนอนคอพับคล้ายโค อันหม้อน้ำผูกติดอยู่ที่คอ เบียดเบียน. อธิบายว่า ย่อมนอนแซ่วเหมือนโคที่ไม่กินหญ้า กินน้ำ นอนซม อยู่ฉะนั้น. บทว่า โฆรสมิว แปลว่า อันเปรียบด้วยงูมีพิษร้าย. บทว่า วิสสมานํ แปลว่า อันเป็นเช่นกับด้วยยาพิษ. บทว่า อนฺธกเวณฺฑปุตฺตา ได้แก่ ราชาพี่น้องกันสิบองค์. บทว่า อุปฺกฺกมุํ แปลว่า ประหารกัน
หน้า 338 ข้อ 2295
(ด้วยสาก). บทว่า ปุพฺพเทวา ได้แก่ อสูรทั้งหลาย. บทว่า ติทิวา ความว่า จากดาวดึงสเทวโลก. บทว่า สสฺสติยา ความว่า ยังสำคัญตนว่าเที่ยง โดย ความเป็นผู้มีอายุยืน อธิบายว่า จากเทวโลก อันสมมติกันว่าเที่ยงเป็นนิรันดร์. บทว่า สมายา ความว่า เป็นไปกับด้วยอสุรมายา. บทว่า ชานํ ความว่า บุรุษผู้ฉลาดเช่นกับพระองค์ เมื่อทราบว่า น้ำดื่มชนิดนี้ เป็นน้ำเมาหาประโยชน์มิได้เช่นนั้น จะพึงดื่มทำไมกัน. บทว่า กุมฺภคตา มยา ความว่า สิ่งที่อยู่ในหม้ออันข้าพเจ้าบอกแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างเดียวกันนี้. บทว่า อกฺขาตรูํป ความว่า อันข้าพเจ้าบอกแล้ว ตามความเป็นจริง. พระเจ้าสัพพมิตต์ ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงทราบโทษของสุรา ดีพระทัย เมื่อจะทรงชมเชยท้าวสักกเทวราช ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า ท่านมิใช่เป็นบิดา หรือมารดาของข้าพเจ้า เป็น คนชนิดใดชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้มุ่งเกื้อกูลอนุเคราะห์ ปรารถนาประโยชน์อย่างยิ่งแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจัก กระทำตามถ้อยคำของท่านในวันนี้. ข้าพเจ้าจักให้บ้านส่วยห้าตำบล ทาสีหนึ่งร้อย โคเจ็ดร้อย และรถเทียมด้วยม้าอาชาไนยสิบคันเหล่านี้- แก่ท่าน ขอท่านผู้ปรารถนาประโยชน์จงเป็นอาจารย์ ของข้าพเจ้าเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามวรานิ ความว่า พระเจ้าสัพพมิตต์ ตรัสว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ อาจริยภาค คือส่วนของอาจารย์ อันชื่อว่าบุคคล ผู้เป็นอาจารย์ควรปรารถนา ข้าพเจ้าขอมอบบ้านส่วยห้าตำบล ซึ่งมีรายได้
หน้า 339 ข้อ 2295
ปีละหนึ่งแสนแก่ท่าน. บทว่า ทสา อิเม ความว่า และเมื่อพระเจ้าสัพพ- มิตต์จะทรงชี้รถอันวิจิตรด้วยทอง ซึ่งจอดอยู่เฉพาะพระพักตร์สิบคัน จึงตรัส อย่างนี้. ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับเช่นนั้น เมื่อจะทรงแสดงอัตภาพของ เทพยดาให้พระเจ้าสัพพมิตต์ทรงรู้จักพระองค์ จึงประทับยืนบนอากาศ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า ดูก่อนพระราชา ทาสี บ้านส่วย โค และรถ อันเทียมด้วยม้าอาชาไนย จงเป็นของพระองค์ตามเดิม เถิด เราเป็นท้าวสักกะจอมเทพ ของชาวไตรทิพย์. พระองค์จงเสวยพระกระยาหาร เนยใส และ ข้าวปายาส พึงเสวยขนมกุมมาสอันโอชารส ดูก่อน พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน พระองค์จงทรงยินดีใน ธรรม ใคร ๆ ไม่ติเตียนด้วยอาการอย่างนี้แล้ว จงเข้า ถึงสวรรคสถาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ ตุวํ ธมฺมรโต ความว่า เมื่อ ท่านเสวยโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ อย่างนี้ จะเว้นการดื่มสุรา ละทุจริต ๓ อย่าง เป็นผู้ยินดีในสุจริตธรรม ๓ ประการ อันใคร ๆ ไม่ติเตียนแล้ว จงเข้าถึง สวรรคสถานเถิด. ท้าวสักกะครั้นทรงประทานโอวาทแก่พระเจ้าสัพพมิตต์ ด้วยประการ ฉะนี้แล้ว ก็เสด็จไปยังสถานวิมานของพระองค์ทันที. ฝ่ายพระเจ้าสัพพมิตต์
หน้า 340 ข้อ 2296, 2297, 2298
ก็ไม่ทรงดื่มสุรา ตรัสสั่งให้ทำลายภาชนะสุราสิ้น แล้วทรงสมาทานศีล บริจาคทาน ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. การดื่มสุรา เกิดนิยม กันอย่างกว้างขวาง แม้ในชมพูทวีป (ติดต่อสืบเนื่องมาจนบัดนี้). พระบรมศาสดา ทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ทรงประชุม ชาดกว่าพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ ส่วนท้าวสักกเทวราช ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถากุมภชาดก ๓. ชัยทิสชาดก ว่าด้วยโปริสาทกับพระเจ้าชัยทิส [๒๒๙๖] เป็นเวลานานนักหนา นับแต่เวลาที่ เราอดอาหารมาครบ ๗วัน อาหารมากมายพึงเกิดขึ้น แก่เราวันนี้ ท่านเป็นใคร มาจากไหน ขอเชิญท่านบอก ชาติสกุล ตามที่รู้กันมาเถิด. [๒๒๙๗] เราคือพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่า ชัยทิส ถ้าท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตามข้างภูเขาและป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด วันนี้จงปล่อยเราไป. [๒๒๙๘] พระองค์ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียน กลับ เอาของที่ตกเป็นของข้าพเจ้านั่นเอง มาแลกเปลี่ยน
หน้า 341 ข้อ 2299, 2300, 2301, 2302, 2303
กวางที่พระองค์ตรัสถึงนั้น เป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กินพระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็ จักกินได้ในภายหลัง เวลานี้มิใช่เวลาขอร้อง. [๒๒๙๙] ถ้าความรอดพ้นของเราไม่มีด้วยการ แลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อน เราผัดพราหมณ์ไว้ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์ ย้อนกลับมาหาท่านอีก. [๒๓๐๐] ดูก่อนราชา พระองค์ใกล้จะสวรรคต อยู่แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัส บอกกรรมนั้นแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะอนุญาต ให้กลับก่อนได้. [๒๓๐๑] ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่ พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไป ไม่ได้ เพราะเราผัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษาคำสัตย์ กลับมาหาท่านอีก. [๒๓๐๒] ความหวังในทรัพย์ พระองค์ได้ทำไว้ แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้น ไปไม่ได้ เพราะได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะ พระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จ กลับมาเถิด. [๒๓๐๓] พระเจ้าชัยทิส ทรงพ้นเงื้อมมือยักษ์ แล้ว รีบเสด็จกลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์
หน้า 342 ข้อ 2304, 2305, 2306
เพราะได้ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราช- ทานทรัพย์ ได้ตรัสให้หาพระราชโอรส พระนามว่า อลีนสัตตุมา. ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษก ปกครองรัฐสีมาในวันนี้ จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของ เจ้า เราจะไปสำนักแห่งยักษ์. [๒๓๐๔] ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระ- คุณอันประเสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัย อะไรไว้ในใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้ สดับความที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะข้าพระพุทธเจ้าขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หา ปรารถนาแม้ราชสมบัติไม่. [๒๓๐๕] ลูกรัก พ่อไม่ได้นึกถึงความผิด ทาง กายกรรมและวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความ ตกลงไว้กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์จึงต้องกลับ ไปอีก. [๒๓๐๖] ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราช บิดาจงประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจาก สำนักแห่งยักษ์ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้า พระองค์มีพระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้า จักตามเสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่.
หน้า 343 ข้อ 2307, 2308, 2309, 2310
[๒๓๐๗] ลูกรัก นั่นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดย แท้จริง แต่เมื่อไร ยักษ์ข่มขี่ทำลาย เผาเธอกินเสียที่ โคนไม้ นั่นเป็นความด่างพร้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเสียอีก. [๒๓๐๘] ข้าพระพุทธเจ้า ขอเอาชีวิตของข้า- พระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ พระราชบิดาอย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้า พระพุทธเจ้าจะขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลก พระชนมชีพของพระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ขอยอมตายแทนพระราชบิดา พระเจ้าข้า. [๒๓๐๙] ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรง พระปรีชา ถวายบังคมพระยุคลบาท พระชนกชนนี แล้วเสด็จไป พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรง มีทุกข์โทมนัสล้มลงเหนือปฐพี พระชนกนาถเล่า ทรงประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอัน ดัง. [๒๓๑๐] พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระ- โอรสกำลังมุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์ ประคองอัญชลีกราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือพระโสม ราชา พระวรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และ พระอาทิตย์ ขอเทพเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรส
หน้า 344 ข้อ 2311, 2312, 2313, 2314
ของเรา จากอำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรักขอยักษ์ นั้นจงอนุญาต ให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี. [๒๓๑๑] มารดาของรามบุรุษ ผู้ไปสู่แคว้นของ พระเจ้าทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดี แก่ รามะผู้เป็นบุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้น แก่เจ้า ด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ให้เจ้าได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก. [๒๓๑๒] น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิด ประทุษร้ายในอลีนสัตตุตผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือ ที่ลับ ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึง พระเชษฐาที่เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาต ให้กลับมาโดยสวัสดี. [๒๓๑๓] ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคย ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย ฉะนั้น จึงเป็นที่รักของ หม่อมฉันด้วยใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้า โปรดระลึกถึงพระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์จงได้รับอนุญาต ให้กลับมาโดยสวัสดี. [๒๓๑๔] ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีใบหน้า อันงดงาม มาจากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้ ชะรอยจะไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมัง จึงได้มา ผู้ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอก จึงได้มาใน ที่นี้.
หน้า 345 ข้อ 2315, 2316, 2317, 2318
[๒๓๑๕] เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้า กินมนุษย์ แต่หารู้ว่าท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้า ชัยทิส วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลด เปลื้องให้พระองค์พ้นไป. [๒๓๑๖] เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส ดูพระพักตร์และผิวพรรณ ของท่านทั้งสองคล้ายคลึง กัน การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อปลดเปลื้องบิดา ให้พ้นไปนี้ เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็ ทำได้. [๒๓๑๗] มิใช่ของที่ทำได้ยากเลยในเรื่องนี้ เรา ไม่เห็นสำคัญอะไร ผู้ใดยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อม เป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ. [๒๓๑๘] เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำ ความชั่วเพื่อตัวเอง ทั้งในที่แจ้งและที่ลับ เพราะเรา เป็นผู้มีชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ ของเราฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญ ท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็น พลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใด ๆ ก็ เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้น ๆ ของเราเถิด.
หน้า 346 ข้อ 2319, 2320, 2321, 2322, 2323, 2324
[๒๓๑๙] ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่าน เต็มใจจริง จึงสละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด. [๒๓๒๐] ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำเอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ ทราบว่า บัดนี้ ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว. [๒๓๒๑] เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกิน เรา ในวันนี้ทำไมจึงหวาดระแวงเรา มองดูอยู่ บ่อย ๆ เราได้ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจ จะกิน ก็เชิญกินเถิด. [๒๓๒๒] ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความ ประสงค์ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษา- หารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น จะพึงแตกเป็นเจ็ดเสี่ยง. [๒๓๒๓] แต่จริงสสบัณฑิตนั้น สำคัญท้าว สักกเทวราชนี้ ว่าเป็นพราหมณ์จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้ สรีระของตนเป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีรูปกระต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุก วันนี้. [๒๓๒๔] พระจันทร์พระอาทิตย์ พ้นจากปาก แห่งราหูแล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อน
หน้า 347 ข้อ 2325, 2326
ท่านผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้น หลุดพ้นจากเรา ผู้กินเนื้อมนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ ปลื้มพระทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูร- ญาติ ของท่านจงยินดีกันทั่วหน้า. [๒๓๒๕] ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุ มีพระปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับอนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้ เสด็จกลับมายังกบิลรัฐ. [๒๓๒๖] ชาวนิคม ชาวชนบทถ้วนหน้า ทั้ง พลช้าง พลรถ และพลเดินเท้า ต่างพากันมาถวาย บังคมพระราชโอรสนั้น พร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ทั้งหลาย ขอถวายบังคมพระองค์ พระองค์ ทรงกระทำกิจซึ่งยากที่จะกระทำได้. จบชัยทิสชาดกที่ ๓
หน้า 348 ข้อ 2326
อรรถกถาชัยทิสชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ภิกษุผู้เลี้ยงมารดารูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า จิรสฺสํ วต เม ดังนี้. ก็ในครั้งนั้น พระศาสดาตรัสว่า โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละเศวต ฉัตร อันประดับด้วยกาญจนมาลา แล้วเลี้ยงดูมารดาบิดา ดังนี้ อันภิกษุนั้น ทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า อุตตรปัญจาลราช เสวยราช สมบัติอยู่ในกปิลรัฐ พระอัครมเหสีของท้าวเธอทรงตั้งพระครรภ์ แล้วประสูติ พระราชโอรส ในภพก่อน หญิงคนหนึ่งร่วมสามีกับพระนาง โกรธเคืองกัน แล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ขอให้เราสามารถเคี้ยวกินบุตรของท่านที่คลอด แล้ว ดังนี้ แล้วได้มาเกิดเป็นนางยักษิณี คราวนั้น นางยักษิณีนั้นได้โอกาส ทั้ง ๆ ที่พระนางเทวีทอดพระเนตรเห็นอยู่ คว้าเอาพระกุมารผู้มีวรรณะ ดุจ ชิ้นเนื้อสดไปเคี้ยวกิน เสียงกร้วม ๆ แล้วหลบหลีกไป แม้ในวาระที่ ๒ ก็ได้ ทำอย่างนั้น แต่ในวาระที่ ๓ ในเวลาที่พระนางเทวีเสด็จเข้าไปสู่เรือนประสูติ แล้ว พวกราชบุรุษพากันแวดล้อมตำหนัก จัดการถวายอารักขามั่นคง ใน วันที่พระเทวีประสูติ นางยักษิณี ก็มาจับเอาทารกไปอีก พระนางเทวีจึงส่ง พระสุรเสียงร้องขึ้นว่า นางยักษ์ ๆ ราชบุรุษทั้งหลายมีอาวุธครบมือ พากัน วิ่งติดตามนางยักษิณี ตามสัญญาที่พระนางบอกให้ นางยักษิณีไม่ได้โอกาสเพื่อ จะเคี้ยวกิน หนีไปจากที่นั้น เข้าไปยังท่อน้ำ ส่วนทารก อ้าปากดูดนมนาง ยักษิณี โดยเข้าใจว่าเป็นมารดา นางยักษิณีก็เกิดความรักเหมือนบุตรของตน
หน้า 349 ข้อ 2326
หนีออกจากท่อน้ำได้แล้ว ไปยังสุสานสถาน ทำการประคบประหงมทารกนั้น อยู่ในถ้ำศิลา ต่อมาเมื่อทารกนั้นเจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ นางยักษิณีก็นำ เนื้อมนุษย์มาให้กินเป็นอาหาร ทั้งสองก็กินเนื้อมนุษย์อยู่ในที่นั้น ทารกไม่รู้ ตัวว่าเป็นมนุษย์ สำคัญว่าเป็นบุตรนางยักษิณี แต่ก็ไม่อาจที่จะจำแลงกายหาย ตัวได้ ต่อมานางยักษิณีจึงให้รากไม้อย่างหนึ่ง แก่พระราชกุมาร เพื่อต้องการ ให้หายตัวได้ ด้วยอานุภาพแห่งรากไม้ พระราชกุมารหายตัวได้ ก็เที่ยวไปกิน เนื้อมนุษย์ นางยักษิณีไปปรนนิบัติท้าวเวสสวัณมหาราช เลยทำกาลกิริยา เสีย ณ ที่นั้นเอง ฝ่ายพระนางเทวีประสูติพระโอรสองค์หนึ่ง ในวาระที่ ๔ พระราชโอรสจึงปลอดภัย เพราะพ้นจากนางยักษิณี พระชนกชนนีและพระ ประยูรญาติ ได้ขนานพระนาม ให้พระโอรสนั้นว่า ชัยทิสกุมาร เพราะเกิด มาชนะนางยักษิณีผู้เป็นปัจจามิตร พระชัยทิสกุมารทรงเจริญวัยแล้ว ได้ทรง ศึกษาศิลปวิทยาสำเร็จ แล้วให้ยกเศวตฉัตร ครองราชสมบัติสืบสันติวงศ์. คราวนั้น พระโพธิสัตว์ บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของ พระเจ้าชัยทิสนั้น พระชนกชนนีและพระประยูรญาติ ขนานพระนามว่า "อลีน สัตตุกุมาร" พออลีนสัตตุกุมารเจริญวัยแล้ว ทรงเล่าเรียนศิลปศาสตร์ จน สำเร็จ ได้เป็นอุปราช ในเวลาต่อมา กุมารผู้เป็นบุตรนางยักษิณีทำรากไม้หาย เพราะความประมาท ไม่สามารถเพื่อจะหายตัวได้ จึงมีรูปร่างปรากฏเคี้ยวกิน เนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน คนทั้งหลายเห็นเข้าก็พากันสะดุ้งตกใจกลัว แล้วเข้ามา ร้องทุกข์พระราชาว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ มียักษ์ ตนหนึ่ง ปรากฏตนเคี้ยวกินเนื้อมนุษย์อยู่ที่สุสาน มันคงเข้ามาพระนครโดย ลำดับ ๆ จักฆ่ามนุษย์เคี้ยวกินเป็นอาหาร ควรตรัสสั่งให้จับเสีย พระเจ้าข้า พระราชาทรงรับทราบแล้ว มีพระราชโองการสั่งพลนิกายว่า ท่านทั้งหลายจง
หน้า 350 ข้อ 2326
จับยักษ์ตนนั้น พลนิกายเหล่านั้น ไปยืนรายล้อมสุสานประเทศ กุมารบุตรนาง ยักษิณีมีรูปร่างเปล่าเปลือย น่าสะพรึงกลัว หวาดต่อมรณภัย ร้องขึ้นด้วยเสียง อันดัง วิ่งผ่าฝูงคนไป ผู้คนทั้งหลาย หวาดหวั่นต่อมรณภัย ร้องบอกกันว่า ยักษ์ ๆ ดังนี้ แตกกลุ่มออกเป็นสองฝ่าย ฝ่ายกุมารบุตรนางยักษิณี หนีจาก ที่นั้นได้แล้วก็เข้าไปสู่ป่า ไม่กลับมายังถิ่นมนุษย์อีก ได้ไปอาศัยดงใกล้ทาง ใหญ่แห่งหนึ่ง คอยจับผู้คนที่เดินทางผ่านมาได้ทีละคน แล้วเข้าไปสู่ป่าฆ่า เคี้ยวกิน พำนักอาศัยอยู่ที่โคนต้นไม้นิโครธต้นหนึ่ง. ลำดับนั้น พราหมณ์พ่อค้าเกวียนคนหนึ่ง จ้างคนรักษาดงเป็นราคา หนึ่งพัน เพื่อพาข้ามดง พร้อมด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม มนุษย์ยักษ์ เห็น แล้วจึงส่งเสียงดังลั่น วิ่งมา ผู้คนทั้งหลายต่างตกใจกลัว พากันนอนราบหมด มนุษย์ยักษ์จับพราหมณ์พ่อค้าได้แล้ว หนีไป ถูกตอไม้ตำเอาที่เท้า และเมื่อ พวกมนุษย์รักษาดงวิ่งติดตามมา จึงทิ้งพราหมณ์วิ่งหนี เมื่อมนุษย์ยักษ์นั้น นอนอยู่ในที่นั้น๗วัน พระเจ้าชัยทิสเสด็จออกจากพระนครล่าเนื้อ พราหมณ์ผู้ เลี้ยงดูมารดาคนหนึ่งชื่อนันทะ เป็นชาวเมืองตักกศิลา ได้เรียนสตารหคาถา ๔ บาท มาเฝ้าพระเจ้าชัยทิส ซึ่งกำลังจะเสด็จออกจากพระนคร พระเจ้าชัย ทิส ตรัสสั่งว่า เรากลับมาแล้วจักฟัง พระราชทานบ้านพักแก่พราหมณ์นั้น แล้วเสด็จไปล่าเนื้อ ตรัสสั่งว่า เนื้อหนีไปทางด้านผู้ใด ผู้นั้นจักต้องมีโทษ. ลำดับนั้น กวางตัวหนึ่ง ลุกขึ้นแล้ววิ่งหนีผ่านหน้าพระราชาไป อำ- มาตย์ทั้งหลาย ต่างพากันหัวเราะ พระราชาทรงถือพระขรรค์ ติดตามกวางไป สิ้นระยะทาง ๓ โยชน์จึงตามทัน แล้วเอาพระขรรค์ฟันกวางนั้นขาดออกเป็น สองท่อนทรงใส่หาบ ๆ เสด็จมาถึงสถานที่มนุษย์ยักษ์นอนอยู่ ประทับนั่งพัก หน่อยหนึ่ง ที่ลานหญ้าแพรก แล้วเตรียมจะเสด็จต่อไป ลำดับนั้น มนุษย์ยักษ์ ลุกขึ้น กล่าวว่า หยุดนะ ! ท่านจะไปไหน ท่านตกเป็นอาหารของเราแล้ว ยึดพระหัตถ์ไว้ กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
หน้า 351 ข้อ 2326
เป็นเวลานานนักหนา นับแต่เวลาที่เราอดอาหาร มาครบ ๗ วัน อาหารมากมาย พึ่งเกิดขึ้นแก่เราวัน นี้ ท่านเป็นใคร มาจากไหน เชิญท่านบอก ชาติ สกุล ตามที่รู้กันมาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภกฺโข มหา ความว่า อาหารเป็นอัน มาก. บทว่า สตฺตมิภตฺตกาเล ความว่า นับแต่วันปาฏิบทมา ถึงการที่ เราอดอาหารครบ ๗ วัน. บทว่า กุโตสิ ความว่า ท่านมาจากไหน ? พระราชาทอดพระเนตรเห็นยักษ์ แล้วตกใจกลัว ถึงกับอุรประเทศ แข็งทื่อดังเสา ไม่ทรงสามารถจะวิ่งหนีไปได้ จึงตั้งพระสติ ตรัสพระคาถาที่ ๒ ความว่า เราเป็นพระเจ้าปัญจาลราช มีนามว่าชัยทิส ถ้า ท่านได้ยินชื่อก็คงรู้จัก เราออกมาล่าเนื้อ เที่ยวมาตาม ข้างภูเขาและป่า ท่านจงกินเนื้อกวางนี้เถิด วันนี้จง ปล่อยเราไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิควํ ปวิฏฺโ ความว่า ออกจาก แว่นแคว้น เข้าป่า เพื่อล่าเนื้อ. บทว่า คจฺฉานิ ความว่า (เที่ยวลัดเลาะมา) ริมภูเขาลำเนาไพร. บทว่า ปสทิมํ ความว่า (ท่านจงกิน) กวางนี้. ยักษ์ได้ยินดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า พระองค์ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียน กลับเอาของที่ตก เป็นของข้าพเจ้านั่นเองมาแลกเปลี่ยน กวางที่พระองค์ ตรัสถึงนั้นเป็นอาหารของข้าพระองค์ ข้าพระองค์กิน พระองค์แล้ว อยากจะกินเนื้อกวาง ก็จักกินได้ภาย หลัง เวลานี้มิใช่เวลาขอร้อง.
หน้า 352 ข้อ 2326
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสเนว ความว่า อันเป็นของ ๆ ข้าพ- เจ้านั่นเอง. บทว่า ปณสิ ความว่า พระองค์ตรัสเอาของ ๆ ข้าพเจ้า มา แลกเปลี่ยนตัว. บทว่า สสฺสมาโน แปลว่า ถูกข้าพเจ้าเบียดเบียนอยู่. บทว่า ตํ ขาทิยาน ความว่า กินเนื้อกวางนั้น. บทว่า ชิฆญฺํ ความว่า ข้าพ- เจ้าประสงค์จะเคี้ยวกิน. บทว่า ขาทิสฺสํ ความว่า เพราะข้าพเจ้าจักกินเนื้อ กวางนั้น ในภายหลัง. บทว่า น วิลาปกาโล ความว่า ยักษ์ทูลว่า พระองค์ อย่าขอร้องเลย เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะขอร้อง. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงระลึกถึงนันทพราหมณ์ได้ จึงตรัส พระคาถาที่ ๔ ความว่า ถ้าความรอดพ้นของเราไม่มีด้วยการแลกเปลี่ยน ขอให้เราได้กลับไปยังพระนครเสียก่อน เราผัดพราหมณ์ ไว้ว่า จะให้ทรัพย์ เราจักรักษาคำสัตย์ ย้อนกลับมา หาท่านอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จตฺถิ ความว่า ถ้าว่าการหลุดพ้น ของเราจะไม่มี แม้ด้วยการแลกเปลี่ยนแล้วไซร้. บทว่า คนฺตฺวาน ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ วันนี้ท่านจงกินเนื้อกวางตัวนี้ ขอให้เราได้กลับไปยังพระนคร ก่อน. บทว่า ปเคเยว แปลว่า ก่อนทีเดียว. อธิบายว่า ท่านจงรับปฏิญญา เพื่อต้องการให้เรากลับมาทันเวลาบริโภคอาหารเช้าวันพรุ่งนี้เถิด. บทว่า ตํ สงฺครํ ความว่า เพราะเราได้ทำความผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จักให้ ทรัพย์แก่เขา ครั้นเราให้ทรัพย์แก่เขาแล้ว จักตามรักษาซึ่งสัจจะตามที่ข้าพเจ้า กล่าวไว้นี้ กลับมาหาท่านอีก.
หน้า 353 ข้อ 2326
ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า ดูก่อนพระราชา พระองค์ใกล้จะถึงสวรรคตอยู่ แล้ว ยังทรงเดือดร้อนถึงกรรมอะไรอยู่ ขอจงตรัส บอกกรรมนั้น แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์จะอนุญาต ให้กลับไปก่อนได้. กรรม ในคาถานั้น ก็ได้แก่กรรมนั่นเอง. บทว่า อนุตปฺปตี ตํ ความว่า ยังจะตามร้อนใจถึงกรณียกิจอะไร ? บทว่า ปตฺตํ แปลว่า เข้าถึง. บทว่า อปิ สกฺกุเณมุ ความว่า เออก็ ถ้าข้าพระเจ้าได้ฟังเหตุแห่งความเศร้า โศกของท่านแล้ว อาจจะอนุญาตให้ท่านมาตอนเช้าตรู่ได้. พระราชาเมื่อจะตรัสบอกเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๖ ความว่า ความหวังในทรัพย์ เราได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ เราผัดไว้ว่า จะให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ เราจักรักษา คำสัตย์ กลับมาหาท่านอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิโมกฺกํ น มุตฺตํ ความว่า ข้าพเจ้า ตั้งความผัดเพี้ยนเป็นสัญญามัดตัว โดยปฏิญญาแก่พราหมณ์ว่า ฟังสตารห- คาถา ๔ บาท แล้วจักให้ทรัพย์แก่เขา เพราะข้าพเจ้ายังมิได้ให้ทรัพย์แก่พราหมณ์ จึงหาพ้นไปได้ไม่. ยักษ์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๗ ความว่า ความหวังในทรัพย์พระองค์ได้ทำไว้แก่พราหมณ์ ความผัดเพี้ยนเป็นข้อผูกมัดตัว ยังพ้นไปไม่ได้ เพราะ
หน้า 354 ข้อ 2326
ได้ผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่า จะพระราชทานทรัพย์ พระองค์จงรักษาคำสัตย์ไว้เสด็จกลับมาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุนราวฏฺฏสฺสุ ความว่า จงเสด็จกลับ มาอีก. ก็แลครั้นยักษ์กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ปล่อยพระราชาไป. พระราชาอัน ยักษ์ปล่อยแล้ว จึงตรัสว่า ท่านอย่าวิตกเลย ข้าพเจ้าจักมาแต่เช้าตรู่ทีเดียว แล้วทรงสังเกตเครื่องหมายตามทาง เสด็จเข้าไปหาพลนิกายของพระองค์ แวดล้อมด้วยพลนิกาย เสด็จเข้าสู่พระนคร ตรัสสั่งให้หานันทพราหมณ์มาเฝ้า เชิญให้นั่งบนอาสนะอันมีค่ามาก ทรงสดับคาถาเสร็จแล้ว พระราชทานทรัพย์ ๕ พัน เชิญพราหมณ์ให้ขึ้นยานพาหนะแล้วตรัสสั่งว่า ท่านจงนำทรัพย์นี้ไปยัง เมืองตักกศิลาเถิด ทรงมอบคนให้แล้วก็ส่งพราหมณ์ไป ทรงพระประสงค์จะ เสด็จกลับคืนไปหายักษ์ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้หาพระโอรสมาทรงสั่งสอน พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า พระเจ้าชัยทิสทรงพ้นเงื้อมมือยักษ์แล้ว รีบเสด็จ กลับไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ เพราะได้ ทรงผัดเพี้ยนไว้แก่พราหมณ์ว่าจะพระราชทานทรัพย์ได้ ตรัสสั่งให้หาพระราชโอรสพระนามว่า อลีนสัตตุมา. ตรัสว่า เจ้าจงอภิเษกปกครองรัฐสีมาในวันนี้ จงประพฤติธรรมในรัฐสีมาและในประชาชนทั้งหลาย บุคคลไม่ประพฤติธรรม อย่าได้มีในแว่นแคว้นของ เจ้า เราจะไปในสำนักแห่งยักษ์.
หน้า 355 ข้อ 2326
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลีนสตฺตุํ ได้แก่ พระราชกุมารผู้มี พระนามอย่างนี้. แต่ในพระบาลี ท่านเขียนไว้ว่า " อลีนสัตตะ ". บทว่า อชฺเชว รชฺชํ ความว่า ลูกรัก พ่อจะมอบราชสมบัติให้แก่เจ้า เจ้าจงสนาน มุรธาภิสิตในวันนี้แหละ. บทว่า นฺเต ได้แก่ ตฺยนฺเต แปลว่า ในสำนัก. พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น ตรัสคาถาที่ ๑๐ ความว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระราชบิดาผู้ทรงพระคุณอันประ เสริฐ ข้าพระองค์ได้ทำความไม่พอพระทัยอะไรไว้ใน ใต้ฝ่าพระบาท ข้าพระองค์ปรารถนาจะได้สดับความ ที่พระองค์จะให้ขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะข้า พระพุทธเจ้า ขาดพระราชบิดาเสียแล้ว หาปรารถนา แม้ราชสมบัติไม่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุพฺพํ แปลว่า กระทำอยู่. บทว่า ยมชฺช ความว่า พระราชบิดาให้ข้าพระพุทธเจ้าขึ้นครองราชสมบัติในวันนี้ เพราะ กระทำการที่ไม่พอพระทัยอันใด. บทว่า อุทสฺสเย ความว่า พระราชบิดา ทรงยกขึ้น คือ แต่งตั้งให้ข้าพระพุทธเจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ เพราะการ กระทำที่ไม่พอพระทัยอันใด พระองค์จงตรัสบอกการกระทำอันนั้น เพราะ ข้าพระพุทธเจ้าขาดพระองค์เสียแล้ว ย่อมไม่ปรารถนาแม้ราชสมบัติ. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถาต่อไปว่า ลูกรัก พ่อไม่ได้เพ่งถึงความผิดทางกายกรรม และวจีกรรมของเธอเลย แต่พ่อได้ทำความตกลงไว้ กับยักษ์ พ่อต้องรักษาคำสัตย์ จึงต้องกลับไปอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปราธิโต ความว่า เราไม่คำนึงถึง ความผิดทางไตรทวารนี้ของเจ้าเลย. บทว่า ตุริยํ แปลว่า อันเป็นของเจ้า.
หน้า 356 ข้อ 2326
มีคำอธิบายว่า ลูกรัก พ่อมิได้คำนึงถึงความผิดอันไม่เป็นที่โปรดปรานของพ่อ อะไร ๆ ของเจ้าทั้งทางกายและทางวาจาเลย. บทว่า สทฺธิญฺจ กตฺวา ความว่า แต่เพราะยักษ์ตนหนึ่ง จับพ่อไว้ คราวไปป่าล่าเนื้อ จักกินเป็นอาหาร เมื่อ เป็นเช่นนั้น พ่อจึงให้สัตยสาบานไว้กับยักษ์นั้นว่า เมื่อเราได้ฟังธรรมกถาของ พราหมณ์ กระทำสักการะแก่เขาแล้ว จักมาให้ทันเวลาอาหารเช้า พรุ่งนี้ จึงกลับมาได้ เพราะเหตุนั้น เพื่อจะตามรักษาความสัตย์ไว้ พ่อจักต้องไปใน ที่นั้นอีก เจ้าจงเสวยราชสมบัติเถิด. อลีนสัตตุราชกุมาร ทรงฟังพระราชดำรัสของพระราชบิดาแล้ว ตรัส คาถา ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักไปแทน ขอพระราชบิดาจง ประทับอยู่ ณ ที่นี้ เมื่อทางที่จะรอดชีวิตจากสำนักแห่ง ยักษ์ ไม่มี ข้าแต่สมเด็จพระราชบิดา ถ้าพระองค์มี พระประสงค์จะเสด็จให้ได้ ข้าพระพุทธเจ้าก็จักตาม เสด็จด้วย เราทั้งสองจะไม่ยอมอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเธว ความว่า ขอพระองค์จงประทับ อยู่ ณ ที่นี้เถิด. บทว่า ตโต ความว่า ขึ้นชื่อว่าความรอดชีวิตจากสำนัก ของยักษ์นั้น ไม่มีทางเลย. บทว่า อุโภ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เป็น อันว่าจักไม่ต้องอยู่กันทั้งสองคน. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า ลูกรัก นั้นเป็นธรรมของสัตบุรุษ โดยแท้จริง แต่เมื่อไรยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเธอกินเสียที่โคนไม้ นั่น เป็นความด่างพล้อยของพ่อ ข้อนี้แหละ เป็นทุกข์ยิ่ง กว่าความตายของพ่อเสียอีก.
หน้า 357 ข้อ 2326
พระคาถานั้นมีอธิบายว่า นั้นเป็นธรรม คือ ธาตุแท้ของสัตบุรุษ คือบัณฑิตทั้งหลาย โดยแน่แท้ เจ้าพูดคำที่ถูกต้องแล้ว ก็แต่ว่าจะเป็นความ ทุกข์ยิ่งกว่าความตายของพ่อเอง ข้อนั้นจะเป็นความด่างพร้อยผูกพันพ่อ. บทว่า ภิทารุกฺขมูเล ความว่า เมื่อยักษ์ข่มขี่ทำลายเผาเจ้ากินโดย พลการ ที่โคนต้นไม้อันกล้าแข็ง. พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า ข้าพระพุทธเจ้า ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของพระราชบิดาไว้ พระราชบิดา อย่าเสด็จไปในสำนักของยักษ์เลย ข้าพระพุทธเจ้าจะ ขอเอาชีวิตของข้าพระพุทธเจ้า แลกพระชนมชีพของ พระราชบิดานี้แหละไว้ เพราะฉะนั้น ข้าพระพุทธเจ้า ขอยอมตายแทนพระราชบิดา พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิมิสฺสํ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจัก แลกชีวิตของตน กับพระชนมชีพของพระราชบิดาในคราวนี้แหละ. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะข้าพระพุทธเจ้าจักแลกพระชนมชีพ ของพระราชบิดา ไว้ ฉะนั้น จึงเลือกเอาความตาย เพื่อต้องการให้พระราชบิดามีพระชนมชีพ อยู่ ข้าพระพุทธเจ้าสรรเสริญความตายอย่างเดียวเท่านั้น จึงเลือกคือปรารถนา ความตาย. พระเจ้าชัยทิส ได้ทรงสดับดังนั้น ก็ทรงทราบกำลังของพระโอรส จึงตรัสสั่งว่า ดีละลูกรัก เจ้าจงไปเถิด. อลีนสัตตุราชกุมาร ถวายบังคมลา พระราชมารดาและพระราชบิดาแล้วก็เสด็จออกจากพระนคร. เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถากึ่ง คาถา ความว่า
หน้า 358 ข้อ 2326
ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้ทรงพระปรีชา ถวายบังคมพระยุคบาท พระชนกชนนีแล้วเสด็จไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาเท ความว่า ถวายบังคมพระยุคลบาท พระชนกชนนีเสด็จไปแล้ว. ลำดับนั้น พระชนกชนนีก็ดี พระภคินีก็ดี พระชายาก็ดี ของพระราช กุมารนั้น พร้อมด้วยหมู่อำมาตย์ และบริวารชนก็เสด็จออกไปด้วย. ครั้น พระราชกุมารนั้นออกจากพระนครแล้ว ก็ทูลถามหนทางกะพระราชบิดากำหนด ไว้ด้วยดีแล้ว ถวายบังคมพระชนกชนนี ประทานโอวาทแก่ชนที่เหลือ แล้ว มิได้สะด้งตกพระทัยกลัว เสด็จขึ้นสู่ทางดำเนินไปสู่ที่อยู่ของยักษ์ ประหนึ่งว่า ไกรสรสีหราชฉะนั้น. พระมารดาทอดพระเนตรเห็นพระกุมารกำลังทรงดำเนิน ไป ไม่สามารถจะดำรงพระองค์อยู่ได้ ก็ล้มลง ณ พื้นปฐพี. พระราชบิดา ก็ทรงประคองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง. เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงทรงตรัสพระคาถา กึ่งคาถา ความว่า พระชนนีของพระราชกุมารนั้น ทรงมีทุกข์ โทมนัสล้มลงเหนือพื้นปฐพี พระชนกนาถเล่า ก็ทรง ประคองสองพระพาหา คร่ำครวญด้วยเสียงอันดัง. ครั้นตรัสกึ่งพระคาถาดังนี้แล้ว เมื่อจะทรงประกาศสัจจกิริยา อัน พระราชบิดาของพระกุมารนั้นทรงประกอบ และอันพระราชมารดาพระภคินี และพระชายาทรงกระทำแล้ว จึงได้ตรัสพระคาถาต่อไปอีก ๔ คาถา ความว่า พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระโอรสกำลัง มุ่งหน้าเสด็จไป ทรงเบือนพระพักตร์ประคองอัญชลี
หน้า 359 ข้อ 2326
กราบไหว้เทวดาทั้งหลาย คือ พระโสมราชา พระ- วรุณราช พระปชาบดี พระจันทร์และพระอาทิตย์ ขอเทพยเจ้าเหล่านี้ ช่วยคุ้มครองโอรสของเรา จาก อำนาจแห่งยักษ์ อลีนสัตตุลูกรัก ขอยักษ์นั้นจงอนุญาต ให้เจ้ากลับมาโดยสวัสดี. มารดาของรามบุรุษ ผู้ไปสู่แคว้นของพระเจ้า ทัณฑกิราช ได้คุ้มครองทำความสวัสดี แก่รามะผู้เป็น บุตรอย่างใด แม่ขอทำความสวัสดีอย่างนั้นแก่เจ้า ด้วยคำสัตย์นั้น ขอทวยเทพจงช่วยคุ้มครอง ขอให้เจ้า ได้รับอนุญาต กลับมาโดยสวัสดีเถิด ลูกรัก. น้องนึกไม่ออกเลย ถึงความคิดประทุษร้าย ใน อลีนสัตตุผู้พระเชษฐา ทั้งในที่แจ้งหรือที่ลับ ด้วย ความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึงพระเชษฐาที่ เคารพ ขอพระเชษฐาจงได้รับอนุญาตให้กลับมาโดย สวัสดี. ข้าแต่พระสวามี พระองค์ไม่เคยประพฤตินอกใจ หม่อมฉันเลย ฉะนั้น จงเป็นที่รักของหม่อมฉันด้วย ใจจริง ด้วยความสัตย์นี้ ขอเทพยเจ้าโปรดระลึกถึง พระสวามีที่เคารพ ข้าแต่พระสวามี ขอพระองค์ จง ได้รับอนุญาตให้กลับมาโดยสวัสดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺมุโข ความว่า พระราชบิดา ทรงทราบชัดว่า พระโอรสของเรานี้ กำลังมุ่งหน้าเสด็จไป. บทว่า ปญฺชลีโก
หน้า 360 ข้อ 2326
ความว่า ทรงเบือนพระพักตร์ประดิษฐานอัญชลีเหนือเศียรเกล้า ในกาลนั้น ทรงไหว้วิงวอน นอบน้อมเทพยเจ้าทั้งหลาย. บทว่า โปริสาทกมฺหา ความว่า ขอเทพเจ้าจงช่วยคุ้มครองโอรสของเราจากอำนาจแห่งยักษ์ ดูก่อนอลีนสัตตุลูก รัก ยักษ์นั้นจงอนุญาตให้เจ้ากลับมาโดยความสวัสดี. บทว่า รามสฺสกา ความว่า มารดาของรามบุรุษได้กระทำความ คุ้มครอง. เล่ากันมาว่า มีบุรุษคนหนึ่งเป็นชาวเมืองพาราณสี ชื่อรามะ เป็นผู้ เลี้ยงดูมารดา ปฏิบัติมารดาบิดา คราวหนึ่งไปค้าขายถึงเมืองกุมภวดี ใน แว่นแคว้นของพระเจ้าทัณฑกิราช เมื่อแคว้นทั้งสิ้นต้องพินาศลง ด้วยฝน เก้าประการ เขาได้ระลึกถึงคุณของมารดาบิดา. ครั้งนั้น ด้วยผลแห่งมาตาปิตุ- ปัฏฐานธรรม เทพยเจ้าทั้งหลายได้นำเขามามอบให้แก่มารดาด้วยความสวัสดี. พระชนนีของอลีนสัตตุราชกุมาร ทรงนำเหตุการณ์นั้นมาตรัสอย่างนี้ ก็โดยที่ ได้ยินได้ฟังมา. บทว่า โสตฺถานํ ได้แก่ ความสวัสดี. ถึงเทพยเจ้าทั้งหลาย จะ กระทำความสวัสดีได้ก็จริง แต่ท่านกล่าวว่า มารดาได้กระทำแล้ว เพราะเกิด แล้วโดยอาศัยมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. บทว่า ตนฺเต อหํ ความว่า (มารดา ของรามบุรุษทำความสวัสดี แก่รามะผู้บุตรฉันใด) แม้แม่ก็ทำความสวัสดีนั้น แก่เจ้าเหมือนกัน คือ เพราะอาศัยแม่ ขอความสวัสดีจงมีแก่ลูกของแม่ฉันนั้น เหมือนกัน. อีกนัยหนึ่ง บทว่า กโรมิ แปลว่า จะไป. บทว่า เอเตน สจฺจน ความว่า ถ้าว่ารามบุรุษนั้นเป็นผู้อันเทพยเจ้า นำมาแล้วโดยความ สวัสดี เป็นความจริงไซร้ ด้วยอํานาจคำสัตย์นั้น ขอเทพยเจ้าทั้งหลายจงระลึก ถึงเจ้า เพื่อชนกชนนี คือขอเทพยเจ้าจงนำเจ้ามาแสดงแก่แม่ เหมือนรามบุรุษ ฉะนั้น.
หน้า 361 ข้อ 2326
บทว่า อนุญฺาโต ความว่า ลูกรัก อันยักษ์อนุญาตว่าไปได้ คือ พระชนนี ตรัสว่า ดูก่อนลูกรัก ขอเจ้าจงกลับมาโดยสวัสดี ด้วยเทวานุภาพเถิด. บทว่า ชาตุมลีนสตฺเต ความว่า พระกนิษฐภคินีของอลีนสัตตุราช กุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า น้องระลึกไม่ได้ ซึ่งความคิดประทุษร้าย ทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง ในอลีนสัตตุผู้พระเชษฐา โดยส่วนเดียวเป็นแน่แท้. บทว่า ยสฺมา จ เม อนธิมโนสิ สามิ ความว่า พระอัครมเหสีของ อลีนสัตตุราชกุมารนั้น ได้ตั้งสัตยาธิษฐานอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระอลีนสัตตุผู้ พระสวามี พระองค์มิได้ประพฤตินอกใจหม่อมฉันเลย คือพระองค์มิได้ข่มขี่ ล่วงเกินหม่อมฉัน ถึงกับเอาพระทัยใฝ่ปรารถนาหญิงอื่นเลย. บทว่า น จาปิ เม มนสา อปฺปิโยสิ ความว่า พระองค์จะไม่เป็นที่รัก ด้วยใจจริงของ หม่อมฉันก็หามิได้ เราทั้งสองอยู่ร่วมกันมาด้วยความรักใคร่ทีเดียว. พระราชกุมาร เสด็จดำเนินไปสู่ทางที่อยู่ของยักษ์ ตามคำแนะนำที่ พระราชบิดาตรัสบอก. ฝ่ายยักษ์คิดว่า ธรรมดากษัตริย์มีมายามาก ใครจะรู้ว่า จักเกิดอะไรขึ้น จึงขึ้นต้นไม้นั่งแลดูทางที่พระเจ้าชัยทิสจะเสด็จมา เหลือบเห็น พระกุมารกำลังดำเนินมา คิดว่า ชะรอยพระโอรสจักให้พระราชบิดากลับแล้ว ตัวมาแทน ภัยคงไม่มีแก่เรา จึงลงจากต้นไม้นั่งผินหลังให้. พระราชกุมาร เสด็จมาถึงแล้ว เข้าไปยืนอยู่ตรงหน้ายักษ์. ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า ท่านผู้มีร่างกายอันสูงใหญ่ มีหน้าอันงดงามมา จากไหน ท่านไม่รู้หรือว่า เราอยู่ในป่านี้ ชะรอยจะ ไม่รู้ว่า เราเป็นคนดุร้าย กินเนื้อมนุษย์กระมังจึงได้มา ที่ไม่รู้ความสวัสดีของตนดอกจึงได้มาในที่นี้.
หน้า 362 ข้อ 2326
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โสตฺถิมาชานมิธาวเชยฺย ความว่า ดูก่อนกุมาร บุรุษไรเล่ารู้ความสวัสดีของตน เดินไปจะกล้ามาในที่นี้ ชะรอย ท่านจะไม่รู้จึงได้มา. พระราชกุมารทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถา ความว่า เรารู้ว่าท่านเป็นคนหยาบช้า กินมนุษย์ แต่หารู้ว่า ท่านอยู่ในป่านี้ไม่ เราคือโอรสของพระเจ้าชัยทิส วันนี้ท่านจงกินเราแทนพระชนก เพื่อปลดเปลื้องให้ พระองค์พ้นไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโมกฺขา ความว่า เพราะเหตุที่จะ ปลดเปลื้องภาระเสีย เราจึงยอมมอบชีวิตแทนพระราชบิดามาในที่นี้ เพราะ ฉะนั้น ท่านจงปล่อยพระชนกเราเถิด เชิญกินเราแทนพระองค์. ลำดับนั้น ยักษ์กล่าวคาถา ความว่า เรารู้ว่าท่านเป็นโอรสของพระเจ้าชัยทิส ดูพระ- พักตร์และผิวพรรณ ของท่านทั้งสองคล้ายคลึงกัน การที่บุคคลยอมตายแทน เพื่อเปลื้องบิดาให้พ้นไปนี้ เป็นกรรมที่ทำได้ยากทีเดียว แต่ท่านก็ทำได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทิโส โว ความ ว่า พระพักตร์และ ผิวพรรณของท่านทั้งสองคล้าย ๆ กัน คือเหมือนกันแท้. บทว่า กตํ ตเวทํ ความว่า กรรมของท่านทั้งนี้ เป็นกรรมที่ทำได้โดยยากแท้. ลำดับนั้น พระราชกุมารตรัสคาถา ความว่า มิใช่ของทำยากเลยในเรื่องนี้ เราไม่เห็นสำคัญ อะไร ผู้ใดยอมตายแทนเพื่อเปลื้องบิดา หรือเพราะ
หน้า 363 ข้อ 2326
เหตุแห่งมารดา ผู้นั้นไปสู่ปรโลกแล้ว ย่อมเป็นผู้ เพรียบพร้อมด้วยสุข และอารมณ์อันงามเลิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจิมเหตฺถ มญฺเ ความว่า ใน ข้อนี้ เราไม่เห็นสำคัญอะไรเลย. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า บุคคลใดปรารถนา จะตาย เพื่อปลดเปลื้องบิดา หรือเพราะเหตุแห่งมารดา. บทว่า ปรโลกคมฺยา ความว่า เขาไปสู่ปรโลกแล้ว. บทว่า สุเขน สคฺเคน ความว่า ย่อมเป็น ผู้ประกอบด้วยสุขอันบังเกิดในสวรรค์. บทว่า มตฺตุมิจฺเฉ ความว่า เพราะ ฉะนั้น ในการสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่มารดาบิดานี้ เราไม่สำคัญว่าเป็นสิ่ง ที่ทำได้ยากอะไรเลย. ยักษ์ฟังดังนั้นแล้วจึงถามว่า พ่อกุมาร ธรรมดาว่าสัตว์บุคคลที่จะไม่ กลัวตายไม่มีเลย เหตุไฉนท่านจึงไม่กลัวเล่า ? เมื่อพระราชกุมารจะบอก ความแก่ยักษ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เราระลึกไม่ได้เลยว่า เราจะกระทำความชั่วเพื่อ ตนเอง ทั้งในที่แจ้งและในที่ลับ เพราะว่าเราเป็นผู้มี ชาติและมรณะ อันกำหนดไว้แล้วว่า ในโลกนี้ของเรา ฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน. เชิญท่านกินเนื้อเราในวันนี้ เสียบัดนี้เถิด เชิญ ท่านทำกิจเถิด สรีระนี้เราสละแล้ว เราจะทำเป็น พลัดตกมาจากยอดไม้ ท่านชอบใจเนื้อส่วนใด ๆ ก็เชิญท่านกินเนื้อส่วนนั้น ๆ ของเราเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร น ชาตุ ความว่า เราระลึกไม่ได้ เลย แม้เพียงส่วนเดียว. บทว่า สงฺขาตชาตี มรโณหมสฺมิ ความว่า
หน้า 364 ข้อ 2326
เรารู้ว่าสัตว์ที่เกิดมาแล้ว มีความเกิดและความตาย อันญาณกำหนดไว้แล้ว ด้วยดี ที่จะชื่อว่ามีความไม่ตายเป็นธรรมดาไม่มี. บทว่า ยเถว เม อิธ ความว่า ข้อนี้ญาณของเรากำหนดไว้แล้วเป็นอย่างดีทีเดียวว่า โลกนี้ของเรา ฉันใด โลกหน้าก็ฉันนั้น โลกหน้าฉันใด แม้โลกนี้ก็ฉันนั้น ชื่อว่าการพ้น จากความตายไม่มี. บทว่า กรสฺสุ กิจฺจานิ ความว่า ท่านจงทำกิจที่ควรทำ ด้วยสรีระนี้ สรีระนี้เราสละแก่ท่านแล้ว. บทว่า ฉาทมาโน มยฺหํ ตฺวเม เทสิ มํสํ ความว่า เมื่อเราตกจากยอดไม้ตายแล้ว เมื่อท่านจะกิน ชอบใจ ปรารถนาเนื้อส่วนใดจากสรีระของเรา ก็ควรบริโภคเนื้อส่วนนั้น. ยักษ์ฟังถ้อยคำของพระกุมารแล้ว ตกใจกลัว คิดว่า เราไม่อาจที่จะ กินเนื้อพระกุมารนี้ได้ จักต้องหาอุบายไล่ให้เธอหนีไปเสีย จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า ดูก่อนพระราชโอรส เรื่องนี้ท่านเต็มใจจริง จึง สละชีวิตเพื่อปลดเปลื้องพระชนกได้ เพราะเหตุนั้น แหละ ท่านจงรีบไปหักไม้มาก่อไฟเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชเลหิ ความว่า ท่านจงเข้าไปสู่ป่า หา ฟืนไม้แก่น มาก่อไฟขึ้น ทำให้เป็นถ่าน ที่ปราศจากควัน เราจักปิ้งเนื้อของ ท่านในถ่านเพลิงนั้นกิน. อลีนสัตตุราชกุมาร ได้กระทำตามที่ยักษ์บอกทุกประการ เสร็จแล้ว ไปยังสำนักของยักษ์ พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเหตุนั้น จึงตรัสพระ คาถานอกนี้ ความว่า ลำดับนั้นแล พระราชโอรสผู้มีปัญญา ได้นำ เอาฟืนมาก่อไฟกองใหญ่ขึ้นแล้ว แจ้งให้ยักษ์ทราบว่า บัดนี้ได้ก่อไฟเสร็จแล้ว.
หน้า 365 ข้อ 2326
ยักษ์มองดูพระราชกุมาร ซึ่งก่อไฟเสร็จแล้วเดินมาหา เกิดขนพอง สยองเกล้าว่า บุรุษนี้เป็นดุจราชสีห์ ไม่กลัวความตายเลย ตลอดกาลมีประมาณ เท่านี้ เราไม่เคยพบเห็นคนที่ไม่กลัวตายอย่างนี้เลย จึงนั่งชำเลืองดูพระกุมาร บ่อย ๆ พระราชกุมารเห็นกิริยาของยักษ์แล้ว จึงตรัสคาถา ความว่า เมื่อครู่นี้ ท่านทำการขู่เข็ญว่า จะกินเราในวันนี้ ทำไมจึงหวาดระแวงเกรงเรา มองดูอยู่บ่อย ๆ เราได้ ทำตามคำของท่านเสร็จแล้ว เมื่อพอใจจะกินก็เชิญ กินได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุหุํ แปลว่า บ่อย ๆ . บทว่า ตถา ตถา ตุยฺหมหํ ความว่า ท่านพอใจปรารถนาจะบริโภคเคี้ยวกินเราโดยวิธีใด เราการทำตามคำของท่านโดยวิธีนั้นแล้ว คราวนี้จักให้เราทำอย่างไร เพราะ ฉะนั้น เชิญท่านกินเราเสียวันนี้เถิด. ยักษ์ฟังคำของพระกุมารแล้ว กล่าวคาถา ความว่า ผู้ที่ตั้งอยู่ในธรรม มีวาจาสัตย์ รู้ความประสงค์ ของผู้ขอเช่นท่าน ใครจะนำมากินเป็นภักษาหารได้ ผู้ใดกินผู้มีวาจาสัตย์เช่นท่าน ศีรษะของผู้นั้น จะพึง แตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. พระราชกุมารได้สดับดังนั้น จึงพูดว่า ถ้าท่านไม่ประสงค์จะกินเรา เหตุไรจึงบอกให้เราหักฟืนมาก่อไฟ เมื่อยักษ์บอกว่า เพื่อต้องการลองดูว่า ท่านจะหนีหรือไม่ จึงตรัสว่า ท่านจักเข้าใจเราในบัดนี้ได้อย่างไร ครั้งเรา บังเกิดในกำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน ยังไม่ยอมให้ท้าวสักกเทวราชดูหมิ่นตน ได้ จึงตรัสคาถา ความว่า
หน้า 366 ข้อ 2326
แท้จริง สสบัณฑิตนั้น สำคัญท้าวสักกเทวราชนี้ ว่าเป็นพราหมณ์ จึงได้ให้อยู่ เพื่อให้สรีระของตน เป็นทาน ด้วยเหตุนั้นแล จันทิมเทพบุตร จึงมีรูปกระ- ต่ายปรากฏ สมประสงค์ของโลกอยู่จนทุกวันนี้. คาถานั้น มีอธิบายว่า สสบัณฑิตนั้น สำคัญสักกพราหมณ์ แม้ นี้ว่า ผู้นี้เป็นพราหมณ์ จึงพูดว่า วันนี้เชิญท่านเคี้ยวกินสรีระของเราในที่นี้ แห่งเดียวเถิด แล้วให้อาศัย คือให้อยู่พักเพื่อให้สรีระของตนเป็นทานอย่างนี้ และแล้วได้ให้สรีระเพื่อเป็นอาหารแก่สักกพราหมณ์นั้น ท้าวสักกเทวราช จึงบีบเอารสอันเกิดแต่บรรพต มาเขียนเป็นภาพกระต่ายไว้ในมณฑลพระจันทร์ นับแต่นั้นมา เพราะภาพกระต่ายนั้นเอง จันทิมเทพบุตรนั้น ชาวโลกจึงรู้กัน ทั่วว่า กระต่าย กระต่าย ดังนี้ จันทิมเทพบุตรมีรูปกระต่ายปรากฏ แจ่ม กระจ่างอย่างนี้ สมประสงค์ คือยังความพอใจของโลกให้เจริญ รุ่งโรจน์อยู่ จนทุกวันนี้ และเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องอัศจรรย์ อยู่ตลอดกัป. ยักษ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะปล่อยพระราชกุมาร จึงกล่าวคาถา ความว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ พ้นจากปากแห่งราหู แล้ว ย่อมไพโรจน์ในวันเพ็ญฉันใด ดูก่อนท่านผู้มี อานุภาพมาก ท่านก็ฉันนั้นหลุดพ้นจากเรา ผู้กินเนื้อ มนุษย์เป็นอาหารแล้ว ยังพระชนกชนนีให้ปลื้มพระ- ทัย จงรุ่งโรจน์ในกบิลรัฐ อนึ่ง พระประยูรญาติของ ท่านจงยินดีกันทั่วหน้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาณุมา ได้แก่พระอาทิตย์ ท่านอธิบาย ว่า พระจันทร์หรือพระอาทิตย์ พ้นจากปากราหูแล้วย่อมสว่างไสว ในดิถี
หน้า 367 ข้อ 2326
๑๕ ค่ำฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีอานุภาพมาก แม้ท่านพ้นไปจากสำนักของเรา แล้ว ก็รุ่งโรจน์ในกบิลรัฐฉันนั้นเถิด. บทว่า นนฺทตุ ความว่า ขอพระ ประยูรญาติทั้งหลาย จงทรงยินดี ร่าเริง. ยักษ์กล่าวว่า ดูก่อนท่านมหาวีรเจ้า เชิญท่านไปเถิด แล้วส่งเสด็จ พระมหาสัตว์เจ้า ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า ครั้นทรงทำให้ยักษ์สิ้นพยศแล้วให้ศีล ๕ กำหนดดูว่า ผู้นี้จะมิใช่ยักษ์กระมัง จึงทรงพระดำริว่า ธรรมดายักษ์ย่อม มีนัยน์ตาแดงและไม่กระพริบ เขาก็ไม่ปรากฏ เป็นผู้ดุร้าย อาจหาญ ผู้นี้ ชะรอยจะมิใช่ยักษ์ คงเป็นมนุษย์แน่ เขาเล่ากันว่า พระเชษฐาแห่งพระราช บิดาของเรา ถูกนางยักษิณีจับไปถึงสามองค์ ในจำนวนนั้น นางยักษิณีกินเสีย สององค์ แต่ประคบประหงมเลี้ยงดูด้วยรักใคร่เหมือนบุตรองค์เดียว ชะรอยจะ เป็นองค์นี้แน่ เราจักนำไปทูลชี้แจง แก่พระราชบิดาของเรา ให้ท่านผู้นี้ครอง ราชสมบัติแล้ว จึงตรัสชักชวนว่า มาเถิด ท่านผู้เจริญ ท่านไม่ใช่ยักษ์ ท่านเป็น พระเชษฐาแห่งพระราชบิดาของเรา เชิญท่านมาไปกับเรา แล้วให้ยกเศวตฉัตร เสวยราชสมบัติ สืบสันตติวงศ์เถิด เมื่อยักษ์ค้านว่า เราไม่ใช่มนุษย์ จึงตรัสว่า ท่านไม่เชื่อเรา แต่มีผู้ที่ท่านพอจะเชื่อถืออยู่บ้างหรือ ? เมื่อยักษ์ตอบว่ามีอยู่ คือพระดาบสผู้มีจักษุเป็นทิพย์ ณ ที่โน้น จึงทรงพายักษ์นั้นไปสำนักพระดาบส นั้น พระดาบสเห็นคนทั้งสองแล้ว ทักขึ้นว่า ท่านทั้งสองคือลุงกับหลาน เที่ยวทำ อะไรอยู่ในป่า แล้วชี้แจงความที่ชนเหล่านั้นเป็นญาติกันให้ทราบ ยักษ์เชื่อ ถ้อยคำของพระดาบส จึงกล่าวว่า พ่อหลานชาย เจ้าจงกลับไปเถิด ลุงเกิดมา ชาติเดียวเป็นถึงสองอย่าง ลุงไม่ต้องการราชสมบัติดอก ลุงจักบวช แล้วบวช เป็นฤาษีอยู่ในสำนักของพระดาบส. ลำดับนั้น พระอลีนสัตตุราชกุมารถวาย บังคมลาพระเจ้าลุงแล้ว ได้เสด็จกลับไปยังพระนคร.
หน้า 368 ข้อ 2326
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า ลำดับนั้นแล พระราชโอรสอลีนสัตตุ ผู้มีพระ- ปัญญา ทรงประคองอัญชลีไหว้ยักษ์โปริสาท ได้รับ อนุญาตแล้ว มีความสุขสวัสดี หาโรคมิได้เสด็จกลับ มายังกบิลรัฐ. พระบรมศาสดา ครั้นตรัสพระคาถานี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงกรณียกิจ อันชาวพระนคร และชาวนิคมเป็นต้นกระทำ จึงตรัสโอกาสคาถาความว่า ชาวนิคม ชาวชนบท ถ้วนหน้าทั้งพลช้าง พลรถ และพลเดินเท้า ต่างพากันมาถวายบังคมพระราช โอรสนั้น พร้อมกับกราบทูลขึ้นว่า ข้าพระองค์ทั้ง หลาย ถวายบังคมพระองค์ พระองค์ทรงกระทำกิจ ซึ่งยากที่จะกระทำได้. พระเจ้าชัยทิส ทรงสดับข่าวว่า พระราชกุมารกลับมาได้ทรงจัดการ สมโภชต้อนรับ. พระราชกุมารแวดล้อมด้วยมหาชน ไปถวายบังคมพระราช บิดา. ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามว่า ลูกรัก เจ้าพ้นมาจากยักษ์เช่นนั้นได้ อย่างไร. พระราชกุมารทูลว่า ขอเดชะ พระราชบิดาเจ้า ผู้นี้มิใช่ยักษ์ แต่เป็น พระเชษฐาธิราชของพระราชบิดา ผู้นี้เป็นพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้า แล้ว กราบทูลเรื่องราวทั้งปวงให้ทรงทราบ แล้วทูลว่า ควรที่พระราชบิดาจะเสด็จ เยี่ยมพระปิตุลาของข้าพระพุทธเจ้าบ้าง. ทันใดนั้น พระเจ้าชัยทิส จึงตรัสสั่ง ให้พนักงานเภรีตีกลองประกาศให้ทราบทั่วกัน แล้วเสด็จไปยังสำนักแห่งดาบส ทั้งหลาย ด้วยราชบริพารเป็นอันมาก. พระมหาดาบสจึงทรงเล่าเรื่องนางยักษิณี
หน้า 369 ข้อ 2326
นำพระองค์ไปเลี้ยงดูไว้ไม่กินเสีย เรื่องที่พระองค์มิใช่ยักษ์ และเรื่องที่พระองค์ เป็นพระประยูรญาติของราชสกุลเหล่านั้น แด่พระเจ้าชัยทิสหมดทุกอย่างโดย พิสดาร พระเจ้าชัยทิสทรงเชื้อเชิญว่า ข้าแต่พระเชษฐาธิราชเจ้า ขอเชิญ พระองค์ เสด็จเสวยราชสมบัติเถิด พระมหาดาบส ถวายพระพรห้ามว่า อย่า เลย มหาราชเจ้า พระเจ้าชัยทิส ตรัสเชิญชวนว่า ถ้ากระนั้น ขอเชิญพระ เชษฐาธิราชเจ้าไปอยู่ในพระอุทยานเถิด กระหม่อมฉันจักบำรุงด้วยปัจจัย ๔ พระมหาดาบสถวายพระพรว่า อาตมาภาพจะยังไม่ไปก่อน มหาบพิตร พระ เจ้าชัยทิส ตรัสสั่งให้ขุดคลองใหญ่ เหยียดยาวไประหว่างภูเขาลูกหนึ่ง ไม่ห่าง จากอาศรมบท ของเหล่าพระดาบส แล้วให้หักล้างถางพงทำไร่นา โปรดให้ มหาชนพันตระกูลอพยพมาตั้งครอบครัว เป็นตำบลใหญ่ ตั้งไว้เป็นภิกขาจาร ของพระดาบสทั้งหลาย บ้านตำบลนั้น ปรากฏชื่อว่า " จุลลกัมมาสทัมมนิคม " ส่วนประเทศที่พระมหาสัตว์เจ้า สุตตโสมบัณฑิต ทรมานพระยาโปริสาท พึงทราบว่า ชื่อมหากัมมาสทัมมนิคม. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ทรง ประกาศอริยสัจจธรรม ในเวลาจบอริยสัจจกถา พระเถระผู้เลี้ยงดูมารดา ได้ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระราชมารดาบิดา ได้มา เป็นตระกูลแห่งพระมหาราชเจ้า พระดาบสได้มาเป็นพระสารีบุตร ยักษ์ ได้มาเป็นพระองคุลิมาล พระกนิษฐภคินี ได้มาเป็น นางอุบลวรรณาเถรี พระอัครมเหสี ได้มาเป็นราหุลมารดา ส่วนอลีนสัตตุราชกุมาร ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาชัย ทิสชาดก
หน้า 370 ข้อ 2327, 2328, 2329, 2330, 2331, 2332
๔. ฉัททันตชาดก ว่าด้วยพญาช้างฉันทันต์ [๒๓๒๗] ดูก่อนพระน้องนาง ผู้มีพระสรีระ อร่ามงามดังทอง มีผิวพรรณผ่องเหลืองเรืองรอง พระ- เนตรทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงดูเศร้าโศก ซูบไป ดุจดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น [๒๓๒๘] ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้ พระครรภ์ โดยการแพ้พระครรภ์เป็นเหตุให้หม่อมฉัน ฝันเห็นสิ่งที่หาไม่ได้ง่าย. [๒๓๒๙] กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในโลกนี้ และในสวนนันทนวัน กามสมบัติทั้งหมดนั้น เป็นของเราทั้งสิ้น เราหาให้เธอได้ทั้งนั้น. [๒๓๓๐] ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายพราน ป่าเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ในแว่นแคว้นของพระองค์ จง มาประชุมพร้อมกัน หม่อมฉันจะแจ้งเหตุ ที่แพ้พระ ครรภ์ของหม่อมฉัน ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ. [๒๓๓๑] ดูก่อนเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วน- แต่มีฝีมือ เป็นคนแกล้วกล้า ชำนาญป่า รู้จักชนิดของ เนื้อ ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้. [๒๓๓๒] ท่านทั้งหลายผู้เป็นเชื้อแถวของนาย- พราน ที่มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงฟังเรา เราฝันเห็น
หน้า 371 ข้อ 2333, 2334, 2335
ช้างเผือกผ่อง งามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาช้าง คู่นั้น เมื่อไม่ได้ ชีวิตก็เห็นจะหาไม่. [๒๓๓๓] บิดา หรือปู่ทวด ของข้าพระองค์ ทั้งหลาย ก็ยังไม่เคยเห็น ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่า พญา- ช้างที่มีงามีรัศมี ๖ ประการ พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็น พญาช้างมีลักษณะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มี ลักษณะเช่นนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. [๒๓๓๔] ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ เบื้องบน ๑ เบื้องล่าง ๑ ทิศทั้ง ๑๐ นี้ พระองค์ทรงนิมิตเห็น พญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ อยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า ? [๒๓๓๕] จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูง- ใหญ่ ๗ ลูก เขาลูกสูงที่สุด ชื่อสุวรรณปัสสคิรี มี พรรณไม้ผลิดอกออกบานสะพรั่ง มีฝูงกินนรเที่ยว สัญจรไปมาไม่ขาด. ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนร แล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทร ใหญ่ สีเสมอเหมือนสีเมฆ มีย่านไทร๘,๐๐๐ห้อยย้อย. ใต้ต้นไทรนั้น พญาเศวตกุญชรซึ่งมีงารัศมี ๖ ประการอยู่อาศัย ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่จับได้ ช้าง ประมาณ ๘,๐๐๐ มีงาเท่างอนไถ วิ่งไล่เร็วปานลมพัด พากันแวดล้อมรักษาพญาเศวตกุญชรนั้นอยู่.
หน้า 372 ข้อ 2336, 2337, 2338, 2339
ช้างเหล่านั้น ย่อมบันลือเสียงน่าหวาดกลัว โกรธแม้แต่ลมที่พัดถูกตัว ถ้าเห็นมนุษย์ ณ ที่นั้น เป็นต้องขยี้เสีย ให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ ถูกต้องพญาช้างได้เลย. [๒๓๓๖] ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่ แล้วไปด้วยเงิน แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์ มีอยู่ในราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้า จึงทรง พระประสงค์เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า พระ- แม่เจ้าทรงปรารถนาจะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการเสีย หรือว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกเชื้อแถว ของนายพรานเสียกระมัง. [๒๓๓๗] ดูก่อนนายพราน เรามีทั้งความริษยา ทั้งความน้อยใจ เพราะนึกถึงความหลังเข้าก็ตรอมใจ ขอท่านจงทำตามความประสงค์ของเรา เราจักให้บ้าน ส่วยแก่ท่าน ๕ ตำบล. [๒๓๓๘] พญาช้างนั้นอยู่ที่ตรงไหน เข้าไปยืน อยู่ที่ไหน ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำ อนึ่ง พญาช้างนั้นอาบน้ำอย่างไร ทำไฉน ข้าพระพุทธเจ้า จึงจะรู้คติของพญาช้างได้ ? [๒๓๓๙] ในที่ ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ ไกล้ ๆ น่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบ ทั้งน้ำก็มาก สะพรั่ง ไปด้วยพรรณไม้ดอก มีหมู่ภมรมาเคล้าคลึง พญาช้าง ลงอาบน้ำในสระนี้แหละ.
หน้า 373 ข้อ 2340
พญาช้างชำระศีรษะแล้ว ทัดทรงมาลัยอุบล มี ร่างเผือกผ่องขาวราวกะดอกบุณฑริกบันเทิงใจ ให้ มเหสีชื่อว่า สัพพสุภัททา เดินหน้า ดำเนินไปยังที่อยู่ ของตน. [๒๓๔๐] นายพรานนั้น ยึดเอาพระเสาวนีย์ของ พระนางสุภัททาราชเทวี ซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั่นเอง แล้วถือเอาแล่งลูกธนู ข้ามภูเขาใหญ่ทั้งเจ็ดลูกไป จนถึงลูกที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสบรรพตอันสูงโดด. เขาขึ้นไปสู่บรรพต อันเป็นที่อยู่ของกินนรแล้ว มองลงมายังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่ สีเขียวดัง สีเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อย ที่เชิงเขานั้น. ทันใดนั่นเอง ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกขาวผ่อง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ ยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้ มี ช้างประมาณ ๘,๐๐๐เชือก ล้วนแต่มีงางามงอน ขนาด งอนไถ วิ่งไล่เร็วดุจลมพัด แวดล้อมรักษาพญาช้าง นั้นอยู่. และได้เห็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบ น้ำมากมาย มีพรรณดอกไม้บานสะพรั่ง มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึง อยู่. ครั้นเห็นทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ จนกระทั่งที่ ซึ่งพญาช้างเดิน ยืนอยู่ และทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ
หน้า 374 ข้อ 2341, 2342, 2343
ก็แลนายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททาผู้ตกอยู่ ในอำนาจจิตทรงใช้มา ก็มาจัดแจงตระเตรียมหลุม. [๒๓๔๑] นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุด หลุมเอากระดานปิดเสร็จแล้ว สอดธนูไว้ เอาลูกศร ลูกใหญ่ ยิงพญาช้างที่มายืนอยู่ข้างหลุมของตน. พญาช้างถูกยิงแล้ว ก็ร้องก้องโกญจนาท ช้าง ทั้งหมดพากันบันลืออื้ออึง ต่างพากันวิ่งมารอบ ๆ ทั้ง ๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้แหลกเป็นจุณไป. พญาช้างเอาเท้ากระชุ่นดิน ด้วยคิดว่า เราจักฆ่า นายพรานคนนี้ แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็น ธงชัยของพระฤาษี ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยของพระ อรหันต์ อันสัตบุรุษไม่ควรทำลาย. [๒๓๔๒] ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะ และสัจจะ ผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ. ส่วนผู้ใด คลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรนุ่งห่มผ้า กาสาวะ. [๒๓๔๓] พญาช้างถูกลูกศรใหญ่ เสียบเข้าแล้ว ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ถามนายพรานว่า เพื่อนเอ๋ย ท่านประสงค์อะไร เพราะเหตุอะไร หรือว่าใครใช้ ให้ท่านมาฆ่าเรา.
หน้า 375 ข้อ 2344, 2345, 2346, 2347, 2348
[๒๓๔๔] ดูก่อนพญาช้างที่เจริญ นางสุภัททา พระมเหสีของพระเจ้ากาสิกราช อันประชาชนสักการะ บูชาอยู่ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่าน และได้โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอก ข้าพเจ้าว่า มีพระประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน. [๒๓๔๕] แท้จริงพระนางสุภัททา ทรงทราบ ดีว่า งางาม ๆ แห่งบิดาและปู่ทวดของเรา มีอยู่เป็น อันมาก แต่พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวร ต้องการจะฆ่าเรา. ดูก่อนนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อย มาตัดงาคู่นี้เถิด ประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจง กราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธว่า พญาช้างตาย แล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด. [๒๓๔๖] นายพรานนั้นรีบลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อย งาพญาช้างทั้งคู่อันงดงามวิลาส หาที่เปรียบมิได้ ใน พื้นปฐพี แล้วรีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป. [๒๓๔๗] ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจ เพราะพญาช้างถูกยิง พากันวิ่งไปยังทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่ เห็นปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของ พญาช้าง. [๒๓๔๘] ช้างเหล่านั้น พากันคร่ำครวญ ร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น ต่างเกลี่ยอังคารขึ้นบนกระพองของตน ๆ
หน้า 376 ข้อ 2349, 2350, 2351
แล้วยกเอานางช้างสัพพภัททาตัวเป็นมเหสี ให้เป็นหัว หน้าพากันกลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด. [๒๓๔๙] นายพรานนั้นนำงาทั้งคู่ของพญาคช- สาร อันอุดมไพศาลงดงาม ไม่มีงาอื่นในพื้นปฐพี จะ เปรียบได้ ส่องรัศมีดุจสีทอง สว่างไสวไปทั่วทั้ง ไพรสณฑ์ มาถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่ เข้าไปถวายพระนางสุภัททา กราบทูลว่า พญาช้าง ล้มแล้ว ขอเชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด. [๒๓๕๐] พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอด พระเนตรเห็นงาทั้งสองของพญาคชสารอันอุดม ซึ่ง เป็นปิยภัสดาของตนในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนาง แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้นแล พระนาง จึงได้สวรรคต. [๒๓๕๑] พระบรมศาสดาได้บรรลุพระสัมโพธิ- ญาณแล้ว มีอานุภาพมา ได้ทรงทำการแย้มในท่าม กลางบริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พากัน กราบทูลถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ทรงทำ การแย้มให้ปรากฏโดยไร้เหตุผลไม่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายจงดู กุมารีสาวคนนั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติ อนาคาริยวัตร นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนางสุภัททา ในกาลนั้น เราตถาคต เป็นพญาช้างในกาลนั้น.
หน้า 377 ข้อ 2351
นายพรานผู้ถือเอางาทั้งคู่ ของพญาคชสารอัน อุดม หางาอื่นเปรียบปานมิได้ในปฐพี กลับมายัง พระนครกาสีในกาลนั้นเป็นเทวทัต. พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากความกระวนกระวาย ความเศร้าโศก และกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วย พระองค์เองแล้วได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้ อันเป็นของ เก่า ไม่รู้จักสิ้นสูญ ซึ่งพระองค์ท่องเที่ยวไปตลอด กาลนาน เป็นบุรพจรรยทั้งสูง ทั้งต่ำ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราวครั้งนั้น เราเป็นพญา- ช้างฉัททันต์ อยู่ที่สระฉัททันต์นั้น เธอทั้งหลายจง ทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล. จบฉันทันตชาดกที่ ๔ อรรถกถาฉัททันตชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ภิกษุณีสาวรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึ นุ โสจสิ ดังนี้. เล่ากันมาว่า นางภิกษุณีนั้นเป็นธิดาของตระกูลหนึ่ง ในพระนคร สาวัตถี เห็นโทษในฆราวาสแล้วออกบวชในพระศาสนา วันหนึ่งไปเพื่อจะ ฟังธรรม พร้อมกับพวกนางภิกษุณี เห็นพระรูปโฉมอันบังเกิดขึ้นด้วยบุญญา-
หน้า 378 ข้อ 2351
นุภาพหาประมาณมิได้ กอปรด้วยพระรูปสมบัติอันอุดมของพระทศพล ซึ่ง ประทับเหนือธรรมาสน์อันอลงกต กำลังทรงแสดงพระธรรมเทศนา จึงคิดว่า เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ ได้เคยเป็นบาทบริจาริกาของมหาบุรุษนี้หรือไม่ หนอ ? ในทันใดนั้นเอง นางก็เกิดระลึกชาติในหนหลังได้ว่า เราเคยเป็น บาทบริจาริกาของมหาบุรุษนี้ ในคราวที่ท่านเป็นพญาช้างฉัททันต์ เมื่อนาง ระลึกได้เช่นนั้น ก็บังเกิดปีติปราโมทย์ใหญ่ยิ่ง. ด้วยกำลังแห่งความปีติยินดี นางจึงหัวเราะออกมาดัง ๆ แล้วหวนคิดอีกว่า ขึ้นชื่อว่าบาทบริจาริกาที่มี อัธยาศัยมุ่งประโยชน์ต่อสามีมีน้อย มิได้มุ่งประโยชน์แลมีมาก เราได้มีอัธยาศัย มุ่งประโยชน์ต่อบุรุษนี้ หรือหาไม่หนอ. นางระลึกไปพลางก็ได้เห็นความจริงว่า แท้จริง เราสร้างความผิดไว้ในหทัยมิใช่น้อย ค่าที่ใช้นายพรานโสณุดรให้เอา ลูกศรอาบด้วยยาพิษ ยิงพญาช้างฉัททันต์ สูงประมาณ ๑๒๐ ศอก ให้ถึง ความตาย. ทันใดนั้นความเศร้าโศกก็บังเกิดแก่นาง ดวงหทัยเร่าร้อน ไม่ สามารถจะกลั้นความเศร้าโศกไว้ได้ จึงร้องไห้สะอึกสะอื้นด้วยเสียงอันดัง พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ก็ทรงแย้มให้ปรากฏ อันภิกษุสงฆ์ ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อะไรหนอเป็นเหตุ เป็นปัจจัย แห่งการ ทรงทำความแย้มให้ปรากฏ จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย นางภิกษุณีสาวผู้นี้ ระลึกถึงความผิดที่เคยทำต่อเรา ในชาติก่อนเลยร้องไห้ แล้วทรงนำอดีตนิทาน มาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล มีช้างประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก มีฤทธิ์เหาะไปในอากาศได้ อาศัยสระฉัททันต์ อยู่ในป่าหิมพานต์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นลูก ของช้างจ่าโขลง มีสีกายเผือกผ่อง ปากแลเท้าสีแดง ต่อมาเมื่อเจริญวัยขึ้น สูงได้ ๘๘ ศอก ยาว ๑๒๐ ศอก ประกอบด้วยงวงคล้ายกับพวงเงิน ยาวได้
หน้า 379 ข้อ 2351
๕๘ ศอก ส่วนงาทั้งสองวัดโดยรอบได้ ๑๕ ศอก ส่วนยาว ๓๐ ศอก ประกอบ ด้วยรัศมี ๖ ประการ. พระโพธิสัตว์นั้นเป็นหัวหน้าช้าง แห่งช้าง ๘,๐๐๐ เชือก บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์. อัครมเหสีของพระโพธิสัตว์นั้นมีสอง ชื่อ จุลลสุภัททา ๑ มหาสุภัททา ๑. พญาช้างนั้น มีช้างถึง ๘,๐๐๐ เชือก เป็น บริวารอยู่ในกาญจนคูหา. อนึ่ง สระฉัททันต์นั้น ทั้งส่วนยาวส่วนกว้างประมาณ ๕๒ โยชน์ ตรงกลางลึกประมาณ ๑๒ โยชน์ ไม่มีสาหร่าย จอกแหน หรือ เปลือกตมเลย เฉพาะน้ำขังอยู่ มีสีใสเหมือนก้อนแก้วมณี ถัดจากนั้นมีกอ จงกลนีแผ่ล้อมรอบ กว้างได้หนึ่งโยชน์ ต่อจากกอจงกลนีนั้น มีกออุบลเขียว ตั้งล้อมรอบกว้างได้หนึ่งโยชน์ ต่อจากนั้น ที่กว้างแห่งละหนึ่งโยชน์ มีกอ อุบลแดง อุบลขาว ปทุมแดง ปทุมขาว และโกมุท ขึ้นล้อมอยู่โดยรอบ อนึ่ง ระหว่างกอบัว ๗ แห่งนี้ มีกอบัวทุกชนิด เป็นต้นว่า จงกลนีสลับกันขึ้น ล้อมรอบ มีปริมณฑลกว้างได้หนึ่งโยชน์เหมือนกัน. ถัดออกมาถึงน้ำลึกแค่ สะเอวช้าง มีป่าข้าวสาลีแดงขึ้นแผ่ไปได้โยชน์หนึ่ง ถัดออกมาถึงชายน้ำที่กว้าง โยชน์หนึ่งเหมือนกัน มีกอตะไคร่น้ำ เกลื่อนกลาดด้วยดอกสีเขียว สีเหลือง สีแดง สีขาว กลิ่นหอมฟุ้งขจรไป. ป่าไม้ ๑๐ ชนิดเหล่านี้ มีเนื้อที่หนึ่งโยชน์ เท่ากัน ด้วยประการฉะนี้. ต่อจากนั้นไป มีป่าแตงโม ฟักเหลือง น้ำเต้า และฟักแฟง. ต่อจากนั้นมีป่าอ้อย ขนาดลำเท่าต้นหมาก. ต่อจากนั้นมีป่ากล้วย ผลโตขนาดเท่างาช้าง. ต่อจากนั้นมีป่าไม้รัง ป่าขนุนหนัง ผลโตขนาดเท่าตุ่ม. ถัดไปมีป่าขนุนสำมะลอ อันมีผลอร่อย. ถัดไปมีป่ามะขวิด. ถัดไปมีไพรสณฑ์ ใหญ่ มีพันธุ์ไม้ระคนปนกัน. ถัดไปมีป่าไม้ไผ่ นี้เป็นความสมบูรณ์แห่งสระ ฉัททันต์ในสมัยนั้น. และในอรรถกถาสังยุตตนิกาย ท่านก็พรรณนาความ สมบูรณ์ อันมีอยู่ในปัจจุบันนี้ไว้เหมือนกัน.
หน้า 380 ข้อ 2351
อนึ่ง มีภูเขาตั้งล้อมรอบป่าไม้ไผ่อยู่ถึง ๗ ชั้น นับแต่รอบนอกไป ภูเขาลูกที่หนึ่งชื่อ จุลลกาฬบรรพต ที่สองชื่อ มหากาฬบรรพต ที่สามชื่อ อุทกปัสสบรรพต ที่สี่ชื่อ จันทปัสสบรรพต ที่ห้าชื่อ สุริยปัสสบรรพต ที่หกชื่อ มณีปัสสบรรพต ที่เจ็ดชื่อ สุวรรณปัสสบรรพต. สุวรรณปัสสบรรพตนั้น สูงถึง ๗ โยชน์ ตั้งล้อมรอบสระฉัททันต์ เหมือนขอบปากบาตร ด้านในสุวรรณปัสสบรรพตนั้นมีสีเหมือนทอง. เพราะ ฉายแสงออกจากสุวรรณปัสสบรรพตนั้น สระฉัททันต์นั้น ดูประหนึ่งแสง- อาทิตย์อ่อน ๆ เรืองรองแรกอุทัย. อนึ่ง ในภูเขาที่ตั้งถัดมาภายนอก ภูเขาลูก ที่ ๖ สูง ๖ โยชน์ ที่ ๕ สูง ๕ โยชน์ ที่ ๔ สูง ๔ โยชน์ ที่ ๓ สูง ๓ โยชน์ ที่ ๒ สูง ๒ โยชน์ ที่ ๑ สูง ๑ โยชน์. ที่มุมด้านทิศอีสานแห่งสระฉัททันต์ อันมีภูเขา ๗ ชั้น ล้อมรอบอยู่อย่างนี้ มีต้นไทรใหญ่ตั้งอยู่ในโอกาสที่น้ำและลม ถูกต้องได้. ลำต้นไทรนั้นวัดโดยรอบได้ ๕ โยชน์ สูง ๗ โยชน์ มีกิ่งยาว ๖ โยชน์ ทอดไปในทิศทั้ง ๔ แม้กิ่งที่พุ่งตรงขึ้นบน ก็ยาวได้ ๖ โยชน์ เหมือนกัน. วัดแต่โคนต้นขึ้นไปสูงได้ ๑๓ โยชน์ วัดโดยรอบปริมณฑลกิ่งได้ ๑๒ โยชน์ ประดับด้วยย่านไทรแปดพัน ตั้งตระหง่าน ดูเด่นสง่าคล้ายภูเขา มณีโล้น. อนึ่ง ในด้านทิศปัจฉิมแห่งสระฉัททันต์ ที่สุวรรณปัสสบรรพต มี กาญจนคูหาใหญ่ประมาณ ๑๒ โยชน์. ถึงฤดูฝน พญาช้างฉัททันต์ มีช้าง ๘,๐๐๐เป็นบริวาร จะพำนักอยู่ในกาญจนคูหา, ในฤดูร้อนก็มายืนรับลมและ น้ำอยู่ระหว่างย่านไทร โคนต้นนิโครธใหญ่. ต่อมาวันหนึ่ง ช้างทั้งหลายมา แจ้งว่า ป่ารังใหญ่ดอกบานแล้ว. พญาฉัททันต์คิดว่า เราจักเล่นกีฬาดอกรัง พร้อมทั้งบริวารไปยังป่ารังนั้น เอากระพองชนไม้รังต้นหนึ่ง ซึ่งมีดอกบาน
หน้า 381 ข้อ 2351
สะพรั่ง. นางจุลลสุภัททายืนอยู่ด้านเหนือลม. ใบรังที่เก่า ๆ ติดกับกิ่งแห้ง ๆ และมดแดงมดดำ จึงตกต้องสรีระของนาง. นางมหาสุภัททายืนอยู่ด้านใต้ลม เกสรดอกไม้และใบสด ๆ ก็โปรยปรายตกต้องสรีระของนาง. นางจุลลสุภัททา คิดว่า พญาช้างนี้ โปรยปรายเกสรดอกไม้และใบสด ๆ ให้ตกต้องบนสรีระ ภรรยาที่ตนรักใคร่โปรดปราน ในเรือนร่างของเราสิ ให้ใบไม้เก่าติดกับกิ่ง แห้ง ๆ ทั้งมดแดงมดดำหล่นมาตกต้อง เราจักตอบแทนให้สาสม แล้วจองเวร ในพระมหาสัตว์เจ้า. อยู่มาวันหนึ่ง พญาช้างพร้อมด้วยบริวาร ลงสู่สระฉัททันต์ เพื่อ ต้องการอาบน้ำ. ขณะนั้น ช้างหนุ่ม ๒ เชือก เอางวงกำหญ้าไทรมาให้ พญาช้าง ชำระขัดสีกาย คล้ายกับแย้งกวาดยอดเขาไกรลาสฉะนั้น. ครั้นพญาช้างอาบน้ำ ขึ้นมาแล้ว จึงให้นางช้างทั้งสองลงอาบ ครั้นนางช้างทั้งสองขึ้นมาแล้ว พากัน ไปยืนเคียงพระมหาสัตว์เจ้า. ต่อแต่นั้น ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ก็ลงสระ เล่นกีฬาน้ำ แล้วนำเอาดอกไม้นานาชนิดมาจากสระ ประดับตบแต่งพระมหาสัตว์เจ้า คล้ายกับประดับสถูปเงิน ฉะนั้น เสร็จแล้วประดับนางช้างต่อภายหลัง. คราวนั้น มีช้างเชือกหนึ่ง เที่ยวไปในสระได้ดอกปทุมใหญ่ มีกลีบ ๗ ชั้น จึงนำมา มอบแด่พระมหาสัตว์เจ้า. พญาช้างฉัททันต์เอางวงรับดอกปทุมมา โปรย เกสรลงที่กระพอง แล้วยื่นให้แก่นางมหาสุภัททาผู้เชษฐภรรยา. นางจุลล- สุภัททาเห็นดังนั้น จึงคิดน้อยใจว่า พญาช้างนี้ให้ดอกปทุมใหญ่ กลีบ ๗ ชั้น แม้นี้ แก่ภรรยาที่รักโปรดปรานแต่ตัวเดียว ส่วนเราไม่ให้ จึงได้ผูกเวรใน พระมหาสัตว์ซ้ำอีก. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพญาช้างโพธิสัตว์ จัดปรุงผลมะซางและเผือก มันด้วยน้ำผึ้ง ถวายพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ ให้ฉัน นางจุลลสุภัททาได้ถวาย
หน้า 382 ข้อ 2351
ผลาผลที่ตนได้แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ดิฉันเคลื่อนจากอัตภาพนี้ ในชาตินี้แล้ว ขอให้ได้บังเกิดในตระกูล มัททราช และได้นามว่า สุภัททาราชกัญญา ครั้นเจริญวัยแล้ว ขอให้ได้เป็น อัครมเหสีของพระเจ้าพาราณสี เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระองค์ จน สามารถทำอะไรได้ตามชอบใจ และสามารถจะทูลท้าวเธอให้ทรงใช้นายพราน คนหนึ่ง มายิงช้างเชือกนี้ ด้วยลูกศรอาบยาพิษ จนถึงแก่ความตาย และให้ นำงาทั้งคู่อันเปล่งปลั่งด้วยรัศมี ๖ ประการมาได้. นับแต่วันนั้นมา นางช้าง จุลลสุภัททานั้นมิได้จับหญ้า จับน้ำ ร่างกายผ่ายผอมลง ไม่นานนักก็ล้มไป บังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระอัครมเหสีของพระราชา ในแคว้นมัททรัฐ และ เมื่อประสูติออกมาแล้ว ชนกชนนีพาไปถวายแด่พระเจ้าพาราณสี นางเป็นที่ รักใคร่ โปรดปรานของพระเจ้าพาราณสี จนได้เป็นประมุขแห่งนางสนม หมื่นหกพันนาง ทั้งได้ญาณเครื่องระลึกชาติหนหลังได้. พระนางสุภัททานั้น ทรงดำริว่า ความปรารถนาของเราสำเร็จแล้ว คราวนี้จักให้ไปเอางาทั้งคู่ของ พญาช้างนั้นมา. แต่นั้นพระนางก็เอาน้ำมันทาพระสรีระ ทรงผ้าเศร้าหมอง แสดงพระอาการเป็นไข้ เสด็จสู่ห้องสิริไสยาสน์ บรรทมเหนือพระแท่นน้อย พระเจ้าพาราณสีตรัสถามว่า พระนางสุภัททาไปไหน ? ทรงทราบว่า ประชวร จึงเสด็จเข้าไปประทับนั่งบนพระแท่น ทรงลูบคลำปฤษฎางค์ของพระนาง แล้วตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า ดูก่อนพระน้องนาง ผู้มีพระสรีระอร่ามงาม ดังทอง มีผิวพรรณผ่องเหลืองเรืองรอง พระเนตร ทั้งสองแจ่มใส เหตุไรหนอ พระน้องจึงดูเศร้าโศก ซูบไป ดุจดอกไม้ที่ถูกขยี้ ฉะนั้น.
หน้า 383 ข้อ 2351
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุจฺจงฺคี ความว่า ผู้มีพระสรีระ อร่ามงามดังทอง. บทว่า มาลาว ปริมทฺทิตา ความว่า คล้ายดอกปทุม ถูกขยี้ด้วยมือ ฉะนั้น. พระนางสุภัททาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาต่อไปความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า หม่อมฉันแพ้พระครรภ์ โดย การแพ้พระครรภ์เป็นเหตุให้หม่อมฉันฝันเห็นสิ่งที่หา ไม่ได้ง่าย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น โส ความว่า ความแพ้พระครรภ์ อันกระหม่อมฉันฝันเห็นเช่นใดนั้น. บทว่า สุปินนฺเตนุปจฺจคา ความว่า พระเทวีทูลว่า กระหม่อมฉันฝันเห็นเป็นนิมิต ในที่สุดแห่งการฝันจึงแพ้ พระครรภ์ สิ่งที่แพ้พระครรภ์เพราะฝันเห็นนั้น ใช่ว่าจะเป็นเหมือนสิ่งที่หา ได้ง่าย ๆ ก็หามิได้ คือสิ่งนั้นหาได้โดยยาก แต่เมื่อหม่อมฉันไม่ได้สิ่งนั้น คงไม่มีชีวิตอยู่ได้. พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า กามสมบัติของมนุษย์เหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลกนี้ และในสวนนันทนวัน กามสมบัติทั้งหมดนั้น เป็นของ เราทั้งสิ้น เราหาให้เธอได้ทั้งนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปจฺจุรา ความว่า ดูก่อนนางสุภัททา ผู้เจริญ กามสมบัติอันเป็นของมนุษย์ ที่พวกมนุษย์ปรารถนากันในโลกนี้ และรัตนะเจ็ดอย่างใดอย่างหนึ่งในนันทนวัน มีมากหาได้ง่าย คือกามคุณ ๕ อย่างใดอย่างหนึ่ง มีอยู่ในมนุษยโลก เราจะให้วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหมด นั้นแก่เธอ.
หน้า 384 ข้อ 2351
พระเทวีได้สดับดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ความแพ้ท้อง ของหม่อมฉันแก้ได้ยาก หม่อมฉันจะไม่ทูลให้ทราบก่อนในบัดนี้ ก็ใน แว่นแคว้นของทูลกระหม่อม มีพรานป่าอยู่จำนวนเท่าใด ได้โปรดให้มา ประชุมกันทั้งหมดเถิดพะย่ะค่ะ กระหม่อมฉันจักทูลให้ทรงทราบ ในท่ามกลาง พรานป่าเหล่านั้น แล้วตรัสคาถาในลำดับต่อไป ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ นายพรานป่าเหล่าใด เหล่าหนึ่ง ในแว่นแคว้นของพระองค์ จงมาประชุม พร้อมกัน หม่อมฉันจะแจ้งเหตุ ที่แพ้พระครรภ์ของ หม่อมฉัน ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทราบ. ใคาถานั้น มีอธิบายว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม ในแคว้นของ ทูลกระหม่อม มีนายพรานจำพวกใด ซึ่งเป็นผู้สมควรอยู่ นายพรานทั้งหมด จำพวกนั้นจงประชุมกัน คือเรียกร้องกันมา หม่อมฉันจักบอก คือกล่าวชี้แจง ความแพ้ท้องของหม่อมฉัน อันมีอยู่อย่างใด แก่นายพรานเหล่านั้น. พระเจ้ากรุงพาราณสีตรัสรับคำ แล้วเสด็จออกจากห้องบรรทม ตรัสสั่ง หมู่อำมาตย์ว่า นายพรานป่าจำนวนเท่าใด มีอยู่ในกาสิกรัฐอันมีอาณาเขต สามร้อยโยชน์ ขอท่านจงให้ตีกลองประกาศ ให้นายพรานป่าเหล่านั้นทั้งหมด มาประชุมกัน. อำมาตย์เหล่านั้น ก็กระทำตามพระราชโองการ. ไม่นานเท่าใด นายพรานป่าชาวกาสิกรัฐ ต่างก็ถือเอาเครื่องบรรณาการตามกำลัง พากันมาเฝ้า ให้กราบทูลการที่พวกตนมาถึงให้ทรงทราบ. นายพรานป่าทั้งหมด ประมาณ หกหมื่นคน. พระราชาทรงทราบว่า พวกนายพรานมาแล้ว จึงประทับยืนอยู่ ที่พระบัญชร เมื่อจะชี้พระหัตถ์ตรัสบอกพระเทวี จึงตรัสพระคาถา ความว่า
หน้า 385 ข้อ 2351
ดูก่อนเทวี นายพรานป่าเหล่านี้ ล้วนแต่มีฝีมือ เป็นคนแกล้วกล้า ชำนาญป่า รู้จักชนิดของเนื้อ ยอม สละชีวิตเพื่อประโยชน์ของเราได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเม ความว่า ดูก่อนเทวี เธอให้ นายพรานเหล่าใดมาประชุมกัน นายพรานเหล่านั้นคือพวกนี้. บทว่า กตหตฺถา ความว่า ล้วนมีฝีมือคือฉลาด ได้รับการศึกษาจนช่ำชอง ในกระบวนการยิง และการตัดเป็นต้น. บทว่า วิสารทา ความว่า เป็นผู้ปลอดภัย. บทว่า วนญฺญู จ มิคญฺญู จ ความว่า ชำนาญป่า และรู้ชนิดสัตว์. บทว่า มมตฺเถ ความว่า อนึ่ง พวกนายพรานทั้งหมดนี้. ยอมสละชีวิตในประโยชน์ของเราได้ คือเขา กระทำตามที่เราปรารถนาได้. พระเทวีทรงสดับดังนั้น ตรัสเรียกพวกนายพรานมาแล้ว ตรัสคาถา ต่อไป ความว่า ท่านทั้งหลาย ผู้เป็นเชื้อแถวของนายพราน ที่ มาพร้อมกันอยู่ ณ ที่นี้ จงฟังเรา เราฝันเห็นช้าง เผือกผ่อง งามีรัศมี ๖ ประการ ฉันต้องการงาช้างคู่นั้น เมื่อไม่ได้ชีวิตก็เห็นจะหาไม่. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ พระนางเทวีตรัสว่า ท่าน ทั้งหลายผู้เป็นเทือกเถาเหล่าพรานไพร บรรดาที่มาพร้อมกัน ณ ที่นี้ จง ตั้งใจฟังคำของเรา. บทว่า ฉพฺพิสาณํ ได้แก่ ช้างเผือก มีงามีรัศมี ๖ ประการ. เรา ฝันเห็นช้างเผือก มีงามีรัศมี ๖ ประการ เราฝันเห็นคชสารเห็นปานนี้ จึงมี ความต้องการงาทั้งสองของพญาช้างนั้น เมื่อไม่ได้ชีวิตก็เห็นจะหาไม่.
หน้า 386 ข้อ 2351
พวกบุตรพรานป่า ได้ฟังพระเสาวนีย์เช่นนั้น พากันกราบทูลว่า บิดาหรือปู่ทวด ของข้าพระองค์ทั้งหลาย ก็ยัง ไม่เคยได้เห็น ทั้งยังไม่เคยได้ยินว่า พญาช้างที่มีงา มีรัศมี ๖ ประการ พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็นพญาช้าง มีลักษณะเช่นไร ขอได้ตรัสบอกพญาช้างที่มีลักษณะ เช่นนั้น แก่ข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตูนํ เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถแห่ง ตติยาวิภัตติ. มีคำอธิบายว่า พวกนายพรานกราบทูลว่า ขอเดชะ เศวตกุญชร งามีรัศมี ๖ ประการ ลักษณะเช่นนี้ บิดาหรือปู่ของพวกข้าพระพุทธเจ้า ก็ ไม่เคยเห็นไม่เคยได้ฟัง ไม่จำต้องพูดถึงพวกข้าพระพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้น พระนางเจ้าทรงนิมิตเห็นพญาช้างมีลักษณะเช่นใด ขอทรงโปรดตรัสบอก ลักษณะอาการที่ทรงนิมิตเห็นเช่นนั้น แก่พวกข้าพระพุทธเจ้าเถิด. พวกบุตรพรานไพร กล่าวแม้คาถาต่อไป ความว่า ทิศใหญ่ ๔ ทิศน้อย ๔ เบื้องบน ๔ เบื้องล่าง ๑ ทิศทั้ง ๑๐ นี้ พระองค์ทรงนิมิตเห็นพญาช้าง ซึ่งมีงา มีรัศมี ๖ ประการ อยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสา ได้แก่ ในทิศทั้งหลาย. บทว่า กตมํ ความว่า ในบรรดาทิศทั้งหลายเหล่านี้ พญาช้างอยู่ทิศไหน พระเจ้าข้า. เมื่อพวกพรานทูลถามอย่างนี้แล้ว พระนางเจ้าสุภัททาราชเทวี จึงทรง พินิจดูพรานป่าทั้งหมดในจำนวนนั้น ทรงเห็นพรานป่าคนหนึ่ง ชื่อโสณุดร เคยเป็นคู่เวรของพระมหาสัตว์ ปรากฏเป็นเยี่ยมกว่าพรานทุกคน รูปทรงสัณฐาน ชั่วเห็นแจ้งชัด เช่นมีเท้าใหญ่ แข้งเป็นปมเช่นก้อนภัตต์ เข่าโต สีข้างใหญ่
หน้า 387 ข้อ 2351
หนวดดก เคราแดง ตาเหลือง จึงทรงดำริว่า ผู้นี้จักสามารถทำตามคำของ เราได้ แล้วกราบทูลขอพระบรมราชานุญาต ทรงพาพรานโสณุดรขึ้นไปยัง พื้นปราสาทชั้นที่เจ็ด ทรงเปิดสีหบัญชรด้านทิศอุดร แล้วเหยียดพระหัตถ์ ชี้ตรงไปยังป่าหิมพานต์ด้านทิศอุดร ได้ตรัสคาถา ๔ คาถา ความว่า จากที่นี้ตรงไปทิศอุดร ข้ามภูเขาสูงใหญ่ ๗ ลูก เขาลูกสูงที่สุดชื่อ สุวรรณปัสสคิรี มีพรรณไม้ผลิดอก ออกบานสะพรั่ง มีฝูงกินนรเที่ยวสัญจรไปมาไม่ขาด. ท่านจงขึ้นไปบนภูเขาอันเป็นที่อยู่แห่งหมู่กินนร แล้วมองลงมาตามเชิงเขา ทันใดนั้น จะได้เห็นต้นไทร ใหญ่ สีเสมอเหมือนสีเมฆ มีย่านไทร ๘,๐๐๐ ห้อยย้อย. ใต้ต้นไทรนั้น พญาเศวตกุญชรตัวนี้งามีรัศมี ๖ ประการอยู่อาศัย ยากที่ใครอื่นจะข่มขี่จับได้ ช้าง ประมาณ ๘,๐๐๐ มีงาเท่างอนไถ วิ่งไล่เร็วปานลมพัด พากันแวดล้อมรักษาพญาเศวตกุญชรนั้นอยู่. ช้างเหล่านั้น ย่อมบันลือเสียงน่าหวาดกลัว โกรธแม้แต่ลมที่พัดถูกตัว ถ้าเห็นมนุษย์ ณ ที่นั้น เป็นต้องขยี้เสียให้เป็นภัสมธุลี แม้แต่ละอองก็ไม่ให้ถูก ต้องพญาช้างได้เลย. บทว่า อิโต ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้เจริญ เจ้าจากสถานที่นี้ ไปแล้ว. บทว่า อุตฺตรายํ ความว่า ท่านจงไปตรงเบื้องทิศอุดร เดินข้าม ภูเขาสูงใหญ่เจ็ดลูก เมื่อเจ้าข้ามไปพอเลยภูเขาหกลูก ชั้นแรกไปได้แล้วจะถึง ภูเขาชื่อสุวรรณปัสสคิรี ล้วนแพรวพราวด้วยทอง. บทว่า อุฬาโร ความว่า
หน้า 388 ข้อ 2351
สูงใหญ่กว่าภูเขาหกลูกนอกนั้น. บทว่า โอโลกย ความว่า ท่านจงก้มลง ตรวจดู. บทว่า ตตฺถจฺฉติ ความว่า ในฤดูร้อน พญาเศวตกุญชรนั้น ยืนรับน้ำและลมอยู่ ที่โคนต้นไทรนั้น. บทว่า ทุปฺปสโห ความว่า คนเหล่าอื่นที่ชื่อว่าสามารถ เพื่อจะ เข้าไปทำการข่มขี่ จับเอาพญาเศวตกุญชรนั้นไม่มีเลย ฉะนั้น จึงชื่อว่า ใครอื่นข่มขี่ได้ยาก ถึงฤดูร้อนเศวตกุญชรเห็นปานนี้ ยืนรับน้ำและลมอยู่ที่ โคนต้นไทรนั้น ดูก่อนนายพราน ช้าง ๘,๐๐๐เป็นเช่นไร ? บทว่า อีสาทนฺตา แปลว่า มีงาเท่างอนรถ. บทว่า วาตชวปฺปหาริโน ความว่า ช้างเหล่านั้น มีปกติวิ่งไปประหารปัจจามิตรได้เร็วปานลมพัด ช้าง ๘,๐๐๐เห็นปานนี้ เฝ้า รักษาพญาช้างนั้นอยู่. บทว่า ตุมูลํ ความว่า ช้างเหล่านั้น ยืนพ่นลมหายใจเข้าออกน่ากลัว คือมีเสียงดังสนั่นติดต่อกันเป็นลำดับไป. บทว่า เอริตสฺส ความว่า ช้าง เหล่านั้นย่อมโกรธ แม้แต่ลมที่มากระทบ ติดตามเสียงและต้านเสียงให้หวั่นไหว เห็นมนุษย์มาในที่นั้น ๆ แล้ว ร้ายกาจอย่างนี้. บทว่า นาสฺส ความว่า เมื่อมนุษย์ถูกลมหายใจนั้นแหละกำจัดทำให้เป็นภัสมธุลีแล้ว ก็ยังไม่ยอมแม้จะ ให้ละอองตกต้องพญาช้างนั้น. นายพรานโสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว หวาดกลัวต่อมรณภัย กราบทูล เป็นคาถา ความว่า ข้าแต่พระราชเทวี เครื่องอาภรณ์ที่แล้วไปด้วย เงิน แก้วมุกดา แก้วมณี และแก้วไพฑูรย์ มีอยู่ใน ราชสกุลมากมาย เหตุไร พระแม่เจ้าจึงทรงประสงค์ เอางาช้างมาทำเป็นเครื่องประดับเล่า พระแม่เจ้าทรง-
หน้า 389 ข้อ 2351
ปรารถนาจะให้ฆ่าพญาช้าง ซึ่งมีงามีรัศมี ๖ ประการ เสีย หรือว่าจะให้พญาช้างฆ่าพวกเชื้อแถวของนาย- พรานเสียกระมัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิลนฺธนา ได้แก่ เครื่องอาภรณ์ทั้งหลาย. บทว่า เวฬุริยามยา ได้แก่ เครื่องแก้วไพฑูรย์. บทว่า ฆาเฏสฺสติ ความว่า นายพรานโสณุดร ทูลถามว่า หรือว่า พระแม่เจ้ามีพระประสงค์จะให้พญาช้าง ฆ่าเทือกเถาเหล่านายพรานเสีย โดยยกเอาเครื่องประดับเป็นเลศอ้าง. ลำดับนั้น พระนางเทวี ตรัสคาถา ความว่า ดูก่อนนายพราน เรามีทั้งความริษยา ทั้งความ น้อยใจ เพราะนึกถึงความหลังเข้าก็ตรอมใจ ขอท่าน จงทำตามความประสงค์ของเรา เราจักให้บ้านส่วย แก่ท่าน ๕ ตำบล. บทว่า สา ได้แก่ สา อหํ แปลว่า เรานั้น. บทว่า อนุสฺสรนฺตี ความว่า เราระลึกถึงเวรที่พญาช้างนันทำกับฉันไว้ในปางก่อนก็ตรอมใจ. บทว่า ทสฺสามิ เต ความว่า เมื่อความต้องการข้อนี้ของเราสำเร็จลง. ฉันจักยก บ้านส่วย ๕ ตำบล ซึ่งมีรายได้หนึ่งแสนทุก ๆ ปี เป็นรางวัลแก่เจ้า. ก็แล ครั้นพระนางเทวีตรัสอย่างนี้แล้ว ตรัสปลอบโยนว่า สหาย พรานเอ๋ย ในชาติก่อนเราได้ถวายทานแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความ ปรารถนาไว้ว่า ขอให้เราเป็นคนสามารถที่จะให้ฆ่าพญาช้างฉัททันต์เชือกนี้ เอางาทั้งคู่มาให้ได้ ใช่ว่าฉันจะฝันเห็นก็หามิได้ อนึ่ง ความปรารถนาที่ฉัน ตั้งไว้ต้องสำเร็จ เจ้าไปเถิด อย่ากลัวเลย. นายพรานโสณุดรรับปฏิบัติตามพระ- เสาวนีย์ ของพระนางเทวีว่า ตกลงพระแม่เจ้า แล้วทูลว่า ถ้าเช่นนั้น พระแม่เจ้า
หน้า 390 ข้อ 2351
โปรดชี้แจงที่อยู่ของพญาช้างฉัททันต์นั้นให้แจ่มแจ้ง เมื่อจะทูลถามต่อไป จึงกล่าวคาถา ความว่า พญาช้างนั้นอยู่ที่ตรงไหน เข้าไปยืนอยู่ที่ไหน ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำ อนึ่ง พญาช้าง นั้นอาบน้ำอย่างไร ทำไฉน ข้าพระพุทธเจ้าจึงจะรู้คติ ของพญาช้างได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตฺถจฺฉติ ความว่า พญาช้างอยู่ที้ ตรงไหน. บทว่า กตฺถ มุเปติ ความว่า เข้าไปในที่ไหน ? อธิบายว่า ยืนที่ไหน. บทว่า วีถิสฺส กา ความว่า ทางไหนเป็นทางที่พญาช้างไปอาบน้ำ คือพญาช้างไปอาบน้ำทางไหน. บทว่า กถํ วิชาเนมุ คตึ ความว่า เมื่อ พระแม่เจ้าไม่ทรงชี้แจง ข้าพระพุทธเจ้าจักทราบถิ่นไปมาของพญาช้างนั้นได้ อย่างไร ? เพราะเหตุนั้น ขอพระแม่เจ้าโปรดตรัสบอกข้าพระพุทธเจ้าเถิด. เมื่อพระนางเทวี จะตรัสบอกสถานที่ อันเล็งเห็นโดยประจักษ์ด้วย ญาณเครื่องระลึกชาติได้ แก่นายพรานโสณุดร ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า ในที่ ๆ พญาช้างอยู่นั้น มีสระอยู่ใกล้ ๆ น่ารื่น- รมย์ มีท่าราบเรียบ ทั้งน้ำก็มาก สะพรั่งไปด้วยพรรณ ไม้ดอก มีหมู่ภมรมาคลึงเคล้า พญาช้างลงอาบน้ำ ในสระนี้แหละ. พญาช้างชำระศีรษะแล้ว ทัดทรงมาลัยอุบล มีร่างเผือกผ่องขาวราวกะดอกบุณฑริก บันเทิงใจ ให้ มเหสีชื่อว่า สัพพภัททา เดินหน้า ดำเนินไปยังที่อยู่ ของตน.
หน้า 391 ข้อ 2351
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตฺตเถว ความว่า ในสถานที่อยู่ของ พญาช้างนั้นเอง. บทว่า โปกฺขรณี นี้ พระนางเทวีตรัสหมายถึงสระฉัททันต์. บทว่า สํปุปฺผิตา ความว่า มีดอกโกมุทสองชนิด ดอกอุบลสามชนิด ดอกปทุม ห้าชนิด ผลิบานอยู่โดยรอบ. บทว่า เอตฺถ หิ โส ความว่า พญาช้างนั้น ลงอาบน้ำในสระฉัททันต์นี้. บทว่า อุปฺปลมาลธารี ความว่า ทัดทรงมาลัย ปุปผชาติ อันเกิดในน้ำและบนบก มีอุบลเป็นต้น. บทว่า ปุณฺฑรีกตจงฺคี ความว่า ประกอบด้วยอวัยวะขาวเผือก มีผิวหนังราวกะดอกบุณฑริก. บทว่า อาโมทนาโน ความว่า ทั้งยินดีร่าเริง. บทว่า สนิเกตํ ความว่า ไปสู่ที่อยู่ของตน. บทว่า ปุรกฺขตฺวา ความว่า พระนางเทวีตรัสว่า พญาช้าง ทำมเหสีชื่อ สัพพภัททาไว้เบื้องหน้า แวดล้อมด้วยช้าง ๘,๐๐๐ เป็นบริวาร ไปสู่ที่อยู่ของตน. นายพราน โสณุดร ฟังพระเสาวนีย์แล้ว ทูลรับสนองว่า ดีละพระ แม่เจ้า ข้าพระพุทธเจ้า จักฆ่าช้างนั้นนำเอางามาถวาย ครั้งนั้นพระเทวีทรง ชื่นชมยินดี ประทานทรัพย์แก่เขาพันหนึ่ง รับสั่งว่า เจ้ากลับไปเรือนก่อนเถิด อีกเจ็ดวัน จึงค่อยไปที่นั้น ครั้นส่งเขาไปแล้ว รับสั่งให้ช่างเหล็กมาเฝ้า ทรง บัญชาว่า พ่อคุณ ฉันต้องการ มีดพับ ขวาน จอบ สิ่ว ค้อน มีดตัดพุ่ม ไผ่ เคียวเกี่ยวหญ้า มีดดาบ ท่อนโลหะแหลม เลื่อย และหลักเหล็กสาม ง่าม พ่อจงรีบทำของทั้งหมดมาให้ฉัน แล้วรับสั่งให้ช่างหนังมาเฝ้า ทรง บัญชาว่า พ่อคุณ พ่อควรจะจัดทำกระสอบหนัง สำหรับใส่สัมภาระหนัก ประมาณ หนึ่งกุมภะ ให้เรา เราต้องการเชือกหนัง สายรัด ถุงมือ รอง เท้า และร่มหนัง พ่อจงช่วยทำของทั้งหมดนี้ มาให้เราด่วนด้วย นับแต่นั้น ช่างทั้งสองก็รีบทำของทั้งหมด นำมาถวายแด่พระเทวี พระนางจึงทรงตระ- เตรียมเสบียงให้นายพรานโสณุดรนั้น ตั้งแต่ไม้สีไฟเป็นต้นไป บรรจุเครื่อง
หน้า 392 ข้อ 2351
อุปกรณ์ทุกอย่าง และเสบียงมีสัตตุก้อนเป็นต้น ใส่ลงในกระสอบหนัง เครื่อง อุปกรณ์และเสบียงทั้งหมดนั้น หนักประมาณ กุมภะหนึ่ง ฝ่ายนายพราน โสณุดรนั้น เตรียมตัวเสร็จแล้วถึงวันที่ เจ็ด ก็มาเฝ้าถวายบังคมพระราชเทวี ลำดับนั้น พระนางเทวี รับสั่งกะเขาว่า เครื่องอุปกรณ์ทุกอย่างของเจ้าสำเร็จแล้ว เจ้าจงลองยกกระสอบนี้ดูก่อน ก็นายพรานโสณุดรนั้น เป็นคนมีกำลังมาก ทรงกําลังประมาณห้าช้างสาร เพราะฉะนั้น จึงยกกระสอบขึ้นคล้ายกระสอบพลู แล้วสะพายบ่า ยืนเฉย ดุจยืนมือเปล่า พระนางสุภัททา จึงประทานเข้าของ แก่พวกลูก ๆ ของนายพราน แล้วกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ จัดส่ง นายพรานโสณุดรไป. ฝ่ายนายพรานโสณุดรนั้น ครั้นถวายบังคมลาพระราชาและพระราช เทวีแล้ว ก็ลงจากพระราชนิเวศน์ ขึ้นรถออกจากพระนคร ด้วยบริวารเป็น อันมาก ผ่านคามนิคมและชนบทมาตามลำดับ ถึงปลายพระราชอาณาเขตแล้ว จึงให้ชาวชนบทกลับ เดินทางเข้าป่าไปกับชาวบ้านชายแดน จนเลยถิ่นของ มนุษย์ จึงให้ชาวบ้านชายแดนกลับทั้งหมด แล้วเดินไปเพียงคนเดียว สิ้นระยะ ทาง ๓๐ โยชน์ ถึงป่าชัฏ ๑๘ แห่งโดยลำดับ คือตอนแรกป่าหญ้าแพรก ป่าเลา ป่าหญ้า ป่าแขม ป่าไม้มีแก่น ป่าไม้มีเปลือก ชัฏ ๖ แห่ง เป็น ชัฏพุ่มหนาม ป่าหวาย ป่าไม้ต่างพรรณระคนคละกัน ป่าไม้อ้อ ป่าทึบ แม้ งูก็เลื้อยไปได้ยาก คล้ายป่าแขม ป่าไม้สามัญ ป่าไผ่ ป่าที่มีเปลือกตมแล้ว มีน้ำล้วน มีภูเขาล้วน ครั้นเข้าไปแล้ว ก็เอาเคียวเกี่ยวหญ้าแพรกเป็นต้น เอามีดสำหรับตัดพุ่มไม้ไผ่ ฟันป่าแขมเป็นต้น เอาขวานโคนต้นไม้ ใช้สิ่วใหญ่ เจาะทำทางเดิน ที่ป่าไผ่ก็ทำพะองพาดขึ้นไปตัดไม้ไผ่ให้ตกบนพุ่มไผ่อื่น แล้ว เดินไปบนยอดพุ่มไม้ไผ่ ถึงที่ซึ่งมีเปลือกตมล้วน ก็ทอดไม้เลียบแห้งเดินไปตาม นั้น แล้วทอดท่อนอื่นต่อไปอีก ยกท่อนนอกนี้ขึ้น ทอดต่อไปข้างหน้าอีก
หน้า 393 ข้อ 2351
ข้ามชัฏที่มีเปลือกตมไปได้ ถึงชัฏที่มีน้ำล้วน ก็ต่อเรือโกลนข้ามไปยืนอยู่ที่เชิง เขา เอาเชือกผูกเหล็กสามง่าม ขว้างขึ้นไปให้ติดอยู่ที่ภูเขา แล้วโหนขึ้นไป ตามเชือกหนังจนยืนอยู่บนภูเขาได้ แล้วหย่อนเชือกหนังลงไป ยึดเชือกหนัง ลงมาผูกที่หลักข้างล่าง แล้วไต่ขึ้นทางเชือก เอาท่อนโลหะซึ่งมีปลายแหลม ดุจเพชร เจาะภูเขาแล้วตอกเหล็ก เสร็จแล้วยืนอยู่ที่นั้น แล้วกระตุกเหล็ก สามง่ามออก แล้วขว้างไปติดอยู่ข้างบนอีก ยืนอยู่บนนั้น แล้วหย่อนเชือกหนัง ลงไปผูกไว้ที่หลักข้างล่าง ไต่ขึ้นไปตามเชือก มือซ้ายถือเชือก มือขวาถือ ค้อน แก้เชือกแล้ว ถอนหลักขึ้นต่อไปอีก โดยทำนองนี้ จนขึ้นไปถึงยอด เขา เมื่อจะลงด้านโน้น ก็ตอกเหล็กลงที่ยอดเขาลูกแรก โดยทำนองเดิมนั่น เอง เอาเชือกผูกกระสอบหนังพันเข้าที่หลักแล้ว ตนเองนั่งภายในกระสอบ โรยเชือกลงคล้ายอาการที่แมลงมุมชักใย บางอาจารย์กล่าวว่า นายพรานโสณุดร ลงจากเขาโดยร่มหนัง เหมือนนกถาปีกโฉบลงฉะนั้น. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงทำให้แจ่มแจ้ง ซึ่งข้อที่นายพรานโสณุดร รับเอาพระเสาวนีย์ ของพระนางสุภัททาอย่างนั้นแล้ว ออกจากพระนคร ล่วง เลยป่าชัฏ ๑๗ แห่ง จนถึงชัฏแห่งภูเขา ข้ามเขาหกลูกในที่นั้นได้ แล้วขึ้น สู่ยอดเขาสุวรรณปัสสบรรพต จึงตรัสพระคาถา ความว่า นายพรานนั้น ยึดเอาพระเสาวนีย์ ของพระนาง สุภัททาราชเทวี ซึ่งประทับยืนอยู่ ณ ที่นั่นเอง แล้ว เอาแล่งลูกธนู ข้ามภูเขาใหญ่ทั้ง ๗ ลูกไป จน ถึงลูกที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสบรรพต อันสูงโดด. เขาขึ้นไปสู่บรรพต อันเป็นที่อยู่ของกินนรแล้ว มองลงมายังเชิงเขา ได้เห็นต้นไทรใหญ่ สีเขียวดังสี เมฆมีย่านไทรแปดพันห้อยย้อย ที่เชิงเขานั้น.
หน้า 394 ข้อ 2351
ทันใดนั้นเอง ก็ได้เห็นพญาช้างเผือกขาวผ่อง งามรัศมี ๖ ประการ ยากที่คนเหล่าอื่นจะจับได้ มีช้าง ประมาณ ๘,๐๐๐ เชือก ล้วนแต่มีงางามงอน ขนาด งอนไถวิ่งไล่เร็วดุจลมพัด แวดล้อมรักษาพญาช้างนั้น อยู่. และได้เห็นสระโบกขรณี อันน่ารื่นรมย์อยู่ใกล้ๆ ที่อยู่ของพญาช้างนั้น ทั้งท่าน้ำก็ราบเรียบ น้ำมากมาย มีพรรณไม้ดอกบานสะพรั่ง มีหมู่ภมรเที่ยวเคล้าคลึงอยู่. ครั้นเห็นที่ที่พญาช้างลงอาบน้ำ จนกระทั่งที่ ซึ่งพญาช้างเดินยืนอยู่ และทางที่พญาช้างลงอาบน้ำ ก็แลนายพรานผู้มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททา ผู้ตก อยู่ในอำนาจจิต ทรงใช้มา ก็มาจัดแจงตระเตรียมหลุม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นาย พรานนั้น ยึดเอาพระดำรัสของพระเทวี ซึ่งประทับยืน ณ พื้นปราสาทชั้นที ๗ นั้น แล้ว ถือเอาแล่งศร และธนใหญ่ไปยังชัฏแห่งบรรพต คิดว่า ภูเขา ลูกไหนหนอ ชื่อ สุวรรณปัสสบรรพต (ข้าม) มหาบรรพตใหญ่ทั้งเจ็ด. บทว่า วิตุริยา ความว่า ไตร่ตรอง คือพิจารณาดูในครั้งนั้น. เมื่อกำลัง พิจารณาทบทวนอยู่นั้น เขาเห็นภูเขาที่ชื่อว่า สุวรรณปัสสคิรี อันสูงใหญ่ จึงคิดว่า ชะรอยจักเป็นภูเขาลูกนี้. บทว่า โอโลกยิ ความว่า เขาขึ้นไปยังบรรพตอันเป็นที่อยู่ของ พวกกินนรแล้ว ก้มมองดูข้างล่าง ตามข้อกำหนดหมายที่พระนางสุภัททาประ- ทานมา. บทว่า ตตฺถ ความว่า เขาจึงเห็นต้นนิโครธนั้นอยู่ใกล้ ๆ เชิง
หน้า 395 ข้อ 2351
เขานั้นเอง. บทว่า ตตฺถ ความว่า ยืนอยู่ที่โคนต้นไทรนั้น. บทว่า ตตฺถ ความว่า ภายในภูเขา ไม่ห่างต้นไทรนั้นเอง พญาช้างอาบน้ำ ณ สระฉัท- ทันต์ใด เขาได้เห็นสระฉัททันต์นั้น. บทว่า ทิสฺวาน ความว่า ในเวลาที่ ช้างทั้งหลายไปแล้ว นายพรานนั้นก็ลงจากสุวรรณปัสสบรรพต สวมถุงมือ และรองเท้า แล้วตรวจตราดูที่ ๆ พญาช้างนั้นไป และที่ ๆ พญาช้างอยู่ ประจำ เห็นตลอดไปหมดว่า พญาช้างเดินทางนี้ อาบน้ำตรงนี้ ครั้นอาบ แล้วขึ้นไปยืนตรงนี้ เพราะเป็นผู้ไม่มีหิริ คือ มีใจลามก ถูกพระนางสุภัททา ผู้ตกอยู่ในอำนาจจิตใช้มา เพราะฉะนั้น จึงมาตระเตรียมหลุม คือเดินไป ขุดหลุมไว้. ในเรื่องนั้น มีข้อความเรียงลำดับ ดังต่อไปนี้ เล่ากันมาว่า นาย พรานโสณุดรนั้น มาถึงที่อยู่ของพระมหาสัตว์กำหนดได้ เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน กำหนดดูสถานที่อยู่ของพระมหาสัตว์ โดยนัยที่กล่าวแล้วนั้นเอง กำหนดหมายใจไว้ว่า เราจะต้องขุดหลุมที่ตรงนี้ ยืนแอบในหลุมนั้นยิง พญาช้างให้ถึงความตาย ดังนี้แล้ว เข้าป่าตัดต้นไม้เพื่อทำเสาเป็นต้น ตระ- เตรียมทัพสัมภาระไว้ เมื่อช้างทั้งหลายไปอาบน้ำกันแล้ว จึงเอาจอบใหญ่ ขุดหลุมสี่เหลี่ยมจตุรัส ตรงที่อยู่ของพญาช้าง แล้วเอาน้ำราด เหมือนจะปลูก พืชที่คุ้ยฝุ่นขึ้น ปักเสาลงบนหินซึ่งมีสัณฐานคล้ายครก ใส่ขื่อ ปูกระดาน เลียบไว้ เจาะช่องขนาดคอลอดได้ แล้วโรยฝุ่น และเกลี่ยขยะมูลฝอยพลาง ข้างบนด้านหนึ่ง ทำเป็นที่เข้าออกของตน เมื่อหลุมเสร็จแล้วอย่างนี้ ในเวลา ใกล้รุ่ง จึงคลุมศีรษะ นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ถือธนูพร้อมด้วยลูกศรอันอาบ ยาพิษ ลงไปยืนอยู่ในหลุม. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถา ความว่า
หน้า 396 ข้อ 2351
นายพรานผู้กระทำกรรมอันชั่วช้า ขุดหลุมเอา กระดานปิดเสร็จแล้ว สอดธนูไว้ เอาลูกศรลูกใหญ่ยิง พญาช้างที่มายืนอยู่ข้างหลุมของตน. พญาช้างถูกยิงแล้ว ก็ร้องก้องโกญจนาท ช้าง ทั้งหมดพากันบันลืออื้ออึง ต่างพากันวิ่งมารอบ ๆ ทั้ง ๘ ทิศ ทำหญ้าและไม้ให้แหลกเป็นจุณไป. พญาช้างเอาเท้ากระชุ่นดิน ด้วยคิดว่า เราจักฆ่า นายพรานคนนี้ แต่ได้เห็นผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็น ธงชัย ของพระฤาษี ก็เกิดความรู้สึกว่า ธงชัยของ พระอรหันต์ อันสัตบุรุษไม่ควรทำลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอธาย ความว่า ผูกสอดธนูไว้. บทว่า ปสฺสาคตํ ความว่า (ยิงพญาช้าง) ตัวมายืนอยู่ข้างหลุมของตน. ได้ยินว่า ในวันที่สอง พญาช้างนั้นมาอาบน้ำ แล้วขึ้นมายืนอยู่ที่ อันเป็นลานกว้างใหญ่ ลำดับนั้น น้ำจากสรีระของพญาช้างนั้น ไหลหยดทาง นาภีประเทศ ตกต้องตัวของนายพรานทางช่องนั้น. โดยข้อสังเกตอันนั้น นายพรานก็ทราบว่า พระมหาสัตว์มายืนอยู่แล้ว จึงเอาลูกศรใหญ่ยิงพญาช้าง ซึ่งมายืนอยู่ข้างหลุมของตน. บทว่า ทุกฺกฏกมฺมการี ความว่า ชื่อว่าผู้ก่อกรรมอันชั่วช้า เพราะ ก่อทุกข์ให้เกิดแก่พระมหาสัตว์เจ้า ทั้งกายและใจ. บทว่า โกญฺจนมนาทิ ความว่า บันลือโกญจนาทก้องไป. นัยว่า ลูกศรนั้นทะลุไปตรงนาภีประเทศ ของพญาช้าง ทำลายอวัยวะเช่นไตเป็นต้นให้แหลกละเอียด ตัดไส้น้อยเป็นต้น เรื่อยไป จนทะลุออกทางเบื้องหลังของพญาช้าง แล่นเลยไปในอากาศ แผล
หน้า 397 ข้อ 2351
เหวอะหวะ คล้ายถูกดมขวานฉะนั้น เลือดไหลออกทางปากแผลนองไป ดุจ น้ำย้อมไหลออกจากหม้อ บังเกิดทุกขเวทนาเหลือกำลัง พญาช้างไม่สามารถ จะอดกลั้นทุกขเวทนาได้ก็ร้องก้องสนั่นไปทั่วสกลบรรพต บันลือโกญจนาท อื้ออึงถึงสามครั้ง. บทว่า สพฺเพว ความว่า ช้าง ๘,๐๐๐ ทั้งหมดได้ยินเสียงนั้น ต่างสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย บันลือเสียงอันพิลึกน่าสะพรึงกลัว. บทว่า รณํ กโรนฺ- ตา ความว่า ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ต่างส่งเสียงร้องกึกก้องน่าเกรงขาม พลางมาตามเสียง นั้นเห็นพญาฉัททันต์ได้รับทุกขเวทนา คิดว่า พวกเราจักจับปัจจามิตรให้ได้ ต่างวิ่งหาจนหญ้าและไม้แหลกเป็นจุณ. บทว่า วธิสฺสเมตํ ความว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ครั้งช้างทั้งหลายหลีกไปในทิศานุทิศแล้ว เมื่อนางช้างมหาสุภัททา เข้าไปยืนเคียงข้างเล้าโลมปลอบใจ พญาฉัททันต์ก็อดกลั้นเวทนาได้ แล้วกำหนด ทางที่ลูกศรแล่นมาไตร่ตรองดูว่า ถ้าลูกศรนี้จักมาทางเบื้องปุรัตถิมทิศเป็นต้น แล้ว ลูกศรจักต้องทะลุทางกระพองเป็นต้นก่อน แล้วแล่นออกทางเบื้องหาง เป็นต้น แต่นี่เข้าทางนาภี ทะลุแล่นไปในอากาศ เพราะฉะนั้น จักมีคนที่ยืน อยู่ใต้ดินยิงมา ประสงค์จะตรวจตราดูที่ซึ่งมีคนยืนต่อไป จึงคิดว่า ใครจะ ล่วงรู้ว่าจักมีอะไรเกิดขึ้น ควรที่เราจะให้นางมหาสุภัททาหลีกไปเสีย แล้ว กล่าวว่า น้องรัก ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ค้นหาปัจจามิตรของพี่ ต่างก็พากันวิ่งไปใน ทิศานุทิศ เจ้ามัวทำอะไรอยู่ที่นี่เล่า ? เมื่อนางมหาสุภัททาตอบว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันยืนคอยพยาบาลปลอบใจท่านอยู่ ขอท่านอดโทษแก่ดิฉันด้วยเถิด แล้ว กระทำประทักษิณ ๓ รอบ จบทำความเคารพในฐานะทั้ง ๔ แล้วเหาะไปสู่อากาศ ฝ่ายพญาช้างก็เอาเล็บเท้ากระชุ่นพื้นดิน. กระดานกระดกขึ้น พญาช้างก้มมองดู ทางช่อง เห็นนายพรานโสณุดร ก็เกิดโทสจิตคิดว่า เราจักฆ่ามัน จึงสอดงวง งามราวกะพวงเงิน ลงไปลูบคลำดู ได้มองเห็นผ้ากาสาวพัสตร์อันเป็นธงชัย ของพระอรหันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. พญาช้างจึงยกนายพรานขึ้นมาวางไว้
หน้า 398 ข้อ 2351
เบื้องหน้า. ลำดับนั้น สัญญา คือความสำนึกผิดชอบได้เกิดขึ้นแก่พระมหาสัตว์ ซึ่งได้รับทุกขเวทนาขนาดหนักดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า ธงชัยแห่งพระอรหันต์ไม่ควร ที่บัณฑิตจะทำลาย ควรสักการะเคารพอย่างเดียวโดยแท้. เมื่อพระมหาสัตว์เจ้า จะสนทนากับนายพราน จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ผู้ใดยังไม่หมดกิเลส ปราศจากทมะและสัจจะ ผู้นั้นไม่ควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ. ส่วนผู้ใด คลายกิเลสได้แล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นแลควรนุ่งห่มผ้า กาสาวะ. คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ สหายพรานเอ๋ย คนใดใช่คนหมดกิเลสดุจ น้ำฝาดมีราคะเป็นต้น ปราศจากการฝึกอินทรีย์ ทั้งวจีสัจจะ คือไม่เข้าถึง คุณเหล่านั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตว์ อันย้อมแล้วด้วยน้ำฝาด คนนั้นไม่ควร นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์นั้นเลย คือไม่สมควรกับผ้านั้น ส่วนคนใด พึงชื่อว่า เป็นผู้ชำระกิเลสได้ เพราะคายกิเลสดุจน้ำฝาดเหล่านั้นเสียได้. บทว่า สีเลสุ สุสมาหิโต ความว่า บุคคลใดเป็นผู้มีศีลและอาจาระตั้งมั่นด้วยดีบริบูรณ์ บุคคลนั้นชื่อว่า ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะนี้. พระมหาสัตว์เจ้า ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ระงับความคิดที่จะฆ่านายพราน นั้นเสีย ถามว่า สหายเอ๋ย ท่านยิงเราเพื่อต้องการอะไร เพื่อประโยชน์ของ ตัวเอง หรือคนอื่นใช้มา. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาความว่า พญาช้างถูกลูกศรใหญ่ เสียบเข้าแล้ว ไม่มีจิต คิดประทุษร้าย ได้ถามนายพรานว่า เพื่อนเอ๋ย ท่าน
หน้า 399 ข้อ 2351
ประสงค์อะไร เพราะเหตุอะไร หรือว่าใครใช้ให้ท่าน มาฆ่าเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมตฺถิยํ ความว่า ท่านปรารถนา อะไรไว้ ในอนาคต. บทว่า. กิสฺส วา แปลว่า เพราะเหตุอะไร. อธิบายว่า ด้วยเหตุอันใด คือท่านผูกเวรอะไรไว้กับเราะ บทว่า กสฺส วา ความว่า หรือว่านี้เป็นความประสงค์ของผู้อื่น คือใครใช้ท่านมาฆ่าเรา. เมื่อนายพรานโสณุดรจะบอกความนั้นแก่พญาช้าง จึงกล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนพญาช้างที่เจริญ นางสุภัททา พระมเหสี ของพระเจ้ากาสิกราช อันประชาชนสักการะบูชาอยู่ ในราชสกุล พระนางได้ทรงนิมิตเห็นท่าน และได้ โปรดให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกข้าพเจ้า ว่า มีพระประสงค์งาทั้งคู่ของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปูชิตา ความว่า อันประชาชนบูชาแล้ว โดยฐานะเป็นพระอัครมเหสี. บทว่า อทฺทสา ความว่า นัยว่า พระนางเธอ ทรงพระสุบินนิมิตเห็นท่าน. บทว่า อสํสิ ความว่า ทั้งพระนางเจ้าโปรด ให้ทำสักการะแก่ข้าพเจ้าแล้ว ตรัสบอกว่า ในป่าหิมพานต์ มีพญาช้างรูปร่าง อย่างนี้ อยู่สถานที่ชื่อโน้น. บทว่า ทนฺเตหิ ความว่า พระนางเทวีได้ตรัส บอกข้าพเจ้าว่า งาทั้งสองของพญาช้างนั้น มีรัศมี ๖ ประการรุ่งเรือง เราต้อง การงาเหล่านั้น ประสงค์จะทำเป็นเครื่องประดับ เจ้าจงไปนำเอางาช้างนั้นมา ให้เรา. พระมหาสัตว์ ทรงสดับดังนั้น ก็ทราบว่า นี้เป็นการกระทำของนาง จุลลสุภัททา สู้อดกลั้นเวทนาไว้ กล่าวว่า พระนางสุภัททานั้น ใช่จะต้องการ
หน้า 400 ข้อ 2351
งาทั้งสองของเราก็หามิได้ แต่เพราะประสงค์จะให้ท่านฆ่าเรา จึงได้ส่งมา เมื่อ จะแสดงความต่อไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า แท้จริง พระนางสุภัททาทรงทราบดีว่า งางาม ๆ แห่งบิดา และปู่ทวดของเรา มีอยู่เป็นอันมาก แต่ พระนางเป็นคนพาล โกรธเคือง ผูกเวร ต้องการจะ ฆ่าเรา. ดูก่อนนายพราน ท่านจงลุกขึ้นเถิด จงหยิบเลื่อย มาตัดงาคู่นี้เถิด ประเดี๋ยวเราจะตายเสียก่อน ท่านจง กราบทูลพระนางสุภัททาผู้ยังผูกโกรธว่า พญาช้างตาย แล้ว เชิญพระนางรับงาคู่นี้ไว้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิเม ความว่า ได้ยินว่า งาทั้งหลายครั้ง บิดาและปู่ของพญาช้างนั้น ได้เก็บซ่อนไว้ในที่เร้นลับ ด้วยประสงค์ว่าอย่าได้ พินาศไปเสีย พญาช้างฉัททันต์หมายเอางาช้างเหล่านั้นจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า ชานาติ ความว่า พระนางสุภัททานั้นทราบอยู่ว่า งาของช้างเป็นจำนวนมาก เก็บซ่อนไว้ในที่นี้. บทว่า วธตฺถิกา ความว่า แต่พระนางสุภัททานั้นประสงค์ จะให้ท่านฆ่าข้าพเจ้าให้ตายอย่างเดียว ได้ผูกเวรไว้ เพราะเก็บความพยาบาท แม้เพียงเล็กน้อยไว้ในใจ คือพระนางจะให้เราถึงที่สุด ด้วยการกระทำที่ร้ายกาจ เห็นปานนี้. บทว่า ขรํ แปลว่า เลื่อย. บทว่า ปุรา มรามิ ความว่า ตอนที่เรายังไม่ตาย. บทว่า วชฺชาสิ ความว่า ท่านพึงกราบทูล. บทว่า หนฺท อิมสฺส ทนฺตา ความว่า ท่านพึงทูลพระนางสุภัททานั้นว่า พญาช้าง นั้นถูกท่านฆ่าตายแล้ว มโนรถของพระองค์ถึงที่สุดแล้ว เชิญรับงาเหล่านั้นของ พญาช้างนั้นไว้.
หน้า 401 ข้อ 2351
นายพรานโสณุดรได้ฟังคำของพญาช้างแล้ว ลุกขึ้นจากที่นั่งถือเลื่อย เข้ามาใกล้ ๆ พญาช้าง คิดว่า เราจักตัดเอางาไป. ก็พญาช้างนั้นสูงประมาณ ๘๐ ศอก ยืนเด่นคล้ายภูเขาเงิน ด้วยเหตุนั้น พรานโสณุดรจึงเอื้อมเลื่อยงา ไม่ถึง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจึงย่อกายนอนก้มศีรษะลงเบื้องต่ำ. ขณะนั้น นายพรานจึงเหยียบงวงเช่นกับพวงเงินของพระมหาสัตว์ ขึ้นไปอยู่บนกระพอง เป็นเหมือนขึ้นยืนอยู่บนเขาไกรลาส แล้วเอาเข่ากระตุ้นเนื้อ ซึ่งย้อยอยู่ที่ปาก ยัดเข้าข้างใน ลงจากกระพองแล้ว สอดเลื่อยเข้าไปภายในปาก. นายพราน เอามือทั้งสองเลื่อยชักขึ้นชักลง อย่างทะมัดทะแมง. ทุกขเวทนาเกิดขึ้นแก่ พระมหาสัตว์เป็นกำลัง ปากเต็มไปด้วยโลหิต. เมื่อนายพรานเลื่อยชักไปชักมา อยู่ ก็ไม่สามารถจะเอาเลื่อยตัดงาให้ขาดได้. ทีนั้นพระมหาสัตว์เจ้าจึงบ้วน โลหิตออกจากปาก สู้อดกลั้นทุกขเวทนาได้ ถามนายพรานว่า สหายเอ๋ย ท่านไม่สามารถจะตัดงาให้ขาดได้ละหรือ ? พรานโสณุดรตอบใช่แล้วนาย. พระมหาสัตว์ดำรงสติมั่น กล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ท่านจงยกงวงของเราขึ้น ให้จับ เลื่อยข้างบนไว้ เราเองไม่มีกำลังจะยกงวงของเราได้. นายพรานก็ปฏิบัติตาม เช่นนั้น. พระมหาสัตว์เอางวงยึดมือเลื่อยไว้ แล้วชักขึ้นชักลง ส่วนงาทั้งสอง ก็ขาด ประดุจตัดตอไม้ฉะนั้น. ทีนั้นพญาช้างจึงให้นายพรานนำงาเหล่านั้น มาถือไว้ แล้วกล่าวว่า สหายพราน เราให้งาเหล่านี้แก่ท่าน ใช่ว่าเราจะไม่รัก ของเราก็หามิได้ ทั้งเรามิได้ปรารถนาความเป็นท้าวสักกะ เป็นมาร เป็น พรหมเลย แต่เพราะงาคือพระสัพพัญญุตญาณนั้น เรารักกว่างาคู่นี้ตั้งร้อยเท่า พันเท่า ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยแห่งการได้บรรลุพระสัพพัญญุตญาณ ดังนี้แล้ว มอบงาไป แล้วถามต่อไปว่า สหายกว่าท่านจะมาถึงที่นี่ เป็นเวลานานเท่าไร ? เมื่อนายพรานตอบว่า เจ็ดปี เจ็ดเดือน เจ็ดวัน จึงกล่าวว่า เชิญไปเถิด ด้วยอานุภาพแห่งงาคู่นี้ ท่านจักถึงพระนครพาราณสี ภายในเจ็ดวันเท่านั้น ดังนี้แล้ว ทำการป้องกันแก่นายพรานนั้น ส่งเขาไปโดยตั้งสัตยาธิษฐานว่า
หน้า 402 ข้อ 2351
เราเป็นผู้ถูกลูกศรเสียบแทงแล้ว แม้จะถูก เวทนาครอบงำ ก็ไม่คิดประทุษร้ายในบุคคลผู้นุ่งห่ม ผ้ากาสาวพัสตร์ ถ้าข้อนี้เป็นความจริง อันเราผู้เป็น พญาช้างตั้งไว้ ขอพาลมฤคในไพรสณฑ์ อย่าได้มา กล้ำกรายนายพรานนี้เลย. ก็แลครั้นพระมหาสัตว์ส่งนายพรานไปแล้ว ก็ทำกาลกิริยาล้มลงใน เมื่อพวกช้าง และนางมหาสุภัททายังมาไม่ถึง. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า นายพรานนั้นรีบลุกขึ้นจับเลื่อย เลื่อยงาพญาช้าง ทั้งคู่ อันงดงามวิลาสหาที่เปรียบมิได้ ในพื้นปฐพี แล้วรีบถือหลีกออกจากที่นั้นไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วคฺคู ความว่า งามวิลาส. บทว่า สุเภ แปลว่า งดงาม. บทว่า อปฺปฏิเม ความว่า งดงามหางาอื่นในแผ่นดินนี้ เปรียบมิได้. เมื่อนายพรานนั้นหลีกไปแล้ว ช้างทั้งหลายก็มาถึง ไม่ทันเห็นปัจจา- มิตร. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า ช้างเหล่านั้นตกใจ ได้รับความเสียใจ เพราะ พญาช้างถูกยิง พากันวิ่งไปยังทิศทั้ง ๘ เมื่อไม่เห็น ปัจจามิตรของพญาช้าง ก็พากันกลับมายังที่อยู่ของ พญาช้าง.
หน้า 403 ข้อ 2351
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภยทฺทิตา ความว่า อันความกลัวต่อ มรณภัย เข้าไปคุกคามแล้ว. บทว่า อฏฺฏา แปลว่า ถึงความทุกข์. บทว่า คชปจฺจามิตฺตํ ได้แก่ บุคคลผู้เป็นศัตรูของพญาช้าง. บทว่า เยน โส ความว่า พญาช้างนั้นทำกาลกิริยาล้มลง ณ ลานอันกว้างใหญ่ คล้ายภูเขา ไกรลาส ช้างทั้งหลายพากันมายังสถานที่นั้น. ฝ่ายนางมหาสุภัททา ที่มาพร้อมกับช้างเหล่านั้นก็ดี ช้าง ๘,๐๐๐ ทั้งหมดนั้นก็ดี ต่างร่ำไห้คร่ำครวญอยู่ ณ ที่นั้น แล้วพากันไปยังสำนักแห่ง พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้กุลุปกะของพระมหาสัตว์บอกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ปัจจยทายกของพระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย ถูกยิงด้วยลูกศรอาบยาพิษ ทำกาละเสีย แล้ว นิมนต์พระคุณเจ้าทั้งหลายไปดูซากของปัจจยทายกนั้น ในป่าช้าเถิด. ฝ่ายพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้ง ๕๐๐ รูป ก็เหาะมาทางอากาศลงตรงที่ลานใหญ่. ขณะนั้น ช้างหนุ่ม ๒ เชือก ช่วยกันเอางาเสยยกสรีระร่างของพญาช้าง ให้จบ พระปัจเจกพุทธเจ้า แล้วยกขึ้นสู่จิตกาธารทำฌาปนกิจ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ทั้งหลาย กระทำการสาธยายธรรมอยู่ที่ป่าช้าตลอดคืนยังรุ่ง. ช้างทั้ง ๘,๐๐๐ ครั้นดับธาตุเสร็จสรงสนานแล้ว เชิญนางมหาสุภัททาเป็นหัวหน้า แห่มายัง สถานที่อยู่ของตน ๆ. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถา ความว่า ช้างเหล่านั้น พากันคร่ำครวญร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น ต่างเกลี่ยอังคารขึ้นบนกระพองของตน ๆ แล้วยกเอา นางสัพพภัททาผู้เป็นมเหสี ให้เป็นหัวหน้า พากัน กลับยังที่อยู่ของตนทั้งหมด.
หน้า 404 ข้อ 2351
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปํสุกํ ได้แก่ ฝุ่นสรีรังคารที่ป่าช้า. ฝ่ายนายพรานโสณุดร เอางาทั้งคู่มายังไม่ถึง ๗ วัน ก็ถึงพระนคร พาราณสี. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า นายพรานนั้น นำงาทั้งคู่ของพญาคชสาร อัน อุดม ไพศาล งดงาม ไม่มีงาอื่นในปฐพีจะเปรียบได้ ส่องรัศมีดุจสีทอง สว่างไสวไปทั่วทั้งไพรสณฑ์ มา ถึงยังพระนครกาสีแล้ว น้อมนำงาทั้งคู่เข้าไปถวาย พระนางสุภัททา กราบทูลว่า พญาช้างล้มแล้ว ขอ เชิญพระนางทอดพระเนตรงาทั้งคู่นี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณราชีหิ ความว่า ส่องรัศมีดุจ สีทอง. บทว่า สมนฺตโมทเร ความว่า แผ่รัศมีดุจสีทองไปรอบ ๆ ทั่ว ตลอดทั้งไพรสฑ์. บทว่า อุปเนสิ ความว่า ฝ่ายนายพรานโสณุดร ส่งข่าว ไปทูลพระนางเทวีว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะนำงาทั้งคู่ อันเปล่งปลั่งมีรัศมี ๖ ประการ ของพญาช้างฉัททันต์เข้ามาถวาย ขอพระองค์ได้โปรดให้ประดับ ตกแต่งพระนคร เมื่อพระนางเทวีกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ ให้ประดับ ตกแต่งพระนครดุจเทพนครแล้ว ก็เข้าสู่พระนคร ขึ้นไปยังปราสาทน้อมงา ทั้งคู่เข้าไป ครั้นน้อมเข้าไปแล้ว ก็กราบทูลว่า ขอเดชะพระแม่เจ้า ได้ทราบว่า พระแม่เจ้าก่อความขุ่นเคืองเหตุเล็กน้อย ไว้ในพระทัยต่อพญาช้างใด ข้าพระ- พุทธเจ้าฆ่าพญาช้างนั้นตายแล้ว โปรดทรงทราบว่า พญาช้างตายแล้ว ขอ เชิญพระแม่เจ้าทอดพระเนตร นี้ คือ งาทั้งสองของพญาช้างนั้น แล้วได้ถวาย งาไป. พระนางสุภัททาจึงเอางวงตาลทำด้วยแก้วมณี. รับคู่งาอันวิจิตร มีรัศมี
หน้า 405 ข้อ 2351
๖ ประการ ของพระมหาสัตว์เจ้า มาวางไว้ที่อุรุประเทศ ทอดพระเนตรดูงา แห่งสามีที่รักของพระองค์ในปุริมภพ พลางระลึกว่า นายพรานโสณุดรฆ่า พญาช้างที่ถึงส่วนแห่งความงามเห็นปานนี้ ให้ถึงแก่ชีวิต ตัดเอางาทั้งคู่มา เมื่อทรงอนุสรณ์ถึงพระมหาสัตว์ ก็ทรงบังเกิดความเศร้าโศกไม่สามารถที่จะ อดกลั้นได้ ทันใดนั้น ดวงหทัยของพระนางก็แตกทำลายไป ได้ทำกาลกิริยา ในวันนั้นเอง. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถา ความว่า พระนางสุภัททาผู้เป็นพาล ครั้นทอดพระเนตร เห็นงาทั้งสองของพญาคชสารอันอุดม ซึ่งเป็นปิย- ภัสดาของตนในชาติก่อนแล้ว หทัยของพระนางก็ แตกทำลาย ณ ที่นั้นเอง ด้วยเหตุนั้นแล พระนางจึง ได้สวรรคต. ลำดับนั้น เมื่อพระธรรมสังคาหกเถระเจ้าทั้งหลาย จะสรรเสริญ พระคุณแห่งพระทศพล จึงกล่าวคำเป็นคาถาอย่างนี้ ความว่า พระบรมศาสดาได้บรรลุสัมโพธิญาณแล้ว มี พระอานุภาพมาก ได้ทรงทำการแย้มในท่ามกลาง บริษัท ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตหลุดพ้นดีแล้ว พากัน กราบทูลถามว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาได้ทรงทำ การแย้มให้ปรากฏ โดยไร้เหตุผลไม่.
หน้า 406 ข้อ 2351
พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายจงดู กุมารีสาวคนนั้น นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ประพฤติ อนาคาริยวัตร นางกุมารีคนนั้นแล เป็นนางสุภัททา ในกาลนั้น เราตถาคตเป็นพญาช้างในกาลนั้น. นายพรานผู้ถือเอางาทั้งคู่ ของพญาคชสารอัน อุดม หางาอื่นเปรียบปานมิได้ในปฐพี กลับมายัง พระนครกาสีในกาลนั้น เป็นพระเทวทัต. พระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากความกระวนกระวาย ความเศร้าโศก และกิเลสดุจลูกศร ตรัสรู้ยิ่งด้วย พระองค์เองแล้ว ได้ตรัสฉัททันตชาดกนี้ อันเป็น ของเก่า ไม่รู้จักสิ้นสูญ ซึ่งพระองค์ท่องเที่ยวไปตลอด กาลนาน เป็นบุรพจรรยาทั้งสูงทั้งต่ำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คราวครั้งนั้นเรายังเป็น พญาช้างฉัททันต์ อยู่ที่สระฉัททันต์นั้น เธอทั้งหลาย จงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล. คาถาเหล่านั้น พระธรรมสังคาหกเถระทั้งหลาย สรรเสริญพระคุณของ พระทศพล รจนาให้ปรากฏไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิตํ อกาสิ ความว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณ แล้ว มีพระอานุภาพมาก วันหนึ่งประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ อันอลงกต ท่ามกลาง บริษัท ในธรรมสภาอันประดับตกแต่งแล้ว ทรงกระทำการยิ้มแย้ม. บทว่า
หน้า 407 ข้อ 2351
นานากรเณ ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้มหาขีณาสพ กรานทูลถามว่า ข้า แต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาทรงทำการแย้มอย่างไร้ เหตุผลไม่ ก็การแย้มพระองค์ทรงกระทำแล้ว อะไรหนอเป็นเหตุให้พระองค์ ทรงทำการแย้ม. บทว่า ยมทฺทสาถ ความว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาถูกทูล ถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะตรัสบอกเหตุที่พระองค์ทรงทำการแย้ม ทรงชี้ภิกษุณี สาวรูปหนึ่งตรัสอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพบหรือเห็นนางกุมา- ริกานี้ใด ซึ่งกำลังรุ่นสาว ครองผ้ากาสาวพัสตร์ เข้าถึง คือบวชประพฤติ อนาคาริยวัตรในพระศาสนานี้ นางกุมาริกานั้น คือ พระนางสุภัททาราชกัญญา ในคราวนั้น ซึ่งใช้นายพรานโสณุดรไปว่า เจ้าจงเอาลูกศรอาบด้วยยาพิษ ไป ยิงฆ่าพญาช้างเสีย คราวนั้นเราเป็นพญาช้าง ผู้ซึ่งนายพรานโสณุดรไปยิงให้ ถึงสิ้นชีวิต. บทว่า เทวทตฺโต ความว่า ภิกษุทั้งหลาย นายพรานโสณุดรในครั้ง นั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต ในบัดนี้. บทว่า อนาวสูรํ ตัดบทเป็น น อวสูรํ แปลว่า ชั่วพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคต. บทว่า จิรรตฺตสํสิตํ ความว่า นับแต่กาลอันยาวนานนี้ ทรงท่องเที่ยวไปแล้ว คือทรงแล่นไปแล้ว ได้แก่ ทรงประพฤติมาแล้วโดยลำดับ ในที่สุดแห่งโกฏิกัปมิใช่น้อย. ท่านกล่าวคำ อธิบายไว้ว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรงปราศจากความ กระวนกระวาย เพราะทรงปราศจากกิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ทรงปราศจาก ความเศร้าโศก เพราะไม่มีความเศร้าโศก อันเกิดแต่ญาติและทรัพย์เป็นต้น ชื่อว่า ปราศจากลูกศร เพราะปราศจากลูกศร มีลูกศรคือราคะเป็นต้น ทรง
หน้า 408 ข้อ 2351
รู้ชัดด้วยพระองค์เองแล้ว ได้ตรัสเรื่องนี้อันเป็นของเก่า (ชั่วพระอาทิตย์ยังไม่ อัสดงคต) นับแต่กาลอันนานนี้ แม้ที่ทรงท่องเที่ยวไป ในที่สุดแห่งโกฏิกัป มิใช่น้อย อันชื่อว่าเป็นพระจรรยาทั้งสูงทั้งต่ำ เพราะทรงสูงด้วยสามารถแห่ง บุรพจรรยาของพระองค์ และเพราะต่ำ ด้วยสามารถแห่งจรรยาของพระนาง สุภัททาราชธิดา และนายพรานโสณุดร ดุจทรงระลึกได้ถึงสิ่งที่กระทำด้วย ความหลง ด้วยปราศจากความหลง สิ่งที่กระทำเวลาเช้าได้ในตอนเย็นวันนั้น ทีเดียว. บทว่า โว ในบทว่า อหํ โว นี้เป็นเพียงนิบาต. ความก็ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กาลนั้น เราได้เป็นพญาช้างอยู่ที่สระฉัททันต์นั้น. บทว่า นาคราชา ความว่า และเมื่ออยู่ในคราวนั้นใช่ว่าจะเป็นใครอื่นก็หามิได้ ที่แท้ ก็คือเราผู้เป็นพญาช้างฉัททันต์. บทว่า เอวํ ธาเร ความว่า เธอทั้งหลาย จงทรงจำ คือจดจำ ได้แก่เล่าเรียนชาดกนี้ไว้ ด้วยประการฉะนี้. ก็แลคนเป็นอันมากฟังพระธรรมเทศนานี้แล้ว ได้สำเร็จเป็นพระ- โสดาบันเป็นต้น (ส่วน) นางภิกษุณีนั้น เจริญวิปัสสนาแล้ว ภายหลังได้ บรรลุพระอรหัตผล ฉะนี้แล. จบอรรถกถาฉัททันตชาดก
หน้า 409 ข้อ 2352, 2353
๕. สัมภวชาดก ว่าด้วยผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา [๒๓๕๒] ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ เราทั้งหลาย ได้ราชสมบัติและความเป็นใหญ่แล้ว ยังปรารถนาอยาก ได้ความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น เพื่อความปรารถนาภิเษกครอบ ครองพื้นปฐพีนี้. โดยธรรม มิใช่โดยอธรรม เราหาชอบใจอธรรม ไม่ ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ การประพฤติธรรม เป็นกิจของพระราชาโดยแท้. ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทา ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยเหตุใด และจะได้รับ เกียรติยศในเทวดาและมนุษย์ด้วยเหตุใด ขอท่านจง บอกเหตุนั้น ๆ แก่เรา. ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำตาม อรรถและธรรม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกอรรถ และธรรมนั้นด้วยเถิด. [๒๓๕๓] ขอเดชะพระขัตติยราช พระองค์ทรง ปรารถนา จะปฏิบัติตามอรรลและธรรมใด นอกจาก วิธุรพราหมณ์แล้ว ไม่มีใครอื่นที่จะสมควรชี้แจงอรรถ และธรรมนั้นได้.
หน้า 410 ข้อ 2354, 2355, 2356, 2357, 2358, 2359
[๒๓๕๔] ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ มาเถิดท่าน เราจะส่งท่านไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ท่านจงนำ เอาทองคำแท่งนี้ไปมอบให้ เพื่อรับคำอธิบาย ซึ่ง อรรถและธรรม. [๒๓๕๕] มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ ไปถึงสำนักของวิธุรพราหมณ์แล้ว เห็นท่านพราหมณ์ กำลังบริโภคอาหารอยู่ ในเรือนของตน. [๒๓๕๖] พระเจ้าโกรัพยราช ผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราให้เป็นทูตมา พระเจ้าโกรัพยะผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำตรัสถามถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังนี้ วิธุระ สหายรัก ท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้นแล้วกรุณา บอกเราด้วย. [๒๓๕๗] ดูก่อนพราหมณ์ เราคิดว่า จักกั้น แม่น้ำคงคา แต่ไม่อาจจะกั้นแม่น้ำใหญ่นั้นได้ เพราะ เหตุนั้น โอกาสนั้นจักมีได้อย่างไร เมื่อท่านถามถึง อรรถและธรรม เราจึงไม่อาจจักบอกได้. [๒๓๕๘] มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ ไปถึงสำนักของภัทรการมาณพ ได้เห็นเธอกำลังนั่งอยู่ ในเรือนของตน. [๒๓๕๙] เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราช ผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ตรัสถาม ถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภัทร- การมาณพ เธอจงบอกอรรถและธรรมนั้นแก่เราด้วย.
หน้า 411 ข้อ 2360, 2361, 2362, 2363, 2364
[๒๓๖๐] ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนทิ้งหาบเนื้อแล้ว วิ่งตามเหี้ยไป ถึงจะถูกถามอรรถและธรรมก็ไม่อาจจะ บอกแก่ท่านได้ ข้าแต่ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชาย ของข้าพเจ้าชื่อว่า สัญชย มีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถ และธรรมกะเธอดูเถิด. [๒๓๖๑] มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ ไปถึงสำนักสัญชยกุมารแล้ว ได้เห็นสัญชยกุมารนั่ง อยู่ในนิเวศน์ของตน จึงพูดว่า [๒๓๖๒] เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพัยราช ผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถาม อรรถและธรรม ได้ตรัสว่าดังนี้ ดูก่อนสัญชยกุมารเจ้า ถูกถามแล้ว จงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด. [๒๓๖๓] ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ มัจจุราช ย่อมกลืนกินข้าพเจ้า ทั้งเช้าและเย็น ถึงถูกท่านถาม ก็ไม่สามารถจะบอก อรรถและธรรมแก่ท่านได้. ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่ ชื่อว่าสัมภวกุมาร เชิญท่านไปถามอรรถและธรรม กะเธอดูเถิด. [๒๓๖๔] ชาวเราเอ๋ย ปัญหานี้ เป็นธรรม น่าอัศจรรย์จริง เราไม่พอใจเลย ชนทั้ง ๓ คน คือ บิดาและบุตรสองคน ยังไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้.
หน้า 412 ข้อ 2365
ท่านทั้งหลายถูกถามแล้ว ยังไม่สามารถบอก อรรถและธรรนนั้นได้ เด็กเจ็ดขวบถูกถามถึงอรรถ และธรรม จะรู้เรื่องได้อย่างไร ? [๒๓๖๕] ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ ถามสัภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่า เธอเป็นเด็ก ท่าน ถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวง ในโลกนี้ด้วยรัศมี ฉันใด สัมภวกุมาร แม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อน พราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้า ใจว่า เธอเป็นเด็กท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้ อรรถและธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ เดือน ๕ ในคิมหันตฤดู ย่อมสวยงามยิ่งกว่าเดือนอื่น ๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้ ฉันใด สัมภวกุมาร แม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อน พราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่ง เข้าใจว่าเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้ อรรถและธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพต ชื่อว่า คันธมาทน์ ดารดาษไปด้วยไม้ต่าง ๆ พรรณ เป็นที่
หน้า 413 ข้อ 2365
อยู่อาศัยแห่งทวยเทพ ย่อมสง่างามและหอมตลบไป ทั่วทิศ ด้วยทิพยโอสถฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็น เด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะ ประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่า เธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ไฟป่ามีเปลวรุ่งเรือง ไหม้ลามไปในป่า ไม่อิ่ม มีแนวดำ คุเรื่อยไปมีเปรียงเป็นอาหาร มีควันเป็นธง ไหม้แนวไพรสูง ๆ เวลากลางคืนสว่างลุกโชน อยู่ บนยอดภูเขาฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วย ปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ม้าดี จะรู้ได้เพราะฝีเท้า โคพลิพัทธ์จะรู้ได้ เพราะเข็นภาระไป แม่โคนมจะรู้ได้เพราะน้ำนมดี และบัณฑิตจะรู้ได้เมื่อเจรจา ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยัง เป็นเด็กก็ฉันนั้น เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อน ท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่ง เข้าใจว่า เธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะ พึงรู้อรรถและธรรมได้.
หน้า 414 ข้อ 2366, 2367, 2368, 2369
[๒๓๖๖] มหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรนั้น ได้ ไปยังสำนักของสัมภวกุมาร เห็นเธอกำลังเล่นอยู่นอก บ้าน. [๒๓๖๗] เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราช ผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัส ถามถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูก่อน สัมภวกุมาร ท่านถูกถามแล้ว ขอจงบอกอรรถและ ธรรมนั้นเถิด. [๒๓๖๘] เชิญนั่ง ข้าพเจ้าจักแก้ปัญหาแก่ท่าน อย่างนักปราชญ์ อนึ่ง พระราชาย่อมทรงทราบอรรถ และธรรมนั้นได้ แต่จักทรงทำตามหรือไม่ ไม่ทราบ [๒๓๖๙] ข้าแต่สุจีรตพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกพระ ราชาตรัสถามแล้ว พึงทูลกิจที่ควรทำในวันนี้ ให้ทำ ในวันพรุ่งนี้ พระเจ้ายุธิฏฐิละ อย่าได้ทรงทำตาม ใน เมื่อประโยชน์เกิดขึ้น. ข้าแต่ท่านสุจีรตะ เมื่อบุคคลพระราชาดำรัส ถาม พึงกราบทูลธรรมภายในเท่านั้น ไม่พึงให้เสด็จ ไปยังหนทางที่ผิด ดุจคนโง่หาความคิดมิได้ ฉะนั้น. กษัตริย์ไม่ควรลืมพระองค์ ไม่ควรประพฤติ อธรรม ไม่ควรข้ามไปในที่มิใช่ท่า ไม่พึงทรงขวน ขวาย ในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์.
หน้า 415 ข้อ 2369
อนึ่ง กษัตริย์พระองค์ใด ทรงทราบว่า ควรจะ ทำฐานะเหล่านี้ กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมทรงพระ เจริญทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ ในสุกปักษ์ ฉะนั้น. กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของพระ ประยูรญาติทั้งหลายด้วย ย่อมทรงรุ่งโรจน์ในหมู่มิตร ด้วย ท้าวเธอมีพระปรีชา เมื่อเสด็จสวรรคตแล้ว ย่อม เข้าถึงโลกสวรรค์. จบสัมภวชาดกที่ ๕ อรรถกถาสัมภวชาดก พระบรมศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺสา ดังนี้. เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้ง ในมหาอุมมังคชาดก. ส่วนเรื่องในอดีตมีว่า พระราชาทรงพระนามว่า ธนัญชยโกรัพยะ เสรยราชสมบัติในอินทปัตต- นคร แคว้นกุรุ พราหมณปุโรหิต นามว่า สุจีรตะ ได้เป็นผู้กล่าวสอน อรรถธรรมของพระองค์. พระราชาทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น ทรง ครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรม ครั้นวันหนึ่ง จะทรงถกปัญหาชื่อธัมม- ยาคะ จึงเชิญสุจีรตพราหมณ์ให้นั่งบนอาสนะ ทรงทำสักการะแล้ว เมื่อจะ ตรัสถาม ได้ตรัสคาถา ๔ คาถา ความว่า
หน้า 416 ข้อ 2369
ดูก่อนท่านอาจารย์ สุจีรตะ เราทั้งหลายได้ ราชสมบัติและความเป็นใหญ่แล้ว ยังปรารถนาอยาก ได้ความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น เพื่อปราบดาภิเษกครอบครอง พื้นปฐพีนี้. โดยธรรมไม่ใช่โดยอธรรม เราหาชอบใจอธรรม ไม่ ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ การประพฤติธรรมเป็น กิจของพระราชาโดยแท้. ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาทั้ง ในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยเหตุใด และจะได้รับ เกียรติยศ ในเทวดาและมนุษย์ด้วยเหตุใด ขอท่านจง บอกเหตุนั้น ๆ แก่เรา. ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำตามอรรถ และธรรม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรม นั้นด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รชฺชํ ความว่า ดูก่อนท่านอาจารย์ เราทั้งหลายได้ราชสมบัติในอินทปัตตนครอันมีปริมณฑลถึง ๗ โยชน์นี้ และ ได้รับความเป็นใหญ่กล่าวคืออิสรภาพในกุรุรัฐ อันมีปริมณฑลถึง๓๐๐โยชน์ แล้ว. บทว่า ปฏิปนฺนา แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า มหนฺตํ ความว่า คราวนี้เรายังปรารถนาความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น. บทว่า วิเชตุํ ความว่า เรายัง ปรารถนาความเป็นใหญ่เพื่อปราบดาภิเษกครอบครองแผ่นดินนี้ โดยธรรม. บทว่า กิจฺโจว ความว่า การประพฤติธรรมเป็นกิจ คือเป็นพระราชกรณีย์
หน้า 417 ข้อ 2369
ที่สำคัญกว่าอวเสสชน. อธิบายว่า โลกคล้อยตามพระราชา เมื่อพระราชา มีธรรม ชาวโลกทั้งหมดก็เป็นผู้มีธรรม เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้เป็นกิจ ของพระราชาทีเดียว. บทว่า อิธ เจวานนฺทิตา ความว่า พระราชาตรัสถามธัมมยาคปัญหา กะพราหมณ์ปุโรหิตว่า เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาในโลกนี้และโลกหน้า ด้วย เหตุใด. บทว่า เยน ปปฺเปมุ ความว่า เราทั้งหลายจะไม่เกิดในนรกเป็นต้น พึงถึงยศคือความเป็นใหญ่ ได้แก่ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงามในเทวโลก และมนุษยโลกด้วยเหตุใด ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา. บทว่า โยหํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำด้วย สมาทานแล้วประพฤติด้วย ซึ่งอรรถคือผลวิบากและธรรมคือเหตุแห่งผลนั้น และยังอรรถธรรมนั้นให้เกิดขึ้นด้วย. บทว่า ตํ ตฺวํ ความว่า เมื่อเราปรารถนา จะขึ้นสู่ทางอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานโดยสะดวกแล้ว เป็นผู้หาปฏิสนธิมิได้ เมื่อท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้น จงบอกคือกล่าวกระทำให้ปรากฏเถิด. ก็ปัญหานี้ ลึกซึ้งเป็นพุทธวิสัย ควรที่จะถามเฉพาะพระสัพพัญญู- พุทธเจ้าเท่านั้น เมื่อพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่มี ควรถามพระโพธิสัตว์ ก็เพราะ สุจีรตปุโรหิต มิใช่พระโพธิสัตว์ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาถวายได้ และเมื่อ ไม่สามารถ ก็ไม่ทำการถือตนว่าเป็นบัณฑิต เมื่อจะกราบทูลความที่ตนไม่ สามารถจึงกล่าวคาถา ความว่า ขอเดชะพระขัตติยราช พระองค์ทรงปรารถนา จะปฏิบัติตามอรรถและธรรมใด นอกจากวิธุรพราหมณ์ แล้ว ไม่มีใครอื่นที่จะสมควรชี้แจงอรรถและธรรมนั้น ได้.
หน้า 418 ข้อ 2369
คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ปัญหานี้ ใช่วิสัย ของคนเช่นข้าพระพุทธเจ้าไม่ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นเบื้องต้น เบื้องปลายของ ปัญหานั้นเลยทีเดียว เป็นเหมือนเข้าสู่ที่มืด แต่ราชปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสี ชื่อวิธุรพราหมณ์มีอยู่ เขาพึงเฉลยปัญหานั้นได้ เว้นเขาเสียแล้วใครอื่นไม่สามารถ ที่จะแสดงอรรถและธรรมที่พระองค์ทรงปรารถนาจะกระทำได้. พระราชาทรงสดับถ้อยคำของสุจีรตพราหมณ์แล้วตรัสสั่งว่า ท่าน- พราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงรีบไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์เถิด มีพระประ- องค์จะส่งเครื่องบรรณาการไปพระราชทาน จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนท่านอาจารย์ สุจีรตะ มาเถิดท่าน เราจะ ส่งท่านไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ท่านจงนำเอา ทองคำแท่งนี้ไปมอบให้ เพื่อรับคําอธิบาย ซึ่งอรรถ และธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนฺติกํ แปลว่า สู่สำนัก. บทว่า นิกฺขํ ความว่า ทองคําหนัก ๕ ชั่งเป็นนิกขะหนึ่ง แต่พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะ พระ- ราชทานทองคำพันลิ่มจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อิมํ ทชฺชา ความว่า เมื่อ วิธุรพราหมณ์นั้นกล่าวธัมมยาคปัญหานี้แล้ว ท่านพึงนำไปทำการบูชามอบลิ่ม- ทองคำพันหนึ่งนี้ แก่วิธุรพราหมณ์นั้น เพื่อขอรับคำอธิบายอรรถและธรรม. พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะ ครั้นตรัสสั่งอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งให้เอาทองคำ ควรค่าแสนหนึ่งมาแผ่เป็นแผ่น เพื่อจะได้จารึกคำวิสัชนาปัญหา ให้จัดยาน- พาหนะสำหรับเดินทาง จัดพลนิกายสำหรับเป็นบริวาร แลจัดเครื่องราชบรร- ณาการเสร็จแล้ว ก็ทรงส่งไปในขณะนั้นทีเดียว ส่วนสุจีรตพราหมณ์ออกจาก พระนครอินทปัตต์แล้ว หาได้ตรงไปยังพระนครพาราณสีทีเดียวไม่ เหล่า
หน้า 419 ข้อ 2369
บัณฑิตอยู่ในที่ใด ๆ ก็เข้าไปยังที่นัน ๆ จนถ้วนทั่ว ไม่ได้รับผลกล่าวคือการ กล่าวแก้ปัญหาในชมพูทวีปทั้งสิ้น จนลุถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับยึดเอาที่ พัก ณ ที่แห่งหนึ่ง ไปยังนิเวศน์ของวิธุรพราหมณ์พร้อมด้วยคนใช้สองสามคน ในเวลาอาหารเช้า บอกเล่าธุระที่ตนมาให้ทราบ อันวิธุรพราหมณ์เชิญเข้าไป เห็นวิธุรพราหมณ์กำลังรับประทานอาหารอยู่ในเรือนของตน. เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศ ทำเนื้อความนั้นให้ชัดขึ้นจึงตรัส พระคาถาที่ ๗ ความว่า มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงสำ- นักของวิธุรพราหมณ์แล้ว เห็นท่านพราหมณ์ กำลัง บริโภคอาหารอยู่ในเรือนของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาธิปฺปาคา ความว่า สุจีรตพราหมณ์ ภารทวาชโคตร. มุ่งไปคือบรรลุถึงแล้ว. บทว่า มหาพฺรหฺมา ได้แก่ มหาพราหมณ์. บทว่า อสมานํ แปลว่า กำลังบริโภคอยู่. ก็สุจีรตพราหมณ์นั้น สมัยเป็นเด็ก เป็นเพื่อนกันกับวิธุรพราหมณ์ เรียนศิลปวิทยาในสำนักอาจารย์เดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงร่วมรับประทานอาหาร กับท่านวิธุรพราหมณ์ทันที ในเวลารับประทานเสร็จ นั่งพักสบายแล้วถูกถามว่า สหายรัก ท่านมาธุระอะไร ? เมื่อจะบอกเหตุที่มา จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ความว่า พระเจ้าโกรัพยราชผู้เรืองพระยศ ทรงส่งเราให้ เป็นทูตมา พระเจ้าโกรัพยผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถาม ถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังนี้ วิธุรสหายรัก ท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้นแล้ว กรุณาบอกเรา ด้วย.
หน้า 420 ข้อ 2369
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รญฺโหํ ความว่า เราเป็นทูตของ พระเจ้าโกรัพยะผู้ยิ่งยศ. บทว่า ปหิโต ความว่า เราถูกพระองค์ตรัสสั่งให้ เป็นทูต จึงมาที่นี่. บทว่า ปุจฺเฉสิ ความว่า พระเจ้าธนัญชยราชผู้ยุธิฏฐิล- โคตรนั้น ตรัสถานปัญหาชื่อธัมมยาคะ เราไม่อาจจะแก้ได้ เรารู้ว่า ท่านจัก สามารถ จึงกราบทูลพระองค์ท่านให้ทรงทราบ พระองค์พระราชทานเครื่อง- บรรณาการ เมื่อจะทรงส่งเรามายังสำนักของท่าน เพื่อถามปัญหา ได้ตรัสสั่งว่า เจ้าจงไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ถามถึงแนวอรรถและธรรมแห่งปัญหานี้ บัดนี้เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกอรรถและธรรมนั้น. ก็ในครั้งนั้น ท่านวิธุรพราหมณ์ คิดว่า เราจักกำหนดจิตของมหาชน ดังนี้ จึงวุ่นอยู่กับการวินิจฉัยความ คล้ายกับปิดกั้นแม่น้ำคงคา ไม่มีโอกาส ที่จะแก้ปัญหานั้นได้ เมื่อจะบอกความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราคิดว่าจักกั้นแม่น้ำคงคา แต่ไม่อาจจะกั้นแม่น้ำใหญ่นั้นได้ เพราะเหตุนั้นโอกาส นั้นจักมีได้อย่างไร เมื่อท่านถามถึงอรรถและธรรม เราจึงไม่อาจจักบอกได้. คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนสหายพราหมณ์ เราเกิดความกังวล ขวนขวายว่า จักปิดกั้นแม่น้ำคงคา คือคติจิตต่าง ๆ กันของมหาชน ก็ไม่ สามารถจะกั้นเสียงอันดังนั้นได้ เพราะฉะนั้น จักมีโอกาสได้อย่างไรกัน เมื่อ โอกาสไม่มี เราก็วิสัชนาชี้แจ้งแก่ท่านไม่ได้ เมื่อไม่ได้ความที่จิตแน่วแน่ และไม่มีโอกาส ถึงจะถูกท่านถามก็ไม่สามารถจะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้. ครั้นวิธุรพราหมณ์ กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงบอกว่า บุตรชายของเราเป็น คนฉลาด มีปัญญาปราดเปรื่องกว่าเรา เขาจักพยากรณ์ได้ ท่านจงไปสำนัก ของเขาเถิด ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑๐ ความว่า
หน้า 421 ข้อ 2369
แต่ภัทรการะ ผู้เป็นบุตรเกิดแต่อกของเรามีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด ท่าน- พราหมณ์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอรโส ได้แก่ ผู้เจริญแล้วในอก. บทว่า อตฺรโช แปลว่า เกิดเพราะตน. สุจีรตพราหมณ์ ฟังดังนั้น จึงออกจากเรือนของวิธุรพราหมณ์ ไปยัง นิเวศน์ของภัทรการมาณพ ในเวลาที่เธอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว นั่งอยู่ ท่ามกลางบริษัทของตน. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ที่ ๑๑ ความว่า มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึง สำนักของภัทรการะ ได้เห็นเธอกำลังนั่งอยู่ในเรือน ของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺมนิ แปลว่า ในเรือน. สุจีรตพราหมณ์ไปที่นั้นแล้ว อันภัทรการมาณพจัดการต้อนรับ และ ทำสักการะเคารพ นั่งแล้วถูกถามถึงเหตุที่มา จึงกล่าวคาถาที่ ๑๒ ความว่า เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ตรัสถามถึงอรรถ และธรรม ได้ตรัสแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภัทรการมาณพ เธอจงบอกอรรถและธรรมนั้นแก่เราด้วย. ลำดับนั้น ภัทรการมาณพจึงกล่าวกะ สุจีรตพราหมณ์ว่า ข้าแต่คุณพ่อ ข้าพเจ้าเคลิบเคลิ้มอยู่ในปรทาริกกรรมทุก ๆ วัน จิตของข้าพเจ้ามัวหมอง
หน้า 422 ข้อ 2369
ด้วยเหตุนั้น จึงไม่สามารถจะวิสัชนาแก่ท่านได้ แต่น้องชายของข้าพเจ้า ชื่อว่า สัญชยกุมาร มีญาณประเสริฐกว่าข้าพเจ้ายิ่งนัก เชิญท่านถามเขาเถิด เขาจักแก้ปัญหาของท่านได้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะส่งไปยังสำนักของน้องชาย ได้ กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนทิ้งหาบเนื้อ แล้ววิ่งตาม เหี้ยไป ถึงจะถูกถามอรรถและธรรม ก็ไม่อาจจะบอก แก่ท่านได้ ข้าแต่ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของ ข้าพเจ้าชื่อว่า สัญชัย มีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและ ธรรมกะเธอดูเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มํสกาชํ ความว่า บุรุษหาบก้อนเนื้อ เดินทางไป พบลูกเหี้ยเข้าในระหว่างทาง จึงทิ้งหาบเนื้อเสีย ไล่ติดตามลูกเหี้ย นั้น ฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทอดทิ้งภรรยาผู้อยู่ในอำนาจ ใน เรือนของตัว มัวติดพันหญิงที่ผู้อื่นรักษาคุ้มครอง เมื่อภัทรการมาณพจะแสดง ดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น. ในขณะนั้นเอง สุจีรตพราหมณ์จึงไปยังนิเวศน์ของสัญชยกุมาร อัน สัญชยกุมารทำสักการะเคารพแล้ว ถูกถามถึงเหตุที่มา จึงแจ้งให้ทราบ. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงยัง สำนักสัญชยกุมารแล้ว ได้เห็นสัญชยกุมารนั่งอยู่ใน นิเวศน์ของตน จึงพูดว่า
หน้า 423 ข้อ 2369
เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถามอรรถ และธรรม ได้ตรัสว่าดังนี้ ดูก่อนสัญชยกุมาร เจ้าถูก ถามแล้วจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด. ก็ในครั้งนั้น สัญชยกุมารกำลังคบหาภรรยาของผู้อื่นอยู่ทีเดียว. ลำดับนั้น เธอจึงบอกสุจีรตพราหมณ์ว่า พ่อคุณ ข้าพเจ้ากำลังคบหาภรรยา ผู้อื่นอยู่ และเมื่อคบหาก็ต้องข้ามแม่น้ำไปฝั่งโน้น มฤตยูคือความตาย ย่อม กลืนกินข้าพเจ้า ซึ่งกำลังข้ามแม่น้ำอยู่ทั้งเช้าทั้งเย็น ด้วยเหตุนั้น จิตของ ข้าพเจ้าจึงขุ่นมัว ไม่สามารถบอกอรรถธรรมแก่ท่านได้ แต่ข้าพเจ้ามีน้องชาย อยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า สัมภวกุมาร แต่เกิดมาอายุได้เพียงเจ็ดปี มีญาณความรู้ เหนือข้าพเจ้า ตั้งร้อยเท่า พันเท่า แสนเท่า เธอจักบอกแก่ท่านได้ เชิญท่าน ไปถามดูเถิด เมื่อจะประกาศความนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ มัจจุราชย่อมกลืนกิน ข้าพเจ้า ทั้งเช้าและเย็นถึงถูกท่านถาม ไม่สามารถ จะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้. ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่ ชื่อว่า สัมภวกุมาร เชิญท่านไปถามอรรถและธรรม กะเธอดูเถิด. สุจีรตพราหมณ์ได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า ปัญหานี้จักเป็นของอัศจรรย์ ในโลกนี้ ชะรอยจะไม่มีใครที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะวิสัชนาปัญหานี้ แล้วได้ กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 424 ข้อ 2369
ชาวเราเอ๋ย ปัญหานี้เป็นธรรม น่าอัศจรรย์จริง เราไม่พอใจเลย ชนทั้ง ๓ คน คือ บิดาและบุตรสองคน ยังไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้. ท่านทั้งหลายถูกถามแล้ว ยังไม่สามารบอก อรรถและธรรมนั้นได้ เด็กเจ็ดขวบถูกถามถึงอรรถ และธรรม จะรู้เรื่องได้อย่างไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ ความว่า นี้เป็นปัญหาธรรมที่น่า อัศจรรย์ ชื่อว่าคนผู้สามารถบอกปัญหาธรรมนี้ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เด็ก ที่ท่านพูดว่า จักบอกได้นี้ เราไม่พอใจเลย. สุ อักษรในบทว่า เต สุ นี้ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า วิธุรพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี ภัทรการมาณพ และสัญชยกุมารบุตรก็ดี รวมเป็น ๓ คนทั้งบิดาและบุตร ยังไม่รู้แจ้ง คือยัง ไม่ทราบชัด ซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาได้ คนอื่นใครเล่าจักรู้. บทว่า น นํ ความว่า ท่านทั้ง ๓ คนถูกถามแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ เด็กอายุ ๗ ขวบ ถูกถามแล้ว จักรู้ได้อย่างไรกัน คือ จักสามารถรู้ได้ด้วยเหตุไฉน ? สัญชยกุมารได้ฟังดังนั้น จึงชี้แจงว่า ท่านอย่าเข้าใจว่า สัมภวกุมาร เป็นเด็ก ถ้าท่านมีความต้องการด้วยการวิสัชนาปัญหา ท่านจงไปถามเขา ดูเถิด เมื่อจะประกาศเกียรติคุณของกุมารน้องชาย โดยแสดงใจความให้เข้าใจ ได้กล่าวคาถา ๑๒ คาถา ความว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถาม สัมภว- กุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภว กุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศ ย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวง ในโลกนี้ด้วยรัศมี ฉันใด
หน้า 425 ข้อ 2369
สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วง บัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่าน พราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจ ว่า เธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถ และธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ เดือน ๕ ในคิมหันตฤดู ย่อมสวยงามยิ่งกว่าเดือนอื่น ๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้ ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่า เพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ดูก่อนท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพต ชื่อว่า คันธมาทน์ ดารดาษไปด้วยไม้ต่าง ๆ พันธุ์ เป็นที่อยู่ อาศัยแห่งทวยเทพ ย่อมสง่างามและหอมตลบไป ทั่วทิศ ด้วยทิพยโอสถ ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็น เด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะ ประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถาม สัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้.
หน้า 426 ข้อ 2369
ไฟป่ามีเปลวรุ่งเรือง ไหม้ลามไปในป่าไม่อิ่ม มีแนวทางดำ คุเรื่อยไป มีเปรียงเป็นอาหาร มีควัน เป็นธง ไหม้แนวไพรสูง ๆ เวลากลางคืนสว่างลุกโชน อยู่บนยอดภูเขา ฉันใด มภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉัน นั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบ ด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภว- กุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมาร แล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. ม้าดีจะรู้ได้เพราะฝีเท้า โคพลิพัทธ์จะรู้ได้ เพราะเข็นภาระไป แม่โคนมจะรู้ได้เพราะน้ำนมดี และบัณฑิตจะรู้ได้เมื่อเจรจา ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยัง เป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่าน ยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชญฺา แปลว่า จักได้รู้. บทว่า จนฺโท ได้แก่ พระจันทร์ในวันเพ็ญ. บทว่า วิมโล ความว่า ปราศจากมลทินมี หมอกเป็นต้น. บทว่า เอวมฺปิ ทหรูเปโต ความว่า สัมภวกุมารแม้เข้าถึง ความเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมงามเกิน คือไพโรจน์ล่วงได้แก่สว่างไสว ล่วง บัณฑิตที่เหลือ ในพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้น เพราะประกอบด้วยปัญญา.
หน้า 427 ข้อ 2369
บทว่า รมฺมโก ได้แก่ เดือน ๕. บทว่า อเตวฺเหิ ความว่า งามกว่าเดือนทั้ง ๑๑ เดือน อื่น ๆ ยิ่งนัก. บทว่า เอวํ ความว่า แม้ สัมภวกุมาร ก็ฉันนั้น ย่อมงดงาม เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า หิมวา ความว่า ภูเขา มีชื่อว่า หิมะ เพราะประกอบไปด้วยหิมะ ในสมัยหิมะตก อนึ่ง ชื่อว่า คายหิมะ เพราะคายหิมะ ในคิมหฤดู ภูเขาชื่อว่า คันธมาทน์ เพราะย่ำยีชนผู้มาประจวบเข้าด้วยของหอม. บทว่า มหาภูตคณาลโย แปลว่า เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ. บทว่า ทิสา ภาติ ความว่า ภูเขาคันธมาทน์ นั้นย่อมทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เป็นอันเดียวกัน. บทว่า ปวาติ ความว่า ย่อมฟุ้งไปตลอดทิศ ทั้งปวงด้วยของหอม. บทว่า เอวํ ความว่า สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กฉันนั้น ย่อมสว่าง ไสวและหอมฟุ้งไปทั่วทิศทั้งปวง เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ยสสฺสิมา ความว่า ไฟป่าชื่อว่า ยสสฺสิมา มีเปลว เรื่องโรจน์ เพราะถึงพร้อมด้วย เดช. บทว่า อจฺจิมาลี ความว่า ไฟป่าประกอบไปด้วยเปลว. บทว่า ชลมา- โน วเน คจฺเฉ ความว่า ย่อมลามไหม้ไปในป่าใหญ่ กล่าวคือ กอไม้. บทว่า อนโล แปลว่า ไม่อิ่ม. ชื่อว่า เป็นแนวดำ เพราะทางที่ไฟไหม้ไป แล้วดำ. ชื่อว่า มีเปรียงเป็นอาหาร เพราะกินเปรียง ด้วยสามารถแห่งเครื่อง บูชา ในยัญพิธี. ชื่อว่า มีควันเป็นธง เพราะยังกิจแห่งธงให้สำเร็จ. บทว่า อุตฺตมาเหวนนฺทโห ความว่า ไฟป่า ย่อมไหม้ไพรสณฑ์สูง ๆ ที่เรียก กันว่า ป่าทึบ. บทว่า นิสฺสิเว แปลว่า ในเวลาค่ำคืน. บทว่า ปพฺพตคฺคสฺมึ แปลว่า บนยอดภูเขา. บทว่า พหุเตโช แปลว่า มีฤทธิ์เคชมากมาย. บทว่า วิโรจติ ความว่า ย่อมส่องสว่างทวีทิศทั้งปวง. บทว่า เอวํ ความว่า สัมภวกุมารน้องชายของข้าพเจ้า แม้จะเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วง บัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ภทฺรํ ความว่า ชน
หน้า 428 ข้อ 2369
ทั้งหลาย รู้จักม้าอาชาไนยตัวเจริญ เพราะประกอบไปด้วยฝีเท้า มิใช่เพราะ รูปร่าง หน้าตา. บทว่า วาหิเย ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักโคพลิพัทธ์ ว่าโคนี้ ประเสริฐแท้ เพราะนําภาระไปได้ ในเมื่อมีภาระที่จะพึงนำไป. บทว่า โทเหน ความว่า รู้จักแม่โคนมว่ามีน้ำนมดี เพราะถึงพร้อมด้วย น้ำนม. ในบทว่า ภาสมานํ นี้ ความว่า รู้จักว่าเป็นบัณฑิต เมื่อพูด เรื่องราวต่าง ๆ. นักปราชญ์พึงนําสูตรว่าด้วยบัณฑิตกับคนพาลมาแสดงประกอบ. เมื่อสัญชยกุมาร สรรเสริญสัมภวกุมารอยู่อย่างนี้ สุจีรตพราหมณ์ คิดว่า เราถามปัญหาดูแล้ว จักรู้กัน ดังนี้ แล้วจึงถามว่า ดูก่อนกุมาร น้องชายของเจ้าอยู่ไหนเล่า ลำดับนั้น สัญชยกุมารจึงเปิดสีหบัญชร ชี้มือ บอกสุจีรตพราหมณ์ว่า นั่น สัมภวกุมาร คนที่มีผิวพรรณผ่องใสคล้ายทองคำ กำลังเล่นอยู่กับเพื่อนเด็ก ๆ ระหว่างถนนริมประตูปราสาท นี้คือน้องชายของ ข้าพเจ้า เชิญท่านไปหาแล้วไต่ถามเขาดู เขาจักบอกปัญหาแก่ท่านได้ โดย ลีลาแห่งพระพุทธเจ้า สุจีรตพราหมณ์ ฟังคำของสัญชยกุมารแล้ว ลงจาก ปราสาท ไปยังสำนักของสัมภวกุมาร. มีคำถามสอดเข้ามาว่า ไปเวลาไหน ? แก้ว่า ไปในเวลาที่สัมภวกุมาร ยืนเปลื้องผ้านุ่งออกพาดไว้ที่ตอ เอามือทั้งสอง กอบฝุ่นเล่น. เมื่อพระบรมศาสดา จะทรงกระทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง จึงตรัส พระคาถา ความว่า มหาพราหมณ์ ภารทวาชโคตร นั้นได้ไปยัง สำนักของสัมภวกุมาร เห็นเธอกำลังเล่นอยู่นอกบ้าน. ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า เห็นพราหมณ์มายืนอยู่ข้างหน้า จึงถามว่า ข้า แต่ท่านพ่อ ท่านมาด้วยประสงค์สิ่งไร เมื่อสุจีรตพราหมณ์บอกว่า พ่อกุมาร
หน้า 429 ข้อ 2369
เราเที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป ก็ไม่พบผู้ที่สามารถจะแก้ปัญหาที่เราถามได้ จึง ได้มายังสำนักของเจ้าดังนี้แล้ว จึงคิดว่า ทราบว่า ปัญหาที่ใคร ๆ วินิจฉัย ไม่ได้ในสกลชมพูทวีป ตกมาถึงสำนักของเรา เราเป็นคนแก่ด้วยความรู้ ดังนี้ รู้สึกละอายใจ จึงทิ้งฝุ่นที่อยู่ในกำมือเสีย ดึงผ้าที่ตอมามานุ่ง แล้วปวารณา โดย สัพพัญญุตญาณว่า เชิญถามเถิดท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจักบอกท่านโดย ลีลาแห่งพระพุทธเจ้า. ลำดับนั้น สุจีรตพราหมณ์ ถามปัญหาด้วยคาถา ความว่า เราเป็นราชทูตของพระเจ้า โกรัพยราช ผู้ยงยศ ทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตร ดำรัสถามถึงอรรถ และธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูก่อนสัมภวกุมาร ท่านถูกถามแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด. ใจความแห่งปัญหานั้นว่า เกียรติคุณแห่งสัมภวบัณฑิต ได้ปรากฏ เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ท่ามกลางแห่งดวงดาวฉะนั้น. ลำดับนั้น สัมภวกุมาร จึงกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงคอยฟัง เมื่อ จะวิสัชนาธัมมยาคปัญหา กล่าวคาถา ความว่า เชิญฟัง ข้าพเจ้า จักแก้ปัญหาแก่ท่าน อย่างนัก ปราชญ์ อนึ่ง พระราชาย่อมทรงทราบอรรถ และ ธรรมนั้นได้ แต่จักทรงทำตามหรือไม่ ไม่ทราบ. เมื่อสัมภวกุมารยืนแสดงธรรมอยู่ระหว่างถนน ด้วยเสียงอันไพเราะ เสียงกึกก้องไปทั่วพระนครพาราณสี ประมาณ ๑๒ โยชน์ ลำดับนั้น พระ ราชาและอุปราชเป็นต้นทั้งหมด มาประชุมกันแล้ว พระมหาสัตว์เจ้า จึงเริ่ม แสดงธรรมเทศนา ในท่ามกลางมหาชน.
หน้า 430 ข้อ 2369
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตคฺฆ เป็นคำเชิญให้สดับการพยากรณ์ ปัญหาแง่เดียว. บทว่า ยถาปิ กุสโล ความว่า พระมหาสัตว์เจ้า แสดง ธรรมแก่สุจีรตพราหมณ์ว่า พระสัพพัญญูผู้ทรงฉลาดยิ่ง ตรัสบอกฉันใด ข้าพเจ้าก็จักบอกแก่ท่านโดยส่วนเดียวฉันนั้น. บทว่า ราชา จ โข ตํ ความว่า ข้าพเจ้าจักบอกปัญหานั้น โดยประการที่พระราชาของท่านจะทรง ทราบได้ ยิ่งกว่านั้น พระราชา ย่อมทรงทราบอรรถธรรมนั้นได้อย่างนี้ พระ องค์จะทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามก็ตาม ปัญหานั้นจักเกิดมีแก่ ท้าวเธอ ผู้ทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามทีเดียว แต่โทษผิดของเรา ไม่มี. ครั้นสัมภวกุมาร ปฏิญาณณการกล่าวแก้ปัญหา ด้วยคาถาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะกล่าวธัมมยาคปัญหาต่อไป จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่สุจีรตพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกพระราชา ตรัสถามแล้ว พึงทูลกิจที่ควรทำในวันนี้ ให้ทำในวัน พรุ่งนี้ พระเจ้ายุธิฏฐิละ อย่าได้ทรงทำตาม ในเมื่อ ประโยชน์เกิดขึ้น. ข้าแต่ท่านสุจีรตะ เมื่อบุคคลถูกพระราชาดำรัส ถาม พึงกราบทูลธรรมภายในเท่านั้น ไม่พึงให้เสด็จ ไปยังหนทางผิด ดุจคนโง่หาความคิดมิได้ฉะนั้น. กษัตริย์ไม่ควรลืมพระองค์ ไม่ควรประพฤติ อธรรม ไม่ควรข้ามไปในที่มิใช่ท่า ไม่พึงทรงขวนขวาย ในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์.
หน้า 431 ข้อ 2369
อนึ่ง กษัตริย์พระองค์ใด ทรงทราบว่า ควรจะ ทำฐานะเหล่านี้ กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมทรงพระเจริญ ทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ ในสุกปักษ์ ฉะนั้น. กษัตริย์พระองค์นั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของพระ- ประยูรญาติทั้งหลายด้วย ย่อมทรงรุ่งโรจน์ในหมู่มิตร ด้วย ท้าวเธอมีพระปรีชา เมื่อสวรรคตแล้วย่อมเข้าถึง โลกสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํเสยฺย ได้แก่ พึงกราบทูล. ท่านกล่าว คำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่ท่านสุจีรตะ ถ้าหากใครถูกพระราชาของท่านดำรัสถามว่า วันนี้เราจะให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถดังนี้ไซร้ พึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า วันนี้พวกข้าพระพุทธเจ้าจะฆ่าสัตว์ จะบริโภคกาม จะดื่มสุราก่อน ต่อพรุ่งนี้จึงจักทำบุญทำกุศล พระราชาผู้ยุธิฏฐิลโคตรของท่าน ถึงจะทรงกระทำตามคำของอำมาตย์ แม้ผู้ยิ่งใหญ่นั้นแล้ว ก็อย่าได้อยู่อย่าง ยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยความประมาท ในเมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้น อย่า ทรงกระทำตามคำของเขา รักษากุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้วอย่าให้เสื่อม จงทรง บำเพ็ญกรรมอันปฏิสังยุตด้วยกุศลอย่างเดียว ท่านควรกราบทูลคำนี้แด่พระราชา ของท่าน. ด้วยคาถานี้ พระมหาสัตว์เจ้า แสดงภัทเทกรัตตสูตรว่า อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โกชญฺา มรณํ สุเว เป็นอาทิ ความว่า ควรทำความเพียร เสียในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายว่าจะมีในวันพรุ่งนี้ และแสดงโอวาทเกี่ยวด้วย ความไม่ประมาทว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ เป็นอาทิความว่า ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่ง ความตาย ด้วยประการฉะนี้. บทว่า อชฺชตญฺเญว ความว่า ท่านสุจีรตะ
หน้า 432 ข้อ 2369
ท่านถูกพระราชาดำรัสถามว่า สัมภวบัณฑิตถูกท่านถามในธัมมยาคปัญหา กล่าวแก้อย่างไร ? พึงกราบทูลอัชฌัตธรรมอย่างเดียว แด่พระราชา คือ พึงกราบทูลถึงเบญจขันธ์อันเป็นนิยกัชฌัตธรรมว่า เป็นของไม่เที่ยงโดยความ เป็นของไม่มี. ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระมหาสัตว์เจ้า ทรงแสดงอนิจจตาธรรมแจ่มแจ้ง ด้วยคาถาอย่างนี้ ความว่า เมื่อใดบัณฑิตพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็น ธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไประงับ สังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข. บทว่า กุมฺมคฺคํ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ อันธพาลปุถุชน คนงมงายไม่มีความคิด ย่อมซ่องเสพทางผิดคือทิฏฐิ ๖๒ ประการฉันใด พระ- ราชาของท่านไม่ควรซ่องเสพทางผิดฉันนั้น จงซ่องเสพเฉพาะกุศลกรรมบถ ๑๐ อันเป็นนิยยานิกธรรม ท่านควรกราบทูลพระองค์อย่างนี้. บทว่า อตฺตานํ ความว่า กษัตริย์ไม่ควรละเลยอัตภาพอันดำรงอยู่ในสุคติ ชนทั้งหลายละเลย กุศลสมบัติ ๓ ประการในกามภพ แล้วบังเกิดในอบายเพราะกรรมใด กษัตริย์ ไม่ควรทำกรรมนั้น. บทว่า อธมฺมํ ความว่า ไม่ควรประพฤติอธรรมกล่าวคือ ทุจริต ๓ อย่าง. บทว่า อติตฺเถ ความว่า ไม่ควรข้าม คือ ไม่ควรหยั่งลง ในที่มิใช่ท่า กล่าวคือทิฏฐิ ๖๒ ประการ. ปาฐะว่า น ตาเรยฺย ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ไม่ควรยังชนผู้ถึงทิฏฐานุคติของของตนให้หยั่งลง. บทว่า อนตฺเถ ได้แก่ ในสิ่งที่มิใช่เหตุ. บทว่า น ยุโต ความว่า ไม่ควรขวนขวาย (ในสิ่งไร้เหตุผล). ในข้อนี้มีคำอธิบายว่า ถ้าว่าพระราชาของท่านทรงประสงค์
หน้า 433 ข้อ 2369
จะประพฤติในธัมมยาคปัญหา ก็จงทรงประพฤติในโอวาทนี้ ท่านควรกราบทูล ท้าวเธอด้วยประการฉะนี้. บทว่า สทา ได้แก่ ตลอดกาลเป็นไปติดต่อ. ท่านกล่าวอธิบาย ไว้ดังนี้ พระขัตติยราชพระองค์ใดทรงทราบเพื่อจะทำเหตุเหล่านี้ พระขัตติย- ราชพระองค์นั้นย่อมทรงเจริญทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ในข้างขึ้นฉะนั้น. บทว่า วิโรจติ ความว่า ย่อมทรงงดงามไพโรจน์ท่ามกลางมิตรและอำมาตย์ของ พระองค์ ด้วยคุณทั้งหลายมีศีล มรรยาท และญาณ เป็นต้น. พระมหาสัตว์เจ้า กล่าวแก้ปัญหาแก่พราหมณ์โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า ดุจยังพระจันทร์ให้ปรากฏขึ้น ณ พื้นอากาศ ด้วยอาการอย่างนี้. มหาชน ต่างบันลือโห่ร้องตบมือ กระทำสาธุการพันครั้ง ยังการยกธงและการดีดนิ้วมือ ให้เป็นไป ทั้งซัดไปซึ่งวัตถุมีเครื่องประดับมือเป็นต้น. ทรัพย์สินที่มหาชน ซัดไปแล้วอย่างนี้ นับได้ถึงโกฏิ. แม้พระราชาก็ทรงโปรดปรานพระราชทาน ยศใหญ่ แก่สัมภวกุมารนั้น ฝ่ายสุจีรตพราหมณ์ ทำการบูชาด้วยทองคำพันลิ่ม แล้วจารึกคำวิสัชนาปัญหาลงในแผ่นทองคำด้วยชาดกับหรดาล แล้วเดินทาง ไปยังอินทปัตตนครกราบทูลธัมมยาคปัญหาแด่พระราชา. พระราชาทรงประ- พฤติในธรรมนั้น แล้วยังเมืองสวรรค์ให้แน่นบริบูรณ์. พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่าดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในปางก่อน ตถาคตก็มี ปัญญามากเหมือนกัน ดังนี้แล้ว ทรงประชุมชาดกว่าพระเจ้าธนัญชยโกรัพย- ราชในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ สุจีรตพราหมณ์ ได้มาเป็นพระอนุ- รุทธะ วิธุรพราหมณ์ ได้มาเป็นพระอริยกัสสป ภัทรการกุมารได้มาเป็น พระโมคคัลลานะ สัญชยมาณพ ได้มาเป็นพระสารีบุตร สัมภวบัณฑิต ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัมภวชาดก
หน้า 434 ข้อ 2370
๖. มหากปิชาดก ว่าด้วยผลกรรมของผู้ที่ทำร้ายผู้มีคุณ [๒๓๗๐] พระราชาแห่งชนชาวกาสี ผู้ทรงยัง รัฐสีมามณฑลให้เจริญ ในพระนครพาราณสี ทรง- แวดล้อมไปด้วยมิตร และอำมาตย์ผู้มีความภักดีมั่นคง เสด็จไปยังมิคาชินอุทยาน. ณ ที่นั้นได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ ซึ่งเป็น โรคเรื้อน ขาวพราวเป็นจุด ๆ ตามตัว มากไปด้วย กลากเกลื้อนเรี่ยราดด้วยเนื้อที่หลุดออกมาจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บานในเรือนร่างทุกแห่งมีเพียง กระดูก ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนที่ตกยาก ถึงความ ลำบากน่าสงสารยิ่งนักแล้ว ทรงหวั่นหวาดพระทัย จึง ตรัสถามว่า ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหน ในจำนวน ยักษ์ทั้งหลาย. อนึ่ง มือและเท้าของท่านขาว ศีรษะยิ่งขาว กว่านั้น ตัวของท่านก็ด่างพร้อย มากไปด้วยเกลื้อน- กลาก. หลังของท่านก็เป็นปุ่ม เป็นปม ดุจเถาวัลย์อันยุ่ง อวัยวะของท่านบ้างก็ดำ บ้างก็หงิกงอ คล้ายเถาวัลย์ มีข้อดำ ดูไม่เหมือนคนอื่น ๆ.
หน้า 435 ข้อ 2371
เท้าเปรอะเปื้อนด้วยธุลี น่าหวาดเสียว ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น หิวระหาย ร่างกายซูบซีด ท่านมาจากไหน และจะไปไหน. แลดูน่าเกลียด รูปร่างก็อัปลักษณ์ ผิวพรรณน่าชัง ดูน่ากลัว แม้มารดาบังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่ปรารถนา จะดูแลเจ้าเลย. ในชาติก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้ ได้เบียดเบียน ที่ไม่ควรเบียดเบียนไว้อย่างไร ได้เข้าถึงทุกข์นี้ เพราะ ทำกรรมหยาบช้าอันใดไว้. [๒๓๗๑] ขอเดชะ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับ ข้าพระองค์จักราบทูลอย่างที่คนฉลาดทูล เพราะว่า บัณฑิตทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญคนที่พูดจริง. เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวตามโคที่หายไปคนเดียว ได้หลงทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ อันแสนจะกันดาร เงียบสงัด อันหมู่กุญชรชาติท่องเที่ยวไปมา. ข้าพระพุทธเจ้า หลงทางเข้าไปในป่าทึบ อันหมู่ มฤคร้ายกาจท่องเที่ยวไปมา ต้องทนหิวระหาย เที่ยว ไปในป่านั้น ตลอดเจ็ดวัน. ณ ป่านั้น ข้าพระพุทธเจ้า กำลังหิวจัดได้เห็น ต้นมะพลับต้นหนึ่ง ตั้งอยู่หมิ่นเหม่เอนไปทางปากเหว มีผลดกดื่น.
หน้า 436 ข้อ 2371
ทีแรก ข้าพระพุทธเจ้า เก็บผลที่ลมพัดหล่นมา กินก่อน เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หล่นมาเหล่านั้น รู้สึกพอใจ ยังไม่อิ่มจึงปีนขึ้นไปบนต้น ด้วยหวังใจ ว่าจะกินให้สบายบนต้นนั้น. ข้าพระพุทธเจ้า กินผลที่หนึ่งเสร็จแล้ว ปรารถนา จะกินผลที่สองต่อไป เมื่อข้าพระพุทธเจ้า เหยียดมือ คว้าเอาผลที่ต้องการ ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ขึ้นเหยียบอยู่ นั้น ก็หักขาดลง ดุจถูกตัดด้วยขวานฉะนั้น. ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยกิ่งไม้นั้น ตีนชี้ฟ้า หัวหกตกลงไปในห้วงเหว ภูเขาอันขรุขระ ซึ่งไม่มี ที่ยึดที่เหนี่ยวเลย. ข้าพระพุทธเจ้าหยั่งไม่ถึง เพราะน้ำลึก ต้องไป นอนไร้ความเพลิดเพลิน ไร้ที่พึ่ง อยู่ในเหวนั้น ๑๐ ราตรีเต็ม ๆ. ภายหลังมีลิงตัวหนึ่ง มีหางดังหางโค เที่ยวไป ตามซอกเขา เที่ยวไต่ไปตามกิ่งไม้ หาผลไม้กิน ได้มา ถึงที่นั้น มันเห็นข้าพระพุทธเจ้าผอมเหลือง ได้กระทำ ความเอ็นดูกรุณา ในข้าพระพุทธเจ้า. จึงถามว่า พ่อชื่ออะไร ทำไมถึงมาทนทุกข์อยู่ ที่นี่อย่างนี้ เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ขอได้โปรดแนะนำ ตนให้ข้าพเจ้าทราบด้วย. ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้ประนมอัญชลี ไหว้ลิงตัว นั้น แล้วกล่าวว่า เราเป็นมนุษย์ ถึงแล้วซึ่งหายนะ
หน้า 437 ข้อ 2371
เราไม่มีหนทางที่จะไปจากที่นี้ได้ เพราะเหตุนั้นเราจึง บอกให้ท่านทราบไว้ ขอท่านจงมีความเจริญ อนึ่ง ขอท่านได้โปรดเป็นที่พำนักของข้าพเจ้าด้วย. ลิงตัวองอาจ เที่ยวไปหาก้อนหินก้อนใหญ่ในภูเขา มา แล้วผูกเชือกไว้ที่ก้อนหิน ร้องบอกข้าพระพุทธ- เจ้าว่า มาเถิดท่าน จงขึ้นมาเกาะหลังข้าพเจ้า เอามือ ทั้งสองกอดคอไว้ เราจักพาท่านกระโดดขึ้นจากเหว โดยเต็มกำลัง. ข้าพระพุทธเจ้า ได้ฟังคำของพญาพานรินทร์ ตัว มีสิรินนั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลัง เอามือทั้งสองโอบคอไว้. ลำดับนั้น พญาวานร ตัวมีเดช มีกำลัง ก็พาข้า พระพุทธเจ้า กระโดดขึ้นจากเหว โดยความยากลำบาก ทันที. ครั้นขึ้นมาได้แล้ว พญาวานรตัวองอาจ ได้ขอ ร้องข้าพระพุทธเจ้าว่า แน่ะสหาย ขอท่านจงคุ้มครอง ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจักงีบสักหน่อย. ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาว สัตว์เหล่านั้น พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าซึ่งหลับไปแล้ว ท่านเห็นพวกมัน จงป้องกันไว้. เพราะข้าพระพุทธเจ้า ช่วยป้องกันให้อย่างนั้น พญาวานรจึงหลับไปสักครู่หนึ่ง คราวนั้น โดยที่ข้า
หน้า 438 ข้อ 2371
พระพุทธเจ้าขาดความยั้งคิด กลับได้คิดความอัน ลามกว่า ลิงนี้ ก็เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลาย เท่ากับ มฤคอื่น ๆ ในป่านี้เหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เรา ควรฆ่าวานรนี้ กินแก้หิวเถิด. อนึ่ง อิ่มแล้ว จักถือเอาเนื้อไปเป็นเสบียงเดิน ทาง เราจักต้องผ่านทางกันดาร เนื้อก็จักได้เป็นเสบียง ของเรา. ทันใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้หยิบเอาหินมา ทุ่มศีรษะลิง การประหารของข้าพระพุทธเจ้า ผู้ลำบาก เพราะอดอาหาร จึงมีกำลังน้อย. ด้วยกำลังก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มลง ลิง นั้นผุดลุกขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ร่ำไห้ มองดูข้าพระพุทธเจ้า ด้วยตาอันเต็มไปด้วยน้ำตา พลางกล่าวว่า นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความเจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ และท่านก็รอด ตายมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น. แน่ะท่านผู้กระทำกรรม อันยากที่บุคคลจะทำลง ได้ น่าอดสูใจจริง ๆ ข้าพเจ้า ช่วยให้ท่านขึ้นจาก เหวลึก ซึ่งยากที่จะขึ้นได้ เช่นนี้. ท่านเป็นดุจข้าพเจ้านำมาจากปรโลก ยังสำคัญ ตัวข้าพเจ้าว่า ควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว.
หน้า 439 ข้อ 2371
ถึงท่านจะไร้ธรรม เวทนาอันเผ็ดร้อน ก็อย่าได้ ถูกต้องท่านเลย และบาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่าน อย่างขุยไผ่ ฆ่าไม้ไผ่เลย. แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ ความคุ้นเคยของข้าพเจ้า จะไม่มีอยู่ในท่านเลย มา เถิด ท่านจงเดินไปห่างเรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น. ท่านพ้นจากเงื้อมมือแห่งสัตว์ร้าย ถึงทางเดิน ของมนุษย์แล้ว ท่านผู้ไร้ธรรม นี่หนทาง ท่านจงไป ตามสบาย โดยทางนั้นเถิด. พญาวานรนั้น ครั้นกล่าวมาอย่างนี้แล้ว ก็ล้าง เลือดที่ศีรษะ เช็ดน้ำตาเสร็จแล้ว ก็กระโดดขึ้นไปยัง ภูเขา. ข้าพระพุทธเจ้า เป็นผู้อันวานรนั้น อนุเคราะห์ แล้ว ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน ร้อนเนื้อตัว ได้ลงไปยังห้วงน้ำ แห่งหนึ่งเพื่อจะดื่มกินน้ำ. ห้วงน้ำก็เดือดพล่าน เหมือนถูกต้มด้วยไฟ นอง ไปด้วยเลือด คล้ายกับน้ำเลือดน้ำหนองฉะนั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า อย่างเห็นชัด. หยาดน้ำตกต้องกาย ของข้าพระพุทธเจ้า มี ประมาณเท่าใด ฝีก็ผุดขึ้นเท่านั้น มีสัณฐาน เหมือน มะตูมครึ่งลูก.
หน้า 440 ข้อ 2371
ฝีก็แตกในวันนั้นเอง น้ำเลือดน้ำหนอง ของข้า- พระพุทธเจ้า ก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้า จะเดินไปทางไหน ในบ้าน และนิคมทั้งหลาย. พวกมนุษย์ทั้งหญิงและชาย พากันถือท่อนไม้ ห้ามกันข้าพระองค์ผู้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นว่า อย่าเข้ามา ข้างนี้นะ. บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เสวยทุกขเวทนา เห็น ปานนี้ อยู่ ๗ ปี ซึ่งเป็นผลกรรมชั่วของตนในปาง ก่อน. เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ จึงกราบทูลให้พระ องค์ทรงทราบ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ที่ มาประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอพระองค์อย่าได้ประทุษร้าย มิตร เพราะว่า ผู้ประทุษร้ายมิตร จัดเป็นคนเลวทราม. ในโลกนี้ ผู้ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อน เกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก. จบมหากปิชาดกที่ ๖
หน้า 441 ข้อ 2371
อรรถกถามหากปิชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภการกลิ้งศิลาของพระเทวทัต ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พาราณสิยํ อหุ ราชา ดังนี้. ความโดยย่อว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายพากันกล่าวติเตียนพระเทวทัต เพราะใช้นายขมังธนู เพราะกลิ้งศิลาในเวลาต่อมา พระศาสดาจึงตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัต ก็กลิ้งศิลาเพื่อฆ่าเราเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ในพระนครพา- ราณสี ในหมู่บ้านกาสิกคาม พราหมณ์ชาวนาผู้หนึ่ง ไถนาเสร็จแล้วปล่อยโคไป เริ่มทำการงานขุดหญ้าพรวนดินด้วยจอบ. ฝูงโคเคี้ยวกินใบไม้ที่พุ่มไม้แห่งหนึ่ง พลางพากันหนีเข้าไปสู่ดงโดยลำดับ. พราหมณ์นั้นคะเนว่าถึงเวลาแล้ว ก็วาง จอบเหลียวหาฝูงโคไม่พบ เกิดความโทมนัส จึงเที่ยวค้นหาในดงเข้าไปจนถึง ป่าหิมพานต์. พราหมณ์นั้นหลงทิศทางในป่าหิมพานต์ อดอาหารถึงเจ็ดวัน เดินไปพบต้นมะพลับต้นหนึ่ง จึงขึ้นไปเก็บผลรับประทาน พลัดตกลงมาจาก ต้นมะพลับ เลยตกลงไปในเหวดุจขุมนรกลึกตั้ง ๖๐ ศอก. พราหมณ์ตกอยู่ใน เหวล่วงไปได้สิบวัน. คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดวานร กำลัง เคี้ยวกินผลาผล เหลือบเห็นบุรุษนั้นเข้า จึงผูกเชือกเข้าที่หิน ช่วยบุรุษนั้น ขึ้นมาได้. เมื่อวานรโพธิสัตว์กำลังหลับ พราหมณ์ได้เอาหินมาทุ่มลงที่ศีรษะ. พระมหาสัตว์เจ้ารู้การกระทำของเขาแล้ว จึงกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ กล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านจงเดินไปตามพื้นดิน ข้าพเจ้าจักเดินบอกหนทางแก่ท่าน
หน้า 442 ข้อ 2371
ไปทางกิ่งไม้ แล้วพาบุรุษนั้นออกจากป่าจนถึงหนทาง จึงเข้าไปสู่บรรพต ตามเดิม. บุรุษนั้นล่วงเกินพระมหาสัตว์เจ้าแล้วเกิดโรคเรื้อน กลายเป็นมนุษย์ เปรตในปัจจุบันทันตาเห็นทีเดียว. เขาถูกความทุกข์เบียดเบียนอยู่เจ็ดปี เที่ยว เร่ร่อนไปถึงมิคาชินอุทยาน เขตพระนครพาราณสี ลาดใบตองลงภายในกำแพง นอนเสวยทุกขเวทนา. คราวนั้น พระเจ้าพาราณสีเสด็จประพาสพระราช- อุทยาน เสด็จเที่ยวไปพบเขา ณ ที่นั้น แล้วดำรัสถามว่า เจ้าเป็นใคร ทำ กรรมอะไรไว้ จึงต้องรับทุกข์เช่นนี้ ฝ่ายเปรตนั้นได้กราบทูลเรื่องราวทั้งมวล โดยพิสดาร. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ตรัสพระคาถา ความว่า พระราชาแห่งชนชาวกาสี ผู้ทรงยังรัฐสีมา มณฑลให้เจริญ ในพระนครพาราณสี ทรงแวดล้อม ไปด้วยมิตรและอำมาตย์ผู้มีความภักดีมั่นคง เสด็จไป ยังนิคาชินอุทยาน. ณ ที่นั้น ได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์ ซึ่ง เป็นโรคเรื้อน ขาวพราวเป็นจุด ๆ ตามตัว มากไปด้วย กลากเกลื้อน เรี่ยราดด้วยเนื้อที่หลุดออกมาจากปาก- แผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บาน ในเรือนร่างทุกแห่ง มีเพียงกระดูกซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. ครั้นทอดพระเนตรเห็นคนที่ตกยาก ถึงความ ลำบากน่าสงสารยิ่งนักแล้ว ทรงหวั่นหวาดพระทัย จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหน ในจำพวก ยักษ์ทั้งหลาย.
หน้า 443 ข้อ 2371
อนึ่ง มือและเท้าของท่านขาว ศีรษะยิ่งขาวกว่า นั้น ตัวของท่านก็ด่างพร้อย มากไปด้วยเกลื้อนกลาก หลังของท่านก็เป็นปุ่มเป็นปม ดุจเถาวัลย์อันยุ่ง อวัยวะของท่านบ้างก็ดำ บ้างก็หงิกงอ คล้ายเถาวัลย์ มีข้อดำ ดูไม่เหมือนคนอื่น ๆ. เท้าเปรอะเปื้อนด้วยธุลี น่าหวาดเสียว ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น หิวระหาย ร่างกายซูบซีด ท่านมาจากไหน และจะไปไหน. แลดูน่าเกลียด รูปร่างก็อัปลักษณ์ ผิวพรรณ ชั่วช้า ดูหน้ากลัว แม้มารดาบังเกิดเกล้าของท่าน ก็ไม่ ปรารถนาจะดูแลเจ้าเลย. ในชาติก่อน ท่านทำกรรมอะไรไว้ ได้เบียดเบียน ผู้ที่ไม่ควรเบียดเบียนไว้อย่างไร ได้เข้าถึงทุกข์นี้ เพราะทำกรรมอันหยาบช้าอันใดไว้. บรรดาบทเหล่านัน บทว่า พาราณสฺยํ ได้แก่ ในพระนครพาราณสี. บทว่า มิตฺตามจฺจปริพฺยุฬฺโห ความว่า ทรงแวดล้อมไปด้วยมิตร และ อำมาตย์ผู้มีความภักดีมั่นคง. บทว่า มิคาชินํ ได้แก่ พระอุทยานที่มีนาม อย่างนี้. บทว่า เสตํ ความว่า ได้ทอดพระเนตรเห็นพราหมณ์นอนอยู่ใน ใบตอง ชื่อว่าขาว เพราะเป็นโรคเรื้อนขาว พราวเป็นจุด ๆ ชื่อว่าเป็นหิต เพราะเป็นหิตเปื่อยแตกเยิ้ม เสวยทุกขเวทนา. บทว่า วิทฺธสฺตํ โกวิลารํว ความว่า เรี่ยราดไปด้วยเนื้อที่หลุด ออกจากปากแผล เช่นกับดอกทองกวาวที่บานแล้ว. บทว่า กีสํ ความว่า
หน้า 444 ข้อ 2371
ในบางส่วนจะมีเรือนร่างเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก ผอมสะพรั่งไปด้วยแถวแห่ง เส้นเอ็น. บทว่า พฺยมฺหิโต ความว่า พระราชาทรงหวั่นเกรง คือ หวาดหวั่น พระทัย. บทว่า ยกฺขานํ ความว่า พระราชาได้ตรัสถามว่า ในระหว่าง พวกยักษ์ทั้งหลาย ท่านเป็นยักษ์ประเภทไหน. บทว่า วฏฺนาวลิสงฺกาสา ความว่า ในที่ด้านหลังของท่านเป็นปุ่มเป็นปม คล้ายเถาวัลย์ที่ยุ่ง. บทว่า องฺคา ความว่า อวัยวะทั้งหลายของท่านดำ หงิกงอ คล้ายเถาวัลย์ที่มีข้อดำ. บทว่า นาญฺํ ความว่า เราไม่เห็นคนอื่น ๆ มีลักษณะเหมือนเช่นนี้. บทว่า อุคฺฆฏฺปาโท ได้แก่ มีเท้าเปรอะเปื้อนไปด้วยธุลี. บทว่า อาทิตฺตรูโป ได้แก่ มีร่างกายซูบซีด. บทว่า ทุทฺทสี ความว่า มองดูน่าเกลียด. บทว่า อปฺปกาโรสิ ความว่า มีร่างกายไร้สง่า ราศรี คือมีรูปร่างเลวทราม. บทว่า กึ กมฺมมกรา ความว่า ในชาติก่อน แต่ชาตินี้ ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้. บทว่า กิพฺพิสึ ได้แก่ กรรมอันหยาบช้า. ต่อจากนั้น พราหมณ์จึงกล่าวคาถากราบทูลว่า ขอเดชะ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับ ข้าพระองค์ จักกราบทูลอย่างคนที่ฉลาดทูล เพราะว่าบัณฑิต ทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมสรรเสริญคนที่พูดจริง. เมื่อข้าพระพุทธเจ้า เที่ยวตามโคที่หายไปคนเดียว ได้หลงทางเข้าไปในป่าหิมพานต์ อันแสนจะกันดาร เงียบสงัด อันหมู่กุญชรชาติท่องเที่ยวไปมา. ข้าพระองค์หลงทางเข้าไปในป่าทึบ อันหมู่มฤค ร้ายกาจท่องเที่ยวไปมา ต้องทนหิวระหาย เที่ยวไป ในป่านั้นตลอด ๗ วัน.
หน้า 445 ข้อ 2371
ณ ป่านั้น ข้าพระพุทธเจ้ากำลังหิวจัด ได้เห็น ต้นมะพลับต้นหนึ่ง ตั้งอยู่หมิ่นเหม่ เอนไปทางปากเหว มีผลดกดื่น. ทีแรก ข้าพระพุทธเจ้า เก็บผลที่ลมพัดหล่นมา กินก่อน เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หล่นมาเหล่านั้น รู้สึกพอใจ ยังไม่อิ่มจึงปีนขึ้นไปบนต้น ด้วยหวังใจว่า จะกินให้สบายบนต้นนั้น. ข้าพระพุทธเจ้ากินผลที่หนึ่งเสร็จแล้ว ปรารถนา จะกินผลที่สองต่อไป เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเหยียดมือ คว้าเอาผลที่ต้องการ ทันใดนั้น กิ่งไม้ที่ขึ้นเหยียบอยู่ นั้น ก็หักขาดลง ดุจถูกตัดด้วยขวานฉะนั้น. ข้าพระพุทธเจ้า พร้อมด้วยกิ่งไม้นั้น ตีนชี้ฟ้า หัวหกตกลงไปในห้วงเหวภูเขาอันขรุขระ ซึ่งไม่มีที่ ยึดที่เหนี่ยวเลย. ข้าพระพุทธเจ้าหยั่งไม่ถึงเพราะน้ำลึก ต้องไป นอนไร้ความเพลิดเพลิน ไร้ที่พึ่งอยู่ในเหวนั้น ๑๐ ราตรีเต็ม ๆ. ภายหลังมีลิงตัวหนึ่ง มีหางดังหางโค เที่ยวไป ตามซอกเขา เที่ยวไต่ไปตามกิ่งไม้ หาผลไม้กิน ได้ มาถึงที่นั้น มันเห็นข้าพระพุทธเจ้าผอมเหลือง ได้ กระทำความเอ็นดูกรุณาในข้าพระพุทธเจ้า.
หน้า 446 ข้อ 2371
จึงถามว่า พ่อชื่อไร ทำไมจึงมาทนทุกข์อยู่ที่นี่ อย่างนี้ เป็นมนุษย์หรืออมนุษย์ ขอได้โปรดแนะนำตน ให้ข้าพเจ้าทราบด้วย. ข้าพระพุทธเจ้าจึงได้ประนมอัญชลีไหว้ลิงตัวนั้น แล้วกล่าวว่า เราเป็นมนุษย์ถึงแล้วซึ่งหายนะ เราไม่มี หนทางที่จะไปจากที่นี่ได้ เพราะเหตุนั้น เราจึงบอก ให้ท่านทราบไว้ ขอท่านจงมีความเจริญ อนึ่ง ขอ ท่านโปรดเป็นที่พำนักของข้าพเจ้าด้วย. ลิงตัวองอาจ เที่ยวไปหาก้อนหินก้อนใหญ่ใน ภูเขามา แล้วผูกเชือกไว้ที่ก้อนหิน ร้องบอกข้าพระ- พุทธเจ้าว่า มาเถิดท่าน จงขึ้นมาเกาะหลังข้าพเจ้า เอามือ ทั้งสองกอดคอไว้ เราจักพาท่านกระโดขึ้นจากเหว โดยเต็มกำลัง. ข้าพระพุทธเจ้าได้ฟังคำของพญาพานรินทร์ ตัวมี สิรินั้นแล้ว จึงขึ้นเกาะหลัง เอามือทั้งสองโอบคอไว้. ลำดับนั้น พญาวานรตัวมีเดชมีกำลัง ก็พาข้า พระพุทธเจ้ากระโดดขึ้นจากเหว โดยความยากลำบาก ทันที. ครั้นขึ้นมาได้แล้ว พญาวานรตัวองอาจ ได้ขอร้อง ข้าพระพุทธเจ้าว่า แน่ะสหาย ขอท่านจงคุ้มครอง ข้าพเจ้าด้วย ข้าพเจ้าจักงีบสักหน่อย.
หน้า 447 ข้อ 2371
ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี และเสือดาว สัตว์เหล่านั้น พึงเบียดเบียนข้าพเจ้าซึ่งหลับไปแล้ว ท่านเห็นพวกมันจงป้องกันไว้. เพราะข้าพระพุทธเจ้า ช่วยป้องกันให้อย่างนั้น พญาวานรจึงหลับไปสักครู่หนึ่ง คราวนั้น โดยที่ข้า- พระพุทธเจ้าขาดความคิด กลับได้ความเห็นอันลามกว่า ลิงนี้ก็เป็นอาหารของมนุษย์ทั้งหลาย เท่ากับ มฤคอื่น ๆ ในป่านี้เหมือนกัน อย่ากระนั้นเลย เรา ควรฆ่าวานรนี้กินแก้หิวเถิด. อนึ่ง อิ่มแล้ว จักถือเอาเนื้อไปเป็นเสบียง เดินทาง เราจักต้องผ่านทางกันดาร เนื้อก็จักได้เป็น เสบียงของเรา. ทันใดนั้น ข้าพระพุทธเจ้า จึงได้หยิบเอาหินมา ทุ่มศีรษะลิง การประหารของข้าพระพุทธเจ้า ผู้ลำบาก เพราะอดอาหาร จึงมีกำลังน้อย. ด้วยกำลังก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มลง ลิงนั้น ผลุดลุกขึ้น ทั้ง ๆ ที่ตัวอาบไปด้วยเลือด ร่ำไห้มองดู ข้าพระพุทธเจ้า ด้วยตาอันเต็มไปด้วยน้ำตา พลาง กล่าวว่า นายอย่าทำข้าพเจ้าเลย ขอท่านจงมีความ เจริญ แต่ท่านได้ทำกรรมอันหยาบช้าเช่นนี้ และท่าน รอดตายมีอายุยืนมาได้ สมควรจะห้ามปรามคนอื่น.
หน้า 448 ข้อ 2371
แน่ะท่านผู้กระทำกรรม อันยากที่บุคคลจะทำ ลงได้ น่าอดสูใจจริง ๆ ข้าพเจ้าช่วยให้ท่านขึ้นจาก เหวลึก ซึ่งยากที่จะขึ้นได้เช่นนี้. ท่านเป็นดุจข้าพเจ้านำมาจากปรโลก ยังสำคัญ ตัวข้าพเจ้าว่า ควรจะฆ่าเสีย ด้วยจิตอันเป็นบาปธรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านคิดชั่ว. ถึงท่านจะไร้ธรรม เวทนาอันเผ็ดร้อนก็อย่าได้ ถูกต้องท่านเลย และบาปกรรมก็อย่าได้ตามฆ่าท่าน ย่างขุยไผ่ ฆ่าไม้ไผ่เลย. แน่ะท่านผู้มีธรรมอันเลว หาความสำรวมมิได้ ความคุ้นเคยของข้าพเจ้าจะไม่มีอยู่ในท่านเลย มาเถิด ท่านจงเดินไปห่าง ๆ เรา พอมองเห็นหลังกันเท่านั้น. ท่านพ้นจากเงื้อมมือแห่งสัตว์ร้าย ถึงทางเดิน ของมนุษย์แล้ว ท่านผู้ไร้ธรรม นี่หนทาง ท่านจงไป ตามสบายโดยทางนั้นเถิด. วานรนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ล้างเลือดที่ ศีรษะ เช็ดน้ำตาเสร็จแล้วก็กระโดดขึ้นไปยังภูเขา. ข้าพระพุทธเจ้า เป็นผู้อันวานรนั้นอนุเคราะห์ แล้ว ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียน ร้อนเนื้อตัว ได้ลงไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่งเพื่อจะดื่มกินน้ำ. ห้วงน้ำเดือดพล่าน เหมือนถูกต้มด้วยไฟ นอง ไปด้วยเลือด คล้ายกับน้ำเลือดน้ำหนองฉะนั้น ทุกสิ่ง ทุกอย่างปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้าอย่างเห็นชัด.
หน้า 449 ข้อ 2371
หยาดน้ำตกต้องกายของข้าพระพุทธเจ้ามีเท่าใด ฝีก็ผุดขึ้นเท่านั้น มีสัณฐานเหมือนมะตูมครึ่งลูก. ฝีก็แตกในวันนั้นเอง น้ำเลือดน้ำหนองของข้า พระพุทธเจ้าก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ อนึ่ง ข้าพระพุทธเจ้าจะเดินไปทางไหน ในบ้านและ นิคมทั้งหลาย. พวกมนุษย์ทั้งหญิงแลชาย พากันถือท่อนไม้ ห้ามกันข้าพระองค์ ผู้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นเหม็นว่า อย่า เข้ามาข้างนี้นะ. บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้าได้เสวยทุกขเวทนา เห็น- ปานนี้ อยู่ ๗ ปี ซึ่งเป็นผลกรรมชั่วของตนในปางก่อน. เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงกราบทูลให้พระ องค์ทรงทราบ ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลายที่มา ประชุมกันอยู่ในที่นี้ ขอพระองค์อย่าได้ประทุษร้าย- มิตร เพราะว่าผู้ประทุษร้ายมิตรจัดเป็นคนเลวทราม. ในโลกนี้ ผู้ที่ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรค เรื้อนเกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุสโล ความว่า ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า จักกราบทูลแด่พระองค์ ฉันเดียวกับคนที่ฉลาดพูดกัน. บทว่า โคคเวโส ความว่า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเที่ยวตามโคที่หายไป. บทว่า อจฺจสรึ ความว่า หลงทางล่วงแดนมนุษย์เข้าไปสู่ป่าหิมพานต์. บทว่า อรญฺเ ได้แก่ ในป่าเปลี่ยวไร้ราชาครอบครอง. บทว่า อีริเน ความว่า แห้งแล้งกันดาร. บทว่า วิวเน แปลว่า เงียบเหงา. บทว่า
หน้า 450 ข้อ 2371
วิปฺปนฺนฏฺโ แปลว่า หลงทาง. บทว่า พุภุกฺขิโต ความว่า เกิดความ หิวระหาย คือ ถูกความหิวแผดเผาแล้ว. บทว่า ปปาตมภิลมฺภนฺตํ ความว่า มีลำต้นโน้มเอนไปทางปากเหว. บทว่า สมฺปนฺนผลธารินํ ความว่า สะพรั่ง ไปด้วยพวงผล อันมีรสหวาน. บทว่า วาต สีตานิ ความว่า ทีแรกข้าพระ- พุทธเจ้าเก็บผลที่ลมพัดหล่น (มากิน) ก่อน. บทว่า ตตฺถ เหสฺสามิ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าจึงปีนขึ้นไปบนต้นมะพลับนั้น ด้วยคิดว่าจักกินอยู่บนต้น ให้สบาย. บทว่า ตโต สา ความว่า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเหยียดมือคว้าเอาผล ที่ต้องการ กิ่งไม้ที่ขึ้นเหยียบอยู่นั้น ก็หักขาดลง เหมือนถูกตัดด้วยขวาน ฉะนั้น. บทว่า อนาลมฺเพ ความว่า ไม่มีที่ซึ่งจะพึงยึดพึงเหนี่ยวได้เลย. บทว่า คิริทุคฺคสฺมิ ได้แก่ ภูเขาที่ขรุขระ. บทว่า เสสึ ความว่า ข้าพระ- พุทธเจ้าจำต้องนอน. บทว่า กปิ มาคญฺฉิ ความว่า มีวานรมาถึงที่นั้น. บทว่า โคนงฺคุฏฺโ ความว่า มีหางคล้ายหางโคทั้งหลาย ปาฐะว่า นงฺคุฏฺโ ดังนี้ก็มี. บางอาจารย์ก็กล่าวว่า โคนงฺคุลี. บทว่า อกรมฺมยิ ความว่า ได้กระทำความเอ็นดูในข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า อมฺโภ ความว่า ข้าแต่ มหาราชเจ้า พญาวานรนั้น ได้ยินเสียงข้าพระพุทธเจ้า ว่ายน้ำอยู่ในเหวลึกนั้น จึงร้องทักข้าพระพุทธเจ้าว่า แน่ะท่านผู้เจริญ แล้วถามว่า ท่านเป็นใคร. บทว่า พฺยสมฺปตฺโต แปลว่า ถึงแล้วซึ่งความฉิบหาย. ปาฐะว่า ปปาตสฺส วสํ ปตฺโต ดังนี้ก็มี. บทว่า ภทฺทํ โว ความว่า เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงกล่าววิงวอนท่าน ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน. บทว่า ครุสิลํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เมื่อ ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว พญาวานรนั้นจึงปลอบใจข้าพระพุทธเจ้าว่า
หน้า 451 ข้อ 2371
อย่ากลัวเลย แล้วเที่ยวไปในภูเขา ผูกเชือกยึดก้อนศิลาอันหนักไว้เป็นเบื้องแรก. บทว่า นิสโภ ความว่า จอมวานรตัวองอาจ ผูกเชือกที่ศิลาแล้ว ยืนอยู่ที่ เงื้อมภูเขา ได้กล่าวคำนี้กะข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า พาหาหิ ความว่า ท่านจง มาขึ้นหลังข้าพเจ้า เอาแขนทั้งสองเกาะคอข้าพเจ้าไว้ให้ดี. บทว่า เวคสา ความว่า โดยเต็มกำลัง. บทว่า สิรีมโต ได้แก่ ผู้มีบุญ. บทว่า อคฺคหึ ความว่า เมื่อพญวานรโดดลงมายังเหวนรก ลึก ๖๐ ศอกโดยเร็วปานลม ข้าพระพุทธเจ้าโดดขึ้นเกาะหลังโดยเร็ว เอาแขนทั้งสองกอดคอไว้. บทว่า วิหญฺมาโน แปลว่า ลำบาก. บทว่า กิจฺเฉน ความว่า ด้วยความยากลำบาก อีกนัยหนึ่ง หมายความว่า บัณฑิตผู้เป็นสัตบุรุษ เมื่อหา โอกาสช่วยเหลือ ก็ต้องเดือดร้อน. บทว่า รกฺขสฺสุ ความว่า ข้าพเจ้า ช่วยเหลือท่านจนเหน็ดเหนื่อย จักพักผ่อนม่อยหลับสักครู่หนึ่ง ฉะนั้น ท่านจง รักษาความปลอดภัยให้ข้าพเจ้าด้วย. บทว่า ยถา จญฺเ วเน มิคา ความว่า (วานรนี้ก็เป็นอาหารควรกินได้ของมนุษย์) เท่ากับพวกพาลมฤคในป่านี้ นอก- จากสัตว์ดุร้ายมีราชสีห์เป็นต้น. แต่ในพระบาลีท่านเขียนไว้ว่า อจฺฉโก กตรจฺฉโย. บทว่า ปริตฺตาตูน ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า เพราะ พญาวานร ทำข้าพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องป้องกันไว้อย่างนี้ ขาดโยนิโสมนสิการ จึงหลับไปครู่หนึ่ง. บทว่า ภกฺโข ความว่า ควรแก่การเคี้ยวกิน. บทว่า อาสิโต ความว่า กินจนอิ่มหนำแล้ว. บทว่า สมฺพลํ ได้แก่ เสบียง. บทว่า มตฺถกํ สนฺนิตาฬยึ ความว่า ทุบศีรษะของพญาวานรนั้น. ปาฐะว่า สนฺนิตาฬยํ ดังนี้ก็มี. บทว่า ทุพฺพโล อหุ ความว่า ข้าพระ- พุทธเจ้าไม่ค่อยมีกำลัง จึงทุ่มไม่ได้แรงสมความประสงค์. บทว่า เวเคน
หน้า 452 ข้อ 2371
ความว่า ด้วยกำลังแห่งก้อนหินที่ข้าพระพุทธเจ้าทุ่มไปแล้ว. บทว่า อุทปฺปตฺโต แปลว่า ผลุดลุกขึ้นแล้ว. บทว่า มายฺโย ความว่า ก้อนหินที่บุรุษผู้มัก ประทุษร้ายมิตร ทุ่มลง ตัดหนังใหญ่ ขาดห้อยลงเลือดไหล. พระมหาสัตว์ เสวยทุกขเวทนาคิดว่า ในที่นี้ไม่มีคนอื่นเลย ภัยนี้ต้องเกิดขึ้น เพราะอาศัย ชายคนนี้ จึงหวาดกลัวต่อมรณภัย เอามือจับหนังที่ขาดห้อยอยู่ไว้ กระโดดขึ้น กิ่งไม้ เมื่อจะเจรจากับชายลามกนั้น จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า มายฺโย มํ ท่าน อย่าได้ทำข้าพเจ้าเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มายฺโย มํ ภทฺทนฺเต ความว่า พญาวานรห้ามพราหมณ์นั้นว่า ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าได้ทำข้าพเจ้าเลย. บทว่า ตวญฺจ นาม ความว่า ท่านอันข้าพเจ้าช่วยให้ขึ้นมาจากเหวอย่างนี้แล้ว กระทำกรรมร้ายกาจในข้าพเจ้าเห็นปานนี้น่าอนาถ ท่านทำกรรมที่ไม่สมควรเลย. บทว่า อโห วต ความว่า พญาวานรเมื่อจะตำหนิพราหมณ์นั้น จึงกล่าว อย่างนี้. บทว่า ตาว ทุกฺกรการกา ความว่า แน่ะบุรุษอาธรรม์ผู้กระทำ กรรมยากที่บุคคลจะกระทำลงได้ เพราะผิดในเรา. บทว่า ปรโลกาว ความว่า ท่านเป็นดุจอันข้าพเจ้านำมาจากปรโลก. บทว่า ทุพฺเภยฺยํ (ยังเข้าใจตัว ข้าพเจ้าว่า) ควรประทุษร้าย คือควรฆ่าเสีย. บทว่า เวทนํ กฏุกํ ความว่า แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ท่านเป็นผู้ไม่มีธรรม ข้าพเจ้าต้องประสบทุกขเวทนาเช่นใด เวทนาอันเผ็ดร้อนเช่นนี้อย่าถูกต้อง ท่านเลย บาปกรรมนั้นอย่าฆ่าท่าน ดังขุยไผ่ฆ่าไม้ไผ่เลย. ขอเดชะพระ- มหาราชเจ้า พญาวานรเอ็นดูข้าพระพุทธเจ้าอย่างบุตรสุดที่รักด้วยประการฉะนี้. ทีนั้น ข้าพระพุทธเจ้ากล่าวกะพญาวานรว่า ข้าแต่เจ้า ท่านอย่ากระทำสิ่งที่ ข้าพเจ้ากระทำเลย ท่านอย่าให้ข้าพเจ้าผู้เป็นอสัตบุรุษ ต้องฉิบหายเสียในป่า
หน้า 453 ข้อ 2371
เห็นปานนี้เลย ข้าพเจ้าหลงทิศไม่รู้หนทาง โปรดอย่ายังกุศลกรรมที่ตนทำแล้ว ให้พินาศเสีย โปรดให้ชีวิตเป็นทานแก่ข้าพเจ้า ช่วยนำข้าพเจ้าออกจากป่า ไปดำรงอยู่ในถิ่นฐานแดนมนุษย์เถิด. เมื่อข้าพระพุทธเจ้ากล่าวอย่างนี้แล้ว พญาวานรนั้น เมื่อจะเจรจาปราศรัยกับข้าพเจ้า จึงกล่าวคาถามีคำว่า ตยิ เม นตฺถิ วิสาโส ความคุ้นเคยในท่านไม่มีสำหรับเราดังนี้เป็นต้น. บทว่า ตตฺถ ตยิ ความว่า นับแต่วันนี้ไป เรากับท่านไม่มีความคุ้นเคยกัน. บทว่า เอหิ ความว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ เราจะไม่เดินทางไปกับท่าน แต่ท่านจงมาเถิด ท่านจงเดินไปพอเห็นร่างไม่ห่างจากหลังเรา เราจักเดินไปทางปลายยอดไม้ เท่านั้น. บทว่า มุตฺโตสิ ความว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า ลำดับนั้น พญาวานร ได้นำข้าพเจ้าออกจากป่าแล้วกล่าวว่า แน่ะบุรุษผู้เจริญ ท่านพ้นจากเงื้อมมือ สัตว์ร้ายแล้ว. บทว่า มานุสึ ปทํ ความว่า พญาวานรกล่าวว่า ท่านถึง คือ มาถึง ถิ่นอันเป็นอุปจารของมนุษย์แล้ว นี่ทาง ท่านจงไปตามทางนั้นเถิด. บทว่า คิริจโร ได้แก่ วานรมีปกติเที่ยวไปตามซอกเขา. บทว่า ปกฺขนฺลย แปลว่า ล้างแล้ว. บทว่า เตนาภิสตฺโตสฺมิ ความว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้อันพญาวานรนั้นสงเคราะห์แล้ว เมื่อบาปกรรมนั้นสุกงอม แล้ว สำคัญว่า อันพญาวานรอนุเคราะห์แล้ว จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อทฺทิโต ความว่า ถูกความกระวนกระวายเบียดเบียนแล้ว. บทว่า อุปาคมึ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าเข้าไปยังห้วงน้ำแห่งหนึ่ง. บทว่า สมปชฺชถ ความว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดปรากฏแก่ข้าพระพุทธเจ้า เป็นเห็นปานนี้. บทว่า ยาวนฺโต ความว่า มีประมาณเท่าใด. บทว่า คณฺฑุ ชาเยถ ความว่า ฝีก็ผุดขึ้น (มีประมาณเท่านั้น). ได้ยินว่า มนุษย์เปรตนั้น เมื่อไม่สามารถจะทนความหิวกระหายได้ จึงยก
หน้า 454 ข้อ 2371
กระพุ่มมือวักน้ำดื่มเข้าไปหน่อยหนึ่ง แล้วรดน้ำที่เหลือลงที่ศีรษะ ทันใดนั้น เอง ฝีขนาดเท่ามะตูมสุก ก็ผุดขึ้นตามจำนวนหยาดน้ำ เพราะเหตุนั้น เขาจึง กล่าวอย่างนั้น. บทว่า ปภินฺนา ความว่า ฝีเหล่านั้นก็แตกในวันนั้นเอง น้ำหนองน้ำเลือดก็ไหลออกมา มีกลิ่นเหม็นดุจซากศพ. บทว่า เยน ความว่า (ข้าพระพุทธเจ้าจะเดินไป) ทางใด ๆ . บทว่า โอกิตฺตา ความว่า ฟุ้งไป ด้วยกลิ่นเหม็น คือมีกลิ่นเหม็นตลบอยู่รอบตัว. บทว่า มาสฺสุ โอเรน อาคมา ความว่า พวกมนุษย์ทั้งหลาย ต่างถือท่อนไม้ห้ามกันข้าพระพุทธเจ้าว่า เจ้าสัตว์สกปรก ออกไปให้ห่าง อย่าเข้าใกล้ข้า คืออย่าเข้ามาใกล้พวกเรา. บทว่า สตฺตวสฺสานิ ทานิ เม ความว่า พราหมณ์กราบทูลว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า นับแต่วันนั้นมาจนถึงบัดนี้ เป็นเวลาเจ็ดปี ข้าพระพุทธเจ้า ต้องเสวยกรรมของตน ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ครั้นมนุษย์เปรตนั้น พรรณนากรรม คือ การประทุษร้ายมิตรของตนให้พินาศอย่างนี้แล้ว ทูลว่า ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ใคร ๆ เห็นข้าพระพุทธเจ้าเป็นตัวอย่างแล้ว ไม่ ควรทำกรรมเห็นปานนี้ แล้วกล่าวคาถามีอาทิว่า ตํ โว ดังนี้. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ตํ เท่ากับ ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. อธิบายว่า เพราะเหตุกรรมเห็นปานนี้ มีทุกข์เป็นวิบากอย่างนี้. พระบรมศาสดาตรัสอภิสัมพุทธคาถานี้ไว้ ความว่า ในโลกนี้ ผู้ประทุษร้ายมิตร ย่อมเป็นโรคเรื้อน เกลื้อนกลาก เมื่อตายไปแล้ว ย่อมเข้าถึงนรก. อธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย บุคคลใดประทุษร้ายเบียดเบียนมิตรในโลก นี้ บุคคลนั้น ย่อมมีสภาพเห็นปานนี้.
หน้า 455 ข้อ 2372, 2373
เมื่อบุรุษนั้น กำลังกราบทูลพระราชาอยู่ แผ่นดินก็แยกช่องให้. เขาก็จุติไปบังเกิดในอเวจีมหานรก ในขณะนั้นเอง. พระราชาก็เสด็จออกจาก พระราชอุทยาน เสด็จสู่พระนคร. พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำอดีตนิทานนี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัต ก็กลิ้งศิลา ประทุษร้ายเราเหมือนกันแล้วทรงประชุมชาดกว่า บุรุษผู้ประทุษ ร้ายมิตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระเทวทัต พญาวานร ได้มาเป็นเราผู้ ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถามหาปิกชาดก ๗. ทกรักขสชาดก ว่าด้วยผีเสื้อน้ำ [๒๓๗๒] ถ้าผีเสื้อน้ำแสวงหาเครื่องเซ่น ด้วย มนุษย์ พึงจับเรือของพระนางสลากเทวี พระราชชนนี พระนางนันทาเทวี อัครมเหสี พระติขิณกุมารราช อนุชา ธนุเสขกุมารผู้สหาย เกวัฏพราหมณ์ปุโรหิต มโหสถบัณฑิต และพระองค์รวมเป็น ๗ ผู้แล่นเรือ ไปในทะเล พระองค์จะพระราชทานใครอย่างไร ให้ ตามลำดับ แก่ผีเสื้อน้ำ พระเจ้าข้า. [๒๓๗๓] ข้าพเจ้าจะให้พระราชมารดาก่อนให้ พระมเหสี ให้กนิษฐภาดา ต่อแต่นั้นไปก็จะให้สหาย
หน้า 456 ข้อ 2374, 2375, 2376
ให้พราหมณ์ ปุโรหิต เป็นลำดับที่ ๕ ให้ตนเป็นที่ ๖ มโหสถไม่ให้เลย. [๒๓๗๔] ก็พระราชชนนีของพระองค์ เป็นผู้ บำรุงเลี้ยง ทรงอนุเคราะห์ตลอดราตรีนาน เมื่อฉัพภิ พราหมณ์ ประทุษร้ายในพระองค์ พระราชมารดาเป็น ผู้ฉลาด ทรงเห็นประโยชน์ ทำรูปเปรียบอื่น ปลด เปลื้องพระองค์จากการถูกปลงพระชนม์ พระองค์จะ พระราชทานพระชนนีผู้มีน้ำพระทัยคงที่ ประทาน พระชนมชีพ ให้ทรงพระเจริญ ณ ระหว่างพระทรวง ทรงพระครรภ์นั้น แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร. [๒๓๗๕] พระราชมารดา ทรงเป็นเหมือนหญิง สาว ทรงเครื่องประดับ ซึ่งในสมควรจะประดับ ตรัส สรวลเสเฮฮา กะพวกรักษาประตู และพวกฝึกหัดม้า จนเกินเวลาอันควร อนึ่ง พระราชมารดา ย่อมสั่งทูต ทั้งหลายถึงอริราชศัตรูเอง ข้าพเจ้าจะให้พระราช มารดาแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอันนั้น. [๒๓๗๖] พระนางนันทาเทวี ผู้ประเสริฐกว่า หมู่สนมนารี มีพระเสาวนีย์น่ารักยิ่งนัก ทรงประพฤติ ตาม ทรงมีศีลาจารวัตร ดุจเงา มีปกติไปตาม ไม่ ทรงพิโรธง่าย ๆ ทรงมีบุญบารมี เฉลียวฉลาด ทรง เห็นประโยชน์ พระองค์จะพระราชทานพระราชเทวี แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร.
หน้า 457 ข้อ 2377, 2378, 2379
[๒๓๗๗] พระนางนันทานั้นรู้ว่า ข้าพเจ้าถึง พร้อมด้วยความยินดี ในการเล่นอันกระทำความพินาศ ก็ขอทรัพย์ ที่ข้าพเจ้าให้แก่บุตรธิดาของตนและชายา อื่น ๆ ข้าพเจ้ามีความกำหนัดมากก็ให้ทรัพย์ทั้งประ- ณีตและทรามเป็นอันมาก ครั้นสละสิ่งที่สละได้ยาก แล้ว ภายหลังก็เศร้าโศกเสียใจ ข้าพเจ้าจะให้นาง อุพพรีแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษนั้น. [๒๓๗๘] พระกนิษฐภาดา ทรงบำรุงชาวชนบท ทั้งหลาย ให้เจริญรุ่งเรือง เชิญพระองค์ผู้ประทับอยู่ ณ ประเทศอื่นมาสู่พระนครนี้ ทรงอันเคราะห์พระองค์ ครอบงำพระราชาทั้งหลาย เอาทรัพย์เป็นอันมาก มา แต่ราชสมบัติอื่น เป็นผู้ประเสริฐกว่านายขมังธนู ทั้ง หลาย ทรงกล้าหาญกว่าผู้มีความคิดหลักแหลมทั้ง หลาย พระองค์จะพระราชทานพระกนิษฐภาดา แก่ ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอะไร. [๒๓๗๙] กนิษฐภาดาของข้าพเจ้าดูหมิ่นข้าพเจ้า ว่า ชาวชนบททั้งหลายเจริญก็เพราะเขา ข้าพเจ้ากลับ มาได้ก็เพราะเขา อนุเคราะห์ข้าพเจ้า ครอบงำพระ ราชาทั้งหลาย นำทรัพย์เป็นอันมากมาแต่ราชสมบัติอื่น เป็นเลิศกว่านายขมังธนูทั้งหลาย กล้าหาญกว่าผู้มี ความคิดหลักแหลมทั้งหลาย สำคัญข้าพเจ้านี้เป็นพระ ราชาเด็ก ๆ ได้ความสุขก็เพราะเขา อนึ่ง เมื่อก่อนเขามา
หน้า 458 ข้อ 2380, 2381, 2382
บำรุงข้าพเจ้าแต่เช้า แต่บัดนี้เขาไม่มาอย่างก่อน ข้าพ- เจ้าจะให้กนิษฐภาดาแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษนั้น. [๒๓๘๐] พระองค์ประสูติวันเดียวกันกับธนุเสข- กุมาร ทั้งสองพระองค์ เป็นชาวปัญจาลนคร เกิดใน กรุงปัญจาละ เป็นสหายมีวัยเสมอกัน ธนุเสขกุมาร เป็นผู้ติดตามพระองค์ โดยเสด็จจาริกไปยังชนบทร่วม สุขร่วมทุกข์กับพระองค์ ขวนขวายจัดแจง ในกิจทุก อย่างของพระองค์ทั้งกลางวันกลางคืน พระองค์จะพระ ราชทานพระสหายแก่ผีเสื้อน้ำ ด้วยโทษอะไร. [๒๓๘๑] ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า ธนุเสขกุมารนี้ เป็น ผู้หัวเราะต่อกระซิกกับข้าพเจ้า ด้วยความประพฤติมา แต่ก่อน แม้วันนี้ เขาก็ยังซิกซี้เฮฮาเกินเวลา ด้วยกิริยา นั้นอีก ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า ข้าพเจ้าจะปรึกษาหารือกัน ในที่ลับกับพระนางเทวีบ้าง ข้าพเจ้าไม่ทันเรียกหาก็ เข้ามา มิให้ข้าพเจ้ารู้ตัวก่อน ถึงจะได้รับอนุญาตให้ เข้าเฝ้าได้ไม่จำกัดเวลาและโอกาสก็ตาม ข้าพเจ้าจะ ให้สหายผู้ไม่มีความละอายแก่ใจ หาความเอื้อเฟื้อไม่ ได้ แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น. [๒๓๘๒] เกวัฏปุโรหิต เป็นผู้ฉลาดในนิมิต ทุกอย่าง รู้เสียงร้องทุกชนิด รู้จบไตรเพท เป็นผู้ฉลาด ในจันทรุปราคาเป็นต้นที่จะเกิดขึ้น รู้ทำนายความฝัน รู้การถอยทัพ หรือการรุกเข้าไปต่อสู้ เป็นผู้สามารถ
หน้า 459 ข้อ 2383, 2384, 2385
รู้โทษหรือคุณในภูมิภาคและอากาศ เป็นผู้รอบรู้ใน โคจรแห่งนักษัตร พระองค์จะพระราชทานเกวัฏ พราหมณ์ แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษอะไร. [๒๓๘๓] ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า อาจารย์เกวัฏลืมตา ทั้งสอง เพ่งดูข้าพเจ้าแม้ในบริษัท เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงให้อาจารย์เกวัฏผู้ร้ายกาจ ดุจมีคิ้วอันเลิก ขึ้น แก่ผีเสื้อน้ำด้วยโทษนั้น. [๒๓๘๔] พระองค์เป็นผู้อันอำมาตย์แวดล้อม ทรงครอบครองพสุนธรมหิดล มีสมุทรเป็นขอบเขต ดุจกุณฑลแห่งสาคร พระองค์มีมหารัฐซึ่งมีสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ทรงชนะสงความเสร็จแล้ว พระกำลัง มากเป็นเอกราชในปฐพี มีพระอิสริยยศ ถึงความ ไพบูลย์ พระสนมนารีจากชนบทต่างๆ ๑๖,๐๐๐นาง สวมใส่กุณฑลแก้วมณี งามดังเทพกัญญา ดูก่อน- ขัตติยราช นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตอันสมบูรณ์ ด้วยองค์ทั้งปวง อันสำเร็จด้วยสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง อันยืนนานอย่างนี้ ของชนทั้งหลายผู้ถึงความสุข ว่า เป็นที่รัก เมื่อเป็นเช่นนี้ พระองค์ตามรักษามโหสถ บัณฑิตยอมทรงสละพระชนมชีพ ซึ่งแสนยากจะพึง สละได้ ด้วยเหตุหรือว่ากรณีอะไร. [๒๓๘๕] ข้าแต่ผู้เป็นเจ้า จำเดิมแต่มโหสถมา อยู่กับข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าไม่เห็นมโหสถผู้มีปัญญา ทำชั่ว แม้แต่สักเล็กน้อยเลย ถ้าแม้ความตายจะพึงมี
หน้า 460 ข้อ 2386
แก่ข้าพเจ้าเสียก่อนในเวลาหนึ่ง มโหสถก็จะพึงยัง เหล่าโอรส และนัดดาทั้งหลายของข้าพเจ้าให้เป็นสุข ได้ เพราะมโหสถย่อมมองเห็นประโยชน์ทั้งปวง ทั้ง อนาคต ปัจจุบัน และอดีตโดยไม่ผิด ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงจะไม่ให้มโหสถผู้มีการงานอันหาความผิด ได้ แก่ผีเสื้อน้ำ. [๒๓๘๖] ท่านทั้งหลายชาวปัญจาลนคร จงฟัง ราชภาษิตของพระเจ้าจุฬนีพรหมทัตนี้ พระองค์ทรง ตามรักษามโหสถบัณฑิต ถึงกับสู้สละพระชนมชีพ ซึ่งแสนยากที่จะสละได้ คือพระเจ้าปัญจาลราชทรง สละชีวิตแห่งชนทั้ง ๖ คือ พระราชชนนี พระอัคร- มเหสี พระกนิษฐภาดา พระสหาย และพราหมณ์ กับทั้งพระองค์เอง แก่ผีเสื้อน้ำ ปัญญา มีประโยชน์ อย่างใหญ่หลวง ละเอียดลออ มีปกติคิด ยังประโยชน์ ให้สำเร็จ เป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบัน และเพื่อความสุขในสัมปรายภพ ด้วยประการฉะนี้แล. จบทกรักขสชาดกที่ ๗
หน้า 461 ข้อ 2387
อรรถกถาทกรักขสชาดก ทกรักขสชาดก มีคำเริ่มต้นว่า สเจ โว วุยฺหมานํ ดังนี้ทั้งหมดนั้น จักมีแจ้งในมหาอุมมังคชาดก. จบอรรถกถาทกรักขสชาดก ๘. ปัณฑรกชาดก ไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น [๒๓๘๗] ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคล ผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อย ๆ ไม่ปิดบังความรู้ ขาดความ ระมัดระวัง ขาดความพินิจพิจารณา เหมือนครุฑตาม ถึงเราผู้ปัณฑรกนาคราชฉะนั้น. นรชนใด ยินดีบอกมนต์ลึกลับ ที่ตนควรจะรักษา แก่คนชั่ว เพราะความหลง ภัยย่อมตามถึงนรชนนั้น ผู้มีมนต์อันแพร่งพรายแล้วโดยพลัน เหมือนครุฑตาม ถึงเรา ผู้ปัณฑรกนาคราชฉะนั้น. มิตรเทียมไม่ควรจะให้รู้เหตุสำคัญ อันลึกลับ ถึง มิตรแท้แต่เป็นคนโง่ หรือมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรจะให้รู้ความลับเหมือนกัน.
หน้า 462 ข้อ 2387
เราได้ถึงความคุ้นเคย กับชีเปลือย ด้วยเข้าใจว่า สมณะนี้โลกเขานับถือ มีตนอันอบรมดีแล้ว ได้บอก เปิดเผยความลับแก่มัน จึงได้ล่วงเลยประโยชน์ ร้องไห้ อยู่ ดุจคนกำพร้าฉะนั้น. ดูก่อนพญาครุฑผู้ประเสริฐ เมื่อก่อนเรามีวาจา ปกปิด ไม่บอกความลับแก่มัน แต่ก็ไม่อาจจะระมัด ระวังได้ แท้จริงภัยได้มาถึงเราจากทางชีเปลือยนั้น เราจึงได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. นรชนได้สำคัญว่า ผู้นี้มีใจดี บอกความลับกะ คนสกุลทราม นรชนนั้นเป็นคนโง่เขลา ทรุดโทรมลง โดยไม่ต้องสงสัย เพราะโทสาคติ ภยาคติ หรือเพราะ ฉันทาคติ. ผู้ใดปากบอน นับเข้าในพวกอสัตบุรุษ ชอบ กล่าวถ้อยคำในที่ประชุมชน นักปราชญ์ทั้งหลายเรียก ผู้นั้นว่า ผู้มีปากชั่วร้าย คล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวัง คนเช่นนั้น เสียให้ห่างไกล. เราได้ละทิ้งข้าว น้ำ ผ้าแคว้นกาสี และจุรณ- จันทน์ สตรีที่เจริญใจ ดอกไม้และเครื่องชโลมทา ซึ่งเป็นส่วนกามารมย์ทั้งปวงไปหมดแล้ว ดูก่อน พญาครุฑ เราขอถึงท่านเป็นสรณะด้วยชีวิต.
หน้า 463 ข้อ 2388, 2389, 2390
[๒๓๘๘] ดูก่อนปัณฑรกนาคราช บรรดาสัตว์ ทั้ง ๓ จำพวก คือ สมณะ ครุฑ และนาค ใครหนอ ควรจะได้รับคำติเตียนในโลกนี้ ที่จริงตัวท่านนั่นแหละ ควรจะได้รับ ท่านถูกครุฑจับ เพราะเหตุไร. [๒๓๘๙] ชีเปลือยนั้นเป็นผู้มีอัตภาพ อันเรา ยกย่องว่าเป็นสมณะ เป็นที่รักของเรา ทั้งเป็นผู้อันเรา ยกย่องด้วยใจจริง เราจึงบอกเปิดเผยความลับแก่มัน เราเป็นคนขาดประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้อยู่ ดุจคน กำพร้าฉะนั้น. [๒๓๙๐] แท้จริงสัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีเลย ใน แผ่นดิน ธรรมชาติเช่นกับปัญญาไม่ควรติเตียน คน ในโลกนี้ ย่อมบรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้ เพราะสัจจ- ธรรม ปัญญา และทมะ. มารดาบิดา เป็นยอดเยี่ยมแห่งเผ่าพันธุ์ คนที่ สามชื่อว่ามีความอนุเคราะห์แก่บุตรนั้นไม่มีเลย เมื่อ รังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญ แม้แก่มารดาบิดานั้น. เมื่อบุคคลรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควร แพร่งพรายความลับที่สำคัญ แม้แก่มารดา บิดา พี่สาว น้องสาว พี่ชาย น้องชาย หรือแก่สหาย แก่ญาติ ฝ่ายเดียวกับตน. ถ้าภรรยาสาวพูดไพเราะ ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา รูปและยศ ห้อมล้อมด้วยหมู่ญาติ จะพึงกล่าวอ้อนวอน
หน้า 464 ข้อ 2391, 2392
สามีให้บอกความลับ เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ ควรแพร่งพรายความลับสำคัญ แม้แก่ภรรยานั้น. [๒๓๙๑] บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษาความลับนั้นไว้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ ความลับอันบุคคลอื่นรู้เข้า ทำให้แพร่งพรายไม่ดีเลย. คนฉลาดไม่ควรขยายความลับแก่สตรี ศัตรู คนมุ่งอามิส และแก่คนผู้หมายล้วงดวงใจ. คนใดให้ผู้ไม่มีความคิดล่วงรู้ความลับ ถึงแม้ เขาจะเป็นคนใช้ของตน ก็จำต้องอดกลั้นไว้ เพราะ กลัวความคิดจะแตก. คนมีประมาณเท่าใด รู้ความลับที่ปรึกษากันของ บุรุษ คนมีประมาณเท่านั้น ย่อมขู่ให้บุรุษนั้นหวาด กลัวได้ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรขยายความลับ. ในกลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ควรพูดเปิดเผย ความลับในที่สงัด ไม่ควรเปล่งวาจาให้เกินเวลา เพราะคนที่คอยแอบฟัง ก็จะได้ยินข้อความที่ปรึกษา กัน เพราะเหตุนั้น ข้อความที่ปรึกษากัน ก็จะถึง ความแพร่งพรายทันที. [๒๓๙๒] ผู้มีความคิดลี้ลับในโลกนี้ ย่อมปรากฏ แก่เรา เปรียบเหมือนนครอันล้วนแล้วด้วยเหล็กใหญ่โต ไม่มีประตู เจริญด้วยเรือนโรง ล้วนแต่เหล็ก ประกอบ ด้วยคู อันขุดไว้โดยรอบฉะนั้น.
หน้า 465 ข้อ 2393, 2394, 2395
ดูก่อนปัณฑรกนาคราช ผู้มีลิ้นชั่ว คนจำพวกใด มีความคิดลี้ลับ ต้องไม่พูดแพร่งพราย มั่นคงใน ประโยชน์ของตน ย่อมเว้นไกลจากอมิตรทั้งหลาย จำพวกเหล่านั้น ดุจคนผู้รักชีวิตเว้นไกลจากหมู่อสรพิษ ฉะนั้น. [๒๓๙๓] อเจลกชีเปลือย ละเรือนออกบวช มี ศีรษะโล้น เที่ยวไปเพราะเหตุแห่งอาหาร เราได้ขยาย ความลับแก่มันซิหนอ เราจึงเป็นผู้ปราศจากประโยชน์ และธรรม. ดูก่อนพญาครุฑ บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็น ของเราแล้ว มาประพฤติเป็นนักบวช มีการกระทำ อย่างไร มีศีลอย่างไร ประพฤติพรตอย่างไร จึงจะ ชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะนั้นมีการกระทำอย่างไร จึง จะเข้าถึงแดนสวรรค์. [๒๓๙๔] บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเรา แล้ว มาประพฤติเป็นนักบวช ต้องประกอบด้วยความ ละอาย ความอดกลั้น ความฝึกตน ความอดทน ไม่โกรธง่าย ละวาจาส่อเสียด จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะนั้นมีการกระทำอย่างนี้ จึงจะเข้าถึงแดนสวรรค์. [๒๓๙๕] ข้าแต่พญาครุฑ ขอท่านจงปรากฏแก่ ข้าพเจ้า เหมือนมารดาที่กกกอดลูกอ่อนที่เกิดแต่ตน
หน้า 466 ข้อ 2396, 2397, 2398, 2399
แผ่ร่างกายทุกส่วนสัดปกป้อง หรือดุจมารดาผู้เอ็นดู บุตรฉะนั้นเถิด. [๒๓๙๖] ดูก่อนพญานาคราชผู้มีลิ้นชั่ว เอาเถอะ ท่านจงพ้นจากการถูกฆ่าในวันนี้ ก็บุตรมี ๓ จำพวก คือ ศิษย์ ๑ บุตรบุญธรรม ๑ บุตรตัว ๑ บุตรอื่นหา มีไม่ ท่านยินดีจะเป็นบุตร จำพวกไหนของเรา. [๒๓๙๗] พญาครุฑจอมทิชชาติ กล่าวอย่างนี้ แล้ว ก็โผลงจับที่แผ่นดิน แล้วปล่อยพญานาคไป ด้วยกล่าวว่า วันนี้ท่านรอดพ้น ล่วงสรรพภัยแล้ว จง เป็นผู้อันเราคุ้มครองแล้ว ทั้งทางบกทางน้ำ. หมอผู้ฉลาดเป็นที่พึ่งของคนไข้ได้ฉันใด ห้วงน้ำ อันเย็น เป็นที่พึ่งของคนหิวระหายได้ฉันใด สถาน ที่พักเป็นที่พึ่งของคนเดินทางได้ฉันใด เราก็จะเป็น ที่พึ่งของท่านฉันนั้น. [๒๓๙๘] แน่ะท่านผู้ชลาพุชชาติ ท่านแยก- เขี้ยวจะขบ มองดูดังจะทำกับศัตรูผู้อัณฑชชาติ ภัย ของท่านมีมาจากไหนกัน. [๒๓๙๙] บุคคลพึงรังเกียจในศัตรูทีเดียว แม้ใน มิตร ไม่ควรไว้วางใจ ภัยเกิดขึ้นได้จากที่ที่ไม่มีภัย มิตรย่อมตัดโค่นรากได้แท้จริง.
หน้า 467 ข้อ 2400, 2401, 2402, 2403
จะพึงไว้วางใจในบุคคลที่ทำการทะเลาะกันมา แล้วอย่างไรได้เล่า ผู้ใดดำรงอยู่ได้ด้วยการเตรียมตัว เป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่ยินดีกับศัตรูของตน. บุคคลพึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจของคนอื่น แต่ไม่ ควรจะวางใจคนอื่นจนเกินไป ตนเองอย่าให้คนอื่น รังเกียจได้ แต่ควรรังเกียจเขา วิญญูชนพึงพากเพียร ไปด้วยอาการที่ฝ่ายปรปักษ์จะรู้ไม่ได้. [๒๔๐๐] สัตว์ทั้งสองผู้มีเพศพรรณดังเทวดา สุขุมาลชาติเช่นเดียวกัน อาจผจญได้ดี มีบุญบารมี ได้ทำไว้ เคล้าคลึงกันไปราวกะว่าม้าเทียมรถ พากัน เข้าไปหากรัมปิยอเจลก. [๒๔๐๑] ลำดับนั้น ปัณฑรกนาคราช เข้าไปหา ชีเปลือยแต่ลำพังตนเท่านั้น แล้วได้กล่าวว่า วันนี้ เรารอดพ้นความตาย ล่วงภัยทั้งปวงแล้ว คงไม่เป็น ที่รักที่พอใจท่านเสียเลยเป็นแน่. [๒๔๐๒] พญาครุฑเป็นที่รักของเรา ยิ่งกว่า ปัณฑรกนาคราช อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสงสัย เรามีความรักใคร่ในพญาครุฑ ทั้งที่รู้ ได้กระทำ กรรมอันลามก ไม่ใช่ทำเพราะความลุ่มหลงเลย. [๒๔๐๓] ความถือว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา หรือสิ่งนี้ไม่เป็นที่รักของเรา ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่บรรพชิต
หน้า 468 ข้อ 2404, 2405
ผู้พิจารณาเห็นโลกนี้และโลกหน้า ก็ท่านเป็นคนไม่ สำรวม แต่ประพฤติลวงโลก ด้วยเพศของผู้สำรวมดี. ท่านไม่เป็นอริยะ แต่ปลอมตัวเป็นอริยะ ไม่ใช่ คนสำรวม แต่ทำคล้ายคนสำรวม ท่านเป็นคนชาติ เลวทราม ไม่ใช่คนประเสริฐ ได้ประพฤติบาปทุจริต เป็นอันมาก. [๒๔๐๔] แน่ะเจ้าคนเลวทราม เจ้าประทุษร้าย ต่อผู้ไม่ประทุษร้าย ทั้งเป็นคนส่อเสียด ด้วยคำสัตย์นี้ ขอศีรษะของเจ้าจงแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. [๒๔๐๕] เพราะเหตุนั้นแล บุคคลไม่พึงประ- ทุษร้ายต่อมิตร เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคน เลวทรามที่สุด จะหาคนอื่นที่เลวกว่าเป็นไม่มี ชีเปลือย ถูกอสรพิษกำจัดแล้วในแผ่นดิน ทั้งได้ปฏิญญาว่า เรามีสังวร ก็ได้ถูกทำลายลง ด้วยคำของพญานาคราช. จบปัณฑรกชาดกที่ ๘
หน้า 469 ข้อ 2405
อรรถกถาปัณฑรกชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ การที่พระเทวทัตทำมุสาวาทแล้วถูกแผ่นดินสูบ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ เริ่มต้นว่า วิกิณฺณวาจํ ดังนี้. ความย่อว่า เมื่อพวกภิกษุพากันกล่าวโทษพระเทวทัต ในคราวนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ ในชาติก่อน พระเทวทัตก็กระทำมุสาวาท ถูกแผ่นดินสูบแล้วเหมือนกันดังนี้ แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัส ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนครพา ราณสี พ่อค้า ๕๐๐ คน แล่นสำเภาไปยังมหาสมุทร ในวันคำรบเจ็ด สำเภาอัน อยู่ในที่ซึ่งแลไม่เห็นฝั่ง ได้แตกลงในหลังมหาสมุทร ผู้คนได้เป็นเหยื่อแห่งปลา และเต่าหมด มีเหลือเพียงคนเดียว ก็บุรุษที่เหลือคนเดียวนั้น ด้วยกำลังลมพัด ลอยไปถึงท่าชื่อกทัมพิยะ เขาขึ้นจากทะเลได้แล้ว เปลือยกายล่อนจ้อน เที่ยว ขอทานตามท่านั้น. มนุษย์ทั้งหลายเห็นเขาเข้า ก็พากันสรรเสริญว่า ท่านผู้นี้ เป็นสมณะ มักน้อยสันโดษ แล้วทำสักการะบูชา. เขาคิดว่า เราได้ช่องทาง หาเลี้ยงชีพแล้ว แม้เมื่อชนเหล่านั้นให้เครื่องนุ่งห่ม ก็มิได้ปรารถนา ชน- เหล่านั้นเข้าใจว่า สมณะผู้มักน้อยยิ่งกว่าท่านผู้นี้ไม่มี ดังนี้แล้วพากันเลื่อมใส ยิ่งขึ้น ช่วยกันสร้างอาศรมบทให้ชีเปลือยนั้นพำนักอยู่ที่นั้น. เขามีชื่อปรากฏว่า กทัมพิยอเจลก เมื่อเขาอยู่ ณ ที่นั้น ลาภสักการะเกิดขึ้นมากมาย. พญานาคราชตนหนึ่ง กับพญาครุฑตนหนึ่ง พากันมายังที่บำรุงของ ชีเปลือยนั้น ในพญาสัตว์ทั้งสองนั้น พญานาคชื่อว่า ปัณฑรกนาคราช. อยู่มา
หน้า 470 ข้อ 2405
วันหนึ่ง พญาครุฑไปยังสำนักชีเปลือยนั้น ไหว้แล้วจับอยู่ ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านขอรับ ญาติของกระผม เมื่อจับพวกนาคย่อมพินาศไป เสียมากมาย เพราะพวกกระผมไม่รู้วิธีที่จะจับนาค ได้ยินว่า เหตุที่ซ่อนเร้น ของพวกนาคเหล่านั้นมีอยู่ ท่านจะสามารถหรือหนอ เพื่อประเล้าประโลม ถามเหตุนั้นกะพวกนาค. ชีเปลือยรับคำแล้ว ครั้นพญาครุฑไหว้แล้วลากลับไป ในเวลาที่พญานาคมาหา จึงถามพญานาคผู้ไหว้แล้วนั่งพักอยู่ว่า พญานาคเอ๋ย เขาว่า เมื่อพวกครุฑจับพวกท่าน ต้องพินาศไปมากมาย ทำไมเมื่อมันจะจับ พวกท่าน จึงไม่สามารถจะจับได้ ? พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ ข้อนี้เป็น เหตุซ่อนเร้นลึกลับของพวกกระผม เมื่อกระผมบอกเหตุนี้แล้ว ย่อมได้ชื่อว่า นำความตายมาให้แก่หมู่ญาติ. ชีเปลือยจึงพูดว่า อาวุโส ก็ท่านเข้าใจว่า คน อย่างเรานี้ จักบอกแก่คนอื่นอย่างนี้หรือ เราจักไม่บอกแก่คนอื่นเลย ก็เราถาม เนื่องด้วยตนอยากจะรู้ ท่านเชื่อเราแล้วต้องปลอดภัย จงบอกเถิด. พญานาค ตอบว่า ท่านขอรับ กระผมบอกไม่ได้ ไหว้แล้วก็ลาหลีกไป. แม้ในวันรุ่งขึ้น ชีเปลือยก็ถามอีก. แม้ถึงอย่างนั้น พญานาคก็ไม่ยอมบอกดุจเดิม ครั้นต่อมา ในวันที่ ๓ ชีเปลือยจึงถามพญานาคผู้มานั่งอยู่ว่า วันนี้เป็นวันที่ ๓ เมื่อเราถาม ทำไมท่านจึงไม่บอก ? พญานาคตอบว่า ท่านขอรับ เพราะกระผมกลัวว่า ท่านจักบอกแก่คนอื่น. ชีเปลือยย้ำว่า เราจักไม่บอกใคร ท่านปลอดภัยแน่ จงบอกเถิด. พญานาคจึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าเช่นนั้น ท่านโปรดอย่าบอก คนอื่นเลย รับปฏิญญาแล้ว จึงบอกว่า ท่านขอรับ พวกกระผมกลืนกิน ก้อนหินใหญ่เข้าไว้ ทำตัวให้หนักนอนอยู่ ในเวลาพวกครุฑมา ก็ยื่นหน้าออก แยกเขี้ยวคอยจะขบครุฑ พวกครุฑมาถึงก็จับศีรษะของพวกกระผมไว้ เมื่อมัน พยายามจะฉุดพวกกระผม ซึ่งเป็นเหมือนภาระหนักอึ้งนอนอยู่ขึ้น น้ำก็ท่วม ทับมัน พวกมันก็ตายภายในน้ำนั้นเอง ด้วยเหตุนี้ พวกครุฑจึงพินาศไปเป็น
หน้า 471 ข้อ 2405
จำนวนมาก เมื่อพวกมันจะจับพวกกระผม ทำไมจะต้องจับที่ศีรษะ พวกครุฑ โง่ ๆ จะต้องจับที่ขนดหาง ทำให้พวกกระผมมีศีรษะห้อยลงเบื้องต่ำ ให้สำรอก อาหารที่กลืนไว้ออกทางปาก ทำตัวให้เบาแล้วอาจจะจับไปได้ พญานาค บอกเหตุเร้นลับของตนแก่ชีเปลือยผู้ทุศีล ด้วยประการฉะนี้. ครั้นเมื่อพญานาค ลากลับไปแล้ว ต่อมาพญาครุฑมาไหว้กทัมพิย- อเจลกแล้วถามว่า ท่านขอรับ ท่านถามเหตุซ่อนเร้นของพญานาคแล้วหรือ ? ชีเปลือยตอบว่า เอออาวุโส แล้วบอกความตามที่พญานาคบอกแก่ตนนั้น ทุกประการ. พญาครุฑได้ฟังเช่นนั้นจึงคิดว่า พญานาคทำกรรมที่ไม่สมควร เสียแล้ว ธรรมดาลู่ทางที่จะให้มวลญาติฉิบหาย ไม่ควรบอกแก่คนอื่นเลย ถึงทีเราแล้ว วันนี้ควรที่เราจะต้องทำลมกำลังสุบรรณ จับปัณฑรกนาคราชนี้ ก่อนทีเดียว. พญาครุฑนั้นก็กระทำลมกำลังสุบรรณ จับปัณฑรกนาคราชทาง ขนดหางทำให้มีศีรษะห้อยลง ทำให้สำรอกอาหารที่กลืนเข้าไป แล้วโผขึ้นบินไป ในอากาศ. ปัณฑรกนาคราช เมื่อต้องห้อยศีรษะลงในอากาศ ก็ปริเทวนาการว่า เรานำทุกข์มาให้แก่ตัวเองแท้ ๆ กล่าวคาถา ความว่า ภัยเกิดจากตนเอง ย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา พูดพล่อย ๆ ไม่ปิดบังความรู้ ขาดความระมัดระวัง ขาดความพินิจพิจารณา เหมือนครุฑตามถึงเราผู้ปัณ- ฑรกนาคราช ฉะนั้น. นรชนใดยินดีบอกมนต์ลึกลับที่ตนควรจะรักษา แก่คนชั่ว เพราะความหลง ภัยย่อมตามถึงนรชนนั้นผู้มี มนต์อันแพร่งพรายแล้วโดยพลัน เหมือนครุฑตามถึง เราผู้ปัณฑรกนาคราช ฉะนั้น.
หน้า 472 ข้อ 2405
มิตรเทียมไม่ควรจะให้รู้เหตุสำคัญอันลึกลับ ถึง มิตรแท้แต่เป็นคนโง่ หรือมีปัญญาแต่ประพฤติสิ่งที่ ไม่เป็นประโยชน์ ก็ไม่ควรจะให้รู้ความลับเหมือนกัน. เราได้ถึงความคุ้นเคยกับชีเปลือย ด้วยเข้าใจว่า สมณะนี้โลกเขานับถือ มีตนอบรมดีแล้ว ได้บอก เปิดเผยความลับแก่มัน จึงได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้ อยู่ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. ดูก่อนพญาครุฑที่ประเสริฐ เมื่อก่อนเรามีวาจา ปกปิด ไม่บอกความลับแก่มัน แต่ก็ไม่อาจระมัดระวัง ได้ แท้จริง ภัยได้มาถึงเราจากทางชีเปลือยนั้น เราจึง ได้ล่วงเลยประโยชน์ร้องไห้อยู่ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น. นรชนใดสำคัญว่า ผู้นี้มีใจดี บอกความลับกะ คนสกุลทราม นรชนนั้นเป็นคนโง่เขลา ทรุดโทรมลง โดยไม่ต้องสงสัย เพราะโทสาคติ ภยาคติ หรือเพราะ ฉันทาคติ. ผู้ใดปากบอนนับเข้าในพวกอสัตบุรุษ ชอบกล่าว ถ้อยคำในที่ประชุมชน นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้น ว่า ผู้มีปากชั่วร้าย คล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวังคน เช่นนั้นเสียให้ห่างไกล. เราได้ละทิ้ง ข้าว น้ำ ผ้าแคว้นกาสี และจุรณ- จันทน์ สตรีที่เจริญใจดอกไม้และเครื่องชโลมทาซึ่ง เป็นส่วนกามารมณ์ทั้งปวงไปหมดแล้ว ดูก่อนพญาครุฑ เราขอถึงท่านเป็นสรณะด้วยชีวิต.
หน้า 473 ข้อ 2405
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิกิณฺณวาจํ ได้แก่ ผู้มีวาจาแผ่ไปแล้ว. บทว่า อนิคุยฺหมนฺตํ ได้แก่ ผู้มีความรู้ไม่ปกปิด. บทว่า อสญฺตํ ได้แก่ ผู้ไม่สามารถเพื่อจะรักษากายทวารเป็นต้นได้. บทว่า อปริจกฺขิตารํ ความว่า ผู้ไม่สามารถที่จะตรวจตราใคร่ครวญดูว่า ผู้นี้จักสามารถ หรือจักไม่สามารถ ที่จะรักษามนต์ที่เราบอกแล้ว. บทว่า ภยํ ตมนฺเวติ ความว่า ผู้ประกอบด้วย องค์ ๔ เหล่านี้. บทว่า อโพธํ ความว่า ภัยอันตนเองนั่นแหละกระทำ ย่อมตามถึงบุคคลผู้ไร้ปัญญา เหมือนพญาครุฑตามถึงเรา ผู้ชื่อปัณฑรกนาคราช ฉะนั้น. บทว่า สํสติ หาสมาโน ความว่า ผู้ใดยินดีบอกมนต์ลึกลับที่ตน ควรจะรักษา แก่คนชั่วผู้ไม่สามารถจะรักษาได้. บทว่า นานุมิตฺโต ความว่า พญาปัณฑรกนาคราช ปริเทวนาการว่า ผู้ใดเป็นมิตรเพียงแต่คอยคล้อยตาม มิใช่เป็นมิตรด้วยหทัย ผู้นั้นไม่ควรบอกเนื้อความอันเร้นลับ. บทว่า อสมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นคนโง่ คือไม่รู้ อธิบายว่า ไม่มี ปัญญา. บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นคนฉลาด คือรู้ อธิบายว่า มีปัญญา. มีคำอธิบายดังนี้ แม้ผู้ใดเป็นมิตรมีใจดี แม้ไม่มีปัญญาก็ตาม และผู้ใดแม้จะ มีปัญญา แต่มีความประพฤติสิ่งไม่เป็นประโยชน์ คือมีความประพฤติที่โน้ม เอียงไปในอนัตถะ แม้ผู้นั้นย่อมไม่ควรจะให้รู้ความลับ. บทว่า สมโณ อยํ ความว่า พญานาคนั้นปริเทวนาการอยู่ว่า เราสำคัญว่า ผู้นี้เป็นสมณะด้วย โลกเขายกย่องนับถือด้วย มีตนอันอบรมแล้วด้วย จึงถึงความคุ้นเคยในมัน. บทว่า อกฺขึ แปลว่า บอกแล้ว. บทว่า อตีตมตฺโถ ความว่า บัดนี้เรา ขาดประโยชน์แล้ว คือ เป็นผู้ล่วงเลยประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้ดุจคนกำพร้า. บทว่า ตสฺส ความว่า แก่อเจลกนั้น. พญานาคราชเรียกพญาครุฑว่า พรหม พญาครุฑที่ประเสริฐ.
หน้า 474 ข้อ 2405
บทว่า สํยเมตุํ ความว่า เราไม่สามารถจะรักษาวาจาอันเร้นลับ คือ เหตุอันลึกลับนี้ได้. บทว่า ตปฺปกฺขโต หิ ความว่า พญานาคปริเทวนาการ ว่า บัดนี้ภัยมาถึงเราแล้ว จากทางฝ่ายคือจากสำนักของชีเปลือยนั้น เราขาด ประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้ดุจคนกำพร้าอยู่อย่างนี้. บทว่า สุหทํ ความว่า คนใดสำคัญว่า ผู้นี้มีใจประสงค์ดีต่อเรา. บทว่า ทุกฺกุลีเน ได้แก่ผู้เกิดในสกุลชั่ว คือสกุลต่ำ. บทว่า โทสา ความว่า ผู้ใดบอกความลับ เห็นปานนี้ ด้วยเหตุ มีโทสาคติเป็นต้นเหล่านี้ ผู้นั้นเป็นคนโง่ ตกต่ำ หมุนไปถึงความเลวทราม ชื่อว่าเสื่อมแล้วแน่นอน โดยไม่ต้องสงสัย. บทว่า ติโรกฺขวาโจ ผู้ใดชื่อว่า มีวาจาไม่ปกปิด เพราะทำถ้อยคำที่ตนประสงค์จะพูดไว้ในภายนอก. บทว่า อสตํ ปวิฏฺโ ความว่า นับเข้าในจำนวนอสัตบุรุษ คือนับเนื่องในพวก อสัตบุรุษ. บทว่า สงฺคตีสุ มุทิเร ความว่า ผู้ใดมีลักษณะอย่างนี้ คือ ได้ยิน ความลับของคนอื่นแล้ว แพร่งพรายในท่ามกลางประชุมชนว่า สิ่งโน้นคนโน้นทำ คำนี้คนโน้นพูด ดังนี้ นักปราชญ์เรียกคนเช่นนั้นว่า มีปากชั่ว มีปากเหม็น คล้ายอสรพิษ ควรระมัดระวังคนเช่นนั้นแต่ไกล ๆ คือควรงด ควรเว้น คนนั้นเสียแต่ไกล ๆ ทีเดียว. บทว่า มาลุจฺฉาทนญฺจ ความว่า เราทอดทิ้ง ทิพยมาลา จตุคันธชาติและเครื่องชโลมทา. บทว่า โอหาย ความว่า วันนี้เราละ คือ ทอดทิ้งกามารมณ์ทั้งหมด มีข้าวทิพย์เป็นต้นเหล่านี้ไปแล้ว. บทว่า สุปณฺณ ปาณูปคตาว ตยมฺหา ความว่า ท่านพญาครุฑที่เจริญ เราเข้าถึงท่านด้วยชีวิต. โปรดเป็นที่พึ่งแก่พวกเราเถิด. ปัณฑรกนาคราช มีศีรษะห้อยลงในอากาศ ปริเทวนาการด้วยคาถา ทั้ง ๘ อยู่อย่างนี้. พญาครุฑได้ยินเสียงปริเทวนาการ ของพญานาคราชนั้น
หน้า 475 ข้อ 2405
จึงติเตียนพญานาคราชนั้นว่า ท่านนาคราช ท่านบอกความลับของตนแก่ ชีเปลือยแล้ว ทำไมบัดนี้จึงปริเทวนาการอยู่เล่า แล้วกล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนปัณฑรกนาคราช บรรดาสัตว์ทั้ง ๓ จำพวก คือ สมณะ ครุฑ และนาค ใครหนอควรจะได้รับ คำติเตียนในโลกนี้ ที่จริง ตัวท่านนั่นแหละควรจะได้รับ ท่านถูกครุฑจับเพราะเหตุไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกนีธ ความว่า ในพวกเราทั้ง ๓ มีอยู่ ณ ที่นี้ ใครเล่า. บทว่า อิธ ในบทว่า อสฺมีธ นี้ เป็นเพียงนิบาต ความก็ว่าในโลกนี้. บทว่า ปาณภู ได้แก่ สัตว์มีชีวิต. บทว่า อถวา ตเวว ความว่า หรือท่านผู้เดียว. ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ในพวกเราทั้ง ๓ อย่าติเตียนชีเปลือยก่อน เพื่อชีเปลือยนั้นถามความลับด้วยอุบาย ท่านอย่าติเตียนแม้สุบรรณ เพราะ เราก็เป็นข้าศึกของท่านโดยตรง. บทว่า ปณฺฑรก คหิโต ความว่า สหายปัณฑรกนาคราชเอ๋ย ท่านลองคิดดูเถิดว่า เราถูกครุฑจับเพราะอะไร แล้วก็ติเตียนตนแต่เพียงผู้เดียว เพราะเมื่อท่านบอกความลับ นับว่าตนเอง ทำความฉิบหายแก่ตนเอง. ปัณฑรกนาคราช ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า ชีเปลือยนั้น เป็นผู้มีอัตภาพอันเรายกย่องว่า เป็นสมณะ เป็นที่รักของเรา ทั้งเป็นผู้อันเรายกย่อง ด้วยใจจริง เราจึงบอกเปิดเผยความลับแก่มัน เราเป็น คนขาดประโยชน์แล้ว ต้องร้องไห้อยู่ ดุจคนกำพร้า ฉะนั้น.
หน้า 476 ข้อ 2405
ลำดับนั้น พญาครุฑได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า แท้จริง สัตว์ที่จะไม่ตายไม่มีเลยในแผ่นดิน ธรรมชาติเช่นกับปัญญาไม่ควรติเตียน คนในโลกนี้ ย่อมบรรลุคุณวิเศษที่ยังไม่ได้ เพราะสัจจธรรม ปัญญา และทมะ. มารดาบิดา เป็นยอดเยี่ยมแห่งเผ่าพันธุ์ คนที่ สามชื่อว่ามีความอนุเคราะห์แก่บุตรนั้น ไม่มีเลย เมื่อ รังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรบอกความลับสำคัญ แม้แก่มารดาบิดานั้น. เมื่อบุคคลรังเกียจว่ามนต์จะแตก ก็ไม่ควรแพร่ง พรายความลับที่สำคัญ แม้แก่บิดามารดา พี่สาว น้อง สาว พี่ชาย น้องชาย หรือแก่สหาย แก่ญาติฝ่ายเดียว กับตน. ถ้าภรรยาสาวพูดไพเราะ ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา รูปและยศ ห้อมล้อมด้วยหมู่ญาติ จะพึงกล่าวอ้อน วอนสามี ให้บอกความลับ เมื่อรังเกียจว่ามนต์จะแตก ไม่ควรแพร่งพรายความลับสำคัญ แม้แก่ภรรยานั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมโร ความว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์ที่จะไม่ ตาย ไม่มีเลย. น อักษรในบทว่า ปญฺาวิธา นตฺถิ ทำการเชื่อมบท อธิบายว่า ชนิดของปัญญามีอยู่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ดูก่อนนาคราช แม้สัตว์ผู้จะไม่ตาย ไม่มีในโลกเลย ชนิดแห่งปัญญามีอยู่แท้ ชนิดแห่งปัญญา กล่าวคือ ส่วนแห่งปัญญา ของผู้อื่นนั้น ไม่ควรนินทา เพราะเหตุชีวิตของตน.
หน้า 477 ข้อ 2405
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺาวิธา ความว่า ธรรมชาติอื่นที่ ชื่อว่า ไม่ควรนินทา เช่นกับปัญญาไม่มี เหตุไรท่านจึงนินทาชนิดแห่งปัญญานั้น. ปาฐะว่า เยสํ ปน ปญฺาวิธํปิ น นินฺทิตพฺพํ ดังนี้ก็มี ความก็ว่า อนึ่ง แม้ชนิดแห่งปัญญาของคนเหล่าใด ไม่ควรนินทาชนิดแห่งปัญญา ของ คนเหล่านั้นโดยตรงทีเดียว. ในบททั้งหลาย มีอาทิว่า สจฺเจน นี้ มีอธิบายว่า คนในโลกนี้ย่อม ประมวลมา คือนำมา ซึ่งคุณวิเศษ กล่าวคือสมาบัติ ๘ มรรคผลและนิพพาน ที่ตนยังไม่ได้ คือได้ด้วยยาก ได้แก่ยังคุณวิเศษนั้นให้สำเร็จ ด้วยวจีสัจจะ ๑ สุจริตธรรม ๑ ธิติกล่าวคือปัญญา ๑ อินทริยทมะ การทรมานอินทรีย์ ๑ เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควรติเตียนชีเปลือย จงติเตียนตัวเองผู้เดียวเถิด เพราะ ชีเปลือยเป็นคนมีปัญญา เป็นคนฉลาดในอุบาย จึงหลอกถามความลับ คือ มนต์อันลึกลับ ท่านได้. บทว่า ปรมา ความว่า มารดาบิดาทั้งสองนี้ ชื่อว่า เป็นพงศ์พันธุ์ อันสูงสุดของเผ่าพันธุ์. บทว่า นาสฺส ตติโย ความว่า คนที่สามอื่นจาก มารดาบิดา จะชื่อว่าเอื้อเอ็นดู ย่อมไม่มีสำหรับบุคคลนั้น อธิบายว่า คน ฉลาดเมื่อรังเกียจว่า มนต์จะแตก ไม่ควรบอกความลับอันสำคัญ แม้แก่มารดา บิดาทั้งสอง ตัวท่านเองกลับบอกความลับที่ตนมิได้บอกแก่มารดาบิดา แก่ชี เปลือย. บทว่า สหายา วา ได้แก่ มิตรผู้มีใจดี. บทว่า สปกฺขา ได้แก่ ญาติข้างฝ่ายมารดาบิดา ลุง อา น้าหญิงเป็นต้น. ด้วยบทว่า เตสํปิ นี้ พญาครุฑ แสดงความว่า คนฉลาดไม่ควรบอกความลับ แก่ญาติและมิตร แม้เหล่านี้ ท่านสิกลับบอกแก่ชีเปลือย ท่านจงโกรธตนของตนเองเถิด. บทว่า ภริยา เจ ความว่า ภรรยาสาวเจรจาน่ารัก ถึงพร้อมด้วยบุตรธิดา ถึงพร้อม
หน้า 478 ข้อ 2405
ด้วยรูปสมบัติ และยศศักดิ์ เห็นปานนี้ หากพูดว่า ท่านจงบอกความลับของ ท่านแก่เรา ดังนี้ คนฉลาดก็ไม่ควรบอกแม้แก่ภรรยานั้น. พญาครุฑ กล่าวคำเป็นคาถาต่อไปอีก ความว่า บุคคลไม่ควรเปิดเผยความลับเลย ควรรักษา ความลับนั้นไว้ เหมือนรักษาขุมทรัพย์ ความลับอัน บุคคลอื่นรู้เข้าทำให้แพร่งพราย ไม่ดีเลย. คนฉลาดไม่ควรขยายความลับแก่สตรี ศัตรู คน มุ่งอามิส และแก่คนผู้หมายล้วงดวงใจ. คนใดให้ผู้ไม่มีความคิดล่วงรู้ความลับ ถึงแม้เขา จะเป็นคนใช้ของตน ก็จำต้องอดกลั้นไว้ เพราะกลัว ความคิดจะแตก. คนมีประมาณเท่าใด รู้ความลับที่ปรึกษากันของ บุรุษ คนประมาณเท่านั้น ย่อมขู่ให้บุรุษนั้นหวาด กลัวได้ เพราะเหตุนั้น จึงไม่ควรขยายความลับ. ในกลางวันก็ดี กลางคืนก็ดี ควรพูดเปิดเผย ความลับในที่สงัด ไม่ควรเปล่งวาจาให้เกินเวลา เพราะคนที่คอยแอบฟัง ก็จะได้ยินข้อความที่ปรึกษา กัน เพราะเหตุนั้น ข้อความที่ปรึกษากัน ก็จะถึง ความแพร่งพรายทันที. คาถาทั้ง ๕ คาถา จักมีแจ้งในบัณฑิตปัญหา ๕ ข้อ ในอุมมังคชาดก.
หน้า 479 ข้อ 2405
พญาครุฑได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ถัดนั้นไป ความว่า ผู้มีความคิดอันลี้ลับในโลกนี้ ย่อมปรากฏแก่เรา เปรียบเหมือนนครอันล้วนแล้ว ด้วยเหล็กใหญ่โต ไม่มีประตู เจริญด้วยเรือนโรง ล้วนแต่เหล็กประกอบ ด้วยคูอันขุดไว้โดยรอบ ฉะนั้น. ดูก่อนปัณฑรกนาคราช ผู้มีลิ้นชั่ว คนจำพวกใด มีความคิดลี้ลับ ต้องไม่พูดแพร่งพราย มั่นคงใน ประโยชน์ของตน อมิตรทั้งหลายย่อมเว้นไกลจากคน จำพวกนั้น ดุจคนผู้รักชีวิต เว้นไกลจากหมู่อสรพิษ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณฺฑสาลํ ความว่า ถึงพร้อมด้วย เรือนโรง มีร้านตลาดเป็นต้น. บทว่า สมนฺตขาตาปริขาอุเปตํ ความว่า ประกอบด้วยคูอันขุดรายไว้โดยรอบ. บทว่า เอวมฺปิ เม ความว่า บุรุษ เหล่านั้น คือทุกจำพวกทีเดียว ผู้มีความลับในที่นี้ ย่อมปรากฏแก่เราแม้ฉัน นั้น. ท่านอธิบายความไว้ว่า เครื่องอุปโภคของประชาชน ย่อมอยู่ภายในนคร เหล็ก อันไม่มีประตูเข้าออกเท่านั้น คนที่อยู่ภายใน ก็ไม่ออกไปข้างนอก คน ที่อยู่ข้างนอก ก็ไม่เข้าไปข้างใน ขาดการสัญจรไปมาติดต่อกันฉันใด บุรุษ ทั้งหลายผู้มีความคิดลี้ลับ ต้องเป็นฉันนั้น คือให้ความลับของตนจางหายไป ภายในใจของตนผู้เดียว ไม่ต้องบอกแก่คนอื่น. บทว่า ทฬฺหา สทตฺเถสุ ความว่า เป็นผู้มั่งคั่งในประโยชน์ของ ตน. พญาครุฑเรียก ปัณฑรกนาคราชว่า ทุชิวฺหา ผู้มีลิ้นชั่ว. บทว่า พฺยวชนฺติ แปลว่า ย่อมหลีกห่างไกล. บทว่า วา ในบาทคาถาว่า อาสีวิสา
หน้า 480 ข้อ 2405
วาริว สตฺตสงฺฆา นี้ เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ดุจชุมชนผู้มุ่งจะมีชีวิต อยู่ เว้นไกลจากหมู่สัตว์ร้าย เหล่าอสรพิษฉะนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ศัตรูย่อมหลีกห่างไกลจากคน ผู้มีความคิดลี้ลับเหล่านั้น ดุจเหล่ามนุษย์ ผู้มุ่ง จะมีชีวิตอยู่ ย่อมเว้นไกลจากหมู่สัตว์ร้าย เหล่าอสรพิษฉะนั้น คือไม่ได้โอกาส ที่จะเข้าใกล้. เมื่อพญาครุฑกล่าวธรรมอย่างนี้แล้ว ปัณฑรกนาคราชจึงกล่าวคาถา ความว่า อเจลกชีเปลือย ละเรือนออกบวช มีศีรษะโล้น เที่ยวไปเพราะเหตุแห่งอาหาร เราได้ขยายความลับ แก่มันซิหนอ เราจึงเป็นผู้ปราศจากประโยชน์และ ธรรม. ดูก่อนพญาครุฑ บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็น ของเราแล้ว มาประพฤติเป็นนักบวช มีการทำอย่างไร มีศีลอย่างไร ประพฤติพรตอย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็น สมณะ สมณะนั้นมีการทำอย่างไร จึงจะเข้าถึงแดน สวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆาสเหตุ ความว่า ชีเปลือยนั้นไม่มี สิริ เที่ยวแสวงหาของเคี้ยว ของฉัน เพื่อให้เต็มท้อง. บทว่า อปคตฺมหา ความว่า เราปราศจาก คือเป็นผู้เสื่อมจากอรรถและธรรมแล้ว. ครั้นพญา- นาคราชรู้อุบายวิธีเป็นสมณะของชีเปลือยแล้ว เมื่อจะถามข้อปฏิบัติของสมณะ จึงกล่าวคำนี้ว่า กถํกโร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสีโล ความว่า ประกอบด้วยศีลอย่างไร ?
หน้า 481 ข้อ 2405
บทว่า เกน วเตน ความว่า สมณะชื่อว่ามีพรต เพราะสมาทาน พรตอย่างไร. บทว่า สมโณ จรํ ความว่า ผู้ที่ประพฤติบรรพชาอยู่ ต้อง ละตัณหาที่ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว อย่างไร จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะผู้ลอยบาป แล้ว. บทว่า สคฺคํ ความว่า สมณะนั้นต้องทำอย่างไร จึงจะเข้าถึงเทพนคร อันเลิศด้วยดี. พญาครุฑกล่าวตอบเป็นคาถา ความว่า บุคคลผู้ละสิ่งที่ยึดถือว่าเป็นของเราแล้ว มา ประพฤติเป็นนักบวช ต้องประกอบด้วยความละอาย ความอดกลั้น ความฝึกตน ความอดทน ไม่โกรธง่าย วาจาส่อเสียด จึงจะชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะนั้น มีการกระทำอย่างนี้ จึงจะเข้าถึงแดนสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิริยา ความว่า แน่ะสหายนาคราช บุคคลผู้ประกอบด้วยหิริโอตตัปปะ อันเป็นสมุฐานทั้งภายในภายนอก ด้วย อธิวาสนขันดี กล่าวคือความอดกลั้น และประกอบด้วยการฝึกฝนทรมาน อินทรีย์ มีปกติไม่โกรธ ละวาจาส่อเสียด และละตัณหากามารมณ์ได้แล้ว ประพฤติบรรพชาอยู่ ย่อมชื่อว่าเป็นสมณะ สมณะผู้กระทำอย่างนี้แหละ เมื่อ กระทำกุศล มีหิริเป็นต้นเหล่านี้ ย่อมเข้าถึงสุคติสถานได้. ปัณฑรกนาคราช ได้ฟังธรรมกถาของพญาครุฑนี้แล้ว เมื่อจะ อ้อนวอนขอชีวิต จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่พญาครุฑ ขอท่านจงปรากฏแก่ข้าพเจ้า เหมือนมารดาที่กกกอดลูกอ่อนที่เกิดแต่ตน แผ่ร่างกาย ทุกส่วนสัดปกป้อง หรือดุจมารดาผู้เอ็นดูบุตรฉะนั้น เถิด.
หน้า 482 ข้อ 2405
คาถานั้น มีอธิบายดังนี้ มารดาเห็นบุตรอ่อนที่เกิดแต่ตัว เกิดแล้ว ในสรีระของตน แล้วให้นอนในอ้อมอกให้ดื่มน้ำนม แผ่เรือนร่างทุกส่วนเพื่อ ปกป้องบุตรไว้ คือมารดาไม่ไปจากบุตร บุตรก็ไม่ไปจากมารดาฉันใด ท่าน จงปรากฏแก่เรา เหมือนฉันนั้นเถิด. บทว่า ทิชินฺท ความว่า ข้าแต่ราชา แห่งทิชชาติ แม้ท่านก็จงโปรดเห็นแก่เรา โปรดให้ชีวิตแก่เรา ดุจมารดา เอื้อเอ็นดูบุตร ด้วยดวงหทัยอันอ่อนโยนฉะนั้นเถิด. ลำดับนั้น พญาครุฑเมื่อจะให้ชีวิตแก่พญานาค จึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า ดูก่อนพญานาคราชผู้มีลิ้นชั่ว เอาเถอะ ท่าน จงพ้นจากการถูกฆ่าในวันนี้ ก็บุตรมี ๓ จำพวก คือ ศิษย์ ๑ บุตรบุญธรรม ๑ บุตรตัว ๑ บุตรอื่นหามีไม่ ท่านยินดีจะเป็นบุตรจำพวกไหนของเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุจฺจ แปลว่า จงพ้น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะพระบาลีก็เป็นอย่างนี้แหละ. บทว่า ทุชิวฺหา ความว่า พญาครุฑเรียก พญานาคราชนั้นว่า ทุชิวฺหา ผู้มีลิ้นชั่ว. อธิบายว่า ขึ้นชื่อบุตรที่ ๔ อื่นไม่มี. บทว่า อนฺเตวาสี ทินฺนโก อตฺรโช จ ได้แก่ บุตรผู้เล่าเรียนศิลปะ หรือฟังปัญหาอยู่ในสำนัก. บทว่า ทินฺนโก ได้แก่ บุตรที่คนอื่นยกให้ว่า เด็กนี้จงเป็นลูก ของท่าน. บทว่า รชสฺสุ แปลว่า จงยินดี ด้วยบทว่า อญฺตโร นี้ พญาครุฑแสดงความว่า ในบุตร ๓ จำพวกนั้น ท่านจงเถิดเป็นอันเตวาสี บุตรอย่างหนึ่งของเรา. ก็แหละครั้นพญาครุฑกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ลงจากอากาศ วางพญานาคราชลงที่แผ่นดิน.
หน้า 483 ข้อ 2405
พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า พญาครุฑจอมทิชชาติ กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็โผ ลงจับที่แผ่นดิน แล้วปล่อยพญานาคไปด้วยกล่าวว่า วันนี้ ท่านรอดพ้นล่วงสรรพภัยแล้ว จงเป็นผู้อันเรา คุ้มครองแล้ว ทั้งทางบกทั้งน้ำ. หมอผู้ฉลาดเป็นที่พึ่งของคนไข้ได้ฉันใด ห้วงน้ำ อันเย็น เป็นที่พึ่งของคนหิวระหายได้ฉันใด สถาน ที่พักเป็นที่พึ่งของคนเดินทางได้ฉันใด เราก็จะเป็น ที่พึ่งของท่าน ฉันนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเจวํ วากฺยํ ความว่า พญาครุฑ ครั้นกล่าวคำอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้แล้ว ก็ปลดปล่อยนาคราชนั้น. บทว่า ภุมฺยํ ความว่า พญาครุฑนั้น ก็ประดิษฐานบนพื้นภูมิภาค แม้ด้วยตนเอง ปลอบโยนพญานาคราชผู้มีลิ้นชั่ว พลางกล่าวว่า วันนี้ท่านรอดพ้นแล้ว นับ แต่วันนี้ไป ท่านล่วงพ้นภัยทั้งปวง จงเป็นผู้ที่เราคุ้มครองรักษา ทั้งทางบก ทางน้ำเถิด. บทว่า อาตงฺกินํ แปลว่า ของคนไข้. บทว่า เอวมฺปิ เต ความว่า เราจะเป็นที่พึ่งของท่าน (ดุจหมอผู้ฉลาด เป็นที่พึ่งของคนไข้เป็นต้น) ฉะนั้น. พญาครุฑปล่อยนาคราชไปว่า ท่านจงไปเถิด. นาคราชนั้นก็เข้าไปสู่ นาคพิภพ. ฝ่ายพญาครุฑกลับไปสู่บรรณพิภพ แล้วคิดว่า ปัณฑรกนาคราช เราได้ทำการสบถ ให้เชื่อปล่อยไปแล้ว จะมีดวงใจต่อเราเช่นไรหนอ เราจัก ทดลองดู แล้วไปยังนาคพิภพ ได้ทำลมแห่งครุฑ. พญานาคราชเห็นเช่นนั้น
หน้า 484 ข้อ 2405
สำคัญว่า พญาครุฑจักมาจับเรา จึงเนรมิตอัตภาพยาวประมาณพันวา กลืน ก้อนหินและทรายเข้าไว้ในตัวหนัก นอนแผ่พังพานไว้ยอดขนดจดหางลง เบื้องต่ำ ทำอาการประหนึ่งว่า มุ่งจะขบพญาครุฑ. พญาครุฑเห็นอาการเช่น นั้น จึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า แน่ะท่านผู้ชลามพุชชาติ ท่านแยกเขี้ยวจะขบ มองดูดังจะทำกับศัตรูผู้อัณฑชชาติ ภัยของท่านมีมา จากไหนกัน. พญานาคราชได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า บุคคลพึงรังเกียจในศัตรูทีเดียว แม้ในมิตรก็ไม่ ควรไว้วางใจ ภัยเกิดขึ้นได้จากที่ที่ไม่มีภัย มิตรย่อม ตัดโค่นรากได้แท้จริง. จะพึงไว้วางใจในบุคคล ที่ทำการทะเลาะกันมา แล้วอย่างไรได้เล่า ผู้ใดดำรงอยู่ได้ด้วยการเตรียมตัว เป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่ยินดีกับศัตรูของตน. บุคคลพึงทำให้เป็นที่ไว้วางใจของคนอื่น แต่ไม่ ควรจะวางใจคนอื่นจนเกินไป ตนเองอย่าให้คนอื่น รังเกียจได้ แต่ควรรังเกียจเขา วิญญูชนพึงพากเพียร ไปด้วยอาการที่ฝ่ายปรปักษ์จะรู้ไม่ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภยา ความว่า ภัยบังเกิดขึ้นจากมิตร อันน่าจะเป็นที่ตั้งแห่งความปลอดภัย ย่อมตัดก่นโค่นราก กล่าวคือชีวิตได้ แท้จริง. บทว่า ตฺยมฺหิ เท่ากับ ตสฺมึ ได้แก่ ในบุคคลนั้น. บทว่า เยนาสิ ได้แก่ บุคคลที่เคยกระทำการทะเลาะกันมาแล้ว. บทว่า นิจฺจยตฺเตน แปลว่า
หน้า 485 ข้อ 2405
ด้วยการเตรียมตัวเป็นนิตย์. บทว่า โส ทิสพฺภิ น รชฺชติ ความว่า ผู้ใด ตั้งมั่น ด้วยการระมัดระวังเป็นนิตย์ ผู้นั้นย่อมไม่ยินดี ด้วยอำนาจความคุ้นเคย กับศัตรูของตน แต่นัน กิจที่ควรทำตามประสงค์ของศัตรูเหล่านั้น ก็มีไม่ได้. บทว่า วิสฺสาสเย ความว่า บุคคลควรให้ผูอื่นวางใจได้ในตน แต่ตนเอง ไม่ควรวางใจเขา ตนอันผู้อื่นเขาไม่ระแวงแล้ว ตนต้องระแวงเขา. บทว่า ภาวํ ปโร ความว่า บัณฑิตจะพยายามด้วยวิธีใด ๆ ก็หาทราบภาวะ (ความ ประสงค์) ของฝ่ายปรปักษ์ได้ด้วยวิธีนั้น ๆ ไม่ เพราะฉะนั้น บัณฑิตควรทำ ความพยายามเรื่อยไป. ที่กล่าวมานี้เป็นอธิบายของพญานาคราช. ครั้นสองสัตว์ (คือพญาครุฑ และพญานาคราช) เจรจากันอย่างนี้แล้ว ก็สมัครสโมสร รื่นเริง บันเทิงกัน พากันไปยังอาศรมชีเปลือย. พระบรมศาสดาเมื่อจะประกาศความนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า สัตว์ทั้งสอง มีเพศพรรณดังเทวดา สุขุมาลชาติ เช่นเดียวกัน อาจผจญได้ดี มีบุญบารมีได้ทำไว้ เคล้าคลึงกันไปราวกะว่า ม้าเทียมรถ พากันเข้าไปหา กรัมปิยอเจลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมา ความว่า สัตว์ทั้งสองมี ทรวดทรงสัณฐาณ ทัดเทียมกัน. บทว่า สุชยา ความว่า มีวัยเป็นสุข คือ บริสุทธิ์. ปาฐะพระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้เหมือนกัน. บทว่า ปุญฺกฺขนฺธา ความว่า ราวกะว่ากองบุญ เพราะมีกุศลอันกระทำไว้แล้ว. บทว่า มิสฺสีภูตา ความว่า สัตว์ทั้งสองจับมือกันและกัน เข้าถึงความเคล้าคลึงกันด้วยกาย. บทว่า อสฺสวาหาว นาคา ความว่า เป็นบุรุษผู้ประเสริฐ คล้ายกับอัสดรสองตัว เทียมที่แอกนำรถไป เข้าไปยังอาศรมของชีเปลือยนั้น.
หน้า 486 ข้อ 2405
ครั้นไปถึงแล้ว พญาครุฑคิดว่า พญานาคนี้คงจักไม่ให้ชีวิตแก่ ชีเปลือย เราก็จักไม่ไหว้มันผู้ทุศีล. พญาครุฑจึงยืนอยู่ข้างนอก ปล่อยให้ พญานาคเข้าไปยังสำนักชีเปลือยแต่ผู้เดียว. พระบรมศาสดาทรงหมายเหตุนั้น จึงตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า ลำดับนั้น ปัณฑรกนาคราชเข้าไปหาชีเปลือย แต่ลำพังตนเท่านั้น แล้วได้กล่าวว่า วันนี้เรารอดพ้น ความตาย ล่วงภัยทั้งปวงแล้ว คงไม่เป็นที่รักที่พอใจ ท่านเสียเลยเป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิยมฺหา ความว่า ปัณฑรกนาคราช กล่าวบริภาษว่า เฮ้ย ! ชีเปลือยทุศีล ชอบพูดเท็จ เราคงไม่เป็นที่รักใคร่ พึงใจของท่านเลยนะ. ลำดับนั้น ชีเปลือยจึงกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า พญาครุฑเป็นที่รักของเรายิ่งกว่าปัณฑรกนาคราช อย่างแท้จริง โดยไม่ต้องสงสัย เรามีความรักใคร่ใน พญาครุฑ ทั้งที่รู้ก็ได้กระทำกรรมอันลามก ไม่ใช่ทำ เพราะความลุ่มหลงเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑรเกน ความว่า พญาครุฑนั้น เป็นผู้ที่เรารักกว่าท่านปัณฑรกนาคราช ข้อนี้เป็นความจริง. บทว่า โส ความว่า เรานั้นเป็นผู้ลำเอียงเพราะรักพญาครุฑนั้น จึงได้กระทำบาปกรรมนั้น ทั้งที่รู้ ใช่จะทำเพราะโมหาคติก็หามิได้. พญานาคราชได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาสองคาถา ความว่า ความถือว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา หรือสิ่งนี้ ไม่เป็นที่รักของเรา ดังนี้ ย่อมไม่มีแก่บรรพชิต ผู้
หน้า 487 ข้อ 2405
พิจารณาเห็นโลกนี้และโลกหน้า ก็ท่านเป็นคนไม่ สำรวม แต่ประพฤติลวงโลก ด้วยเพศของผู้สำรวมดี. ท่านไม่เป็นอริยะ แต่ปลอมตัวเป็นอริยะ ไม่ใช่ คนสำรวม แต่ทำคล้ายคนสำรวม ท่านเป็นคนชาติ เลวทราม ไม่ใช่คนประเสริฐ ได้ประพฤติบาปทุจริต เป็นอันมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เม ความว่า แน่ะท่านชีเปลือยทุศีล นักพูดเท็จผู้เจริญ ความจริงสำหรับบรรพชิต ผู้เล็งเห็นโลกนี้และโลกหน้า ย่อมไม่ถือว่า สิ่งนี้เป็นที่รักของเรา สิ่งนี้ไม่เป็นที่รักของเราเลย แต่ท่านเป็น คนไม่สำรวม ประพฤติลวงโลกนี้ ด้วยเพศบรรพชิตของผู้มีศีลสำรวมดี. บทว่า อริยาวกาโสสิ ความว่า มิใช่อริยะ ก็ปลอมตัวเป็นอริยะ. บทว่า อสญฺโต ความว่า มิใช่เป็นผู้สำรวมด้วยกายเป็นต้น. บทว่า กณฺหาภิชาติโก ความว่า เป็นคนมีสภาพเลวทราม. บทว่า อนริยรูโป ความว่า ขาดหิริความละอาย ต่อบาป. บทว่า อจริ ได้แก่ ได้กระทำ (บาปทุจริตมากมาย). ครั้นปัณฑรกนาคราช ติเตียนชีเปลือยอย่างนี้แล้ว เมื่อจะสาปแช่ง จึงกล่าวคาถานี้ ความว่า แน่ะเจ้าคนเลวทราม เจ้าประทุษร้ายต่อผู้ไม่ ประทุษร้าย ทั้งเป็นคนส่อเสียด ด้วยคำสัตย์นี้ ขอศีรษะ ของเจ้าจงแตกออกเป็นเจ็ดเสี่ยง. คาถานั้น มีอธิบายว่า เฮ้ย ! เจ้าคนเลวทราม ด้วยอันกล่าวคำสัตย์ นี้ว่า เจ้าเป็นคนมักประทุษร้ายต่อมิตร ผู้ไม่ประทุษร้าย ทั้งเป็นคนส่อเสียด ด้วย ขอศีรษะของเจ้า จงแตกออกเป็นเจ็ดภาค.
หน้า 488 ข้อ 2405
เมื่อพญานาคราชสาปแช่งอยู่อย่างนี้ ศีรษะของชีเปลือย ก็แตกออก เป็นเจ็ดภาค. พื้นแผ่นดินตรงที่ชีเปลือยนั่งอยู่นั่นเอง ก็ได้แยกออกเป็นช่อง. ชีเปลือยนั้นเข้าสู่แผ่นดิน บังเกิดในอเวจีมหานรก. พญานาคราชและพญาครุฑ ทั้งสอง ก็ได้ไปยังพิภพของตน ๆ ตามเดิม. พระบรมศาสดาเมื่อจะประกาศความที่ชีเปลือยนั้นถูกแผ่นดินสูบ จึง ตรัสพระคาถาสุดท้าย ความว่า เพราะเหตุนั้นแล บุคคลไม่พึงประทุษร้ายต่อ มิตร เพราะผู้ประทุษร้ายมิตร เป็นคนเลวทรามที่สุด จะหาคนอื่นที่เลวกว่าเป็นไม่มี ชีเปลือยถูกอสรพิษ กำจัดแล้วในแผ่นดิน ทั้งที่ได้ปฏิญญาว่า เรามีสังวร ก็ได้ถูกทำลายลง ด้วยคำของพญานาคราช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผลแห่ง กรรม คือการประทุษร้ายมิตร เป็นของเผ็ดร้อน. บทว่า อาสิตฺตสตฺโต ความว่า ชีเปลือยถูกอสรพิษกำจัดแล้ว. บทว่า อินฺทสฺส ความว่า ด้วยคำ ของพญานาคราช. บทว่า สํวโร ความว่า อาชีวกผู้ปรากฏด้วยปฏิญญาว่า เราเป็นผู้ตั้งอยู่ในสังวร ก็ได้ถูกทำลายลง. พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระเทวทัต ก็กระทำมุสาวาทจนถูกแผ่นดินสูบ แล้วทรงประชุมชาดกว่า ชีเปลือยได้มา เป็นพระเทวทัต นาคราชได้มาเป็นพระสารีบุตร ส่วนสุบรรณราช ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาปัณฑรกชาดก
หน้า 489 ข้อ 2406, 2407
๙. สัมพุลาชาดก ว่าด้วยความซื่อสัตย์ ของพระนางสัมพุลาชาดก [๒๔๐๖] ดูก่อนแม่นาง ผู้มีช่วงขาอันอวบอัด เธอเป็นใครมายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นาง ผู้มีลำตัวอันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอก ชื่อ และเผ่าพันธุ์แก่เรา. ดูก่อนแม่นาง ผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะ และเสือโคร่ง ให้น่า รื่นรมย์สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูร ตนหนึ่งขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน. [๒๔๐๗] คนทั้งหลายรู้จักโอรสของพระเจ้ากาสี มีนามว่า โสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายา ของโสตถิเสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่านผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลาขอไหว้ท่าน ขอความ นอบน้อมจงมีแก่ท่าน. ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทห- ราช เดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูก โรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว. อนึ่ง เราเที่ยวแสวงหา รวงผึ้ง และเนื้อมฤค เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเรา ก็ได้เสวย
หน้า 490 ข้อ 2408
อาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิวโหย เป็นแน่. [๒๔๐๘] ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจักทำอะไรได้ กับราชบุตรผู้เดือดร้อน อมโรคอยู่ป่า เราจะเป็น ภัสดาของเธอเอง. ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูปร่างของเราผู้อาดูรด้วย ความโศก เป็นอัตภาพยากไร้ จะงดงามอะไร ขอ- ท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่างงามกว่าเราเถิด. มาเถิดเธอ เชิญขึ้นมายังภูเขานี้ เธอจงเป็นใหญ่ กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเรา จะสำเร็จความประสงค์ ทุกอย่าง. ดูก่อนน้องนางผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวงดาว เจ้าจักได้สิ่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน สิ่งของทั้งหมดของพี่ หาได้ง่าย เชิญเจ้ามาอภิรมย์กับเราในวันนี้เถิด. ดูก่อนน้องนางสัมพุลา หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสี ของเรา ชะรอยเจ้าจักต้องเป็นภักษาหารของเรา ใน เวลาเช้าพรุ่งนี้ เป็นแน่นอน. ครั้นอสูรผู้มีชฎาเจ็ดชั้น หยาบช้า เขี้ยวออกนอก ปาก กินคนเป็นอาหาร ได้จับแขนนางสัมพุลา ผู้มอง ไม่เห็นที่พึ่งในป่า. นางสัมพุลา ถูกปีศาจผู้หยาบช้า มุ่งอามิสคุกคาม แล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระ- สวามีเท่านั้นรำพันว่า
หน้า 491 ข้อ 2409, 2410
ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเราจัก เคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป. เทพยเจ้าทั้งหลายคงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าวโลก- บาลก็คงไม่มีในโลกนี้เป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวม ทำด้วยอาการหยาบช้า จะหาผู้ช่วยห้ามป้องกันไม่มีเลย. [๒๔๐๙] หญิงนี้มียศประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบเสงี่ยมเรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนาง ศีรษะของเจ้าจะแตกออกเจ็ดเสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือคร้อน จงปล่อยนางไปเสีย เพราะ นางเป็นหญิงปฏิบัติสามี. [๒๔๑๐] พระนางสัมพุลานั้น หลุดพ้นแล้วจาก ยักษ์กินคน กลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกมีลูกอ่อนเป็น อันตราย บินมายังรัง หรือดุจแม่โคนมมายังที่อยู่อัน ว่างเปล่า จากลูกน้อย ฉะนั้น. พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่เห็นพระ สวามี ผู้เป็นที่พึ่งของตนในป่า ก็มีดวงพระเนตรพร่า ด้วยความร้อน ทรงร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็อ้อนวอนไหว้ สมณพราหมณ์ และฤๅษีทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ ว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง.
หน้า 492 ข้อ 2411, 2412
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่น ในป่าว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายว่าเป็นที่พึง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่ เนาอยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลาย เป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาว ให้รุ่งเรือง งามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคา ชื่อภาคีรถี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้าผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วนแล้ว ไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. [๒๔๑๑] ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสีย จนค่ำทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอ เป็นที่รักของเธอยิ่งกว่าเรา. [๒๔๑๒] หม่อมฉันถูกศัตรูมันจับไว้ ได้กล่าว คำนี้ว่า ถึงยักษ์จะกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเราจะ เคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป.
หน้า 493 ข้อ 2413, 2414, 2415, 2416
[๒๔๑๓] ความสัตย์ยากที่จะหาได้ ในหญิงโจร ผู้มีเล่ห์เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลาย รู้ได้ยาก เหมือนความเป็นไปแห่งปลาในน้ำฉะนั้น. [๒๔๑๔] ขอความสัตย์ที่หม่อมฉันมิได้เคยรัก บุรุษอื่น ยิ่งกว่าทูลกระหม่อม เป็นความจริง ด้วย อำนาจสัจจวาจานี้ ขอพยาธิของทูลกระหม่อมจงระงับ ดับหาย. [๒๔๑๕] แน่ะนางผู้เจริญ กุญชรสูงใหญ่ มี มากมายถึง ๗๐๐ มีพลโยธาถืออาวุธขี่ประจำคอยพิทักษ์ รักษาอยู่ทั้งกลางวันและกลางคืน และพลโยธาที่ถือธนู ก็มีถึง ๑,๖๐๐ พิทักษ์รักษาอยู่ เธอเห็นศัตรูชนิดไหน. [๒๔๑๖] ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อนพระลูก เจ้า ทรงประพฤติแก่หม่อมฉันอย่างไร เดี๋ยวนี้หาเป็น อย่างนั้นไม่ เพราะได้ทรงเห็นสนมนารีผู้ประดับตก- แต่ง มีผิวพรรณดุจเกสรบัว รุ่นกำดัด เสียงไพเราะ ดังเสียงหงส์. ข้าแต่พระราชบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรงเครื่อง ประดับล้วนทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วย เครื่องอลังการ นานาชนิด เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน ล้วนมีทรวด- ทรงหาที่ติมิได้ เป็นขัตติยกัญญาพากันปรนปรือพระ- โอรสราชเจ้านั้นอยู่.
หน้า 494 ข้อ 2417, 2418
ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าหากพระโอรสราชเจ้า ทรงยกย่องหม่อมฉัน ดังที่หม่อมฉัน เคยเที่ยวแสวงหา ผลาผลในป่า มาเลี้ยงดูพระราชสวามีในกาลก่อนอีก และจะไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ จะประเสริฐกว่า ราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้. หญิงใดอยู่ในเรือน อันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่ง ไว้เรียบร้อย มีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดา แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็น ที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหาร ความตายของ หญิงนั้นประเสริฐกว่า การอยู่ครองเรือน. ถ้าแม้หญิงใด เป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับ มีเสื่อรำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามี หญิงนั้น ประเสริฐเสียกว่า หญิงผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี. [๒๔๑๗] ภรรยาผู้เกื้อกูลต่อสามี เป็นหญิงหา ได้แสนยาก สามีผู้เกื้อกูลต่อภรรยา ก็หาได้แสนยาก ดูก่อนเจ้าผู้จอมชน มเหสีของเจ้า เป็นผู้เกื้อกูลเจ้าด้วย มีศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงประพฤติธรรม ต่อนาง สัมพุลา. [๒๔๑๘] ดูก่อนน้องนางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้า ได้โภคสมบัติอันไพบูลย์แล้ว แต่ถูกความหึงหวง ครอบงำ จนจะถึงซึ่งมรณะไซร้ พี่และนางราชกัญญา เหล่านี้ทั้งหมดจะทำตามถ้อยคำของเจ้า. จบสัมพุลาชาดกที่ ๙
หน้า 495 ข้อ 2418
อรรถกถาสัมพุลาชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภพระนางมัลลิการาชเทวี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กา เวธมานา ดังนี้. เรื่อง (ปัจจุบัน) ข้าพเจ้าพรรณนาไว้แล้วอย่างพิสดารในกุมมาส- ปิณฑิกชาดก ก็พระนางมัลลิกานั้น ด้วยอานุภาพแห่งการถวายขนมกุมมาส แด่พระตถาคตเจ้า ๓ ก้อน ได้ถึงความเป็นพระอัครมเหสี ของพระเจ้าปเสน- ทิโกศล ในวันนั้นทีเดียว ถึงพร้อมด้วยกัลยาณธรรม ๕ ประการ มีตื่นก่อน เป็นต้น ถึงพร้อมด้วยญาณความรู้ เป็นอุปัฏฐายิกาแห่งพระพุทธเจ้า เคารพ ต่อพระสวามี ดังเทพยดา นั้นได้ปรากฏไปทั่วพระนคร อยู่มาวันหนึ่ง ภิกษุ ทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ข่าวว่า พระนางมัลลิกาเทวี เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ทรงเคารพต่อพระสวามี ดุจเทพยดา พระศาสดา เสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่อง อะไร เมื่อภิภษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกานี้ ก็ทรงเคารพ พระสวามี ดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้าพรหมทัตในพระนครพาราณสี ทรง พระนามว่า โสตถิเสนกุมาร พระราชาทรงสถาปนาพระราชโอรส ผู้เจริญวัย แล้วนั้นไว้ในตำแหน่งอุปราช. พระอัครมเหสี ของโสตถิเสนกุมารนั้น พระ นามว่าสัมพุลา มีพระรูปโฉมงดงาม เพรียบพร้อมไปด้วยสรีระอินทรีย์เปล่ง ปลั่ง ปรากฏเหมือนเปลวประทีปโพลงอยู่ ในที่สงัดลม ในเวลาต่อมา โรคเรื้อน
หน้า 496 ข้อ 2418
เกิดขึ้นในสรีระของโสตถิเสนกุมาร พวกแพทย์ ไม่สามารถจะเยียวยารักษาได้ เมื่อโรคเรื้อนแตกออก พระราชกุมาร ก็เป็นผู้อันประชาชนพึงรังเกียจถึงความ เดือดร้อน ดำริว่า ราชสมบัติจะมีประโยชน์อะไรแก่เรา เราจักไปตายอย่าง อนาถาในป่า แล้วกราบทูลพระราชบิดาให้ทรงทราบ ละทิ้งตำหนักฝ่ายใน เสด็จออกไปแล้ว พระนางสัมพุลาอัครมเหสี แม้อันพระราชกุมารให้กลับ ด้วยอุบายเป็นอันมาก ก็ไม่ยอมกลับถ่ายเดียว ทูลว่า หม่อมฉันจักไปปฏิบัติ ฝ่าพระบาทผู้พระสวามีในป่า แล้วตามเสด็จไปด้วย พระราชกุมารเข้าไปยังป่า แล้ว สร้างบรรณศาลาขึ้น อยู่อาศัยในประเทศอันสมบูรณ์ ด้วยมูลผลาผล ร่มเงา น้ำทำอันหาได้ง่าย ราชธิดาผู้ชายา ก็ทรงปฏิบัติบำรุงพระราชกุมาร. พระนางปรนนิบัติอย่างไร ? คือ พระนาง ตื่นแต่เช้า แล้วกวาดอาศรมบท ตักน้ำใช้ น้ำฉัน เข้าไปตั้งไว้ น้อมไม้สีพระทนต์ และน้ำบ้วนพระโอษฐ์ เข้าไปถวาย ครั้นบ้วนพระโอษฐ์แล้ว ก็บดยาทาแผลของพระสวามี แล้ว ให้เสวยผลาผลมีรสหวานอร่อย เมื่อพระสวามี บ้วนพระโอษฐ์ ล้างพระหัตถ์ แล้ว ทูลว่า ข้าแต่พระสวามี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอเสด็จที่โปรด อย่ามีความประมาท ถวายบังคมแล้ว ถือกระเช้า เสียม และขอสอย เข้าป่า แสวง หาผลาผล นำผลไม้มาเก็บไว้ที่ข้างหนึ่ง แล้วเอาหม้อตักน้ำมาสรงสนาน โสตถิเสนราชกุมาร ผู้พระสวามี ด้วยเครื่องสนานอันเป็นผงและเป็นก้อนต่างๆ แล้วน้อมผลาผล อันมีรสอร่อยเข้าไปถวายอีก ครั้นเสวยเสร็จแล้ว พระนางก็ น้อมน้ำดื่มที่อบไว้เข้าถวาย พระองค์เองก็บริโภคผลาผล แล้วจัดแจงไม้เรียบเป็น พระบรรจถรณ์ เตรียมไว้ เมื่อพระสวามีบรรทมบนไม้เรียบนั้นแล้ว ก็ทรงล้าง พระบาท ทำการนวดฟั้นคั้นพระสรีรกาย แล้วเข้าไปนอนข้างที่พระบรรทม พระนางสัมพุลา ปรนนิบัติพระสวามี โดยอุบายนี้แล.
หน้า 497 ข้อ 2418
วันหนึ่ง พระนางกำลังเก็บผลไม้อยู่ในป่า เหลือบเห็นลำธารแห่งหนึ่ง จึงยกกระเช้าลงจากศีรษะวางไว้ที่ฝั่งลำธาร คิดว่าเราจักอาบน้ำ แล้วลงไปอาบ ขัดสรีรกายด้วยขมิ้น จนพระวรกายสะอาดดีแล้ว ขึ้นมา ยืนนุ่งห่มผ้าอันทอด้วย เปลือกไม้ อยู่ที่ริมลำธาร ขณะนั้น รัศมีแห่งพระสรีรกายของพระนาง เป็น เหตุให้ป่ามีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. ขณะนั้น อสูรตนหนึ่ง เที่ยวแสวงหาอาหารอยู่ เห็นพระนาง สัมพุลาเข้า ก็มีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ดูก่อนแม่นาง ผู้มีขาอันอวบอัด เธอเป็นใคร มายืนสั่นอยู่ผู้เดียวที่ลำธาร ดูก่อนแม่นาง ผู้มีลำตัว อันน่าเล้าโลมด้วยมือ เราขอถาม เธอจงบอกชื่อและ เผ่าพันธุ์แก่เรา. ดูก่อนแม่นาง ผู้มีเอวอันกลมกลึง ท่านเป็นใคร หรือว่าเป็นลูกเมียของใคร เป็นผู้มีร่างอันสะคราญ ทำ ป่าเป็นที่อยู่อาศัยแห่งสีหะและเสือโคร่ง ให้น่ารื่นรมย์ สว่างไสวอยู่ ดูก่อนนางผู้เจริญ เราคืออสูรตนหนึ่ง ขอไหว้ท่าน ขอความนอบน้อมจงมีแก่ท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา เวธมานา ความว่า เพราะเธอ อาบน้ำในลำธารหนาว จึงยืนสั่นอยู่. บทว่า สญฺจิตูรุ แปลว่า แน่ะ นางผู้มีช่วงขาอันอวบอัด. บทว่า ปาณิปเมยฺยมชฺเฌ แปลว่า ดูก่อนแม่ นางผู้มีเรือนร่าง อันน่าเล้าโลม ด้วยมือ. บทว่า กา วา ตฺวํ ความว่า เธอเป็นใคร หรือว่า เป็นลูกเมียของใคร. บทว่า อภิวาเทมิ แปลว่า เรา ขอไหว้เธอ. บทว่า ทานวาหํ ความว่า อสูรนั้นได้กล่าวว่า เราคืออสูรตน หนึ่ง ขอความนอบน้อมนี้จงมีแก่เธอ เราขอประคองอัญชลีแก่เธอ.
หน้า 498 ข้อ 2418
พระนางสัมพุลา ได้ฟังคำของอสูรนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า คนทั้งหลาย รู้จักโอรสของพระเจ้ากาสีมีนามว่า โสตถิเสนกุมาร เราชื่อสัมพุลา เป็นชายาของโสตถิ- เสนกุมารนั้น ดูก่อนอสูร ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนท่าน ผู้เจริญ เราชื่อสัมพุลา ขอไหว้ท่าน ขอความนอบ น้อมจงมีแก่ท่าน. ดูก่อนท่านผู้เจริญ พระโอรสของพระเจ้าวิเทห- ราช เดือดร้อนอยู่ในป่า เรามาพยาบาลพระองค์ผู้ถูก โรคเบียดเบียนอยู่ตัวต่อตัว. อนึ่ง เรามาเที่ยวแสวงหารวงผึ้ง และเนื้อมฤค เราหาอาหารอย่างใดไป พระสวามีของเรา ก็ได้เสวย อาหารอย่างนั้น วันนี้เมื่อไม่ได้อาหาร เธอคงจะหิว โหยเป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวเทหปุตฺโต ได้แก่ พระกุมาร ผู้ เวเทหราชปิโยรส. บทว่า โรคสมฺมตฺตํ ได้แก่ ผู้อันโรคเบียดเบียนแล้ว. บทว่า อุปฏฺหิ ความว่า เราต้องพยาบาล คือ ปรนนิบัติท้าวเธอ. ปาฐะว่า อุปฏฺิตา ดังนี้ก็มี. บทว่า วนมุญฺฉาย ความว่า เราเที่ยวค้นเสาะแสวง หาของป่า. บทว่า มธุมํสํ ความว่า (เราเที่ยวแสวงหา) ผลไม้รวงผึ้งที่ไม่ มีตัว และเนื้อมฤค อันเป็นส่วนเหลือเดนจากราชสีห์ และพยัคฆมฤค เคี้ยวกิน. บทว่า ตํภกฺโข ความว่า เรานำอาหารสิ่งใดไป พระสวามีของ เราก็ได้อาหารสิ่งนั้นเสวย. บทว่า ตสฺส นูนชฺช ความว่า เมื่อพระสวามี
หน้า 499 ข้อ 2418
ของเราไม่ได้เสวยอาหารในวันนี้ พระสรีระ คงจะเหี่ยวแห้งดังดอกปทุมที่ เขาตากแดดไว้ฉะนั้น. บทว่า นาธติ แปลว่า ซูบซีด คือ เหี่ยวแห้งไป. ต่อจากนั้นไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอสูร และพระนางสัมพุลา ดังต่อไปนี้ (อสูรกล่าวว่า) ดูก่อนนางสัมพุลา เธอจะทำ อะไรได้กับราชบุตร ผู้เดือดร้อนอมโรคอยู่ในป่า เรา จะเป็นภัสดาของเธอ. (นางสัมพุลา ตอบว่า) ดูก่อนอสูรผู้เจริญ รูป ร่างของเราผู้อาดูรด้วยความโศก เป็นอัตภาพยากไร้ จะงดงามอะไร ขอท่านจงแสวงหาหญิงอื่นที่มีรูปร่าง งามกว่าเราเถิด. (อสูรกล่าวว่า) มาเถิดเธอ เชิญขึ้นมายังภูเขานี้ เธอจงเป็นใหญ่กว่าภรรยา ๔๐๐ คนของเรา จะสำเร็จ ความประสงค์ทุกอย่าง. ดูก่อนน้องนาง ผู้มีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังดวง ดาว เจ้าจะได้สั่งใดสิ่งหนึ่งแน่นอน สิ่งของทั้งหมด ของเราหาได้ง่าย เชิญเจ้ามาอภิรมย์กับเราในวันนี้เถิด. ดูก่อนน้องนางสัมพุลา หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสี ของเรา ชะรอยเจ้าจักต้องเป็นภักษาหารของเรา ใน เวลาเช้าวันพรุ่งเป็นแน่นอน. (พระศาสดาตรัสว่า) ครั้นอสูรผู้มีชฎา ๗ ชั้น หยาบ ช้า เขี้ยวออกนอกปากกินคนเป็นอาหาร ได้จับแขน นางสัมพุลา ผู้มองไม่เห็นที่พึ่งในป่า.
หน้า 500 ข้อ 2418
นางสัมพุลา ถูกปีศาจผู้หยาบช้า มุ่งอามิสครอบ งำแล้ว ต้องตกอยู่ในอำนาจของศัตรู เศร้าโศกถึงพระ สวามีเท่านั้น รำพันว่า ถึงยักษ์จะเคี้ยวกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อม ของเรา จักเคลือบแคลงเป็นอย่างอื่นไป. เทพยเจ้าทั้งหลาย คงจะไม่มีอยู่แน่นอน ท้าว โลกบาลก็คงไม่มีในโลกนิเป็นแน่ เมื่อยักษ์ผู้ไม่สำรวม ทำด้วยอาการหยาบช้า จะหาผู้ช่วยห้ามป้องกันไม่มี เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺเณน ความว่า เจ้าจักทำอะไร ได้ กับราชบุตรผู้อมโรคอยู่นั้น. บทว่า โสกฏฺฏาย แปลว่า ผู้อาดูรด้วย ความโศก. ปาฐะว่า โสกฏฺาย ดังนี้ก็มี ความก็ว่า ตั้งอยู่แล้วในความ เศร้าโศก. บทว่า ทุรตฺตาย ความว่า เป็นอัตภาพถึงแล้วซึ่งความยากไร้ กำพร้า. บทว่า เอหิมํ ความว่า อสูรปลอบโยนว่า เจ้าอย่าคิดว่า ตนมี รูปร่างเลวทรามเลย จงไปยังทิพยวิมานของเราบนยอดเขานี้ จงขึ้นสู่ภูเขานี้เถิด. บทว่า จตูสตา ความว่า แม้ในวิมานนั้น พี่มีภรรยาอื่นถึง ๔๐๐ คน. บทว่า สพฺพนฺตํ ความว่า อสูรนั้นกล่าวว่า เจ้าปรารถนาเครื่องอุปโภค บริโภค ผ้าผ่อนและเครื่องอาภรณ์เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง สิ่งนั้นทั้งหมด สำหรับพี่มีมากมายล้นเหลือ หาได้ง่ายแท้ ฉะนั้น เจ้าอย่าคิดเสียใจว่าตนเป็น กำพร้า มาเถิด มาร่วมอภิรมย์ยินดีกับพี่. บทว่า มเหเสยฺยํ ความว่า แน่ะ นางสัมพุลาผู้เจริญ หากเจ้าไม่ยอมเป็นมเหสีของเราไซร้ เจ้าก็จงเตรียมตัว
หน้า 501 ข้อ 2418
เพื่อเป็นอาหารเช้าของเรา ด้วยเหตุนั้น เราจักนำเจ้าไปสู่วิมานโดยพลการ เมื่อเจ้าไม่สงเคราะห์เราในข้อนั้น พรุ่งนี้เจ้าจักเป็นอาหารของเราแต่เช้าตรู่ ทีเดียว. บทว่า ตญฺจ ความว่า อสูรนั้นประกอบด้วยชฎาเจ็ดชั้น ทารุณ เขี้ยวงอกออกนอกปาก ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้จับแขนนางสัมพุลา ผู้มอง ไม่เห็นอะไรเป็นที่พึ่งของตนได้ในป่านั้น. บทว่า อธิปนฺนา แปลว่า ครอบงำแล้ว. บทว่า อามิสจกฺขุนา ได้แก่ เหลาะแหละโดยถูกกิเลสครอบงำ. บทว่า ปติเมว ความว่า มิได้คิดถึงตน เศร้าโศกถึงแต่พระสวามีเท่านั้น. บทว่า มโน เหสฺสติ ความว่า ครั้นพระองค์ทรงทราบว่า เรามัวล่าช้าอยู่ พระทัยของทูลกระหม่อมจักทรงเคลือบแคลงไปต่าง ๆ. บทว่า น สนฺติ เทวา ความว่า นางสัมพุลาถูกอสูรจับที่แขน เมื่อจะทำการยกย่องเทวดา จึงกล่าว คำนี้. บทว่า โลกปาลา ความว่า นางสัมพุลากล่าวปริเทวนาการว่า บรรดา เทพยเจ้าผู้มีศีลเห็นปานนี้ ท้าวโลกบาลผู้อารักขา เห็นจะไม่มีในโลกนี้เป็น มั่นคง. ลำดับนั้น ด้วยเดชอำนาจของพระนาง พิภพของท้าวสักกะหวั่นไหว บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์แสดงอาการร้อนรุ่ม. ท้าวสักกเทวราชจึงทรงแลดู ทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงถือวชิราวุธเสด็จมาโดยด่วน ประทับยืนบน ศีรษะของอสูรยักษ์ ตรัสพระคาถานอกนี้ ความว่า หญิงนี้มียศ ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย สงบ- เสงี่ยม เรียบร้อย มีเดชฟุ้งเฟื่องดุจไฟ แน่ะรากษส ถ้าเจ้าจะกินนางนี้ ศีรษะของเจ้าจะแตกออกเจ็ดเสี่ยง เจ้าอย่าทำให้นางเดือดร้อน จงปล่อยไปเสีย เพราะ นางเป็นหญิงปฏิบัติสามี.
หน้า 502 ข้อ 2418
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺตา ความว่า สงบระงับ อีกนัยหนึ่ง หมายถึงเป็นคนฉลาด เพรียบพร้อมด้วยความรู้. บทว่า สมา ความว่า ปราศจากความไม่สม่ำเสมอทางกายเป็นต้น. บทว่า อเทสิ แปลว่า จะเคี้ยวกิน. บทว่า ผเลยฺย ความว่า ศีรษะของเจ้าอันเราตีด้วยอินทวชิราวุธนี้ พึงแตก แน่นอน. บทว่า มา ตฺวํ ทหิ ความว่า เจ้าอย่าทำให้นางต้องเดือดร้อน. อสูรฟังดังนั้น จึงปล่อยพระนางสัมพุลา ท้าวสักกเทวราชทรงดำริว่า อสูรนี้ พึงกระทำเช่นนี้อีกเป็นแน่ จึงจองจำอสูรนั้นไว้ด้วยตรวนทิพย์ แล้ว ปล่อยไว้ในภูเขาลูกที่สาม เพื่อจะมิให้มันมาอีกต่อไป แล้วทรงโอวาทราชธิดา ด้วยอัปปมาทธรรม แล้วเสด็จสู่ทิพยสถานของพระองค์. ฝ่ายพระนางสัมพุลา- ราชธิดา ครั้นพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว ได้กลับถึงอาศรมด้วยแสงจันทร์. พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๘ คาถา ความว่า พระนางสัมพุลานั้น หลุดพ้นแล้วจากยักษ์กินคน กลับมาสู่อาศรม ดุจแม่นกมีลูกอ่อนเป็นอันตราย บินมายังรัง หรือดุจแม่โคนมมายังที่อยู่ อันว่างเปล่า จากลูกน้อยฉะนั้น. พระนางสัมพุลาราชบุตรีผู้มียศ เมื่อไม่เห็น พระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตนในป่า ก็มีดวงพระเนตร พร่าด้วยความร้อน ทรงร่ำไห้อยู่ ณ ที่นั้น. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ สมณพราหมณ์และฤๅษีทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ ว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง.
หน้า 503 ข้อ 2418
เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ ราชสีห์ เสือโคร่ง และหมู่มฤคเหล่าอื่นในป่าว่า ดิฉัน ขอถึงท่านทั้งหลาย ว่าเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ที่กอหญ้าลดาชาติ และที่เนา อยู่ ณ ภูเขาราวไพร ตลอดถึงดวงดาวในอากาศว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้มีวรรณะเสมอดอกราชพฤกษ์ ผู้ยังดวงดาว ให้รุ่งเรืองงามในราตรีว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง, เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า อันเนาสถิตอยู่ ณ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถี อันเป็นที่รับรองแม่น้ำอื่นว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. เมื่อไม่พบพระราชสวามี พระนางก็วอนไหว้ เทพยเจ้า ผู้เนาสถิตอยู่ ณ ขุนเขาหิมวันต์ อันล้วน แล้วไปด้วยหินว่า ดิฉันขอถึงท่านเป็นที่พึ่ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิฑฺฑํ ผลินสกุณีว ความว่า แม่นก ที่ชื่อว่า สกุณีมีลูกอ่อน เพราะเป็นที่ผลิตสกุณโปดกทั้งหลาย คาบเหยื่อด้วย จะงอยปากแล้วบินกลับมารัง เพราะอันตรายบางอย่าง ฉันใด อนึ่ง แม่โคนม ตัวมีเยื่อใยในลูกน้อย พึงกลับมาสู่ที่อยู่อันลูกน้อยออกไปแล้ว คือโรงที่ว่างเปล่า จากลูกน้อย ฉันใด พระนางสัมพุลานั้น ก็มาสู่อาศรมอันอ้างว้าง ฉันนั้น.
หน้า 504 ข้อ 2418
แท้จริง คราวนั้น เมื่อพระนางสัมพุลาชักช้าอยู่. โสตถิเสนกุมาร ทรงระแวงว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นคนเหลาะแหละ จะพึงพาแม้ปัจจามิตรของ เรามา จึงเสด็จออกจากบรรณศาลา เข้าไปนั่งซ่อนอยู่ระหว่างกอไม้. เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวความไว้ดังต่อไปนี้. บทว่า อุตุมตฺตกฺขา ความว่า มีดวงพระเนตรพร่าด้วยความร้อน อันเกิดแต่กำลังของความเศร้าโศก คือฤดู. บทว่า อปสฺสนฺตี ความว่า พระนางสัมพุลาเมื่อไม่เห็นพระสวามีผู้เป็นที่พึ่งของตน ก็ปริเทวนาการวิ่งไปมา อยู่ในป่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณ ได้แก่ สมณพราหมณ์ ผู้ระงับบาป ลอยบาปเสียแล้ว. บทว่า สมฺปนฺนจรเณ ความว่า และ กราบไหว้พระฤาษี ผู้ถึงพร้อมด้วยจรณะ ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ พร้อม ทั้งศีล. อธิบาย ครั้นพระนางสัมพุลา กล่าววิงวอนอย่างนี้แล้ว เมื่อไม่พบ พระราชโอรส จึงปริเทวนาการว่า ดิฉันขอถึงท่านทั้งหลายเป็นที่พึ่ง ถ้าท่าน เห็นทราบสถานที่ ซึ่งพระสวามีของดิฉันนั่งอยู่ โปรดบอกด้วยเถิด. แม้ใน คาถาที่เหลือทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ติณาลตานิ โอสโธฺย ความว่า พระนางก็ไหว้วอนเทพยเจ้า อันเนาสถิต ณ กอหญ้าอันมีกระพี้ภายใน มีแก่นในภายนอก ไหว้วอนเทพยเจ้า อันเนาสถิต ณ ลดาชาติ และดวงดาวในอากาศ. พระนางสัมพุลากล่าว คาถานี้ หมายถึงเทพยดาทั้งหลาย ผู้บังเกิดแล้วในลดาชาติเป็นต้น. บทว่า อินฺทิวรีสามํ ได้แก่ เทพยเจ้าผู้มีวรรณะทัดเทียมกับดอกราชพฤกษ์. บทว่า ตุมฺหมฺหิ ความว่า พระนางสัมพุลากล่าวว่า ตํปิ อมฺหิ (ดิฉันขอถึงแม้ท่าน ว่าเป็นที่พึ่ง) ดังนี้ หมายถึง (ดวงดาว) ยามราตรีแม้นั้น. บทว่า ภคิรสึ ได้แก่ แม่น้ำคงคาอันมีนามโดยปริยายอย่างนี้. บทว่า วสนฺตีนํ ความว่า
หน้า 505 ข้อ 2418
พระนางสัมพุลากล่าวไว้ หมายถึงเทพยเจ้าผู้บังเกิด ณ แม่น้ำคงคา อันเป็น ที่รับรองแม่น้ำทั้งหลายเหล่าอื่น เป็นอันมากนั่นเอง. แม้ในเทพยเจ้าผู้เนาสถิต ณ ป่าหิมพานต์ ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. โสตถิเสนกุมาร ผู้พระสวามีทอดพระเนตรเห็นพระนางปริเทวนาการ อยู่อย่างนี้ จึงทรงดำริว่า นางนี้ร่ำไรรำพันยิ่งนัก แต่ว่าเรายังไม่รู้ความ เป็นไปของนาง ถ้านางทำเช่นนี้เพราะสิเนหาอาลัยในเราแล้ว น่าที่ดวงหทัย ของนางจะแตกทำลาย เราจักทดลองนางดูก่อน แล้วเสด็จไปประทับนั่งที่ประตู บรรณศาลา. พระนางสัมพุลาก็ร่ำไห้ดำเนินไปยังประตูบรรณศาลาไหว้พระบาท แห่งพระสวามีแล้วทูลว่า ข้าแต่พระสวามีผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระองค์ เสด็จไปไหนมาเพค่ะ ? ลำดับนั้น โสตถิเสนกุมารจึงรับสั่งกะพระนางว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ในวันอื่น ๆ เจ้าไม่เคยมาในเวลานี้เลย วันนี้เจ้ามาจนค่ำคืน เมื่อจะดำรัสถาม จึงตรัสคาถา ความว่า ดูก่อนพระราชบุตรีผู้มียศ เธอมาเสียจนค่ำ ทีเดียวหนอ วันนี้เธอมากับใครเล่า ใครหนอเป็นที่รัก ของเธอยิ่งกว่าเรา. ลำดับนั้น พระนางสัมพุลาจึงกราบทูลพระสวามีว่า ทูลกระหม่อมเอย เมื่อกระหม่อมฉันเก็บผลไม้เสร็จแล้ว เดินมาพบอสูรตนหนึ่ง มันมีจิตรักใคร่ ในหม่อมฉัน ยึดแขนไว้แล้วพูดว่า ถ้าเจ้าไม่ยอมทำตามคำของเรา เราจักกิน เจ้าเป็นอาหาร เวลานั้นหม่อมฉันเศร้าโศกถึงทูลกระหม่อมแต่ผู้เดียว จึงได้ ร่ำไรรำพันอย่างนี้ แล้วกล่าวคาถา ความว่า
หน้า 506 ข้อ 2418
หม่อมฉันถูกศัตรูมันจับไว้ ได้กล่าวคำนี้ว่า ถึง ยักษ์จะกินเราเสีย เราก็ไม่มีความทุกข์ ทุกข์อยู่แต่ว่า พระหฤทัยของทูลกระหม่อมของเรา จะเคลือบแคลง เป็นอย่างอื่นไป. เมื่อพระนางจะทูลพฤติการณ์ที่เหลือต่อไป จึงทูลว่า ข้าแต่พระทูล- กระหม่อม หม่อมฉันถูกอสูรตนนั้นจับไว้แล้ว เมื่อไม่สามารถจะให้มันปล่อย ตัวได้ จึงทำการร่ำร้องฟ้องเทวดาขึ้น ทันใดนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงวชิราวุธ เสด็จมาประทับยืนบนอากาศ ตวาดขู่อสูรให้มันปล่อยหม่อมฉัน แล้วจองจำ มันไว้ด้วยตรวนทิพย์ เหวี่ยงไปในระหว่างภูเขาลูกที่สาม แล้วเสด็จหลีกไป หม่อมฉันอาศัยท้าวสักกเทวราช รอดชีวิตมาได้ ดังทูลมาอย่างนี้. โสตถิเสนราชกุมาร ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว จึงแสร้งตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ ข้ออ้างนั้นจงยกไว้ ขึ้นชื่อว่า ดวงใจของมาตุคามยากที่จะหา ความสัตย์ได้ ก็ในป่าหิมพานต์มีพวกพรานไพร ดาบส วิชาธรเป็นต้น มากมาย ใครจะเชื่อใจเจ้าได้ แล้วตรัสคาถา ความว่า ความสัตย์ ยากที่จะหาได้ในหญิงโจร ผู้มีเล่ห์- เหลี่ยมมากมาย ความเป็นไปของหญิงทั้งหลายรู้ได้ยาก เหมือนความเป็นไปของปลาในน้ำ ฉะนั้น. พระนางสัมพุลาได้ยินพระดำรัสของพระสวามี จึงทูลว่า ข้าแต่พระ- ทูลกระหม่อม หม่อมฉันจักเยียวยาทูลกระหม่อม ผู้ไม่ทรงเชื่อ ด้วยกำลัง ความสัตย์ของหม่อมฉันนั่นเทียว แล้วตักน้ำมาเต็มกระออม ทำสัจจกิริยา รดน้ำลงเหนือพระเศียรพระสวามี แล้วกล่าวคาถา ความว่า
หน้า 507 ข้อ 2418
ขอความสัตย์ ที่หม่อมฉันมิได้เคยรักบุรุษอื่น ยิ่งกว่าทูลกระหม่อมเป็นความจริง ด้วยอำนาจสัจจ วาจานี้ ขอพยาธิของทูลกระหม่อมจงระงับดับหาย. บรรดาบทเหล่านั้น ตถาศัพท์ บัณฑิตพึงประกอบเข้ากับบทนี้ว่า เจ มม. มีอธิบายว่า หม่อมฉันทูลอย่างใด ถ้าเป็นความจริงของหม่อมฉัน อย่างนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น ขอความจริงจงช่วยพิทักษ์รักษาหม่อมฉัน แม้ในบัดนี้ แม้ในกาลต่อไป จักช่วยพิทักษ์รักษาแม้ในกาลอนาคต บัดนี้ขอเชิญพระองค์ จงสดับถ้อยคำของหม่อมฉันเถิด. บทว่า ยถาหํ นาภิชานามิ ความว่า ก็ในพระคัมภีร์ทั้งหลายท่านเขียนไว้ว่า " ตถา มํ สจฺจํ ปาเลมิ " คำนั้น ไม่มีในอรรถกถา. เมื่อพระนางสัมพุลา กระทำสัจจกิริยาอย่างนี้ แล้วรดน้ำถวายเท่านั้น โรคเรื้อนของโสตถิเสนราชกุมาร ก็ระงับหายทันที ดุจสนิมทองแดงถูกล้าง ด้วยน้ำส้มฉะนั้น. ทั้งสองพระองค์เสด็จอยู่ในอาศรมนั้น สอง-สามราตรีก็ ออกจากป่า ดำเนินไปถึงเมืองพาราณสี เข้าไปยังพระอุทยาน. พระราชาทรงทราบว่า พระราชโอรสกับพระสุณิสา กลับมาจึงเสด็จ ไปยังพระอุทยาน ตรัสสั่งให้ยกเศวตฉัตรถวายโสตถิเสนราชโอรส และให้ อภิเษกพระนางสัมพุลาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ในพระอุทยานนั้นเอง แล้ว เชิญเสด็จสู่พระนคร ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นฤาษี เสด็จอยู่ ณ พระ- ราชอุทยานนั้น และเสด็จไปเสวยในพระราชนิเวศน์นั้นแหละเป็นประจำ. ฝ่าย พระเจ้าโสตถิเสน ได้พระราชทานเพียงตำแหน่งพระอัครมเหสี แก่พระนาง สัมพุลาอย่างเดียว หาได้มีราชสักการะอะไร ๆ อีกไม่ มิได้สนพระทัยถึงว่า พระนางสัมพุลานั้นมีตัวอยู่ มัวแต่อภิรมย์กับสนมอื่น ๆ เท่านั้น. ด้วยความ
หน้า 508 ข้อ 2418
แค้นต่อหญิงผู้ร่วมพระราชสวามี พระนางสัมพุลาได้มีพระวรกายซูบผอม เป็นโรคผอมเหลือง มีพระวรกายสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น. วันหนึ่งพระนางได้ ไปยังสำนักพระสัสสุรดาบส ผู้เสด็จมาเสวยในพระราชวัง เพื่อต้องการจะ บรรเทาโศกาดูร ถวายบังคมพระดาบสผู้เสวยเสร็จแล้ว ประทับ ณ ที่ส่วน ข้างหนึ่ง. พระสัสสุรดาบสนั้น ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระนาง มีพระอินทรีย์ เศร้าหมอง จึงตรัสพระคาถา ความว่า แน่ะนางผู้เจริญ กุญชรสูงใหญ่ มีมากมายถึง ๗๐๐ มีพลโยธาถืออาวุธขี่ประจำ คอยพิทักษ์รักษาอยู่ ทั้งกลางวันและกลางคืน และพลโยธาที่ถือธนู ก็มีถึง ๑,๖๐๐ พิทักษ์รักษาอยู่ เธอเห็นศัตรูชนิดไหน. พระคาถานั้นมีอธิบายว่า พระสัสสุรดาบสดำรัสถามว่า แน่ะนาง สัมพุลาผู้เจริญ กุญชรของเรา ๗๐๐ ประกอบไปด้วยอาวุธพร้อมสรรพ์ โดยมี ทหารขึ้นขี่คอช้างเหล่านั้นซุ่มอยู่ ทั้งทหารธนู ๑,๖๐๐ คนอื่น ๆ อีก ก็พากัน พิทักษ์รักษาพระนครพาราณสี อยู่ตลอดคืนตลอดวัน เมื่อพระนครมีอารักขา ดีอย่างนี้ เจ้ายังจะเห็นศัตรูชนิดไรอยู่หรือ แน่ะนางผู้เจริญ ในเวลาที่เจ้ามา จากป่าอันน่ารังเกียจ มีภัยรอบด้าน ดูมีสรีระเปล่งปลั่งสมบูรณ์ แต่บัดนี้ ดูเจ้าซูบซีดผิวพรรณดังเป็นโรคผอมเหลือง อินทรีย์เศร้าหมองเหลือเกิน เจ้าเกรงสิ่งใดเล่า ? พระนางสัมพุลาได้สดับพระดำรัส ของพระสัสสุรดาบส แล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เพราะพระราชโอรสของพระทูลกระหม่อม ไม่ทรงกรุณา กระหม่อมฉัน ดังในกาลก่อน แล้วตรัสคาถา ๕ คาถา ความว่า
หน้า 509 ข้อ 2418
ข้าแต่พระราชบิดา เมื่อก่อนพระลูกเจ้า ทรง ประพฤติแก่หม่อมฉันอย่างไร เดี๋ยวนี้หาเป็นอย่างนั้น ไม่ เพราะได้ทรงเห็นสนมนารี ผู้ประดับตกแต่ง มี ผิวพรรณดุจเกสรบัวรุ่นกำดัด เสียงไพเราะดังเสียง หงส์. ข้าแต่พระราชบิดา สนมนารีเหล่านั้น ทรง เครื่องประดับล้วนทองคำ มีเรือนร่างเฉิดโฉม ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด เพริศพริ้งดัง สาวสวรรค์ เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน ล้วนมีทรวดทรงหาติมิได้ เป็นขัตติยกกัญญา พากัน ปรนปรือพระโอรสราชเจ้านั้นอยู่. ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าหากพระโอรสราชเจ้า ทรงยกย่องหม่อมฉัน ดังที่หม่อมฉันเคยเที่ยวแสวงหา ผลาผลในป่า มาเลี้ยงดูพระราชสวามี ในกาลก่อนอีก และไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ จะประเสริฐกว่าราช สมบัติ ในพระนครพาราณสีนี้. หญิงใดอยู่ในเรือน อันมีข้าวน้ำไพบูลย์ ตกแต่ง ไว้เรียบร้อย มีเครื่องอาภรณ์อันวิจิตรประดับประดา แม้จะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยคุณสมบัติทุกอย่าง แต่ไม่เป็น ที่รักของสามี คอยแต่ประหัตประหาร ความตายของ หญิงนั้นประเสริฐกว่า การอยู่ครองเรือน.
หน้า 510 ข้อ 2418
ถ้าแม้หญิงใด เป็นหญิงเข็ญใจไร้เครื่องประดับ มีเสื่อลำแพนเป็นที่นอน แต่เป็นที่รักของสามี หญิงนั้น ประเสริฐเสียกว่าหญิงผู้เพรียบพร้อมด้วยคุณสมบัติ ทุกอย่าง แต่ไม่เป็นที่รักของสามี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทุมุตฺตรตฺตจา ความว่า พระลูกเจ้า ทอดพระเนตรเห็นสตรีมีผิวกายงดงาม คล้ายกลีบดอกปทุม แสดงว่า มีรัศมี สีทองเปล่งออกจากสรีรกายของทุกนาง. บทว่า วิราคิตา แปลว่า มีรูปร่าง อ้อนแอ้น อธิบายว่า มีเรือนร่างระหง. บทว่า หํสคคฺครา ความว่า ทรง เห็นเหล่าสนมนารี มีเสียงไพเราะอ่อนหวานคล้ายเสียงหงส์. บทว่า ตาสํ ความว่า เพราะทรงสดับเสียงแย้มหัวขับกล่อมเป็นต้น ของสนมนารีเหล่านั้น บัดนี้พระโอรสราชเจ้าของพระทูลกระหม่อม จึงไม่ประพฤติต่อหม่อมฉันดัง เช่นก่อน. บทว่า สุวณฺณสงฺกจฺจธรา ความว่า ทรงเครื่องประดับ ซึ่ง ล้วนทองคำ. บุทว่า อลงฺกตา ความว่า ประดับด้วยเครื่องอลังการนานาชนิด. บทว่า มานุสิยจฺฉรูปมา ความว่า เพริศพริ้งดังสาวสวรรค์ในหมู่มนุษย์. บทว่า เสโนปิยา ความว่า เป็นที่โปรดปรานของพระเจ้าโสตถิเสน. บทว่า ปฏิโลภยนฺติ นํ ความว่า พากันปรนปรือพระโอรสราชเจ้านั้นอยู่. บทว่า สเจ อหํ ความว่า พระนางสัมพุลาผู้ทรงซูบผอม เพราะแค้นใจหญิง ผู้ร่วมพระราชสวามี กราบทูลว่า ข้าแต่พระราชบิดา ถ้าพระราชโอรสเจ้า ทรงนับถือหม่อมฉันอีกเหมือนในกาลก่อน ที่หม่อมฉันเคยได้ปฏิบัติบำรุงเธอ ผู้เป็นพระสวามี ผู้เสด็จไปอยู่ป่าเพราะโรคเรื้อน ด้วยการแสวงหาผลาผล และไม่ทรงดูหมิ่นหม่อมฉันไซร้ ป่าแห่งเดียวเท่านั้น ประเสริฐสำหรับหม่อม ฉัน ยิ่งกว่าราชสมบัติในพระนครพาราณสีนี้. บทว่า ยมนฺนปาเน ตัดบท
หน้า 511 ข้อ 2418
เป็น ยํ อนฺนปาเน. บทว่า โอหิเต ความว่า จัดแจงแต่งตั้งไว้แล้ว. พระนางสัมพุลาแสดงถึงเรือน อันมีข้าวและน้ำมากมายไว้ด้วยบทนี้. นัยว่า พระนางสัมพุลานั้นมีความมุ่งหมายดังนี้ว่า นารีใดเป็นผู้ไม่มี บุตร อยู่คนเดียวในเรือน แม้มีข้าวน้ำไพบูลย์ มีเครื่องอาภรณ์เกลี้ยงเกลา ประดับตกแต่งด้วยนานาลังการ เพรียบพร้อมด้วยองค์คุณทุกอย่าง แต่ไม่เป็น ที่รักของสามี คอยแต่จะเบียดเบียน การที่หญิงนั้นเอาเถาวัลย์หรือเชือกผูก คอตายเสียดีกว่า จะอยู่ครอบครองเรือนนั้น. บทว่า อนาฬิยา แปลว่า ไม่มีเครื่องประดับ. บทว่า กฏาทุติยา ได้แก่ มีแต่เสื่อลำแพนเป็นที่นอน. บทว่า เสยฺยา ความว่า แม้นางจะเป็น หญิงกำพร้า แต่เป็นที่รักใคร่ของสามี นางนี้แหละเป็นเยี่ยม. เมื่อพระนางสัมพุลา ทูลเหตุที่ตนซูบผอม แก่พระสัสสุรดาบสอย่างนี้ แล้ว พระสัสสุรดาบสจึงรับสั่งให้เชิญเสด็จพระราชามาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ โสตถิเสน เมื่อเจ้าเป็นโรคเรื้อนเข้าไปอยู่ป่า นางสัมพุลาไปกับเจ้าเฝ้าปฏิบัติ บำรุง จนยังโรคของเจ้าให้หาย ด้วยกำลังแห่งความสัตย์ของตน ได้ช่วยกระทำ ให้เจ้าดำรงอยู่ในราชสมบัติ แต่เจ้ามิได้ใส่ใจถึงสถานที่ยืนที่นั่งของนางเลย เจ้าทำไม่เหมาะไม่ควร ขึ้นชื่อว่าการประทุษร้ายมิตรนั้น เป็นบาป เมื่อจะ พระราชทานโอวาท แก่พระราชโอรส จึงตรัสพระคาถา ความว่า ภรรยาผู้เกื้อกูลต่อสามี เป็นหญิงหาได้แสนยาก สามีผู้เกื้อกูลต่อภรรยา ก็หาได้แสนยาก ดูก่อนเจ้า ผู้จอมชน มเหสีของเจ้าเป็นผู้เกื้อกูลเจ้าด้วย มีศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าจงประพฤติธรรมต่อนางสัมพุลา. พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า หญิงผู้มีความเกื้อกูล มีจิตอ่อนโยน ความเอื้อเอ็นดูต่อชายผู้สามีก็ดี ชายผู้สามีมีความเกื้อกูล รู้คุณความดีที่หญิง
หน้า 512 ข้อ 2418
ผู้ภรรยากระทำแล้วก็ดี ทั้งสองจำพวกนี้หาได้ยากนัก ก็นางสัมพุลานี้ มีความ เกื้อกูลต่อเจ้าด้วย ถึงพร้อมด้วยศีลด้วย เพราะฉะนั้น เจ้าต้องประพฤติธรรม ต่อนาง ต้องสำนึกถึงบุญคุณของนาง แล้วจงมีจิตอ่อนโยน จงยังจิตของนาง ให้สดชื่นเบิกบานเถิด. พระราชฤาษีทรงประทานโอวาท แก่พระโอรสอย่างนี้แล้ว เสด็จ ลุกขึ้นหลีกไปยังพระราชอุทยาน. ครั้นพระราชฤๅษีผู้พระชนกเสด็จหลีกไปแล้ว พระเจ้าโสตถิเสน ตรัสสั่งให้พระนางสัมพุลามาเฝ้า แล้วตรัสว่า แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าจงอดโทษที่เราทำผิดมาตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ตั้งแต่นี้ไป เราจักมอบ อิสริยยศแก่เจ้าทั้งสิ้น แล้วตรัสพระคาถาสุดท้าย ความว่า ดูก่อนแม่นางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้โภคสมบัติ อันไพบูลย์แล้ว แต่มีความหึงหวงครอบงำ จนจะถึง ซึ่งมรณะไซร้ พี่และนางราชกัญญาเหล่านี้ทั้งหมด จะทำตามถ้อยคำของเจ้า. พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายว่า แน่พระนางสัมพุลาผู้เจริญ ถ้าเจ้าได้ โภคสมบัติอันไพบูลย์ โดยได้รับแต่งตั้งเป็นพระอัครมเหสี เพราะทีอภิเษก สถาปนาไว้ในกองรัตนะแล้ว ยังหยั่งลงในความฤษยา จะถึงซึ่งความตายไซร้ เราและนางราชกัญญาเหล่านั้นทั้งหมด จักเป็นผู้กระทำตามถ้อยคำของเจ้า เจ้า จงจัดแจงราชสมบัติ ตามความประสงค์เถิด แล้วพระราชทานความเป็นใหญ่ ทั้งสิ้น แก่พระอัครมเหสี. นับแต่นั้นมา ทั้งสองพระองค์ก็อยู่อย่างสามัคคีปรองดองกัน บำเพ็ญ บุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเสด็จไปตามยถากรรม. พระราชดาบสทำฌานและ อภิญญาให้เกิดแล้ว ก็เป็นผู้เข้าถึงซึ่งพรหมโลก.
หน้า 513 ข้อ 2419
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน พระนางมัลลิกาก็ เคารพต่อสามีดุจเทพยดาเหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระนางสัมพุลา ในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระนางมัลลิกา พระเจ้าโสตถิเสนได้มาเป็นพระเจ้า- กรุงโกศล พระดาบสผู้ราชบิดา ได้มา เป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัมพุลาชาดก ๑๐. ภัณฑุติณฑุกชาดก ว่าด้วยพระราชาทรงสดับฟังข่าวชาวเมือง [๒๔๑๙] ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาท ย่อมไม่ตาย คนประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะประมาท จึงเกิดความเสื่อม และเพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ ดูก่อนท่าน ผู้มีภาระครอบครองรัฐ อย่าประมาทเลย. เพราะกษัตริย์เป็นอันมาก หากมีความประมาท ต้องเสื่อมประโยชน์ของแว่นแคว้น เสื่อมทั้งแว่นแคว้น อนึ่ง ชาวบ้านประมาท ก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิต ประมาท ก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย.
หน้า 514 ข้อ 2419
ดูก่อนพระองค์ ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐ โภคสมบัติ ทุกอย่างในแว่นแคว้น ของกษัตริย์ ผู้ประมาทแล้ว ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ ของพระราชา. ดูก่อนพระมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ ไม่เป็น ธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลายย่อมกำจัดชนบท อันมั่งคั่ง ไพบูลย์ของพระราชา ผู้ประมาทเกินขอบ เขต. ราชโอรส สืบสันตติวงศ์ ของพระราชานั้นจักไม่มี เงินทอง ทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อแว่นแคว้น ถูกปล้น พระราชาผู้ประมาท ย่อมเสื่อมจากโภคะ ทั้งปวง. ญาติ มิตร และสหาย ย่อมไม่นับถือขัตติยราช เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่าน. พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่ง พระโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือพระราชานั้น ในความคิดอ่าน. ศรี คือ มิ่งขวัญ ย่อมละพระราชา ผู้ไม่จัดแจงการ งาน โง่เขลา มีความคิดอ่านเลวทราม ไร้ปัญญา เหมือนงูลอกคราบ อันคร่ำคร่า ฉะนั้น. พระราชาผู้ทรงจัดการงานดี หมั่นขยันตามกาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวง ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนฝูงโค ที่มีโคผู้ ฉะนั้น.
หน้า 515 ข้อ 2420, 2421, 2422
ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์จงเสด็จเที่ยวฟังเหตุ การณ์ในแว่นแคว้น และในชนบท ครั้นได้ทอดพระ เนตรเห็น และได้ทรงสดับแล้ว แต่นั้น ก็ปฏิบัติสิ่ง นั้น ๆ เถิด. [๒๔๒๐] ขอให้พระเจ้าปัญจาละ จงถูกศรเสียบ ในสงคราม เสวยทุกขเวทนา เหมือนเราถูกหนามแทง แล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้. [๒๔๒๑] ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มอง เห็นอะไรไม่ถนัด หนามแทงท่านเอง ในเรื่องนี้ พระ เจ้าพรทมทัต มีความผิดอะไรด้วย. [๒๔๒๒] ดูก่อนพราหมณ์ เราถูกหนามแทง ใน หนทางนี้ เป็นความผิดอย่างมหันต์ ของพระเจ้า พรหมทัต เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกพวกราชบุรุษ กดขี่ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษ กดขี่ ในแว่นแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์ มากมาย. แน่ะพ่อคุณ เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนพา กันอึดอัด เพราะกลัว ต่างพากันหาไม้ มีหนาม ใน ป่ามาทำที่ซุกซ่อน.
หน้า 516 ข้อ 2423, 2424, 2425, 2426, 2427, 2428
[๒๔๒๓] ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัต หญิง สาวหาผัวไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไรพระเจ้าพรหมทัตจัก สวรรคตเสียที. [๒๔๒๔] เฮ้ย ! หญิงชั่วไม่รู้จักเหตุผล แก พูดไม่ดีเลย พระราชาเคยหาผัวให้นางกุมาริกา มีที่ ไหนกัน ? [๒๔๒๕] พราหมณ์ เอย เราไม่ได้พูดชั่วเลย เรารู้เหตุผล ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์ รักษา ราษฎรถูกกดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กด ขี่ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม ในแว่นแคว้นของพระ ราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพ ลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัว ได้ที่ไหน. [๒๔๒๖] ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกหอก แทง ต้องนอนกลิ้งอยู่ในสงคราม เหมือนโคสาลิยะ ถูกผาลแทง นอนอยู่ ดังคนกำพร้า ฉะนั้น. [๒๔๒๗] เจ้าคนชาติชั่ว เจ้าโกรธพระเจ้าพรหม ทัต โดยไม่เป็นธรรม เจ้าทำลายโคของตนเอง ไฉน จึงมาสาปแช่ง พระราชาเล่า. [๒๔๒๘] ดูก่อนพราหมณ์ เราโกรธพระเจ้า พรหมทัต โดยชอบธรรม เพราะชาวชนบท พระ-
หน้า 517 ข้อ 2429, 2430, 2431
เจ้าพรหมทัต มิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่บ้าน เมืองกดขี่ ด้วยภาษีที่ไม่เป็นธรรม. กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่ กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระ ราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย. แม่ครัวคงหุงต้มใหม่อีกเป็นแน่ จึงนำข้าวมาส่ง ในเวลาสาย เรายังแลดูแม่ครัวมาส่งข้าวอยู่ โคสาลิยะ จึงถูกผาลแทงเอา. [๒๔๒๙] ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกฟัน ด้วยดาบในสงคราม เดือดร้อนอยู่ เหมือนเราถูกแม่ โคนม ถีบในวันนี้ จนนมสดของเราหกไป ฉะนั้น. [๒๔๓๐] การที่แม่โคนม ถีบเจ้าให้บาดเจ็บ น้ำ นมหกไปนั้น เป็นความผิดอะไร ของพระเจ้าพรหม- ทัต ท่านจึงติเตียนอยู่. [๒๔๓๑] ดูก่อนพราหมณ์ พระเจ้าปัญจาละ ควรจะได้รับความติเตียน เพราะชาวชนบท พระเจ้า พรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ด้วยภาษี อันไม่เป็นธรรม. อนึ่ง เวลากลางคืน ก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูก กดขี่ รีดภาษีอันไม่เป็นธรรม ในแคว้นของพระราชา โกง มีคนอาธรรม์มากมาย.
หน้า 518 ข้อ 2432, 2433, 2434, 2435
แม่โคเปรียว ดุร้าย เมื่อก่อนพวกเรามิได้รีดนม มัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษ ผู้ต้องการน้ำนม รีดนาทาเล้น จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้. [๒๔๓๒] ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงพลัด พรากจากราชโอรส วิ่งคร่ำครวญ เหมือนแม่โคกำพร้า พลัดพรากจากลูก วิ่งคร่ำครวญอยู่ ฉะนั้น. [๒๔๓๓] ในการที่แม่โคนม ของคนเลี้ยงโค เที่ยววิ่งไปมา หรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไร ของพระเจ้าพรหมทัตเล่า. [๒๔๓๔] ดูก่อนมหาพราหนณ์ ความผิดของ พระเจ้าพรหมทัตมีแน่ เพราะชาวชนบท พระเจ้า พรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วย ภาษีอันไม่ชอบธรรม. กลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูกเจ้าหน้าที่ กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระรา- ชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย ลูกโคของพวกเรายัง ดื่มนมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะต้องการฝักดาบ อย่างไรล่ะ. [๒๔๓๕] ขอให้พระเจ้าปัญจาลราซ พร้อมด้วย พระราชโอรส จงถูกประหารในสนามรบ ให้ฝูงการุม จิกกิน เหมือนเราผู้เกิดในป่า ถูกฝูงกาชาวบ้านจิก ในวันนี้ ฉะนั้น.
หน้า 519 ข้อ 2436, 2437
[๒๔๓๖] เฮ้ยกบ ! พระราชาทั้งหลายในมนุษย- โลก จะทรงจัดการพิทักษ์รักษาสัตว์ทั่วไปไม่ได้อยู่ เอง พระราชามิใช่เป็นอธรรมจารีบุคคล ด้วยเหตุที่ฝูง กากินสัตว์เป็น เช่นพวกเจ้าเท่านั้น. [๒๔๓๗] ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ จึงกล่าวยกย่องกษัตริย์อยู่ได้ เมื่อประชากรเป็นอันมาก ถูกปล้นอยู่ ท่านยังบูชาพระราชา ผู้น่าตำหนิอย่างยิ่ง. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้ พึงมีพระราชา ดี ก็จะมั่งคั่งเบิกบาน ผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อน ข้าวที่ดี ๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา. จบภัณฑุติณฑุกชาดกที่ ๑๐
หน้า 520 ข้อ 2437
อรรถกถาภัณฑุติณฑุกชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ ราโชวาท ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปมาโท ดังนี้. ราโชวาท มีพิสดารแล้วในหนหลัง. ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าปัญจาละ ดำรงอยู่ในอคติทรง ประมาทเสวยราชสมบัติโดยอธรรม อยู่ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิละ. ครั้งนั้น อำมาตย์เป็นต้นของพระองค์ ก็เกิดเป็นคนอาธรรม์เสียทั้งหมด. ชาว แว่นแคว้น ถูกบีบคั้นด้วยภาษีอากร ต้องพาลลูกเมียเที่ยวหลบหนี หลีกไป ในป่า คล้ายฝูงมฤค. ในที่ที่เคยมีบ้าน ก็กลายเป็นที่มีบ้านร้าง. กลางวัน ผู้คนไม่อาจอยู่บ้านเรือนได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พากันเอา กิ่งหนามเป็นต้นล้อมเรือนไว้ เมื่ออรุณขึ้นก็หลบเข้าป่าไป. กลางวันเจ้าหน้าที่ ก็ริบยื้อแย่ง กลางคืนพวกโจรก็ปล้นก็ชิง. คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดา อยู่ที่ี่ภัณฑุติณฑุก- พฤกษ์ภายนอกพระนคร. ทุกๆ ปีได้รับพลีกรรม มีราคาหนึ่งพันจากราชสำนัก. รุกขเทวดาคิดว่า พระราชานี้ทรงประมาท เสวยราชสมบัติ สกลรัฐจักฉิบหาย เว้นเราเสียแล้วไม่มีใครสามารถจะชักจูงให้พระราชาดำรงพระองค์ ในทางที่ถูก ต้องได้ อนึ่ง พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่เรา บูชาด้วยพลีกรรมพันหนึ่งทุกปีมา เราจักถวายโอวาทพระองค์ท่าน. ในเวลากลางคืน รุกขเทวดาเข้าไปยังห้อง พระบรรทมของพระราชา ยืนอยู่ข้างพระเศียร เปล่งรัศมียืนอยู่บนอากาศ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดารุ่งเรืองอยู่ คล้ายดวงอาทิตย์อ่อน ๆ จึง ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มาที่นี่เพราะเหตุอะไร ? รุกขเทวดาได้ยินพระราช-
หน้า 521 ข้อ 2437
ดำรัสแล้วทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ข้าพเจ้าคือภัณฑุติณฑุกเทพ คิดว่า จักถวายโอวาทแด่พระองค์ จึงมาเฝ้า. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจักให้โอวาท อะไรหรือ ? เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ดูก่อน มหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ประมาทเสวยราชสมบัติ เพราะฉะนั้น แว่นแคว้น ทั้งสิ้นของพระองค์ จะพินาศเหมือนถูกกำจัดยื้อแย่ง ธรรมดาพระราชาเมื่อ เสวยราชสมบัติด้วยความประมาท หาใช่เป็นเจ้าของแห่งแว่นแคว้นทั้งสิ้นไม่ ถึงความพินาศในปัจจุบันแล้ว ในภพหน้าจักต้องเกิดในมหานรกอีก อนึ่ง เมื่อพระราชาถึงความประมาทแล้ว แม้ชนในราชสำนัก นอกราชสำนัก ย่อม จะพากันประมาท ด้วยเหตุนั้น พระราชาไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ดังนี้แล้ว เมื่อจะเริ่มตั้งธรรมเทศนา จึงกล่าวคาถา ความว่า ความไม่ประมาท เป็นทางไม่ตาย ความประมาท เป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คน ประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะประมาท จึงเกิดความเสื่อม และเพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ ดูก่อนท่านผู้มีภาระครอบครองรัฐ อย่าประมาทเลย. เพราะกษัตริย์เป็นอันมาก หากมีความประมาท ต้องเสื่อมประโยชน์ของแว่นแคว้น เสื่อมทั้งแว่นแคว้น อนึ่ง ชาวบ้านประมาท ก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิต ประมาท ก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย. ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐ โภคสมบัติ ทุกอย่างในแว่นแคว้น ของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้ว
หน้า 522 ข้อ 2437
ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ ของพระราชา. ดูก่อนพระมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่เป็น ธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลายย่อมกำจัดชนบท อันมั่งคั่งไพบูลย์ ของพระราชาผู้ประมาทเกินขอบเขต. ราชโอรสสืบสันตติวงศ์ ของพระราชานั้นจัก ไม่มี เงินทองทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อ แว่นแคว้นถูกปล้น พระราชาผู้ประมาท ย่อมเสื่อม จากโภคะทั้งปวง. ญาติมิตรและสหาย ย่อมไม่นับถือขัตติยราชผู้ เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่าน. พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่ง พระโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือพระราชานั้น ในความคิดอ่าน. ศรีคือมิ่งขวัญ ย่อมละพระราชาผู้ไม่จัดแจง การงาน โง่เขลา มีความคิดอ่านเลวทราม ไร้ปัญญา เหมือนงูลอกคราบอันคร่ำคร่า ฉะนั้น. พระราชาผู้ทรงจัดแจงการงานดี หมั่นขยันตาม กาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวง ย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนฝูงโคที่มีโคผู้ ฉะนั้น.
หน้า 523 ข้อ 2437
ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์จงเสด็จเที่ยวฟัง เหตุการณ์ในแว่นแคว้น และในชนบท ครั้นได้ทอด- พระเนตรเห็น และได้ทรงสดับแล้ว แต่นั้นก็ปฏิบัติ สิ่งนั้น ๆ เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่อยู่ปราศ แห่งสติ. บทว่า อมตํ ปทํ ความว่า เป็นทางคือเป็นเหตุแห่งอมตนิพพาน. บทว่า มจฺจุโน ปทํ ความว่า ความประมาทเป็นเหตุแห่งความตาย. เพราะ คนประมาทแล้ว เจริญวิปัสสนา เมื่อไม่อาจบรรลุอัปปฏิสนธิกภาพได้ ย่อมเกิด ย่อมตายในสงสารบ่อย ๆ เหตุนั้น ความประมาทจึงชื่อว่า เป็นทางแห่งความ ตาย บทว่า น มียนฺติ ความว่า คนผู้ไม่ประมาทเจริญวิปัสสนา บรรลุ อัปปฏิสนธิกภาพแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย เพราะไม่เกิดในสงสารอีก. บทว่า เย ปมตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า บุคคลเหล่าใดประมาทแล้ว บุคคล เหล่านั้นควรเห็นเหมือนคนตายแล้ว. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่ยังกิจให้ สำเร็จไม่ได้. แท้จริง สำหรับคนที่ตายแล้ว ย่อมไม่มีความคำนึง ความ ปรารถนา หรือความขวนขวายว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทำอุโบสถ กรรม จักบำเพ็ญคุณงามความดี เพราะเป็นผู้ปราศจากวิญญาณ. สำหรับคน ประมาทก็ไม่มี เพราะขาดความไม่ประมาท ฉะนั้น คนตายกับคนประมาท ทั้งสองนี้ จึงเสมอเหมือนเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน. บทว่า มทา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่า ความประมาท ย่อมเกิดเพราะความเมา ๓ ประการ คือ เมาในความไม่มีโรค เมาในวัย และเมาในชีวิต. คนเรานั้นพอเมาแล้ว ก็ถึงความประมาท กระทำบาปกรรม เช่นปาณาติบาตเป็นต้นได้. ทีนั้น พระราชาย่อมตรัสสั่งให้ตัดตีนตัดมือ ให้ ประหารชีวิต หรือให้ริบทรัพย์ของผู้นั้นทั้งหมด เพราะความประมาทของเขา
หน้า 524 ข้อ 2437
จึงเกิดความสิ้นญาติ สิ้นทรัพย์ สิ้นชีวิตอย่างนี้. เขาถึงความสิ้นทรัพย์หรือ สิ้นยศแล้ว เมื่อไม่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อีก ก็ต้องทำกายทุจริตเป็นต้น เพื่อ เลี้ยงชีพต่อไป และเพราะความสิ้นเนื้อสิ้นตัวของเขาอย่างนี้ จึงเกิดโทษผิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงต้องทูลเตือนพระองค์. บทว่า มา มโท ภรตูสภ ความว่า ดูก่อนพระองค์ผู้มีภาระเป็นใหญ่ในแว่นแคว้น พระองค์อย่าทรงมัวเมา อธิบายว่า อย่าทรงประมาท. บทว่า อตฺถํ รฏฺํ ความว่า กษัตริย์เป็นอันมาก (หาก) ทรงประมาท ความเจริญของชาวชนบท และแว่นแคว้นทั้งสิ้น ก็เสื่อมโทรมลง. เพื่อความ แจ่มแจ้งแห่งความข้อนั้น ๆ บัณฑิตควรแสดง ขันติวาทีชาดก มาตังคชาดก คุรุกชาดก สรภังคชาดก และเจติยชาดก. บทว่า คามิโน ความว่า แม้ นายบ้านต้องพลัดพราก เสื่อมโทรม ฉิบหายจากบ้าน ก็เพราะโทษคือความ ประมาทมาก. บทว่า อนาคารา อคาริโน ความว่า รุกขเทวดากล่าวว่า บรรพชิตเสื่อมจากข้อปฏิบัติของบรรพชิต ก็เพราะโทษคือประมาทมาก แม้ คฤหัสถ์ พลัดพราก เสื่อมโทรม จากการครองเรือน และธัญญาหารเป็นต้น มากมาย ก็เพราะโทษคือประมาทมาก. บทว่า ตํ วุจฺจเต อยํ ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ชื่อว่า ความเสื่อมยศและโภคสมบัติ ท่านกล่าวว่า นั่น เป็นทุกข์ของพระราชา เพราะไม่มีโภคสมบัติ ยศของพระราชาผู้ไร้ทรัพย์ ย่อมเสื่อม พระราชาผู้เสื่อมยศ ย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์. บทว่า เนส ธมฺโม ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ ไม่ใช่ธรรมของโบราณกษัตริย์. บทว่า อิทฺธํ ผีตํ ความว่า (โจรทั้งหลาย ย่อมยื้อแย่ง) ชนบทอันมั่งคั่งด้วยข้าวน้ำเป็นต้น ไพบูลย์ด้วยเงินและทอง เป็นต้น. บทว่า น เต ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ราชโอรสผู้สืบ สันตติวงศ์ ของพระราชาผู้ประมาทจักไม่มี. เพราะชาวแว่นแคว้นทั้งหลาย
หน้า 525 ข้อ 2437
ย่อมไม่ถวายเศวตฉัตร ด้วยคิดว่า พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนี้ จักทำความเจริญอะไรแก่พวกเราได้ พวกเราจักไม่ถวายเศวตฉัตรแก่พระโอรส นั้น พระโอรสต้องพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มี ด้วยอาการ อย่างนี้. บทว่า ปริชิณฺณํ แปลว่า เสื่อมรอบแล้ว. บทว่า ราชา นํ วาปิ ความว่า แม้ถึงพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น จะเป็นพระราชา เมื่อเป็น เช่นนั้น. บทว่า มนฺติยํ ความว่า ญาติ มิตรสหายย่อมไม่สำคัญที่จะทำอาการ นับถือด้วยจิตเคารพว่า ผู้นี้คือพระราชา. บทว่า อุปชีวนฺตา ความว่า ชนทั้งหลายแม้ที่เข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ย่อมไม่สำคัญอาการที่ตนควร สำคัญด้วยจิตเคารพ. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุที่พระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ใน ธรรม. บทว่า สิรี ได้แก่ ยศและโภคสมบัติ. บทว่า ตจํ ความว่า เมื่องู รังเกียจคราบเก่าย่อมละเสีย ไม่เหลียวแลดูอีกฉันใด สิริคือยศและโภคสมบัติ ย่อมละพระราชา ผู้เช่นนั้น ฉันนั้น. บทว่า สุสํวิหิตกมฺมนฺตํ ความว่า ผู้ไม่กระทำบาปกรรมด้วยกายทวารเป็นต้น. บทว่า อภิวฑฺฒนฺติ ความว่า ย่อมเจริญก้าวหน้า. บทว่า สอุสภามิว ความว่า ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็น หัวหน้าฝูง. แท้จริง โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ไม่ประมาท แล้ว ดุจฝูงโค มีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูงฉะนั้น. บทว่า อุปสฺสุตึ ความว่า พระองค์จงเสด็จจาริกไปในสกลรัฐและ ชนบทของพระองค์. บทว่า ตตฺถ ความว่า เมื่อพระองค์เสด็จไปในแว่น- แคว้นนั้น จะได้ทอดพระเนตรสิ่งที่ควรทอดพระเนตร จะได้ทรงสดับสิ่งที่ ควรสดับ กระทำคุณานุคุณส่วนพระองค์ให้ประจักษ์แล้ว จักได้ทรงปฏิบัติ ข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์.
หน้า 526 ข้อ 2437
พระมหาสัตว์ถวายโอวาทพระราชาด้วยคาถา ๑๑ คาถา ด้วยประการ ฉะนี้แล้ว ทูลว่า พระองค์จงรีบไปสอดส่องอย่าชักช้า อย่าให้แว่นแคว้นฉิบหาย เสียเลย ดังนี้แล้ว กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน. ฝ่ายพระราชาทรงสดับถ้อยคำ ของเทวดาแล้ว สลดพระทัย รุ่งขึ้นโปรดให้อำมาตย์ดูแลราชสมบัติแล้วพร้อม ด้วยราชปุโรหิต เสด็จออกจากพระนคร ทางพระทวารด้านทิศปราจีน เสด็จ พระราชดำเนินไป สิ้นทางประมาณหนึ่งโยชน์ ณ สถานที่นั้น ชายแก่ชาวบ้าน ผู้หนึ่ง นำกิ่งหนามมาจากดง ล้อมกั้นปิดประตูเรือนไว้ พาบุตรภรรยาเข้าป่าไป เวลาเย็นเมื่อพวกราชบุตรหลีกไปแล้วก็กลับมาเรือนตน ถูกหนามยอกเท้าที่ ประตูเรือน จึงนั่งกระโหย่ง บ่งหนาม พลางด่าพระราชาด้วยคาถานี้ ความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จึงถูกลูกศรเสียบใน สงคราม เสวยทุกขเวทนา เหมือนเราถูกหนามแทง แล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้. ก็คำด่านั้นได้เป็นไปด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นเอง. ควรทราบ ว่า ชายแก่นั้น ถูกพระโพธิสัตว์ดลใจจึงด่า. ในเวลานั้น พระราชากับราช- ปุโรหิต ปลอมเพศยืนอยู่ใกล้ ๆ ชายแก่นั้นเอง. พอราชปุโรหิตได้ยินคำของ ชายแก่ จึงกล่าวคาถา ความว่า ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มองเห็นอะไร ไม่ถนัด หนามแทงท่านเอง ในเรื่องนี้ พระเจ้า- พรหมทัต มีความผิดอะไรด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺเคยฺย แปลว่า ยอกเอา มีอธิบายว่า ถ้าท่านถูกหนามยอกเอา เพราะความซุ่มซ่ามของตนเองไซร้ ในข้อนี้ทำไมจะ เป็นความผิดของพระราชาด้วยเล่า ท่านด่าพระราชา เพราะเหตุที่ พระราชา มีหน้าที่ตรวจตราหนามแล้วบอกให้ท่านทราบหรือ ?
หน้า 527 ข้อ 2437
ชายชราได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราถูกหนามแทง ในหนทางนี้ เป็นความผิดของพระเจ้าพรหมทัตมากมาย เพราะ ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ถูกพวกราชบุรุษกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษ กดขี่ ในแว่นแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์ มากมาย. แน่ะพ่อคุณ เมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนพากัน อึดอัด เพราะกลัวพากันหาไม้มีหนาม ในป่ามาทำที่ ซุกซ่อน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเหฺวตฺถ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ข้านั่งจมลงไปในทางที่มีหนาม ในเรื่องนี้พระเจ้าพรหมทัตมีความผิดมากเพราะ ความผิดของพระราชา ตลอดเวลาเท่านี้ เจ้าไม่รู้เลยว่า เราต้องดั้นด้นไปใน ทางที่มีหนาม เพราะชนบทพระราชามิได้พิทักษ์รักษาจึงมีหนาม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขาทนฺติ ได้แก่ พวกโจรรุมกันปล้น. บทว่า ตุณฺฑิยา ความว่า กลางวัน พวกราชบุรุษเบียดเบียนด้วยการฆ่า การจองจำเป็นต้น เก็บภาษีอากรโดยไม่เป็นธรรม. บทว่า กูฏราชสฺส ความว่า ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ลามก. บทว่า อธมฺมิโก ความว่า คนทั้งหลายต้องมีการงานอันปกปิดเป็นอันมาก. คนแก่เรียกปุโรหิตว่า พ่อ- พราหมณ์. บทว่า มาณวา ได้แก่ มนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า นิลฺเลนกานิ ได้แก่ สถานที่ซุ่มซ่อน. บทว่า วเน คเหตฺวา กณฺฏกํ ความว่า (ใน เพราะภัยเช่นนี้) ประชาชนจึงนำเอาหนามมาปิดประตู ทิ้งเรือนพาลูกเมียเข้า
หน้า 528 ข้อ 2437
ป่าไป ทำสถานที่ซุ่มซ่อนของตน ๆ ในป่านั้น. อนึ่ง หนามชนิดใดมีในป่า เขาก็พากันเอาหนามชนิดนั้นมาล้อมเรือนไว้ เพราะความผิดของพระราชา อย่างนี้ เราจึงถูกหนามตำเอา ท่านอย่าเป็นผู้สนับสนุนพระราชาเช่นนี้เลย. พระราชาทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสเรียกราชปุโรหิตมาตรัสสั่งว่า ท่าน อาจารย์ ชายชราพูดถูก เป็นความผิดของเราแท้ ๆ มาเถิด เราจักกลับไป เสวยราชสมบัติโดยธรรม. เทวดาพระโพธิสัตว์ สิงในร่างของราชปุโรหิต ทูลว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า จงไปสอดแนมดูข้างหน้าต่อไปอีกก่อนเถิดพระเจ้าข้า. พระราชากับปุโรหิต จากบ้านนั้น ไปยังบ้านอื่น ได้ยินเสียงของหญิงชรา คนหนึ่งในระหว่างทาง. นัยว่าหญิงนั้นเป็นหญิงเข็ญใจ พิทักษ์รักษาบุตรสาว สองคนซึ่งเจริญวัยแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปป่า ตนเองเก็บผักหักฟืนมาจากป่า บำรุงรักษาลูกสาวทั้งสอง. วันนั้นนางขึ้นพุ่มไม้แห่งหนึ่ง กำลังเก็บผักอยู่ พลัดตกลงมา เมื่อจะด่าพระราชา โดยแช่งให้ตาย กล่าวคาถา ความว่า ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัต หญิงสาวหาผัว ไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไรพระเจ้าพรหมทัต จักสวรรคต เสียที. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปฏิกา แปลว่า หาสามีมิได้. อธิบายว่า ถ้าเขามีสามีคงจะได้เลี้ยงดูเรา ในรัชกาลของพระราชาลามก เราได้รับความทุกข์ เมื่อไรหนอ มันจักตายเสียที หญิงชราด่าพระราชาอย่างนี้ ก็ด้วยอานุภาพ ของพระโพธิสัตว์. เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้านนาง จึงกล่าวคาถา ความว่า เฮ้ย ! หญิงชั่วไม่รู้จักเหตุผล แกพูดไม่ดีเลย พระราชาเคยหาผัวให้นางกุมาริกา มีที่ไหนกัน.
หน้า 529 ข้อ 2437
หญิงชราได้ยินดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า พราหมณ์เอย เราไม่ได้พูดชั่วเลย เรารู้เหตุผล ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัต มิได้พิทักษ์รักษา ราษฎรถูกกดขี่ ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม. กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษี อันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพลำบาก การ- เลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัวได้ที่ไหน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกวิทตฺถปทา ความว่า เราฉลาด รู้เท่าทันในเหตุในผล ท่านอย่าสรรเสริญพระราชาลามกอย่างนี้. บทว่า ทุชฺชีเว ความว่า เมื่อแว่นแคว้นมีการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็เกิดลำบาก ผู้คนทั้งกลัวทั้งหวาดเสียว ก็หลบไปอยู่ในป่า. บทว่า กุโต ภตฺตา กุมาริยา ความว่า หญิงสาว ๆ จักหาผัวได้ที่ไหน. พระราชากับราชปุโรหิตฟังคำของหญิงชราแล้ว คิดว่า แกพูดถูกต้อง จึงพากันเดินทางต่อไปข้างหน้า ได้ยินเสียงของชาวนาคนหนึ่ง ได้ยินว่า เมื่อ ชาวนานั้นกำลังไถนา โคชื่อสาลิยะ ถูกผาลแทงจึงล้มลง. เมื่อชาวนาจะด่า พระราชาจึงกล่าวคาถา ความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกหอกแทง ต้อง นอนกลิ้งอยู่ในสงคราม เหมือนโคสาลิยะ ถูกผาลแทง นอนอยู่ดังคนกำพร้า ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ความว่า โคชื่อสาลิยะนี้ ได้รับ ทุกขเวทนานอนอยู่ฉันใด ขอพระเจ้าปัญจาลราชจงนอนเป็นทุกข์ฉันนั้น.
หน้า 530 ข้อ 2437
ลำดับนั้น เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้าน จึงกล่าวคาถา ความว่า เจ้าคนชาติชั่ว เจ้าโกรธพระเจ้าพรหมทัต โดย ไม่เป็นธรรม เจ้าทำร้ายโคของตนเอง ไฉนจึงมาสาป- แช่งพระราชาเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธฺมเมน ความว่า โดยไม่มีเหตุผล คือไม่มีความจริง. ชาวนาได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราโกรธพระเจ้าพรหมทัตโดย ชอบธรรม เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ ทรงพิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกดขี่ ด้วย ภาษีที่ไม่เป็นธรรม กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่ กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระ ราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย. แม่ครัวคงหุงต้มใหม่อีกเป็นแน่ จึงนำข้าวมาส่ง ในเวลาสาย เรามัวแลดูแม่ครัว มาส่งข้าวอยู่ โคสา- ลิยะจึงถูกผาลแทงเอา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า เราด่าโดยมีเหตุผล ท่านอย่าเข้าใจว่า ด่าโดยไม่มีเหตุผล. บทว่า สา นูน ปุน เร ปกฺกา วิกาเล ภตฺตมาหริ ความว่า พราหมณ์เอ๋ย เราคิดว่า หญิงแม่ครัวนำข้าว มาส่งเรา หุงข้าวแล้วคงนำมาส่งแต่เช้าตรู่ แต่นางถูกพวกทาสของพระเจ้า พรหมทัต พวกรีดภาษีโดยไม่เป็นธรรม เกาะกุมตัวไว้ ต้องเลี้ยงดูพวกมัน
หน้า 531 ข้อ 2437
แล้วจึงหุงข้าวเพื่อเราใหม่ เพราะเหตุนั้น จึงนำข้าวมาส่งในเวลาสาย วันนี้ นำมาสายนัก ดังนี้แล้ว ถูกความหิวบีบคั้น มัวแลดูคนส่งข้าว ดุว่าโค เอาปฏัก แทงโคไม่เป็นที่ ฉะนั้น เจ้าโคสาลิยะมันยกเท้าขึ้นกระทืบผาล จึงถูกผาลบาด เอา เหตุนั้น เจ้าอย่าเข้าใจว่า เราประหารมัน ข้อนี้ ชื่อว่า พระราชาผู้ลามก ประหารแล้วทีเดียว ท่านอย่ามัวกล่าวพรรณนาคุณของพระราชานั้นอยู่เลย. พระราชากับราชปุโรหิต เดินทางต่อไป แล้วพักอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง รุ่งขึ้นเวลาเช้าตรู่ แม่โคนมโกงตัวหนึ่ง เอาเท้าดีดคนรีดนมโค ล้มไปพร้อม ด้วยนมสด เมื่อคนรีดนมโคจะด่าพระเจ้าพรหมทัต จึงกล่าวคาถา ความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงถูกฟันด้วยดาบใน สงคราม เดือดร้อนอยู่ เหมือนเราถูกแม่โคนม ถีบ ในวันนี้ จนนมสดของเขาหกไป ฉะนั้น. ราชปุโรหิต ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า การที่แม่โคถีบเจ้าให้บาดเจ็บ น้ำนมหกไปนั้น เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัต ท่านจึงติเตียน อยู่. ครั้นพราหมณ์ปุโรหิตกล่าวคาถาจบ คนรีดนมโคได้กล่าวคาถาอีก ๓ คาถา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ พระเจ้าปัญจาละ ควรจะได้รับ ความติเตียน เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่เป็น ธรรม.
หน้า 532 ข้อ 2437
อนึ่ง เวลากลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูก กดขี่รีดภาษีอันไม่เป็นธรรม ในแคว้นของพระราชา โกง มีคนอาธรรม์มากมาย. แม่โคเปรี้ยว ดุร้าย เมื่อก่อนพวกเรามิได้รีดนม มัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษผู้ต้องการน้ำนม รีดนาทาเล้น จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑา แปลว่า หยาบคาย. บทว่า อกตฺถนา แปลว่า มีปกติวิ่งหนี. บทว่า ขีรกาเมหิ ความว่า พวกเรา ถูกเจ้าหน้าที่ของพระราชาอาธรรม์ ใช้ให้หานมสดมามาก ๆ เบียดเบียน จำ ต้องรีด ถ้าหากพระเจ้าพรหมทัตนั้น ครองราชสมบัติโดยธรรม ภัยเห็นปาน นี้คงไม่มาถึงพวกเรา. พระราชาและพระราชปุโรหิต คิดว่า เจ้านี่พูดถูก จึงออกจากบ้าน นั้น ขึ้นสู่หนทางใหญ่ มุ่งหน้าต่อพระนครกลับไปในบ้านแห่งหนึ่ง พวกนาย อากรฆ่าลูกโคอ่อนตัวหนึ่ง เพื่อต้องการทำฝักดาบ จึงยึดเอาหนังไป แม่โค นมที่ลูกถูกฆ่า เพราะความเศร้าถึงลูก ไม่กินหญ้า ไม่ดื่มน้ำ เที่ยวร่ำร้องหา ลูกอยู่ เด็ก ๆ ชาวบ้านเห็นดังนั้น เมื่อจะพากันด่าพระราชา จึงกล่าวคาถา ความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช จงพลัดพรากจากโอรส วิ่งคร่ำครวญเหมือนแม่โคกำพร้า พลัดพรากจากลูก วิ่งคร่ำครวญอยู่ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริธาวติ ความว่า วิ่งร่ำร้องอยู่. ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวคาถานอกนี้ ความว่า
หน้า 533 ข้อ 2437
ในการที่แม่โค ของคนเลี้ยงโค เที่ยววิ่งไปมา หรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไร ของพระเจ้า พรหมทัตเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภเมยฺย รเวยฺย วา ความว่า (สัตว์เลี้ยง) ก็ต้องวิ่งไปมาได้ หรือร่ำร้องได้ อธิบายว่า พ่อเอย ธรรมดา สัตว์เลี้ยง เมื่อเจ้าของพิทักษ์รักษาอยู่ มันก็วิ่งได้ ไม่กินหญ้าได้ ในข้อนี้ จะเป็นความผิดอะไรของพระราชาเล่า. ลำดับนั้น เด็กชาวบ้าน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ดูก่อนมหาพราหมณ์ ความผิดของพระเจ้าพรหม ทัต มีแน่ เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบ ธรรม. กลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กด ขี่ ด้วยภาษาอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชา โกง มีคนอาธรรม์มากนาย ลูกโคของพวกเรายังดื่ม นมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะต้องการฝักดาบอย่าง ไรล่ะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาพฺรเหฺม ได้แก่ มหาพราหมณ์. บทว่า ราชิโน ได้แก่ ของพระราชา. บทว่า กถํ โน ความว่า อย่าง ไรเล่า คือ เพราะเหตุชื่อไร ? บทว่า ขีรปา หญฺเต ปชา ความว่า เด็กทั้งหลายด่าพระราชาว่า ลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ถูกพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นฆ่า ด้วยอำนาจของพระราชาลามก แม่โคนมนั้นร่ำร้องหาลูกอยู่เดี๋ยวนี้ ขอพระ ราชานั้น จงปริเทวนาการ เหมือนแม่โคนมเถิด.
หน้า 534 ข้อ 2437
พระราชา และราชปุโรหิต พูดว่า ดีละ พวกเจ้าพูดได้เหตุผล แล้ว หลีกไปเสีย ต่อมาในระหว่างทาง ฝูงกากำลังเอาจะงอยปากจิกกินกบทั้งหลายอยู่ ณ สระแห้งแห่งหนึ่ง เมื่อพระราชา และราชปุโรหิตมาถึงที่นั้น พระโพธิสัตว์ จึงบันดาลให้กบทั้งหลาย แช่งด่าพระราชาด้วยอานุภาพของตน (เป็นคาถา) ความว่า ขอให้พระเจ้าปัญจาลราช พร้อมด้วยพระราช โอรส จงถูกประหารในสนามรบ ให้ฝูงการุมจิกกิน เหมือนเราผู้เกิดในป่า ถูกฝูงกาชาวบ้านจิกกินในวันนี้ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามเกหิ ได้แก่ กาที่อยู่ในบ้าน. ราชปุโรหิตได้ยินดังนั้น เมื่อจะสนทนากับพวกกบ จึงกล่าวคาถา ความว่า เฮ้ย ! กบ พระราชาทั้งหลายในมนุษยโลก จะ ทรงจัดการพิทักษ์รักษาสัตว์ทั่วไปไม่ได้อยู่เอง พระ ราชามิได้เป็นอธรรมจารีบุคคล ด้วยเหตุที่ฝูงกากินสัตว์ เป็นเช่นพวกเจ้า เท่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวํ ได้แก่สัตว์ที่ยังมีชีวิต. บทว่า อเทยฺยุํ แปลว่า พึงเคี้ยวกิน. บทว่า ธงฺกา ได้แก่ กาทั้งหลาย. อธิบายว่า กา ทั้งหลายพึงเคี้ยวกินสัตว์มีชีวิต ด้วยเหตุเพียงใด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระ ราชาจะชื่อว่าไม่เป็นผู้ประพฤติธรรมหาได้ไม่ พระราชาจักสามารถเข้าไปยังป่า เที่ยวรักษาเจ้าได้อย่างไร ?
หน้า 535 ข้อ 2437
กบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ จึงกล่าว ยกย่องกษัตริย์อยู่ได้ เมื่อประชากรเป็นอันมากถูกปล้น อยู่ ท่านยังบูชาพระราชาผู้น่าตำหนิอย่างยิ่ง. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้ พึงมีพระราชาดี ก็จะมั่งคั่ง เบิกบาน ผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อนข้าว ที่ดี ๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจารี ความว่า เมื่อกบจะติเตียน ปุโรหิต จึงกล่าวว่า ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ. บทว่า ขตฺติยสฺส ได้แก่ พระราชาลามกเห็นปานนี้. บทว่า วิลุมฺปมานาย ความว่า เมื่อ ประชาชนถูกรีดนาทาเล้นอยู่ อนึ่ง ปาฐะ พระบาลี ก็อย่างเดียวกันนี้แหละ. บทว่า ปุถุปฺปชาย ความว่า เมื่อประชาชนทั่วไปถูกเจ้าหน้าที่ ทำให้พินาศ อยู่. บทว่า ปูเชสิ ได้แก่ ยกย่องสรรเสริญ. บทว่า สุรชฺชกํ ความว่า ถ้าแว่นแคว้นนี้ อันพระราชาผู้ไม่ลุอำนาจฉันทาคติเป็นต้น ไม่ยังทศพิธราช ธรรมให้กำเริบรักษาอยู่ เป็นแว่นแคว้นมีจอมราชดี. บทว่า ผีตํ ความว่า มีข้าวกล้าสมบูรณ์ ในเมื่อฝนหลั่งกระแสธารอยู่โดยชอบ. บทว่า มาทิสํ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ กาทั้งหลายคงไม่กินสัตว์ อย่างเราเลยทีเดียว. การ ด่าในฐานะ แม้ทั้ง ๖ อย่างนี้ มีได้ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั่นเอง. พระราชากับราชปุโรหิต สดับคำนั้นแล้ว ดำริว่า ชนทั้งปวงที่สุด จนกระทั่งกบ ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่ในป่า พากันด่าเราผู้เดียว แล้วเสด็จ จากที่นั้นไปสู่พระนคร เสวยราชย์โดยธรรม ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ สร้างบุญกุศลมีทานเป็นต้น.
หน้า 536 ข้อ 2437
พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรละการลุอำนาจอคติ เสวย ราชสมบัติโดยธรรม แล้วทรงประชุมชาดกว่า ภัณฑุติณฑุกเทวดา ในครั้งนั้น ได้มาเป็นเราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาภัณฑุติณฑุกชาดก จบอรรถกถาติงสตินิบาต รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. กิงฉันทชาดก ๒. กุมภชาดก ๓. ชยทิสชาดก ๔. ฉัททันต- ชาดก ๕. สัมภวชาดก ๖. มหากปิชาดก ๗. ทกรักขสชาดก ๘. ปัณ- ฑรกชาดก ๙. สัมพุลาชาดก ๑๐. ภัณฑุติณฑุกชาดก และอรรถกถา.
หน้า 537 ข้อ 2438, 2439, 2440
จัตตาฬีสนิบาตชาดก ๑. เตสกุณชาดก ว่าด้วยนกตอบปัญหาพระราชา [๒๔๓๘] (พระราชาตรัสว่า) เราขอถามเจ้าเวส- สันดร นกเอ๋ย ขอความเจริญจงมีแก่เจ้า กิจอะไรที่ บุคคลผู้ประสงค์เสวยราชสมบัติกระทำแล้ว เป็นกิจ ประเสริฐ. [๒๔๓๙] (นกเวสสันดรทูลว่า) นานนักหนอ พระเจ้ากังสราช พระราชบิดาของเรา ผู้ทรงสงเคราะห์ ชาวเมืองพาราณสี เป็นผู้ประมาท ได้ตรัสถามเราผู้ บุตร ซึ่งหาความประมาทมิได้. [๒๔๔๐] ข้าแต่บรมกษัตริย์ ธรรมดาพระราชา ควรห้ามมุสาวาท ความโกรธ และความร่าเริงก่อนที เดียว แต่นั้น พึงตรัสสั่งให้กระทำกิจทั้งหลาย คำที่ข้า พระพุทธเจ้ากล่าวมานั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นกิจของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนพระองค์ทรงรักใคร่ และเกลียดชังแล้ว พึงทรงทำกรรมใด กรรมนั้นที่ พระองค์ทรงทำแล้ว พึงยังพระองค์ให้เดือดร้อนโดย
หน้า 538 ข้อ 2440
ไม่ต้องสงสัย แต่นั้นพระองค์ไม่ควรทรงกระทำกรรม นั้นอีก. ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงบำรุงรัฐ เมื่อกษัตริย์ประ- มาทแล้ว โภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้นย่อมพินาศ ข้อนั้นนักปราชญ์ กล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระ- ราชา. ข้าแต่พระบิดา เทพธิดาชื่อสิริ และชื่อลักขี ถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม ได้ตอบว่า ข้าพเจ้าย่อมยินดี ในบุรุษผู้มีความขยันหมั่นเพียร ไม่มีความริษยา. ข้าแต่มหาราชเจ้า กาลกรรณี ผู้ทำลายจักร ย่อม ยินดีในบุรุษผู้ริษยา ผู้มีใจชั่ว ผู้ประทุษร้ายการงาน. ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์จงทรงเป็นผู้มีพระ- ทัยดีต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคนทั้งปวง จงทรงบรรเทาเสียซึ่งคนไม่มีราศี จงมีคนที่มีราศี เป็นที่พำนักเถิด. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี บุรุษ ผู้มีราศี สมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ ย่อม ตัดโคนและยอดของศัตรูทั้งหลายได้. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่ของประชาชน ความ จริง แม้ท้าวสักกะก็ไม่ทรงประมาทในความหมั่นเพียร ท้าวเธอทรงกระทำความเพียร ในกัลยาณธรรม ตั้ง พระทัยมั่น ในความขยันหมั่นเพียร.
หน้า 539 ข้อ 2441, 2442
คนธรรพ์ พรหม เทวดา เป็นผู้เป็นอยู่ อาศัย พระราชาเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงอุตสาหะ ไม่ทรง ประมาท เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองป้องกัน. ข้าแต่พระบิดา พระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ทรงพระพิโรธ แล้วตรัสสั่งให้ทำกิจทั้งหลาย จงทรง พยายามในกิจทั้งหลาย เพราะคนเกียจคร้าน ย่อมไม่ พบความสุข. ข้อความที่ข้าพระองค์ กล่าวแก้แล้ว ในปัญหา ของพระองค์นั้น ข้อนี้เป็นอนุสาสนี สามารถยังผู้เป็น มิตรให้ถึงความสุข และยังคนผู้เป็นศัตรูให้ถึงความ ทุกข์ได้. [๒๔๔๑] (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนนางนกกุณฑ- ลินี ตัวเป็นเผ่าพันธุ์ของนก มีบรรดาศักดิ์ เจ้าสามารถ ละหรือ เจ้าจะเข้าใจได้หรือ กิจอะไรเล่า ที่ผู้มุ่งจะ ครอบครองสมบัติกระทำแล้ว เป็นกิจประเสริฐ. [๒๔๔๒] (นกกุณฑลินีทูลว่า) ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์ตั้งมั่นอยู่ในเหตุ ๒ ประการเท่านั้น คือ ความได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การตามรักษาลาภที่ได้ แล้ว ๑. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์จงทรงทราบอำมาตย์ทั้ง หลาย ผู้เป็นนักปราชญ์ฉลาดในประโยชน์ ไม่แพร่ง พรายความลับ ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ทำให้เสื่อมเสีย.
หน้า 540 ข้อ 2442
ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็อำมาตย์คนใดพึงรักษาพระราช ทรัพย์ของพระองค์ ให้มีคงที่อยู่ได้ ดุจนายสารถียึด รถไว้ พระองค์ควรทรงใช้อำมาตย์ผู้นั้น ให้กระทำ กิจทั้งหลาย ของพระองค์. พระราชา พึงโปรดสงเคราะห์ชนฝ่ายในด้วยดี ตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง ไม่ควรจัด การทรัพย์และการกู้หนี้ โดยทรงไว้วางพระทัยในคน อื่น. พระราชาควรทราบรายได้ รายจ่ายด้วยพระองค์ เอง ควรทรงทราบกิจที่ทำแล้ว และยังไม่ได้ทำด้วย พระองค์เอง ควรข่มคนที่ควรข่ม ควรยกย่องคนที่ ควรยกย่อง. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมพลรถ พระองค์จงทรง พร่ำสอนเหตุผล แก่ชาวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บ ภาษีอากร ผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราช ทรัพย์ และรัฐสีมา ของพระองค์ให้พินาศ. อนึ่ง พระองค์อย่าทรงทำเอง หรืออย่าทรงใช้ให้ คนอื่นทำกิจทั้งหลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการงาน ที่ทำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลย คนเขลาย่อมเดือด ร้อนในภายหลัง. พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อย่าทรงปล่อย พระทัยให้เกรี้ยวกราดนัก เพราะว่า สกุลที่มั่นคงเป็น อันมาก ได้ถึงความไม่เป็นสกุล เพราะความโกรธ.
หน้า 541 ข้อ 2443, 2444
ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงนึกว่า เราเป็น ใหญ่แล้ว ยังมหาชนให้หยั่งลงเพื่อความฉิบหาย กำไร คือความทุกข์ อย่าได้มีแก่สตรีและบุรุษของพระองค์ เลย. โภคสมบัติทั้งปวง ของพระราชาผู้ปราศจาก ความหวาดเสียว แส่หากามารมณ์ย่อมพินาศหมด ข้อ นั้นนักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวว่าเป็นความทุกข์ ของ พระราชา. ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูล ในปัญหาของ พระองค์นั้น เป็นวัตรบท นี่แหละเป็นอนุสาสนี ข้าแต่ พระมหาราชา บัดนี้ พระองค์โปรดทรงบำเพ็ญบุญ อย่าเป็นนักเลง อย่าทรงราชทรัพย์ให้พินาศ จงทรง ศีล เพราะว่าคนทุศีล ย่อมตกต่ำ. [๒๔๔๓] (พระราชาตรัสว่า) พ่อชัมพุกะ พ่อได้ ถามปัญหากะเจ้าโกสิยโคตร และเจ้ากุณฑลินี มาเช่น เดียวกันแล้ว ชัมพุละลูกรัก คราวนี้ เจ้าจงบอกกำลัง อันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลาย บ้างเถิด. [๒๔๔๔] (นกชัมพุกะทูลว่า) กำลังในบุรุษผู้มี อัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้ มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕ ประการนั้น กำลังแขนบัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลังต่ำ ทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ กำลังโภค ทรัพย์บัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลังที่สอง. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญพระชนม์ กำลังอำ- มาตย์ บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังที่สาม กำลังคือการ
หน้า 542 ข้อ 2444
มีชาติยิ่งใหญ่ เป็นกำลังที่สี่โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึด เอากำลังทั้งหมดไว้ได้. กำลังปัญญา บัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลังประเสริฐ ยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะว่า บัณฑิตอันกำลัง ปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ซึ่งประโยชน์. ถ้าบุคคลมีปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอันสม- บูรณ์ เมื่อไม่ประสงค์ คนอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็ ข่มขี่แย่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชนชาวกาสี ถ้าบุคคล แม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แต่ มีปัญญาทราม หาเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทุกอย่างได้ไม่. ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยเรื่องที่ได้สดับ ปัญญา เป็นเครื่องยังเกียรติยศ และลาภสักการะให้เจริญ คน ในโลกนี้ ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิด ขึ้น ก็ย่อมได้รับความสุข. ก็คนบางคนไม่ได้ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็น พหูสูต ซึ่งตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อมไม่ ได้บรรลุปัญญา. อนึ่ง ผู้ใดรู้จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในเวลาเช้า ไม่เกียจคร้าน ย่อมบากบั่นตามกาล ผลแห่งการงาน ของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จ. ประโยชน์แห่งการงาน ของบุคคลผู้มีศีลมิใช่บ่อ เกิด ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด ผู้มีปกติเบื่อหน่าย ทำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ.
หน้า 543 ข้อ 2444
ส่วนประโยชน์แห่งการงานของบุคคล ผู้ประ- กอบธรรม อันเป็นภายใน คบหาบุคคลที่เป็นบ่อเกิด อย่างนั้น ไม่มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมเผล็ด ผลโดยชอบ. ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงทรงเสวนปัญหา อันเป็นส่วนแห่งการประกอบความเพียร เป็นเครื่อง ตามรักษาทรัพย์ ที่รวบรวมไว้ และเหตุสองประการ ข้างต้น ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่า ได้ทรงทำลายทรัพย์สินเสีย ด้วยการงานอันไม่สมควร เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมล่มจม ด้วยการงานอัน ไม่สมควร ดังเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประ- พฤติธรรม ในพระราชมารดา พระราชบิดา ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในมิตร และอำมาตย์ ครั้นทรงประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพาหนะและพลนิกาย ครั้นทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
หน้า 544 ข้อ 2444
ข้าแต่พระมหาราชา ของพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในชาวบ้าน และชาวนิคม ครั้นทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรง ประพฤติธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้น ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในเนื้อและนก ครั้นทรงประพฤติธรรมในโลก นี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรง ประพฤติธรรม เพราะความที่ธรรมอันบุคคลประพฤติ แล้ว ย่อมนำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม เพราะว่าพระอินทร์ทวยเทพพร้อมทั้งพรหม ถึงทิพยสถานได้ด้วยธรรมอันตนประพฤติดีแล้ว ข้า- แต่พระกษัตริย์ ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย. ข้อความที่ข้าพระองค์กราบทูลแล้ว ในปัญหา ของพระองค์นั้น เป็นวัตรบท ข้อนี้แล เป็นอนุสาสนี ขอพระองค์จงทรงคบหาสมาคม กับผู้มีปัญญา จงเป็น ผู้มีกัลยาณธรรม พระองค์ทรงทราบความข้อนั้น ด้วย พระองค์เองแล้ว จงทรงปฏิบัติให้ครบถ้วนเถิด. จบเตสกุณชาดกที่ ๑
หน้า 545 ข้อ 2444
อรรถกถาจัตตาฬีสนิบาต อรรถกถาเตสกุณชาดก พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ตรัส พระธรรมเทศนานี้ ด้วยสามารถโอวาทแก่พระเจ้าโกศล มีคำเริ่มต้นว่า เวสฺส- นฺตรํ ตํ ปุจฺฉามิ ดังนี้. ความพิสดารว่า พระศาสดาตรัสเชิญพระราชานั้น ซึ่งเสด็จมาทรง ธรรม มารับสั่งว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรครองราชย์โดย ธรรม เพราะสมัยใด พระราชาเป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม สมัยนั้น แม้ข้าราชการ ทั้งหลาย ก็เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ดังนี้แล้ว ทรงโอวาทโดยนัยแห่งพระสูตรที่ มาในจตุกนิบาต และตรัสพรรณนาโทษและอานิสงส์ในการลุอำนาจอคติและ ไม่ลุอำนาจอคติ ทรงยังโทษในกามทั้งหลายให้พิสดาร โดยนัยเป็นต้นว่า กามทั้งหลายเปรียบได้กับความฝันแล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ความผัดเพี้ยนกับมฤตยูย่อม ไม่มีแก่สัตว์เหล่านี้ การรับสินบนก็ไม่มี การยุทธ์ ก็ไม่มี ชัยชนะก็ไม่มี สัตว์ทั้งมวลล้วนมีความตายเป็น เบื้องหน้า. เมื่อสัตว์เหล่านั้นไปสู่ปรโลก เว้นกัลยาณธรรมที่ตนกระทำไว้แล้ว ชื่อว่าที่พึ่งอย่างอื่นไม่มีเลย จําต้องละสิ่งที่ปรากฏเล็ก ๆ น้อย ๆ อย่างนี้ไป แน่นอน ไม่ควรที่จะอาศัยยศทำความประมาท ชอบที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท เสวยราชย์โดยธรรมอย่างเดียว แม้เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ได้เสด็จอุบัติ โบราณ-
หน้า 546 ข้อ 2444
กษัตริย์ทั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของบัณฑิต เสวยราชย์โดยธรรม เสด็จไปยัง เทพนครให้เต็มบริบูรณ์ อันพระเจ้าโกศลทรงทูลอาราธนาจึงทรงนำอดีตนิทาน มาตรัส ดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติ ในพระนคร พาราณสี ไม่มีพระราชโอรส ถึงทรงปรารถนาอยู่ก็ไม่ได้พระโอรส หรือพระ ธิดา วันหนึ่ง พระองค์เสด็จประพาสพระราชอุทยาน กับข้าราชบริพารจำนวน มาก ทรงเล่นในพระราชอุทยานตลอดวัน ลาดพระที่บรรทม ณ โคนต้นมงคล สาลพฤกษ์ บรรทมหลับไปหน่อยหนึ่ง ตื่นบรรทมแล้ว ทรงแลดูต้นรัง ทอดพระเนตรเห็นรังนกอยู่บนต้นไม้นั้น พอทอดพระเนตรเห็นเท่านั้น ก็เกิด พระเสน่หา จึงดำรัสเรียกมหาดเล็กคนหนึ่ง มาตรัสสั่งว่าเจ้าขึ้นต้นไม้นี้จงดู ให้รู้ว่า ในรังนกนั้นมีอะไรอยู่หรือไม่มี. มหาดเล็กขึ้นไป เห็นฟองไข่อยู่ในรัง นกนั้น ๓ ฟอง จึงกราบทูลให้ทรงทราบ พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้า อย่าปล่อยลมหายใจลงบนไข่เหล่านั้น จงแผ่สำลีลงในผอบ วางฟองนกเหล่านั้น ไว้ในผอบแล้วค่อย ๆ ลงมา ครั้นตรัสสั่งให้มหาดเล็กลงมาแล้ว ทรงรับผอบ ด้วยพระหัตถ์ ตรัสถามพวกอำมาตย์ว่า นี่เป็นไข่นกจำพวกไหน ? อำมาตย์ ทั้งหลาย พากันกราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่ทราบ พวกนายพรานคงจักรู้ พระราชาจึงตรัสสั่งให้พวกนายพรานเข้าเฝ้าแล้วตรัสถาม พวกนายพรานกราบ- ทูลว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ฟองนกเหล่านี้ ใบหนึ่งเป็นฟองนกฮูก ใบหนึ่งเป็นฟองนกสาลิกา ใบหนึ่งเป็นฟองนกแขกเต้า ตรัสถามว่า ฟองนกทั้งสามอยู่รวมรังเดียวกันได้หรือ ? กราบทูลว่า ได้พระ- พุทธเจ้าข้า เมื่อไม่มีอันตราย ฟองนกที่แม่กกไว้ดีแล้ว ย่อมไม่ฉิบหาย พระรา- ชาทรงดีพระทัย ดำริว่า นกเหล่านี้จักเป็นลูกของเรา โปรดให้อำมาตย์สามคน
หน้า 547 ข้อ 2444
รับฟองนกไว้คนละฟอง ตรัสสั่งว่า นกเหล่านี้จักเป็นลูกของเรา พวกท่านช่วย ประคับประคองให้ดี เวลาลูกนกออกมาจากกระเปาะฟองจงบอกเรา. อำมาตย์ทั้งสามต่างรักษาฟองนกเหล่านั้นเป็นอันดี ในจำนวนฟองไข่ เหล่านั้น ฟองนกฮูกแตกออกก่อน อำมาตย์จึงเรียกนายพรานคนหนึ่งมาถามว่า แกรู้ไหมว่าตัวเมียหรือตัวผู้ ? เมื่อนายพรานนั้นพิจารณาดูแน่แล้ว บอกว่าตัวผู้ จึงเข้าไปเฝ้าพระราชากราบทูลว่า ขอเดชะ โอรสของพระองค์เกิดแล้ว พระพุทธ เจ้าข้า. พระราชาทรงปลาบปลื้ม พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์นั้นเป็นอันมาก ตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงประคับประคองลูกเราให้ดี จงตั้งชื่อว่า " เวสสันดร " อำมาตย์นั้นได้กระทำตามพระบรมราชโองการ ล่วงมาอีกสองสามวัน ฟองนก สาลิกาก็แตกออก อำมาตย์คนนั้น จึงให้นายพรานพิสูจน์ดู รู้ว่าเป็นตัวเมีย จึงไปยังราชสำนักกราบทูลว่า ขอเดชะ ราชธิดาของพระองค์เกิดแล้ว พระ- พุทธเจ้าข้า พระราชาทรงดีพระทัย พระราชทานทรัพย์แก่อำมาตย์แม้คนนั้น มากมาย แล้วตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงประคับประคองธิดาของเราให้ดี และ จงตั้งชื่อว่า " กุณฑลินี " แม้อำมาตย์นั้นก็กระทำตามกระแสพระราชดำรัส ล่วงมาอีกสองสามวัน ฟองนกแขกเต้าก็แตก แม้อำมาตย์นั้นก็ให้นายพราน พิสูจน์ดู เมื่อเขาบอกว่า ตัวผู้ จึงไปยังราชสำนัก กราบทูลว่า ขอเดชะ โอรสของพระองค์เกิดแล้วพระพุทธเจ้าข้า. พระราชาทรงดีพระทัย พระราช- ทานทรัพย์แก่อำมาตย์แม้นั้นเป็นอันมาก แล้วตรัสกำชับส่งไปว่า เจ้าจงจัดการ ทำมงคลแก่ลูกของเราด้วยบริวารเป็นอันมาก แล้วตั้งชื่อเขาว่า " ชัมพุกะ " อำมาตย์นั้นก็กระทำตามพระราชดำรัส แม้นกทั้งสาม ก็เจริญมาในเรือนของ อำมาตย์ทั้งสามคนด้วยการบริหารอย่างราชกุมาร. พระราชามักตรัสเรียกว่าบุตรของเรา ธิดาของเรา ดังนี้เนือง ๆ ครั้งนั้น พวกอำมาตย์ ของพระองค์พากันยิ้มเยาะกันว่า ท่านทั้งหลายจงดู การกระทำของ
หน้า 548 ข้อ 2444
พระราชา เที่ยวตรัสเรียกกระทั่งสัตว์เดียรัจฉานว่า บุตรของเรา ธิดาของเรา พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงทรงดำริว่า อำมาตย์พวกนี้ยังไม่รู้ปัญญาสัมปทาแห่ง ลูกทั้งสามของเราจักต้องทำให้ปรากฏแก่เขา จึงตรัสใช้อำมาตย์คนหนึ่งไปหาเจ้า เวสสันดรให้แจ้งว่า พระบิดาของท่านอยากจะตรัสถามปัญหา จะเสด็จมาถามได้ เมื่อไร ? อำมาตย์ไปไหว้เจ้าเวสสันดรแล้ว แจ้งพระกระแสรับสั่งให้ทราบ. เจ้า เวสสันดรจึงเชิญอำมาตย์ผู้เลี้ยงดูตนมาถามว่า เขาบอกว่า พระราชบิดาของฉัน ใคร่จะตรัสถามปัญหากะฉัน เมื่อพระองค์เสด็จมาที่นี่ ควรที่เราจะทำสักการะ จะ ให้พระองค์เสด็จมาเมื่อไรเล่าพ่อ ? อำมาตย์ตอบว่า จากนี้ไปอีกเจ็ดวัน จึงเชิญ เสด็จ. เจ้าเวสสันดรได้ฟังดังนั้น จึงส่งข่าวกราบทูลว่า พระราชบิดาของฉัน เสด็จมาได้ในวันที่เจ็ดนับแต่นี้ไป. อำมาตย์นั้นกลับมาทูลแด่พระราชา. ถึงวัน ที่เจ็ด พระราชาตรัสสั่งให้เที่ยวตีกลองประกาศ ในพระนครแล้วเสด็จไปยังที่อยู่ ของบุตร เจ้าเวสสันดรสั่งให้ทำมหาสักการะแด่พระราชา โดยที่แม้ทาสและ กรรมกรก็ให้ทำสักการะด้วย พระราชาเสวยในเรือนของนกเวสสันดรทรงรับ การต้อนรับสมพระเกียรติ แล้วเสด็จกลับไปพระราชนิเวศน์ ตรัสสั่งให้ทำ มหามณฑปที่พระลานหลวง ให้เที่ยวตีกลองประกาศในพระนครแล้วประทับนั่ง ในมณฑปอลงกต แวดล้อมไปด้วยมหาชน ทรงส่งพระราชสาสน์ไปยังสำนัก ของอำมาตย์ว่า จงนำเจ้าเวสสันดรมาเถิด. อำมาตย์ให้เจ้าเวสสันดรจับบนตั่ง ทองนำมาถวาย นกเวสสันดรจับบนพระเพลาพระราชบิดา เล่นหัวกับพระราช บิดา แล้วบินไปจับบนตั่งทองนั้นตามเดิม. ลำดับนั้น พระราชา เมื่อจะตรัสถามราชธรรมกะเจ้าเวสสันดร ใน ท่ามกลางมหาชน จึงตรัสปฐมคาถา ความว่า
หน้า 549 ข้อ 2444
เราขอถามเจ้าเวสสันดร นกเอ๋ย ขอความเจริญ จงมีแก่เจ้า กิจอะไรที่บุคคลผู้ประสงค์เสวยราชสมบัติ กระทำแล้วเป็นกิจประเสริฐ. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้ พระราชาทรงทักทายเจ้าเวส- สันดรนั้นว่า นกเอ๋ย. บทว่า กึสุ ความว่า กิจอะไรที่ผู้ใคร่ครองราชย์กระทำแล้ว เป็น ของดี คือสูงสุด พ่อเอ๋ย เจ้าจงบอกราชธรรมทั้งมวลแก่ข้าเถิด. นัยว่า พระราชา นั้น ดำรัสถามเจ้าเวสสันดรนั้นอย่างนี้. นกเวสสันดร ได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว ยังไม่ทูลแก้ปัญหา เมื่อจะ ทูลท้วงพระราชาด้วยความประมาท จึงกล่าวคาถาที่สอง ความว่า นานนักหนอ พระเจ้ากังสราช พระราชบิดาเรา ผู้ทรงสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสี เป็นผู้ประมาท ได้ตรัสถามเราผู้บุตร ซึ่งหาความประมาทมิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาตา ได้แก่ พระราชบิดา. บทว่า กํโส นี้ เป็นชื่อของพระราชานั้น. บทว่า พาราณสิคฺคโท ความว่า ทรงประพฤติสงเคราะห์ชาวเมืองพาราณสี ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ. บทว่า ปมตฺโต ความว่า เสด็จอยู่ในสำนักแห่งบัณฑิตเห็นปานนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ประมาท แล้ว เพราะมิได้ตรัสถามปัญหา. บทว่า อปฺปมตฺตํ ความว่า พอกพูน เลี้ยงเราผู้ชื่อว่าไม่ประมาทแล้ว เพราะประกอบด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้น. บทว่า ปิตา ได้แก่ พระราชบิดาผู้พอกเลี้ยง. บทว่า อโจทยิ ความว่า นกเวสสันดรกล่าวว่า พระราชบิดาถูกพวกอำมาตย์ล้อเลียนว่า ตรัสเรียกสัตว์
หน้า 550 ข้อ 2444
เดียรัจฉานว่าเป็นบุตร ทรงถึงความประมาทแล้ว เพิ่งโจทย์ คือตรัสถาม ปัญหาในวันนี้ สิ้นกาลนานนัก. เจ้าเวสสันดรทูลท้วงด้วยคาถาอย่างนี้แล้ว ทูลว่า ขอเดชะ พระชนก มหาราช ขึ้นชื่อว่า พระราชาควรดำรงอยู่ในธรรม ๓ ประการ เสวยราช- สมบัติโดยธรรม เมื่อจะแสดงราชธรรม จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่บรมกษัตริย์ ธรรมดาพระราชาควรห้าม มุสาวาท ความโกรธและความร่าเริงก่อนทีเดียว แต่ นั้นพึงตรัสสั่งให้กระทำกิจทั้งหลาย คำที่ข้าพระพุทธเจ้า กล่าวมานั้น นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นกิจของ พระราชา. ข้าแต่พระบิดา เมื่อก่อนพระองค์ทรงรักใคร่ และเกลียดชังแล้วพึงทรงทำกรรมใด กรรมนั้นที่พระ- องค์ทรงทำแล้ว พึงยังพระองค์ให้เดือดร้อน โดยไม่ ต้องสงสัย แต่นั้นพระองค์ไม่ควรทรงกระทำกรรม นั้นอีก. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงบำรุงรัฐ เมื่อกษัตริย์ประ- มาทแล้ว โภคสมบัติทุกอย่าง ในแว่นแคว้นย่อมพินาศ ข้อนั้นนักปราชญ์กล่าวว่าเป็นความทุกข์ของพระราชา. ข้าแต่พระบิดา เทพธิดาชื่อ สิริ และชื่อ ลักขี ถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม ได้ตอบว่า ข้าพเจ้าย่อมยินดี ในบุรุษผู้มีความขยันหมั่นเพียร ไม่มีความริษยา. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กาลกรรณีผู้ทำลายจักร ย่อมยินดีในบุรุษผู้ริษยา ผู้มีใจชั่ว ผู้ประทุษร้ายการงาน.
หน้า 551 ข้อ 2444
ข้าแต่พระมหาราชเจ้า พระองค์จงทรงเป็นผู้มี พระทัยดี ต่อคนทั้งปวง จงทรงพิทักษ์รักษาคนทั้งปวง จงทรงบรรเทาเสียซึ่งคนไม่มีราศี จงมีคนมีราศีเป็น ที่พำนักเถิด. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นใหญ่แห่งชนชาวกาสี บุรุษ ผู้มีราศี สมบูรณ์ด้วยความเพียร มีอัธยาศัยใหญ่ย่อม ตัดโคนและยอดของศัตรูทั้งหลายได้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ของประชาชน ความ จริง แม้ท้าวสักกะก็ไม่ทรงประมาทในความหมั่นเพียร ท้าวเธอทรงกระทำความเพียรในกัลยาณธรรม ตั้ง พระทัยมั่น ในความขยันหมั่นเพียร. คนธรรพ์ พรหม เทวดา เป็นผู้เป็นอยู่อาศัย พระราชาเช่นนั้น เมื่อพระราชาทรงอุตสาหะ ไม่ทรง ประมาท เทวดาทั้งหลายย่อมคุ้มครองป้องกัน. ข้าแต่พระบิดา พระองค์จงทรงเป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ทรงพระพิโรธ แล้วตรัสสั่งให้ทำกิจทั้งหลาย จงทรง พยายามในกิจทั้งหลาย เพราะคนเกียจคร้าน ย่อมไม่ พบความสุข. ข้อความที่ข้าพระองค์กล่าวแก้แล้ว ในปัญหา ของพระองค์นั้น ข้อนี้เป็นอนุสาสนี สามารถยังผู้ เป็นมิตรให้ถึงความสุข และยังคนผู้เป็นศัตรูให้ถึง ความทุกข์ได้.
หน้า 552 ข้อ 2444
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเมเนว วิตถํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชา ควรห้ามมุสาวาทเสียแต่ตอนต้น. อธิบายว่า แว่นแคว้น ของพระราชาผู้ตรัสมุสา ย่อมไม่มีโอชา. สิ่งสักว่า รัตนะเจ็ด ย่อมเข้าไป ภายใต้สถานที่กระทำโอชาในแผ่นดิน. แต่นั้น ในอาหาร ในน้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อยเป็นต้น หรือในโอสถทั้งหลาย ย่อมหาโอชามิได้. ประชาชนบริโภค อาหารขาดโอชา ย่อมเกิดเจ็บป่วยไข้มาก. รายได้ทั้งทางบกทางน้ำ ย่อมไม่ เกิดขึ้นในแว่นแคว้น เมื่อรายได้ไม่เกิด พระราชาก็ต้องถึงความยากลำบาก. พระองค์ย่อมไม่ทรงสามารถสงเคราะห์เสวกามาตย์ได้. เหล่าเสวกามาตย์ มิได้ รับสงเคราะห์ ต่างก็จะไม่มองดูพระราชา ด้วยจิตเคารพยำเกรง. ข้าแต่เสด็จพ่อ ขึ้นชื่อว่ามุสาวาทนี้ ขาดโอชาอย่างนี้. ฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวมุสาวาทนั้น แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. แต่ควรกำหนดถือเอาสุภาษิตข้อที่ว่า ความสัตย์ดีกว่า รสทั้งหลาย ดังนี้เท่านั้น. อนึ่ง ขึ้นชื่อว่า มุสาวาทเป็นเครื่องกำจัดคุณความดี มีความวิบัติเป็นที่สุด กระทำให้มีอเวจีเป็นเบื้องหน้าในวารจิตที่สอง. อนึ่ง ในเนื้อความนี้ ควรแสดงเจติยชาดก มีอาทิว่า ธรรมแลอันบุคคลกำจัดแล้ว ย่อมกำจัดเขา ดังนี้. บทว่า โกธํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชาควรห้าม แม้ความโกรธอันมีความขัดเคืองเป็นลักษณะก่อนเหมือนกัน. ข้าแต่เสด็จพ่อ เพราะว่า ความโกรธของคนเหล่าอื่น ย่อมไม่ถึงจุดเดือดรวดเร็ว แต่ของ พระราชาย่อมถึง. ธรรมดาพระราชาทั้งหลาย มีวาจาเป็นอาวุธ กริ้วแล้ว ย่อมยังคนอื่นให้พินาศได้ แม้ด้วยอาการเพียงทรงชำเลืองดู เพราะฉะนั้น พระราชาอย่ามีความโกรธเกินกว่าคนอื่น ๆ ควรเพรียบพร้อมด้วยขันติคุณ เมตตาคุณ และความเอื้อเอ็นดู แลดูพสกนิกรเหมือนโอรสที่รักของตน. ข้าแต่
หน้า 553 ข้อ 2444
เสด็จพ่อ ก็พระราชผู้ยิ่งด้วยความโกรธเป็นเจ้าเรือน ย่อมไม่สามารถรักษา พระเกียรติยศที่เกิดขึ้นได้ อนึ่ง เพื่อแสดงเนื้อความนี้ ควรแสดงขันติวาทีชาดก แลจุลลธัมมปาลชาดก. แท้จริง ในจุลลธัมมปาลชาดก พระเจ้ามหาปตาปนราช ตรัสสั่งให้ปลงพระชนม์พระราชโอรส เมื่อพระเทวีมีพระหทัยแตกสิ้นพระชนมชีพ เพราะเศร้าโศกถึงพระโอรสแล้ว แม้พระองค์เองก็เศร้าโศกถึงพระเทวี มี พระหทัยแตกสวรรคตไปเหมือนกัน. ครั้งนั้น อำมาตย์ทั้งหลายต้องถวาย พระเพลิง ณ พระเมรุมาศแห่งเดียวกัน ถึง ๓ พระศพ. เพราะฉะนั้น พระ- ราชาควรเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก อันดับที่สองควรเว้นความโกรธ. บทว่า หาสํ ได้แก่ ความรื่นเริง. อนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน. อธิบายว่า พระราชาควรหักห้ามความเป็นคนขี้เล่น ในราชกิจต่าง ๆ ด้วย ความมีพระหฤทัยฮึกเหิม คือห้ามความสนุกสนานเสีย. ข้าแต่พระราชบิดา ธรรมดาพระราชาไม่ควรจะเป็นคนขี้เล่น ไม่ควรจะเชื่อถือผู้อื่น ต้องจัดการ ราชกิจทุกอย่าง โดยประจักษ์แจ้งแก่พระองค์เองเท่านั้น เพราะพระราชามี พระหฤทัยฮึกเหิมแล้ว เมื่อทรงกระทำราชกิจจะไม่พินิจพิจารณา ย่อมยัง พระอิสริยยศที่ได้แล้วให้พินาศ. อนึ่ง เนื้อความในอธิการนี้ ควรแสดงความ ที่พระเจ้าทัณฑกีราชในสรภังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต แล้วผิดใน ท่านกีสวัจฉดาบส ขาดสูญพร้อมด้วยรัฐมณฑลบังเกิดในกุกกุลนรก ควร แสดงความที่พระเจ้าเมชฌราช ในมาตังคชาดก ทรงเชื่อถ้อยคำของพวก พราหมณ์ ผิดในท่านมาตังคดาบส แล้วขาดสูญไปพร้อมกับรัฐมณฑล บังเกิด ในนรก และควรแสดงความที่ตระกูลวาสุเทพ เชื่อถือถ้อยคำของราชทารก พี่น้องสิบคนผู้หลงงมงาย แล้วผิดในท่านกัณหทีปายนดาบส ถึงความพินาศ ฉิบหายไปในฆฏปัณฑิตชาดก.
หน้า 554 ข้อ 2444
บทว่า ตโต กิจฺจานิ กาเรยฺย ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา พระราชาเว้นมุสาวาทเป็นอันดับแรก ความโกรธเป็นอันดับที่สอง ความ สนุกสนานไม่เป็นธรรม เป็นอันดับที่สามแล้ว ต่อแต่นั้น จึงควรตรัสสั่งให้ กระทำราชกิจที่ควรทำต่อชาวแว่นแคว้น ในภายหลัง. บทว่า ตํ วตํ อาหุ ขตฺติย ความว่า ข้าแต่พระขัตติยมหาราช คำใดที่ข้าพเจ้าทูลแล้ว โปราณก บัณฑิตกล่าวคำนั้นว่า เป็นวัตรสมาทานของพระราชา. บทว่า น ตํ กยิรา ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา กรรมใดอันเป็นเครื่องทำความร้อนใจในภายหลัง ด้วยสามารถแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น ซึ่งเป็นของที่พระองค์ทรงกระทำไว้แล้ว ต่อกรรมที่ทำไว้ก่อนนั้นมา พระองค์ไม่ควรทำ คืออย่าทรงทำกรรมเช่นนั้นอีก. บทว่า วุจฺจเต ความว่า นั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา. โปราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้. บทว่า สิรี จ ความว่า นกเวสสันดรนำเหตุการณ์ที่เป็นไปในเมือง พาราณสีเมื่อก่อน มากล่าวแสดงเช่นนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพฺรวุํ ความว่า สิริเทพยเจ้าถูกสุจิปริวารเศรษฐีถาม บอกแล้ว. บทว่า อุฏฺาเน วิริเย ความว่า สิริเทพยเจ้ากล่าวว่า คนใดตั้งมั่นอยู่ในความหมั่นขยัน และ ให้ความเพียร ทั้งเห็นสมบัติของผู้อื่นแล้วไม่ริษยา ข้าพเจ้ารื่นรมย์ในคนผู้นั้น. นกเวสสันดรกล่าวถึงสิริเทพยเจ้าก่อนอย่างนี้. บทว่า อุสฺสุยฺยเก ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา *ส่วนอลักขีเทพยเจ้าถูกถามแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้ายินดีในคน ที่ริษยาสมบัติของคนอื่น. บทว่า ทูหทเย ได้แก่ คนมีจิตทราม. บทว่า กมฺมทูสเก ได้แก่ คนที่ประทุษร้ายกัลยาณกรรม. อลักขีเทพยเจ้ากล่าวว่า คนใดประทุษร้าย ไม่รักใคร่เกลียดชัง ไม่ทำกัลยาณกรรม ข้าพเจ้ายินดีในคน ๆ นั้น. ข้าแต่ * บาลีเป็น ลักขี
หน้า 555 ข้อ 2444
มหาราชเจ้า กาลกรรณีผู้หักเสียซึ่งกุศลจักร มีการอยู่ในประเทศอันสมควร เป็นต้น ย่อมยินดีอย่างนี้. บทว่า สุหทโย ความว่า ขอพระองค์จงมี พระทัยงาม คือมีพระทัยคิดประโยชน์เกื้อกูล บทว่า นูท แปลว่า จงถอดถอน. บทว่า นิเวสนํ ความว่า แต่จงเอาบุญญาธิการเป็นที่อยู่ที่พำนักเถิด. บทว่า สลกฺขี ธิติสมฺปนฺโน ความว่า ข้าแต่มหาราชจอมชาวกาสี บุรุษผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาและความเพียรนั้น. บทว่า มหคฺคโต ความว่า นกเวสสันดรกล่าวว่า บุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ เมื่อจับโจรผู้เป็นปัจจัยแห่งโจร ชื่อว่า จับโจรที่เป็นรากเหง้าของอมิตร ย่อมตัดยอดของปวงอมิตรได้. บทว่า สกฺโก ได้แก่ พระอินทร์. นกเวสสันดรเรียกพระราชาว่า ภูตปติ ผู้เป็นเจ้าแห่งพสกนิกร. บทว่า อุฏฺาเน ได้แก่ ผู้มีความขยัน หมั่นเพียร. บทว่า นปฺปมชฺชติ ความว่า กระทํากิจทั้งปวง. บทว่า ส กลฺยาเณ ความว่า ท้าวเทวราชนั้น เอาพระทัยใส่ใน ความหมั่นขยัน และความพากเพียร ไม่กระทำบาปกรรม ทำความเพียรใน กัลยาณกรรม คือบุญกรรมอย่างเดียวไม่ประมาท ใส่ใจในความหมั่นขยัน. อนึ่ง เพื่อแสดงภาวะแห่งการกระทำความเพียรของท้าวสักกะนั้น ควรแสดง เรื่องเป็นต้นว่า ความที่ท้าวสักกะนั้นมาสู่กปิฏฐาราม พร้อมกับเทวดาใน เทวโลกทั้งสอง แล้วถามปัญหาสดับธรรมในสรภังคชาดก และความที่คำ- สั่งสอนเสื่อมถอย อันท้าวสักกะยังมหาชนให้ยินดีแล้ว บันดาลให้เป็นไปด้วย อานุภาพของตน ในมหากัณหชาดก. บทว่า คนฺธพฺพา ความว่า ได้ยินว่า เทวดาผู้มีกำเนิด ๔ เกิด ภายใต้ท้าวจาตุมมหาราช ชื่อว่า คนธรรพ์. บทว่า ปิตโร ได้แก่ ท้าว- มหาพรหม. บทว่า เทวา ได้แก่ เทวดาชั้นฉกามาพจร ด้วยสามารถแห่ง
หน้า 556 ข้อ 2444
อุปัตติเทพ. บทว่า ตาทิโน ความว่า ท่านเหล่านั้นต่างมีชีพ มีชีวิตสม่ำเสมอ หล่อเลี้ยงชีวิตไว้ เพื่อพระราชาผู้ทรงยินดีในกุศลอย่างนั้น เพราะพระราชา เช่นนั้น เมื่อทรงกระทำบุญทานเป็นต้น ย่อมทรงอุทิศส่วนบุญแก่เทวดา ทั้งหลาย เทวดาเหล่านั้น รับอนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้ว ย่อมเจริญด้วย ทิพยยศ. บทว่า อนุติฏฺนฺติ ความว่า เมื่อพระราชาเช่นนั้นทรงทำความเพียร ถึงความไม่ประมาทอยู่ เทวดาทังหลายย่อมพากันพิทักษ์รักษา ตามไปจัดแจง อารักขา อันชอบธรรม. บทว่า โส ได้แก่ โส ตฺวํ แปลว่า ท่านนั้น. บทว่า วายมสฺสุ จ ความว่า เมื่อพระองค์จะทรงการทำรัฐกิจนั้น โปรดกระทำความเพียรในรัฐกิจ นั้น ๆ ด้วยอำนาจการเทียบเคียง การหยั่งดู การกระทำอันประจักษ์เถิด. บทว่า ตตฺเถว เต วตฺตปทา ความว่า ข้าแต่พระราชบิดา พระองค์ตรัสถามปัญหาใด กะข้าพระพุทธเจ้าว่า ควรจะทำกิจอะไรดี ใน ปัญหาของพระองค์นั่นเอง ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลคำเป็นต้นว่า ควรห้าม มุสาวาทก่อนดังนี้แล้ว ข้อความเหล่านั้น เป็นวัตรบท เป็นวัตรโกฏฐาส พระองค์โปรดทรงประพฤติในวัตรบทนั้น อย่างข้อความที่ข้าพระองค์ทูลแล้ว. บทว่า เอสา ความว่า ข้อความที่ข้าพระองค์ทูลแล้ว นี้แหละเป็นอนุสาสนี สำหรับพระองค์. บทว่า อลํ ความว่า เพราะว่าเมื่อพระราชาประพฤติอยู่ อย่างนี้ย่อมองอาจ สามารถเพื่อยังมวลมิตรให้มีความสุข และก่อทุกข์แก่มวล อมิตรได้. เมื่อนกเวสสันดร ท้วงถึงความประมาทของพระราชา ด้วยคาถาบท หนึ่ง แล้วกล่าวธรรมด้วยคาถาสิบเจ็ดคาถาอย่างนี้ มหาชนบังเกิดความคิด เป็นอัศจรรย์ขึ้นว่า นกเวสสันดรแก้ปัญหาด้วยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า ดังนี้แล้ว
หน้า 557 ข้อ 2444
ยังสาธุการร้อยหนึ่งให้เป็นไป พระราชาทรงโสมนัส ตรัสเรียกเหล่าอำมาตย์ มาตรัสสั่งว่า ดูก่อนอำมาตย์ผู้เจริญทั้งหลาย เพราะเจ้าเวสสันดร บุตรของเรา กล่าวแก้ปัญหากิจเสร็จแล้วอย่างนี้ เราควรจะจัดการอย่างไร ? พวกอำมาตย์ทูลว่า ควรจัดการโดยมอบตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา ให้ พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจะให้ตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา แก่เจ้าเวสสันดรนั้น แล้วทรงสถาปนาเจ้าเวสสันดร ไว้ในฐานันดรศักดิ์ นับ แต่นั้นมา นกเวสสันดรนั้น ก็ดำรงอยู่ในตำแหน่งผู้บัญชาการมหาเสนา สนอง ราชกิจพระราชบิดา ด้วยประการฉะนี้. จบเวสสันดรปัญหา ล่วงไปอีกสอง - สามวัน พระราชาส่งทูตไป ยังสำนักของเจ้านก กุณฑลินี โดยทำนองเดิมนั่นเอง แล้วเสด็จไป ณ ที่นั้นในวันที่เจ็ด เสด็จ กลับมาประทับ ณ ท่ามกลางมณฑปนั้น ตรัสสั่งให้นำเจ้านกกุณฑลินีมา เมื่อ จะตรัสถามราชธรรม กะนางนกตัวจับอยู่บนตั่งทอง จึงตรัสคาถา ความว่า ดูก่อนนางนกกุณฑลินี ตัวเป็นเผ่าพันธุ์ของนก มีบรรดาศักดิ์ เจ้าสามารถละหรือ เจ้าจะเข้าใจได้หรือ กิจอะไรเล่าที่ผู้มุ่งจะครอบครองสมบัติ กระทำแล้ว เป็นกิจประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺขิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า เจ้าจักสามารถแก้ปัญหาที่พ่อถามได้หรือ ? พระราชาทรงทักทาย โดยชื่อที่มา โดยเพศของนางนกนั้นว่า แน่ะนางกุณฑลินี ได้ยินว่า ที่หลังหูทั้งสองของนาง นกนั้น มีรอยสองแห่งสัณฐานคล้ายต่างหู ด้วยเหตุนั้น พระราชาจึงโปรด
หน้า 558 ข้อ 2444
ให้ตั้งชื่อว่า " กุณฑลินี ". บทว่า มญฺสิ ความว่า พระราชาตรัสถามว่า เจ้าจักแก้เนื้อความแห่งปัญหาที่พ่อถามได้หรือ ? พระราชาทรงทักทายนางนก นั้นอย่างนี้ว่า " แน่ะเจ้าตัวมีเผ่าพันธุ์แห่งนกมีบรรดาศักดิ์ " ดังนี้ เพราะเป็น น้องสาวของผู้บัญชาการมหาเสนา ผู้มีบรรดาศักดิ์. เหตุไร พระราชาจึงไม่ตรัสถามนกเวสสันดรอย่างนี้ ตรัสถามแต่เจ้า กุณฑลินี นี้แต่ตัวเดียว ? เพราะนางนกนี้ เป็น อิตถีเพศ. พระราชาทรงพระ ดำริว่า ธรรมดาสตรีมีปัญญานิดหน่อย ถ้านางนกนี้สามารถก็จักถาม ถ้าไม่ สามารถก็จักไม่ถาม ดังนี้ จึงได้ตรัสถามอย่างนี้ ด้วยจะทดลองดู แล้วตรัส ถามปัญหาเช่นนั้นเหมือนกัน. เมื่อพระราชาตรัสถามราชธรรมอย่างนี้แล้ว นางนกกุณฑลินี จึงทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ชะรอยพระบิดาจะทดลองหม่อมฉัน ด้วยเข้าพระทัย ว่า ขึ้นชื่อว่า สตรีแล้วจะแก้อย่างไรได้ หม่อมฉันจักกล่าวราชธรรมทั้งสิ้น แด่พระบิดา รวมไว้ในสองบททีเดียว ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์ตั้งมั่นอยู่ในเหตุ ๒ ประการเท่านั้น คือความได้ลาภที่ยังไม่ได้ ๑ การ ตามรักษาลาภที่ได้แล้ว ๑. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์จงทรงทราบ อำมาตย์ ทั้งหลายผู้เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในประโยชน์ ไม่ แพร่งพรายความลับ ไม่เป็นนักเลงสุรา ไม่ทำให้ เสื่อมเสีย. ข้าแต่เสด็จพ่อ ก็อำมาตย์คนใด พึงรักษาพระ ราชทรัพย์ของพระองค์ ให้มีคงที่อยู่ได้ ดุจนายสารถี ยึดรถไว้ พระองค์ควรทรงใช้อำมาตย์ผู้นั้น ให้กระทำ กิจทั้งหลายของพระองค์.
หน้า 559 ข้อ 2444
พระราชาพึงโปรดสงเคราะห์ชนฝ่ายใน ด้วยดี ตรวจตราพระราชทรัพย์ด้วยพระองค์เอง ไม่ควรจัด การทรัพย์และการกู้หนี้ โดยทรงไว้วางพระทัย ใน คนอื่น. พระราชาควรทราบรายได้-รายจ่าย ด้วยพระ- องค์เอง ควรทรงทราบกิจที่ทำแล้ว และยังไม่ได้ทำ ด้วยพระองค์เอง ควรข่มคนที่ควรข่ม ควรยกย่องคน ที่ควรยกย่อง. ข้าแต่พระองค์ ผู้จอมพลรถ พระองค์จงทรง พร่ำสอนเหตุผลแก่ชาวชนบทเอง เจ้าหน้าที่ผู้เก็บภาษี อากร ผู้ไม่ประกอบด้วยธรรม อย่ายังพระราชทรัพย์ และรัฐสีมาของพระองค์ให้พินาศ. อนึ่ง พระองค์อย่าทรงทำเอง หรืออย่าทรงใช้ คนอื่นให้ทำกิจทั้งหลายโดยฉับพลัน เพราะว่าการงาน ที่ทำลงไปโดยฉับพลัน ไม่ดีเลย คนเขลาย่อมเดือด ร้อนในภายหลัง. พระองค์อย่าทรงล่วงเลยกุศล อย่าทรงปล่อย พระทัยให้เกรี้ยวกราดนัก เพราะว่า สกุล ที่มั่นคงเป็น อันมาก ได้ถึงความไม่เป็นสกุล เพราะความโกรธ. ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงนึกว่าเราเป็น ใหญ่ แล้วยังมหาชนให้หยั่งลงเพื่อความฉิบหาย กำไร คือความทุกข์ อย่าได้มีแก่สตรีและบุรุษของพระองค์ เลย.
หน้า 560 ข้อ 2444
โภคสมบัติทั้งปวงของพระราชา ผู้ปราศจาก ความหวาดเสียว แส่หากามารมณ์ ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นนักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของ พระราชา. ข้อความที่หม่อมฉันกราบทูล ในปัญหาของ พระองค์นั้น เป็นวัตรบท นี่แหละเป็นอนุสาสนี ข้าแต่ พระมหาราชา บัดนี้ พระองค์โปรดทรงบำเพ็ญบุญ อย่าเป็นนักเลง อย่าทรงราชทรัพย์ให้พินาศ จงทรง ศีล เพราะว่าคนทุศีลย่อมตกต่ำ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปทกานิ เป็นบทระบุเหตุ. บทว่า ยตฺถ ความว่า หิตสุขอันเป็นผลเกิดแล้วทั้งหมด ตั้งมั่นอยู่ในบททั้งสองเหล่าใด. บทว่า อลทฺธสฺส ความว่า ความได้ลาภที่ยังไม่ได้แล้วในก่อน ๑ การตาม รักษาลาภที่ได้แล้ว ๑. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขึ้นชื่อว่าการยังลาภที่ยังไม่ เกิดให้เกิดขึ้น ก็เป็นภาระ ส่วนการตามรักษาลาภที่เกิดขึ้นแล้ว ก็เป็นภาระ เหมือนกัน เพราะว่า คนบางคน แม้ยังยศให้เกิดขึ้นแล้ว มัวเมาในยศ เกิด ความประมาท ทำความชั่ว มีปาณาติบาตเป็นต้น เป็นมหาโจร เที่ยวปล้น แว่นแคว้นอยู่ ถ้าพระราชาตรัสสั่งให้จับมาได้ ต้องลงพระอาชญาให้ถึงมหา พินาศ. อีกอย่างหนึ่ง คนบางคน มัวเมาในกามคุณ มีรูปที่เกิดแล้ว เป็นต้น ผลาญทรัพย์สินโดยไม่แยบคาย เมื่อสิ้นเนื้อประดาตัว ก็ต้องเป็น คนกำพร้า นุ่งผ้าเปลือกไม้ ถือกระเบื้องเที่ยวขอทาน หรืออีกนัยหนึ่ง บรรพชิต ยังลาภสักการะให้เกิดด้วยอำนาจคันถธุระเป็นต้น แล้วมัวเมาเวียน
หน้า 561 ข้อ 2444
มาเพื่อหินเพศ บางรูปแม้เจริญปฐมฌานเป็นต้นให้เกิดแล้ว ติดอยู่ในอารมณ์ เช่นนั้น เพราะความเป็นผู้มีสติฟั่นเฟือน ย่อมเสื่อมจากฌานการรักษายศ หรือรักษาตามได้ฌานเป็นต้น ซึ่งเกิดขึ้นแล้วเป็นของยากอย่างยิ่ง อนึ่ง เพื่อ จะแสดงความข้อนั้น ควรแสดงเรื่องของพระเทวทัต และควรแสดงเรื่องมุทุ ลักขณชาดก โลมกัสสปชาดก หาริตชาดก และสังกัปปชาดก. ส่วนคนบางคน ยังลาภสักการะให้เกิดขึ้นแล้ว ตั้งอยู่ในความไม่ ประมาท กระทำกรรมอันงาม ยศของบุคคลนั้นย่อมเจริญ เหมือนพระจันทร์ ในศุกลปักษ์ ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์อย่าประ- มาท ดำรงอยู่ในปโยคสมบัติ ดำรงราชย์โดยธรรม ตามรักษาพระเกียรติยศ ของพระองค์ที่บังเกิดขึ้นแล้วเถิด. บทว่า ชานาหิ ความว่า เพื่อกระทำการงานมีหน้าที่ขุนคลังเป็นต้น พระองค์จงทรงใคร่ครวญ. บทว่า อนกฺขากิตเว ความว่า โปรดตรวจดู หมู่อำมาตย์ ที่ไม่ใช่คนเล่นเบี้ย ไม่ใช่คนโกง คือไม่ใช่นักเลงการพนัน และ ไม่เป็นคนหลอกลวง. บทว่า อโสณฺเฑ ความว่า เป็นคนเว้นจากความเป็น นักเลงเหล้า และนักเลงทางของหอมและระเบียบ. บทว่า อวินาสเก ความว่า มิใช่ผู้ที่จะยังธนสาร และธัญญาหารเป็นต้น อันเป็นราชทรัพย์ให้ฉิบหาย. บทว่า โย ได้แก่ อำมาตย์คนใด. บทว่า ยญฺเจว ความว่า อำมาตย์ใดพึงรักษาราชทรัพย์ อันมีอยู่ในพระราชวังของพระองค์ได้. บทว่า สูโตว ความว่า ดุจสารถีขับรถ อธิบายว่า นายสารถี เมื่อยึดม้าไว้เพื่อห้าม ทางที่ไม่เรียบ พึงยึดรถไว้ฉันใด อำมาตย์ใดเป็นฉันนั้น สามารถเพื่อจะ รักษาพระองค์ พร้อมด้วยโภคสมบัติได้ อำมาตย์นั้นชื่อว่าเป็นอำมาตย์ของพระ- องค์ พระองค์ควรยึดอำมาตย์เช่นนั้นไว้ ตรัสสั่งให้กระทำราชกิจ เช่นหน้าที่ ขุนคลังเป็นต้น.
หน้า 562 ข้อ 2444
บทว่า สุสงฺคหีตนฺตชโน ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ เพราะว่า อันใดชน และปริชนที่ใช้สอยในราชสำนักส่วนพระองค์ ของพระราชาใด มิได้รับความสงเคราะห์ด้วยทานเป็นต้น พระราชทรัพย์เช่นเงินทองเป็นต้น ภายในพระราชฐานของพระราชานั้น ย่อมจะพินาศลง ด้วยอำนาจแห่งมนุษย์ ที่ไม่ได้รับการสงเคราะห์เหล่านั้น ต่างก็จะพากันไปเสียภายนอก เพราะเหตุนั้น พระองค์โปรดทรงสงเคราะห์อันโตชนด้วยดี ควรตรวจตราพระราชทรัพย์ของ พระองค์เองให้รู้ว่า ทรัพย์ของเรามีจำนวนเท่านี้แล้ว ไม่ควรจัดการแม้กิจ ทั้งสองอย่างว่า เราจะฝังขุมทรัพย์ไว้ในที่โน้น เราจะใช้หนี้แก่คนโน้น. บทว่า ปรปตฺติยา ความว่า นางนกกุณฑลินีกล่าวว่า พระองค์ อย่าได้ทรงทำแม้ด้วยความไว้วางใจผู้อื่น ควรจัดการราชกิจทั้งหมด ที่ประจักษ์ แก่พระองค์เท่านั้น. บทว่า อายํ วยํ ความว่า พระองค์ควรจะทราบรายได้ที่เกิดจาก ทางนั้น ๆ และควรทราบรายจ่ายที่ควรพระราชทานแก่คนต่าง ๆ ด้วยพระองค์ เองทีเดียว. บทว่า กตากตํ ความว่า ในสงคราม ในนวกรรม หรือใน ราชกิจอื่น ๆ พระองค์ควรจะทราบแม้ข้อราชการนี้ด้วยพระองค์เองทีเดียวว่า กิจนี้เราต้องทำด้วยราชทรัพย์ส่วนนี้ กิจนี้ไม่ต้องทำด้วยราชทรัพย์ โปรดอย่าได้ ไว้วางใจผู้อื่น. บทว่า นิคฺคณฺเห ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ธรรมดาพระราชา ต้องทรงพิจารณา ชำระซึ่งคนผู้ทำการตัดที่ต่อเป็นต้น อันเป็นผู้ควรข่ม ที่เขา นำมาแสดง ควรตรวจสอบดูตัวบทกฎหมายที่พระราชาก่อน ๆ ตราไว้ แล้วจึง ทรงลงพระราชอาชญาตามสมควรแก่โทษ. บทว่า ปคฺคณฺเห ความว่า อนึ่ง บุคคลใดเป็นคนควรยกย่อง จะเป็นคนทำลายกำลังของปรปักษ์ที่ใคร ๆ ทำลาย ไม่ได้ก็ตาม จะเป็นคนที่ปลุกปลอบกำลังฝ่ายตนที่แตกแล้วก็ตาม จะเป็นคนที่
หน้า 563 ข้อ 2444
นำราชสมบัติที่ยังไม่ได้มาถวายก็ตาม คนที่ทำราชสมบัติอันได้มาแล้วให้ถาวร ก็ตาม หรือว่าผู้ใดช่วยพระชนมชีพไว้ได้ พระราชาทรงยกย่องบุคคลเช่นนี้ ซึ่งเป็นคนควรยกย่องแล้ว ควรตรัสสั่งให้กระทำ สักการะ สัมมานะอย่างใหญ่ เมื่อเป็นเช่นนี้ แม้คนอื่น ๆ ก็จักถวายชีวิตกระทำซึ่งกิจที่ควรทำในราชกิจของ พระราชานั้น. บทว่า ชานปทํ ทามว่า พระองค์จงทรงอนุศาสน์พร่ำสอนอรรถ- ธรรมแก่ชาวชนบทด้วยพระองค์เอง โดยเงื่อนไขอันประจักษ์แก่พระองค์นั่นเอง. บทว่า อธมฺมิกา ยุตฺตา ความว่า พนักงานข้าราชการผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม รับสินบนในที่นั้น ๆ แล้วกลับคำพิพากษา อย่ายังพระราชทรัพย์ และแว่นแคว้น ของพระองค์ให้พินาศไปเลย ด้วยเหตุนี้ พระองค์อย่าประมาท จงอนุศาสน์ พร่ำสอนด้วยพระองค์เองทีเดียว. บทว่า เวเคน ความว่า พระองค์ยังไม่ได้ทรงสอบสวน ยังไม่ได้ ทรงพิจารณา อย่าทรงกระทำหรือรับสั่งให้ทำโดยผลุนผลัน. บทว่า เวคสา ความว่า เพราะกรรมที่มิได้พิจารณา ทำไปโดยผลุนผลัน ด้วยอำนาจฉันทาคติ เป็นต้น ไม่ดีไม่งามเลย. เพราะเหตุไร ? เพราะเหตุว่า คนโง่ทำกรรมเช่นนั้น ภายหลังย่อมเดือดร้อนในโลกนี้ ด้วยอำนาจความวิปฏิสารและเมื่อเสวยทุกข์ ในอบายย่อมเดือดร้อนในโลกเบื้องหน้า. ก็ความข้อนี้ บัณฑิตพึงแสดงด้วย กุรุชาดกซึ่งมีใจความ มีอาทิว่า เราได้ยินว่า พระเจ้ากุรุราชทรงทำความผิด ต่อพระฤาษีทั้งหลายดังนี้. บทว่า มา เต อธิสเร มุจฺจ สุพาฬฺหมธิโกปิตํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงปล่อยพระหฤทัยให้ขุ่นเคืองโกรธกริ้วเกินไป ในเพราะอกุศลกรรมของผู้อื่น อันล่วงเลยกุศลเป็นไป คืออย่าให้ดำรงอยู่ได้.
หน้า 564 ข้อ 2444
ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ เมื่อใด พวกราชบุรุษกราบทูลแสดงโจร ต่อพระองค์ผู้สถิตอยู่ ณ ที่วินิจฉัยว่า เจ้านี่ฆ่าคน หรือว่าเจ้านี่ตัดที่ต่อ เมื่อนั้น โปรดอย่าปล่อยพระทัย แม้ที่ทรงขุ่นเคืองเต็มที่ ด้วยถ้อยคำของผู้อื่น ด้วยอำนาจทรงพระพิโรธ ยังมิได้ทรงสอบสวน แล้วอย่าได้ทรงลงพระอาญา. เพราะเหตุไร ? เพราะว่า เขาจับคนที่มิใช่โจร หาว่าเป็นโจรนำมาก็ได้ ฉะนั้น อย่าทรงพิโรธโปรดสดับถ้อยคำของผู้ที่เป็นโจทก์และจำเลยทั้งสองฝ่าย ทรงชำระ ด้วยดี รู้ว่าเขาเป็นโจรโดยประจักษ์ด้วยพระองค์แล้ว จึงโปรดกระทำสิ่งที่ควร กระทำ ด้วยสามารถแห่งอาชญา ที่ตราไว้ตามพระราชประเพณี ก็ถึงแม้เมื่อ เกิดความโกรธขึ้นแล้ว พระราชายังมิได้กระทำพระทัยให้เย็นก่อน ไม่ควรทำ การวินิจฉัย ต่อเมื่อใดพระหทัยเยือกเย็น ดับร้อน อ่อนโยน เมื่อนั้นจึงควร ทำการวินิจฉัย เพราะเมื่อจิตหยาบคาย เหตุผลย่อมไม่ปรากฏ เหมือนเมื่อ น้ำเดือดพล่าน เงาหน้าก็ไม่ปรากฏฉะนั้น. บทว่า โกธสา หิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ราชตระกูลทังหลาย ที่มั่งคั่งมากมาย ถึงความไม่เป็นตระกูล คือถึงความมหาพินาศทีเดียว ก็เพราะความโกรธ เพราะเหตุนั้น ก็เพื่อจะ แสดงเนื้อความนี้ ควรกล่าวถึงขันติวาทีชาดก เรื่องพระเจ้านาฬิกีรราช และ เรื่องท้าวอรชุนผู้มีกรพันหนึ่งเป็นต้น. บทว่า ปตารยิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์อย่าทรงยังมหาชน ให้หมกมุ่น หยั่งลงสู่กายทุจริตเป็นต้น เพื่อความฉิบหาย โดยทรงนึกว่าเรา เป็นใหญ่ในแผ่นดิน บุคคลถือเอาทุจริตอันเป็นความฉิบหาย ประพฤติฉันใด พระองค์อย่าได้ทรงกระทำฉันนั้น. บทว่า มา เต อาสิ ความว่า ข้าแต่ เสด็จพ่อ ในแว่นแคว้นของพระองค์ ขอการได้รับทุกข์ คือความถึงซึ่งทุกข์ อย่าได้มีแก่หญิงชายเลย ไม่ว่าจะเป็นหญิงหรือชายก็ตามที. อธิบายว่า ประชาชน
หน้า 565 ข้อ 2444
ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม พากันกระทำกายทุจริตเป็นต้น ย่อมเกิดในนรกฉันใด สำหรับชาวแว่นแคว้นของพระองค์อย่าได้มีฉันนั้นเลย คือความทุกข์เช่นนั้น จะไม่มีแก่ชาวแว่นแคว้นของพระองค์โดยวิธีใด โปรด ทรงกระทำโดยวิธีนั้นเถิด. บทว่า อเปตโลมหํสสฺส ความว่า ผู้ปราศจากภัย เพราะภัยมี การติเตียนตนเป็นต้น. ด้วยบทนี้ นางนกกุณฑลินีแสดงความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระราชาใด ทรงทำความหวังในอารมณ์อะไรแล้ว ทรงระลึกถึงแต่ความใคร่ ของพระองค์อย่างเดียว ทรงปรารถนาสิ่งใด ก็ทำสิ่งนั้นด้วยอำนาจฉันทะ ความพอใจ เป็นเหมือนคนตาบอดทิ้งไม้เท้า และเหมือนช้างดุไม่มีขอสับ โภค- สมบัติทั้งปวงของพระราชานั้น ผู้ปราศจากภัยเช่นการติเตียนเป็นต้น ย่อม ฉิบหายไป ความฉิบหายของโภคะนั้น ท่านกล่าวว่า เป็นทุกข์ของพระราชา พระองค์นั้น. คำว่า ในปัญหานั้น เนื้อความที่กราบทูลมานั้นเป็นวัตรบทดังนี้ ควรประกอบโดยนัยก่อนนั้นเถิด. บทว่า ทุกฺขสฺสุทาทานิ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ พระองค์ทรงสดับ อนุสาสนีนี้แล้ว บัดนี้ พึงเป็นผู้ขยันไม่เกียจคร้าน ทรงสร้างบุญกุศล เหตุ บำเพ็ญบุญกุศล อย่าเป็นนักเลงสุรา เหตุบริหารด้วยสุราเป็นต้น อย่ายังพระองค์ ให้พินาศ เหตุยังประโยชน์ปัจจุบันและสัมปรายิกภพให้ฉิบหาย. บทว่า สีลวสฺสุ ความว่า พระองค์จงเป็นผู้ทรงศีลสมบูรณ์ด้วยอาจารมรรยาท ดำรงอยู่ใน ทศพิธราชธรรมเสวยราชสมบัติ. บทว่า ทุสฺสีโล วินิปาติโก ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะคนทุศีล เมื่อยังตนให้ตกไปในนรกย่อมเป็นผู้ ชื่อว่า ทำตนให้ตกไปในที่ชั่ว.
หน้า 566 ข้อ 2444
แม้เจ้านกกุณฑลินี แสดงธรรมด้วยคาถา ๑๑ คาถาด้วยประการอย่างนี้ พระราชาทรงดีพระทัย ตรัสเรียกอำมาตย์มารับสั่งถามว่า ดูก่อนท่านอำมาตย์ ผู้เจริญทั้งหลาย เราควรทำกิจอันใดแก่เจ้ากุณฑลินี ราชธิดาของเราผู้กล่าวธรรมอยู่ อย่างนี้ ? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ควรกระทำโดยการมอบตำแหน่งขุนคลังให้ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นเราจะให้หน้าที่การงานตำแหน่งขุนคลังแก่ธิดา ของเรา แล้วทรงแต่งตั้งนางนกกุณฑลินีไว้ในฐานันดรศักดิ์. นับแต่นั้นมา นางนกกุณฑลินี ก็ดำรงอยู่ในตำแหน่งขุนคลัง ได้ทำการสนองราชกิจของ พระราชบิดา. จบกุณฑลินีปัญหา ล่วงมาอีกสองสามวัน พระราชาส่งทูตไปยังสำนักของเจ้าชัมพุกบัณฑิต โดยนัยก่อนนั้นเอง แล้วเสด็จไปในสำนักของนกชัมพุกบัณฑิตนั้น ในวันที่เจ็ด ทรงเสวยสมบัติแล้วเสด็จกลับมา ประทับ ณ ที่ท่ามกลางมณฑปนั้นเอง. ครั้งนั้น อำมาตย์เชิญเจ้าชัมพุกบัณฑิต จับบนตั่งทอง แล้วเอาศีรษะทูลตั่งทองมาเฝ้า พระราชา. เจ้าชัมพุกบัณฑิตจับบนพระเพลาของพระราชบิดา เล่นหัวแล้วจับ ที่ตั่งทองดังเดิม. ลำดับนั้น เมื่อพระราชาจะตรัสถามปัญหากะเจ้าชัมพุกบัณฑิต จึงตรัส พระคาถาความว่า พ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามปัญหากะเจ้าโกสิยโคตร และเจ้ากุณฑลินีมาเช่นเดียวกันแล้ว ชัมพุกลูกรัก คราวนี้ เจ้าจงบอกกำลัง อันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลาย บ้างเถิด.
หน้า 567 ข้อ 2444
พระคาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ แน่ะพ่อชัมพุกะ พ่อได้ถามราชธรรม กะเจ้าเวสสันดรโกสิยโคตรผู้พี่ชายของเจ้า และนางกุณฑลินีผู้พี่สาวของเจ้า แล้ว ทั้งสองต่างก็ตอบตามกำลังปัญญาของตน ๆ อนึ่ง พ่อถามพี่ชายและ พี่สาวของเจ้าอย่างใด ชัมพุกะลูกรัก บัดนี้พ่อจะถามเจ้าอย่างนั้นเหมือนกัน เจ้าจงบอกราชธรรมนั้น กับกำลังอันสูงสุดกว่ากำลังทั้งหลายด้วยเถิด. พระราชา เมื่อตรัสถามปัญหากะพระมหาสัตว์อย่างนี้ หาได้ตรัสถาม โดยทำนองที่ตรัสถามนกอื่น ๆ ไม่ ดำรัสถามให้พิเศษขึ้นไป. ลำดับนั้น นก ชัมพุกบัณฑิตทูลว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้ากระนั้น ขอพระองค์จงเงี่ย พระโสตลงสดับ ข้าพระพุทธเจ้าจักกล่าวปัญหาทั้งปวงถวายแด่พระองค์ ดังนี้ แล้วเป็นประดุจว่า บอกถุงทรัพย์พันหนึ่ง กะฝูงชนที่เหยียดมือออกรับฉะนั้น เริ่มแสดงธรรมเป็นคาถา ความว่า กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ในโลกนี้ มี ๕ ประการ ในกำลัง ๕ ประการนั้น กำลังแขน บัณฑิต กล่าวว่า เป็นกำลังต่ำทราม ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเจริญ พระชนม์ กำลังโภคทรัพย์ บัณฑิตกล่าวว่า เป็นกำลัง ที่สอง. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญชนม์ กำลังอำมาตย์บัณฑิต กล่าวว่า เป็นกำลังที่สาม กำลังคือมีชาติยิ่งใหญ่ เป็น กำลังที่สี่โดยแท้ บัณฑิตย่อมยึดเอากำลังทั้งหมดนี้ไว้- ได้. กำลังปัญา บัณฑิตกล่าวว่าเป็นกำลังประเสริฐ ยอดเยี่ยมกว่ากำลังทั้งหลาย เพราะว่าบัณฑิตอันกำลัง ปัญญาสนับสนุนแล้ว ย่อมได้ซึ่งประโยชน์.
หน้า 568 ข้อ 2444
ถ้าบุคคลมีปัญญาทราม แม้ได้แผ่นดินอัน สมบูรณ์ เมื่อไม่ประสงค์ คนอื่นผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็ข่มแข่งเอาแผ่นดินนั้นเสีย. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชนชาวกาสี ถ้าบุคคล แม้เป็นผู้มีชาติสูง ได้ราชสมบัติแล้วเป็นกษัตริย์ แต่ มีปัญญาทราม หาเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทุกอย่างได้ไม่. ปัญญาเป็นเครื่องวินิจฉัยเรื่องที่ได้สดับ ปัญญาเป็น เครื่องยังเกียรติยศ และลาภสักการะให้เจริญ คนใน โลกนี้ประกอบด้วยปัญญาแล้ว แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ก็ย่อมได้รับความสุข. ก็คนบางคนไม่ตั้งใจฟังด้วยดี ไม่อาศัยผู้เป็น พหูสูต ซึ่งตั้งอยู่ในธรรม ไม่พิจารณาเหตุผล ย่อม ไม่ได้บรรลุปัญญา. อนึ่ง ผู้ใดรู้จักจำแนกธรรม ลุกขึ้นในเวลาเช้า ไม่เกียจคร้าน ย่อมบากบั่นตามกาล ผลแห่งการงาน ของบุคคลนั้น ย่อมสำเร็จ. ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลผู้มีศีลมิใช่บ่อ เกิด ผู้คบหาบุคคลที่มิใช่บ่อเกิด ผู้มีปกติเบื่อหน่าย ทำการงาน ย่อมไม่เผล็ดผลโดยชอบ. ส่วนประโยชน์แห่งการงานของบุคคล ผู้ประ- กอบธรรมอันเป็นภายใน คบหาบุคคลที่เป็นบ่อเกิด อย่างนั้น ไม่มีปกติเบื่อหน่ายทำการงาน ย่อมเผล็ดผล โดยชอบ.
หน้า 569 ข้อ 2444
ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงทรงเสวนปัญญา อันเป็นส่วนแห่งการประกอบความเพียร เป็นเครื่อง ตามรักษาทรัพย์ที่รวบรวมไว้ และเหตุสองประการ ข้างต้น ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลแล้วนั้นเถิด อย่าได้ ทรงทำลายทรัพย์สินเสีย ด้วยการงานอันไม่สมควร เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมล่มจมด้วยการงานอันไม่ สมควร ดังเรือนไม้อ้อฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหคฺคเต ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า กำลังในบุรุษผู้มีอัธยาศัยใหญ่ ในสัตว์โลกนี้ มี ๕ อย่าง. บทว่า พาหุพลํ ได้แก่ กำลังกาย. บทว่า จริมํ ความว่า กำลังกายนั้น แม้เป็นของยิ่งใหญ่ ก็เป็นของเลวทรามอยู่นั่นเอง. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นกำลังของอันธพาล. อธิบายว่า ถ้าหากกำลังกายจะชื่อว่าเป็นใหญ่จริง กำลังของนางนกไส้ก็ย่อม เยากว่ากำลังของช้าง แต่กำลังของช้างเป็นปัจจัยแห่งความตาย เพราะเป็น กำลังอันธพาล นางนกไส้ยังช้างให้ถึงความสิ้นชีวิตได้ เพราะมันเป็นสัตว์ ฉลาดในความรู้. แต่ในความข้อนี้ กิจด้วยกำลังในที่ทุกสถานไม่มีเลย. ควรนำ พระสูตรที่ว่า พลํ หิ พาลสฺส วธาย โหติ แปลว่า แท้จริงกำลังย่อมมีไว้ เพื่อฆ่าคนโง่ ดังนี้เป็นต้นมาแสดง. บทว่า โภคพลํ ความว่า กำลังอันเกิดแต่เครื่องอุปโภคเช่นเงินทอง เป็นต้นทั้งหมด ชื่อว่ากำลังคือโภคสมบัติ กำลังโภคสมบัตินั้น ใหญ่กว่ากำลัง กาย ด้วยอำนาจเป็นเครื่องค้ำจุน. ความมีชมรมอำมาตย์ อันมีมนต์ไม่ทำลาย มีความแกล้วกล้า มีหทัยดี ชื่อว่ากำลังคืออำมาตย์. กำลังคืออำมาตย์นั้น เป็นกำลังใหญ่กว่ากำลังสองอย่างข้างต้น เพราะความที่อำมาตย์เป็นผู้แกล้วกล้า
หน้า 570 ข้อ 2444
ในสงคราม. ความถึงพร้อมแห่งชาติ ด้วยสามารถแห่งตระกูลกษัตริย์ ก้าวล่วง เสียซึ่งตระกูลทั้งสาม ชื่อว่า กำลังคือความเป็นผู้มีชาติสูง. กำลังคือความเป็นผู้ มีชาติสูงนั้นใหญ่กว่ากำลังนอกนี้ เพราะว่า ชนผู้ถึงพร้อมด้วยชาติเท่านั้น ย่อมบริสุทธิ์ ชนนอกนี้หาบริสุทธิ์ไม่. บทว่า ยานิ เจตานิ ความว่า บัณฑิตย่อมยึดคือย่อมครอบงำ กำลังแม้ทั้ง ๔ อย่างเหล่านี้ ได้ด้วยอานุภาพแห่งกำลังใด กำลังนั้นได้แก่ กำลังปัญญา ท่านกล่าวว่าเป็นของประเสริฐ ว่าเป็นยอดแห่งกำลังทั้งปวง. เพราะ เหตุไร เพราะบัณฑิตอันกำลังชนิดนั้นค้ำจุน ย่อมได้ซึ่งประโยชน์ คือย่อมถึง ซึ่งความเจริญ. เพื่อจะยังเนื้อความนั้นให้สว่างแจ่มแจ้ง ควรแสดงปุณณนที ชาดก ที่ว่า ปุณฺณนทึ เยน จ เปยฺยนาหุ แปลว่า ก็ชนทั้งหลายกล่าว ถึงแม่น้ำที่เต็มฝั่งว่า อันสัตว์ใดพึงดื่มได้ดังนี้เป็นต้น และพึงแสดงสิริกาฬ- กัณณปัญหา ปัญจบัณฑิตปัญหา สัตตุภัสตชาดก สัมภวชาดก และสรภังคชาดก เป็นต้น. บทว่า มนฺโท ได้แก่ คนมีปัญญาทรามคือคนโง่. บทว่า ผีตํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ บุคคลผู้มีปัญญาทราม แม้หากได้ธรณีอันอุดม สมบูรณ์ไปด้วยรัตนะ ๗ ไซร้ เมื่อไม่ปรารถนาเลยทีเดียว บุคคลอื่นผู้สมบูรณ์ ด้วยปัญญา กระทำการข่มขู่แล้วครอบครองธรณีนั้นได้ เพราะคนมีปัญญาทราม ย่อมไม่สามารถเพื่อจะรักษายศที่ได้แล้ว หรือว่าไม่สามารถเพื่อจะได้ราชสมบัติ อันเป็นมรดกของตระกูล หรือที่มาถึงแล้วโดยประเพณี อันมั่งคั่งสมบูรณ์. เพื่อจะขยายความนั้นให้แจ่มแจ้ง บัณฑิตควรแสดงปาทัญชลิชาดก ที่ว่า อทฺธา ปาทญฺชลี สพฺเพ ปญฺาย อติโรจติ แปลว่า ปาทัญชลีราชกุมารย่อม ไพโรจน์ล่วงเราทั้งปวง ด้วยปัญญาแน่นอน ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 571 ข้อ 2444
บทว่า ลทฺธาน ความว่า บุคคลอาศัยชาติสมบัติแล้ว แม้จะได้ ราชสมบัติอันเป็นของตระกูล. บทว่า สพฺเพนปิ ความว่า คนมีปัญญาทราม ย่อมเป็นอยู่ด้วยราชสมบัติทั้งสิ้นไม่ได้ คือย่อมเป็นผู้ถึงความลำบาก เพราะ ความเป็นผู้ไม่ฉลาดในอุบาย. พระมหาสัตว์กล่าวโทษของชนผู้มีใช่บัณฑิต โดยฐานะเท่านี้อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสรรเสริญปัญญา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปญฺา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตํ ได้แก่ สุตปริยัติ การเล่าเรียนด้วย การฟัง. แท้จริงปัญญานั่นเอง ย่อมวินิจฉัยสิ่งที่ได้ยินได้ฟังนั้น. บทว่า กิตฺติสิโลกวฑฺฒนี ได้แก่ เป็นเครื่องเจริญแห่งเกียรติยศชื่อเสียง และลาภ สักการะ. บทว่า ทุกฺเข สุขานิ วินฺทติ ความว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้เมื่อทุกข์เกิดขึ้น ย่อมเป็นผู้ปลอดภัยกลับได้ความสุข เพราะเป็นผู้ฉลาดใน อุบาย. เพื่อจะแสดงความนั้น ควรแสดงชาดก ซึ่งเป็นคาถามีใจความมีอาทิว่า ดูก่อนพญาวานร ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ ของ บุคคลใด เหมือนของท่านเพียงพอ ด้วยมะม่วง ชมพู่ และขนุนเหล่านี้. บทว่า อสุสฺสาสํ ความว่า ไม่เข้าไปใกล้ ไม่ฟังบุคคลผู้เป็นบัณฑิต. บทว่า พหุสฺสุตํ อนาคมฺม ความว่า ไม่เชื่อถ้อยคำของเขา. บทว่า ธมฺมฏฺํ ความว่า ตั้งอยู่ในสภาพเหตุผล. บทว่า อวินิพฺภชํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ใคร ๆ ไม่หยั่งดู คือไม่พิจารณาดูว่า เป็นประโยชน์หรือไม่เป็น มีเหตุผล หรือไม่มี ย่อมไม่ได้ซึ่งปัญญา. บทว่า ธมฺมวิภงฺคญฺญู ความว่า เป็นผู้ฉลาดในกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า กาลุฏฺายี ความว่า กระทำความเพียรในกาลอันควรกระทำความเพียร.
หน้า 572 ข้อ 2444
บทว่า อนุฏฺหติ ความว่า ย่อมกระทำซึ่งกิจนั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ. บทว่า ตสฺส ความว่า ผลแห่งกรรมของบุคคลนั้นย่อมสำเร็จ คือย่อมเผล็ดผล. บทว่า อนายตนสีลสฺส ความว่า กรรมคือความเป็นผู้ทุศีล มิใช่ บ่อเกิดแห่งลาภยศและความสุข ท่านเรียกว่ากรรมมิใช่บ่อเกิด เมื่อบุคคลผู้มี ปกติอย่างนั้น คือบุคคลผู้ประกอบด้วยกรรม คือความเป็นผู้ทุศีลนั้น คบหา อยู่ซึ่งบุคคลผู้ทุศีล ซึ่งเป็นผู้มิใช่บ่อเกิดอย่างเดียว ในกาลเป็นที่กระทำกุศล กรรม. บทว่า นิพฺพินฺทิยการิสฺส ความว่า ผู้เบื่อหน่าย เอือมระอาใจ กระทำการ. อธิบายว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ประโยชน์แห่งการงานของบุคคลเห็น ปานนี้ ย่อมไม่เผล็ดผล คือไม่สำเร็จโดยชอบ ได้แก่ไม่นำไปสู่ฉกามาพจร สวรรค์ อันเป็นยอดแห่งสกุลทั้งสาม. บทว่า อชฺฌตฺตญฺจ ความว่า เมื่อบุคคลประกอบซึ่งนิยกัชฌตธรรม ของตน ด้วยสามารถแห่งความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า ตถายตน- เสวิโน ความว่า คบหาบุคคลผู้มีปกติเช่นนั้นอย่างเดียว. บทว่า วิปจฺจติ ความว่า ประโยชน์ของเขาย่อมสำเร็จโดยชอบ คือย่อมให้ซึ่งยศอันยิ่งใหญ่. บทว่า โยคปฺปโยคสงฺขาตํ ได้แก่ ปัญญาอันเป็นส่วนแห่งการ ประกอบ ในเหตุการณ์อันสมควรประกอบ ในเพราะความเพียร. บทว่า สมฺภุตสฺส ความว่า จงเสพการตามรักษาทรัพย์ ที่ทำการรวบรวมไว้. บทว่า ตานิ ตฺวํ ความว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ขอพระองค์จงเสพการตามรักษาทรัพย์ ที่ทำการรวบรวมไว้ โปรดเสพคำสอนสองข้อข้างต้นนี้ และเหตุผลทั้งหมด ดังที่ข้าพระพุทธเจ้าได้ทูลแล้ว จงกระทำโอวาทที่ทูลมาแล้วไว้ในพระหฤทัย แล้วทรงรักษาพระราชทรัพย์ ในพระคลังของพระองค์เถิด. บทว่า มา อกฺมฺมาย รนฺธยิ ความว่า พระองค์อย่าทรงทำลาย โดยทางอันไม่สมควร
หน้า 573 ข้อ 2444
ไม่มีเหตุผล คืออย่าเผาผลาญพระราชทรัพย์นั้น ได้แก่ อย่าทรงยังพระราช ทรัพย์นั้นให้พินาศ. เพราะเหตุไร ? บทว่า อกมฺมุนา ความว่า เพราะ กระทำกรรมอันไม่สมควร บุคคลผู้มีปัญญาทราม ผลาญทรัพย์ของตนพินาศ แล้ว ภายหลังตกทุกข์ได้ยาก. บทว่า นฬาคารํว สีทติ ความว่า เรือนไม้อ้อ อันเก่าคร่ำคร่า ตั้งอยู่ไม่ได้ ย่อมล้มทลายไปตั้งแต่โคน ฉันใด คนมี ปัญญาทราม ผลาญทรัพย์ให้พินาศโดยไม่มีเหตุผล ย่อมบังเกิดในอบายฉันนั้น. พระโพธิสัตว์ พรรณนากำลัง ๕ อย่าง โดยฐานะมีประมาณเท่านี้ อย่างนี้แล้ว ยกกำลังคือปัญญาขึ้นกล่าว เหมือนบุคคลนำมณฑลแห่งพระจันทร์ ไป เมื่อจะถวายโอวาทแก่พระราชา ด้วยคาถาทั้ง ๑๐ ในบัดนี้ จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพระราชมารดา พระราชบิดา ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพระราชโอรสและพระอัครมเหสี ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในมิตรและอำมาตย์ ครั้นทรงประพฤติธรรม ในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในพาหนะและพลนิกาย ครั้นทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์.
หน้า 574 ข้อ 2444
ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคม ครั้นทรงประพฤติ ธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ครั้นทรง ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม ในเนื้อและนก ครั้นทรงประพฤติธรรมใน โลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประ- พฤติธรรม เพราะธรรมที่บุคคลประพฤติแล้ว ย่อม นำความสุขมาให้ ครั้นพระองค์ทรงประพฤติธรรมใน โลกนี้แล้ว จักเสด็จสู่สวรรค์. ข้าแต่พระมหาราชา ขอพระองค์จงทรงประพฤติ ธรรม เพราะว่า พระอินทร์ ทวยเทพพร้อมทั้งพรหม ถึงทิพยสถานได้ด้วยธรรมอันตนประพฤติดีแล้ว ข้าแต่ บรมกษัตริย์ ขอพระองค์อย่าทรงประมาทธรรมเลย. ในคาถาทั้ง ๑๐ นั้น พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๑ ก่อน. บทว่า อิธ ธมฺมํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงประพฤติมาตาปิตุอุปัฏฐานธรรม. พระ มหาสัตว์กล่าวว่า พระองค์โปรดเสด็จลุกขึ้นแต่เช้าตรู่ แล้วจัดแจงน้ำบ้วนปาก และไม้สีฟันเป็นต้น กระทำการบริหารสรีรกิจทุกอย่าง ยังมาตาปิตุอุปัฏฐาน ธรรมให้เต็มบริบูรณ์.
หน้า 575 ข้อ 2444
บทว่า ปุตฺตทาเรสุ ความว่า บิดาห้ามบุตรธิดาจากความชั่วก่อน ให้ตั้งอยู่ในกรรมอันงาม ให้เล่าเรียนศิลปวิทยา ในเวลาเจริญวัย จัดการทำ อาวาหมงคล และวิวาหมงคล ด้วยตระกูลและวัยอันคู่ควรกัน มอบทรัพย์ให้ ในสมัย ชื่อว่าประพฤติธรรมในบุตรธิดา. สามียกย่องนับถือภรรยา ไม่ประพฤติ นอกใจ มอบความเป็นใหญ่ให้ ให้เครื่องประดับ ชื่อว่าประพฤติธรรมใน ภรรยา. บทว่า มิตฺตามจฺเจสุ ความว่า พระราชาสงเคราะห์มิตรและอำมาตย์ ด้วยสังคหวัตถุ ๔ ไม่แกล้งกล่าวให้คลาดจากความจริง ชื่อว่าประพฤติธรรม ในมิตรและอำมาตย์เหล่านั้น. บทว่า พาหเนสุ พเลสุ จ ความว่า พระราชาพระราชทานสิ่งที่ ควรพระราชทาน แก่พาหนะเช่นช้างม้าเป็นต้น และแก่พลนิกาย ทำการเชิดชู ไม่ใช้ช้างม้าเป็นต้น ในการงาน ในเวลาแก่ ชื่อว่าประพฤติธรรมในพาหนะ และพลนิกายเหล่านั้น. บทว่า คาเมสุ นิคเมสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อไม่เบียดเบียน บีบคั้นชาวบ้านและชาวนิคม ด้วยอาชญาและส่วยสาอากร ชื่อว่าประพฤติธรรม ในชาวบ้านและชาวนิคมเหล่านั้น. บทว่า รฏฺเสุ ชนปเทสุ จ ความว่า พระราชาเบียดเบียนชาว แว่นแคว้น และชาวชนบทให้ลำบาก โดยใช่เหตุ ไม่เข้าไปตั้งไว้ซึ่งจิตเกื้อกูล ชื่อว่าประพฤติอธรรมในแว่นแคว้นและชนบทนั้น ถ้าไม่เบียดเบียนบีบคั้น แผ่ (เมตตา) ไปด้วยจิตเกื้อกูล ชื่อว่าประพฤติธรรมในแว่นแคว้นและชนบท นั้น. บทว่า สมเณ พฺราหฺมเณสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทาน จตุปัจจัยแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ชื่อว่าประพฤติธรรมในสมณะและพราหมณ์.
หน้า 576 ข้อ 2444
บทว่า มิคปกฺเขสุ จ ความว่า พระราชาเมื่อพระราชทานอภัยแก่ สัตว์สี่เท้าและนกทั้งปวง ชื่อว่าประพฤติธรรมในมฤคชาติและหมู่ปักษีเหล่านั้น. บทว่า ธมฺโม สุจิณฺโณ ความว่า ธรรมที่ประพฤติสม่ำเสมอ อันพระราชาประพฤติแล้ว คือ นิสัมมจริยธรรมอันพระราชาทรงประพฤติแล้ว. บทว่า สุขาวโห ความว่า ย่อมนำมาซึ่งความสุขในกุลสมบัติ ๓ และฉกามา- พจรสวรรค์. บทว่า สุจิณฺเณน ความว่า เพราะกายสุจริตเป็นต้น ที่พระองค์ทรง ประพฤติแล้วในโลกนี้ อันพระองค์ทรงประพฤติดีแล้ว. บทว่า ทิวํ ปตฺตา ความว่า พระอินทร์ เทพยดาพร้อมทั้งพรหม ไปสู่ทิพยสถาน กล่าวคือ เทวโลก และพรหมโลก ได้แก่เกิดเป็นผู้ได้ทิพยสมบัติ ในทิพยสถานนั้น. บทว่า มา ธมฺมํ ราช ปมาโท ความว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะฉะนั้น พระองค์แม้ถึงจะต้องสละพระชนมชีพ ก็อย่าทรงประมาทซึ่งธรรม. พระมหาสัตว์กล่าวคาถา แสดงธรรมจรรยาสิบอย่างดังนี้แล้ว เมื่อจะ โอวาทให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถาสุดท้ายความว่า ข้อความที่ข้าพระองค์กราบทูลแล้วในปัญหาของ พระองค์นั้น เป็นวัตรบท ข้อนี้แลเป็นอนุสาสนี ขอ พระองค์จงทรงคบหาสมาคม กับผู้มีปัญญา จงเป็นผู้ มีกัลยาณธรรม พระองค์ทรงทราบความข้อนั้นด้วย พระองค์เองแล้ว จงทรงปฏิบัติให้ครบถ้วนเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว เต วตฺตปทา นี้ พึงประกอบ โดยนัยก่อนนั้นเทอญ. บทว่า สปฺปญฺเสวิ กลฺยาณี สมตฺตํ สาม ตํ วิทู ความว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์โปรดคบหาบุคคลที่มีปัญญาเป็นนิตยกาล
หน้า 577 ข้อ 2444
จงประกอบด้วยคุณอันงาม ทรงรู้แจ้งเองเต็มที่บริบูรณ์ คือทรงทราบชัด โดย ประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้ว โปรดปฏิบัติโอวาทตามที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูล แล้ว ตามที่ทูลพร่ำสอนเถิด. พระมหาสัตว์แสดงธรรมด้วยพุทธลีลาอย่างนี้ ประหนึ่งเทพยเจ้าผู้วิเศษ ยังอากาศคงคาให้ตกลงมาฉะนั้น มหาชน ได้กระทำมหาสักการะ แล้วให้สาธุการ นับเป็นพัน. พระราชา ทรงดีพระทัย ตรัสเรียกอำมาตย์มาดำรัสถามว่า ดูก่อน อำมาตย์ผู้เจริญทังหลาย เจ้าชัมพุกบัณฑิตผู้มีจะงอยปากเสมอด้วยผลชมพู่อ่อน ซึ่งเป็นบุตรของเรา ผู้กล่าวอยู่อย่างนี้ เราควรทำการตอบแทนด้วยสิ่งใด ? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ขอเดชะ ควรทำการตอบแทนด้วยตำแหน่งเสนาบดี พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เราจักพระราชทานตำแหน่งเสนาบดี แก่เจ้าชัมพุกะนั้น แล้วทรงแต่งตั้งนกชัมพุกโพธิสัตว์ไว้ในฐานันดรศักดิ์ นับแต่ นั้นมา นกชัมพุกโพธิสัตว์ ดำรงอยู่ในตำแหน่งเสนาบดี ได้ทำการสนอง ราชกิจของพระราชบิดา. สักการะมากมายได้มีแก่นกทั้งสาม แม้นกทั้งสาม ก็พากันอนุศาสน์พร่ำสอนอรรถและธรรมถวายแด่พระราชา พระราชาทรงตั้ง อยู่ในโอวาทของมหาสัตว์ ทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น แล้วเป็นผู้มี สวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. อำมาตย์ทั้งหลายพากันจัดการถวายพระเพลิง พระบรมศพของพระราชา แล้วแจ้งแก่นกทั้งสามกล่าวว่า ข้าแต่ท่านชัมพุกะ พระราชาได้ทรงทำราชพินัยกรรมให้ยกเศวตฉัตรแก่ท่าน. พระมหาสัตว์ตอบว่า เราไม่ต้องการด้วยราชสมบัติ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท ปกครองเถิด แล้วยังมหาชนให้ตั้งมั่นอยู่ในศีล แนะนำว่าพวกท่านพึงยังการวินิจฉัยธรรมให้ เป็นไปอย่างนี้ แล้วให้จารึกหลักการวินิจฉัยข้อธรรมลงในสุพรรณบัฏ แล้ว กลับเข้าสู่ป่า โอวาทของมหาสัตว์นั้นเป็นไปชั่วสี่หมื่นปี.
หน้า 578 ข้อ 2446, 2447
พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมเทศนานี้ ด้วยสามารถแห่งโอวาทแต่ พระราชา แล้วทรงประชุมชาดกว่าพระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระอานนท์ นางนกกุณฑลินี ได้มาเป็นนางอุบลวรรณา นกเวสสันดร ได้มาเป็น พระสารีบุตร ราชอำมาตย์ได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนนกชัมพุกะ ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาเตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก ว่าด้วยสรภังคดาบสเฉลยปัญหา [๒๔๔๖] (อนุสิสสดาบส ถามว่า) ท่านทั้งหลาย ผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่งห่มผ้างดงาม เหน็บ พระขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และแก้ว มุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่ เป็นใครกันหนอ ชน ทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่านทั้งหลายอย่างไร ? [๒๔๔๗] (พระเจ้าอัฏฐกราช ตรัสว่า) ข้าพเจ้าเป็น กษัตริย์ชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้คือพระเจ้าภีมรถะ ส่วน- ท่านผู้นี้คือพระเจ้ากาลิงคราช มีพระเดชฟุ้งเฟื่อง ข้าพเจ้าทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะขอถามปัญหา.
หน้า 579 ข้อ 2448, 2449, 2450, 2451, 2452
[๒๔๔๘] (อนุสิสสดาบส กล่าวว่า) ท่านเหาะลอย อยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์ลอยเด่นอยู่ท่ามกลาง ท้องฟ้า ในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำ ฉะนั้น ดูก่อนเทพยเจ้า อาตมภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพมาก ชนทั้งหลายใน มนุษยโลก จะรู้จักท่านได้อย่างไร ? [๒๔๔๙] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) ในเทวโลก เขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษยโลก เขาเรียก ข้าพเจ้าว่า ท้าวมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือท้าวเทวราช วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวม แล้วด้วยดี. [๒๔๕๐] พระฤๅษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์ มาก เข้าถึงซึ่งอิทธิคุณ มาประชุมพร้อมกันแล้วปรากฏ ในที่ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระคุณเจ้า ทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ในชีวโลกนี้. [๒๔๕๑] (อนุสิสสดาบส ทูลว่า) กลิ่นแห่งฤๅษี ทั้งหลาย ผู้บวชมานาน ย่อมออกจากกายฟุ้งไปตาม ลมได้ ดูก่อนท้าวสหัสสเนตร เชิญมหาบพิตร ถอยไป เสียจากที่นี่ ดูก่อนท้าวเทวราช กลิ่นของฤๅษีทั้งหลาย ไม่สะอาด. [๒๔๕๒] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) กลิ่นแห่ง ฤๅษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออกจากกายฟุ้งไปตาม ลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย
หน้า 580 ข้อ 2453, 2454, 2455, 2456
ย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผชาติอันวิจิตรมีกลิ่น- หอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลาย มิได้มีความสำคัญใน กลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล. [๒๔๕๓] (อนุสิสสดาบส กล่าวว่า) ท้าวมฆวาฬ สุชัมบดี เทวราช องค์ปุรินททะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต มีพระยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ ทรงย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาส เพื่อตรัสถามปัญหา. บรรดาหมู่ฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใคร เล่าหนอถูกถามแล้ว จักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของ พระราขาทั้ง ๓ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ และของท้าววาสวะ ผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้. [๒๔๕๔] (หมู่ฤาษี กล่าวว่า) ท่านสรภังคฤๅษี ผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุนธรรม ตั้งแต่เกิดมา เป็น บุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่านจะพยากรณ์ปัญหา ของพระราชาเหล่านั้นได้. [๒๔๕๕] (อนุสิสสดาบส กล่าวว่า) ข้าแต่ท่าน โกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์ปัญหา ฤๅษีทั้ง หลายผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พากันขอร้องท่าน ข้า- แต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึงท่านผู้เจริญด้วย ปัญญา ข้อนี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์. [๒๔๕๖] (สรภังคดาบส ทูลว่า) มหาบพิตรผู้ เจริญทั้งหลาย อาตมาภาพให้โอกาสแล้ว เชิญตรัส
หน้า 581 ข้อ 2457, 2458, 2459
ถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตามพระหฤทัยปรารถนา เถิด ก็อาตมาภาพรู้โลกนี้ และโลกหน้า ด้วยตนเอง แล้วจักพยากรณ์ปัญหานั้น ๆ แก่มหาบพิตรทั้งหลาย. [๒๔๕๗] ลำดับนั้น ท้าวมฆวาฬสักกเทวราช ปุรินททะ ทรงเห็นประโยชน์ ได้ตรัสถามปัญหาอัน เป็นปฐม ดังที่พระทัยปรารถนาว่า บุคคลฆ่าซึ่งอะไรสิ จึงจะไม่เศร้าโศกในกาล ไหนๆ ฤๅษีทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละอะไร บุคคล พึงอดทนคำหยาบ ที่ใคร ๆ ในโลกนี้กล่าวแล้ว ข้า แต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้ แก่โยมเถิด. [๒๔๕๘] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลฆ่าความ โกรธได้แล้ว จึงจะไม่เศร้าโศกในกาลไหน ๆ ฤๅษี ทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละความลบหลู่ บุคคลควร อดทนคำหยาบ ที่ชนทั้งปวงกล่าว สัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวความอดทนนี้ว่า สูงสุด. [๒๔๕๙] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) บุคคลอาจจะ อดทนถ้อยคำของคนทั้งสองจำพวกได้ คือคนที่เสมอ กัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่าตน ๑ จะอดทนถ้อยคำของ คนเลวกว่า ได้อย่างไรหนอ ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่โยมเถิด.
หน้า 582 ข้อ 2460, 2461, 2462, 2463
[๒๔๖๐] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลพึงอดทน ถ้อยคำของคน ผู้ประเสริฐกว่าได้เพราะความกลัว พึง อดทนถ้อยคำของคนที่เสมอกันได้ เพราะการแข่งขัน เป็นเหตุ ส่วนผู้ใดในโลกนี้ พึงอดทนถ้อยคำของคน ที่เลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวความอดทนของ ผู้นั้นว่า สูงสุด. [๒๔๖๑] ไฉนจึงจะรู้จักคนประเสริฐกว่า คน เสมอกัน หรือคนที่เลวกว่า ซึ่งมีสภาพอันอิริยาบถ ๔ ปกปิดไว้ เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลายย่อมเที่ยวไปด้วย สภาพของคนชั่วได้ เพราะเหตุนั้นแล จึงควรอดทน ถ้อยคำของคนทั้งปวง. [๒๔๖๒] สัตบุรุษผู้มีความอดทน พึงได้ผลคือ แม้มาก พร้อมด้วยพระราชา เมื่อรบอยู่จะพึงได้ผล นั้น ก็หามิได้ เวรทั้งหลาย ย่อมระงับด้วยกำลังแห่ง ขันติ. [๒๔๖๓] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) ข้าพเจ้าขอ อนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน แต่จะขอถามปัญหา อื่น ๆ กะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญญานั้น โดยมี พระราชา ๔ พระองค์ คือ พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระ- เจ้านาลิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑ ขอท่านได้โปรดบอกคติของพระราชาเหล่านั้น ผู้มี
หน้า 583 ข้อ 2464
บาปกรรมอันหนัก พระราชาทั้ง ๔ องค์นั้น เบียด เบียนพระฤๅษีทั้งหลาย พากันไปบังเกิด ณ ที่ไหน ? [๒๔๖๔] (สรภังคดาบส ทูลว่า) ก็พระเจ้า ทัณฑกี ได้เรี่ยรายโทษลง ในท่านกีสวัจฉดาบสแล้ว เป็นผู้ขาดสูญมูลราก พร้อมทั้งอาณาประชาราษฎร์ พร้อมทั้งรัฐมณฑล หมกไหม้อยู่ในนรก ชื่อกุกกุละ ถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ย่อมตกต้องกายของพระ- ราชานั้น. พระเจ้านาลิกีระ พระองค์ใด ได้เบียดเบียน บรรพชิตทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ผู้กล่าวธรรม สงบ ระงับ ไม่ประทุษร้ายใคร สุนัขทั้งหลายในโลกหน้า ย่อมรุมกัดกินพระเจ้านาลิกีระนั้น ผู้ดิ้นรนอยู่. อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะ เป็นผู้มีพระเศียรห้อยลง เบื้องต่ำ มีพระบาทชี้ขึ้นเบื้องสูง ตกลงในสัตติสูลนรก เพราะเบียดเบียนอังคิรสฤๅษีผู้โดดม ผู้มีความอดทน ตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน. พระราชาทรงพระนามว่า กลาพุ พระองค์ใด ได้เชือดเฉือนพระฤๅษี ชื่อ ขันติวาที ผู้สงบระงับ ไม่ประทุษร้าย ทำให้เป็นท่อนๆ พระราชาพระนามว่า กลาพุพระองค์นั้น ได้บังเกิดหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรก อันร้อนใหญ่ มีเวทนาเผ็ดร้อน น่ากลัว.
หน้า 584 ข้อ 2465, 2466
บัณฑิตได้ฟังนรกเหล่านี้ และนรกเหล่าอื่น อัน ชั่วช้ากว่านี้ ในที่นี้แล้วคงประพฤติธรรม ในสมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้กระทำอย่างนี้ ย่อมเข้าถึงแดน สวรรค์. [๒๔๖๕] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) ข้าพเจ้าขอ อนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่น กะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้นด้วย. บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่า มีศีล เรียกคนเช่นไรว่า มีปัญญา เรียกคนเช่นไรว่า สัตบุรุษ สิริย่อมไม่ละ คนเช่นไรหนอ ? [๒๔๖๖] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลใดในโลก นี้ เป็นผู้สำรวมด้วย กาย วาจา และใจ ไม่ทำบาป กรรมอะไร ๆ ไม่พูดพล่อย ๆ เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า เป็นผู้มีศีล. บุคคลใดคิดปัญหาอันลึกซึ้ง ได้ด้วยใจ ไม่ทำ กรรมอันหยาบช้า อันหาประโยชน์มิได้ ไม่ปิดทาง แห่งประโยชน์อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกบุคคล เช่นนั้น ว่ามีปัญญา. บุคคลใดแลเป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีปัญญา มีกัลยาณมิตรและมีความภักดี มั่นคง ช่วยทำกิจของ มิตรผู้ตกยาก โดยเต็มใจ บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้น ว่า สัตบุรุษ.
หน้า 585 ข้อ 2467, 2468, 2469
บุคคลใด ประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้ คือเป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความ ประสงค์ สิริย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย. [๒๔๖๗] (ท้าวสักกเทวราช ตรัสว่า) ข้าพเจ้าขอ อนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่น กะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้นด้วย นักปราชญ์ ย่อมกล่าว ศีล สิริ ธรรมของสัตบุรุษและปัญญา ว่า ข้อไหนประเสริฐกว่ากัน ? [๒๔๖๘] (พระมหาสัตว์ ทูลว่า) แท้จริง ท่านผู้ ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ปัญญานั่นแหละประเสริฐ สุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐกว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคล ผู้มีปัญญา. [๒๔๖๙] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) ข้าพเจ้าขออนุ- โมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถามปัญหาข้ออื่นกะ ท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประพฤติอะไร เสพ อะไรจึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรดบอกปฏิปทาแห่ง ปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้มี ปัญญา.
หน้า 586 ข้อ 2470, 2471, 2472
[๒๔๗๐] (สรภังคดาบส ทูลว่า) บุคคลควรคบ หาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต ควร เป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจฟังคำสุภาษิตโดย เคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และ โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ย่อมละความพอ ใจ ในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวง เสียได้. ผู้นั้นปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึง เจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ งดอาชญาในสัตว์ ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน. [๒๔๗๑] การเสด็จมาของมหาบพิตร ผู้มีพระ- นามว่า อัฏฐกะ ภีมรถะและกาลิงคราช ผู้มีพระเดชา- นุภาพฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาอย่างมีมหิทธิฤทธิ์ทุก ๆ พระองค์ทรงละกามราคะได้แล้ว. [๒๔๗๒] (พระราชาทั้งหลาย ตรัสว่า) ท่านเป็นผู้ รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้น ก็เป็นอย่างนั้นแหละ ข้าพเจ้าทุกคน ละกามราคะได้แล้ว ขอท่านจงให้โอกาส เพื่อความ อนุเคราะห์ ตามที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้ถึงคติของท่าน ได้.
หน้า 587 ข้อ 2473, 2474, 2475, 2476
[๒๔๗๓] (สรภังคดาบส ทูลว่า) อาตมาให้ โอกาส เพื่อความอนุเคราะห์ เพราะมหาบพิตรทั้ง หลาย ละกามราคะได้แล้วอย่างนั้น จงยังกายให้ซาบ ซ่าน ด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่มหาบพิตรทั้งหลาย จะทรงทราบถึงคติ ของอาตมา. [๒๔๗๔] (พระราชาทั้งหลาย ตรัสว่า) ข้าแต่ท่าน ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักทำตามคำ สั่งสอนที่ท่านกล่าวทุกอย่าง ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะยัง กายให้ซาบซ่าน ด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จะรู้ถึงคติของท่าน. [๒๔๗๕] (สรภังคดาบส กล่าวว่า) ดูก่อนท่านผู้ เจริญทั้งหลาย ฤๅษีทั้งหลายผู้มีคุณความดี ทำการบูชา นี้ แก่กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากันไปยังที่อยู่ของตน ๆ เถิด ท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ยินดีในฌาน มีจิตตั้งมั่น ทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็นคุณชาติประเสริฐสุด ของบรรพชิต. [๒๔๗๖] (พระบรมศาสดา ตรัสว่า) ชนเหล่านั้น ได้ฟังคาถา อันประกอบไปด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ ฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เกิดปีติโสมนัส พากัน อนุโมทนาอยู่ เทวดาทั้งหลายผู้มียศ ต่างก็พากันกลับ ไปสู่เทพบุรี.
หน้า 588 ข้อ 2477
คาถาเหล่านี้ มีอรรถพยัญชนะดี อันฤๅษีผู้เป็น บัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่ง ฟังคาถาเหล่านี้ ให้มีประโยชน์พึงได้คุณพิเศษ ทั้งเบื้องต้นและเบื้อง ปลาย ครั้นแล้ว พึงบรรลุถึงสถานที่ อันมัจจุราช มองไม่เห็น. [๒๔๗๗] สาลิสสระดาบส ในครั้งนั้นได้มาเป็น พระสารีบุตร เมณฑิสสรดาบส ได้มาเป็นพระกัสสปะ ปัพพตดาบส ได้มาเป็นพระอนุรุทธะ เทวลดาบสได้ มาเป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบส ได้มาเป็นพระ อานนท์ กีสวัจฉดาบส ได้มาเป็นพระโกลิตะ คือพระ โมคคัลลานะ พระนารทดาบส ได้มาเป็นพระปุณณ- มันตานีบุตร บริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท สรภังคดาบสโพธิสัตว์ ได้มาเป็นเราตถาคต เธอทั้ง ลายจงทรงจำชาดกไว้อย่างนี้. จบสรภังคชาดกที่ ๒
หน้า 589 ข้อ 2477
อรรถกถาสรภังคชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภการปรินิพพาน ของพระมหาโมคคัลลานะ ตรัสพระธรรมเทศนา นี้มีคำเริ่มต้นว่า อลงฺกตา กุณฺฑลิโน สุวตฺถา ดังนี้. ได้ยินว่า พระสารีบุตรเถระกราบทูลให้พระตถาคตเจ้า ซึ่งประทับ อยู่ในพระเชตวัน ทรงอนุญาตการปรินิพพานแล้ว เดินทางไปปรินิพพาน ณ ห้องที่ตนเกิด ในนาลันทคาม. พระศาสดาทรงสดับข่าวว่า พระสารีบุตร ปรินิพพานแล้ว จึงเสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันวิหาร. คราวนั้น พระมหาโมคคัลลานเถระ อยู่ที่กาฬศิลาประเทศ ข้างภูเขาอิสิคิลิ. ก็ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั้น เที่ยวไปยังเทวโลกบ้าง อุสสทนรกบ้าง ด้วย ความเป็นผู้ถึงที่สุดด้วยกำลังฤทธิ์. ท่านเห็นอิสริยยศใหญ่ของพุทธสาวกใน เทวโลก เห็นทุกข์ใหญ่หลวงของติตถิยสาวกในอุสสทนรก แล้วกลับมายัง มนุษยโลก แจ้งแก่มนุษย์ทั้งหลายว่า อุบาสกคนโน้น และอุบาสิกาคนโน้น บังเกิดเสวยมหาสมบัติในเทวโลกชื่อโน้น สาวกของเดียรถีย์คนโน้นกับคนโน้น บังเกิดที่นรกเป็นต้น ในอบายชื่อโน้น. มนุษย์ทั้งหลายพากันเลื่อมใสใน พระศาสนา ละเลยพวกเดียรถีย์เสีย. ลาภสักการะใหญ่หลวงได้มีแก่สาวกของ พระพุทธเจ้า. ลาภสักการะของพวกเดียรถีย์ก็เสื่อมลง. พวกเดียรถีย์เหล่านั้น จึงพากันผูกอาฆาตในพระเถระ ว่า เมื่อพระเถระนี้ยังมีชีวิตอยู่ อุปัฏฐากของ พวกเราก็แตกแยก ทั้งลาภสักการะก็เสื่อมลง พวกเราจักฆ่าพระเถระให้ตาย. พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย จึงจ้างโจรชื่อสมณกุตต์ เป็นเงินพันหนึ่ง เพื่อให้ฆ่า พระเถระ. โจรสมณกุตต์คิดว่า เราจักฆ่าพระเถระให้ตาย จึงไปยังถ้ำกาฬศิลา
หน้า 590 ข้อ 2477
พร้อมด้วยสมุนโจรเป็นอันมาก. พระเถระเห็นโจรสมณกุตต์กําลังเดินมา จึง เหาะหลบหลีกไปเสียด้วยฤทธิ์. วันนั้นโจรเห็นพระเถระเหาะไปจึงกลับเสีย ได้มาติด ๆ กัน ทุก ๆ วันรุ่งขึ้น รวม ๖ วัน. ฝ่ายพระเถระก็หลบหลีกไป ด้วยฤทธิ์ ดังที่เคยมา. แต่ในวันที่เจ็ด อปราปรเวทนียกรรมที่พระเถระทำไว้ ในปางก่อนได้โอกาส. ได้ยินว่า ในชาติก่อน พระเถระเชื่อถ้อยคำของภรรยา ประสงค์จะฆ่ามารดาบิดาให้ตาย จึงนำไปสู่ป่าด้วยยานน้อย. ทำอาการดุจโจร ตั้งขึ้น แล้วโบยตีมารดาบิดา. มารดาบิดาทั้งสองมองไม่เห็นอะไร เพราะมี จักษุพิการ จำบุตรของตนนั้นไม่ได้ โดยสำคัญว่า นั่นเป็นพวกโจร ต่าง ปริเทวนาการ เพื่อประโยชน์ต่อบุตรอย่างเดียวว่า ลูกเอ๋ย ให้โจรพวกโน้น มันฆ่าพ่อฆ่าแม่เถิด เจ้าจงหลบเอาตัวรอดเถิด. บุตรชายคิดว่า มารดาบิดา ของเราทังสองท่านนี้ แม้จะถูกเราทุบตี ก็ยังร่ำไรรำพัน เพื่อประโยชน์ แก่เราผู้เดียว เราทำกรรมอันไม่สมควรเลย. ลำดับนั้น เขาจึงปลอบโยนมารดา บิดา แสดงอาการดุจพวกโจรหนีไป แล้วนวดฟั้นมือเท้าของท่านทั้งสองพูดว่า คุณแม่คุณพ่ออย่ากลัวเลย พวกโจรหนีไปแล้ว แล้วนำกลับมายังเรือนของตน ตามเดิม. กรรมนั้นไม่ได้โอกาส ตลอดเวลามีประมาณเท่านี้ ตั้งอยู่เหมือนกอง เพลิง ถูกเถ้ากลบไว้เฉพาะหน้า แล้ววิ่งเข้าสู่สรีระอันไม่มีที่สุดนี้. ก็กรรมนี้ ได้โอกาสในที่ใดย่อมให้ผลในที่นั้น เปรียบเหมือนสุนัขอันนายพรานพบเนื้อ แล้วปล่อยให้ไล่ติดตามเนื้อ ทันกันในที่ใดก็กัดในที่นั้นฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าผู้ที่จะ พ้นจากกรรมนั้นได้ไม่มีเลย. พระเถระรู้ว่า กรรมที่ตนทำไว้หน่วงเหนี่ยว จึงมิได้หลบหลีกต่อไป. เพราะผลของกรรมนั้น พระเถระจึงไม่สามารถจะเหาะ ไปในอากาศได้. ฤทธิ์ของพระเถระแม้สามารถทรมานนันโทปนันทนาคราช
หน้า 591 ข้อ 2477
แลสามารถยังเวชยันตปราสาทให้หวั่นไหว ก็ถึงความทุรพลเพราะกำลังแห่ง กรรม. โจรจับพระเถระได้ ทุบจนกระดูกของพระเถระ มีขนาดเท่าเมล็ด ข้าวสารแหลกละเอียดไป เหมือนบดฟางให้เป็นแป้งฉะนั้น แล้วโยนไปที่หลัง พุ่มไม้แห่งหนึ่ง ด้วยสำคัญว่าตายแล้ว พร้อมด้วยสมุนโจรหลีกกลับไป. ฝ่าย พระเถระกลับได้สติ แล้วคิดว่า เราจักถวายบังคมลาพระศาสดาก่อน จึงจัก ปรินิพพาน ดังนี้ แล้วเยียวยาอัตภาพด้วยฌานทำให้มั่นคง แล้วเหาะไปยัง สำนักของพระศาสดาทางอากาศ ถวายบังคมพระศาสดาแล้วทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ อายุสังขารของข้าพระองค์ถดถอยแล้ว ข้าพระองค์จัก ปรินิพพาน. พระศาสดาตรัสถามว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ เธอจักปรินิพพาน หรือ ? ทูลตอบว่า พระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตรัสถามว่า เธอ จักไปปรินิพพานที่ไหน ทูลตอบว่า ที่แผ่นหิน ในถ้ำกาฬศิลา พระเจ้าข้า. ตรัสว่า โมคคัลลานะ ถ้าเช่นนั้นเธอจงกล่าวธรรมแก่เราก่อน แล้วค่อยไป เพราะบัดนี้ การที่จะได้เห็นสาวกเช่นเธอ ไม่มีอีกแล้ว. พระมหาโมคคัลลานะ ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักกระทำตามพระพุทธดำรัส แล้ว เหาะขึ้นไปบนอากาศ สูงชั่วต้นตาล แสดงฤทธิ์มีประการต่าง ๆ เหมือนพระ- สารีบุตรเถระในวันที่จะปรินิพพาน กล่าวธรรมกถาถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วปรินิพพาน ณ ดงเนกาฬศิลาประเทศ. ในทันใดนั้นเอง ชาวเทวโลกทั้ง ๖ ชั้น เกิดโกลาหลเป็นอันเดียวกันว่า ข่าวว่า อาจารย์ของพวกเราปรินิพพาน แล้ว ต่างถือของหอม มาลา ธูป เครื่องอบ และจันทน์จุรณอันเป็นทิพย์ ทั้งฟืนนานาชนิดมา (ประชุมกันแล้ว). จิตกาธารแล้วด้วยจันทน์แดง สูง ๙๙ ศอก พระศาสดาประทับอยู่ใกล้ ๆ ศพพระเถระ ตรัสสั่งให้จัดการปลงศพ ของพระเถระ. รอบ ๆ สุสาน ฝนดอกไม้โปรยตกลงมาในที่ประมาณโยชน์หนึ่ง
หน้า 592 ข้อ 2477
ได้มีมนุษย์อยู่ระหว่างเทวดา เทวดาอยู่ระหว่างมนุษย์. ถัดเทวดาโดยลำดับ พวกยักษ์ยืนอยู่ ถัดพวกยักษ์มาก็เป็นพวกคนธรรพ์ ถัดจากพวกคนธรรพ์มา เป็นพวกนาค ถัดจากพวกนาคมาเป็นพวกครุฑ ถัดจากพวกครุฑมาเป็นพวก กินนรา ถัดจากพวกกินนรามาเป็นพวกกินนร ถัดจากพวกกินนรมาก็เป็นฉัตร ถัดจากฉัตรออกมาเป็นสุวรรณจามร ถัดจากสุวรรณจามรออกมา เป็นธงชัย ถัดธงชัยออกมาเป็นธงแผ่นผ้า. ผู้ที่มาประชุมทุกเหล่า บรรดามีต่างเล่นสาธุ กีฬาอยู่ตลอดเจ็ดวัน. พระศาสดาตรัสสั่งให้เก็บธาตุของพระเถระมาทำเจดีย์ บรรจุไว้ที่ซุ้มประตู พระเวฬุวันวิหาร. กาลนั้น ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระสารีบุตรเถระ ไม่ได้รับความยกย่องอย่างใหญ่หลวง ในสำนักของ พระพุทธเจ้า เพราะมิได้ปรินิพพานในที่ใกล้พระตถาคตเจ้า พระมหาโมค- คัลลานเถระได้รับเกียรติอย่างยิ่งใหญ่ เพราะปรินิพพานในที่ใกล้พระพุทธเจ้า. พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ภิกษุ ทั้งหลาย พระโมคคัลลานะมิใช่จะได้สัมมานะจากสำนักของเรา ในชาตินี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในชาติก่อน เธอก็ได้แล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ตรัสดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์ถือปฏิสนธิในครรภ์ของนางพราหมณี ภรรยาของ ปุโรหิตได้สิบเดือนก็คลอดจากครรภ์มารดาในเวลาใกล้รุ่ง. ขณะนั้น อาวุธ ทั้งปวงในพระนครพาราณสี มีอาณาเขต ๑๒ โยชน์ ก็ลุกโพลงขึ้น. ในขณะ ที่บุตรคลอด ปุโรหิตออกมาภายนอก แลดูอากาศ เห็นนิมิตเครื่องประกอบ นักษัตร ก็รู้ว่า กุมารนี้จักเป็นผู้เลิศกว่านายขมังธนูทั้งปวง ในชมพูทวีปทั้งสิ้น
หน้า 593 ข้อ 2477
เพราะเป็นผู้ที่เกิดโดยนักษัตรนี้ จึงไปยังราชตระกูลแต่เช้าตรู่ กราบทูลถาม ถึงความที่พระราชาบรรทมเป็นสุข. เมื่อพระราชาตรัสว่า ดูก่อนท่านอาจารย์ ความสุขจะมีมาแต่ไหน ในวันนี้ อาวุธในพระราชวังทั้งหมดโพลงไปหมด จึง กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์อย่าตกพระทัยกลัว ใช่ว่าอาวุธจะโพลงเฉพาะ ในพระราชวังก็หามิได้ แม้ในพระนครก็โพลงไปสิ้นทุกแห่งเหมือนกัน ที่ได้ เป็นอย่างนี้ เพราะวันนี้ กุมารเกิดในเรือนของข้าพระพุทธเจ้า. พระราชา ตรัสว่า ท่านอาจารย์กุมารที่เกิดแล้วอย่างนี้ จักเป็นอย่างไร ? ปุโรหิตกราบ ทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า ไม่มีอะไรดอกพระพุทธเจ้าข้า แต่ว่ากุมาร นั้นจักได้เป็นยอดแห่งนายขมังธนู ในชมพูทวีปทั้งสิ้น. พระราชาตรัสว่า ดีละ ท่านอาจารย์ ถ้าเช่นนั้นท่านจงประคบประหงมกุมารนั้น แล้วยกให้เราในเวลา ที่เขาเจริญวัย ดังนี้แล้ว ตรัสสั่งให้พระราชทานทรัพย์พันหนึ่งเป็นค่าน้ำนม ก่อน. ปุโรหิตนั้นรับทรัพย์ไปเรือนมอบให้นางพราหมณี ในวันตั้งชื่อลูกชาย ได้ขนานนามว่า โชติปาละ เพราะในขณะที่ตลอดอาวุธโพลงทั่ว. โชติปาล- กุมารเจริญวัย ด้วยบริวารเป็นอันมาก ในคราวอายุครบ ๑๖ ปี เป็นผู้มี รูปทรงอุดมได้ส่วนสัด บิดาของโชติปาลกุมาร มองดูสรีรสมบัติจึงมอบทรัพย์ ให้พันหนึ่ง บอกว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปเมืองตักกศิลา เรียนศิลปศาสตร์ในสำนัก ของอาจารย์ทิศาปาโมกข์เถิด. โชติปาลกุมารรับคำแล้ว ถือเอาทรัพย์ส่วนของ อาจารย์ ไหว้มารดาบิดา ลาไปในเมืองตักกศิลานั้น มอบทรัพย์ให้อาจารย์ พันหนึ่งแล้ว เริ่มเรียนศิลปวิทยา ถึงความสำเร็จโดยสัปดาห์เดียวเท่านั้น ลำดับนั้น อาจารย์ก็ยินดี จึงให้พระขรรค์แก้ว ธนูเขาแพะ แล่งธนู อัน ประกอบต่อกัน ซึ่งเป็นของตน กับเสื้อเกราะ และกรอบหน้าของตน แล้ว มอบมาณพทั้งห้าร้อยแก่โชติปาลกุมารนั้นว่า พ่อโชติปาละ อาจารย์แก่แล้ว บัดนี้
หน้า 594 ข้อ 2477
เธอจงช่วยฝึกสอนมาณพเหล่านี้ด้วยเถิด. พระโพธิสัตว์รับเครื่องอุปกรณ์ ทุกอย่างแล้ว กราบลาอาจารย์ เดินทางมุ่งมายังพระนครพาราณสี เยี่ยมมารดา บิดายืนอยู่. ลำดับนั้น ปุโรหิตผู้บิดา จึงถามโชติปาลกุมารซึ่งไหว้แล้วยืนอยู่ว่า ลูกรัก เจ้าเรียนศิลปวิทยาจบแล้วหรือ ? เขาตอบว่า ขอรับคุณพ่อ. ปุโรหิตบิดา ฟังคำตอบแล้วไปยังราชตระกูล กราบทูลว่า ขอเดชะ บุตรของข้าพระพุทธเจ้า เรียนศิลปวิทยากลับมาแล้ว เขาจะทำอะไร พระพุทธเจ้าข้า 9 พระราชาตรัสว่า ท่านอาจารย์ เขาจงมาบำรุงเราเถิด. ทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า พระองค์โปรดทรงคำนึงถึงเบี้ยเลี้ยงสำหรับบุตรของข้าพระพุทธเจ้า ตรัสว่า เขาจะได้เบี้ยเลี้ยงพันหนึ่งทุก ๆ วัน. ปุโรหิตรับพระดำรัสแล้ว จึงไปเรือน ให้เรียกกุมารมาสั่งว่า ลูกรัก เจ้าจงบำรุงรับใช้พระราชาเถิด. นับแต่นั้นมา โชติปาลกุมารก็บำรุงพระราชาได้ทรัพย์วันละพันทุกวัน ข้าราชบาทมูลิกา ทั้งหลาย พากันโพนทะนาว่า พวกเรายังไม่เห็นการงานที่โชติปาละกระทำ แต่เขารับเบี้ยเลี้ยงวันละพันทุก ๆ วัน พวกเราอยากจะเห็นศิลปะของเขา. พระราชาทรงสดับถ้อยคำของชนพวกนั้น จึงตรัสบอกปุโรหิต. ปุโรหิตรับสนอง พระราชดำรัสว่า ขอเดชะ ดีแล้วพระพุทธเจ้าข้า แล้วแจ้งแก่บุตรของตน. โชติปาลกุมารพูดว่า ดีแล้วขอรับคุณพ่อ ในวันที่เจ็ดนับแต่วันนี้ไป ผมจัก แสดงศิลปะ อนึ่ง ขอพระราชาโปรดตรัสสั่งให้นายขมังธนู ในแว่นแคว้นของ พระองค์มาประชุมกัน ปุโรหิตได้ฟังดังนั้น จึงไปกราบทูลเนื้อความนั้นแก่ พระราชา พระราชาโปรดให้ตีกลองเที่ยวป่าวร้องไปในพระนคร แล้วมีพระ- ราชโองการให้นายขมังธนูมาประชุมกัน. นายขมังธนู จำนวน หกหมื่นคน มาประชุมพร้อมกัน . พระราชาทรงทราบว่า พวกนายขมังธนูประชุมพร้อมแล้ว
หน้า 595 ข้อ 2477
จึงโปรดให้ตีกลองเที่ยวประกาศว่า ชาวพระนครทั้งหลายจงไปดูศิลปะของ โชติปาลกุมาร แล้วให้ตระเตรียมพระลานหลวง แวดล้อมไปด้วยมหาชน ประทับนั่งเหนือบัลลังก์อันประเสริฐ แล้วทรงส่งราชบุรุษ ให้ไปเชิญโชติปาล กุมารว่า เจ้าโชติปาลกุมารจงมาเถิด. โชติปาลกุมาร จึงซ่อนธนู แล่งธนู เสื้อเกราะ และอุณหิสที่อาจารย์ให้ไว้ในระหว่างผ้านุ่ง ให้คนถือพระขรรค์ แล้วเดินมายังสำนักพระราชา ด้วยท่าทางปกติ ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง พวกนายขมังธนูทำการนัดหมายกันว่า เขาว่าโชติปาลกุมา จะมาเพื่อแสดงศิลปะ คือธนู แต่ไม่ถือธนูมา คงอยากจะเอาธนูจากมือของพวกเรา พวกเราอย่าให้ ธนูแก่เขา. พระราชาตรัสเรียกโชติปาลกุมารมารับสั่งว่า เจ้าจงแสดงศิลปะเถิด. โชติปาลกุมารจึงให้กั้นม่าน แล้วยืนภายในม่าน คลี่ผ้าสาฎกออก สวมเกราะ สอดเสื้อ แล้วสวมอุณหิสบนศีรษะ ยกสายมีวรรณะดุจแก้ว ประพาฬที่ธนูเขา- แพะขึ้นแล้ว ผูกแล่งธนูไว้เบื้องหลัง เหน็บพระขรรค์ไว้เบื้องหน้า เอาหลัง เล็บควงลูกธนูมีปลายดุจเพชร แหวกม่านออกมา คล้ายนาคกุมารผู้ประดับ ตกแต่งแล้ว ชำแรกแผ่นดินออกมาฉะนั้น เดินไปแสดงความนอบน้อมแด่ พระราชายืนอยู่. มหาชนเห็นกุมารนั้นแล้ว ต่างโห่ร้องบันลือปรบมือกันอึงมี่. พระราชาตรัสว่า ดูก่อนเจ้าโชติปาละ เจ้าจงแสดงศิลปะเถิด. โชติปาลกุมารทูล ว่า ขอเดชะ พระอาญาไม่พ้นเกล้า บรรดานายขมังธนูของพระองค์ โปรดรับสั่ง ให้มา ๔ คน คือคนที่ยิงไวดุจฟ้าแลบ คนที่ยิงแม่น แม้ขนทรายก็ไม่ ผิด คนที่ยิงตามเสียงที่ได้ยิน และคนที่ยิงสวนไปตามลูกศรที่ยิงมา. พระราชาก็โปรดให้เรียกมา. พระมหาสัตว์จัดทำมณฑปภายในที่กำหนดสี่เหลี่ยมในพระลานหลวง ให้นายขมังธนูทั้งสี่ยืนอยู่ทั้งสี่มุม แล้วให้ลูกธนูสามหมื่นแก่นายขมังธนูคนหนึ่งๆ
หน้า 596 ข้อ 2477
ให้คนที่จะส่งลูกธนูยืนอยู่ใกล้ๆ นายขมังธนูคนหนึ่ง ๆ แล้วตนเองถือเอาลูกธนู มีปลายดุจเพชร ยืนอยู่ท่ามกลางมณฑป กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช นายขมังธนูทั้งสี่เหล่านี้ จงปล่อยลูกธนูยิงข้าพระพุทธเจ้าพร้อมกันเถิด ข้าพระ- พุทธเจ้าจักห้ามลูกธนูที่พวกเขายิงมา. พระราชาทรงรับสั่งบังคับว่า พวกท่าน จงกระทำอย่างนี้. พวกนายขมังธนูจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า พวกข้าพระพุทธเจ้าเป็นนายขมังธนูผู้ยิงเร็วดุจฟ้าแลบ ยิงแม่น แม้ขนทรายก็ไม่ ผิด ยิงตามเสียงที่ได้ยิน และยิงสวนไปตามลูกศรที่ยิงมา โชติปาละเป็นเด็กหนุ่ม พวกข้าพระพุทธเจ้าจักยิงหาได้ไม่. พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า ถ้าพวกท่านสามารถ ก็เชิญยิงข้าพเจ้าได้. นายขมังธนูเหล่านั้นรับว่า ดีแล้ว จึงยิงลูกธนูไปพร้อมกัน พระมหาสัตว์เอาลูกศรปัดลูกธนูเหล่านั้นให้ตกลงโดยแนบเนียน เหมือนแวดวง ซุ้มโพธิพฤกษ์ ซัดดอกธนูไปตามดอกธนู ตัวลูกธนูไปตามลูกธนู พู่ลูกธนู ไปตามพู่ลูกธนู ไม่ให้ก้าวก่ายกัน ได้กระทำดุจเป็นห้องลูกธนู จนลูกธนูของ นายขมังธนูทั้งหมดหมดสิ้น. พระมหาสัตว์รู้ว่า ลูกธนูของพวกนายขมังธนู หมดแล้ว ไม่ยังห้องลูกธนูให้ทลาย กระโดดขึ้นไปยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ พระราชา. มหาชนต่างโห่ร้องบันลือ ปรบมือเกรียวกราว ดีดนิ้วมือ ทำมหาโกลาหล โยนผ้าและเครื่องอาภรณ์ขึ้นไป จนมีทรัพย์นับได้ถึง ๑๘ โกฏิ เป็นกองอยู่ อย่างนี้. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามโชติปาลกุมารว่า ดูก่อนพ่อโชติปาละ นี่ชื่อศิลปะอะไร ? กราบทูลว่า ขอเดชะ ชื่อสรปฏิพาหนะ เครื่องห้ามลูกศร พระพุทธเจ้าข้า. ตรัสถามว่า คนอื่น ๆ ผู้รู้อย่างนี้มีหรือ ? ทูลว่า ขอเดชะ เว้นข้าพระพุทธเจ้าเสียแล้ว คนอื่นในชมพูทวีปทั้งสิ้นไม่มีเลย พระพุทธเจ้าข้า. ตรัสว่า พ่อโชติปาละ เจ้าจงแสดงศิลปะอื่นบ้าง. กราบทูลว่า ขอเดชะ ถ้านายขมังธนูทั้งสี่นาย ยืนอยู่ที่มุมทั้งสี่ ไม่สามารถจะยิงข้าพระพุทธเจ้าได้ไซร้
หน้า 597 ข้อ 2477
แต่ข้าพระพุทธเจ้าจักยิงพวกนี้ ซึ่งยืนอยู่ ณ มุมทั้งสี่ด้วยลูกธนูลูกเดียวเท่านั้น พวกนายขมังธนูไม่กล้าพอ ที่จะยืนอยู่ได้. พระมหาสัตว์จึงให้ปักต้นกล้วยไว้ที่มุมทั้งสี่ สี่ต้นแล้วผูกด้ายแดงที่ตัว ลูกธนู ยิงไปหมายกล้วยต้นหนึ่ง ลูกธนูแทงกล้วยต้นที่หนึ่ง ทะลุไปถึงต้น ที่สองที่สามที่สี่ แล้วทะลุถึงต้นแรกที่แทงแล้วออกมาตั้งอยู่ในมือตามเดิม. ต้นกล้วยทั้งหลายอันด้ายร้อยแล้ว ยังตั้งอยู่ได้. มหาชนบันลือเสียงสนั่นหวั่น- ไหว นับเป็นพัน. พระราชาตรัสถามว่า นี้ชื่อศิลปะอะไรพ่อ ? พระมหาสัตว์ ทูลตอบว่า ขอเดชะ. ชื่อจักกวิทธศิลปะแทงจักร พระพุทธเจ้าข้า. พระราชา ตรัสว่า เจ้าจงแสดงศิลปะแม้อย่างอื่นเถิดพ่อ. พระมหาสัตว์จึงแสดงศิลปะชื่อ สรลัฏฐิ คือศิลปะไม้เท้าแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรรัชชุ คือศิลปะรูปเชือกแล้วด้วย ลูกศร ชื่อสรเวณิ คือศิลปะมวยผมแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรปาสาทะ คือศิลปะ รูปปราสาทลูกศร ชื่อสรมัณฑปะ คือศิลปะรูปมณฑปลูกศร ชื่อสรโสปาณะ คือศิลปะรูปบันไดลูกศร ชื่อสรมัณฑละ คือศิลปะรูปสนามแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรปาการะ คือศิลปะรูปกำแพงแล้วด้วยลูกศร ชื่อสรวนะ คือศิลปะรูปป่า แล้วด้วยลูกศร ชื่อสรโปกขรณี คือศิลปะรูปสระโบกขรณีแล้วด้วยลูกศร ชื่อ สรปทุมะ คือศิลปะรูปดอกบัวแล้วด้วยลูกศร ยังศิลปะชื่อสรปุปผะ คือรูป ดอกไม้แล้วด้วยลูกศรให้บาน ยังศิลปะชื่อ สรวัสสะ คือรูปฝนแล้วด้วยลูกศร ให้ตก. ครั้นพระมหาสัตว์แสดงศิลปะสิบสองอย่างเหล่านี้ อันไม่ทั่วไปด้วยชน เหล่าอื่นอย่างนี้แล้ว ทำลายชุมนุมใหญ่เจ็ดครั้งอันไม่ทั่วไปด้วยชนเหล่าอื่นอีก. พระมหาสัตว์ ยิงแผ่นไม้สะแกหนา ๘ นิ้ว ยิงแผ่นไม้ประดู่หนา ๔ นิ้ว ยิง แผ่นทองแดงหนา ๒ นิ้ว ยิงแผ่นเหล็กหนา ๑ นิ้ว ยิงแผ่นกระดาน ๑๐๐ ครั้ง ให้ติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน แล้วยิงลูกธนูไปทางเบื้องหน้าเกวียนบรรทุกใบไม้
หน้า 598 ข้อ 2477
เกวียนบรรทุกทราย และเกวียนบรรทุกแผ่นกระดาน ให้ทะลุออกทางเบื้องหลัง ยิงลูกศรไปทางเบื้องหลัง ให้ทะลุออกไปโดยทางหน้า ยิงลูกธนูไปยังที่ ๔ อุสภะในน้ำ ๘ อุสภะบนบก ยิงขนทรายในที่สุดแห่งอุสภะ ด้วยสัญญาผลมะ- แว้งเครือ. เมื่อโชติปาลกุมาร แสดงศิลปะมีประมาณเท่านี้อยู่ พระอาทิตย์ อัสดงคตไปแล้ว ลำดับนั้น พระราชา ตรัสสั่งให้กำหนดตำแหน่งเสนาบดีแก่เขา ตรัสว่า พ่อโชติปาละ. วันนี้ค่ำเสียแล้ว พรุ่งนี้เจ้าจักได้รับสักการะคือตำแหน่ง เสนาบดีเจ้าจงไปตัดผม โกนหนวด อาบน้ำแล้วมาเถิด ดังนี้แล้ว. ได้พระราชทาน ทรัพย์แสนหนึ่งเพื่อเป็นค่าเบี้ยเลี้ยงไปในวันนั้น. พระมหาสัตว์คิดว่า เราไม่มีความต้องการด้วยทรัพย์จำนวนนี้ จึงคืน ทรัพย์จำนวน ๑๘ โกฏิ แก่พวกเจ้าของ แล้วไปอาบน้ำกับบริวารเป็นอันมาก ให้ช่างตัด ผมโกนหนวด อาบน้ำประดับด้วยสรรพาลังการ แล้วเข้าไปยังเรือน ด้วยสิริอันหาที่เปรียบมิได้ บริโภคโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ เสร็จแล้วขึ้นนอน ยังที่นอนอันมีสิริ นอนตลอดสองยาม ตื่นในเวลาปัจฉิมยาม ลุกขึ้นนังคู้บัลลังก์ บนหลังที่นอน ตรวจดูเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุดแห่งศิลปะของตน พลาง รำพึงว่า การยังผู้อื่นให้ตายย่อมปรากฏแต่ตอนต้นแห่งศิลปะของเรา การบริโภค ใช้สอยด้วยอำนาจแห่งกิเลส ปรากฏในท่ามกลาง การปฏิสนธิในนรกปรากฏ ในที่สุด ก็ปาณาติบาตกับความประมาท เพราะมัวเมายิ่งในการบริโภคใช้สอย ด้วยอำนาจกิเลส ย่อมให้ซึ่งปฏิสนธิในนรก พระราชาทรงพระราชทานตำแหน่ง เสนาบดีอันยิ่งใหญ่แก่เรา เราก็จักเป็นผู้มีอิสริยยศใหญ่ ภรรยาและบุตรธิดา ก็จักมีมากมาย ก็วัตถุอันเป็นที่ตั้งของกิเลสอันถึงความไพบูลย์แล้ว เป็นของ ละได้โดยยาก ควรที่เราจะออกไปสู่ป่าเพียงผู้เดียว แล้วบวชเป็นฤาษีเสียใน บัดนี้ทีเดียว จึงลุกขึ้นจากที่นอนใหญ่ ไม่ให้ใครทราบลงจากปราสาท ออก
หน้า 599 ข้อ 2477
ทางประตูด้านอัครทวาร เข้าสู่ป่าลำพังผู้เดียว เดินมุ่งหน้าไปยังป่ามะขวิดใหญ่ สามโยชน์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำโคธาวรี. ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่า โชติปาลกุมาร นั้นออกแล้ว จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมาตรัสสั่งว่า พ่อคุณ เจ้าโชติปาล- กุมารออกอภิเนษกรมณ์จักมีสมาคมใหญ่ เธอจงไปเนรมิตอาศรมที่กปิฏฐวัน ใกล้ฝั่งแม่น้ำโคธทรี และตระเตรียมบริขารของบรรพชิตไว้ให้เสร็จ. วิสสุ- กรรมเทพบุตรนั้นได้กระทำตามเทวบัญชาทุกประการ. พระมหาสัตว์ถึงสถานที่นั้นแล้ว เห็นทางมีรอยเดินได้คนเดียว คิดว่า จะพึงมีสถานที่อยู่ของพวกบรรพชิตจึงเดินไปที่กปิฏฐวันตามทางนั้น ก็ไม่พบ ใคร จึงเข้าไปสู่บรรณศาลา เห็นบริขารของพวกบรรพชิต คิดว่า ชะรอย ท้าวสักกเทวราชจะทรงทราบว่า เราออกอภิเนษกรมณ์ จึงเปลื้องผ้าสาฎกออก นุ่งห่มคากรองสีแดง กระทำหนังเสือเหลือง เฉวียงบ่าข้างหนึ่งมุ่นมณฑลชฎา ยกหาบหนักข้างหนึ่งไว้บนบ่า ถือไม้เท้าคนแก่ ออกจากบรรณศาลา ขึ้นสู่ที่ จงกรมแล้ว จงกรมไป ๆ มาสิ้นวาระเล็กน้อย ยังป่าให้งดงามด้วยสิริคือบรรพชา กระทำกสิณบริกรรม จำเดิมแต่กาลที่บวชแล้ว ในวันที่เจ็ดยังสมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ ให้บังเกิด เป็นผู้มีผลหมากรากไม้ในป่าเป็นอาหาร ด้วยอุญฉา- จาริยวัตร อยู่แต่ผู้เดียวเท่านั้น. มารดาบิดามิตรสหายเป็นต้น แม้พวกญาติ ของโชติปาลกุมารนั้น เมื่อไม่เห็นโชติปาลกุมาร ต่างร่ำไห้ปริเทวนาการเที่ยวไป. ลำดับนั้น พรานป่าคนหนึ่ง เข้าไปสู่ป่าพบพระมหาสัตว์ นั่งอยู่ใน อาศรมบท ณ กปิฏฐวัน จำพระมหาสัตว์ได้ ทำการปฏิสัณฐานกับพระมหา- สัตว์แล้ว กลับไปยังพระนคร บอกมารดาบิดาของท่านให้ทราบ. มารดาบิดา ของพระมหาสัตว์ จึงกราบทูลให้พระราชาทรงทราบ พระราชาตรัสว่า มาเถิด เราจักไปเยี่ยมโชติปาลดาบสนั้น แล้วพามารดาบิดาของท่าน แวดล้อมด้วย มหาชน เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ตามทางที่นายพรานแสดง. พระโพธิสัตว์
หน้า 600 ข้อ 2477
มายังฝั่งแม่น้ำ นั่งบนอากาศแสดงธรรม เชิญชนทั้งหมดเข้าไปสู่อาศรมนั่งบน อากาศนั่นแล ประกาศโทษในกามทั้งหลาย แล้วแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้น แม้ในที่นั้น. ชนทั้งหมดตั้งต้นแต่พระราชาไป พากันบวชสิ้น. พระโพธิสัตว์ มีหมู่ฤๅษีเป็นบริวาร อยู่ในที่นั้นแหละ ต่อมา ข่าวที่พระดาบสพำนักอยู่ ณ ที่นั้น ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น. พระราชาองค์อื่น ๆ พร้อมด้วย ชาวแว่นแคว้น ก็พากันมาบวชในสำนักของพระโพธิสัตว์นั้น นับเป็นมหาสมาคม ที่ยิ่งใหญ่ บริษัทแสนหนึ่ง มิใช่น้อยได้มีแล้วโดยลำดับ ผู้ใดตรึกกามวิตก พยาบาทวิตกหรือวิหิงสาวิตกพระมหาสัตว์ก็ไปในที่นั้น นั่งบนอากาศแสดงธรรม บอกกสิณบริกรรมข้างหน้าผู้นั้น. บริษัททั้งหลายตั้งอยู่ในโอวาทของพระมหา- สัตว์ แล้วยังสมาบัติ ๘ ให้เกิดขึ้น ถึงความสำเร็จในฌาน พระมหาสัตว์ได้มี อันเตวาสิกผู้ใหญ่ถึงเจ็ดท่านคือ สาลิสสระ ๑ เมณฑิสสระ ๑ ปัพพตะ ๑ กาลเทวละ ๑ กีสวัจฉะ ๑ อนุลิสสะ ๑ นารทะ ๑ ในเวลาต่อมา อาศรม ในกปิฏฐวัน ก็เต็มบริบูรณ์. โอกาสที่อยู่ของหมู่ฤๅษีไม่พอเพียง. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ จึงเรียกท่านสาลิสสระ มาสั่งว่า ท่านสาลิสสระ อาศรมนี้ไม่เพียงพอแก่หมู่ฤๅษี ท่านจงพาหมู่ฤๅษีนี้เข้าไปอาศัย ลัมพจูลกนิคม ในแว่นแคว้นของพระเจ้าเมชฌราชอยู่เถิด. สาลิสสระดาบสรับคำของพระมหาสัตว์ว่า สาธุ แล้วพาหมู่ฤๅษีพันเศษ ไปอยู่ในลัมพจูลกนิคมนั้น. เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันมาบวชอยู่ อาศรมก็เต็ม บริบูรณ์อีก. พระโพธิสัตว์จึงเรียกท่านเมณฑิสสระมาสั่งว่า ท่านเมณฑิสสระ แม่น้ำชื่อสาโตทกานที ระหว่างเขตแดนสุรัฏฐชนบทมีอยู่ ท่านจงพาหมู่ฤๅษี นี้ไปอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำสาโตทกานทีนั้นเถิด โดยอุบายนั้นแหละ พระโพธิสัตว์ เรียกปัพพตดาบสมาในวาระที่สามส่งไปว่า ท่านปัพพตะ ภูเขาชื่ออัญชนบรรพต
หน้า 601 ข้อ 2477
มีอยู่ในดงใหญ่ ท่านจงเข้าไปอาศัยอัญชนบรรพตนั้นอยู่เถิด. ในวาระที่สี่ พระโพธิสัตว์เรียกกาลเทวลดาบสมาสั่งไปว่า ท่านกาลเทวละ ในแคว้นอวันตี ในทักขิณาชนบท มีภูเขาชื่อฆนเสลบรรพต ท่านจงเข้าไปอาศัยฆนเสลบรรพต นั้นอยู่เถิด อาศรมในกปิฎฐวันก็เต็มบริบูรณ์อีก ในสถานที่ทั้ง ๕ แห่งได้มี หมู่ฤาษีจำนวนแสนเศษ ส่วนกีสวัจฉดาบส อำลาพระมหาสัตว์ เข้าไปอาศัย ท่านเสนาบดีอยู่ในพระราชอุทยาน ในกุมภวตีนคร แว่นแคว้นของพระเจ้า ทัณฑกีราช. ท่านนารทดาบส ไปอยู่ที่เวิ้งเขาชื่ออัญชนคิรีในมัชฌิมประเทศ ส่วนอนุสิสสดาบสคงอยู่ในสำนักของพระมหาสัตว์นั่นเอง. กาลครั้งนั้น พระเจ้าทัณฑกีราช ทรงถอดหญิงแพศยาคนหนึ่ง ซึ่งได้ สักการะแล้วจำกตำแหน่ง นางเที่ยวไปตามธรรมดาของตน เดินไปสู่พระราช อุทยานพบท่านกีสวจัฉดาบส คิดว่า ดาบสผู้นี้คงจักเป็นคนกาลกรรณี เราจัก ลอยตัวกลี ลงบทสรีระของดาบสผู้นี้ อาบน้ำก่อนจึงจักไป ดังนี้แล้ว จึงเคี้ยว ไม้สีฟัน แล้วถ่มเขฬ่ะหนา ๆ ลงบนสรีระของท่านดาบสนั้น ก่อนที่อื่นทั้งหมด แล้วถ่มลงไประหว่างชฎา แล้วโยนไม้สีฟันไปบนศีรษะของท่านกีสวัจฉดาบส นั้นอีก ตนเองสนานเกล้าแล้วไป. ต่อมาพระราชาทรงระลึกถึงนางแล้วจัดการ สถาปนาไว้ตามเดิม. นางเป็นคนหลงงมงาย ได้ทำความสำคัญว่า เพราะเรา ลอยตัวกลีไว้บนสรีระของคนกาลกรรณี พระราชาจึงทรงสถาปนาเราไว้ใน ตำแหน่งเดิม เราจึงกลับได้ยศอีก ต่อมาไม่นานนัก พระราชาก็ทรงถอดปุโรหิต เสียจากฐานันดรศักดิ์. ปุโรหิตนั้นจึงไปยังสำนักของหญิงคณิกานั้น ถามว่า เพราะเหตุไรท่านจึงได้ตำแหน่งคืน. ลำดับนั้น หญิงคณิกาจึงบอกว่า เพราะดิฉัน ลอยกลีโทษ บนสรีระของคนกาลกรรณี ในพระราชอุทยาน. ปุโรหิตจึงไป ลอยกลีโทษ บนสรีระของท่านกีวัจฉดาบส อย่างนั้นเหมือนกัน พระราชา ก็กลับทรงสถาปนาแม้ปุโรหิตนั้นไว้ในฐานันดรอีก.
หน้า 602 ข้อ 2477
ในเวลาต่อมา ปลายพระราชอาณาเขตของพระเจ้าทัณฑกีราชนั้นเกิด จลาจล. ท้าวเธอแวดล้อมไปด้วยองคเสนา เสด็จออกเพื่อยุทธนาการ ลำดับนั้น ปุโรหิตผู้หลงงมงาย ทูลถามพระราชาว่า ขอเดชะ พระมหาราชเจ้า พระองค์ ทรงปรารถนาชัยชนะ หรือว่าความปราชัย เมื่อพระราชาตรัสตอบว่า ปรารถนา ชัยชนะ จึงกราบทูลว่า ถ้าเช่นนั้น คนกาลกรรณีอยู่ในพระราชอุทยาน พระองค์จงโปรดให้ลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีนั้นแล้วเสด็จไปเถิด. พระราชาเชื่อถ้อยคำของปุโรหิต ตรัสว่า ผู้ใดเมื่อจะไปกับเรา จงพากันไป ลอยกลีโทษที่สรีระของคนกาลกรรณีเสียในพระราชอุทยาน แล้วเสด็จเข้าไปยัง พระราชอุทยาน ทรงเคี้ยวไม้สีฟัน แล้วพระองค์เองทรงบ้วนเขฬะ และโยน ไม้สีฟันลงในระหว่างชฎา ของท่านกีสวัจฉดาบสนั้นก่อนใคร ๆ ทั้งหมด แล้วทรงสรงสนานเกล้า แม้พลนิกายของพระองค์ ก็ได้กระทำอย่างนั้น เมื่อ พระราชาเสด็จหลีกไปแล้ว เสนาบดีมาพบพระดาบสแล้ว เก็บไม้สีฟันเป็นต้น ทิ้ง ให้สรงสนานเป็นอย่างดี แล้วเรียนถามว่า ท่านขอรับ อะไรจักมีแก่พระราชา. กีสวัจฉดาบสตอบว่า ขอเจริญพร ความคิดประทุษร้าย ไม่มีในใจอาตมา แต่เทพยดาฟ้าดินพิโรธ นับแต่นี้ไปเจ็ดวัน จักกระทำแว่นแคว้นทั้งสิ้นให้ป่นปี้ ท่านจงหนีไปอยู่ที่อื่นโดยเร็วเถิด. เสนาบดีนั้นสะดุ้งตกใจกลัว จึงไปกราบทูล พระราชาให้ทรงทราบ. พระเจ้าทัณฑกีราช ทรงฟังถ้อยคำเสนาบดีแล้ว ก็มิได้ ทรงเชื่อถือ เสนาบดีนั้นจึงกลับไปยังเรือนของตน พาบุตรภรรยาหนีไปสู่แคว้น อื่น ท่านสรภังคดาบสผู้ศาสดาจารย์ รู้เหตุนั้น แล้วส่งดาบสหนุ่มไปสองรูป ให้เอามัญจสีวิกาหามท่านกีสวัจฉดาบสมาทางอากาศ. พระราชาทรงรบจับโจร ได้แล้วเสด็จกลับไปยังพระนครทีเดียว. เมื่อพระราชาเสด็จมาแล้ว เทพยเจ้า ทั้งหลายจึงบันดาลฝนให้ตกลงมาก่อน เมื่อศพทุกชนิดถูกห้วงน้ำฝนพัดไปอยู่ ฝนทรายล้วนก็ตกลง ฝนดอกไม้ทิพย์ตกลงบนยอดฝนทราย ฝนมาสกตกลง
หน้า 603 ข้อ 2477
บนยอดฝนดอกไม้ ฝนกหาปณะตกลงบนยอดฝนมาสก ฝนทิพพาภรณ์ตกลง บนยอดกหาปณะ. มนุษย์ทั้งหลายถึงความโสมนัส เริ่มเก็บเงินทองและเครื่อง อาภรณ์ ลำดับนั้น ฝนอาวุธอันโชติช่วงมีประการต่าง ๆ ตกลงเหนือสรีระของ มนุษย์เหล่านั้น. มนุษย์ทั้งหลาย ขาดเป็นท่อนน้อยท่อนใหญ่. ลำดับนั้น ถ่านเพลิงปราศจากเปลวใหญ่โต ก็ตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น ยอด- บรรพตที่ลุกโพลงใหญ่โตตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น ฝนทรายละเอียด อันยังที่ประมาณ ๖๐ โยชน์ให้เต็ม ตกลงเบื้องบนของมนุษย์เหล่านั้น สถานที่ ๖๐ โยชน์ มิได้เป็นรัฐมณฑลด้วยอาการอย่างนี้. ความที่แว่นแคว้นนั้นพินาศ ไปอย่างนี้ ได้แพร่สะพัดไปในชมพูทวีปทั้งสิ้น. ครั้งนั้น พระราชา ๓ พระองค์ คือ พระเจ้ากาลิงคะ ๑ พระเจ้า อัฏฐกะ ๑ พระเจ้าภีมรถ ๑ ซึ่งเป็นใหญ่ในแคว้นติดต่อกันกับแคว้นนั้น ทรงคิดกันว่า ได้ยินว่า ในปางก่อน พระเจ้ากลาพุกาสิราช ในพระนครพาราณสี ประพฤติผิดในท่านขันติวาทีดาบส แล้วถูกแผ่นดินสูบ พระเจ้านาลิกีรราช ให้สุนัขเคี้ยวกินพระดาบส และพระเจ้าอัชชุนะ ผู้ทรงกำลังแขนถึงพัน ประพฤติผิดในท่านอังคีรสดาบส แล้วถูกแผ่นดินสูบเหมือนกัน ได้ยินว่า คราวนี้ พระเจ้าทัณฑกีราช ผิดในท่านกีสวัจฉดาบส แล้วถึงความพินาศพร้อมด้วย แว่นแคว้น พวกเรายังไม่รู้สถานที่เกิดของพระราชาทั้งสี่เหล่านี้ เว้นท่าน สรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นชื่อว่าสามารถ เพื่อจะบอกเรื่องนั้นแก่เราไม่มี พวกเราจักเข้าไปถามปัญหาเหล่านั้น กษัตริย์ทั้ง ๓ พระองค์เหล่านั้นพร้อม ด้วยข้าราชบริพารเป็นอันมาก ต่างก็เสด็จออกเพื่อจะถามปัญหา แต่พระราชา ทั้งสามนั้น มิได้ทรงทราบว่า แม้พระราชาองค์โน้น ก็เสด็จออกแล้ว ต่างทรง สำคัญว่า เราไปเพียงผู้เดียวเท่านั้น สมาคมแห่งกษัตริย์เหล่านั้น ได้มีไม่ไกล
หน้า 604 ข้อ 2477
จากแม่น้ำโคธาวรี พระราชาเหล่านั้น เสด็จลงจากรถแต่ละคันแล้ว เสด็จขึ้น รถคันเดียวกันไป ทั้งสามพระองค์ถึงยังฝั่งแม่น้ำโคธาวรี ขณะนั้นท้าวสักก- เทวราชประทับนั่งเหนือพระแท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ทรงคิดปัญหา ๗ ข้อ แล้วทรงรำพึงว่า เว้นท่านสรภังคศาสดาเสียแล้ว คนอื่นในมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ไม่มี เราจักถามปัญหา เหล่านี้กะท่านสรภังคศาสดานั้น พระราชาทั้ง ๓ องค์แม้เหล่านั้น มาถึงฝั่ง แม่น้ำโคธาวรี ก็เพื่อจะถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดา เราเองจักเป็นผู้ถาม แม้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้น อันเหล่าเทวดาในเทวโลกทั้งสองแวดล้อมแล้ว เสด็จลงจากเทวโลก ในวันนั้นเอง ท่านกีสวัจฉดาบส ก็ได้ทำกาลกิริยาลง พระ ฤๅษีทั้งหลายพันเศษ ในที่ทั้งสี่ ก็มาในที่นั้นเหมือนกัน เพื่อทำการปลงศพ ของท่านกีสวัจฉดาบสนั้น แล้วให้ทำมณฑปไว้ และหมู่ฤๅษีพันเศษในที่ทั้ง ๕ ช่วยกันทำจิตกาธารด้วยไม้จันทน์ เพื่อตั้งสรีระของท่านกีสวัจฉดาบส แล้ว ช่วยกันเผาสรีระศพ ฝนดอกโกสุมทิพย์ ตกลงในสถานที่ประมาณกึ่งโยชน์รอบ สุสาน พระมหาสัตว์ให้จัดการเก็บสรีรธาตุ ของท่านกีสวัจฉดาบสแล้วเข้าไปสู่ อาศรม แวดล้อมไปด้วยหมู่ฤๅษีเหล่านั้นนั่งอยู่ ในกาลเมื่อพระราชาเหล่านั้น มาถึงฝั่งนที เสียงแห่งกองทัพใหญ่ เสียงพาหนะ และเสียงดนตรีได้มีแล้ว พระมหาสัตว์ได้สดับเสียงนั้น จึงเรียกอนุสิสสดาบสมาสั่งว่า พ่อคุณ เธอช่วย ไปดูก่อนเถิด นั่นเป็นเสียงอะไร ? ท่านอนุสิสสดาบส จึงถือหม้อตักน้ำไป ในที่นั้น พบพระราชาทั้ง ๓ องค์ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ โดยเป็นคำถามความว่า ท่านทั้งหลายผู้ประดับแล้ว สอดใส่กุณฑล นุ่ง ห่มผ้างดงาม เหน็บพระขรรค์มีด้ามประดับด้วยแก้ว ไพฑูรย์ และแก้วมุกดา เป็นจอมพลรถยืนอยู่ เป็น ใครกันหนอ ชนทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่าน ทั้งหลายอย่างไร ?
หน้า 605 ข้อ 2477
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยมุตฺตา กรุขคฺคพนฺธา ความว่า ประกอบไปด้วยพระขรรค์แก้ว มีด้ามประดับด้วยแก้วไพฑูรย์ และพู่พวงแก้ว มุกดา. บทว่า ติฏฺถ ความว่า ท่านทั้งหลายยืนอยู่ในรถคันเดียวกัน. บทว่า เก นุ ความว่า พวกท่านคือใคร คนในมนุษยโลก รู้จักพวกท่านได้อย่างไร ? กษัตริย์ทั้งสาม สดับคำของพระดาบสแล้ว เสด็จลงจากรถถวายนมัส- การแล้ว ประทับยืนอยู่. ในกษัตริย์ทั้ง ๓ นั้น พระเจ้าอัฏฐกราช เมื่อจะ ทรงสนทนากับท่านอนุสิสสดาบส จึงตรัสคาถาที่ ๒ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นกษัตริย์ ชื่ออัฏฐกะ ท่านผู้นี้ คือ พระเจ้าภีมรถะ ส่วนท่านผู้นี้คือ พระเจ้ากาลิงคราช มีพระเดชฟุ้งเฟื่อง ข้าพเจ้าทั้งหลายมาในที่นี้ เพื่อเยี่ยม ท่านฤๅษีทั้งหลายผู้สำรวมด้วยดี และเพื่อจะขอถาม ปัญหา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุคฺคโต ความว่า เป็นผู้ปรากฏขจรไป ดุจพระจันทร์และพระอาทิตย์. บทว่า สุสญฺตานํ อิสีนํ ความว่า (พระ- เจ้าอัฏฐกราชตรัสว่า) ท่านขอรับ พวกข้าพเจ้า จะมาเพื่อเล่นกีฬาในป่าก็หา มิได้ ที่แท้พวกข้าพเจ้ามาในที่นี้ ก็เพื่อจะเยี่ยมท่านฤๅษีผู้มีศีล สำรวมดีแล้ว ด้วยกายเป็นต้น. บทว่า ปุจฺฉิตาเยนมฺห ปญฺเห ความว่า เป็นผู้มาแล้ว เพื่อเรียนถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดา บัณฑิตควรทราบว่า ย อักษร ทำ การเชื่อมกับพยัญชนะ. ลำดับนั้น ดาบส จึงทูลพระราชาเหล่านั้นว่า ขอถวายพระพร พระ มหาราชเจ้า ดีแล้ว พระองค์ท่านทั้งหลายเป็นผู้เสด็จมาในสถานที่ ซึ่งควรมา โดยแท้ ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญสรงสนานแล้วเสด็จไปยังอาศร ทรงไหว้หมู่ฤๅษี
หน้า 606 ข้อ 2477
แล้วตรัสถามปัญหากะท่านศาสดาเถิด ครั้นทำปฏิสัณฐานกับพระราชาเหล่านั้น แล้ว จึงยกหม้อน้ำขึ้น เช็ดหยาดน้ำพลางแลดูอากาศ เห็นท้าวสักกเทวราช แวดล้อมด้วยหมู่เทพยเจ้า เสด็จเหนือคอช้างเอราวัณตัวประเสริฐ กำลังเสด็จมา เมื่อจะสนทนากับท้าวสักกเทวราชนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ความว่า ท่านเหาะลอยอยู่ในอากาศเวหา ดังพระจันทร์ ลอยเด่นอยู่ ท่ามกลางท้องฟ้าในวันเพ็ญ ๑๕ ค่ำฉะนั้น ดูก่อนเทพยเจ้า อาตมาภาพขอถามท่านผู้มีอานุภาพ มาก ชนทั้งหลายในมนุษยโลก จะรู้จักท่านได้อย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวหาสยํ ความว่า ท่านเหาะขึ้นไปลอย อยู่ในกลางหาว คือบนอากาศ. บทว่า ปถทฺธุโน ความว่า เหมือนพระ จันทร์ อันไปสู่คลองอันไกล คือตั้งอยู่ในท่ามกลางอัมพร อันเป็นแดนไกล ฉะนั้น. ท้าวสักกเทวราชทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ความว่า ในเทวโลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า สุชัมบดี ในมนุษย- โลกเขาเรียกข้าพเจ้าว่า ท่านมฆวา ข้าพเจ้านั้น คือ ท้าว เทวราช วันนี้มาถึงที่นี่ เพื่อขอเยี่ยมท่านฤๅษีทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ด้วยดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส เทวราชา ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ข้าพเจ้านั้น คือท้าวสักกเทวราช. บทว่า อิทมชฺช ปตฺโต ความว่า มาสู่ สถานที่นี้ ในบัดนี้. บทว่า ทสฺสนาย ความว่า เพื่อจะเยี่ยมเยียนกราบ นมัสการ และเพื่อถามปัญหากะท่านสรภังคศาสดาด้วย.
หน้า 607 ข้อ 2477
ลำดับนั้น ท่านอนุลิสสดาบส จึงทูลท้าวสักกเทวราชว่า ดีละพระ มหาราชเจ้า พระองค์โปรดเสด็จมาภายหลัง ดังนี้แล้ว ถือหม้อน้ำเข้าไปสู่ อาศรม เก็บหม้อน้ำไว้แล้ว กราบเรียนความที่พระราชา ๓ พระองค์ กับ ท้าวสักกเทวราช เสด็จมาเพื่อจะตรัสถามปัญหา แก่พระมหาสัตว์เจ้า พระ มหาสัตว์นั้นแวดล้อมด้วยหมู่ฤๅษี นั่งอยู่ ณ โรงอันกว้างใหญ่ พระราชาทั้ง ๓ พระองค์เสด็จมาไหว้หมู่พระฤๅษี แล้วต่างประทับนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ฝ่ายท้าวสักกเทวราชก็เสด็จลงมา แล้วเข้าไปหาหมู่ฤๅษี ประทับยืนประคอง อัญชลี เมื่อทรงสรรเสริญหมู่ฤๅษี จึงถวายนมัสการ พลางตรัสคาถาที่ ๕ ความว่า พระฤๅษีทั้งหลายของข้าพเจ้า ผู้มีฤทธิ์มาก เข้า ถึงซึ่งอิทธิคุณ มาประชุมพร้อมกันแล้ว ปรากฏในที่ ไกล ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ขอไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย ผู้ประเสริฐกว่ามนุษย์ ในชีวโลกนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูเร สุตา โน ความว่า เมื่อท้าวสักก เทวราช จะทรงแสดงความนับถือ จึงตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่าน ทั้งหลาย อันพวกข้าพเจ้าผู้สถิตอยู่ ณ เทวโลกแดนไกล ได้ยินได้ฟังแล้ว มีคำอธิบายว่า พระฤๅษีทั้งหลายของพวกเรา ซึ่งมาประชุมกัน ณ ที่นี้ เหล่านี้ พวกข้าพเจ้าได้ยินแล้วในที่ไกล คือปรากฏระบือไปจนถึงพรหมโลก. บทว่า มหิทฺธิกา ได้แก่ มีอานุภาพมาก. บทว่า อิทฺธิคุณูปปนฺนา ความว่า ประกอบไปด้วยอิทธิคุณ ๕ อย่าง. บทว่า อยิเร แปลว่า ในพระคุณเจ้า. บทว่า เย ความว่า ข้าพเจ้าขอไหว้พวกท่านซึ่งเป็นผู้ประเสริฐสุด ในหมู่ มนุษย์ ในชีวโลกนี้.
หน้า 608 ข้อ 2477
ท้าวสักกเทวราช ตรัสสรรเสริญหมู่ฤๅษีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงหลีก เสียซึ่งโทษแห่งการนั่ง ๖ อย่าง จึงประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น ท่านอนุสิสสดาบส เห็นท้าวสักกเทวราช ประทับนั่ง ณ ที่ใต้ลมแห่งหมู่ฤๅษี จึงกล่าวคาถาที่ ๖ ความว่า กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลาย ผู้บวชมานาน ย่อมออก จากกายฟุ้งไปตามลมได้ ดูก่อนท้าวสหัสสเนตร เชิญ มหาบพิตรถอยไปเสียจากที่นี่ ดูก่อนท้าวเทวราช กลิ่นของฤๅษีไม่สะอาด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรทกฺขิตานํ ความว่า ของผู้บวชสิ้น กาลนาน. บทว่า ปฏิกฺกมฺม ความว่า ขอพระองค์โปรดเสด็จหลีกไป คือ โปรดถอยไปเสีย. บทว่า สหสฺสเนตฺต นี้ เป็นอาลปนะ. แท้จริง ท้าวสักกะ ก็องค์เดียวนั่นเอง (แต่) ทรงเห็นเนื้อความที่อำมาตย์พันคนคิดกันแล้ว ฉะนั้น จึงเรียกว่า ท้าวสหัสสเนตร. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ท้าวสหัสสเนตร เพราะ เป็นผู้สามารถก้าวล่วงอุปจารแห่งการเห็น ของเหล่าเทวดาผู้มีเนตรพันดวง. บทว่า อสุจิ ความว่า ชื่อว่า มีกลิ่นเหม็น เพราะอบอยู่ด้วยเหงื่อไคล และ มลทินเป็นต้น อนึ่ง ท่านทั้งหลายเป็นผู้ใคร่ความสะอาด ด้วยเหตุนั้น กลิ่นนี้ ย่อมจะเบียดเบียนท่านทั้งหลาย. ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า กลิ่นแห่งฤๅษีทั้งหลายผู้บวชมานาน จงออก จากกายฟุ้งไปตามลมเถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมมุ่งหวังกลิ่นนั้น ดังพวงบุปผชาติ อันวิจิตรมีกลิ่นหอม เพราะว่าเทวดาทั้งหลาย มิได้มี ความสำคัญในกลิ่นนี้ ว่าเป็นปฏิกูล.
หน้า 609 ข้อ 2477
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉตุ ความว่า กลิ่นของพระฤๅษี ทั้งหลาย จงเป็นไปตามสะดวกเถิด. อธิบายว่า จงกระทบช่องจมูกของพวก ข้าพเจ้าเถิด. บทว่า ปฏิกงฺขาม ความว่า พวกข้าพเจ้าต้องการคือปรารถนา. บทว่า เอตฺถ ความว่า เทวดาทั้งหลายมิได้มีความสำคัญในกลิ่นนี้ว่าน่าเกลียด เพราะพวกเทวดาทั้งหลายพากันรังเกียจคนทุศีลจำพวกเดียว หารังเกียจคนมี ศีลไม่. ก็แลครั้นท้าวเทวราชกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านอนุสิสส ดาบสผู้เจริญ ข้าพเจ้ามาด้วยอุตสาหะใหญ่ เพื่อจะถามปัญหา ท่านโปรดทำ โอกาสแก่ข้าพเจ้าด้วย. ท่านอนุสิสสดาบส ได้ฟังพระดำรัสของท้าวสักกะแล้ว จึงลุกขึ้นจากอาสนะ. เพื่อจะยังหมู่ฤๅษีให้ทำโอกาส จึงกล่าวคาถาสองคาถา ความว่า ท้าวมฆวาฬ สุชัมบดีเทวราช องค์ปุรินททะ ผู้เป็นใหญ่แห่งภูต มีพระยศ เป็นจอมแห่งทวยเทพ ทรงย่ำยีหมู่อสูร ทรงรอคอยโอกาส เพื่อตรัสถามปัญหา. บรรดาฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ณ ที่นี้ ใคร เล่าหนอถูกถามแล้วจักพยากรณ์ปัญหาอันสุขุม ของ พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ ผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ และ ของท้าววาสวะ ผู้เป็นจอมแห่งทวยเทพได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรินฺทโท เป็นต้น เป็นคุณนามของ ท้าวสักกะนั่นเอง. แท้จริง เพราะท้าวสักกะนั้นให้ทานในก่อน จึงชื่อปุรินททะ เพราะเป็นใหญ่ในหมู่ภูตนิกาย จึงชื่อ ภูตบดี เพราะถึงพร้อมด้วยบริวารจึง ชื่อว่า มียศ เพราะเป็นอิสระยิ่ง จึงชื่อเทวานมินทะ เพราะทรงกระทำวัตรบท
หน้า 610 ข้อ 2477
เจ็ดประการด้วยดี จึงชื่อสักกะ ชื่อมฆวะ ด้วยสามารถนามในชาติก่อน เพราะ เป็นพระสวามีของนางสุชาดา อสุรกัญญา จึงชื่อสุชัมบดี เพราะยังใจของ ทวยเทพให้ยินดี จึงชื่อเทวราช. บทว่า โกเนว ตัดบทออกเป็น โก นุ เอว แปลว่า ก็ใครเล่าหนอ ? บทว่า นิปุเณ ได้แก่ ปัญหาอันละเอียดสุขุม. บทว่า รญฺํ ได้แก่ ของพระราชาทั้งหลาย. อธิบายว่า อนุสิสสดาบสกล่าวว่า บรรดาท่านฤๅษีผู้เป็นบัณฑิตเหล่านี้ ใครจักยึดพระทัยของพระราชาทั้งสี่องค์ เหล่านี้ แล้วกล่าวแก้ปัญหาอันละเอียดสุขุมได้ ท่านทั้งหลายจงทราบถึงผู้ที่ สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้นเถิด. หมู่ฤๅษีได้ยินดังนั้น จึงกล่าวว่า ดูก่อนท่านอนุสิสสะ ผู้นิรทุกข์ ท่านยืนพูดอยู่บนแผ่นดิน เหมือนไม่เห็นแผ่นดิน เว้นท่านสรภังคศาสดาเสีย แล้ว คนอื่นใครเล่าจักเป็นผู้สามารถ เพื่อจะแก้ปัญหาของพระราชาเหล่านั้น ได้ ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ความว่า ท่านสรภังคฤๅษีผู้เรืองตบะนี้ เว้นจากเมถุน- ธรรมตั้งแต่เกิดมา เป็นบุตรของปุโรหิตาจารย์ ได้รับ ฝึกฝนมาเป็นอย่างดี ท่านจักพยากรณ์ปัญหาของ พระราชาเหล่านั้นได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรภงฺโค ความว่า พระฤๅษียิงลูกธนู แล้ว แสดงศิลปะ เช่น สรปาการศิลปะเป็นต้นในอากาศ แล้วทำให้แยกหัก ไป ดุจยังลูกศรเหล่านั้นให้ตกไป โดยธนูลูกเดียวอีก ฉะนั้น จึงชื่อว่า สรภังคะ. บทว่า เมถุนสฺมา ความว่า เว้นจากเมถุนธรรม. ได้ยินว่า ท่านยังมิได้เคย เสพเมถุนธรรม มาบวชแล้ว. บทว่า อาจริยปุตฺโต ความว่า ท่านเป็นบุตร ของปุโรหิต ผู้เป็นอาจารย์ของพระราชา.
หน้า 611 ข้อ 2477
ครั้นหมู่ฤๅษีกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงบอกอนุสิสสดาบสว่า ดูก่อนท่าน ผู้นิรทุกข์ ท่านนั่นแหละจงไหว้ท่านศาสดา ขอให้ให้โอกาสเพื่อจะแก้ปัญหา อันท้าวสักกเทวราชถาม ตามถ้อยคำของหมู่ฤๅษี. ท่านอนุสิสสดาบสรับคำแล้ว ไหว้ท่านศาสดาเมื่อจะขอโอกาส จึงกล่าวคาถาลำดับต่อไปว่า ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดพยากรณ์ ปัญหา ฤๅษีทั้งหลายผู้ยังประโยชน์ให้สำเร็จ พากัน ขอร้องท่าน ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ภาระนี้ย่อมมาถึง ท่านผู้เจริญด้วยปัญญา ข้อนี้เป็นธรรมดาในหมู่มนุษย์. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้น ดังต่อไปนี้ อนุสิสสดาบสเรียกท่าน สรภังคดาบส ว่า โกณฑัญญะ โดยโคตร. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สภาวธรรม. บทว่า ยํ วุฑฺฒํ ความว่า อนุสิสสดาบสกล่าวว่า ชื่อว่า ภาระคือการวิสัชนา ปัญหานี้ ย่อมมาถึงบุรุษผู้มีปัญญาอันเจริญ นั่นเป็นสภาวธรรมในหมู่มนุษย์ เพราะฉะนั้น ท่านโปรดแก้ปัญหาของท้าวเทวราชทำให้ปรากฏ เหมือนยัง ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ ให้ตั้งขึ้นพันดวงฉะนั้น. ลำดับนั้น เมื่อพระมหาบุรุษจะกระทำโอกาส จึงกล่าวคาถาเป็นลำดับ ต่อไป ความว่า มหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย อาตมาภาพให้โอกาส แล้ว เชิญตรัสถามปัญหาอย่างใดอย่างหนึ่ง ตาม พระหฤทัยปรารถนาเถิด ก็อาตมาภาพรู้โลกนี้และโลก หน้าด้วยตนเองแล้ว จักพยากรณ์ปัญหานั้น ๆ แก่ มหาบพิตรทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิญฺจิ ความว่า ท่านสรภังคดาบส ปวารณาซึ่งสัพพัญญูปวารณาว่า ท่านมหาบพิตรผู้เจริญทั้งหลาย เชิญตรัสถาม
หน้า 612 ข้อ 2477
ปัญหาที่ใจของพวกท่านปรารถนา หรือแม้ของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ปรารถนากะเราเถิด เพราะเราทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้า ด้วยปัญญา ตนเองแล้ว จักแก้ปัญหาทั้งหมดนั้น อันอาศัยโลกนี้ หรือโลกเบื้องหน้า แก่ท่านทั้งหลาย ทั้งหมดโดยสิ้นเชิง. เมื่อท่านสรภังคดาบสทำโอกาสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราชจึงตรัส ถามปัญหาที่พระองค์เตรียมมา. เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระคาถา ความว่า ลำดับนั้น ท้าวมฆวาฬสักกเทวราชปุรินททะ ทรงเห็นประโยชน์ ได้ตรัสถามปัญหาอันเป็นปฐม ดังที่พระทัยปรารถนาว่า บุคคลฆ่าซึ่งอะไรสิ จึงจะไม่โศกเศร้าในกาล ไหน ๆ ฤๅษีทั้งหลาย ย่อมสรรเสริญการละอะไร บุคคลพึงอดทนคำหยาบ ที่ใคร ๆในโลกนี้กล่าวแล้ว ข้าแต่ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้ แก่โยมเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺจาสิ ความว่า ในปัญหานั้น สิ่งใด เป็นข้อที่ทรงปรารถนาด้วยใจ ท้าวสักกเทวราชก็ตรัสถามสิ่งนั้น. บทว่า เอตํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า ท่านโปรดบอกเนื้อความซึ่งข้าพเจ้าถามแล้ว แก่ข้าพเจ้าเถิด. ท้าวสักกเทวราชตรัสถามปัญหาสามข้อ ด้วยพระคาถา ๑ คาถา. เบื้องหน้าแต่นั้น เมื่อพระมหาสัตว์พยากรณ์ จึงกล่าวคาถา ความว่า
หน้า 613 ข้อ 2477
บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงจะไม่เศร้าโศก ในกาลไหน ๆ ฤๅษีทั้งหลายย่อมสรรเสริญการละ ความลบหลู่ บุคคลควรอดทนคำหยาบที่ชนทั้งปวง กล่าว สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวความอดทนนี้ ว่าสูงสุด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธํ วธิตฺวา ความว่า บุคคลฆ่าความ โกรธได้แล้ว. แท้จริง เมื่อคนเราจะเศร้าโศก ย่อมเศร้าโศกเพราะจิตมีปฏิฆะ อย่างเดียว เพราะไม่มีความโกรธ ความโศกจะมีมาแต่ไหน ด้วยเหตุนั้น ท่านสรภังคดาบสจึงกล่าวว่า ย่อมไม่เศร้าโศกในกาลทุกเมื่อ. บทว่า มกฺขปฺป- หานํ ความว่า ฤๅษีทั้งหลายสรรเสริญการละเสียซึ่งความลบหลู่ อันมีการ ลบหลู่คุณที่ผู้อื่นทำแล้วแก่ตนเป็นลักษณะ กล่าวคือความเป็นคนอกตัญญู. บทว่า สพฺเพสํ ความว่า บุคคลควรอดทนคำหยาบคาย แม้ของคนทุก ประเภท ทั้งคนชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง. บทว่า สนฺโต ความว่า โปราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวไว้อย่างนี้. ท้าวสักกเทวราช ตรัสถามเป็นคาถา ความว่า บุคคลอาจจะอดทนถ้อยคำของคนทั้งสองจำพวก ได้ คือคนที่เสมอกัน ๑ คนที่ประเสริฐกว่าตน ๑ จะ อดทนถ้อยคำของคนเลวกว่าได้อย่างไรหนอ ข้าแต่ ท่านโกณฑัญญะ ขอท่านได้โปรดบอกความข้อนี้แก่ โยมเถิด. ท่านสรภังคดาบส ทูลตอบเป็นคาถา ความว่า บุคคลพึงอดทนถ้อยคำของคนผู้ประเสริฐกว่าได้ เพราะความกลัว พึงอดทนถ้อยคำของคนที่เสมอกันได้
หน้า 614 ข้อ 2477
เพราะการแข่งขันเป็นเหตุ ส่วนผู้ใดในโลกนี้ พึง อดทนถ้อยคำของคนที่เลวกว่าได้ สัตบุรุษทั้งหลาย กล่าวความอดทนของผู้นั้นว่าสูงสุด. คาถาสองคาถา มีอาทิดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ พึงทราบว่าเกี่ยวเนื่องกัน ด้วยสามารถแห่งการถามและการตอบ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺขาหิ เม ความว่า เมื่อท้าวสักกเทวราช จะดำรัสถาม จึงตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านโกณฑัญญโคตรผู้เจริญ ปัญหาสองข้อ ท่านแก้ดีแล้ว ยังไม่จับใจของข้าพเจ้าอยู่ข้อเดียว คือคนเราสามารถจะอดกลั้น ถ้อยคำของคนที่เลวกว่าตนได้อย่างไร ท่านโปรดบอกความข้อนั้นแก่ข้าพเจ้า. บทว่า เอตํ ขนฺตึ ความว่า การอดทนต่อถ้อยคำของคนที่ต่ำกว่าโดยชาติ และโคตรเป็นต้นอันใด โบราณกบัณฑิตทั้งหลายกล่าวการอดทนนั้นว่า สูงสุด. ส่วนการอดทนต่อถ้อยคำของคนที่สูงกว่าด้วยชาติเป็นต้น เพราะกลัวต่อถ้อยคำ ของคนเสมอกัน เพราะเห็นโทษในการแข่งดี อันมีการทำให้ยิ่งกว่าเป็นลักษณะ นี้หาชื่อว่า อธิวาสนขันตีไม่. เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสกะพระ- มหาสัตว์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ทีแรกท่านพูดว่า คนเราควรอดทนคำหยาบคาย ของคนทุกจำพวก โบราณกบัณฑิตกล่าวความอดทนนั้นว่า สูงสุดดังนี้ เดี๋ยวนี้ กลับพูดว่า ผู้ใดในโลกนี้ อดทนถ้อยคำของคนที่ต่ำกว่าได้ ท่านกล่าวความ อดทนของผู้นั้นว่า สูงสุดดังนี้ คำของท่านที่มีในภายหลัง ไม่สมกับคำพูดที่มี ในครั้งก่อน. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวกะท้าวสักกะว่า ดูก่อนท้าวสักกะ คำหลังอาตมากล่าวด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้รู้ว่า ผู้นี้เป็นคนเลว แล้วอดกลั้น คำหยาบของเขาได้ ก็เพราะความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้น ใครๆ
หน้า 615 ข้อ 2477
ไม่สามารถจะรู้ได้เพียงเห็นรูปร่าง ฉะนั้นจึงกล่าวคำแรกไว้ เมื่อจะประกาศ ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ประเสริฐเป็นต้น เป็นข้อรู้ได้ยาก ด้วยอาการเพียง เห็นรูปร่าง เว้นแต่การอยู่ร่วมกันของสัตว์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถา ความว่า ไฉนจึงจะรู้จักคนประเสริฐกว่า คนที่เสมอกัน หรือคนที่เลวกว่า ซึ่งมีสภาพอันอิริยาบถ ๔ ปกปิดไว้ เพราะว่า สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมเที่ยวไปด้วยสภาพของ คนชั่วได้ เพราะเหตุนั้นแล จึงควรอดทนถ้อยคำของ คนทั้งปวง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุมฏฺรูปํ ได้แก่ มีสภาพอันปกปิด ไว้ด้วยอิริยาบถ ๔. บทว่า วิรูปรูเปน ความว่า สัตบุรุษทั้งหลายผู้มีคุณ อันสูงส่ง ย่อมเที่ยวไปโดยรูปแห่งบุคคลผู้ลามกผิดรูปได้. ก็ในความข้อนี้ ควรแสดงเรื่องของพระมัชฌันติกเถระ. ท้าวสักกเทวราชทรงสดับดังนั้นแล้ว หมดความเคลือบแคลงสงสัย อารธนาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านโปรดแสดงอานิสงส์แห่งความอดทนนี้ แก่พวกข้าพเจ้าเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวคาถาแก่ท้าวสักกเทวราช ความว่า สัตบุรุษผู้มีความอดทน พึงได้ผลคือความไม่ กระทบกระทั่ง เพราะการสงบระงับเวร เสนาแม้มาก พร้อมด้วยพระราชาเมื่อรบอยู่ จะพึงได้ผลนั้น ก็หา มิได้ เวรทั้งหลายย่อมระงับด้วยกำลังแห่งขันติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตมตฺถํ ได้แก่ ผลกล่าวคือความไม่ กระทบกระทั่ง เพราะยังเวรให้สงบนั้น.
หน้า 616 ข้อ 2477
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวคุณแห่งขันติอย่างนี้แล้ว พระราชาเหล่านั้น ทรงพระดำริว่า ท้าวสักกเทวราชตรัสถามแต่ปัญหาของตน จักไม่ให้โอกาส ถามแก่พวกเรา. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบอัธยาศัยของพระราชา เหล่านั้น จึงงดปัญหาที่พระองค์เตรียมมาเสีย ๔ ข้อ เมื่อจะตรัสถามความสงสัย ของพระราชาเหล่านั้น จึงตรัสคาถา ความว่า ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน แต่จะ ขอถามปัญหาอื่นๆกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหา นั้น โดยมีพระราชา ๔ พระองค์ คือ พระเจ้าทัณฑกี ๑ พระเจ้านาลิกีระ ๑ พระเจ้าอัชชุนะ ๑ พระเจ้ากลาพุ ๑ ขอท่านได้ไปรดบอกคติของพระราชาเหล่านั้น ผู้มี บาปกรรมอันหนัก พระราชาทั้ง ๔ องค์นั้นเบียดเบียน พระฤๅษีทั้งหลาย พากันบังเกิด ณ ที่ไหน ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุโมทยิมานา ความว่า ข้าพเจ้า อนุโมทนาคำสุภาษิตนี้ของท่าน กล่าวคือการวิสัชนาปัญหา ๓ ข้อที่ข้าพเจ้า ถามแล้ว. บทว่า ยถา อหู ความว่า พระราชาทั้ง ๔ ได้มีแล้ว (โดย ประการใด). บทว่า กลาพุ จ ได้แก่ พระเจ้ากลาพุ ๑. บทว่า อถชฺชุโน ได้แก่ พร ะเจ้าอัชชุนะ ๑. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาของท้าวสักกเทวราช ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ความว่า ก็พระเจ้าทัณฑกี ได้เรี่ยรายโทษลงในท่านกีส- วัจฉดาบสแล้ว เป็นผู้ขาดสูญมูลราก พร้อมทั้งอาณา ประชาราษฎร์ พร้อมทั้งรัฐมณฑล หมกไหม้อยู่ใน
หน้า 617 ข้อ 2477
นรกชื่อกุกกุละ ถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว ย่อมตก ต้องกายของพระราชานั้น. พระเจ้านาลิกีระพระองค์ใด ได้เบียดเบียนบรรพ- ชิตทั้งหลาย ผู้สำรวมแล้ว ผู้กล่าวธรรม สงบระงับ ไม่ประทุษร้ายใคร สุนัขทั้งหลายในโลกหน้า ย่อมรุม กันกัดกินพระเจ้านาลิกีระนั้น ผู้ดิ้นรนอยู่. อนึ่ง พระเจ้าอัชชุนะ เป็นผู้มีพระเศียรห้อยลง เบื้องต่ำ มีพระบาทชี้ขึ้นเบื้องสูง ลงในสัตติสูนรก เพราะเบียดเบียนอังคีรสฤๅษีผู้โคดม ผู้มีความอดทน มีตบะ ประพฤติพรหมจรรย์มานาน. พระราชาทรงพระนามว่า กลาพุ พระองค์ใด ได้เชือดเฉือนพระฤๅษีชื่อขันติวาที ผู้สงบระงับ ไม่ ประทุษร้ายให้เป็นท่อนๆ พระราชาพระนามว่า กลาพุ พระองค์นั้น ได้บังเกิดหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรก อัน ร่อนใหญ่ มีเวทนาเผ็ดร้อนน่ากลัว. บัณฑิตได้ฟังนรกเหล่านี้ และนรกเหล่าอื่น อัน ชั่วช้ากว่านี้ ในที่นี้แล้ว ควรประพฤติธรรมในสมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย ผู้กระทำอย่างนี้ย่อมเข้าถึงแดน- สวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กีสํ ความว่า สรีระของท่านดาบสชื่อกีสะ เพราะเป็นผู้มีเนื้อและเลือดน้อย. บทว่า อวกฺรีย ความว่า พระเจ้าทัณฑกีราช เรี่ยราย คือลอยกลีโทษลงในสรีระของท่านกีสดาบส ด้วยการถ่มเขฬะ และ
หน้า 618 ข้อ 2477
ทิ้งไม้สีฟันให้ตกลงไป. บทว่า อุจฺฉินฺนมูโล แปลว่า เป็นผู้ขาดสูญมูลราก. บทว่า สชโน แปลว่า พร้อมด้วยบริษัท. บทว่า กุกฺกุลนาเม นิรยมฺหิ ความว่าหมกไหม้อยู่ในนรกเถ้ารึง อันตั้งอยู่ในที่ประมาณสามร้อยโยชน์ตลอดกัป. บทว่า ผุลฺลิงฺคา ได้แก่ ถ่านเพลิงอันปราศจากเปลว. ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าทัณฑกีราชนั้นจมลงในกุกกุลนรกอันร้อนนั้น เถ้ารึงย่อมเข้าไปทาง ทวารทั้งเก้า ถ่านเพลิงก้อนโต ๆ ตกลงบนศีรษะ ในกาลเมื่อถ่านเพลิงตกลง บนศีรษะของพระราชานั้น สรีระทั้งสิ้นลุกโพลงเหมือนต้นไม้ติดเพลิงฉะนั้น ทุกขเวทนามีกำลัง ย่อมเป็นไป พระราชานั้น เมื่อไม่สามารถจะอดกลั้นได้ ก็ ร้องเอ็ดอึงไป. ท่านสรภังคศาสดาแยกแผ่นดินออก แสดงให้เห็นพระราชา ซึ่ง หมกไหม้อยู่ในกุกกุลนรกนั้นอย่างนั้น มหาชนก็ถึงความสะดุ้งกลัว พระมหาสัตว์ รู้ว่ามหาชนกลัวยิ่งนัก จึงบันดาลให้นรกนั้นอันตรธานไป. บทว่า ธมฺมํ ภณนฺเต ความว่า ผู้กล่าวธรรมคือกุศลกรรมบถ ๑๐. บทว่า สมเณ ได้แก่ ท่านผู้ลอยบาปแล้ว. บทว่า อทูสเก ได้แก่ ผู้ไร้ความผิด. บทว่า นาลิกีรํ ได้แก่ พระราชาผู้มีพระนามอย่างนี้. บทว่า ปรตฺถ ความว่า ผู้บังเกิดแล้วในปรโลก คือ นรก. บทว่า สงฺคมฺม ความว่า สุนัขทั้งหลายตัวใหญ่ ๆ มาจากทางโน้น ทางนี้ ประชุมกัน กัดกินพระเจ้า- นาลิกีรราชนั้น. ได้ยินว่า เมื่อพระราชาพระนามว่า นาลิกีรราช เสวยราชสมบัติอยู่ใน ทันตปุรนคร ในกาลิงครัฐนั้น พระมหาดาบสองค์หนึ่งแวดล้อมด้วยดาบสห้า ร้อยมาจากป่าหิมพานต์ พักอยู่ในพระราชอุทยาน แสดงธรรมแก่มหาชน. พวก อำมาตย์กราบทูลพระราชาว่า ดาบสผู้มีธรรม อยู่ในพระราชอุทยาน ก็พระราชา เป็นผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ครองราชย์โดยอธรรม. เมื่ออำมาตย์ทั้งหลายพากัน
หน้า 619 ข้อ 2477
สรรเสริญพระดาบส ท้าวเธอจึงทรงพระดำริว่า แม้เราก็จักฟังธรรม แล้ว เสด็จไปยังพระราชอุทยาน ทรงไหว้พระดาบสแล้วประทับนั่งอยู่. พระดาบส เมื่อจะทำปฏิสันฐานกับพระราชา จึงกราบทูลว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร พระองค์ทรงครองราชย์โดยธรรมหรือ ไม่ทรงเบียดเบียนมหาชนดอกหรือ ? พระราชาทรงกริ้วถ้อยคำของพระดาบส ทรงดำริว่า ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ชะรอยชฎิลโกงนี้จะกล่าวแต่โทษของเราเท่านั้น ในสำนักของทวยนาคร ช่างเถิด เราจักทำให้สาสม แล้วตรัสนิมนต์ว่า พรุ่งนี้ นิมนต์พวกท่านมายัง ประตูวังของข้าพเจ้าดังนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น จึงตรัสสั่งให้เอาคูถเก่า ๆ บรรจุตุ่ม จนเต็ม เมื่อพวกดาบสมาแล้ว ตรัสสั่งให้เอาคูถใส่ภิกขาภาชนะของดาบสเหล่านั้น จนเต็ม ให้ปิดพระทวารเสีย แล้วตรัสสั่งให้คนถือสาก และท่อนเหล็กทุบศีรษะ ของพระฤๅษีทั้งหลาย ให้จับชฎาลากมาให้สุนัขกัดกิน จึงเข้าไปสู่แผ่นดินซึ่ง แยกออก ณ ที่นั้น บังเกิดในสุนขมหานรก. สรีระของพระราชาในนรกนั้น ได้มีสามคาวุต. ลำดับนั้น สุนัขทั้งหลายตัวโต ๆ ขนาดเท่าช้างอย่างใหญ่ มีวรรณะ ๕ ประการ ติดตามกัดพระราชานั้น สลัดให้ล้มลง ณ แผ่นดินเหล็ก อันลุกโพลง ประมาณเก้าโยชน์ แล้วทิ้งเอา ๆ จนเต็มปาก เคี้ยวกินพระราชา ซึ่งดิ้นรนอยู่. พระมหาสัตว์แยกแผ่นดินออกเป็นสองภาค แล้วแสดงให้เห็น นรกนั้น รู้ว่ามหาชนหวาดกลัว จึงบันดาลให้อันตรธานไป. บทว่า อถชฺชุโน ได้แก่ พระราชาทรงพระนามว่า สหัสสพาหุ. บทว่า องฺคีรสํ ได้แก่ ท่านอังคีรสผู้มีชื่ออย่างนี้ เพราะเปล่งรัศมีออกจาก อวัยวะ. บทว่า เหยิตฺวา ความว่า พระราชาอัชชุนะเบียดเบียนท่าน อังคีรส คือเอาเกาทัณฑ์อันอาบยาพิษ ยิงให้ถึงความตาย. ได้ยินว่า พระเจ้า อัชชุนะนั้น เมื่อเสวยราชย์ในเกกราชธานี เขตมหิสกรัฐ เสด็จไปล่าเนื้อ
หน้า 620 ข้อ 2477
ครั้นฆ่าเนื้อได้แล้ว ก็ชอบประพฤติเสวยเนื้อสุกในถ่านเพลิง วันหนึ่ง พระองค์ ทรงทำซุ้มดักในสถานที่เนื้อจะมา ประทับยืนแลดูเนื้อทั้งหลายอยู่ คราวนั้น ท่านอังคีรสดาบส ขึ้นอยู่บนต้นหมากเม่าต้นหนึ่งใกล้ ๆ พระราชานั้น กำลัง เก็บผลไม้อยู่ ปล่อยกิ่งที่เก็บผลแล้วลงไป. เพราะเสียงกิ่งไม้ที่ท่านปล่อยไป ฝูงเนื้อที่มาถึงสถานที่นั้นแล้ว จึงหนีไป. พระราชาทรงกริ้ว เอาลูกศรมียาพิษ ยิงพระดาบส. พระดาบสตกกลิ้งลงมา ศีรษะกระแตกตอตะเคียน ทำกาลกิริยา ลงที่ปลายหลาวแหลมนั่นเอง. ทันใดนั้น พระราชาก็เข้าไปสู่แผ่นดิน ซึ่งแยก ออกเป็นสองภาค บังเกิดในสัตติสูลนรก. สรีระได้มีประมาณ ๓ คาวุต นาย นิรยบาลในนรกนั้น ทุบตีด้วยอาวุธอันลุกโพลง บังคับให้ขึ้นภูเขาเหล็กอัน ลุกโพลง. ในเวลาที่พระราชานั้นสถิตเหนือยอดบรรพต ลมย่อมประหาร. พระราชาก็พลัดตกลงด้วยลมพัด. ขณะนั้น หลาวเหล็กอันลุกโพลง ขนาดลำตาล. อย่างใหญ่ผุดขึ้นภายใต้แผ่นดินเหล็กอันลุกโพลงหนาเก้าโยชน์. พระราชานั้น เอาศีรษะกระแทกยอดปลายหลาวนั่นเอง แล้วถูกหลาวเสียบตรึงไว้ ขณะนั้น แผ่นดินก็ลุกโพลง หลาวก็ลุกโพลง สรีระของพระราชานั้นก็ลุกโพลง พระราชา ร้องเอ็ดอึง ถูกเผาไหม้อยู่ในนรกนั้น พระมหาสัตว์บันดาลให้แผ่นดินแยกออก เป็นสองภาค แล้วชี้ให้เห็นนรกนั้น รู้ว่ามหาชนหวาดกลัว จึงบันดาลให้ อันตรธานไป. บทว่า ขณฺฑโส ความว่า พระเจ้ากลาพุได้ให้เชือดเฉือนมือเท้าทั้ง ๔ หูและจมูกของขันติวาทีดาบส ทำให้เป็นชิ้นน้อยชิ้นใหญ่. บทว่า อทูสกํ ได้แก่ ผู้หาความผิดมิได้. พระเจ้ากลาพุ ครั้นให้เชือดเฉือนอย่างนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้ เฆี่ยนด้วยหวายเส้นควบสำหรับประหารพันที ให้จับชฎาดาบสคร่ามาให้นอนคู้ แล้วเอาพระปราษณีประหารที่หลัง ทำให้ถึงทุกขเวทนาใหญ่. บทว่า กลาพุวีจึ
หน้า 621 ข้อ 2477
ความว่า พระเจ้ากลาพุนั้นก็เข้าถึงอเวจีนรก. บทว่า กฏุกํ ความว่า เข้าถึง นรกอันมีเวทนากล้า เห็นปานนี้ ถูกเผาไหม้อยู่ในระหว่างเปลวไฟทั้ง ๖. อนึ่ง เรื่องของพระเจ้ากลาพุ โดยพิสดาร ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วในขันติวาทีชาดก นั่นเอง. บทว่า อญฺานิ ปาปิฏฺตรานิ เจตฺถ ความว่า กุลบุตรผู้เป็น บัณฑิต ฟัง (นรกเหล่านั้น) และนรกอื่นอันหยาบช้ากว่านรกเหล่านี้. บทว่า ธมฺมญฺจเร ความว่า ดูก่อนท้าวสักกเทวราช กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตรู้ชัดว่า นรกทั้ง ๔ เหล่านี้ และพระราชา ๔ องค์เหล่านี้ บังเกิดในนรกทั้งสิ้นเท่านี้ ก็หามิได้ ที่แท้แม้นรกแม้อื่น และพระราชาแม้อื่น ก็บังเกิดแล้วในนรก เหมือนกัน ดังนี้แล้ว พึงประพฤติธรรมในสมณพราหมณ์ คือถวายจตุปัจจัย จัดการรักษาป้องกันโดยชอบธรรม. เมื่อพระมหาสัตว์ แสดงสถานที่บังเกิดของพระราชาทั้งสี่อย่างนี้แล้ว พระราชาทั้ง ๓ พระองค์ ก็สิ้นความสงสัย. ต่อแต่นั้น ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะ ตรัสถามปัญหาที่เหลือ ๔ ข้อต่อไป จึงตรัสคาถา ความว่า ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอ- ถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหา นั้นด้วย. บัณฑิตเรียกคนเช่นไรว่ามีศีล เรียกคนเช่นไร ว่ามีปัญญา เรียกคนเช่นไรว่าสัตบุรุษ สิริย่อมไม่ละคน เช่นไรหนอ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตํวิธํ โน สิริ โน ชหาติ ความว่า สิริ อันบุคคลได้แล้วย่อมไม่ละบุรุษเช่นไรกัน ?
หน้า 622 ข้อ 2477
ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาของท้าวสักกเทวราช ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า บุคคลใดในโลกนี้ เป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา และใจ ไม่ทำบาปกรรมอะไร ๆ ไม่พูดพล่อย ๆ เพราะเหตุแห่งตน บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่าเป็นผู้ มีศีล. บุคคลใด คิดปัญหาอันลึกซึ้งได้ด้วยใจ ไม่ทำ กรรมอันหยาบช้า อันหาประโยชน์มิได้ ไม่ปิดทางแห่ง ประโยชน์ อันมาถึงตามกาล บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้น ว่ามีปัญญา. บุคคลใดแล เป็นผู้มีความกตัญญูกตเวที มีปัญญา มีกัลยาณมิตร และมีความภักดีมั่นคง ช่วยทำกิจของ มิตรผู้ตกยาก โดยเต็มใจ บัณฑิตเรียกบุคคลเช่นนั้นว่า สัตบุรุษ. บุคคลใดประกอบด้วยคุณสมบัติทั้งปวงเหล่านี้ คือเป็นผู้มีศรัทธา อ่อนโยน แจกทานด้วยดี รู้ความ ประสงค์ สิริย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น ผู้สงเคราะห์ มีวาจาอ่อนหวาน สละสลวย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ด้วย สามารถแห่งความสุจริต ทางไตรทวาร. บทว่า น อตฺตเหตุ นี้ เป็นหัวข้อ แห่งเทศนาเท่านั้น. อธิบายว่า ไม่พูดเหลาะแหละ เพราะเหตุแห่งตน เพราะ เหตุแห่งผู้อื่น เพราะเหตุแห่งทรัพย์ เพราะเหตุแห่งยศ เพราะเหตุแห่งลาภ
หน้า 623 ข้อ 2477
หรือเพราะเหตุมุ่งอามิส. ถึงเนื้อความนี้ จะสำเร็จด้วยบทนี้ว่า สำรวมด้วย วาจาดังนี้ ก็จริง ถึงอย่างนั้น เพื่อแสดงเนื้อความให้หนัก ควรทราบว่าท่าน กล่าวอย่างนี้อีกว่า ก็ความชั่วที่จะชื่อว่า คนผู้มักพูดเท็จไม่ทำไม่มี. บทว่า คมฺภีรปญฺหํ ความว่า (บุคคลใดคิดค้น) ปัญหาอันลึกซึ้ง ลี้ลับ กำบัง ทั้งโดยอรรถและบาลี เช่นเดียวกับปัญหาที่มา ในสัตตุภัสตชาดก สัมภวชาดก และอุมมังคชาดก. บทว่า มนสา วิจินฺตยํ ความว่า บุคคล ใด คิดค้นได้ด้วยใจ แทงตลอดเนื้อความ สามารถเพื่อจะกล่าวแก้ กระทำ ให้ปรากฏดุจยังพระจันทร์ พระอาทิตย์ให้ตั้งขึ้นตั้งพันดวง. บทว่า นจฺจาหิตํ ความว่า และบุคคลใดไม่กระทำกรรม อันไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูลยิ่ง คือ ล่วงเลยประโยชน์ หยาบช้า เผ็ดร้อน สาหัส อนึ่ง เพื่อจะยังเนื้อความนี้ให้ แจ่มแจ้ง ควรกล่าวภูริปัญหาว่า บัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่สร้างบาปกรรม เพราะ เหตุแห่งความสุขของตน สัตบุรุษทั้งหลายแม้อันทุกข์ ถูกต้อง พลั้งพลาดลง ย่อมไม่ละธรรม เพราะความ รักและความชัง. บทว่า กาลคตํ ความว่า บุคคลใดเมื่อยังทานเป็นต้นเหล่านี้ให้ถึง พร้อม ด้วยคิดว่า กาลนี้เป็นกาลควรให้ทาน เป็นกาลที่จะรักษาศีล เป็นกาล เข้าจำอุโบสถ เป็นกาลตั้งมั่นในสรณะ เป็นการกระทำบรรพชา เป็นกาลบำ- เพ็ญสมณธรรม เป็นวาระที่ควรบำเพ็ญวิปัสสนา ชื่อว่าย่อมไม่ริดรอน คือ ไม่ยังทางแห่งประโยชน์ อันมาถึงโดยกาลให้เสื่อมไป. บทว่า ตถาวิธํ ความว่า ดูก่อนท้าวสักกะ พระสัพพัญญูพุทธะก็ดี พระปัจเจกพุทธะก็ดี พระมหาสัตว์ ก็ดี เมื่อจะกล่าวถึงคนมีปัญญา ย่อมกล่าวถึงบุคคลเห็นปานนี้.
หน้า 624 ข้อ 2477
ในบทว่า โย เว นั้น มีอธิบายดังนี้ บุคคลใดรู้จักคุณ อันผู้อื่น ทำแล้วแก่ตน ชื่อว่าเป็นผู้กตัญญู อนึ่ง ครั้นรู้อย่างนี้แล้ว ทำการตอบแทน คุณของเขาที่ได้ทำคุณไว้แก่ตน ชื่อว่าเป็นผู้กตเวที. บทว่า ทุกฺขิตสฺส ความว่า บุคคลใดยกความทุกข์แห่งสหายของตน ผู้ถึงทุกข์ขึ้นไว้ในตน ช่วยทำให้กิจ อันเกิดขึ้นแก่สหายนั้น ด้วยมือของตนโดยเคารพ พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อม กล่าวบุคคลนั้น ผู้เห็นปานนี้ ว่าเป็นสัตบุรุษ อีกอย่างหนึ่ง ธรรมดาสัตบุรุษ ทั้งหลาย ย่อมเป็นผู้มีความกตัญญู กตเวที เพราะฉะนั้น ควรกล่าวถึงชาดก เช่น สตปตชาดก จุลลหังสชาดก และมหาหังสชาดกเป็นต้น. บทว่า เอเตหิ สพฺเพหิ ความว่า ดูก่อนท้าวสักกเทวราช บุคคล ใดเข้าถึงด้วยคุณสมบัติ มีศีลเป็นต้น ดังที่กล่าวแล้วในหนหลัง เหล่านี้ทั้งหมด. บทว่า สทฺโธ ความว่า ประกอบด้วยโอกัปปนสัทธา (ศรัทธา คือความ เชื่อมั่น). บทว่า มุทุ ได้แก่ เป็นผู้มีปกติพูดจาน่ารัก. บทว่า สํวิภาคี ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้จำแนกแจกทานด้วยดี เพราะความเป็นผู้ยินดียิ่ง ในการ จำแนกศีล จำแนกทาน ชื่อว่า วทัญญู ผู้รู้ถ้อยคำ เพราะสามารถรู้ถ้อยคำของ ยาจก แล้วจึงให้. บทว่า สงฺคาหกํ ความว่า ชื่อว่าผู้สงเคราะห์ เพราะ สงเคราะห์ชนนั้น ๆ ด้วยสังคหวัตถุ ๔. ชื่อว่า มีวาจาสละสลวย เพราะ กล่าวถ้อยคำไพเราะ. ชื่อว่า มีวาจาอ่อนหวาน เพราะมีถ้อยคำเกลี้ยงเกลา. บทว่า ตถาวิธํ โน ความว่า สิริ กล่าวคือ ยศและลาภอันเลิศที่ได้แล้ว ย่อมไม่ละบุคคลเช่นนั้น คือ สิริของบุคคลนั้น ย่อมไม่พินาศไป. พระมหาสัตว์เจ้า วิสัชนาปัญหา ๔ ข้อ ดุจยังพระจันทร์อันเต็มดวง ให้ตั้งขึ้นบนพื้นท้องฟ้าฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้ ถัดจากนั้นไป เป็นปุจฉา และวิสัชนาปัญหาที่เหลือ ท้าวสักกเทวราช ตรัสคาถา ความว่า
หน้า 625 ข้อ 2477
ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอถาม ปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวแก้ปัญหานั้น ด้วย นักปราชญ์ย่อมกล่าวศีล สิริ ธรรมของสัตบุรุษ และปัญญาว่า ข้อไหนประเสริฐกว่ากัน ? พระมหาสัตว์ ทูลว่า แท้จริง ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวว่า ปัญญานั่นแหละประเสริฐสุด ดุจพระจันทร์ประเสริฐ กว่าดวงดาวทั้งหลายฉะนั้น ศีล สิริ และธรรมของ สัตบุรุษ ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญา. ท้าวสักกะตรัสถามว่า ข้าพเจ้าขออนุโมทนาคำสุภาษิตของท่าน ขอ ถามปัญหาข้ออื่นกะท่าน ขอเชิญท่านกล่าวปัญหานั้น บุคคลในโลกนี้ทำอย่างไร ทำด้วยอุบายอย่างไร ประ- พฤติอะไร เสพอะไร จึงจะได้ปัญญา ขอท่านได้โปรด บอกปฏิปทา แห่งปัญญา ณ บัดนี้ว่า นรชนทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้มีปัญญา. ท่านสรภังคศาสดา ทูลว่า บุคคลควรคบหาท่านผู้รู้ทั้งหลาย ละเอียดลออ เป็นพหูสูต ควรเป็นนักเรียน นักสอบถาม พึงตั้งใจ ฟังคำสุภาษิตโดยเคารพ นรชนทำอย่างนี้ จึงจะเป็นผู้ มีปัญญา. ผู้มีปัญญานั้น ย่อมพิจารณาเห็นกามคุณทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง โดยความเป็นทุกข์ และ
หน้า 626 ข้อ 2477
โดยความเป็นโรค ผู้เห็นแจ้งอย่างนี้ ย่อมละความพอ ใจในกามทั้งหลาย อันเป็นทุกข์ มีภัยใหญ่หลวงเสียได้. ผู้นั้น ปราศจากราคะแล้ว กำจัดโทสะได้ พึง เจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ งดอาชญาในสัตว์ ทุกจำพวกแล้ว ไม่ถูกนินทา ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ได้แก่ อาจารศีล. บทว่า สิริ ได้แก่ อิสริยยศ. บทว่า สตญฺจ ธมฺมํ ได้แก่ สัปปุริสธรรม. บทว่า ปญฺญํ ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า ท่านผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมกล่าวถึงบรรดา ธรรม ๔ ประการเหล่านี้ อย่างนี้ว่า อย่างไหนประเสริฐกว่ากัน ? บทว่า ปญฺา หิ ความว่า พระมหาสัตว์ทูลว่า ดูก่อนท้าวสักกะ ในธรรม ๔ อย่างเหล่านี้ ชื่อว่าปัญญานี้นั้น คนฉลาดทั้งหลายเช่นพระพุทธเจ้า เป็นต้น กล่าวว่าประเสริฐสุด เหมือนดวงดาวแวดล้อมดวงจันทร์ ดวง จันทร์นั่นแหละสูงสุดกว่าดวงดาวเหล่านั้น ฉันใด ธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านี้คือ ศีล สิริ และธรรมของสัตบุรุษทั้งหลาย ก็ฉันนั้น. บทว่า อนฺวายกา ปญฺวโต ภวนฺติ ความว่า ย่อมเป็นไปตามบุคคลผู้มีปัญญาเท่านั้น คือเป็นบริวารของ ปัญญานั่นเอง. คำว่า กถํกโร เป็นต้น เป็นไวพจน์ของกันและกันเท่านั้น. บทว่า กถํกโร ความว่า ท้าวสักกะตรัสถามว่า บุคคลกระทำอยู่ซึ่งกรรมอะไร ประพฤติอะไร เสพคือคบหา ซึ่งกรรมอะไร ย่อมได้ซึ่งปัญญาในโลกนี้ทีเดียว ท่านโปรดบอกปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างเดียว ข้าพเจ้าใคร่จะรู้ สัตว์ผู้ต้องตาย เป็นสภาพ ทำอย่างไร จึงจะเป็นผู้ชื่อว่า มีปัญญา. บทว่า วุฑฺเฒ ได้แก่ บัณฑิต ผู้ถึงซึ่งความเจริญด้วยความรู้. บทว่า นิปุเณ ความว่า ผู้สามารถรู้เหตุการณ์อันสุขุม. บทว่า เอวํกโร ความว่า
หน้า 627 ข้อ 2477
ท่านสรภังคศาสดาตอบว่า บุคคลใด สมาคม คบหา นั่งใกล้ซึ่งบุคคลผู้มี ประการดังกล่าวมาแล้วอย่างนี้ ย่อมเล่าเรียนบาลี สอบถามอรรถาธิบายเนือง ๆ เงี่ยโสตลงสดับคำสุภาษิตโดยเคารพ ดุจบุคคลจารึกรอยลงบนแผ่นหิน หรือ ดุจเอาตุ่มทองรองรับมันเหลวของราชสีห์ ฉะนั้น บุคคลผู้กระทำอย่างนี้ นี้ ย่อมเป็นผู้มีปัญญา พระมหาสัตว์กล่าวปฏิปทาแห่งปัญญาอย่างนี้ คล้ายกับ ยังพระอาทิตย์ให้อุทัยขึ้น จากปราจีนโลกธาตุ เมื่อจะกล่าวคุณของปัญญานั้นใน บัดนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามคุเณ ความว่า บุคคลผู้มีปัญญานั้น ย่อมเห็น คือพิจารณาส่วนแห่งกามทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยง เพราะ อรรถว่า มีแล้วเหมือนไม่มี โดยความเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ ทั้งในปัจจุบัน และสัมปรายิกภพ โดยความเป็นโรค เพราะความมีพร้อมแห่ง โรค คือทุกข์ เก้าสิบแปดประการ อาศัยกามเกิดขึ้น. บทว่า โส เอวํวิปสฺสิ ความว่า เมื่อบุคคลเล็งเห็นความไม่เที่ยงเป็นต้น ของกามทั้งหลาย โดยเหตุ เหล่านี้ รู้ชัดว่า ที่สุดแห่งทุกข์อันอาศัยกามเกิดขึ้นไม่มี การละกามอย่างเดียว เท่านั้นเป็นสุข แล้วย่อมละเสียได้ซึ่งความพอใจ ในกามอันเป็นทุกข์ เป็น ภัยใหญ่. บทว่า ส วีตราโค ความว่า ดูก่อนท้าวสักกะ บุคคลนั้นปราศจาก ราคะอย่างนี้ กำจัดซึ่งโทษอันเกิดขึ้น ด้วยอำนาจอาฆาฏวัตถุ เก้าประการเป็น สภาพแล้ว พึงเจริญเมตตาจิต ครั้นเจริญเมตตาจิต ชื่อว่าไม่มีประมาณเพราะ มีสัตว์หาประมาณมิได้เป็นอารมณ์แล้ว เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อม ใคร ๆ จะตำ หนิไม่ได้ ย่อมบังเกิดในพรหมโลก.
หน้า 628 ข้อ 2477
เมื่อพระมหาสัตว์กล่าวโทษแห่งกามทั้งหลายอยู่อย่างนี้ พระราชาแม้ ทั้ง ๓ องค์เหล่านั้น พร้อมด้วยพลนิกาย ต่างละความกำหนัดยินดี ในเบญจ กามคุณได้ด้วยตทังคปหาน. พระมหาสัตว์รู้ดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาด้วย สามารถแห่งความร่าเริงของชนเหล่านั้นว่า การเสด็จมาของมหาบพิตร ผู้มีพระนามว่า อัฏฐกะ ภีมรถะ และกาลิงคราช ผู้มีพระเดชานุภาพ ฟุ้งเฟื่องไป เป็นการมาอย่างมหิทธิฤทธิ์ ทุก ๆ พระ องค์ทรงละกามราคะได้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิทฺธิยํ ความว่า การมาอันมีมหิทธิ- ฤทธิ์ คือกว้างขวางรุ่งเรืองใหญ่. บทว่า ตวมฏฺกา ความว่า ของพระองค์ ผู้มีพระนามว่าอัฏฐกะ. บทว่า ปหีโน ความว่า กามราคะ อันทุกพระองค์ ทรงละได้แล้ว ด้วยตทังคปหาน. พระราชาทั้งหลาย ทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว เมื่อจะทรงชมเชย พระ มหาสัตว์เจ้า จึงพากันตรัสคาถา ความว่า ท่านเป็นผู้รู้จิตผู้อื่น ข้อนั้นก็เป็นอย่างนั้นแหละ ข้าพเจ้าทุกคนละกามราคะได้แล้ว ขอท่านจงให้โอกาส เพื่อความอนุเคราะห์ ตามที่ข้าพเจ้าทั้งหลาย จะรู้ถึง คติของท่านได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคหาย ความว่า พระราชาทั้งหลาย พากันตรัสว่า ท่านโปรดกระทำโอกาสเพื่อประโยชน์ แก่การบรรพชาของ พวกข้าพเจ้า อย่างที่พวกข้าพเจ้าบวชแล้วจะพึงตรัสรู้ คือบรรลุความสำเร็จ ตามคติของท่าน ได้แก่พึงแทงตลอดได้ ซึ่งคุณอันท่านแทงตลอดแล้ว.
หน้า 629 ข้อ 2477
ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์จะกระทำโอกาสแก่พระราชาเหล่านั้น จึง กล่าวคาถาต่อไปความว่า อาตมาให้โอกาสเพื่อความอนุเคราะห์ เพราะ มหาบพิตรทั้งหลาย ละกามราคะได้อย่างนั้นแล้ว จง ยังกายให้ซาบซ่าน ด้วยปีติอันไพบูลย์ ตามที่ มหาบพิตรทั้งหลายจะทรงทราบ ถึงคติของอาตมา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผราถ กายํ ความว่า ยังกายให้ซาบซ่าน ด้วยปีติอันเกิดแต่ฌานอันไพบูลย์. พระราชาเหล่านั้น ทรงสดับเช่นนั้น เมื่อจะทรงยอมรับ จึงตรัสคาถา ความว่า ข้าแต่ท่านผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักทำตามคำสั่งสอนที่ท่านกล่าวทุกอย่าง ข้าพเจ้า ทั้งหลายจะยังกายให้ซาบซ่านด้วยปีติอันไพบูลย์ ตาม ที่ข้าพเจ้าทั้งหลายจะรู้ถึงคติของท่าน. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงให้บรรพชาแก่พระราชาเหล่านั้นพร้อมทั้ง พลนิกาย เมื่อจะส่งหมู่ฤาษีไป จึงกล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย ฤาษีทั้งหลายผู้มีคุณ ความดี ทำการบูชานี้ แก่กีสวัจฉดาบสแล้ว จงพากัน ไปยังที่อยู่ของตน ๆ เถิด ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ยินดี ในณาน มีจิตตั้งมั่นทุกเมื่อเถิด ความยินดีนี้ เป็น คุณชาติประเสริฐสุดของบรรพชิต.
หน้า 630 ข้อ 2477
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺฉนฺตุ ความว่า พระมหาสัตว์กล่าวว่า ท่านทั้งหลายจงไปยังสถานที่อยู่เป็นต้นของตน ๆ เถิด. พระฤาษีทั้งหลายรับคำของพระมหาสัตว์แล้ว ต่างนมัสการลา ลอยขึ้น สู่อากาศ กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน ๆ. ฝ่ายท้าวสักกเทวราช เสด็จลุกขึ้น จากอาสนะ ทำการชมเชยพระมหาสัตว์เจ้า ประคองอัญชลี นมัสการพระ- มหาสัตว์ดุจนอบน้อมอยู่ซึ่งพระอาทิตย์ พร้อมด้วยเทพบริษัทเสด็จหลีกไป. พระศาสดาทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ ความว่า ชนเหล่านั้น ได้ฟังคาถาอันประกอบด้วย ประโยชน์อย่างยิ่ง ที่ฤาษีผู้เป็นบัณฑิตกล่าวดีแล้ว เกิดปีติโสมนัส พากันอนุโมทนาอยู่ เทวดาทั้งหลาย ผู้มียศ ต่างก็พากันกลับไปสู่เทพบุรี. คาถาเหล่านี้ มีอรรถพยัญชนะดี อันฤาษีผู้เป็น บัณฑิตกล่าวดีแล้ว คนใดคนหนึ่งฟังคาถาเหล่านี้ ให้ มีประโยชน์ พึงได้คุณพิเศษทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย ครั้นแล้วพึงบรรลุถึงสถานที่ อันมัจจุราชมองไม่เห็น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรมฺตถสญฺหิตา ความว่า คาถาเหล่านี้ ชื่อว่าอาศัยซึ่งพระนิพพาน เพราะแสดงถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น. พระบรมศาสดา เมื่อทรงสรรเสริญคำสุภาษิต อันให้ซึ่งพระนิพพาน ของท่านสรภังคศาสดา จึงตรัสคำเป็นต้นว่า อิมา (คาถาเหล่านี้) ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถวตี ความว่า คาถาเหล่านี้ ชื่อว่า อาศัยประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะอรรถว่าให้ซึ่งพระนิพพาน. บทว่า สุพฺยญฺชนา
หน้า 631 ข้อ 2477
แปลว่า มีพยัญชนะบริสุทธิ์. บทว่า สุภาสิตา ความว่า อันฤาษีผู้เป็น บัณฑิตกล่าวทำให้น่าฟังด้วยดี คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า อฏฺิกตฺวา ความว่า บุคคลใดเป็นผู้มีความต้องการ เพราะทำความเป็นประโยชน์แก่ตน พึงฟัง โดยเคารพ. บทว่า ปุพฺพาปริยํ ความว่า ปฐมฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องต้น ทุติยฌานเป็นคุณวิเศษเบื้องปลาย จะพึงได้คุณวิเศษอันตั้งอยู่โดยความเป็น เบื้องต้น เบื้องปลาย ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ ด้วยสามารถแห่งมรรค ๔ อย่างนี้. บทว่า อทสฺสนํ ความว่า และจะพึงได้พระอรหัตผล อันเป็น คุณวิเศษเบื้องปลาย แล้วบรรลุพระนิพพานในที่สุด. เพราะว่า บุคคลผู้ บรรลุพระนิพพานแล้ว ย่อมเป็นผู้ชื่อว่าไปสู่สถานที่ ซึ่งมฤตยูราชมองไม่เห็น. พระบรมศาสดาครั้นทรงถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอรหัตผลอย่างนี้ แล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน ฝนดอกไม้ก็ตกลงในสุสานที่เผาพระโมคคัลลานะ ดังนี้แล้ว ทรงประกาศอริยสัจ เมื่อจะทรงประชุมชาดก จึงตรัสพระคาถา ความว่า สาลิสสระดาบสในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระ- สารีบุตร เมณฑิสสรดาบส ได้มาเป็นพระกัสสป ปัพพตดาบสได้มาเป็นพระอนุรุทธะ เทวลดาบสได้มา เป็นพระกัจจายนะ อนุสิสสดาบสได้มาเป็นพระอานนท์ กีสวัจฉดาบสได้มาเป็นพระโกลิตะ คือ พระโมค- คัลลานะ นารทดาบสได้มาเป็นพระปุณณมันตานีบุตร บริษัทที่เหลือ ได้มาเป็นพุทธบริษัท สรภังคดาบส โพธิสัตว์ ได้มาเป็นเราตถาคต เธอทั้งหลายจงทรงจำ ชาดกไว้อย่างนี้. จบอรรถกถาสรภังคชาดก
หน้า 632 ข้อ 2478, 2479, 2480, 2481
๓. อลัมพุสาชดก ว่าด้วยอิสิสิงคดาบส ถูกทําลายตบะ [๒๔๗๘] (พระศาสดาตรัสว่า) ครั้งนั้น พระอินทร์ ผู้เป็นใหญ่ ผู้ทรงครอบงำวัตรอสูร เป็นพระบิดา แห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับนั่งอยู่ ณ สุธรรมเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสาเทพกัญญาเข้ามาเฝ้า. [๒๔๗๙] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) ดูก่อนนาง อลัมพุสา ผู้เจือปนด้วยกิเลสสามารถจะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์ พร้อมด้วยพระอินทร์ ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด. [๒๔๘๐] ดาบสองค์นี้ มีวัตรประพฤติพรหม- จรรย์ ยินดียิ่งในนิพพานเป็นผู้เจริญ อย่าเพิ่งล่วงเลย พวกเราไปก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย. [๒๔๘๑] (นางอลัมพุสาทูลว่า) ข้าแต่พระเทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรงมุ่งหมายแต่หม่อมฉัน เท่านั้น รับสั่งว่า แนะเจ้าผู้อาจจะเล้าโลมฤาษีได้ เจ้า จงไปเถิด ดังนี้ นางเทพอัปสรแม้อื่น ๆ ก็มีอยู่. นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉัน หรือประเสริฐ กว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศก มิได้ วาระคือการไป จงมีแก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้น จงไปประเล้าประโลมเถิด.
หน้า 633 ข้อ 2482, 2483, 2484
[๒๔๘๒] (ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า) เจ้าพูดจริง โดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่น ๆ ที่ทัดเทียมกับเจ้า และยิ่งกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความโศกมิได้. ดูก่อนนางผู้มีอวัยวะงานทุกส่วน ก็แต่ว่า นาง เทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้ว ย่อมไม่รู้จักการ บำเรออย่างที่เจ้ารู้. ดูก่อนโฉมงาม เจ้านั่นแหละจงไป เพราะว่า เจ้าเป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบส นั้นมาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณ และรูปร่างของเจ้าเอง. [๒๔๘๓] (นางอลัมพุสาทูลว่า) หม่อมฉันอัน ท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหาได้ไม่ แต่หม่อมฉัน กลัวที่จะเบียดเบียนพระดาบสนั้น เพราะท่านเป็น พราหมณ์ มีเดชฟุ้งเฟื่อง. ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนพระฤาษีแล้ว ต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความหลง เพราะเหตุ นั้น หม่อมฉันจึงต้องขนลุกขนพอง. [๒๔๘๔] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสา เทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ผสม ครั้นกราบทูล อย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป. ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่ อิสิสิงคดาบสรักษา อันดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบ ประมาณกึ่งโยชน์.
หน้า 634 ข้อ 2485
นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบส ผู้กำลังปัดกวาด โรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า [๒๔๘๕] (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า) เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรืองามดังดาวประกายพรึก มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร ล้วนแก้วมุกดา แก้วมณี และกุณฑล. ประหนึ่งแสงพระอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทน์ ผิวพรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีมารยามากมาย กำลังแรกรุ่น สะคราญโฉม น่าดูน่าชม. เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุน แสนสะอาด ตั้งลงด้วยดี การเยื้องกรายของเธอน่ารักใคร่ ทำใจ ของเราให้วาบหวามได้ทีเดียว. อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วย งวงช้าง โดยลำดับ ตะโพกของเธอผึ่งผาย เกลี้ยงเกลา ดังแผ่นทองคำ. นาภีของเธอตั้งลงเป็นอย่างดี เหมือนฝักดอก- อุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกล คล้ายเกสรดอกอัญชันเขียว. ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอก หาขั้วมิได้ ซึ่งทรงไว้ซึ่ง ขีรรสไม่หดเหี่ยว เต่งตั้งทั้งสองข้าง เสมอด้วยน้ำเต้า ครึ่งซีก. คอของเธอประดุจเนื้อทราย ขาวคล้ายหน้า- สุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะ ที่ ๔ คือ ชิวหา.
หน้า 635 ข้อ 2486, 2487
ฟันของเธอทั้งข้างบนข้างล่าง ขัดสีแล้วด้วยไม้ ชำระฟัน เกิดสองคราวเป็นของหาโทษมิได้ ดูงามดี. นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอดูดำขลับ มีสีแดงเป็น ที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูงามนัก. ผมที่งอกบนศีรษะของเธอไม่ยาวนัก เกลี้ยง- เกลาดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้ง ด้วยกลิ่น จันทน์. กสิกรรม โครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และ ความบากบันของฤาษีทั้งหลาย ผู้สำรวมดีด้วยตบะ มีประมาณเท่าใด เราไม่เห็นบุคคลมีประมาณเท่านั้น ในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร ? [๒๔๘๖] (นางอลัมพุสากล่าวว่า) ดูก่อนท่าน กัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็นอย่างนี้แล้ว ก็ไม่ ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่รัก เราทั้งสอง จักรื่นรมย์กันในอาสนะของเรา มาเถิดท่าน ฉันจัก เคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาด ในกระบวนความ ยินดี ด้วยกามคุณ. [๒๔๘๗] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสาเทพ- อัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้นกล่าวอย่างนี้ แล้ว ก็หลีกไป.
หน้า 636 ข้อ 2488
[๒๔๘๘] ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้น รีบเดินออกไป โดยเร็ว สลัดตัดความเฉื่อยชาล่าช้าเสีย ไปทันเข้าก็ จับที่มวยผมอันอุดมของนางไว้. นางเทพอัปสร ผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมา สวมกอดพระดาบสไว้ อิสิสิงคดาบสก็เคลื่อนจาก พรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา ภายหลัง นางเทพอัปสรก็มีใจยินดี. ระลึกถึงพระอินทร์ ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวาฬเทพกุญชร ทรงทราบความดำริของนาง แล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวาร มาโดยพลัน. ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นาง อลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสแนบทรวงอก บนบัลลังก์นั้น. นางโอบกอดไว้ถึง ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้ว รู้สึกตัวได้ โดยล่วงไป๓ปี. ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มโดยรอบเรือนไฟ ผลัด ใบใหม่ ดอกบาน อึงมี่ด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่า. เธอตรวจตราดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลริน ปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไร บันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดช
หน้า 637 ข้อ 2489, 2490, 2491
ของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็ม ไปด้วยรัตนะต่าง ๆ ในห้วงอรรณพฉะนั้น. [๒๔๘๙] (นางอลัมพุสากล่าวว่า) ดิฉันอันท้าว- เทวราชทรงใช้มา เพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิต ของท่าน ด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่รู้สึกตัว เพราะ ประมาท. [๒๔๙๐] (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า) เดิมทีท่านกัสสปะ ผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่งเหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีมีผลอยู่ เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น. บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จัก สตรีเหล่านี้. เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เรา ซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตาย เสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน. [๒๔๙๑] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสา เทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียร และปัญญาอันมั่นคง ของพระอิสิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ซบศีรษะลงที่เท้าของ พระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้
หน้า 638 ข้อ 2492, 2493, 2494
โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้ก่อประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อ เทวดาชั้นไตรทศ ผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมด อันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น. [๒๔๙๒] (อิสิสิงคดาบสกล่าวว่า) ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าววาสวะจอมไตรทศและ เธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อนนางเทพกัญญา เชิญเธอ ไปตามสบายเถิด. [๒๔๙๓] (พระศาสดาตรัสว่า) นางอลัมพุสาเทพ- กัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้าแห่งอิสิสิงคดาบส และทำ ประทักษิณแล้ว ประคองอัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนัก แห่งเทวดาทั้งหลาย. ท้าวสักกะจอมเทพ. ทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้ม พระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่ง กำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะ สายฟ้าแลบฉะนั้น. [๒๔๙๔] (นางอลัมพุสาทูลว่า) ข้าแต่ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้าพระองค์จะทรงประทาน- พร แก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่าให้หม่อมฉันต้องไป เล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่ท้าวสักกะ หม่อมฉัน ขอพรข้อนี้. จบอลัมพุสาชาดกที่ ๓
หน้า 639 ข้อ 2494
อรรถกถาอลัมพุสาชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ- ปรารภการประเล้าประโลมของนางปุราณทุติยิกาตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ เริ่มต้นว่า อถาพฺรวิ ดังนี้. เรื่องในปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้อย่างพิสดาร ในอินทริยชาดกแล้วแล. ก็พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ข่าวว่าเธอเป็นผู้กระสัน อยากสึกจริงหรือ ? เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลรับเป็นคำสัตย์แล้ว ตรัสถามว่า ใครทำ ให้เธอกระสัน เมื่อภิกษุนั้นกราบทูลว่า นางปุราณทุติยิกา จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ก่อความฉิบหายแก่เธอ เธออาศัยหญิงนี้ ยังฌานให้พินาศ เป็นผู้หลงใหล สลบนอนอยู่สิ้น ๓ ปี ต่อเมื่อเกิดสำนึกได้ จึงเกิดปริเวทนาอย่างใหญ่หลวง แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาแสดงดังต่อไปนี้ ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัต เสวยราชสมบัติอยู่ในพระนคร พาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในสรรพศิลปศาสตร์แล้วบวชเป็นฤๅษี มีมูลผลาผลในป่าเป็น อาหาร ยังอัตภาพให้เป็นไปในป่ากว้าง. ครั้งนั้น แม่เนื้อตัวหนึ่ง เคี้ยวกินหญ้า อันเจือด้วยน้ำเชื้อ ในสถานที่ปัสสาวะของพระดาบสนั้นแล้วดื่มน้ำ. และด้วย เหตุเพียงเท่านี้เอง มันมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส จนตั้งครรภ์ นับแต่ นั้นมาก็ไม่ยอมไปไหน เที่ยวอยู่ใกล้ ๆ อาศรมนั่นเอง. พระมหาสัตว์กำหนดดู ก็รู้เหตุนั้นทั่วถึง ต่อมา แม่เนื้อคลอดบุตรเป็นมนุษย์. พระมหาสัตว์จึงเลี้ยง ทารกนั้นไว้ด้วยความรักใคร่ว่าเป็นบุตร ตั้งชื่อให้ว่า อิสิสองคกุมาร. ในเวลา ต่อมา พระมหาสัตว์ จึงให้อิสิสิงคกุมารผู้รู้เดียงสาแล้วบวช ในเวลาตนชรา
หน้า 640 ข้อ 2494
ลงได้พาดาบสกุมารนั้นไปสู่นารีวัน กล่าวสอนว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าสตรีเช่นกับ ดอกไม้เหล่านี้ มีอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ สตรีเหล่านั้นย่อมยังชนผู้ตกอยู่ในอำนาจ ตน ให้ถึงความพินาศอย่างใหญ่หลวงได้ ไม่ควรที่เจ้าจะไปสู่อำนาจของสตรี เหล่านั้นดังนี้แล้ว ครั้นในเวลาต่อมา ก็ทำกาลกิริยา เป็นผู้มีพรหมโลกเป็น ที่ไปในเบื้องหน้า. ฝ่ายอิสิสิงคดาบส เมื่อประลองฌานกีฬาก็พักอยู่ในหิมวันต- ประเทศ ได้เป็นผู้มีตบะกล้า เป็นผู้มีอินทรีย์อันชำนะแล้วอย่างยวดยิ่ง ครั้งนั้น พิภพของท้าวสักกเทวราชหวั่นไหว ด้วยเดชแห่งศีลของพระดาบส ท้าวสักก- เทวราชทรงใคร่ครวญดูก็ทราบเหตุนั้น ทรงพระดำริว่า พระดาบสนี้จะพึงยัง เราให้เคลื่อนจากความเป็นท้าวสักกะ เราจักต้องส่งนางอัปสรคนหนึ่งให้ไป ทำลายศีลของเธอ ดังนี้แล้ว ทรงพิจารณาเทวโลกทั้งสิ้น ในท่ามกลางเหล่า เทพบริจาริกาจำนวนสองโกฏิครึ่งของพระองค์ มิได้ทรงเห็นใครอื่นซึ่งสามารถ ที่จะทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสได้ นอกจากนางเทพอัปสร ชื่ออลัมพุสา ผู้เดียว จึงรับสั่งให้นางมาเฝ้าแล้วทรงบัญชาให้ทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบส นั้น. เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงทําเนื้อความนั้นให้แจ้งจึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า ครั้งนั้น พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่ ผู้ทรงครอบงำ วัตรอสูร เป็นพระบิดาแห่งเทพบุตรผู้ชนะ ประทับ นั่งอยู่ ณ สุธรรมเทวสภา รับสั่งให้เรียกนางอลัมพุสา เทพกัญญามาเฝ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหา แปลว่า ผู้เป็นใหญ่. บทว่า วตฺรภู ความว่า ผู้ทรงครอบงำอสูรชื่อ วัตระ. บทว่า ชยตํ ปิตา ความว่า
หน้า 641 ข้อ 2494
เป็นพระบิดาแห่งเทพบุตรที่เหลือสามสิบสามองค์ ผู้ชนะคือถึงความชำนะด้วย ยังกิจแห่งบิดาให้สำเร็จ. บทว่า ปราเภตฺวา ความว่า เป็นประดุจสำรวจ ตรวจสอบกายใจ จึงรู้ว่า นางอลัมพุสานี้ เป็นกําลังต่อต้านได้. บทว่า สุธมฺมายํ ความว่า ประทับนั่งบนบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ในสุธรรมาเทวสภา รับสั่ง ให้เรียกนางอลัมพุสานั้นมาเฝ้า แล้วตรัสคาถานี้ ความว่า ดูก่อนนางอลัมพุสา ผู้เจือปนด้วยกิเลส สามารถ จะเล้าโลมฤาษีได้ เทวดาชั้นดาวดึงส์พร้อมด้วยพระ- อินทร์ขอร้องเจ้า เจ้าจงไปหาอิสิสิงคดาบสเถิด. พึงทราบวินิจฉัยในคาถานั้นดังต่อไปนี้ ท้าวสักกเทวราชตรัสทักนาง- อลัมพุสาเทพกัญญานั้นว่า มิสฺเส และคำนี้เป็นชื่อของนางเทพกัญญานั้น. ก็หญิงทุกจำพวกท่านเรียกว่า มิสฺสา เพราะคลุกเคล้าระคนด้วยกิเลสใน บุรุษ. เมื่อท้าวสักกเทวราชจะทรงทักทายด้วยคุณนามอันสาธารณ์นั้น จึงตรัส อย่างนี้. บทว่า อิสิปโลภิเก ความว่า ดูก่อนเจ้าผู้สามารถจะเล้าโลมพระฤาษี. บทว่า อิสิสิงฺคํ ความว่า ได้ยินว่า จุกสองจุกอันเกิดบนศีรษะของท่านอิสิสิงค ดาบสนั้น โดยอาการอย่างเนื้อเขา เพราะเหตุนั้น เขาจึงเรียกกันอย่างนี้. ด้วยประการฉะนี้ ท้าวสักกเทวราช จึงตรัสบัญชานางอลัมพุสาว่า เจ้าจงไป จงเข้าไปหาท่านอิสิสิงคดาบส นำมาสู่อำนาจของตน แล้วทำลาย ศีลของเธอเสีย ดังนี้แล้ว ตรัสคำเป็นคาถานี้ว่า ดาบสองค์นี้มีวัตร ประพฤติพรหมจรรย์ ยินดียิ่ง ในนิพพาน เป็นผู้เจริญ อย่าเพิ่งล่วงเลยพวกเราไป ก่อนเลย เจ้าจงห้ามมรรคของเธอเสีย.
หน้า 642 ข้อ 2494
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรายํ ความว่า พระดาบสนี้ เป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยวัตร และประพฤติพรหมจรรย์ อนึ่ง พระดาบสนั้นแลยินดียิ่งแล้ว ในมรรคคือพระนิพพาน และเจริญแล้วด้วยคุณวุฒิ เพราะความเป็นผู้มีอายุยืน เพราะฉะนั้น ดาบสนี้จะครอบงำพวกเราไม่ได้ คือไม่ครอบงำ ทำให้พวกเรา เคลื่อนจากที่ได้เพียงใดเจ้าจงไปห้ามมรรคที่จะไปสู่เทวโลกของเธอเสียเพียงนั้น ทีเดียว อธิบายว่า เธอจงทำโดยประการที่ดาบสนั้นจะมาในที่นี้ไม่ได้. นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ข้าแต่พระเทวราช พระองค์ทรงทำอะไร ทรง มุ่งหมายแต่หม่อมฉันเท่านั้น รับสั่งว่า แนะเจ้าผู้อาจจะ เล้าโลมฤาษีได้ เจ้าจงไปเถิด ดังนี้ นางเทพอัปสรแม้ อื่น ๆ มีอยู่. นางเทพอัปสรผู้ทัดเทียมหม่อมฉันหรือประเสริฐ กว่าหม่อมฉัน ก็มีอยู่ในนันทนวัน อันหาความเศร้าโศก มิได้ วาระ คือ การไปจงมีแก่นางเทพอัปสรเหล่านั้น แม้นางเทพอัปสรเหล่านั้น จงไปประเล้าประโลมเถิด. ในบรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กิเมว ตฺวํ นี้ นางอลัมพุสา เทพอัปสรแสดงความว่า พระองค์ทรงกระทำสิ่งนี้ชื่ออะไรกัน. ด้วยบทว่า มเมว ตุวํ สิกฺขสิ นางอลัมพุสาเทพอัปสรกล่าวโดยมุ่งประสงค์ว่า ในเทวโลก นี้ทั้งสิ้น ไยพระองค์ทรงสําเหนียกเฉพาะหม่อมฉันผู้เดียว ไม่ทรงแลดูผู้อื่นบ้าง. ก็ ส อักษรในคาถานี้ ทำการเชื่อมพยัญชนะ. อธิบายว่า เพราะเหตุไรจึง ตรัสอย่างนี้ว่า แน่ะเจ้าผู้สามารถเล้าโลมพระฤๅษี เจ้าจงไปเถิดดังนี้. บทว่า ปวรา เจว ความว่า นางเทพธิดาผู้ยิ่งกว่าหม่อมฉัน ยังมีอยู่. บทว่า อโสเก
หน้า 643 ข้อ 2494
แปลว่า ผู้ปราศจากควานเศร้าโศก. บทว่า นนฺทเน ได้แก่ ในสวนอันเป็น ที่เกิดความยินดี. บทว่า ปริยาโย ได้แก่ วาระคือการไป. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า เจ้าพูดจริงโดยแท้แล นางเทพอัปสรอื่น ๆ ที่ ทัดเทียมกับเจ้า แลยิ่งกว่าเจ้า มีอยู่ในนันทนวันอันหา ความโศกมิได้. ดูก่อนนางผู้มีอวัยวะงามทุกส่วน ก็แต่ว่า นาง เทพอัปสรเหล่านั้นไปถึงชายเข้าแล้ว ย่อมไม่รู้จักการ บำเรออย่างที่เจ้ารู้. ดูก่อนโฉมงาม เจ้านั่นแหละจงไป เพราะว่าเจ้า เป็นผู้ประเสริฐกว่าหญิงทั้งหลาย เจ้าจักนำดาบสนั้น มาสู่อำนาจได้ ด้วยผิวพรรณและรูปร่างของเจ้าเอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุมํ คตา ความว่า หญิงเหล่านั้น เมื่อเข้าไปหาชาย ก็ไม่รู้จักการบำเรอ คือ การเล้าโลมชาย. บทว่า วณฺณรูเปน ความว่า ด้วยวรรณะแห่งสรีระ และด้วยรูปสมบัติ. บทว่า วสมฺนาปยิสฺสสิ ความว่า เจ้าจักนำดาบสนั้นมาสู่อำนาจของตน. นางอลัมพุสาเทพกัญญาได้สดับดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า หม่อมฉันอันท้าวเทวราชทรงใช้ จักไม่ไปหา ได้ไม่ แต่หม่อมฉันกลัวที่จะเบียดเบียนพระดาบสนั้น เพราะท่านเป็นพราหมณ์ มีเดชฟุ้งเฟื่อง. ชนทั้งหลายมิใช่น้อย เบียดเบียนพระฤๅษีแล้ว ต้องตกนรก ถึงสังสารวัฏเพราะความหลง เพราะเหตุ นั้นหม่อมฉันจึงต้องขนลุกขนพอง.
หน้า 644 ข้อ 2494
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นวาหํ ตัดบทเป็น นเว อหํ. บทว่า วิเภมิ ความว่า หม่อมฉันหวั่นเกรง. บทว่า อาสาทุํ แปลว่า ทำให้ขุ่นเคือง. ท่านกล่าวอธิบายความไว้ว่า ข้าแต่เทวะ พระองค์ทรงใช้หม่อมฉันแล้วจักไม่ไป ก็ไม่ได้ ก็แต่ว่าหม่อมฉันกลัวที่จะต้องยึดพระอิสิสิงคดาบส เพื่อทำลายศีล เพราะท่านเป็นผู้มีเดชสูงส่ง. บทว่า อาสาทิยา ความว่า เบียดเบียนพระฤาษี. บทว่า โมหสํสารํ ความว่า สัตว์ทั้งหลาย มิใช่น้อยเบียดเบียนพระฤาษีถึง สังสารวัฏ เพราะความหลง เล้าโลมพระฤาษีเพราะความหลงแล้วถึงสังสารวัฏ ตั้งอยู่ในวัฏทุกข์ นับไม่ถ้วน. บทว่า ตสฺมา ความว่า ด้วยเหตุนั้นหม่อมฉัน... บทว่า โลมานิ หํสเย ความว่า หม่อมฉันจึงขนลุกขนพอง. นางอลัมพุสา เทพกัญญาทูลว่า เมื่อหม่อมฉันคิดว่า เราจักต้องทำลายศีลของพระดาบสดังนี้ โลมชาติก็ชูชัน. พระบรมศาสดาตรัสอภิสัมพุทธคาถาเหล่านี้ ความว่า นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีวรรณะน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะยังอิสิสิงคดาบสให้ ผสม ครั้นกราบทูลอย่างนี้แล้วก็หลีกไป. ก็นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้าไปยังป่าที่อิสิ- สิงคดาบสรักษา อันดาดาษไปด้วยเถาตำลึงโดยรอบ ประมาณกึ่งโยชน์. นางได้เข้าไปหาอิสิสิงคดาบส ผู้กำลังปัดกวาด โรงไฟ ใกล้เวลาอาทิตย์อุทัย ก่อนเวลาอาหารเช้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปกฺกามิ ความว่า นางอลัมพุสาเทพ กัญญานั้น ทูลว่า ข้าแต่พระเทวราชเจ้า ถ้าเช่นนั้นพระองค์โปรดคำนึงถึง
หน้า 645 ข้อ 2494
หม่อมฉัน แล้วเข้าสู่ห้องนอนของตน ประดับตกแต่ง ปรารถนาจะยังพระ- อิสิสิงคดาบส ให้ผสมด้วยกิเลส จึงหลีกไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นางอัปสร นั้นไปสู่อาศรมของอิสิสิงคดาบสแล้ว. บทว่า พิมฺพชาลรตฺดตสญฺฉนฺนํ ความ ว่า อันดาดาษไปด้วยป่าตำลึง. บทว่า ปาโตว ปาตราสมฺหิ ความว่า แต่ เช้าตรู่ คือก่อนเวลาอาหารเช้าทีเดียว. ก่อนเวลาเพียงไร แค่ไหน ? บทว่า อุทยุสมยํ ปฏิ ความว่า ในเวลาเช้า ใกล้เวลาพระอาทิตย์ขึ้นนั่นเอง. บทว่า อคฺคิสาลํ ได้แก่ โรงไฟ. อธิบายความว่า นางอลัมพุสาเทพอัปสรนั้น เข้า ไปหาอิสิสิงคดาบสนั้น ซึ่งประกอบความเพียรในกลางคืนแล้ว สรงน้ำแต่เช้า ตรู่ ทำอุทกกิจเสร็จแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขในบรรณศาลาหน่อยหนึ่ง จึง ออกมากวาดโรงไฟอยู่ นางยืนแสดงความงาม ของหญิงอยู่ข้างหน้าของพระ อิสิสิงคดาบสนั้น. ลำดับนั้น พระดาบสเมื่อจะถามนางจึงกล่าวว่า เธอเป็นใครหนอ มีรัศมีเหมือนสายฟ้า หรืองาม ดังดาวประกายพรึก มีเครื่องประดับแขนงามวิจิตร ล้วนแก้วมุกดา แก้วมณี และกุณฑล. ประหนึ่งแสงอาทิตย์ มีกลิ่นจุรณจันทน์ ผิว พรรณดุจทองคำ ลำขางามดี มีมารยาทมากมาย กำลัง แรกรุ่นสะคราญโฉม น่าดูน่าชม. เท้าของเธอไม่เว้ากลาง อ่อนละมุน แสนสะอาด ตั้งลงด้วยดี การเยื้องกายของเธอน่ารักใคร่ ทำใจของ เราให้วาบหวามได้ทีเดียว.
หน้า 646 ข้อ 2494
อนึ่ง ลำขาของเธอเรียวงาม เปรียบเสมอด้วย งวงช้าง โดยลำดับ ตะโพกของเธอผึ่งผาย เกลี้ยงเกลา ดังแผ่นทองคำ. นาภีของเธอตั้งลงเป็นอย่างดี เหมือนฝักดอก อุบล ย่อมปรากฏแต่ที่ไกล คล้ายเกสรดอกอัญชัน เขียว. ถันทั้งคู่เกิดที่ทรวงอก หาขั้วมิได้ ทรงไว้ซึ่ง ขีรรส ไม่หดเหี่ยว เต่งตึงทั้งสองข้าง เสมอด้วยน้ำ เต้าครึ่งซีก. คอของเธอประดุจเนื้อทราย บางคล้ายหน้า สุวรรณเภรี มีริมฝีปากเรียบงดงาม เป็นที่ตั้งแห่งมนะ ที่ ๔ คือ ชิวหา. ฟันของเธอทั้งข้างบน ข้างล่าง ขัดสีแล้วด้วยไม้ ชำระฟัน เกิดสองคราวเป็นของหาโทษมิได้ ดูงามดี. นัยน์ตาทั้งสองข้างของเธอดำขลับ มีสีแดงเป็น ที่สุด สีดังเม็ดมะกล่ำ ทั้งยาวทั้งกว้าง ดูงามนัก. ผมที่งอกบนศีรษะ ของเธอไม่ยาวนักเกลี้ยงเกลา ดี หวีด้วยหวีทองคำ มีกลิ่นหอมฟุ้งด้วยกลิ่นจันทน์. กสิกรรม โครักขกรรม การค้าของพ่อค้า และ ความบากบั่นของฤาษีทั้งหลาย ผู้สำรวมดีด้วยตบะ มี ประมาณเท่าใด เราไม่เห็นบุคคล มีประมาณเท่านั้น
หน้า 647 ข้อ 2494
ในปฐพีมณฑลนี้ จะเสมอเหมือนกับเธอ เธอเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเธอได้อย่างไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิจิตฺตหตฺถาภรณา ความว่า ถึงพร้อม ด้วยหัตถาภรณ์อันวิจิตร. บทว่า เหมจนฺทนคนฺธินี ความว่า ลูบไล้ด้วย กลิ่นจันทน์ มีสีตัวดังทอง. บทว่า สญฺตูรุ ความว่า ขาเป็นลำกลมกลึงดี คือมีลักษณะขาที่สมบูรณ์. บทว่า วิลากา แปลว่า (เท้าของเธอ) ไม่เว้า กลาง. บทว่า มุทุกา ความว่า อ่อนนุ่ม สุขุมาลชาติ. บทว่า สุทฺธา ได้แก่ ปราศจากมลทิน. บทว่า สุปติฏฺิตา ความว่า เมื่อเหยียบต้องแผ่น ดิน ก็เรียบเสมอ ประดิษฐานอยู่ด้วยดี. บทว่า กมนา แปลว่า ผู้ก้าวเดินไป. บทว่า กามนียา ความว่า เมื่อก้าวเดิน ก็ชดช้อยน่ารัก. บทว่า หรนฺติเยว เน มโน ความว่า เท้า ทั้งสองของเจ้าผู้ก้าวเดินไป ด้วยลีลาอันงามสง่าของหญิงชั้นสูงเห็นปานนี้ เหล่านี้ ย่อมเร้าจิตของเราทีเดียว. บทว่า วิมฏฐา แปลว่า งดงาม. บทว่า สุสฺโสณิ ได้แก่ มีตะ- โพกผึ่งผาย งดงาม. บทว่า อกฺขสฺส ความว่า ตะโพกของเจ้าผึ่งผายงดงาม คล้ายแผ่นกระดานทอง. บทว่า อุปฺปลสฺเสว กิญฺชกฺขา ความว่า เหมือนกับช่อแห่งนีล- อุบล. บทว่า กญฺหญฺชนสฺเสว ความว่า พระดาบสกล่าวอย่างนี้ เพราะ นางเทพอัปสรนั้น เป็นผู้มีโลมชาติดําละเอียดวิจิตร. พระดาบส เมื่อจะชมถัน ทั้งสอง จึงกล่าวคาถาว่า ทุวิธา เป็นต้น. แท้จริง ถันอันเกิดที่อกทั้งคู่นั้น ชื่อว่าหาขั้วมิได้ เพราะไม่มีขั้ว เป็นของติดอยู่ที่อกอย่างเดียว ชื่อว่าปรากฏ
หน้า 648 ข้อ 2494
ด้วยดี เพราะยื่นออกมาด้วยดี ชื่อว่าทรงไว้ซึ่งน้ำนม เพราะทรงกษีรรสไว้. บทว่า อปฺปตีตา ความว่า ไม่ย่นหย่อน คือชื่อว่าไม่ตก เพราะ ไม่เหี่ยว ไม่ลด หรือเพราะไม่หดเข้าข้างใน. ถันทั้งคู่ล้วนแล้วด้วยทองที่ตั้ง ไว้บนแผ่นทอง ชื่อว่าเสมอด้วยน้ำเต้าครึ่งซีก เพราะทัดเทียมกับน้ำเต้ากลม ๆ ครึ่งซีก. บทว่า เอเณยฺยกา ยถา ความว่า คอแห่งเนื้อทรายทั้งยาว ทั้ง กลม ย่อมงดงามฉันใด คอของเธอยาวนิดหน่อย ก็งามฉันนั้น. บทว่า กมฺพุตลาภาสา ความว่า คอของเธอเรียบงามดุจพื้นสุวรรณเภรี บทว่า ปณฺฑราวรณา ได้แก่ มีซี่ฟันสละสลวย. บทว่า จตุตฺถมนสนฺนิภา ความว่า ชิวหาอันเป็นที่ตั้งแห่งมนะที่ ๔ ท่านเรียกว่า จตุตถมนะ พระดาบสกล่าวว่า ริมฝีปากของเจ้า ก็เช่นเดียวกับชิวหา เพราะแดงระเรื่อน่ารัก. บทว่า อุทฺธคคา ได้แก่ ฟันบน. บทว่า อธคฺคา ได้แก่ ฟัน ล่าง. บทว่า ทุมคฺคปริมชฺชิตา ความว่า (ฟันทั้งข้างบนข้างล่าง) ชำระ แล้วด้วยไม้สีฟัน จนสะอาดบริสุทธิ์. บทว่า ทุวิชา แปลว่า เกิดสองครั้ง. บทว่า เนลสมฺภูตา ความว่า ฟันเกิดเองสองครั้งในที่สุดแห่งเนื้อคาง อัน หาโทษมิได้. บทว่า อปณฺฑรา หมายความว่า ดำ. บทว่า โลหิตนฺตา แปลว่า มีขอบแดง. บทว่า ชิญฺชุกผลสนฺนิภา ความว่า ในที่ที่ควรแดงเช่นเดียว กับผลมะกล่ำ. บทว่า สุทสฺสนา ความว่า ประกอบด้วยประสาททั้ง ๕ ชวน ดู ชวนชม ไม่รู้อิ่ม. บทว่า นาติทีฆา ความว่า ขนาดพอเหมาะพอดี. บทว่า สุสมฏา ความว่า เกลี้ยงเกลาด้วยดี. บทว่า กนกพฺยา สโมจิตา ความว่า หวีทอง
หน้า 649 ข้อ 2494
ท่านเรียกว่า กนกัพยา เอาน้ำมันหอมมาชโลมหวีทองนั้น ตบแต่งให้งดงาม พระดาบส แสดงถึงสัตว์ผู้มีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะอาศัยกสิกรรม และโครักขกรรม ด้วยบทนี้ว่า อสิโครกฺขา. บทว่า ยา คติ ความว่า ความสำเร็จมีประมาณเท่าใด. บทว่า ปรกฺกนฺตํ ความว่า ความบากบั่นของฤาษีมีประมาณเท่าใด. อธิบายว่า ฤาษี ทั้งหลายแพร่หลายอยู่ในหิมวันตประเทศนี้ มีประมาณเท่าใด. บทว่า น เต สมสมํ ความว่า ในชนทั้งหมดเหล่านั้น เราไม่ เห็นแม้คนเดียว ที่จะทัดเทียมเจ้าได้ ด้วยรูปร่างและงดงามด้วยท่วงที ลีลา เป็นต้น เมื่อดาบสรู้ว่า นางนั้นเป็นสตรี จึงถามด้วยสามารถโวหารแห่งบุรุษ นี้ว่า โก วา ตฺวํ เป็นต้น. เมื่อพระดาบสกล่าวชมตน ตั้งแต่เท้าจนถึงผมอย่างนี้ นางอลัมพุสา เทพกัญญานั้นก็นิ่งเสีย เมื่อสืบอนุสนธิตามลำดับ ของคำนั้นแล้ว นาง อลัมพุสาเทพกัญญา ก็รู้ว่า พระดาบสนั้นเป็นผู้หลงใหล จึงกล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนท่านกัสสปะผู้เจริญ เมื่อจิตของท่านเป็น อย่างนี้แล้ว ก็ไม่ใช่กาลที่จะเป็นปัญหา มาเถิดท่านที่ รัก เราทั้งสองจักรื่นรมย์กัน ในอาสนะของเรา มา เถิดท่าน ฉันจักเคล้าคลึงท่าน ท่านจงเป็นผู้ฉลาดใน กระบวนความยินดีด้วยกามคุณ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสเปวํ คเต สติ ความว่า ดูก่อน ท่านผู้กัสสปโคตร เมื่อจิตของท่านเป็นไปอย่างนี้แล้ว ก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา. บทว่า สมฺมา นี้ เป็นคำเรียนเชิญด้วยถ้อยคำที่น่ารัก. บทว่า รตีนํ ความว่า ท่านจงเป็นผู้ฉลาดกระบวนความยินดี ในเบญจกามคุณ.
หน้า 650 ข้อ 2494
นางอลัมพุสาเทพกัญญา กล่าวอย่างนี้แล้ว คิดว่า เมื่อเรายืนเฉยอยู่ พระดาบสนี้ ก็จักไม่ยอมเข้าอ้อมแขนเรา เราจักเดิน ทำท่าทีเหมือนจะไปเสีย นางจึงเข้าไปหาพระดาบส เพราะตนเป็นผู้ฉลาดในมารยาหญิง จึงเดินบ่ายหน้า ไปตามทางที่มาแล้ว. เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า นางอลัมพุสาเทพอัปสร ผู้มีผิวพรรณน่ารักใคร่ ผู้เจือปนด้วยกิเลส ปรารถนาจะให้อิสิสิงคดาบสผสม ครั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว ก็หลีกไป. ลำดับนั้น พระดาบสเห็นนางกำลังเดินไป คิดว่า นางจะไปเสีย จึงสลัดความเฉื่อยชา ล่าช้าของตนเสียแล้ว วิ่งไปโดยเร็ว เอามือลูบคลำที่ เรือนผม. เมื่อพระบรมศาสดาจะประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า ส่วนอิสิสิงคดาบสนั้น รีบเดินออกไปโดยเร็ว สลัดตัดความเฉื่อยชาล่าช้าเสีย ไปทันเข้าก็จับที่มวยผม อันอุดมของนางไว้. นางเทพอัปสร ผู้สะคราญโฉม ก็หมุนตัวกลับมา สวมกอดพระดาบสไว้ อิสิสิงคดาบสก็เคลื่อนจาก พรหมจรรย์ ตามที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนา ภายหลังนางเทพอัปสร ก็มีใจยินดี. รำลึกถึงพระอินทร์ ผู้ประทับอยู่ในนันทนวัน ท้าวมฆวานเทพกุญชรทรงทราบความดำริของนางแล้ว จึงทรงส่งบัลลังก์ทอง พร้อมทั้งเครื่องบริวารมาโดย พลัน.
หน้า 651 ข้อ 2494
ทั้งผ้าปิดทรวง ๕๐ ผืน เครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน นาง อลัมพุสาเทพอัปสร กอดพระดาบสแนบทรวงอก บน บัลลังก์นั้น. นางโอบกอดไว้ถึง ๓ ปี ดูเหมือนครู่เดียวเท่านั้น พราหมณ์ดาบสสร่างเมาแล้วรู้สึกตัวได้ โดยล่วงไป ๓ ปี. ได้เห็นหมู่ไม้เขียวชอุ่มโดยรอบเรือนไฟ พลัด ใบใหม่ดอกบาน อึงคะนึงด้วยเสียงแห่งนกดุเหว่า. เธอตรวจตราดูโดยรอบแล้ว ร้องไห้น้ำตาไหลริน ปริเทวนาการว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้ร่ายมนต์ อะไร บันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ผู้ใดใครหนอ มาประเล้าประโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอในก่อน ยังฌานอันเกิดพร้อมกับเดช ของเรา ผู้อยู่ในป่าให้พินาศ ดุจบุคคลยึดเรืออันเต็ม ด้วยรัตนะต่าง ๆ ในห้วงอรรณพ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌปฺปตฺโต ความว่า พระดาบสนั้น มาทันเข้า. บทว่า ตมุทาวตฺต กลฺยาณี ความว่า นางอลัมพุสาเทพกัญญา ผู้งามชดช้อย พราวเสน่ห์ เอี้ยวตัวกลับมากอดพระฤาษีนั้น ซึ่งยืนลูบคลำผมอยู่. บทว่า ปลสฺสชิ แปลว่า สวมกอด. บทว่า จวิ ตมฺหิ พฺรหฺมจริยา ยถา ตํ อถ โตสิตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทันใดนั้นเอง ฌานของ พระฤาษีนั้น ก็อันตรธานไป เมื่อเธอเคลื่อนจากฌานพรหมจรรย์นั้นแล้ว
หน้า 652 ข้อ 2494
ได้เป็นไปอย่างข้อที่ท้าวสักกเทวราชทรงปรารถนานั่นเอง. ลำดับนั้น นาง- เทพกัญญา ผู้อันท้าวสักกเทวราชทรงส่งมานั้น รู้ว่าความปรารถนาของท้าว สักกเทวราชสำเร็จแล้ว ก็เกิดปีติปราโมทย์ ด้วยการยังพรหมจรรย์ของ พระดาบสนั้นให้พินาศ. บทว่า มนสา อคมา ความว่า นางยืนกอดพระดาบสนั้นอยู่ ใจ ได้ประวัติถึงพระอินทร์อย่างนี้ว่า โอ ! ท้าวสักกะควรส่งบัลลังก์มา. บทว่า นนฺทเน ความว่า ท้าวสักกเทวราชผู้ประทับอยู่ ในดาวดึงส์พิภพ กล่าวคือ ที่ชื่อว่า นันทนวัน เพราะสามารถให้เกิดความยินดี. บทว่า เทวกุญฺชโร ได้แก่ เทวราชผู้ประเสริฐ. บทว่า ปาหิณิ แปลว่า จงส่งไป. ปาฐะว่า ปหิณิ ดังนี้ก็มี. บทว่า โสปวาทนํ ได้แก่ สุวรรณบัลลังก์พร้อมทั้งบริวาร. บทว่า สอุรจฺฉทปญฺาสํ ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม พร้อมด้วยผ้า สำหรับปกปิดอก ๕๐ ผืน. บทว่า สหสฺสปฏิยตฺถตํ ได้แก่ เครื่องลาด คือ ผ้าโกเชาว์อันเป็นทิพย์พันหนึ่ง. บทว่า ตเมนํ ตตฺถ ความว่า นางนั่งบน ทิพบัลลังก์นั้น กอดพระอิสิสิงคดาบสแนบไว้ที่อก. บทว่า ตีณิ วสฺสานิ ความว่า นางกอดพระอิสิสิงคดาบสให้นอน แนบอก นั่งอุ้มอยู่บนบัลลังก์นั้น สิ้นเวลา ๓ ปี โดยการนับเวลาแห่งมนุษย์ ประดุจครู่เดียว. บทว่า วิมโท ความว่า พระดาบสนั้นสร่างเมา คือความ เป็นผู้ปราศจากการสลบ. เพราะพระดาบสนอนสลบไสลอยู่ตลอดสามปี ภายหลังกลับได้สมปฤดีตื่นขึ้น. เมื่อพระดาบสกำลังตื่นขึ้น นางอลัมพุสาเห็น อาการกระดิกมือเป็นต้นแล้ว ทราบว่าพระดาบสกำลังจะตื่นขึ้น จึงบันดาลให้ บัลลังก์อันตรธานไป แม้ตนเองก็ได้อันตรธานไปยืนซ่อนอยู่.
หน้า 653 ข้อ 2494
บทว่า อทฺทสาสิ ความว่า พระดาบสนั้นตรวจตราดูอาศรมแล้ว คิดว่า ใครกันหนอ ทำให้เราถึงสีลวิบัติ แล้วปริเทวนาการด้วยเสียงอันดัง ได้มองเห็นแล้ว. บทว่า หริตรุกฺเข ความว่า ได้เห็นต้นไม้มีใบเขียวสด ขึ้นล้อมโรงไฟ กล่าวคือกองกูณฑ์อยู่โดยรอบ. บทว่า นวปตฺตวนํ ความว่า หมู่ไม้ดาดาษไปด้วยใบไม้อ่อน ๆ. บทว่า รุทํ แปลว่า ปริเทวนาการอยู่. คาถาปริเทวนาการของพระ ดาบสนั้นอย่างนี้ว่า เรามิได้บูชาไฟ มิได้บริกรรมมนต์. บทว่า ปหาปิตํ ความว่า อะไรบันดาลให้การบูชาไฟต้องเสื่อมลง. ป อักษร เป็นเพียงอุปสรรค. บทว่า ปาริจริยาย ความว่า พระดาบสปริเทวนาการว่า ก่อนแต่นี้ ใครหนอเล้าโลมจิตของเรา ด้วยการบำเรอด้วยกิเลส. ห อักษร ในบทว่า โย เม เตชาหสํภูตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต ความก็ว่า อิสิสิงคดาบสปริเทวนาการว่า ผู้ใดยึดคือ ยังฌานคุณ อันเป็นเองโดยเดชแห่งสมณะของเราให้พินาศ ดุจ ยังเรือในห้วงมหรรณพ อันเต็มไปด้วยรัตนะต่าง ๆ ให้พินาศฉะนั้น ผู้นั้นคือ ใครกันเล่า ? อลัมพุสาเทพกัญญาได้ยินดังนั้น ก็คิดว่า ถ้าเราไม่บอก ดาบส นี้จักสาบแช่งเรา เอาเถอะเราจักบอกให้ท่านทราบ จึงยืนปรากฏกายกล่าวคาถา ความว่า ดิฉันอันท้าวเทวราช ทรงใช้มาเพื่อบำเรอท่าน จึงได้ครอบงำจิตของท่านด้วยจิตของดิฉัน ท่านไม่ รู้สึกตัว เพราะประมาท. พระอิสิสิงคดาบสได้ฟังถ้อยคำของนางแล้ว ระลึกถึงโอวาทที่บิดาให้ไว้ ก็ปริเทวนาการว่า เพราะเรามิได้ทำตามคำบิดา จึงถึงความพินาศอย่าง ใหญ่หลวง ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า
หน้า 654 ข้อ 2494
เดิมที ท่านกัสสปะผู้บิดา ได้พร่ำสอนเราถึงสิ่ง เหล่านี้ว่า ดูก่อนมาณพ สตรีอันเสมอด้วยนารีผลมีอยู่ เจ้าจงรู้จักสตรีเหล่านั้น. บิดาเราเหมือนเอื้อเอ็นดูเรา พร่ำสอนคำนี้ว่า มาณพเอ๋ย เจ้าจงรู้จักนารีผลผู้มีเขาที่อก เจ้าจงรู้จัก สตรีเหล่านี้. เรามิได้ทำตามคำสอนของบิดาผู้รู้นั้น วันนี้เรา ซบเซาอยู่แต่ผู้เดียว ในป่าอันหามนุษย์มิได้. เราจักทำอย่างที่เราเป็นผู้เช่นเดิมอีก หรือจักตาย เสีย ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตของเราที่น่าติเตียน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมานิ ได้แก่ ถ้อยคำเหล่านี้. บทว่า กมลาสริสิตฺถโย ความว่า นารีผลทั้งหลายท่านเรียกว่า กมลา หญิงทั้งหลาย ก็เช่นเดียวกับดอกแห่งนารีผลเหล่านั้น. บทว่า ตาโย พุชฺฌสิ ความว่า คราวนั้นบิดาพร่ำสอนถ้อยคำเห็นปานนี้ กะเราว่า มาณพเอ๋ย เจ้าควรรู้จักหญิง เหล่านั้น ครั้นรู้แล้วอย่าไปสู่แนวทางที่จะดู ควรหนีไปเสีย นัยว่า นารีผล เหล่านั้น คือหญิงเหล่านี้. บทว่า อุเร คณฺฑาโย ความว่า เจ้าจงรู้จักนารีผล ที่ประกอบไปแล้ว ด้วยเขาสองข้างที่น่าอก. บทว่า ตาโย พุชฺฌเส ความว่า ดูก่อนมาณพ เจ้าควรรู้ว่า หญิงเหล่านั้น ย่อมยังผู้ตกอยู่ในอำนาจตนให้พินาศ. บทว่า นากํ ความว่า เรามิได้กระทำตามถ้อยคำของท่าน. บทว่า ฌายามิ ความว่า เราจึงต้องซบเซา คือ ปริเทวนาการอยู่.
หน้า 655 ข้อ 2494
บทว่า ชิรตฺถุ ชีวิเตน เม ความว่า ชีวิตของเราน่าตำหนิ คือ น่าติเตียน ประโยชน์อะไรด้วยการที่เราจะมีชีวิตอยู่. บทว่า ปุน วา ความว่า เราจักเป็นเช่นเดิมอีก คือจักยังฌานที่เสื่อมแล้วให้เกิดขึ้น เป็นผู้ปราศจากราคะ ด้วยประการใด จักกระทำด้วยประการนั้นหรือ หรือว่าเราจักตายเสีย. ท่านอิสิสิงคดาบสนั้น ละกามราคะแล้ว ยังฌานให้เกิดได้อีก. ลำดับนั้น นางอลัมพุสาเทพกัญญา เห็นเดชแห่งสมณะของพระดาบสนั้นด้วย และรู้ว่า ท่านบำเพ็ญฌานให้เกิดได้แล้วด้วย ก็ตกใจกลัว จึงขอให้ท่านอดโทษตน. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า นางอลัมพุสาเทพกัญญา รู้จักเดช ความเพียร และปัญญาอันมั่นคง ของพระอิสิงคดาบสนั้นแล้ว ก็ ซบศีรษะลงที่เท้าของพระอิสิสิงคดาบส กล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ ขอท่านอย่าได้โกรธดิฉันเลย ข้าแต่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ขอท่านอย่าได้ โกรธดิฉันเลย ดิฉันได้บำเพ็ญประโยชน์อันใหญ่แล้ว เพื่อเทวดาชั้นไตรทศผู้มียศ เพราะว่า เทพบุรีทั้งหมด อันท่านได้ทำให้หวั่นไหวแล้ว ในคราวนั้น. ลำดับนั้น พระอิสิสิงคดาบสตอบว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เราอดโทษ ให้เธอ เธอจงไปตามสบายเถิด เมื่อจะปล่อยนางไป จึงกล่าวคาถา ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ ขอทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ท้าว วาสวะจอมไตรทศและเธอ จงมีความสุขเถิด ดูก่อน นางเทพกัญญา เชิญเธอไปตามสบายเถิด.
หน้า 656 ข้อ 2494
นางอลัมพุสาเทพกัญญา ไหว้พระดาบสแล้ว กลับไปสู่เทพบุรีพร้อม ด้วยบัลลังก์ทองนั้นแหละ. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถา ความว่า นางอลัมพุสาเทพกัญญา ซบศีรษะลงแทบเท้า แห่งอิสิสิงคดาบส และทำประทักษิณแล้ว ประคอง- อัญชลีหลีกออกไปจากที่นั้น. นางขึ้นสู่บัลลังก์ทอง พร้อมด้วยเครื่องบริวาร เครื่องปิดทรวง ๕๐ ผืน และเครื่องลาด ๑,๐๐๐ ผืน แล้วกลับไปในสำนักแห่งเทวดาทั้งหลาย. ท้าวสักกะจอมเทพ ทรงปีติโสมนัส ปลาบปลื้ม พระทัย ได้พระราชทานพรกะนางเทพกัญญานั้น ซึ่ง กำลังมาอยู่ ราวกะว่าดวงประทีปอันรุ่งเรือง ราวกะ สายฟ้าแลบ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอกฺกมิว ความว่า ดุจประทีป. ด้วยบท มีอาทิว่า ปติโต ดังนี้ ท่านแสดงถึงอาการที่ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี. บทว่า อททา วรํ ความว่า ท้าวสักกเทวราชทรงยินดี ได้ประทานพรให้แก่นาง อลัมพุสาเทพกัญญา ผู้มาถวายบังคมแล้วยืนอยู่. นางอลัมพุสาเทพกัญญา เมื่อจะรับพรในสำนักของท้าวสักกเทวราช จึงกล่าวคาถาสุดท้าย ความว่า
หน้า 657 ข้อ 2494
ข้าแต่ท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าภูตทั้งปวง ถ้า พระองค์จะทรงประทานพรแก่หม่อมฉันไซร้ ขออย่า ให้หม่อมฉันต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีกเลย ข้าแต่ ท้าวสักกะหม่อนฉันขอพระข้อนี้. คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่ท้าวสักกเทวราช ถ้าพระองค์จะ ทรงประทานพรแก่หม่อมฉันแล้ว หม่อมฉันขอพรข้อนี้ คือ อย่าให้หม่อมฉัน ต้องไปเล้าโลมพระฤาษีอีก คือพระองค์อย่าทรงใช้หม่อมฉัน เพื่อประโยชน์ ข้อนี้. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาแสดงแก่ภิกษุนั้นแล้ว ทรง ประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก. ในที่สุดแห่งอริยสัจจกถา ภิกษุนั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. (แล้วทรงประชุมชาดกว่า) นางอลัมพุสา ในครั้งนั้น ได้มาเป็นนางปุราณทุติยิกา อิสิสิงคดาบส ได้มาเป็นภิกษุผู้ กระสัน ส่วนมหาฤาษีผู้บิดา ได้มาเป็นเราผู้ตถาคตฉะนี้แล. จบอรรถกถาอลัมพุสาชาดก
หน้า 658 ข้อ 2495, 2496, 2497, 2498
๔. สังขปาลชาดก ว่าด้วยสังขปาลนาคราชบำเพ็ญตบะ [๒๔๙๕] (พระเจ้าพาราณสี ตรัสว่า) ท่านเป็นผู้มี รูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่าท่าน ผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอ ท่านผู้มีปัญญาจึง สละทรัพย์ และโภคสมบัติ ออกบวชเป็นบรรพชิต เสียเล่า ? [๒๔๙๖] (อาฬารดาบส ทูลว่า) ดูก่อนมหา- บพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมาภาพได้เห็นวิมานของ พญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพมาก ด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อมหาวิบากของบุญ ทั้งหลาย. [๒๔๙๗] (พระเจ้าพาราณสี ตรัสว่า) บรรพชิต ทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะความรัก เพราะ ความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้าถามท่านแล้ว ขอ- ท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้น แก่ข้าพเจ้า เพราะ ข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส. [๒๔๙๘] (อาฬารดาบส ทูลว่า) ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมาภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพรานช่วยกันหามนาคตัวมีร่างกายใหญ่- โต เดินร่าเริงไปในหนทาง.
หน้า 659 ข้อ 2498
ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมาภาพมาประ- จวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขน พอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่าน ทั้งหลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้ง- หลายจักทำอะไรกับงูนี้ ? (พวกบุตรนายพรานกล่าวว่า) งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อย มัน และอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่าน ยังมิได้เคยลิ้มรส. เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะ เอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลาย เป็นศัตรูของพวกงู. อาตมาภาพจึงพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลาย จะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไป เพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด. พวกเขาตอบว่า ความจริงงูตัวนี้เป็นอาหาร ที่ชอบใจของเรา ทั้งหลายโดยแท้และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อน นายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำ ตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย.
หน้า 660 ข้อ 2498
ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาค- ราชได้พ้นจากเครื่องผูก ซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วง นั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน ได้สักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมาภาพ อาตมาภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้น ประคองอัญชลี ทั้ง ๑๐ นิ้ว เตือนว่า ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้ อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อย ๆ เป็น ทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ๆพวกบุตรนายพรานจะไม่เห็น. นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียวน่ารื่นรมย์ มีท่าราบเรียบ ปกคลุมไปด้วยไม้หว้า และย่างทราย เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้น ครั้น ข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏ แก่อาตมาภาพ บำรุงอาตมาภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดา ฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของ ข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจเป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษา-
หน้า 661 ข้อ 2499, 2500
หารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าว วาสวะฉะนั้น. [๒๔๙๙] (พญานาคราช กล่าวว่า) นาคพิภพนั้น สมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มีกรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ย ๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความ เลื่อมใส ระงับความโศก ของผู้ที่เข้าไป. ในนาคพิภพนั้น มีสระโบกขรณี อันไม่อากูล เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนถึงหนึ่ง เผล็ดผล เป็นนิตย์. [๒๕๐๐] (อาฬารดาบส กล่าวว่า) ดูก่อนมหา- บพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ในท่ามกลางสวน เหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วย ทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาว ฉะนั้น. ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วย ทองคำ โอฬาร วิจิตร เป็นอเนกประการเนรมิตด้วยดี ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับ แล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ. สังขปาลนาคราชนั้น มีผิวพรรณไม่ทราม ว่อง- ไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพ ชั่งไม่ได้ เป็นที่อยู่แห่งมเหสี ของสังปาลนาคราชนั้น.
หน้า 662 ข้อ 2501
นารีหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะล้วน ด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ด้วย แก้วมีชาติดังแก้วมณี มาปูลาด. ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาภาพ ให้นั่งบน อาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่าน นั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่ง ของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมาภาพ ดุจภรรยา ล้างเท้าสามีที่รักฉะนั้น. มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มีพยัญชนะต่าง ๆ นำมาให้อาตมา. ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พา กันบำรุงอาตมาภาพ ผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย นาคราชนั้น ก็เข้ามาหาอาตมาภาพพร้อม ด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์ มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น. [๒๕๐๑] (พญานาคราช กล่าวว่า) ข้าแต่ท่านอา- ฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นางนี้ ล้วนมีเอว อ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรืองดังกลีบประทุม นางเหล่านี้ จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยกนางเหล่านี้ให้ ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้ บำเรอท่านเถิด.
หน้า 663 ข้อ 2502, 2503, 2504, 2505
[๒๕๐๒] (อาฬารดาบส กล่าวว่า) อาตมาภาพได้ เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมาภาพ ได้ ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่านพญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร ได้ โดยมีเหตุ หรือเกิดเพราะใครน้อมมาให้แก่ท่าน ท่าน กระทำเอง หรือเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพ- เจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ท่านได้วิมานอันประ เสริฐอย่างไร ? [๒๕๐๓] (สังขปาลนาคราช กล่าวว่า) ข้าพเจ้าได้ วิมานนี้ มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่เกิดเพราะใครน้อม มาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรมอันไม่เป็นบาปของ ตน. [๒๕๐๔] (อาฬารกุฎุมพี ถามว่า) พรตของท่าน เป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของท่านเป็นไฉน นี้เป็น วิบากแห่งกรรมอะไรที่ท่านประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญา นาคราช ขอท่านจงบอกเนื้อความนี้แก่ข้าพเจ้า ท่าน ได้วิมานนี้มาอย่างไรหนอ ? [๒๕๐๕] (สังขปาลนาคราช ตอบว่า) ข้าพเจ้าได้ เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กว่าชนชาวมคธ มีนามว่า " ทุยโยชนะ " มีอานุภาพมากได้เห็นชัดว่า ชีวิตเป็น
หน้า 664 ข้อ 2506
ของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็น ธรรมดา. จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำ เป็นทาน อันไพบูลย์ โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็น ดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ก็อิ่มหนำสำราญ ในที่นั้น. ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าว น้ำ เป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น. นั่นเป็นพรต และพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็น วิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว ข้าพเจ้า ได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมากมาย เพราะวัตร และพรหมจรรย์นั้นแล. [๒๕๐๖] วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำ ขับ ร้องตั้งอยู่ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง อาตมาภาพ จึง ถามว่า บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่ มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนาย- พรานทั้งหลาย ? ความกลัวใหญ่ ตามถึงท่าน หรือว่า พิษของท่าน ไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ
หน้า 665 ข้อ 2507, 2508, 2509
เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ใน สำนักของบุตรนายพรานทั้งหลาย ? [๒๕๐๗] มหันตภัยมิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชน พวกนั้น ไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรม ของสัตบุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะ ล่วงได้ เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น. ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวัน จาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน ๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอัน มั่นคงมา. พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่ ทำอุโบสถให้กำเริบ. [๒๕๐๘] (อาฬารกุฎุมพีกล่าวว่า) บุตรนายพราน เหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อนท่านนาคราช ท่านเป็นผู้ เจริญด้วยสิริ และปัญญา จะบำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์ อะไรอีกเล่า ? [๒๕๐๙] (สังขปาลนาคราชตอบว่า) ข้าแต่ท่าน อาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่เพราะเหตุแห่งบุตร มิใช่เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ
หน้า 666 ข้อ 2510, 2511, 2512, 2513
เพราะข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่น บำเพ็ญตบะ. [๒๕๑๐] (อาตมาภาพถามว่า) ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตา แดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับตกแต่งแล้ว ปลงผมและ หนวด ชโลมทาด้วยจุรณจันทน์แดง ส่องสว่างไป ทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชา ฉะนั้น. ท่านเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก พรั่งพร้อมไปด้วยกามารมณ์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษยโลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้ ? [๒๕๑๑] (สังขปาลนาคราชตอบว่า) ข้าแต่ท่าน อาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความบริสุทธิ์หรือความ สำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำเนิดมนุษย์แล้ว จัก กระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ. [๒๕๑๒] (อาฬารกุฏุมพีกล่าวว่า) ข้าพเจ้าอยู่ใน สำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ท่านบำรุงด้วยข้าว ด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นจอมนาค ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน. [๒๕๑๓] (สังขปาลนาคราชตอบว่า) ข้าแต่ท่าน อาฬาระ บุตร ภรรยา และชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอน เป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่งด่าท่านแลหรือ
หน้า 667 ข้อ 2514, 2515, 2516
เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็นที่พอใจของ ข้าพเจ้า. [๒๕๑๔] (อาฬารกุฏุมพีตอบว่า) ดูก่อนพญา- นาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดาบิดาในเรือน เป็นผู้ประเสริฐ แม้ด้วยประการใด ท่านบำรุงข้าพเจ้า อยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐ แม้กว่าประการนั้น เพราะว่า จิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า. [๒๕๑๕] (สังขปาลนาคราชกล่าวว่า) แก้วมณีอัน จะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่าน จงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไป ยังที่อยู่ของตน ได้ ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้นไว้. [๒๕๑๖] (อาฬาดาบสทูลว่า) ขอถวายพระพร แม้กามคุณเป็นของมนุษย์ อาตมาภาพได้เห็นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา อาตมาภาพเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช ด้วยศรัทธา. ขอถวายพระพร ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ย่อมมีสรีระ ทำลายร่วงหล่นไป เปรียบเหมือนผลไม้ ฉะนั้น อาตมาภาพเห็นคุณข้อนี้ว่า สามัญผลเป็นข้อปฏิบัติอัน ไม่ผิด ประเสริฐจึงออกบวช.
หน้า 668 ข้อ 2517, 2518
[๒๕๑๗] (พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า) ชนเหล่าใด เป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็น คนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ข้าแต่ท่าน อาฬาระ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของพญานาคราช และของ ท่านแล้ว จักทำบุญมิใช่น้อย. [๒๕๑๘] (อาฬารดาบสทูลว่า) ขอถวายพระพร ชนทั้งหลายเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชน เหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ ทีเดียว ดูก่อนราชันย์ เพราะทรงสดับเรื่องราวของ พญานาคราช และของอาตมาภาพแล้ว ขอพระองค์ โปรดทรงบำเพ็ญกุศลให้มาก. จบสังขปาลชาดกที่ ๔
หน้า 669 ข้อ 2518
อรรถกถาสังขปาลชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระ ปรารภอุโบสถกรรม ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อริยาวกาโสสิ ดังนี้. ความพิสดารว่า คราวนั้น พระบรมศาสดาทรงยังอุบาสกทั้งหลาย ผู้รักษาอุโบสถให้ร่าเริงแล้วตรัสว่า โบราณบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติอัน ใหญ่แล้ว เข้าจำอุโบสถเหมือนกัน อุบาสกเหล่านั้น ทูลอาราธนาแล้ว จึงทรง นำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้. ในอดีตกาล พระเจ้าแผ่นดินมคธ เสวยราชสมบัติในพระนครราช- คฤห์. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ทรงบังเกิดในพระครรภ์ แห่งพระอัครมเหสีของ พระราชานั้น. พระชนกชนนีทรงขนานพระนามว่า ทุยโยธนกุมาร เธอ เจริญวัยแล้ว ไปเรียนสรรพศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา กลับมาแสดงศิลปะ ถวายพระราชบิดา ต่อมาพระราชบิดาจึงอภิเษกพระกุมารไว้ในราชสมบัติ แล้ว ผนวชเป็นพระฤาษีอยู่ในพระราชอุทยาน พระโพธิสัตว์ได้เสด็จไปยังสำนักของ พระราชบิดาวันละ ๓ ครั้ง. ลาภสักการะใหญ่เกิดขึ้นแก่พระราชฤาษี. พระราช ฤาษีไม่สามารถจะทำแม้เพียงกสิณบริกรรมได้ด้วยความกังวลนั้น จึงทรงดำริว่า ลาภสักการะของเรามากมาย เราอยู่ที่นี่ไม่สามารถจะตัดรกชัฏนี้ได้ เราจักไม่ บอกลาพระโอรส ไปเสียในที่อื่น. พระราชฤาษีไม่บอกให้ใคร ๆ รู้ เสด็จ ออกจากสวน ดำเนินล่วงมคธรัฐเข้าไปอาศัยจันทกบรรพต ทำบรรณศาลาอยู่ ณ ที่นั้น ในสถานที่พอไปมาได้ แต่แม่น้ำกัณณเวณณาอันไหลออกจากลำน้ำ ชื่อสังขปาละ เขตมหิสกรัฐ กระทำกสิณบริกรรม ยังฌานและอภิญญาให้
หน้า 670 ข้อ 2518
บังเกิดแล้ว ดำรงชีพด้วยการเที่ยวขอเลี้ยงชีพ. นาคราชชื่อสังขปาละออกจาก กัณณเวณณานทีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก เข้าไปหาพระราชฤาษีนั้นเป็นครั้ง คราวพระราชฤาษีก็แสดงธรรม แก่พญาสังขปาลนาคราชนั้น. ต่อมาพระราชโอ- รสของพระราชฤาษีนั้น อยากจะทรงพบพระชนก แต่ไม่ทราบสถานที่เสด็จไป จึงโปรดให้เที่ยวติดตาม ทรงทราบว่าประทับอยู่ในสถานที่ชื่อโน้น ก็เสด็จไป ณ ที่นั้น พร้อมด้วยข้าราชบริพารมากมาย เพื่อทรงเยี่ยมเยียนพระราชฤาษี รับสั่งให้ตั้งค่าย ณ ที่ส่วนหนึ่ง พร้อมด้วยอำมาตย์สองสามคน เสด็จมุ่งหน้า ต่ออาศรมสถาน ขณะนั้น สังขปาลนาคราช กำลังนั่งฟังธรรมอยู่กับบริวาร จำนวนมาก เหลือบเห็นพระราชาเสด็จมา จึงไหว้พระฤาษีลุกขึ้นจากอาสนะ หลีกไป พระราชาถวายบังคมพระบิดาทรงทำปฏิสันถาร ประทับนั่งแล้ว ทูลถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นั่นพระราชาที่ไหนเสด็จมายังสำนักของ พระคุณท่าน ตรัสตอบว่า ลูกรัก นั่นคือพญาสังขปาลนาคราช ทรงเกิดความ โลภในนาคพิภพ เพราะอาศัยสมบัติของพญานาคราชนั้น ประทับอยู่สองสามวัน โปรดให้จัดภิกษาหารถวายพระราชบิดาเป็นประจำ แล้วเสด็จกลับยังพระนคร ของพระองค์ทีเดียว โปรดให้สร้างโรงทานไว้ในทิศทั้ง ๔ ยังสกลชมพูทวีปให้ เอิกเกริก ทรงบริจาคทาน รักษาศีล ทำการรักษาอุโบสถกรรม ปรารถนา นาคพิภพ ในที่สุดแห่งพระชนมายุ ก็ได้ไปบังเกิดเป็นพญาสังขปาลนาคราช ในนาคพิภพ เมื่อล่วงผ่านเลยไป เธอเป็นผู้เดือดร้อนรำคาญในสมบัตินั้น นับแต่นั้นมา ก็ปรารถนากำเนิดมนุษย์อยู่รักษาอุโบสถกรรม เมื่อพญาสังขปาล นาคราชอยู่ในนาคพิภพคราวนั้น การอยู่รักษาอุโบสถ ไม่สำเร็จผล ย่อมถึง ศีลพินาศ. จำเดิมแต่นั้น ท้าวเธอจึงออกจากนาคพิภพไปขดวงล้อมจอมปลวก แห่งหนึ่ง ในระหว่างทางใหญ่ และทางเดินเฉพาะคน ๆ เดียว ไม่ห่างแม่น้ำ
หน้า 671 ข้อ 2518
กัณณเวณณานที อธิษฐานอุโบสถ เป็นผู้มีศีลอันสมาทานแล้ว สละตนใน ทานมุขว่า ชนทั้งหลายผู้มีความต้องการด้วยหนังและเนื้อเป็นต้นของเรา จงนำ หนังและเนื้อเป็นต้นไปเถิด แล้วนอนอยู่บนยอดจอมปลวก บำเพ็ญสมณธรรม อยู่รักษาอุโบสถในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ แล้วไปสู่นาคพิภพในวันปาฏิบท. วันหนึ่ง เมื่อพญานาคราช สมาทานศีลนอนอยู่อย่างนี้ มีชาวปัจจันต- คาม ๑๖ คน คิดกันว่า พวกเราจักไปหาเนื้อมา มีอาวุธครบมือ เที่ยวไปในป่า เมื่อไม่ได้อะไร ก็กลับออกมา พบพญานาคราชนั้นนอนอยู่บนจอมปลวก คิดกันว่า วันนี้พวกเราไม่ได้แม้แต่ลูกเหี้ย พวกเราจักฆ่าพญานาคราชนี้ รับประทาน แล้วคิดต่อไปว่า นาคราชนี้ใหญ่โต เมื่อถูกจับ คงจะหนีไปเสีย จักต้องเอาหลาวแทงที่ขนดทั้ง ๆ ที่ยังนอนทีเดียว ทำให้หมดกำลังแล้วคงจับ เอาได้ ต่างถือหลาวเป็นต้นเข้าไปใกล้ร่างกายแม้ของพระโพธิสัตว์ขนาดเท่า เรือโกลนลำใหญ่ลำหนึ่ง เช่นเดียวกับพวงมะลิอันบุคคลวงตั้งไว้ นาคราชนั้น ประกอบด้วยนัยน์ตาคล้ายเมล็ดมะกล่ำ ศีรษะเช่นกับดอกชัยพฤกษ์และดอกมะลิ ย่อมงามเกินที่เปรียบได้. ด้วยเสียงฝีเท้าของคนทั้ง ๑๖ คน พญานาคจึง โผล่ศรีษะออกจากวงขนด ลืมดวงตาอันแดงมองเห็นคนเหล่านั้น มีมือถือหลาว เดินมา จึงคิดว่า วันนี้มโนรถของเราจักถึงที่สุด เรามอบตนในทานมุขแล้ว จึงนอนอธิษฐานความเพียร เราจักไม่ลืมตาดูคนเหล่านี้ เอาหอกทิ่มแทงสรีระ ของเรา ทําให้เป็นช่องน้อยช่องใหญ่ ด้วยอํานาจความโกรธ เพราะกลัวศีล ของตนจะทำลายจึงอธิษฐานมั่นคง สอดศีรษะเข้าไปในวงขนดนอนอยู่อย่างเดิม. ครั้นคนเหล่านั้นเข้ามาใกล้แล้ว จึงจับหางพญานาค กระชากให้ตกลงภาคพื้น เอาหลาวอันคมแทงที่ขนดแปดแห่ง สอดหวายดำมีหนามเข้าไปตามช่องที่แทง เอาคานสอดในที่ทั้งแปดแล้ว พากันเดินทางกลับหนทางใหญ่ พระมหาสัตว์
หน้า 672 ข้อ 2518
นับแต่ถูกแทงด้วยหลาว ก็มิได้ลืมตาดูคนเหล่านั้น ด้วยอำนาจความโกรธ แม้ในที่แห่งเดียว เมื่อถูกเขาเอาคานทั้งแปดหามไป ศีรษะก็ห้อยลงกระทบพื้น ลำดับนั้น คนเหล่านั้น พูดกันว่า ศีรษะของพญานาคห้อยลง จึงให้นอนใน ทางใหญ่ เอาหลาวเล็กแทงที่ช่องจมูก แล้วเอาเชือกร้อย แล้วยกศีรษะพาดที่ ปลายคาน ช่วยกันยกขึ้น เดินทางต่อไปอีก. ขณะนั้น กุฏุมพีชื่ออาฬาระ ชาวเมืองมิถิลา เขตวิเทหรัฐ นั่งบน ยานอันสบาย พาเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางผ่านไป เห็นลูกบ้านชาวปัจจันต- คามกำลังหามพระโพธิสัตว์เดินไปอย่างนั้น จึงให้มาสกทองคนละซองมือ กับ โคพาหนะ ๑๖ ตัว แก่คนทั้ง ๑๖ คน และให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม แก่คนเหล่านั้น ทุกคน ทั้งให้ผ้าผ่อน และเครื่องประดับ แม้แก่ภรรยาของคนเหล่านั้น ขอร้อง ให้ปล่อยพญานาคไป. พญานาคไปยังนาคพิภพ มิได้มัวโอ้เอ้อยู่ในนาคพิภพ เลย ออกไปหาอาฬารกุฎุมพีพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก กล่าวคุณของนาค- พิภพแล้ว เชิญกุฎุมพีนั้นไปยังนาคพิภพ ประทานยศใหญ่พร้อมด้วยนางนาค กัญญาสามร้อยแก่กุฎุมพีนั้น ให้อิ่มหนำสำราญด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ อาฬาร กุฏุมพีอยู่บริโภคกามอันเป็นทิพย์ ในนาคพิภพสิ้นเวลาประมาณหนึ่งปีแล้วบอก พญานาคว่า สหาย เราปรารถนาจะบวช รับเอาบริขารบรรพชิตแล้วไปจาก นาคพิภพ บวชอยู่ในหิมวันตประเทศสิ้นกาลนาน ต่อมาจึงเที่ยวจาริกไปจนถึง เมืองพาราณสี พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นเข้าไปยังพระนครเพื่อภิกษาจาร ได้ไปสู่ประตูพระราชวัง ครั้งนั้นพระเจ้าพาราณสี ทอดพระเนตรเห็นอาฬาร ดาบสนั้นแล้ว ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงรับสั่งให้นิมนต์มา ให้นั่งเหนือ ปัญญัตตาอาสน์ ให้ฉันโภชนะมีรสเลิศต่างๆ แล้วประทับนั่งบนอาสนะตำแหน่ง หนึ่ง ทรงนมัสการ เมื่อจะทรงปราศัยกับดาบสนั้น ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า
หน้า 673 ข้อ 2518
ท่านเป็นผู้มีรูปร่างงดงาม มีดวงตาแจ่มใส ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านผู้เจริญคงบวชจากสกุล ไฉนหนอ ท่านผู้มีปัญญาจึงสละทรัพย์ และโภคสมบัติออกบวช เป็นบรรพชิตเสียเล่า ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อริยาวกาโสสิ ความว่า พระเจ้า พาราณสีตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้มีโอกาส คือสรีระงามหาโทษมิได้ ได้แก่ เป็นผู้มีรูปงามยิ่ง. บทว่า ปสนฺนเปตฺโต ความว่า มีดวงเนตรประกอบด้วย ประสาททั้ง ๕. บทว่า กุลมฺหา ความว่า ข้าพเจ้าสำคัญว่า ท่านคงเป็น ผู้บวชจากตระกูลกษัตริย์ ตระกูลพราหมณ์ หรือตระกูลเศรษฐี. บทว่า กถํ นุ ความว่า เพราะเหตุไรหรือท่านผู้เป็นบัณฑิต ทำอะไรเป็นอารมณ์ จึงได้สละทรัพย์และโภคสมบัติออกจากเรือนบวชเสีย. บทว่า สปญฺโ ได้แก่ บุรุษผู้เป็นบัณฑิต. ถัดจากนั้นไป ควรทราบความเกี่ยวโยงแห่งคาถา ด้วยสามารถแห่ง คำโต้ตอบ ระหว่างดาบส และพระราชาดังต่อไปนี้ อาฬารดาบส ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตรผู้เป็นจอมนรชน อาตมาภาพ ได้เห็นวิมานของพญาสังขปาลนาคราช ผู้มีอานุภาพ มากด้วยตนเอง ครั้นเห็นแล้ว จึงออกบวชโดยเชื่อ มหาวิบากของบุญทั้งหลาย. พระราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำเท็จ เพราะ ความรัก เพราะความกลัว เพราะความชัง ข้าพเจ้า
หน้า 674 ข้อ 2518
ถามท่านแล้ว ขอท่านได้โปรดบอกเนื้อความนั้นแก่ ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้าได้ฟังแล้ว จักเกิดความเลื่อมใส. อาฬารดาบส ทูลว่า ดูก่อนมหาบพิตร ผู้เป็นอธิบดีในรัฐมณฑล อาตมาภาพเดินทางไปค้าขาย ได้เห็นบุตรนายพราน ช่วยกันหามนาคผู้มีร่างกายใหญ่โต เดินร่าเริงไปใน หนทาง. ดูก่อนพระจอมประชานิกร อาตมาภาพมาประ- จวบเข้ากับลูกนายพรานเหล่านั้น ก็กลัวจนขนลุกขน พอง ได้ถามเขาว่า ดูก่อนพ่อบุตรนายพราน ท่านทั้ง หลายจะนำงูซึ่งมีร่างกายน่ากลัวไปไหน ท่านทั้งหลาย จักทำอะไรกับงูนี้. เขาพากันตอบว่า งูใหญ่มีกายอันเจริญ พวกเรานำไปเพื่อจะกิน เนื้อของมันมีรสอร่อยมัน และอ่อนนุ่ม ดูก่อนท่านผู้ เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ ท่านยังมิได้เคยลิ้มรส. เราทั้งหลายไปจากที่นี่ ถึงบ้านของตนแล้ว จะ เอามีดสับกินเนื้อกันให้สำราญใจ เพราะว่าเราทั้งหลาย เป็นศัตรูของพวกงู. อาตมาภาพจึงพูดว่า ถ้าท่านทั้งหลาย จะนำงูใหญ่มีกายอันเจริญนี้ไป เพื่อกิน เราจะให้โค ๑๖ ตัว แก่ท่านทั้งหลาย ขอให้ ปล่อยงูนี้เสียจากเครื่องผูกเถิด.
หน้า 675 ข้อ 2518
พวกเขาตอบว่า ความจริง งูตัวนี้เป็นอาหารที่ชอบใจของเรา ทั้งหลายโดยแท้และเราทั้งหลายเคยกินงูมามาก ดูก่อน นายอาฬาระผู้เป็นบุตรชาววิเทหรัฐ เราทั้งหลายจักทำ ตามคำของท่าน ดูก่อนท่านผู้เป็นบุตรของชาววิเทหะ แต่ว่าท่านจงเป็นมิตรของเราทั้งหลาย. ชนเหล่านั้นแก้นาคราชออกจากเครื่องผูก นาค- ราชได้พ้นจากเครื่องผูกซึ่งเขาร้อยไว้ที่จมูกกับบ่วงนั้น แล้วบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน หลีกไปได้ครู่หนึ่ง. ครั้นบ่ายหน้าตรงไปทิศปราจีน ได้สักครู่หนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา เหลียวมาดูอาตมาภาพ อาตมาภาพได้ตามไปข้างหลังของนาคราชในคราวนั้น ประคองอัญชลีทั้ง ๑๐ นิ้ว เตือนว่า ท่านจงรีบไปเสียโดยเร็ว ขอพวกศัตรูอย่าจับได้ อีกเลย เพราะว่าการสมาคมกับพวกพรานบ่อย ๆ เป็น ทุกข์ ท่านจงไปสถานที่ ๆ พวกบุตรนายพรานจะไม่ เห็น. นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำใส มีสีเขียว น่ารื่น- รมย์ มีท่าราบเรียบปกคลุมไปด้วยไม้หว้าและย่างทราย เป็นผู้ปลอดภัย มีปีติ เข้าไปยังนาคพิภพ. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นาคราชนั้นครั้น เข้าไปสู่นาคพิภพแล้ว ไม่ช้าก็มีบริวารทิพย์มาปรากฏ
หน้า 676 ข้อ 2518
แก่อาตมาภาพ บำรุงอาตมาภาพเหมือนบุตรบำรุงบิดา ฉะนั้น พูดจารื่นหู จับใจว่า ท่านอาฬาระ ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของ ข้าพเจ้า เป็นดังดวงใจ เป็นผู้ให้ชีวิต เป็นสหาย ข้าพเจ้าจึงกลับได้อิทธิฤทธิ์ของตน ข้าแต่ท่านอาฬาระ ขอเชิญท่านไปเยี่ยมนาคพิภพของข้าพเจ้า ซึ่งมีภักษา หารมาก มีข้าวและน้ำมากมาย ดังเทพนครของท้าว- วาสวะ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิมานํ ความว่า อาตมาภาพเห็นวิมาน กาญจนมณี เพรียบพร้อมด้วยนาฏกิตถีสมบัติร้อยเศษของพญาสังขปาลนาคราช. บทว่า ปุญฺานํ ความว่า ครั้นเห็นมหาวิบากแห่งบุญที่นาคราชนั้นมา ข้าพเจ้าจึงออกบวชด้วยศรัทธาอันเป็นไป เพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม และเชื่อปรโลก. บทว่า น กามกามา ความว่า ราชาตรัสว่า บรรพชิตทั้งหลาย ย่อมไม่พูดเท็จ เพราะวัตถุกามบ้าง เพราะกลัวบ้าง เพราะโทสะบ้าง. บทว่า ชายิหีติ ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความเลื่อมใส โสมนัส จักเกิดแก่ ข้าพเจ้าบ้าง เพราะได้ฟังถ้อยคำของท่าน. บทว่า วาณิชฺชํ ความว่า ดาบสทูลว่า เมื่ออาตมาภาพเดินทางไป ด้วยคิดว่าจักทำการค้าขาย. บทว่า ปเถ อทฺทสาสิมฺหิ ความว่า อาตมา นั่งไปบทยานน้อยข้างหน้าเกวียน ๕๐๐ เล่ม ได้เห็นมนุษย์ชาวชนบทในหนทาง ใหญ่. บทว่า ปวฑฺฒกายํ ความว่า ผู้มีร่างกายอ้วนพี. บทว่า อาทาย ความว่า หาบไปด้วยคานแปดอัน.
หน้า 677 ข้อ 2518
บทว่า อวจสฺมิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า ภีมกาโย แปลว่า ผู้มีร่างกายอันน่ากลัว. อาฬารกุฏุมพี ร้องเรียกบุตรนายพราน ด้วยถ้อยคำที่ น่ารักว่า " พ่อบุตรพรานไพร ". พวกบุตรนายพราน พากันกล่าวตอบอาฬาร- กุฏุมพีว่า " แน่ะเจ้าลูกชาววิเทหะ " ดังนี้ เพราะความที่อาฬารกุฎุมพีอยู่ในวิเทหรัฐ. บทว่า วิโกฏยิตฺวา ได้แก่ สับ (หรือตัด). บทว่า มยญฺหิ โว สตฺตโว ความว่า ก็พวกเราเป็นศัตรูของนาคทั้งหลาย. บทว่า โภชนตฺถํ ความว่า เพื่อจะบริโภค. บทว่า มิตฺตญฺจ โน โหหิ ความว่า ขอท่านจง เป็นมิตรของพวกเรา รู้คุณที่พวกเรากระทำแล้ว. บทว่า ตทสฺสุ เต ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ครั้นบุตรนายพรานเหล่านั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว อาตมาภาพ ได้ให้โคมีกำลัง ๑๖ ตัว เครื่องนุ่งห่ม ทรัพย์คนละร้อย ๆ ทองคำหนึ่งมาสก แก่บุตรนายพรานเหล่านั้น และผ้ากับเครื่องประดับแก่ภรรยาทั้งหลาย ของ บุตรนายพรานเหล่านั้น. ลำดับนั้น บุตรนายพรานเหล่านั้นให้พญาสังขปาลนาคราชนอนลงบน ภาคพื้น เพราะความกักขฬะของตน พากันเอาเถาหวายดำซึ่งพราวไปด้วย หนามเกี่ยว เริ่มฉุดลากปลายหางมา ที่นั้นอาตมาภาพเห็นนาคราชลำบาก เมื่อ จะไม่ให้ลำบาก จึงเอาดาบตัดเถาวัลย์เหล่านั้นค่อย ๆ นำออกมิให้ลำบาก โดย ทำนองที่เด็ก ๆ คลายเกลียวจากผ้าโพกที่มุมในเวลานั้น บุตรนายพรานเหล่านั้น สอดเครื่องผูกผ่านช่องจมูก แล้วร้อยเข้าในบ่วง เพราะฉะนั้น จึงพากันแก้ พญานาคจากเครื่องผูกนั้น. ดาบสหมายความว่า นำเชือกนั้นออกจากจมูก ของนาคราชนั้น พร้อมกับบ่วง. บุตรนายพรานเหล่านั้น ครั้นปล่อยนาคราช อย่างนี้แล้ว เดินไปได้หน่อยหนึ่ง ก็พากันแอบเสียด้วยคิดว่า นาคนี้ทุรพลภาพ ในเวลามันตายแล้ว เราจักหามเอาไป.
หน้า 678 ข้อ 2518
บทว่า ปุณฺเณหิ ความว่า ฝ่ายนาคราชนั้น บ่ายหน้าสู่ทิศปราจีน ไปได้หน่อยหนึ่ง มีดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา มองดูอาตมาภาพ. บทว่า ตทสฺ- สาหํ ตัดบทออกเป็น ตทา อสฺส อหํ ความว่า ครั้งนั้นอาตมาภาพ ตามหลังนาคราชไป. บทว่า คจฺเฉว ความว่า อาฬารดาบสกล่าวว่า อาตมาได้กล่าวอย่างนี้ กะพญานาคราชนั้น. บทว่า รหทํ ความว่า นาคราชนั้นได้ไปสู่ห้วงน้ำ กัณณเวณณานที. บทว่า สมฺโมนตํ ความว่า อันโน้มน้อมไปด้วยต้นชมพู่ และต้นอโศก ที่ฝั่งทั้งสอง. บทว่า นิตฺติณฺณภโย ปตีโต ความว่า ได้ยินว่า นาคราชนั้นกำลังดูห้วงน้ำอยู่ ได้แสดงความเคารพแต่อาฬารกุฏุมพี โผขึ้นมา จนกระทั่งถึงหาง. สถานที่ซึ่งพญานาคนั้นดำไปๆในน้ำนั่นเอง เป็นที่ปลอดภัย เพราะเหตุนั้น นาคราชนั้นจึงเป็นผู้ปลอดภัย พ้นภัย ได้ความร่าเริงยินดีเข้าไป. บทว่า ปวิสฺส ความว่า ครั้นเข้าไปแล้ว. บทว่า ทิพฺเพน เม ความว่า มิได้ถึงความประมาทในนาคพิภพ เมื่ออาตมาภาพยังไม่เลยฝั่ง กัณณเวณณานทีไป พญานาคราชได้มาปรากฏข้างหน้าอาตมาภาพ พร้อมด้วย ทิพยบริวาร. บทว่า อุปฏฺหิ แปลว่า เข้ามาใกล้. บทว่า อพฺภนฺตโร ความว่า ท่านเป็นเช่นกับเนื้อหัวใจ. ท่านมี อุปการคุณแก่ข้าพเจ้าเป็นอันมาก ข้าพเจ้าจักทำสักการะแก่ท่าน. บทว่า ปสฺส เม นิเวสนานิ ความว่า เชิญท่านไปชมนาคพิภพของข้าพเจ้า. บทว่า มสกฺกสารํ วิย ความว่า ขุนเขาสิเนรุบรรพต ท่านเรียกว่า มสักกสาระ เพราะมีแก่นเป็นแท่งทึบ โดยหาความยุบถอน ย่อหย่อนมิได้ นาคราชหมาย เอาดาวดึงส์พิภพ อันตนสร้างไว้ในนาคพิภพนั่นเอง จึงกล่าวข้อนี้. ดูก่อนมหาราช นาคราชนั้นครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะพรรณนา นาคพิภพของตนให้ยิ่งขึ้นไป จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 679 ข้อ 2518
นาคพิภพนั้น สมบูรณ์ด้วยภูมิภาค ภาคพื้นไม่มี กรวด อ่อนนุ่ม งดงาม มีหญ้าเตี้ย ๆ ไม่มีละอองธุลี นำมาซึ่งความเลื่อมใส ระงับความโศกของผู้ที่เข้าไป. ในนาคพิภพนั้น มีสระโบกขรณีอันไม่อากูล เขียวชอุ่มดังแก้วไพฑูรย์ มีต้นมะม่วง น่ารื่นรมย์ทั้ง ๔ ทิศ มีผลสุกกึ่งหนึ่ง ผลอ่อนกึ่งหนึ่ง เผล็ดผล เป็นนิตย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขรา ความว่า ภูมิภาคในนาคพิภพ นั้น ปราศจากหินและกรวด ภูมิภาคนั้นอ่อนนุ่ม งดงาม ล้วนแล้วไปด้วย ทองเงินและแก้วมณี เกลื่อนกล่นไปด้วยทรายคือรัตนะเจ็ด. บทว่า นีจติณา ความว่า ประกอบไปด้วยหญ้าอันต่ำ มีสีเช่นกับหลังแมลงค่อมทอง. บทว่า อปฺปรชา ความว่า ปราศจากฝุ่นละออง. บทว่า ยตฺถ ชหนฺติ โสกํ ความว่า เป็นภูมิภาคที่เข้าไปแล้วหายเศร้าโศก. บทว่า อนาวกุลา ความว่า ไม่อากูล คือไม่มีตอ. อีกนัยหนึ่ง หมายความว่า ข้างบนตั้งเรียบเสมอ ปราศจากความขรุขระ. บทว่า เวฬุริยู- ปนีลา ความว่า เขียวขจีด้วยแก้วไพฑูรย์. อธิบายว่า ในนาคพิภพนั้นมี สระโบกขรณี ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ สมบูรณ์ด้วยน้ำ มีสีเขียว ดาดาษ ไปด้วยดอกบัว และอุบลหลากสี. บทว่า จตุทฺทิสํ ได้แก่ ในทิศทั้งสี่แห่ง สระโบกขรณี. บทว่า ปกฺกา จ ความว่า ในสวนอัมพวันนั้น มีต้นมะม่วง ที่มีผลสุกแล้วบ้าง สุกครึ่งผลบ้าง มีผลอ่อนบ้าง บานสะพรั่งอยู่ทีเดียว. บทว่า นิจฺโจตุกา ความว่า ประกอบไปด้วยดอกและผล อันเหมาะสมแก่ฤดูแม้ทั้ง ๖. อาฬารดาบส ทูลพระเจ้าพาราณสีต่อไปว่า
หน้า 680 ข้อ 2518
ดูก่อนมหาบพิตรผู้ประเสริฐกว่านรชน ใน ท่ามกลางสวนเหล่านั้น มีนิเวศน์เลื่อมประภัสสร ล้วนแล้วไปด้วยทองคำ มีบานประตูแล้วไปด้วยเงิน งามรุ่งเรืองยิ่ง ประหนึ่งสายฟ้ารุ่งเรืองอยู่ในกลางหาว ฉะนั้น. ขอถวายพระพร ในท่ามกลางสวนเหล่านั้น เรือนยอดและห้อง แล้วไปด้วยแก้วมณี แล้วไปด้วย ทองคำโอฬารวิจิตร เป็นอเนกประการ เนรมิตด้วยดี ติดต่อกันเต็มไปด้วยนางนาคกัญญาทั้งหลาย ผู้ประดับ แล้ว ล้วนทรงสายสร้อยทองคำ. สังขปาลนาคราชนั้น มีผิวพรรณไม่ทราม ว่องไว ขึ้นสู่ปราสาท มีเสาประมาณพันต้น มีอานุภาพ ชั่งไม่ได้เป็นที่อยู่ของมเหสีแห่งสังขปาลนาคราชนั้น. นารีนางหนึ่งว่องไว ไม่ต้องเตือน ยกอาสนะ ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ มีค่ามาก งดงาม สมบูรณ์ ด้วยแก้ว มีชาติดังแก้วมณีมาปูลาด. ลำดับนั้น นาคราชจูงมืออาตมาภาพให้นั่งบน อาสนะอันเป็นประธาน กล่าวว่า นี่อาสนะ เชิญท่าน นั่งบนอาสนะนี้ เพราะว่าท่านเป็นที่เคารพคนหนึ่ง ของข้าพเจ้า ในจำนวนท่านที่เคารพทั้งหลาย. ดูก่อนพระจอมประชานิกร นารีอีกนางหนึ่งก็ ว่องไว ตักเอาน้ำมาล้างเท้าของอาตมาภาพ ดุจภรรยา ล้างเท้าสามีที่รัก ฉะนั้น.
หน้า 681 ข้อ 2518
มีนารีอีกนางหนึ่งว่องไว ประคองภาชนะทองคำ เต็มไปด้วยภัตตาหารน่าบริโภค มีสูปะหลายอย่าง มี พยัญชนะต่าง ๆ นำมาให้อาตมาภาพ. ขอถวายพระพร นารีเหล่านั้นรู้จักใจสามี พากัน บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคแล้ว ด้วยดนตรีทั้งหลาย นาคราชนั้นก็เข้ามาหาอาตมาภาพ พร้อมด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์มิใช่น้อย ใหญ่ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิเวสนํ ได้แก่ ปราสาท. บทว่า ภสฺสรสนฺนิกาสํ แปลว่า ดูเลื่อมประภัสสร. บทว่า รชตคฺคฬํ ความว่า มีบานประตูหน้าต่างเป็นเงิน. บทว่า มณิยา ความว่า เรือนยอด และห้องในสงบนั้นเห็นปานนี้. บทว่า ปริปูรา แปลว่า สมบูรณ์. บทว่า โส สงฺขปาโล ความว่า ดูก่อนมหาราช เมื่อนาคราชนั้น สรรเสริญนาคพิภพนั้นอยู่อย่างนี้ อาตมาภาพใคร่จะดูนาคพิภพนั้น ลำดับนั้น สังขปาลนาคราชจึงนำอาตมาภาพไปในที่นั้น จับมือรีบด่วนขึ้นสู่ปราสาท มี เสาพันหนึ่ง ล้วนด้วยเสาแก้วไพฑูรย์ นำไปยังสถานที่ซึ่งมเหสีของเธออยู่. บทว่า เอกา จ ความว่า เมื่ออาตมาขึ้นสู่ปราสาทแล้ว สตรีนางหนึ่ง นำอาสนะแก้วไพฑูรย์อันงามเข้าถึงชาติแก้วมณีแม้อื่นๆ มาปูลาด โดยนาคราช นั้น ไม่ได้สั่งเลย. บทว่า อพฺภิหาสิ ความว่า แปลว่า นำมา อธิบายว่า ปูลาดแล้ว. บทว่า ปมุขอาสนสฺมึ แปลว่า บนอาสนะอันเป็นประมุข. อธิบายว่า เชื้อเชิญให้นั่งบนอาสนะอันสูงสุด. บทว่า ครูนํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าว เชิญให้นั่งอย่างนี้ว่า ท่านเป็นเหมือนมารดาบิดาของเราคนใดคนหนึ่ง.
หน้า 682 ข้อ 2518
บทว่า วิวิธํ วิยญฺชนํ ได้แก่ กับข้าวมีอย่างต่าง ๆ. บทว่า ภตฺต มนญฺรูปํ ได้แก่ ภัตตาหารอันน่าบริโภค สังขปาลดาบสเรียกพระราชาว่า " ภารตะ ". บทว่า ภุตฺตภตฺตํ แปลว่า บริโภคเสร็จแล้ว. บทว่า อุปฏฺหุํ ความว่า นารีทั้งหลาย ทำการฟ้อนรำ บำรุงอาตมาภาพผู้บริโภคเสร็จแล้ว ด้วยดนตรีร้อยเศษ. บทว่า ภตฺตุ มโน วิทิตฺวา ความว่า นารีทั้งหลาย ต่างรู้จิตใจแห่งภัสดาตน. บทว่า ตตุตฺตรึ ความว่า ยิ่งกว่าการฟ้อนรำนั้น. บทว่า มํ นิปติ ความว่า นาคราชนั้น เข้ามาหาอาตมาภาพ. บทว่า มหนฺตํ ทิพฺเพหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์ มโหฬาร. บทว่า กาเมหิ ความว่า ด้วยกามอันเป็นทิพย์เหล่านั้น มิใช่น้อย คือมิใช่นิดหน่อย. ก็แลครั้นนาคราชนั้น เข้ามาหาอย่างนี้แล้วกล่าวคาถา ความว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ ภรรยาของข้าพเจ้าทั้ง ๓๐๐ นี้ ล้วนมีเอวอ้อนแอ้น มีรัศมีรุ่งเรือง ดังกลีบปทุม นางเหล่านี้ จักเป็นผู้บำรุงบำเรอท่าน ข้าพเจ้าขอยก นางเหล่านี้ให้ท่าน ท่านจงให้นางเหล่านี้บำเรอท่าน เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพตฺตมชฺฌา ความว่า ภรรยาของ ข้าพเจ้าทั้งหมด มีรูปร่างอ้อนแอ้น อธิบายว่า เอวกลม ขนาดวัดได้ด้วยฝ่า มือ แต่บาลีในอรรถกถาว่า " สุมชฺณา ". บทว่า ปทุมุตฺราภา ได้แก่ มีผิวผุดผาดดังสีแห่งดอกปทุม. อธิบายว่า มีฉวีวรรณดั่งกลีบปทุม. บทว่า ปริจารยสฺสุ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวว่า ท่านจงทำนางเหล่านั้น ให้ เป็นบาทบริจาริกาของตน แล้วมอบมหาสมบัติ พร้อมด้วยสตรี ๓๐๐ นาง แก่อาตมาภาพ.
หน้า 683 ข้อ 2518
อาฬารดาบสนั้น ทูลต่อไปว่า อาตมาภาพ ได้เสวยรสอันเป็นทิพย์อยู่ปีหนึ่ง คราวนั้นอาตมาภาพ ได้ไต่ถามถึงสมบัติอันยิ่งว่า ท่าน พญานาคได้สมบัตินี้ ด้วยอุบายอย่างไร ได้วิมานอัน ประเสริฐอย่างไร ได้โดยไม่มีเหตุ หรือเกิดเพราะใคร น้อมมาให้แก่ท่าน ท่านกระทำเอง หรือว่าเทวดาให้ ดูก่อนพญานาคราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะ ท่าน ท่านได้วิมานอันประเสริฐอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพรสานุภุตฺวา ความว่า อาตมาภาพ เสวยรสแห่งกามคุณอันเป็นทิพย์แล้ว. บทว่า ตทาสฺสุหํ ตัดบทเป็น ตทา อสฺสุ อหํ. บทว่า นาคสฺสิทํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ถามนาคราชนั้น ดังนี้ ว่า สมบัติอันเกิดแล้วนี้ ของท่านสังขปาลนาคราช ผู้มีพักตร์อันเจริญ ท่าน ทำกรรมชื่ออะไรจึงได้ ท่านได้ครอบครองวิมานอันประเสริฐนี้อย่างไรกัน ? บทว่า อธิจฺจ ลทฺธํ ความว่า ท่านได้โดยหาเหตุมิได้. บทว่า ปริณามชนฺเต ความว่า หรือชื่อว่าเกิดแล้ว โดยการน้อมมา เพราะเป็น ของที่ใคร ๆ น้อมมาเพื่อประโยชน์แก่ท่าน. บทว่า สยํ กตํ ความว่า สั่ง ให้เรียกช่างมา แล้วมอบรัตนะให้กระทำ. ลำดับต่อไป เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างชนทั้งสอง พึงทราบดัง ต่อไปนี้. สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ มิใช่โดยไม่มีเหตุ และมิใช่ เกิดเพราะใคร น้อมมาให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามิได้ทำเอง
หน้า 684 ข้อ 2518
แม้เทวดาก็มิได้ให้ ข้าพเจ้าได้วิมานนี้ ด้วยบุญกรรม อันไม่เป็นบาปของตน. อาตมาภาพ ถามว่า พรตของท่านเป็นอย่างไร และพรหมจรรย์ของ ท่านเป็นไฉน นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร ที่ท่าน ประพฤติดีแล้ว ดูก่อนพญานาคราช ขอท่านจงบอก เนื้อความนี้ แก่ข้าพเจ้า ท่านได้วิมานนี้มาอย่างไร หนอ ? พญานาคราช ตอบว่า ข้าพเจ้าได้เป็นพระราชาผู้ยิ่งใหญ่ กว่าชนชาว มคธ มีนามว่า ทุยโยธนะ มีอานุภาพมาก ได้เห็น ชัดว่า ชีวิตเป็นของนิดหน่อยไม่เที่ยง มีความแปร ปรวนไปเป็นธรรมดา. จึงเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ข้าวและน้ำเป็นทาน อันไพบูลย์โดยเคารพ วังของข้าพเจ้าในครั้งนั้น เป็น ดุจบ่อน้ำ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ก็อิ่มหนำสำราญ ในที่นั้น. ข้าพเจ้าได้ให้ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ประทีป ยวดยาน ที่พัก ผ้านุ่งห่ม ที่นอน และข้าว น้ำ เป็นทานโดยเคารพ ในที่นั้น. นั่นเป็นพรต และเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ที่ข้าพเจ้าประพฤติดีแล้ว
หน้า 685 ข้อ 2518
ข้าพเจ้าได้วิมานอันมีภักษาหารเพียงพอ มีข้าวน้ำมาก มาย เพราะวัตร และพรหมจรรย์นั้นแล. วิมานนี้บริบูรณ์ ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง ตั้งอยู่ ช้านาน แต่เป็นของไม่เที่ยง อาตมาภาพจึงถามว่า บุตรนายพรานทั้งหลาย ผู้มีอานุภาพน้อย ไม่มีเดช ไยจึงเบียดเบียนท่านผู้มีอานุภาพมาก มีเดชได้ ดู ก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้าหมอง ในสำนักของบุตรนาย พรานทั้งหลาย. ความกลัวใหญ่ ตามถึงท่าน หรือว่าพิษของท่าน ไม่แล่นไปยังรากเขี้ยว ดูก่อนท่านผู้มีเขี้ยวเป็นอาวุธ เพราะอาศัยอะไรหรือ ท่านจึงถึงความเศร้า ในสำนัก ของบุตรนายพรานทั้งหลาย. สังขปาลนาคราช ตอบว่า มหันตภัย มิได้ตามถึงข้าพเจ้าเลย ชนพวกนั้น ไม่อาจทำลายเดชของข้าพเจ้าได้ แต่ว่าธรรมของสัต- บุรุษทั้งหลาย ท่านประกาศไว้ดีแล้ว ยากที่จะล่วงได้ เหมือนเขตแดนแห่งสมุทร ฉะนั้น. ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าเข้าจำอุโบสถ ในวัน จาตุททสี ปัณณรสีเป็นนิตย์ ต่อมาพวกบุตรนายพราน ๑๖ คน เป็นคนหยาบช้า ถือเอาเชือกและบ่วงอันมั่น คงมา.
หน้า 686 ข้อ 2518
พรานทั้งหลาย ช่วยกันแทงจมูก เอาเชือกร้อย แล้วหามข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าอดทนต่อทุกข์เช่นนั้น ไม่ ทำอุโบสถให้กำเริบ. อาตมาภาพ ถามว่า บุตรนายพรานเหล่านั้น ได้พบท่านผู้สมบูรณ์ ด้วยกำลัง และผิวพรรณ ที่ทางเดินคนเดียว ดูก่อน ท่านนาคราช ท่านเป็นผู้เจริญด้วยสิริและปัญญา จะ บำเพ็ญตบะเพื่อประโยชน์อะไรอีกเล่า ? สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าบำเพ็ญตบะ มิใช่ เพราะเหตุแห่งทรัพย์ และมิใช่เพราะเหตุแห่งอายุ เพราะข้าพเจ้า ปรารถนากำเนิดมนุษย์ จึงบากบั่น บำเพ็ญตบะ. อาตมาภาพ ถามว่า ท่านเป็นผู้มีนัยน์ตาแดง มีรัศมีรุ่งเรือง ประดับ ตกแต่งแล้ว ปลงผมและหนวด ชโลมทาด้วยจุรณ- จันทน์แดง ส่องสว่างไปทั่วทิศ ดุจคนธรรพราชา ฉะนั้น. ท่านเป็นผู้ถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก พร้อมพรั่งไปด้วยกามารมย์ทั้งปวง ดูก่อนพญานาค- ราช ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนี้กะท่าน เหตุไรมนุษย- โลก จึงประเสริฐกว่านาคพิภพนี้.
หน้า 687 ข้อ 2518
สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ นอกจากมนุษยโลก ความ บริสุทธิ์ หรือความสำรวมย่อมไม่มี ถ้าข้าพเจ้าได้กำ- เนิดมนุษย์แล้ว จักกระทำที่สุดแห่งชาติและมรณะ. อาตมาภาพ กล่าวว่า ข้าพเจ้าอยู่ในสำนักของท่านปีหนึ่งแล้ว เป็นผู้ที่ ท่านบํารุงด้วยข้าวด้วยน้ำ ข้าพเจ้าขอลาท่าน ดูก่อน ท่านผู้เป็นจอมนาถะ ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมาเสียนาน. สังขปาลนาคราช ตอบว่า ข้าแต่ท่านอาฬาระ บุตร ภรรยาและชนบริวาร ข้าพเจ้าพร่ำสอนเป็นนิตย์ให้บำรุงท่าน ใครมิได้แช่ง ด่าท่านแลหรือ เพราะว่าการที่ได้พบท่าน นับว่าเป็น ที่พอใจของข้าพเจ้า. อาตมาภาพ ตอบว่า ดูก่อนพญานาคราช บุตรที่รักปฏิบัติบำรุงมารดา บิดาในเรือน เป็นผู้ประเสริฐแม้ด้วยประการใด ท่าน บำรุงข้าพเจ้าอยู่ในที่นี้ เป็นผู้ประเสริฐ แม้กว่าประการ นั้น เพราะว่าจิตของท่านเลื่อมใสข้าพเจ้า. สังขปาลนาคราช กล่าวว่า แก้วมณี อันจะนำทรัพย์มาได้ตามประสงค์ของ ข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านจงถือเอามณีรัตน์อันโอฬารนั้นไป ยังที่อยู่ของตน ได้ทรัพย์แล้วจงเก็บแก้วมณีนั้นไว้.
หน้า 688 ข้อ 2518
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺเต วตํ ความว่า อาตมาภาพถามว่า อะไรเป็นวัตรสมาทานของท่าน. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ความว่า อะไรเป็น จรรยาอันประเสริฐของท่าน ? บทว่า โอปานภูตํ ความว่า (นาคราชตอบว่า) คราวนั้นเรือนของ ข้าพเจ้า เป็นเหมือนสระโบกขรณี ที่ขุดไว้ในหนทางใหญ่ ๔ แพร่ง มีสมบัติ อันสมณพราหมณ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรม พึงบริโภคได้ ตามสบาย. บทว่า น จ สสฺสตายํ ความว่า นาคราชนั้นกล่าวแก่อาตมาภาพว่า ความจริง วิมานนี้ แม้จะเป็นของตั้งอยู่ได้นาน ก็มิใช่เป็นของเที่ยง. อาฬาร- ดาบส กล่าวหมายถึงบุตรพรานไพรว่า ผู้มีอานุภาพน้อย. บทว่า หนฺติ ความว่า (อาฬาร กุฎุมพี ถามว่า) เพราะเหตุไร บุตรพรานไพรจึงเอาหลาว แทง เบียดเบียนได้ในที่ทั้งแปดแห่ง. บทว่า กึ ปฏิจฺจ ความว่า ท่าน ย่อมมาสู่เงื้อมมือ คือเข้าถึงอำนาจของเหล่าวณิพกในครั้งนั้น เพราะมุ่งหมาย อะไร ? บทว่า วนิพฺพกานํ ความว่า บุตรพรานไพรทั้งหลาย ท่านเรียกว่า วณิพกในที่นี้. บทว่า เตโช นุ เต อนฺวคตํ ทนฺตมูลํ ความว่า เดชของท่าน เป็นอย่างไรหรือ เพราะเห็นพวกบุตรพรานในคราวนั้น ภัยใหญ่ไปตามท่านหรือ ว่าพิษอันมีเขี้ยวเป็นมูลไม่ไปตามท่าน. บทว่า กิเลสํ ได้แก่ ทุกข์. บทว่า วณิพฺพกานํ ความว่า เพราะอาศัยอะไร ท่านจึงถึงทุกข์ในสำนักของบุตรพราน ทั้งหลาย คือ เพราะอาศัยพวกบุตรนายพราน. บทว่า เตโช น สกฺกา มม เตภิ หนฺตุํ ความว่า นาคราช ตอบว่า เดชคือพิษของเราไม่สามารถที่เบียดเบียนโดยเดชของผู้อื่น คือชน เหล่านั้นได้. บทว่า สตํ ได้แก่ สัตบุรุษทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น.
หน้า 689 ข้อ 2518
บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ ธรรม กล่าวคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ขันติ ความเอ็นดู และเมตตาภาวนา. บทว่า สุกิตฺติตานิ ความว่า ท่านพรรณนาไว้ดีแล้ว คือกล่าวไว้ดีแล้ว. บทว่า กึ ความว่า ท่านทำอย่างไร ? บทว่า สมุทฺทเวลาว ทุรจฺจยานิ ความว่า สังขปาลนาคราชกล่าวว่า สัตบุรุษเหล่านั้น พรรณนาไว้ว่า บุคคลล่วงได้ยากแม้เพื่อชีวิต ดุจฝั่งมหาสมุทร อันล่วงได้ยากฉะนั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเป็นผู้ประกอบด้วยขันติ และ เมตตา เพราะกลัวศีลจะขาด เมื่อข้าพเจ้าขุ่นเคือง ก็มิได้ให้เพื่อจะล่วงละเมิด ที่สุดขอบเขตของศีล. ก็ด้วยธรรมเทศนาของสังขปาลนาคราชนี้ ย่อมได้บารมี ครบ ๑๐ ทัศ คือ ๑. ความที่มหาสัตว์สละสรีระในคราวนั้นจัดเป็นทานบารมี. ๒. ความที่ศีลมิได้ทำลาย ด้วยเดชคือพิษเห็นปานนั้น จัดเป็น สีลบารมี. ๓. การออกจากนาคพิภพ บำเพ็ญสมณธรรม จัดเป็นเนกขัมมบารมี. ๔. การจัดแจงว่า ควรทำสิ่งนี้ ๆ จัดเป็นปัญญาบารมี. ๕. ความเพียรด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นวิริยบารมี. ๖. ความอดทน ด้วยสามารถแห่งความอดกลั้น จัดเป็นขันติบารมี. ๗. การสมาทานความสัตย์ จัดเป็นสัจจบารมี. ๘. การอธิษฐานในใจว่า เราจักไม่ทำลายศีลของเรา จัดเป็นอธิฏ- ฐานบารมี. ๙. ความเป็นผู้มีความเอ็นดู จัดเป็นเมตตาบารมี. ๑๐. ความเป็นผู้วางตนเป็นกลางในเวทนา จัดเป็นอุเบกขาบารมี.
หน้า 690 ข้อ 2518
บทว่า อลาคมุํ ความว่า ดูก่อนท่านอาฬาระ วันหนึ่ง บุตรพรานไพร ๑๖ คน เห็นข้าพเจ้านอนอยู่บนยอดจอมปลวก พากันถือเชือกแข็ง บ่วงอัน เหนียว และหลาว มายังสำนักของข้าพเจ้า. บทว่า เภตฺวาน ความว่า เขาเหล่านั้นแทงสรีระของข้าพเจ้า ในที่ ทั้งแปด แล้วสอดหวายหนามเข้าไป. บทว่า นาสํ อติกสฺส รชฺชุํ ความว่า เดินไปได้หน่อยหนึ่ง เห็นศีรษะของข้าพเจ้าห้อยลง จึงได้ให้นอน ณ หนทาง ใหญ่ แล้วแทงจมูกของข้าพเจ้าอีก ร้อยเชือกเกลียวคล้องที่ปลายคาง ควบคุม รอบข้าง นำข้าพเจ้าไป. บทว่า อทฺทสํสุ ความว่า อาตมาภาพพูดว่า ดูก่อนสหายสังขปาละ บุตรนายพรานเหล่านั้น เห็นท่านสมบูรณ์ด้วยกำลังและผิวพรรณ ในทางเท้า ที่ไปมาได้คนเดียว แต่ท่านเจริญงอกงามด้วยสิริคืออิสริยยศและความงามเลิศ และเจริญด้วยปัญญา ท่านเป็นผู้ (รุ่งโรจน์) เห็นปานนี้ บำเพ็ญตบะเพื่ออะไร ท่านปรารถนาอะไร จึงเข้าจำอุโบสถ คือรักษาศีล. ปาฐะว่า อทฺทสาสึ แปลว่า ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้เห็นท่านในหนทาง ใหญ่ ที่ไปมาได้คนเดียว. บทว่า อภิปตฺถยมาโน แปลว่า ปรารถนาอยู่. บทว่า ตสฺมา ความว่า นาคราชตอบว่าข้าพเจ้าปรารถนากำเนิดมนุษย์ เพราะฉะนั้นจึงบากบั่น กระทำตบกรรมด้วยความเพียร. บทว่า สุโรสิโต ความว่า ท่านเป็นผู้ไล้ทาแล้วด้วยดี. บทว่า อิโต ความว่า มนุษยโลกจะมีอะไรยิ่งไปกว่านาคพิภพนี้. บทว่า สุทฺธิ ได้แก่ วิสุทธิ กล่าวคือ มรรคผล และพระนิพพาน. บทว่า สํยโม ได้แก่ ศีล. พญานาคราชนั้น หมายเอาความบังเกิดขึ้นแห่ง พระพุทธเจ้า และปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงกล่าวคำนี้.
หน้า 691 ข้อ 2518
บทว่า กาหามิ ความว่า พญานาคราชกล่าวต่อไปว่า เมื่อข้าพเจ้า กระทำความไม่มีแห่งปฏิสนธิของตน จักกระทำที่สุด แห่งชาติ ชรา และ มรณะได้. ดูก่อนมหาราชเจ้า สังขปาลนาคราชนั้น ชมเชยมนุษยโลกอย่างนี้. บทว่า สํวจฺฉโร เม ความว่า ขอถวายพระพร เมื่อนาคราชนั้น สรรเสริญมนุษยโลกอยู่อย่างนี้ อาตมาภาพทำความเยื่อใยในบรรพชา จึงกล่าว คำนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฏฺิโตสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ อันท่านปรนปรือต้อนรับแล้วด้วยข้าวน้ำและกามคุณอันเป็นทิพย์. บทว่า ปเลมิ ความว่า ยังระลึกถึงอยู่. (แต่) จะต้องจากไป. บทว่า จิรปฺปวุฏโสฺมิ ความว่า ข้าพเจ้าจากมนุษยโลกมานานแล้ว. บทว่า นาภิสํสิตฺถ ความว่า พญานาคราชถามว่า ในบุตรเป็นต้น ของข้าพเจ้า ใคร ๆ มิได้ด่า มิได้บริภาษท่านมิใช่หรือ. ปาฐะว่า นาภิสชฺเชถ แปลว่า มิได้สาปแช่งดังนี้ก็มี อธิบายว่า มิได้ให้ขุ่นเคือง. บทว่า ปฏิวิหิโต แปลว่า บำรุงแล้ว. บทว่า มณิ มมํ ความว่า พญานาคราชกล่าวว่า ท่านสหายอาฬาระ ถ้าท่านจะไปให้ได้ เมื่อเป็นอย่างนี้ แก้วมณีสีแดง นำทรัพย์มาให้ ให้ซึ่ง สมบัติที่น่าใคร่ทั้งปวง ของข้าพเจ้ามีอยู่ ท่านอาฬาระท่านจงถือเอามณีรัตนะนั้น ไปยังเรือนของท่าน ท่านได้ทรัพย์ตามปรารถนา ด้วยอานุภาพแห่งมณีรัตนะ นี้แล้ว จงเก็บมณีรัตนะนี้เสียในเรือนนั้น และเมื่อจะเก็บ อย่าเก็บไว้ในที่อื่น ควรเก็บไว้ในตุ่มน้ำของตน ครั้นนาคราชกล่าวดังนี้แล้ว ก็น้อมมณีรัตนะมาให้ อาตมาภาพ. ครั้นอาฬารดาบสกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวต่อไปว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ครั้งนั้นอาตมาภาพได้กล่าวคำนี้ กะพญานาคราชว่า แน่ะสหาย
หน้า 692 ข้อ 2518
เรามิได้มีความต้องการด้วยทรัพย์ แต่เราปรารถนาจะบวชดังนี้แล้ว ร้องขอ บริขารแห่งบรรพชิต ออกจากนาคพิภพพร้อมด้วยนาคราชนั้น เชิญให้พญา- นาคราชกลับแล้ว จึงเข้าสู่หิมวันตประเทศบรรพชา ดังนี้แล้ว เมื่อจะกล่าว ธรรมกถาถวายพระราชา จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ขอถวายพระพร แม้กามคุณเป็นของมนุษย์ อาตมาภาพได้เห็นแล้ว เป็นของไม่เที่ยง มีความ แปรปรวนเป็นธรรมดา อาตมาภาพเห็นโทษในกามคุณ ทั้งหลาย จึงออกบวชด้วยศรัทธา. ขอถวายพระพร ทั้งคนหนุ่มคนแก่ ย่อมมีสรีระ ทำลายร่วงหล่นไป เปรียบเหมือนผลไม้ฉะนั้น อาตมา- ภาพเห็นคุณข้อนี้ว่า สามัญผลเป็นข้อปฏิบัติอันไม่ผิด ประเสริฐ จึงออกบวช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า อาตมาภาพบวช เพราะเชื่อกรรม เชื่อผลแห่งกรรม และเชื่อพระนิพพาน. บทว่า ทุมปฺผลาเนว ความว่า ผลไม้ทั้งหลายสุกแล้วก็ดี ยังไม่สุกก็ดี ย่อมร่วงหล่นไปฉันใด คน ทั้งหลาย ทั้งหนุ่มทั้งแก่ ก็ย่อมร่วงหล่นไปแม้ฉันนั้น. บทว่า อปณฺณกํ ได้แก่ สามัญผลอันไม่ผิด คือเป็นนิยยานิกธรรม. บทว่า สามญฺเมว เสยฺโย ความว่า ดูก่อนพระมหาราชเจ้า อาตมาภาพเห็นคุณแห่งบรรพชาว่า บรรพชา นั่นเทียวเป็นของสูงสุด จึงได้บวชดังนี้ พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาเป็นอันดับต่อไป ความว่า ชนเหล่าใดเป็นพหูสูต ค้นคิดเหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้นเป็นคนมีปัญญา บุคคลควรคบหาโดยแท้ ทีเดียว ข้าแต่ท่านอาฬาระ ข้าพเจ้าได้ฟังคำของนาค- ราชและของท่านแล้ว จักทำบุญมิใช่น้อย.
หน้า 693 ข้อ 2518
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย พหุานจินฺติโน ความว่า ชน เหล่าใด รู้เหตุการณ์ได้ยาก. บทว่า นาคญฺจ ความว่า เพราะได้ฟังถ้อยคำ พญานาคราช และของท่านผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนั้น (ข้าพเจ้า จักสร้างบุญกุศลนานัปการ). ลำดับนั้น เมื่อดาบสจะยังพระอุตสาหะให้เกิดแก่พระราชา จึง กล่าวคาถาสุดท้าย ความว่า ขอถวายพระพร ชนทั้งหลายเป็นพหูสูต ค้นคิด เหตุผลได้มาก ชนเหล่านั้น เป็นคนมีปัญญา บุคคล ควรคบหาโดยแท้ทีเดียว ดูก่อนราชันย์ เพราะทรงสดับ เรื่องราวของนาคราช และของอาตมาภาพแล้ว ขอ พระองค์โปรดทรงบำเพ็ญกุศลให้มาก. ดาบสนั้น แสดงธรรมถวายพระราชาอย่างนี้แล้ว อยู่ในพระราช อุทยานนั้นแล ตลอด ๔ เดือนฤดูฝน แล้วกลับไปยังหิมวันตประเทศอีก เจริญพรหมวิหาร ๔ ตราบเท่าชีวิต ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลกแล้ว. ฝ่ายสังข- ปาลนาคราชอยู่รักษาอุโบสถตลอดชีวิต ส่วนพระเจ้าพาราณสี ก็ทรงบำเพ็ญ บุญมีทานเป็นต้น แล้วต่างไปตามยถากรรมของตน ๆ. พระบรมศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ละนาคสมบัติอยู่รักษาอุโบสถกรรมอย่างนี้ แล้วทรง ประชุมชาดกว่าพระดาบสผู้พระราชบิดาในครั้งนั้น ได้มาเป็นพระกัสสปะ พระเจ้าพาราณสีได้มาเป็น พระอานนท์ อาฬารดาบส ได้มาเป็นพระ- สารีบุตร ส่วนสังขปาลนาคราช ได้มาเป็นเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสังขปาลชาดก
หน้า 694 ข้อ 2519, 2520, 2521, 2522
๕. จุลลสุตโสมชาดก ว่าด้วยพระเจ้าจุลลสุตโสมออกผนวช [๒๕๑๙] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) เราขอบอกชาว เมือง มิตร อำมาตย์ และข้าราชบริพาร ผมที่เศียร ของเราเกิดหงอกแล้ว บัดนี้ เราพอใจในบรรพชาเพศ. [๒๕๒๐] (อำมาตย์กราบทูลว่า) อย่างไรหนอ พระองค์จึงรับสั่ง ความไม่เจริญ แก่ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ทรงปักพระแสง- ศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายาของพระองค์มี ถึง ๗๐๐ นาง พระนางเหล่านั้นของพระองค์ จักเป็น อยู่อย่างไรหนอ ? [๒๕๒๑] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) นางเหล่านั้นยัง สาว จักปรากฏเอง นางเหล่านั้นจักไปพึ่งพิงพระราชา องค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนาสวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา. [๒๕๒๒] (พระราชชนนีตรัสว่า) ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่าได้รับความยาก เพราะ เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่เจ้าก็ไม่ห่วงใย จักบวชให้ได้. ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้ ด้วยความยากลำบาก เหตุไร เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้า ไม่ห่วงใย จักบวชให้จงได้ ?
หน้า 695 ข้อ 2523, 2524, 2525, 2526, 2527, 2528
[๒๕๒๓] (พระราชบิดาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการบวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใย จะบวช อย่างเดียว ? [๒๕๒๔] แม้บุตรธิดาทั้งหลายของเจ้า ก็มีมาก ยังเล็กนัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อไม่เห็นเจ้า น่าจะลำบากไปตาม ๆ กัน. [๒๕๒๕] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) ความตั้งอยู่นาน แล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรสธิดาเหล่านี้ ของ หม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัย ช่างฉอเลาะ ก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์ และสิ่งทั้งปวง ไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้. [๒๕๒๖] (พระชายาทั้งหลายทูลว่า) พระทัยของ ทูลกระหม่อม จะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรง พระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่าพระองค์จึงไม่ ทรงห่วงใย กระหม่อมฉันทั้งหลายผู้คร่ำครวญอยู่ จะ เสด็จออกผนวชเสียให้ได้ทีเดียวหรือ เพคะ. [๒๕๒๗] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) ใจของเรามิได้ ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาในเธอทั้งหลาย แต่เรา ปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น จงจักออกบวช. [๒๕๒๘] (พระอัครมเหสีตรัสว่า) ข้าแต่พระสุตโสม ผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็นอัครมเหสีของพระองค์
หน้า 696 ข้อ 2529, 2530, 2531
ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไร เมื่อหม่อมฉัน พร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใย จะทรงผนวช เสีย. ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น อัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไร พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือปฏิสนธิ ในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย. ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรง รออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉัน เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย. [๒๕๒๙] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) ครรภ์ของเธอแก่ แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรส ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทราม เถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้งเธอบวชให้จงได้. [๒๕๓๐] ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้อง ไห้ไปเลย ดูก่อนนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่าเศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐ เสียเถิด เราไม่เยื่อใยจักไปบวช. [๒๕๓๑] (พระโอรสองค์ใหญ่ทูลว่า) ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุไฉนเสด็จแม่จึงทรง กันแสง และจ้องมองดูหม่อมฉันยิ่งนัก บรรดาพระ- ประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉันจะฆ่าใคร ที่ควรรับสั่ง ให้ฆ่า ?
หน้า 697 ข้อ 2532, 2533, 2534, 2535, 2536
[๒๕๓๒] (พระนางเทวีตรัสว่า) ลูกรัก ท่านผู้ใด ทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้นเจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช. [๒๕๓๓] (พระโอรสองค์ใหญ่ทูลว่า) เมื่อก่อนเรา เคยไปเที่ยวสวนด้วยรถ และรบกันด้วยช้างตกมัน เมื่อ พระราชบิดาสุตโสมทรงผนวชแล้ว คราวนี้เราจักทำ อย่างไร ? [๒๕๓๔] (พระโอรสองค์น้อยทูลว่า) เมื่อพระมารดา ของหม่อมฉันทรงกันแสงอยู่ และเมื่อพระเชษฐภาดา ไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็จักยึดพระหัตถ์ทั้งสองของ พระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉันทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดา จะยังเสด็จไปไม่ได้. [๒๕๓๕] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) แม่นมเอ๋ย เชิญ แม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพาพระกุมารนี้ ไปเล่นให้รื่นรมย์ เสียในที่อื่น เมื่อเรากำลังปรารถนาสวรรค์ กุมารนี้ อย่าทำอันตรายแก่เราเลย. [๒๕๓๖] (พระพี่เลี้ยงกล่าวว่า) ไฉนหนอพระราชา จึงทรงประทานแก้วมณี อันมีแสงสว่างนี้ เราจะ ประโยชน์อะไรด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสม ทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไรได้ กับแก้วมณีนี้.
หน้า 698 ข้อ 2537, 2538, 2539, 2540, 2541, 2542
[๒๕๓๗] (เสนาคุตตอำมาตย์ทูลว่า) พระคลังน้อย ของพระองค์ยังไพบูลย์ และพระคลังใหญ่ของพระองค์ ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑลพระองค์ก็ทรงชนะแล้ว ขอ พระองค์จงทรงยินดีเถิด อย่าทรงผนวชเลยพระเจ้าข้า. [๒๕๓๘] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) คลังน้อยของเรา ก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็บริบูรณ์ และปฐพีมณฑล เราก็ชนะแล้ว แต่เราจักละสิ่งนั้น ๆ ออกบวช. [๒๕๓๙] (กุลพันธเศรษฐีทูลว่า) ขอเดชะ ทรัพย์ ของข้าพระพุทธเจ้ามีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่ สามารถจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายทรัพย์ ทั้งหมดนั้น แด่พระองค์ ขอพระองค์จงทรงยินดี อย่า ทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า. [๒๕๔๐] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) ดูก่อนท่าน กุลวัฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่านมีมาก และท่าน ก็บูชาเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เรา จึงจักต้องบวช. [๒๕๔๑] ดูก่อนพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ยินดีย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจัก บวชให้ได้ในวันนี้ทีเดียว. [๒๕๔๒] (พระอนุชาโสมทัตทูลว่า) ข้าแต่พระเจ้า พี่สุตโสม แม้กิจนี้พระองค์ทรงพอพระทัย ขอพระองค์ ทรงผนวช ณ บัดนี้ แม้หม่อมฉันก็จักบวชในวันนี้ ทีเดียว หม่อมฉันไม่อาจอยู่ห่างพระองค์ได้.
หน้า 699 ข้อ 2543, 2544, 2545, 2546, 2547
[๒๕๔๓] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) เธอจักบวชยัง ไม่ได้ เพราะว่าใคร ๆ ในพระนครและคามนิคม ชนบท จะไม่พากันหุงต้ม. [๒๕๔๔] (มหาชนพากันร่ำไห้ว่า) เมื่อพระเจ้า สุตโสม ทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ ข้าพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย จักทำอย่างไรเล่า พระเจ้าข้า ? [๒๕๔๕] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิดหน่อย ดุจน้ำ ในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย. เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของ นิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อย เหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาล ย่อมพากันประมาท. คนพาลเหล่านั้น อันเครื่องผูกคือตัณหาผูกไว้ แล้ว ย่อมยังนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ. [๒๕๔๖] (มหาชนกล่าวว่า) กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกล ปุปผกปราสาท ชะรอยพระธรรมราชาผู้เรืองยศของ พวกเรา จะทรงตัดพระเกศาเสียแล้ว. [๒๕๔๗] (ชาวพระนครปริเทวนาการว่า) พระราชา ทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยัง ปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่น ไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.
หน้า 700 ข้อ 2547
พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ แพรวพราวไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วย พระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี่คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วย หมู่พระประยูร- ญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของ พระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี่คือสวนอโศกวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอด กาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี่คือสวนอโศกวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี่คือพระราช- อุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี่คือพระราช
หน้า 701 ข้อ 2547
อุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมกำนัลใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี่คือสวนกรรณิการ์ ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี่คือสวนกรรณิการ์ ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอลกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี่คือสวนปาฏลิวัน นั้นของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ ญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี่คือสวน ปาฏลิวันของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาล. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี่คือสวนอัมพวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี่คือสวนอัมพวันของ
หน้า 702 ข้อ 2548, 2549
พระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก. [๒๕๔๘] (มหาชนกล่าวว่า) พระเจ้าสุตโสมทรง สละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้า- กาสาวพัสตร์ เที่ยวไปพระองค์เดียว เหมือนช้างตัว ประเสริฐ ฉะนั้น. [๒๕๔๙] (พระมหาสัตว์ตรัสว่า) ท่านทั้งหลายอย่า ระลึกถึงความยินดีการเล่น และการร่าเริงในกาล ก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำลายท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสนนคร น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ท่านทั้งหลาย จงเจริญเมตตาจิต อันหาประมาณมิได้ ทั้งกลางวัน และกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่านผู้มีบุญกรรม. จบจุลลสุตโสมชาดกที่ ๕
หน้า 703 ข้อ 2549
อรรถกถาจุลลสุตโสมชาดก พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภ เนกขัมมบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า อามนฺตยามิ นิคมํ ดังนี้. เรื่องปัจจุบันนิทาน เช่นเดียวกับในมหานารทกัสสปชาดก. (ส่วนอดีต นิทานมีดังต่อไปนี้) ก็ในอดีตกาล พระนครพาราณสีได้มีชื่อว่า " สุทัสน นคร " พระ- ราชาทรงพระนามว่าพรหมทัต เสด็จประทับอยู่ในพระนครนั้น พระโพธิสัตว์ ทรงบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระอัครมเหสีของท้าวเธอ ล่วงไปได้ ๑๐ เดือน ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดา ก็พระพักตร์ของพระกุมารนั้น มีสิริ ประหนึ่งดวงจันทร์ในวันเพ็ญ ด้วยเหตุนั้น พระชนกชนนีจึงทรงขนานพระ- นามว่า " โสมกุมาร ". ราชกุมารนั้นพอรู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้สนใจในสุตะ มีการฟังเป็นปกติ ด้วยเหตุนั้น ชาวประชาจึงถวายพระนามว่า " สุตโสม " ครั้นเจริญวัยแล้ว พระราชกุมาร เสด็จไปเรียนศิลปศาสตร์ในเมืองตักกศิลา เสด็จกลับมา ก็ได้เศวตฉัตรของพระชนก เสวยราชสมบัติโดยธรรม ได้มี พระอิสริยยศยิ่งใหญ่ พระองค์มีสนมกำนัลใน หมื่นหกพันนาง มีพระนาง- จันทาเทวีเป็นประธาน. ในเวลาต่อมา ท้าวเธอก็เจริญด้วยพระโอรสธิดาจนไม่ ทรงยินดีด้วยฆราวาสวิสัย มีพระประสงค์ที่จะเสด็จไปสู่ป่า ทรงผนวช. วันหนึ่ง จึงตรัสเรียกนายภูษามาลามาตรัสสั่งว่า แน่ะเจ้า เมื่อใด เจ้าเห็นผมที่เศียรของ เราหงอกแล้ว เจ้าพึงบอกเราเมื่อนั้น. นายภูษามาลาก็รับพระราชดำรัสของ ท้าวเธอ เวลาต่อมา ก็เห็นพระเกศาหงอกจึงกราบทูลให้ทรงทราบ เมื่อพระ
หน้า 704 ข้อ 2549
ราชาตรัสสั่งว่า เจ้าภูษามาลา ถ้าเช่นนั้นเจ้าจงถอนผมนั้น มาวางไว้ในมือเรา จึงเอาแหนบทองถอนพระเกศา มาวางไว้ในพระหัตถ์. พระมหาสัตว์ทอด- พระเนตรดูพระเกศาหงอกนั้น ก็ตกพระทัยว่า สรีระของเราถูกชราครอบงำแล้ว จึงทรงถือเส้นพระเกศาหงอกนั้นเสด็จลงจากปราสาท ประทับนั่งบนราชบัลลังก์ ที่แต่งตั้งไว้ ณ ที่เฝ้าของมหาชน แล้วตรัสสั่งให้เรียกอำมาตย์ประมาณแปดหมื่น มีเสนาบดีเป็นประมุข พราหมณ์หกหมื่น มีปุโรหิตเป็นประธาน และชาวแว่น แคว้นชาวนิคมเป็นต้นอื่น ๆ มาเฝ้าเป็นจำนวนมาก แล้วตรัสว่า เกศาหงอกเกิด ที่เศียรของเราแล้ว เราเป็นคนแก่เฒ่า ท่านทั้งหลายจงรับรู้ความที่เราจะออก บรรพชา ดังนี้แล้ว ตรัสคาถาที่ ๑ ความว่า เราขอบอกชาวเมือง มิตร อำมาตย์ และข้า- ราชบริพาร ผมที่เศียรของเรา เกิดหงอกแล้ว บัดนี้ เราพอใจบรรพชาเพศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อามนฺตยามิ ความว่า เราขอประกาศ ให้ท่านทั้งหลายรับรู้. บทว่า โรจหํ ความว่า เราพอใจ ดูก่อนท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงรับรู้ว่า เรานั้นจะบรรพชา. บรรดาชนทั้งหลายที่ได้ฟังพระราชาดำรัสเหล่านั้น อำมาตย์คนหนึ่ง เป็นคนองอาจแกล้วกล้า กราบทูลคาถา ความว่า อย่างไรหนอพระองค์จึงรับสั่งความไม่เจริญแก่ ข้าพระพุทธเจ้า ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์ ทรงปักพระแสงศรที่อกของข้าพระพุทธเจ้า พระชายา ของพระองค์มีถึง ๗๐๐นาง พระนางเหล่านั้นของ พระองค์ จักเป็นอยู่อย่างไรหนอ.
หน้า 705 ข้อ 2549
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุํ ได้แก่ สิ่งอันไม่เป็นความเจริญ บทว่า อุรสิ กปฺเปสิ ความว่า พระองค์ทรงยังพระศัสตราอันล้างแล้วด้วยดี ให้ไหวใกล้ทรวงอกของข้าพระพุทธเจ้า. บทว่า สสฺตสตา นี้ อำมาตย์นั้น กล่าวหมายถึง ขัตติยกัญญาผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า กถํ นุ เต ตา ภวิสฺสนฺติ ความว่า พระราชชายาของพระองค์เหล่านั้น เมื่อพระองค์ทรงผนวชเสียแล้ว จักเป็นอนาถา หาที่พึ่งมิได้ จักอยู่ได้อย่างไร การที่พระองค์ทรงทำนางเหล่านั้น ให้ไม่มีที่พึ่ง แล้วทรงผนวชนี้ ไม่สมควรเลย พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสคาถาที่ ๓ ความว่า นางเหล่านั้นยังสาว จักปรากฏเอง นางเหล่านั้น จักไปพึ่งพิงพระราชาองค์อื่นก็ได้ ส่วนเราปรารถนา สวรรค์ ด้วยเหตุดังนั้น เราจึงจักบรรพชา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺายนฺติ ความว่า นารีเหล่านั้นจัก ปรากฏด้วยกิจของตน ๆ เราเป็นอะไรของนางเหล่านี้ ทุกนางล้วนยังสาว พระราชาอื่น ๆ ก็ยังมี นารีเหล่านี้ จักไปพึ่งพระราชาอื่น ๆ นั้นได้. อำมาตย์เป็นต้น เมื่อไม่สามารถจะทูลทัดทานพระโพธิสัตว์ได้ จึงพา กันไปยังสำนักของพระมารดาแห่งพระโพธิสัตว์ กราบทูลเนื้อความนั้นให้ ทรงทราบ. พระราชชนนี รีบเสด็จมาโดยด่วน ตรัสว่า ลูกรัก ข่าวว่า เจ้าประสงค์จะบวชจริงหรือ ดังนี้แล้ว ได้ตรัสคาถา ๒ คาถา ความว่า ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่ผู้เป็นมารดาของเจ้า ชื่อว่า ได้รับความยาก เพราะเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ห่วงใย จะบวชให้ได้.
หน้า 706 ข้อ 2549
ดูก่อนพ่อสุตโสม แม่คลอดเจ้าซึ่งเป็นผู้ที่แม่ได้ ด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่ เจ้าไม่ ห่วงใย จะบวชให้จงได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุลฺลทฺธํ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นผู้ที่ ได้มาโดยยาก เพราะเมื่อจะได้ก็ต้องผ่าความลำบาก จึงได้เจ้าผู้เป็นบุตรมา. บทว่า ยํ เม ความว่า เมื่อแม่พร่ำเพ้ออยู่โดยประการต่าง ๆ เจ้ายังปรารถนา จะบวชให้ได้ด้วยเหตุใด เหตุนั้นการได้บุตรเช่นกับเจ้า จึงชื่อว่าแม่ได้มาด้วย ความยากลำบาก. พระโพธิสัตว์มิได้ตรัสอะไรกับพระราชมารดา ซึ่งทรงปริเทวนาการ อยู่อย่างนี้. พระราชชนนีทรงกันแสงร่ำไห้ ประทับยืนอยู่ส่วนข้างหนึ่งเสียเอง ทีเดียว ลำดับนั้น ประชาชนจึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชบิดาของพระโพธิ- สัตว์. พระราชบิดาเสด็จมาแล้ว ตรัสคาถาอย่างเดียวกัน ความว่า ดูก่อนพ่อสุตโสม ธรรมนั้นชื่ออะไร และการ บวชชื่ออะไร เพราะว่า เจ้าจะละทิ้งเราสองคนผู้ แก่เฒ่าแล้ว ไม่ห่วงใย จะบวชอย่างเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ โน อมฺเห ความว่า เจ้าเป็นบุตร ของมารดาบิดา ไยจึงไม่ปฏิบัติมารดาบิดาซึ่งแก่ชรา ในเวลาที่ควรปฏิบัติ ทอดทิ้งมิได้อาลัยบวชเสีย เหมือนยังกะกลิ้งศิลาลงเหวฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น บิดาขอถามเจ้า ธรรมของเจ้านี้ชื่ออะไร ? พระมหาสัตว์ทรงสดับดังนั้นแล้วก็นิ่งเสีย. ลำดับนั้น พระราชบิดา จึงตรัสว่า สุตโสมลูกรัก ถ้าหากเจ้าไม่มีความสิเนหาอาลัยในมารดาบิดาแล้ว บุตรธิดาของเจ้ายังเล็ก ๆ มีมาก ไม่อาจที่จะพลัดพรากจากเจ้าได้ ในเวลาเด็ก เหล่านั้นเจริญวัยแล้ว เจ้าจึงค่อยบวชเถิด แล้วตรัสคาถาที่ ๗ ความว่า
หน้า 707 ข้อ 2549
แม้บุตรและธิดาทั้งหลายของเจ้าก็มีมาก ยังเล็ก นัก ยังไม่เป็นหนุ่มสาว กำลังฉอเลาะน่ารักใคร่ เมื่อ ไม่เห็นเจ้าน่าจะลำบากไปตาม ๆ กัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชู ความว่า พูดจาน่ารัก. บทว่า นิคฺจฉนฺติ ความว่า พ่อสำคัญว่า จักพากันถึงความลำบาก คือกลับได้ทุกข์ ทั้งทางกายและทางใจ. พระมหาสัตว์ทรงสดับพระดำรัสนั้นแล้ว ตรัสพระคาถา ความว่า ความตั้งอยู่นานแล้วพลัดพรากจากกัน จากโอรส ธิดาเหล่านี้ของหม่อมฉัน ซึ่งกำลังเป็นเด็ก ยังไม่เจริญวัย ช่างฉอเลาะก็ดี จากทูลกระหม่อมทั้งสองพระองค์และ สิ่งทั้งปวงไปก็ดี เป็นของเที่ยงแท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพหิปิ ตุมฺเหหิ ความว่า ข้าแต่ พระทูลกระหม่อม ใช่ว่าข้าพระพุทธเจ้า จะจากโอรสธิดาเท่านั้นก็หามิได้ ที่แท้ แม้ทูลกระหม่อมทั้งสอง แม้สรรพสังขารอื่น ๆ ถึงดำรงอยู่ได้นานคือตั้งอยู่สิ้น กาลนาน ก็เพียงที่จะพลัดพรากจากกัน คือความเป็นต่าง ๆ กัน เพราะในโลก สันนิวาสแม้ทั้งสิ้น สังขารแม้อย่างหนึ่ง จะชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มีเลย. พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแด่พระราชบิดาอย่างนี้ สมเด็จพระราช บิดา ทรงสดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์แล้ว ก็ได้ทรงดุษณีภาพ ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงไปแจ้งแก่พระชายาที่รักทั้งเจ็ดร้อยของพระมหาสัตว์ พระ ชายาเหล่านั้นจึงลงจากปราสาท ไปยังสำนักของพระมหาสัตว์เจ้า ต่างยึดข้อ พระบาท ปริเทวนาการ กล่าวคาถา ความว่า
หน้า 708 ข้อ 2549
พระทัยของทูลกระหม่อม จะตัดขาดเชียวหรือ หรือจะไม่ทรงพระกรุณาหม่อมฉันทั้งหลาย ไยเล่า พระองค์จึงไม่ห่วงใยกระหม่อมฉันทั้งหลาย ผู้คร่ำ- ครวญอยู่ จะเสด็จออกผนวชเสียให้ได้เทียวหรือเพคะ. คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ ข้าแต่พระสุตโสมผู้พระสวามี พระหทัย ในพวกกระหม่อมฉัน ของทูลกระหม่อมซึ่งกระทำพวกหม่อมฉันให้เป็นหม้าย เสด็จไปบวช จะตัดขาดเชียวหรือหนอ เพราะไม่มีความสิเนหาแม้เพียงเล็กน้อย หรือชื่อว่าความการุญ ของทูลกระหม่อมไม่มี เพราะไม่มีพระกรุณาจึงละทิ้ง พวกหม่อมฉัน ซึ่งคร่ำครวญอยู่อย่างนี้ไปบรรพชา. พระมหาสัตว์ ทรงสดับเสียงปริเทวนาการ ของเหล่าบาทบริจาริกา เหล่านั้น ผู้กลิ้งเกลือกร่ำไรรำพันอยู่แทบบาทมูล แล้วตรัสคาถาลำดับ ต่อไปว่า ใจของเรามิได้ตัดขาด และเราก็มีความกรุณาใน เธอทั้งหลาย แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักออกบวช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคญฺจ ความว่า พระมหาสัตว์ทรง ปลอบใจพระชายาเหล่านั้นว่า เราปรารถนาสวรรค์ อนึ่ง ขึ้นชื่อว่าบรรพชานี้ พุทธาทิบัณฑิต สรรเสริญแล้ว เพราะเหตุนั้น เราจึงจักบวช เธอทั้งหลาย อย่าคิดเสียใจ. ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลาย จึงกราบทูลพระมเหสีของพระโพธิสัตว์ ให้ทรงทราบ พระอัครมเหสีนั้นมีภาระหนัก ทรงครรภ์บริบูรณ์ เสด็จมา ถวายบังคมพระมหาสัตว์ ประทับยืน ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง ได้ตรัสคาถา ๓ คาถา ความว่า
หน้า 709 ข้อ 2549
ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น อัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความลำบาก เหตุไรเมื่อหม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์จึงมิได้ทรง เยื่อใย จะทรงผนวชเสีย. ข้าแต่พระสุตโสมผู้ประเสริฐ หม่อมฉันผู้เป็น พระอัครมเหสีของพระองค์ ได้พระองค์มาด้วยความ ลำบาก เหตุไร พระองค์จึงมิได้ทรงเยื่อใยสัตว์ผู้ถือ ปฏิสนธิในครรภ์ของหม่อมฉัน จะทรงผนวชเสีย. ครรภ์ของหม่อมฉันแก่แล้ว ขอพระองค์ทรง รออยู่ จนกระทั่งหม่อมฉันประสูติ อย่าให้หม่อมฉัน เป็นหม้ายอยู่แต่ผู้เดียว ต้องได้รับทุกข์ในภายหลังเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ เม ความว่า เพราะเหตุไร เมื่อ หม่อมฉันพร่ำเพ้ออยู่ พระองค์มิได้ห่วงใยจะบวชเสีย ตำแหน่งอัครมเหสี ที่หม่อมฉันได้จากสำนักของพระองค์นั้น หม่อมฉันได้มาด้วยยาก ในคาถา ที่สองมีอธิบายว่า เพราะเหตุไรพระองค์จะทรงละหม่อมฉันผู้กำลังท้อง มิได้ ห่วงใย บวชเสีย ความเป็นอัครมเหสีของพระองค์ที่หม่อมฉันได้มานั้น หม่อม- ฉันได้มาด้วยยาก. บทว่า ยาว นํ ความว่า ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่ จนกว่าหม่อมฉันจะประสูติก่อนเถิด. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสพระคาถา ความว่า ครรภ์ของเธอแก่แล้ว ขอเชิญประสูติพระโอรส ซึ่งมีผิวพรรณไม่ทรามเถิด ฉันจักละโอรส พร้อมทั้ง เธอบวชให้จงได้.
หน้า 710 ข้อ 2549
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตํ ความว่า ดูก่อนนางผู้เจริญ เรารู้ว่า เธอครรภ์แก่ แต่เมื่อเธอประสูติจักประสูติพระโอรส หาใช่ธิดาไม่ ขอเธอจง ประสูติโอรสด้วยความสวัสดีเถิด ส่วนเราจะละบุตรกับตัวเธอ บวชให้ได้ทีเดียว. พระนางเทวี สดับพระราชดำรัสของพระราชสวามีแล้ว ไม่สามารถ จะอดกลั้นความโศกไว้ได้ทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม คราวนี้นับแต่วันนี้ไป ชื่อว่าสิริของหม่อมฉันคงไม่มีเลย แล้วเอาหัตถ์ทั้งสองกุมพระหทัย หลั่งพระ อัสสุชลพลางปริเทวนาการด้วยพระสุรเสียงอันดัง ลำดับนั้น เมื่อพระมหาสัตว์ จะทรงปลอบโยนพระนาง จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนพระน้องนางจันทา เธออย่าร้องไห้ไปเลย ดูก่อนพระนางผู้มีดวงตาเสมอด้วยดอกอัญชัน เธออย่า เศร้าโศกไปเลย จงขึ้นสู่ปราสาทอันประเสริฐเสียเถิด เราไม่เยื่อใยจักไปบวช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา ตฺวํ จนฺเท รุทิ ความว่า ดูก่อน พระน้องนางจันทาเทวีผู้เจริญ เธออย่าร้องไห้เศร้าโศกไปเลย. บทว่า วนติมิร- มตฺตกฺขิ แปลว่า ผู้มีพระเนตรเสมอด้วยดอกอัญชัน แต่ในพระบาลีท่านเขียน ไว้ว่า " โกวิลารตมฺพกฺขิ " ความก็ว่า เนตรของพระนางจันทาเทวีนั้น แดงเหมือนดอกหงอนไก่. พระนางจันทาเทวี สดับพระราชดำรัสแล้ว ไม่สามารถที่จะดำรงอยู่ ได้ เสด็จขึ้นสู่ปราสาทประทับนั่ง กันแสงอยู่. ลำดับนั้น พระโอรสองค์ใหญ่ ของพระโพธิสัตว์ เห็นพระมารดาทรงกันแสง จึงดำริว่า เหตุไรหนอ พระ มารดาของเราจึงประทับนั่ง ทรงกันแสงอยู่ เมื่อจะทูลถามพระมารดาจึงตรัส พระคาถา ความว่า
หน้า 711 ข้อ 2549
ข้าแต่เสด็จแม่ ใครทำให้เสด็จแม่ทรงพิโรธ เหตุ ไฉนเสด็จแม่ จึงทรงกันแสง และจ้องมองดูหม่อม ฉันยิ่งนัก บรรดาพระประยูรญาติที่เห็นอยู่ หม่อมฉัน จะฆ่าใครที่ควรรับสั่งให้ฆ่า ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกเปสิ ความว่า ข้าแต่เสด็จแม่ ใคร คนไหน ทำให้เสด็จแม่ต้องขุ่นเคือง คือใครได้ทำสิ่งไม่เป็นที่รักแก่เสด็จแม่. บทว่า อเปกฺขสิ จ มีอธิบายว่า เมื่อเสด็จแม่จ้องหม่อมฉัน ทำไมจึงต้อง ทรงพระกันแสง. บทว่า กํ อวชฺฌํ ฆาเฏมิ ความว่า พระราชโอรส ทูลถามว่า หม่อมฉันจะฆ่าใครที่ควรจะให้ฆ่า สำหรับพระญาติของเสด็จแม่ ที่เห็นกันอยู่นั่นแหละ โปรดตรัสบอกแก่หม่อมฉัน. ลำดับนั้น พระนางเทวี ตรัสพระคาถา ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดทรงชนะในแผ่นดิน ท่านผู้นั้น เจ้าไม่อาจจะฆ่าได้เลย พระบิดาของเจ้าได้ตรัสกะแม่ ว่า ฉันไม่มีความห่วงใย จักไปบวช. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตาวี ความว่า ลูกรัก ท่านผู้ใดเป็น ผู้ชนะในแผ่นดินนี้ ทำให้แม่ขุ่นเคือง คือยังความโกรธ และความเศร้าโศก ให้เข้าไปในหทัยของแม่ ด้วยการกล่าวคำไม่เป็นที่รัก ท่านผู้นั้น ลูกไม่อาจ จะฆ่าได้ เพราะเป็นพระบิดาของลูกเอง พระองค์ทรงตรัสกะแม่ว่า เราจัก สละสิริราชสมบัติ และตัวเธอ เข้าสู่ป่าแล้วบรรพชา นี้คือเหตุแห่งการกันแสง ของแม่. เชษฐโอรส ทรงฟังพระเสาวนีย์ของพระมารดาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่ เสด็จแม่ เสด็จแม่ตรัสคำนี้อย่างไรกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็ตกเป็นคน อนาถา หาที่พึ่งมิได้มิใช่หรือ ดังนี้แล้ว ทรงปริเทวนาการ ตรัสคาถา ความว่า
หน้า 712 ข้อ 2549
เมื่อก่อน เราเคยไปเที่ยวสวนด้วยรถ และรบกัน ด้วยช้างตกมัน เมื่อพระราชบิดาสุตโสม ทรงผนวช แล้ว คราวนี้ เราจักทำอย่างไร ? คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ เมื่อก่อนเราเคยขึ้นรถ อันประดับแล้ว ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เทียมด้วยอาชาไนย ๔ ตัว ไปพระราชอุทยาน สู้รบกุญชรชาติตัวเมามัน ทั้งเล่นกีฬาอื่น ๆ เช่นอัศวกีฬาเป็นต้น บัดนี้ เมื่อ พระราชบิดาสุตโสม ทรงผนวชแล้ว เราจักทำอย่างไร ? ลำดับนั้น โอรสองค์น้อย ผู้กนิษฐภาดาของเชษฐโอรส มีพระชนมายุ ได้ ๗ พรรษา เห็นกษัตริย์ทั้งสองทรงกันแสงอยู่ จึงเข้าไปเฝ้าพระมารดา ทูลถามว่า ข้าแต่เสด็จแม่ เพราะเหตุไรเสด็จแม่ กับเสด็จพี่ จึงทรงกันแสง ทรงสดับเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ทูลปลอบโยนท่านทั้งสองว่า ถ้ากระนั้นขอเสด็จ แม่และเสด็จพี่อย่าทรงกันแสงเลย หม่อมฉันจักไม่ยอมให้พระบิดาทรงผนวช ก่อน แล้วเสด็จลงจากปราสาท พร้อมด้วยพวกพี่เลี้ยง เสด็จไปยังสำนักพระ ราชบิดา ทูลว่า ข้าแต่เสด็จพ่อ ข่าวว่า เสด็จพ่อตรัสสั่งว่า จะละทิ้งหม่อมฉัน ผู้ไม่ประสงค์ให้บวช ไปบวชเสีย หม่อมฉันไม่ยอมให้เสด็จพ่อบวช ทูลแล้ว ก็เข้าสวมกอดพระศอ พระราชบิดาไว้แน่น ตรัสคาถา ความว่า เมื่อพระมารดา ของหม่อมฉัน ทรงกันแสงอยู่ และเมื่อพระเชษฐภาดา ไม่ทรงยินยอม หม่อมฉันก็ จักยึดพระหัตถ์ทั้งสองของพระบิดาไว้ เมื่อหม่อมฉัน ทั้งหลายไม่ยินยอม พระบิดาจะยังเสด็จไปไม่ได้. พระมหาสัตว์เจ้า ทรงดำริว่า โอรสของเรานี้ จะทำอันตรายแก่เรา ด้วยอุบายอย่างไรหนอ เราจึงจะให้เธอหลีกไปเสียได้ ลำดับนั้น พระมหาสัตว์
หน้า 713 ข้อ 2549
จึงทรงแลดูพระพี่เลี้ยงตรัสว่า แน่ะพี่เลี้ยง แม่คุณเชิญเถิด นี้เป็นเครื่องประดับ คอ คือแก้วมณี ส่วนนี้จงเป็นของเจ้า เจ้าจงช่วยพาพระโอรสไปเสีย อย่า ทำอันตรายแก่เราเลย เมื่อพระองค์เองไม่ทรงสามารถ ที่จะจับพระหัตถ์พระ โอรส จึงทรงคิดติดสินบนพระพี่เลี้ยง แล้วตรัสคาถา ความว่า แม่นมเอ๋ย เชิญแม่ลุกขึ้นเถิด แม่จงพาพระ กุมารนี้ ไปเล่นให้รื่นรมย์เสียในที่อื่น เมื่อเรากำลัง ปรารถนาสวรรค์ กุมารนี้อย่าทำอันตรายแก่เราเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมํ กุมารํ ความว่า แม่นมเอ๋ย เจ้า จงลุกขึ้น ช่วยพาพระกุมารนี้ไป แล้วมารับเอาแก้วมณีนี้ นำพระกุมารให้ไป รื่นรมย์เสียในที่อื่น. พระพี่เลี้ยงนั้น ได้บำเหน็จแล้ว จึงเตือนพระกุมารให้รู้สึกองค์ แล้ว พาไปในที่อื่น พลางปริเทวนาการกล่าวคาถา ความว่า ไฉนหนอ พระราชาจึงทรงประทานแก้วมณี อัน มีแสงสว่างนี้ ประโยชน์อะไรของเราด้วยแก้วมณีนี้ เมื่อพระเจ้าสุตโสมทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไรได้ กับแก้วมณีนี้. คาถานั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ พระพี่เลี้ยงคร่ำครวญว่า ไฉนหนอ เราจึงรับเอาแก้วมณีนี้เพื่อเป็นค่าจ้าง พระราชาก็ทรงพระราชทานแก้วมณี นั้น อันกระทำซึ่งรัศมี คือส่องแสงสว่างเป็นประกาย เมื่อพระเจ้าสุตโสม บรมนรินทร์ ทรงผนวชแล้ว แก้วมณีนี้จะมีประโยชน์อะไรแก่เรา. บทว่า กึ นุ เมนํ กริสฺสามิ ความว่า เมื่อพระองค์ทรงผนวชแล้ว เราจักไม่ได้
หน้า 714 ข้อ 2549
แก้วมณีนี้ ถึงแม้จะได้ ก็จักทำอะไรกับแก้วมณีนี้ ท่านทั้งหลายจงดูการกระ- ทำของเราเถิด. ลำดับนั้น อำมาตย์ มหาเสนาคุตต์ คิดว่า ชะรอยพระราชานี้ จะทรง ทำความสำคัญว่า ราชทรัพย์ในคลังของเรามีน้อย เราจักทูลความที่พระราช ทรัพย์มีมากแด่พระองค์ เขาลุกขึ้นถวายบังคมแล้วกล่าวคาถา ความว่า พระคลังน้อยของพระองค์ไพบูลย์ และพระคลัง ใหญ่ของพระองค์ก็บริบูรณ์ ปฐพีมณฑล พระองค์ ก็ทรงชนะแล้ว ขอพระองค์จงทรงยินดีเถิด อย่าทรง ผนวชเลย พระเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า คลังน้อย ของเราก็ไพบูลย์ คลังใหญ่ของเราก็ บริบูรณ์ และปฐพีมณฑลเราก็ชนะแล้ว แต่เราจักละ สิ่งนั้น ๆ ออกบวช. เมื่อมหาเสนาคุตต์อำมาตย์ ได้ฟังพระดำรัสเช่นนั้น จึงถอยออกไป กุลพันธนเศรษฐี จึงลุกขึ้นถวายบังคม กล่าวคาถา ความว่า ขอเดชะ ทรัพย์ของข้าพระพุทธเจ้า มีมากมาย ข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนับได้ ข้าพระพุทธเจ้าขอ ถวายทรัพย์ทั้งหมดนั้น แด่พระองค์ ขอพระองค์จง ทรงยินดี อย่าทรงผนวชเลย พระพุทธเจ้าข้า. พระมหาสัตว์ ทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนกุลวัฑฒนเศรษฐี เรารู้ว่าทรัพย์ของท่าน มีมาก และท่านก็บูชาเรา แต่เราปรารถนาสวรรค์ เพราะฉะนั้น เราจึงจักต้องบวช.
หน้า 715 ข้อ 2549
ครั้นกุลพันธนเศรษฐี ได้ฟังพระราชดำรัส ก็ถอยออกไป พระมหา สัตว์ จึงตรัสเรียกพระอนุชาพระนามว่า โสมทัต มารับสั่งว่า พ่อโสมทัต พี่กระสัน เหมือนไก่ป่าถูกขังอยู่ในกรง ความไม่ยินดี ในฆราวาสครอบงำพี่ พี่จักบวชในวันนี้ให้ได้ เธอจงครอบครองราชสมบัตินี้เถิด เมื่อจะทรงมอบ ราชสมบัติให้จึงตรัสพระคาถา ความว่า ดูก่อนพ่อโสมทัต เราเป็นผู้กระสันนัก ความไม่ ยินดี ย่อมมาครอบงำเรา อันตรายมีมาก เราจักบวช ให้ได้ในวันนี้ทีเดียว. แม้โสมทัต ทรงฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว ก็มีพระประสงค์จะทรง ผนวช เมื่อจะแสดงพระประสงค์นั้น จึงตรัสคาถาต่อไป ความว่า ข้าแต่พระเจ้าพี่สุตโสม แม้กิจนี้พระองค์ทรงพอ พระทัย ขอพระองค์ทรงผนวช ณ บัดนี้ แม้หม่อมฉัน ก็จักบวชในวันนี้ทีเดียว หม่อมฉันไม่อาจอยู่ห่างพระ องค์ได้. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงห้ามพระอนุชา แล้วตรัสคาถากึ่งคาถา ความว่า เธอจักบวชยังไม่ได้ เพราะว่าใคร ๆ ในพระ นคร และคามนิคมในชนบทจะไม่พากันหุงต้ม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ปจฺจติ ความว่า เพราะได้ทราบ ความประสงค์ ในการบรรพชาของพี่ในบัดนี้ ก่อนเก่านั้น ใคร ๆ ใน สุทัสนนคร อันมีอาณาเขต ๑๒ โยชน์นี้ และในชนบททั้งสิ้น ยังไม่พา กันหุงหาอาหาร คือยังไม่พากันยังไฟในเตาให้โพลง ถ้าเมื่อเราบวชเสียทั้งสอง
หน้า 716 ข้อ 2549
คน ชาวแว่นแคว้น จักว้าเหว่ไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุนั้น เธอยังบวชไม่ได้ พี่ จักบวชผู้เดียวเท่านั้น. มหาชนได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว พากันกลิ้งเกลือกแทบพระยุคลบาท ของพระมหาสัตว์ ปริเทวนาการ ทูลว่า เมื่อพระเจ้าสุตโสม ทรงผนวชเสียแล้ว บัดนี้ข้า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักกระทำอย่างไรเล่าพระเจ้าข้า. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ตรัสว่า อย่าเลย ท่านทั้งหลายอย่าเศร้าโศก กันไปเลย ถึงเราจักดำรงอยู่ได้นาน ก็จักต้องพลัดพรากจากท่านทั้งหลาย เพราะสังขารที่เกิดขึ้นแล้ว ชื่อว่าเที่ยงไม่มี เมื่อจะทรงแสดงธรรมแก่มหาชน จึงตรัสว่า เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของนิด หน่อย ดุจน้ำในโคลน ฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อย เหลือเกินอย่างนี้ เวลานี้ไม่ใช่เวลาที่จะประมาทเลย. เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป เป็นของ นิดหน่อย ดุจน้ำในโคลนฉะนั้น เมื่อชีวิตเป็นของ น้อยเหลือเกินอย่างนี้ แต่พวกคนพาล ย่อมพากัน ประมาท. คนพาลเหล่านั้น อันเครื่องผูก คือ ตัณหาผูกไว้ แล้ว ย่อมยังนรก กำเนิดสัตว์เดียรัจฉาน เปรตวิสัย และอสุรกายให้เจริญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนิยฺยติทํ มญฺเ ความว่า ดูก่อน อาณาประชาราชฎร์ เราเข้าใจว่า ชีวิตนี้ถูกชรานำเข้าไป ในสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 717 ข้อ 2549
อื่น ๆ ชีวิตนี้มีอันรุกร้นเข้าไปเป็นอรรถ มีอันนำเข้าไปเป็นอรรถ แต่ในที่นี้ มีอันรวบรัดเอาเป็นอรรถ เพราะฉะนั้น ในที่นี้มีเนื้อความอย่างนี้ว่า น้ำเล็กน้อย ใส่ลงในโคลน น้ำด่างของพวกช่างย้อม ย่อมจับด่างแห้งเร็วฉันใด แม้ชีวิตก็ฉัน นั้น เมื่อชีวิตเป็นของน้อยเช่นนี้ ใช่กาลที่จะประมาทในบุญกิริยาของสัตว์ ทั้งหลาย ผู้ยึดอายุสังขาร เล็กน้อยนั้นไปมาอยู่ไม่ชอบที่จะทำความไม่ประมาท อย่างเดียว. บทว่า อถ พาลา ปมชฺชนฺติ ความว่า คนพาลทั้งหลายเป็น เหมือนจะไม่แก่ไม่ตาย จมอยู่ในเปลือกตม คือ กามคุณ มัวเมาประมาทอยู่ ดุจสุกรจมอยู่ในโคลนคือคูถฉะนั้น. บทว่า อสุรกายํ ความว่า และย่อมยัง กำเนิดกาลกัญชิกอสุรกายให้เจริญ. พระมหาสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว เสด็จขึ้นสู่ปุปผก- ปราสาท ประทับยืนบนชั้นที่เจ็ด ทรงเอาพระขรรค์ตัดพระเมาลีแล้ว ตรัสว่า เราไม่เป็นอะไรกันกับท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงหาพระราชาของตน แล้ว โยนพระเมาลี ทั้งเครื่องโพกไปในระหว่างมหาชน. มหาชนรับเอาพระเมาลี แล้ว ต่างกลิ้งเกลือกปริเทวนาการบนภาคพื้น. ละอองธุลีเป็นอันมากฟุ้งขึ้น ในที่นั้น มหาชนที่กลับมายืนดู ได้เห็นละอองธุลีนั้น ต่างรำพันว่า พระ เมาลีทั้งเครื่องโพกอันพระราชาทรงตัดโยนมาในระหว่างมหาชน ฉะนั้นสาย ละอองธุลีนี้ จึงฟุ้งขึ้นในที่ใกล้ปราสาท แล้วกล่าวคาถา ความว่า กลุ่มธุลีตั้งขึ้นไม่ไกลปุปผกปราสาท ชะรอย พระธรรมราชาผู้เรืองยศของพวกเรา จะทรงตัด พระเกศาแล้ว.
หน้า 718 ข้อ 2549
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อูหญฺเต แปลว่า ตั้งขึ้น. บทว่า รชคฺคํ แปลว่า กองธุลี. บทว่า อวิทฺเร ความว่า (กองธุลีเกิดขึ้น) ไม่ห่างจากที่ พวกเรายืนอยู่นี้เลย. บทว่า ปุปฺผกมฺหิ ความว่า ใกล้ ๆ ปุปผกปราสาท. บทว่า มญฺเ โน ความว่า พวกเราเข้าใจว่า พระธรรมราชาของพวกเรา จักตัดพระเกศาเสียแล้ว. ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้า ทรงใช้มหาดเล็กให้ไปนำบริขารของบรรพชิตมา โปรดให้นายภูษามาลาปลงพระเกศาและพระมัสสุ แล้วเปลื้องเครื่องราชอลังการ ไว้บนพระบรรจถรณ์ ตัดชายพระภูษาแดง ทรงกาสาวพัสตร์ ทรงคล้องบาตรดิน ที่จะงอยพระอังสาเบื้องซ้าย จับธารพระกร เสด็จจงกรมไปมา ณ ท้องพระโรง แล้วเสด็จลงจากปราสาท ทรงดำเนินไปในละแวกถนน แต่ไม่มีใครจำพระองค์ ผู้เสด็จไปได้เลย ลำดับนั้น ขัตติยกัญญาเจ็ดร้อยนาง ของพระมหาสัตว์นั้น พากันขึ้นไปยังปราสาท ไม่พบพระมหาสัตว์ พบเฉพาะห่อเครื่องอาภรณ์ ก็กลับลงมา ตรงไปยังสำนักของนางสนม หมื่นหกพันที่เหลือ ฟังข่าวว่า พระสุตโสมมหิศร องค์ปิยราชสวามีของพวกท่าน ทรงผนวชเสียแล้ว ต่างก็ ปริเทวนาการด้วยเสียงอันดัง ออกไปภายนอก. ขณะนั้น มหาชนได้ทราบว่า พระราชาทรงผนวชแล้ว. ชาวพระนครทั้งสิ้น ก็แตกตื่นประชุมกันที่ประตู พระราชวังว่า ข่าวว่า พระราชาของพวกเราทรงผนวชแล้ว. มหาชน ต่างพา กันไปยังสถานที่ ๆ เคยประทับ เช่นปราสาทเป็นต้น ด้วยคิดว่า พระราชา จักเสด็จอยู่ที่นี่ จักเสด็จอยู่ตรงนี้ แต่ก็มิได้พบพระราชา จึงพากันเที่ยว ปริเทวนาการด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จไปเที่ยวยังปราสาทใด นี่คือปราสาทของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย.
หน้า 719 ข้อ 2549
พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังปราสาทใด นี้คือปราสาทของพระองค์ แพรวพราวไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังกูฏาคารใด นี้คือกูฏาคารของพระองค์ เกลื่อนกล่นไปด้วยสุวรรณบุปผามาลัย. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอด- กาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอโศกวันใด นี้คือสวนอโศกวัน ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราช- อุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังพระราชอุทยานใด นี้คือพระราช
หน้า 720 ข้อ 2549
อุทยานของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมกำนัลใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนกรรณิการ์ใด นี้คือสวนกรรณิการ์ ของพระองค์ มีดอกไม้บานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวัน นั้นของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนปาฏลิวันใด นี้คือสวนปาฏลิวัน ของพระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของ พระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง.
หน้า 721 ข้อ 2549
พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสวนอัมพวันใด นี้คือสวนอัมพวันของ พระองค์ มีดอกบานสะพรั่ง น่ารื่นรมย์ตลอดกาล ทั้งปวง. พระราชาทรงห้อมล้อมไปด้วยพระสนมนางใน เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก. พระราชาทรงห้อมล้อมด้วยหมู่พระประยูรญาติ เสด็จเที่ยวไปยังสระโบกขรณีใด นี้คือสระโบกขรณี ของพระองค์ ดาดาษไปด้วยบุปผชาตินานาชนิด เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงวิหก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีติกิณฺโณ ความว่า เกลื่อนกล่นไป ด้วยสุวรรณบุปผา และนานามาลัย. บทว่า ปริกิณณฺโณ แปลว่า แวดล้อม เป็นแวดวง. บทว่า อิตฺถาคาเรหิ ความว่า หญิงทั้งหลายนับแต่ทาสีไป ชื่อว่าอิตถาคาร คือสนมนางใน. แม้อำมาตย์ทั้งหลาย ก็ชื่อว่า ญาติทั้งนั้น ในบทว่า าติสงฺเฆน นี้. บทว่า กูฏาคารํ ได้แก่ พระที่บรรทม และ ห้องกูฏาคารอันวิจิตรไปด้วยรัตนะทั้งเจ็ด. บทว่า อโสกวนิกา ได้แก่ ภูมิภาค ในอโศกวัน. บทว่า สพฺพกาลิกา ความว่า ทนต่อการใช้สอยทุกเมื่อ ทั้งบาน เป็นนิตย์. บทว่า อุยฺยานํ ได้แก่ พระราชอุทยาน เช่นเดียวกับสวนจิตรลดา ในนันทนวัน. บทว่า สพฺพกาลิกํ ความว่า ดาดาษไปด้วยไม้ดอก ไม้ผล
หน้า 722 ข้อ 2549
อันบังเกิดขึ้นในฤดูกาลแม้ทั้งหก คือ ในกรรณิการ์วันเป็นต้น ก็มีดอกไม้ ผลิตดอกบานดีตลอดกาลทั้งปวงเหมือนกัน. บทว่า สญฺฉนฺนา ความว่า ดาดาษด้วยดีด้วยดอกโกสุม อันเกิดทั้งทางน้ำทางบก มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า อณฺฑเชหิ วีติกิณฺณา ความว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่นก. มหาชนปริเทวนาการในที่นั้น ๆ อย่างนี้แล้ว กลับมายังพระลานหลวง อีก กล่าวคาถา ความว่า พระเจ้าสุตโสม ทรงสละราชสมบัตินี้แล้ว เสด็จออกทรงผนวช ทรงผ้ากาสาวพัสตร์ เที่ยวไป พระองค์เดียว เหมือนช้างตัวประเสริฐ ฉะนั้น ดังนี้แล้ว ต่างพากันสละสมบัติ ในเรือนของตน ๆ จูงมือบุตรธิดา ออกไปยังสำนักของพระโพธิสัตว์นั่นเอง. พระราชมารดา ราชบิดา พระชายา พระโอรส ธิดา กับหญิงฟ้อนหมื่นหกพัน ก็ทรงปฏิบัติเช่นนั้นเหมือนกัน. พระนครทั้งสิ้น ดูเหมือนว่างเปล่า ฝ่ายชาวชนบท ก็ได้ตามไปเบื้องหลังแห่ง ชนเหล่านั้น. พระโพธิสัตว์ทรงพาบริษัทประมา ๑๒ โยชน์ เสด็จมุ่งตรงไป ยังป่าหิมพานต์. ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราช ทรงทราบว่า พระโพธิสัตว์เสด็จออก อภิเนษกรมณ์จึงตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมารับสั่งว่า พ่อวิสสุกรรมเทพบุตร พระเจ้าสุตโสมมหาราช เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ ควรจะได้ที่ประทับทั้งสมาคม ก็จักใหญ่หลวง เธอจงไปเนรมิตอาศรมบท ยาว ๓ โยชน์ กว้าง ๕ โยชน์ ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคาในหิมวันตประเทศ. วิสสุกรรมเทพบุตร ก็บันดาลตาม เทวบัญชาทุกประการ จัดบรรพชิตบริขารไว้ในอาศรมบทนั้น แล้วบันดาล หนทางเดินได้คนเดียวไว้ เสร็จแล้วก็กลับไปยังเทวโลกทันที. พระมหาสัตว์
หน้า 723 ข้อ 2549
เสด็จไปตามทางนั้น เสด็จเข้าสู่อาศรมบทนั้น พระองค์ทรงผนวชเองก่อนแล้ว ให้ประชาชนที่เหลือบวชภายหลัง. ในเวลาต่อมา ชนทั้งหลายบวชมากขึ้น. สถานที่กว้างถึง ๓๐ โยชน์ ก็เต็มบริบูรณ์. ก็กำหนดที่ท้าวสักกะทรงใช้ วิสสุกรรมเทพบุตรให้เนรมิตอาศรมบทก็ดี กำหนดที่ประชาชนบวชเป็นอันมาก ก็ดี กำหนดที่พระโพธิสัตว์จัดอาศรมบทก็ดี พึงทราบโดยนัยที่มาแล้ว ใน หัตถิปาลชาดกนั่นเอง. มิจฉาวิตกมีกามวิตกเป็นต้น เกิดขึ้นแก่คนใด ๆ พระมหาสัตว์เจ้าก็เสด็จเข้าไปหาคน ๆ นั้น ณ ที่นั้น โดยทางอากาศ ประทับ นั่งคู้บัลลังก์ในอากาศ เมื่อจะทรงโอวาท จึงตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงความยินดี การเล่น และการร่าเริงในกาลก่อนเลย กามทั้งหลายอย่าทำ ท่านทั้งหลายได้เลย จริงอยู่ สุทัสนนคร น่ารื่นรมย์ ยิ่งนัก ท่านทั้งหลายจงเจริญเมตตาจิตอันหาประมาณ มิได้ ทั้งกลางวันและกลางคืนเถิด เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านทั้งหลายจะได้ไปสู่เทพบุรี อันเป็นที่อยู่ของท่าน ผู้มีบุญกรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รติกีฬิตานิ ความว่า (ท่านทั้งหลาย อย่าระลึกถึง) ความยินดีในกาม และการเล่นอันเป็นไปด้วยอำนาจแห่งการ เล่นทางกาย วาจา และใจ. บทว่า มา โว กามา หนึสุ ความว่า วัตถุกาม และกิเลสกามอย่าเบียดเบียนพวกท่าน. บทว่า รมฺมญฺหิ ความว่า สุทัสนนคร น่ารื่นรมย์ยินดี ท่านทั้งหลายอย่าระลึกถึงสุทัสนนครนั้น. บทว่า เมตฺตํ นี้ เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น. ก็พระโพธิสัตว์นั้น ตรัสบอกพรหมวิหาร ๔. บทว่า อปฺปมาณํ ได้แก่ เมตตาพรหมวิหารมีสัตว์หาประมาณมิได้ เป็น
หน้า 724 ข้อ 2549
อารมณ์. บทว่า คญฺฉิตฺถ แปลว่า จักได้ไป. บทว่า เทวปุรํ ได้แก่ พรหมโลก. แม้หมู่ฤาษีนั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว ได้เป็นผู้มี พรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า ด้วยประการฉะนี้ เรื่องราวทั้งหมดควรกล่าว โดยนัยที่มาแล้ว ในหัตถิปาลชาดกนั่นแล. พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงจบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติปางก่อน ตถาคตก็เสด็จออก มหาภิเนษกรมณ์เหมือนกัน แล้วทรงประชุมชาดกว่า พระมารดาบิดาในครั้ง นั้น ได้มาเป็นศากยมหาราชสกุล พระนางจันทาเทวี ได้มาเป็นราหุลมาร- ดา เชษฐโอรส ได้มาเป็นพระสารีบุตร กนิษฐโอรส ได้มาเป็นพระราหุล พระพี่เลี้ยง ได้มาเป็นนางขุชชุตตรา กุลพันธนเศรษฐี ได้มาเป็นพระกัส- สป มหาเสนาคุตต์ ได้มาเป็นพระโมคคัลลานะ โสมทัตกุมาร ได้มาเป็น พระอานนท์ บริษัทที่เหลือได้มาเป็นพุทธบริษัท ส่วนพระเจ้าสุตโสม ได้มาเป็นเราผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉะนี้แล. จบอรรถกถาจุลลสุตโสมชาดกที่ ๕ จบอรรถกถาจัตตาลีสนิบาต เพียงเท่านี้ รวมชาดกที่มีในจัตตาฬีสนิบาตนี้ คือ ๑. เตสกุณชาดก ๒. สรภังคชาดก ๓. อลัมพุสาชาดก ๔. สังข- ปาลชาดก ๕. จุลลสุตโสมชาดก และอรรถกถา.