← ฉบับมหามกุฏฯ ๔๕ เล่ม

พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔

กถาวัตถุ
1,535 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 80, 81

เล่มจริงที่ 80 (809 หน้า · 0001 – 0809)

กระโดดไปหน้า (809 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 1
พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุ๑ ภาคที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น มหาปัณณาสก์ มหาวรรค ปุคคลกถา นิคคหะ ๘ อนุโลมปัญจกะ [๑] สกวาที ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ๑. คัมภีร์ที่ ๕ บาลีเล่มที่ ๓๗
หน้า 2 ข้อ 1
ส. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ๑ เป็นปรมัตถะ๒ ท่าน หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯล ฯ ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ๓ หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคลโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะเป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ ใดเป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเป็นบุคคลนั้น ตาม สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด. อนุโลมปัญจกะ จบ ๑. สัจฉิกัตถะ สภาวะที่จริงแท้. ๒. ปรมัตถะ อรรถอันยิ่ง อันอุดม อันไม่ต้องยึดถือด้วยอาการมีการฟังตามกัน มาเป็นต้น ทั้งนี้ หมายถึงสภาวธรรมที่จำแนกเป็นขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ รวม ๕๗ อย่าง. ๓. นิคคหะ การข่ม การปราบปราม.
หน้า 3 ข้อ 1
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาปัญจปกรณ์ อรรถกถากถาวัตถุ อารัมภกถา พระสัมมาสัมพุทธะผู้เป็นศาสดาของชาว โลกพร้อมทั้งเทวโลก ผู้หาบุคคลอื่นเปรียบ มิได้ ผู้อันหมู่แห่งทวยเทพยกย่องแล้ว ทรง ประทับนั่ง ณ เทวโลก. พระองค์ทรงเป็นผู้ ฉลาดในบัญญัติทั้งปวง ทรงเป็นอุตตมบุคคล ในโลก ครั้นตรัสคัมภีร์ปุคคลบัญญัติอันแสดง ถึงบัญญัติจบลงแล้ว จึงทรงแสดงกถาวัตถุ ปกรณ์โดยความเป็นเรื่องแห่งถ้อยคำ มีเรื่อง บุคคลเป็นต้นอันใดไว้แล้วโดยสังเขป. บัดนี้ ลำดับแห่งการสังวรรณนาเนื้อ ความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้แล้วใน สุราลัยเทวโลกโดยการเริ่มตั้งไว้แต่เพียงหัวข้อ นั่นแหละ อันพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระเจ้า
หน้า 4 ข้อ 1
จำแนกแล้วในมนุษย์โลกนั้นถึงพร้อมแล้ว เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจักพรรณนากถาวัตถุ- ปกรณ์นั้น ขอท่านทั้งหลายผู้มีจิตตั้งมั่น จง สดับตรับฟังพระสัทธรรมนั้นเทอญ. นิทานกถา ความย่อว่า ในที่สุดลงแห่งการแสดงยมกปาฏิหาริย์ พระผู้มี- พระภาคเจ้าเสด็จเข้าจำพรรษา ณ แท่นบัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ที่โคนไม้ ปาริชาติในเทวนคร ทรงกระทำพระมารดาให้เป็นองค์พยานตรัสอยู่ ซึ่งพระอภิธรรมกถาแก่เทวบริษัท ครั้นทรงแสดงปกรณ์ธัมมสังคณี ได้ ๑๐๐ ปี พวกภิกษุวัชชีบุตรแสดงวัตถุ ๑๐ ประการ อันผิดจากพระ- ธรรมวินัย คือ :- ๑. ภิกษุเก็บเกลือเหลือไว้ในกลักสำหรับฉันกับอาหาร เห็นว่า สมควร. ๒. ภิกษุฉันอาหารเมื่อตะวันบ่าย ๒ นิ้ว เห็นว่าสมควร. ๓. ภิกษุห้ามภัตแล้วเข้าไปในละแวกบ้าน แล้วฉันภัตที่ไม่ทำ วินัยกรรมก่อน หรือไม่เป็นเดนภิกษุไข้ เห็นว่าสมควร. ๔. ภิกษุอยู่ในอาวาสเดียวกันจะแยกทำสังฆกรรม เห็นว่า สมควร. ๕. ภิกษุทำอุโบสถไม่รอฉันทานุมัติ เห็นว่าสมควร.
หน้า 5 ข้อ 1
๖. ข้อปฏิบัติที่อุปัชฌาย์อาจารย์เคยประพฤติมาผิดถูกอย่างไร ประพฤติตาม เห็นว่าสมควร. ๗. ภิกษุห้ามภัตแล้วฉันนมสดที่ยังไม่แปรเป็นนมส้ม เห็นว่า สมควร. ๘. ภิกษุดื่มสุราอ่อน ๆ เห็นว่าสมควร. ๙. ภิกษุใช้ผ้านิสีทนะที่ไม่มีชาย เห็นว่าสมควร. ๑๐. ภิกษุรับหรือยินดีเงินและทองที่เขาเก็บไว้เพื่อตน เห็นว่า สมควร. พระยสเถระผู้เป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อว่า กากัณฑกะ ฟังวัตถุ ๑๐ ประการนั้นแล้ว ได้ถือเอาพระเจ้าอโศกราช ผู้เป็นโอรสของพระ- เจ้าสุสุนาคะ ให้เป็นพระสหาย แล้วคัดเลือกพระเถระ ๗๐๐ รูป ใน จำนวนภิกษุ ๑,๒๐๐,๐๐๐ รูป คือ ๑๒ แสน ย่ำยีวัตถุ ๑๐ ประการ เหล่านั้นแล้วก็ยกสรีระ คือ พระธรรมวินัยขึ้นสังคายนา. ก็ภิกษุวัชชีบุตร มีประมาณ ๑๐,๐๐๐ รูป ถูกพระธรรมสังคา- หกเถระทั้งหลายข่มขู่แล้ว คือติเตียนแล้ว จึงแสวงหาพวก ครั้นได้ พวกที่เป็นทุพพลวะ อันสมควรแก่ตนก็จัดตั้งสำนักตระกูลอาจารย์ใหม่ ชื่อว่า มหาสังฆิกะ แปลว่า พวกมาก ตระกูลอาจารย์ ๒ พวกอื่น อีกเกิดขึ้น คือ โคกุลิกะ และ เอกัพโยหาริกะ ซึ่งแตกแยกมาจาก ตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะนั้น. ตระกูลอาจารย์ ๒ พวกอื่นอีก คือ บัญญัตติวาทะ และพหุลิยะ ซึ่งมีชื่ออีกอย่างหนึ่งว่า พหุสสุติกะ
หน้า 6 ข้อ 1
แตกแยกมาจากนิกายโคกุลิกะ. อาจริยวาท อื่นอีกชื่อว่า เจติยวาท เกิดขึ้นแล้วในระหว่างนิกายพหุลิยะนั้น นั่นแหละ. ในร้อยแห่งปีที่ ๒ คือ ภายในพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี ตระกูลอาจารย์ทั้ง ๕ ตระกูล เกิดขึ้นจากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะด้วยประการฉะนี้. ตระกูลอาจารย์ ทั้ง ๕ เหล่านั้น รวมกับมหาสังฆิกะเดิม ๑ ก็เป็น ๖ ตระกูลด้วยกัน. ในร้อยแห่งปีที่ ๒ นั้น นั่นแหละ อาจริยวาท ทั้ง ๒ คือ มหิ- สาสกะ และวัชชีปุตตกะเกิดขึ้น แตกแยกมาจากเถรวาท. ในบรรดา อาจริยวาททั้ง ๒ นั้น อาจริยวาททั้ง ๔ คือ :- ธัมมุตตริยะ ๑ ภัทร- ยานิกะ ๑ ฉันนาคาริกะ ๑ สมิติยะ ๑ เกิดขึ้นเพราะแตกแยกมาจาก นิกายวัชชีปุตตกะ. ในร้อยแห่งปีที่ ๒ นั่น นั่นแหละ อาจริยวาท ๒ พวก คือ :- สัพพัตถิกวาทะ และ ธัมมคุตติกะ เกิดขึ้นเพราะการ แตกแยกมาจากตระกูลอาจารย์มหิสาสกะอีก. นิกายชื่อว่า กัสสปิกะ เกิดขึ้นเพราะแตกแยกจากตระกูล สัพพัตถิกวาทะอีก. เมื่อนิกายกัสส- ปิกะทั้งหลายแตกกันแล้วก็เป็นเหตุให้นิกายชื่อว่า สังกันติกะอื่นอีกเกิด ขึ้น เมื่อนิกายสังกันติกะทั้งหลายแตกกันแล้ว นิกายชื่อว่า สุตตวาทะก็ เกิดขึ้น. อาจริยวาท ๑ นิกายเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว เพราะแตกแยกมา จากเถรวาทอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. อาจริยวาท ๑๑ นิกายเหล่านี้ รวมกับเถรวาทเดิมก็เป็น ๑๒ นิกาย. ในร้อยแห่งปีที่ ๒ คือ ภายในพระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี อา- จริยวาทคือ ลัทธิแห่งอาจารย์ ทั้งหมดรวม ๑๘ นิกาย คือ ๑๒ นิกาย
หน้า 7 ข้อ 1
ที่แยกมาจากเถรวาทเหล่านี้ และนิกายอาจริยวาท ๖ ที่แตกแยกมา จากตระกูลอาจารย์มหาสังฆิกะทั้งหลาย ฉะนี้แล. คำว่า นิกาย ๑๘ นิกายก็ดี ตระกูลอาจารย์ ๑๘ ตระกูลก็ดี เป็นชื่อของนิกายที่กล่าวมาแล้วเหล่านั้น นั่นแหละ. อนึ่งบรรดานิกาย ๑๘ นิกายเหล่านั้น ๑๗ นิกาย บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นนิกายที่แตกแยก กันมา ส่วนเถรวาท บัณฑิตพึงทราบว่า เป็นนิกายที่ไม่แตกกัน. (โปรดดูแผนผังความเป็นมา ดังต่อไปนี้ :- )
หน้า 8 ข้อ 1
แผนผังแสดงนิกายสงฆ์ในศตวรรษที่ ๓ เถรวาท มหาสังฆิกะ มหิสาสกะ วัชชีปุตตกะ โคกุลิกะ เอกัพโยหาริกะ สัพพัตถิกวทะ ธัมมุตตริยะ สมิติยะ ฉันนาคาริกะ กัสสปิกะ ภัทรยานิกะ ปัณณัตติวาทะ พหุลิยะ สังกันติกะ เจติยวาทะ สุตตวาทะ ๑. ภิกษุผู้ลามกทั้งหลาย ผู้เป็นชาววัช- ชีบุตร ผู้เป็นอธรรมวาที ถูกพระเถระ ผู้ เป็นธรรมวาที ทั้งหลายขับออกแล้ว ได้พวก อื่นจึงตั้งคณาจารย์ใหม่.
หน้า 9 ข้อ 1
๒. ภิกษุ๑เหล่านั้นมีประมาณหมื่นรูปได้ ประชุมกันรวบรวม คือทำการร้อยกรอง พระธรรมวินัย เพราะฉะนั้น การร้อยกรอง พระธรรมวินัยนี้ ท่านจึงเรียกว่า "มหาสังคีติ" แปลว่า การร้อยกรองใหญ่. ๑. ภิกษุประมาณหมื่นรูปเหล่านั้นในที่นี้หมายถึงภิกษุวัชชีบุตร แต่ในที่บาง แห่งกล่าวว่าเป็นภิกษุพวกพระมหาเทพ ซึ่งให้กำเนิดนิกายมหาสิงฆิกวาที ปราวน ย่อว่า พระมหาเทพเป็นบุตรพ่อค้าขายเครื่องหอมในแคว้นอวันตี ท่านอุปสมบท ที่เมืองปาฏลีแคว้นมคธ เป็นผู้เรียนพระไตรปิฎกแตกฉาน วันหนึ่ง ถึงวาระที่ท่าน จะแสดงปาฏิโมกข์ ท่านได้เสนอความเห็น ๕ ข้อ คือทิฏฐิ ๕ ข้อ ต่อที่ประชุม สงฆ์ ดังนี้ :- ๑. พระอรหันต์อาจถูกมารยั่วยวนในความฝันได้. ๒. พระอรหันต์ยังมีอัญญาณ. ๓. พระอรหันต์ยังมีความสงสัย. ๔. พระอรหันต์จะต้องรู้ว่าตนได้มรรคผลต้องอาศัยผู้อื่นอีก. ๕. มรรคผลเกิดขึ้นอาศัยเปล่งคำว่า ทุกข์หนอ ๆ ข้อเสนอของท่านนี้ บางพวกไม่เห็นด้วยจึงทำสังฆกรรมไม่ได้ ครั้นทราบถึง พระเจ้ากาลาโศกราช ๆ ก็เสด็จมาห้ามมิให้เกิดการแตกแยกกัน พระมหาเทพจึง ชี้ขาดโดยให้ระงับอธิกรณ์ ด้วยมติของที่ประชุมสงฆ์ ในที่สุดฝ่ายพระมหาเทพ ชนะเพราะมีพวกมาก ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยนั้นเป็นฝ่ายเถรวาท ต่อมาพวกมหาเทพ ได้จัดการทำสังคีติด้วยสงฆ์หมู่ใหญ่ จึงเรียกว่า มหาสังคีติ และต่อมานิกาย นี้เกิดแตกกันอีก.
หน้า 10 ข้อ 1
๓. ภิกษุทั้งหลายผู้ทำมหาสังคีติ ได้ทำ ความขัดแย้งไว้ในพระศาสนา ทำลายสังคาย- นาเดิม แล้วทำการรวบรวมธรรมวินัยไว้เป็น อีกอย่างหนึ่ง. ๔. ภิกษุเหล่านั้นได้แต่งพระสูตรที่สัง- คายนาไว้แล้วให้เป็นอย่างอื่น และทำลาย อรรถและธรรมในพระวินัยในนิกายทั้ง ๕ ด้วย. ๕. อนึ่ง ภิกษุเหล่านั้นไม่รู้แม้ซึ่งธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้วโดย ปริยายและทั้งโดยนิปปริยาย ไม่รู้อรรถที่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำไว้แล้วและทั้งไม่รู้ จักอรรถที่ควรแนะนำ. ๖. ภิกษุเหล่านั้น ๆ ได้กำหนดอรรถ ไว้เป็นอย่างอื่นจากอรรถที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้โดยหมายเอาอย่างหนึ่ง ได้ยังอรรถ มากมายให้พินาศไปเพราะฉายาแห่งพยัญชนะ๑. ๑. บาลีว่า "พยญฺชนจฺฉายาย" มีความหมายเป็น ๒ นัย คือ พยญฺชน+ ฉายา ก็ได้ พยญฺชน+อจฺฉายาย ก็ได้ นัยแรกแปลว่า เพราะเงาพยัญชนะ หรือ เพราะรูปพยัญชนะ นัยหลังแปลว่า เพราะไม่มีพยัญชนะ เพราะไม่มีรูปพยัญชนะ เพราะไม่รุ่งโรจน์ในพยัญชนะ เพราะไม่ฉลาดในพยัญชนะ.
หน้า 11 ข้อ 1
๗. ภิกษุเหล่านั้นละทิ้งพระสูตรบางอย่าง และพระวินัยอันลึกซึ้งเสีย แล้วแต่งพระสูตร เทียม พระวินัยเทียมทำให้เป็นอย่างอื่น. ๘. คัมภีร์บริวารอัตถุธาระก็ดี อภิธรรมทั้ง ๖ ปกรณ์ก็ดี ปฏิสัมภิทานิทเทสก็ดี ชาดกบาง ส่วนก็ดี. ๙. คัมภีร์มีประมาณเท่านี้ ถูกภิกษุเหล่า- นั้นจำแนกไว้ต่าง ๆ กันแล้วแต่งให้เป็นอย่าง อื่นทั้ง นาม ลิงค์ บริขาร และอากัปปกรณียะ. ๑๐. ภิกษุผู้เป็นหัวหน้าคณะ ผู้มีวาทะ อันแยกกันแล้ว ผู้ทำมหาสังคีติเหล่านั้นได้พา กันละทิ้งซึ่งความเป็นปกตินั้นเสียแล้วแต่งให้ เป็นอย่างอื่น. ๑๑. ก็โดยการเรียนแบบอย่างแห่งภิกษุ เหล่านั้น ได้มีลัทธิอันแตกแยกกันขึ้นมาก- มาย และภายหลังแต่กาลนั้นมาได้เกิดแตก- แยกกันขึ้นในมหาสังฆิกะนั้น ดังนี้คือ :- ๑๒. ภิกษุผู้มหาสังฆิกะได้แตกแยกกัน เป็น ๒ พวก คือ เป็นโคกุลิกะพวกหนึ่งเป็น
หน้า 12 ข้อ 1
เอกัพโยหาริกะพวกหนึ่ง ต่อมาอีกนิกาย โคกุลิกะแตกกันออกเป็น ๒ พวก คือ :- ๑๓. เป็นนิกายพหุสสุติกะพวกหนึ่ง เป็น นิกายบัญญัติพวกหนึ่ง แต่นิกายเจติยะนั้น แตกแยกมาจากพวกมหาสังคีติได้เป็นอีกพวก หนึ่ง. ๑๔. ก็นิกายทั้ง ๕ เหล่านี้ทั้งหมดมีมูล มาจากพวกทำมหาสังคีติที่ทำลายอรรถและ ธรรม และทำลายการสงเคราะห์ธรรมวินัยบาง อย่าง. ๑๕. ภิกษุเหล่านั้นละทิ้งคัมภีร์บางคัมภีร์ และกระทำให้เป็นอย่างอื่นทั้ง นาม ลิงค์ บริขาร และอากัปปกรณียะ. ๑๖. อนึ่ง ในเถรวาทผู้บริสุทธิ์ เหล่า ภิกษุผู้ละทิ้งปกติภาวะและกระทำให้เป็นอย่าง อื่นนั้น ได้เกิดการแตกแยกกันขึ้นอีก ดังนี้ คือ :- ๑๗. เป็นมหิสาสกะพวกหนึ่ง เป็นวัช ชีปุตตกะพวกหนึ่ง สำหรับพวกวัชชีปุตตกะ
หน้า 13 ข้อ 1
นั้นได้แตกแยกออกไปอีก ๔ พวก คือ:- ๑๘. ธัมมุตตริกะ ๑. ภัทรยานิกะ ๑. ฉันนาคาริกะ ๑. สมิติยะ ๑. ในกาลต่อมา พวกมหิสาสกะแตกแยกกันเป็น ๒ พวกอีก คือ :- ๑๙. เป็นพวกสัพพัตถิกวาทะ และ ธัมมคุตตวาทะ สำหรับสัพพัตถิวาทะยังแตก ออกเป็นนิกายกัสสปิกะ ต่อมานิกายกัสสปิกะ แตกแยกเป็นนิกายสังกันติกวาทะ. ๒๐. ต่อมาสังกันติกวาทะแตกกันเป็น สุตตวาที ได้แตกแยกกันมาโดยลำดับดังนี้ วาทะ คือนิกาย เหล่านี้ทั้ง ๑๑ นิกายแตก แยกออกไปจากเถรวาททั้งสิ้น. ๒๑. ภิกษุเหล่านั้นทำลายทั้งอรรถและ ธรรม ทำการรวบรวมอรรถธรรมไว้บางอย่าง และได้ทอดทิ้งคัมภีร์บางคัมภีร์ ทั้งกระทำให้ เป็นอย่างอื่น. ๒๒. ตลอดทั้ง นาม ลิงค์ บริขาร และ อากัปปกรณียะ ได้พากันละทิ้งความเป็นปกติ
หน้า 14 ข้อ 1
เสียแล้ว. ๒๓. นิกายที่แตกแยกกัน ๑๗ นิกาย นิกายที่ไม่แตกแยกกันมี ๑ นิกาย คือเถรวาท รวมนิกายทั้งหมดเป็น ๑๘ นิกาย อีกอย่าง หนึ่งท่านเรียกว่า ตระกูลอาจารย์ ๑๘ ตระกูล. ๒๔. คำสั่งสอนของพระชินะเจ้าเป็น ของบริสุทธิ์บริบูรณ์ไม่ยิ่งไม่หย่อน เป็นหลัก มั่นคงสูงสุดของเถรวาททั้งหลาย ราวกะต้นไม้ ใหญ่ ชื่อว่า นิโครธ ฉะนั้น. ๒๕. นิกายที่เหลือ คือนอกจากเถรวาท เกิดขึ้นแล้วเป็นดุจกาฝากเกิดอยู่ที่ต้นไม้ นิ- กายที่แตกแยกกันมาทั้ง ๑๗ นิกายานี้ ไม่มีใน ร้อยปีแรก แต่ในระหว่างร้อยปีที่ ๒ คือภายใน พระพุทธศักราช ๒๐๐ ปี ได้เกิดขึ้นแล้วใน ศาสนาของพระชินะพุทธเจ้า ด้วยประการ ฉะนี้แล. อนึ่ง อาจริยวาท ๖ แม้อื่นอีก คือ ๑. เหมวติกะ ๒. ราชคิริกะ ๓. สัทธัตถิกะ ๔. ปุพพเสลิยะ ๕. อปรเสลิยะ ๖. วาชิริยะ
หน้า 15 ข้อ 1
เกิดขึ้นแล้วในกาลอัน ๆ อีก อาจริยวาท เหล่านั้น พระคันถรจนาจารย์ท่านไม่ประสงค์ จะกล่าวไว้ในที่นี้. พระราชาผู้ทรงธรรม ก็พระราชาผู้ทรงตั้งอยู่ในธรรมทรงพระนามว่า พระเจ้าอโศก ผู้มี ศรัทธาอันได้เฉพาะแล้วในพระพุทธศาสนาแห่งนิกายอาจริยวาททั้ง ๑๘ นิกายที่มีมาในกาลก่อน จึงทรงสละพระราชทรัพย์วันละห้าแสนทุก ๆ วัน คือเพื่อบูชาพระพุทธเจ้า ๑ แสน เพื่อบูชาพระธรรมเจ้า ๑ แสน เพื่อบูชาพระสังฆเจ้า ๑ แสน เพื่ออาจารย์ของพระองค์ ชื่อว่านิโครธ- เถระ ๑ แสน และเพื่อให้สำเร็จประโยชน์จากยารักษาโรค ที่ประตู ทั้ง ๔ อีก ๑ แสน ได้ให้ลาภสักการะอันมากมายเป็นไปในพระพุทธ- ศาสนาแล้ว. เดียรถีย์ทั้งหลาย คือ นักบวชนอกพระพุทธศาสนาได้เป็น ผู้เสื่อมจากลาภสักการะทั้งปวง ไม่ได้อะไรเลยโดยที่สุด แม้แต่อาหาร หรือผ้าสำหรับปกปิดร่างกาย เมื่อพวกเขาต้องการลาภสักการะอยู่ จึงพา กันไปบวชในสำนักพระภิกษุทั้งหลายและแล้วก็แสดงทิฏฐิ คือ ความเห็น ของตน ๆ ว่า นี้เป็นธรรม นี้เป็นวินัย นี้เป็นคำสอนของพระศาสดา ดังนี้ แม้เมื่อเขาเหล่านั้นไม่ได้การบรรพชาตามประสงค์ เขาก็พากัน โกนผม นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์เอาเองนั่นแหล่ะ ได้พากันเที่ยวไปใน วิหารทั้งหลาย และได้เข้าไปสู่ท่ามกลางสงฆ์ในกาลเป็นที่กระทำซึ่งอุโบ- สถกรรมเป็นต้น. พวกเดียรถีย์เหล่านั้น แม้ถูกภิกษุสงฆ์ติเตียนอยู่โดย
หน้า 16 ข้อ 1
ธรรม โดยวินัย โดยสัตถุศาสน์ คือ คำสั่งสอนของพระศาสดา ก็ไม่ อาจตั้งอยู่ในข้อปฏิบัติอันสมควรแก่พระธรรมวินัยได้ กลับยังเสนียด มลทินและเสี้ยนหนามมากมายให้เกิดขึ้นในพระพุทธศาสนา คือ บาง พวกก็บำเรอไฟ บางพวกก็ย่างตนในความร้อน ๕ อย่าง บางพวกก็แหงน หน้าตามดูพระอาทิตย์เรื่อยไป บางพวกก็คิดมุ่งมาดว่า เราจักทำลาย ธรรมและวินัยของพวกท่าน ดังนี้ ต่างก็พากันพยายามแล้วโดยอาการ นั้น ๆ. ในกาลครั้งนั้น พระภิกษุสงฆ์ไม่ยอมทำอุโบสถและปวารณาร่วม กับพวกเดียรถีย์เหล่านั้น. ในอโศการามขาดอุโบสถกรรมไปถึง ๗ ปี. พระราชาแม้ทรงพยายามอยู่ด้วยความปรารถนาว่า เราจักให้สงฆ์กระทำ อุโบสถกรรมด้วยพระราชอาชญา ก็ไม่อาจเพื่อกระทำได้. ครั้นเมื่อ พวกภิกษุมิใช่น้อย ถูกอำมาตย์ผู้เป็นพาล ผู้เห็นผิดประหารชีวิตแล้ว ความเร่าร้อนก็ได้เกิดแก่พระราชาผู้ทรงธรรม. พระองค์เป็นผู้ปรารถนา เพื่อจะระงับความเดือดร้อนอันนั้น และเสนียดมลทินที่เกิดขึ้นในพระ- ศาสนานั้น จึงตรัสถามพระสงฆ์ว่า ใครหนอเป็นผู้สามารถในคดีนี้ ทรงสดับว่า ข้าแต่มหาราช พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ได้ทรงรับสั่งให้ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระมาจากอโธคงคาบรรพตตามคำของสงฆ์ ได้ เป็นผู้หมดความสงสัยด้วยอานุภาพของพระเถระที่แสดงอิทธิปาฏิหาริย์ จึงตรัสถามความรำคาญใจของพระองค์ ได้ยังความวิปฏิสารให้สงบระงับ ลงแล้ว. แม้พระเถระก็อยู่กับพระราชาในพระราชอุทยานนั่นแหละ ได้ ให้พระราชาศึกษาลัทธิสมัยตลอด ๗ วัน.
หน้า 17 ข้อ 1
กุสโลบายการคัดเลือกลัทธิที่เป็นธรรมวาที พระราชาผู้มีลัทธิที่ทรงศึกษาเสร็จแล้ว ก็รับสั่งให้ภิกษุสงฆ์ ทั้งหลายมาประชุมกันในอโศการามในวันที่ ๗. แล้วทรงรับสั่งให้กั้นม่าน เป็นกำแพงรอบด้าน และทรงประทับนั่งภายในกำแพงม่าน ทรงให้ รวมภิกษุทั้งหลายผู้มีลัทธิอย่างเดียวกันให้อยู่เป็นพวก ๆ และรับสั่งให้ ภิกษุเข้าไปเฝ้าทีละพวก ๆ แล้วรับสั่งถามว่า ภนฺเต กึวาที สมฺมา- สมฺพุทฺโธ แปลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงมีวาทะอย่างไร ? ลำดับนั้น พวกสัสสตวาที คือ ผู้มีวาทะว่า อัตตาและโลกเที่ยง ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีวาทะว่า อัตตาและโลกเที่ยง. พวก เอกัจจสัสสตทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า บางอย่าง เที่ยง ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีวาทะว่า เที่ยงแต่บางอย่าง. พวก อันตานันติกทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า โลกมีที่สุด ก็มี ไม่มีที่สุดก็มี ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า โลกมีที่สุด และไม่มีที่สุด. พวก อมราวิกเขปิกาทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า มีวาทะดิ้น ได้ไม่ตายตัว ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะดิ้นได้ไม่ ตายตัว. พวก อธิจจสมุปปันนิกทิฏฐิ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตา และโลกเกิดขึ้นเอง ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า อัตตาและโลกเกิดขึ้นเอง.
หน้า 18 ข้อ 1
พวก สัญญีวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตามีสัญญา ก็ ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า อัตตามีสัญญา. พวก อสัญญีวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตาไม่มีสัญญา ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า อัตตาไม่มีสัญญา. พวก เนวสัญญีนาสัญญีวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า อัตตา มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า อัตตามีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่. พวก อุจเฉทวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า ขาดสูญ ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า ขาดสูญ. พวก ทิฏฐธัมมนิพพานวาทะ คือ พวกที่มีความเห็นว่า นิพ- พานมีในทิฏฐธรรม ก็ทูลว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะว่า นิพพานมีในทิฏฐธรรม. พวกที่มีวาทะว่า นิพพานมีในทิฏฐธรรม หรือ นิพพานปัจจุบันนี้ พวกเขาย่อมบัญญัติศัพท์ว่า นิพพานปัจจุบัน เป็นธรรมอย่างยิ่ง ของสัตว์ผู้ปรากฏอยู่ด้วยเหตุ ๕ ประการ คือ:- ๑. สมณะ หรือ พราหมณ์บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตตภาพนี้ต้อง บริบูรณ์พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้ง ๕ จึงบรรลุนิพพานปัจจุบันอันเป็น ธรรมอย่างยิ่งได้. ๒. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุปฐมฌาน จึงบรรลุ นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้.
หน้า 19 ข้อ 1
๓. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุทุติยฌาน จึงบรรลุ นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้. ๔. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุตติยฌาน จึงบรรลุ นิพพานปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้. ๕. บางพวกมีทิฏฐิว่า อัตภาพที่บรรลุจตุตถฌาน ไม่มีสุข และทุกข์มีแต่อุเบกขา อันเป็นเหตุให้สติบริสุทธิ์ จึงบรรลุนิพพาน ปัจจุบันอันเป็นธรรมอย่างยิ่งได้. พระราชาทรงทราบว่า " พวกนี้ เป็นอัญญเดียรถีย์ไม่ใช่พระ- ภิกษุ" เพราะพระองค์ได้ทรงศึกษาลัทธิมาก่อนนั่นแหละ จึงทรงพระ- ราชทานผ้าขาวแก่พวกเดียรถีย์เหล่านั้นให้สึกไปเสีย. อัญญเดียรถีย์ ทั้งหมดที่สึกออกไปมีถึง ๖๐,๐๐๐ คน. พระราชารับสั่งให้ภิกษุพวกอื่นเข้าเฝ้า แล้วรับสั่งถามว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงมีวาทะอย่างไร ? ขอถวาย พระพร พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงเป็นวิภัชชวาที เมื่อภิกษุ ทั้งหลายทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาจึงตรัสถามพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเป็นวิภัชชวาทีหรือ ? พระเถระทูลว่า ใช่แล้ว มหาบพิตร. ลำดับนั้น พระราชารับสั่งว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ พระ- ศาสนาบริสุทธิ์แล้ว ขอภิกษุสงฆ์จงทำอุโบสถเถิด ทรงพระราชทาน อารักขาแล้วเสด็จเข้าสู่พระนคร. พระสงฆ์ได้พร้อมเพรียงประชุมกัน
หน้า 20 ข้อ 1
ทำอุโบสถแล้ว. ในสันนิบาตนั้นได้มีภิกษุสงฆ์ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ รูป. พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ แสดงกถาวัตถุ พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ เมื่อจะห้ามวัตถุทั้งหลายที่เกิดขึ้น แล้วในครั้งนั้นและเรื่องที่จะเกิดขึ้นในกาลต่อไป จึงจำแนกมาติกาที่ พระตถาคตทรงตั้งไว้แล้ว ด้วยสามารถแห่งนัย ที่พระศาสนาทรงประ- ทานไว้ แล้วก็นำพระสูตร ๑,๐๐๐ คือ พระสูตร ๕๐๐ สูตร สำหรับ สกวาทะ คือ วาทะของตน และพระสูตร ๕๐๐ สูตร สำหรับปรวาทะ คือ วาทะของผู้อื่น แล้วได้ภาษิตกถาวัตถุปกรณ์ ซึ่งมีลักษณะอันกว้าง ใหญ่ไพศาล ย่ำยีปรัปปวาทะ คือ การโต้แย้ง หรือการขัดแย้งของผู้ อื่น นี้ในสมาคมนั้น. ลำดับนั้น ท่านได้คัดเลือกเอาภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย ผู้ทรงปริยัติ คือ พระไตรปิฎกและผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาญาณ จำนวน ๑,๐๐๐ รูป ในจำนวนภิกษุ ๖,๐๐๐,๐๐๐ รูป กระทำตติยสังคีติ คือการร้อยกรอง พระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ชำระล้างมลทินในพระศาสนาเหมือนกับ พระ- มหากัสสปเถระ และพระยศเถระสังคายนาพระธรรมวินัย ฉันนั้น. ในปิฎกทั้ง ๓ นั้น เมื่อท่านสังคายนาพระอภิธรรมปิฎก ท่าน ได้ยกกถาวัตถุปกรณ์นี้ขึ้นสงเคราะห์ ตามที่ท่านได้ภาษิตไว้แล้ว. เตน วุตฺตํ ด้วยเหตุนั้น พระคันถรจนาจารย์ จึงกล่าวไว้ว่า:-
หน้า 21 ข้อ 1
พระสัมมาสัมพุทธะ ผู้เป็นศาสดาของ โลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ฉลาดในบัญญัติ ทั้งปวง เป็นบุคคลผู้สูงสุด ได้ทรงแสดงกถา วัตถุปกรณ์ โดยความเป็นเรื่อง แห่งกถา ทั้งหลาย มีปุคคลกถาเป็นต้น อันใดไว้โดย สังเขป บัดนี้ ถึงลำดับการสังวรรณนากถา- วัตถุปกรณ์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้งไว้แล้ว โดยการตั้งไว้แต่เพียงมาติกา ณ สุราลัยเทว- โลก อันพระโมคคัลลบุตรติสสเถระจำแนก ในมนุษย์โลกนั้นแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจัก พรรณนาคัมภีร์นั้น ขอท่านทั้งหลาย ผู้มีจิต ตั้งมั่น จงสดับรับรสพระสัทธรรมนั้นเทอญ. นิทานกถา แห่งอรรถกถา จบ
หน้า 22 ข้อ 1
มหาวรรค ปุคคลกถา อนุโลมปัญจกะ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏปรมฏฺเน สกวาที ถามว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถะ คือ อรรถอันเป็นจริง และปร- มัตถะ คือ อรรถอย่างยิ่ง หรือ ? อามนฺตา ( ปรวาที ตอบว่า ) ใช่. ปรวาทีหมายเอาอุปาทา- บัญญัติ ซึ่งเป็นสมมติสัจจะตามลัทธิที่ท่านได้ตั้งไว้ ส่วนสกวาที มุ่ง เอาปรมัตถสัจจะ จึงได้ซักเพื่อพิสูจน์ความเป็นปรมัตถ์ต่อไป. สกวาทีซักว่า สภาวธรรมใดมีอรรถอันเป็นจริง มีอรรถอย่าง ยิ่งมีอยู่ ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถอย่าง ยิ่งนั้น หรือ ? คำว่า สภาวธรรมใด มีอรรถอันเป็นจริงมีอรรถอย่าง ยิ่ง นั้น ได้แก่ สภาวธรรม ๕๗ ประเภท คือขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ และพระนิพพาน หรือสังขตธรรม และ อสงขตธรรมเป็นต้น ธรรมเหล่านี้บัณฑิตไม่พึงถือเอาโดยสมมติสัจจะ. ปรวาที ปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. สกวาที จึงกล่าวว่า ท่านจงรู้นิคคหะ คือการผิดพลาด หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถะและปรมัตถะไซร้ ด้วยเหตุนั้นแหละ
หน้า 23 ข้อ 1
ท่านพึงกล่าวว่า ภาวะใดที่เป็นสัจฉิกัตถะเป็นปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลนั้นได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้น ดังนี้ ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้น พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเป็นบุคคลด้วยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะเป็นปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลนั้นด้วยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้น ดังนี้ คำของท่านจึงผิด. แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะเป็นปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ ด้วยสัจฉิกัตถประมัตถะนั้นไซร้ ท่านก็ไม่ พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่ กล่าวว่า สภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะเป็นปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคลนั้นโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้น ดังนี้ คำของท่านจึงผิด. อนุโลมปัญจกะ จบ หมายเหตุ คำว่า อนุโลมปัญจกะ คือหมวด ๕ แห่งอนุโลม เป็นแบบแผนที่ท่านจะต้องดำเนินการเช่นนี้เสมอไป หรือเรียกว่า เป็น หลัก คำโต้ตอบในลักษณะที่เรียกว่า อนุโลมปฏิโลม ดังเช่นในเรื่องนี้ ท่านได้ยกเอาเรื่องบุคคลขึ้นเป็นประธาน เช่นคำถามของสกวาทีว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ (ปัญหาแรก) ปรวาทีตอบว่าใช่ เพราะท่านถือลัทธิฝ่ายสมมติสัจจะ ฝ่ายสกวาทีผู้ถือ ลัทธิฝ่ายปรมัตถสัจจะเห็นว่าไม่ถูกโดยปรมัตถะอันเป็นสภาวะที่แท้จริง จึง
หน้า 24 ข้อ 1
ซักต่อไปอีกว่า สภาวะใดมีอรรถอันเป็นจริงมีอรรถอย่างยิ่งมีอยู่ ท่าน หยั่งเห็นบุคคลได้โดยอรรถอันเป็นจริง และอรรถอย่างยิ่งนั้นหรือ (ปัญหาหลัง) ปรวาทีตอบปฏิเสธไปเพราะความจริงเป็นเช่นนั้น แต่ ว่าปัญหาเดียวกัน ปัญหาแรกตอบรับรอง ปัญหาหลังปฏิเสธเช่นนี้ ท่านสกวาทีพึงตำหนิ คำตำหนินี้แหละท่านเรียกว่า นิคคหะ ดุจ คำเขาพูดกันว่า ท่านรับรองแล้วก็กลับปฏิเสธเป็นผู้ไม่มีสัจจะ คำว่า นิคคหะ นี้ ท่านจัดเป็นองค์หนึ่งในคำว่า อนุโลมปัญจกะ. คำต่อไป สกวาทีกล่าวว่า หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะไซร้ เพียงเท่านี้ท่านเรียกว่า อนุโลมฐปนา คือ การตั้งอนุโลม ท่านต้องการจะกล่าวคำนั้นไปอีกว่า ด้วยเหตุนั้นนั่น แหละ ท่านจึงกล่าวว่า ภาวะใดที่เป็นสัจฉิกัตถะเป็นปรมัตถะมีอยู่ข้าพ- เจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้น แม้คำเพียงเท่านั้น ท่านเรียกว่า อนุโลมปาปนา คือ การให้ถึงอนุโลม คือ หมายความว่า ให้อนุโลมคือปัญหาแรกไว้นั้นปรากฏอีก เพื่อแสดงว่า ปัญหามีเนื้อความ อย่างเดียวกัน ปัญหาแรกตอบรับรอง ปัญหาหลังก็ต้องตอบรับรองจึง จะถูกต้องก็คำว่า อนุโลมฐปนา และ อนุโลมปาปนา นี้ท่านจัดไว้เป็น องค์หนึ่งในคำว่า อนุโลมปัญจกะ. คำต่อไป สกวาทีกล่าวว่า คำที่ท่านกล่าวรับรองในปัญหาแรก นั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ท่านไม่รับรอง ปัญหาหลังว่า ภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น
หน้า 25 ข้อ 1
บุคคลนั้นได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้นดังนี้คำของท่านผิด คำเพียงเท่านี้ ท่านเรียกว่า อนุโลมอาโรปนา คือการยกอนุโลม เพื่อให้เห็นความ บกพร่อง คือไม่สมเหตุสมผล ฉะนั้นคำว่า อนุโลมอาโรปนา นี้ ท่าน ก็จัดเป็นองค์หนึ่งในคำว่า อนุโลมปัญจกะ. คำต่อไป สกวาทีกล่าวว่า แต่ถ้าท่านไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะนั้นไซร้ เพียงเท่านี้ ท่านเรียกว่าปฏิโลมฐปนา คือการตั้ง ปฏิโลม เพื่อต้องการจะกล่าวคำต่อไปว่า ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลนั้นได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ และคำเพียงเท่านี้ ท่าน เรียกว่า ปฏิโลมปาปนา คือการให้ถึงปฏิโลม หมายความว่ายกเอา ปัญหาหลังเป็นปัญหาแรกบ้าง ถึงอย่างไรความหมายก็เป็นเช่นเดียวกัน คำว่า ปฏิโลมฐปนา และ ปฏิโลมปาปนา นี้ ท่านจัดเป็นองค์อัน หนึ่งในคำว่า อนุโลมปัญจกะ. คำต่อไป สกวาทีกล่าวว่า ที่ท่านกล่าวในปัญหานี้ว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ แต่ไม่กล่าวว่า สภาวะใดเป็น สัจฉิกัตถปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ นั้น คำเพียงเท่านี้ท่านเรียกว่า ปฏิโลมาโรปนา คือการยกปฏิโลม คำว่า ปฏิโลมาโรปนา นี้ ท่านก็จัดเป็นองค์อันหนึ่งในคำว่า อนุโลม- ปัญจกะ รวมทั้ง ๕ ข้อนี้เรียกว่า อนุโลมปัญจกะ คือ หมวด ๕ แห่ง อนุโลม ดังนี้.
หน้า 26 ข้อ 1
อนึ่ง เนื้อความใด ๆ ที่ท่านกล่าวไว้ในพระไตรปิฎกโดยพิสดาร ข้าพเจ้าจะไม่กล่าวในที่นี้ทั้งหมด จะกล่าวแต่ที่เห็นว่าเหมาะสม ส่วน เนื้อความอรรถกถาจะนำมาทั้งหมดเพื่อแนวทางค้นคว้าของผู้สนใจ ต่อไป.
หน้า 27 ข้อ 1
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาปัญจปกรณ์ อรรถกถา ปุคคลกถา ว่าด้วยบุคคลจะกล่าวคำว่าสัจฉิกัตถะก่อน บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลด้วยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ นี้ เป็นคำถาม คำว่า " อามนฺตา " นี้ เป็นคำตอบรับรอง. ถามว่า ก็คำถามที่กล่าวว่า " ท่านหยั่งเห็นบุคคลด้วยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ " และคำตอบรับรองที่ว่า " อามนฺตา " นี้ เป็นของใคร ? ตอบว่า คำถามและคำตอบรับรองนี้ ใคร ๆ ไม่ควรจะกล่าวว่า เป็นของบุคคลอื่น เพราะว่าในปกรณ์นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตั้ง มาติกา คือ หัวข้อธรรมไว้สำหรับเป็นแบบฉบับ เพื่อชำระล้างลัทธิอัน เห็นผิดทั้งหลายมีประการต่าง ๆ. พระโมคคัลลีบุตรติสสเถระ ท่านตั้ง มาติกานี้ตามนัยที่พระศาสดาทรงประทานไว้ และแล้วก็จำแนกความ ตามแบบที่พระองค์ทรงแสดงไว้นั้น. อนึ่ง วาทมรรค คือ ทางแห่งวาทะ ที่พระศาสดาทรงแสดงแนะไว้ในปกรณ์นี้มีประมาณเท่าใด พระเถระ ท่านมิได้แสดงวาทมรรคอันเป็นถ้อยคำที่โต้เถียงกันกับวาทะด้วยวาทะมี ประมาณเท่านั้น ก็ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนี้ เพื่อประโยชน์แก่การ
หน้า 28 ข้อ 1
กำหนดจดจำอรรถแห่งถ้อยคำเหล่านั้นได้โดยง่าย ข้าพเจ้า (พระพุทธ- โฆษาจารย์) จักแสดงวิภาค คือ การจำแนกความอย่างนี้ คือ เป็น คำถามของพระสกวาที ๑ เป็นคำตอบของพระปรวาที ๑ เป็นคำถาม ของพระปรวาที ๑ และเป็นคำตอบของพระสกวาที ๑ แล้วจักพรรณนา ความต่อไป. ก็คำว่า ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺปรมฏฺเน นี้ เป็นคำถามของสกวาที. ด้วยคำถามนั้นท่านแสดงว่า ชนเหล่าใดผู้เป็น ปุคคลวาทีมีความเห็นอย่างนี้ว่า บุคคลมีอยู่ บัณฑิตควรถามชน เหล่านั้นอย่างนี้. ถามว่า ชนเหล่าไหนเป็นปุคคลวาที คือ ผู้มีวาทะว่าบุคคลมีอยู่ โดยแท้จริง ตอบว่า ๑พวกภิกษุวัชชีปุตตกะ ภิกษุนิกายสมิตยะในพระพุทธ ศาสนา และอัญญเดียรถีย์เป็นอันมาก ภายนอกพระพุทธศาสนา บรรดาคำว่า ปุคฺคโล อุปลพฺภติ สจฺฉิกฏฺปรมฏฺเน เหล่านั้น คำว่า ปุคฺคโล แปลว่า บุคคลได้แก่อัตตา สัตว์ และชีวะ. ว่า อุปลพฺภติ ท่านอธิบายว่า ผู้เข้าถึงแล้วย่อมรู้ได้ คือ ย่อม รู้ได้ด้วยปัญญา. คำว่า สจฺฉิกฏฺโ ในคำว่า สจฉิกฏิปรมฺฏ- ๑. ทั้ง ๒ นิกายนี้มีความเห็นว่า บุคคลมีอยู่โดยปรมัตถะ โดยอธิบาย บุคคลของเขาไม่ใช่ขันธ์ ๕ และไม่นอกจากขันธ์ ๕ เหมือนไม่ใช่เชื้อไฟแต่ไม่ นอกไปจากเชื้อไฟ ผิดหลักอนัตตาของเพราะสารีบุตรนี้ถูกพระมหาโมคคัล- ลีบุตรติสสเถระโจมตีมากกว่า ลัทธิ อื่น ๆ.
หน้า 29 ข้อ 1
เน นี้ ได้แก่อรรถอันเป็นจริงที่บัณฑิตไม่พึงถือเอาด้วยอาการอันไม่ เป็นจริง ดุจพยับแดดอันเป็นมายา เป็นต้น. คำว่า ปรมฏฺโ ได้แก่ อรรถอันอุดม อันบัณฑิตไม่พึงถือเอาด้วยสามารถแห่งคำที่เล่าลือ กันมา เป็นต้น อธิบายว่า สกวาทีถามว่า ประเภทแห่งธรรม ๕๗ อย่าง ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้ด้วยขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ และอินทรีย์ ๒๒ ด้วยอรรถทั้ง ๒ คือสัจฉิกัตถะและปรมัตถะนั้นว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูปปรมัตถะ หรือ เป็นต้นข้างหน้าประเภทแห่งธรรมนั้นบัณฑิตย่อมหยั่งเห็นได้ด้วย ความเป็นจริงด้วยอรรถอันเป็นจริงฉันใด ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ตาม ความเห็นของท่านฉันนั้นหรือ ? ปรวาทีตอบรับรองว่า อามนฺตา แปลว่า ใช่ หรือ ถูกแล้ว ก็คำรับรองที่มาในที่อื่น ๆ ท่านใช้ คำว่า อาม ภนฺเต แปลว่า ใช่ครับ และใช้คำว่า อาม ซึ่ง แปลว่าใช่ เป็นต้น แต่ในพระอภิธรรมนี้ คำรับรองท่านใช้คำว่า อามนฺตา อธิบายในคำว่า อามนฺตา ต่อไป :- ก็ปรวาทีบุคคล คือผู้มีวาทะว่าบุคคลมีอยู่ ถือเอาพระสูตรที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูล แก่ตนมีอยู่ แล้วจึงถือเอาความเห็นว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็น สัจวาที ผู้มีวาทะอันหาโทษมิได้ย่อมไม่ทรงแสดงธรรมด้วยสามารถ แห่งคำที่ได้ยินได้ฟังต่อ ๆ กันมา ก็เพราะเหตุที่พระองค์ทรงกระทำโลกนี้
หน้า 30 ข้อ 1
กับทั้งเทวโลกให้แจ่มแจ้งด้วยพระองค์เองแล้วประกาศพระศาสนา เพราะ เหตุนั้น คำว่าบุคคลใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนมีอยู่ บุคคลนั้นต้องมีอยู่โดยสัจฉิกัตถะและ ปรมัตถะ๑ ดังนั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. ทีนั้นสกวาทีเมื่อไม่ให้โอกาส แก่ปรวาทีผู้มีข้ออ้างอันพลั้งพลาดเช่นนั้น จึงกล่าวว่าสภาวะใดมีอรรถ อันเป็นจริง เป็นปรมัตถะมีอยู่ ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ด้วยอรรถอัน เป็นจริงและอรรถอย่างยิ่งอันนั้น หรือ ? พึงทราบคำอธิบายในคำว่า สัจฉิกัตถะ และปรมัตถะ ต่อไป :- ประเภทแห่งธรรม ๕๗ อย่าง มีรูปเป็นต้น ที่พระผู้มีพระภาค- เจ้าทรงแสดงแล้วว่าธรรมใดมีปัจจัย ไม่มีปัจจัย เป็นสังขตะ เป็นอสังขตะ เป็นของเที่ยง ไม่เที่ยง มีนิมิต ไม่มีนิมิต ธรรมเหล่านั้นบัณฑิตไม่พึงถือ เอาด้วยสมมติสัจจะและไม่พึงถือเอาตามคำเล่าลือกันมาเป็นต้น. ประเภท แห่งธรรม ๕๗ อย่างนี้แหละ ชื่อว่า สัจฉิกัตถะ เพราะความที่ตน คือสภาวะแต่ละอย่างนั้น เป็นสภาพมีอยู่จริงนั่นแหละ และได้ชื่อว่า ปรมัตถะ เพราะความประจักษ์ชัดแก่ตนเอง คือแก่ตัวสภาวะนั้น โดย มิต้องเชื่อตามคำเล่าลือกัน. พระสกวาที หมายเอาอรรถทั้ง ๒ อย่างนี้ ๑. คำว่า สัจฉิกัตถะ และปรมัตถะ ว่าโดยอรรถแล้วก็เป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันเพียงพยัญชนะ คือหมายถึงจิต เจตสิก รูป และพระนิพพาน. ส่วนคำว่า บุคคล เป็นเพียงอุปาทาบัญญัติเท่านั้น.
หน้า 31 ข้อ 1
จึงซักว่า สภาวธรรมใดที่เป็นสัจฉิกัตถะและปรมัตถะมีอยู่ ท่านหยั่งเห็น บุคคลนั้นได้ด้วยสัตฉิกัตถะและปรมัตถะนั้น หรือ. คำว่า ตโต เป็นตติยาวิภัตติ เพราะฉะนั้นในที่นี้ จึง อธิบายว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ด้วยสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้นหรือข้อนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า พระสกวาทีถามว่า สภาวธรรมใดที่เป็นสัจฉิกัตถะมีอยู่ โดยอาการอันต่างด้วยลักษณะ มีรุปปนลักขณะ๒ เป็นต้น หรืออันต่าง ด้วยสภาวธรรม มีธรรมที่มีปัจจัยปรุงแต่งเป็นต้น ท่านหยั่งเห็นบุคคล นั้นได้ด้วยอาการอันนั้น หรือ ? ข้อว่า ไม่พึงกล่าว นี้เป็นคำหมิ่นของพระปรวาที อธิบายว่า ก็เมื่อปรวาทีนั้นไม่ปรารถนาคำที่สกวาทีนั้นกล่าว คือไม่เห็นด้วย จึง กล่าวปฏิเสธ คำพระบาลีว่า น เหวํ วตฺตพฺเพ นี้ แยกบทเป็น นหิ เอวํ วตฺตพฺเพ หรือเป็น นห เอวํ ดังนี้ก็สมควร ถึงอย่าง นั้นบททั้ง ๒ นั้นก็แปลว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เช่นเดียวกัน. ข้อว่า ท่านจงรู้นิคคหะ คือ ความผิดพลาดเถิด เป็นคำของ สกวาที. อธิบายว่า สกวาทีกล่าวว่า ท่านกล่าวรับรองปัญหาก่อนว่า ใช่ แต่กลับปฏิเสธในปัญหาหลังว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น คำก่อน ๒. คำว่า ลักษณะ มีหลายอย่าง เช่น.- รุปปนลักขณะ ได้แก่ ลักษณะที่ย่อยยับไปเพราะวิโรธิปัจจัย เป็นต้น ปัตจัตตลักษณะ ได้แก่ ลักษณะที่มีเฉพาะตน สามัญญลักขณะ ได้แก่ ลักษณะที่เสมอกัน มีความไม่เที่ยงเป็นต้น.
หน้า 32 ข้อ 1
ไม่สมกับคำหลัง เพราะเหตุนั้น ท่านจงถึงนิคคหะ จงรับนิคคหะนั้นๆ ครั้นพระสกวาทีให้ปรวาทีรับนิคคหะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทำนิคคหะ นั้นให้ปรากฏด้วยสามารถแห่งฐปนา คือการตั้ง ปาปนา คือการให้ถึง และอาโรปนา คือการยกขึ้น จากอนุโลมและปฏิโลม จึงกล่าวคำว่า หากว่าบุคคล เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า "หากว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล" อธิบายว่า ถ้าว่าท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถ อย่างยิ่งไซร้. ข้อว่า หญฺจิ ปุคฺคโล อุปลพฺภติ เบื้องต้นนี้ ชื่อ อนุโลมปฐปนา เพราะเป็นลักษณะแห่งการให้ถึงนิคคหะและการยก นิคคหะขึ้นจากการตั้งไว้ของฝ่ายปรวาที. ข้อว่า เตน วต เร เป็นต้น ชื่อว่า อนุโลมปาปนา เพราะความที่นิคคหะอันท่านให้ถึงแล้ว ในฝ่ายแห่งอนุโลม. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เตน เป็นคำ แสดงถึงเหตุ. คำว่า วต เป็นคำแสดงถึงความเชื่อมั่น. คำว่า เร เป็นคำสำหรับร้องเรียก. ท่านอธิบายคำว่า เตน วต เร วตฺตพฺเพ นี้ไว้ว่า ดูก่อนเธอผู้มีหน้าอันเบิกบาน ผู้เจริญ เพราะเหตุนั้นแลข้าพเจ้า จึงกล่าวนั่นเทียว. ข้อว่า ยํ ตตฺถ วเทสิ เป็นต้น ชื่อว่า อนุโลม- อาโรปนา เพราะความที่นิคคหะอันท่านยกขึ้นแล้วในส่วนแห่งอนุโลม. อนึ่ง บทว่า มิจฺฉา ในบทที่สุดแห่งอนุโลมนั้น นักศึกษาพึงนำ คำว่า อิทนฺเต มาประกอบไว้ข้างหน้าแห่งคำว่า มิจฺฉา นั้น. ก็ใน คำนี้ ท่านอธิบายว่า " นี้เป็นความผิดของท่าน" และข้อความนี้มีใน พระบาลีข้างหน้านั้นแหละ. ข้อว่า โน เจ ปน วตฺตพฺเพ เป็นต้น
หน้า 33 ข้อ 1
ชื่อว่าปฏิโลมฐปนา เพราะเป็นลักษณะแห่งการให้ถึงและการยกนิคคหะ ขึ้นจากปฏิโลม เพราะท่านตั้งไว้ในคำปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ข้อว่า โน วต เร เป็นต้น ชื่อว่าปฏิโลมปาปนา เพราะความที่ นิคคหะอันท่านให้ถึงแล้วในส่วนแห่งปฏิโลม. ข้อว่า ยํ ตตฺถ วเทสิ เป็นต้นอีก ชื่อว่าปฏิโลมอาโรปนา เพราะท่านยกนิคคหะในฝ่ายแห่ง ปฏิโลมขึ้น ฯ บทว่า มิจฺฉา ในที่สุดแม้นี้ ก็พึงนำคำว่า อิทนฺเต มาไว้ข้างหน้าเหมือนกัน. ในฐานะทั้งหลายที่มีรูปอย่างนี้แม้ข้างหน้าก็ ก็นัยนี้นั่นแหละ. บัณฑิตพึงสรุปเนื้อความจำเดิมแต่ต้นในคำว่า หญฺจิ ปุคฺคโล ฯลฯ สจฺฉิกฏฺปรมฏฺเน นั้น ดังต่อไปนี้ว่า ถ้าว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้ด้วยสัจฉิกัตถะและปรมัตถะไซร้ ด้วยเหตุนั้นแลจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ด้วยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะนั้น. ก็ท่านกล่าวคำใดในปัญหาแรกนั่นแหละว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลได้ด้วยสัจฉิกัตถ์ปรมัตถะ แต่ในปัญหาที่ ๒ ท่านไม่ กล่าวว่า สภาวธรรมใดเป็นสัจฉิกัตถปรมัตถะมีอยู่ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคลนั้นได้ด้วยสภาวะนั้น. คำว่า อิทนฺเต มิจฺฉา ได้แก่ เป็น การตั้ง การให้ถึง และการยกขึ้นแต่อนุโลม ดังพรรณนามาฉะนี้ก่อน. อนึ่ง ปรวาทีไม่ได้กล่าวในปัญหาที่ ๒ ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคลนั้นได้ด้วยอรรถอันเป็นจริงและอรรถอย่างยิ่งนั้น. แม้ในปัญหา แรกก็ไม่ควรกล่าวรับรองเช่นกัน. ในปัญหาแรกนั่นแหละท่านกล่าวว่า
หน้า 34 ข้อ 1
ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลด้วยสัจฉิกัตถะและปรมัตถะ แต่ในปัญหาที่ ๒ ไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นได้ด้วยสัจฉิกัตถะและปรมัตถะ นั้น ดังนี้ คำว่า อิทนฺเต มิจฺฉา ได้แก่การตั้ง การให้ถึง การ ยกขึ้น แต่ปฏิโลมอย่างนี้. คำว่า ย่อมหยั่งเห็น เป็นต้น ชื่อว่า อนุโลมปัญจกะ เพราะ เป็นคำที่ท่านกล่าวถึง นิคคหะ กล่าวถึงปาปนา และอาโรปนา แต่อนุโลม และปฏิโลม ๔ รวมเป็น ๕ ด้วยประการฉะนี้. ในธรรมเหล่านั้น นิคคหะท่านทำไว้ ๒ อย่าง คือ นิคคหะหนึ่งทำด้วยปาปนาและอาโร- ปนาแต่อนุโลม นิคคหะอีกหนึ่งทำด้วยปาปนาและอาโรปนานาปฏิโลม. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นิคคหะอันหนึ่งนี้ อาศัยวาทะแรกว่า ท่านย่อม หยั่งเห็นบุคคลได้ ในปัญหานั้นแห่งคำว่า ท่านจงรู้นิคคหะ ดังนี้ นั่นแหละแล้วจึงยกนิคคหะแรกขึ้นด้วยอาการ ๒ อย่าง เพราะฉะนั้น นิคคหะนี้ จึงชื่อว่าเป็นนิคคหะที่ ๑ สำหรับนิคคหะที่ ๒ นั้น ปรวาที เป็นผู้ทำกับสกวาที เพราะอาศัยเลศนัยว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล ฯลฯ ที่จะมีข้างหน้า. ปุคคลกถา อนุโลมปัญจกะ จบ
หน้า 35 ข้อ 2
ปฏิกัมมจตุกกะ [๒] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านไม่ หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม.๑ หากว่าท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่ พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดังนี้ ผิด ปฏิกัมมจตุกกะ จบ ๑. ปฏิกรรม การกระทำคืน คือ ปัดไม่รับนิคคหกรรม
หน้า 36 ข้อ 2
อรรถกถาปฏิกัมมจตุกกะ หมวด ๔ แห่งการทำตอบ บัดนี้ สกวาทีย่อมรับรองคำต้น เพราะหยั่งเห็นบุคคลไม่ได้ด้วย ปรมัตถสัจจะ แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นในปัญหาหลังท่านก็ปฏิเสธด้วย สามารถแห่งสมมติสัจจะ หรือด้วยสามารถแห่งมิสสกสัจจะ. แต่ปรวาที อาศัยวาทะเลศนัยสักว่า ย่อมหยั่งเห็นไม่ได้ ดังนี้ จึงกระทำตอบ คือทำคืน นิคคหกรรมที่สกวาทีทำแล้วแก่ตน แล้วกล่าวว่า ท่านจง รับรู้ปฏิกรรม คือการทำตอบ เหมือนการด่าตอบของผู้ด่าอยู่ด้วยคำว่า ท่านรับคำก่อนแล้วภายหลังปฏิเสธ. บัดนี้นิคคหะอันสกวาทีทำการ ตั้งวาทะไว้ในอนุโลมปัญจกะแก่ปรวาทีนั้นให้ปรากฏด้วยปาปนา อาโร- ปนาแต่อนุโลมและปฏิโลมโดยวิธีใด ปรวาทีนั้นเมื่อจะทำปฏิกรรมนั้น ให้ปรากฏโดยวิธีนั้น จึงกล่าวคำว่า " หากว่าบุคคล " เป็นต้น. ข้อนั้น บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ก็ในข้อนี้ชื่อว่า ฐปนา เพราะการตั้งไว้ซึ่งส่วนของปรวาทีอันเป็นคำสักว่าการตั้งไว้เท่า นั้น เพื่อแสดงว่า นี้เป็นโทษของท่าน ไม่ได้กระทำนิคคหะหรือ ปฏิกัมมะให้ปรากฏ แต่การกระทำที่ปรากฏแก่สกวาทีนั้นย่อมมีด้วย ปาปนาด้วย ด้วยอาโรปนาด้วย เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงชื่อว่า ปฏิกัมม- จตุกกะ เพราะปฏิกรรม คือการทำตอบ หรือการทำคืน อันท่านทำ แล้วด้วยอาการ ๔ อย่าง ด้วยสามารถแห่งปาปนาและอาโรปนา แต่ อนุโลมและปฏิโลม ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบจตุกกะหมวด ๔ ดังพรรณนามาฉะนี้. อรรถกถาปฏิกัมมจตุกกะ จบ
หน้า 37 ข้อ 3
นิคคหจตุกกะ [๓] ป. ก็ถ้าท่านยังจะยืนยันว่า กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่ง เห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ไซร้ ด้วยเหตุนั้น ท่านเมื่อยังปฏิญาณอยู่ ข้างปฏิเสธบุคคลอย่างนี้ ด้วยปฏิญญานี้ก็ต้องนิคคหะอย่างนี้ ดังนั้น เราจึงนิคคหะท่าน ท่านถูกนิคคหะชอบแล้วเทียว. หากท่านไม่หยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมิตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่าสภาวะ ใดเป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่ง เห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้นตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน. นิคคหจตุกกะ จบ
หน้า 38 ข้อ 3
อรรถกถานิคคหจตุกกะ หมวด ๔ แห่งนิคคหะ ครั้นทำปฏิกรรมอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ปรวาทีใดที่ถูกสกวาทีทำนิค- คหะในอนุโลมปัญจกะแก่ตนได้อาศัยวาทะอันมีเลศนัยนั้น ๆ นั่นแหละ แห่งปัญหานั้นแสดงความกระทำที่ไม่ชอบ โดยกล่าวคำเป็นต้นว่า ตฺวญฺเจ ปน มญฺสิ ดังนี้. บรรดาคำเหล่านั้นคำว่า ตฺวญฺเจ ปน มญฺสิ แปลว่า ก็ท่านยังจะยืนยัน. คำว่า พึงกล่าว นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำรับรองว่า " ใช่ " ในปัจจนิก. ก็ข้อว่า ไม่พึงกล่าว นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำหมิ่น คือ คำปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ข้อว่า เตน ตฺวํ ตตฺถ ได้แก่ ด้วยเหตุนั้น ท่านนั่นแหละย่อมมีในฝักใฝ่ ที่หยั่งเห็นไม่ได้. คำว่า เมื่อรับรองอยู่ ได้แก่รับรองอยู่ว่า ใช่ อย่างนี้ ดังนี้. คำว่า พึงนิคคหะอย่างนี้ ความว่า เมื่อหมิ่นอยู่ด้วยคำว่า ไม่พึงกล่าว อีกชื่อว่า พึงนิคคหะอย่างนี้. คำว่า ดังนั้นเราจึงนิคคหะท่าน ความว่า ที่นั้นพวกเราย่อมนิคคหะซึ่งท่านอันควรแก่การนิคคหะทีเดียว. คำว่า ท่านเป็นผู้อันเรานิคคหะดีแล้ว ความว่า ท่านชื่อว่าเป็นผู้อันเรา นิคคหะชอบแล้ว เพราะความเป็นนิคคหะตามมติของตน. ปรวาทีนั้น ครั้นแสดงซึ่งภาวะอันตนพึงนิคคหะอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะนิคคหะสกวาทีนั้น จึงกล่าวคำว่า หากว่า เป็นต้น.
หน้า 39 ข้อ 3
บรรดาคำเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบ ปนา ปาปนา และ อาโรปนา โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ก็ในบทที่สุด คำว่า นี้เป็นความผิดของท่าน อธิบายว่า คำของท่านนี้ผิด. ข้อนี้ชื่อว่า นิคคหะจตุกกะเพราะปรวาที ทำนิคคหะโดยอาการ ๔ อย่าง ด้วยวาทะ อันมีเลศนัย. อรรถกถานิคคหจตุกกะ จบ
หน้า 40 ข้อ 4
อุปนยนจตุกกะ [๔] ป. หากนิคคหะที่เราทำแก่ท่านนี้ เป็นนิคคหะชั่วไซร้ ท่านจงเห็นอย่างเดียวกันนั่นแหละ ในนิคคหะที่ท่านได้ทำแก่เรา ใน กรณีว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็เราผู้ปฏิ- ญาณอยู่ข้างรับรองบุคคลอย่างนี้ ด้วยปฏิญญานี้ อันท่านไม่พึงนิคคหะ อย่างนี้ ดังนั้น ท่านนิคคหะชั่วเทียว คือนิคคหะว่า หากว่า ท่านหยั่ง เห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงกล่าวว่า สภาวะ ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่ พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวไว้ในปัญหา นั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน. อุปนยนจตุกกะ จบ
หน้า 41 ข้อ 4
อรรถกถาอุปนยนจตุกกะ หมวด ๔ แห่งการน้อมไป ครั้นปรวาทีทำนิคคหะอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะแสดงว่า ถ้า นิคคหะอันเราทำแก่ท่านนี้เป็นนิคคหะชั่วไซร้ นิคคหะอันใดที่ท่านทำ แล้วแก่ข้าพเจ้าในอนุโลมปัญจกะในหนหลัง นิคคหะแม้นั้นก็เป็น นิคคหะชั่ว ดังนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า หากนิคคหะที่เราทำแก่ ท่านนี้เป็นนิคคหะชั่วไซร้. ในข้อนี้อธิบายว่า ถ้าวาทะนี้เป็นวาทะอัน เรานิคคหะชั่วไซร้. อีกอย่างหนึ่งว่า ถ้านิคคหะอันเราทำแก่ท่านนี้เป็น นิคคหะชั่วไซร้. ข้อว่า ท่านจงเห็นอย่างเดียวกันนั่นแหละ ใน นิคคหะที่ท่านได้ทำแก่เรา ความว่านิคคหะอันท่านทำแล้วแก่เราใน หนหลัง ในนิคคหะแม้นั้นท่านจงเห็นนิคคหะนั้นนั่นแหละ. บัดนี้ นิคคหะอันใดที่สกวาทีทำแล้วแก่ปรวาทีนั้นในหนหลัง ปรวาทีนั้นจึงแสดงซึ่งคำนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า พึงกล่าว ดังนี้ เมื่อ จะน้อมไปซึ่งนิคคหะนั้นให้ไม่มีนิคคหะอีก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ก็เราผู้ปฏิญาณอยู่อย่างนี้ ด้วยปฏิญญานี้อันท่านไม่พึงนิคคหะอย่างนี้ ในคำว่า โน จ มยํ ตยา ตตฺถ เหตาย ปฏิญฺาย เป็นต้นนี้ อธิบายว่า นิคคหะนั้น ท่านทำแก่เราเป็นนิคคหะชั่วเหตุใด เพราะเหตุ นั้น ในอนุโลมปัญจกะนั้น เราจึงรับรองอย่างนี้ ด้วยคำปฏิญญานั้นว่า อามนฺตา ใช่ เมื่อคำปฏิเสธแม้เราทำแล้วว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น อีก ก็ถูกท่านนิคคหะอย่างนี้ว่า ท่านจงรับรู้นิคคหะนั่นเทียว ท่าน
หน้า 42 ข้อ 4
นิคคหะเราแม้ผู้ไม่ควรนิคคหะ ก็พวกเราถูกท่านนิคคหะชั่วแล้ว ด้วย นิคคหะอย่างนี้. บัดนี้ ปรวาทีนั้นอาศัยนิคคหะอันใดได้กล่าวว่า พวกเราเป็น ผู้อันท่านนิคคหะชั่วแล้ว ดังนี้ เพื่อแสดงนิคคหะอันนั้น จึงกล่าวคำว่า หญฺจิ ปุคฺคโล ฯ เป ฯ อิทนฺเต มิจฺฉา เป็นต้น นี้ชื่อว่าอุปน- ยนจตุกกะ เพราะนิคคหะอันปรวาทีนั้นน้อมไปแล้วด้วย ปาปนา อาโรปนา ๔ จากอนุโลมและปฏิโลม ดังพรรณนามาฉะนี้. อรรถกถาอุปนยนจตุกกะ จบ
หน้า 43 ข้อ 5
นิคคมจตุกกะ [๕] ป. เราไม่พึงถูกนิคคหะอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ที่ ท่านนิคคหะเราว่า " หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็น ปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิ- กัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ภาวะใด เป็นสัจฉิ- กัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวไว้ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด ดังนี้ จึงกลับเป็นความผิดของท่าน ด้วยเหตุนั้นแหละ นิคคหะที่ท่านทำแล้วจึงทำไม่ชอบ ปฏิกรรมข้าพเจ้า ได้ทำชอบแล้ว การดำเนินความข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้วแล. นิคคมจตุกกะ จบ นิคคหะที่ ๑ จบ
หน้า 44 ข้อ 5
อรรถกถานิคคหจตุกกะ หมวด ๔ แห่งนิคม คือ บทสรุปนิคคหะที่ ๑ - ๘ บัดนี้ ชื่อว่า นิคคมจตุกกะ มีคำว่า เราไม่พึงถูกนิคคหะ อย่างนี้ เป็นต้น. ในข้อว่า เราไม่พึงถูกนิคคหะอย่างนี้ ถ้าว่า ความเป็นแห่งนิคคหะนี้เป็นนิคคหะชั่วอันเราให้สำเร็จแล้วไซร้ ท่านก็ ไม่พึงนิคคหะเราอย่างนี้. คำว่า ด้วยเหตุนั้นแหละ อธิบายว่า ด้วย เหตุนั้น นิคคหะนี้เป็นนิคคหะชั่ว เพราะฉะนั้น ท่านจึงนิคคหะอันใด กะเราว่า ถ้าว่า บุคคล ฯล ฯ นี้เป็นความผิดของท่าน ดังนี้ การ นิคคหะของท่านนี้ผิด. ข้อว่า ด้วยเหตุนั้นแหละนิคคหะที่ท่านทำแล้ว อธิบายว่า นิคคหะใดที่ท่านทำแล้ว นิคคหะนั้น เป็นการทำที่ไม่ดี ด้วย เหตุใด เป็นความผิดด้วยเหตุนั้นแหละ. ปฏิกรรมใดเราทำแล้ว ปฏิกรรม นั้นนั่นแหละเราทำดีแล้ว. ก็การยังกถามรรคให้สำเร็จนี้ท่านทำแล้วทำดี แล้วด้วยสามารถแห่งปฏิกัมมจตุกกะเป็นต้น. ข้อนี้พึงทราบว่าชื่อว่า อนุโลมปัจจนิกปัญจกะ อันท่านชี้แจงแล้วด้วยสามารถแห่งปฏิกัมมะ นิคคหะ อุปนยนะและนิคคมจตุกกะทั้งหลาย มีคำว่า หยั่งเห็นไม่ได้ เป็นต้น แห่งอนุโลมปัญจกะมีคำว่า ย่อมหยั่งเห็นบุคคล เป็นต้น ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถานิคคมจตุกกะ จบ อรรถกถานิคคหะที่ ๑ จบ
หน้า 45 ข้อ 6
นิคคหะที่ ๒ ปัจจนีกปัญจกะ [๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านไม่ หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตาม สภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด. ปัจจนีปัญจกะ จบ
หน้า 46 ข้อ 6
นิคคหะที่ ๒ อรรถกถาปัจจนีกกปัญจกะ หมวด ๕ แห่งปัจจนิก เมื่อความชนะฝ่ายแรกของสกวาทีมีอยู่ประมาณเท่าใด ความ ชนะของปรวาทีด้วยวาทะอันมีเลศนัยสักว่าเป็นคำธรรมดาก็มีประมาณ เท่านั้น. บัดนี้ ครั้นเมื่อความชนะฝ่ายแรกของปรวาที่มีอยู่ฉันใด ความ ชนะของสกวาทีโดยธรรมตามความเป็นจริงก็มีอยู่ฉันนั้น เพื่อแสดงซึ่ง ความเกิดขึ้นแห่งวาทะเช่นนั้น ท่านจึงเริ่มปัจจนิกานุโลมปัญจกะด้วย คำว่า ย่อมหยั่งเห็นบุคคลไม่ได้ เป็นต้น. ในปัจจนิกนั้นเป็นคำถาม ของปรวาที. คำรับรองของสกวาทีหมายเอาสัจฉิกัตถปรมัตถะอันต่างด้วย รูปเป็นต้น. คำซักถามของปรวาทีอีกว่า " สภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะ หมายเอาสมมติสัจจะล้วน หรือสมมติสัจจะที่เจือด้วยปรมัตถะ " คำปฏิเสธ ของสกวาทีว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะสัจฉิกัตถปรมัตถะนั้นใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นไม่ได้ด้วยสามารถแห่งสมมติสัจจะ หรือเพราะ ความซักถามอันระคนแล้วด้วยสัจจะทั้ง ๒. คำเป็นต้นว่า ท่านจงรับรู้ นิคคหะ ดังนี้ ด้วยสักว่าเป็นคำธรรมดาว่า ท่านปฏิเสธอยู่ซึ่งคำอัน ท่านรับรองแล้ว เป็นของปรวาที. พึงทราบว่า นิคคหะที่ ๒ อาศัยวาทะ ที่ ๒ ว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปรวาที ยกนิคคหะขึ้นแล้วด้วยเลศนัยนั้น ดังพรรณนามาฉะนี้. อรรถกถาปัจจนีกปัญจกะ จบ
หน้า 47 ข้อ 7
ปฏิกัมมจตุกกะ [๗] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ท่านหยั่ง เห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม. หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นว่า ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวไว้ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดังนี้ ผิด. ปฏิกัมมจตุกกะ จบ
หน้า 48 ข้อ 7
อรรถกถาปฏิกัมมจตุกกะ หมวด ๔ แห่งการทำตอบ บัดนี้ เป็นคำถามของสกวาทีในนัยแห่งอนุโลม เพื่อแสดงถึง ความชนะในวาทะของตนโดยเป็นธรรม เสมอด้วยการรับรองปัญหานั้น นั่นแหละ. คำตอบรับรองของปรวาทีอาศัยลัทธิของตน. การซักถามไม่ ให้โอกาสแก่ลัทธิของปรวาทีด้วยสามารถแห่งปรมัตถะอีกเป็นของสกวาที. การปฏิเสธของปรวาที เพราะความที่บุคคลเป็นสภาพไม่มีอยู่โดยปรมัตถะ. เบื้องหน้าแต่นี้ คำของสกวาทีทั้งปวงมีคำว่า ท่านจงรู้ปฏิกรรม เป็นต้นนั่นเทียว เพื่อแสดงความชนะของตนโดยธรรมเสมอ. ในปฏิ- กัมมจตุกกะนั้น พึงทราบเนื้อความแห่งปฏิกัมมะนิคคหะ อุปนยนะและ นิคคมจตุกกะทั้งปวง โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ข้อนี้ชื่อว่าปัจจนิกานุโลมปัญจกะ พึงทราบว่าท่านชี้แจงแล้ว ด้วย สามารถแห่งปฏิกัมมะ นิคคหะ อุปนยนะ และนิคคมจตุกกะอันมีคำว่า ย่อมหยั่งเห็นได้ เป็นต้น แห่งปัจจนิกปัญจกะคำว่า ย่อมหยั่งเห็น บุคคลไม่ได้ เป็นต้น ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้. ปัญจกะ คือ หมวด ๕ ทั้ง ๒ ในปฐมสัจฉิกัตถะเหล่านี้ ท่านอธิบายแล้วด้วยประการฉะนี้. ใน ปัญจกะทั้ง ๒ นั้น ปัญจกะแรกสกวาทีทำนิคคหะแก่ปรวาที ชื่อว่าเป็น นิคคหะดี แต่ความชนะที่ปรวาทีอาศัยวาทะอันมีเลศนัย ทำตอบแก่สกวาที ที่ตนให้สำเร็จแล้ว เป็นความชนะที่ไม่ดี ในปัญจกะที่ ๒ ปรวาทีทำ นิคคหะแก่สกวาทีเป็นนิคคหะที่ไม่ดี. แต่ความชนะที่สกวาทีอาศัยวาทะ อันเป็นธรรม อันตนให้สำเร็จแล้วทำตอบแก่ปรวาทีเป็นการชนะที่ดี. อรรถกถาปฏิกัมมจตุกกะ จบ
หน้า 49 ข้อ 8
นิคคหจตุกกะ [๘] ส. ก็ท่านยังจะยืนยันว่า กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดังนี้ไซร้ ด้วยเหตุนั้น ท่านเมื่อยังปฏิญาณอยู่ข้างรับรอง บุคคลอย่างนี้ ด้วยปฏิญญาอย่างนี้ ก็ต้องนิคคหะอย่างนี้ ดังนั้น เรา จึงนิคคหะท่าน ท่านถูกนิคคหะชอบแล้วเทียว. หากว่าท่านหยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิสัตถปรมัตถะด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะ ใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้นตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ ใดเป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตกะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะ สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน. นิคคหจตุกกะ จบ
หน้า 50 ข้อ 9
อุปนยนจตุกกะ [๙] ส. หากนิคคหะที่เราทำแก่ท่านนี้ เป็นนิคคหะชั่วไซร้ ท่านจงเห็นอย่างเดียวกันนั่นแหละ ในนิคคหะที่ท่านได้ทำแก่เรา ใน กรณีว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้า ไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็เราผู้ ปฏิญาณอยู่ข้างปฏิเสธบุคคลอย่างนี้ ด้วยปฏิญญานี้ อันท่านไม่พึง นิคคหะอย่างนี้ ดังนั้นท่านนิคคหะเรา เราจึงถูกนิคคะชั่วเทียว คือ นิคคหะว่า หากว่าท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงกล่าวว่า สภาวะใดเป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น บุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ดังนี้ นี้เป็นความผิดของท่าน. อุปนยนจตุกกะ จบ
หน้า 51 ข้อ 10
นิคมจตุกกะ [๑๐] ส. เราไม่พึงถูกนิคคหะอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้นแหละ ที่ ท่านนิคคหะเราว่า หากว่าท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็น ปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวไว้ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่ง เห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็น สัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลนั้น ตามสภาวะนั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวไว้ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพ- เจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, แต่ไม่พึงกล่าวว่า สภาวะใด เป็นสัจฉิกัตถะ เป็นปรมัตถะ ข้าพเจ้าไม่หยั่งเป็นบุคคลนั้น ตามสภาวะ นั้น โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด " ดังนี้ จึงกลับเป็นความ ผิดของท่านด้วยเหตุนั้นแหละ นิคคหะที่ท่านทำแล้ว จึงทำไม่ชอบ ปฏิกรรมข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้ว การดำเนินความข้าพเจ้าได้ทำชอบแล้ว แล. นิคคมจตุกกะ จบ นิคคหะที่ ๒ จบ
หน้า 52 ข้อ 10
อรรถกถาปฐมสัจฉิกัตถะ ในปฐมสัจฉิกัตถะนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า :- ปฐมปัญจกะ สกวาทีทำนิคคหะอัน บริสุทธิ์แก่ปรวาที แต่การชนะในการทำตอบ ของปรวาทีในปัญหานั้นนั่นแหละ ไม่บริสุทธิ์. ในทุติยปัญจกะปรวาทีทำนิคคหะแก่สกวาที เป็นนิคคหะที่ไม่บริสุทธิ์ แต่ชัยชนะในการ ทำตอบของสกวาทีในที่นั้นนั่นแหละ บริสุทธิ์ วิเศษแล้ว. เพราะฉะนั้นในฐานะแม้ทั้ง ๒ ความชนะของสกวาทีเทียวชื่อว่าชนะโดยธรรม ความชนะโดยอธรรมของปรวาทีจักมีแต่ที่ไหน. ความมีชัยและความปราชัยในสัจฉิกัตถะอัน ประดับด้วยหมวด ๒ แห่งปัญจกะนี้ท่านกล่าว แล้วด้วยสามารถแห่งธรรม และอธรรม ฉันใด ในสัจฉิกัตถะทั้งปวงอื่นจากนี้ บัณฑิตพึงยัง ความมีชัยและปราชัยทั้ง ๒ ให้แจ่มแจ้ง ฉัน- นั้นนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถานิคคหะที่ ๒ จบ
หน้า 53 ข้อ 11
นิคคหะ ที่ ๓ [๑๑ ] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง๑ โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลในที่ทั้งปวงโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตปรมัตถะ ดังนี้ ผิด แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ- กัตปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลในที่ทั้งปวงโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด ฯลฯ นิคคหะที่ ๓ จบ ๑. หมายถึง สรีระ เอาความว่า สรรพางค์กาย
หน้า 54 ข้อ 11
อรรถกถานิคคหะที่ ๓ ครั้นยังสัจฉิกัตถะอันบริสุทธิ์ให้พิสดารอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะ ยังสัจฉิกัตถะอันบริสุทธิ์นั้นนั่นแหละให้พิสดาร โดยนัยอื่นอีกมีโอกาส นัยเป็นต้น ท่านจึงเริ่มคำว่า ปุคฺคโล อุปลพฺภติ อีกเป็นต้น. ในนิคคหะที่ ๓ นี้ คำถามเป็นของสกวาที. คำตอบรับรองเป็นของ ปราวที. คำซักถามหมายเอาสรีระในคำว่า ในที่ทั้งปวง อีกเป็น ของสกวาที. คำปฏิเสธเป็นของปรวาทีเพราะเห็นข้อบกพร่องในการ พิจารณาเห็นตนในรูปด้วย ข้อบกพร่องที่จะประสบว่า ชีวะก็อย่างหนึ่ง สรีระก็อย่างหนึ่งด้วย ดังนี้คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบในอนุโลม- ปัจจนิกปัญจกะ โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในหนหลังนั่นแหละ. ก็ในที่นี้ ท่านย่อพระบาลีไว้. คำที่ท่านกล่าวไว้ในนิคคหะที่ ๖ นั้นว่า ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล ในที่ทั้งปวง ดังนี้ ท่านหมายเอาสรีระ บุคคลนั้นย่อมหยั่งเห็นได้ภาย- นอกจากสรีระย่อมไม่ถูก เหตุใด เพราะเหตุนั้นในปัจจนิก สกวาทีจึง ปฏิเสธ. ปฏิกรรมของปรวาทีย่อมมีด้วยสามารถแห่งวาทะอันมีเลศนัยน่า ท่านรับรองคำแรกแล้วภายหลังย่อมดูหมิ่น ดังนี้. คำที่เหลือปรากฏ ชัดแล้วนั่นแล. อรรถกถานิคคหะที่ ๓ จบ
หน้า 55 ข้อ 12
นิคคหะที่ ๔ [๑๒] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลในกาลทั้งปวงโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น ว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่ พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดย สัจฉิกัตถปมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า หยั่งเป็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด. นิคคหะที่ ๔ จบ
หน้า 56 ข้อ 12
อรรถกถานิคคหะที่ ๔ นัยที่ ๒ คำว่า ในกาลทั้งปวง เป็นคำซักถามของสกวาที หมายถึงกาลคือชาติที่มีมาก่อนและมีในภายหลัง และกาลที่พระพุทธเจ้า ยังทรงพระชนม์อยู่และปรินิพพานแล้ว. การปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะเห็นข้อบกพร่องแห่งคำว่า เป็นกษัตริย์ก็คนนั้นแหละ เป็น พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ เป็นต้น และเห็นโทษคือความพลั้งพลาด เพราะไม่มีอะไรแปลกกันของกาลที่พระพุทธเจ้ายังทรงพระชนม์อยู่หรือ ปรินิพพานแล้ว. คำที่เหลือเป็นเช่นกับคำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในนัยแรก นั่นเทียว. อรรถกถานิคคหะที่ ๔ จบ
หน้า 57 ข้อ 13
นิคคหะที่ ๕ [๑๓] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลในสภาวะธรรมทั้งปวงโดยสัจฉิ กัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรม ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่าข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่าพึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรม ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด ฯลฯ นิคคหะที่ ๕ จบ
หน้า 58 ข้อ 13
อรรถกถานิคคหะที่ ๕ นัยที่ ๓ คำว่า ในสภาวธรรมทั้งปวง ดังนี้ เป็นคำซัก ถามของสกวาทีหมายถึงขันธ์และอายตนะทั้งหลายเป็นต้น. คำปฏิเสธ เป็นของปรวาที เพราะกลัวแต่ความผิดพลาดในคำว่า อัตตาในรูป อัตตาในจักษุ เป็นต้น. คำที่เหลือเป็นเช่นนั้นนั่นแหละด้วยประการ ฉะนี้. อรรถกถานิคคหะที่ ๕ จบ
หน้า 59 ข้อ 14
นิคคหะที่ ๖ [๑๔] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถประมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหา นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลใน ที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในที่ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด ฯลฯ นิคคหะที่ ๖ จบ
หน้า 60 ข้อ 15
นิคคหะที่ ๗ [๑๕ ] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวง โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็น บุคคลในกาลทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้า ไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่ พึงกล่าวว่าข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในกาลทั้งปวงโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ นิคคหะที่ ๗ จบ
หน้า 61 ข้อ 16
นิคคหะที่ ๘ [๑๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรม ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้า ไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรมทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. ก็ต้องไม่ กล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิถัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลในสภาวธรรม ทั้งปวง โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ นิคคหะที่ ๘ จบ
หน้า 62 ข้อ 16
อรรถกถานิคคหะที่ ๖, ๗, และที่ ๘ หัวข้อที่เป็นประธานทั้ง ๓ ( คือ นิคคหะที่ ๓. ๔. และที่ ๕. ) เหล่านี้ท่านแบ่งไว้ในอนุโลมปัจจนิกปัญจกะตามลำดับ ด้วยสามารถแห่ง อนุโลมพอประมาณก่อนนั่นแหละ เพื่อจะแจกปัจจนิกานุโลมปัญจกะ ด้วยสามารถแห่งปัจจนิกพอประมาณอีก จึงเริ่มคำว่า ปุคฺคโล นูปลพฺภติ เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดย นัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในปัจจนิกตามที่ย่อมาไว้ในพระบาลีแห่งอนุโลมนั่น แหละ และโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในอนุโลมตามที่ย่อไว้ในพระบาลี แห่งปัจจนิกนั่นแหละด้วย. บัณฑิตพึงทราบ การประกอบวาทะนี้ ชื่อว่า อัฏฐมุขตามที่ท่านชี้แจงไว้แล้วด้วยสามารถแห่งปัจจนิกอย่างละ ๒ คือ สัจฉิกัตถะทั้ง ๔ คือ สุทธิกสัจฉิกัตถะ๑ ๑. และสัจฉิกัตถะทั้ง๒ ๓ เหล่านี้ ด้วย แห่งอนุโลมปัจจนิกและปัจจนิกานุโลมในสัจฉิกัตถะอย่างละหนึ่ง ด้วย ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. การประกอบวาทะ ชื่อว่า อัฏฐมุขอันใด ที่ท่านจารึกไว้ในพระบาลีว่า นิคคหะ ๘ ในฝ่ายละหนึ่ง ย่อมมีด้วย สามารถแห่งนิคคหะอย่างละหนึ่ง ดังนี้ ท่านกล่าวคำนั้นไว้ในที่นี้ว่า.- การประกอบวาทะ อันพระผู้มีพระภาคทรงประกาศแล้วนี้ ชื่อว่า อัฏฐมุข โดยประเภทแห่งปัญจกะทั้ง ๒ ในปัญหา ๔ อย่าง ด้วยประการ ๑. คำว่า สุทธิกสัจฉิกัตฉะ ได้แก่ สัจฉิกัตถะล้วน คือไม่เจือด้วยอย่าง อื่น. ๒. คำว่า สัจฉิกัตถะทั้ง ๓ ได้แก่ สัจฉิกัตถะที่ท่านกล่าวถึงที่ทั้งปวง ในกาลทั้งปวง และในธรรมทั้งปวง.
หน้า 63 ข้อ 16
ฉะนี้. นิคคหะ ๘ ในที่นั้นนั่นแหละ บรรดานิคคหะเหล่านั้น นิคคหะ ที่ประกอบด้วยธรรม ๔ ที่ไม่ประกอบด้วยธรรม ๔ ความมีชัยด้วย ความปราชัยด้วย แห่งสกวาที และปรวาที มีอยู่ในที่ทั้งปวง ดังนี้แล. จบนิคคหะที่ ๖. ๗. และ ๘ เพียงนี้. อรรถกถาสัจฉิกัตถะ จบ
หน้า 64 ข้อ 17, 18
สุทธิกสังสันทนา [๑๗] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเป็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. ที่ท่านกล่าวในปัญหา นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๑๘] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นเวทนา โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯลฯ ยตนะ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ฯ ล ฯ
หน้า 65 ข้อ 19
ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๑๙] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นจักขายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น โสตายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นฆานายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นกายายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูปายตนะ ฯ ล ฯ ดุจ หยั่งเห็นสัททายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นคันธายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น รสายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นโผฏฐัพพายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นมนา-
หน้า 66 ข้อ 20, 21
[๒๐] . . .ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นฆานธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่ง เห็นชิวหาธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นกายธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูปธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัททธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นคันธธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่ง เห็นรสธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นโผฏฐัพพธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นจักขุ วิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นโสตวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น ฆานวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นชิวหาวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่ง เห็นกายวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นมโนธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น มโนวิญญาณธาตุ ฯลฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมธาตุ ฯ ล ฯ โดยสัจฉิกัตถปมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ [๒๑] . . .ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นฆานินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจ หยั่งเห็นชิวหินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นกายินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น มนินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นชีวิตินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นอิตถินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นปุริสินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสุขินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจ หยั่งเห็นทุกขินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นโสมนัสสินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่ง เห็นอุเปกขินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัทธินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น วิริยินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสตินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสมาธิ- นทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นปัญญินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นอนัญญาตัญ- ญัสสามีตินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น อัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ?
หน้า 67 ข้อ 22
ป. ถูกแล้ว ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็ เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็น อื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็ เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหา นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญ- ญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่นดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๒๒] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่๑ และท่านก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ๑. องฺ. จตุกก. ๒๑/๙๖. อภิ. ปุ. ๓๖/๑๐.
หน้า 68 ข้อ 22
ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่ง เห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูป เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูปโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ ข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็น อื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นเวทนา ฯ ล ฯ และท่านก็
หน้า 69 ข้อ 23
หยั่งเห็นสัญญา ฯ ล ฯ และท่านก็หยั่งเห็นสังขาร ฯ ล ฯ และท่านก็ หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่ง เห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าว ได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด. แต่ถ้าไม่พึงกล่าว ว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้า ก็หยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น พึง กล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อ กูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๒๓] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ และท่านหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯ ล ฯ และท่าน ก็หยั่งเห็นธัมมายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ
หน้า 70 ข้อ 24, 25
[๒๔] . . .ท่านก็หยั่งเห็นจักขุธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นกายธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นรูปธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นโผฏฐัพพธาตุ ฯลฯ และท่านก็หยั่งเห็นจักขุวิญญาณ- ธาตุ ฯ ล ฯ และท่านก็หยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุ ฯ ล ฯ และท่านก็หยั่ง เห็นธัมมธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ [๒๕] . . .และท่านก็หยั่งเห็นจักขุนทรีย์ โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะหรือ ฯ ล ฯ และท่านก็หยั่งเห็นโสตินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ฯ ล ฯ ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็น อัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว ว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหา
หน้า 71 ข้อ 25
นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็ เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคล ก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และ ข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าว ว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ สุทธิกสังสันทนา จบ
หน้า 72 ข้อ 25
อรรถกถาสุทธิกสังสันทนา ว่าด้วยการเทียบเคียงสุทธิกะ บัดนี้ เป็นการเทียบเคียงสัจฉิกัตถะกับรูปเป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า รูป เป็นคำถามของสกวาที โดยหมายเอาด้วยคำว่า ท่าน หยั่งเห็นรูปได้โดยปรมัตถะฉันใด แม้บุคคลท่านก็หยั่งเห็นตามลัทธิของ ท่านฉันนั้นหรือ ดังนี้. คำรับรองถือเอาเพียงคำว่า บุคคลมีอยู่ ดังนี้ เป็นของปรวาที. การซักถามของสกวาทีว่า ถ้าว่าบุคคลมีอยู่จากรูป ปรมัตถะราวกะรูปตามลัทธิของท่านไซร้ ความเป็นอย่างอื่น คือการเกิด ดับ แม้เหล่าบุคคลก็ย่อมปรากฏราวกะธรรมทั้งหลายมี เวทนาเป็นต้น ดังนี้ การปฏิเสธเป็นของปรวาที เพราะเห็นผิดจากพระสูตรที่เป็นลัทธิ. คำที่เหลือปรากฏชัดแล้วโดยอรรถนั้นเทียว ก็ในที่นี้เมื่อว่าโดยธรรม ท่านแสดงอนุโลมปัญจกะ ๕๗ ประเภท ในอนุโลมปัญจกะที่เป็นมูลใน ฝ่ายสกวาที ด้วยสามารถแห่งสัจฉิกัตถปรมัตถะ ๕๗ ประเภท ฯ หมวด ๔ แห่งปฏิกัมมะท่านย่อไว้. และท่านแสดงปฏิโลมปัญจกะ ๕๗ ประเภท ในอนุโลมแห่งปัจจนิกแม้อันเป็นมูลฝ่ายปรวาทีอีก. หมวด ๔ แห่ง ปฏิกัมมะ เป็นต้น ท่านย่อไว้. คำซักถามของปรวาทีว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสแล้ว เป็นต้นเพื่อแสดงถึงความที่บุคคลเป็นของมีอยู่ ด้วยคำ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้แล้วด้วย ซึ่งความที่รูปเป็นสภาวะที่หยั่ง เห็นได้ด้วยสามารถแห่งสัจฉิกัตถะและปรมัตถะด้วย แล้วจึงให้สกวาที รับรองซึ่งความเป็นอย่างอื่น คนละอย่าง แห่งธรรมทั้ง ๒. คำปฏิเสธ
หน้า 73 ข้อ 25
เป็นของสกวาที เพราะความที่ปัญหาอันมีอรรถอย่างเดียวกัน และมี อรรถต่างกันแห่งสมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะทั้งหลายควรงดตอบ. คำ ที่เหลือแม้ในที่นี้ก็ปรากฏชัดเจนแล้วโดยอรรถทั้งนั้น ดังนี้แล. อรรถกถาสุทธิกสังสันทนา จบ
หน้า 74 ข้อ 26
โอปัมมสังสันทนา [๒๖] ส. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็น เวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นรูปโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น ( อย่างเดียว ) ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็น อื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะรูปเป็นอื่น เวทนา
หน้า 75 ข้อ 27
ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็น อื่น เวทนาก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคล ก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๒๗] ส. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็น สัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯ ล ฯ ดุจหยั่ง เห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็น อื่น วิญญาณก็เป็นอื่น (อย่างเดียวกัน ) ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น ว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง
หน้า 76 ข้อ 28, 29
เห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเป็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวไว้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๒๘] ส. ท่านหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นสัญญา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ เวทนาเป็นอื่น รูปก็เป็นอื่น หรือ ฯ ล ฯ [๒๙] ท่านหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็น สังขาร ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ สัญญาเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ
หน้า 77 ข้อ 30, 31
[๓๐] ส. ท่านหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นวิญญาณ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ สังขารเป็นอื่น สัญญาก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๓๑] ส. ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดุจหยั่ง เห็นรูป ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็น อื่น หรือ ? ฯ ล ฯ ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นวิญญาณ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ วิญญาณ เป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น อย่างเดียวกัน ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นสังขาร โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ วิญญาณเป็นอื่น
หน้า 78 ข้อ 32, 33, 34
สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าว ได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดุจหยั่งเห็นสังขาร โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๓๒] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นโสตายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ จักขายตนะเป็นอื่น ธัมมายตนะก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๓๓] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตายตนะ ฯ ล ฯ ท่านหยั่งเห็น ธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นจักขายตนะ ฯ ล ฯ ดุจ หยั่งเห็นมนายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ธัมมายตนะเป็นอื่น มนาย- ตนะก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๓๔] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขุธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นโสตธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นธัมธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ จักขุธาตุเป็นอื่น ธัมธาตุก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ
หน้า 79 ข้อ 35, 36, 37
[๓๕] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตธาตุ ฯ ล ฯ ท่านหยั่งเห็นธัม ธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น มโนวิญญาณธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ธัมธาตุเป็นอื่น มโนวิญญาณ- ธาตุ ก็เป็นอื่น หรือ ? ฯลฯ [๓๖] ส. ท่านหยั่งเห็นจักขุนทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ จักขุนทรีย์เป็นอื่น อัญญาตาวินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๓๗] ส. ท่านหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯ ล ฯ ท่านหยั่งเห็น อัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า ท่านหยั่งเห็นอัญญา- ตาวินทรีย์โดยสัจฉิกกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น อย่างเดียว กัน ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตา-
หน้า 80 ข้อ 38
วินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหา นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น ข้าพเจ้าไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๓๘] ป. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็น เวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ?
หน้า 81 ข้อ 38
ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า ท่านหยั่งเป็นรูป โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็น อื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นอื่นบุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าว ในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็น อื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนา ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล ตนมีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตนมีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ
หน้า 82 ข้อ 39, 40, 41, 42, 43, 44
[๓๙] ป. ท่านหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็น สัญญา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ รูปเป็นอื่น วิญญาณก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๐] ป. ท่านหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นสัญญา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสังขาร ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูปโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ เวทนาเป็นอื่น รูปก็เป็นอื่นหรือ ? ฯ ล ฯ [๔๑] ป. ท่านหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นสังขาร ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นวิญญาณ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ สัญญาเป็นอื่น เวทนาก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๒] ป. ท่านหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่ง เห็นวิญญาณ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นรูป ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญาโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ สังขารเป็นอื่น สัญญาก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๓] ป. ท่านหยั่งเห็นวิญญาณโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะดุจหยั่ง เห็นรูป ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นเวทนา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสัญญา ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นสังขารโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ วิญญาณเป็นอื่น สังขารก็เป็น อื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๔] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นโสตายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นธัมมายตนะโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ
หน้า 83 ข้อ 45, 46, 47, 48, 49
จักขายตนะเป็นอื่น ธัมมายตนะก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๕] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตายนะ ฯ ล ฯ ธัมมายตนะโดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นจักขายตนะ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นมนายตนะ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ธัมมายตนะเป็นอื่น มนายตนะก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๖] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขุธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นโสตธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นธัมธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ จักขุธาตุเป็นอื่น ธัมธาตุก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๗] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตธาตุ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ฯ ล ฯ ท่านหยั่งเห็นธรรมธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นจักขุธาตุ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นมโนวิญญาณธาตุโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ธัมธาตุเป็นอื่น มโนวิญญาณธาตุก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๘] ป. ท่านหยั่งเห็นจักขุนทรีย์โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ จักขุนทรีย์เป็นอื่น อัญญาตาวินทรีย์ก็เป็นอื่น หรือ ? ฯ ล ฯ [๔๙] ป. ท่านหยั่งเห็นโสตินทรีย์ ฯ ล ฯ อัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นจักขุนทรีย์ ฯ ล ฯ ดุจหยั่งเห็น อัญญินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ ก็เป็นอื่น หรือ ฯ ล ฯ ส. ถูกแล้ว.
หน้า 84 ข้อ 49
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่า ท่านหยั่งเห็น อัญญาตาวินทริย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์ โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และท่านก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตา- วินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูล ตน มีอยู่ และข้าพเจ้าก็หยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่ กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจ หยั่งเห็นอัญญินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ
หน้า 85 ข้อ 49
เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิ- กัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่ง เห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ดุจหยั่งเห็นอัญญินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น อัญญินทรีย์ก็เป็นอื่น พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ และข้าพเจ้าหยั่งเห็นอัญญาตาวินทรีย์ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ โอปัมมสังสันทนา จบ อรรถกถาโอปัมมสังสันทนา ว่าด้วยการเทียบเคียงสัจฉิกัตถะด้วยความอุปมา บัดนี้ ชื่อว่าเป็นการเทียบเคียงสัจฉิกัตถะด้วยสามารถแห่งการ เปรียบกับธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นนั่นแหละ บรรดาคำเหล่านั้นแม้ ทั้ง ๒ คำถาม คือ คำถามถึงความที่รูปและเวทนาเป็นคนละอย่างด้วย ความเห็นทั่วไปอย่างหนึ่ง คำถามที่ถามถึงความเห็นทั่วไปของบุคคลกับ รูปอย่างหนึ่ง เป็นของสกวาที. คำตอบรับรองแม้ทั้ง ๒ ปัญหา เป็น ของปรวาที. คำซักถามถึงความเป็นคนละอย่างของรูปกับบุคคล ดุจรูป กับเวทนาด้วยความเห็นทั่วไปที่ปรวาทีไม่เห็นด้วย เป็นของสกวาที. คำ ปฏิเสธเป็นของปรวาที. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ชัดเจนแล้วโดยอรรถนั่น เทียว. ก็เมื่อว่าโดยธรรมแล้ว ในข้อนี้ในฝ่ายสกวาทีท่านแสดงนิคคห- ปัญจกะ คือหมวด ๕ แห่งนิคคหะ ไว้ถึง ๙๒๐ นัย ด้วยสามารถ
หน้า 86 ข้อ 49
แห่งความหมุนไปซึ่งธรรมมีรูปเป็นมูละเป็นต้น. ถามว่า " แสดง อย่างไร " ตอบว่า ในขันธ์ทั้งหลายก่อน คือธรรมที่เป็นรูปเป็นมูละ หมุนไปได้ ๔ นัย ในเวทนามูละเป็นต้นก็เหมือนกัน รวมเป็น ๒๐ นัย (๔ x ๕ = ๒๐). ในอายตนะทั้งหลาย จักขายตนะมูละหมุนไปได้ ๑๑ นัย ในอายตนะที่เหลือก็ฉันนั้น รวมเป็น ๑๓๒ นัย (๑๑ x ๑๒ = ๑๓๒ ). ในธาตุทั้งหลาย จักขุธาตุมูละหมุนไปได้ ๑๗ นัย ในธาตุที่เหลือก็ฉัน นั้น รวมเป็น ๓๐๖ นัย ( ๑๗ x ๑๘ = ๓๐๖ ). ในอินทรีย์ทั้งหลาย จักขุนทริยมูละหมุนไปได้ ๒๑ นัย ในอินทรีย์ที่เหลือก็ฉันนั้น รวม เป็น ๔๖๒ นัย (๒๑ x ๒๒ = ๔๖๒) รวมทั้งหมดเป็นนิคคหปัญจกะ ๙๒๐ นัย ด้วยประการฉะนี้. แม้ในฝ่ายปรวาที ท่านก็ทำให้สกวาที รับคำถึงความเป็นคนละอย่างแห่งธรรมทั้งหลายมีรูปกับเวทนาเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งอนุโลมว่า รูปํ อุปลพฺภติ แปลว่า ท่านหยั่ง เห็นรูป เป็นต้น แล้วจึงยกเอาความเห็นทั่วไปขึ้นทำการซักถามถึงความ เป็นคนละอย่างด้วยธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นกับบุคคล ด้วยสามารถ แห่งคำอันมีเลศนัยเพราะอาศัยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลมีอยู่ อีก. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ เป็นของง่ายโดยเนื้อความ ทั้งนั้น. เมื่อว่าโดยธรรมท่านแสดงปฏิกัมมจตุกกะ คือ หมวด ๔ แห่ง ปฏิกรรม ไว้ ๙๒๐ นัย โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในฝ่ายสกวาที. การ เทียบเคียงสัจฉิกัตถะกับรูปเป็นต้นด้วยสามารถแห่งการอุปมามีประมาณ เท่านี้. อรรถกถาโอปัมมสังสันทนา จบ
หน้า 87 ข้อ 50, 51
จตุกกนยสังสันทนา [๕๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นบุคคลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนี้. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้า ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๕๑] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลในรูปหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากรูปหรือ ? ฯ ล ฯ รูปในบุคคลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดย
หน้า 88 ข้อ 52
สัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่ พึงกล่าวว่า รูปในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่าข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๕๒] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในเวทนาหรือ ? ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ ฯ ล ฯ เวทนาในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ สัญญา เป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในสัญญาหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากสัญญา หรือ ฯ ล ฯ สัญญาในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ สังขารเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคล ในสังขารหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากสังขารหรือ ฯ ล ฯ สังขารในบุคคล หรือ ฯ ล ฯ วิญญาณเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในวิญญาณหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ ฯ ล ฯ วิญญาณในบุคคลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณใน บุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้า หยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง
หน้า 89 ข้อ 53, 54, 55
กล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ไม่พึง กล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๕๓] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในจักขาย- ตนะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากจักขายตนะหรือ ฯ ล ฯ จักขายตนะใน บุคคลหรือ ฯ ล ฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในธัมมายตนะ หรือ ฯ ล ฯ ธัมมายตนะในบุคคลหรือ ? ฯ ล ฯ [๕๔] . . .จักขุธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในจักขุธาตุ หรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากจักขุธาตุหรือ ฯ ล ฯ จักขุธาตุในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ ธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในธัมธาตุหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากธัมธาตุหรือ ฯ ล ฯ ธัมธาตุในบุคคลหรือ ? ฯ ล ฯ [๕๕] . . .จักขุนทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในจัก- ขุนทรีย์หรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากจักขุนทรีย์หรือ ฯ ล ฯ จักขุนทรีย์ใน บุคคลหรือ ฯ ล ฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลใน อัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯ ล ฯ บุคคคลอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯ ล ฯ อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคลหรือ ? ฯ ล ฯ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากท่านหยั่งเห็นบุคคล โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์.
หน้า 90 ข้อ 56
ในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็น บุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะแต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าว ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ที่ท่านกล่าวในปัญหา นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ แต่ ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๕๖] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมิตถะหรือ ? ฯ ล ฯ ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นบุคคลหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ
หน้า 91 ข้อ 57
เกื้อกูลตน มีอยู่ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๕๗] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลในรูปหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากรูปหรือ ฯ ล ฯ รูปในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ เวทนาเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในเวทนาหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากเวทนาหรือ ฯ ล ฯ เวทนาในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ สัญญา เป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในสัญญาหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากสัญญา หรือ ฯ ล ฯ สัญญาในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ สังขารเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในสังขารหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากสังขารหรือ ฯ ล ฯ สังขาร ในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ วิญญาณเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ วิญญาณในบุคคล หรือ ฯ ล ฯ บุคคลในวิญญาณหรือ ฯ ล ฯ หรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจาก วิญญาณหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากวิญญาณหรือ ฯ ล ฯ วิญญาณใน บุคคลหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ
หน้า 92 ข้อ 58
ท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง กล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อ กูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่ พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีภาคเจ้าได้ตรัส ไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อ กูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๕๘] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. จักขายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในจักขาย- ตนะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากจักขายตนะหรือ ฯ ล ฯ จักขายตนะใน บุคคลหรือ ฯ ล ฯ ธัมมายตนะเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในธัมมา- ยตนะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากธัมมายตนะหรือ ฯ ล ฯ ธัมมายตนะใน บุคคลหรือ ฯ ล ฯ จักขุธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในจักขุธาตุ หรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากจักขุธาตุหรือ ฯ ล ฯ จักขุธาตุในบุคคลหรือ ฯ ล ฯ ธัมมธาตุเป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในธัมมธาตุหรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจาก ธัมมธาตุหรือ ฯ ล ฯ ธัมมธาตุในบุคคลหรือ ? ฯ ล ฯ
หน้า 93 ข้อ 59
[๕๙] ...จักขุนทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในจักขุน- ทรีย์หรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากจักขุนทรีย์หรือ ฯ ล ฯ จักขุนทรีย์ใน บุคคลหรือ ฯ ล ฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคลหรือ ฯ ล ฯ บุคคลในอัญญา- ตาวินทรีย์หรือ ฯ ล ฯ บุคคลอื่นจากอัญญาตาวินทรีย์หรือ ฯ ล ฯ อัญญา- ตาวินทรีย์ในบุคคลหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล, ที่ท่านกล่าวในปัญหา นั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด, แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ในบุคคล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า อัญญา- ตาวินทรีย์ในบุคคล ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ จตุกกนยสังสันทนา จบ และ สังสันทนากถา จบ ๑. สังสันทนากถา คือ เรื่องเปรียบเทียบในเรื่องบุคคลมี ๓ คือ ก. สุทธิกสังสันทนา ข. โอปัมมสังสันทนา ค. จตุกกนยสังสันทนา.
หน้า 94 ข้อ 59
อรรถกถาจตุกกนย*สังสันทนา ว่าด้วยการเทียบเคียงโดยนัยแห่งจตุกกะ บัดนี้ คำใดที่ปรวาทีหยั่งเห็นโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะในบรรดา สัจฉิกัตถปรมัตถะ ๕๗ อย่าง มีรูปเป็นต้น โดยอาศัยแล้วซึ่งรูปเป็นต้น หรือเว้นจากรูปเป็นต้น หรือกำลังอาศัยรูปเป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น พึงมีเหตุใด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเริ่มการเทียบเคียงสัจฉิภัตถะโดย จตุกกนัย คือโดยนัยแห่งหมวด ๔ นี้. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า " รูปเป็นบุคคลหรือ" เป็นคำซักถาม ของสกวาที ฯ คำปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เป็นของปรวาที เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นอุจเฉททิฏฐิ. การยกนิคคหะขึ้นเป็นของ สกวาที แม้ท่านกล่าวว่า ก็ข้อนั้นถูกต้องแล้วหรือ นั่นเป็นรูปเป็น เวทนามิใช่หรือ ดังนี้ ท่านปฏิเสธทั้งสิ้น. อนึ่งคำนั้น ท่านพึงปฏิเสธ โดยรับว่าบุคคลเป็นอย่างหนึ่ง ไม่ใช่รูปไม่ใช่เวทนา แต่ไม่นอกจากรูป และเวทนาก็ปรวาทีนี้ ไม่ปรารถนาความเป็นอย่างอื่นของบุคคลแม้แต่ * คำว่า จตุกกนยะ ได้แก่โดยนัยแห่งหมวด ๔ เช่น.- ๑. รูปเป็น บุคคลหรือ ๒. บุคคลในรูปหรือ ๓. บุคคลนอกจากรูปหรือ ๔. รูปในบุคคล หรือ. ปัญหาเช่นนี้ท่านเรียกว่า สักกายทิฏฐิปัญหา เพื่อให้เห็นสภาพตามความ เป็นจริงว่า การยึดว่าเป็นบุคคล เป็นอัตตาเป็นสัตว์มีมากมาย เมื่อท่านซักถาม เนื้อความนี้แต่ละข้อก็จะปรากฏทีเดียวว่าไม่มีบุคคลหรืออัตตาอย่างที่ยึดถือ นั้นเลย เป็นแต่สภาวธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น.
หน้า 95 ข้อ 59
ธรรมอย่างหนึ่งในบรรดาธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น เพราะฉะนั้น ท่าน จึงตอบรับรองว่า ใช่. ก็คำซักถามนี้ว่า รูปเป็นบุคคล ฯ ล ฯ อัญญาตาวินทรีย์เป็นบุคคล ดังนี้ ท่านปรารภหมายเอาปรมัตถสัจจะทั้ง สิ้น แต่ว่าใคร ๆ ไม่อาจกล่าวว่าปรมัตถธรรมทั้งสิ้นเป็นอย่างเดียวกันด้วย สามารถแห่งปัจจัตตลักขณะ คือลักษณะที่มีเฉพาะตัวเรียกว่าปัจจัตต- ลักขณะ เพราะฉะนั้น คำนี้ท่านตั้งไว้แล้วสักว่าเป็นลักษณะแห่งการ ซักถามด้วยสามารถแห่งแบบแผน ด้วยเหตุนั้น วิญญูชนทั้งหลายควรยัง ธรรมนี้ให้แจ่มแจ้ง. ฝ่ายสกวาทีผู้ใคร่เพื่อจะกล่าวถือเอาลักษณะนี้แล้ว ไม่ให้โอกาสแก่ปรวาทีโดยประการใด ๆ พึงกล่าวโดยประการนั้น ๆ. คำนี้ เป็นอันถูกต้องแล้วนั่นเทียว เพราะความที่ลักษณะแห่งการซักถามท่าน ตั้งไว้แล้วด้วยสามารถแห่งแบบแผน ด้วยประการฉะนี้. พึงทราบเนื้อ ความซักถามทั้งปวงโดยนัยนี้. ก็แต่เนื้อความที่แปลกกันในคำทั้งหลาย ว่า บุคคลในรูปหรือ เป็นต้นนี้ พึงทราบว่า การกล่าวว่ามหาภูต รูป ๓ อาศัยมหาภูตรูป ๑ วิญญาณในรูปอาศัยวัตถุรูปดังนี้ ย่อมควร ฉันใด บุคคลในรูปตามลัทธิของท่านฉันนั้นหรือ การกล่าวว่า ก็อรูป ธรรมทั้งปวงมีเวทนาเป็นต้น หรือนามขันธ์ ๔ หรือพระนิพพานนั่น แหละ โดยการแยกสภาวะเป็นธรรมเว้นจากรูป ดังนี้ ย่อมควรฉันใด บุคคลตามลัทธิของท่านฉันนั้นหรือ การกล่าวว่า เหมือนอย่างว่า รูปใน เวทนา รูปในวิญญาณ ด้วยสามารถแห่งธรรมอันเป็นที่อาศัยแห่งรูป ทั้งหลายที่มีจิตเป็นสมุฏฐานย่อมควรฉันใด บุคคลตามลัทธิของท่าน ฉันนั้นหรือ ดังนี้. ก็ในคำซักถามทั้งปวงปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะกลัว
หน้า 96 ข้อ 59
แต่อุจเฉททิฏฐิ และเพราะผิดจากลัทธิ. คำที่เหลือในที่นี้ชัดเจนแล้วโดย อรรถทั้งนั้น. ว่าโดยธรรม คือโดยหัวข้อ แล้ว ท่านแสดงหมวด ๕ คืออนุโลมปัญจกะ. ไว้ถึง ๒๒๘ ข้อ (๕๗ x ๔ = ๒๒๘) เพราะกระ ทำอรรถอันหนึ่งๆ ในสัจฉิกัตถะ ๕๗ ประเภทให้เป็นหมวดละ ๔ ด้วย สามารถแห่งนิคคหะที่เป็นฝ่ายของสกวาทีผู้กระทำ ฯ แม้ในฝ่ายปรวาที ก็มีประมาณเท่านั้นนั่นแหละด้วยสามารถแห่งปฏิกรรม. อนึ่งในที่นี้ คำที่ปรวาทีกล่าวว่า บุคคลมีอยู่ คำนั้นสกวาทีรับรองด้วยความ สามารถแห่งสมมติที่มาแล้วในพระสูตร ฯ ในคำทั้งหลายว่า รูปเป็น บุคคลหรือ เป็นต้น ท่านปฏิเสธ เพราะความที่ปัญหาว่าด้วยสักกาย ทิฏฐิเป็นปัญหาที่ไม่ควรตอบ. ปฏิกรรมของปรวาทีย่อมมีด้วยสามารถ แห่งคำอันมีเลศนัยนั่นเทียว ดังนี้. อรรถกถาจตุกกนยสังสันทนา และสังสันทนากถา จบ
หน้า 97 ข้อ 60, 61
ลักขณยุตติกตา [๖๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯ ล ฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นสังขตะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลเที่ยง หรือ ฯ ล ฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯ ล ฯ บุคคลมีนิมิตหรือ ฯ ล ฯ บุคคลไม่ มีนิมิตหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ คำเป็นต้นว่า ท่าน จงรู้นิคคหะ ท่านย่อไว้. [๖๑] ป. ท่านไม่หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลมีปัจจัยหรือ ฯ ล ฯ บุคคลไม่มีปัจจัยหรือ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นสังขตะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นอสังขตะหรือ ฯ ล ฯ บุคคลเที่ยง หรือ ฯ ล ฯ บุคคลไม่เที่ยงหรือ ฯ ล ฯ บุคคลมีนิมิตหรือ ฯ ล ฯ บุคคล ไม่มีนิมิต หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ คำทั้งปวงท่านย่อไว้. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม ฯ ล ฯ. ลักขณยุตติกตา จบ
หน้า 98 ข้อ 61
อรรถกถาลักขณยุตติกถา๑ ว่าด้วยการประกอบลักษณะ บัดนี้ ชื่อว่าลักขณยุตติ คือ การประกอบลักษณะ. ในปัญหา นั้น คำซักถาม ๘ ข้อของสกวาที มีคำว่า บุคคลมีปัจจัยหรือ เป็นต้น โดยหมายเอาว่า ยกเว้นพระนิพพานแล้ว สัจฉิกัตถปรมัตถะที่เหลือชื่อ ว่า มีปัจจัยเพราะเป็นสภาพเนื่องด้วยปัจจัย ชื่อว่าสังขตะเพราะปัจจัย เหล่านั้นประชุมกันปรุงแต่งขึ้น ชื่อว่าไม่เที่ยงเพราะเกิดแล้วดับไปไม่มี อยู่ในกาลทุกเมื่อ ชื่อว่ามีนิมิตเพราะความที่นิมิตอันนับพร้อมแล้วว่าเหตุ แห่งการอุบัติมีอยู่ ส่วนพระนิพพานมีลักษณะแห่งสัจฉิกัตถะดังนี้ คือ พระนิพพานชื่อว่าไม่มีปัจจัย ชื่อว่าเป็นอสังขตะ ชื่อว่าเที่ยง ชื่อว่าไม่ มีนิมิตเพราะไม่มีประการดังกล่าวแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าแม้บุคคลเป็น สัจฉิกัตถปรมัตถะไซร้ แม้บุคคลนั้นก็จะพึงมีลักษณะดังกล่าวนี้. คำ ปฏิเสธเป็นของปรวาที. ก็ในคำนี้ว่า ท่านจงรู้นิคคหะ เป็นต้น ท่านย่อไว้. ในฝ่ายสกวาที บัณฑิตพึงทราบหมวด ๕ นิคคหะ ๘ เหล่านี้ ด้วยสามารถสักว่าอนุโลมในอนุโลมปัจจนิก ด้วยประการฉะนี้. แม้ใน ฝ่ายปรวาทีก็พึงทราบหมวด ๕ ปฏิกรรม ๘ ด้วยสามารถสักแต่ว่าปัจจนิก ในปัจจิกานุโลมนั่นแหละ. ในปัจจนิกอนุโลมนั้นปรวาทีทำสมมติสัจจะ ให้สำเร็จด้วยสามารถแห่งพระสูตร แต่สภาพธรรมที่มีปัจจัยเป็นต้นแห่ง สมมติสัจจะหามีไม่ เพราะฉะนั้น สกวาทีจึงปฏิเสธตามความเป็นจริง ๑. บาลีเป็น ลักขณยุตติกตา.
หน้า 99 ข้อ 61
อนึ่ง คำว่า ท่านจงรู้ปฏิกรรม เป็นต้น เป็นคำที่ปรวาทีกล่าวด้วย เลศนัย คำทั้งปวงท่านย่อไว้แม้ในที่นี้นั่นเทียว. อรรถกถาลักขณยุตติกถา จบ
หน้า 100 ข้อ 62, 63, 64
วจนโสธนะ [๖๒] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ สภาวะที่หยั่งเห็น ได้ ก็เป็นบุคคล หรือ ? ป. บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ แต่สภาวะที่หยั่ง เห็นได้บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล. ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ บางอย่าง เป็นสภาวะที่หยั่งเห็นไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๓] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่จริงแท้ [สัจฉิกัตถะ] สภาวะ ที่จริงแท้ก็เป็นบุญ หรือ ? ป. บุคคลเป็นสภาวะที่จริงแท้ แต่สภาวะที่จริงแท้บาง อย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล. ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่จริงแท้ บางอย่างไม่ เป็นสภาวะที่จริงแท้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. [๖๔] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ สภาวะที่ประสบอยู่ ก็เป็นบุคคล หรือ ? ป. บุคคลเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ แต่สภาวะที่ประสบ อยู่ บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล.
หน้า 101 ข้อ 65, 66, 67
ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่ประสบอยู่ บางอย่าง ไม่เป็นสภาวะที่ประสบอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ สภาวะที่ปรากฏอยู่ ก็เป็นบุคคล หรือ ? ป. บุคคลเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ แต่สภาวะที่ปรากฏ อยู่ บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ บางอย่าง ไม่เป็นสภาวะที่ปรากฏอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๖ ] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ สภาวะที่มีอยู่ก็เป็นบุคคล หรือ ? ป. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มีอยู่บางอย่าง เป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล. ส. บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่มีอยู่ บางอย่างไม่เป็น สภาวะที่มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๗] ส. บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็น บุคคลทั้งหมดหรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 102 ข้อ 67
ส. บุคคลเป็นสภาวะที่ไม่มีอยู่ แต่สภาวะที่ไม่มีอยู่ไม่ เป็นบุคคลทั้งหมดหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ คำว่า นิคคหะ เป็นต้น ท่านย่อไว้. วจนโสธระ จบ อรรถกถาวจนโสธนะ ว่าด้วยการชำระถ้อยคำ บัดนี้ เป็นการชำระถ้อยคำ. ในปัญหานั้น คำใดที่ว่า บุคคล เป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ ดังนี้ เพื่อชำระคำนั้น สกวาทีจึงถามว่า บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้สภาวะที่หยั่งเห็นได้ก็เป็นบุคคลหรือ. เนื้อความแห่งปัญหานั้น พึงทราบดังนี้.- คำว่า บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ นี้ มี ๒ บท ทั้ง ๒ บทนี้พึงมีอรรถอย่างเดียวกัน หรือพึงมีอรรถต่างกัน ผิว่า พึงมีอรรถ ต่างกันก่อนไซร้ คำนี้ก็ย่อมปรากฏดังคำที่อุปมาว่า รูปเป็นอย่างหนึ่ง เวทนาก็เป็นอย่างหนึ่ง ฉันใด บุคคลก็เป็นอย่างหนึ่ง สภาวะที่หยั่งเห็น ได้ก็เป็นอย่างหนึ่ง ฉันนั้น ดังนี้ ก็ถ้ามีอรรถอันเดียวกันไซร้ ข้อนี้ ย่อมปรากฏดังคำอุปมาว่า จิตอันใด มโนก็อันนั้น ฉันใด บุคคลนั้น นั่นแหละเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ก็ฉันนั้น ดังนี้ ด้วยเหตุนี้ ข้าพเจ้า
หน้า 103 ข้อ 67
จะกล่าวคำหลังนี้ว่า ถ้าว่าบุคคลใดตามลัทธิของท่าน บุคคลนั้นเป็น สภาวะที่หยั่งเห็นได้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ สภาวะใด ๆ ที่หยั่ง เห็นได้ สภาวะนั้น ๆ ก็เป็นบุคคล ท่านรับรองคำนั้นหรือ จากนั้น สกวาทีต้องการถามซึ่งความที่บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ ไม่ต้องการ ถามซึ่งภาวะแห่งธรรมมีรูปเป็นต้นที่หยั่งเห็นได้ว่าเป็นบุคคล เพราะ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ สภาวะที่ หยั่งเห็นได้บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคลหรือ เป็นต้น. พึงทราบความหมายแห่งปัญหานั้นว่า ก็สภาวะที่หยั่งเห็นได้อันใด เพราะ ดำรัสของพระศาสดาว่า บุคคลของเรา บุคคลมีอยู่ ดังนี้ สภาวะที่ หยั่งเห็นได้อันนั้นไม่เป็นบุคคลทั้งหมด บางอย่างแลเป็นบุคคล บาง อย่างไม่ใช่บุคคลหรือ ในปัญหานั้น เก อักษร มีอรรถเป็น โก อักษร หิ อักษรและ จิ อักษรสักแต่เป็นนิบาต. ก็พึงทราบเนื้อความในที่นี้ว่า บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่ใช่ ดังนี้. คำว่า บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่ใช่บุคคลนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า บุคคล คือธรรมอย่างใด อย่างหนึ่งในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นซึ่งเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้นั้น แหละ แต่ในธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเป็นบุคคลนั่นเทียว คือเป็น บุคคลอะไร ๆ ส่วนในรูปเป็นต้น บางอย่างไม่ใช่บุคคล ดังนี้. ลำดับ นั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า บุคคลบางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้บาง อย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นไม่ได้หรือ. เนื้อความแห่งปัญหานั้น โดย อรรถมี ๒ บทคือ บุคคลกับคำว่าสภาวะที่หยั่งเห็นได้ ถ้าในอรรถอัน
หน้า 104 ข้อ 67
เดียวกันไซร้ บุคคลก็คือ ธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว ว่าสภาวะธรรมที่หยั่งได้ บุคคลมิใช่นอกจากธรรมนั้นแต่สภาพธรรมนั้น บางอย่างเป็นบุคคล แม้บางอย่างก็ไม่ใช่บุคคล แม้บุคคลย่อมปรากฏว่า บางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้ บางอย่างเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นไม่ได้ ตามลัทธิของท่าน ท่านรับรองคำนั้นหรือ ? ปรวาทีนั้นเมื่อไม่ปรารถนา บุคคลนอกจากลัทธิของตนจึงปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. เบื้อง หน้าแต่นี้ไป คำว่า ท่านจงรู้นิคคหะ เป็นต้นทั้งปวงท่านย่อไว้ บัณฑิตพึงทราบโดยพิสดาร. แม้ในคำว่า บุคคลเป็นสัจฉิกัตถะ เป็น ต้น ก็นัยนี้นั่นแหละ. คำทั้งปวงเหล่านี้ คือ ภาวะที่แท้จริง สภาวะที่- ประสบอยู่ สภาวะที่ปรากฏอยู่ สภาวะที่มีอยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ ทั้งหมด เป็นคำไวพจน์ของคำว่า สภาวะที่หยั่งเห็นได้. อีกอย่างหนึ่ง คำรับรองของปรวาทีว่า บุคคลเป็นสภาวะที่หยั่ง เห็นได้ด้วยสัจฉิกัตถะ นี้ เพราะลัทธิของเขาว่า บุคคลเป็นสภาวะที่ หยั่งเห็นได้ฉันใดนั่นแหละ คำว่า บุคคลก็ย่อมปรากฏว่าเป็นสัจฉิกัตถะ ตามลัทธิของเขาฉันนั้นเหมือนกัน. ก็ลัทธิใดของปรวาทีว่า บุคคล มีอยู่ ดังนี้ คำนี้เป็นไวพจน์ของคำว่า บุคคลเป็นสภาวะที่ประสพ อยู่ดังนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงชำระคำไวพจน์ทั้งปวงเหล่านี้. ในปัญหาเหล่านั้น คำใดที่ท่านกล่าวไว้ในที่สุดว่า บุคคล เป็นสภาวะที่มีอยู่ไม่เป็นบุคคลทั้งหมด เป็นต้น พึงทราบคำอธิบาย ต่อไป:-
หน้า 105 ข้อ 67
ปรวาทีกล่าวคำใดว่า บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ แต่สภาวะที่มี อยู่บางอย่างเป็นบุคคล บางอย่างไม่เป็นบุคคล ดังนี้ คำนั้นเมื่อว่า โดยอรรถแล้ว ก็มีถ้อยคำเพียงเท่านี้แหละว่า บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็นบุคคลทั้งหมด เพราะฉะนั้นสกวาทีจึงให้ปรวาที รับรองคำนั้นแล้ว จึงประกอบคำถามในบัดนี้ว่า ท่านถือลัทธิว่าบุคคลมี อยู่เพราะอาศัยคำสักแต่ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน มีอยู่เท่านั้น ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลไม่มีอยู่ โดยนัย เป็นอาทิว่า ดูก่อนโมฆราชเธอจงพิจารณาดูโลกโดยความเป็นของว่าง เปล่า จงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ ฯ ล ฯ ดังนี้ เพราะฉะนั้นลัทธิของท่านที่ แสดงว่า บุคคลเป็นสภาวะที่มีอยู่ สภาวะที่มีอยู่ไม่เป็นบุคคลทั้งหมด ฉันใดนั่นแหละ โดยประการนั้นบุคคลย่อมปรากฏว่าเป็นสภาวะที่ไม่มี อยู่ สภาวะที่ไม่มีอยู่ไม่เป็นบุคคลทั้งหมดฉันนั้น ดังนี้ ท่านรับรองคำ นั้นหรือ ? ลำดับนั้น ปรวาทีเมื่อไม่รับรองคำนั้น จึงปฏิเสธว่า ไม่พึง กล่าวอย่างนั้น ๆ คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบกฏแห่งถ้อยคำมีคำ ว่า นิคคหะเป็นต้น โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. อรรถกถาวจนโสธนะ จบ
หน้า 106 ข้อ 68, 69, 70, 71, 72
ปัญญัตตานุโยค [๖๘] ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๙] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๐] ส. บุคคลชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๑] ป. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีกาม เพราะกามธาตุ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. [๗๒] ส. บุคคลชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ บุคคลชื่อว่าไม่ มีรูป เพราะอรูปธาตุ และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุแล้ว เข้าถึงอรูป- ธาตุ หรือ ?
หน้า 107 ข้อ 73, 74
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลมีรูป ขาดสูญไปแล้ว บุคคลไม่มีรูป เกิดขึ้น. ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๓] ส. สัตว์ทั้งหลายชื่อว่ามีรูป เพราะรูปธาตุ สัตว์- ทั้งหลายชื่อว่าไม่มีรูป เพราะอรูปธาตุ และมีบางคนเคลื่อนจากรูปธาตุ แล้ว เข้าถึงอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์มีรูป ขาดสูญไปแล้ว สัตว์ไม่มีรูปเกิดขึ้นใหม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ลฯ [๗๔] ส. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากาย ก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคล ก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียว กัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 108 ข้อ 74
ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า บัญญัติว่ากายหรือว่า สรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็ อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึง กล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือกายก็ดี รวม เพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคล ก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง ๒ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอัน เดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอัน แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึง กล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากาย หรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพหรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า
หน้า 109 ข้อ 75
พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน บัญญัติว่าบุคคลหรือว่าชีพก็ดี ว่าชีพ หรือว่าบุคคลก็ดี รวมเพ่งถึงบุคคล บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน กายเป็นอื่น บุคคล ก็เป็นอื่น แต่ไม่พึงกล่าวว่า ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯลฯ [๗๕] ป. บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากาย ก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ดังนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ป. ท่านจงรับรู้ปฏิกรรม, หากว่าบัญญัติว่ากายหรือว่า สรีระก็ดี ว่าสรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็ อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนี่ท่านจึงต้องกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น, ที่ท่าน กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่า
หน้า 110 ข้อ 75
สรีระหรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า กายเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ก็ต้องไม่กล่าวว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระ หรือว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน. มี อรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ ที่ท่านกล่าวใน ปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า บัญญัติว่ากายหรือว่าสรีระก็ดี ว่าสรีระหรือ ว่ากายก็ดี รวมเพ่งถึงกาย บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถ อันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส ไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อเกื้อกูลตน มีอยู่ แต่ไม่พึงกล่าวว่า กาย เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ ปัญญัตตานุโยค จบ อรรถกถาปัญญัตตานุโยค ว่าด้วยการซักถามเรื่องบัญญัติ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการซักถามบัญญัติ. จริงอยู่ปุคคลวาทีบุคคล ย่อมบัญญัติบุคคลมีรูปด้วยรูปธาตุ โดยทำนองเดียวกัน ย่อมบัญญัติ บุคคลไม่มีด้วยอรูปธาตุ. คำถามแม้ทั้งปวงของพระสกวาทีก็เพื่อมุ่ง ทำลายลัทธิของปุคคลวาทีบุคคลนั้น. คำตอบรับรองด้วย คำปฏิเสธ
หน้า 111 ข้อ 75
ด้วยเป็นของพระปรวาที. ครั้นเมื่อสกวาทีถามว่า บุคคลชื่อว่ามีรูป เป็นต้น ปรวาทีก็ตอบรับรอง เพราะสภาพแห่งรูปกายและบัญญัติเช่นนั้น มีอยู่. ครั้นเมื่อคำว่า มีกาม อันสกวาทีถามแล้ว ปรวาทีตอบ ปฏิเสธ เพราะสภาพแห่งวีตราคะและบัญญัติเช่นนั้นไม่มีอยู่. แม้เมื่อ สกวาทีกล่าวถามว่า สัตว์ชื่อว่าไม่มีรูป ปรวาทีตอบรับรอง เพราะ สภาพแห่งอรูปขันธ์และบัญญัติเช่นนั้นเป็นสภาพมีอยู่. คำว่า สัตว์ ในนัย แม้ทั้ง ๒ ท่านกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งคำเป็นไวพจน์ของ บุคคล. บัดนี้ ท่านปรารถนาคำว่า กายเป็นอย่างอื่น บุคคลก็เป็น อย่างอื่น ในพระบาลีที่มาแล้วว่า กาเย กายานุปสฺสี แปลว่า พิจารณาเห็นกายในกาย ดังนี้ เพราะฉะนั้น เพื่อจะทำลายลัทธิอันนั้น สกวาทีจึงถามว่า บัญญัติว่ากาย หรือว่าสรีระ เป็นต้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า รวมเพ่งถึงกาย อธิบายว่า ข้าพเจ้าถามถึงกายอันเป็นฆนะ อันสัตว์ยึดถือไว้ อันน้อมไปสู่ความเป็นเอกีภาพ อันไม่พึงจำแนก. คำว่า เอเส เส ได้แก่ เอโส โสเยว แปลว่า บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็เป็น อย่างเดียวกันนั่นแหละ พระบาลีว่า เอเส เอเส ดังนี้บ้าง แปลว่า บัญญัติศัพท์เหล่านั้น ๆ อธิบายว่า บัญญัติศัพท์เหล่านั้นนั่นแหละ. คำว่า มีอรรถอันเดียวกัน ได้แก่ อรรถอย่างเดียวกัน. คำว่า เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน ในที่นี้ต่างกันแต่เพียงถ้อยคำเท่านั้น. ก็เมื่อว่า โดยอรรถแล้ว สกวาทีย่อมถามว่า กายก็อันนั้นนั่นแหละ ดังนี้ ปรวาที เมื่อไม่เห็นความแตกต่างกัน จึงตอบรับรองว่า ใช่. แม้ในคำถามว่า
หน้า 112 ข้อ 75
บุคคล หรือว่าชีพ ก็นัยนี้นั่นเทียว. อนึ่ง ถูกสกวาทีถามว่า กาย เป็นอื่น ปรวาทีก็ตอบรับรอง เพราะทำกายานุปัสสนาให้เป็นลัทธิ อย่างนี้. เมื่อถูกถามว่า ชีพเป็นอื่น ปรวาทีเมื่อไม่อาจปฏิเสธพระสูตร ที่ยึดถือไว้สำหรับกล่าว จึงปฏิเสธ. คำว่า จงรับรู้นิคคหะ เป็นต้น ข้างหน้าแต่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น. ในฝ่ายปรวาที ท่านถามว่า กายเป็น อย่างอื่น บุคคลก็เป็นอย่างอื่นหรือ สกวาทีปฏิเสธ เพราะความเป็น ปัญหาที่ควรงดเว้น. ปรวาทีจงทำปฏิกรรม คือการทำนิคคหะตอบแก่ สกวาทีด้วยสามารถแห่งเลศนัย. แม้คำนั้นก็มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถาปัญญัตตานุโยค จบ
หน้า 113 ข้อ 76, 77, 78
คติอนุโยค [๗๖] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลก อื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นเอง ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น จากอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๗] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่น สู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลก อื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๘] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลก อื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นเองด้วย บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไปจาก โลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 114 ข้อ 79, 80, 81
[๗๙] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกอื่น จากโลกอื่น สู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นเอง ก็มิได้ท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นก็มิได้ ท่องเที่ยวไป จากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๐] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่น สู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป บุคคลอื่นท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองด้วย บุคคลอื่นด้วย ท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นก็มิได้ท่องเที่ยว ไป บุคคลอื่นก็มิได้ท่องเที่ยวไป จากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลก นี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลก อื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้นท่อง เที่ยวไปเจ็ดครั้งเป็นอย่างยิ่งแล้ว จะเป็นผู้ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะสิ้นสัญโญชน์ทั้งปวง๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ ? ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๐๒.
หน้า 115 ข้อ 82, 83
ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลก อื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ นะสิ. [๘๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลก อื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย การท่องเที่ยวไปของสัตว์ทั้งหลาย ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน แล่นไปอยู่ ท่องเที่ยวไปอยู่นี้ มีเบื้อง ต้นเบื้องปลายที่ตามรู้ไม่ได้ เงื่อนต้นไม่ปรากฏ๑ ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริงมิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้นบุคคลก็ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ น่ะสิ. [๘๓] ส. บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่น สู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ๑. สํ. นิ. ๑๖/๔๒๑.
หน้า 116 ข้อ 83
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดาก็มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ ป. (เป็นคนเดียวกัน ) หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ เทวดาก็คนนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นเทวดา เป็นเทวดาแล้ว เป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิดเป็นมนุษย์ เทวดาเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ก็เป็น อื่น ( เป็นคนละคน ) คำว่า บุคคลนั้นเอง ท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯ ล ฯ ก็ถ้าว่า บุคคลท่องเที่ยวไปบุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ไปสู่โลกอื่น ไม่ ใช่บุคคลอื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็จะหยั่ง เห็นไม่ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้ว มีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯ ล ฯ
หน้า 117 ข้อ 83
ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บางคนเป็นมนุษย์แล้วเป็นยักษ์...เป็นเปรต...เป็น สัตว์นรก...เป็นสัตว์เดียรฉาน...เป็นอูฐ... เป็นโค...เป็นลา...เป็นสุกร... เป็นกระบือ ก็มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มนุษย์ก็คนนั้นแหละ กระบือก็คนนั้นแหละหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นมนุษย์แล้วเป็นกระบือ เป็นกระบือ แล้วเป็นมนุษย์ เป็นผู้เกิดเป็นมนุษย์ กระบือเป็นอื่น ผู้เกิดเป็นมนุษย์ ก็เป็นอื่น คำว่าบุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯ ล ฯ ก็ถ้าว่าบุคคล ท่องเที่ยวไป บุคคลนั้นเองเคลื่อนจากโลกนี้ ไปสู่โลกอื่น ไม่ใช่บุคคล อื่น เมื่อเป็นเช่นนี้ ความตายก็จักไม่มี แม้ปาณาติบาตก็จะหยั่งเห็นไม่ ได้ กรรมมีอยู่ ผลของกรรมมีอยู่ ผลของกรรมทั้งหลายที่ทำแล้วมีอยู่ เมื่อกุศลและอกุศลให้ผลอยู่ คำว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไป นี้ผิด ฯ ล ฯ ส. บุคคลนั่นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้ สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ?
หน้า 118 ข้อ 83
ป. ถูกแล้ว. ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นพราหมณ์ ก็มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บางคนเป็นกษัตริย์แล้วเป็นแพศย์...เป็นศูทร ก็มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ ศูทรก็คนนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บางคนเป็นพราหมณ์แล้วเป็นแพศย์...เป็นศูทร... เป็นกษัตริย์ ก็มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ กษัตริย์ก็คนนั้นแหละ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บางคนเป็นแพศย์แล้วเป็นศูทร...เป็นกษัตริย์...ไป เป็นพราหมณ์ ก็มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 119 ข้อ 83
ส. แพศย์ก็คนนั้นแหละ พราหมณ์ก็คนนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงก็กล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บางคนเป็นศูทรแล้วเป็นกษัตริย์...เป็นพราหมณ์ ...เป็นแพทย์ ก็มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศูทรก็คนนั้นแหละ แพศย์ก็คนนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คนมือด้วนก็ไปเป็นคนมือด้วนเทียวหรือ...คนเท้า ด้วยก็ไปเป็นคนเท้าด้วนเทียวหรือ... คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็นคน ด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ... คนหูวิ่น... คนจมูกโหว่... คนทั้งหูวิ่นทั้ง จมูกโหว่... คนนิ้วด้วน... คนนิ้วแม่มือด้วน... คนเอ็นใหญ่ขาด... คน มือหงิก... คนมือแป... คนเป็นโรคเรื้อน... คนเป็นต่อม... คนเป็นโรค กลาก... คนเป็นโรคมองคร่อ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู...อูฐ... โค... ลา... สุกร... กระบือ ก็ไปเป็นกระบือเทียว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 120 ข้อ 84, 85
[๘๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลก นี้ สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้เป็นโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษยโลกเข้า ถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบันเคลื่อนจากมนุษยโลก เข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ในเทวโลกนั้น ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้. [๘๕] ส. ท่านทำความตกลงแล้วว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษยโลก เข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นโสดาบันเทียวแม้ใน เทวโลกนั้น และด้วยเหตุนั้น จึงวินิจฉัยว่า บุคคลนั้นเทียวท่องเที่ยว ไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านได้ทำความตกลงว่า บุคคลผู้เป็นโสดาบัน เคลื่อนจากมนุษยโลกเข้าถึงเทวโลกแล้ว คงเป็นมนุษย์แม้ในเทวโลก นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 121 ข้อ 86, 87, 88
[๘๖] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๗] ส. ไม่เป็นอื่น ไม่แปรผัน ท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คนมือด้วนก็ไปเป็นคนมือด้วนเทียวหรือ... คน เท้าด้วนก็ไปเป็นคนเท้าด้วนเทียวหรือ... คนด้วนทั้งมือและเท้าก็ไปเป็น คนด้วนทั้งมือและเท้าเทียวหรือ... คนหูวิ่น... คนจมูกโหว่... คนทั้งหูวิ่น จมูกโหว่... คนนิ้วด้วน... คนนิ้วแม่มือด้วน... คนเอ็นใหญ่ขาด... คน มือหงิก... คนมือแป... คนเป็นโรคเรื้อน... คนเป็นต่อม... คนเป็น โรคกลาก... คนเป็นโรคมองคร่อ... คนเป็นโรคลมบ้าหมู... อูฐ... โค... ลา... สุกร... กระบือก็ไปเป็นกระบือเทียวหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๘] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ ?
หน้า 122 ข้อ 89
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้มีเวทนา ฯ ล ฯ เป็นผู้มีสัญญา ฯ ล ฯ เป็นผู้ มีสังขาร ฯ ล ฯ เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไปหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เป็นผู้มีวิญญาณท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙] ส. บุคคลนั้นเองท่องเที่ยวไปจาก โลกนี้สู่โลกอื่น จาก โลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เป็นผู้ไม่มีรูปท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ?
หน้า 123 ข้อ 90
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เป็นผู้ไม่มีเวทนา ฯ ล ฯ เป็นผู้ไม่มีสัญญา ฯ ล ฯ เป็นผู้ไม่มีสังขาร ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่อง- เที่ยวไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เป็นผู้ไม่มีวิญญาณท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๐] ส. บุคคลนั้นแหละท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่น สู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. รูปท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯ ล ฯ วิญญาณท่องเที่ยวไป หรือ ?
หน้า 124 ข้อ 91
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิญญาณท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๑] ส. บุคคลนั้นแหละ ท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น จากโลกอื่นสู่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. รูปไม่ท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯ ล ฯ วิญญาณ ไม่ท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิญญาณไม่ท่องเที่ยวไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ?
หน้า 125 ข้อ 91
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ คำที่เหลือท่านย่อไว้. ส. หากว่า บุคคลแตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตก ดับไป ก็เป็นอุจเฉททิฏฐิ ที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาดแล้ว หากว่า บุคคลไม่แตกดับไปในเมื่อขันธ์ทั้งหลายแตกดับไป บุคคลก็จะเที่ยง (และดังนั้น) จะเสมอเหมือนกับนิพพาน. คติอนุโยค จบ อรรถกถาคติอนุโยค ว่าด้วยการซักถามเรื่องคติ บัดนี้ เป็นการซักถามถึงจุติปฏิสนธิ โดยเฉพาะการเปลี่ยนคติ คือ เปลี่ยนภพใหม่. ในปัญหานั้น ปุคคลวาที อาศัยพระสูตรทั้งหลาย ว่า บุคคลท่องเที่ยวไปสิ้น ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง เป็นต้น แล้วถือเอา ลัทธินั้นกล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไป ดังนี้ เพราะฉะนั้น เพื่อจะทำลาย ลัทธิของปุคคลวาทีนั้น สกวาทีจึงถามว่า บุคคลท่องเที่ยวไปหรือ ? บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ท่องเที่ยวไป ได้แก่ การท่องเที่ยว คือ การไป ๆ มา ๆ ในสงสาร. คำตอบรับรอง เป็นของปรวาทีด้วยสามารถ แห่งลัทธิของตน. แม้คำซักถามของสกวาที บุคคลนั้น เป็นต้น คำ ปฏิเสธเป็นของปรวาที. ในปัญหานั้น คำว่า บุคคลนั้น อธิบายว่า บุคคลนั่นแหละ. ก็สกวาทีประกอบคำถามอย่างนี้ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ เพราะกลัวจะถูกกล่าวหาว่าเป็นสัสสตทิฏฐิ. ถูกถามว่า บุคคลอื่น ก็
หน้า 126 ข้อ 91
ตอบปฏิเสธเพราะกลัวแต่จะถูกกล่าวหาว่าเป็นอุจเฉททิฏฐิ. ถูกถามว่า บุคคลนั้นด้วย บุคคลอื่นด้วย ก็ตอบปฏิเสธ เพราะกลัวแต่เอกัจจ- สัสสตทิฏฐิ คือ ลัทธิเห็นว่าเที่ยงบางอย่าง. ถูกถามว่า ไม่ใช่บุคคลนั้น ไม่ใช่บุคคลอื่น ก็ตอบปฏิเสธ เพราะกลัวแต่อมราวิกเขปทิฏฐิ คือ ลัทธิ ที่มีความเห็นไม่ตายตัว. ถูกถามปัญหาแม้ทั้ง ๔ รวมกันอีกก็ปฏิเสธเพราะ กลัวเป็นทิฏฐิแม้ทั้ง ๔. อนึ่ง ลัทธิของปรวาทีนั้นอาศัยพระสูตรทั้งหลาย เหล่าใดเกิดขึ้น สกวาทีนั้น เมื่อจะแสดงพระสูตรเหล่านั้นอีก จึงกล่าว คำว่า ถ้าอย่างนั้น บุคคลท่องเที่ยวไปหรือ เป็นต้น สกวาทีกำหนด คำว่า บุคคลนั้นนั่นแหละ แล้วถามโดยความประสงค์อีกว่า บุคคล ใดท่องเที่ยวไปตามลัทธิของท่าน บุคคลนั้นเป็นคน ๆ เดียวกันในโลก นี้ด้วยในโลกอื่นด้วยหรือ ปรวาทีปฏิเสธ เพราะกลัวเป็นสัสสตทิฏฐิ ครั้นถูกถามซ้ำอย่างนั้นนั่นแหละอีก จึงตอบรับรอง เพราะว่า พระสูตร ว่า บุคคลนั้นไม่ใช่บุคคลอื่น เมื่อเขาเคลื่อนจากโลกนั้นแล้วเกิดใน โลกนี้ ดังนี้เป็นต้น มีอยู่. ถูกถามว่า มนุษย์คนนั้นนั่นแหละเป็น เทวดาหรือ ก็ตอบปฏิเสธ เพราะมนุษย์นั่นแหละมิใช่เทวดา. ถูกถาม ซ้ำอีกก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งพระสูตรว่า สมัยนั้น เราเป็น ศาสดาชื่อสุเนตตะ เป็นต้น. ทีนั้น สกวาที เมื่อจะประกาศคำนั้นว่า ผิด เพราะความต่างกันแห่งความเกิดขึ้นของเทวดาและมนุษย์ จึง กล่าวคำว่า เป็นมนุษย์ก็อย่างหนึ่ง เป็นต้น. ในคำเหล่านั้นคำว่า ความตายจักไม่มี อธิบายว่า ครั้นเมื่อความเช่นนั้นมีอยู่ ความตาย
หน้า 127 ข้อ 91
ก็จักไม่มี. ต่อจากนี้ไป คำว่า เป็นยักษ์ เป็นเปรต เป็นต้น บัณฑิต พึงทราบความต่างกันแห่งการซักถามด้วยสามารถแห่งความต่างกันด้วย อัตภาพ. คำว่า กษัตริย์ เป็นต้น สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งชาติ และด้วยสามารถแห่งความบกพร่องของอวัยวะเป็นต้น. คำว่า ไม่พึง กล่าวว่า บุคคลท่องเที่ยวไปจากโลกนี้สู่โลกหน้า จากโลกหน้ามาสู่โลก นี้หรือ อีก ที่ปรวาทีถามแล้ว สกวาทีตอบรับรองว่า ใช่ บุคคลไม่ ท่องเที่ยวไป เพราะความไปสู่ปรโลกของผู้ดำรงอยู่ในภพนี้ด้วยสามารถ แห่งการเกิดไม่มี. คำตอบรับรอง แม้ครั้งที่ ๒ เป็นของสกวาทีนั่นแหละ เพราะความไม่มีพระโสดาบันแม้ในภพอื่นของพระโสดาบันอีก. คำว่า หากว่า เป็นต้น เป็นของปรวาที. การซักถามถึงบุคคลผู้เกิดใน เทวโลก ด้วยการแสดงถึงอัตภาพของมนุษย์อีกเป็นของสกวาที. เบื้อง หน้าแต่นี้คำว่า ไม่เป็นอื่น ในคำว่า ไม่เป็นอื่นไม่แปรผัน นี้เป็น เช่นเดียวกันโดยอาการทั้งปวง. คำว่า ไม่แปรผัน อธิบายว่า ไม่เปลี่ยน แปลงโดยอาการแม้อย่างหนึ่ง. คำว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น อธิบาย ว่า ปรวาทีกล่าวอย่างนี้เพราะความเป็นมนุษย์แห่งพระโสดาบันผู้เกิดขึ้น ในเทวโลก. พระสกวาทีถามปัญหานั้นอีก ปรวาทีก็ตอบรับรองตามลัทธิ ว่า บุคคลนั้นนั่นแหละท่องเที่ยวไป. คำว่า คนมีมือด้วน เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อทำลายลัทธิว่า บุคคลไม่เปลี่ยนแปลง ท่องเที่ยว ไปโดยการให้เห็นถึงการเปลี่ยนลักษณะ. ในคำเหล่านั้น คำว่า นิ้ว
หน้า 128 ข้อ 91
ด้วน ได้แก่ นิ้วมือนิ้วเท้าของบุคคลใดขาดแล้ว. คำว่า เอ็นใหญ่ ขาด ได้แก่ เส้นเอ็นใหญ่ของผู้ใดขาดแล้ว. ในคำทั้งหลายมีคำว่า มีรูปท่องเที่ยวไป เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธในปัญหาแรก หมาย เอาการไม่ท่องเที่ยวไปกับรูปกายนี้. ในปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองหมายเอา บุคคลผู้มีภพในระหว่าง จริงอยู่ ในลัทธิของเขานั้น บุคคลมีรูปเข้าไป สู่ท้องของมารดา แต่นั้นรูปของผู้เข้าไปสู่ท้องมารดานั้นย่อมแตกดับไป นี้ เรียกว่า มีภพในระหว่างของเขา. คำว่า ชีพก็อันนั้น ความว่า สกวาทีถามว่า บุคคลย่อมไปพร้อมกับสรีระ กล่าวคือ รูปอันใด ชีพ ของเขาก็อันนั้นนั่นแหละ สรีระก็อันนั้นหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะการต้องทอดทิ้งสรีระไว้ในโลกนี้ และเพราะผิดจากพระสูตร. ใน คำทั้งหลาย มีคำว่า เป็นผู้มีเวทนาท่องเที่ยวไปหรือ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาความเกิดขึ้นแห่งอสัญญสัตว์. ย่อม ตอบรับรองหมายเอาการเกิดขึ้นนอกจากอสัญญสัตว์นั้น. คำว่า ชีพก็ อันนั้น ความว่า สกวาทีย่อมถามว่า ชีพท่องเที่ยวไปพร้อมกับสรีระ ก็อันนั้นหรือ ? ดังนี้ ที่จริง คำว่า สรีระ ในลัทธินี้ว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น นี้ ท่านหมายเอาขันธ์ แม้ทั้ง ๕. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะผิดจากพระสูตร. ในคำทั้งหลาย มีคำว่า ไม่มีรูปท่องเที่ยวไปหรือ ในปัญหาที่หนึ่ง ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาภพมีในระหว่างตามลัทธิ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองหมาย เอานามที่เกิดในอรูปภพ. คำว่า ชีพเป็นอื่น ความว่า สกวาทีถาม
หน้า 129 ข้อ 91
ว่า บุคคลไม่มีรูปละสรีระกล่าวคือรูปอันใดท่องเที่ยวไป สรีระอันนั้น เป็นอย่างหนึ่งชีพนั้นก็เป็นอย่างหนึ่ง ตามลัทธิของท่านหรือ ? ปรวาที ตอบปฏิเสธ เพราะผิดจากพระสูตร. คำถามว่า เป็นผู้ไม่มีเวทนา ท่องเที่ยวไป เป็นต้น ปรวาทีหมายเอาภพที่มีสัญญา จึงตอบปฏิเสธ. ย่อมตอบรับรองหมายเอาอุปปัตติภพอื่นนอกจากสัญญีภพนั้น. คำถามว่า ชีพเป็นอื่น ความว่า สกวาทีถามว่า บุคคลไม่มีเวทนา ไม่มีวิญญาณ ละสรีระ กล่าวคือ เวทนาเป็นต้น ย่อมท่องเที่ยวไปสรีระของผู้นั้นก็ เป็นอย่างหนึ่ง ชีพของผู้นั้นก็เป็นอย่างหนึ่งหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะผิดจากพระสูตร. ในคำเป็นต้นว่า รูปท่องเที่ยวไปหรือ ความว่า สกวาทีถาม ว่า เพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้นเหล่าใด ย่อมบัญญัติซึ่งบุคคล เมื่อบุคคลนั้นท่องเที่ยวไปตามลัทธิของท่าน รูปแม้นั้นก็ย่อมท่องเที่ยวไป หรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธการท่องเที่ยวไปแห่งรูป ไม่ปฏิเสธการ ท่องเที่ยวไปแห่งสัตว์ โดยพระสูตรที่ถือเอาเป็นลัทธิว่า การเที่ยวไป แห่งสัตว์ทั้งหลายผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ผู้มีตัณหาเป็นเครื่องผูกพัน มีอยู่ เมื่อถูกถามซ้ำอีกก็กล่าวรับรองว่า รูปท่องเที่ยวไป โดยความสำคัญ ว่า บุคคลเว้นซึ่งธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ครั้นเมื่อบุคคลนั้นท่องเที่ยวไป รูปแม้นั้นก็ต้องท่องเที่ยวไป. แม้ใน ธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในคำทั้งหลาย มีคำว่า รูปไม่ท่องเที่ยวไปหรือ เป็นต้น
หน้า 130 ข้อ 91
อธิบายว่า ท่านกล่าวว่า รูปของท่านไม่ใช่บุคคล บุคคลเท่านั้นย่อม ท่องเที่ยวไป เหตุใด เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าชื่อถามท่านว่า รูปของ ท่านนั้น ไม่ท่องเที่ยวไปหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยหมายเอาว่า บุคคลท่องเที่ยวไป ไม่อาจท่องเที่ยวไปด้วยรูปที่เป็นอุปาทานของผู้นั้น เมื่อถูกถามซ้ำอีก ก็ตอบรับรอง เพราะการท่องเที่ยวไปแห่งสัตว์ทั้งหลาย นั่นเทียว. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. อนึ่งเนื้อความแห่งคาถาทั้งหลายพึงทราบดังนี้ ว่าโดยมติของ ท่านผู้มีอายุ บุคคลอาศัยขันธ์ทั้งหลายจึงมีอยู่ดุจเงาต้นไม้อาศัยต้นไม้ และดุจไฟอาศัยเชื้อไฟ ครั้นเมื่อความท่องเที่ยวไปแห่งธรรมทั้งหลายมี รูปเป็นต้นไม่มี เมื่อขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้นแตกดับไป ก็ถ้าบุคคลของ ท่านย่อมไม่แตกดับไปไซร้ เมื่อความเป็นเช่นนี้มีอยู่ ความเห็นว่าขาด สูญย่อมเกิด อุจเฉททิฏฐิย่อมปรากฏแก่เขา. ถามว่า ทิฏฐิเหล่าไหนย่อม เกิดตอบว่า อกุสลทิฏฐิเหล่าใดที่พระพุทธเจ้าทรงเว้นขาดแล้ว ทิฏฐิ เหล่านั้นย่อมเกิด. ท่านย่อมแสดงว่า ก็ปริยายภาษิตอันใดที่ว่า พระ- สมณะโคดมผู้เป็นอุจเฉทวาที ดังนี้ พวกเราทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำ นั้น. แม้อีกอย่างหนึ่ง เมื่อขันธ์เหล่านั้นแตกดับไป บุคคลนั้นย่อมไม่ แตกดับไปไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ บุคคลก็เที่ยง บุคคลนั้น ก็จะเสมอเหมือนกับพระนิพพานตามทิฏฐินั้น. คำว่า เสมอเหมือน ได้แก่เสมออย่างยิ่งอีกอย่างหนึ่งเรียกว่า เสมอด้วยเสมอ หรือเสมอโดย ความเสมอนั่นเทียว เหมือนอย่างว่าพระนิพพานย่อมไม่เกิดย่อมไม่ดับ
หน้า 131 ข้อ 91
ฉันใด แม้บุคคลนั้นก็ย่อมไม่เกิดย่อมไม่ดับฉันนั้น. บุคคลเสมอเหมือน ด้วยพระนิพพานนั้น (ตามลัทธินั้นย่อมมี) ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาคติอนุโยค จบ
หน้า 132 ข้อ 92
อุปาทาปัญญัตตานุโยค [๙๒] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไป เป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา ป. ถูกแล้ว. ส. ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ คลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยเวทนา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัญญา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯ ล ฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลาย
หน้า 133 ข้อ 93, 94
ไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิด ขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ คลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๓] ส. เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยรูปเขียวจึงบัญญัติบุคคลเขียวขึ้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยรูปเหลือง ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปแดง ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปขาว ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปที่เห็นได้ ฯ ล ฯ เพราะ อาศัยรูปที่เห็นไม่ได้ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยรูปที่กระทบไม่ได้ ฯ ล ฯ จึงบัญญัติ บุคคลที่กระทบไม่ได้ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๔] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 134 ข้อ 95
ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น กุศลขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น กุศลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่า ปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น อกุศลขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น อกุศลขึ้น หรือ ?
หน้า 135 ข้อ 96
ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร ทุกข์เป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นอกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖] ส. เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคล เป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยเวทนาเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติบุคคล เป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
หน้า 136 ข้อ 96
มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไป เป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยสัญญา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสังขาร ฯ ล ฯ เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น กุศลขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นกุศล จึงบัญญัติบุคคลเป็น กุศลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณเป็นกุศล มีผล มีวิบาก มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ?
หน้า 137 ข้อ 97
ป. ถูกแล้ว. ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลน่า ปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลน่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคล เป็นอกุศลขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอกุศล จึงบัญญัติบุคคล เป็นอกุศลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณเป็นอกุศล มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถึงบุคคลเป็นกุศล ก็มีผล มีวิบาก มีผลไม่น่า ปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่น่าฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ?
หน้า 138 ข้อ 98
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๘] ส. เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยวิญญาณเป็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยวิญญาณเห็นอัพยากฤต จึงบัญญัติ บุคคลเป็นอัพยากฤตขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณเป็นอัพยากฤต ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถึงบุคคลเป็นอัพยากฤต ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มี ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 139 ข้อ 99, 100
[๙๙] ส. เพราะอาศัยจักษุพึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อจักษุดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีจักษุดับ ไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยโสตะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยฆานะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยชิวหา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยกาย ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมโน ฯ ล ฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อมโนดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมีมโนดับ ไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๐] ส. เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น มิจฉาทิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อมิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น มิจฉาทิฏฐิดับไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวว่าอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 140 ข้อ 101, 102
[๑๐๑] ส. เพราะอาศัยมิจฉาสังกัปปะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัย มิจฉาวาจา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉากัมมันตะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจ- ฉาอาชีวะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉาวายามะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉา- สติ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยมิจฉาสมาธิ ฯ ล ฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีมิจฉา- สมาธิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อมิจฉาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมี มิจฉาสมาธิดับไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๒] ส. เพราะอาศัยสัมมาทิฏฐิ พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น สัมมาทิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อสัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลเป็น สัมมาทิฏฐิดับไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยสัมมาสังกัปปะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัย สัมมาวาจา ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมากัมมันตะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัม- มาอาชีวะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมาวายามะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมา- สติ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยสัมมาสมาธิ ฯ ล ฯ พึงกล่าวว่า บุคคลมีสัมมา- สมาธิ หรือ ?
หน้า 141 ข้อ 103, 104
ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อสัมมาสมาธิดับไปแล้ว พึงกล่าวว่า บุคคลมี สัมมาสมาธิดับไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๓] ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา จึงบัญญัติ บุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ คนขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยรูป เพราะอาศัยเวทนา เพราะอาศัย สัญญา เพราะอาศัยสังขาร เพราะอาศัยวิญญาณ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๔] ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตะ จึง บัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 142 ข้อ 105, 106, 107
ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕] ส. เพราะอาศัยจักขายตนะ เพราะอาศัยโสตายตนะ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยธัมมายตนะ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยอายตนะ ๑๒ จึงบัญญัติบุคคล ๑๒ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๖] ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ จึง บัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยธาตุ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๗] ส. เพราะอาศัยจักขุธาตุ เพราะอาศัยโสตธาตุ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยธัมธาตุ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยธาตุ ๑๘ จึงบัญญัติบุคคล ๑๘ ชิ้น หรือ ?
หน้า 143 ข้อ 108, 109, 110
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๘] ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๙] ส. เพราะอาศัยจักขุนทรีย์ เพราะอาศัยโสตินทรีย์ ฯ ล ฯ เพราะอาศัยอัญญาตาวินทรีย์ จึงบัญญัติ บุคคลขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยอินทรีย์ ๒๒ จึงบัญญัติบุคคล ๒๒ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๑๐] ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ คือ ภพแห่งสัตว์มีขันธ์ หนึ่ง จึงบัญญัติบุคคลหนึ่งขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยจตุโวการภพ คือภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ จึงบัญญัติบุคคล ๔ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 144 ข้อ 111, 112, 113, 114
[๑๑๑] ส. เพราะอาศัยเอกโวการภพ จึงบัญญัติบุคคลหนึ่ง ขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยปัญจโวการภพ คือภพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ จึงบัญญัติบุคคล ๕ ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๑๒] ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในจตุโวการภพ มีบุคคลเพียง ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๑๓] ส. ในเอกโวการภพ มีบุคคลเพียงหนึ่ง ๕ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในปัญจโวการภพ มีบุคคลเพียง ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๑๔] ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ เพราะอาศัย ต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น แม้ต้นไม้ก็ไม่เที่ยง แม้เงาไม้ก็ไม่เที่ยง ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูปจึงบัญญัติบุคคลขึ้น แม้รูปก็ไม่ เที่ยง แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง หรือ ?
หน้า 145 ข้อ 114
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงาไม้ขึ้น ต้นไม้ เป็นอื่น เงาไม้ก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึง บัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ส. เพราะอาศัยบ้าน จึงบัญญัติชาวบ้านขึ้น บ้านเป็น อื่น ชาวบ้านก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึง บัญญัติบุคคลขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น ฉันใด ฉันนั้น แหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้น หรือ ? ส. เพราะอาศัยรัฐ จึงบัญญัติราชาขึ้น รัฐเป็นอื่น ราชาก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคล ขึ้น รูปเป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้น ต่างหาก ชื่อว่า ผู้ถูกจำตรวน ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป หรือ ?
หน้า 146 ข้อ 115
ส. ตรวน ไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนมีแก่ผู้ใด ผู้นั้น ต่างหากชื่อว่า ผู้ถูกจำตรวน ตรวนเป็นอื่น ผู้ถูกจำตรวนก็เป็นอื่น ฉันใด ฉันนั้นแหละ รูปไม่ใช่ผู้มีรูป รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหากชื่อว่า ผู้มีรูป รูปเป็นอื่น ผู้มีรูปก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๑๕] ส. บัญญัติบุคคลขึ้นในเพราะจิตแต่ละดวง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลในเพราะจิตแต่ละดวง ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า เด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง หรือ ? ป. พึงกล่าวได้. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิด ขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าเด็กชาย หรือว่า เด็กหญิง, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒
หน้า 147 ข้อ 116
เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่า เด็กชาย หรือว่าเด็กหญิง ดังนี้ ผิด, ก็หรือหากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าเด็กชายหรือว่าเด็กหญิง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้นหรือว่า บุคคลอื่น, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้นหรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวว่าเด็ก ชายหรือเด็กหญิงดังนี้ ผิด. [๑๑๖] ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าสตรี หรือ ว่าบุรุษ... ว่าคฤหัสถ์ หรือว่าบรรพชิต... ว่า เทวดา หรือว่ามนุษย์ หรือ ? ป. พึงกล่าวได้. ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิด ขึ้น ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลนั้น หรือบุคคลอื่น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึงกล่าวว่าเทวดา หรือว่า มนุษย์. ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง กล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่า มนุษย์ดังนี้ ผิด, ก็หรือหากว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้
หน้า 148 ข้อ 117, 118
ว่าเทวดา หรือว่ามนุษย์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เมื่อจิต ดวงที่ ๒ เกิดขึ้น พึงกล่าวได้ว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น, ที่ท่าน กล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้น ไม่พึง กล่าวว่าบุคคลนั้น หรือว่าบุคคลอื่น แต่พึงกล่าวได้ว่าเทวดา หรือว่า มนุษย์ ดังนี้ ผิด ฯ ล ฯ [๑๑๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่าท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึง กล่าวได้ว่า บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วย จักษุนั้นมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักษุใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นเห็น เห็นรูปนั้น เห็นด้วยจักษุนั้น ด้วย เห็นนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ. [๑๑๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 149 ข้อ 119, 120
ป. บุคคลใดฟัง ฯ ล ฯ บุคคลใดดม ฯ ล ฯ บุคคลใดลิ้ม ฯ ล ฯ บุคคลใดถูกต้อง ฯลฯ บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโนใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์ รู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลใดรู้ รู้ธัมมารมณ์ใด รู้ด้วยมโน ใด พึงกล่าวได้ว่า บุคคลนั้นรู้ รู้ธัมมารมณ์นั้น ด้วยมโนนั้น ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ. [๑๑๙] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้เห็นด้วย จักษุใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึง กล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลใดมิได้เห็น มิได้เห็นรูปใด มิได้ เห็นด้วยจักษุใด ไม่พึงกล่าวบุคคลนั้นเห็น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นรูปนั้น ไม่พึงกล่าวว่าเห็นด้วยจักษุนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. [๑๒๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 150 ข้อ 121
ส. บุคคลใดมิได้ฟัง ฯ ล ฯ บุคคลใดมิได้ดม ฯ ล ฯ บุคคลใดมิได้ลิ้ม ฯ ล ฯ บุคคลใดมิได้ถูกต้อง ฯ ล ฯ บุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าวบุคคลนั้นรู้ ไม่พึง กล่าวว่ารู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลใดมิได้รู้ มิได้รู้ธัมมารมณ์ใด มิ ได้รู้ด้วยมโนใด ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลนั้นรู้ไม่พึงกล่าวว่ารู้ธัมมารมณ์นั้น ไม่พึงกล่าวว่ารู้ด้วยมโนนั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า ข้าพเจ้าหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. [๑๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประ- ณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะทรามบ้าง เป็นสุคติบ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของ มนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม๑ ดังนี้ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ๑. ม.ม. ๑๓/๗๕๖.
หน้า 151 ข้อ 121
ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะน่ะสิ. ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสไว้ว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเห็นสัตว์ทั้งหลายจุติอยู่ อุปบัติอยู่ เลวบ้าง ประณีตบ้าง มีพรรณะงามบ้าง มีพรรณะทรามบ้าง เป็นสุคติ บ้าง เป็นทุคติบ้าง ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของ มนุษย์ ย่อมรู้ชัดซึ่งสัตว์ทั้งหลายว่าเป็นไปตามกรรม ดังนี้ ด้วยเหตุ นั้นแหละ ท่านจึงหยั่งเห็นบุคคล โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของ มนุษย์. ป. ทรงเห็นรูป. ส. รูปคือบุคคล รูปจุติ รูปอุบัติ รูปเป็นไปตาม กรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของ มนุษย์. ป. ทรงเห็นบุคคล.
หน้า 152 ข้อ 121
ส. บุคคล คือรูป คือรูปายนะ คือรูปธาตุ คือสีเขียว คือสีเหลือง คือสีแดง คือสีขาว คือสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักษุ กระทบมีจักษุ มาสู่คลองจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปหรือทรงเห็นบุคคล ด้วยจักษุเพียงทิพย์ อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์. ป. ทรงเห็นทั้งสองอย่าง. ส. ทั้งสองอย่างคือรูป คือรูปายตนะ คือรูปธาตุ ทั้ง สองอย่างคือสีเขียว ทั้งสองอย่างคือสีเหลือง ทั้งสองอย่างคือสีแดง ทั้ง สองอย่างคือสีขาว ทั้งสองอย่างคือสิ่งที่รู้ได้ด้วยจักษุ ทั้งสองอย่างกระ- ทบที่จักษุ ทั้งสองอย่างมาสู่คลองจักษุ ทั้งสองอย่างจุติ ทั้งสองอย่าง อุบัติ ทั้งสองอย่างเป็นไปตามกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ อุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ อรรถกถาอุปาทาปัญญัตตานุโยค ว่าด้วยการซักถามอุปาทาบัญญัติ บัดนี้ เป็นการซักถามอุปาทาบัญญัติ คือบัญญัติเพราะอาศัย ในเรื่องนั้น คำถามเป็นของพระสกวาที คำรับรองเป็นของพระปรวาที.
หน้า 153 ข้อ 121
จริงอยู่เพราะอาศัยจักขุรูปเป็นต้น จึงบัญญัติบุคคล เหมือนการบัญญัติ เงาไม้เพราะอาศัยต้นไม้ เหมือนการบัญญัติไฟเพราะอาศัยเชื้อไฟ ฉะนั้น ท่านต้องการประกาศให้รู้ให้เข้าใจถึงบัญญัติ เพราะฉะนั้นเมื่อถูก สกวาทีถามว่า เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติบุคคลขึ้นหรือ ปรวาทีจึง ตอบรับรอง. ถูกถามเนื้อความนี้อีกว่า ถึงบุคคลก็ไม่เที่ยงเป็นราวกะ รูป เป็นต้น เปรียบเหมือนเงาอาศัยต้นไม้ที่ต้นไม้ด้วย ไฟที่อาศัย เชื้อไฟและเชื้อไฟด้วยมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาฉันใด บุคคลของท่าน อาศัยรูปเป็นต้น มีความไม่เที่ยงดุจธรรมทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น ฉะนั้น หรือ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะตั้งอยู่ในลัทธิของตน. ในคำทั้ง หลายมีคำว่า เพราะอาศัยรูปเขียวจึงบัญญัติบุคคลเขียวหรือ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลเป็นอันเดียวกันกับรูปเขียวด้วย ซึ่งความมีมากมายแห่งบุคคลด้วยสามารถแห่งรูปเขียวเป็นต้นในสรีระ หนึ่งด้วย จึงตอบปฏิเสธ. แม้ในปัญหานี้ว่า เพราะอาศัยเวทนาอันเป็นกุศล จึงบัญญัติ บุคคลเป็นกุศลหรือ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคล กับเวทนาเป็นอันเดียวกันและความมีมากมายแห่งบุคคลด้วยสามารถแห่ง กุศลเวทนาอันมากมายในสันดานหนึ่ง จึงตอบปฏิเสธ. ในนัยที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรองเพราะหมายเอาบุคคลผู้ตั้งอยู่ในความฉลาดโดยสภาพ แห่งคำว่า มัคคกุศล เป็นต้น. ถูกถามว่า ถึงบุคคลเป็นกุศลมีผล เป็นต้น ก็ตอบปฏิเสธเพราะไม่มีโวหารเช่นนั้น. ในฝ่ายอกุศล ปรวาที
หน้า 154 ข้อ 121
ตอบรับรองหมายเอาผู้ดำรงอยู่ในความไม่ฉลาด. ในฝ่ายอัพยากตะท่าน ก็ตอบรับรองหมายเอาความเป็นแห่งอัพยากตะ คือความไม่พยากรณ์ ด้วยสามารถแห่งคำว่า โลกเที่ยงเป็นต้น. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบ โดยนัยแห่งคำที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นเทียว. ในคำถามทั้งหลายว่า เพราะอาศัยจักขุพึงกล่าวว่าบุคคลมีจักขุ หรือ เป็นต้น ปรวาทีย่อมตอบรับรองเพราะสภาพแห่งโวหารว่า ผู้มี จักขุพึงเว้นบาปต่าง ๆ เป็นต้นเมื่อไม่ปรารถนาความดับของบุคคลเพราะ การดับแห่งธรรมสักว่ามีจักขุเป็นต้น จึงปฏิเสธ. ในคำถามนี้ว่า เพราะ อาศัยรูปอาศัยเวทนา จึงบัญญัติบุคคลหรือ นี้บัณฑิตพึงทราบธรรม แม้เหล่าอื่นที่มีรูปเป็นมูลอันเป็นหมวด ๒ หมวด ๓ และหมวด ๔. ก็ การบัญญัติบุคคลเพราะอาศัยขันธ์ทั้งหลายเหตุใด เพราะเหตุนั้นปรวาที จึงตอบรับรองซึ่งบัญญัติเพราะอาศัยขันธ์ ๒ บ้าง ขันธ์ ๓ บ้าง ขันธ์ ๔ บ้าง ขันธ์ ๕ บ้าง. แต่ย่อมตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีบุคคล ๒ หรือ บุคคล ๕ ในสันดานหนึ่งแม้ในอายตนะทั้งหลาย ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บัดนี้เพื่อแสดงว่า การบัญญัติบุคคลใด เพราะอาศัยขันธ์ใด ความไม่เที่ยงแม้ของบุคคลนั้นเพราะความไม่เที่ยงของขันธ์นั้น และ ความสำเร็จอย่างหนึ่งเพราะอาศัยสิ่งหนึ่งฉันใด ความสำเร็จแห่งบุคคล นั้นย่อมปรากฏฉันนั้นหรือ ดังนี้ จึงกล่าวว่า เพราะอาศัยต้นไม้ จึง บัญญัติเงาไม้ขึ้นฉันใด เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เพราะ อาศัย ได้แก่ อาศัย คือการไม่เว้นจากสิ่งนั้น. ก็ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนา
หน้า 155 ข้อ 121
คำว่า เพราะอาศัยต้นไม้ จึงบัญญัติเงา เพราะอาศัยรูป จึงบัญญัติ บุคคล ดังนี้ เพราะความตั้งมั่นอยู่ในลัทธิของตน จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ตรวน ได้แก่ เครื่องจองจำอันมั่นคง. คำว่า ผู้ถูกจำตรวน ได้แก่ ผู้ถูกจองจำด้วยเครื่องจองจำนั้น. คำว่า รูปมีแก่ผู้ใด ผู้นั้นต่างหาก ชื่อว่า ผู้มีรูป อธิบายว่า รูปมีแก่บุคคลใด บุคคลนั้นต่างหากชื่อว่าผู้ มีรูป เหมือนตรวนไม่ใช่ผู้ถูกจำตรวน ตรวนก็อย่างหนึ่ง ผู้ถูกจำตรวน ก็อย่างหนึ่ง. ฉันใด ฉันนั้นนั่นแหละ รูปก็อย่างหนึ่ง ผู้มีรูปก็อย่าง หนึ่ง. ในคำถามว่า บัญญัติบุคคลในเพราะจิตแต่ละดวงหรือ ปรวาที หมายเอาจิตมีราคะเป็นต้นด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้มีราคะเป็นต้น จึง ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตตานุปัสสนา. ถูกสกวาทีถามโดยนัยว่า ย่อมเกิดแก่ตาย เป็นต้น เมื่อปรวาทีไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคล เกิดเป็นขณะ เหมือนจิต จึงปฏิเสธ. ถูกถามว่า บุคคลนั้น หรือว่า บุคคลอื่น เพราะกลัวเป็นสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ จึงปฏิเสธ. ถูก สกวาทีถามว่า เมื่อจิตดวงที่ ๒ เกิดขึ้นไม่พึงกล่าวว่า กุมารหรือว่า กุมารี อีก เพราะกลัวแต่การถูกตัดขาดจากโวหารของชาวโลก จึงรับ ว่า พึงกล่าวได้. คำที่เหลือในที่นี้ปรากฏชัดแจ้งแล้วทั้งนั้น. บัดนี้ ปรวาทีเป็นผู้ใคร่เพื่อจะให้ลัทธิของตนตั้งอยู่โดยอาการ อื่น จึงกล่าวคำว่า ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคล เป็นต้น. ใน คำเหล่านั้น คำว่า ไม่พึงกล่าว อธิบายว่า ปรวาทีกล่าวคำนี้ก่อน ว่า ไม่พึงกล่าวว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ
หน้า 156 ข้อ 121
โดยการซักถามถึงอุปาทาบัญญัติอันมากมายอย่างนี้. ต่อจากนั้น เมื่อคำ ว่าใช่ อันสกวาทีตอบรับรองแล้ว ปรวาทีจึงกล่าวว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด...มิใช่หรือ เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า โย ได้แก่ บุคคลใด คำว่า ยํ ได้แก่ รูปใด คำว่า เยน ได้แก่ ด้วยจักขุใด คำว่า โส ได้แก่ บุคคลนั้น คำว่า ตํ ได้แก่รูปนั้น คำว่า เตน ได้แก่ ด้วยจักขุนั้น. ท่านอธิบายไว้ว่า บุคคลใดเห็น เห็นรูปใด เห็นด้วยจักขุ ใด ผู้นั้นเมื่อเห็นรูปนั้นย่อมเห็นด้วยจักขุนั้น มิใช่หรือ ? สกวาทีก็ ตอบรับรองว่าใช่ ด้วยสามารถแห่งคำสมมติเป็นต้นด้วยคำว่า จักขุอัน ถึงความเป็นนิสสยปัจจัยแก่จักขุวิญญาณแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้นบุคคลนั้น ก็ชื่อว่าย่อมเห็นซึ่งรูปนั้น โสตะก็เช่นเดียวกัน บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมฟัง เสียง ฯ ล ฯ มโนวิญญาณก็เช่นเดียวกัน บุคคลนั้นย่อมชื่อว่ารู้แจ้งซึ่ง ธรรม จักขุของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ย่อมเห็นรูปนั้นด้วย จักขุนั้น ดังนี้ ลำดับนั้นปรวาทีอาศัยวาทะอันมีเลศนัย จึงเปลี่ยน วาทะนั้นนั่นแหละแล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านพึง กล่าวว่าหยั่งเห็นบุคคล เพราะความที่บุคคลอันท่านให้สำเร็จแล้วด้วย ความเป็นคำอันบุคคลพึงกล่าว. ในคำเหล่านั้น คำว่า บุคคลใดมิได้ เห็น อธิบายว่า เป็นบุคคลผู้บอด อสัญญีสัตว์ ผู้เกิดในอรูปภพ แม้ เป็นผู้ไม่บอดเข้าสมาบัติแล้วก็ชื่อว่าย่อมไม่เห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งขณะ นั้น. แม้ในวาระทั้งเหลือก็นัยนี้นั่นแหละ. ว่าโดยอรรถ บัณฑิตพึงทราบ คำที่เหลือด้วยสามารถแห่งพระบาลี.
หน้า 157 ข้อ 121
ในการเทียบเคียงพระสูตร ปรวาทีกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นรูปเพราะรูปเป็นอารมณ์แก่ทิพยจักขุ. ในวาระที่ ๒ กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นบุคคลเพราะพระบาลีว่า เราตถาคต ย่อม เห็นสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ ในวาระที่ ๓ กล่าวว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เห็นทั้ง ๒ อย่าง เพราะลัทธิว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นรูปแล้วจึงรู้ แจ้งซึ่งบุคคล.๑ ก็รูปายตนะนั่นแหละท่านรวบรวมไว้ในรูปสังคหะ ๔ คือ ทิฏฺํ ๑. สุตํ ๑. มุตํ ๑. วิญฺาตํ ๑. ชื่อว่าเป็นธรรมพึงเห็น เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงซักว่า รูปคือบุคคล บุคคลคือรูป ทั้ง ๒ อย่างคือรูป คือรูปปายตนะ เป็นต้น. อรรถกถาอุปาทาปัญญัตตานุโยค จบ ๑. ในวิภังค์ปกรณ์กล่าวไว้ว่า รูปายตนะเป็น ทิฏฺํ เป็น วิญฺาตํ สัททา- ยตนะเป็น สุตํ เป็น วิญฺาตํ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะเป็น มุตํ เป็นวิญฺาตํ อายตนะ ๗ ที่เหลือ คือ จักขายตนะ โสตา ฆานา ชิวหา กายา ธัมมา มนายตนะ เป็น วิญฺาตํ ทิฏฺํ ได้แก่ธรรมที่เขาเห็นแล้ว ฯ ล ฯ วิญฺาตํ ได้แก่ธรรมที่เขารู้แล้ว.
หน้า 158 ข้อ 122, 123, 124
กัลยาณวรรค๑ [๑๒๒] ป. ท่านหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่วหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๒๓] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างบุคคลนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างบุคคลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้น ๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๒๔] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ตอนนี้มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า " ปุริสการานุโยค "
หน้า 159 ข้อ 125, 126, 127
ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างบุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๒๕] ส. เพราะหยั่งเป็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๒๖] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างธรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ สร้างมหาปฐพี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๒๗] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นมหาสมุทร ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น ผู้ทำ ผู้สร้างมหาสมุทร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 160 ข้อ 128, 129, 130, 131
[๑๒๘] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น ผู้ทำ ผู้สร้างขุนเขาสิเนรุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๒๙] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นน้ำ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้ สร้างน้ำ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๐] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นไฟ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้ สร้างไฟ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๑] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ?
หน้า 161 ข้อ 132, 133, 134
ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นลม ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้ สร้างลม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๒] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้างหญ้า ไม้ และ ต้นไม้เจ้าป่า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๓] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมดีกรรมชั่วเป็นอื่น ผู้ทำ ผู้สร้างกรรมดี กรรมชั่ว ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๔] ป. ท่านหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดี
หน้า 162 ข้อ 134
กรรมชั่ว หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีกรรม- ชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยวิบากนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยวิบากนั้นหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่ บุคคลนั้น ๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้น จึงเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 163 ข้อ 134
ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมชั่ว ฉะนั้น จึงเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดี กรรมชั่ว ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้ เสวยนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีกรรม ชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี เพราะหยั่งเห็นมหา- สมุทร เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะหยั่ง เห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และต้นไม้ เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้และต้นไม้เจ้าป่า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะหยั่งเห็นวิบากของกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยวิบากของกรรมดีกรรม- ชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิบากของกรรมดีและกรรมชั่วเป็นอื่น บุคคลผู้
หน้า 164 ข้อ 135, 136, 137
เสวยวิบากของกรรมดีกรรมชั่วก็เป็นอื่นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๕] ป. ท่านหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๖] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขอันเป็น ทิพย์นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขอันเป็น ทิพย์นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้น ๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๗] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ หรือ ?
หน้า 165 ข้อ 138, 139, 140
ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคลฉะนั้นจึงเห็นผู้เสวยบุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๘ ] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคล ผู้เสวยนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๓๙] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็น มหาสมุทร เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะ หยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และ ต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๐] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขอันเป็นทิพย์ ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ หรือ ?
หน้า 166 ข้อ 141, 142
ป. ถูกแล้ว. ส. สุขอันเป็นทิพย์เป็นอื่น บุคคลผู้เสวยสุขอันเป็น ทิพย์ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๑] ป. ท่านหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๒] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น บุคคลผู้เสวยของมนุษย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่ บุคคลนั้นๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 167 ข้อ 143, 144, 145
[๑๔๓] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น เห็นบุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๔] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคล ผู้เสวยนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๕] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็น มหาสมุทร เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะ หยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และ ต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 168 ข้อ 146, 147, 148
[๑๔๖] ส. เพราะหยั่งเห็นสุขของมนุษย์ ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น บุคคลผู้เสวยสุขของมนุษย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขของมนุษย์เป็นอื่น บุคคลผู้เสวยสุขของ มนุษย์ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๗] ป. ท่านหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบายหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๘] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีใน อบาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีใน อบายนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ
หน้า 169 ข้อ 149, 150, 151
ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้น ๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๔๙] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่งเห็น บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๐] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคล ผู้เสวยนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๑] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็น มหาสมุทร เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะ
หน้า 170 ข้อ 152, 153, 154
หยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และ ต้นไม้เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๒] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในอบาย ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกข์ที่มีในอบายเป็นอื่น บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี ในอบายก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๓] ป. ท่านหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรกหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๔] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีใน นรกนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีใน
หน้า 171 ข้อ 155, 156, 157
นรกนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ ก็ไม่มีก็บุคคลนั้น ฯลฯ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๕] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นบุคคล ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นผู้เสวย บุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๖] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะหยั่งเห็นนิพพาน ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคล ผู้เสวยนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๗] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 172 ข้อ 158, 159
ส. เพราะหยั่งเห็นมหาปฐพี ฯ ล ฯ เพราะหยั่งเห็น มหาสมุทร เพราะหยั่งเห็นขุนเขาสิเนรุ เพราะหยั่งเห็นน้ำ เพราะ หยั่งเห็นไฟ เพราะหยั่งเห็นลม เพราะหยั่งเห็นหญ้า ไม้ และต้นไม้ เจ้าป่า ฉะนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๕๘] ส. เพราะหยั่งเห็นทุกข์ที่มีในนรก ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มีในนรก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกข์ที่มีในนรกเป็นอื่น บุคคลผู้เสวยทุกข์ที่มี ในนรกก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๙] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เป็นผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวยวิบากของกรรมดี กรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขและทุกข์ตัวทำเอง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 173 ข้อ 160, 161
[๑๖๐] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวยวิบากของกรรมดี กรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขและทุกข์บุคคลอื่นทำให้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๖๑] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีและกรรมชั่ว ฉะนั้นจึง หยั่งเห็นผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวยวิบากกรรมดี กรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคล อื่นเสวย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลนั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคล อื่นเสวย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขและทุกข์ตัวทำเองด้วยคนอื่นทำให้ด้วยหรือ ?
หน้า 174 ข้อ 162, 163
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๖๒] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวยวิบากกรรมดี กรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็หาไม่ บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็หาไม่บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขละทุกข์อาศัยสภาพที่มิใช่การทำของตนเอง ไม่ใช่การทำของคนอื่นเกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๖๓] ส. เพราะหยั่งเห็นกรรมดีกรรมชั่ว ฉะนั้นจึงหยั่ง เห็นบุคคลผู้ทำ ผู้สร้าง ผู้เสวยกรรมดีกรรมชั่ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย บุคคลนั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคลอื่น
หน้า 175 ข้อ 164
เสวย บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็ หาไม่ บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลนั้นทำ บุคคลนั้นเองเสวย บุคคลอื่นทำ บุคคลอื่นเสวย บุคคลนั้นและบุคคลอื่นทำ บุคคลนั้นและบุคคลอื่น เสวย บุคคลนั้นทำก็หาไม่ บุคคลนั้นเองเสวยก็หาไม่ บุคคลอื่นทำก็ หาไม่ บุคคลอื่นเสวยก็หาไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขและทุกข์ตัวทำเอง สุขและทุกข์คนอื่นทำให้ สุขและทุกข์ตัวทำเองด้วย คนอื่นทำให้ด้วย สุขและทุกข์อาศัยสภาพที่ มิใช่การทำของตนเอง มิใช่การทำของบุคคลอื่นเกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๖๔] ป. กรรมมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้ทำกรรมก็มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้สร้างบุคคลผู้ทำกรรมนั้นก็มีอยู่ หรือ ?
หน้า 176 ข้อ 164
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผู้สร้างบุคคลผู้ทำกรรมนั้นก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่ บุคคลนั้นๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะบุคคลมีอยู่ ฉะนั้นผู้สร้างบุคคลจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะนิพพานมีอยู่ ฉะนั้นผู้สร้างนิพพานจึงมี อยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะกรรมมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ ?
หน้า 177 ข้อ 164
ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะมหาปฐพีมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะมหาสมุทร มีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะขุนเขาสิเนรุมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะน้ำมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะ ไฟมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะลมมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า มีอยู่ ฉะนั้น ผู้สร้างหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า จึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะกรรมมีอยู่ บุคคลผู้ทำกรรมจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมเป็นอื่น บุคคลผู้ทำกรรมก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. วิบากมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้เสวยวิบากมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึง มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เสวยบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้เสวยบุคคลผู้เสวยวิบากนั้นมีอยู่ หรือ ?
หน้า 178 ข้อ 164
ป. ถูกแล้ว. ส. การทำที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี ความขาดแห่งวัฏฏะ ก็ไม่มี ความดับรอบอย่างหาเชื้อมิได้ก็ไม่มี แก่บุคคลนั้น ๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึง มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะบุคคลมีอยู่ ฉะนั้นผู้เสวยบุคคลจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึง มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะนิพพานมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยนิพพาน จึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึง มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 179 ข้อ 164
ส. เพราะมหาปฐพีมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะมหาสมุทร มีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะขุนเขาสิเนรุมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะน้ำมีอยู่ ฯลฯ เพราะ ไฟมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะลมมีอยู่ ฯ ล ฯ เพราะหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่า มีอยู่ ฉะนั้นผู้เสวยหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่ารอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะวิบากมีอยู่ ฉะนั้นบุคคลผู้เสวยวิบากจึง มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิบากเป็นอื่นบุคคลผู้เสวยวิบากก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ คำที่เหลือท่านย่อไว้. กัลยาณวรรค จบ อรรถกถาปุริสการานุโยค ว่าด้วยการซักถามการกระทำของบุคคล บัดนี้ เป็นการซักถามถึงการทำของบุคคล ในปัญหานั้น คำ ถามด้วยลัทธิว่า เมื่อกรรมมีอยู่ แม้ผู้ทำกรรมนั้นก็ต้องมีแน่นอน ดังนี้ เป็นของปรวาที. คำตอบรับรองว่าใช่ เป็นของพระสกวาที เพราะ ความที่กรรมทั้งหลายเช่นนั้นมีอยู่. คำถามอีกว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำกรรม เป็นของสกวาที. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ผู้ทำ ได้แก่ ผู้ทำกรรม ทั้งหลายเหล่านั้น. คำว่า ผู้ให้ทำกรรม ได้แก่ ผู้ให้ทำกรรมด้วย อุบายทั้งหลาย มีการสั่งสมและการแสดงให้ทราบ เป็นต้น.
หน้า 180 ข้อ 164
ในบัดนี้ ปรวาทีหมายเอาบุคคลจึงถามถึง ผู้ทำ ไม่ถามเหตุ สักว่าการกระทำ เพราะฉะนั้นสกวาทีจึงตอบปฏิเสธ. ในคำนี้ว่า. ผู้ทำ ผู้ให้ทำกรรมนั้น อธิบายว่า สกวาทีถามว่า ถ้าว่า ท่านหยั่งเห็นกรรม ใด ๆ ท่านก็หยั่งเห็นบุคคลผู้ทำกรรมนั้นๆ ย่อมหยั่งเห็นบุคคลตามลัทธิ ของท่านนั่นแหละ ก็ท่านหยั่งเห็นบุคคลอื่นผู้ทำด้วย ผู้ให้ทำกรรมนั้น ด้วยหรือ ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ เพราะกลัวจะ ถูกกล่าวหาว่าเป็นลัทธิแห่งพระเจ้าสร้างโลก. เมื่อถามซ้ำอีก ปรวาที ก็ตอบรับรองเพราะหมายเอาเนื้อความนี้ว่า มารดาบิดาย่อมให้บุคคล เกิด ย่อมตั้งชื่อ ย่อมเลี้ยงดู เพราะฉะนั้น มารดาบิดาเหล่านั้น จึง ชื่อว่า ผู้ทำ ส่วนกัลยาณมิตรหรืออาจารย์เหล่าใดย่อมให้ศิษย์ศึกษา วิชาการ และเรียนศิลปะทั้งหลายนั้น ๆ กัลยาณมิตรหรืออาจารย์เหล่า นั้นชื่อว่า ผู้ให้ทำ ดังนี้. ท่านอธิบายว่า กรรมเก่าเท่านั้นท่าน ประสงค์เอาว่า เป็นผู้ทำเป็นผู้ให้ทำกรรมนั้น ๆ ท่านกล่าวคำนี้ว่า ถ้า ว่า ผู้ทำของผู้ทำกรรมทั้งหลายมีอยู่ไซร้ ผู้ทำแม้แก่ผู้นั้นต่อ ๆ กันมาก็ มีอยู่นั่นแหละ ด้วยคำนี้ว่า แก่บุคคลนั้น ๆ นั่นแหละ ดังนี้ ครั้น เมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ บุคคลผู้เกิดก่อน ๆ ก็พึงทำบุคคลผู้เกิดภาย หลังโดยแท้ ๆ แม้ด้วยคำนี้ บุคคลผู้ทำกรรมเหล่านั้น พึงทำบุคคลอื่น ๆ ต่อไป. แม้บุคคลนั้นก็พึงทำบุคคลอื่น ๆ. สกวาทีถามว่า นิพพานใด คือการทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ไม่มี การตัดวัฏฏะไม่มี ความดับรอบอันไม่มี ปัจจัยก็ไม่มี นิพพานนั้นไม่มี แก่บุคคลนั้น ๆ เพราะความไม่มีปัจจัย เพราะความไม่มีทุกข์อื่นเนื่องด้วยปัจจัยหรือ ? อีกอย่างหนึ่ง คำว่า แก่
หน้า 181 ข้อ 164
บุคคลนั้น ๆ นั่นแหละ อธิบายว่า ถ้าว่า ความสืบเนื่องกันมาของ บุคคลมีอยู่อย่างนี้ว่า กรรมสักว่าการกระทำไม่มี มีแต่บุคคลผู้ทำบุคคล แม้นั้นๆ ต่อ ๆ กันมา ดังนี้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ การกล่าวว่า การทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์เพราะเหตุอันไม่ให้ความเป็นไปแห่งกัมมวัฏฏะอัน ใดนี้นั้น ก็ไม่มีแก่บุคคลนั้น ๆ ดังนี้. ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาคำนั้น จึงปฏิเสธ. คำว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำ ในคำถามแห่งผู้ทำทั้งหลายตาม คำสามัญที่หยั่งเห็นได้ แม้ในปัญหาอื่นอีกจากนี้ ท่านก็หมายเอาเฉพาะ บุคคลเท่านั้น มิได้กล่าวมุ่งหมายเอาปัจจัยทั้งหลายเลย. แท้จริงปัจจัย แห่งสิ่งทั้งปวง เช่น มหาปฐพี เป็นต้นจะไม่มีก็หามิได้. ปัญหาที่สกวาทีถามว่า ผู้ทำกรรมดีกรรมชั่วทั้งหลาย ก็เป็นอื่น หรือ ปัญหานั้นปรวาทีตอบปฏิเสธแล้ว เพราะกลัวเป็นทิฏฐิว่า บุคคล มีสังขาร หรือ มีอัตตา เป็นต้น. คำเป็นต้นว่า ท่านหยั่งเห็นวิบากหรือ เป็นต้น ท่านกล่าว เพื่อทำลายลัทธิผู้แสดงบุคคล ด้วยสามารถแห่งบุคคลผู้เสวยวิบาก. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ผู้เสวยวิบาก เป็นคำซักถามของปรวาที. คำปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะความไม่มีผู้เสวยอื่นนอกจากความเป็น ไปแห่งวิบาก. คำถามอีกเป็นของสกวาที คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า บุคคลเป็นผู้เสวยวิบากนั้น ได้แก่ ผู้เสวยของวิบากนั้น ๆ ก็วิบาก ชื่อว่า พึงเสวย บุคคลมิใช่วิบาก ฉะนั้นปรวาทีจึงปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้เสวย. ถูกสกวาทีถามซ้ำอีก ก็ตอบรับรองว่า
หน้า 182 ข้อ 164
บุคคลเป็นผู้เสวยวิบาก เพราะความตั้งอยู่ในผลแห่งบุญ โดยหมายเอา มารดาที่ปล่อยวางสละบุตร หรือภรรยาที่ปล่อยวางสละสามีเป็นผู้เสวย วิบาก ซึ่งเป็นการเสวยบุคคลเช่นนั้น. คำถามว่า การทำซึ่งที่สุดแห่ง ทุกข์ไม่มี ฯ ล ฯ ก็บุคคลนั้น ๆ อธิบายว่า ถ้าว่า ความสืบเนื่องกัน ของบุคคลเป็นมาอย่างนี้ว่า วิบากที่สักแต่ความเป็นวิบากไม่มี มีแต่ บุคคลเป็นผู้เสวยผลแห่งกรรมนั้น ๆ ต่อ กันมา ดังนี้ไซร้ ครั้นเมื่อ ความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ การกล่าวว่า การทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์โดยเหตุ อันไม่เป็นไปแห่งวิปากวัฏนี้นั้น ก็ย่อมไม่มีดังนี้. ต่อจากนั้น พึงทราบ เนื้อความในคำถามถึงผู้เสวยด้วยคำอันเป็นธรรมดาที่ว่า ท่านหยั่งเห็น ได้ ข้างหน้านี้ โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. ปัญหาที่สกวาที ถามว่า บุคคลเสวยวิบากแห่งกรรมดีกรรมชั่ว ก็เป็นอื่นหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะกลัวแต่ลัทธิอันเห็นผิดว่า บุคคลมีเวทนา หรือบุคคลมีอัตตา. คำว่า สุขอันเป็นทิพย์ เป็นต้น เป็นคำอันปรวาทีเริ่มจำแนกผลแห่งกรรมดี และกรรมชั่วด้วยสามารถ แห่งลัทธิ. คำนั้นทั้งหมด พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่น แหละ. อนึ่ง ในคำถามที่ปรวาทีถามว่า ท่านหยั่งเห็นบุคคลผู้เสวยสุข อันเป็นทิพย์หรือ นี้ พึงทราบว่า สกวาทีตอบปฏิเสธว่าบุคคลไม่เป็น ผู้เสวยเท่านั้น ไม่ปฏิเสธวิปากขันธ์ที่เสวยสุขอันเป็นทิพย์. จริงอยู่ ความ เกิดขึ้นแห่งวิบากทั้งหลายที่ผู้ทำกรรมฐานทั้งหลาย กระทำมหาปฐพีเป็น ต้นให้เป็นอารมณ์แล้วเสวยผล ย่อมเป็นการสำเร็จที่เปรียบไม่ได้. คำว่า ผู้ทำ ผู้ให้ทำเป็นผู้เสวยผลแห่งกรรมดีกรรมชั่ว เป็นต้น เป็น
หน้า 183 ข้อ 164
คำที่ท่านกล่าวปรารภนัยที่เจือกัน คือมีทั้งบัญญัติและปรมัตถะ. ในคำเหล่านั้น คำว่า บุคคลนั้นกระทำ เป็นคำซักถามของ สกวาทีว่า ท่านกล่าวว่าบุคคลผู้ทำกรรมใด และผู้เสวยกรรมใด บุคคล นั้นนั่นแหละกระทำ บุคคลนั้นเองเป็นผู้เสวยหรือ ? คำปฏิเสธเป็น ของปรวาที เพราะกลัวผิดจากพระสูตร ฯ ถูกถามอีก ก็ตอบรับรองด้วย สามารถแห่งพระสูตรว่า บุคคลย่อมบันเทิงในโลกนี้ ละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมบันเทิงในโลกหน้า เป็นต้น ดังนี้ ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะ ปฏิเสธโอกาสคำที่จะกล่าวของปรวาทีนั้น จึงกล่าวคำว่า สุขทุกข์อัน ตนทำเองหรือ ในคำเหล่านั้น คำว่า ผู้อื่นกระทำ สกวาทีกล่าว ด้วยสามารถแห่งความเป็นอื่นแห่งผู้ทำและผู้เสวย. จากนั้น ปรวาทีจึง ปฏิเสธโอกาสที่จะพูดเพราะกลัวผิดพระสูตร. ถูกถามอีก เมื่อมีความ สำคัญว่า บุคคลผู้เกิดเป็นมนุษย์แล้วเกิดเป็นเทวดาแล้วย่อมเสวย ดังนี้ จึงตอบรับรอง. ก็ถูกถามด้วยสามารถแห่งวาทะอย่างนี้ว่า สุขและทุกข์ อันบุคคลอื่นทำแล้วย่อมปรากฏหรือ ดังนี้ ก็ปฏิเสธอีก. คำว่า บุคคล นั้นทำ บุคคลอื่นเสวย สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งคำถามถึงความ เป็นบุคคลคนเดียวกัน และความเป็นแห่งบุคคลอื่นของผู้ทำและผู้เสวย. ลำดับนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากพระสูตร ถูกถามอีก ก็ ตอบรับรองเพราะรวมนัยแม้ทั้ง ๒ ก่อน ๆ เข้าด้วยกัน. ก็ถูกถามด้วย สามารถแห่งปัญหานั้นของผู้มีวาทะอย่างนั้นว่า สุขทุกข์อันตนเองทำ ด้วย อันบุคคลอื่นทำด้วยย่อมปรากฏหรือ ก็ตอบปฏิเสธอีก. คำว่า ไม่ใช่ผู้อื่นทำ เป็นคำอันสกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่งการปฏิเสธใน
หน้า 184 ข้อ 164
ความเป็นบุคคลคนเดียวกันทำ หรือผู้อื่นทำของผู้ทำและผู้เสวย. ลำดับ นั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยสามารถแห่งคำที่ผิดจากพระสูตรนั่นเทียว ถูกถามอีก เมื่อมีความสำคัญอยู่ว่า มนุษย์ทำกรรมไว้ เพราะการเกิด ขึ้นในเทวโลก มนุษย์นั้นจึงไม่ได้เสวย ผู้ใดทำกรรมใดไว้ ผู้อื่นเสวย ก็หาไม่ เพราะฉะนั้น บุคคลนั้นนั่นแหละจึงมิใช่ผู้เสวยเพราะเป็นผู้ กระทำ ทั้งบุคคลอื่นก็มิได้เสวย ดังนี้ จึงตอบรับรอง. คำนั้นสักว่า เป็นลัทธิเท่านั้น. ถูกถามด้วยสามารถแห่งปัญหานั้นของผู้มีวาทะอย่าง นั้นว่า ก็สุขทุกข์ อันมิใช่การกระทำของตน มิใช่การกะทำของผู้อื่น เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุย่อมปรากฏหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธอีก. อีก อย่างหนึ่ง บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในมิสสกนัยนี้จำเดิมแต่ต้น ด้วย นัยแม้นี้. จริงอยู่ ผู้มีวาทะว่าบุคคลมีอยู่นี้ ย่อมปรารถนาบุคคลผู้ทำ กรรมทั้งหลายด้วย บุคคลผู้เสวยด้วย เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงปรากฏอย่าง นี้ว่า บุคคลใดเป็นผู้ทำกรรม ผู้นั้นเท่านั้นพึงเป็นผู้เสวย หรือผู้อื่นเสวย หรือแม้ทั้ง ๒ เป็นผู้เสวย หรือว่าแม้ทั้ง ๒ ไม่พึงเป็นผู้เสวย ดังนี้. สกวาทีถามประกอบคำซักถามปัญหาอันปรากฏอย่างนี้นั่นแหละแล้วจึง กล่าวถึงปัญหาที่ควรถามแม้ทั้ง ๔ อย่าง มีคำว่า ไม่ใช่บุคคลนั้นเป็น ผู้ทำ เป็นต้น. คำที่เหลือ มีประการดังที่กล่าวมาแล้วนั่นเทียว. ก็ใน ที่สุด ได้ถามปัญหาแม้ทั้ง ๔ รวมกัน. ในปัญหานั้นการปฏิเสธ การ ตอบรับรอง และการถึงโทษมีคำว่า กระทำเองเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบ โดยนัยก่อนนั่นแหละ. เบื้องหน้าแต่นี้ นัยที่กล่าวแล้วในหนหลังไม่ได้ กล่าวคำว่า กรรมดีและกรรมชั่ว ท่านแสดงปัญหาที่ควรกำหนดไว้
หน้า 185 ข้อ 164
เป็นต้น กรรมมีอยู่เท่านั้น. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งธรรม ทั้งหลายแม้เหล่านั้น ด้วยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาปุริสการานุโยค จบ คำว่า แม้กัลยาณวรรค ดังนี้ เป็นชื่อของปุริสการานุโยคนั้น นั่นแล.
หน้า 186 ข้อ 165
อภิญญานุโยค [๑๖๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลบางคนที่แสดงฤทธิ์ได้ก็มีอยู่มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลบางคนที่แสดงฤทธิ์ได้มีอยู่ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลบางคนที่ฟังเสียงด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ ได้ ฯ ล ฯ ที่รู้จิตของบุคคลอื่นได้ ฯ ล ฯ ที่ตามระลึกชาติหนหลังได้ ฯ ล ฯ ที่เห็นรูปด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ได้ ฯ ล ฯ ที่ทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่ง อาสวะได้ มีอยู่มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลบางคนที่ทำให้แจ้งซึ่งความสิ้น ไปแห่งอาสาวะได้มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคล ได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่ แสดงฤทธิ์ได้มีอยู่ และด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ-
หน้า 187 ข้อ 165
ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ใดแสดงฤทธิ์ได้ ผู้นั้นแหละเป็นบุคคล ผู้ใด แสดงฤทธิ์ไม่ได้ ผู้นั้นไม่ใช่บุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผู้ใดฟังเสียงด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ได้ ฯ ล ฯ ผู้ใดรู้จิตคนอื่นได้ ฯลฯ ผู้ใดตามระลึกชาติหนหลังได้ ฯลฯ ผู้ใดเห็นรูป ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์ได้ ฯ ล ฯ ผู้ใดทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นไปแห่งอาสาวะ ได้ ผู้นั้นแหละเป็นบุคคล ผู้ใดทำให้แจ้งซึ่งความสิ้นแห่งอาสาวะไม่ได้ ผู้นั้นไม่ใช่บุคคล หรือ ฯ ล ฯ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. อภิญญานุโยค จบ อรรถกถาอภิญญานุโยค ว่าด้วยการซักถามถึงผู้ได้อภิญญา เบื้องหน้าแต่นี้ไป เป็นการพิสูจน์พระอรหันต์ ด้วยสามารถแห่ง คำซักถามถึงผู้ได้อภิญญาเป็นต้น. ในปัญหานั้น เมื่อพระสกวาทีตอบ รับรองคำว่า ใช่แล้ว ปรวาทีผู้มีความสำคัญอยู่ว่า บุคคลผู้บรรลุคุณ วิเศษมีอิทธิฤทธิ์เป็นต้นไม่มีในอนินทริยพัทธรูปภายนอก มีแต่ภายใน บุคคล ฉะนั้น บุคคลผู้ให้ฤทธิ์เป็นต้นเกิดขึ้นพึงมี จึงกล่าวคำเป็นต้น ว่า บุคคลบางคนที่แสดงฤทธิ์ได้มีอยู่มิใช่หรือ คำทั้งหมดนั้น มีเนื้อ ความง่ายทั้งนั้น แล. อรรถกถาอภิญญานุโยค จบ
หน้า 188 ข้อ 166, 167
ญาตกานุโยค [๑๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มารดามีอยู่มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า มารดามีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บิดามีอยู่ ฯ ล ฯ พี่น้องชายมีอยู่ พี่น้องหญิงมีอยู่ กษัตริย์มีอยู่ พราหมณ์มีอยู่ แพศย์มีอยู่ ศูทรมีอยู่ คฤหัสถ์มีอยู่ บรรพชิต มีอยู่ เทวดามีอยู่ มนุษย์มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า มนุษย์มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. [๑๖๗] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่ามารดามีอยู่ และ ด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 189 ข้อ 168
ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นมารดาแล้วเป็น มารดามีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบิดา ฯ ล ฯ ไม่เป็น พี่น้องชาย ไม่เป็นพี่น้องหญิง ไม่เป็นกษัตริย์ ไม่เป็นพราหมณ์ ไม่ เป็นแพศย์ ไม่เป็นศูทร ไม่เป็นคฤหัสถ์ ไม่เป็นบรรพชิต ไม่เป็น เทวดา ไม่เป็นมนุษย์แล้วเป็นมนุษย์ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๖๘ ] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า มารดามีอยู่ และ ด้วยเหตุนั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นมารดาแล้วไม่เป็น มารดามีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 190 ข้อ 169
ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลบางคนซึ่งเดิมเป็นบิดา เป็นพี่น้องชาย เป็นพี่น้องหญิง เป็นกษัตริย์ เป็นพราหมณ์ เป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นคฤหัสถ์ เป็นบรรพชิต เป็นเทวดา เป็นมนุษย์ แล้วไม่เป็นมนุษย์ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๖๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลเป็นโสดาบันมีอยู่มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลเป็นโสดาบันมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ? ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ?
หน้า 191 ข้อ 170
ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลเป็นสกทาคามีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลเป็น อนาคามีมีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นพระอรหันต์มีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็น พระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุตมีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นพระขีณาสพผู้ปัญญา วิมุตมีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นพระอริยะผู้กายสักขีมีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็น พระอริยะผู้ทิฏฐิปัตตะมีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นพระอริยะผู้สัทธาวิมุตมีอยู่ ฯ ล ฯ บุคคลเป็นพระอริยะผู้ธัมมานุสารีมีอยู่ บุคคลเป็นพระอริยะผู้ สัทธานุสารีมีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลเป็นพระอริยะผู้สัทธานุสารีมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ [๑๗๐] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลเป็นโสดาบัน มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นโสดาบัน แล้วเป็น โสดาบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 192 ข้อ 171
ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นสกทาคามี...ไม่เป็น อนาคามี...ไม่เป็นพระอรหันต์...ไม่เป็นพระขีณาสพผู้อุภโตภาควิมุต...ไม่ เป็นพระขีณาสพผู้ปัญญาวิมุต...ไม่เป็นพระอริยะผู้กายสักขี...ไม่เป็นพระ- อริยผู้ทิฏฐิปัตตะ... ไม่เป็นพระอริยะผู้สัทธาวิมุต... ไม่เป็นพระอริยะผู้ ธัมมานุสารี... ไม่เป็นพระอริยะผู้สัทธานุสารีแล้วเป็นพระอริยะผู้สัทธา- นุสารีมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมไม่เป็นบุคคลแล้วเป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๗๑] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้ว บุคคลผู้โสดาบันมีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นโสดาบันแล้วไม่เป็น โสดาบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคลแล้วไม่เป็นบุคคล มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นสกทาคามี... เป็น อนาคามีแล้วไม่เป็นอนาคามี มีอยู่ หรือ ?
หน้า 193 ข้อ 172, 173
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน ซึ่งเดิมเป็นบุคคล แล้วไม่เป็น บุคคลมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวก มีอยู่มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวกมีอยู่ ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ. [๑๗๓] ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวกมีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยบุคคล ๔ คู่ ๘ จำพวก ปรากฏขึ้นได้เพราะ ความปรากฏขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลปรากฏขึ้นได้ เพราะความปรารถนาแห่ง พระพุทธเจ้า หรือ ?
หน้า 194 ข้อ 174
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลปรากฏขึ้นได้ เพราะความปรารถนาแห่ง พระพุทธเจ้า หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว บุคคลขาดสูญไป บุคคลไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๗๔] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยังมีส่วนสุดที่ ๓ อื่นนอกเหนือสังขตะและอสัง- ขตะอีก หรือ ?
หน้า 195 ข้อ 174
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ยังมีส่วนสุดที่ ๓ อื่นนอกเหนือสังขตะและอสัง- ขตะอีก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธาตุนี้มี ๒ อย่าง ๒ อย่างเป็นไฉน ธาตุเป็นสังขตะ ๑ ธาตุเป็น อสังขตะ ๑ นี้แล ธาตุ ๒ อย่าง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ยังมีส่วนสุดที่ ๓ อื่นนอกเหนือสังขตะและอสังขตะอีกน่ะสิ. ส. บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขตะเป็นอื่น อสังขตะก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็น อื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ขันธ์ทั้งหลายเป็นสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ขันธ์ทั้งหลายเป็นอื่น นิพพานก็เป็นอื่น บุคคล ก็เป็นอื่น หรือ ?
หน้า 196 ข้อ 175
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ บุคคล เป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นอื่น นิพพานก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯ ล ฯ วิญญาณเป็นสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ บุคคลเป็นสังขตะก็ไม่ใช่ เป็นอสังขตะก็ไม่ใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณเป็นอื่น นิพพานก็เป็นอื่น บุคคลก็เป็น อื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๗๕] ส. บุคคลมีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่มีความแปรปรวนปรากฏ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลมีสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สังขตธรรมมีสังขตลักษณะ ๓ อย่างนี้ คือ สังขตธรรม
หน้า 197 ข้อ 176
ทั้งหลาย มีความเกิดขึ้นปรากฏ มีความเสื่อมปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ มีความแปรปรวนปรากฏ ดังนี้๑ บุคคลก็มีความเกิดขึ้นปรากฏ ความ เสื่อมก็ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนก็ปรากฏ ถ้าอย่างนั้น บุคคล ก็เป็นสังขตะน่ะสิ. ส. ความเกิดขึ้นแห่งบุคคลไม่ปรากฏ ความเสื่อมไม่ ปรากฏเมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนไม่ปรากฏหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย อสังขตธรรมมีอสังขตลักษณะ ๓ อย่างนี้ คือ ความ เกิดขึ้นแห่งอสังขตธรรมทั้งหลายไม่ปรากฏ ความเสื่อมไม่ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ ความแปรปรวนไม่ปรากฏ ดังนี้๒ ความเกิดขึ้นแห่งบุคคล ก็ไม่ปรากฏ ความเสื่อมก็ไม่ปรากฏ เมื่อตั้งอยู่ความแปรปรวนก็ไม่ ปรากฏ ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นอสังขตะน่ะสิ. [๑๗๖] ส. บุคคลผู้ปรินิพพานแล้ว คงมีอยู่ในนิพพาน หรือ ไม่มีอยู่ในนิพพาน ? ป. คงมีอยู่ในนิพพาน. ส. บุคคลผู้ปรินิพพาน เป็นผู้เที่ยง หรือ ? ๑. องฺ. ติก. ๒๐/๔๘๖. ๒. องฺ. ติก. ๒๐/๔๘๗.
หน้า 198 ข้อ 176
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. บุคคลผู้ปรินิพพานแล้ว ไม่มีอยู่ในนิพพาน. ส. บุคคลผู้ปรินิพพานแล้ว เป็นผู้ขาดสูญ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ญาตกานุโยค จบ อรรถกถาญาตกานุโยค ว่าด้วยการซักถามถึงพวกญาติ บัดนี้ คำว่า มารดา เป็นต้น เป็นการซักถามถึงพวกญาติ. คำว่า กษัตริย์ เป็นต้น เป็นการซักถามถึงชาติ. คำว่า คฤหัสถ์ และบรรพชิต เป็นการซักถามถึงข้อปฏิบัติ. คำว่า เทวดาและมนุษย์ เป็นการซักถามถึงการอุบัติ. คำว่า โสดาบัน เป็นต้น เป็นการซักถามถึงปฏิเวธ ข้อนี้ท่านกล่าวว่า เป็นการซักถาม ถึงพระอริยะบ้าง. คำเหล่านั้นทั้งหมด มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ก็ในคำว่า เป็นพระอรหันต์แล้ว กลับไม่เป็นพระอรหันต์ นี้ ท่านไม่กล่าวถาม เพราะเป็นโมฆปัญหา. คำว่า คู่แห่งบุรุษ ๔ เป็นต้น เป็นการซักถามถึงพระสงฆ์ การซักถามแม้นั้น ก็มีเนื้อความ ง่ายเหมือนกัน. คำว่า สังขตะ เป็นต้น เป็นการซักถามถึง สภาพแห่งสัจฉิกัตถะ. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ยังมีส่วนสุดที่ ๓ นอกเหนือสังขตะ และอสังขตะอีกหรือ ? เป็นคำถามของสกวาที คำปฏิเสธว่า ไม่พึง
หน้า 199 ข้อ 176
กล่าวอย่างนั้น เป็นของปรวาที เพราะความไม่มีสัจฉิกัตถะเช่นนั้น. เมื่อถูกถามซ้ำอีก ปรวาทีก็ตอบรับรองว่า ใช่ ส่วนสุดที่ ๓ มีอยู่ โดย หมายเอาบุคคลเป็นส่วนสุดที่ ๓. แม้ในปัญหาว่า บุคคลก็เป็นอื่น หรือ การปฏิเสธเป็นของปรวาทีนั้นนั่นแหละ เพราะไม่ปรารถนา ความที่บุคคลเป็นอย่างอื่นนอกจากสังขตขันธ์ทั้งหลาย. คำว่า ขันธ์ อันเป็นสังขตะ เป็นต้น เป็นคำอันสกวาทีแสดงสังขตะและอสังขตะ ทั้งหลายไว้โดยย่อ เพื่อถามความเป็นอย่างอื่นแห่งบุคคล. คำถามว่า รูปเป็นสังขตะ เป็นต้น เป็นคำที่สกวาทีแสดงขันธ์ทั้งหลายโดย วิภาคแล้วกล่าวถามความเป็นคนละอย่างกับบุคคล. คำถามว่า ความ เกิดขึ้นแห่งบุคคล เป็นคำถามของสกวาที คำรับรองว่า ใช่ เป็น ของปรวาที ด้วยอำนาจแห่งพระสูตรที่ท่านกล่าวไว้ในที่ทั้งหลายมีคำว่า สัตว์ทั้งหลายมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา มีความแก่เป็นธรรมดา อนึ่งเมื่อยังดำรงอยู่ก็มีความตายเป็นธรรมดา แต่ปรวาทีนั้นย่อม ไม่ปรารถนาซึ่งความที่บุคคลเป็นสังขตธรรม ฉะนั้น จึงปฏิเสธ. ถูก ถามโดยนัยเป็นต้นอีกว่า ความเกิดขึ้นของบุคคลย่อมปรากฏหรือ ก็ตอบรับรองด้วยคำว่า " ขึ้นชื่อว่าความเกิดขึ้นแห่งบุคคลเป็นต้นนั้น ย่อมไม่ควร " เพราะพระบาลีว่า ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้น ทุกข์ เท่านั้นย่อมตั้งอยู่ด้วย ย่อมเสื่อมไปด้วย นอกจากทุกข์หาอะไร เกิดมิได้ นอกจากทุกข์หาอะไรดับมิได้ ดังนี้. คำถามว่า บุคคลปรินิพพานแล้ว คงมีอยู่ในพระนิพพาน หรือ ในข้อนี้ ท่านเรียกพระนิพพานว่า อตฺถํ แปลว่า ธรรมอัน
หน้า 200 ข้อ 176
หาที่ตั้งมิได้. ในปัญหานั้น สกวาทีถามว่า บุคคลมีอยู่ในนิพพาน หรือ อธิบายว่า บุคคลชื่อว่าเที่ยงเพราะความที่บุคคลนั้นเป็นของมีอยู่ ในนิพพาน ชื่อว่าขาดสูญเพราะความที่บุคคลนั้นไม่มีอยู่ในนั้น ปรวาที เมื่อไม่ปรารถนาคำว่า บุคคลเที่ยงและขาดสูญ ๒ แม้นั้นจึงปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. อรรถกถาญาตกานุโยค จบ
หน้า 201 ข้อ 177, 178
ปกิณณกะ [๑๗๗] ส. บุคคลอาศัยอะไรตั้งอยู่ ? ป. อาศัยภพตั้งอยู่. ส. ภพไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มี ความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความจากไป เป็นธรรมดามีความดับไปเป็นธรรมดามีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัย เกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ จางไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แม้บุคคลก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัย เกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความ จางไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 202 ข้อ 178
ป. บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ ชัดว่าเราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสจัฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลบางคนที่เสวยทุกขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เรา เสวยทุกขเวทนาอยู่ ฯ ล ฯ ที่เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่าเรา เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ มีอยู่มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เสวยอทุกขมสุขเวทนา อยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่ เสวยสุขเวทนา ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุ นั้น จึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ใดเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุข
หน้า 203 ข้อ 179
เวทนาอยู่ ผู้นั้นเทียวเป็นบุคคล ผู้ใดเสวยสุขเวทนาอยู่ ไม่รู้ชัดว่า เรา เสวยสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผู้ใดเสวยทุกขเวทนาอยู่ ฯ ล ฯ ผู้ใดเสวยอทุกขม- สุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นเทียวเป็น บุคคล ผู้ใดเสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ไม่รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขม- สุขเวทนาอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่ เสวยสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยสุขเวทนาอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุ นั้นจึงหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สุขเวทนาเป็นอื่น ผู้ที่เสวย สุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัด ว่าเราเสวยสุขเวทนาอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ทุกขเวทนาเป็นอื่น ฯ ล ฯ อทุกขมสุขเวทนา เป็นอื่น ผู้เสวยอทุกขมสุขเวทนาอยู่ ก็รู้ชัดว่า เราเสวยอทุกขมสุข- เวทนาอยู่ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๗๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ?
หน้า 204 ข้อ 179
ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกาย ในกายอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาใน เวทนาอยู่ ฯ ล ฯ ที่เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ ล ฯ ที่เป็นผู้ พิจารณาเห็นธรรมในธรรมอยู่ มีอยู่มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลบางคนที่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรม ในธรรมอยู่ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคล ได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็น บุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 205 ข้อ 179
ส. ผู้ใดเป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ผู้นั้น เทียวเป็นบุคคล ผู้ใดไม่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ ผู้นั้นไม่เป็น บุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผู้ใดเป็นผู้พิจารณาเห็นเวทนาในเวทนาอยู่ ฯ ล ฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นจิตในจิตอยู่ ฯ ล ฯ เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมในธรรม อยู่ ผู้นั้นเทียว เป็นบุคคล ผู้ใดไม่เป็นผู้พิจารณาธรรมในธรรมอยู่ ผู้นั้นไม่เป็นบุคคล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านได้ทำความตกลงแล้วว่า บุคคลบางคนที่ เป็นผู้พิจารณาเห็นกายในกายอยู่ มีอยู่ และด้วยเหตุนั้น จึงหยั่งเห็น บุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายเป็นอื่น บุคคลที่เป็นผู้พิจารณาเห็นกายใน กายอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เวทนาเป็นอื่น ฯ ล ฯ จิตเป็นอื่น ฯ ล ฯ ธรรม เป็นอื่น บุคคลที่เป็นผู้พิจารณาเห็นธรรมใน ธรรมอยู่ ก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 206 ข้อ 180, 181
[๑๘๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า โมฆราชะ เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ หยั่งเห็นโดยความเป็นของสูญ ถอน อัตตานุทิฏฐิเสีย เธอพึงเป็นผู้ข้ามพ้นมัจจุราชเสียได้ด้วยอาการ อย่างนี้ เพราะมัจจุราชย่อมไม่แลเห็นบุคคลผู้หยั่งเห็นโลกอยู่ อย่างนี้ ดังนี้ เป็นสูตรที่มีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ น่ะสิ [๑๘๑] ส. บุคคลหยั่งเห็น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ร่วมกับรูปหยั่งเห็นหรือ หรือว่าเว้นจากรูป หยั่งเห็น ? ป. ร่วมกับรูปหยั่งเห็น. ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. เว้นจากรูป หยั่งเห็น. ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ๑. ขุ. สุ. ๒๕/๔๓๙
หน้า 207 ข้อ 182
ส. บุคคลหยั่งเห็น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อยู่ภายในหยั่งเห็นหรือ หรือว่าออกไปภายนอก แล้วจึงหยั่งเห็น ? ป. อยู่ภายในหยั่งเห็น. ส. ชีพก็อันนั้น สรีระก็อันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ออกไปภายนอกแล้วจึงหยั่งเห็น. ส. ชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๘๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีปกติตรัสคำจริง ตรัสสม กาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อนมิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูลแก่ตน มีอยู่๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่ จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. องฺ จตุกฺก. ๒๑/๙๖, อภิ. ปุ. ๓๖/๑๐.
หน้า 208 ข้อ 183
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะน่ะสิ ป. ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปรกติตรัสคำจริง ตรัส สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อนมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย บุคคลคนเดียวเมื่อบังเกิดขึ้นในโลก ย่อมบังเกิดขึ้นเพื่อ เกื้อกูลแก่คนมาก เพื่อความสุขของคนมาก เพื่อความอนุเคราะห์ แก่โลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข ของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ก็หยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถ- ปรมัตถะ น่ะสิ [๑๘๓] ส. หยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปรกติตรัสคำจริง ตรัส ๑. องฺ. เอก. ๒๐/๑๓๙.
หน้า 209 ข้อ 184
สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อนมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตา ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ น่ะสิ [๑๘๔] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปกติตรัสคำจริง ตรัส สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า อริยสาวกไม่ สงสัย ไม่เคลือบแคลงว่า เมื่อบังเกิด ทุกข์เท่านั้นบังเกิดขึ้น เมื่อดับ ทุกข์เท่านั้นดับไป ในข้อนี้อริยสาวกนั้นหยั่งรู้ได้โดยไม่ ต้องอาศัยผู้อื่นทีเดียว เพียงเท่านี้แลกัจจานะ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ๑. สํ.นิ.. ๑๖/๔๓.
หน้า 210 ข้อ 185, 186
ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ น่ะสิ [๑๘๕] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระวชิราภิกษุณีได้กล่าวกะมารดาผู้มีบาปว่าดังนี้ ดูก่อนมาร ท่านเชื่อว่าเป็นสัตว์หรือหนอ นั่นเป็นความเห็นของ ท่านหรือหนอ นี้เป็นกลุ่มสังขารล้วน ๆ ในกลุ่มสังขารนี้จะค้นหา สัตว์ไม่ได้ เพราะคุมส่วนทั้งหลายเข้า เสียงเรียกว่ารถจึงมีได้ แม้ฉันใด เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังมีอยู่ สมมติว่าสัตว์ก็มีได้ฉันนั้น. ความจริงทุกข์เท่านั้นเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นตั้งอยู่ และเสื่อมสิ้นไป นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ น่ะสิ [๑๘๖] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระอานนท์ได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ๑. สํ.ส. ๑๕/๕๕๔.
หน้า 211 ข้อ 186
ว่าดังนี้ พระพุทธเจ้าข้า ที่กล่าวกันว่า โลกสูญ โลกสูญ นั้น ด้วยเหตุ เพียงไรพระเจ้าข้า จึงจะกล่าวได้ว่า โลกสูญ. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสตอบว่า ดูก่อนอานนท์ เพราะสูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่อง กับตน ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่าโลกสูญ อะไรเล่าอานนท์ที่สูญโดยตน หรือโดยของที่เนื่องกับตน จักษุแลสูญโดยตนหรือโดยของที่ เนื่องกับตน รูปสูญ ฯ ล ฯ จักขุวิญญาณสูญ ฯ ล ฯ จักขุสัมผัส สูญ ฯ ล ฯ เพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัยจึงเกิดความรู้สึกเสวย อารมณ์สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ไม่สุขก็ตาม อันใด แม้อัน นั้นก็สูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน โสตะสูญ ฯ ล ฯ เสียง สูญ ฯ ล ฯ ฆานะสูญ...กลิ่นสูญ ฯ ล ฯ ชิวหาสูญ..รสสูญ ฯ ล ฯ กายสูญ...โผฏฐัพพะสูญ ฯ ล ฯ มโนสูญ...ธัมมารมณ์สูญ... มโนวิญญาณสูญ... มโนสัมผัสสูญ...เพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย จึงเกิดความรู้สึกเสวยอารมณ์ สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ทุกข์ไม่ สุขก็ตาม อันใด แม้อันนั้นก็สูญโดยตนหรือโดยของเนื่องกับตน ดูก่อนอานนท์ เพราะสูญโดยตนหรือโดยของที่เนื่องกับตน ฉะนั้น จึงกล่าวได้ว่า โลกสูญ ดังนี้๑ เป็นพระสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะน่ะสิ ๑. ขุ. ป. ๓๑/๖๓๓.
หน้า 212 ข้อ 187
[๑๘๗] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปรกติตรัสคำจริง ตรัส สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อนมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เมื่อตนก็ดีมีอยู่ พึงมีคำพูดว่า ของที่เนื่องกับตนของเรา หรือ ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้า ตรัสว่า เมื่อ ของที่เนื่องกับคนก็ดีมีอยู่ พึงมีคำพูดว่า ตนของเราหรือ กราบทูล ว่า อย่างนั้นพระพุทธเจ้าข้า ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย เมื่อทั้งตนและ ของที่เนื่องกับตนจะหยั่งเห็นไม่ได้โดยความเป็นของจริง โดย ความเป็นของแท้ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งทิฏฐิว่า โลกก็อันนั้น เรานั้น ละไปแล้วจักเป็นผู้เที่ยงยั่งยืน คงที่ มีอันไม่แปรไปเป็นธรรมดา จักตั้งอยู่อย่างนั้นเทียวคงที่เสมอไป ดังนี้ก็เป็นธรรมของคนพาล บริบูรณ์สิ้นเชิงมิใช่หรือ กราบทูลว่า ไม่พึงเป็นอะไร ๆ อื่นพระ- พุทธเจ้าข้า เป็นธรรมของคนพาลบริบูรณ์สิ้นเชิงทีเดียว พระ- พุทธเจ้าข้า ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ ? ๑. ม.มู. ๒๑/๖๘๔.
หน้า 213 ข้อ 188
ป. ถูกแล้ว. ส. อย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ก็หยั่งเห็นบุคคล ได้โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะน่ะสิ [๑๘๘] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปกติตรัสคำจริง ตรัส- สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า ดูก่อนเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้มีอยู่ปรากฏอยู่ในโลก ๓ จำพวกเป็นไฉน ศาสดาบางคนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นจริง โดยความ เป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ อนึ่ง ศาสดาบาง คนในโลกนี้ บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็น ของแท้ แต่ในปัจจุบันไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพ อนึ่ง ศาสดาบางคนในโลกนี้ ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ ใน ๓ จำพวกนั้น ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความ เป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียกว่า สัสสต-
หน้า 214 ข้อ 189
วาท ศาสดาที่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็น ของแท้ แต่ในปัจจุบัน ไม่บัญญัติเช่นนั้นในสัมปรายภพ นี้เรียก ว่า อุจเฉทวาท ศาสดาที่ไม่บัญญัติอัตตาโดยความเป็นของจริง โดยความเป็นของแท้ ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในสัมปรายภพ นี้เรียก ว่า สัมมาสัมพุทธะ ดูก่อนเสนิยะ ศาสดา ๓ จำพวกนี้แล มีอยู่ ปรากฏอยู่ในโลก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ ?. ป. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าว หยั่งเห็นบุคคลได้โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ น่ะสิ. [๑๘๙] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปกติตรัสคำจริง ตรัส- สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า หม้อเนยใส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ใคร ๆ ที่ทำหม้อเนยใสมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ๑. เทียบ อภิ. ปุ. ๓๖/๑๐๓.
หน้า 215 ข้อ 190
ส. ถ้าอย่างนั้นไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้โดย สัจฉิกัตถปรมัตถะ หรือ ? [๑๙๐] ส. ท่านหยั่งเห็นบุคคลโดยสัจฉิกัตถปรมัตถะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้า มีปกติตรัสคำจริง ตรัส- สมกาล ตรัสเรื่องที่เป็นจริง ตรัสถูกต้อง ตรัส ไม่ผิด ตรัสไม่คลาดเคลื่อน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าหม้อน้ำมัน...หม้อน้ำ ผึ้ง...หม้อน้ำอ้อย...หม้อน้ำนม...หม้อน้ำ... ภาชนะน้ำดื่ม...กระติกน้ำดื่ม...ขันน้ำดื่ม... นิตยภัต...ธุวยาคู หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยาคูบางอย่าง เป็นของเที่ยง ยั่งยืน คงทน มี อันไม่แปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า หยั่งเห็นบุคคลได้ โดยสัจฉิกัตถปรมัตถะ น่ะสิ ฯ ล ฯ ย่อ. ปุคคลกถา จบ
หน้า 216 ข้อ 190
อรรถกถาภวังนิสสาย ปัญหาทิ ว่าด้วยปัญหาอาศัยภพเป็นต้น ในปัญหาอาศัยภพ. คำว่า ภพ ได้แก่ อุปปัตติภพ ได้แก่ภพ คือการเกิด. ในปัญหาของผู้เสวยเวทนา อธิบายว่า พระโยคาวจรผู้เสวย อยู่ซึ่งเวทนา ผู้มีเวทนาอันกำหนดแล้วเที่ยวย่อมรู้ชัด ส่วนพาลปุถุชน ย่อมไม่รู้. ปัญหามีคำว่า กายานุปัสสนาเป็นต้น มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ในกถาเบื้องต้นว่า โมฆราช เธอจงเป็นผู้มีสติทุกเมื่อ หยั่งเห็น โลกโดยความเป็นของสูญ เป็นต้น อธิบายว่า จงพิจารณาโลก คือขันธ์ ด้วยสามารถแห่งความเป็นของว่างเปล่าจากสัตว์. คำว่า บุคคลหยั่งเห็นหรือ เป็นคำถามของสกวาที จริงอยู่ ลัทธิของปรวาทีว่า ผู้ใดย่อมพิจารณาด้วยคาถาว่า เธอจงพิจารณาดู โลกโดยความเป็นของว่างเปล่า ดังนี้ ผู้นั้นเป็นบุคคล เพราะฉะนั้น สกวาทีถึงถามปัญหานั้นนั่นแหละ. คำว่า รวมกับรูป อธิบายว่า ร่วมกับรูปกาย ไม่ใช่เป็น ผู้อาศัยรูปกายนั้น. เพราะการกำหนดรู้รูปนี้ด้วยสามารถแห่งปัญจโวการ ภูมิ สกวาทีจึงถามว่า ชีพก็อันนั้น อีก ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะ กลัวผิดจากพระสูตร. คำว่า เว้นจากรูป ความว่าเพราะตามรู้รูปนี้ ไม่ได้ ด้วยสามารถแห่งจตุโวการภูมิ สกวาทีจึงถามอีกว่า ชีพเป็น อื่น ก็ปฏิเสธ เพราะกลัวผิดจากพระสูตร. คำว่า อยู่ภายในด้วย
หน้า 217 ข้อ 190
ออกไปภายนอกด้วย นี้ เป็นลักษณะถ้อยคำของสกวาทีผู้กล่าวภายหลัง จากคำว่า ร่วมกับรูป หรือเว้นจากรูป บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อยู่ภายใน ได้แก่ อยู่ภายใน แห่งรูป อธิบายว่า ไม่ออกไปข้างโน้นข้างนี้ เป็นสภาพตั้งอยู่ด้วยสามารถ แห่งรูปปริเฉทนั่นเทียว. คำว่า ออกไป ได้แก่ การก้าวล่วงรูป ปริเฉท อธิบายว่า ไม่ได้อาศัยรูป. คำว่า อนัตตา ได้แก่ เว้นจาก ตน เว้นจากชีวะ เว้นจากบุคคล อธิบายว่าแม้ธรรมสักอย่างหนึ่งชื่อว่า เป็นบุคคลย่อมไม่มี. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในอรรถกถาที่มาแห่ง พระสูตรทั้งปวงโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง ข้าพเจ้าหมายเอาเนื้อความนี้จักกล่าวคำอันเป็นภาษิตนั่นเทียว. คำเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสว่า หม้อเนยใสหรือ เป็นคำอันสกวาทีนำมาเพื่อแสดงว่า เทศนาทั้งปวงเทียวบัณฑิตไม่พึงถือ เอาแต่เนื้อความโดยสามารถแห่งคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้เท่า นั้น เหมือนอย่างว่า หม้ออันเป็นวิการแห่งทอง ที่เขาเอาทองมาทำ ชาวโลกทั้งหลายย่อมเรียกว่าหม้อทองฉันใด ขึ้นชื่อว่าหม้อเนยใสเป็น วิการแห่งเนยใสอันเขาเอาเนยใสมาทำฉันนั้นก็หาไม่ ในคำนี้ พึงทราบ เนื้อความอย่างนี้ว่า ก็เนยใสที่บุคคลใดใส่ไปในหม้อใด หม้อนั้นจึงได้ ชื่อว่า หม้อเนยใสฉันนั้น. แม้ในคำว่า หม้อน้ำมันเป็นต้น ก็มีนัยนี้ เหมือนกัน. เหมือนอย่างว่า พระนิพพานเป็นธรรมชาติเที่ยง ยั่งยืน ฉันใด ภัตหรือข้าวยาคูย่อมเป็นธรรมชาติเที่ยง ยั่งยืน ฉันนั้นก็หาไม่
หน้า 218 ข้อ 190
ในข้อนี้พึงทราบเนื้อความดังนี้ว่า นิตยภัต คือภัตที่ยั่งยืน หรือหมาย ถึงภัตที่เขาถวายประจำเป็นนิตย์. ธุวยาคู คือข้าวยาคูที่ยั่งยืน ท่าน เรียกด้วยคำอันเป็นบัญญัติ ดังคำที่ว่า ก็พวกเราทั้งหลายไม่กำหนด กาลจักถวายนิตยภัต และธุวยาคูทุก ๆ วัน ดังนี้. พึงทราบวินิจฉัย แม้ในคำว่า บุคคลผู้ปฏิบัติแล้วเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ตนมีอยู่ เป็นต้น ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นมีอยู่ ด้วยสามารถแห่งปัจจัตตลักขณะ คือลักษณะที่มีเฉพาะตน และสามัญญ- ลักษณะ ฉันใด บุคคลย่อมมีอยู่นั้นก็หาไม่ ก็ครั้นเมื่อธรรมทั้งหลาย มีรูปเป็นต้นมีอยู่ การร้องเรียกว่า อย่างนี้เป็นชื่อ อย่างนี้เป็นโคตร เป็นต้น ก็ย่อมมีอยู่ฉันนั้น ในข้อนี้พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า บุคคล ชื่อว่ามีอยู่ เพราะเป็นโวหารของชาวโลก เพราะการสมมติของชาวโลก เพราะเป็นภาษาของชาวโลกนี้ ด้วยประการฉะนี้ สมจริงดังคำที่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสไว้ว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านี้แล คือจิตเป็น สมัญญาของชาวโลก เป็นภาษาของชาวโลก เป็นโวหารของชาวโลก เป็นบัญญัติของชาวโลก ข้อนี้ท่านอธิบายว่า ก็ธรรมทั้งหลายมีรูป เป็นต้น แม้เว้นซึ่งการสมมติของชาวโลกก็ยังชื่อว่ามีอยู่ เพราะ มีสภาวะให้รู้ได้ด้วยสามารถแห่งปัจจัตตลักขณะ และสามัญญ- ลักขณะ ดังนี้.
หน้า 219 ข้อ 190
สมมติกถาและปรมัตถกถา อนึ่ง กถา คือถ้อยคำ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายมี ๒ คือ สมมติกถาและปรมัตถกถา ในกถาทั้ง ๒ นั้น คำว่า สัตว์ บุคคล เทวดา พรหม เป็นต้น ชื่อว่า สมมติกถา คำว่า อนิจจัง ทุก- ขัง อนัตตา ขันธ์ ธาตุ อายตนะ สติปัฏฐาน และสัมมัปธาน เป็นต้น ชื่อ ปรมัตกถา. บรรดากถาทั้ง ๒ เหล่านั้น บุคคลใดครั้น เมื่อคำว่า สัตว์ ฯ ล ฯ หรือ พรหม เป็นต้น ที่พระองค์ทรงตรัส แล้วด้วยเทศนาอันเป็นของสมมติ ย่อมอาจเพื่อรู้ธรรม เพื่อแทงตลอด เพื่อออกไปจากสังสารวัฏ เพื่อถือเอาชัย คือ พระอรหัตต์ได้ พระผู้มี พระภาคเจ้าย่อมกล่าวถึงคำว่า สัตว์ หรือบุคคล หรือบุรุษ หรือพรหม จำเดิมแต่ต้นทีเดียวสำหรับผู้นั้น. ส่วนผู้ใด สดับฟังคำว่า อนิจจัง ทุกขัง เป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยปรมัตถเทศนาแล้วก็อาจเพื่อรู้ เพื่อแทงตลอด เพื่อออกไปจากสงสาร เพื่อถือเอาชัยคือพระอรหัตต์ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสคำอย่างใดอย่างหนึ่งในคำว่าอนิจจัง เป็นต้น เพื่อผู้นั้น ดังนี้. โดยทำนองเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ตรัส ปรมัตถกถาก่อน สำหรับสัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยสมมติกถา ก็เพราะการ ตรัสรู้แห่งสัตว์ด้วยสมมติกถา พระองค์จึงทรงตรัสปรมัตถกถาในภาย หลัง. เมื่อสัตว์ผู้จะตรัสรู้ด้วยปรมัตถกถาได้ พระองค์ก็ไม่ตรัสสมมติ- กถาก่อน เพราะว่าการตรัสรู้ของสัตว์ทั้งหลายอาศัยปรมัตถกถาได้ พระองค์จึงทรงตรัสสมมติกถาในภายหลัง อนึ่ง โดยปกติพระองค์ย่อม
หน้า 220 ข้อ 190
ตรัสสมมติกถาก่อนทีเดียว แล้วจึงตรัสปรมัตถกถาในภายหลัง ซึ่ง เป็นการเทศนาที่ทำได้โดยง่าย เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึง ทรงแสดงสมมติกถาก่อน แล้วก็ตรัสปรมัตถกถาในภายหลัง พระพุทธ- เจ้าทั้งหลายเหล่านั้น แม้ตรัสอยู่ซึ่งสมมติกถา ชื่อว่ากถาย่อมกล่าวซึ่งสัจจะ นั่นแหละ ซึ่งสภาวะนั่นแหละจะชื่อว่าเป็นผู้กล่าวเท็จก็หาไม่ แม้เมื่อ ตรัสปรมัตถกา ก็ชื่อว่าย่อมกล่าวซึ่งสัจจะซึ่งสภาวะนั่นแหละ จะชื่อว่า เป็นผู้กล่าวคำเท็จก็หาไม่. จริงอยู่ บัณฑิตพึงทราบความนี้ว่า :- ทุเว สจฺจานิ อกฺขาสิ สมฺพุโธ วทตํ วโร สมฺมตึ ปรมตฺถญฺจ ตติยํ นูปลพฺภติ ฯ บรรดาผู้กล่าวกถาทั้งหลาย พระสัมพุทธะผู้ประเสริฐ ได้ตรัส บอกแล้วซึ่งสัจจะ ๒ คือ สมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ ไม่ตรัสบอก สัจจะที่ ๓ ว่าเป็นสภาวะที่หยั่งเห็นได้. บรรดาสัจจะทั้ง ๒ เหล่านั้น สมมติสัจจะเป็นคำสำหรับกำหนด และเป็นเหตุแห่งการสมมติของชาวโลก ส่วนปรมัตถสัจจะเป็นคำปรมัตถะ เป็นลักษณะแห่งธรรมทั้งหลาย. อีกนัยหนึ่ง เทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้ามี ๒ คือ เป็น ปรมัตถเทศนาด้วยสามารถแห่งคำว่า ขันธ์ เป็นต้น และเป็นสมมติ เทศนาด้วยคำว่า หม้อเนยใสเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงชำระ คำบัญญัติออกไปเหตุใด เพราะเหตุนั้นบัณฑิตไม่พึงทำความยึดถือคำ
หน้า 221 ข้อ 190
เพียงสักว่า บุคคลมีอยู่. จริงอยู่ พระบรมศาสดามิได้ทรงละบัญญัติ แล้วประกาศปรมัตถะ และมิได้ทรงชำระคำบัญญัติ เพราะฉะนั้นบัณฑิต แม้อื่น ๆ เมื่อประกาศปรมัตถะก็ไม่พึงชำระคำบัญญัติ ฉันนั้น. คำที่เหลือ ในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. ปัญหาอาศัยภพเป็นต้น จบ
หน้า 222 ข้อ 191
ปริหานิกถา [๑๙๑] สกวาที พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้ง- ปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ในภพทั้ง- ปวง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ [มีได้] ในภพ ทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ในกาลทั้งปวง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ [มีได้] ในกาล ทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 223 ข้อ 192
ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ทุกองค์เทียว เสื่อมจากอรหัตผล ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ทุกองค์เทียว เสื่อมจากอรหัตผล ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เหตุเสื่อมของพระอรหันต์ [มีได้] ทุกองค์ เทียว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๒] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมเสื่อม จากผลทั้งสี่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. เศรษฐีดำรงตำแหน่งเศรษฐีอยู่ด้วยทรัพย์สี่แสน เมื่อทรัพย์แสนหนึ่งสิ้นไป ย่อมเสื่อมจากตำแหน่ง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ย่อมเสื่อมจากสมบัติทั้งปวง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 224 ข้อ 193, 194
ส. เศรษฐีดำรงตำแหน่งเศรษฐีอยู่ด้วยทรัพย์สี่แสน เมื่อทรัพย์แสนหนึ่งสิ้นไป เป็นผู้ควรจะเสื่อมจากสมบัติทั้งปวง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล เป็นผู้ ควรจะเสื่อมจากผลทั้งสี่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๙๓] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๔] ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ?
หน้า 225 ข้อ 195, 196
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๕] ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๖] ส. พระโสดาบัน ย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามี ย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามี ย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 226 ข้อ 197, 198, 199
ส. พระอรหันต์ ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๗] ส. พระโสดาบัน ย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามี ย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๘] ส. พระ โสดาบัน ย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี ย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๙๙] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 227 ข้อ 200
ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมตั้ง อยู่ในธรรมอะไร ? ป. ในอนาคามิผล. ส. พระอนาคามี เมื่อเสื่อมจากอนาคามิผล ย่อม ตั้งอยู่ในธรรมอะไร ? ป. ในสกทาคามิผล. ส. พระสกทาคามี เมื่อเสื่อมจากสกทาคามิผล ย่อม ตั้งอยู่ในธรรมอะไร ? ป. ในโสดาปัตติผล. ส. พระโสดาบัน เมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผล ย่อม ตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า พระอรหันต์เมื่อ เสื่อมจากอรหัตผลย่อมตั้งอยู่ในอนาคามิผล พระอนาคามีเมื่อเสื่อม จากอนาคามิผลย่อมตั้งอยู่ในสกทาคามิผล พระสกทาคามีเมื่อเสื่อมจาก สกทาคามิผลย่อมตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว ว่า พระโสดาบันเมื่อเสื่อมจากโสดาปัตติผลย่อมตั้งอยู่ในภูมิแห่งปุถุชน. [๒๐๐] ส. พระอรหันต์ เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ย่อมตั้ง อยู่ในโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถัดจากโสดาปัตติผลท่านก็ทำให้แจ้ง ซึ่งอรหัต-
หน้า 228 ข้อ 201
ผลทีเดียว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระ- โสดาบัน ? ป. พระอรหันต์. ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และ พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้. [๒๐๑] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระ- สกทาคามี ? ป. พระอรหันต์. ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และ พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า
หน้า 229 ข้อ 202, 203
พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้. [๒๐๒] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอรหันต์หรือพระ- อนาคามี ? ป. พระอรหันต์. ส. หากว่า พระอรหันต์ละกิเลสได้มากกว่า และ พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้. [๒๐๓] ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามีหรือพระ- โสดาบัน ? ป. พระอนาคามี ส. หากว่า พระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า และ พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้.
หน้า 230 ข้อ 204, 205
[๒๐๔] ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได ้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระอนาคามีหรือพระ- สกทาคามี ? ป. พระอนาคามี. ส. หากว่า พระอนาคามีละกิเลสได้มากกว่า และ พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้. [๒๐๕] ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ใครละกิเลสได้มากกว่า พระสกทาคามีหรือ พระโสดาบัน ? ป. พระสกทาคามี. ส. หากว่า พระสกทาคามีละกิเลสได้มากกว่า และ พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว ว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้.
หน้า 231 ข้อ 206, 207
[๒๐๖] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มัคคภาวนาของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์ หรือของพระโสดาบัน ? ป. ของพระอรหันต์. ส. หากว่า มัคคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยมกว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว ว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้. [๒๐๗] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. สติปัฏฐานภาวนา. . . สัมมัปปธานภาวนา . . . อิทธิบาทภาวนา . . . อินทริยภาวนา . . . พลภาวนา . .. โพชฌังคภาวนา ของใครเยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระโสดาบัน ? ป. ของพระอรหันต์. ส. หากว่า โพชฌังคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยม กว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้.
หน้า 232 ข้อ 208, 209
[๒๐๘] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัคคภาวนา ฯ ล ฯ โพชฌังคภาวนาของใคร เยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระสกทา- คามี ? ป. ของพระอรหันต์. ส. หากว่า โพชฌังคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยม กว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้. [๒๐๙] ส. พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มัคคภาวนา ฯ ล ฯ โพชฌังคภาวนาของใคร เยี่ยมกว่า ของพระอรหันต์หรือของพระอนา- คามี ? ป. ของพระอรหันต์. ส. หากว่า โพชฌังคภาวนาของพระอรหันต์เยี่ยม กว่า และพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง
หน้า 233 ข้อ 210, 211
กล่าวว่า พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้. [๒๑๐] ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มัคคภาวนา ฯ ล ฯ โพชฌังคภาวนาของใคร เยี่ยมกว่า ของพระอนาคามีหรือของพระโสดา- บัน ? ป. ของพระอนาคามี. ส. หากว่า โพชฌังคภาวนาของพระอนาคามีเยี่ยม กว่า และพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้. [๒๑๑] ส. พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มัคคภาวนา ฯ ล ฯ โพชฌังคภาวนาของใคร เยี่ยมกว่า ของพระอนาคามีหรือของพระสกทา- คามี. ป. ของพระอนาคามี
หน้า 234 ข้อ 212, 213
ส. หากว่า โพชฌังคภาวนาของพระอนาคามีเยี่ยม กว่า และพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้. [๒๑๒] ส. พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มัคคภาวนา ฯ ล ฯ โพชฌังคภาวนาของใคร เยี่ยมกว่า ของพระสกทาคามีหรือของพระ- โสดาบัน ? ป. ของพระสกทาคามี. ส. หากว่า โพชฌังคภาวนาของพระสกทาคามีเยี่ยม กว่า และพระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้. [๒๑๓] ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจาก อรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 235 ข้อ 213
ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันเห็นสมุทัยแล้ว พระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์เห็นนิโรธแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันเห็นนิโรธแล้ว พระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์เห็นมรรคแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันเห็นมรรคแล้ว พระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 236 ข้อ 214, 215
ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๑๔] ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว ฯ ล ฯ เห็นนิโรธ แล้ว ฯ ล ฯ เห็นมรรคแล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีเห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๑๕] ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์เสื่อมจาก อรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อม จากอนาคามิผลได้ หรือ ?
หน้า 237 ข้อ 216
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์เห็นสมุทัยแล้ว ฯ ล ฯ เห็นนิโรธ แล้ว ฯ ล ฯ เห็นมรรคแล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเห็นสัจจะ ๙ แล้ว พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๑๖] ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อม จากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯ ล ฯ เห็นนิโรธ แล้ว ฯ ล ฯ เห็นมรรคแล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะแล้วพระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 238 ข้อ 217
ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระอนาคามีเสื่อม จากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯ ล ฯ เห็นนิโรธ แล้ว ฯ ล ฯ เห็นมรรคแล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีเห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๑๗] ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันเสื่อม จากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามีเห็นสมุทัยแล้ว ฯ ล ฯ เห็นนิโรธ แล้ว ฯ ล ฯ เห็นมรรคแล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระสกทาคามี
หน้า 239 ข้อ 218, 219
เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระโสดาบันเห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๑๘] ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว พระโสดาบันย่อม ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เห็นทุกข์แล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่ เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระโสดาบันเป็นสมุทัยแล้ว ฯ ล ฯ เห็นนิโรธ แล้ว ฯ ล ฯ เห็นมรรคแล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระโสดาบันย่อม ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอรหันต์ย่อม ไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๑๙] ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ?
หน้า 240 ข้อ 220, 221
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอรหันต์ย่อม ไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๐] ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอรหันต์ย่อม ไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๑] ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ แล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 241 ข้อ 222, 223, 224
[๒๒๒] ส. พระสกทาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิ- ผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๓] ส. พระโสดาบันเห็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว ฯ ล ฯ พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดา- ปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเป็นทุกข์แล้ว ฯ ล ฯ เห็นสัจจะ ๔ แล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๔] ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโส- ดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ?
หน้า 242 ข้อ 224
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละสี- ลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละราคะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละโทสะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบาย ขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละโมหะ ขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละมานะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ วิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละถีนะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอุทธัจจะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอหิริกะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 243 ข้อ 225
ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละสี- ลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละราคะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละโทสะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละโมหะที่เป็นเหตุไปอบาย ขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๕] ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสก- ทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละสี ลัพพตปรามาสขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ?
หน้า 244 ข้อ 226
ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามี เสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๖] ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนา- คามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละสี- ลัพพตปรามาสขาดแล้ว . . . ละกามราคะอย่างละเอียดขาดแล้ว ... ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ?
หน้า 245 ข้อ 227
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๗] ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐขาดแล้ว พระอนา- คามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนา- คามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ โมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้วพระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้หรือ ?
หน้า 246 ข้อ 228
ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ โมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๘] ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนา- คามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระ- สกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนา- คามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ สีลัพพตปรามาสขาดแล้ว. . . ละกามราคะอย่างหยาบขาดแล้ว. . . ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ละพยาบาท
หน้า 247 ข้อ 229
อย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีเสื่อมจากอนาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๒๙] ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระ- สกทาคาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระ- สกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ โมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละกาม ราคะอย่างหยาบขาดแล้ว... ละพยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระ-
หน้า 248 ข้อ 230
สกทาคามีเสื่อมจากสกทาคามิผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ โมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันเสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๓๐] ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อม ไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละโทสะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ โมหะที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบัน
หน้า 249 ข้อ 231
ย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๓๑] ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระ- สกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อม ไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 250 ข้อ 232, 233
[๒๓๒] ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระอนา- คามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอนาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามี ย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละราคะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนต- ตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจาก อรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๓๓] ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามี ย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ?
หน้า 251 ข้อ 234
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะ ที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่ เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๓๔] ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระสก- ทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสกทาคามีละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคา- มิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 252 ข้อ 235
ส. พระอนาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างละเอียดขาดแล้ว พระอนาคามีย่อมไม่เสื่อมจากอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๓๕] ส. พระโสดาบันละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว พระโสดา- บันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯลฯ ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคา- มิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระโสดาบันละวิจิกิจฉาขาดแล้ว ฯลฯ ละโมหะ ที่เป็นเหตุไปอบายขาดแล้ว พระโสดาบันย่อมไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีละสักกายทิฏฐิขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละ พยาบาทอย่างหยาบขาดแล้ว พระสกทาคามีย่อมไม่เสื่อมจากสกทาคามิ- ผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 253 ข้อ 236, 237
[๒๓๖] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้น แล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดไดในภายหลัง ทำให้มี อันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอน รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอร- หันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้. [๒๓๗] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โทสะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯลฯ โมหะ... มานะ... ทิฏฐิ... วิจิกิจฉา... ถีนะ... อุทธัจจะ... อริหิกะ... อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิ ใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภาย
หน้า 254 ข้อ 238, 239
หลัง ทำให้มีอันไม่ต้องเกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้. [๒๓๘] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิด ขึ้นแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยัง มรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผล ได้. [๒๓๙] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยังสติปัฏฐานให้ เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ยังสัมมัปปธานให้เกิดขึ้นแล้ว...ยังอิทธิบาทให้เกิดขึ้น แล้ว ..ยังอินทรีย์ให้เกิดขึ้นแล้ว...ยังพละให้เกิดขึ้นแล้ว...ยังโพชฌงค์ให้ เกิดขึ้นแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัต- ผลได้
หน้า 255 ข้อ 240, 241
[๒๔๐] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนต- ตัปปะ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิด ขึ้นแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ ยังโพชฌงค์ให้เกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจาก อรหัตผลได้. [๒๔๑] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากราคะโทสะโมหะ แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่มอัน ยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มี ลิ่มสลัก เป็นพระอริยะ ลดธง คือมานะแล้ว วางภาระแล้ว หมด เครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรม ที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมสิ่งที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละ
หน้า 256 ข้อ 242
แล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้. [๒๔๒] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต๑ เสื่อมจากอรหัตผลได้ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต๑ ย่อมไม่เสื่อมจากอร- หัตผล. ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เสื่อมจากพระอรหัต- ผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผล ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัต- ผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ดูคำอธิบายในบุคคลบัญญัติ ข้อ ๑๗, ๑๘ หน้า ๑๙๑, ๑๙๓
หน้า 257 ข้อ 243
ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัต- ผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๔๓] ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระ- อรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระ- อรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯ ล ฯ ละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตยัง มรรคให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อม จากอรหัตผลได้ หรือ ?
หน้า 258 ข้อ 243
ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตยัง มรรคให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตยัง สติปัฏฐานให้เกิดแล้ว... ยังสัมมัปปฐานให้เกิดแล้ว... ยังอิทธิบาทให้เกิด แล้ว... ยังอินทรีย์ให้เกิดแล้ว... ยังพละให้เกิดแล้ว... ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตยัง สติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้ อสมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพื่อจะขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนต- ตัปปะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้อสมย- วิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ ผู้อสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ?
หน้า 259 ข้อ 244, 245
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๔๔] ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุ ประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอัน ถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง คือมานะแล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพ้นแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่าน กำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้ เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัต- ผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระ- อรหันต์ผู้อสมยวิมุต เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๔๕] ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระ- อรหันต์ผู้อสมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ?
หน้า 260 ข้อ 245
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละราคะขาดแล้ว พระ- อรหันต์ผู้สมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตละโทสะขาดแล้ว ฯลฯ ละอโนตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัต- ผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตละอโนตตัปปะขาดแล้ว พระอรหันต์สมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์อสมยวิมุตยัง มรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมย- วิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งราคะ พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ยัง มรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ?
หน้า 261 ข้อ 246
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนต- ตัปปะ พระอรหันต์อสมยวิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ พระอรหันต์ผู้สมย- วิมุต ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว พระอรหันต์- ผู้สมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ผู้อสมยวิมุต เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระอร- หันต์ผู้อสมยวิมุตย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้สมยวิมุต เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว พระ- อรหันต์ผู้สมยวิมุต ย่อมไม่เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๔๖] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสารีบุตรเถระเสื่อมแล้วจากอรหัตผล หรือ ?
หน้า 262 ข้อ 247
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระมหาโมคคัลลานเถระ...พระมหากัสสปเถระ ...พระมหากัจจายนเถระ...พระมหาโกฏฐิตเถระ... พระมหาปันถกเถระ เสื่อมแล้วจากพระอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสารีบุตรเถระ ไม่ได้เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระสารีบุตรเถระไม่ได้เสื่อมจากอร- หัตผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผล. ส. พระมหาโมคคัลลานเถระ...พระมหากัสสปเถระ ...พระมหากัจจายนเถระ...พระมหาโกฏฐิตเถระ...พระมหาปันถกเถระ ไม่ได้เสื่อมจากอรหัตผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ ฯ ล ฯ พระ- มหาปันถกเถระไม่ได้เสื่อมจากอรหัตผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้. [๒๔๗] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 263 ข้อ 248
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ปฏิปทาที่พระ- สมณะประกาศแล้วนี้สูงและต่ำแล แต่ผู้ปฏิบัติจะไปถึงฝั่ง (คือ นิพพาน) ได้สองเที่ยวก็หาไม่ ฝั่งนี้อันผู้ปฏิบัติจะได้รู้แต่ครั้งเดียว ก็หาไม่ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้ น่ะสิ [๒๔๘] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบาง อย่างที่ยังจะต้องตัดอีก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบาง อย่างที่ยังจะต้องตัดอีก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ท่านผู้เสร็จ กิจที่จำต้องทำแล้ว เป็นผู้ปราศจากตัณหา ไม่มีกิเลสเครื่องยึดถือ บรรดากิเลสวัฏที่ท่านตัดแล้ว ไม่มีอันใดที่จะต้องตัดอีก ท่าน ถอนห้วงน้ำและบ่วงได้แล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. ขุ. สุ. ๒๕/๓๘๙.
หน้า 264 ข้อ 249
ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บรรดากิเลสวัฏที่ พระอรหันต์ตัดแล้ว ยังมีบางอย่างที่ยังจะต้อง ตัดอีก น่ะสิ ? [๒๔๙] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ลูกแล้ว. ส. กิจที่ทำแล้ว ต้องกลับสร้างสมอีก มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. กิจที่ทำแล้ว ต้องกลับสร้างสมอีก มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า การกลับสร้าง สมกิจที่ทำแล้วไม่มี กิจอื่นที่จำต้องทำอีกก็ไม่มี แก่ภิกษุนั้นผู้ พ้นแล้วโดยชอบ ผู้มีจิตสงบแล้ว บรรดารูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ ธัมมารมณ์ทุกอย่าง ทั้งที่น่าปรารถนา และไม่น่าปรารถนา ไม่ยังจิตของท่านผู้คงที่ อันตั้งมั่น หลุดพ้นแล้ว ให้หวั่นไหวได้ ดุจภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่งทึบย่อมไม่สะเทือนเพราะลม ฉะนั้น เพราะภิกษุนั้นย่อมพิจารณาเห็นแต่ความสิ้นไปแห่งจิตนั้น ๆ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. วิ. มหา. ๕/๔
หน้า 265 ข้อ 250, 251
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กิจที่ทำแล้วต้อง กลับสร้างสมอีก มีอยู่ น่ะสิ. [๒๕๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผล ได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ธรรม ๕ เหล่านี้ ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมรอบ แก่ภิกษุผู้สมยวิมุต ธรรม ๕ เป็นไฉน คือ ความเพลิดเพลินใน การงาน ความเพลิดเพลินในการสนทนา ความเพลิดเพลินใน การหลับ ความเพลิดเพลินในการคลุกคลี ไม่พิจารณาจิตที่หลุด พ้นแล้วอย่างไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ เหล่านี้แล ย่อม เป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมแก่ภิกษุผู้สมยวิมุต ดังนี้๑ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น พระอรหันต์ก็เสื่อมจากอรหัตผล ได้ น่ะสิ ? [๒๕๑] ส. พระอรหันต์มีความเพลิดเพลินในการงานหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ๑. อัง. ปัญจก. ๒๒/๑๔๙
หน้า 266 ข้อ 252
ส. พระอรหันต์มีความเพลิดเพลินในการงาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ กามราคะ กามราคปริ- ยุฏฐานะ กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กาม- โยคะ กามฉันทนิวรณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังมีความเพลิดเพลินในการสนทนา ...มีความเพลิดเพลินในการหลับ... มีความ เพลิดเพลินในการคลุกคลี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังมีความเพลิดเพลินในการคลุกคลี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ กามราคะ กามราคปริ- ยุฏฐานะ กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กาม- โยคะ กามฉันทนิวรณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๕๒] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 267 ข้อ 252
ส. พระอรหันต์เมื่อเสื่อมจากอรหัตผล ถูกอะไร กลุ้มรุมจึงเสื่อม ? ป. ถูกราคะกลุ้มรุมจึงเสื่อม. ส. การกลุ้มรุมเกิดขึ้น เพราะอาศัยอะไร ? ป. เกิดขึ้น เพราะอาศัยอนุสัย. ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมีกามราคานุสัย ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทีฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวรา- คานุสัย อวิชชานุสัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. พระอรหันต์ถูกโทสะกลุ้มรุมจึงเสื่อม ฯ ล ฯ ถูก โมหะกลุ้มรุมจึงเสื่อม. ส. ความกลุ้มรุมเกิดขึ้นเพราะอาศัยอะไร ? ป. เกิดขึ้น เพราะอาศัยอนุสัย. ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมีอนุสัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 268 ข้อ 253, 254
ส. พระอรหันต์ยังมีกามราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุ- สัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๕๓] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อพระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผล อะไรก่อ ตัวขึ้น. ป. ราคะก่อตัวขึ้น. ส. สักกายทิฏฐิก่อตัวขึ้นหรือ ? วิจิกิจฉาก่อตัวขึ้น หรือ ? สีลัพพตปรามาสก่อตัวขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โทสะก่อตัวขึ้นหรือ ฯ ล ฯ โมหะก่อตัวขึ้นหรือ ? สักกายทิฏฐิก่อตัวขึ้นหรือ ? วิจิกิจฉาก่อตัวขึ้นหรือ ? สีลัพพตปรามาสก่อ ตัวขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๕๔] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เลิกสะสมอยู่ หรือ ?
หน้า 269 ข้อ 254
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังละอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังยึดมั่นอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังชำระล้างอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังหมักหมมอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ยังกำจัดมืดอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังมืดมัวอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็ ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิก สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระ- อรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้. ส. พระอรหันต์ยังละอยู่ก็ไม่ใช่ ยังยึดมั่นอยู่ก็ไม่ ใช่ แต่เป็นผู้ละขาดแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ ?
หน้า 270 ข้อ 254
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังละอยู่ก็ไม่ใช่ ยังยึดมั่น อยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ละขาดแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ เสื่อมจากอรหัตผลได้. ส. พระอรหันต์ยังชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ ยังหมักหมม อยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ชำระล้างแล้วตั้งอยู่ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ ยัง หมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้ชำระล้างแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้. ส. พระอรหันต์ยังกำจัดมีอยู่ก็ไม่ใช่ ยังมืดมัวอยู่ ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดมืดแล้วตั้งอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังกำจัดมืดอยู่ก็ไม่ใช่ ยัง มืดมัวอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดมืดแล้วตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระ- อรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้. ปริหานิกถา จบ
หน้า 271 ข้อ 254
อรรถกถาปริหานิกถา ว่าด้วยความเสื่อม บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความเสื่อม. ก็นิกายสมิติยะ วัชชีปุตตกะ สัพพัตถิกวาที และมหาสังฆิกะบางพวก อาศัยพระสูตรทั้งหลายว่า* ปริหานิธมฺโม อปริหานิธมฺโม เทฺวเม ภิกฺขเว ธมฺมา เสกฺขสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ปญฺจิเนุ ภิกฺขเว ธมฺมา สมย- วิมุตฺตสฺส ภิกฺขุโน ปริหานาย สํวตฺตนฺติ ดังนี้ ด้วยประการฉะนี้ เป็นต้น ย่อมปรารถนาซึ่งความเสื่อมรอบแม้แก่พระอรหันต์ เพราะ ฉะนั้น ความเสื่อมเหล่านั้น หรือเหล่าอื่นนั่นแหละจงยกไว้ก่อน ลัทธิ คือความถือผิดนี้ย่อมมีแก่ชนเหล่าใด เพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามปรวาทีว่า พระอรหันต์เสื่อมจากความเป็นพระอร- หันต์หรือ ในคำถามเหล่านั้น คำว่า " ความเสื่อม " ได้แก่ความ เสื่อม ๒ อย่างคือ ปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่เคยบรรลุแล้ว และอัปปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่ยังไม่บรรลุ. * พระสูตรนี้แปลว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๒ อย่างเหล่านี้ คือ ปริหานิ- ธรรม และอปริหานิธรรม ย่อมเป็นไปเพื่อความเสื่อมรอบแก่ภิกษุผู้เป็นเสกข- บุคคล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๕ เหล่านี้ คือ ความเพลิดเพลินในการงาน ความเพลิดเพลินในการสนทนา ความเพลิดเพลินในการหลับ ความเพลิดเพลิน ในการคลุกคลี ความหลุดพ้นแห่งจิตมีอย่างไรไม่พิจารณาอย่างนั้น ย่อมเป็นไป พร้อมเพื่อความเสื่อมรอบแก่ภิกษุผู้สมยวิมุตตบุคคล ดังนี้ด้วยประการฉะนี้เป็นต้น
หน้า 272 ข้อ 254
ในความเสื่อมเหล่านั้น ท่านพระโคธิกะแล ย่อมเสื่อมจากเจโต วิมุตอันเป็นไปชั่วคราวนั้นแม้ในครั้งที่ ๒ นี้เรียกว่า ปัตตปริหานิ คือ ความเสื่อมจากธรรมที่เคยบรรลุแล้ว. เมื่อชนทั้งหลายผู้มีความต้องการ สิ่งทั่วไปมีอยู่ ความต้องการอันนั้นย่อมเสื่อมไปนี้เรียกว่า อัปปัตตปริหานิ คือความเสื่อมจากธรรมที่ตนยังไม่บรรลุ คือยังไม่ได้มา. ในความเสื่อม ทั้ง ๒ เหล่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์เอาความเสื่อมจากธรรมที่เคยบรรลุ แล้วคือ ปัตตปริหานิ. ก็คำตอบรับรองของปรวาทีว่า " ใช้ " เพราะหมายเอาความ เสื่อมจากธรรมอันบรรลุแล้วนี้ อนึ่ง ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาชื่อความ เสื่อมจากธรรมอันบรรลุแล้วนี้จากโลกิยสมาบัติในลัทธิของตนเท่านั้น ไม่ปรารถนาความเสื่อมจากสามัญญผลทั้งหลาย มีอรหัตผลเป็นต้น แม้ ในลัทธิอื่นท่านก็ไม่ปรารถนาความเสื่อมนั้นแก่บุคคลทั้งปวงในสามัญญ- ผลทั้งปวง ในภพทั้งปวง ในกาลทั้งปวง อันลัทธินั้นก็สักแต่ว่าเป็นลัทธิ ของท่านเท่านั้น เพราะฉะนั้นเพื่อจะทำลายข่าย คือลัทธิอันถือผิดทั้งปวง ปัญหาของสกวาที่จึงเกิดขึ้นโดยนัยเป็นต้นอีกว่า พระอรหันต์เสื่อม จากอรหัตผลได้ในภพทั้งปวงหรือ ในปัญหานั้น ปรวาทีไม่ ปรารถนาความเสื่อมจากอรหัตผล ของพระอรหันต์ผู้เสื่อมมาโดยลำดับ แล้วก็หยุดอยู่ในโสดาปัตติผล ย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอริยะ ผู้ตั้งอยู่ในผลทั้งหลายในเบื้องบนเท่านั้น. อนึ่ง ไม่ปรารถนาความเสื่อม ของพระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในอรูปภพทั้งหลาย แต่ย่อมปรารถนาความเสื่อม
หน้า 273 ข้อ 254
ของพระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่เฉพาะในกามภพ. เพราะความที่ธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความเสื่อม มีความเพลิดเพลินในการงานเป็นต้นมีอยู่ เพราะฉะนั้น เมื่อถูกสกวาทีถามว่า พระอรหันต์เสื่อมจาก...ในภพ ทั้งปวงหรือ ท่านก็ปฏิเสธ ครั้นถูกถามซ้ำอีก ท่านก็ตอบรับรอง เพราะความไม่เสื่อมอย่างนั้น ลำดับนั้น สกวาที จึงถามปัญหาที่ควร ถามในปัญหาที่ ๒ อันเป็นลัทธิที่เกิดขึ้นแก่ปรวาทีนั้นฉันนั้นนั่นแหละ ว่า แม้พระอรหันต์ย่อมไม่เสื่อมจากผล ปรวาทีเมื่อไม่เห็นความ แน่นอนแห่งความที่ไม่ควรเป็นเศรษฐี จึงตอบรับรอง ถูกสกวาทีซักถึง ความเป็นผู้ควรจะเสื่อมจากผลทั้ง ๔ ของพระอรหันต์ ปรวาทีผู้ตั้งอยู่ใน ลัทธิถือเอาเนื้อความโดยไม่พิจารณาถ้อยคำว่า เป็นผู้เที่ยงเป็นผู้จะ ตรัสรู้ข้างหน้า จึงปฏิเสธ หมายเอาความไม่ควรเพื่อจะเสื่อมจาก โสดาปัตติผล. ก็คำนั้น สักว่าเป็นลัทธิของท่านเท่านั้น ชื่อว่า วาทยุตติ คือการประกอบวาทะ สำเร็จแล้วด้วยคำมีประมาณเท่านี้แล. อริยปุคคลสังสันทนา การเทียบเคียงระหว่างพระอริยะ บัดนี้ เป็นการเริ่มการเทียบเคียงระหว่างพระอริยบุคคล. ใน ปัญหานั้น ชนบางพวกย่อมปรารถนาความเสื่อมของพระอรหันต์เท่านั้น บางพวกปรารถนาความเสื่อมแม้แก่พระอนาคามี บางพวกปรารถนา ความเสื่อมแม้แก่พระสกทาคามี แต่ชนเหล่านั้นทั้งหมดย่อมปรารถนา ความเสื่อมของพระโสดาบันนั่นเทียว. ชนเหล่าใดย่อมปรารถนาความ
หน้า 274 ข้อ 254
เสื่อมของพระอรหันต์ผู้เสื่อมจากความเป็นพระอรหันต์แล้วดำรงอยู่ใน ภาวะแห่งพระอนาคามีและพระสกทาคามีภูมิ แต่ไม่ปรารถนาความเสื่อม ของพระอนาคามีและสกทาคามีนอกจากนี้ ก็ชนแม้เหล่านั้นย่อมไม่ ปรารถนาความเสื่อมของพระโสดาบันแม้ในกาลทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านจึงทำคำถามด้วยเครื่องหมายสำหรับละข้อความไว้เป็นสำคัญ. ใน ปัญหาเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบคำปฏิเสธด้วยสามารถแห่งลัทธิของ ท่านเหล่านั้น. ก็ในปัญหาว่า พระอนาคามีย่อมเสื่อมจากพระอนา- คามิผลหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยสามารถแห่งชนผู้ไม่ปรารถนา ความเสื่อมของพระอนาคามีเหล่านั้น. ในข้อนี้ว่า ชนเหล่าใด ย่อม ปรารถนาความเสื่อมของพระอนาคามีผู้ปกติ หรือพระอนาคามีผู้เสื่อม จากพระอรหันต์แล้วดำรงอยู่ในภาวะแห่งอนาคามิภูมิ คำตอบรับรอง ของปรวาทีย่อมมีด้วยสามารถแห่งชนเหล่านั้น ดังนี้ เป็นข้อสำคัญ. บัณฑิตพึงทราบเปยยาล คือเครื่องหมายสำหรับละข้อความทั้งปวงแห่ง เนื้อความโดยทำนองแห่งปัญหานั้นเถิด. อนึ่ง คำใดที่ท่านกล่าวแล้วในปัญหานั้นว่า ถัดจากโสดา- ปัตติผลท่านก็ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผลทีเดียวหรือ คำนั้น ท่านกล่าวหมายเอาความเกิดขึ้นแห่งพระอรหันต์เพราะความพยายามอีก ของพระอรหันต์ผู้เสื่อมแล้ว. ปรวาทีตอบปฏิเสธคำนั้น เพราะไม่มี ความเป็นพระอรหันต์ในลำดับแห่งโสดาปัตติผล. เบื้องหน้าแต่นี้เพื่อ ประกอบคำเป็นต้นว่า ชื่อว่าความเสื่อมนี้จะพึงมีเพราะความโง่เขลา
หน้า 275 ข้อ 254
ของผู้ละกิเลสหรือเพราะความไม่ตรัสรู้ด้วยมรรคภาวนาเป็นต้น หรือแม้ เพราะไม่เห็นสัจจะทั้งหลาย นี้ด้วยประการฉะนี้เป็นต้น สกวาทีจึง กล่าวว่า ใครละกิเลสได้มากกว่ากัน เป็นต้น. คำนั้นทั้งหมด มีคำอธิบายง่ายทั้งนั้นแล. อนึ่ง เนื้อความพระสูตรทั้งหลาย บัณฑิตพึง ทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาที่มาทั้งหลายนั่นแหละ. ในคำว่า พระอรหันต์ผู้สมยวิมุตเสื่อมจากอรหัตผลได้ นี้เป็นลัทธิของพวกเขาว่า พระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์อ่อนชื่อว่า สมยวิมุตต- บุคคล พระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า ชื่อว่าอสมยวิมุตตบุคคล ดังนี้ แต่ในลัทธิสกวาทีทำการสันนิษฐานไว้ว่า ผู้เป็นฌานลาภีไม่บรรลุวสี ชื่อว่า สมยวิมุตตบุคคล ผู้เป็นฌานลาภีบรรลุวสีแล้วด้วย พระอริย- บุคคลทั้งหมดในวิโมกข์ที่เป็นอริยะด้วย ชื่อว่า อสมวิมุตตบุคคล. ก็ ปรวาทีนั้นถือเอาลัทธิของตนกล่าวว่า พระอรหันต์ผู้สมยวิมุติย่อม เสื่อม พระอรหันต์นอกจากนี้ไม่เสื่อม คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อ ความง่ายทั้งนั้น ดังนี้แล. อริยปุคคลสังสันทนา จบ สุตตโสธนา การชำระพระสูตร บัดนี้ เป็นการชำระพระสูตร. ในคำเหล่านั้น คำว่า สูง และต่ำ ได้แก่ความสูงด้วยความต่ำด้วยจากประเภทอันเลิศและเลว.
หน้า 276 ข้อ 254
คำว่า ปฏิปทา ได้แก่ การปฏิบัติ. คำว่า อันสมณะประกาศ แล้ว ได้แก่สมณะ คือพระพุทธเจ้าให้รุ่งโรจน์แล้ว. ก็ปฏิปทาง่าย บรรลุเร็วพลัน ชื่อว่า เป็นปฏิปทาสูง ปฏิปทาลำบากตรัสรู้ช้าชื่อว่า ปฏิปทาต่ำ ปฏิปทาที่เหลือ ๒ นอกจากนี้ เป็นปฏิปทาสูงส่วนหนึ่ง ต่ำ ส่วนหนึ่ง. ท่านกล่าวปฏิปทาแรกเท่านั้นว่าเป็นปฏิปทาสูง ส่วนที่เหลือ แม้ทั้ง ๓ ท่านกล่าวว่าเป็นปฏิปทาต่ำ. อธิบายว่า พระอริยะทั้งหลาย ย่อมไปสู่ฝั่ง คือพระนิพพาน ได้ ๒ ครั้งด้วยปฏิปทาทั้งสูงทั้งต่ำนั้น ๆ ก็หาไม่ คือหมายความว่า ย่อมไม่ไปสู่พระนิพพานสิ้น ๒ ครั้ง ด้วย มรรคหนึ่ง. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่าเพราะว่ากิเลสเหล่าใด อันมรรคใดละได้แล้วไม่พึงละกิเลสเหล่านั้นด้วยมรรคนั้นอีก ท่านย่อม แสดงภาวะแห่งธรรม คือความไม่เสื่อมด้วยมรรคนี้. ข้อว่า ฝั่งนี้อัน ผู้ปฏิบัติจะได้รู้แต่ครั้งเดียวก็หาไม่ ความว่า ฝั่ง คือพระนิพพาน นี้แม้ควรแก่การบรรลุสิ้นครั้งเดียวก็หาไม่ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่า เพราะไม่มีการละกิเลสทั้งปวงด้วยมรรคเดียว. ท่านแสดงความเป็นพระ- อรหันต์ด้วยมรรค ๑ เท่านั้น. ข้อว่า บรรดากิเลสวัฏที่พระอรหันต์ตัดแล้วยังมีบางอย่าง ที่ยังจะต้องตัดอีกหรือ ความว่า สกวาทีถามว่า เมื่อกิเลสวัฏฏะ ขาดแล้ว พระอริยะจะพึงตัดกิเลสอะไร ๆ อีกมีอยู่หรือ ? ปรวาทีหมาย เอาพระอรหันต์ผู้มีอินทรีย์แก่กล้าจึงตอบปฏิเสธ ถูกถามซ้ำอีก หมาย เอาผู้มีอินทรีย์อ่อน จึงตอบรับรองว่า ใช่. สกวาทีจึงนำพระสูตรมาแล้ว แสดงความไม่มีกิเลสอะไร ๆ ที่พระอรหันต์จะต้องตัดอีก.
หน้า 277 ข้อ 254
ในปัญหาว่า คำว่า โอฆปาโส แปลว่า ห้วงน้ำและบ่วง ได้แก่ ห้วงน้ำคือกิเลส และบ่วงคือกิเลส. คำว่า การกลับสร้างสม กิจที่ทำแล้ว ได้แก่ เจริญมรรคที่เจริญแล้วอีก. แม้คำในที่นี้บัณฑิต พึงทราบคำปฏิเสธและคำตอบรับรองโดยนัยที่กล่าวมาแล้วในกาลก่อน นั่นแหละ. คำว่า ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมรอบ ความว่า ธรรม ๕ อย่างมีความเพลิดเพลินในการงานเป็นต้น ในพระสูตรที่ ปรวาทีนำมาอ้าง ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อความเสื่อมจากธรรมที่ยังไม่บรรลุ และเพื่อความเสื่อมจากโลกิยสมาบัติ แต่สกวาทีนั้นไม่เห็นความเสื่อม แห่งพระอรหันต์ที่บรรลุแล้ว ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงถามว่า พระ- อรหันต์มีความเพลิดเพลินในการงานหรือ ปรวาทีหมายเอาพระ- อรหันต์ผู้อสมยวิมุตตบุคคล จึงตอบปฏิเสธ หมายเอาพระอรหันต์ นอก จากนี้จึงตอบรับรอง. อีกอย่างหนึ่ง ย่อมปฏิเสธการงานอันเป็นไปกับ ด้วยกามราคะย่อมรับรองการงานอันเป็นไปนอกจากกามราคะ. เมื่อถูก ถามถึงความที่พระอรหันต์มีราคะเป็นต้นก็ไม่อาจตอบ. คำว่า ถูกอะไรกลุ้มรุมจึงเสื่อม ความว่ากิเลสอะไร ๆ กลุ้มรุมจิต อธิบายว่ากิเลสเป็นเครื่องผูกพัน หรือกิเลสเป็นเครื่องท่วม- ทับภายใน. แม้ในคำถามว่าด้วยอนุสัยกิเลส บัณฑิตพึงทราบ คำปฏิ- เสธและคำรับรองด้วยสามารถแห่งพระอริยผู้มีอินทรีย์อ่อน. อนึ่ง ย่อม ตอบรับรองด้วยคำธรรมดาว่า อนุสัยของกัลยาณปุถุชนยังมีอยู่.
หน้า 278 ข้อ 254
ข้อว่า ราคะก่อตัวขึ้น ความว่า ปรวาทีกล่าวหมายเอา ราคะที่ละด้วยการภาวนา. แม้ในโทสะและโมหะข้างหน้าก็นัยนี้เหมือน กัน. ก็การก่อตัวขึ้นแห่งกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิเป็นต้นย่อมไม่มี เพราะความที่กิเลสเหล่านั้นอันพระโสดาบันละแล้ว. คำที่เหลือในที่ ทั้งปวงง่ายทั้งนั้นแล. สุตตโสธนา จบ อรรถกถาปริหานิกถา จบ
หน้า 279 ข้อ 255
พรหมจริยกถา [๒๕๕] สกวาที การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เทวดาทั้งหมด เป็นผู้เงอะงะ เป็นใบ้ ไม่รู้ เดียงสา ใช้ภาษาใบ้ ไม่มีกำลังพอรู้ความแห่งคำที่กล่าวดีกล่าวชั่ว เทวดา ทั้งหมด ไม่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ไม่เลื่อมใสในพระธรรม ไม่เลื่อมใส ในพระสงฆ์ ไม่เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ไม่ทูลถามปัญหา กับพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าไม่ชื่นชมในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า วิสัชนาแล้ว เทวดาทั้งหมดประกอบด้วยกัมมาวรณ์ กิเลสาวรณ์ วิปากา- วรณ์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีฉันทะ เป็นผู้มีปัญญาทราม เป็นผู้ไม่ควร เพื่อก้าวลงสู่ความแน่นอนอันเป็นทางชอบในกุศลธรรมทั้งหลาย เทวดา ทั้งหมดเป็นผู้ทำมาตุฆาต เป็นผู้ทำปิตุฆาต เป็นผู้ทำอรหันตฆาต เป็น ผู้ทำโลหิตุปบาท เป็นผู้ทำสังฆเภท เทวดาทั้งหมดเป็นผู้ทำปาณาติบาต เป็นผู้ทำอทินนาทาน เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้กล่าวมุสาวาท เป็นผู้กล่าวปิสุณาวาท เป็นผูกกล่าวผรุสวาท เป็นผู้กล่าวสัมผัปปลาปวาท เป็นผู้มากด้วยอภิชฌา เป็นผู้มีจิตพยาบาท เป็นมิจฉาทิฏฐิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เทวดาที่ไม่เป็นผู้เงอะงะ ไม่เป็นใบ้ เป็นผู้รู้ เดียงสาไม่ใช้ภาษาใบ้ มีกำลังพอจะรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวดีหรือชั่ว
หน้า 280 ข้อ 256
มีอยู่ เทวดาที่เลื่อม ในพระพุทธเจ้า เลื่อมใสในพระธรรม เลื่อมใส ในพระสงฆ์ เข้าไปนั่งใกล้พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทูลถามปัญหากะ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ชื่นชมในปัญหาที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า วิสัชนาแล้ว ก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่ประกอบด้วยกัมมาวรณ์ ไม่ประกอบด้วย กิเลสาวรณ์ ไม่ประกอบด้วยวิปากาวรณ์ เป็นผู้มีศรัทธา เป็นผู้มีฉันทะ เป็นผู้มีปัญญา เป็นผู้ควรเพื่อจะก้าวลงสู่ความแน่นอน อันเป็นทางชอบ ในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่เป็นผู้ทำมาตุฆาต ไม่เป็นผู้ทำ ปิตุฆาต ไม่เป็นผู้ทำอรหันตฆาต ไม่เป็นผู้ทำโลหิตุปบาท ไม่เป็นผู้ทำ สังฆเภท ก็มีอยู่ เทวดาที่ไม่เป็นผู้ทำปาณาติบาต ไม่เป็นผู้ทำอทินนา- ทาน ไม่ประพฤติผิดในกาม ไม่กล่าวมุสาวาท ไม่กล่าวปิสุณาวาท ไม่กล่าวผรุสวาท ไม่กล่าวสัมผัปปลาปวาท มิใช่ผู้มากด้วยอภิชฌา มิใช่ ผู้มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ ก็มิอยู่มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เทวดาที่ไม่เป็นผู้เงอะงะ ไม่เป็นใบ้ เป็นผู้รู้เดียงสา ไม่ใช้ภาษาใบ้ มีกำลังพอจะรู้เนื้อความแห่งคำที่กล่าวดี กล่าวชั่ว มีอยู่ ฯ ล ฯ เทวดาที่เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ฯ ล ฯ เป็น สัมมาทิฏฐิ ก็มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีใน หมู่เทวดา. [๒๕๖] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ส. ถูกแล้ว.
หน้า 281 ข้อ 257, 258
ป. ในหมู่เทวดานั้น มีการบรรพชา ปลงผม ทรง ผ้ากาสาวะ ทรงบาตร พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นได้ พระปัจเจก- พุทธเจ้าก็อุบัติขึ้นได้ คู่แห่งพระสาวกก็อุบัติขึ้นได้ ในหมู่เทวดา หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๕๗] ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการบรรพชา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประ- พฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติ- พรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ในที่ใดมีการบรรพชา ในที่นั้นแลมีการประ- พฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการบรรพชา ในที่นั้นไม่มีการประพฤติ- พรหมจรรย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ใดบรรพชา ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหม- จรรย์ ผู้ใดไม่บรรพชา ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๕๘] ส. เพราะในหมู่เทวดาไม่มีการปลงผม ฉะนั้น การ ประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 282 ข้อ 259
ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติ พรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหม- จรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในที่ใดมีการปลงผม ในที่นั้นแลมีการประพฤติ- พรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการปลงผม ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหม- จรรย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ใด ปลงผม ผู้นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ปลงผม ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๕๙] ส. เพราะในหมู่เทวดา ไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในที่ใดมีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นแลมีการ ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ในที่ใดมีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นแลมีการ ประพฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการทรงผ้ากาสาวะ ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ?
หน้า 283 ข้อ 260, 261
ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ใดทรงผ้ากาสาวะ ผู้นั้นมีการประพฤติพรหม- จรรย์ ผู้ใดไม่ทรงผ้ากาสาวะ ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๐] ส. เพราะในหมู่เทวดา ไม่มีการทรงบาตร ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในที่ใดมีการทรงบาตร ในที่นั้นแลมีการประ- พฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการทรงบาตร ในที่นั้นไม่มีการประพฤติ พรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ในที่ใดมีการทรงบาตร ในที่นั้นมีการประ- พฤติพรหมจรรย์ ในที่ใดไม่มีการทรงบาตร ในที่นั้นไม่มีการประพฤติ พรหมจรรย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ใดทรงบาตร ผู้นั้นมีการประพฤติพรหมจรรย์ ผู้ใดไม่ทรงบาตร ผู้นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๑] ส. เพราะพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไม่อุบัติขึ้นในหมู่ เทวดา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 284 ข้อ 262
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้น ในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้น แลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคประสูติที่สวนลุมพินี ตรัสรู้ที่ ควงไม้โพธิ์ พระผู้มีพระภาคยังธรรมจักรให้เป็นไปแล้วที่เมืองพาราณสี ในที่นั้น ๆ เทียวมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติ พรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๒] ส. เพราะพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ไม่อุบัติขึ้นในหมู่ เทวดา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้น แลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้น
หน้า 285 ข้อ 263
แลมีการประพฤติพรหมจรรย์ พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระปัจเจกสัมพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในมัชฌิมชนบท ในมัชฌิมชนบทนั้นแล มีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๓] ส. เพราะคู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในหมู่เทวดา ฉะนั้น การประพฤติพรหมจรรย์จึงไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คู่พระสาวกอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการ ประพฤติพรหมจรรย์ คู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. คู่พระสาวกอุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นแลมีการ ประพฤติพรหมจรรย์ คู่พระสาวกไม่อุบัติขึ้นในที่ใด ในที่นั้นไม่มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คู่พระสาวกได้อุบัติแล้วในมคธชนบท ในมคธ ชนบทนั้นแลมีการประพฤติพรหมจรรย์ ในที่อื่นไม่มีการประพฤติ พรหมจรรย์ หรือ ?
หน้า 286 ข้อ 264, 265, 266, 267
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๔] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๕] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ทุกหมู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๖๖ ] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์ มีอยู่ในหมู่เทวดา เหล่าอสัญญีสัตว์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๗] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในชาวชนบท พวกปลายเขต ปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้ประสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 287 ข้อ 268
[๒๖๘] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดาหรือ ? ส. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี. ป. ในหมู่เทวดาเหล่าอสัญญีสัตว์ ที่มีการประพฤติ- พรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี ในหมู่เทวดาเหล่าสัญญีสัตว์ ที่มีการประพฤติ- พรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ในหมู่เทวดา ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ ? ว. ถูกแล้ว. ป. มีในที่ไหน ไม่มีในที่ไหน ? ส. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่า อสัญญีสัตว์ การประพฤติพรหมจรรย์ในเทวดาเหล่าสัญญีสัตว์. ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่า อสัญญีสัตว์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในเทวดาเหล่า สัญญีสัตว์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าสัญญี สัตว์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 288 ข้อ 269, 270
ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในเทวดาเหล่าอสัญญี สัตว์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๖๙ ] ส. การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่มนุษย์ หรือ ? ส. ที่มีก็มี ที่ไม่มีก็มี. ป. ในชาวชนบทพวกปลายเขตปลายแดน เป็น มิลักขูไม่รู้ประสา เป็นที่ซึ่งภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี ในชาวชนบทพวกที่อยู่ร่วม ใน มัชฌิมชนบท ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๗๐] ป. ในหมู่มนุษย์ ที่มีการประพฤติพรหมจรรย์ก็มี ที่ไม่มีก็มี หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มีในที่ไหน ไม่มีในที่ไหน ? ส. การประพฤติพรหมจรรย์ ไม่มีในชาวชนบท พวกปลายเขตปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้ประสา ที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบท พวกที่อยู่ร่วมใน. ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบท พวกปลายเขตปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้ประสา ที่ภิกษุ ภิกษุณีอุบาสก อุบาสิกาไปไม่ถึง หรือ ?
หน้า 289 ข้อ 271
ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในชาวชนบทที่อยู่ ร่วมใน หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทพวกที่ อยู่ร่วมใน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในชาวชนบทพวกที่ อยู่ปลายเขตปลายแดน เป็นมิลักขุ ไม่รู้ประสา ที่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ไปไม่ถึง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๗๑] ป. การประพฤติพรหมจรรย์มีในหมู่เทวดา หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ย่อมครอบงำมนุษย์ชาวอุตตรกุรุ- ทวีป และเทวดาชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ ประการ ๓ ประการ อะไรบ้าง คือกล้า ๑ มีสติ ๑ มีการประพฤติพรหมจรรย์ ณ ที่นี้ ๑ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่จริง ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น การประพฤติพรหมจรรย์ก็ไม่มีใน ๑. องฺ. นวกฺ ๒๓/๒๒๕
หน้า 290 ข้อ 271
หมู่เทวดาน่ะสิ. ส. พระผู้มีพระภาคได้ตรัส เมืองสาวัตถีว่า มีการ ประพฤติพรหมจรรย์ ณ ที่นี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การประพฤติพรหมจรรย์มี ณ เมืองสาวัตถี เท่านั้น การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในที่อื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์ อันเป็นไปใน ส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลบังเกิด ขึ้นในที่ไหน ? ป. ในหมู่เทวดานั้นแล. ส. หากว่าบุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไป ในส่วนเบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้อง บน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็บังเกิดขึ้นในหมู่เทวดานั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประพฤติพรหม- จรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา. ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วน เบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้ บังเกิดในหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการ ปลงภาระ ณ ที่ไหน... มีการกำหนดรู้ทุกข์ ณ ที่ไหน... มีการละ
หน้า 291 ข้อ 272
กิเลส ณ ที่ไหน... มีการกระทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ณ ที่ไหน... มีการ แทงตลอดซึ่งอกุปปธรรม ณ ที่ไหน ? ป. ในหมู่เทวดานั้นแล. ส. หากว่าบุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไป ในส่วนเบื้องต่ำได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้ บังเกิดขึ้นหมู่เทวดานั้นแล้ว มีการ แทงตลอดซึ่งอกุปปธรรมในหมู่เทวดานั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า การประ- พฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา. ส. บุคคลผู้อนาคามี ละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วน เบื้องต่ำ ๕ ได้แล้ว แต่ยังละสัญโญชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องบน ๕ ไม่ได้ เมื่อท่านเคลื่อนจากโลกนี้บังเกิดขึ้นหมู่เทวดานั้นแล้ว ผลก็บังเกิด ในหมู่เทวดานั้น การปลงภาระก็ในหมู่เทวดานั้น การกำหนดรู้ก็ใน หมู่เทวดานั้น การละกิเลสก็ในหมู่เทวดานั้น การทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ก็ในหมู่เทวดานั้น การแทงตลอดซึ่งอกุปปธรรมก็ในหมู่เทวดานั้น ก็ โดยอรรถเป็นไฉนเล่า ท่านจึงกล่าวว่า การประพฤติพรหมจรรย์ไม่มี ในหมู่เทวดา. ป. ก็เพราะบุคคลผู้อนาคามีกระทำให้แจ้งซึ่งผล ใน หมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคที่ท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้นั่นแล. [๒๗๒] ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดา นั้นด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 292 ข้อ 272
ส. บุคคลผู้โสดาบันทำให้แจ้งซึ่งผลในโลกนี้ ด้วย มรรคอันท่านให้เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดา นั้นด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้สกทาคามี เป็นบุคคลผู้จะปรินิพพานใน โลกนี้ กระทำให้แจ้งซึ่งผลในโลกนี้ ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วใน หมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้โสดาบัน ทำให้แจ้งซึ่งผลในโลกนี้ด้วย มรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดา นั้น ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้สกทาคามี เป็นบุคคลผู้จะปรินิพพานใน โลกนี้ ทำให้แจ้งซึ่งผลในโลกนี้ ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้อนาคามี ทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดา
หน้า 293 ข้อ 273, 274
นั้น ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๗๓] ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ๑ จะไม่ยังมรรคให้เกิด และละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล จะไม่ยังมรรคให้เกิดและละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ จะไม่ยังมรรคให้เกิด และละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯล ฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล จะไม่ยังมรรคให้ เกิดและละกิเลสทั้งหลายอีก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๗๔] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ยังมรรคให้เกิดและกิเลสทั้งหลายไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะ ยังมรรคให้เกิดและละ กิเลสทั้งหลายไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ๑. พระอนาคามี ผู้ยังมรรคให้เกิดแล้วในโลกนี้ อิธวิหายนิฏฐะ
หน้า 294 ข้อ 275
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯ ล ฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตตผล ยังมรรคให้เกิด และละกิเลสทั้งหลายไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้อิธวิหายนิฏฐะยังมรรคให้เกิดและละ กิเลสทั้งหลายไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๗๕] ส. บุคคลผู้อนาคามี มีกรณียะอันกระทำแล้ว มี ภาวนาอันอบรมแล้ว จึงผลุดเกิดในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผลุดเกิดเป็นพระอรหันต์เลย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผลุดเกิดเป็นพระอรหันต์เลย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์มีภพใหม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์มีภพใหม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ไปสู่ภพจากภพ ไปสู่คติจากคติ ไป สู่สงสารจากสงสาร ไปสู่อุบัติจากอุบัติ หรือ ?
หน้า 295 ข้อ 276, 277, 278
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๗๖] ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันการทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีภาระอันยังไม่ปลงลงแล้ว ผลุดเกิด ในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้อนาคามี จะต้องยังมรรคให้เกิดอีกเพื่อ ปลงภาระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๗๗] ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีทุกข์อันยังไม่กำหนดรู้... มีกิเลสอัน ยังไม่ได้ละ... มีนิโรธอันยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง... มีอกุปปธรรมอันยัง ไม่ได้แทงตลอด ผลุดเกิดในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้อนาคามี จะต้องยังมรรคให้เกิดอีกเพื่อ แทงตลอดอกุปปธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๗๘] ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีภาระอันยังไม่ปลงแล้ว ผลุดเกิด ในหมู่เทวดานั้น จะไม่ยังมรรคให้เกิดอีกเพื่อปลงภาระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 296 ข้อ 278
ส. เป็นผู้มีภาระอันไม่ปลงลงแล้ว ปรินิพพานใน หมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้อนาคามี เป็นผู้มีกรณียะอันกระทำแล้ว มีภาวนาอันอบรมแล้ว แต่เป็นผู้มีทุกข์อันยังไม่ได้กำหนดรู้... มีกิเลส อันยังไม่ได้ละ... มีนิโรธอันยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง... มีอกุปปธรรม อันยังไม่ได้แทงตลอด ผลุดเกิดในหมู่เทวดานั้น จะไม่ยังมรรคให้เกิด อีก เพื่อแทงตลอดอกุปปธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้มีอกุปปธรรมอันไม่แทงตลอดแล้ว ปริ- นิพพานในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศร แม้ไปได้ไกล ก็ต้อง ตายฉันใดบุคคลผู้อนาคามี ก็จะกระทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่เทวดานั้นด้วย มรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ ฉันนั้น. ส. เนื้อที่ถูกยิงด้วยลูกศร แม้ไปได้ไกล ก็มีลูกศร ติดอยู่ ตายฉันใด บุคคลผู้อนาคามี ก็มีลูกศรติดอยู่ ปรินิพพานใน หมู่เทวดานั้น ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในโลกนี้ ฉันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ พรหมจริยากถา จบ
หน้า 297 ข้อ 278
อรรถกถาพรหมจริยกถา ว่าด้วยการประพฤติพรหมจรรย์ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องประพฤติพรหมจรรย์. ในปัญหานั้น การ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์มี ๒ อย่าง คือ การเจริญมรรค ๑. การ บรรพชา ๑. การบรรพชา ย่อมไม่มีในเทพทั้งหลาย. เว้นอสัญญีสัตว์ แล้ว การเจริญมรรค ท่านไม่ปฏิเสธในเทพทั้งหลายที่เหลือ. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจนิกายสมิติยะทั้งหลาย ผู้มีความเห็นผิดไม่ปรารถนาการเจริญมรรคในเทพทั้งหลายที่สูงกว่าชั้น ปรนิมมิตวสวัตตี คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า การปรพฤติพรหมจรรย์ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ คำรับรองเป็น ของปรวาที ว่า ใช่ ด้วยสามารถแห่งลัทธิอันเกิดขึ้นแล้วว่า การ ประพฤติพรหมจรรย์แม้ทั้งสอง ไม่มีในเทพทั้งหลาย เพราะอาศัย พระสูตรนี้ว่า ภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาวชมพูทวีป ย่อมครอบงำ มนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป และเทพทั้งหลายชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ อย่าง ฐานะ ๓ เป็นไฉน ? ฐานะ ๓ คือ สุรา เป็นผู้กล้า ๑. สติมนฺโต มีสติ ๑. พฺรหฺมจริยวาโส การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระพุทธศาสนา ๑. ดังนี้. คำถามของสกวาทีอีกว่า เทวดา ทั้งหมดเป็นผู้เงอะงะด้วยสามารถแห่งธรรมอันเป็นอันตรายแก่การ ประพฤติพรหมจรรย์แม้ทั้ง ๒ หรือ ? ในคำเหล่านั้น คำว่า ใช้ ภาษาใบ้ ได้แก่ ผู้กล่าวด้วยมือและศีรษะเหมือนคนใบ้.
หน้า 298 ข้อ 278
คำถามของปรวาที ข้างหน้าว่า การประพฤติพรหมจรรย์ มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอา การ เจริญมรรค. คำซักถามด้วยสามารถแห่งบรรพชาเพราะไม่กำหนดประ- สงค์เอาคำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ในปัญหาว่า ในที่ใด ไม่มี การบรรพชา ที่นั้นไม่มีการประพฤติพรหมจรรย์ หรือ ? คำปฏิเสธ ว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เป็นของสกวาทีนั้นนั่นแหละ เพราะหมาย เอาการได้เฉพาะซึ่งมรรคของคฤหัสถ์ทั้งหลาย และของเทพทั้งหลาย บางพวก. ถูกถามซ้ำอีกสกวาทีนั้นนั่นแหละก็ตอบรับรอง หมายเอา มนุษย์ผู้อยู่สุดเขตแดน ซึ่งพระศาสนาไปไม่ถึง และอสัญญีสัตว์. แม้ ในคำถามทั้งหลาย มีคำเป็นต้นว่า ผู้ใดบรรพชา ก็นัยนี้เหมือนกัน แม้ในคำถามอีกว่า การประพฤติพรหมจรรย์มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? คำตอบรับรองว่ามีอยู่เป็นของสกวาที เพราะหมายเอาการเจริญ มรรคเท่านั้น. ครั้นเมื่อปรวาทีซักว่า มีอยู่ในเทวดาทุกหมู่ หรือ ? คำปฏิเสธเป็นของสกวาทีนั้นนั่นแหละ เพราะหมายเอาอสัญญีสัตว์ซึ่ง ประพฤติพรหมจรรย์ไม่ได้. ปัญหาว่า การประพฤติพรหมจรรย์ มีอยู่ในหมู่มนุษย์หรือ ? คำตอบรับรอง หมายเอาชาวชมพูทวีปผู้ เจริญ. บัณฑิตพึงทราบคำปฏิเสธเพราะหมายเอามนุษย์ผู้อยู่สุดเขตแดน ซึ่งไม่มีความเจริญ. ข้อว่า มีในที่ไหน ไม่มีที่ไหน ? คำวิสัชนา เป็นของสกวาที โดยหัวข้อที่แยกคือสัตว์และประเทศอย่างนี้ว่า เทพ เหล่านั้นมีอยู่ ณ ที่ใด หรือประเทศนั้นมีอยู่ ณ ที่ใดดังนี้. โดยนัยนี้ บัณฑิตพึงทราบปัญหาทั้งปวงว่า เป็นเอกันตริกปัญหา คือ เป็นปัญหา
หน้า 299 ข้อ 278
ที่ถามสลับกัน. ในการซักถามพระสูตรว่า ผลบังเกิดขึ้นในที่ไหน ? เป็นคำถามขอสกวาทีว่า การเกิดขึ้นแห่งอรหัตตผลของพระ- อนาคามีนั้น มี ณ ที่ไหน ? คำตอบว่า ในหมู่เทวดานั้นแล อธิบายว่า ในชั้นสุทธาวาสทั้งหลาย. คำว่า หนฺท หิ เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งเหตุ. คำนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า ก็เพราะพระอนาคามี บุคคลทำให้แจ้งซึ่งผล ในสุทธาวาสเหล่านั้นด้วยมรรคที่ท่านให้เกิดแล้ว ในโลกนี้ มิได้เจริญมรรคอื่นในสุทธาวาสนั้น เพราะฉะนั้น การอยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ คือการบรรพชา ในเทพทั้งหลายจึงไม่มี. บัดนี้ คำถามเปรียบเทียบว่า พระอนาคามี เป็นต้นอีก เป็นของสกวาที เพื่อแสดงเนื้อความนี้ว่า ถ้าการทำให้แจ้งซึ่งผลในที่อื่น ด้วยมรรคที่เคยอบรมแล้วในที่อื่นมีอยู่ เพราะฉะนั้นการทำให้แจ้งซึ่งผล ด้วยมรรคที่เคยอบรมแล้วก็พึงมีแม้แก่พระโสดาบันเป็นต้น ดังนี้. การ ตอบรับรองการทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งพระอนาคามีในปัญหานั้น แต่ปฏิเสธ การทำให้แจ้งซึ่งผลแห่งพระอริยะที่เหลือ เป็นของพระปรวาที ก็ลัทธิ ของท่านว่าพระอนาคามีเว้นการเจริญมรรค ย่อมทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ได้ด้วยสามารถแห่งการอุบัติขึ้นนั้นแหละ เพราะพระบาลีว่า พระ- อนาคามี ผู้มีมรรคอันอบรมแล้วในโลกนี้ย่อมชื่อว่า เป็นผู้ถึง ความสำเร็จด้วยการละกิเลสในโลกนี้ (อิธวิหายนิฏฺโ) ก็ท่าน เจริญอนาคามิมรรคในโลกนี้แล้วเคลื่อนจากโลกนี้ก็เป็นโอปปา- ติกะและปรินิพพานในเทวโลกเหล่านั้น ส่วนพระโสดาบันและ พระสกทาคามีผู้ชื่อว่า อุปปาติกะมีอยู่ในเทวโลก เพราะยังมรรค
หน้า 300 ข้อ 278
ให้เกิดในเทวโลกนั้นมีอยู่ แต่การมาสู่โลกนี้ของพระอริยะเหล่า นั้นย่อมไม่มีเลย ดังนี้ เมื่อถูกถามถึงการทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล แห่งพระอนาคามี ก็ตอบรับรอง แต่ปฏิเสธการทำให้แจ้งแห่งพระอริยะ ทั้งหลายนอกจากนี้. ในปัญหาว่า พระอนาคามีบุคคลทำให้แจ้งซึ่งผลในหมู่ เทวดานั้น ด้วยมรรคอันท่านให้เกิดแล้วในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะขัดกับลัทธิว่า การเจริญมรรคของพระ- อนาคามีในเทวโลกไม่มี คำถามว่า จะไม่ยังมรรคให้เกิดและละ กิเลสทั้งหลายอีกหรือ ? เป็นของสกวาที คำรับรองเป็นของปรวาที เพราะหมายเอารูปาวจรมรรค. จริงอยู่ พระอนาคามีนั้นชื่อว่า ผู้ถึง ความสำเร็จด้วยการละกิเลสในโลกนี้ เป็นผู้เกิดขึ้นแล้วในเทวโลกด้วย รูปาวจรมรรค. ในปัญหาว่า พระอนาคามีบุคคลมีกรณียกิจอันทำแล้ว ปรวาทีตอบรับรองว่า ใช่ หมายเอาภาวะมีกรณียกิจอันพระอนาคามีนั้น ทำแล้วด้วยการอุบัติเป็นต้น เพราะถือเอาพระบาลีว่า พระอนาคามี ผู้เป็นโอปปาติกะปรินิพพานแล้วในเทวโลกเหล่านั้น. ในปัญหา ว่า " พระอนาคามีผุดเกิดเป็นพระอรหันต์หรือ " ปรวาทีตอบปฏิเสธ ด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ผู้ปรินิพพานในโลกนี้. ถูกถามอีกว่า พระ- อนาคามีผุดเกิดเป็นพระอรหันต์หรือ ก็ตอบรับรองว่า ใช่ ด้วย สามารถแห่งพระอรหันต์ผู้ปรินิพพานแล้วในเทวโลกเหล่านั้น. แม้ในคำ
หน้า 301 ข้อ 278
ทั้งหลายมีคำว่า พระอรหันต์มีภพใหม่หรือ ? เป็นต้น บัณฑิต พึงทราบเนื้อความด้วยสามารถแห่งพระอรหันต์ทั้งหลายที่ปรินิพพาน แล้วในเทวโลกนั้น หรือผู้ปรินิพพานแล้วในโลกนี้นั่นแหละ. ถูกสกวาที ถามว่า เป็นผู้มีอกุปปธรรมอันไม่แทงตลอดแล้วปรินิพพานใน หมู่เทวดานั้นหรือ เมื่อปรวาทีไม่ปรารถนาการแทงตลอดอกุปป- ธรรมของพระอรหันต์ด้วยมรรคที่อบรมแล้วในโลกนี้นั่นแหละจึงตอบ ปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. อุทาหรณ์แรก ว่า เหมือนเนื้อที่ ถูกยิงด้วยลูกศร เป็นคำอุปมาของปรวาที อุทาหรณ์ที่ ๒ เป็น ของสกวาที. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นนั่นแล. อรรถกถาพรหมจริยกถา จบ
หน้า 302 ข้อ 279
โอธิโสกถา [๒๗๙] สกวาที บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ? ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และ บรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระโสดบัน ส่วนหนึ่งบรรลุ . . . ได้เฉพาะ. . . ถึงทับ. . . ทำให้แจ้ง... เข้าถึงอยู่ . . . ถูกต้องด้วยกายอยู่ . . . ซึ่งโสดาปัตติผล แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล ส่วนหนึ่งเป็นพระ โสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ. . . ผู้โกลังโกละ. . . ผู้เอกพีชี. . . ประกอบ ด้วยความเลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์... ประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบ ด้วยอริยกันตศีล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละ อะไรไดด้วยการเห็นสมุทัย ? ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรมาส และ บรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน
หน้า 303 ข้อ 279
หนึ่ง ไม่เป็นพระโสดาบัน ฯ ล ฯ ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ? ป. ละวิจิกิจฉา สีลัพพตปรมาส และบรรดากิเลส พวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระโสดาบัน ฯ ล ฯ ส่วนหนึ่งประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่ อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ? ป. ละสีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียว กันได้. ส. บุคคลเป็นโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นโสดาบัน ส่วนหนึ่งบรรลุ . . . ได้เฉพาะ. . . ถึงทับ . . . ทำให้ แจ้ง. . . เข้าถึงอยู่ . . . ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล แต่อีกส่วน หนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล ส่วนหนึ่งเป็นพระโสดาบันผู้ สัตตขัตตุปรมะ...ผู้โกลังโกละ...ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า. . . ในพระธรรม. . . ในพระสงฆ์ ฯลฯ
หน้า 304 ข้อ 280
ประกอบด้วยอริยกันตศีล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๘๐] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ? ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งบรรลุ. . . ได้เฉพาะ. . . ถึงทับ. . . ทำให้แจ้ง. . . เข้าถึงอยู่ . . . ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ? ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งบรรลุ . . . ได้เฉพาะ. . . ทำให้แจ้ง. . . เข้าถึงอยู่ . . . ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ถูก ต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 305 ข้อ 281
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ? ป. ละพยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวก เดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งบรรลุ. . . ได้เฉพาะ ... ถึงทับ... ทำให้แจ้ง... เข้าถึงอยู่... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ? ป. ละพยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวก เดียวกันได้. ส. บุคคลเป็นพระสกทาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ ... ถึงทับ ... ทำให้แจ้ง...เข้าถึงอยู่... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๘๑] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ? ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละ
หน้า 306 ข้อ 281
เอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ... ถึงทับ... ทำให้แจ้ง... เข้าถึงอยู่... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี ผู้อันตราปรินิพพายี... ผู้อุปหัจจปรินิพพายี... ผู้อสังขารปรินิพพายี ... ผู้สังขารปรินิพพายี... ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่ เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ? ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และกิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ฯลฯ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโต- อกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นนิโรธ ? ป. ละพยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวก
หน้า 307 ข้อ 282
เดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระอนาคามีแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ฯ ล ฯ ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโต อกนิฏคามี แต่อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ? ป. ละบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้. ส. บุคคลเป็นพระโสดาบันแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ... ถึงทับ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยูซึ่งอนาคามิผล อีกส่วน หนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี ผู้อันตราปรินิพพายี... ผู้อุปหัจจปรินิพพายี... ผู้อสังขารปรินิพพายี... ผู้สสังขารปรินิพพายี... ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี แต่อีกส่วนหนึ่งไม่ เป็นพระอนาคามีผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๘๒] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ? ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้.
หน้า 308 ข้อ 282
ส. บุคคลเป็นพระอรหัตแต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นพระอรหัต ส่วนหนึ่งบรรลุ . . . ได้เฉพาะ. . . ถึงทับ. . . ทำให้ แจ้ง. . . เข้าถึงอยู่. . . ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล แต่อีกส่วนหนึ่ง ไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะโทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็น ผู้ที่ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง คือมานะ แล้ว มีภาระอันวางแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์ แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่ง ธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควร ละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งแล้ว ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วน หนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ? ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ฯ ล ฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้
หน้า 309 ข้อ 282
แจ้งแล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ? ป. ละมานะ อุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลส พวกเดียวกันส่วนหนึ่งได้. ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นพระอรหันต์ ฯ ล ฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง แล้ว แต่อีกส่วนหนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นมรรค ? ป. ละอุทธัจจะ อวิชชา และบรรดากิเลสพวกเดียว กันได้. ส. บุคคลเป็นพระอรหันต์แต่ส่วนหนึ่ง อีกส่วน หนึ่งไม่เป็นพระอรหันต์ ส่วนหนึ่งบรรลุ ... ได้เฉพาะ... ถึงทับ... ทำให้แจ้ง ... เข้าถึงอยู่ ... ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล แต่อีกส่วน หนึ่งไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล ส่วนหนึ่งเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะโมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีดอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็น
หน้า 310 ข้อ 283, 284
ผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง คือมานะ แล้ว วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์ แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่ง ธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควร ละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งแล้ว ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่อีกส่วน หนึ่งยังไม่ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๘๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่าบุคคลละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ผู้มีปัญญาพึง กำจัดมลทินของตนทีละน้อย ๆ ทุกขณะโดยลำดับ เหมือนช่าง ทองกำจัดมลทินทองฉะนั้น ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ น่ะสิ. [๒๘๔] ส. บุคคลละกิเลสได้เป็นส่วนๆ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการ ถึงพร้อมด้วยทัสสนะของท่านได้แก่พระโสดาบัน ท่านละธรรม ๓ ๑. ขุ. ธ. ๒๔/๒๘
หน้า 311 ข้อ 285
อย่างได้ คือสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ที่ยัง มีอยู่แม้หน่อยหนึ่ง ท่านก็พ้นจากอบายภูมิ ๔ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อ จะทำอภิฐานหก ดังนี้๑ เป็นสูตรสีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าว บุคคลละกิเลสได้ เป็นส่วน ๆ น่ะสิ. [๒๘๕] ส. บุคคละกิเลสได้เป็นส่วน ๆ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิภษุ ทั้งหลาย ในสมัยใด ธรรมจักษุปราศจากผงฝ้าเกิดขึ้นแล้ว แก่ อริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีอันเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมด มีอันดับไปเป็นธรรมดา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พร้อมกับการเกิด ขึ้นแห่งทัสสนะนั้น อริยสาวกละสัญโญชน์ ๓ ประการได้ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงใช่ ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลละกิเลสได้ เป็นส่วน ๆ น่ะสิ โอธิโสกถา จบ ๑. ขุ. ขุ. ๒๕/๗.
หน้า 312 ข้อ 285
อรรถกถาโอธิโสกถา ว่าด้วยการละกิเลสบางส่วน บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องบางส่วน. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดย่อม ปรารถนาการละกิเลสได้บางส่วน ๆ คือ โดยส่วนหนึ่ง ๆ จากการเห็น ทุกข์เป็นต้นด้วยสามารถแห่งการตรัสรู้ต่าง ๆ แห่งพระโสดาบันเป็นต้น ดุจนิกายสมิติยะทั้งหลายในขณะนี้ เพื่อจะทำลายลัทธินิกายเหล่านั้น สกวาทีถึงถามว่า บุคคลละกิเลสได้เป็นบางส่วนหรือ คำรับรอง ว่าใช่ เป็นของปรวาที. การซักถามอีกเป็นของสกวาที. คำปฏิเสธเป็น ของปรวาที เพราะไม่มีความเป็นพระโสดาบัน เป็นต้น โดยเอกเทศ คือบางส่วน. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยอุบายนี้. อรรถกถาโอธิโสกถา จบ
หน้า 313 ข้อ 286, 287, 288
ชหติกถา [๒๘๖] สกวาที ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ละได้ไม่มี เยื่อใย ละได้กับทั้งราก ละได้กับทั้งตัณหา ละได้กับทั้งอนุสัย ละได้ ด้วยญาณอันเป็นอริยะ แทงตลอดอกุปปธรรมละได้ ทำให้แจ้งอนาคามิ- ผลละได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๘๗] ส. ปุถุชนข่มกามราคะ และพยาบาทได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ข่มได้หมดสิ้น ไม่ได้ไม่มีส่วนเหลือ ข่มได้ไม่ มีเยื่อใย ข่มได้กับทั้งราก ข่มได้กับทั้งตัณหา ข่มได้กับทั้งอนุสัย ข่มได้ ด้วยญาณอันเป็นอริยะ ข่มได้ด้วยมรรคอันเป็นอริยะ แทงตลอดอกุปป- ธรรมข่มได้ ทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๘๘] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกาม ราคะและพยาบาทได้ และบุคคลนั้นละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วน เหลือ ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลละได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 314 ข้อ 289, 290
ส. ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้ และเขา ละได้หมดสิ้น ละได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งอนามิผล ละได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๘๙] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกาม ราคะพยาบาทได้ และบุคคลนั้นข่มได้หมดสิ้น ข่มได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯลฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ และเขาข่ม ได้หมดสิ้น ข่มได้ไม่มีส่วนเหลือ ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๙๐] ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ แต่เขาจะละ ได้หมดสิ้นก็หามิได้ จะละได้ไม่มีส่วนเหลือก็หามิได้ จะละได้ไม่มีเยื่อใย ก็หามิได้ จะละได้กับทั้งรากก็หามิได้ จะละได้กับทั้งตัณหาก็มิได้ จะละ ได้กับทั้งอนุสัยก็หามิได้จะละได้ด้วยญาณอันเป็นอริยะก็หามิได้ จะละได้ ด้วยมรรคอันเป็นอริยะก็หามได้ จะแทงตลอดอกุปปธรรมละได้ก็หามิได้ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลละได้ก็หามิได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกาม
หน้า 315 ข้อ 291, 292
ราคะและพยาบาทได้ แต่บุคคลนั้นจะละได้ทั้งหมดก็หามิได้ ฯลฯ จะทำ ให้แจ้งอนาคามิผลละได้ก็หามิได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๙๑] ส. ปุถุชนข่มกามราคะและพยาบาทได้ แต่เขาจะ ข่มได้หมดสิ้นก็หามิได้ จะข่มได้ไม่มีส่วนเหลือก็หามิได้ ฯ ล ฯ จะทำ ให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ก็หามิได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ข่มกาม ราคะและพยาบาทได้ แต่บุคคลนั้นจะข่มได้หมดสิ้นก็หามิได้ จะข่มได้ ไม่มีส่วนเหลือก็หามิได้ ฯ ล ฯ จะทำให้แจ้งอนาคามิผลข่มได้ก็หามิได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๙๒] ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ด้วยมรรคไหน ? ป. ด้วยมรรคส่วนรูปาวจร. ส. มรรคส่วนรูปาวจรเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของ อาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็น อารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์
หน้า 316 ข้อ 293
ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็น อารมณ์ของสังกิเลส หรือ. ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มรรคส่วนรูปาวจร ไม่เป็นเหตุนำออกจากสัง- สารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพนาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของ สัญโญชน์ ฯ ล ฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า มรรคส่วนรูปาวจร ไม่เป็นเหตุนำออก จากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความ ตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสาวะ เป็น อารมณ์ของสัญโญชน์ ฯ ล ฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรคส่วนรูปาวจร. [๒๙๓] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกาม ราคะและพยาบาทได้ด้วยอนาคามิมรรค และมรรคนั้นเป็นเหตุนำออก จากสังสารวัฏ ให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ. ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯ ล ฯ ไม่เป็น อารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรค ส่วนรูปาวจรและมรรคนั้นเป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ให้ถึงความสิ้น
หน้า 317 ข้อ 294, 295
ไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ไม่ เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๙๔] ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ด้วยมรรค ส่วนรูปาวจรและมรรคนั้นไม่เป็นเหตุนำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรม ให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึง นิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯ ล ฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งอนาคามิผล ละกาม ราคะและพยาบาทได้ด้วยอนาคามิมรรค แต่มรรคนั้นไม่เป็นเหตุนำ ออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึง ความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็น อารมณ์ของสัญโญชน์ ฯ ล ฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๙๕] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้ง- หลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการ บรรลุธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ดำรงอยู่ในอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 318 ข้อ 296, 297
[๒๙๖] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้ง- หลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการ บรรลุธรรม หรือ ?. ป. ถูกแล้ว. ส. ยังมรรคทั้งสามให้เกิดได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ยังมรรคทั้งสามให้เกิดได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้งสามได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทำให้แจ้งสามัญญผลทั้งสามได้ ไม่ก่อนไม่หลัง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะสาม แห่งเวทนาสาม แห่งสัญญาสาม แห่งเจตนากาม แห่งจิตนาสาม แห่งจิตสาม แห่งศรัทธาสาม แห่ง วิริยะสาม แห่งสติสาม แห่งสมาธิสาม แห่งปัญญาสาม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๒๙๗] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้ง- หลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการ บรรลุธรรม หรือ ?
หน้า 319 ข้อ 297
ป. ถูกแล้ว. ส. ด้วยโสดาปัตติผลมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ด้วยสกทาคามิผลมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ด้วยมรรคไหน ? ป. ด้วยอนาคามิมรรค. ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ ด้วยอนาคามิมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ ด้วยอนาคามิมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโสดาปัตติผล เพราะละ สัญโญชน์สามมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโสดาปัตติผล เพราะละสัญโญชน์สาม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วยอนาคามิมรรค ฯ ล ฯ ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ ?
หน้า 320 ข้อ 298, 299
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ได้ด้วยอนาคามิมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสกทาคามิผล เพราะ ความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท มิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสกทาคามิผล เพราะความเบาบางแห่งกามราคะและพยาบาท ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกาม ราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอนาคามิมรรค. [๒๙๘] ส. ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความกำหนัดในกามทั้ง- หลาย ดำรงอยู่ในอนาคามิผล พร้อมกับการ บรรลุธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าใดเหล่านี้บรรลุธรรมได้ ชนเหล่า นั้นทั้งหมดดำรงอยู่ในอนาคามิผลพร้อมกับการ บรรลุธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๒๙๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนละกามราคะและพยาบาท ได้ หรือ ?
หน้า 321 ข้อ 300
ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ในกาลส่วน อดีต ได้มีศาสดาทั้งหกเป็นผู้มียศ หมดความฉุนโกรธ แจ่มใส เพราะกรุณา พ้นจากความเกี่ยวข้องในกาม คลายกามราคะแล้ว เข้าถึงพรหมโลก แม้สาวกของศาสดาเหล่านั้น อันมีจำนวน หลายร้อยก็เป็นผู้หมดความฉุนโกรธ แจ่มใสเพราะกรุณา พ้นจาก ความเกี่ยวข้องในกาม คลายกามราคะแล้ว เข้าถึงพรหมโลก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็ละกามราคะและพยาบาท ได้น่ะสิ. [๓๐๐] ส. ปุถุชนละกามราคะและพยาบาทได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย ศาสดาชื่อสุเนตตะนั้นแล เป็นผู้มีอายุยืนอย่างนี้ ทรง ชีพอยู่นานอย่างนี้ แต่ก็ไม่ได้หลุดพ้นจาก ชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เรากล่าวว่า เป็นผู้ ไม่พ้นจากทุกข์ ข้อนั้นเพราะเหตุไร ? ก็เพราะไม่รู้ตาม ไม่แทง ๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๒๕
หน้า 322 ข้อ 300
ตลอด ซึ่งธรรมทั้งสี่ ธรรมทั้งสี่เป็นไฉน ? เพราะไม่รู้ตาม ไม่ แทงตลอด ซึ่งศีลอันเป็นอริยะ ซึ่งสมาธิอันเป็นอริยะ ซึ่งปัญญา อันเป็นอริยะ ซึ่งวิมุติอันเป็นอริยะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ศีลอัน เป็นอริยะ สมาธิอันเป็นอริยะ ปัญญาอันเป็นอริยะ วิมุติอันเป็น อริยะ นี้ อันเรารู้ตามแล้ว แทงตลอดแล้ว เราจึงถอนตัณหา ในภพเสียได้แล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่ไม่มี ดังนี้ (พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไวยากรณพจน์นี้ ครั้น แล้วจึงได้ตรัสคำอันท่านประพันธ์เป็นคาถาในภายหลัง ความว่าดังนี้) ธรรมเหล่านี้ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ เป็นธรรม อันยอดเยี่ยม อันพระโคดมผู้มียศทรงตามรู้แล้ว พระพุทธเจ้า ทรงรู้ยิ่งด้วยประการฉะนี้แล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นศาสดาผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ ผู้มีจักษุ ปรินิพพานแล้ว ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนละกามราคะ และพยาบาทได้น่ะสิ. ชหติกถา จบ ๑. อํ. สัตตถ. ๒๓/๖๓
หน้า 323 ข้อ 300
อรรถกถาปชหติกถา๑ ว่าด้วยการละกิเลส บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการละกิเลส. ก็ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมี ความเห็นผิดดุจนิกายสมิติยะเป็นต้น ในที่นี้ว่า ปุถุชนผู้ได้ฌานพร้อม กับการตรัสรู้สัจจะย่อมเป็นผู้ชื่อว่า เป็นพระอนาคามีและในกาลที่ท่าน ยังเป็นปุถุชนนั่นแหละเป็นผู้ละกามราคะและพยาบาทได้แล้ว ดังนี้ เพื่อจะทำลายลัทธินั้นของชนเหล่านั้น พระสกวาทีจึงถามว่า ปุถุชน ละกามราคะและพยาบาทได้หรือ ? เมื่อพระปรวาทีไม่เห็นอยู่ซึ่ง ปริยุฏฐานกิเลสของท่านผู้ขมไว้ด้วยฌานจึงตอบรับรอง. ก็การละกิเลส ได้โดยสิ้นเชิงของฌานลาภีบุคคลเหล่านั้นแม้ข่มไว้แล้วด้วยอนาคามิ- มรรคนั่นแหละมีอยู่ เพราะฉะนั้นคำซักถามของสกวาทีว่า ละกิเลส ได้หมดสิ้น อีก การปฏิเสธ เป็นของปรวาที เพราะไม่มีการละเช่น นั้น. คำว่า ปุถุชนข่ม เป็นคำถามของสกวาที หมายเอาการข่ม กิเลสไว้โดยไม่หมดสิ้นเท่านั้น. ต่อจากนี้ไป เป็นการเปรียบเทียบปุถุชน กับพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอนาคามิมรรค คำนี้มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น. เบื้องหน้าแต่นี้ถูกสกวาทีถามว่า ปุถุชนเป็นผู้ปราศจากความ กำหนัดในกามทั้งหลายดำรงอยู่ในอนาคามิผล ? ก็ตอบรับรอง หมาย เอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามว่า ตั้งอยู่ในพระ- อรหัตตผลหรือ ? ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ ๑. บาลี-เป็น ชหติกถา.
หน้า 324 ข้อ 300
ด้วยมรรคอันเป็นเครื่องเห็น. ถูกถามว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิด ไม่ก่อนไม่หลังกันหรือ ? ก็ตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการเจริญเช่นนั้น. ถูกถามอีกว่า ยังมรรคทั้ง ๓ ให้เกิดไม่ก่อนไม่หลังหรือ ? ก็ตอบ รับรอง หมายเอาสภาวกิจแห่งมรรคทั้ง ๓. แม้ในคำถามถึงสามัญญผล ทั้งหลายก็นัยนี้เหมือนกัน. ถูกถามว่า ด้วยมรรคไหน ? ตอบว่า ด้วยอนาคามิมรรค ท่านกล่าวหมายเอาปุถุชนผู้เป็นพระอนาคามีด้วยฌาน. ถูกถามถึง การ ละสัญโญชน์มีสักกายทิฏฐิ เป็นต้นอีก ปรวาทีก็ปฏิเสธ เพราะ กิเลสทั้งหลายเหล่านั้นอันพระอนาคามิมรรคมิได้ละ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง หมายเอาความเป็นพระอนาคามิมรรคด้วยฌานแห่งปฐม- มรรคนั่นแหละ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น. อรรถกถาปชหติกถา จบ
หน้า 325 ข้อ 301
สัพพมัตถีติกถา [๓๐๑] ส. สกวาที สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ปรวาที ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในการทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดยอาการทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในธรรมทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวง ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ไม่
หน้า 326 ข้อ 302
ประกอบ๑ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แม้สิ่งที่ไม่มี ก็ชื่อว่ามีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ส. สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความเห็นอย่างนี้ว่า ทิฏฐิที่ว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ดังนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ และว่าทิฏฐิดังว่านี้ เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. [๓๐๒] ส. อดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดง- คตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องกล่าวว่า อดีตมีอยู่. ๑. ไม่ประกอบสภาวะต่าง ๆ คือ ทำรูปไม่ให้ต่างจากเวทนา หรือทำเวทนาไม่ให้ ต่างจากรูป คือ ทำให้มีลักษณะเป็นส่วนเดียวกัน -อรรถกถา
หน้า 327 ข้อ 303, 304, 305
[๓๐๓] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยัง ไม่บังเกิดยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏมิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิด พร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่. [๓๐๔] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัศดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตมีอยู่ อดีตยังไม่ดับ ยังไม่ปราศไป ยังไม่ แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. [๓๐๕] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิด พร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏ แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิด พร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏ- แล้ว หรือ ?
หน้า 328 ข้อ 306, 307, 308
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ฯ [๓๐๖] ส. อดีตมีอยู่ อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไป แล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. [๓๐๗] ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่ เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ ปรากฏ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่ เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ ปรากฏ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. [๓๐๘] ส. รูปอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้วมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปอดีตดับแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็
หน้า 329 ข้อ 309, 310, 311
ต้องไม่กล่าวว่า รูปอดีตมีอยู่. [๓๐๙] ส. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปอนาคตมีอยู่. [๓๑๐] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่ดับไป ยังไม่ ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่ สาบสูญไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตยังไม่ดับไป ยังไม่ปราศไป ยังไม่แปรไป ยังไม่อัสดงคต ยังไม่สาบสูญไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๑๑] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตเกิดแล้ว เป็นแล้ว
หน้า 330 ข้อ 312, 313, 314
เกิดพร้อมแล้ว บังเกิดแล้ว บังเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๑๒] ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันดับไปแล้ว ปราศไป แล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๑๓] ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๑๔] ส. เวทนาอดีตมีอยู่หรือ ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณอดีต มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 331 ข้อ 315, 316, 317
ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไป แล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอดีตมีอยู่ [๓๑๕] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิด พร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ ปรากฏ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าวิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าว วิญญาณอนาคตมีอยู่ [๓๑๖] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่ดับ ฯ ล ฯ ยังไม่สาบสูญไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตยังไม่ดับไป ฯลฯ ยังไม่สาบสูญไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๑๗] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันเกิดแล้ว เป็นแล้ว ฯ ล ฯ ปรากฏแล้ว หรือ ?
หน้า 332 ข้อ 318, 319, 320
ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตเกิดแล้ว ฯลฯ ปรากฏแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๑๘] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตดับไปแล้ว ฯลฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันดับไปแล้ว ฯ ล ฯ สาบสูญไปแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๑๙] ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตยังไม่เกิด ฯ ล ฯ ยังไม่ปรากฏ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ฯลฯ ยังไม่ปรากฏ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๒๐] ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือรูปก็ดี ว่ารูปหรือว่าปัจจุบัน ก็ดี รวมเพ่งถึงรูปปัจจุบัน บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถ อันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 333 ข้อ 321
ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมละความเป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ย่อมละความในรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๒๑] ส. บัญญัติว่าปัจจุบันหรือว่ารูปก็ดี ว่ารูปหรือว่า ปัจจุบันก็ดี รวมเพ่งถึงรูปปัจจุบัน บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน มี อรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปปัจจุบันเมื่อดับไป ย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ผ้าขาว บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. ผ้าขาว เมื่อถูกย้อม ย่อมละความเป็นผ้าขาว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ย่อมละความเป็นผ้า หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 334 ข้อ 322
ป. บัญญัติว่าขาวหรือว่าก็ดี ว่าหรือว่าขาวก็ดี รวมเพ่งถึงผ้าขาว บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ผ้าขาวเมื่อถูกย้อม ย่อมไม่ละความเป็นผ้า หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ย่อมไม่ละความเป็นผ้าขาว หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๒๒] ส. รูปย่อมไม่ละความเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เพราะรูปย่อมละความเป็นรูป ฉะนั้นรูปจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผัน เป็นธรรมดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอัน แปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปย่อม ไม่ละความเป็นรูป.
หน้า 335 ข้อ 323, 324, 325
[๓๒๓] ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้นนิพพานจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน คงทน มี อันไม่แปรผันไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึง ชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๒๔] ส. เพราะรูปย่อมไม่ละความเป็นรูป ฉะนั้น รูปจึง ชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปร ผันเป็นธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะนิพพานย่อมไม่ละความเป็นนิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกว่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๒๕] ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 336 ข้อ 326, 327, 328
ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๒๖] ส. อนาคตมีอยู่ อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๒๗] ส. ปัจจุบันมีอยู่ ปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๒๘] ส. อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตเที่ยง ยั่งยืน คงทน มีอันไม่แปรผันเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 337 ข้อ 329, 330
ส. อดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปรผัน เป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอัน แปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต. [๓๒๙] ส. เพราะนิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็น นิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต ฉะนั้น อดีตจึงชื่อว่า เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอัน แปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๓๐] ส. เพราะอดีตมีอยู่ อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต ฉะนั้น อดีตจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะนิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็น นิพพาน ฉะนั้น นิพพานจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง ไม่
หน้า 338 ข้อ 331, 332
ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๓๑] ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตย่อมไม่ละความเป็น อนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. รูปอดีตอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็น ปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๓๒] ส. รูปอนาคตมีอยู่ รูปอนาคตย่อมไม่ละความเป็น อนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 339 ข้อ 333, 334, 335
[๓๓๓] ส. รูปปัจจุบันมีอยู่ รูปปัจจุบันย่อมไม่ละความเป็น ปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๓๔] ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอดีต เที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผัน เป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. รูปอดีต ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่คงทน มีอันแปร ผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปอดีต ไม่เที่ยง ฯ ล ฯ มีอันแปรผัน เป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปอดีต มีอยู่ รูป อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต. [๓๓๕] ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็น นิพาน นิพพานเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่ แปรผันไปเป็นธรรมดา หรือ ?
หน้า 340 ข้อ 336, 337, 338
ป. ถูกแล้ว. ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต รูปอดีตเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผัน เป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๓๖] ส. รูปอดีตมีอยู่ รูปอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต รูปอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปร ผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็น นิพพาน นิพพานไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๓๗] ส. เวทนาอดีตมีอยู่ ฯลฯ สัญญาอดีตมีอยู่ ฯ ล ฯ สังขารอดีตมีอยู่ ฯลฯ [๓๓๘] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความ เป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตย่อมไม่ละ ความเป็นอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 341 ข้อ 339, 340, 341
ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความ เป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันย่อมไม่ละ ความเป็นปัจจุบัน ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๓๙] ส. วิญญาณอนาคตมีอยู่ วิญญาณอนาคตย่อมไม่ละ ความเป็นอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความ เป็นอดีต หรือ ? [๓๔๐] ส. วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ วิญญาณปัจจุบันย่อมไม่ละ ความเป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความ เป็นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๔๑] ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความ เป็นอดีต หรือ ?
หน้า 342 ข้อ 342, 343
ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณอดีตเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปร ผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอัน แปรผันเป็นธรรมดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่แน่ นอน มีอันแปรผันเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีต. [๓๔๒] ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็น นิพพาน นิพพานเที่ยง ยั่งยืน มั่นคงมีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณอดีตมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความ เป็นอดีตเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่แปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๔๓] ส. วิญญาณมีอยู่ วิญญาณอดีตย่อมไม่ละความเป็น อดีต วิญญาณอดีตไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็น ธรรมดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 343 ข้อ 344, 345
ส. นิพพานมีอยู่ นิพพานย่อมไม่ละความเป็น นิพพาน นิพพานไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่มั่นคง มีอันแปรผันเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯล ฯ [๓๔๔] ส. อดีตใช่สภาวะที่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่าอดีตมีอยู่ ก็ผิด ก็หรือหากว่าสภาวะอันมิใช่อดีตมีอยู่ คำว่า อดีตมีอยู่ก็ผิด ? ส. อนาคตมิใช่สภาวะที่อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อนาคตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ คำว่าอนาคต มีอยู่ก็ผิด ก็หรือหากว่าสภาวะอันมิใช่อนาคต มีอยู่คำว่าอนาคตมีอยู่ก็ผิด ? [๓๔๕] ส. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ หรือ ?
หน้า 344 ข้อ 346
ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่เป็นอนาคต แล้วเป็นปัจจุบัน ชื่อว่าเป็น แล้วจึงเป็นอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. สิ่งที่เป็นอนาคต แล้วเป็นปัจจุบัน ชื่อว่าเป็น แล้วจึงเป็นอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่ไม่เป็นอนาคต แล้วไม่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่า ไม่เป็นแล้ว ไม่เป็นอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๔๖] ส. เป็นปัจจุบันแล้วจึงเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่เป็นปัจจุบัน แล้วเป็นอดีต ชื่อว่าเป็นแล้ว จึงเป็นอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. สิ่งที่เป็นปัจจุบัน แล้วเป็นอดีต ชื่อว่าเป็นแล้ว จึงเป็นอยู่ หรือ ?
หน้า 345 ข้อ 347
ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่ไม่เป็นปัจจุบัน แล้วไม่เป็นอดีต ชื่อว่าไม่ เป็นแล้ว ไม่เป็น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๔๗] ส. เป็นอนาคตแล้วจึงเป็นปัจจุบัน เป็นปัจจุบัน แล้วจึงเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่เป็นอนาคต แล้วเป็นปัจจุบัน ชื่อว่าเป็น แล้ว จึงเป็นอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. สิ่งที่เป็นอนาคต แล้วเป็นปัจจุบัน ชื่อว่าเป็น แล้วจึงเป็นอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่ไม่เป็นอนาคต แล้วไม่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่า ไม่เป็นแล้วไม่เป็น หรือ ?
หน้า 346 ข้อ 348
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๔๘] ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเห็นรูปอดีตได้ ด้วยจักขุอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตะอดีตมีอยู่ เสียง, โสตวิญญาณ, อากาศ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลฟังเสียงอดีตได้ ด้วยโสตอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฆานะอดีตมีอยู่ กลิ่น, ฆานวิญญาณ, ลม, มนสิ- การอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลสูดกลิ่นอดีตได้ ด้วยฆานะอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ชิวหาอดีตมีอยู่ รส, ชิวหาวิญญาณ, น้ำ, มนสิ- สิการอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลลิ้มรสอดีตได้ ด้วยลิ้นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 347 ข้อ 349
ส. กายอดีตมีอยู่ โผฏฐัพพะ, กายวิญญาณ, ดิน, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะอดีตได้ด้วยกายอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีตได้ ด้วยมโนอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๔๙] ส. จักขุอนาคตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเห็นรูปอนาคตได้ ด้วยจักขุอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตะ. . . ฆานะ . . . ชิวหา . . . กาย . . . มโน อนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ. วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 348 ข้อ 350, 351
ส. บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อนาคตได้ ด้วยมโน อนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๐] ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ บุคคลเห็นรูปอดีตได้ ด้วย จักขุอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตะ... ฆานะ... ชิวหา... กาย... มโนปัจจุบัน มีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคล รู้แจ้งธรรมารมณ์ปัจจุบันได้ ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อดีต ไม่ด้วยมโนอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๑] ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ แสงสว่าง,
หน้า 349 ข้อ 352
มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุอนาคตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่ บุคคลเห็นรูปอนาคตได้ ด้วยจักขุอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตะ. . . ฆานะ. . . ชิวหา. . . กาย. . . มโน ปัจจุบัน มีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคล รู้แจ้งธรรมารมณ์ปัจจุบันไดด้วยมโนปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโนอนาคตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอนาคตมีอยู่ บุคคลรู้แจ้งธรรมา- รมณ์อนาคตได้ด้วยมโนอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๒] ส. จักขุอดีตมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ แสงสว่าง, มนสิการอดีตมีอยู่ แต่บุคคลเห็นรูปอดีตด้วย จักขุอดีตไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง,
หน้า 350 ข้อ 353
มนสิการปัจจุบันมีอยู่ บุคคลเห็นรูปปัจจุบันได้ ไม่ได้ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตะ. . . ฆานะ . . . ชิวหา . . . มโนอดีตมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการอดีตมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้ง ธรรมารมณ์อดีตไม่ได้ด้วยมโนอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์, มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้ง ธรรมารมณ์ปัจจุบันไม่ได้ด้วยมโนปัจจุบัน หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๓] ส. จักขุอนาคตมีอยู่, รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง, มนสิการอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลเห็นรูปอนาคต ไม่ได้ด้วยจักขุอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุปัจจุบันมีอยู่ รูป, จักขุวิญญาณ, แสงสว่าง มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลเป็นรูปปัจจุบัน ไม่ได้ด้วยจักขุปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตะ. . . ฆานะ. . . ชิวหา . . . กาย. . . มโนอนาคต
หน้า 351 ข้อ 354, 355
มีอยู่ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ, วัตถุ มนสิการอนาคตมีอยู่ แต่ บุคคลรู้แจ้งธรรมารมณ์อนาคตไม่ได้ด้วยมโนอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโนปัจจุบันมีอยู่ ธรรมารมณ์ มโนวิญญาณ, วัตถุ, มนสิการปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลรู้แจ้ง ธรรมารมณ์ปัจจุบันไม่ไดด้วยมโนปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๔] ส. ญาณอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีต นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีต นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธ ให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๕] ส. ญาณอนาคตมีอยู่ หรือ ?
หน้า 352 ข้อ 356
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณ อนาคตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณ อนาคตนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัยได้. ทำนิโรธให้ แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๖] ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณอดีตอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ ? บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณปัจจุบัน นั้น หรือ ?
หน้า 353 ข้อ 357
ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณอดีตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัย ได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณอนาคตมีอยู่ บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณ ได้ด้วยญาณที่เป็นอนาคตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละ สมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณอนาคตมีอยู่ บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้, ละสมุทัยได้, ทำนิโรธให้แจ้งได้, ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยญาณอนาคต นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๗] ส. ญาณอดีตมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงด้วยญาณ ไม่ได้ด้วยญาณอดีตนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 354 ข้อ 358
ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วย ญาณไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ญาณอดีตมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้, ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณ อดีตนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ และสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณ ปัจจุบันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๕๘] ส. ญาณอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วย ญาณไม่ได้ด้วยญาณอนาคตนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วย ญาณไม่ได้ด้วยญาณปัจจุบันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ญาณอนาคตมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ ละสมุทัยไม่ได้ ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้, ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณ อนาคตนั้น หรือ ?
หน้า 355 ข้อ 359
ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณปัจจุบันมีอยู่ แต่บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ไม่ได้ ละสมุทัยไม่ได้, ทำนิโรธให้แจ้งไม่ได้ ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยญาณ ปัจจุบันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๕๙] ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โทสะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโทสะด้วยโทสะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โมหะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มานะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีมานะด้วยมานะอดีตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 356 ข้อ 359
ส. ทิฏฐิอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีวิจิกิจฉาด้วยวิจิกิจฉานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ถีนะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีถีนะด้วยถีนะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อุทธัจจะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอุทธัจจะด้วยอุทธัจจะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อหิริกะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอหิริกะด้วยอหิริกะนั้น หรือ ?
หน้า 357 ข้อ 360, 361
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะ นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๖๐] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามีมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส กามราคะอย่าง ละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดอดีต ของพระอนาคามีมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๖๑] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามีมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 358 ข้อ 362, 363
ส. วิจิกิจฉา, ลีลัพพตปรามาส, กามราคะอย่าง หยาบ, พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระ- สกทาคามีมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาท นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๖๒] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉา, สีลัพพตปรามาส, ราคะอันเป็นอปาย- คามี. โทสะอันเป็นอปายคามี, โมหะอันเป็นอปายคามี, ที่เป็นอดีตของ พระโสดาบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๖๓] ส. ราคะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีราคะ ด้วยราคะนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 359 ข้อ 364
ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์ ชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โทสะอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯ ล ฯ อโนตตัปปะ อดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโนตตัปปะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ พระ- อรหันต์ชื่อว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๖๔] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามี ทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามี มีอยู่ พระ- อนาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯ ล ฯ พยาบาท อย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วย พยาบาทนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 360 ข้อ 365, 366
ส. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคา- มี มีอยู่ พระอนาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วย พยาบาทนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๖๕ ] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามี ทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่ พระ- สกทาคามีชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯลฯ พยาบาทอย่าง หยาบที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาท นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พยาบาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคา- มี มีอยู่ พระสกทาคามีชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วย พยาบาทนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๖๖] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามี ทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 361 ข้อ 367
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ พระ- โสดาบันชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของปุถุชนมีอยู่ ฯ ล ฯ โมหะอัน เป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชนชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะ นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โมหะอันเป็นอปบายคามีที่เป็นอดีตของพระโสดา- บันมีอยู่ พระโสดาบันชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [ ๓๖๗] ส. ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์ หาชื่อว่ามีราคะด้วยราคะนั้นไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะอันอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามี ราคะด้วยราคะนั้นไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โทสะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ ฯ ล ฯ อโนต- ตัปปะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พรอรหันต์หาชื่อว่ามีอโนตตัปปะ ด้วยอโนตัปปะนั้นไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 362 ข้อ 368, 369
ส. อโนตตัปปะอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อ ว่ามีอโนตตัปปะด้วยอโนตตัปปะนั้นไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๖๘] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระอนาคามี มีอยู่ แต่พระ- อนาคามีหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อ ว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระอนาคามี มีอยู่ ฯลฯ พยา- บาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของพระอนาคามี มีอยู่ แต่พระอนาคามีหา ชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พยาบาทอย่างละเอียดที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น ไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวยอย่างนั้น ฯลฯ [๓๖๙] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระสกทาคามีอยู่ แต่พระ- สกทาคามีหาชื่อว่าทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 363 ข้อ 370
ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อ ว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่ ฯลฯ พยา- บาทอย่างหยาบที่เป็นอดีตของพระสกทาคามี มีอยู่ แต่พระสกทาคามีหา ชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้นไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พยาบาทอย่างหยาบ ที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีจิตพยาบาทด้วยพยาบาทนั้น ไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๗๐] ส. สักกายทิฏฐิอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระ- โสดาบันหาชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สักกายทิฏฐิอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหา ชื่อว่ามีทิฏฐิด้วยทิฏฐินั้นไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิจิกิจฉาอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ ฯลฯ โมหะ อันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของพระโสดาบันมีอยู่ แต่พระโสดาบันหา ชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นไม่ หรือ ?
หน้า 364 ข้อ 371
ป. ถูกแล้ว. ส. โมหะอันเป็นอปายคามีที่เป็นอดีตของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนหาชื่อว่ามีโมหะด้วยโมหะนั้นไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๗๑] ส. มืออดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อมืออดีตมีอยู่ การจับ การวาง ยังปรากฏอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เท้าอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเท้าอดีตมีอยู่ การก้าวไป การถอยกลับ ยัง ปรากฏอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ข้อพับอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อข้อพับอดีตมีอยู่ การคู้ การเหยียด ยัง ปรากฏอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ท้องอดีตมีอยู่ หรือ ?
หน้า 365 ข้อ 372
ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อท้องอดีตมีอยู่ ความหิว ความกระหาย ยัง ปรากฏอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. กายอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายอดีตยังเข้าถึงการยกย่องและการปราบปราม ยังเข้าถึงการตัดและการทำลาย ยังเป็นของสาธารณะแก่กา แก่แร้ง แก่เหยี่ยว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศัสตราพึงเข้าไป ไม่พึงเข้าไป ในกายอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. กายอดีต ยังจะจองจำได้ด้วยเครื่องจำคือชื่อคา ด้วยเครื่องจำคือเชือก ด้วยเครื่องจำคือตรวน ด้วยเครื่องจำคือบ้าน ด้วยเครื่องจำคือนิคม ด้วยเครื่องจำคือนคร ด้วยเครื่องจำคือชนบท ด้วยเครื่องจำ ๕ ประการ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนี้ ฯ ล ฯ [๓๗๒] ส. น้ำอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 366 ข้อ 373
ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้น้ำได้ด้วยน้ำนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ไฟอดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้ไฟได้ด้วยไฟนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ลมอดีตมีอยู่ หรือ ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลทำกิจที่ต้องใช้ลมได้ด้วยลมนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๗๓] ส. รูปขันธ์อดีตมีอยู่ รูปขันธ์อนาคตมีอยู่ รูปขันธ์ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปขันธ์เป็น ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ขันธ์ที่เป็นอดีตมีอยู่ ขันธ์ห้าที่เป็นอนาคตมีอยู่ ขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ขันธ์เป็น ๑๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 367 ข้อ 374, 375
[๓๗๔] ส. จักขายตนะอดีตมีอยู่ จักขายตนะอนาคตมีอยู่ จักขายตนะปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะเป็น ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีตมีอยู่ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคตมีอยู่ อายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบัน มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายตนะเป็น ๓๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๗๕] ส. จักขุธาตุอดีตมีอยู่ จักขุธาตุอนาคตมีอยู่ จักขุ- ธาตุปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุธาตุเป็น ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีตมีอยู่ ธาตุ ๑๘ ที่เป็น อนาคตมีอยู่ ธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 368 ข้อ 376, 377, 378
ส. ธาตุเป็น ๕๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๗๖] ส. จักขุนทรีย์อดีตมีอยู่ จักขุนทรีย์อนาคตมีอยู่ จักขุนทรีย์ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุนทรีย์เป็น ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีตมีอยู่ อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคตมีอยู่ อินทรีย์ ๒๒ เป็นปัจจุบัน มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อินทรีย์เป็น ๖๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๗๗] ส. พระเจ้าจักรพรรดิอดีตมีอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิ อนาคตมีอยู่ พระเจ้าจักรพรรดิปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระเจ้าจักรพรรดิทั้ง ๓ องค์ทรงพบกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๗๘] ส. สัมมาสัมพุทธเจ้าอดีตมีอยู่ สัมมาสัมพุทธเจ้า อนาคตมีอยู่ สัมมาสัมพุทธเจ้าปัจจุบันมีอยู่ หรือ ?
หน้า 369 ข้อ 379, 380
ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๓ องค์ทรงพบกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๗๙] ส. อดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีต หรือ ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่ อดีตก็เป็นอดีต, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อดีตมีอยู่ สิ่ง ที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้นอดีตก็ไม่ใช่อดีตเป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อดีตไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตเป็นอดีต ก็ต้องไม่กล่าวว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีต ก็มี, ไม่เป็นอดีตก็มี ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่าอดีตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี ด้วยเหตุนั้น อดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต ดังนี้ผิด. [๓๘๐] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นอนาคต หรือ ? ป. สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี
หน้า 370 ข้อ 381
ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่าอนาคตมีอยู่ สิ่งที่ มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็น อนาคต สิ่งไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคตก็เป็นอนาคต ดังนี้ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า อนาคตไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคต เป็นอนาคต ก็ต้องไม่กล่าวว่า อนาคตมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า อนาคต มีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นอนาคตก็มี ไม่เป็นอนาคตก็มี ด้วยเหตุนั้น อนาคต ก็ไม่เป็นอนาคต สิ่งที่ไม่ใช่อนาคต ก็เป็นอนาคต ดังนี้ผิด [๓๘๑] ส. ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ หากว่าปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มี อยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็น ปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบัน ก็มี ด้วยเหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบัน ก็เป็น ปัจจุบัน ดังนี้ผิด,แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ปัจจุบันไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ ใช่ปัจจุบันเป็นปัจจุบัน ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็น
หน้า 371 ข้อ 382, 383
ปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าว ได้ว่า ปัจจุบันมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นปัจจุบันก็มี ไม่เป็นปัจจุบันก็มี ด้วย เหตุนั้น ปัจจุบันก็ไม่เป็นปัจจุบัน สิ่งที่ไม่ใช่ปัจจุบันก็เป็นปัจจุบัน ดังนี้ผิด [๓๘๒] ส. นิพพานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. สิ่งที่มีอยู่เป็นนิพพาน หรือ ? ป. สิ่งที่มีอยู่เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ หากว่านิพพานมีอยู่ สิ่งที่มี อยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็น นิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพานก็เป็นนิพพาน, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพาน ก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพาน ก็เป็น นิพพาน ดังนี้ผิด แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า นิพพานไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ ใช่นิพพานเป็นนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็น นิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าว ได้ว่า นิพพานมีอยู่ สิ่งที่มีอยู่ เป็นนิพพานก็มี ไม่เป็นนิพพานก็มี ด้วยเหตุนั้น นิพพานก็ไม่เป็นนิพพาน สิ่งที่ไม่ใช่นิพพานก็เป็นนิพพาน ดังนี้ผิด [๓๘๓] ป. ไม่พึงกล่าว อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 372 ข้อ 384
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีต ก็ดี ที่อยู่ในที่ไกล ในที่ใกล้ก็ดี นี้เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาอย่างใด อย่างหนึ่ง ฯ ล ฯ สัญญาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯ ล ฯ สังขารเหล่าใด เหล่าหนึ่ง ฯ ล ฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ภายในก็ดี ภายนอกก็ดี หยาบก็ดี ละเอียดก็ดี เลวก็ดี ประณีตก็ดี ที่อยู่ในที่ไกล ในที่ใกล้ก็ดี นี้เรียกว่า วิญญาณขันธ์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น อดีตก็มีอยู่ อนาคตก็มีอยู่ น่ะสิ [๓๘๔] ส. อดีตมีอยู่ อนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ ๓ ประการนี้ อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคย ลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน ๓ ประการ เป็นไฉน (๑) รูปใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปร
หน้า 373 ข้อ 384
ไปแล้ว รูปนั้น เขากล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาเรียกว่า ได้มีแล้ว เขาบัญญัติว่า ได้มีแล้ว แต่รูปนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขา ไม่กล่าวกันว่าจักมี เวทนาใด ฯ ล ฯ สัญญาใด ฯ ล ฯ สังขาร เหล่าใด ฯ ล ฯ วิญญาณใด ล่วงไปแล้ว ดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว ญาณนั้นเขากล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาเรียกว่า ได้มีแล้ว เขาบัญญัติว่า ได้มีแล้ว แต่วิญญาณนั้น เขาไม่กล่าว กันว่ามีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี. (๒) รูปใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ รูปนั้น เขากล่าว กันว่า จักมี เขาเรียกว่า จักมี เขาบัญญัติว่า จักมี แต่รูปนั้น เขา ไม่กล่าวกันว่า มีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด ยังไม่เกิด ยังไม่ปรากฏ วิญญาณนั้น เขากล่าวกันว่า จักมี เขาเรียกว่า จักมี เขาบัญญัติว่า จักมี แต่เขาไม่กล่าวกันว่ามีอยู่ เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว (๓) รูปใด เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว รูปนั้น เขากล่าวกันว่า มีอยู่ เขาเรียกว่า มีอยู่ เขาบัญญัติว่า มีอยู่ แต่เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี เวทนาใด ฯลฯ สัญญาใด ฯลฯ สังขารเหล่าใด ฯลฯ วิญญาณใด เกิดแล้ว ปรากฏแล้ว วิญญาณ นั้น เขากล่าวกันว่า มีอยู่ เขาเรียกว่า มีอยู่ เขาบัญญัติว่า มีอยู่
หน้า 374 ข้อ 385
แต่วิญญาณนั้น เขาไม่กล่าวกันว่า ได้มีแล้ว เขาไม่กล่าวกันว่า จักมี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ ๓ ประการเหล่านั้นแล อันสมณพราหมณ์ผู้ รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน แม้ชนที่เป็นชาวอุกกละ ชาววัสสภัญญะ ที่เป็น อเหตุกวาท อภิริยวาท ก็ได้สำคัญครรลองแห่งภาษา ครรลอง แห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ ๓ ประการนี้ว่า อันตนไม่พึง ติเตียน อันตนไม่พึงคัดค้าน ข้อนั้น เพราะเหตุไร เพราะกลัว การติเตียน การเพิดเพ้ยและการโต้แย้ง ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่ อนาคต มีอยู่น่ะสิ. [๓๘๕] ส. อดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระผัคคุณะได้กราบทูลพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าว่า พระพุทธเจ้าข้า บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ ล่วงไปแล้วปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มี ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๑๓๔
หน้า 375 ข้อ 386
ทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยจักษุใด จักษุนั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ ชิวหานั้นมีอยู่หรือหนอ ฯลฯ บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ปรากฏได้ด้วยมโนใด มโนนั้นมีอยู่หรือหนอ ดูก่อนผัคคุณะ บุคคลเมื่อยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปรินิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึงให้ ปรากฏได้ด้วยจักษุใด จักษุนั้นไม่มีอยู่เลย ฯ ล ฯ ชิวหานั้นไม่มี อยู่เลย ฯลฯ บุคคลยังพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ล่วงไปแล้ว ปริ- นิพพานแล้ว มีธรรมเครื่องเนิ่นช้าอันตัดแล้ว มีทางอันตัดแล้ว มีวัฏฏะอันจำกัดแล้ว ล่วงพ้นทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว ให้ปรากฏ พึง ให้ปรากฏได้ด้วยมโนใด มโนนั้นไม่มีอยู่เลย ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่ จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าว อดีตมีอยู่ น่ะสิ. [๓๘๖] ส. อดีตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. สํ สฬา. ๑๘/๙๙-๑๐๐
หน้า 376 ข้อ 387
ส. ท่านพระนันทกะได้กล่าวว่า โลภะได้มีแล้วใน กาลก่อน ข้อนั้นได้เป็นความไม่ดีแล้ว โลภะนั้น บัดนี้ไม่มีอยู่ ข้อนี้เป็นความดี โทสะได้มีแล้วในกาลก่อน ฯ ล ฯ โมหะได้มี แล้วในกาลก่อน ข้อนั้นได้เป็นความไม่ดีแล้ว โมหะนั้น บัดนี้ ไม่มีอยู่ ข้อนี้เป็นความดี ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่ น่ะสิ. [๓๘๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย หากว่าความยินดี ความเพลิน ความอยาก ยังมีอยู่ใน กวฬิงการาหาร วิญญาณก็ตั้งมั่นแล้ว งอกงามแล้ว ในเพราะกว- ฬิงการาหารนั้น วิญญาณก็ตั้งมั่นแล้ว งอกงามแล้วในที่ใด ความ หยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็มีอยู่ ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่นั้น ความเจริญ แห่งสังขารทั้งหลายมีอยู่ในที่ใด การเกิดในภพใหม่ต่อไปก็มีอยู่ ในที่นั้น การเกิดในภพใหม่ไปมีอยู่ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ก็ยังมีอยู่ต่อไปในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะ ยังมีอยู่ต่อไปในที่ใด ๑. อํ ติก. ๒๐/๕๐๖. ๒. สํ. นิ. ๑๖/๒๔๖.
หน้า 377 ข้อ 388
เรากล่าวว่า ที่นั้นยังมีโศก ยังมีธุลี ยังมีความคับแค้น ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน ความอยาก ยังมีอยู่ ในผัสสาหาร... ในนโนสัญเจตนาหาร... ในวิญญาณาหาร ฯ ล ฯ เรากล่าวว่าที่นั้นยังมีโศก ยังมีธุลี มีความมีความคับแค้น ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตมีอยู่ น่ะสิ [๓๘๘] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย หากว่าความยินดี ความเพลิน ความอยาก ไม่มีอยู่ใน กวฬิงการาหาร วิญญาณก็ไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้ว ในเพราะ กวฬิงการาหารนั้น วิญญาณไม่ตั้งมั่นแล้ว ไม่งอกงามแล้วในที่ใด ความหยั่งลงแห่งนามรูปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น ความหยั่งลงแห่งนาม รูปไม่มีอยู่ในที่ใด ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายก็ไม่มีอยู่ในที่ นั้น ความเจริญแห่งสังขารทั้งหลายไม่มีอยู่ในที่ใด การเกิดใน ภพใหม่ต่อไปก็ไม่มีอยู่ในที่นั้น การเกิดในภพใหม่ต่อไปไม่มีอยู่ ในที่ใด ชาติ ชรา มรณะ ก็ไม่มีต่อไปในที่นั้น ชาติ ชรา มรณะ ไม่มีต่อไปในที่ใด เรากล่าวว่า ที่นั้นไม่มีโศก ไม่มีธุลี ไม่มีความ คับแค้น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิน
หน้า 378 ข้อ 388
ความหยาก ไม่มีอยู่ในผัสสาหาร... ในมโนสัญเจตนาหาร... ในวิญญาณาหาร ฯลฯ เรากล่าวว่าที่นั้นไม่มีโศก ไม่มีธุลีไม่มีความ คับแค้น ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อนาคตก็มีอยู่ น่ะสิ สัพพมัตถีติกถา จบ อรรถกถาสัพพมัตตถีติวาทกถา ว่าด้วยสิ่งทั้งปวงมีอยู่ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องวาทะว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่. ในปัญหานั้น ชน เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายสัพพมัตถีติวาทะทั้งหลาย ในที่นี้ว่า ธรรมทั้งหลายอันต่างด้วยอดีตเป็นต้นแม้ทั้งปวง ย่อมไม่เว้นซึ่งสภาพ แห่งขันธ์ เพราะพระบาลีว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต คือ ล่วงไปแล้วก็ดี เป็นอนาคต คือยังไม่มาถึงก็ดี เป็นปัจจุบัน คือเกิด ขึ้นอยู่เฉพาะหน้าก็ดี ฯลฯ นี้ พระตถาคต ตรัสเรียกว่า รูปขันธ์ ดังนี้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น สิ่งทั้งปวงจึงชื่อว่ามีอยู่นั้นแหละ ดังนี้ เพื่อชำระ ลัทธิอันเห็นผิดของชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ หรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในทิฏฐิมีประการ ดังกล่าวแล้ว. คำว่า ในสรีระทั้งปวงหรือ อธิบายว่า สกวาที่ย่อมถามด้วย คำว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในสรีระทั้งปวงหรือ. คำว่า มีอยู่ในกาลทั้งปวง
หน้า 379 ข้อ 388
หรือ อธิบายว่า สกวาทีย่อมถามว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่ในกาลทั้งปวงหรือ. คำว่า สพฺเพน สพฺพํ อธิบายว่า สกวาทีถามว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่โดย อาการทั้งปวงหรือ. คำว่า สพฺเพสุ อธิบายว่า สกวาทีย่อมถามว่า สิ่ง ทั้งปวงมีอยู่ในธรรมทั้งปวงหรือ. คำว่า ไม่ประกอบหรือ ได้แก่ ไม่ ประกอบแล้ว อธิบายว่า ธรรมที่ประกอบกันได้ของสภาพธรรมต่าง ๆ มี อยู่แต่ไม่มีสภาพธรรมอย่างเดียว. ดังนั้น ในปัญหานี้ สกวาทีจึงทำรูป กับเวทนา หรือทำเวทนากับรูปไม่ให้ต่างกัน คือให้มีลักษณะอย่างเดียว กันนั่นแหละ แล้วจึงถามว่า สิ่งทั้งปวงมีอยู่หรือ ข้อว่า แม้สิ่ง ใดที่ไม่มี ก็ชื่อว่ามีอยู่หรือ อธิบายว่า สกวาทีถามว่า แม้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีคำว่าขันธ์ที่ ๖ เป็นต้น หรือคำว่า เขากระต่ายเป็นต้น ย่อมไม่มีอยู่ เพราะฉะนั้นคำอันท่านให้สำเร็จแล้ว แม้นี้ชื่อว่า มีอยู่หรือ. คำว่า สิ่ง ทั้งปวงมีอยู่หรือ ความว่า สกวาทีย่อมถามคำนี้ด้วยคำนี้ว่า ทิฏฐิใด มีอยู่ ทิฏฐินั้นเรียกว่า มิจฉาทิฏฐิ และทิฏฐิใดมีอยู่ ทิฏฐินั้นเรียกว่า สัมมาทิฏฐิ อย่างนี้นั้นแหละเรียกว่า สึงทั้งปวงมีอยู่ หรือว่าในลัทธิของ ท่านว่า ทิฏฐิอันใดว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่ ทิฏฐินั้นชื่อว่า มิจฉาทิฏฐิ เพราะ ไม่ทำตามความเป็นจริง ทิฏฐิอันใดมีอยู่ ทิฏฐินั้นชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ เพราะมีความเห็นถูกต้องตามความเป็นจริง อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ จึงกล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเหล่านี้มีอยู่หรือ. ปรวาทีปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าว อย่างนั้น เพราะความไม่มีแห่งธรรมที่มีอยู่ มีประการตามที่กล่าวแล้ว ในนัยเหล่านั้น แม้ทั้งสิ้น. ก็ในนัยเหล่านี้แม้ทั้งหมด บัณฑิตพึงทราบ ประเภทกถามรรคทั้งปวงโดยพิสดาร เพราะทำคำว่า ท่านจงรู้นิคคหะ
หน้า 380 ข้อ 388
คือความผิดพลาด ดังนี้ให้เป็นต้น ด้วยประการฉะนี้แล. นี้ชื่อว่า วาทยุตติ คือการประกอบวาทะ ในที่นี้เพียงเท่านี้ก่อน. บัดนี้ เป็นการเปรียบเทียบเวลาว่า อดีตมีอยู่หรือ ใน ปัญหานั้น คำเป็นต้นว่า อดีตมีอยู่หรือ เป็นค่าเปรียบเทียบเพื่อ ให้ความเห็นนั้นบริสุทธิ์. คำเป็นต้นว่า รูปอดีตมีอยู่หรือ เป็นการ เปรียบเทียบกาลกับด้วยขันธ์เป็นต้น. ข้อว่า รวมเพ่งถึงรูปปัจจุ- บัน ความว่า ละรูปอันเป็นอดีตและอนาคตเสีย แล้วจึงเพ่งรูปปัจจุบัน เท่านั้น ไม่พึงแยก. ในปัญหาว่า ย่อมละความเป็นรูปหรือ ปรวาที ย่อมตอบปฏิเสธ เพราะความที่รูปแม้ดับไปแล้ว ท่านก็สงเคราะห์เป็นรูป ขันธ์ ในปัญหาปฏิโลมว่า ย่อมไม่ละความเป็นรูปหรือ ปรวาที ย่อมตอบรับรอง เพราะความที่รูปนั้นท่านสงเคราะห์เข้าเป็นรูปขันธ์. ในข้อว่า รวมเพ่งถึงผ้าขาวนี้ ความว่า เมื่อปรวาทีกล่าวว่า รวม เพ่งถึงผ้าขาว เพราะไม่กล่าวคำบัญญัติว่า ผ้าทั้งหมดเป็นสีขาวก็หาไม่ แต่กล่าวถึงผ้ากับสีขาวนี้ สกวาทีจึงตอบรับรอบโดยความเป็นอรรถอัน เดียวกัน. ในปัญหาว่า ย่อมละความเป็นผ้าขาวหรือ คำรับรอง นี้เป็นของสกวาที หมายเอาผ้าที่ปราศจากสี ก็ในคำว่า ย่อมละความ เป็นผ้าหรือ นี้ คำปฏิเสธเป็นของสกวาทีนั้นนั่นแหละ เพราะปราศ- จากคำบัญญัติ. แม้ในปฏิโลมก็นัยนี้เหมือนกัน. ก็ปรวาทีนั้นถูกถามว่า อดีตย่อมไม่ละความเป็นอดีตหรือ เมื่อสำคัญว่า ถ้าพึงละอนาคต หรือปัจจุบันไซร้ อดีตนั้นก็พึงมีดังนี้ จึงรับรองว่าใช่ ก็ถูกถามว่า
หน้า 381 ข้อ 388
อนาคตย่อมไม่ละความเป็นอนาคตหรือ ปรวาทีสำคัญว่า ถ้าพึงละ อนาคตเสียเลย ก็จะไม่พึงละบรรลุความเป็นปัจจุบัน จึงปฏิเสธ. แม้ใน ปัญหาว่าด้วยความเป็นปัจจุบัน ก็ปฏิเสธว่า โทษคือความไม่ถึงความเป็น อดีตจะพึงมี. แม้ในปัญหาอนุโลมทั้งหลาย บัณฑิตก็พึงทราบเนื้อความ โดยนัยนี้. ครั้นกล่าวสุทธิกนัยอย่างนี้แล้ว เพื่อแสดงด้วยสามารถแห่ง ขันธ์อีก ท่านจึงกล่าวคำว่า รูปอดีต เป็นต้น คำนั้นทั้งหมดอาจ เพื่อจะรู้โดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ. กายสังสันทนา จบ วจนโสธนา การชำระถ้อยคำ บัดนี้ ชื่อว่า โสธนา คือการชำระถ้อยคำ เพราะพระบาลีว่า อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ เป็นต้น. ในปัญหานั้น คำว่า หากว่า อดีตมิใช่สภาวะที่มีอยู่ อธิบายว่า ถ้าอดีตไม่มีอยู่ไซร้. คำว่า อดีต มีอยู่ก็ผิด อธิบายว่า อดีตนั้นด้วยสภาพที่มีอยู่ด้วย ดังนี้ผิดทั้งนั้น. ถูกถามว่า อนาคตก็อันนั้นนั่นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความไม่มีอนาคตที่กำลังเป็นปัจจุบันในขณะ แห่งอนาคตนั่นแหละโดยการต่างกันแห่งเวลา. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบ รับรองเพราะความที่อนาคตใดได้มีแล้วในกาลก่อนแต่กาลเกิดขึ้นนั้นเป็น ปัจจุบันที่กำลังปรากฏ. คำว่า สิ่งที่เป็นอนาคต แล้วเป็นปัจจุ- บัน ชื่อว่าเป็นแล้งจึงเป็นอยู่หรือ อธิบายว่า คำใดนี้อันท่านกล่าว
หน้า 382 ข้อ 388
ว่าเป็นอนาคตแล้วเป็นปัจจุบันนี้ หมายความว่าเป็นอนาคตหรือเป็นปัจจุ- บัน ชื่อว่าเป็นแล้วเป็นอยู่ ด้วยสามารถแห่งลัทธิว่า อนาคตก็อันนั้น แหละ ปัจจุบันก็อันนั้น ดังนี้ คำนั้นก็ชื่อว่า เป็นแล้วเป็นอยู่ตาม ลัทธิของท่านหรือ ? ปรวาทีปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะสิ่ง ที่เป็นแล้วเป็นสภาพที่ไม่มีอยู่แก่ธรรมที่เป็นแล้วมีแล้ว. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านตอบรับรอง เพราะอนาคตนั้นจะเป็นแล้ว แต่ปัจจุบันกำลังเป็นไป จึงนับว่าเป็นแล้วจึงจะเป็น. ลำดับนั้น สกวาทีจึงถามปัญหากะปรวาทีว่า สิ่งที่ไม่เป็นอนาคต แล้วเป็นปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่ เป็นอยู่ ดังนี้ ด้วยประสงค์เอาว่า หากว่าลัทธิของท่าน อนาคต นั้นเป็นแล้วปัจจุบันใจไม่เป็นอยู่ อันนับว่า เป็นแล้วเป็นอยู่ ก็อนาคตใด ไม่เป็นแล้ว ปัจจุบันใดไม่เป็นอยู่ อันถึงซึ่งการนับว่า ไม่เป็นแล้วไม่ เป็นอยู่ดุจเขากระต่าย ความแตกต่างกันไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่แม้นั้นมี อยู่อีกหรือ ปรวาทีสำคัญอยู่ว่า สิ่งใดไม่เป็นอนาคตไม่เป็นปัจจุบัน เพราะความไม่มีนั่นแหละ เพราะฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า ไม่เป็นแล้วไม่ เป็นอยู่ ข้อนั้นจงยกไว้ก่อน ก็แต่ว่าสภาพแห่งธรรมที่ไม่เป็นแล้วไม่ เป็นอยู่แห่งสิ่งนั้นจะมี ณ ที่ไหน ดังนี้ จึงตอบปฏิเสธ. แม้ในปัญหา ว่า ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ หรือ ปรวาที ตอบปฏิเสธ หมายเอาความไม่มีแห่งความเป็นอดีตในลักษณะแห่งความ เป็นปัจจุบันนั่นแหละ เพราะการต่างกันแห่งเวลา. ถูกถามในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง โดยธรรมใดเป็น ปัจจุบัน ก็เพราะเป็นอดีตมาก่อน หมายความว่า ปัจจุบันนั้นนั่นแหละ
หน้า 383 ข้อ 388
เป็นอดีต. คำว่า สิ่งที่เป็นแล้วเป็นชื่อว่าเป็นแล้ว จึงเป็นอยู่ อธิบายว่า เมื่อท่านกล่าวว่า ปัจจุบันหรืออดีตชื่อว่าเป็นแล้วเป็นอยู่ด้วย สามารถแห่งลัทธิว่า ธรรมใดเป็นปัจจุบัน ท่านกล่าวว่า ธรรมนั้นเป็น อดีต เพราะฉะนั้น ปัจจุบันก็อันนั้นนั่นแหละ อดีตก็อันนั้น ดังนี้ คำแม้ นั้นชื่อว่าสิ่งที่เป็นปัจจุบันแล้วเป็นอดีต ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ หรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะธรรมที่เป็นแล้วมีอยู่ เป็นสภาพที่เป็นแล้ว แต่ไม่เป็นอยู่อีก. ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีตอบรับ รองว่า ปัจจุบันเป็นแล้ว อดีตเป็นอยู่ อันถึงซึ่งการนับว่าเป็นแล้วเป็นอยู่. ลำดับนั้น สกวาทีจึงถามปัญหากะปรวาทีนั้นว่า สิ่งที่ไม่เป็น ปัจจุบัน แล้วไม่เป็นอดีต ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นหรือ โดยประสงค์เอาว่า หากว่า ปัจจุบันเป็นแล้ว อดีตก็เป็น อันถึงซึ่งการ นับว่า ไม่เป็นแล้วจึงไม่เป็น ดุจเขากระต่าย ชื่อว่า ไม่เป็นแล้วจึงไม่ เป็น ข้อแม้นั้นชื่อว่า ไม่เป็นแล้วไม่เป็นตามลัทธิของท่านหรือ ปรวาที มีความสำคัญอยู่ว่า สิ่งใดไม่มี สิ่งนั้นไม่เป็นปัจจุบันและไม่เป็นอดีต ด้วย เพราะความไม่มีนั่นเทียว ฉะนั้นสิ่งนั้นจึงชื่อว่า ไม่เป็นแล้วจึงไม่ เป็น ข้อที่แตกต่างกันนั้นจงยกไว้ก่อน ก็ความที่ธรรมใดไม่เป็นแล้วไม่ เป็น ธรรมนั้นจักมีแต่ที่ไหน ดังนี้ จึงตอบปฏิเสธ. บัณฑิตพึงทำการ ประกอบแม้ในปัญหาที่ ๓ อันมาแล้วโดยการรวมปัญหาทั้ง ๒ เข้าด้วย กันโดยอุบายนี้. อีกนัยหนึ่ง ถ้าว่า อนาคตก็อันนั้นนั่นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นไซร้
หน้า 384 ข้อ 388
ภาวะคือความเป็นอยู่อันท่านกล่าวอนาคตในปัจจุบันแล้ว และภาวะคือ ความเป็นแล้วอันท่านกล่าวปัจจุบันในอนาคตย่อมปรากฏ ครั้นเมื่อความ เป็นอย่างนั้นมีอยู่. แม้อนาคตก็ชื่อว่าเป็นแล้วเป็นอยู่ แม้ปัจจุบันก็ชื่อว่า เป็นแล้วเป็นอยู่นั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ลัทธิ ของท่านว่า บรรดาธรรมเหล่านั้นธรรมอย่างหนึ่งๆ เป็นแล้ว อนาคต เป็นอยู่ ปัจจุบัน ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่หรือ ปรวาทีปฏิเสธแล้ว โดยนัยที่ท่านปฏิเสธแล้วในปัญหาว่า อนาคตก็อันนั้นนั่นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้น ถูกถามอีกก็ตอบรับรองโดยนัยที่ตอบรับรองในปัญหา ที่ ๒. ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะเปลี่ยนถามปัญหาที่ปรวาทีตอบรับรอง อยู่ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมหนึ่ง ๆ เป็นแล้วเป็นอยู่ ชื่อว่าเป็น แล้วจึงเป็นอยู่ ด้วยสามารถแห่งปัญหาว่า อนาคตก็อันนั้นนั่นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้น กระทำให้เป็นปัญหาปฏิเสธก่อน จึงถามว่า สิ่งที่ ไม่เป็นอนาคต แล้วไม่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่ เป็นอยู่หรือ ? เนื้อความแห่งปัญหานั้นพึงทราบว่า เมื่อคำว่าอนาคตก็อันนั้น นั่นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้น ท่านปฏิเสธปัญหาแรก ก็เป็นอันว่าท่าน ปฏิเสธความเป็นอยู่แห่งอนาคตและความเป็นแล้วแห่งปัจจุบัน มิใช่หรือ ด้วยเหตุนั้น อนาคตก็ชื่อว่าไม่เป็นอยู่ ปัจจุบันก็ชื่อว่าไม่เป็นแล้ว. แต่ใน ปัญหาที่ ๒ ท่านรับรองตามลัทธิของท่านว่า อนาคตก็อันนั้นนั่นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้น ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ แม้อนาคตก็ชื่อว่าไม่
หน้า 385 ข้อ 388
เป็นแล้วไม่เป็นอยู่ แม้ปัจจุบันก็ชื่อว่า ไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่นั่นแหละ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ตามลัทธิของท่าน บรรดาธรรม เหล่านั้น ธรรมหนึ่ง ๆ ไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่หรือ ? ปรวาทีเมื่อไม่เห็นอยู่ ซึ่งความมีธรรมเหล่านั้นไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่ ราวกะบุคคลผู้อันความมืด ปกความแล้วโดยประการทั้งปวง จึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. แม้ในครั้งที่ ๒ กล่าวว่า ถ้าว่าปัจจุบันก็อันนั้นนั่นแหละ อดีตก็อันนั้น ไซร้ ภาวะคือความเป็นอยู่อันท่านกล่าว ปัจจุบันในอดีต และภาวะคือ ความเป็นแล้วอันท่านกล่าวอดีตในปัจจุบันก็ย่อมปรากฏ.ก็ครั้นเมื่อความ เป็นอย่างนี้มีอยู่ แม้ปัจจุบันก็ชื่อว่า เป็นแล้วเป็นอยู่ แม้อดีตก็ชื่อว่า เป็นแล้วเป็นอยู่นั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า บรรดา ธรรมเหล่านั้น ธรรมหนึ่ง ๆ ที่เป็นแล้วเป็น ชื่อว่าเป็นแล้วเป็นอยู่หรือ ปรวาทีปฏิเสธแล้วโดยนัยที่ท่านกล่าวแล้วในปัญหาที่ว่า ปัจจุบันก็อัน นั้นแหละ. อดีตก็อันนั้นแหละ ถูกถามอีก ก็ตอบรับรอง โดยนัยที่ท่าน รับรองแล้วในปัญหาที่ ๒. ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะเปลี่ยนถามปัญหา ที่รับรองอยู่ว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมหนึ่ง ๆ ที่เป็นแล้วเป็น ชื่อว่าเป็นแล้วเป็นอยู่ ด้วยสามารถแห่งปัญหาว่า ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ กระทำให้เป็นปัญหาปฏิเสธก่อน จึงถามว่า สิ่งที่ ไม่เป็นปัจจุบัน แล้วไม่เป็นอดีต ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่ เป็นหรือ เนื้อความแห่งปัญหานั้นพึงทราบว่า เมื่อคำว่า ปัจจุบันก็อันนั้น แหละ อดีตก็อันนั้นแหละ ท่านปฏิเสธปัญหาแรกแล้ว ก็เป็นอันว่า
หน้า 386 ข้อ 388
ท่านปฏิเสธซึ่งภาวะคือความเป็นอยู่แห่งปัจจุบัน และภาวะคือความเป็น แล้วแห่งอดีตมิใช่หรือ ด้วยคำนั้น ปัจจุบันชื่อว่าไม่มีอยู่ อดีตก็ชื่อว่า ไม่มีแล้ว. แต่ในปัญหาที่ ๒ ท่านตอบรับรองตามลัทธิว่า ปัจจุบันก็อัน นั่นนั่นแหละ อดีตก็อันนั้นดังนี้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ แม้ ปัจจุบันก็ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็น แม้อดีตก็ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นนั่น แหละ ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอถามท่านว่า ธรรมดาธรรมเหล่านั้น ธรรมหนึ่ง ๆ ไม่เป็นแล้วไม่เป็น ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่ตามลัทธิ ของท่านหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นซึ่งความที่ธรรมเหล่านั้นไม่เป็นแล้ว จึงไม่เป็น ราวกะบุคคลอันความมืดมนปกคลุมแล้วโดยประการทั้งปวง จึงปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. แม้ในวาระที่ ๓ กล่าวว่า ถ้าว่าอนาคต ก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้น อดีตก็อันนั้นไซร้ ภาระคือความมีอยู่ อันท่านกล่าวอนาคต และปัจจุบันในปัจจุบันและอดีต และภาวะคือความ เป็นแล้วอันท่านกล่าวปัจจุบันและอดีตในอนาคตและปัจจุบันก็ย่อม ปรากฏ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ แม้อนาคตก็ชื่อว่าเป็นแล้วจึง เป็น แม้ปัจจุบัน แม้อดีตก็ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นนั่นแหละ ด้วยคำนั้น ข้าพเจ้าจึงถามท่านว่า ในธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้น ธรรมอย่างหนึ่ง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นแล้วเป็น ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ตามลัทธิของท่านหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า อนาคตก็อันนั้น ปัจจุบันก็อันนั้น อดีตก็อัน นั้น โดยนัยที่ปฏิเสธแล้วนั่นแหละ ถูกถามอีก ก็ตอบรับรองในปัญหา ที่ ๒ โดยนัยแห่งการรับรองนั่นแหละ. ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะเปลี่ยน ถามปัญหาอันปรวาทีรับรองอยู่ว่า ในบรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรม
หน้า 387 ข้อ 388
อย่างหนึ่ง ๆ เป็นสิ่งที่เป็นแล้วเป็น ชื่อว่าเป็นแล้วจึงเป็นอยู่ ด้วย สามารถแห่งปัญหาว่า อนาคตก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละหรือ ดังนี้ กระทำให้เป็นปัญหาปฏิเสธว่าก่อน จึงถามว่า สิ่งที่ไม่เป็นแล้วไม่เป็น ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นหรือ เนื้อความแห่งปัญหานั้น พึงทราบดังนี้ ครั้นเมื่อคำว่า อนาคต ก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้น อดีตก็อันนั้น ท่านปฏิเสธปัญหา แรกแล้ว ภาวะคือความมีอยู่แห่งอนาคต ปัจจุบัน และภาวะคือความ เป็นแล้วแห่งปัจจุบันอดีตทั้งหลายเป็นอันท่านปฏิเสธแล้วมิใช่หรือ ด้วย คำนั้น อนาคตและปัจจุบันก็ชื่อว่าไม่เป็น ปัจจุบันและอดีตก็ชื่อว่าไม่ เป็นแล้ว. แต่ในที่ปัญหา ๒ ท่านตอบรับรองตามลัทธิว่า อนาคต ก็อันนั้นแหละ ปัจจุบันก็อันนั้นแหละ อดีตก็อันนั้นแหละ ครั้นเมื่อ ความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ แม้อนาคตก็ชื่อว่าไม่เป็นแล้วจึงไม่เป็น ปัจจุบัน ก็ดี อดีตก็ดี ก็ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่เหมือนกัน ด้วยเหตุนั้นข้าพ- เจ้าจึงถามท่านว่า ในธรรมเหล่านั้น ธรรมอย่างหนึ่ง ๆ ไม่เป็นแล้ว ไม่เป็น ชื่อว่าไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่ตามลัทธิของท่านหรือ ปรวาทีเมื่อ ไม่เห็นซึ่งความที่ธรรมเหล่านไม่เป็นแล้วไม่เป็นอยู่ราวกะผู้ถูกความมืด ปกคลุมแล้วโดยประการทั้งปวง จึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ดังนี้แล. วจนโสธนา จบ อนึ่ง คำนิคคหะเป็นต้นในที่นี้ บัณฑิตพึงประกอบความโดย นัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. แม้ในปัญหาว่า จักขุอดีตมีอยู่
หน้า 388 ข้อ 388
เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองอดีต โดยการไม่เว้นจากความเป็นจักขุเป็น ต้น ถูกถามว่า บุคคลเห็นรูปอดีต เป็นต้น ก็ตอบปฏิเสธด้วย สามารถแห่งความไม่มีกิจของวิญญาณเหล่านั้นอีก. ในปัญหาว่า บุคคลทำกิจที่พึงทำด้วยญาณได้ด้วยญาณ อดีตนั้นหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นซึ่งความที่ญาณนั้นมีกิจที่พึงกระทำ เพราะความที่ญาณนั้นดับไปแล้วจึงตอบปฏิเสธ. ถูกถามอีก ปรวาทีทำ ปัจจุบันนั้นแหละให้เป็นอดีตญาณโดยเลสนัยของผู้มีอดีตญาณคือผู้รู้ ปัจจุบันญาณอันมีอดีตเป็นอารมณ์ของธรรมอันเป็นอดีตอารมณ์ทั้งหลาย แล้วจึงตอบรับรอง เพราะความที่กิจนั้นอันบุคคลพึงทำญาณได้ด้วยญาณ นั้น. ที่นั้นสกวาที่ไม่ให้โอกาสอันมีเลสนัยแก่ปรวาทีนั้น จึงกล่าวคำว่า บุคคลกำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้ ทำนิโรธให้แจ้งได้ ยังมรรค ให้เกิดได้ ด้วยญาณอดีตนั้นหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความ ไม่มีกิจ ๔ ของอธิยสัจเหล่านี้ ด้วยญาณอันมีอดีตเป็นอารมณ์เลย. แม้ ในปัญหาของอนาคตก็นัยนี้นั่นแหละ. ปัญหาว่าด้วยปัจจุบัน และ ปัญหาว่าด้วยการเปรียบเทียบ มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. แม้ในปัญหาว่า ราคะอดีตของพระอรหันต์มีอยู่หรือ เป็น ต้น ปรวาทีตอบรับรองอย่างนั้น เพราะความเป็นผู้ไม่เว้นจากความเป็น ผู้มีราคะเป็นต้น. ในปัญหาว่า พระอรหันต์ชื่อว่ามีราคะ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะกลัวผิดจากพระสูตร และกลัวผิดจากการ ประกอบถ้อยคำ. คำแม้ทั้งปวงอย่างนี้ปรากฏแล้วข้างหน้าพึงเข้าใจตาม
หน้า 389 ข้อ 388
ทำนองพระบาลีนั่นแล. ในคำนี้ว่า สิ่งที่มีอยู่เป็นอดีตก็มี ไม่เป็นอดีตก็มี นี้ พึง ทราบความอย่างนี้ว่า ธรรมใดเป็นอดีตนั่นแหละเป็นสภาพที่มี แต่สภาพ ที่มีนั้นเป็นอดีต ธรรมใดเป็นปัจจุบันและอนาคตเป็นสภาพที่มีแต่สภาพ ที่มีนั้นไม่เป็นอดีต. ข้อว่า ด้วยเหตุนั้นอดีตก็ไม่เป็นอดีต สิ่งที่ไม่ ใช่อดีตก็เป็นอดีต อธิบายว่า ด้วยเหตุนั้น อดีตก็เป็นสภาพที่ไม่ใช่ อดีต แต่สภาพที่ไม่ใช่อดีตก็เป็นอดีต ดังนี้. แม้ในคำปุจฉาว่าด้วยอนาคต และปัจจุบันก็นัยนี้นั่นแหละ. คำถามโดยชำระพระสูตรของปรวาทีว่า ไม่พึงกล่าวว่า อดีต มีอยู่ อนาคตมีอยู่หรือ คำตอบรับรองเป็นของสกวาที. การซักถาม ของปรวาที อาศัยลัทธิของตนตามพระสูตรอีกว่า ภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคตปัจจุบัน อันเป็นภาย ในก็ดี ภายนอกก็ดี เป็นต้น. ในนัยที่ ๒ เป็นคำถามของสกวาที คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำถามก็ดี คำปฏิเสธก็ดี คำตอบรับรอง ก็ดี ในฐานะทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบด้วยประการฉะนี้. อนึ่ง คำนั้นใดว่า การเกิดในภพใหม่ต่อไป ก็มีอยู่ในที่นั้น เป็นต้น ที่ปรวาทีแสดงในสุดของพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัส ไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย หากว่า ความยินดี ความเพลิดเพลิน ความอยาก ยังมีในกพฬีการาหาร ดังนี้เป็นต้นนั้น ก็เพื่อนำมา อ้างประกอบคำว่า อนาคตเป็นสภาพที่มีอยู่ แต่พระสูตรที่นำมาอ้างนั้น
หน้า 390 ข้อ 388
ไม่สำเร็จซึ่งความที่อนาคตเป็นสภาพที่มีอยู่. จริงอยู่ พระสูตรที่พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสไว้ในที่นั้น หมายเอาธรรมอันบุคคลเจริญแล้ว เพราะ ความที่เหตุทั้งหลายเป็นสภาพถึงความสำเร็จแล้ว. นี้เป็นการอธิบาย พระสูตร. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาสัพพมัตถีติวาทกถา จบ
หน้า 391 ข้อ 389, 390
อตีตขันธาติกถา [๓๘๙] ปรวาที อดีตเป็นขันธ์ หรือ ? สกวาที ถูกแล้ว. ป. อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. อดีตเป็นอายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. อดีตเป็นธาตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. อดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๙๐] ป. อนาคตเป็นขันธ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 392 ข้อ 391
ป. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. อนาคตเป็นอายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. อนาคตเป็นธาตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. อนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๙๑] ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตเป็นขันธ์ อดีตมีอยู่ หรือ ? ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นอายตนะ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 393 ข้อ 392
ป. อดีตเป็นอายตนะ อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นธาตุ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตเป็นธาตุ อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๙๒] ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนาคตเป็นขันธ์ อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นอายตนะ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนาคตเป็นอายตนะ อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นธาตุ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ?
หน้า 394 ข้อ 393
ส. ถูกแล้ว. ป. อนาคตเป็นธาตุ อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. อนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๙๓] ป. อดีตเป็นขันธ์ อดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. อดีตเป็นอายตนะ อดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปัจจุบันเป็นอายตนะ ปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. อดีตเป็นธาตุ อดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปัจจุบันเป็นธาตุ ปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ?
หน้า 395 ข้อ 394, 395
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. อดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ อดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจุบันไม่ มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๙๔] ป. อนาคตเป็นขันธ์ อนาคตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปัจจุบันขันธ์ ปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. อนาคตเป็นอายตนะ ฯ ล ฯ อนาคตเป็นธาตุ ฯลฯ อนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ อนาคต ไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ ปัจจุบันไม่ มีอยู่หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๙๕] ป. รูปอดีตเป็นขันธ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอดีตมีอยู่ หรือ ?
หน้า 396 ข้อ 396
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. รูปอดีตเป็นอายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. รูปอดีตเป็นธาตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. รูปอดีต เป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๙๖] ป. รูปอนาคตเป็นขันธ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. รูปอนาคตเป็นอายตนะหรือ ฯลฯ รูปอนาคต เป็นธาตุหรือ ฯลฯ รูปอนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ หรือ ?
หน้า 397 ข้อ 397, 398
ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๙๗] ป. รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ รูปปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอดีตเป็นขันธ์ รูปอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. รูปปัจจุบันเป็นอายตนะ ฯลฯ รูปปัจจุบันเป็น ธาตุ ฯลฯ รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูปปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูปอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๓๙๘] ป. รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ รูปปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอนาคตเป็นขันธ์ รูปอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ปัจจุบันเป็นอายตนะ ฯ ล ฯ รูปปัจจุบันเป็นธาตุ ฯ ล ฯ รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ
หน้า 398 ข้อ 399
รูปปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปอนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูปอนาคต มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๓๙๙] ป. รูปอดีตเป็นขันธ์ รูปอดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ รูปปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. รูปอดีตเป็นอายตนะ ฯ ล ฯ รูปอดีตเป็นธาตุ ฯ ล ฯ รูปอดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูป อดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูปปัจจุบัน ไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. รูปอนาคตเป็นขันธ์ รูปอนาคตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ รูปปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 399 ข้อ 400, 401
ป. รูปอนาคตเป็นอายตนะ ฯ ล ฯ รูปอนาคตเป็น ธาตุ ฯ ล ฯ รูปอนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูปอนาคตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ รูปปัจจุบัน ไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๐๐] ป. เวทนาอดีต ฯ ล ฯ สัญญาอดีต ฯลฯ สังขาร- อดีต ฯลฯ วิญญาณอดีตเป็นขันธ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. วิญญาณอดีตเป็นอายตนะ ฯ ล ฯ วิญญาณอดีต เป็นธาตุ ฯลฯ วิญญาณอดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๐๑] ป. วิญญาณอนาคตเป็นขันธ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 400 ข้อ 402
ป. วิญญาณอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. วิญญาณอนาคตเป็นอายตนะ ฯลฯ วิญญาณ อนาคตเป็นธาตุ ฯลฯ วิญญาณอนาคตเป็น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๐๒] ส. วิญญาณปัจจุบันเป็นขันธ์ วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณอดีตเป็นขันธ์ วิญญาณอดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นอายตนะ ฯลฯ วิญญาณ ปัจจุบันเป็นธาตุ ฯ ล ฯ วิญญาณปัจจุบันเป็น ขันธ์ ธาตุ อายตนะวิญญาณปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณอดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญญาณ อดีตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 401 ข้อ 403, 404
[๔๐๓] ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นขันธ์ วิญญาณปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. วิญญาณอนาคตเป็นขันธ์ วิญญาณอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นอายตนะ ฯลฯ วิญญาณ ป. ปัจจุบันเป็นธาตุ ฯลฯ วิญญาณปัจจุบันเป็น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญญาณปัจจุบันมีอยู่หรือ ส. ถูกแล้ว ป. วิญญาณอนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญ- อนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๐๔] ป. วิญญาณอดีตเป็นขันธ์ วิญญาณอดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นขันธ์ วิญญาณปัจจุบันไม่มี- อยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. วิญญาณอดีตเป็นอายตนะ ฯลฯ วิญญาณอดีต
หน้า 402 ข้อ 405
เป็นธาตุ ฯ ล ฯ วิญญาณอดีตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญญาณอดีตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญ- ญาณปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๐๕] ป. วิญญาณอนาคตเป็นขันธ์ วิญญาณอนาคตไม่มี อยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นขันธ์ วิญญาณปัจจุบันไม่มี อยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. วิญญาณอนาคตเป็นอายตนะ ฯ ล ฯ วิญญาณ อนาคตเป็นธาตุ ฯลฯ วิญญาณอนาคตเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญญาณอนาคตไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. วิญญาณปัจจุบันเป็นขันธ์ ธาตุ อายตนะ วิญ- ญาณปัจจุบันไม่มีอยู่ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 403 ข้อ 406, 407
[๔๐๖] ส. ไม่พึงกล่าว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอดีต และอนาคตเหล่านี้ ไม่มีอยู่เลย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ครรลองแห่งภาษา ครรลองแห่งชื่อ ครรลองแห่งบัญญัติ สามประการนี้ อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย ไม่ลบล้าง ไม่เคย ลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ มิได้คัดค้าน ฯลฯ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอดีต และอนาคตเหล่านี้ ก็ไม่มีอยู่น่ะสิ. [๔๐๗] ป. ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอดีตและอนาคต เหล่านี้ ไม่มีอยู่เลย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ฯลฯ นี้เรียกว่ารูปขันธ์ เวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ฯลฯ สัญญาอย่างใด อย่างหนึ่ง ฯลฯ สังขารเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฯลฯ วิญญาณอย่าง ใดอย่างหนึ่งที่เป็นอดีต อนาคต ปัจจุบัน ฯลฯ นี้เรียกว่า วิญ-
หน้า 404 ข้อ 407
ญาณขันธ์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ที่เป็นอดีตและอนาคตเหล่านี้ ไม่มีอยู่เลยน่ะสิ. อตีตขันธาติกถา จบ อรรถกถาอตีตังขันธาติอาทิกถา๑ ว่าด้วยอดีตขันธ์เป็นต้น บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องอดีตเป็นขันธ์เป็นต้น. ในปัญหานั้น คำถาม ว่า " อดีตเป็นขันธ์ " เป็นต้น เป็นของปรวาทีผู้ปรารถนาซึ่งความ มีอยู่แห่งขันธ์ทั้งหลายอันเป็นอดีตและอนาคต เพราะความไม่เว้นจาก ความเป็นขันธ์ เป็นต้น. คำรับรองว่า ใช่ เป็นของสกวาที เพราะ ความที่ขันธ์เป็นอดีตก็สงเคราะห์เป็นขันธ์. คำถามของปรวาทีอีกว่า " อดีต (ขันธ์) มีอยู่หรือ ?". คำปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะความ ที่อดีตขันธ์ ท่านปฏิเสธคำว่ามีอยู่ ด้วยพระสูตรอันเป็นครรลองแห่ง ภาษา. ในคำถามว่าด้วย อายตนะ และ ธาตุ ก็ดี ในปัญหาว่าด้วย อนาคต ก็ดี ในปัญหาแห่ง อนาคต โดยอนุโลมและปฏิโลมอันเทียบ เคียงกับ ปัจจุบัน ก็ดี ในปัญหาว่าด้วยคำเป็นต้นว่า รูปอดีตเป็นขันธ์ ก็ดี บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้แล. ๑. บาลีเป็นอตีตขันธาติกถา.
หน้า 405 ข้อ 407
อนึ่ง ในการชำระพระสูตร คำถามว่า "ไม่พึงกล่าวว่า" เป็น ของสกวาที. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า " ขันธ์เป็นต้นเหล่านี้ ไม่มี อยู่เลยหรือ ?" อธิบายว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้น ไม่มีหรือ ? เมื่อ ความเป็นขันธ์เป็นต้นมีอยู่ ปรวาทีผู้ไม่ปรารถนาความไม่มีแห่งอดีตและ อนาคตเหล่านั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. ลำดับนั้น สกวาทีจึงนำพระสูตร มา เพื่อชำระความที่ขันธ์อันเป็นอดีตและอนาคตเหล่านั้นเป็นสภาพที่ ไม่มีอยู่. แม้คำถามที่ ๒ ก็เป็นของปรวาที. คำรับรองเป็นของสกวาที. การนำพระสูตรมาเป็นของปรวาที. ก็การนำพระสูตรมานั้น ย่อมสำเร็จ ซึ่งความที่อดีตและอนาคตธรรมเหล่านั้นเป็นขันธ์เป็นต้น แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งความที่ธรรมเหล่านั้นว่ามีอยู่ ดังนี้ เพราะฉะนั้นแม้ปรวาทีนำพระ- สูตรมาแล้ว ก็ไม่เป็นเช่นกับที่นำมานั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาอตีตังขันธาติอาทิกถา จบ
หน้า 406 ข้อ 408, 409, 410
เอกัจจมัตถีติกถา [๔๐๘] สกวาที อดีตมีอยู่ หรือ ? ปรวาที อดีตบางอย่างมีอยู่ อดีตบางอย่างไม่มีอยู่. ส. อดีตบางอย่างดับไปแล้ว บางอย่างยังไม่ดับไป บางอย่างปราศไปแล้ว บางอย่างยังไม่ปราศไป บางอย่างอัสดงคตแล้ว บางอย่างยังไม่อัสดงคต บางอย่างสาปสูญไปแล้ว บางอย่างยังไม่สาบสูญ ไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๐๙] ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๑๐] ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 407 ข้อ 411, 412, 413, 414
[๔๑๑] ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันไม่มีวิบากที่เป็นอดีต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๑๒] ส. อดีตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อะไรมีอยู่ อะไรไม่มีอยู่ ? ป. ธรรมอันไม่ให้ผลที่เป็นอดีตมีอยู่ ธรรมอันให้ ผลแล้วที่อดีตไม่อยู่. [๔๑๓] ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันให้ผลแล้ว ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๑๔] ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 408 ข้อ 415, 416
ส. ธรรมอันไม่มีวิบาก ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๑๕] ส. ธรรมอันให้ผลแล้ว ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันให้ผลแล้ว ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันไม่มีวิบาก ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๑๖] ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผล ที่เป็นอดีต ดับไปแล้ว
หน้า 409 ข้อ 417
มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ธรรมยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่า นั้นยังมีอยู่. [๔๑๗] ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต ดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันไม่มีวิบากที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 410 ข้อ 418
ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันไม่มีวิบากที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๑๘] ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันให้ผลแล้วที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรม เหล่านั้นไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันให้ผลแล้วส่วนหนึ่ง ยังไม่ให้ผลส่วน หนึ่งที่เป็นอดีตดับไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น บางส่วนมีอยู่ บางส่วนไม่ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 411 ข้อ 419
[๔๑๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้นมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต ยังจักให้ผลมิใช่ หรือ ? ป. หากว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลที่เป็นอดีต ยังจัก ให้ผล ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไป แล้ว ธรรมเหล่านั้นยังมีอยู่. ส. ธรรมอันยังไม่ให้ผลล่วงไปแล้ว ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า มีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นปัจจุบัน ก็ชื่อว่าไม่มีอยู่ เพราะทำ อธิบายว่า จักดับไปด้วย
หน้า 412 ข้อ 420, 421, 422
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๒๐] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่. ส. อนาคตบางอย่างเกิดแล้ว บางอย่างยังไม่เกิด บางอย่างเกิดพร้อมแล้ว บางอย่างยังไม่เกิดพร้อมแล้ว บางอย่างบังเกิด แล้ว บางอย่างยังไม่บังเกิด บางอย่างปรากฏแล้ว บางอย่างยังไม่ปรากฏ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๒๑] ส. อนาคตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อุปปาทิธรรม (ธรรมจักเกิดขึ้น ) ที่เป็นอนาคต บางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อนาคตบางอย่าง ฯล ฯ อนุปปาทิธรรม (ธรรม จักไม่เกิดขึ้น) ฯ ล ฯ [๔๒๒] ส. อนาคตบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อะไรมีอยู่ อะไรไม่มีอยู่ ? ป. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ อนุปปาทิธรรม
หน้า 413 ข้อ 423
ที่เป็นอนาคตไม่มีอยู่. ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคต ยังไม่เกิดมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ก็ ต้องไม่กล่าวว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่. [๔๒๓] ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกดิ ธรรม เหล่านั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ธรรม
หน้า 414 ข้อ 424, 425
เหล่านั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อนุปุปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคต จักบังเกิดขึ้นมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตจักบังเกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคตมีอยู่. [๔๒๕] ส. อุปปาทิธรรมที่เป็นอนาคต ชื่อว่ามีอยู่ เพราะ ทำอธิบายว่า จักบังเกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายไว้ว่า จักบังเกิด
หน้า 415 ข้อ 425
ขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ชื่อว่าปัจจุบัน เพราะทำอธิบายไว้ว่า จักบังเกิด ขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นปัจจุบัน ชื่อว่าไม่มีอยู่ เพราะทำ อธิบายว่า จักดับไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เอกัจจมัตถีติกถา จบ อรรถกถาเอกัจจมัตถีติกถา ว่าด้วยบางอย่างมีอยู่ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องบางอย่างมีอยู่. ในปัญหาเหล่านั้น ชนเหล่า ใด ย่อมสำคัญว่าอดีตธรรมบางอย่างมีอยู่ ดุจนิกายกัสสปิกะทั้งหลาย เพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า "อดีตมีอยู่หรือ" คำวิสัชชนาว่า "อดีตบางอย่างมีอยู่" เป็นต้น เป็นของปรวาที. พึงทราบความหมายแห่งคำวิสัชชนาของปรวาทีนั้นว่า วิปากธรรมอันยัง ไม่ให้ผลมีอยู่ วิปากธรรมที่ให้ผลแล้วไม่มีอยู่. คำซักถามว่า "อดีต บางอย่างดับไปแล้ว" เป็นของสกวาที.
หน้า 416 ข้อ 425
อธิบายเนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า ถ้าว่า อดีตธรรมบางอย่างมี บางอย่างไม่มีตามลัทธิของท่านไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ อดีตธรรมบางอย่างที่ดับไป และอดีตธรรมบางอย่างที่ยังไม่ดับไป ก็จะ ปรากฏว่าตั้งอยู่เหมือนกัน. แม้ในคำทั้งหลาย คำว่า " บางอย่าง ปราศจากไปแล้ว " ก็นัยนี้เหมือนกัน. คำนี้ว่า "ธรรมอันยังไม่ ให้ผลที่เป็นอดีตบางอย่าง" ท่านสกวาทีกล่าวเพื่อจะท้วงว่า ท่านย่อม ต้องการความมีอยู่แห่งวิปากที่ยังไม่ให้ผลทั้งหลาย แต่ธรรมแม้เหล่านั้น ก็เป็นอดีตธรรมทั้งสิ้น เพราะฉะนั้นตามลัทธิของท่าน อดีตธรรมบาง อย่างมีอยู่ ฉันใด ธรรมทั้งหลายแม้เป็นวิบากที่ยังไม่ให้ผลบางอย่างมีอยู่ บางอย่างไม่มีอยู่ ฉันนั้น หรือ. คำว่า "ธรรมอันให้ผลแล้ว" นี้ ท่านกล่าวเพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งวิบากธรรมที่ปรวาทีนั้น ปรารถนา ความไม่มีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้น คำว่า " ไม่มีวิบาก " นี้ ท่านกล่าว เพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งความเป็นอัพยากตะทั้งหลาย. คำรับรองด้วย คำปฏิเสธด้วย ในอนุโลมและปฏิโลมทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบด้วย สามารถแห่งราศีทั้ง ๓ เหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. ธรรมคือวิบากอันให้ผลแล้วส่วนหนึ่ง ยังไม่ให้ผลสวนหนึ่งที่ เป็นอดีต ธรรมเหล่านั้น ท่านเรียกว่า วิบากที่ให้ผลยังไม่หมด. จริง อยู่ ปฏิสนธิ เกิดแล้วด้วยธรรมใด ภวังคจิตก็ดี จุติจิตก็ดี ก็เป็น วิบากของกรรมนั้นนั่นแหละ. เพราะฉะนั้นวิบากนั้นตั้งแต่ปฏิสนธิจน ถึงจุติ จึงชื่อว่าเป็นวิบากที่ยังให้ผลไม่หมด. ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายเอา
หน้า 417 ข้อ 425
ธรรมเช่นนั้น. คำถามว่า " ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า มีอยู่ เพราะทำ อธิบายว่า ยังจักให้ผลหรือ ? " เป็นของสกวาที. ธรรมทั้งหลายที่เป็น ไปโดยมาก ท่านย่อมกล่าวว่า มีอยู่ แม้แก่บุคคลผู้ทรงธรรม แม้แก่ ผู้หลับ ฉันใด คำรับรองของปรวาที หมายเอาความมีอยู่แห่งธรรม เหล่านั้น ด้วยสามารถแห่งโวหารของชาวโลก ฉันนั้น. ในปัญหาที่ ๒ "ชื่อว่า ปัจจุบัน เพราะทำอธิบายว่า ยังจักให้ผลหรือ ?" คำรับ- รองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิว่า ชื่อว่า กรรมปัจจัยอันหนึ่ง อันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าความไม่พินาศไปมีอยู่แก่กรรมทั้งหลาย. แม้ ในคำเป็นต้นว่า " อนาคตมีอยู่หรือ " สกวาทีกล่าวหมายเอาธรรม ทั้งหลายอันจักบังเกิดขึ้นว่า บางอย่างมีอยู่. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มี เนื้อความตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวแล้วในหนหลังแล. อรรถกถาเอกัจจมัตถีติกถา จบ
หน้า 418 ข้อ 426, 427
สติปัฏฐานกถา [๔๒๖] สกวาที ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติพละ เป็นสัมมาสติ เป็นสตสัมโพชฌงค์ เป็นเอกายนมรรค เป็นเหตุให้ถึง ความสิ้นไป เป็นเหตุให้ถึงความตรัสรู้ เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของ คันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็น อารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของปรามาสะ ไม่เป็นอารมณ์ของ อุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ธรรมทั้งปวงเป็นพุทธานุสสติ เป็นธรรมานุสสติ เป็นสังฆานุสสติ เป็นสีลานุสสติ เป็นจาคานุสสติ เป็นเทวตานุสสติ เป็นอานาปานสติ เป็นมรณานุสสติ เป็นกายคตาสติ เป็นอุปสมานุสสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯลฯ [๔๒๗] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 419 ข้อ 428
ส. จักขายตนะ เป็นสติ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติพละ เป็นสัมมาสติ เป็นสติสัมโพชฌงค์ เป็นเอกายนมรรค เป็นเหตุให้ถึง ความสิ้นไป เป็นเหตุให้ถึงความตรัสรู้ เป็นเหตุให้ถึงนิพพาน ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะ ไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ ของสังกิเลส จักขายตนะเป็นพุทธานุสสติ เป็นธัมมานุสสติ เป็น สังฆานุสสติ เป็นสีลานุสสติ เป็นจาคานุสสติ เป็นเทวตานุสสติ เป็น อานาปานสติ เป็นมรณานุสสติ เป็นกายคตาสติ เป็นอุปสมานุสสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตายตนะ ฯ ล ฯ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ ฯ ล ฯ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯ ล ฯ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโนตตัปปะ เป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโนตตัปปะ เป็นสติ เป็นสตินทรีย์ เป็นสติ พละ เป็นสัมมาสติ ฯ ล ฯ เป็นกายคตาสติ เป็นอุปสมานุสสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๒๘] ส. สติเป็นสติปัฏฐาน และสตินั้นเป็นสติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 420 ข้อ 429
ส. จักขายตนะเป็นสติปัฏฐาน และจักขายตนะนั้น เป็นสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สติเป็นสติปัฏฐาน และสตินั้นเป็นสติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นสติปัฏฐาน และอโนตตัปปะนั้นเป็นสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๒๙] ส. จักขายตนะ เป็นสติปัฏฐาน แต่จักขายตนะนั้น ไม่เป็นสติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สติเป็นสติปัฏฐาน แต่สตินั้นไม่เป็นสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ รูปายตนะ ฯ ล ฯ โผฏฐัพพายตนะ ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นสติปัฏฐาน แต่อโนตตัปปะนั้นไม่เป็นสติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สติเป็นสติปัฏฐาน แต่สตินั้นไม่เป็นสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 421 ข้อ 430, 431, 432, 433
[๔๓๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ มิใช่หรือ ? ส. หากว่าสติ ปรารภธรรมทั้งปวง ตั้งมั่นได้ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน. [๔๓๑] ส. เพราะสติปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ ฉะนั้น ธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่า สติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะผัสสะปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ ฉะนั้น ธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่า ผัสสปัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๓๒] ส. เพราะสติปรารภธรรมทั้งปวงตั้งมั่นได้ ฉะนั้น ธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่า สติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะเวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ เจตนา ฯ ล ฯ จิตปรารภธรรมทั้งปวง ตั้งมั่นได้ ฉะนั้นธรรมทั้งปวงจึงชื่อว่า จิตต- ปัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๓๓] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งปวงเป็นผู้ตั้งสติมั่น เป็นผู้ประกอบด้วย
หน้า 422 ข้อ 434, 435
สติ เป็นผู้มั่นคงด้วยสติ สติเป็นธรรมชาติเข้าไปตั้งมั่นแก่สัตว์ทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๓๔] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ชนเหล่าใดไม่ได้บริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นไม่ได้ บริโภคอมตะ ชนเหล่าใดบริโภคกายคตาสติ ชนเหล่านั้นได้ บริโภคอมตะ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งปวงเจริญ ปฏิบัติ เสพ อบรมทำให้มาก ซึ่งกายคตาสติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๓๕] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย นี้มรรคเป็นเอกายนะทางอันเอก เพื่อความบริสุทธิ์แห่ง สัตว์ทั้งหลาย เพื่อความก้าวล่วงซึ่งโสกะปริเทวะ เพื่อความสาป- สูญแห่งทุกข์และโทมนัส เพื่อบรรลุอริยมรรค เครื่องออกไปจาก ๑. องฺ. เอก. ๒๐/๒๓๕
หน้า 423 ข้อ 436
ทุกข์ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งนิพพาน นี้คือสติปัฏฐานทั้ง ๔ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมทั้งปวงเป็นเอกายมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๓๖] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย รัตนะ ๗ ประการ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่ง พระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ประการเป็นไฉน จักรรัตนะ คือจักรแก้ว ปรากฏ ๑ หัตถิรัตนะ คือช้างแก้ว ปรากฏ ๑ อัสสรัตนะคือม้าแก้ว ปรากฏ ๑ มณีรัตนะ คือดวงมณีแล้ว ปรากฏ อิตถีรัตนะ คือนางแก้ว ปรากฏ ๑ คหปฏิรัตนะ คือคหบดีแก้ว ปรากฏ ๑ ปริณายกรัตนะ คือขุนพลแก้ว ปรากฏ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รัตนะ ๗ ประการ เหล่านี้ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่ง พระเจ้าจักรพรรดิ. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รัตนะคือโพชฌงค์ ๗ ประการ ย่อม ปรากฏเพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ๗ ประการ เป็นไฉน รัตนะคือสติสัมโพชฌงค์ปรากฏ ๑ รัตนะ คือธรรมวิจยสัมโพชฌงค์ปรากฏ ๑ รัตนะคือวิริยสัมโพชฌงค์ ๑. ม.ม. ๑๓/๑๓๒
หน้า 424 ข้อ 436
ปรากฏ ๑ รัตนะคือปีติสัมโพชฌงค์ปรากฏ ๑ รัตนะคือปัสสัทธิ สัมโพชฌงค์ปรากฏ ๑ รัตนะคือสมาธิสัมโพชฌงค์ปรากฏ ๑ รัตนะ คืออุเบกขาสัมโพชฌงค์ปรากฏ ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รัตนะคือ โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ ย่อมปรากฏ เพราะความปรากฏแห่ง พระตถาคต ผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธะ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมทั้งปวงเป็นรัตนะคือสติสัมโพชฌงค์ปรากฏ เพราะความปรากฏแห่งพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมทั้งปวงเป็นสัมมัปปธาน ฯ ล ฯ เป็น อิทธิบาท ฯลฯ เป็นอินทีย์ ฯ ล ฯ เป็นพละ ฯ ล ฯ เป็นสัมโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ สติปัฏฐานกถา จบ ๑. สํ. มหา. ๑๙/๕๐๕,๕๐๖
หน้า 425 ข้อ 436
อรรถกถาสติปัฏฐานกถา ว่าด้วยสติปัฏฐาน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสติปัฏฐาน. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติปัฏฐาน เพราะถือเอาธรรมทั้งหลายมีกาย เป็นต้นเป็นอารมณ์ด้วยสติ โดยนัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ในสติ- ปัฏฐานสังยุตว่า จตุนฺนํ สติปฏฺานานํ ภิกฺขเว สมุทยญฺจ อตฺถงฺค- มญฺจ เทสิสฺสามิ ดังนี้ แปลว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดง เหตุเกิดขึ้น และความดับไปแห่งสติปัฏฐานทั้ง ๔ ดุจลัทธินิกายอันธกะ ทั้งหลายในขณะนี้. นิกายเหล่านี้ คือ ปุพพเสลิยะ อปรเสลิยะ ราชคิริยะ และสิทธัตถิกะทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า นิกายอันธกะซึ่งเป็นนิกายที่เกิดขึ้น ในภายหลัง. คำถามเพื่อตำหนิลัทธิแห่งชนเหล่านั้นเป็นของสกวาที คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. บัณฑิตพึงทราบวินิจฉัยคำว่าสติปัฏฐาน ดังนี้:- ชื่อว่า ปัฏฐาน เพราะอรรถว่า ย่อมตั้งมั่นในธรรมทั้งหลาย มีกายเป็นต้น ถามว่าอะไรย่อมตั้งขึ้น ตอบว่า สติ. การตั้งมั่นแห่งสติ ทั้งหลายแม้มีสติเป็นอารมณ์ก็ย่อมตั้งมั่นด้วยอรรถนี้ว่า สติยา ปฏฺ- านา สติปฏฺานา แปลว่า การตั้งมั่นแห่งสติชื่อว่าสติปัฏฐาน เพราะฉะนั้น การตั้งมั่นแห่งสติเหล่านั้นจึงชื่อว่า ปัฏฐาน ถามว่า ปัฏฐานอะไรย่อมตั้งมั่น ตอบว่า สติย่อมตั้งมั่น. ปัฏฐาน คือสติชื่อว่า
หน้า 426 ข้อ 436
สติปัฏฐาน ย่อมได้ด้วยอรรถว่า สติยา ว ปฏฺานา สติปฏฺานา แปลว่า ปัฏฐาน คือ สติ ชื่อว่า สติปัฏฐาน นี้ เหตุใด เพราะ เหตุนั้น วาทะแม้ทั้ง ๒ คือวาทะของสกวาทีและปรวาที ย่อมถูกต้อง โดยปริยาย. อนึ่ง ชนเหล่าใดละปริยายนี้แล้วย่อมกล่าวว่า ธรรมทั้งปวง เป็นสติปัฏฐาน โดยส่วนเดียวเท่านั้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งอารมณ์เป็นของปรวาที. แต่ เมื่อสกวาทีซักว่า ธรรมทั้งปวงเป็นสติ เป็นต้น ปรวาทีก็ตอบ ปฏิเสธเพราะความที่ธรรมทั้งปวงไม่เป็นสติทั้งหมด. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ขยคามี เป็นเหตุให้ถึงความสิ้น ไป เป็นต้น เป็นชื่อพิเศษแห่งมรรค จริงอยู่ เอกายนมรรคชื่อว่า ขยคามี เพราะอรรถว่า บรรลุพระนิพพานอันเป็นเหตุสิ้นไปแห่งกิเลส ทั้งหลาย. ชื่อว่า โพธคามี เป็นเหตุให้ถึงการตรัสรู้เพราะอรรถว่า ถึงการตรัสรู้สัจจะ ๔. ชื่อว่า อปจยคามี เป็นเหตุให้ถึงพระนิพพาน เพราะอรรถว่า ถึงการทำลายวัฏฏะ. สกวาทีถามด้วยบทเหล่านี้โดยหมาย เอาอย่างนี้ว่า ธรรมทั้งปวงเป็นเอกายนมรรคมีอยู่ตามลัทธิของท่าน อย่างนี้หรือ คำทั้งหลายแม้มีคำว่า ธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของ อาสวะ อันไม่เป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อ ต้องการถามโดยความเป็นโลกุตตระ. คำทั้งหลายว่า พุทธานุสสติ เป็นต้น ท่านกล่าวโดยคำที่แยกประเภท จากโลกุตตระ. คำเป็นต้นว่า
หน้า 427 ข้อ 436
จักขายตนะ เป็นสติปัฏฐาน ท่านกล่าวด้วยสามารถแห่งคำถาม อันเป็นประเภทแห่งธรรมทั้งปวง. ในปัญหาทั้งปวงแม้เหล่านั้น บัณฑิต พึงทราบเนื้อความอย่างนี้ว่า คำตอบปฏิเสธมีอยู่ ด้วยสามารถแห่ง สติ คำตอบรับรองมีอยู่ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์. การชำระพระสูตร มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาสติปัฏฐานกถา จบ
หน้า 428 ข้อ 437, 438
เหวัตถีติกถา [๔๓๗] สกวาที อดีตมีอยู่ หรือ ? ปรวาที มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะ อย่างนี้. ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ก็มีอยู่นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อรรถว่าไม่มี อยู่ก็คืออรรถว่ามีอยู่ ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือ ความมีอยู่ บัญญัติว่ามีอยู่หรือว่าไม่มีอยู่ก็ดี ว่าไม่มีอยู่หรือว่ามีอยู่ก็ดี บัญญัติทั้ง ๒ นี้ ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๓๘] ส. อนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้. ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ?
หน้า 429 ข้อ 439, 440
ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อรรถว่าไม่มีอยู่ ก็คืออรรถว่ามีอยู่ ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือความ มีอยู่ บัญญัติว่ามีอยู่หรือว่าไม่มีอยู่ก็ดี ว่าไม่มีอยู่หรือว่ามีอยู่ก็ดี บัญญัติ ทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือน กัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๓๙] ส. ปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ป. มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้. ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ ฯ ล ฯ เสมอ กัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๔๐] ป. อดีตมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาระอย่าง นี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีอยู่โดยภาวะอย่างไร ไม่มีโดยภาวะอย่างไร.
หน้า 430 ข้อ 441
ป. อดีตมีอยู่โดยภาวะว่าอดีต อดีตไม่มีอยู่โดยภาวะ ว่าอนาคต อดีตไม่มีอยู่โดยภาวะว่าปัจจุบัน. ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อรรถว่าไม่มี อยู่ก็คืออรรถว่ามีอยู่ ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือ ความมีอยู่. บัญญัติว่ามีอยู่หรือว่าไม่มีอยู่ก็ดี ว่าไม่มีอยู่หรือว่ามีอยู่ก็ดี ว่าไม่มีอยู่หรือว่ามีอยู่ก็ดี บัญญัติทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอัน เดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๔๑] ส. อนาคตมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะ อย่างนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตมีอยู่โดยภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยภาวะ อย่างไร ? ป. อนาคตมีอยู่โดยภาวะว่าอนาคต อนาคตไม่มีอยู่ โดยภาวะว่า อดีต อนาคตไม่มีอยู่โดยภาวะว่า ปัจจุบัน.
หน้า 431 ข้อ 442
ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อรรถว่าไม่มี อยู่ก็คืออรรถว่ามีอยู่ ฯลฯ เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๔๒] ส. ปัจจุบันมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะ อย่างนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีอยู่โดยภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างไร ป. ปัจจุบันมีอยู่โดยภาวะว่าปัจจุบัน ปัจจุบันไม่มีอยู่ โดยภาวะว่าอดีต ปัจจุบันไม่มีอยู่โดยภาวะว่า อนาคต. ส. มีอยู่ก็นั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็อย่างนั้นแหละ ไม่มีอยู่ก็อย่างนั่นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 432 ข้อ 443, 444
ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ ฯลฯ เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๔๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อดีตมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มี อยู่โดยภาวะอย่างนี้ อนาคตมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่าง นี้ ปัจจุบันมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตมีอยู่โดยภาวะว่าอนาคต อดีตมีอยู่โดยภาวะ ว่าปัจจุบัน อนาคตมีอยู่โดยภาวะว่าอดีต อนาคตมีอยู่โดยภาวะว่าปัจจุบัน ปัจจุบันมีอยู่โดยภาวะว่าอดีต ปัจจุบันมีอยู่โดยภาวะว่าอนาคต หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อดีตก็มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มี อยู่โดยภาวะอย่างนี้ อนาคตมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะ อย่างนี้ ปัจจุบันมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ น่ะสิ [๔๔๔] ส. รูปมีอยู่ หรือ ? ป. มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้. ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 433 ข้อ 444
ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อรรถว่าไม่มีอยู่ ก็คืออรรถว่ามีอยู่ ความมีอยู่ก็คือความไม่มีอยู่ ความไม่มีอยู่ก็คือความ มีอยู่ บัญญัติว่ามีอยู่หรือว่าไม่มีอยู่ก็ดี ว่าไม่มีอยู่หรือว่ามีอยู่ก็ดี บัญญัติ ทั้งสองนี้ก็อย่างเดียวกัน มีอรรถอันเดียวกัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือน กัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณมีอยู่ หรือ ? ป. มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้. ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ ฯ ล ฯ เสมอ กัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. รูปมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 434 ข้อ 444
ส. มีอยู่โดยภาวะอย่างไร ไม่มีโดยภาวะอย่างไร ? ป. รูปมีอยู่โดยภาวะว่ารูป รูปไม่มีอยู่โดยภาวะว่า เวทนา ฯ ล ฯ รูปไม่มีอยู่โดยภาวะว่าสัญญา ฯ ล ฯ รูปไม่มีอยู่โดยภาวะ ว่าสังขาร ฯ ล ฯ รูปไม่มีอยู่โดยภาวะว่าวิญญาณ. ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ก็มีอยู่นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คือว่าอรรถว่าไม่มีอยู่ ฯ ล ฯ เสมอ กัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯลฯ ป. วิญญาณมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะ อย่างนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีอยู่โดยภาวะอย่างไร ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างไร ? ป. วิญญาณมีอยู่โดยภาวะว่าวิญญาณ วิญญาณไม่มี อยู่โดยภาวะว่ารูป ฯ ล ฯ วิญญาณไม่มีอยู่โดยภาวะว่าเวทนา ฯ ล ฯ วิญ- ญาณไม่มีอยู่โดยภาวะว่าสัญญา ฯ ล ฯ วิญญาณไม่มีอยู่โดยภาวะว่าสังขาร. ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ?
หน้า 435 ข้อ 445
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอยู่ก็นั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็นั่นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ ฯ ล ฯ เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๔๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่ารูปมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่ โดยภาวะอย่างนี้ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปมีอยู่โดยภาวะว่าเวทนา ฯ ล ฯ รูปมีอยู่โดย ภาวะว่าสัญญา ฯลฯ รูปมีอยู่โดยภาวะว่าสังขาร ฯลฯ รูปมีอยู่โดยภาวะ ว่าวิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่โดยภาวะว่ารูป วิญ- ญาณมีอยู่โดยภาวะว่าเวทนา ฯลฯ วิญญาณมีอยู่โดยภาวะว่าสังขาร หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น รูปก็มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มี อยู่โดยภาวะอย่างนี้ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็มีอยู่โดย ภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ น่ะสิ. เหวัตถีติกถา จบ
หน้า 436 ข้อ 445
อรรถกถาเหวัตถีติกถา ว่าด้วยมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องมีอยู่โดยภาวะอย่างนี้. ในเรื่องนั้น ลัทธิ แห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ซึ่งมีประเภท ตามที่กล่าวมาแล้วว่า ธรรมทั้งหลายอันต่างด้วยอดีตธรรมเป็นต้นแม้ ทั้งปวงมีอยู่ด้วยสามารถแห่งธรรมมีรูปเป็นต้น หรือว่าอดีตธรรมไม่มีอยู่ ด้วยสามารถแห่งอนาคตและปัจจุบัน หรืออนาคต และปัจจุบันไม่มีอยู่ ด้วยสามารถแห่งอดีตธรรมเป็นต้น เพราะฉะนั้น จึงว่าสิ่งทั้งปวงนั้น แหละอย่างนี้มีอยู่ อย่างนี้ไม่มีอยู่ ดังนี้ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามปรวาทีว่า อดีตมีอยู่หรือ คำว่าวิสัชนาว่า มีอยู่โดย ภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ เป็นของปรวาที. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า เหว ท่านแก้ว่าได้แก่ เอวํ แปลว่า อย่างนี้ หรือโดยภาวะอย่างนี้ ลำดับนั้น สกวาที่เมื่อจะถามว่า ถ้าอดีตธรรมอย่างนี้มี อย่างนี้ไม่มีไซร้ ครั้นเมื่อมีความเป็นอย่างนั้นมี อยู่ อดีตธรรมนั้นแหละชื่อว่ามีอยู่ อดีตธรรมนั้นแหละชื่อว่าไม่มีอยู่ จึงกล่าวว่า มีอยู่ก็อันนั่นแหละ ไม่มีอยู่ก็อันนั่นแหละ หรือ ปรวาทีหมายเอาความมีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นโดยสภาวะนั้นเท่านั้น และ หมายเอาความไม่มีอยู่แห่งธรรมเหล่านั้นโดยสภาวะนั้นเท่านั้น จึงตอบ ปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองหมายเอาความมีอยู่โดยสภาวะ ของตน และความไม่มีอยู่โดยสภาวะอื่น. เบื้องหน้าแต่นี้ไป คำว่า
หน้า 437 ข้อ 445
อรรถว่ามีอยู่ก็คืออรรถว่าไม่มีอยู่ อธิบายว่า สกวาทีถามว่า ภาวะอันเป็นของตนมีอยู่ ภาวะอันเป็นของตนไม่มีอยู่ ชื่อว่าย่อมมี หรือ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยอุบายนี้. ก็ในที่สุด ปรวาทีจึงกล่าวคำว่า ถ้าอย่างนั้น อดีตก็มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่ มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ดังนี้ และคำเป็นต้นว่า ถ้าอย่างนั้น รูป ก็มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ไม่มีอยู่โดยภาวะอย่างนี้ ดังนี้ เพื่อให้ ลัทธิตั้งไว้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ลัทธินั้นก็เป็นลัทธิที่ตั้งอยู่ไม่ได้นั่น แหละ เพราะเป็นลัทธิที่ตั้งไว้โดยปราศจากโยนิโสมนสิการ ดังนี้แล. อรรถกถาเหวัตถีติกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ปุคคลกถา ๒. ปริหานิกถา ๓. พรหมจริยกถา ๔. โอธิโสกถา ๕. ชหติกถา ๖. สัพพมัตถีติกถา ๗. อตีตขันธาติกถา ๘. เอกัจจมัตถิกถา ๙. สติปัฏฐานกถา ๑๐. เหวัตถีติกถา มหาวรรคที่ ๑ จบ
หน้า 438 ข้อ 446, 447, 448
วรรคที่ ๒ ปรูปหารกถา [๔๔๖] สกวาที การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มี อยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะ โอฆะคือกาม โยคะคือกาม กามฉันทนิวรณ์ ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๔๗] ส. ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะ โอฆะคือกาม โยคะคือกาม กามฉันทนิวรณ์ ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่ง กามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะ โอฆะคือกาม โยคะคือกาม กาม ฉันทนิวรณ์ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคือ อสุจิของพระอรหันต์มีอยู่. [๔๔๘] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ และราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ สัญโญชน์คือกามราคะ โอฆะ คือกาม โยคะคือกาม กามฉันทนิวรณ์ ของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ ?
หน้า 439 ข้อ 449, 450, 451
ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคือ อสุจิของ พระอรหันต์มีอยู่ และราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ ของท่านก็ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๔๙] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ แต่ราคะ กามราคะ ความกลุ้มรุมแห่งกามราคะ ฯ ล ฯ กามฉันทนิวรณ์ ไม่มี แก่เขา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๕๐] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โดยอรรถาธิบายอย่างไร ? ป. โดยอรรถาธิบายว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์. [๔๕๑] ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มาร นำเข้าไปซึ่งการ ปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์ได้ หรือ ?
หน้า 440 ข้อ 452, 453, 454
ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิ ของเทวดาผู้นับเนื่อง ในหมู่มารมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๕๒] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่เทวดาผู้นับเนื่อง ในหมู่มาร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่เทวดา ผู้นับเนื่องในหมู่มาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำ เข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์. [๔๕๓] ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการปล่อย สุกกะ คืออสุจิแก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการปล่อย สุกกะ คืออสุจิแก่ตนได้ นำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่คนอื่น ๆ ได้ และนำเข้าไปซึ่งการปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่บุคคลนั้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯล ฯ [๔๕๔] ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการปล่อย สุกกะคืออสุจิแก่ตนก็ไม่ได้ แก่คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ แก่บุคคลนั้นก็ไม่ได้ หรือ ?
หน้า 441 ข้อ 455, 456, 457
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่ง การปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่ตนไม่ได้ แก่คนอื่น ๆ ก็ไม่ได้ แก่บุคคลนั้น ก็ไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไป ซึ่งการ ปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์. [๔๕๕ ] ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการปล่อย สุกกะคืออสุจิแก่พระอรหันต์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นำเข้าไปทางชุมขน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๕๖] ส. เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการปล่อย สุกกะ คืออสุจิแก่พระอรหันต์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะเหตุไร ? ป. เพราะจะยังท่านให้ตกอยู่ในความสงสัย. ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๕๗] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระ-
หน้า 442 ข้อ 458, 459
ธรรม ความสงสัยในพระสงฆ์ ความสงสัยในสิกขา ความสงสัยใน ส่วนเบื้องต้น ความสงสัยส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในส่วนเบื้องต้น และส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะ ธรรม นี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้นของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๕๘] ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระ- ธรรม ความสงสัยในพระสงฆ์ ความสงสัยในสิกขา ความสงสัยใน ส่วนเบื้องต้น ความสงสัยในส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในส่วนเบื้อง ต้นและส่วนเบื้องปลาย ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะ ธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความสงสัยในพระศาสดา ฯล ฯ ความ สงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึง เกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระ- อรหันต์ยังมีอยู่. [๔๕๙] ส. ความสงสัยของปุถุชนยังมีอยู่ และความสงสัย ในพระศาสดา ฯ ล ฯ ความสงสัยปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรม นี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ และความ
หน้า 443 ข้อ 460, 461
สงสัยในพระศาสดา ฯ ล ฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะ ธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านก็ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๖๐] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ แต่ความ สงสัยในพระศาสดา ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะ ธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่านไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่ความสงสัยใน พระศาสดา ฯ ล ฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรม นี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่ความสงสัยใน พระศาสดา ฯ ล ฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรม นี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๑] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์เป็นผล ของอะไร ? ป. เป็นผลของการกิน การดื่ม การเคี้ยง การลิ้ม
หน้า 444 ข้อ 462, 463, 464
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็น ผลของการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของชนเหล่านั้นทุกจำพวกเทียวยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๒] ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของชนเหล่านั้นทุกจำพวกเทียวยังมีอยู่ หรือ ? ส. พวกทารก ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของทารกมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๖๓] ส. พวกบัณเฑาะก์ ยังกิน ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของบัณเฑาะก์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๔] ส. พวกเทวดา ยังกิน ยังดื่ม ยังเคี้ยว ยังลิ้มอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพวกเทวดามีอยู่ หรือ ?
หน้า 445 ข้อ 465, 466, 467
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๕] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ เป็นผล ของการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความประสงค์ของท่านมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๖] ส. อุจจาระ ปัสสาวะ ของพระอรหันต์เป็นผลของ การกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ความ ประสงค์ของท่านมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์เป็นผล ของการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม ความ ประสงค์ของท่านมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๖๗] ส. การปล่อยสุกกะคือ อสุจิของพระอรหันต์เป็นผล ของการกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม แต่ ความประสงค์ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อุจจาระ ปัสสาวะ ของพระอรหันต์เป็นผลของ การกิน การดื่ม การเคี้ยว การลิ้ม แต่ความ ประสงค์ไม่มีแก่ท่าน หรือ ?
หน้า 446 ข้อ 468, 469, 470
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๘] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์พึงเสพเมถุนธรรม พึงยังเมถุน- ธรรมให้เกิด พึงนอนที่นอนอันเบียดเสียดด้วยบุตร พึงใช้ผ้ากาสิก พัสตร์และจุณจันทน์ พึงทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ พึง ยินดีทองเงิน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๖๙] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ ปุถุชน พึงเสพเมถุนธรรม ยังเมถุนธรรมให้เกิด ฯลฯ พึงยินดีทองเงิน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ พระอรหันต์พึงเสพเมถุนธรรม ยังเมถุนธรรมให้เกิด ฯ ล ฯ พึงยินดี ทองเงิน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๗๐] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ แต่ พระอรหันต์จะพึงเสพเมถุนธรรม จะพึงยังเมถุนธรรมให้เกิด ฯ ล ฯ จะพึงยินดีทองเงิน ก็หามิได้เลย หรือ ?
หน้า 447 ข้อ 471, 472
ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของปุถุชนมีอยู่ แต่ ปุถุชนจะพึงเสพเมถุนธรรม จะพึงยังเมถุนธรรมให้เกิด จะพึงนอนที่ นอนอันเบียดเสียดด้วยบุตร จะพึงใช้ผ้ากาสิกพัสตร์และจุณจันทร์ จะ พึงทัดทรงดอกไม้ของหอมเละเครื่องลูบไล้ จะพึงยินดีทองเงิน ก็หา มิได้เลย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๗๑] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้น แล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มี อันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอน รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ไม่ต้องกล่าวว่า การปล่อย สุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่. [๔๗๒] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 448 ข้อ 473, 474
ส. โทสะ ฯ ล ฯ โมหะ มานะทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯ ล ฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาด แล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ใน ภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่าการปล่อย สุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่. [๔๗๓] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ?. ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้วเพื่อละขาดซึ่ง ราคะ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว เพื่อ ละขาดซึ่งราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อย สุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่. [๔๗๔] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ?
หน้า 449 ข้อ 475, 476
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยัง สัมมัปปธานให้เกิดแล้ว ยังอิทธิบาทให้เกิดแล้ว ยังอินทรีย์ให้เกิดแล้ว ยังพละให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้วเพื่อละขาดซึ่งราคะ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่าการปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระ- อรหันต์มีอยู่. [๔๗๕] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งโมหะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิ ของพระอรหันต์ มีอยู่. [๔๗๖] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ?
หน้า 450 ข้อ 477
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้วเพราะรู้ชอบ มีลิ่ม อันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง คือมานะ แล้ว วางภาระแล้ว หมด เครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรม ที่ควรรู้ยิ่งแล้ว ได้กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควร ละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งแล้ว มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำ ให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ มีอยู่ ? [๔๗๗] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ยังมีอยู่ ป. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ผู้ฉลาด ในธรรม ของตนผู้ปัญญาวิมุตมีอยู่ การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่ พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ผู้อุภโตภาควิมุต.
หน้า 451 ข้อ 478, 479
ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ ผู้ฉลาด ในธรรมของตนมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์ ผู้ฉลาด ในธรรมอื่นมีอยู่ หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๗๘] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่พระอรหันต์ ผู้ ฉลาดในธรรมอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่พระอรหันต์ ผู้ ฉลาดในธรรมของตน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๗๙] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด ราคะแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่าน ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดราคะแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 452 ข้อ 480, 481, 482
[๔๘๐] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละขาดโทสะ แล้วละขาดโมหะแล้ว ฯลฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่การปล่อย สุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดอโนต- ตัปปะแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่าน ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๘๑] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนยังมรรคให้ เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งโมหะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่ง อโนตตัปปะ แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่าน ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๘๒] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำ ให้แจ้งแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ ?
หน้า 453 ข้อ 483, 484, 485
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นเป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การปล่อยสุกกะคืออสุจิของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๘๓] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดแล้ว และ การปล่อยสุกกะคืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละขาดราคะ แล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๘๔] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดโทสะแล้ว ละขาดโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว และการปล่อยสุกกะ คืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละอโนต- ตัปปะแล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๘๕] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิด แล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯ ล ฯ เพื่อ
หน้า 454 ข้อ 486, 487
ละขาดซึ่งโทสะ เพื่อละขาดซึ่งโมหะ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และการปล่อย สุกกะคืออสุจิไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนยังโพชฌงค์ ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และการปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่ มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๘๖] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะ ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และ การปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำ ให้แจ้งแล้ว และการปล่อยสุกกะคืออสุจิไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๘๗] ส. การปล่อยสุกกะคืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ป ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใด เป็นปุถุชน ถึงพร้อมด้วยศีล มีสติ-
หน้า 455 ข้อ 488, 489
สัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ อสุจิของภิกษุเหล่านั้น ย่อม ไม่เคลื่อน แม้ฤๅษีนอกศาสนาเหล่าใด เป็นผู้ปราศจากราคะ ในกามแล้ว อสุจิของพวกฤาษีเหล่านั้น ก็หาเคลื่อนไม่ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ข้อที่อสุจิของพระอรหันต์จะพึงเคลื่อนนี้ มิใช่ ฐานะ มิใช่โอกาสที่จะเป็นไปได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงไม่กล่าวว่า การปล่อยสุกกะ คืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่. [๔๘๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า มีการนำเข้าไปสู่แห่งผู้อื่นแก่พระ- อรหันต์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ผู้อื่นพึงนำเข้าไปซึ่งจีวร บิณฑาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระอรหันต์ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าผู้อื่นพึงนำเข้าไปซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระอรหันต์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า มีการนำปัจจัยเข้าไปแห่งผู้อื่นแก่พระอรหันต์ หรือ ? [๔๘๙] ส. เพราะผู้อื่นพึงนำเข้าไปซึ่งจีวร บิณฑบาต เสนา- สนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร แก่พระอรหันต์ ฉะนั้น จึงมีการนำ
หน้า 456 ข้อ 489
เข้าไปแห่งผู้อื่น แก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้อื่นพึงนำเข้าไป ซึ่งโสดาปัตติผล หรือสกทา- คามิผล หรืออนาคามิผล หรืออรหัตผล แก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปรูปหารกถา จบ อรรกถาปรูปหารกถา ว่าด้วยผู้อื่นนำมาให้ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องผู้อื่นนำมาให้. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดย่อม สำคัญว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารน้อมนำน้าสุกกะ คือน้ำอสุจิเข้า ไปแก่พระอรหันต์ได้ เพราะเห็นการสละน้ำสุกกะ คืออสุจิของชน ทั้งหลายผู้ปฏิญาณตนว่าเป็นพระอรหันต์ ผู้หลอกลวง ผู้เย่อหยิ่ง ผู้ สำคัญในธรรมอันตนไม่บรรลุว่าบรรลุแล้ว หรือผู้ปฏิบัติอยู่เพื่อความ เป็นพระอรหันต์ ดุจนิกายปุพพเสลิยะ และอปรเสลิยะทั้งหลายใน ขณะนี้ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้นจึงถามปรวาทีว่า การปล่อยสุกกะ คืออสุจิของพระอรหันต์มีอยู่หรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. บัดนี้ ชื่อว่าการปล่อยน้ำสุกกะ ย่อมมีเพราะราคะเป็นสมุฏฐาน เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงเริ่มซักถามว่า ราคะของพระ อรหันต์มีอยู่หรือ เนื้อความนั้นแม้ทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้น.
หน้า 457 ข้อ 489
ในปัญหาว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการ ปล่อยสุกกะคืออสุจิแก่ตนได้ เป็นต้น ความว่า ขึ้นชื่อว่าการ ปล่อยน้ำสุกกะของเทวดาเหล่านั้นย่อมไม่มี ทั้งเทวดาเหล่านั้นถือเอา น้ำสุกกะของชนแม้เหล่าอื่นแล้วน้อมนำเข้าไปก็ไม่มี ทั้งน้ำสุกกะของ พระอรหันต์นั้นแหละก็ไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงปฏิเสธ ว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ในปัญหาว่า เทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารนำเข้าไปซึ่งการ ปล่อยสุกกะคืออสุจิแต่ตนก็ไม่มี ความว่า ปรวาทีนั้นย่อมตอบ รับรองเพราะลัทธิว่า ก็เทวดานิรมิตแล้วก็นำเข้าไป ในปัญหาว่า นำเข้าไปทางขุมขนหรือ ปรวาทีปฏิเสธ เพราะเห็นว่าไม่มีการ นำเข้าไปตามรูขนทั้งหลาย เหมือนการนำเนยใสและน้ำมันทั้งหลาย ฯ คำว่า "หนฺท หิ" เป็นนิบาตลงในอรรถที่เป็นไปด้วยอำนาจพิเศษ. อธิบายว่า พวกเทวดาผู้นับเนื่องในหมู่มารคิดว่า เราจักถือเอาความ สงสัยอย่างนี้ว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ หรือมิใช่พระอรหันต์หนอ แล้วนำเข้าไปทำให้เป็นไปในอำนาจพิเศษอย่างนี้. ถูกสกวาทีถามว่า ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่หรือ ? ปรวาที หมายเอาความ สงสัยมีวัตถุ ๘ ประการ จึงตอบปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง เพราะหมายเอาไม่มีการตกลงใจคือไม่รู้ในนามและโคตรเป็นต้นแห่ง- หญิงและชายเป็นต้น. คำว่า ความประสงค์ของท่านยังมีอยู่หรือ ความว่า สกวาทีย่อมถามว่า โอกาสอันเป็นที่ตั้งอยู่แห่งน้ำสุกกะนั้นมีอยู่ ราวกะ
หน้า 458 ข้อ 489
โอกาสเป็นที่ตั้งอยู่แห่งอุจจาระ ปัสสาวะ หรือ ? คำว่า ผู้ฉลาดในธรรมของตน ได้แก่ ผู้ฉลาดในสักว่า ธรรมอันเป็นพระอรหันต์ของตนเท่านั้น ข้อนี้ท่านหมายเอาพระอรหันต์ ผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาจึงกล่าวเช่นนั้น. คำว่า ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ได้แก่ ผู้ฉลาดแม้ในธรรมอันเป็นสมาบัติ ๘ อื่นนอกจากพระสัทธรรม ข้อนี้ ท่านหมายเอาพระอรหันต์ผู้อุภโตภาควิมุติจึงกล่าวอย่างนั้น. คำที่ เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองที่กล่าวแล้วในพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาปรูปหารกถา จบ
หน้า 459 ข้อ 490, 491, 492
อัญญาณกถา [๔๙๐] สกวาที ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ป. อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัย คืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๙๑] ส. อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัย คืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อวิชชา โอฆะคืออวิชชา โยคะคือ อวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคือวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของ พระอรหันต์มีอยู่. [๔๙๒] ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และอวิชชา โอฆะ คืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของเขาก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และอวิชชา
หน้า 460 ข้อ 493, 494, 495
โอฆะคืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคือ อวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ของท่านก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๔๙๓] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่อวิชชา โอฆะ คืออวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฎฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่อวิชชา โอฆะคือ อวิชชา โยคะคืออวิชชา อนุสัยคืออวิชชา ปริยุฏฐานคืออวิชชา สัญโญชน์คืออวิชชา นิวรณ์คืออวิชชา ไม่มีแก่เขา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๙๔] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ อันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ พึงพูดเท็จ พึงพูดส่อเสียด พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดช่อง ย่องเบา พึงปล้นตลอดบ้าน พึงปล้นเฉพาะหลังคาเรือน พึงซุ่มดักที่ ทางเปลี่ยว พึงคบหาทาระของผู้อื่น พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๙๕] ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และปุถุชนอันความ
หน้า 461 ข้อ 496, 497
ไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ ฯ ลฯ พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่า ชาวนิคม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และพระอรหันต์ อันความไม่รู้ครอบงำ พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ ฯ ล ฯ พึงฆ่าชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๙๖] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่พระอรหันต์ จะได้ถูกความไม่รู้ครอบงำ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯ ล ฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ก็หาไม่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่ปุถุชนจะได้ถูก ความไม่รู้ครอบงำ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ฯ ล ฯ ฆ่าชาวบ้าน ฆ่าชาวนิคม ก็หาไม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๙๗ ] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ความไม่รู้ในสิกขา ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอนาคตและในส่วนอดีต
หน้า 462 ข้อ 498, 499
ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้ จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๔๙๘] ส. ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ความไม่รู้ในสิกขา ความไม่รู้ในส่วนอนาคต ความไม่รู้ในส่วนอดีต ความไม่รู้ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีต ความ ไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึง เกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความไม่รู้ในพระศาสดา ความไม่รู้ ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯ ล ฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุป- ปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ [๔๙๙] ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ และความไม่รู้ใน พระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯ ล ฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้ จึงเกิดขึ้น ของเขาก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ และความไม่รู้ ในพระศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯ ล ฯ
หน้า 463 ข้อ 500, 501
ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้ จึงเกิดขึ้น ของท่านก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๐๐] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ แต่ความไม่รู้ใน พระศาสดา ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯ ล ฯ ความไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาท ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของปุถุชนมีอยู่ แต่ความไม่รู้ในพระ- ศาสดา ความไม่รู้ในพระธรรม ความไม่รู้ในพระสงฆ์ ฯ ล ฯ ความ ไม่รู้ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึง เกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๐๑] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้น แล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้ มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนราก ขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง
หน้า 464 ข้อ 502, 503
ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้วก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ ของพระอรหันต์มีอยู่ ฯ ล ฯ ส. โทสะ ฯ ล ฯ โมหะ ฯ ล ฯ อโนตตัปปะ อัน พระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา แล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อโนตตัปปะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่าความไม่รู้ ของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๐๒] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าพระอรหันต์ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละ ขาดซึ่งราคะก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๐๓] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 465 ข้อ 504, 505
ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยัง โพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนต- ตัปปะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าพระอรหันต์ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละ ขาดซึ่งอโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๐๔] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าพระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๐๕ ] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของ ตนมีอยู่ แต่ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น. ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของ ตนมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น
หน้า 466 ข้อ 506, 507, 508
มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๐๖] ส. ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรม อื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่รู้ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรม ของตน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๐๗] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด ราคะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะ แล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๐๘] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด โทสะแล้ว ละขาดโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว แต่ความ ไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดอโนต- ตัปปะแล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 467 ข้อ 509, 510, 511
[๕๐๙] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้ เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ แต่ความ ไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้วเพื่อละขาดซึ่งราคะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๑๐] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรค ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังโพชฌงค์ให้ เกิดแล้วเพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๑๑] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนเป็นผู้ปราศ- จากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง แล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศ- จากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง แล้ว แต่ความไม่รู้ของท่านยังมีอยู่ หรือ ?
หน้า 468 ข้อ 512, 513, 514
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๑๒] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะ แล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด ราคะแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๑๓] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะ แล้ว ฯ ล ฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด อโนตตัปปะแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๑๔] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิด แล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ยังมรรค ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนยังโพชฌงค์ ให้เกิดแล้วเพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 469 ข้อ 515, 516
[๕๑๕] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศ- จากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง แล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควร ทำให้แจ้งแล้ว และความไม่รู้ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๑๖] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะ สำหรับผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่ กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไรเห็นอยู่อย่าง ไร ความสิ้นอาสวะจึงมิได้ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ว่า อย่างนี้รูป อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งรูป อย่างนี้ความดับแห่งรูป อย่างนั้นเวทนา ฯลฯ อย่างนี้สัญญา ฯ ล ฯ อย่างนี้สังขาร ฯ ล ฯ อย่างนี้วิญญาณ อย่างนี้ความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความ สิ้นอาสวะจึงมิได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. สํ. ขนฺธ. ๑๗/๒๖๐.
หน้า 470 ข้อ 517, 518
ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระ- อรหันต์มีอยู่. [๕๑๗] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะ สำหรับผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่ กล่าวสำหรับผู้ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไรเห็นอยู่อย่าง ไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุ เกิดแห่งทุกข์ นี้ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระ- อรหันต์ มีอยู่. [๕๑๘] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำรอก ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๐๕.
หน้า 471 ข้อ 519, 520
ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อ รู้ด้วยปัญญาอันยิ่งกำหนดรู้ สำรอกละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึงเป็นผู้ควร เพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระ- อรหันต์มีอยู่. [๕๑๙] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการ บรรลุโสดาปัตติมรรคของท่าน ท่านละธรรม ๓ ประการได้แล้ว คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส ที่ยังมีอยู่บ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง ท่านจึงพ้นจากอบายภูมิทั้ง ๔ และเป็นผู้ไม่ ควรทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระ- อรหันต์มีอยู่. [๕๒๐] ส. ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๑๗๕.
หน้า 472 ข้อ 521
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในสมัยใด ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้าเกิดขึ้นแก่อริยสาวก ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมีความ ดับเป็นธรรมดา ดังนี้ ในสมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่ง ทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นก็ต้องไม่กล่าวว่า ความไม่รู้ของพระ- อรหันต์มีอยู่. [๕๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของสตรีและ บุรุษทั้งหลาย อาจไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้ชื่อของหญ้าไม้ ต้นไม้ เจ้าป่าทั้งหลายก็ได้ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของ สตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้ชื่อของหญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่าก็ได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความไม่รู้ ของพระอรหันต์มีอยู่.
หน้า 473 ข้อ 521
ส. เพราะพระอรหันต์อาจไม่รู้นามและโคตรของ สตรีและบุรุษทั้งหลาย อาจไม่รู้ทางและมิใช่ทาง อาจไม่รู้จักชื่อของหญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่าก็ได้ ฉะนั้น ความไม่รู้ของพระอรหันต์ จึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ อาจไม่รู้โสดาปัตติผล หรือสกทา- คามิผล หรืออนาคามิผล หรืออรหัตผล ก็ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ อัญญาณกถา๑ จบ ๑. อรรถกถาท่านอธิบายรวมทั้ง ๓ เรื่อง คือ เรื่องความไม่รู้ เรื่องความ สงสัย เรื่องการแนะนำของผู้อื่นพร้อมกันไป เพราะเนื้อเรื่องทั้ง ๓ นี้เป็นทำนอง เดียวกันทั้งสิ้น สำหรับเรื่องความไม่รู้ กับเรื่องความสงสัย เหมือนกับเกือบ ทั้งหมดตลอดถึงพระสูตรที่ยกมาอ้างด้วย เพราะฉะนั้นสำหรับอภิธรรมจะคัดเฉพาะ ความที่เหมือนกันออก ส่วนที่แปลกกันก็จะนำมาแสดงไว้ทั้งหมด แต่อรรถกถา ไม่มีการตัดเนื้อความอะไร ๆ ออกเลย.
หน้า 474 ข้อ 522, 523, 524
กังขากถา [๕๒๒] สกวาที ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๒๓] ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิฉานิวรณ์ ของพระอรหันต์ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉา- สัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของพระอรหันต์ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๒๔] ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ และวิจิกิจฉา วิจิ- กิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของเขาก็ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ และวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของท่านก็ยังมี อยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 475 ข้อ 525, 526, 527
[๕๒๕] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ แต่วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของท่านไม่มี อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่วิจิกิจฉา วิจิกิจ- ฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ ของเขาไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๒๖] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระ- ธรรม ความสงสัยในพระสงฆ์ ความสงสัยในสิกขา ความสงสัยใน ส่วนอนาคต ความสงสัยในส่วนอดีต ความสงสัยทั้งในส่วนอนาคตและ ส่วนอดีต ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็น ปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๒๗] ส. ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระ- ธรรม ความสงสัยในพระสงฆ์ ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 476 ข้อ 528, 529
ส. หากว่า ความสงสัยในพระศาสดา ความสงสัย ในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้ เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของพระอรหันต์ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๒๘] ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ และความสงสัยใน พระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุป- ปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาก็ยังมี อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ยังมีอยู่ และความ สงสัยในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯลฯ ความสงสัยใน ปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้เกิดขึ้น ของ ท่านก็ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๒๙] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ แต่ความสงสัย ในพระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯ ล ฯ ความสงสัยในปฏิจจ- สมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของท่าน ไม่มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของปุถุชนมีอยู่ แต่ความสงสัยใน
หน้า 477 ข้อ 530, 531
พระศาสดา ความสงสัยในพระธรรม ฯ ลฯ ความสงสัยในปฏิจจสมุป- ปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ของเขาไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๓๐] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้น แล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้ มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอน รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความ สงสัยของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๓๑] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โทสะ ฯ ล ฯ โมหะ ฯ ล ฯ อโนตตัปปะ อัน พระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯ ล ฯ พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ มิใช่หรือ ฯ ล ฯ ยัง มรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งอโนต-
หน้า 478 ข้อ 532, 533
ตัปปะ ฯลฯ พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำให้ แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าว ว่า ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่. [๕๓๒] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ความสงสัยของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของ ตนมีอยู่ แต่ความสงสัยไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น. ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของ ตนมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยของพระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๓๓] ส. ความสงสัยไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรม อื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสงสัยไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรม ของตน หรือ ?
หน้า 479 ข้อ 534, 535, 536
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๓๔] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละขาดราคะ แล้ว แต่ความสงสัยของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดราคะแล้ว แต่ความสงสัยของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๓๕ ] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละขาดโทสะ แล้ว ฯ ล ฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาด ซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ หรือ ฯลฯ [๕๓๖] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะโทสะโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง แล้ว แต่ความสงสัยของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจาก ราคะโทสะโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่ ความสงสัยของท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 480 ข้อ 537, 538, 539, 540
[๕๓๗] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดราคะแล้ว และความสงสัยของท่านก็ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตนละขาดราคะ แล้ว และความสงสัยของท่านก็ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๓๘] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่นละขาดโทสะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯ ล ฯ ยังมรรค ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะหรือ ฯ ล ฯ [๕๓๙] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และ ความสงสัยของท่านก็ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งแล้ว และความสงสัยของท่านก็ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๔๐] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 481 ข้อ 541
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่ กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่. ก็บุคคลผู้รู้อยู่อย่างไรเห็นอยู่ อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลผู้รู้อยู่ว่า อย่างนี้รูป ฯลฯ อย่างนี้ความดับแห่งวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลผู้รู้อยู่ อย่างนี้เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้๑ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของ พระอรหันต์มีอยู่. [๕๔๑] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่ กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่. ก็บุคคลผู้รู้อยู่อย่างไรเห็นอยู่ อย่างไร ความสิ้นอาสวะ จึงมีได้ บุคคลรู้อยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมี ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๓.
หน้า 482 ข้อ 542, 543
ได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้น อาสวะจึงมีได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรที่มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของ พระอรหันต์มีอยู่. [๕๔๒] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำ- รอก ไม่ละซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อ เมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง กำหนดรู้ สำรอก ละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึง เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของ พระอรหันต์มีอยู่. [๕๔๓] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๓. ๒. ขุ.อุ. ๒๕/๓๘,๓๙,๔๐
หน้า 483 ข้อ 544, 545
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการ บรรลุโสดาปัตติมรรคของท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำความ ผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของ พระอรหันต์มีอยู่. [๕๔๔] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ในสมัยใด ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้า เกิดขึ้น แก่อริยสาวกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมดมีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ ในสมัยนั้น พร้อมกับ ความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมี อยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของ พระอรหันต์มีอยู่. [๕๔๕] ส. ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 484 ข้อ 545
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลาย ปรากฏแก่พราหมณ์ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมวับหายไป เพราะมารู้ ธรรมกับทั้งเหตุ. เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ผู้ มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้นความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมวับหายไป เพราะได้รู้ถึงความสิ้นไปแห่งปัจจัยทั้งหลาย. เมื่อใดแล ธรรมทั้งหลายปรากฏแก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียรเพ่งอยู่ เมื่อนั้น พราหมณ์นั้น ย่อมกำจัดมารและ เสนามารเสียได้ ดุจดวงอาทิตย์อุทัยกำจัดมืด ยังอากาศให้สว่าง ฉะนั้น.๑ ความสงสัยในโลกนี้หรือโลกอื่น ในประวัติ ของตน หรือในประวัติของผู้อื่นไม่ว่าอย่างใด ผู้มีความเพียร ประพฤติพรหมจรรย์เพ่งอยู่ ย่อมละความสงสัยเหล่านั้นได้หมด.๑ บุคคลเหล่าใด ข้ามความสงสัยทั้งหลายเสียได้ ในเมื่อคนทั้งหลายยังมีความสงสัยอยู่ เป็นผู้ไม่มีความสงสัย ไม่ ข้องขัด ทานที่ให้ในบุคคลเหล่านั้นมีผลมาก. การประกาศธรรมในพระศาสนานี้ เป็นเช่นนี้ ๑. ขุ.อุ. ๒๕/๑๒๓.
หน้า 485 ข้อ 546
บรรดาพระสาวกเหล่านั้น องค์ไรหรือจะยังสงสัย ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอนมัสการพระพุทธเจ้าผู้จอมคน ทรงข้ามพ้นห้วงสังสารวัฏ และทรงตัดความสงสัยเสียได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของ พระอรหันต์มีอยู่. [๕๔๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์ ยัง มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์ อาจสงสัยในนามและโคตรของ สตรีและบุรุษ อาจสงสัยในทางและมิใช่ทาง อาจสงสัยในชื่อของ หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าก็ได้ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์อาจสงสัยในนามและโคตร ของสตรีและบุรุษ อาจสงสัยในทางและมิใช่ทาง อาจสงสัย ในชื่อของ หญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าก็ได้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความสงสัยของพระอรหันต์ ยังมีอยู่. ส. เพราะพระอรหันต์ อาจสงสัยในนามและโคตร ของสตรี และบุรุษ อาจสงสัยในทางมิใช่ทาง อาจสงสัยในชื่อของหญ้า ๑. ที. มหา. ๑๐/๓๒๕.
หน้า 486 ข้อ 546
ไม้ และต้นไม้เจ้าป่าก็ได้ ฉะนั้น ความสงสัยของพระอรหันต์จึงยังมี อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ อาจสงสัยในโสดาปัตติผล หรือ ในสกทาคามิผล หรือในอนาคามิผล หรือใน อรหัตผลก็ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ กังขากถา จบ
หน้า 487 ข้อ 547, 548, 549
ปรวิตารณากถา [๕๔๗] สกวาที การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูง ไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๔๘] ส. พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่ พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์อันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อัน ผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ ตัวอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยัง มีอยู่ [๕๔๙] ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ และเขา ผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงจูงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่ เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ ?
หน้า 488 ข้อ 550, 551
ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ และท่านอันผู้อื่นพึงนำไปได้ อันผู้อื่นพึงไปได้ อาศัยผู้อื่น เกาะผู้อื่น ไม่รู้ ไม่เห็น หลง ไม่รู้ตัว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๕๐] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ แต่ท่านอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้ อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับผู้อื่นสำหรับปุถุชนมี อยู่ แต่เขาอันผู้อื่นไม่พึงนำไปได้ อันผู้อื่นไม่พึงจูงไปได้ ไม่อาศัยผู้อื่น ไม่เกาะผู้อื่น รู้ เห็น ไม่หลง รู้ตัวอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๕๑] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระ- ธรรม ในพระสงฆ์ ในการศึกษา ในส่วนอนาคต ในส่วนอดีต ทั้งในส่วนอนาคตและส่วนอดีต ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะ ธรรมนี้เป็นปัจจัยธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 489 ข้อ 552, 553, 554
[๕๕๒] ส. การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระ- ธรรม ในพระสงฆ์ ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้ เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ใน พระธรรม ฯ ล ฯ ในปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การแนะนำ ของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. [๕๕๓] ส. การแนะนำผู้อื่น สำหรับปุถุชนมีอยู่ และการ แนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯ ล ฯ ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับปุถุชน นั้นก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ และการแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ใน- ปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น สำหรับพระอรหันต์นั้น ก็ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๕๔] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯ ล ฯ ใน
หน้า 490 ข้อ 555
ปฏิจจสมุปปาทธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่ มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่นสำหรับปุถุชนมีอยู่ แต่การ แนะนำของผู้อื่นในพระศาสดา ในพระธรรม ฯลฯ ในปฏิจจสมุปปาท- ธรรมว่า เพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย ธรรมนี้จึงเกิดขึ้น ไม่มีแก่เขา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๕๕] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้น แล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้ มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ราคะอันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอน รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้เกิดขึ้นได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ แนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์มีอยู่ ฯลฯ โทสะ ฯลฯ โมหะ ฯ ล ฯ อโนตตัปปะ อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ฯ ล ฯ มิใช่หรือ ?
หน้า 491 ข้อ 556, 557, 558
[๕๕๖] ส. พระอรหันต์ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพช- ฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งราคะ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯลฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนต- ตัปปะ มิใช่หรือ ? [๕๕๗] ส. พระอรหันต์ เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว ก็ต้องไม่กล่าว ว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. [๕๕๘] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ หรือ ? ป. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาด ในธรรมของตนยังมีอยู่ แต่การแนะนำของผู้อื่นไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ ฉลาดในธรรมอื่น. ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาด ในธรรมของตนยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ผู้ฉลาด ในธรรมอื่นยังมีอยู่ หรือ ?
หน้า 492 ข้อ 559, 560, 561, 562
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๕๙] ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ ฉลาดในธรรมอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การแนะนำของผู้อื่น ไม่มีแก่พระอรหันต์ผู้ ฉลาดในธรรมของตน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๖๐] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด ราคะแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่าน ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะ แล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น สำหรับท่านยัง มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๖๑] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด โทสะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ละ ขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯ ล ฯ [๕๖๒] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ยังมรรคให้ เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งราคะ ฯลฯ ยัง
หน้า 493 ข้อ 563, 564
มรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯ ล ฯ [๕๖๓] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำ ให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่น สำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว แต่การแนะนำของผู้อื่นสำหรับท่านยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๖๔] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดราคะ แล้ว และการแนะนำของผู้อื่น ก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน ละขาด ราคะแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ละขาดโทสะ แล้ว ฯ ล ฯ ละขาดโมหะแล้ว ฯ ล ฯ ละขาดอโนตตัปปะแล้ว ฯ ล ฯ
หน้า 494 ข้อ 565, 566, 567
[๕๖๕] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น ยังมรรคให้เกิด แล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ เพื่อละชาดซึ่งราคะ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละขาดซึ่งโทสะ ฯ ล ฯ เพื่อละขาดซึ่งอโนตตัปปะ ฯ ล ฯ [๕๖๖] ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมอื่น เป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ผู้ฉลาดในธรรมของตน เป็นผู้ ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ฯ ล ฯ ทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ควรทำให้ แจ้งแล้ว และการแนะนำของผู้อื่นก็ไม่มีแก่ท่าน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๖๗] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมี อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่ได้ กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่ อย่างไร ความสิ้นอาสนะจึงมีได้ บุคคลรู้อยู่ เห็นอยู่ว่า อย่างนี้ รูป ฯ ล ฯ อย่างนี้ ความดับแห่งวิญญาณ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 495 ข้อ 568
บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. [๕๖๘] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เรากล่าวความสิ้นอาสวะสำหรับผู้ที่รู้อยู่เห็นอยู่ ไม่ได้ กล่าวสำหรับผู้ที่ไม่รู้อยู่ไม่เห็นอยู่ ก็บุคคลรู้อยู่อย่างไร เห็นอยู่ อย่างไร ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ บุคคลรู้เห็นอยู่ว่า นี้ทุกข์ ฯ ล ฯ นี้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ฯ ล ฯ นี้ธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ฯ ล ฯ นี้ ทางให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ดังนี้ ความสิ้นอาสวะจึงมีได้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้แล ความ สิ้นอาสวะจึงมีได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๓.
หน้า 496 ข้อ 569, 570
[๕๖๙] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บุคคลเมื่อไม่รู้ด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่กำหนดรู้ ไม่สำ- รอก ไม่ละ ซึ่งสิ่งทั้งปวง ย่อมเป็นผู้ไม่ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ต่อเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งกำหนดรู้ สำรอก ละซึ่งสิ่งทั้งปวง จึง เป็นผู้ควรเพื่อความสิ้นทุกข์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. [๕๗๐] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการ บรรลุโสดาปัตติมรรคของท่าน ฯลฯ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะทำความ ผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๙๓.
หน้า 497 ข้อ 571, 572
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. [๕๗๑] ส. การนำของผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ในสมัยใด ดวงตาเห็นธรรมอันปราศจากผงฝ้าเกิดขึ้น แก่อริยสาวกกว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้น ทั้งหมด มีความดับไปเป็นธรรมดา ดังนี้ ในสมัยนั้น พร้อมกับ ความเกิดขึ้นแห่งทัศนะ อริยสาวกก็ละสัญโญชน์ได้ ๓ ประการ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมี อยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ ยังมีอยู่. [๕๗๒] ส. การแนะนำของผู้อื่น สำหรับ พระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนโธตกะ เราจักไม่อุตสาหะเพื่อจะเปลื้องใคร ๆ ที่มีความสงสัยในโลก แต่
หน้า 498 ข้อ 573, 574
ท่านเมื่อรู้ด้วยปัญญาอันยิ่งซึ่งธรรมอันประเสริฐ ก็ข้ามโอฆะนี้โดย อาการอย่างนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของ ผู้อื่น สำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่. [๕๗๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การแนะนำของผู้อื่นสำหรับพระ- อรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรีและบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และต้นไม้เจ้า- ป่า แก่พระอรหันต์ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ผู้อื่นพึงแนะนำนามและโคตรของสตรี และบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ และ ต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การ แนะนำของผู้อื่นสำหรับพระอรหันต์ยังมีอยู่. [๕๗๔] ส. เพราะผู้อื่นพึงแนะนำ นามและโคตรของสตรี และบุรุษ พึงแนะนำทางและมิใช่ทาง พึงแนะนำชื่อของหญ้า ไม้ ๑. ขุ. สุ. ๒๕/ ๔๒๙.
หน้า 499 ข้อ 574
และต้นไม้เจ้าป่า แก่พระอรหันต์ ฉะนั้น การแนะนำของผู้อื่นสำหรับ พระอรหันต์จึงยังมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้อื่นพึงแนะนำโสดาปัตติผล หรือสกทาคามิผล อนาคามิผล หรืออรหัตผล แก่พระอรหันต์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปรวิตารณากถา จบ อรรถกถาอัญญาณ กังขา ปรวิตรณกถา ว่าด้วยความไม่รู้ ความสงสัย และการแนะนำของผู้อื่น บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องทั้ง ๓ คือ เรื่องความไม่รู้ ความสงสัย และ การแนะนำของผู้อื่น. ในเรื่องเหล่านั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิ คือมีความ เห็นผิด ดุจลัทธิของนิกาย ปุพพเสลิยะทั้งหลายในขณะนี้ว่า อัญ- ญาณ คือความไม่รู้ของพระอรหันต์มีอยู่ เพราะไม่มีญาณเกิดขึ้นในชื่อ และโคตรเป็นต้น แห่งชนทั้งหลายมีหญิงชาวเป็นต้นด้วย, กังขา คือ ความสงสัยของพระอรหันต์มีอยู่ เพราะความไม่มีสันนิษฐาน คือการ ตกลงใจ ในเรื่องนั้นนั่นแหละด้วย อนึ่ง ชนเหล่าอื่นย่อมแนะนำ ย่อม ประกาศ ย่อมบอกเรื่องทั้งหลายแก่พระอรหันต์เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น การแนะนำแก่พระอรหันต์เหล่านั้นจึงมีอยู่ ดังนี้ คำถามในเรื่องแม้
หน้า 500 ข้อ 574
ทั้ง ๓ ของสกวาที เพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น. คำตอบรับรอง และคำปฏิเสธเป็นของปรวาที. ในปัญหาและคำวิสัชชนาแม้ทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบเนื้อความตามพระบาลีที่มาแล้วตามลำดับนั้น เทอญ. อรรถกถาอัญญาณ กังขา และปรวิตรณกถา จบ
หน้า 501 ข้อ 575, 576, 577, 578
วจีเภทกถา [๕๗๕] สกวาที การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในภพทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๗๖] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานในกาลทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๗๗] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานทั้งปวงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๗๘] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจามีอยู่ในสมาบัติทั้งปวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 502 ข้อ 579, 580, 581, 582
[๕๗๙] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การไหวกายของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๐] ส. การไหวกายไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๑] ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ การเปล่งวาจาก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ การไหวกายก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๒] ส. กายของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การไหวกายไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ แต่การเปล่งวาจาไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 503 ข้อ 583, 584, 585, 586, 587
[๕๘๓] ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ย่อมเปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๔] ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ย่อมเปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๕] ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ย่อมเปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ย่อมเปล่งวาจาว่ามรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๖] ส. เมื่อรู้ว่าสมุทัย ก็ไม่เปล่งวาจาว่าสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๗] ส. เมื่อรู้ว่านิโรธ ก็ไม่เปล่งวาจาว่านิโรธ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 504 ข้อ 588, 589, 590, 591
[๕๘๘] ส. เมื่อรู้ว่ามรรค ก็ไม่เปล่งวาจาว่ามรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อรู้ว่าทุกข์ ก็ไม่เปล่งวาจาว่าทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๘๙] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณ คือความรู้ มีอะไรเป็นโคจร ? ป. ญาณมีสัจจะเป็นโคจร. ส. โสตวิญญาณมีสัจจะเป็นโคจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๕๙๐] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าญาณมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตวิญญาณมีอะไรเป็นโคจร ? ป. โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร. ส. ญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๙๑] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะ เป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ญาณมีสัจจะเป็นโคจร โสตวิญญาณมี
หน้า 505 ข้อ 592, 593, 594
เสียงเป็นโคจร ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจา ของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๕๙๒] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ ญาณมีสัจจะ เป็นโคจร โสตวิญญาณมีเสียงเป็นโคจร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การประชุมแห่งผัสสะ ๒ แห่งเวทนา ๒ แห่ง สัญญา ๒ แห่งเจตนา ๒ แห่งจิต ๒ เป็นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๙๓] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณ เป็นอารมณ์มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๙๔] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌาณมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณ เป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีปีติกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็น อารมณ์ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ ของผู้เข้าอากาสานัญจายตน-
หน้า 506 ข้อ 595, 596, 597
สมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตนสมาบัติ ฯ ล ฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๙๕] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีปฐวีกสิณ เป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติที่มี ปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ เปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๕๙๖] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าสมาบัติ ที่มีอาโปกสิณ เป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ ไม่มีแก่ผู้เข้า อากาสานัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ อากิญจัญญายตน- สมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญนาสัญญายตนสมาบัติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าเนวสัญญา- นาสัญญายตนสมาบัติ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ เปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๕๙๗] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าโลกิยสมาบัติมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 507 ข้อ 598, 598, 599, 600
[๕๙๘] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌาน ที่เป็นชั้น โลกิยะ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๙๘] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่าวาจาของผู้ทุติฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯ ล ฯ จตุตถฌาน ที่เป็นโลกิยะมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๕๙๙] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าโลกิยสมาบัติ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌาน มีอยู่. [๖๐๐] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่ เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่.
หน้า 508 ข้อ 601, 602, 603, 604
[๖๐๑] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ฯ ล ฯ ตติย- ฌาน ฯ ล ฯ จตุตถฌาน ที่เป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าจตุตถฌานที่ เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การเปล่งวาจา ของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๖๐๒] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ อยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะมี อยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๓] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯ ล ฯ ส. จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๔] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ ?
หน้า 509 ข้อ 605, 606, 607
ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุต- ตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๕] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌาน ตติยฌาน ฯ ล ฯ จตุตถฌานที่เป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุต- ตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๖] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุตตระ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุตตระ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๗] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นโลกุตตระ- มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าตติยฌาน ฯ ล ฯ จตุตถ- ฌานที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ หรือ ?
หน้า 510 ข้อ 608, 609, 610
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๘] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าทุติยฌานที่เป็นโลกุต- ตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุต- ตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๐๙] ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าตติยฌาน ฯลฯ จตุตถ- ฌานที่เป็นโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเปล่งวาจาไม่มีแก่ผู้เข้าปฐมฌานที่เป็นโลกุต- ตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๑๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตก วิจารว่าเป็น วจีสังขาร คือธรรมชาติปรุงแต่งวาจา และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌาน ก็มีอยู่มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตก วิจาร ว่า
หน้า 511 ข้อ 611, 612
เป็นวจีสังขาร และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๖๑๑] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตก วิจารว่าเป็น วจีสังขาร และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของ ผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌาน ที่มีปฐวีกสิณ เป็นอารมณ์มีอยู่ การเปล่งวาจาของผู้นั้นจึงมีอยู่ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๑๒] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตก วิจาร ว่าเป็น วจีสังขาร และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของ ผู้เข้าปฐฌานนั้น จึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิตก วิจาร ของผู้เข้าปฐมฌานที่มีอาโปกสิณ เป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ ที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีนีลกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ที่มีโลหิตกสิณเป็น อารมณ์ ฯ ล ฯ ที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีอยู่ การเปล่งวาจาของ ผู้เข้าปฐมฌานที่มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์นั้นก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 512 ข้อ 613, 614, 615
[๖๑๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีวิตกเป็น สมุฏฐาน และวิตก วิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวาจาว่ามีวิตก เป็นสมุฏฐาน และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานมีอยู่. [๖๑๔] ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่า มีวิตก เป็นสมุฏฐาน และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การ เปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีสัญญาเป็น สมุฏฐาน และสัญญาของผู้เข้าทุติยฌานก็มีอยู่ วิตกวิจารของผู้เข้า ทุติยฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๑๕] ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่า มีวิตก เป็นสมุฏฐาน และวิตกวิจารของผู้เข้าปฐมฌานก็มีอยู่ ฉะนั้น การ เปล่งวาจาของผู้เข้าปฐมฌานนั้นจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 513 ข้อ 616, 617
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวาจาว่ามีปัญญาเป็น สมุฏฐาน และสัญญาของผู้เข้าตติยฌาน ฯ ล ฯ จตุตถฌาน อากาสา- นัญจายตนสมาบัติ วิญญาณัญจายตนสมาบัติ ฯ ล ฯ อากิญจัญญายตน- สมาบัติ ก็มีอยู่ วิตกวิจารของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัตินั้น จึงยัง มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๑๖] ส. การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติ ดับแล้ว ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็น ธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ เปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๖๑๗] ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติ ดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของ ผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า วิตกวิจารผู้เข้าทุติยฌานเป็นธรรมชาติ ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๓๙๒.
หน้า 514 ข้อ 618
ดับแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น วิตกวิจารของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๑๘] ส. คำว่า วาจาของผู้เข้าปฐมฌานเป็นธรรมชาติ ดับไปแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น การเปล่งวาจาของผู้นั้น ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า ปีติของผู้เข้าตติยฌานเป็นธรรมชาติ ดับแล้ว ฯ ล ฯ อัสสาสะ ปัสสาสะ ของผู้เข้าจตุตถฌานเป็น ธรรมชาติดับแล้ว รูปสัญญาของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นธรรมชาติดับแล้ว อากาสนัญจายตนสัญญาของผู้เข้าวิญญา ณัญจายตนสมาบัติเป็นธรรมชาติดับแล้ว วิญญาณัญจายตนสัญญา ของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ เป็นธรรมชาติดับแล้ว อากิญ- จัญญายตนสัญญาของผู้เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติเป็น ธรรมชาติดับแล้ว สัญญาและเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ เป็นธรรมชาติดับแล้ว ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง ถึงกระนั้น สัญญา และเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้นก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๓๙๒.
หน้า 515 ข้อ 619, 620
[๖๑๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่าเป็นข้าศึกของ ปฐมฌาน มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่า เป็น ข้าศึกของปฐมฌาน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การเปล่งวาจา ของผู้เข้าฌานมีอยู่. [๖๒๐] ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสเสียงว่า เป็น ข้าศึกของปฐมฌาน ฉะนั้น การเปล่งวาจาของ ของผู้เข้าปฐมฌานจึงมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสวิตกวิจารว่า เป็น ข้าศึกของทุติยฌาน ฯ ล ฯ ตรัสปีติว่าเป็นข้าศึกของตติยฌาน ตรัส อัสสาสะปัสสาสะว่าเป็นข้าศึกของจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่าเป็นข้าศึก ของผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญาณัญจายตน- สัญญาว่าเป็นข้าศึกของผู้เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัสอากิญจัญญา- ยตนสัญญาว่าเป็นข้าศึกของผู้เข้าเนวสัญญานาสูญญายตนสมาบัติ ฯ ล ฯ
หน้า 516 ข้อ 621
ตรัสสัญญาและเวทนาว่า เป็นข้าศึกของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ สัญญา และเวทนาของผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธนั้น จึงมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ สาวกชื่ออภิภู ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สิขีสถิตอยู่ในพรหมโลก ได้ประกาศกะหมื่นโลก ธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลายจงเริ่มต้น จงบากบั่น จงประกอบ ความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาของพระยามัจจุราช ดุจกุญชรรื้อเรือนที่มุงบัง ด้วยไม้อ้อ ฉะนั้น ด้วยว่า ผู้ที่ไม่ ประมาทอยู่ในธรรมวินัยนี้ จักละชาติสงสารแล้วทำที่สุดแห่งทุกข์ ได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานก็มีอยู่ น่ะสิ. วจีเภทกถา จบ ๑. สํ. สคา. ๑๕/๖๑๘.
หน้า 517 ข้อ 621
อรรถกถาวจีเภทกถา ว่าด้วยการเปล่งวาจา บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการเปล่งวาจา. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด มีลัทธิคือความเห็นผิด ดุจนิกายทั้งหลาย มีกายปุพพเสลิยะ เป็นต้น ในขณะนี้ว่า เมื่อบุคคลเข้าปฐมฌานในขณะแห่งโสดาปัตติมรรคเกิด เขาย่อมเปล่งวาจาว่า ทุกข์ ดังนี้ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า การเปล่งวาจาของผู้เข้าฌานมีอยู่หรือ คำตอบรับรอง เป็นของ ปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. ถูกถามหมายเอาภพทั้ง ๓ ด้วยคำว่า ใน ภพทั้งปวง อีก ปรวาทีปฏิเสธหมายเอาอรูปภพ. ถูกถามถึงกาลด้วย คำว่า ในกาลทั้งปวง ปรวาทีปฏิเสธโดยหมายเอากาลเป็นที่เข้าฌาน ทั้งปวงอื่นนอกจากการเข้าฌานอันประกอบด้วยปฐมฌานในขณะแห่ง โสดาปัตติมรรค. ถูกถามด้วยคำว่า ของผู้เข้าฌานทั้งปวง ปรวาที ปฏิเสธหมายเอาผู้เข้าโลกียสมาบัติ. ถูกถามว่า ในสมาบัติทั้งปวง หรือ ? ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาโลกุตตรอันสัมปยุตด้วยทุติยฌาน และ โลกิยสมาบัติทั้งปวง ฯ คำว่า การไหวกาย ได้แก่ กายวิญญัติ คือการเคลื่อนไหวทางกาย อันเป็นไปด้วยสามารถแห่งอิริยาบถทั้งหลาย มีการก้าวไปข้างหน้า เป็นต้น. สกวาทีนั้นย่อมถามเพื่อท้วงด้วยคำว่า จิตเหล่าใด ย่อมยังวจีวิญญัติให้เกิดขึ้น จิตเหล่านั้นนั้นแหละย่อม ยังกายวิญญัติให้เกิดขึ้นเช่นกัน ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ เพราะ เหตุไร แม้การไหวกายจึงไม่มี. ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย ด้วยสามารถแห่งลัทธิ.
หน้า 518 ข้อ 621
บัดนี้ ท่านกล่าวปัญหาทั้งหลาย มีคำว่า เมื่อรู้ว่าทุกข์ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าบุคคลนั้นย่อมกล่าววาจาในขณะแห่ง มรรคว่า ทุกข์ ดังนี้ไซร้ เขาก็พึงกล่าวแม้ซึ่งคำว่า สมุทัย เป็นต้น หรือว่าถ้าเขาย่อมไม่กล่าวคำนั้นไซร้ เขาก็ไม่พึงกล่าวคำแม้ นอกนี้ ดังนี้ ฝ่ายปรวาทีตอบรับรองด้วย ตอบปฏิเสธด้วย ด้วยสามารถ แห่งลัทธิของตน จริงอยู่ ลัทธิของเขาว่า บุคคลเข้าโลกุตตรปฐมฌาน แล้วย่อมเห็นแจ้งซึ่งทุกข์ว่าเป็นทุกข์ ดังนี้. คำว่า ญาณ ได้แก่สัจจญาณ อันเป็นโลกุตตระ. คำว่า โสตํ ท่านประสงค์เอาโสตวิญญาณ อธิบายว่า ย่อมฟังเสียงนั้น ด้วยจิตใด. คำว่า การประชุมแห่งผัสสะทั้ง ๒ ได้แก่ แห่งโสตสัมผัส และมโนสัมผัส. ข้อว่า ก็ต้องไม่กล่าวว่า อธิบายว่า ถ้าว่าการ เปล่งวาจามีแก่ผู้เข้าฌานอย่างใดอย่างหนึ่งไซร้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การ เปล่งวาจามีแก่ผู้เข้าฌานอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย คำที่เหลือในที่นี้ พร้อม ทั้งการชำระพระสูตรมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. อนึ่ง พระสูตรที่ปรวาทีนำมาในที่สุดแห่งปัญหาว่า ดูก่อน อานนท์ สาวกชื่อว่า อภิภู ของพระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมา- สัมพุทธเจ้า พระนามว่า สุขี สถิตอยู่ในพรหมโลก ได้ประกาศ กะหมื่นโลกธาตุด้วยเสียงว่า ท่านทั้งหลาย จงเริ่มต้น จงบากบั่น จงประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาของ พระยามัจจุราช ฯ ล ฯ
หน้า 519 ข้อ 621
ในพระสูตรนั้น การเปล่งวาจานั้น ย่อมเกิดขึ้นด้วยจิตแห่ง สมาบัติใด แม้กายเภทคือการไหวกายก็ย่อมเกิดขึ้นด้วยจิตแห่งสมาบัติ นั้นนั่นแหละ แต่จิตที่ทำให้วจีวิญญัติและกายวิญญัติเกิดนั้น ไม่ใช่ ปฐมฌานจิตที่เป็นโลกุตตระ เพราะฉะนั้น พระสูตรที่ปรวาทีนำมานั้น จึงไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนี้แล. อรรถกถาวจีเภทกถา จบ
หน้า 520 ข้อ 622, 623
ทุกขาหารกถา [๖๒๒] สกวาที การกล่าวว่า ทุกข์ เป็นองค์ของมรรค นับเนืองในมรรค หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ทุกคนที่กล่าวคำว่าทุกข์ ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๒๓] ส. ทุกคนที่กล่าวคำว่าทุกข์ ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พาลปุถุชนที่กล่าวคำว่าทุกข์ ก็ชื่อว่ายังมรรคให้ เกิดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ฆ่ามารดา ฯ ล ฯ ผู้ฆ่าบิดา ผู้ฆ่าพระ- อรหันต์ ผู้ทำโลหิตุบาท ฯ ล ฯ ผู้ทำสังฆเภท กล่าวคำว่าทุกข์ ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ทุกขาหารกถา จบ
หน้า 521 ข้อ 623
อรรถกถาทุกขาหารกถา ว่าด้วยการกล่าวว่าทุกข์ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการกล่าวว่าทุกข์. ในปัญหานั้น ลัทธิแห่งชน เหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า เมื่อ ผู้ใด กล่าววาจาว่า ทุกข์ ทุกข์ ดังนี้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมนำมาซึ่งญาณ ในทุกข์นี้ ท่านเรียกว่า ทุกขาหาร และทุกขาหารนั้นนั่นแหละ ท่าน ว่าเป็นมัคคังคะ คือองค์แห่งมรรค และนับเนื่องด้วยมรรค ดังนี้ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามปรวาทีว่า การกล่าวว่าทุกข์ การ นำมาซึ่งญาณในทุกข์ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในปัญหาแรก ว่า ผู้ใดผู้หนึ่ง ปรวาทีหมายเอาผู้ไม่เห็นแจ้ง จึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหาข้อที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง หมายเอาผู้เห็นแจ้ง. ก็การเห็น แจ้ง หรือการไม่เห็นแจ้งนั้นสักว่าเป็นลัทธิของปรวาทีนั่นเทียว เพราะ ฉะนั้น เพื่อทำลายวาทะว่าชนเหล่านั้นทั้งปวงเห็นแจ้ง หรือไม่เห็นแจ้ง ของปรวาทีนั้น สกวาทีจึงถามว่า พาลปุถุชน เป็นต้น. ข้อความ นั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล. อรรถกถาทุกขาหารกถา จบ
หน้า 522 ข้อ 624, 625, 626
จิตตฐิติกถา [๖๒๔] สกวาที จิตดวงหนึ่งอยู่ได้ตลอดวัน หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. กิ่งวันเป็นอุปปาทขณะ กึ่งวันเป็นวยขณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๒๕] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ วัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วันหนึ่งเป็นอุปปาทขณะ อีกวันหนึ่งเป็นวย- ขณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๒๖] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ วัน ฯ ล ฯ ตั้งอยู่ ได้ตลอด ๘ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ วัน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐ วัน ตั้งอยู่ ได้ตลอดเดือน ๑ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ เดือน ตั้งอยู่ได้ตลอดปี ๑ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๓๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖,๐๐๐ ปี ตั้งอยู่
หน้า 523 ข้อ 627, 628
ได้ตลอดกัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔ กัลป์ ตั้งอยู่ ได้ตลอด ๘ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๓๒ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๖๔ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๕๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๒,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๔,๐๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๘,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๑๖,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ ตั้งอยู่ได้ตลอด ๖๐,๐๐๐ กัลป์ ฯ ล ฯ ตั้งอยู่ได้ ตลอด ๘๔,๐๐๐ กัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ๒,๐๐๐ กัลป์ เป็นอุปปาทขณะอีก ๔๘,๐๐๐ กัลป์ เป็นวยขณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๒๗] ส. จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ตลอดวัน ๑ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอื่น ๆ ที่เกิดขึ้นดับไป แม้มากครั้งในวัน ๑ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๒๘] ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ
หน้า 524 ข้อ 629, 630
ทั้งหลาย เราไม่พิจารณาเห็นธรรมอื่น แม้สักอย่าง ๑ ที่เปลี่ยน แปลงไปเร็วเหมือนจิตเลย แม้การเปรียบเทียบว่าจิตได้เปลี่ยน แปลงไปเร็วเพียงไร ก็ทำได้ไม่ง่ายเลยทีเดียว ดังนี้๑ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่าธรรมเหล่านั้น เปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต. [๖๒๙] ส. ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ลิงเที่ยวไปในป่า ในไพร จับกิ่งไม้ ปล่อยกิ่งนั้นแล้ว จับกิ่งอื่น ปล่อยกิ่งนั้นแล้วจับกิ่งอื่น แม้ฉันใด ธรรมชาติที่ เรียกว่า จิต บ้าง ว่า มโน บ้าง ว่า วิญญาณ บ้าง ก็ฉันนั้น เรียกว่า จิต บ้าง ว่า มโน บ้าง ว่า วิญญาณ บ้าง ก็ฉันนั้น แล ดวงอื่นเทียวเกิดขึ้น ดวงอื่นเทียวดับไป ทั้งคืนทั้งวัน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมเหล่านั้น เปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่าจิต. [๖๓๐] ส. จิตดวง ๑ ตั้งอยู่ได้ตลอดวัน ๑ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. องฺ. เอก. ๒๐/๕๒.
หน้า 525 ข้อ 631, 632
ส. จักขุวิญญาณตั้งอยู่ได้ตลอดวัน ๑ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โสตวิญญาณ ฯ ล ฯ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ จิตเป็นอกุศล จิตสหรคตด้วยราคะ จิตสหรคตด้วยโทสะ จิตสหรคตด้วยโมหะ จิตสหรคตด้วยมานะ จิตสหรคตด้วยทิฏฐิ จิต- สหรคตด้วยวิจิกิจฉา จิตสหรคตด้วยถีนะ จิตสหรคตด้วยอุทธัจจะ จิต- สหรคตด้วยอหิริกะ จิตสหรคตด้วยอโนตตัปปะ ตั้งอยู่ได้ตลอดวัน ๑ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๑] ส. จิตดวง ๑ ตั้งอยู่ได้ตลอดวัน ๑ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเห็นรูปด้วยตาทางจิตใจ ก็ฟังเสียงทางหู ด้วยจิตดวงเดียวกันนั่นแหละ ฯลฯ ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกาย ฯ ล ฯ รู้ธรรมารมณ์ทางใจด้วยจิตเดียวกัน นั้นแหละ ฯ ล ฯ บุคคลรู้ธรรมารมณ์ทางใจด้วยจิตใด ก็เห็นรูปทางตา ด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ ฯ ล ฯ ฟังเสียงทางหู ดมกลิ่นทางจมูก ลิ้มรสทางลิ้น ฯ ล ฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะทางกายด้วยจิตดวงเดียวกันนั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๒] ส. จิตดวง ๑ ตั้งอยู่ได้ตลอดวัน ๑ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 526 ข้อ 633, 634
ส. บุคคลก้าวไปด้วยจิตใจ ก็ถอยกลับด้วยจิตดวง เดียวกันนั้นแหละ ถอยกลับด้วยจิตใด ก็ก้าวไปด้วยจิตดวงเดียวกันนั้น แหละ แลดูด้วยจิตใด ก็เหลียวซ้ายแลขวาด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ เหลียวซ้ายแลขวาด้วยจิตใจ ก็แลดูด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ คู้เข้า ด้วยจิตใด ก็เหยียดออกด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ เหยียดออกด้วย จิตใด ก็คู้เข้าด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๓] ส. เทพทั้งหลายผู้อุบัติในอากาสานัญจายตนภพ มี จิตดวงเดียวตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มนุษย์ทั้งหลายก็มีจิตดวงเดียวตั้งอยู่จนตลอด อายุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๔] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มี จิตดวงเดียวตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เทพชั้นจาตุมหาราช ฯ ล ฯ เทพชั้นดาวดึงส์... เทพชั้นยามา... เทพชั้นดุสิต... เทพชั้นนิมมานรตี... เทพชั้นปรนิมมิต- วสวัตตี... เทพชั้นพรหมปาริสัช... เทพชั้นพรหมปุโรหิต... เทพชั้น มหาพรหม... เทพชั้นปริตตาภา... เทพชั้นอัปปมาณาภา... เทพชั้น อาภัสสรา... เทพชั้นปริตตสุภา... เทพชั้นอัปปมาณสุภา... เทพชั้น
หน้า 527 ข้อ 635, 636
สุภกิณหา... เทพชั้นเวหัปผลา... เทพชั้นอวิหา... เทพชั้นอาตัปปา... เทพชั้นสุทัสสา... เทพชั้นสุทัสสี ฯ ล ฯ เทพชั้นอกนิฏฐา มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๕] ส. เทพทั้งหลายผู้อุบัติในอากาสานัญจายตนภพ มี ประมาณอายุ ๒๐,๐๐๐ กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียวตั้งอยู่ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มนุษย์ทั้งหลายมีประมาณอายุ ๑๐๐ ปี มนุษย์ เหล่านั้นก็มีจิตดวงเดียวตั้งอยู่ตลอด ๑๐๐ ปี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๖] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ มี ประมาณอายุ ๒๐,๐๐๐ กัลป์ เทพเหล่านั้นมีจิตดวงเดียวตั้งอยู่ตลอด ๒๐,๐๐๐ กัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เทพชั้นจาตุมหาราช มีประมาณอายุ ๕๐๐ ปี เทพเหล่านั้นก็มีจิตดวงเดียวตั้งอยู่ตลอด ๕๐๐ ปี ฯ ล ฯ ตั้งอยู่ตลอด ๑,๐๐๐ ปี คือชั้นดาวดึงส์ ... ตั้งอยู่ตลอด ๒,๐๐๐ ปี คือชั้นยามา... ตั้งอยู่ตลอด ๔,๐๐๐ ปี คือชั้นดุสิต... ตั้งอยู่ตลอด ๘,๐๐๐ ปี คือชั้น นิมมานรตี ... ตั้งอยู่ ๑๖,๐๐๐ ปี คือชั้นปรนิมมิตวสวัตตี ตั้งอยู่ ตลอด ๑ ใน ๓ ส่วน ของกัลป์ คือชั้นพรหมปาริสัช... ตั้งอยู่ตลอด
หน้า 528 ข้อ 637, 638
กึ่งกัลป์ คือชั้นพรหมปุโรหิต ... ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ ๑ คือชั้นมหาพรหม ... ตั้งอยู่ตลอด ๒ กัลป์ คือชั้นปริตตาภา ตั้งอยู่ตลอด ๔ กัลป์ คือชั้น อัปปมาณาภา ... ตั้งอยู่ตลอด ๘ กัลป์ คือชั้นอาภัสสรา ... ตั้งอยู่ ตลอด ๑๖ กัลป์ คือชั้นปริตตสุภา ... ตั้งอยู่ตลอด ๓๒ กัลป์ คือชั้น อัปปมาณสุภา ... ตั้งอยู่ตลอด ๖๔ กัลป์ คือชั้นสุภกิณหา... ตั้งอยู่ ตลอด ๕๐๐ กัลป์ คือชั้นเวหัปผลา ... ตั้งอยู่ตลอด ๑,๐๐๐ กัลป์คือชั้น อวิหา ... ตั้งอยู่ตลอด ๒,๐๐๐ กัลป์ คือชั้นอตัปปา ... ตั้งอยู่ตลอด ๔,๐๐๐ กัลป์ คือ ชั้นสุทัสสา... ตั้งอยู่ตลอด ๘,๐๐๐ กัลป์ คือชั้นสุทัสสี ฯ ล ฯ เทพชั้นอกนิฏฐา มีประมาณอายุ ๑๖,๐๐๐ กัลป์ เทพเหล่านั้น มีจิตดวงเดียว ตั้งอยู่ตลอด ๑๖,๐๐๐ กัลป์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๗] ป. จิตของเทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจาย- ตนภพ เกิดขึ้นครู่หนึ่ง ๆ ดับไปครู่หนึ่ง ๆ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติในอากาสานัญจายตนภพ จุติครู่หนึ่ง ๆ อุบัติครู่หนึ่ง ๆ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๓๘] ส. เทพทั้งหลายผู้อุปบัติอากาสานัญจายตนภพ มีจิตดวงเดียวตั้งอยู่ตลอดอายุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 529 ข้อ 638
ส. เทพทั้งหลายผู้อุบัติในอากาสานัญจายตนภพ อุบัติด้วยจิตดวงใด ก็จุติด้วยจิตดวงเดียวกันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ จิตตฐิติกถา จบ อรรถกถาจิตตัฏฐิติกถา ว่าด้วยการตั้งอยู่แห่งจิต บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการตั้งอยู่แห่งจิต. ในปัญหานั้น ลัทธิแห่ง ชนเหล่าใดว่า จิตดวง ๑ เท่านั้นย่อมตั้งอยู่ตลอดกาลนาน เพราะ เห็นจิตแห่งสมาบัติ และภวังคจิตอันเป็นไปติดต่อกันโดยลำดับ ดุจลัทธิ นิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ อันมีประเภทตามที่กล่าวแล้วในหนหลัง เพื่อชำระลัทธินั้น สกวาทีจึงถามปรวาทีว่า จิตดวงหนึ่งตั้งอยู่ได้ แม้ตลอดวันหรือ เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองว่า ใช่. ในปัญหาว่า กึ่งวันเป็นขณะเกิด นี้ ท่านทำคำถามด้วย สามารถแห่งความเกิดและความดับโดยนัยเทศนาว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา โดยไม่ถือเอาขณะตั้งอยู่แห่งจิต. ถูกสกวาทีถามว่า ธรรมเหล่านั้นเปลี่ยนแปลงไปเร็วกว่า จิตหรือ ปรวาทีนั้นเมื่อไม่เห็นธรรมทั้งหลายเกิดดับเร็วกว่าจิต จึง ตอบปฏิเสธ ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านปรารถนาความตั้งอยู่อันเป็นเวลา นานแห่งจิตใด โดยหมายเอาจิตนั้น จึงตอบรับรอง.
หน้า 530 ข้อ 638
ในปัญหาทั้งหลายว่า จิตดวงเดียวตั้งอยู่จนตลอดอายุ หรือ ความว่า ปรวาทีย่อมตอบปฏิเสธโดยเว้นอรูป และย่อมตอบ รับรองผู้ที่เกิดในอรูปด้วยสามารถแห่งพระบาลีว่า เทวดาทั้งหลาย เหล่าใด ย่อมตั้งอยู่ตลอด ๘๔,๐๐๐ กัลป์ เป็นต้น ดังนี้. ในปัญหาว่า จิตย่อมเกิดขึ้นครู่หนึ่ง. เป็นของปรวาที สกวาทีตอบรับรองเพราะกลัวผิดจากพระสูตรว่า สังขารทั้งหลายมี ความเกิดขึ้น และมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา เป็นต้นแต่ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาความตั้งอยู่แห่งจิตด้วยสามารถแห่งลัทธิของ ตน. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น แล. อรรถกถาจิตตัฏฐิติกถา จบ
หน้า 531 ข้อ 639, 640
กุกกุฬกถา [๖๓๙] สกวาที สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้าลึง คือร้อนระอุ ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. สุขเวทนา สุขทางกาย สุขทางใจ สุขเป็นทิพย์ สุขของมนุษย์ สุขในลาภ สุขในสักการะ สุขในการไป สุขในการนอน สุขในความเป็นใหญ่ สุขในความเป็นอธิบดี สุขของคฤหัสถ์ สุขของ สมณะ สุขมีอาสวะ สุขไม่มีอาสวะ สุขมีอุปธิ สุขไม่มีอุปธิ สุขมี อามิส สุขไม่มีอามิส สุขมีปีติ สุขไม่มีปีติ สุขในฌาน สุขคือความ หลุดพ้น สุขในกาม สุขในการออกบวช สุขเกิดแต่ความวิเวก สุข คือความสงบ สุขเกิดแต่ความตรัสรู้ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สุขเวทนา ฯ ล ฯ สุขเกิดแก่ความตรัสรู้ มีอยู่ ก็ไม่ต้องกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. [๖๔๐] ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารทั้งปวงเป็นทุกขเวทนา เป็นทุกข์ทางกาย เป็นทุกข์ทางใจ เป็นความโศกความร่ำไร ทุกขโทมนัส อุปายาส
หน้า 532 ข้อ 641
คือความคับแค้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๔๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่ มีระยะว่างเว้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน อะไรเล่าชื่อว่าสิ่งทั้งปวงเป็น ของร้อน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักขุเป็นของร้อน รูปทั้งหลาย เป็นของร้อน จักขุวิญญาณเป็นของร้อน จักขุสัมผัสเป็นของร้อน แม้ความรู้สึกเสวย อารมณ์อันใด เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่สุขมิใช่ทุกข์ก็ตาม เกิดขึ้นเพราะจักขุสัมผัสเป็นปัจจัย แม้ อันนั้น ก็เป็นของร้อน ร้อนด้วยอะไร ร้อนด้วยไฟคือราคะ ด้วย ไฟคือโทสะ ด้วยไฟคือโมหะ ร้อนด้วยชาติ ด้วยชรามรณะ ด้วยโศก ด้วยปริเทวะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัส ด้วยอุปายาส เรากล่าวว่า สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ฉะนี้ โสตะเป็นของร้อน เสียงทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ มานะเป็นของร้อน กลิ่น ทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ ชิวหาเป็นของร้อน รสทั้งหลายเป็น ของร้อน ฯลฯ ภายเป็นของร้อน โผฏฐัพพะทั้งหลายเป็นของร้อน ฯลฯ มโนเป็นของร้อน ธรรมทั้งหลายเป็นของร้อน มโนวิญญาณ
หน้า 533 ข้อ 642
เป็นของร้อน มโนสัมผัสเป็นของร้อน ความรู้สึกเสวยอารมณ์ อันใด เป็นสุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ก็ตาม เกิด ขึ้นเพราะมโนสัมผัสเป็นปัจจัย แม้อันนั้น ก็เป็นของร้อน ร้อน ด้วยอะไร ร้อนด้วยไฟราคะ ด้วยไฟคือโทสะ ด้วยไฟคือโมหะ ร้อนด้วยชาติ ด้วยชรามรณะ ด้วยโศก ด้วยปริเทวะ ด้วยทุกข์ ด้วยโทมนัส ด้วยอุปายาส เรากล่าวว่าสิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน ฉะนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารทั้งปวงก็เป็นดุจเถ้าลึง ไม่มี ระยะว่างเว้นน่ะสิ. [๖๔๒] ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ กามคุณมี ๕ ประการนี้ ๕ ประการอะไรบ้าง รูปทั้งหลายอันเป็น วิสัยแห่งจักขุวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพึงใจ มีลักษณะ น่ารัก ยั่วกามเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด เสียงทั้งหลายอันเป็น วิสัยแห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ กลิ่นทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งฆาน- ๑. วิ. มหา. ๔/๕๕.
หน้า 534 ข้อ 643
วิญญาณ ฯลฯ รสทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพะทั้งหลายอันเป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น้ำใคร่ น่าพึงใจ มีลักษณะน่ารักยั่วกาม เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ ประการเหล่านี้แล ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็น ดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. [๖๔๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่ มีระยะว่างเว้น หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เป็นลาภของพวกเธอ พวกเธอได้ดีแล้ว ขณะเพื่อการ อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอแทงตลอดแล้ว ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราได้เห็นนรกชื่อว่า ฉผัสสายตนิกา ในนรกชื่อว่า ฉผัสสายตนิกานั้น บุคคลเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจักษุ ย่อม เห็นแต่รูปที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะน่า ปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะไม่น่าใคร่ มิได้เห็นรูปที่มี ลักษณะน่าใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ มิได้เห็น ๑. สํ. สฬา. ๑๘/๔๑๓, องฺ. นวก. ๒๓/๒๓๘.
หน้า 535 ข้อ 644
รูปที่มีลักษณะน่าพึงใจ ฟังเสียงอย่างใดอย่าหนึ่งด้วยโสต ฯลฯ ดมกลิ่นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยกาย ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ ย่อมรู้แจ้งแต่ ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มี ลักษณะน่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่า ใคร่ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าใคร่ ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมา- รมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่า พึงใจ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารทั้งปวงก็เป็นดุจเถ้าลึง ไม่ มีระยะว่างเว้นน่ะสิ. [๖๔๔] ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เป็นลาภของพวกเธอ พวกเธอได้ดีแล้ว ขณะเพื่ออยู่ ประพฤติพรหมจรรย์ พวกเธอแทงตลอดแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เราได้เห็นสวรรค์ ชื่อว่าฉผัสสายตนิกา ในสวรรค์ชื่อ
หน้า 536 ข้อ 645
ฉผัสสายตนิกานั้น บุคคลเห็นรูปอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจักษุ ย่อม เห็นแต่รูปที่มีลักษณะน่าปรารถนา มิได้เห็นรูปที่มีลักษณะไม่น่า ปรารถนา ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะน่าใคร่ มิได้เห็นรูปที่มี ลักษณะไม่น่าใคร่ ย่อมเห็นแต่รูปที่มีลักษณะน่าพึงใจ มิได้เห็น รูปที่มีลักษณะไม่น่าพึงใจ ฟังเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยโสต ฯลฯ ดมกลิ่นอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยจมูก ฯลฯ ลิ้มรสอย่างใด อย่างหนึ่งด้วยลิ้น ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะอย่างใดอย่างหนึ่งด้วย กาย ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งด้วยใจ ย่อมรู้แจ้ง ในธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าปรารถนา มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มี ลักษณะที่มีลักษณะไม่น่าปรารถนา ย่อมรู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มี ลักษณะน่าใคร่ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่มีลักษณะไม่น่าใคร่ ย่อม รู้แจ้งแต่ธรรมารมณ์ที่มีลักษณะน่าพึงใจ มิได้รู้แจ้งธรรมารมณ์ที่ มีลักษณะไม่น่าพึงใจ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็น ดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. [๖๔๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่ มีระยะว่างเว้น หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า
หน้า 537 ข้อ 646
เป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาค- เจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์ สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. [๖๔๖] ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทาน มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจ มีผล แสลง มีทุกข์เป็นกำไร เป็นทุกข์เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีล ฯลฯ อุโบสถ ฯล ฯ ภาวนา ฯล ฯ พรหม- จรรย์มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่เป็นที่ฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทาน มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็น ที่น่าฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า ทานมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มี ผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ก็ต้องไม่
หน้า 538 ข้อ 647
กล่าวว่า สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. ส. ศีล ฯล ฯ อุโบสถ ฯลฯ ภาวนา ฯล ฯ พรหม- จรรย์มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มี สุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พรหมจรรย์มีผลน่าปรารถนา มีผลน่า ใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. [๖๔๗] ส. สังขารทั้งปวงเป็นดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ความสงัด ของบุคคลผู้ยินดีแล้ว ผู้มีธรรมอันได้สดับแล้ว เห็นอยู่ เป็นสุข ความไม่เบียดเบียน คือความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขใน โลก ความคลายกำหนัด คือความล่วงกามทั้งหลายเสียได้ เป็นสุข ในโลก การที่นำอัสมิมานะออกเสียได้ นี่แลเป็นสุขอย่างยิ่ง๑ สุขยิ่งกว่าความสุขนั้น เราได้ถึงแล้วนั้นเป็นสุขเต็มที่ทีเดียว วิช- ชา ๓ เราได้บรรลุโดยลำดับแล้ว ข้อนี้แลเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. ขุ. อุ. ๒๕/๕๑.
หน้า 539 ข้อ 647
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า สังขารทั้งปวงเป็น ดุจเถ้าลึง ไม่มีระยะว่างเว้น. กุกกุฬกถา จบ อรรถกถากุกกุฬกถา ว่าด้วยเถ้าลึง คือความร้อนระอุ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องเถ้าลึง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิคือ มีความเห็นผิดดุจนิกายโคลิกะทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า สังขารทั้งปวง เป็นดุจเถ้าลึง คือเป็นเช่นกับฉาริกนรกอันเจือด้วยถ่านเพลิง โดยแน่ นอน เพราะไม่พิจารณาถือเอาพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สิ่งทั้งปวงเป็นของร้อน สังขารทั้งปวงเป็น ทุกข์ ดังนี้เป็นต้น คำถามของสกวาทีเพื่อวิพากษ์ คือตำหนิ ลัทธิ นั้นด้วยการชี้แจงถึงความสุขมีประการต่าง ๆ ของสังขารเหล่านั้น. คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในปัญหานั้น คำว่า ไม่มีระยะว่างเว้น หรือ ได้แก่ ไม่ทำเขตแดนส่วนหนึ่ง คือหมายความว่า ไม่ทำสิ่ง ทั้งปวงนั่นแหละให้แปลกกัน. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง พึงทราบโดยนัย ที่แสดงไว้แล้วในบาลี พร้อมทั้งการชำระพระสูตรนั่นแล. อรรถกถากุกกุฬกถา จบ
หน้า 540 ข้อ 648, 649
อนุปุพพาภิสมยกถา [๖๔๘] สกวาที การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๔๙] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลยังสกทาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังสกทาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ ?
หน้า 541 ข้อ 650, 651
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๐] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลยังอนาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังอนาคามิมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๑] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลยังอรหัตมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 542 ข้อ 652
ส. บุคคลยังอรหัตมรรคให้เกิดได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลได้โดยลำดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๒] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละอะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์ ? ป. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และ บรรดากิเลสพวกเดียวกัน ได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบัน อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระโสดาบัน, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระ- โสดาบันผู้สัตตักขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ใน พระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริยกันตศีล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ละ อะไรด้วยการเห็นสมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการเห็น มรรค.
หน้า 543 ข้อ 653
ป. ละ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโสดาบัน อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระโสดาบัน, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งโสดาปัตติผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระโส- ดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความ เลื่อมใสอันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ใน พระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริยกันตศีล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ ประกอบด้วยอริยกันตศีล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ. [ ๖๕๓] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์. ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระสกทาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระสกทาคามี. ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำ แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทามิผล อีก ๑ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกาย อยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 544 ข้อ 654
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการ เห็นมรรค. ป. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระสกทาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระสกทาคามี, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้ แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๔] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์. ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามิ อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอนาคามี ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนา- คามีผู้อันตราปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขาร- ปรินิพพายี ฯลฯ ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐ-
หน้า 545 ข้อ 655
คามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐ- คามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการ เห็นมรรค. ป. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอนาคามี, ๑ ใน ๔ สวน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายซึ่งอนาคามิผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล, ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอนาคามี ผู้อันตราปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อสังขารปริ- นิพพายี ฯลฯ ผู้สสังขารปรินิพพายี ฯลฯ ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๕] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นทุกข์. ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
หน้า 546 ข้อ 655
และบรรดากิเลสพวกเดียวกัน ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอรหันต์ อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่เป็นพระอรหันต์, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล, อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล, ๑ ใน ๔ ส่วนเป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุ ประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพ สิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียดอัน ถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง คือมานะ วางภาระแล้ว หมดเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่าน กำหนดรู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิด แล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ละ อะไรได้ด้วยการเห็นสมุทัย ฯลฯ ด้วยการเห็นนิโรธ ฯลฯ ด้วยการ เห็นมรรค. ป. ละรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ อวิชชา
หน้า 547 ข้อ 656
และบรรดากิเลสพวกเดียวกันได้ ๑ ใน ๔ ส่วน. ส. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นพระอรหันต์ อีก ๓ ใน ๔ ไม่เป็นพระอรหันต์, ๑ ใน ๔ ส่วน ถึง ได้ บรรลุ ทำให้แจ้ง เข้า ถึงอยู่ ถูกต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ไม่ถูก ต้องด้วยนามกายอยู่ซึ่งอรหัตผล. ๑ ใน ๔ ส่วน เป็นผู้ปราศจากราคะ โทสะ โมหะแล้ว ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ปลงภาระแล้ว บรรลุ ประโยชน์ตนแล้ว มีเครื่องผูกไว้ในภพสิ้นไปรอบแล้ว พ้นวิเศษแล้ว เพราะรู้ชอบ มีลิ่มสลักอันยกขึ้นแล้ว มีคูอันกลบแล้ว มีเสาระเนียด อันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้ไม่มีลิ่มสลัก เป็นอริยะ ลดธง คือมานะ แล้ว มีเครื่องผูกพันแล้ว มีชัยชนะอย่างดีวิเศษแล้ว ท่านกำหนด รู้ทุกข์แล้ว ละสมุทัยแล้ว ทำนิโรธให้แจ้งแล้ว ยังมรรคให้เกิดขึ้นแล้ว รู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว กำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้แล้ว ละ ธรรมที่ควรละแล้ว บำเพ็ญธรรมที่ควรบำเพ็ญแล้ว ฯลฯ ทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้งแล้ว อีก ๓ ใน ๔ ส่วน ยังไม่ทำให้แจ้งซึ่ง ธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๖] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อ เห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วใน ผล หรือ ?
หน้า 548 ข้อ 657
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าว ว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเห็นนิโรธแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วใน ผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๗] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อ เห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าว ว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อ เห็นทุกข์แล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ตั้งอยู่แล้ว ในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าว
หน้า 549 ข้อ 658, 659
ว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นนิโรธแล้ว พึง กล่าวว่า ตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๘] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อ เห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าว ว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าว ว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควร กล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเห็นมรรค พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นมรรคแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควร กล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๕๙] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล เมื่อ เห็นทุกข์ พึงกล่าวว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นทุกข์แล้ว ไม่พึงกล่าว
หน้า 550 ข้อ 660, 661
ว่า เป็นผู้ที่ควรกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเห็นทุกข์ไร้ประโยชน์ หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อเห็นสมุทัย ฯลฯ เมื่อเห็นนิโรธ พึงกล่าว ว่า ผู้ดำเนินไปแล้ว เมื่อเห็นนิโรธแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า เป็นผู้ที่ควร กล่าวว่าตั้งอยู่แล้วในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเห็นนิโรธไร้ประโยชน์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๖๐] ป. เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะ ๔ ก็เป็นอันได้เห็น แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. ทุกขสัจเป็นสัจจะ ๔ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่านั้น ฯลฯ [๖๖๑] ส. เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความไม่เที่ยงแล้ว ขันธ์ ๕ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปขันธ์เป็นขันธ์ ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 551 ข้อ 662, 663, 664, 665
[๖๖๒] ส. เมื่อเห็นจักขายตนะโดยความไม่เที่ยงแล้ว อาย- ตนะ ๑๒ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะเป็นอายตนะ ๑๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๖๓] ส. เมื่อเห็นจักขุธาตุโดยความไม่เที่ยงแล้ว ธาตุ ๑๘ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุธาตุเป็นธาตุ ๑๘ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๖๔] ส. เมื่อเห็นจักขุนทรีย์ โดยความไม่เที่ยงแล้ว อินทรีย์ ๒๒ ก็เป็นอันได้เห็นโดยความไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุนทรีย์ เป็นอินทรีย์ ๒๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๖๕] ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๔ หรือ๑ ? ๑. ญาณ ๔ คือ ญาณในอริยสัจ ๔.
หน้า 552 ข้อ 665
ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๘ หรือ๑ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลเป็น ๘ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๑๒ หรือ๒ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลด้วยญาณ ๔๔ หรือ๓ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ญาณ ๘ คือ ญาณในอริยสัจ ๔ และญาณในปฏิสัมภิทา ๔. ๒. ญาณ ๑๒ คือ ญาณในปฏิจจสมุปบาทอันมีองค์ ๑๒. ๓. ญาณ ๔๔ คือ ญาณวัตถุ ๔๔ ที่มาใน สํ. นิ. ๑๖/๑๑๙.
หน้า 553 ข้อ 666
ส. โสดาปัตติผล เป็น ๔๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลได้ด้วยญาณ ๗๗ หรือ๑ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลเป็น ๗๗ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มหาสมุทรลาดไปโดยลำดับ ลุ่มไปโดยลำดับ ลึกไป โดยลำดับ มิได้ลึกเป็นเหวแต่เบื้องต้นทีเดียว แม้ฉันใด ใน ธรรมวินัยนี้ ก็ฉันนั้นเทียวแล เป็นการศึกษาโดยลำดับ เป็น การกระทำโดยลำดับ เป็นการปฏิบัติโดยลำดับ มิได้เป็นการแทง ตลอดโดยรู้ทั่วถึงแต่เบื้องต้นทีเดียว ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ๑. ญาณ ๗๗ คือ ญาณวัตถุ ๗๗ ที่มาใน สํ. นิ. ๑๖/๑๒๗. ๒. องฺ อฏฺก. ๒๓/๑๑๐.
หน้า 554 ข้อ 667, 668
ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้ โดยลำดับน่ะสิ. [๖๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ตรัสรู้ธรรมโดยลำดับ หรือ ? ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ผู้เป็นปราชญ์ พึงกำจัดมลทินของตนทีละน้อย ๆ ทุก ๆ ขณะโดยลำดับ ดุจช่าง ทองกำจัดมลทินทอง ฉะนั้น ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น การตรัสรู้ธรรมก็เป็นการตรัสรู้โดย ลำดับน่ะสิ. [๖๖๘] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระควัมปติเถระได้กล่าวกะภิกษุทั้งหลาย ดังนี้ ว่า คำนี้ข้าพเจ้าได้สดับมาโดยตรง ได้รับมาโดยตรงต่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์ ผู้นั้นย่อม เห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ผู้ใด เห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรม ๑. ขุ. ธ. ๒๕/๒๘.
หน้า 555 ข้อ 669
เป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่ง ทุกข์ด้วย ผู้ใดเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นปฏิปทาอัน ให้ถึงธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ ผู้ใดเห็นปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็น ที่ดับแห่งทุกข์ ผู้นั้นย่อมเห็นทุกข์ด้วย ย่อมเห็นเหตุเกิดขึ้น แห่งทุกข์ด้วย ย่อมเห็นธรรมเป็นที่ดับแห่งทุกข์ด้วย ดังนี้๑ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม เป็นการตรัสรู้โดยลำดับ. [๖๖๙] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พร้อมกับการ ถึงพร้อมด้วยทัศนะของท่าน พระโสดาบัน ท่าน ฯลฯ เป็น ผู้ไม่ควรทำความผิดสถานหนัก ๖ ประการ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม เป็นการตรัสรู้โดยลำดับ. ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๗๑๑.
หน้า 556 ข้อ 670
[๖๗๐] ส. การตรัสรู้ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย สมัยใดธรรมจักษุ คือ ดวงตาเห็นธรรม ปราศจากผงฝ้า ได้เกิดขึ้นแก่พระอริยสาวกว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็น ธรรมดา สิ่งนั้นทั้งมวลล้วนมีความดับเป็นธรรมดา สมัยนั้น พร้อมกับความเกิดขึ้นแห่งโสดาปัตติมรรค อริยสาวกนั้นละสัญ- โยชน์ได้ ๓ คือ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า การตรัสรู้ธรรม เป็นการตรัสรู้โดยลำดับ. อนุปุพพาภิสมยกถา จบ อรรถกถาอนุปุพพาภิสมยกถา ว่าด้วยการตรัสรู้โดยลำดับ บัดนี้ เป็นเรื่องการตรัสรู้โดยลำดับ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งการ ตรัสรู้ต่าง ๆ ของชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ นิกายสัพพัตถิกะ นิกายสมิติยะ และนิกายภัทรยานิกะทั้งหลายในขณะนี้อันเกิดขึ้นแล้ว
หน้า 557 ข้อ 670
อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ย่อมละกิเลส ทั้งหลายได้บางอย่างด้วยการเห็นซึ่งทุกข์ ย่อมละกิเลสบางอย่างได้ด้วย การเห็นสมุทัย . . . นิโรธ . . . มรรคโดยทำนองเดียวกัน และย่อมละกิเลส ทั้งหลายที่เหลือ เพราะทำการละกิเลสโดยลำดับ ๑๖ ส่วนอย่างนี้ ด้วย ประการฉะนี้ จึงบรรลุความเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ โดยไม่พิจารณา ถือเอาพระสูตรทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- ผู้มีปัญญา พึงกำจัดมลทินของตนที- ละน้อย ๆ ทุกๆ ขณะ ดุจช่างทองกำจัดมลทิน- ทอง ฉะนั้น ดังนี้. เพื่อตำหนิลัทธิแห่งชนเหล่านั้น สกวาทีจึงถามว่า การตรัสรู้ ธรรมเป็นการตรัสรู้โดยลำดับหรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูกถามว่า บุคคลยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดได้โดยลำดับหรือ ปราวาทีปฏิเสธเพราะกลัวว่า การตรัสรู้มีจำนวนมากมายของมรรคเดียว. ถูกถามครั้งที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการเห็นทุกข์เป็นต้น. อีก อย่างหนึ่ง ปรวาทีย่อมตอบรับรองว่า ญาณแม้ทั้ง ๔ เหล่านั้น เป็น โสดาปัตติมรรคหนึ่งเท่านั้น แต่ย่อมปรารถนาผลเพียงหนึ่ง เพราะ ฉะนั้น จึงปฏิเสธ. แม้ในสกทาคามิมรรค เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในปัญหาว่า เมื่อเห็นมรรคแล้วพึงกล่าวว่าตั้งอยู่แล้วใน ผลหรือ อธิบายว่า การเห็นทุกข์เป็นต้นยังไม่สำเร็จ แต่การเห็น นั้นชื่อว่าสำเร็จด้วยการเห็นของมรรคแล้ว จากนั้นจึงถึงซึ่งการนับว่าผู้
หน้า 558 ข้อ 670
นั้นตั้งอยู่ในผล เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองว่า ใช่. คำถามของปรวาทีว่า เมื่อเห็นทุกข์แล้ว สัจจะทั้ง ๔ ก็ เป็นอันได้เห็นแล้วหรือ สกวาทีตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการ ตรัสรู้สัจจะทั้ง ๔ นั้นพร้อมกัน เมื่อซักอีกว่า ทุกขสัจจะเป็น สัจจะทั้ง ๔ หรือ สกวาทีนั้นนั่นแหละตอบปฏิเสธ เพราะสัจจะทั้ง ๔ มีสภาวะต่างกัน. คำถามว่า เมื่อเห็นรูปขันธ์โดยความเป็นของ ไม่เที่ยงแล้ว เป็นของสกวาที. คำรับรองเป็นของปรวาที เพราะ ลัทธิของท่านว่า เมื่อบุคคลแทงตลอดธรรมอันหนึ่งโดยความเป็นของ ไม่เที่ยงแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้แทงตลอดธรรมแม้ทั้งปวง ดุจบุคคลรู้รส แห่งน้ำเพียงหยาดเดียวจากสมุทร ย่อมเป็นผู้ชื่อว่ารู้รสน้ำที่เหลือ ดังนี้. คำว่า ด้วยญาณ ๔ ได้แก่ ด้วยญาณในทุกข์เป็นต้น ได้ แก่ ญาณในอริยสัจจ์ ๔. คำว่า ด้วยญาณ ๘ ได้แก่ ด้วยสัจจ- ญาณ ๔ อันทั่วไป แก่พระสาวกทั้งหลาย และปฏิสัมภิทาญาณ ๔. คำว่า ด้วยญาณ ๑๒ ได้แก่ ด้วยญาณในปฏิจจสมุปบาทอันมีองค์ ๑๒. คำว่า ด้วยญาณ ๔๔ ได้แก่ ด้วยญาณที่ท่านกล่าวไว้ในนิทาน. วรรคอย่างนี้ว่า ญาณในชรา มรณะ และญาณในเหตุเกิดขึ้นแห่งชรา และมรณะ. คำว่า ด้วยญาณ ๗๗ ได้แก่ ด้วยญาณที่ท่านกล่าว ไว้ในนิทานวรรคนั้นนั่นแหละอย่างนี้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชรา และมรณะเป็นของไม่เที่ยงเป็นสังขตะเกิดขึ้นเพราะอาศัยกัน มีความ สิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็น
หน้า 559 ข้อ 670
ธรรมดา. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งพระบาลีพร้อมกับการ ชำระพระสูตร นั้นแล. อรรถกถาอนุปุพพาภิสมยกถา จบ
หน้า 560 ข้อ 671, 672, 673
โวหารกถา [๖๗๑] สกวาที พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็น โลกุตตระ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบ โสตที่เป็นโลกุตตระ ไม่กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ รับรู้ได้ด้วยวิญญาณ ที่เป็นโลกุตตระ รับรู้ไม่ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ พระสาวกทั้งหลาย รับรู้ได้ ปุถุชนทั้งหลายรับรู้ไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๗๒] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบ โสตที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระ- ภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ [๖๗๓] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระ-
หน้า 561 ข้อ 674, 675, 676
ผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ. [๖๗๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าปุถุชน ทั้งหลายรับรู้ได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปุถุชนรับรู้พระดำรัสของพระผู้มีพระ- ภาคพุทธเจ้าได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ. [๖๗๕] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดา- ปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็น พละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๗๖] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ใคร ๆ ที่ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธ- เจ้าได้ มีอยู่หรือ ?
หน้า 562 ข้อ 677, 678
ป. ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรธรรม พึงรับรู้ได้ด้วยโสต กระทบที่ โสตมาสู่คลองแห่งโสต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๗๗] ส. โลกุตตรธรรม ไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสตไม่กระทบ ที่โสตไม่มาสู่คลองแห่งโสต มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่พึงรับรู้ได้ด้วยโสต ไม่ กระทบที่โสต ไม่มาสู่คลองแห่งโสต ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ. [๖๗๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ใครๆ ที่พึงยินดีในพระดำรัสของพระผู้มีพระ- ภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งราคะ เป็นที่ตั้งแห่ง ความยินดี เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา เป็นที่ตั้ง แห่งความติด เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 563 ข้อ 679, 680, 681
[๖๗๙] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความยินดี ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความมัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความติด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ ไม่ เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ มัวเมา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความติด ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสยบ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเป็นโลกุตตระ. [๖๘๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ใคร ๆ ที่พึงขัดเคืองพระดำรัสของพระผู้มีพระ- ภาคพุทธเจ้ามีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่ง ความขัดเคือง เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๘๑] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งความขัดเคือง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 564 ข้อ 682, 683
ส. หากว่า โลกุตตรธรรม ไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ. [๖๘๒] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ใคร ๆ ที่พึงหลงในพระดำรัสของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้ามีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรธรรมเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความ ไม่รู้ กระทำให้ตาบอด เป็นที่เสื่อมสิ้นแห่งปัญญา เป็นฝักฝ่ายแห่ง ความคับแค้น ไม่เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๓] ส. โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำ ความไม่รู้ ไม่กระทำให้ตาบอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นฝักฝ่าย แห่งความคับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า โลกุตตรธรรมไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่ กระทำความไม่รู้ ไม่กระทำให้ตาบอด เป็นที่เจริญแห่งปัญญา ไม่เป็น ฝักฝ่ายแห่งความคับแค้น เป็นไปพร้อมเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็นโลกุตตระ.
หน้า 565 ข้อ 684, 685, 686
[๖๘๔] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เป็น โลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มี- พระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชนเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๕] ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง ฟังพระดำรัสของพระผู้มี- พระภาคพุทธเจ้าอยู่ ชนเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พาลปุถุชน ฟังพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค- พุทธเจ้าอยู่ พาลปุถุชนก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. คนทำมาตุฆาต ฯ ล ฯ คนทำปิตุฆาต... คนทำ อรหันตฆาต... คนทำโลหิตุปบาท ฯลฯ คนทำสังฆเภท ฟังพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าอยู่ คนทำสังฆเภท ก็ชื่อว่ายังมรรคให้เกิด ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๘๖] ป. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าทองชี้บอก ได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 566 ข้อ 687, 688
ป. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่ เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสด้วยพระดำรัสที่เป็น โลกุตตระ [๖๘๗] ส. กองข้าวก็ดี กองทองก็ดี ใช้ไม้เท้าต้นละหุ่ง ชี้บอกก็ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เหมือนกันนั่นแหละ ธรรมที่เป็นโลกิยะก็ดี ที่ เป็นโลกุตตระก็ดี พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าย่อมตรัสด้วยพระดำริที่เป็น โลกิยะ. [๖๘๘] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัส โลกิยธรรมก็เป็นโลกิยะ เมื่อเป็นโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อตรัสโลกิยธรรม พระดำรัสนั้น กระทบโสต ที่เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็กระทบโสตที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัสโลกิยธรรม ชนทั้งหลายรับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ เมื่อ ตรัสโลกุตตรธรรม ก็รับรู้ได้ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกุตตระ เมื่อตรัส โลกิยธรรม ปุถุชนทั้งหลายรับรู้ได้ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม พระสาวก ทั้งหลายรับรู้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 567 ข้อ 689, 690
[๖๘๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาค- พุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสทั้งโลกิยธรรมและ โลกุตตรธรรม มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าตรัสทั้งโลกิย- ธรรมและโลกุตตรธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัสโลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อ ตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ. [๖๙๐] ส. พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า เมื่อตรัส โลกิยธรรม ก็เป็นโลกิยะ เมื่อตรัสโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อตรัสมรรค ก็เป็นมรรค เมื่อตรัสธรรมมิใช่ มรรค ก็เป็นธรรมมิใช่มรรค เมื่อตรัสผล ก็เป็นผล เมื่อตรัสธรรม มิใช่ผล ก็เป็นธรรมมิใช่ผล เมื่อตรัสนิพพาน ก็เป็นนิพพาน เมื่อ ตรัสธรรมมิใช่นิพพาน ก็เป็นธรรมมิใช่นิพพาน เมื่อตรัสสังขตะ ก็ เป็นสังขตะ เมื่อตรัสอสังขตะ ก็เป็นอสังขตะ เมื่อตรัสรูป ก็เป็นรูป
หน้า 568 ข้อ 690
มิใช่เวทนา ก็เป็นธรรมมิใช่เวทนา เมื่อตรัสสัญญา ก็เป็นสัญญา เมื่อตรัสธรรมมิใช่สัญญา ก็เป็นธรรมมิใช่สัญญา เมื่อตรัสสังขาร ก็เป็นสังขาร เมื่อตรัสธรรมมิใช่สังขาร ก็เป็นธรรมมิใช่สังขาร เมื่อ ตรัสวิญญาณ ก็เป็นวิญญาณ เมื่อตรัสธรรมมิใช่วิญญาณ ก็เป็นธรรม มิใช่วิญญาณ หรือ. ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ โวหารกถา จบ อรรถกถาโวหารกถา ว่าด้วยโวหาร บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องโวหาร คือถ้อยคำที่กล่าวเรียกสิ่งต่าง ๆ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดในขณะนี้ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ ทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมตรัสรู้ เรียก ด้วยคำอันเป็นโลกุตตระ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที ด้วยสามารถแห่งลัทธิ. คำว่า โสตที่ เป็นโลกุตตระ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้ว เพื่อแสดงความที่ปรวาที นั้นไม่ควรจะกล่าว คือเป็นคำที่ไม่ถูกต้อง. ในข้อนี้ท่านอธิบายไว้ดังนี้ ว่า สัททายตนะนั่นแหละ ท่านไม่ควรกล่าวว่า เป็นโลกุตตระ หรือว่า แม้โสตะ เป็นต้น ก็เช่นเดียวกัน.
หน้า 569 ข้อ 690
ในข้อว่า หากว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า กระทบโสตที่เป็นโลกิยะ นี้ความว่า บุคคลไม่พึงถือเอาเนื้อความ อย่างนี้ว่า ถ้าว่า พระดำรัสของพระผู้มีพระภาคนั้นพึงกระทบโลกุตตระ ทั้งหลาย พระดำรัสนั้นพึงเป็นโลกุตตระไซร้. ในข้อนี้ ก็เมื่อพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคกระทบอยู่ซึ่งโลกิยะ พระดำรัสนั้น มิได้ชื่อว่า เป็น โลกุตตระ. แม้ในคำว่า ด้วยวิญญาณที่เป็นโลกิยะ นี้ได้แก่ ด้วยโลกีย์เท่านั้น. ความเป็นโลกีย์โดยประการอื่นนั้น มีประการมิใช่ น้อย. จริงอยู่โลกุตตระย่อมรู้ได้ด้วยญาณแม้อันเป็นโลกีย์. บัณฑิตพึง ทราบเนื้อความทั้งปวง โดยสมควรอย่างนี้. ในปัญหาทั้งหลายว่า ชนเหล่านั้นทั้งหมดชื่อว่ายังมรรค ให้เกิดได้หรือ ปรวาทีย่อมปฏิเสธ เพราะหมายเอาเฉพาะผู้ไม่ได้ มรรค แต่รับรอง หมายเอาผู้ได้มรรค. คำว่า ใช้ไม้เท้าทอง ได้แก่ไม้เท้าสำเร็จแล้วด้วยทองคำ อุทาหรณ์นี้เป็นของปรวาที. คำว่า ไม้เท้าต้นละหุ่ง ได้แก่ ไม้เท้าที่ทำจากต้นละหุ่ง คำนี้เป็นอุทาหรณ์ ของสกวาที. อนึ่ง ลัทธิหนึ่งของนิกายอันธกะบางพวกว่า เมื่อพระผู้มี- พระภาคพุทธเจ้าตรัสโลกิยธรรมก็เป็นโลกิยธรรม ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้ มีเนื้อความตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถาโวหารกถา จบ
หน้า 570 ข้อ 691
นิโรธกถา [๖๙๑] ส. นิโรธ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกขนิโรธ เป็น ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ทุกขนิโรธ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิโรธสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิโรธสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกขสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. นิโรธสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมุทัยสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. นิโรธสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคสัจจะ เป็น ๒ หรือ ?
หน้า 571 ข้อ 692
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. นิโรธสัจจะ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตาณะ๑ คือที่ต้านทาน เป็น ๒ หรือ ? ฯ ล ฯ เลณะ คือที่เร้น เป็นที่ สอง หรือ. . . สรณะ คือ ที่พึ่ง เป็น ๒ หรือ. . . ปรายนะ คือที่หมาย เป็น ๒ หรือ. . . อัจจุตะ คือที่มั่น เป็น ๒ หรือ . . . อมตะ เป็น ๒ หรือ ฯ ล ฯ นิพพาน เป็น ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. นิพพาน เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสูงและต่ำ ความเลวและประณีต ความ ยิ่งและหย่อนเขตแดน ความแตกต่าง ร่องรอย ระหว่าง แห่งนิพพาน ทั้ง ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๙๒] ส. นิโรธ เป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา คือโลกุตตรญาณ จะพิจารณาแล้วให้ดับได้ มิใช่ หรือ ? ๑. คำว่า ตาณะ เป็นต้นนี้ เป็นไวพจน์ของ นิพพาน.
หน้า 572 ข้อ 693, 694
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณา จะพิจารณาแล้วให้ดับได้ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า นิโรธเป็นสอง. [๖๙๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ป. สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจาร- ณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็น เครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ต่างก็ย่อยยับ ไปสิ้นแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า นิโรธเป็น ๒ [๖๙๔] ส. นิโรธเป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัยอริยมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แม้สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจาร- ณา ก็ชื่อว่าดับแล้วเพราะอาศัยอริยมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 573 ข้อ 695
[๖๙๕] ส. นิโรธเป็น ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารที่มิได้ดับด้วยปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ก็ย่อมไม่เกิดขึ้นได้อีก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธเป็น ๒. นิโรธกถา จบ อรรถกถานิโรธกถา ว่าด้วยนิโรธ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องนิโรธคือความดับ. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใด มีความเห็นว่ารวมนิโรธทั้ง ๒ คืออัปปฏิสังขานิโรธ คือการดับโดยไม่ ใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา และปฏิสังขานิโรธ คือการดับโดยใช้ ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้ง ๒ นี้เข้าด้วยกัน จึงชื่อว่า นิโรธ- สัจจะ ดังนี้ ดุจนิกายมหิสาสกะและนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามว่า นิโรธเป็น ๒ หรือ คำตอบ รับรองเป็นของพระปรวาที. ในปัญหาว่า ทุกขนิโรธเป็น ๒ หรือ ปรวาทีไม่ปรารถนาทุกขสัจจะเป็น ๒ เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงตอบ
หน้า 574 ข้อ 695
ปฏิเสธ แต่ปรารถนาว่าทุกข์ย่อมดับไปโดยอาการ ๒ อย่าง เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. ในปัญหาว่า นิโรธสัจจะเป็น ๒ หรือ ปรวาที เมื่อไม่ปรารถนาด้วยสามารถแห่งการดับทุกขสัจจะทั้ง ๒ อย่าง จึงตอบ ปฏิเสธ แต่ย่อมตอบรับรองเพราะการดับทุกข์โดยอาการทั้ง ๒ อย่าง. ในคำทั้งหลาย แม้คำว่า ตาณะเป็น ๒ หรือ เป็นต้น ก็ในนี้ นั่นแหละ ตาณะ คือ ธรรมเป็นเครื่องต้านทาน เป็นต้น นี้เป็นไวพจน์ ของพระนิพพาน. ในคำถามทั้งหลายมีคำว่า มีความสูงและต่ำแห่งนิพพาน ทั้ง ๒ หรือ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นพระนิพพานมีการสูงต่ำ เป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า สังขารที่ยังไม่ดับด้วยปัญญาเป็น เครื่องพิจารณา ดังนี้ อธิบายว่า สังขารเหล่าใดไม่ดับไปด้วยโลกุตตร- ญาณอันเป็นเครื่องพิจารณา ท่านเรียกสังขารเหล่านั้นว่า ดับไปแล้ว ตามปกติของตนเอง หรือเพราะไม่มีการปฏิบัติด้วยสามารถแห่งการ สอบถามอุทเทสเป็นต้น. คำว่า สังขารที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณา ได้แก่ สังขารเหล่านั้นย่อมดับไปด้วยโลกุตตรญาณ คือ ย่อมถึงซึ่งความไม่เกิดขึ้นอีก. คำถามว่า สังขารทั้งที่ยังไม่ดับด้วย ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา ทั้งที่ดับแล้วด้วยปัญญาเป็นเครื่อง พิจารณา ต่างก็ย่อยยับไปสิ้นแล้วมิใช่หรือ ดังนี้ เป็นของปรวาที. ในคำวิสัชนานั้น สกวาทีย่อมตอบรับรองซึ่งความที่สังขารทั้งหลายเหล่า- นั้นมีการแตกดับไปเป็นธรรมดา โดยมิต้องใช้ปัญญาเป็นเครื่องพิจารณา เพราะการแตกดับแห่งสังขารทั้งหลายเป็นสภาพต้องแตกดับไปโดยส่วน-
หน้า 575 ข้อ 695
เดียว หรือว่าความที่สังขารเหล่านั้น เมื่ออริยมรรคเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้อง แตกดับไปเพราะการแตกดับนั้นเทียว. คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความตื้น ทั้งนั้นแล. อรรถกถานิโรธกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ปรูปหารกถา ๒. อัญญาณกถา ๓. กังขากถา ๔. ปรวิตารณกถา ๕. วจีเภทกถา ๖. ทุกจาหารกถา ๗. จิตตฐิติกถา ๘. กุกกุฬกถา ๙. อนุปุพพาภิสมยกถา ๑๐. โวหารกถา ๑๑. นิโรธกถา. วรรคที่ ๒ จบ
หน้า 576 ข้อ 696, 697, 698
วรรคที่ ๓ พลกถา [๖๙๖] ส. สกวาที กำลังพระตถาคตทั่วไปแก่พระ- สาวก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต ก็คือ กำลังของพระสาวก กำลังของพระสาวก ก็คือ กำลังของพระตถาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๖๙๗] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคตอันนั้น กำลังของพระสาวก ก็อันนั้นแหละ กำลังของพระสาวกอันนั้น กำลังของพระตถาคตก็อัน นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๖๙๘] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคตเช่นใด กำลังแห่งพระสาวก ก็เช่นนั้น กำลังแห่งพระสาวกเช่นใด กำลังของพระตถาคต ก็เช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 577 ข้อ 699, 700, 701
[๖๙๙] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?. ป. ถูกแล้ว. ส. บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การ แสดงธรรมแห่งพระตถาคต เช่นใด บุรพประโยค บุรพจริยา การ กล่าวธรรม การแสดงธรรม แห่งพระสาวกก็เช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๐๐] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระตถาคต คือ พระชินะ พระศาสดา พระ- สัมมาสัมพุทธะ พระสัพพัญญู คือผู้รู้ธรรมทั้งปวง พระสัพพทัสสาวี คือ ผู้เห็นธรรมทั้งปวง พระธรรมสามี คือเจ้าแห่งธรรม พระธรรมปฏิ- สรณะ คือ ผู้มีธรรมเป็นที่อาศัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสาวก ก็คือ พระชินะ พระศาสดา พระ- สัมมาสัมพุทธะ พระสัพพัญญู พระสัพพทัสสาวี พระธรรมสามี พระ- ธรรมปฏิสรณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๐๑] ส. กำลังของพระตถาคตทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระตถาคต เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้เกิด ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้น เป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆ
หน้า 578 ข้อ 702, 703, 704
มิเคยได้กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสาวก ก็เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้บังเกิดให้เกิด ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังมิได้ปรากฏให้ปรากฏขึ้นเป็นผู้กล่าวมรรคที่ใคร ๆ มิเคยได้กล่าว เป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๐๒] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสาวก เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพ- ทัสสาวี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๐๓] ป. พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระสาวกรู้ฐานะและอฐานะ ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่ง ฐานะและอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้. [๗๐๔] ป. พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุ แห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตและปัจจุบัน หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 579 ข้อ 705, 706, 707
ป. หากว่า พระสาวกรู้ผลอันสุกวิเศษโดยฐานะ โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งผลอัน สุกวิเศษโดยฐานะ. โดยเหตุแห่งกรรมสมาทานทั้งอดีตอนาคตและปัจจุ- บัน ทั่วไปแก่พระสาวก. [๗๐๕] ป. พระสาวก รู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระสาวกรู้ปฏิปทาอันนำไปสู่คติทั้งปวง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตาม จริงซึ่งปฏิปทาอันจะนำไปในคติทั้งปวง ทั่วไปแก่พระสาวก ดังนี้. [๗๐๖] ป. พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุมิใช่น้อย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระสาวกรู้โลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุ มิใช่น้อย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งโลกอันมีธาตุต่าง ๆ มีธาตุมิใช่น้อย ทั่วไปแก่พระสาวก [๗๐๗] ป. พระสาวก รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุติ คืออัธยาศัยต่าง ๆ กัน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระสาวกรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มี
หน้า 580 ข้อ 708, 709, 710
อธิมุติต่าง ๆ กัน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระ- ตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้มีอธิมุตติต่าง ๆ กัน ทั่วไปแก่พระสาวก. [๗๐๘] ป. พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การ ออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระสาวกรู้ความเศร้าหมอง ความผ่อง แผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และสมาบัติ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ เศร้าหมอง ความผ่องแผ้ว การออกแห่งฌาน วิโมกข์ สมาธิ และ สมาบัติ ทั่วไปแก่พระสาวก. [๗๐๙] ป. พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคย อยู่อาศัยในกาลก่อนได้แก่ระลึกชาติหนหลังได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า พระสาวกรู้ญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ ที่เคยอยู่อาศัยในกาลก่อน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของ พระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งญาณเป็นเครื่องระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่ อาศัยในกาลก่อน ทั่วไปแก่พระสาวก. [๗๑๐] ป. พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 581 ข้อ 711, 712
ป. หากว่า พระสาวกรู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ทั้ง หลาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งจุติและอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก. [๗๑๑] ป. อาสวะทั้งหลาย ทั้งของพระตถาคต ทั้งของพระ- สาวกต่างก็สิ้นไปแล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มีเหตุอะไร ๆ ที่ทำให้ต่างกันในระหว่างความสิ้น อาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระสาวก หรือใน ระหว่างความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก หรือ ? ส. ไม่มี. ป. หากว่า ไม่มีเหตุอะไร ๆ ที่ทำให้ต่างกันใน ระหว่างความสิ้นอาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้นอาสวะแห่งพระ- สาวก หรือในระหว่างความหลุดพ้นแห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้น แห่งพระสาวก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก. [๗๑๒] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
หน้า 582 ข้อ 713, 714, 715
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๑๓] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๑๔] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๑๕] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระ- สาวก หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 583 ข้อ 716, 717, 718
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๑๖] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๑๗] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ไม่ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๑๘] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ?
หน้า 584 ข้อ 719
ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๑๙] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงซึ่งความ ยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ทั่วไปแก่พระสาวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ พลกถา จบ อรรถกถาพลกถา ว่าด้วย พละ คือ กำลัง บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องพละ คือกำลัง. ในเรืองนั้น ชนเหล่าใดมี ลัทธิ ดุจนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า กำลังพระตถาคตทั่วไป แก่พระสาวกทั้งหลาย เพราะถือเอาพระสูตร ๑๐ สูตร มีอนุรุทธสังยุต สูตรเป็นต้น โดยไม่พิจารณาว่า ดูก่อนผู้มีอายุทั้งหลาย ก็แล เราย่อมรู้
หน้า 585 ข้อ 719
ชัดซึ่งฐานะโดยความเป็นฐานะ และย่อมรู้ชัดอฐานะโดยความเป็น อฐานะตามความเป็นจริง เพราะความที่สติปัฏฐานทั้ง ๔ เหล่านี้เรา เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่า นั้น. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. อนึ่ง ชื่อว่า กำลังแห่งพระตถาคตนี้ ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลายก็มี ไม่ทั่วไปก็มี ทั้งทั่วไปและไม่ทั่วไปก็มี มีอยู่ ในกำลังเหล่านั้น ญาณในความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลายชื่อว่า สาธารณะ คือทั่วไปแก่พระสาวก แต่อิน- ทริยปโรปริยัตติญาณ ได้แก่ญาณรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ เป็น อสาธารณญาณ คือญาณไม่ทั่วไป ญาณที่เหลือเป็นสาธารณะด้วย อสาธารณะด้วย. จริงอยู่พระสาวกทั้งหลายย่อมรู้ซึ่งฐานาฐานญาณเป็น ต้นได้บางอย่าง แต่พระตถาคตทั้งหลายย่อมรู้ฐานาฐานญาณเป็นต้นได้ โดยสิ้นเชิง. พระสาวกทั้งหลายย่อมรู้สาธารณาณเหล่านั้นโดยอุทเทส คือโดยหัวข้อ ไม่รู้โดยนิทเทส คือโดยนำออกแสดงโดยพิสดาร. ก็ลัทธิ นี้กล่าวว่า กำลังของพระตถาคตแม้ทั้งปวงว่าทั่วไปแก่พระสาวก โดยไม่แปลกกัน ดังนี้ เพื่อตำหนิลัทธินั้น ๆ เพราะเหตุนั้น จึงเริ่ม ซักถามอีกว่า กำลังของพระตถาคตก็คือกำลังพระสาวก ดังนี้ เป็นต้น. ในการตอบปัญหาเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ ปรวาทีหมายเอาความ ที่กำลังเหล่านั้น เป็นวิสัยคือเป็นอารมณ์แห่งอาการทั้งปวงโดยนิทเทส จึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งญาณมีฐานา-
หน้า 586 ข้อ 719
ฐานญาณเป็นต้นโดยอุทเทส. ในปัญหาว่า กำลังของพระตถาคต อันนั้น กำลังของพระสาวกก็อันนั้นแหละ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะไม่มีการกระทำที่แตกต่างกันโดยอาการทั้งปวง. บุรพประโยค คือการประกอบในเบื้องต้น ก็ดี บุรพจริยา คือการประพฤติเบื้องต้น ก็ดี ย่อมเป็นอย่างเดียวกันโดยอรรถ. การกล่าวธรรมด้วย การแสดง ธรรมด้วย ก็เป็นเช่นเดียวกัน. ในปัญญาว่าด้วยอินทริยปริยัตติญาณ ปรวาทีตอบรับรองใน วิสัย คืออารมณ์แห่งพระสาวก หมายเอาทั่วไปโดยเอกเทส คือบางส่วน. บัดนี้ ปัญหาของปรวาที มีคำว่า พระสาวกรู้ฐานะและ อฐานะหรือ เป็นต้น เพื่อให้ตั้งไว้ซึ่งความที่ญาณเหล่านั้นเป็นสาวก สาธารณญาณ โดยความที่ท่านย่อมรู้ฐานาฐานญาณเป็นต้นโดยอุทเทส เพราะฉะนั้นจึงประกาศความรู้อรรถของพระสาวกสักว่าการรู้นั้น. ใน ปัญหานั้นปรวาทีไม่ถือเอาอินทริยปโรปปริยัตติญาณซึ่งเป็นญาณอย่างใด อย่างหนึ่งแห่งอสาธารณญาณ ๖. คำว่า ความสิ้นอาสวะแห่งพระตถาคต กับความสิ้น อาสวะแห่งพระสาวก ดังนี้ อธิบายว่า คำใดอันบุคคลควรกล่าวพึงมี เพราะอาศัยการสิ้นอาสวะของพระตถาคต กับการสิ้นอาสวะของพระ- สาวกนั้น ความแตกต่างกันหามีไม่. แม้ในบทว่า ความหลุดพ้น แห่งพระตถาคต กับความหลุดพ้นแห่งพระสาวก ก็นัยนี้นั่น
หน้า 587 ข้อ 719
แหละ. คำที่เหลือในที่นี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. บัดนี้ ปัญหาของปรวาทีว่า ในความสิ้นไปแห่งอาสวะทั้ง หลาย เป็นต้นนั่นแหละอีก เพื่อเปรียบเทียบญาณในความสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลายของพระตถาคตกับพระสาวกที่สกวาทีตอบรับรองเป็น สาธารณญาณนั้น แล้วจึงถามซึ่งความเป็นสาธารณญาณทั้งหลายแม้ที่ เหลือ. ญาณนั้นอันสกวาทีผู้แก้ปัญหารับรองแล้วว่าเป็นสาธารณญาณ เพราะไม่มีอะไรแปลกกันในการสิ้นอาสวะเลย. ในญาณทั้งหลายนอก จากนี้ท่านตอบปฏิเสธความเป็นญาณสาธารณะเพราะไม่มีพิเศษในพระ- สาวก. คำถามเรื่องอสาธารณญาณ๑ ของปรวาทีเปรียบเทียบอาสวัก- ขยญาณนั้นนั่นแหละกับบรรดาญาณทั้งหลายมีฐานาฐานญาณเป็นต้น อีก. ในการวิสัชนาปัญหานั้น สกวาทีปฏิเสธในอาสวักขยญาณแต่รับรอง ในญาณแม้ที่เหลือ. ต่อจากนี้เป็นคำถามอสาธารณญาณของปรวาที เปรียบเทียบกับอินทริยปโรปริยัตติญาณ. ญาณนั้นท่านแสดงไว้โดยย่อ. ๑ อสาธารณญาณ ๖ ได้แก่ ญาณที่ไม่ทั่วไปแก่พระสาวกทั้งหลาย ๖ คือ :- ๑. อินทริยปโรปริยัตติญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอิน- ทรีย์ของสัตว์ทั้งหลาย. ๒. อาสยานุสยญาณ ได้แก่ ปัญหาหยั่งรู้อาสยะ คือ อัธยาศัย และกิเลสที่ นอนเนื่องในสันดานของสัตว์. ๓. ยมกปาฏิหิรญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้การทำยมกปาฏิหาริย์ ๔. มหากรุณาสมาปัตติญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ในการเข้ามหากรุณาสมบัติ ๕. สัพพัญญุตญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมทั้งปวง ๖. อนาวรณญาณ ได้แก่ ปัญญาหยั่งรู้ธรรมอันไม่มีอะไรขัดข้อง.
หน้า 588 ข้อ 719
แม้ในการวิสัชนาปัญหา สกวาทีตอบรับรองในอินทริยปโรปริยัตติญาณ ตอบปฏิเสธในญาณที่เหลือทั้งหลาย. ต่อจากนั้นคำถามสาธารณญาณ แห่งอนทริยปโรปรยัตติญาณ ของปรวาทีซึ่งเปรียบเทียบกับฐานาฐาน- ญาณทั้งหลาย. ญาณแม้นั้น ท่านก็แสดงไว้โดยย่อ. ในการวิสัชนา ปัญหานั้น สกวาทีตอบปฏิเสธในอินทริยปโรปริยัตติญาณ ตอบรับรอง ในญาณทั้งหลายที่เหลือ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาพลกถา จบ
หน้า 589 ข้อ 720, 721
อริยันติกถา [๗๒๐] สกวาที กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริง ในฐานะและอฐานะ เป็นอริยะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นมงคล เป็นนิพพาน เป็นโส- ดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิ- ผล เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอร- หัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๒๑] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งฐานะและ อฐานะด้วย ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งสุญญตะด้วย หรือ ?
หน้า 590 ข้อ 721
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งฐานะและ อฐานะด้วย ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งสุญญตะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ หรือ ฯลฯ มีอัปปณิ- หิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งฐานะและ อฐานะด้วย ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งอัปปณิหิตะ ด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 591 ข้อ 722
ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งฐานะและ อฐานะด้วย ทรงทำไว้ในพระทัยซึ่งอัปปณิหิตะ ด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๒๒] ส. สติปัฏฐาน เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สติปัฏฐาน เป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะ เป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 592 ข้อ 723, 724
[๗๒๓] ส. สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพช- ฌงค์ เป็นอริยะ มีสุญญตะอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โพชฌงค์เป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๒๔] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มี สุญญตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่ามีสุญญ- ตะเป็นอารมณ์ หรือ ?
หน้า 593 ข้อ 725
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ อัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สติปัฏฐานเป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีอัปป- ณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมัปปธาน ฯ ล ฯ โพชฌงค์ เป็นอริยะ แต่ ไม่พึงกล่าวว่า มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๒๕] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดา- ปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ?
หน้า 594 ข้อ 726
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๒๖] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีสุญญตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มีสุญญตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งจุติและอุ- บัติแห่งสัตว์ทั้งหลายด้วย ทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งสุญญตะด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งจุติและอุ- บัติแห่งสัตว์ทั้งหลายด้วย ทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งสุญญตะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 595 ข้อ 726
ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งจุติและอุ- บัติแห่งสัตว์ทั้งหลายด้วย ทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งอัปปณิหิตะด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระตถาคตทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งจุติและอุ- บัติแห่งสัตว์ทั้งหลายด้วย ทรงทำไว้ในพระทัย ซึ่งอัปปณิหิตะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 596 ข้อ 727, 728
[๗๒๗] ส. สติปัฏฐาน เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิ- หิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ มีอัปป- ณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. สัมมัปปธาน ฯลฯ โพชฌงค์ เป็นอริยะ มี สุญญตะอารมณ์ ฯ ล ฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ มีอัปป- ณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๒๘] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ หรือ ?
หน้า 597 ข้อ 729, 730, 731
ป. ถูกแล้ว. ส. สติปัฏฐาน เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มี อัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๒๙] ส. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมัปปธาน ฯ ล ฯ โพชฌงค์ เป็นอริยะ แต่ ไม่พึงกล่าวว่า มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๓๐] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นอริยะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๓๑] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นอริยะ หรือ ?
หน้า 598 ข้อ 732, 733
ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๓๒] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอริยะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย แต่ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอริยะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๓๓] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็น อริยะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ก็ไม่พึงกล่าวว่า เป็น อริยะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 599 ข้อ 734, 734, 735
[๗๓๔] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นอริยะ มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะก็เป็นอริยะ มีสุญญตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๓๔] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นอริยะ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มี อัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะก็เป็นอริยะ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๓๕] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นอริยะ มีสุญญตะอารมณ์ ฯลฯ มีอนิ- มิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 600 ข้อ 736
ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย ก็เป็นอริยะ มี อัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๓๖] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐานะ เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีสุญญตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สุญญตะเป็น อารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในฐานะ และอฐาน เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ก็เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีอัปปณิหิตะ เป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 601 ข้อ 737
[๗๓๗] ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในจุติ และอุบัติแห่งสัตว์ทั้งหลาย เป็นอริยะ แต่ไม่พึงกล่าวว่า มีสุญญตะ เป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอนิมิตตะเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีอัปปณิหิตะเป็น อารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กำลังของพระตถาคต คือ การรู้ตามจริงในความ สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย ก็เป็นอริยะ แต่พึงกล่าวว่า มีอัปปณิหิตะ เป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ อริยันติกถา จบ
หน้า 602 ข้อ 737
อรรถกถาอริยันติกถา ว่าด้วยเป็นอริยะ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องเป็นอริยะ. ในปัญหานั้น ลัทธิแห่งชนเหล่า ใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า อาสวักขยญาณเป็น อริยะอย่างเดียวเท่านั้น หามิได้โดยที่แท้แม้ญาณเบื้องต้น๑ ๙ อย่าง ที่ เป็นกำลัง ก็เป็นอริยะด้วย ดังนี้ สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามว่า การรู้ตามจริงในฐานะและอฐานะ เป็นอริยะหรือ คำตอบรับ- รองเป็นของปรวาที. คำถามด้วยสามารถแห่งมรรคเป็นต้นว่า ญาณ นี้ใดในอริยมรรค เป็นต้น ญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้นพึงเป็น อริยะหรือ อีก เป็นของสกวาที คำตอบปฏิเสธเป็นของปรวาที. คำ ถามว่าด้วย สุญญตารมณ์ เป็นต้นอีก เป็นของสกวาที. ในคำถามนั้น สุญญตา ๒ อย่าง คือ สัตตสุญญตา ความว่างเปล่าจากสัตว์ ๑ สัง- ขารสุญญตา ความว่างเปล่าจากสังขาร ๑. ปัญจขันธ์ เป็นสภาพว่าง ๑. ทสพลญาณ ญาณอันเป็นกำลัง ๑๐ คือ :- ๑. ฐานาฐานญาณ ปรีชา หยั่งรู้ฐานะ และอฐานะ ๒. วิปากญาณ ปรีชาหยั่งรู้ผลแห่งกรรม ๓. สัพ- พัตถคามินีปฏิปทาญาณ ปรีชาหยั่งรู้ทางไปสู่ภูมิทั้งปวง ๔. นานาธาตุญาณ ปรีชา หยั่งรู้ธาตุต่าง ๆ ๕. นานาธิมุตติญาณ ปรีชาหยั่งรู้อธิมุตติ คือ อัธยาศัยของ สัตว์ต่าง ๆ ๖. อินทริโยปริยัตติญาณ ปรีชาหยั่งรู้ความยิ่งและหย่อนแห่งอินทรีย์ ของสัตว์ ๗. ฌานาทิสังกิเลสาทิญาณ ปรีชาหยั่งรู้อาการมีความเศร้าหมองเป็นต้น แห่งธรรมมีฌานเป็นต้น ๘. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ๙. จุตูปปาตญาณ ๑๐. อาสวักขยญาณ.
หน้า 603 ข้อ 737
เปล่าจากสัตว์ อันชาวโลกสมมติไว้ด้วยทิฏฐิ ชื่อว่า สัตตสุญญตา พระนิพพาน เป็นสภาพว่างเปล่าสงัดแล้ว เป็นธรรมชาติออกไปแล้ว จากสังขารทั้งปวง ชื่อว่า สังขารสุญญตา. ในปัญหานั้น ปรวาที หมายเอาความว่างเปล่าที่เป็นอารมณ์ของพระนิพพาน จึงปฏิเสธ แต่ รับรองเพราะหมายเอาความว่างเปล่าที่เป็นอารมณ์ของสังขาร. แม้ถูก ถามว่า ทรงทำไว้ในพระทัย ก็ปฏิเสธเพราะหมายเอาพระนิพพาน เท่านั้น ย่อมตอบรับรองเพราะหมายเอาสังขารทั้งหลาย. ต่อจากนั้นถูก สกวาทีถามว่า เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวงหรือ เพราะถือเอานัยนี้ว่า ผู้มีมนสิการในฐานญาณ และ อฐานญาณเป็นต้นมีสังขารเป็นอารมณ์ แต่ผู้มีมนสิการในความว่าง เปล่ามีพระนิพพานเป็นอารมณ์ ปรวาทีนั้น เมื่อไม่ได้โอกาสอันมี เลสนัย จึงปฏิเสธ. แม้อนิมิตตะ และ อัปปณิหิตะ ก็นัยนี้นั้นแหละ. จริงอยู่ ขันธ์ทั้งหลาย ชื่อว่า ไม่มีนิมิต เพราะไม่มีนิมิตคือสัตว์ พระนิพพาน ชื่อว่า ไม่มีนิมิต เพราะไม่มีนิมิต คือสังขาร. ขันธ์ ทั้งหลาย ชื่อว่า อัปปณิหิตะ คือไม่มีที่ตั้ง โดยการตั้งความปรารถนา แห่งสัตว์อันถึงการนับว่า ปณิธิ เพราะอรรถว่าพึงตั้งไว้ กล่าวคืออันเขา ยกขึ้นแล้วพึงตั้งไว้แม้ในธรรมอย่างหนึ่ง. พระนิพพาน ชื่อว่า อัปป- ณิหิตะ คือไม่มีที่ตั้ง ด้วยการตั้งไว้ซึ่งตัณหา หรือด้วยการตั้งไว้ซึ่ง สังขารทั้งปวงอันเป็นอารมณ์แห่งตัณหา. เพราะฉะนั้นในการวิสัชชนา แม้นี้ ทั้งการปฏิเสธและการรับรอง บัณฑิตพึงทราบโดยนัยก่อนนั่น เทียว.
หน้า 604 ข้อ 737
ต่อจากนี้ อนุโลมและปฏิโลมปัญหาว่า โลกุตตรธรรมทั้งหลาย มีสติปัฏฐานเป็นต้น เป็นอริยะด้วย มีสุญญตะเป็นต้น เป็นอารมณ์ ด้วย ฉันใด ญาณเป็นเครื่องหยั่งรู้ฐานะและอฐานะโดยลัทธิของท่าน ฉันนั้นหรือ ในการวิสัชชนาปัญหานั้น การตอบรับรองแม้ทั้งปวง และการปฏิเสธทั้งปวง เป็นของปรวาที บัณฑิตพึงทราบคำถามและ คำตอบแม้ในญาณที่เหลือโดยอุบายนี้. แต่ในบาลีท่านย่อญาณที่เหลือไว้ แล้วก็จำแนกจุตูปปาตญาณไว้สุดท้าย. ข้างหน้าต่อจากนี้ เป็นคำถามถึง ความเป็นพระอริยะทั้งโดยอนุโลม และปฏิโลมแห่งญาณทั้งหลายที่เหลือ เปรียบเทียบกับอาสวักขยญาณอันสำเร็จแล้วว่าเป็น อริยะ แม้ในลัทธิ ของตน. คำถามทั้งปวงเป็นของปรวาที. สกวาทีตอบรับรองด้วย ปฏิ- เสธด้วย. เนื้อความเหล่านั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น. ส่วนในบาลีท่านย่อ ญาณทั้ง ๗ ไว้ในที่นี้แล้วแสดงดุจนัยที่ ๑ นั่นแล. อรรถกถาอริยันติกถา จบ
หน้า 605 ข้อ 738, 739, 740
วิมุจจติกถา [๗๓๘] สกวาที จิตมีราคะหลุดพ้นได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. จิตสหรคตด้วยราคะ เกิดพร้อมกับราคะ ระคน ด้วยราคะ สัมปยุตด้วยราคะ ปรากฏพร้อมกับราคะ แปรไปตามราคะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ เป็นอารมณ์ของ สัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ ของโยคะ เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาสะ เป็น อารมณ์ของอุปทาน เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หลุดพ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๓๙] ส. จิตมีผัสสะหลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้ง ผัสสะและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตมีราคะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้ง ราคะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๔๐] ส. จิตมีเวทนา ฯลฯ จิตมีสัญญา ฯลฯ จิตมี เจตนา ฯลฯ จิตมีปัญญา หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งปัญญา และจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 606 ข้อ 741, 742, 743
ส. จิตมีราคะหลุดพ้นได้ หลุดพ้นได้ทั้ง ๒ คือ ทั้งราคะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๔๑] ส. จิตมีผัสสะ มีราคะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งผัสสะและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งราคะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๔๒] ส. จิตมีเวทนา มีราคะ ฯ ล ฯ จิตมีสัญญา มีราคะ ฯลฯ จิตมีเจตนา มีราคะ ฯ ล ฯ จิตมีปัญญา มีราคะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งปัญญาและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งราคะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๔๓] ส. จิตมีโทสะ หลุดพ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตสหรคตด้วยโทสะ เกิดพร้อมกับโทสะ ระคน ด้วยโทสะ สัมปยุตด้วยโทสะ ปรากฏพร้อมกับโทสะ แปรไปตามโทสะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ ของสังกิเลส หลุดพ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 607 ข้อ 744, 745, 746, 747
[๗๔๔] ส. จิตมีผัสสะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งผัสสะและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตมีโทสะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโทสะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๔๕] ส. จิตมีเวทนา ฯ ล ฯ จิตมีสัญญา ฯลฯ จิตมีเจตนา ฯลฯ จิตมีปัญญา หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งปัญญาและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตมีโทสะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโทสะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๔๖] ส. จิตมีผัสสะ มีโทสะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งผัสสะและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโทสะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๔๗] ป. จิตมีเวทนา มีโทสะ ฯ ล ฯ จิตมีสัญญา มีโทสะ ฯลฯ จิตมีเจตนา มีโทสะ ฯลฯ จิตมีปัญญา มีโทสะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้งสอง คือ ทั้งปัญญาและจิต หรือ ?
หน้า 608 ข้อ 748, 749, 750
ป. ถูกแล้ว. ส. หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโทสะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๔๘] ส. จิตมีโมหะ หลุดพ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตสหรคตด้วยโมหะ เกิดพร้อมกับโมหะ ระคน ด้วยโมหะ สัมปยุตด้วยโมหะ ปรากฏพร้อมกับโมหะ แปรไปตามโมหะ เป็นอกุศล เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯ ล ฯ เป็นอารมณ์ ของสังกิเลส หลุดพ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๔๙] ส. จิตมีผัสสะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งผัสสะและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตมีโมหะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโมหะแล้วจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๕๐] ส. จิตมีเวทนา ฯลฯ จิตมีสัญญา ฯลฯ จิตมีเจตนา ฯลฯ จิตมีปัญญา หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งปัญญาและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 609 ข้อ 751, 752, 753
ส. จิตมีโมหะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโมหะและจิต หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๕๑] ส. จิตมีผัสสะ มีโมหะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งผัสสะและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโมหะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๕๒] ส. จิตมีเวทนา มิโมหะ ฯ ล ฯ จิตมีสัญญา มีโมหะ ฯ ล ฯ จิตมีเจตนา มีโมหะ ฯ ล ฯ จิตมีปัญญา มีโมหะ หลุดพ้นได้ หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งปัญญาและจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หลุดพ้นทั้ง ๒ คือ ทั้งโมหะและจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๕๓] ส. ไม่พึงกล่าวว่า จิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ หลุดพ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตที่ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจาก โมหะ หมดกิเลส หลุดพ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ถ้าอย่างนั้น จิตมีราคะ มีโทสะ มีโมหะ ก็ หลุดพ้นได้น่ะสิ. วิมุจจติกถา จบ
หน้า 610 ข้อ 753
อรรถกถาวิมุตติกถา๑ ว่าด้วยวิมุติ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องวิมุติ คือความหลุดพ้น. ในปัญหานั้น ลัทธิ แห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า ชื่อว่า การปฏิบัติเพื่อความหลุดพ้นของจิตที่ปราศจากราคะแล้วหามีไม่ เหมือน อย่างว่า ผ้าที่เขาซักฟอกเอามลทินออกไปย่อมพ้นจากมลทินได้ฉันใด จิตมีราคะก็ฉันนั้น ย่อมหลุดพ้นจากราคะได้ ดังนี้ สกวาทีหมายชน เหล่านั้น จึงถามปรวาทีว่า จิตมีราคะหลุดพ้นหรือ คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. จากนั้นถูกถามโดยนัยว่า จิตสหรคตด้วยราคะ เป็นต้นหลุดพ้นได้หรือ ปรวาทีปฏิเสธโดยหมายเอาว่า ในขณะ แห่งมรรคจิต จิตนั้นชื่อว่าย่อมหลุดพ้น แต่ในกาลนั้น จิตเห็น ปานนี้ย่อมไม่มี. แม้ถูกถามโดยนัยว่า จิตมีผัสสะ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นความหลุดพ้นจากราคะเหมือนธรรมทั้ง ๒ คือผัสสะ และจิตหลุดพ้นจากราคะ ซึ่งตอบรับรองแล้ว จึงตอบปฏิเสธ. แม้ใน จิตมีโทสะ เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้ แล. อรรถกถาวิมุตติกถา จบ ๑. บาลีเป็น วิมุจจติกถา
หน้า 611 ข้อ 754, 755, 756
วิมุจจมานกกถา [๗๕๔] สกวาที จิตที่หลุดพ้นแล้ว ยังหลุดพ้นอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ส่วนหนึ่งหลุดพ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุด พ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๕๕] ส. ส่วนหนึ่งหลุดพ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุด พ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ส่วนหนึ่ง เป็นพระโสดาบัน อีกส่วนหนึ่ง ไม่ เป็นพระโสดาบัน ส่วนหนึ่ง ถึงแล้ว ได้เฉพาะแล้ว บรรลุแล้ว ทำ ให้แจ้งแล้ว เข้าถึงอยู่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล อีกส่วนหนึ่ง ไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล ส่วนหนึ่ง เป็นพระโสดาบัน ผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี ประกอบด้วยความเลื่อมใส อันไม่หวั่นไหวในพระพุทธเจ้า ฯลฯ ในพระธรรม ฯลฯ ในพระสงฆ์ ฯลฯ ประกอบด้วยอริยกันตศีล อีกส่วนหนึ่ง ไม่ประโยคกอบด้วยอริย- กันตศีล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๕๖] ส. ส่วนหนึ่ง หลุดพ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่ง ยังไม่ หลุดพ้น หรือ ?
หน้า 612 ข้อ 757, 758
ป. ถูกแล้ว. ส. ส่วนหนึ่ง เป็นพระสกทาคามี อีกส่วนหนึ่ง ไม่เป็นพระสกทาคามี ส่วนหนึ่ง ถึงแล้ว ได้เฉพาะแล้ว บรรลุแล้ว ทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งสกทาคามิผล อีกส่วนหนึ่ง ไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๕๗] ส. ส่วนหนึ่ง หลุดพ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่ง ยังไม่ หลุดพ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามี ส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอนาคามี ส่วนหนึ่ง ถึงแล้ว ได้เฉพาะแล้ว บรรลุแล้ว ทำให้ แจ้งแล้ว เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งอนาคามิผล อีกส่วนหนึ่ง ไม่ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอนาคามิผล ส่วนหนึ่งเป็นพระอนาคามีผู้อันตรา- ปรินิพพายี ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ผู้อสังขารปรินิพพายี ผู้สสังขาร- ปรินิพพายี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี อีกส่วนหนึ่งไม่เป็นพระอนาคามี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๕๘] ส. ส่วนหนึ่งหลุดพ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งยังไม่หลุด พ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 613 ข้อ 759, 760
ส. ส่วนหนึ่งเป็นพระอรหันต์ อีกส่วนหนึ่งไม่เป็น พระอรหันต์ ส่วนหนึ่งถึงแล้ว ได้เฉพาะแล้ว บรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง แล้ว เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งอรหัตผล อีกส่วนหนึ่งไม่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ซึ่งอรหัตผล ส่วนหนึ่งปราศจากราคะ โทสะ โมหะ แล้ว ฯลฯ ส่วนหนึ่งทำให้แจ้งแล้วซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง อีกส่วนหนึ่ง ไม่ทำให้แจ้งแล้วซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๕๙] ส. จิตที่หลุดพ้นแล้ว ยังหลุดพ้นอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตหลุดพ้นแล้วในขณะเกิดขึ้น ยังหลุดพ้นอยู่ ในขณะดับไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๖๐] ป. ไม่พงกล่าวว่า จิตที่หลุดพ้นแล้ว ยังหลุดพ้นอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อบุคคลนั้น รู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากภวาสวะ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากอวิชชา- สวะ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 614 ข้อ 761, 762
ป. ถ้าอย่างนั้น จิตที่หลุดพ้นแล้ว ก็ยังหลุดพ้นอยู่ น่ะสิ. [๗๖๑] ส. จิตที่หลุดพ้นแล้ว ยังหลุดพ้นอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้น เมื่อจิตตั้งมั่นแล้ว เป็นจิตบริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลสเครื่อง ยั่วยวน ปราศจากอุปกิเลส เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ถึง ความเป็นจิตไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่แล้วอย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อ ญาณเป็นเครื่องสิ้นไปแห่งอาสวะ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จิตที่หลุดพ้นแล้ว ยังหลุดพ้นอยู่. [๗๖๒] ส. จิตที่หลุดพ้นอยู่ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตที่กำหนัดอยู่ ขัดเคืองอยู่ หลงอยู่ เศร้าหมอง อยู่ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตมีแต่กำหนัดแล้วและไม่กำหนัดแล้ว ขัดเคือง แล้วและไม่ขัดเคืองแล้ว หลงแล้วและไม่หลงแล้ว ขาดแล้วและไม่ขาด ๑. ม. อุ. ๑๔/๒๖
หน้า 615 ข้อ 762
แล้ว แตกแล้วและไม่แตกแล้ว อันปัจจัยทำแล้วและอันปัจจัยไม่ทำแล้ว เท่านั้น มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าจิตมีแต่กำหนัดแล้วและไม่กำหนัดแล้ว ขัด- เคืองแล้วสละไม่ขัดเคืองแล้ว หลงแล้วและไม่หลงแล้ว ขาดแล้วและ ไม่ขาดแล้ว แตกแล้วและไม่แตกแล้ว อันปัจจัยทำแล้วและอันปัจจัย ไม่ทำแล้ว เท่านั้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตหลุดพ้นอยู่ มีอยู่. วิมุจจมานกถา จบ อรรถกถาวิมุจจมานกถา ว่าด้วยจิตหลุดพ้นอยู่ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องจิตหลุดพ้นอยู่. ในปัญหานั้น ลัทธิแห่งชน เหล่าใดว่า จิตหลุดพ้นแล้วด้วยวิกขัมภนวิมุติโดยฌาน ในขณะแห่ง มรรค จิตนั้นชื่อว่าหลุดพ้นอยู่ด้วยสมุจเฉทวิมุติ ดังนี้ สกวาทีหมายชน เหล่านั้น จึงถามว่า จิตที่หลุดพ้นแล้วยังหลุดพ้นอยู่หรือ คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. สกวาทีถามอีกว่า ส่วนหนึ่งหลุดพ้นแล้ว ใน บรรดาคำเหล่านั้นคำว่า ส่วนหนึ่ง เป็นคำไม่ปรากฏตามความ เป็นจริง อธิบายว่า ท่านถามว่า จิตหลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง ไม่ หลุดพ้นแล้วส่วนหนึ่ง ฉันใด จิตนั้นส่วนหนึ่งหลุดพ้นแล้ว แต่อีก ส่วนหนึ่งไม่หลุดพ้นแล้ว ฉันนั้นหรือ ดังนี้.
หน้า 616 ข้อ 762
ถามว่า พระสกวาทีย่อมถามอย่างนี้ เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะปรวาทีนั้นกล่าวผิดภาวะปกติว่า จิตที่หลุดพ้น แล้วว่ายังหลุดพ้นอยู่ ดังนี้ เหมือนอย่างว่า ช่างไม้ทำวัตถุทั้งหลาย มีไม้เป็นต้น เขาทำเสร็จแล้วบางส่วน บางส่วนยังไม่เสร็จเพราะความที่ ของนั้นยังไม่เรียบร้อยฉันใด จิตแม้นี้ก็ย่อมจะปรากฏตามลัทธิว่า ส่วน หนึ่งหลุดพ้นแล้ว อีกส่วนหนึ่งไม่หลุดพ้น ฉันนั้น. ลำดับนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธในปัญหาแรก เพราะจิตไม่มี บางส่วนดุจช่างทำไม้ เป็นต้น ในปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองเพราะความ ที่จิตนั้นกำลังหลุดพ้นไม่ใช่หลุดพ้นแล้วและทำกิจยังไม่เสร็จ. อีกอย่าง หนึ่ง ท่านตอบปฏิเสธหมายเอาลักขณจิตแห่งโลกียฌาน แต่ว่าลักขณ- จิตแห่งโลกียฌานนั้นไม่ใช่กำลังหลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุติในกาลนั้น จึง ตอบรับรองหมายเอาลักขณจิตแห่งโลกุตตรฌาน. ลัทธิของท่านว่า ก็ ในกาลนั้น จิตนั้นกำลังหลุดพ้นด้วยสมุจเฉทวิมุติโดยส่วนหนึ่งแห่งจิต ที่หลุดพ้น ดังนี้. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ส่วนหนึ่งเป็น พระโสดาบัน เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า หากว่าจิตดวงนั้นแหละ หลุดพ้นได้ส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งไม่หลุดพ้นมีอยู่ไซร้ ครั้นเมื่อความ เป็นเช่นนั้นมีอยู่ บุคคลใดเป็นพระโสดาบันด้วยจิตดวงหนึ่งนั้นแหละ บุคคลแม้นั้นก็ต้องเป็นพระโสดาบันเพียงส่วนหนึ่งไม่เป็นส่วนหนึ่งด้วย จิตดวงนั้น ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นธรรมเนียม เช่นนั้นจึงตอบปฏิเสธ. แม้ในวาระที่เหลือทั้งหลายก็นัยนั่นแหละ.
หน้า 617 ข้อ 762
ในปัญหาว่าด้วย จิตหลุดพ้นแล้วในขณะการเกิดขึ้น อธิบาย ว่า ถ้าจิตดวงหนึ่งนั้นแหละหลุดพ้นแล้วด้วย กำลังหลุดพ้นอยู่ด้วย ไซร้ จิตที่หลุดพ้นแล้วและกำลังหลุดพ้นย่อมปรากฏในขณะเดียวกัน จิตเห็นปานนี้เป็นลัทธิของท่านหรือ. ในการชำระพระสูตร พระสูตร แรกเป็นของปรวาที. ในพระสูตรนี้ อธิบายว่า จิตย่อมหลุดพ้น เป็นการชี้แจงไม่คงที่. หมายความว่า ไม่กล่าวว่าเป็นขณะเกิดหรือขณะ ดับ เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงนำพระสูตรมาว่า เมื่อบุคคลนั้น รู้อยู่ อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตใดย่อมหลุดพ้นจากอาสวะเหล่านี้ จิตนั้น ชื่อว่าย่อมหลุดพ้น ดังนี้. พระสูตรที่ ๒ เป็นของสกวาที เนื้อความ นั้นอธิบายว่า ถ้าจิตหลุดพ้นแล้วชื่อว่ากำลังหลุดพ้น เพราะพระบาลี ว่า ย่อมหลุดพ้น ตามลัทธิของท่านมีอยู่ไซร้ จิตนั้นก็พึงหลุดพ้น แล้วนั่นแหละมิใช่กำลังหลุดพ้น เพราะไม่มีคำบาลีในพระสูตรนี้ว่า ย่อมหลุดพ้น ดังนี้. บัดนี้ เพื่อจะท้วงว่า จิตกำลังหลุดพ้นเพราะความหลุดพ้นอัน ผิดปกติตามลัทธิของท่านมีอยู่ ฉันใด แม้จิตที่กำลังกำหนัดอยู่เป็นต้น มีอยู่เพราะราคะอันผิดปกติเป็นต้นฉันนั้นหรือ ดังนี้ จึงเริ่มคำเป็นต้น อีกว่า จิตหลุดพ้นอยู่มีอยู่หรือ เป็นต้น. แม้ปรวาที เมื่อไม่เห็น จิตเช่นนั้น จึงปฏิเสธแล้วทั้งสิ้น. ลำดับนั้น สกวาทีเมื่อจะยังปรวาที ให้รู้ว่า ส่วนสุดมี ๒ อย่างเท่านั้น ไม่ใช่ ๓ อย่าง จึงกล่าวคำว่า จิตมีแต่กำหนัดแล้วและไม่กำหนัดแล้วมิใช่หรือ เป็นต้น
หน้า 618 ข้อ 762
พึงทราบเนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า ดูก่อนภัทรมุข ผู้มีพักตร์งาม ส่วนสุดมี ๒ อย่างเท่านั้น คือ จิตอันราคะย้อมแล้วสัมปยุตแล้วด้วย ราคะ และจิตอันราคะไม่ย้อมแล้วปราศจากราคะแล้ว มิใช่หรือ ? ส่วน สุดที่ ๓ คือจิตชื่อว่ากำลังกำหนัดย่อมไม่มี ดังนี้. ในคำว่า จิตขัดเคือง แล้วเป็นต้น ก็นัยนี้. ลำดับนั้น สกวาทียังปรวาทีให้รับรองว่าใช่แล้ว เพื่อแสดงส่วนสุดทั้ง ๒ นั้นแหละแม้ในฝ่ายจิตวิมุติ จึงกล่าวว่า ถ้า จิตมีแต่กำหนัดแล้ว เป็นต้น. เนื้อความแห่งปัญหานั้นพึงทราบว่า ถ้าท่านรับรองส่วนสุดทั้ง ๒ นี้ คือ จิตไม่หลุดพ้นแล้วและจิตหลุดพ้น แล้ว ท่านจงรับรองส่วนสุดแม้เหล่านี้ คือ จิตอันสัมปยุตด้วยกิเลส ชื่อว่าไม่หลุดพ้นแล้ว จิตปราศจากกิเลสชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว เมื่อว่าโดย ปรมัตถ์ ส่วนสุดที่ ๓ ว่า จิตชื่อว่า กำลังหลุดพ้น ดังนี้ ย่อมไม่มี ตามพระสูตร ดังนี้ แล. อรรถกถาวิมุจจมานกถา จบ
หน้า 619 ข้อ 763, 764, 765
อัฏฐมกกถา [๗๖๓] สกวาที บุคคลที่ ๘๑ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้ แล้ว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึงแล้ว ได้ เฉพาะแล้ว บรรลุแล้ว กระทำให้แจ้งแล้ว เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกาย อยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๖๔] ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นพระโสดาบัน เป็นผู้ถึงแล้ว ฯลฯ ถูกแล้วด้วยกายอยู่ ซึ่งโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๖๕] ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ ? ๑. บุคคลที่ ๘ คือ พระอริยบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ
หน้า 620 ข้อ 766, 767
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯลฯ สีลัพ- พตปรามาสได้แล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๖๖] ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ละอนุสัยคือทิฏฐิ ฯลฯ สีลัพพต- ปรามาสได้แล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๖๗] ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ ?
หน้า 621 ข้อ 768
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ยังละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯ ล ฯ สี- ลัพพตปรามาสไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ยังละสีลัพพตปรามาสไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ยังละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๖๘] ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 622 ข้อ 769, 770
ส. บุคคลที่ ๘ ยังมรรคให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่อง กลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ยังสติปัฏฐานให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยัง สัมมัปปธาน ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๖๙] ส. บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ ? ส. บุคคลที่ ๘ ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ยังโพช- ฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจ- ฉา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๗๐] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่ได้ยังมรรคให้เกิดเพื่อละเครื่อง กลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิอันบุคคลที่ ๘ ละได้แล้ว
หน้า 623 ข้อ 771
ด้วยธรรมที่มิใช่มรรค เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯ ล ฯ เป็น อารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ไม่ได้ยังสติปัฏฐาน ฯ ล ฯ ยังโพช- ฌงค์ ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิอันบุคคลที่ ๘ ละได้แล้ว ด้วยธรรมที่มิใช่มรรค เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯ ล ฯ เป็น อารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๗๑] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่ได้ยังมรรคให้เกิดแล้ว ฯ ล ฯ ไม่ ได้ยังสติปัฏฐาน ฯ ล ฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดแล้ว เพื่อละเครื่องกลุ้มรุม คือวิจิกิจฉา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา อันบุคคลที่ ๘ ละได้ แล้วด้วยธรรมที่มิใช่มรรค เป็นโลกิยะ เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯ ล ฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 624 ข้อ 772, 773, 774
[๗๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุม คือทิฏฐิได้แล้ว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิยังจักเกิดขึ้น หรือ ? ส. จักไม่เกิดขึ้น. ป. หากว่า จักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้แล้ว. [๗๗๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือ วิจิกิจฉาได้แล้ว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉายังจักเกิดขึ้น หรือ ? จักไม่เกิดขึ้น. ป. หากว่า จักไม่เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ละเครื่องกลุ้มรุมคือ วิจิกิจฉาได้แล้ว. [๗๗๔] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้ แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือทิฏฐิได้แล้ว เพราะ
หน้า 625 ข้อ 775, 776, 777
ทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๗๕] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้ แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯ ล ฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจัก ไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๗๖] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา ได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละอนุสัยคือวิจิกิจฉา ฯ ล ฯ สีลัพพตปรามาสได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจัก ไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๗๗] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิได้ แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 626 ข้อ 778
ส. บุคคลผู้โคตรภู ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือทิฏฐิ ได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๗๘] ส. บุคคลที่ ๘ ชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา ได้แล้ว เพราะทำอธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้โคตรภูชื่อว่าละเครื่องกลุ้มรุมคือวิจิกิจฉา ได้แล้ว เพราะทำ อธิบายว่าจักไม่เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัฏฐมกกถา จบ อรรถกถาอัฏฐมกกถา ว่าด้วยบุคคลที่ ๘๑ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องบุคคลที่ ๘ คือ พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ใน โสดาปัตติมรรค. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดดุจลัทธิของนิกาย อันธกะ และสมิติยะทั้งหลายในขณะนี้ว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติ- ๑. ในคัมภีร์นี้ ท่านลำดับพระอริยบุคคลอย่างนี้ คือ บุคคลผู้ตั้งอยู่ ในอรหัตผล เป็นที่ ๑ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค เป็นที่ ๒ บุคคลผู้ตั้งอยู่ ในอนาคามิผล เป็นที่ ๓ ฯลฯ บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค เป็นที่ ๘.
หน้า 627 ข้อ 778
มรรคซึ่งเป็นบุคคลที่ ๘ ละปริยุฏฐานกิเลสทั้ง ๒ แล้ว คือทิฏฐิและ วิจิกิจฉา เพราะไม่มีกิเลสทั้งหลายเกิดขึ้นในขณะแห่งอนุโลม โคตรภู และมรรค ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายชนพวกใด พวกหนึ่งเหล่านั้น คำตอบรับรองของปรวาที หมายเอาความไม่เกิดขึ้นแห่งทิฏฐิ จำเดิมแต่ ขณะแห่งมรรค. ธรรมดาว่า ทิฏฐินี้ พระโสดาบันเป็นผู้ละแล้ว มิใช่ บุคคลที่ ๘ เหตุในเพราะเหตุนั้น ลำดับนั้น สกวาทีจึงซักว่า บุคคล ที่ ๘ เป็นพระโสดาบันหรือ ดังนี้เป็นต้น. แม้ในปัญหาว่าด้วย วิจิ- กิจฉา ก็นัยนี้นั่นแหละ. ในปัญหาว่าด้วย อนุสัย ลัทธิท่านว่า อนุสัยเป็นอย่างอื่น นอกจากปริยุฏฐาน เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าว อย่างนั้น. ในปัญหาว่าด้วย สีลัพพตปรามาส ปรวาทีไม่เห็นโวหารว่า สีลัพพตปรามาสเป็น ปริยุฏฐาน จึงตอบปฏิเสธ. ลัทธิว่า บุคคลที่ ๘ ละปริยุฏฐานได้แล้วเท่านั้น. ในปัญหาว่า บุคคลที่ ๘ ยังมรรคให้ เกิดแล้ว ความว่า ในขณะนั้น กำลังเจริญมรรค มิใช่เจริญเสร็จ แล้ว เพราะฉะนั้นท่านจึงตอบปฏิเสธ. ในคำซักถามว่า ละได้แล้ว ด้วยธรรมที่มิใช่มรรค เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความ ที่กิเลสเหล่านั้นท่านละได้แล้วด้วยมรรคที่ ๑ นั่นแหละ. ลัทธิของท่าน ว่า ก็ถ้าว่าบุคคลพึงละกิเลสด้วยธรรมที่มิใช่มรรคได้ไซร้ บุคคลแม้ ผู้โคตรภูบุคคลเป็นต้น ก็พึงละกิเลสได้
หน้า 628 ข้อ 778
คำถามของปรวาทีว่า เครื่องกลุ้มรุม คือ ทิฏฐิยังจักเกิดขึ้น หรือ คำวิสัชชนาเป็นของสกวาที. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มีอรรถ ง่ายทั้งนั้น แล. อรรถกถาอัฏฐมกกถา จบ
หน้า 629 ข้อ 779, 780, 781
อัฏฐมกัสส อินทริยกถา [๗๗๙] สกวาที บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีศรัทธา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๘๐] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีวิริยินทรีย์ ฯลฯ ไม่มีสตินทรีย์ ฯ ล ฯ ไม่มีสมาธินทรีย์ ฯลฯ ไม่มีปัญญินทรีย์หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีปัญญา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๑] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ ฯลฯ มีสติ ฯลฯ มีสมาธิ ฯลฯ มีปัญญา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 630 ข้อ 782, 783, 784
[๗๘๒] ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน มีมนินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน มีมนินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๓] ส. บุคคลที่ ๘ มีโสมนัส มีโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ มีชีวิต มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลที่ ๘ มีชีวิต มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ ฯลฯ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๘๔] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน แต่ไม่มีมนินทริย์ หรือ ?
หน้า 631 ข้อ 785, 786, 787
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๕] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่มี. ส. บุคคลที่ ๘ มีโสมนัส แต่ไม่มีโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ ชีวิต แต่ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๖] ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีมโน แต่ไม่มีมนินทรีย์ ฯลฯ มี โสมนัส แต่ไม่มีโสมนัสสินทรีย์ ฯลฯ มีชีวิต แต่ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๗] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีวิริยินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้เกียจคร้าน ละความเพียร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีสตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 632 ข้อ 788, 789
ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้ลืมสติ ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีสมาธินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้ไม่มีสมาธิ มีจิตวอกแวก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๘] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นผู้มีปัญญาทราม บ้าน้ำลาย คือโง่เขลา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๘๙] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา และศรัทธานั้นเป็นนิยยา- นิกะ ได้แก่เครื่องนำออกไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา และศรัทธานั้น เป็นนิยยานิกะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ไม่ มีสัทธินทรีย์. ส. บุคคลที่ ๘ มีวิริยะ และวิริยะนั้นเป็นนิยยานิกะ ฯ ล ฯ มีสติและสตินั้นเป็นนิยยานิกะ ฯ ล ฯ มีสมาธิ และสมาธินั้นเป็น นิยยานิกะ ฯลฯ มีปัญญา และปัญญานั้นเป็นนิยยานิกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 633 ข้อ 790, 791, 792
ส. หากว่า บุคคลที่ ๘ มีปัญญา และปัญญานั้นเป็น นิยยานิกะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลที่ ๘ ไม่มี ปัญญินทรีย์. [๗๙๐] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๙๑] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีศรัทธา มีสัทธิน- ทรีย์ ฯลฯ มีปัญญา ปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๙๒] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 634 ข้อ 793, 794
ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลที่ ๘ มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๙๓] ส. บุคคลที่ ๘ มีศรัทธา แต่ไม่มีสัทธินทรีย์ ฯลฯ มีปัญญา แต่ไม่มีปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯลฯ บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีปัญญา แต่ไม่มี ปัญญินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๙๔] ส. บุคคลที่ ๘ ไม่มีอินทรีย์ ๕ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย อินทรีย์นี้ ๕ ประการ, ๕ ประการ เป็นไฉน สัทธินทรีย์ ๑ วิริยินทรีย์ ๑ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ ๑ ปัญญินทรีย์ ๑ อินทรีย์
หน้า 635 ข้อ 794
๕ ประการฉะนี้แล, ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะความเต็มบริบูรณ์ แห่งอินทรีย์ ๕ ประการนี้แล จึงเป็นพระอรหันต์ เพลากว่านั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เพลากว่านั้น ก็ เป็นพระอนาคามี เพลากว่านั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งอนาคามิผล เพลากว่านั้น ก็เป็นพระสกทาคามี เพลากว่านั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เพลากว่านั้น ก็ เป็นพระโสดาบัน เพลากว่านั้น ก็เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผล ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดแล ไม่มีอินทรีย์ ๕ ประการนี้เสียเลย โดยประการทั้งปวง เราเรียกผู้นั้นว่า เป็นคน ภายนอก เป็นผู้ตั้งอยู่ในฝ่ายปุถุชน ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลที่ ๘ เป็นคนภายนอก เป็นผู้ตั้งอยู่ใน ฝ่ายปุถุชน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลที่ ๘ ก็มีอินทรีย์ ๕ น่ะสิ. อัฏฐมกัสส อินทริยกถา จบ ๑. สํ. มหา. ๑๙/๘๘๘.๘๘๙
หน้า 636 ข้อ 794
อรรถกถาอัฏฐมกัสส อินทริยกถา ว่าด้วยอินทรีย์ของบุคคลที่ ๘ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องอินทรีย์ของบุคคลที่ ๘๑ ในเรื่องนั้น ลัทธิ แห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะในขณะนี้ว่า บุคคลที่ ๘ กำลังได้อินทรีย์ทั้งหลายในขณะแห่งมรรคเกิด มิใช่ได้มาก่อน ดังนี้ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้นจึงถามปรวาทีว่า บุคคลที่ ๘ ไม่มีสัทธิน- ทรีย์หรือ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูกถามว่า บุคคลที่ ๘ ไม่มีศรัทธาหรือ ปรวาทีกำหนดเอาความที่ศรัทธาต่างจากสัทธินทรีย์ จึงตอบปฏิเสธ แม้ในปัญหาที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้. สกวาทีเริ่มคำเป็น ต้นว่า บุคคลที่ ๘ มีศรัทธามีสัทธินทรีย์หรือ ดังนี้ เพื่อแสดงว่า เหมือนอย่างว่า ใจของบุคคลใดมีอยู่ แม้มนินทรีย์ ได้แก่อินทรีย์คือใจ ของบุคคลนั้น ก็มีอยู่ฉันใด อินทรีย์ทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น ของ บุคคลใดมีอยู่ แม้อินทรีย์ทั้งหลายมีสัทธินทรีย์เป็นต้นของบุคคลนั้นก็มี อยู่ฉันนั้น. คำนั้นทั้งหมด พร้อมทั้งการชำระพระสูตรมีอรรถง่ายทั้งนั้น ดังนี้แล. อรรถกถาอัฏฐมกัสส อินทริยกถา จบ ๑. อินทรีย์ ๕ ของพระอริยบุคคลตั้งแต่ที่ ๑-๘ คือ ๑. สัทธินทรีย์ ๒. วิริยินทรีย์ ๓. สตินทรีย์ ๔. สมาธินทรีย์ ๕. ปัญญินทรีย์.
หน้า 637 ข้อ 795, 796, 797
ทิพพจักขุกถา [๗๙๕] สกวาที มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็น ทิพยจักษุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มังสจักษุ ก็คือทิพยจักษุ ทิพยจักษุ ก็คือ มังสจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๙๖] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มังสจักษุเป็นเช่นใด ทิพยจักษุก็เป็นเช่นนั้น ทิพยจักษุเป็นเช่นใด มังสจักษุก็เป็นเช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๗๙๗] ส. มังสจักษุอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มังสจักษุอันนั้น ทิพยจักษุอันนั้นแหละ ทิพย- จักษุอันนั้น มังสจักษุก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 638 ข้อ 798, 799, 800, 801
[๗๙๘] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิสัย อานุภาพ โคจร ของมังสจักษุ เป็น เช่นใด วิสัยอานุภาพ โคจร ของทิพยจักษุ ก็เป็นเช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๗๙๙] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๐๐] ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๐๑] ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ๑. อุปาทินนะ-อนุปาทินนะดูนิทเทสในธรรมสังคณี ข้อ ๗๗๙ และข้อ ๙๕๕
หน้า 639 ข้อ 802, 803, 804, 805
[๘๐๒] ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นปริยาปันนะแล้วเป็นอปริยาปันนะ๑ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๐๓] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ก็เป็นมังสจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๐๔] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นปัญญา จักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๐๕] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ๑. ปริยาปันนะ-อปริยาปันนะ ดูนิทเทสในธรรมสังคณี ข้อ ๘๓๑ และข้อ ๙๘๓
หน้า 640 ข้อ 806, 807, 808
ป. ถูกแล้ว. ส. ทิพยจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นมังสจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๐๖] ส. มังสจักษุ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยจักษุ ป. ถูกแล้ว. ส. จักษุ ๒ อย่างเท่านั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๐๗] ส. จักษุ มี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังส- จักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสจักษุว่ามี ๓ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น [๘๐๘] ส. จักษุมี ๒ อย่างเท่านั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ- ทั้งหลาย จักษุนี้ มี ๓ อย่าง, ๓ อย่างเป็นไฉน มังสจักษุ
หน้า 641 ข้อ 808
ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ จักษุมี ๓ อย่าง ฉะนี้แล. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นบุรุษผู้สูงสุดได้ตรัสจักษุ ๓ อย่างนี้ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ และปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมไว้แล้ว ความเกิดขึ้นแห่งมังสจักษุ เป็นทางแห่งทิพยจักษุ ก็เมื่อใด ญาณ คือ ปัญญาจักษุ อันยอดเยี่ยมมาเกิดขึ้นแล้ว เมื่อนั้น ย่อม พ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ เพราะการได้จักษุนั้น ดังนี้๑ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักษุมี ๒ อย่าง เท่านั้น. ทิพยจักขุกถา จบ อรรถกถาทิพยจักขุกถา ว่าด้วยทิพพจักษุ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องทิพพจักขุ.๒ ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจนิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า มังสจักขุ ๑. ขุ. อิติ. ๒๕/๒๓๙. ๒. จักษุ ๓. คือ:- ๑. มังสจักขุ ได้แก่ จักขุปสาท ๒ ทิพพจักขุ ได้แก่ อภิญญาจิตตุปบาทที่เป็นทุติยวิชชาญาณ ๓. ปัญญาจักขุ ได้แก่ อาสวักขยญาณ (ในปกรณ์นี้หรือในขุททกนิกาย อิติวุตตกะ) จักขุ ๕ คือ :- มังสจักขุ ทิพพจักขุ ปัญญาจักขุ พุทธจักขุ สมันตจักขุ (ในขุททกนิกาย มหานิทเทส)
หน้า 642 ข้อ 808
นั่นแหละ อันธรรม คือ จตุตถฌานอุปถัมภ์แล้ว ชื่อว่าเป็น ทิพพจักขุ ดังนี้ สกวาทีหมายชนเหล่านั้น จึงถามปรวาทีว่า มังสจักขุ อัน- ธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นทิพพจักขุหรือ คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ก็ถูกถามอีกว่า มังสจักขุก็คือทิพพจักขุ ทิพพจักขุก็คือ มังสจักขุหรือ ปรวาทีปฏิเสธว่า มังสจักขุนั้นก็เป็นเพียงมังสจักษุ นั้นเท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น. แม้ในคำถามทั้งหลายว่า มังสจักขุ เป็นเช่นใด เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่จักษุทั้ง ๒ นั้น ไม่มีสภาพอย่างเดียวกัน. แม้ในปัญหามีคำว่า วิสัย เป็นต้น ความว่า รูปายตนะนั่นแหละเป็นวิสัยแห่งจักษุแม้ทั้ง ๒. อธิบายว่า ก็มังสจักขุย่อมเห็นรูปอันมาสู่คลองแห่งจักษุเท่านั้น ส่วนทิพพจักขุนี้ ย่อมเห็นรูปอันไม่มาสู่คลองแห่งจักษุได้ แม้รูปนั้นจะมีภูเขากั้นไว้ เป็นต้น. อนึ่ง รูปแม้ละเอียดยิ่งนัก ก็เป็นโคจรคืออารมณ์ของทิพพจักขุ ได้ แต่รูปเช่นนี้เป็นอารมณ์ของมังสจักขุไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น อานุภาพ คือ อำนาจ และโคจร คือ อารมณ์ แห่งจักษุทั้ง ๒ นี้ จึงไม่เหมือนกัน ด้วยประการฉะนี้. ถูกถามว่า เป็นอุปาทินนะ คือเป็นกัมมชรูป แล้วเป็นอนุปาทนนะ คือมิใช่กัมมชรูป หรือ ปรวาทีนั้น ย่อมปรารถนาว่า มังสจักขุเป็นอุปาทินนะ ส่วน ทิพพจักขุเป็นอนุปาทินนะ ทั้งมังสจักขุนั้นและก็ไม่เป็นทิพพขุ เพราะ- ฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ปรารถนา ทิพพจักขุย่อมเกิด ขึ้นเพราะอาศัยมังสจักขุเป็นปัจจัย เพราะอาศัยพระบาลีว่า ความ เกิดขึ้นแห่งมังสจักขุเป็นทางแห่งทิพพจักขุ ดังนี้ ทั้งมังสจักขุนั้นก็
หน้า 643 ข้อ 808
เป็นความผ่องใสของมหาภูตรูปทั้ง ๔ อันเป็นไปในรูปาวจร เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. แม้ถูกถามว่า เป็นกามาวจร ปรวาที่ไม่ปรารถนา ซึ่งมังสจักขุนั่นแหละเป็นทิพพจักขุ เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงตอบ ปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองว่า ธรรมดาว่า รูปาวจรเกิด เพราะความที่มังสจักขุเกิดขึ้นแล้ว โดยมีรูปาวจรฌานเป็นปัจจัย. แม้ ถูกถามว่า เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจรหรือ ต่อจากนี้ไป ท่านตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีรูปาวจรจิต ในขณะแห่งอรูปาวจร ด้วยการภาวนา. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง เพราะลัทธิว่า มังสจักขุ นั้นเป็นสภาพผ่องใสของมหาภูตรูปทั้ง ๔ อันเป็นปัจจัยให้อรูปาวจร เกิดขึ้น ดังนี้ ก็แต่ปรวาทีนั้นไม่ปรารถนาความที่มังสจักขุนั้นเป็น โลกุตตธรรม (อปริยาปันนะ) เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธนั้นเทียว. คำว่า ทิพพจักขุอันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ได้แก่ เป็นธรรมกามาวจร อุปถัมภ์แล้ว. คำว่า อันธรรมอุปถัมถ์แล้ว ได้แก่ เป็นธรรม คือ โลกุตตรอุปถัมภ์แล้ว. ถูกถามว่า จักขุมี ๒ อย่างเท่านั้นหรือ ปรวาที ไม่ปรารถนาความที่ทิพพจักขุอันธรรมอุปถัมภ์แล้วเป็นปัญญาจักขุ แม้ ก็จริง ถ้าอย่างนั้น ก็ตอบปฏิเสธ เพราะความที่ปัญญาจักขุเป็นสภาพ มีอยู่. ถูกถามอีก ก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิว่า มังสจักขุอัน ธรรมอุปถัมภ์แล้วย่อมเป็นทิพพจักขุ ดังนี้ คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่าย ทั้งนั้น แล. อรรถกถาทิพพจักขุ จบ
หน้า 644 ข้อ 809, 810, 811
ทิพพโสตกถา [๘๐๙] สกกวาที มังสโสต อันธรรมอุปถัมถ์แล้ว เป็น ทิพยโสต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มังสโสต ก็คือทิพยโสต ทิพยโสต ก็คือ มังสโสต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๑๐] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มังสโสตเป็นเช่นใด ทิพยโสตก็เป็นเช่นนั้น ทิพยโสตเป็นเช่นใด มังสโสตก็เป็นเช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๑๑] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มังสโสตอันนั้น ทิพยโสตก็อันนั้นแหละ ทิพย- โสตอันนั้น มังสโสตก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 645 ข้อ 812, 813, 814, 815
[๘๑๒] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิสัย อานุภาพ โคจร แห่งมังสโสต เป็น เช่นใด วิสัย อานุภาพ โคจร แห่งทิพยโสต ก็เป็นเช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๑๓] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๑๔] ส. เป็นอุปาทินนะแล้วเป็นอนุปาทินนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๑๕] ส. เป็นกามาวจรแล้วเป็นรูปาวจร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 646 ข้อ 816, 817, 818, 819
[๘๑๖] ส. เป็นรูปาวจรแล้วเป็นอรูปาวจร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นปริยาปันนะแล้วเป็นอปริยาปันนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๑๗] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิพยโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ก็เป็นมังสโสต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๑๘] ส. มังสโสต อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว เป็นทิพยโสต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตมีอย่างเดียวเท่านั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๑๙] ส. โสตมีอย่างเดียวเท่านั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสโสตว่ามี ๒ อย่าง คือ มังสโสตและทิพยโสต มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 647 ข้อ 819
ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสโสตว่ามี ๒ อย่าง คือ มังสโสต และทิพยโสต ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตมีอย่างเดียว เท่านั้น. ทิพพโสตกถา จบ อรรถกถาทิพพโสตกถา ว่าด้วยทิพพโสต๑ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องทิพพโสต. ในเรื่องนั้น ปรวาทีถูกสกวาที ถามว่า โสตมีอย่างเดียวเท่านั้นหรือ ก็ตอบปฏิเสธ เพราะโสต มีอยู่ ๒ คือ มังสโสต ทิพยโสต ถูกถามอีก ก็ตอบรับรอง เพราะว่า มังสโสตนั้นนั่นแหละ อันธรรมอุปถัมภ์แล้ว ชื่อว่าเป็นทิพพโสต. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาทิพพโสตกถา จบ ๑. โสต ๒ อย่าง คือ ๑. มังสโสต ได้แก่ โสตปสาท ๒. ทิพพโสต ได้แก่ อภิญญาญาณ ในคัมภีร์ยมกกล่าว โสต ๓ คือ ๑. มังสโสต ได้แก่ โสตปสาท ๒. ทิพยโสต ได้แก่ อภิญญาจิตตุปสาท ๓. ตัณหาโสต ได้แก่ โลกเจตสิก
หน้า 648 ข้อ 820, 821, 822
ยถากัมมูปคตญาณกถา [๘๒๐] สกวาที ยถากัมมูปคตญาณ คือ ญาณเป็นเครื่องรู้ ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็นไปตามกรรมด้วย เห็นรูปได้ด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๒๑] ส. ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตาม กรรมด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๒๒] ส. ยถากัมมูปคตญาน เป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า สัตว์เหล่านี้หนอ ท่าน ทั้งหลาย ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ประกอบด้วยกาย ทุจริต ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ประกอบด้วยวจีทุจริต ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ประโยคกอบด้วยมโนทุจริต ดังนี้ ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย ดังนี้ด้วย
หน้า 649 ข้อ 823
ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า สมาทานกรรมคือมิจฉาทิฏฐิ ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า สัตว์ เหล่านั้นเข้าถึงแล้วซึ่งอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เบื้องหน้า แต่มรณะ เพราะกายแตก ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า ก็หรือสัตว์เหล่านี้ นะท่านทั้งหลาย ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ประกอบด้วย กายสุจริต ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ประกอบด้วยวจีสุจริต ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ประกอบด้วยมโนสุจริต ดังนี้ ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นผู้ไม่ติเตียนพระอริยะทั้งหลาย ดังนี้ ด้วย ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า เป็นสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจ ซึ่งบทว่า สมาทานกรรมคือสัมมาทิฏฐิ ดังนี้ด้วย ทำไว้ในใจซึ่ง บทว่า สัตว์เหล่านั้นเข้า แล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก ดังนี้ด้วย เห็นรูปด้วยทิพยจักษุด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๒๓] ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า สัตว์เหล่านี้หนอ ท่าน ทั้งหลาย" ดังนี้ด้วย ฯ ล ฯ ทำไว้ในใจซึ่งบทว่า สัตว์เหล่านั้นได้ เข้าถึงแล้วซึ่งสุคติ โลกสวรรค์ เบื้องหน้าแต่มรณะ เพราะกายแตก ดังนี้ด้วย เห็นรูปโดยทิพยจักษุด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 650 ข้อ 824, 825
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๒๔] ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู้ไม่ได้ เฉพาะแล้ว ไม่บรรลุแล้ว ไม่การทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความ ที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมได้ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลบางคน เป็นผู้ไม่มีทิพยจักษุ เป็นผู้ไม่ได้เฉพาะแล้ว ไม่บรรลุแล้ว ไม่กระทำให้แจ้งแล้วซึ่งทิพยจักษุ แต่รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมได้มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ยถา- กัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ. [๘๒๕] ส. ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระสารีบุตรรู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไป ตามกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลาย เป็นไปตามกรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพยจักษุ.
หน้า 651 ข้อ 826, 827
[๘๒๖] ส. ท่านพระสารีบุตร รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไป ตามกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๒๗] ส. ท่านพระสารีบุตรมีทิพยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระสารีบุตร ได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า การตั้ง ความปรารถนา เพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโต ปริยญาณ อิทธิวิธิ ความหมดจดแห่งโสตธาตุ และจุตูปปาตญาณ ของเราไม่มี ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณ เป็นทิพยจักษุ ดังนี้. ยถากัมมูปคตญาณกถา จบ อรรถกถายถากัมมูปคตญาณกถา ว่าด้วยยถากัมมูปคตญาณ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องยถากัมมูปคตญาณ ได้แก่ ญาณเป็นเครื่อง รู้ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มี ๑. ขุ.เถร. ๒๖/๓๙๖
หน้า 652 ข้อ 827
ความเห็นว่า ยถากัมมูปคตญาณนั่นแหละเป็นทิพยจักขุ ดังนี้ เพราะ ไม่พิจารณาถือเอาพระสูตรว่า ตถาคต ย่อมทรงรู้แจ้งซึ่งความที่สัตว์ ทั้งหลายผู้เป็นไปตามกรรม ฯ ล ฯ ด้วยทิพยจักขุอันบริสุทธิ์ด้วยประการ ฉะนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. ถูกสกวาทีถามอีกว่า ทำไว้ในใจซึ่งความที่สัตว์เป็น ไปตามกรรมด้วย ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะอารมณ์ ๒ อย่างของจิต ดวงเดียวกันไม่มี. ถูกถามครั้งที่ ๒ ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตต่าง ๆ สกวาทีไม่ให้โอกาสอันพลั้งพลาดของปรวาทีนั้น จึงถามอีกว่า เป็น การประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ปรวาทีตอบปฏิเสธ. พึงทราบ เนื้อความในการประกอบบทยถากัมมูปคตนี้ฉันใด ก็พึงประกอบแม้ด้วย บทว่า อิเม วต โภนฺโต สตฺตา แปลว่า สัตว์เหล่านี้หนอ ท่าน ทั้งหลาย เป็นต้น ฉันนั้นนั่นแหละ. คำว่า ท่านพระสารีบุตรรู้ ความที่สัตว์ทั้งหลายเป็นไปตามกรรมหรือ ดังนี้ อธิบายว่า พระสารีบุตรเถระย่อมไม่ใช้อภิญญาญาณทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้ ปรารถนาน้อย แต่ชนบางพวกไม่รู้จิตสำคัญว่า อภิญญาญาณเหล่านั้น ไม่มีแก่พระเถระเลย ดังนี้เหตุใด เพราะฉะนั้น ท่านสกวาทีจึงถาม ปรวาทีผู้สำคัญว่า พระเถระไม่ได้ทิพพจักขุ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น นั่นแหละ จึงถูกสกวาทีถามเนื้อความต่อไปว่า ท่านพระสารีบุตร มีทิพพจักษุหรือ ปรวาทีก็ตองปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบ รับรองว่า อภิญญาญาณอย่างไดอย่างหนึ่งที่พระสาวกพึงบรรลุแล้ว
หน้า 653 ข้อ 827
ญาณนั้นทั้งหมด ท่านพระเถระบรรลุแล้วโดยลำดับ. บัดนี้ สกวาทีเมื่อ จะให้ปรวาทีสับสน จึงกล่าวคำว่า ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ ไว้ว่า การตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพพจักขุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธ ความหมดจดแห่งโสตธาตุ และจุตูป- ปาตญาณของเราไม่มี ดังนี้ จริงอยู่ท่านกล่าวคาถานี้ก็เพราะไม่มี ความปรารถนาจะใช้ ท่านมิได้กล่าวเพราะไม่มีอภิญญาญาณทั้งหลาย มิใช่หรือ แต่ปรวาทีกำหนดเนื้อความพระสูตรว่า ความปรารถนาเพื่อ ฯ ล ฯ ของเราไม่มีเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรองตามลัทธิ นั้นว่า พระเถระมีเพียงยถากัมมูปคตญาณ ไม่มีทิพพจักขุญาณ ด้วยเหตุ นั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านก็ไม่พึงกล่าวว่า ยถากัมมูปคตญาณเป็นทิพพจักขุ ดังนี้แล. อรรถกถายถากัมมูปคตญาณกถา จบ
หน้า 654 ข้อ 828, 829, 830
สังวรกถา [๘๒๘] สกวาที ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความไม่สำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๒๙] ส. ความไม่สำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๓๐] ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม มิใช่ หรือ ความสำรวมมีอยู่ในหมู่ เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความ ไม่สำรวมนั้น ก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ท่านจงรับรู้นิคคหะ, หากว่า ศีล คือความสำรวม จากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่าศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่ สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้น พึงกล่าวได้ ว่า ศีล ความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่-
หน้า 655 ข้อ 831, 832
เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดังนี้ ผิด, แต่ถ้าไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ใน หมู่เทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา, ที่ท่านกล่าวในปัญหานั้นว่า พึงกล่าวได้ ว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวม ความสำรวมมีอยู่ในหมู่ เทวดา แต่ไม่พึงกล่าวว่า ศีล คือความสำรวมจากความไม่สำรวมใด ความไม่สำรวมนั้นก็มีอยู่ในหมู่เทวดา ดังนี้ ผิด. [๘๓๑] ส. ความสำรวมมีอยู่ในมนุษย์ ความไม่สำรวมก็มี อยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวมก็ มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๓๒] ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่เทวดา ความไม่สำรวม ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ความไม่สำรวม ไม่มีอยู่ในหมู่มนุษย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 656 ข้อ 833, 834
[๘๓๓] ส. การเว้นจากปาณาติบาต มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปาณาติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา กล่าวคือสุราเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา กล่าวคือสุราและเมรัย ก็อยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๓๔] ส. ปาณาติบาตไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเว้นจาnปาณาติบาต ก็ไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมา กล่าวคือสุราและเมรัย ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ
หน้า 657 ข้อ 835, 836
ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็ไม่มีในหมู่ เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๓๕ ] ป. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณา- ติบาตก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ? ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณา- ติบาตก็มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เป็นเหตุที่ตั้งแห่งความ ประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ก็เว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาท คือดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย ก็มีอยู่ในหมู่เทวดา นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๓๖] ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่เทวดา ปาณา- ติบาตไม่มีในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 658 ข้อ 837
ส. การเว้นจากปาณาติบาตมีอยู่ในหมู่มนุษย์ ปาณา- ติบาตไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่เทวดา เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความ ประมาท คือ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัยไม่มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การเว้นจากเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย มีอยู่ในหมู่มนุษย์ เหตุเป็นที่ตั้งแห่งความ ประมาท คือ ดื่มน้ำเมาคือสุราและเมรัย ไม่มีในหมู่มนุษย์นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๓๗] ป. ความสำรวมไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เทวดาทั้งปวง เป็นผู้ผลาญชีวิต เป็นผู้ถือเอาสิ่ง ของที่เจ้าของมิได้ให้ เป็นผู้ประพฤติผิดในกาม เป็นผู้พูดเท็จ เป็นผู้ ตั้งอยู่ในความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราและเมรัย หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ. สังวรกถา จบ
หน้า 659 ข้อ 837
อรรถกถาสังวรกถา ว่าด้วยความสำรวม บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความสำรวม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นว่า เทวดาทั้งหลายเบื้องบนตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ขึ้นไป ย่อมไม่ประพฤติ ล่วงเวร ๕ คือไม่ล่วงศีล ๕ เหตุในเพราะเหตุนั้น ความสำรวมจึงมีอยู่ แก่เทพเหล่านั้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที เพราะไม่เห็นความปรากฏแห่งเวร ๕. ลำดับนั้น สกวาทีจึงถามความไม่สำรวม เพราะธรรมดาว่าความสำรวมมีอยู่ ความ ไม่สำรวมที่บุคคลพึงสำรวมก็ต้องมีอยู่. แต่ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะ ในเทวดาทั้งหลายไม่มีปาณาติบาต เป็นต้น. คำว่า ความสำรวมมีอยู่ ในหมู่มนุษย์ เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงความเป็นไปแห่งความ ไม่สำรวม ก็ครั้นเมื่อความสำรวมและความเป็นไปแห่งความสำรวม มีอยู่ ความไม่สำรวมก็ต้องมีอยู่. ในปัญหาว่า ปาณาติปาตา เวรมณี เป็น ต้น พึงทราบคำตอบรับรองด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาต เป็นต้น และพึงทราบคำตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีปาณาติบาต เป็น ต้น. ปัญหาว่าด้วยปฏิโลม มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ในปัญหาว่า ปาณา- ติบาตไม่มีในหมู่เทวดาหรือ พึงทราบคำตอบรับรองของปรวาที ด้วยสามารถแห่งการไม่ประพฤติปาณาติบาตเป็นต้น และคำปฏิเสธของ ปรวาที เพราะความไม่มีปาณาติบาตเป็นต้น. ปัญหาว่าด้วยปฏิโลมมี เนื้อความง่ายทั้งนั้น.
หน้า 660 ข้อ 837
ในปัญหาทั้งหลายบทสุดท้ายว่า ความสำรวมไม่มีในหมู่ เทวดาหรือ คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาความไม่มีความสำ- รวมจากการทำปาณาติบาตเป็นต้นอีก. ต่อจากนั้นคำถามของปรวาทีว่า ถ้าความสำรวมของเทวดาทั้งหลายไม่มี เทวดาทั้งปวงก็ต้องเป็น ผู้ล้างผลาญชีวิต เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งคำอันมีเลสนัย. คำ ปฏิเสธเป็นของสกวาที เพราะไม่มีความประพฤติล่วงเวรของเทวดาทั้ง หลาย. ปรวาทีให้ลัทธิตั้งไว้ เพราะถือเอาสักแต่คำว่า ไม่พึงกล่าว ของสกวาที. แต่ลัทธิที่ตั้งไว้แล้วอย่างนี้ย่อมตั้งไว้ไม่ได้เลย ดังนี้แล. อรรถกถาสังวรกถา จบ
หน้า 661 ข้อ 838, 839, 840
อสัญญากถา [๘๓๘] สกวาที สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นสัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นสัญญสัตตาวาส เป็นสัญญสงสาร เป็นสัญญโยนิ คือ กำเนิดแห่งสัตว์ผู้มีสัญญา เป็น สัญญัตตภาวปฏิลาภ คือ การได้อัตภาพแห่งสัตว์ผู้มีสัญญา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๓๙] ส. เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็นอสัญญ- สัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิ- ลาภ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็น อสัญญสัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตต- ภาวปฏิลาภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย. [๘๔๐] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นปัญจโวการภพ๑ เป็นปัญจโวการคติ สัต- ตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ๑. ภพมีขันธ์ ๕ ได้แก่กามภพ และรูปภพ.
หน้า 662 ข้อ 841, 842, 843
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๔๑] ส. เป็นเอกโวการภพ๑ เป็นเอกโวการคติ สัตตา- วาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นเอกโวการภพ คติ สัตตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญ- สัตว์ทั้งหลาย. [๘๔๒] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทำกิจที่พึงทำด้วยสัญญาได้ด้วยสัญญานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๔๓] ส. สัญญามีอยู่ในมนุษย์ทั้งหลาย และนั้นเป็น สัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นสัญญสัตตาวาส เป็นสัญญสงสาร เป็น สัญญโยนิ เป็นสัญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็น สัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นสัญญสัตตาวาส เป็นสัญญสงสาร เป็น สัญญโยนิ เป็นสัญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ๑. ภพมีขันธ์ ๑ คือมีแต่รูปขันธ์ ได้แก่ อสัญญภพ.
หน้า 663 ข้อ 844, 845, 846
[๘๔๔] ส. สัญญามีอยู่ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย และนั้นเป็น ปัญจโวการภพ คติ สัตตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็น ปัญจโวการภพ คติ สัตตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๔๕] ส. สัญญามีอยู่ในมนุษย์ทั้งหลาย ทำกิจที่พึงทำด้วย สัญญาได้ด้วยสัญญานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ทำกิจที่พึง ทำด้วยสัญญาได้ด้วยสัญญานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๔๖] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็น อสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็นอสัญญสัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญญามีอยู่ในมนุษย์ทั้งหลาย และนั้นเป็น อสัญญภพ ฯลฯ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ?
หน้า 664 ข้อ 847, 848, 849
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๔๗] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และนั้น เป็นเอกโวการภพ คติ สัตตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญญามีอยู่ในมนุษย์ทั้งหลาย และนั้นเป็นเอก- โวการภพ ฯ ล ฯ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๔๘] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย แต่ทำกิจที่ พึงทำด้วยสัญญาไม่ได้ด้วยสัญญานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญญามีอยู่ในมนุษย์ทั้งหลาย แต่ทำกิจที่พึงทำ ด้วยสัญญาไม่ได้ด้วยสัญญานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๔๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เทวดาชื่อสัญญสัตว์ มีอยู่ ก็เทวดาเหล่านั้น ย่อมจุติ
หน้า 665 ข้อ 850, 851
จากหมู่นั้น เพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น สัญญาก็มีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย น่ะสิ. [๘๕๐] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ป. มีในกาลบางคราว ไม่มีในกาลบางคราว. ส. เป็นสัญญสัตว์ในกาลบางคราว เป็นอสัญญ- สัตว์ในกาลบางคราว เป็นสัญญภพในกาลบางคราว เป็นอสัญญภพใน กาลบางคราว เป็นปัญจโวการภพในกาลบางคราว เป็นเอกโวการภพ ในกาลบางคราว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๕๑] ส. สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลายในกาลบาง คราว ไม่มีในกาลบางคราว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีอยู่ในกาลไหน ไม่มีในกาลไหน ? ป. มีอยู่ในกาลจุติ ในกาลอุบัติ ไม่มีในกาลตั้งอยู่. ส. เป็นสัญญสัตว์ในกาลจุติ ในกาลอุบัติ เป็น อสัญญสัตว์ในกาลตั้งอยู่ เป็นสัญญภพในกาลจุติ ในกาลอุบัติ
หน้า 666 ข้อ 851
เป็นอสัญญภพในกาลตั้งอยู่ เป็นปัญจโวการภพในกาลจุติ ในกาลอุบัติ เป็นเอกโวการภพในกาลตั้งอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อสัญญกถา จบ อรรถกถาอสัญญกถา ว่าด้วยอสัญญา คือไม่มีสัญญา บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องสัญญา๑. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า สัญญามีอยู่ใน ขณะแห่งจุติ และปฏิสนธิแม้ของอสัญญสัตว์ทั้งหลาย ว่า ขึ้นชื่อว่า ปฏิสนธิ เว้นจากวิญญาณย่อมไม่มี เพราะคำว่า วิญญาณมีสังขาร เป็นปัจจัย ดังนี้ และคำว่า ก็แล อสัญญีเทพเหล่านั้น ย่อมจุติ จากกายนั้น เพราะความเกิดขึ้นแห่งสัญญา ดังนี้ คำถามของ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปราวาที. ต่อจากนั้น ๑. เรื่องนี้ในคัมภีร์ยมกอธิบายว่า สัตว์ในปัญจโวการภพและจตุโวการภพ ขณะปฏิสนธิมีสัญญาเกิดขึ้นในขณะจุติไม่มีสัญญาเพราะสัญญากำลังดับ ผู้เข้า นิโรธสมาบัติในขณะนิโรธ สัญญาไม่มี ส่วนสัตว์ที่เป็นเอกโวการภพ คือ อสัญ- ญีสัตว์ทั้งหลาย ขณะเกิดก็ดี ขณะตั้งอยู่ก็ดี ขณะจุติก็ดี ไม่มีสัญญาเกิดเลย.
หน้า 667 ข้อ 851
สกวาทีเพื่อจะท้วงปรวาทีด้วยคำเป็นต้น ว่า ที่นั้นเป็นภพมีสัญญา ตามลัทธิของท่านหรือ จึงกล่าวคำว่า เป็นสัญญีภพ เป็นสัญญ- คติ เป็นต้น. คำนั้นทั้งปวง และคำอื่นจากคำนั้นพึงทราบโดยนัย แห่งพระบาลีนั่นแล. อรรถกถาอสัญญกถา จบ
หน้า 668 ข้อ 852, 853, 854
เนวสัญญานาสัญญายตนกถา [๘๕๒] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา- สัญญายตนภพ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นอสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็นอสัญสัตตา- วาส เป็นอสัญญาสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๕๓] ส. เป็นสัญญภพ สัญญคติ สัญญสัตตาวา สัญญ- สงสาร สัญญโยนิ สัญญัตตภาวปฏิลาภ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นสัญญภพ เป็นสัญญคติ ฯลฯ เป็น สัญญัตตภาวปฏิลาภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ในเนว- สัญญานาสัญญายตนภพ. [๘๕๔] ส. ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญา. ยตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นเอกโวการภพ คติ ฯลฯ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 669 ข้อ 855
ส. เป็นจตุโวการภพ๑ เป็นจตุโวการคติ ฯลฯ อัตต- ภาวปฏิลาภ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นจตุโวการภพ คติ ฯล ฯ อัตตภาว ปฏิลาภ ก็ต้องไม่กล่าวว่าไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญา- ยตนภพ. [๘๕๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็นสัญญภพ เป็นอสัญญคติ เป็นอสัญญสัตตาวาส เป็นอสัญญ- สงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา สัญญายตนภพ และนั้นก็เป็นอสัญญภพ เป็นสัญญคติ เป็นอสัญญ- สัตตาวาส เป็นอสัญญสงสาร เป็นอสัญญโยนิ เป็นอสัญญัตตภาวปฏิ- ลาภ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญีสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็นเอกโวการภพ คติ ฯ ล ฯ อัตตภาว ปฏิลาภ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ๑. ภพมีขันธ์ ๔ คือ อรูปขันธ์ ๔ ได้แก่บุคคล
หน้า 670 ข้อ 856, 857
ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญา- ยตนภพ และนั้นก็เป็นเอกโวการภพ คือ คติ สัตตาวาส สงสาร โยนิ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๕๖] ส. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา สัญญายตนภพ และนั้นเป็นสัญญภพ สัญญคติ ฯลฯ สัญญัตตภาวา ปฏิลาภ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญีสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็นสัญญภพ สัญญคติ ฯลฯ สูญญัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๕๗] ส. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา- สัญญายตนภพ และนั้นเป็นจตุโวการภพ คติ ฯลฯ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอสัญญสัตว์ทั้งหลาย และนั้นเป็นจตุโวการภพ ฯลฯ อัตตภาวปฏิลาภ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 671 ข้อ 858, 859, 860
[๘๕๘] ส. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา สัญญายตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโว- การภพก็ต้องไม่กล่าวว่าไม่พึงกล่าว่าสัญญามีอยู่ในเนวสัญญานาสัญญา- ยตนภพ. [๘๕๙] ส. เนวสัญญาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการ- ภพ แต่ไม่พึงกล่าวสัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา- สัญญายตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อากาสานัญจายตนภพ เป็นจตุโวการภพ แต่ ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในอากาสานัญจายตน- ภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๖๐] ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ แต่ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ในเนวสัญญานา สัญญายตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 672 ข้อ 861, 862
ส. วิญญาณัญจายตนภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ แต่ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ในอากิญจัญญายตนภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๖๑] ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามี อยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯล ฯ ส. วิญญาณัญจายตนภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๖๒] ส. ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ หรือว่าไม่มีอยู่ ใน เนวสัญญานาสัญญายตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ มิใช่หรือ ?
หน้า 673 ข้อ 863, 864
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโว- การภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ หรือว่า ไม่มีอยู่ใน เนวสัญญานาสัญญายตนภพ. [๘๖๓] ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพเป็นจตุโวการภพแต่ ไม่พึงกล่าวว่าสัญญามีอยู่ หรือว่าไม่มีอยู่ ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อากาสานัญจายตนภพ ฯลฯ วิญญาณัญจายตน- ภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ แต่ไม่พึงกล่าวว่าสัญญา มีอยู่ หรือว่าไม่มีอยู่ ในอากิญจัญญายตนภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๖๔] ส. อากาสานัญจายตนภพเป็นจตุโวการภพ สัญญา มีอยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิญญาณัญจายตนภพ ฯลฯ อากิญจัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพ สัญญามีอยู่ในภพนั้น หรือ ?
หน้า 674 ข้อ 865, 866
ป. ถูกแล้ว. ส. เนวสัญญานาสัญญายตนภพ เป็นจตุโวการภพมี อยู่ในภพนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๖๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า๑ ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ หาควรกล่าวไม่ว่า มีสัญญาหรือว่าไม่มีสัญญา หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่าเป็นเนวสัญญานาสัญญายตนภพ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ในเนวสัญญานาสัญญายตนภพ หาควร กล่าวไม่ว่า มีสัญญาหรือว่าไม่มีสัญญา. [๘๖๖] ส. เพราะทำอธิบายว่า เป็นเนวสัญญานาสัญญาย- ตนภพ จึงหาควรกล่าวไม่ว่า สัญญามีอยู่หรือว่าไม่มีอยู่ ในเนวสัญญา- นาสัญญายตนภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะทำอธิบายว่า เป็นอทุกขมสุขเวทนาจึง หาควรกล่าวไม่ว่าเวทนา หรือว่ามิใช่เวทนา ๑. คำนี้เติมเข้ามาในเวลาแปล เพื่อให้รับกับกระบวนความต่อไป และเมื่อเทียง กับอสัญญากถาก็เห็นว่า บาลีตรงนี้ควรเป็น "นวตฺตพฺพํ เนวสฺานาสฺา- ยตเน..."
หน้า 675 ข้อ 866
ในอทุกขมสุขเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ เนวสัญญานาสัญญายตนกถา จบ อรรถกถาเนวสัญญานาสัญญายตนกถา ว่าด้วยเนวสัญญานาสัญญายตนะ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องเนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ อายตนะที่มี สัญญาก็ไม่ใช่ไม่มีก็ไม่ใช่. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า ไม่พึงกล่าวว่า สัญญามีอยู่ ในภพนั้น เพราะพระบาลีว่า อายตนะนั้น มีสัญญาก็ไม่ใช่ ไม่มี ก็ไม่ใช่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยแห่งพระบาลีนั่นแล. อรรถกถาเนวสัญญานาสัญญายตนกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. พลกถา ๒. อริยนฺติกถา ๓. วิมุจจติกถา ๔. วิมุจจ- มานกถา ๕. อัฏฐมกกถา ๖. อัฏฐมกัสสอินทริยกถา ๗. ทิพพจักขุกถา ๘. ทิพพโสตกถา ๙. ยถากัมมูปคตญาณกถา ๑๐. สังวรกถา ๑๑. อสัญญกถา ๑๒. เนวสัญญานาสัญญายตนกถา. วรรคที่ ๓ จบ
หน้า 676 ข้อ 867, 868
วรรคที่ ๔ คิหิสส อรหาติกถา [๘๖๗] สกวาที คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. คิหิสัญโญชน์ของพระอรหันต์ยังมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. คิหิสัญโญชน์ของพระอรหันต์ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คิหิสัญโญชน์ของพระอรหันต์ไม่มี ก็ ต้องไม่กล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้. [๘๖๘] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คิหิสัญโญชน์อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอน รากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คิหิสัญโญชน์อันพระอรหันต์ละขาดแล้ว ถอนรากขึ้นแล้ว ทำให้เป็นดุจตาลยอดด้วน ทำให้ไม่เกิดได้ในภายหลัง ทำให้มีอันไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า คฤหัสถ์ พึงเป็นพระอรหันต์ได้.
หน้า 677 ข้อ 869, 870
[๘๖๙] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คฤหัสถ์ไร ฯ ที่ยังมิได้ละคิหิสัญโญชน์แล้วเป็น ผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ในปัจจุบันเทียวมีอยู่ ป. ไม่มี. ส. หากว่า คฤหัสถ์ไร ๆ ที่ยังมิได้ละคิหิสัญโญชน์ แล้วเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในปัจจุบันเทียวไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ดังนี้. [๘๗๐] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปริพาชก ผู้วัจฉโคตร ได้กราบทูลพระผู้มี- พระภาคเจ้าว่าดังนี้ ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ คฤหัสถ์ไร ๆ ที่ยัง มิได้ละคิหิสูญโญชน์แล้วเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เพราะ กายแตกมีอยู่หรือหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อน วัจฉะ ไม่มีคฤหัสถ์ไร ๆ ที่ยังมิได้ละได้หิสัญโญชน์แล้วเป็นผู้ กระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เพราะกายแตก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ม.ม. ๑๓/๒๔๓
หน้า 678 ข้อ 871, 872
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็น พระอรหันต์ได้ดังนี้. [๘๗๑] ส. คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ทรงเสพเมถุนธรรม พึงยังเมถุน- ธรรมให้เกิดขึ้น พึงนอนที่นอนอันคับแคบด้วยบุตร พึงใช้ผ้ากาสิกและ จุรณจันทน์ พึงทัดทรงดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้ พึงยินดีเงินทอง พึงรับแพะ แกะ ไก่ สุกร พึงรับช้าง วัว ม้า ลา พึงรับนกกระทา นกคุ่ม และหางนกยูง พึงทรงเกี้ยว คือ เครื่องประดับมวยผม มีขั้ว อันเหลือง พึงทรงผ้าขาวมีชายยาว พึงเป็นผู้ครองเรือนตลอดชีวิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ยสกุลบุตร อุตติยคฤหบดี เสตุมาณพ ได้บรรลุ พระอรหัตทั้งเพศคฤหัสถ์ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ยสกุลบุตร อุตติยคฤหบดี เสตุมาณพ ได้บรรลุพระอรหัตทั้งเพศคฤหัสถ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้. คิหิสส อรหาติกถา จบ
หน้า 679 ข้อ 872
อรรถกถาคิหิสส๑ อรหาติกถา ว่าด้วยคฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องคฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ได้ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งพระอรหันต์ ของชนทั้งหลายมีพระยส กุลบุตร เป็นต้น ผู้ดำรงอยู่ในเพศของ คฤหัสถ์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า คิหิสฺส อธิบายว่า ผู้ใดชื่อว่า คฤหัสถ์ เพราะประกอบ พร้อมแล้วด้วยสัญโญชน์ของคฤหัสถ์ ผู้นั้น พึงเป็นพระอรหันต์ได้ หรือ ? ส่วนปรวาทีไม่รู้ความประสงค์ เมื่อเห็นอยู่ซึ่งสักว่าเพศคฤหัสถ์ เท่านั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. บัดนี้สกวาทีจึงเริ่มคำว่า คิหิสัญโญชน์ ของพระอรหันต์ยังมีอยู่หรือ เป็นต้น เพื่อแสดงนัยนี้ว่า ชื่อว่าพึง เป็นคฤหัสถ์ ย่อมเป็นด้วยสัญโญชน์ของคฤหัสถ์ มิใช่เป็นคฤหัสถ์ด้วย สักแต่เพศ เหมือนคำทีพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า :- แม้หากว่า ผู้ใดมีธรรมอันประดับแล้ว สงบแล้ว มีตนฝึกแล้ว เป็นผู้เที่ยง เป็น พรหมจารี ละอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว พึง ๑. ข้อนี้แยกบทว่า คิหิ อสฺส อรหา แปลว่า คฤหัสถ์พึงเป็นพระอรหันต์ อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า พระอรหันต์พึงเป็นคฤหัสถ์ ดังนี้ก็ได้.
หน้า 680 ข้อ 872
ประพฤติธรรมเสมอ เรากล่าวว่า ผู้นั้น เป็น พราหมณ์ เป็นสมณะ เป็นภิกษุ ดังนี้. คำนั้นทั้งปวงมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น แล. อรรถกถาคิหิสส อรหาติกถา จบ
หน้า 681 ข้อ 873, 874, 875, 876
อุปปัตติกถา [๘๗๓ ] สกวาที เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๗๔] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดก็เกิดได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๗๕] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิดก็ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๗๖] ส. เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นพระโสดาบันพร้อมกับการผุดเกิด ไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อม กับการผุดเกิดได้
หน้า 682 ข้อ 877, 878, 879
[๘๗๗] ส. เป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นพระสกทาคามีพร้อมกับการผุดเกิด ไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อม กับการผุดเกิดได้. [๘๗๘] ส. เป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิดไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นพระอนาคามีพร้อมกับการผุดเกิด ไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อม กับการผุดเกิดได้ [๘๗๙] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสารีบุตรเถระ เป็นพระอรหันต์พร้อมกับ การผุดเกิด หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโมคคัลลานเถระ ฯลฯ พระมหากัสสป- เถระ ฯ ล ฯ พระมหากัจจายนเถระ ฯ ล ฯ พระมหาโกฏฐิตเถระ ฯ ล ฯ พระมหาปัณฐกเถระ เป็นพระอรหันต์ พร้อมกับการผุดเกิด หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 683 ข้อ 880, 881, 882, 883
[๘๘๐] ส. พระสารีบุตรเถระ มิได้เป็นพระอรหันต์พร้อม กับการผุดเกิด หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระสารีบุตรเถระ มิได้เป็นพระอรหันต์ พร้อมกับการผุดเกิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการ ผุดเกิดได้ [๘๘๑] ส. พระมหาโมคคัคลานเถระ ฯ ล ฯ พระมหา- กัสสปเถระ พระมหากัจจายนเถระ พระมหา- โกฏฐิตเถระ ฯ ล ฯ [๘๘๒] ส. พระมหาปัณฐกเถระ มิได้เป็นพระอรหันต์ พร้อมกับการผุดเกิด หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระมหาปัณฐกเถระ มิได้เป็น พระอรหันต์พร้อมกับผุดเกิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อม กับการผุดเกิดได้. [๘๘๓] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตได้ด้วยจิตดวงแสวงหาการ ผุดเกิด๑ อันเป็นโลกิยะ มีอาสวะ ฯ ล ฯ ประกอบด้วยสังกิเลส หรือ ? ๑. คำบาลีว่า อุปปตฺเตสิเยน จิตฺเตน, นี้หมายถึง ปฏิสนธิจิต
หน้า 684 ข้อ 884, 885, 886
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๘๔] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตดวงแสวงหาการผุดเกิด เป็นเหตุนำออกจาก สังขารวัฏให้ถึงความสิ้นไป ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะ ฯ ล ฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๘๕] ส. จิตดวงแสวงหากการผุดเกิด ไม่เป็นเหตุนำออก จากสังสารวัฏไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ถึงความ ตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯ ล ฯ เป็น อารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จิตดวงแสวงหาการผุดเกิด ไม่เป็นเหตุ นำออกจากสังสารวัฏ ไม่เป็นธรรมให้ถึงความสิ้นไป ไม่เป็นธรรมให้ ถึงความตรัสรู้ ไม่เป็นธรรมให้ถึงนิพพาน เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นพระอรหันต์พร้อมกับ การผุดเกิดได้. [๘๘๖] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ละราคะได้ ละโทสะได้ ละโมหะได้ ฯ ล ฯ ละอโนตตัปปะได้ด้วยจิตดวงแสวงหาการผุดเกิด หรือ ?
หน้า 685 ข้อ 887, 888, 889
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๘๗] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตดวงแสวงหาการผุดเกิด เป็นมรรค ฯ ล ฯ เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็น พละ ฯลฯ เป็นโพชณงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๘๘] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งนิโรธ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยจิตดวงแสวงหาการผุดเกิด หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๘๙] ส. เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการผุดเกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จุติจิตเป็นมรรคจิต จิตดวงแสวงหาการผุดเกิด เป็นผลจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ อุปปัตติกถา จบ
หน้า 686 ข้อ 889
อรรถกถาอุปปัตติกถา ว่าด้วยการผุดเกิด บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการเกิด. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความ เห็นผิดว่า พระอนาคามี อุบัติในสุทธาวาส ย่อมเป็นพระอรหันต์พร้อม กับการอุบัติ เพราะถือเอาพระบาลีทั้งหลาย โดยไม่พิจารณาซึ่งมีคำว่า เป็นอุปปาติกกำเนิด คือเกิดผุดขึ้นในเทวโลกนั้น ปรินิพพาน แล้วในเทวโลกนั้น ดังนี้เป็นต้น หรือว่า ชนเหล่าใดผู้ศึกษา พระพุทธพจน์อยู่ มีความเห็นว่า พระอนาคามีเป็นพระอรหันต์ พร้อมกับการอุบัติขึ้น ดังนี้ เพราะเปลี่ยนแปลงบทว่า อุปหัจจปรินิพ- พายี ซึ่งเป็นชื่อของพระอนาคามีจำพวกหนึ่งใน ๔๘ จำพวก พระอนา- คามีชื่อว่า อุปหัจจปรินิพพายี นี้ ท่านมีอายุก้าวล่วงกึ่งหนึ่งแห่งอายุ ล่วงไปแล้ว อันเป็นเวลาใกล้จะปรินิพพาน ท่านก็สำเร็จเป็นพระอรหันต์ แล้วจึงปรินิพพาน พวกเห็นผิดเหล่านั้น ได้เปลี่ยนชื่อจาก คำว่า อุปหัจจปรินิพพายี มาเป็น อุปปัชชปรินิพพายี ซึ่งมีความหมายว่า พอเกิดขึ้นก็ปรินิพพาน ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย ในขณะนี้ คำถามของสกวาที หมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. ในปัญหานั้น ชื่อว่า จิตต์ที่เกิดขึ้นย่อมเป็นโลกียจิต ทั้งบุคคลทั้งหลาย เป็นพระโสดาบันเป็นต้นด้วยโลกียจิตต์นั้น ก็ไม่มีเลย จะป่วยกล่าวไปใยถึงความเป็นพระอรหันต์เล่า เพราะเหตุนั้น เพื่อแสดง นัยนี้แก่ปรวาทีนั้น สกวาทีจึงเริ่มคำเป็นต้นว่า เป็นพระโสดาบัน
หน้า 687 ข้อ 889
พร้อมกับการผุดเกิดก็ได้หรือ. สกวาทีกล่าวคำว่า พระสารีบุตร เป็นต้น เพื่อท้วงว่า บรรดาพระมหาเถระเหล่านี้ แม้องค์หนึ่ง ชื่อว่า เป็นพระอรหันต์พร้อมกับการเกิดมีหรือ. คำว่า จิตดวงแสวงหาการ ผุดเกิด ได้แก่ ปฏิสนธิจิต จริงอยู่ ปฏิสนธิจิตนี้ ย่อมแสวงหา การเกิด คือ สืบต่ออยู่ เพราะเหตุนั้นท่านจึงเรียกปฏิสนธิจิตนี้ว่า จิตดวงแสวงหาการผุดเกิด. คำที่เหลือในที่นี้ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น ดังนี้แล. อรรถกถาอุปปัตติกถา จบ
หน้า 688 ข้อ 890, 891
อนาสวกถา [๘๙๐] สกวาที ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ ไม่เป็นอา- รมณ์ของอาสวะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดา- ปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคามิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็น พละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙๑] ส. ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ ไม่เป็นอารมณ์ ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักษุของพระอรหันต์ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักษุของพระอรหันต์ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 689 ข้อ 892, 893
ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดา- ปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ฯ ล ฯ เป็นโพช- ฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะของพระอรหันต์ ฯ ล ฯ ฆานะของพระ- อรหันต์ ฯ ล ฯ ชิวหาของพระอรหันต์ ฯ ล ฯ กายของพระอรหันต์ ไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙๒] ส. กายของพระอรหันต์ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดา- ปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ฯ ล ฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๙๓] ส. กายของพระอรหันต์ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายของพระอรหันต์ ยังเข้าถึงการยกย่องและ การข่มขี่ ยังเข้าถึงการตัดและการทำลาย ยังทั่วไปแก่ฝูงกา ฝูงแร้ง ฝูงเหยี่ยว หรือ ?
หน้า 690 ข้อ 894, 895
ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ยังเข้าถึง การยกย่องและการข่มขี่ ยังเข้าถึงการตัดและการทำลาย ยังทั่วไปแก่ ฝูงกา ฝูงแร้ง ฝูงเหยี่ยว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๙๔] ส. พิษพึงเข้าไป ศัสตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ใน กายของพระอรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พิษพึงเข้าไป ศัสตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ในธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙๕] ส. กายของพระอรหันต์ ยังจะจองจำ ด้วยเครื่อง จองจำคือขื่อ ด้วยเครื่องจองจำคือเชือก ด้วยเครื่องจองจำคือตรวน ด้วย เครื่องจองจำคือบ้าน ด้วยเครื่องจองจำคือนิคม ด้วยเครื่องจองจำคือ เมือง ด้วยเครื่องจองจำคือชนบท ด้วยเครื่องจองจำ ๕ ประการ ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมอันไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ยังจะจองจำ ด้วยเครื่องจองจำคือขื่อ ด้วยเครื่องจองจำคือเชือก ด้วยเครื่องจองจำ คือตรวน ด้วยเครื่องจองจำคือบ้าน ด้วยเครื่องจองจำคือนิคม ด้วย
หน้า 691 ข้อ 896
เครื่องจองจำคือเมือง ด้วยเครื่องจองจำคือชนบท ด้วยเครื่องจองจำ ๕ ประการ ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙๖] ส. ผิวา พระอรหันต์ให้จีวรแก่ปุถุชน จีวรนั้นเป็น อารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. จีวรนั้นไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็นั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วเป็นอารมณ์ ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผล สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์
หน้า 692 ข้อ 897
พละ โพชฌงค์ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้ว เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๘๙๗] ส. ผิว่า พระอรหันต์ ให้บิณฑบาต ให้เสนาสนะ ให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร แก่ปุถุชน คิลานปัจจยเภสัชชบริขารนั้น ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. คิลานปัจจยเภสัชชบริขารนั้น ไม่เป็นอารมณ์ ของอาสวะแล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของเป็น อารมณ์ที่ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผล สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์
หน้า 693 ข้อ 898, 899
พละ โพชฌงค์ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะแล้ว เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙๘] ส. ผิว่า ปุถุชน ถวายจีวรแก่พระอรหันต์ จีวร นั้นเป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วไม่เป็นอารมณ์ ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๘๙๙] ส. จีวรนั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ของที่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ของที่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะเป็นอารมณ์ของอาสวะแล้ว ไม่เป็นอารมณ์ ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นอารมณ์
หน้า 694 ข้อ 900, 900, 901
ของอาสวะแล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๐๐] ส. ผิว่า ปุถุชน ถวายบิณฑบาต ถวายเสนาสนะ ถวายคิลานปัจจยเภสัชชบริขารแก่พระอรหันต์ คิลานปัจจยเภสัชชบริ- ขารนั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๐๐] ส. ผิว่า ปุถุชน ถวายบิณฑบาต ถวายเสนาสนะ ถวายคิลานปัจจยเภสัชชบริขารแก่พระอรหันต์ คิลานปัจจยเภสัชชบริ- ขารนั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๐๑] ส. คิลานปัจจยเภสัชชบริขารนั้น เป็นอารมณ์ของ อาสวะ แล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ของที่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ของที่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ของที่ไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 695 ข้อ 902
ส. ราคะเป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วไม่เป็นอารมณ์ ของอาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. โทสะ ฯ ล ฯ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็น อารมณ์ของอาสวะแล้ว ไม่เป็นอารมณ์ของ อาสวะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๐๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ ไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอาสวะ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ด้วย เหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะ ดังนี้. อนาสวกถา จบ
หน้า 696 ข้อ 902
อรรถกถาอนาสวกถา ว่าด้วยอนาสวะ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องอนาสวะ คือ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ๑. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะ ทั้งหลาย ในขณะนี้ว่า ธรรมเหล่าใด ของพระอรหันต์ผู้ไม่มีอาสวะ ธรรมเหล่านั้นทั้งหมดไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ดังนี้ สกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น จึงถามว่า ธรรมทั้งปวงของพระอรหันต์ เป็นต้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อท้วงว่า ธรรมทั้งหลาย มีมรรคเป็นต้น ชื่อว่าไม่มีอาสวะ มีอยู่ ธรรมเหล่านั้นเท่านั้น ย่อม เกิดแก่พระอรหันต์หรือ ? จึงเริ่มคำว่า ธรรมทั้งปวงเป็นมรรค เป็น ผล เป็นต้น. ถูกสกวาทีถามว่า จักขุของพระอรหันต์ไม่เป็น อารมณ์ของอาสวะหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่จักษุนั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรองว่า จักขุ ของพระอรหันต์ไม่เป็นอาสวะแต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ. ในปัญหาว่าด้วย การให้จีวร ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะกลัวผิด จากลักษณะแห่งปัญหานี้ว่า ธรรมอย่างหนึ่งเที่ยวไม่เป็นอาสวะ แต่ ๑. คำว่า "อาสวะ" คือ กิเลสเป็นเครื่องมักดองอยู่ในสันดานของสัตว์ มี ๔ คือ ๑. กามาสวะ ๒. ภวาสวะ ๓. ทิฏฐาสวะ ๔. อวิชชาสวะ. คำว่า "ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ" ได้แก่ โลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ นิพพาน.
หน้า 697 ข้อ 902
เป็นอารมณ์ของอาสวะ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรองว่า จีวร ของพระอรหันต์ไม่เป็นอาสวะ แต่เป็นอารมณ์ของอาสวะ แม้ใน ๒ ปัญหาว่า ของที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ก็นัยนี้นั่น แหละ. แต่สกวาทีย่อมท้วงเพราะการรับรองของปรวาทีในคำว่า ของ ที่ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะอันนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า มรรคไม่ เป็นอารมณ์ของอาสวะ แล้วเป็นอารมณ์ของอาสวะหรือ. พึง ทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้แล. อรรถกถาอนาสวะกถา จบ
หน้า 698 ข้อ 903, 904, 905, 906
สมันนาคตกถา [๙๐๓] สกวาที พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔ ด้วยเวทนา ๔ ด้วยปัญญา ๔ ด้วยเจตนา ๔ ด้วยจิต ๔ ด้วยศรัทธา ๔ ด้วยวิริยะ ๔ ด้วยสติ ๔ ด้วยสมาธิ ๔ ด้วยปัญญา ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๐๔] ส. พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีประกอบด้วยผัสสะ ๓ ฯ ล ฯ ด้วย ปัญญา ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๐๕] ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยผัสสะ ๒ ฯลฯ ด้วย ปัญญา ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๐๖] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 699 ข้อ 907
ส. พระอรหันต์เป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เป็นพระสกทาคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เป็นพระอนาคามีผู้อันดราปรินิพ พายี ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ผู้อสังขารปรินิพพายี ผู้สสังขารปรินิพพายี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๐๗] ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัต ขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯล ฯ ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 700 ข้อ 908, 909, 910
ส. พระอนาคามีเป็นพระสกทาคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๐๘] ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีเป็นพระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๐๙ ] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงกล่าวว่า โสดาบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์องค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๑๐] ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงกล่าวว่า สก- ทาคามิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 701 ข้อ 911, 912, 913
ส. พระอรหันต์องค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๑๑] ส. ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล พึงกล่าวว่า อนาคามี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์องค์นั้น พระอนาคามีองค์นั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๑๒] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงกล่าวว่าโสดาบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๑๓] ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงกล่าวว่า สก- ทาคามี หรือ ?
หน้า 702 ข้อ 914, 915
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีองค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๑๔] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผลพึงกล่าวว่า โสดาบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๑๕] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เลยโสดาปัตติต่อไปแล้ว ก็ ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยโสดาปัตติผล.
หน้า 703 ข้อ 916, 917, 918
[๙๑๖] ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลเลย ยังชื่อว่าประ- กอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะที่เป็นอปายคามี โทสะ ที่เป็นอปายคามี โมหะที่เป็นอปายคามี ไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วย โมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๑๗] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยสกทาคามิผล. [๙๑๘] ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลย กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วย พยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 704 ข้อ 919, 920, 921, 922
[๙๑๙ ] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ก็ ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยอนาคามิผล. [๙๒๐] ส. พระอรหันต์เลยอนาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยอนาคามิผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พรอรหันต์เลยอนาคามิมรรคไปแล้ว เลยกาม- ราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบ ด้วยพยาบาทอย่างละเอียดนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๒๑] ส. พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้วมิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลแล้ว ก็ ต้องไม่กล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล. [๙๒๒] ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ?
หน้า 705 ข้อ 923, 924, 925
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย สักกายทิฏฐิ ฯ ล ฯ โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบ ด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๒๓] ส. พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยสกทาคามิผล. [๙๒๔] ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิผลไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีเลยสกทาคามิมรรคไปแล้ว เลย กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วย พยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๒๕] ส. พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 706 ข้อ 926, 927
ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยโสดาปัตติผล. [๙๒๖] ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ยังชื่อว่า ประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีเลยโสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลย สักกายทิฏฐิ ฯ ล ฯ โมหะที่เป็นอปายคามีไปแล้ว ยังชื่อว่าประกอบด้วย โมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๒๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์ได้ผล ๔ และไม่เสื่อมจาก ผล ๔ นั้นด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วย ผล ๔
หน้า 707 ข้อ 928, 929, 930
[๙๒๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอนาคามีประกอบด้วยผล ๓ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอนาคามีได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจาก ผล ๓ นั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอนาคามีได้ผล ๓ และไม่เสื่อมจาก ผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอนาคามีประกอบ ด้วยผล ๓ [๙๒๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสกทาคามีประกอบด้วยผล ๒ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจาก ผล ๒ นั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และ ไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสกทาคามี ประกอบด้วยผล ๒. [๙๓๐] ส. พระอรหันต์ ได้ผล ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจาก ผล ๔ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๔ หรือ ?
หน้า 708 ข้อ 931, 932
ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้วไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอรหันต์จึงชื่อว่า ประกอบด้วยมรรค ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๓๑] ส. พระอนาคามี ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจาก ผล ๓ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วยผล ๓ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอนาคามีได้มรรค ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจาก มรรค ๓ นั้น เพราะเหตุนั้น พระอนาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วย มรรค ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๓๒] ส. พระสกทาคามี ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อม จากผล ๒ นั้น เพราะเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วย ผล ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามีได้มรรค ๒ แล้ว และไม่เสื่อม จากมรรค ๒ นั้น เพราะเหตุนั้น พระสกทาคามีจึงชื่อว่า ประกอบด้วย มรรค ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมันนาคตกถา จบ
หน้า 709 ข้อ 932
อรรถกถาสมันนาคตกถา๑ ว่าด้วยผู้ประกอบ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องผู้ประกอบ. ในเรื่องนั้น การประกอบมี ๒ อย่าง. คือ.- การประกอบในความเป็นผู้พร้อมเพรียงกันในขณะ แห่งปัจจุบัน ๑. การประกอบคือการได้เฉพาะโดยบรรลุภูมิใดภูมิหนึ่ง มีรูปาวจรเป็นต้น ๑. การประกอบคือการบรรลุภูมิใดภูมิหนึ่งนั้นยังไม่ เสื่อมจากคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้วเพียงใด ก็ชื่อว่า เป็นผู้ได้คุณวิเศษ อยู่เพียงนั้นนั่นแหละ. อนึ่ง ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะ ทั้งหลายในขณะนี้ว่า ยกเว้นการประกอบ ๒ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าการ ประกอบอย่างอื่นอันหนึ่งมีอยู่ด้วยสามารถแห่งปัตติธรรม คือ ธรรมที่ บรรลุ ดังนี้ เพื่อให้ชนเหล่านั้นเข้าใจตามว่า ชื่อว่าปัตติธรรม คือธรรมเป็นเครื่องบรรลุของพระอรหันต์ อะไร ๆ มีอยู่ ปัตติธรรม อะไร ๆ ไม่มีอยู่ จึงถามว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผล ๔ หรือ คำตอบรับรองหมายเอาการบรรลุผลเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที จึงเริ่มคำเป็นต้นว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๔๒ หรือ เพื่อท้วงว่า ถ้าพระอรหันต์ประกอบด้วยผลทั้ง ๔ ดุจถึงพร้อมด้วยนาม ขันธ์ ๔ ไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ ธรรมทั้งหลายเหล่าใด ๑. คำว่า "สมนฺนาคตกถา" แปลว่า เรื่องผู้ประกอบ หรือ เรื่องผู้ถึงพร้อมแล้ว ๒. คำว่า ผัสสะ ๔ คือ ผัสสะเจตสิกที่เกิดกับโสดาปัตติผลจิต สกทาคามิผลจิต อนาคามิผลจิต และ อรหัตตผลจิต.
หน้า 710 ข้อ 932
อย่างละ ๔ ในผลทั้ง ๔ เป็นต้น ธรรมเหล่านั้นก็ย่อมถึงพร้อมแก่ พระอรหันต์เพราะการประกอบแล้วด้วยธรรมอย่างละ ๔ นั้น ดังนี้. คำทั้งปวงนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธแล้วเพราะความไม่มีผัสสะ เป็นต้น อย่างละ ๔ ในขณะเดียวกัน. แม้ในปัญหาว่าด้วย พระอนาคามี ก็ นัยนี้เหมือนกัน. คำว่า พระอรหันต์เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ อธิบายว่า ก็สกวาทีย่อมถามว่า พระอรหันต์เลย เพราะ การไม่เกิดขึ้นอีกไม่เหมือนทุติยฌานลาภีบุคคลผู้ผ่านเลยปฐมฌานไป แล้ว. คำว่า โสดาปัตติมรรค เป็นต้นที่สกวาทีปรารภแล้ว ก็เพื่อ แสดงถึงความไม่เกิดขึ้นอีกของมรรคนั้น เพราะปฏิบัติผ่านเลยไปแล้ว. ในปัญหาว่า ไม่เสื่อมจากผล ๔ นั้น ความว่า ธรรม คือโลกียฌานทั้งหลายย่อมเสื่อมด้วยธรรมอันเป็นข้าศึก ฉันใด โลกุตตร- ธรรมจะเป็นฉันนั้นก็หาไม่. จริงอยู่กิเลสเหล่าใดที่มรรคละอยู่ กิเลส เหล่านั้นย่อมสงบระงับไปด้วยผล ทั้งกิเลสเหล่านั้นท่านก็ละแล้ว เป็น ธรรมชาติสงบระงับไปแล้ว เหตุใดเพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตอบรับรอง ว่า ใช่. เนื้อความนี้นั้นแหละ ท่านอธิบายไว้แล้วในคำทั้งหลายข้างหน้า ซึ่งมีคำว่า พระอรหันต์ได้มรรค ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น เป็นต้น. คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น แล. อรรถกถาสมันนาคตกถา จบ
หน้า 711 ข้อ 933, 934, 935
อุเบกขาสมันนาคตกถา [๙๓๓] สกวาที พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยผัสสะ ๖ ด้วยเวทนา ๖ ด้วยสัญญา ๖ ฯ ล ฯ ด้วยปัญญา ๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๓๔] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์เห็นรูปด้วยจักษุอยู่ ยังฟังเสียง ด้วยโสตได้ ยังสูดกลิ่นด้วยฆานะได้ ยังลิ้มรสด้วยชิวหาได้ ยังถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกายได้ยังรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจได้ ฯ ล ฯ รู้ธรรมารมณ์ด้วย ใจอยู่ ยังเห็นรูปด้วยจักษุได้ ยังฟังเสียงด้วยโสตได้ ยังสูดกลิ่นด้วย ฆานะได้ ยังลิ้มรสด้วยชิวหาได้ ยังถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกายได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๓๕] ส. พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ประกอบ ตั้งมั่นด้วยอุเบกขา ๖ อุเบกขา ๖ ปรากฏเนือง ๆ สม่ำเสมอ ไม่ระคนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 712 ข้อ 936
[๙๓๖] ป. ไม่พึงกล่าว พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์มีอุเบกขา ๖ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์มีอุเบกขา ๖ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖. อุเบกขาสมันนาคกถา จบ อรรถกถาอุเบกขาสมันนาคตกถา ว่าด้วยผู้ประกอบด้วยอุเบกขา แม้ในเรื่องว่า "พระอรหันต์ประกอบด้วยอุเบกขา ๖" บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยนี้ คือนัยที่กล่าวมาแล้ว. จริงอยู่ พระ- อรหันต์ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมตรัสเรียกว่า ผู้ประกอบด้วยอุเบกขา เกิดแก่ท่าน แต่อุเบกขาทั้ง ๖ ทวารนั้นมิได้เกิดขึ้นแก่ท่านในขณะเดียว กันเท่านั้น. อรรถกถาอุเบกขาสมันนาคตกถา จบ
หน้า 713 ข้อ 937, 938, 939
โพธิยา พุทโธติกถา [๙๓๗] ส. สกวาที ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่อง ตรัสรู้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เมื่อปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ดับไปแล้ว ปราศจาก ไปแล้วระงับไปแล้ว ก็กลับเป็นผู้มิใช่พุทธะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๓๘] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๓๙] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยังกระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 714 ข้อ 940, 941, 942, 943
[๙๔๐] ส. ยังกระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยังกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ยังมรรคให้เกิดได้ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๔๑] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๔๒] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๔๓] ส. กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 715 ข้อ 944, 945, 946
ส. กำหนดรู้ทุกข์ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วย ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๔๔] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๔๕] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้ง นิโรธ ยังมรรคให้ เกิดได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต กำหนดรู้ทุกข์ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยปัญญาเป็นเครื่อง ตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๔๖] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วยปัญญา
หน้า 716 ข้อ 947, 948
เป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอนาคต กระทำกิจที่พึงกระทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ได้ด้วย ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๔๗] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน กำหนดรู้ทุกข์ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยปัญญาเป็น เครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอนาคต กำหนดรู้ทุกข์ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยปัญญาเป็น เครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๔๘] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต แต่กระทำกิจที่พึงทำ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วย ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน แต่กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วย ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ?
หน้า 717 ข้อ 949, 950, 951
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๔๙] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต แต่กำหนดรู้ทุกข์ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยปัญญาเป็น เครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน แต่กำหนดรู้ทุกข์ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕๐] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอนาคต แต่กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ด้วย ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน แต่กระทำกิจที่พึงกระทำด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ไม่ได้ ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕๑] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอนาคต แต่กำหนดรู้ทุกข์ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยปัญญาเป็น เครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 718 ข้อ 952, 953, 954
ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นปัจจุบัน แต่กำหนดรู้ทุกข์ ฯ ล ฯ ยังมรรคให้เกิดไม่ได้ด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๕๒] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่ เป็นอดีต ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอนาคต ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕๓] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ๓ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ประกอบ ตั้งมั่น ด้วยปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้ง ๓ ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ทั้ง ๓ ปรากฏเนือง ๆ สม่ำเสมอ ไม่ระคน กัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็น เครื่องตรัสรู้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 719 ข้อ 955
ป. ชื่อว่า พุทธะ เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่อง ตรัสรู้ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ชื่อว่า พุทธะ เพราะการได้ปัญญาเป็น เครื่องตรัสรู้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ชื่อว่า พุทธะ เพราะ ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้. [๙๕๕] ส. ชื่อว่า พุทธะ เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่อง ตรัสรู้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พุทธะ เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า โพธิ คือปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ก็เพราะ การได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ โพธิยา พุทโธติกถา จบ
หน้า 720 ข้อ 955
อรรถโพธิยา พุทโธติกถา ว่าด้วยคำว่า ชื่อว่าพุทธะเพราะโพธิ๑ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องชื่อว่าพุทธะเพราะโพธิ คือปัญญาเป็นเครื่อง ตรัสรู้. ในเรื่องนั้น คำว่า " โพธิ " เป็นชื่อของมัคคญาณ ๔ บ้าง เป็นชื่อของสัพพัญญุตญาณบ้าง. เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย นั่นแหละในขณะนี้ว่า ชื่อว่า เป็นพระพุทธเจ้าเพราะโพธิ เหมือนคำว่า ชื่อว่าคนขาวเพราะผิวขาว ชื่อว่าคนดำเพราะผิวดำ ฉะนั้น ดังนี้ คำถามก็ดี คำซักถามก็ดีของ สกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองก็ดี. คำปฏิเสธก็ดี เป็นของ ปรวาที. ในปัญหาว่า เพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ที่เป็นอดีต เป็น ต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะขณะนั้นไม่มี. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านตอบ รับรองหมายเอาการได้โดยเฉพาะ. ถูกถามด้วยด้วยสามารถแห่งกิจอีก ๑. คำว่า โพธิ แปลว่าปัญญาเครื่องตรัสรู้ ในที่นี้ ท่านหมายเอามัคคญาณบ้าง สัพพัญญุตญาณบ้าง ท่านผู้รู้ได้กล่าวคำว่า " โพธิ " ไว้ ๕ นัย คือ.- ๑. ต้น โพธิที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ อุทาหรณ์ว่า โพธิรุกฺขมูเล ปมาภิสมฺพุทฺโธ. แปลว่า เป็นพระอภิสัมพุทธะครั้งแรกที่ควงไม้โพธิ์ ๒. มัคคจิต อุทาหรณ์ว่า โพธิ วุจฺจติ จตูสุ มคฺเคสุ าณํ. แปลว่า ญาณในมรรค ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า โพธิ ๓. สัพพัญญุตญาณ อุทาหรณ์ว่า ปปฺโปตี โพธิ วรภูริ เมธโส. แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบรรลุโพธิ คือสัพพัญญุตญาณ ด้วยภูมิปัญญาอันยอดเยี่ยม ๔. พระนิพพานอุทาหรณ์ว่า ปตฺวาน โพธิ อมตํ อสงฺขตํ. แปลว่า ทรงบรรลุแล้วซึ่งโพธิ คือพระนิพพาน อันเป็นอมตะอัน ปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้แล้ว ๕. เป็นชื่อเฉพาะ อุทาหรณ์ว่า โพธิ ภนฺเต ราชกุมาโร. แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราชกุมาร ชื่อว่า โพธิ.
หน้า 721 ข้อ 955
ท่านตอบปฏิเสธเพราะไม่มีกิจที่พึงทำ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านตอบรับรอง ซึ่งความที่กิจอันใดที่ปัญญานั้นทำแล้วเป็นผู้ไม่หลงลืมในกิจนั้น. ก็แล สกวาทีไม่ให้โอกาสอันมีเลศนัยจึงถามโดยนัยว่า ยังกำหนดรู้ทุกข์ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีกิจนั้น. ในปัญหาว่าด้วย อนาคต ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะไม่มีมรรคญาณในขณะนั้น. ถูกถาม ครั้งที่ ๒ ปรวาทีผู้สำคัญอยู่ซึ่งความเป็นพระพุทธเจ้า เพราะโพธิอัน เป็นอนาคตด้วยบาลีว่า พระพุทธเจ้าได้เสด็จถึงเมืองราชคฤห์แล้ว เป็นต้น จึงตอบรับรอง. ถูกถามว่า กระทำกิจที่พึงทำด้วยปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีกิจในขณะนั้น. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านตอบรับรองด้วยคำว่า ชื่อว่ากำลังทำอยู่นั่นแหละ เพราะใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่าพระพุทธเจ้าไม่พึงทำกรณียกิจควรกล่าวได้ว่า จักทำแน่ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่ากระทำอยู่นั่นแหละ. ถูกสกวาทีถาม แล้วโดยไม่ให้โอกาสอันมีเลศนัยอีก ก็ตอบปฏิเสธ. ปัญหาว่าด้วยปัจจุ- บันพร้อมทั้งการเปรียบเทียบมีอรรถตื้นทั้งนั้น. ถูกถาม รวมโพธิ ๓ คือที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบัน เป็นอย่างเดียวกัน ท่านหมายเอาสัพพัญญุตญาณจึงตอบรับรอง เพราะ ภาวะอันบุคคลพึงกล่าวว่าเป็นพระพุทธเจ้าด้วยโพธิทั้ง ๓. ถูกถามรวม โพธิทั้ง ๓ อีก ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะญาณทั้ง ๓ นั้น ไม่มีในขณะ เดียวกัน. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งสัพพัญญุต- ญาณที่เป็นทั้งอดีตอนาคตและปัจจุบัน. สกวาที่ไม่ให้โอกาสอันมีเลศนัย แก่ปรวาทีอีก จึงถามว่า ประกอบตั้งมั่น เป็นต้น ท่านตอบปฏิเสธ.
หน้า 722 ข้อ 955
คำถามว่า ไม่พึงกล่าวว่า ชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ หรือ เป็นของปรวาที. คำรับรองเป็นของสกวาที เพราะไม่บรรลุ ความเป็นพระพุทธเจ้าในขณะแห่งโพธิหามีไม่. อนึ่งในปัญหาว่า เพราะ การได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้มิใช่หรือ สกวาทีนั้นนั่นแหละ ตอบรับรองว่า ใช่ เพราะสภาพแห่งสมมุติว่า มัคคญาณอันบัณฑิตเรียก ว่าโพธิเกิดขึ้นแล้วในสันดานใด ในสันดานนั้นชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้า. เพราะไม่ทราบถึงคำอธิบายของสกวาที ปรวาทีจึงตั้งลัทธิไว้ด้วยคำว่า ว่า หากว่าชื่อว่าพุทธะเพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่าชื่อว่าพุทธะเพราะปัญญาเป็นเครื่อง ตรัสรู้ บัดนี้เป็นคำถามของสกวาทีว่า ชื่อพุทธะเพราะการได้ ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า พุทธะเพราะปัญญา เป็นเครื่องตรัสรู้หรือ เพื่อทำเนื้อความที่ปรวาทีนั้นไม่กำหนดไว้ให้ ปรากฏ. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า ชื่อว่าเป็นพระ- พุทธเจ้าเพราะการได้เฉพาะซึ่งโพธิตามลัทธิของท่าน เหตุใดเพราะเหตุ นั้นจึงชื่อว่าเป็นพระพุทธเจ้าเพราะโพธิหรือ. เมื่อปรวาทีไม่กำหนด การวิภาคนี้ว่า ครั้นเมื่อโพธิเกิดขึ้นแม้ดับไปแล้วภาวะที่เกิดขึ้นแล้วใน สันดานนั่นแหละ ชื่อว่าการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้ ญาณในขณะ แห่งมรรค ชื่อว่าโพธิ ดังนี้ จึงตอบรับรองอีก. ที่นั้นจึงถูกถามว่า ชื่อว่าโพธิก็เพราะการได้ปัญญาเป็นเครื่องตรัสรู้หรือ เมื่อไม่ได้ โอกาสที่จะกล่าวอะไรได้ ท่านจึงตอบปฏิเสธ ดังนี้แล. อรรถกถาโพธิยาพุทโธติกถา จบ
หน้า 723 ข้อ 955
เรื่องทั้ง ๓ ดังพรรณนามานี้เป็นของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย นั้นแล.
หน้า 724 ข้อ 956, 957, 958, 959
ลักขณกถา [๙๕๖] สกวาที ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะบางส่วน เป็นพระโพธิ- สัตว์ บางส่วน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕๗] ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะ ๑ ใน ๓ ส่วน เป็น พระโพธิสัตว์ ๑ ใน ๓ ส่วน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๕๘] ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะกึ่งหนึ่ง เป็นพระโพธิ- สัตว์กึ่งหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๕๙] ส. ผู้ประกอบด้วยลักษณะเป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 725 ข้อ 960, 961, 962
ส. จักกวัตตสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะ จักก- วัตติสัตว์ก็เป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๐] ส. จักกวัตติสัตว์เป็นผู้ประกอบด้วยลักษณะ จักก- วัตติสัตว์ก็เป็นพระโพธิสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การ แสดงธรรมของพระโพธิสัตว์ เป็นเช่นใด บุรพประโยค บุรพจริยา การกล่าวธรรม การแสดงธรรม ของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็เป็นเช่นนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๑] ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ พวกเทวดารับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง ฉันใด เมื่อจักกวัตติสัตว์ประสูติ พวกเทวดา รับก่อน พวกมนุษย์รับภายหลัง ฉันนั้นเหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๒] ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ เทวบุตร ๔ องค์รับ แล้ววางไว้เบื้องหน้าพระมารดา ทูลว่า ข้าแต่พระเทวี ทรงดีพระทัย เถิด พระโอรสผู้มีศักดิ์ใหญ่ของพระองค์บังเกิดแล้วฉันใด เมื่อจักกวัตติ- สัตว์ประสูติ เทพบุตร ๔ องค์รับแล้ววางไว้เบื้องหน้าพระมารดา ทูลว่า
หน้า 726 ข้อ 963, 964
ข้าแต่พระเทวี ทรงดีพระทัยเถิด พระโอรสผู้มีศักดิ์ใหญ่ของพระองค์ บังเกิดแล้ว ฉันนั้นเหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๓] ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ ธารน้ำทั้ง ๒ คือ ธารน้ำเย็น ๑ ธารน้ำร้อน ๑ ปรากฏจากอากาศ สำหรับเป็นน้ำสรง ของพระโพธิสัตว์และพระมารดา ฉันใด เมื่อจักกวัตติประสูติ ธารน้ำ ทั้ง ๒ คือ ธารน้ำเย็น ๑ ธารน้ำร้อน ๑ ก็ปรากฏจากอากาศ สำหรับ เป็นน้ำสรงของจักกวัตติสัตว์และพระมารดา ฉันนั้นเหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๔] ส. พระโพธิสัตว์พอประสูติแล้วเดี๋ยวนั้น ก็ทรงยืน ได้ด้วยพระบาททั้ง ๒ อันเสมอกัน ผันพระพักตร์ทางทิศอุดร ทรงดำ- เนินได้ ๗ ก้าว มีพระกรดขาวกั้นตามไป ทรงแลดูทิศทั้งปวง และทรง เปล่งอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ใหญ่แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ ภพใหม่ เป็นไม่มีอีกละ ดังนี้ ฉันใด จักกวัตติสัตว์พอประสูติแล้วเดี๋ยวนั้น ก็ยินได้ด้วยพระบาททั้ง ๒ อันเสมอ ผันพระพักตร์ไปทางทิศอุดร ทรง ดำเนินไปได้ ๗ ก้าว มีพระกรดขาวกั้นตามไป ทรงแลดูทิศทั้งปวง และทรงเปล่งอาสภิวาจาว่า เราเป็นผู้เลิศแห่งโลก เราเป็นผู้ใหญ่ แห่งโลก เราเป็นผู้ประเสริฐสุดแห่งโลก ชาตินี้เป็นที่สุด บัดนี้ ภพใหม่เป็นไม่มีละ ฉันนั้นเหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 727 ข้อ 965, 966, 967, 968
[๙๖๕] ส. เมื่อพระโพธิสัตว์ประสูติ ย่อมปรากฏแสงสว่าง ใหญ่ โอภาสใหญ่ แผ่นดินไหวใหญ่ ฉันใด เมื่อจักกวัตติสัตว์ประสูติ ก็ย่อมปรากฏแสงสว่างใหญ่ โอภาสใหญ่ แผ่นดินไหวใหญ่ ฉันนั้น เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๖๖] ส. พระกายตามปกติของพระโพธิสัตว์ ฉายพระ- รัศมีออกไปวา ๑ โดยรอบ ฉันใด พระกายตามปกติของจักกวัตติสัตว์ ก็ฉายพระรัศมีออกไปวา ๑ โดยรอบ ฉันนั้นเหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๗] ส. พระโพธิสัตว์ ทรงเห็นมหาสุบิน ฉันใด จักก- วัตตสัตว์ ก็ทรงเห็นมหาสุบิน ฉันนั้นเหมือน กัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๖๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะ เป็น พระโพธิสัตว์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย มหาปุริสลักษณะของพระมหาบุรุษ ๓๒ ประการนี้ ที่ พระมหาบุรุษผู้ประกอบมีคติเป็น ๒ เท่านั้น ไม่เป็นอย่างอื่น คือ
หน้า 728 ข้อ 968
ถ้าครองเรือนจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม เป็นธรรม ราชา ทรงพิชิตตลอดปฐพี มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นที่สุด ทรง เจนจบรัฐประศาสโนบายเป็นเหตุมั่นคงแห่งชนบท ทรงประกอบ ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เพราะรัตนะ ๗ ประการนี้ ย่อมบังเกิดแก่ ท้าวเธอ คือจักกรัตนะ ได้แก่จักรแก้ว หัตถิรัตนะ ได้แก่ช้าง แก้ว อัสสรัตนะ ได้แก่ม้าแก้ว มณีรัตนะ ได้แก่ดวงมณีแก้ว อิตถีรัตนะ ได้แก่นางแก้ว คหปติรัตนะ ได้แก่ขุนคลังแก้ว ปริณายกรัตนะ ได้แก่ขุนพลแก้ว เป็นที่ ๗ และท้าวเธอมีพระ- ราชบุตรจำนวนพันปลาย ล้วนแกล้วกล้าองอาจ สามารถย่ำยี กองทัพฝ่ายปรปักษ์ ทรงพิชิตยิ่งแล้ว ครอบครองแผ่นดินนี้ อัน มีสาครเป็นขอบเขต โดยธรรม โดยไม่ต้องใช้อาญา โดยไม่ ต้องใช้ศัสตรา แต่ถ้าออกจากเรือนบวชเป็นอนาคาริยะ จะเป็น พระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นี้หลังคาคือกิเลสอันเปิดแล้วใน โลก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้ประกอบด้วยลักษณะ ก็เป็น พระโพธิสัตว์น่ะสิ. ลักขณกถา จบ ๑. ที. ปา. ๑๑/๑๓๐
หน้า 729 ข้อ 968
อรรถกถาลักขณกถา ว่าด้วยลักษณะ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องลักษณะ. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด มี ความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า พระ- โพธิสัตว์เท่านั้น ถึงพร้อมแล้วด้วยลักษณะ เพราะไม่พิจารณาถือเอา พระสูตรนี้ว่า มีคติเป็น ๒ เท่านั้น คือ.- ถ้าครองเรือนจะได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิผู้ทรงธรรม ฯลฯ แต่ถ้าออกจากเรือนบวชเป็นอนา- คาริยะ จะตรัสรู้เป็นพระอรหันต์สัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมมีแก่พระมหา- บุรุษผู้ประกอบด้วยลักษณะดังนี้ ปัญหาของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในปัญหาทั้งหลายว่า จักภวัตติสัตว์ ความว่า สัตว์ผู้จักรพรรดิ ผู้เป็นพระโพธิสัตว์ก็ดี ผู้มิใช่โพธิสัตว์ก็ดี มีอยู่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีหมายเอาจักรพรรดิผู้มิใช่พระ- โพธิสัตว์จึงตอบปฏิเสธ. ย่อมตอบรับรอง เพราะหมายเอาพระเจ้าจักร- พรรดิผู้เป็นพระโพธิสัตว์. พระสูตรที่ปรวาทีกล่าวแล้วว่า มหาปุริส- ลักษณะ ๓๒ ประการ หมายเอาพระโพธิสัตว์ เพราะว่าในภพ สุดท้ายพระโพธิสัตว์นั้นย่อมเป็นพระพุทธเจ้า ในชนทั้งหลายนอกจาก นี้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ไม่เป็นพระพุทธเจ้า เพราะฉะนั้น พระ- สูตรที่ปรวาทีนำมาอ้างแล้ว เช่นกับไม่นำมานั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาลักขณกถา จบ
หน้า 730 ข้อ 969, 970, 971
นิยาโมกกันติกถา [๙๖๙] สกวาที พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน คืออริยมรรค มีพรหมจรรย์อันประพฤติ แล้ว ในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่ากัสสปะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗๐] ส. พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นสาวกแล้ว จึงเป็นพระพุทธเจ้า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗๑] ส. เป็นสาวกแล้ว จึงเป็นพระพุทธเจ้า หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตาม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 731 ข้อ 972, 973, 974
[๙๗๒] ส. เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตาม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสยัมภู หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระสยัมภู ก็ต้องไม่ กล่าวว่า เป็นผู้ตรัสรู้ด้วยการฟังตาม. [๙๗๓] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม ว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้สามัญญผลอีก ๓ เท่านั้น ณ ควงไม้โพธิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗๔] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้สามัญญผลทั้ง ๔ ณ ควงไม้โพธิ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้สามัญญผล ทั้ง ๔ ณ ควงไม้โพธิ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทาง อันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ.
หน้า 732 ข้อ 975, 976, 977
[๙๗๕] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม ว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์ได้กระทำทุกกรกิริยา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทัสสนะ พึงกระทำทุกกร- กิริยา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗๖] ส. พระโพธิสัตว์ ได้กระทำความเพียรอย่างอื่นได้ นับถือศาสดาอื่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้เข้าถึงพร้อมด้วยทัสสนะ พึงนับถือ ศาสดาอื่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗๗] ส. ท่านพระอานนท์ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่าน พระอานนท์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี
หน้า 733 ข้อ 978, 979
พรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ว่า กัสสปะ พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๗๘] ส. ท่านจิตตคฤหบดี ท่านหัตถกะ ชาวเมืองอาฬวี ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านจิตตคฤหบดี ท่านหัตถกะ ชาวเมืองอาฬวี เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ พระโพธิสัตว์เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๗๙] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ แต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระอานนท์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่
หน้า 734 ข้อ 980, 981, 982
ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๘๐] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ แต่ไม่เจตนสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านจิตตคฤหบดี ท่านหัตถกะ ชาวเมืองอาฬวี ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๘๑] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ แต่ไม่เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นสาวก ครั้นล่วงชาติ ๑ ไปแล้ว กลับเป็น ผู้มีใช่สาวก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๘๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้หยั่งลงสู่ทางอัน
หน้า 735 ข้อ 983
แน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาค- เจ้า พระนามว่า กัสสปะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อน อานนท์ เราได้ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ เพื่อความตรัสรู้ต่อไป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่ จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น พระโพธิสัตว์ ก็ได้หยั่งลงสู่ทาง อันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ น่ะสิ. [๙๘๓] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า:- เราเป็นผู้ครอบงำเสียซึ่งธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้แจ้งธรรม ทั้งปวง ไม่ติดแล้วในธรรมทั้งปวง ละเสียซึ่งโลกิยธรรมทั้งปวง หลุดพ้นแล้ว เพราะสิ้นไปแห่งตัณหาเรารู้ด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้ว จะพึงอ้างศาสดาไรเล่า อาจารย์ของเราไม่มี ผู้ที่จะเสมอด้วยเรา
หน้า 736 ข้อ 984
ก็ไม่มี เราไม่มีบุคคลเปรียบในโลกนี้ กับทั้งเทวโลก เพราะเรา เป็นพระอรหันต์ในโลก เราเป็นศาสดาที่ไม่มีศาสดาอื่นยิ่งกว่า เราผู้เดียวเป็นสัมมาสัมพุทธะ เป็นผู้เย็นแล้ว เป็นผู้ดับแล้ว เราจะไปยังเนื่องแห่งชาวกาสี เพื่อยังธรรมจักรให้เป็นไป เราจัก ได้ตีอมตเภรี ให้บรรลือขึ้นในโลกอันมืดนี้ อุปกาชีวกกล่าวว่า อาวุโสตามที่ท่านปฏิญาณนั้นแล ท่านที่ควรเป็นอนันตชิน พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า คนเช่นเรานี่แล ที่ถึงแล้วซึ่งความสิ้น อาสวะ เป็นผู้ชื่อว่า ชินะ ดูก่อนอุปกะ เราชนะบาปธรรมทั้ง หลายแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงชื่อว่า ชินะ ดังนี้๑ เป็นสูตรมี อยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้ หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ น่ะสิ [๙๘๔] ส. พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งลงสู่ทางอันแน่นอน มี พรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ม.ม. ๑๓/๕๑๓.
หน้า 737 ข้อ 984
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่มีได้สดับมาแล้วในกาลก่อนว่า นี้ทุกข- อริยสัจ ดังนี้ อนึ่งเล่า จักษุ ฯลฯ แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลาย ที่มิได้สดับมาแล้วในกาลก่อนว่า ทุกข- อริยสัจนี้นั้น อันเราพึงกำหนดรู้ ดังนี้ ฯลฯ ว่าทุกขอริยสัจนี้นั้น อันเราได้กำหนดรู้แล้ว ดังนั้น ฯ ล ฯ ว่านี้ทุกขสมุทัยอริยสัจ ดังนี้ ฯ ล ฯ ว่าทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้น อันเราพึงละเสีย ดังนี้ ฯ ล ฯ ว่าทุกขสมุทัยอริยสัจนี้นั้น อันเราละได้แล้ว ดังนี้ ฯ ล ฯ ว่านี้ทุกขนิโรธอริยสัจ ดังนี้ ฯ ล ฯ ว่าทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น อันเราพึงทำให้แจ้ง ดังนี้ ฯ ล ฯ ว่าทุกขนิโรธอริยสัจนี้นั้น อัน เราได้ทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ฯ ล ฯ ว่านี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อริยสัจดังนี้ ฯ ล ฯ ว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น อัน เราพึงให้เกิด ดังนี้ อนึ่งเล่า จักษุ ญาณ ปัญญา วิชชา แสงสว่าง ได้เกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่ได้ สดับมาแล้วมนกาลก่อน ว่าทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจนี้นั้น อันเราให้เกิดแล้ว ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. วิ.มหา. ๔/๑๕., สํ. มหา. ๑๙/๑๖๖๖.
หน้า 738 ข้อ 984
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า พระโพธิสัตว์ ได้หยั่งละทางอันแน่นอน มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้ว ในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ. นิยาโมกกันติกถา จบ อรรถกถานิยาโมกกันติกถา๑ ว่าด้วยการหยั่งลงสู่นิยาม บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการหยั่งลงสู่นิยาม การหยั่งลงสู่ทางอันแน่- นอนคืออริยมรรค. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิ ของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า พระโพธิสัตว์มีนิยามอันหยั่ง ลงแล้ว มีพรหมจรรย์อันประพฤติแล้วในพระธรรมวินัยของพระผู้มี พระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะหมายเอาการ บรรพชาของโชติปาละในฆฏิการสูตรสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้นจึงถาม ด้วยคำว่า พระโพธิสัตว์ เป็นต้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. เนื้อความจากนั้น คำว่า นิยาม คือทางอัน แน่นอนก็ดี พรหมจรรย์ก็ดี เป็นชื่อของอริยมรรค. อนึ่ง ยกเว้นการบำเพ็ญบารมีของพระโพธิสัตว์เสียแล้ว ชื่อว่าการหยั่งลงสู่ นิยามอย่างหนึ่งย่อมไม่มี ถ้าพระโพธิสัตว์พึงเป็นพระโสดาบัน พึงเป็น ๑. คำว่า "นิยาโมกฺกนฺติ" แยกเป็น นิยามํ ได้แก่ อริยมรรค โอกฺกนฺติ ได้แก่ การหยั่งลง.
หน้า 739 ข้อ 984
อริยสาวกไซร้ ข้อนั้นหาเป็นไปได้ไม่. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า เพราะ พระองค์ดำรงอยู่ในญาณอันเป็นกำลังของพระองค์นั่นแหละ เพราะ- ฉะนั้น สกวาทีจึงซักถามด้วยคำว่า พระโพธิสัตว์ อีก. คำตอบ ปฏิเสธเป็นของปรวาที หมายเอาปัจฉิมภพ คือภพสุดท้าย. ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีนั้นนั่นแหละ ตอบรับรอง หมายเอา เวลาที่พระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเป็นโชติปาละ. แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า เป็นพระสาวก เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. คำว่า การฟังตาม หมายความว่า ผู้มีธรรมอันแทงตลอดแล้วด้วยการฟังสืบ ๆ กันมา. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาปัจฉิมภพ ย่อมตอบรับรองหมายเอา การฟังต่อ ๆ กันมาในกาลเป็นโชติปาละ. คำว่า นับถือศาสดาอื่น ที่สกวาทีกล่าวแล้วนั้นหมายเอาอาฬารดาบส และรามบุตรดาบส. คำว่า ท่านพระอานนท์ เป็นต้น ที่สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงว่า ผู้มี นิยามอันหยั่งลงแล้วเท่านั้นเป็นพระสาวก นอกจากนี้ไม่ใช่ แต่ผู้มี นิยามอันหยั่งลงแล้วเช่นนี้มีอยู่ ดังนี้. ข้อว่า เป็นสาวกครั้นล่วง ชาติหนึ่งไปแล้ว ความว่า สกวาทีย่อมถามด้วยคำว่า เป็นพระสาวก ด้วยชาติใดแต่พอล่วงเลยชาตินั้นไปแล้วไม่เป็นสาวกในภพอื่นหรือ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่พระโสดาบันเป็นต้น เป็นพระสาวก. คำที่เหลือในที่นี้เนื้อความง่ายทั้งนั้น แล. อรรถกถานิยาโมกกันติกถา จบ
หน้า 740 ข้อ 985, 986, 987
สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง [๙๘๕] สกวาที บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยผล ๓ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ ประกอบด้วย ผัสสะ ๔ เวทนา ๔ สัญญา ๔ เจตนา ๔ จิต ๔ สัทธา ๔ วิริยะ ๔ สติ ๔ สมาธิ ๔ ปัญญา ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๘๖] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยผล ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๓ เวทนา ๓ ฯลฯ ปัญญา ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๘๗] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็น ผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ เวทนา ๒ ฯ ล ฯ ปัญญา ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 741 ข้อ 988, 989, 990, 991
[๙๘๘] ส. บุคคลปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น พระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๘๙] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น พระสกทาคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๐] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น พระอนาคามีผู้อันตราปรินิพพายี ผู้อุปหัจจปรินิพพายี ผู้อสังขารปริ- นิพพายี ผู้สสังขารปรินิพพายี ผู้อุทธังโสโตอกนิฏฐคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๑] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ?
หน้า 742 ข้อ 992, 993, 994
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น พระโสดาบันผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๙๒] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น พระสกทาคามี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๓] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็น พระโสดาบ่น ผู้สัตตขัตตุปรมะ ผู้โกลังโกละ ผู้เอกพีชี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๔] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงเรียกว่า พระ- โสดาบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้
หน้า 743 ข้อ 995, 996
ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลองค์นั้นพระ- โสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๕] ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงเรียกว่า พระ- สกทาคามี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลองค์นั้น พระ- สกทาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๙๙๖] ส. ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล พึงเรียกว่า พระ- อนาคามี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 744 ข้อ 997, 998
ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผลองค์นั้น พระ- อนาคามีองค์นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๗] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงเรียกว่า พระ- โสดาบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๙๙๘] ส. ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล พึงเรียกว่า พระ- สกทาคามี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลองค์นั้น พระสกทาคามีก็องค์นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 745 ข้อ 999, 1000, 1001
[๙๙๙] ส. ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล พึงเรียกว่า พระ- โสดาบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลเป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผลองค์นั้น พระโสดาบันก็องค์นั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๐๐] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย โสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต- ผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้ แจ้งซึ่งอรหัตผลเป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล. [๑๐๐๑] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย โสดาปัตติผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ?
หน้า 746 ข้อ 1002, 1003
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย โสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ราคะที่เป็นอปายคามี โทสะที่เป็นอปายคามี โมหะที่เป็นอปายคามีไป แล้ว แต่ยังประกอบด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๐๒] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย สกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต- ผล เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้ แจ้งซึ่งอรหัตผลเป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล. [๑๐๐๓] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย สกทาคามิผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย สกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ
หน้า 747 ข้อ 1004, 1005, 1006
ไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๐๔] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็น ผู้ประกอบด้วยอนาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย อนาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต- ผล เลยอนาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้ แจ้งซึ่งอรหัตตผลเป็นผู้ประกอบด้วยสกทามิผล. [๑๐๐๕] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย อนาคามิผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยอนาคามิผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เลย อนาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่าง ละเอียดไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยพยาบาทอย่างละเอียดนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๐๖] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ?
หน้า 748 ข้อ 1007, 1008
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลย โสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิ- ผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำ ให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล. [๑๐๐๗] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลย โสดาปัตติผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลย โสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ฯ ล ฯ โมหะที่เป็นอปายคามี ไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๐๘] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลย สกทาคามิผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 749 ข้อ 1009, 1010
ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคา- ผล เลยสกทาคามิผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้ แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยสกทาคามิผล. [๑๐๐๙] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลย สกทาคามิผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยสกทาคามิผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เลย สกทาคามิมรรคไปแล้ว เลยกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยพยาบาทอย่างหยาบนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๑๐] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็น ผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลย โสดาปัตติผลไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคา- มิผล เลยโสดาปัตติผลไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลปฏิบัติเพื่อทำ ให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล.
หน้า 750 ข้อ 1011, 1012, 1013
[๑๐๑๑] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลย โสดาปัตติผลไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโสดาปัตติผลนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เลย โสดาปัตติมรรคไปแล้ว เลยสักกายทิฏฐิ ฯ ล ฯ โมหะที่เป็นอปายคามี ไปแล้ว แต่ยังประกอบด้วยโมหะที่เป็นอปายคามีนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๑๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำได้แจ้งซึ่ง อรหัตผลเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๓ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัต- ผล ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล เป็นผู้ประกอบ ด้วยผล ๓. [๑๐๑๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง อนาคามิผลเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๒ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผลได้ผล
หน้า 751 ข้อ 1014, 1015
๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคา- มิผล ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล เป็นผู้ประกอบ ด้วยผล ๒. [๑๐๑๔ ] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่ง สกทาคามิผลเป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ได้ โสดาปัตติผลแล้ว และไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคา- มิผล ได้โสดาปัตติผลแล้ว และไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น ด้วยเหตุ นั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล เป็นผู้ประกอบด้วยโสดาปัตติผล. [๑๐๑๕] ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล ได้ผล ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๓ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อ ทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๓ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล
หน้า 752 ข้อ 1016, 1017
ได้มรรค ๔ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๔ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๑๖] ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนา- คามิผล ได้ผล ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากผล ๒ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยผล ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ได้มรรค ๓ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๓ นั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๑๗] ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิ- ผล ได้โสดาปัตติผลแล้ว และไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผลนั้น ฉะนั้น บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยโสดา- ปัตติผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิ- ผล ได้มรรค ๒ แล้ว และไม่เสื่อมจากมรรค ๒ นั้น ฉะนั้น บุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล จึงเป็นผู้ประกอบด้วยมรรค ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ สมันนาคตกถา อีกกถาหนึ่ง จบ
หน้า 753 ข้อ 1017
อรรถกถาอปราปิสมันนาคตกถา ว่าด้วยเป็นผู้ประกอบอีกเรื่องหนึ่ง บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องเป็นผู้ประกอบอีกเรื่องหนึ่ง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรคที่ ๔ เป็นผู้ประกอบ ด้วยผล ๓ ด้วยสามารถแห่งการบรรลุ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ ทั้งหลายในขณะนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยนัยที่ กล่าวแล้วในเรื่องว่าด้วยบุคคลผู้ประกอบด้วยผล ๔ ในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาอปราปิสมันนาคตกถา จบ
หน้า 754 ข้อ 1018, 1019, 1020
สัพพสัญโญชนปหานกถา [๑๐๑๘] สกวาที การละสังโยชน์ทั้งปวง ชื่อว่า อรหัตผล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๑๙ ] ส. สังโยชน์ทั้งปวง ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ละ ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๒๐] ส. สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ก็ละ ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสังโยชน์ ๓ ว่า โสดาปัตติผล มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสังโยชน์ ๓ ว่า โสดาปัตติผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอร-
หน้า 755 ข้อ 1021, 1022
หัตมรรค. ส. สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ก็ละ ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๒๑] ส. กามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบ ก็ละ ได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบางแห่งกาม- ราคะ และพยาบาทว่าสกทาคามิผล มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบาง แห่งกามราคะ และพยาบาท ว่าสกทาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัง- โยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค ดังนี้. [๑๐๒๒] ส. สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด ก็ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 756 ข้อ 1023, 1024
[๑๐๒๓ ] ส. กามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียด ก็ละได้ด้วยอรหัตตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วนเหลือ แห่งกามราคะและพยาบาทว่า อนาคามิผล มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วน เหลือแห่งกามราคะและพยาบาทว่า อนาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัง- โยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค. [๑๐๒๔] ส. สังโยชน์ทั้งปวง ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วนเหลือ แห่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาว่า เป็นอรหัตผล มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละไม่มีส่วน เหลือแห่งรูปราคะ อรูปราคะ มานะ อุทธัจจะ และอวิชชาว่า เป็น อรหัตผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า สังโยชน์ทั้งปวงละได้ด้วยอรหัตมรรค.
หน้า 757 ข้อ 1025
[๑๐๒๕] ป. ไม่พึงกล่าว การละสังโยชน์ทั้งปวง ชื่อว่า อรหัตผล หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์มีสังโยชน์ทั้งปวงเสื่อมสิ้นแล้ว มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์มีสังโยชน์ทั้งปวงเสื่อมสิ้น แล้ว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า การละสังโยชน์ทั้งปวง ชื่อว่า อรหัตผล ดังนี้. สัพพสัญโญชนปหานกถา จบ อรรถกถาสัพพสัญโญชนัปปหานกถา ว่าด้วยการละสัญโญชน์ทั้งปวง บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องการละสัญโญชน์ทั้งปวง. ในเรื่องนั้น ชน- เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายในขณะนี้ว่า ความเป็นพระอรหันต์ละสัญโญชน์ทั้งปวงได้โดยสิ้นเชิง ดังนี้ คำ ถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูก สกวาทีถามด้วยคำว่า สัญโญชน์ทั้งปวง อีก ปรวาทีตอบปฏิเสธหมาย เอาการละกิเลสโดยมรรคทั้ง ๓ ตามที่กล่าวแล้วในหนหลัง. ถูกถามครั้ง
หน้า 758 ข้อ 1025
ที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง เพราะไม่มีการละกิเลสด้วยมรรคนั้น. แม้ ในคำว่า สักกายทิฏฐิ เป็นต้น ปรวาทีก็ตอบปฏิเสธ หมายเอาความ เป็นผู้ละกิเลสได้แล้วด้วยปฐมมรรค. ย่อมตอบรับรอง หมายเอาการละ กิเลสไม่เหลือด้วยมรรคที่ ๔. เนื้อความในที่ทั้งปวง ก็นัยนี้นั้นแหละ. อรรถกถาสัพพสัญโญชนัปปหานกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. คิหิสสอรหาติกถา ๒. อุปปัตติกถา ๓. อนาสวกถา ๔. สมันนาคตกถา ๕. อุเปกขาสมันนาคตกถา ๖. โพธิยาพุทโธติกถา ๗. ลักขณกถา ๘. นิยาโมกกันติกถา ๙. อปราปิสมันนาคตกถา ๑๐. สัพพสัญโญชนัปปหานกถา. วรรคที่ ๔ จบ
หน้า 759 ข้อ 1026, 1027
วรรคที่ ๕ วิมุตตกถา [๑๐๒๖] สกวาที วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณ ไม่ว่าอย่างใดหมด ชื่อว่าหลุดพ้น แล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัจจเวกขณญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิมุตติญาณ ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของโคตรภูบุคคล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๒๗] ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 760 ข้อ 1027
ส. ญาณของพระโสดาบัน เป็นญาณของผู้ถึง ได้ เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณของพระสกทาคามี เป็นญาณของผู้ถึง ได้ เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณของพระอนาคามี เป็นญาณของบุคคลผู้ถึง ได้เฉพาะ บรรลุ ุ ทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง อรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณของพระอรหันต์ ชื่อว่า ญาณของผู้ถึง ได้
หน้า 761 ข้อ 1028
เฉพาะ บรรลุ ทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๒๘] ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 762 ข้อ 1029
ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย อรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง อรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๒๙] ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ญาณของผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง โสดาปัตติผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ญาณของผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ญาณของผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง สกทาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็นญาณของผู้บรรลุ หรือ ?
หน้า 763 ข้อ 1029
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ญาณของผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง อนาคามิผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ของผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิมุตติญาณของบุคคล ผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย อรหัตตผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ญาณของบุคคลผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิมุตติญาณของบุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่ง อรหัตผล ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว และนั้นเป็น ญาณของบุคคลผู้บรรลุผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ วิมุตตกถา จบ
หน้า 764 ข้อ 1029
อรรถกถาวิมุตตกถา ว่าด้วยวิมุตติ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องวิมุตติ คือการหลุดพ้น. ในเรื่องนั้น คำว่า วิมุตตญาณ เป็นชื่อของญาณทั้ง ๔ คือ วิปัสสา ๑. มัคค ๑. ผล ๑. และปัจจเวกขณญาณ ๑. บรรดาญาณเหล่านั้น วิปัสสนา ชื่อว่า วิมุตติญาณ เพราะหลุดพ้นแล้วจากนิมิตตารมณ์เป็นนิตย์ หรือ เพราะความเป็นตทังควิมุติ มรรค ชื่อว่า สมุจเฉทวิมุติ ผล ชื่อว่า ปฏิปัสสัทธิวิมุติ ก็ปัจจเวกขณญาณย่อมรู้ซึ่งวิมุติ เพราะฉะนั้น จึง ชื่อว่า วิมุตติญาณ ในวิมุตติญาณ ๔ อย่าง อย่างนี้ ผลญาณเท่านั้น หลุดพ้นแล้วโดยสิ้นเชิง วิมุตติญาณ ๓ ที่เหลืออันใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่า หลุดพ้นแล้ว หรือว่าไม่หลุดพ้นแล้ว ดังนี้ เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า วิมุตติญาณหลุด- พ้นแล้วโดยไม่แปลกกันเลย เพราะไม่กล่าวว่า วิมุตติญาณชื่อนี้หลุด- พ้นแล้ว ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ถูกถามอีกว่า วิมุตติญาณไม่ว่าอย่างใดหมดชื่อว่า หลุดพ้นแล้ว ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาปัจจเวกขณญาณ เป็นต้น ถูกถามว่า ของบุคคลผู้ปฏิบัติ เป็นต้น ก็ตอบรับรอง หมายเอาความไม่มีอาสวะของมรรคญาณ. สกวาทีกล่าวว่า ญาณของ
หน้า 765 ข้อ 1029
พระโสดาบัน ดังนี้ เป็นต้นอีก เพื่อท้วงว่า ก็ญาณนั้นไม่ใช่ญาณ ของพระโสดาบันผู้ตั้งอยู่ในผล แต่ก็ชื่อว่า วิมุตติญาณหรือ ดังนี้. พึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้ ดังนี้แล. อรรถกถาวิมุตตกถา จบ
หน้า 766 ข้อ 1030, 1031
อเสกขญาณกถา [๑๐๓๐] สกวาที พระเสกขะ มีญาณของพระเสกขะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระเสกขะ รู้เห็นธรรมของพระอเสกขะได้ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งธรรมของพระอเสกขะที่ตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ทำให้แจ้งแล้วได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ธรรมของพระอเสกขะ อันพระเสกขะ รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้เห็น มิได้รู้ ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ธรรมของพระอเสกขะ อันพระเสกขะ รู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้เห็น มิได้รู้ มิได้ทำให้แจ้ง ก็เข้าถึงไม่ ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระเสกขะมีญาณของ พระอเสกขะ. [๑๐๓๑] ส. พระอเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ พระ- อเสกขะรู้เห็นธรรมของพระอเสกขะได้ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งธรรมของพระอเสกขะ ที่ตนเห็นแล้ว รู้แจ้งแล้ว ทำให้แจ้งแล้วได้ หรือ ?
หน้า 767 ข้อ 1032, 1033
ป. ถูกแล้ว. ส. พระเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ พระเสกขะ รู้เห็นธรรมของพระอเสกขะได้ เข้าถึงอยู่ ถูกต้องด้วยกายอยู่ ซึ่งธรรม ของพระอเสกขะที่ตนเห็นแล้ว รู้แล้ว ทำให้แจ้งแล้วได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๓๒] ส. พระเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ แต่ธรรม ของพระอเสกขะอันพระเสกขะรู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อไม่ได้เห็น มิ ได้รู้ มิได้ทำให้แจ้ง ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ แต่ธรรม ของพระเสกขะ อันพระอเสกขะรู้ไม่ได้ เห็นไม่ได้ เมื่อมิได้เห็น มิได้รู้ มิได้ทำให้แจ้ง ก็เข้าถึงไม่ได้ ถูกต้องด้วยกายไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๓๓] ส. พระอเสกขะ มีญาณของพระอเสกขะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โคตรภูบุคคล มีญาณในโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มี ญาณในโสดาปัตติผล หรือ ?
หน้า 768 ข้อ 1034
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้ง ซึ่งสกทาคามิผล ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีญาณในอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๓๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระเสกขะมีญาณของพระอเสก- ขะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านพระอานนท์เมื่อยังเป็นเสกขะ ก็ทราบได้ ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระคุณอันยิ่ง ทราบได้ว่า พระสารีบุตรเถระ พระมหาโมคคัลลานเถระ มีคุณอันยิ่ง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านพระอานนท์เมื่อยังเป็นเสกขะ ก็ ทราบได้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระคุณอันยิ่ง ทราบได้ว่า พระสารี- บุตรเถระ พระโมคคัลลานเถระ มีคุณอันยิ่ง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่าพระเสกขะมีญาณของพระอเสกขะ. อเสกขญาณกถา จบ
หน้า 769 ข้อ 1034
อรรถกถาอเสกขญาณกถา ว่าด้วยญาณของพระอเสกขะ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องญาณของพระอเสกขะ คือผู้ไม่ต้องศึกษา. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะ ทั้งหลายว่า พระเสกขะทั้งหลายมีพระอานนท์เป็นต้น ย่อมรู้ซึ่งอเสกข- บุคคลทั้งหลาย โดยนัยเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ ที่สุดเป็นต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น อเสกขญาณ คือญาณของพระ- อเสกขะ ย่อมมีแก่พระเสกขบุคคล ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า รู้เห็น นี้ สกวาทีกล่าวด้วยอำนาจแห่งการรู้ที่ตนเองบรรลุแล้ว. คำว่า โคตรภู บุคคล เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงความไม่มีแห่งญาณในเบื้อง บนและเบื้องบนของของพระอริยบุคคล ผู้ตั้งอยู่ในภูมิธรรมเบื้องต่ำ. ข้อว่า ท่านพระอานนท์เมื่อยังเป็นพระเสกขะก็ทราบได้ว่า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้ามีพระคุณอันยิ่ง อธิบายว่า ปรวาทีย่อมปรารถนา พระเสกขะนั้นว่าเป็นผู้มีญาณของพระอเสกขะ เพราะความเป็นไปแห่ง ญาณว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอเสกขะ แต่ไม่ปรารถนาญาณ นั้นว่าเป็นอเสกขะ เพราะฉะนั้น ลัทธิแม้ปรวาทีตั้งแล้วอย่างนี้ก็ไม่เป็น อันตั้งไว้นั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาอเสกขญาณกถา จบ
หน้า 770 ข้อ 1035, 1036
วิปรีตกถา [๑๐๓๕] สกวาที ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความ รู้วิปริตหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มีความเห็นผิดในสภาวะที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มีความเห็นผิดในสภาวะที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข หรือ ฯ ล ฯ มีความเห็นผิดในสภาวะที่เป็นอนัตตาว่าเป็นอัตตาหรือ ฯลฯ มีความเห็นผิดในสภาวะที่ไม่งามว่างาม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๓๖] ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นกุศลไม่ใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าเป็นกุศล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ มีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ความรู้วิปริต
หน้า 771 ข้อ 1037, 1038
[๑๐๓๗] ส. สภาวะที่ไม่เที่ยงเห็นว่าเที่ยง เป็นความเห็นผิด และนั้นเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต และนั้นเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ลฯ ส. สภาวะที่เป็นทุกข์เห็นว่าเป็นสุข ฯลฯ สภาวะที่ เป็นอนัตตาเห็นว่าเป็นอัตตา ฯลฯ สภาวะที่ไม่งามเห็นว่างาม เป็นความ เห็นผิด และนั้นเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต และนั้นเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๓๘] ส. ผู้เข้าสมาบัติปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต และนั้นเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สภาวะที่ไม่เที่ยงเห็นว่าเที่ยง และนั้นเป็นกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต และนั้นเป็นกุศล หรือ ?
หน้า 772 ข้อ 1039, 1040
ป. ถูกแล้ว. ส. สภาวะที่เป็นทุกข์เห็นว่าเป็นสุข ฯ ล ฯ สภาวะที่ เป็นอนัตตาเห็นว่าเป็นอัตตา ฯ ลฯ ภาวะที่ไม่งามเห็นว่างาม เป็นความ เห็นผิด และนั้นเป็นกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๓๙] ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์พึงเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็น อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์พึงเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณ เป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้ที่เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มี ความรู้วิปริต [๑๐๔๐] ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต พระอรหันต์พึงเข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมีความเห็นผิดอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 773 ข้อ 1041, 1042, 1043, 1044
[๑๐๔๑] ส. พระอรหันต์ ยังมีความเห็นผิดอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ ยังมีความสำคัญผิด มีความคิดผิด มีความเห็นผิดอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๔๒] ส. พระอรหันต์ไม่มีความสำคัญผิด ความคิดผิด ความเห็นผิด หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ ไม่มีความสำคัญผิด ความ คิดผิด ความเห็นผิด ก็ต้องไม่กล่าว พระอรหันต์ยังมีความเห็นผิดอยู่. [๑๐๔๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่าผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปฐวีกสิณปรากฏแก่ท่านผู้เข้าสมาบัติ มีปฐวีกสิณ อารมณ์อยู่ เป็นดินล้วนเทียว หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีความรู้วิปริตน่ะสิ. [๑๐๔๔] ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้ วิปริต หรือ ?
หน้า 774 ข้อ 1045
ป. ถูกแล้ว. ส. ดินมีอยู่ และบางคนที่เข้าปฐวีกสิณจากดินก็มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ดินมีอยู่ และบางคนที่ถ้าปฐวีกสิณจาก ดินก็มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มีความ รู้วิปริต [๑๐๔๕] ส. ดินมีอยู่ แต่ความรู้ของผู้เข้าปฐวีกสิณจากดิน เป็นความรู้วิปริต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิพพานมีอยู่ แต่ความรู้ของผู้เข้าสมาบัติมีนิพ- พานเป็นอารมณ์จากนิพพาน ก็เป็นความรู้ วิปริต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติมีปฐ- วีกสิณเป็นอารมณ์ มีความรู้วิปริต. วิปริตกถา จบ
หน้า 775 ข้อ 1045
อรรถกถาวิปรีตกถา ว่าด้วยญาณวิปริต บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องญาณวิปริต. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ผู้ใดมีสัญญาในปฐวีย่อมเข้า สมาบัติมีปฐวีเป็นอารมณ์ ญาณนั้นของผู้นั้นเป็นญาณวิปริต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้นคำตอบรับรองเป็นของปรวาที พึง ทราบคำอธิบายของปัญหานั้นดังนี้ว่า นิมิตที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยปฐวี แต่นิมิตที่เกิดนั้นไม่ใช่ปฐวีเลย อนึ่ง ผู้ใดมีความสำคัญในปฐวีกสินย่อม เข้าฌานมีปฐวีเป็นอารมณ์ ฌานนั้นชื่อว่ามีญาณอันวิปริต คือผิดจาก ความเป็นจริงดังนี้. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงว่า ลักขณปฐวีก็ดี สสัมภารปฐวีก็ดี นิมิตตปฐวีก็ดี ปฐวีเทวดาก็ดี ปฐวีทั้งหมดนั่นแหละ ในปฐวีเหล่านั้น ญาณว่าปฐวีมิใช่เป็นญาณวิปริต ส่วนความเห็นอันผิดปกติในธรรมที่ ไม่เที่ยงว่าเที่ยงเป็นต้นชื่อว่าญาณวิปริต ญาณในปฐวีทั้งหลายเหล่านี้ ญาณใดญาณหนึ่งตามลัทธิของท่านเป็นญาณวิปริตหรือ จึงกล่าวคำว่า มีความเห็นผิดในสภาวะที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เป็นต้น ปรวาทีตอบ ปฏิเสธ หมายเอาความไม่มีลักขณะอันคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง ย่อมตอบรับรองหมายเอาปฐวีนิมิต. คำว่า กุสลํ ท่านกล่าวหมาย เอาญาณของพระเสกขะและปุถุชนทั้งหลาย.
หน้า 776 ข้อ 1045
แม้ในปัญหาว่า พระอรหันต์ยังมีความเห็นผิดอยู่ หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีลักขณะอันวิปัลลาสเช่นนั้น ย่อม ตอบรับรองหมายเอาปฐวีนิมิต. คำว่า เป็นคนล้วนเทียวหรือ ความว่า ปรวาทีถามด้วย คำว่า ปฐวีกสินทั้งปวงนั้นเป็นลักขณปฐวีทั้งหมดหรือ สกวาทีตอบ ปฏิเสธเพราะความไม่มีเช่นนั้น. คำถามของสกวาทีว่า ดินมีอยู่ และบางคนที่เข้าปฐวีกสิน จากดินก็มีอยู่มิใช่หรือ ดังนี้ พึงทราบเนื้อความแห่งปัญหานั้นว่า สกวาทีถามว่า นิมิตตปฐวีอยู่ บุคคลย่อมเข้าสมาบัติมีดินเป็นนิมิตจาก ดินนั้นแหละก็มีอยู่ มิได้เข้าจากอาโป หรือจากเตโชมิใช่ หรือ ดังนี้. คำว่า ดินมีอยู่ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงด้วยคำว่า ถ้าญาณ ของผู้เข้าปฐวีกสินเป็นญาณวิปริตฉันนั้นไซร้ นิพพานมีอยู่เมื่อบุคคล เข้าสมาบัติ มีนิพพานเป็นอารมณ์ก็ดี มรรคญาณอันถอนซึ่งความวิปริต ทั้งปวงก็ดี ก็ย่อมจะวิปริตตามลัทธิของท่าน ดังนี้. อรรถกถาวิปรีตกถา จบ
หน้า 777 ข้อ 1046, 1047, 1048
นิยามกถา [๑๐๔๖] สกวาที บุคคลผู้ไม่แน่นอน คือยังเป็นปุถุชน มี ญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน คืออริยมรรค หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้แน่นอน คืออริยบุคคล มีญาณเพื่อไปสู่ โลกกิยธรรมอันมิใช่ทางแน่นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๔๗] ส. บุคคลผู้แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ โลกิยธรรม อันมิใช่ทางแน่นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๔๘] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 778 ข้อ 1049, 1050, 1051, 1052
[๑๐๔๙] ส. บุคคลผู้แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕๐] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ โลกิยธรรม อันมิใช่ทางแน่นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕๑] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ โลกิย- ธรรมอันมิใช่ทางแน่นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕๒] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ?
หน้า 779 ข้อ 1053, 1054, 1055
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีทางอันแน่นอน เพื่อไปสู่ ทางอันแน่นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕๓] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีสติปัฏฐาน ฯ ล ฯ สัมมัปป- ธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๕๔] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีทางอันแน่นอนเพื่อไป สู่ทางอันแน่นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีทางอันแน่นอน เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณ เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ ? [๑๐๕๕] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนไม่มีสติปัฏฐาน ฯลฯ โพช- ฌงค์ เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 780 ข้อ 1056, 1057, 1058
ส. หากว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอน ไม่มีโพชฌงค์เพื่อ ไปสู่ทางอันแน่นอน ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไป สู่ทางอันแน่นอน. [๑๐๕๖] ส. บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โคตรภูบุคคลมีญาณในโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕๗] ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มี ญาณในโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯลฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีญาณ ในอรหัตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๕๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอนมีญาณเพื่อไป ทางอันไม่แน่นอน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบได้ว่า บุคคลนี้ จักก้าวลงสู่ทางอันแน่นอนเพื่อความชอบ บุคคลนี้เป็นรู้ควรเพื่อจะตรัสรู้ ธรรมนี้ มิใช่หรือ ?
หน้า 781 ข้อ 1058
ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบได้ว่า บุคคลนี้จักก้าวลงสู่ทางอันแน่นอนเพื่อความชอบ บุคคลนี้เป็นผู้ควร เพื่อจะตรัสรู้ธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่แน่นอน มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน. นิยามกถา จบ อรรถกถานิยามกถา ว่าด้วยนิยาม บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องนิยาม คือทางอันแน่นอนได้แก่ อริยมรรค. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะ ทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลใดจักหยั่งลง สู่สัมมัตตนิยาม คือมรรคอันถูกต้อง บุคคลนั้นควรเพื่อจะตรัสรู้ธรรมนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น ญาณเพื่อการบรรลุนิยาม คือทางอันแน่นอน ของอนิยตบุคคลผู้เป็นปุถุชนนั่นแหละมีอยู่ ดังนี้ คำถามว่า อนิยต คือบุคคลผู้ไม่แน่นอน เป็นต้น ของพระสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น. คำว่า เพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน ในปัญหานั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรัสเรียกมรรคว่านิยาม อธิบายว่า เพื่อการบรรลุมรรค เพื่อการ หยั่งลงสู่มรรค. ก็คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบว่า บุคคลนี้ ควรเพื่อบรรลุนิยาม เพราะเห็นญาณอันใดของบุคคลนั้น พระปรวาที หมายญาณนั้น จึงตอบรับรอง. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อแสดงว่า วาทะ
หน้า 782 ข้อ 1058
ของปรวาทีนั้นไม่ถูกต้อง๑ จึงซักถามถึงเนื้อความอันตรงกันข้าม ด้วยคำ ว่า บุคคลผู้แน่นอน เป็นต้น. บรรดาปัญหาเหล่านั้น ในปัญหาแรก ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะ ชื่อว่าญาณเพื่อการบรรลุนิยามของบุคคลผู้แน่นอนไม่มีด้วยมรรค. ใน ปัญหาที่ ๒ ย่อมตอบรับรองเพราะความไม่มี. ปัญหาที่ ๓ ตอบปฏิเสธ เพราะถูกถามด้วยคำว่า ผู้ไม่แน่นอนไม่มีญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่ นอน โดยผิดจากลัทธิ สกวาทีทำปัญหาแรกนั่นแหละให้เป็นปัญหา ที่ ๔ อีก แล้วทำ ๓ ปัญหาของนิยตบุคคลด้วยสามารถแห่งการบรรลุ นิยามเป็นต้น. ในปัญหาเหล่านั้น ปัญหาที่ ๑ ปรวาทีตอบปฏิเสทเพราะ ญาณ เพื่อการบรรลุนิยามนั้นอีกของนิยตบุคคลไม่มีด้วยมรรคต้น. ใน ปัญหาที่ ๒ ตอบรับรองเพราะความไม่มีนั้นแหละ. ในปัญหาที่ ๓ ย่อม ตอบปฏิเสธเพราะผิดจากลัทธิ. สกวาทีทำปัญหาแรกนั่นแหละให้เป็น ปัญหาที่ ๘ อีก แล้วทำ ๓ ปัญหาของอนิยตบุคคลด้วยสามารถแห่งการ ไม่บรรลุนิยามเป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความแห่งปัญหาเหล่านั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. สกวาทีทำปัญหาแรกนั่นแหละให้เป็น ปัญหาที่ ๑๒ อีก แล้วทำ ๓ ปัญหามีคำว่า มีทางอันแน่นอน เป็น ต้นจากมูลนั้น. ในปัญหาทั้งหลายเหล่านั้น มัคคญาณเท่านั้น ชื่อว่า ญาณเพื่อไปสู่ทางอันแน่นอน เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีหมายญาณ ๑. บาลีอรรถกถาไทย ใช้คำว่า อยุตฺตนฺติ หมายถึง คำไม่ถูกต้อง ของพม่า ใช้ คำว่า อยุตฺตวาทีตีติปิ หมายถึง มีวาทะอันไม่ถูกต้องคือใช้ได้ด้วยกันทั้ง ๒ นัย
หน้า 783 ข้อ 1058
นั้น จึงว่า มีทางอันแน่นอน ดังนี้ ครั้นเมื่อคำว่า มีทางอันแน่ นอนอันสกวาทีกล่าวแล้ว ปรวาทีก็ตอบปฏิเสธ. เมื่อสกวาทีกล่าวว่า มีญาณ ปรวาทีก็ตอบรับรอง. แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า สติปัฏฐาน เป็นต้น ก็นัยนี้. คำปัจจนิก มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล. คำว่า โคตรภู- บุคคล เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ญาณใดอันบุคคลใดไม่ บรรลุแล้ว ญาณนั้นของบุคคลนั้นย่อมไม่มี. คำว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงทราบ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงทราบด้วย ญาณพละของพระองค์เอง ไม่ใช่ทรงทราบจากสภาพการบรรลุนิยาม ธรรมของผู้นั้น เพราะฉะนั้น ด้วยเหตุนี้ ปรวาทีแม้ตั้งลัทธิไว้แล้วก็ ตั้งอยู่ไม่ได้เลย ดังนี้แล. อรรถกถานิยามกถา จบ
หน้า 784 ข้อ 1059
ปฏิสัมภิทากถา [๑๐๕๙] สกวาที ความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความรู้สมมติเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ความรู้สมมติเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้สมมติ ชนเหล่านั้นทั้ง- หมดเป็นผู้ถึงปฏิสัมภิทาแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น เป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่น เป็นปฏิสัมภิทา ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้จิตของบุคคลอื่น ชน เหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้ถึงปฏิสัมภิทาแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ
หน้า 785 ข้อ 1060, 1061
[๑๐๖๐] ส. ความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญาทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ปัญญาทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ ก็มีปัญญา นั้นเป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ มี เตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีวาโยกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีนีลกสิณ เป็นอารมณ์ ฯลฯ มีปีตกสิณเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ มีโลหิตกสิณเป็น อารมณ์ ฯ ล ฯ มีโอทาตกสิณเป็นอารมณ์ ฯ ล ฯ ผู้เข้าอากาสานัญจา- ยตนสมาบัติ ฯลฯ วิญญาณญัญจายตนสมาบัต ฯลฯ อากิญจัญญายตน สมาบัติ ฯลฯ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ ฯลฯ ผู้ให้ทาน ฯลฯ ผู้ให้จีวร ฯลฯ ผู้ให้บิณฑบาต ฯลฯ ผู้ให้เสนาสนะ ฯลฯ ผู้ให้ คิลานปัจจยเภสัชชบริขารก็มีปัญญา ปัญญานั้น เป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๖๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ทั้งปวง เป็นปฏิสัมภิทา หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 786 ข้อ 1061
ป. ปัญญาอันเป็นโลกุตตระมีอยู่ ปัญญานั้นไม่เป็น ปฏิสัมภิทา หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ทั้งปวงก็เป็นปฏิสัมภิทา น่ะสิ. ปฏิสัมภิทากถา จบ อรรถกถากถาปฏิสัมภิทากถา ว่าด้วยปฏิสัมภิทา บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องปฏิสัมภิทา คือปัญญาเครื่องแตกฉาน. ใน เรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ญาณ คือความรู้ ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทา เพราะถือเอาพระบาลีว่า ญาณ คือความรู้ ของพระอริยะทั้งหลายอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นโลกุตตระ ดังนี้คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้นคำตอบรับรองเป็นของปรวาที ในปัญหาว่าด้วยญาณ คือความรู้สมมติทั้งหลาย ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาญาณในสมาบัติที่เป็นปฐวีกสิณอันเป็นสมมติ คือเป็นบัญญัติ อารมณ์ ย่อมตอบรับรองหมายเอานิรุตติญาณ. ในปัญหาทั้งหลายว่า ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งรู้สมมติ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาปุถุชน ทั้งหลาย. ในปัญหาว่าด้วย เจโตปริยายะ ความรู้ในการกำหนดใจ ผู้อื่น ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาญาณของปุถุชน ตอบรับรองหมาย เอาญาณของพระอริยะ. ในปัญหาทั้งหลายว่า ปัญญาทั้งปวงเป็น ปฏิสัมภิทาหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาปัญญาในกสิณ
หน้า 787 ข้อ 1061
สมาบัติ ตอบรับรองหมายเอาโลกุตตระ. คำว่า สมาบัติมีปฐวีกสิญ เป็นอารมณ์ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อถามด้วยคำว่า ปัญญา ในที่ทั้งหลายมีประมาณเท่านี้นั้น ปัญญานั้นเป็นปฏิสัมภิทาทั้งหมดหรือ. คำว่า ถ้าอย่างนั้นความรู้ทั้งปวงเป็นปฏิสัมภิทาหรือ อธิบายว่า โลกุตตรปัญญาทั้งสิ้น เป็นปฏิสัมภิทา เหตุใด เพราะเหตุนั้น คำว่า ทั้งปวง ท่านจึงให้ตั้งไว้เฉพาะกันสามัญญผล ดังนี้แล. อรรถกถาปฏิสัมภิทากถา จบ
หน้า 788 ข้อ 1062, 1063
สัมมติญาณกถา [๑๐๖๒] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า ญาณให้สมมติ มีสัจจะ เป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็น อารมณ์ หรือ ? สกวาที ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติปฐวีกสิณเป็นอารมณ์ มี ญาณ และปฐวีกสิณเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีปฐวีกสิณเป็น อารมณ์ มีญาณ และปฐวีกสิณเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่น เป็นอารมณ์. [๑๐๖๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอา- รมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้เข้าสมาบัติมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ ฯลฯ บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชชบริ- ขาร มีญาณและคิลานปัจจัยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 789 ข้อ 1064
ป. หากว่า บุคคลผู้ให้อยู่ซึ่งคิลานปัจจยเภสัชชบริ- ขาร มีญาณและคิลานปัจจยเภสัชชบริขารเป็นสมมติสัจจะ ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มี ธรรมอื่นเป็นอารมณ์. [๑๐๖๔] ส. ญาณในสมมติ มีสัจจะเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่ มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กำหนดรู้ทุกข์ได้ ละสมุทัยได้ กระทำนิโรธ ให้แจ้งได้ ยังมรรคให้เกิดได้ด้วยญาณนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ สัมมติญาณกถา จบ อรรถกถาสัมมติญาณกถา ว่าด้วยสมมติญาณ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องสมมติญาณ คือญาณในสมมติ. ในเรื่องนั้น สัจจะมี ๒ คือสมมติสัจจะ และปรมัตถสัจจะ. ก็บุคคลเหล่าใดไม่ทำการ แยกสัจจะอย่างนี้ ย่อมกล่าวแม้ซึ่งสมมติญาณว่ามีสัจจะเป็นอารมณ์นั่น เทียว ด้วยการกล่าวอ้างคำว่า สัจจะ ดุจลัทธิของนิกายอันธกะ ทั้งหลาย สกวาทีจึงเริ่มคำนี้ เพื่อชำระล้างวาทะของชนเหล่านั้นว่า
หน้า 790 ข้อ 1064
พวกเขาเหล่านั้นมีวาทะไม่ถูกต้อง. ในคำเหล่านั้น คำถามว่า ไม่ พึงกล่าว เป็นของปรวาที. คำตอบรับรองเป็นของสกวาที หมาย เอาปรมัตถสัจจะ. คำว่า ญาณในสมมติสัจจะ ได้แก่ ญาณใน สัจจะที่เข้าไปอาศัยคำสมมติ อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ญาณในสมมติ- สัจจะ เป็นสัตตมีวิภัตติใช้ในอรรถแห่งปฐมาวิภัตติ อธิบายว่า ได้แก่ สมมติสัจจะ. คำถามของสกวาทีว่า ญาณในสมมติมีสัจจะเป็น อารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงด้วยคำวำ ถ้าญาณในสมมติ นั้นมีสัจจะเป็นอารมณ์โดยไม่แปลกกัน บุคคลก็พึงทำกิจทั้งหลายมีการ กำหนดรู้ทุกข์ เป็นต้นด้วยญาณนั้นได้ ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า กำ- หนดรู้ทุกข์ได้ ฯลฯ ด้วยญาณนั้นหรือ ดังนี้. อรรถกถาสมมติญาณกถา จบ
หน้า 791 ข้อ 1065
จิตตารัมมณกถา [๑๐๖๕] สกวาที ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็น อารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มีบางคน เมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมีราคะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะ ก็รู้ชัดว่าจิตมี ราคะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็น อารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์. ส. มีบางคน เมื่อจิตปราศจากราคะ ก็รู้ว่าจิต ปราศจากราคะ ฯ ล ฯ เมื่อจิตมีโทสะ ฯ ล ฯ เมื่อจิตปราศจากโทสะ เมื่อ จิตมีโมหะ เมื่อจิตปราศจากโมหะ เมื่อจิตหดหู่ เมื่อจิตกวัดแกว่ง เมื่อ จิตใหญ่ เมื่อจิตไม่ใหญ่ เมื่อจิตมีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตไม่มีจิตอื่นยิ่งกว่า เมื่อจิตเป็นสมาธิ เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิ เมื่อจิตหลุด ฯ ล ฯ เมื่อจิตยังไม่ หลุด ก็รู้ชัดว่าจิตยังไม่หลุด มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า มีบางคนเมื่อจิตยังไม่หลุด ก็รู้ชัดว่า
หน้า 792 ข้อ 1066
จิตยังไม่หลุด ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิต เป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์. [๑๐๖๖] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึง กล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ในการ กำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์. ส. ความรู้ในการกำหนดใจผู้อื่น พึงกล่าวว่า ความ รู้ในอารมณ์คือเวทนา ฯ ล ฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ว่าความ รู้ในอารมณ์คือเจตนา ว่าความรู้ในอารมณ์คือจิต ว่าความรู้ในอารมณ์ คือศรัทธา ว่าความรู้ในอารมณ์คือวิริยะ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสติ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสมาธิ ว่าความรู้ในอารมณ์คือปัญญา ฯลฯ ว่า ความรู้ในอารมณ์คือราคะ ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือโทสะ ฯ ล ฯ ว่า ความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น พึง กล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความรู้ ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็น อารมณ์.
หน้า 793 ข้อ 1067, 1068
[๑๐๖๗] ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์คือเวทนา ฯ ล ฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คือสัญญา ฯลฯ ว่าความรู้ในอารมณ์คืออโนตตัปปะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้อโนตตัปปะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๖๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิตเป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็น อารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เป็นความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น ด้วย เหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่าความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น มีจิต เป็นอารมณ์เท่านั้น ไม่มีธรรมอื่นเป็นอารมณ์. จิตตารัมมณกถา จบ
หน้า 794 ข้อ 1068
อรรถกถาจิตตารัมมณกถา ว่าด้วยญาณมีจิตเป็นอารมณ์ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องญาณมีจิตเป็นอารมณ์. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ญาณนั้น มีจิตเป็นอารมณ์อย่างเดียวเท่านั้น เพราะถือเอาเหตุสักแต่คำว่า เจโต- ปริยญาณ ความรู้ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่น. ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อท้วงด้วยคำว่า บุคคลใดย่อมรู้จิตของผู้อื่นด้วยสามารถแห่งจิตมี ราคะเป็นต้น แม้ราคะเป็นต้นก็ย่อมเป็นอารมณ์ของผู้นั้น เพราะฉะนั้น ท่านไม่พึงกล่าวว่า ญาณนั้นมีจิตเป็นอารมณ์เพียงอย่างเดียวไม่มีอย่าง อื่นเป็นอารมณ์ ดังนี้ จึงเริ่มคำว่า มีบางคนเมื่อจิตมีราคะก็รู้ชัด ว่าจิตมีราคะมิใช่หรือ. คำว่า ในอารมณ์คือผัสสะ ได้แก่ ในอารมณ์กล่าวคือผัสสะ แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า ในอารมณ์คือ เวทนา เป็นต้น ก็นัยนี้แหละ. ถูกสกวาทีถามอีกว่า ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอารมณ์ คือ ผัสสะหรือ อีก ปรวาทีตอบรับรองด้วยคำว่า เมื่อมนสิการซึ่งผุสน- ลักขณะของผัสสะ ย่อมเป็นอารมณ์ของผัสสะ ดังนี้. ถูกสกวาทีถาม ว่า เป็นความรู้ในภารกำหนดรู้ผัสสะหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีบทพระสูตรเช่นนั้น. แม้ในเวทนาเป็นต้นก็นัยนี้.
หน้า 795 ข้อ 1068
ในบัดนี้ ลัทธิของปรวาทีนั้นอาศัยคำใดที่ตนกล่าว ครั้นแสดง คำนั่นแล้ว เพื่อให้ลัทธิตั้งไว้. จึงกล่าวด้วยคำว่า นั่น เป็นความรู้ ในการกำหนดรู้ใจผู้อื่นมิใช่หรือ แต่ ลัทธินี้แม้เป็นลัทธิอันปรวาที ให้ตั้งไว้ด้วยสามารถการอาศัยสักแต่ถ้อยคำนั้น ย่อมไม่เป็นอันตั้งไว้ได้ เลย ดังนี้แล. อรรถกถาจิตตารัมมณกถา จบ
หน้า 796 ข้อ 1069, 1070, 1071
อนาคตญาณกถา [๑๐๖๙] สกวาที ความรู้ในอนาคต คือ สภาวะที่ยังไม่มาถึง มีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อนาคตรู้ได้โดยมูล รู้ได้โดยเหตุ รู้ได้โดย นิทาน คือเหตุเป็นแดนมอบให้ซึ่งผล รู้ได้โดยสมภพ คือเหตุเป็นแดน เกิด รู้ได้โดยประภพ คือเหตุเป็นแดนเกิดก่อน รู้ได้โดยสมุฏฐาน รู้ได้โดยอาหาร คือเหตุนำมาซึ่งผล รู้ได้โดยอารมณ์ คือเหตุเป็นที่ยึด หน่วง รู้ได้โดยปัจจัย คือเหตุเป็นที่อาศัยเป็นไป รู้ได้โดยสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๗๐] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความ เป็นอารัมณปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นอธิปติปัจจัยที่เป็นอนาคต ได้ รู้ความเป็นอนันตรปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ รู้ความเป็นสมันตรปัจจัย ที่เป็นอนาคตได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๗๑] ส. ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 797 ข้อ 1072
ส. โคตรภูบุคคล มีความรู้ในโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มี ความรู้ในโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลผู้ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล ฯ ล ฯ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งอรหัตผล มีความ รู้ในอรหัตตผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๗๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในอนาคตมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ อันตราย ๓ อย่าง จักเกิดแก่เมืองปาฏลีบุตร คือ จากไฟ หรือ จากนี้ หรือจากการแตกความสามัคคี๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ความรู้ในอนาคตก็มีอยู่ น่ะสิ อนาคตญาณกถา จบ ๑. วิ. มหา ๕/๗๑.
หน้า 798 ข้อ 1072
อรรถกถาอนาคตญาณกถา ว่าด้วยความรู้ในอนาคต บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความรู้ในอนาคต. ในปัญหานั้น ขณะอัน เป็นอันตระก็ดี หมายเอาขณะจิต เป็นอนันตระก็ดี ชื่อว่า อนาคต. ในขณะทั้ง ๒ เหล่านั้น ญาณย่อมรู้อนาคตที่เป็นอนันตระมีอยู่อย่าง เดียวเท่านั้น อนึ่งญาณอนาคตที่เป็นอนันตระมีอยู่โยประการใด แม้ ญาณที่หยั่งลงในชวนะหนึ่งของวิถีหนึ่งก็มีอยู่โดยประการนั้น. ในปัญหา นั้น ชนเหล่าใด ย่อมปรารถนาญาณในอนาคตแม้ทั้งปวง ดุจลัทธิของ นิกายอันธกะทั้งหลาย คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงด้วยคำว่า ญาณ ในอนาคตอันไม่มีอยู่ตามลัทธิของท่าน. บุคคลย่อมรู้อนาคตที่เกิดใน ภายหลังแต่นั้นได้ด้วยสามารถแห่งมูลเป็นต้นหรือดังนี้จึงกล่าวกะปรวาที นั้นว่า อนาคตรู้ได้โดยมูล เป็นต้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำทั้ง ปวงว่า โดยมูล เป็นต้น คือ โดยมูล โดยเหตุ โดยนิทาน โดยสมภพ โดยประภพ โดยสมุฏฐาน โดยอาหาร โดยอารมณ์ โดย ปัจจัย และโดยสมุทัย นี้เป็นคำไวพจน์ของคำว่า การณะ คือ การณะ แปลว่า เครื่องกระทำ หรือ เหตุ ทั้งสิ้น. จริงอยู่ การณะ ชื่อว่า มูล เพราะอรรถว่า ย่อมทำธรรมใดให้เป็นผลของตน ธรรมที่เป็น ผลนั้นในที่นั้นจึงอาศัยตั้งอยู่ได้. ชื่อว่า เหตุ เพราะอรรถว่า ให้ผล ธรรมนั้นเจริญและเป็นไปทั่ว. ชื่อว่า นิทาน เพราะอรรถว่า เป็นแดน มอบให้ซึ่งผลธรรมนั้น ๆ นั่นแหละ ราวกะการมอบให้อยู่ด้วยคำว่า
หน้า 799 ข้อ 1072
เชิญเถิดท่านทั้งหลาย จึงถือเอาสิ่งนี้ ดังนี้. ชื่อว่า สมภพ เพราะ อรรถว่า ย่อมให้ผลธรรมเก่พร้อมแต่เหตุนั้น. ชื่อว่า ประภพ เพราะ อรรถว่า เป็นแดนเกิดก่อน. ชื่อว่า สมุฏฐาน เพราะอรรถว่า ผลธรรม นั้นย่อมตั้งขึ้นพร้อมในเพราะธรรมอันเป็นเหตุนั้น อีกอย่างหนึ่ง เพราะ อรรถว่า ย่อมยังผลธรรมนั้น ๆ ให้ตั้งขึ้นพร้อม. ชื่อว่า อาหาร เพราะ อรรถว่า ย่อมนำมาซึ่งผลธรรมนั้น ๆ นั่นแหละ. ก็เหตุนั้น ชื่อว่า อารมณ์ เพราะอรรถว่า ไม่สละซึ่งผลธรรมนั้น. ชื่อว่า ปัจจัย เพราะ อรรถว่า ผลธรรมนั้นอาศัยธรรมอันเป็นเหตุเป็นไป. สภาวะใด ย่อม ยังผลธรรมนั้นให้เกิดขึ้นแต่เหตุ เพราะเหตุนั้นสภาวะนั้น ท่านจึงเรียก ว่า สมุทัย ที่ชื่อว่า สมุทัย เพราะอรรถว่า ยังผลธรรมให้เกิดขึ้น จากเหตุ. ก็ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อรู้อนันตรจิตได้ด้วยอาการเหล่านี้ คือเหตุ เหล่านี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าว อย่างนั้น. คำว่า รู้ความเป็นเหตุปัจจัยที่เป็นอนาคตได้ ความว่า เมือจิ อันเป็นอนาคตที่จะเกิดติดต่อกันไป บุคคลย่อมรู้ซึ่งจิตนั้น เพราะ ความเป็นเหตุปัจจัย อธิบายว่า ธรรมเหล่าใดมีเหตุปัจจัยในธรรมเหล่า นั้น ย่อมรู้ซึ่งธรรมเหล่านั้น. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้นั่นแหละ. คำว่า โคตรภูบุคคล เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงญาณ ที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้นโดยย่อ. พระสูตรว่า ปาฏลีบุตร ที่ปรวาที นำมาก็เพื่อแสดงญาณที่เกิดขึ้นในอนาคตนั้น แต่พระสูตรนั้นไม่สำเร็จ ประโยชน์แก่ญาณในอนาคตทั้งปวง เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระสูตร นั้นจึงสักแต่ว่านำมาเท่านั้น ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาอนาคตญาณกถา จบ
หน้า 800 ข้อ 1073
ปัจจุปปันนญาณกถา [๑๐๗๓] สกวาที ความรู้ในปัจจุบันคือสภาวะที่เกิดขึ้นเฉพาะ หน้า มีอยู่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ด้วยความรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลรู้ความรู้นั้นว่าความรู้ ได้ด้วยความรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ความรู้นั้น เป็นอารมณ์แห่งความรู้นั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นได้ด้วยผัสสะนั้น เสวย เวทนานั้นได้ด้วยเวทนานั้น จำสัญญานั้นได้ด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนา
หน้า 801 ข้อ 1074
นั้นได้ด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นได้ด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นได้ด้วยวิตก นั้น ตรองวิจารนั้นได้ด้วยวิจารนั้น ดื่มปีตินั้นได้ด้วยปีตินั้น ระลึก สตินั้นได้ด้วยสตินั้น ทราบชดปัญญานั้นได้ด้วยปัญญานั้น ตัดขันธ์นั้น ได้ด้วยขันธ์นั้น ถากขวานนั้นได้ด้วยขวานนั้น ถากผึ่งนั้นได้ด้วยผึ่งนั้น ถากมีดนั้นได้ด้วยมีดนั้น เย็บเข็มนั้นได้ด้วยเข็มนั้น ลูบคลำปลายองคุลี นั้นได้ด้วยปลายองคุลีนั้น ลูบคลำปลายนาสิกนั้นได้ด้วยปลายนาสิกนั้น ลูบคลำกระหม่อมนั้นได้ด้วยกระหม่อมนั้น ล้างคูถนั้นได้ด้วยคูถนั้น ล้าง มูตรนั้นได้ด้วยมูตรนั้น ล้างเขฬะนั้นได้ด้วยเขฬะนั้น ล้างหนองนั้น ได้ด้วยหนองนั้น ล้างเลือดนั้นได้ด้วยเลือดนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่ หรือ ? ถูกแล้ว. ป. เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความ เป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้ความรู้นั้น ก็เป็นพระโยคาวจรนั้นได้เห็น โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้ความรู้นั้นก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้น ได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ความรู้ในปัจจุบันมีอยู่. ปัจจุปปันนญาณกถา จบ
หน้า 802 ข้อ 1074
อรรถกถาปัจจุปปันนญาณกถา ว่าด้วยความรู้ในปัจจุบัน บัดนี้ ชื่อว่า เป็นเรื่องปัจจุบันนญาณ คือความรู้ในปัจจุบัน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลาย ว่า ญาณในปัจจุบันทั้งปวงมีอยู่โดยไม่แปลกกัน เพราะอาศัยพระบาลี ว่า เมื่อเห็นสังขารทั้งปวงโดยความเป็นของไม่เที่ยง ญาณแม้นั้น ย่อม ชื่อว่าเป็นญาณอันบุคคลนั้นเห็นแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดังนี้ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า ความรู้ในปัจจุบัน เป็นต้น คำรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวซักถามปรวาทีนั้น ด้วยคำว่า บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ เพื่อท้วง ว่า ผิว่า ญาณในปัจจุบันมีโดยไม่แปลกกันแล้ว บุคคลก็พึงรู้ญาณแม้ ในปัจจุบันขณะ ด้วยญาณนั้นได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ญาณทั้ง ๒ ก็ไม่ใช่ ญาณอันเดียวกัน บุคคลจะพึงรู้ญาณนั้นด้วยญาณนั้นได้อย่างไร. ในปัญหาเหล่านั้นปัญหาที่ ๑ ปรวาทีปฏิเสธว่า ไม่อาจรู้ ญาณนั้นด้วยญาณนั้นได้. ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง หมาย เอาการสืบต่อ. ปัญหานั้น อธิบายว่า เมื่อบุคคลเห็นอยู่ซึ่งความแตกดับ ไปแห่งสังขารทั้งหลายโดยลำดับ บุคคลนั้นชื่อว่าย่อมเห็นภังคานุปัส- สนาญาณได้ด้วยภังคานุปัสสนาญาณนั้นนั่นแหละ. แม้ในคำทั้งหลาย คำว่า บุคคลรู้ความรู้นั้นได้ด้วยความรู้นั้น หรือ เป็นต้น ก็นัยนี้.
หน้า 803 ข้อ 1074
คำทั้งหลายที่สกวาทีกล่าวว่า บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นได้ด้วยผัสสะ นั้น เป็นต้น เพื่อห้ามโอกาสอันมีเลศนัยของปรวาทีนั้น. ก็เพื่อให้ ลัทธิตั้งไว้ ปรวาทีกล่าวคำใดว่า เมื่อพระโยคาวจรเห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงแล้ว แม้ความรู้นั้นก็เป็นอันพระโยคาวจรนั้น ได้เห็นโดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วยมิใช่หรือ คำตอบรับรองเป็นของ สกวาที ในปัญหานั้นอธิบายว่า ญาณนั้นชื่อว่าเห็นแล้วโดยนัย แต่ ไม่เห็นโดยอารมณ์. เพราะฉะนั้น ลัทธิที่ปรวาทีตั้งไว้แล้วอย่างนี้ ก็ ไม่เป็นอันตั้งไว้ได้เลย ดังนี้แล. อรรถกถาปัจจุปปันนญาณกถา จบ
หน้า 804 ข้อ 1075
ผลญาณกถา [๑๐๗๕] สกวาที พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล การรู้ความยิ่ง ความหย่อนแห่งอินทรีย์ การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งบุคคล ของ พระสาวกมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การบัญญัติขันธ์ การบัญญัติอายตนะ การบัญญัติ ธาตุ การบัญญัติสัจจะ การบัญญัติอินทรีย์ การบัญญัติบุคคล ของ พระสาวกมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 805 ข้อ 1076
ส. พระสาวก เป็นพระชินะ เป็นพระศาสดา เป็น พระสัมมาสัมพุทธะ เป็นพระสัพพัญญู เป็นผู้เห็นธรรมทั้งปวง เป็น เจ้าแห่งธรรม เป็นที่อาศัย เป็นไปแห่งธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิด ขึ้น เป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดพร้อมให้เกิดพร้อม เป็นผู้กล่าวมรรคที่ ใคร ๆ ยังไม่กล่าวเป็นผู้รู้มรรค เป็นผู้รู้แจ้งมรรค เป็นผู้ฉลาดในมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๐๗๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระสาวกมีความรู้ในผล หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ป. ถ้าอย่างนั้น พระสาวกก็มีความรู้ในผลน่ะสิ ผลญาณกถา จบ
หน้า 806 ข้อ 1076
อรรถกถาผลญาณกถา ว่าด้วยผลญาณ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องผลญาณ คือความรู้ในผล. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ผลญาณอัน สัตว์นั้น ๆ พึงบรรลุแม้ของพระสาวกทั้งหลาย ดุจของพระพุทธเจ้าทั้ง หลายโดยสามัญนี้ว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายก็ดี พระสาวกทั้งหลายก็ดี ย่อม แสดงธรรมเพื่อความเกิดขึ้นแห่งอริยผลของสัตว์ทั้งหลาย ดังนี้ พระ- สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า พระสาวกมีความรู้ในผล เป็นต้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วง ปรวาทีนั้นด้วยคำว่า ผิว่า ผลญาณของพระสาวกมีอยู่เหมือนพระพุทธเจ้า ไซร้ พระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมทรงบัญญัติการทำผลในโสดาปัตติผล แม้มีอยู่ว่า พระโสดาบันรูปนี้เป็นเอกพีชี รูปนี้เป็นโกลังโกละ รูปนี้ เป็นสัตตักขัตตุปรมะได้ด้วยญาณพละของพระองค์ ฉันใด แม้พระสาวก ตามลัทธิของท่านก็บัญญัติการทำผลเช่นนั้นหรือ ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระสาวกประกาศคุณสมบัติแห่งผลได้หรือ ปรวาทีย่อมตอบ ปฏิเสธ. คำว่า การรู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผลของพระสาวกมี อยู่หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อถามถึงปัจจัยเพราะผลญาณมีปัจจัย ของผลก็ต้องมี ดังนี้. ในปัญหานั้นอธิบายว่า ผลทั้งหลายอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่า การรู้ความสูงและต่ำแห่งผลทั้งหลายของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอย่างนี้ว่า
หน้า 807 ข้อ 1076
สภาวะนี้เป็นผลอันนี้ สภาวะนี้เป็นผลอันอื่น สภาวะนี้เป็นผลที่ ปราศจากไปแล้ว ดังนี้ ชื่อว่า ปโรปริยัตติ หรือผลปโรปริยัตติ การ รู้ความยิ่งความหย่อนแห่งผล อินทริยปโรปริยัตติและปุคคลปโรปริ- ยัตติ ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายก็มีอยู่โดยทำนองนั้น พระพุทธเจ้าทั้ง หลายย่อมรู้ซึ่งผลนั้น ๆ ด้วยความสามารถแห่งการรู้บุคคลนั้น ๆ หรือว่า ด้วยความสามารถแห่งการรู้อินทรีย์เหล่านั้น เพราะความที่ญาณเหล่า นั้นมีอยู่ ปโรปริยัตติญาณทั้งหลายเหล่านี้ แม้ของพระสาวกมีอยู่หรือ. คำทั้งหลาย แม้มีคำว่า การบัญญัติขันธ์ของพระสาวกมีหรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วก็เพื่อท้วงว่า ผิว่า ผลญาณของพระสาวกมีอยู่ เหมือนของพระพุทธเจ้าไซร้ พระสาวกก็พึงบัญญัติธรรมเหล่านี้ได้ บัญญัติเหล่านี้ของพระสาวกย่อมมี พระสาวกย่อมอาจเพื่อรู้ หรือเพื่อ บัญญัติซึ่งบัญญัติเหล่านี้ด้วยกำลังของตนหรือ ดังนี้. คำว่า พระสาวก เป็นพระชินะ เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อท้วงว่า ผิว่า ผลญาณ ของพระสาวกมีเหมือนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ไซร้ เมื่อความเป็น เช่นนั้นมีอยู่ พระสาวกนั้นนั่นแหละก็เป็นพระชินพุทธเจ้า. แม้ใน ปัญหาว่า พระสาวกเป็นผู้ยังมรรคที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. ในปัญหาว่า พระสาวกเป็นผู้ไม่มีความรู้หรือ สกวาทีตอบปฏิเสธ เพราะว่าความไม่รู้คืออวิชชาอันพระสาวกขจัดได้ แล้ว แต่ว่าผลญาณของพระสาวกมีอยู่เหมือนพระพุทธเจ้าก็หาไม่ เพราะ ฉะนั้น วาทะ คือลัทธิ ของปรวาที จึงเป็นการตั้งอยู่ไม่ได้เลยดังนี้แล. อรรถกถาผลญาณกถา จบ
หน้า 808 ข้อ 1076
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. วิมุตตกถา ๒. อเสกขญาณกถา ๓. วิปรีตกถา ๔. นิยามกถา ๕. ปฏิสัมภิทากถา ๖. สัมมติญาณกถา ๗. จิตตาสัมมณกถา ๘. อนาคตญาณกถา ๙. ปัจจุปันนญาณกถา ๑๐. ผลญาณกถา. วรรคที่ ๕ จบ รวมวรรคที่มีในปัณณาสก์นี้ ๑. วรรคที่ ๑ ๒. วรรคที่ ๒ ๓. วรรคที่ ๓. ๔. วรรคที่ ๔ ๕. วรรคที่ ๕ มหาปัณณาสก์ จบ กถาวัตถุภาคที่ ๑ จบ
หน้า 809 ข้อ 1076
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. วิมุตตกถา ๒. อเสกขญาณกถา ๓. วิปรีตกถา ๔. นิยามกถา ๕. ปฏิสัมภิทากถา ๖. สัมมติญาณกถา ๗. จิตตาสัมมณกถา ๘. อนาคตญาณกถา ๙. ปัจจุปันนญาณกถา ๑๐. ผลญาณกถา. วรรคที่ ๕ จบ รวมวรรคที่มีในปัณณาสก์นี้ ๑. วรรคที่ ๑ ๒. วรรคที่ ๒ ๓. วรรคที่ ๓. ๔. วรรคที่ ๔ ๕. วรรคที่ ๕ มหาปัณณาสก์ จบ กถาวัตถุภาคที่ ๑ จบ

เล่มจริงที่ 81 (726 หน้า · 0001 – 0726)

กระโดดไปหน้า (726 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 1077, 1078
พระอภิธรรมปิฎก เล่มที่ ๔ กถาวัตถุ ภาคที่ ๒ ทุติยปัณณาสก์ วรรคที่ ๖ นิยามกถา [๑๐๗๗] สกวาที นิยาม คือ ทางอันแน่นอน เป็นสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็น ที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๗๘] ส. นิยามเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน ก็เป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่งก็ เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะ
หน้า 2 ข้อ 1079, 1080
ก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีความสูงและต่ำ มีความเลวและประณีต มีความอุกฤษฏ์ และทราม มีเขตแดน หรือความแตกต่าง หรือร่อง หรือระหว่างขั้นแห่งนิพพาน ๒ อย่างนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๗๙] ส. นิยามเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีบุคคลบางพวกก้าวลงสู่นิยาม ได้นิยาม ยังนิยามให้ เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดโดยยิ่ง ให้เกิด ให้เกิดพร้อมได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีบุคคลบางพวก ก้าวลงสู่อสังขตะ ได้อสังขตะ ยังอสังขตะ ให้เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดโดยยิ่ง ให้เกิด ให้เกิดพร้อมได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๘๐] ส. นิยามเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 3 ข้อ 1081
ส. มรรคเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิยามเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตตินิยาม เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติมรรค เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติมรรค เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตตินิยาม เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สกทาคามินิยาม ฯลฯ อนาคามินิยาม ฯลฯ อรหัตนิยาม เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. อรหัตมรรคเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรหัตมรรค เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรหัตตนิยาม เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๘๑] ส. โสดาปัตตินิยาม เป็นอสังขตะ ฯลฯ อรหัตนิยาม เป็น
หน้า 4 ข้อ 1082, 1083
อสังขตะ นิพพาน เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะ เป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานก็เป็น ๕ อย่าง ฯลฯ มีระหว่างขั้นแห่งนิพพาน ๕ อย่างนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๘๒] ส. นิยาม เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มิจฉัตตนิยาม คือทางอันแน่นอนข้างผิด เป็นอสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มัจฉัตตนิยามเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมัตตนิยาม คือ ทางอันแน่นอนข้างถูก เป็นสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๘๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่านิยามเป็นอสังขตะหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เมื่อนิยามเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลยังเป็นผู้ไม่แน่นอน อยู่หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 5 ข้อ 1083
ป. ถ้าอย่างนั้น นิยามก็เป็นอสังขตะน่ะสิ. ส. เมื่อมิจฉัตตนิยามเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลเป็นไม่แน่นอน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น มิจฉัตตนิยาม ก็จะเป็นอสังขตะไปน่ะสิ. นิยามกถา จบ อรรถกถานิยามกถา ว่าด้วย นิยาม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องนิยาม นิยามเป็นอสังขตะ. ในปัญหานั้น ท่านเรียก อริยมรรคว่า นิยาม เพราะพระบาลีว่า บุคคลผู้สามารถเพื่อก้าวลงสู่นิยาม อันถูกต้องในกุศลธรรมทั้งหลายดังนี้. ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิ นิกายอันธกะทั้งหลายว่า เมื่อนิยามนั้นเกิดขึ้นและดับไปแล้วก็ดี บุคคลนั้น ย่อมชื่อว่าเป็นไม่เที่ยงก็หาไม่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น นิยามที่เกิดขึ้นแก่บุคคล นั้น จึงชื่อว่าเป็นอสังขตะ คือ ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง เพราะอรรถว่าเป็นของเที่ยง ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ต่อจากนั้นเมื่อสกวาที่จะแสดงว่า ผิว่า นิยามนั้นเป็นอสังขตะไซร้ นิยามนั้น ก็พึงมีอย่างนี้ จึงกล่าวคำว่า เป็นนิพพาน เป็นต้น. คำถามเปรียบเทียบมี อรรถง่ายทั้งนั้น. คำว่า บุคคลบางพวกก้าวล่วงสู่นิยาม เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงความเป็นสังขตะของนิยาม ฯ ในปัญหาว่า มรรคป็นอสังขตะหรือ เป็นต้น ปรวาทีย่อมปฏิเสธ เพราะมรรคนั้นยังมีการเกิดและการดับ. ในปัญหา ว่า นิยามเป็นสังขตะหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอานิยามในมรรคแม้
หน้า 6 ข้อ 1083
ดับไปแล้วก็เป็นของมีอยู่. ในคำทั้งหลายมีคำว่า โสดาปัตตินิยาม เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอนุโลมและปฏิโลมโดยนัยนั้น. ถูกสกวาทีถามว่า อสังขตะเป็น ๕ อย่างหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็น สถานที่มาของอสังขตะ ๕ อย่าง จึงปฏิเสธ. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง เพราะคำว่า นิยามแห่งสัมมัตตนิยาม ๔ อย่าง และเพราะความเป็นอสังขตะ ของพระนิพพาน ๑. ปัญหาว่าด้วย มิจฉัตตนิยาม สกวาทีกล่าวแล้ว เพื่อแสดง ความไม่ถูกต้องแห่งความเป็นอสังขตะ ด้วยเหตุสักแต่คำว่านิยามนั้นนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถานิยามกถา จบ
หน้า 7 ข้อ 1084
ปฏิจจสมุปปาทกถา [๑๐๘๔] สกวาที ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็น ที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่างหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานก็เป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่งก็ เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะ ก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิพพานก็เป็น ๒ อย่างหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีความสูงและต่ำ มีความเลวและความประณีต มีความ อุกฤษฏ์และทราม มีเขตแดน หรือความแตกต่าง หรือร่อง หรือระหว่างขั้น แห่งนิพพาน ๒ อย่างนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 8 ข้อ 1085
[๑๐๘๕] ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชาก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชาเป็นสังขตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารที่เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิญญาณที่เกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย ก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้นเลย ส. วิญญาณที่เกิดเพราะสังขารเป็นปัจจัย เป็นสังขตะหรือ ?
หน้า 9 ข้อ 1085
ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นามรูปที่เกิดเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย เป็นสังขตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิจจสุปบาทก็เป็นสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชราและมรณะที่มีเพราะชาติเป็นปัจจัยก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชราและมรณะที่มีเพราะชาติเป็นปัจจัย ก็เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นสังขตะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 10 ข้อ 1086, 1087
[๑๐๘๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาทเป็นอสังขตะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ชรา มรณะ มีเพราะชาติเป็นปัจจัย โดยพระตถาคตทั้งหลายจะอุบัติ ขึ้นหรือมิอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นได้ตั้งอยู่แล้วเทียว เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรม นิยาม คือความที่ธรรมนี้เกิดขึ้นเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย พระตถาคตตรัสรู้ ด้วยปัญญาอันยิ่ง ค้นพบด้วยปัญญาอันยิ่ง ซึ่งธาตุนั้น ครั้นตรัสรู้ด้วยปัญญา อันยิ่งแล้ว ครั้นค้นพบด้วยปัญญาอันยิ่งแล้ว จึงบอก แสดง ประกาศ เผย แพร่ ขยาย ทำให้ง่าย และได้ชี้แจงว่า ชราและมรณะมีเพราะชาติเป็นปัจจัย ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ชาติมีเพราะภพเป็นปัจจัย ฯลฯ มีสังขารมีเพราะอวิชชา เป็นปัจจัย โดยตถาคตทั้งหลายจะอุบัติขึ้น หรือมิอุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นได้ ตั้งอยู่แล้วเทียว ฯลฯ และได้ชี้แจงว่าสังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ภิกษุ ทั้งหลาย ความจริงแท้ ความไม่คลาดเคลื่อน ความไม่เป็นโดยประการอื่น คือความที่ธรรมเกิดขึ้นเพราะธรรมนี้เป็นปัจจัย สภาวธรรมนั้น ดังกล่าวนี้ อันใด นี้เรากล่าวว่า ปฏิจจสมุปบาท ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ปฏิจจสมุปบาทก็เป็นอสังขตะน่ะสิ. [๑๐๘๗] ส. ปัจจยาการบท ๑ ว่า สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใดเป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ในปัจจยาการนั้น สภาวะนั้น เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ๑. สํ. นิ. ๑๖/๖๑.
หน้า 11 ข้อ 1088, 1089
ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน ก็เป็น ๒ อย่าง ฯลฯ หรือมีระหว่างขึ้นแห่ง นิพพาน ๒ อย่างนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๘๘] ส. ปัจจยาการบท ๑ ว่า สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใดเป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยามในปัจจยาการนั้น สภาวะนั้น เป็นอสังขตะ ปัจจยาการอีกบท ๑ ว่า วิญญาณมีเพราะสังขารเป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใดเป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ในปัจจยาการนั้น สภาวะนั้น ก็เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๓ อย่างหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะ เป็น ๓ อย่างหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน ก็เป็น ๓ อย่าง ฯลฯ มีระหว่างขั้นแห่งนิพพาน ๓ อย่างนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๘๙] ส. ปัจจยาการบท ๑ ว่า สังขารทั้งหลายมีเพราะอวิชชา
หน้า 12 ข้อ 1089
เป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใด เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ในปัจจยาการนั้น สภาวะนั้นเป็นอสังขตะ ปัจจยาการอีกบท ๑ ว่า วิญญาณมีเพราะสังขาร เป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใด เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ในปัจจยาการนั้น สภาวะนั้นก็เป็นอสังขตะ ฯลฯ ปัจจยาการอีกบท ๑ ว่า ชรามรณะมีเพราะ ชาติเป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใด เป็นธรรมฐิติ เป็นธรรมนิยาม ในปัจจยาการ นั้น สภาวะนั้นก็เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๑๒ อย่างหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๑๒ อย่างหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน ก็เป็น ๑๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๑๒ อย่าง ฯลฯ มีระหว่างขั้นแห่งนิพพาน ๒ อย่างนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ปฏิจจสมุปปาทกถา จบ
หน้า 13 ข้อ 1089
อรรถาปฏิจจสมุปปาทกถา ว่าด้วย ปฏิจจสมุปบาท บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปฏิจจสมุปบาท. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ และมหิสาสกะทั้งหลายว่า ปฏิจจสมุปบาท เป็นอสังขตะ เพราะพระบาลีในนิทานวรรคว่า การอุบัติขึ้นแห่งพระตถาคต เจ้าก็ดี การไม่อุบัติก็ดี ชื่อว่าธัมมัฏฐิตตา คือ ความตั้งอยู่แห่งธรรม มีอยู่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ปัญหา ว่า อวิชชาเป็นสังขตะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงสภาวะปฏิจจสมุปบาท แห่งธรรมทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นนั่นแหละ. ก็องค์หนึ่ง ๆ ในธรรมเหล่านั้น ท่านเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาทมีอยู่ด้วยอรรถอันใด อรรถอันนั้นนั่นแหละท่าน ได้กล่าวไว้แล้วในปฏิจจสมุปปาทวิภังค์. คำว่า สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้ สภาวะใดเป็นธัมมฐิติ เป็นอาทิ สกวาทีกล่าวเพื่อทำลายอรรถแห่งลัทธิที่ปรวาทีนำมาตั้งไว้แล้ว ด้วยพระสูตรนั้นนั่นแหละ. ก็ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความว่า ธาตุใดเป็นสภาวะตั้งอยู่แล้วในก่อน ธาตุนั้นเทียว ท่านเรียกว่าเป็นธัมมฐิติ ธัมมนิยาม ธาตุนั้นเว้นจากอวิชชา เป็นตนมีอยู่ส่วนหนึ่งก็หาไม่ และคำว่า ธัมมฐิติ และธัมมนิยามนี้เป็นชื่อแห่ง ปัจจัยทั้งหลายมีอวิชชาเป็นต้นนั่นแหละ. จริงอยู่ เมื่อพระตถาคตทรงอุบัติ แล้วก็ดี ยังมิได้ทรงอุบัติก็ดี สังขารทั้งหลายก็ย่อมเกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ทั้งธรรมทั้งหลายมีวิญญาณเป็นต้นย่อมเกิดแต่ธรรมทั้งหลายมีสังขารเป็นต้น เพราะฉะนั้น ความตั้งอยู่อันใดเพราะอรรถว่าเป็นเหตุแห่งสังขารธรรมทั้งหลาย
หน้า 14 ข้อ 1089
ในบทนี้ว่า อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า ธัมมฐิติ อนึ่งความที่ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละเป็นนิยามเพราะอรรถว่าเป็นเหตุ ฉะนั้น ธรรมนั้น จึงชื่อว่า ธัมมนิยาม เพราะฉะนั้นธัมมฐิติก็ดี ธัมมนิยาม ก็ดี ท่านจึงเรียกว่าอวิชชา สกวาทีถามว่า สภาวะนั้น คืออวิชชา เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นสังขตะหรือ ? ปรวาทีตอบรับรองด้วยความสามารถแห่งลัทธิ ถูกถามอีกว่า อสังขตะเป็น ๒ อย่างหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะไม่มี ในพระสูตร แต่ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิ. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ. อนึ่ง ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบเช่นกับคำที่กล่าวไว้แล้วใน หนหลังโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแล. อรรถกถาปฏิจจสมุปปาทกถา จบ
หน้า 15 ข้อ 1090, 1091
สัจจกถา [๑๐๙๐] สกวาที สัจจะ ๔ เป็นอสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานก็เป็น ๔ ที่เร้นก็เป็น ๔ ที่พึ่งเป็น ๔ ที่หมาย ก็เป็น ๔ ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๔ อมตะก็เป็น ๔ นิพพานก็เป็น ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิพพาน ก็เป็น ๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีความสูงและต่ำ มีความเลวและประณีต มีความ อุกฤษฏ์และทราม มีเขตแดน หรือความแตกต่าง หรือร่อง หรือระหว่าง ขั้นแห่งนิพพาน ๔ อย่างนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๑] ส. ทุกขสัจเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกข์เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุกขสัจเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 16 ข้อ 1092
ส. สมุทัยสัจเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมุทัยเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สมุทัยสัจเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามตัณหา ภวตัณหา วิภวณหา เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคสัจเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคสัจเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๒] ส. ทุกข์เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกขสัจเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุกข์ทางกาย ทุกข์ทางใจ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส อุปายาส เป็นสังขตะ หรือ ?
หน้า 17 ข้อ 1093
ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกขสัจเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สมุทัยเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมุทัยสัจเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมุทัยสัจเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคสัจเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคสัจเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๓] ส. นิโรธสัจเป็นสังขตะ นิโรธเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ทุกขสัจเป็นอสังขตะ หรือ ?
หน้า 18 ข้อ 1094, 1095
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิโรธสัจเป็นอสังขตะ นิโรธเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมุทัยสัจเป็นอสังขตะ สมุทัยเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิโรธสัจเป็นอสังขตะ นิโรธเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรรคสัจเป็นอสังขตะ มรรคเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๔] ส. ทุกขสัจเป็นอสังขตะ ทุกข์เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิโรธสัจเป็นอสังขตะ นิโรธเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สมุทัยสัจเป็นอสังขตะ สมุทัยเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิโรธสัจเป็นอสังขตะ นิโรธเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคสัจเป็นอสังขตะ มรรคเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิโรธสัจเป็นสังขตะ นิโรธเป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๕ ] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัจจะ ๔ เป็นอสังขตะ หรือ ?
หน้า 19 ข้อ 1095
ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ อย่างนี้ แท้ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ๔ อย่าง เป็นไฉน คำว่า นี้ทุกข์ นี้แท้ นี้ไม่ผิด นี้ไม่เป็นอย่างอื่น ฯลฯ คำว่า นี้ทุกขสมุทัย ฯลฯ คำว่า นี้ทุกขนิโรธ ฯลฯ คำว่า นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา นี้แท้ นี้ไม่ผิด นี้ไม่เป็นอย่างอื่น ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ อย่างนี้แล แท้ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น ดังนี้๑ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น สัจจะ ๔ ก็เป็นอสังขตะ น่ะสิ. สัจจกถา จบ อรรถกถาสัจจกถา ว่าด้วย สัจจะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัจจะ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า สัจจะทั้ง ๔ คือ ทุกขสัจจะ สมุทย สัจจะ นิโรธสัจจะ และมรรคสัจจะ เป็นอสังขตะ เพราะอาศัยพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัจจะ ๔ อย่างนี้แท้ไม่ผิด ไม่เป็นอย่างอื่น เป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ก็พึงทราบคำอธิบายปัญหานั้นว่า บรรดาทุกข์ สมุทัย และมรรคทั้งหลาย ชื่อว่าวัตถุสัจจะ เป็นสังขตะ ลักขณสัจจะ คือนิพพาน เป็นอสังขตะ ชื่อว่า วัตถุสัจจะย่อมไม่มีในนิโรธ นิโรธนั้นเป็นอสังขตะอย่างเดียว. เพราะฉะนั้น ๑. ขุ. ป. ๓๑/๕๔๕.
หน้า 20 ข้อ 1095
ปรวาทีจึงตอบรับรองว่าใช่ แต่การตอบรับรองนั้นสักแต่ว่าเป็นลัทธิของ ท่านเท่านั้น. จริงอยู่ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาทุกข์ว่าเป็นวัตถุสัจจะ ทั้ง ปรารถนาสมุทัยและมรรคก็เช่นนั้น. ส่วนธรรมเหล่าใดมีการนำออกจาก ทุกข์อันเป็นเครื่องเบียดเบียน และเหตุให้เกิดทุกข์แห่งธรรมเหล่านั้นเป็น ลักษณะ ธรรมเหล่านั้นชื่อว่า ลักขณสัจจะ. อนึ่งชื่อว่าธรรมมีทุกข์ เป็นต้น เว้นจากพาธนลักษณะ เป็นต้น ย่อมไม่มี. บรรดาคำทั้งหลายว่า ตาณะ คือที่ต้านทาน เป็นต้น บัณฑิตพึงทราบอธิบายโดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ในปัญหาว่า ทุกขสัจจะ ปรวาทีตอบรับรอง เพราะหมายเอา ลักขณสัจจะ ด้วยสามารถแห่งลัทธิ. ในปัญหาว่า ทุกข์ ปรวาทีตอบ ปฏิเสธ หมายเอาวัตถุสัจจะ. เบื้องหน้าแต่นี้สุทธิกปัญหาก็ดี ปัญหาว่าด้วย การเปรียบเทียบก็ดีทั้งหมด บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลี นั่นแหละ. ในอวสาน พระสูตรที่ปรวาทีนำมา เพื่อตั้งไว้เป็นลัทธิ พระสูตร นั้นไม่เป็นเช่นกับที่นำมานั่นแหละ เพราะความที่อรรถนั้นท่านถือเอาผิด ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาสัจจกถา จบ
หน้า 21 ข้อ 1096
อารุปปกถา [๑๐๙๖] สกวาที อากาสานัญจายตนะเป็นอสังขตะหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็น ที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อากาสานัญจายตนะเป็นอสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน เป็น ๒ อย่าง ฯลฯ มีระหว่างขั้นแห่งนิพ- พาน ๒ อย่างนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อากาสานัญจายตนะเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อากาสานัญจายตนะเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร
หน้า 22 ข้อ 1097, 1098
เป็นกำเนิด เป็นที่ตั้งแห่งวิญญาณ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมที่เป็นเหตุเข้าถึงอากาสานัญจายตนะ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมที่เป็นเหตุเข้าถึงอสังขตะ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงอากาสานัญจายตนะ มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลายผู้เข้าถึงอสังขตะ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๗] ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติ ในอากาสานัญ- จายตนะ ได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิด แก่ ตาย จุติ อุบัติ ในอสังขตะ ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๘] ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอากาสานัญ- จายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อากาสานัญจายตนะ เป็นจตุโวการภพ หรือ ?
หน้า 23 ข้อ 1099
ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็นจตุโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๐๙๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อรูป ๔ เป็นอสังขตะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อรูป ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นสภาพไม่ หวั่นไหว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอรูป ๔ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นสภาพ ไม่หวั่นไหว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อรูป ๔ เป็นอสังขตะ อรุปปกถา จบ อรรถกถาอรุปปกถา ว่าด้วย ภพไม่มีรูป บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง อารุปปะ คือภพไม่มีรูป ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดว่า ธรรมเหล่านั้นแม้ทั้งปวง เป็นอสังขตะ เพราะอาศัย พระบาลีว่า ภพไม่มีรูปทั้ง ๔ เป็นสภาพไม่หวั่นไหว ดังนี้ คำถามของ สกวาทีว่า อากาสานัญจายตนะ เป็นต้นโดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น. แม้พระสูตร ที่สาธกนั้น ก็ไม่เป็นเช่นกับที่นำมานั่นแหละ เพราะไม่รู้อรรถแล้วนำมา ดังนี้แล. อรรถกถาอารุปปกถา จบ
หน้า 24 ข้อ 1100
นิโรธสมาปัตติกถา [๑๑๐๐] สกวาที นิโรธสมาบัติ เป็นอสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็น ที่หมาย เป็นฐานะอันไม่จุติ เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิโรธสมาบัติเป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน เป็น ๒ อย่างและมีระหว่างขั้นแห่งนิพพาน ๒ อย่างนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิโรธสมาบัติเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีคนบางพวก เข้านิโรธ ได้นิโรธ ยังนิโรธให้เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิดขึ้นอย่างยิ่ง ให้เกิด ให้เกิดพร้อมได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 25 ข้อ 1101
ส. มีคนบางพวก เข้าอสังขตะ ได้อสังขตะ ยังอสังขตะ ให้เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้นพร้อม ให้ตั้งขึ้น ให้ตั้งขึ้นพร้อม ให้บังเกิด ให้บังเกิด ขึ้นอย่างยิ่ง ให้เกิด ให้เกิดพร้อมได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความผ่องแผ้ว ความออกจากนิโรธ ปรากฏได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความผ่องแผ้ว ความออกจากอสังขตะ ปรากฏได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้เข้านิโรธ มีวจีสังขารดับไปก่อน แต่นั้นกายสังขาร ดับ แต่นั้นจิตตสังขารดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้าอสังขตะก็มีวจีสังขารดับไปก่อน แต่นั้นกาย สังขารดับ แต่นั้นจิตตสังขารดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ออกจากนิโรธมีจิตตสังขารเกิดขึ้นก่อน แต่นั้นกาย สังขารเกิดขึ้น แต่นั้นวจีสังขารเกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ออกจากอสังขตะ ก็มีจิตตสังขารเกิดขึ้นก่อน แต่นั้น กายสังขารเกิดขึ้น แต่นั้นวจีสังขารเกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๑] ส. ผัสสะ ๓ คือ สุญญตผัสสะ อนิมิตตผัสสะ อัปปณิหิต ผัสสะ ย่อมถูกต้องผู้ออกจากนิโรธแล้ว หรือ ?
หน้า 26 ข้อ 1102, 1103
ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ ๓ คือ สุญญตผัสสะ อนิมิตตผัสสะ อัปปณิหิต ผัสสะ ย่อมถูกต้อง ผู้ที่ออกจากอสังขตะแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๒] ส. จิตของผู้ที่ออกจากนิโรธแล้ว เป็นธรรมชาติโน้มไป สู่วิเวก เอียงไปสู่วิเวก น้อมไปสู่วิเวก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตของผู้ที่ออกจากอสังขตะแล้ว ก็เป็นธรรมชาติโน้ม ไปสู่วิเวก เอียงไปสู่วิเวก น้อมไปสู่วิเวก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิโรธสมาบัติเป็นอสังขตะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. นิโรธสมาบัติเป็นสังขตะหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น นิโรธสมาบัติก็เป็นอสังขตะ น่ะสิ. นิโรธสมาปัตติกถา จบ
หน้า 27 ข้อ 1103
อรรถกถานิโรธสมาปัตติกถา ว่าด้วย นิโรธสมาบัติ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องนิโรธสมาบัติ. ในเรื่องนั้น ความไม่เป็นไปแห่ง นามขันธ์ ๔ ชื่อว่านิโรธสมาบัติ. ก็นิโรธสมาบัตินั้นอันบุคคลเมื่อจะทำ ชื่อว่าย่อมทำได้ คือ เมื่อเข้านิโรธสมาบัติ เขาย่อมเข้าได้ เหตุใด เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงเรียกนามขันธ์ ๔ นั้นว่า เป็นสมาบัติที่ดับไปแล้ว. แต่ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่าเป็นสังขตธรรม หรือเป็นอสังขตธรรม เพราะไม่มีลักษณะ แห่งสังขตธรรมและอสังขตธรรม. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะ และอุตตราปถกะทั้งหลายว่า นิโรธสมาบัติไม่เป็นสังขตะ เพราะเป็น อสังขตะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า นิโรธสมาบัติ เป็นต้น โดยหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำเป็นต้นว่า ยังนิโรธให้ เกิดขึ้น สกวาทีกล่าวแล้วด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะซึ่งการเข้าสมาบัติ เท่านั้น. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่าชนทั้งหลายย่อมยังสังขตธรรมทั้งหลาย มีรูปเป็นต้นให้เกิดขึ้นได้โดยวิธีใด แต่ใคร ๆ ชื่อว่ายังอสังขตะให้เกิดขึ้น ได้โดยวิธีนั้นหาได้ไม่. คำว่า ความผ่องแผ้ว ความออกจากนิโรธ บัณฑิต พึงทราบว่าเป็นผลสมาบัติ. แต่ความผ่องแผ้ว ความออกจากอสังขตะนั้น ไม่ปรากฏเลย เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ถ้าอย่างนั้น ความว่า ลัทธิว่า นิโรธสมาบัติ เมื่อไม่เป็น สังขตะก็ต้องเป็นอสังขตะ ดังนี้ แต่คำนี้ไม่เป็นเหตุในความเป็นอสังขตะ เพราะฉะนั้น แม้ปรวาทีกล่าวแล้ว คำนั้นก็หาเป็นเช่นกับคำที่กล่าวนั้นไม่ ดังนี้แล. อรรถกถานิโรธสมาปัตติกถา จบ
หน้า 28 ข้อ 1104, 1105, 1106
อากาสกถา [๑๑๐๔] สกาวาที อากาศเป็นอสังขตะหรือ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็น ที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๕] ส. อากาศเป็นสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะ เป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทาน เป็น ๒ อย่าง ฯลฯ มีระหว่างขั้นแห่ง นิพพาน ๒ อย่างนั้น หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๖] ส. อากาศเป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีชนบางพวกทำอนากาศให้เป็นอากาศได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีชนบางพวกทำสังขตะให้เป็นอสังขตะได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 29 ข้อ 1107, 1108, 1109, 1110
[๑๑๐๗] ส. มีชนบางพวก ทำอากาศให้เป็นอนากาศได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. มีชนบางพวกทำอสังขตะให้เป็นสังขตะได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๘] ส. ในอากาศ นกทั้งหลายบินไปได้ พระจันทร์และพระ อาทิตย์โคจรไปได้ ดวงดาวทั้งหลายโคจรไปได้ ผู้มีฤทธิ์แสดงฤทธิ์ได้ ชนทั้งหลายไกวแขนได้ โบกมือได้ ขว้างก้อนดินไปได้ ขว้างลูกขลุบไปได้ แผลงฤทธิ์ไปได้ แผลงศรไปได้หรือ? ป. ถูกแล้ว ส. ในอสังขตะ นกทั้งหลายก็บินไปได้ พระจันทร์และ พระอาทิตย์ก็โคจรไปได้ ดวงดาวทั้งหลายก็โคจรไปได้ ผู้มีฤทธิ์ก็แสดง ฤทธิ์ได้ ชนทั้งหลายก็ไกวแขนได้ โบกมือได้ ขว้างก้อนดินไปได้ ขว้าง ลูกขลุบได้ แผลงฤทธิ์ไปได้ แผลงศรไปได้หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๐๙] ส. ชนทั้งหลายล้อมอากาศ ทำให้เป็นเรือน ทำให้เป็น ฉางได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ชนทั้งหลายล้อมอสังขตะ ทำให้เป็นเรือน ทำให้เป็น ฉางได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๐] ส. เมื่อขุดบ่ออยู่ อนากาศ คือที่มิใช่อากาศ กลายเป็น อากาศได้หรือ ?
หน้า 30 ข้อ 1111, 1112
ป. ถูกแล้ว. ส. สังขตะ ก็กลายเป็นอสังขตะได้ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๑] ส. เมื่อถมบ่อเปล่าอยู่ ยังฉางเปล่าให้เต็มอยู่ ยังหม้อเปล่า ให้เต็มอยู่ อากาศอันตรธานไปได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะ ก็อันตรธานไปได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อากาศเป็นอสังขตะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อากาศเป็นสังขตะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อากาศก็เป็นอสังขตะ น่ะสิ. อากาสกถา จบ
หน้า 31 ข้อ 1112
อรรถกถาอากาสกถา ว่าด้วย อากาศ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอากาศ. ในเรื่องนั้น อากาศมี ๓ อย่าง คือ ปริจเฉ- ทากาส คือช่องว่างอันเป็นที่กำหนด กสิณุคฆาฏิมากาส คือช่องว่างที่ เพิกขึ้นของกสิณ และอชฏากาส คือช่องว่างของท้องฟ้า แม้คำว่า ดุจฉากาส คือช่องว่างอันว่างเปล่า ก็เป็นชื่อของอชฏากาสนั้นนั่นแหละ. บรรดา อากาศเหล่านั้น ปริจเฉทากาส คือของว่างที่คั่นอยู่ระหว่างรูปกับรูป เป็น สังขตะ ส่วนอากาศที่เหลือแม้ทั้ง ๒ นี้สักว่าเป็นบัญญัติ. ก็ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะ และ มหิสาสกะทั้งหลายว่า อากาศแม้ทั้ง ๒ คือกสิณุคฆาฏิมากาส และอชฎากาส ไม่ใช่สังขตะ เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงเป็นอสังขตะ ดังนี้ คำถามของ สกวาทีว่า อากาศ เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาอากาสกถา จบ
หน้า 32 ข้อ 1113, 1114, 1115
อากาโสสนิทัสสโนติกถา [๑๑๑๓] สกาวาที อากาศเป็นสนิทัสสนะ คือเห็นได้ด้วยจักษุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว เป็น สีเหลือง เป็นสีแดง เป็นสีขาว เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองแห่งจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๔] ส. อากาศเป็นสนิทัสสนะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อาศัยจักษุและอากาศจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๕] ส. อาศัยจักษุและอากาศจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า อาศัยจักษุและอากาศจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้๑ ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณ ๑. ม.อุ. ๑๔/๘๑๔.,สํ.นิ.๑๖/๑๖๔.
หน้า 33 ข้อ 1116
ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและอากาศ จึง เกิดจักขุวิญญาณขึ้น. [๑๑๑๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อากาศเป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นช่องในระหว่างต้นไม้ทั้ง ๒ ช่องในระหว่าง เสาทั้ง ๒ ช่องดาล ช่องหน้าต่าง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านเห็นช่องในระหว่างต้นไม้ทั้ง ๒ ช่องใน ระหว่างเสาทั้ง ๒ ช่องดาล ช่องหน้าต่าง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว ว่าอากาศเป็นสนิทัสสนะ. อากาโสสนิทัสสโนติกถา จบ อรรถกถาอากาโสสนิทัสสโนติกถา ว่าด้วย อากาศเป็นของเห็นได้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอากาศเป็นของเห็นได้ด้วยจักษุ. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า อชฏากาส ทั้งปวงเป็นของเห็นได้ เพราะอาศัยความเป็นไปแห่งความรู้ ในที่ทั้งหลาย มีช่องลูกดาลเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อากาศเป็นสนิททัสสนะ คือเห็นได้ด้วยจักษุ หรือ โดยหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า เป็นรูป เป็นต้น เพื่อท้วงปรวาที นั้นว่า ถ้าอากาศเป็นของเห็นได้ไซร้ อากาศก็พึงเป็นอย่างนี้ ๆ. ในปัญหา ทั้งหลายว่า อาศัยจักษุและอากาศ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะ
หน้า 34 ข้อ 1116
ความไม่มีพระสูตรเห็นปานนั้น ย่อมตอบรับรองเพราะอาศัยการเข้าไป เห็นที่ทั้งหลาย มีภายในห้อง มีช่องอันหยาบเป็นต้น. ในข้อว่า ท่านเห็น ช่องในระหว่างต้นไม้ทั้ง ๒ นี้ อธิบายว่า มโนวิญญาณที่เกิดทางมโนทวาร ย่อมเกิดว่านี้ คือ อากาศ มิใช่จักขุวิญญาณเห็น เพราะไม่มีรูปารมณ์ ในระหว่างช่องที่เห็นรูปต้นไม้ด้วยจักษุ. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลายก็นัยนี้ เหมือนกัน. เพราะฉะนั้น ถ้อยคำที่ปรวาทีนำมากล่าวแล้วนั้น จึงไม่สำเร็จ ประโยชน์ ดังนี้แล. อรรถกถาอากาโสสนิทัสสโนติกถา จบ
หน้า 35 ข้อ 1117, 1118, 1119
ปฐวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา [๑๑๑๗] สกวาที ปฐวีธาตุเป็นสนิททัสสนะ หรือ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นไป เป็นรูปายตนะ เป็นไปธาตุ เป็นสีเขียว เป็น สีเหลือง เป็นสีแดง เป็นสีขาว เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ มาสู่คลองแห่งจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๘] ส. ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. อาศัยจักษุและปฐมวีธาตุ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๑๙] ส. อาศัยจักษุและปฐวีธาตุจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. คำว่า อาศัยจักษุและปฐวีธาตุจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หาก คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและปฐวีธาตุ จึงเกิด จักขุวิญญาณขึ้น.
หน้า 36 ข้อ 1120
[๑๑๒๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นแผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านเห็นแผ่นดิน แผ่นหิน ภูเขา ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวว่า อาโปธาตุ เป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นน้ำ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านเห็นน้ำ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อาโปธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นไฟที่โพลงอยู่ มิใช่หรือ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านเห็นไฟที่โพลงอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวว่า เตโชธาตุเป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นต้นไม้ที่ถูกลมโยกอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 37 ข้อ 1120
ป. หากว่า ท่านเห็นต้นไม้ที่ถูกลมโยกอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า วาโยธาตุเป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา จบ อรรถกถาปฐมวีธาตุ สนิทัสสนาตยาทิกถา ว่าด้วย ปฐวีธาตุเป็นต้นเป็นสนิทัสสนะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ คือเป็นของเห็นได้ด้วย มังสจักขุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะ ทั้งหลายว่า ปฐวีธาตุ เป็นต้น คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ เป็นของเห็นได้ด้วยตา เพราะเห็นวัณณายตนะ คือสี แห่งการไหวของ แผ่นหิน น้ำ เปลวไฟ ต้นไม้ นั่นเทียวด้วย คือเรื่องปฐวีธาตุ ฯลฯ แห่งโอกาส อันตั้งอยู่เฉพาะแห่งอินทรีย์ ๕ คือ จักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กายะ ด้วย คือเรื่องจักขุนทรีย์ ฯลฯ เห็นรูปมีมือและเท้าเป็นต้น ในเวลาเคลื่อนไหว กายด้วย คือเรื่องกายกรรม ฯลฯ บรรดาเรื่องทั้งหมด ทั้ง ๓ เรื่อง คำถาม ต้นของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือ ในที่ทั้งปวง บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลี และพึงทราบโดยนัย ที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. เรื่องสุดท้ายว่า กายกรรมไม่เป็นสนิทัสสนะ คือไม่เป็นของเห็นได้ด้วยตา ท่านทำเรื่อง ปฐวีธาตุเป็นสนิทัสสนะ ไว้เป็นข้อแรก. อรรถกถาปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา จบ
หน้า 38 ข้อ 1121, 1122, 1123
จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา [๑๑๒๑] สกวาที จักขุนทรีย์เป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ ฯลฯ มาสู่คลอง แห่งจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๒๒] ส. จักขุนทรีย์เป็นสนิทัสสนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๒๓] ส. อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณ ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูปจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและจักขุนทรีย์ จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น.
หน้า 39 ข้อ 1124
[๑๑๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านเห็นจักษุ โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อินทรีย์ ๕ เป็นสนิทัสสนะ ฯลฯ จักขุนทริยสนิทัสสนันติอาทิกถา จบ
หน้า 40 ข้อ 1125
กายกัมมสนิทัสสนันติกถา [๑๑๒๕] สกวาที กายกรรมเป็นสนิทัสสนะหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป เป็นรูปายตนะ เป็นรูปธาตุ เป็นสีเขียว เป็น สีเหลือง เป็นสีแดง เป็นสีขาว เป็นวินัยแห่งจักขุวิญญาณ กระทบที่จักษุ มาสู่ครองแห่งจักษุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรม เป็นสนิทัสสนะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า อาศัยจักขุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณ ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้
หน้า 41 ข้อ 1126
เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า อาศัยจักษุและรูป จึงเกิดจักขุวิญญาณ ขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า อาศัยจักษุและกายกรรม จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น. [๑๑๒๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กายกรรมเป็นสนิทัสสนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านเห็นอาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านเห็นอาการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ แลเหลียว คู้แขน เหยียดแขน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กายกรรม เป็นสนิทัสสนะ. กายกัมมสนิทัสสนันติกถา จบ ปริโยสานกถาบัณฑิตพึงทราบว่า ตั้งแต่ปฐวีธาตุสนิทัสสนะ จนถึงกาย กัมมสนิทัสสนะ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. นิยามกถา ๒. ปฏิจจสมุปาทกถา ๓.สัจจกถา ๔. อารุปปกถา ๕. นิโรธสมาปัตติกถา ๖. อากาสกถา ๗. อากาโสสนิทัสสโนติกถา ๘. ปฐวีธาตุสนิทัสสนาตยาทิกถา ๙. จักขุนทริยังสนิทัสสนันติอาทิกถา ๑๐. กายกัมมังสนิทัสสนันติกถา. วรรคที่ ๖ จบ
หน้า 42 ข้อ 1127, 1128, 1129
วรรคที่ ๗ สังคหิตกถา [๑๑๒๗] สกวาที ธรรมบางเหล่าที่ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยธรรม บางเหล่า ไม่มีหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ธรรมบางเหล่า ที่นับเข้าได้ จัดเข้าหัวข้อได้ นับเนื่อง แล้ว ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่นับเข้าได้ จัดเข้าหัวข้อได้ นับเนื่องแล้ว ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมบางเหล่า ที่ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยธรรมบางเหล่าไม่มี. [๑๑๒๘] ส. จักขายตนะนับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ป. นับเข้าได้ในรูปขันธ์. ส. หากว่า จักขายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้น นะท่าน จึงต้องกล่าวว่า จักขายตนะท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์. ป. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ส. นับเข้าได้ในรูปขันธ์. ป. หากว่า กายายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วยเหตุนั้น นะท่าน จึงต้องกล่าวว่า กายายตนะท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยรูปขันธ์. [๑๑๒๙] ส. รูปายตนะ ฯลฯ สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ ฯลฯ รสายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ?
หน้า 43 ข้อ 1130, 1131
ป. นับเข้าได้ในรูปขันธ์. ส. หากว่า โผฏฐัพพายตนะนับเข้าได้ในรูปขันธ์ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า โผฏฐัพพายตนะ ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วย รูปขันธ์. [๑๑๓๐] ส. สุขเวทนานับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ป. นับเข้าได้ในเวทนาขันธ์. ส. หากว่า สุขเวทนานับเข้าได้ในเวทนาขันธ์ ด้วยเหตุนั้น นะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า สุขเวทนาท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยเวทนาขันธ์. ป. ทุกขเวทนา ฯลฯ อทุกขมสุขเวทนา นับเข้าได้ในขันธ์ ไหน ? ส. นับเข้าได้ในเวทนาขันธ์. ป. หากว่า อทุกขมสุขเวทนานับเข้าได้ในเวทนาขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อทุกขมสุขเวทนาท่านสงเคราะห์เข้าไว้ ด้วยเวทนาขันธ์. [๑๑๓๑] ส. สัญญาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ป. นับเข้าได้ในสัญญาขันธ์. ส. หากว่า สัญญาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส นับเข้าได้ใน สัญญาขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สัญญาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยสัญญาขันธ์. ป. สัญญาอันเกิดแต่โสตสัมผัส ฯลฯ สัญญาอันเกิดแต่ มโนสัมผัส นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ส. นับเข้าได้ในสัญญาขันธ์.
หน้า 44 ข้อ 1132, 1133
ป. หากว่า สัญญาอันเกิดแต่มโนสัมผัส นับเข้าได้ใน สัญญาขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า สัญญาอันเกิดแต่มโนสัมผัส ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยสัญญาขันธ์. [๑๑๓๒] ส. เจตนาอันเกิดแต่จักขุสัมผัส ฯลฯ เจตนาอันเกิดแต่ มโนสัมผัส นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ป. นับเข้าได้ในสังขารขันธ์. ส. หากว่า เจตนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส นับเข้าได้ใน สังขารขันธ์ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เจตนาอันเกิดแต่มโนสัมผัส ท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วยสังขารขันธ์. [๑๑๓๓] ส. จักขุวิญญาณ ฯลฯ มโนวิญญาณ นับเข้าได้ในขันธ์ไหน ? ป. นับเข้าได้ในวิญญาณขันธ์. ส. หากว่า มโนวิญญาณนับเข้าได้ในวิญญาณขันธ์ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า มโนวิญญาณท่านสงเคราะห์เข้าไว้ด้วย วิญญาณขันธ์. ป. ธรรมเหล่านั้น ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยธรรมเหล่านั้น ก็เหมือนอย่างโคพลิพัทท์คู่ ๑ ที่เขาสงเคราะห์ คือล่าม ไว้ด้วยทามหรือ เชือก บิณฑบาตที่เขาสงเคราะห์ คือแขวน ไว้ด้วยสาแหรก สุนัขที่เขา สงเคราะห์ คือผูก ไว้ด้วยเชือกผูกสุนัข. ส. หากว่า โคพลิพัทท์คู่หนึ่ง เขาสงเคราะห์ คือล่าม ไว้ ด้วยทามหรือเชือก บิณฑบาตสงเคราะห์ คือแขวน ไว้ได้ด้วยสาแหรก สุนัขเขาสงเคราะห์ คือผูก ไว้ด้วยเชือกผูกสุนัข ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า ธรรมบางเหล่า ที่ท่านสงเคราะห์ไว้ด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่. สังคหิตกถา จบ
หน้า 45 ข้อ 1133
อรรถกถาสังคหิตกถา ว่าด้วย ธรรมที่สงเคราะห์กันได้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธรรมที่สงเคราะห์กันได้. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะ และสิทธัตถิกะทั้งหลายว่า ธรรมบางเหล่าชื่อว่า สงเคราะห์กันได้กับธรรมบางเหล่า ดุจโคคู่หนึ่ง มีโคพลิพัทเป็นต้น ที่เขาผูกไว้ด้วยเชือกเป็นต้น ย่อมไม่มี เหตุใด เพราะ เหตุนั้น ธรรมทั้งหลายบางอย่างที่สงเคราะห์กับธรรมทั้งหลายบางอย่าง จึงไม่มี ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนี้มีอยู่คำเป็นต้นว่า การสงเคราะห์รูปโดย ความเป็นอันเดียวกันได้ ก็ไม่มีประโยชน์ ดังนี้ คำถามของสกวาที หมาย ถึงชนเหล่านั้น เพื่อจะแสดงความที่ธรรมสงเคราะห์กันได้ด้วยอรรถ อย่างหนึ่ง คำตอบรับรองเป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิของตน. บัดนี้การสงเคราะห์ธรรม อันบัณฑิตย่อมหาได้ด้วยอรรถอันใด เพื่อแสดง อรรถอันนั้น พระสกวาทีจึงเริ่มคำว่า ธรรมบางเหล่าที่ท่านสงเคราะห์ เข้าไว้ด้วยธรรมบางเหล่าไม่มีหรือ. คำทั้งหมดนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น เหมือนอย่างโคพลิพัทคู่ ๑ ที่เขาล่ามไว้ด้วยทามหรือเชือก นี้เพื่อตั้ง ลัทธิของตน บัณฑิตพึงทราบว่า ลัทธิของปรวาทีนั้นถูกสกวาทีผู้ไม่ยินดี คำอุปมานั้น ไม่คัดค้านคำอุปมานั้นทำลายเสียแล้ว ด้วยคำว่า หากว่าโค พลิพัทคู่ ๑ เขาล่ามไว้ด้วยทามหรือเชือก... ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้อง กล่าวว่าธรรมบางเหล่าที่ท่านสงเคราะห์ไว้ด้วยธรรมบางเหล่ามีอยู่ ดังนี้. ในข้อนี้ พึงทราบเนื้อความว่า ถ้าว่า ชื่อว่าโคพลิพัทเป็นต้นที่เขาสงเคราะห์ กัน คือผูกไว้คู่หนึ่งสำหรับเทียมแอก ด้วยเชือกเป็นต้น ตามลัทธิของท่าน ไม่มีไซร้ ธรรมทั้งหลายบางอย่างที่สงเคราะห์กันได้ก็ไม่มี ดังนี้. อรรถกถาสังคหิตกถา จบ
หน้า 46 ข้อ 1134, 1135
สัมปยุตตกถา [๑๑๓๔] สกวาที ธรรมบางเหล่า ที่สัมปยุตด้วยธรรมบางเหล่า ไม่มีหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน เกิดกับดับ พร้อม มีวัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันกับด้วยธรรมบางเหล่า มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน เกิดกับดับพร้อม มีวัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันกับด้วยธรรม บางเหล่า มีอยู่ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมบางเหล่า ที่สัมปยุตด้วยธรรมบางเหล่า ไม่มี. [๑๑๓๕] ส. เวทนาขันธ์เกิดร่วมกับสัญญาขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เวทนาขันธ์ เกิดร่วมกับสัญญาขันธ์ ด้วยเหตุ นั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า เวทนาขันธ์สัมปยุตด้วยสัญญาขันธ์. ส. เวทนาขันธ์ เกิดร่วมกับสังขารขันธ์ กับวิญญาณขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เวทนาขันธ์ เกิดร่วมกับวิญญาณขันธ์ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เวทนาขันธ์ สัมปยุตด้วยวิญญาณขันธ์. ส. สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ เกิดร่วมกับ
หน้า 47 ข้อ 1135
เวทนาขันธ์ กับสัญญาขันธ์ กับสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณขันธ์ เกิดร่วมกับสังขารขันธ์ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณขันธ์ สัมปยุตด้วยสังขารขันธ์. ป. น้ำมัน ซับอยู่ ซึมอยู่ ในงา รส ซับอยู่ ซึมอยู่ ในอ้อย ฉันใด ธรรมเหล่านั้น ก็แทรกอยู่ ซึมอยู่ กับธรรมเหล่านั้น ฉันนั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สัมปยุตตกถา จบ อรรถกถาสัมปยุตตกถา ว่าด้วย สัมปยุตธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัมปยุตตธรรม คือประกอบทั่วพร้อมโดยอาการ ๔ มี เอกุปปาทตา เป็นต้น. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิ ของนิกายราชคิริกะ และสิทธัตถิกะทั้งหลายว่า ธรรมทั้งหลายมีเวทนา เป็นต้น ไม่เข้าไปตามแล้ว คือไม่เกิดร่วม ในสัญญาเป็นต้น เหมือนน้ำมัน ซับอยู่ซึมอยู่ในงา เพราะธรรมไร ๆ ไม่สัมปยุตกับธรรมไร ๆ ครั้นเมื่อ ความเป็นเช่นนี้มีอยู่ คำว่า สัมปยุตแล้วด้วยญาณเป็นต้นนี้ก็หาประโยชน์ มิได้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น เพื่อแสดงสัมปยุตตธรรม ด้วยอรรถอัน ๑ ที่สัมปยุตกันได้นั่นแหละ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที ด้วยสามารถแห่งลัทธิของตน. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถง่ายทั้งนั้น เพราะมี นัยเหมือนกับที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ.
หน้า 48 ข้อ 1135
อนึ่ง อุปมาปัญหาใดว่า น้ำมันซับอยู่ซึมอยู่ในงา เป็นต้น ที่ปรวาที นำมาแล้ว อุปมาปัญหานั้นไม่มีความกำหนดความต่างกันจากลักษณะ ของงาและน้ำมัน เหมือนเวทนาและสัญญา จริงอยู่ คำว่า งาจะเป็นเมล็ดงา หรือเปลือกงาแม้ทั้งปวง สักว่าเป็นโวหาร ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ บุคคล ทั้งหลายทำให้งาเกิดแล้ว ก็ถือเอาด้วยโวหารนั้นนั่นแหละ. ชื่อว่า งา ย่อม ไม่ปรากฏโดยสัณฐานตั้งแต่ต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น อุปมาปัญหานี้ก็ เช่นกับไม่นำมานั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาสัมปยุตตกถา จบ
หน้า 49 ข้อ 1136, 1137
เจตสิกกถา [๑๑๓๖] สกวาที เจตสิกธรรมไม่มีหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดกับดับพร้อม มีวัตถุเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันด้วยจิตมีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ธรรมบางเหล่า ที่สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดกับดับพร้อม มีวัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกันด้วยจิต มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เจตสิกธรรมไม่มี. [๑๑๓๗] ส. ผัสสะเกิดร่วมกับจิตหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ผัสสะเกิดร่วมกับจิต ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า ผัสสะเป็นเจตสิก. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ฯลฯ สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เกิดร่วมกับจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อโนตตัปปะเกิดร่วมกับจิต ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า อโนตตัปปะ เป็นเจตสิก. ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับจิต จึงชื่อว่าเจตสิก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับผัสสะ ก็ชื่อว่า
หน้า 50 ข้อ 1138
ผัสสสิกหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับจิต จึงชื่อว่าเจตสิก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. เพราะทำวิเคราะห์ว่า เกิดร่วมกับเวทนา ฯลฯ กับ สัญญา ฯลฯ กับเจตนา ฯลฯ กับสัทธา กับวิริยะ กับสติ กับสมาธิ กับ ปัญญา กับราคะ กับโทสะ กับโมหะ ฯลฯ กับอโนตตัปปะ ก็ชื่อว่า อโนต- ตัปปสิก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. เจตสิกธรรมไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า จิตนี้และบรรดา เขตสิก ธรรมย่อมปรากฏแก่ผู้ทราบชัดโดยความเป็นอนัตตา ครั้นทราบ ชัดธรรมทั้ง ๒ นั้น ทั้งที่หยาบและประณีตแล้ว ก็เป็นผู้มีความเห็นโดย ชอบ ทราบชัดว่ามีอันแตกดับเป็นธรรมดา ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น เจตสิกธรรมก็มีอยู่น่ะสิ. [๑๑๓๘] ส. เจตสิกธรรมไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนเกวัฏฏะ ภิกษุ
หน้า 51 ข้อ 1138
ในธรรมวินัยนี้ ย่อมทายได้แม้ซึ่งจิต แม้ซึ่งการที่ตรึก แม้ ซึ่งการที่ตรอง ของสัตว์อื่น ๆ ของบุคคลอื่น ๆ ว่าใจของเป็นอย่างนี้ บ้าง ใจของท่านเป็นโดยประการนี้บ้าง จิตของท่านเป็นฉะนี้บ้าง ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น เจตสิกธรรมก็มีอยู่ น่ะสิ. เจตสิกกถา จบ อรรถกถาเจตสิกกถา ว่าด้วย เจตสิก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเจตสิก คือสภาวธรรมที่ประกอบจิต. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะ และสิทธัตถิกะ ทั้งหลายว่า ธรรมทั้งหลายชื่อว่า ผัสสิกะ คือธรรมที่ประกอบกับผัสสเจตสิก เป็นต้นไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น แม้เจตสิกก็ไม่พึงมี เจตสิกธรรมก็ไม่มี ดังนี้คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า ผัสสะเกิดร่วมกับจิต ที่สกวาทีกล่าวแล้ว หมายเอาการเกิดพร้อม กันของสัมปยุตตธรรม. คำถามว่า ชื่อว่าผัสสิก ย่อมมีแก่สกวาทีผู้ไม่เห็น อยู่ซึ่งโวหารเช่นนั้น. เมื่อปรวาทีกล่าวคำว่า ชื่อว่า เจตสิก เพราะอรรถว่า อาศัยจิตโดยโวหารมีอยู่ ฉันใด เจตสิก แม้นั้นชื่อว่า ผัสสิก เพราะอรรถ ว่า อาศัยผัสสะฉันนั้นหรือ คำตอบรับรองเป็นของสกวาทีเพราะคำนั้น ไม่ผิด. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาเจตสิกกถา จบ ๑. ที. สี. ๙/๓๔๐.
หน้า 52 ข้อ 1139, 1140
ทานกถา [๑๑๓๙] สกวาที ทาน คือ เจตสิกธรรม หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่น ๆ ก็ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จะให้ผัสสะแก่คนอื่น ๆ ก็ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จะให้เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา แก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๔๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือเจตสิกธรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ทาน มีผลไม่น่าปรารถนา มีผลไม่น่าใคร่ มีผลไม่ เป็นที่ฟูใจ มีผลแสลง มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ทานมีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ทาน มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผล
หน้า 53 ข้อ 1141
เป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา และ ทานก็คือจีวร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จีวร มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา และ ทานก็คือ บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มีผลน่าปรารถนา มีผล น่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๔๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ธรรมเหล่านี้ คือ ศรัทธา หิริ และทานที่เป็นกุศล ไปตามสัตบุรุษ ธรรม ๓ ประการนี้แล สัตบุรุษทั้งหลายกล่าวว่า เป็นทางไปสู่เทวโลก เพราะบุคคลไปสู่เทวโลก ได้ด้วยธรรม ๓ ประการนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. องฺ. อฏฺก ๒๓/๑๒๒.
หน้า 54 ข้อ 1142
ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ เจตสิกธรรม น่ะสิ. [๑๑๔๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ เจตสิกธรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้ เป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ ปรากฏโดยราตรี ปรากฏ ว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายมิได้ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ทาน ๕ เป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกในธรรมวินัยนี้ ละปาณาติบาต เป็นผู้เว้น ขาดแล้วจากปาณาติบาต อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากปาณาติบาต ชื่อว่า ให้อภัย ให้ความเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณ มิได้ ครั้นให้อภัย ให้ความเป็นผู้ไม่มีเวร ให้ความไม่เบียดเบียน แก่สัตว์ หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้นี้เป็นทานข้อแรก ซึ่งเป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ ปรากฏโดยราตรี ปรากฏว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อัน สมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลายมิได้ลบล้าง ไม่เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จัก ไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้ออื่นยังมีอยู่อีก อริยสาวก ละอทินนาทาน ฯลฯ ละกาเมสุมิจฉาจาร ฯลฯ ละมุสาวาท ฯลฯ ละฐานะ อันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาทคือดื่มสุราเมรัย เป็นผู้เว้นขาดแล้วจาก อริยสาวกผู้เว้นขาดแล้วจากฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท คือ ดื่มน้ำเมากล่าวคือสุราเมรัย ชื่อว่า ให้อภัย ให้ความไม่มีเวร ให้ความไม่
หน้า 55 ข้อ 1143
เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้ ครั้นให้อภัย ให้ความไม่มีเวณ ให้ ความไม่เบียดเบียนแก่สัตว์หาประมาณมิได้แล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่ง ความไม่มีภัย ความไม่มีเวร ความไม่เบียดเบียนหาประมาณมิได้ นี้เป็น ทานข้อคำรบ ๕ ซึ่งเป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ ปรากฏโดยราตรี ปรากฏ ว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์และผู้รู้ทั้งหลาย มิได้ ลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทาน ๕ ประการนี้แล เป็นทานใหญ่ ปรากฏว่าเลิศ ปรากฏโดยราตรี ปรากฏ ว่าเป็นวงศ์ เป็นธรรมเก่าแก่ อันสมณพราหมณ์ทั้งหลาย มิได้ลบล้าง ไม่ เคยลบล้าง ไม่รังเกียจอยู่ จักไม่รังเกียจ ไม่คัดค้านแล้ว ดังนี้๑ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ทาน ก็คือ เจตสิกธรรม น่ะสิ. [๑๑๔๓] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ ไทยธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลบางคนใน โลกนี้ ย่อมให้ข้าว ให้น้ำ ให้ผ้า ให้ยาน ให้ดอกไม้ ให้ของหอม ให้เครื่อง ลูบไล้ ให้ที่นอน ให้ที่พัก ให้เครื่องประทีป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ทาน คือ ไทยธรรม น่ะสิ. ๑. องฺ. อฏฺก ๒๓/๑๒๙.
หน้า 56 ข้อ 1144
[๑๑๔๔] ป. ทาน คือ ไทยธรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ไทยธรรม มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็น ที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ทานมีผลน่าปรารถนา และ ทาน ก็คือ จีวร หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. จีวร มีผลน่าปรารถนา มีผลน่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ทานมีผลน่าปรารถนา และ ทานก็คือ บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร มีผลน่าปรารถนา มีผล น่าใคร่ มีผลเป็นที่ฟูใจ มีผลไม่แสลง มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทาน คือ ไทยธรรม ทานกถา จบ
หน้า 57 ข้อ 1144
อรรถกถาทานกถา ว่าด้วย ทาน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทาน. ในเรื่องนั้น ชื่อว่าทานมี ๓ อย่าง คือ จาคเจตนา วิรติ ไทยธรรม. ทานชื่อว่า จาคเจตนา มีที่มาในคำว่า ศรัทธา หิริ และทานที่เป็นกุศล. ทานชื่อว่า วิรติ มีที่มาในคำว่า พระอริยสาวก ผู้เว้นขาดจากปาณาติบาตแล้ว ย่อมให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณ มิได้ วิรติทาน คือ วิรตีเจตสิก ๓ อันเป็นเหตุงดเว้นจากอกุศลทุจริตนั้น ในอัฏฐกนิบาตอังคุตตรนิกายเรียกทานนี้ว่า มหาทานที่ ๑. ทานชื่อว่า ไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ มีที่มาในคำว่า บุคคลย่อมให้ทาน คือ ข้าวน้ำ เป็นต้น. พึงทราบวินิจฉัยในทานเหล่านี้ต่อไป บุคคลย่อมให้วัตถุ อันควรให้เพราะจาคเจตนา ฉะนั้นจาคเจตนาจึงชื่อว่า ทาน อีกอย่างหนึ่ง ชนทั้งหลายย่อมให้วัตถุที่พึงให้ด้วยจาคเจตนานี้ เพราะเหตุนั้น จาคเจตนานี้ จึงชื่อว่าทาน. วิรติ ชื่อว่าทาน เพราะอรรถว่าการตัดหรือเพราะอรรถ ว่าการทำลาย ซึ่งอกุศลจิต จริงอยู่วิรติทานนั้น เมื่อเกิดขึ้นย่อมตัดหรือ ทำลายเจตนาอันเป็นเหตุทุศีลที่บัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าเป็นผู้มีความกลัวภัย เป็นต้น. ไทยธรรมอันใด อันเขาย่อมให้เพราะเหตุนั้น ไทยธรรมนั้น จึง ชื่อว่า ทาน ได้แก่ไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ ทานแม้ทั้ง ๓ อย่างมี ประการยังกล่าวมานี้ เมื่อว่าโดยอรรถก็มีอยู่เพียง ๒ อย่าง คือ เจตสิกธรรม และไทยธรรม. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะ และสิทธัตถิกะทั้งหลายว่า เจตสิกธรรมเท่านั้นเป็นทานไทยธรรม คือ
หน้า 58 ข้อ 1144
วัตถุอันบุคคลพึงให้ ไม่ใช่ทาน ดังนี้ คำถามสกวาทีว่า ทานคือเจตสิก เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น คำถามของสกวาทีว่า จะให้เจตสิกธรรมแก่คนอื่น ๆ ก็ได้หรือ ดังนี้ เพื่อท้วงปรวาทีนั้นด้วยสามารถแห่งไทยธรรม คำตอบปฏิเสธเป็นของ ปรวาที เพราะบุคคลนั้นไม่อาจเพื่อให้เจตสิกธรรม เหมือนการให้ข้าวน้ำ เป็นต้นได้. เมื่อสกวาทีถามปัญหานั้นซ้ำอีก ปรวาทีนั้นนั่นแหละก็ตอบ รับรองด้วยสามารถแห่งพระสูตรว่า พระอริยสาวกผู้เว้นขาดจากปาณา ติบาตแล้ว ย่อมให้อภัยแก่สัตว์ทั้งหลายหาประมาณมิได้. แต่ในปัญหา ทั้งหลาย มีปัญหาว่าด้วย ผัสสะ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็นโวหารว่า บุคคลจะให้ผัสสะได้ เป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ทานมีผลไม่น่าปรารถนา เป็นต้น ท่านกล่าวแล้ว เพื่อ แสดงซึ่งความที่ธรรมอันมิใช่เจตสิกเป็นทานมีอยู่. จริงอยู่ อเจตสิกทาน คือ การให้ข้าวน้ำเป็นต้น ย่อมไม่ให้วิบากอันน่าปรารถนาต่อไป แต่คำนี้ บัณฑิตพึงทราบว่า ท่านกล่าวแล้ว เพื่อนิยามในความเป็นอิฏฐผล ได้แก่ นิยาม คือมรรค. ก็ในคำแม้นี้ อธิบายว่า ผิว่า อเจตสิกทาน คือ การให้ข้าวเป็นต้น พึงเป็นทานไซร้ ก็เมื่อบุคคลให้เภสัชอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าชอบใจ ด้วยจิตเกื้อกูลอนุเคราะห์ ผลอันไม่น่าปรารถนานั้นนั่นแหละพึงเกิดขึ้น ดุจไม้สะเดาเป็นต้นยังผลสะเดาเป็นต้นให้เกิดขึ้นอยู่ แต่ในที่นี้ การให้ด้วย เจตนาอันเป็นเหตุบริจาคย่อมให้ซึ่งผลอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลเหตุใด เพราะเหตุนั้น ครั้นเมื่อไทยธรรม คือวัตถุอันบุคคลพึงให้ แม้ไม่น่าปรารถนา ก็ย่อมชื่อว่าเป็นทานมีผลอันน่าชอบใจทั้งสิ้น ดังนี้. เมื่อปรวาทีตั้งเจตสิกธรรม
หน้า 59 ข้อ 1144
เป็นทานอย่างนี้แล้ว สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ทานมีผลน่าปรารถนา ดังนี้ เพื่อจะยังไทยธรรมโดยปริยายนี้ ให้สำเร็จความเป็นทาน. แต่ปรวาที เมื่อไม่เห็นความที่จีวรทานเป็นต้น มีผลอันน่าปรารถนา จึงปฏิเสธ. การชำระพระสูตรย่อมถูกต้องทั้งใน วาทะของปรวาทีและทั้งในวาทะของสกวาที แต่ย่อมไม่ถูกโดยเนื้อความ อย่างเดียวกัน. คำว่า ไทยธรรมมีผลน่าปรารถนา นี้ สกวาทีตอบปฏิเสธสักว่า ความเป็นอิฏฐผลเท่านั้น เพราะฉะนั้นในคำว่า ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าว ว่าทานคือไทยธรรม นี้ ย่อมไม่ถูก เพราะความที่ไทยธรรมนั้น บุคคล พึงกล่าวว่าเป็นอิฏฐผลทีเดียว. อนึ่ง ไทยธรรมชื่อว่า ทานนั่นแหละ เพราะ อรรถว่าอันบุคคลพึงให้. สำหรับเรื่องทานนี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อจะปลดเปลื้อง ความปะปนกันแห่งทานทั้ง ๒ เท่านั้น ดังนี้ แล. อรรถกถาทานกถา จบ
หน้า 60 ข้อ 1145, 1146, 1147
ปริโภคมยปุญญกถา [๑๑๔๕] สกวาที บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผัสสะสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้หรือ เวทนา สัญญา เจตนา จิต สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา สำเร็จ แต่การบริโภคเจริญได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๔๖] ส. บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจริญได้ดุจเครือเถา ดุจเครือเถาย่างทราย ดุจต้นไม้ ดุจหญ้า ดุจแพแห่งหญ้าปล้อง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๔๗] ส. บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทายกให้ทานแล้วไม่สนใจก็เป็นบุญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นได้แก่ผู้ไม่นึก เป็นได้แก่ผู้ไม่กังวล เป็นได้แก่ผู้ไม่ สนใจ เป็นได้แก่ผู้ไม่กระทำไว้ในใจ เป็นได้แก่ผู้ไม่จงใจ เป็นได้แก่ผู้ไม่ ปรารถนา เป็นได้แก่ผู้ไม่ตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุญเป็นได้แก่ผู้นึกถึง เป็นได้แก่ผู้กังวล เป็นได้แก่ ผู้สนใจ เป็นได้แก่ผู้ทำไว้ในใจ เป็นได้แก่ผู้จงใจ เป็นได้แก่ผู้ปรารถนา
หน้า 61 ข้อ 1148
เป็นได้แก่ผู้ตั้งใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุญเป็นได้แก่ผู้นึกถึง เป็นได้แก่ผู้กังวล เป็น ได้แก่ผู้สนใจ เป็นได้แก่ผู้ทำไว้ในใจ เป็นได้แก่ผู้จงใจ เป็นได้แก่ผู้ปรารถนา เป็นได้แก่ผู้ตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้ [๑๑๔๘] ส. บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทายกถวายทาน ตรึกกามวิตกอยู่ ตรึกพยาบาทวิตก อยู่ ตรึกวิหิงสาวิตกอยู่ ก็เป็นบุญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว มารวมกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว มารวมกันได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการเป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้
หน้า 62 ข้อ 1149
ประการแรก ซึ่งไกลกัน ไกลกันนัก ฝั่งข้างนี้และฝั่งข้างโน้นแห่งสมุทร นี้ประการที่ ๒ ซึ่งไกลกัน ไกลกันนัก แดนอาทิตย์อุทัย และด้าวอัสดงคต นี้ประการที่ ๓ ซึ่งไกลกัน ไกลกันนัก ธรรมของสัตบุรุษและธรรมของ อสัตบุรุษ นี้ประการที่ ๔ ซึ่งไกลกัน ไกลกันนัก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้แล ไกลกัน ไกลกันนัก. ท้องฟ้ากับแผ่นดิน ไกลกัน ฝั่งสมุทรเขาก็ว่าไกลกัน แดนอาทิตย์ อุทัย และด้าวอัสดงคต ก็ไกลกัน ธรรมของสัตบุรุษ กับธรรมของอสัตบุรุษ กล่าวได้ว่า ไกลกันกว่านั้นอีก. สมาคมของพวกสัตบุรุษ ยั่งยืน คงที่ อยู่ได้แม้ตลอดกาล ที่ดำรง ชีพอยู่ แต่สมาคมของพวกอสัตบุรุษ ย่อมเสื่อมไปเร็วแท้เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและ อกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่เป็นฝ่ายดำและฝ่ายขาว มารวมกันได้ [๑๑๔๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ชนเหล่าใด ปลูก สร้างสวน ปลูกสร้างป่า สร้างสะพาน ขุดบ่อน้ำ สระน้ำ สร้างที่พักอาศัย ให้เป็นทาน บุญย่อมเจริญมากแก่ชนเหล่านั้นทุกเมื่อ ทั้งกลางวันกลางคืน ๑. จตุกฺก ๒๑/๕๗.
หน้า 63 ข้อ 1150
ชนเหล่านั้นตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วยศีล ย่อมจะไปสู่สวรรค์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุญก็สำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้น่ะสิ. [๑๑๕๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ห้วงน้ำคือบุญ ห้วงน้ำคือกุศล ๔ ประการนี้ นำมาซึ่งความสุข มีอารมณ์ งาม มีสุขเป็นวิบาก ยังสัตว์ให้เป็นไปในสวรรค์ เป็นไปพร้อมเพื่อผล อันน่าปรารถนา เพื่อผลอันน่าใคร่ เพื่อผลอันน่าพึงใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ๔ ประการเป็นไฉน ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อบริโภค จีวรของบุคคลใด เข้าเจโตสมาธิหาประมาณมิได้อยู่ ห้วงน้ำคือบุญ ห้วงน้ำ คืออกุศล ของบุคคลนั้น ก็หาประมาณมิได้ นำมาซึ่งความสุข มีอารมณ์งาม มีสุขเป็นวิบาก ยังสัตว์ให้เป็นไปในสวรรค์ เป็นไปพร้อมเพื่อผลอันน่า เมื่อบริโภคคิลานปัจจัยเภสัชบริขารของบุคคลใด เข้าเจโตสมาธิหาประมาณ มิได้อยู่ ห้วงน้ำคือบุญ ห้วงน้ำคือกุศล ของบุคคลนั้น ก็หาประมาณมิได้ นำมาซึ่งความสุข มีอารมณ์งาม มีสุขเป็นวิบาก ยังสัตว์ให้เป็นไปในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อพร้อมเพื่อผลอันน่าปรารถนา น่าใคร่ เพื่อผลอันน่าพึงใจ ห้วงน้ำคือกุศล ๔ ประการนี้แล นำมาซึ่งความสุข มีอารมณ์งาม มีสุข ๑. ส.ส. ๑๕/๑๔๖.
หน้า 64 ข้อ 1151, 1152
เป็นวิบาก ยังสัตว์ให้เป็นไปในสวรรค์ ย่อมเป็นไปเพื่อผลอันน่าปรารถนา เพื่อผลอันน่าใคร่ เพื่อผลอันน่าพึงใจ เพื่อประโยชน์ เพื่อความสุข ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุญก็สำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้น่ะสิ. [๑๑๕๑] ส. บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทายกให้ทาน ปฏิคาหกรับแล้วไม่บริโภค แต่ทิ้งเสีย สละเสีย เป็นบุญได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ทายกให้ทาน ปฏิคาหกรับแล้วไม่บริโภค แต่ ทิ้งเสีย สละเสีย เป็นบุญได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุญสำเร็จแต่การบริโภค เจริญได้ [๑๑๕๒] ส. บุญสำเร็จแต่การบริโภคเจริญได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทายากให้ทาน ครั้นเมื่อปฏิคาหกรับแล้ว พระราชา ริบไปเสีย หรือโจรลักไปเสีย หรือไฟไหม้เสีย หรือน้ำพัดไปเสีย หรือ ทายาทผู้ไม่เป็นที่รักนำไปเสีย เป็นบุญได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ทายกให้ทาน ครั้นเมื่อปฏิคาหกรับแล้ว พระ ๑. องฺ จตุกฺก ๒๑/๕๑.
หน้า 65 ข้อ 1152
ราชาริบไปเสีย หรือโจรลักไปเสีย หรือไฟไหม้เสีย หรือน้ำพัดไปเสีย หรือทายาทผู้ไม่เป็นที่รักนำไปเสีย ก็เป็นบุญได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุญ สำเร็จแต่การบริโภค ย่อมเจริญได้ ปริโภคมยปุญญกถา จบ อรรถกถาปริโภคสมปุญญกถา ว่าด้วย บุญสำเร็จแต่การบริโภค บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องบุญสำเร็จแต่การบริโภค คือการใช้สอย. ในปัญหา นั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะ และสิทธัตถิกะ ทั้งหลายว่า บุญชื่อว่า สำเร็จแต่การบริโภคมีอยู่แก่ชนทั้งหลาย เพราะ ถือเอาพระสูตรทั้งหลายว่า บุญย่อมเจริญมากแก่ทายกเหล่านั้นทุกเมื่อ ทั้งกลางวันทั้งกลางคืน และพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเมื่อ บริโภคจีวรของบุคคลใดเป็นต้น ดังนี้ โดยไม่พิจารณา คำถามของสกวาที ว่า บุญสำเร็จแต่การบริโภค เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ลำดับนั้นสกวาที จึงเริ่มกล่าวคำว่า ผัสสะสำเร็จแต่การ บริโภค เป็นต้น เพื่อจะท้วงด้วยคำว่า กุศลธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น. ชื่อว่าบุญ นอกจากนี้ไม่ใช่ เพราะฉะนั้น ท่านพึงยังผัสสะเป็นต้นให้เจริญ ได้หรือ ดังนี้. คำนั้นทั้งหมดปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะไม่ใช่เจริญบุญให้ ทายกเหล่านั้น. คำทั้งหลายมีคำว่า เจริญได้ดุจเครือเถา เป็นต้น สกวาที กล่าว เพื่อท้วงด้วยคำว่า เครือเถาเป็นต้น แม้เว้นจากการบำรุงหรือการ ทำให้เจริญ ย่อมเจริญเองได้นั่นแหละ ฉันใด ตามลัทธิของท่าน บุญทั้งหลาย
หน้า 66 ข้อ 1152
ย่อมเจริญ ฉันนั้นหรือ ? แต่คำนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าว อย่างนั้น เพราะบุญนั้นเจริญเช่นนั้นหาได้ไม่. ในปัญหาว่า ทายกให้ทานแล้วไม่สนใจก็เป็นบุญได้หรือ ปรวาที ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิว่า ปุริมเจตนาของทายกนั้นย่อมเจริญ ได้ด้วยการบริโภคของปฏิคาหกทั้งหลาย บุญนั้นย่อมเจริญอย่างนี้. ลำดับ นั้น จึงถูกสกวาทีซักถามด้วยคำเป็นต้นว่า เป็นได้แก่ผู้ไม่นึก เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาจาคเจตนาของทายก. ในคำเหล่านั้น คำว่า ผู้ไม่นึก ได้แก่ ภวังค์ของทายกผู้ไม่นึกไม่สละด้วยการพิจารณา อันเป็นปุเรจาริกในทานเจตนา. คำว่า ผู้ไม่กังวล ได้แก่ หาความคำนึง ถึงทานเจตนามิได้. คำว่า เป็นได้แก่ผู้ไม่สนใจ ได้แก่ ไม่มีความสนใจ ทานเจตนา จริงอยู่ อาวัชชนจิตของทายกนั้นเมื่อตัดกระแสภวังค์ขาดแล้ว ก็เกิดในวิถีของตนจึงชื่อว่าสนใจทานเจตนา สกวาทีย่อมถามว่า บุญของ ทายกเป็นได้แก่ผู้ไม่มีความสนใจย่อมมีด้วยจิตนี้ ด้วยกิจอย่างนี้. คำว่า ผู้ไม่กระทำไว้ในใจ ได้แก่ ผู้ไม่ทำซึ่งใจจริงอยู่ อาวัชชนจิตที่กำลังมี ทานเป็นอารมณ์เกิดติดต่อกันนั้น ชื่อว่า ย่อมทำไว้ซึ่งใจ อธิบายว่า เขา ไม่ทำอย่างนี้. อนึ่งคำว่า ซึ่งใจนี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ท่านใช้เป็นสัตตมีวิภัตติ แปลว่า ในใจ. คำว่า ผู้ไม่จงใจ ได้แก่ ทายกนั้นไม่ให้เจตนาในทานเกิด ขึ้น. คำว่า ผู้ไม่ปรารถนา ได้แก่ ทายกนั้นไม่ทำฉันทะในกุศลอันบัณฑิต นับพร้อมแล้วว่าความต้องการ. คำว่า ผู้ไม่ตั้งใจ อธิบายว่า ไม่ให้จิต ตั้งอยู่ด้วยสามารถแห่งทานเจตนา. คำว่า ผู้กังวล ในข้อว่า บุญเป็น ได้แก่ผู้นึกถึงมิใช่หรือ นั้นได้แก่ เพราะคำนึงถึงทานเป็นอารมณ์. อีก อย่างหนึ่ง อธิบายว่า ความคำนึงถึงทานพึงมีแก่ทายก หรือว่า บุญของ
หน้า 67 ข้อ 1152
ทายกผู้คำนึงถึงทานนั้นย่อมเกิดติดต่อกันไป. แม้ในปัญหาทั้งหลาย มีคำว่า แห่งผัสสะ ๒ หรือ เป็นต้น ปรวาทีย่อมตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มี ผัสสะทั้ง ๒ เป็นต้น ในขณะเดียวกันของทายก ย่อมตอบรับรอง หมาย เอาผัสสะเป็นต้นอย่างละ ๒ คือผัสสะของทายกและผู้บริโภค. อีกอย่างหนึ่ง ลัทธิของปรวาทีนั้นว่า การประชุมพร้อมกันแห่งปัญจวิญญาณมีอยู่แก่ ทายก ดังนี้ จึงตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธินั้น. ลำดับนั้น สกวาที จึงถามปัญหามีคำว่า กุศล เป็นต้น กะปรวาทีนั้น เพื่อปิดทวารแห่ง การบรรยาย คือมิให้มีการพูดอ้อมค้อม แล้วก็ท้วงด้วยธรรมอันเป็นข้าศึก แก่กันและกันโดยตรง. แม้ในปัญหาว่า กุศล เป็นต้นนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความไม่มีการประกอบซึ่งกันและกัน แห่งกุศลและอกุศลใน ขณะเดียวกัน แต่ตอบรับรองเพราะลัทธิว่า จิตอันสำเร็จด้วยการบริโภค เป็นจิตที่ไม่ประกอบกัน. ทีนั้น สกวาทีจึงตำหนิปรวาทีนั้นด้วยพระสูตร. ในการนำพระสูตรมาอ้างนั้น ปรวาทีกล่าวแล้วว่า บุญย่อมเจริญมาก แก่ชนเหล่านั้นทุกเมื่อ หมายเอาบุญที่เกิดติดต่อกันไปด้วยสามารถแห่ง การสร้างสถานที่ทั้งหลายมีการสร้างสวน เป็นต้น และด้วยสามารถแห่ง การตามระลึกถึงกุศลทั้งหลาย อันมีการปฏิสังขรณ์เป็นต้น. คำว่า ห้วงน้ำ คือบุญของบุคคลนั้นหาประมาณมิได้ แม้นี้ ปรวาทีกล่าวกำหนดเอาคำ แห่งพระสูตรว่า ภิกษุเห็นปานนี้ ใช้สอยจีวรของเรา เพราะความที่เป็น ปัจจัยอันเราถวายแก่ภิกษุผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่ประมาท และด้วยความ สามารถแห่งการแสดงความชื่นชม. ปรวาทีนั้นย่อมกำหนดบุญนั้นว่า สำเร็จด้วยการบริโภค คือใช้สอย ดังนี้. อันที่จริง ไทยธรรมที่ปฏิคาหกรับแล้วยังไม่บริโภคก็ตามที บุญ
หน้า 68 ข้อ 1152
นั้นย่อมเกิดแก่ทายกนั้นทั้งนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น วาทะของสกวาที จึงนับว่ามีกำลังกว่า ในปัญหานั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความว่า ไทยธรรม อันปฏิคาหกรับแล้ว ของบทว่า ครั้นเมื่อปฏิคาหกรับแล้ว ดังนี้ คำ ที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถาปริโภคมยปุญญกถา จบ
หน้า 69 ข้อ 1153, 1154, 1155
อิโตทินนกถา [๑๑๕๓] สกวาที บุคคลผู้ไปสู่ปรโลก ยังอัตภาพให้เป็นไปได้ ในปรโลกนั้น ด้วยทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เมื่อให้จีวรแก่โลกนี้ ก็บริโภคจีวรนั้นในปรโลกหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อให้บิณฑบาตแต่โลกนี้... เมื่อให้เสนาสนะแต่โลกนี้ ... เมื่อให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขารแต่โลกนี้... เมื่อให้ของขบเคี้ยวแต่ โลกนี้... เมื่อให้ของกินแต่โลกนี้... เมื่อให้น้ำดื่มแต่โลกนี้ ก็บริโภคน้ำดื่ม นั้นในปรโลกหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๕๔] ส. บุคคลผู้ไปสู่ปรโลก ยังอัตภาพให้เป็นไปได้ในปรโลก ด้วยทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้อื่นเป็นผู้กระทำแก่ผู้อื่น สุขและทุกข์ผู้อื่นกระทำให้ ผู้อื่นกระทำผู้อื่นให้เสวยผลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๕๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไปสู่ปรโลก ยังอัตภาพให้เป็น ไปได้ในปรโลกนั้น ด้วยทานอันบุคคลให้แล้วแก่โลกนี้หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พวกเปรต เห็นเขาให้ทานเพื่อประโยชน์แก่ตน ย่อม อนุโมทนา ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ย่อมยังปีติให้เกิดขึ้น ย่อมได้โสมนัส มิใช่
หน้า 70 ข้อ 1156
หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เปรตเห็นเขาให้ทานเพื่อประโยชน์แก่ตน ย่อมยังจิตให้เลื่อมใส ย่อมยังปีติให้เกิดขึ้น ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าว ว่า บุคคลผู้ไปสู่ปรโลกยังอัตภาพให้เป็นไปได้ในปรโลกนั้น ด้วยทานอัน บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้. [๑๑๕๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไปสู่ปรโลก ยังอัตภาพให้เป็น ไปได้ในปรโลกนั้น ด้วยทานอันบุคคลให้แล้วแต่โลกนี้หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า น้ำฝนตกในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ ย่อมเข้าไปสำเร็จ แก่บุคคลผู้ละไปแล้ว ฉันนั้นแล. ห้วงน้ำที่เต็ม ย่อมไหลหลากยังสมุทรสาครให้เต็มรอบได้ฉันใด ทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ ย่อมเข้าไปสำเร็จแก่บุคคลผู้ละไปแล้ว ฉันนั้นแล. กสิกรรมไม่มีในเปตโลกนั้นเลย โครักขกรรมก็ไม่มี ณ ที่นั้น พาณิชกรรมก็เช่นกัน การซื้อขายด้วยเงินก็ไม่มี บุคคลผู้ละไปแล้ว คือ ผู้ที่ตายไปแล้ว ย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปตโลกนั้น ด้วยทานอันบุคคล ให้แล้วแต่โลกนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ๑. ขุ.ขุ. ๒๕/๘.
หน้า 71 ข้อ 1157
ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไปสู่ปรโลกก็ยังอัตภาพให้เป็น ไปได้ในปรโลกนั้น ด้วยทานอันบุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ น่ะสิ. [๑๑๕๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไปสู่ปรโลก ยังอัตภาพให้ เป็นไปได้ในปรโลกนั้น ด้วยทานอันบุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดาบิดาเล็งเห็นฐานะ ๕ ประการ จึงปรารถนาบุตรซึ่งจะเกิดในสกุล ฐานะ ๕ เป็นไฉน ? เราเลี้ยงเขามาแล้ว เขาจักเลี้ยงเราตอบ เขาจักช่วยทำ กิจของเรา สกุลวงศ์จักดำรงอยู่นาน เขาจักดูแลทรัพย์มฤดกสืบไป ก็หรือ เมื่อเราล่วงลับไปแล้ว เขาจักทำบุญส่งไปให้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดาเล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้แล จึงปรารถนาบุตรซึ่งจะเกิดในสกุล. บัณฑิตเล็งเห็นฐานะ ๕ ประการ จึงปรารถนาบุตร คือ เราเลี้ยง เขามาแล้ว เขาจักเลี้ยงเราตอบ เขาจักช่วยทำกิจของเรา สกุลวงศ์จักดำรง อยู่ได้นาน เขาจักดูแลทรัพย์มฤดกสืบไป ก็หรือเมื่อเราล่วงลับไปแล้ว เขาจักทำบุญส่งไปให้ บัณฑิตทั้งหลายเล็งเห็นฐานะ ๕ ประการนี้ จึง ปรารถนาบุตร. เพราะฉะนั้น สัปปุริสชน คนเรียบร้อย จึงเป็นคนกตัญญูกตเวที เมื่อระลึกถึงอุปการคุณที่ท่านได้ทำก่อน ย่อมเลี้ยงมารดาบิดา ทำกิจของ ท่านตามฐานะที่ท่านเป็นบุพพการี บุตรผู้อยู่ในโอวาท บิดามารดาเลี้ยง มาแล้ว เลี้ยงตอบ ไม่ทำวงศ์สกุลให้เสื่อม มีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล เป็น บุตรที่ควรสรรเสริญ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. องฺ.ปฺจก ๒๒/๓๙.
หน้า 72 ข้อ 1157
ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ไปสู่ปรโลก ก็ยังอัตภาพให้เป็น ไปได้ในปรโลก ด้วยทานอันบุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ น่ะสิ. อิโตทินนกถา จบ อรรถกถาอิโตทินนกถา ว่าด้วย ทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะ และสิทธัตถิกะทั้งหลาย ว่า วัตถุอันใดมีจีวรทานเป็นต้นที่บุคคลให้แล้วจากโลกนี้มีอยู่ เปรต ทั้งหลายย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปได้ด้วยวัตถุอันนั้นนั่นแหละ ดังนี้ เพราะ อาศัยพระบาลีว่า ชนทั้งหลายผู้ละไปแล้ว คือผู้ที่ตายไปแล้ว ย่อมยัง อัตภาพให้เป็นไปในเปตโลกนั้น ด้วยทานอันบุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ทานที่บุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ เป็นต้น โดยหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูกสกวาทีซักถามปัญหา ด้วยการให้จีวรเป็นต้นอีก ก็ตอบปฏิเสธ. ข้อว่า ผู้อื่นเป็นผู้กระทำแก่ผู้อื่น ข้อนี้ท่านอธิบายไว้ว่า ผู้อื่น เป็นผู้ทำกรรมทั้งหลายเพื่อให้วิบากเกิดแก่ผู้อื่น มิใช่ตนเองทำให้แก่ตน. ก็ปรวาทีนั้นถูกถามปัญหาอย่างนี้ ก็ตอบปฏิเสธ เพราะกลัวผิดจากพระสูตร. คำว่า พวกเปรตเห็นเขาให้ทาน อธิบายว่า เห็นบุคคลผู้ให้ทาน. ในคำเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความว่า ก็โภคะทั้งหลาย ย่อม เกิดขึ้นแก่เปรตทั้งหลายเหล่านั้นในที่นั้น เพราะการอนุโมทนาของตน
หน้า 73 ข้อ 1157
เหตุใด เพราะเหตุนั้น ลัทธิของปรวาทีนั้น แม้ตั้งอยู่ด้วยเหตุนี้ ก็นับว่าไม่ เป็นอันตั้งอยู่ได้ เพราะว่า เปรตทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมยังอัตภาพให้เป็น ไปได้ด้วยวัตถุอันบุคคลให้แล้วแต่โลกนี้ก็หาไม่. ในการนำพระสูตรมา อ้างแม้ที่เหลือก็มีนัยนี้นั่นแหละ. อรรถกถาอิโตทินนกถา จบ
หน้า 74 ข้อ 1158, 1159
ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา [๑๑๕๘] สกวาที แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. แผ่นดินมีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา มีอทุกขมสุขเวทนา ประกอบด้วยสุขเวทนา ประกอบด้วยทุกขเวทนา ประกอบด้วยอทุกขม สุขเวทนา ประกอบด้วยผัสสะ ประกอบด้วยเวทนา ประกอบด้วยสัญญา ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยจิต มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของ แผ่นดินนั้นมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. แผ่นดินไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ไม่มีอทุกขม สุขเวทนา ไม่ประกอบด้วยสุขเวทนา ไม่ประกอบด้วยทุกขเวทนา ไม่ ประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนา ไม่ประกอบด้วยผัสสะ ไม่ประกอบด้วย เวทนา ไม่ประกอบด้วยสัญญา ไม่ประกอบด้วยเจตนา ไม่ประกอบด้วย จิต ไม่มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความ จงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจของแผ่นดินนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า แผ่นดินไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของแผ่นดินนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าว ว่าแผ่นดินเป็นกรรมวิบาก. [๑๑๕๙] ส. ผัสสะ เป็นกรรมวิบาก และผัสสะมีสุขเวทนา มี ทุกขเวทนา มีอทุกขมสุขเวทนา ประกอบด้วยสุขเวทนา ประกอบด้วย
หน้า 75 ข้อ 1160, 1161
ทุกขเวทนา ประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนา ประกอบด้วยผัสสะ ประกอบ ด้วยเวทนา ประกอบด้วยสัญญา ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยจิต มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก และแผ่นดินมีสุขเวทนา มี ทุกขเวทนา มีอทุกขมสุขเวทนา ประกอบด้วยสุขเวทนา ประกอบด้วย ทุกขเวทนา ประกอบด้วยอทุกขมสุขเวทนา ประกอบด้วยผัสสะ ประกอบ ด้วยเวทนา ประกอบด้วยสัญญา ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยจิต มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจของแผ่นดิน มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๐] ส. แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก แต่แผ่นดินไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของแผ่นดิน นั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ เป็นกรรมวิบาก แต่ผัสสะไม่มีสุขเวทนา ไม่มี ทุกขเวทนา ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๑] ส. แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แผ่นดินเชิดชูได้ เหยียบย่ำได้ ตัดได้ ทำลายได้หรือ ?
หน้า 76 ข้อ 1162, 1163, 1164
ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมวิบาก เชิดชูได้ เหยียบย่ำได้ ตัดได้ ทำลายได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๒] ส. แผ่นดิน บุคคล จะพูน จะเพิ่ม จะถม จะก่อ จะเสริม ก็ทำได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมวิบาก บุคคลจะพูน จะเพิ่ม จะถม จะก่อ จะเสริม ก็ทำได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๓] ส. แผ่นดินทั่วไปแก่ชนอื่น ๆ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมวิบากทั่วไปแก่ชนอื่น ๆ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๔] ส. กรรมวิบาก ทั่วไปแก่ชนอื่น ๆ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า นิธิ คือ บุญ ไม่ ทั่วไปแก่ชนอื่น ๆ โจรลักไม่ได้ ผู้มีอันจะพึงตายเป็นสภาวะควรทำบุญ ผู้นั้นพึงประพฤติสุจริต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กรรมวิบากทั่วไปแก่ ชนอื่น ๆ
หน้า 77 ข้อ 1165, 1166, 1167
[๑๑๖๕] ส. แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แผ่นดินตั้งอยู่ด้วยดีก่อน สัตว์ทั้งหลายจึงบังเกิดขึ้น ในภายหลัง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิบากบังเกิดขึ้นก่อน ต่อภายหลังสัตว์ทั้งหลายจึงทำ กรรมเพื่อได้วิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๖] ส. แผ่นดินเป็นวิบากแห่งกรรมของสัตว์ทั้งปวงหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งปวง บริโภคแผ่นดิน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งปวง บริโภคแผ่นดินหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บางพวกบริโภคแผ่นดิน แล้วปรินิพพานมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บางพวก ไม่ยังกรรมวิบากให้สิ้นไปแล้วปรินิพพาน มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๗] ส. แผ่นดินเป็นวิบากแห่งกรรมของสัตว์ผู้จะเป็นจักรพรรดิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 78 ข้อ 1168
ส. สัตว์อื่น ๆ บริโภคแผ่นดิน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์อื่น ๆ บริโภควิบากแห่งกรรมของสัตว์ผู้จะเป็น จักรพรรดิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์อื่น ๆ บริโภควิบากแห่งกรรมของสัตว์ผู้จะเป็น จักรพรรดิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์อื่น ๆ บริโภคผัสสะ เวทนา เจตนา จิต สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของสัตว์ผู้จะเป็นจักรพรรดิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๖๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กรรมที่ยังสัตว์ให้ไปพร้อมเพื่อความเป็นใหญ่ กรรม ที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็น ใหญ่ กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อม เพื่อความเป็นเจ้าเป็นใหญ่มีอยู่ ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา จบ
หน้า 79 ข้อ 1168
อรรถกถาปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ว่าด้วย แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องแผ่นดินเป็นกรรมวิบาก คือเป็นผลของกรรม. ในเรื่องนั้น คำว่า ความเป็นแห่งชนทั้งหลายผู้เป็นใหญ่ ชื่อว่า อิสสริยะ. คือความเป็นใหญ่ ความเป็นแห่งอธิปติชนทั้งหลายชื่อว่า อาธิปัจจะ คือ ความเป็นอธิบดี หรือความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ และกรรมมีความเกี่ยวข้อง ด้วยความเป็นอิสระและความเป็นอธิบดีในแผ่นดินมีอยู่ ดังนี้ ท่านกล่าวไว้ ในคำว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อม เพื่อความเป็นใหญ่ กรรมที่ยัง สัตว์ให้เป็นไปพร้อม เพื่อความเป็นเจ้าเป็นใหญ่ มีอยู่ ดังนี้ เหตุใด เพราะ เหตุนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า แผ่นดินเป็นกรรมวิบาก ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า แผ่นดิน เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า แผ่นดิน มีสุขเวทนา เป็นต้น สกวาทีกล่าวด้วยความสามารถการแสดงสภาพ แห่งกรรมวิบาก. ผัสสะอันต่างด้วยสุขเวทนาเป็นต้นมีอยู่ในวิบากทั้งหลาย ที่ท่านแสดงไว้ โดยนัยเป็นต้นว่า ผัสสะ เป็นกรรมวิบาก ก็ผัสสะนั้นด้วย ธรรมทั้งหลายมีสัญญาเป็นต้นด้วย สัมปยุตกันกับธรรมทั้งหลายมีสุขเวทนา เป็นต้น ธรรมทั้งหลายมีสุขเวทนาเป็นต้น ก็สัมปยุตกับธรรมทั้งหลาย มีสัญญาเป็นต้น ธรรมเหล่านี้แม้ทั้งหมดเป็นไปกับด้วยอารมณ์ คือรับ อารมณ์ได้ ก็อาวัชชนจิต กล่าวคือ การรับอารมณ์อันเป็นปุเรจาริก เป็นต้นแห่งธรรมเหล่านั้น และเจตนา อันเป็นกัมมปัจจัยแห่งธรรมเหล่านั้น ก็มีอยู่ในธรรมเหล่านั้น ธรรมใดมีวิบากที่น่าปรารถนา การปรารถนา
หน้า 80 ข้อ 1168
ธรรมนั้นมีตัณหาเป็นมูลเป็นไปทั่วแล้วด้วยสามารถแห่งความตั้งใจมีอยู่ ดังนั้นสกวาทีจึงถามว่า ตามลัทธิของท่านแผ่นดินเป็นอย่างนี้ ๆ หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ. ปฏิโลมปุจฉาเป็นต้น มีอรรถง่ายทั้งนั้น. ในปัญหาว่า กรรมวิบากทั่วไปแก่ชนอื่น ๆ หรือ เป็นต้น ปรวาที ตอบปฏิเสธ หมายเอาธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ย่อมตอบรับรอง หมายเอารูปที่มีกรรมเป็นสมุฏฐาน และหมายเอาความที่แผ่นดินเป็นต้น เป็นของทั่วไป. พระสูตรว่า นิธิคือบุญ ไม่ทั่วไปแก่ชนอื่น ๆ เป็นคำที่ สกวาทีนำพระสูตรจากลัทธิของปรวาทีมาแสดง. ในปัญหาว่า สัตว์ทั้งปวงบริโภคแผ่นดินหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาสัตว์ผู้ไม่อาศัยแผ่นดิน แต่ตอบรับรองหมายเอาสัตว์ผู้อาศัย แผ่นดิน. ในปัญหาว่า สัตว์ทั้งปวงไม่บริโภคแผ่นดินย่อมปรินิพพาน หรือ ปรวาทีตอบรับรอง หมายเอาสัตว์ทั้งหลายผู้ปรินิพพานในอรูปภพ. คำว่า ไม่ยังกรรมวิบากให้สิ้นไป นี้ สกวาทีกล่าวด้วยสามารถแห่ง ลัทธิของปรวาที เพราะลัทธิของปรวาทีนั้นว่า สัตว์ทั้งหลายยังกรรม วิบากให้สิ้นไปแล้วจึงจะปรินิพพานได้ แต่ในลัทธิของสกวาที การไม่ยัง วิบากที่เกิดขึ้นจากกรรมที่ทำแล้วให้ปราศจากไปให้สิ้นไปแล้วนิพพาน ไม่มี. อนึ่ง ว่าโดยลัทธิแห่งท่านเหล่านั้น ปฐวีธาตุ ชื่อว่าเป็นวิบากที่เกิด ขึ้นแล้ว เพราะเป็นสาธารณวิบาก ก็การท้วงว่า การไม่ให้ปฐวีธาตุ ซึ่งตั้งอยู่โดยความเป็นวิบากนั้นให้สิ้นไปแล้วปรินิพพานนั้น ย่อมไม่ถูก ดังนี้ ย่อมควร. ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยสามารถแห่งลัทธิ. ในปัญหาว่า บริโภควิบากแห่งกรรมของพระเจ้าจักรพรรดิหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาธรรมที่มีผัสสะเป็นต้นที่ไม่ทั่วไป ย่อมตอบรับรอง หมายเอา
หน้า 81 ข้อ 1168
ธรรมที่เป็นสาธารณะ. ลัทธิแห่งท่านเหล่านั้นว่า แผ่นดิน สมุทร พระจันทร์ และพระอาทิตย์ เป็นต้น เป็นกรรมวิบากทั่วไปแก่สิ่งทั้งปวง. ในคำว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นพร้อมเพื่อความเป็นใหญ่ นี้ ความว่า ชื่อว่า ความเป็นอิสระ เพราะความเป็นผู้มีทรัพย์มาก ชื่อว่า อธิปไตย คือ ความ เป็นใหญ่ยิ่ง ความเป็นอธิบดี เพราะยังชนทั้งหมดให้เป็นไปในอำนาจ ของตน อธิบายว่า ชื่อว่า ความเป็นอธิบดีเพราะอรรถว่าควรแก่การ ยกย่องจากชนเหล่านั้น. ในปัญหานั้น กรรมชื่อว่ายังสัตว์ให้เป็นไปพร้อม เพื่อความเป็นอิสสริยะและความเป็นอธิบดีด้วยสามารถแห่งการได้เฉพาะ ซึ่งแผ่นดิน ไม่ใช่ด้วยสามารถแห่งการให้เกิดแผ่นดิน เพราะฉะนั้น คำว่า ปฐวี คือแผ่นดินนั้น จึงไม่สำเร็จในความเป็นกรรมวิบาก ด้วยประการ ฉะนี้. อรรถกถาปฐวีกัมมวิปาโกติกา จบ
หน้า 82 ข้อ 1169, 1170
ชรามรณวิปาโกติกถา [๑๑๖๙] สกวาที ชรามรณะ เป็นวิบาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะ มีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา มีอทุกขมสุข เวทนา ประกอบด้วยสุขเวทนา ประกอบด้วยทุกขเวทนา ประกอบด้วย อทุกขมสุขเวทนา ประกอบด้วยผัสสะ ประกอบด้วยเวทนา ประกอบด้วย สัญญา ประกอบด้วยเจตนา ประกอบด้วยจิต มีอารมณ์ ความนึก ความ ผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความ ตั้งใจ ของชรามรณะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ ไม่มี อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของชรามรณะนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ชรามรณะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของชรามรณะนั้นไม่มี ก็ ต้องไม่กล่าวว่า ชรามรณะ เป็นวิบาก. [๑๑๗๐] ส. ผัสสะ เป็นวิบาก และผัสสะมีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา ฯลฯ มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะ เป็นวิบาก และชรามรณะมีสุขเวทนา มี ทุกขเวทนา ฯลฯ มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของชรามรณะนั้น
หน้า 83 ข้อ 1171, 1172, 1173
มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๑] ส. ชรามรณะ เป็นวิบาก แต่ชรามรณะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกขเวทนา ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งชรามรณะ นั้นไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ เป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่มีสุขเวทนา ไม่มีทุกข เวทนา ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของชรามรณะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๒] ส. ชรามรณะแห่งอกุศลธรรม เป็นวิบากแห่งอกุศลธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรม เป็นวิบากแห่งกุศลธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๓] ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรม ไม่พึงกล่าวว่าเป็นวิบาก แห่งกุศลธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งอกุศลธรรม ไม่พึงกล่าวว่าเป็นวิบาก แห่งอกุศลธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 84 ข้อ 1174, 1175, 1176, 1177
[๑๑๗๔] ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรม เป็นวิบากแห่งอกุศลธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งอกุศลธรรม เป็นวิบากแห่งกุศลธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๕] ส. ชรามรณะแห่งอกุศลธรรม ไม่พึงกล่าวว่าเป็นวิบาก แห่งกุศลธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรม ไม่พึงกล่าวว่าเป็นวิบาก แห่งอกุศลธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๖] ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม เป็นวิบาก แห่งอกุศลธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม เป็นวิบาก แห่งกุศลธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๗] ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ไม่พึง กล่าวว่า เป็นวิบากแห่งกุศลธรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งกุศลธรรมและอกุศลธรรม ไม่พึง
หน้า 85 ข้อ 1178
กล่าวว่าเป็นวิบากแห่งอกุศลธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นวิบาก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มี ผิวพรรณขี้ริ้ว กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีอายุน้อย มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็น ผู้มีผิวพรรณขี้ริ้ว กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีอายุน้อย น้อย มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ชรามรณะเป็นวิบาก. ชรามรณวิปาโกติกถา จบ อรรถกถาชรามรณังวิปาโกติกถา ว่าด้วย ชรามรณะเป็นวิบาก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องชรามรณะเป็นวิบาก คือความแก่ความตายเป็น วิบาก. ในปัญหานั้น ชื่อว่าชรา เพราะความที่เป็นผู้มีผิวพรรณทราม ชื่อว่า มรณะ เพราะความเป็นผู้มีอายุน้อย อนึ่ง กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็น ไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีผิวพรรณทราม และให้มีอายุน้อยนั้นมีอยู่ ในคำว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีผิวพรรณทราม และให้มี อายุน้อยนั้นมีอยู่ ในคำว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็น ผู้มีผิวพรรณขี้ริ้ว กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีอายุ
หน้า 86 ข้อ 1178
น้อยมีอยู่ ดังนี้ เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกาย อันธกะทั้งหลายว่า ชรามรณะเป็นวิบาก คือเป็นผล ดังนี้ คำถามของ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในปัญหาปฏิโลม คำว่า ชรามรณะไม่มีอารมณ์ อธิบายว่า รูปธรรมทั้งหลายไม่มีอารมณ์ ส่วนชรามรณะแห่งอรูปทั้งหลาย คือนามธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าไม่มี อารมณ์เพราะความไม่มีลักษณะแห่งสัมปโยคะ. ในปัญหาว่า ชรามรณะแห่งอกุศลธรรมเป็นวิบากแห่งอกุศลธรรม หรือ ปรวาทีตอบรับรองตามลัทธิว่า ขึ้นชื่อว่าชราและมรณะพึงเป็น วิบากที่ไม่น่าปรารถนา. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ย่อมตอบปฏิเสธซึ่งความ ที่ชรามรณะแห่งกุศลธรรมว่าเป็นวิบากของกุศลธรรม. และย่อมตอบ รับรองชรามรณะแห่งกุศลธรรมว่าเป็นวิบากของอกุศลธรรมนั่นแหละ ข้างหน้า. อนึ่ง สกวาทีท่านรวมปัญหาให้เป็นอย่างเดียวกัน ด้วยสามารถ แห่งคำถามว่า ชรามรณะแห่งกุศลและอกุศลธรรม แต่ชราและมรณะ แห่งกุศลและอกุศลนั้นมีในขณะเดียวกันหามิได้. ชื่อว่าคำปริยาย คือ พูดอ้อมค้อม เพราะคำอันบุคคลพึงกล่าวว่า ชรามรณะเป็นวิบากของ อัพยากตะ อันมิใช่วิบากทั้งหลาย ดังนี้ ไม่มี เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงไม่ อธิบายปัญหาว่าด้วยอัพยากตะ. ในข้อว่า กรรมที่ยังสัตว์ให้เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีผิวพรรณ ขี้ริ้ว นี้ อธิบายว่า ชื่อว่า ความเป็นผู้มีผิวพรรณไม่ดีเพราะมีผิวพรรณ ไม่บริสุทธิ์ ชื่อว่า ความเป็นผู้มีอายุน้อยเพราะไม่สามารถให้อายุเป็น ไปได้ยั่งยืน. ในปัญหานั้น อกุศลธรรมเป็นกัมมปัจจัยแก่รูปที่มีผิวพรรณ ไม่งามซึ่งมีกรรมเป็นสมุฏฐาน. แต่วิบากแห่งอกุศลธรรมนั้น ชื่อว่าย่อม
หน้า 87 ข้อ 1178
ไม่มีแก่รูปนั้นเพราะเป็นสภาวธรรมไม่เหมือนกัน. อนึ่ง วิบากแห่งอกุศล ธรรมนั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่สมุฏฐานทั้งหลายมีอุตุสมุฏฐานเป็นต้น ด้วย สามารถแห่งการให้ได้รูปที่มีผิวพรรณทรามนั้น และด้วยสามารถแห่ง การเข้าไปตัดซึ่งอายุ. อกุศลธรรมนั้น ชื่อว่าเกี่ยวข้องด้วยความเป็นผู้มี ผิวพรรณไม่ดี และเป็นผู้มีอายุน้อยด้วยประการฉะนี้. ธรรมนั้น ชื่อว่า ไม่ให้เป็นไปด้วยสามารถแห่งความเกิดขึ้นแห่งชราและมรณะ โดยตรง เหมือนผัสสะอันเป็นวิบากเป็นต้น เพราะฉะนั้น ชราและมรณะนั้นจึงไม่ สำเร็จในความเป็นวิบาก. คำที่เหลือในที่นี้ เช่นกับด้วยคำที่ข้าพเจ้ากล่าว แล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาชรามรณังวิปาโกติกถา จบ
หน้า 88 ข้อ 1179, 1180
อริยธัมมวิปากกถา [๑๑๗๙] สกวาที วิบากแห่งอริยธรรมไม่มี หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. สามัญญะ๑ มีผลมาก พรหมัญญะ๑ มีผลมาก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สามัญญะมีผลมาก พรหมัญญะ มีผลมากก็ ต้องไม่กล่าวว่าวิบากแห่งอริยธรรมไม่มี. [๑๑๘๐] ส. วิบากแห่งอริยธรรมไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลมีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าโสดาปัตติผลมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิบาก แห่งอริยธรรมไม่มี. ส. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล อรหัตผล มีอยู่มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อรหัตผลมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิบากแห่ง อริยธรรมไม่มี. ๑. สามัญญะ - คุณเครื่องความเป็นสมณะ, พรหมัญญะ - คุณเครื่องความเป็นพรหมทั้ง ๒ นี้ หมายถึง อริยมรรค.
หน้า 89 ข้อ 1181, 1182
[๑๑๘๑] ส. โสดาปัตติผล ไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผลแห่งทาน ไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติผล ไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผลแห่งศีล ฯลฯ ผลแห่งภาวนา ไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผล ไม่ เป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผลแห่งทานไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรหัตผลไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผลแห่งศีล ฯลฯ ผลแห่งภาวนา ไม่เป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๒] ส. ผลแห่งทานเป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผลแห่งทานเป็นวิบาก หรือ ?
หน้า 90 ข้อ 1183, 1184
ป. ถูกแล้ว. ส. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผลเป็น วิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผลแห่งศีล ฯลฯ ผลแห่งภาวนาเป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผลแห่งภาวนาเป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สกทาคามิผล ฯลฯ อานาคามิผล อรหัตผลเป็นวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๓] ส. กามาวจรกุศลมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรกุศลมีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศลมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรกุศลมีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๔] ส. โลกุตตรกุศลไม่มีวิบาก หรือ ?
หน้า 91 ข้อ 1185, 1186
ป. ถูกแล้ว. ส. กามาวจรกุศลไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลกุตตรกุศลไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศลไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๕] ป. กามาวจรกุศลมีวิบาก เป็นอาจยคามี คือก่อวิปากวัฏไป หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. โลกุตตรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก เป็นอาจยคามี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. รูปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก เป็นอาจยคามี หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. โลกุตตรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก เป็นอาจยคามี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๖] ป. โลกุตตรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก แต่เป็นอปจยคามี คือหลีกวิปากวัฏไป หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กามาวจรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก แต่เป็นอปจยคามี หรือ ?
หน้า 92 ข้อ 1186
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. โลกุตตรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก แต่เป็นอปจยคามี หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปาวจรกุศล ฯลฯ อรูปาวจรกุศล เป็นธรรมมีวิบาก แต่เป็นอปจยคามี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อริยธัมมวิปากกถา จบ อรรถกถาอริยัมมวิปากกถา ว่าด้วย วิบากแห่งอริยธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องวิบากแห่งอริยธรรม. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า สามัญญผล คือ ผลแห่งความเป็นสมณะ สักว่าการละกิเลสเท่านั้นหาใช่จิตและเจตสิกธรรม ไม่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า วิบากแห่งอริยธรรมไม่มีหรือ โดย หมายถึงชนเหล่านั้น. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า วิบากแห่งอริยธรรม ได้แก่ ผลของอริยมรรค คำตอบรับรองของปรวาทีโดยลัทธิว่า อริยผล สักว่า เป็นการสิ้นไปแห่งกิเลส. คำว่า สามัญญะ ได้แก่ คุณเครื่องความ เป็นสมณะ คำนี้เป็นชื่อของอริยมรรค สมจริง ดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราจักแสดงความเป็นสมณะ และผลแห่ง ความเป็นสมณะแก่เธอทั้งหลาย ดังนี้. แม้ในคุณเครื่องความเป็นพรหม คือพรหมัญญะ ก็นัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 93 ข้อ 1186
ในปัญหาทั้งหลาย มีคำว่า โสดาปัตติผลไม่เป็นวิบากหรือ เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองซึ่งความที่อริยผลทั้งหลายไม่เป็นวิบาก เพราะหมาย เอาความที่โสดาปัตติมรรคเป็นต้นไม่มีการสั่งสมวัฏฏะ ย่อมตอบปฏิเสธ ผลแห่งทานเป็นต้น คือหมายเอาเป็นวิปากวัฏ. จริงอยู่ ท่านห้ามอรรถแห่ง อาจยคามีติกะ๑ ด้วยคำอย่างนี้ว่า ธรรมเหล่าใดย่อมไปสู่ที่มีการสั่งสม อันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าวิบาก เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงชื่อว่า อาจยคามี อีกอย่างหนึ่ง ธรรมเหล่าใดเมื่อสั่งสมย่อมไปสู่ที่มีการสั่งสม เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า อาจยคามี ธรรมเหล่าใดเมื่อไม่มี การสั่งสมวิบากย่อมไป เพราะเหตุนั้น ธรรมเหล่านั้น จึงชื่อว่า อปจยคามี เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองด้วย ปฏิเสธด้วย อย่างนี้. คำถามว่า กามาวจรกุศลมีวิบากเป็นอาจยคามี คือเป็นธรรม สั่งสมวิปากวัฏ ดังนี้ เป็นของปรวาที คำตอบรับรองและปฏิเสธเป็น ของสกวาที. จริงอยู่ โลกิยกุศลวิบาก ชื่อว่า อาจยคามี เพราะอรรถว่า มีปกติ ไม่สั่งสมจุติ ปฏิสนธิ และวัฏฏะเป็นไป โลกุตตรกุศลนี้ย่อมเป็น ธรรมมีวิบากทั้งนั้น มิใช่ไม่มีวิบากด้วยเหตุสักแต่คำว่า เป็นอปจยคามี คือเป็นธรรมไม่สั่งสมจุติ ปฏิสนธิ และวัฏฏะ. พึงทราบคำตอบรับรอง และปฏิเสธของสกวาทีในที่นี้ เพราะหมายเอาเนื้อความนี้ ด้วยประการ ฉะนี้แล. อรรถกถาอริยธัมมวิปากกถา จบ ๑. คำว่า อาจยคามีติกะได้แก่หมวด ๓ แห่งอาจายคามีในติกมติกา.
หน้า 94 ข้อ 1187, 1188, 1189
วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา [๑๑๘๗] สกวาที วิบาก เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิบากของวิบากนั้น ก็เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิบากของวิบากนั้น ก็เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อเป็นอย่างนั้น วิบากนั้น ๆ ก็ไม่มีการทำที่สุดทุกข์ ไม่มีความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๘] ส. วิบาก เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า วิบาก หรือว่าธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบากก็ดี คำว่าธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือว่าวิบากก็ดี คำทั้ง ๒ นี้ก็อย่างเดียว กัน เสมอกัน เท่ากัน เหมือนกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๘๙] ส. วิบาก เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิบาก กับธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก ธรรมที่เป็นเหตุ แห่งวิบาก กับวิบาก สหรคตกัน เกิดร่วมกัน ระคนกัน สัมปยุตกัน เกิด-
หน้า 95 ข้อ 1190, 1191, 1192
ด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุอันเดียวกัน มีอารมณ์อันเดียวกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๙๐] ส. วิบาก เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อกุศลอันนั้น วิบากแห่งอกุศลก็อันนั้นแล กุศลอันนั้น วิบากแห่งกุศลก็อันนั้นแล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๙๑] ส. วิบาก เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลฆ่าสัตว์ด้วยจิตใด ก็ไหม้ในนรกด้วยจิตนั้น แหละ บุคคลให้ทานด้วยจิตใด ก็บันเทิงในสวรรค์โดยจิตนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๙๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิบาก เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก ส. ถูกแล้ว. ป. วิบาก คือ ขันธ์ ๔ ส่วนนามธรรม เป็นอัญญมัญญ- ปัจจัย มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า วิบาก คือ ขันธ์ ๔ ส่วนนามธรรมเป็นอัญญ- มัญญปัจจัย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิบากเป็นธรรมที่เป็นเหตุ แห่งวิบาก. วิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา จบ
หน้า 96 ข้อ 1192
อรรถกถาวิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา ว่าด้วย วิปากะเป็นวิปากธัมมธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องวิบากเป็นวิปากธัมมธรรม คือวิบากเป็นธรรม ที่เป็นเหตุให้วิปากะเกิดขึ้น. ในปัญหานั้น วิบากเป็นปัจจัยแก่วิบากด้วย อำนาจแห่งอัญญมัญญปัจจัย เป็นต้นมีอยู่ ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า แม้วิบากก็เป็นวิปากธัมมธรรม คือ เป็นธรรมที่เป็นเหตุให้วิบากเกิดขึ้น ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า วิบากของวิบากนั้น ก็เป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก ความว่า สกวาทีย่อมถามว่า วิบากใด มีอยู่ วิบากแม้นั้นเป็นวิปากธัมมธรรมแก่วิบากที่เป็นวิปากธัมมธรรม นั้นหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาภาวะแห่งการให้ผลต่อไป. ถูกถาม ครั้งที่ ๒ ตอบปฏิเสธ โดยผิดไปจากลัทธิ แต่ท่านก็ย่อมตอบรับรอง หมายเอาความเกิดขึ้นแห่งวิบากอื่นเพราะเป็นปัจจัยแก่วิบากแม้นั้น. ก็ ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ การไม่ตัดวัฏฏะย่อมปรากฏว่า วิบาก แห่งวิบากแม้นั้นก็เป็นวิบากแห่งวิบากแม้นั้นต่อไป ราวกะกุศลและ อกุศลหรือ ? ปรวาทีถูกถามปัญหานี้ ก็ตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากลัทธิ. ก็ในการพิสูจน์ถ้อยคำว่า คำว่าวิบากหรือว่าธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก ก็ดี เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะว่า ถ้าว่า ความที่วิบากเป็นอรรถ อันเดียวกับธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบากไซร้ คำว่ากุศล อกุศลและอัพยากตะ ก็จะพึงมีอรรถอันเดียวกันได้.
หน้า 97 ข้อ 1192
ในคำว่า วิบากกับธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก นี้ มีคำอธิบายว่า เมื่อปรวาทีกำหนดอยู่ซึ่งวิบากในนามขันธ์ทั้ง ๔ ขันธ์ ๑ ๆ ชื่อว่าเป็น วิปากธัมมธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นเหตุให้วิบากเกิดขึ้น เพราะอรรถว่า เป็นปัจจัยในปัจจัยทั้งหลายมีอัญญมัญญปัจจัยเป็นต้น และเพราะอรรถว่า เป็นปัจจยุบบัน ดังนั้น เมื่อถูกสกวาทีถามว่า วิบากเป็นธรรมที่เป็นเหตุ แห่งวิปากะหรือ จึงตอบรับรองว่า ใช่. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อท้วงปรวาที นั้น จึงกล่าวคำอย่างนี้ว่า วิบากในนามขันธ์ ๔ ในขณะเดียวกันก็ดี ธรรม ที่เป็นเหตุแห่งวิบากในนามขันธ์ ๔ ก็ดี เป็นธรรมที่ท่านรับรองแล้ว เหตุใด เพราะเหตุนั้น ความที่วิบากและธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิปากเหล่านั้น ย่อมปรากฏว่าเป็นธรรมสหรคตกันหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอา ธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิบาก คือ กุศล. คำว่า อกุศลอันนั้น ความว่า ถ้าวิบากเป็นธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิปากะตามลัทธิของท่านไซร้ วิบากใด เป็นอกุศลวิบาก วิบากนั้นก็ถึงความเป็นอกุศล. ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่าเพราะความที่ท่านกล่าวว่าอกุศลวิบากเป็นสภาวะอย่างเดียวกันกับ ด้วยธรรมที่เป็นเหตุแห่งวิปากะ. แม้ในคำว่า กุศลอันนั้น เป็นต้น ก็นัยนี้ นั่นแหละ. คำว่า อัญญมัญญปัจจัย นี้ ปรวาทีกล่าวแล้วด้วยสามารถสัก แต่ว่าเป็นปัจจัยแห่งสหชาตธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น คำว่า อัญญ- มัญญปัจจัย นี้จึงไม่สำเร็จประโยชน์. แม้การกล่าวถึงความที่มหาภูตรูป ทั้งหลายเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันนั้นก็หาใช่เป็นวิบากไม่ ทั้งไม่เป็นธรรม ที่เป็นเหตุแห่งวิบากด้วย ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาวิปาโกวิปากธัมมธัมโมติกถา จบ
หน้า 98 ข้อ 1192
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. สังคหิตกถา ๒. สัมปยุตตกถา ๓. เจตสิกกถา ๔. ทานกถา ๕. ปริโภคมยปุญญกถา ๖. อิโตทินนกถา ๗. ปฐวีกัมมวิปาโกติกถา ๘. ชรามรณวิปาโกติกถา ๙. อริยธัมมวิปากกถา ๑๐. วิปาโกวิปาก- ธัมมธัมโมติกถา. วรรคที่ ๗ จบ
หน้า 99 ข้อ 1193, 1194, 1195
วรรคที่ ๘ ฉคติกถา [๑๑๙๓] สกวาที คติมี ๖ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคติไว้ ๕ คือ นรก กำเนิด ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์ เทวดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคติไว้ ๕ คือ นรก กำเนิด ดิรัจฉาน ปิตติวิสัย มนุษย์ เทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖. [๑๑๙๔] ส. คติมี ๖ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสูรพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวย อารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน อายุเท่ากัน กับพวกเปรต ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยเปรต มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อสูรพวกกาลกัญชิกา มีรูปร่างเหมือนกัน มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากันกับ เปรต ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเปรต ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖. [๑๑๙๕] ส. คติมี ๖ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือนกัน มี
หน้า 100 ข้อ 1196, 1197
การเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากัน กับ พวกเทวดา ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเทวดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ มีรูปร่างเหมือน กัน มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน มีอาหารอย่างเดียวกัน มีอายุเท่ากัน กับพวกเทวดา ทำอาวาหะวิวาหะกับด้วยพวกเทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖. [๑๑๙๖] ส. คติมี ๖ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ เคยเป็นเทวดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าพวกอสูรบริษัทท้าวเวปจิตติ เคยเป็นเทวดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า คติมี ๖. [๑๑๙๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า คติมี ๖ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มีอสูรกาย มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่ามีอสูรกาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า คติมี ๖. ฉคติกถา จบ
หน้า 101 ข้อ 1197
อรรถกถาฉคติกถา ว่าด้วย คติ ๖ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องคติ ๖. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายอันธกะ และอุตตราปถกะทั้งหลายว่า คติมี ๖ รวมทั้ง อสุรกาย ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งคติทั้งหลาย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำหนดไว้ในเรื่องโลมหังสนสูตรว่า ดูก่อน สารีบุตร คติ ๕ เหล่านี้แลมีอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคติไว้ ๕ มิใช่หรือ เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองเพราะกลัวผิดจาก พระสูตร. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร สกวาทีจึงไม่รับรองคติ ๖ แม้อสุรกาย ท่านก็สงเคราะห์เข้าในอบายภูมิ ดังคำนี้ว่า พระอริยเจ้าพ้นแล้วจาก อบายทั้ง ๔ ดังนี้ มิใช่หรือ ? แก้ว่า ท่านสงเคราะห์อสุรกายไว้ในข้อนั้น ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ไม่จัดเป็นคติ. ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่า เพราะ ไม่มีคติส่วนหนึ่งต่างหาก. จริงอยู่ พวกอสูรชื่อว่ากาลกัญชิกาในจำพวก อสุรกาย ท่านสงเคราะห์เข้าในคติแห่งเปรต. บริษัทของท้าวเวปจิตติ ท่านสงเคราะห์เข้าในคติแห่งพวกเทพ. คำว่า อสุรกาย นี้ ชื่อว่าเป็นส่วน หนึ่งต่างหากย่อมไม่มี. บัดนี้ สกวาทีจึงเริ่มคำว่า อสูรพวกกาลกัญชิกา เป็นต้น เพื่อจะ แสดงอรรถอย่างเดียวกันนั้นนั่นแหละ. ในคำเหล่านั้น คำว่า สมานวณฺณา ได้แก่ มีรูปร่างสัณฐานอย่างเดียวกัน. คำว่า มีรูปร่างน่าเกลียด ได้แก่ มีรูปพิการ มีลักษณะชั่ว. คำว่า มีการเสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน ได้แก่
หน้า 102 ข้อ 1197
มีการประพฤติในเมถุนธรรมเช่นเดียวกัน. คำว่า มี อาหารอย่างเดียวกัน ได้แก่ มีอาหาร มีน้ำลาย น้ำมูก น้ำเหลืองและเลือดเป็นต้นอย่างเดียวกัน. คำว่า มีอายุเท่ากัน ได้แก่ มีการกำหนดอายุเหมือนกัน. คำว่า อาวาหะ และวิวาหะ ได้แก่ การรับหญิงสาว และการให้หญิงสาว. ในฝ่ายเทพเจ้า สุกฺกปกฺเข ในพวกคุณงามความดี คำว่า มี รูปร่างเหมือนกัน ได้แก่ เป็นผู้มีรูปร่างสวยงามเช่นเดียวกัน ถึงพร้อม ด้วยรัศมี อันนำมาซึ่งความเลื่อมใสน่าทัศนา คือน่ารักน่าดู. คำว่า มีการ เสวยอารมณ์อย่างเดียวกัน ได้แก่ มีการบริโภคกามคุณ ๕ เหมือนกัน. คำว่า มีอาหารอย่างเดียวกัน ได้แก่ อาหารมีสุธาโภชน์เป็นต้นเหมือนกัน. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. คำว่า มีอสุรกายมิใช่หรือ นี้ เป็น การสำเร็จประโยชน์แต่เพียงว่าอสูรกายมีอยู่เท่านั้น แต่ไม่สำเร็จว่าเป็น คติของอสุรกายนั้น เพราะไม่มีการกำหนดคติของอสุรกายไว้ส่วนหนึ่ง ดังนี้แล. อรรถกถาฉคติกถา จบ
หน้า 103 ข้อ 1198, 1199, 1200
อันตราภวกถา [๑๑๙๘] สกวาที อันตราภพ๑ มีอยู่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นกามภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นรูปภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นอรูปภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๑๙๙] ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่ในระหว่างรูปภพและอรูปภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๐๐] ส. อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างกามภพและรูปภพหรือ ? ๑. ภพในระหว่าง.
หน้า 104 ข้อ 1201
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างกามภพและ รูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่. ป. อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่ในระหว่างรูปภพกับอรูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่. [๑๒๐๑] ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพนั้น เป็นกำเนิดที่ ๕ เป็นคติที่ ๖ เป็น วิญญาณฐิติที่ ๘ เป็นสัตตาวาสที่ ๑๐ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ ใน
หน้า 105 ข้อ 1202
อันตราภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๐๒] ส. กามภพมีอยู่ กามภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็น สัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามภพมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 106 ข้อ 1203
ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในกามภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามภพ เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพ เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๐๓] ส. รูปภพมีอยู่ รูปภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็น สัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ?
หน้า 107 ข้อ 1203
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปภพ มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปภพมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ อยู่ ในรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปภพเป็นปัญจโวการภพ หรือ ?
หน้า 108 ข้อ 1204
ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพเป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๐๔] ส. อรูปภพ มีอยู่ อรูปภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพ มีอยู่ อันตราภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็น สัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอรูปภพ มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปภพ มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติ อยู่ ในอรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติ
หน้า 109 ข้อ 1205, 1206
อยู่ ในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอันตราภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรูปภพเป็นจตุโวการภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพเป็นจตุโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๐๕] ส. อันตราภพมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียว ก็ต้องไม่กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่ [๑๒๐๖] ส. อันตราภพมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้กระทำอนันตริยกรรม
หน้า 110 ข้อ 1207
หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริย กรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่. [๑๒๐๗] ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลเข้าถึงนรก ฯลฯ สำหรับ บุคคลผู้เข้าถึงอสัญญสัตว์ ฯลฯ สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 111 ข้อ 1208, 1209
ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึง อรูปภพ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่. [๑๒๐๘] ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพมีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้เข้าถึงอรูปภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันตราภพไม่มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ไม่เข้าถึงอรูปภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๐๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อันตราภพมีอยู่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้อันตราปรินิพพายี มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่ ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า อันตราภพมีอยู่ ส. อันตราภพ ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้ อันตราปรินิพพายีมีอยู่หรือ ?
หน้า 112 ข้อ 1209
ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อุปหัจจปรินิพพายีมีอยู่ อุปหัจจภพ ก็ชื่อว่ามีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อันตราภพ ชื่อว่ามีอยู่ เพราะทำอธิบายว่า บุคคล ผู้อันตราปรินิพพายีมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะทำอธิบายว่า บุคคลผู้อสังขารปรินิพพายีมีอยู่ ฯลฯ บุคคลผู้สสังขารปรินิพพายีมีอยู่ สสังขารภพก็ชื่อว่ามีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อันตราภวกถา จบ อรรถกถา อันตรา ภวกถา ว่าด้วย อันตราภพ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอันตราภพ คือ ภพที่คั่นในระหว่าง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ และสมิติยะทั้งหลาย ว่า สัตว์ หมายถึงผู้จะปฏิสนธิ ผู้ไม่มีทิพพจักขุย่อมเป็นผู้ราวกะมี ทิพพจักขุ ผู้ไม่มีฤทธิ์ย่อมเป็นผู้ราวกะผู้มีฤทธิ์เล็งแลดูอยู่ซึ่งการอยู่ร่วม ของบิดามารดา และการมีระดู เขาดำรงอยู่ประมาณ ๗ วัน หรือเกิน กว่านั้นในที่ใด ที่นั้น ชื่อว่า อันตราภพ เพราะถือเอาบทพระสูตรว่า บุคคลชื่อว่าอันตราปรินิพพายี คือ ผู้ปรินิพพานในระหว่างอายุยังไม่ทัน
หน้า 113 ข้อ 1209
ถึงท่ามกลางแห่งอายุขัย โดยไม่พิจารณาดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อันตราภพมีอยู่หรือ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงปรวาทีนั้น ด้วยสามารถแห่งภพทั้ง ๓ เหล่าใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วนั้น จึงกล่าวคำว่า เป็นกามภพ เป็นต้น. ในปัญหานั้น อธิบายว่า ผิว่า ภพไร ๆ ชื่อว่าอันตราภพมีอยู่ตาม ลัทธิของท่านไซร้ ภพนั้นก็พึงเป็นดุจปัญจโวการภพ ภพใดภพหนึ่งแห่ง กามภพทั้งหลายเป็นต้น นั่นแหละ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงถามท่านว่า เป็นกามภพ หรือรูปภพ หรืออรูปภพ ชื่อว่า อันตราภพ ตามลัทธิของ ท่าน. ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงปฏิเสธทั้งหมด. คำว่า มีอยู่ ในระหว่างกามภพ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าอันตราภพมี อยู่ไซร้ อันตราภพนั้นก็จะพึงเป็นเหมือนกับเขตแดนแห่งเขตแดนทั้ง ๒ ปริวาทีเมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงปฏิเสธปัญหาทั้งปวง ย่อมปฏิเสธไป เพราะลัทธิอย่างเดียว แต่ย่อมไม่ปฏิเสธตามความเป็นจริง โดยคำนั้น นั่นแหละ สกวาทีจึงกล่าวปฏิเสธกะปรวาทีว่า ท่านก็ต้องไม่กล่าวว่า อันตราภพมีอยู่ แม้คำว่า อันตราภพเป็นกำเนิดที่ ๕ เป็นต้น สกวาที ถามเพื่อท้วงว่า อันตราภพนั้นไม่รวมอยู่ในกำเนิดเป็นต้นตามที่พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงกำหนดไว้แล้ว ก็เมื่อเป็นเช่นนี้ อันตราภพนั้นก็จะพึงเป็น ภพที่เกินจากกำเนิดจากคติเป็นต้นนั้น ๆ. คำว่า กรรมอันยังสัตว์ให้ เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ สกวาทีถามเพื่อท้วงว่า ถ้าอันตราภพแม้นั้น พึงเป็นภพหนึ่งต่างหากไซร้ กรรมที่ยังสัตว์ให้เข้าถึงซึ่งอันตราภพนั้น ก็พึงมี ดุจกรรมที่ยังสัตว์ให้เข้าถึงกามภพเป็นต้น ดังคำที่พระศาสดา
หน้า 114 ข้อ 1209
ทรงจำแนกไว้แล้วและแสดงแล้วว่าเป็นกรรมมีอยู่จริง อย่างนี้ ดังนี้. อนึ่ง ลัทธิเหล่านั้นในลัทธิของปรวาทีว่า กรรมโดยเฉพาะที่ชื่อว่าอันยัง สัตว์ให้เข้าถึงซึ่งอันตราภพไม่มี สัตว์ใดจักเข้าถึงซึ่งภพใด ๆ ย่อมเกิด ในอันตราภพได้ด้วยกรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงซึ่งภพนั้นนั่นแหละ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. แม้ถูกสกวาทีถาม ว่า สัตว์ผู้เข้าถึงอันตราภพมีอยู่หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธตามลัทธิว่า สัตว์เหล่านั้นชื่อว่าผู้เกิดในกามภพนั่นแหละ. แม้ถูกถามว่า สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่...ในอันตราภพหรือ ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความเกิด ความ แก่ ความตาย และจุติอุปบัติในอันตราภพนั้น จึงตอบปฏิเสธ แม้ถูกถาม ด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้น ย่อมตอบปฏิเสธ เพราะลัทธิแห่งชนเหล่านั้น ว่า รูปของสัตว์ในอันตราภพเห็นไม่ได้ แม้ธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็ไม่หยาบเหมือนสัตว์เหล่าอื่น. ด้วยเหตุนี้นั่นแหละ พึงทราบการปฏิเสธ แม้ในความเป็นแห่งปัญจโวการภพ. บัดนี้ คำว่า กามภพ เป็นภพ เป็นคติ เป็นต้น ชื่อว่าเป็นการ เปรียบเทียบภพ. ในข้อนี้อธิบายว่า ถ้าภพไร ๆ ชื่อว่าอันตราภพพึงมี ตามลัทธิของท่านไซร้ ก็บรรดาภพทั้งหลาย มีกามภพเป็นต้นมีอยู่ การ แตกต่างกันแห่งภพและคติเป็นต้น พึงหยั่งเห็นได้ ฉันใด แม้ในอันตราภพ นั้น ก็จะพึงเห็นได้ ฉันนั้น ในอันตราภพหยั่งเห็นไม่ได้ ฉันใด แม้ใน กามภพเป็นต้นเหล่านี้ก็หยั่งเห็นไม่ได้ ฉันนั้น เพราะว่า การจำแนกด้วยดี แห่งภพและคตินั่นแหละมีอยู่ในความเป็นแห่งภพที่มีอยู่ มิใช่ในภพนอกจาก นี้ก็อะไรเล่า เป็นเหตุแปลกกันระหว่างกามภพเป็นต้นเหล่านั้นกับอันตราภพ
หน้า 115 ข้อ 1209
ในที่นี้. ปรวาที ย่อมตอบรับรองและตอบปฏิเสธซึ่งปัญหานั้น ๆ ด้วย สามารถสักแต่ว่าลัทธิ. ถูกสกวาทีถามว่า อันตราภพมีอยู่สำหรับสัตว์ทั้งปวงทีเดียวหรือ ปรวาที นั้นไม่ต้องการอันตราภพมีแก่สัตว์ผู้เกิดในนรก อสัญญีสัตว์ และอรูปพรหม เพราะฉะนั้นจึงปฏิเสธ. ย่อมตอบรับรองโดยปฏิโลม ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ. คำว่า อนันตราภพ มีอยู่สำหรับบุคคลผู้ทำ อนันตริยกรรม. เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อจำแนกแสดงภพทั้งหลาย โดยนัยที่ปรวาทีนั้นไม่ปรารถนาอันตราภพของสัตว์เหล่าใดเหล่านั้น. คำนั้นทั้งหมด บัณฑิตพึงทราบโดยทำนองแห่งพระบาลีพร้อมกับการ อ้างพระสูตร แล. อันตราภวกถา จบ
หน้า 116 ข้อ 1210, 1211
กามคุณกถา [๑๒๑๐] สกวาที กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้นมีอยู่ ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ. ส. ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความดำริเกี่ยวด้วย กามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วย อำนาจความดำริเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ปีติเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น โสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยกามคุณ ๕ นั้นมีอยู่ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ. [๑๒๑๑] ส. กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักษุของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตะ ฆานะ ชิวหา กาย มโน ของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ หรือ ?
หน้า 117 ข้อ 1212
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า กามคุณ ๕ ในโลก มีมโนเป็นที่ ๖ พระพุทธเจ้าทั้งหลายประกาศแล้ว บุคคลสำรอกความพอใจ ในกามคุณ ๕ และมโนนี้แล้ว ย่อมหลุดพ้นจากทุกข์ได้ ด้วยอาการอย่างนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า มโนของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุ. [๑๒๑๒] ส. กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามคุณ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติ- อยู่ ในกามคุณ หรือ? ๑. ขุ.สุ. ๒๕/๓๐๙.
หน้า 118 ข้อ 1212
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามคุณ เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้น พระ ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้นในกามคุณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามธาตุ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามคุณ เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามธาตุ มีอยู่ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงกามคุณ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามธาตุมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 119 ข้อ 1212
ส. สัตว์ผู้เข้าถึงกามคุณมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติ- อยู่ ในกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติ- อยู่ ในกามคุณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามคุณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามธาตุ เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามคุณ เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น พระ ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้น ในกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 120 ข้อ 1213
ส. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น พระ ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมอุบัติขึ้น คู่พระสาวกย่อมอุบัติขึ้น ในกามคุณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๑๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ๕ อย่างเป็นไฉน ? รูปซึ่งเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความ กำหนัด เสียงซึ่งเป็นวิสัยแห่งโสตวิญญาณ กลิ่นซึ่งเป็นวิสัยแห่งฆาน วิญญาณ รสซึ่งเป็นวิสัยแห่งชิวหาวิญญาณ โผฏฐัพพะซึ่งเป็นวิสัยแห่ง กายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่าง ฉะนี้แล ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ก็กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุน่ะสิ. กามคุณกถา จบ ๑. สํ.สฬา ๑๘/๔๑๓.
หน้า 121 ข้อ 1213
อรรถกถากามคุณกถา ว่าด้วย กามคุณ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกามคุณ. ในเรื่องนั้น ในลัทธิของสกวาทีก่อน วัตถุกามก็ดี กิเลสกามก็ดี กามภพก็ดี ท่านเรียกว่า กามธาตุ. จริงอยู่ ่ในบรรดากามเหล่านั้น วัตถุกามชื่อว่ากามเพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่า ปรารถนา ชื่อว่าธาตุเพราะอรรถว่าเป็นสภาวะ เป็นนิสสัตตะ และเป็น สุญญตะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า กามธาตุ กิเลสกามชื่อว่ากามเพราะอรรถว่า เป็นสิ่งที่น่าปรารถนาด้วยเพราะอรรถว่าเป็นการชอบใจด้วย ชื่อว่าธาตุ เพราะอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ฉะนั้นจึงชื่อว่า กามธาตุ กามภพ ชื่อว่ากามเพราะเหตุ ๓ คือ เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่าใคร่ ๑ เพราะ อรรถว่าเป็นเครื่องก้าวไป ๑ เพราะอรรถว่าเป็นสถานที่เป็นไปแห่ง วัตถุกาม ๑ ชื่อว่าธาตุเพราะอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ ฉะนั้นจึง ชื่อว่า กามธาตุ. ก็ในลัทธิของผู้อื่นถือเอากามคุณ ๕ เท่านั้นเป็นกามธาตุ เพราะอาศัยสักแต่บาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ดังนี้. เพราะฉะนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดนี้ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ ทั้งหลาย สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น จึงถามว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นต้น เพื่อท้วงซึ่งความที่กามคุณนั้นเป็นสภาพที่แตกต่างไปจากกามธาตุ คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิ. คำว่า มีอยู่มิใช่หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงถึงกิเลสกาม. ในคำเหล่านั้น คำว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้น ได้แก่ เกี่ยวพร้อมเฉพาะแล้วด้วยกามคุณ คือมีกามคุณเป็นอารมณ์. ในคำ ทั้งหลายว่า ก็ต้องไม่กล่าวว่า กามคุณ ๕ เท่านั้น นี้ความว่า บรรดา
หน้า 122 ข้อ 1213
ธรรมทั้งหลาย มีความพอใจเกี่ยวด้วยกามคุณนั้น เป็นต้นมีอยู่ ท่านก็ ไม่ควรกล่าวว่ากามคุณ ๕ เท่านั้น เป็นกามธาตุ. อธิบายว่า ก็ธรรม ทั้งหลายมีความพอใจ เป็นต้นแม้เหล่านี้ ชื่อว่ากามด้วย ชื่อว่าธาตุด้วย เพราะอรรถว่าเป็นสิ่งที่น่าปรารถนา แม้เพราะเหตุนี้จึงชื่อว่ากามธาตุ ฉันทะเป็นต้นชื่อว่าธาตุ อันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่ากามเพราะอรรถว่า เป็นการชอบใจ แม้เพราะเหตุนี้ก็ชื่อว่า กามธาตุ. คำว่า จักขุของมนุษย์ ทั้งหลาย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงถึงวัตถุกาม. ในปัญหาเหล่านั้น ปรวาทีถูกถามว่า มโนของมนุษย์ทั้งหลาย ไม่เป็นกามธาตุหรือ ? อีก เพราะปฏิเสธซึ่งความที่อายตนะแม้ทั้ง ๖ ว่า ไม่เป็นกามธาตุเป็นแต่วัตถุกาม ทั้งไม่ตอบรับรองซึ่งความที่ใจนั้นว่า เป็นกามธาตุ เพราะหมายเอามหัคคตและโลกุตตรจิต. อันที่จริง มโนที่ เป็นไปในภูมิ ๒ แม้ทั้งหมดก็ชื่อว่ากามธาตุทั้งนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตำหนิปรวาทีนั้นด้วยการอ้างพระสูตร. คำว่า กามคุณเป็นภพ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงซึ่งความที่ภพเป็นกามธาตุ. แต่โวหารว่า ภพ ในคำสักว่ากามคุณย่อมไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปรวาทีจึง ปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. คำทั้งปวงว่า กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึง กามคุณ เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงซึ่งความที่โวหารสักว่า กามคุณเป็นกามธาตุก็หาไม่. จริงอยู่ กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงซึ่งกามภพ อันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่ากามธาตุมีอยู่ และสัตว์ทั้งหลายผู้เกิดในกามภพ นั้นแหละก็มีอยู่ ฉะนั้นบัณฑิตพึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้ ว่าสัตว์ทั้งหลายย่อมเกิดย่อมแก่ ย่อมตาย ย่อมจุติ และย่อมอุบัติในกามภพ นั้น มิใช่ในกามคุณทั้งหลาย ดังนี้แล. อรรถกถากามคุณกถา จบ
หน้า 123 ข้อ 1214, 1215
กามกถา [๑๒๑๔] สกวาที อายนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความพอใจที่เกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความพอใจเกี่ยวด้วยอายตนะนั้นมีอยู่ ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม. ส. ความกำหนัดเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัด ด้วยอำนาจความพอใจเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความดำริเกี่ยวด้วย อายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ความกำหนัดด้วย อำนาจความยินดีเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ปีติเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น โสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น ปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ มิใช่หรือ. ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าปีติโสมนัสเกี่ยวด้วยอายตนะ ๕ นั้น มีอยู่ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม. [๑๒๑๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ๕ อย่างเป็นไฉน ? รูปที่เป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพะที่เป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕
หน้า 124 ข้อ 1216
อย่าง ฉะนี้แล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ก็อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นการ น่ะสิ. [๑๒๑๖] ส. อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ๕ อย่างเป็นไฉน ? รูปอันเป็นวิสัยแห่งจักขุวิญญาณ ฯลฯ โผฏฐัพพะอันเป็นวิสัยแห่งกายวิญญาณ ที่น่าปรารถนา น่าใคร่ จำเริญใจ น่ารัก ประกอบด้วยกาม เป็นที่ตั้งแห่งความยินดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณ ๕ อย่าง ฉะนี้แล อีกอย่างหนึ่ง ทั้ง ๕ อย่างนี้มิใช่กาม แต่ ทั้ง ๕ อย่างนี้ เรียกในวินัยของพระอริยะว่า กามคุณ ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริเป็นกามคุณของบุรุษ สิ่งที่สวยงาม ในโลกไม่ใช่กาม ความกำหนัดด้วยอำนาจความดำริ เป็นกามของบุรุษ สิ่งที่สวยงามย่อมตั้งอยู่ในโลกอย่างนั้นแล แต่ว่านักปราชญ์ย่อมกำจัด ความพอใจในสิ่งที่สวยงามนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เป็นกาม. กามกถา จบ ๑. อัง. ฉกฺก ๒๒/๓๓๔.
หน้า 125 ข้อ 1216
อรรถกามกถา ว่าด้วย กาม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกาม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า อายตนะทั้ง ๕ มีรูปายตนะเป็นต้น เท่านั้นเป็นกาม เพราะอาศัยสักแต่พระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กามคุณนี้ ๕ อย่าง ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อายตนะ ๕ เท่านั้น เพื่อแสดงซึ่งความที่กิเลสกามนั่นแหละเป็นกามโดยแท้ ดังนี้ โดยหมายเอา ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถกถาตื้น ทั้งนั้นแล. อรรถกถากามกถา จบ
หน้า 126 ข้อ 1217, 1218
รูปธาตุกถา [๑๒๑๗] สกวาที รูปธรรม รูปเป็นธาตุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูป เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็น กำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๑๘] ส. รูปธาตุ เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูป เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปธาตุมีอยู่ หรือ ?
หน้า 127 ข้อ 1218
ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปธาตุมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ผู้เข้าถึงรูปมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในรูปธาตุ หรือ? ส. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปธาตุ เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูป เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 128 ข้อ 1218
ส. รูปธรรมเป็นไปธาตุ รูปมีอยู่ในกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามธาตุวันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลประกอบด้วยกามภพ เป็นผู้ประกอบด้วยภพ สอง คือ กามภพ และรูปภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ รูปธาตุกถา จบ อรรถกถารูปธาตุกถา ว่าด้วย รูปธาตุ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปธาตุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า รูปธรรมเท่านั้น ชื่อว่า รูปธาตุ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า รูป ดังนี้ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ทีนั้น สกวาทีเพื่อจะโต้แย้งด้วยอรรถว่า รูปภพ ก็ชื่อว่า รูปธาตุ มิใช่เพียงสักแต่รูปอย่างเดียวเท่านั้น ด้วยอรรถนั้น จึง กล่าวว่า รูปธาตุ เป็นต้น. คำทั้งหมดนั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความ โดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในเรื่องกามคุณนั่นแหละ.
หน้า 129 ข้อ 1218
ถูกสกวาทีถามว่า กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละหรือ ปรวาทีเมื่อเห็นผิดจากการกำหนดภูมิ จึงตอบปฏิเสธ. ถูกถามซ้ำอีก ก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิของตน ก็เมื่อความเป็นเช่นนั้น มีอยู่ รูปนั้นก็ย่อมปรากฏเพราะการประชุมกันด้วยภพทั้ง ๒ คือ กามภพ รูปภพ ด้วยเหตุนั้น สกวาที จึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า บุคคลประกอบ ด้วยกามภพ เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีรูปเพียงรูป เดียวทั้ง ๒ ภพ ดังนี้แล. อรรถกถารูปธาตุกถา จบ
หน้า 130 ข้อ 1219, 1220
อรูปธาตุกถา [๑๒๑๙] สกวาที อรูปธรรม เป็นอูปธาตุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เวทนา เป็นภพ เป็นคติ เป็นสัตตาวาส เป็นสงสาร เป็นกำเนิด เป็นวิญญาณฐิติ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนาเป็นจตุโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๐] ส. อรูปธาตุ เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา เป็นภพ เป็นคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 131 ข้อ 1220
ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงอรูปธาตุมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันยังสัตว์ให้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ผู้เข้าถึงอรูปธาตุมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ผู้เข้าถึงเวทนามีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลาย เกิดอยู่ แก่อยู่ ตายอยู่ จุติอยู่ อุบัติอยู่ ในเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรูปธาตุเป็นจตุโวการภพ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาเป็นจตุโวการภพ หรือ ?
หน้า 132 ข้อ 1220
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรูปธรรม เป็นอรูปธาตุ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามธาตุอันนั้น อรูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามธาตุอันนั้น อรูปธาตุก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ประกอบด้วยกามภพ เป็นผู้ประกอบด้วยภพ ๒ คือกามภพ และอรูปภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปธรรม เป็นรูปธาตุ อรูปธรรม เป็นอรูปธาตุ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มีอยู่ในกามธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ อรูปธาตุก็ อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามธาตุอันนั้น รูปธาตุก็อันนั้นแหละ อรูปธาตุก็ อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ประกอบด้วยกามภพ เป็นผู้ประกอบด้วยภพ ๓ คือ กามภพ รูปภพ และอรูปภพ หรือ ?
หน้า 133 ข้อ 1220
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อรูปธาตุกถา จบ ื อรรถกถารูปธาตุกถา ว่าด้วย อรูปธาตุ แม้ในเรื่องอรูปธาตุ ในบัดนี้ บัณฑิตก็พึงทราบเนื้อความโดยอุบาย นี้นั่นแหละ คือตามที่กล่าวแล้ว. แต่ในอรูปธรรมทั้งหลาย คือนามขันธ์ ๔ ท่านทำการแสดงไว้ในที่นี้โดยนัยว่า เวทนาเป็นภพ เป็นต้น เพราะถือ เอาเวทนาขันธ์นั่นแหละ. ในปัญหานั้น บัณฑิตพึงทราบเนื้อความอย่างนี้ ว่า สกวาทีถามว่า เวทนา อันถึงซึ่งการนับว่าเป็น อรูปธรรมทั้งหลาย เป็นอย่างใดอย่างหนึ่งมีภพเป็นต้น ตามลัทธิของท่านหรือ. คำที่เหลือ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาอรูปธาตุกถา จบ
หน้า 134 ข้อ 1221, 1222
รูปธาตุยา อายตนกถา [๑๒๒๑] สกวาที อัตภาพมีอายตนะ ๖ อยู่ในรูปธาตุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ในอรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีคันธายตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีรสายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๒] ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีคันธายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีฆานายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีรสายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุ นั้นไม่มีชิวหายตนะ หรือ ?
หน้า 135 ข้อ 1223, 1224
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น ไม่มีกายายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๓] ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ และรูปายตนะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตะ และรูปายตนะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ และรสายตนะด้วย ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ และมีโผฏฐัพพายตนะด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๔] ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ และสัททายตนะด้วย ฯลฯ ในรูปธาตุนั้นมีมนายตนะ และธัมมายตนะด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ และคันธายตนะด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ และธัมมายตนะด้วย หรือ ?
หน้า 136 ข้อ 1225, 1226
ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ และรสายตนะด้วย ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ และมีโผฏฐัพพายตนะด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๕] ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ แต่ไม่มีคันธายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๖] ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ แต่ไม่มีรูปายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ แต่ไม่มีโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ แต่ไม่มีสัททายตนะ ฯลฯ
หน้า 137 ข้อ 1227, 1228
ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ แต่ไม่มีธัมมายตนะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๗] ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ และเห็นรูป นั้น ได้ด้วยจักษุนั้นหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และ สูด กลิ่น นั้นด้วยฆานะนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ และเห็นรูป นั้น ได้ด้วยจักษุนั้นหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ และลิ้มรส นั้นได้ด้วยชิวหานั้น ฯลฯ ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๘] ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ใน รูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ และรู้แจ้งธรรมนั้นได้ด้วยมโนนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูด กลิ่น นั้นได้ด้วยฆานะนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 138 ข้อ 1229, 1230
ส. ในรูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ และรู้แจ้ง ธรรมนั้นได้ด้วยมโนนั้นหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ ฯลฯ ใน รูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ ด้วยกายนั้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๒๙] ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ แต่สูดกลิ่น นั้นด้วยฆานะนั้นไม่ได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ แต่เห็นรูป นั้น ด้วยจักษุนั้นไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ แต่สูดกลิ่น นั้น ด้วยฆานะนั้นไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ในรูป ธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ แต่รู้แจ้งธรรมนั้นด้วยมโนนั้นไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๐] ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ ฯลฯ ใน รูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ แต่ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นด้วย
หน้า 139 ข้อ 1231, 1232
กายนั้นไม่ได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีจักขายตนะ มีรูปายตนะ แต่เห็นรูป นั้นด้วยจักษุนั้นไม่ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ แต่ ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นด้วยกายนั้นไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีโสตายตนะ มีสัททายตนะ ฯลฯ ใน รูปธาตุนั้น มีมนายตนะ มีธัมมายตนะ แต่รู้แจ้งนั้นด้วยมโนนั้นไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๑] ส. ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูด กลิ่นนั้นไว้ด้วยฆานะนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นเกิดแต่รากไม้ กลิ่นเกิดแต่แก่น กลิ่นเกิดแต่เปลือก กลิ่นเกิดแต่ใบ กลิ่นเกิดแต่ดอก กลิ่นเกิดแต่ผล กลิ่นสด กลิ่นเป็นพิษ กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๒] ส. ในรูปธาตุนั้น มีชิวหายตนะ มีรสายตนะ และลิ้มรส นั้น ได้ด้วยชิวหานั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 140 ข้อ 1233, 1234
ส. ในรูปธาตุนั้น มีรสเกิดแต่รากไม้ รสเกิดแต่ลำต้น รสเกิดแต่เปลือก รสเกิดแต่ใบ รสเกิดแต่ดอก รสเกิดแต่ผล รสเปรี้ยว หวาน ขม เผ็ด เค็ม ปร่า เฝื่อน ฝาด ดี ไม่ดี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๓] ส. ในรูปธาตุนั้น มีกายายตนะ มีโผฏฐัพพายตนะ และ บุคคลผู้ถูกต้องโผฏฐัพพะนั้นได้ด้วยกายนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในรูปธาตุนั้น มีสัมผัสแข็ง อ่อน ละเอียด หยาบ สุข- สัมผัส ทุกขสัมผัส หนัก เบา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ในรูปธาตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต กายนิมิต มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานนิมิต ชิวหานิมิต กาย- นิมิต ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า อัตภาพอันมีอายตนะ ๖ มีอยู่ใน รูปธาตุ. รูปธาตุยา อายตนกถา จบ
หน้า 141 ข้อ 1234
อรรถกถารูปธาตุยา อายตนกถา ว่าด้วย อายตนะในรูปธาตุ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอายตะในรูปธาตุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมี ความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลายว่า อัตภาพ ของหมู่พรหมเหล่านั้นมีอายตนะครบทั้ง ๖ เพราะอาศัยพระสูตรว่า พวกพรหมที่มีรูป มีความสำเร็จได้ด้วยใจ มีอวัยวะน้อยใหญ่ทั้งปวง มี อินทรีย์อันไม่บกพร่อง คือมีอัตภาพสมบูรณ์ ดังนี้ จึงสำคัญว่า แม้ฆานนิมิต คือรูปร่างของจมูก ของพวกพรหมเหล่านั้นว่า เป็นอายตนะเทียว คือ หมายความว่าเป็นฆานายตนะนั่นแหละ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อัตภาพ ของพวกพรหม มีอายตนะทั้ง ๖ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาทีด้วยสามารถแห่งลัทธิ. ทีนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วง ด้วยสามารถแห่งอายตนะที่ไม่มีอยู่ในพวกพรหมนั้น จึงเริ่มกล่าวกะ ปรวาทีนั้นว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะหรือ เป็นต้น ลำดับนั้น ปรวาทีก็ตอบรับรองด้วยลัทธิว่า สัณฐานนิมิตของอายตนะทั้ง ๓ คือ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ ที่เป็นภายใน มีฆานายตนะเป็นต้น อันใดมีอยู่ในรูปธาตุนั้น สัณฐานนิมิตนั้นนั่นแหละเป็นอายตนะ ดังนี้. ถูกถามด้วยสามารถแห่งคันธายตนะเป็นต้นซึ่งเป็นของภายนอก ปรวาที เมื่อเสพคุ้นอยู่ซึ่งอารมณ์แห่งฆานายตนะเป็นต้นนั้นจึงไม่ปรารถนา ฆานปสาทเป็นต้นในรูปธาตุนั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหา ปฏิโลมและปัญหาว่าด้วยการเปรียบเทียบทั้งหลาย บัณฑิตพึงทราบเนื้อ ความโดยอุบายนี้แหละ.
หน้า 142 ข้อ 1234
คำว่า ในรูปธาตุนั้น มีฆานายตนะ มีคันธายตนะ และสูดกลิ่น นั้นด้วย ฆานะนั้นหรือ ดังนี้ สกวาทีกล่าวหมายถึงอาจารย์บางพวกใน ลัทธิอื่นเท่านั้น. ได้ยินว่า อาจารย์บางพวกเหล่านั้นมีความสำคัญว่า ใน รูปธาตุนั้นมีอายตนะภายในครบทั้ง ๖ บริบูรณ์ แต่ชื่อว่าอายตนะก็พึง ทำกิจของตน คือรับอารมณ์ได้ตามหน้าที่ เพราะฉะนั้น อายตนะเหล่านั้น จึงสูดกลิ่น ลิ้มรส ถูกต้องซึ่งกลิ่นเป็นต้นเหล่านั้น ด้วยฆานะเป็นต้น เหล่านั้น ดังนี้. ปรวาทีอาศัยลัทธินั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. ก็ถูกถาม คำว่า ในรูปธาตุนั้น มีกลิ่นเกิดแต่รากไม้ ดังนี้ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่ อาจยังความเป็นอายตนะภายนอกให้ปรากฏได้ จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ในรูปธาตุนั้นมีฆานนิมิตมิใช่หรือ เป็นต้น คำนั้นสำเร็จแต่เพียงเป็น รูปร่างสัณฐานเท่านั้น หาได้สำเร็จเป็นอายตนะไม่ เพราะฉะนั้น คำนั้น แม้ท่านปรวาทีนำมาตั้งเป็นลัทธิไว้แล้วก็เหมือนมิได้นำมา ดังนี้แล. อรรถกถารูปธาตุยา อายตนกถา จบ
หน้า 143 ข้อ 1235, 1236, 1237
อรูเป รูปกถา [๑๒๓๕] สกวาที รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ป. เป็นรูปภพ เป็นรูปคติ เป็นไปสัตตาวาส เป็นรูป สงสาร เป็นกำเนิดแห่งรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. อรูปภพ เป็นอรูปคติ อรูปสัตตาวาส อรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่งอรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นอรูปภพ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพแห่ง อรูปสัตว์ ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย. [๑๒๓๖] ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นภพ คติ สัตตาวาส สงสาร กำเนิด วิญญาณฐิติ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นภพ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เป็นภพ คติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มี ขันธ์ ๔ ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย. [๑๒๓๗] ส. รูปมีอยู่ในรูปธาตุ และรูปธาตุนั้น เป็นรูปภพ เป็น รูปคติ เป็นรูปสัตตาวาส เป็นรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่งรูปสัตว์ เป็นการ
หน้า 144 ข้อ 1238, 1239
ได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็น รูปภพ เป็นรูปคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพแห่งรูปสัตว์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปมีอยู่ในรูปธาตุ และรูปธาตุนั้น เป็นปัญจโวการภพ เป็นคติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็น ปัญจโวการภพ คติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๘] ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็น อรูปภพ เป็นอรูปคติ เป็นอรูปสัตตาวาส เป็นอรูปสงสาร เป็นกำเนิดแห่ง อรูปสัตว์ เป็นการได้อัตภาพแห่งอุปสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปมีอยู่ในอรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น เป็นอรูปภพ เป็นอรูปคติ ฯลฯ เป็นการได้อัตภาพแห่งอรูปสัตว์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๓๙] ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย และอรูปสัตว์นั้น เป็น จตุโวการภพ คติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปมีอยู่ในอรูปธาตุ และอรูปธาตุนั้น เป็นจตุโวการภพ
หน้า 145 ข้อ 1240, 1241
คติ ฯลฯ การได้อัตภาพแห่งสัตว์มีขันธ์ ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๐] ส. รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสการออกไปแห่งรูปทั้งหลาย ว่า อรูป มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสการออกไปแห่ง รูปทั้งหลายว่า อรูป ก็ต้องไม่กล่าวว่า อรูปมีอยู่ในรูปสัตว์ทั้งหลาย [๑๒๔๑] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสการออกไปแห่งรูปทั้งหลาย ว่า อรูป แต่รูปก็ยังมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสการออกไปแห่งกาม ทั้งหลายว่า เนกขัมมะ แต่กามทั้งหลายก็ยังมีอยู่ในหมู่เนกขัมมะ อาสวะ ทั้งหลายก็ยังมีอยู่ในหมู่ผู้หาอาสวะมิได้ โลกิยธรรมก็ยังมีอยู่ในโลกุตรธรรม ทั้งหลาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อรูเป รูปกถา จบ
หน้า 146 ข้อ 1241
อรรถกถาอารุปเปรูปกถา ว่าด้วย รูปในอรูปสัตว์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปในอรูปสัตว์ คือ สัตว์ผู้ไม่มีรูป ได้แก่ อรูปพรหม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจนิกายอันธกะทั้งหลายว่า สุขุม รูปอาศัยโอฬาริกรูปมีอยู่แม้ในอรูปภพ เพราะพระบาลีว่า วิฺาณปจฺจยา นามรูปํ แปลว่า นามรูปมีเพราะวิญญาณเป็นปัจจัย ดังนี้ คำถามของ สกวาทีว่า รูปมีอยู่ในอรูปสัตว์ทั้งหลายหรือ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถาอารุปเปรูปกถา จบ
หน้า 147 ข้อ 1242, 1243
รูปังกัมมันติกถา [๑๒๔๒] สกวาที กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจของกายกรรม นั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความ ผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความ จงใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กายกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ นึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายกรรม ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศล. [๑๒๔๓] ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศล เป็น ธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้นมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ
หน้า 148 ข้อ 1244, 1245
ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็น ธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๔] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล แต่ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของธรรมนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล แต่ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๕] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 149 ข้อ 1246, 1247
ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็น กุศลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๖] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศลหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๗] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตหรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 150 ข้อ 1248, 1249
ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๘] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศลที่ ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศลที่ ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๔๙] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 151 ข้อ 1250, 1251
ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๐] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่ วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่วิปปยุตด้วย ผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่ วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๑] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ?
หน้า 152 ข้อ 1252
ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๒] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศลที่ทั้งวิปปยุต ด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล ที่ ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต
หน้า 153 ข้อ 1253, 1254
เป็นกุศลที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๓] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ทั้ง วิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๔] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ วจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรม เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจ ของวจีกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ?
หน้า 154 ข้อ 1255, 1256
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วจีกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า วจีกรรมที่ตั้งขึ้น ด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล. [๑๒๕๕] ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล เป็นธรรมมี อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็น ธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล เป็น ธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๖] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศล แต่ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มี
หน้า 155 ข้อ 1257, 1258
อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นไป เป็นกุศล แต่ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา สัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของปัญญานั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๕๗] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นรูป เป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็น กุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ วจีกรรมพึงให้พิสดารอย่างเดียวกับกายกรรม. [๑๒๕๘] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจของกายกรรม นั้น มีอยู่หรือ ?
หน้า 156 ข้อ 1259
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความ ผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความ ตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กายกรรมนั้นเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กายกรรมนั้นเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายกรรมที่ตั้งขึ้น ด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล. [๑๒๕๙] ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมี อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ ที่ตั้งขึ้นด้วย อกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ
หน้า 157 ข้อ 1260
อโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นไป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของกายกรรมนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๐] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายกรรมนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ ที่ตั้งขึ้นด้วย อกุศลจิต เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 158 ข้อ 1261, 1262, 1263
[๑๒๖๑] ส. กายกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็น อกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๒] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศล เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ วจีกรรมนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าวจีกรรมนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า วจีกรรมที่ตั้งขึ้น ด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล. [๑๒๖๓] ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ ?
หน้า 159 ข้อ 1264
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ ที่ตั้งขึ้นด้วย อกุศลจิต เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ อโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๔] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นไป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของวจีกรรมนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ราคะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะที่ตั้งขึ้นด้วย
หน้า 160 ข้อ 1265, 1266, 1267
อกุศลจิต เป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๕] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต ไม่ว่าอย่างใดทั้งหมด เป็น อกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๖] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๗] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต หรือ ?
หน้า 161 ข้อ 1268, 1269
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๘] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่ไม่มีอารมณ์หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๖๙] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่
หน้า 162 ข้อ 1270
ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศล เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่เกิดขึ้นด้วยอกุศล เป็นอัพยากฤตที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๐] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้ง ขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่วิปปยุต ด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ
หน้า 163 ข้อ 1271, 1272
ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ ฯลฯ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่วิปปยุตด้วยผัสสะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๑] ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่วิปปยุตด้วยผัสสะไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๒] ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศลที่ทั้งวิปปยุต ด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 164 ข้อ 1273
ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอกุศลที่ ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ฯลฯ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอกุศล ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๓] ป. รูปายตนะที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นอัพยากฤต ที่ ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททายตนะ ฯลฯ คันธาย รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต เป็นอัพยากฤตที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วจีกรรมที่ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต เป็นรูป เป็นอัพยากฤต ที่ทั้งวิปปยุตด้วยผัสสะ ทั้งไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 165 ข้อ 1274, 1275, 1276
[๑๒๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศล บ้าง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศล บ้าง. [๑๒๗๕] ส. รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะ เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ชิวหายตนะ กายายตนะ รูปายตนะ สัททายตนะ คันธายตนะ รสายตนะ โผฏฐัพพายตนะ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโชธาตุ วาโยธาตุ น้ำอสุจิ น้ำตา โลหิต ฯลฯ เหงื่อ เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๖] ส. กายเป็นรูป กายกรรมเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโน เป็นรูป มโนกรรมก็เป็นรูป หรือ ?
หน้า 166 ข้อ 1277, 1278, 1279, 1280
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๗] ส. มโน เป็นอรูป คือนาม มโนกรรมก็เป็นอรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กาย เป็นอรูป กายกรรมก็เป็นอรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๘] ส. กาย เป็นรูป แต่กายกรรมเป็นอรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโน. เป็นรูป แต่มโนกรรมเป็นอรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๗๙] ส. มโน เป็นอรูป มโนกรรมก็เป็นอรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กาย เป็นอรูป กายกรรมก็เป็นอรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๘๐] ส. เพราะกายเป็นไป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นไปหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะจักขายตนะ เป็นรูป ฉะนั้น จักขุวิญญาณ จึง เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกายเป็นไป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะโสตายตนะ เป็นรูป ฉะนั้น โสตวิญญาณ จึง เป็นรูป หรือ ?
หน้า 167 ข้อ 1281
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะฆานายตนะเป็นรูป ฉะนั้น ฆานวิญญาณ จึง เป็นรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะชิวหายตนะเป็นรูป ฉะนั้น ชิวหาวิญญาณ จึง เป็นรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกายเป็นรูป ฉะนั้น กายกรรมจึงเป็นรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะกายายตนะเป็นรูป ฉะนั้น กายวิญญาณ จึง เป็นรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๘๑] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรากล่าวเจตนาว่าเป็นกรรม บุคคลคิดแล้วจึงทำกรรมด้วยกาย วาจา ใจ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. องฺ. ฉกฺก. ๒๒/๓๓๔.
หน้า 168 ข้อ 1282, 1283
ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นกรรม [๑๒๘๒] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ เมื่อ กายมีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะกายสัญเจตนาเป็นเหตุ หรือเมื่อวาจามีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะวจีสัญเจตนา เป็นเหตุ หรือเมื่อใจมีอยู่ สุขทุกข์อันเป็นภายในย่อมเกิดขึ้นเพราะ มโนสัญเจตนาเป็นเหตุ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม [๑๒๘๓] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นกายกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์ เป็นวิบาก วจีสัญเจตนา ๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายอกุศล มีทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก มโนสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นมโนกรรมฝ่ายอกุศล มี ทุกข์เป็นกำไร มีทุกข์เป็นวิบาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายสัญเจตนา ๓ อย่าง เป็นกายกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก วจีสัญเจตนา ๔ อย่าง เป็นวจีกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก มโนสัญเจตนา ๑. สํ.นิ. ๑๖/๘๓.
หน้า 169 ข้อ 1284
๓ อย่าง เป็นมโนกรรมฝ่ายกุศล มีสุขเป็นกำไร มีสุขเป็นวิบาก ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม [๑๒๘๔] ส. รูป เป็นกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ ถ้าสมิทธิ ผู้โมฆบุรุษนี้ ถูกปาตลิบุตรปริพาชกถามอย่างนี้ ควรพยากรณ์ อย่างนี้ว่า อาวุโส ปาตลิบุตร บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา ด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยความสุขแล้ว เขาย่อมจะได้ เสวยความสุข บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรมที่จะให้ได้เสวยความทุกข์แล้ว เขาย่อมจะได้เสวยความทุกข์ บุคคลทำกรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาด้วยกาย วาจา ใจ เป็นกรรม ที่จะให้ได้เสวยเวทนาอันมิใช่ทุกข์มิใช่สุขแล้ว เขาย่อมจะได้เสวยเวทนา อันมิใช่ทุกข์มิใช่สุข ดูก่อนอานนท์ สมิทธิ ผู้โมฆบุรุษ เมื่อพยากรณ์ อย่างนี้แล้ว ชื่อว่า พึงพยากรณ์โดยชอบแก่ปาตลิบุตรปริพาชก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า รูป เป็นกรรม. รูปังกัมมันติกถา จบ ๑. ม.อุ. ๑๔/๖๐๒.
หน้า 170 ข้อ 1284
อรรถกถารูปังกัมมันติกถา ว่าด้วยคำว่า รูปเป็นกรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นกรรม (กรรมคือการกระทำ). ในเรื่องนั้น ชนเหล่านั้นมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหิสาสกะและสมิติยะทั้งหลาย ว่า กายวิญญัติรูปและรูปและวจีวิญญัตติรูปนั่นเทียว ชื่อว่ากายกรรมและ วจีกรรม ก็รูปนั้นมีกุศลเป็นสมุฏฐานย่อมเป็นกุศล รูปนั้นมีอกุศลเป็น สมุฏฐานก็ย่อมเป็นอกุศล ดังนั้น คำถามของสกวาทีว่า กายกรรมที่ ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตเป็นรูป เป็นกุศลหรือ ดังนี้ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อท้วงปรวาทีนั้นด้วยคำว่า ถ้ารูปนั้นเป็นกุศลไซร้ รูปนั้นก็พึงมีอารมณ์ได้ ดังนี้ จึงเริ่มคำว่า รูป เป็นธรรมมีอารมณ์หรือ เป็นต้น. ในปัญหานั้น คำว่า ความปรารถนา คือปตฺถนา ความตั้งใจ คือปณิธิ นี้ เป็นไวพจน์ คือเป็นคำแทนชื่อกัน ของความจงใจ คือเจตนา นั่นแหละ. จริงอยู่เมื่อนึกถึงกุศล เจตนานั่นแหละ ท่านเรียกว่า ความปรารถนา และเรียกว่า ความตั้งใจ เพราะตั้งไว้ด้วยอำนาจแห่งความนึกถึง. อนึ่ง ในข้อว่า เวทนา สัญญา เจตนา สัทธา เป็นต้น ที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิต ข้างหน้า คำว่า เจตนาคือความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ย่อม มีแก่เวทนาเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่เจตนา. ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่า เพราะความไม่มีเจตนาทั้ง ๒ ดวงรวมเป็นดวงเดียวกัน. อนึ่ง บัณฑิต พึงทราบแบบแผนอย่างนี้ เพราะความที่เจตนานั้นเป็นธรรมชาติตกไป สู่กระแส.
หน้า 171 ข้อ 1284
คำว่า รูปายตนะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงประเภทแห่ง ธรรมที่ย่อไว้ในวาระแรกว่า รูปที่ตั้งขึ้นด้วยกุศลจิตไม่ว่าอย่างใด ทั้งหมด เป็นกุศลจิตหรือ. นัยแห่งการเปรียบเทียบคำที่เหลือ เป็น ถ้อยคำว่าด้วยวจีกรรม และคำว่า ตั้งขึ้นด้วยอกุศลจิต บัณฑิตพึงทราบ คำทั้งปวงตามพิธีการเบื้องต้นโดยทำนองแห่งบาลีนั่นแหละ. ก็ในคำว่า อสุจิ ท่านประสงค์เอาน้ำสุกกะ. การชำระพระสูตรมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถารูปังกัมมันติกถา จบ
หน้า 172 ข้อ 1285, 1286
ชีวิตินทริยกถา [๑๒๘๕] สกวาที รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ ไม่มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่ เป็นไปอยู่ ความที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยง อยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี. [๑๒๘๖] ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่นามธรรมทั้งหลาย และอรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย และรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 173 ข้อ 1287, 1288, 1289, 1290
[๑๒๘๗] ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นไป อยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย แต่รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี หรือ ? ส. อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็นอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยงอยู่ มี อยู่แก่นามธรรมทั้งหลาย แต่อรูปชีวิตินทรีย์ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๘๘] ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย เป็นรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๘๙] ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูป ชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอรูป ชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๙๐] ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย เป็นไปชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 174 ข้อ 1291, 1292, 1293, 1294
[๑๒๙๑] ส. อายุของนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นรูป ชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุของรูปธรรมทั้งหลาย ไม่พึงกล่าวว่า เป็นอรูป ชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๙๒] ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เป็นอรูป ชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เป็นรูป ชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๙๓] ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึง กล่าวว่า เป็นไปชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อายุของรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย ไม่พึง กล่าวว่า เป็นอรูปชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๙๔] ส. รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้านิโรธ ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 175 ข้อ 1295, 1296, 1297, 1298
[๑๒๙๕] ส. ผู้เข้านิโรธ มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ผู้เข้านิโรธมีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มี. [๑๒๙๖] ส. ผู้เข้านิโรธมีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนื่องในขันธ์ไหน ? ป. เนื่องในสังขารขันธ์ ส. ผู้เข้านิโรธมีสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้เข้านิโรธมีสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้านิโรธมีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๙๗] ส. ผู้เข้านิโรธ มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มิใช่ผู้เข้านิโรธ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๒๙๘] ส. รูปชีวิตินทรีย์ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 176 ข้อ 1299
ส. อสัญญสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสัญญสัตว์ทั้งหลายมีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี. [๑๒๙๙] ส. อสัญญสัตว์มีชีวิตินทรีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนื่องด้วยขันธ์ไหน ? ป. เนื่องด้วยสังขารขันธ์. ส. อสัญญสัตว์มีสังขาร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสัญญสัตว์มีสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสัญญสัตว์มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสัญญสัตว์มีเวทนาขันธ์ ฯลฯ สัญญาขันธ์ ฯลฯ วิญญาณขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นปัญจโวการภพ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 177 ข้อ 1300, 1301, 1302
[๑๓๐๐] ส. ชีวิตินทรีย์ที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไป ส่วนหนึ่ง ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไปส่วน หนึ่ง ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๐๑] ส. ผัสสะที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไปหมด ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีวิตินทรีย์ที่ตั้งขึ้นด้วยจิตดวงแสวงหาอุบัติ ดับไป หมด ในเมื่อจิตดวงแสวงหาอุบัติดับ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๐๒] ป. ชีวิตินทรีย์เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลเป็นอยู่ด้วยชีวิต ๒ อย่าง ตายด้วยมรณะ ๒ อย่าง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ชีวิตินทริยกถา จบ
หน้า 178 ข้อ 1302
อรรถกถาชีวิตินทริยกถา ว่าด้วย ชีวิตินทรีย์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องชีวิตินทรีย์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดว่า ชื่อว่า ชีวิตินทรีย์เป็นธรรมไม่มีรูปไม่ประกอบกับจิต ฉะนั้นจึงว่า รูปชีวิตินทรีย์ไม่มี ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะและสมิติยะ ทั้งหลาย คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ในปัญหาว่า อายุ...ไม่มีแก่รูปธรรมทั้งหลาย อธิบายว่า ปรวาที นั้น ย่อมปรารถนาคำว่า อายุ ความดำรงอยู่ ความเป็นไปอยู่ กิริยาที่เป็น ไปอยู่ อาการที่สืบเนื่องกันอยู่ ความประพฤติเป็นไปอยู่ ความหล่อเลี้ยง อยู่ ที่เป็นไปด้วยสามารถแห่งความสืบต่อแห่งอุปาทินนรูปบ้าง แห่ง อนุปาทินนรูปมีต้นหญ้าและหมู่ไม้เป็นต้นบ้าง ฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ. แม้ ในปัญหาว่า มีอยู่ ก็ตอบรับรองด้วยเหตุนี้. ในปัญหาว่า อรูปชีวิตินทรีย์ มีอยู่หรือ ปรวาที ปรารถนาว่า ชื่อว่าความสืบต่อของชีวิตินทรีย์ที่ไม่ ประกอบกับจิตแห่งอรูปธรรมทั้งหลาย ฉะนั้น จึงตอบรับรอง. ในปัญหา ว่า อายุของรูปธรรมทั้งหลายเป็นอรูปชีวิตินทรีย์หรือ อธิบายว่า ชีวิตินทรีย์ที่เป็นรูปธรรมก็ดี ที่เป็นอรูปธรรมก็ดี มีอยู่ในสันดานแห่ง สัตว์ แต่ปรวาทีปรารถนาซึ่งอรูปชีวิตินทรีย์ที่เป็นจิตตวิปปุตแห่งสัตว์ ทั้งปวงนั่นแหละ เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. แม้ในปัญหาว่าด้วย ผู้เข้า นิโรธสมบัติ ปรวาทีหมายเอาอรูปชีวิตินทรีย์ที่เป็นจิตตวิปปยุตนั่นแหละ จึงตอบปฏิเสธบ้าง ตอบรับรองบ้าง. ฝ่ายสกวาที เมื่อไม่รับรองคำนั้น
หน้า 179 ข้อ 1302
จึงกล่าวว่า หากว่า เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า เมื่ออรูปไม่เป็นไปอยู่ รูปก็พึงมีอยู่ได้. ในปัญหาว่าด้วย สังขารขันธ์ ปรวาทีหมายเอาสังขารขันธ์มี ผัสสะ เป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ แต่ตอบรับรองหมายเอาสังขารขันธ์มี กายกรรมเป็นต้น. ลัทธิของปรวาทีว่า ธรรมทั้งหลาย มีกายวิญญัติ วจีวิญญัติ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และชีวิตินทรีย์ เป็นต้นว่าเป็นธรรม เนื่องด้วยสังขารขันธ์ ดังนี้. แต่สกวาทีเมื่อไม่ตอบรับรองคำนั้น จึง กล่าวว่า ผู้เข้านิโรธมีเวทนาขันธ์ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่าความเป็น ไปแห่งอรูป แม้ดับไปแล้วสังขารขันธ์ยังมีอยู่ไซร้ นามขันธ์ ๔ ก็ต้องมีอยู่ ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาภายในสมาบัติ ย่อมตอบ รับรองหมายเอาเบื้องต้นและเบื้องปลายของผู้เข้าสมาบัติและผู้ออกจาก สมาบัติ. แม้ในวาระว่าด้วย อสัญญสัตว์ ก็นัยนี้นั่นแหละ. จริงอยู่ เพราะ ลัทธินั้นว่า ในกาลปฏิสนธิแห่งอสัญญสัตว์ทั้งหลาย จิตเกิดขึ้นแล้วก็ดับ ไป อรูปชีวิตินทรีย์ที่เป็นจิตตวิปปยุตกับจิตนั้นเกิดขึ้นแล้วก็เป็นไป ตลอดจนสิ้นอายุ เพราะฉะนั้น เมื่อถูกสกวาทีถามว่า อสัญญสัตว์ทั้งหลาย ไม่มีชีวิตินทรีย์หรือ จึงตอบปฏิเสธ. ถูกถามว่า มีชีวิตตินทรีย์หรือ ก็ตอบรับรอง. ย่อมปฏิเสธแม้ซึ่งเวทนาขันธ์ เป็นต้น ด้วยสามารถแห่ง ปวัตติกาลของอสัญญสัตว์เหล่านั้น ย่อมตอบรับรองด้วยสามารถแห่ง ปฏิสนธิกาลของอสัญญสัตว์เหล่านั้น. ก็สกวาที เมื่อไม่ต้องการคำนั้น จึงกล่าวว่า เป็นปัญจโวการภพ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่าในอสัญญสัตว์ เหล่านั้นมีเวทนาเป็นต้นแม้แต่เพียงขณะหนึ่งไซร้ อสัญญสัตว์นั้นก็นับ ว่าเป็นปัญจโวการภพ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากพระสูตร.
หน้า 180 ข้อ 1302
ในปัญหาว่า จิตดวงแสวงหาอุบัติดับไปส่วนหนึ่ง อธิบายว่า ลัทธิของปรวาทีนั้นว่า ธรรมที่สัมปยุตกันย่อมแตกดับไป แต่ธรรมที่ วิปปยุตกันย่อมตั้งอยู่ เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. คำถามของปรวาที ว่า ชีวิตินทรีย์เป็น ๒ หรือ คำตอบรับรองเป็นของสกวาที. จริงอยู่ รูปชีวิตินทรีย์ และอรูปชีวิตินทรีย์มีอยู่ ท่านจึงกล่าวว่าสัตว์ย่อมเป็นอยู่ ด้วยชีวิตินทรีย์ทั้ง ๒ นั้นนั่นแหละ ย่อมตายเพราะการแตกดับแห่งชีวิตินทรีย์ ทั้ง ๒ นั้น. ก็ในขณะจุติ ชีวิตินทรีย์แม้ทั้ง ๒ ย่อมแตกดับพร้อมกัน นั่นเทียว ดังนี้. อรรถกถาชีวิตินทริยกถา จบ
หน้า 181 ข้อ 1303, 1304
กรรมเหตุกถา [๑๓๐๓] สกวาที พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตตผลได้ เพราะเหตุ แห่งกรรมหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระโสดาบัน เสื่อมจากโสดาปัตติผลได้ เพราะเหตุ แห่งกรรมหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง กรรมหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี เสื่อมจากอนาคา- มิผลได้ เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๐๔] ส. โสดาบัน ไม่เสื่อมจากโสดาปัตติผล เพราะเหตุแห่ง กรรมหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่ง กรรมหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระสกทาคามี ฯลฯ พระอนาคามี ไม่เสื่อมจาก อนาคามิผล เพราะเหตุแห่งกรรมหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ไม่เสื่อมจากอรหัตผล เพราะเหตุแห่ง กรรมหรือ ?
หน้า 182 ข้อ 1305
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๐๕] ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง กรรมหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคือปาณาติบาตหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะเหตุแห่งกรรมคืออทินนาทาน ฯลฯ เพราะเหตุ แห่งกรรมคือกาเมสุมิจฉาจาร เพราะเหตุแห่งกรรมคือมุสาวาท เพราะ เหตุแห่งกรรมคือปิสุณาวาจา เพราะเหตุแห่งกรรมคือผรุสวาจา เพราะ เหตุแห่งกรรมคือสัมผัปปลาปะ เพราะเหตุแห่งกรรมคือมาตุฆาต เพราะ เหตุแห่งกรรมคือปิตุฆาต เพราะเหตุแห่งกรรมคืออรหันตฆาต เพราะ เหตุแห่งกรรมคือโลหิตุปบาท เพราะเหตุแห่งกรรมคือสังฆเภท หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะเหตุแห่งกรรมไหน ? ป. เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย. ส. พระอรหันต์เสื่อมจากอรหัตผลได้ เพราะเหตุแห่ง กรรม คือกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ ย่อมทำให้แจ้ง อรหัตผลได้ทุกคน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ กรรมเหตุกถา จบ วรรคที่ ๘ จบ
หน้า 183 ข้อ 1305
อรรถกถากัมมเหตุกถา ว่าด้วยเหตุแห่งกรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเหตุแห่งกรรม หรือกรรมเป็นเหตุ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดว่า พระอรหันต์รูปใดผู้เคยกล่าวตู่พระอรหันต์ ในภพก่อนด้วยกรรมอันใด พระอรหันต์รูปนั้นย่อมเสื่อมจากความเป็น พระอรหันต์เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ และสมิติยะทั้งหลาย คำถามของสกวาทีว่า เพราะเหตุแห่งกรรม ดังนี้ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือมีนัยเหมือน คำที่กล่าวไว้ในปริหานิกถานั่นแหละ. ข้อว่า เพราะกล่าวตู่พระอรหันต์ทั้งหลาย ความว่า ความเป็น พระอรหันต์นี้ย่อมเสื่อมเพราะเหตุแห่งกรรมใด ปรวาทีกล่าวเพื่อให้ รับรองซึ่งกรรมนั้น. ทีนั้น สกวาที ยังปรวาทีนั้นให้รับรองซึ่งฝักฝ่าย นั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ไม่ว่าใครที่กล่าวตู่พระอรหันต์ เป็นต้น เพื่อท้วง ด้วยคำว่า ถ้าว่าชนเหล่าใดพึงเป็นผู้กล่าวตู่พระอรหัตด้วยกรรม เหล่าใดอย่างนี้ไซร้ ชนเหล่านั้นทั้งหมดพึงบรรลุเป็นพระอรหันต์ได้หรือ ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นนิยามในการบรรลุความเป็นพระอรหันต์ด้วย กรรมนั้น. จึงตอบปฏิเสธ. อรรถกถากรรมเหตุกถา จบ
หน้า 184 ข้อ 1305
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ฉคติกถา ๒. อันตราภวกถา ๓. กามคุณกถา ๔. กามกถา ๕. รูปธาตุกถา ๖. อรูปธาตุกถา ๗. รูปธาตุยาอายตนกถา ๘. อรูเปรูปกถา ๙. รูปังกัมมันติกา ๑๐.ชีวิตินทริยกถา ๑๑. กัมมเหตุกถา. วรรคที่ ๘ จบ
หน้า 185 ข้อ 1306
วรรคที่ ๙ อานิสังสกถา [๑๓๐๖] สกวาที ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น ของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดย ความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้ ฯลฯ บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค โดยความเป็นหัวฝี โดย ความเป็นลูกศร โดยความเป็นของลำเค็ญ โดยความเป็นอาพาธ โดย ความเป็นดังคนอื่น โดยความเป็นของหลอกลวง โดยความเป็น เสนียด โดยความเป็นเครื่องเบียดเบียน โดยความเป็นภัย โดยความ เป็นอุปสรรค โดยความเป็นของหวั่นไหว โดยความเป็นของเปื่อยพัง โดยความเป็นของไม่ยั่งยืน โดยความไม่เป็นที่ต้านทาน โดยความไม่ เป็นที่หลีกเร้น โดยความไม่เป็นที่พึ่ง โดยความไม่เป็นที่ขจัดภัย โดย ความเป็นของว่าง โดยความเป็นของเปล่า โดยความเป็นของสูญ โดย ความเป็นอนัตตา โดยความเป็นโทษ ฯลฯ โดยความเป็นของมีความ แปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 186 ข้อ 1306
ส. หากว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดย ความเป็นของมีความแปรไปเป็นธรรมดา ละสัญโญชน์ได้ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ละสัญโญชน์ได้. ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น ของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น ของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น ทุกข์ ฯลฯ โดยความเป็นโรค ฯลฯ โดยความเป็นของมีความแปรไปเป็น ธรรมดาด้วยเห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็น ของแปรไปเป็นธรรมดาด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ ดวง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 187 ข้อ 1307
[๑๓๐๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน และ สัญโญชน์ได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป็นผู้พิจารณาเห็นว่าเป็นสุข หมายรู้ว่าเป็นสุข มี ความรู้สึกว่าเป็นสุข น้อมใจไปเนืองนิตย์สม่ำเสมอ ไม่สับสน หยั่ง ปัญญาลงในพระนิพพานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เห็นอานิสงส์ ในนิพพาน ก็ละสัญโญชน์ ได้ น่ะสิ. อานิสังสกถา จบ อรรถกถาอานิสังสกถา ว่าด้วย อานิสงส์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอานิสงส์. ในเรื่องนั้น การแก้ปัญหา คือการ ชี้ขาด ในลัทธิของสกวาทีว่า การละสังโยชน์ย่อมมีแก่ผู้เห็นสังขาร ทั้งหลายโดยความเป็นโทษ และเห็นพระนิพพานโดยความเป็นอานิสงส์ ดังนี้ ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า การละสังโยชน์ย่อมมีแก่ผู้เห็นพระนิพพาน โดยความเป็นอานิสงส์ เท่านั้น เพราะถือเอาวาทะของสกวาทีเพียงข้อเดียวในวาทะ ๒ ข้อนั้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
หน้า 188 ข้อ 1307
ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย เป็นต้น แก่ปรวาทีนั้นเพื่อแสดงการจำแนกว่า วาทะของสกวาทีนั้น ท่านถือเอาแล้ว แม้ความเป็นโทษในสังขารทั้งหลาย ท่านก็พึงเห็นด้วย ทีเดียว. ในปัญหาว่า บุคคลมนสิการซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็น ของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในพระนิพพานด้วย พึงทราบ อธิบายดังต่อไปนี้ว่า ลัทธิของปรวาทีเหล่านั้นว่า การละสังโยชน์ย่อม มีแก่ผู้เห็นอานิสงส์ในพระนิพพาน ดังนี้ จึงถูกสกวาทีถามว่า บุคคล มนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยง ละสัญโญชน์ ได้มิใช่หรือ ปรวาทีตอบรับรองว่าใช่ ด้วยคำนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า บุคคลมนสิการอยู่ซึ่งสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของไม่เที่ยงด้วย เป็นผู้เห็นอานิสงส์ในนิพพานด้วย ดังนี้ คำนี้ท่านรับรองหรือ ลำดับนั้น ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาเพียงขณะจิตเดียว ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งจิตต่าง ๆ. ก็สกวาทีย่ำยีความ ประสงค์ของปรวาทีนั้นแล้ว จึงถามว่า เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ อย่าง แห่งจิต ๒ อย่างหรือ เพราะความที่บุคคลผู้มนสิการสังขาร โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นผู้มีปกติเห็นอานิสงส์พระนิพพานด้วย เพราะความที่ปรวาทีตอบรับรองโดยความรวมเป็นอันเดียวกันด้วย ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่างเป็นต้น จึงตอบ ปฏิเสธ. แม้ในปัญหามีคำว่า โดยความเป็นทุกข์ เป็นต้น ก็นัยนี้นั่นแหละ. ก็ในข้อนี้มีการสันนิษฐานอย่างไร ? คือย่อมละสังโยชน์ทั้งหลาย เพราะมนสิการสังขารทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือ
หน้า 189 ข้อ 1307
ย่อมละสังโยชน์ของผู้เห็นพระนิพพาน หรือย่อมละสังโยชน์ของผู้ทำ แม้ทั้ง ๒ รวมกัน. ผิว่า การละสังโยชน์เพราะมนสิการสังขารโดยความ เป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นก่อนไซร้ การละนี้ก็พึงมีด้วยวิปัสสนาจิตเท่านั้น ถ้าการละสังโยชน์ด้วยสามารถแห่งการตามระลึกของผู้มีปกติเห็น อานิสงส์ไซร้ การละนั้นก็พึงมีด้วยวิปัสสนาจิตของผู้เห็นอยู่ซึ่งอานิสงส์ ในพระนิพพานนั่นแหละ ก็ถ้าว่าการละสังโยชน์พึงมีแก่ผู้ทำแม้ทั้ง ๒ รวมกันไซร้ การประชุมแห่งผัสสะ ๒ ดวงเป็นต้น ก็พึงมี ถึงอย่างไรก็ดี กิจของผู้มนสิการสังขารโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น ย่อมถึง ความสำเร็จในขณะแห่งมรรค เพราะสกวาทีย่อมต้องการเห็นอานิสงส์ ในพระนิพพานโดยสภาพแห่งธรรมที่เกิดขึ้นของผู้ยึดถือสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้นโดยประจักษ์นั่นแหละอีก เหตุใด เพราะ เหตุนั้น บัณฑิตพึงทราบว่า การละสังโยชน์ทั้งหลายของผู้เห็นอานิสงส์ ในพระนิพพานด้วยสามารถแห่งการให้สำเร็จกิจในอริยมรรคด้วย ด้วย สามารถแห่งความเป็นไปเพราะทำให้เป็นอารมณ์โดยมนสิการสังขาร ทั้งหลายโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วย. พระสูตรว่า เป็นผู้ พิจารณาจึงว่าเป็นสุข...ในพระนิพพานอยู่่ ดังนี้ เป็นต้น ย่อมให้สำเร็จ ในสภาพแห่งธรรมมีการตามเห็นซึ่งความสุขในพระนิพพานมิใช่ให้ สำเร็จกิจในการละสังโยชน์ทั้งหลายโดยสักว่า การเห็นอานิสงส์ใน พระนิพพานเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้ แม้ปรวาทีนำมาอ้างแล้ว ก็หาเป็นเช่นนั้นไม่ ดังนี้แล. อรรถกถาอานิสังสกถา จบ
หน้า 190 ข้อ 1308, 1309
อมตารัมมณกถา [๑๓๐๘] สกวาที สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อมตะเป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของ คันถะ เป็นอารมณ์ของโอฆะ เป็นอารมณ์ของโยคะ เป็นอารมณ์ของ นิวรณ์ เป็นอารมณ์ของปรามาสะ เป็นอารมณ์ของอุปาทาน เป็นอารมณ์ ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อมตะไม่เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ฯลฯ ไม่ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์. [๑๓๐๙] ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึง มัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึง ใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตไม่พึง
หน้า 191 ข้อ 1310, 1311
ยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึงสยบอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้. [๑๓๑๐] ส. โทสะปรารภอมตะ เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความ โกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้. [๑๓๑๑] ส. โมหะ ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อมตะเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ทำความไม่รู้ ทำความไม่ เห็น เกื้อกูลแก่ความดับสูญแห่งปัญญา เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ เกื้อกูลแก่ความเจริญแห่งปัญญา ไม่เป็นไปในฝ่ายทำลายปัญญา เป็น ไปเพื่อนิพพาน มิใช่หรือ ?
หน้า 192 ข้อ 1312, 1313, 1314
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อมตะไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความ ไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า โมหะปรารภอมตะ เกิด ขึ้นได้. [๑๓๑๒] ส. สัญโญชน์ ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นอารมณ์ ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็น อารมณ์ของสัญโญชน์ เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ เป็นอารมณ์ของ กิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๓] ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ รูปเป็นที่ตั้งแห่งราคะ อันจิตพึงยินดี พึงใคร่ พึงมัวเมา พึงผูกพัน พึงสยบอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้ง แห่งราคะ อันจิตพึงยินดี ฯลฯ พึงสยบอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๔] ส. โทสะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่ง โทสะ เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ?
หน้า 193 ข้อ 1315, 1316, 1317
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๕] ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ และรูปเป็นที่ตั้งแห่งโมหะ กระทำความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะเป็นที่ตั้งแห่ง โมหะ กระทำความไม่รู้ ฯลฯ ไม่เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๖] ส. สัญโญชน์ปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็น อารมณ์ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ไม่เป็นอารมณ์ของโอฆะ ไม่เป็นอารมณ์ของโยคะ ไม่เป็นอารมณ์ของนิวรณ์ ไม่เป็นอารมณ์ของ ปรามาสะ ไม่เป็นอารมณ์ของอุปาทาน ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเสส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัญโญชน์ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นอารมณ์ ของสัญโญชน์ ไม่เป็นอารมณ์ของคันถะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๗] ส. ราคะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้ง แห่งราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ไม่พึงใคร่ ไม่พึงมัวเมา ไม่พึงผูกพัน ไม่พึง สยบอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ราคะ อันจิตไม่พึงยินดี ฯลฯ ไม่พึงสยบอยู่ หรือ ?
หน้า 194 ข้อ 1318, 1319, 1320
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๘] ส. โทสะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ และอมตะไม่เป็นที่ตั้ง แห่งโทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โทสะ ปรารภรูปเกิดขึ้นได้ แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่ง โทสะ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความโกรธ ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความกระทบกระเทือน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๑๙] ส. โมหะปรารภอมตะเกิดขึ้นได้ แต่อมตะไม่เป็นที่ตั้ง แห่งโมหะ ไม่ทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โมหะปรารภรูปเกิดขึ้น แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งโมหะ ไม่กระทำความไม่รู้ ฯลฯ เป็นไปเพื่อนิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญโญชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ปุถุชน... หมายรู้ นิพพานโดยความเป็นนิพพาน ครั้นหมายรู้นิพพานโดยความเป็น นิพพานแล้ว ย่อมสำคัญนิพพาน ย่อมสำคัญในนิพพาน ย่อมสำคัญโดย ความเป็นนิพพาน ย่อมสำคัญนิพพานว่าของเรา ย่อมชื่นชมนิพพาน
หน้า 195 ข้อ 1320
ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น สัญโญชน์ก็มีอมตะเป็นอารมณ์ น่ะสิ อมตารัมมณกถา จบ อรรถกถาอมตารัมมณกถา ว่าด้วย สังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ ได้แก่ อมตะคือพระ- นิพพาน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ ทั้งหลายว่า สังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ เพราะถือเอาอรรถโดยไม่ใคร่ครวญ แห่งบททั้งหลายว่า ปุถุชนรู้พระนิพพาน เป็นต้น คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึง กล่าวกะปรวาทีว่า อมตะเป็นอารมณ์ของสังโยชน์ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่าสังโยชน์มีอมตะเป็นอารมณ์ได้ไซร้ อมตะก็ต้องปรากฏว่าเป็น อารมณ์ของสังโยชน์ได้ ปรวาทีปฏิเสธคำทั้งปวงเพราะกลัวผิดจาก พระสูตร บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยอุบายนี้. ก็พระสูตร ที่ปรวาทียกมาว่า ปุถุชน... หมายรู้พระนิพพานโดยความเป็นพระ นิพพาน นี้ ท่านกล่าวหมายเอานิพพานในทิฏฐธรรม คือในภพนี้ เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนี้แล. อรรถกถาอมตารัมมณากถา จบ ๑. ม.มู. ๑๓/๒.
หน้า 196 ข้อ 1321, 1322, 1323
รูปังสารัมมณันติกถา [๑๓๒๑] สกวาที รูปเป็นธรรมมีอารมณ์หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ. ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของ รูปนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์. [๑๓๒๒] ส. ผัสสะเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๓] ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ราคะ โทสะ โมหะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความ ตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 197 ข้อ 1324, 1325, 1326
ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๔] ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความ ใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๕] ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา สัญญา ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่ความนึก ความผูกใจ ฯลฯ ความตั้งใจ ของอโนตตัปปะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นธรรมมีปัจจัย มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า รูปเป็นธรรมมีปัจจัย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึง ต้องกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์. รูปังสารัมมณันติกถา จบ
หน้า 198 ข้อ 1326
อรรถกถารูปังสารัมมณันติกถา ว่าด้วย รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง รูปเป็นธรรมมีอารมณ์. ในเรื่องนั้น ว่าโดย อำนาจอารัมมณปัจจัยว่า รูป ชื่อว่ามีอารมณ์ เพราะอรรถว่ามีปัจจัย แต่รูปนั้นกระทำธรรมอื่นให้เป็นอารมณ์ไม่ได้ คือหมายความว่ารู้อารมณ์ ไม่ได้. ก็ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า รูปมีอารมณ์ได้โดยไม่แปลกกัน ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น เพื่อแสดงวิภาคอารมณ์ ๒ อย่าง คือ โอลุพฺภารมฺมณํ ได้แก่ อารมณ์ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว และ ปจฺจยารมฺมณํ ได้แก่ อารมณ์คือเป็น ปัจจัย คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบ โดยทำนองแห่งพระบาลีนั่นแหละ. ในปัญหาว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น คำตอบรับรองเป็นของสกวาที หมายเอาโอลุพภารมณ์ คือ อารมณ์ที่เป็นเครื่องยึดเหนี่ยว. แม้ในปัญหา ที่ ๒ สกวาทีนั้นนั่นแหละตอบรับรองหมายเอาอารมณ์คือเป็นปัจจัย เพราะฉะนั้น ในที่นี้ ความที่รูปนั้นเป็นธรรมชาติมีอารมณ์สำเร็จแล้ว เพราะอรรถว่ามีปัจจัยเท่านั้น มิใช่มีอารมณ์อันเป็นเครื่องยึดเหนี่ยว ด้วย ประการฉะนี้แล. อรรถกถารูปังสารัมมณันติกถา จบ
หน้า 199 ข้อ 1327, 1328, 1329
อนุสยา อนารัมมณาติกถา [๑๓๒๗] สกวาที อนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ปรวาวี ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น โผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๘] ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๒๙] ส. กามราคานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน ? ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์. ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 200 ข้อ 1330, 1331
ส. สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๐] ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัยนับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็น สารัมมณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๑] ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ส่วนกามราคะนับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วน
หน้า 201 ข้อ 1332, 1333
หนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีก ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่งเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๒] ส. ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชานุสัย อวิชชา- ปริยุฏฐาน อวิชชาสัญโญชน์ อวิชชานิวรณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ ฯลฯ อวิชชานิวรณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัย เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๓] ส. อวิชชานุสัย เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน ?
หน้า 202 ข้อ 1334, 1335
ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์. ส. สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๔] ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชา นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชานับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรม มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๕] ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ส่วนอวิชชานับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์
หน้า 203 ข้อ 1336, 1337
หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีก ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารส่วนหนึ่งเป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็น ธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน เมื่อจิตเป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ พึงกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีอนุสัย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อารมณ์ของอนุสัยเหล่านั้น มีอยู่หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ. [๑๓๓๗] ส. ปุถุชน เมื่อจิตเป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ พึงกล่าวได้ว่า เป็นผู้มีราคะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 204 ข้อ 1337
ส. อารมณ์ของราคะนั้นมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ. อนุสยา อนารัมมณาติกถา จบ อรรถกถาอนุสยา อนารัมมณาติกถา ว่าด้วย อนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอนุสัยเป็นธรรมไม่มีอารมณ์. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะ นิกายเอกัจจะ และนิกาย อุตตราปถกะทั้งหลายว่า ชื่อว่า อนุสัยทั้งหลาย คือกิเลสที่นอนเนื่อง อยู่ในสันดาน ไม่ประกอบกับจิตเป็นอเหตุกะ เป็นอัพยากตะ ด้วยเหตุ นั้นแหละ คือด้วยเหตุที่ไม่ประกอบกับจิตเป็นต้น จึงเป็นอนารัมมณะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อนุสัย เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า อนุสัย เป็นรูป เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ธรรมดาอนุสัยไม่มีอารมณ์ อนุสัย นั้นก็จะพึงเป็นอย่างนี้ คือพึงเป็นอย่างรูปเป็นต้น. คำว่า กามราคะ เป็นต้น ท่านแสดงโดยความเป็นกาม ราคานุสัยมิใช่เป็นอย่างอื่น. ใน ปัญหาว่า สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาสังขารขันธ์ที่สัมปยุตด้วยจิต ย่อมตอบรับรองหมายเอา อนุสัย ชีวิตินทรีย์ และรูปมีกายกรรมเป็นต้น ว่าเป็นธรรมนับเนื่องด้วย สังขารขันธ์. บัณฑิตพึงทราบเนื้อความในวาระทั้งปวงโดยอุบายนี้แล.
หน้า 205 ข้อ 1337
อนึ่ง ในปัญหาว่า เป็นผู้มีอนุสัยหรือ อธิบายว่า ปุถุชนชื่อว่า ยังเป็นผู้มีอนุสัย เพราะความที่เขายังมิได้ละ แต่สภาพความเป็นไปของ อนุสัยทั้งหลาย คือความเกิดดับ พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้ทรงบัญญัติไว้ จริงอยู่ อนุสัยใดอันบุคคลใดยังละไม่ได้ อนุสัยนั้นไม่นับว่าเป็นอดีต อนาคตและปัจจุบัน ก็แต่ว่าอนุสัยนั้นชื่อว่าเป็นกิเลสที่พึงละด้วยมรรค เพราะความเป็นผู้ยังละไม่ได้นั่นแหละ ท่านจึงกล่าวว่าเป็นของมีอยู่ ดังนี้. อนึ่ง ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมชื่อนี้เป็นอารมณ์ของอนุสัยเห็นปานนี้ คือท่านหมายเอาเฉพาะขณะจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากตะซึ่งอนุสัยมิได้เกิด สัมปยุตด้วย เพราะฉะนั้น อารมณ์ของอนุสัยนั้นท่านจึงปฏิเสธแล้ว. อันที่จริง อารมณ์นั้น ๆ ย่อมไม่มีแก่อนุสัยอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ อารมณ์นั้น ๆ ย่อมไม่มีแก่กิเลสทั้งหลายแม้มีราคะเป็นต้นก็เช่นเดียวกัน ตรงนี้ท่านหมายเอาขณะที่กิเลสเหล่านั้นยังไม่เกิดสัมปยุตกับจิต เพราะ ฉะนั้น ข้อนี้จึงไม่สำเร็จซึ่งความที่อนุสัยทั้งหลายเป็นสภาพมีอารมณ์ ดังนี้แล. อรรถกถาอนุสยาอนารัมมณาติกถา จบ หมายเหตุ การวินิจฉัยอนุสัยกถาในคัมภีร์กถาวัตถุนี้ ท่านหมายเอากิเลส ๗ อย่าง มีกามราคานุสัยเป็นต้นที่ยังมิได้ละด้วยอริยมรรค อนุสัยกิเลส นี้แหละขณะที่จิตเป็นกุศลก็ดี เป็นอัพยากตะก็ดี ท่านเรียกว่าเป็นจิตตวิปปยุต เพราะไม่ประกอบจิตในขณะนั้น เรียกว่าอเหตุกะเพราะไม่มีเหตุประกอบ ในขณะนั้น เรียกว่าเป็นอัพยากตะเพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรง
หน้า 206 ข้อ 1337
พยากรณ์ว่าเป็นบุญหรือเป็นบาปในขณะนั้น ด้วยเหตุทั้ง ๓ นี้แหละ ท่านจึงว่าเป็นอนารัมมณะ คือเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ดังนี้. ส่วนนัยแห่งอรรถกถาอนุสัยยมก หน้า.......... ท่านแสดง ดังนี้ :- อนุสยาติ เกนฏฺเน อนุสยา ฯ อนุสยนฏฺเน ฯลฯ ถามว่า อนุสัยทั้งหลายชื่อว่า อนุสัย เพราะอรรถว่ากระไร ? ตอบว่า เพราะอรรถว่านอนเนื่อง. ถามว่า ชื่อว่า อรรถว่าการนอนเนื่องนี้เป็นอย่างไร ? ตอบว่า ชื่อว่า อรรถว่าการนอนเนื่องนี้มีการละไม่ได้เป็นอรรถ อธิบายว่า อนุสัยเหล่านั้น ชื่อว่าย่อมนอนเนื่องในสันดานแห่งสัตว์ เพราะ อรรถว่ายังละไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า อนุสัย. คำว่า ย่อมนอนเนื่อง อธิบายว่า อนุสัยเหล่านั้นได้เหตุอันสมควร แล้วจึงเกิดขึ้น. อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า ถ้าว่า อาการคือการละยังไม่ได้ พึงชื่อว่าเป็นอรรถแห่งการนอนเนื่องไซร้ ก็ไม่ควรกล่าวว่า อาการคือ การละไม่ได้ย่อมเกิดขึ้น เพราะอนุสัยทั้งหลายย่อมเกิดขึ้น ดังนี้. ใน ที่นี้ท่านรับรองว่า อนุสัย คืออาการที่ละไม่ได้. อนึ่ง คำว่า อนุสัย ท่าน เรียกกิเลสที่มีกำลังเพราะอรรถว่าละไม่ได้. อธิบายว่า อนุสัยนั้นเป็น จิตตสัมปยุต เป็นสารัมมณะ เป็นสเหตุกะเพราะอรรถว่ามีปัจจัยเป็น อกุศลอย่างเดียว ทั้งเป็นอดีตบ้าง เป็นอนาคตบ้าง เป็นปัจจุบันบ้าง เพราะ ฉะนั้น การกล่าวว่าอนุสัยย่อมเกิดขึ้น ดังนี้ ย่อมควร. ในที่นี้ ท่านถือเอา คำที่กล่าวมานี้เป็นประมาณ. ในคัมภีร์ยมกนี้มีการท้าวความถึงคัมภีร์ กถาวัตถุและคัมภีร์อื่น ๆ ด้วย เช่นกล่าวว่า :- ในอภิธรรมกถาวัตถุก่อน ท่านปฏิเสธวาทะทั้งปวงว่า อนุสัย
หน้า 207 ข้อ 1337
ทั้งหลายเป็นอัพยากตะ เป็นอเหตุกะ และเป็นจิตตวิปปยุต หมายถึง ขณะนั้นจิตกำลังเป็นกุศลหรืออัพยากตะ. ในปฏิสัมภิทามรรค ท่านทำคำถามว่า บุคคลย่อมละกิเลสทั้งหลาย แม้อันเป็นปัจจุบันหรือ ดังนี้ แล้วตอบว่า บุคคลชื่อว่าย่อมละอนุสัยอันมี กำลังเพราะความที่อนุสัยทั้งหลายเป็นสภาพมีอยู่แก่ความเป็นปัจจุบัน. ในธรรมสังคหะ ในการจำแนกบทโมหะ ท่านกล่าวความเกิดขึ้น แห่งอวิชชานุสัยกับอกสลจิตว่า อวิชชานุสัย ได้แก่ อนุสัยคืออวิชชา อวิชชา- ปริยุฏฐาน ได้แก่ ปริยุฏฐานคืออวิชชา อวิชชาลังคิ ได้แก่ ลิ่มคืออวิชชา อกุสลมูล คือโมหะนี้มี ณ สมัยใด สมัยนั้น โมหะย่อมมี ดังนี้. ในอนุสัยยมกนี้นั่นแหละ ในอุปปัชชวาระ คือวาระว่าด้วยการเกิดขึ้น วาระใดวาระหนึ่งแห่งมหาวาระ ๗ ท่านกล่าวคำเป็นต้นไว้ว่า กามราคา- นุสัยย่อมเกิดแก่บุคคลใด ปฏิฆานุสัยก็ย่อมเกิดแก่บุคคลนั้นใช่ไหม ดังนี้ เพราะฉะนั้น คำใดที่ท่านกล่าวแล้วว่า ย่อมนอนเนื่อง คำนั้น อธิบายว่า อนุสัยทั้งหลายเหล่านั้นได้เหตุอันสมควรแล้วย่อมเกิดขึ้น ดังนี้ บัณฑิต พึงทราบว่า คำนั้นท่านกล่าวดีแล้วโดยแบบแผนนี้เป็นประมาณ. คำแม้ใด ที่ท่านกล่าวไว้เป็นต้นว่า อนุสัยเป็นจิตตสัมปยุต เป็นสารัมมณะ ดังนี้ แม้คำนั้นก็ชื่อว่าท่านกล่าวดีแล้วนั่นแหละ. คำว่า ก็ชื่อว่า อนุสัยเป็น ของสำเร็จแล้ว เป็นจิตตสัมปุต เป็นอกุสลธรรม ดังนี้ พึงถึงความสิ้นสุด กันในที่นี้แล. อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในคำทั้งหลาย มีกามราคานุสัย เป็นต้นว่า กามราคะนั้นแหละชื่อว่าอนุสัยเพราะอรรถว่ายังละไม่ได้ เพราะ ฉะนั้น จึงชื่อว่า กามราคานุสัย. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้นั่นแหละ. ต่อไป
หน้า 208 ข้อ 1337
ท่านยังได้บ่งชัดลงไปอีกว่า อนุสัยเกิดที่ไหนบ้าง ดังคำว่า. บัดนี้ เพื่อประการซึ่งที่เป็นที่เกิดขึ้นแห่งอนุสัยทั้งหลายนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำว่า ตตฺถ กามราคานุสโย อนุเสติ เป็นต้น แปลว่า กามราคานุสัยย่อมนอนเนื่องในกามธาตุนั้น ขอท่านผู้รู้ค้นคว้า ในอนุสัยยมกนั้นเถิด. สรุปความว่า คำว่า อนุสัยที่กล่าวไว้ในคัมภีร์กถาวัตถุนั้นมีความ มุ่งหมายเอาอย่างหนึ่ง ที่กล่าวในคัมภีร์อนุสัยยมกนั้นมุ่งหมายเอาอย่างหนึ่ง นัยทั้ง ๒ นี้เมื่อพิจารณาแล้วก็ถูกต้องด้วยกัน.
หน้า 209 ข้อ 1338, 1339
ญาณัง อนารัมมณันติกถา [๑๓๓๘] สกวาที ญาณ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นไป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น โผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ ธัมม- วิจยสัมโพชฌงค์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ ธัมม- วิจยสัมโพชฌงค์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๓๙] ส. ญาณเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน ? ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์. ส. สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 210 ข้อ 1340, 1341
ส. สังขารขันธ์เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๔๐] ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญา นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญานับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมี อารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๔๑] ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ ส่วนปัญญานับเนื่องในสังขารขันธ์ และเป็นธรรมมีอารมณ์หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วน หนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ?
หน้า 211 ข้อ 1342
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมมีอารมณ์ แต่อีก ส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ วิญญาณขันธ์ ส่วนหนึ่งเป็น ธรรมมีอารมณ์ แต่อีกส่วนหนึ่ง เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๔๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์ผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ พึงกล่าว ว่ามีญาณ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อารมณ์ของญาณนั้น มีหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ญาณก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ. ส. พระอรหันต์ผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ พึงกล่าวว่า มีปัญญา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อารมณ์ของปัญญานั้น มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ปัญญาก็เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ น่ะสิ. ญาณัง อนารัมมณันติกถา จบ
หน้า 212 ข้อ 1342
อรรถกถาญานังอนารัมมณันติกถา ว่าด้วย ญาณไม่มีอารมณ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณไม่มีอารมณ์. ในเรื่องนั้น พระอรหันต์ผู้ พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ คือจักขุวิญญาณจิตของท่านกำลังเกิด เขา เรียกว่ามีญาณ คือมีปัญญา แต่อารมณ์ของญาณในขณะที่จักขุวิญญาณจิต กำลังเกิดนั้นไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใดดุจลัทธิของ นิกายอันธกะทั้งหลายว่า ญาณ ของพระอรหันต์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องอนุสัยนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาญานังอนารัมมณันติกถา จบ
หน้า 213 ข้อ 1343, 1344
อตีตารัมมณกถา [๑๓๔๓] สกวาที จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มีอดีตเป็นอารมณ์ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า มีอดีตเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตที่มี อดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่าจิตที่มี อดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ จึงผิด ก็หรือหากว่า จิตเป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า มีอดีตเป็นอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่า จิตที่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ เป็นธรรมมีอดีตเป็นอารมณ์ จึงผิด. [๑๓๔๔] ส. จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีตมี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีต มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์. อตีตารัมมณกถา จบ
หน้า 214 ข้อ 1345, 1346, 1347
อนาคตารัมมณกถา [๑๓๔๕] สกวาที จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มีอนาคตเป็นอารมณ์ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า มีอนาคตเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิต ที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ และดังนั้น การกล่าวว่า จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ จึงผิด ก็หรือหากว่า จิตเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตมีอนาคตเป็นอารมณ์ และ ดังนั้น การกล่าวว่า จิตที่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ เป็นธรรมมีอนาคตป็น อารมณ์จึงผิด. [๑๓๔๖] ส. จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคตมี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคต มีอยู่ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ [๑๓๔๗] ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบันมีอยู่ และ จิตที่มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 215 ข้อ 1348, 1349, 1350, 1351
ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีต มีอยู่ และจิต ที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๔๘] ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบัน มีอยู่ และ จิตที่ปัจจุบันเป็นอารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคต มีอยู่ และ จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๔๙] ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอดีต มีอยู่ แต่จิต ที่มีอดีตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบัน มีอยู่ แต่ จิตที่มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๕๐] ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภอนาคต มีอยู่ แต่ จิตที่มีอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ปรารภปัจจุบัน มีอยู่ แต่ จิตที่มีปัจจุบันเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๕๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์
หน้า 216 ข้อ 1351
เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อดีตและอนาคตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า อดีตและอนาคตไม่มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า จิตที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ฯลฯ อนาคตารัมมณกถา จบ อรรถกถาอตีตานาคตารัมมณกถา ว่าด้วย จิตที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องจิตที่มีอดีต และอนาคตเป็นอารมณ์. ในเรื่องนั้น อดีตและอนาคต ชื่อว่าไม่มีอยู่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า ตทารัมมณจิตนั้นไม่ พึงมีอารมณ์ เพราะความที่อารมณ์ไม่มี ด้วยเหตุนั้น จึงว่า จิตที่มีอดีต และอนาคตเป็นอารมณ์นั้นว่า เป็นจิตที่ไม่มีอารมณ์ ดังนี้ คำถามของ สกวาทีว่า จิตที่มีอดีตและอนาคตเป็นอารมณ์ เป็นต้น โดยหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้พึงถือเอาตาม พระบาลีนั่นแหละ. อรรถกถาอตีตานาคตารัมณกถา จบ
หน้า 217 ข้อ 1352, 1353, 1354, 1355
วิตักกานุปติตกถา [๑๓๕๒] สกวาที จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิจาร เนื่องด้วยปีติ เนื่องด้วยสุข เนื่องด้วยทุกข์ เนื่องด้วยโสมนัส เนื่องด้วยโทมนัส เนื่องด้วยอุเบกขา เนื่อง ด้วยศรัทธา เนื่องด้วยวิริยะ เนื่องด้วยสติ เนื่องด้วยสมาธิ เนื่องด้วยปัญญา เนื่องด้วยราคะ เนื่องด้วยโทสะ ฯลฯ เนื่องด้วยอโนตตัปปะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๕๓] ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สมาธิที่ไม่มีวิตก มีเพียงวิจาร อยู่ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก [๑๓๕๔] ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร มีอยู่ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก. [๑๓๕๕] ส. จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 218 ข้อ 1355
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิ มีวิตก มีวิจาร สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิไม่มีวิตกไม่มีวิจาร มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิ ๓ อย่าง คือ สมาธิมีวิตกมีวิจาร สมาธิไม่มีวิตกมีเพียงวิจาร สมาธิไม่มีวิตกไม่มี วิจาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า จิตทุกดวงเนื่องด้วยวิตก. วิตักกานุปติตกถา จบ อรรกถาวิตักกานุปติตกถา ว่าด้วย จิตเนื่องด้วยวิตก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องจิตเนื่องด้วยวิตก คือหมายความว่าจิตตกไปตาม วิตก หรือเรียกว่าเกิดขึ้นตามวิตก. ในเรื่องนั้น ชื่อว่า จิตที่เนื่องด้วยวิตก มี ๒ อย่าง คือ โดยอารมณ์อย่างหนึ่ง โดยสัมปโยคะอย่างหนึ่ง ใน ๒ อย่างนั้น จิตทั้งหมดชื่อว่าเป็นธรรมเนื่องด้วยวิตกพึงมี เพราะความไม่มี การกำหนดแน่ว่า ชื่อว่าจิตดวงโน้น มีอารมณ์เป็นไปกับวิตก ดังนี้ แต่ จิตทั้งปวงนั้น ชื่อว่า ไม่เนื่องด้วยวิตกเพราะสภาพแห่งจิตที่วิปปยุตกับ วิตกมีอยู่ ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย ว่า จิตทั้งปวงเนื่องด้วยวิตก โดยไม่แปลกกันเลย เพราะไม่ทำการวิภาค เนื้อความนี้ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ จึงถือเอาตามพระบาลี นั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาวิตักกนุปติตกถา จบ
หน้า 219 ข้อ 1356, 1357
วิตักกวิปผารสัททกถา [๑๓๕๖] สกวาที ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตก เกิดเป็นเสียง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ทุกครั้งที่ถูกต้องอยู่ ความแผ่ไปแห่งผัสสะก็เกิดเป็น เสียง ทุกครั้งที่เสวยอารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จำอารมณ์อยู่ ทุกครั้งที่จงใจอยู่ ทุกครั้งที่คิดอยู่ ทุกครั้งที่ระลึกอยู่ ทุกครั้งที่รู้ชัดอยู่ ความแผ่ไปแห่งเวทนา สัญญา เจตนา จิต สติ ปัญญา ก็เกิดเป็นเสียง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๕๗] ส. ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิด เป็นเสียง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความแผ่ไปแห่งวิตก เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ กระทบที่โสตะ มาสู่คลองแห่งโสตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความแผ่ไปแห่งวิตก ไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสต วิญญาณ ไม่กระทบที่โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความแผ่ไปแห่งวิตก ไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ ด้วยโสตวิญญาณ ไม่กระทบที่โสตะ ไม่มาสู่คลองแห่งโสตะ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ ตรองอยู่ ความแผ่ไปแห่งวิตกเกิดเป็นเสียง. วิตักกวิปผารสัททกถา จบ
หน้า 220 ข้อ 1357
อรรถกถาวิตักกวิปผารสัททกถา ว่าด้วย ความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียง บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ความแผ่ไปแห่งวิตกเป็นเสียง. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีลัทธิดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า ความแผ่ออกไป แห่งวิตกนั่นแหละเป็นเสียง เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า วิตก วิจารเป็นวจีสังขาร ดังนี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ทุกครั้งเมื่อบุคคลตรึกอยู่ ตรองอยู่ โดยที่สุดแม้ในเวลาเป็นไปแห่งมโนธาตุ ดังนี้ คำถามของสกวาที ว่า ทุกครั้งที่ตรึกอยู่ เป็นต้น หมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ทุกครั้งที่ถูกต้องอยู่ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ผิว่า เหตุสักว่าการแผ่ออกไปแห่งวิตกเป็นเสียงไซร้ แม้การแผ่ออกไปแห่งผัสสะเป็นต้น ก็พึงเป็นเสียง ดังนี้ ปรวาที เมื่อไม่ เห็นเลศนัยของพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ความแผ่ออกไป แห่งวิตกเป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณ ความว่า สกวาทีทำ ปัญหาถามว่า เหตุสักว่าการแผ่ออกไปแห่งวิตกนั่นแหละเป็นเสียง ไม่ทำ ปัญหาถามถึงเสียงอันเกิดขึ้นเพราะความแผ่ออกไปแห่งวิตกของบุคคล ผู้หลับหรือผู้เผลอสติ ดังนี้ ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธ. เพราะลัทธินั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงแสดงคำนี้ว่า ความแผ่ไปแห่งวิตกไม่เป็นเสียงที่พึงรู้ได้ด้วย โสตวิญญาณ...มิใช่หรือ ดังนี้ จริงอยู่เขากล่าวซึ่งเหตุสักว่าการแผ่ออก ไปแห่งวิตกเท่านั้น ว่าเป็นเสียง แต่เสียงนั้นบุคคลไม่พึงรู้ได้ด้วยโสต วิญญาณ แต่ปรวาทีกล่าวว่า เสียงนั้นพึงรู้ได้ด้วยโสตวิญญาณนั่นแหละ เพราะพระบาลีว่า บุคคลฟังเสียงอันแผ่ออกไปแห่งวิตกแล้ว เขาย่อม ทายใจ คือย่อมรู้ถึงใจของผู้อื่นได้ ดังนี้. อรรถกถาวิตักกวิปผารสัททกถา จบ
หน้า 221 ข้อ 1358, 1359, 1360
นยถาจิตตัสสวาจาติกถา [๑๓๕๘] สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มี เจตนา ไม่มีจิต ก็มีวาจาได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมีผัสสะ มีเวทนา มีสัญญา มีเจตนา มีจิต จึง มีวาจาได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีวาจาได้ ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้. [๑๓๕๙] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ไม่ผูกใจอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มี วาจาได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีวาจาได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลนึกอยู่ ผูกใจอยู่ จึงมีวาจาได้ ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร มีวาจาได้. [๑๓๖๐] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ ?
หน้า 222 ข้อ 1361, 1362
ป. ถูกแล้ว. ส. วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดขณะเดียว กับจิต มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วาจามีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิด ขณะเดียวกับจิต ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีวาจาได้. [๑๓๖๑] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะกล่าวก็กล่าวได้ ไม่ปรารถนา จะแสดงก็แสดงได้ ไม่ปรารถนาจะร้องเรียกก็ร้องเรียกได้ ไม่ปรารถนา จะพูดก็พูดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนาจะ แสดงจึงแสดงได้ ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนาจะ พูดจึงพูดได้ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะกล่าวจึงกล่าวได้ ปรารถนา จะแสดงจึงแสดงได้ ปรารถนาจะร้องเรียกจึงร้องเรียกได้ ปรารถนา จะพูดจึงพูดได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีวาจาได้. [๑๓๖๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มี วาจาได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 223 ข้อ 1362
ป. บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีก อย่างหนึ่ง คิดว่าจะแสดงอย่างหนึ่ง ก็แสดงเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะ ร้องเรียกอย่างหนึ่ง ก็ร้องเรียกเสียอีกอย่างหนึ่ง คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าว เสียอีกอย่างหนึ่ง ฯลฯ คิดว่าจะพูดอย่างหนึ่ง ก็พูดเสียอีกอย่างหนึ่ง มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มี วาจาได้. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ อรรถกถานยถาจิตตัสส๑ วาจาติกถา ว่าด้วย ผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีวาจาได้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีวาจาได้ คือหมายความ ว่า วาจาไม่เป็นไปตามจิต. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิดุจลัทธิของ นิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า บุคคลบางคนคิดว่า เราจักกล่าวอย่างหนึ่ง แต่ย่อมกล่าวอย่างหนึ่ง เหตุใด เพราะเหตุนั้น วาจา จึงชื่อว่าไม่เป็นไป ตามจิต ไม่คล้อยไปตามจิต แม้เว้นจิตเสียแล้ว วาจาก็ย่อมเป็นไปได้ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ เป็นต้น เพื่อท้วง ๑. อีกอย่างหนึ่งแปลว่า เรื่องวาจาไม่เป็นไปตามจิต.
หน้า 224 ข้อ 1362
ปรวาทีนั้นว่า ถ้าว่า จิตที่เป็นเหตุให้วาจาเกิดขึ้นไม่มีไซร้ ธรรมทั้งหลาย แม้มีผัสสะเป็นต้นก็ไม่พึงมีขณะนั้น ดังนี้. ในคำทั้งหลายมีคำว่า บุคคลไม่ปรารถนาจะกล่าว เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลคิดว่าเราจะกล่าวคำอย่างหนึ่งแม้กล่าวอยู่ซึ่งคำอีก อย่างหนึ่ง เขาย่อมชื่อว่าเป็นผู้ปรารถนาจะกล่าวนั่นแหละ เหตุใด เพราะ เหตุนั้น ปรวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ในคำทั้งหลายมี คำว่า บางคนที่คิดว่าจักกล่าวอย่างหนึ่ง ก็กล่าวเสียอีกอย่างหนึ่ง ... มี อยู่มิใช่หรือ เป็นต้น อธิบายว่า บุคคลใดปรารถนาจะกล่าวคำใดคำหนึ่ง ในกาลก่อน เขาก็พึงกล่าวคำนั้น คือคำที่คิดไว้แต่เดิมนั้น ในที่นี้ ท่าน หมายเอาจิตของผู้ใคร่เพื่อจะกล่าวเป็นอย่างหนึ่ง จิตที่เป็นเหตุให้กล่าว ก็เป็นอย่างหนึ่ง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวาจาไม่เป็นไปตามจิต เพราะไม่ เหมือนกับจิตอันเป็นส่วนเบื้องต้น ด้วยเหตุนั้นจึงชื่อว่าไม่ถูกต้องโดยสิ้นเชิง แต่จิตใดอันมีในกาลก่อนจิตนั้นไม่เป็นเหตุให้คำพูดเกิดขึ้นก็หาไม่ ท่าน ปฏิเสธหมายเอาเนื้อความว่า วาจานั้นไม่เป็นไปตามจิตเพียงเท่านี้. ด้วย อุทาหรณ์นี้ ลัทธิ แม้อันปรวาทีตั้งไว้แล้วว่า ผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มี วาจาได้ คือหมายความว่าวาจาไม่เป็นไปตามจิต ดังนี้ ย่อมเป็นลัทธิตั้ง อยู่ไม่ได้เลย ดังนี้แล. อรรถกถานยถาจิตตัสสวาจาติกถา จบ
หน้า 225 ข้อ 1363, 1364, 1365
นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา [๑๓๖๓] สกวาที บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ ฯลฯ ผู้ไม่มีจิต ก็มีกายกรรมได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีกายกรรมได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลมีผัสสะ ฯลฯ มีจิต จึงมีกายกรรมได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้. [๑๓๖๔] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่นึกอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ ก็มีกายกรรมได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้นึกอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีกายกรรมได้ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้นึกอยู่ ฯลฯ ตั้งใจอยู่ จึงมีกายกรรมได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้. [๑๓๖๕] ส. บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ ?
หน้า 226 ข้อ 1366
ป. ถูกแล้ว. ส. กายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดใน ขณะเดียวกับจิต มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กายกรรมมีจิตเป็นสมุฏฐาน เกิดร่วมกับจิต เกิดในขณะเดียวกับจิต ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้. [๑๓๖๖] ส. บุคคลไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลไม่ปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า ก็ก้าวไป ข้างหน้าได้ ไม่ปรารถนาจะถอยไปข้างหลัง ก็ถอยไปข้างหลังได้ ไม่ ปรารถนาจะแลดูก็แลดูได้ ไม่ปรารถนาจะเหลียวดูก็เหลียวดูได้ ไม่ ปรารถนาจะคู้แขนก็คู้แขนได้ ไม่ปรารถนาจะเหยียดแขนก็เหยียดแขน ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า จึงก้าวไปข้างหน้า ได้ ปรารถนาจะถอยหลัง จึงถอยไปข้างหลังได้ ปรารถนาจะแลดู จึง แลดูได้ ปรารถนาจะเหลียวดู จึงเหลียวดูได้ ปรารถนาจะคู้แขน จึงคู้แขน ได้ ปรารถนาจะเหยียดแขน จึงเหยียดแขนได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลปรารถนาจะก้าวไปข้างหน้า จึงก้าว ไปข้างหน้าได้ ฯลฯ ปรารถนาจะเหยียดแขน จึงเหยียดแขนได้ ก็ต้อง
หน้า 227 ข้อ 1367
ไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มีกายกรรมได้. [๑๓๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มี กายกรรมได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บางคนที่คิดว่าจะไปในที่แห่งหนึ่ง ก็ไปเสียในที่อีก แห่งหนึ่ง ฯลฯ คิดว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่ง ก็เหยียดอีกเสียข้างหนึ่ง มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บางคนที่คิดว่าจะไปในที่แห่งหนึ่ง ก็ไปเสีย ในที่อีกแห่งหนึ่ง ฯลฯ คิดว่าจะเหยียดแขนข้างหนึ่ง ก็เหยียดเสียอีกข้างหนึ่ง มีอยู่ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงกล่าวว่า บุคคลผู้ไม่มีความคิดอย่างไร ก็มี กายกรรมได้. นยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา จบ
หน้า 228 ข้อ 1367
อรรถกถานยถาจิตตัสส กายกัมมันติกถา ว่าด้วย ผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีกายกรรมได้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้ไม่มีความคิดอย่างไรก็มีกายกรรมได้ คือหมาย ความว่า กายกรรมไม่เป็นไปตามจิต. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็น ผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า คนบางคนที่คิดว่า จักไป ในที่แห่งหนึ่ง แต่ก็ไปในที่แห่งหนึ่ง เหตุใด เพราะเหตุนั้น กายกรรมจึง ไม่เป็นไปตามจิต ไม่อนุรูปแก่จิต ไม่คล้อยตามจิต แม้เว้นจิตเสียก็เป็น ไปได้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง นั่นแล. อรรถกถานยถาจิตตัสสกายกัมมันติกถา จบ
หน้า 229 ข้อ 1368, 1369, 1370
อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา [๑๓๖๘] สกวาที บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอีก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อดีตดับไปแล้ว ปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคต แล้ว สาบสูญไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อดีตดับไปแล้วปราศไปแล้ว แปรไปแล้ว อัสดงคตแล้ว สาบสูญไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็นผู้ประกอบ ด้วยอดีต. [๑๓๖๙] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่ บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อนาคต ยังไม่เกิด ยังไม่เป็น ยังไม่เกิดพร้อม ยังไม่บังเกิด ยังไม่บังเกิดขึ้น ยังไม่ปรากฏ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเป็น ผู้ประกอบด้วยอนาคต. [๑๓๗๐] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอดีต เป็น ผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ที่เป็น ปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยรูปขันธ์ ๓ หรือ ?
หน้า 230 ข้อ 1371, 1372
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๕ ที่เป็น ปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยขันธ์ ๑๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๑] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอดีต เป็น ผู้ประกอบด้วยจักขายตนะที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขายตนะ ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอายตนะ ๓๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๒] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอดีต เป็น ผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุที่เป็น ปัจจุบัน หรือ ?
หน้า 231 ข้อ 1373, 1374
ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุธาตุ ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีต เป็น ผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๑๘ ที่เป็น ปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยธาตุ ๕๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๓] ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอดีต เป็น ผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ที่ เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยจักขุนทรีย์ ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีต เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคต เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นผู้ประกอบด้วยอินทรีย์ ๖๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลประกอบด้วยอดีตและอนาคต
หน้า 232 ข้อ 1374
หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ คือสมาบัติ ๘ ผู้ได้ตาม ปรารถนาซึ่งฌาน ๔ ผู้มีปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ ผู้ได้ตามปรารถนา ซึ่งฌาน ๔ ผู้มีปกติได้อนุปุพพวิหารสมาบัติ ๙ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะ จึง ต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต. อตีตานาคตปัจจุปปันนกถา จบ อรรถกถาอตตีตานาคเตหิ สมันนาคตกถา๑ ว่าด้วย บุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบุคคลผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต. ในเรื่องนั้น บัณฑิตพึงทราบบัญญัติ ๒ อย่าง คือ สมันนาคตบัญญัติ ได้แก่ บัญญัติคำว่า ประกอบ และปฏิลาภบัญญัติ ได้แก่ บัญญัติคำว่า การได้เฉพาะ ในบัญญัติ ๒ อย่างนั้น ผู้ถึงพร้อมด้วยปัจจุบันธรรม ท่านเรียกว่า สมันนาคตะ ส่วน สมาบัติทั้งหลายของผู้ได้ฌาน ๘ ไม่เป็นไปในขณะเดียวกัน คือส่วนหนึ่ง เป็นอดีต ส่วนหนึ่งเป็นอนาคต ส่วนหนึ่งเป็นปัจจุบัน แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็เรียก ปฏิลาภะ ผู้มีปกติได้ เพราะความเป็นผู้แทงตลอดแล้ว เป็น สภาพไม่เสื่อมไป. ๑. ในอภิธรรมใช้อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนกถา.
หน้า 233 ข้อ 1374
ในปัญหานั้น ชนเหล่าใด ไม่ถือเอาการวิภาค อย่างนี้ มีความเห็น ผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ฌานทั้งหลายแม้เป็นอดีตและ อนาคตมีอยู่แก่ผู้ได้ฌาน เหตุใด เพราะเหตุนั้น ฌานลาภีบุคคลเหล่านั้น ย่อมเป็นผู้ประกอบด้วยอดีตบ้าง ด้วยอนาคตบ้าง ดังนี้ คำถามของ สกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือใน ที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น. อนึ่ง คำว่า บุคคลผู้มีปกติเพ่งวิโมกข์ ๘ เป็นต้น เป็นข้อพิสูจน์แห่งความเป็นผู้ได้ คือได้สมาบัติ ๘ มิใช่พิสูจน์ความเป็น ผู้ประกอบด้วยอดีตและอนาคต ดังนี้แล. อรรถกถาอตีตานาคเตหิสมันตาคตกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. อานิสังสกถา ๒. อมตารัมมณกถา ๓. รูปังสารัมมตันติกถา ๔. อนุสยาอนารัมมณาติกถา ๕. ญาณังอนารัมมณันติกถา ๖. อตีตา- รัมมณกถา ๗. อนาคตารัมมณกถา ๘. วิตักกานุปติตกถา ๙. วิตักก- วิปผารสัททกถา ๑๐. นยถาจิตตัสสวาจาติกถา ๑๑. นยถาจิตตัสสกาย- กัมมันติกกถา ๑๒. อตีตานาคตปัจจุปันนกถา. วรรคที่ ๙ จบ
หน้า 234 ข้อ 1375, 1376
วรรคที่ ๑๐ นิโรธกถา [๑๓๗๕] สกวาที เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๑๐ ขันธ์ ๑๐ มาพบกันได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๖] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติยังไม่ทันดับ ขันธ์ ๕ ที่ เป็นกิริยาก็เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๙ ขันธ์ ๙ มาพบกันได้ หรือ ?
หน้า 235 ข้อ 1377, 1378
ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๗] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติยังไม่ทันดับ ญาณอัน เป็นกิริยาก็เกิด ขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นความประชุมแห่งขันธ์ ๖ ขันธ์ ๖ มาพบกันได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๗๘] ส. เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติ ดับไปแล้ว มรรคก็ เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ตายแล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ บุคคลผู้ทำกาละ แล้ว ยังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ นิโรธกถา จบ
หน้า 236 ข้อ 1378
อรรถกถานิโรธกถา ว่าด้วย ความดับ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความดับ. ในเรื่องนั้น ลัทธิแห่งชนเหล่าใด ดุจ ลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ขันธ์ ๕ คือ นามขันธ์ ๔ อันถึงซึ่งการ นับว่าเป็นกิริยา หรือเป็นกุศล หรือเป็นอกุศล และรูปที่มีจิตเป็นสมุฏฐาน ย่อมเกิดขึ้นพร้อมกับภังคขณะ คือ ขณะแห่งการดับ ของภวังคจิตอันถึง ซึ่งการนับว่า ขันธ์ที่แสวงหาการเกิด เพราะว่า เมื่อขันธ์เหล่านั้นยังไม่เกิด ครั้นเมื่อภวังคจิตดับแล้ว ความขาดตอนของสันตติพึงมี ดังนี้ คำถาม ของสกวาทีว่าเมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุบัติ เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในบททั้งหลายแม้ทั้ง ๔ ว่า อุปปตฺเตสิเย แปลว่า เมื่อขันธ์ ๕ ที่แสวงหาอุปบัติ นั้น เป็นสัตตมีเอกพจน์ลงในอรรถ แห่งสัตตมีพหูพจน์ ก็ในคำนี้ ท่านอธิบายว่า เมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาซึ่ง การเกิดยังไม่ทันดับ. คำว่า ขันธ์ ๑๐ ท่านสกวาทีกล่าวด้วยสามารถ แห่งขันธ์ ๕ ที่แสวงหาการเกิด และขันธ์ ๕ ที่เป็นกิริยา หมายถึงขันธ์ ของพระอรหันต์ที่ไม่ต้องแสวงหาการเกิด. ในปัญหาแรกนั้น ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยหมายเอาว่า ขันธ์ เหล่านั้น ชื่อว่ามี ๕ เท่านั้น ด้วยสามารถแห่งลักษณะของขันธ์ และด้วย สามารถแห่งกิริยา. ในปัญหาที่ ๒ ปรวาทีตอบรับรอง หมายเอาความ ต่างกันแห่งขันธ์ ๕ ด้วยสามารถแห่งขันธ์ที่เกิดก่อนและเกิดทีหลัง และ ด้วยสามารถแห่งขันธ์ที่แสวงหาการเกิดและขันธ์ที่เป็นกิริยา คือขันธ์ ที่ไม่แสวงหาการเกิด. ถูกสกวาทีถามว่า เป็นความประชุมแห่งผัสสะ
หน้า 237 ข้อ 1378
๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ก็ตอบปฏิเสธเพราะความไม่มีข้ออ้างในพระสูตร. คำว่า ขันธ์ ๔ ที่เป็นกิริยา ความว่า สกวาทีถือเอานามขันธ์ ๔ ที่เป็น กุศล หรือเป็นอกุศลโดยเว้นจากรูป. คำว่า ญาณอันเป็นกิริยา ได้แก่ ญาณที่ไม่มีอารมณ์ของพระอรหันต์ในขณะที่ท่านถึงพร้อมด้วยจักขุ- วิญญาณจิตที่ปรวาทีรับรองแล้ว. คำถามว่า มีขันธ์ ๕ ที่แสวงหา อุปบัติดับไปแล้ว มรรคก็เกิดขึ้นได้หรือ เป็นของปรวาที คำตอบรับรอง เป็นของสกวาที เพราะเมื่อขันธ์ ๕ อันแสวงหาการเกิดยังไม่ดับแล้ว มรรคก็ไม่เกิดขึ้น. คำถามโดยเลศนัยของปรวาทีว่า ผู้ตายแล้วยังมรรค ให้เกิดได้...หรือ สกวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะว่า จำเดิมแต่ปฏิสนธิจนถึงจุติจิตสัตว์ชื่อว่ามีชีวิตอยู่นั่นแหละ ดังนี้. อรรถกถานิโรธกถา จบ
หน้า 238 ข้อ 1379, 1380
รูปังมัคโคติกถา [๑๓๗๙] สกวาที รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นมรรค หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ ของรูปนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจของรูปนั้นไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของรูปนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความ พร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นมรรค. [๑๓๘๐] ส. สัมมาวาจา เป็นมรรคหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจานั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาวาจานั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 239 ข้อ 1381, 1382
ส. หากว่า สัมมาวาจานั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ นึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัมมาวาจา เป็นมรรค. [๑๓๘๑] ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรคหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาอาชีวะนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัมมาอาชีวะเป็นมรรค. [๑๓๘๒] ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจาเป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้น มีอยู่หรือ ?
หน้า 240 ข้อ 1383, 1384
ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค และ สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ สัมมาอาชีวะนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ [๑๓๘๓] ส. สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็น ธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจา เป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็น ธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค และ สัมมาอาชีวะนั้น เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ สัมมาอาชีวะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๘๔] ส. สัมมาวาจา เป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 241 ข้อ 1385, 1386
ส. สัมมาทิฏฐิ เป็นมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาทิฏฐินั้นไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาวาจา เป็นมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาวาจานั้นไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๘๕] ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค และ สัมมาอาชีวะนั้นเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของ สัมมาอาชีวะนั้นไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นมรรค และสัมมาสมาธินั้น เป็นธรรมไม่มี อารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของสัมมาสมาธินั้นไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๘๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียง ด้วยมรรค เป็นมรรค หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค
หน้า 242 ข้อ 1386
มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ เป็นมรรค ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปของบุคคลผู้มีความพร้อม เพรียงด้วยมรรค เป็นมรรค. รูปังมัคโคติกถา จบ อรรถกถารูปังมัคโคติกถา ว่าด้วย รูปเป็นมรรค บัดนี้ ชื่อว่า เรื่อง รูปเป็นมรรค. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีลัทธิ ดุจลัทธิของนิกายมหิสาสกะ นิกายสมิติยะ และนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลาย ว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะเป็นรูป ดังนี้ คำถามของ สกวาที รูปของบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค โดยหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว คำว่า รูปนั้นเป็นธรรมมีอารมณ์ เป็นต้น เพื่อจะท้วงปรวาทีนั้นด้วย คำว่า ถ้าว่า สัมมาวาจา เป็นต้น เป็นรูป ไม่เป็นวิรตีตามลัทธิของท่าน ไซร้ มรรคมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น เป็นสภาพที่มีอารมณ์เป็นต้น ฉันใด รูป แม้นั้นก็พึงเป็นฉันนั้น ดังนี้. ในปัญหานั้น พึงทราบคำปฏิเสธ และคำ ตอบรับรองโดยสมควรด้วยสามารถแห่งลัทธิของปรวาที. คำที่เหลือใน ที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถารูปังมัคโคติกถา จบ
หน้า 243 ข้อ 1387, 1388, 1389
ปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถา [๑๓๘๗] สกวาที บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ยังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ คือที่อาศัย มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อม เพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ยังมรรคให้เกิดได้. [๑๓๘๘] ส. วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดก่อนเป็นวัตถุ มีธรรมที่ ่เกิดขึ้นก่อนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายในเป็นวัตถุ มีธรรมภายนอกเป็น อารมณ์ มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นวัตถุ มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นอารมณ์ มีวัตถุต่าง ๆ มีอารมณ์ต่าง ๆ ไม่เสวยโคจรวิสัยแก่กันและกัน เกิดขึ้น โดยไม่มีการสนใจไม่ได้ เกิดขึ้นโดยไม่มีการทำไว้ในใจไม่ได้ เกิดขึ้น โดยไม่เจือด้วยสัมปฏิจฉันนจิตเป็นต้นไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกัน ไม่ได้ เกิดขึ้นในลำดับอันชิดแห่งกันและกันก็ไม่ได้ มิใช่หรือ ? ฯลฯ วิญญาณ ไม่มีความผูกใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความผูกใจ ก็ต้องไม่กล่าว ว่าบุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ยังมรรคให้เกิดขึ้นได้. [๑๓๘๙] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ยังมรรค
หน้า 244 ข้อ 1390
ให้เกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุ วิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยจักษุและความเป็นของว่างเปล่า จึงเกิด จักขุวิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิด จักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย จึงเกิดจักขุ วิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย จึง เกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า เพราะ อาศัยจักษุและความว่างเปล่าจึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น. [๑๓๙๐] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ยัง
หน้า 245 ข้อ 1390
มรรคให้เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภผัสสะ ปรารภเวทนา ปรารภ สัญญา ปรารภเจตนา ปรารภจิต ปรารภจักษุ ฯลฯ ปรารภกาย ปรารภ เสียง ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ และมโนวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ และจักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ และมโนวิญญาณปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้นหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ และจักขุวิญญาณปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้น หรือ ?
หน้า 246 ข้อ 1391
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ และมโนวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้นหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ยัง มรรคให้เกิดได้ และจักขุวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้นหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๙๑] ส. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วย วิญญาณ ๕ ยังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ไม่ถือนิมิต ไม่ถือโดย อนุพยัญชนะ ฯลฯ ฟังเสียงด้วยโสตแล้ว ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยฆานะแล้ว ฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหาแล้ว ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายแล้ว เป็นผู้ ไม่ถือนิมิต ไม่ถือโดยอนุพยัญชนะ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ก็ยังมรรคให้เกิดได้ น่ะสิ. ปัญจวิญญาณสมังคิมัคคภาวนากถา จบ ๑. ม.ม. ๑๒/๓๘๗, องฺ. จตุกฺก ๒๑/๓๗.
หน้า 247 ข้อ 1391
อรรถกถาปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคกถา ว่าด้วย ผู้พร้อมเพรียงด้วยปัญจวิญญาณเจริญมรรค บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ผู้พร้อมเพรียงด้วยปัญจวิญญาณเจริญมรรค. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลาย ว่า การเจริญมรรคมีอยู่แก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยปัญจวิญญาณ เพราะ อาศัยพระสูตรว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วย่อมไม่ถือเอาโดยนิมิต เป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ทีนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น เพื่อ ท้วงด้วยคำว่า ถ้าการเจริญมรรคมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ นั้นไซร้ มรรคก็พึงมีคติอย่างวิญญาณ ๕ หรือวิญญาณ ๕ ก็พึงมีคติอย่าง มรรค แต่ปัญจวิญญาณเหล่านั้นไม่มีคติเช่นกับมรรค เพราะไม่มีพระนิพพาน เป็นอารมณ์ ทั้งมิใช่โลกุตตระ ถึงมรรคก็ไม่มีคติเช่นกับปัญจวิญญาณ เพราะสงเคราะห์กันโดยลักษณะแห่งปัญจวิญญาณเหล่านั้นไม่ได้ ดังนี้. ในข้อนั้น พึงทราบอธิบายว่า ถ้าว่ามรรคภาวนาพึงมีแก่ผู้พร้อมเพรียง ด้วยปัญจวิญญาณไซร้ มรรคอันสัมปยุตด้วยมโนวิญญาณใด มโนวิญญาณ แม้นั้นก็พึงมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยปัญจวิญญาณได้ ครั้นเมื่อความเป็น เช่นนี้มีอยู่ คำอันเป็นลักษณะนี้ใดท่านกล่าวว่า ปัญจวิญญาณมีธรรมที่ เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ เป็นต้น ท่านไม่พึงกล่าวคำนั้นอย่างนี้ ควรจะกล่าว ว่าวิญญาณ ๖ แต่ท่านไม่กล่าวอย่างนั้น กล่าวแต่เพียงคำว่า ปัญจวิญญาณ ดังนี้ เพราะฉะนั้น ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่ามรรคภาวนามีอยู่แก่ผู้พร้อมเพรียง ด้วยปัญจวิญญาณ ดังนี้. สำหรับในข้อนี้มีอธิบายเพียงเท่านี้เท่านั้น เพราะ ฉะนั้น สกวาทีจึงให้ปรวาทีรับรองลักษณะนั้น แล้วกล่าวว่า เพราะเหตุ
หน้า 248 ข้อ 1391
นั้นแล ท่านไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ยังมรรคให้เกิดได้ ดังนี้. อีกนัยหนึ่ง วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ ส่วนมรรค แม้ไม่มีวัตถุก็เกิดได้ วิญญาณ ๕ เหล่านั้นมีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ มรรคมีอารมณ์อันใครไม่พึงกล่าว มีพระนิพพานเป็นอารมณ์อันใคร ๆ ไม่พึงกล่าวว่าพระนิพพานเกิด ว่าเกิดขึ้น วิญญาณ ๕ มีวัตถุอันเกิดก่อน มรรคแม้ไม่มีวัตถุก็เกิดได้ วิญญาณ ๕ เหล่านั้น มีอารมณ์เกิดก่อน มรรค ไม่มีอารมณ์เกิดก่อน วิญญาณ ๕ เหล่านั้นมีธรรมภายในเป็นวัตถุ มรรค แม้ไม่มีวัตถุก็เกิดได้ วิญญาณ ๕ เหล่านั้นมีธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ ด้วยสามารถแห่งรูปเป็นต้น มรรคมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ วิญญาณ ๕ มีวัตถุธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นวัตถุ เพราะทำวัตถุอันยังไม่แตกดับให้ เป็นที่อาศัยแล้วเป็นไป มรรคแม้ไม่มีวัตถุก็เป็นไปได้ วิญญาณ ๕ เหล่านั้น มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นอารมณ์ เพราะปรารภรูปเป็นต้นอันยังไม่แตกดับ นั่นแหละเป็นไป มรรคมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ วิญญาณ ๕ เหล่านั้นมี วัตถุต่าง ๆ มรรคไม่มีวัตถุ หรือมีวัตถุหนึ่ง วิญญาณ ๕ เหล่านั้นไม่เสวย อารมณ์ของกันและกัน เพราะเป็นไปในอารมณ์ของตน ๆ มีรูปารมณ์ เป็นต้น มรรคย่อมไม่กระทำรูปารมณ์เป็นต้นแม้สักอย่างหนึ่งให้เป็นอารมณ์ วิญญาณ ๕ เหล่านั้นไม่รวมกันเพราะทำกิริยามโนธาตุให้เป็นปุเรจาริก แล้วจึงเกิดทั้งไม่มีมนสิการก็ไม่เกิดขึ้น มรรคไม่มีอาวัชชนะเลย วิญญาณ ๕ เหล่านั้นเกลื่อนกล่นด้วยการรับอารมณ์ทั้งหลายเกิดขึ้น มรรคไม่ลามก คือไม่มีความตกต่ำ เลย วิญญาณ ๕ เหล่านั้นย่อมเกิดขึ้นโดยความสับสน ซึ่งกันและกัน คือหมายความว่าเกิดก่อนบ้าง เกิดทีหลังกันบ้าง ไม่มีระเบียบ
หน้า 249 ข้อ 1391
ว่าอันไหนเกิดก่อนหรือเกิดทีหลัง ความเกิดก่อนเกิดทีหลังของมรรคร่วม กับวิญญาณ ๕ เหล่านั้นหามีไม่ เพราะมรรคเกิดในกาลที่วิญญาณ ๕ เหล่านั้นไม่เกิด ในสมัยที่วิปัสสนาญาณแก่กล้า ในอรูปภพอันเป็นถิ่นที่ วิญญาณ ๕ ไม่เกิดก็ดี มรรคก็เกิดได้ วิญญาณ ๕ เหล่านั้นไม่เกิดติดต่อ ซึ่งกันและกัน เพราะมีสัมปฏิจฉันนจิตเป็นต้นคั่นในระหว่าง ความคั่นใน ระหว่างด้วยสัมปฏิจฉันนจิตเป็นต้นของมรรคไม่มีเลย กิจแม้สักว่าการ เสพอารมณ์เพราะการตกไปแห่งวิญญาณ ๕ ในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ไม่มี กิจของมรรคมีการเพิกถอนกิเลส ในข้อนี้มีอธิบายเพียงเท่านี้ เพราะ ฉะนั้น สกวาทีจึงให้ปรวาทีรับรองซึ่งความที่มรรคไม่มีคติอย่างวิญญาณ ๕ เหล่านั้น ด้วยอาการเหล่านี้ แล้วจึงกล่าวว่า ก็ต้องไม่พึงกล่าวว่า บุคคล ผู้พร้อมเพรียงด้วยวิญญาณ ๕ ยังมรรคให้เกิดได้ ดังนี้. คำว่า ปรารภความว่างเปล่า ความว่า สกวาทีถามว่า โลกุตตรมรรค ย่อมเกิดเพราะปรารภสุญญตนิพพาน โลกียมรรคย่อมเกิดเพราะปรารภ บุญที่เป็นสุทธสังขารเกิดขึ้น ฉันใด จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะปรารภ ฉันนั้นหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะพระบาลีว่า จักขุวิญญาณเกิด พระอาศัยจักขุด้วยรูปด้วย. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรองหมายเอา ด้วยคำว่า สิ่งใดไม่มีนิมิตในที่นั้น สิ่งนั้นชื่อว่าความว่างเปล่า เพราะบาลีว่า ไม่ถือเอาโดยนิมิต ในปัญหาอีก ๒ ข้อว่า อาศัยจักขุ เป็นต้น ก็นัยนี้. ในข้อว่า จักขุวิญญาณปรารภอดีตและอนาคต นั้น อธิบายว่า การเจริญมรรคมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ และมโนวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้นเพราะปรารภธรรมอันเป็นอดีตและอนาคตฉันใด แม้จักขุ วิญญาณก็ฉันนั้นหรือ ? ในคำทั้งหลายว่า มโนวิญญาณปรารภผัสสะ
หน้า 250 ข้อ 1391
เป็นต้น ก็นัยนี้. ในข้อว่า เห็นรูปด้วยจักขุแล้วเป็นผู้ไม่ถือนิมิต นี้ อธิบาย ว่า ท่านกล่าวว่าไม่ถือเอานิมิตในขณะแห่งชวนะ ไม่ใช่ไม่ถือเอานิมิตใน ขณะแห่งจักขุวิญญาณ เพราะฉะนั้น คำว่าจักขุวิญญาณนี้หมายเอาสักว่า เป็นโลกีย์ซึ่งมิใช่ข้อพิสูจน์ว่า การเจริญมรรคมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วย วิญญาณ ๕ ดังนี้แล. อรรถกถาปัญจวิญญาณสมังคิสสมัคคกถา จบ
หน้า 251 ข้อ 1392, 1393
ปัญจวิญญาณกุสลาปีติกถา [๑๓๙๒] สกวาที วิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ มีธรรม ที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณ ๕ เป็นกุศล ก็มี เป็นอกุศลก็มี. ส. วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดก่อนเป็นวัตถุ มีธรรมที่เกิด ก่อนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายในเป็นวัตถุ มีธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นวัตถุ มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นอารมณ์ มีวัตถุ ต่าง ๆ มีอารมณ์ต่าง ๆ ไม่เสวยโคจรวิสัยแก่กันและกัน เกิดขึ้นโดยไม่ มีความสนใจไม่ได้ เกิดขึ้นโดยไม่มีการทำไว้ในใจไม่ได้ เกิดขึ้นโดยไม่มี ีเจือด้วยสัมปฏิฉันนจิตเป็นต้นไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังกันไม่ได้ เกิดขึ้น ในลำดับอันชิดแห่งกันและกันไม่ได้ มิใช่หรือ ? ฯลฯ วิญญาณ ๕ ไม่มี ความผูกใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณ ๕ ไม่มีความผูกใจ ก็ต้องไม่กล่าว ว่าวิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ดังนี้. [๑๓๙๓] ส. จักขุวิญญาณ เป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 252 ข้อ 1394
ส. จักขุวิญญาณ ปรารภความว่างเปล่าเกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขุวิญญาณ ปรารภความว่างเปล่าเกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุ วิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุ วิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิด จักขุวิญญาณ ดงนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย จึงเกิดจักขุ วิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลาย จึง เกิดจักษุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า เพราะ อาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น. [๑๓๙๔] ส. จักขุวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณ ปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้นได้ หรือ ?
หน้า 253 ข้อ 1394
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขุวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภจิต ฯลฯ ปรารภจักษุ ฯลฯ ปรารภกาย ฯลฯ ปรารภเสียง ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี และมโน- วิญญาณ ปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี และจักขุ วิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี และมโน- วิญญาณ ปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี จักขุวิญญาณ ปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้นได้ ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี มโนวิญญาณ ปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภจิต ปรารภจัก ฯลฯ ปรารภกาย ปรารภ เสียง ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้นได้ หรือ ?
หน้า 254 ข้อ 1395
ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี จักขุวิญญาณ ปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๙๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศล ก็มี หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นผู้ยึดถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็นผู้ ยึดถือนิมิต ฯลฯ ฟังเสียงด้วยโสต ฯลฯ ถูกต้องด้วยโผฏฐัพพะด้วยกาย เป็นผู้ยึดถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็นผู้ถือนิมิต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น วิญญาณ ๕ ก็เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศล ก็มี น่ะสิ ปัญจวิญญาณกุสลาปีติกถา จบ อรรถกถาปัญจวิญญาณา กุสลาปีติกถา ว่าด้วย ปัญจวิญญาณเป็นกุศลก็มี บัดนี้ ชื่อว่า ปัญจวิญญาณเป็นกุศลก็มี และเป็นอกุศลก็มี. เรื่องนี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. อรรถกถาปัญจวิญญาณ กุสลาปีติกถา จบ.
หน้า 255 ข้อ 1396, 1397
ปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถา [๑๓๙๖] สกวาที วิญญาณ ๕ มีความผูกใจหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ มีธรรมที่ เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นวัตถุ มีธรรมที่เกิดขึ้นแล้วเป็นอารมณ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีความ ผูกใจ. ส. วิญญาณ ๕ มีธรรมที่เกิดก่อนเป็นวัตถุ มีธรรมที่เกิด ก่อนเป็นอารมณ์ มีธรรมภายในเป็นวัตถุ มีธรรมภายนอกเป็นอารมณ์ มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นวัตถุ มีธรรมที่ยังไม่ทำลายเป็นอารมณ์ มีวัตถุ ต่าง ๆ มีอารมณ์ต่าง ๆ ไม่เสวยโคจรวิสัยแห่งกันและกัน เกิดขึ้นโดยไม่ มีความสนใจไม่ได้ เกิดขึ้นโดยไม่มีการทำไว้ในใจไม่ได้ เกิดขึ้นโดยไม่ เจือด้วยสัมปฏิจฉันนจิตเป็นต้นไม่ได้ เกิดขึ้นไม่ก่อนไม่หลังไม่ได้ มิใช่หรือ ? วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับอันชิดแห่งกันและกันไม่ได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับอันชิดแห่งกัน และกันไม่ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีความผูกใจ. [๑๓๙๗] ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้หรือ ?
หน้า 256 ข้อ 1398
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขุวิญญาณปรารภความว่างเปล่า เกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เพราะอาศัยจักษุ และความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุ วิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะอาศัยจักษุ และความว่างเปล่า จึงเกิดจักษุ วิญญาณขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและความว่างเปล่า จึงเกิด จักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายจึงเกิดจักขุ- วิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า เพราะอาศัยจักษุและรูปทั้งหลายจึง เกิดจักขุวิญญาณขึ้น ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าว เพราะอาศัย จักษุและความว่างเปล่า จึงเกิดจักขุวิญญาณขึ้น [๑๓๙๘] ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภอดีตและอนาคต เกิดขึ้นได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 257 ข้อ 1398
ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณปรารภผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนวิญญาณมีความผูกใจ และมโนวิญญาณปรารภ ความว่างเปล่าเกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ และจักขุวิญญาณปรารภ ความว่างเปล่าเกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนวิญญาณมีความผูกใจ มโนวิญญาณปรารภอดีต และอนาคตเกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ และจักขุวิญญาณปรารภ อดีตและอนาคตเกิดขึ้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนวิญญาณ มีความผูกใจ มโนวิญญาณ ปรารภ ผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะ เกิดขึ้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณมีความผูกใจ จักขุวิญญาณปรารภ ผัสสะ ฯลฯ ปรารภโผฏฐัพพะเกิดขึ้นได้ หรือ ?
หน้า 258 ข้อ 1399
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๓๙๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ มีความผูกใจ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ เป็นผู้ไม่ถือ นิมิต ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ เป็นผู้ไม่ถือ นิมิต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น วิญญาณ ๕ ก็มีความผูกใจ น่ะสิ. ปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถา จบ อรรถกถาปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถา ว่าด้วย ปัญจวิญญาณมีความผูกใจ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ปัญจวิญญาณมีความผูกใจ. ในเรื่องนั้น ชื่อว่า ความคิดคำนึงย่อมมีได้ด้วยสามารถแห่งกุศล และอกุศล. ก็ข้อนี้ พระศาสดา ทรงตรัสไว้ว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักษุแล้วถือเอาโดยนิมิต... ไม่ถือเอาโดย นิมิต ดังนี้เป็นต้น. ชนเหล่าใดถือเอาพระพุทธพจน์นั้นโดยไม่พิจารณา จึงมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า วิญญาณ ๕ มีความผูกใจ คิดคำนึงได้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้เช่นกับเรื่องก่อนนั่นแล. อรรถกถาปัญจวิญญาณา สาโภคาติกถา จบ
หน้า 259 ข้อ 1400, 1401, 1402
ทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา [๑๔๐๐] สกวาที บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยผัสสะ ๒ อย่าง ด้วยเวทนา ๒ อย่าง ด้วยสัญญา ๒ อย่าง ด้วยเจตนา ๒ อย่าง ด้วยจิต ๒ อย่าง ด้วยศรัทธา ๒ อย่าง ด้วยวิริยะ ๒ อย่าง ด้วย สติ ๒ อย่าง ด้วยสมาธิ ๒ อย่าง ด้วยปัญญา ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๑] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยศีลอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยผัสสะอันเป็นโลกิยะ ด้วยเวทนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยสัญญาอันเป็น โลกิยะ ด้วยเจตนาอันเป็นโลกิยะ ด้วยจิตอันเป็นโลกิยะ ด้วยศรัทธาอัน เป็นโลกิยะ ด้วยวิริยะอันเป็นโลกิยะ ด้วยสติอันเป็นโลกิยะ ด้วยสมาธิ อันเป็นโลกิยะ ด้วยปัญญาอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๒] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยศีล ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ
หน้า 260 ข้อ 1403
ด้วยผัสสะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ เป็นผู้ประกอบด้วยปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค ประกอบด้วย ศีลอันเป็นโลกิยะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคเป็นปุถุชน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๓] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาวาจาอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาวาจาอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาสังกัปปะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสติอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ
หน้า 261 ข้อ 1404
ด้วยสัมมากัมมันตะอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาอาชีวะอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาทิฏฐิอันเป็นโลกิยะ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิอันเป็นโลกิยะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๔] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาวาจาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลมีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาวาจาทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาสังกัปปะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาวายามะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสติทั้งที่เป็นโลกิยะและ โลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมากัมมันตะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ฯลฯ
หน้า 262 ข้อ 1405, 1406
[๑๔๐๕] ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาอาชีวะ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาทิฏฐิทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาอาชีวะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบ ด้วยสัมมาสังกัปปะทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ ฯลฯ ด้วยสัมมาสมาธิ ทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตตระ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว มรรคจึงเกิดขึ้นหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้ทุศีล มีศีลขาด มีศีลทะลุ ยังมรรคให้เกิดได้ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรค เป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง น่ะสิ. ทวีหิสีเลหิ สมันนาคโตติกถา จบ
หน้า 263 ข้อ 1406
อรรถกถาทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา ว่าด้วย ผู้ประกอบด้วยศีล ๒ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง บุคคลผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีลัทธิดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายนั่นแหละว่า บุคคล ผู้มีศีลย่อมให้โลกุตตรมรรคเกิดด้วยโลกียศีลได้ พระบาลีว่า นรชน ผู้มีศีล ตั้งอยู่เฉพาะแล้วในศีล ดังนี้เป็นต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคล นั้นจึงชื่อว่าผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง คือ ด้วยโลกียศีลที่เกิดก่อน และ โลกุตตรศีลที่ในขณะแห่งมรรค ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า บุคคลผู้มี ความพร้อมเพรียงด้วยมรรค หมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า เป็นผู้ประกอบด้วยผัสสะ ๒ อย่าง เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าบุคคลนั้นประกอบด้วยศีล ๒ คือ โลกียศีล และโลกุตตรศีลในขณะเดียวกันได้ไซร้ เขาผู้นั้นก็พึงเป็นผู้ประกอบด้วย ธรรมอย่างละ ๒ มีผัสสะ ๒ เป็นต้นได้ ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นนัยอันมี อย่างนั้นเป็นรูป จึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหาว่า เป็นผู้ประกอบด้วยศีลทั้งที่ เป็นโลกียะ และโลกุตตระ ปรวาทีจึงตอบรับรองหมายเอาโลกียศีลที่ สมาทานแล้วในกาลก่อน และโลกุตตรศีลอันมีสัมมาวาจาเป็นต้น ที่เกิด ขึ้นในขณะแห่งมรรค. คำถามว่า เมื่อศีลอันเป็นโลกิยะดับไปแล้ว เป็น ของปรวาที คำตอบรับรองของสกวาทีหมายเอาความดับ คือ การดับ ในขณะ คือภังคขณะ ปรวาทีนั้น เมื่อกำหนดคำว่าศีลดับนั้นคล้ายกับมี การล่วงศีลอีก จึงถามว่า บุคคลผู้ทุศีล เป็นต้น อนึ่งการตั้งลัทธิของ ปรวาทีนั้นย่อมแสดงซึ่งความที่บุคคลเป็นผู้มีศีลไม่ขาดมาก่อนเท่านั้น ไม่ได้แสดงซึ่งความที่บุคคลเป็นผู้ประกอบด้วยศีล ๒ อย่าง เพราะฉะนั้น ลัทธินั้นจึงตั้งอยู่ไม่ได้แล. อรรถกถาทวีหิ สีเลหิ สมันนาคโตติกถา จบ
หน้า 264 ข้อ 1407, 1408
สีลัง อเจตสิกันติกถา [๑๔๐๗] สกวาที ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นไป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นกายายตนะ ฯลฯ เป็นรูปายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ ศรัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ไม่เป็นเจตสิกหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๘] ส. ผัสสะเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีลเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ ศรัทธา ฯลฯ วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 265 ข้อ 1409, 1410, 1411
ส. ศีลเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๐๙] ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีลมีผลไม่น่าปรารถนา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ศีลมีผลน่าปรารถนา ก็ต้องไม่กล่าวว่าศีล ไม่เป็นเจตสิก. [๑๔๑๐] ส. ศรัทธามีผลน่าปรารถนา และศรัทธาเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา และศีลเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา มีผลน่าปรารถนา และ ปัญญา เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา และศีลเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๑] ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา แต่ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 266 ข้อ 1412, 1413
ส. ศรัทธามีผลน่าปรารถนา แต่ศรัทธาเป็นเจตนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลมีผลน่าปรารถนา แต่ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิริยะ ฯลฯ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญามีผลน่าปรารถนา แต่งปัญญา ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๒] ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ไม่มีผล ไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลมีผล มีวิบาก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ศีลมีผล มีวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า ศีลไม่เป็น เจตสิก ฯลฯ [๑๔๑๓] ส. จักขายตนะ ไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 267 ข้อ 1414, 1415
ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก และไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๔] ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะ ไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตายตนะ ฯลฯ กายายตนะ ฯลฯ รูปายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ ไม่เป็นเจตสิก แต่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๕] ส. สัมมาวาจา ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาวาจา ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 268 ข้อ 1416
ส. สัมมาทิฏฐิไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาอาชีวะไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๖] ส. สัมมาทิฏฐิเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจาเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาทิฏฐิเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจาเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาสมาธิเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 269 ข้อ 1417
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะเป็นเจตสิก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ศีลไม่เป็นเจตสิก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับไปแล้วนั้น เป็นคนทุศีล หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ศีลก็ไม่เป็นเจตสิกน่ะสิ. สีลัง อเจตสิกันติกถา จบ อรรถกถาสีลัง อเจตสิกันติกถา ว่าด้วย ศีลไม่เป็นเจตสิก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ศีลไม่เป็นเจตสิก. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า เมื่อศีลเกิดขึ้นแม้ดับไปแล้ว บุคคลนั้นชื่อว่ามีการสั่งสมศีลอันมีสมาทานเป็นเหตุ เขาชื่อว่าเป็นผู้มีศีล เหตุใด เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ศีลจึงมิใช่เจตสิก ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึง ทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องของคำว่าทานมิใช่เจตสิกนั่นแหละ แม้ ปรวาทีให้ลัทธิตั้งไว้แล้วก็ไม่สามารตั้งไว้ได้เลย เพราะถือเอาพระสูตร โดยมิได้พิจารณา ดังนี้แล. อรรถกถาสีลัง อเจตสิกันติกถา จบ
หน้า 270 ข้อ 1418, 1419
สีลัง น จิตตานุปริวัตตีติกถา [๑๔๑๘] สกวาที ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น โผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๑๙] ส. ผัสสะ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศีลเกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา ศรัทธา สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 271 ข้อ 1420, 1421
ส. ศีล เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๐] ส. สัมมาวาจา ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาวาจาไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ ไม่เกิดคล้อยตาม จิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาอาชีวะ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ ไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๑] ส. สัมมาทิฏฐิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ?
หน้า 272 ข้อ 1422, 1423
ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจา เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาทิฏฐิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๒] ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจา เกิดคล้อยตามจิต หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาสมาธิ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ศีลไม่เกิดคล้อยตามจิต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เมื่อศีลเกิดขึ้นแล้วดับไป บุคคลผู้มีศีลดับแล้วนั้นเป็น คนทุศีล หรือ ?
หน้า 273 ข้อ 1423
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ศีล ก็ไม่เกิดคล้อยตามจิต น่ะสิ สีลัง น จิตตานุปริวัตตีติกถา จบ อรรถกถา สีลัง น จิตตานุปริวัตตีติกถา ว่าด้วย ศีลไม่คล้อยตามจิต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องศีลไม่คล้อยตามจิต. ในเรื่องนั้น คำว่า ศีลไม่เกิด คล้อยตามจิต นี้ เป็นคำต่างกันระหว่างภาษาเท่านั้น. คำที่เหลือเช่นกับ เรื่องก่อนนั่นแหละ. อรรถกถา สีลัง น จิตตานุปริวัตตีติกถา จบ
หน้า 274 ข้อ 1424, 1425, 1426
สมาทานเหตุกกถา [๑๔๒๔] สกวาที ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๕] ส. ศีลมีสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจริญได้ดุจเถาวัลย์ เจริญได้ดุจเถาย่างทราย เจริญ ได้ดุจต้นไม้ เจริญได้ดุจหญ้า เจริญได้ดุจแพหญ้าปล้อง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๖] ส. ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อบุคคลสมาทานศีลแล้ว ตรึกกามวิตกอยู่ ตรึก พยาบาทวิตกอยู่ ตรึกวิหิงสาวิตกอยู่ ศีลก็เจริญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 275 ข้อ 1427
ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่ เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล มีโทษและไม่มีโทษ เลว และประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ท้องฟ้าและแผ่นดิน นี้ ประการแรก ซึ่งไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะเหตุฉะนั้น ธรรมของ สัตบุรุษจึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศล และ อกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึก กัน มาพบกันได้ [๑๔๒๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ เจริญได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ชนเหล่าใด ปลูก สร้างสวน ปลูกสร้างป่า ฯลฯ ชนเหล่านั้น ตั้งอยู่ในธรรม ถึงพร้อมด้วย ศีล ย่อมจะปลูกไปสู่สวรรค์ ดังนี้๒ เป็นสูตรมีจริงอยู่ มิใช่หรือ ? ๑. องฺ. จตุกฺก ๒๑/๔๗. ๒. สํ. สคา. ๑๕/๑๔๖.
หน้า 276 ข้อ 1427
ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ศีลที่มีการสมาทานเป็นเหตุ ก็เจริญได้ น่ะสิ สมาทานเหตุกกถา จบ อรรถกถาสมาทานเหตุกกถา ว่าด้วย ศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องศีลมีการสมาทานเป็นเหตุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายนั่นแหละว่า ศีลมี การสมาทานเป็นเหตุย่อมเจริญ เพราะอาศัยพระบาลีว่า บุญย่อมเจริญ ทุกเมื่อ เพราะถือเอาอรรถโดยไม่พิจารณาในเรื่องการสร้างอาราม ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที หมายเอาการสั่งสมศีลที่ไม่ประกอบด้วยจิต. คำที่เหลือเช่นกับเรื่องก่อน นั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถา สมาทานเหตุกกถา จบ
หน้า 277 ข้อ 1428
วิญญัตติสีลันติกถา [๑๔๒๘] สกวาที วิญญัตติเป็นศีล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากปาณาติบาต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากอทินนาทาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากกาเมสุมิจฉาจาร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากมุสาวาท หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การกราบไหว้เป็นศีล การลุกรับเป็นศีล การทำ อัญชลีเป็นศีล สามีจิกรรมเป็นศีล การให้อาสนะเป็นศีล การให้ที่นอน เป็นศีล การให้น้ำล้างเท้าเป็นศีล การให้รองเท้าเป็นศีล การนวดหลังใน เวลาอาบน้ำเป็นศีล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากปาณาติบาต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเจตนาเครื่องเว้นจากสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ ?
หน้า 278 ข้อ 1429
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๒๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญัตติเป็นศีล หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นความทุศีล หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น วิญญัตติก็เป็นศีลน่ะสิ. วิญญัตติสีลันติกถา จบ อรรถกถาวิญญัตติ สีลันติกถา ว่าด้วย วิญญัตติเป็นศีล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องวิญญัตติเป็นศีล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็น ดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะ และสมิติยะทั้งหลายว่า วิญญัตติ คือการ เคลื่อนไหวกายและวาจา ว่าเป็นศีล เพราะถือเอาเนื้อความพระสูตรว่า กายวิญญัตติเป็นกายกรรม วจีวิญญัตติเป็นวจีกรรม ดังนี้ คำถามของสกวาที ว่า วิญญัตติ เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงปรวาทีนั้นด้วยอรรถว่า เจตนาเป็นเครื่องเว้น ชื่อว่า ศีล รูปธรรมไม่ใช่ศีล เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวคำว่า ปาณา ติปาตา เวรมณี เป็นต้น. คำว่า การกราบไหว้เป็นศีล เป็นต้น ท่านกล่าว เพื่อจะยกแสดงคำเปรียบเทียบว่า วิญญัติเป็นรูปฉันใด คำว่าศีลเป็นบัญญัติ ฉันนั้นหามิได้ ก็แลวิญญัตตินั้นมิใช่เจตนาเป็นเครื่องงดเว้นเหตุใด เพราะ เหตุนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปาณาติปาตา เวรมณี ดังนี้ อีก. ก็ลัทธิของปรวาทีนั้น ชื่อว่าตั้งอยู่มิได้ เพราะตั้งอยู่เฉพาะแล้วด้วยเลศนัย ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถา วิญญัตติสีลันติกถา จบ
หน้า 279 ข้อ 1430
อวิญญัตติ ทุสสีลยันตติกถา [๑๔๓๐] สกวาที อวิญญัตติเป็นความทุศีล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นปาณาติบาต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นอทินนาทาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นกาเมสุมิจฉาจาร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นมุสาวาท หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสุราเมรยมัชชปมาทัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลสมาทานบาปกรรมแล้วให้ทานอยู่ บุญและบาป ทั้งสองอย่าง เจริญได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุญและบาปทั้งสองอย่างเจริญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต
หน้า 280 ข้อ 1430
๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่ เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกันหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่ เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ท้องฟ้าและแผ่นดิน นี้ประการแรก ซึ่งไกลกันไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีจริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและ อกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึก กัน มาพบกันได้ ส. เมื่อบุคคลสมาทานบาปกรรมแล้ว ถวายจีวรอยู่ ถวาย บิณฑบาตอยู่ ถวายเสนาสนะอยู่ ถวายคิลานปัจจยเภสัชชบริขารอยู่ กราบไหว้แก่ผู้ที่ควรกราบไหว้อยู่ ต้อนรับผู้ที่ควรต้อนรับอยู่ กระทำ อัญชลีกรรมแก่ผู้ที่ควรอัญชลีกรรมอยู่ กระทำสามีจิกรรมแก่ที่ควร สามีจิกรรมอยู่ ให้อาสนะแก่ผู้ที่ควรให้อาสนะอยู่ ให้ทางแก่ผู้ที่ควรให้ทาง อยู่ บุญและบาปทั้ง ๒ อย่าง เจริญได้หรือ ?
หน้า 281 ข้อ 1430
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. และบาปทั้ง ๒ อย่าง เจริญได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ อย่าง ฯลฯ แห่งจิต ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่ เลวและประณีต ที่ดำและขาว ซึ่งเป็นข้าศึกกัน มาพบกันได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและอกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่ เลวและประณีต ที่ดำและขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกันได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ท้องฟ้าและแผ่นดิน นี้ประการแรก ซึ่งไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและ อกุศล ที่มีโทษและไม่มีโทษ ที่เลวและประณีต ที่ดำและขาว อันเป็นข้าศึก
หน้า 282 ข้อ 1431
กัน มาพบกันได้ [๑๔๓๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่าอวิญญัตติ เป็นความทุศีล หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลเป็นผู้สมาทานบาปธรรมไว้แล้วมิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลเป็นผู้สมาทานบาปกรรมไว้แล้ว ด้วย เหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า อวิญญัตติ เป็นความทุศีล ดังนี้ อวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถา จบ อรรถกถาอวิญญัตติ ทุสสีลยันติกถา ว่าด้วย อวิญญัตติเป็นความทุศีล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอวิญญัตติ คือการไม่แสดงกายวาจาให้รู้ ว่าเป็น ความทุศีล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะ ทั้งหลายว่า อวิญญัตติเป็นการทุศีล เพราะหมายเอาการสั่งสมสิ่งที่มิใช่ บุญอันไม่ประกอบด้วยจิต และหมายเอาความสมบูรณ์ขององค์ข้อบังคับ ในปาณาติบาตเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาที หลายชนเหล่านั้น คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เป็น ปาณาติบาต เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าอวิญญัตตินั้นพึงเป็นการ ทุศีลอย่างไรอย่างหนึ่งในปาณาติบาตเป็นต้นไซร้ ดังนี้. คำว่า บุคคล สมาทานบาปกรรม อธิบายว่า ทำสมาทานบาปอย่างนี้ว่า เราจักฆ่า
หน้า 283 ข้อ 1431
บุคคลชื่อโน้น เราจักขโมยภัณฑะโน้น เป็นต้น. ถูกสกวาทีถามว่า บุญและบาปทั้ง ๒ อย่างเจริญหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอา ความไม่เกิดขึ้นแห่งบาปในขณะให้ทาน. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบรับรอง หมายเอาการสั่งสมบาปที่ไม่ประกอบกับจิต. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบ โดยนัยที่กล่าวไว้ในเรื่องบุญสำเร็จแต่การบริโภคนั่นแหละ. แม้การตั้ง ลัทธิของปรวาทีนั้น ย่อมสำเร็จในส่วนเบื้องต้น คือ ในการสมาทานบาป แต่ไม่ใช่ความเป็นผู้ทุศีลเพราะอวิญญัตติ ดังนี้แล. อรรถกถา อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. นิโรธกถา ๒. รูปัง มัคโคติกถา ๓. ปัญจวิญญาณสมังคิส- สมัคคภาวนากถา ๔. ปัญจวิญญาณากุสลาปีติกถา ๕. ปัญจวิญญา- ณาสาโภคาติกถา ๖. ทวีหิสีเลหิสมันนาคิตติกถา ๗. สีลัง อเจตสิกกันติกถา ๘. สีลัง นจิตตานุปริวัตติกถา ๙. สมาทานเหตุกถา ๑๐. วิญญัตติสีลันติ- กถา ๑๑. อวิญญัตติทุสสีลยันติกถา. วรรคที่ ๑๐ จบ ทุติยปัณณาสก์ จบ
หน้า 284 ข้อ 1432, 1433, 1434
วรรคที่ ๑๑ ติสโสปิ อนุสยกถา [๑๔๓๒] สกวาที อนุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นอัพยากฤตคือวิบาก เป็นอัพยากฤตคือกิริยา เป็น รูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๓๓] ส. กามราคานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัย เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๓๔] ส. ปฏิฆานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิฆะ ปฏิฆปริยุฏฐาน ปฏิฆสัญโญชน์ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 285 ข้อ 1435, 1436
ส. ปฏิฆะ ปฏิฆปริยุฏฐาน ปฏิฆสัญโญชน์ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ปฏิฆานุสัย เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๓๕] ส. มานานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มานะ มานปริยุฏฐาน มานสัญโญชน์ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มานะ มานปริยุฏฐาน มานสัญโญชน์ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มานานุสัย เป็นกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๓๖] ส. ทิฏฐานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิฏฐิ ทิฏโฐฆะ ทิฏฐิโยคะ ทิฏฐิปริยุฏฐาน ทิฏฐิ สัญโญชน์ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิ ทิฏโฐฆะ ทิฏฐิโยคะ ทิฏฐิปริยุฏฐาน ทิฏฐิ สัญโญชน์ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 286 ข้อ 1437, 1438
ส. ทิฏฐานุสัย เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๓๗] ส. วิจิกิจฉานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉา วิจิกิจฉาปริยุฏฐาน วิจิกิจฉาสัญโญชน์ วิจิกิจฉานิวรณ์ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิจิกิจฉานุสัย เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๓๘] ส. ภวราคานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ภวราคะ ภวราคปริยุฏฐาน ภวราคสัญโญชน์ เป็น อัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ภวราคะ ภวราคปริยุฏฐาน ภวราคสัญโญชน์ เป็น อกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ภวราคานุสัย เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 287 ข้อ 1439, 1440
[๑๔๓๙] ส. อวิชชานุสัย เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาสัญโญชน์ อวิชชานิวรณ์ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาสัญโญชน์ อวิชชานิวรณ์ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัย เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยเป็นอัพยากฤต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและอัพยากฤตเป็นไปอยู่ พึงกล่าวว่า ผู้มีอนุสัย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศล มาพบกัน หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็เป็นอัพยากฤต น่ะสิ ส. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไป อยู่ พึงกล่าวว่า เป็นผู้มีราคะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นกุศลและที่เป็นอกุศลมาพบกัน หรือ ?
หน้า 288 ข้อ 1441
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็เป็นอัพยากฤต น่ะสิ [๑๔๔๑] ส. อนุสัย เป็นอเหตุกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น โผฏฐัพพายตนะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคานุสัย เป็นอเหตุกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ เป็นอเหตุกะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ เป็นสเหตุกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัย เป็นสเหตุกะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิฆานุสัย ฯลฯ มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย ฯลฯ อวิชชานุสัย เป็นอเหตุกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ อวิชชาปริยุฏฐาน อวิชชาสัญโญชน์ อวิชชานิวรณ์ เป็นอเหตุกะ หรือ ?
หน้า 289 ข้อ 1442, 1443
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชา อวิชโชฆะ ฯลฯ อวิชชานิวรณ์ เป็นสเหตุกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัย เป็นสเหตุกะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยเป็นอเหตุกะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นบุคคลและเป็นอัพยากฤตเป็นไปอยู่ พึงกล่าวว่า ผู้มีอนุสัย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนุสัยเป็นสเหตุกะโดยเหตุอันนั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็เป็นอเหตุกะ น่ะสิ ส. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤต เป็น ไปอยู่ พึงกล่าวว่า เป็นผู้มีราคะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะเป็นสเหตุกะโดยเหตุอันนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็เป็นอเหตุกะ น่ะสิ [๑๔๔๓] ส. อนุสัยเป็นจิตตวิปปยุต๑ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. ไม่ประกอบกับจิต.
หน้า 290 ข้อ 1444
ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏ- ฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคานุสัย เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน กามราคสัญโญชน์ กาโมฆะ กามโยคะ กามฉันทนิวรณ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะ กามราคปริยุฏฐาน ฯลฯ กามฉันทนิวรณ์ สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัย สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๔] ส. กามราคานุสัย เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน ? ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์. ส. สังขารขันธ์เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ?
หน้า 291 ข้อ 1445, 1446
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๕] ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็น จิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคะ นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่วิปปยุตจากจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะ นับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วย จิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุต ด้วยจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๖] ส. กามราคานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็น จิตตวิปปยุต ส่วนกามราคะ นับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่ง เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่ง เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 292 ข้อ 1447
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีก ส่วนหนึ่งเป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๗] ส. ปฏิฆานุสัย มานานุสัย ทิฏฐานุสัย วิจิกิจฉานุสัย ภวราคานุสัย อวิชชานุสัย เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ ฯลฯ อวิชชานิวรณ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชา อวิชโชฆะ อวิชชาโยคะ ฯลฯ อวิชชานิวรณ์ สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัย สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชานุสัย เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน. ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์. ส. สังขารขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 293 ข้อ 1447
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชา นับเนื่องในสังขารขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชา นับเนื่องในสังขารขันธ์ สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชานุสัย นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นจิตตวิปปยุต ส่วนอวิชชา นับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารขันธ์ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่ง เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่ง เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 294 ข้อ 1448
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีก ส่วนหนึ่งเป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๔๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยเป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน เมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤตเป็นไป อยู่ พึงกล่าวว่า เป็นผู้มีอนุสัย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อนุสัย สัมปยุตด้วยจิตนั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็เป็นจิตตวิปปยุต น่ะสิ. ส. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลและที่เป็นอัพยากฤต เป็นไปอยู่ พึงกล่าวว่า เป็นผู้มีราคะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคะ สัมปยุตด้วยจิตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็เป็นจิตตวิปปยุต น่ะสิ. ติสโสปิ อนุสยกถา จบ อรรถกถาติสโสปิ อนุสยกถา ว่าด้วย อนุสัยเป็นธรรม ๓ อย่าง บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอนุสัยเป็นธรรมแม้ทั้ง ๓ คือ เป็นอัพยากตะ เป็น อเหตุกะ และเป็นจิตตวิปปยุต. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ
หน้า 295 ข้อ 1448
ลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะและสมิติยะทั้งหลายว่า ปุถุชนเมื่อจิตที่เป็น กุศล และอัพยากตะซึ่งกำลังเป็นไป พึงกล่าวว่า เป็นผู้มีอนุสัย อนึ่ง เหตุอันใดพึงมีในขณะนั้น อนุสัยทั้งหลายไม่เป็นกับด้วยเหตุอันนั้นด้วย ไม่สัมปยุตกับจิตดวงนั้นด้วย เหตุใด เพราะเหตุนั้น อนุสัยเหล่านั้น จึง เป็นอัพยากตะ เป็นอเหตุกะ เป็นจิตตวิปปยุต ดังนี้ คำถามของสกวาที ในกถาแม้ทั้ง ๓ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ อาจรู้ได้ตามแนวแห่งพระบาลีนั่นแหละ เพราะเป็นนัย ที่ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ได้ให้พิสดารแล้ว ดังนี้แล. อรรถกถาติสโสปิอนุสยกถา จบ
หน้า 296 ข้อ 1449, 1450
ญาณกถา [๑๔๔๙] สกวาที ถึงความไม่รู้จะปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณ วิปปยุตเป็นไปอยู่ ไม่พึงกล่าวว่า ผู้มีความรู้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เมื่อราคะปราศไปแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า ผู้ปราศจาก ราคะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถึงความไม่รู้จะปราศไปแล้ว เมื่อจิตที่เป็นญาณ วิปปยุตเป็นไปอยู่ ไม่พึงกล่าวว่า ผู้มีความรู้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อโทสะปราศไปแล้ว ฯลฯ เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ฯลฯ เมื่อกิเลสปราศไปแล้ว ไม่พึงกล่าวว่า ผู้หมดกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๐] ส. เมื่อราคะปราศไปแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้ปราศจากราคะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว พึงจิตที่เป็นญาณวิปปยุต จะเป็นไปอยู่ ก็พึงกล่าวว่า ผู้มีความรู้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อโทสะปราศไปแล้ว ฯลฯ เมื่อโมหะปราศไปแล้ว ฯลฯ เมื่อกิเลสปราศไปแล้ว พึงกล่าวว่า ผู้หมดกิเลส หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 297 ข้อ 1450
ส. เมื่อความไม่รู้ปราศไปด้วย ถึงจิตที่เป็นญาณวิปปยุต จะเป็นไปอยู่ ก็พึงกล่าวว่า ผู้มีความรู้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อความไม่รู้ปราศไปแล้ว ถึงจิตที่เป็นญาณวิปปยุต จะเป็นไปอยู่ ก็พึงกล่าวว่า ผู้มีความรู้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชื่อว่า ผู้มีความรู้ ด้วยความรู้ที่เป็นอดีต ชื่อว่าผู้มี ความรู้ ด้วยความรู้ที่ดับแล้ว ที่ปราศไปแล้ว ที่สงบระงับแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ญาณกถา จบ อรรถกถาญาณกถา ว่าด้วย ญาณ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า เมื่ออัญญาณ คือ โมหะ แม้ ปราศจากไปแล้วด้วยมรรคญาณ ครั้นเมื่อจิตที่ไม่ประกอบด้วยญาณกำลัง เป็นไป จักขุวิญญาณเป็นต้นเป็นไปอีก มรรคจิตนั้นก็มิใช่กำลังเป็นไป เหตุใด เพราะเหตุนั้น ไม่ควรกล่าวว่า มีญาณ ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที จึงกล่าวคำว่า เมื่อราคะปราศไปแล้ว เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า เมื่ออัญญาณ คือ โมหะ ปราศจากไปแล้ว บัญญัติว่า ผู้มีญาณ ดังนี้ ไม่พึงมีไซร้ ครั้นเมื่อราคะเป็นต้นปราศจากไปแล้ว แม้บัญญัติว่ามีราคะ
หน้า 298 ข้อ 1450
เป็นต้นปราศจากไปแล้วก็ไม่พึงมี ด้วยเหตุนั้น บุคคลผู้ไม่มีความโกรธ พึงเป็นผู้มีความโกรธในบัญญัติว่าด้วยบุคคลนั้นพึงมีหรือ. ปรวาทีเมื่อไม่ เห็นควรในความเป็นผู้มีราคะเป็นต้น ในธรรมเหล่านั้น ซึ่งมีราคะเป็นต้น ที่ปราศจากไปแล้ว จึงตอบปฏิเสธ. ในที่สุดปัญหา ปรวาทีถามปัญหาที่ ควรถามว่า ชื่อว่าผู้มีความรู้ ด้วยความรู้ที่เป็นอดีต เป็นต้น เพราะฉะนั้น สกวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ดังนี้แล. อรรถกถาญาณกถา จบ
หน้า 299 ข้อ 1451, 1452
ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา [๑๔๕๑] ปรวาที ญาณ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็น โผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ ธัมม- วิจยสัมโพชฌงค์ ก็เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ สัมมาทิฏฐิ ธัมม- วิจยสัมโพชฌงค์สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๒] ส. ญาณ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นับเนื่องในขันธ์ไหน. ป. นับเนื่องในสังขารขันธ์. ส. สังขารขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 300 ข้อ 1452
ส. สังขารขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์แต่เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญา นับเนื่องในสังขารขันธ์แต่เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญา นับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ญาณ นับเนื่องในสังขารขันธ์ แต่เป็นจิตตวิปปยุต ส่วน ปัญญานับเนื่องในสังขารขันธ์ และสัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สังขารขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่ง เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีกส่วนหนึ่ง เป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 301 ข้อ 1453
ส. เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ ส่วนหนึ่งสัมปยุตด้วยจิต อีก ส่วนหนึ่งเป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณเป็นจิตตวิปปยุต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ พึง กล่าวว่า ผู้มีญาณ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ญาณ สัมปยุตด้วยจิตนั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ญาณก็เป็นจิตตวิปปยุต น่ะสิ. ส. พระอรหันต์ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจักจุวิญญาณ พึง กล่าวว่า ผู้มีปัญญา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญา สัมปยุตด้วยจิตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ปัญญาก็เป็นจิตตวิปปยุต น่ะสิ. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา จบ
หน้า 302 ข้อ 1453
อรรถกถาญาณัง จิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วย ญาณเป็นจิตตวิปปยุต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณที่ไม่ประกอบด้วยจิต คือไม่ประกอบกับจิต. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะทั้งหลาย ว่า พระอรหันต์ผู้พร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณเป็นต้น คือหมายความ ว่าจักขุวิญญาณจิตเป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว ท่านเรียกว่า ผู้มีญาณ เพราะหมาย เอามัคคญาณที่ท่านได้แล้ว แต่ว่าญาณของพระอรหันต์นั้นไม่สัมปยุตด้วย จักขุวิญญาณจิตนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น ญาณจึงไม่ประกอบกับจิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เป็นรูป เป็นต้น เพื่อท้วงด้วย คำว่า ถ้าว่า ญาณไม่ประกอบกับจิตไซร้ ญาณของพระอรหันต์นั้นก็จะ พึงเป็นธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งมีรูปเป็นต้นที่ไม่ประกอบกับจิต ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. ก็ในปริโยสาน ถูกสกวาทีถามว่า พระอรหันต์ผู้พร้อมเพรียงด้วยจักขุ- วิญญาณ หมายความว่าจักขุวิญญาณกำลังเป็นไป พึงกล่าวว่า ผู้มีปัญญา หรือ ปรวาทีย่อมปรารถนาซึ่งคำบัญญัตินั้นด้วยสามารถแห่งการได้ เฉพาะแล้วซึ่งปัญญา เพราะฉะนั้นจึงตอบรับรอง. อรรถกถาญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา จบ
หน้า 303 ข้อ 1454
อิทังทุกขันติกถา [๑๔๕๔] สกวาที เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็ เป็นไป หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้สมุทัย ญาณว่า นี้สมุทัย ก็เป็น ไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้นิโรธ ญาณว่า นี้นิโรธ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้มรรค ญาณว่า นี้มรรค ก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 304 ข้อ 1455, 1456
[๑๔๕๕] ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้สมุทัย แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ สมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ ทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้นิโรธ ฯลฯ นี้มรรค แต่ญาณไม่ เป็นไปว่า นี้นิโรธ ฯลฯ นี้มรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ ทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๖] ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปไม่เที่ยง ญาณว่า รูปไม่เที่ยง ก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป
หน้า 305 ข้อ 1457, 1458
หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่เที่ยง ญาณว่า วิญญาณไม่เที่ยงก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๗] ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปเป็นอนัตตา ญาณว่า รูปเป็น อนัตตา ก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ ญาณว่า นี้ทุกข์ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เป็นอนัตตา ญาณว่า วิญญาณ เป็นอนัตตา ก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๘] ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปไม่เที่ยง แต่ญาณไม่เป็นไปว่า
หน้า 306 ข้อ 1458
รูปไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่านี้ทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ ไม่เที่ยง แต่ญาณไม่เป็นไปว่า วิญญาณไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ ทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า รูปเป็นอนัตตา แต่ญาณไม่เป็นไป ว่า รูปเป็นอนัตตา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้ ทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกล่าววาจาว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เป็นอนัตตา แต่ญาณไม่เป็นไปว่า วิญญาณ เป็นอนัตตา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อกล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ แต่ญาณไม่เป็นไปว่า นี้
หน้า 307 ข้อ 1459
ทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๕๙] ส. เมื่อกล่าววาจาว่า อิทํ ทุกฺขํ (นี้ทุกข์) ญาณว่า อิทํ ทุกฺขํ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ญาณว่า อิ ญาณว่า ทํ ญาณว่า ทุ และญาณว่า ขํ ก็เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อิทังทุกขันติกถา จบ อรรถกถาอิทัง ทุกขันติกถา พรรณนากถาว่าด้วย การเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการเปล่งวาจานี้ทุกข์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ในขณะแห่งโลกุตตรมรรค เกิด พระโยคาวจรย่อมเปล่งวาจาว่านี้ทุกข์ ฉันใด ญาณว่านี้ทุกข์ย่อม เป็นไปแก่พระโยคาวจรผู้กล่าววาจาว่า นี้ทุกข์ฉันนั้น ดังนี้ คำถามของ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองของปรวาทีหมายเอาการ กล่าววาจาเช่นนั้น และความเป็นไปแห่งญาณในขณะแห่งมรรค. อนึ่ง ปรวาทีนั้นปรารถนาว่า ปุถุชนย่อมกล่าววาจาอันประกอบด้วยสัจจะ ที่เหลือ แต่ว่าญาณเช่นนั้นย่อมไม่เป็นไปแก่เขา เหตุใด เพราะเหตุนั้น ท่านจึงปฏิเสธในปัญหามี สมุทัย เป็นต้น.
หน้า 308 ข้อ 1459
คำว่า เมื่อกล่าววาจาว่า รูปไม่เที่ยง เป็นต้น ท่านกล่าวด้วย สามารถแห่งการแสดงปริยายแห่งทุกข์. ก็เมื่อปรวาทีไม่เห็นโวหารเช่นนั้น ในลัทธิของตน จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ญาณว่า อิ ญาณว่า ทํ เป็นต้น ท่านกล่าวแล้วเพื่อแสดง คำว่า ถ้าว่าญาณในทุกข์ของปุถุชนย่อมเป็นไปได้ไซร้ ก็ย่อมจะเป็นไป ด้วยญาณ ๔ โดยลำดับในอักษร อิ. อักษร ทํ อักษร ทุ. อักษร ขํ (อิทํ ทุกฺขํ) แต่ปรวาทีไม่ปรารถนาเช่นนั้น เพราะฉะนั้น จึงตอบปฏิเสธ. อรรถกถาอิทังทุกขันติกถา จบ
หน้า 309 ข้อ 1460
อิทธิพลกถา [๑๔๖๐] สกวาที ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ได้ตลอด กัลป์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อายุนั้น สำเร็จด้วยฤทธิ์ คตินั้น สำเร็จด้วยฤทธิ์ การ ได้อัตภาพนั้น สำเร็จด้วยฤทธิ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ที่เป็นอดีต พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ที่ เป็นอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ที่ประกอบด้วยฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พึงตั้งอยู่ตลอด ๒ กัลป์ พึงตั้งอยู่ตลอด ๓ กัลป์ พึง ตั้งอยู่ตลอด ๔ กัลป์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พึงตั้งอยู่ในเมื่อชีวิต คือชีวิตส่วนที่เหลือ ยังมีอยู่ หรือ
หน้า 310 ข้อ 1461, 1462
ว่าตั้งอยู่ในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือ ไม่มีอยู่. ป. พึงตั้งอยู่ในเมื่อชีวิต คือชีวิตส่วนที่เหลือ ยังมีอยู่. ส. หากว่า พึงตั้งอยู่ในเมื่อชีวิต คือชีวิตส่วนที่เหลือ ยังมี อยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ ดังนี้ ฯลฯ ป. พึงตั้งอยู่ในเมื่อชีวิต คือชีวิตส่วนที่เหลือ ไม่มีอยู่. ส. ผู้ที่ตายแล้ว พึงตั้งอยู่ ผู้ที่กระทำกาละแล้ว พึงตั้งอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๖๑] ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า ผัสสะ เกิด ขึ้นแล้ว อย่าดับไป ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า เวทนาเกิดขึ้น แล้ว ฯลฯ สัญญาเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เจตนาเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ จึงเกิดขึ้นแล้ว ศรัทธาเกิดขึ้นแล้ว วิริยะเกิดขึ้นแล้ว สติเกิดขึ้นแล้ว สมาธิเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ปัญญาเกิดขึ้นแล้วอย่าดับไป ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๖๒] ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ?
หน้า 311 ข้อ 1463, 1464
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า รูปจงเป็นของ เที่ยง ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ จงเป็นของไม่เที่ยง ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๖๓] ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า สัตว์ทั้งหลาย ที่มีความเกิดเป็นธรรมดา อย่าได้เกิดเลย ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า สัตว์ทั้งหลาย ที่มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าได้แก่เลย ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายที่มีความเจ็บ เป็นธรรมดา อย่าได้เจ็บเลย ฯลฯ สัตว์ทั้งหลายที่มีความตายเป็นธรรมดา อย่าได้ตายเลย ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๖๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ประกอบด้วยฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ ตลอดกัลป์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์
หน้า 312 ข้อ 1465
อิทธิบาท ๔ อันผู้หนึ่งผู้ใดอบรม ทำให้มาก ทำให้เป็นดุจยาน ทำให้เป็น ที่พึ่งแน่วแน่ ช่ำชอง คล่องแคล่วดีแล้ว ผู้นั้นเมื่อหวังอยู่ พึงตั้งอยู่ได้ ตลอดกัลป์หรือตลอดกัลป์ส่วนที่เหลือ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ก็พึงตั้งอยู่ ตลอดกัลป์ น่ะสิ. [๑๔๖๕] ส. ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ อย่าง ไม่มีใคร ๆ สมณะก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ใคร ๆ ในโลกก็ตาม จะเป็นผู้รับรองได้ ธรรม ๔ อย่าง เป็นไฉน ? คือ (๑) ผู้มีความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่เลย ดังนี้ ไม่มีใคร ๆ สมณะก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหม ก็ตาม ใคร ๆ ในโลกก็ตาม จะเป็นผู้รับรองได้ (๒) ผู้มีความเจ็บเป็น ธรรมดา อย่าเจ็บเลย ฯลฯ (๓) ผู้มีความตายเป็นธรรมดา อย่าตายเลย ฯลฯ (๔) กรรมทั้งหลายนั้นใด เป็นบาปข้องอยู่ในสังกิเลส เป็นเหตุให้ เกิดในภพใหม่ มีทุกข์เป็นกำไร มีวิบากเป็นทุกข์ เป็นไปเพื่อชาติ ชรา มรณะ ต่อไป อันบุคคลทำแม้ในกาลก่อน วิบากแห่งกรรมทั้งหลายนี้ อย่า ได้เกิดเลย ดังนี้ ไม่มีใคร ๆ สมณะก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม เทวดาก็ตาม ๑. ขุ. อุ. ๒๕/๑๒๗.
หน้า 313 ข้อ 1465
มารก็ตาม พรหมก็ตาม ใคร ๆ ในโลกก็ตาม จะเป็นผู้รับรองได้ ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ธรรม ๔ อย่างนี้แล ไม่มีใคร ๆ สมณะก็ตาม พราหมณ์ ก็ตาม เทวดาก็ตาม มารก็ตาม พรหมก็ตาม ใคร ๆ ในโลกก็ตาม จะเป็น ผู้รับรองได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริงมิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ผู้ประกอบด้วยกำลัง แห่งฤทธิ์ พึงตั้งอยู่ได้ตลอดกัลป์ น่ะสิ. อิทธิพลกถา จบ อรรถกถาอิทธิพลกถา ว่าด้วย กำลังแห่งฤทธิ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกำลังแห่งฤทธิ์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ผู้ประกอบด้วยกำลัง แห่งฤทธิ์พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ เพราะถือเอาเนื้อความแห่งอานิสงส์ ของอิทธิบาทภาวนาโดยไม่พิจารณา คำถามของสกวาทีว่า ผู้ประกอบ ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงตั้งอยู่ได้ตลอดกัลป์หรือ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น. ในปัญหานั้น ชื่อว่ากัลป์มี ๓ อย่าง คือ มหากัลป์ กัลปเอกเทส อายุกัลป์. จริงอยู่ มหากัลป์เท่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกว่ากัลป์ ซึ่งมาในพระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อสงไขยแห่งกัลป์ ๔ เหล่านี้ ดังนี้. ในพระบาลีว่า กัลป์อันเป็นการประมาณอายุเทพชั้นพรหมทั้งหลาย ๑. องฺ. จตุกฺก ๒๑/๑๘๒.
หน้า 314 ข้อ 1465
นี้ ท่านเรียกว่ากัลปเอกเทส. พระบาลีว่า ย่อมไหม้ในนรกตลอดกัลป์ ย่อมบันเทิงในสวรรค์ตลอดกัลป์ นี้ ท่านเรียกว่า อายุกัลป์ อธิบายว่า การดำรงอยู่แห่งอายุอันสมควรแก่อายุ ชื่อว่า การกำหนดอายุด้วยอำนาจ ผลแห่งกรรม หรือด้วยการนับปี. ในปัญหาเหล่านั้น สกวาทีย่อมถาม หมายเอามหากัลป์ ปรวาทีก็ตอบรับรอง. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะ ปรวาทีว่า อายุนั้นสำเร็จด้วยฤทธิ์ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ผู้ประกอบด้วยกำลังแห่งฤทธิ์พึงเป็นอยู่ตลอดมหากัลป์หนึ่ง หรือตลอด ส่วนหนึ่งแห่งมหากัลป์ซึ่งเกินกว่าอายุกัลป์ที่ท่านกำหนดไว้อย่างนี้ว่า ผู้ใดย่อมเป็นอยู่นาน ผู้นั้นก็พึงเป็นผู้มีอายุอยู่ตลอดร้อยปี หรือเกินกว่า เล็กน้อย ดังนี้ ก็อายุของผู้นั้น พึงสำเร็จด้วยฤทธิ์หรือ ? ดังนี้. ปรวาที ตอบปฏิเสธ เพราะความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ชื่อว่าอินทรีย์ คือชีวิตที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ย่อมไม่มี มีแต่การเกิดขึ้นด้วยกรรมเท่านั้น มีคำถามว่า ก็ในข้อนี้มีอะไรแปลกจากผู้มีฤทธิ์ เพราะแม้ผู้ไม่มีฤทธิ์ก็ พึงดำรงอยู่ตลอดอายุกัลป์ มิใช่หรือ? ตอบว่า พึงทราบข้อแปลกกันแห่ง ชนเหล่านั้นดังนี้ ผู้มีฤทธิ์นั้นสามารถห้ามอันตรายิกธรรมทั้งหลายมิให้ เกิดเป็นไปแก่ชีวิตตลอดชีวิต ด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ และย่อมอาจเพื่อจะห้าม อกาลมรณะ คือการตายในเวลาอันไม่สมควรที่จะมี ในระหว่าง แต่กำลัง เช่นนี้ไม่มีแก่ผู้ไม่มีฤทธิ์ ข้อนี้ เป็นการแตกต่างกันระหว่างผู้มีฤทธิ์กับ ผู้ไม่มีฤทธิ์เหล่านั้น. คำว่า พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์ที่เป็นอดีต... อนาคต นี้ ความว่า สกวาทีย่อมท้วงเพราะการตอบรับรองของปรวาที หมายเอาว่า พึงตั้งอยู่ตลอดกัลป์โดยไม่แปลกกัน. คำว่า พึงตั้งอยู่ตลอด ๒ กัลป์ เป็นต้น ท่านสกวาทีกล่าวเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ผิว่าผู้มีฤทธิ์ย่อมสามารถ
หน้า 315 ข้อ 1465
ก้าวล่วงการกำหนดชีวิตได้ไซร้ ก็ไม่อาจก้าวล่วงการกำหนดชีวิตเพียง กัลป์เดียวเท่านั้น เขาพึงก้าวล่วงแล้วดำรงอยู่ตลอดกัลป์แม้มิใช่น้อยเลย. คำว่า บุคคลพึงได้เพื่อประคองไว้ด้วยฤทธิ์ว่า ผัสสะเกิดขึ้นแล้ว อย่าดับไป ดังนี้หรือ ท่านสกวาทีกล่าว เพื่อแสดงว่า สิ่งทั้งปวงไม่พึง ได้ด้วยฤทธิ์ แม้สิ่งที่เหนืออำนาจฤทธิ์ก็ยังมีอยู่ ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถาอิทธิพลกถา จบ
หน้า 316 ข้อ 1466, 1467
สมาธกถา [๑๔๖๖] สกวาที จิตตสันตติ (ความสืบต่อแห่งจิต) เป็นสมาธิ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. จิตตสันตติที่เป็นอดีต เป็นสมาธิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตตสันตติ เป็นสมาธิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตตสันตติที่เป็นอนาคต เป็นสมาธิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตตสันตติ เป็นสมาธิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อดีตก็ดับไปแล้ว อนาคตก็ยังไม่เกิด ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า จิตตสันตติเป็นสมาธิ [๑๔๖๗] ป. สมาธิเป็นไปในจิตตขณะอันหนึ่ง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยจักขุวิญญาณ ชื่อว่าผู้เข้า สมาบัติหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อม เพรียงด้วยฆานวิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยชิวหาวิญญาณ ฯลฯ
หน้า 317 ข้อ 1468, 1469
ผู้พร้อมเพรียงด้วยกายวิญญาณ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยอกุศลจิต ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่สหรคตด้วยราคะ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียงด้วยจิตที่สหรคต ด้วยโทสะ ฯลฯ พร้อมเพรียงด้วยจิตที่สหรคตด้วยโมหะ ฯลฯ ผู้พร้อมเพรียง ด้วยจิตที่สหรคตด้วยอโนตตัปปะ ชื่อว่า ผู้เข้าสมาบัติ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๖๘] ส. จิตตสันตติเป็นสมาธิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสืบต่อแห่งอกุศลจิต เป็นสมาธิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตตสันตติที่สหรคตด้วยราคะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วย โทสะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยโมหะ ฯลฯ ที่สหรคตด้วยอโนตตัปปะเป็นสมาธิ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๖๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตตสันตติเป็นสมาธิ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส นิครณฐ์ ทั้งหลาย เรานี่แหละพอที่จะไม่หวั่นไหวด้วยกาย ไม่กล่าววาจา เป็นผู้ เสวยสุขโดยส่วนเดียว อยู่ตลอด ๗ คืน ๗ วัน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น จิตตสันตติ ก็เป็นสมาธิ น่ะสิ. สมาธิกถา จบ
หน้า 318 ข้อ 1469
อรรถกถาสมาธิกถา ว่าด้วยสมาธิ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสมาธิ. ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของ นิกายสัพพัตถิกวาทะและอุตตราปถกะทั้งหลายว่า ความสืบต่อแห่งจิต เป็นสมาธิ เพราะอาศัยพุทธพจน์ว่า พระตถาคตย่อมอาจเพื่ออยู่เป็นสุข ในคำว่า เราเป็นผู้เสวยพร้อมเฉพาะซึ่งความสุขโดยส่วนเดียวตลอด ๗ คืน ๗ วัน ดังนี้เป็นต้น โดยไม่ถือเอาคำว่า เอกัคคตาเจตสิกแม้เกิดขึ้นแล้วใน ขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง ชื่อว่าสมาธิ เพราะอรรถว่าการตั้งใจ ดังนี้ คำถาม ของสกวาทีว่า ความสืบต่อแห่งจิต เป็นต้น หมายชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ความสืบต่อแห่งจิตที่เป็นอดีต เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า การ สืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิไซร้ ชื่อว่าความสืบต่อแห่งจิตเป็นอดีตบ้าง ที่ เป็นอนาคตบ้างมีอยู่ ส่วนการสืบต่อแห่งจิตที่เป็นปัจจุบันนั่นแหละไม่มี ธรรมดาว่าการสืบต่อแห่งจิตนั้นย่อมเป็นของมีอยู่ ความสืบต่อแห่งจิต เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ย่อมเป็นสมาธิตามลัทธิของท่านหรือ ? ปรวาทีนั้น เมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า อดีตก็ดับไปแล้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า จิตที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้านั้นแหละทำอยู่ซึ่งกิจ ในการสืบต่อแห่งจิต จิตที่เป็นอดีตและอนาคตชื่อว่าย่อมไม่มี เพราะเป็น จิตที่ดับไปแล้ว และเพราะเป็นจิตที่ยังมิได้เกิดขึ้น ฉะนั้นจิตนั้นจะชื่อว่า เป็นสมาธิได้อย่างไร ? คำถามว่า สมาธิเป็นไปขณะแห่งจิตดวงหนึ่ง เป็นของปรวาที. ต่อจากนั้นก็เป็นคำตอบรับรองของสกวาทีในลัทธิของตน โดยหมายเอาคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สมาธิคือเอกัคคตา ที่
หน้า 319 ข้อ 1469
สัมปยุตด้วยกุศลจิตอันเกิดขึ้นแล้ว ในบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอ ทั้งหลายจงเจริญสมาธินั้น ดังนี้. คำว่า บุคคลผู้พร้อมเพรียงด้วย จักขุวิญญาณ เป็นต้น ปรวาทีกล่าวโดยการลวง เพราะถือเอาเหตุสักว่า คำว่า ผู้มีขณะแห่งจิตดวงเดียว. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละสกวาทีจึงตอบ ปฏิเสธ. พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย... มิใช่หรือ ข้อนี้ย่อมสำเร็จซึ่งความที่จิตนั้นเป็นสภาพไม่ปะปนแก่สมาธิ ที่กำลังเป็นไปด้วยสามารถแห่งการเกิดก่อนและเกิดหลัง แต่ไม่สำเร็จ ซึ่งความสืบต่อแห่งจิตว่าเป็นสมาธิ เพราะฉะนั้น จึงไม่เป็นการพิสูจน์ว่า การสืบต่อแห่งจิตเป็นสมาธิ ฉะนี้แล. อรรถกถาสมาธิกถา จบ
หน้า 320 ข้อ 1470, 1471
ธัมมัฏฐิตตากถา [๑๔๗๐] สกวาที ธรรมฐิติ คือความตั้งอยู่แห่งธรรม เป็นภาวะที่ สำเร็จแล้ว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความตั้งอยู่แห่งธรรมฐิตินั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความตั้งอยู่แห่งธรรมฐิตินั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความตั้งอยู่นั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มี ความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๗๑] ส. ความตั้งอยู่ของรูป เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่ของรูปนั้น ก็เป็นภาวะที่ สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่ของรูปนั้น ก็เป็นภาวะที่ สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความตั้งอยู่นั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มี
หน้า 321 ข้อ 1471
ความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความตั้งอยู่ของเวทนา ฯลฯ ความตั้งอยู่ของสัญญา ฯลฯ ความตั้งอยู่ของสังขารทั้งหลาย ฯลฯ ความตั้งอยู่ของวิญญาณ เป็น ภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่ของวิญญาณนั้น ก็เป็น ภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความตั้งอยู่แห่งความตั้งอยู่ของวิญญาณนั้น เป็นภาวะ ที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความตั้งอยู่นั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มี ความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ธัมมัฏฐิตตากถา จบ
หน้า 322 ข้อ 1471
อรรถกถาธัมมัฏฐิตตากถา ว่าด้วย ความตั้งอยู่แห่งธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความตั้งอยู่แห่งธรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ชื่อว่าความตั้งอยู่ แห่งธรรมกล่าวคือปฏิจจสมุปบาทหนึ่ง มีอยู่ ธรรมนั้นเป็นของสำเร็จแล้ว เพราะอาศัยบาลีว่า ธาตุนั้นดำรงอยู่แล้วเทียว ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที จึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ความตั้งอยู่แห่งธรรมฐิตินั้น ก็เป็นภาวะสำเร็จ แล้วหรือ เพื่อท้วงด้วยคำว่า ผิว่า ชื่อว่าความตั้งอยู่อันอื่นสำเร็จแล้วแก่ ธรรมทั้งหลาย มีอวิชชาเป็นต้นที่สำเร็จแล้วมีอยู่ไซร้ ความตั้งอยู่อันอื่น สำเร็จแล้ว ก็ความตั้งอยู่แม้นั้น ย่อมปรากฏตามลัทธิของท่านหรือ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีลัทธิอย่างนั้น. ถูกถามครั้งที่ ๒ ก็ตอบ รับรอง หมายเอาความเป็นอนันตรปัจจัย และความเป็นอัญญมัญญปัจจัย. คำที่เหลือมีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะมีนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในหนหลัง นั่นแล. อรรถกถาธัมมัฏฐิตตากถา จบ
หน้า 323 ข้อ 1472, 1473
อนิจจตากถา [๑๔๗๒] สกวาที อนิจจตา คือความไม่เที่ยง เป็นภาวะที่สำเร็จ แล้ว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตานั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จ แล้วหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่เที่ยงแห่งอนิจจตานั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จ แล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่เที่ยงนั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มีความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทานิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๗๓] ส. ชรา เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความชราแห่งชรานั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความชราแห่งชรานั้น เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความชรานั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มี ความขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 324 ข้อ 1474, 1475
[๑๔๗๔] ส. มรณะ เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรณะของมรณะนั้น ก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรณะของมรณะนั้นก็เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรณะนั้น ๆ แล ไม่มีการทำที่สุดแห่งทุกข์ ไม่มีความ ขาดตอนแห่งวัฏฏะ ไม่มีอนุปาทาปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๗๕] ส. รูป เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยงของรูป ก็มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่เที่ยงเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยง ของความไม่เที่ยง ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราของรูปก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชราเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราของชราก็ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความอันตรธาน ของรูปก็มีอยู่ หรือ ?
หน้า 325 ข้อ 1475
ป. ถูกแล้ว. ส. มรณะเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความ อันตรธานของมรณะนั้นก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกลาวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณ เป็น ภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยงของวิญญาณมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนิจจตาเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความไม่เที่ยงของ อนิจจตาก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณ เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราแห่ง วิญญาณก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรา เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความชราแห่งชรา ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิญญาณ เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความ อันตรธานแห่งวิญญาณนั้น ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มรณะเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว แต่ความแตก ความ อันตรธานแห่งมรณะ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อนิจจตากถา จบ
หน้า 326 ข้อ 1475
อรรถกถาอนิจจตากถา ว่าด้วย ความไม่เที่ยง บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความไม่เที่ยง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า แม้ความไม่เที่ยงแห่งรูป เป็นต้นที่ไม่เที่ยง ก็เป็นภาวะสำเร็จแล้ว คือหมายความว่าเกิดขึ้นแล้ว ดุจรูปเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ความ ไม่เที่ยงแห่งความไม่เที่ยงนั้นก็เป็นภาวะสำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว หรือ ? เพื่อท้วงว่า ความไม่เที่ยงเป็นของสำเร็จแล้วราวกะรูปเป็นต้น ตามลัทธิ ของท่านมีอยู่ไซร้ อันความไม่เที่ยงที่สำเร็จแล้วอย่างอื่นก็พึงมีแก่ความ ไม่เที่ยงแม้นั้น ดังนี้. ปรวาทีนั้นปฏิเสธโดยความไม่มีความไม่เที่ยง ๒ อย่างรวมกัน แต่ตอบรับรองเพราะความไม่เที่ยงนั้นย่อมไม่เป็นความ ไม่เที่ยงอีก หมายความว่าความไม่เที่ยงนั้นย่อมอันตรธานไปกับความ ไม่เที่ยงนั้นนั่นแหละ. ลำดับนั้น สกวาทีไม่ให้โอกาสอันมีเลศนัยแก่ปรวาที นั้นจึงยกโทษ คือการไม่เข้าไปตัดวัฏฏะด้วยสามารถแห่งธรรมอื่น ๆ ว่าความไม่เที่ยงที่ ๒ ท่านไม่รับรองตามลัทธิของท่านโดยความเป็นภาวะ ไม่เที่ยงนั้น ๆ บ้าง โดยความเป็นภาวะไม่เที่ยงอื่นจากนั้นบ้าง จึงกล่าว คำว่า ความไม่เที่ยงนั้น ๆ แลไม่มีการทำซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ เป็นต้น. คำว่า ชราเป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าว ด้วยความสามารถแห่งการประกอบเนือง ๆ ซึ่งการจำแนกความไม่เที่ยง เพราะขึ้นชื่อว่าความไม่เที่ยงอื่นจากชราและมรณะแห่งธรรมที่เกิดขึ้น แล้วย่อมไม่มี. บัณฑิตพึงทราบคำตอบรับรองและคำปฏิเสธของปรวาที
หน้า 327 ข้อ 1475
ในปัญหาแม้นั้น โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในก่อนนั่นแหละ. คำว่า รูปเป็น ภาวะที่สำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อเทียบเคียง ความไม่เที่ยงแห่งธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่านั้นกับความไม่เที่ยงเหล่านั้น. ในข้อนั้น ปรวาทีเมื่อสำคัญว่า ความไม่เที่ยง ความชรา และมรณะแห่ง ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้นที่สำเร็จแล้วมีอยู่ ฉันใด ธรรมเหล่านั้น ไม่มี อยู่แก่ธรรมทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นต้นที่สำเร็จแล้ว ฉันนั้น จึงตอบ ปฏิเสธโดยส่วนเดียว ดังนี้. อรรกกถาอนิจจตากถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ติสโสปิอนุสยกถา ๒. ญาณกถา ๓. ญาณังจิตตวิปปยุตตันติกถา ๔. อิทังทุกขันติกถา ๕. อิทธิพลกถา ๖. สมาธิกถา ๗. ธัมมัฏฐตตากถา ๘. อนิจจตากถา. วรรคที่ ๑๑ จบ
หน้า 328 ข้อ 1476
วรรคที่ ๑๒ สังวโรกัมมันติกถา [๑๔๗๖] สกวาที ความสำรวมเป็นกรรม หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมใน ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมใน ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ?
หน้า 329 ข้อ 1477
ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมใน ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความสำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๗๗] ส. ความไม่สำรวม เป็นกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวม ในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวม ในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในกายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ?
หน้า 330 ข้อ 1478
ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวม ในฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ เป็นชิวหากรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่สำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความไม่สำรวมในมนินทรีย์ เป็นมโนกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความไม่สำรวมในโสตินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมใน ฆานินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมในชิวหินทรีย์ ฯลฯ ความไม่สำรวมใน กายินทรีย์ เป็นกายกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี เป็นกรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นผู้ถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็น ผู้ถือนิมิต ฟังเสียงด้วยโสตแล้ว ฯลฯ รู้แจ้งธรรมารมณ์ด้วยใจแล้วเป็น
หน้า 331 ข้อ 1478
ผู้ถือนิมิต ฯลฯ ไม่เป็นผู้ถือนิมิต ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี ก็เป็นกรรม น่ะสิ. สังวโรกัมมันติกถา จบ อรรถกถาสังวโร กัมมันติกถา ว่าด้วย ความสำรวมเป็นกรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสำรวมเป็นกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ความสำรวมก็ดี ความไม่สำรวมก็ดี เป็นกรรม เพราะอาศัยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ภิกษุเห็นรูปด้วยจักขุแล้วเป็นผู้ถือเอาโดยนิมิต... ไม่ถือเอา โดยนิมิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ความสำรวมในจักขุนทรีย์ เป็นจักขุกรรมหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า การกล่าวคำอันใดที่ สกวาทีกล่าวไว้ในลัทธิของตนว่า เจตนาเป็นกรรม การกล่าวนั้นเป็น ไปในกายวจีและมโนทวาร ย่อมได้ชื่อว่าเป็นกายกรรมเป็นต้น ฉันใด ถ้าความสำรวมเป็นกรรมตามลัทธิของท่านไซร้ ความสำรวมแม้นั้น เมื่อเป็นไปในจักขุนทรีย์เป็นต้น ก็พึงได้ชื่อว่า จักขุกรรมเป็นต้น ดังนี้. ฝ่ายปรวาทีเมื่อไม่เห็นบทพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธในทวารทั้ง ๔ และย่อมปฏิเสธโดยหมายเอาประสาทกายในกายทวารที่ ๕ แต่ตอบรับรอง หมายเอาวิญญัตติกาย. จริงอยู่ ปรวาทีนั้นย่อมปรารถนาประสาทกาย
หน้า 332 ข้อ 1478
บ้าง วิญญัตติกายบ้าง ว่าเป็นกายินทรีย์นั่นแหละ. ย่อมตอบปฏิเสธ หมายเอาวิปากทวาร แม้เป็นมโนทวาร. ย่อมตอบรับรอง หมายเอา กรรมทวาร. แม้ในความไม่สำรวมก็นัยนี้. พระสูตรว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุแล้ว เป็นต้น นี้ย่อมแสดงเฉพาะความสำรวมกับความไม่สำรวมในทวารทั้งหลายเท่านั้น ไมใช่แสดงซึ่งความที่ความสำรวมและความไม่สำรวมเป็นกรรม เพราะ ฉะนั้น พระสูตรที่ยกมานั้น จึงไม่ใช่ข้ออ้างในที่นี้ ดังนี้แล. อรรถกถาสังวโรกัมมันติกถา จบ
หน้า 333 ข้อ 1479
กัมมกถา [๑๔๗๙] สกวาที กรรมทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ก็มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ก็มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ฝ่ายกามาพจร ก็มี วิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ฝ่ายรูปาวจร ฝ่าย อรูปาวจร ฝ่ายโลกุตตระ ก็มีวิบาก หรือ ?
หน้า 334 ข้อ 1480, 1481, 1482
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ฝ่ายกามาวจร ก็มี วิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เจตนาทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ฝ่ายรูปาวจร ฝ่าย อรูปาวจร ก็มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๘๐] ส. เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ไม่มีวิบากก็ ต้องไม่กล่าวว่า เจตนาทั้งปวงมีวิบาก [๑๔๘๑] ส. เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ไม่มี วิบาก ก็ ต้องไม่กล่าวว่า เจตนาทั้งปวงมีวิบาก [๑๔๘๒] ส. เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ฝ่ายกามาวจร ฝ่าย รูปาวจร ฝ่ายอรูปาวจร ฝ่ายโลกุตตระ ไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 335 ข้อ 1483, 1484
ส. หากว่า เจตนาที่เป็นวิบากอัพยากฤต ฝ่ายโลกุตตระ ไม่มีวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า เจตนาทั้งปวงมีวิบาก [๑๔๘๓] ส. เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ฝ่ายกามาวจร ฝ่าย รูปาวจร ฝ่ายอรูปาวจร ไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เจตนาที่เป็นกิริยาอัพยากฤต ฝ่ายอรูปาวจร ไม่มีวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า เจตนาทั้งปวงมีวิบาก [๑๔๘๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กรรมทั้งปวงมีวิบาก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวว่า กรรมทั้งหลายที่ทำด้วยความจงใจ อันบุคคลกระทำแล้ว สั่งสมแล้ว หรือในอัตภาพถัดไป หรือในอัตภาพสืบ ๆ ไป ดังนี้๑ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น กรรมทั้งปวงก็มีวิบาก น่ะสิ. กัมมกถา จบ อรรถกถากัมมกถา ว่าด้วย กรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า กรรมทั้งปวงเป็นสวิบาก คือ ๑. อง. ทสก. ๒๔/๑๙๔.
หน้า 336 ข้อ 1484
มีวิบาก เพราะอาศัยบทพระสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย เราย่อมไม่กล่าว ความสิ้นไปแห่งวิบากเพราะไม่เสวยกรรมอันประกอบด้วยสัญเจตนา คือความจงใจ อันตนทำแล้วสั่งสมแล้ว เป็นต้น คำถามของสกวาทีว่า กรรมทั้งปวง เป็นต้น เพื่อแสดงวิภาคนี้แก่ชนเหล่านั้นว่า เจตนา พระศาสดาทรงตรัสเรียกว่า กรรม โดยไม่แปลกกันในคำว่า ภิกษุ ทั้งหลายเราเรียกเจตนาว่าเป็นกรรม ดังนี้ เจตนาแม้นั้นเป็นกุศลก็ดี เป็น อกุศลก็ดีมีวิบาก ส่วนเจตนาที่เป็นอัพยากตะไม่มีวิบาก ดังนี้ คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ในปัญหาทั้งหลายว่า เจตนาทั้งปวง อีก ปรวาที ตอบปฏิเสธ หมายเอาเจตนาที่เป็นอัพยากตะ และพึงทราบการตอบ รับรองโดยหมายเอาเจตนาที่เป็นกุศลและเป็นอกุศล. คำว่า เจตนาที่ เป็นวิบากอัพยากตะ เป็นต้น ท่านสกวาทีกล่าวเพื่อแสดงเจตนาที่มีวิบาก และไม่มีวิบากโดยย่อ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น. พระสูตรว่า ภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวความสิ้นไปแห่งวิบาก เป็นต้น ที่ปรวาทีนำมากล่าวนั้นหมายถึงการเสวยวิบากในภพทั้งหลาย มีภพอันสัตว์พึงเห็นได้เป็นต้น ได้แก่ ภพปัจจุบัน ในเมื่อปัจจุบันยังมีอยู่ เพราะ ฉะนั้น พระสูตรนั้น จึงไม่ใช่ข้อพิสูจน์ในเรื่องนี้ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถากัมมกถา จบ
หน้า 337 ข้อ 1485, 1486
สัทโทวิปาโกติกถา [๑๔๘๕] สกวาที เสียงเป็นวิบาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เสียงเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลที่บุคคลเสวย เป็นทุกข์ เป็นผลที่บุคคลเสวยไม่ทุกข์ไม่สุข สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา สัมปยุตด้วยอทุกขมุขเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะ สัมปยุตด้วยเวทนา สัมปยุตด้วยสัญญา สัมปยุตด้วยเจตนา สัมปยุตด้วย จิต มีอารมณ์ มีความนึก ความผูกใจ ความสนใจ ความทำไว้ในใจ ความจงใจ ความปรารถนา ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เสียง ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ไม่เป็นผลที่ บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า เสียงเป็น วิบาก [๑๔๘๖] ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เสียงเป็นวิบาก เสียงเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ?
หน้า 338 ข้อ 1487, 1488
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๘๗] ส. เสียงเป็นวิบาก. แต่เสียงไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็น สุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวย เป็นสุข ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๘๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า เสียงเป็นวิบาก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ตถาคตนั้น เป็นผู้ มีเสียงดุจเสียงพรหม กล่าวคำด้วยน้ำเสียงอันไพเราะดุจเสียงนกการะเวก เพราะกรรมนั้นอันได้ทำไว้แล้ว ได้สะสมแล้ว ได้เพิ่มพูนแล้ว เป็นกรรม ไพบูลย์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น เสียงก็เป็นวิบาก น่ะสิ. สัทโทวิปาโกติกถา จบ ๑. ที. ปา. ๑๑/๑๖๖.
หน้า 339 ข้อ 1488
อรรถกถาสัทโท วิปาโกติกถา ว่าด้วย เสียงเป็นวิบาก๑ ชื่อว่า เรื่องเสียงเป็นวิบาก. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า เสียงเป็นวิบาก เพราะไม่ พิจารณาความถือเอาคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พระตถาคตนั้น เป็นผู้มีเสียงดุจเสียงแห่งพรหม... เพราะทำกรรม อันได้ทำแล้ว ได้ สะสมไว้แล้ว ได้เพิ่มพูนแล้ว เป็นกรรมไพบูลย์ ดังนี้ คำถามของสกวาที กล่าวเพื่อแสดงแก่ชนเหล่านั้นว่า อรูปธรรมทั้งหลาย คือนามขันธ์ ๔ มี กรรมเป็นสมุฏฐาน ย่อมได้ชื่อว่า วิบาก แต่โวหารนี้ไม่มีในรูปธรรม ทั้งหลาย. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า เสียงเป็นผลที่บุคคล เสวยเป็นสุข เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่าขึ้นชื่อว่าวิบากแล้วย่อม เป็นอย่างนี้. พระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า พระตถาคตนั้นเป็นผู้ มีเสียงดุจเสียงแห่งพรหมเพราะกรรมนั้นได้ทำไว้แล้ว เป็นต้น ที่ปรวาที นำมากล่าวนั้นก็เพื่อจะแสดงให้ทราบถึงการได้ลักษณะ คือภาวะที่ดี อันที่จริง พระมหาบุรุษแม้เป็นผู้มีบริวารที่ดีก็เพราะทำกรรมไว้ใน กาลก่อน และทั้งบริวารนั้นก็ไม่ใช่วิบาก เพราะฉะนั้นพระสูตรนี้ จึงมิใช่ ข้อพิสูจน์ว่าเสียงเป็นวิบาก ดังนี้แล. อรรถกถาสัทโทวิปาโกติกถา จบ ๑. คำว่าวิปากะ ได้แก่วิปากจิต ๓๖ เจตสิก ๓๘ วิบากนี้เรียกว่าผลด้วย แต่คำว่าผลมี ๒ คือ มุขยผล และ สามัญญผล สำหรับสามัญญผล ได้แก่ กัมมชรูป คือรูปที่เกิดแต่กรรมเป็นสมุฏฐาน ไม่จัดเป็นวิบาก.
หน้า 340 ข้อ 1489
สฬายตนกถา [๑๔๘๙] สกวาที จักขายตนะเป็นวิบาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข เป็นผลอัน บุคคลเสวยเป็นทุกข์ ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขายตนะ ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่ มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จักขายตนะไม่เป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า จักขายตนะเป็นวิบาก ฯลฯ ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลอันบุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะ เป็นวิบาก จักขายตนะเป็นผลที่บุคคล เสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขายตนะเป็นวิบาก แต่จักขายตนะไม่เป็นผลที่ บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวย
หน้า 341 ข้อ 1490
เป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ [๑๔๙๐] ส. กายายตนะเป็นวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายายตนะ เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มี อารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายายตนะ ไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มี อารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กายายตนะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายายตนะเป็นวิบาก ฯลฯ ส. ผัสสะ เป็นวิบาก ผัสสะเป็นผลที่บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายายตนะ เป็นวิบาก กายายตนะ เป็นผลที่บุคคล เสวยเป็นสุข ฯลฯ มีอารมณ์ มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายายตนะเป็นวิบาก แต่กายายตนะไม่เป็นผลที่ บุคคลเสวยเป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ?
หน้า 342 ข้อ 1491
ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นผลที่บุคคลเสวย เป็นสุข ฯลฯ ไม่มีอารมณ์ ไม่มีความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๙๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สฬายตนะเป็นวิบาก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะได้ทำกรรมไว้ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า สฬายตนะเกิดขึ้นเพราะได้ทำกรรมไว้ ด้วย เหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า สฬายตนะเป็นวิบาก สฬายตนะกถา จบ อรรถกถาสฬายตนกถา ว่าด้วย สฬายตนะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสฬายตนะ คืออายตนะภายใน ๖. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า สฬายตนะ เกิดขึ้นเพราะทำกรรมไว้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น สฬายตนะจึงเป็นวิบาก ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า จักขวายตนะเป็นวิบากหรือ เป็นต้น หมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวแล้ว ในหนหลังนั่นแหละ.
หน้า 343 ข้อ 1491
ก็แต่ มนายตนะพึงเป็นวิบากได้ในคำว่า สฬายตนะเป็นวิบาก นี้ ส่วนอายตนะที่เหลือนอกนั้นมีกรรมเป็นสมุฏฐานอย่างเดียว ไม่เป็น วิบาก เพราะฉะนั้น ข้อนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่า สฬายตนะเป็นวิบาก (ไปทั้งหมด) ดังนี้แล. อรรถกถาสฬายตนกถา จบ
หน้า 344 ข้อ 1492, 1493, 1494
สัตตักขัตตุปรมกถา [๑๔๙๒] สกวาที บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลง ชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้าย ยังพระโลหิตของ พระตถาคตให้ห้อ ได้ทำลายสงฆ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๙๓] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ ธรรมในระหว่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควรเพื่อตรัสรู้ ธรรมในระหว่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะนั้น ได้ปลงชีวิตมารดา ได้ ปลงชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิตพระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิต ของพระตถาคตให้ห้อ ได้ทำลายสงฆ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๙๔] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗
หน้า 345 ข้อ 1495, 1496, 1497
ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความ เกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สติปัฏฐาน สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๙๕] ส. นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความ เกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า นิยมที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง [๑๔๙๖] ส. สติปัฏฐาน ฯลฯ โพชฌงค์ ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตัก- ขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า โพชฌงค์ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่าบุคคลผู้ สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง [๑๔๙๗] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 346 ข้อ 1498, 1499
ส. ด้วยสกทาคามีนิยม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยอนาคามีนิยม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยอรหัตนิยม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยนิยมอะไร ? ป. ด้วยโสตาปัตตินิยม. [๑๔๙๘] ส. บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้ง เป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าหนึ่งเหล่าใด ก้าวลงสู่โสตปัตตินิยม ชน เหล่านั้นทั้งหมด เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๔๙๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยง ต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลนั้น เป็นสัตตักขัตตุปรมะ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง. สัตตักขัตตุปรมกถา จบ
หน้า 347 ข้อ 1500, 1501
โกลังโกลเอกพีชีกถา [๑๕๐๐] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้โกลังโกละเป็นผู้เที่ยงต่อ ความเกิดอีก ๒ - ๓ ครั้ง หรือ ? สกวาที ถูกแล้ว. ป. บุคคลนั้น เป็นโกลังโกละ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลนั้น เป็นโกลังโกละ ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้โกลังโกละเป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีก ๒-๓ ครั้ง. [๑๕๐๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้เอกพีชี เป็นผู้เที่ยงต่อความ เกิดอีกครั้งเดียว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลนั้น เป็นเอกพีชี มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลนั้น เป็นเอกพีชี ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้เอกพีชี เป็นผู้เที่ยงต่อความเกิดอีกครั้งเดียว โกลังโกลเอกพีชีกถา จบ อรรถกถาสัตตักขัตตุปรมกถา ว่าด้วย บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ คือบุคคลผู้มีการเกิด อีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิ
หน้า 348 ข้อ 1501
นิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สัตตัก- ขัตตุปรมบุคคลมีอยู่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้นั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะ จึงชื่อว่าเป็นผู้เที่ยงโดยความเป็นผู้มีการเกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อแสดงวิภาคนี้แก่ชนเหล่านั้นว่า ยกเว้น อริยมรรคแล้วการกำหนดแน่นอนอย่างอื่นไม่มีแก่บุคคลนั้น บุคคลนั้น พึงเป็นผู้เที่ยงเพราะความเป็นผู้มีการเกิดอีก ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่งด้วยเหตุ อันใด ดังนี้. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในคำทั้งหลาย คำว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ได้ปลงชีวิตมารดา เป็นต้น พึงทราบคำอธิบายอย่างนี้ว่า นิยาม๑ คือธรรมที่กำหนดแน่นอน มี ๒ อย่าง คือ สัมมัตตนิยาม คือธรรมที่กำหนดแน่นอนในทางที่ถูก ๑ มิจฉัตตนิยาม คือธรรมที่กำหนดแน่นอนในทางที่ผิด ๑ อริยมรรค ชื่อว่า สัมมัตตนิยาม ก็อริยมรรคนั้นย่อมกำหนดซึ่งความเป็นอวิปากธรรมและ ความเกิดขึ้นแห่งผลธรรม ส่วนมิจฉัตตนิยามย่อมกำหนดแน่นอนซึ่ง อนันตริยกรรม คือความเกิดขึ้นในนรกอันไม่มีภพอื่นคั่นในระหว่าง ใน ปัญหานั้น สัตตักขัตตุปรมบุคคลย่อมเป็นผู้อันโสดาปัตติมรรคกำหนด แล้วโดยความเป็นสภาพธรรมที่ไม่ตกไปสู่อบาย และโดยความเกิดขึ้น แห่งผลธรรม ส่วนนิยามแห่งมรรคที่เหลืออยู่ย่อมไม่มีแก่สัตตักขัตตุปรมบุคคล นั้น เพราะมิใช่เป็นธรรมที่ท่านบรรลุแล้ว แม้สัตตักขัตตุปรมบุคคลนั้น ก็ไม่อาจทำอนันตริยกรรม ก็แต่ว่าท่าน คือปรวาที ปรารถนานิยามแห่ง สัตตักขัตตุปรมบุคคลนั้น เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงถามท่านว่า สัตตัก- ๑. บาลีพระอภิธรรมใช้คำว่า นิยาโม แต่อรรถกถาใช้คำว่า นิยโม แปลว่า ความแน่นอน คือความกำหนด แน่นอนเหมือนกัน หรือจะแปลทับศัพท์ว่า นิยาม, นิยาม ก็ได้.
หน้า 349 ข้อ 1501
ขัตตุปรมบุคคลนั้นเป็นผู้อันมิจฉัตตนิยามนี้กำหนดแล้วตามลัทธิของท่าน หรือ. ในปัญหาทั้งหลายว่า บุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นผู้ไม่ควร เพื่อตรัสรู้ธรรมในระหว่างหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความไม่มี ธรรมอื่นคั่นในระหว่าง ย่อมตอบรับรองหมายเอาการเกิดอีก ๗ ชาติ เป็นอย่างยิ่ง. ในปัญหาทั้งหลายว่า นิยามที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ ไว้ด้วยความเกิด ๗ ครั้งเป็นอย่างยิ่ง มีอยู่มิใช่หรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็น นิยามของความเป็นสัตตักขัตตุปรมบุคคล จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า สติปัฏฐาน ที่กำหนดบุคคลผู้สัตตักขัตตุปรมะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงซึ่ง มรรคธรรมทั้งหลายที่ท่านเรียกว่านิยาม. อนึ่ง ธรรมมีสติปัฏฐานเป็นต้น นั้นย่อมไม่มีเพราะความไม่เกิดขึ้นแห่งปฐมมรรคของสัตตักขัตตุปรมบุคคล นั้นอีก. เพราะฉะนั้น ท่านจึงตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้น ทั้งนั้น. ในคำว่า บุคคลนั้นเป็นสัตตักขัตตุปรมะมิใช่หรือ ที่ปรวาทีนำมา นี้อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรงพยากรณ์บุคคลเหล่านั้นด้วย กำลังแห่งพระญาณของพระองค์ว่า บุคคลนี้ท่องเที่ยวไปสิ้นภพมี ประมาณเท่านี้ ๆ แล้วจักปรินิพพาน ดังนี้เป็นต้น ก็คำอะไร ๆ ที่ พระองค์ตรัสว่า สัตตักขัตตุปรมบุคคล โกลังโกละบุคคลและเอกพีชีบุคคล ดังนี้ ชื่อว่าเป็นนิยามแห่งภพหามีไม่ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงไม่สำเร็จ ประโยชน์ ดังนี้แล. อรรถกถาสัตตักขัตตุปรมกถา จบ แม้การพรรณนากถาว่าด้วย บุคคลผู้โกลังโกละ และ บุคคลผู้ เอกพีชี บัณฑิตพึงทราบเนื้อความโดยอุบายนี้แล.
หน้า 350 ข้อ 1502, 1503, 1504
ชีวิตาโวโรปนกถา [๑๕๐๒] สกวาที บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตมารดา ฯลฯ พึงแกล้งปลงชีวิตบิดา ฯลฯ พึงแกล้งปลงชีวิตพระอรหันต์ ฯลฯ พึงมีจิต คิดประทุษร้ายยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ ฯลฯ พึงทำลายสงฆ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๐๓] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระ- ศาสดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระธรรม ฯลฯ เป็นผู้ไม่มี ความเคารพในพระสงฆ์ ฯลฯ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในสิกขา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๐๔] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระศาสดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าบุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพใน พระศาสดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพในพระธรรม
หน้า 351 ข้อ 1505, 1506
ฯลฯ ในพระสงค์ ฯลฯ ในสิกขา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้มีความเคารพใน สิกขา ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ [๑๕๐๕] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระ- ศาสดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงถ่ายอุจจาระรด พึงถ่ายปัสสาวะ รด พึงถ่มเขฬะรด ที่พระพุทธสถูป พึงทำพุทธสถูปไว้ทางเบื้องซ้าย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๐๖] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มหาสมุทรดำรงสภาวะไว้ ย่อมไม่ล่วงขอบเขต ฉันใด สาวกของเราย่อม ไม่ล่วงสิกขาบทนั้น ที่เราบัญญัติไว้แก่สาวกทั้งหลาย แม้เพราะเหตุแห่ง ชีวิต ฉันนั้นแล๑ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ชีวิตาโวโรปนกถา จบ ๑. ขุ.อุ. ๒๕/๑๑๘.
หน้า 352 ข้อ 1506
อรรถกถาชีวิตาโวโรปนกถา ว่าด้วย การแกล้งปลงชีวิต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง การแกล้งปลงชีวิต คือเจตนาให้ตาย. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า ปาณาติบาต ย่อมมีด้วยจิตที่สัมปยุตด้วยโทสะ ก็พระอริยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ คือพระโสดาบัน ละโทสะยังไม่ได้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระอริยบุคคล ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐินั้นพึงแกล้งปลงชีวิตสัตว์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. ในปัญหาทั้งหลายมีคำว่า บุคคลสมบูรณ์ด้วยทิฏฐิพึงแกล้งปลง ชีวิตมารดา เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิดจากพระสูตรที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็คำว่าพระอริยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิ แกล้งปลงชีวิตมารดานี้เป็นอฐานะ คือเป็นไปไม่ได้. คำว่า บุคคลผู้มี ทิฏฐิสมบัติเป็นผู้ไม่มีความเคารพในพระศาสดา เป็นต้น ที่สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงความไม่ก้าวล่วงสิกขาบทของผู้มีความเคารพในพระศาสดา เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วยคำว่า ชื่อว่า ความไม่เคารพของพระอริยะ ผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐินั้นย่อมไม่มีด้วยอำนาจแห่งอกุศลจิต และตอบรับรอง ซึ่งความที่ท่านเป็นผู้มีความเคารพ. ถูกถามอีกว่า เป็นผู้ไม่มีความเคารพ เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองโดยหมายเอาความไม่มีการทำอภิวาทและ การปทักษิณพระเจดีย์ โดยไม่ได้มนสิการด้วยสติของผู้มีจิตฟุ้งซ่านเพราะ มัวแต่ขวนขวาย ในกิจทั้งหลายเหล่านั้น ๆ. ถูกถามโดยนัยว่า
หน้า 353 ข้อ 1506
ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทิฏฐิก็พึงถ่ายอุจจาระ เป็นต้นอีก ปรวาที ตอบปฏิเสธเพราะไม่กระทำการแกล้งด้วยกิริยาเช่นนั้น. คำที่เหลือมี อรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาชีวิตาโวโรปนกถา จบ
หน้า 354 ข้อ 1507, 1508
ทุคคติกถา [๑๕๐๗] สกวาที บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้หรือ ?๑ ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิด ในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ ที่เกิดในอบาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้. [๑๕๐๘] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดในอบาย ฯลฯ พึงเสพ เมถุนธรรมกับนางอมนุษย์ กับนางดิรัจฉาน กับนางนาค พึงรับแพะ พึงรับไก่ และสุกร พึงรับช้าง โค ม้า และลา ฯลฯ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงรับนกกระทา นก- กระจาบ และนกยูง ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิ ละทุคคติ ได้. ๑. คำว่า ทุคคติในที่นี้หมายถึง (๑) ทุคคติ (๒) ตัณหาอันมีรูปเป็นต้นของสัตว์ที่เกิดในทุคคติเป็นอารมณ์ คำถามนี้ เท่าตั้งหมาย คนบางพวก เช่น พวกอุตตราปถก ที่อ้างว่า พระโสดาบันละทุคคติทั้งสองอย่าง นั้นได้.
หน้า 355 ข้อ 1509, 1510
[๑๕๐๙] ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ แต่บุคคลผู้มีทิฏฐิ- สมบัติ พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละทุคติได้ แต่พระอรหันต์พึงยินดีในรูป ของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ แต่บุคคลผู้มีทิฏฐิ- สมบัติ พึงยินดีในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดในอบาย ฯลฯ พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ละทุคติได้ แต่พระอรหันต์พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๑๐] ส. พระอรหันต์ละทุคคติได้ และพระอรหันต์ไม่พึงยินดี ส. พระอรหันต์ละทุคคติได้ และพระอรหันต์ไม่พึงยินดี ในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ และบุคคลผู้มีทิฏฐิ- สมบัติ ไม่พึงยินดีในรูปของสัตว์ที่เกิดในอบาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละทุคคติได้ และพระอรหันต์ไม่พึงยินดี ในเสียง ฯลฯ ในกลิ่น ฯลฯ ในรส ฯลฯ ในโผฏฐัพพะ ของสัตว์ที่เกิดใน อบาย ฯลฯ ไม่พึงเสพเมถุนธรรมกับนางอมนุษย์ กับนางดิรัจฉาน กับ
หน้า 356 ข้อ 1511
นางนาค ไม่พึงรับแพะ ไม่พึงรับไก่และสุกร ไม่พึงรับช้าง โค ม้า และลา ฯลฯ ไม่พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ และบุคคลผู้มีทิฏฐิ- สมบัติ ไม่พึงรับนกกระทา นกกระจาบ และนกยูง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๑๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ละทุคคติได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ พึงเข้าถึงนรก ฯลฯ พึงเข้าถึง กำเนิดดิรัจฉาน ฯลฯ พึงเข้าถึงภูมิแห่งเปรต หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ก็ละทุคคติได้ น่ะสิ. ทุคคติกถา จบ อรรถกถาทุคคติกถา ว่าด้วย ทุคคติ๑ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทุคคติ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดถือเอาทุคคติแม้ ทั้ง ๒ คือ ทุคคติ ๑ ตัณหาอันมีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ของทุคคติสัตว์ ๑ เพราะไม่จำแนกประเภทอย่างนั้น จึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติละ ๑. คำว่า ทุคคติมี ๒ คือ ทุคคติ และตัณหาที่มีรูปเป็นต้นเป็นอารมณ์ คือหมายความว่า ตัณหานั้นมี ชื่อว่า ทุคคติ ด้วย.
หน้า 357 ข้อ 1511
ทุคคติได้โดยไม่เหลือเลย ดังนี้ ดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย คำถาม ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ หมายถึงพระโสดาบัน พึงยินดีในรูปอัน ยังสัตว์ให้เกิดในอบาย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยอำนาจลัทธิ ของปรวาทีว่า พระโสดาบันละทุคคติไม่ได้. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้น ทั้งนั้นแล. คำว่า บุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติพึงเข้าถึงนรก เป็นต้น อธิบายว่า ท่านย่อมแสดงการละทุคคติ คือ อบายภูมิ ๔ หรือย่อมแสดงการละตัณหา ที่เป็นเหตุนำไปสู่ทุคคติ มิใช่แสดงถึงการละตัณหาอันมีรูปเป็นต้นเป็น อารมณ์ของทุคคติสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น ข้อนี้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ ดังนี้แล. อรรถกถาทุคคติกถา จบ
หน้า 358 ข้อ 1512
สัตตมภวิกกถา [๑๕๑๒] ปรวาที ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่ง ละทุคคติได้ หรือ ? สกวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีภพที่ ๗ เป็นอย่างยิ่ง พึงเข้าถึงนรก พึง เข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน พึงเข้าถึงภูมิแห่งเปรต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลเกิดในภพที่ ๗ ก็ละทุคคติได้ น่ะสิ. สัตตมภวิกกถา จบ อรรถกถาสัตตมภวิกกถาวัณณนายปิ เอเสว นโยติ แม้ในการพรรณนากถาว่าด้วย พระโสดาบันผู้มีภพที่ ๗ ก็นัยนี้ นั่นแหละ คือเช่นเดียวกับเรื่องบุคคลผู้มีทิฏฐิสมบัติ ดังนี้แล. อรรถกถาสัตตมภวิกกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. สังวโรกัมมันติกถา ๒. กัมมกถา ๓. สัทโทวิปาโกติกถา ๔. สฬายตนกถา ๕. สัตตักขัตตุปรมกถา ๖. โกลังโกลเอกพีธีกถา ๗. ชีวิตาโวโรปนกถา ๘. ทุคคติกถา ๙. สัตตมภวิกกถา. วรรคที่ ๑๒ จบ
หน้า 359 ข้อ 1513
วรรคที่ ๑๓ กัปปัฏฐกถา [๑๕๑๓] สกวาที บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลก ได้ด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กัลป์ ดำรงอยู่ได้ด้วย สงฆ์แตกกันได้ด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย บุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกรรมอัน เป็นเหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์ได้ด้วย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย บุคคลผู้กัปปัฏฐะทำกาละได้ ด้วย หรือ ? ป ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงดำรงอยู่ได้ตลอดกัลป์ หรือ ?
หน้า 360 ข้อ 1513
ป. ถูกแล้ว. ส. พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอดีต พึงดำรงอยู่ ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอนาคต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พึงดำรงอยู่ตลอด ๒ กัลป์ พึงดำรงอยู่ตลอด ๓ กัลป์ พึงดำรงอยู่ตลอด ๔ กัลป์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เมื่อกัลป์ถูกไฟไหม้อยู่ ไปไหน ? ป. ไปสู่โลกธาตุอื่น. ส. เป็นผู้ตายแล้วไปหรือว่าไปสู่เวหาสได้ ? ป. เป็นผู้ตายแล้วไป. ส. กรรมอันเป็นเหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์ เป็นกรรมให้ผล ในภพต่อ ๆ ไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ไปสู่เวหาสได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เป็นผู้มีฤทธิ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 361 ข้อ 1514
ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ เป็นผู้มีฤทธิ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะ ได้เจริญฉันทอิทธิบาท ได้เจริญ วิริยอิทธิบาท ได้เจริญจิตตอิทธิบาท ได้เจริญวิมังสาอิทธิบาท หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๑๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ พึงดำรงอยู่ได้ตลอด กัลป์หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะ คือ ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกจากกัน จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ผู้ยินดี ในการแยกพวก ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมคลาดจากธรรมเป็นแดนเกษม จากโยคะ เขายังสงฆ์ซึ่งพร้อมเพรียงกันให้แตกกันแล้วจะหมกไหม้อยู่ ในนรกตลอดกัลป์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้กัปปัฏฐะก็พึงดำรงอยู่ได้ตลอด กัลป์ น่ะสิ. อรรถกถากัปปัฏฐกถา จบ ๑. วิ. จุ. ๗/๔๐๘.
หน้า 362 ข้อ 1514
อรรถกถากัปปัฏฐกถา ว่าด้วย ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้กัปปัฏฐะ คือผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะทั้งหลายว่า ผู้ ทำสังฆเภทย่อมตั้งอยู่ในนรกตลอดกัลป์ทั้งสิ้น ดังนี้ เพราะถือเอา พระสูตรว่า ผู้ทำสังฆเภทนั้นย่อมไหม้อยู่ในนรกตลอดกัลป์เพราะทำลาย สงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน คำถามของสกวาทีว่า ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ ดังนี้ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำนี้ว่า กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกด้วย สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงความไม่มีสังฆเภท โดยเว้นจากการอุบัติขึ้น ของพระพุทธเจ้า. คำว่า กัลป์ดำรงอยู่ได้ด้วย สงฆ์แตกกันได้ด้วย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ถ้าว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้นย่อมตั้งอยู่ ตลอดกัลป์ทั้งสิ้นไซร้ เขาก็ต้องทำกรรมนั้นตั้งแต่กัลป์ที่กำลังสร้างขึ้น มาแล้วก็เกิดในนรกนั้น. คำว่า พึงดำรงอยู่ตลอดกัลป์ส่วนที่เป็นอดีต เป็นต้น มีอธิบายดุจคำที่กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแหละ. ในปัญหาว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์เป็นผู้มีฤทธิ์หรือ ปรวาที ตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการเจริญภาวนา. แต่ยอม ตอบรับรองในลัทธิของปรวาที หมายเอาฤทธิ์ที่สำเร็จด้วยการเกิดของ ผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้น. คำว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ได้เจริญฉันทิทธิบาท เป็นต้น คำนี้สักว่าเป็นลัทธิว่า ชื่อว่าผู้มีฤทธิ์เพราะฤทธิ์อันสำเร็จด้วย การเกิด ดังนี้ สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ฤทธิ์ของผู้มีฤทธิ์อันสำเร็จ ด้วยการเกิดมีไซร้ บุคคลเหล่านี้ก็พึงเจริญอิทธิบาทได้ ดังนี้. พระสูตร
หน้า 363 ข้อ 1514
ว่า ผู้ทำลายสงฆ์ให้แตกจากกัน จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ท่าน กล่าวหมายเอาอายุกัลป์ คือว่า ท่านแบ่งกัลป์หนึ่งออกเป็น ๘๐ ส่วน สัตว์นรกนั้น พึงตั้งอยู่สิ้นกาลประมาณส่วนหนึ่งจาก ๘๐ ส่วนนั้น เพราะ ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงไม่สำเร็จประโยชน์ในเรื่องนี้ ดังนี้แล. อรรถกถากัปปัฏฐกถา จบ
หน้า 364 ข้อ 1515, 1516, 1517
กุสลจิตตปฏิลาภกถา [๑๕๑๕] สกวาที บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้ทาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต. [๑๕๑๖] ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงให้จีวร ฯลฯ พึงให้บิณฑบาต ฯลฯ พึงให้เสนาสนะ ฯลฯ พึงให้คิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร พึงให้ของขบเคี้ยว พึงให้ของกิน พึงให้น้ำดื่ม พึงไหว้พระเจดีย์ พึงยกขึ้นซึ่งดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ที่พระเจดีย์ ฯลฯ พึงทำการประทักษิณพระเจดีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงทำการประทักษิณพระ- เจดีย์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้กัปปัฏฐะไม่พึงกลับได้กุศลจิต ดังนี้ ฯลฯ [๑๕๑๗] ป. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงกลับได้กุศลจิต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลผู้กัปปัฏฐะพึงกลับได้กุศลจิต อันเป็นการออก จากอกุศลจิต เป็นเหตุตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้น หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พึงกลับได้กุศลจิตที่เป็นรูปาวจร ฯลฯ ที่เป็นอรูปาวจร
หน้า 365 ข้อ 1517
ฯลฯ ที่เป็นโลกุตตร หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ กุศลจิตตปฏิลาภกถา จบ อรรถกถากุสลจิตตัปปฏิลาภกถา ว่าด้วย การกลับได้กุสลจิต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการกลับได้กุสลจิต ของผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์. ใน เรื่องนั้น บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ ได้แก่ ผู้เกิดในนรก ในลัทธิของสกวาที ย่อมได้เฉพาะกามาวจรจิตเท่านั้น ก็บุคคลใดไม่พึงปิดกั้นการเกิดในนรก นั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ได้เฉพาะมหัคคตกุศล หรือโลกุตตรกุศล อนึ่ง ชน เหล่าใดไม่ทำการวิภาคนี้ มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย ว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ตลอดกัลป์นั้น คือผู้เกิดในนรก ย่อมไม่ได้กุศลจิตโดย ไม่แปลกกันเลย ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อทำลายลัทธินั้นด้วยการ แสดงวิภาค คือการแยกประเภทกุศลแต่ละอย่าง แห่งกุสลจิตเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถากุสลจิตตัปปฏิลาภกถา จบ
หน้า 366 ข้อ 1518, 1519
อนันตราปยุตตกถา [๑๕๑๘] ปรวาที บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่ สัมมัตตนิยามได้ หรือ ? สกวาที ถูกแล้ว. ป. พึงก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยาม และสัมมัตตนิยามได้ทั้ง สองอย่าง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตต- นิยามได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กรรมนั้น ได้ใช้ให้ทำแล้ว ก่อความรำคาญใจให้แล้ว ให้เกิดความวิปฏิสารขึ้นแล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. หากว่า กรรมนั้นได้ใช้ให้ทำแล้ว ก่อความรำคาญ ใจให้แล้ว ให้เกิดความวิปฏิสารขึ้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้ใช้ให้ ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้. [๑๕๑๙] ส. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะ ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เขาได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ได้ปลงชีวิต พระอรหันต์ ได้มีจิตประทุษร้ายยังพระโลหิตแห่งพระตถาคตให้ห้อ ได้ ยังสงฆ์ให้แตกจากกัน หรือ ?
หน้า 367 ข้อ 1520
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจได้แล้ว กำจัดความวิปฏิสารได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควร เพื่อจะก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. เขาได้ปลงชีวิตมารดา ได้ปลงชีวิตบิดา ฯลฯ ได้ยัง สงฆ์ให้แตกจากกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกาาร ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจได้แล้ว กำจัดความวิปฏิสารได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควร เพื่อจะก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมนั้นได้ล้มเลิกแล้ว ความรำคาญใจก็ได้บรรเทา แล้ว ความวิปฏิสารก็ได้กำจัดแล้ว มิใช่หรือ ? ป.ถูกแล้ว. ส. หากว่า กรรมนั้นได้ล้มเลิกแล้ว ความรำคาญใจก็ ได้บรรเทาแล้ว ความวิปฏิสารก็ได้กำจัดแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่าบุคคลผู้ ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว บรรเทาความรำคาญใจ ได้แล้ว กำจัดความวิปฏิสารได้แล้ว เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม [๑๕๒๐] ป. บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตต- นิยาม หรือ ? ส.ถูกแล้ว.
หน้า 368 ข้อ 1520
ป. เขาได้ใช้ให้ทำกรรมนั้นแล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เขาได้ใช้ให้ทำกรรมนั้นแล้ว ก็ต้องไม่กล่าว ว่า บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม พึงก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามได้. อนันตราปยุตตกถา จบ อรรถกถาอนันตราปยุตตกถา ว่าด้วย บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องบุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม คือผู้สั่งให้ทำ อนันตริยกรรม. ในเรื่องนั้น บุคคลใดสั่งให้ทำอนันตริยกรรมมีการฆ่า มารดาเป็นต้นอันให้ผลโดยไม่มีภพอื่นคั่นในระหว่างโดยประเภทแห่งขันธ์ บุคคลนั้นชื่อว่าผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม ในเรื่องนี้ สกวาทีทำการสันนิษฐาน คือลงความเห็นในลัทธิของตนว่า บุคคลใดจักกระทำกรรมนั้นที่เขาสั่ง ด้วยคำสั่งที่แน่นอน บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้เที่ยงในทางที่ผิด เขาย่อมเป็นผู้ ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม เพราะความที่เจตนาที่ยังประโยชน์ให้ สำเร็จเกิดขึ้นแล้ว แต่ว่าบุคคลใดจักกระทำซึ่งกรรมที่เขาสั่งนั้นด้วย คำสั่งที่ไม่แน่นอน บุคคลนั้นไม่ชื่อว่าเป็นผู้เที่ยงในทางที่ผิด เขาย่อมเป็น ผู้ควรเพื่อก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามเพราะความที่เจตนาอันให้สำเร็จประโยชน์ นั้นยังไม่เกิดขึ้น ดังนี้. ชนเหล่าใด มีความเห็นผิด ดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า บุคคลชื่อว่าเป็นผู้ไม่ควรเพื่อก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามทั้งนั้น แม้คำสั่ง แน่นอนก็ตาม ไม่แน่นอนก็ตาม ดังนี้ เพื่อทำลายลัทธิแห่งชนเหล่านั้น
หน้า 369 ข้อ 1520
สกวาทีจึงให้ปรวาทีถามตนก่อนว่า บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม เป็นต้น ด้วยเหตุนั้น คำถามแรกในปัญหานี้จึงเป็นของปรวาที คำตอบ รับรองหมายเอาความไม่มีเจตนาที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จเป็นของสกวาที. จากนั้นปรวาทีสำคัญอยู่ว่า บุคคลนั้นเป็นผู้เที่ยงในทางที่ผิดเพราะการ สั่งให้ทำกรรมมีการฆ่ามารดาเป็นต้นนั่นเทียว เพราะฉะนั้น จึงถาม ปัญหาว่า (เขา) พึงก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยาม เป็นต้น สกวาทีตอบปฏิเสธ ว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น โดยหมายเอาการไม่ก้าวลงสู่นิยามทั้ง ๒ ของ บุคคลผู้เดียว คำว่า กรรมนั้น ได้แก่ อนันตริยกรรม มีการฆ่ามารดา เป็นต้น. ในปัญหานั้น สกวาทีตอบรับรองว่า ใช่ หมายเอาคำสั่งที่ไม่ แน่นอน. เพราะว่าความรำคาญใจ และความเดือดร้อน ย่อมเกิดขึ้นแก่ ผู้ชักนำทำคำสั่งอันไม่แน่นอนว่า เราทำกรรมอันไม่สมควรแล้วทีเดียว ดังนี้. คำว่า หากว่า เป็นต้น ที่ปรวาทีกล่าวก็เพื่อจะให้ลัทธิตั้งไว้ด้วย การถือเอาซึ่งเหตุสักว่าความเกิดขึ้นแห่งความรำคาญใจ. บัดนี้ เป็นคำถามของสกวาทีว่า บุคคลผู้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม เป็นผู้ไม่ควรเพื่อจะก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม เพราะถือเอาบุคคลนั้นนั่นแหละ ที่ปรวาทีตอบปฏิเสธถึงการก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามของผู้ชักนำในการ ทำอนันตริยกรรมแม้ด้วยคำสั่งอันไม่แน่นอน. คำตอบรับรองของปรวาที ย่อมมีด้วยสามารถแห่งลัทธิของตน. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงปรวาที นั้นว่า บุคคลผู้ไม่ควรก้าวลงสู่สัมมัตตนิยามเป็นทำกรรมมีการฆ่ามารดา เป็นต้น ก็กรรมเหล่านั้นอันบุคคลนั้นทำแล้วหรือ จึงกล่าวคำว่า เขาได้ ปลงชีวิตมารดา เป็นต้น. ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการกระทำเช่นนั้น เพราะ ความไม่เบียดเบียนชนเหล่านั้น จึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น.
หน้า 370 ข้อ 1520
คำว่า ล้มเลิกกรรมนั้นแล้ว ท่านกล่าวหมายเอากรรมอันเป็น คำสั่งที่ไม่แน่นอน อธิบายว่า บุคคลผู้ห้ามคำสั่งอยู่ว่า ก็กรรมนั้นแล. เราสั่งแล้ว ขอท่านอย่าทำ ดังนี้ ชื่อว่า คำสั่งนั้นอันตนล้มเลิกเสียแล้ว เพราะความที่คำสั่งนั้นอันตนถอนเสียแล้วนั่นแหละ จึงชื่อว่าตนกำจัด ความรำคาญใจ และความเดือดร้อนใจได้ในปัญหานี้ แม้ครั้นเมื่อความ เป็นอย่างนี้มีอยู่ ปรวาทีสำคัญอยู่ซึ่งความที่คำสั่งแรกเท่านั้นเป็นคำสั่ง แน่นอน ในปัญหานั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่. ทีนั้น สกวาทีจึงให้ปรวาที รับคำซึ่งความที่กรรมนั้นเป็นกรรมอันถอนแล้ว จึงกล่าวคำว่า หากว่า เป็นต้น เพื่ออันยังลัทธิของตนให้ตั้งไว้. ในปัญหาที่สุดว่า บุคคลผู้ใช้ให้ ทำอนันตริยกรรม อีกเป็นคำถามของปรวาทีซึ่งเหมือนปัญหาแรก คำ ตอบรับรองเป็นของสกวาที. คำซักถามว่า เขาได้ใช้ให้ทำอนันตริยกรรม นั้นแล้วมิใช่หรือ เป็นของปรวาที คำตอบรับรองสกวาทีหมายเอา การชักนำแล้วในกาลก่อนแต่การถอนคำ. การตั้งลัทธิของปรวาทีด้วย คำว่า หากว่า เป็นต้น ได้แก่ ด้วยอำนาจคำสั่งที่ไม่แน่นอนเพราะถือ เอาเหตุสักว่าความเป็นผู้สั่งก่อนของผู้ชักนำ. ก็ลัทธินี้ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เลย เพราะตั้งไว้โดยไม่พิจารณา ดังนี้. อรรถกถาอนันตราปยุตตกถา จบ
หน้า 371 ข้อ 1521
นิยตัสสนิยามกถา [๑๕๒๑] สกวาที บุคคลผู้แน่นอนแล้ว ย่อมก้าวลงสู่ทางแน่นอน (นิยาม) หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้แน่นอนแล้วในมิจฉัตตะ ก้าวลงสู่สัมมัตตนิยาม ได้ บุคคลผู้แน่นอนแล้วในสัมมัตตะ ก็ก้าวลงสู่มิจฉัตตนิยามได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลแน่นอนแล้ว ย่อมก้าวลงสู่ทางแน่นอน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยังมรรคให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่ทางแน่นอน (นิยาม) ในภายหลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยังโสดาปัตติมรรคให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่โสดา- ปัตตินิยามในภายหลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยังสกทาคามิมรรค ฯลฯ ยังอนาคามิมรรค ฯลฯ ยัง อรหัตมรรคให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่อรหัตตนิยาม ในภายหลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลยังสติปัฏฐาน ฯลฯ ยังสัมมัปปธาน ฯลฯ ยัง อิทธิบาท ฯลฯ ยังอินทรีย์ ฯลฯ ยังพละ ฯลฯ ยังโพชฌงค์ให้เกิดก่อนแล้ว จึงก้าวลงสู่ทางแน่นอนในภายหลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 372 ข้อ 1522
[๑๕๒๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้แน่นอนแล้ว ย่อมก้าวลงสู่ทาง แน่นอน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระโพธิสัตว์ ไม่เป็นควรเพื่อจะตรัสรู้ธรรมใน ชาตินั้นหรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้แน่นอนแล้ว ก็ย่อมก้าวลงสู่ทาง แน่นอน น่ะสิ. นิยตัสสนิยามกถา จบ อรรถกถานิยตัสส นิยามกถา ว่าด้วย นิยามของบุคคลผู้แน่นอนแล้ว บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องนิยามของบุคคลผู้แน่นอนแล้ว. ในเรื่องนั้น นิยาม คือความแน่นอน มี ๒ คือ อนันตริยกรรม ชื่อว่า มิจฉัตตนิยาม และอริย- มรรค ชื่อว่า สัมมัตตนิยาม เว้นนิยาม ๒ นี้แล้ว ธรรมอื่นชื่อว่านิยาม ย่อมไม่มี. จริงอยู่ เตภูมิกธรรม คือธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ ที่เหลือแม้ ทั้งปวงชื่อว่า อนิยตธรรม คือธรรมอันไม่แน่นอน แม้แต่ธรรมที่ประกอบ ด้วยเตภูมิกธรรมเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นอนิยตธรรมทั้งสิ้น. อนึ่ง พระพุทธเจ้า ทั้งหลายไม่พยากรณ์การก้าวลงสู่นิยามธรรมด้วยคำว่า สัตว์นี้จักบรรลุ โพธิญาณในอนาคตกาล ด้วยกำลังแห่งพระองค์ แต่พระโพธิสัตว์ท่าน เรียกว่า นิยตบุคคล เพราะความเป็นผู้มีบุญมาก. ชนเหล่าใด มีความ เห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะและอปรเสลิยะทั้งหลายว่า พระโพธิสัตว์
หน้า 373 ข้อ 1522
ย่อมก้าวลงสู่นิยาม ดังนี้ เพราะประสงค์เอาคำว่า พระโพธิสัตว์ผู้เกิด ในภพสุดท้ายเป็นผู้สามารถเพื่อจะตรัสรู้ในชาตินั้น โดยถือเอาโวหาร นี้ด้วยประการฉะนี้ คำถามของสกวาทีหมายชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำว่า บุคคลผู้แน่นอนแล้วในมิจฉัตตะ เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงความเป็นนิยามอย่างหนึ่งของผู้เที่ยงแล้วโดยนิยามอย่างหนึ่ง. คำว่า ยังมรรคให้เกิดก่อน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงประเภท แห่งนิยาม. คำว่า บุคคลยังสติปัฏฐาน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดง ประเภทแห่งธรรมในนิยามแม้อย่างเดียว. คำว่า พระโพธิสัตว์ไม่เป็น ผู้ควร เป็นต้น ท่านแสดงความที่พระโพธิสัตว์เป็นสามารถตรัสรู้ อย่างเดียว มิใช่แสดงการก้าวลงสู่นิยามของนิยตบุคคล เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิได้สำเร็จประโยชน์. จริงอยู่ พระโพธิสัตว์นั้นเป็นผู้ไม่แน่นอน ด้วยนิยตธรรมอย่างหนึ่งในปางก่อนมาแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็ก้าว ลงสู่สัมมัตตนิยามแล้วด้วยการเห็นสัจจะที่โคนไม้โพธิ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถานิยตัสสนิยามกถา จบ
หน้า 374 ข้อ 1523
นีวุตตกถา [๑๕๒๓] สกวาที บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันราคะย้อมแล้ว ละราคะ เป็นผู้มีจิต อันโทสะประทุษร้ายแล้ว ละโทสะ เป็นผู้มีจิตหลงแล้ว ละโมหะ เป็นผู้ มีจิตเศร้าหมองแล้ว ละกิเลสหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะ ด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะก็สัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะ เป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและ ธรรมไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอัน เป็นข้าศึกกัน มาพบกันหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและ
หน้า 375 ข้อ 1524
ธรรมไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอัน เป็นข้าศึกกัน มาพบกันหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้ ประการแรกที่ไกลกันไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้นธรรมของสัตบุรุษจึง ไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและ ธรรมที่เป็นอกุศล ฯลฯ มาพบกัน น่ะสิ. [๑๕๒๔] ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้น ครั้นเมื่อ จิตตั้งมั่นแล้ว เป็นจิตบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน มีอุปกิเลส ปราศไปแล้ว เป็นจิตอ่อน ควรแก่การงาน ตั้งอยู่ ถึงความเป็นธรรมชาติ ไม่หวั่นไหวแล้ว อย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไป เพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีจิตอัน นิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์ ๑. องฺ.จตุกฺก ๒๑/๒๗. ๒. ม.อุ. ๑๔/๒๖.
หน้า 376 ข้อ 1525
[๑๕๒๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำ แล้วละนิวรณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุนั้น รู้อยู่ อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ ฯลฯ จิตย่อม หลุดพ้นแม้จากอวิชชาสวะ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว ละนิวรณ์ น่ะสิ. นีวุตกถา จบ อรรถกถานีวุตกถา ว่าด้วย ผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องของผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า บุคคล ผู้ถูกนิวรณ์ทั้งหลายครอบงำแล้ว ปกปิดแล้ว หุ้มห่อแล้วย่อมละนิวรณ์ เพราะความที่บุคคลบริสุทธิ์แล้วไม่มีสิ่งที่ควรทำให้บริสุทธิ์ ดังนี้ คำถาม ของสกวาทีว่า บุคคลผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว เป็นต้น หมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า บุคคลเป็นผู้มีจิต อันราคะย้อมแล้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงโทษในการละนิวรณ์ ๑. อภิ. ก. ๓๗/ ๗๖๐.
หน้า 377 ข้อ 1525
ของผู้มีจิตอันนิวรณ์ครอบงำแล้ว. คำว่า บุคคลผู้มีจิตบริสุทธิ์ ผ่องแผ้ว เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงสมุจเฉทวิสุทธิแห่งผู้บริสุทธิ์แล้วนอกจาก วิขัมภนวิสุทธิ. คำว่า เมื่อภิกษุนั้นรู้อยู่อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ เป็นต้น ท่านย่อมแสดงความสิ้นไปแห่งอาสวะของผู้รู้อยู่ เห็นอยู่อย่างนี้ มิใช่แสดง ถึงการละนิวรณ์ของผู้มีจิตอันนิวรณ์กำลังครอบงำ เพราะฉะนั้น ข้อนี้ จึงไม่สำเร็จประโยชน์ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถานีวุตกถา จบ
หน้า 378 ข้อ 1526
สัมมุขีภูตกถา [๑๕๒๖] สกวาที บุคคลเป็นผู้มีจิตพร้อมพรั่งด้วยสัญโญชน์ ละ สัญโญชน์ได้หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตอันราคะย้อมแล้ว ละราคะ เป็นผู้ มีจิตอันโทสะประทุษร้ายแล้ว ละโทสะ เป็นผู้มีจิตหลงแล้ว ละโมหะ เป็น ผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว ละกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะ ด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะก็สัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มี โทษและธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและ ธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกัน มาพบกันหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษ
หน้า 379 ข้อ 1527, 1528
และธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกันหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดิน นี้ประการแรก ที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของสัตบุรุษ จึงไกลกันจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศล และ ธรรมที่เป็นอกุศล ฯลฯ มาพบกัน [๑๕๒๗] ส. บุคคลเป็นผู้มีจิตพร้อมพรั่งด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ภิกษุนั้น ครั้นเมื่อ จิตตั้งมั่นแล้ว ฯลฯ อย่างนี้ ย่อมน้อมจิตไปเพื่อญาณเป็นเครื่องสิ้นไป แห่งอาสวะทั้งหลาย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลมีจิตพร้อมพรั่ง ด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์. [๑๕๒๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้มีจิตพร้อมพรั่งด้วยสัญโญชน์ ละ สัญโญชน์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 380 ข้อ 1528
ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อภิกษุนั้น รู้อยู่ อย่างนี้ เห็นอยู่อย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้น แม้จากกามาสวะ ฯลฯ จิตย่อม หลุดพ้น แม้จากอวิชชาสวะ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เป็นผู้มีจิตพร้อมพรั่งด้วยสัญโญชน์ ละสัญโญชน์ น่ะสิ. สัมมุขีภูตกถา จบ อรรถกถาสัมมุขีภูตกถา ว่าด้วย ผู้มีจิตพร้อมพรั่งด้วยสัญโญชน์ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องผู้มีจิตพร้อมพรั่งด้วยสัญโญชน์. ในเรื่องนั้น บุคคลผู้มีสัญโญชน์ย่อมเป็นเข้าถึงซึ่งความเป็นผู้มีจิตพรั่งพร้อมต่อ สัญโญชน์ทั้งหลาย คือเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยสัญโญชน์เหล่านั้น. คำที่เหลือ ในที่นี้เช่นกันเรื่องผู้ถูกนิวรณ์ครอบงำแล้วนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาสัมมุขีภูตกถา จบ
หน้า 381 ข้อ 1529
สมาปันโน อัสสาเทติกถา [๑๕๒๙] สกวาที ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดีรักใคร่ในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ฌานนั้น เป็นอารมณ์แห่งฌานนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฌานนั้น เป็นอารมณ์แห่งฌานนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เสวยเวทนานั้น ด้วยเวทนานั้น จำสัญญานั้นด้วยสัญญานั้น ตั้งเจตนานั้นด้วยเจตนานั้น คิดจิตนั้นด้วยจิตนั้น ตรึกวิตกนั้นด้วยวิตกนั้น ตรองวิจารนั้นด้วยวิจาร นั้น ดื่มปีตินั้นด้วยปีตินั้น ระลึกสตินั้นด้วยสตินั้น รู้แจ้งปัญญานั้นด้วย ปัญญานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความยินดีรักใคร่ในฌาน ก็สัมปยุตด้วยจิต ฌานก็ สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความยินดีรักใคร่ในฌานเป็นอกุศล ฌานป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษ
หน้า 382 ข้อ 1530
และธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมที่เป็นกุศลและธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษ และธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๔ ประการนี้ ไกลกันไกลกันนัก ๔ ประการเป็นไฉน ฟ้าและแผ่นดินนี้ เป็นประการแรก ที่ไกลกันไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรมของ สัตบุรุษ จึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมที่เป็นกุศลและ ธรรมที่เป็นอกุศล ธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษ ธรรมเลวและ ธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาวอันเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน. [๑๕๓๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี ความยินดี รักใคร่ในฌาน มีฌานเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามทั้งหลาย ฯลฯ บรรลุปฐมฌาน อยู่ เธอยินดีในฌานนั้น รักใคร่ฌานนั้น และประสบความปลื้มใจด้วย ฌานนั้น บรรลุทุติยฌาน ภายในผ่องใส เพราะวิตกและวิจารสงบ ฯลฯ
หน้า 383 ข้อ 1530
บรรลุถึงตติยฌาน ฯลฯ บรรลุจตุตถฌานอยู่ ฯลฯ เธอยินดีฌานนั้น รักใคร่ฌานนั้น และประสบความปลื้มใจด้วยฌานนั้น ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ผู้เข้าสมาบัติก็ยินดี ความยินดีรักใคร่ ในฌาน ก็มีฌานเป็นอารมณ์ น่ะสิ. สมาปันโน อัสสาเทติกถา จบ อรรถกถาสมาปันโน อัสสาเทติกถา ว่าด้วย ผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้เข้าสมาบัติย่อมยินดี. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ผู้เข้าฌานย่อมยินดี และ ความยินดีในฌานนั้นของผู้นั้นเป็นอารมณ์ของฌาน เพราะอาศัยพระบาลี ว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้... บรรลุปฐมฌานอยู่ เธอยินดีในฌานนั้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ผู้เข้าสมาบัติ เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในปัญหาทั้งหลายว่า ฌานนั้นเป็นอารมณ์ ของฌานนั้นหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นซึ่งความฌานนั้นนั่นแหละเป็น อารมณ์ของฌานนั้น จึงตอบปฏิเสธโดยกลัวผิดจากพระสูตร ย่อมตอบ รับรองด้วยคำในพระสูตรว่า บรรลุปฐมฌาน เธอยินดีในฌานนั้น ดังนี้. พระสูตรว่า เธอยินดีในฌานนั้น ความว่า ออกจากฌานแล้วจึงยังความ ยินดีในฌานให้สำเร็จได้ มิใช่หมายถึงความยินดีในฌานในขณะที่กำลัง
หน้า 384 ข้อ 1530
เข้าฌานมีฌานเป็นอารมณ์อยู่ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่า ผู้กำลังเข้าฌานซึ่งมีฌานนั้นเป็นอารมณ์มีความยินดีในฌานนั้นได้ เพราะ กำลังเข้าฌานก็มีอารมณ์ของฌานนั้นแล้ว จะมีอารมณ์เกิดขึ้นมาพร้อม ๆ กันอีกไม่ได้ ดังนี้แล. อรรถกถาสมาปันโนอัสสาเทติกถา จบ
หน้า 385 ข้อ 1531, 1532
อสาตราคกถา [๑๕๓๑] สกวาที ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ มีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ชื่นชมยิ่งในทุกข์ มีอยู่บางพวก ที่ปรารถนา กระหยิ่ม แสวงหา ค้นหา เสาะหาทุกข์ หมกมุ่นทุกข์ ตั้งอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ชื่นชมยิ่งในสุข มีอยู่บางพวกที่ ปรารถนา กระหยิ่ม แสวงหา ค้นหา เสาะหาสุข หมกมุ่นสุขตั้งอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้ชื่นชมยิ่งในสุข มีอยู่บาง พวกที่ปรารถนา กระหยิ่ม แสวงหา ค้นหา เสาะหาสุข หมกมุ่นสุขตั้งอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ ดังนี้ [๑๕๓๒] ส. ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนา ปฏิฆานุสัย นอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัยนอน เนื่องอยู่ในทุกขเวทนา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 386 ข้อ 1533
ส. หากว่า ราคานุสัยนอนเนื่องอยู่ในสุขเวทนา ปฏิฆานุสัย นอนเนื่องอยู่ในทุกขเวทนา ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ มีอยู่ ดังนี้. [๑๕๓๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลนั้น ประสบ ความยินดีหรือความยินร้ายอย่างนี้แล้ว เสวยเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เขาเพลิดเพลินบ่นถึง หมกมุ่นเวทนานั้น ตั้งอยู่ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจก็มีอยู่ น่ะสิ อสาตราคกถา จบ อรรถกถาอสาตราคกถา ว่าด้วย ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ คือความยินดีใน ทุกขเวทนา. ในเรื่องนั้น พระสูตรว่า บุคคล ... เสวยเวทนาอย่างใด อย่างหนึ่ง สุขก็ตาม ทุกข์ก็ตาม มิใช่ทุกข์มิใช่สุขก็ตาม เขาเพลิดเพลิน บ่นถึง หมกมุ่นเวทนานั้น ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วด้วยสามารถ แห่งความเพลิดเพลินในสิ่งที่บุคคลประสบมาแล้ว. ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า ๑. ม.มู. ๑๒/๔๕๓.
หน้า 387 ข้อ 1533
ความยินดีเพลิดเพลินแม้ในทุกขเวทนา ด้วยอำนาจแห่งความชอบใจใน ราคะ เพราะอาศัยคำในพระสูตรว่า บุคคลนั้นประสบความยินดียิ่ง มีอยู่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจก็ต้องมีอยู่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ โดยหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในบรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ ความว่า ปรวาทีตอบรับรองว่า ใช่ ด้วย สามารถแห่งลัทธิ เพราะกิเลสเครื่องทำใจให้เศร้าหมองในข้อว่า โอหนอ ความยินดีนั้นนั่นแหละพึงมีแก่เราในการเสวยทุกข์อันไม่ชอบใจ. คำที่เหลือ ในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อนึ่ง ในพระสูตรว่า เขาเพลิดเพลินบ่นถึงหมกมุ่นเวทนานั้น อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า ความเกิดขึ้นแห่งราคะย่อมหมุนกลับมาปรารภ ทุกขเวทนานั่นแหละย่อมไม่มี แต่เมื่อถือเอาโดยส่วนรวมแล้ว บุคคลเมื่อ พิจารณาเห็นอยู่ซึ่งธรรมอันมีการเสวยอารมณ์เป็นลักษณะ หรือซึ่ง ทุกขเวทนานั่นเทียวโดยความเป็นอัตตา เขาย่อมยินดีเวทนานั้นด้วยความ ยินดีต่อสิ่งที่ตนประสบแล้ว กล่าวคือในความรู้ต่อสิ่งที่ตนทราบแล้ว มิใช่ยินดีในความเปลี่ยนแปลงมาเป็นทุกขเวทนา บุคคลผู้ถูกทุกขเวทนา ครอบงำแล้วแม้ปรารถนาซึ่งกามสุขอันเป็นฝ่ายตรงข้ามกับทุกขเวทนา นั้น ก็ชื่อว่า ย่อมยินดีต่อทุกขเวทนา. ความยินดีในทุกขเวทนาแห่งปัญหานี้ ย่อมมีด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ ความยินดีในสิ่งที่ไม่ชอบใจ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรกถาอสาตราคกถา จบ
หน้า 388 ข้อ 1534, 1535, 1536
ธัมมตัณหา อัพยากตาติกถา [๑๕๓๔] สกวาที ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นกิริยาอัพยากฤต เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ [๑๕๓๕] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา รสตัณหา ฯลฯ โผฏ- ฐัพพตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๓๖] ส. รูปตัณหาเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหา เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ ?
หน้า 389 ข้อ 1537, 1538, 1539
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๓๗] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตัณหา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นกุศล มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ตัณหาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นอกุศล ก็ต้องไม่กล่าวว่าธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต. [๑๕๓๘] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความโลภพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นอกุศล และ ธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความโลภพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็น อกุศล และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ ก็ต้องไม่กล่าวว่าธัมมตัณหาเป็น อัพยากฤต. [๑๕๓๙] ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือรูปตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหาเป็น
หน้า 390 ข้อ 1540, 1541, 1542
อัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๔๐] ส. โลภะคือรูปตัณหาเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหาเป็น อกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือธัมมตัณหาเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๔๑] ส. ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ตัณหานี้ใด ทำ ความเกิดอีก เป็นไปกับด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ตัณหาดังกล่าวนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต. [๑๕๔๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ๑. สํ. มหา. ๑๙/๑๖๖๕.
หน้า 391 ข้อ 1542
ป. มันเป็นตัณหาในธรรม มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า มันเป็นตัณหาในธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่าน ึจึงต้องกล่าวว่า ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต. ธัมมตัณหา อัพยากตาติกถา จบ อรรถกถาธัมมตัณหา อัพยากตาติกถา ว่าด้วย ธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธัมมตัณหาเป็นอัพยากฤต. ในปัญหาเหล่านั้น บรรดาตัณหาทั้ง ๖ เหล่านี้ คือ รูปตัณหา ฯลฯ ธัมมตัณหา ตัณหาอัน เป็นข้อสุดท้ายแห่งตัณหาทั้งหมดนี้ ท่านเรียกว่า ธัมมตัณหา เหตุใด เพราะเหตุนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลาย ว่า ธัมมตัณหาพึงเป็นอัพยากฤต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. เนื้อความปัญหาที่เหลือทั้งหลาย พึงทราบตามพระบาลี. ตัณหาแม้ทั้ง ๖ ท่านแสดงย่อไว้เป็น ๓ ประเภท มีกามตัณหาเป็นต้น. ตัณหาที่เป็นไปในอารมณ์ทั้ง ๖ แม้มีรูปเป็นต้น ด้วยสามารถแห่งความยินดีในกามชื่อว่า กามตัณหา. ตัณหาที่เกิดพร้อม กับสัสสตทิฏฐิในความเห็นว่า "อัตตา และโลกจักมี" ดังนี้ชื่อว่า ภวตัณหา. ตัณหาที่เกิดพร้อมกับอุจเฉททิฏฐิในความเห็นว่า อัตตา และโลกจักไม่มี ดังนี้ชื่อว่า วิภวตัณหา. บทว่า มันเป็นตัณหาในธรรมมิใช่หรือ นี้ย่อม แสดงถึงความเป็นไปของตัณหาโดยปรารภธัมมารมณ์ มิใช่แสดงถึงความ ที่ธัมมตัณหานั้นเป็นอัพยากฤต เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่า ตัณหาเป็นอัพยากฤต ดังนี้แล. อรรถกถาธัมมตัณหาอัพยากตาติกถา จบ
หน้า 392 ข้อ 1543, 1544
ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา [๑๕๔๓] สกวาที ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธัมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา รสตัณหา ฯลฯ โผฏ- ฐัพพตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๔๔] ส. รูปตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัททตัณหา ฯลฯ คันธตัณหา ฯลฯ รสตัณหา ฯลฯ โผฏฐัพพตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธัมมตัณหาเป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตัณหา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย
หน้า 393 ข้อ 1545, 1546, 1547
มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ตัณหาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกข์ สมุทัย ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย [๑๕๔๕] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความโลภพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าเป็นทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความโลภ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็น ทุกขสมุทัย และธัมมตัณหาก็เป็นความโลภ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย. [๑๕๔๖] ส. โลภะคือธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือรูปตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลภะคือธัมมตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือคันธตัณหา ฯลฯ คือ รสตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหา ไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๔๗] ส. โลภะคือรูปตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ ?
หน้า 394 ข้อ 1548, 1549
ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือธัมมตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลภะคือสัททตัณหา ฯลฯ คือโผฏฐัพพตัณหา เป็น ทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะคือธัมมตัณหา เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๔๘] ส. ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ตัณหานี้ใด กระทำ ความเกิดอีก เป็นไปกับด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน เพลิดเพลินยิ่งในอารมณ์นั้น ๆ ตัณหาดังกล่าวนี้คือ กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็น ทุกขสมุทัย ดังนี้. [๑๕๔๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มันเป็นตัณหาในธรรม มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า มันเป็นตัณหาในธรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า
หน้า 395 ข้อ 1549
ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย ดังนี้. ธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา จบ อรรถกถาธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา ว่าด้วย ธัมมตัณหาไม่เป็นทุกขสมุทัย บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธัมมตัณหามิใช่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์. แม้ในเรื่องนี้ ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายนั่นแหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ตัณหานั้นเป็นธัมมตัณหา เหตุใด เพราะ เหตุนั้น ตัณหานั้นจึงมิใช่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือเช่นกับ เรื่องก่อนนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาธัมมตัณหา นทุกขสมุทโยติกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. กัปปัฏฐกถา ๒. กุสลจิตตปฏิลาภกถา ๓. อันตราปยุตตกถา ๔. นิยตัสสนิยามกถา ๕. นีวุตกถา ๖. สัมมุขีภูตกถา ๗. สมาปันโน- อัสสาเทติกถา ๘. อาสาตราคกถา ๙. ธัมมตัณพาอัพยากตาติกถา ๑๐. ธัมมตัณหานทุกขสมุทโยติกถา. วรรคที่ ๑๓ จบ
หน้า 396 ข้อ 1550, 1551
วรรคที่ ๑๔ กุสลากุสลปฏิสันทหนากถา [๑๕๕๐] สกวาที กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใดเพื่อความเกิดขึ้นแห่ง อกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ตั้งใจอยู่ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูล. [๑๕๕๑ ] ส. กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อกุศล ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย
หน้า 397 ข้อ 1552, 1553
หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ ดังนี้. [๑๕๕๒] ส. กุศลมูลย่อมสืบต่ออกุศลมูลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เนกขัมมสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกามสัญญา อัพยาปาทสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งพยาปาทสัญญา อวิหิงสาสัญญา เกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งวิหิงสาสัญญา เมตตาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่ง พยาบาท กรุณาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งวิหิงสา มุทิตาเกิดขึ้นได้ในลำดับ แห่งอรติ อุเบกขาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งปฏิฆะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๕๓] ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง กุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศลมูล หรือ ?
หน้า 398 ข้อ 1554
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ แต่ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกุศล ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อกุศลมูลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ ตั้งใจอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่าอกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้. [๑๕๕๔] ส. อกุศลมูลสืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยแยบคาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อกุศลเกิดขึ้น แก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 399 ข้อ 1555, 1556
ส. หากว่า อกุศลเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจโดยไม่ แยบคาย ก็ต้องไม่กล่าวว่า อกุศลมูล ย่อมสืบต่อกุศลมูลได้ ดังนี้. [๑๕๕๕] ส. อกุศลมูล สืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. กามสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งเนกขัมมสัญญา พยาปาทสัญญาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอัพยาปาทสัญญา วิหิงสาสัญญา เกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอวิหิงสาสัญญา พยาบาทเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่ง เมตตา วิหิงสาเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งกรุณา อรติเกิดขึ้นได้ในลำดับ แห่งมุทิตา ปฏิฆะเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งอุเบกขา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๕๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูล สืบต่อกุศลมูลได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. จิตกำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ก็คลายกำหนัดในวัตถุ นั้นเทียว คลายกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า จิตกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็คลายกำหนัด ในวัตถุนั้นเทียว คลายกำหนัดในวัตถุใดเทียว ก็กำหนัดในวัตถุนั้นเทียว ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า กุศลมูลสืบต่ออกุศลมูลได้ อกุศลมูล สืบต่อกุศลมูลได้. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ
หน้า 400 ข้อ 1556
อรรถกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ว่าด้วย การสืบต่อของกุศลและอกุศล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการสืบต่อกุศลและอกุศล. ในเรื่องนั้น กุศลชื่อว่า เกิดขึ้นในลำดับแห่งอกุศล หรือว่าอกุศลชื่อว่าเกิดขึ้นในลำดับแห่งกุศล ย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น การสืบต่อของกุศลและอกุศลเหล่านั้นจึงไม่ ประกอบซึ่งกันและกัน คือไม่ปนกัน. อนึ่ง ชนเหล่าใดถือลัทธิดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ความ กำหนัดและความคลายกำหนัดมีในวัตถุเดียวกันนั่นแหละ เหตุใด เพราะ เหตุนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่าสืบต่อซึ่งกันและกัน ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำทั้ง ๒ คือ อาวชฺชนา คือความนึก ปณิธิ คือความตั้งใจ เป็น ชื่อของอาวัชชนจิตนั่นแหละ. จริงอยู่ ชื่อว่า อาวัชชา เพราะอรรถว่า ยังภวังคจิตนั้นให้เคลื่อนไป. ชื่อว่า ปณิธิ เพราะอรรถว่า ย่อมดำรง คือ ตั้งจิตไว้ในอารมณ์อื่นนอกจากอารมณ์ของภวังค์. คำว่า กุศลเกิดขึ้น ได้แก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ความว่า สกวาทีย่อมถามด้วยคำว่า กุศลที่เกิดสืบต่อ ในลำดับแห่งอกุศลนั้นใด กุศลนั้นย่อมเกิดแก่ผู้ไม่นึกหรือ ฝ่ายปรวาที เมื่อไม่เห็นความเกิดขึ้นแห่งกุศลโดยเว้นจากการนึก จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า กุศลเกิดขึ้นได้แก่ผู้ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายหรือ ดังนี้ ท่าน กล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า กุศลพึงเกิดในลำดับแห่งอกุศลไซร้ กุศลนั้นก็พึง เกิดเพราะมนสิการโดยอุบายอันไม่แยบคายด้วยอาวัชชนะของอกุศล ทีเดียว ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ. คำว่า
หน้า 401 ข้อ 1556
ความกำหนัดในวัตถุใด ความคลายกำหนัดในวัตถุนั้น เป็นต้นนั้น ย่อม แสดงซึ่งความเกิดขึ้นแห่งจิตมีราคะ และจิตที่ปราศจากราคะในอารมณ์ อันเดียวกัน มิใช่แสดงซึ่งความที่กุศลและอกุศลมีในลำดับซึ่งกันและกัน เพราะฉะนั้น คำนี้ จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่ากุศลมีในลำดับอกุศล หรือว่าอกุศล มีในลำดับกุศล ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถากุสลากุสลปฏิสันทหนกถา จบ
หน้า 402 ข้อ 1557, 1558, 1559
สฬายตนุปปัตติกถา [๑๕๕๗] สกวาที อายตนะ ๖ เกิดขึ้นในครรภ์มารดา ไม่ก่อน ไม่หลังกัน หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้มีอวัยวะน้อยใหญ่ครบครัน มีอินทรีย์อัน ไม่พร่อง หยั่งลงในครรภ์มารดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๕๘] ส. จักขายตนะเกิดขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหาอุบัติ คือปฏิสนธิจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มือ เท้า ศีรษะ หู จมูก ปาก ฟัน ก็เกิดขึ้นพร้อมกับ จิตดวงแสวงหาอุบัติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ เกิด ขึ้นพร้อมกับจิตดวงแสวงหาอุบัติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มือ เท้า ศีรษะ หู จมูก ปาก ฟัน ก็ตั้งขึ้นพร้อมกับ จิตดวงแสวงหาอุบัติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๕๙] ป. จักขายตนะเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาใน ภายหลังหรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 403 ข้อ 1560
ป. สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา กระทำกรรมเพื่อได้จักษุ ในท้องมารดา หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ เกิด แก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาในภายหลัง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดานั้น กระทำกรรมเพื่อได้ ชิวหาในครรภ์มารดา หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก เกิดแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ มารดาในภายหลัง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดา กระทำกรรมเพื่อได้กระดูก ในครรภ์มารดา หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๖๐] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก เกิดแก่สัตว์ ผู้อยู่ในครรภ์มารดาในภายหลัง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า สัตว์ผู้เกิดในครรภ์ เกิดเป็นกลละขึ้นก่อน จากกลละเกิด เป็นอัพพุทะ จากอัพพุทะ เกิดเป็น เปสิ จากเปสิ เกิดเป็นฆนะ จากฆนะ เกิดเป็นปัญจสาขา ผม ขน และ เล็บ ก็มารดาบริโภคสิ่งใด คือ ข้าว น้ำ และ โภชนะ และทารกผู้อยู่ใน
หน้า 404 ข้อ 1560
ครรภ์มารดานั้น เติบโตขึ้นในครรภ์มารดานั้น ด้วยอาหาร คือ ข้าว น้ำ และโภชนะ ที่มารดาของตนบริโภค ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ผม ขน เล็บ ฟัน กระดูก ก็เกิดแก่สัตว์ ผู้อยู่ในครรภ์มารดา ในภายหลังน่ะสิ. สฬายตนุปปัตติกถา จบ อรรถกถาสฬายตนุปปัตติกถา ว่าด้วย ความเกิดขึ้นแห่งสฬายตนะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความเกิดขึ้นสฬายตนะ คืออายตนะภายใน ๖. ในเรื่องนั้น อายตนะภายใน ๖ ของโอปปาติกะกำเนิดทั้งหลายย่อม เกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิจิตดวงที่แสวงหาการเกิดนั่นแหละ. ในบรรดา อายตนะภายในทั้ง ๖ สำหรับของคัพภเสยยกะทั้งหลาย มีมนายตนะกับ กายายตนะเท่านั้นเกิดขึ้นพร้อมกับปฏิสนธิจิต ส่วนอายตนะ ๔ ที่เหลือ ย่อมเกิดขึ้นในราตรี ๗ และ ๗ หมายความว่าทุก ๆ หนึ่งสัปดาห์. ลัทธิ ของสกวาทีว่า อายตนะเหล่านั้นแลถือกำเนิดใหม่ด้วยกรรมอันใดเพราะ ความที่กรรมอันนั้นนั่นแหละ หรือว่ากรรมอันอื่นเป็นกรรมอันตนทำแล้ว ดังนี้. อนึ่ง ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะ และ อปรเสลิยะทั้งหลายว่า อายตนะภายใน ๖ อันเป็นพืช ย่อมเกิดในท้อง ของมารดาในขณะแห่งปฏิสนธินั่นแหละ เพราะความเกิดจากรรมอัน ๑. สํ. ส. ๑๕/๘๐๓.
หน้า 405 ข้อ 1560
เดียวกัน ดุจหน่อแห่งต้นไม้เป็นต้นที่มีกิ่งก้านคาคบอันสมบูรณ์แล้ว ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อายตนะ ๖ เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า บุคคลมีอวัยวะน้อยใหญ่ครบครัน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่า เมื่อสฬายตนะมีอยู่ สัตว์ผู้จะเกิด ในครรภ์ก็พึงเป็นเช่นนี้ ๆ แล้วจึงก้าวลงสู่ท้องมารดา. คำถามว่า จักขายตนะเกิดขึ้นแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์มารดาในภายหลัง เป็นของ ปรวาที. คำถามข้างหน้าว่า ไม่พึงกล่าววา ผม ขนเป็นต้นเกิดแก่สัตว์ ผู้อยู่ในครรภ์มารดาในภายหลังหรือ เป็นของปรวาที คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถาสฬายตนุปปัตติกถา จบ
หน้า 406 ข้อ 1561, 1562
อนันตรปัจจยกถา [๑๕๖๑] สกวาที โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง จักขุวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง โสตวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะโสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ ในลำดับแห่งจักขุ- วิญญาณ ฉะนั้นจึงไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อ ความเกิดขึ้นแห่งจักขุวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งโสตวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจ อยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตวิญญาณ ย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ แก่ผู้ ตั้งใจอยู่ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าโสตวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ. [๑๕๖๒] ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ
หน้า 407 ข้อ 1563
หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิต คือรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นแก่ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งนิมิตคือ รูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๖๓] ส. จักขุวิญญาณ มีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มี อย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตวิญญาณมีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว ไม่มีอย่างอื่น เป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่าโสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุและรูป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ?
หน้า 408 ข้อ 1564, 1565
ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักขุและรูป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า จักขุวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยจักษุ และรูป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้น เพราะอาศัยจักขุและรูป. ส. โสตวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขุวิญญาณอันนั้น โสตวิญญาณก็อันนั้นแหล่ะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๖๔] ส. ฆานวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งโสตวิญญาณ ฯลฯ ชิวหาวิญญาณ เกิดขึ้นลำดับแห่งฆานวิญญาณ ฯลฯ [๑๕๖๕] ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ชิวหาวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้น แห่งกายวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะกายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับ แห่งชิวหา-
หน้า 409 ข้อ 1566
วิญญาณ ฉะนั้นจึงไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อ ความเกิดขึ้นแห่งชิวหาวิญญาณ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแหละ เพื่อความเกิดขึ้นแห่งกายวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กายวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่ง ชิวหาวิญญาณ. [๑๕๖๖] ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชิวหาวิญญาณย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่ง นิมิตคือรส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ทำไว้ในใจ ซึ่งนิมิต คือรส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 410 ข้อ 1566
ส. ชิวหาวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์อย่างเดียว มิได้มี อย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายวิญญาณมีรสเป็นอารมณ์อย่างเดียว มิได้มี อย่างอื่นเป็นอารมณ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่ากายวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและรส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยลิ้นและ รส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า ชิวหาวิญญาณเกิดขึ้นเพราะอาศัยลิ้น และรส ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า กายวิญญาณเกิดขึ้น เพราะอาศัยลิ้นและรส. ส. กายวิญญาณเกิดขึ้นได้ในลำดับแห่งชิวหาวิญญาณ
หน้า 411 ข้อ 1567
หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชิวหาวิญญาณอันนั้น กายวิญญาณก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับแห่งกัน และกัน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลบางคน ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรีเห็นรูป ด้วย ฟังเสียงด้วย สูดกลิ่นด้วย ลิ้มรสด้วย ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย ใน ขณะเดียวกัน มีอยู่ มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า บุคคลบางคน ฟ้อนรำ ขับร้อง บรรเลงดนตรี เห็นรูปด้วย ฟังเสียงด้วย กลิ่นด้วย ลิ้มรสด้วย ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วย ในขณะเดียวกัน มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า วิญญาณ ๕ เกิดขึ้นในลำดับแห่งกันและกันแล. อนันตรปัจจยกถา จบ อรรถกถาอนันตรปัจจยกถา ว่าด้วย อนันตรปัจจัย บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอนันตรปัจจัย. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า วิญญาณเหล่านี้เกิด ติดต่อกันและกันไม่มีอะไรคั่น เพราะเห็นการเปลี่ยนแปลงโดยรวดเร็ว ในการเห็นรูป และการฟังเสียงเป็นต้น ในการฟ้อนรำขับร้องเป็นต้น
หน้า 412 ข้อ 1567
คำถามของสกวาทีว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นในลำดับแห่งจักขุวิญญาณ หรือ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. สกวาทีกล่าวคำว่า โสตวิญญาณมีรูปเป็นอารมณ์อย่างเดียว (อันที่จริงโสตวิญญาณนั้นมีเสียงเป็นอารมณ์) เพื่อท้วงด้วยคำว่า ผิว่า โสตวิญญาณพึงเกิดในลำดับแห่งจักขุวิญญาณไซร้ โสตวิญญาณนั้นก็ พึงมีรูปเป็นอารมณ์เหมือนวิปากมโนธาตุ คือสัมปฏิจฉนจิตที่เกิดในลำดับ แห่งจักขุวิญญาณ. ในปัญหาทั้งหลายว่า โสตวิญญาณเกิดขึ้นเพราะ อาศัยจักขุและรูปหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะไม่มีในพระสูตร แต่ เมื่อปรวาทีนั้นกำหนดถึงความเกิดขึ้นแห่งอนันตรปัจจัย จึงตอบรับรอง ด้วยสามารถแห่งลัทธิ. ข้อว่า จักขุวิญญาณอันนั้น โสตวิญญาณก็อันนั้นแหละหรือ ความว่า สกวาทีย่อมถามเปรียบเทียบการเกิดติดต่อกันของปฐมชวนะ กับทุติยชวนะนั้นนั่นแหละ ย่อมเป็นไปเพราะเป็นมโนวิญญาณฉันใด จักขุวิญญาณนั้นนั่นแหละเกิดติดต่อกับโสตวิญญาณ ฉันนั้นหรือ. พึงทราบ เนื้อความในวาระทั้งปวงโดยนัยนี้. คำว่า บุคคลบางคนฟ้อนรำขับร้อง เป็นต้น ย่อมแสดงถึงความ เกิดสับสนกันแห่งวิญญาณ เพราะความเปลี่ยนไปโดยรวดเร็วในเพราะ การประชุมแห่งอารมณ์ แต่มิใช่แสดงถึงความที่วิญญาณเหล่านั้นเป็น อนันตรปัจจัย คือเกิดติดต่อกัน หรือเกิดในลำดับซึ่งกันและกัน เพราะ ฉะนั้น ปัญหานี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ถึงความที่จักขุวิญญาณเป็นอนันตรปัจจัย กับโสตวิญญาณ ดังนี้แล. อรรถกถาอนันตรปัจจยกถา จบ
หน้า 413 ข้อ 1568
อริยรูปกถา [๑๕๖๘] สกวาที อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อริยรูปเป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มหาภูตรูปเป็นกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มหาภูตรูปเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยรูปเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยรูปเป็นอนาสวะ๑ เป็นอสัญโญชนียะ เป็น อคันถนียะ เป็นอโนฆนียะ เป็นอโยคนียะ เป็นอนีวรณียะ เป็นอปรามัฏฐะ เป็นอนุปาทานิยะ เป็นอสังกิเลสิกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มหาภูตรูป เป็นอนาสวะ ฯลฯ เป็นอสังกิเลสสิกะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ๑. อนาสวะ แปลว่า ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ แม้คำต่อ ๆ ไปก็แปลอย่างเดียวกัน เช่น อสัญโญชนียะ แปลว่า ไม่มีอารมณ์ของสังโยชน์ ดูนิทเทสในธรรมสังคณีปกรณ์.
หน้า 414 ข้อ 1569
ส. มหาภูตรูป เป็นสาสวะ๑ เป็นสัญโญชนียะ ฯลฯ เป็น สังกิเลสิกะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยรูป เป็นสาสวะ เป็นสัญโญชนียะ ฯลฯ เป็น สังกิเลสิกะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๖๙] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือ มหาภูตรูป ๔ และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น อริยรูปก็อาศัยมหาภูตรูป น่ะสิ. อริยรูปกถา จบ อรรถกถาอริยรูปกถา ว่าด้วย อริยรูป บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอริยรูป คือรูปของพระอริยะ หรือรูปเป็นอริย. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลาย ว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเป็นอุปาทารูป คือรูปอาศัย เพราะ พระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง คือมหาภูตรูป ๔ ๑. สาสวะ แปลว่า เป็นอารมณ์ของอาสวะ แม้คำต่อ ๆ ไป ก็แปลโดยนัยเดียวกัน เช่น สัญโญชนียะ แปลว่า เป็นอารมณ์ของสัญโญชน์ ดูนิทเทสในธรรมสังคณีปกรณ์.
หน้า 415 ข้อ 1569
และรูปที่อาศัยมหาภูตรูป ๔ คืออุปาทารูป ๒๔ ดังนี้ คำถามของสกวาที ว่า อริยรูปอาศัยมหาภูตรูป ดังนี้ หมายถึงชนเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบ วิเคราะห์คำว่า อริยรูป ในปัญหานั้น ดังนี้ว่า รูปแห่งพระอริยะทั้งหลาย ชื่อว่า อริยรูป หรือว่า รูป คือ อริยะ ชื่อว่า อริยรูป. ในปัญหานั้น ปรวาที ตอบรับรองว่า ใช่ เพราะตั้งอยู่ในลัทธิ. ถูกถามว่า อริยรูปเป็นกุศลหรือ ก็ตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธินั่นเหละ. แม้ในคำถามว่า อริยรูป เป็นอนาสวะ เป็นอาสวะ เป็นต้น ก็นัยนี้. พระสูตรว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น อธิบายว่า ยกเว้น มหาภูตรูปเสียแล้ว ย่อมแสดงถึงความที่รูปทั้งหลายที่เหลือเป็นอุปาทารูป มิใช่แสดงถึงความที่สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเหล่านั้นเป็นรูป จริงอยู่ ความที่สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะเหล่านั้นไม่สำเร็จเป็นไปสักอย่าง ความเป็นอุปาทารูปของสัมมาวาจาเป็นต้นนั้นจะมีมาแต่ที่ไหน เพราะ ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงไม่สำเร็จดังคำที่อ้างนั้น ดังนี้แล. อรรถกถาอริยรูปกถา จบ
หน้า 416 ข้อ 1570, 1571, 1572
อัญโญ อนุสโยติกถา [๑๕๗๐] สกวาที กามราคานุสัยอย่างหนึ่ง กามราคปริยุฏฐาน ก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. กามราคะอย่างหนึ่ง กามราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะอันนั้น กามราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กามราคานุสัยอันนั้น กามราคปริยุฏฐานก็อันนั้น แหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๑] ส. ปฏิฆานุสัยอย่างหนึ่ง ปฏิฆปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิฆะอย่างหนึ่ง ปฏิฆปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฏิฆะอันนั้น ปฏิฆปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฏิฆานุสัยอันนั้น ปฏิฆปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๒] ส. มานานุสัยอย่างหนึ่ง มานปริยุฏฐาน ก็อย่างหนึ่ง หรือ ?
หน้า 417 ข้อ 1573, 1574
ป. ถูกแล้ว. ส. มานะอย่างหนึ่ง มานปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มานะอันนั้น มานปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มานานุสัยอันนั้น มานปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๓] ส. ทิฏฐานุสัยอย่างหนึ่ง ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิฏฐิอย่างหนึ่ง ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิอันนั้น ทิฏฐิปยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิฏฐานุสัยอันนั้น ทิฏฐิปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๔] ส. วิจิกิจฉานุสัยอย่างหนึ่ง วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อย่าง หนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิจิกิจฉาอย่างหนึ่ง วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิจิกิจฉาอันนั้น วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ?
หน้า 418 ข้อ 1575, 1576
ป. ถูกแล้ว. ส. วิจิกิจฉานุสัยอันนั้น วิจิกิจฉาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๕] ส. ภวราคานุสัยอย่างหนึ่ง ภวราคปริยุฏฐานก็อย่าง หนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ภวราคะอย่างหนึ่ง ภวราคปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ภวราคะอันนั้น ภวราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. ภวราคานุสัยอันนั้น ภวราคปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๖] ส. อวิชชานุสัยอย่างหนึ่ง อวิชชาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชาอย่างหนึ่ง อวิชชาปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อวิชชาอันนั้น อวิชชาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อวิชชานุสัยอันนั้น อวิชชาปริยุฏฐานก็อันนั้นแหละ
หน้า 419 ข้อ 1577
หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๗๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อนุสัยอย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤต เป็นไป อยู่ พึงกล่าวว่า ผู้มีอนุสัย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พึงกล่าวว่า ผู้มีจิตอันปริยุฏฐานกลุ้มรุม หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อนุสัยก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง น่ะสิ. ส. ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตที่เป็นกุศลหรืออัพยากฤต เป็นไป อยู่ พึงกล่าวว่า ผู้มีราคะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พึงกล่าวว่า มีจิตอันปริยุฏฐานกลุ้มรุม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น ราคะก็อย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็อย่างหนึ่ง น่ะสิ. อัญโญ อนุสโยติกถา จบ
หน้า 420 ข้อ 1577
อรรถกถาอัญโญ อนุสโยติกถา ว่าด้วย อนุสัยเป็นอย่างหนึ่ง บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอนุสัยเป็นอย่างหนึ่ง คืออย่างอื่นจากปริยุฏฐาน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ปุถุชน ครั้นเมื่อจิตเป็นกุศล หรืออัพยากตะกำลังเป็นไป พึงกล่าวได้ว่า เขามีอนุสัย แต่ไม่พึงกล่าวว่าเป็นผู้มีปริยุฏฐาน เพราะฉะนั้น อนุสัยก็ เป็นอย่างหนึ่ง ปริยุฏฐานก็เป็นอย่างหนึ่ง ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า กามราคานุสัยอย่างหนึ่ง เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่อง อนุสัยกถา ในหนหลังนั้นนั่นแหละ. อนึ่ง คำว่า ผู้มีอนุสัย เป็นต้น ท่านย่อมแสดงซึ่งความที่คำอัน บุคคลพึงกล่าวว่า ปุถุชนชื่อว่าเป็นผู้มีอนุสัยเพราะความที่ผู้นั้นยังมิได้ ละอนุสัยในขณะนั้น และย่อมแสดงซึ่งความที่คำอันบุคคลพึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีปริยุฏฐานเพราะกิเลสอนุสัยนั้นยังมิได้เกิดขึ้น มิใช่แสดง ถึงความที่อนุสัยกิเลสเป็นคนละอย่างกับปริยุฏฐานกิเลส เพราะฉะนั้น คำที่ยกมาอ้างนั้น จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าอนุสัยเป็นคนละอย่างกับปริยุฏฐาน ดังนี้แล. อรรถกถาอัญโญอนุสโยติกถา จบ
หน้า 421 ข้อ 1578
ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา [๑๕๗๘] สกวาที ปริยุฏฐานไม่ประกอบกับจิต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ โผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปริยุฏฐาน วิปปยุตจากจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิตเป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จิตมีราคะ จิตมีโทสะ จิตมีโมหะ ฯลฯ จิต เป็นอกุศล จิตเศร้าหมอง มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปริยุฏฐานไม่ประกอบ กับจิต ดังนี้. ปริยุฏฐาน จิตตวิปปยุตตันติกถา จบ
หน้า 422 ข้อ 1578
อรรถกถาปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา ว่าด้วย ปริยุฏฐานกิเลสไม่ประกอบจิต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปริยุฏฐานกิเลสไม่ประกอบจิต. ชนเหล่าใดมี ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะ เป็นต้นย่อมเกิดขึ้น แม้มนสิการโดยความเป็นของไม่เที่ยง ดังคำที่พระผู้- มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภารทวาชะผู้เจริญในกาลบางคราวแล บุคคล ย่อมมนสิการโดยความเป็นของสวยงามด้วยคิดว่า เราจักมนสิการโดย ความเป็นของไม่งาม ดังนี้ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ปริยุฏฐานกิเลสจึงไม่ ประกอบกับจิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้นเพราะมีนัย ดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาปริยุฏฐานังจิตตวิปปยุตตันติกถา จบ
หน้า 423 ข้อ 1579
ปริยาปันนกถา [๑๕๗๙] สกวาที รูปราคะ นอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องใน รูปธาตุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปราคะ เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวง หาอุปบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็น อันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุบัติ กับจิต เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กามราคะ ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็น ธรรมแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะ สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน จะมีวัตถุเป็น อันเดียวกัน จะมีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ ก็หา มิได้. กับจิตดวงแสวงหาอุบัติ ก็หามิได้ กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม ก็หามิได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กามราคะ ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่ เป็นธรรมแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ฯลฯ จะมีอารมณ์อันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปราคะ นอนเนื่องอยู่ในรูปธาตุ นับเนื่องอยู่ ในรูปธาตุ ฯลฯ
หน้า 424 ข้อ 1580, 1581
[๑๕๘๐] ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ นับเนื่องในสัทท- ธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอน เนื่องในโผฏฐัพพธาตุ นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๘๑] ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสัททธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปราคะ นอนเนื่องในธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับ เนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพธาตุ นอน เนื่องในโผฏฐัพพธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปราคะ นอนเนื่องในรูปธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับ เนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 425 ข้อ 1582, 1583
[๑๕๘๒] ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรูปราคะ เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวง หาอุบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็น อันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุบัติ กับจิต เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรูปราคะ จะเป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ จะเป็นธรรม แสวงหาอุบัติ จะเป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ฯลฯ จะมี อารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อรูปราคะ ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่ เป็นธรรมแสวงหาอุบัติ ฯลฯ จะมีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิต เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ. [๑๕๘๓] ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ นับเนื่องในสัททธาตุ
หน้า 426 ข้อ 1584, 1585
หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอน เนื่องในโผฏฐัพพธาตุ นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๘๔] ส. สัททราคะ นอนเนื่องในสัททธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสัททธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส .อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. คันธราคะ ฯลฯ รสราคะ ฯลฯ โผฏฐัพพราคะ นอน เนื่องในโผฏฐัพพธาตุ แต่ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรูปราคะ นอนเนื่องในอรูปธาตุ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๘๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปราคะนอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่อง ในรูปธาตุ อรูปราคะนอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ?
หน้า 427 ข้อ 1585
ส. ถูกแล้ว. ป. กามราคะนอนเนื่องในกามธาตุ นับเนื่องในกามธาตุ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า กามราคะนอนเนื่องในกามธาตุ นับเนื่องใน กามธาตุ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปราคะนอนเนื่องในรูปธาตุ นับเนื่องในรูปธาตุ อรูปราคะนอนเนื่องในอรูปธาตุ นับเนื่องในอรูปธาตุ ปริยาปันนกถา จบ อรรกถาปริยาปันนกถา ว่าด้วย ธรรมที่นับเนื่องกัน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธรรมที่นับเนื่องกัน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มี ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลายว่า กามราคะ คือ ความยินดีในกาม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า นอนเนื่องในกามธาตุ นับ เนื่องในกามธาตุ เหตุใด เพราะเหตุนั้น แม้รูปราคะ คือความยินดีในรูป ก็ชื่อว่า นอนเนื่องในรูปธาตุและอรูปธาตุ นับเนื่องกันด้วยรูปธาตุและ อรูปธาตุ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า รูปราคะ เป็นต้น โดยหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในคำเหล่านั้น คำว่า นอนเนื่อง อธิบายว่า สกวาทีย่อมถามว่า กามราคะย่อมนอนเนื่องด้วยสามารถแห่ง การเกิดพร้อมกับกามธาตุ กล่าวคือกามวิตก ฉันใด แม้รูปราคะก็เป็น รูปธาตุตามลัทธิของท่าน ฉันนั้นหรือ. คำว่า นับเนื่อง อธิบายว่า สกวาที ย่อมถามว่าเหมือนอย่างว่า การนับเนื่องนั้นชื่อว่านับเนื่องกันด้วยกามธาตุ
หน้า 428 ข้อ 1585
เพราะนับเนื่องกันด้วยอำนาจกิเลสกามของกามธาตุ ๓ อย่าง ฉันใด แม้ รูปราคะก็เป็นสภาพที่นับเนื่องด้วยรูปธาตุตามลัทธิของท่าน ฉันนั้นหรือ ฝ่ายปรวาทีเมื่อไม่กำหนดความประสงค์ของสกวาทีนั้น จึงตอบรับรองว่า ใช่ ด้วยสามารถแห่งลัทธิอย่างเดียวเท่านั้น. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว คำว่า เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นต้น เพื่อจะให้ปรวาทีกำหนด เนื้อความนั้น และเพื่อถามเทียบเคียงกับจิตที่แสวงหาสมาบัติอันบัณฑิต นับพร้อมแล้วว่ากุศล วิปากและกิริยาจิต. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบ เนื้อความตามพระบาลีนั่นแหละ. แม้คำว่า กามราคะนอนเนื่องในกามธาตุ นับเนื่องด้วยกามธาตุมิใช่หรือ นี้ ย่อมแสดงถึงความที่กามราคะนั่นแหละ เป็นธรรมชาติที่นอนเนื่องในกามธาตุด้วย เป็นสภาพที่นับเนื่องในกามธาตุ ด้วย มิใช่แสดงถึงความที่ธาตุนอกนี้นอนเนื่องและนับเนื่องในธาตุนอกนี้ ดังนี้แล. อรรถกถวปริยาปันนกถา จบ
หน้า 429 ข้อ 1586, 1587
อัพยากตกถา [๑๕๘๖] สกวาที ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นวิบากอัพยากฤต เป็นกิริยาอัพยากฤต เป็นรูป เป็นนิพพาน เป็นจักขายตนะ ฯลฯ เป็นโผฏฐัพพายตนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกเเล้ว. ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ จิตที่สัมปยุต ด้วยทิฏฐิ เป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๘๗] ส. ผัสสะที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิฏฐิเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา เจตนา จิตที่สัมปยุตด้วยทิฏฐิ เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 430 ข้อ 1588, 1589, 1590
ส. ทิฏฐิเป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๘๘] ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทิฏฐิไม่มีผล ไม่มีวิบาก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทิฏฐิมีผล มีวิบาก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ทิฏฐิมีผล มีวิบาก ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทิฏฐิ เป็นอัพยากฤต. [๑๕๘๙] ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โทษทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มีมิจฉาทิฏฐิ เป็นอย่างยิ่ง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า โทษทั้งหลายพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มี มิจฉาทิฏฐิเป็นอย่างยิ่ง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต. [๑๕๙๐] ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนวัจฉะ มิจฉา- ทิฏฐิแลเป็นอกุศล สัมมาทิฏฐิป็นกุศล ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. ม. ม. ๑๓/๒๕๔.
หน้า 431 ข้อ 1591, 1592
ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต. [๑๕๙๑] ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนปุณณะ เรา กล่าวคตของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิว่าเป็นอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่าง คือ นรก หรือ กำเนิดดิรัจฉาน ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต ดังนี้. [๑๕๙๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนวัจฉะ คำว่า โลกเที่ยงนี้ เรามิได้พยากรณ์ คำว่า โลกขาดสูญนี้ เราก็มิได้พยากรณ์ คำว่า โลกมีที่สุด ฯลฯ คำว่า โลกไม่มีที่สุด คำว่า ชีพอันนั้น สรีระก็อันนั้น คำว่าชีพเป็นอื่น สรีระก็เป็นอื่น คำว่า สัตว์ยังเป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะ คำว่า สัตว์เป็นอยู่เบื้องหน้าแต่มรณะ คำว่า สัตว์ยังเป็นอยู่ก็มีไม่เป็นอยู่ ก็มี เบื้องหน้าแต่มรณะ คำว่า สัตว์ยังเป็นอยู่ก็ไม่ใช่ ไม่เป็นอยู่ก็ไม่ใช่ เบื้องหน้าแต่มรณะนี้ เราก็มิได้พยากรณ์ ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ๑. ม. ม. ๑๓/๘๕. ๒. ม.มู. ๑๓/๒๔๗.
หน้า 432 ข้อ 1593
ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐิก็เป็นอัพยากฤต น่ะสิ. [๑๕๙๓] ส. ทิฏฐิเป็นอัพยากฤต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายกรรมใดก็ดี อันบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ ฯลฯ วจีกรรมใดก็ดี ฯลฯ มโนกรรมใดก็ดี อันบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ สมาทานให้บริบูรณ์ตามทิฏฐิ เจตนาใดก็ดี ความปรารถนาใดก็ดี ความ ตั้งใจใดก็ดี สังขารเหล่าใดก็ดี ของบุคคลผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ธรรมเหล่านั้น ทั้งหมด ย่อมเป็นไปพร้อมเพื่อผลอันไม่น่าปรารถนา ไม่น่าใคร่ ไม่น่า ชอบใจ เพื่อสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล เพื่อทุกข์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมี อยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐิเป็นอัพยากฤตน่ะสิ. อัพยากตกถา จบ อรรถกถาอัพยากตกถา ว่าด้วย อัพยากตะ๒ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเป็นอัพยากตะ คือทิฏฐิที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงพยากรณ์. ในเรื่องนั้น อัพยากตะมี ๔ คือ วิปาก กิริยา รูป และ ๑. องฺ. เอกก. ๒๐/๑๘๙. ๒. คำว่า อพฺยากตํ แปลว่า ไม่ทรงพยากรณ์.
หน้า 433 ข้อ 1593
พระนิพพาน ทิฏฐิท่านเรียกว่า เป็นอัพยากตะ เพราะความเป็นธรรมไม่ ให้ผล คือไม่ให้ประโยชน์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนวัจฉะ ทิฏฐิคือความเห็นว่า โลกเที่ยง เป็นต้นนี้แล เราไม่พยากรณ์แล้ว เพราะ ความที่โลกนั้นเป็นของอันเราไม่กล่าวโดยความเป็นของเที่ยงเป็นต้น. แต่ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะ ทั้งหลายว่า ทิฏฐิเป็นอัพยกตะ เป็นราวกะอัพยากตะแรก คือวิปาก- อัพยากตะ เพราะไม่ถือเอาวิภาคนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ทิฏฐิ เป็นอัพยากตะหรือ เป็นต้น ก็เพื่อจะจำแนกเนื้อความนั้นแก่ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้พึงทราบตามพระบาลี นั่นแล. อรรถกถาอัพยากตกถา จบ
หน้า 434 ข้อ 1594, 1595
อปริยาปันนกถา [๑๕๙๔] สกวาที ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล เป็นสกทาคามิมรรค เป็นสกทาคามิผล เป็นอนาคา- มิมรรค เป็นอนาคามิผล เป็นอรหัตมรรค เป็นอรหัตผล เป็นสติปัฏฐาน เป็นสัมมัปปธาน เป็นอิทธิบาท เป็นอินทรีย์ เป็นพละ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๕๙๕] ป. ไม่พึงกล่าว ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน พึงกล่าวว่า ผู้ปราศจากกำหนัดในกามทั้งหลาย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้ปราศจากทิฏฐิ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐิเป็นอปริยาปันนะ น่ะสิ. อปริยาปันนกถา จบ อรรถกถาอปริยาปันนกถา ว่าด้วย โลกุตตรธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอปริยาปันนะ คือโลกุตตระ. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า ปุถุชนผู้ได้
หน้า 435 ข้อ 1595
ฌานพึงกล่าวได้ว่าเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้วในกามทั้งหลาย แต่ไม่ได้ กล่าวว่าเป็นผู้มีทิฏฐิไปปราศแล้ว เหตุใด เพราะเหตุนั้น ทิฏฐิจึงเป็น อปริยาปันนะ คือ โลกุตตรธรรม ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตาม พระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาอปริยาปันนก จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. กุสลากุสลปฏิสันทหนกถา ๒. สฬายตนุปปัตติกถา ๓. อนันตร- ปัจจยกถา ๔. อริยรูปกถา ๕. อัญโญอนุสโยติกถา ๖. ปริยุฏฐานัง จิตตวิปปยุตตันติกถา ๗. ปริยาปันนกถา ๘. อัพยากตกถา ๙. อปริยา- ปันนกถา. วรรคที่ ๑๔ จบ
หน้า 436 ข้อ 1596, 1597, 1598
วรรคที่ ๑๕ ปัจจยตากถา [๑๕๙๖] สกวาที ความเป็นปัจจัย ท่านจำกัดไว้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. วิมังสา เป็นเหตุและเป็นอธิบดีด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิมังสา เป็นเหตุและเป็นอธิบดีด้วย ด้วยเหตุ นั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัย และ เป็นปัจจัย โดยอธิปติปัจจัย [๑๕๙๗] ส. ฉันทาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ฉันทาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็น ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย [๑๕๙๘] ส. วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็น ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย. ส. วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและเป็น อินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 437 ข้อ 1599, 1600, 1601, 1602
ส. หากว่า วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ เป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดย อธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอินทรีย์ปัจจัย. [๑๕๙๙] ส. วิริยาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็นองค์ แห่งมรรคด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น องค์แห่งมรรคด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดย อธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัย โดยมรรคปัจจัย. [๑๖๐๐] ส. จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็น ปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย. [๑๖๐๑] ส. จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น อาหารด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ เป็นอาหารด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติ- ปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอาหารปัจจัย. [๑๖๐๒] ส. จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น อินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ?
หน้า 438 ข้อ 1603, 1604, 1605, 1606
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จิตตาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ เป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดย อธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย. [๑๖๐๓] ส. วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยสหชาตปัจจัย [๑๖๐๔] ส. วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น อินทรีย์ด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ เป็นอินทรีย์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยอินทริยปัจจัย. [๑๖๐๕] ส. วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรม และเป็น องค์แห่งมรรคด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิมังสาธิปติ เป็นอธิบดีแห่งสหชาตธรรมและ เป็นองค์แห่งมรรคด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัย โดยอธิปติปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดยมัคคปัจจัย. [๑๖๐๖] ส. ปัจจเวกขณา ทำอริยธรรมให้หนัก บังเกิดขึ้นและ
หน้า 439 ข้อ 1607, 1608, 1609
ทำอริยธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์ด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่าปัจจเวกขณา ทำอริยธรรมให้หนัก บังเกิดขึ้น และทำอริยธรรมนั้นให้เป็นอารมณ์ด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า (อริยธรรม) เป็นปัจจัยโดยอธิปติปัจจัย และเป็นปัจจัยโดยอารัมมณปัจจัย. [๑๖๐๗] ส. กุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแห่ง กุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตร- ปัจจัยแห่งกุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดย อาเสวนปัจจัย. [๑๖๐๘] ส. อกุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยแห่ง อกุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อกุศลธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตร- ปัจจัย แห่งอกุศลธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย และ เป็นปัจจัยโดย อาเสวนปัจจัย. [๑๖๐๙] ส. กิริยาพยากตธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดยอนันตร- ปัจจัย แห่งกิริยาพยากตธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 440 ข้อ 1610
ส. หากว่า กิริยาพยากตธรรมก่อน ๆ เป็นปัจจัยโดย อนันตรปัจจัย แห่งกิริยาพยากตธรรมหลัง ๆ และเป็นอาเสวนะด้วย ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัย และ เป็น ปัจจัยโดยอาเสวนปัจจัย. [๑๖๑๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความเป็นปัจจัย ท่านจำกัดไว้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นปัจจัยโดยเหตุปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอารัมณ- ปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยอนันตรปัจจัยก็ได้ เป็นปัจจัยโดยสมนันตรปัจจัย ก็ได้ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นปัจจัยท่านก็จำกัดไว้ น่ะสิ. ปัจจยตากถา จบ อรรถกถาปัจจยตากถา ว่าด้วย ความเป็นปัจจัย บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความเป็นปัจจัย. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ธรรมใดเป็นปัจจัยด้วย เหตุปัจจัยแล้ว ธรรมนั้นก็เป็นปัจจัยด้วยเหตุปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดเหล่านั้น เท่านั้น ย่อมไม่เป็นปัจจัยด้วยอารัมมณะ อนันตระ สมนันตรปัจจัย หรือ ว่าธรรมใดเป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่าใดด้วยอารัมมณปัจจัยแล้ว ธรรมนั้น ย่อมไม่เป็นปัจจัยแก่ธรรมเหล่านั้นนั่นแหละด้วย อนันตระและสมนันตร- ปัจจัย เหตุใด เพราะเหตุนั้น ความเป็นปัจจัยท่านจำกัดไว้แล้ว ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาปัจจยตากถา จบ
หน้า 441 ข้อ 1611, 1612, 1613
อัญญมัญญปัจจยกถา [๑๖๑๑] สกวาที สังขารเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่ พึงกล่าวว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อวิชชาเกิดพร้อมกับสังขาร ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า แม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยก็เกิดสังขารได้ แม้เพราะ สังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้. [๑๖๑๒] ส. อุปาทานเกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึง กล่าวว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ตัณหาเกิดพร้อมกับอุปาทาน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงต้องกล่าวว่า แม้เพราะตัณหาเป็นปัจจัยก็เกิดอุปาทานได้ แม้เพราะ อุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหาได้. [๑๖๑๓] ป. คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะชราและมรณะเป็น ปัจจัย จึงเกิดชาติ เพราะชาติเป็นปัจจัย จึงเกิดภพ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ส. ไม่มี. ป. ถ้าอย่างนั้น สังขารก็เกิดเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย
หน้า 442 ข้อ 1614
เท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ อุปาทาน เกิดเพราะตัณหาเป็นปัจจัยเท่านั้น ไม่พึงกล่าวว่า แม้เพราะอุปาทานเป็น ปัจจัยก็เกิดตัณหาได้. [๑๖๑๔] ส. คำว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิดเป็นนามรูป แม้เพราะนามรูปเป็นปัจจัย ก็เกิดวิญญาณได้ ดังนี้ เป็นสูตร มีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น สังขารก็เกิดแม้เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย อวิชชาก็เกิดแม้เพราะสังขารเป็นปัจจัย อุปาทานก็เกิดแม้เพราะตัณหา เป็นปัจจัย ตัณหาก็เกิดแม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย น่ะสิ. อัญญมัญญปัจจยกถา จบ อรรถกถาอัญญมัญญปัจจยกถา ว่าด้วย อัญญมัญญปัจจัย บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอัญญมัญญปัจจัย. ในเรื่องนั้นชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลายย่อมเกิด เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย นี้เท่านั้นเป็นแบบแผน คำว่าอวิชชาย่อมเกิดแม้ เพราะสังขารเป็นปัจจัยไม่มีในลัทธิ เพราะฉะนั้น อวิชชาเท่านั้นจึงเป็น ปัจจัยแก่สังขารทั้งหลาย แต่สังขารทั้งหลายหาได้เป็นปัจจัยแก่อวิชชาไม่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น เพื่อแสดงเนื้อความว่า แม้ ความเป็นปัจจัยแก่กันและกันของปัจจัยทั้งหลายมีอวิชชาและสังขาร เป็นต้นมีอยู่ ดังนี้ คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในคำว่า อวิชชาเกิด
หน้า 443 ข้อ 1614
พร้อมกับสังขารมิใช่หรือ นี้ท่านถือเอาอปุญญาภิสังขารอย่างเดียว เพราะฉะนั้น ในคำว่า แม้เพราะสังขารเป็นปัจจัยก็เกิดอวิชชาได้ นี้ บัณฑิตพึงทราบความเป็นปัจจัยด้วยอำนาจสหชาตะ อัญญมัญญะ อัตถิ อวิคตะสัมปยุตตปัจจัย. ในคำว่า แม้เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยก็เกิดตัณหา นี้ อธิบายว่า ยกเว้นกามุปาทานเสียแล้ว บัณฑิตพึงทราบว่า อุปาทานที่เหลือ ๓ ย่อม เป็นปัจจัยแก่ตัณหา ดุจสังขารทั้งหลายเป็นปัจจัยแก่อวิชชา. คำที่เหลือ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ. คำถามว่า เพราะชรามรณะเป็นปัจจัย เป็นต้น เป็นของปรวาที. คำถามว่า เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย จึงเกิด นามรูป เป็นต้น เป็นของสกวาที ดังนี้แล. อรรถกถาอัญญมัญญปัจจยกถา จบ
หน้า 444 ข้อ 1615
อัทธากถา [๑๖๑๕] สกวาที อัทธา คือ ระยะกาล เป็นปรินิปผันนะ ได้แก่ สภาวะที่สำเร็จแล้ว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อัทธาส่วนอดีต เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นไป หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อัทธาส่วนอนาคต เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ ?
หน้า 445 ข้อ 1615
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อัทธาส่วนปัจจุบัน เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอดีต เป็นอัทธาส่วนอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัทธาส่วนอดีต เป็น ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นอนาคต เป็นอัทธาส่วนอนาคต หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. อัทธาส่วนอนาคต เป็น ๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัทธาส่วนปัจจุบัน เป็น ๕ หรือ ?
หน้า 446 ข้อ 1615
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ขันธ์ ๕ ที่เป็นอดีต เป็นอัทธาส่วนอดีต ขันธ์ ๕ ที่ เป็นอนาคต เป็นอัทธาส่วนอนาคต ขันธ์ ๕ ที่เป็นปัจจุบัน เป็นอัทธาส่วน ปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัทธา เป็น ๑๕ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นอนาคตเป็นอัทธาส่วนอนาคต อายตนะ ๑๒ ที่เป็นปัจจุบันเป็น อัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัทธา เป็น ๓๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธาตุ ๑๘ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต ธาตุ ๑๘ ที่ เป็นอนาคตเป็นอัทธาส่วนอนาคต ธาตุ ๑๘ ที่เป็นปัจจุบันเป็นอัทธาส่วน ปัจุจบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัทธา เป็น ๕๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอดีตเป็นอัทธาส่วนอดีต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นอนาคตเป็นอัทธาส่วนอนาคต อินทรีย์ ๒๒ ที่เป็นปัจจุบันเป็น อัทธาส่วนปัจจุบัน หรือ ?
หน้า 447 ข้อ 1616
ป. ถูกแล้ว. ส. อัทธาเป็น ๖๖ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๑๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า อัทธา เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุมี ๓ อย่าง. ๓ อย่างเป็นไฉน ? บุคคลพึงกล่าวกถาปรารภระยะ กาลส่วนอดีตว่า ระยะกาลที่ล่วงแล้วได้เป็นแล้วอย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึง กล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนอนาคตว่า ระยะกาลส่วนอนาคตจักเป็น อย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนปัจจุบัน ณ บัดนี้ว่า ปัจจุบันเป็นอยู่ในบัดนี้อย่างนี้ ดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ มี ๓ อย่าง ฉะนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น อัทธาก็เป็นปรินิปผันนะ น่ะสิ. อัทธากถา จบ อรรถกถาอัทธากถา ว่าด้วย ระยะกาล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องระยะกาล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดว่า ชื่อว่า กาลกล่าวคือ เวลาเป็นสภาพสำเร็จแล้วมีอยู่ เพราะอาศัย ๑. องฺ. ติก. ๒๐/๕๐๗.
หน้า 448 ข้อ 1616
พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุเหล่านี้มี ๓ คือเรื่องที่กล่าว ปรารภอดีต อนาคต และปัจจุบัน ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า อัทธา คือ อดีตกาล อนาคตกาล ปัจจุบันกาล เป็นภาวะที่สำเร็จแล้ว ดังนี้ เพื่อแสดง วิภาค คือการจำแนก แก่ชนเหล่านั้นว่า ชื่อว่ากาลอะไร ๆ เป็นสภาวะ สำเร็จแล้วไม่มี แต่ขันธ์ทั้งหลายขันธ์ใดขันธ์หนึ่งมีรูปเป็นต้นที่สักว่า บัญญัติไว้เพราะกาล เป็นของสำเร็จแล้ว คือเกิดขึ้นแล้ว มีอยู่ ดังนี้ คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจงกล่าวคำว่า เป็นรูป เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า กาลนั้นเป็นของสำเร็จแล้วมีอยู่ไซร้ กาลนั้นก็พึงเป็น เช่นขันธ์ใดขันธ์หนึ่งมีรูปขันธ์เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาอัทธากถา จบ
หน้า 449 ข้อ 1617, 1618
ขณลยมุหุตตกถา [๑๖๑๗] สกวาที ขณะเป็นปรินิปผันนะ ลยะ๑ เป็นปรินิปผันนะ มุหุตตะ เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ? ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๑๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า มุหุตตะเป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุนี้มี ๓ อย่าง ๓ อย่างเป็นไฉน ? บุคคลพึงกล่าวกถาปรารภ ระยะกาลส่วนอดีตว่า ระยะที่ล่วงแล้วได้เป็นแล้วอย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลส่วนอนาคตว่า ระยะกาลส่วนอนาคตจักเป็น อย่างนี้ ดังนี้บ้าง พึงกล่าวกถาปรารภระยะกาลปัจจุบัน ณ บัดนี้ว่า ปัจจุบันมีอยู่ ณ บัดนี้ อย่างนี้ ดังนี้บ้าง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กถาวัตถุ ๓ อย่าง ฉะนี้แล ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น มุหุตตะ ก็เป็นปรินิปผันนะ น่ะสิ. ขณลยมุหุตตกถา จบ ๑. ระยะเวลา ๑๐ นิ้วเป็นขณะหนึ่ง, ๑๐ ขณะเป็นลยะหนึ่ง, ๑๐ ลยะเป็นขณลยะหนึ่ง, ๑๐ ขณลยะเป็น มุหุตตะหนึ่ง, ๑๐ มุหุตตะเป็นขณมุหุตตะหนึ่ง. อภิธานัปปทีปิกา.
หน้า 450 ข้อ 1618
อรรถกถาขณลยมุหุตตกถา ว่าด้วย ขณะ ลยะ มุหุตตะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องขณะ คือครั้งหนึ่ง หรือคราวหนึ่ง ลยะ คือ ประเดี๋ยวหนึ่ง มุหุตตะ คือ ครู่หนึ่ง. แม้ในเรื่อง ขณะลยะและมุหุตตะก็ นัยนี้นั่นแหละ คือนัยเดียวกับอัทธา เพราะขณะลยะมุหุตตะเหล่านี้แม้ ทั้งหมดเป็นไวพจน์ของเวลานั่นแหละ. อรรถกถาขณลยมุหุตตกถา จบ
หน้า 451 ข้อ 1619
อาสวกถา [๑๖๑๙] สกวาที อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวว่า อาสวะ ๔ ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อาสวะเหล่านั้น เป็นอารมณ์ของอาสวะโดยอาสวะ เหล่าใด อาสวะเหล่านั้น มีอยู่พวกหนึ่ง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น อาสวะ ๔ ก็ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ น่ะสิ. อาสวกถา จบ อรรถกถาอาสวกถา ว่าด้วย อาสวะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอาสวะ ๔. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธิของนิกายเหตุวาทว่า ชื่อว่า อาสวะอื่นยิ่งกว่าอาสวะ ๔ ไม่มี อาสวะ ๔ จะพึงเป็นอารมณ์ของอาสวะได้ด้วยอาสวะใดเล่า เพราะ
หน้า 452 ข้อ 1619
อาสวะ ๔ เหล่านั้นไม่เป็นอาสวะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เป็นมรรค เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า อาสวะเหล่านั้นไม่เป็น อาสวะไซร้ ครั้นเมื่อความเป็นอย่างนั้นมีอยู่ อาสวะเหล่านั้นก็พึงบรรลุ เป็นภาวะแห่งมรรคเป็นต้น. คำที่เหลือในทีนี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาอาสวกถา จบ
หน้า 453 ข้อ 1620
ชรามรณกถา [๑๖๒๐] สกวาที ชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรม ก็เป็นโลกุตตระ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติมรรคก็เป็นโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติมรรคก็เป็นโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชรามรณะแห่งโสดาปัตติผลก็เป็นโสดาปัตติผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะแห่งสกทาคามิมรรค ฯลฯ แห่งสกทาคามิผล ฯลฯ แห่งอนาคามิมรรค ฯลฯ แห่งอนาคามิผล ฯลฯ แห่งอรหัตมรรคก็ เป็นอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะแห่งอรหัตมรรคก็เป็นอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะแห่งอรหัตผลก็เป็นอรหัตผล หรือ ?
หน้า 454 ข้อ 1621
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชรามรณะแห่งสติปัฏฐาน แห่งสัมมัปปธาน แห่ง อิทธิบาท แห่งอินทรีย์ แห่งพละ ฯลฯ ชรามรณะแห่งโพชฌงค์ ก็เป็น โพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๒๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ชรามรณะแห่งโลกุตตรธรรมก็เป็น โลกุตตระ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นโลกิยะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้นก็เป็นโลกุตตระ น่ะสิ. ชรามรณกถา จบ อรรถกาชรามรณกถา ว่าด้วย ชราและมรณะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องชราและมรณะ. ในเรื่องนั้น ธรรมดาว่า ชรา และมรณะไม่ควรกล่าวว่าเป็นโลกีย์หรือโลกุตตระ เพราะมิใช่เป็นสภาวะ ที่สำเร็จแล้ว คือมิใช่เป็นสภาวะที่เกิดขึ้นแล้วเหมือนธรรมทั้งหลายมีรูป เป็นต้น. จริงอยู่ในทุกมาติกาว่า โลกิยา ธมฺมา โลกุตฺตรา ธมฺมา ดังนี้ ชราและมรณะไม่สำเร็จในโลกิยบท ได้แก่ จิต ๘๑ เจตสิก ๕๒ รูป ๒๘ และโลกุตตรบท ได้แก่ โลกุตตรจิต ๘ เจตสิก ๓๖ นิพพาน. ในปัญหานั้น
หน้า 455 ข้อ 1621
ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ชรา และมรณะของโลกุตตรธรรมเป็นโลกุตตระ เพราะไม่ถือเอาสภาวะนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแล. อรรถกถาชรามรณกถา จบ
หน้า 456 ข้อ 1622
สัญญาเวทยิตกถา [๑๖๒๒] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกุตตระ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมรรค เป็นผล เป็นนิพพาน เป็นโสดาปัตติมรรค เป็นโสดาปัตติผล ฯลฯ เป็นโพชฌงค์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็น โลกุตตระ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นโลกิยะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าเช่นนั้นก็เป็นโลกุตตระ น่ะสิ. สัญญาเวทยิตกถา จบ อรรถกถาสัญญาเวทยิตถา ว่าด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ คือสมาบัติที่ดับ สัญญาเวทนา. ในเรื่องนั้น ธรรมอะไร ๆ ชื่อว่าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ หามีไม่ มีแต่ความดับขันธ์ทั้ง ๔ เพราะฉะนั้นสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ นั้น จึงไม่ใช่โลกีย์ ไม่ใช่โลกุตตระ ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิ นิกายเหตุวาทนั่นแหละว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติไม่เป็นโลกีย์ เพราะเป็นโลกุตตระ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือเช่นกับเรื่องก่อนนั่นแหละ. อรรถกถาสัญญาเวทยิตกถา จบ
หน้า 457 ข้อ 1623, 1624
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒ [๑๖๒๓] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเวทนา ฯลฯ เป็นสัญญา ฯลฯ เป็นสังขาร ฯลฯ เป็นวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นกามาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นรูปาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นอรูปาวจร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๒๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นโลกิยะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เป็นโลกุตตระ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ก็เป็นโลกิยะ น่ะสิ. สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๒ จบ
หน้า 458 ข้อ 1624
อรรถกถาทุติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธที่ ๒ บัดนี้ ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ไม่เป็นโลกุตตระ เพราะเป็นโลกียะ ดังนี้ ดุจลัทธิของนิกายเหตุวาทะ ทั้งหลาย คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที คำที่เหลือเช่นกับเรื่องก่อนนั่นแล. อรรถกถาทุติยสัญญาเวทยิตนิโรธกถา จบ
หน้า 459 ข้อ 1625, 1626
สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓ [๑๖๒๕] สกวาที บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงกระทำกาละ คือตาย หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผัสสะอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด เวทนาอัน เกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด สัญญาอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด เจตนาอันเกิดในสมัยมีความตายเป็นที่สุด จิตอันเกิดในสมัยมีความตาย เป็นที่สุดของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต อันเกิดในสมัยมี ความตายเป็นที่สุด ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ผัสสะ สัญญา เจตนา จิตอันเกิดในสมัยมี ความตายเป็นที่สุด ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มี ก็ต้องไม่ กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ ดังนี้. [๑๖๒๖] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มีหรือ ?
หน้า 460 ข้อ 1627, 1628
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะ มีการทำกาละ บุคคลไม่มีเวทนา มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้ไม่มีจิต มีการทำกาละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีผัสสะ มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้มีจิต มีการทำกาละ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้มีผัสสะ มีการทำกาละ ฯลฯ บุคคลผู้ มีจิต มีการทำกาละ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ ดังนี้. [๑๖๒๗] ส. บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ใน กายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยาพิษไม่พึงเข้าไป ศาตราไม่พึงเข้าไป ไฟไม่พึง เข้าไป ในกายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ยาพิษไม่พึงเข้าไป ศาตราไม่พึงเข้าไป ไฟ ไม่พึงเข้าไป ในกายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ. [๑๖๒๘] ส. บุคคลเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ พึงทำกาละ หรือ ?
หน้า 461 ข้อ 1629
ป. ถูกแล้ว. ส. ยาพิษพึงเข้าไป ศาตราพึงเข้าไป ไฟพึงเข้าไป ใน กายของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มิได้เข้านิโรธ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. บุคคลเข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ หรือ ? ส. ไม่มี. ป. หากว่า นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลเข้าสัญญา- เวทยิตนิโรธไม่พึงทำกาละ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเข้าสัญญาเวท- ยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละ. [๑๖๒๙] ส. บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ ไม่พึงทำกาละ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุ- วิญญาณ ไม่พึงทำกาละ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่มี. ส. หากว่า นิยามอันเป็นเหตุนิยมว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อม ด้วยจักขุวิญญาณไม่พึงทำกาละ ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อม
หน้า 462 ข้อ 1629
ด้วยจักขุวิญญาณ ไม่พึงทำกาละ. สัญญาเวทยิตกถา ที่ ๓ จบ อรรถกถาตติยสัญญาเวทยิตกถา ว่าด้วย สัญญาเวทยิตนิโรธที่ ๓ บัดนี้ ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายราชคิริกะทั้งหลาย ว่า แม้ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติพึงทำกาละได้ โดยถือหลักว่า ชื่อว่าความแน่นอนไม่มีเพราะความที่สัตว์ทั้งหลายมีความตายเป็นธรรมดา ดังเช่นคำว่า ผู้โน้นตาย ผู้โน้นยังไม่ตาย ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อ แสดงถึงเวลาตายและมิใช่เวลาตาย เพราะความที่บุคคลแม้เข้าสมาบัติ ก็มีความตายเป็นธรรมดา คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นว่า ผัสสะอันเกิดในสมัยมีความตายเป็น ที่สุด เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยอาการที่ว่าผัสสะอันเกิดในเวลาที่มีความตาย เป็นธรรมดา ชื่อว่าพึงมีแก่ผู้กระทำกาละโดยอาการนั้นหรือ. ถูกถามว่า บุคคลผู้ไม่มีผัสสะมีการกระทำกาละ เป็นต้น ปรวาที ตอบปฏิเสธโดยหมายเอาสัตว์ที่เหลือ คือนอกจากผู้เข้าสมาบัตินั้น. ถูกถามคำว่า ยาพิษพึงเข้าไป เป็นต้น ก็ตอบปฏิเสธโดยหมาย เอาอานุภาพแห่งสมาบัติ. แต่ตอบรับรองในครั้งที่ ๒ โดยหมายเอาสรีระ ปกติ. ก็ถ้าเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ ชื่อว่าอานุภาพแห่งสมาบัติก็ไม่มี ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงซักปรวาทีว่า มิได้เข้านิโรธหรือ. คำถามว่า บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่พึงทำกาละหรือ เป็นของปรวาที. ในปัญหาของปรวาทีว่า นิยามอันเป็นเหตุกำหนด
หน้า 463 ข้อ 1629
โดยแน่นอนมีอยู่ แต่ชื่อว่า นิยามอย่างนี้ไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า ผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ เป็นต้น ที่สกวาทีกล่าวก็เพื่อแสดงว่า ครั้นเมื่อนิยามเช่นนี้แม้ไม่มีอยู่ สัตว์ก็ต้อง ตายตามเวลาเท่านั้น ย่อมไม่ตายโดยมิใช่เวลา ดังนี้. ในปัญหานั้น มีคำอธิบายว่า ถ้าว่า การทำกาละพึงมีเพราะความ ไม่มีนิยามไซร้ การทำกาละนั้นก็จะพึงมีแม้แก่ผู้พรั่งพร้อมด้วยจักขุวิญญาณ เพราะสัตว์ย่อมไม่ตายย่อมไม่เกิดด้วยวิญญาณ ๕ ดังนี้ เพราะฉะนั้น ความผิดพลาดในพระสูตรพึงมี เหมือนการทำกาละย่อมไม่มีแก่ผู้พรั่งพร้อม ด้วยจักขุวิญญาณ ฉันใด การทำกาละก็ย่อมไม่มีแม้แก่ผู้เข้านิโรธสมาบัติ ฉันนั้น ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาตติยสัญญาเวทยิตนิโรธ จบ
หน้า 464 ข้อ 1630, 1631
อสัญญสัตตูปิกากถา [๑๖๓๐] สกวาที สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นเหตุให้เข้าถึงภพ แห่งอสัญญสัตว์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. กุศลมูลคืออโลภะ กุศลมูลคืออโทสะ กุศลมูลคือ อโมหะ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิต- นิโรธมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กุศลมูลคืออโลภะ กุศลมูลคืออโทสะ ฯลฯ ปัญญาของ บุคคลผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กุศลมูลคืออโลภะ กุศลมูลคืออโทสะ กุศลมูล คือ โมหะ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของบุคคลผู้เข้าสัญญาเวท- ยิตนิโรธไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้ เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์. [๑๖๓๑] ส. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้เข้าถึงภพ แห่งอสัญญสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้า สัญญาเวทยิตนิโรธ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ของบุคคลผู้เข้า
หน้า 465 ข้อ 1632, 1633
สัญญาเวทยิตนิโรธ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ไม่มีผัสสะก็มีการเจริญมรรคได้ ฯลฯ บุคคล ผู้ไม่มีจิตก็มีการเจริญมรรคได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้มีผัสสะมีการเจริญมรรคได้ ฯลฯ บุคคลผู้มี จิตมีการเจริญมรรคได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลผู้มีผัสสะมีการเจริญมรรคได้ ฯลฯ บุคคลผู้มีจิตมีการเจริญมรรคได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธ- สมาบัติเป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์. [๑๖๓๒] ส. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่ง อสัญญสัตว์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ ชน เหล่านั้นทั้งหมดเป็นผู้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๓๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นเหตุ ให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. แม้ในนิโรธสมาบัตินี้ ผู้เข้าก็ไม่มีสัญญา แม้ในภพ แห่งอสัญญสัตว์นั้น ผู้เข้าถึงก็ไม่มีสัญญา มิใช่หรือ ?
หน้า 466 ข้อ 1633
ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า แม้ในนิโรธสมาบัตินี้ ผู้เข้าก็ไม่มีสัญญา แม้ ในแห่งอสัญญสัตว์นั้นผู้เข้าถึงก็ไม่มีสัญญา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ เป็นเหตุให้เข้าถึงภพแห่งอสัญญสัตว์. อสัญญสัตตูปิกากถา จบ อรรถกถาอสัญญสัตตูปิกากถา ว่าด้วย สมาบัติที่ให้เข้าถึงภพอสัญญสัตว์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสมาบัติที่ให้เข้าถึงภพอสัญญสัตว์. ในเรื่องนั้น ภาวนาที่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งสัญญาวิราคะ เป็นอสัญญาสมาบัติบ้าง เป็นนิโรธสมาบัติบ้าง ชื่อว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติ. เพราะฉะนั้น สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติจึงมี ๒ คือ เป็นโลกิยะ และโลกุตตระ. บรรดา สมาบัติเหล่านั้น สมาบัติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงอสัญญสัตว์ของปุถุชนเป็น โลกิยะ ที่เป็นของพระอริยะทั้งหลายเป็นโลกุตตระ แต่สมาบัติที่เป็นของ พระอริยะนั้นย่อมไม่เป็นสมาบัติที่เป็นเหตุให้เข้าถึงความเป็นอสัญญสัตว์ ก็ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายเหตุวาททั้งหลาย ว่า สัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัติเป็นสมาบัติที่ให้เข้าถึงความเป็นอสัญญสัตว์ โดยไม่แปลกกัน เพราะไม่ทำวิภาคอย่างนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วง ด้วยอำนาจแห่งกุสลมูล คืออโลภะ เป็นต้น ว่ามีอยู่แก่ผู้เข้าอสัญญสมาบัติ แต่ไม่มีแก่ผู้เข้านิโรธสมาบัติ จึงกล่าวคำว่า อตฺถิ กุสลมูล...มีอยู่หรือ เป็นต้น.
หน้า 467 ข้อ 1633
ในปัญหาว่า แม้ในนิโรธสมาบัตินี้ผู้เข้าก็ไม่มีสัญญา ได้แก่ ความเป็นผู้ไม่มีสัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว เพราะการ เข้าสมาบัติในธรรมวินัยนี้ด้วยอำนาจแห่งสัญญาวิราคะ. คำว่า แม้ใน ภพแห่งอสัญญสัตว์นั้น ก็ตรัสด้วยความเป็นอสัญญสัตว์นั่นแหละ เพราะ ฉะนั้น ปรวาทีผู้ถือเอาปฏิญญานี้แล้วจึงให้ลัทธิตั้งไว้ แต่ก็ตั้งไว้โดย อุบายลวง. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ความเป็นผู้ไม่มีสัญญาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตหมายเอานิโรธสมาบัติในพระธรรมวินัยนี้ คำว่า แม้ในภพ อสัญญสัตว์นั้น ได้แก่นิโรธสมาบัติของพระอนาคามีผู้เคลื่อนจากโลกนี้ ทีเดียว แม้เพราะเหตุนั้น ลัทธิที่ปรวาทีปฏิญญาตั้งไว้นี้ย่อมไม่ตั้งอยู่ได้ เลย ดังนี้แล. อรรถกถาอสัญญสัตตูปิกากถา จบ
หน้า 468 ข้อ 1634, 1635
กัมมูปจยกถา [๑๖๓๔] สกวาที กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรม ก็ เป็นอย่างหนึ่ง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งผัสสะก็เป็น อย่างหนึ่ง เวทนาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งเวทนาก็เป็นอย่างหนึ่ง สัญญาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งสัญญาก็เป็นอย่างหนึ่ง เจตนาเป็น อย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งเจตนาก็เป็นอย่างหนึ่ง จิตเป็นอย่างหนึ่ง ความ สั่งสมแห่งจิตก็เป็นอย่างหนึ่ง ศรัทธาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งศรัทธา ก็เป็นอย่างหนึ่ง วิริยะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งวิริยะก็เป็นอย่างหนึ่ง สติเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งสติก็เป็นอย่างหนึ่ง สมาธิเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งสมาธิก็เป็นอย่างหนึ่ง ปัญญาเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสม แห่งปัญญาก็เป็นอย่างหนึ่ง ราคะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งราคะก็ เป็นอย่างหนึ่ง ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งอโนตตัปปะ ก็เป็นอย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๓๕] ส. กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็น อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับกรรม หรือ ?
หน้า 469 ข้อ 1635
ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเป็นกุศล เกิดพร้อมกับกรรม ที่เป็นกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นกุศล เกิดพร้อมกับกรรม ที่เป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิด พร้อมกับกรรมที่สัมปุตด้วยสุขเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา ฯลฯ ที่ สัมปยุตด้วยอทุกขเวทนา เกิดพร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นอกุศล เกิดพร้อมกับ กรรมที่เป็นอกุศล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่เป็นอกุศล เกิดพร้อมกับ กรรมที่เป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 470 ข้อ 1636, 1637
ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา เกิด พร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยสุขเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมที่สัมปยุตด้วยทุกขเวทนา ฯลฯ ที่สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา เกิดพร้อมกับกรรมที่สัมปยุตด้วยอทุกขม- สุขเวทนา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๓๖] ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต และกรรมที่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเกิดพร้อมกับจิต และความสั่งสม แห่งกรรมมีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่ความสั่งสม แห่งกรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่กรรมไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๓๗] ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต และเมื่อจิตดับ กรรมก็ทำลาย ไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรม เกิดพร้อมกับจิต และเมื่อจิตดับ การสั่งสมแห่งกรรม ก็ทำลายไป หรือ ?
หน้า 471 ข้อ 1638
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๓๘] ส. ความสั่งสมแห่งกรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่เมื่อจิตดับ ความสั่งสมแห่งกรรมไม่ทำลายไป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมเกิดพร้อมกับจิต แต่เมื่อจิตดับ กรรมไม่ทำลาย ไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันนั้น ความสั่งสมแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกรรมมี การสั่งสมแห่งกรรมก็มี และวิบากก็เกิด จากความสั่งสมแห่งกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมอันนั้น ความสั่งสมแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี และวิบากก็ เกิดจากความสั่งสมแห่งกรรม ทั้งวิบากก็มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความสั่งสมแห่งกรรม มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 472 ข้อ 1638
ส. ความสั่งสมแห่งกรรม ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิบาก ไม่มีอารมณ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็น อย่างหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนปุณณะ บุคคล บางคนในโลกนี้ สร้างสมกายสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความ เบียดเบียนบ้าง สร้างสมวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขาร ที่มีความเบียดเบียน บ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง บุคคลนั้น ครั้นสร้างสมกายสังขารที่มี ความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง สร้างสมวจีสังขาร ฯลฯ มโนสังขารที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้างแล้ว ย่อม เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ผัสสะ ทั้งหลาย ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง ย่อมถูกต้อง บุคคลผู้เข้าถึงโลกที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง บุคคลนั้นเป็นผู้อันผัสสะทั้งหลาย ที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความ เบียดเบียนบ้าง ถูกต้องแล้ว ย่อมเสวยเวทนาที่มีความเบียดเบียนบ้าง ที่ไม่มีความเบียดเบียนบ้าง มีสุขและทุกข์ เกลือกกลั้วดังที่มีมนุษย์ เทวดา บางจำพวก และวินิปาติกะบางจำพวกเป็นอยู่ ดูก่อนปุณณะ ความเข้าถึง แห่งสัตว์น้อยใหญ่เป็นอย่างนี้แล เขาทำกรรมใด ย่อมเข้าถึงด้วยกรรมนั้น ผัสสะทั้งหลายย่อมถูกต้องบุคคลผู้เข้าถึงแล้วนี้ ดูก่อนปุณณะ เรากล่าวว่า
หน้า 473 ข้อ 1638
สัตว์ทั้งหลายเป็นผู้รับมรดกแห่งกรรม แม้ด้วยประการฉะนี้๑ ดังนี้ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่ง ความสั่งสมแห่งกรรมก็เป็นอย่างหนึ่ง. กัมมูปจยกถา จบ วรรคที่ ๑๕ จบ ตติยปัณณาสก์ จบ อรรถกถากัมมูปจยกถา ว่าด้วย ความสั่งสมกรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความสั่งสมกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มี ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ชื่อว่า ความสั่งสมกรรม เป็นอย่างหนึ่งนอกจากกรรม ทั้งเป็นจิตตวิปปยุต เป็นอัพยากตะ เป็น อนารัมมณะ. คำถามของสกวาทีว่า กรรมเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น โดย หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที เพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ความสั่งสมกรรมนอกไปจากกรรมไซร้ ความสั่งสมผัสสะเป็นต้นก็จะพึงมีนอกจากผัสสะเป็นต้น ดังนี้ จึงกล่าว คำว่า ผัสสะเป็นอย่างหนึ่ง เป็นต้น. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความ ไม่มีในลัทธิ. ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรมเกิดพร้อมกับกรรม ๑. ม.ม. ๑๓/๘๘.
หน้า 474 ข้อ 1638
หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาการไม่ประกอบกับจิต แต่ตอบรับรอง หมายเอาการสัมปยุตกับจิต. ในปัญหาว่า ความสั่งสมแห่งกรรม...เป็น กุศลหรือ ก็ตอบปฏิเสธหมายเอาวิปปยุต และตอบรับรองหมายเอา สัมปยุต แม้ในปัญหาทั้งหลายว่า ความสั่งสมกรรม ... เป็นอกุศล ข้างหน้า ก็นัยนี้. ถูกถามว่า ความสั่งสมกรรม...มีอารมณ์หรือ ปรวาทีปรารถนา ความไม่มีอารมณ์โดยส่วนเดียวเท่านั้น ฉะนั้นจึงตอบปฏิเสธ. คำว่า เมื่อจิตดับ ความว่า เมื่อจิตกำลังดับในกาลใด กรรมก็กำลังแตกดับใน กาลนั้น อนึ่ง คำว่า จิตนี้ท่านประกอบปฐมาวิภัติแต่ลงในอรรถแห่ง สัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า ครั้นเมื่อจิตกำลังแตกดับ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบพระบาลีนี้เท่านั้น ว่า.- ความสั่งสมกรรมที่สัมปยุตกับจิตย่อมแตกดับ ที่วิปปยุตย่อมไม่ แตกดับ ในปัญหานั้น เพราะฉะนั้น ปรวาทีจึงตอบรับรองด้วย ปฏิเสธ ด้วย. คำว่า เมื่อกรรมมี ความสั่งสมแห่งกรรมก็มี ความว่า ครั้นเมื่อ กรรมมีอยู่ ความสั่งสมกรรมก็มีอยู่ อีกอย่างหนึ่ง ความสั่งสมกรรมตั้งอยู่ เฉพาะในกรรม วิบากย่อมเกิดเพราะความสั่งสมกรรมนั่นแหละ. ลัทธิ ของปรวาทีว่า ก็ครั้นเมื่อกรรมนั้นดับแล้ว ความสั่งสมกรรมย่อมตั้งอยู่ จนถึงการเกิดขึ้นแห่งวิบาก ดุจพืชย่อมตั้งอยู่เพราะการเกิดขึ้นแห่งหน่อ ของพืช เพราะฉะนั้น จึงตอบรับรอง. คำว่า กรรมอันนั้น ความสั่งสม กรรมก็อันนั้นแหละ วิบากแห่งกรรมก็อันนั้นแหละ ความว่า ลัทธิของ ปรวาทีนั้นว่า ความสั่งสมกรรมมีอยู่ในกรรม ความสั่งสมกรรมนั้นย่อม ตั้งอยู่เพียงใดแต่การเกิดขึ้นแห่งวิบาก เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึง ถามถึงธรรมแม้ทั้ง ๓ เหล่านั้นว่าเป็นสภาพเดียวกันหรือ. สกวาทีย่อม
หน้า 475 ข้อ 1638
ถามเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า แม้วิปากธัมมธรรม คือธรรมที่เป็นเหตุให้วิบาก เกิดขึ้น เป็นธรรมเนื่องด้วยอารมณ์นั่นเทียว เหมือนวิบากในบทว่า ทั้ง วิบากก็มีอารมณ์หรือ. ส่วนปรวาทีตอบรับรองข้อหนึ่ง ปฏิเสธข้อหนึ่ง ด้วยสามารถแห่งลัทธิ. แม้ในปฏิโลมปัญหาก็นัยนี้เหมือนกัน. คำที่เหลือ ในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล. อรรถกถากัมมูปจยกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ปัจจยตากถา ๒. อัญญมัญญปัจจยกถา ๓. อัทธากถา ๔. ขณลยมุหุตตกถา ๕. อาสวกถา ๖. ชรามรณกถา ๗. สัญญาเวทยิตกถา ๘. ทุติยสัญญาเวทยิตกถา ๙. ตติยสัญญาเวทยิตกถา ๑๐. อสัญญสัตตู- ปิกกถา ๑๑. กัมมูปจยกถา วรรคที่ ๑๕ จบ
หน้า 476 ข้อ 1639, 1640
วรรคที่ ๑๖ นิคคหกาถา [๑๖๓๙] สกวาที บุคคลอื่น ข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นข่มได้ว่า จิตของบุคคลอื่นอย่ากำหนัด อย่า ประทุษร้าย อย่าหลง อย่าเศร้าหมอง ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นข่มได้ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นข่มได้ว่า เวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ สัญญา ที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ เจตนาที่เกิดขึ้นแล้ว จิตที่เกิดขึ้นแล้ว ศรัทธาที่เกิดแล้ว วิริยะที่เกิดขึ้นแล้ว สติที่เกิดขึ้นแล้ว สมาธิที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ปัญญาที่เกิด ขึ้นแล้วแก่บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๐] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นละราคะ ละโทสะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะ เพื่อ ประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ?
หน้า 477 ข้อ 1641, 1642, 1643, 1644
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๑] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นเจริญมรรค เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญ โพชฌงค์ เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๒] ส. บุคคลอื่นย่อมข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ยังมรรคให้เกิดเพื่อประโยชน์ แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๓] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแก่บุคคลอื่น สุขและทุกข์คนอื่น ทำให้ คนหนึ่งทำอีกคนหนึ่งเสวยผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๔] ส. บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลทำบาปด้วย ตนเอง ย่อมเศร้าหมองด้วยตนเทียว ไม่ทำบาปด้วยตน ย่อมหมดจดด้วย ตนเทียว ความหมดจด ความไม่หมดจดเป็นของเฉพาะตน คนอื่นจะยัง
หน้า 478 ข้อ 1645
คนอื่นให้หมดจดไม่ได้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นข่มจิตเพื่อบุคคล อื่นได้ดังนี้. [๑๖๔๕] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่งเป็นผู้มีความ ชำนาญมีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่งเป็น มีความชำนาญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลอื่นข่มจิต ของบุคคลอื่นได้. นิคคหกถา จบ อรรถกถานิคคหกถา ว่าด้วย การข่ม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการข่ม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า ผู้ใดมีกำลัง มีอำนาจในโลก ถ้าว่า เขาไม่พึงอาจเพื่อข่มจิตของผู้อื่นได้ไซร้ ความมีกำลัง หรือความมีอำนาจ จะมีประโยชน์อะไรแก่ชนเหล่านั้น ก็เพราะความเป็นผู้มีกำลังและมีอำนาจ ๑. ขุ.ธ. ๒๕/๒๒.
หน้า 479 ข้อ 1645
บุคคลเหล่านั้น จึงข่มจิตของบุคคลเหล่าอื่นได้ ดังนี้ คำถามของสกวาที ว่า บุคคลอื่นข่มจิตของบุคคลอื่น เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า ข่ม ได้แก่ การห้ามจิตมิให้ตกไปสู่สังกิเลส. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลี นั่นแล. อรรถกถานิคคหกถา จบ
หน้า 480 ข้อ 1646, 1647, 1648, 1649
ปัคคหกถา [๑๖๔๖] สกวาที บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นประคองได้ว่า จิตของบุคคลอื่นอย่ากำหนัด อย่าประทุษร้าย อย่าหลง อย่าเศร้าหมอง ดังนี้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๗] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นยังกุศลมูลคืออโลภะให้เกิด ยังกุศลมูลคือ อโทสะให้เกิด ยังกุศลมูลคืออโมหะให้เกิด ยังศรัทธาให้เกิด ยังวิริยะให้ เกิด ยังสติให้เกิด ยังสมาธิให้เกิด ยังปัญญาให้เกิด แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๘] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นประคองไว้ได้ว่า ผัสสะที่เกิดขึ้นแล้วแก่ บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นประคองไว้ได้ว่า เวทนาที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ปัญญาที่เกิดขึ้นแล้ว แก่บุคคลอื่น อย่าดับไปเลย ดังนี้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๔๙] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 481 ข้อ 1650, 1651, 1652
ส. บุคคลอื่นละราคะ ละโทสะ ละโมหะ ฯลฯ ละอโนตตัปปะ เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๕๐] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นเจริญมรรค เจริญสติปัฏฐาน ฯลฯ เจริญ โพชฌงค์ เพื่อประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๕๑] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่น ได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นกำหนดรู้ทุกข์ ฯลฯ ยังมรรคให้เกิดเพื่อ ประโยชน์แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๕๒] ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแก่บุคคลอื่น สุขและทุกข์คนอื่น ทำให้ คนหนึ่งทำคนหนึ่งเสวยผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลทำบาปด้วย ตน ฯลฯ คนอื่นยังคนอื่นให้หมดจดไม่ได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ?
หน้า 482 ข้อ 1653
ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้นก็พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นประคองจิต ของบุคคลอื่นได้. [๑๖๕๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นประคองจิตของบุคคลได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่งเป็นผู้มีความ ชำนาญมีอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ชนผู้บรรลุความเป็นผู้มีกำลังมีอยู่ ชนซึ่ง เป็นผู้มีความชำนาญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่าน จึงต้องกล่าวว่าบุคคลอื่น ประคองจิตของบุคคลอื่นได้. ปัคคหกถา จบ อรรถกถาปัคคหกถา แม้ในกถาว่าด้วย การประคองจิต ก็นัยนี้นั่นแหละ
หน้า 483 ข้อ 1654
สุขานุปปทานกถา [๑๖๕๔] สกวาที บุคคลอื่นส่งความสุขให้บุคคลอื่นได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นส่งความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นไม่ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นส่งความสุขของตนให้แก่บุคคลอื่นหรือ ส่ง ความสุขของคนอื่น ๆ หรือ ส่งความสุขของบุคคลผู้รับนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลอื่นส่งความสุขของตนให้แก่บุคคลอื่นก็ไม่ใช่ ส่งความสุขของคนอื่น ๆ ก็ไม่ใช่ ส่งความสุขของบุคคลผู้รับนั้นก็ไม่ใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลอื่นส่งความสุขของตนให้บุคคลอื่นก็ ไม่ใช่ ส่งความสุขของคนอื่น ๆ ก็ไม่ใช่ ส่งความสุขของบุคคลผู้รับนั้นก็ ไม่ใช่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นได้.
หน้า 484 ข้อ 1655, 1656
[๑๖๕๕] ส. บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคลอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลอื่นเป็นผู้ทำแก่บุคคลอื่น สุขและทุกข์คนอื่นทำ ให้คนหนึ่งทำ อีกคนหนึ่งเสวยผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๕๖] ส. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่คนอื่นได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระอุทายีได้กล่าวคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทรงขจัดทุกขธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทรงประทานสุขธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ พระผู้มี- พระภาคเจ้าของเรา ทรงขจัดอกุศลธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทรงประทานกุศลธรรม ทั้งหลายแก่ชนเป็น อันมากหนอ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น บุคคลอื่นก็ส่งความสุขแก่บุคคลอื่นได้ น่ะสิ. สุขานุปปทานกถา จบ ๑. ม.ม. ๑๓/๑๗๖.
หน้า 485 ข้อ 1656
อรรถกถาสุขานุปปทานกถา ว่าด้วย การส่งความสุข บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการส่งความสุข. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายเหตุวาทว่า บุคคลอื่นส่งความสุขให้แก่บุคคล อื่นได้ เพราะอาศัยพระสูตรที่พระอุทายีเถระกล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทรงประทานสุขธรรมทั้งหลายแก่ชนเป็นอันมากหนอ เป็นต้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ถูกสกวาทีถามว่า บุคคลอื่นส่งความทุกข์ให้แก่บุคคลอื่นได้หรือ ปรวาที เมื่อไม่เห็นบทพระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. ในปัญหาว่า บุคคลอื่น ส่งความสุขของตน เป็นต้น ความว่า ปรวาทีย่อมตอบปฏิเสธ ด้วยถ้อยคำ ว่า ใคร ๆ ไม่อาจมอบความสุขของตนหรือของผู้อื่นให้แก่ใคร ๆ ได้ ก็ ชื่อว่าการส่งความสุขในที่นี้จะพึงมีได้อย่างไร. ส่วนในปัญหาว่า บุคคล อื่นส่งความสุขของตนให้แก่บุคคลอื่น ก็ไม่ใช่ เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรอง ตามลัทธิว่า ขึ้นชื่อว่าการส่งความสุขเช่นนี้ไม่อาจมีได้. คำว่า ก็ไม่ต้อง กล่าว สกวาทีกล่าวแล้วเพราะไม่มีความสุขเช่นนั้น. พระบาลีว่า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าของเราทรงประทานสุขธรรมทั้งหลายให้ เป็นต้น ย่อม แสดงซึ่งความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นปัจจัยเพื่อให้เกิดความสุข แก่ชนทั้งหลาย ไม่ใช่แสดงการส่งความสุขให้แก่ชนทั้งหลายเหมือนการ ให้พัสดุต่าง ๆ มีอาหารเป็นต้น เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้าง ดังที่ยกมานั้น ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาสุขานุปปทานกถา จบ
หน้า 486 ข้อ 1657
อธิคคัยหมนสิการกถา [๑๖๕๗] สกวาที มนสิการรวบยอดได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า จิต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นว่า จิต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จิตนั้นเป็นอารมณ์ของจิตนั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น ฯลฯ ด้วยเวทนานั้น ฯลฯ ด้วยสัญญานั้น ฯลฯ ด้วยเจตนานั้น ฯลฯ ด้วยจิตนั้น ฯลฯ ด้วยวิตกนั้น ฯลฯ ด้วยวิจารนั้น ฯลฯ ด้วยปีตินั้น ฯลฯ ด้วยสติ ฯลฯ รู้ชัดปัญญานั้น ด้วยปัญญานั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคต ว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ ?
หน้า 487 ข้อ 1657
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคต ว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบัน ว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีต ว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการปัจจุบัน ว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีต ว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคต ว่า อนาคตดังนี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอดีตว่า อดีต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการอนาคต ว่าอนาคต ดังนี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 488 ข้อ 1657
ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ ปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ ปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบันดังนี้ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ มนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 489 ข้อ 1657
ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบันดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นการประชุมแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ มนสิการอนาคตว่า อนาคต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กำลังมนสิการปัจจุบันว่า ปัจจุบัน ดังนี้อยู่ ก็มนสิการ
หน้า 490 ข้อ 1658
อดีตว่า อดีต ดังนี้ได้ มนสิการอนาคตได้ อนาคต ดังนี้ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. เป็นการประชุมกันแห่งผัสสะ ๓ ฯลฯ แห่งจิต ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๕๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่ามนสิการรวบยอดได้ หรือ? ส. ถูกแล้ว ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า เมื่อใดเห็นด้วย ปัญญาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่เป็นทาง แห่งวิสุทธิ เมื่อใด เห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่ทางแห่งวิสุทธิ เมื่อใดเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ นี่ทางแห่งวิสุทธิ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. ถ้าอย่างนั้นก็มนสิการรวบยอดได้น่ะสิ. อธิคคัยหมนสิการกถา จบ อรรถกถาอธิคคัยหมนสิการกถา ว่าด้วย มนสิการรวบยอด บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมนสิการรวบยอด คือ การรวบรวมสังขารมา พิจารณา. ในเรื่องนั้น มนสิการ มี ๒ คือ นยโตมนสิการ และ อารัมมณโต- ๑. ขุ.ธ. ๒๕/๓๐.
หน้า 491 ข้อ 1658
มนสิการ. ในมนสิการ ๒ นั้น เมื่อบุคคลเห็นแม้สังขารอันหนึ่งโดยความ เป็นของไม่เที่ยงแล้ว เขาย่อมเป็นผู้ชื่อว่ามนสิการในสังขารทั้งหลายที่เหลือ ว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ชื่อว่า นยโตมนสิการ ก็เมื่อผู้ใดมนสิการ สังขารทั้งหลายอันเป็นอดีต เขาย่อมไม่อาจเพื่อมนสิการสังขารทั้งหลาย อันเป็นอนาคตได้ เพราะมนสิการสังขารอย่างใดอย่างหนึ่งในสังขารที่ เป็นอดีตเป็นต้น จึงชื่อว่า อารัมมณโตมนสิการ. บรรดามนสิการเหล่านั้น เมื่อบุคคลมนสิการในปัจจุบัน ย่อมมนสิการสังขารทั้งหลายด้วยจิตใด แต่จิตนั้นย่อมไม่อาจเพื่อมนสิการในปัจจุบันขณะได้. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะ ทั้งหลายว่า บุคคลชื่อว่ามนสิการสังขารทั้งหลาย โดยการยึดถือเอา รวบยอด คือรวบรวมแล้วจึงมนสิการสังขารทั้งปวงโดยเป็นอันเดียวกัน ดังนี้ เพราะอาศัยคำว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นต้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงโดยความที่บุคคลย่อมมนสิการสังขาร ทั้งปวงเหล่านั้น โดยมนสิการรวมกันด้วยจิตใจ พึงมนสิการซึ่งจิตนั้นด้วย มนสิการนั้นหรือ ? จึงกล่าวคำว่า รู้ชัดซึ่งจิตนั้นด้วยจิตนั้นได้หรือ เป็นต้น. คำตอบปฏิเสธโดยหมายเอาว่า ใคร ๆ ไม่อาจเพื่อรู้เพราะ กระทำให้เป็นอารมณ์. แต่ตอบรับรองโดยหมายเอาว่า จิตแม้นั้น ย่อมรู้ นั่นแหละเพราะความที่จิตเป็นธรรมชาติรู้ว่า จิตมีลักษณะอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง ปรวาทีย่อมตอบปฏิเสธด้วยคำว่า จิตนั้นนั่นแหละ ไม่เป็นอารมณ์ของจิตนั้น แต่ย่อมตอบรับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิที่เกิด ขึ้นแล้ว เพราะอาศัยพระบาลีว่า เมื่อใดย่อมเห็นด้วยปัญญาว่า สังขาร
หน้า 492 ข้อ 1658
ทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นต้น. แม้อีก ๒ ปัญหาที่เหลือก็นัยนี้. ส่วนในคำ ทั้งหลายว่า ถูกต้องผัสสะนั้นด้วยผัสสะนั้น เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่เห็น พระสูตรเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ในปัญหาทั้งหลาย มีอดีตกาลเป็นต้น บัณฑิตพึงทราบการปฏิเสธ และคำตอบรับรองโดยนัย ที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง. คำที่เหลือพึงทราบตามบาลีนั่นแหละ. พระบาลี ว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เป็นต้น ท่านกล่าวไว้โดยหมายถึง การเห็นโดยนัย มิใช่การเห็นโดยอารมณ์ในขณะเดียวกัน เพราะฉะนั้น คำนั้น จึงมิใช่ข้ออ้างที่ยกมาพิสูจน์ว่า เป็นการมนสิการโดยอารมณ์ ดังนี้. อรรถกถาอธิคคัยหมนสิการกถา จบ
หน้า 493 ข้อ 1659, 1660
รูปังเหตูติกา [๑๖๕๙] สกวาที รูปเป็นเหตุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นเหตุ คือ อโลภะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นเหตุ คือ อโทสะ ฯลฯ เป็นเหตุ คือ อโมหะ เป็น เหตุ คือ โลภะ เป็นเหตุ คือ โทสะ เป็นเหตุ คือ โมหะ หรือ ? ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นเหตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นเหตุ. [๑๖๖๐] ป. อโลภะเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น มีอยู่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
หน้า 494 ข้อ 1661
ความตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโทสะเป็นเหตุ อโมหะเป็นเหตุ โลภะเป็นเหตุ โทสะ เป็นเหตุ โมหะเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งโมหะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจแห่งรูป นั้นมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๖๑] ส. รูปเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโลภะเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโทสะเป็นเหตุ อโมหะเป็นเหตุ โลภะเป็นเหตุ โทสะ เป็นเหตุ โมหะเป็นเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจแห่งโมหะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 495 ข้อ 1662
[๑๖๖๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นเหตุ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มหาภูตรูปทั้งหลาย เป็นเหตุ โดยเป็นที่อาศัยแห่ง อุปาทายรูปทั้งหลาย มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า มหาภูตเป็นเหตุโดยเป็นที่อาศัยแห่งอุปาทายรูป ทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นเหตุ. รูปังเหตูติกถา จบ อรรถกถารูปัง เหตูติกถา ว่าด้วย รูปเป็นเหตุ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นเหตุ. ในเรื่องนั้น คำว่า เหตุ ได้แก่ เหตุที่เป็นชื่อของเหตุมีกุสลมูลเป็นต้นบ้าง ที่เป็นชื่อของปัจจัยอย่างใด อย่างหนึ่งบ้าง. ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะ ทั้งหลายว่า รูปเป็นเหตุโดยไม่แปลกกันเลย โดยอาศัยพระบาลีว่า มหาภูตรูป ๔ เป็นเหตุของอุปาทารูป ดังนี้ เพราะไม่แยกเนื้อความอย่างนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า เป็นเหตุคือโลภะ ความว่า สกวาทีย่อมถามว่า รูปเป็นอโลภเหตุ หรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ. แม้ในปัญหาที่เหลือก็นัยนี้. ในคำว่า มหาภูตรูปทั้งหลายเป็นเหตุโดยเป็นที่อาศัยแห่งอุปาทารูป ทั้งหลาย นี้ ท่านกล่าวถึงความเป็นเหตุเพราะอรรถว่าเป็นปัจจัย มิได้ กล่าวความเป็นเหตุเพราะอรรถว่าเป็นมูล เพราะฉะนั้น พระบาลีนั้น จึง มิใช่ข้อพิสูจน์รับรองในปัญหาข้อนี้ ดังนี้แล. อรรถกถารูปังเหตูติกถา จบ
หน้า 496 ข้อ 1663, 1664, 1665
รูปังสเหตุกันติกถา [๑๖๖๓ ] สกวาที รูปเป็นธรรมที่มีเหตุหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ โดยเหตุคืออโลภะหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ โดยเหตุคืออโทสะ ฯลฯ โดยเหตุ คืออโมหะ ฯลฯ โดยเหตุคือโลภะ ฯลฯ โดยเหตุคือโทสะ ฯลฯ โดยเหตุคือ โมหะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๖๔] ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง รูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้นไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีเหตุ. [๑๖๖๕] ส. อโลภะเป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 497 ข้อ 1666
ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโทสะเป็นธรรมมีเหตุ ฯลฯ อโมหะ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา โลภะ โทสะ โมหะ มานะ ทิฏฐิ วิจิกิจฉา ถีนะ อุทธัจจะ อหิริกะ อโนตตัปปะ เป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโนตตัปปะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๖๖] ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ นึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโลภะเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นธรรมมีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ นึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโทสะเป็นธรรมมีเหตุ ฯลฯ อโนตตัปปะเป็นธรรม มีเหตุ แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโนตตัปปะ
หน้า 498 ข้อ 1667
นั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๖๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีเหตุหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นธรรมมีปัจจัย มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า รูปเป็นธรรมมีปัจจัย ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า รูปเป็นธรรมมีเหตุ. รูปังสเหตุกันติกถา จบ อรรถกถารูปังสเหตุกันติกถา ในการพรรณนากถาว่า รูปเป็นธรรมมีเหตุ บัณฑิตพึงทราบเนื้อ ความโดยนัยนี้นั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถารูปังสเหตุกันติกถา จบ
หน้า 499 ข้อ 1668, 1669, 1670
รูปังกุสลากุสลันติกถา [๑๖๖๘] สกวาที รูปเป็นกุศล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นกุศล. [๑๖๖๙] ส. อโลภะเป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโทสะเป็นกุศล ฯลฯ อโมหะเป็นกุศล ฯลฯ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งปัญญานั้นมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๗๐] ส. รูปเป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก
หน้า 500 ข้อ 1671, 1672
ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโลภะเป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้นไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโทสะเป็นกุศล ฯลฯ ปัญญาเป็นกุศล แต่เป็นธรรม ไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งปัญญานั้นไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๗๑] ส. รูปเป็นอกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้นไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปเป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นอกุศล ฯลฯ [๑๖๗๒] ส. โลภะเป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ
หน้า 501 ข้อ 1673
ความตั้งใจแห่งโลภะนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โทสะ โมหะ มานะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นอกุศลเป็น ธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโนตตัปปะนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นอกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๗๓] ส. รูปเป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โลภะเป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งโลภะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นอกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โทสะ โมหะ มานะ ฯลฯ อโนตตัปปะ เป็นอกุศล แต่ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโนตตัปปะนั้น
หน้า 502 ข้อ 1674
ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้างหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า กายกรรม วจีกรรม เป็นกุคลบ้าง เป็นอกุศล บ้าง ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปเป็นกุศลบ้าง เป็นอกุศลบ้าง. รูปังกุสลากุสลันติกถา จบ อรรถกถารูปังกุสลากุสลันติกถา ว่าด้วย รูปเป็นกุศลและอกุศล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นกุศลและอกุศล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายมหิสาสกะและสมิติยะทั้งหลายว่า กายวิญญัติ และวจีวิญญัติรูป กล่าวคือกายกรรมและวจีกรรมว่าเป็นกุศลบ้างเป็น อกุศลบ้าง โดยหมายเอาพระบาลีว่า กายกรรม วจีกรรม เป็นกุศลก็มี เป็นอกุศลก็มี ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า รูปเป็นกุศลหรือ เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงว่า ผิว่า รูปเป็นกุศลไซร้ รูปนั้นก็จะพึงเป็นสภาพต่าง ๆ เช่นนี้ จึงกล่าวคำว่า รูปเป็นธรรมมีอารมณ์ เป็นต้น แม้ในปัญหาว่าด้วย อกุศล ข้างหน้าก็นัยนี้. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถารูปังกุสลากุสลันติกถา จบ
หน้า 503 ข้อ 1675, 1676
รูปังวิปาโกติกถา [๑๖๗๕] สกวาที รูปเป็นวิบากหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา เป็นที่ตั้งแห่งอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยสุขเวทนา สัมปยุตด้วยทุกข- เวทนา สัมปยุตด้วยอทุกขมสุขเวทนา สัมปยุตด้วยผัสสะ ฯลฯ สัมปยุต ด้วยจิต เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกข- เวทนา ฯลฯ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งรูปนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งทุกขเวทนา ฯลฯ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งรูปนั้นไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นวิบาก. [๑๖๗๖] ส. ผัสสะเป็นวิบาก ผัสสะเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็น ที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ฯลฯ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ แห่งผัสสะนั้น มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นวิบาก รูปเป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา เป็นที่ตั้ง แห่งทุกขเวทนา ฯลฯ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่ง
หน้า 504 ข้อ 1677, 1678
รูปนั้นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๗๗] ส. รูปเป็นวิบาก แต่รูปไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่ เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ฯลฯ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความ ตั้งใจแห่งรูปนั้นไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผัสสะเป็นวิบาก แต่ผัสสะไม่เป็นที่ตั้งแห่งสุขเวทนา ไม่เป็นที่ตั้งแห่งทุกขเวทนา ฯลฯ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งผัสสะนั้น ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นวิบากหรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ธรรมคือจิตและเจตสิก ที่บังเกิดขึ้นเพราะความที่ บุคคลได้ทำกรรมไว้ เป็นวิบาก มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ธรรมคือจิตและเจตสิก ที่บังเกิดขึ้นเพราะ บุคคลได้ทำกรรมไว้ เป็นวิบาก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปที่ บังเกิดขึ้นเพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมไว้เป็นวิบาก. รูปังวิปาโกติกถา จบ
หน้า 505 ข้อ 1678
อรรถกถารูปัง วิปาโกติกถา ว่าด้วย รูปเป็นวิบาก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นวิบาก. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธินิกายอันธกะและสมิติยะทั้งหลายว่า รูปใดที่เกิดขึ้นเพราะ ทำกรรมไว้ แม้รูปนั้นก็เป็นวิบาก ดุจจิตและเจตสิกที่เกิดขึ้นเพราะทำ กรรมไว้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า รูปเป็นที่ตั้งแห่งสุข- เวทนา เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า รูปเป็นวิบากไซร้ รูปนั้นก็พึงเป็น สภาพต่าง ๆ เช่นที่กล่าวนี้. คำที่เหลือในทีนี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแล. อรรถกถารูปังวิปาโกติกถา จบ
หน้า 506 ข้อ 1679, 1680
รูปัง รูปาวจรรูปาวจรันติกถา [๑๖๗๙] สกวาที รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวงหา อุปบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์อัน เดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุบัติ กับจิต เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวง หาอุปบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นสหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ ก็หามิได้ กับจิต ดวงแสวงหาอุบัติ ก็หามิได้ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หา มิได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็น ธรรมแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็น ธรรมสหรคต ฯลฯ มีอารมณ์อันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่. [๑๖๘๐] ส. รูปเป็นอรูปาวจรมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 507 ข้อ 1681
ส. รูปเป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็นธรรมแสวงหา อุบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐิธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดขึ้นด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็น อันเดียวกันกับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหาอุบัติ กับจิต เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวง หาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต ฯลฯ มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็น ธรรมแสวงหาอุบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็น ธรรมสหรคต ฯลฯ มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็น อรูปาวจรมีอยู่. [๑๖๘๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นรูปาวจรมีอยู่ รูปเป็นอรูปาวจร มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปที่บังเกิด เพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วน กามาวจรไว้เป็นกามาวจร มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 508 ข้อ 1681
ป. หากว่า รูปที่บังเกิด เพราะความที่บุคคลได้ทำกรรม ส่วนกามาวจรไว้เป็นกามาวจร ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า รูปที่ เกิดขึ้นเพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วนรูปาวจรไว้ เป็นรูปาวจร รูปที่บังเกิดเพราะความที่บุคคลได้ทำกรรมส่วนอรูปาวจรไว้เป็นอรูปาวจร. รูปัง รูปาวจรารูปาวจรันติกถา จบ อรรถกถารูปัง รูปาวจรารูปาวจรันติกถา ว่าด้วย รูปเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปเป็นรูปาวจร และอรูปาวจร. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า รูปใดเกิดขึ้น เพราะทำกรรมอันส่วนกามาวจร รูปนั้นเป็นกามาวจร เหตุใด เพราะเหตุนั้น รูปใดที่เกิดขึ้นแม้เพราะทำกรรมอันเป็นส่วนรูปาวจรและ อรูปาวจร รูปนั้นก็พึงเป็นรูปาวจรและอรูปาวจร ดังนี้ คำถามของ สกวาทีว่า รูปเป็นทั้งรูปาวจรและอรูปาวจรอยู่หรือ โดยหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีนัยตามที่กล่าว ในหนหลังนั่นแหละ. อรรถกถารูปัง รูปาวจรารูปาวจรันติกถา จบ
หน้า 509 ข้อ 1682, 1683
รูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา [๑๖๘๒] สกวาที ความกำหนัดในรูปนับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในรูป เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็น ธรรมแสวงหาอุบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหา อุบัติ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความกำหนัดในรูป ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต ฯลฯ มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความกำหนัดในรูป ไม่เป็นธรรมแสวงหา สมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต ฯลฯ มีวัตถุเป็นอันเดียวกันมีอารมณ์ เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า ความกำหนัดในรูปนับเนื่องในรูปธาตุ. [๑๖๘๓] ส. ความกำหนัดในรูปนับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในเสียงนับเนื่องในสัททธาตุ หรือ ?
หน้า 510 ข้อ 1684, 1685
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความกำหนัดในรูปนับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในกลิ่น ฯลฯ ความกำหนัดในรส ฯลฯ ความกำหนัดในโผฏฐัพพะ นับเนื่องในทิฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๘๔] ส. ความกำหนัดในรูป ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องใน สัททธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในรูป ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอยางนั้น ฯลฯ ส. ความกำหนัดในกลิ่น ฯลฯ ความกำหนัดในรส ฯลฯ ความกำหนัดในโผฏฐัพพะ ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในรูป ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในรูปธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๘๕] ส. ความกำหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในอรูป ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ?
หน้า 511 ข้อ 1686
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความกําหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในอรูป เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ เป็น ธรรมแสวงหาอุบัติ เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม สหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวงแสวงหาสมาบัติ กับจิตดวงแสวงหา อุบัติ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความกำหนัดในอรูป ไม่เป็นธรรมแสวงหาสมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงหาอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม เป็นธรรมสหรคต ฯลฯ มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน ฯลฯ กับจิตเครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความกำหนัดในรูป ไม่เป็นธรรมแสวงหา สมาบัติ ไม่เป็นธรรมแสวงอุบัติ ไม่เป็นธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม จะเป็นธรรมสหรคต เกิดร่วม ระคน สัมปยุต เกิดด้วยกัน ดับด้วยกัน มีวัตถุเป็นอันเดียวกัน มีอารมณ์เป็นอันเดียวกัน กับจิตดวง แสวงหาสมาบัติ ก็หามิได้ กับจิตดวงแสวงหาอุปบัติ ก็หามิได้ กับจิต เครื่องอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ก็หามิได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความกำหนัด ในรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ. [๑๖๘๖] ส. ความกำหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ?
หน้า 512 ข้อ 1687, 1688
ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในเสียงนับเนื่องในสัททธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความกำหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในกลิ่น ฯลฯ ความกำหนัดในรส ฯลฯ ความกำหนัดในโผฏฐัพพะ นับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกลาวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๘๗] ส. ความกำหนัดในเสียง ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องใน สัททธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในอรูป ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในอรูป- ธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความกำหนัดในกลิ่น ฯลฯ ความกำหนัดในรูป ฯลฯ ความกำหนัดในโผฏฐัพพะ ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในโผฏฐัพพธาตุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความกำหนัดในอรูป ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในอรูป- ธาตุ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๘๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่าความกำหนัดในรูปนับเนื่องในรูปธาตุ ความกำหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ หรือ ?
หน้า 513 ข้อ 1688
ส. ถูกแล้ว. ป. ความกำหนัดในกาม นับเนื่องในกามธาตุ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ความกำหนัดในกาม นับเนื่องในกามธาตุ ด้วยเหตุนั้นท่านจึงต้องกล่าวว่า ความกำหนัดในรูป นับเนื่องในรูปธาตุ ความกำหนัดในอรูปนับเนื่องในอรูปธาตุ. รูปราโค รูปธาตุปริยาปันโน อรูปธาตุปริยาปันโนติกถา จบ อรรถกถารูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา ว่าด้วย รูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุเป็นต้น บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องรูปราคะนับเนื่องในรูปธาตุ อรูปราคะนับเนื่อง ในอรูปธาตุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะ ทั้งหลายว่า กามราคะ ความยินดีในกาม นับเนื่องในกามธาตุ เหตุใด เพราะเหตุนั้น แม้รูปราคะทั้งหลาย คือความยินดีในรูป ก็พึงนับเนื่อง ในรูปธาตุและอรูปธาตุ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงทราบโดยนัยที่กล่าวในหนหลัง นั่นแหละ. ด้วยว่า ในปัญหานี้ บัณฑิตพึงทราบบทที่ต่างกันว่า รูปราคะ ย่อมนอนเนื่องในรูปธาตุ และอรูปราคะย่อมนอนเนื่องในอรูปธาตุอย่าง เดียว. ก็ลัทธินั้นมีอยู่ก็นิกายอันธกะทั้งหลายด้วย แก่นิกายสมิติยะ ทั้งหลายด้วย แต่ปัญหานี้เป็นของนิกายอันธกะทั้งหลายเท่านั้น. อรรถกถารูปราโค รูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา จบ
หน้า 514 ข้อ 1688
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. นิคคหกถา ๒. ปัคคหกถา ๓. สุขานุปปทานกถา ๔. อธิคคัย- หมนสิการกถา ๕. รูปังเหตูติกถา ๖. รูปังเหตุกันติกถา ๗. รูปังกุสลา- กุสลันติกถา ๘. รูปังวิปาโกติกถา ๙. รูปังรูปาวจรารูปาวจรันติกถา ๑๐. รูปราโครูปธาตุปริยาปันโนติอาทิกถา. วรรคที่ ๑๖ จบ
หน้า 515 ข้อ 1689, 1690, 1691
วรรคที่ ๑๗ อัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา [๑๖๘๙] สกวาที พระอรหันต์มีการสะสมบุญ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์มีการสะสมบาป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ไม่มีการสะสมบาป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ไม่มีการสะสมบุญ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๙๐] ส. พระอรหันต์มีการสะสมบุญ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังสร้างสมบุญญาภิสังขาร ยังสร้างสม อาเนญชาภิสังขาร ยังทำกรรมที่เป็นไปเพื่อคติ เพื่อภพ เพื่อความเป็นใหญ่ เพื่อความเป็นอธิบดี เพื่อสมบัติใหญ่ เพื่อบริวารมาก เพื่อความงามในเทพ เพื่อความงามในมนุษย์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๙๑] ส. พระอรหันต์มีการสะสมบุญ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังสะสมอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 516 ข้อ 1692, 1693
ส. พระอรหันต์เลิกสะสมอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์ยังถือมั่น อยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์ชำระล้างอยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์หมักหมม อยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์กำจัดอยู่หรือ ฯลฯ พระอรหันต์อบอวลอยู่หรือ ฯลฯ ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์สั่งสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสั่งสมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้ว ดำรงอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์สั่งสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสั่งสมอยู่ก็ ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มี การสะสมบุญ. [๑๖๙๒] ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่ก็ไม่ใช่ ถือมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่ เป็นผู้ละขาดแล้วดำรงอยู่ ชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ หมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่ เป็นผู้ชำระล้างแล้วดำรงอยู่ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็น ผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มีการ สะสมบุญ. [๑๖๙๓] ป. พระอรหันต์มีมีการสะสมบุญ หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 517 ข้อ 1694
ป. พระอรหันต์พึงให้ทาน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ส. ถ้าพระอรหันต์พึงให้ทาน ก็ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์ ไม่มีการสะสมบุญ. [๑๖๙๔] ป. พระอรหันต์ให้จีวร ฯลฯ พึงให้บิณฑบาต พึงให้ เสนาสนะ พึงให้คิลานปัจจยเภสัชบริขาร พึงให้ของเคี้ยว พึงให้ของ บริโภค พึงให้น้ำดื่ม พึงไหว้พระเจดีย์ พึงยกขึ้นซึ่งมาลา พึงยกขึ้นซึ่ง ของหอม พึงยกขึ้นซึ่งเครื่องลูบไล้ ที่พระเจดีย์ พึงทำประทักษิณพระเจดีย์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์พึงทำประทักษิณพระเจดีย์ ก็ ต้องไม่กล่าวว่าพระอรหันต์ไม่มีการสะสมบุญ. อัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา จบ อรรถกถาอัตถิ อรหโต ปุญญูปจโยติกถา ว่าด้วย พระอรหันต์มีการสะสมบุญ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องพระอรหันต์มีการสะสมบุญ. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า การสะสม บุญของพระอรหันต์มีอยู่ เพราะอาศัยกรรมมีการแจกจ่ายทานและ การไหว้พระเจดีย์เป็นต้น คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงว่า ชื่อว่า พระอรหันต์เป็นผู้มีบุญอันละบาปอันได้แล้ว ถ้าว่า พระอรหันต์พึง
หน้า 518 ข้อ 1694
ทำบุญบ้าง พึงทำบาปบ้างไซร้ ดังนี้ จึงกล่าวคำว่า พระอรหันต์มีการ สะสมบาปหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการทำกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น จึงตอบปฏิเสธ. ในคำว่า พระอรหันต์ยังสร้างสมปุญญาภิสังขาร เป็นต้น ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกรรมอันเป็นเหตุนำไปสู่ภพของพระอรหันต์ ไม่มี. ในคำว่า พระอรหันต์พึงให้ทาน เป็นต้น สกวาทีตอบรับรอง เพราะสภาพความเป็นไปแห่งทานเป็นต้นของพระอรหันต์มีอยู่ด้วยกิริยาจิต แต่ปรวาทีไม่ถือเอาจิตจึงให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ด้วยการแสดงสักว่าเป็น เรื่องของการกระทำ. ถึงอย่างนั้น ลัทธินั้นก็ตั้งอยู่ไม่ได้เพราะตั้งไว้โดย อุบายอันไม่แยบคาย ด้วยประการฉะนี้แล. อรรถกถาอัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา จบ
หน้า 519 ข้อ 1695, 1696
นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา [๑๖๙๕] สกวาที พระอรหันต์ ไม่มีอกาลมรณะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อรหันตฆาตไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรหันตฆาตมีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์มีอกาลมรณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้ที่ปลงชีวิตพระอรหันต์นั้น ปลงในเมื่อมีชีวิตคือ ชีวิต ส่วนที่เหลือยังมีอยู่ หรือว่า ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่. ป. ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือไม่มีอยู่. ส. หากว่า ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีก็ต้อง ไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีกาลมรณะ. ป. ปลงในเมื่อชีวิตคือชีวิตส่วนที่เหลือยังมีอยู่. ส. อรหันตฆาตไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๙๖] ส. พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ยาพิษ ศาสตรา ไฟ ไม่พึงเข้าไปในกายของพระ-
หน้า 520 ข้อ 1697, 1698
อรหันต์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ยาพิษ ศาสตรา ไฟ พึงเข้าไปในกายของพระอรหันต์ ได้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ยาพิษ ศัสตรา ไฟ พึงเข้าไปในกายของ พระอรหันต์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ. [๑๖๙๗] ส. ยาพิษ ศัสตรา ไฟ พึงเข้าไปในกายของพระ- อรหันต์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรหันตฆาตไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๖๙๘] ป. พระอรหันต์มีอกาลมรณะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าวความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนา ที่บุคคลทำแล้ว สะสม แล้วจะสิ้นสุดไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั้นแล จะให้ผลในทิฏฐธรรม เทียว หรือในภพถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น พระอรหันต์ก็ไม่มีอกาลมรณะน่ะสิ. นัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา จบ
หน้า 521 ข้อ 1698
อรรถกถานัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา ว่าด้วย พระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องพระอรหันต์ไม่มีอกาลมรณะ คือการตายใน เวลาอันไม่สมควรของพระอรหันต์ไม่มี. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายราชคิริกะและสมิติยะทั้งหลายว่า ชื่อว่า พระอรหันต์ต้องเสวยกัมมวิบากทั้งปวงแล้วจึงจะปรินิพพาน ดังนี้ เพราะถือเอาเนื้อความแห่งพระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าว ความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาที่บุคคลทำแล้วสะสมแล้วจะสิ้นสุด ไป เพราะมิได้เสวยผล แต่กรรมนั้นจะให้ผลในทิฏฐธรรมเทียว หรือ ในภพที่ถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป ดังนี้ โดยไม่พิจารณา คำถาม ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงว่า ผิว่า อกาลมรณะของพระอรหันต์ไม่มีไซร้ชื่อว่า ผู้ฆ่าพระอรหันต์ก็ไม่พึงมี ดังนี้ จึงกล่าวว่า อรหันตฆาต คือผู้ฆ่า พระอรหันต์ ไม่มีหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความที่อนันตริยกรรม และบุคคลผู้เป็นเช่นนั้นนั่นแหละมีอยู่พร้อม. ในปัญหาว่า ยาพิษ... ไม่ พึงเข้าไปในกาย ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะลัทธิว่า กรรมที่ท่านทำไว้ ในกาลก่อนยังไม่สิ้นไปตราบใดยาพิษก็ไม่ทำอันตรายตราบนั้น ดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ. พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราไม่กล่าว เป็นต้น ที่ปรวาที กล่าวแล้วหมายเนื้อความนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราไม่กล่าว ความที่กรรมอันเป็นไปด้วยสัญเจตนาที่บุคคลทำแล้วสะสมแล้วจะสิ้นสุด ไป เพราะมิได้รับมิได้ประสบมิได้เสวยผล คือหมายความว่า ไม่ทรง
หน้า 522 ข้อ 1698
กล่าวซึ่งความที่กรรมเหล่านั้นเป็นของสิ้นสุดโดยวิถีทั้งหมด ก็แลเมื่อ กรรมที่ให้ผลในทิฏฐธรรมมีอยู่กรรมนั้นนั่นแหละพึงให้ผลในทิฏฐธรรม มิใช่ให้ผลในภพอื่น ๆ เมื่อกรรมทีให้ผลในภพหน้า คือภพที่ ๒ มีอยู่ กรรมนั้นย่อมให้ผลในภพนั้นไม่ให้ผลในภพอื่น เมื่อกรรมที่จะให้ผลในภพ อื่น ๆ มีอยู่ในกาลใด กรรมนั้นได้ให้โอกาสให้ผลในกาลนั้นย่อมให้ผล ด้วย ประการฉะนี้. อีกนัยหนึ่ง ในปริยายอื่นอีกที่มีสภาพอย่างนี้ มีอธิบายว่า ครั้นเมื่อความเป็นไปแห่งสังขาร คือการท่องเที่ยวไป แม้ในที่ทั้งปวง มีอยู่ ประเทศของโลกนั้นย่อมไม่เว้นจากวาระของการให้ผลของกรรม ด้วยประการฉะนี้ บุคคลอยู่ในที่ใด ๆ จึงไม่พ้นจากบาปกรรม ครั้น เมื่อความเป็นเช่นนี้มีอยู่ กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ยังเหลืออยู่แม้อย่างหนึ่ง ยังไม่มีโอกาสให้ผลในกาลก่อน พระอรหันต์ก็พึงเสวยผลแห่งกรรมนั้น เพราะฉะนั้น ว่าโดยกาลเหมาะสมแล้ว การตั้งลัทธิว่า พระอรหันต์ไม่มี อกาลมรณะ ดังนี้ ที่ปรวาทีทำแล้ว จึงชื่อว่าทำไว้ไม่ดี ด้วยประการ ฉะนี้แล. อรรถกถานัตถิ อรหโต อกาลมัจจูติกถา จบ
หน้า 523 ข้อ 1699
สัพพมิทัง กัมมโตติกถา [๑๖๙๙] สกวาที สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. แม้กรรมก็เป็นเพราะกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งทั้งปวงเป็นเพราะกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะเหตุที่ทำไว้ในกาลก่อน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะวิบากแห่งกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะวิบากแห่งกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลพึงฆ่าสัตว์ เพราะวิบากแห่งกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปาณาติบาตมีผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิบากแห่งกรรมมีผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิบากแห่งกรรมไม่มีผล หรือ ?
หน้า 524 ข้อ 1700
ป. ถูกแล้ว. ส. ปาณาติบาตไม่มีผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลพึงลักทรัพย์ ฯลฯ พึงกล่าวเท็จ พึงกล่าวคำ ส่อเสียด พึงกล่าวคำหยาบ พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดช่องย่องเบา พึงปล้นใหญ่ พึงปล้นเฉพาะหลังคาเรือน พึงดักที่ทางเปลี่ยว พึงผิดเมียท่าน พึงฆ่า ชาวบ้าน พึงฆ่าชาวนิคม เพราะกรรมวิบาก หรือ ? พึงให้ทาน พึงให้จีวร พึงให้บิณฑบาต พึงให้เสนาสนะ พึงให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร เพราะกรรมวิบาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คิลานปัจจยเภสัชชบริขารมีผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมวิบากมีผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมวิบากไม่มีผล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คิลานปัจจยเภสัชชบริขารไม่มีผล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๐๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า โลกเป็นไปเพราะ กรรม หมู่สัตว์เป็นไปเพราะกรรม สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นเครื่องกระชับ
หน้า 525 ข้อ 1700
เหมือนลิ่มสลักแห่งรถ ที่แล่นไปอยู่ ฉะนั้น๑ บุคคลได้เกียรติ ความ สรรเสริญ เพราะกรรม และได้ความเสื่อม การถูกฆ่า การถูกจองจำก็ เพราะกรรม บุคคลรู้ชัดซึ่งกรรมนั้นว่า เป็นเครื่องทำให้ต่างกันฉะนี้แล้ว ไฉนจะพึงกล่าวว่า กรรมไม่มีในโลกเล่า ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น สิ่งทั้งปวงนี้ ก็เป็นเพราะกรรม น่ะสิ. สัพพมิทัง กัมมโตติกถา จบ อรรถกถาสัพพมิทัง กัมมโตติกถา ว่าด้วย สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะกรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสิ่งทั้งปวงนี้เป็น คือเกิด เพราะกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายราชคิริกะและสิทธัตถิกะทั้งหลาย ว่า สิ่งทั้งปวงนี้กล่าวคือ กัมมวัฏฏะ กิเลสวัฏฏะ วิปากวัฏฏะเกิดมา เพราะกรรมเทียว เพราะอาศัยพระสูตรว่า โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า สิ่งทั้งปวง เป็นต้นหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะท้วงด้วยคำว่า ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ แม้กรรมก็ย่อมเกิดแต่กรรม ดังนี้ จึง กล่าวว่า แม้กรรมก็เป็น คือเกิด เพราะกรรมหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธ ด้วยคำว่า ผิว่า แม้กรรมชื่อว่าเกิดแต่กรรมจริงไซร้ กรรมนั้นก็พึงเป็น วิบากเท่านั้น ดังนี้. คำว่า สิ่งทั้งปวงนี้เป็นเพราะเหตุที่ทำไว้ในกาล ๑. ขุ. สุ. ๒๕/๓๘๒.
หน้า 526 ข้อ 1700
ก่อนหรือ สกวาทีถามเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า สิ่งทั้งปวงเกิดแต่กรรม สิ่งนั้น ก็พึงมีเหตุที่ทำไว้แล้วในกาลก่อน. ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวเป็น ลัทธิปุพเพกตเหตุวาทะ. คำว่า เป็นพระวิบากแห่งกรรมหรือ สกวาที ถามเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า สิ่งทั้งปวงย่อมเกิดเพราะกรรม กรรมใดที่เป็นเหตุ แห่งความเป็นไปในอดีตภพ กรรมแม้นั้นก็เกิดจากกรรมในภพก่อน เพราะฉะนั้น กัมมวิบากย่อมสำเร็จ ด้วยเหตุนั้น สิ่งทั้งปวงย่อมปรากฏ เพราะกัมมวิบากตามลัทธิของท่านด้วยเหตุนั้นหรือ ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะหมายเอาความเกิดแต่กรรมของความเป็นไปในปัจจุบันเท่านั้น เหมือนหน่อแห่งพืชย่อมเกิดมาจากพืช. ถูกถามครั้งที่ ๒ ท่านก็ตอบรับรอง เพราะความที่กรรมแม้นั้นเป็นไป เพราะกรรมในก่อนเหมือนหน่อแห่งพืช ย่อมเกิดจากพืชต้นก่อน. คำว่า บุคคลพึงฆ่าสัตว์ เป็นต้น สกวาที กล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า สิ่งทั้งปวงเกิดแต่กัมมวิบากไซร้ บุคคลก็พึงทำ ปาณาติบาตเป็นต้นด้วยกัมมวิบากนั้นนั่นแหละ. ปรวาทีตอบรับรองตาม ลัทธิว่า แม้เจตนาในความเป็นผู้ทุศีลที่เกิดขึ้นในกรรมก่อนก็เป็นวิบาก โดยปริยายหนึ่งทีเดียว. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า ปาณาติบาตมี ผลหรือ เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ปาณาติบาตย่อมสำเร็จจากกัมมวิบากตาม ลัทธิของท่านไซร้ แม้วิบากก็มีผลปรากฏเหมือนปาณาติบาต ดังนี้ ปรวาที เมื่อเห็นซึ่งความที่ปาณาติบาตมีผล เพราะความเป็นผลให้เกิดในนรก เป็นต้น จึงตอบรับรอง. แต่เมื่อไม่เห็นฐานะที่สกวาทีกล่าวว่า สิ่งชื่อนี้ เป็นผลของกัมมวิบาก จึงตอบปฏิเสธ. แม้ใน อทินนาทาน เป็นต้น ก็นัยนี้. คำว่า คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร มีผลหรือ ความว่า สกวาที ย่อมถามว่า ผลแห่งการให้ทานมีอยู่ด้วยสามารถแห่งไทยธรรมหรือ ดังนี้.
หน้า 527 ข้อ 1700
พระสูตรว่า โลกคือสัตว์โลก เป็นไปเพราะกรรม ย่อมแสดงซึ่งความที่ บุคคลนับถือกรรมว่าเป็นของตน ของกัมมวาทีบุคคลว่า กรรมมีอยู่ เพราะปฏิเสธอกัมมวาทีบุคคล ที่กล่าวว่า กรรมไม่มีอยู่ ดังนี้ มิใช่แสดง ซึ่งความที่สิ่งทั้งปวงเกิดขึ้นเพราะกรรมเลย เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้ จึงไม่สำเร็จดังลัทธินั้น ดังนี้แล. อรรถกถาสัพพมิทัง กัมมโตติกถา จบ
หน้า 528 ข้อ 1701, 1702
อินทริยพัทธกถา [๑๗๐๑] ปรวาที สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์ หรือ ? สกวาที ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความ แปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไป เป็นธรรมดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ก็ไม่เที่ยง เป็น สังขตะ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ เท่านั้นเป็นทุกข์. [๑๗๐๒] ส. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อาศัย ปัจจัยเกิดขึ้น ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา แต่มันไม่เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มี
หน้า 529 ข้อ 1703, 1704
ความแปรไปเป็นธรรมดา แต่มันไม่เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มี ความแปรไปเป็นธรรมดา และมันเป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา และมันเป็นทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๐๓] ส. สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งใดที่ไม่เที่ยง สิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่าเป็นทุกข์ สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์. [๑๗๐๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์ ที่เนื่องด้วยอินทรีย์ ฉันใด ก็อยู่ประพฤติพรหมจรรย์ ในพระผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ ฉันนั้นหรือ ?
หน้า 530 ข้อ 1704
ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ทุกข์เนื่องด้วยอินทรีย์ อันพระอริยะกำหนดรู้แล้ว ย่อมไม่เกิดขึ้นอีก ฉันใด ทุกข์ที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ อันพระอริยะกำหนด รู้แล้ว ก็ไม่เกิดขึ้นอีกฉันนั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ก็สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้น เป็นทุกข์ น่ะสิ. อินทริยพัทธกถา จบ อรรถกถาอินทริยพัทธกถา ว่าด้วย สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์. ในปัญหานั้น ทุกข์มี ๒ คือ อินทริยพัทธทุกข์ คือสิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์ และ อนินทริยพัทธทุกข์ คือสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์เป็นทุกข์ ก็อินทริยพัทธะ ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะความเป็นวัตถุแห่งทุกข์ อนินทริยพัทธะชื่อว่าเป็น ทุกข์ เพราะความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ไว้ในคำว่า สิ่งใด ไม่เที่ยงสิ่งนั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะอรรถว่าถูกความเกิดและความดับ บีบคั้น ดังนี้. ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกาย เหตุวาทะทั้งหลายว่า การประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักแห่งพระผู้มี- พระภาคเจ้าเพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันใด ทุกข์อันนั้นเป็นอินทริยพัทธทุกข์นี้ เท่านั้น มิใช่ทุกข์อื่นนอกจากนี้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า สิ่งที่เนื่อง ด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็นทุกข์หรือ เพื่อแสดงซึ่งความที่อนินทริยพัทธะ
หน้า 531 ข้อ 1704
คือสิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ แม้นอกนี้ก็เป็นทุกข์ โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นไม่เที่ยง ดังนี้ เพื่อท้วงด้วยคำว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ เหตุใด เพราะเหตุนั้น อินทริยพัทธทุกข์เท่านั้นพึงเป็นสภาพไม่เที่ยงหรือ ดังนี้. คำว่า สิ่งที่ไม่ เนื่องด้วยอินทรีย์ก็ไม่เที่ยง....มิใช่หรือ อธิบายว่า แม้อนินทริยพัทธะ เช่น แผ่นดิน ภูเขา แผ่นหิน เป็นต้น ก็ไม่เที่ยงมิใช่หรือ. ในปัญหาว่า ไม่พึงกล่าวว่า สิ่งที่เนื่องด้วยอินทรีย์เท่านั้นเป็น ทุกข์หรือ คำตอบรับรองว่า ใช่ เป็นของสกวาที. จริงอยู่ อินทริยพัทธทุกข์ ย่อมเป็นอารมณ์ของทุกขโทมนัสทั้งหลาย. อันที่จริง ไฟในฤดูร้อนก็ดี ลมในฤดูหนาวก็ดีก็เป็นอารมณ์ของทุกข์ ความฉิบหายแห่งโภคะเป็นต้น ก็เป็นอารมณ์ของโทมนัสเสมอไป เพราะฉะนั้น แม้เว้นจากอินทริยพัทธทุกข์ เสียแล้ว ก็พึงกล่าวได้ว่า อนินทริยพัทธะเป็นทุกข์เพราะอรรถว่าเป็น สภาพไม่เที่ยง แต่ไม่ควรกล่าวว่า เป็นทุกขอริยสัจ เพราะความเป็นทุกข์ ไม่เกิดจากกรรมและกิเลสทั้งหลาย และเพราะความที่บุคคลไม่พึงกำหนด รู้ได้ด้วยมรรค. อนึ่ง ความดับสลายไปแห่งหญ้าและต้นไม้เป็นต้น หรือ ความดับสลายไปแห่งพืชที่เกิดตามฤดูกาลเป็นต้นย่อมไม่ชื่อว่าเป็น ทุกขนิโรธอริยสัจ เหตุใด เพราะเหตุนั้น อินทริยพัทธะเท่านั้นเป็นทุกข์ ด้วย เป็นอริยสัจจะด้วย แต่อนินทริยพัทธะนี้เป็นแต่เพียงทุกข์เท่านั้นไม่ เป็นอริยสัจ ดังนั้น สกวาทีเพื่อจะแสดงทุกข์ทั้ง ๒ ที่ต่างกันนี้ จึงตอบ รับรองว่า ใช่ พระบาลีว่า เพื่อกำหนดรู้ทุกข์อันเนื่องด้วยอินทรีย์ เป็นต้น ย่อมแสดงถึงการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยการกำหนดรู้
หน้า 532 ข้อ 1704
อินทริยพัทธทุกข์โดยการทำไม่ให้เกิดขึ้นอีกของผู้ที่กำหนดรู้แล้ว. ด้วย เหตุนั้นนั่นแหละ สกวาทีจึงปฏิเสธในปัญหานั้น. อันที่จริง ใคร ๆ ไม่อาจ เพื่อปฏิเสธความที่อนินทริยพัทธทุกข์ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสงเคราะห์ ไว้ด้วยคำว่า สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นชื่อว่าเป็นทุกข์ ดังนี้ เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์สิ่งที่ไม่เนื่องด้วยอินทรีย์ว่าไม่เป็นทุกข์ ดังนี้แล. อรรถกถาอินทริยพัทธกถา จบ
หน้า 533 ข้อ 1705, 1706
ฐเปตวา อริยมัคคันติกถา [๑๗๐๕] สกวาที เว้นอริยมรรค สังขารที่เหลือเป็นทุกข์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยสัจมี ๓ เท่านั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อริยสัจมี ๓ เท่านั้น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสอริยสัจไว้ ๔ คือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย ทุกขนิโรธ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อริยสัจ มี ๓ เท่านั้น [๑๗๐๖] ส. แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โดยอรรถว่าอย่างไร. ป. โดยอรรถว่า ไม่เที่ยง. ส. อริยมรรคไม่เที่ยง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยมรรคเป็นทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 534 ข้อ 1707
ส. อริยมรรคไม่เที่ยง แต่อริยมรรคนั้นไม่เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุกขสมุทัยไม่เที่ยง แต่ทุกขสมุทัยนั้นไม่เป็นทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุกขสมุทัยไม่เที่ยง และทุกขสมุทัยนั้นเป็นทุกข์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อริยมรรคไม่เที่ยง และอริยมรรคนั้นเป็นทุกข์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๐๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า เว้นอริยมรรค สังขารที่เหลือเป็นทุกข์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. อริยมรรคนั้น เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า อริยมรรคนั้น เป็นทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า เว้นอริยมรรค สังขารที่เหลือเป็นทุกข์. ฐเปตวา อริยมัคคันติกถา จบ อรรถกถาฐเปตวา อริยมัคคันติกถา ว่าด้วย เว้นอริยมรรค บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเว้นอริยมรรค. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธินิกายเหตุวาทะทั้งหลายว่า อริยมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหตุใด เพราะเหตุนั้น ยกเว้น
หน้า 535 ข้อ 1707
อริยมรรคสังขารที่เหลือชื่อว่า เป็นทุกข์ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีกล่าวว่า แม้ทุกขสมุทัยก็เป็นทุกข์หรือ เพื่อท้วงว่า ก็ถ้าว่าครั้นเมื่อความเป็น อย่างนั้นมีอยู่ไซร้ สภาพแม้แห่งสมุทัยก็ต้องเป็นทุกข์. ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาสมุทัยนั้นเป็นเหตุลักขณะ คือ สภาวะเป็นเหตุ เมื่อถูกถามอีก ก็ตอบรับรองหมายเอาสมุทัยนั้นเป็นโลกียธรรมมีความเกิดดับ. ในปัญหา ทั้งหลายว่า อริยสัจมี ๓ เท่านั้นหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะกลัวผิด จากพระสูตร ดังนี้แล. อรรถกถาฐเปตวาอริยมัคคันติกถา จบ
หน้า 536 ข้อ 1708, 1709, 1710
นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา [๑๗๐๘] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของ ต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยม ของโลก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้. [๑๗๐๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่า เป็นผู้ควรของทำบุญ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้. [๑๗๑๐] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คนบางพวกที่ถวายทานแก่พระสงฆ์มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 537 ข้อ 1711, 1712
ส. หากว่า คนบางพวกที่ถวายทานแก่พระสงฆ์มีอยู่ด้วย เหตุนั้นนะท่านจึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้. ส. คนบางคนที่ถวายจีวร ฯลฯ ที่ถวายบิณฑบาต ที่ถวาย เสนาสนะ ที่ถวายคิลานปัจจัยเภสัชชบริขาร ที่ถวายของขบเคี้ยว ที่ถวาย ของบริโภค ฯลฯ ที่ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คนบางพวก ที่ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้. [๑๗๑๑] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า พระสงฆ์ผู้ถึงพร้อม ด้วยสมาธิ ย่อมรับของทำบุญ ดุจไฟรับการบูชา ดุจแผ่นดินรับน้ำฝนจาก มหาเมฆ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น พระสงฆ์ก็รับของทำบุญได้น่ะสิ. [๑๗๑๒] ป. พระสงฆ์รับของทำบุญได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มรรครับได้หรือ ผลรับได้หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา จบ
หน้า 538 ข้อ 1712
อรรถกถานวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญ บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์รับของทำบุญ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเวตุลลกะกล่าวคือมหาปุญญวาที ในขณะนี้ว่า เมื่อว่าโดยปรมัตถ์แล้วพระสงฆ์ก็คือมรรคและผลเท่านั้น ชื่อว่าพระสงฆ์อื่นนอกจากมรรคผลย่อมไม่มี ก็มรรค ละผลจะรับอะไรได้ ฉะนั้น ไม่ควรกล่าวว่าพระสงฆ์รับทักขิณาทาน คือของทำบุญ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า พระสงฆ์เป็น อาหุเนยยบุคคล ผู้ควรของบูชามิใช่หรือ เพื่อท้วงว่า ผิว่า ตามลัทธิของท่าน พระสงฆ์ไม่พึงรับทักขิณาทานไซร้ พระศาสดาก็จะ ไม่พึงยกย่องพระสงฆ์ว่า เป็นผู้ควรแก่บูชา เป็นต้น. ข้อว่า คนบางคนถวายทานแก่พระสงฆ์ สกวาทีกล่าวเพื่อจะท้วง ว่า บุคคลเหล่าใดย่อมถวายทานแก่พระสงฆ์ ครั้นเมื่อผู้รับทานไม่มี บุคคล เหล่านั้นจะพึงถวายทานแก่ใครเล่า ดังนี้. พระสูตรว่า ดุจไฟรับการบูชา ดังนี้ ท่านนำมาจากลัทธิอื่น. ในคำเหล่านั้นคำว่า มหาเมฆ ท่านกล่าว หมายเอาเมฆคือฝน จริงอยู่แผ่นดินย่อมรองรับน้ำฝนมิใช่รองรับเมฆเลย. คำว่า มรรครับ ทักขิณาทาน ได้หรือ ปรวาทีย่อมกล่าวตามลัทธิว่า มรรคและผลเป็นพระสงฆ์ ดังนี้ อันที่จริงมรรคและผลนั้นมิใช่พระสงฆ์ แต่บุคคล ๘ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติแล้วชื่อว่า พระสงฆ์ เพราะ ท่านอาศัยขันธ์ทั้งหลายที่บริสุทธิ์โดยความปรากฏเกิดขึ้นแห่งมรรคและผล เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ใช่ข้อพิสูจน์ว่า มรรคผลเป็นพระสงฆ์ ดังนี้แล. อรรถกถานวัตตัพพังสังโฆทักขิณังปฏิคคันหาตีติกถา จบ
หน้า 539 ข้อ 1713, 1714, 1715
นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา [๑๗๑๓] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ คือให้ผลมาก ได้หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระสงฆ์ เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา ฯลฯ เป็นเนื้อ- นาบุญชั้นเยี่ยมของโลก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยัง ของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้. [๑๗๑๔] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังทักษิณาให้บริสุทธิ์ได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสแห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้. [๑๗๑๕] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 540 ข้อ 1716, 1717
ส. คนบางพวกถวายทานแก่พระสงฆ์แล้ว ชื่นชมบุญ มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คนบางพวกที่ถวายทานแก่พระสงฆ์แล้ว ชื่นชมบุญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญ ให้บริสุทธิ์ได้. [๑๗๑๖] ส. คนบางคนถวายจีวร ฯลฯ ถวายบิณฑบาต ถวาย เสนาสนะ ถวายคิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ถวายของเคี้ยว ถวายของ บริโภค ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์แล้ว ชื่นชมบุญ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คนบางพวกที่ถวายน้ำดื่มแก่พระสงฆ์แล้ว ชื่นชมบุญมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญ ให้บริสุทธิ์ได้. [๑๗๑๗] ป. พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มรรคยังของทำบุญให้บริสุทธิ์หรือ ผลยังของทำบุญ ให้บริสุทธิ์ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ นวัตตัพพัง สังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา จบ
หน้า 541 ข้อ 1717
อรรถกถาวัตตัพพังสังโฆ ทักขิณัง วิโสเธตีติกถา ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่าพระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ไม่พึงกล่าวว่าพระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ คือทำให้มีผลมาก. ในปัญหานั้นชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกาย เวตุลลกะนั้นนั่นแหละว่า มรรคและผลเท่านั้นชื่อว่า พระสงฆ์ ก็มรรค และผลเหล่านั้นย่อมไม่อาจเพื่อทำทักษิณาให้บริสุทธิ์ได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ยังของทำบุญให้บริสุทธิ์ ดังนี้ คำถามของ สกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า เป็นผู้ควรของบูชา เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ถ้าว่า พระสงฆ์ไม่อาจเพื่อให้ทักษิณา คือของทำบุญ บริสุทธิ์ไซร้ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าก็คงไม่กล่าวยกย่องพระสงฆ์นั้นอย่างนี้. คำว่าให้บริสุทธิ์ ได้แก่ ทำให้มีผลมาก จริงอยู่ ทานมีปริมาณน้อยที่เขาถวายแล้วในสงฆ์ ย่อมเป็นทานมีผลมาก ทานที่มีปริมาณมากที่เขาถวายแล้วในสงฆ์ก็ย่อม มีผลมากกว่า. คำว่า เป็นผู้ควรของทำบุญ (ทกฺขิเณยฺย) ได้แก่ ผู้ควร แก่ทักษิณา คือสมควรแก่ทานที่เขาให้ด้วยความเคารพ อธิบายว่า ผู้ สามารถเพื่อทำทักษิณานั้นให้บริสุทธิ์. คำว่า ชื่นชมบุญ คือทักษิณา ได้แก่ ให้บุญ คือทักษิณา นั้นถึงพร้อม อธิบายว่า ย่อมให้บรรลุผลอันใหญ่ ด้วยทักษิณาแม้มีปริมาณน้อย. คำที่เหลือในที่นี้มีนัยตามที่กล่าวแล้วนั่นแล. อรรถกถาวัตตัพพังสังโฆทักขิณังวิโสเธตีติกถา จบ
หน้า 542 ข้อ 1718, 1719, 1720
นวัตตัพพังสังโห ภุญชตีติกถา [๑๗๑๘] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. คนบางพวกที่ทำสังฆภัต อุทเทสภัต ยาคูและปานะ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คนบางพวกที่ทำสังฆภัต อุทเทสภัต ยาคู และ ปานะ มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้. [๑๗๑๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคณะโภชนะ ปรัมปรโภชนะ อติริตตโภชนะ อนติริตตโภชนะ ไว้มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคณะโภชนะ ปรัมปรโภชนะ อติริตตโภชนะ อนติริตตโภชนะไว้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้. [๑๗๒๐] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสปานะ ๘ คือ น้ำมะม่วง น้ำลูกหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำลูกจันทน์
หน้า 543 ข้อ 1721
น้ำเง่าบัว น้ำมะปรางไว้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปานะ ๘ คือ น้ำมะม่วง น้ำลูกหว้า น้ำกล้วยมีเมล็ด น้ำกล้วยไม่มีเมล็ด น้ำมะซาง น้ำลูกจันทน์ น้ำเง่าบัว น้ำมะปรางไว้ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มได้. [๑๗๒๑] ป. พระสงฆ์ ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. มรรค ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้มได้หรือ ผล ฉัน ดื่ม เคี้ยว ลิ้ม ได้หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ นวัตตัพพังสังโฆ ภุญชตีติกถา จบ อรรถกถานวัตตัพพัง สังโฆ ภุญชตีติกถา ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ฉันอาหาร บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ฉันอาหาร. แม้ในปัญหา นั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายเวตุลลกะนั้นนั่นแหละว่า มรรคและผลเท่านั้นชื่อว่า พระสงฆ์ ก็มรรคและผลเหล่านั้นจะบริโภค อะไรได้ เพราะฉะนั้น จึงไม่พึงกล่าวว่า พระสงฆ์ย่อมฉันอาหาร ย่อมดื่ม ย่อมเคี้ยว ย่อมลิ้มรส ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงว่า ผิว่า พระสงฆ์ ไม่พึงฉันอาหารไซร้ การทำสังฆภัตเป็นต้นก็ไม่มีประโยชน์ ดังนี้ จึง
หน้า 544 ข้อ 1721
กล่าวคำเป็นต้นว่า คนบางพวกที่ทำสังฆภัต...มีอยู่มิใช่หรือ. คำว่า คณโภชนะ เป็นต้น คือการฉันอาหารเป็นหมู่ สกวาที กล่าวแล้วเพื่อท้วงว่า ผิว่า พระสงฆ์ไม่พึงฉันอาหารไซร้ การฉันอาหาร เป็นหมู่คณะจะพึงมีแก่ใครเล่า. คำว่า ปานะ ๘ ได้แก่ อัฏฐปานะ นี้สกวาที กล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า พระสงฆ์ไม่ได้ดื่มน้ำปานะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุญาตน้ำปานะ ๘ อย่างเหล่านั้นเพื่อใคร. แม้คำที่เหลือในที่นี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแหละ. อรรถกถานวัตตัพพังสังโฆภุญตีติกถา จบ
หน้า 545 ข้อ 1722, 1723, 1724
นวัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา [๑๗๒๒] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมาก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระสงฆ์เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของ ต้อนรับ ฯลฯ เป็นเนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้อง กล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์ มีผลมาก. [๑๗๒๓] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์ มีผลมาก. [๑๗๒๔] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนโคตมี ท่าน
หน้า 546 ข้อ 1725
จงให้ในพระสงฆ์ เมื่อท่านให้ในพระสงฆ์แล้ว จักได้ชื่อว่า บูชาเราด้วย บูชาพระสงฆ์ด้วย ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ทานที่ถวายแก่สงฆ์ ก็มีผลมากน่ะสิ. [๑๗๒๕] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท้าวสักกะผู้เป็นจอมแห่งเทวดา ได้กราบทูลถาม พระผู้มีพระภาคเจ้าว่าดังนี้ มนุษย์ทั้งหลาย ผู้จะบูชา เป็นผู้แสวงบุญ เมื่อจะทำบุญส่วนวัฏฏคามี ให้ทานในที่ไหน จึงจะมีผลมาก พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสตอบว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในมรรค ๔ จำพวก และผู้ตั้งอยู่ ในผล ๔ จำพวก นี้ชื่อว่าพระสงฆ์ เป็นผู้ตรง ดำรงอยู่ในศีล สมาธิ ปัญญา มนุษย์ทั้งหลาย ผู้จะบูชา เป็นผู้แสวงบุญ เมื่อจะทำบุญส่วน วัฏฏคามีให้ทานในพระสงฆ์นี้ จึงจะมีผลมาก ดังนี้๑ แท้จริง พระสงฆ์นี้ กว้างขวาง ใหญ่โต หาประมาณมิได้ดุจมหาสมุทร ท่านเหล่านี้ เป็นผู้ประเสริฐที่สุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นวีระ แห่งนระ เป็นผู้ทำแสงสว่าง ประกาศธรรมอยู่ ชนเหล่าใดให้ทานอุทิศ สงฆ์ ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ให้ดีแล้ว บูชาดีแล้ว บวงสรวงดีแล้ว ทักษิณา ที่ตั้งไว้แล้วในสงฆ์นั้น มีผลมาก อันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ชน เหล่าใดตามระลึกถึงการบูชาเช่นนี้ เป็นผู้มีความยินดี เที่ยวไปในโลก กำจัดมลทิน คือความตระหนี่พร้อมทั้งรากเง่าเสียแล้ว เป็นผู้อันบัณฑิต ติเตียนไม่ได้เข้าถึงฐานะ คือ สวรรค์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. ม.อุ.๑๔/๗๗.
หน้า 547 ข้อ 1725
ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ทานที่ถวายในพระสงฆ์ก็มีผลมากน่ะสิ. นวัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา จบ อรรถกถานวัตตัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมาก บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มีผลมาก. แม้ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเวตุลลกะนั้นนั่นแหละ ว่า มรรคและผลเท่านั้นชื่อว่าพระสงฆ์ ก็ใคร ๆ ไม่อาจให้อะไร ๆ แก่ มรรคและผลเหล่านั้นได้ ทั้งมรรคและผลเหล่านั้นก็ไม่อาจรับอะไร ๆ ได้ อนึ่ง ความอุปการะอะไร ๆ เพราะการให้แก่มรรคและผลเหล่านั้นก็ย่อม ไม่สมปรารถนา ฉะนั้นจึงไม่ควรกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระสงฆ์มี ผลมาก ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำว่า พระสงฆ์เป็นผู้ควรบูชา อาหุเนยฺโย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ถ้าว่า ทานถวายแก่สงฆ์ไม่พึงมีผล มากไซร้ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงสรรเสริญพระสงฆ์นั้นเช่นนี้. คำที่เหลือพึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถานวัตตัพพังสังฆัสสทินนังมหัปผลันติกถา จบ ๑. สํ.ส. ๑๕/๙๒๓-๔.
หน้า 548 ข้อ 1726, 1727
นวัตตัพพัง พุทธังสส ทินนัง มหัปผลันติกถา [๑๗๒๖] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามี ผลมากหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นยอดแห่งบรรดาทวิบท มี เทวดาและมนุษย์เป็นต้น เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประธาน เป็นผู้อุดม เป็นผู้บวรแห่งบรรดาทวิบท ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีใคร เปรียบ ไม่มีใครเทียบ ไม่มีใครเทียม มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นยอดแห่งบรรดา ทวิบท เป็นผู้ประเสริฐ เป็นประธาน เป็นอุดม เป็นบวรแห่งบรรดา ทวิบท ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เสมอเหมือน ไม่มีใครเปรียบ ไม่มีใครเทียบ ไม่มีใครเทียมด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้า มีผลมาก. [๑๗๒๗] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ใคร ๆ ที่เสมอเหมือนพระพุทธเจ้าโดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา มีอยู่หรือ ? ป. ไม่มี. ส. หากว่า ใคร ๆ ที่เสมอเหมือนพระพุทธเจ้า โดยศีล โดยสมาธิ โดยปัญญา ไม่มี ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ทานที่
หน้า 549 ข้อ 1728
ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก. [๑๗๒๘] ส. ไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแด่พระพุทธเจ้ามีผลมาก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ในโลกนี้ก็ตาม ในโลกอื่นก็ตาม ไม่มีผู้ที่จะประเสริฐกว่า หรือจะทัดเทียมกับพระพุทธเจ้า ผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นยอดแห่งอาหุเนยยบุคคล ของหมู่ชนผู้มีความต้องการ บุญ ผู้แสวงหาผลไพบูลย์ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ทานที่ถวายแก่พระพุทธเจ้าก็มีผลมาก น่ะสิ. นวัตตัพพัง พุทธัสส ทินนังมหัปผลันติกถา จบ อรรถกถานวัตตัพพัง พุทธัสสะ ทินนัง มหัปผลันติกถา ว่าด้วย ไม่พึงกล่าวว่า ท่านที่ถวายพระพุทธเจ้ามีผลมาก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายพระพุทธเจ้ามีผลมาก. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเวตุลลกะนั้นนั่นแหละ ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ย่อมไม่บริโภคอะไร ๆ แต่ย่อม แสดงพระองค์ดุจบริโภคอยู่เพื่อต้องการคล้อยตามชาวโลก เพราะฉะนั้น จึงไม่พึงกล่าวว่า ทานที่ถวายแก่พระพุทธเจ้านั้นมีผลมากเพราะไม่มี อุปการคุณ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำว่า พระพุทธเจ้าเป็นยอดแห่งบรรดาทวิบท คือ
หน้า 550 ข้อ 1728
เลิศกว่าเทวดาและมนุษย์เป็นต้น เป็นอาทิ สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ทานที่ให้แม้ในมนุษย์ผู้ทุศีล ยังมีคุณถึงพันหนึ่ง จะป่วยกล่าวไปใยถึง ทานที่ถวายในบุคคลผู้เลิศเห็นปานนี้เล่า. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบความ พระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถานวัตตัพพังพุทธัสสทินนังมหัปผลันติกถา จบ
หน้า 551 ข้อ 1729, 1730, 1731
ทักขิณาวิสุทธิกถา [๑๗๒๙] สกวาที ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ ได้โดยปฏิคคาหกหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ปฏิคคาหกบางพวก ที่เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควร ของต้อนรับ เป็นผู้ควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็นเนื้อนาบุญ ชั้นเยี่ยมของโลกมีอยู่ มิใช่หรือ ? ป ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปฏิคคาหกบางพวก ที่เป็นผู้ควรของบูชา เป็นผู้ควรของต้อนรับ เป็นควรของทำบุญ เป็นผู้ควรทำอัญชลี เป็น เนื้อนาบุญชั้นเยี่ยมของโลก มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ท่านบริสุทธิ์ได้โดย ทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคคาหก. [๑๗๓๐] ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้ โดยปฏิคคาหก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่าเป็นผู้ควรของทำบุญ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคู่แห่งบุรุษ ๔ บุคคล ๘ ว่า เป็นผู้ควรของทำบุญ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทานบริสุทธิ์ ได้โยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคคาหก. [๑๗๓๑] ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้
หน้า 552 ข้อ 1732
โดยปฏิคคาหก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชนบางพวกให้ทานในพระโสดาบัน แล้วชื่นชมบุญ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ชนบางพวกให้ทานในพระโสดาบันแล้วชื่นชม บุญมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ ได้โดยปฏิคคาหก. ส. ชนบางพวกให้ทานแก่พระสกทาคามี ฯลฯ แก่พระ- อนาคามี ฯลฯ แก่พระอรหันต์ แล้วชื่นชมบุญ มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ชนบางพวกให้ทานแก่พระอรหันต์ แล้วชื่นชม บุญมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ ได้โดยปฏิคคาหก [๑๗๓๒] ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยปฏิคคาหกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ ได้โดยทายกหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้อื่นเป็นผู้ทำแก่ผู้อื่น สุขทุกข์อันคนอื่นทำให้ ผู้หนึ่ง ทำ แต่อีกผู้หนึ่งรับผลหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทานบริสุทธิ์ได้โดยทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดย ปฏิคคาหกหรือ ?
หน้า 553 ข้อ 1732
ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอานนท์ ทักษิณาวิสุทธิมี ๔ อย่าง. ๔ อย่าง เป็นไฉน ? ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทางทายก แต่ไม่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกมีอยู่ ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกแต่ ไม่บริสุทธิ์ทางทายก มีอยู่ ทักษิณาที่ไม่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทาง ปฏิคคาหก มีอยู่ ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกมีอยู่ ก็ทักษิณาที่บริสุทธิ์ทางทายกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกอย่างไร ทายก ในโลกนี้ เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม แต่ปฏิคคาหก เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ทักษิณาบริสุทธิ์ทางทายกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางปฏิคคาหก อย่างนี้แล ก็ ทักษิณาบริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางทายกอย่างไร ทายกใน โลกนี้ เป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม แต่ปฏิคคาหกเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ทักษิณาบริสุทธิ์ทางปฏิคคาหกแต่ไม่บริสุทธิ์ทางทายก อย่างนี้แล ก็ ทักษิณาไม่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างไร ทายกในโลกนี้ เป็นผู้ทุศีล มีบาปธรรม ปฏิคคาหก ก็เป็นผู้ทุศีลมีบาปธรรม ทักษิณา ไม่บริสุทธิ์ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างนี้แล ก็ทักษิณาบริสุทธิ์ ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างไร ทายกในโลกนี้เป็นผู้มีศีลมี กัลยาณธรรม ปฏิคคาหกก็เป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม ทักษิณาบริสุทธิ์ ทั้งทางทายกทั้งทางปฏิคคาหกอย่างนี้แล ดูก่อนอานนท์ ทักษิณาวิสุทธิ มี ๔ อย่าง ฉะนี้แล ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ทานบริสุทธิ์ได้โดย ๑. ม.อุ.๑๔/๗๑๔-๘.
หน้า 554 ข้อ 1732
ทายกฝ่ายเดียว ไม่บริสุทธิ์ได้โดยปฏิคคาหก. ทักขิณาวิสุทธิกถา จบ อรรกถาทักขิณาวิสุทธิกถา ว่าด้วย ทักขิณาวิสุทธิ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องทักขิณา (ทาน) วิสุทธิ คือความบริสุทธิ์แห่ง ทักขิณาคือทาน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกาย อุตตราปถกะทั้งหลายว่า ถ้าว่า ทักขิณาพึงบริสุทธิ์คือพึงมีผลมากเพราะ ปฏิคคาหกไซร้ ทานที่ทายกให้แล้ว ย่อมเป็นวิบากอันสำเร็จแล้วด้วย ปฏิคคาหก ด้วยประการฉะนี้ บุคคลอื่นก็พึงทำบุคคลอื่นได้ คือว่าบุคคล พึงถึงสุขและทุกข์ อันบุคคลอื่นกระทำให้ ผู้ทำคนหนึ่ง ผู้รับผลคนหนึ่ง เพราะฉะนั้น ทานย่อมบริสุทธิ์เพราะทายกเท่านั้นย่อมไม่บริสุทธิ์เพราะ ปฏิคคาหก จิตตวิสุทธิ์ของทายกเหล่านั้นย่อมให้ซึ่งวิบาก ดังนี้ คำถาม ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า ปฏิคคาหกบางพวกที่เป็นผู้ควรบูชา อาหุเนยฺโย เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ถ้าทานไม่พึงบริสุทธิ์เพราะปฏิคคาทกไซร้ ความที่พระอริยบุคคลผู้ควรแก่การบูชาเป็นต้นจะพึงทำประโยชน์อะไร. คำว่า ผู้อื่นเป็นผู้ทำแก่ผู้อื่น อธิบายว่า ถ้าว่า ทานเจตนาของทายกที่ ปฏิคคาหกทำเหมาะสมแล้วไซร้ ก็ทานเจตนาอันบริสุทธิ์ของทายกนั้น ก็ต้องอาศัยวัตถุ กล่าวคือปฏิคคาหกแล้วจึงบริสุทธิ์เพราะอรรถว่ามีผล มาก เพราะฉะนั้น ปัญหานั้นจึงไม่มีการท้วงในคำว่า ทานย่อมบริสุทธิ์ คือมีผลมาก เพราะปฏิคคาหก ด้วยประกการฉะนี้. อรรถกถาทักขิณาวิสุทธิกถา จบ
หน้า 555 ข้อ 1732
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. อัตถิอรหโตปุญญูปจโยติกถา ๒. นัตถิอรหโตอกาลมัจจูติกถา ๓. สัพพมิทังกัมมโตติกถา ๔. อินทริยพัทธกถา ๕. ฐเปตวาอริยมัคคันติกถา ๖. นวัตตัพพังสังโฆ ทักขิณัง ปฏิคคัณหาตีติกถา ๗. นวตตัพพัง สังโฆ ทักขิณวิโสเธตีติกถา ๘. นวัตตัพพัง สังโฆภุญชตีติกถา ๙. นวัตวัพพัง สังฆัสส ทินนัง มหัปผลันติกถา ๑๐. นวัตตัพพัง พุทธัสสทินนัง มหัปผลันติกถา ๑๑. ทักขิณาวิสุทธิกถา. วรรคที่ ๑๗ จบ
หน้า 556 ข้อ 1733, 1734
วรรคที่ ๑๘ มนุสสโลกกถา [๑๗๓๓] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่ แล้วในมนุษยโลก หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบทที่พระพุทธเจ้า เคยประทับอยู่ อันเป็นเจดีย์ มีอยู่มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อาราม วิหาร คาม นิคม นคร รัฐ ชนบท ที่พระพุทธเจ้า เคยประทับอยู่ อันเป็นเจดีย์มีอยู่ ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึง ต้องกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เคยดำรงอยู่ในมนุษยโลก. [๑๗๓๔] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเคยดำรงอยู่ใน มนุษยโลก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูตทีป่าลุมพินี ตรัสรู้ที่ ควงไม้โพธิ ประกาศธรรมจักรที่เมืองพาราณสี ปลงอายุสังขารที่ ปาวาลเจดีย์ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าประสูติที่ป่าลุมพินี ฯลฯ ปรินิพพานที่เมืองกุสินารา ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระผู้มี- พระภาคพุทธเจ้าได้ดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก.
หน้า 557 ข้อ 1735, 1736
[๑๗๓๕] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่แล้ว ในมนุษยโลก หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่งเราพักอยู่ ณ ควงไม้สาละใหญ่ ในสุภควัน ใกล้เมืองอุกกัฏฐะ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราแรกได้ตรัสรู้ พักอยู่ที่ต้นไม้อชปาลนิโครธ ตำบลอุรุเวลา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ เวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน ใกล้นครราชคฤห์ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ เชตวันอารามของอนาถปิณฑิกเศรษฐี ใกล้นครสาวัตถี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมัยหนึ่ง เราพักอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้นครเวสาลี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ได้ดำรงอยู่แล้วใน มนุษยโลก น่ะสิ. [๑๗๓๖] ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่แล้วในมนุษยโลก หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำเนิดในโลก ทรงเจริญใน โลก แต่ทรงเป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ครอบงำโลกเสด็จอยู่ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกำเนิดในโลก ทรง เจริญในโลก แต่ทรงเป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ครอบงำโลกเสด็จอยู่ ก็ ต้องไม่กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ดำรงอยู่แล้ว ในมนุษยโลก. มนุสสโลกกถา จบ
หน้า 558 ข้อ 1736
อรรถกถามนุสสโลกกถา ว่าด้วย มนุสสโลก บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมนุสสโลก. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ดุจลัทธินิกายเวตุลลกะทั้งหลายนั่นแหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง อุบัติในสวรรค์ชั้นดุสิต และอยู่ในดุสิตเทวโลกนั้นนั่นแหละย่อมไม่เสด็จ มาสู่มนุสสโลก แต่ทรงแสดงรูปนิมิตไว้ในมนุสสโลกนี้ เพราะไม่พิจารณา ถือเอาพระสูตรที่กล่าวไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบังเกิดในโลก ทรงเจริญในโลก แต่ทรงเป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ทรงครอบงำโลก เสด็จอยู่ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะให้ปรวาทีนั้นรับด้วยโอกาสที่ถาม และทั้งด้วยการพิสูจน์ด้วย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อาราม วิหาร...มีอยู่ มิใช่หรือ. คำว่า "ทรงบังเกิดในโลก" ปรวาทีกล่าวหมายเอาสวรรค์ชั้นดุสิต. แต่คำนี้พระศาสดาทรงตรัสหมายเอามนุสสโลกนี้เท่านั้น. คำว่า ทรง ครอบงำโลก ปรวาทีกล่าวเพราะความเห็นว่า ทรงครอบงำแล้วซึ่ง มนุสสโลก แต่ในคำนี้พระคาสดาทรงครอบงำโลก คือ อารมณ์. คำว่า เป็นผู้อันโลกไม่แปดเปื้อน ปรวาทีกล่าวหมายเอาความไม่แปดเปื้อน ด้วยมนุสสโลก อันที่จริงพระศาสดาไม่ทรงแปดเปื้อนกิเลสทั้งหลายใน โลกธรรมทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่าพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงอุบัติขึ้นในดุสิตเทวโลกนั้น ดังนี้แล. อรรถกถามนุสสโลกกถา จบ
หน้า 559 ข้อ 1737, 1738
ธัมมเทสนากถา [๑๗๓๗] สกวาที ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแล้ว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อันใครแสดงไว้. ป. อันพระพุทธนฤมิตรแสดงไว้. ส. พระพุทธนฤมิตร เป็นพระชินะเป็นพระศาสดา เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็น พระธัมมสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อันใครแสดงไว้. ป. อันท่านพระอานนท์แสดงไว้. ส. ท่านพระอานนท์ เป็นพระชิน เป็นพระศาสดา เป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระสัพพัญญู เป็นพระสัพพทัสสาวี เป็น พระธัมมสามี เป็นพระธัมมปฏิสรณะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๓๘] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 560 ข้อ 1739
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสารีบุตร เราพึงแสดงธรรมโดยย่อบ้าง โดยพิสดารบ้าง ทั้งโดยย่อและโดยพิสดาร บ้าง พระผู้รู้ทั่วถึง หาได้ยาก ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแล้วน่ะสิ. [๑๗๓๙] ส. ไม่พึงกล่าวว่า พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า "ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราแสดงธรรม เพื่อความรู้ยิ่ง ไม่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง เราแสดงธรรม เป็นไปกับด้วยเหตุ ไม่แสดงไร้เหตุ เราแสดงธรรมเป็นไปกับด้วย ปาฏิหาริย์ ไม่แสดงไร้ปาฏิหาริย์ และโดยที่เราแสดงธรรมเพื่อความรู้ยิ่ง ไม่แสดงเพื่อความไม่รู้ยิ่ง แสดงธรรมมีเหตุ ไม่แสดงธรรมไร้เหตุ แสดงธรรมมีปาฏิหาริย์ ไม่แสดงไร้ปาฏิหาริย์ โอวาทานุศาสนีของเรา จึงควรทำตาม ก็และพวกเธอควรที่จะยินดี ควรที่จะชื่นชม ควรที่จะ โสมนัสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอัน พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว ก็แหละเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไวยากรณพจน์นี้อยู่ หมื่นโลกธาตุได้หวั่นไหว แล้ว ดังนี้๒เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ๑. องฺ ติก. ๒๐/๔๗๒. ๒. องฺ ติก. ๒๐/๕๖๕.
หน้า 561 ข้อ 1739
ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสดงแล้ว น่ะสิ. ธัมมเทสนากถา จบ อรรถกถาธัมมเทสนากถา ว่าด้วย พระธรรมเทศนา บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องพระธรรมเทศนา คือการแสดงธรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเวตุลลกะนั่นแหละว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้า ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดุสิต และทรงส่งรูปนิมิตไปเพื่อ ต้องการแสดงธรรม ทั้งรูปนิมิต และทั้งท่านพระอานนท์รับพระธรรม เทศนาของพระพุทธเจ้าแล้วจึงแสดง มิใช่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้แล้ว ทรงแสดง ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อท้วงด้วยคำว่า ผิว่า รูปนิมิตนั้น แสดงธรรม รูปนิมิตนั้นก็พึงเป็นพระศาสดา ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระพุทธ- นฤมิตเป็นพระชินะ เป็นต้น ปรวาทีเมื่อไม่ยอมรับเช่นนั้น จึงตอบ ปฏิเสธ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้นดังนี้แล. อรรถกถาธัมมเทศนากถา จบ
หน้า 562 ข้อ 1740, 1741, 1742
กรุณากถา [๑๗๔๐] สกวาที กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เมตตาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มุทิตา ฯลฯ อุเบกขา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๔๑] ส. เมตตา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มุทิตา ฯลฯ อุเบกขา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๔๒] ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้ามิใช่ประกอบด้วยพระกรุณา
หน้า 563 ข้อ 1743, 1744
หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพระกรุณา ทรงเกื้อกูลโลก ทรงอนุเคราะห์โลก ทรงประพฤติประโยชน์แก่โลก มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกอบด้วยพระ- กรุณา ทรงเกื้อกูลโลก ทรงอนุเคราะห์โลก ทรงประพฤติประโยชน์แก่ โลก ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มี. [๑๗๔๓] ส. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มี. [๑๗๔๔] ป. กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า มีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีราคะ. หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่มี น่ะสิ. กรุณากถา จบ
หน้า 564 ข้อ 1744
อรรถกถากรุณากถา ว่าด้วย ความกรุณา บัดนี้ ชื่อว่า เรื่องความกรุณา. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า ธรรมดาว่าความกรุณาก็คือ ราคะนั่นแหละ ราคะนั้นย่อมไม่มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะฉะนั้น ความกรุณาของพระพุทธเจ้าไม่มี เพราะเห็นความเป็นไปแห่งธรรมมี ราคะทั้งหลายซึ่งเป็นกรุณาปฏิรูป ด้วยอำนาจแห่งความยินดีอันเป็นพืช แห่งวัตถุทั้งหลายอันน่ารักใคร่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า เมตตา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ความกรุณา นั้นมีชาติเสมอกับธรรมทั้งหลายมีเมตตาเป็นต้น เพราะความเป็นธรรม มิใช่กิเลส เพราะความมีสัตว์เป็นอารมณ์ เพราะความเป็นเจโตวิมุติและ เพราะความเป็นธรรมมีอานิสงส์ ๑๑ ประการ เพราะฉะนั้น ถ้าความ กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่มีไซร้ ธรรมทั้งหลายแม้มีเมตตาเป็นต้น ก็ไม่พึงมีแก่พระพุทธเจ้า ดังนี้. ในปัญหาว่า กรุณาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่มีหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นโวหารเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ. คำที่เหลือ ในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น ดังนี้แล. อรรถกถากรุณากถา จบ
หน้า 565 ข้อ 1745, 1746
คันธชาติกถา [๑๗๔๕] สกวาที อุจจาระปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้า หอม เกินคันธชาติอื่น ๆ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคของหอม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบริโภคข้าวสุกและขนม กุมมาส มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบริโภคข้าวสุกและ ขนมกุมมาส ก็ต้องไม่กล่าวว่า อุจจาระปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้า หอมเกินคันธชาติอื่น ๆ. [๑๗๔๖] ส. อุจจาระปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้า หอมเกิน คันธชาติอื่น ๆ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คนบางพวกที่อาบ ทา เจิม อุจจาระปัสสาวะของ พระผู้มีพระภาคเจ้า เก็บไว้ในลุ้ง๑ บรรจุไว้ในขวด แผ่ขายที่ตลาด กระทำ กิจด้วยของหอม ด้วยกลิ่นนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ คันธชาติกถา จบ ๑. ลุ้ง-ภาชนะสำหรับใส่ของ, ดูนิยามคำในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิต.
หน้า 566 ข้อ 1746
อรรถกถาคันธชาติกถา ว่าด้วย คันธชาติ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องคันธชาติ คือของหอม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกว่า อุจจาระ ปัสสาวะของพระผู้มีพระภาคเจ้ามีกลิ่นหอมยิ่งกว่าคันธชาติอื่น ๆ ด้วย อำนาจความรักในพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่พิจารณา ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละจึงว่า คันธชาติอันหอมยิ่งกว่าอุจจาระปัสสาวะของ พระพุทธเจ้าไม่มี ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้ แล. อรรถกถาคันธชาติกถา จบ
หน้า 567 ข้อ 1747
เอกมัคคกถา [๑๗๔๗] สกวาที สามัญญผล ๔ ทำให้แจ้งได้ด้วยอริยมรรคอัน เดียว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๔ ฯลฯ แห่งปัญญา ๔ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สามัญญผล ๔ ทำให้แจ้งได้ด้วยอริยมรรคอันเดียว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอนาคามิมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยมรรคไหน? ป. ด้วยอรหัตมรรค. ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส ได้ด้วย อรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาสได้ด้วย อรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 568 ข้อ 1747
ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสัญโญชน์ ๓ ว่า โสดาปัตติผล มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละสัญโญชน์ ๓ ว่า โสดาปัตติผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละสักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพต- ปรามาสได้ด้วยอรหัตมรรค. ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วย อรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละกามราคะอย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วย อรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบางแห่งกามราคะ และพยาบาทว่า สกทาคามิผล มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสความเบาบางแห่ง กามราคะและพยาบาทว่า สกทาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกามราคะ อย่างหยาบ พยาบาทอย่างหยาบได้ด้วยอรหัตมรรค. ส. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดได้ ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ละกามราคะอย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดได้
หน้า 569 ข้อ 1748, 1749
ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละกามราคะและพยาบาท โดยไม่มีส่วนเหลือว่า อนาคามิผล มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการละกามราคะ พยาบาทโดยไม่มีส่วนเหลือว่า อนาคามิผล ก็ต้องไม่กล่าวว่า ละกามราคะ อย่างละเอียด พยาบาทอย่างละเอียดได้ด้วยอรหัตมรรค. [๑๗๔๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า สามัญญผล ๔ ทำให้แจ้งได้ด้วยอริย- มรรคอันเดียว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. โสดาปัตติมรรค พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เกิดแล้ว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโสดาบัน หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. สกทาคามิมรรค ฯล อนาคามิมรรค พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงให้เกิดแล้ว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระอนาคามี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๔๙] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำให้แจ้งซึ่งสามัญญผล ๔
หน้า 570 ข้อ 1749
ด้วยอริยมรรคอันเดียว แต่พระสาวกทั้งหลายทำให้แจ้งสามัญญผล ๔ ด้วยอริยมรรค ๔ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระสาวกเห็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้เห็น บรรลุธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้ามิได้บรรลุ ทำให้แจ้งธรรมที่พระผู้มี- พระภาคเจ้ามิได้ทำให้แจ้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เอกมัคคกถา จบ อรรถกถาเอกมัคคกถา ว่าด้วย อริยมรรคอันเดียว บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอริยมรรคอันเดียว. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมี ความเห็นผิดดุจสัทธินิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกเหล่านั้น นั่นแหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโสดาบัน เป็นพระสกทาคามี เป็นพระอนาคามีและทำให้แจ้งซึ่งพระอรหันต์ แล้วก็ทำให้แจ้งซึ่งผล ๔ ด้วยอริยมรรคเดียวเท่านั้น ด้วยอำนาจความรักในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่พิจารณา ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว คำว่า เป็นความประชุมแห่งผัสสะ ๔ เป็นต้นเพื่อท้วงด้วยความสามารถ แห่งธรรมทั้งหลายอย่างละ ๔ มีผัสสะ ๔ เป็นต้นที่เกิดขึ้นกับผลทั้ง ๔ โดยรวมเป็นอันเดียวกัน. คำว่า ด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อถามว่า
หน้า 571 ข้อ 1749
ย่อมทำให้แจ้ง ด้วยมรรคไหน ? ครั้นปรวาทีตอบว่า ด้วยอรหัตมรรค< /B> สกวาทีจึงท้วงด้วยอำนาจภาวะแห่งการละกิเลสทั้งหลายมีสักกายทิฏฐิ เป็นต้น. คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นพระโสดาบันหรือ สกวาทีตอบ ปฏิเสธเพราะว่า พระพุทธเจ้าเป็นเพียงพระโสดาบันย่อมไม่มี. แม้ใน ๒ ปัญหาข้างหน้าก็นัยนี้ คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาเอกมัคคกถา จบ
หน้า 572 ข้อ 1750, 1751
ฌานสังกันติกถา [๑๗๕๐] สกวาที โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เลื่อนสู่ตติยฌาน จากปฐมฌานได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานหนึ่ง จากฌานหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เลื่อนสู่จตุตถฌาน จากทุติยฌานได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๑] ส. เลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้น แห่งปฐมฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้น เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ทุติยฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเคลื่อนทุติยฌาน จากปฐมฌานแล แต่ ไม่พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ปฐมฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ทุติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุติยฌาน เกิดขึ้นได้แก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ?
หน้า 573 ข้อ 1751
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึก ฯลฯ ย่อม เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผูตั้งใจ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ทุติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อน สู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน. ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคล ผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งกามทั้งหลายโดยความเป็นของมีโทษ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุติยฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ทำไว้ในใจซึ่งกาม ทั้งหลาย โดยความเป็นของมีโทษ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปฐมฌาน มีวิตก มีวิจาร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุติยฌานก็มีวิตก มีวิจาร หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ทุติยฌาน จากปฐมฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปฐมฌานอันนั้น ทุติยฌานก็อันนั้นแล หรือ ?
หน้า 574 ข้อ 1752
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๒] ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้น แห่งทุติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ตติยฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌานแล แต่ไม่ พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ทุติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง ตติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแกโยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ตติยฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึง อยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคล เลื่อนสู่ตติยฌาน จากทุติยฌาน. ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ ?
หน้า 575 ข้อ 1753
ป. ถูกแล้ว. ส. ทุติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งวิตก และวิจารโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งวิตก และวิจารโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ทุติยฌาน ยังมีปีติ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตติยฌาน ก็ยังมีปีติ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่ตติยฌานจากทุติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ทุติยฌานอันนั้น ตติยฌานก็อันนั้นแล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๓] ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจ อันใด เพื่อความเกิดขึ้น แห่งตติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่ง จตุตถฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌานแล แต่ไม่
หน้า 576 ข้อ 1753
พึงกล่าวว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งตติยฌาน ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจอันนั้นแล เพื่อความเกิดขึ้นแห่งจตุตถฌานหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ไม่ตั้งใจอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จตุตถฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึงอยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า จตุตถฌานย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้นึกถึง อยู่ ฯลฯ ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้ตั้งใจอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า โยคีบุคคล เลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน. ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตติยฌาน ย่อมเกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งปีติ โดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จตุตถฌาน ก็เกิดขึ้นแก่โยคีบุคคลผู้กระทำไว้ในใจ ซึ่งปีติโดยความเป็นธรรมมีโทษ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ตติยฌาน สหรคตด้วยสุข หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 577 ข้อ 1754
ส. จตุตถฌาน ก็สหรคตด้วยสุข หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โยคีบุคคลเลื่อนสู่จตุตถฌานจากตติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ตติยฌานอันนั้น จตุตถฌานก็อันนั้นแล หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า โยคีบุคคลเลื่อนสู่ฌานอันหนึ่งจาก ฌานอันหนึ่ง หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัดแล้วจากกามเทียว ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น โยคีบุคคลก็เลื่อนสู่ฌานหนึ่งจากฌาน หนึ่ง น่ะสิ. ฌานสังกันติกถา จบ อรรถกถาฌานสังกันติกถา ว่าด้วย การเลื่อนฌาน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการเลื่อนฌาน คือการเปลี่ยนจากฌานหนึ่งไปสู่ ฌานหนึ่ง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจจลัทธินิกายมหิสสาสกะ และนิกายอันธกะบางพวกว่า โยคีบุคคลย่อมเลื่อนจากฌานมาสู่ฌาน
หน้า 578 ข้อ 1754
โดยเว้นจากความเป็นไปแห่งอุปจาระของฌานนั้น ๆ เพราะอาศัยการ แสดงฌานโดยลำดับว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ สงัด แล้วจากกามทั้งหลายเทียว ฯลฯ เข้าถึงปฐมฌานอยู่ เพราะวิตกวิจาร สงบ ฯลฯ เข้าถึงทุติยฌาน ฯลฯ เข้าถึงตติยฌาน ฯลฯ เข้าถึงจตุตถฌาน อยู่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เลื่อนสู่ตติยฌานจากปฐมฌาน เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า บุคคลไม่บรรลุอุปจาระแห่งทุติยฌานย่อม เลื่อนจากปฐมฌานเข้าสู่ทุติยฌานโดยผิดระเบียบไซร้ บุคคลก็พึง เลื่อนจากปฐมฌานเข้าตติยฌาน จากทุติยฌานเข้าแม้จตุตถฌานได้ ดังนี้. คำว่า ความนึก...ความตั้งใจอันใด เพื่อความเกิดขึ้นแห่งปฐมฌาน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่า บุคคลย่อมเข้าทุติยฌานถัดจาก ปฐมฌาน หรือเข้าตติยฌานเป็นต้นซึ่งต่อจากทุติยฌานเป็นต้นได้ไซร้ บุคคลก็พึงเข้าฌานได้ด้วยอาวัชชนจิตเดียว คือหมายความว่า ความนึก ครั้งเดียวเข้าฌานได้ทุกฌาน ได้. คำว่า ผู้กระทำไว้ในใจซึ่งกามทั้งหลาย โดยความเป็นของมีโทษ อธิบายว่า เมื่อพระโยคีมนสิการกามทั้งหลาย โดยความเป็นโทษอยู่ ปฐมฌานย่อมเกิดขึ้นในภายหลัง แต่ในขณะแห่ง ฌาน นิมิตนั้นนั่นแหละย่อมเป็นการกระทำไว้ในใจ. คำว่า ปฐมฌานอันนั้น เป็นต้น สกวาทีย่อมถามเพื่อท้วงด้วย คำว่า ถ้าว่าฌานนั้นนั่นแหละเว้นเบื้องต้นและเบื้องปลายพึงมีได้โดย ลักษณะไซร้ ฌานนั้น ก็พึงเกิดได้ตามลำดับ ดุจชวนจิตดวงสุดท้ายเกิด เพราะอาศัยชวนจิตดวงก่อน. พึงทราบเนื้อความในที่ทั้งปวงโดยอุบายนี้.
หน้า 579 ข้อ 1754
พระสูตรนี้ย่อมแสดงความที่ฌานทั้งหลายที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดง ไว้โดยลำดับด้วยคำว่า สงัดแล้วจากกามทั้งหลายเทียว เป็นต้น มิใช่ แสดงถึงความเกิดขึ้นแห่งฌานอันติดต่อกันไป โดยเว้นมนสิการ เพราะ ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้ออ้างว่าอุปจารฌานไม่มี ดังนี้แล. อรรถกถาฌานสังกันติกถา จบ
หน้า 580 ข้อ 1755, 1756, 1757
ฌานันตริกกถา [๑๗๕๕] สกวาที ฌานคั่นมีอยู่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผัสสะคั่นมีอยู่ หรือ ฯลฯ ปัญญาคั่นมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฌานคั่นมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฌานคั่นมีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๖] ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน ก็ต้องไม่กล่าวว่าฌานคั่นมีอยู่. ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ฌานคั่นไม่ มีในระหว่างตติยฌาน และจตุตถฌาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า ฌานคั่นมีอยู่. [๑๗๕๗] ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ?
หน้า 581 ข้อ 1758, 1759
ป. ถูกแล้ว. ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานสละตติยฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างตติยฌานและจตุตถฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๘] ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างตติยฌานละจตุตถฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฌานคั่นไม่มีในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๕๙] ส. สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมาธิมีวิตกมีวิจารเป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สมาธิที่ไม่มีวิตก มีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารเป็นฌานคั่น หรือ ?
หน้า 582 ข้อ 1760, 1761, 1762
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๖๐] ส. สมาธิที่มีวิตกมีวิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่างอย่างนั้น ฯลฯ ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มีวิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๖๑] ส. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารมีในระหว่างฌานทั้งสอง ที่บังเกิดเป็นแผ่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เมื่อสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌาน ดับไปแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่บังเกิดขึ้น มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า เมื่อสมาธิทีไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นไปอยู่ ปฐมฌาน ปฐมฌานดับไปแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่บังเกิดขึ้น ก็ต้องไม่กล่าวว่า สมาธิ ที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น มีอยู่ในระหว่านฌานทั้งสองที่บังเกิด เป็นแผ่น. [๑๗๖๒] ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารไม่เป็นฌานคั่น หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นปฐมฌาน ฯลฯ เป็น
หน้า 583 ข้อ 1763
ทุติยฌาน ฯลฯ เป็นตติยฌาน ฯลฯ เป็นจตุตถฌาน หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร ก็เป็นฌานคั่น น่ะสิ. [๑๗๖๓] ส. สมาธิไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือ สมาธิที่มีวิตก มีวิจาร, สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร, สมาธิที่ไม่มีวิตกไม่มี วิจาร มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง คือสมาธิที่มีวิตกมีวิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจาร สมาธิที่ไม่มีวิตก ไม่มีวิจาร ก็ต้องไม่กล่าวว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารเป็นฌานคั่น. ฌานันตริกกถา จบ อรรถกถาฌานันตริกกถา ว่าด้วย ฌานคั่น บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องฌานคั่น. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธินิกายสมิติยะและอันธกะทั้งหลายบางพวกว่า ผู้ไม่รู้โอกาส คือ การปรากฏ แห่งสมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารในลัทธิปัญจกนัยที่ พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงจำแนกฌาน ๕ อย่าง สมาธิทั้งสิ้นทรงยกขึ้นแสดงไว้ ๓ อย่าง ข้อนี้ชื่อว่าฌานคั่นในระหว่างฌานที่ ๑ และฌานที่ ๒ ดังนี้
หน้า 584 ข้อ 1763
คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า ผัสสะคั่นมีอยู่หรือ เป็นต้น เพื่อท้วง ด้วยคำว่า ฌานก็ดี เจตสิกธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้นก็ดีมีอยู่ เพราะ ฉะนั้นถ้าว่าฌานคั่นพึงมีไซร้ ผัสสะคั่นเป็นต้นก็ต้องมี ดังนี้. ข้อว่า ฌานคั่นมีอยู่ในระหว่างทุติยฌานและตติยฌาน สกวาที กล่าวเพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ฌานคั่นพึงมีไซร้ ฌานทั้งหลายมีทุติยฌานและ ตติยฌานเป็นต้นนั่นแหละมีอยู่ อันฌานคั่นแห่งฌานเหล่านั้นก็พึงมีด้วย. ปรวาที ตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย เพราะความไม่มีในลัทธิทั้งหมด. ถูกถามว่า ฌานคั่นในระหว่างปฐมฌานและทุติยฌาน ปรวาทีตอบ รับรองด้วยสามารถแห่งลัทธิ. คำว่า วิตกวิจาร เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อท้วงด้วยคำว่า เมื่อความเป็นสมาธิแห่งสมาธิแม้ทั้ง ๓ มีอยู่ สมาธิ ที่ไม่มีวิตกมีแต่เพียงวิจารเท่านั้นเป็นฌานคั่น สมาธินอกจากนี้ไม่ใช่ไซร้ ก็เมื่อเป็นเช่นนี้อะไรเป็นเหตุแปลกกันในที่นี้. คำว่า ในระหว่างฌาน ทั้ง ๒ เกิดคล่องแคล่ว สกวาทีถามหมายถึงปฐมฌานและทุติยฌาน. ปรวาที ตอบรับรองด้วยลัทธิว่า สมาธิที่ไม่มีวิตกมีแต่วิจารในระหว่างแห่งฌาน ทั้ง ๒ เกิดคล่องแคล่วเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นฌานคั่น. ถูกถามว่า ปฐมฌานดับแล้ว ทุติยฌานก็ยังไม่เกิดขึ้น ปรวาที ตอบรับรอง เพราะความเป็นไปในขณะหนึ่งแห่งฌานทั้ง ๓ ไม่ประกอบ กัน. ปรวาทีถามด้วยความสามารถแห่งจตุกกนัยว่า สมาธิไม่มี วิตกมีแต่วิจารเป็นปฐมฌาน ฯลฯ เป็นทุติยฌาน ฯลฯ สกวาทีตอบ ปฏิเสธเพราะความไม่มีแห่งฌานนั้น ในนัยนั้น.
หน้า 585 ข้อ 1763
ในคำนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสมาธิไว้ ๓ อย่าง มิใช่หรือ อธิบายว่า บรรดาสมาธิ ๓ นั้น ๆ สมาธิ ๒ เป็นฌานอย่างเดียวไม่เป็น ฌานคั่นฉันใด อันฌานแม้นี้นั่นแหละก็ไม่พึงเป็นฌานคั่นฉันนั้น ด้วย ประการฉะนี้แล. อรรถกถาฌานันตริกกถา จบ
หน้า 586 ข้อ 1764, 1765
สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา [๑๗๖๔] สกวาที ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้าสมาบัติ เห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ฟังเสียงด้วย โสตะ ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ฯลฯ ลิ้มรสด้วยชิวหา ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะ ด้วยกายได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ผู้เข้าสมาบัติ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้. [๑๗๖๕] ส. สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่ พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สมาธิมีแก่ผู้ที่พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณ ฟังเสียงได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ
หน้า 587 ข้อ 1766
ฟังเสียงได้. ส. สมาธิมีแก่ผู้พร้อมเพรียงด้วยมโนวิญญาณ ผู้ที่ พร้อมเพรียงด้วยโสตวิญญาณฟังเสียงได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๖๖] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติ ฟังเสียงได้ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึกต่อปฐม- ฌาน มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึก ต่อปฐมฌาน ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้. ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึก ต่อปฐมฌาน ฉะนั้นผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิตก วิจารว่า เป็นข้าศึก ต่อทุติยฌาน วิตกวิจารจึงมีอยู่แก่ทุติยฌานนั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเสียงว่า เป็นข้าศึก ต่อปฐมฌาน ฉะนั้นผู้ที่เข้าสมาบัติจึงฟังเสียงได้ หรือ ?
หน้า 588 ข้อ 1766
ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสปีติว่าเป็นข้าศึกต่อตติยฌาน ตรัสลมอัสสาสะปัสสาสะว่าเป็นข้าศึกต่อจตุตถฌาน ตรัสรูปสัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้เข้าอากาสานัญจายตนสมาบัติ ตรัสอากาสานัญจายตน- สัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้ทีเข้าวิญญาณัญจายตนสมาบัติ ตรัสวิญญา- ณัญจายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าอากิญจัญญายตนสมาบัติ ตรัส อากิญจัญญายตนสัญญาว่า เป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าเนวสัญญานาสัญญายตน- สมาบัติ ตรัสสัญญาและเวทนาว่าเป็นข้าศึกต่อผู้ที่เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธ- สมาบัติ สัญญาและเวทนาจึงมีอยู่แก่ผู้เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธสมาบัตินั้น หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สมาปันโน สัททังสุณาตีติกถา จบ อรรถกถาสมาปันโน สัททังสุณาตีติกถา ว่าด้วย ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัส เสียงว่าเป็นหนาม คือเป็นข้าศึก ต่อปฐมฌาน ก็ถ้าว่า ผู้เข้าฌาน ไม่ได้ยินเสียงไซร้ เสียงนั้นจะพึงเป็นหนาม คือเป็นข้าศึก ได้อย่างไร เหตุใด เพราะเหตุนั้น ผู้เข้าฌานย่อมได้ยินเสียง ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที.
หน้า 589 ข้อ 1766
คำว่า ผู้เข้าสมาบัติเห็นรูปด้วยจักษุ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อ ท้วงด้วยคำว่า ตราบใดที่บุคคลยังเข้าฌานอยู่ อารมณ์ทางปัญจทวาร ย่อมไม่มี ก็ครั้นเมื่ออารมณ์ทางปัญจทวารนั้นไม่มี ก็ถ้าเขาพึงได้ยินเสียง ไซร้ เขาก็พึงเห็นแม้ซึ่งรูปได้ ดังนี้. คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เสียงว่าเป็นข้าศึก ท่านกล่าวแล้วเพราะความที่เสียงนั้นกระทำความ รบกวน. จริงอยู่๑ ครั้นเมื่อเสียงอันโอฬารกระทบโสตะแล้ว การออก จากฌานย่อมมีได้ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำนี้ เพราะ ฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่า ผู้เข้าสมาบัติฟังเสียงได้ ดังนี้. คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิตกวิจารว่าเป็นข้าศึกต่อทุติยฌาน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อให้รู้ว่าหนาม คือข้าศึก แม้อื่น ๆ ไม่มีอยู่ใน ภายในแห่งสมาบัติ ฉันใด แม้การฟังซึ่งเสียงเป็นต้นก็ย่อมไม่มีอยู่ใน สมาบัติฉันนั้น. คำทั้งปวงมีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาสมาปันโนสัททังสุณาตีติกถา จบ ๑. คำบาลี โอฬาริเกน หิ สทฺเทน โสเต ฆฏฺฏิเต ปมชฺฌานโต วุฏฺานํ โหติ เตเนตํ วุตฺตํ.
หน้า 590 ข้อ 1767, 1768
จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา [๑๗๖๗] สกวาที บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เห็นรูปด้วยรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เห็นรูปด้วยรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รับรู้ไปด้วยรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รับรู้รูปด้วยรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นมโนวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของจักษุมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของจักษุไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของจักษุไม่มี ก็ ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ. [๑๗๖๘] ส. บุคคลฟังเสียงด้วยโสตะ ฯลฯ สูดกลิ่นด้วยฆานะ ฯลฯ
หน้า 591 ข้อ 1769, 1770
ลิ้มรสด้วยชิวหา หรือ ? [๑๗๖๙] ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถูกต้องรูปด้วยรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถูกต้องรูปด้วยรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รับรู้รูปด้วยรูป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รับรู้รูปด้วยรูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. รูปเป็นมโนวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกาย ไม่มี มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจของกายไม่มี ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า บุคคลถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ฯลฯ [๑๗๗๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ถูกต้อง
หน้า 592 ข้อ 1770
โผฏฐัพพะด้วยกาย หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้พระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด้วยจักษุ ฯลฯ ถูกต้องโผฏฐัพพะด้วยกาย ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็เห็นรูปด้วยจัก ฯลฯ ถูกต้อง โผฏฐัพพะด้วยกาย น่ะสิ. จักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา จบ วรรคที่ ๑๘ จบ อรรถกถาจักขุนา รูปัง ปัสสตีติกถา ว่าด้วย เห็นรูปด้วยจักษุ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเห็นรูปด้วยจักษุ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า จักขุประสาทเท่านั้นย่อม เห็นรูป เพราะอาศัยพระพุทธพจน์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุใน พระธรรมวินัยนี้เห็นรูปด้วยจักษุ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชน เหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เห็นรูปด้วยรูปหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า บุคคลพึงเห็นรูป ด้วยจักษุไซร้ บุคคลก็พึงเห็นรูปด้วยรูป ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมาย เอารูปายตนะ คือมีรูปเป็นอารมณ์ ถูกถามซ้ำอีกก็ตอบรับรองหมายเอา จักขุนั่นแหละ.
หน้า 593 ข้อ 1770
คำว่า เห็น ในคำว่า รับรู้รูป นี้ อธิบายว่า พวกเราย่อมถาม โดยหมายถึงการรู้เฉพาะ มิใช่ถามซึ่งสักว่าการเข้าไปอาศัยจักษุเห็น เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงถามว่า ผู้มีจักษุย่อมเห็นรูปด้วยรูปตามลัทธิ ของท่านหรือ ? ปรวาทีตอบปฏิเสธด้วย ตอบรับรองด้วย โดยนัยก่อน นั่นแหละ. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวว่า รูปเป็นมโนวิญญาณหรือ ดังนี้ เพื่อท้วงด้วยคำว่า ครั้นเมื่อความเป็นเช่นนั้นมีอยู่ รูปก็เป็นมโนวิญญาณ เพราะว่า มโนวิญญาณนั้นชื่อว่าย่อมรับ ดังนี้ ปรวาทีเมื่อไม่ได้เลสนัย คือข้ออ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ จึงตอบปฏิเสธทั้งสิ้น. คำว่า ความนึก...ของ จักษุมีอยู่หรือ เป็นต้น ความว่า สกวาทีย่อมถามเพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า จักษุย่อมเห็นเพราะอรรถว่าการรู้ไซร้ ความนึก คืออาวัชชนะ ของจักษุนั้นก็พึงเป็นดุจอาวัชชนะของจักษุวิญญาณ ดังนี้. ปรวาทีตอบ ปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวเช่นนั้น เพราะว่า จักขวายตนะไม่นับเนื่องด้วย การนึก แต่ว่าย่อมเกิดขึ้นในระหว่างแห่งการนึก. แม้ในคำว่า บุคคล ฟังเสียงด้วยโสตะ เป็นต้น ก็นัยนี้. พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ เห็น รูปด้วยจักษุ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วโดยนัยแห่งสสัมภารกถา คือโดยนัยแห่งถ้อยคำเป็นเครื่องกำหนด. อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า แม้ บุคคลยิงด้วยลูกธนู เขาก็เรียกกันว่า ยิงด้วยธนู ฉันใด บุคคลแม้เมื่อเห็น ด้วยจักขุวิญญาณ เขาก็เรียกว่าเห็นด้วยจักษุ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าเห็นรูปด้วยตา. แม้ในคำที่เหลือทั้งหลาย ก็นัยนี้นั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาจักขุนารูปังปัสสตีติกถา จบ
หน้า 594 ข้อ 1770
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. มนุสโลกกถา ๒. ธัมมเทสนากถา ๓. กรุณากถา ๔. คันธชาติกถา ๕. เอกมัคคกถา ๖. ฌานสังกันติกถา ๗. ฌานันตริกกถา ๘. สมาปันโน สัททัง สุณาตีติกถา ๙. จักขุนารูปัง ปัสสตีติกถา. วรรคที่ ๑๘ จบ
หน้า 595 ข้อ 1771, 1772
วรรคที่ ๑๙ กิเลสชหนกถา [๑๗๗๑] สกวาที บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ยังธรรมที่ดับแล้วให้ดับไป ยังธรรมที่ปราศไปแล้วให้ ปราศไป ยังธรรมที่สิ้นไปแล้วให้สิ้นไป ยังธรรมที่อัสดงคตแล้ว ให้ อัสดงคตไป ยังธรรมที่อัสดงคตลับไปแล้ว ให้อัสดงคตลับไป หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละกิเลสเป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตดับไปแล้ว มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อดีตดับไปแล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละ กิเลสที่เป็นอดีต. ส. ละกิเลสที่เป็นอดีต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อดีตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อดีตไม่มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละ กิเลสที่เป็นอดีต. [๑๗๗๒] ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 596 ข้อ 1773
ส. ยังธรรมที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิด ยังธรรมที่ยังไม่เกิด พร้อมไม่ให้เกิดพร้อม ยังธรรมที่ยังไม่บังเกิดไม่ให้บังเกิด ยังธรรมที่ยัง ไม่ปรากฏไม่ให้ปรากฏ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ธรรมที่เป็นอนาคตยังไม่เกิด ก็ต้องไม่กล่าว ว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต. ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นอนาคต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อนาคตไม่มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อนาคตไม่มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคลละ กิเลสที่เป็นอนาคต. [๑๗๗๓] ส. บุคคลละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นผู้กำหนัดแล้วละราคะ เป็นผู้อันโทสะ ประทุษร้ายแล้วละโทสะ เป็นผู้หลงแล้วละโมหะ เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว ละกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 597 ข้อ 1773
ส. บุคคลละราคะด้วยราคะ ละโทสะด้วยโทสะ ละโมหะ ด้วยโมหะ ละกิเลสด้วยกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะสัมปยุตด้วยจิต มรรคก็สัมปยุตด้วยจิต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นความประชุมกันแห่งผัสสะ ๒ ฯลฯ แห่งจิต ๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ราคะเป็นอกุศล มรรคเป็นกุศล หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ธรรมมีโทษและ ธรรมไม่มีโทษ ธรรมเลวและธรรมประณีต ธรรมดำและธรรมขาว อัน เป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมเป็นกุศลและธรรมเป็นอกุศล ฯลฯ ธรรมดำ และธรรมขาว อันเป็นข้าศึกกัน มาพบกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ ๔ ประการนี้ไกลกัน ไกลกันนัก ๔ ประการ เป็นไฉน ท้องฟ้ากับ แผ่นดิน นี้ประการแรกที่ไกลกัน ไกลกันนัก ฯลฯ เพราะฉะนั้น ธรรม ของสัตบุรุษจึงไกลจากอสัตบุรุษ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 598 ข้อ 1774
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมเป็นกุศลและ ธรรมเป็นอกุศล ฯลฯ มาพบกัน น่ะสิ. [๑๗๗๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลละกิเลสที่เป็นอดีต ละกิเลสที่ เป็นอนาคต ละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. บุคคลที่ละกิเลสได้ ไม่มี หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสที่เป็นอดีต ละกิเลสที่ เป็นอนาคต ละกิเลสที่เป็นปัจจุบัน น่ะสิ. กิเลสชหนกถา จบ อรรถกถากิเลสัปปชหนกถา ว่าด้วย การละกิเลส บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการละกิเลส. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจจลัทธินิกายอุตตราปถกะทั้งหลายบางพวกว่า ชื่อว่าการละกิเลส ของผู้มีกิเลสอันละได้แล้วมีอยู่ ด้วยว่ากิเลสทั้งหลายที่เป็นอดีตก็ดี เป็น อนาคตก็ดี และปัจจุบันก็ดี เป็นสภาพที่ต้องละทั้งนั้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคลจึงต้องละกิเลสที่เป็นอดีตด้วย ที่เป็นอนาคตด้วย ที่เป็นปัจจุบันด้วย ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า บุคคลละกิเลสแม้ที่เป็นอดีต เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือ พึงทราบ ตามพระบาลีนั่นแหละ.
หน้า 599 ข้อ 1774
อนึ่ง ในปัญหาของปรวาทีว่า บุคคลที่ละกิเลสได้ไม่มีหรือ นี้ อธิบายว่า เมื่อบุคคลละกิเลสทั้งหลายอยู่ หาได้มีความพยายามละกิเลส อันต่างด้วยอดีต เป็นต้น เหมือนความพยายามที่จะทิ้งหยากเยื่อของผู้ทิ้ง อยู่ซึ่งหยากเยื่อไม่ ก็แต่ว่า ครั้นเมื่ออริยมรรคอันมีพระนิพพานเป็น อารมณ์เป็นไปแล้ว กิเลสทั้งหลายที่ยังไม่เกิดนั่นแหละ หมายถึงกิเลส ที่เป็นอนุสัย ย่อมไม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าการละกิเลสมีอยู่ เหตุใด เพราะเหตุนั้น สกวาทีจึงตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น. ข้อว่า ก็ถ้าอย่างนั้น บุคคลก็ละกิเลสที่เป็นอดีต เป็นต้น ปรวาทีกล่าว โดยการฉ้อฉล คือลวงโดยอุบายแห่งคำพูด ด้วยคำว่า ก็ถ้าอย่างนั้น ไม่ พึงกล่าวว่า การละกิเลสไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น บุคคลย่อมละกิเลส ทั้งหลายอันต่างด้วยกิเลสที่เป็นอดีตเป็นต้น ดังนี้แล. อรรถกถากิเลสัปปชหนกถา จบ
หน้า 600 ข้อ 1775
สุญญตากถา [๑๗๗๕] สกวาที ความว่าง นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ธรรมหานิมิตมิได้ก็นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความว่าง นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมหาที่ตั้งมิได้ก็นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมหานิมิตได้ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขาร- ขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความว่างก็ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมหาที่ตั้งมิได้ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขาร- ขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความว่างก็ไม่พึงกล่าวว่านับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความว่างนับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 601 ข้อ 1776
ส. สังขารขันธ์ มิใช่ธรรมไม่เที่ยง มิใช่ธรรมอันปัจจัย ปรุงแต่งแล้ว มิใช่ธรรมอิงอาศัยเกิดขึ้น มิใช่ธรรมที่มีความสิ้นไปเป็น ธรรม มิใช่ธรรมที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรม มิใช่ธรรมที่มีความคลายไป เป็นธรรม มิใช่ธรรมที่มีความดับไปเป็นธรรม มิใช่ธรรมที่มีความแปรไป เป็นธรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สังขารขันธ์ เป็นธรรมไม่เที่ยง เป็นธรรมอันปัจจัย ปรุงแต่ง เป็นธรรมอิงอาศัยเกิดขึ้น เป็นธรรมมีความสิ้นไปเป็นธรรม เป็นธรรมมีความเสื่อมไปเป็นธรรม เป็นธรรมมีความคลายไปเป็นธรรม เป็นธรรมมีความดับไปเป็นธรรม เป็นธรรมมีความแปรไปเป็นธรรม มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สังขารขันธ์ไม่เที่ยง ฯลฯ มีความแปรไป เป็นธรรม ก็ต้องไม่กล่าวว่า ความว่างนับเนื่องในสังขารขันธ์. [๑๗๗๖] ส. ความว่างแห่งรูปขันธ์ นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ นับเนื่องในรูปขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความว่างแห่งเวทนาขันธ์ ฯลฯ ความว่างแห่งสัญญา- ขันธ์ ฯลฯ ความว่างแห่งวิญญาณขันธ์ นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ นับเนื่องในวิญญาณขันธ์
หน้า 602 ข้อ 1777, 1778
หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๗๗] ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่อง ในรูปขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความว่างแห่งรูปขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องใน สังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความว่างแห่งสังขารขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่อง ในเวทนาขันธ์ ฯลฯ นับเนื่องในสัญญาขันธ์ ฯลฯ นับเนื่องในวิญญาณขันธ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ความว่างแห่งวิญญาณขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๗๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความว่างนับเนื่องในสังขารขันธ์ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขารนี้ว่างจากตน หรือจากความเป็นตน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้นความว่าง ก็นับเนื่องในสังขารขันธ์ น่ะสิ. สุญญตากถา จบ
หน้า 603 ข้อ 1778
อรรถกถาสุญญตากถา ว่าด้วย สุญญตา บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสุญญตา คือความว่าง. ในเรื่องนั้น คำว่า สุญญตา ได้แก่สุญญตา ๒ คือ อนัตตลักขณะของขันธ์ทั้งหลาย และพระนิพพาน. ในสุญญตาเหล่านั้น อนัตตลักขณะอย่างใดอย่างหนึ่งก่อนที่นับเนื่องด้วย สังขารขันธ์ โดยปริยายหนึ่ง พระนิพพานเป็นปริยาปันนะ คือเป็นธรรม ที่นับเนื่องด้วยสุญญตา โดยปริยายหนึ่ง ก็ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้ มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า สุญญตาเป็นธรรมนับ เนื่องด้วยสังขาร ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำว่า ธรรมหานิมิตมิได้ ได้แก่ พระนิพพานอันเว้นจากนิมิต ทั้งปวง แม้คำว่า ธรรมอันหาที่ตั้งมิได้ คืออัปปณิหิตะ ก็เป็นชื่อของ พระนิพพานนั้นนั่นแหละ. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร ท่านจึงนำพระนิพพาน นี้มากล่าว ตอบว่า เพื่อจะยกโทษของลัทธิอันไม่กล่าวจำแนกธรรม. ด้วยว่า ลัทธิของผู้ใดว่า สุญญตาเป็นธรรมนับเนื่องด้วยสังขารขันธ์ โดยส่วนเดียว ดังนี้ เพราะไม่จำแนกออกไป ลัทธิแห่งชนนั้นก็ย่อม ปรากฏว่า แม้แต่พระนิพพานก็เป็นธรรมที่นับเนื่องด้วยสังขารขันธ์ ดังนี้. เพื่อจะยกขึ้นซึ่งโทษของลัทธินี้ สกวาทีจึงนำคำว่า อนิมิต และอัปปณิหิตะ มากล่าว. ปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาซึ่งความที่พระนิพพานนั้นเป็นธรรม นับเนื่องด้วยสังขารนั้น จึงตอบปฏิเสธ. คำว่า สังขารขันธ์มิใช่ธรรม ไม่เที่ยง เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงความผิดอันถึงความเป็นของ ไม่เที่ยงแห่งสุญญตาอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าพระนิพพาน. คำว่า
หน้า 604 ข้อ 1778
ความว่างแห่งสังขารขันธ์นับเนื่องในวิญญาณขันธ์หรือ สกวาทีกล่าว เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าสุญญตาของขันธ์อื่นนับเนื่องด้วยขันธ์อื่นไซร้ แม้สุญญตาของสังขารขันธ์ ก็พึงนับเนื่องด้วยขันธ์ที่เหลือได้ ดังนี้. ข้อว่า ความว่างแห่งสังขารขันธ์ ไม่พึงกล่าวว่า นับเนื่องในรูปขันธ์หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงโดยปฏิโลมว่า ถ้าว่าสุญญตาของสังขารขันธ์ไม่ นับเนื่องด้วยขันธ์ที่เหลือไซร้ แม้สุญญตาของขันธ์ที่เหลือก็ชื่อว่านับเนื่อง ในสังขารขันธ์หรือ ดังนี้. พระสูตรว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สังขาร เหล่านี้ว่างจากตนหรือจากความเป็นตน ปรวาทีนำมาจากลัทธิอื่น. ใน คำเหล่านั้น คำว่า สังขารเหล่านี้ อธิบายว่า การหยั่งลงในพระศาสนา ว่า ปัญจขันธ์เหล่านั้นเทียวชื่อว่าเป็นสภาพว่าง เพราะว่างจากตน และ ของที่เนื่องด้วยตน ดังนี้ ย่อมไม่ผิด ดุจอาคตสถานว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจจา ดังนี้ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงอนุญาตไว้. แต่ พระสูตรนี้ ย่อมแสดงซึ่งความที่แห่งสุญญตาเป็นธรรมที่นับเนื่องด้วย สังขารขันธ์ เหตุใด เพราะเหตุนั้น พระสูตรนี้ จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่า พระนิพานมิใช่สุญญตา คือความว่าง ดังนี้แล. อรรถกถาสุญญตากถา จบ
หน้า 605 ข้อ 1779, 1780
สามัญญผลกถา [๑๗๗๙] สกวาที สามัญญผล เป็นอสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สามัญญผล เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่งก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๘๐] ส. สามัญญผล เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. สามัญญะ เป็นอสังขตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สามัญญะ เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 606 ข้อ 1780
ส. สามัญญผล เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติผล เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติมรรค เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติมรรค เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผล เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผล เป็น อสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรหัตมรรค เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรหัตมรรค เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรหัตผล เป็นสังขตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติผล เป็นอสังขตะ สกทาคามิผล ฯลฯ อนาคามิผล ฯลฯ อรหัตผล เป็นอสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 607 ข้อ 1780
ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๕ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๕ อย่าง ที่พึ่ง ก็เป็น ๕ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๕ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๕ อย่าง อมตะก็เป็น ๕ อย่าง นิพพานก็เป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สามัญญาผลกถา จบ อรรถกถาสามัญญผลกถา ว่าด้วย สามัญญผล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสามัญญผล คือผลแห่งความเป็นสมณะ. ในเรื่อง นั้น การสันนิษฐาน คือการลงความเห็น ในลัทธิของสกวาทีว่า วิปากจิต ของอริยมรรคในมัคควิถีก็ดี ในผลสมาบัติก็ดี ชื่อว่าสามัญญาผล ดังนี้. อนึ่ง ชนเหล่าใดไม่ถือเอาอย่างนั้น มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะ ทั้งหลายว่า การละกิเลสด้วย การเกิดขึ้นแห่งผลด้วยเป็นสามัญญผล เหตุใด เพราะเหตุนั้น สามัญญผลนั้นจึงเป็นอสังขตะ คือพระนิพพาน. ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลี เพราะมีนัยตามที่กล่าว แล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาสามัญญผลกถา จบ
หน้า 608 ข้อ 1781, 1782
ปัตติกถา [๑๗๘๑] สกวาที การได้ เป็นอสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน เป็นที่ต้านทาน เป็นที่เร้น เป็นที่พึ่ง เป็นที่หมาย เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้ เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่ง ก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๘๒] ส. การได้จีวร เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้จีวร เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 609 ข้อ 1782
ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ที่เร้นก็เป็น ๒ อย่าง ที่พึ่ง ก็เป็น ๒ อย่าง ที่หมายก็เป็น ๒ อย่าง ฐานะอันไม่เคลื่อนก็เป็น ๒ อย่าง อมตะก็เป็น ๒ อย่าง นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ คิลานปัจจยเภสัชช- บริขาร เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส การได้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร เป็นอสังขตะ นิพพาน ก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ?
หน้า 610 ข้อ 1783
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้จีวรเป็นอสังขตะ การได้บิณฑบาต ฯลฯ เสนาสนะ การได้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ก็เป็นอสังขตะ นิพพานก็ เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๕ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๕ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๘๓] ส. การได้ปฐมฌานเป็นอสังขตะ หรือ พึงให้พิสดาร เหมือนกันทุกอย่าง การได้ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน อากาสานัญ- จายตนฌาน วิญญาณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน เนวสัญญา- นาสัญญายตนฌาน ฯลฯ โสดาปัตติมรรค โสดาปัตติผล สกทาคามิมรรค สกทาคามิผล อนาคามิมรรค อนาคามิผล อรหัตมรรค อรหัตผล เป็น อสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นฐานะอันไม่เคลื่อน เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 611 ข้อ 1784
ส. การได้อรหัตผล เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การได้โสดาปัตติมรรค เป็นอสังขตะ การได้โสดา- ปัตติผล เป็นอสังขตะ ฯลฯ การได้อรหัตมรรค เป็นอสังขตะ การได้ อรหัตผลเป็นอสังขตะ นิพพานเป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๙ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๙ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๙ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๙ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๘๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การได้เป็นอสังขตะ หรือ ?
หน้า 612 ข้อ 1784
ส. ถูกแล้ว. ป. การได้ เป็นไป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น การได้เป็นอสังขตะ น่ะสิ. ปัตติกถา จบ อรรถกถาปัตติกถา ว่าด้วย ปัตติ คือการได้ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องการได้. ในเรื่องนั้น บุคคลย่อมได้ซึ่งสิ่งใด ๆ การได้ซึ่งสิ่งนั้น ๆ ชื่อว่า ปัตติ. ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดว่า การได้ เป็นอสังขตะ ดังนี้ ดุจจลัทธินิกายปุพพเสลิยะทั้งหลายนั่นแหละ คำถาม ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือ ในที่นี้ พึงทราบตามพระบาลี เพราะมีนัยดังที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง นั่นแหละ. คำว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น ปรวาทีกล่าวคำบัญญัติว่า ปัตติคือ การได้จัดเป็นอสังขตะของลัทธิใดเพื่อประกาศลัทธินั้น. ในปัญหานั้น สกวาทีปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น คือไม่รับรองซึ่งความที่การได้ ทั้งสิ้นว่าเป็นสภาวธรรมมีรูปเป็นต้น จริงอยู่ ธรรมอะไร ๆ ชื่อว่า ปัตติ คือการได้หามีไม่ ทั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าก็มิทรงบัญญัติซึ่งความที่การ
หน้า 613 ข้อ 1784
ได้นั้นเป็นอสังขตะ. แต่ว่าปรวาทีได้ให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ว่า ปัตติ คือการ ได้นั้นเป็นอสังขตะด้วยเพียงการปฏิเสธสภาพธรรมดังกล่าวนั่นแหละ. ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะความเป็นลัทธิอันตั้งอยู่แล้วโดยไม่ พิจารณา ดังนี้แล. อรรถกถาปัตติกถา จบ
หน้า 614 ข้อ 1785, 1786
ตถตากถา [๑๗๘๕] สกวาที ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นอสังขตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นอสังขตะ นิพพานก็เป็นอสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๘๖] ส. รูปมีความเป็นรูป ความเป็นไปก็เป็นอสังขตะ มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็น อมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปมีความเป็นไป ความเป็นไปก็เป็นอสังขตะ นิพพาน
หน้า 615 ข้อ 1786
ก็เป็นอสังขตะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อสังขตะเป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๒ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนามีความเป็นเวทนา ความเป็นเวทนา ฯลฯ สัญญา มีความเป็นสัญญา ความเป็นสัญญา ฯลฯ สังขารมีความเป็นสังขาร ความ เป็นสังขาร ฯลฯ วิญญาณมีความเป็นวิญญาณ ความเป็นวิญญาณเป็น อสังขตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นนิพพาน ฯลฯ เป็นอมตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปมีความเป็นไป ความเป็นไปเป็นอสังขตะ ฯลฯ วิญญาณมีความเป็นวิญญาณ ความเป็นวิญญาณ เป็นอสังขตะ ฯลฯ. นิพพานก็เป็นอสังขตะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อสังขตะเป็น ๖ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 616 ข้อ 1787
ส. อสังขตะเป็น ๖ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ที่ต้านทานเป็น ๖ อย่าง ฯลฯ นิพพานก็เป็น ๖ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๘๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นอสังขตะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง เป็นรูป เป็น เวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรมทั้งปวง ก็ เป็นอสังขตะ น่ะสิ. ตถตากถา จบ
หน้า 617 ข้อ 1787
อรรถกถาตถตากถา ว่าด้วย ตถตา คือความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง ตถตา คือความเป็นอย่างนั้นแห่งธรรม หรือ ความเป็นจริงแห่งธรรม อีกอย่างหนึ่งเรียกว่าสัจจธรรม. ในเรื่องนั้นชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า ชื่อว่าตถตา คือความเป็นอย่างนั้นอันบัณฑิตนับพร้อมแล้วว่าความเป็นสภาวะแห่งรูป เป็นต้นแห่งธรรมทั้งปวงมีรูปเป็นต้น อันใด มีอยู่อันตถตานั้นเป็นอสังขตะ เพราะความเป็นธรรมไม่นับเนื่องในรูปเป็นต้นที่เป็นอสังขตะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือแม้ในที่นี้ชัดเจนแล้วนั่นแหละ เพราะมีลักษณะตามที่ข้าพเจ้า กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาตถตากถา จบ
หน้า 618 ข้อ 1788, 1789
กุสลกถา [๑๗๘๘] สกวาที นิพพานธาตุ เป็นกุศล หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. นิพพานธาตุ เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานนั้น ไม่มี มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น ไม่มี ก็ต้องไม่กล่าวว่า นิพพานธาตุ เป็นกุศล. [๑๗๘๙] ส. อโลภะ เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อโทสะ เป็นกุศล ฯลฯ อโมหะ เป็นกุศล ฯลฯ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งปัญญานั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 619 ข้อ 1790, 1791
ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล เป็นธรรมมีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๙๐] ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ นึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโลภะ. เป็นกุศล เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งอโลภะนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. นิพพานธาตุ เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความ นึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งนิพพานธาตุนั้น ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อโทสะ เป็นกุศล ฯลฯ อโมหะ เป็นกุศล ฯลฯ ศรัทธา วิริย สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เป็นกุศล แต่เป็นธรรมไม่มีอารมณ์ ความนึก ฯลฯ ความตั้งใจแห่งปัญญานั้น ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๗๙๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า นิพพานธาตุ เป็นกุศล หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีโทษ มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า นิพพานธาตุ เป็นธรรมไม่มีโทษ ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า นิพพานธาตุ เป็นกุศล. กุลสกถา จบ
หน้า 620 ข้อ 1791
อรรถกถากุสลกถา ว่าด้วย กุสล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกุศล. ในเรื่องนั้น กุศลเป็นธรรมไม่มีโทษด้วย เป็นธรรมมีผลที่น่าปรารถนาด้วย ทั้งเป็นธรรมที่ไม่ประกอบด้วยกิเลส จึงชื่อว่าเป็นธรรมหาโทษมิได้ โดยนัยนี้ บุคคลเว้นอกุศลเสียแล้วชื่อว่า ย่อมเสพธรรมทั้งปวงอันไม่มีโทษ. กุศลชื่อว่าผลที่น่าปรารถนา คือเป็น บุญอันให้ความสำเร็จซึ่งอิฏฐผลในความเป็นไปแห่งความเกิดขึ้นในภพ ต่อไป โดยนัยนี้ บุคคลย่อมเสพธรรมอันเป็นบทต้นนั่นแหละในกุศลติกะ๑. ก็ชนเหล่าใดไม่ถือเอาวิภาคนี้ มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลาย ว่า พระนิพพานเป็นกุศล ด้วยเหตุเพียงความเป็นธรรมไม่มีโทษเท่านั้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีเพื่อแสดงซึ่งความที่พระนิพพานไม่เป็นกุศล ด้วยอรรถว่าเป็นอิฏฐวิบาก. คำตอบรับรองเป็นของปรวาที ด้วยอำนาจ ลัทธิของตน. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้น เพราะความมีนัยเช่นกับ ที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง ดังนี้แล. อรรถกถากุสลกถา จบ ๑. บทต้นแห่งกุสลติกะ ได้แก่ กุสลา ธัมมา แปลว่าสภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นกุศลมีอยู่.
หน้า 621 ข้อ 1792, 1793
อัจจันตนิยามกถา [๑๗๙๒] สกวาที ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลทำมาตุฆาตเป็นแน่นอนโดยส่วนเดียว บุคคล ผู้ทำปิตุฆาต ฯลฯ บุคคลผู้ทำอรหันตฆาต ฯลฯ บุคคลทำโลหิตุปบาท บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. วิจิกิจฉา พึงเกิดแก่บุคคลแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า วิจิกิจฉา พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยส่วน เดียว ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว. [๑๗๙๓] ส. วิจิกิจฉา ไม่พึงเกิดแก่บุคคลแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ละวิจิกิจฉาได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละวิจิกิจฉาได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 622 ข้อ 1794, 1795
ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ละได้ด้วยอนาคา- มิมรรค ฯลฯ ละได้ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยมรรคไหน. ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล. ส. มรรคฝ่ายอกุศลเป็นธรรมนำออก ให้ถึงความสิ้น ทุกข์ ให้ถึงความตรัสรู้ ให้ถึงนิพพาน ไม่เป็นอารมณ์ของอาสวะ ฯลฯ ไม่เป็นอารมณ์ของสังกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออก ฯลฯ เป็นอารมณ์ ของสังกิเลส มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า มรรคฝ่ายอกุศลไม่เป็นธรรมนำออก ฯลฯ เป็นอารมณ์ของสังกิเลส ก็ต้องไม่กล่าวว่า วิจิกิจฉา อันบุคคลผู้แน่นอน โดยส่วนเดียวละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล. [๑๗๙๔] ส. อุจเฉททิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อุจจเฉททิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดย สัสสตทิฏฐิ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว. [๑๗๙๕] ส. อุจจเฉททิฏฐิไม่พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิ หรือ ?
หน้า 623 ข้อ 1796, 1797
ป. ถูกแล้ว. ส. ละอุจเฉททิฏฐิได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละอุจเฉททิฏฐิได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอนาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยมรรคไหน. ป. ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล. ส. มรรคฝ่ายอกุศล ฯลฯ ก็ต้องไม่กล่าวว่า อุจเฉททิฏฐิ อันบุคคลผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล. [๑๗๙๖] ส. สัสสตทิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สัสสตทิฏฐิพึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจ- เฉททิฏฐิ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว. [๑๗๙๗] ส. สัสสตทิฏฐิไม่พึงเกิดแก่บุคคลผู้แน่นอนโดยอุจเฉททิฏฐิ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 624 ข้อ 1798
ส. ละสัสสตทิฏฐิได้ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละสัสสตทิฏฐิได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ละได้ด้วยสกทาคามิมรรค ฯลฯ ด้วยอรหัตมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ด้วยมรรคไหน ? ป. ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล. ส. มรรคฝ่ายอกุศล ฯลฯ ก็ต้องไม่กล่าวว่า สัสสตทิฏฐิ อันบุคคลผู้แน่นอนโดยอุจจเฉททิฏฐิ ละได้ด้วยมรรคฝ่ายอกุศล. [๑๗๙๘] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสได้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำ โดยส่วนเดียว บุคคลนั้นเป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมลงอยู่นั่นเอง ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ๑. อง. สัตตก. ๒๓/๑๕.
หน้า 625 ข้อ 1799, 1800
ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็มีความแน่นอนโดยส่วนเดียว น่ะสิ. [๑๗๙๙] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำ โดยส่วนเดียว บุคคลนั้นเป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมอยู่นั่นเอง เพราะ ทำอธิบายดังนี้ และโดยเหตุนั้น ท่านสันนิษฐานว่า ปุถุชนมีความ แน่นอนโดยส่วนเดีว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ผุดขึ้นแล้ว กลับจมลง ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผุดขึ้นแล้ว กลับจมลงทุกครั้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๐] ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำ โดยส่วนเดียว เป็นผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศล เป็นธรรมดำโดย ส่วนเดียว บุคคลนั้นเป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมอยู่นั่นเอง เพราะ ทำอธิบายดังนี้ และโดยเหตุนั้น ท่านจึงสันนิษฐานว่า ปุถุชนมีความ แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย
หน้า 626 ข้อ 1800
บุคคลบางคนในโลกนี้ ผุดขึ้นแล้วทรงตัวอยู่ ผุดขึ้นแล้วเห็นแจ้งเหลียวแล ดูว่ายข้ามไป ผุดขึ้นแล้ว ไปถึงที่พำนักได้ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผุดขึ้นแล้ว ไปถึงที่พำนักได้ทุกครั้ง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อัจจันตนิยามกถา จบ อรรถกถาอัจจันตนิยามกถา ว่าด้วย ความแน่นอนโดยส่วนเดียว บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความแน่นอนโดยส่วนเดียว คือนิยามอันเป็นที่สุด มีอย่างเดียว. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะ บางพวกว่า ปุถุชนมีความแน่นอนโดยส่วนเดียว เพราะอาศัยพระสูตร ว่า บุคคลนั้น คือผู้ประกอบด้วยธรรมฝ่ายอกุศลเป็นธรรมดำโดยส่วน เดียว เป็นผู้จมลงแล้วครั้งหนึ่ง ก็จมอยู่นั่นเอง ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายชนเหล่านั้น คำตอบเป็นของปรวาที. คำว่า บุคคลผู้ทำมาตุฆาต เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า เมื่อมิจฉัตตนิยามแห่งนิยตมิจฉาทิฏฐิ บุคคลด้วย บุคคลผู้ทำกรรมทั้งหลายมีฆ่ามารดาเป็นต้นด้วย มีอยู่ แม้ บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นต้นเหล่านั้นก็พึงเป็นผู้แน่นอนที่สุดมิใช่หรือ ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น เพราะลัทธิว่า บุคคลผู้เป็น นิยตมิจฉาทิฏฐินี้เป็นผู้มั่นคงในสังสารวัฏ เป็นผู้เที่ยงแท้แม้ในภพที่สอง แต่ว่าบุคคลเหล่านี้เป็นผู้เที่ยงแท้ในอัตภาพเดียวเท่านั้น ดังนี้.
หน้า 627 ข้อ 1800
คำว่า วิจิกิจฉาพึงเกิดแล้วแก่ผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว ความว่า สกวาทีย่อมกล่าวว่า บุคคลนี้เป็นเที่ยงก็ตามไม่เที่ยงก็ตาม วิจิกิจฉา ก็พึงเกิดอย่างนี้ ดังนี้. ปรวาทีเมื่อไม่เห็นเหตุอันไม่เกิดขึ้นของวิจิกิจฉา จึงตอบรับรอง. ถูกถามว่า วิจิกิจฉาไม่พึงเกิดแก่ผู้แน่นอนโดยส่วนเดียว หรือ ปรวาทีตอบรับรองโดยหมายเอาความไม่เกิดขึ้นของวิจิกิจฉาที่ บุคคลซ่องเสพทิฏฐิใดแล้วก้าวลงสู่นิยามในนิยามนั้น. แต่นั้นถูกถามว่า ผู้นั้น ละวิจิกิจฉาได้หรือ ก็ตอบปฏิเสธเพราะความที่วิจิกิจฉานั้นละ ไม่ได้ด้วยมรรค คือมิจฉามรรค แต่ก็ตอบรับรองว่าละได้ เพราะความ ที่บุคคลปรารภทิฏฐินั้นแล้ว หมายเอาทิฏฐิเป็นประธาน มิได้หมายเอา โมหะที่สัมปยุตด้วยวิจิกิจฉา วิจิกิจฉาก็ไม่เกิดขึ้น. ลำดับนั้น สกวาที กล่าวคำว่า ละได้ด้วยโสดาปัตติมรรค เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยอำนาจ แห่งโสดาปัตติมรรคนั้น เพราะขึ้นชื่อว่าการละวิจิกิจฉานั้นถ้าเว้นจาก อริยมรรคแล้วย่อมละไม่ได้ ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความที่ วิจิกิจฉานั้นละไม่ได้ด้วยมรรคอย่างหนึ่ง และถูกถามอีกว่า ละได้ด้วย มรรคไหน ปรวาทีหมายเอามิจฉามรรค จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ด้วย มรรคฝ่ายอกุศล ดังนี้. คำว่า อุจเฉททิฏฐิเกิดแก่ผู้แน่นอนโดยสัสสตทิฏฐิหรือ ความว่า สกวาทีย่อมถามซึ่งความเกิดขึ้นแห่งนิยามที่ ๒. ปรวาทีตอบรับรอง เพราะพระบาลีว่า นัตถิกวาทะ อกิริยวาทะ อเหตุกวาทะเหล่านี้มีอยู่แก่ บุคคลผู้มีหูชัน คือหูชันหมายถึงการไม่รับรู้เหตุผลอะไรทั้งนั้น แม้เหล่าใด เหล่านั้น นิยตมิจฉาทิฏฐิแม้ทั้ง ๓ ย่อมเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้เดียวได้. ลำดับ นั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า หากว่า เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ก็ชื่อว่า
หน้า 628 ข้อ 1800
บุคคลผู้หนึ่งผู้มีความเห็นผิดนั้นย่อมไม่ใช่ผู้เที่ยงที่สุดหรือ. จริงอยู่ นิยามที่ ๒ มิใช่จุดหมายของผู้มีความเห็นว่าเที่ยงแท้. ในปัญหาว่า อุทเฉททิฏฐิไม่พึงเกิด เป็นต้น ปรวาทีตอบรับรองโดยหมายเอาความ ไม่เกิดขึ้นแห่งอุจเฉททิฏฐิ เพราะถือเอาความเห็นว่า ความเที่ยงของ สัสสตทิฏฐิอันใดมีอยู่ (อุจเฉท) ทิฏฐิอันนั้นแหละอันเขาขจัดเสียแล้ว. ถูกถามว่า ละอุจเฉททิฏฐิได้หรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะอุจเฉททิฏฐิ นั้นยังไม่ได้ละด้วยมรรค และตอบรับรองว่าละได้เพราะความไม่เกิดขึ้น โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว. แม้ในคำทั้งหลายมีคำว่า สัสสตทิฏฐิพึงเกิด เป็นต้นก็นัยนี้นั่นแหละ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในวาระว่าด้วย วิจิกิจฉานั่นแหละ. คำถามว่า ไม่พึงกล่าว เป็นต้น เป็นของปรวาที. คำตอบรับรอง ว่า ใช่ เพราะความที่พระสูตรเช่นนั้นมีอยู่ เป็นของสกวาที. ในอธิการ นี้มีอธิบายว่า ก็บุคคลผู้ไม่จมลงแม้ในภพถัดไปนั่นแหละ มีอยู่ เพราะว่า เขาเป็นอภัพพบุคคลไม่อาจเพื่อละทิฏฐินั้นในภพนี้เท่านั้น ดังนี้. เพราะ ฉะนั้น พระสูตรนี้ไม่สำเร็จว่าความแน่นอนมีอย่างเดียว อีกอย่างหนึ่ง นั้นหมายถึงอริยมรรค. คำว่าข้อกำหนดที่สุดมีอย่างเดียวนี้ ท่านกล่าว เพื่อแสดงว่า ปรวาทีพึงแสวงหาอรรถกระทำซึ่งสักแต่คำว่า บุคคล นั้นโผล่ขึ้นแล้วกลับจมลงตลอดกาล ดังนี้ ให้เป็นที่อาศัยตั้งลัทธิ ด้วย ประการฉะนี้แล. อรรถกถาอัจจันตนิยามกถา จบ
หน้า 629 ข้อ 1801, 1802, 1803
อินทริยกถา [๑๘๐๑] สกวาที สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยินทรีย์ สัทธินทรีย์ ฯลฯ สมาธินทรีย์ ฯลฯ ปัญ- ญินทรีย์ ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๒] ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัทธินทรีย์เป็นโลกิยะมี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะ ฯลฯ สติ ฯลฯ สมาธิ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกิยะ มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะมี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๓] ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 630 ข้อ 1804, 1805
ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๔] ส. โสมนัสที่เป็นโลกิยะมีอยู่ โสมนัสสินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ก็มีอยู่ ฯลฯ ชีวตะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็ มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ชีวิตะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๕] ส. ครัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ
หน้า 631 ข้อ 1805
ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่มนินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสมนัสที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่โสมนัสสินทรีย์ที่เป็น โลกิยะไม่มี หรือ ฯลฯ ชีวิตะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ชีวิตะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่ชีวิตินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ
หน้า 632 ข้อ 1806, 1807
ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๖] ส. ศรัทธาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกุตตระ มีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกุตตระก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๗] ส. ศรัทธาที่เป็นโลกิยะมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ศรัทธาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ แต่สัทธินทรีย์ที่เป็น โลกุตตระไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. วิริยะที่เป็นโลกิยะมีอยู่ ฯลฯ ปัญญาที่เป็นโลกิยะ มีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็นโลกิยะไม่มี หรือ ?
หน้า 633 ข้อ 1808
ป. ถูกแล้ว. ส. ปัญญาที่เป็นโลกุตตระมีอยู่ แต่ปัญญินทรีย์ที่เป็น โลกุตตระไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๐๘] ส. อินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราเมื่อตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้เห็นแล้วแลซึ่งสัตว์ทั้งหลาย บางพวก เป็นผู้มีธุลีในดวงตาน้อย บางพวกเป็นผู้มีธุลีในดวงตามาก บางพวก เป็นผู้มีอินทรีย์แก่กล้า บางพวกเป็นผู้มีอินทรีย์อ่อน บางพวกเป็นผู้มี อาการดี บางพวกเป็นผู้มีอาการทราม บางพวกเป็นผู้ที่จะให้รู้แจ้งได้ง่าย บางพวกเป็นผู้ที่จะให้รู้แจ้งได้ยาก บางพวกเป็นผู้เห็นโทษและภัยใน ปรโลกอยู่ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นอินทรีย์ ๕ ที่เป็นโลกิยะก็มีอยู่ น่ะสิ. อินทริยกถา จบ อรรถกถาอินทริยกถา ว่าด้วย อินทรีย์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอินทรีย์ คือธรรมที่เป็นใหญ่. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเหตุวาทะและมหิสาสกะทั้งหลายว่า ๑. ม.มู. ๑๒/๓๒๓.
หน้า 634 ข้อ 1808
ศรัทธาที่เป็นโลกียะชื่อว่าเป็นศรัทธาเท่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นสัทธินทรีย์ วิริยะที่เป็นโลกียะสติที่เป็นโลกียะสมาธิที่เป็นโลกียะปัญญาที่เป็นโลกียะ ฯลฯ ชื่อว่าเป็นปัญญาเท่านั้นไม่ชื่อว่าเป็นปัญญินทรีย์ ดังนี้ คำถามของ สกวาทหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า ศรัทธาที่เป็นโลกีย์ไม่มีหรือ เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดง ซึ่งความที่ธรรมทั้งหลายมีศรัทธาเป็นต้น แม้เป็นโลกีย์ก็ชื่อว่าเป็นอินทรีย์ ด้วยเพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ยิ่ง มิใช่ธรรมอื่นนอกจากศรัทธาเป็นต้น ชื่อว่าสัทธินทรีย์เป็นต้น เหตุใด เพราะเหตุนั้น ธรรมทั้งหลายมีศรัทธา เป็นต้นนั่นแหละ แม้เป็นโลกิยะก็ชื่อว่าเป็นสัทธินทรีย์ เป็นต้น. คำว่า มโนที่เป็นโลกิยะมีอยู่ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่ออธิบายเนื้อความนั้น ให้แจ่มแจ้งด้วยอุปมาว่า ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นมีมโนเป็นต้นเป็นโลกียะ ก็ชื่อว่ามนินทรีย์เป็นต้น ฉันใด ธรรมทั้งหลายแม้มีศรัทธาเป็นต้น ที่เป็น โลกียะก็ชื่อว่าเป็นสัทธินทรีย์เป็นต้น ฉันนั้นดังนี้. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบ ตามพระบาลีนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาอินทริยกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑.กิเลสชหนกถา๑ ๒. สุญญตากถา ๓. สามัญญผลกถา ๔. ปัตติกถา ๕. ตถตากถา ๖. กุสลกถา ๗. อัจจันตนิยามกถา ๘. อินทริยกถา. วรรคที่ ๑๙ จบ ๑. อรรถกถาว่า "กิเลสัปปชหนกถา."
หน้า 635 ข้อ 1809, 1810
วรรคที่ ๒๐ อสัญจิจจกถา [๑๘๐๙] สกวาที บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง โดยไม่ได้ เจตนา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลฆ่าสัตว์โดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำปาณาติบาต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำ อนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ฯลฯ กล่าว คำเท็จโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า กล่าวมุสาวาท หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๑๐] ส. บุคคลฆ่าสัตว์โดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า ทำ ปาณาติบาต หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลถือเอาสิ่งของที่เจ้าของเขามิได้ให้ ฯลฯ กล่าว คำเท็จโดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า กล่าวมุสาวาท หรือ ?
หน้า 636 ข้อ 1811, 1812
ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง ไม่เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๑๑] ส. บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. คำว่า บุคคลแกล้งปลงชีวิตมารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำ อนันตริยกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า คำว่า บุคคลแกล้งปลงชีวิตมารดา เป็นผู้ ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า บุคคล ปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม. [๑๘๑๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่ามารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำ อนันตริยกรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะ
หน้า 637 ข้อ 1812
ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลฆ่ามารดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม. ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่าบิดา เป็นชื่อว่า ทำอนัน- ตริยกรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เขาได้ปลงชีวิตมาดาแล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เขาได้ปลงชีวิตบิดาแล้ว ด้วยเหตุนั้นนะ ท่าน จึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่าบิดา เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม. ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่าพระอรหันต์ เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ. ส. ถูกแล้ว. ป. เขาได้ปลงชีวิตพระอรหันต์แล้ว มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เขาได้ปลงชีวิตพระอรหันต์แล้ว ด้วยเหตุนั้น นะท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลฆ่าพระอรหันต์ เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม. ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น เป็นผู้ ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. เขาได้ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อแล้ว มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า เขาได้ยังพระโลหิตของพระตถาคตให้ห้อ
หน้า 638 ข้อ 1812
แล้ว ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าวว่า บุคคลผู้ยังพระโลหิตให้ห้อขึ้น เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม. ส. บุคคลทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ทั้งหมด หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม ทั้งหมด หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรมอันยังสงฆ์ให้ แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรมอันยังสงฆ์ให้ แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอุบาลี บุคคล ผู้ทำสังฆเภท ที่จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ แก้ไข ไม่ได้ มีอยู่ บุคคลผู้ทำสังฆเภท ที่ไม่ต้องไปสู่อบาย ไม่ต้องไปนรก ไม่ ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ มิใช่ผู้แก้ไขไม่ได้ มีอยู่ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ๑. วิ. จุ. ๗/๔๑๑.
หน้า 639 ข้อ 1813
ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลเป็นผู้มีความ สำคัญว่า ถูกธรรมยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม. [๑๘๑๓] ป. ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้มีความสำคัญว่า ถูกธรรม ยังสงฆ์ให้แตกกัน เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บุคคลผู้ทำสังฆเภท เป็นผู้จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรก ตั้งอยู่ตลอดกัลป์ เขาเป็นผู้ยินดี ในการแยก ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ย่อมคลาดจากธรรมเป็นแดนเกษมจาก โยคะ เขาทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกันแล้ว ย่อมไหม้ในนรกตลอดกัลป์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้น บุคคลผู้ทำสังฆเภท ก็เป็นผู้ชื่อว่า ทำ อนันตริยกรรม น่ะสิ. อสัญจิจจกถา จบ อรรถกถาอสัญจิจจกถา ว่าด้วย อสัญจิจจะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอสัญจิจจะไม่แกล้ง คือไม่เจตนา. ในเรื่องนั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายว่า " ขึ้นชื่อ ว่าอนันตริยวัตถุเป็นของหนักเป็นของใหญ่ เพราะฉะนั้น แม้ในวัตถุ ๑. วิ.จุ ๗/๔๑๑.
หน้า 640 ข้อ 1813
ทั้งหลายเหล่านั้น อันผู้ใดทำให้เกิดแล้ว แม้โดยไม่ตั้งใจก็ย่อมเป็นอนันตริกรรม ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า บุคคลปลงชีวิตมารดาโดยมิได้แกล้ง เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง ด้วยสามารถแห่งลัทธิเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า บุคคลฆ่าสัตว์โดยมิได้แกล้ง เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ขึ้นชื่อว่าอนันตริยกรรมเป็นกัมมบถ ถ้าว่าบุคคลไม่จงใจ ฆ่าสัตว์พึงเป็นประเภทกัมมบถไซร้ กรรมทั้งหลายที่เหลือแม้มีปาณาติบาต เป็นต้น ก็พึงเป็นกรรมไม่จงใจ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธเพราะความไม่มี ในลัทธิเช่นนั้น. คำที่เหลือพึงทราบตามพระบาลี. คำถามว่า ไม่พึงกล่าวว่า บุคคลผู้ฆ่ามารดาเป็นผู้ชื่อว่าทำ อนันตริยธรรมหรือ เป็นของปรวาที. คำตอบรับรองของสกวาทีหมาย เอาการฆ่าโดยไม่มีเจตนาในกาลที่ทำการเยียวยารักษาโรคเป็นต้น. แม้ในปัญหาว่า เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้วมิใช่หรือ คำตอบรับรอง สกวาทีนั้นนั่นแหละ โดยหมายเอาการปลงชีวิตลงโดยไม่มีเจตนา. ก็ ปรวาทีไม่ถือเอาคำอธิบายอย่างนี้ จึงให้ลัทธิของตนตั้งอยู่ด้วยคำว่า หากว่า เขาได้ปลงชีวิตมารดาแล้ว ดังนี้ แต่การตั้งลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ ไม่ได้ เพราะไม่ตั้งไว้โดยอุบายอันแยบคาย. แม้ปิตุฆาตเป็นต้น ก็นัยนี้ นั่นแล. คำถามของสกวาทีว่า บุคคลผู้ทำสังฆเภท๑ เป็นผู้ชื่อว่าทำ ๑. คำว่า "สังฆเภท" แปลว่าการแยกสงฆ์ เพราะมีคำว่า ผู้มีความสำคัญในธรรมอันนี้ จัดเป็นประเภท ก็ดีก็ได้ เช่นพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระปราบเดียรถีย์ทั้งหลายที่มาปลอมบวชในพระศาสนา หรือจะ เรียกว่า เป็นธรรมวาทีนี้เป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรม แต่ไม่ตกอุบาย ส่วนสังฆเภท คือการ แยกสงฆ์ของพระเทวทัตต์นั้น เป็นอธัมมาวาทีจัดเป็นสังฆเภทด้วย เป็นอนันตริยกรรมด้วย ตกนรกด้วย.
หน้า 641 ข้อ 1813
อนันตริยกรรมหรือ โดยหมายเอาผู้มีความสำคัญในธรรมในการแยก สงฆ์. คำตอบรับรองของปรวาทีเพราะถือเอาพระบาลีว่า บุคคลย่อมไหม้ อยู่ในนรกตลอดกัลป์ เพราะทำลายสงฆ์ผู้พร้อมเพรียงกัน ดังนี้ โดยไม่ พิจารณา. ถูกถามอีกว่า บุคคลผู้ทำสังฆเภทเป็นผู้ชื่อว่าทำอนันตริยกรรม ทั้งหมดหรือ ปรวาทีตอบปฏิเสธโดยหมายเอาบุคคลผู้มีความสำคัญ ในธรรมอันเป็นฝ่ายของตน. ย่อมตอบรับรองโดยหมายเอาบุคคลผู้มี ความสำคัญในธรรมอันเป็นฝ่ายอื่น. แม้ใน ๒ ปัญหาว่า ธัมมสัญญี คือ บุคคลเป็นผู้มีความสำคัญว่าถูกธรรม ก็นัยนี้นั่นแหละ. พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอุบาลี บุคคลผู้ทำสังฆเภท...มิใช่หรือ ดังนี้ สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงซึ่งความที่ บุคคลผู้เป็นธัมมวาทีเป็นผู้ชื่อว่า ทำอนันตริยกรรมโดยส่วนเดียวเท่านั้น ไม่ตกอบาย. อนึ่ง อธัมมวาทีนั่นแหละพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ ประสงค์เอาในคาถาว่า จะต้องไปอบาย จะต้องไปนรกตั้งอยู่ตลอดกัลป์ ดังนี้. แต่ปรวาทีไม่ถือเอาคำอธิบายนี้ จึงให้ลัทธิตั้งไว้. ลัทธินั้นชื่อว่า ตั้งอยู่ไม่ได้เลยเพราะไม่ตั้งอยู่โดยอุบายอันแยบคาย ดังนี้แล. อรรถกถาอสัญจิจจกถา จบ
หน้า 642 ข้อ 1814, 1815, 1816
ญาณกถา [๑๘๑๔] สกวาที ญาณไม่มีแก่ปุถุชนหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความ วิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนด เฉพาะ ไม่มีแก่ปุถุชน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ฯลฯ ความเข้าไป กำหนดรู้เฉพาะ ของปุถุชน มีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ฯลฯ ความ เข้าไปกำหนดเฉพาะ ของปุถุชน มีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ญาณไม่มีแก่ ปุถุชน. [๑๘๑๕] ส. ญาณไม่มีแก่ปุถุชน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปุถุชนพึงเข้าปฐมฌาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปุถุชนพึงเข้าปฐมฌาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า ญาณไม่มีแก่ปุถุชน. [๑๘๑๖] ส. ปุถุชนพึงเข้าทุติยฌาน ฯลฯ ตติยฌาน ฯลฯ จตุตถฌาน ฯลฯ พึงเข้าอากาสานัญจายตนะ วิญญาณัญจายตนะ อากิญจัญญายตนะ เนวสัญญาสัญายตนะ ปุถุชนพึงให้ทาน ฯลฯ พึงให้จีวร ฯลฯ พึงให้
หน้า 643 ข้อ 1817
บิณฑบาต พึงให้เสนาสนะ ฯลฯ พึงให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปุถุชนพึงให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า ญาณไม่มีแก่ปุถุชน. [๑๘๑๗] ป. ญาณของปุถุชนมีอยู่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ปุถุชน กำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย กระทำให้แจ้งซึ่ง นิโรธ ยังมรรคให้เกิดด้วยญาณนั้น หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ญาณกถา จบ อรรถกถาญาณกถา ว่าด้วย ญาณ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณ๑. ในเรื่องนั้น ญาณ ๒ คือ โลกิยญาณ และโลกุตตรญาณ ญาณในสมาบัติก็ดี กัมมัสสกตาญาณที่เป็นไปด้วย สามารถแห่งการให้ทานเป็นต้นก็ดี เรียกว่า โลกิยญาณ มัคคญาณอัน กำหนดสัจจะก็ดี ผลญาณก็ดี เรียกว่า โลกุตตรญาณ. ก็ชนเหล่าใดไม่ ทำวิภาคนี้ มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายเหตุวาทะว่า ญาณที่กำหนด ๑. ไวพจน์ของญาณ คือ ปัญญา ความเข้าใจ ความวิจัย ความสอบสวน ความใคร่ครวญ ธัมมวิจยะ คือความพิจารณาธรรม ความกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ.
หน้า 644 ข้อ 1817
สัจจะเท่านั้นมีอยู่ ญาณนอกจากนี้ไม่มี เพราะฉะนั้น ญาณของปุถุชน จึงไม่มี ดังนี้. คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำว่า ปัญญา เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงไวพจน์ของญาณ. อธิบายว่า สกวาทีย่อมแสดงซึ่งญาณนั้นด้วยปัญญานั้นว่า ถ้าว่า ญาณ ของบุคคลนั้นไม่มี มีปัญญาเป็นต้นก็ย่อมไม่มี ก็หรือปัญญาเป็นต้นมีอยู่ แม้ญาณก็มีอยู่ เพราะเหตุไร ? เพราะความที่ปัญญาเป็นต้นมิใช่เป็นธรรม นอกจากญาณ. คำว่า ปุถุชนพึงเข้าปฐมฌาน เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อ แสดงญาณในสมาบัติ. คำว่า ปุถุชนพึงให้ทาน เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงถึงกัมมัสสกตาญาณ คือญาณในความเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน. ข้อว่า ปุถุชนกำหนดรู้ทั่วถึงทุกข์ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทรง แสดงโลกุตตมัคคญาณนั่นแหละ แต่มิได้ทรงแสดงโลกุตตรญาณเท่านั้น หมายความว่าแสดงโลกิยญาณด้วย ดังนี้แล. อรรถกถาญาณกถา จบ
หน้า 645 ข้อ 1818, 1819, 1820
นิรยปาลกถา [๑๘๑๘] สกวาที นายนิรยบาลไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. การทำกรรมกรณ์ไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การทำกรรมกรณ์มีอยู่ในนรกทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. นายนิรยบาลมีอยู่ในนรกทั้งหลาย หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๑๙] ส. การทำกรรมกรณ์มีอยู่ในมนุษย์ และคนผู้ทำกรรมกรณ์ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมกรณ์มีอยู่ในนรกทั้งหลาย และคนผู้ทำกรรมกรณ์ ก็มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กรรมกรณ์มีอยู่ในนรกทั้งหลาย แต่คนผู้ทำกรรมกรณ์ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. กรรมกรณ์มีอยู่ในหมู่มนุษย์ แต่คนผู้ทำกรรมกรณ์ ไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๒๐] ป. นายนิรยบาลมีอยู่ในนรกทั้งหลาย หรือ ?
หน้า 646 ข้อ 1821, 1822
ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ท้าวเวสสภู ก็มิได้ฆ่า ท้าวเปตติราช ก็มิได้ฆ่า ท้าวโสม ท้าวยม และท้าวเวสสวัณ ก็มิได้ฆ่า กรรมของตนต่างหาก ฆ่าบุคคลผู้สิ้นบุญจากโลกนี้และเข้าถึงปรโลก ในนรกนั้น ๆ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่ หรือ ? ส. ถูกแล้ว ป. อย่างนั้น นายนิรยบาลก็ไม่มีในนรกทั้งหลาย น่ะสิ. [๑๘๒๑] ส. นายนิรยบาลไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนายนิรยบาล ย่อมยังสัตว์นรกนั้นให้รับกรรมกรณ์ อันชื่อว่าเครื่องจำ ๕ ประการ คือ ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่มือข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอัน ร้อนที่มืออีกข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่เท้าข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็ก อันร้อนที่เท้าอีกข้างหนึ่ง ตรึงตาปูเหล็กอันร้อนที่กลางอก สัตว์นรกนั้น เสวยทุกขเวทนา เผ็ดร้อนอยู่ในนรกนั้น และจะยังไม่ตายตลอดเวลาที่ บาปกรรมนั้นยังไม่สิ้นสุด ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้นนายนิรยบาลก็มีอยู่ในนรกทั้งหลาย น่ะสิ. [๑๘๒๒] ส. นายนิรยบาลไม่มีในนรกทั้งหลาย หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๑. องฺ ติก. ๒๐/๔๗๕.
หน้า 647 ข้อ 1822
พวกนายนิรยบาล ยังสัตว์นรกนั้นให้นอนแผ่ลงแล้ว พากันถากด้วยผึ่ง ฯลฯ พวกนายนิรยบาลตั้งสัตว์นรกนั้น ให้มีเท้าไปในเบื้องบน มีศีรษะ ในเบื้องต่ำ แล้วถากด้วยพร้า ฯลฯ พวกนายนิรยบาลเทียมสัตว์นรกนั้น เข้าในรถ แล้วให้แล่นกลับไปกลับมาเหนือแผ่นดินอันไฟติดทั่วแล้ว มีเปลวเป็นอันเดียวกัน มีแสงโชติช่วง ฯลฯ พวกนายนิรยบาล ยังสัตว์ นรกนั้นให้ขึ้นไต่ลง ซึ่งภูเขาถ่านเพลิงใหญ่ อันไฟติดทั่วแล้ว มีเปลว เป็นอันเดียวกัน มีแสงโชติช่วง ฯลฯ พวกนายนิรยบาลจับสัตว์นรกนั้น ให้มีเท้าในเบื้องบน ให้มีศีรษะในเบื้องต่ำ ใส่เข้าในหม้อทองแดงอันร้อน อันไฟติดทั่วแล้ว มีเปลวเป็นอันเดียวกัน มีแสงโชติช่วง เขาหมกไหม้ มีร่างกายเป็นฟองในหม้อทองแดงนั้น และทั้งที่หมกไหม้มีร่างกายเป็น ฟองอยู่ในหม้อทองแดงนั้น บางครั้งโผล่ขึ้นข้างบน บางครั้งจมลงข้างใต้ บางครั้งพุ่งขวางไป เขาเสวยเวทนาอันเป็นทุกข์ ฯลฯ นายนิรยบาลทั้งหลาย ย่อมใส่เข้าซึ่งสัตว์นรกนั้นในมหานรก ก็มหานรกนั้นแล ๔ มุม ๔ ประตู จำแนกกำหนดไว้เป็นส่วน ๆ มีกำแพงเหล็กล้อมรอบ ครอบด้วยเหล็ก พื้นแห่งมหานรกนั้นก็แล้วไปด้วยเหล็ก ประกอบด้วยความร้อนลุกเป็น เปลวแผ่ไปร้อยโยชน์โดยรองตั้งอยู่ ในกาลทุกเมื่อ ดังนี้๑ เป็นสูตรมี อยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น นายนิรยบาล ก็มีอยู่ในนรกทั้งหลาย น่ะสิ. นิรยปาลกถา จบ ๑. อง. ติก. ๒๐/๔๗๕., ม.อุ.๑๔/๕๑๒
หน้า 648 ข้อ 1822
อรรถกถานิรยปาลกถา ว่าด้วย นายนิรยบาล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องนายนิรยบาล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ในนรก กรรมของสัตว์นรกนั่นแหละ ย่อมฆ่าสัตว์นรกทั้งหลายโดยเป็นรูปนายนิรยบาล สัตว์ทั้งหลายชื่อว่าเป็น นายนิรยบาลหามีไม่ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำ ตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า การทำ กรรมกรณ์ คือการลงโทษ ไม่มีในนรกทั้งหลายหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วย คำว่า ถ้าว่า นายนิรยบาลทั้งหลายไม่พึงมีในนรกไซร้ แม้กรรมกรณ์ ทั้งหลายก็ไม่พึงมี แต่เมื่อกรรมกรณ์ทั้งหลายมีอยู่ การกระทำกรรมกรณ์ ก็พึงมี มิใช่หรือ ดังนี้. คำว่า การทำกรรมกรณ์มีอยู่ในมนุษย์ สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อ ให้ทราบโดยแจ่มแจ้ง. ในข้อนี้ มีอธิบายว่า เหมือนอย่างว่า เมื่ออุปกรณ์ เครื่องลงโทษมีในพวกมนุษย์ทั้งหลาย การกระทำก็ย่อมมี ฉันใด แม้ใน นรกนั้น ก็ฉันนั้นนั่นแหละ. คำถามว่า นายนิรยบาลมีอยู่ในนรกทั้งหลายหรือ ? เป็นของ ปรวาที. คำตอบรับรองเป็นของสกวาที. ปรวาทีนำพระสูตรมาโดยลัทธิ ของตนว่า ท้าวเวสสภูก็มิได้ฆ่า แม้ท้าวเปตติราช คือพญาเปรต ก็ มิได้ฆ่า ฯลฯ กรรมของสัตว์นั้นเองย่อมฆ่าเขาผู้สิ้นบุญจากโลกนี้และ เข้าถึงโลกหน้าในนรกนั้น ๆ ดังนี้ พระสูตรนั้นสกวาทียอมรับแล้วว่า นั่นเป็นถ้อยคำที่หยั่งลงในพระศาสนา มีอยู่ ดังนี้. ในคำเหล่านั้น คำว่า ท้าวเวสสภู ได้แก่ เทพองค์หนึ่ง. คำว่า
หน้า 649 ข้อ 1822
ท้าวเปตติราช ได้แก่ เปรตผู้มีฤทธิมากในปิตติวิสัย. ท้าวโสม เป็นต้น ปรากฏชัดเจนแล้วทั้งนั้น. ข้อนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า ท้าวเวสสภู เป็นต้น ย่อมไม่ฆ่าสัตว์ผู้ละโลกนี้แล้วไปสู่โลกหน้าตามกรรมทั้งหลายของตน อนึ่ง สัตว์นั้นละที่นั้นไปด้วยกรรมเหล่าใด กรรมทั้งหลายอันเป็นของตน เหล่านั้นนั่นแหละ ย่อมฆ่าสัตว์ในที่นั้น เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงแสดงซึ่งความที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของของตน มิใช่ทรง แสดงความไม่มีนายนิรยบาลทั้งหลาย. อนึ่ง บทแห่งพระสูตรทั้งหลาย ที่สกวาทีนำมากล่าวแล้วว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกนายนิรยบาลย่อมยัง สัตว์นรกนั้นให้รับกรรมกรณ์ ๕ ประการ เป็นต้น มีอรรถที่ท่านแนะนำไว้ แล้วทั้งนั้นแล. อรรถกถานิรยปาลกถา จบ
หน้า 650 ข้อ 1823, 1824
ติรัจฉานกถา [๑๘๒๓] สกวาที สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เทวดามีอยู่ในหมู่ดิรัจฉาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เทวโลกเป็นกำเนิดแห่งสัตว์ดิรัจฉาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. แมลง ตั๊กแตน ยุง แมลงวัน งู แมลงป่อง ตะเข็บ ไส้เดือน มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๒๔] ป. สัตว์ดิรัจฉานไม่มีในหมู่เทวดา หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ช้างตัวประเสริฐ ชื่อ เอราวัณ ยานทิพย์อันเทียม ด้วยม้าหนึ่งพัน มีอยู่ในหมู่เทวดา มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ช้างตัวประเสริฐ ชื่อเอราวัณ ยานทิพย์อัน เทียมด้วยม้าหนึ่งพัน มีอยู่ในหมู่เทวดานั้น ด้วยเหตุนั้นนะ ท่านจึงต้องกล่าว ว่า สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา.
หน้า 651 ข้อ 1825
[๑๘๒๕] ส. สัตว์ดิรัจฉานมีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พวกผูกช้าง พวกผูกม้า พวกตะพุ่นหญ้า พวกหัวหน้า งาน พวกทำอาหารสัตว์ มีอยู่ในหมู่เทวดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ถ้าอย่างนั้น สัตว์ดิรัจฉานก็ไม่มีอยู่ในหมู่เทวดา น่ะสิ. ติรัจฉานกถา จบ อรรถกถาดิรัจฉาน ว่าด้วย สัตว์ดิรัจฉาน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัตว์ดิรัจฉาน. ในเทพทั้งหลายเหล่านั้น เทพบุตร ทั้งหลาย ชื่อว่าเอราวัณ เป็นต้น ย่อมแปลงเพศเป็นช้าง เป็นม้า สัตว์ ดิรัจฉานทั้งหลายย่อมไม่มีในที่นั้น ก็ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิ ของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า สัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายมีอยู่ในหมู่เทพ เพราะ เห็นเทพบุตรทั้งหลายผู้นิรมิตเพศเป็นเพศสัตว์ดิรัจฉาน ดังนี้ คำถาม ของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เทวดามีอยู่ในหมู่สัตว์ดิรัจฉานหรือ เป็นต้น เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่าสัตว์ดิรัจฉานทั้งหลายพึงมีในเทวกำเนิดได้ไซร้ เทพทั้งหลายก็พึงมีในกำเนิดของสัตว์ดิรัจฉานได ้ ดังนี้. คำว่า แมลง เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้วเพื่อแสดงถึงสัตว์ทั้งหลาย ที่ปรวาทีไม่ปรารถนาเหล่าใดเหล่านั้น. ในปัญหาว่า ช้างตัวประเสริฐชื่อว่าเอราวัณ สกวาทีกล่าวตอบ
หน้า 652 ข้อ 1825
รับรอง เพราะความที่ช้างชื่อว่าเอราวัณนั้นมีอยู่แต่หาใช่สัตว์ดิรัจฉาน ไม่. คำว่า พวกผูกช้าง เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าว่า ช้างเป็นต้นพึงมีในที่นั้นไซร้ แม้พวกผูกช้างเป็นต้นก็พึงมีในที่นั้น ดังนี้. ในคำเหล่านั้น คำว่า พวกตะพุ่นหญ้า ได้แก่ ผู้ให้หญ้าที่สัตว์กิน. คำว่า พวกหัวหน้างาน ได้แก่ นายหัตถาจารย์เป็นต้น อธิบายว่า นายหัตถาจารย์เหล่านั้นพึงทำวิธีการฝึกโดยวิธีต่าง ๆ. คำว่า พวกทำ อาหารให้สัตว์ ได้แก่ ผู้หุงต้มอาหารให้สัตว์ทั้งหลายมีช้างเป็นต้น. คำว่า ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ความว่าปรวาทีเมื่อไม่ปรารถนาเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ ดังนี้แล. อรรถกถาติรัจฉานกถา จบ
หน้า 653 ข้อ 1826, 1827
มัคคกถา [๑๘๒๖] สกวาที มรรคมีองค์ ๕ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสมรรคมีองค์ ๘ คือ สัมมา- ทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิไว้ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสมรรคมีองค์ ๘ คือสัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิไว้ ก็ต้องไม่กล่าวว่า มรรคมีองค์ ๕. ส. มรรคมีองค์ ๕ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า บรรดาทาง ทาง มีองค์ ๗ ประเสริฐที่สุด บรรดาสัจจะ สัจจะ ๔ ประเสริฐที่สุด บรรดา ธรรม วิราคธรรม ประเสริฐที่สุด บรรดาวิบท พระตถาคตผู้มีจักษุ ประเสริฐที่สุด ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น มรรคก็มีองค์ ๘ น่ะสิ. [๑๘๒๗] ส. สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาวาจานั้น ไม่เป็นมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาทิฏฐินั้นไม่ เป็นมรรค หรือ ? ๑. ขุ.ธ. ๒๕/๓๐.
หน้า 654 ข้อ 1828
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. สัมมาวาจาเป็นของแห่งมรรค แต่สัมมาวาจานั้น ไม่เป็นมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิ เป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาสมาธินั้นไม่เป็นมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมากัมมันตะ ฯ ล ฯ สัมมาอาชีวะ เป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาอาชีวะนั้น ไม่เป็นมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นองค์แห่งมรรค แต่ สัมมาสมาธินั้นไม่เป็นมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๒๘] ส. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาทิฏฐินั้น เป็นมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาวาจานั้น เป็นมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาทิฏฐินั้นเป็น มรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 655 ข้อ 1829, 1830
ส. สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมาสังกัปปะ ฯลฯ สัมมาวายามะ ฯลฯ สัมมาสติ ฯลฯ สัมมาสมาธิเป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาสมาธินั้นเป็นมรรค หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมาวาจา ฯลฯ สัมมากัมมันตะ ฯลฯ สัมมาอาชีวะ เป็นองค์แห่งมรรค และสัมมาอาชีวะนั้นเป็นมรรค หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๒๙] ป. อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ก็กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของบุคคลนั้น เป็นอาการบริสุทธิ์ ในกาลก่อนเทียวแล อริยมรรค มีองค์ ๘ นี้ ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนา แก่บุคคลนั้น ด้วยประการ ฉะนี้ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ถ้าอย่างนั้นมรรคก็มีองค์ ๕ น่ะสิ. [๑๘๓๐] ส. มรรคมีองค์ ๕ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนสุภัททะ ๑. ที.มหา. ๑๐/๑๓๘.
หน้า 656 ข้อ 1830
อริยมรรคมีองค์ ๘ หาไม่ได้ในธรรมวินัยใดแล แม้สมณะก็หามิได้ใน ธรรมวินัย แม้สมณะที่ ๒ ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น แม้สมณะที่ ๓ ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น แม้สมณะที่ ๔ ก็หาไม่ได้ในธรรมวินัยนั้น ก็ อริยมรรคมีองค์ ๘ หาได้ในธรรมวินัยใดแล แม้สมณะก็หาได้ในธรรม วินัยนั้น แม้สมณะที่ ๒ ฯลฯ แม้สมณะที่ ๓ ฯลฯ แม้สมณะที่ ๔ ก็หาได้ ในธรรมวินัยนั้น ดูก่อนสุภัททะ อริยมรรคมีองค์ ๘ ย่อมหาได้ในธรรม วินัยนี้แล สมณะย่อมหาได้ในธรรมวินัยนี้แล สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ ย่อมหาได้ในธรรมวินัยนี้ ปรับปวาทโดยเจ้าลัทธิอื่น ๆ ว่าง จากสมณะทั้งหลาย ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น มรรคก็มีองค์ ๘ น่ะสิ. มัคคกถา จบ อรรถกถามัคคกถา ว่าด้วย มรรค บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องมรรค. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธินิกายมหิสาสกะทั้งหลายว่า ว่าโดยแน่นอน มรรคมีองค์ ๕ เท่านั้น เพราะอาศัยพระสูตรที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ก็กายกรรม วจีกรรม อาชีวะของผู้นั้นเป็นอาการหมดจดดีแล้วในกาลก่อนเทียวแล ฯลฯ ดังนี้ นั่นแหละจึงกล่าวว่า สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ ว่าเป็น ธรรมไม่ประกอบกับจิต ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า มรรคมีองค์ ๕ หรือ ๑. ที.มหา.๑๐/๑๓๘.
หน้า 657 ข้อ 1830
โดยหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ข้อว่า สัมมาวาจาเป็นองค์แห่งมรรค แต่สัมมาวาจานั้นไม่เป็น มรรคหรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าว ด้วยสามารถแห่งลัทธิของชนเหล่าอื่น. จริงอยู่ ในลัทธินั้นว่า สัมมาวาจาเป็นต้นเป็นองค์แห่งมรรคแต่ไม่ใช่มรรค เพราะความเป็นรูป ดังนี้. คำว่า สัมมาทิฏฐิเป็นองค์แห่งมรรค เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงว่า ความที่องค์แห่งมรรคไม่เป็นมรรคหามีไม่ ดังนี้. ในพระสูตรว่า กายกรรม ฯลฯ ของบุคคลนั้นบริสุทธิ์แล้วในกาล ก่อนเทียวแล คำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า กายกรรม วจีกรรม อาชีวะ เป็นอาการบริสุทธิ์แล้ว ดังนี้ ก็เพื่อแสดงซึ่งความที่ปฏิปทาอัน กุลบุตรพึงบรรลุเป็นภาวะบริสุทธิ์แล้วว่า ชื่อว่ามัคคภาวนาย่อมมีแก่ ผู้บริสุทธิ์แล้ว มิใช่มีแก่บุคคลนอกจากนี้ ดังนี้ มิใช่ตรัสไว้เพื่อแสดงถึง ความที่มรรคประกอบด้วยองค์ ๕ โดยเว้นจากสัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะเหล่านี้. ด้วยสูตรนั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้ ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนาแก่บุคคลด้วย ด้วยประการฉะนี้ ดังนี้ ส่วนพระสูตรที่สกวาทีนำมาแล้ว มีอรรถตามที่ ท่านแนะนำไว้แล้วนั่นแล. อรรถกถามัคคกถา จบ
หน้า 658 ข้อ 1831
ญาณกถา [๑๘๓๑] สกวาที ญาณโกุตตระมีวัตถุ ๒ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. โลกุตตรญาณเป็น ๑๒ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โลกุตตรญาณเป็น ๑๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. โสดาปัตติผลเป็น ๑๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สกทาคามิมรรคเป็น ๑๒ อย่าง ฯลฯ อนาคามิมรรค ฯลฯ อรหัตมรรคเป็น ๒ อย่าง หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อรหัตมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อรหัตมรรคเป็น ๑๒ อย่าง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 659 ข้อ 1832
[๑๘๓๒] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ญาณโลกุตตระมีวัตถุ ๑๒ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว วิชชาเกิดขึ้นแล้ว แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินในกาลก่อนว่า นี้ทุกข์ เป็น ของจริงอย่างประเสริฐดังนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ แสงสว่างเกิดขึ้นแล้ว แก่เรา ในธรรมทั้งหลายที่เราไม่เคยได้ยินในกาล ก่อนว่า ก็ทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงกำหนด รู้ ดังนี้ ฯลฯ ก็ทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเรากำหนด รู้แล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่า นี้เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ ว่า เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงละเสีย ดังนี้ ฯลฯ ว่า เหตุเกิดขึ้นแห่งทุกข์อันเป็นของจริงอย่าง ประเสริฐนี้นั้นแล อันเราละแล้ว ฯลฯ ว่า นี้ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เป็น ของจริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ ว่าธรรมเป็นที่ดับทุกข์อันเป็นของจริง อย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราพึงทำให้แจ้ง ดังนี้ ฯลฯ ว่า ธรรมเป็นที่ ดับทุกข์อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้น อันเราทำให้แจ้งแล้ว ดังนี้ ฯลฯ ว่า นี้ปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ เป็นของจริงอย่างประเสริฐ ดังนี้ ฯลฯ ว่า ปฏิปทาอันให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์ อันเป็นของจริง อย่างประเสริฐนี้นั้น อันเราพึงให้เกิด ดังนี้ ฯลฯ ว่า ปฏิปทาอันให้ถึง ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ อันเป็นของจริงอย่างประเสริฐนี้นั้นแล อันเราให้ เกิดแล้ว ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว.
หน้า 660 ข้อ 1832
ป. ถ้าอย่างนั้น ญาณโลกุตตระ ก็มีวัตถุ ๑๒ น่ะสิ. ญาณกถา จบ อรรถกถาญาณกถา ว่าด้วย ญาณ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องญาณ. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธินิกายปุพพเสลิยะ อปรเสลิยะทั้งหลายว่า ญาณมีวัตถุ ๑๒ โดยหมายเอาญาณมีอาการ ๑๒ ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรว่าเป็น โลกุตตรญาณ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า ญาณโลกุตตระ วัตถุ ๑๒ หรือ เพื่อท้วงด้วยคำว่า ถ้าโลกุตตรญาณนั้นมีวัตถุ ๑๒ ไซร้ มรรคญาณทั้งหลายก็พึงมี ๑๒ ดังนี้ ปรวาทีตอบปฏิเสธหมายเอาโลกุตตรญาณ นั้นเป็นสภาพเดียวกันกับมรรคญาณ. และตอบปฏิเสธหมายเอาความ ต่างกันแห่งญาณในแต่ละสัจจะด้วยสามารถเเห่งสัจจญาณ กิจจญาณ และกตญาณทั้งหลาย. ในคำว่า โสดาปัตติมรรคเป็น ๑๒ หรือ ก็นัยนี้ นั่นแหละ. พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย จักษุเกิดขึ้นแล้ว ญาณเกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ มิใช่หรือ ดังนี้ ย่อม แสดงถึงความแตกต่างกันแห่งญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้นและเบื้องปลาย ที่ได้บรรลุ มิใช่แสดงซึ่งความที่อริยมรรคว่ามี ๑๒ ฉะนั้น พระสูตรนี้ จึงมิใช่ข้ออ้างว่าญาณโลกกุตตระมีวัตถุ ๑๒ ดังนี้แล. อรรถกถาญาณกถา จบ
หน้า 661 ข้อ 1832
รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. อสัญจิจจกถา ๒. ญาณกถา ๓. นิรยปาลกถา ๔. ติรัจฉานกถา ๕. มัคคกถา ๖. ญาณกถา. วรรคที่ ๒๐ จบ
หน้า 662 ข้อ 1833, 1834
วรรคที่ ๒๑ สาสนกถา [๑๘๓๓] สกวาที ศาสนาได้แปลงใหม่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. สติปัฏฐานได้แปลงใหม่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศาสนาได้แปลงใหม่ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. สัมมัปปธาน ฯลฯ อิทธิบาท ฯลฯ อินทรีย์ ฯลฯ พละ ฯลฯ โพชฌงค์ ได้แปลงใหม่ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศาสนาเป็นอกุศลในกาลก่อน ได้แปลงให้เป็นกุศล ในภายหลังหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศาสนาเป็นสาสวะ ฯลฯ เป็นสัญโญชนิยะ เป็นคันถ- นิยะ เป็นโอฆนิยะ เป็นโยคนิยะ เป็นนีวรณิยะ เป็นปรามัฏฐะ เป็น อุปาทานิยะ ฯลฯ เป็นสังกิเลสิกะในกาลก่อน ได้แปลงให้เป็นอสังกิเลสิกะ ในภายหลัง หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๓๔] ส. บุคคลไร ที่แปลงศาสนาของพระตถาคตใหม่ได้ มี อยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว.
หน้า 663 ข้อ 1835
ส. บุคคลไร ที่แปลงสติปัฏฐานใหม่ได้มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลไร ที่แปลงสัมมัปปธาน ฯลฯ อิทธิบาท ฯลฯ อินทรีย์ ฯลฯ พละ ฯลฯ โพชฌงค์ใหม่ได้มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลไร ที่แปลงคาสนาอันเป็นอกุศลในกาลก่อน ให้เป็นกุศลในภายหลังได้มีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. บุคคลไร ที่แปลงศาสนาอันเป็นสาสวะ ฯลฯ อันเป็น สังกิเลสิกะในกาลก่อน ให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลังได้ มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๓๕] ส. ศาสนาของพระตถาคตจะแปลงใหม่อีกได้หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สติปัฏฐานจะแปลงใหม่อีกได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. สัมมัปปธาน อิทธิบาท อินทรีย์ พละ ฯลฯ โพชฌงค์ จะแปลงใหม่อีกได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ส. ศาสนาอันเป็นอกุศลในกาลก่อน จะแปลงให้เป็นกุศล ในภายหลังได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ศาสนาอันเป็นสาวะ ฯลฯ อันเป็นสังกิเลสิกะใน
หน้า 664 ข้อ 1835
กาลก่อน จะแปลงให้เป็นอสังกิเลสิกะในภายหลังได้หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สาสนากถา จบ อรรถกถาสาสนกถา ว่าด้วย ศาสนา บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องศาสนา คือคำสั่งสอน หรือพระธรรมวินัย. ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า ศาสนา แต่งขึ้นใหม่ด้วย ว่าบุคคลบางคนย่อมแปลงศาสนาของพระตถาคตขึ้นใหม่ ด้วย ว่า ศาสนาของพระตถาคตบุคคลสามารถแต่งใหม่ได้ด้วย ทั้งนี้ โดย หมายเอาการสังคายนาทั้ง ๓ ครั้ง ดังนี้ คำถามของสกวาทีในกถาแม้ทั้ง ๓ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า สติปัฏฐานได้แปลงใหม่หรือ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อ ติเตียนปัญหาแม้ทั้ง ๓ ด้วยคำว่า อริยธรรมทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นต้น ก็ดี เทศนาแห่งกุศลธรรมเป็นต้นก็ดี ชื่อว่าศาสนา ในศาสนานั้น เว้น ธรรมทั้งหลายมีสติปัฏฐานเป็นต้นที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแก่ชน เหล่าใดแล้ว ศาสนาชื่อว่าอันบุคคลนั้นทำขึ้นใหม่โดยการกระทำธรรม เหล่าอื่นให้เป็นสติปัฏฐานเป็นต้น หรือกระทำอกุศลธรรมเป็นต้นให้เป็น กุศลธรรมเป็นต้น หรือว่าศาสนาอันใคร ๆ กระทำแล้วอย่างนั้นมีอยู่ หรือพึงอาจเพื่อทำอย่างนั้นได้มีอยู่หรือ ดังนี้. คำที่เหลือในที่ทั้งปวงพึงทราบ ตามพระบาลีนั่นแล. อรรถกถาสาสนกถา จบ
หน้า 665 ข้อ 1836, 1837
อวิวิตตกถา [๑๘๓๖] สกวาที ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากผัสสะมีธาตุ ๓ ฯลฯ จากเวทนา จากสัญญา จากเจตนา จากจิต จากศรัทธา จากวิริยะ จากสติ จากสมาธิ จากปัญญา มีธาตุ ๓ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ในขณะใดปุถุชนใดจีวร ในขณะนั้นก็เข้าถึงปฐมฌาน อยู่ ฯลฯ เข้าถึงอากาสานัญจายตนสมาบัติอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ในขณะใดปุถุชนให้บิณฑบาต ฯลฯ ให้เสนาสนะ ฯลฯ ให้คิลานปัจจยเภสัชชบริขาร ในขณะนั้นก็เข้าถึงจตุตถฌานอยู่ ก็เข้าถึง เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๓๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ปุถุชนไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. กรรมอันจะให้เข้าถึงรูปธาตุ และอรูปธาตุ อันปุถุชน กำหนดรู้แล้ว หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 666 ข้อ 1837
ป. ถ้าอย่างนั้น ปุถุชนก็ไม่สงัดแล้วจากธรรมมีธาตุ ๓ น่ะสิ. อวิวิตตกถา จบ อรรถกถาอวิวิตตกถา ว่าด้วย ปุถุชนผู้ไม่สงัด บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปุถุชนผู้ไม่สงัด ในเรื่องนั้น การสันนิษฐาน ใน ลัทธิของสกวาทีนี้ว่า ธรรมใดเกิดขึ้นเฉพาะหน้า คือเป็นปัจจุบัน ด้วย บุคคลใด บุคคลนั้นชื่อว่าไม่สงัดจากธรรมนั้น ดังนี้. ก็ชนเหล่าใดมี ความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอุตตราปถกะบางพวกนั้นนั่นแหละว่า ปุถุชน ไม่กำหนดรู้ธรรมอันประกอบด้วยธาตุ ๓๑ เหตุใด เพราะเหตุนั้น ในขณะ เดียวกันนั่นแหละเขาย่อมไม่สงัดจากธรรมอันประกอบด้วยธาตุ ๓ แม้ ทั้งปวง ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. คำว่า ไม่สงัดจากผัสสะ ๓ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อแสดงโทษ อันเป็นไปในขณะหนึ่งแห่งธรรมทั้งปวงมีผัสสะเป็นต้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาอวิวิตตกถา จบ ๑. ธาตุ ๓ คือ กามธาตุ รูปธาตุ อรูปธาตุ.
หน้า 667 ข้อ 1838, 1839
สัญโญชนกถา [๑๘๓๘] สกวาที การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้ว บรรลุอรหัตตผล มีอยู่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ยังไม่ละ วิจิกิจฉา ฯลฯ ยังไม่ละสีลัพพตปรามาส ฯลฯ ยังไม่ละราคะ ยังไม่ละโทสะ ยังไม่ละโมหะ ฯลฯ ยังไม่ละอโนตตัปปะบางอย่าง แล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๓๙] ส. การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้วบรรลุ อรหัตผล มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ยังมีโทสะ ยังมีโมหะ ยังมี มานะ ยังมีมักขะ ยังมีอุปายาส ยังมีกิเลส หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ หมดราคะแล้ว หมดโทสะแล้ว หมดโมหะ แล้ว หมดมานะแล้ว หมดมักขะแล้ว หมดปฬาสะแล้ว หมดอุปายาสแล้ว หมดกิเลสแล้ว หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลส แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว บรรลุอรหัตผล มีอยู่.
หน้า 668 ข้อ 1840
[๑๘๔๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์ บางอย่างแล้วบรรลุอรหัตผล มีอยู่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์บาง อย่างแล้วบรรลุอรหัตผล ก็มีอยู่ น่ะสิ. สัญโญชนกถา จบ อรรถกถาสัญโญชนกถา ว่าด้วย สัญโญชน์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องสัญโญชน์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธินิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า การบรรลุพระอรหันต์ไม่ละ สัญโญชน์บางอย่างมีอยู่ โดยมีความสำคัญว่า พระอรหันต์ย่อมไม่รู้ พุทธวิสัยทั้งปวง เหตุใด เพราะเหตุนั้น จึงว่าพระอรหันต์ละอวิชชาและ วิจิกิจฉาไม่ได้ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. คำว่า การที่พระโยคียังไม่ละสักกายทิฏฐิ เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อแสดงว่าพระอรหันต์ต้องละสัญโญชน์ได้ทั้งหมด. ใน ๒ ปัญหาว่า พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวงหรือ สกวาที ทำการปฏิเสธ เพราะพระอรหันต์ไม่มีสัพพัญญุตญาณ แต่ไม่ปฏิเสธว่า พระอรหันต์ไม่ละวิชชาสละวิจิกิจฉา. แต่ปรวาทีหมายเอาความที่
หน้า 669 ข้อ 1840
พระอรหันต์ไม่รู้พุทธวิสัยว่าเป็นการไม่ละอวิชชาและวิจิกิจจาทั้งหลาย จึงได้ให้ลัทธิตั้งไว้ด้วยคำว่า ถ้าอย่างนั้น การที่พระโยคียังไม่ละสัญโญชน์ บางอย่างแล้วบรรลุอรหัตผลก็มีอยู่นะสิ ดังนี้ แต่ว่า ลัทธินั้นย่อมตั้งอยู่ ไม่ได้เลยเพราะตั้งอยู่โดยไม่แยบคาย ดังนี้แล. อรรถกถาสัญโญชนกถา จบ
หน้า 670 ข้อ 1841
อิทธิกถา [๑๘๔๑] สกวาที ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ต้นไม้จงมีใบ เป็นนิตย์ ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ต้นไม้จงมีดอก เป็นนิตย์ ฯลฯ ต้นไม้จงมีผลเป็นนิตย์ สถานที่นี้จงมีความสว่างเป็นนิตย์ จงมีความปลอดโปร่งเป็นนิตย์ จงมีภิกษาหาได้ง่ายเป็นนิตย์ จงมีฝน งามเป็นนิตย์ ดังนี้ ของพรพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า ผัสสะเกิดขึ้น แล้วอย่าดับไป ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ เจตนา ฯลฯ จิต ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ฯลฯ ปัญญา เกิดขึ้นแล้วอย่าดับไป ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ
หน้า 671 ข้อ 1842, 1843, 1844
[๑๘๔๒] ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ ของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวกอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า รูปจงเป็นของ เที่ยง เวทนา สัญญา สังขาร ฯลฯ วิญญาณ จงเป็นของเที่ยง ดังนี้ ของ พระพุทธเจ้าหรือของพระสาวกมีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ [๑๘๔๓] ส. ฤทธิเป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้า หรือของพระสาวกมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ว่า สัตว์ทั้งหลาย ซึ่งมีความเกิดเป็นธรรมดา อย่าเกิดเลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมี ความแก่เป็นธรรมดา อย่าแก่เลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความ เจ็บเป็นธรรมดา อย่าเจ็บเลย ดังนี้ ฯลฯ ว่าสัตว์ทั้งหลายซึ่งมีความตาย เป็นธรรมดา อย่าตายเลย ดังนี้ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวกมีอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๔๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ ของพระพุทธเจ้าหรือของพระสาวก มีอยู่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานปราสาทของพระ- เจ้าแผ่นดินมคธ ผู้จอมทัพ พระนามว่าพิมพิสาร ว่าจงเป็นทอง ดังนี้
หน้า 672 ข้อ 1844
และปราสาทนั้นก็ได้เป็นทองไปจริงมิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะ ได้อธิษฐานปราสาท ของพระเจ้าแผ่นดินมคธ ผู้จอมทัพ พระนามว่าพิมพิสาร ว่าจงเป็นทอง ดังนี้ และปราสาทนั้นก็ได้เป็นทองไปจริง ๆ ด้วยเหตุนั้นและท่านจึงต้อง กล่าวว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ของพระพุทธเจ้าหรือของ พระสาวก มีอยู่. อิทธิกถา จบ อรรถกถาอิทธิกถา ว่าด้วย ฤทธิ์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องฤทธิ์. ในเรื่องนั้น ชื่อว่าฤทธิ์นี้ย่อมให้สำเร็จใน บางอย่าง ย่อมไม่ให้สำเร็จในบางอย่าง. การสันนิษฐานในลัทธิของ สกวาทีว่า ฤทธิ์ย่อมไม่สำเร็จในการทำซึ่งธรรมทั้งหลายที่ไม่เที่ยงเป็นต้น ให้เป็นของเที่ยงเป็นต้นอย่างเดียวเท่านั้น ก็แต่ว่าฤทธิ์นั้นบุคคลย่อมทำ เพื่อประโยชน์แก่ชนเหล่าใด โดยเปลี่ยนแปลงความสืบต่อคืออายุที่เสมอกัน ทำให้ไม่เสมอกัน หรือทำให้ความเป็นไปได้นานกว่ากัน ด้วยสามารถ แห่งความสืบต่ออายุที่มีส่วนเสมอกันได้ และย่อมให้สำเร็จได้บางอย่าง เพราะอาศัยเหตุทั้งหลายมีบุญเป็นต้นของบุคคลเหล่านั้น ดุจการทำน้ำ ที่ควรดื่มให้เป็นเนยใสเป็นน้ำนมเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุทั้งหลาย และดุจในการสืบต่อตั้งอยู่สิ้นกาลนานของประทีปเป็นต้น ณ ที่เป็นที่ ฝังไว้ซึ่งมหาธาตุด้วย ดังนี้.
หน้า 673 ข้อ 1844
ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า ฤทธิ์ ให้ความสำเร็จตามความประสงค์ หมายความว่าสำเร็จทุกอย่าง เพราะ อาศัยพระสูตรที่กล่าวไว้ว่า ท่านพระปิลินทวัจฉะได้อธิษฐานปราสาท ของพระเจ้าแผ่นดินมคธ...จงเป็นปราสาททอง ดังนี้ คำถามของสกวาที ว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์...มีอยู่หรือ หมายถึงชนเหล่านั้น. ในคำเหล่านั้น คำว่า ฤทธิ์เป็นเหตุสำเร็จความประสงค์ ได้แก่ ฤทธิ์ที่ ทำให้สมความปรารถนา หมายความว่าให้สำเร็จตามที่ต้องการ. คำว่า อามันตา เป็นคำปฏิญญาของปรวาทีเพื่อตั้งลัทธิไว้. ลำดับนั้น สกวาที จึงกล่าวคำว่า ต้นไม้จงมีใบเป็นนิตย์ เพื่อประกอบความที่ธรรม ทั้งหลายมีความไม่เที่ยงเป็นต้นว่าเป็นของเที่ยงเป็นต้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นทั้งนั้นแล. แม้ในการให้ลัทธิตั้งไว้ด้วยพระสูตรว่า ปราสาทนั้นก็ได้เป็นทอง แล้ว ดังนี้ อธิบายว่า ปราสาทนั้นได้เป็นทองด้วยอุปนิสัยแห่งบุญของ พระราชา มิใช่ด้วยความปรารถนาของพระเถระอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระสูตรนี้จึงมิใช่ข้อนำมาพิสูจน์ว่า ฤทธิ์ให้ความสำเร็จได้ ทั้งหมด ดังนี้แล. อรรถกถาอิทธิกถา จบ
หน้า 674 ข้อ 1845
พุทธกถา [๑๘๔๕] สกวาที พระพุทธกับพระพุทธด้วยกัน ยังมียิ่งหย่อน กว่ากัน หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. โดยสติปัฏฐาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. โดยสัมมัปปธาน ฯลฯ โดยอิทธิบาท โดยอินทรีย์ โดย พละ โดยโพชฌงค์ โดยความชำนาญ ฯลฯ โดยสัพพัญญุตตญาณทัสสนะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ พุทธกถา จบ อรรถกถาพุทธกถา ว่าด้วย พระพุทธเจ้า บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องพระพุทธเจ้า. ในเรื่องนั้น ยกเว้นความต่างกัน แห่งสรีระ ความต่างกันแห่งอายุ และความต่างกันแห่งรัศมี ที่มีในกาล นั้น ๆ แล้ว ชื่อว่าความหย่อนและความยิ่งของพระพุทธเจ้าทั้งหลายกับ พระพุทธเจ้าทั้งหลายด้วยการตรัสรู้ธรรมทั้งหลายที่เหลือ ย่อมไม่มี. แต่ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธินิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระพุทธเจ้า ทั้งหลายไม่แปลกกันเลย ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า พระพุทธะกับ พระพุทธะด้วยกันยังมียิ่งหย่อนกว่ากันหรือ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบ รับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า โดยสติปัฏฐาน
หน้า 675 ข้อ 1845
เป็นต้น เพื่อซักถามถึงธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้ว. ปรวาทีเมื่อไม่เห็น ความที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่เลวไม่ประณีตกว่ากัน ด้วยสามารถ แห่งธรรมที่ท่านตรัสรู้แล้ว จึงตอบปฏิเสธทั้งสิ้นแล. อรรถกถาพุทธกถา จบ
หน้า 676 ข้อ 1846
สัพพทิสากถา [๑๘๔๖] สกวาที พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในทิศทั้งปวงหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในปุรัตถิมทิศหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในปุรัตถิมทิศหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระนามว่ากระไร ชาติ อะไร โคตรอะไร พระมารดา พระบิดา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น มีนามว่ากระไร คู่แห่งพระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีนาม ว่ากระไร อุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น มีนามว่ากระไร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงจีวรเช่นไร ทรงบาตรเช่นไร เสด็จ อยู่บ้านไหน หรือในนิคมไหน หรือในนครไหน หรือในรัฐไหน หรือใน ชนบทไหน ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในทักษิณทิศ ฯลฯ ในปัจฉิมทิศ ฯลฯ ในอุตตรทิศ ฯลฯ ในเหฏฐิมทิศ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในเหฏฐิมทิศ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น พระนามว่ากระไร ฯลฯ เสด็จอยู่ในชนบทไหน ?
หน้า 677 ข้อ 1846
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในอุปริมทิศ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯ ล ฯ ส. พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในอุปริมทิศ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สถิตอยู่ในชั้นจาตุมมหาราชหรือ ฯลฯ สถิตอยู่ในชั้น ดาวดึงส์หรือ ฯลฯ สถิตอยู่ในชั้นยามาหรือ สถิตอยู่ในชั้นดุสิตหรือ สถิต อยู่ในชั้นนิมานรดีหรือ สถิตอยู่ในชั้นปรนิมมิตวสวัสดีหรือ ฯลฯ สถิต อยู่ในพรหมโลกหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ สัพพทิสากถา จบ
หน้า 678 ข้อ 1846
อรรถกถาสัพพทิสากถา ว่าด้วย พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในทิศทั้งปวง บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องพระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในทิศทั้งปวง. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายมหาสังฆิกะทั้งหลายว่า โลกธาตุสันนิวาสโดยรอบ คือในทิศทั้ง ๔ ทั้งในทิศเบื้องต่ำ และในทิศ เบื้องบน พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอยู่ในโลกธาตุทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น สำเร็จการศึกษาที่สมควรแก่พระองค์แล้ว ก็ดำรงอยู่ในทิศทั้งปวง ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ถูกถามว่า พระพุทธเจ้าสถิตอยู่ในปุรัตถิมทิศหรือ ปรวาทีตอบ ปฏิเสธ เพราะหมายเอาพระสักยมุนี. ถูกถามซ้ำอีกก็ตอบรับรอง เพราะ หมายเอาพระพุทธเจ้าผู้ดำรงอยู่ในโลกธาตุอื่นด้วยสามารถแห่งลัทธิ ของตน. คำว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงพระนามว่ากระไร เป็นต้น สกวาทีกล่าวแล้ว เพื่อท้วงว่า ผิว่า ท่านไม่ทราบ ท่านก็ไม่ควร กล่าวถึงพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นด้วยสามารถแห่งพระนามเป็นต้น. บัณฑิต พึงทราบ เนื้อความในที่ทั้งปวง โดยอุบายนี้. อรรถกถาสัพพทิสากถา จบ
หน้า 679 ข้อ 1847, 1848
ธรรมกถา [๑๘๔๗] สกวาที ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิบตะ ได้แก่ แน่นอนโดยความผิด หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ ได้แก่ แน่นอนโดยความถูก หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กองอันเป็นอนิยตะ คือไม่แน่นอน ไม่มีหรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ. [๑๘๔๘] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกอง ๓ คือ กองอันเป็น มิจฉัตตนิยตะ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ ๑ กองอันเป็นอนิยตะ ๑ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกอง ๓ อย่าง คือ กองอันเป็นมิจฉัตตนิยตะ ๑ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ ๑ กองอันเป็น อนิยตะ ๑ ก็ต้องไม่กล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ.
หน้า 680 ข้อ 1849, 1850
[๑๘๔๙] ส. รูป เป็นนิยตะ โดยอรรถว่ารูป หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสัมมัตตนิยะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็น นิยตะ โดยอรรถว่าวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๕๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า รูปเป็นนิยตะโดยอรรถว่ารูป ฯลฯ เวทนา ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นนิยตะโดยอรรถว่า วิญญาณ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. รูปเป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร เป็นวิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นรูป เป็นเวทนา เป็นสัญญา เป็นสังขาร หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น รูปก็เป็นนิยตะโดยอรรถว่ารูป เวทนา
หน้า 681 ข้อ 1850
ฯลฯ สัญญา ฯลฯ สังขาร ฯลฯ วิญญาณเป็นนิยตะโดยอรรถว่าวิญญาณ น่ะสิ. ธรรมกถา จบ อรรถกถาธัมมกถา ว่าด้วย ธรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิด ดุจลัทธิของนิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกว่า ธรรมทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น เป็นนิยตะ คือเป็นสภาพเที่ยง เพราะสภาพแห่งรูปเป็นต้น ย่อมไม่ละซึ่งสภาพนั้น เพราะฉะนั้น ธรรมทั้งหลายทั้งปวงจึงเป็นนิยตะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า ธรรมทั้งปวง เป็นต้น หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เป็น มิจฉัตตนิยตะ เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้าว่า ธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น เหล่านั้น พึงเป็นสภาพแน่นอน คือพึงเป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือพึงเป็น สัมมัตตนิยตะไซร้ เพราะชื่อว่า นิยามอื่นจากนี้ไม่มี ดังนี้. ในปัญหานั้น คำปฏิเสธและคำรับรองเป็นของปรวาที. คำว่า รูปเป็นนิยตะโดยอรรถว่าเป็นรูป เป็นต้น สกวาทีกล่าว เพื่อจะท้วงด้วยสามารถแห่งรูปที่บุคคลกล่าวว่า เป็นนิยตะโดยอรรถ อันใดนั้น ในข้อนี้ ท่านอธิบายไว้ว่า บุคคลพึงกล่าวโดยความประสงค์ว่า ก็รูปชื่อว่าเป็นของเที่ยง ด้วยอรรถว่าเป็นรูป เพราะฉะนั้น รูปจึงเป็น รูปเท่านั้น ไม่ใช่เป็นภาวธรรมมีเวทนาเป็นต้น ใคร ๆ ไม่พึงกล่าวโดย ประการอื่นจากนี้ ถามว่า เพราะเหตุไร ? แก้ว่า เพราะไม่มีรูปอื่น
หน้า 682 ข้อ 1850
นอกจากอรรถว่าเป็นรูป จริงอยู่ สภาพแห่งรูปมีรูปเป็นอรรถด้วย สภาพ แห่งรูปเป็นรูปนั่นแหละด้วย มิใช่เป็นธรรมอื่นนอกจากรูป แต่ว่า โวหาร นี้ย่อมมีเพื่อให้รู้ถึงความต่างกันของรูปกับธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ดังนี้. เพราะฉะนั้น คำว่า รูปเป็นนิยตะ โดยอรรถเป็นรูป ดังนี้ ย่อม เป็นคำอันสกวาทีกล่าวว่า รูปเป็นนิยตะหรือ ดังนี้ ก็ชื่อว่า นิยตะ พึงเป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือเป็นสัมมัตตนิยตะ เพราะนอกจากนิยตะนี้แล้ว นิยาม คือข้อกำหนดที่แน่นอนอย่างอื่นไม่มี. ถามว่า ครั้นเมื่อเป็น เช่นนั้น เพราะเหตุไร ? ท่านจึงตอบรับรอง. ว่า เพราะอำนาจ ความแตกต่างกันแห่งอรรถมีอยู่. จริงอยู่ ในคำว่า รูปเป็นนิยตะ โดย อรรถว่าเป็นรูป นี้ท่านอธิบายว่า รูปก็เป็นรูปเท่านั้น ไม่เป็นสภาพธรรม มีเวทนาเป็นต้น ดังนี้. เพราะฉะนั้นท่านจึงตอบรับรอง. อนึ่ง ความที่รูปนั้นเป็นนิยตะคือเที่ยงแท้โดยประการอื่นจาก ประการที่กล่าวมานี้ ย่อมไม่มี ดังนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า เป็น มิจฉัตตนิยตะ เป็นต้น เพื่อจะกล่าวท้วงโดยนัยนั้นแหละ. คำเหล่านั้นทั้งหมด มีอรรถตื้นทั้งนั้น. แม้ลัทธิว่า ถ้าอย่างนั้น รูปก็เป็นนิยตะ ดังนี้ ลัทธินี้ ย่อมตั้งไว้ไม่ได้เลย เพราะตั้งไว้โดยไม่แยบคาย ดังนี้แล. อรรถกถาธัมมกถา จบ
หน้า 683 ข้อ 1851, 1852
กรรมกถา [๑๘๕๑] สกวาที กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กองอันเป็นอนิยตะไม่มี หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า กองอันเป็นอนิยตะมีอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า กรรมทั้งปวง เป็นนิยตะ. [๑๘๕๒] ส. กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสกอง ๓ คือ กองอันเป็น มิจฉัตตนิยตะ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ กองอันเป็นอนิยตะ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกอง ๓ คือ กองอัน
หน้า 684 ข้อ 1853, 1854
เป็นมิจฉัตตนิยตะ กองอันเป็นสัมมัตตนิยตะ กองอันเป็นอนิยตะ ก็ต้องไม่ กล่าวว่า กรรมทั้งปวงเป็นนิยตะ. [๑๘๕๓] ส. ทิฏฐิธรรมเวทนิยกรรม เป็นนิยตะโดยอรรถว่า ทิฏฐธรรมเวทนิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรม เป็นนิยตะโดยอรรถว่า อปราปริยเวทนิยะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. เป็นมิจฉัตตนิยตะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. เป็นสัมมัตตนิยตะ หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๕๔] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรม เป็นนิยตะ โดยอรรถว่าทิฏฐธรรมเวทนิยะ อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวท- นิยกรรม เป็นนิยตะโดยอรรถว่าอปราปริยเวทนิยะ หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรมเป็นอุปัชชเวทนิยกรรม เป็น อปราปริยเวทนิยกรรม ฯลฯ อุปปัชชเวทนิยกรรมเป็นทิฏฐิธรรมเวท-
หน้า 685 ข้อ 1854
นิยกรรม เป็นอปรปริยเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวทนิยกรรม เป็น ทิฏฐิธรรมเวทนิยกรรม เป็นอุปปัชชเวทนิยกรรม หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ทิฏฐธรรมเวทนิยกรรมก็เป็นนิยตะ โดยอรรถว่าทิฏฐธรรมเวทนิยะ อุปปัชชเวทนิยกรรม ฯลฯ อปราปริยเวท- นิยกรรมก็เป็นนิยตะ โดยอรรถว่า อปราปริยเวทนิยะ น่ะสิ. กรรมกถา จบ อรรถกถากัมมกถา ว่าด้วย กรรม บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกรรม. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายอันธกะและอุตตราปถกะบางพวกเหล่านั้นนั่นแหละว่า ที่ตั้งแห่งทิฏฐธัมมเวทนียะเป็นต้น เป็นนิยตะ คือเที่ยงแท้แน่นอน โดย อรรถว่าเป็นทิฏฐัมมเวทนียะ เพราะฉะนั้น กรรมทั้งปวง จึงเป็นนิยตะ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. ในคำว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม เป็นนิยตะ เพราะอรรถว่าให้ผล ในภพปัจจุบัน นี้เป็น คำตอบรับรองของสกวาที หมายเอาเนื้อความนี้ว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรม ก็เป็นทิฏฐัมมิกเวทนียะ คือ เป็นกรรมที่ให้ผล ในภพปัจจุบันนี้เท่านั้น ถ้าว่า ทิฏฐธัมมเวทนียกรรมนี้ ย่อมอาจให้ผลใน ภพปัจจุบันได้ก็ย่อมให้ผิด ถ้าไม่อาจไซร้ ย่อมชื่อว่าเป็นอโหสิกรรมไป ดังนี้. อนึ่ง ทิฏฐัมมเวทนียกรรมนี้ ย่อมไม่เป็นนิยตะด้วยสามารถแห่งนิยาม
หน้า 686 ข้อ 1854
มิจฉัตตะเทียว ดังนี้. พึงทราบคำที่เหลือโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง นั้นแล. อรรถกถากัมมกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. สาสกถา ๒. อวิวิตตกถา ๓. สัญโญชนกถา ๔. อิทธิกถา ๕. พุทธกถา ๖. สัพพทิสากถา ๗. กัมมกถา. วรรคที่ ๒๑ จบ
หน้า 687 ข้อ 1855, 1856, 1857
วรรคที่ ๒๒ ปรินิพพานกถา [๑๘๕๕] สกวาที การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่าง แล้วปรินิพพาน มีอยู่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสักกายทิฏฐิ ฯลฯ ยังไม่ละ อโนตตัปปะบางอย่างแล้วปรินิพพาน มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๕๖] ส. การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว ปรินิพพาน มีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ยังมีราคะ ฯลฯ ยังมีกิเลสอยู่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลสแล้ว มิใช่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์หมดราคะแล้ว ฯลฯ หมดกิเลส แล้ว ก็ต้องไม่กล่าวว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์บางอย่างแล้ว ปรินิพพานมีอยู่. [๑๘๕๗] ป. ไม่พึงกล่าวว่า การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์ บางอย่าง แล้วปรินิพพานมีอยู่ หรือ ?
หน้า 688 ข้อ 1857
ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์รู้พุทธวิสัยทั้งปวง หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น การที่พระอรหันต์ยังไม่ละสัญโญชน์ บางอย่าง แล้วปรินิพพานก็มีอยู่ น่ะสิ. ปรินิพพานกถา จบ อรรถกถาปรินิพพานกถา ว่าด้วย ปรินิพพาน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องปรินิพพาน. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระอรหันต์ มีสัญโญชน์ที่ยัง ไม่ละในวิสัยของพระสัพพญญูพุทธะย่อมปรินิพพานฉะนั้นการปรินิพพาน โดยไม่ละซึ่งสัญโญชน์อย่างใดอย่างหนึ่งจึงมีอยู่ ดังนี้ คำถามของสกวาที มุ่งถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ มีนัยดัง ที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. อรรถกถาปรินิพพานกถา จบ
หน้า 689 ข้อ 1858, 1859
กุสลจิตตกถา [๑๘๕๘] สกวาที พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์สร้างสมอยู่ซึ่งบุญญาภิสังขาร สร้างสม อยู่ซึ่งอเนญชาภิสังขาร ทำอยู่ซึ่งกรรมที่เป็นไปเพื่อคติ เพื่อภพ เพื่อความ เป็นใหญ่ เพื่อความเป็นอธิบดี เพื่อสมบัติใหญ่ เพื่อบริวารมาก เพื่อความ งามในเทพ เพื่อความงามในมนุษย์ ปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๕๙] ส. พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์สั่งสมอยู่ เลิกสะสมอยู่ ละขาดอยู่ ถือมั่น อยู่ ชำระล้างอยู่ หมักหมมอยู่ กำจัดอยู่ ฯลฯ อบอวลอยู่ ปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ก็มิใช่ แต่ เป็นผู้เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์สะสมอยู่ก็ไม่ใช่ เลิกสะสมอยู่ ก็ไม่ใช่ แต่เป็นผู้เลิกสะสมแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ มีจิตเป็นกุศล ปรินิพพาน. ส. พระอรหันต์ละขาดอยู่ก็ไม่ใช่ ถือมั่นอยู่ก็ไม่ใช่ แต่ เป็นผู้ละขาดแล้วดำรงอยู่ ชำระล้างอยู่ก็ไม่ใช่ หมักหมมอยู่ก็ไม่ใช่ แต่ เป็นผู้ชำระล้างแล้วดำรงอยู่ กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ไม่ใช่ แต่เป็น
หน้า 690 ข้อ 1860
ผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์กำจัดอยู่ก็ไม่ใช่ อบอวลอยู่ก็ ไม่ใช่ แต่เป็นผู้กำจัดแล้วดำรงอยู่ ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์มีจิต เป็นกุศลปรินิพพาน. [๑๘๖๐] ป. ไม่พึงกล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. พระอรหันต์มีสติตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ ปรินิพพาน มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระอรหันต์มีสติตั้งมั่น มีสติสัมปชัญญะ ปรินิพพานด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศล ปรินิพพาน. กุศลจิตตกถา จบ อรรถกถากุสลจิตตกถา ว่าด้วย จิตเป็นกุศล บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องจิตเป็นกุศล. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็น ผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระอรหันต์เป็นผู้มีสติไพบูลย์ แม้แต่เมื่อปรินิพพานก็มีสติสัมปชัญญะเทียว ย่อมปรินิพพาน เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จึงมีจิตเป็นกุศลปรินิพพาน ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง
หน้า 691 ข้อ 1860
ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าว คำว่า พระอรหันต์สร้างสมอยู่ซึ่งปุญญาภิสังขาร เป็นต้น เพื่อท้วงด้วย อรรถว่า ชื่อว่า กุสลจิต ย่อมมีด้วยอำนาจการสร้างสมปุญญาภิสังขาร เป็นต้นนั้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้นพึงทราบตามพระบาลีนั่นแล. คำว่า พระอรหันต์...มีสติสัมปชัญญะ นี้ ปรวาทีกล่าว เพื่อ แสดงการมรณะของผู้ไม่หลงลืมด้วยสามารถแห่งสติสัมปชัญญะอันเป็น กิริยา ในขณะแห่งชวนะไม่ใช่แสดงว่า พระอรหันต์มีจิตเป็นกุศลในขณะ ที่ปรินิพพาน เพราะฉะนั้น คำนี้จึงมิใช่ข้อพิสูจน์ว่าพระอรหันต์มีจิตเป็น กุศลปรินิพพาน ดังนี้แล. อรรถกถากุสลสจิตตกถา จบ
หน้า 692 ข้อ 1861, 1862
อาเนญชกถา [๑๘๖๑] สกวาที พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิต เป็นปกติ ปรินิพพาน มิใช่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติ ปริ- นิพพาน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีจิตเป็น ปกติปรินิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่ หวั่นไหวปรินิพพาน. [๑๘๖๒] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในกิริยมยจิต ได้แก่ จิตคือกิริยา ปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในวิปากจิตปรินิพพาน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในวิปากจิตปรินิพพาน ก็ ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นไม่หวั่นไหวปรินิพพาน ดังนี้.
หน้า 693 ข้อ 1863, 1864
[๑๘๖๓] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่หวั่นไหวปรินิพพาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายกิริยา ปรินิพพาน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่ายวิบาก ปรินิพพาน มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในจิตที่เป็นอัพยากฤตฝ่าย วิบาก ปรินิพพาน ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ไม่ หวั่นไหวปรินิพพาน. [๑๘๖๔] ส. พระอรหันต์ตั้งอยู่ในความเป็นไม่หวั่นไหวปรินิพพาน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌานแล้วจึงปริ- นิพพาน ในลำดับอันกระชั้นชิด มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าออกจากจตุตถฌานแล้ว จึงปรินิพพาน ในลำดับอันกระชั้นชิด ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ ในความเป็นไม่หวั่นไหวปรินิพพาน. อาเนญชกถา จบ
หน้า 694 ข้อ 1864
อรรถกถาอาเนญชกถา ว่าด้วย อาเนญชะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องอาเนญชะ คือความเป็นผู้ไม่หวั่นไหว. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า พระอรหันต์ตั้งอยู่ในอาเนญชะแล้วจึงปรินิพพาน เพราะกำหนดเอา พระสูตรว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าดำรงอยู่ในจตุตถฌานแล้วจึงปรินิพพาน ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของ ปรวาที. คำว่า ในความเป็นผู้มีจิตเป็นปกติ คือปกติจิต ได้แก่ ภวังคจิต. อธิบายว่า สัตว์ทั้งปวงผู้มีสัญญา ดำรงอยู่ในภวังคจิตแล้วย่อมทำกาละ ด้วยจุติจิตอันมีภวังค์เป็นที่สุด. สกวาทีจึงกล่าวกะปรวาทีนั้นอย่างนี้ เพื่อจะท้วงด้วยอรรถนี้ด้วยประการฉะนี้. ในปัญหานั้น แม้ปกติจิตอัน ไม่หวั่นไหวของพระอรหันต์ในจตุโวการภพมีอยู่แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น ปัญหานี้ท่านก็ยกขึ้นแสดงแล้วด้วยปัญจโวการภพ เพราะฉะนั้น สกวาที จึงกล่าวคำว่า ...ก็ต้องไม่กล่าวว่า เป็นต้น. คำที่เหลือในที่นี้ มีอรรถตื้น ทั้งนั้นแล. อรรถกถาอาเนญชกถา จบ
หน้า 695 ข้อ 1865, 1866
ธัมมาภิสมยกถา [๑๘๖๕] สกวาที การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. การแสดงธรรม การฟังธรรม การสนทนาธรรม การสอบถาม การสมาทานศีล ความสังวรระวังในอินทรีย์ทั้งหลาย ความ รู้จักประมาณในโภชนะ การประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ในปฐมยาม และปัจฉิมยามแห่งราตรี มีแก่สัตว์อยู่ในครรภ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การแสดงธรรม ฯลฯ การประกอบความเพียรเครื่อง ตื่นอยู่ในปฐมยามและปัจฉิมยามแห่งราตรี ไม่มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า การแสดงธรรม การฟังธรรม ฯลฯ การ ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ในปฐมยามและปัจฉิมยามแห่งราตรี ไม่มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้ อยู่ในครรภ์ [๑๘๖๖] ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ปัจจัยเพื่อความบังเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒ อย่าง คือ เสียงจากผู้อื่น และโยนิโสมนสิการ มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า ปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ มี ๒
หน้า 696 ข้อ 1867
อย่าง คือ เสียงจากผู้อื่นและโยนิโสมนสิการ ก็ต้องไม่กล่าวว่า การตรัสรู้ ธรรม มีแก่สัตว์อยู่ในครรภ์. [๑๘๖๗] ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การตรัสรู้ธรรม มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาท แล้ว มีสติหลง ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ธัมมาภิสมยกถา จบ อรรถกถาธัมมาภิสมยกถา ว่าด้วย ธัมมาภิสมัย บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องธัมมาภิสมัย คือ การตรัสรู้ธรรม. ชนเหล่าใด มีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะบางพวกว่า การตรัสรู้ ธรรมของสัตว์ผู้นอนอยู่ในครรภ์มีอยู่ เพราะถือเอาพระโสดาบันในภพ อดีต ผู้อยู่ในท้องมารดาแล้วออกจากครรภ์ ดังนี้ คำถามของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที จึงกล่าวคำว่า การแสดงธรรมเป็นต้น มีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์หรือ เพื่อท้วงว่า ผิว่า การตรัสรู้ธรรมมีอยู่ในที่นั้นไซร้ เหตุแห่งการตรัสรู้ ธรรมทั้งหลาย มีการแสดงธรรมเป็นต้น ก็พึงมีในที่นั้นได้ ดังนี้. คำว่า การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว เป็นต้น สกวาที กล่าวหมายเอาภวังควาระ. จริงอยู่ ภวังค์ของสัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ย่อมเป็น ไปมากมาย. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์นั้น ชื่อว่าหลับแล้ว
หน้า 697 ข้อ 1867
เพราะความไม่มีความเป็นไปแห่งเวลาที่จะพึงกระทำกิจ ชื่อว่าประมาท แล้ว เพราะความไม่มีภาวนานุโยค ชื่อว่าผู้หลงลืมสติไม่มีสัมปชัญญะ เพราะความไม่มีสติสัมปัญญะของกำหนดกรรมฐาน เมื่อเป็นเช่นนี้ การตรัสรู้ธรรมของสัตว์ผู้เห็นปานนั้นจักมีแต่ที่ไหน. อรรถกถาธัมมาภิสมยกถา จบ
หน้า 698 ข้อ 1868
กถาทั้ง ๓ [๑๘๖๘] สกวาที การบรรลุอรหัตผลมีแก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. การบรรลุอรหัตผล มีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาท ผู้มีสติหลง ผู้ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้ฝัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การตรัสรู้ธรรมมีแก่บุคคลผู้หลับแล้ว ผู้ประมาทแล้ว ผู้มีสติหลง ผู้ไม่มีสัมปัญญะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. การบรรลุอรหัตผลมีแก่บุคคลผู้ฝัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. การบรรลุอรหัตผล มีแก่บุคคลหลับแล้ว ผู้ประมาท แล้ว ผู้มีสติหลง ไม่มีสัมปชัญญะ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ กถาทั้ง ๓ จบ อรรถกถาติสสันนัมปิ กถานัง ว่าด้วย กถาทั้ง ๓ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องกถาทั้ง ๓. กถาทั้ง ๓ คือ ธัมมาภิสมัย ที่ไม่มีแก่ บุคคล ๓ ประเภท คือ แก่สัตว์ผู้อยู่ในครรภ์ แก่บุคคลผู้หลับแล้วเป็นต้น
หน้า 699 ข้อ 1868
แก่บุคคลผู้ฝัน. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกาย อุตตราปถกะบางพวกเหล่านั้นนั่นแหละ แม้ในที่นี้ว่า การบรรลุพระ- อรหันต์มีอยู่แก่สัตว์อยู่ในครรภ์ เพราะยึดถือเอาการบรรลุพระอรหันต์ ของพระโสดาบันเกิดแล้วไม่นาน และเห็นครรภ์ตั้งอยู่ ๗ ปี ของนาง สุปปวาสา อุบาสิกา ดังนี้ด้วย ว่า ธัมมาภิสมัยมีอยู่ เพราะถือเอาความฝัน อันเป็นที่ไปสู่ความว่างเป็นต้น ดังนี้ด้วย ว่า การบรรลุพระอรหันต์มีอยู่ ในที่นั้น ดังนี้ด้วย คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้เช่นกับเรื่องก่อนนั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาติสสันนัมปิกถานัง จบ
หน้า 700 ข้อ 1869, 1870, 1871
อัพยากตกถา [๑๘๖๙] สกวาที จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็นอัพยากฤต หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. บุคคลพึงฝันฆ่าสัตว์ได้ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลพึงฝันฆ่าสัตว์ได้ ก็ต้องไม่กล่าวว่าจิต ของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็นอัพยากฤต. [๑๘๗๐] ส. บุคคลพึงฝันลักทรัพย์ ฯลฯ พึงฝันพูดเท็จ พึงฝันพูด ส่อเสียด พึงฝันพูดคำหยาบ พึงฝันพูดเพ้อเจ้อ พึงฝันตัดที่ต่อ พึงฝัน ปล้นใหญ่ พึงฝันปล้นเฉพาะเรือนหลังหนึ่ง พึงฝันดักที่ทางเปลี่ยว พึงฝัน ผิดเมียท่าน พึงฝันทำการฆ่าชาวบ้าน พึงฝันทำการฆ่าชาวนิคม พึงฝัน เสพเมถุนธรรม อสุจิของบุคคลผู้ฝันพึงเคลื่อนได้ บุคคลพึงฝันให้ทาน พึงฝันให้จีวร พึงฝันให้บิณฑบาต พึงฝันให้เสนาสนะ พึงฝันให้คิลาน- ปัจจยเภสัชชบริขาร พึงฝันให้ของเคี้ยว พึงฝันให้ของกิน พึงฝันให้น้ำดื่ม พึงฝันไหว้พระเจดีย์ พึงฝันยกขึ้นซึ่งมาลา พึงฝันยกขึ้นซึ่งของหอม พึงฝัน ยกขึ้นซึ่งเครื่องลูบไล้ ที่พระเจดีย์ ฯลฯ พึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า บุคคลพึงฝันทำประทักษิณพระเจดีย์ ก็ต้อง ไม่กล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่าง เป็นอัพยากฤต. [๑๘๗๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝันทุกอย่างเป็น อัพยากฤต หรือ ?
หน้า 701 ข้อ 1871
ส. ถูกแล้ว. ป. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็น อัพโพหาริก มิใช่หรือ ? ส. ถูกแล้ว. ป. หากว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสจิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็นอัพโพหาริก ด้วยเหตุนั้นนะท่านจึงต้องกล่าวว่า จิตของบุคคลผู้ฝัน ทุกอย่าง เป็นอัพยากฤต. อัพยากตกถา จบ อรรถกถาอัพยากตกถา ว่าด้วย เรื่องเป็นอัพยากฤต บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเป็นอัพยากฤต. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความ เห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะบางพวกนั่นแหละว่า จิตของบุคคล ผู้ฝันทั้งปวงเป็นอัพยากฤต เพราะพระบาลีว่า ภิกษุทั้งหลาย เจตนาของ ผู้ฝันนั้นมีอยู่แต่เจตนานั้นแล เป็นอัพโพหาริก (อัพโพหาริก แปลว่า ไม่มีโวหาร คือหมายความว่า ไม่มีคำบัญญัติที่พระองค์ทรงบัญญัติไว้ ในพระวินัยว่าจะต้องเป็นอาบัติอย่างไร) ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้ พึงทราบ ตามบาลีนั่นแล. คำว่า จิตของบุคคลผู้ฝันว่า เป็นอัพโพหาริก นี้ สกวาทีกล่าว หมายถึงอาบัติ คือ การต้องโทษทางวินัย. จริงอยู่ อกุศลจิตของผู้ฝัน ย่อมเป็นไปด้วยอำนาจแห่งปาณาติบาตเป็นต้นแม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น การ
หน้า 702 ข้อ 1871
ทำร้ายด้วยวัตถุหามีไม่ เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงไม่อาจเพื่อ บัญญัติอาบัติในที่นั้นได้. ด้วยเหตุนี้ จิตที่เป็นอัพโพหาริกนั้น จึงไม่ใช่ อัพยากฤต ดังนี้แล. อรรถกถาอัพยากตกถา จบ
หน้า 703 ข้อ 1872, 1873
อาเสวนปัจจยตากถา [๑๘๗๒] สกวาที ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาต อันบุคคลซ่องเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็น ไปพร้อมเพื่อนรก เป็นไปพร้อมเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปพร้อมเพื่อ วิสัยแห่งเปรต วิบากของปาณาติบาตอย่างเบาที่สุดก็เป็นไปพร้อมเพื่อ ความเป็นผู้มีอายุน้อยเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มี อยู่น่ะสิ. [๑๘๗๓] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไร ๆ ไม่มี หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อทินนานทาน อันบุคคลซ่องเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็น ไปพร้อมเพื่อนรก เป็นไปพร้อมเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปพร้อมเพื่อ วิสัยแห่งเปรต วิบากของอทินนาทานอย่างเบาที่สุดก็เป็นไปพร้อมเพื่อ ความฉิบหายแห่งโภคะเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากของกาเมสุมิจฉาจาร อย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีศัตรู มีเวรเมื่อเกิดเป็น มนุษย์ ฯลฯ วิบากของมุสาวาทอย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความ ๑. องฺ. อฏก. ๒๓/๑๓๐.
หน้า 704 ข้อ 1874, 1875
กล่าวตู่ด้วยคำไม่เป็นจริงเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากแห่งวาจาส่อเสียด อย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความแตกจากมิตร เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากแห่งวาจาหยาบอย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อเสียงอัน ไม่เป็นที่พอใจ เมื่อเกิดเป็นมนุษย์ ฯลฯ วิบากแห่งการพูดเพ้อเจ้ออย่าง เบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นผู้มีวาจาอันไม่น่าเชื่อถือเมื่อเกิด เป็นมนุษย์ ฯลฯ การดื่มสุราเมรัย อันบุคคลเสพแล้ว ฯลฯ วิบากแห่งการ ดื่มสุราเมรัยอย่างเบาที่สุด ก็เป็นไปพร้อมเพื่อความเป็นคนบ้าเมื่อเกิด เป็นมนุษย์ ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่างก็มีอยู่ น่ะสิ. [๑๘๗๔] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเห็นผิดอันบุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมเป็นไป เพื่อนรกเป็นที่ไปพร้อมเพื่อกำเนิดดิรัจฉาน เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่ง เปรต ดังนี้๒ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่ น่ะสิ. [๑๘๗๕] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? ๑,๒.องฺ. อฏฺก. ๒๓/๑๓๐.
หน้า 705 ข้อ 1876, 1877
ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความดำริผิด ฯลฯ ความตั้งใจผิด อันบุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้ มากแล้ว ฯลฯ เป็นไปพร้อมเพื่อวิสัยแห่งเปรต ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่ น่ะสิ. [๑๘๗๖] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความเห็นชอบอันบุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อมหยั่งลง สู่อมตะ มีอมตะเป็นที่ไปในเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ดังนี้ เป็น สูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าเช่นนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่ น่ะสิ. [๑๘๗๗] ส. ความเป็นอาเสวนปัจจัยอะไร ๆ ไม่มีหรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๑. องฺอฏฺก. ๒๓/๑๓๐.
หน้า 706 ข้อ 1877
ความดำริชอบอันบุคคลเสพแล้ว อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ฯลฯ ความ ตั้งใจชอบ อันบุคคลเสพแล้วโดยมาก อบรมแล้ว ทำให้มากแล้ว ย่อม หยั่งลงสู่อมตะ มีอมตะที่เป็นไปในเบื้องหน้า มีอมตะเป็นปริโยสาน ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ความเป็นอาเสวนปัจจัยบางอย่าง ก็มีอยู่ น่ะสิ. อาเสวนปัจจยตากถา จบ อรรถกถาอาเสวนปัจจยตากถา ว่าด้วย ความเป็นอาเสวนปัจจัย บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความเป็นอาเสวนปัจจัย คือ ความเป็นปัจจัย เพราะการซ่องเสพ. ในปัญหานั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของ นิกายอุตตราปถกะบางพวกนั้นนั่นแหละว่า ธรรมทั้งปวงเป็นชั่วขณะ ธรรมอะไร ๆ ตั้งอยู่แม้ครู่หนึ่งแล้ว ชื่อว่า ซ่องเสพซึ่งอาเสวนปัจจัย หามีไม่ เพราะฉะนั้นความเป็นอาเสวนปัจจัยไม่มีอยู่โดยแท้ อนึ่ง ธรรม อะไร ๆ ที่เกิดขึ้นแล้วหาความเป็นอาเสวนปัจจัย ก็ไม่ได้ ดังนี้ คำถาม ของสกวาที หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะให้ปรวาทีนั้นรู้ด้วยพระสูตรนั่นแหละ จึงนำพระสูตรมาว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปาณาติบาตอันบุคคล ซ่องเสพแล้ว ดังนี้เป็นต้น มิใช่หรือ ? พระสูตรทั้งปวงนั้น มีอรรถตื้น ทั้งนั้นแล. อรรถกถาอาเสวนปัจจยตากถา จบ
หน้า 707 ข้อ 1878, 1879
ขณิกกถา [๑๘๗๘] สกวาที ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตหนึ่ง หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. มหาปฐพี มหาสมุทร ขุนเขาสิเนรุ น้ำ ไฟ ลม หญ้า ไม้ และไม้เจ้าป่า ล้วนดำรงอยู่ในจิต หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๗๙] ส. ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะแห่งจิตหนึ่ง หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. จักขายตนะเกิดพร้อมกับจักขุวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า อาวุโส จักขุ อันเป็นธรรมภายใน ยังมิได้แตกไป แต่รูปอันเป็นธรรมภายนอกยังมิได้ มาสู่คลอง และการประมวลที่สมกันก็ยังไม่มี ความปรากฏแห่งความ เป็นวิญญาณที่สมกันก็ยังไม่มีก่อน จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตก ไปด้วย รูปอันเป็นธรรมภายนอกมาสู่คลองด้วย แต่การประมวลที่สมกัน ยังไม่มี ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันก็ยังไม่มีก่อน ก็ใน กาลใดแล จักขุอันเป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย รูปอันเป็นธรรม ภายนอกก็มาสู่คลองด้วย การประมวลที่สมกันก็มีด้วย อย่างนี้ความ ปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกันจึงมี ดังนี้๑ เป็นสูตรมีอยู่จริง ๑. ม.มู.๑๒/๓๔๖.
หน้า 708 ข้อ 1880, 1881
มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า จักขายตนะเกิดพร้อม กับจักขุวิญญาณ. [๑๘๘๐] ส. โสตายตนะ ฯลฯ ฆานายตนะ ฯลฯ ชิวหายตนะ ฯลฯ กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. กายายตนะเกิดพร้อมกับกายวิญญาณ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ไว้ว่า อาวุโส กายอัน เป็นธรรมภายในยังมิได้แตกไป แต่โผฏฐัพพะอันเป็นธรรมภายนอก ยังไม่มาสู่คลอง และการประมวลที่สมกันก็ยังไม่มี ฯลฯ กายอันเป็นธรรม ภายในยังมิได้แตกไปด้วย โผฏฐัพพะอันเป็นธรรมภายนอกก็มาสู่คลอง ด้วย แต่การประมวลที่สมกันยังไม่มี ฯลฯ ก็ในกาลใดแล กายอันเป็น ธรรมภายในยังมิได้แตกไปด้วย โผฏฐัพพะก็มาสู่คลองด้วย การประมวล ที่สมกันก็มีด้วย อย่างนี้ ความปรากฏแห่งความเป็นวิญญาณที่สมกัน จึงมี ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว ส. ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่พึงกล่าวว่า กายายตนะเกิดพร้อม กับกายวิญญาณ. [๑๘๘๑] ป. ไม่พึงกล่าวว่า ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะจิตหนึ่ง หรือ ?
หน้า 709 ข้อ 1881
ส. ถูกแล้ว. ป. ธรรมทั้งปวง เที่ยง ยั่งยืน แน่นอน มีอันไม่แปรปรวน ไปเป็นธรรมดา หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ป. ถ้าอย่างนั้น ธรรมทั้งปวงก็เป็นไปในขณะจิตหนึ่ง น่ะสิ. ขณิกกถา จบ อรรถกถาขณิกกถา ว่าด้วย ธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะ บัดนี้ ชื่อว่าธรรมทั้งปวงเป็นไปชั่วขณะ คือหมายถึงขณะจิต. ใน ปัญหานั้น สังขตธรรมทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง เพราะฉะนั้น สังขตธรรม เหล่านั้น จึงเป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่งเท่านั้น. ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจ ลัทธิของนิกายปุพพเสลิยะ และอปรเสลิยะทั้งหลายว่า ก็เมื่อความไม่เที่ยง มีอยู่ ธรรมอย่างหนึ่งแตกดับไปเร็ว ธรรมอย่างหนึ่งแตกดับไปช้า ดังนี้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ก็อะไรเล่าเป็นสภาพแตกต่างกันในที่นี้ ดังนี้ คำถามของ สกวาทีว่า ธรรมทั้งปวงเป็นไปในขณะแห่งจิตอันหนึ่งหรือ ดังนี้ หมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ในคำทั้งหลายมีคำเป็นต้นว่า มหาปฐพี.....ล้วนดำรงอยู่ในจิตหรือ ปรวาทีเมื่อไม่เห็นการดำรงอยู่แห่งมหาปฐพีเป็นต้นเหล่านั้น ฉะนั้น จึง ตอบปฏิเสธ. คำว่า จักขวายตนะ เป็นต้น สกวาทีกล่าวเพื่อท้วงว่า ผิว่า ธรรมทั้งปวงพึงมีชั่วขณะจิตเดียวไซร้ อายตนะทั้งหลายมีจักขวายตนะ
หน้า 710 ข้อ 1881
เป็นต้นเกิดขึ้นแล้ว ก็พึงดับไปพร้อมกับวิญญาณทั้งหลาย มีจักขุวิญญาณ เป็นต้นได้นะสิ. แต่ปรวาทีตอบปฏิเสธ หมายเอาความเกิดขึ้นแห่งวิญญาณ ของสัตว์เกิดในท้องมารดา. ย่อมตอบรับรองหมายเอาความเป็นไป คือ ปวัตติกาล ด้วยสามารถแห่งลัทธินั่นแหละ. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้น ทั้งนั้นแล. คำว่า ถ้าอย่างนั้น ธรรมทั้งปวงก็เป็นไปชั่วขณะจิตหนึ่ง ดังนี้ อธิบายว่า ปรวาทีย่อมกล่าวการกระทำตามความชอบใจของตนว่า ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นของเที่ยงไม่มี ฉะนั้น ธรรมเหล่านั้นจึงเป็น ไปในขณะแห่งจิตอันหนึ่ง ดังนี้. คำนั้นไม่เป็นเช่นกับคำที่ปรวาทีนั้น กล่าวแล้วแล. อรรถกถาขณิกกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ปรินิพพานกถา ๒. กุสลจิตตกถา ๓. อาเนญชกถา ๔. ธัมมาภิ- สมยกถา ๕. ติสโสปิกถา ๖. อัพยากตกถา ๗. อาเสวนปัจจัยตากถา ๘. ขณิกกถา. วรรคที่ ๒๒ จบ
หน้า 711 ข้อ 1882, 1883
วรรคที่ ๒๓ เอกาธิปปายกถา [๑๘๘๒] สกวาที บุคคลพึงเสพเมถุนธรรมด้วยความประสงค์ อย่างเดียวกันหรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พึงเป็นผู้มิใช่สมณะ พึงเป็นผู้มิใช่ภิกษุ พึงเป็นผู้มี รากอันขาดแล้ว พึงเป็นปาราชิก ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๘๓] ส. บุคคลพึงเสพเมถุนธรรมด้วยความประสงค์อย่าง เดียวกัน หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พึงฆ่าสัตว์ พึงลักทรัพย์ พึงพูดเท็จ พึงพูดส่อเสียด พึงพูดคำหยาบ พึงพูดเพ้อเจ้อ พึงตัดที่ต่อ พึงปล้นใหญ่ พึงปล้นเฉพาะ เรือนหลังหนึ่ง พึงดักที่ทางเปลี่ยว พึงผิดเมียท่าน พึงทำการฆ่าชาวบ้าน พึงทำการฆ่าชาวนิคม ด้วยความประสงค์อย่างเดียวกัน หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ เอกาธิปปายกถา จบ อรรถกถาเอกาธิปปายกถา ว่าด้วย ความประสงค์อย่างเดียวกัน บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องความประสงค์อย่างเดียวกัน. ในปัญหานั้น ชน เหล่าใดมีความเห็นดุจลัทธิของนิกายอันธกะและเวตุลละทั้งหลายว่า
หน้า 712 ข้อ 1883
ความประสงค์อย่างหนึ่งของบุคคลมีอยู่ เพราะทำกิจทั้งหลายมีการบูชา พระพุทธเจ้าเป็นต้น พร้อมกับหญิง ด้วยอำนาจแห่งความปรารถนาว่า ขอความประสงค์อย่างเดียวกันจงมีด้วยความกรุณา หรือด้วยความ ปรารถนาอย่างเดียวกัน หรือพวกเราจักร่วมกันในสังสารวัฏ ดังนี้ ชื่อว่า มีความประสงค์อย่างเดียวกัน เมถุนธรรมอันความประสงค์อย่างเดียว กันเห็นปานนี้ ชนทั้ง ๒ นั้น พึงเสพ ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือพึงพิจารณาดูใน บาลีนั้น แล. อรรถกถาเอกาธิปปายกถา จบ
หน้า 713 ข้อ 1884
อรหันตวัณณกถา [๑๘๘๔] สกวาที อมนุษย์ทั้งหลาย เสพเมถุนธรรมโดยเพศแห่ง พระอรหันต์ทั้งหลายได้ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. อมนุษย์ทั้งหลาย ฆ่าสัตว์ ฯลฯ ลักทรัพย์ พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ ตัดที่ต่อ ปล้นใหญ่ ปล้นเฉพาะเรือน หลังหนึ่ง ดักทางเปลี่ยว ผิดเมียท่าน ทำการฆ่าชาวบ้าน ฯลฯ ทำการ ฆ่าชาวนิคม โดยเพศแห่งพระอรหันต์ได้ หรือ ? ส. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ อรหันตวัณณกถา จบ อรรถกถาอรหันตวัณณกถา ว่าด้วย เพศของพระอรหันต์ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเพศของพระอรหันต์ คือ การเสพเมถุนโดยเพศ ของพระอรหันต์. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกาย อุตตราปถกะทั้งหลายว่า อมนุษย์ทั้งหลายเสพเมถุนธรรมด้วยเพศของ พระอรหันต์ เพราะเห็นภิกษุผู้ลามก ผู้สมบูรณ์ด้วยอิริยาบถ ผู้สมบูรณ์ ด้วยกิริยา ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรอง เป็นของปรวาที. คำที่เหลือในที่นี้มีอรรถตื้นทั้งนั้น แล. อรรถกถา อรหันตวัณณกถา จบ
หน้า 714 ข้อ 1885, 1886, 1887
อิสสริยกามการิกากถา [๑๘๘๕] สกวาที พระโพธิสัตว์ ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์ ไปสู่นรก คือ ไปสู่สัญชีวนรก ไปสู่ กาลสุตตนรก ไปสู่ตาปนนรก ไปสู่มหาตาปนนรก ไปสู่สังฆาฏกนรก ไปสู่ โรรุวนรก ฯลฯ ไปสู่อวีจินรก เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๘๖] ส. พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาตเหตุกระทำความใคร่ใน ความเป็นใหญ่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต กระทำความใคร่ใน ความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำ ความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ไปสู่วินิบาต เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่. [๑๘๘๗] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์ พึงเข้าถึงนรก พึงเข้าถึงกำเนิดดิรัจฉาน เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
หน้า 715 ข้อ 1888
ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๘๘] ส. พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์ หรือ? ป. ถูกเเล้ว. ส. พระโพธิสัตว์ได้อบรมอิทธิบาทคือฉันทะหรือ ฯลฯ ได้อบรมอิทธิบาทคือวิริยะ ฯลฯ อิทธิบาทคือจิตตะ ฯลฯ อิทธิบาทคือ วิมังสา หรือ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโพธิสัตว์ หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุ กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ ในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่ จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่.
หน้า 716 ข้อ 1889, 1890, 1891
[๑๘๘๙] ส. พระโพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ ในความเป็นใหญ่ หรือ ?. ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า โลกเที่ยง กลับ มาสู่ความเห็นว่า โลกไม่เที่ยง ว่าโลกมีที่สุด ฯ ล ฯ ว่าโลกไม่มีที่สุด ว่าชีพ อันนั้นสรีระก็อันนั้น ว่าชีพเป็นอื่นสรีระก็เป็นอื่น ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ มรณะย่อมเกิดอีก ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะย่อมไม่เกิดอีก ว่าสัตว์ เบื้องหน้าแต่มรณะเกิดอีกก็มี ไม่เกิดอีกก็มี ฯลฯ ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่ มรณะเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ เหตุกระทำความใคร่ใน ความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ [๑๘๙๐] ส. พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความ ใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำ ความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริง หรือ ? ป. ไม่มี. ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์ ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุ กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่. [๑๘๙๑] ส. พระโพธิสัตว์ได้ความเพียรอย่างอื่นอีก อุทิศศาสดา อื่น เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ?
หน้า 717 ข้อ 1891
ป. ถูกแล้ว. ส. พระโพธิสัตว์กลับมาสู่ความเห็นว่า โลกเที่ยง ฯลฯ ว่าสัตว์เบื้องหน้าแต่มรณะเกิดอีกก็ไม่ใช่ ไม่เกิดอีกก็ไม่ใช่ ดังนี้ เหตุ กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. พระโพธิสัตว์ อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ ในความเป็นใหญ่ หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. คำว่า พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความ ใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ เป็นสูตรมีอยู่จริงหรือ ? ป. ไม่มี. ส. หากว่า คำว่า พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เหตุ กระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ดังนี้ ไม่เป็นสูตรมีอยู่จริง ก็ต้องไม่ กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ อุทิศศาสดาอื่น เหตุกระทำความใคร่ในความ เป็นใหญ่. อิสสริยกามการิกากถา จบ อรรถกถา อิสสริยกามการิกากถา ว่าด้วย เหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องเหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่. ชน เหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า พระโพธิสัตว์ ย่อมไปสู่วินิบาต พระโพธิสัตว์หยั่งลงสู่ความเป็นผู้นอนในครรภ์ พระ-
หน้า 718 ข้อ 1891
โพธิสัตว์ได้ทำทุกกรกิริยา พระโพธิสัตว์ได้ทำความเพียรอย่างอื่นอีก พระโพธิสัตว์อุทิศศาสดาอื่น เพราะเหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ โดยหมายเอาฉัททันตชาดกเป็นต้น ดังนี้ คำถามของสกวาทีหมายถึง ชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. คำที่เหลือในกถาแรกมี อรรถตื้นทั้งนั้น. ในกถาที่ ๒ ว่า พระโพธิสัตว์มีฤทธิ์หรือ สกวาทีถามเพื่อท้วง ว่า ผิว่า พระโพธิสัตว์ พึงบรรลุเหตุกระทำความใคร่ในความเป็นใหญ่ ไซร้ ก็พึงบรรลุด้วยฤทธิ์มิใช่ด้วยอำนาจกรรม ดังนี้ ก็ในปัญหาแรก ปรวาทีหมายเอาฤทธิ์อันสำเร็จด้วยภาวนา คืออิทธิบาท จึงตอบปฏิเสธ ในปัญหาที่ ๒ หมายเอาบุญฤทธิ์ จึงตอบรับรอง. ในกถาที่ ๓ สกวาทีกล่าวคำว่า โลกเที่ยง เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ผิว่า ชื่อว่า เหตุที่ทำความใคร่ในความเป็นใหญ่คือการกระทำทุกกรกิริยา พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมทำด้วยมิจฉาทิฏฐิไซร้ พระองค์ก็พึงทำทุกกร- กิริยานั้นอย่างเดียว พึงถือเอาซึ่งทิฏฐิทั้งหลายมีสัสสตทิฏฐิเป็นต้น. แม้ ในกถาที่ ๔ ก็นัยนี้นั่นแหละ ดังนี้แล. อรรถกถาอิสสริยกามการิกากถา จบ
หน้า 719 ข้อ 1892
ราคปฏิรูปกาทิกถา [๑๘๙๒] สกวาที ธรรมมิใช่ราคะ แต่เทียบด้วยราคะ มีอยู่หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. ธรรมมิใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะ มีอยู่หรือ ธรรม มิใช่เวทนา แต่เทียบด้วยเวทนา มีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สัญญา แต่เทียบด้วย สัญญามีอยู่หรือ ธรรมมิใช่เจตนา แต่เทียบด้วยเจตนามีอยู่หรือ ธรรม มิใช่จิต แต่เทียบด้วยจิตมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่ศรัทธา แต่เทียบด้วยศรัทธา มีอยู่หรือ ธรรมมิใช่วิริยะ แต่เทียบด้วยวิริยะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สติ แต่เทียบด้วยสติมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่สมาธิ แต่เทียบด้วยสมาธิมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่ปัญญา แต่เทียบด้วยปัญญา มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. ธรรมมิใช่โทสะแต่เทียบด้วยโทสะมีอยู่หรือ ธรรม มิใช่โมหะเทียบด้วยโมหะมีอยู่หรือ ธรรมมิใช่กิเลส แต่เทียบด้วย กิเลสมีอยู่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. ธรรมมิใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะ มีอยู่หรือ ฯลฯ ธรรมมิใช่ปัญญา แต่เทียบด้วยปัญญา มีอยู่หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ราคปฏิรูปกาทิกถา จบ
หน้า 720 ข้อ 1892
อรรถกถาราคปฏิรูปกาทิกถา ว่าด้วย ราคปฏิรูปกะเป็นต้น บัดนี้ ชื่อว่าเรื่องราคปฏิรูปกะ คือธรรมที่เทียบด้วยราคะเป็นต้น. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมีความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอันธกะทั้งหลายว่า ธรรมที่มิใช่ราคะเป็นราคะเทียมมีอยู่ เพราะหมายเอาเมตตา กรุณา และมุทิตาธรรมเป็นต้น ดังนี้ด้วยว่า ธรรมที่มิใช่โทสะเป็นโทสะเทียม มีอยู่ เพราะหมายเอาอิสสา มัจฉริยะ และกุกกุจจะ ดังนี้ด้วย ว่า ธรรม ที่มิใช่โมหะเป็นโมหะเทียมมีอยู่ เพราะหมายเอาหสิตุปปาทะดังนี้ด้วย ว่า ธรรมที่มิใช่กิเลสเป็นกิเลสเทียมมีอยู่ เพราะหมายเอาวาทะอันกระด้าง ที่ตำหนิบุคคลผู้เก้ออยากทั้งหลาย และอนุเคราะห์ภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รัก ทั้งหลาย อันเป็นถ้อยคำที่ตำหนิบาป สรรเสริญความดี ของท่านพระ- ปิลินทวัจฉะ และถ้อยคำของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า โมฆบุรุษ อันเป็น ถ้อยคำเช่นกับเขฬะ ดังนี้ด้วย คำถามในกถาทั้งปวงของสกวาที หมายถึง ชนผู้เห็นผิดเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็นของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาที จึงกล่าวคำว่า ธรรมที่ไม่ใช่ผัสสะ แต่เทียบด้วยผัสสะมีอยู่หรือ เป็นต้น กะปรวาทีนั้น เพื่อท้วงว่า ชื่อว่า ธรรมทั้งหลายมีผัสสะเป็นต้น ของ ธรรมเทียมมีผัสสะเป็นต้น ย่อมไม่มี เหตุใด เพราะเหตุนั้น แม้ราคะธรรม เป็นต้นของธรรมเทียมมีราคะเป็นต้นก็ย่อมไม่มี ดังนี้. ปรวาทีตอบปฏิเสธ เพราะความไม่มีแห่งสภาพธรรมเหล่านั้น. คำที่เหลือในที่ทั้งปวง มี อรรถตื้นทั้งนั้นแล. อรรถกถาราคปฏิรูปกาทิกถา จบ
หน้า 721 ข้อ 1893, 1894
อปรินิปผันนกถา [๑๘๙๓] สกวาที รูปเป็นอปรินิปผันนะ หรือ ? ปรวาที ถูกแล้ว. ส. รูปมิใช่ของไม่เที่ยง มิใช่สังขตะ มิใช่ธรรมชาติที่ อิงอาศัยเกิดขึ้น มิใช่ธรรมชาติมีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติ ที่มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความคลายไปเป็น ธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มีความดับไปเป็นธรรมดา มิใช่ธรรมชาติที่มี ความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ อิงอาศัยเกิดขึ้น มี ความเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความคลายไป เป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า รูปเป็นของไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความ แปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ดังนี้. [๑๘๙๔] ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ และ รูปก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 722 ข้อ 1895, 1896, 1897
ตรัสว่าเป็นทุกข์ และ รูปก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์เท่านั้นเป็น ปรินิปผันนะ. [๑๘๙๕] ส. เวทนา ฯลฯ สัญญา สังขาร วิญญาณ ฯลฯ จักขายตนะ ฯลฯ ธัมมายตนะ ฯลฯ จักขุธาตุ ฯลฯ ธัมมธาตุ ฯลฯ จักขุนทรีย์ ฯลฯ. [๑๘๙๖] ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. อัญญาตาวินทรีย์ มิใช่ธรรมชาติที่ไม่เที่ยง ฯลฯ มิใช่ ธรรมชาติที่มีความแปรไปเป็นธรรมดา หรือ ? ป. ไม่พึงกล่าวอย่างนั้น ฯลฯ ส. อัญญาตาวินทรีย์ เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะ ฯลฯ มีความแปรไปเป็นธรรมดา มิใช่หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า อัญญาตาวินทรีย์เป็นธรรมชาติไม่เที่ยง เป็นสังขตะอิงอาศัยเกิดขึ้น มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา มีความเสื่อมไป เป็นธรรมดา มีความคลายไปเป็นธรรมดา มีความดับไปเป็นธรรมดา มีความแปรไปเป็นธรรมดา ก็ต้องไม่กล่าวว่า อัญญาตาวินทรีย์ เป็น อปรินิปผันนะ. [๑๘๙๗] ส. ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะ หรือ ? ป. ถูกแล้ว. ส. สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์ และ อัญญาตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง มิใช่หรือ ?
หน้า 723 ข้อ 1897
ป. ถูกแล้ว. ส. หากว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ว่าเป็นทุกข์ และ อัญญาตาวินทรีย์ก็ไม่เที่ยง ก็ต้องไม่กล่าวว่า ทุกข์ เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ. อปรินิปผันนกถา จบ อรรถกถาอปรินิปผันนกถา ว่าด้วย อปรินิปผันนะ บัดนี้ ชื่อว่าเรื่อง อปรินิปผันนะ คือธรรมที่ไม่สำเร็จแล้ว หมายถึง ธรรมที่ไม่เกิดขึ้นมาเพราะปัจจัยปรุงแต่ง. ในเรื่องนั้น ชนเหล่าใดมี ความเห็นผิดดุจลัทธิของนิกายอุตตราปถกะทั้งหลายบางพวก และเหตุวาทะ ว่า ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ คือเป็นธรรมที่สำเร็จแล้วหรือเกิดขึ้น แล้ว ส่วนธรรมที่เหลือ คือ ขันธ์ อายตนะ ธาตุ อินทรีย์ เป็นอปรินิปผันนะ คือไม่สำเร็จแล้ว ไม่เกิดขึ้นแล้ว โดยอาศัยพระพุทธพจน์ว่า ก็ทุกข์เท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นย่อมตั้งอยู่ด้วย ย่อมดับไปด้วย นอกจากทุกข์ ไม่มีอะไรเกิด นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับ ดังนี้ คำถามของสกวาทีว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะหรือ หมายถึงชนเหล่านั้น คำตอบรับรองเป็น ของปรวาที. ลำดับนั้น สกวาทีจึงกล่าวคำว่า รูปมิใช่ของไม่เที่ยง เป็นต้น เพื่อท้วงว่า ถ้ารูปเป็นอปรินิปผันนะไซร้ รูปนั้นก็พึงมิใช่เป็น ของไม่เที่ยงเป็นต้น. ปรวาที เมื่อไม่เห็นรูปเช่นนั้น จึงตอบปฏิเสธ.
หน้า 724 ข้อ 1897
สกวาที ปฏิเสธลัทธิหนึ่งของปรวาทีนั้น ด้วยคำเป็นต้นว่า รูปเป็นของ ไม่เที่ยง...มิใช่หรือ ? เมื่อจะถามปัญหาที่ ๒ จึงกล่าวคำว่า ทุกข์เท่านั้น เป็นปรินิปผันนะหรือ ดังนี้. ลำดับนั้น สกวาทีเพื่อจะปฏิเสธลัทธิของ ปรวาทีแม้นั้นอีก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่า เป็นทุกข์...มิใช่หรือ. ในข้อนั้น มีอธิบายว่า สัจจะที่หนึ่งเท่านั้นเป็นทุกข์อย่างเดียวก็หาไม่ ก็ธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่เที่ยง ธรรมนั้นก็เป็นทุกข์ทั้งนั้น ทั้งรูป ก็เป็นของไม่เที่ยง เพราะฉะนั้นรูปแม้นั้น จึงเป็นปรินิปผันนะ เพราะฉะนั้น จึงไม่ควรกล่าวว่า รูปเป็นอปรินิปผันนะ ทุกข์เท่านั้นเป็นปรินิปผันนะ ดังนี้. การประกอบแม้ในธรรมทั้งหลายมีเวทนาเป็นต้น ก็นัยนี้แล. อนึ่ง ในธัมมายตนะ และธัมมธาตุทั้งหลาย เว้นพระนิพพานแล้ว บัณฑิตพึง ทราบว่าธรรมที่เหลือทั้งหมดเป็นอนิจจัง. อินทรีย์ทั้งหลายก็เป็นอนิจจัง ทั้งนั้น แล. อรรถกถาอปรินิปผันนกถา จบ รวมกถาที่มีในวรรคนี้คือ ๑. เอกาธิปปายกถา ๒. อรหันตวัณณกถา ๓. อิสสริยกาม- การิกากถา ๔. ราคปฏิรูปกาทิกถา ๕. อปรินิปผันนกถา. วรรคที่ ๒๓ จบ ขุททกปัณณาสก์ จบ
หน้า 725 ข้อ 1897
อุทาน มหา นิยาโม อนุสยา นิคฺคโห ขุทฺทกปญฺจมา ปรปฺปวาทมทฺทนา สุตฺตมูลสมาหิตา อุชโชตนา สตฺถุสมเย กถาวตฺถุปปกรเณ กถาวัตถุปกรณ์ มี ๕ ปัณณาสก์ คือ :- (๑) มหาปัณณาสก์ (๒) นิยามปัณณาสก์ (๓) อนุสยปัณณาสก์ (๔) นิคคหปัณณาสก์ (๕) ขุททกปัณณาสก์ อันพระโมคคัลลีบุตรติสสเถระทำพระสูตรให้เป็นมูลตั้งไว้ ให้เป็นเครื่อง ย่ำยีปรับปวาท รุ่งเรืองอยู่ในพระพุทธศาสนา. กถาวัตถุปกรณ์ ๓๕ ภาณวาร จบ
หน้า 726 ข้อ 1897
นิคมคาถา ก็ด้วยถ้อยคำมีประมาณเท่านี้ พระพุทธโฆษาจารย์ได้ รวบรวมกถาทั้งปวง จากปัณณาสก์ทั้ง ๔ และวรรคทั้ง ๓ เท่านั้น แล้ว จำแนกเป็นประเภทออกไปได้จำนวน ๓๐๐ หย่อน.๑ พระชินพุทธเจ้าผู้ฉลาดในกถามรรคทั้งหลาย ทรงแสดงแล้วซึ่ง กถาวัตถุปกรณ์ใด การพรรณนาเนื้อความแห่งกถาวัตถุปกรณ์นั้นสำเร็จ แล้ว. ข้าพเจ้าร้อยกรองคัมภีร์นี้ไว้ มีประมาณ ๑๓ ภาณวาร จากจำนวน ๓๕ ภาณวาร เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม เพื่อเป็นแบบแผน ฉะนี้แล. กุศลใด ที่ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ถึงพร้อมแล้วมีอยู่ ด้วยอำนาจแห่ง กุศลนั้นขอสัตว์โลก คือ เทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย จงรับรสแห่ง พระสัทธรรมของพระธรรมราชานั้น เทอญ. อรรถกถาแห่งกถาวัตถุปกรณ์ จบบริบูรณ์ ๑. ในโยชนาว่าได้จำนวน ๒๓๐ ประเภท คือในปัณณาสก์ทั้ง ๔ ปัณณาสก์ละ ๕๐ เป็น ๒๐๐ และใน วรรคทั้ง ๓ เป็นกถาอีก ๓๐ รวม ๒๓๐ ประเภท.