← ฉบับมหามกุฏฯ ๔๕ เล่ม

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๘

ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ-เปตวัตถุ
1,294 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 48, 49

เล่มจริงที่ 48 (687 หน้า · 0001 – 0687)

กระโดดไปหน้า (687 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 1
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย วิมานวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. อิตถิวิมานวัตถุ ปีฐวรรคที่ ๑ ๑. ปฐมปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่งทอง [๑] พระโมคคัลลานะ ถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรง พัสตราภรณ์สวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร ท่านส่องแสงประกายดังสายฟ้าอันแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่ น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตภาพขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญ
หน้า 2 ข้อ 1
อะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่าง นี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก ดีฉันได้ถวาย อาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาถึงเรือน ได้อภิวาท ได้ทำ อัญชลี และถวายทานตามกำลัง เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จ แก่ดีฉัน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของ ดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมปีฐวิมาน
หน้า 3 ข้อ 1
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ คันถารัมภกถา ข้าพเจ้าขอไหว้พระพุทธเจ้า ผู้มีพระมหากรุณา เป็นนาถะ ทรงข้ามสังสารสาครด้วยไญยธรรม ทรง แสดงธรรมอันละเอียดลุ่มลึกมีนัยมีวิจิตร. ข้าพเจ้าขอไหว้พรธรรมสูงสุด ที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องนำผู้สมบูรณ์ ด้วยวิชชาและจรณะออกไปจากโลก. ข้าพเจ้าขอไหว้พระอริยสงฆ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ มีศีลเป็นต้น ตั้งอยู่ในมรรคผล เป็นบุญเขตอัน ยอดเยี่ยม. บุญใด เกิดจากการไหว้พระรัตนตรัย ดังกล่าว มานี้ ขอข้าพเจ้าเป็นผู้อันอำนาจบุญนั้นกำจัดอันตราย ในที่ทั้งปวง. บุญใด ๆ อันเทวดาทั้งหลายทำไว้ในชาติก่อน ๆ เทศนาอันใด ที่ทำผลแห่งกรรมให้ประจักษ์ ดำเนิน ไปโดยการถามและตอบของเทวดาเหล่านั้น โดย แยกสมบัติ คือผลมีวิมานเป็นต้น ของบุญนั้น ๆ
หน้า 4 ข้อ 1
พระอรหันต์ทั้งหลายผู้เชี่ยวชาญแต่ก่อน สังคายนา เรื่องใดไว้ในคันภีร์ขุททกนิกาย โดยชื่อว่าวิมานวัตถุ เพราะฉะนั้น จักยึดนัยที่มาในอรรถกถารุ่นเก่านั้น เมื่อจะประกาศนิทานทั้งหลายในเทศนานั้น ๆ โดย พิเศษ จักแต่งกถาพรรณนาอรรถอันงาม ซึ่งหมดจด ดี ไม่สับสน มีวินิจฉัยอรรถอย่างละเอียด ไม่ ผิดลัทธิสมัยของพระเถระทั้งหลายผู้อยู่ในมหาวิหาร ตามกำลัง ขอสาธุชนทั้งหลาย จงตั้งใจฟังวิมาน- วัตถุนั้นของข้าพเจ้า ซึ่งกำลังกล่าวอยู่ โดยเคารพ เทอญ. อธิบายคำว่า วิมานวัตถุ ในวิมานวัตถุนั้น สถานที่เล่นและอยู่อาศัยของเทวดาทั้งหลาย มี จำนวนนับอันประเสริฐ ชื่อว่า วิมาน. จริงอยู่ วิมานเหล่านั้น บังเกิด ด้วยอานุภาพของกรรมส่วนสุจริตของเทวดาเหล่านั้น รุ่งเรืองด้วยรัตนะ ต่าง ๆ มีสีและทรวดทรงอันวิจิตร เพราะประกอบด้วยขนาดพิเศษมี ๑ โยชน์ และ ๒ โยชน์เป็นต้น เรียกกันว่า วิมาน เพราะพรั่งพร้อมด้วย ความงาม และเพราะต้องนับโดยวิธีพิเศษ. วัตถุที่ตั้งแห่งวิมานทั้งหลาย เป็นเหตุแห่งเทศนานั้น เหตุนั้น เทศนานั้น จึงชื่อว่า วิมานวัตถุ ได้แก่ เทศนาที่ดำเนินไปโดยนัยว่า ปีนฺเต โสวณฺณมยํ ปีฐวิมานตั่งทองของ ท่าน ดังนี้เป็นต้น. ก็คำนี้เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะเทศนานี้ดำเนินไป อาศัยสมบัติมีรูปโภคะและบริวารเป็นต้น และกรรมที่เป็นเหตุทำให้บังเกิด
หน้า 5 ข้อ 1
สมบัตินั้น ของเทวดาเหล่านั้น อีกนัยหนึ่ง กล่าวโดยมุข คือ วิบาก พึงทราบว่า ชื่อว่า วิมานวัตถุ เพราะเป็นเหตุแห่งการนับในระหว่าง [ช่วง] กรรม. ถามว่า วิมานวัตถุนี้ ใครกล่าว กล่าวที่ไหน กล่าวเมื่อไร และ กล่าวเพราะเหตุไร. ตอบว่า วิมานวัตถุนี้ ดำเนินไป โดยกิจ ๒ อย่าง คือ ถามและตอบ. ในกิจ ๒ อย่างนั้น คาถาคำตอบ เทวดาทั้งหลาย นั้น ๆ กล่าว. ส่วนคาถาคำถาม บางคาถาพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส บาง คาถา ท้าวสักกะเป็นต้นตรัส บางคาถา พระสาวกเถระทั้งหลายกล่าว. แม้ในคาถาคำถามนั้น คาถาส่วนมาก ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ผู้ สร้างสมภารคือบุญและญาณ เพื่อเป็นพระอัครสาวกของพระผู้มีพระภาค พุทธเจ้า บำเพ็ญสาวกบารมีมาโดยลำดับถึง ๑ อสงไขย กำไรแสนกัป ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณหมดสิ้น ซึ่งมีคุณพิเศษมีอภิญญา ๖ และ ปฏิสัมภิทา ๔ เป็นต้นเป็นบริวาร ดำรงอยู่ในตำแหน่งอัครสาวกรูปที่ ๒ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในเหล่าภิกษุ สาวกผู้มีฤทธิ์ กล่าวไว้แล้ว. ก่อนอื่น พระเถระเมื่อจะกล่าว ก็เที่ยวเทวจาริกไปเพื่อเกื้อกูลโลก ไถ่ถามเทวดาทั้งหลายในเทวโลก กลับมามนุษยโลกอีก ทำคำถามและ คำตอบไว้รวมกัน เพื่อทำผลบุญ ให้ประจักษ์แก่มนุษย์ทั้งหลาย กราบทูล เรื่องถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จึงกล่าวแก่ภิกษุทั้งหลาย. ท้าวสักกะ ตรัสก็โดยถามปัญหา เทวดาทั้งหลายตอบท้าวสักกะนั้นก็ดี ตอบท่าน พระมหาโมคคัลลานเถระก็ดี ก็โดยตอบปัญหาเหมือนกัน. โดยนัยดังกล่าว มานี้ คาถาวิมานวัตถุ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระเถระทั้งหลาย และเทวดา
หน้า 6 ข้อ 1
ทั้งหลายกล่าว ก็โดยถามปัญหา และเทวดาทั้งหลายกล่าวไว้ในที่นั้น ๆ ก็ โดยตอบปัญหานั้น ภายหลัง พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายผู้สังคายนา ธรรมวินัย รวบรวมยกขึ้นสู่สังคีติว่าวิมานวัตถุอย่างเดียว ก็การตอบบท ว่า ใครกล่าว เป็นต้น โดยสังเขปทั่ว ๆ ไปในวิมานวัตถุนี้ เท่านี้ก่อน. ส่วนบทว่า ใครกล่าว เมื่อกล่าวโดยพิสดาร ก็พึงกล่าวอาคมนีย- ปฏิปทา ข้อปฏิบัติที่พึงดำเนินมาของพระเถระ ตั้งแต่มหาเถระทำปณิธาน ความปรารถนาไว้แทบเบื้องบาทพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี. ก็ปฏิปทานั้น ท่านกล่าวไว้พิสดารแล้วในที่นั้น ๆ ในอรรถกถาทั้งหลาย อันเป็นที่มา เพราะฉะนั้น พึงทราบตามนัยที่มาแล้วในที่นั้น. เมื่อกล่าว โดยไม่ทั่วไป [โดยเฉพาะ] การตอบบทว่า กล่าวที่ไหน ก็จักมาถึง ตอนพรรณนาความแห่งวิมานนั้น ๆ. ส่วนอาจารย์พวกอื่นๆ กล่าวว่า วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคัลลานะ ไปในที่ลับหลีกเร้นอยู่ เกิดใจปริวิตกอย่างนี้ว่า ปัจจุบันนี้ มนุษย์ ทั้งหลาย เมื่อความถึงพร้อมแห่งวัตถุ [ไทยธรรม] ความถึงพร้อมแห่ง เขต [ทักขิไณยบุคคล] และความถึงพร้อมแห่งจิตเลื่อมใสของตน [เจตนา] แม้ไม่มี ก็ยังพากันทำบุญนั้น บังเกิดในเทวโลกเสวยสมบัติ อันโอฬาร ถ้ากระไร เราจาริกไปในเทวโลก ทำเทวดาเหล่านั้นเป็น ประจักษ์พยานให้กล่าวบุญ ตามที่พวกเขาสร้างสมไว้ และผลบุญตามที่ ได้ประสบ แล้วกราบทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อเป็นดังนั้น พระศาสดาของเรา เมื่อทรงแสดงผลกรรมให้ประจักษ์ชัดแก่มนุษย์ทั้งหลาย เหมือนดังทรงทำพระจันทร์เพ็ญอุทัยขึ้น ณ พื้นนภากาศ ทรงชี้ความที่บุญ ทั้งหลาย แม้ประมาณเล็กน้อย ก็ยังมีผลโอฬาร โดยศรัทธาความเชื่อต่อ
หน้า 7 ข้อ 1
เนื่องกันได้ ทรงทำวิมานวัตถุนั้น ๆ ให้เป็นวัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว จักทรงประกาศพระธรรมเทศนาได้ยิงใหญ่. พระธรรมเทศนานั้น ก็จะเป็น ประโยชน์เกื้อกูลความสุขแก่ชนเป็นอันมาก แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ท่านลุกขึ้นจากอาสนะ นุ่งผ้า ๒ ชั้นย้อมดีแล้วผืนหนึ่ง อีกผืนหนึ่ง ห่มเฉวียงบ่า เปรียบดังฟ้าแลบ มีลำสายคล้ายหิงคุ์ตามธรรมชาติ [หยาด มหาหิงคุ ] และเปรียบดังยอดเขาอัญชันคิรี เดินได้ ซึ่งฉาบด้วยแสงสนธยา ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง กราบทูลความประสงค์ของตน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว ก็ ลุกจากอาสนะ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณเวียนขวา เข้าจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา ออกจากจตุตถฌานนั้นแล้ว ก็ ถึงดาวดึงสภพในทันทีนั้น โดยกำลังฤทธิ์ จึงไถ่ถามถึงบุญกรรม ตามที่ เทวดาทั้งหลายนั้น ๆ สร้างสมไว้. เทวดาเหล่านั้น ก็บอกกล่าวแก่ท่าน. ท่านกลับจากดาวดึงส์นั้นมายังมนุษยโลกแล้ว กราบทูลเรื่องนั้นทั้งหมด ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยทำนองที่เป็นไปในดาวดึงสภพนั้น. พระศาสดา ก็ได้ทรงรับทราบเรื่องนั้นแล้ว ทรงทำวิมานวัตถุนั้นให้เป็น วัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้วทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร โปรดบริษัทที่มา ประชุมกัน. ก็วิมานวัตถุนี้นั้น นับเข้าในสุตตันตปิฎก ในปิฎกทั้ง ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก. นับเข้าในขุททกนิกาย ใน นิกายทั้ง ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย ขุททกนิกาย. สงเคราะห์เข้าในคาถา ในสัตถุศาสน์มีองค์ ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทานะ อิติวุตตกะ ชาตกะ อัพภูตธัมมะ
หน้า 8 ข้อ 1
เวทัลละ. สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์เล็กน้อย ในพระธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ซึ่งท่านพระอานนท์ คลังพระธรรมปฏิญญาไว้ดังนี้ ว่า ทฺวาสีติ พุทฺธโต คณฺหึ เทฺว สหสฺสานิ ภิกฺขุโต จตุราสีติ สหสฺสานิ เย เม ธมฺมา ปวตฺติโน ธรรมเหล่าใดอันข้าพเจ้าให้เป็นไป ข้าพเจ้า เรียนธรรมเหล่านั้น จากพระพุทธองค์ ๘๒,๐๐๐ จากภิกษุ [พระสารีบุตรเถระ] อีก ๒,๐๐๐ รวม เป็น ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์. กล่าวโดยวรรค มี ๗ วรรค คือ ปีฐวรรค จิตตลตาวรรค ปาริฉัตตกวรรค มัญชิฏฐกวรรค มหารถวรรค ปายาสิวรรค สุนิก- ขิตตวรรค. กล่าวโดยเรื่อง วรรคที่ ๑ มี ๑๗ เรื่อง วรรคที่ ๒ มี ๑๑ เรื่อง วรรคที่ ๓ มี ๑๐ เรื่อง วรรคที่ ๔ มี ๑๒ เรื่อง วรรคที่ ๕ มี ๑๔ เรื่อง วรรคที่ ๖ มี ๑๐ เรื่อง วรรคที่ ๗ มี ๑๐ เรื่อง รวม ๘๕ เรื่อง ไม่นับอันตรวิมาน แต่นับด้วย ก็มี ๑๒๓ เรื่อง กล่าวโดย คาถา มี ๑,๕๐๐ คาถา. บรรดาวรรคของวิมานวัตถุนั้น ปีฐวรรคเป็น วรรคต้น . บรรดาเรื่อง เรื่องปีฐวิมาน วิมานตั่งทองเป็นเรื่องต้น. แม้ วิมานวัตถุนั้นมีคาถาว่า ปีนฺเต โสวณฺณมยํ เป็นคาถาต้น.
หน้า 9 ข้อ 1
๑. อิตถิวิมานวัตถุ ปีฐวรรควรรณนาที่ ๑ ๑. อรรถกถาปฐมปีฐวิมาน แม้ปีฐวิมานเรื่องที่ ๑ ในปีฐวรรคที่ ๑ นั้น มีวัตถุปัตติเหตุ เกิดเรื่อง ดังต่อไปนี้ :- เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับ ณ พระเชตวัน อารามของท่าน อนาถบิณฑิกะ กรุงสาวัตถี พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงถวายอสทิสทาน ๗ วัน แด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ท่านอนาถบิณฑิกะ มหาเศรษฐี ก็ถวาย ๓ วัน พอสมควรแก่อสทิสทานนั้น นางวิสาขา มหาอุบาสิกา ก็ถวายมหาทานเหมือนอย่างนั้น. ประวัติความเป็นไปแห่ง อสทิสทาน ได้ปรากฏทั่วชมพูทวีป. ครั้งนั้น มหาชนยกเรื่องขึ้นพูดกัน ในที่นั้น ๆ ว่า ทานจักมีผลมาก ด้วยการบริจาคสมบัติอันโอฬารอย่างนี้ หรือ ๆ จักมีผลมาก แม้ด้วยการบริจาคพอสมควรแก่ทรัพย์สมบัติของตน. ภิกษุทั้งหลายฟังคำนั้นแล้ว ก็กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทานมิใช่จักมีผลมาก ด้วยการ ถึงพร้อมแห่งไทยธรรมอย่างเดียว ที่แท้ ทานจักมีผลมาก ก็ด้วยความ ถึงพร้อมแห่งจิตที่เลื่อมใส และด้วยความถึงพร้อมแห่งเขต [ทักขิไณย- บุคคล ] เพราะฉะนั้น ทานวัตถุเพียงสักข้าวกำมือหนึ่งก็ดี เพียงผ้าเก่า ผืนหนึ่งก็ดี เพียงเครื่องลาดทำด้วยหญ้าก็ดี เพียงเครื่องลาดทำด้วยใบไม้ก็ดี เพียงสมอดองน้ำมูตรเน่าก็ดี บุคคลมีจิตเลื่อมใสแล้ว ตั้งไว้ในทักขิไณย- บุคคล ทานแม้นั้น ก็จักมีผลมาก รุ่งเรืองมาก แผ่ไพศาลมาก ดังนี้.
หน้า 10 ข้อ 1
จริงอย่างนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพ ก็ตรัสคำเป็นคาถา ดังนี้ว่า นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ อปฺปิกา นาม ทกฺขิณา ตถาคเต วา สมฺพุทฺเธ อถวา ตสฺส สาวเก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคตสัมพุทธเจ้า หรือ พระสาวกของพระสัมพุทธเจ้านั้น ทักษิณาไม่ชื่อว่า น้อยเลย. ถ้อยคำนั้น ได้แพร่ไปทั่วชมพูทวีป. มนุษย์ทั้งหลาย พากันให้ทาน ตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ แก่สมณพราหมณ์คนยากไร้ คนเดินทางไกล วณิพกและยาจกทั้งหลาย ตั้งน้ำดื่มไว้ที่ลานเคหะ ปูอาสนะไว้ที่ซุ้มประตู. สมัยนั้น พระเถระผู้ถือปิณฑปาติกธุดงค์เป็นวัตรรูปหนึ่ง มีอากัปกิริยา ก้าวไป ถอยกลับ เหลียว แล คู้แขน เหยียดแขน น่าเลื่อมใส ทอด จักษุลง ถึงพร้อมด้วยอิริยาบถ เที่ยวบิณฑบาต ก็มาถึงเรือนหลังหนึ่ง ในเวลาจวนแจ. ในเรือนหลังนั้น กุลธิดาผู้หนึ่ง ถึงพร้อมด้วยศรัทธา เห็นพระเถระ ก็เกิดความเคารพความนับถือมาก เกิดปีติโสมนัสอย่าง โอฬาร จึงนิมนต์ให้ท่านเข้าไปยังเรือน ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ จัด ตั่งของตน ปูผ้าเนื้อเกลี้ยงสีเหลืองบนตั่งนั้นถวาย. เมื่อพระเถระนั่งเหนือ ตั่งนั้นแล้ว นางคิดว่า บุญเขตสูงสุดนี้ ปรากฏแก่เราแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใส เลี้ยงดูด้วยอาหาร ตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ ทั้งนางก็ถือพัดพัดถวาย. พระเถระฉันเสร็จแล้ว กล่าวธรรมีกถาประกอบด้วยทานมีถวายอาสนะ ถวายอาหารเป็นต้นแล้วก็ไป. สตรีผู้นั้นพิจารณาถึงทานของตนและ ธรรมกถานั้น อันปีติถูกต้องกำซาบไปทั่วเรือนร่าง จึงได้ถวายตั่งแม้นั้น แก่พระเถระ.
หน้า 11 ข้อ 1
สมัยต่อมาจากนั้น สตรีผู้นั้นเกิดโรคอย่างหนึ่งตาย ไปบังเกิดใน วิมานทองขนาด ๑๒ โยชน์ ภพดาวดึงส์ นางมีเทพอัปสร ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร. ก็ด้วยอำนาจที่นางถวายตั่งเป็นทาน จึงบังเกิดบัลลังก์ [เตียง, ตั่ง แท่น ] ทอง ลอยไปในอากาศแล่นเร็ว ชั้นบนมีราชรถทรวด ทรงดังเรือนยอด. ด้วยเหตุนั้น วิมานนี้จึงเรียกว่า ปีฐวิมาน. แท้จริง วิมานตั่งนั้น เป็นทองส่องให้เห็นความเหมาะสมกับกรรม เพราะนางลาด ผ้าสีทองถวาย ชื่อว่า แล่นไปเร็ว เพราะกำลังปีติแรง ชื่อว่า ไปได้ ตามชอบใจ เพราะนางถวายแก่ทักขิไณยบุคคลโดยจิตชอบ ได้ชื่อว่า ประกอบด้วยความงดงาม น่าเลื่อมใสพร้อมสรรพ เพราะสมบัติคือความ เลื่อมใสโอฬาร. ต่อมาวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อเทวดาทั้งหลาย พากันไปสวน นันทนวัน เพื่อเล่นกรีฑาในอุทยาน ด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์ของตน ๆ เทวดาองค์นั้น ทรงนุ่งผ้าทิพย์ประดับด้วยทิพยาภรณ์ มีเทพอัปสร ๑,๐๐๐ เป็นบริวาร ก็ออกจากภพของตน ขึ้นสู่วิมานตั่งนั้น ส่องแสงสว่างดั่งดวง จันทร์ ดวงอาทิตย์โดยรอบ ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่งใหญ่ด้วยสิริโสภาคย์ตระการ ไปยังอุทยาน. ก็สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เที่ยวเทวจาริกไป โดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง เข้าไปยังภพดาวดึงส์ แสดงองค์ไม่ไกล จากเทวดาองค์นั้น. เทวดาองค์นั้น เห็นท่านก็มีความเลื่อมใสมีความเคารพ มีกำลังพรั่งพร้อม จึงรีบลงจากบัลลังก์เข้าไปหาพระเถระ. กราบด้วย เบญจางคประดิษฐ์แล้วยืนนมัสการประคองอัญชลีอันรุ่งเรืองด้วยทศนัข สโมธาน [ชุมนุม ๑๐ นิ้ว]. พระเถระเห็นประจักษ์ถึงกุศลและอกุศล
หน้า 12 ข้อ 1
ตามที่เทวดาองค์นั้นและสัตว์เหล่าอื่นสั่งสมไว้ ด้วยความแตกฉานแห่ง กำลังปัญญา โดยอานุภาพแห่งยถากัมมูปคญาณ [ญาณที่รู้ถึงสัตว์ทั้งหลาย เข้าถึงภพนั้น ๆ ตามกรรม] ของท่าน เหมือนผลมะขามป้อม ที่วางไว้ บนฝ่ามือ ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น เพราะเหตุที่ปัญญาทบทวนเฉพาะภพ ในอดีต และกรรมตามที่สั่งสมไว้ ส่วนมากสำเร็จโดยธรรมดาแก่เทวดา ทั้งหลายในลำดับอุปปัตติภพเท่านั้นว่า เราจุติจากไหนหนอ จึงอุบัติใน ภพนี้ เราทำกุศลกรรมอะไรหนอ จึงได้สมบัตินี้ และญาณย่อมเกิดแก่ เทวดานั้น ตามเป็นจริงฉะนั้น พระเถระประสงค์จะให้เทวดาองค์นั้นกล่าว กรรมที่ทำไว้แล้ว กระทำผลกรรมให้ประจักษ์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลก จึงถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ผู้ประดับองค์ ทรงมาลัยดอกไม้ ทรงพัสตราภรณ์สวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่านส่องแสงประกาย ดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ท่าน ดูก่อนเทพี ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของ ท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม
หน้า 13 ข้อ 1
ครั้นแล้วจึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้ถวาย อาสนะแก่เหล่าภิกษุที่มาถึง [ เรือน ] ได้กราบไหว้ ไค้ทำอัญชลี [ประนมมือ] และได้ถวายทานตาม กำลัง เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดีฉัน ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่ ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. อธิบายคำว่า ปีฐะ ท่อนไม้ก็ดี อาสนะก็ดี ตั่งที่ทำด้วยเถาวัลย์ก็ดี อาสนะที่ทำด้วย หวายก็ดี อาสนะที่ทำด้วยไม้เป็นต้นซึ่งมีชื่อแปลกออกไปมีมสารกะเตียง ที่มีแคร่สอดเข้ากับขาเป็นต้นก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น ชื่อว่าปีฐะ ตั่ง ใน คาถานั้น. จริงอย่างนั้น ท่อนไม้มีปีฐะเป็นต้น พอวางเท้าได้ เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ปาทปีํ เขียงเท้า ปาทกสิกา กระเบื้องรองเท้า ท่อนไม้ที่พอมือจับได้. เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ปีสปฺปิ คนเปลี้ย. ส่วนอาสนะ โดยโวหารท้องถิ่นในชนบทบางแห่งเรียกว่า ปีิกา ที่สำหรับ ทำพลีกรรมเทวดาทั้งหลาย เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ภูตปีิกา
หน้า 14 ข้อ 1
ตั่งเซ่นภูตผี เทวกุลปีิกา ตั่งสังเวยเทวดา. อาสนะที่เขาสร้างขึ้นด้วย หวายและเถาวัลย์เป็นต้น เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีนี้ว่า ภทฺทปิํ ภัทรบิฐ เก้าอี้ [หวาย] ท่านหมายถึงจึงกล่าวไว้ว่า ภทฺทปีํ อุปาทยิ ทำ ภัทรบิฐให้เกิดขึ้น. อาสนะที่ทำด้วยไม้เป็นต้น ต่างโดยเป็นเตียงสอดแคร่ เข้ากับขาเป็นต้น เรียกว่า ปีฐะ ได้ในบาลีเป็นอาทิว่า สุปญฺตฺตํ มญฺจปีํ เตียงตั่งที่จัดไว้ดีแล้ว และว่า มญฺจํ วา ปีํ วา การยมาเนน ใช้ให้เขาทำเตียงหรือตั่ง. ส่วนในที่นี้ พึงทราบว่า วิมานทอง ขนาด ๑ โยชน์ บังเกิดด้วยบุญญานุภาพของเทวดา ตั้งอยู่โดยอาการคล้ายบัลลังก์ [เตียง, ตั่ง, แท่น]. ในบทว่า เต เตศัพท์ มาในอรรถปฐมาวิภัตติพหุวจนะ โดย เป็นตศัพท์ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า น เต สุขํ ปชานนฺติ เย น ปสฺสนฺติ นนฺทนํ ชนเหล่าใดไม่เห็นสวนนันทนวัน ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ไม่รู้จักสุข. มาในอรรถจตุตถีวิภัตติ โดยเป็นตุมฺหศัพท์ อธิบายว่า แด่ ท่าน ได้ในบาลีเป็นต้นว่า นโม เต ปุริสาชญฺ นโม เต ปุริสุตฺตม นโม เต พุทฺธาวีรตฺถุ ท่านบุรุษอาชาไนย ขอความนอบน้อมจงมีแด่ พระองค์ ท่านผู้เป็นบุรุษสูงสุด ขอความนอบน้อม จงมีแด่พระองค์ ท่านพุทธะผู้แกล้วกล้า ขอความ นอบน้อมจงมีแด่พระองค์. มาในอรรถตติยาวิภัตติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กินฺเต ทิฏํ กินฺติ เต สุตํ ท่านเห็นอะไร ท่านฟังมาว่าอะไร และว่า อุปธี เต สมติกฺกนฺตา
หน้า 15 ข้อ 1
อาสวา เต ปทาลิตา อุปธิกิเลสทั้งหลาย ท่านก็ก้าวล่วงเสียแล้ว อาสวะ ทั้งหลาย ท่านก็ทำลายได้แล้ว. มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ได้ในบาลีเป็นต้น ว่า กินฺเต วตฺตํ กึ ปน พฺรหฺมจริยํ อะไรเป็นวัตรของท่าน ก็อะไร เป็นพรหมจรรย์. ส่วนในที่นี้ เตศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. อธิบายว่า ของท่าน. ในบทว่า โสวณฺณมยํ นี้ สุวัณณศัพท์มาในอรรถว่า ความถึง พร้อมแห่งผิว ได้ในบาลีเป็นต้นอย่างนี้ว่า สุวณฺเณ ทุพฺพณฺเณ สุคเต ทุคฺคเต ผิวสวย ผิวทราม มั่งมี ยากจน และว่า สุวณฺณตา สุสรตา ความมีผิวสวย ความมีเสียงไพเราะ. มาในอรรถว่า ครุฑ ได้ในบาลี เป็นต้นว่า กากํ สุวณฺณา ปริวารยนฺติ ครุฑทั้งหลายห้อมล้อม กา. มาในอรรถว่า ทอง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สุวณฺณวณฺโณ กาญฺจน- สนฺนิภตโจ มีผิวดังทอง มีหนังเปล่งปลั่งดังทอง. แม้ในที่นี้ สุวัณณ ศัพท์พึงเห็นว่าใช้ในอรรถว่า ทองอย่างเดียว. จริงอยู่ วิมานตั่งนั้น ท่านเรียกว่า ทอง เพราะมีสีงาม เหตุมีสีเสมอพระพุทธะทั้งหลาย. ทองนั่นแล ชื่อว่า โสวัณณะ เหมือนคำว่า เวกตะ และ เวสมะ [ วิกตสฺส ภาโว เวกตํ วิสมสฺส ภาโว เวสมํ]. ส่วนมยศัพท์มาในอรรถว่า อสฺม มี เป็น ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อนุญฺาตปฏิญฺาตา เตวิชฺชา มยมสฺมุโภ [มยํ อสฺม อุโภ] เราทั้งสองมีวิชชา ๓ เป็นผู้ปฏิญญา ตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับรอง. มาในอรรถว่า บัญญัติรับรู้กัน ได้ในบาลีนี้ว่า มยํ นิสฺสาย เหมาย ชาตมณฺโฑ ทรี สุภา ซอกเขา เกิดสดใสเป็นทอง งดงาม เพราะอาศัยหิน [ ศิลา ]. มาในอรรถว่า บังเกิด ได้ในบาลีนี้ว่า มโนมยา ปีติภกฺขา สยมฺปภา เกิดโดยใจ
หน้า 16 ข้อ 1
มีปีติเป็นอาหาร มีรัศมีในตัวเอง พรหมเว้นปัจจัยภายนอกเสีย ก็บังเกิด ทางใจอย่างเดียว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สำเร็จด้วยใจ. มาใน อรรถว่า วิการ ทำให้แปลก ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ยนฺนูนาหํ สามํ จิกฺขลฺลํ มทฺทิตฺวา สพฺพมตฺติกามยํ กุฏิกํ กเรยฺยํ ถ้ากระไร เรา พึงขยำโคลน สร้างกุฎี ทำด้วยดินล้วนเสียเอง. มาในอรรถว่า บท บูรณ์ ทำบทให้เต็ม ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ทานมยํ สำเร็จด้วยทาน สีลมยํ สำเร็จด้วยศีล. แม้ในที่นี้ มยศัพท์ ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ทำให้แปลก หรือในอรรถว่า ทำบทให้เต็ม. ก็เมื่อใด มยศัพท์มีความ ดังนี้ว่า ปีฐวิมาน บังเกิดด้วยทอง ชื่อว่า โสวัณณมัย เกิดด้วยทอง เมื่อนั้น ก็พึงเห็นว่า มยศัพท์ใช้ในอรรถว่า ทำให้แปลกว่า วิการ ทำ ให้แปลก [ทำรูปพรรณต่าง ๆ] ด้วยทอง ชื่อว่า โสวัณณมัย. จะ กล่าวว่า ใช้ในอรรถบังเกิดดังนี้บ้าง ก็ควรทั้งนั้น. ก็เมื่อใด มีอรรถ ดังนี้ว่า บังเกิดด้วยทอง ชื่อว่า โสวัณณะ เมื่อนั้น ก็พึงเห็นว่า มยศัพท์ ใช้ในอรรถว่า ทำบทให้เต็มดังนี้ว่า ทองนั่นแหละ ชื่อว่า โสวัณณมัย. บทว่า อุฬารํ แปลว่า ประณีตก็ได้ ประเสริฐก็ได้ ใหญ่ก็ได้. จริงอยู่ อุฬารศัพท์ มาในอรรถว่า ประณีต ได้ในบาลีเป็นต้นว่า๑ ย่อม บรรลุ คุณพิเศษอันประณีต อื่นจากคุณพิเศษก่อน. มาในอรรถว่า ประเสริฐ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า๒ เขาว่าท่านกัจจายนพราหมณ์สรรเสริญ พระสมณโคดม ด้วยการสรรเสริญอย่างประเสริฐ. มาในอรรถว่า ใหญ่ ๑. ปุพฺเพนาปรํ อุฬารํ วิเสสํ อธิคจฺฉติ. ๒. อุฬาราย ภวํ กจฺจายโน สมณโคตมํ ปสํสาย ปสํสติ.
หน้า 17 ข้อ 1
ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อุฬารโภคา โภคะใหญ่ อุฬารยสา ยศใหญ่และว่า โอฬาริกํ อันใหญ่. ก็วิมานแม้นั้น ชื่อว่าประณีต เพราะอรรถว่า กระทำความไม่อิ่มสำหรับผู้ใช้สอย โดยความฟูปลื้มใจ ชื่อว่าประเสริฐ เพราะถูกสรรเสริญโดยภาวะมีความเป็นวิมานที่น่าเลื่อมใสโดยรอบเป็นต้น ชื่อว่าใหญ่ เพราะใหญ่โดยขนาด และเพราะมีค่ามาก. วิมานอันโอฬาร กล่าวกันว่า โอฬารกย่างเดียว ด้วยอรรถแม้ ๓ อย่างแล. จิต ชื่อว่า มโน ใจ ในบทว่า มโนชวํ นี้. ก็หากว่า มโนศัพท์ กล่าวทั่ว ๆ ไป ก็สำหรับจิตที่เป็นกุศล อกุศล และอัพยากฤต แม้ ทุกดวง. แต่ก็พึงทราบโดยเป็นจิตสำเร็จมาแต่กิริยา ที่เป็นไปในอารมณ์ อย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะท่านกล่าวว่า มโนชวํ เพราะฉะนั้น วิมานทอง ชื่อว่ามโนชวะ เพราะเร็วดังใจ เหมือนคำว่า โอฏฺมุโข ปากมีผีปาก [พูดได้คล่อง] อธิบายว่า ไปเร็วเหลือเกิน. จริงอยู่ ใจย่อมตกไปใน อารมณ์แม้ไกลนักหนาได้ฉับพลันทีเดียว เพราะเป็นไปรวดเร็ว. ด้วยเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรามองไม่เห็น ธรรมแม้แต่อย่างหนึ่งอันอื่น ซึ่งเป็นไปรวดเร็วเหมือนอย่างจิตนี้เลยนะ ภิกษุทั้งหลาย และว่าจิตไปได้ไกล ไปดวงเดียว ดังนี้. บทว่า คจฺฉติ ได้แก่ ไปทางอากาศจากวิมานที่อยู่ของเทวดาองค์นั้น ตรงไปยังอุทยาน. ในบทว่า เยน กามํ นี้ กามศัพท์ มาในอรรถว่า อารมณ์มีรูป เป็นต้น ที่น่าพอใจ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กามา หิ วิจิตฺรา มธุรา มโนรมา วิรูปรูเปน มเถนฺติ จิตฺตํ แท้จริง กามทั้งหลาย งดงาม หวานชื่น ระรื่นใจ ย่อมย่ำยีจิต ด้วยรูปแปลก ๆ. มาในอรรถว่า ฉันทราคะ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ฉนฺโท กาโม ฉันทะ เป็นกาม ราโค กาโม
หน้า 18 ข้อ 1
ราคะ เป็นกาม ได้แก่ กิเลสกาม. มาในอรรถว่า โลภะความอยากได้ ทุกอย่าง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กามุปาทานํ ยึดกามความอยากได้. มา ในอรรถว่า คามธรรม ธรรมของชาวบ้าน ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อตฺตกามปาริจริยาย วณฺณํ ภาเสยฺย สรรเสริญการบำเรอกามด้วย ตนเอง. มาในอรรถว่า หิตฉันทะ ความพอใจในประโยชน์เกื้อกูล ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สนฺเตตฺถ ตโย กุลปุตฺตา อตฺตกามรูปา วิหรนฺติ มีกุลบุตร ๓ คน ในที่นั้น มีความพอใจในประโยชน์ตนอยู่. มาใน อรรถว่า เสรีภาพอยู่โดยอำเภอใจ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อตฺตาธีโน อปราธีโน ภุชิสฺโส เยน กามงฺคโม มีตนเป็นใหญ่ [ คือพึ่งตนเอง] ไม่มีคนอื่นเป็นใหญ่ [คือไม่พึ่งคนอื่น] เป็นไท ไปได้ตามปรารถนา แม้ในที่นี้กามศัพท์พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า เสรีภาพเท่านั้น. เพราะฉะนั้น บทว่า เยน กามํ จึงแปลว่า ตามความปรารถนา. อธิบายว่า ความ สมควรแก่ความปรารถนาของเทวดา. บทว่า อลงฺกเต แปลว่า แต่งองค์แล้ว อธิบายว่า มีเรือนร่าง ประดับด้วยอาภรณ์ทิพย์ มีภาระประมาณ ๖๐ เล่มเกวียน ต่างโดยเป็น เครื่องประดับมือประดับเท้าเป็นต้น รุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีต่าง ๆ อย่างและ รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะหลายชนิด. คำนี้เป็นเอกวจนะใช้ในอรรถสัมโพธนะ [สํสกฤต ใช้ มคธใช้อาลปนะเป็นวิเสสนะของเทวธีเต ในคาถา]. บทว่า มาลฺยธเร ได้แก่สวมมาลัยดอกไม้ เพราะมีเกศและหัตถ์เป็นต้น ตกแต่งดีแล้ว ด้วยดอกไม้ทิพย์ อันงดงามด้วยกลุ่มช่อคลี่ขยายรุ่งโรจน์ โดยรอบ มีกลีบช่อและเกสรทำด้วยทองบริสุทธิ์ดี และรัตนะต่าง ๆ เกิด แต่ต้นกัลปพฤกษ์ต้นปาริฉัตตกะ และเถาสันดานกลดาเป็นต้น. บทว่า
หน้า 19 ข้อ 1
สุวตฺเถ ได้แก่ มีพัสตราภรณ์อันงาม โดยเป็นผ้าทิพย์ มีเครื่องปกปิดคือ ผ้านุ่งและผ้าห่มเป็นต้น มีรัศมีของผู้มีแสงสว่างอันบริสุทธิ์ดี มีหลากสี ด้วยเครื่องย้อมต่าง ๆ เกิดแต่กัลปพฤกษ์และลดา. บทว่า โอภาสสิ แปลว่า ส่องสว่าง. บทว่า วิชฺชุริว แปลว่า คล้ายฟ้าแลบ. บทว่า อพฺภกูฏํ ได้แก่ ยอดเมฆ. ก็คำนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ อีกนัยหนึ่ง คำว่า โอภาสสิ เป็นคำกล่าวอรรถ เพราะเหตุที่อยู่ภายใน. อธิบายว่า ส่องสว่าง. คำว่า อพฺภกูฏํ ในฝ่ายนี้ พึงเห็นว่า เป็นทุติยา- วิภัตติ ใช้ในอรรถทุติยาวิภัตติเท่านั้น. ก็ในข้อนี้ มีความดังนี้ว่า ยอดเขาแดงฉาบด้วยแสงสนธยา แม้ ตามปกติก็ส่องสว่างอยู่ สายฟ้าที่รุ่งโรจน์อยู่โดยรอบ ก็แลบส่องสว่าง โดยพิเศษ ฉันใด วิมานนี้รุ่งเรืองด้วยรัตนะต่าง ๆ อันสำเร็จมาแต่ทอง อันบริสุทธิ์ดี มีรัศมีซ่านออกอยู่โดยปกติ ตัวท่านประดับด้วยอลังการ ทุกอย่าง ก็ส่องแสงสว่างโดยพิเศษ ด้วยรัศมีเรือนร่างของท่าน และแสง ประกายแห่งพัสตราภรณ์ อันโชติช่วงโดยประการทั้งปวง ก็ฉันนั้น เหมือนกัน. ก็ในปฐมปีฐวิมานนี้ คำว่า ปีํ นี้ เป็นคำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง. คำว่า อพฺภกูฏํ เป็นคำกล่าวถึงตัวอย่าง. คำว่า เต ก็อย่างนั้น เป็น คำกล่าวถึงข้อที่พึงชี้แจง. แท้จริง คำนั้น ท่านเพ่ง คำว่า ปีํ นี้ แม้ กล่าวเป็นฉัฏฐีวิภัตติ ครั้นเพ่งบทเหล่านี้คือ อลงฺกเต มาลฺยธเร สุวตฺเถ โอภาสสิ ก็เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ เพราะฉะนั้น ท่านจึง อธิบายว่า ตฺวํ ท่าน. คำว่า วิชฺชุริว เป็นคำกล่าวยกตัวอย่าง. คำว่า โอภาสสิ นี้ เป็นคำแสดงถึงความเกี่ยวกันของข้ออุปไมย และอุปมาแม้
หน้า 20 ข้อ 1
ทั้งสอง. จริงอยู่ คำว่า โอภาสสิ นี้ ท่านเพ่งบทว่า ตฺวํ จึงกล่าวไว้ เป็นมัธยมบุรุษ ครั้นเพ่งบทว่า ปีํ จึงเปลี่ยนไปเป็นประถมบุรุษ. ส่วน จ ศัพท์ในคำนี้ พึงเห็นว่า ท่านลบแล้วแสดงไว้. คำว่า คจฺฉติ เยน กามํ โอภาสสิ และ วิชฺชุลโตภาสิตํ อพฺภกูฏํ วิย นี้เป็นทุติยา- วิภัตติ เปลี่ยนไปเป็นปฐมาวิภัตติ. คำว่า ปิํ นี้ ก็อย่างนั้น เป็น คำกล่าวถึงข้อที่พึงขยายคำว่า เต โสวณฺณมยํ อุฬารํ เป็นต้น เป็น วิเสสนะคำขยายของคำว่า ปีํ นั้น. ถามว่า ก็ท่านกล่าวว่า โสวณฺณมยํ ไว้แล้ว ไม่น่ากล่าวว่า อุฬารํ เพราะทองเป็นของประเสริฐสุดอยู่แล้ว เหตุเป็นโลหะอันเลิศ และเพราะเป็น ทิพย์ ท่านก็ประสงค์เอาแล้วในที่นี้ มิใช่หรือ. ตอบว่าไม่ใช่ เพราะสิ่งไร ๆ ก็มีสภาพวิเศษ. เหมือนอย่างว่า ทองมีรส [น้ำ] รุ้งร่วงเป็นประเสริฐ สุด บริสุทธิ์ดีโดยเป็นทองรูปพรรณหลายชนิด อันเป็นเครื่องใช้สอยของ มนุษย์ แต่นั้น ก็เกิดเป็นอากร [บ่อเกิด] จากนั้น ทองทุกชนิดก็เป็นของ ทิพย์ของประเสริฐสุดฉันใด ก็ฉันนั้น แม้เพราะเป็นทองทิพย์ ก็เป็นทอง จามีกร ทองคำจากทองจามีกรก็เป็นทองสาตกุมภะจากทองสาตกุมภะก็เป็น ทองชมพูนท จากทองชมพูนท ก็เป็นทองสิงคี. ทองสิงดีนั้นแลประเสริฐ สุดแห่งทองทุกชนิด. ด้วยเหตุนั้น ท้าวสักกะ จอมทวยเทพจึงกล่าวว่า มุตฺโต มุตฺเตหิ สห ปุราณชฏิเลหิ วิปฺปมุตฺโต วิปฺปมุตฺเตหิ สิงฺคีนิกฺขสวณฺโณ ราชคหํ ปาวิสิ ภควา
หน้า 21 ข้อ 1
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พ้นแล้วกับเหล่าปุราณ- ชฎิลผู้พ้นแล้ว พระผู้หลุดพ้นแล้วกับเหล่าปุราณชฎิล ผู้หลุดพ้นแล้วทรงมีพระฉวีวรรณเสมอด้วยแท่งทอง สิงคี เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์. เพราะฉะนั้น ท่านพระโมคคัลลานะแม้กล่าวว่า โสวณฺณมยํ ก็ยัง กล่าวว่า อุฬารํ อนึ่งเล่า คำว่า อุฬารํ นี้ ก็มิใช่ท่านกล่าวหมายถึง ความที่วิมานนั้นประเสริฐสุดและประณีตเท่านั้น ที่แท้ ยังมีความที่ท่าน กล่าวไว้ดังนี้ว่า ทั้งใหญ่ด้วย. ก็ในปีฐวิมานนี้ คำว่า ปีํ เป็นต้น เป็นคำแสดงความที่ผลพึงเห็นสมกับกรรม. แม้อย่างนั้น พระเถระก็ แสดงว่าวิมานนั้นถึงพร้อมแห่งวัตถุ ด้วยบทว่า โสวณฺณมยํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นถึงพร้อมด้วยความงามอย่างยิ่ง ด้วยบทว่า อุฬารํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นถึงพร้อมด้วยการไป ด้วยบทว่า มโนชวํ นี้ แสดงว่า วิมาน นั้นถึงพร้อมด้วยสมบัติแห่งตั่ง เหตุที่แล่นไปรวดเร็ว ด้วยบทว่า คจฺฉติ เยน กามํ นี้. อีกนัยหนึ่ง พระเถระแสดงว่า วิมานนั้นประณีต ด้วยบทว่า โสวณฺณมยํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นใหญ่โดยกว้าง ด้วยบทว่า อุฬารํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นใหญ่โดยอานุภาพ ด้วยบทว่า มโนชวํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นอยู่สบาย ด้วยบทว่า คจฺฉติ เยน กามํ นี้. อีกอย่างหนึ่ง พระเถระแสดงว่าวิมานนั้นสะสวยและมีสีงาม ด้วยบทว่า โสวณฺณมยํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้น น่าดู น่าเลื่อมใส ด้วยบทว่า อุฬารํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้น ถึงพร้อมด้วยความเร็ว ด้วยบทว่า มโนชวํ นี้ แสดงว่า วิมานนั้นไปได้ไม่ขัดข้องในที่ไหน ๆ ด้วยบทว่า คจฺฉติ เยน กามํ นี้.
หน้า 22 ข้อ 1
อีกนัยหนึ่ง วิมานนั้น เป็นผลหลั่งออกแห่งบุญกรรมอันใด เพราะ บุญกรรมนั้นเป็นผลของอโลภะ จึงชื่อว่าสำเร็จด้วยทอง เพราะเป็นผลแห่ง อโทสะ จึงชื่อว่าโอฬาร เพราะเป็นผลแห่งอโมหะ จึงชื่อว่าเร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา. โดยทำนองอย่างนั้น วิมานนั้น ชื่อว่า สำเร็จด้วย ทอง ก็เพราะกรรมนั้นเป็นผลแห่งศรัทธา. ชื่อว่า โอฬาร เพราะเป็น ผลแห่งปัญญา. ชื่อว่า เร็วดังใจ เพราะเป็นผลแห่งวิริยะ.. ชื่อว่า ไปได้ ตามปรารถนา เพราะเป็นผลแห่งสมาธิ. หรือพึงทราบว่า ชื่อว่า สำเร็จ ด้วยทอง เพราะเป็นผลแห่งศรัทธากับสมาธิ ชื่อว่า โอฬาร เพราะเป็น ผลแห่งสมาธิกับปัญญา ชื่อว่า มโนชวะ เร็วดังใจ เพราะเป็นผลแห่ง สมาธิกับวิริยะ ชื่อว่า ไปได้ตามปรารถนา เพราะเป็นผลแห่งสมาธิกับสติ. ในปีฐวิมานนั้น คำว่า ปีํ เป็นต้น เป็นคำระบุถึงความถึง พร้อมแห่งสมบัติอันเป็นผลแห่งบุญของเทวดานั้น โดยแสดงถึงสมบัติคือ วิมาน ฉันใด คำว่า อลงฺกเต เป็นต้น ก็ระบุถึงความถึงพร้อมแห่ง สมบัติอันเป็นผลแห่งบุญ โดยแสดงสมบัติคืออัตภาพ ก็ฉันนั้น. เหมือน อย่างว่า อัตภาพมีทองสีแดงเป็นเครื่องประดับ แม้ศิลปาจารย์ผู้ชำนาญ ประดิษฐ์แล้ว ขจิตด้วยมณีรัตนะ อันรุ่งเรืองด้วยข่ายมีรัศมีต่าง ๆ ย่อม งดงาม มิใช่งดงามอย่างเดียว ฉันใด อัตภาพที่พรั่งพร้อมทั่วสรรพางค์ แม้งามโดย ๔ แง่ อันเขาประดับดีสดใสแล้วเทียว ย่อมงดงาม มิใช่ งดงามอย่างเดียว ก็ฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงความงดงาม อย่างวิเศษอันนำมา ของเทวดานั้น ด้วยบทว่า อลงฺกเต นี้ แสดงความ งดงามวิเศษอันไม่นำมา ด้วยบทว่า โอภาสสิ นี้. โดยทำนองอย่างนั้น
หน้า 23 ข้อ 1
พระเถระแสดงความงดงามอย่างยิ่งที่มีปัจจัยอันเป็นไปอยู่ [ ปัจจุบัน ] เป็น เครื่องหมาย ด้วยบทต้น ที่มีปัจจัยล่วงแล้ว [ อดีต ] เป็นเครื่องหมาย ด้วยบทหลัง หรือว่า พระเถระแสดงว่า เทวดานั้นถึงพร้อมด้วยวัตถุ เครื่องใช้สอย ด้วยบทต้น แสดงว่า เทวดานั้นถึงพร้อมด้วยวัตถุของผู้ ใช้สอย ด้วยบทหลัง. ในเรื่องนี้ ถามว่า ก็วิมานนั้นเป็นพาหะที่เทียมสัตว์ หรือเป็น พาหะที่ไม่เทียมสัตว์. ตอบว่า แม้หากว่า ในเทวโลก รถวิมานทั้งหลาย แม้ก็เป็นพาหะเทียมสัตว์ เพราะบาลีเป็นต้นว่า สหสฺสยุตฺตํ อาชญฺรถํ รถม้าเทียมม้า ๑,๐๐๐ ตัว. แต่เหล่านั้นเป็นเทพบุตรทั้งนั้น แสดงตัวโดย รูปเป็นพาหะในเวลาทำกิจ [ หน้าที่ ] เหมือนเอราวัณเทพบุตรแสดงตัว โดยรูปเป็นช้าง ในเวลาเล่นกีฬา. ก็วิมานนี้ และวิมานเช่นนี้อันอื่น พึงเห็นได้ว่า เป็นพาหะที่ไม่เทียมสัตว์. ถามว่า หากว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ปัจจัยพิเศษในอันเคลื่อนไหวด้วย วาโยธาตุ มีในภายในวิมานนั้นเองหรือภายนอก. ตอบว่า พึงถือว่า ภายใน เหมือนอย่างว่า วงลมพายุใหญ่เร็วจัด อันบังเกิดเพราะกรรมทั่ว ๆ ไป ของสัตว์ทั้งหลายที่อาศัยดวงจันทร์และดวงอาทิตย์เป็นต้นเป็นอยู่ พัด เบียดเบียนดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เป็นต้น เหล่านั้น ให้เคลื่อนไปในที่อื่น เสีย ฉันใด วาโยธาตุภายนอก ที่พัดเบียดเบียนวิมานนั้น ฉันนั้น ก็หา ไม่ อนึ่ง เปรียบเหมือนจักรรัตนะ หมุนไปโดยอำนาจวาโยธาตุที่ตั้งขึ้น ภายใน แต่วาโยธาตุภายนอก แห่งจักรรัตนะนั้น เหมือนดวงจันทร์ เป็นต้น เบียดเบียนแล้วพัดไป ก็หาไม่ เพราะจักรรัตนะหมุนไป โดย อำนาจจิตของพระเจ้าจักรพรรดิ ในลำดับพระดำรัสเป็นต้นว่า ท่านจักร-
หน้า 24 ข้อ 1
รัตนะจงหมุนไปดังนี้ ฉันใด พึงเห็นว่า วิมานไปได้ ด้วยวาโยธาตุ ที่อาศัยตน โดยอำนาจจิตของเทวดานั้นเท่านั้น ก็ฉันนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ดังนี้. พระเถระครั้นระบุสมบัติอันเป็นผลบุญของเทวดานั้น ในคาถาที่ ๑ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะประกาศบุญสัมปทา อันเป็นเหตุแห่งสมบัติ นั้น จึงกล่าว ๒ คาถาว่า เกน เต ตาทิโส วณฺโณ เป็นต้น ใน คาถานั้น กึศัพท์ในบทว่า เกน มาในอรรถว่า ติเตียน ได้ในบาลี เป็นต้นว่า กึ ราชา ดย โลกํ น รกฺขติ ผู้ใดไม่รักษาโลก ผู้นั้น เป็นพระราชาได้อย่างไร กึ นุ โข นาม ตุมฺเห มํ วตฺตพฺพํ มญฺถ เธอทั้งหลายจะสำคัญเราว่าควรกล่าวคำชื่อไรเล่าหนอ. มาในอรรถไม่ แน่นอน ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคตปจฺจุปฺปนฺนํ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งอดีต อนาคตและปัจจุบัน. มาในอรรถคำถาม ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กึสูธ วิตฺตํ ปุริสสฺส เสฏฺํ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อะไรเล่า ชื่อว่า ประเสริฐสุดสำหรับบุรุษ. แม้ในที่นี้ กึศัพท์ก็พึงเห็น ว่าใช้ในอรรถคำถาม. บทว่า เกน เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถว่าเหตุ อธิบายว่า เพราะบุญอะไร. บทว่า เต แปลว่า ของท่าน. บทว่า เอตาทิโส แปลว่า เช่นนี้ อธิบายว่า ตามที่เห็นอยู่ในบัดนี้. วัณณศัพท์ ในบทว่า วณฺโณ มาในอรรถว่าคุณ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กทา สญฺญุฬฺหา ปน เต คหปติ อิเม สมณสฺส โคตมสฺส วณฺณา ดูก่อนคฤหบดี คุณเหล่านี้ ของพระสมณโคดม ท่านรวบรวมไว้เมื่อไร. มาในอรรถว่า สรรเสริญ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อเนกปริยาเยน พุทฺธสฺส วณฺณํ ภาสติ ธมฺมสฺส วณฺณํ ภาสติ สงฺฆสฺส วณฺณํ ภาสติ สรรเสริญพระพุทธเจ้า
หน้า 25 ข้อ 1
สรรเสริญพระธรรม สรรเสริญพระสงฆ์มากปริยาย. มาในอรรถว่า เหตุ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อถ เกน นุ วณฺเณน คนฺธเถโนติ วุจฺจติ เพราะเหตุไรเล่า จึงเรียกว่า คนขโมยกลิ่น. มาในอรรถว่าประมาณ [ จำนวน ] ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ตโย ปตฺตสฺส วณฺณา บาตร ประมาณ [ จำนวน ] ๓ บาตร. มาในอรรถว่าชาติ ได้ในบาลีเป็นต้น ว่า จตฺตาโร เม โภ โคตม วณฺณา ท่านพระโคดม ชาติของเรา มี ๔. มาในอรรถว่า ทรวดทรง ได้ในบาลีเป็นต้นว่า มหนฺตํ หตฺถิราชวณฺณํ อภินิมฺมิตฺวา เนรมิตทรวดทรงเป็นพญาช้างใหญ่. มาในอรรถว่า ผิวพรรณ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สุวณฺณวณฺโณสิ ภควา สุสุกฺกทาโสิ วิริยวา ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์มีผิวพรรณ ดังทอง ข้าแต่ท่านผู้บำเพ็ญเพียร พระองค์มีพระเขี้ยวขาวดี. แม้ในที่นี้ วัณณศัพท์ ก็พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ผิวพรรณ อย่างเดียว. ความ ในข้อนี้มีดังนี้ ดูก่อนเทวดา เพราะบุญวิเศษอะไร คือเช่นไร เป็นเหตุ ผิวพรรณแห่งเรือนร่างของท่านจึงมีรัศมีแม้ไปถึง ๑๒ โยชน์เช่นนี้ คือ อย่างนี้. บทว่า เกน เต อิทฺธมิชฺฌติ ความว่า ผลสุจริตอันโอฬารที่ ท่านได้มาในบัดนี้ ย่อมสำเร็จเสร็จสรรพแก่ท่านในสถานที่นี้ ด้วยบุญ อันดียิ่งอะไร. บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แปลว่า บังเกิด. อธิบายว่า เป็น ไปสูงเป็นชั้น ๆ [ ซ้อนกัน ] โดยไม่ขาดสาย. บทว่า โภคา ได้แก่ อุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจอันวิเศษมีพัสตราภรณ์ [ เครื่องประดับ คือผ้า ] เป็นต้น ที่ได้ชื่อว่า โภคะ เพราะอรรถว่า เป็นของพึงใช้สอย. ศัพท์ว่า เย แสดงความไม่แน่นอน โดยสามัญ. ศัพท์ว่า เกจิ แสดง
หน้า 26 ข้อ 1
ความไม่แน่นอน ถือเอาความต่างเป็นอย่าง ๆ ไป ด้วยศัพท์แม้ทั้งสอง ย่อมรวบรวมโภคะเช่นนั้น ที่ได้ในที่นั้น อันต่างโดยประณีตและประณีต กว่าเป็นต้น ครอบคลุมโดยไม่เหลือเลย จริงอยู่ นิเทศนี้ครอบคลุมความ ไว้ไม่เหลือ เหมือนที่ว่า เยเกจิ สงฺขารา สังขารทั้งหลาย เหล่าใดเหล่าหนึ่ง [ ทุกอย่าง ] . บทว่า มนโส ปิยา ได้แก่ ที่ใจพึงรัก อธิบายว่า น่าพอใจ. ก็ในข้อนี้ ด้วยบทว่า เอตาทิโส วณฺโณ นี้ พระเถระแสดง วัณณสัมปทา ความถึงพร้อมแห่งวรรณะ อันนับเนื่องในอัตภาพของเทวดา นั้น ซึ่งมีความวิเศษที่กล่าวไว้แล้วในหนหลัง. ด้วยบทว่า โภคา นี้ พระเถระแสดงความถึงพร้อมแห่งกามคุณ อันต่างโดยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันเป็นทิพย์ ซึ่งเป็นวัตถุเครื่องอุปโภคและบริโภค. ด้วย บทว่า มนโส ปิยา นี้ พระเถระแสดงความที่อารมณ์มีรูปเป็นต้น เหล่านั้น เป็นของน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ. แต่ด้วยบทว่า อิธมิชฺฌติ นี้ พระเถระแสดงความถึงพร้อมแห่งอายุ วรรณะ ยศ สุข และอธิปไตย อันเป็นทิพย์ ด้วย บทว่า เยเกจิ มนโส ปิยา นี้ ฐานะอันใด ๑๐ ประการ ที่มาในพระสูตรว่า ผู้นั้น ย่อมยึดไว้ได้ซึ่งเทพเหล่าอื่นด้วยฐานะ ๑๐ คือ อายุทิพย์ วรรณทิพย์ ยศทิพย์ สุขทิพย์ อธิปไตยทิพย์ รูปทิพย์ เสียงทิพย์ กลิ่นทิพย์ รสทิพย์ โผฏฐัพพทิพย์ พึงทราบว่า พระเถระ แสดงการรวบรวมฐานะอันนั้นไว้ในที่นี้ โดยไม่เหลือเลย. บทว่า ปุจฺฉามิ ได้แก่ ทำปัญหา อธิบายว่า ประสงค์จะรู้. รู้กันว่า พระเถระกล่าว ๓ คาถาว่า เกน เต ตาทิโส วณฺโณ เกน เต อิทฺธมิชฺฌติ กิมกาสิ ปุญฺํ เกนาสิ เอวญฺชลิตานุภาวา โดยถือเอากึศัพท์
หน้า 27 ข้อ 1
อย่างเดียว ด้วยอำนาจปุจฉาเพราะไม่มีข้อความอื่น ก็จริง ถึงกระนั้น ท่านก็กล่าวว่า ปุจฺฉามิ ขอถาม ก็เพื่อให้รู้ว่าเป็นปุจฉาพิเศษ. จริงอยู่ ปุจฉานี้ มิใช่อทิฏฐโชตนาปุจฉา เพราะเนื้อความเช่นนี้ ไม่มีสิ่งที่พระ- มหาเถระไม่เห็น ทั้งมิใช่วิมติเฉทนาปุจฉา เพราะพระเถระเพิกความสงสัย ได้โดยประการทั้งปวงแล้ว ทั้งมิใช่อนุมัตติปุจฉา เพราะคำถามนั้นมิได้ เป็นไปโดยอาการถือเอาด้วยอนุมัติคล้อยตามเหมือนในบาลีเป็นต้นว่า ตํ กึ มญฺสิ ราชญฺ ดูก่อนท่านพระยา ท่านจะสำคัญความข้อนั้น อย่างไร ทั้งมิใช่กเถตุกามยตาปุจฉา เพราะพระเถระมิได้ถาม โดยที่ เทวดานั้นต้องการจะตอบเอง. แต่โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปุจฉานั้น พึง ทราบว่าเป็นทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเทียบเคียงสิ่งที่เห็น ๆ กันแล้ว. เนื้อความนี้นั้น กล่าวไว้ชัดแจ้งแล้วในอัตถุปปัตติกถา เหตุเกิดเรื่องใน หนหลัง โดยนัยเป็นต้นว่า เถโร กิญฺจาปิ. บทว่า ตํ แปลว่า ท่าน. คำนี้นั้น เพ่งคำต้นและคำหลัง. เป็นทุติยาวิภัตติเอกวจนะ เพราะเพ่ง คำต้น แต่พึงเห็นว่าเป็นปฐมาวิภัตติเอกวจนะ เพราะเพ่งคำหลัง. เทวศัพท์ ในคำว่า เทวี นี้ มาโดยอำนาจสมมติเทพ ได้ใน บาลีทั้งหลาย เป็นต้นว่า อิมานิ เต เทว จตุราสีตินครสหสฺสานิ กุสาวตีราชธานิปมุขานิ ข้าแต่สมมติเทพ ๘๔,๐๐๐ พระนครของพระองค์ เหล่านี้ มีกรุงกุสาวดีราชธานีเป็นประมุข และว่า เอตฺถ เทว ฉนฺทํ กโรหิ ชีวิเต อเปกฺขํ ข้าแต่สมมติเทพ ในเรื่องนี้ ขอพระองค์โปรด ทรงทำความพอพระทัย ความเยื่อใย ในพระชนม์ชีพเถิด ดังนี้. มา โดยอำนาจวิสุทธิเทพ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ตสฺส เทวาติเทวสฺส สาสนํ สพฺพทสฺสิโน พระผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพพระองค์นั้น ทรงเห็นทุกอย่าง
หน้า 28 ข้อ 1
ซึ่งคำสอน. จริงอยู่ บรรดาวิสุทธิเทพทั้งหลาย เมื่อกล่าวกันถึงความที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นอติเทพ ก็เป็นอันกล่าวถึงความที่ทรงเป็นเทพ ยิ่งกว่าวิสุทธิเทพนอกนี้ด้วย. มาโดยอำนาจอุปัตติเทพ ได้ในบาลีเป็นต้น ว่า จาตุมฺมหาราชิกา เทวา ทีฆายุกา วณฺณวนฺโต สุขพหุลา เหล่า เทพชั้นจาตุมหาราช มีอายุยืน มีวรรณะ มากด้วยสุข ดังนี้. แม้ในที่นี้ เทวศัพท์พึงทราบว่า มาโดยอำนาจอุปัตติเทพอย่างเดียว. แต่เมื่อกล่าว โดยอรรถแห่งบท เทวดา ย่อมเล่น ย่อมระเริง ย่อมรักด้วยบุญฤทธิ์ของตน ย่อมยินดีด้วยกามคุณ ๕. อีกนัยหนึ่ง เทวดาองค์ใด ย่อมส่องสว่าง โดย นัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง และไปได้ด้วยวิมานทางอากาศ เหตุนั้น เทวดา องค์นั้น จึงชื่อว่า เทวี. ก็คำว่า ตฺวํ เทวิ นี้ เป็นเอกวจนะ ใช้ใน อรรถว่า สัมโพธนะ [ อาลปนะ ]. บทว่า มหานุภาเว ได้แก่ ผู้มี ประภาพ [อำนาจ, รัศมี ] อันโอฬาร. ก็อานุภาพของเทวดานั้น พระเถระแสดงไว้ด้วย ๒ คาถาหลังแล้ว. ในบทว่า มนุสฺสภูตา นี้ ชื่อว่า มนุษย์ เพราะใจสูง คือมีใจ อันสร้างสมโดยคุณคือสติ ความกล้า ความประพฤติอย่างประเสริฐ [พรหม จรรย์] ความเพียร ความมั่นคง มีจิตประกอบด้วยคุณอันอุกฤษฏ์ ก็ มนุษย์เหล่านั้น คือใครเล่า. คือเหล่าสัตว์วิเศษ ชาวชมพูทวีป. ด้วย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มนุษย์ชาว ชมพูทวีป ย่อมชนะมนุษย์ชาวอุตตรกุรุทวีป และเทพชั้นดาวดึงส์ ด้วยฐานะ ๓ อย่าง ฐานะ ๓ อย่างคืออะไร คือ เป็นผู้กล้า เป็นผู้มี สติ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ในพระธรรมวินัยนี้.
หน้า 29 ข้อ 1
จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระอัครสาวก พระมหาสาวก พระเจ้าจักรพรรดิ และสัตว์ผู้มีอานุภาพ เหล่าอื่น ย่อมเกิดในชมพูทวีปนั้นแห่งเดียว. อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า แม้ชาวทวีปใหญ่พวกนี้ กับชาวทวีปน้อย ก็รู้กันแล้วว่าเป็นมนุษย์เหมือน กัน เพราะมีรูปเป็นต้นเสนอกับชาวชมพูทวีปเหล่านั้น. ส่วนอาจารย์อีก พวกหนึ่งกล่าวว่า ชื่อว่ามนุษย์ ก็เพราะใจที่ประกอบด้วยโลภะเป็นต้น และอโลภะเป็นต้นหนาแน่น. จริงอยู่ สัตว์เหล่าใด เกิดเป็นมนุษย์ ใน สัตว์เหล่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหล่าสัตว์ที่มีโลภะเป็นต้นและอโลภะ เป็นต้นหนาแน่น ย่อมทำทางอบายให้เต็ม เพราะเป็นผู้มีโลภะเป็นต้นหนา แน่น และทำทางสุคติและทางไปพระนิพพานให้เต็ม เพราะเป็นผู้มีอโลภะ เป็นต้นแน่นหนา เพราะฉะนั้น สัตว์วิเศษชาวทวีปใหญ่ทั้ง ๔ กับชาวทวีป น้อยทั้งหลาย เรียกกันว่า มนุษย์ เพราะใจที่ประกอบด้วยโลภะเป็นต้น และอโลภะเป็นต้นหนาแน่นแล. ฝ่ายชาวโลกกล่าวว่า ชื่อว่ามนุษย์ เพราะเป็นเหล่ากอของพระมนู มนุษย์กัปแรกที่เป็นต้นแห่งการยึดครองโลก จัดประโยชน์และมิใช่ประ- โยชน์อยู่ในฐานะเป็นบิดาของสัตว์ทั้งหลาย ที่ในพระศาสนาเรียกว่าพระ- เจ้ามหาสมมต ชื่อว่าพระมนู. และเหล่าสัตว์ที่ตั้งอยู่ในโอวาทานุสาสนีของ พระมนูนั้น สืบ ๆ ต่อกันมาโดยประจักษ์ ก็เลยเรียกกันว่ามนุษย์ เพราะ เป็นเสมือนบุตร. ก็เพราะเหตุนั้นนั่นเอง สัตว์เหล่านั้น เขาจึงเรียกว่า มาณพ และมนุษย์ ผู้เป็นแล้ว เกิดแล้ว หรือถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่ มนุษย์ เหตุนั้น จึงชื่อว่า มนุสฺสภูตา ผู้เกิดเป็นมนุษย์.
หน้า 30 ข้อ 1
บทว่า กิมกาสิ ปุญฺํ ความว่า ท่านใดทำสั่งสมก่อสร้างสุจริต กุศลกรรมอะไร คือเช่นไร ในกุศลกรรมทั้งหลาย ที่ต่างโดยทานศีลเป็น ต้น ซึ่งได้ชื่อว่าบุญ เพราะทำให้บังเกิดผลคือควานที่น่าบูชา และเพราะ ชำระชะล้างสันดานที่ตนเองเกิดให้หมดจด. บทว่า ชลิตานุภาวา ได้แก่ โชติช่วงไปทั่ว คือมีบุญฤทธิ์. ถามว่า ในเรื่องนี้ เหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร ในคติอื่น ๆไม่มีการทำบุญกันหรือ. ตอบว่า ไม่มี การทำบุญหามิได้. เพราะเหตุที่ความเกิดแห่งกุศลจิตฝ่ายกามาวจรยังได้ [มี] ในบางคราว แม้แต่ในคตินรก ก็จะป่วยกล่าวไปไยในคติอื่น ๆ ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้วมิใช่หรือว่า เป็นทิฏฐสังสันทนาปุจฉา ถามเทียบ ถึงสิ่งที่เห็น ๆ กันอยู่แล้ว ฉะนั้น พระมหาเถระเห็นเทวดาองค์นั้น ซึ่ง ครั้งดำรงอยู่ในอัตภาพเป็นมนุษย์กระทำบุญกรรมเกิดขึ้นแล้ว เมื่อจะถาม โดยเนื้อความที่เป็นอยู่แล้ว จึงกล่าวว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญ อะไร. อีกอย่างหนึ่ง ในคติอื่น ๆ เพราะเป็นผู้มีสุขโดยส่วนเดียว เพราะ เป็นผู้มีทุกข์โดยส่วนเดียว และเพราะเป็นผู้มากไปด้วยทุกข์ โอกาสที่จะ ทำบุญ ไม่ใช่หาได้ง่าย ๆ เพราะความพรั่งพร้อมแห่งปัจจัยมีการพึ่งพาอาศัย สัตบุรุษเป็นต้น หาได้แสนยาก บางคราวแม้เกิดขึ้นมาก็มิใช่โอฬารไพบูลย์ เพราะเหตุตามที่กล่าวมาแล้ว. ส่วนในคติแห่งมนุษย์ เพราะเป็นผู้มากไป ด้วยสุข โอกาสทำบุญ จึงหาได้ง่าย เพราะความพรั่งพร้อมแห่งปัจจัยมีการ พึ่งพาอาศัยสัตบุรุษเป็นต้นโดยมาก หาได้ง่าย. อนึ่งเล่า ทุกข์อันใดเกิด ขึ้นในคติแห่งมนุษย์นั้น ทุกข์แม้อันนั้น ก็เป็นอุปนิสัยเหตุแห่งการทำ
หน้า 31 ข้อ 1
ทำบุญ โดยพิเศษ. จริงอยู่ มนุษย์ทั้งหลายมีทุกข์เป็นเหตุ จึงมีศรัทธาแล เปรียบเหมือนเมื่อมีด ช่างทำสำเร็จจากก้อนเหล็ก การเผาไฟก็ดี การเอา น้ำรดก็ดี มิใช่ปัจจัยพิเศษโดยส่วนเดียวของมีดนั้น เพราะสามารถทำการ เชือดเฉือนได้ แต่การเฝ้าแล้วเอาน้ำรด โดยความพยายามพอประมาณ ต่างหาก เป็นปัจจัยพิเศษของการทำการเชือดเฉือนนั้น ฉันใด ความที่ สันดานสัตว์เพรียบพร้อมไปด้วยทุกข์โดยส่วนเดียว ความเป็นผู้มากไปด้วย ทุกข์ และความเป็นผู้พรั่งพร้อมไปด้วยสุข มิใช่ปัจจัยพิเศษของการทำบุญ แต่เมื่อมีความเร่าร้อนด้วยทุกข์ และความพอกพูนด้วยสุข โดยความ พยายามพอประมาณ การทำบุญที่ได้เหตุแล้วจึงเกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้น ก็รุ่งเรือง แผ่ไพศาล ทั้งสามารถเชือดเฉือนปฏิปักษ์คือบาปได้ด้วย ก็ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ความเป็นมนุษย์จึงเป็นปัจจัยพิเศษของ การทำบุญ. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่าน ได้ทำบุญอะไร. คำที่เหลือ รู้ได้ง่ายทั้งนั้น. ก็พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทวดาองค์นั้น ก็ตอบปัญหา. เพื่อ แสดงความนั้น ท่านจึงกล่าวคาถาว่า สา เทวตา อตฺตมนา เทวดา องค์นั้นดีใจ ดังนี้เป็นต้น. ก็คาถานี้ใครกล่าว. พระธรรมสังคาหก- เถระผู้ร่วมทำสังคายนากล่าว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา ได้แก่ เทวดาองค์ที่พระเถระกล่าวว่า ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่านก่อน. เทพบุตรก็ดี พรหมก็ดี เทพธิดาก็ดี ท่านเรียกว่า เทวดา. จริงอยู่ เทพบุตรท่านเรียกว่า เทวดา เทวะก็เหมือนกัน เรียก ว่าเทวดา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อถโข อญฺตรา เทวตา อภิกฺกนฺตาย รตฺติยา อภิกฺกนฺตวณฺณา ครั้งนั้น เทวดาองค์หนึ่งเมื่อราตรีปฐมยามล่วงไป
หน้า 32 ข้อ 1
แล้ว มีวรรณะงาม. พรหมท่านก็เรียกว่าเทวดาเหมือนกัน ได้ในบาลี เป็นต้นว่า ตา เทวตา สตฺตสตา อุฬารา พฺรหฺมวิมานา อภินิกฺขมิตฺวา เทวดา ๗๐๐ องค์ เหล่านั้นโอฬารออกจากวิมานพรหม. เทพธิดาก็ เรียกว่าเทวดา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ยา ตฺวํ ติฏฺสิ เทวเต โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา โอสธิ วิย ตารกา ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องสว่างไป ทุกทิศ ดังดาวประกายพรึก. แม้ในที่นี้ ก็พึงเห็นว่าเป็นเทพธิดาอย่างเดียว. บทว่า อตฺตมนา ได้แก่ มีใจยินดีแล้ว มีใจถูกปีติและโสมนัสจับ แล้ว. จริงอยู่ จิตอันไปกับปีติและโสมนัส ก็เป็นเหมือนถูกปีติและโสม- นัสนั้นจับไว้เป็นของตน เพราะโทมนัสไม่มีโอกาส. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อตฺตมนา ได้แก่ มีใจเป็นของตน. จริงอยู่ จิตอันประกอบด้วยปีติและ โสมนัสอันไม่มีโทษ ได้รับการที่กล่าวว่า เป็นของตนในบัดนี้คือปัจจุบัน และยังจะได้รับการที่จะกล่าวว่า เป็นของตน เพราะนำประโยชน์เกื้อกูล และสุขมาให้แก่ผู้พร้อมด้วยปีติและโสมนัสนั้น ในเวลาต่อไป คืออนาคต. จิตนอกนี้หาได้ไม่. บทว่า โมคฺคลฺลาเนน ความว่า พระมหาเถระองค์นั้น รู้จักกันว่า โมคคัลลานะ โดยโคตร เพราะท่านเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล โมคคัลลานโคตร. อันท่านโมคคัลลานะรูปนั้น [ ถามแล้ว ]. บทว่า ปุจฺฉิตา ได้แก่ ถามโดยทิฏฐสังสันทนาปุจฉา คือถามเทียบถึงสิ่งที่เห็น ๆ กันอยู่แล้ว. ประกอบความว่า เทวดาองค์นั้นดีใจตอบปัญหา. ก็เทวดา
หน้า 33 ข้อ 1
องค์นั้นดีใจว่า กรรมแม้ประมาณเล็กน้อยชื่อนั้น ยังเป็นเหตุแห่งทิพยสมบัติ ใหญ่โดยถึงเพียงนี้. แม้แต่ก่อน เทวดาองค์นั้น อาศัยบุญของตน ก็เสวย โสมนัสในระหว่าง ๆ. แต่บัดนี้ การทำความนอบน้อม ซึ่งเทวดาองค์นั้น แม้การทำแก่พระเถระรูปหนึ่ง ยังมีผลอันโอฬารอย่างนี้. ก็ท่านพระโมค- คัลลานะรูปนี้ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้ามีคุณอันโอฬาร มีอานุภาพ มาก. ปีติจึงเกิดด้วยเหตุ ๒ ประการ คือ เราได้พบท่านพระโมคคัลลานะ รูปนี้และทำความเคารพนบนอบ และท่านจะทำการถามปัญหาที่เกี่ยวด้วย ผลบุญของเราเท่านั้น เทวดาองค์นั้น มีปีติและโสมนัสอย่างแรงเกิดขึ้น อย่างนี้ รับคำของพระเถระด้วยเศียรเกล้า จึงพยากรณ์ คือตอบปัญหา โดยอาการที่ท่านถามแล้ว. บทว่า ปญฺหํ ได้แก่พยากรณ์กล่าวตอบความนั้น ที่ท่านต้องการรู้. ก็พยากรณ์อย่างไรเล่า. บทว่า ปุฏฺา ได้แก่ โดยอาการที่ท่านถาม อธิบาย ว่า โดยอาการแห่งปัญหาที่ท่านถามแล้วนั่นแล. แท้จริง ในคำนี้ ท่าน กล่าวว่า ปุจฺฉิตา ถามแล้วกล่าวย้ำว่า ปุฏฺา โดยอาการที่ท่านถามแล้ว พึงเห็นว่า เป็นการกล่าวแน่นอนถึงข้อความโดยเฉพาะ ก็ความเฉพาะนั้น คืออะไร. คือความที่คำพยากรณ์ [ คำตอบ ] พอเหมาะแก่คำถาม. จริงอยู่ ท่านแสดงผลกรรมอันใด ก็ถามถึงกรรมอันเป็นตัวเหตุแห่งผล- กรรมนั้น เป็นการประกาศความที่คำถามและคำตอบทั้งสองนั้น พอ เหมาะแก่กันและกัน. คำถามดำเนินไปโดยอาการใด ไม่ว่าจะโดยอรรถ และโดยพยัญชนะ ความที่คำพยากรณ์ที่มีอาการนั้น พอเหมาะแก่คำถาม และคำตอบก็ดำเนินไปโดยอาการนั้น คำที่ท่านกล่าวว่า ปุจฺฉิตา แล้ว กล่าวว่า ปุฏฺา อีก ก็เพื่อให้รู้ความเฉพาะอันนี้ ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 34 ข้อ 1
อีกอย่างหนึ่ง คำว่า ปุจฺฉิตา เป็นคำระบุถึงเหตุที่เทวดานั้น ถูกถาม โดยมุข คือความวิเสส [ ขยายความ ] และคำพยากรณ์ตอบ ปัญหา ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า ถามว่า พระเถระถามโดยนัยเป็นต้นว่า เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้. เทวดาถูกพระเถระให้ตอบปัญหา นั้น จึงบอกกรรมที่เทวดานั้นกระทำมาแล้ว เหตุนั้น คำถามนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า เทวตา ปุจฺฉิตา เทวดาถูกถาม. เพราะเหตุที่เทวดาถูกถาม ถูกให้ตอบถึงกรรมที่ถูกพระเถระถาม ฉะนั้น จึงชื่อว่าถูกถามปัญหา และเพราะเหตุที่เทวดาถูกถามอีก มีสภาพที่จะต้องบอกถึงกรรมที่ถูกถาม ฉะนั้น จึงชื่อว่าพยากรณ์ปัญหา. คำว่านี้เป็นผลของกรรมใด นี้ เป็นคำ แสดงสรูปความที่พระเถระกล่าวว่าปัญหา. ก็ในคำนี้มีความดังนี้ว่านี้เป็น ผลบุญของกรรมใด ที่ประจักษ์แก่พระเถระผู้ถาม และเทวดาที่ถูกถาม มีในลำดับชาติ [ มนุษย์ ] มีประการดังกล่าวแล้ว เทวดาก็พยากรณ์บุญ กรรมที่พระเถระกล่าวว่าปัญหา เพราะท่านต้องการรู้กรรมนั้น. คำว่า อหํ มนุสฺเสสุ เป็นต้น เป็นอาการพยากรณ์ [ ตอบ ] ปัญหา. ในคำนั้น เทวดาแสดงองค์ด้วยคำว่า อหํ. เทวดากล่าวว่า มนุสฺเสสุ ในหมู่มนุษย์แล้วกล่าวย้ำว่า มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ก็เพื่อแสดงว่า ในครั้งนั้น คุณของมนุษย์ทั้งหลาย มีอยู่ในตน. จริงอยู่ ผู้ใดเกิดเป็นมนุษย์ กระทำกรรมที่ไม่ควรมีฆ่าสัตว์เป็นต้น ก็สมควร รับโทษ เมื่อต้องโทษมีการตัดมือเป็นต้น จากพระราชาเป็นอาทิในที่ นั้น ๆ ย่อมเสวยทุกข์เป็นอันมาก ผู้นี้ชื่อว่ามนุษย์นรก. อีกคนหนึ่ง เกิด เป็นมนุษย์ไม่ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม เพราะกรรมที่คนทำไว้แต่ก่อน ต้องกระหายหิวโหย มากไปด้วยทุกข์ เมื่อไม่ได้หลักแหล่ง ก็เร่ร่อนไป
หน้า 35 ข้อ 1
ผู้นี้ ชื่อว่ามนุษย์เปรต. อีกคนหนึ่ง เกิดเป็นมนุษย์ อาลัยผู้อื่นเลี้ยงชีพ ต้องทำงานหนักให้เขา หรือเป็นคนขาดมรรยาท ประพฤติแต่อนาจาร ถูกเขาข่มขู่ กลัวตายก็ไปอาศัยป่ารก มากไปด้วยทุกข์ ต้องซอกซอนไป ไม่รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ได้แต่บรรเทาทุกข์ คือความหิวโหย ด้วยการนอนเป็นต้นเป็นเบื้องหน้า ผู้นี้ ชื่อว่ามนุษย์ดิรัจฉาน. ส่วนผู้ใด รู้จักประโยชน์มิใช่ประโยชน์ของตน เธอผลแห่งกรรม มีหิริ ละอายบาป โอตตัปปะ เกรงกลัวบาป สมบูรณ์ พรั่งพร้อมด้วยความเอ็นดูในสัตว์ ทั้งปวง มากไปด้วยความสลดใจ งดเว้นอกุศลกรรมบถ ประพฤติเอื้อเฟื้อ ในกุศลกรรมบถ บำเพ็ญบุญกิริยาวัตถุทั้งหลาย ผู้นี้ตั้งอยู่ในมนุษยธรรม ชื่อว่ามนุษย์โดยปรมัตถ์. แม้เทวดาองค์นี้ ก็เป็นเช่นนั้น ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่ มนุษย์. อธิบายว่า ดีฉันถึงความเป็นมนุษย์ในหมู่สัตว์ที่เป็นมนุษย์ และ ไม่ละมนุษยธรรมดำรงอยู่. บทว่า อพฺภาคตานํ แปลว่า ผู้มาถึงเข้าแล้ว. อธิบายว่า อาคันตุกะ ที่มาถึงแล้ว. จริงอยู่ อาคันตุกะมี ๒ คือ อติถิ แขก และอัพภาคตะ ผู้มาถึง. บรรดาอาคันตุกะ ๒ อย่างนั้น อาคันตุกะผู้คุ้นเคยกันอยู่แล้ว ชื่อว่า อติถิ แขก. อาคันตุกะผู้ไม่คุ้นเคยกัน ชื่อว่า อัพภาคตะ ผู้มาถึง. ผู้มาถึงก่อน ทั้งผู้ที่คุ้นเคยกันอยู่แล้ว หรือผู้ไม่คุ้นเคยกัน ชื่อว่า อติถิ แขก. ผู้ที่มาปรากฏตัวเวลากินอาหารมาถึงเดี๋ยวนี้เอง ชื่อว่า อัพภาคตะ. อีกนัยหนึ่ง ผู้ที่เขาเชิญมากินอาหาร ชื่อว่าอติถิ ผู้ที่เขาไม่ได้เชิญมา ชื่อว่าอัพภาคตะ. ก็ภิกษุรูปนี้ เป็นผู้มิได้คุ้นเคยกันมาก่อน เป็นผู้ที่เขา ไม่ได้นิมนต์ และมาถึงบัดนี้. เทวดาหมายถึงภิกษุรูปนั้น จึงกล่าวว่า
หน้า 36 ข้อ 1
อพฺภาคตานํ ผู้มาถึงแล้ว. แต่ในคาถานั้น เทวดากล่าวคำเป็นพหุวจนะ ก็ด้วยความเคารพ. บุคคลย่อมนั่งจ่อมลงในสิ่งใด เหตุนั้น สิ่งนั้น ชื่อว่า อาสนะ สิ่งที่นั่ง ได้แก่สิ่งที่ประกอบเป็นที่นั่ง หรือควรนั่งได้ อย่างใด อย่างหนึ่ง แต่ในที่นี้ประสงค์เอา ปีฐะ ตั่ง. เทวดากล่าวว่า อาสนกํ ที่นั่ง เพราะตั่งนั้นเป็นของเล็ก และเป็นของไม่โอฬาร [ ไม่ใหญ่ ]. บทว่า อทาสึ ความว่า เทวดาเกิดโสมนัสว่า ทานที่ถวายแก่พระเถระรูปนั้นนี้ จักมีผลมาก อานิสงส์มากแก่เรา ดังนี้แล้ว เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ได้ถวายเพื่อพระเถระรูปนั้นจะได้ใช้สอย อธิบายว่า บริจาคโดยบริจาค ไม่มุ่งผล. บทว่า อภิวาทยึ ได้แก่ ได้กระทำการอภิวาทกราบไหว้ อธิบายว่า ไหว้พระทักขิไณยบุคคลด้วยเบญจางคประดิษฐ์. จริงอยู่ เทวดาเมื่อไหว้ โดยใจความ ชื่อว่ากล่าวอวยพรกะผู้ไหว้นั้นนั่นแหละ โดยนัยเป็นต้นว่า ขอท่านจงมีสุข จงไม่มีโรค. บทว่า อญฺชลิกํ อกาสึ ความว่า ดีฉัน ประคองเหนือเศียรเกล้า ซึ่งอัญชลี ที่รุ่งเรืองด้วยทศนัขสโมธาน [ ชุม นุม ๑๐ นิ้ว ] ได้กระทำความย้ำเกรงต่อท่านผู้มีคุณอันประเสริฐทั้งหลาย. บทว่า ยถามุภาวํ ได้แก่ ตามกำลัง อธิบายว่า ตามสมควรแก่ทรัพย์ สมบัติของดีฉัน ซึ่งมีอยู่ในเวลานั้น. บทว่า อทาสิ ทานํ ได้แก่ ดีฉัน นิมนต์พระทักขิไณยบุคคลให้ฉัน ด้วยการบริจาคไทยธรรมมีข้าวน้ำเป็น ต้น ก็ประสบบุญที่สำเร็จด้วยทาน. ก็ในคาถานั้น คำว่า อหํ ดีฉันนี้ เป็นคำแสดงความสัมพันธ์ ด้วยการเห็นกรรมและผลว่าตกสืบต่อเป็นสายเดียวกัน. คำว่า มนุสฺเสสุ มนุสฺสภูตา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ นี้ เป็นคำแสดงความวิเศษ
หน้า 37 ข้อ 1
แห่งการสืบต่ออันเป็นที่ตั้งการบุญกิริยานั้น. คำว่า อพฺภาคตานํ ( แก่ ภิกษุผู้มาถึงเรือนแล้ว ) นี้ เป็นคำแสดงเจตนาสมบัติ และแสดงเขตสมบัติ เพราะแสดงว่า การรับ [ ของพระทักขิไณยบุคคล ] ก็เหมือนการให้ [ ของทายกทายิกา] เป็นไปไม่มุ่งผลาอะไรเลย. คำว่า อาสนกํ อทาสึ ยถามุภาวญฺจ อทาสิ ทานํ ดีฉันได้ถวายอาสนะและได้ถวายทานตาม กำลัง นี้ เป็นคำแสดงการถวายสาระ ทางโภคะ [ โภคสาระ ]. คำว่า อภิวาทยึ อญฺชลิกํ อกาสึ ดีฉันกราบไหว้ ได้กระทำอัญชลี ประนมมือ นี้ เป็นคำแสดงการถวายสาระ ทางกาย [ กายสาระ ]. บทว่า เตน ได้แก่ เพราะบุญตามที่กล่าวแล้วนั้นเป็นเหตุ. เม ศัพท์ในบทว่า เม นี้ มาในอรรถตติยาวิภัตติ อธิบายว่า มยา แปลว่า อัน เรา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า กิจฺเฉน เม อธิคตํ หลนฺทานิ ปกาสิตุํ พระ- นิพพาน อันเราบรรลุแล้วด้วยความยาก ไม่ควรประกาศในบัดนี้ . มาใน อรรถจตุตถีวิภัตติ อธิบายว่า มยฺหํ แปลว่า แก่เรา ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สาธุ เม ภควา สงฺขิตฺเตน ธมฺมํ เทเสตุ สาธุ ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมโดยสังเขปแก่ข้าพระ- องค์เถิด. มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า ปุพฺเพว เม ภิกฺขเว สมฺโพธา อนภิสมฺพุทฺธสฺส โพธิสตฺตสฺเสว สโต ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่การตรัสรู้ของเราผู้เป็นพระโพธิสัตว์ยังไม่ได้ตรัสรู้. แม้ในที่นี้ เมศัพท์ มาในอรรถฉัฏฐีวิภัตติอย่างเดียว อธิบายว่า มม แปลว่า ของเรา. เมศัพท์นี้นั้น พึงสัมพันธ์ความ ในข้อความทั้งสองว่า เพราะบุญของเรานั้น และว่า วรรณะของเราจึงเป็นเช่นนี้. คำที่เหลือ มีนัยกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น.
หน้า 38 ข้อ 2
ครั้นเทวดาองค์นั้นพยากรณ์ปัญหาอย่างนี้แล้ว ท่านพระมหาโมค- คัลลานะ ก็แสดงธรรมโดยพิสดาร เทศนานั้น เป็นประโยชน์แก่เทวดา องค์นั้นพร้อมกับบริวาร. พระเถระจากเทวโลกนั้น กลับมาสู่มนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกประการ. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดง ธรรมโปรดบริษัทที่มาประชุมกัน. แต่คาถาอย่างเดียว ท่านพระธรรม- สังคาหกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนาแล. จบอรรถกถาปฐมปีฐวิมาน ๒. ทุติยปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ [๒] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว ทรงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ ของท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่าน ส่องแสงประกายดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ ท่าน มีวรรณะเช่นนี้เพราะบุญอะไร อนึ่ง เพราะบุญอะไร โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ
หน้า 39 ข้อ 2
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะตามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก ดีฉันได้ถวาย อาสนะแก่หมู่ภิกษุผู้มาสู่เรือน ได้อภิวาท กระทำ อัญชลี และถวายทานตามกำลัง เพราะบุญนั้น ดีฉัน จึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแต่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอกแก่ ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยปีฐวิมาน อรรถกถาทุติยปีฐวิมาน ทุติยปีฐวิมาน มีคาถาว่า ปีนฺเต เวฬุริยมยํ เป็นต้น. เหตุเกิด เรื่อง [ อัตถุปปัตติ ] และการพรรณนาควานของทุติยปีฐวิมานนั้นพึงทราบ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในปฐมปีฐวิมานนั่นแล ส่วนความต่างกันมีดังนี้ ดังได้สดับมา สตรีผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงสาวัตถี เห็นพระเถระรูปหนึ่ง
หน้า 40 ข้อ 2
เข้ามาบิณฑบาตยังเรือนของตน มีจิตเลื่อมใส เมื่อจะถวายอาสนะแก่ พระเถระรูปนั้น ก็เอาผ้าสีเขียวลาดบนตั่งของตนถวาย. ด้วยปีฐทานนั้น วิมานบัลลังก์สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ก็บังเกิดแก่นาง ซึ่งบังเกิดในเทวโลก. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะจึงถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงพวงมาลัย ทรง พัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ของ ท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่าน ส่องแสงประกายคล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะ บุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของ ท่านจึงส่องสว่างไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ตอบปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้ถวาย อาสนะแก่ภิกษุที่มาถึงเรือน ได้กราบไหว้ ได้กระทำ อัญชลีประนมมือ และได้ถวายทานตามกำลัง. เพราะ บุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น
หน้า 41 ข้อ 2
ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง เกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่ ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญอันใด เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยมยํ แปลว่า สำเร็จด้วย แก้วไพฑูรย์. แก้วมณีที่เกิดขึ้นไม่ไกลหมู่บ้านวิฬูร แห่งภูเขาวิฬูระ ชื่อว่า แก้วไพฑูรย์. เขาว่าแก้วไพฑูรย์นั้น มีบ่อเกิดอยู่ที่หมู่บ้านวิฬูระ. แต่เพราะเกิดไม่ไกลหมู่บ้านวิฬูระ จึงปรากฏชื่อว่า เวฬุริยะ แก้วไพฑูรย์. แม้ในเทวโลก แก้วไพฑูรย์นั้น ก็มีชื่ออย่างนั้น เพราะมีประกายแห่ง สีเช่นเดียวกับแก้วไพฑูรย์นั้น เหมือนอย่างชื่อของเหล่าเทพบุตรใน เทวโลก ก็โดยได้ชื่อมาในมนุษยโลก. ก็แก้วไพฑูรย์นั้น มีสีคล้ายขนคอ นกยูงก็มี มีสีคล้ายใบมะคำดีควายก็มี มีสีคล้ายใบไผ่อันสนิทก็มี. ส่วนใน ที่นี้ พึงทราบว่ามีสีคล้ายขนคอนกยูง. คำที่เหลือทั้งหมด ก็เช่นคำที่ กล่าวมาแล้วในปฐมปีฐวิมานแล. จบอรรถกถาทุติยปีฐวิมาน
หน้า 42 ข้อ 3
๓. ตติยปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่งทอง [๓] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว ทรงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์สวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร เร็วดังใจไปได้ตามปรารถนา ท่านจึงส่องแสงประกาย ดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร ท่านจึง มีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ ท่าน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า นี้เป็นผลกรรมอันน้อยของดีฉันที่เป็นเหตุให้ดีฉัน มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ใน หมู่มนุษย์ ในมนุษยโลกในชาติก่อน ได้เห็นภิกษุผู้ ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือทั้งสองของตน เพราะบุญ
หน้า 43 ข้อ 3
นั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึง สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบตติยปีฐวิมาน อรรถกถาตติยปีฐวิมาน ตติยปีฐวิมาน มีคาถาว่า ปีนฺเต โสวณฺณมยํ เป็นต้น. เรื่อง ของตติยปีฐวิมานนั้น เกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์. ดังได้สดับมา พระเถระขีณาสพรูปหนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตใน กรุงราชคฤห์ ได้อาหารแล้วประสงค์จะฉันในเวลาจวนแจ จึงเข้าไปยัง เรือนหลังหนึ่งซึ่งเปิดประตูไว้. ในเรือนหลังนั้น สตรีเจ้าของเรือน มี ศรัทธาปสาทะ สังเกตรู้อาการของพระเถระ จึงกล่าวว่า มาเถิดเจ้าข้า ขอท่านโปรดนั่งตรงนี้ฉันอาหารเถิดค่ะ แล้วจัดตั่งอย่างดี ปูผ้าสีเหลือง ข้างบน ได้บริจาคโดยมิได้มุ่งอะไร และตั้งความปรารถนาว่า ขอบุญ ของเรานี้ จงเป็นปัจจัยให้ได้ตั่งทองในอนาคตกาลเถิด. เมื่อพระเถระ นั่งฉันอาหาร ณ ที่นั้น ล้างบาตรแล้วก็ลุกไป. นางจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า
หน้า 44 ข้อ 3
อาสนะนี้ ดีฉันบริจาคแก่ท่านแล้ว ขอได้โปรดใช้สอยเพื่ออนุเคราะห์ ฉันด้วยเถิดเจ้าค่ะ. พระเถระรับตั่งนั้น เพื่ออนุเคราะห์นาง แล้วให้ ถวายแก่สงฆ์. สมัยต่อมา นางเป็นโรคอย่างหนึ่งตายไปบังเกิดในภพ ดาวดึงส์. คำดังกล่าวมาเป็นต้นทั้งหมด พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ในกถาพรรณนาปฐมวิมานนั้นแล. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระโมคคัลลานะ จึงถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย ทรง พัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งทองของท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่านส่องแสงประกาย คล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึง สำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพี ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า นี้เป็นผลของกรรมเล็กน้อยของดิฉันอันเป็นเหตุ ให้ดีฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ในหมู่มนุษย์ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันได้พบ
หน้า 45 ข้อ 3
ภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผู้ผ่องใส ไม่หม่นหมอง ก็เลื่อมใสจึงได้ถวายตั่งแก่ท่านด้วยมือตนเอง เพราะ บุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง เกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใด เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. ก็ในคำคาถาที่ ๕ เป็นต้นว่า ปุริมาย ชาติยา มนุสฺสโลเก ในชาติก่อนในมนุษยโลก นี้ ชาติศัพท์ใช้ในอรรถว่า สังขตลักษณะ ได้ ในบาลีเป็นต้นว่า ชาติ ทฺวีหิ ขนฺเธหิ สงฺคหิตา ชาติจัดเข้ากับขันธ์ ๒. ใช้ในอรรถว่า นิกาย ได้ในบาลีเป็นต้นว่า นิคณฺา นาม สมณชาติ นิกาย [ หมู่ ] สมณะ ชื่อนิครนถ์. ใช้ในอรรถว่า ปฏิสนธิ ได้ในบาลี เป็นต้นว่า ยํ มาตุกุจฺฉิยํ ปมํ จิตฺตํ อุปฺปนฺนํ ปมํ วิญฺาณํ ปาตุภูตํ ตทุปาทาย สาวสฺส ชาติ ปฐมจิต ปฐมวิญญาณ อันใด เกิดปรากฏในท้องมารดา ความอาศัยปฐมจิตปฐมวิญญาณอันนั้นเกิดชื่อว่า ชาติ. ใช้ในอรรถว่า ตระกูล ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อกฺขิตฺโต อนุปกฏฺโ ชาติวาเทน เป็นผู้อันเขาไม่คัดค้าน ไม่รังเกียจ โดยกล่าวถึงชาติคือ ตระกูล. ใช้ในอรรถว่า ประสูติ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า สมฺปติชาโต อานนฺท โพธิสตฺโต ดูก่อนอานนท์ พระโพธิสัตว์เกิดแล้ว ณ เดี๋ยวนี้.
หน้า 46 ข้อ 3
ใช้ในอรรว่า ภพ ได้ในบาลีเป็นต้นว่า เอกํปิ ชาตึ เทฺวปิ ชาติโย ชาติ [ ภพ ] ๑ บ้าง ๒ ชาติ [ ภพ ] บ้าง. แม้ในที่นี้ ชาติศัพท์ พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ภพอย่างเดียว. เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ในชาติก่อน คือในภพก่อน อธิบายว่า ในอัตภาพก่อนที่ล่วงมาติดต่อ กัน ก็คำนี้เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ. บทว่า มนุสฺสโลเก ได้แก่ ภพ คือมนุษยโลก ท่านกล่าวหมายถึงกรุงราชคฤห์. ในที่นี้ท่าน ประสงค์เอาโอกาสโลก ส่วนสัตวโลกท่านกล่าวด้วยบทว่า มนุสฺเสสุ นี้แล้ว. บทว่า อทฺทสํ แปลว่า เห็นแล้ว [ พบแล้ว ]. บทว่า วิรชํ ได้แก่ ชื่อว่า วิรชะ เพราะท่านปราศจากกิเลสดุจธุลีมีราคะเป็นต้นแล้ว. บทว่า ภิกฺขุํ ได้แก่ ชื่อว่า ภิกษุ เพราะท่านทำลายกิเลสเสียแล้ว. ชื่อว่า วิปปสันนะ เพราะท่านมีจิตผ่องใส เหตุไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส ชื่อว่า อนาวิละ เพราะท่านมีความดำริไม่หม่นหมอง. บทต้น ๆ ในคำ นี้ เป็นคำกล่าวเหตุของบทหลัง ๆ ว่า เพราะเหตุที่ท่านปราศจากกิเลส ดุจธุลีมีราคะเป็นต้น จึงชื่อว่า ภิกษุ เพราะทำลายกิเลสเสียแล้ว เพราะเหตุ ที่ทำลายกิเลสเสียแล้ว จึงชื่อว่า วิปปสันนะ เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วย กิเลส ชื่อว่า อนาวิละ เพราะท่านเป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว. หรือว่า บท หลัง ๆ เป็นคำกล่าวเหตุของบทต้น ๆ. ชื่อว่า วิรชะ เพราะประกอบ ด้วยความไม่อาลัยในคุณเครื่องเป็นภิกษุ. จริงอยู่ ภิกษุเป็นผู้ทำลายกิเลส เสียแล้ว ชื่อว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ผ่องใสแล้ว. จริงอยู่ ภิกษุชื่อว่า เป็นผู้มีใจผ่องใสแล้ว เพราะไม่มีความขุ่นมัวด้วยกิเลส ชื่อว่า วิปปสันนะ
หน้า 47 ข้อ 3
เพราะเป็นผู้มีความดำริไม่หม่นหมอง อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า วิรชะ เพราะไม่มีกิเลสดุจธุลี คือ ราคะ. กล่าวว่า วิปปสันนะ เพราะไม่มี ความขุ่นมัวด้วยโทสะ. กล่าวว่า อนาวิละ เพราะไม่มีความเกลือกกลั้ว ด้วยโมหะ. กล่าวว่า ภิกษุ เพราะท่านผู้เป็นอย่างนี้ ชื่อว่า ภิกษุ โดย ปรมัตถ์. คำว่า อทาสหํ ตัดบทว่า อทาสึ อหํ เราได้ถวายแล้ว. บทว่า ปีํ ได้แก่ ตั่งอย่างดี [ ภัทรบิฐ ] ที่มีอยู่ในสำนักของดีฉัน ในครั้งนั้น. บทว่า ปสนฺนา ได้แก่ มีจิตเลื่อมใส เพราะเชื่อในผลกรรม และเชื่อในพระรัตนตรัย. บทว่า เสหิ ปาณิภิ ความว่า ดีฉันไม่ใช้ คนอื่น จัดตั้งที่ควรน้อมเข้าไปด้วยมือของตนถวาย. ในคาถานั้น เทวดาแสดงเขตสมบัติ ด้วยบทว่า วิรชํ ภิกฺขุํ วิปฺปสนฺนมนาวิลํ นี้. แสดงเจตนาสมบัติ ด้วยบทว่า ปสนฺนา นี้. แสดง ประโยคสมบัติ ด้วยบทว่า เสหิ ปาณิภิ นี้. อนึ่ง เทวดาแสดงคุณ แห่งทาน ๒ นี้ คือ ถวายโดยเคารพ และถวายใกล้ชิด ด้วยบทว่า ปสนฺนา นี้. แสดงคุณแห่งทาน ๒ นี้ คือ ถวายด้วยมือตนเอง และ ตามเข้าไปถวาย ด้วยบทว่า เสหิ ปาณิภิ นี้. พึงทราบว่า เทวดา แสดงคุณแห่งทาน ๒ นี้ คือ ทำความยำเกรงถวาย ถวายตามกาล เพราะ เป็นผู้รู้จักเวลานั่ง ด้วยการลาดผ้าสีเหลือง. คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้ว ในหนหลังทั้งนั้น. จบอรรถกถาตติยปีฐวิมาน
หน้า 48 ข้อ 4
๔. จตุตถปีฐวิมาน ว่าด้วยวิมานตั่งแก้วไฟฑูรย์ [๔] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้มีกายอันประดับแล้ว ทรงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงามวิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ของ ท่านโอฬาร เร็วดังใจไปได้ตามปรารถนาท่านส่องแสง ประกายดังสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จ แก่ท่าน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า นี้เป็นผลกรรมอันน้อยของดีฉันที่เป็นเหตุให้ดีฉัน มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ใน มนุษยโลกในชาติก่อน ดีฉันได้เห็นภิกษุผู้ปราศจาก กิเลสดุจธุลี ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวาย ตั่งแก่ท่านด้วยมือทั้งสองของตน เพราะบุญนั้น ดีฉัน
หน้า 49 ข้อ 4
จึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ ดีฉันและโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบจตุตถปีฐวิมาน อรรถกถาจตุตถปีฐวิมาน จตุตถปีฐวิมาน มีคาถาว่า ปีนฺเต เวฬุริยมยํ เป็นต้น. เรื่อง จตุตถปีฐวิมานแม้นั้น ก็เกิดขึ้นในกรุงราชคฤห์ เรื่องนั้นพึงทราบตาม นัยที่กล่าวมาแล้วในทุติยวิมานนั่นแล. แท้จริง วิมานแก้วไพฑูรย์ บังเกิด แก่เทวดาแม้องค์นี้ก็เพราะตั่งที่นางปูลาดด้วยผ้าสีเขียวถวายแล้ว. คำที่เหลือ ก็เหมือนเรื่องที่กล่าวมาแล้วในปฐมวิมาน. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระ- โมคคัลลานะ จึงถามว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้ประดับกาย สวมพวงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์อันสวยงาม วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ ของท่านโอฬาร เร็วดังใจ ไปได้ตามปรารถนา ท่านส่องแสงประกายคล้ายสายฟ้าแลบลอดหลืบเมฆ.
หน้า 50 ข้อ 4
เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ [ ตอบ ] ปัญหาของกรรม ที่มีผลอย่างนี้ว่า นี้เป็นผลของกรรมเล็กน้อยของดีฉัน อันเป็น เหตุให้ดีฉันมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ดีฉันครั้งเกิด เป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ในชาติก่อนในมนุษยโลก ได้ พบพระภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผู้ผ่องใส ไม่ หม่นหมอง ก็เลื่อมใส จึงได้ถวายตั่งแก่ท่าน ด้วย มือของตนเอง. เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึง เป็นเช่นนั้น เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกแก่ ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใด เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดิฉันจึงส่องสว่างไปทุกทิศ.
หน้า 51 ข้อ 5
ก็แม้ในเรื่องนี้ วิมานแก้วไพฑูรย์ บังเกิดแก่เทวดาแม้องค์นี้ ก็ เพราะตั่งที่นางปูลาดด้วยผ้าสีเขียวถวายแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ในเรื่องนี้ จตุตถปีฐวิมานจึงมาโดยบาลีว่า ปีนฺเต เวฬุริยมยํ วิมานตั่งแก้วไพฑูรย์ ของท่าน ดังนี้เป็นต้น. คำที่เหลือ ก็เช่นเดียวกับตติยปีฐวิมานนั่นแหละ พึงทราบความตามนัยที่กล่าวแล้วในตติยปิฐวิมานนั้นเหมือนกัน. จบอรรถกถาจตุตถปีฐวิมาน ๕. กุญชรวิมาน ว่าด้วยกุญชรวิมาน [๕ ] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูราเทพธิดาผู้มีวรรณะดังปทุม มีตากลมดังกลีบ ปทุม กุญชรพาหะอันประเสริฐของท่าน ประดับ ประดาด้วยแก้วหลายชนิด น่ารักมีกำลังว่องไว เที่ยว ไปในอากาศได้ ช่างรุ่งเรืองด้วยพวงดอกปทุมและ อุบล มีกายเกลื่อนไปด้วยเกสรปทุม มีปทุมทองเป็น มาลัย เดินทางที่เรียงรายด้วยปทุม ประดับด้วย กลีบอุบล เดินไปพอดี ๆ วิมานทอง ไม่กระเทือน เมื่อช้างย่างก้าว กระดิ่งก็ส่งเสียงไพเราะ น่ารื่นรมย์ เสียงกังวานของกระดิ่งเหล่านั้น ได้ยินดังดนตรี ๕
หน้า 52 ข้อ 5
เครื่องฉะนั้น ท่านมีพัสตราภรณ์สะอาดประดับกาย แล้วอยู่เหนือคชาธาร รุ่งเรืองราวอัปสรหมู่ใหญ่ ด้วย วรรณะ นี้เป็นผลของทาน ผลของศีล หรือผล ของการกราบไหว้ของท่าน อาตมาถามท่านแล้ว ขอ ได้โปรดตอบคำถามนั้นแก่อาตมาด้วย. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า ดีฉันได้เห็นพระเถรเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ ผู้เพ่ง ฌาน ยินดีในฌาน เป็นผู้สงบ ได้ถวายอาสวะที่ลาด ด้วยผ้า โปรยดอกไม้ลงรอบ ๆ อาสนะ ดีฉันเลื่อมใส ได้ประดับพวงมาลัยปทุมมีใบติดครึ่งหนึ่ง และโรย เกสรปทุมลงครึ่งหนึ่ง ด้วยมือทั้งสองของตน ผล เช่นนี้เป็นผลแห่งกุศลกรรมนั้นของดีฉัน ดีฉันอัน ทวยเทพสักการะเคารพนบน้อมแล้ว ผู้ใดเลื่อมใส แล้วถวายอาสนะแก่พรหมจารีผู้หลุดพ้นโดยชอบ สงบระงับแล้ว เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านผู้รักตน ประสงค์ความเป็นใหญ่ จึงควรถวายทานแก่ท่านผู้ ทรงเรือนร่างครั้งสุดท้าย [พระอรหันต์]. จบกุญชรวิมาน
หน้า 53 ข้อ 5
อรรถกถากุญชรวิมาน กุญชรวิมาน มีคาถาว่า กุญฺชโร เต วราโรโห ดังนี้เป็นต้น. กุญชรวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ มหาเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์ ครั้งนั้น วันหนึ่ง งานนักขัตฤกษ์กึกก้องไปในกรุงราชคฤห์ ชาวกรุงช่วยกันทำความสะอาดถนน เกลี่ยทราย โรยดอกไม้ครบ ๕ อย่าง ทั้งข้าวตอก ตั้งต้นกล้วย และหม้อน้ำไว้ทุก ๆ ประตูเรือน ยกธง แผ่นผ้าเป็นต้น ซึ่งงดงามด้วยสีต่าง ๆ ตามควรแก่สมบัติ ทุกคนตกแต่ง ประดับกายพอสมควรแก่สมบัติของตน ๆ เล่นการเล่นงานนักขัตฤกษ์ทั่ว ทั้งกรุงได้ประดับประดาตกแต่งดังเทพนคร ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสาร มหาราช เสด็จออกจากพระราชนิเวศน์ของพระองค์ ทรงเลียบพระนคร ด้วยราชบริพารอย่างใหญ่ ด้วยสิริโสภาคย์มโหฬารคามพระราชประเพณี และเพื่อรักษาน้ำใจของมหาชน สมัยนั้น กุลสตรีผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงราชคฤห์ เห็นวิภวสมบัติ สิริโสภาคย์และราชานุภาพนั้นของพระราชา เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึง ถามเหล่าท่านที่สมมติกันว่าบัณฑิตว่า วิภวสมบัติเสมือนเทวฤทธิ์นี้ พระราชาทรงได้มา ด้วยกรรมอะไรหนอ บัณฑิตสมมติเหล่านั้นจึงกล่าว แก่นางว่า ดูราแม่มหาจำเริญ ธรรมดาบุญกรรมก็เป็นเสมือนจินดามณี เป็นเสมือนต้นกัลปพฤกษ์ เมื่อเขตสมบัติ [ พระทักขิไณยบุคคล ] และ เจตนาสมบัติ [ฝ่ายทายกทายิกา] มีอยู่ คนทั้งหลายปรารถนาแล้ว ทำบุญกรรมใด ๆ บุญกรรมนั้น ๆ ก็ให้สำเร็จผลได้ทั้งนั้น อนึ่งเล่า ความ เป็นผู้มีตระกูลส่งมีได้ก็ด้วยอาสนทาน ถวายอาสนะ การได้สมบัติคือ
หน้า 54 ข้อ 5
กำลังมีได้ก็ด้วยอันนทาน ถวายข้าว การได้สมบัติคือวรรณะก็มีได้ด้วย วัตถุทาน ถวายผ้า การได้สุขวิเศษก็มีได้ด้วยยานทาน ถวายยานพาหนะ การได้สมบัติคือจักษุก็มีได้ด้วยทีปทาน ถวายประทีปโคมไฟ การได้ สมบัติทุกอย่าง ก็มีได้ด้วยอาวาสทาน ถวายที่อยู่. นางฟังคำนั้นแล้ว ก็ตั้งจิตในเทวสมบัตินั้นว่า เทวสมบัติที่ท่าจะโอฬารกว่านี้ แล้วเกิด อุตสาหะยิ่งยวดในอันจะทำบุญ. บิดามารดาส่งผ้าคู่ใหม่ ตั่งใหม่ ดอกปทุมกำ ๑ และเนยใส น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ข้าวสารและนมสด เพื่อให้นางบริโภคใช้สอย. นางเห็นสิ่งเหล่านั้นก็ดีใจว่า เราประสงค์จะถวายทาน และเราก็ได้ไทย- ธรรมนี้แล้ว ในวันที่สอง ก็จัดทานปรุงมธุปายาสน้ำน้อย ตกแต่งของ เคี้ยวของกินแม้อย่างอื่นเป็นอันมาก ให้เป็นบริวารของมธุปายาสน้ำน้อย นั้น แล้วประพรมของหอมที่โรงทาน จัดอาสนะไว้เหนือดอกปทุม ทั้งหลาย ซึ่งงดงามด้วยกลีบ ช่อ และเกสรของดอกปทุมที่แย้มบานแล้ว ปูลาดด้วยผ้าขาวใหม่ ๆ วางดอกปทุม ๔ ดอก และพุ่มดอกไม้เหนือเท้า ทั้ง ๔ ของอาสนะ. ดาดเพดานไว้ข้างบนอาสนะ ห้อยพวงดอกไม้และ พวงระย้า รอบ ๆ อาสนะก็ลาดพื้นหมดสิ้น ด้วยกลีบปทุมที่มีเกสร คิดว่า เราจักบูชาพระทักขิไณยบุคคลที่มาถึงแล้ว จึงตั้งพานเต็มด้วยดอกไม้ สด ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. คราวนั้น นางจัดเครื่องอุปกรณ์ทานเสร็จแล้ว ก็อาบน้ำดำเกล้า นุ่งผ้าสะอาด กำหนดคอยเวลา จึงสั่งหญิงรับใช้คนหนึ่งว่า แม่เอ๊ย เจ้า จงไปหาพระทักขิไณยเช่นนั้นมาให้ข้านะ. สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตร เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์เดินไประหว่างถนน ดังจะเก็บถุงทรัพย์
หน้า 55 ข้อ 5
พันหนึ่ง. ขณะนั้น หญิงรับใช้นั้นก็ไหว้พระเถระแล้วกล่าวว่า ท่าน ผู้เจริญ ขอท่านโปรดให้บาตรของท่านแก่ดีฉันเถิดเจ้าข้า. แต่พระเถระ กล่าวว่า เรามาที่นี้ ก็เพื่ออนุเคราะห์อุบาสิกาผู้หนึ่งนะ. พระเถระก็ส่ง บาตรให้แก่หญิงรับใช้นั้น. นางก็นิมนต์พระเถระให้เข้าไปยังเรือน. ครั้งนั้น สตรีผู้นั้น ก็ออกไปต้อนรับพระเถระ. ชี้อาสนะแล้วกล่าวว่า โปรดนั่งเถิดเจ้าข้า นี้อาสนะจัดไว้แล้ว เมื่อพระเถระนั่งเหนืออาสนะนั้น แล้ว ก็บูชาพระเถระด้วยกลีบปทุมที่มีเกสร โรยรอบ ๆ อาสนะ. ไหว้ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ เลี้ยงดูด้วยมธุปายาสน้ำน้อย ผสมด้วยเนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวด และกำลังเลี้ยงดู ก็ทำความปรารถนาว่า ด้วย อานุภาพบุญของดิฉันนี้ ขอจงมีสมบัติทิพย์ ที่งดงามด้วยบัลลังก์เรือน ยอดเหนือกุญชรอันเป็นทิพย์ ในความเป็นไปทุกอย่าง ขอจงอย่าขาด ดอกปทุมเลย. ครั้นพระเถระฉันเสร็จแล้ว นางจึงล้างบาตร บรรจุ เนยใส น้ำผึ้ง และน้ำตาลกรวดไว้เต็มอีก จัดผ้าที่ปูลาดบนตั่งที่เป็น ผ้ารอง [ บาตร ] แล้ววางไว้ในมือพระเถระ ครั้นพระเถระทำอนุโมทนา กลับไปแล้ว จึงสั่งบุรุษ ๒ คนว่า เจ้าจงนำบาตรในมือพระเถระและ บัลลังก์นี้ไปวิหารมอบถวายพระเถระแล้วจงกลับมา. บุรุษทั้ง ๒ นั้น ก็กระทำอย่างนั้น. ต่อมา สตรีผู้นั้น [ ตาย ] ก็ไปบังเกิดในวิมานทองสูงร้อยโยชน์ ณ ภพดาวดึงส์ มีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร. และช้างตัวประเสริฐสูง ห้าโยชน์ ประดับด้วยมาลัยดอกปทุม งดงามด้วยกลีบ ช่อ และเกสร แห่งดอกปทุมโดยรอบ พิศดูปลื้มใจ มีสัมผัสอันสบาย ประดับด้วย อาภรณ์ทองรุ่งเรืองด้วยรัศมีข่ายประกอบรัตนะหลาก ๆ กัน ก็บังเกิดด้วย
หน้า 56 ข้อ 5
อำนาจความปรารถนาของนาง. บัลลังก์ทองโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วย ความงามดียิ่ง ตามที่กล่าวแล้ว ก็บังเกิดเหนือช้างนั้น. นางกำลังเสวย ทิพยสมบัติ ก็ขึ้นบัลลังก์ที่วิจิตรด้วยรัตนะเบื้องบนกุญชรวิมานนั้น ใน ระหว่าง ๆ ไปยังสวนนันทนวัน ด้วยอานุภาพเทวดาอันยิ่งใหญ่ ครั้งนั้น เป็นวันมหรสพวันหนึ่ง เมื่อเทวดาทั้งหลายพากันไปสวนนันทนวัน เพื่อ เล่นการเล่นในสวน ตามอานุภาพทิพย์ของตน คำดังกล่าวมาเป็นต้น ทั้งหมด ก็เหมือนคำที่มาในอรรถกถาปฐมปีฐวิมาน. เพราะฉะนั้น พึงทราบตามนัยที่กล่าวมาแล้วในอรรถกถานั้นนั่นแล. ส่วนในกุญชร- วิมานนี้ พระเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีดวงตากลมดังกลีบปทุม มีผิวพรรณะดังปทุม กุญชร พาหะเครื่องขับขี่อย่างดี ของท่าน สำเร็จด้วยรัตนะต่าง ๆ น่ารัก มีกำลัง พรั่งพร้อมด้วยความเร็ว [ ว่องไว ] ท่องไปในอากาศ ช้างทรงความรุ่งเรืองด้วยดอกปทุม และอุบล มีเนื้อ ตัวเกลื่อนกล่นด้วยเกสรปทุม สวมพวงมาลัยดอก ปทุมทอง ก็เดินทางที่เรียงรายด้วยดอกปทุม ประดับ ด้วยกลีบปทุมอยู่ ไม่กระเทือนวิมาน ย่างก้าวไป พอดี ๆ [ไม่เร็วนัก ไม่ช้านัก] เมื่อช่างกำลังย่าง ก้าว กระดิ่งทองก็มีเสียงไพเราะน่ารื่นรมย์ เสียง กังวานของกระดิ่งเหล่านั้น ได้ยินดังดนตรีเครื่องห้า. ท่านมีพัสตราภรณ์สะอาด ประดับองค์แล้วอยู่เหนือ คชาธาร รุ่งโรจน์ล้ำอัปสรหมู่ใหญ่ด้วยวรรณะ. นี้
หน้า 57 ข้อ 5
เป็นผลของทาน หรือของศีล หรือของอัญชลีกรรม ประนมมือ ท่านถูกถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่ อาตมาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุญฺชโร เต วราโรโห ความว่า พาหะ ชื่อว่า กุญชร เพราะอภิรมย์ยินดีในที่เขาชันปกคลุมด้วยเถาวัลย์ หรือเพราะร้องส่งเสียงโกญจนาท [แปร้นแปร้น] เที่ยวอยู่ในที่นั้น หรือเพราะ กุ คือดินทำให้คร่ำคร่า เพราะครูดสีกับดินนั้น. ช้างใน มนุษยโลก ต่างโดยเป็นช้างภูเขาเป็นต้น. ส่วนช้างนี้ ท่านกล่าวอย่างนั้น ก็เพราะเสมือนช้างในการเล่นกีฬา. พาหะใด อันเขาขับขี่ เหตุนั้นพาหะ นั้น ชื่อว่า อาโรหะ อธิบายว่า พาหะที่เขาพึงขับขี่. พาหะขับขี่อย่างดี อย่างเลิศ อย่างประเสริฐ เหตุนั้น จึงว่า วราโรหะ ท่านอธิบายว่า ยานอย่างยอดเยี่ยม. บทว่า นานารตนกปฺปโน ความว่า รัตนะชนิด ต่าง ๆ ของช้างเหล่านั้นมีอยู่ เหตุนั้น ช้างเหล่านั้น ชื่อว่ามีรัตนะต่างๆ ได้แก่เครื่องประดับช้างมีเครื่องประดับตระพองเป็นต้น. เครื่องสำเร็จ เครื่องผูกสอดของช้างเชือกใด เขาติดตั้งด้วยรัตนะเหล่านั้น ช้างเชือกนั้น ชื่อว่า มีเครื่องสำเร็จด้วยรัตนะต่าง ๆ. ชื่อว่า รุจิระ งดงาม เพราะ ให้ความชอบใจ ความอภิรมย์ อธิบายว่า น่าปลื้มใจ. บทว่า ถามวา ได้แก่ มั่นคง อธิบายว่า มีกำลัง. บทว่า ชวสมฺปนฺโน ได้แก่ มีความ เร็วพร้อมแล้ว. ท่านอธิบายว่า รวดเร็ว [ว่องไว]. บทว่า อากา- สมฺหิ สมีหติ ได้แก่ ท่องไปโดยชอบในอากาศ ที่ชื่อว่า อนัตลิกขา อธิบายว่า เดินไปไม่กระเทือนพวกที่ขับขี่. บทว่า ปทุมี ได้แก่ ชื่อว่าปทุมี เพราะประกอบด้วยสีผิวเหมือน
หน้า 58 ข้อ 5
หม้อ ซึ่งได้ชื่อว่า ปทุม เพราะมีสีผิวเสมอกับปทุม. บทว่า ปทุม- ปตฺตกฺขิ แปลว่า ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีดวงตากลมเสมือนกลีบปทุม. บทว่า ปทุมุปฺปลชุตินฺธโร ได้แก่ ชื่อว่า ปทุมุปปลชุตินธร เพราะทรงไว้ ซึ่งความรุ่งเรืองแห่งดอกปทุมและอุบล ซึ่งโชติช่วงแผ่ซ่านไปในที่นั้น ๆ เพราะเป็นช้างที่มีเรือนร่างประดับมาลัย ดอกปทุมและดอกอุบลอันเป็น ทิพย์. บทว่า ปทุมจุณฺณาภิกิณฺณงฺโค ได้แก่ มีเนื้อตัวที่ดารดาษไป โดยรอบด้วยกลีบช่อและเกสรปทุม. บทว่า โสวณฺณโปกฺขรมาลวา ได้แก่ มีภาระคือมาลัยดอกปทุมทอง. บทว่า ปทุมานุสฏํ มคฺคํ ปทุมปตฺตวิภูสิตํ ประกอบความว่า ช้างเดินไปยังทางที่เรียงรายเกลื่อนกล่นด้วยเหล่าดอกปทุมขนาดใหญ่ ซึ่ง รองรับเท้าช้างนั้นทุก ๆ ย่างก้าว และประดับด้วยเหล่ากลีบปทุมเหล่านั้น ซึ่งมีสีสันต่าง ๆ อันหมุนไปได้ทั้งข้างโน้นข้างนี้ เพราะตกแต่งไว้เป็น พิเศษ. บทว่า ีตํ นี้ เป็นวิเสสนะของบทว่า มคฺคํ. อธิบายว่า ทาง ซึ่งประดับด้วยกลีบปทุมตั้งอยู่แล้ว. บทว่า วคฺคุ แปลว่า ทอง. คำนี้ เป็นกิริยาวิเสสนะ. มอักษรทำหน้าที่บทสนธิต่อบท. บทว่า อนุคฺฆาติ แปลว่า ไม่กระเทือน. อธิบายว่า ไม่ทำความกระเทือนแม้นิดหนึ่งแก่ ผู้นั่งอยู่บน [หลัง] ของตน. บทว่า มิตํ แปลว่า เนรมิตแล้ว. อธิบายว่า เลยก้าวย่างไป. ในคำนี้ มีความดังนี้ว่า ทองนี้ชื่อว่าวัคคุไป กับเท้าที่ย่าง. อีกนัยหนึ่ง บทว่า มิตํ แปลว่า นับรอบแล้ว คือ ประกอบด้วยความพอเหมาะ. ท่านอธิบายว่า ไม่เร็วนัก ไม่ช้านัก. บทว่า วารโณ แปลว่า ช้าง. จริงอยู่ ช้างนั้นท่านเรียกว่า วารณะ เพราะห้ามกันข้าศึก และห้ามกันสิ่งกีดขวางทางเดิน.
หน้า 59 ข้อ 5
บทว่า ตสฺส ปกฺกมานสฺ ส โสวํณฺณกํสา รติสฺสรา อธิบายว่า โสวรรณกังสะ คือกระดิ่งทำด้วยทอง ของช้างตัวตามที่กล่าวแล้วนั้น ซึ่งกำลังเดิน มีเสียงน่ายินดี ส่งเสียงน่าอภิรมย์ มีเสียงกังวานน่าปลื้มใจ ห้อยย้อยอยู่. จริงอยู่ กระดิ่งใหญ่ ๆ หลายร้อย ทำด้วยทอง ขจิตด้วย แก้วมณีและมุกดา นาคเท่ากระถางใหญ่ สองข้างของช้างตัวนั้น ก็ ห้อยแกว่งไกวไป ณ ที่นั้น ๆ ส่งเสียงน่าจับใจแล่นไปยิ่งกว่าที่นักดนตรี ผู้ฉลาดจัดประโคมเสียอีก ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เสียงกังวาน ของกระดิ่งเหล่านั้นได้ยินเหมือนดนตรีเครื่องห้า. ความของคำนั้น มีดังนี้ว่า เมื่อนักดนตรีผู้ฉลาดบรรเลงดนตรีมี องค์ ๕ อย่างนี้คือ อาตตะ [โทน ] วิตตะ [ ตะโพน ] อาตตะวิตตะ [บัณเฑาะว์] ฆนะ [กังสดาล] สุสิระ [ปี่, สังข์] เสียงบรรเลง คลอเสียงนักร้อง ซึ่งขับแสดงจำแนกเสียงต่ำและสูง ตามฐานที่เกิด กังวานไพเราะน่ารัก ได้ยินกันฉันใด เสียงกังวานของโสวรรณกังสะ คือ กระดิ่งทองเหล่านั้น ก็ได้ยินกันฉันนั้น. บทว่า นาคสฺส ได้แก่ ช้างสำคัญ. บทว่า มหนฺตํ ได้แก่ ชื่อว่า ใหญ่ เพราะใหญ่โดยสมบัติก็มี เพราะใหญ่โดยนับขนาดก็มี. บทว่า อจฺฉราสงฺฆํ ได้แก่ หมู่เทพกัญญา. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ มีรูป. บทว่า ทานสฺส ได้แก่ บุญสำเร็จด้วยทาน. บทว่า สีลสฺส ได้แก่ ศีล คือความสำรวมมีความสำรวมทางกายเป็นต้น. วาศัพท์เป็น วิกัปปัตถะ กำหนดข้อที่ไม่ได้กล่าวไว้. ท่านสงเคราะห์จารีตศีล ศีลคือ จารีต [ธรรมเนียม] ที่มิได้กล่าวได้ มีการกราบไหว้เป็นต้น ด้วย วาศัพท์นั้น.
หน้า 60 ข้อ 5
เทวดาองค์นั้น ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงตอบปัญหา. เพื่อ แสดงความข้อนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ [ผู้ร่วมทำสังคายนา] ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาไว้ดังนี้ว่า เทวดาองค์นั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้วดีใจ จึงพยากรณ์ปัญหาด้วยอาการที่ท่านถามถึง กรรมที่มีผลอย่างนี้. ความของคาถานั้น กล่าวมาแล้วในหนหลังนั้นแล. คาถาเทวดา กล่าวไว้ดังนี้ว่า ดิฉันเห็นพระเถระ ผู้พร้อมด้วยคุณ เข้าฌาน ยินดีในฌานสงบ ได้ถวายอาสนะที่ปูลาดด้วยผ้าโรย ด้วยดอกไม้. ดิฉันเลื่อมใสแล้วโปรยดอกปทุมรอบ ๆ อาสนะครึ่งหนึ่ง. อีกครั้งหนึ่งเอาโปรยลง [ดังฝน] ด้วยมือตนเอง. ผลเช่นนี้เป็นผลแห่งกุศลกรรมนั้น ของดิฉัน ดิฉันอันทวยเทพสักการะเคารพนบนอบ แล้ว. ผู้ใดแล เลื่อมใสแล้ว ถวายอาสนะแก่ท่าน ผู้เป็นพรหมจารี ผู้หลุดพ้นโดยชอบ ผู้สงบ ผู้นั้น ก็บันเทิงเหมือนอย่างดิฉัน. เพราะฉะนั้นแล ผู้รักตน หวังความเป็นใหญ่ ก็ควรถวายอาสนะแด่ท่านผู้ทรง เรือนร่างครั้งสุดท้าย [พระอรหันต์]. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คุณสมฺปนฺนํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วย คุณของพระสาวกทุกอย่าง หรือบริบูรณ์ด้วยคุณเหล่านั้น. เทวดาแสดง สมบัติชั้นยอดของสาวกบารมีญาณ ด้วยบทนี้. บทว่า ฌายึ ได้แก่ ผู้มี
หน้า 61 ข้อ 5
ปกติเพ่งด้วยฌานแม้ทั้งสองคือ อารัมมณูปนิชฌาน [เพ่งอารมณ์] ลักขณูปนิชฌาน [เพ่งลักษณะ]. อีกนัยหนึ่ง ผู้เผากิเลสที่ควรเผา และ ธรรมอันเป็นฝ่ายของสังกิเลสทุกอย่างมั่นอยู่. จากฌานนั้นนั่นเอง ชื่อว่า ฌานรตะ เพราะยินดีแล้วในฌาน. บทว่า สตํ แปลว่า มีอยู่ หรือ สงบแล้ว. อธิบายว่า สัตบุรุษคนดี. บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณํ แปลว่า เกลื่อนกล่นด้วยดอกไม้ทั้งหลาย. อธิบายว่า ดารดาษด้วยใบปทุมทั้งหลาย. บทว่า ทุสฺสสนฺถตํ ได้แก่ เอาผ้าปูลาดไว้บนอาสนะ. บทว่า อุปฑฺฒํ ปทุมมาลาหํ ได้แก่ เรา [โปรย] ดอกปทุม ครึ่งหนึ่ง. บทว่า อาสนสฺส สมนฺตโต ได้แก่ ที่พื้นรอบอาสนะที่ พระเถระนั่ง. บทว่า อพฺโภกิริสฺสํ ได้แก่ โปรย โรย. อย่างไร. เอา กลีบโปรย. อธิบายว่า เอากลีบปทุม ที่แยกเป็นสองส่วน ๆ ละครึ่ง โปรยลงทำนองฝนดอกไม้ตกลงมา. ด้วยบทว่า อิทํ เม อีทิสํ ผลํ นี้ เทวดารวมแสดงทิพย- สมบัติของตน อันต่างโดยอายุ ยศ สุข และรูปเป็นต้น ที่พระเถระ ระบุและไม่ระบุด้วยคำว่า กุญฺชโร เต วราโรโห เป็นต้น แล้วจึงกล่าว คำเป็นต้นว่า สกฺกาโร ครุถาโร เพื่อแสดงอานุภาพของตนที่พระเถระ มิได้ระบุไว้อีก. ด้วยคำนั้น เทวดาแสดงว่า มิใช่ผลบุญของดิฉันในที่นี้ ตามที่ท่านกล่าวมาแล้วอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ ก็ยังมีแม้อธิปไตยทิพย์ นี้ด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกาโร ได้แก่ กิริยาโดยเอื้อเฟื้อ. อธิบายว่า ความที่ตนอันทวยเทพพึงสักการะ. บทว่า ครุกาโร ก็ เหมือนกัน ได้แก่ ความที่คนอันทวยเทพพึงเคารพ. บทว่า เทวานํ แปลว่า อันทวยเทพ. บทว่า อปจิตา ได้แก่ บูชาแล้ว.
หน้า 62 ข้อ 5
บทว่า สมฺมาวิมุตฺตานํ ได้แก่ ผู้หลุดพ้นด้วยดี ละสังกิเลสได้ หมด. บทว่า สนฺตานํ ได้แก่ ผู้มีกรรมทางกายวาจาใจอันสงบ เป็น คนดี. ชื่อว่าพรหมจารี เพราะพระพฤติมรรคพรหมจรรย์และศาสน- พรหมจรรย์แล้ว. บทว่า ปสนฺนา อาสนํ ทชฺชา ได้แก่ เป็นผู้มีใจ เลื่อมใสแล้ว เพราะเชื่อในผลกรรม และเชื่อในพระรัตนตรัย. ผิว่าพึง ถวายแม้เพียงอาสนะ. บทว่า เอวํ นนฺเท ยถา อหํ ความว่า แม้ คนอื่นก็พึงบันเทิงยินดีเหมือนอย่างดิฉันบันเทิงยินดีด้วยอาสนทานนั้น ใน บัดนี้ฉะนั้น. บทว่า ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. หิศัพท์ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อตฺตกาเมน ได้แก่ ผู้รักประโยชน์เกื้อกูลแก่ตน. จริงอยู่ ผู้ใด ทำกรรมอันนำประโยชน์เกื้อกูลมาให้ตน ไม่ทำกรรมอันนำสิ่งที่มิใช่ ประโยชน์เกื้อกูล ผู้นั้น ชื่อว่ารักตน. บทว่า มหตฺตํ ได้แก่ ความ เป็นใหญ่โดยวิบาก. บทว่า สรีรนฺติมธารินํ ได้แก่ ผู้ทรงเรือนร่างอัน สุดท้าย. อธิบายว่า พระขีณาสพ. ในข้อนี้ ความมีดังนี้ว่า เทวดาแสดง ว่า เพราะเหตุที่ดิฉันยินดีด้วยทิพยสมบัติอย่างนี้ เพราะถวายอาสนะแก่ พระอรหันต์ ฉะนั้น แม้คนอื่นผู้ปรารถนาความเจริญยิ่งแก่ตนก็พึงถวาย อาสนะแก่พระอรหันต์ผู้ตั้งอยู่ในเรือนร่างอันสุดท้าย บุญเช่นนี้ [ของ คนอื่น จึงไม่มี. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถากุญชรวิมาน
หน้า 63 ข้อ 6
๖. ปฐมนาวาวิมาน ว่าด้วยนาวาวิมาน ๑ [๖] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นนั่งนาวาวิมาน อันมุง บังด้วยทอง ลงเล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ กูฏาคารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่ง เนรมิตเป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างไปโดยรอบ ทั้งสี่ทิศ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน อนึ่ง โภคะ ทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ได้พยากรณ์ปัญหา โดยอาการที่ท่านถามถึงกรรมที่มี ผลอย่างนี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเห็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ลำบากกายกระ- หายน้ำ จึงขวนขวายถวายน้ำฉัน อันว่าผู้ใดแล ได้ขวนขวายถวายน้ำฉันแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ลำบากกาย กระหายน้ำมา แม่น้ำหลายสายมีน้ำเยือกเย็น มีสวน
หน้า 64 ข้อ 6
ไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น น้ำหลายสายย่อมเรียงรายไหลล้อมรอบวิมานนั้นเป็น ประจำ มีแม่น้ำทั้งหลายที่ลาดด้วยทราย น้ำเย็นสนิท มีต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากหอม ต้นชมพู่ ต้น ราชพฤกษ์ และต้นแคฝอยที่ออกดอกสะพรั่ง ผู้ทำบุญ ไว้แล้วย่อมได้วิมานชั้นดีเยี่ยม ประกอบด้วยภูมิภาค เช่นนั้น สง่างามนักหนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้น ทั้งนั้น ผู้ที่ทำบุญไว้แล้วต้องย่อมได้ผลเช่นนี้ กูฏาคาร- นิเวศของดีฉัน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิต เป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างไปโดยรอบทั้งสี่ทิศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดขึ้นแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดิฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมนาวาวิมาน อรรถกถาปฐมนาวาวิมาน นาวาวิมาน มีคาถาว่า สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ เป็นต้น. วิมานเรือนั้น เกิดขึ้นอย่างไร.
หน้า 65 ข้อ 6
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี ภิกษุจำนวน ๑๖ รูป จำพรรษาในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ออกพรรษาแล้ว ตั้งใจว่าจักเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า และจักฟังธรรม ก็พากันเดินทางไกล ในฤดูร้อน มุ่งกรุงสาวัตถี ระหว่างทางกันดารไม่มีน้ำ. ในทางกันดารนั้น ภิกษุ เหล่านั้น ถูกความร้อนแผดเผา ลำบากกาย กระหายน้ำ ไม่ได้น้ำดื่ม พากันเดินไปไม่ไกลหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. ในหมู่บ้านนั้น หญิงผู้หนึ่ง ถือ ภาชนะสำหรับใส่น้ำ เดินบ่ายหน้าไปยังบ่อน้ำ เพื่อตักน้ำ. ขณะนั้น ภิกษุเหล่านั้นแลเห็นนาง ก็คิดว่า เมื่อไปในที่หญิงผู้นี้ไป อาจได้น้ำดื่ม ถูกความกระหายน้ำบังคับ ก็พากันเดินบ่ายหน้าไปทิศนั้น เห็นบ่อน้ำ ก็ยืน ไม่ไกลหญิงนั้น. หญิงนั้นได้น้ำจากบ่อนั้นแล้ว ประสงค์จะกลับ แลเห็น ภิกษุเหล่านั้น รู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้กระหายน้ำต้องการน้ำ จึงเข้าไป แสดงความเคารพยำเกรง นิมนต์ให้ฉันน้ำ. ภิกษุเหล่านั้น ก็นำผ้ากรองน้ำ ออกจากถุงบาตร กรองน้ำแล้วก็ดื่มน้ำจนพอแก่ความต้องการ เอาน้ำ ลูบมือเท้าให้เย็น กล่าวคำอนุโมทนาในปานียทาน (ถวายน้ำดื่ม) แก่หญิง นั้นแล้ว ก็พากันไป. หญิงนั้นตั้งบุญนั้นไว้ในใจ รำลึกถึงในระหว่าง ๆ ต่อมา ก็ตาย ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. ด้วยบุญญานุภาพของนาง วิมานใหญ่งดงาม ด้วยต้นกัลปพฤกษ์ก็เกิดขึ้น. แม่น้ำกลาดเกลื่อนด้วยกองทรายและหาดทราย ขาว ประหนึ่งประดับด้วยเงิน ประกอบด้วยข่ายมุกดา ไหลมาเฉพาะน้ำ ที่ใสไร้มลทิน ดังก้อนแก้วมณี ล้อมรอบวิมานนั้น. ณ สองฝั่งของแม่น้ำ นั้น และใกล้ประตูอุทยานและวิมาน สระโบกขรณีขนาดใหญ่ ประดับ ด้วยดงปทุม ๕ สี ก็บังเกิดพร้อมด้วยเรือทอง. เทวดาองค์นั้นเมื่อเสวย ทิพยสมบัติในวิมานนั้น ก็เที่ยวระเริงเล่นอยู่ในเรือ. ต่อมาวันหนึ่ง ท่าน
หน้า 66 ข้อ 6
พระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกไป เห็นเทพธิดาองค์นั้นกำลังเล่นอยู่ ในเรือ เมื่อจะถามถึงบุญกรรมที่นางทำไว้ จึงถามว่า ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นเรือปิดทอง ยืนอยู่ ท่านลงเล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ. กูฏา- คารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่ง เนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสงก็สว่างไปรอบสี่ทิศ. เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. ต่อนั้น เพื่อแสดงอาการที่เทวดาซึ่งถูกพระเถระถามแล้วกล่าวตอบ พระธรรมสังคาหกาจารย์ พระเถระผู้ร่วมทำสังคายนา จึงกล่าวคาถานี้ว่า เทวดาองค์นั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม ดีใจ ครั้นแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้. อาการที่เทวดากล่าวตอบดังนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันพบภิกษุทั้งหลาย ลำบากกาย กระหายน้ำ จึงขวนขวายถวายน้ำให้ท่านดื่ม. ผู้ใดแล
หน้า 67 ข้อ 6
ขวนขวายถวายน้ำดื่มแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ลำบากกาย กระหายน้ำ แม่น้ำหลายสายที่มีน้ำเย็น มีสวนไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น. ลำน้ำ หลายสายเรียงรายไหลล้อมรอบวิมานนั้นเป็นประจำ มีแม่น้ำที่มีน้ำเย็น ลาดด้วยทราย มีมะม่วง สาละ หมากหอม หว้า ราชพฤกษ์ และแคฝอยมีดอก บานสะพรั่ง. ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมได้วิมานอันประ- เสริฐสุด ประกอบด้วยภูมิภาคเช่นนั้น ที่สง่างาม หนักหนา นี้เป็นวิบากของกรรมนั้นทั้งนั้น ผู้ทำบุญ ไว้แล้ว ย่อมได้ผลเช่นนี้. กูฏาคารนิเวศของดีฉัน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อ ส่องแสงก็สว่างไปรอบสี่ทิศ เพราะบุญนั้น วรรณะ ของดีฉันจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จ แก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ด ฉัน อบอก แก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ บุญนั้น ดิฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงส่องสว่างไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวณฺณจฺฉทนํ ได้แก่ ชื่อว่า ปิดทอง เพราะข้างในกำบังด้วยฝาทั้งสองข้าง อันทำด้วยทองสีแดงจำหลักฝาอย่าง วิจิตร และเพราะปิดข้างบนด้วยเครื่องประดับทำด้วยทอง โชติช่วงด้วย
หน้า 68 ข้อ 6
รัตนะต่าง ๆ. บทว่า นาวํ แปลว่า เรือ. จริงอยู่ เรือนั้น ชื่อว่า โปตะ เพราะข้ามไปจากฝั่งนี้สู่ฝั่งโน้น อนึ่ง ท่านเรียกว่านาวา เพราะนำสัตว์ไป. บทว่า นาริ เป็นคำอาลปนะ เรียก เทพธิดาองค์นั้น. ผู้ใด ย่อมพา ย่อมนำไป เหตุนั้น ผู้นั้น ชื่อว่า นระ ผู้นำไป ได้แก่บุรุษผู้ชาย. เหมือน อย่างว่า สัตว์แรกเกิดโดยปกติ ย่อมนอนก่อน เหตุนั้น จึงเรียกกันว่า บุรุษ เพราะอรรถว่า เป็นผู้ประเสริฐโดยปกตินอกจากนี้ ฉันใด ที่เรียก ว่านระ ก็เพราะอรรถว่า นำไป ฉันนั้น. จริงอยู่ บุคคลแม้เป็นบุตร ผู้พี่ ก็ตั้งอยู่ในฐานะบิดา ฐานะมารดา ของพวกพี่สาวได้. จะป่วยกล่าว ไปไยถึงบุคคลผู้เป็นสามี. หญิงนั้นเป็นของนระ เหตุนั้น หญิงนั้น จึงชื่อว่า นารี. ก็ชื่อนี้เขาเรียกกันอย่างนั้น แม้ในผู้หญิงนอกนี้ โดยที่ ขยายความกันออกไปในพวกมนุษย์ผู้หญิง. บทว่า โอคาหสิ โปกฺขรณึ ความว่า ด้วยความยินดีในการอยู่ในน้ำ จึงเข้าไปยังสระทิพย์ ที่ได้ชื่อว่า โบกขรณี เพราะโดยมาก ในนั้น มีปทุมทิพย์ ที่เรียกกันว่าโปกขระ ในดอกไม้น้ำ ซึ่งทำด้วยรัตนะมากชนิดมีบัวแดง และบัวเขียวเป็นต้นอยู่. บทว่า ปทุมํ ฉินฺทสิ ปาณินา ความว่า ท่านหักด้วยมือของท่าน ก็เพราะ ประสงค์จะทำดอกบัวที่มีลีลาดังบัวทิพย์ ที่มีชั้นช่อและเกสรแห่งกลีบที่ทำ ด้วยทอง ให้มีก้านทำด้วยเงิน คู่กับใบที่ทำด้วยรัตนะ คือบุษราคัม. บทว่า ตสิเต แปลว่า กระหายน้ำ. บทว่า กิลนฺเต ได้แก่ มีกาย ลำบาก เพราะกระหายน้ำนั้น และเพราะเมื่อยล้าในการเดินทาง. บทว่า อุฏฺาย ได้แก่ ทำความขยันหมั่นเพียร. อธิบายว่า ไม่เกียจคร้าน. ด้วยบทว่า โย เว เป็นต้น เทวดาเมื่อจะแสดงวิธีอนุมานสิ่งที่ ไม่เห็นกับสิ่งที่เห็นว่า แม้ชนเหล่าอื่น ก็ย่อมได้ผลเช่นนี้ เพราะบุญที่เกิด
หน้า 69 ข้อ 7
แต่อุทกทาน ถวายน้ำ ที่เป็นต้นเหตุ เหมือนอย่างดีฉัน จึงกล่าวตอบ ความที่พระเถระถามโดยทั่วไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส และ ตํ ย่อมกินความถึงผู้ไม่การทำบุญตามที่กล่าวมาแล้วด้วย. บทว่า อนุปริยนฺติ ได้แก่ล้อมรอบตามความเหมาะสม ด้วยการ ล้อมรอบสถานที่อยู่ของผู้นั้น แม้ผู้นั้นก็ชื่อว่าถูกล้อมไว้ด้วย. บทว่า ติลกา ได้แก่ ต้นไม้ชนิดหนึ่ง ซึ่งมีดอกคล้ายดอกชบา. บทว่า อุทฺทาลกา ได้แก่ ต้นไม้ที่ใช้กำจัดโรคลม ที่เราเรียกกันว่า ราชพฤกษ์ ก็มี. บทว่า ตํ ภูมิภาเคหิ แปลว่า ด้วยภูมิภาคเช่นนั้น. อธิบายว่า ด้วยภูมิประเทศที่มีสระโบกขรณี แม่น้ำและสวน ดังกล่าวแล้ว. บทว่า อุเปตรูปํ ได้แก่ ประกอบด้วยความเป็นวิมานที่ควรสรรเสริญ. ท่าน อธิบายว่า เป็นที่รวมรมณีสถานที่น่ารื่นรมย์ มีสระโบกขรณีเป็นต้น เหล่านั้น. บทว่า ภุสโสภมานํ ประกอบความว่า ได้วิมานอันประ- เสริฐสุด ซึ่งรุ่งเรืองหนักหนานัก. คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาปฐมนาวาวิมาน ๗. ทุติยนาวาวิมาน ว่าด้วยนาวาวิมาน ๘ [๗] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นนั่งนาวาวิมาน อันมุง บังด้วยทอง ลงแล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ กูฏาคารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่ง
หน้า 70 ข้อ 7
เนรมิตเป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างโดยรอบ ทั้งสี่ทิศ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน อนึ่ง โภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ใน มนุษยโลก ดีฉันได้เห็นภิกษุผู้ลำบากกายกระหายน้ำ จึงขวนขวายถวายน้ำฉัน ท่านผู้ใดและขวนขวายได้ถวาย น้ำฉันแก่ภิกษุผู้ลำบากกาย กระหายน้ำมา แม่น้ำ หลายสาย มีน้ำเยือกเย็น มีสวนไม้มาก มีบุณฑริก บัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น แม่น้ำหลายสาย ย่อมเรียงรายไหลล้อมรอบวิมานนั้นเป็นประจำ แม่น้ำ ทั้งหลายลาดด้วยทราย มีน้ำเย็นสนิท มีต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้นหมากหอม ต้นชมพู่ ต้นราชพฤกษ์ และต้นแคฝอยที่ออกดอกสะพรั่ง ผู้ทำบุญไว้ย่อมได้ วิมานชั้นดีเยี่ยม ที่ประกอบด้วยภูมิภาคเช่นนั้น สง่างามหนักหนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น
หน้า 71 ข้อ 7
คนทั้งหลายที่ทำบุญไว้แล้ว ย่อมได้ผลเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึง สำเร็จแก่ดิฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้ทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยนาวาวิมาน อรรถกถาทุติยนาวาวิมาน ทุติยนาวาวิมาน มีคาถาว่า สุวณฺณจฺฉทนํ นาวํ เป็นต้น. ทุติย- นาวาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี พระเถระขีณาสพ รูปหนึ่ง เมื่อจวนวันจะเข้าพรรษา ประสงค์จะจำพรรษา ณ วัดใกล้ หมู่บ้าน จึงออกจากกรุงสาวัตถี เดินทางไกล ภายหลังฉันอาหารแล้ว มุ่งเฉพาะหมู่บ้านนั้น ลำบากกาย กระหายน้ำ เพราะเดินทางเหนื่อย ระหว่างทาง ถึงหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่เห็นสถานที่ที่มีร่มเงาและน้ำพร้อม เช่นนั้น นอกหมู่บ้าน ถูกความเหน็ดเหนื่อยครอบงำ จึงห่มจีวรเข้าไป ยังหมู่บ้าน ยืนที่ประตูเรือนหลังใกล้ ๆ นั่นแล. ณ เรือนหลังนั้น หญิง ผู้หนึ่งเห็นพระเถระ จึงถามว่า ท่านมาแต่ไหนเจ้าคะ รู้ว่าท่านเดินทาง เหนื่อย และกระหายน้ำ จึงกล่าวว่า มาเถิดเจ้าข้า แล้วนิมนต์ให้เข้าไปยัง เรือน กล่าวว่า นิมนต์นั่งตรงนี้เจ้าค่ะ แล้วปูลาดอาสนะถวาย เมื่อพระ-
หน้า 72 ข้อ 7
เถระนั่งเหนืออาสนะนั้นแล้ว นางก็ถวายน้ำล้างเท้าและน้ำมันชโลมเท้า ถือพัดใบตาลพัดถวาย. เมื่อความเร่าร้อนสงบแล้ว นางก็ปรุงน้ำปานะ หวานเย็นหอมถวาย. พระเถระดื่มน้ำปานะนั้นแล้ว ก็สงบความลำบาก กายลง ทำอนุโมทนาแล้วก็หลีกไป. ต่อมาภายหลัง นางก็ตายไปบังเกิด ในภพดาวดึงส์. เรื่องทั้งหมดพึงทราบว่า ก็เช่นเดียวกับวิมานในลำดับก่อน แม้ในคาถาทั้งหลาย ก็เคยกล่าวไว้ทั้งนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จงกล่าวว่า ท่านพระ- โมคคัลลานะ ถามว่า ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นเรือปิดทอง ท่าน ลงเล่นสระโบกขรณี หักปทุมด้วยมือ. กูฏาคารนิเวศ ของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็น ส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็ส่องสว่างรอบสี่ทิศ. เพราะ บุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร ผลนี้จิตสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกท่านพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหา โดยอาการที่ท่านถึงกรรม ที่มีผลดังนี้ว่า
หน้า 73 ข้อ 7
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันพบพระภิกษุที่ลำบากกาย กระหาย น้ำ จึงขวนขวายถวายน้ำให้ท่านดื่ม. ผู้ใดแล ขวน- ขวายถวายน้ำแก่พระภิกษุผู้ลำบากกาย กระหายน้ำ ให้ท่านดื่ม แม่น้ำหลายสาย ที่มีน้ำเย็น มีสวนไม้ มากมีบัวขาวมากย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น แม่น้ำที่มีหลายสาย ย่อมรายล้อมวิมานนั้นเป็นประจำ มีแม่น้ำที่มีน้ำเย็น ลาดด้วยทราย มีมะม่วง สาละ หมากหอม หว้า ราชพฤกษ์ และแคฝอยที่มีดอกบานสะพรั่ง. คนทำ บุญแล้ว ย่อมได้วิมานอันประเสริฐสุด ที่ประกอบ ด้วยภูมิภาคเช่นนั้น อันสง่างามหนักหนา นี้เป็นผล ของกรรมนั้นเท่านั้น ผู้ทำบุญแล้วย่อมได้รับผลเช่นนี้. เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. แม้บรรดาอรรถกถาทั้งหลาย ในอรรถกถานี้ ก็ต้องกล่าวว่า เอโกว เถโร พระเถระรูปหนึ่งเหมือนกัน. จบอรรถกถาทุติยนาวาวิมาน
หน้า 74 ข้อ 8
๘. ตตินาวาวิมาน ว่าด้วยนาวาวิมาน ๓ [๘] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ดูก่อนเทพนารี ท่านขึ้นนั่งนาวาวิมาน อันมุง บังด้วยทอง ลงเล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วย มือ กูฏาคารนิเวศของท่าน จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประ- หนึ่งเนรมิตเป็นส่วนสัด เมื่อส่องแสงก็สว่างไปโดย รอบทั้งสี่ทิศ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ตถาคตขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสถาม แล้วดีใจ ครั้นแล้วก็ทูลตอปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ข้าพระองค์ได้เห็นภิกษุหลายรูป ลำ- บากกาย กระหายน้ำ จงขึ้นขวายถวายน้ำฉัน ผู้ใดแล ขวนขวายได้ถวายน้ำฉัน แก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ลำบากกาย กระหายน้ำมา แม่น้ำหลายสาย มีน้ำ
หน้า 75 ข้อ 8
เยือกเย็น มีสวนไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อม เกิดแก่ผู้นั้น แม่น้ำหลายสาย ย่อมเรียงรายไหล ล้อมรอบวิมานนั้นประจำ มีแม่น้ำทั้งหลาย ลาดด้วย ทราย น้ำเย็นสนิท มีต้นมะม่วง ต้นสาละ ต้น หมากหอม ต้นชมพู่ ต้นราชพฤกษ์ และต้น แคฝอย ที่ออกดอกสะพรั่ง คนทำบุญก็ย่อมได้วิมาน ดีเยี่ยมงาม ที่ประกอบด้วยภูมิภาคเช่นนั้น สง่างาม นักหนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมนั้นทั้งนั้น คนทั้งหลาย ที่ทำบุญไว้แล้ว ย่อมได้ผลเช่นนี้ กูฏาคารนิเวศของ ข้าพระองค์ จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิต เป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสงก็สว่างโดยรอบทั้งสี่ทิศ เพราะบุญนั้น ข้าพระองค์จึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ บุญูนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพระองค์ และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ข้าพระองค์ เพราะบุญนั้น ข้าพระองค์จึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของข้าพระองค์จึงสว่างไสวไปทุกทิศ นี้เป็นผลแห่ง กรรมนั้น ของข้าพระองค์ เพราะพระพุทธเจ้าเสวย น้ำดื่ม เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์โดยแท้. จบตติยนาวาวิมาน
หน้า 76 ข้อ 8
อรรถกถาตติยนาวาวิมาน ตติยนาวาวิมาน มีคาถาว่า สุวณฺณจฺฉทฺนํ นาวํ เป็นต้น. ตติย- นาวาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปในชนบท พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ เสด็จถึงตำบลบ้านพราหมณ์ ชื่อ ถูณะ แคว้นโกศล. พวกพราหมณ์ คหบดีชาว ถูณะ ได้ยินมาว่า เขาว่าพระสมณโคดมเสด็จถึงเขตบ้านของ พวกเราแล้ว. ครั้งนั้น พราหมณคหบดีชาว ถูณะ. ที่ไม่เลื่อมใส เห็นผิด ตระหนี่เป็นปกติ คิดกันว่า ถ้าพระสมณโคดมเข้าบ้านนี้ประทับอยู่ ๒-๓ วัน ก็จะพึงทำชนนี้ทั้งหมดให้อยู่ในถ้อยคำของพระองค์ แต่นั้น พราหมณ- ธรรม [ลัทธิ ธรรมเนียม ประเพณี] ก็จะไม่ได้ที่พึ่งพาอาศัย จึงพา กันขวนขวาย จะไม่ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในบ้านตำบลนั้น ช่วยกันนำเรือที่เขาพักไว้ที่ท่าน้ำ ออกไปเสีย [ไม่ให้ข้าม] ช่วยกันสร้าง สะพานทางเดินและแพไว้ ทั้งสร้างโรงประปาเป็นต้นไว้ด้วย ในหมู่บ้าน ตำบลนั้น เว้นบ่อน้ำไว้บ่อเดียว บ่อน้ำนอกนี้ ก็ช่วยกันเอาหญ้าเป็นต้น ถมให้เต็มแล้วปิดเสีย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อุทานว่า ครั้งนั้นแล พราหมณคหบดีชาว ถูณะ พากันเอาหญ้าและฟางถมบ่อน้ำ จนถึงปากบ่อ ด้วยประสงค์ว่า ขอสมณะโล้นเหล่านั้น อย่าได้ดื่มน้ำเลย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบอาการวิปริตของคนเหล่านั้น ทรง เอ็นดูพวกเขา จึงพร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ ข้ามแม่น้ำไปทางอากาศ เสด็จ ไปถึง ถูณะ พราหมณคาม ตามลำดับ ทรงแวะออกจากทางประทับนั่ง เหนืออาสนะที่จัดไว้ ณ โคนไม้ต้นหนึ่ง. สมัยนั้น หญิงทาสีเทินหม้อน้ำ จำนวนมาก เดินผ่านไปไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า. ในหมู่บ้านตำบลนั้น
หน้า 77 ข้อ 8
เขาทำกติกานัดหมายกันไว้ว่า ถ้าพระสมณโคดมจักเสด็จมา ณ ที่นี้ ไม่พึง ทำการต้อนรับพระองค์เป็นต้น. พระสมณโคดมและเหล่าสาวกมาถึงเรือน ก็ไม่พึงถวายแม้แต่อาหาร. หญิงทาสีภริยาของพราหมณ์คนหนึ่ง ในหมู่บ้านตำบลนั้น เดินถือ หม้อน้ำ พบพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง แวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุ รู้ว่า หมู่ภิกษุลำบากกาย กระหายน้ำ เพราะเดินเหนื่อยมา มีจิตเลื่อมใส ประสงค์จะถวายน้ำดื่ม จึงตกลงใจว่า ถึงหากว่า ชาวบ้านของเราจะตั้ง กติกากันไว้ว่า ไม่พึงถวายสิ่งไร ๆ ไม่พึงทำสามีจิกรรมแก่พระสมณโคดม ดังนี้ แม้เมื่อเป็นดังนั้น ผิว่าเราได้พระทักขิไณยบุคคล ซึ่งเป็นบุญเขต เช่นนี้แล้ว ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน แม้ด้วยเพียงถวายน้ำดื่มไซร้ ครั้งไรเล่า เราจึงจักหลุดพ้นจากชีวิตลำเค็ญนี้ได้ นายของเรา ทั้งชาวบ้านเราทั้งหมด จะฆ่า จะจองจำเราก็ตามทีเถิด เราจักถวายปานียทาน น้ำดื่ม ในบุญเขต เช่นนี้ละ แม้จะถูกเหล่าทาสีที่เทินหม้อน้ำ คนอื่น ๆ จะห้ามปราม ก็ไม่ อาลัยในชีวิต ลดหม้อน้ำลงจากศีรษะ ประคองด้วยมือทั้ง ๒ แล้ววาง ลง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง เกิดปีติโสมนัส เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ นิมนต์ให้เสวยน้ำดื่ม. พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงเห็นจิตเลื่อมใสของนาง เมื่อจะทรงอนุเคราะห์นาง จึงทรง กรองน้ำล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้วจึงเสวยน้ำดื่ม. น้ำในหม้อมิได้ หมดสิ้นไปเลย. นางเห็นแล้วก็มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่งอีก ได้ถวายแก่ภิกษุอื่น ๆ จนครบทุกรูป. น้ำก็มิได้สิ้นเปลืองหมดไป. นาง ร่าเริงยินดี ยกหม้อที่เต็มน้ำอย่างเดิม เดินมุ่งหน้าไปยังเรือน. พราหมณ์ สามีของนางรู้ว่า นางถวายน้ำดื่ม เข้าใจว่าหญิงคนนี้ทำลายธรรมเนียมบ้าน
หน้า 78 ข้อ 8
เสียแล้ว เราก็ต้องถูกครหาแน่ละ ก็โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ จึงตบตีทั้ง ต่อยทั้งเตะนางล้นกลิ้งไปที่พื้น เพราะความพยายามนั้น นางก็สิ้นชีวิต ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. วิมานอย่างเดียวกับที่กล่าวไว้ในปฐมนาวาวิมาน ก็เกิดแก่นาง. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเรียกท่านพระอานนท์มาตรัส สั่งว่า อานนท์ เธอจงนำน้ำจากบ่อมาให้เราทีเถิด. พระเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ชาวถูณะถมบ่อน้ำเสียแล้ว ไม่อาจนำน้ำมา ถวายได้ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงใช้ทั้งครั้งที่สอง ทั้งครั้ง ที่สาม. ในครั้งที่สาม พระเถระถือบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า เดิน บ่ายหน้าไปยังบ่อน้ำ เมื่อพระเถระกำลังเดินไป น้ำในบ่อก็เต็มล้นไหล ไปโดยรอบ. หญ้าฟางทั้งหมดก็ลอยไหลออกไปเอง. น้ำที่ไหลนั้นก็เพิ่ม สูงขึ้น ๆ เต็มแหล่งน้ำแห่งอื่น ๆ ล้อมหมู่บ้านตำบลนั้น ท่วมพื้นที่หมู่บ้าน ไว้. พวกพราหมณ์เห็นปาฏิหาริย์นั้น ก็เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึงขอ ขมาพระผู้มีพระภาคเจ้า. น้ำหลากหลายก็หายวับไปทันที. พราหมณ์ เหล่านั้นจัดแจงสถานที่อยู่สำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า และหมู่ภิกษุ นิมนต์ เพื่อเสวยในวันพรุ่ง พอรุ่งขึ้น ก็จัดมหาทาน เลี้ยงดูหมู่ภิกษุมีพระพุทธเจ้า เป็นประธาน ด้วยของเคี้ยวของกินอันประณีต. พราหมณ์คหบดีชาวถูณะ ทุกคน เข้าไปนั่งเฝ้าใกล้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเสวยเสร็จชักพระหัตถ์ ออกจากบาตรแล้ว. สมัยนั้น เทวดาองค์นั้น พิจารณาสมบัติของตน ทบทวนถึงเหตุแห่งสมบัตินั้น ก็รู้เหตุนั้นว่า ปานียทาน ถวายน้ำดื่ม เกิดปีติโสมนัสว่า เอาเถิด เราจักถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าเดี๋ยวนี้ แหละ เกิดความอุตสาหะว่า จำเราจักการทำความที่สักการะแม้เล็กน้อย
หน้า 79 ข้อ 8
ที่ทำให้ท่านผู้ปฏิบัติชอบ มีผลอันโอฬาร และปรากฏตัวในมนุษยโลก จึงมีอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวารมาพร้อมกับวิมาน ที่ประกอบด้วยอุทยาน เป็นต้น ด้วยเทวฤทธิ์ ด้วยเทวานุภาพอันใหญ่ยิ่ง ทั้งที่หมู่มหาชนเห็น ๆ อยู่นั้นแหละ ลงจากวิมานเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระพุทธประสงค์ จะประกาศผลกรรมให้ประจักษ์แก่บริษัทนั้น จึงตรัสถามเทวดาองค์นั้น ด้วย ๔ คาถาว่า ดูก่อนเทพนารี เจ้าขั้นนาวาวิมานปิดทอง เจ้า- ลงเล่นสระโบกขรณี หักดอกปทุมด้วยมือ ถูฏาคาร นิเวศของเจ้า จัดไว้พิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็น สัดส่วน เมื่อส่องแสงก็ส่องแสงสว่างโดยรอบสี่ทิศ. เพราะบุญอะไร วรรณะของเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่เจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่เจ้า. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ตถาคตขอถามเจ้า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์เจ้าได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร เจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของเจ้า จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. พระสังคีติกาจารย์กล่าวว่า เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสถาม ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้. คาถาที่เทวดากล่าวตอบมีว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ข้าพระองค์ พบภิกษุทั้งหลาย ลำบาก
หน้า 80 ข้อ 8
กาย ระหายน้ำ จึงได้ขวนขวายถวายน้ำให้ท่านดื่ม ผู้ใดแลขวนขวายถวายน้ำ แก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ลำบาก กาย กระหายน้ำ ให้ท่านดื่ม. แม่น้ำหลายสาย ที่มีน้ำเย็น มีสวนไม่มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิดมีแก่ผู้นั้น. แม่น้ำหลายสาย ย่อมเรียงราย ไหลล้อมวิมานนั้นเป็นประจำ มีแม่น้ำ ที่มีน้ำเย็น ลาดด้วยทราย มีมะม่วง สาละ หมากหอม หว้า ราชพฤกษ์ และแคฝอยที่ออกดอกสะพรั่ง ผู้คำบุญแล้วย่อมได้วิมานอันประเสริฐสุด ที่ประกอบ ด้วยภูมิภาคเช่นนั้น ซึ่งงดงามนักหนา นี้เป็นผล ของกรรมนั้น ทั้งนั้น คนที่ทำบุญแล้ว ย่อมได้ผล เช่นนี้. กูฏาคารนิเวศ ของข้าพระองค์ จัดไว้พิมพ์ เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตเป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสง จึงสว่างไปรอบทั้งสี่ทิศ. เพราะบุญนั้น วรรณะของ ข้าพระองค์จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จ แก่ข้าพระองค์ และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิด แก่ข้าพระองค์. เพราะบุญนั้น ข้าพระองค์จึงมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ วรรณะของข้าพระองค์ จึง สว่างใสไปทุกทิศ. นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ของ ข้าพระองค์ เพราะพระพุทธองค์ เสวยน้ำดื่ม เพื่อ ประโยชน์แต่ข้าพระองค์โดยแท้.
หน้า 81 ข้อ 8
ในคาถานั้น ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถาม เทวดาองค์นั้น ยังมิได้ขึ้นเรือนั้น ยังมิได้ลงเล่นสระโบกขรณี ทั้งยังมิได้หักดอกปทุม ก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น เทวดาองค์นั้น ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเตือน ถึงอานุภาพของกรรม ก็ยังขวนขวายจะอยู่ในน้ำเสมอ ๆ จึงกระทำอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ท่านกล่าวไว้ก็โดยจะแสดงการตัดกิริยา [การการทำ] นั้น ออกไปเสีย ก็ความข้อนี้ มิใช่จะพึงเห็นในคติยนาวาวิมานนี้แห่งเดียว เท่านั้น ที่แท้ แม้ในวิมานหนหลัง ๆ ก็พึงเห็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กูฏาคารา ได้แก่ มีคฤหาสน์ติดช่อฟ้าอันทำด้วยทอง. บทว่า นิเวสา แปลว่า นิเวศน์. อธิบายว่า กูฏาคาร [ส่วนตัว] ทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า วิภตฺตา ภาคโส มิตา. จริงอยู่ กูฏาคารเหล่านั้น เป็นศาลาสี่หลัง มีรูปจัดจำแนก ประหนึ่ง แบบพิมพ์ของกันและกัน ประหนึ่งกำหนดไว้เป็นส่วนสัด เพราะมีขนาด เท่ากัน. บทว่า ททฺทลฺลมานา แปลว่า เมื่อส่องแสง. บทว่า อาภนฺติ ได้แก่ ส่องแสงสว่าง ด้วยข่ายรัศมีทองแกมแก้วมณี. ด้วยบทว่า ภิกฺขู เทวดากล่าวหมายถึงหมู่ภิกษุ ที่มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน. คำว่า มม นี้ เพ่งคำต้นและคำหลัง ประกอบความในคำนี้ อย่างนี้ว่า แห่งกรรมของข้าพระองค์ เพื่อประโยชน์แก่ข้าพระองค์. คำว่า อุทกํ อปายิ เทวดากล่าวถึงอุทกทานถวายน้ำนี้ใด ทิพยสมบัติก็เป็นผลแห่งบุญ กรรมนั้น เพราะพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงเป็นทักขิไณยบุคคลเลิศ ในโลก พร้อมทั้งเทวโลก ได้เสวยน้ำที่ข้าพระองค์ถวายแล้ว ก็เพื่อ ประโยชน์แก่ข้าพระองค์. คำที่เหลือก็มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงการทำพระธรรมเทศนาเป็น สามุกฺ-
หน้า 82 ข้อ 9
กํสิกา [ยกขึ้นแสดงเอง] ก็ทรงประกาศสัจจะ ๔ แก่เทวดา ผู้มีใจ เลื่อมใสแล้ว ด้วยประการฉะนี้ จบเทศนา เทวดาองค์นั้นก็ตั้งอยู่ใน โสดาปัตติผล. พระธรรมเทศนาได้เป็นประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุม กันด้วย. จบอรรถกถาตติยนาวาวิมาน ๙. ปทีปวิมาน ว่าด้วยปทีปวิมาน [๙] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสง สว่างไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ท่าน เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีรัศมีสุกใส รุ่งโรจน์ล้ำเทวดาทั้งหลาย เพราะบุญอะไร ทุกทิศ จึงสว่างไสวจากทุกส่วนร่างกายของท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะซักถามแล้ว
หน้า 83 ข้อ 9
ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ดีฉันได้จุดประทีปถวาย คราวที่ควร จุดประทีปในเวลาค่ำคืนมืดมิด อันว่าผู้ใด จุดประทีป ถวายคราวที่ควรจุดประทีปในเวลาค่ำคืนมืดมิด วิมาน อันมีรัศมีโชติช่วง มีสวนไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาว มาก ย่อมเกิดแก่ผู้นั้น เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉัน จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีรัศมีสุกใสรุ่งโรจน์ล้ำเทวดาทั้งหลาย ทุกทิศจึงสว่างไสวจากทุกส่วนของร่างกายดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปทีปวิมาน อรรถกถาปทีปวิมาน ปทีปวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. ปทีปวิมาน นั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่กรุงสาวัตถี วันอุโบสถ พวก
หน้า 84 ข้อ 9
อุบาสกเป็นจำนวนมาก รักษาอุโบสถก่อนอาหาร ถวายทานตามสมควร แก่ทรัพย์สมบัติ กินอาหารแต่เช้า นุ่งผ้าสะอาด ห่มผ้าสะอาด ถือของ หอมและดอกไม้เป็นต้น หลังอาหารแล้วก็ไปวิหาร เข้าไปนั่งใกล้พวก ภิกษุที่น่าสรรเสริญ เวลาเย็นก็ฟังธรรม. เมื่ออุบาสกเหล่านั้น ซึ่งประสงค์ จะอยู่ในวิหาร กำลังฟังธรรมอยู่นั่นแล ดวงอาทิตย์ตก ก็เกิดมืด ณ วิหาร นั้น หญิงผู้หนึ่งคิดว่า สมควรทำแสงประทีปในบัดนี้ ก็ไปนำเครื่องประทีป มาจากเรือนของตน จุดประทีปขึ้น ตั้งไว้หน้าธรรมาสน์ แล้วก็ฟังธรรม. ด้วยปทีปทานนั้น นางดีใจ เกิดปีติโสมนัส ไหว้แล้วก็กลับบ้าน ต่อมา นางตาย ไปบังเกิดในวิมานโชติช่วง ณ ภพดาวดึงส์. ความงามแห่งเรือน ร่างของนาง มีรัศมีซ่านออกไปอย่างยิ่ง ส่องสว่างไปทั้งสิบทิศข่มเทวดา องค์อื่น ๆ. ต่อมาวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไป คำ ทั้งหมดดังว่ามานี้ พึงทราบนัยที่มาแล้วในหนหลังนั่นแล. แต่ในปทีป- วิมานนี้ พระเถระถามด้วย ๔ คาถาว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่าง ไปทุกทิศ ดุจดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีรัศมีสุกใส รุ่ง- โรจน์ล้ำเทวดาทั้งหลาย เพราะบุญอะไร ทุกทิศจึง สว่างไสวจากสรรพางค์กายของท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ท่านครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร
หน้า 85 ข้อ 9
ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสร่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ ถาม ครั้นแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้. เทวดากล่าวตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันได้จุดประทีปถวายคราวที่ควรจุด ประทีปในเวลาค่ำคืนมืดมิด ผู้ใดจุดประทีปถวายคราว ที่ควรจุดประทีปในเวลาค่ำคืนมืดมิด วิมานที่โชติ- ช่วง มีสวนไม้มาก มีบุณฑริกบัวขาวมาก ย่อมเกิด แก่ผู้นั้น. เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉัน จึงมีรัศมีสุกใส รุ่งโรจน์ล้ำเทวดาทั้งหลาย. เพราะ บุญนั้น ทุกทิศจึงสว่างไสวจากสรรพางค์กายของ ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึง มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึง สว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 86 ข้อ 9
บรรดาบทเหล่านั้น ในบทว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน นี้ อภิก- กันตศัพท์ มาในอรรถว่าสิ้นไป ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อภิกฺกนฺตา ภนฺเต รตฺติ นิกฺขนฺโต ปโม ยาโม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราตรีสิ้นไปแล้ว ปฐมยามล่วงไปแล้ว. มาในอรรถว่าดี ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อยํ อิเมสํ จตุนฺนํ ปุคฺคลานํ อภิกฺกนฺตตโร จ ปณีตตโร จ บุคคลผู้นี้ดีกว่า ประณีต กว่า บุคคล ๔ จำพวกเหล่านี้. มาในอรรถว่า ยินดีนักหนา ได้ในบาลี เป็นต้นว่า อภิกฺกนตํ ภนฺเต อภิกฺกนฺตํ ภนฺเต ไพเราะจริง พระเจ้าข้า ไพเราะจริง พระเจ้าข้า. มาในอรรถว่างามได้ในบาลีเป็นต้นว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน สพฺพา โอภาสยํ ทิสา มีวรรณะงาม ส่องสว่างไปทุกทิศ. แม้ในที่นี้พึงเห็นว่า มาในอรรถว่า งามอย่างเดียว. บทว่า วณฺเณน แปลว่า มีผิวพรรณ. บทว่า โอภาเสนฺติ ทิสา สพฺพา ได้แก่ ส่องแสง สิบทิศทั้งหมด ทำให้สว่างเป็นอันเดียวกัน. ถามว่า ท่านกล่าวว่าเหมือน อะไร. ตอบว่า เหมือนดาวประกายพรึก. ดวงดาวที่ได้ชื่อว่า โอสธี ประกายพรึก เพราะมีรัศมีหนา อันรัศมีนั้นตั้งไว้ หรือเพราะรัศมีเพิ่ม พลังแก่ดาวประกายพรึกทั้งหลาย กระทำแสงสว่างโดยรอบตั้งอยู่ ฉันใด ท่านก็ส่องสว่างไปทุกทิศตั้งอยู่ ฉันนั้นเหมือนกัน. บทว่า สพฺพคตฺเตหิ ได้แก่ จากอวัยวะของเรือนร่างทุกอวัยวะ. อธิบายว่า ส่องสว่าง เพราะทั่วอวัยวะน้อยใหญ่. คำนี้เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในเหตุ. บทว่า สพฺพา โอภาสเต ทิสา ได้แก่ สิบทิศสว่างไปทั้งหมด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โอภาสเร ดังนี้ก็มี. คำว่า เตสํ สพฺพา ทิสา นี้ พึงเห็นว่าเป็นพหุวจนะ. บทว่า ปทีปกาลมฺหิ แปลว่า ในเวลาทำประทีป คือเวลาควรจุด
หน้า 87 ข้อ 10
ประทีป. อธิบายว่า เวลามืดค่ำ. ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า โย อนฺธการมฺหิ ติมีสิกายํ อธิบายว่า ในเวลามืดมิดมาก. บทว่า ททาติ ทีปํ ได้แก่ ตามหรือไม่ตามประทีป ถวายเป็นปทีปทาน. บริจาคเครื่อง อุปกรณ์ประทีปอุทิศพระทักขิไณยบุคคล. บทว่า อุปฺปชฺชติ โชติรสํ วิมานํ ได้แก่ วิมานอันโชติช่วง ย่อมเกิดขึ้นโดยการถือปฏิสนธิ. คำที่ เหลือ มีนัยดังกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ครั้งนั้น เมื่อเทวดากล่าวตอบข้อความ ตามที่พระเถระถามแล้ว พระเถระนำถ้อยคำนั้นนั่นแล ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง รู้ว่านางมี จิตเหมาะควรเป็นต้น เพราะกถาว่าด้วยทานเป็นอาทิ จึงประกาศสัจจะ ๔ จบสัจจะ เทวดาองค์นั้นกับบริวารก็ตั้งอยู่ในพระโสดาปัตติผล. พระเถระ กลับจากเทวโลกแล้ว ก็กราบทูลเรื่องนั้น ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. และ เพราะเรื่องนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร แก่ บริษัทที่ประชุมกัน. เทศนานั้น ก็เกิดประโยชน์แก่มหาชน. โดยเฉพาะ อย่างยิ่ง มหาชนก็ได้เคารพในปทีปทานแล. จบอรรถกถาปทีปวิมาน ๑๐. ติลทักขิณวิมาน ว่าด้วยติลทักขิณวิมาน [๑๐] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่าง ไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึกฉะนั้น เพราะ
หน้า 88 ข้อ 10
บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้น แก่ท่าน เพราะบุญอะไร ท่านมีรัศมีสุกรสรุ่งโรจน์ล้ำ เทวดาทั้งหลาย เพราะบุญอะไร ทุกทิศจึงสว่างไสว จากทุกส่วนร่างกายของท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาของถามท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ท่านได้ทำบุญอะไร จึงมีอานุภาพ รุ่งเรืองถึงเช่นนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะซักถามแล้ว ดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมทั้งมีผลอย่าง นี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ดีฉันได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก กิเลสดุจธุลี ผ่องใสไม่มัวหมอง ก็เลื่อมใสทั้งที่มิได้ ตั้งใจจะถวาย ก็ได้ถวายเมล็ดงาเป็นทาน อย่าง กะทันหัน แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระทักขิไณยบุคคล ด้วยมือตนเอง เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุก อย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้
หน้า 89 ข้อ 10
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบติลทักขิณวิมาน อรรถกถาติลทักขิณวิมาน ติลทักขิณวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. ติล- ทักขิณวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของท่านอนาถ- บิณฑิกะ กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์ หญิงผู้หนึ่งมีครรภ์ อยาก จะดื่มน้ำมันงา จึงล้างเมล็ดงาแล้วให้ตากแดดไว้ แต่หญิงผู้นั้น หมดอายุ แล้ว ธรรมดาจะต้องจุติในวันนั้น เพราะกรรมของนาง ที่จะให้ไปนรก คอยโอกาสอยู่แล้ว. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกเวลา ใกล้รุ่ง ทรงเห็นนางด้วยทิพยจักษุ ทรงพระดำริว่า วันนี้ หญิงผู้นี้จักตาย ไปบังเกิดในนรก ถ้ากระไร เราพึงท่านางให้ไปสวรรค์ด้วยการรับอาหาร คืองา. พระองค์ก็เสด็จจากกรุงสาวัตถี ถึงกรุงราชคฤห์ ขณะนั้นนั่นเอง เวลาเช้าทรงนุ่งแล้ว ก็ทรงถือบาตรและจีวรเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ เสด็จถึงประตูเรือนของนางโดยลำดับ. หญิงผู้นั้น เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดปีติโสมนัส รีบลุกขึ้นประคองอัญชลีประนม ไม่เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย ล้างมือเท้าแล้ว ตะล่อมงาเป็นกอง กอบด้วยมือทั้ง ๒ เกลี่ยงาเต็มอัญชลี ลงในบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถวายบังคม. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงอนุเคราะห์นางจึงตรัสว่า จงเป็นสุขเถิด แล้วเสด็จกลับไป.
หน้า 90 ข้อ 10
เวลาใกล้รุ่งของคืนนั้น นางก็ตายไปบังเกิดในวิมานทอง สิบสองโยชน์ ภพดาวดึงส์เหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลาน- เถระเที่ยวเทวจาริกเข้าไปหาโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสง สว่างไปทุกทิศ ประหนึ่งดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่ น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้. จึง กล่าวตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในชาติก่อน ในมนุษยโลก ดีฉันได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจาก กิเลสดุจธุลีผ่องใสไม่มัวหมอง เลื่อมรสแล้ว ไม่ต้อง การงาอีกละ จึงรวบรวมทักษิณาไทยธรรม คืองา ถวายเห็นทาน แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ด้วยมือตนเอง. เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดิฉัน และโภคะ
หน้า 91 ข้อ 10
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. อาสัชช ศัพท์นี้ว่า อาสชฺช ในคาถากล่าวตอบนั้นมาในอรรถว่า กระทบ, เสียดสี ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อาสชฺช นํ ตถาคตํ เสียดสี พระตถาคตนั้น. มาในอรรถว่าประชุม. รวบรวม ได้ในบาลีเป็นต้นว่า อาสชฺช ทานํ เทติ รวบรวมถวายทาน. แม้ในที่นี้ พึงเห็นว่ามาใน อรรถว่ารวบรวมเท่านั้น. เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า รวบรวมแล้ว มาถึง แล้วโดยความพร้อมเพรียง. ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า อกามา. จริงอยู่ เทวดาองค์นั้นไม่ได้คิดจะถวายทานมาก่อน ก่อนที่จะจัดหาไทย- ธรรมหมายเอาติลทาน ไทยธรรมคืองาที่เป็นไปอย่างฉุกละหุก ในพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าซึ่งเสด็จมาถึงอย่างกะทันหัน จึงกล่าวว่า อาสชฺช ทานํ อทาสึ อกามา ติลทกฺขิณํ ไม่ต้องการงาอีกละ จึงรวบรวมทักขิณา [คือไทยธรรม] ถวายเป็นทาน. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาติลทักขิณวิมาน
หน้า 92 ข้อ 11
๑๑. ปฐมปติพพตาวิมาน ว่าด้วยปติพพตาวิมาน ๑ [๑๑] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก นกกระเรียน นก ยูงทอง หงส์ นกดุเหว่า ซึ่งล้วนเป็นทิพย์ ส่งเสียง อย่างไพเราะ ชุมนุมกันอยู่ วิมานนี้ดาดาษด้วยดอกไม้ สด งดงามมาก เทพบุตรและเทพธิดามาคบหากับท่าน นั่งอยู่ในวิมานนั้น เหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ สำแดงฤทธิ์ มีรูปแปลก ๆ กันเป็นอันมาก อัปสรเหล่านี้ฟ้อนรำ ขับร้องอยู่รอบข้าง ให้ท่านบันเทิงอยู่. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ได้เทพฤทธิ์ ครั้งเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพมากรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของ ท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคัลลานะซักถามแล้ว ดีใจ ก็ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็นผู้ ปฏิบัติซื่อตรงต่อสามี ไม่ประพฤตินอกใจ ถนอมใจ สามี เหมือนกันมารดาถนอมบุตร แม้ดีฉันจะโกรธ ไม่กล่าวคำหยาบ ละการพูดเท็จ ดำรงมั่นอยู่ใน ความสัตย์ยินดีในการให้ทาน ชอบอุทิศตนสงเคราะห์
หน้า 93 ข้อ 11
ผู้อื่น มีใจเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวาย ทานอันไพบูลย์โดยความเคารพ เพราะบุญนั้น ดีฉัน จึงมีวรรณะอย่างนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไหวไปทุกทิศ. จบปฐมปติพพตาวิมาน อรรถปฐมปติพพตาวิมาน ปฐมปติพพตาวิมาน มีคาถาว่า โกญฺจา มยุรา ทิวิยา หํสา เป็นต้น. ปฐมปติพพตาวิมาน เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. ในกรุง สาวัตถีนั้น สตรีผู้หนึ่งได้เป็นผู้ปฏิบัติสามี นางคล้อยตามสามี อดทน ถือโอวาทสามีโดยเคารพ แม้โกรธก็ไม่หุนหันพลันแล่น ไม่พูดคำหยาบ พูดแต่เรื่องจริง มีความเชื่อและเลื่อมใส และให้ทานตามควรแก่ทรัพย์ สมบัติ นางเกิดเป็นโรคบางอย่าง ก็ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. ต่อมา ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไป โดยนัยก่อน ๆ นั่นแล พบเทว- ธิดาองค์นั้น ซึ่งกำลังเสวยสมบัติอย่างใหญ่ จึงเข้าไปใกล้ ๆ. เทวธิดา องค์นั้น มีอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม มีอัตภาพประดับด้วยเครื่องอลังการ
หน้า 94 ข้อ 11
มีภาระประมาณ ๖๐ เล่มเกวียน ไหว้ด้วยเศียรเกล้า [ค้อมศีรษะ] ใกล้ ๆ เท้าพระเถระแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. แม้พระเถระ เมื่อจะถามบุญ กรรมที่นางทำไว้ จึงกล่าวว่า นกกระเรียน นกยูง หงส์ และดุเหว่า ล้วน เป็นทิพย์ ส่งเสียงไพเราะ. ชุมนุมกันอยู่. วิมานนี้ ดาดาษด้วยปุปผชาติ. น่ารื่นรมย์ วิจิตรเป็นอันมาก ทั้งเทพบุตรทั้งเทพธิดาก็มาคบหาสมาคมกัน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านนั่งอยู่ในวิมาน นี้ เหล่าเทพผู้มีฤทธิ์ ก็สำแดงฤทธิ์ มีรูปเป็นอันมาก และเทพอัปสรเหล่านี้ ก็ฟ้อนรำขับร้องและรื่นเริงกัน รอบ ๆ ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็บรรลุเทว- ฤทธิ์แล้ว ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาโดยอาการที่ท่านถาม ถึง กรรมที่มีผลดังนี้. เทวดาองค์นั้น กล่าวตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันซื่อตรงต่อ สามี ไม่นอกใจ ถนอมใจสามีเหมือนมารดาถนอม บุตร ดีฉันแม้โกรธ ก็ไม่กล่าวคำหยาบ ดีฉันตั้งอยู่
หน้า 95 ข้อ 11
ในสัจจะ ละคำเท็จ ยินดีในทาน ชอบอุทิศตน สงเคราะห์คนอื่น มีจิตเลื่อมใส [ ในพระรัตนตรัย ] เมื่อบริจาคข้าวน้ำ ก็ได้ถวายเป็นทานอย่างไพบูล โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกญฺจา แปลว่า นกกระเรียน ที่อาจารย์ บางพวกเรียกว่า นกกระไน ก็มี. บทว่า มยุรา แปลว่า นกยูง. บทว่า ทิวิยา แปลว่า ที่เป็นทิพย์. จริงอยู่ บทนี้ ควรประกอบเข้า ๔ บทโดยนัย ว่า ทิวิยา โกญฺจา นกกระเรียนทิพย์ ทิวิยา มยุรา นกยูงทิพย์ เป็นต้น. บทว่า หํสา ได้แก่ หงส์ มีหงส์ทอง เป็นต้น. บทว่า วคฺคุสฺสรา แปลว่า มีเสียงเพราะ. บทว่า โกกิลา ได้แก่ นกดุเหว่า [กายขาวดำ]. บทว่า สมฺปตนฺติ ได้แก่ เล่นระเริงบินร่อนไปรอบๆ เพื่อความอภิรมย์แห่งเทวดา. จริงอยู่ เหล่าเทวดาที่เป็นบริวารเล่นระเริงโดยรูปของนกกระเรียนเป็นต้น เพื่อให้เกิดความยินดีแก่เทวดา ท่านจึงกล่าวโดยคำว่า โกญฺจา เป็นต้น. บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณํ ได้แก่ เกลื่อนกลาดด้วยดอกไม้รัตนะชนิดต่าง ๆ ที่ร้อยแล้วและยังไม่ได้ร้อย [ เป็นพวง ]. บทว่า รมํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์
หน้า 96 ข้อ 11
น่ารื่นใจ. บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยอุทยาน ต้นกัลปพฤกษ์ และสระโบกขรณีเป็นต้น เป็นอันมาก และด้วยผนังวิเศษเป็นต้นเป็นอัน มาก ในวิมานทั้งหลาย. บทว่า นรนาริ เสวิตํ ได้แก่ ที่เหล่าเทพบุตร และเหล่าเทพธิดา ซึ่งเป็นบริวารคบหากัน. บทว่า อิทฺธิ วิกพฺพนฺติ อเนรูปา ประกอบความว่า ผู้มีฤทธิ์ ทั้งหลาย ที่สำเร็จด้วยอานุภาพแห่งกรรม มีรูปเป็นอันมาก เพราะสำแดง รูปได้ต่าง ๆ ย่อมสำแสดงฤทธิ์ ใช้ฤทธิ์แปลก ๆ ท่านก็นั่งอยู่ [ ในวิมาน นั้น. บทว่า อนญฺมนา ได้แก่ ซื่อตรงต่อสามี. ใจของสตรีนั้น ตกไป ในบุรุษอื่น เหตุนั้น สตรีนั้นชื่อว่า อัญญมานา มีใจตกไปในบุรุษอื่น. สตรีนั้นไม่มีใจตกไปในบุรุษอื่น เหตุนั้น จึงชื่อว่า อนัญญมนา ไม่มีใจ ตกไปในบุรุษอื่น. อธิบายว่า ดีฉันไม่เกิดจิตคิดชั่วในบุรุษอื่น นอกจาก สามีของดีฉันอย่างนี้. บทว่า มาตาว ปุตฺตํ อนุรกฺขมานา ความว่า กรุณาเอ็นดูสามีของดีฉัน หรือแม้ทุกตัวสัตว์ เพราะนำเข้ามาแต่ประโยชน์ และเพราะประสงค์จะนำสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ออกไปเสีย เหมือนมารดาเอ็นดู บุตรฉะนั้น. บทว่า กุทฺธาปิหํ นปฺผรุสํ อโวจํ ความว่า ดีฉันแม้โกรธ อยู่ เพราะผู้อื่นทำความไม่ผาสุกให้ ก็ไม่กล่าวคำหยาบคาย อธิบายว่า ที่แท้ ก็กล่าวแต่คำที่น่ารักเท่านั้น. บทว่า สจฺเจ ิตา ได้แก่ ดำรงอยู่ในสัจจะ. เพราะเหตุที่เป็นผู้ ชื่อว่า ตั้งมั่นในสัจจะ เพราะเจตนางดเว้นกล่าวคำเท็จ มิใช่ตั้งมั่นโดย เพียงกล่าวคำจริงในบางครั้งเท่านั้น ฉะนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า โมสวชฺชํ ปหาย ได้แก่ ละมุสาวาทแล้ว. บทว่า ทาเน รตา ได้แก่ ยินดียิ่ง อธิบายว่า
หน้า 97 ข้อ 12
ขวนขวายในทาน. บทว่า สงฺคหิตตฺตภาวา ประกอบความว่า ดีฉันชอบ อุทิศตนสงเคราะห์คนอื่น ๆ ด้วยสังคหวัตถุ และมีจิตเลื่อมใสเพราะเชื่อ กรรมและผลกรรม จึงได้ถวายข้าว น้ำ โดยเคารพ โดยอาการยำเกรง และได้ถวายทานอย่างอื่นมีผ้าเป็นต้น อย่างไพบูลย์ อย่างโอฬาร. คำที่ เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาปฐมปติพพตาวิมาน ๑๒. ทุติยปติพพตาวิมาน ว่าด้วยปติพนตาวิมาน ๒ [๑๒] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านขึ้นวิมานมีเสา อันแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์งดงาม มีรัศมีประกายงดงาม มาก ท่านก็นั่งอยู่ในวิมานนั้น สำแดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ ทั้งสูงทั้งต่ำ เทพอัปสรเหล่านี้ก็ฟ้อนรำขับร้องให้ท่าน ร่าเริงอยู่รอบข้าง ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็ บรรลุเทวฤทธิ์แล้ว ครั้งเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้น ถูกพระโมคคัลลานะซักถาม แล้วดีใจ ก็ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ ว่า ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็น
หน้า 98 ข้อ 12
อุบาสิกาของพระผู้มีจักษุ เป็นผู้งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ งดเว้นจากการลักทรัพย์ ยินดีเฉพาะสามีของตน ไม่กล่าวคำเท็จ และไม่ดื่มน้ำเมา อนึ่ง ดีฉันมีใจ เลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอย่าง ไพบูลโดยเคารพ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ อย่างนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และ โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเห็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยปติพพตาวิมาน อรรถกถาทุติยปติพพตาวิมาน ทุติยปติพพตาวิมาน มีคาถาว่า เวฬุริยถมฺภํ เป็นต้น. ทุติยปติพพ- ตาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? ดังได้สดับมา อุบาสิกาผู้หนึ่งในกรุงสาวัตถี เป็นผู้ชื่อตรงต่อสามี มีความเชื่อเลื่อมใส [ ในพระรัตนตรัย ] รักษาศีล ๕ ทำให้บริสุทธิ์ และ ได้ให้ทานตามสมควรแก่ทรัพย์สมบัติ ตายแล้วก็ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น. ท่านพระโมคคัลลานะ
หน้า 99 ข้อ 12
ถามว่า ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านขึ้นวิมานมีเสา เป็นแก้วไพฑูรย์ น่ารื่นใจ มีรัศมีผ่องใส งดงาม มาก ท่านก็นั่งอยู่ในวิมานนั้น สำแดงฤทธิ์ได้แปลก ๆ ทั้งสูงและต่ำ เทพอัปสรเหล่านี้ ก็ฟ้อนรำขับร้องและ รื่นเริงรอบ ๆ ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก ท่านก็บรรลุเทว- ฤทธิ์แล้ว ท่านครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ ถาม ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่าง นี้ เทวดาองค์นั้น ได้กล่าวตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันเป็น อุบาสิกาของพระผู้มีจักษุ [พระพุทธเจ้า] ได้งดเว้น การฆ่าสัตว์ งดเว้นการลักทรัพย์ ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่พูด เท็จ ยินดีกับสามีของตน มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อ บริจาคข้าวน้ำได้ถวายเป็นทานอย่างไพบูล โดยเคารพ. เพราะเหตุนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดิฉันขอบอก
หน้า 100 ข้อ 12
แก่ท่าน ดิฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญใด เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้ และวรรณะ ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยถมฺภํ แปลว่า มีเสาเป็นแก้ว ไพฑูรย์. บทว่า รุจิรํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์. บทว่า ปภสฺสรํ ได้แก่ ส่องสว่างอย่างยิ่ง. บทว่า อุจฺจาวจา แปลว่า สูงและต่ำ อธิบายว่า มี อย่างต่าง ๆ. บทว่า อุปาสิกา ได้แก่ สตรีผู้ตั้งอยู่ในคุณลักษณะของอุบาสิกา ด้วยการถึงสรณะ. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนเจ้ามหานาม โดยเหตุเท่าใดแล อริยสาวกย่อมถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ถึงพระธรรม เป็นสรณะ ถึงพระสงฆ์เป็นสรณะ ดูก่อนเจ้ามหานาม ด้วยเหตุเท่านั้นแล อริยสาวก ชื่อว่าเป็นอุบาสก. ด้วยบทว่า จกฺขุมโต เทวดาองค์นั้นครั้นแสดงอาสยสุทธิ [สรณะ ที่พึ่ง ] ด้วยการระบุความที่ตนเป็นอุบาสิกาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้มีจักษุ โดยจักษุทั้ง ๕ อย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงประโยคสุทธิ [ ข้อปฏิบัติ ] จึงกล่าวว่า งดเว้นการฆ่าสัตว์เป็นต้น. นางกล่าวถึงเจตนางดเว้นการ ประพฤติผิด [ ในกาม ] ด้วยคำว่า สเกน สามินา อโหสึ ตุฏฺา ยินดี กับสามีของตน ในคาถาคำตอบนั้น คำที่เหลือ ก็เช่นเดียวกับคำที่กล่าว มาแล้วในหนหลัง. จบอรรถกถาทุติยปติพพตาวิมาน
หน้า 101 ข้อ 13
๑๓. ปฐมสุณิสาวิมาน ว่าด้วยสุณิสาวิมาน ๑ [๑๓] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสง สว่างไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะอย่างนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพอันรุ่งเรื่องถึงอย่างนี้ อนึ่ง วรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น อันพระโมคคัลลานะซักถาม แล้วดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็น บุตรสะใภ้อยู่ในตระกูลแห่งพ่อผัว ได้เห็นภิกษุผู้ ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวายขนมครึ่งหนึ่งแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยมือทั้งสองของ ตน ครั้นถวายขนมครึ่งหนึ่งแล้ว ดีฉันจึงมาบันเทิง อยู่ในสวนนันทนวัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ อย่างนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น
หน้า 102 ข้อ 13
ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉัน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมสุณิสาวิมาน อรรถกถาปฐมสุณิสาวิมาน ปฐมสุณิสาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. ปฐมสุณิสาวิมานั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? สะใภ้ของครอบครัวผู้หนึ่ง ในเรือนหลังหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี เห็น พระเถระขีณาสพเข้ามาบิณฑบาตยังเรือน ก็เกิดปีติโสมนัสว่า นี้บุญเขต อันยอดเยี่ยมมาปรากฏแก่เราแล้ว จึงแบ่งขนมส่วนหนึ่งซึ่งตนได้มาแล้ว น้อมเข้าไปถวายพระเถระด้วยอาการเอื้อเฟื้อ. พระเถระรับขนมนั้นอนุโม- ทนาแล้วก็ไป. ต่อมา สะใภ้ผู้นั้นก็ตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. คำที่ เหลือทั้งหมด ก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จงกล่าวว่า ท่านพระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องสว่างไป ทุกทิศ ประหนึ่งดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. ดูก่อนเพพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้นเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญ
หน้า 103 ข้อ 13
อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ จึงกล่าวตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันเป็น สะใภ้ในเรือนพ่อผัว. ดีฉันเห็นพระภิกษุผู้ปราศจาก กิเลสดุจธุลี ผ่องใสไม่หม่นหมองก็เลื่อมใส จึงได้ ถวายขนมแก่ท่านด้วยมือตนเอง ครั้นถวายขนมครึ่ง หนึ่งแล้ว ก็บันเทิงอยู่ในสวนนันทนวัน. เพราะบุญนั้น วรรณะของดิฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. เพราะบุญนั้น ดีฉัน จึงมีอานุภาพมากอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึง สว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุณิสา ได้แก่ ภริยาของบุตร. จริงอยู่ บิดาของสามีแห่งหญิง เรียกกันว่าสัสสุระ พ่อผัว. ส่วนหญิง [ ภริยาของ บุตร] ของบิดาสามีนั้น เรียกกันว่า สุณิสา สะใภ้ เพราะเหตุนั้น เทวดา หมายถึงบิดาของสามีนั้น จึงกล่าวว่า ได้เป็นสะใภ้ ในเรือนของพ่อผัว. บทว่า ภาคฑฺฒภาคํ ความว่า ได้ถวายขนมครั้งหนึ่ง จากส่วนที่ ตนได้มา. ด้วยบทว่า โมทามิ นนฺทเน วเน เทวดากล่าว เพราะพระเถระ
หน้า 104 ข้อ 14
พบตนในสวนนันทนวัน. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาปฐมสุณิสาวิมาน ๑๔. ทุติยสุณิสาวิมาน ว่าด้วยสุณิสาวิมาร ๒ [๑๔] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่าง ไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึก เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเห็นมนุษย์อยู่ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านจึง มีอานุภาพอันรุ่งเรืองถึงอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็น บุตรสะใภ้อยู่ในตระกูลแห่งพ่อผัว ได้เห็นภิกษุผู้ ปราศจากกิเลสดุจ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวายชิ้นขนมแก่ภิกษุรูปนั้นด้วยมือตนเอง ครั้น
หน้า 105 ข้อ 14
ถวายแล้ว จึงมาบันเทิงใจอยู่ในสวนนันทนวัน เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ดีฉัน อนึ่ง โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยสุณิสาวิมาน อรรถกถาทุติยสุณิสาวิมาน ทุติยสุณิสาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. ก็ใน ทุติยสุณิสาวิมานนั้น เคยกล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ในวัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ต่างกันเฉพาะถวายขนมสดเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า ท่านพระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องสว่างไป ทุกทิศ ประหนึ่งดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 106 ข้อ 14
เทวดาองค์นั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ กล่าวตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ดีฉันเป็นบุตร สะใภ้ในเรือนพ่อผัว ดิฉันได้เห็นพระภิกษุผู้ปราศจาก กิเลสดุจธุลี ผ่องใสไม่หม่นหมอง ก็เลื่อมใสแล้ว จึงได้ถวายขนมสดครั้งหนึ่งแก่ท่านด้วยมือตนเอง ครั้นถวายชิ้นขนมสดแล้ว ก็บันเทิงอยู่ในสวน นันทนวัน. เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉันจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมา ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาคํ ได้แก่ ส่วนของขนมสด ด้วย เหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า ครั้นถวายชิ้นขนมสดแล้ว. ขนมที่ทำด้วย ข้าวเหนียว ท่านเรียกว่ากุมมาส ขนมสด. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวไว้แล้ว ทั้งนั้น. จบอรรถกถาทุติยสุณิสาวิมาน
หน้า 107 ข้อ 15
๑๕. อุตตราวิมาน ว่าด้วยอุตตราวิมาน [๑๕] พระโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่าง ไปทุกทิศ เหมือนกับดาวประกายพรึก เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีวรรณะอย่างนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ อนึ่ง วรรณะของ ท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ได้พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า เมื่อดีฉันยังครองเรือนอยู่ ดีฉันไม่มีความริษยา ไม่มีความตระหนี่ ไม่ตีเสมอ ไม่โกรธ อยู่ในโอวาท ของสามี ไม่ประมาทเป็นนิจในวันอุโบสถ เข้าจำ อุโบสถอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ วัน ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และ ตลอดปาฏิหาริยปักษ์ [ วันรับวันส่ง ] สำรวมในศีล ระมัดระวังจำแนกทาน เข้าอยู่ประจำวิมาน เว้นจาก ปาณาติบาต ๑ งดเว้นจากความเป็นขโมย ๑ ไม่ประ-
หน้า 108 ข้อ 15
พฤติล่วงประเวณี ๑ เว้นขาดจากการพูดเท็จ ๑ ห่าง ไกลจากการดื่มน้ำเมา ๑ ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ ดีฉัน เป็นผู้ฉลาดในอริยสัจธรรม เป็นอุบาสิกาของพระ- โคดมผู้มีพระจักษุทรงพระยศ ดีฉันนั้นเป็นผู้มียศโดย ยศก็เพราะศีลของตนเอง ดิฉันได้เสวยผลแห่งบุญ ของตนอยู่ จึงสุขใจสุขกายไร้โรค เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผู้นี้จึงสำเร็จ แก่ดีฉัน โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเป็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ อนึ่ง วรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. ก็แลเทพธิดาสั่งความว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านได้กรุณานำความไป กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของดีฉันด้วยเถิดว่า นางอุตตรา- อุบาสิกา ขอถวายบังคมพระบาทยุคลของพระผู้มีพระเจ้าด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงพยากรณ์ดีฉัน ใน สามัญผลอย่างใดอย่างหนึ่งนั้น ไม่น่าอัศจรรย์เลย เพราะพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงพยากรณ์ดีฉันไว้ในสกทาคามิผลนั้นแล้ว. จบอุตตราวิมาน
หน้า 109 ข้อ 15
อรรถกถาอุตตราวิมาน อุตตราวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. อุตตรา- วิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น บุรุษเข็ญใจ ชื่อปุณณะ อาศัยราชคฤหเศรษฐี เลี้ยงชีพอยู่. ภริยาของเขาชื่อว่าอุตตรา. หญิงที่เป็นคนในเรือน ชื่อว่า อุตตรา มี ๒ คน รวมทั้งธิดา [ ของเขาด้วย ] ต่อมาวันหนึ่ง เขาโฆษณา ว่า มหาชนในกรุงราชคฤห์ควรเล่นนักษัตร ๗ วัน. เศรษฐีฟังเรื่องนั้น แล้ว พูดกะปุณณะซึ่งมาแต่เช้าว่า พ่อเอ๋ย คนใกล้บ้านเรือนเคียงของเรา ประสงค์จะเล่นนักษัตรกัน เจ้าเล่าจักเล่นนักษัตรหรือจักทำงานรับจ้าง. ปุณณะตอบว่า นายท่าน ธรรมดางานนักษัตร ก็สำหรับคนมีทรัพย์ดอก ขอรับ. ส่วนในเรือนของกระผม ไม่มีแม้แต่ทรัพย์และข้าวสารที่จะกิน ในวันพรุ่งนี้ กระผมไม่ต้องการงานนักษัตร ได้โคก็จักไปไถนา. เศรษฐี กล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จงรับเอาโคไป. เขารับเอาโคงานและไถจ้างงาน ไป กล่าวกะภริยาว่า แม่นาง ชาวเมืองเล่นงานนักษัตรกัน เพราะเป็น คนจน ฉันก็ต้องไปทำงานรับจ้าง เจ้าหุงต้มอาหารเป็น ๒ เท่าในวันนี้ ก่อนแล้วค่อยนำไปให้ฉันนะ แล้วก็ไปนา. แม้ท่านพระสารีบุตรเถระ เข้านิโรธสมาบัติ ๗ วันแล้ว ออกจาก นิโรธสมาบัตินั้น สำรวจดูว่า วันนี้ เราควรจะสงเคราะห์ใครเล่าหนอ ก็เห็นปุณณะเข้าอยู่ในข่าย คือญาณของตน ใคร่ครวญดูว่า ปุณณะผู้นี้ มีศรัทธาอาจสงเคราะห์เราไหมหนอ ก็รู้ว่า เขามีศรัทธาสามารถสงเคราะห์ ได้ และเขาจะได้มหาสมบัติ เพราะข้อนั้นเป็นปัจจัย จึงถือบาตรจีวร
หน้า 110 ข้อ 15
ไปยังที่ เขาไถนา เห็นกอไม้กอหนึ่งใกล้ริมบ่อ จึงยืนอยู่. ปุณณะเห็น พระเถระแล้วหยุดไถนา ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ คิดว่า พระเถระคงต้องการไม้ชำระฟัน จึงทำกัปปิยะไม้ชำระฟันแล้วถวาย. พระ- เถระจึงนำบาตรและผ้ากรองน้ำให้เขาไป. เขาคิดว่า พระเถระคงต้องการ น้ำ จึงรับบาตรและผ้ากรองน้ำนั้น กรองน้ำแล้วถวาย. พระเถระคิดว่า ปุณณะนี้ อยู่หลังเรือนของคนอื่น ๆ ถ้าเราจักไป ยังประตูเรือนของเขา ภริยาของปุณณะนี้คงจักไม่อาจเห็นเราได้ จำเรา จักอยู่ในที่ตรงนี้แหละ จนกว่าภริยาของเขานำอาหารเดินทางมา. พระ- เถระรออยู่หน่อยหนึ่งในที่ตรงนั้นนั่นแหละ รู้ว่า ภริยาของเขตเดินทางมา แล้ว ก็ออกเดินบ่ายหน้าไปภายในกรุง. ระหว่างทาง นางเห็นพระเถระ ก็คิดว่า บางคราวเมื่อมีไทยธรรม เราก็ไม่พบพระผู้เป็นเจ้า บางคราว เมื่อเราพบพระผู้เป็นเจ้า ก็ไม่มีไทยธรรม แต่วันนี้ เราพบพระผู้เป็นเจ้า ด้วย ไทยธรรมนี้ก็มีอยู่ด้วย พระผู้เป็นเจ้าจักสงเคราะห์เราได้ไหมหนอ. นางลดภาชนะอาหารลงแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ขออย่าคิดเลยว่า ของนี้ปอนหรือประณีต โปรดสงเคราะห์ ดีฉันผู้เป็นทาสเถิด. ขณะนั้น พระเถระก็น้อมบาตรเข้าไป เมื่อนาง เอามือข้างหนึ่งถือภาชนะ เอามืออีกข้างหนึ่งถวายอาหารจากภาชนะนั้น เมื่อถวายได้ครึ่งหนึ่ง ท่านก็เอามือปิดบาตรบอกว่า พอละ. นางจึงกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า อาหารนี้มีส่วนเดียว ไม่อาจแบ่งเป็นสองส่วนได้ ขอท่าน โปรดอย่าสงเคราะห์เฉพาะโลกนี้แก่ทาสของท่านเลย สงเคราะห์ถึงโลก หน้าด้วย ดีฉันปรารถนาจะถวายหมดไม่เหลือเลยเจ้าข้า แล้วเอาอาหาร ทั้งหมด วางลงในบาตรของท่าน ทั้งความปรารถนา ขอดีฉันว่าจงมีส่วน
หน้า 111 ข้อ 15
แห่งธรรมที่ท่านเห็นแล้วด้วยนะเจ้าข้า. พระเถระกล่าวว่า จงสมปรารถนา เถิด แล้วยืนทำอนุโมทนา นั่งฉัน ณ ที่สะดวกด้วยน้ำแห่งหนึ่ง. แม้ นางก็กลับไปหาข้าวสารหุงเป็นข้าวสวย. ส่วนปุณณะไถที่ประมาณ ๘ กรีส ไม่อาจทนความหิวได้ ก็ปลดโค เข้าไปยังร่มไม้แห่งหนึ่ง นั่งมองนางอยู่. ขณะนั้น ภริยาของเขาถืออาหาร เดินไป เห็นเขาแล้วก็คิดว่า เขาหิวนั่งมองเรา ถ้าจักตะคอกเราว่า ช่างช้า เหลือเกิน แล้วตีด้วยด้ามปฏักไซร้ กรรมที่เราทำก็จักไร้ประโยชน์ จำเราจักบอกกล่าวเขาเสียก่อน จึงพูดอย่างนี้ว่า นายจ๋า วันนี้ดีฉันทำจิต ผ่องใสทั้งวัน โปรดอยู่ทำกรรมที่ดีฉันทำไว้แล้วให้ไร้ประโยชน์เลย ดีฉัน นำอาหารสำหรับนายมาแต่เช้า ระหว่างทาง พบท่านพระธรรมเสนาบดี จึงถวายอาหารสำหรับนายแก่ท่าน แล้วกลับบ้านหุงอาหารแล้วจึงมา นายจ๋า โปรดทำจิตให้ผ่องใสเถิด. ปุณณะนั้นถามว่า แม่นางพูดอะไร ฟังเรื่องนั้น สักครั้ง แล้วกล่าวว่า แม่นาง เจ้าถวายอาหารสำหรับฉันแก่พระผู้เป็นเจ้า ช่างทำดีแท้ แม้ฉันก็ถวายไม้ชำระฟันและน้ำบ้วนปากแก่ท่านเมื่อเช้าตรู่ วันนี้ เขามีใจผ่องใส ยินดีถ่อยคำนั้น ลำบากกายเพราะได้อาหารตอนสาย จึงวางศีรษะหนุนตักของนางแล้วก็หลับไป. ลำดับนั้น เนื้อที่ ๆ เขาไถตอนเช้า ละเอียดเป็นฝุ่น กลายเป็นทอง สีแดงไปหมด ปรากฏงดงามเหมือนกองดอกกรรณิการ์. เขาตื่นแล้วมองดู กล่าวกะภริยาว่า แม่นาง เนื้อที่ ๆ ฉันไถไว้แห่งหนึ่ง ปรากฏชัดแก่ฉัน เป็นทองไปหมด หรือลูกตาของฉันฝาดไป เพราะได้อาหารสายเกินไปหนอ ภริยากล่าวว่า นายจ๋า มันปรากฏแก่สายตาของดีฉันก็อย่างนั้นเหมือนกัน จ้ะ. เขาลุกขึ้นเดินไปที่นั้นหยิบขึ้นมาก้อนหนึ่ง ทุบที่หัวไถ ก็รู้ว่าเป็นทอง
หน้า 112 ข้อ 15
จริง ๆ คิดว่า โอ ! ผลในทานที่เราถวายพระผู้เป็นเจ้าพระธรรมเสนาบดี แสดงในวันนี้แล้วสิหนอ เราไม่อาจปกปิดทรัพย์เท่านี้ไว้บริโภคได้แล้ว บรรจุทองเต็มภาชนะอาหาร ที่ภริยานำมา ไปยังราชสกุล พระราชาพระ- ราชทานโอกาสแล้วเข้าไปถวายบังคม เมื่อตรัสถามว่า อะไรกัน พ่อเอ๋ย จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ วันนี้เนื้อที่ ๆ ข้าพระบาทไถนา กลายเป็น กองทองไปหมด จะโปรดให้นำทองที่เกิดนาไว้ก็ควรด้วยเกล้า พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า เจ้าเป็นใคร. กราบทูลว่า ข้าพระบาท ชื่อปุณณะ พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า วันนี้เจ้าทำบุญอะไร. กราบทูลว่า ข้าพระบาท ถวายไม้ชำระฟันและน้ำบ้วนปากแต่เช้าตรู่แก่ท่านพระธรรมเสนาบดี ส่วน ภริยาของข้าพระบาท ถวายอาหารที่เขานำมาสำหรับข้าพระบาทแก่พระผู้- เป็นเจ้าเหมือนกัน พระเจ้าข้า. พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ตรัสว่า ท่านทั้งหลาย เขาว่า ผลทานที่ถวายท่านพระธรรมเสนาบดีแสดงออกแล้วในวันนี้นี่เอง ตรัส ถามว่า พ่อเอ๋ย เจ้าจะทำอย่างไร. กราบทูลว่า โปรดส่งเกวียนหลาย พันเล่มให้ขนทองเข้ามาเถิด พระเจ้าข้า. พระราชาก็ทรงส่งเกวียนไปขน เมื่อพวกราชบุรุษถือเอาทอง ด้วยพูดว่า สมบัติของพระราชา ทองที่ ถือเอาก็กลายเป็นดินไป จึงไปกราบทูลพระราชา. ตรัสถานว่า พวกเจ้า พูดว่า กระไร จึงถือเอา. กราบทูลว่า สมบัติของพระองค์ พระเจ้าข้า. จึงทรงสั่งว่า พ่อเอ๋ย พวกเจ้าจงไปใหม่ กล่าวว่า สมบัติของปุณณะ. แล้ว ถือเอามา. พวกราชบุรุษก็ปฏิบัติตามที่ทรงสั่งไว้. ทองที่ถือเอา ๆ ก็เป็น ทองดังเดิม. พวกเขาขนทองมาหมดแล้ว ทำเป็นกองไว้ที่พระลานหลวง กองสูงถึง ๘๐ ศอก. พระราชาจึงทรงสั่งให้ชาวกรุงประชุมกัน ตรัสถามว่า
หน้า 113 ข้อ 15
ในพระนครนี้ ทองของใครมีเท่านี้บ้าง กราบทูลว่า ไม่มี พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่า ควรให้อะไรแก่เขาเล่า. กราบทูลว่า ฉัตรตำแหน่งเศรษฐี พระ- เจ้าข้า พระราชาตรัสว่า ปุณณะจงเป็นเศรษฐีมีทรัพย์มาก แล้วพระราช- ทานฉัตรตำแหน่งเศรษฐีแก่เขาพร้อมด้วยโภคสมบัติยิ่งใหญ่. ครั้งนั้น ปุณณะนั้นกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้า พระบาทอยู่ในสกุลอื่นตลอดเวลาเท่านี้ ขอโปรดพระราชทานที่อยู่แก่ข้า พระบาทด้วย. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น จงดู นั่นกองไม้ปรากฏอยู่ จงให้นำกองไม้นั้นมาปลูกเรือนเสีย ตรัสบอกสถานที่เป็นเรือนของเศรษฐี เก่า. ปุณณเศรษฐีนั้นให้ปลูกเรือน ๒-๓ วันเท่านั้นตรงที่นั้น รวมงาน มงคลขึ้นบ้านและงานมงคลฉลองฉัตรตำแหน่งเป็นงานเดียวกัน ได้ถวาย ทานแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ๗ วัน ครั้งนั้น พระศาสดา เมื่อทรงอนุโมทนาทาน ตรัสอนุปุพพีกถาแก่เขา จบธรรมกถา ปุณณ- เศรษฐีภริยาและธิดาของเขา ชื่ออุตตรารวม ๓ คนได้เป็นโสดาบัน. ต่อมา ราชคหเศรษฐีขอธิดาของปุณณเศรษฐีให้บุตรของตน ถูก ปุณณเศรษฐีปฏิเสธ จึงกล่าวว่า อย่าทำอย่างนี้เลย ท่านอาศัยเราอยู่ตลอด เวลาเท่านี้จึงได้สมบัติ จงให้ธิดาของท่านแก่บุตรเราเถิด ปุณณเศรษฐี นั้นกล่าวว่าพวกท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ ธิดาของเราเว้นพระรัตนตรัยเสีย ก็อยู่ ด้วยไม่ได้ เราจึงไม่ให้ธิดาแก่บุตรของท่านนั้น. ครั้งนั้น กุลบุตรเศรษฐี คฤหบดีเป็นต้นเป็นอันมาก พากันอ้อนวอนปุณณเศรษฐีนั้นว่า ท่านอย่า ทำลายความคุ้นเคยกับราชคหเศรษฐีนั้นเลย โปรดให้ธิดาแก่เขาเถิด ปุณณ- เศรษฐีนั้นรับคำของคนเหล่านั้น แล้วได้ให้ธิดาในดิถีเพ็ญเดือน ๘ ครั้ง นั้นตั้งแต่มีสามี อุตตราธิดานั้น ไม่ได้เข้าไปหาภิกษุหรือภิกษุณี ถวายทาน
หน้า 114 ข้อ 15
หรือฟังธรรมเลย เมื่อเวลาล่วงไป ๒ เดือนครึ่ง จึงถามหญิงรับใช้ที่ยืน อยู่ใกล้ ๆ ตนว่า บัดนี้ในพรรษายังเหลืออยู่เท่าไร. หญิงรับใช้จึงตอบว่า ครั้งเดือน เจ้าค่ะแม่เจ้า. อุตตราธิดานั้นจึงส่งข่าวบอกบิดามารดาว่า เหตุไร บิดามารดาจึงจับลูกขังไว้ในเรือนจำอย่างใน บิดามารดาเฆี่ยนดีฉันประกาศ ให้เป็นทาสของคนอื่นเสียยังจะดีกว่า ไม่ควรให้แก่สกุลมิจฉาทิฏฐิเช่นนี้ ตั้งแต่ดีฉันมาแล้ว ก็ไม่ได้ทำบุญแม้สักอย่างหนึ่ง เป็นต้นว่าเห็นภิกษุ. คราวนั้น บิดาของนาง จึงประกาศความเสียใจว่า ธิดาของเราตกทุกข์จึง ส่งทรัพย์ไป ๑๕,๐๐๐ กหาปณะ และส่งข่าวไปว่าในนครนี้มีโสเภณีชื่อ สิริมา รับทรัพย์วันละพันทุกวัน จงเอาทรัพย์นี้นำนางมามอบแก่สามี แล้ว จงทำบุญตามชอบใจของตนเถิด. นางอุตตราธิดาก็กระทำอย่างนั้น เมื่อสามีเห็นนางสิริมาจึงถามว่า นี้อะไรกัน จึงกล่าวว่า นายท่าน สหาย ของฉันจะปรนนิบัติท่านตลอดครึ่งเดือนนี้ ส่วนดีฉันประสงค์จะให้ทาน ฟังธรรมตลอดกึ่งเดือนนี้. สามีนั้นเห็นหญิงนั้นสวยก็เกิดความสิเนหาจึง รับคำว่า ดีซิจ๊ะ. ฝ่ายนางอุตตราธิดานิมนต์พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดอย่าไปที่อื่น รับอาหารในที่นี้ นี่แหละตลอดครึ่งเดือนนี้ ถือเอาปฏิญญาของพระศาสดาดีใจว่า ตั้งแต่ บัดนี้ไป เราจักได้บำรุงพระศาสดาและฟังธรรมจนถึงวันมหาปวารณา สั่งว่า พวกเจ้าจงต้มข้าวต้มอย่างนี้ จงหุงข้าวสวยอย่างนี้ จงทอดขนมอย่างนี้ เที่ยวจัดแจงกิจทุกอย่างในโรงครัวใหญ่. ลำดับนั้น สามีของนางมุ่งหน้าไป ยังโรงครัวใหญ่ด้วยคิดว่า พรุ่งนี้เป็นวันมหาปวารณา ยืนใกล้หน้าต่าง ตรวจดูว่า หญิงโง่งั่งคนนั้นกำลังเที่ยวทำอะไรหนอ เห็นนางนั้นมอมแมม
หน้า 115 ข้อ 15
ด้วยเหงื่อเปรอะเปื้อนด้วยเขม่าเที่ยวจัดแจงอยู่อย่างนั้น คิดว่า โอ หญิง โง่เง่าไม่ได้เสวยสิริสมบัตินี้ในฐานะเช่นนี้ เที่ยวปลื้มใจว่า จักบำรุงเหล่า สมณะโล้น ดังนี้หัวเราะแล้วลับไป. เมื่อสามีนั้นลับไปแล้ว นางสิริมาซึ่งยืนอยู่ใกล้ ๆ สามีของนางนั้น คิดว่า ผู้นี้เห็นอะไรหนอจึงหัวเราะ จึงมองไปทางหน้าต่างนั้นนั่นแหละ เห็นนางอุตตราธิดาก็คิดว่า ผู้นี้เห็นหญิงนี้เองจึงหัวเราะ และผู้นี้คงสนิท ชิดชมกับหญิงผู้นี้แน่. ได้ยินว่า นางสิริมานั้นเป็นหญิงภายนอก อยู่เสวย สมบัตินั้นในเรือนนั้นครึ่งเดือน ไม่รู้ความที่ตนเป็นหญิงภายนอก สำคัญว่า ตนเป็นแม่เรือน นางจึงผูกอาฆาตในนางอุตตราธิดา คิดว่า เราจะก่อทุกข์ แก่หญิงคนนี้ ลงจากปราสาทเข้าโรงครัวใหญ่ คว้ากระบวยตักเนยใสที่ เดือดในที่ทอดขนมไปตรงข้างหน้านางอุตตราธิดา นางอุตตราธิดาเห็น นางสิริมากำลังเดินมา จึงแผ่เมตตาไปยังนางว่า สหายของเราได้ทำอุปการะ แก่เรา จักรวาลก็ยังแคบเกินไป พรหมโลกก็ยังต่ำเกินไป สหายของเรา มีคุณยิ่งใหญ่ ถึงเราก็อาศัยนางจึงได้ให้ทานฟังธรรม ถ้าเรามีความโกรธ ในสหายผู้นี้ เนยใสนี้จงลวกเรา ถ้าเราไม่มีความโกรธ เนยใสก็จงอย่าลวกเรา ถึงเนยใสที่เดือดแม้นางสิริมาราดลงบนศีรษะของนางอุตตราธิดานั้น ก็ เป็นประหนึ่งน้ำเย็น. ขณะนั้นนางสิริมาคิดว่าเนยใสนี้คงจักเย็น จึงเอา กระบวยตักใหม่ถือเดินมา พวกทาสีของนางอุตตราเห็นก็ตะคอกว่า เฮ้ยอี หญิงดื้อ เจ้าไม่ควรจะราดเนยที่เดือดบนศีรษะเจ้านายของข้า ลุกขึ้นรุม ตบถีบจนนางสิริมาล้มลง นางอุตตราธิดาแม้จะห้ามก็ห้ามไม่ได้. ครั้งนั้น นางยืนอยู่ข้างบนห้ามทาสีทุกคนแล้วสอบสวนนางสิริมาว่า เหตุไร เจ้าจึง ทำกรรมหนักเช่นนี้ ให้อาบด้วยน้ำอุ่น ชโลมด้วยน้ำมันยาที่เคี่ยวถึง
หน้า 116 ข้อ 15
ร้อยครั้ง. ขณะนั้นนางสิริมารู้สึกว่าตนเป็นหญิงภายนอกจึงคิดว่า เราราดเนยใส ที่เดือดบนศรีษะหญิงผู้นี้ เพราะเหตุเพียงสามีหัวเราะ กระทำกรรมหนักแล้ว หญิงผู้นี้ไม่สั่งทาสีจับเรา แม้เวลาที่พวกทาสีทำร้ายเราก็ยังห้ามปรามทาสี ทุกคน ได้กระทำสิ่งที่ควรท่าแก่เราทีเดียว ถ้าเราไม่ขอมานาง ศีรษะ ของเราก็คงจะแตก ๗ เสี่ยง จึงหมอบลงใกล้เท้าอุตตราธิดานั้นกล่าวว่า แม่นาย โปรดอดโทษแก่ดีฉันเถิด. อุตตราธิดากล่าวว่า เราเป็นธิดามีบิดา เมื่อบิดาของเราอดโทษ เราก็จะอดโทษให้ นางสิริมากล่าวว่า สุดแต่แม่ นายเถิด ดีฉันจะให้ปุณณเศรษฐีบิดาของท่านอดโทษให้ อุตตราธิดา กล่าวว่า ท่านปุณณเศรษฐีเป็นชนกบิดาในวัฏฏะของดีฉัน แต่เมื่อชนก- บิดาในวิวัฏฏะอดโทษแล้ว ดีฉันจึงจะอดโทษให้. นางสิริมาถามว่า ก็ใคร เล่าเป็นชนกบิดาในวิวัฏฏะของท่าน. นางตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. นางสิริมากล่าวว่า ดีฉันไม่คุ้นกับพระองค์นี้ ดีฉันจะทำอย่างไรเล่า ? นางอุตตราธิดากล่าวว่า พรุ่งนี้ พระศาสดาจักทรงพาภิกษุสงฆ์มาในที่นี้ เธอก็จงถือสักการะตามแต่จะได้มาในที่นี้นี่แหละ จงให้พระองค์งดโทษ ให้. นางสิริมากล่าวว่า ดีละแม่เจ้า แล้วก็ลุกขึ้นไปเรือนตนสั่งหญิงรับใช้ ๕๐๐ คน จัดแจงของเคี้ยวของกินและกับข้าวต่าง ๆ รุ่งขึ้นก็ถือสักการะ นั้นมายังเรือนของนางสิริมา ไม่อาจจะวางของลงในบาตรของภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขได้ จึงยืนอยู่ นางอุตตราธิดาก็รับของนั้นมา ทั้งหมดแล้วจัดการให้. ครั้นพระศาสดาเสวยเสร็จ ฝ่ายนางสิริมาพร้อมกับบริวารก็หมอบลง แทบเบื้องบาทพระศาสดา. ขณะนั้น พระศาสดาตรัสถามนางว่า เจ้ามีความ
หน้า 117 ข้อ 15
ผิดอะไร นางสิริมากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อวันวาน ข้าพระองค์กรทำกรรมชื่อนี้ ขณะนั้นสหายของข้าพระองค์จึงห้ามเหล่าทาสี ที่จะทำร้ายข้าพระองค์ได้กระทำอุปการะแก่ข้าพระองค์โดยแท้ ข้าพระองค์ นั้นสำนึกรู้คุณของนางจึงขอขมานาง แต่นางกล่าวกะข้าพระองค์ว่า เมื่อ พระองค์งดโทษ นางจึงจะงดโทษ พระศาสดาตรัสถามว่า อุตตรา เขาว่า อย่างนี้จริงหรือ นางอุตตราธิดาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ จริงเจ้าข้า สหายราดเนยใสเดือดบนศรีษะของข้าพระองค์เจ้าข้า พระศาสดาตรัสถาม ว่า เมื่อเป็นดังนั้น เจ้าคิดอะไร นางอุตตราธิดาทูลว่า ข้าพระองค์คิด อย่างนี้ว่า จักรวาลก็แคบเกินไป พรหมโลกก็ต่ำเกินไป สหายของ ข้าพระองค์มีคุณยิ่งใหญ่ ด้วยว่าข้าพระองค์อาศัยนางจึงได้ให้ทานและฟัง ธรรม ถ้าว่าข้าพระองค์มีความโกรธในนาง ขอเนยใสนี้จงลวกข้าพระองค์ ถ้าไม่โกรธขอเนยใสอย่าลวก แล้วก็แผ่เมตตาไปยังนางพระเจ้าค่ะ พระ- ศาสดาตรัสว่า ดีละ ดีละอุตตรา ชนะความโกรธอย่างนี้ก็สมควร ด้วยว่าขึ้น ชื่อว่าผู้โกรธ ผู้ไม่โกรธพึงชนะ ผู้ด่า ผู้ไม่ด่าก็พึงชนะ ผู้บริภาษ ผู้ไม่ บริภาษก็พึงชนะ ผู้ตระหนี่ถี่เหนียว อันเขาพึงชนะได้ด้วยการให้ทรัพย์ สิ่งของของตน ผู้พูดเท็จ อันเขาพึงชนะด้วยการพูดจริง เมื่อทรงแสดง ความข้อนี้ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า อกฺโกเธน ชิเน โกธํ อาสธุํ สาธุนา ชิเน ชิเน กทริยํ ทาเนน สจฺเจนาลิกวาทินํ พึงชนะความโกรธ ด้วยความไม่โกรธ พึงชนะ ความไม่ดี ด้วยความดี พึงชนะความตระหนี่ ด้วย การให้ พึงชนะผู้พูดเท็จ ด้วยคำจริง.
หน้า 118 ข้อ 15
จบคาถาก็ได้ตรัสกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ จบสัจจะ นางอุตตราธิดาก็ตั้ง อยู่ในสกทาคามิผล สามี บิดาของสามี และมารดาของสามี กระทำให้แจ้ง ซึ่งโสดาปัตติผล แม้นางสิริมากับบริวาร ๕๐๐ ก็ได้เป็นโสดาบัน. ต่อมา นางอุตตราธิดาตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ ครั้งนั้นท่านพระมหาโมคคัล- ลานะ เที่ยวเทวจาริกตามนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง พบนางอุตตรา- เทวธิดา จึงถามด้วยคาถาว่า ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องแสงสว่าง ไปทุกทิศ ประหนึ่งดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้ จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. ดูก่อนเทพี ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ท่านครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไร เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้น ดีใจถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาโดยอาการที่ท่านถามถึงกรรม ที่มีผลอย่างนี้ กล่าวตอบว่า ดีฉันอยู่ครองเรือน ไม่มีความริษยา ความ ตระหนี่และการตีเสมอ ดีฉันไม่เป็นคนมักโกรธ อยู่ ในโอวาทของสามี เป็นผู้ไม่ประมาทเป็นนิจ ในวัน
หน้า 119 ข้อ 15
อุโบสถ ดีฉันถืออุโบสถประกอบไปด้วยองค์ ๘ ตลอด วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอด ปาฏิหาริยปักษ์ วันรับ-วันส่ง ดีฉันสำรวมในศีลทุก เมื่อ มีความระมัดระวัง ชอบให้ทาน จึงครองวิมาน อยู่ ดีฉันเว้นขาดจากปาณาติบาต มุสาวาท อทิน- นาทาน กาเมสุมิจฉาจาร และเว้นไกลจากการดื่ม น้ำเมา ยินดีในสิกขาบท ๕ รอบรู้อริยสัจ เป็น อุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระยศ ผู้มีพระจักษุ ดีฉัน นั้นมียศด้วยยศเสวยบุญของตน มีความสุข มีอนามัย ก็ด้วยศีลของตนเอง เพราะบุญนั้น วรรณะของดีฉัน จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก กล่าวแก่ท่าน ดีฉันครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญใด ไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. นางอุตตราเทพธิดา สั่งความท่านพระโมคคัลลานะว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านพึงถวายบังคมพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า ตาม คำของดีฉันว่าข้าแต่พระองค์เจริญ อุบาสิกาชื่อว่าอุตตรา ถวายบังคมพระ- บาทพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ไม่น่าอัศจรรย์ เลย ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พึงพยากรณ์ดีฉันไว้ในสามัญญผลอันใดอันหนึ่ง
หน้า 120 ข้อ 15
เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ดีฉันไว้ในสกทาคามิผลแล้ว. ในคาถานั้น บทว่า อิสฺสา จ มจฺฉริยมาโน ปลาโส นาโหสิ มยฺหํ ฆรมาวสนฺติยา ความว่า ความริษยามีสมบัติของหญิงเหล่าอื่นผู้อยู่ ครองเรือนเป็นต้นเป็นอารมณ์ มีการริษยาสมบัติของผู้อื่นเป็นลักษณะ ๑ ความตระหนี่ มีลักษณะปกปิดสมบัติของตน เพราะไม่ประสงค์จะให้แก่ผู้ มาขอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แม้จะเป็นการขอยืมเป็นต้นก็ดี ๑ ความตีเสมอ ซึ่ง มีการถือเป็นคู่แข่งกับผู้อื่น โดยตระกูลและประเทศเป็นต้น ๑ บาปธรรม แม้ทั้ง ๓ ดังกล่าวไม่มี ไม่เกิดขึ้นแก่ดีฉันผู้ครองเรือน ในเมื่อมีปัจจัย พร้อมแล้ว. บทว่า อกฺโกธนา ได้แก่ มีสภาพไม่โกรธเพราะพรั่งพร้อม ด้วยขันติ เมตตา และกรุณา. บทว่า ภตฺตุ วสานุวตฺตินี ได้แก่ มีปกติ อยู่ในอำนาจของสามี โดยความคล้อยตามสามีมีตื่นก่อนนอนหลัง เป็นต้น อธิบายว่า มีปกติประพฤติน่าพอใจ. บทว่า อุโปสเถ นิจฺจหมปฺปมตฺตา ได้แก่ ดีฉันไม่ประมาท คืออยู่ด้วยความไม่ประมาทเป็นนิจในอันรักษา อุโบสถศีล. อุตตราเทพธิดา เมื่อแสดงความไม่ประมาทในอุโบสถนั้นนั่นแล เพื่อจะแสดงวันรักษาอุโบสถ วิธีรักษาอุโบสถ จึงกล่าวว่า จาตุทฺหสึ เป็นต้น. ในคำนั้น คำว่า จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ สัมพันธ์กับคำว่า ปกฺขสฺส แปลว่า ตลอดจาตุททสีแห่งปักษ์ ปัญจทสีแห่งปักษ์ คำนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถอัจจันตสังโยคแปลว่า ตลอด, สิ้น. ในคำว่า ยา จ ปกฺขสฺส อฏฺมี นี้ จ ศัพท์เป็นเศษคำ. บทว่า ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ ความว่า ได้แก่ ตลอดปักษ์ของผู้รักษา และปักษ์ที่พึงรักษาอุโบสถศีลด้วยการรับ การส่ง คือวันต้นและวันท้ายตามลำดับแห่งวันจาตุททสี วันปัณณรสี
หน้า 121 ข้อ 15
และวันอัฏฐมี อธิบายว่า วัน ๑๓ ค่ำ วันแรมคำหนึ่ง วัน ๗ ค่ำ และ วัน ๙ ค่ำ. บทว่า อฏฺงฺคสุสมาคตํ ได้แก่ มาพร้อมด้วยดี ประกอบ พร้อมด้วยองค์ ๘ มี ปาณาติปาตา เวรมณี เป็นต้น. บทว่า อุปวสิสฺสํ แปลว่าเข้าอยู่ จริงอยู่คำนี้เป็นคำแสดงอนาคต ลงในอรรถแห่งอดีต. แต่เกจิอาจารย์สวดว่า อุปวสึ อย่างเดียว. บทว่า สทา ได้แก่ ในวันอุโบสถทั้งหมด พร้อมทั้งวันปาฏิหาริยปักษ์. บทว่า สีเลสุ ได้แก่ ในวันอุโบสถศีลที่พึงทำให้สำเร็จ. จริงอยู่คำนี้เป็นสัตตมี- วิภัตติ ใช้ในอรรถที่ทำให้สำเร็จผล. บทว่า สํวุตา ได้แก่ สำรวมทาง กายวาจาจิต. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สทา แปลว่า ทุกเวลา. บทว่า สีเลสุ ได้แก่ นิจศีล. บทว่า สํวุตา ได้แก่ สำรวมทางกายวาจา. บัดนี้ เพื่อจะแสดงนิจศีลนั้น อุตตราเทพธิดาจึงกล่าวว่า เว้นขาด จากปาณาติบาตเป็นต้น. ในคำนั้น ปาณะโดยโวหารสมมติ ได้แก่สัตว์ โดย ปรมัตถ์ ได้แก่ ชีวิตินทรีย์. การทำสัตว์ให้ตกล่วงไป การฆ่าสัตว์ การ ทำลายสัตว์ ชื่อว่า ปาณาติบาต. โดยอรรถ ได้แก่ เจตนาฆ่าของผู้มีความ สำคัญในสัตว์มีชีวิตว่ามีชีวิต ซึ่งเป็นสมุฏฐานของความพยายามเด็ดชีวิ- ตินทรีย์ เป็นไปทางกายทวารวจีทวาร ทวารใดทวารหนึ่ง. เว้น อธิบายว่า งดหันกลับจากปาณาติบาตนั้น. ในบทว่า มุสาวาทา วจีประโยคหรือกายประโยคที่หักรานประโยชน์ ของผู้มุ่งจะให้คลาดเคลื่อน ชื่อว่ามุสา. เจตนาที่เป็นสมุฏฐานของกาย- ประโยคและวจีประโยคที่ทำให้คลาดเคลื่อนต่อผู้อื่น ด้วยประสงค์จะให้ คลาดเคลื่อน ซึ่งว่ามุสาวาท. อีกนัยหนึ่ง บทว่า มุสา ได้แก่ เรื่องที่ไม่ จริง ไม่แท้. บทว่า วาโท ได้แก่ เจตนาของผู้ประสงค์จะให้เขารู้เรื่องที่
หน้า 122 ข้อ 15
ไม่จริงไม่แท้นั้น เป็นเรื่องจริงเรื่องแท้ เป็นสมุฏฐานของวิญญัติอย่างนั้น สำรวม อธิบายว่า งดเว้นจากมุสาวาทนั้น. จ ศัพท์เป็นสัมปิณฑนัตถะ รวมไว้. ในบทว่า เถยฺยา ความเป็นขโมย เรียกเถยยะ อธิบายว่า ขโมย ของเขาด้วยเจตนาเป็นขโมย. โดยความเถยยเจตนาของผู้ที่สำคัญในของที่ เจ้าของหวงแหนว่าเจ้าของหวงแหน เป็นสมุฏฐานของความพยายามที่จะ ขโมยของเขาชื่อว่าเถยยะ. หรือสัมพันธ์ความว่า เจตนาที่สำรวมห่างไกล จากเถยยะ เจตนาเป็นขโมยนั้น. ในบทว่า อติจารา ความประพฤติล่วง ชื่อว่าอติจารา อธิบายว่า ความประพฤติล่วงขอบเขตของโลก ด้วยอำนาจความในฐานะที่ไม่ควร ละเมิด ชื่อว่ามิจฉาจาร. หญิง ๒๐ จำพวก คือ ๑๐ จำพวกได้แก่หญิง ที่มารดารักษา หญิงที่บิดารักษา หญิงที่บิดามารดารักษา หญิงที่พี่ชาย รักษา หญิงที่พี่สาวรักษา หญิงที่ญาติรักษา หญิงที่โคตรสกุลรักษา หญิงที่ธรรมเนียมรักษา หญิงที่มีอารักขา หญิงที่มีสินไหมแก่ผู้ละเมิด ๑๐ จำพวก ได้แก่ หญิงที่เขาซื้อมาเป็นภริยา หญิงที่ยอมเป็นภริยาโดย สมัครใจ หญิงที่ยอมเป็นภริยาโดยโภคสมบัติ หญิงที่หอบผ้าหนีตามผู้ชาย หญิงที่แต่งงาน หญิงที่ชายสวมเทริด หญิงที่เป็นทาสีและภริยา หญิงที่เป็น คนงานและภริยา หญิงเชลย หญิงที่ชายอยู่ร่วมชั่วขณะ ชื่อว่าอคมนีย- ฐาน ๆ ที่ไม่ควรละเมิด สำหรับชายทั้งหลาย. ส่วนชายอื่น ๆ ก็ชื่อว่า อคมนียฐานในหญิงทั้งหลาย เฉพาะสำหรับหญิง ๑๒ จำพวก คือหญิง มีอารักขาและหญิงมีสินไหมรวม ๒ และหญิง ๑๐ จำพวก มีหญิงที่ชายซื้อ มาเป็นต้น อคมนียฐานนี้เท่านั้น ท่านประสงค์เอาในบทว่ามิจฉาจารนี่.
หน้า 123 ข้อ 15
โดยลักษณะ เจตนาก้าวล่วงอคมนียฐานที่เป็นไปทางกายทวาร ด้วยประสงค์ อสัทธรรม ชื่อว่าอติจาร. เจตนางดเว้นจากอติจารนั้น. ในบทว่า มชฺชปานา สุราและเมรัย เรียกว่ามัชชะ เพราะอรรถว่า ทำให้มึนเมา. คนทั้งหลายย่อมดื่มด้วยมัชชะนั้น เหตุนั้น มัชชะนั้น จึง ชื่อว่าปานะ การดื่มมัชชะ ของมึนเมา ชื่อว่ามัชชปานะ. สุรา ๕ ประเภท คือ สุราทำด้วยแป้ง สุราทำด้วยขนม สุราทำด้วยข้าว สุราใส่เชื้อ สุรา ประกอบด้วยเครื่องปรุง หรือเมรัย ๕ ประเภท คือน้ำดอกไม้ดอง น้ำ ผลไม้ดอง น้ำผึ้งหมัก น้ำอ้อยงบหมัก เมรัยที่ประกอบด้วยเครื่องปรุง คนเอาใบพืชห่อสุราเมรัยดื่มแม้ด้วยปลายหญ้าคา ด้วยเจตนาทุศีลใด เจตนา นั้น ชื่อว่ามัชชปานะ เจตนาเว้นไกลจากมัชชปานะนั้น. อุตตราเทพธิดา แสดงนิจศีลที่แยกแสดงโดยเป็นธรรมที่ควรละ ด้วยบทว่า ปาณาติปาตา วิรตา เป็นต้นอย่างนี้แล้ว รวมกันแสดงโดยเป็น ธรรมที่ควรสมาทานอีกจึงกล่าวว่า ปญฺจสิกฺขาปเท รตา ดังนี้. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า สิกฺขาปทํ แปลว่า บทที่ควรศึกษา. อธิบายว่า ส่วน แห่งสิกขา. อีกนัยหนึ่ง กุศลธรรมแม้ทั้งหมดมีฌานเป็นต้น ชื่อว่าสิกขา เพราะเป็นธรรมที่ควรศึกษา. ก็บรรดาองค์ศีลทั้ง ๕ องค์ใดองค์หนึ่ง ชื่อว่า บท เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งศีล เหล่านั้น เพราะเหตุนั้น จึง ชื่อว่า สิกขาบท เพราะเป็นบทที่ตั้งแห่งสิกขาทั้งหลาย ได้แก่องค์ศีลทั้ง ๕ ดีฉันอภิรมย์ยินดีในสิกขาบท ๕ อย่างนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ยินดีแล้วในสิกขาบททั้ง ๕. บทว่า อริยสจฺจาน โกวิทา ได้แก่ กุศล ละเอียดในอริยสัจ ๔ กล่าวคือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ด้วยอำนาจ ตรัสรู้ ด้วยปริญญากำหนดรู้ ปหานละ สัจฉิกิริยาทำให้แจ้ง ภาวนาทำให้
หน้า 124 ข้อ 15
มี. อธิบายว่า มีสัจจะอันแทงทะลุปรุโปร่งแล้ว. อุตตราเทพธิดา ระบุ ถึงพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยมหาโคตรด้วยบทว่า โคตมสฺส. ระบุโดย พระเกียรติยศ หรือปริวารยศ ด้วยบทว่า ยสสฺสิโน. บทว่า สาหํ ได้แก่ ดีฉันผู้มีคุณตามที่กล่าวแล้วนั้น. บทว่า สเกน สีเลน ได้แก่ ด้วยศีลตามสภาพของตนมีความเป็นผู้ไม่ริษยาเป็นต้น และ ด้วยศีลสมาทานมีอุโบสถศีลเป็นต้น เป็นตัวเหตุ. จริงอยู่ ศีลนั้นเรียกว่า สกํ ของตน โดยเฉพาะ เพราะสัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของตนเอง และ เพราะนำประโยชน์เกื้อกูลและความสุขมาให้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล พระผู้มี พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ตํ หิ ตสฺสส สกํ โหติ ตญฺจ อาทาย คจฺฉติ ตญฺจสฺส อนุคฺคํ โหติ ฉายาว อนุปายินี บุญนั้นแล ย่อมเป็นของเขา เขาพาบุญนั้นไป และบุญนั้น ย่อมติดตามเขาไป เหมือนเงาตามไป ฉะนั้น. บทว่า ยสสา ยสสฺสินี ได้แก่ เป็นผู้มียศมีเกียรติ ด้วยกิตติศัพท์ ที่แพร่ไปโดยรอบ ดุจน้ำมันที่แผ่ไปเหนือพื้นน้ำ โดยคุณตามเป็นจริงที่ ตนบรรลุแล้ว เป็นต้นว่า อุตตราอุบาสิกาเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยศีลและ จรรยา ไม่ริษยา ไม่ตระหนี่ ไม่มักโกรธ และเป็นต้นว่า เป็นผู้บรรลุ ผลแล้ว รู้ศาสนาแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้มียศ มีบริวารพรั่งพร้อม แล้วโดยปริวารยศ ที่ตนได้แล้วในที่นี้ด้วยคุณคือศีลนั้น. บทว่า อนุโภมิ
หน้า 125 ข้อ 16
สกํ ปุญฺํ ได้แก่ เสวยบุญของตน ตามที่สั่งสมไว้. จริงอยู่ ผลบุญอัน ผู้ใดย่อมเสวย แม้บุญนั้นของผู้นั้น ก็เรียกว่า อนุภูยติ อันเขาย่อมเสวย เพราะเป็นอุปจารใกล้ชิดกับผล. อีกนัยหนึ่ง แม้ผลสุจริต ท่านก็เรียกว่า บุญ เพราะเป็นของปุถุชน ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุที่สมาทานธรรมฝ่ายกุศล ทั้งหลาย. บทว่า สุขิตา จมฺหิ อนามยา ได้แก่ ดีฉัน เป็นผู้เจริญ มีสุข ด้วยสุขทิพย์ และสุขพละ มีอนามัยไร้โรคเพราะไม่มีทุกข์ ทางกาย และทางใจ. จ ศัพท์ในบทว่า มม จ เป็นสมุจจยัตถะ [ความประชุม]. ด้วย จ ศัพท์นั้น อุตตราเทพธิดา ย่อมประมวลการไหว้สั่งความว่า และขอ ท่านพึงถวายบังคม ตามคำของดีฉัน ไม่ใช่ตามสภาพของท่าน. แสดง ความปรากฏแห่งความเป็นอริยสาวิกาของตน ด้วยคำว่า อนจฺฉริยํ เป็นต้น. คำว่า ตํ ภควา เป็นต้นเป็นคำของพระสังคีติกาจารย์. คำที่ เหลือมีนัยกล่าวมาแล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถาอุตตราวิมาน ๑๖. สิริมาวิมาน ว่าด้วยสิริมาวิมาน [๑๖] พระวังคีสเถระประสงค์จะให้นางสิริมาเทพธิดา ได้ประกาศ บุญกรรม ที่นางทำไว้ในครั้งก่อน จึงสอบถามนางด้วยสองคาถาว่า
หน้า 126 ข้อ 16
ม้าของท่านเทียมรถ ประดับด้วยอลังการอย่าง เยี่ยม ก้มหน้าไปในอากาศ มีกำลังว่องไว ม้าเหล่านั้น เทียมรถ ๕๐๐ อันบุญกรรมเนรมิตแล้ว นายสารถี เตือนแล้วก็พาตัวท่านไป ท่านนั้นประดับองค์แล้วยืน อยู่บนรถอันเพริศแพร้ว ก็สว่างไสวคล้ายดวงไฟกำลัง โชติช่วงอยู่นี้. ดูก่อนเทพธิดาผู้อ่าองค์ น่าดูไม่จืด อาตมาขอ ถามท่าน ท่านมาจากเทพหมู่ไร จึงเข้าเฝ้าพระพุทธ- เจ้าผู้ที่ไม่มีใครประเสริฐยิ่งกว่า. สิริมาเทพธิดาจึงตอบด้วยคาถาว่า บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวถึงเทพซึ่งเป็นผู้เลิศด้วย กามหมู่ใดว่า เป็นทวยเทพที่เยี่ยมหาที่เปรียบมิได้ ยินดีด้วยกามสมบัติ ที่ทวยเทพพวกอื่นมาเนรมิตให้ [ นิมมานรดี ดีฉันเป็นอัปสรที่มีวรรณะงาม มาจาก เทพหมู่นั้น มาในมนุษยโลกนี้ก็เพื่อจะถวายบังคม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ที่ไม่มีใครประเสริฐยิ่งกว่า. พระเถระใคร่จะถามถึงบุญกรรมที่นางก่อสร้างไว้ในชาติก่อน จึง ได้ถามด้วยสองคาถาว่า ชาติก่อนแต่จะมาในที่นี้ ท่านได้สั่งสมสุจริต กรรมอะไรไว้ ท่านจึงมียศนับประมาณไม่ได้ เปี่ยม ไปด้วยความสุข เพราะบุญอะไร ตัวท่านจึงมีฤทธิ์ ซึ่ง ไม่มีฤทธิ์ไร ๆ ประเสริฐยิ่งกว่า และเหาะได้ (เช่นนี้)
หน้า 127 ข้อ 16
ทั้งวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ดูก่อน เทวดา ท่านมีทวยเทพห้อมล้อมสักการะ ท่านจุติมา จากที่ไหนจึงถึงสุคตินี้ อนึ่ง ท่านได้ทำตามโอวาทา- นุสาสนีของศาสดาองค์ไร หากท่านเป็นสาวิกาของ พระพุทธเจ้าไซร้ ขอท่านได้โปรดบอกอาตมาด้วย. สิริมาเทพธิดา เมื่อจะตอบเนื้อความตามที่พระเถระถาม จึงกล่าว ตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดีฉันเป็นปริจาริกานางบำเรอของพระเจ้าพิมพิ- สารผู้ทรงคุณอันประเสริฐ ทรงมีสิริ ในมหานคร ซึ่ง สถาปนาไว้ในระหว่างภูผา ดิฉันมีความชำนาญด้วย ศิลปะการฟ้อนรำขับร้องอย่างเยี่ยม คนทั้งหลายใน กรุงราชคฤห์ เขารู้จักดิฉันในนามว่า " สิริมา " เจ้าข้า. พระพุทธเจ้าทรงเป็นนิสภะยอดผู้องอาจใน จำพวกฤษีผู้แสวงหาคุณอันประเสริฐ ผู้แนะนำสัตว์ โลกพิเศษ ได้ทรงแสดงทุกขสัจ สมุทัยสัจ ทุกข- นิโรธสัจความดับทุกข์ อันไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง และ มรรคสัจที่ไม่คดทางตรง เป็นทางเกษมแก่ดีฉัน ดีฉัน ครั้นฟังอมตบททางไม่ตาย ไม่มีปัจจัยปรุงแต่ง ซึ่ง เป็นคำสอนของพระตถาคตผู้ประเสริฐแล้ว จึงเป็น ผู้สำรวมอย่างเคร่งครัดในศีลทั้งหลาย ดำรงมั่นอยู่ ในธรรม ที่พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านรชนทรงแสดงไว้ แล้ว ครั้นดีฉันรู้จักบทอันปราศจากกิเลสดุจธุลี ซึ่ง ปัจจัยปรุงแต่งมิได้ ที่พระตถาคตผู้ประเสริฐทรง
หน้า 128 ข้อ 16
แสดงไว้นั้น ดีฉันจึงได้สัมผัสสมาธิอันเกิดจากความ สงบในอัตภาพนั้นเอง อันนั้นเป็นความแน่นอนใน มรรคผลอันเยี่ยมสำหรับดีฉัน ครั้นได้อมตธรรมอัน ประเสริฐ อันทำให้แยกจากปุถุชนแล้ว จึงเชื่อมั่น โดยส่วนเดียว ในพระรัตนตรัย บรรลุคุณพิเศษเพราะ ตรัสรู้ หมดความสงสัย จึงเป็นผู้ที่ชนเป็นอันมาก บูชาแล้ว จึงเสวยความยินดีระเริงเล่นไม่น้อยเลย โดยประการดังกล่าวมานี้ ดีฉันจึงเป็นเทพธิดาผู้เห็น นิพพาน เป็นสาวิกาของพระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็น ผู้ได้เห็นธรรมตามความเป็นจริง เป็นผู้ตั้งอยู่ในผล ขั้นแรก คือ เป็นโสดาบัน ทุคติเป็นอันไม่มีอีกละ ดีฉันนั้นมาเพื่อถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐ และนมัสการภิกษุทั้งหลายที่น่าเลื่อมใส ผู้ยินดีในธรรมฝ่ายกุศล เละเพื่อจะนมัสการสมณะ สมาคมอันเกษม ดีฉันเป็นผู้มีความเคารพในพระ- ธรรมราชาผู้ทรงพระสิริ ครั้นได้เห็นพระสัมพุทธมุนี แล้ว ก็ปลื้มใจอิ่มเอิบ ดีฉันขอถวายบังคมพระ- ตถาคต ผู้เห็นสารถีฝึกคนดีที่ควรฝึก ทรงตัดตัณหา เสียได้ ทรงยินดีแล้วกุศลธรรม ผู้ทรงแนะนำ ประชุมชนให้พ้นทุกข์ ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตวโลกด้วย ประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง. จบสิริมาวิมาน
หน้า 129 ข้อ 16
อรรถกถาสิริมาวิมาน สิริมาวิมาน มีคาถาว่า ยุตฺตา จ เต ปรมอลงฺกตา เป็นต้น. สิริมาวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น โสเภณีชื่อสิริมา ที่กล่าวไว้ในเรื่องติดต่อมาใน หนหลัง [อุตตราวิมาน] สละงานที่เศร้าหมอง [ การเป็นโสเภณี ] เพราะบรรลุโสดาปัตติผล ได้ตั้งสลากภัต ๘ กอง แก่พระสงฆ์. ตั้งแต่ ต้นมา ภิกษุ ๘ รูปก็มาเรือนนางเป็นประจำ. นางสิริมานั้น กล่าวคำ เป็นต้นว่า โปรดรับเนยใส โปรดรับนมสด แล้วบรรจุบาตรของภิกษุ เหล่านั้นจนเต็ม. ของที่ภิกษุรูปหนึ่งได้ไป ย่อมพอแก่ภิกษุ ๓ รูปบ้าง ๔ รูปบ้าง นางถวายบิณฑบาต โดยคำใช้สอย ๑๖ กหาปณะ ทุกวัน. ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุรูปหนึ่งฉันสลากภัตกองที่ครบ ๘ ในเรือนของ นางแล้วก็ไปยังวิหารแห่งหนึ่งไกลออกไป ๓ โยชน์. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย จึงถามภิกษุรูปนั้น ซึ่งนั่งในที่ปรนนิบัติพระเถระเวลาเย็นว่า ผู้มีอายุ ท่านรับภิกษาที่ไหนจึงมาที่นี่. ตอบว่า ผมฉันสลากภัตกองที่ ๘ ของ นางสิริมา. ถามว่า ผู้มีอายุ นางสิริมา ถวายสลากภัตนั้นยังน่าพอใจอยู่ หรือ. ภิกษุนั้นจึงพรรณนาคุณของนางว่า ผมไม่อาจพรรณนาอาหารของ นางได้ นางถวายแต่ของประณีตเหลือเกิน ของที่ภิกษุรูปหนึ่งได้ไป ยัง พอแก่ภิกษุ ๓ รูปบ้าง ๔ รูปบ้าง. แต่การเห็นนางต่างหากที่สำคัญกว่า ไทยธรรมของนาง. จริงอยู่ หญิงนั้นงามเห็นปานนี้ งามเห็นปานนั้น. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่งฟังคำพรรณนาคุณของนางสิริมานั้นแล้ว แม้ไม่ได้เห็นตัวก็เกิดสิเนหาโดยได้ยินเท่านั้น คิดว่า เราควรจะไปดูนางใน
หน้า 130 ข้อ 16
ที่นั้น จึงบอกพรรษาสุดท้ายของตนแล้วถามภิกษุรูปนั้นซึ่งยังอยู่ ฟังคำ ของภิกษุรูปนั้นว่า ผู้มีอายุ พรุ่งนี้ท่านเป็นสังฆเถระก็จักได้สลากภัตกอง ที่ ๘ ในเรือนหลังนั้น แล้วก็ถือบาตรจีวรกลับไปในทันใดนั่นเอง พอ อรุณขึ้นตอนเช้าตรู่ ก็เข้าไปยืนยังโรงสลาก เป็นสังฆเถระได้สลากภัต กองที่ ๘ ในเรือนนาง ในเวลาที่ภิกษุซึ่งฉันเมื่อวันวานกลับไปแล้ว โรค ก็เกิดขึ้นในเรือนร่างของนาง เพราะฉะนั้น นางจึงนอนเปลื้องเครื่อง ประดับทั้งหลาย. ขณะนั้นเหล่าทาสี เห็นภิกษุทั้งหลายมาเพื่อรับสลากภัต กองที่ ๘ จึงบอกนาง. นางไม่อาจจะไปวางอาหารลงในบาตรด้วยมือตน เอง หรือนิมนต์ให้ท่านนั่งได้ ได้แต่ใช้เหล่าทาสี สั่งว่า แม่คุณเอ๋ย พวก เจ้าจงรับบาตรนิมนต์ให้ท่านนั่ง ให้ท่านดื่มข้าวต้ม แล้วถวายของเคี้ยว เวลาอาหารจงบรรจุบาตรให้เต็มแล้วถวาย ทาสีเหล่านั้น รับคำว่าดีแล้วแม่ นาย แล้วนิมนต์ให้ท่านเข้าไปให้ดื่มข้าวต้มถวายของเคี้ยว เวลาอาหาร บรรจุอาหารเต็มบาตรแล้วก็บอกนาง. นางกล่าวว่า พวกเจ้าจงช่วยกัน พยุงเราไป จักไหว้พระผู้เป็นเจ้า แล้วทาสีเหล่านั้นช่วยกันพยุงนางไปหา ภิกษุทั้งหลาย ไหว้ภิกษุทั้งหลายด้วยเรือนร่างที่สั่นเทาอยู่. ภิกษุนั้นดูนาง แล้วก็คิดว่า นางกำลังป่วย รูปยังงามถึงเพียงนี้ เวลานางไม่ป่วยประดับ ด้วยอาภรณ์ครบถ้วน จักงามสักเพียงไหน. ขณะนั้นกิเลสที่สะสมไว้หลาย โกฏิปีของภิกษุนั้น ก็ฟุ้งขึ้น. ภิกษุนั้นไม่มีญาณ ไม่อาจฉันอาหารได้ ถือบาตรกลับวิหารปิดบาตรเก็บไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง คลี่ชายจีวรลงปูนอน. ขณะนั้น ภิกษุผู้สหายรูปหนึ่ง แม้อ้อนวอนก็ไม่อาจให้เธอฉันอาหารได้ ภิกษุนั้น ก็อดอาหาร. เวลาเย็นวันนั้นนั่นเอง นางสิริมาก็ตาย. พระราชาทรงส่งข่าวไป
หน้า 131 ข้อ 16
ทูลพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นางสิริมาน้องสาวของหมอชีวก ตายเสียแล้วพระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงทราบข่าวนั้นแล้ว ทรงส่งข่าว ถวายพระราชาว่า อย่าเพิ่งทำฌาปนกิจสิริมา ขอได้โปรดนำไปป่าข้าศพสด ให้นอนให้รักษาไว้ โดยวิธีที่ฝูงกาเป็นต้นจะไม่จิกกิน. พระราชาก็ทรง ปฏิบัติตามพระพุทธประสงค์. ล่วงเวลาไป ๓ วัน ตามลำดับ. วันที่ ๔ ร่างของนางก็พองขึ้น. เหล่าหนอนก็ไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙. ทั่ว เรือนร่างก็เป็นเหมือนถาดข้าวสาลีแตก. พระราชาก็โปรดให้ตีกลองป่าว ประกาศไปในพระนครว่า ยกเว้นเด็กเฝ้าบ้านเสีย คนที่ไม่มาดูนางสิริมา ต้องเสียค่าปรับไหม ๘ กหาปณะ ทรงส่งข่าวไปทูลพระศาสดาว่า เขาว่า พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข จะเสด็จมาดูนางสิริมา. พระศาสดาจึง ตรัสบอกภิกษุทั้งหลายว่า จักไปดูนางสิริมา. ภิกษุหนุ่มแม้รูปนั้น ไม่เธอฟังคำของใคร ๆ นอนอดอาหารอยู่ ๔ วัน. อาหารในบาตรก็บูด บาตรก็ขึ้นสนิม. ภิกษุรูปนั้น ถูกเพื่อนภิกษุ เข้าไปหาพูดว่าท่าน พระศาสดาจะเสด็จไปดูนางสิริมานะ แม้จะถูกความ หิวครอบงำ แต่พอได้ยินเพื่อนภิกษุออกชื่อว่าสิริมา ก็รีบลุกขึ้นถามว่า ท่านพูดอะไร ถูกเพื่อนภิกษุกล่าวว่า พระศาสดาจะเสด็จไปดูนางสิริมา ตัวท่านจักไปไหมเล่า. ก็ตอบว่า ไปสิขอรับ แล้วเทอาหารทิ้งล้างบาตร เก็บใส่ถลก ก็ไปพร้อมกับภิกษุสงฆ์. พระศาสดามีหมู่ภิกษุแวดล้อม ประทับยืนอยู่ข้างหนึ่ง ทั้งภิกษุสงฆ์ ทั้งราชบุรุษ ทั้งอุบาสกบริษัท ทั้ง อุบาสิกาบริษัท ก็พากันยืนอยู่แต่ละข้าง ๆ พระศาสดาตรัสถามพระราชา ว่า ถวายพระพรมหาบพิตร นั่นใคร พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ น้องสาวของหมอชีวก ชื่อสิริมา พระเจ้าข้า. ตรัสถามว่านั่น
หน้า 132 ข้อ 16
สิริมาหรือ. ทูลว่า พระเจ้าข้าขอรับ. ตรัสว่าถ้าอย่างนั้น โปรดให้ตีกลอง ป่าวประกาศไปในพระนครว่า คนทั้งหลายจงให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วรับ สิริมาไป. พระราชาตรัสสั่งให้ปฏิบัติตามพระพุทธประสงค์. บรรดาคน เหล่านั้น ไม่มีแม้แต่คนเดียวที่จะพูดว่าฉันรับ พระราชาจึงกราบทูลพระ- ศาสดาว่า ไม่มีคนรับ พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น ก็จงลดราคาลง มาสิ มหาบพิตร. พระราชาก็ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า ใครให้ทรัพย์ ๕๐๐ ก็จงรับสิริมาไป ไม่ทรงเห็นใคร ๆ ที่จะรับ จึงให้ตีกลองป่าว ประกาศลดราคาลง ๒๕๐, ๒๐๐, ๑๐๐, ๕๐, ๒๕, ๒๐, ๑๐, ๕, ๑ กหาปณะ ครึ่งบาท ๑ มาสก ๑ กากณึก, ให้เปล่า ๆ [ไม่คิดราคา] บรรดาชนแม้เหล่านั้น ก็ไม่มีใครพูดว่า ฉันรับ ๆ. พระราชาจึงกราบทูล ว่า ให้เปล่า ๆ ก็ไม่มีคนรับ พระเจ้าข้า. พระศาสดาทรงแสดงว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงดูมาตุคาม ซึ่งเป็นที่รักของมหาชน แต่ก่อน คนทั้งหลายในพระนครนี้ ให้ทรัพย์พันหนึ่ง ก็ได้นางไปตลอดวันหนึ่ง บัดนี้ให้เปล่า ๆ ก็ไม่มีคนรับ นามรูปเห็นปานนี้ ถึงความสิ้นไปเสื่อม ไปเป็นธรรมดา ทำให้งดงามด้วยเครื่องประดับภายนอกก็ยังมีแผล โดย ปากแผลทั้ง ๙ อันกระดูก ๓๐๐ ท่อน สร้างเป็นโครงขึ้น อาดูรเดือดร้อน อยู่เป็นประจำ ชื่อว่า มีความดำริมาก เพราะมหาชนผู้เขลา ดำริโดย ส่วนมากอย่างเดียว อัตภาพที่ไม่ยั่งยืน ดังนี้ จึงตรัสพระคาถาว่า ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ อรุกายํ สมุสฺสิตํ อาตุรํ พหุสงฺกปฺปํ ยสฺส นตฺถิ ธุวํ ิตี
หน้า 133 ข้อ 16
เธอจงดูรูปกาย ที่ปัจจัยทำให้งดงาม มีแผล กระดูกสร้างเป็นโครงขึ้น มีความเดือดร้อน มีความ ดำริมาก ซึ่งไม่มีความยืนยงคงที่เลย. จบเทศนา ภิกษุที่มีจิตติดพันนางสิริมา ก็ปราศจากฉันทราคะ เจริญวิปัสสนาแล้วก็บรรลุพระอรหัต. สัตว์ประมาณ ๘๔,๐๐๐ ก็ได้ ธรรมาภิสมัย ตรัสรู้ธรรม. สมัยนั้น สิริมาเทพกัญญาสำรวจความสำเร็จแห่งสมบัติของตน ตรวจดูที่มาก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับยืน และ หมู่มหาชนประชุมกัน ใกล้เรือนร่างของตนในอัตภาพก่อน จึงมีเทพ- กัญญา ๕๐๐ ห้อมล้อม มาปรากฏกายกับรถ ๕๐๐ ลงจากรถแล้ว มี บริวารตามมาถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนทำอัญชลีประนมมือ ไหว้. สมัยนั้น ท่านพระวังคีสะยืนอยู่ไม่ไกลพระผู้มีพระภาคเจ้า จึง กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า การถามปัญหาข้อหนึ่ง แจ่มแจ้งกะ ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนวังคีสะ การ ถามปัญหาจงแจ่มแจ้งกะเธอเถิด [ ทรงอนุญาตให้ถามปัญหากะเทพธิดา ได้ ] ท่านพระวังคีสะ จึงได้ถามสิริมาเทพธิดาว่า ม้าทั้งหลายของท่าน เทียมรถแล้ว ประดับ อย่างวิเศษ บ่ายหน้าลงไปในอากาศ [ เหาะได้ ] มี กำลังว่องไว ม้าทั้งหลายของท่านเทียมรถ ๕๐๐ อัน บุญกรรมเนรมิตแล้ว สารถีเตือนแล้วก็พาท่านไป.
หน้า 134 ข้อ 16
ท่านประดับองค์แล้ว ส่องแสงสว่าง ราวกะ ดวงไฟโชติช่วง ยืนอยู่เหนือรถอันเพริศแพร้ว. ดูก่อนเทพธิดาผู้อ่าองค์ ดูไม่จืดเลย อาตมาขอถาม ท่าน ท่านมาจากเทพหมู่ไร จึงเข้าเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ผู้ไม่มีผู้ใดประเสริฐยิ่งกว่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุตฺตา จ เต ปรมอลงฺกตา หยา ความว่า หยะคือม้าทั้งหลายของท่านคือที่เทียมรถของท่าน ประดับด้วย อลังการอย่างเยี่ยม อย่างเหลือเกิน อย่างวิเศษ หรือประดับด้วยเครื่อง อลังการของม้า อันเป็นทิพย์อย่างยิ่ง สูงสุด หรือม้าอาชาไนยอย่างยิ่ง เลิศประเสริฐสุด ประดับด้วยเครื่องอลังการทุกอย่าง หรือว่า ม้าที่เทียมรถ เหมาะแก่ท่านและรถของท่าน หรือเทียมรถแล้วประกบเข้ากัน เพราะ สมกันและกัน. ก็บทว่า ปรมอลงฺกตา ในคาถานั้น พึงเห็นว่าท่านไม่ทำ สนธิในฝ่ายแรก นิเทศไม่แจกในฝ่ายที่สอง. บทว่า อโธมุขา แปลว่า มีหน้าต่ำ, ก็หากมี หน้าของม้าในครั้งนั้นตั้งอยู่โดยปกติ [ไม่ต่ำ ] โดย เหตุที่ลงจากเทวโลก ม้าเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า อโธมุขา มีหน้าลง. บทว่า อฆสิคมา แปลว่า ไปสู่เวหาส [คือเหาะได้ ]. บทว่า พลี แปลว่า มีกำลัง. บทว่า ชวา แปลว่า เร็ว อธิบายว่า มีกำลังและวิ่งเร็ว. บทว่า อภินมฺมิตา ได้แก่ อันบุญกรรมของท่านเนรมิต ทำให้บังเกิด. อีกอย่างหนึ่ง สิริมาเทพธิดาหมายถึงที่ตนเองเนรมิตแล้วเท่านั้น จึงกล่าวว่า อภินิมฺมิตา เพราะนางเป็นเทพธิดาชั้นนิมมานรดี. บทว่า ปญฺจรถาสตา ท่านกล่าวทำทีฆะอักษร และลิงควิปลาส เพื่อสะดวกแก่คาถา. หรือพึง
หน้า 135 ข้อ 16
เห็นว่าไม่ลบวิภัตติ. อธิบายว่า รถ ๕๐๐. บทว่า อนฺเวนฺติ ตํ สารถิ- โจทิตา หยา ความว่า ดูก่อนท่านเทวดาผู้เจริญ ม้าเหล่านี้เทียมรถ อันสารถีเตือนแล้วย่อมพาท่านไป. เกจิอาจารย์กล่าวว่า สารถิอโจทิตา ความว่า อันสารถีทั้งหลายไม่ต้องเตือนเลย ก็พาท่านไป. อีกนัยหนึ่ง บทหนึ่งว่า สารถิโจทิตา หยา ท่านกล่าวทำทีฆะ เพื่อสะดวกแก่คาถา ประกอบความว่า ม้าเทียมรถ ๕๐๐ อันสารถีเตือนแล้ว. บทว่า สา ติฏฺสิ แปลว่า ท่านนั้นยืนอยู่. บทว่า รถวเร ได้แก่ รถอันสูงสุด. บทว่า อลงฺกตา ได้แก่ มีเรือนร่างประดับด้วยทิพยาลังการ มีภาระ [ น้ำหนัก ] ๖๐ เล่มเกวียน. บทว่า โอภาสยํ ชลมิวโชติปาวโก ได้แก่ ส่องแสงสว่างโชติช่วง อยู่ประดุจดวงไฟลุกโพลง. ท่านอธิบายว่า ส่องแสงสว่างรุ่งเรืองอยู่โดยรอบ. คำว่า โชติ เป็นชื่อทั่วไปของดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดวงดาวนักษัตรทั้งหลาย. บทว่า วรตนุ ได้แก่ ผู้ทรงรูป สูงสุด [ คือสวย ] ผู้งามทุกส่วน. ผู้ที่ดูไม่จืดเลย น่าดูไม่ทราม อธิบาย ว่าน่าดู น่าเลื่อมใส เพราะงามทุกส่วนนั้นนั่นเอง. บทว่า กสฺมา น กายา อนธิวรํ อุปาคมิ ความว่า ท่านมาแต่หมู่เทพชั้นไรหนอ จึงมา เข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยม. เทวดานั้นถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงองค์จึงกล่าว คาถาว่า บัณฑิตกล่าวเทพ [ ชั้นปรนิมมิตวสวัดดี ] ที่ เป็นผู้เลิศด้วยกาม [กามวจร] หมู่ใดว่าเป็นเทวดา ผู้ยอดเยี่ยมยินดีด้วยกามสมบัติที่เหล่าเทพชั้นนิม- มานรดีเนรมิตให้ ดีฉันเป็นเทพอัปสรมีวรรณะงาม
หน้า 136 ข้อ 16
จากเทพหมู่นั้น มาในที่นี้ก็เพื่อนมัสการพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าผู้ที่ไม่มีใครประเสริฐยิ่งกว่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามคฺคปตฺตานํ ยมาหุนุตฺตรํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าวเทพหมู่ใด ว่ายอดเยี่ยมโดยยศและโดยโภคะเป็นต้น แห่งเทพทั้งหลายชั้นปรนิมมิตวสวัดดี ผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยเครื่องอุป- โภคคือกามทั้งหลาย. จากเทพหมู่นั้น. บทว่า นิมฺมาย นิมฺมาย รมนฺติ เทวตา ความว่าเหล่าเทวดาชั้นนิมมานรดี เนรมิต ๆ ตามความที่ตน ปรารถนาด้วยตนเอง ย่อมยินดีเล่น ระเริง อภิรมย์. บทว่า ตสฺมา กายา ได้แก่ จากหมู่เทพชั้นนิมมานรดีนั้น. บทว่า กามวณฺณินี ได้แก่ ผู้ทรง กามรูป ผู้ทรงรูปตามที่ปรารถนา. บทว่า อิธาคตา ได้แก่ มาในที่นี้ คือมนุษยโลกนี้ หรือสู่มนุษยโลกนี้. เมื่อเทวดากล่าวบอกความที่ตนเป็นเทวดาชั้นนิมมานรดีอย่างนี้แล้ว พระเถระประสงค์จะให้นางกล่าวถึงภพก่อน บุญที่ทำในภพนั้นและลัทธิ ของนาง จึงได้กล่าวสองคาถาว่า ท่านสร้างสมสุจริตอะไร ในอัตภาพเทวดานี้ ไว้ในภพก่อนเพราะบุญอะไรท่านจึงนั่งม้าเป็นพาหนะ มียศนับไม่ได้ จำเริญสุข และฤทธิ์ของท่าน ไม่มี ฤทธิ์อื่นประเสริฐกว่า ยังเหาะได้ทั้งวรรณะของท่าน รุ่งโรจน์รูปทั้งสิบทิศ. ดูก่อนเทวดา ท่านอันทวยเทพแวดล้อมและ สักการะแล้ว ท่านจุติจากที่ไหน จึงถึงสุคติ หรือ
หน้า 137 ข้อ 16
ท่านเชื่อฟังคำสั่งสอนของศาสดาองค์ใด หากท่าน เป็นพุทธสาวิกา ขอท่านโปรดบอกอาตมาด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาจริ ท่านกล่าวทำทีฆะ [ เสียงยาว ] . อธิบายว่าสั่งสม. บทว่า อิธ เป็นเพียงนิบาต. หรือว่า อิธ แปลว่า ในอัตภาพเทวดานี้. บทว่า เกนจฺฉสิ ความว่า เพราะบุญอะไร ท่านจึง นั่งม้าเป็นพาหะ. เกจิอาจารย์กล่าวว่า เกนาสิ ตฺวํ. บทว่า อมิตยสา ได้แก่ มียศนับไม่ได้ มีบริวารยศไม่น้อย. บทว่า สุเขธิตา แปลว่า จำเริญ โดยสุข อธิบายว่า มิทิพยสุขเพิ่มพูนดี. บทว่า อิทฺธี ได้แก่ อานุภาพทิพย์. บทว่า อนธิรา ได้แก่ ชื่อว่า อนธิวรา เพราะไม่มีฤทธิ์อื่นที่ยิ่งที่วิเศษ. อธิบายว่า สูงสุดยิ่ง. บทว่า วิหงฺคมา แปลว่า ไปได้ทางอากาศ. บทว่า ทส ทิสา แปลว่า ทั้งสิบทิศ. บทว่า วิโรจติ ได้แก่ ส่องสว่าง. บทว่า ปริจาริตา สกฺกตา จสิ ได้แก่ เป็นผู้อันทวยเทพแวดล้อม แล้วโดยรอบและยกย่องแล้ว. บทว่า กุโต จุตา สุคติคตาสิ ได้แก่ เป็น ผู้จุติจากคติไหน ในคติทั้ง ๕ จึงเข้าถึงสุคติ คือเทวคตินี้ โดยอำนาจ ปฏิสนธิ. บทว่า กสฺส วา ตฺวํ วจนกรานฺสาสนึ ได้แก่ ท่านทำตามคติ ด้วยการรับโอวาทานุศาสนีในศาสนา คือธรรมวินัยของศาสดาองค์ไรหนอ. หรือว่าพึงทราบความในข้อนี้ว่า ท่านทำตามคำของศาสดาองค์ไรหนอ ด้วยการตั้งอยู่ในคำพร่ำสอน ของศาสดาผู้สั่งสอน. พระเถระครั้นถาม ลัทธิของนางโดยไม่ต้องแสดงศาสดาอย่างนี้แล้ว จึงถามโดยต้องแสดง ศาสดาอีกว่า หากท่านเป็นพุทธสาวิกา ขอโปรดบอกแก่อาตมาด้วยเถิด. ในคำถามนั้น บทว่า พุทฺธสาวิกา ได้แก่ ชื่อว่าพุทธสาวิกา เพราะเกิด
หน้า 138 ข้อ 16
เมื่อสุดการฟังธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ชื่อว่าพุทธะ เพราะตรัสรู้ ไญยธรรมแม้ทุกอย่างด้วยพระสยัมภูญาณ โดยประจักษ์ ประดุจผลมะขาม ป้อมบนฝ่ามือ. เทวดาเมื่อจะกล่าวความที่พระเถระถามอย่างนี้ จึงได้กล่าวคาถา เหล่านี้ว่า ดีฉันเป็นปริจาริกาของพระราชาผู้ทรงคุณอัน ประเสริฐ ทรงมีสิริ ณ มหานคร ซึ่งสถาปนาไว้เป็น อันดี ณ กลางภูผา [ ๕ ลูก] เป็นผู้ชำนาญเยี่ยม ด้วยศิลปะฟ้อนรำขับร้อง. คนทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ ได้รู้จักดีฉันในนามว่า สิริมา เจ้าข้า. พระพุทธเจ้า ผู้เป็นฤษีประเสริฐสุด เป็นผู้แนะนำ ได้ทรงแสดง ทุกขสัจ สมุทัยสัจ ทุกขนิโรธสัจ ที่ปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ได้ และมรรคสัจนี้ ที่ไม่คด เป็นทางตรง ทางเกษม. ดีฉันสดับอมตบท ที่ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ เป็น คำสอนของพระตถาคต ผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า ดีฉันเป็นผู้สำรวมอย่างยิ่งในศีลทั้งหลาย ตั้งอยู่ใน ธรรมอันพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนระประเสริฐทรงแสดง แล้ว. ดีฉันรู้บทที่ปราศจากกิเลสดุจธุลี ที่ปัจจัยปรุง แต่งไม่ได้ ซึ่งพระตถาคต ผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า
หน้า 139 ข้อ 16
ทรงแสดงแล้ว ดีฉันได้สัมผัสสมาธิจากสมถะ ใน อัตภาพนั้นนั่นแล อันนั้น ได้เป็นความแน่นอน อย่างยิ่ง [ ที่จะบรรลุมรรคผล ] สำหรับดีฉัน. ดีฉันได้อมตธรรมอันประเสริฐ ทำให้แปลก จากปุถุชน มีความเชื่อมั่นในพระรัตนตรัยส่วนเดียว บรรลุคุณวิเศษเพราะตรัสรู้ ไม่มีความสงสัยอันชน เป็นอันมากบูชาแล้ว ดีฉันเสวยความยินดีระเริงเล่น ไม่น้อยเลย. ดีฉันเป็นเทวดาเห็นอมตธรรมอย่างนี้ เป็น สาวิกาของพระตถาคต ผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่า เห็นธรรมก็ตั้งอยู่ในผลระดับแรก [ โสดาปัตติผล] เป็นพระโสดาบัน ทุคติเป็นอันไม่มีอีกละ. ดีฉันนั้นเข้ามาเพื่อถวายบังคมพระองค์ ผู้ที่ไม่มี ผู้อื่นประเสริฐกว่า และเหล่าภิกษุผู้ยินดีในกุศล ที่น่า เลื่อมใส เพื่อนมัสการสมณสมาคมอันรุ่งเรื่อง ดีฉัน มีความเคารพในพระธรรมราชาผู้ทรงสิริ. ดีฉันพบพระมุนีแล้ว ก็มีใจบันเทิงเอิบอิ่ม ขอ ถวายบังคมพระตถาคต ผู้ทรงเป็นสารถีฝึกคนดีที่ ควรฝึก ทรงตัดตัณหา ยินดีในกุศล เป็นผู้นำสัตว์ ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคนฺตเร ได้แก่ ในระหว่างกลางภูผา
หน้า 140 ข้อ 16
๕ ลูก คืออิสิคิลิ เวปุลละ เวภาระ ปัณฑวะและคิชฌกูฏ. สมัยที่นครนั้น เขาเรียกกันว่า คิริพชนคร [ ปัญจคิรีนคร ]. บทว่า นครวเร ได้แก่ ณ นครสูงสุด. สิริมาเทพธิดา กล่าวหมายถึงกรุงราชคฤห์. บทว่า สุมาปิเต ได้แก่ ที่มหาโควินทบัณฑิตสถาปนาโดยชอบ ด้วยวิธีใช้วิชา ดูพื้นที่. บทว่า ปริจาริกา ได้แก่ เป็นผู้ปรนนิบัติด้วยการบำเรอด้วย สังคีตะ. บทว่า ราชวรสฺส ได้แก่ พระเจ้าพิมพิสารมหาราชผู้ประเสริฐ. อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า คำว่า สิริ ในคำว่า สิริมโต นี้ เป็นชื่อของ พุทธิความรู้และบุญ. อีกนัยหนึ่ง สมบัติมีความสง่างามแห่งเรือนร่าง เป็นต้น อันบังเกิดเพราะบุญ ท่านเรียกว่า สิริ เพราะอาศัยคนทำบุญ หรือคนทำบุญอาศัย. สิรินั้นมีอยู่แก่พระราชานั้น เหตุนั้น พระราชานั้น จึงทรงชื่อว่า สิริมา มีสิริ. พระราชาพระองค์นั้น ผู้ทรงมีสิริ. บทว่า ปรมสุสิกฺขิตา ได้แก่ ศึกษาแล้วอย่างยิ่งและโดยชอบ. บทว่า อหุํ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า อเวทึสุ แปลว่า รู้กันทั่วแล้ว. บทว่า อิสินิสโภ ได้แก่ จ่าฝูงโค ๑๐๐ ตัว ชื่อว่าอุสภะ. จ่าฝูง โค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่า วสภะ. อีกนัยหนึ่ง จ่าฝูงโค ๑๐๐ คอก ชื่อว่า อุสภะ จ่าฝูงโค ๑,๐๐๐ คอก ชื่อว่า วสภะ โคที่ประเสริฐสุดกว่าโค ทุกตัว ทนต่ออันตรายทุกอย่าง สีขาว น่าเลื่อมใส บรรทุกภาระของ หนักได้มาก แม้เสียงฟ้าผ่า ๑๐๐ ครั้งก็ไม่ทำให้หวั่นไหว ชื่อว่า นิสภะ โคนิสภะนั้นประกอบด้วยกำลังโคนิสภะ ๔ เท้าเหยียบแผ่นดิน อันตราย ไร ๆ ก็ทำให้หวั่นไหวไม่ได้ ยืนมั่นด้วยการยืนไม่ไหวติง ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ฉันนั้น ทรงประกอบด้วยกำลังของพระตถาคตทรง ใช้พระบาท คือ เวสารัชชญาณทั้ง ๔ เหยียบแผ่นดินคือบริษัท ๘ อัน
หน้า 141 ข้อ 16
ปัจจามิตร ผู้ขัดประโยชน์ไร ๆ ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทำให้ทรง หวั่นไหวไม่ได้ ทรงยืนหยัดด้วยการยืนอย่างไม่ไหวติง. เพราะฉะนั้น จึง ทรงเป็นนิสภะ เพราะทรงเป็นเหมือนโคนิสภะ. ชื่อว่า ทรงเป็นนิสภะ ในเหล่าผู้แสวงคุณที่เป็นเสกขะและอเสกขะ ซึ่งได้ชื่อว่า อิสิ ฤษี เพราะอรรถว่าแสวงหาธรรมขันธ์ มีศีลเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทรงเป็นนิสภะของเหล่าฤษีทั้งหลาย หรือเป็นฤษีด้วย เป็นนิสภะนั้นด้วย เหตุนั้น จึงชื่อว่า อิสินิสภะ เป็นทั้งฤษีทั้งนิสภะ. ทรงชื่อว่า วินายกะ เพราะทรงแนะนำเวไนยสัตว์ทั้งหลาย. อีกนัยหนึ่ง ทรงเว้นจากนายกผู้ แนะนำ เหตุนั้น จึงทรงชื่อว่า วินายก อธิบายว่า ทรงเป็นสยัมภู พระ- ผู้เป็นเอง [ คือตรัสรู้เอง ]. บทว่า อเทสยิ สมุทยทุกฺขนิจฺจตํ ได้แก่ ได้ตรัสว่า สมุทัยสัจ ทุกขสัจ ไม่เที่ยง สิ้นไปเป็นธรรมดา ด้วยเหตุนั้น สิริมาเทพธิดา จึง แสดงอาการเป็นไปแห่งญาณ คือ การตรัสรู้ของตนว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความเกิดเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดก็มีความดับไปเป็นธรรมดา อีก นัยหนึ่ง บทว่า สมุทยทุกฺขนิจฺจตํ ได้แก่ สมุทัยสัจ ทุกขสัจและ อนิจจตา ความเป็นของไม่เที่ยง. ในบทนั้น เทพธิดาแสดงวิปัสสนาภูมิ ด้วยการถือสมุทัยสัจและทุกขสัจ แสดงอาการเป็นไปแห่งวิปัสสนาภูมินั้น ด้วยการถือเอาความเป็นของไม่เที่ยง. จริงอยู่ เมื่อเจริญอาการคือความ ไม่เที่ยงแห่งสังขารทั้งหลาย อาการคือทุกข์ แม้อาการคืออนัตตา ก็เป็น อันเจริญด้วย เพราะอาการทั้งสามนั้นเกี่ยวเนื่องกับสังขารนั้น ด้วยเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์ สิ่งใด เป็นทุกข์ สิ่งนั้นก็เป็นอนัตตา. บทว่า อสงฺขตํ ทุกฺขนิโรธสสฺสตํ ได้แก่
หน้า 142 ข้อ 16
ชื่อว่าอสังขตะ เพราะปัจจัยไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้. ประกอบความว่า ได้ ทรงแสดงอริยสัจจธรรม ชื่อทุกขนิโรธ เพราะดับทุกข์ในวัฏฏะหมดสิ้น ชื่อว่า สัสสตะ เพราะเป็นของจริงทุกสมัยแก่ดีฉัน. บทว่า มคฺคญฺจิมํ อกุฏิลมญฺชสํ สีวํ ความว่า มรรคชื่อว่า อกุฏิละไม่คด เพราะเว้น ขาดอันตะทางสุดทั้งสอง [ กามสุขัลลิกานุโยคและอัตตกิลถานุโยค ] และเพราะละกิเลสมีมายาเป็นต้นที่ทำให้คด และความคดทางกายเป็นอาทิ เสียได้ ชื่อว่า อัญชสะทางตรง ก็เพราะไม่คดเคี้ยวนั้นนั่นเอง. ชื่อว่า สิวะเกษม คือนิพพาน ก็เพราะตัดกิเลสมีกามราคะเป็นต้นที่ทำให้ไม่เจริญ รุ่งเรืองได้เด็ดขาด. บทว่า มคฺคํ ประกอบความว่า ได้ทรงแสดงแก่ ดีฉัน ถึงอริยสัจกล่าวคือทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาที่ประจักษ์แล้วแก่ท่าน และดีฉันนี่ ซึ่งได้นามว่า มรรค ก็เพราะผู้ต้องการพระนิพพานแสวงหา กัน หรือเพราะฆ่ากิเลสทั้งหลายไป. ในบทว่า สุตฺวานหํ อมตปทํ อสงฺขตํ ตถาคตสฺส อนธิวรสฺส สาสนํ นี้ มีความย่อดังนี้ว่า ดีฉันได้ฟังพระสัทธรรมคำสอนของพระผู้ ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถมีการเสด็จมาอย่างนั้นเป็นต้น ผู้เป็นพระ- สัมมาสัมพุทธะนี้ชื่อว่า อนธิวระ เพราะเป็นผู้เลิศในโลก พร้อมทั้ง เทวโลก อันชื่อว่า อมตบท อสังขตะ เพราะทรงแสดงเจาะจงถึงพระ- นิพพาน ที่เป็นอมตบท อสังขตะ เพราะเป็นอุบายให้ดำเนินถึงอมตะ หรือพระนิพพาน และเพราะพระนิพพาน แม้ปัจจัยไร ๆ ก็พึงปรุงแต่ง ไม่ได้. บทว่า สีเลสฺวาหํ ได้แก่ ดีฉัน ในศีลทั้งหลาย ที่พึงเผล็ดผล. บทว่า ปรมสุสํวุตา ได้แก่ สำรวมดีอย่างยิ่ง คือโดยชอบทีเดียว. บทว่า อหุํ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า ธมฺเม ิตา ได้แก่ ตั้งอยู่ในปฏิปัตติธรรม.
หน้า 143 ข้อ 16
บทว่า ตฺวาน ได้แก่ รู้ด้วยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง. บทว่า ตตฺเถว แปลว่า ในขณะนั้นนั่นเอง หรือในอัตภาพนั้นนั่นแล. บทว่า สมถสมาธิมาผุสํ ได้แก่ สัมผัส คือประสบ โลกุตรสมาธิ ที่เป็น สมถะฝ่ายปรมัตถ์ เพราะสงบ เพราะระงับ โดยตัดธรรมฝ่ายข้าศึกได้ เด็ดขาด ก็ผิว่า ขณะใด ตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้งซึ่งนิโรธ ขณะนั้นนั่น แหละ ก็เป็นอันตรัสรู้ด้วยการเจริญมรรค แต่เที่ยวแสดงการรู้ทะลุปรุโปร่ง ซึ่งอารมณ์ ทำให้เป็นเหมือนเหตุที่การรู้ทะลุปรุโปร่งด้วยการเจริญ สำเร็จ เป็นเบื้องต้น เทวดาจึงกล่าวว่า ดีฉันรู้บทที่ปราศจากกิเลสดุจธุลี ที่ ปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ ซึ่งพระตถาคตผู้ที่ไม่มีผู้อื่นประเสริฐกว่าทรงแสดง แล้ว ดีฉันจึงได้สัมผัสสมาธิทางสมถะ ในขณะนั้นนั่นเอง เหมือนดัง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อาศัยจักษุและรูป จักษุวิญญาณ จึงเกิด ดังนี้. อีกนัยหนึ่ง บทว่า ตฺวาน พึงทราบว่า เทวดากล่าวโดยที่การ เสมอกัน [ พร้อมกัน ] เหมือนดังพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดวง- อาทิตย์อุทัยสู่ท้องฟ้า กำจัดมืดได้หมด. บทว่า สาเยว แปลว่า ความ สัมผัสโลกุตรสมาธิ ที่ได้แล้วนั่นแหละ. บทว่า ปรมนิยามตา ได้แก่ เป็นความแน่นอนแห่งมรรค อย่างยิ่งสูงสุด. บทว่า วิเสสํ ได้แก่ แปลก คือให้สำเร็จความผิดแผกจากปุถุชน ทั้งหลาย. บทว่า เอกํสิกา ได้แก่ หมดความสงสัยในพระรัตนตรัย ที่มี การยึดมั่นส่วนเดียวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรม อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดี แล้ว. บทว่า อภิสมเย วิเสสิย ได้แก่ บรรลุคุณวิเศษ โดยการรู้ ทะลุปรุโปร่งซึ่งสัจจะ เกจิอาจารย์กล่าวว่า วิเสสินี ก็มี อธิบายว่า มี
หน้า 144 ข้อ 16
คุณวิเศษ เพราะเหตุตรัสรู้. บทว่า อสํสยา ได้แก่ ชื่อว่า ปราศจาก ความสงสัย เพราะละความสงสัยที่มีวัตถุ ๑๖ และวัตถุ ๘ ได้แล้ว. เกจิอาจารย์กล่าวว่า อสํสิยา. บทว่า พหุชนปูชิตา ความว่า มีคุณที่ผู้ ไปสุคติอื่นพึงปรารถนา. บทว่า ขิฑฺฑา รตึ ได้แก่ ความยินดีเล่น อีกอย่าง หนึ่ง เล่นด้วย ยินดีด้วย คือ อยู่ด้วยการเล่น และสุขด้วยความยินดี. บทว่า อมตทสมฺหิ ได้แก่ ดีฉันเป็นผู้เห็นอมตะ เห็นพระ- นิพพาน. บทว่า ธมฺมทสา ได้แก่ เห็นธรรมคือ สัจจะ ๔. บทว่า โสตาปนฺนา ได้แก่ ผู้ถึงกระแสอริยมรรคเบื้องต้น. บทว่า น จ ปนมตฺถิ ความว่า ก็แต่ดีฉันไม่มีทุคติ เพราะไม่มีการตกต่ำเป็นธรรมดากันละ. บทว่า ปาสาทิเก ได้แก่ นำมาซึ่งความเลื่อมใส. บทว่า กุสลรเต ได้แก่ ผู้ยินดีในกุศล ธรรมที่ไม่มีโทษ พระนิพพาน. บทว่า ภิกฺขโว แปลว่า ซึ่งภิกษุทั้งหลาย. บทว่า นมสฺสิตุํ อุปาคมึ ประกอบกับบทว่า สมณสมาคมํ สิวํ เชื่อมความว่า และดีฉันเข้ามา ก็เพื่อจะนั่งใกล้ สมาคม สังคม ที่เจริญรุ่งเรือง ที่มีธรรมเกษม ของเหล่าพระสมณะ ผู้สงบบาป พุทธสาวกของพระพุทธเจ้า. บทว่า สิริมโต ธมฺมราชิโน เป็นฉัฏฐีวิภัตติ อธิบายว่าในพระธรรมราชา ผู้ทรงสิริ ก็พวกเกจิอาจารย์ ก็กล่าวกันดังนี้ทั้งนั้น. บทว่า มุทิตมนมฺหิ แปลว่า ดีฉันมีใจบันเทิงแล้ว. บทว่า ปีณิตา ได้แก่ ยินดีแล้ว อีกอย่างหนึ่ง อิ่มแล้ว โดยรสแห่งปีติ. บทว่า นรวร- ธมฺมสารถึ ได้แก่ พระผู้ชื่อว่า นรวรทัมนสารถี เพราะทรงเป็นผู้ชื่อว่า พระผู้ประเสริฐ เพราะเป็นบุคคลผู้เลิศด้วย เป็นผู้ชื่อว่า ทัมมสารถี เพราะทรงนำผู้ที่ควรฝึก คือ เวไนยสัตว์ที่ควรฝึกให้แล่นมุ่งหน้าไปสู่
หน้า 145 ข้อ 17
พระนิพพานด้วย . บทว่า ปรมหิตานุกมฺปกํ ได้แก่ ทรงอนุเคราะห์สัตว์ ทั้งปวง ด้วยประโยชน์เกื้อกูล อย่างยิ่ง อย่างสูงสุด. สิริมาเทพธิดา ครั้นประกาศความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย โดยมุข คือประกาศลัทธิของตนอย่างนี้แล้ว ก็ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและ ภิกษุสงฆ์ ทำประทักษิณเวียนขวาแล้ว ก็กลับเทวโลกแห่งเดิม พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงทำเรื่องที่มาถึงแล้วนั้นนั่นแหละ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่องแล้วทรงแสดงธรรม. จบเทศนา ภิกษุผู้กระสันก็บรรลุพระอรหัต พระธรรมเทศนานั้น เกิดประโยชน์แม้แก่บริษัทที่ประชุมกันแล. จบอรรถกถาสิริมาวิมาน ๑๗. เปสการิยวิมาน ว่าด้วยเปสการิยวิมาน [๑๗] ท้าวสักกเทวราชตรัสถามว่า วิมานนี้งดงามส่องแสงรุ่งเรืองประจำ มีเสา แก้วไพฑูรย์ สดใสไร้มลทิน ต้นไม้ทองคำปกคลุม โดยรอบ เป็นสถานที่เกิดด้วยผลกรรมของเรา เทพ- อัปสรที่มีอยู่ก่อนตั้งแสนเหล่านั้น ก็เกิดในวิมานนั้น เพราะกรรมของตนเอง. เจ้าเป็นผู้เพรียบพร้อมด้วยบริวารยศก็เข้าอยู่ ส่งรัศมีข่มเทวดาที่เกิดก่อน พระจันทร์ราชาแห่ง
หน้า 146 ข้อ 17
ดาวนักษัตรส่งข่มหมู่ดาวฉันใด เจ้าเมื่อส่งแสงก็ รุ่งโรจน์ข่มเทพอัปสรทั้งหมด โดยบริวารยศฉันนั้น เหมือนกัน ดูก่อนเทพธิดาผู้มีพักตร์ชวนพิศ เจ้ามา จากภพไหนจึงได้มาถึงภพของเรานี้ เราทั้งหมดไม่อิ่ม ด้วยการพบเจ้าเหมือนเทพเจ้าชาวไตรทศรวมหมดทั้ง พระอินทร์ ไม่อิ่มด้วยการพบองค์พระพรหมฉะนั้น. เทพธิดา อันท้าวสักกเทวราชตรัสถามอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะประกาศ เนื้อความนั้น จึงกล่าวสองคาถาว่า ข้าแต่ท่านท้าวสักกะ พระองค์ตรัสถามข้า- พระบาทถึงปัญหาอันใดว่า จุติมาจากภพไหนจึงได้มา ถึงภพของเรานี้ กรุงพาราณสี เป็นราชธานีของแคว้น กาสี เมื่อก่อนข้าพระบาทอยู่ในนครนั้น เป็นธิดา นายช่างหูก เป็นผู้มีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระ- ธรรม และพระสงฆ์ เชื่อมั่นโดยส่วนเดียว ไม่สงสัย มีสิกขาบทอันได้สมาทานแล้วไม่ขาดวิ่น ได้บรรลุ อริยผลเป็นผู้แน่นอนในธรรม คือความตรัสรู้ เป็นผู้มี อนามัย. ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงอนุโมทนาบุญสมบัติของเทพธิดานั้น จึงตรัสกึ่งคาถาว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้รุ่งเรืองด้วยยศโดยธรรม มีใจ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เชื่อมั่นโดยส่วนเดียว ไม่สงสัย ผู้มีสิกขาบทไม่ขาด
หน้า 147 ข้อ 17
วิ่น บรรลุอริยผล ผู้แน่นอนในธรรมคือความตรัสรู้ผู้มี อนามัย เราขอแสดงความยินดีต่อบุญสมบัตินั้นของ ท่าน และการมาดีของท่าน. จบเปสการิยวิมาน อรรถกถาเปสการิยวิมาน เปสการิยวิมาน มีคาถาว่า อิทํ วิมานํ รุจิรํ ปภสฺสรํ เป็นต้น. เปสการิยวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมิคทายวัน กรุง- พาราณสี สมัยนั้น เวลาเช้า ภิกษุเป็นอันมากนุ่งแล้ว ถือบาตรจีวรเข้า ไปบิณฑบาตยังกรุงพาราณสี. ภิกษุเหล่านั้นเดินเข้าไปใกล้ประตูเรือนของ พราหมณ์ผู้หนึ่ง ในเรือนหลังนั้นธิดาของพราหมณ์ ชื่อเปสการี กำลัง เก็บเหาจากศรีษะของมารดา ใกล้กับประตูเรือน เห็นภิกษุเหล่านั้นกำลัง เดินไป จึงพูดกะมารดาว่า แม่จ๋า นักบวชเหล่านี้ ยังหนุ่มแน่นอยู่ใน ปฐมวัย สะสวย น่าดูน่าชม ละเอียดอ่อน ชะรอยจะสูญเสียอะไรบางอย่าง ไปกระมัง เหตุไรหนอจึงพากันบวชในวัยนี้นะแม่นะ มารดาพูดกะธิดาว่า ลูกเอ๋ย มีโอรสเจ้าศากยะ ออกผนวชจากราชตระกูลศากยะเกิดเป็นพระ- พุทธเจ้าขึ้นในโลก. พระองค์ทรงแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามใน ท่ามกลาง งามในที่สุด ทรงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง นักบวชเหล่านี้ฟังธรรมของ
หน้า 148 ข้อ 17
พระองค์แล้ว ก็พากันออกบวช จ้ะลูก. สมัยนั้น อุบาสกผู้หนึ่ง บรรลุผลรู้แจ่มแจ้งคำสั่งสอน เดินไปตาม ถนนนั้น ได้ยินคำกล่าวนั้นแล้ว ก็เข้าไปหาสตรีทั้งสองนั้น. ขณะนั้น พราหมณ์จึงกล่าวกะอุบาสกผู้นั้นว่า ท่านอุบาสก เดี๋ยวนี้ กุลบุตรจำนวน มาก สละโภคสมบัติเป็นอันมาก สละเครือญาติใหญ่ ๆ พากันบวชใน ลัทธิสมัยของพระศากยเจ้า กุลบุตรเหล่านั้นเห็นอำนาจประโยชน์อะไร หนอ จึงพากันบวช อุบาสกฟังคำนั้นแล้วกล่าวว่า เห็นโทษในกามทั้ง หลาย เห็นอานิสงส์ในการออกบวช แล้วจึงขยายความนั้นตามสมควร แก่กำลังความรู้ของตน โดยพิสดาร พรรณนาคุณของพระรัตนตรัย ประกาศคุณานิสงส์ของศีล ๕ ทั้งปัจจุบัน ทั้งภายหน้า ลำดับนั้น ธิดา ของพราหมณ์จึงถามอุบาสกนั้นว่า แม้เราก็สามารถตั้งอยู่ในสรณะและศีล แล้วบรรลุคุณานิสงส์ที่ท่านกล่าวได้หรือ อุบาสกนั้นกล่าวว่า ธรรมเหล่านี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสทั่วไปแก่คนทุกคน เหตุไรจะไม่สามารถเล่า แล้วได้ให้สรณะและศีลแก่นาง ธิดาพราหมณ์นั้น รับสรณะ สมาทาน ศีลแล้ว ถามอีกว่า กิจที่ควรทำยิ่งกว่านี้มีอีกไหม. อุบาสกนั้นกำหนดว่า นางเข้าใจ รู้ว่านางคงจักพรักพร้อมด้วยอุปนิสัย เมื่อจะประกาศสภาวะ ของร่างกาย จึงบอกกรรมฐานคืออาการ ๓๒ ให้นางเกิดคลายความรัก ในกายสูงขึ้นไปก็ให้สลดใจด้วยธรรมกถา ที่ประกอบด้วยไตรลักษณ์ มี ความไม่เที่ยงเป็นต้น บอกทางวิปัสสนาให้แล้วก็ไป. ธิดาของพราหมณ์ นั้น สนใจทุกคำ ที่อุบาสกนั้นกล่าวนัยไว้แล้ว มีจิตมั่นคงในการใส่ใจ ปฏิกูลสัญญา เริ่มตั้งวิปัสสนา เพราะความพรักพร้อมแห่งอุปนิสัยไม่ นานนัก ก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สมัยต่อมา นางก็ตายไปบังเกิดเป็น
หน้า 149 ข้อ 17
บริจาริกาของท้าวสักกเทวราช มีบริวารถึงแสนหนึ่ง ท้าวสักกเทวราช เห็นนางแล้ว เกิดอัศจรรย์จิตมีหฤทัยบันเทิง จึงตรัสถามถึงกรรมที่นาง ทำด้วย ๔ คาถาว่า วิมานนี้ น่ารัก มีรัศมีสว่างเป็นประจำ มีเสา แก้วไพฑูรย์ เนรมิตไว้ดีแล้ว ต้นไม้ทองทั้งหลาย ปกคลุมโดยรอบ เป็นสถานที่เกิดด้วยวิบากกรรมของ เรา อัปสรที่มีอยู่ก่อนเหล่านี้ เกิดอยู่แล้วในที่นั้น จำนวนแสนหนึ่ง ด้วยกรรมของตนเอง ตัวเจ้าผู้มียศ ก็เกิดในที่นั่น ส่องรัศมีข่มเหล่าเทวดาเก่า ๆ ดวงจันทร์ ราชาแห่งดวงดาว รุ่งโรจน์ข่มหมู่ดาว ฉันใด ตัวเจ้า รุ่งเรืองอยู่ด้วยยศก็รุ่งโรจน์ ข่มอัปสรหมู่นี่ ฉันนั้น เหมือนกัน. ดูก่อนเทพธิดาผู้มีพักตร์ชวนพิศ ตัวเจ้ามาจาก ไหน จึงมาถึงภพนี้ของเรา พวกเราทุกองค์ไม่อิ่ม ด้วยการเห็นเจ้าเลย เหมือนทรงเทพชั้นไตรทศ พร้อม ด้วยองค์อินทร์ ไม่อิ่มด้วยกายเห็นองค์พระพรหม ฉะนั้น. ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า อิทํ อิมานํ ในคาถานั้น ทรงหมายเอา วิมานของพระองค์ ซึ่งเทวดานั้นเกิดแล้ว. บทว่า สสตํ ประกอบ ความว่า น่ารัก มีรัศมีสว่างทุกเวลา อีกนัยหนึ่ง บทว่า สสตํ ได้แก่ แผ่ไปโดยชอบ อธิบายว่า กว้างขวางอย่างยิ่ง. บทว่า สมนฺตโมตฺถตํ
หน้า 150 ข้อ 17
ได้แก่ ปกคลุมโดยรอบ. ท้าวสักกเทวราชตรัสว่า านํ ทรงหมายเอา วิมานนั่นเอง. จริงอยู่วิมานนั้น เรียกว่า ฐานะ สถาน เพราะเป็นที่คน ทำบุญดำรงอยู่. บทว่า กมฺมวิปากสมฺภูตํ ได้แก่ เกิดโดยเป็นวิบากของกรรม หรือเกิดพร้อมกับวิบากของกรรม. บทว่า มมํ พึงประกอบเข้ากับสอง บทว่า อิทํ มม านํ มม กมฺมวิปากสมฺภวํ สถานของเรานี้ เกิดด้วย วิบากกรรมของเรา. ในคาถาว่า ตตฺรูปปนฺนา มีความย่ออย่างนี้ว่า เหล่าบุพเทวดา เพราะเกิดขึ้นก่อน ชื่อว่าอัปสรมีอยู่ก่อนเหล่านี้ จำนวนแสนหนึ่งเข้าถึง คือเกิดขึ้น ในวิมานนั้น คือในวิมานตามที่กล่าวแล้วนั้น. บทว่า ตุวํสิ ได้แก่ ตัวเจ้าเป็นผู้เข้าถึง เกิดขึ้นด้วยกรรมของตนเอง. บทว่า ยสสฺสินี ได้แก่ ผู้พรักพร้อมด้วยปริวารยศ อธิบายว่า ตัวเจ้าส่องรัศมีรุ่งโรจน์ตั้งอยู่ ด้วยกรรม คือ อานุภาพกรรมของตนนั้นนั่นแล. บัดนี้ ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงประกาศรัศมีนั้นด้วยอุปมา จึง ตรัสคาถาว่า สสี เป็นต้น. ความของคาถานั้นว่า ดวงจันทร์ได้ชื่อว่า สสี เพราะประกอบด้วยตรารูปกระต่าย และชื่อว่าราชาแห่งดวงดาว เพราะมีคุณยิ่งกว่าดวงดาวทั้งหลาย ย่อมรุ่งโรจน์รุ้งร่วง ข่มงำดวงดาว ทุกหมู่ ฉันใด ตัวเจ้าเมื่อรุ่งเรื่องด้วยยศของตน ก็รุ่งโรจน์โชติช่วง ล้ำอัปสรเทพกัญญาหมู่กลุ่มนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน ก็คำว่า อิมา และ อิมํ เป็นเพียงนิบาต. แต่เกจิอาจารย์กล่าวว่า เจ้ารุ่งโรจน์เหมือนราชาแห่ง ดวงดาว รุ่งโรจน์ล้ำหมู่ดาวฉะนั้น. บัดนี้ ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะตรัสถามถึงภพก่อนของเทวดานั้น และบุญที่เทวดานั้นทำไว้ในภพนั้น จึงตรัสถามว่า กุโต นุ อาคมฺม
หน้า 151 ข้อ 17
เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุโต นุ อาคมฺม ความว่า ดูก่อน นวลนางผู้ดูไม่จืดเลย คืองามทุกส่วนสัด เพราะบุญกรรมอะไรหนอ เป็น ตัวเหตุ ตัวเจ้าจึงมาเข้าถึง คือเข้าถึงโดยการถือกำเนิด ยังภพของเรานี้. ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะทรงประกาศความที่ตรัสว่า อโนมทสฺสเน นี่แล ด้วยอุปมา จึงตรัสว่า พฺรหฺมํว เทวา ติทสา สหินฺทกา สพฺเพน ตปฺปามเส ทสฺสเนน ตํ. ในคาถานั้น ความว่า ทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ที่ชื่อว่า สหินทกะ เพราะพร้อมด้วยองค์อินทร์ เมื่อพบท้าวสหัมบดีพรหม หรือสนังกุมารพรหมที่เสด็จถึง ย่อมไม่อิ่มด้วยการเห็น ฉันใด พวกเรา ทวยเทพทุกองค์ย่อมไม่อิ่ม ด้วยการเห็นเจ้า ฉันนั้น. ก็เทวดาองค์นั้น ถูกท้าวสักกะ จอมทวยเทพตรัสถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความนั้น จึงกล่าว ๒ คาถาว่า ข้าแต่ท่านท้าวสักกะ พระองค์ทรงพระกรุณา ตรัสถามข้าพระบาทถึงปัญหาข้อนี้ได้ว่า เจ้าจุติจาก ที่ไหนจึงมา ณ ที่นี้ ข้าพระบาทขอทูลตอบปัญหาข้อ นั้นว่า ราชธานีของแคว้นกาลีมีอยู่ชื่อว่า พาราณสี ข้าพระบาทเกิดในราชานี้นั้น มีชื่อว่า เปสการี เพคะ. ข้าพระบาทมีใจเลื่อมใส มีความเชื่อมั่นส่วน เดียว ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ รักษาสิกขาบทไม่ขาดวิ่น บรรลุผลแล้ว เป็นผู้แน่นอนในธรรม คือการตรัสรู้ ไม่มีโรคภัย.
หน้า 152 ข้อ 17
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเมตํ ความว่า ปัญหานั้นใด. บทว่า อนุปุจฺฉเส ได้แก่ พระองค์ตรัสถาม โดยอนุกูล. บทว่า มมํ แปลว่า ข้าพระบาท. ปุรตฺถิ ตัดบทว่า ปุรํ อตฺถิ แปลว่า บุรีมีอยู่. บทว่า กาสีนํ ได้แก่ แคว้นกาสี. เทวดาระบุนามตนในอัตภาพก่อน ว่า เปสการี ประกาศบุญของตน ด้วยบทว่า พุทฺเธ จ ธมฺเม จ เป็นต้น. ท้าวสักกะ เมื่อจะทรงอนุโมทนาบุญสมบัติและทิพย์สมบัตินั้นของ นาง จึงตรัสว่า ดูก่อนเวลานาง ผู้มีใจเลื่อมใส มีความเชื่อมั่น ส่วนเดียว ไม่สงสัยในพระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระสงฆ์ รักษาสิกขาบทไม่ขาดวิ่น บรรลุผลแล้ว เป็นผู้แน่นอนในธรรมคือการตรัสรู้ ไม่มีโรคภัยเราขอ แสดงความยินดีสมบัติของเจ้า และการมาดีของเจ้า เจ้ารุ่งโรจน์ด้วยธรรมและยศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตนฺตฺยาภินนฺทามเส ได้แก่ เรายินดี อนุโมทนา สมบัติแม้ทั้งสองของเจ้านั้น. บทว่า สฺวาคตญฺจ เต ได้แก่ และการมาในที่นี้ของเจ้า ที่ชื่อว่า สวฺาคต มาดี เป็นที่จำเริญสติและ โสมนัสของเรา. คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ท้าวสักกเทวราชตรัสบอกเรื่องนั้น ถวายท่านพระมหาโมคคัลลาน- เถระ. พระเถระจึงกราบทูลถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำความข้อนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง จึงทรงแสดงธรรมแก่ บริษัทที่ประชุมกัน. เทศนานั้น เกิดประโยชน์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกแล. จบอรรถกถาเปสการิยวิมาน
หน้า 153 ข้อ 17
จบอรรถกถาปีฐวรรคที่ ๑ ประดับด้วย เรื่อง ๑๗ เรื่อง ใน วิมานวัตถุ แห่งปรมัตถทีปนี้ อรรถกถาขุททกนิกาย ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอิตถีวิมาน รวมพระสูตรที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมปีฐวิมาน ๒. ทุติยปีฐวิมาน ๓. ตติยปีฐวิมาน ๔. จตุตถ- ปีฐวิมาน ๕. กุญชรวิมาน ๖. ปฐมนาวาวิมาน ๗. ทุติยนาวาวิมาน ๘. ตติยนาวาวิมาน ๙. ปทีปวิมาน ๑๐. ติลทักขิณาวิมาน ๑๑. ปฐม- ปติพพตาวิมาน ๑๒. ทุติยปติพพตาวิมาน ๑๓.ปฐมสุณิสาวิมาน ๑๔. ทุติย- สุณิสาวิมาน ๑๕ อุตตราวิมาน ๑๖. สิริมาวิมาน ๗. เปสการิยวิมาน และอรรถกถา.
หน้า 154 ข้อ 18
จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑. ทาสีวิมาน ว่าด้วยทาสีวิมาน [๑๘] ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามว่า ท่านแวดล้อมด้วยหมู่นางเทพนารี เที่ยวชมไป โดยรอบในสวนจิตตดาวันอันน่ารื่นรมย์ ประดุจ ท้าวสักกเทวราชทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เหมือน ดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะ เช่นนี้ เพราะบุญอะไร อิฐผลนี้จึงย่อมสำเร็จแก่ท่าน และโภคสมบัติทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ ถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองเช่นนี้ และรัศมีของท่านจึง สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดิฉันเป็น ทาสีหญิงรับใช้ในตระกูลอื่น ดิฉันนั้นเป็นอุบาสิกา ของพระโคดม ผู้มีพระจักษุและพระเกียรติยศ พาก- เพียรออกไปจากกิเลส ในศาสนาของพระโคดมผู้ทรง
หน้า 155 ข้อ 18
พระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่นอยู่ในจิตว่า แม้ถึง ร่างกายนี้จะแตกทำลายไปก็ตามที การที่จะหยุด ความเพียรในการเจริญกรรมฐาน เป็นอันไม่มีเป็น อันขาด ทาง [ มรรค แห่งสิกขาบท ๕ [ศีล ๕] เป็นทางสวัสดี มีความเจริญู ไม่มีหนาม ไม่รก เป็นทางตรง อันสัตบุรุษทั้งหลาย ประกาศแล้ว โปรดดูผลแห่งความพากเพียรคือ ที่ดีฉันบรรลุอริย- มรรคตามอุบายที่ต้องการเกิด ดีฉันถูกท้าวสักกเทว ราชผู้มีอำนาจเชิญมา เหล่าอริยเทพหกหมื่นช่วยกัน ปลุกดีฉัน คือ เทพบุตรอันมีนามว่าอาลัมพะ คัคคมะ ภีมะ สาธุวาทิ ปสังสยะ โปกขระ และสุผัสสะ และ เหล่าเทพธิดาน้อย ๆ อันมีนามว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี และบุณฑริกา และนางเทพกัญญาอีกพวก หนึ่งเหล่านี้ คือ นางเอนิปัสสา นางสุปัสสา นาง สุภัททา นางมุทุกาวที ผู้ประเสริฐกว่านางเทพอัปสร ทั้งหลาย ก็ช่วยปลุกเทพอัปสรนั้น ได้เข้ามา หาดีฉันตามกาลอันควร พากันพูดด้วยวาจาที่น่ายินดี ว่า เอาเถิด พวกเราจักฟ้อนรำ ขับร้อง จักนำท่าน ให้รื่นรมย์ ดังนี้ นันทนวัน มหาวัน เป็นที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่ารื่นรมย์ของทวยเทพชั้นไตรทศนี้ มิใช่สำหรับ ผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ หากสำหรับผู้ที่ทำบุญไว้เท่านั้น
หน้า 156 ข้อ 18
ทั้งมิใช่ความสุขในโลกนี้และโลกหน้าสำหรับผู้ที่มิได้ ทำบุญไว้ หากเป็นความสุขในโลกนี้และโลกหน้า สำหรับผู้ที่ทำบุญไว้เท่านั้น รวมกับทวยเทพชั้นไตรทศ เหล่านั้น ควรจะบำเพ็ญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าผู้ ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพรียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงอยู่ในสวรรค์. จบทาสีวิมาน
หน้า 157 ข้อ 18
จิตตลดาวรรคที่ ๒ ๑. อรรถกถาทาสีวิมาน วรรคที่ ๒ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- ทาสีวิมานมีคาถาว่า อปิ สกฺโกว เทวินฺโท ดังนี้เป็นต้น. ทาสี- วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อุบาสกคนหนึ่ง ชาวกรุงสาวัตถี ไปพระวิหารในเวลาเย็น กับอุบาสกเป็นอันมาก ฟัง ธรรมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อบริษัทออกไปแล้ว กราบ ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แต่วันนี้ไป ข้าพระองค์จักถวายภัตตาหาร ประจำ ๔ สำรับ แก่สงฆ์ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสธรรมกถา อันสมควรแก่เขา ทรงปล่อยเขากลับไป. อุบาสกนั้น เรียนพระภัตตุท- เทสก์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจัดภัตตาหารประจำไว้ ๔ สำรับ ถวายสงฆ์ วันพรุ่งนี้ ขอพระเป็นเจ้า โปรดมาเรือนของข้าพเจ้าเถิดดังนี้แล้ว กลับไปเรือนของตนบอกเรื่องนั้นแก่ทาสีแล้ว สั่งสำทับว่าเจ้าไม่พึงลืม เรื่องนั้นตลอดเวลาเป็นนิตย์เชียวนะ ทาสีนั้นก็รับคำ. ตามปกติ นางมี ศรัทธาสมบูรณ์ อยากได้ทำบุญมีศีล เพราะฉะนั้น จึงตื่นเช้าทุกวัน ตระเตรียมข้าวและน้ำอันประณีต กวาดที่นั่งของพวกภิกษุ จัดเครื่องเรือน ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ปูอาสนะ นิมนต์ภิกษุผู้เข้าไปก่อนให้นั่งบน อาสนะเหล่านั้นแล้ว จึงไหว้บูชาด้วยของหอมดอกไม้ธูปและเทียน อังคาส โดยเคารพ.
หน้า 158 ข้อ 18
ต่อมาวันหนึ่ง นางเข้าไปหาภิกษุผู้ฉันเสร็จไหว้แล้ว จึงถามอย่าง นี้ว่า ท่านเจ้าขา จะหลุดพ้นจากทุกข์มีชาติเป็นต้นนี้ ได้อย่างไรเจ้าคะ. ภิกษุทั้งหลายให้สรณะและศีล ๕ แก่นางแล้ว ประกาศให้รู้สภาพของ ร่างกาย ประกอบนางไว้ในปฏิกูลมนสิการใส่ใจว่าปฏิกูล ภิกษุอีกพวกหนึ่ง กล่าวธรรมมีกถาที่เกี่ยวด้วยความไม่เที่ยง. นางรักษาศีลอยู่ ๑๖ ปี ทำ โยนิโสมนสิการติดต่อกันมาตลอดวันหนึ่ง ได้ความสบายในการฟังธรรม และเจริญวิปัสสนาเพราะญาณแก่กล้า ก็ทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล. สมัยต่อมา นางทำกาละแล้วไปเกิดเป็นนางบำเรอสนิทเสน่หาของท้าว สักกเทวราช. นางอันดุริยเทพหกหมื่นบำเรออยู่ มีอุปสรแสนหนึ่งแวดล้อม เสวยทิพย์สมบัติใหญ่ ร่าเริงบันเทิงพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวไปในอุทยาน เป็นต้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เห็นนางแล้ว ได้ถามโดยนัยที่กล่าว ในหนหลังนั่นแหละว่า ท่านแวดล้อมด้วยหมู่เทพนารี เที่ยวชมไปโดย รอบในสวนจิตตลดาวันอันน่ารื่นรมย์ ประดุจท้าว สักกเทวราช ส่องแสงสว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะ. เช่นนี้ เพราะบุญอะไร อิฐผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่าน จึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึง สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
หน้า 159 ข้อ 18
นางเทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ เทวดา ตอบว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ดีฉันได้เป็น ทาสีหญิงรับรู้ในตระกูลอื่น ดิฉันนั้นเป็นอุบาสิกา ของพระโคดม ผู้มีพระจักษุและพระเกียรติยศ พาก- เพียงออกไปจากกิเลส ในศาสนาของพระโคดมผู้ทรง พระคุณคงที่ เพราะมีมนสิการมั่นอยู่ในจิตว่า แม้ถึง ร่างกายนี้ จะแตกทำลายไปก็ตามที่ การจะหยุด ความเพียรในการเจริญกัมมัฏฐานนี้ ไม่มีเป็นอันขาด ทาง [ มรรค ] แห่งสิกขาบท ๕ [ศีล ๕] เป็นทาง สวัสดี มีความเจริญู ไม่มีหนาม ไม่รก เป็นทางตรง สัตบุรุษประกาศแล้ว ท่านโปรดดูผลแห่งความเพียร คือที่ดีฉันบรรลุอริยมรรค ตามอุบายที่ต้องการเกิด ดีฉันถูกท้าวสักกเทวราชผู้มีอำนาจเชิญมา เหล่า ดุริยเทพหกหมื่น ช่วยกันปลุกดีฉัน คือ เทพบุตร นามว่า อาลัมพะ คัคคมะ ภีมะ สาธุวาทิ ปสังสยะ โปกขระ และสุผัสสะ และเหล่าเทพธิดาวัยรุ่น นาม ว่า วีณา โมกขา นันทา สุนันทา โสณทินนา สุจิมหิตา อาลัมพุสา มิสสเกสี บุณเฑริกา และ เทพกัญญาอีกพวกหนึ่งเหล่านี้คือ นางเอนิปัสสา
หน้า 160 ข้อ 18
นางสุปัสสา นางสุภัททา นางมุทุกาวที ผู้ประเสริฐ กว่าเทพอัปสรทั้งหลาย ก็ช่วยกันปลุกเทพอัปสรเหล่า นั้น ได้เข้ามาหาดีฉันตามกาลอันควร พากันพูดด้วย วาจาที่น่ายินดีว่า เอาเถิดพวกเราจักฟ้อนรำ ขับร้อง จักนำท่านให้รื่นรมย์ดังนี้ นันทนวัน มหาวัน เป็น ที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่ารื่นรมย์ของทวยเทพชั้น ไตรทศนี้ มิใช่สำหรับผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ หากเป็นของ สำหรับผู้ทำบุญไว้เท่านั้น มิใช่สุขทั้งในโลกนี้และ โลกหน้า หากเป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า สำหรับผู้ทำบุญไว้เท่านั้น อันบุคคลผู้ปรารถนาร่วมกับ ทวยเทพชั้นไตรทศเหล่านั้น ควรจะบำเพ็ญกุศลไว้ ให้มาก เพราะว่าผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมเพรียบพร้อม ด้วยโภคสมบัติบันเทิงอยู่ในสวรรค์. ในบทเหล่านั้นอปิศัพท์ ในบทว่า อปิ สกฺโกว เทวินฺโท นี้ ใช้ใน สัมภาวนะความยกย่อง. อิวศัพท์ ท่านลบสระอิออกกล่าวความอุปมา. เพราะฉะนั้น จึงมีความว่าประดุจท้าวสักกะจอมทวยเทพ ท่านกล่าวยกย่อง เทวดานั้นดุจท้าวสักกะ ก็เพื่อแสดงบริวารสมบัติของเทวดานั้น. อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า อปิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า จิตฺตลตาวเน ได้แก่ ที่ บังเกิดด้วยอานุภาพแห่งบุญของนางเทพธิดาชื่อจิตตา. อนึ่ง เทวอุทยาน ได้นามว่าจิตตลดาวัน เพราะโดยมากในสวนนั้นมีเถาไม้อันเป็นทิพย์ชื่อ สันตานกะเป็นต้น อันวิจิตรคือประกอบด้วยความวิเศษแห่งดอกไม้และ
หน้า 161 ข้อ 18
ผลไม้เป็นต้นอันงดงาม. บทว่า ปรเปสฺสิยา ได้แก่ หญิงรับใช้ในกิจนั้น ๆ ในตระกูล แห่งชนเหล่าอื่น. อธิบายว่า ขวนขวายงานของคนเหล่าอื่น. บทคาถาว่า ตสฺสา เม นิกฺกโม อาสิ สาสเน ตสฺส ตาทิโน ความว่า เมื่อดีฉันนั้นเป็นทาสีอยู่ เป็นอุบาสิกาของพระผู้มีพระภาคพุทธ- เจ้า ผู้มีพระจักษุ ๕ รักษาศีลทำมนสิการกัมมัฏฐานอยู่ ๑๖ ปี ครั้น กัมมัฏฐานกล่าวคือโพธิปักขิยธรรม ๓๗ เมื่อเกิดขึ้นแก่ดีฉันด้วยอานุภาพ แห่งมนสิการ ความเพียรชอบซึ่งนับเข้าในสัตถุศาสน์นั้นได้ชื่อว่า นิกกมะ เพราะออกไปจากฝ่ายสังกิเลสธรรม ได้มีได้เป็น คือ ในสัตถุศาสน์ของ พระโคดมผู้ชื่อว่ามีพระคุณคงที่ เพราะถึงพร้อมด้วยสมบัติคือลักษณะของ ผู้คงที่ในโลกธรรมมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น. ก็เพื่อแสดงอาการที่เป็นไปส่วนเบื้องต้น ของความเพียรนั้น. เทวดา จึงกล่าวว่า กามํ ภิชฺชตุยํ กาโย เนว อตฺเถตฺถ สนฺถนํ ดังนี้ คาถา นั้นมีอธิบายว่า ดีฉันปลุกความเพียรว่า ถ้าว่าร่างกายของเราจะแตก ทำลายไปก็ตามที ดีฉันไม่ทำความเยื่อใย แม้เพียงเล็กน้อยในกายนี้เสียไป เราจะไม่หยุดความเพียร คือทำความเพียรให้หย่อน ในการเจริญกัมมัฏฐาน นี้เป็นอันขาด แล้วขวนขวายวิปัสสนา. บัดนี้ เทวดาเมื่อจะแสดงคุณที่ตนขวนขวายวิปัสสนานั้น อย่างนั้น ได้มาแล้ว จึงกล่าวว่า ทาง [ มรรค] แห่งสิกขาบท ๕ เป็นทาง สวัสดี มีความเจริญ ไม่มีหนาม ไม่รก เป็นทาง
หน้า 162 ข้อ 18
ตรง สัตบุรุษประกาศแล้ว โปรดดูผลแห่งความ พากเพียรออกจากกิเลส คือที่ดีฉันบรรลุอริยมรรค ตามอุบายที่ต้องการ. ในข้อนั้น มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ มรรคใด ชื่อว่าต่อเนื่อง สิกขาบททั้ง ๕ เพราะได้มาโดยเป็นอุปนิสัยแห่งสิกขาบท คือส่วนแห่ง สิกขาทั้ง ๕ ที่สมาทานเป็นนิจศีล และสิกขาบททั้ง ๕ นั้นบริบูรณ์ เกิดขึ้น ในสันดานใด มรรคนั้น ชื่อโสวัตถิกะคือสวัสดี เพราะทำสันดานนั้นให้ สำเร็จผลเป็นความสวัสดี และมีประโยชน์ดี โดยอาการทุกอย่าง ชื่อว่า สิวะ เพราะไม่ถูกสังกิเลสธรรมเบียดเบียน และเพราะเหตุถึงความเกษม ชื่อว่าอกัณฏกะ เพราะไม่มีหนามคือราคะเป็นต้น ชื่อว่าอคหนะ เพราะ ตัดรกชัฏ คือกิเลส ทิฏฐิ และทุจริตได้เด็ดขาด ชื่อว่า อุชุ เพราะเป็น เหตุปราศจากคดงอโกงทุกอย่าง อริยมรรค ชื่อสัมภิปเวทิตะ เพราะ สัปบุรุษมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ประกาศไว้แล้ว ดีฉัน แม้มีปัญหาแค่ สององคุลี ต้องการด้วยความพากเพียรออกจากกิเลสอันใดที่เป็นอุบาย บรรลุอริยมรรคนั้นโดยประการใด ขอโปรดดูผลนี้ของความพากเพียร ออกจากกิเลส คือความเพียรตามที่กล่าวแล้วนั้นเถิด โดยประการนั้น. ท่านเรียกท้าวสักกะ ดังกล่าวมานี้. เทวดากล่าวว่า ดีฉันถูกท้าวสักกเทวราช ผู้มีอำนาจเชิญมา ก็ เพราะตนเองอยู่ในอำนาจท้าวสักกะ. อีกนัยหนึ่ง ท้าวสักกะ ชื่อวสวัตตี เพราะใช้อำนาจความเป็นใหญ่ของตนในเทวโลกทั้งสอง [คือชั้นจาตุม- มหาราชและชั้นดาวดึงส์]
หน้า 163 ข้อ 18
ดีฉันถูกท้าวสักกเทวราชผู้มีอำนาจนั้นเชิญมา หรือท้าวเธอพึงเชื้อ เชิญในเวลาเล่นกีฬาพลางสนทนาปราศรัยไปพลาง. ประกอบความว่า ท่านจงดูผลแห่งความเพียรเป็นเหตุก้าวไปสู่คุณเบื้องหน้า. ดนตรีมีองค์ ๕ มีประเภทอาตตะกลองหน้าเดียว และวิตตะกลองสองหน้าเป็นต้นบรรเลง พร้อมกันกับ ๑๒ มือ [ ๑๒x๕ ] จึงรวมเป็น ๖๐ ก็เทพธิดาหมายเอา ดนตรีเครื่อง ๕ เหล่านั้นประมาณพันหนึ่งปรากฏแล้ว ด้วยนั่งอยู่ใกล้ ๆ จึงกล่าวว่า สฏฺิ ตุริยสหสฺสานิ ปฏิโพธํ กโรนฺติ เม ดังนี้. ในบท นั้น บทว่า ปฏิโพธํ ได้แก่ ปลุกปีติโสมนัส. คำเป็นต้น ว่า อาลมฺโพ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ระบุชื่อของ เทพบุตรผู้ขับร้องประกอบเครื่องดนตรี โดยเอกเทศส่วนหนึ่ง แต่นั่นเป็น ชื่อของเครื่องดนตรี. นางเทพธิดามีวีณาและโมกขาเป็นต้น. บทว่า สุจิมฺหิตา คือ สุทธมิหิตา อนึ่ง นั่นเป็นชื่อเหมือนกัน. บทว่า มุทุกาวที ได้แก่ การขับร้องนุ่มนวลยิ่งนัก หรือเป็นเพียงชื่อ. บทว่า เสยฺยาเส คือประเสริฐกว่า. บทว่า อจฺฉรานํ คือน่าสรรเสริญกว่าในการขับร้อง หมู่ในเหล่าเทพอัปสร. บทว่า ปโพธิกา คือทำการปลุกให้ตื่น. บทว่า กาเลน คือตามกาลอันควร. บทว่า อภิภาสนฺติ ได้แก่ กล่าวต่อหน้า หรือน่ายินดียิ่ง เทพอัปสรกล่าวโดยประการใด เพื่อแสดง ประการนั้น จึงกล่าวว่า หนฺท นจฺจาม คายาม หนฺท ตํ รมยามเส ดังนี้. บทว่า อิทํ ความว่า สถานที่อันเราได้แล้วนี้ หาความโศกมิได้ เพราะเหตุนั้น ชื่อว่าไม่มีความโศก เพราะมีพร้อมแห่งรูปเป็นต้นอันน่า ใคร่ น่าปรารถนา น่ารักและน่าพอใจ ชื่อว่าน่าเพลิดเพลินเพราะเพิ่มพูน
หน้า 164 ข้อ 18
ความยินดีตลอดกาลทุกเมื่อ นั่นแล. บทว่า ติทสานํ มหาวนํ ได้แก่ อุทยานทั้งใหญ่ ทั้งน่าบูชาของทวยเทพชั้นดาวดึงส์. นางกล่าวโดยนัยเจาะจงว่า ชื่อว่าทิพยสมบัติเห็นปานนี้ ย่อมได้ ด้วยอำนาจแห่งบุญกรรมเท่านั้น เมื่อแสดงโดยนัยไม่เจาะจงอีก ได้กล่าว คาถาว่า สุขํ อกตปุญฺานํ ดังนี้. เมื่อกล่าวธรรมโดยทิพยสถานอันตนได้แล้ว เป็นที่น่าใคร่ทั่วไป กับคนเหล่าอื่นอีก จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า เตสํ สหพฺยกามานํ ดังนี้. บทว่า เตสํ คือ ทวยเทพชั้นดาวดึงส์. บทว่า สหพฺยกามานํ คือ ปรารถนาอยู่ร่วมกัน. ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติใช้ในอรรถกัตตุ [ผู้นำ]. ชื่อว่า สหวะเพราะไปคือเป็นไปร่วมกัน . ภาวะแห่งผู้ไปร่วมกันนั้น ชื่อว่า สหพฺยํ เหมือนภาวะแห่งผู้กล้าหาญ ชื่อว่า วีริยํ. พระเถระแสดงธรรมแก่เทวดา นั้นพร้อมกับบริวาร เมื่อเทวดาทำบุญกรรมของตนให้แจ่มแจ้งแล้ว อย่างนี้ กลับมาจากเทวโลกแล้วก็กราบทูลเรื่องนั้น ถวายพระผู้มีพระภาค เจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็น ประโยชน์แก่โลกพร้อมทั้งเทวโลกแล. จบอรรถกถาทาสีวิมาน
หน้า 165 ข้อ 19
๒. ลขุมาวิมาน ว่าด้วยลขุมาวิมาน [๑๙] พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพธิดาว่า ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านผู้มีรัศมีงามยิ่ง ส่อง สว่างไสวไปทุกทิศ ประดุจดาวประกายพรึก ฉะนั้น เพราะบุญอะไรท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ บ้านของดีฉันตั้งอยู่ใกล้ ทางออกประตูบ้านชาวประมง ดีฉันมีใจเลื่อมใสใน พระอริยะผู้ตรงได้ถวายข้าวสุก ขนมสด ผักดอง และ น้ำเครื่องดื่ม เจือด้วยรสต่าง ๆ แก่พระสาวกทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง ซึ่งกำลังท่องเที่ยวไปในบ้าน นั้น ประการหนึ่ง ดีฉันได้เข้ารักษาอุโบสถอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สังวรด้วยดีในศีลทุก เมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงได้ครอบครอง วิมานนี้ เป็นผู้เว้นจากปาณาติบาต เว้นขาดจากการ เอาสิ่งของของผู้อื่น ด้วยไถยจิต จากการประพฤติ ล่วงละเมิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และจาก
หน้า 166 ข้อ 19
การดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดีในเบญจศีล ฉลาดใน อริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุ และ พระเกียรติยศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ อีก ประการหนึ่ง ท่านเจ้าขา ขอพระคุณเจ้าถวายบังคม พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วทูลตามคำของดีฉันว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อลขุมา ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ของพระผู้ มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญู ก็ข้อ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรงพยากรณ์ดีฉันในสามัญ ผลอย่างใดอย่างหนึ่ง นั้นไม่น่าอัศจรรย์ดอกเจ้าค่ะ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ดีฉันไว้ใน สกทาคามิผลแล้วเจ้าค่ะ. จบลขุมาวิมาน อรรถกถาขุมาวิมาน ลขุมาวิมานมีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ดังนี้เป็นต้น. ลขุมา วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ กรุงพาราณสี. พาราณสี- นครมีประตูอยู่แห่งหนึ่งชื่อว่าประตูบ้านชาวประมง แม้หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่
หน้า 167 ข้อ 19
ห่างไกลประตูนั้น ก็รู้จักกันว่าประตูบ้านชาวประมง ที่ประตูบ้านนั้น มี หญิงคนหนึ่งชื่อลขุมา สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและความรู้ เห็นภิกษุทั้งหลาย เข้าไปทางประตูนั้น ไหว้แล้วนิมนต์ไปเรือนของตน ถวายภิกขาทัพพี หนึ่ง เพราะความคุ้นเคยนั้นแล เมื่อศรัทธาเพิ่มพูนขึ้นจึงให้สร้างโรงฉัน หลังหนึ่ง นำอาสนะเข้าไปถวายภิกษุทั้งหลาย ที่เข้าไปในโรงฉันนั้น ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ไว้ ได้ถวายข้าวสุก ขนมกุมมาส ผักดองซึ่งมีอยู่ใน เรือนแก่ภิกษุทั้งหลาย. นางฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลาย ตั้งอยู่ ในสรณะและศีล เป็นผู้มั่นคง เรียนวิปัสสนากัมมัฏฐาน เมื่อขวนขวาย วิปัสสนาอยู่ ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล เพราะตนถึงพร้อมด้วย อุปนิสัย. เวลาย่อมานางทำกาละตายไปบังเกิดในมหติวิมานภพดาวดึงส์ มีนางเทพอัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร เสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานนั้น บันเทิงอยู่. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เที่ยวเทวจาริกไปได้ถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านผู้มีรัศมีงามสว่างไสวไป ทุกทิศ ประดุจดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไรท่าน จึงมีวรรณะเช่นนี้ และรัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บ้านของดีฉันตั้งอยู่ใกล้ทางออกประตูบ้านชาว ประมง ดีฉันมีใจเลื่อมใสในท่านผู้ตรง ถวายข้าวสุก ขนมกุมมาส ผักดองและน้ำส้ม เจือรสเค็มแก่พระ- สาวกทั้งหลาย ผู้แสดงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง ซึ่งท่องเที่ยว
หน้า 168 ข้อ 19
อยู่ที่ประตูบ้านชาวประมง ประการหนึ่ง ดีฉันได้เข้า รักษาอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และ ตลอดปาฏิหาริยปักข์ [ วันรับ- ส่ง] เป็นผู้สังวร ด้วยดีในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้สำรวมและจำแนกทาน จึงได้ครอบครองวิมานนี้ ดีฉันเว้นจากปาณาติบาต เว้นจากถือเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยไถยจิต จากการ ประพฤติล่วงละเมิดในกาม สำรวมจากมุสาวาทและ ห่างไกลจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดีในเบญจศีล ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระ- จักษุ และมีพระเกียรติยศ เพราะบุญนั้นดีฉันจึงมี วรรณะเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น ฯ ล ฯ รัศมีของ ดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. ประการหนึ่ง ขอท่านผู้เจริญ พึงถวายบังคมพระยุคลบาทของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วทูลตามคำของดีฉันว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ อุบาสิกาชื่อลขุมา ถวายบังคมพระบาททั้งคู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยเศียรเกล้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็การที่พระผู้มีพระภาคเจ้าพึงทรง พยากรณ์ดีฉันในสามัญผลอย่างใดอย่างหนึ่ง นั่นไม่น่าอัศจรรย์ เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์ดีฉันในสกทาคามิผลแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวฏฺฏทฺวารา นิกฺขมฺม ความว่า ใกล้ที่ออกไปจากประตูบ้านชาวประมง.
หน้า 169 ข้อ 20
บทว่า ฑากํ ได้แก่ ผักดองและกับมีกะเพราเป็นต้น. บทว่า โลณโสวีรกํ ความว่า น้ำปานะอย่างหนึ่ง ที่เขาปรุงพร้อมด้วยเครื่อง ปรุงมากอย่างนั้นมีข้าวเปลือกเป็นต้น. บางพวกเรียกน้ำข้าวตังว่า น้ำ เกลือก็มี. เวลาจบการถามและการตอบ นางบรรลุสกทาคามิผล ด้วยธรรม เทศนาของพระเถระ. คำที่เหลือ เหมือนนัยที่กล่าวมาในอุตตราวิมาน นั้นแล. จบอรรถถถาขุมาวิมาน. ๓. อาจามทายิกาวิมาน ว่าด้วยอาจามทายิกาวิมาน [๒๐] ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะตรัสถามถึงที่เกิดแห่งหญิงนั้น กะ พระมหากัสสปเถระ จึงตรัสคาถาสองคาถา ความว่า หญิงขัดสน ยากไร้ อาศัยชายคาเรือนของ คนอื่นอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวตังแก่พระคุณ เจ้าผู้เที่ยวไปบิณฑบาต ซึ่งมาหยุดยืนนั่งอยู่เฉพาะ หน้า ด้วยมือของตนเอง ครั้นละจากอัตภาพมนุษย์ แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นไหนหนอเจ้าข้า. พระมหากัสสปเถระถวายพระพรว่า
หน้า 170 ข้อ 20
หญิงขัดสน ยากไร้ อาศัยชายคาเรือนของคน อื่นอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายข้าวตังแก่อาตมภาพผู้ กำลังเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ซึ่งมายืนหยุดนิ่งเฉพาะ หน้า ด้วยมือของตนเองนั้น ครั้นละจากอัตภาพมนุษย์ จุติจากมนุษยโลกนี้พ้นไปแล้ว เทวดาผู้มีฤทธิ์มาก ชื่อนิมมานรดีมีอยู่ นางผู้ถวายเพียงข้าวตังเป็นทานก็ ถึงความสุขอันเป็นทิพย์ บันเทิงใจอยู่ในชั้นนิมมาน- รดีนั้น. ท้าวสักกเทวราชกล่าวสรรเสริญทานนั้นว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ทานอันหญิงยากไร้ตั้งไว้ดี แล้วในพระคุณเจ้ามหากัสสป ได้ทักษิณาสำเร็จผล แล้ว ด้วยไทยทานที่นำมาแก่ผู้อื่นหนอ. นางผู้งาม ทั่วสรรพางค์ สามีมองไม่จืด ได้รับอภิเษกเป็นเอก อัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ ทองคำร้อยนิกขะ ม้าตั้งร้อย ตัว รถเทียมม้าอัสดรร้อยคัน หญิงสาวผู้สวมกุณฑล- มณีแสนนาง ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทาน นี้ พระยาช้างตระกูลเหมวตะ เป็นช้างร่างใหญ่ มี งางอน มีสายรัดทองคำ มีข่ายเครื่องประดับเป็น ทองร้อยเชือก ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทาน นี้ ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิ จะครองความเป็นเจ้า
หน้า 171 ข้อ 20
มหาทวีปทั้งสี่ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจาม- ทานนี้. จบอาจามทายิกาวิมาน อรรถกถาอาจามทายิกาวิมาน อาจามทายิกาวิมานมีคาถาว่า ปิณฺฑาย เต จรนฺตสฺส ดังนี้เป็นต้น. อาจามทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีครอบครัวหนึ่งเป็นอหิวาตกโรค คนในครอบครัวนั้นตายกันหมด เหลือหญิงคนหนึ่ง. หญิงนั้น ทิ้งเรือน และทรัพย์และข้าวเปลือกที่อยู่ในเรือนทั้งหมด กลัวมรณภัย หนีไปทาง ช่องฝาเรือน หมดที่พึ่ง ไปเรือนของคนอื่น อยู่ข้างหลังเรือนของเขา. พวกผู้คนในเรือนนั้น คิดสงสาร ให้ข้าวต้มข้าวสวยและข้าวตังเป็นต้น ที่เหลือในหม้อข้าวเป็นต้นแก่นาง. นางเลี้ยงชีวิตอยู่ด้วยข้าวตังของผู้คน เหล่านั้น. สมัยนั้น ท่านมหากัสสปะ เข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน ออกจาก นิโรธนั้นแล้วคิดว่า วันนี้เราจักอนุเคราะห์ใคร ด้วยการรับอาหารหนอ จักเปลื้องใคร จากทุคติและจากทุกข์ เห็นหญิงนั้นใกล้ตาย และกรรม ของนางที่จะนำไปนรก และโอกาสแห่งบุญที่นางได้ทำแล้ว คิดว่า เมื่อ เราไป หญิงคนนี้จักถวายข้าวตังที่ตนได้แล้ว เพราะบุญนั้นนั่นแหละ นาง จักเกิดในเทวโลกชั้นนิมมานรดี เมื่อเป็นดังนั้น เอาเถิดจำเราจักช่วยนาง
หน้า 172 ข้อ 20
จากการตกนรก ให้นางสำเร็จสวรรค์สมบัติ ดังนี้ ในเวลาเช้า นุ่งแล้ว ถือเอาบาตรและจีวรไป เดินมุ่งหน้าไปยังที่อยู่ของนาง. ครั้งนั้น ท้าว สักกะ จอมทวยเทพจำแลงเพศ [ปลอมตัว] น้อมอาหารทิพย์หลายรสมี แกงและกับหลายอย่างเข้าไปถวาย. พระเถระรู้ข้อนั้น ได้ห้ามว่า ท่านท้าว โกสิยะ พระองค์ได้ทรงทำกุศลไว้แล้ว เหตุอะไร จึงทรงทำอย่างนี้ ขอพระองค์โปรดอย่าได้แย่งสมบัติของคนเข็ญใจยากไร้เลย จึงยืนอยู่ข้าง หน้าของหญิงนั้น. นางเห็นพระเถระแล้ว คิดว่า พระเถระนี้เป็นผู้มีอานุภาพใหญ่ ในที่นี้ก็ไม่มีของกิน หรือของเคี้ยว ซึ่งควรถวายแก่พระเถระนี้ เพียง น้ำข้าวข้าวดังอันจืดเย็นไม่มีรสเกลื่อนไปด้วยหญ้าและผงธุลี ซึ่งอยู่ใน ภาชนะสกปรกนี้ เราไม่อาจจะถวายแก่พระเถระเช่นนี้ได้ จึงกล่าวว่าขอ ท่านจงโปรดสัตว์ข้างหน้าเถิด. พระเถระยืนนิ่งไม่ขยับเท้าแม้แต่ข้างเดียว ผู้คนอยู่ในเรือนนำภิกขาเข้าไปถวาย. พระเถระก็ไม่รับ. หญิงเข็ญใจนั้น รู้ว่าพระเถระประสงค์จะรับเฉพาะของเรา จึงมาในที่นี้ก็เพื่ออนุเคราะห์เรา เท่านั้น มีใจเลื่อมใส เกิดความเอื้อเฟื้อ ก็เกลี่ยข้าวตังนั้นลงในบาตรของ พระเถระ พระเถระแสดงอาการว่าจะฉันเพื่อให้ความเลื่อมใสของนาง เจริญเพิ่มขึ้น. ผู้คนปูอาสนะแล้ว พระเถระก็นั่งบนอาสนะนั้นฉันข้าวตัง นั้น ดื่มน้ำแล้วชักมือออกจากบาตร ทำอนุโมทนากล่าวกะหญิงเข็ญใจ นั้นว่า ท่านได้เป็นมารดาของอาตมาในอัตภาพที่สามจากนี้ดังนี้แล้วก็ไป. นางยังความเลื่อมใสให้เกิดในพระเถระยิ่งนัก ทำกาละตายไปในยามต้น แห่งราตรีนั้นแล้ว ก็เข้าไปอยู่ร่วมกับเหล่าเทพนิมมานรดี. ครั้งนั้น ท้าวสักกเทวราชทรงทราบว่านางทำกาละแล้ว ทรงรำพึงอยู่ว่า นางเถิด
หน้า 173 ข้อ 20
ที่ไหนหนอดังนี้ ไม่ทรงเห็นในดาวดึงส์ จึงเข้าไปหาท่านมหากัสสปะใน ยามกลาง [ เที่ยงคืน ] แห่งราตรี เมื่อถามถึงสถานที่เกิดของหญิงนั้น ได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า เมื่อพระคุณเจ้า เที่ยวไปบิณฑบาตยืนนิ่งอยู่ หญิงผู้ใด เข็ญใจยากไร้ อาศัยชายคาเรือนคนอื่น เลื่อมใสแล้วถวายข้าวตังด้วยมือตนเองแก่พระคุณเจ้า หญิงผู้นั้นละกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นไรหนอ เจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิณฺฑาย คือเพื่อบิณฑบาต. คำว่า ตุณฺหีภูตสิส ติฏฺโต นี้แสดงอาการเที่ยวบิณฑบาต. อธิบายว่า เจาะจง ยืน. บทว่า ทลิทฺทา แปลว่า เข็ญใจ. บทว่า กปณา แปลว่า ยากไร้. ด้วยบทว่า ทลิทฺทา นี้ ท่านแสดงความเสื่อมโภคทรัพย์ของหญิงนั้น. ด้วยบทว่า กปณา นี้ แสดงความเสื่อมญาติ. บทว่า ปราคารํ อวิสฺสิตา ความว่า อาศัยเรือนคนอื่น คืออาศัยชายคาเรือนของคนเหล่าอื่น. บทคาถาว่า กํ นุ สาทิสตํ คตา ความว่า ได้ไปทิศอะไร โดย เกิดในเทวโลกกามาวจร ๖ ชั้น ดังนั้น ท้าวสักกะ ทรงดำริว่าหญิงที่ พระเถระทำอนุเคราะห์อยู่อย่างนั้น มีส่วนแห่งทิพยสมบัติอันโอฬาร แต่ ก็มิได้เห็นเลย เมื่อไม่ทรงเห็นในเทวโลกชั้นต่ำสองชั้น ทรงนึกสงสัยจึง ตรัสถาม. ลำดับนั้น พระเถระเมื่อทูลคำตอบโดยทำนองที่ท้าวเธอทูลถาม แล้วนั่นแล ได้ทูลบอกสถานที่บังเกิดของหญิงนั้นแก่ท้าวสักกะนั้นว่า
หน้า 174 ข้อ 20
เมื่ออาตมาเที่ยวไปบิณฑบาตยืนนิ่งอยู่ หญิงผู้ ใดเข็ญใจยากไร้ อาศัยชายคาเรือนคนอื่น เลื่อมใส แล้วถวายข้าวตังด้วยมือตนเองแก่อาตมา หญิงผู้นั้น ละกายมนุษย์แล้ว เคลื่อนพ้นจากความลำเค็ญนี้แล้ว ทวยเทพมีฤทธิ์มาก ชื่อชั้นนิมมานรดีมอยู่ หญิงผู้ ถวายเพียงข้าวตังนั้น ก็บันเทิงสุขอยู่ในสวรรค์ชั้น นิมมานรดีนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ได้แก่ หลุดพ้นไปจาก ความมีโชคร้ายของมนุษย์ จากความเป็นอยู่ที่น่ากรุณาเป็นอย่างยิ่งนั้น. บทว่า โมทิตา จามทายิกา ความว่า ก็หญิงชื่อนั้นถวายทาน เพียงข้าวตัง ยังบันเทิงอยู่ด้วยทิพยสมบัติในกามาวจรสวรรค์ชั้นที่ ๕ ท่านแสดงว่า ขอท่านจงดูผลของทานซึ่งพรั่งพร้อมด้วยเขตสัมปทา [ คือ พระทักษิไณยบุคคลผู้เป็นปฏิคาหก] ท้าวสักกะ สดับว่าทานของหญิงนั้นมีผลใหญ่ และมีอานิสงส์ผล ใหญ่แล้ว เมื่อทรงสรรเสริญทานนั้นอีก จึงตรัสว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ทานที่หญิงผู้ยากไร้ตั้งไว้ ดีแล้ว ในพระคุณเจ้ากัสสปะ ด้วยไทยทานที่นาง นำมาแต่ผู้อื่น ทักษิณายังสำเร็จผลได้จริงหนอ ข้อที่ นารีผู้งามทั่วสรรพางค์ สามีมองไม่จืด ได้รับอภิเษก เป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่เท่า เสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ [ถวายข้าวตัง]
หน้า 175 ข้อ 20
ทองคำร้อยนิกขะ ม้าร้อยตัว รถเทียมม้าอัสดรร้อย คัน หญิงสาวผู้สวมกุณฑลมณีจำนวนแสนนางก็ยัง ไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามหานนี้ พระยาช้าง ตระกูลเหมวตะ มีงางอน มีกำลังและว่องไว มี สายรัดทองคำ มีตัวใหญ่ มีเครื่องประดับเป็นทอง ร้อยเชือก ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจามทานนี้ ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงครองความเป็นเจ้า ทวีปใหญ่ทั้งสี่ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ ของอาจาม- ทานนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโห เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า อัศจรรย์. บทว่า วรากิยา แปลว่า หญิงยากไร้. บทว่า ปราภเตน ได้แก่ ไทยทานที่เขานำนาแต่คนอื่น. อธิบายว่า ที่ได้มาด้วยการเที่ยวขอ จากเรือนของคนอื่น. บทว่า ทาเนน ได้แก่ ด้วยไทยธรรม เพียง ข้าวตังที่พึงถวาย. บทว่า อิชฺฌิตฺถ วต ทกฺขิณา ความว่า น่า อัศจรรย์จริงหนอ ทักษิณาทานสำเร็จผลแล้ว คือได้มีผลมาก รุ่งเรือง มาก กว้างใหญ่มากจริงหนอ. บัดนี้ ท้าวสักกะตรัสคำเป็นต้นว่า ยา มเหสิตฺตํ กาเรยฺย ดังนี้ ก็เพื่อแสดงว่า ถึงนางแก้วเป็นต้น ก็ไม่ถึงทั้งส่วนร้อย ทั้งส่วนพันของ ทานนั้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพงฺคกลฺยาณี ความว่า สวยงาม ดีด้วยส่วนคือเหตุทั้งหมด หรืออวัยวะทุกส่วนที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ไม่ สูงนัก ไม่ต่ำนัก ไม่ผอมนัก ไม่อ้วนนัก ไม่ดำไม่ขาวนัก เกิน
หน้า 176 ข้อ 20
วรรณมนุษย์ แต่ไม่ถึงวรรณทิพย์. บาทคาถาว่า ภตฺตุ จาโนมทสฺสิกา ได้แก่ สามีดูไม่จืดจาง คือ น่าดู น่าเลื่อมใสอย่างดียิ่ง. บทว่า เอตสฺสา จามทานสฺส กลํ นาคฺฆติ โสฬสึ ความว่า แม้ความเป็นนางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็มีค่าไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ กล่าวคือส่วนที่เขาแบ่งผลของอาจามทาน ที่นาง ถวายแล้วนั้นให้เป็น ๑๖ ส่วน จาก ๑๖ ส่วนนั้น แบ่งส่วนหนึ่งให้เป็น อีก ๑๖ ส่วน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทองคำ ๑๕ ธรณะ เป็นนิกขะ อีกพวกกล่าวว่าร้อยธรณะ [ เป็นนิกขะ ]. บทว่า เหมวตา ได้แก่ พระยาช้างเกิดในป่าหิมพานต์ หรือมี กำเนิดในตระกูลช้างเหมวตะ. ก็พระยาช้างเหล่านั้นตัวใหญ่ถึงพร้อมด้วย กำลังและความเร็ว. บทว่า อีสา ทนฺตา ได้แก่ มีงาดุจงอนรถ. อธิบายว่า มีงาคดแต่น้อยหนึ่ง [งอน] เพราะงางอนนั้น จึงกันงาขยายกว้างออก ไปได้. บทว่า อุรูฬฺหวา ได้แก่ เพิ่มพูนด้วยกำลังความเร็ว และความ บากบั่น อธิบายว่า สามารถนำรบใหญ่ได้. บทว่า สุวณฺณกจฺฉา ได้แก่ สวมเครื่องประดับคอทองคำ. ก็ท่านกล่าวส่วนประกอบช้างทั้งหมดด้วย สายรัดกลางตัวช้างเป็นสำคัญ. บทว่า เหมกปฺปนิวาสสา ได้แก่ พรั่ง พร้อมด้วยเครื่องประดับช้างมีเครื่องลาดและปลอกช้างขลิบทองเป็นต้น. หลายบทว่า จตุนฺนํ มหาทีปานํ อิสฺสริยํ ความว่า เป็นเจ้ามหา- ทวีปทั้งสี่มีชมพูทวีปเป็นต้น ซึ่งมีทวีปน้อยเป็นบริวารทวีปละสองพัน. ด้วยบทนั้นท่านกล่าวเอาสิริของพระเจ้าจักรพรรดิทั้งสิ้น นี้รุ่งเรืองด้วย รัตนะ ๗ ประการ. ก็คำซึ่งข้าพเจ้าไม่กล่าวไว้ในที่นี้ ก็มีนัยอย่างที่กล่าวมา แล้วในหนหลัง. ท่านมหากัสสปเถระ กราบทูลคำทั้งหมดที่ท้าวสักกเทวราช
หน้า 177 ข้อ 21
กับตนกล่าวแล้วในที่นี้ ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำคำนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องแล้ว จึงทรงแสดงธรรมโดย พิสดารโปรดบริษัทที่ประชุมกัน. พระธรรมเทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่ มหาชนแล. จบอรรถกถาอาจามทายิกาวิมาน ๔. จัณฑาลิวิมาน ว่าด้วยจัณฑาลิวิมาน [๒๑] พระมหาโมคคัลลานเถระได้กล่าวคาถาสองคาถาว่า ดูก่อนนางจัณฑาลี ท่านจงถวายอภิวาทพระ- บาทยุคลของพระโคดมผู้มีพระเกียรติยศ พระผู้เป็น พระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ประทับยืนอยู่เพื่อทรง อนุเคราะห์ท่านคนเดียว ท่านจงทำใจให้เลื่อมใสยิ่ง ในพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ คงที่ แล้วจง ประคองอัญชลีถวายอภิวาทโดยเร็วเถิด ชีวิตของท่าน ยังน้อยเต็มที. เพื่อจะแสดงประวัติของนางจัณฑาลีนั้นโดยตลอด พระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า หญิงจัณฑาลีผู้นี้ อันพระมหาเถระผู้มีตนอัน อบรมแล้ว ดำรงไว้ซึ่งสรีระอันที่สุด ตักเตือนแล้ว
หน้า 178 ข้อ 21
จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดม ผู้มีพระ- เกียรติยศ แม่โคได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืนประ- คองอัญชลี นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ส่อง แสงสว่างในโลกมืด. เพื่อประกาศเรื่องไปของตน เทพธิดาจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันถึงแล้ว ซึ่งเทวฤทธิ์ เข้ามาหาท่านผู้สิ้นอาสวะปราศจาก กิเลสธุลี เป็นผู้ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ผู้เดียวในป่า ขอไหว้ท่านผู้นั้นเจ้าค่ะ. พระมหาโมคคัลลานเถระจึงกล่าวกะนางนั้นว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้สวยงาม ท่านเป็นใคร มีรัศมี ดังทองงามรุ่งโรจน์ มีเกียรติยศมาก งามตระการ มิใช่น้อย แวดล้อมด้วยหมู่อัปสรพากันลงมาจาก วิมาน จึงไหว้อาตมา. เทพธิดานั้น ถูกพระมหาเถระถามอย่างนี้ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า ท่านเจ้าขา ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ดิฉันเป็นหญิงจัณฑาล ถูกท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปเพื่อ ถวายบังคมพระบาทของพระพุทธเจ้า ดีฉันได้ถวาย บังคมพระบาทยุคล ของพระโคดมผู้เป็นพระอรหันต์ มีพระเกียรติยศอันงาม ครั้นได้ถวายบังคมพระบาท ยุคลแล้ว จุติจากกำเนิดหญิงจัณฑาลก็เข้าถึงวิมาน อันจำเริญโดยประการทั้งปวง ในเทวอุทยานมีนามว่า
หน้า 179 ข้อ 21
นันทนวัน เทพอัปสรประมาณพันหนึ่งพากันมายืนห้อม ล้อมดีฉัน ดีฉันเห็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าเทพอัปสรนั้น โดยรัศมี เกียรติยศ และอายุ ดีฉันได้กระทำ กัลยาณธรรมไว้มาก มีสติสัมปชัญญะ ท่านเจ้าข้า ดีฉันมาในโลกครั้งนี้ ก็เพื่อถวายนมัสการท่านปราชญ์ ผู้ประกอบด้วยความกรุณาเจ้าค่ะ เทพธิดานั้น ครั้น กล่าวถ้อยคำนี้แล้ว เป็นผู้ประกอบด้วยความกตัญญู กตเวที ไหว้เท้าทั้งสองของพระมหาโมคคัลลานเถระ องค์อรหันต์แล้วก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเอง. จบจัณฑาลิวิมาน อรรถกถาจัณฑาลิวิมาน จัณฑาลิวิมานมีคาถาว่า จณฺฑาลิ วนฺท ปาทานิ ดังนี้เป็นต้น. จัณฑาลิวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ ที่พระพุทธเจ้าปฏิบัติกันมาแล้ว เมื่อทรงออก แล้วตรวจดูโลกอยู่ ได้ทรงเห็นหญิงจัณฑาลแก่คนหนึ่ง ซึ่งอยู่ใน จัณฑาลิคาม ในนครนั้นนั่นเองสิ้นอายุ ก็กรรมของนางที่นำไปนรก ปรากฏชัดแล้ว. พระองค์ทรงมีพระทัยอันพระมหากรุณาให้ขะมักเขม้นแล้ว ทรงดำริว่า เราให้นางทำกรรมอันนำไปสู่สวรรค์ จักห้ามการเกิดใน นรกของนางด้วยกรรมนั้น ให้ดำรงอยู่บนสวรรค์ จึงเสด็จเข้าไป
หน้า 180 ข้อ 21
บิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ ก็สมัยนั้น หญิงจัณฑาลี นั้น ถือไม้ออกจากนคร พบพระผู้มีพระภาคเจ้ากำลังเสด็จมาได้ยืน ประจันหน้ากันแล้ว. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยืนตรงหน้า เหมือนห้ามมิให้นางไป. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ รู้พระทัยของ พระศาสดา และความหมดอายุของหญิงนั้นแล้ว เมื่อจะให้นางถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ดูก่อนแม่จัณฑาล ท่านจงถวายบังคมพระบาท ยุคลของพระโคดม ผู้มีพระเกียรติยศเถิด พระโคดม ผู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ประทับยื่นเพื่ออนุเคราะห์ ท่านคนเดียว ท่านจงทำจิตให้เลื่อมใสยิ่ง ในพระองค์ ผู้เป็นพระอรหันต์ ผู้คงที่ แล้วจงรีบประคองอัญชลี ถวายบังคมเถิด ชีวิตของท่านน้อยเต็มที่. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า จณฺฑาลิ พระเถระเรียกนางที่มี ชื่อมาแต่กำเนิด. บทว่า วนฺท ได้แก่ จงถวายบังคม. บทว่า ปาทานิ ได้แก่ จรณะคือพระบาทอันเป็นสรณะของโลก พร้อมด้วยเทวโลก. บาท คาถาว่า ตเมว อนุกมฺปาย ได้แก่ เพื่ออนุเคราะห์ท่านเท่านั้น. อธิบายว่า เพื่อป้องกันการเกิดในอบายมาให้บังเกิดในสวรรค์. บทว่า อฏฺาสิ ได้แก่ ประทับยืนไม่เสด็จเข้าไปสู่พระนคร. บทว่า อิสิสตฺตโม ความว่า พระองค์เป็นผู้สูงสุด คือ อุกฤษฏ์ กว่าฤษีชาวโลก พระเสขะ พระอเสขะ พระปัจเจกพุทธเจ้า อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อิสิสตฺตโม เพราะบรรดา พุทธฤษีทั้งหลายมีพระวิปัสสีเป็นต้น เป็นฤษี [พระพุทธเจ้า] พระองค์ ที่ ๗.
หน้า 181 ข้อ 21
บาทคาถาว่า อภิปฺปสาเทหิ มนํ ความว่า จงทำจิตของท่านให้ เลื่อมใสว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ. บทว่า อรหนฺตมฺหิ ตาทิเน ความว่า ชื่อว่าพระอรหันต์ เพราะกิเลสทั้งหลาย ห่างไกล เพราะกำจัดกิเลสเหล่านั้น ซึ่งเป็นข้าศึก เพราะกำจัดกำแห่ง สังสารจักร เพราะเป็นผู้ควรแก่ปัจจัยทั้งหลาย และเพราะไม่มีความลับ ในการทำบาป ชื่อว่า ตาทิ เพราะถึงความคงที่ในโลกธรรมมีอิฏฐารมณ์ เป็นต้น. บาทคาถาว่า ขิปฺปํ ปญฺชลิกา วนฺท ความว่า ท่านจงประคอง อัญชลีแล้วจงถวายบังคมเร็ว ๆ เถิด. หากถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะชีวิตของท่านน้อยเต็มที่ เพราะชีวิตของท่านจะต้องแตกเป็นสภาพ ในที่นี้ จึงยังเหลือน้อย คือนิดหน่อย. พระเถระ เมื่อระบุพระคุณของพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๒ คาถา อย่างนี้ อยู่ในอานุภาพของตน ทำนางให้สลดใจด้วยการชี้ชัดว่า นาง หมดอายุ ประกอบนางไว้ในการถวายบังคมพระศาสดา. ก็นางได้ฟังคำ นั้นแล้ว เกิดสลดใจ มีใจเลื่อมใสในพระศาสดา ถวายบังคมด้วย เบญจางคประดิษฐ์ ประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ได้ยืนมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติอันซ่านไปในพระพุทธคุณ. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไป พระนครพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ด้วยทรงดำริว่า เท่านี้ก็พอจะให้นางเกิดใน สวรรค์ได้ดังนี้. ต่อมา แม่โคลูกอ่อนตัวหนึ่ง หันวิ่งตรงไปจากที่นั้น เอาเขาขวิดนางจนเสียชีวิต. ท่านพระสังคีติกาจารย์ เพื่อแสดงเรื่องนั้น ทั้งหมด ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า หญิงจัณฑาลผู้นี้ อันพระมหาเถระผู้มีตนอัน อบรมแล้ว ธำรงไว้ซึ่งสรีระอันสุดท้าย ตักเตือนแล้ว
หน้า 182 ข้อ 21
จึงถวายบังคมพระบาทยุคลของพระโคดม ผู้มีพระ- เกียรติยศ แม่โคได้ขวิดนางในขณะที่กำลังยืนประ- คองอัญชลี นมัสการพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ส่อง แสงสว่างในโลกมืดดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺชลึ ิตํ นมสฺสมานํ สมฺพุทฺธํ ความว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เสด็จไปแล้ว นางก็ยังมีจิตเป็นสมาธิ ด้วยปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ ยืนประคองอัญชลีเหมือนอยู่เฉพาะพระ- พักตร์. บทว่า อนฺธกาเร ได้แก่ ในโลกอันมืดด้วยความมืดคืออวิชชา และมืดด้วยกิเลสทั้งสิ้น. บทว่า ปภงฺกรํ คือ ผู้ทำแสงสว่างคือญาณ. ก็นางจุติจากนั้นไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. นางมีอัปสรแสนหนึ่ง เป็นบริวาร. ก็แลในทันใดนั่นเอง นางมาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมาน แล้ว ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคัลลานะถวายนมัสการ. เพื่อแสดงความ ข้อนั้น นางเทพธิดา ได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านวีรบุรุษผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันบรรลุ เทวฤทธิ์แล้ว เข้ามาหาท่านผู้สิ้นอาสวะปราศกิเลสธุลี เห็นผู้ไม่หวั่นไหว นั่งเร้นอยู่ผู้เดียวในป่า ขอไหว้ ท่านเจ้าค่ะ. พระเถระได้ถามเทพธิดานั้นว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้สง่างาม ท่านเป็นใคร มีรัศมี ดังทองงามรุ่งโรจน์ มีเกียรติยศมาก งานตระการ * อรรถกถาว่า นางมีอัปสรแสนหนึ่ง บาลีว่า มีอัปสรพันหนึ่ง
หน้า 183 ข้อ 21
มิใช่น้อย แวดล้อมด้วยหมู่เทพอัปสรพากันลงมาจาก วิมาน จึงมาไหว้อาตมา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชลิตา ได้แก่ รุ่งโรจน์โชติช่วงด้วย รัศมีแห่งสรีระผ้าและอาภรณ์เป็นต้นของตน. บทว่า มหาสยา ได้แก่ มีบริวารมาก. บทว่า วิมานโมรุยฺห แปลว่า ลงจากวิมาน. บทว่า อเนกจิตฺตา ได้แก่ ประกอบด้วยความงามหลากหลาย. บทว่า สุเภ แปลว่า ผู้มีคุณอันงาม. บทว่า มมํ แปลว่า อาตมา. เทพธิดานั้น ได้ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา อีกว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันเป็นหญิงจัณฑาล ถูกท่านผู้ เป็นวีรบุรุษส่งไปถวายบังคมพระบาทยุคลของพระ- โคดม ผู้เป็นพระอรหันต์ มีพระเกียรติยศ ครั้นได้ ถวายบังคมพระยุคลบาทแล้ว จุติจากกำเนิดหญิง จัณฑาลไปเข้าถึงวิมาน อันเพรียบพร้อมด้วยสมบัติ ทั้งปวง ในอุทยานนันทนวัน เทพอัปสรพันหนึ่งพากัน มายืนห้อมล้อม ดีฉันเป็นผู้ประเสริฐเลิศกว่าเทพ- อัปสรเหล่านั้น โดยวรรณะ เกียรติยศ และอายุ ดีฉัน ได้กระทำกรรมอันงามมากมาย มีสติสัมปชัญญะ ท่านเจ้าขา ดิฉันมามนุษยโลกครั้งนี้ ก็เพื่อถวาย นมัสการพระมุนีผู้มีกรุณา เจ้าค่ะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เปสิตา ความว่า หญิงจัณฑาลถูก
หน้า 184 ข้อ 21
ท่านผู้เป็นวีรบุรุษส่งไปเพื่อถวายนมัสการด้วยคำเป็นต้นว่า ดูก่อนแม่- จัณฑาล ท่านจงถวายพระยุคลบาทเถิด. บุญที่สำเร็จด้วยการถวายบังคมนั้น ถึงจะน้อยโดยชั่วขณะประเดี๋ยวก็จริง ถึงกระนั้น ก็ชื่อว่ามากเกินที่จะ เปรียบได้ เพราะมีเขต [เขตตสัมปทา] ใหญ่ และมีผลใหญ่ เพราะเหตุ นั้น นางจึงได้กล่าวว่า ปหูตกตกลฺยาณา ดังนี้ อนึ่ง นางหมายถึงความ บริสุทธิ์ของปัญญาและสติ ในขณะความเป็นไปแห่งปีติมีพระพุทธคุณเป็น อารมณ์ จึงได้กล่าวว่า สมฺปชานา ปติสฺสตา ดังนี้. ท่านพระสังคีติ- กาจารย์ ตั้งคาถาไว้อีกว่า เทพธิดาจัณฑาลี ผู้กตัญญูกตเวที ครั้นกล่าว ถ้อยคำนี้แล้ว ไหว้เท้าทั้งสองของท่านพระมหาโมค- คัลลานเถระ องค์พระอรหันต์แล้ว ก็อันตรธานไป ณ ที่นั้นนั่นเองแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑาลี ท่านกล่าวว่า เคยเป็นหญิง จัณฑาล. คำใด เป็นการกล่าวเรียกกันติดปากในมนุษยโลก คำนี้ก็ ปฏิบัติติดมาในเทวโลกเช่นกัน. คำที่เหลือมีนัยดังที่กล่าวมาแล้ว. ส่วนท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ กราบทูลเรื่องถวายพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำข้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้ เป็นประโยชน์แก่ประชาชนแล. จบอรรถกถาจัณฑาลิวิมาน
หน้า 185 ข้อ 22
๕. ภัททิตถิกาวิมาน ว่าด้วยภัททิตถิกาวิมาน [๒๒] พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามถึงบุรพกรรมที่ ภัททาเทพธิดา นั้นได้กระทำไว้ว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้มีปัญญาดี ท่านสวมไว้เหนือ ศีรษะ ซึ่งมาลัยดอกมณฑารพ ซึ่งมีสีต่าง ๆ คือ คำ แดงเข้ม และแดง แวดล้อมด้วยกลีบเกสรจาก ต้นไม้เหล่าใด ต้นไม้เหล่านี้ไม่มีในหมู่เทพเหล่าอื่น เพราะบุญอะไร ท่านผู้มียศจึงเข้าถึงหมู่เทวดาชั้น ดาวดึงส์ ดูก่อนเทพธิดา ท่านถูกเราถามแล้ว โปรดบอกสิว่านี้เป็นผิของบุญกรรมอะไร. เทพธิดาถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว จึงทูลพยากรณ์ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ชนทั้งหลายรู้จักข้าพระองค์ว่า ภัตทิตถิกา ข้าพระองค์เป็นอุบาสิกาอยู่ในกิมพิลนคร เป็นผู้สม- บูรณ์ด้วยศรัทธา และศีล ยินดีในการจำแนกทาน ทุกเมื่อ มีจิตอันเลื่อมใสในพระอริยเจ้าผู้ปฏิบัติตรง ได้ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร เสนาสนะ และเครื่อง ประทีป ข้าพระองค์ได้เข้ารักษาอุโบสถอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการตลอดดิถีที่ ๑๔-๑๕ และดิถีที่ ๘ ของปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวม
หน้า 186 ข้อ 22
แล้วด้วยดีในศีลทุกเมื่อ งดเว้นจากปาณาติบาต เป็น ผู้เว้นจากการถือเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยไถยจิต จาก การประพฤติผิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และ จากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ และ เป็นผู้ฉลาดในอริยสัจ มีปกติเป็นอยู่ด้วยความไม่ ประมาท เป็นอุบาสิกาของพระพุทธเจ้าผู้มีพระ- สมันตจักษุ ข้าพระองค์บำเพ็ญสุจริตกุศลธรรมสำเร็จ แล้ว จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว เป็นนางเทพธิดาผู้มี รัศมีในกายตัวเอง เที่ยวชมอยู่รอบ ๆ สวนนันทนวัน อนึ่ง ข้าพระองค์ได้เลี้ยงดูซึ่งท่านภิกษุผู้เป็นอัครสาวก ทั้งสอง ผู้อนุเคราะห์ชาวโลกด้วยประโยชน์เกื้อกูล อย่างยิ่ง เป็นมหาปราชญ์ และได้บำเพ็ญสุจริตกุศล- ธรรมไว้มาก ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว ได้ บังเกิดเป็นเทพธิดา ผู้มีรัศมีในกายของตนเอง เที่ยว ชมอยู่รอบ ๆ สวนนันทนวัน ข้าพระองค์ได้เข้ารักษา อุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ นำมา ซึ่งความสุขอันกำหนดมิได้เนืองนิตย์ และได้สร้าง สุจริตกุศลธรรมความชอบไว้บริบูรณ์แล้ว ครั้นจุติจาก มนุษยโลกนั้นแล้ว ได้บังเกิดเป็นนางเทวดาผู้มี รัศมีในกายตัวเอง เที่ยวชมอยู่รอบ ๆ นันทนวัน. จบภัททิตถิกาวิมาน
หน้า 187 ข้อ 22
อรรถกถาภัททิตถิกาวิมาน ภัททิตถิกาวิมานมีคาถาว่า นีลา ปีตา จ กาฬา จ ดังนี้เป็นต้น. ภัททิตถิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อารามของอนาถ- บิณฑิกะ กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ในกิมิลนคร มีคหบดีบุตรผู้หนึ่งชื่อ โรหกะ มีศรัทธาปสาทะ ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ ในนครนั้นแล มีทาริกาเด็กหญิงคนหนึ่ง ในตระกูลที่มีโภคทรัพย์มาก ทัดเทียมกับนาย โรหกะนั้น เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส มีนามว่า ภัททา เพราะเจริญแม้ ตามปกติ ครั้นต่อมา มารดาบิดาของโรหกะ ได้เลือกกุมารีนั้น นำนาง มาในเวลานั้น ได้ทำอาวาหวิวามงคลกัน. สองสามีภริยานั้น ก็อยู่ร่วม กันด้วยสามัคคี ก็เพราะอาจารสมบัติของตน นางจึงได้เป็นคนเด่น รู้จัก กันไปทั่วพระนครนั้นว่า ภัททิตถี แม่หญิงภัทรา. ก็สมัยนั้น พระอัครสาวกทั้ง ๒ มีภิกษุเป็นบริวาร รูปละ ๕๐๐ จาริกเที่ยวไปในชนบท ถึงกิมิลนคร. นายโรหกะ รู้ว่าพระอัครสาวกนั้น ไปที่กิมิลนครนั้น เกิดโสมนัสเข้าไปหาพระเถระทั้งสองรูป ไหว้แล้วนิมนต์ ฉันในวันพรุ่งนี้ อังคาสท่านพร้อมด้วยบริวารให้อิ่มหนำสำราญด้วยของ เคี้ยวของฉันอันประณีตในวันรุ่งขึ้น พร้อมด้วยบุตรและภรรยา ได้ฟัง พระธรรมเทศนาที่ท่าแสดงแล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน รับสรณะ สมาทานเบญจศีล. ส่วนภรรยาของเขา ก็เข้ารักษาอุโบสถศีลเป็นวัน ๘ ค่ำ ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวันปาฏิหาริยปักษ์. เฉพาะอย่างยิ่งนางได้เป็นผู้ถึง พร้อมด้วยศีลและอาจาระ และเทวดาทั้งหลาย อนุเคราะห์แล้ว ก็ด้วย
หน้า 188 ข้อ 22
ความอนุเคราะห์ของเทวดานั้นแล นางก็ปลดเปลื้องคำว่าร้ายผิด ๆ ที่ ตกมาเหนือตนหายไปได้ กลายเป็นผู้มีเกียรติยศแพร่ไปทั่วโลกอย่างยิ่ง เพราะนางมีศีลและอาจาระหมดจดด้วยดีแล. ก็ภรรยานั้น อยู่ในกิมิลนครนั้นเอง ส่วนสามีของนางอยู่ค้าขายใน ตักกศิลานคร ในวันมหรสพรื่นเริงกัน เมื่อถูกพวกเพื่อนรบเร้าก็เกิดคิด อยากเล่นงานมหรสพตามเทศกาล เทวดาผู้ประจำเรือนก็ช่วยนำนางไปใน ตักกศิลานครนั้นด้วยอานุภาพทิพย์ของตนแล้ว ส่งไปร่วมกับสามี เพราะ อยู่ร่วมกันนั่นแล ก็ตั้งครรภ์ เทวดาช่วยนำกลับกิมิลนคร เมื่อครรภ์ ปรากฏชัดขึ้นโดยลำดับ ถูกแม่ผัวเป็นต้น รังเกียจว่านางประพฤตินอกใจ สามี เมื่อกระแสน้ำในแม่น้ำคงคาถูกเทวดานั้นแล บันดาลให้เป็นเหมือน หลงมาท่วมกิมิลนคร ด้วยอานุภาพของตน ประสบความยุ่งยาก ซึ่งตก ลงมาเหนือตนดังกระแสน้ำในแม่น้ำคงคาที่มีเกลียวคลื่นเกิดเพราะแรงลม ด้วยการสมถะมีสัจจาธิษฐานเป็นเบื้องต้น ซึ่งพิสูจน์ว่าตนเป็นหญิงจงรัก สามี ถึงจะกลับมาอยู่ร่วมกับสามี สามีนั้นก็รังเกียจ เหมือนแม่ผัวเป็นต้น รังเกียจมาก่อน และต้องอ้างสัญญาณเครื่องหมาย ซึ่งสามีนั้นประทับชื่อ ให้ไว้ในตักกศิลานคร จึงแก้ความรังเกียจนั้นได้ กลายเป็นผู้ที่ญาติฝ่าย สามีและมหาชนยกย่อง ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า สุวิสุทฺธสีลา- จารตาย อติวิย โลเก ปตฺถฏยสา อโหสิ ได้เป็นผู้มีเกียรติยศแพร่ไป ในโลกอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้มีศีลและอาจาระหมดจดดี. สมัยต่อมา นางทำกาละตาย ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ ครั้งเมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาจากกรุงสาวัตถีไปยังภพดาวดึงส์ ประทับนั่ง บนบัณฑุกัมพลศิลา ณ โคนต้นปาริฉัตร และเมื่อเทพบริษัทเข้าไปเฝ้า
หน้า 189 ข้อ 22
พระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แม้ ภัททิตถีเทพธิดาก็ได้เข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วน ข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงถามบุญกรรมที่ เทพธิดานั้นทำไว้ ณ ท่ามกลางเทวดาบริษัทและพระพรหมบริษัทที่ประชุม พร้อมกันในหมื่นโลกธาตุ ได้ตรัสว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้มีปัญญาดี ท่านทัดทรงไว้ เหนือศีรษะ ซึ่งพวงมาลัยดอกมณฑารพ อันมีสี ต่าง ๆ กัน คือ เขียว เหลือง ดำ แดงเข้ม และแดง ที่ห้อมล้อมด้วยกลีบเกสร จากต้นไม้เหล่าใด ต้นไม้ เหล่านี้ ไม่มีในเทพหมู่อื่น เพราะบุญอะไร ท่านผู้ เลอยศจึงเข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ ดูก่อนเทพธิดา ท่านถูกเราถามแล้ว จงบอกมาสิว่านี้เป็นผลของบุญ อะไร. ในคาถานั้น จ ศัพท์ในบาทคาถานี้ว่า นีลา ปีตา จ กาฬา จ มญฺชิฏฺา อถ โลหิตา เป็นการกล่าวควบบท จ ศัพท์นั้น พึงประกอบ แต่ละบทโดยเป็นต้นว่า นีลา จ ปีตา จ. ศัพท์ว่า อถ เป็นนิบาตใช้ ในอรรถอื่น. ด้วย อถ ศัพท์นั้น ท่านรวมวรรณะที่ไม่ได้กล่าวมีสีขาวเป็นต้น ไว้ด้วย. พึงทราบว่าอิติศัพท์ท่านลบเสียแล้วแสดงไว้ [ไม่มีอิติศัพท์] อีกอย่างหนึ่ง จ ศัพท์ ควบข้อความที่ไม่ได้กล่าวไว้ อิติ ศัพท์ เป็น นิบาต. บทว่า อุจฺจาวจานํ. ในบาทคาถาว่า อุจฺจารจานํ วณฺณานํ นี้ พึงเห็นว่าไม่ลบวิภัตติ อธิบายว่า มีสีสูงและตำคือมีสีต่าง ๆ กัน. อนึ่ง
หน้า 190 ข้อ 22
บทว่า วณฺณานํ แปลว่า ซึ่งมีรัศมีคือสี. บาทคาถาว่า กิญฺชกฺขปริวาริตา ได้แก่ แวดล้อมด้วยกลีบเกสรดอกไม้. ที่จริงบทนั้นเป็นปฐมาวิภัตติแต่ ใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ. มีคำอธิบายดังนี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านทัดทรง ประดับไว้เหนือเศียร ซึ่งมาลัยดอกมณฑารพ คือพวงมาลัยที่ทำด้วยดอก มณฑารพเหล่านั้น เพราะดอกมณฑารพเหล่านั้น ซึ่งสีสรรต่างๆ คือ เขียว เหลือง ดำ แดงเข้ม แดงและสีอื่น ๆ มีสีขาวเป็นต้น อันห้อมล้อมด้วยกลีบ เกสรคือละออง ตามที่เป็นอยู่มีสัณฐานทรวดทรงงามเป็นต้น หรือเพราะ สีแห่งวรรณะตามที่กล่าวแล้วต่าง ๆ กัน เกิดจากต้นมณฑารพ. เพื่อแสดงว่าต้นไม้ที่มีดอกเหล่านั้นไม่ทั่วไปแก่สวรรค์ชั้นอื่น เพราะ ดอกไม้เหล่านั้น มีสีพิเศษแปลกออกไป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นยิเม อญฺเสุ กาเยสุ รุกฺขา สนฺติ สุเมธเส ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า อิเม ประกอบความว่า ต้นไม้มีดอกประกอบด้วยสีและสัณฐาน เป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วไม่มี. บทว่า กาเยสุ แปลว่า ในหมู่เทพทั้งหลาย. บทว่า สุเมธเส แปลว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้มีปัญญาดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีลา ได้แก่ มีสีเขียว โดยมณีรัตนะ มีอินทนิลและมหานิลเป็นต้น. บทว่า ปีตา ได้แก่ มีสีเหลือง โดย มณีรัตนะ มีบุษราคัมกักเกตนะและปุลกะเป็นต้น และทองสิงคี. ว่า กาฬา ได้แก่ มีสีดำ โดยมณีรัตนะมีแก้วหินอัสมกะ แก้วหินอุปลกะ เป็นต้น. บทว่า มญฺชิฏฺา ได้แก่ มีสีแดงเข้ม โดยมณีรัตนะมีแก้วโชติรส แก้วโคปุตตาและแก้วโคเมทกะเป็นต้น. บทว่า โลหิตา ได้แก่ มีสีแดง โดยมณีรัตนะมีแก้วทับทิม แก้วแดง แก้วประพาฬเป็นต้น ส่วนอาจารย์ บางพวก เอาบทมีนีละ เป็นต้นกับบทนี้ว่า รุกฺขา ประกอบกันกล่าวว่า
หน้า 191 ข้อ 22
นีลารุกฺขา เป็นต้น. ที่จริง แม้ต้นไม้ย่อมได้โวหารว่าเขียวเป็นต้น เพราะประกอบด้วยสีเขียวเป็นต้น เหตุปกคลุมด้วยดอกไม้มีสีเขียวเป็นต้น เพราะเหตุนั้น ด้วยบทเหล่านั้นว่า นีลา ปีตา จ กาฬา จ ฯ ป ฯ นยิเม อญฺเสุ กาเยสุ รุกฺขา สนฺติ สุเมธเส ดังนี้ พึงประกอบ ความว่า ท่านทัดทรงพวงดอกมณฑารพ ซึ่งมีสีสรรต่าง ๆ ฯลฯ ห้อม ล้อมด้วยกลีบเกสรจากต้นไม้ใด การแสดงต้นไม้ไว้แผนกหนึ่ง ด้วยการ ระบุดอกไม้อันประกอบด้วยสีแปลกออกไปตามที่เห็นแล้ว ด้วยการแสดง ถึงภาวะที่ดอกไม้เหล่านั้นเป็นของไม่ทั่วไป จัดเป็นปฐมนัย. การแสดง ดอกไม้ไว้แผนกหนึ่ง ด้วยการแสดงภาวะที่ต้นไม้เป็นของไม่ทั่วไป จัด เป็นทุติยนัย. สีเป็นต้น ในปฐมนัยท่านถือเอาโดยสภาพ. ในทุติยนัย ท่านถือเอาโดยมุข คือต้นไม้อันเป็นที่อาศัย [ ของสี ] ในข้อนั้นสีและ ต้นไม้เหล่านั้น แปลกกันดังกล่าวมานี้. บทว่า เกน ประกอบความว่า เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงเข้า ถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์. บทว่า ปุจฺฉิตาจิกฺข ความว่า ท่านถูกเราถาม แล้ว จงบอกจงกล่าวมาเถิด. เทพธิดานั้น ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามอย่างนี้แล้ว จึงได้ทูล พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ชนทั้งหลายรู้จักข้าพระองค์ว่า ภัททิตถิกา แม่ หญิงภัทรา ข้าพระองค์เป็นอุบาสิกาอยู่ในกิมพิลนคร เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการจำแนก ของเป็นทานทุกเมื่อ มีจิตผ่องใส ได้ถวายผ้านุ่งห่ม
หน้า 192 ข้อ 22
อาหาร เสนาสนะ และเครื่องประทีป ในพระอริย- เจ้าผู้ปฏิบัติตรง ข้าพระองค์ได้เข้ารักษาอุโบสถ อัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดดิถีที่ ๑๔-๑๕ และดิถีที่ ๘ ของปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ข้าพระองค์เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยดีในศีลทุกเมื่อ มี สัญญมะ และแจกทาน จึงครอบครองวิมาน. ดีฉัน งดเว้นจากปาณาติบาต เป็นผู้เว้นจากการถือเอาสิ่งของ ของผู้อื่นด้วยไถยจิต จากการประพฤติผิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มนำเมา เป็นผู้ ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ และเป็นผู้ฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระพุทธเจ้าผู้มีพระสมันตจักษุ มี ปกติเป็นผู้อยู่ด้วยความไม่ประมาท. ข้าพระองค์ได้โอกาสบำเพ็ญกุศลธรรม จุติจาก มนุษยโลกนั้นแล้ว เป็นเทพธิดา มีรัศมีของตนเอง เที่ยวชมสวนนันทนวันอยู่ อนึ่ง ข้าพระองค์ได้เลี้ยงดู ท่านภิกษุอัครสาวกทั้งสอง ผู้อนุเคราะห์ชาวโลกด้วย ประโยชน์เกื้อกูลอย่างยิ่ง เป็นมหาปราชญ์ และได้ โอกาสบำเพ็ญกุศลธรรม ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้น แล้ว ได้บังเกิดเป็นเทพธิดาผู้มีรัศมีในตนเอง เที่ยว ชมสวนนันทนวันอยู่ ข้าพระองค์ได้เข้ารักษาอุโบสถ อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันนำความสุขมา หาประมาณมิได้อยู่เนืองนิตย์ และได้โอถาสร้าง
หน้า 193 ข้อ 22
กุศลธรรม ครั้นจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว ได้บังเกิด เป็นนางเทพธิดา ผู้มีรัศมีในตนเอง เที่ยวชมสวน นันทนวันอยู่. ในบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า ภทฺทิตฺถิกาติ มํ อญฺึสุ กิมฺพิลายํ อุปาสิกา ความว่า หญิงนี้เจริญดี เกิดการตัดสินใจไว้ว่า เป็นผู้มีศีล ไม่ขาด เพราะกลับกระแสน้ำใหญ่ที่กำลังเบียดเบียน ด้วยอาจารสมบัติ ด้วยการการทำสัจ เพราะฉะนั้น ชาวกิมพิลนครจึงรู้จักข้าพระองค์ว่า อุบาสิกาชื่อว่า ภัททิตถิกา. บาทคาถาเป็นต้นว่า สทฺธาสีเลน สมฺปนฺนา มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง. อีกอย่างหนึ่ง เทพธิดาแสดงทรัพย์คือศรัทธาด้วยบทนี้ว่า สทฺธา. ทรัพย์คือจาคะด้วยบทนี้ว่า ข้าพระองค์ยินดีในการจำแนกของเป็นทาน มีจิตผ่องใส ได้ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร เสนาสนะและเครื่องประทีปใน พระอริยะ ผู้ปฏิบัติตรง. ทรัพย์คือศีล ทรัพย์คือหิริ และทรัพย์คือ โอตตัปปะด้วยบทนี้ว่า ข้าพระองค์สมบูรณ์ด้วยศีล ตลอดดิถี ๑๔-๑๕ ค่ำ ฯ ล ฯ มีสิกขาบท ๕ ประการ แสดงทรัพย์คือสุตะ และทรัพย์คือปัญญา ด้วยบทนี้ว่า อริยสจฺจาน โกวิทา. เทพธิดานั้นแสดงการได้อริยทรัพย์ ๗ ประการของตนดังกล่าวมาฉะนี้. เทพธิดาชี้แจงอานิสงส์ของอริยทรัพย์ ๗ นั้น ทั้งที่เป็นปัจจุบัน ทั้งที่เป็นภายหน้า ด้วยบาทคาถานี้ว่า อุปาสิกา จกฺขุมโต ฯ เป ฯ อนุวิจรามิ นนฺทนํ. ในบทเหล่านั้น บทว่า กตาวาสา ได้แก่ ได้บำเพ็ญสุจริตกรรมเครื่องอยู่สำเร็จแล้ว. จริงอยู่ สุจริตกรรมเรียกว่าอาวาสที่อยู่แห่งสุขวิหารธรรม เพราะเหตุอยู่
หน้า 194 ข้อ 22
เป็นสุขในปัจจุบันและอนาคต ด้วยเหตุนั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า กตกุสลา ดังนี้. เทพธิดากล่าวบุญสำเร็จด้วยทานของตนอันเป็นเขตพิเศษที่มิได้แตะ ต้องมาก่อนแล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงความที่เขตพิเศษเป็นบ่อเกิดแห่งบุญ นั้น จึงกล่าวคำว่า ภิกฺขู จ เป็นต้น. ในบทเหล่านั้น ว่า ภิกฺขู ชื่อว่าภิกษุเพราะเป็นผู้ทำลายกิเลสมิให้เหลือ. บทว่า ปรมหิตานุกมฺปเก ได้แก่ ผู้อนุเคราะห์ประโยชน์เกื้อกูลในปัจจุบันเป็นต้น เป็นอย่างยิ่งคือ เหลือเกิน. บทว่า อโภชยึ ได้แก่ ข้าพระองค์ได้ให้ท่านฉันโภชนะอัน ประณีต. บทว่า ตปสฺสิยุคํ ความว่าคู่ [สองอัครสาวก] ผู้มีตบะ เพราะเผาผลาญตัดกิเลสมลทินทั้งหมดได้เด็ดขาดด้วยตบะอันสูงสุด. บทว่า มหามุนึ ความว่า เป็นผู้แสวงคุณใหญ่เพราะตบธรรมนั้นนั่นแล หรือ ชื่อว่ามหาปราชญ์เพราะรู้คือกำหนดวิสัยของตนได้ด้วยญาณอย่างใหญ่นั่น เที่ยว. คำนั้นทั้งหมด เทพธิดากล่าวหมายเอาพระอัครสาวกทั้งสอง. บทว่า อปริมิตํ สุขาวหํ ท่านกล่าวมิได้ลบนิคหิต ได้แก่อัน ให้เกิดหิตสุขมีปริมาณเกินพระดำรัสแม้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะ พระบาลีว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อนี้ผู้บอกจะทำให้บรรลุ ตลอดถึง สุขบนสวรรค์ไม่ง่ายนัก หรือนำสุขมาหาประมาณมิได้ คือนำสุขมาด้วย อานุภาพของตน. บทว่า สตตํ แปลว่า ทุกเวลา. ประกอบความว่า ไม่ลดวันรักษาอุโบสถนั้น ๆ หรือทำวันรักษาอุโบสถนั้นไม่ให้ขาด ทำ ให้บริบูรณ์นำความสุขมาให้เนืองนิตย์ หรือทุกเวลา. คำที่เหลือเหมือนนัยที่ กล่าวมาแล้วในหนหลัง.
หน้า 195 ข้อ 23
ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงอภิธรรมปิฎกตลอดสาม เดือนโปรดหมู่เทวดาและพรหม ผู้อยู่ในหมื่นโลกธาตุ มีพระมารดาเทพ- บุตรเป็นประธาน เสด็จกลับมายังมนุษยโลกแล้ว ทรงแสดงภัททิตถิกา- วิมานโปรดแก่ภิกษุทั้งหลาย. พระธรรมเทศนานั้น ได้เป็นประโยชน์แก่ บริษัทผู้ประชุมกันแล. จบอรรถกถาภัททิตถิกาวิมาน ๖. โสณทินนาวิมาน ว่าด้วยโสณทินนาวิมาน [๒๓] พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้สอบถามนางเทพธิดาด้วย คาถาว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ส่องสว่าง ไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีผิวพรรณเช่นนี้ เพราะบุญอะไร อิฐผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคสมบัติทุกอย่างที่ น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ ถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้กระทำบุญอะไร ไว้ และเพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 196 ข้อ 23
เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ชนชาวนาลันทานครรู้จักดิฉันว่า โสณทินนา ดีฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองนาลันทา เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศรัทธาและศีล ยินดีแล้วในทานบริจาคเสมอ มี จิตผ่องใส ได้ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร เสนาสนะ และ เครื่องประทีป เครื่องอุปกรณ์ ในพระอริยะผู้ปฏิบัติ ตรง ดีฉันได้เข้ารักษาอุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวม ด้วยดีในศีลทุกเมื่อ คือเป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นห่างไกลจากอทินนาทาน จากการประพฤติผิดใน กาม สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา ดีฉัน เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ มีปัญญาเฉลียวฉลาด ในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุ และพระเกียรติยศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีรัศมีเช่นนี้ ฯลฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบโสณทินนาวิมาน
หน้า 197 ข้อ 23
อรรถกถาโสณทินนาวิมาน โสณทินนาวิมานมีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ดังนี้เป็นต้น. โสณทินนาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. ก็สมัย นั้น อุบาสิกาคนหนึ่งชื่อโสณทินนาในเมืองนาลันทามีศรัทธาเลื่อมใส บำรุง ภิกษุทั้งหลายด้วยปัจจัย ๔ โดยเคารพ มีนิจศีลอันบริสุทธิ์ดี เข้ารักษา แม้อุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ. นางโสณทินนานั้น ได้ความ สบายในการฟังธรรม เมื่อเพิ่มพูนกัมมัฏฐานในสัจจะ ก็ได้เป็นโสดาบัน เพราะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ต่อมา นางเป็นโรคชนิดหนึ่งแล้วก็ตายไป เกิดในชั้นดาวดึงส์. ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้สอบถามเทพธิดานั้น ด้วยคาถาสามคาถาเหล่านั้นว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม มีรัศมี ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร อิฐผลนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคสมบัติ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ ถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ และเพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 198 ข้อ 23
เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ชนชาวเมืองนาลันทา รู้จักดิฉันว่าโสณทินนา ดีฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองนาลันทา เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศรัทธาและศีลยินดีแล้ว ในทานบริจาคเสมอ มีจิต ผ่องใส ได้ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร เสนาสนะและ เครื่องประทีปเครื่องอุปกรณ์ ในพระอริยะผู้ปฏิบัติตรง ดีฉันได้เข้ารักษาอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้สำรวม ด้วยดีในศีลทุกเมื่อ. เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นห่างไกลจากอทินนาทาน จากการประพฤติผิดใน กาม สำรวมจากมุสาวาท และจากการดื่มน้ำเมา ดีฉัน เป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ มีปัญญาเฉลียวฉลาดใน อริยสัจ เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุ และ พระเกียรติยศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ อิฐผลนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคสมบัติทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ดีฉันได้กระทำบุญใดไว้
หน้า 199 ข้อ 24
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. คำนั้นทั้งหมด เหมือนนัยที่กล่าวมาในหนหลัง. จบอรรถกถาโสณทินนาวิมาน ๗. อุโบสถาวิมาน ว่าด้วยอุโบสถาวิมาน [๒๔] ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามถึงบุรพกรรมของ เทพธิดานั้นว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม มีรัศมีส่อง สว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. นางเทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว ดีใจ ก็ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า ประชาชนรู้จักดิฉันว่าแม่อุโบสถา ดีฉันเป็น อุบาสิกาอยู่ในเมืองสาเกต เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา และศีล... ได้เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึง
หน้า 200 ข้อ 24
มีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. เมื่อจะแสดงโทษอย่างหนึ่งของตน เทพธิดานั้นจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาอีกว่า ฉันทะความพอใจเกิดแก่ดีฉัน เพราะฟังเรื่อง นันทนวันอยู่เนื่อง ๆ เพราะเหตุที่ตั้งใจไปในนันทนวัน นั้น ดีฉันจึงเข้าถึงนันทนวันชั้นดาวดึงสพิภพ ดีฉัน มิได้ทำตามพระวาจาของพระศาสดาพุทธเจ้าเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ตั้งจิตไว้ในภพอันเลว จึงมีความ ร้อนใจในภายหลัง. เพื่อจะปลุกใจนางเทพธิดานั้น พระมหาโมคคัลลานเถระจึงกล่าว คาถานี้ว่า ดูก่อนอุโบสถาเทพธิดา ท่านจะอยู่ในวิมานนี้ นานเท่าไร ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกเถิด ถ้าท่านรู้อายุ. เทพธิดานั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านมหาปราชญ์ ดีฉันจักดำรงอยู่ใน วิมานนี้ สามโกฏิหกหมื่นปี จุติจากที่นี้แล้ว จึงจักไป บังเกิดเป็นมนุษย์. พระมหาโมคคัลลานเถระ ปลุกเทพธิดานั้นให้อาจหาญด้วยคาถา นี้ว่า
หน้า 201 ข้อ 24
ดูก่อนอุโบสถาเทพธิดา ท่านอย่ากลับไปเลย ท่านเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพยากรณ์ไว้ แล้วว่า ท่านจักถึงคุณวิเศษ เป็นพระโสดาบัน ทุคติท่านก็ละได้แล้วนี่. จบอุโบสถาวิมาน อรรถกถาอุโบสถาวิมาน อุโบสถาวิมานมีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ดังนี้เป็นต้น. อุโบสถาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? อัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่องในข้อนี้มีแปลกกันเท่านี้ว่า อุบาสิกาคนหนึ่ง ชื่ออุโบสถาในเมืองสาเกต. คำที่เหลือเช่นเดียวกับวิมานติด ๆ กัน. ด้วย เหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ รัศมี ของท่านจึงส่องสว่างไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันเป็นอุบาสิกาอยู่ในเมืองสาเกต ประชาชน รู้จักดิฉันว่า อุโบสถา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและ ศีล ยินดีแล้วในจำแนกทานเสมอ มีจิตผ่องใส ได้ ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร เสนาสนะ และเครื่องประทีป ในพระอริยะผู้ปฏิบัติตรง ดีฉันได้เข้ารักษาอุโบสถศีล
หน้า 202 ข้อ 24
อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิ- หาริยปักษ์ด้วย เป็นผู้สำรวมด้วยดีในศีลเสมอ เป็น ผู้งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นห่างไกลจากอทินนาทาน จากการประพฤติผิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และ จากการดื่มน้ำเมา ดีฉันเป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ มีปัญญาเฉลียวฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของ พระโคดมผู้มีพระจักษุ และพระเกียรติยศ เพราะ บุญกรรมนั้น ดีฉันจึงเป็นผู้มีรัศมีเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น เมื่อจะแสดงโทษอย่างหนึ่งของตน จึงได้กล่าวคาถา ๗ คาถาอีกว่า ฉันทะความพอใจเกิดขึ้นแก่ดีฉัน เพราะได้ฟัง เรื่องสวนนันทนวันอยู่เนือง ๆ ดีฉันจึงตั้งจิตไปในสวน นันทนวันนั้น ก็เข้าถึงสวนนันทนวันได้จริง ๆ ดีฉัน มิได้ทำตามพระวาจาของพระศาสดาพุทธเจ้าเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ ดีฉันนั้นตั้งจิตใจไว้ในภพอันเลว จึงร้อนใจในภายหลัง. ในบทเหล่านั้น บาทคาถาว่า อุโปสถาติ มํ อญฺึสุ ความว่า คนทั้งหลายรู้จักดีฉันโดยชื่อนี้ว่า อุโบสถา. บทว่า สาเกตายํ แปลว่า ในเมืองสาเกต.
หน้า 203 ข้อ 24
บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่าเนือง ๆ. บทว่า นนฺทนํ สุตฺวา ความว่า เพราะได้ทราบทิพยสมบัติมีอย่างต่าง ๆ ในภพดาวดึงส์นั้นว่า ชื่อว่า นันทนวัน ในภพดาวดึงส์เป็นเช่นนี้ และเป็นเช่นนี้. บทว่า ฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจในกุศลเป็นเหตุแห่งบุญกรรมที่จะให้บังเกิดในภพดาว- ดึงส์นั้น หรือความพอใจด้วยอำนาจตัณหา อันเป็นความปรารถนาที่จะ เกิดในภพดาวดึงส์นั้น. บทว่า อุปปชฺชถ แปลว่า เกิดขึ้นแล้ว. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในภพดาวดึงส์. จริงอยู่ เทพธิดากล่าวถึงเทวโลกนั้น แม้ด้วย การอ้างถึงสวนนันทนวัน. บทว่า อุปปนฺนามฺหิ ความว่า ดีฉันเกิดแล้ว คือได้บังเกิดแล้ว. บาทคาถาว่า นากาสึ สตฺถุ วจนํ ความว่า ดีฉันไม่ได้ทำตาม พระดำรัสที่พระศาสดาได้ตรัสไว้โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราสรรเสริญภพแม้มีประมาณน้อย ก็หามิได้. อธิบายว่า ไม่ละฉันทราคะ ในภพทั้งหลาย. พระอาทิตย์เป็นโคดมโคตร แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เป็น โคดมโคตร เพราะเหตุนั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า พุทฺธสฺสาทิจฺจพนฺธุโน เพราะทรงมีพระโคตร. อีกอย่างหนึ่ง เผ่าพันธุ์ของพระอาทิตย์ ชื่อว่า อาทิจฺจพนฺธุ คือพระผู้มีพระภาคเจ้า. อีกอย่างหนึ่ง เผ่าพันธุ์ชื่อว่าพระ- อาทิตย์ เพราะทรงอาศัยพระอาทิตย์นั้นแล้วเกิดในอริยชาติ หรือชื่อว่า อาทิจจพันธุ์ เพราะทรงเป็นบุตรเกิดแต่อกของพระอาทิตย์นั้น คือพระผู้มี- พระภาคเจ้า. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้แล้วว่า พระอาทิตย์ใดส่องแสงสว่าง กำจัดความมืด ในยามมืด รุ่งโรจน์เป็นมณฑลดวงกลม มีอำนาจ
หน้า 204 ข้อ 24
ความร้อนสูง ดูก่อนราหุ ท่านอย่ากลืนพระอาทิตย์นั้น ซึ่งกำลังโคจรอยู่ในอากาศเลย ดูก่อนราหู ท่านจง ปล่อยพระอาทิตย์ประชา [ บุตร ] ของเราเถิด. บทว่า หีเน คือต่ำทราม เทพธิดากล่าวถึงความยินดีในภพของตน. บทว่า สามฺหิ ตัดบทเป็น สา อมฺหิ แปลว่าดีฉันนั้น. เมื่อเทพธิดานั้นประกาศความเดือดร้อนที่เกิดขึ้นอันความยินดีในภพ สร้างไว้อย่างนี้แล้ว พระเถระเพื่อจะปลอบใจด้วยมุข คือชี้แจงอายุของ ภพที่กำหนดไว้ว่า การตั้งอยู่ในอัตภาพมนุษย์ต่อไปแล้วก้าวล่วงทุกข์ใน วัฏฏะเสีย จะทำก็ทำได้ง่าย และว่าความเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกประการ มี อานิสงส์มาก จึงกล่าวคาถาว่า ดูก่อนอุโบสถาเทพธิดา ท่านจะอยู่ในวิมานนี้ นานเท่าไร ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกด้วย ถ้า ท่านทราบอายุ. นางเทพธิดานั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านมหาปราชญ์ ดีฉันดำรงอยู่ในวิมาน นี้ ประมาณสามโกฏิหกหมื่นปี จุติจากที่นี้แล้ว จัก ไปบังเกิดเป็นมนุษย์. พระมหาโมคคัลลานเถระ ท่านางเทพธิดานั้นให้อาจหาญด้วยคาถา นี้อีกว่า ดูก่อนอุโบสถาเทพธิดา ท่านอย่ากลัวเลย พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทรงพยากรณ์ไว้แล้วว่า ท่าน
หน้า 205 ข้อ 25
บรรลุคุณพิเศษเป็นโสดาบัน ทุคติ ท่านก็ละได้ แล้วนี่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กีวจิรํ แปลว่านานเท่าไร. บทว่า อิธ คือในเทวโลกนี้ หรือในวิมานนี้. บทว่า อายุโน แปลว่า อายุ. บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. หรือรู้ว่าอายุนานหรือไม่นาน. อนึ่ง อธิบายว่า ถ้าทราบอายุ. ด้วยบทว่า มหามุนิ เทพธิดาเรียกพระเถระ. บาทคาถาว่า มา ตฺวํ อุโปสเถ ภายิ ความว่า ดูก่อนอุโบสถา ผู้เจริญ ท่านอย่ากลัวเลย เพราะอะไร ? เพราะท่านถูกพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า ได้ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว. พยากรณ์ว่าอย่างไร. พยากรณ์ว่าบรรลุ คุณวิเศษเป็นโสดาบัน. ท่านถึงคือบรรลุคุณวิเศษที่เข้าใจว่าเป็นมรรคผล เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าวิเสสยิ เพราะถึงคุณวิเศษแม้นี้ว่า ทุคติแม้ทั้งปวง ท่านละได้แล้ว. คำที่เหลือเหมือนนัยที่กล่าวมาแล้ว. จบอรรถกถาอุโบสถาวิมาน ๘. สุนิททาวิมาน ว่าด้วยสุนิททาวิมาน [๒๕] พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อจะถามถึงบุรพกรรมของ เทพธิดานั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงาม มีรัศมี ส่องสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ
หน้า 206 ข้อ 25
บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯลฯ และรัศมีของ ท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ จึงได้พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ประชาชนเรียกดีฉันว่า สุนิททา ดีฉันเป็น อุบาสิกาอยู่ในกรุงราชคฤห์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา และศีล. . . เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี วรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. จบสุทิทาวิมาน อรรถกถาสุนิททาวิมาน อัฏฐมวิมาน วิมานที่ ๘ ราชคหนิทาน เรื่องเกิดในกรุงราชคฤห์ ในอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่องที่พึงกล่าวตามลำดับว่า อุบาสิกา ชื่อสุนิททา ฯลฯ ของพระโคดมผู้มีพระเกียรติยศ. เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีผิวพรรณ เช่นนี้ ฯ ล ฯ อุบาสิกาชื่อสุนิททา. คำที่เหลือเหมือนนัยที่กล่าวมาแล้ว แม้ในคาถาก็เคยกล่าวมาแล้วทั้งนั้น จริงอย่างนั้น ในบางคัมภีร์ ท่านก็ ตั้งบาลีไว้ โดยใช้เปยยาลแล. ด้วยเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าว ไว้ว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามว่า
หน้า 207 ข้อ 25
ท่านผู้มีวรรณะงาม ฯ ล ฯ และรัศมีของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ ได้รู้จักดิฉันว่า สุนิททา ดีฉันเป็นอุบาสิกาผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธาและ ศีล ยินดีแล้วในการจำแนกทานเสมอ มีจิตผ่องใส ในอริยเจ้าผู้ตรง ได้ถวายผ้านุ่งห่ม อาหาร เสนาสนะ และเครื่องประทีป ดีฉันได้เข้ารักษาอุโบสถศีลอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ด้วย เป็นผู้สำรวมด้วยดีในศีลทุกเมื่อ เป็นผู้งดเว้น จากปาณาติบาต เว้นห่างไกลจากอทินนาทาน จาก การประพฤติผิดในกาม สำรวมจากมุสาวาท และ จากการดื่มน้ำเมา ดีฉันเป็นผู้ยินดีในสิกขาบททั้ง ๕ มีปัญญาเฉลียวฉลาดในอริยสัจ เป็นอุบาสิกาของ พระโคดมผู้มีพระจักษุ และพระเกียรติยศ เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ อิฐผลนี้ย่อม สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคสมบัติทุกอย่างที่น่ารัก จึง เกิดขึ้นแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงเป็นผู้มีอานุภาพ
หน้า 208 ข้อ 26
รุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดิฉันจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. จบอรรถกถาสุนิททวิมาน ๙. สุทินนาวิมาน ว่าด้วยสุทินนาวิมาน [๒๖] พระมหาโมคคัลลานเถระ เมื่อจะถามถึงบุรพกรรมของ เทพธิดานั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงาม มีรัศมี ส่องสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ จึงได้พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ประชาชนเรียกดีฉันว่า แม่สุทินนา ดีฉันเป็น อุบาสิกาอยู่ในกรุงราชคฤห์ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศรัทธา และศีล . . . เป็นอุบาสิกาของพระโคดมผู้มีพระจักษุ สมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี วรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. จบสุทินนาวิมาน
หน้า 209 ข้อ 26
อรรถกถาสุทินนาวิมาน นวมวิมาน วิมานที่ ๙ ราชคหนิทาน เรื่องเกิดในกรุงราชคฤห์ ใน อัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่องที่พึงกล่าวตามลำดับว่า อุบาสิกาชื่อสุทินนา ฯ ล ฯ ของพระโคดม ผู้มีพระเกียรติยศ. เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ อุบาสิกาชื่อสุทินนา. คำที่เหลือเหมือนนัยที่กล่าวมาแล้ว แม้ใน คาถาก็ได้กล่าวมาแล้วทั้งนั้น จริงอย่างนั้น บางคัมภีร์ท่านก็ตั้งบาลีไว้ โดยใช้เปยยาลแล. ด้วยเหตุนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ว่า ท่าน พระมหาโมคคัลลานะถามว่า ท่านผู้มีวรรณะงาน ฯ ล ฯ และรัศมีของท่านจึง สว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายในกรุงราชคฤห์ ได้รู้จักดีฉันว่า สุทินนา ดีฉันเป็นอุบาสิกา ฯ ล ฯ เป็นอุบาสิกาของ พระโคดมผู้มีพระจักษุ ผู้มีพระเกียรติยศ. เพราะบุญ นั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญกรรมนั้น ฯ ล ฯ และรัศมีของดิฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบอรรถกถาสุทินนาวิมาน
หน้า 210 ข้อ 27
๑๐. ปฐมภิกษาทายิกาวิมาน ว่าด้วยภิกษุทายิกาวิมาน [๒๗] พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดานั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงาม มีรัศมี ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ จึงได้พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติก่อนครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันอยู่ในหมู่ มนุษย์ในมนุษยโลก ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก กิเลสธุลีผ่องใสไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวายภิกษาแด่ พระองค์ด้วยมือของดีฉันเอง เพราะบุญอันนั้น ดิฉัน จึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่าง ไสวไปทุกทิศ. จบปฐมภิกษาทายิกาวิมาน อรรถกถาปฐมภิกษาทายิกาวิมาน ปฐมภิกษาทายิกาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ดังนี้ เป็นต้น. ปฐมภิกษาทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 211 ข้อ 27
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น หญิงคนหนึ่ง อยู่ในอุตตรนธุรานคร จะสิ้นอายุ ควรเกิดในอบายภูมิ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติเวลาใกล้รุ่ง ทรง ตรวจดูโลก ทรงเห็นหญิงนั้นควรเกิดในอบายภูมิ มีพระทัยอันพระ- มหากรุณาเตือนแล้ว มีพุทธประสงค์จะให้นางดำรงอยู่ในสุคติภูมิ จึง เสด็จไปมธุรานครพระองค์เดียวหามีเพื่อนไม่ ครั้นเสด็จถึงแล้ว ในเวลา เช้าทรงนุ่งแล้วถือบาตรและจีวรเสด็จไปบิณฑบาตนอกพระนคร. สมัยนั้น หญิงนั้นจัดแจงอาหารไว้ในเรือนเสร็จแล้ว เก็บงำไว้ในที่ส่วนหนึ่ง ถือ หม้อน้ำไปท่าน้ำ ก็เอาหม้อน้ำตักน้ำ กำลังไปเรือนของตน ก็พบพระ- ศาสดาระหว่างทาง ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทรงได้บิณฑบาตแล้ว หรือเจ้าค่ะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ก็คงจักได้ ก็ทราบว่าพระองค์ ยังไม่ได้บิณฑบาต วางหม้อน้ำเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคม แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักถวายบิณฑบาต โปรดทรงรับเถิดเจ้าค่ะ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ. หญิงนั้น ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว เดินล่วงหน้าไปก่อน ปูลาด อาสนะเหนือที่แห้งและเกลี้ยงเกลา ยืนคอยดูพระผู้มีพระภาคเจ้าอยู่. พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปยังเรือนประทับนั่งบนอาสนะที่ปูถวาย. ดังนั้น นางได้อาราธนาให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสวยเสร็จแล้ว ทรงชักพระหัตถ์ออกจากบาตร ทรงทำอนุโมทนาแก่นาง แล้วก็เสด็จหลีกไป. นางฟังอนุโมทนา รู้สึกปีติและโสมนัสมิใช่น้อย ไม่ ย่อมละปีติมีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์ ยืนนมัสการอยู่จนพระพุทธเจ้าเสด็จ ลับสายตาไป.
หน้า 212 ข้อ 27
ล่วงไปได้ ๒-๓ วัน หางก็ทำกาละตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ มี เทพอัปสรประมาณพันหนึ่งเป็นบริวาร. ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพธิดานั้น ด้วยคาถาว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯลฯ เหมือน ดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะ เช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างไรว่า ในชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันอยู่ในหมู่ มนุษย์ในมนุษยโลก ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก กิเลสธุลีผ่องใสไม่ขุ่นมัว ดีฉันเลื่อมใส ก็ถวาย ภิกษาแด่พระองค์ด้วยมือของตนเอง เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึง สว่างไสวไปทุกทิศ. คำที่เหลือทั้งหมดมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวมาแล้ว ในหนหลัง. จบอรรถกถาปฐมภิกษาทายิกาวิมาน
หน้า 213 ข้อ 28
๑๑. ทุติยภิกษาทายิกาวิมาน ว่าด้วยภิกษุทายิกาวิมาน [๒๘] พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดานั้น ด้วยคาถานี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านเป็นผู้มีวรรณะงาม มีรัศมี ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ รัศมีของท่านสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ จึงได้พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเกิดเห็นมนุษย์ ดีฉันอยู่ใน หมู่มนุษย์ในมนุษยโลก ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศ- จากกิเลสธุลี ผ่องใสไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวาย ภิกษาแด่พระองค์ด้วยมือของดีฉันเอง เพราะบุญอัน นั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉัน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยภิกษาทายิกาวิมาน อรรถกถาทุติยภิกษาทายิกาวิมาน ทุติยภิกษาทายิกาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ดังนี้เป็น ต้น. ทุติยภิกษาทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 214 ข้อ 28
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน กรุงราชคฤห์. ในกรุงราชคฤห์นั้น มีหญิงคนหนึ่ง มีศรัทธาเลื่อมใส ได้ เห็นพระขีณาสพรูปหนึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต นิมนต์ให้ท่านเข้าไปเรือน ของตนแล้ว ได้ถวายโภชนาหาร. สมัยต่อมา นางทำกาละตายไปบังเกิด ในภพดาวดึงส์. คำที่เหลือก็เหมือนกับวิมานติด ๆ กันนั่นเอง. พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดานั้น ด้วยคาถานี้ว่า ท่านมีวรรณะงาม มีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี วรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. เทพธิดานั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก ดีฉันได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ปราศกามกิเลสธุลี ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ดีฉันเลื่อมใสได้ถวายภิกษาแด่พระองค์ ด้วยมือตนเอง เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ลฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างใสไปทุกทิศ. จบอรรถกถาทุติยภิกษาทายิกาวิมาน จบกถาพรรณนาความแห่งจิตตลดาวรรคที่ ๒ ซึ่งประดับด้วยเรื่อง ๑๑ เรื่องในวิมานวัตถุ ในอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี ด้วย ประการฉะนี้.
หน้า 215 ข้อ 28
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้คือ ๑. ทาสีวิมาน ๒. ลขุมาวิมาน ๓. อาจามทายิกาวิมาน ๔ จัณฑาลิ- วิมาน ๕. ภัททิตถิกาวิมาน ๖. โสณทินนาวิมาน ๗. อุโบสถาวิมาน ๘. สุนิททาวิมาน ๙. สุทินนาวิมาน ๑๐. ปฐมภิกษาทายิกาวิมาน ๑๑. ทุติยภิกษาทายิกาวิมาน และอรรถกถา. จบวรรคที่ ๒ ในอิตถีวิมาน จบปฐมภาณวาร
หน้า 216 ข้อ 29
ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ ๑. อุฬารวิมาน ว่าด้วยอุฬารวิมาน [๒๙] พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดา ด้วยคาถาว่า ดูก่อนนางเทพธิดา ยศและวรรณะของท่าน ยิ่งใหญ่ สว่างไสวรูปทั่วทุกทิศ เหล่าเทพนารีและ เหล่าเทพบุตรทั้งหลายประดับประดาดีแล้ว ฟ้อนรำ ขับร้อง ทำให้ท่านร่าเริง ห้อมล้อมเพื่อบำเรอท่านอยู่ วิมานของท่านเหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิมานทองคำ น่าดู น่าชมมาก ทั้งท่านเล่าก็เป็นใหญ่กว่าเทพเจ้าเหล่าที่ สมบูรณ์ด้วยความปรารถนาทุกอย่าง มีความเป็นอยู่ อันยิ่งใหญ่ ร่าเริงใจอยู่ในหมู่ทวยเทพ. ดูก่อนนาง เทพธิดา ท่านอันอาตมาถามแล้ว ขอจงบอกผลนี้ แห่งกรรมอะไร. นางเทพธิดาตอบว่า ในชาติก่อน ดีฉันเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นบุตรสะใภ้ในตระกูลของคนทุศีล ซึ่งเป็นตระกูล ที่มีพ่อผัวแม่ผัวไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่ ดีฉัน ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการแจกทาน ตลอดกาล ได้ถวายขนมเบื้องแก่สมณะซึ่งกำลังเที่ยว
หน้า 217 ข้อ 29
บิณฑบาตอยู่ แล้วจึงได้บอกแก่แม่ผัวว่า มีพระสมณะ มาที่นี่ ดีฉันเลื่อมใส ได้ถวายขนมเบื้องแก่ท่านด้วย มือของตน แม่ผัวว่าดีฉันว่า นางสู่รู้ ทำไมเธอจึงไม่ ถามฉันเสียก่อนว่า จะถวายทานแก่สมณะดังนี้เล่า เพราะการถวายขนมเบื้องนั้น แม่ผัวเกรี้ยวกราดเอา ทุบตีดีฉันด้วยสาก ดีฉันไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานจึง สิ้นชีพลง พ้นจากการทรมานอย่างสาหัส จุติจาก มนุษย์นั้นแล้วจึงได้มาเกิดบนสวรรค์ เป็นพวกเดียว กันกับเทพเจ้าชั้นดาวดึงส์ เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉัน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไป ทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. จบอุฬารวิมาน
หน้า 218 ข้อ 29
ปาริฉัตตกวรรควรรณนาที่ ๓ อรรถกถาอุฬารวิมาน ปาริฉัตตกวรรคที่ ๓ พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ อุฬารวิมานมี คาถาว่า อุฬาโร เต ยโส วณฺโณ ดังนี้เป็นต้น. อุฬารวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เวฬุวันมหาวิหาร อันเป็นที่ให้ เหยื่อแก่กระแต ใกล้กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น ในตระกูลอุปัฏฐากของท่าน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้มีหญิงสาวคนหนึ่งชอบให้ทาน ยินดีในการ แจกจ่ายทาน. นางให้ของเคี้ยวของบริโภคก่อนอาหารอันเกิดขึ้นในเรือน นั้น ครึ่งหนึ่ง จากส่วนแบ่งที่ตนได้. ตนเองบริโภคครึ่งหนึ่ง หากยัง ไม่ให้ก็ไม่บริโภค เมื่อยังไม่เห็นผู้ที่ควรให้ก็เก็บไว้แล้วให้ในเวลาที่ตน เห็น. นางให้แม้แก่ยาจก. ครั้นต่อมามารดาของนาง ชื่นชมยินดีว่าลูก สาวขอเราชอบให้ทาน ยินดีในการแจกจ่ายทาน จึงให้เพิ่มขึ้นเป็น สองส่วนแก่นาง. อนึ่ง มารดาเมื่อจะให้ ย่อมให้เพิ่มขึ้นอีกในเมื่อลูกสาว ได้แจกจ่ายส่วนหนึ่งไปแล้ว. นางทำการแจกจ่ายจากส่วนนั้นนั่นเอง. เมื่อกาลเวลาผ่านไปอย่างนี้ มารดาบิดาได้ยกลูกสาวนั้น ซึ่งเจริญวัย แล้วแก่กุมารในตระกูลหนึ่งในเมืองนั้นนั่นเอง. แต่ตระกูลนั้นเป็นมิจฉา- ทิฏฐิ ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส. ครั้งนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะ ออกบิณฑบาตไปตามลำดับตรอกในกรุงราชคฤห์ ได้ไปยืนอยู่ที่ประตู เรือนของพ่อผัวของนาง นางครั้นเห็นพระมหาโมคคัลลานะนั้นก็มีจิต
หน้า 219 ข้อ 29
เลื่อมใส นิมนต์ให้เข้าไปในบ้าน ไหว้แล้ว เมื่อไม่เห็นแม่ผัว นางจึงถือ วิสาสะเอาขนมที่แม่ผัววางไว้ด้วยคิดว่า เราจักบอกให้แม่ผัวอนุโมทนา แล้วได้ถวายแก่พระเถระ. พระเถระการทำอนุโมทนาแล้วกลับไป. นางจึงบอกแก่แม่ผัวว่า ฉันได้ให้ขนมที่แม่วางไว้แก่พระมหาโมคคัลลานเถระไปแล้ว. แม่ผัวครั้น ได้ฟังดังนั้น จึงตะคอกต่อว่านางว่า นี่มันเรื่องอะไรกันจ๊ะ ไม่บอกกล่าว เจ้าของก่อน เอาไปให้สมณะเสียแล้ว แม่โกรธจัด ไม่ได้นึกถึงสิ่งควร ไม่ควร คว้าสากที่วางอยู่ข้างหน้าทุบเข้าที่จะงอยบ่า เพราะนางเป็น สุขุมาลชาติ และเพราะจะสิ้นอายุ ด้วยการถูกทุบนั้นเองได้รับทุกข์สาหัส ต่อมา ๒-๓ วัน นางก็ถึงแก่กรรมไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แม้ เมื่อกรรมสุจริตอื่นก็มีอยู่ แต่ทานที่นางถวายแก่พระเถระเป็นทานน่าพอใจ ยิ่ง ได้ปรากฏแก่นาง. ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ไปโดยนัยที่กล่าวแล้ว ในหนหลัง จึงถามนางนั้นด้วยคาถาว่า ดูก่อนเทพธิดา ยศผิวพรรณของท่านโอฬาร ยิ่งนัก ยังทิศทั้งหมดให้สว่างไสว เหล่านารีฟ้อนรำ ขับร้อง เทพบุตรตกแต่งงดงาม ต่างบันเทิง แวดล้อม เพื่อบูชาท่าน ดูก่อนสุทัสสนา วิมานเหล่านี้ของท่าน เป็นสีทอง ท่านเป็นใหญ่กว่าเทพเหล่านั้น มีความ สำเร็จในสิ่งที่ใคร่ทั้งหมด ท่านเกิดยิ่งใหญ่ บันเทิง ในหมู่เทพ ดูก่อนเทพธิดา เราขอถามท่าน ท่านจง บอกว่า นี้เป็นผลของกรรมอะไร.
หน้า 220 ข้อ 29
ในบทเหล่านั้น บทว่า ยโส ได้แก่บริวาร. บทว่า วณฺโณ ได้แก่ รัศมีวรรณะ คือ แสงสรีระ. ส่วนบทว่า อุฬาโร นี้เป็นอันท่านกล่าวถึง บริวารสมบัติและวรรณสมบัติของเทวดานั้น เพราะกล่าวถึงความวิเศษ. ในสมบัติเหล่านั้น เพื่อแสดงถึงวรรณสมบัติที่ท่านกล่าวไว้โดยสังเขปว่า อุฬาโร เต วณฺโณ โดยพิสดาร ด้วยอำนาจแห่งวิสัยจึงกล่าวว่า สพฺพา โอภาสเต ทิสา เพื่อแสดงถึงบริวารสมบัติที่ท่านกล่าวไว้ว่า อุฬาโร เต ยโส ด้วยสามารถแห่งวัตถุโดยพิสดาร จึงกล่าวว่า นาริโย นจฺจนฺติ เป็นอาทิ. ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพา โอภาสเต ทิสา ได้แก่ รุ่งเรือง ในทิศทั้งหมด หรือยังทิศทั้งหมดให้สว่างไสว. อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรือง. อาจารย์บางพวก กล่าวเนื้อความแห่งบทว่า โอภาสยเต เป็นต้น เป็นโอภาสนฺเต ด้วยความคลาดเคลื่อนของคำ. อาจารย์พวกนั้นพึงเปลี่ยน วิภัตติเป็น วณฺเณน. อนึ่ง บทว่า วณฺเณน เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถว่าเหตุ. อธิบาย ว่า เพราะเหตุ คือ เพราะความเป็นเหตุ อนึ่ง บทว่า สพฺพา ทิสา เมื่อไม่เพ่งถึงทิศธรรมดา โดยกำเนิด ก็ไม่ต้องประกอบวจนะให้คลาด เคลื่อน แม้ในบทว่า นาริโย นี้ พึงนำบทว่า อลงฺกตา มาเชื่อมด้วย. ในบทว่า เทวปุตฺตา นี้แสดงว่าได้ลบ จ ออก. ควรใช้ว่า นาริโย เทวปุตฺตา จ ดังนี้. บทว่า โมเทนฺติ แปลว่า ย่อมบันเทิง. บทว่า ปูชาย ได้แก่ เพื่อบูชา หรือเป็นเครื่องหมายแห่งการบูชา. โยชนาว่า ฟ้อนรำขับร้อง. บทว่า ตวิมานิ ตัดบทเป็น ตว อิมานิ.
หน้า 221 ข้อ 29
บทว่า สพฺพกามสมิทฺธีนิ ได้แก่ สำเร็จด้วยกามคุณ ๕ ทั้งหมด หรือด้วยวัตถุที่ท่านใคร่แล้วปรารถนาแล้ว ทั้งหมด. บทว่า อภิชาตา ได้แก่ เกิดดีแล้ว. บทว่า มหนฺตาสิ ได้แก่ ท่านเป็นใหญ่คือมีอานุภาพ มาก. บทว่า เทวกาเย ปโมทสิ ได้แก่ ท่านย่อมบันเทิงด้วยความ บันเทิงอย่างยิ่ง อันเป็นเหตุให้ได้สมบัติในหมู่เทพ. ดิฉัน ในชาติก่อนเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ในหมู่มนุษย์ทั้งหลาย ได้เป็นสะใภ้ในตระกูล คนกุศีล ในเมื่อเขาไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ดีฉันมี ศรัทธาและศีล ยินดีในการแจกตลอดกาล ได้ถวาย ขนมเบื้องแก่ท่านผู้ออกไปบิณฑบาต ดีฉันจึงบอก แก่แม่ผัวว่า สมณะมาถึงที่นี่แล้ว ดีฉันจึงได้ถวาย ขนมเบื้องแก่สมณะนั้นด้วยมือของตน. ด้วยเหตุนี้แหละ แม่ผัวนั้นจึงบริภาษว่า เองเป็น สาวไม่มีใครส่งสอน ไม่ถามฉันเสียก่อนจะถวาย ทานแก่สมณะ แม่ผัวก็โกรธดีฉัน จึงเอาสากทุบดีฉัน ที่จะงอยบ่า ดีฉันไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ได้นาน ครั้น ดีฉันสิ้นชีพ จึงจุติจากที่นั้น มาเถิดเป็นสหายกับ พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์. เพราะบุญกรรมนั้น ผิวพรรณของดีฉันจึงเป็น เช่นนั้น และผิวพรรณของดีฉันย่อมสว่างไสวไปทุก ทิศ ดังนี้.
หน้า 222 ข้อ 29
ในบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสทฺเธสุ โยชนาแก้ว่า ดีฉันมีศรัทธา ถึงพร้อมด้วยศีล ในเมื่อแม่ผัวเป็นต้นไม่มีศรัทธา เพราะไม่มีความเชื่อ ในพระรัตนตรัยและความเชื่อผลของกรรม ตระหนี่ เพราะเป็นผู้มีมัจฉริยะ จัด. บทว่า อปูวํ คือขนมเบื้อง. บทว่า เต เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ข้าพเจ้าบอกแก่แม่ผัวเพื่อให้รู้ว่าเอาขนมมาแล้ว และเพื่อให้อนุโมทนา. บทว่า อสฺสา ในบทว่า อิติสฺสา นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า สมณสฺส ททามหํ ได้แก่ ข้าพเจ้าถวายขนมเบื้องแก่สมณะ โยชนาแก้ว่า แม่ผัวบริภาษว่า เพราะเองไม่เชื่อฟังข้า ฉะนั้น เองเป็นหญิงสาวที่ไม่มี ใครสั่งสอน. บทว่า ปหาสิ แปลว่า ประหารแล้ว. บทว่า กูฏํ ในบทว่า กูฏงฺคจฺฉิ อวธิ มํ นี้ ท่านกล่าวว่าจะงอยบ่า. ชื่อว่า กูฏังคะ เพราะ เป็นอวัยวะยอดนั่นเอง โดยลบบทต้นเสีย ชื่อว่า กูฏงฺคจฺฉิ เพราะทำลาย จะงอยบ่านั้น. แม่ผัวโกรธจัดอย่างนี้จึงทุบตีฉัน คือตีจะงอยบ่าของดีฉัน อธิบายว่า แม่ผัวฆ่าดีฉันจนตายด้วยความพยายามนั้น. ด้วยเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวว่า นาสกฺขึ ชีวิตุํ จิรํ ไม่อาจมีชีวิตอยู่ได้นานดังนี้. บทว่า วิปฺปมุตฺตา ได้แก่ พ้นด้วยดีจากทุกข์นั้น. บทที่เหลือมีนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอุฬารวิมาน
หน้า 223 ข้อ 30
๒. อุจฉุทายิกาวิมาน ว่าด้วยอุจฉุทายิกาวิมาน [๓๐] พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดานั้นด้วยคาถา ความว่า ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีสิริ มีผิวพรรณ เปล่งปลั่ง มียศและเดช สว่างไสวไพโรจน์ทั่วแผ่นดิน รวมทั้งเทวโลกเหมือนกับพระจันทร์ เป็นผู้ประเสริฐ เหมือนท้าวมหาพรหม รุ่งเรืองกว่าเทพเจ้าเหล่าไตร- ทศพร้อมทั้งอินทร์ อาตมาขอถามท่านผู้ทัดทรงดอก อุบล ยินดีแต่พวงมาลัยประดับเศียร มีผิวพรรณ เปล่งปลั่งดั่งทองคำ ประดับประดาอาภรณ์สวยงาม นุ่งห่มผ้าอย่างดี ดูก่อนเทพธิดาผู้เลอโฉม ท่านเป็น ใครมาไหว้อาตมาอยู่ เมื่อก่อน ครั้งเมื่อเกิดเป็น มนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ด้วยตน ได้ให้ทานหรือรักษาศีลอย่างไรไว้ ท่านได้เข้าถึงสุคติ มีเกียรติยศ เพราะกรรมอะไร ดูก่อนนางเทพธิดา อาตมาถามแล้วขอจงบอก ผลนี้แห่งกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระถามแล้ว กล่าวตอบ ด้วยคาถาว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระเถระรูปหนึ่งเข้ามายัง บ้านของดีฉันเพื่อบิณฑบาต ในกรุงราชคฤห์นี้ ทันใด
หน้า 224 ข้อ 30
นั้น ดีฉันมีจิตเลื่อมใสเพราะปีติ สุดที่จะหาสิ่งใดมา เทียบได้ จึงได้ถวายท่อนอ้อยแก่ท่าน ภายหลังแม่ผัว ได้ถามถึงท่อนอ้อยที่หายไปว่า ท่อนอ้อยหายไปไหน จึงตอบว่า ท่อนอ้อยนั้นดีฉันไม่ได้ทิ้ง ทั้งไม่ได้รับ ประทาน แต่ดีฉันได้ถวายแก่ภิกษุผู้สงบระงับ ทันใด นั้นแม่ผัวได้บริภาษดีฉันว่า เธอหรือฉันเป็นเจ้าของ ท่อนอ้อยนั้น ว่าแล้วก็คว้าเอาตั่งฟาดดีฉันจนถึงตาย เมื่อดีฉันจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว จึงมาเกิดเป็นนาง เทพธิดา ดีฉันได้ทำกุศลกรรมนั้นไว้อย่างเดียว เพราะ กรรมนั้นเป็นเหตุ ดีฉันจึงมาเสวยความสุขด้วยตน เอง เพรียบพร้อมด้วยเทพเจ้าผู้รับใช้ ร่าเริงบันเทิงใจ อยู่ด้วยเบญจกามคุณ อนึ่ง ดีฉันได้ทำกุศลกรรมนั้น เท่านั้น เพราะกรรมนั้นเป็นเหตุ ดีฉันจึงมาเสวย ความสุขด้วยตนเอง เป็นผู้ที่ท้าวสักกะจอมเทพคุ้ม ครองแล้ว และเป็นผู้อันเทพเจ้าขาวไตรทศอารักขา ด้วย จึงเป็นผู้เพรียบพร้อมไปด้วยเบญจกามคุณ ผล บุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายท่อนอ้อยของดีฉันมีผล อันยิ่งใหญ่ ดีฉันเพรียบพร้อมด้วยเทพเจ้าผู้รับใช้ ร่าเริงบันเทิงใจอยู่ด้วยเบญจกามคุณ ผลบุญเช่นนี้ มิใช่น้อย การถวายท่อนอ้อยของดีฉันมีผลรุ่งเรืองมาก ดีฉันเป็นผู้ที่ท้าวสักกะจอมเทพทรงคุ้มครองแล้ว ทั้ง เทพเจ้าไตรทศก็ให้อารักขาด้วย ดังท้าวสหัสนัยน์
หน้า 225 ข้อ 30
ในสวนนันทนวันฉะนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ดีฉันเข้า มานมัสการท่านผู้มีความกรุณา มีปัญญารู้แจ้งและ ถามถึงความไม่มีโรคภัยด้วย เพราะฉะนั้น ดีฉันมี ใจเลื่อมใสด้วยปีติสุดที่จะหาสิ่งใด ๆ มาเทียบเคียง ได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแก่พระคุณเจ้าในครั้งนั้น. จบอุจฉุทายิกาวิมาน อรรถกถาอุจฉุทายิกาวิมาน อุจฉุทายิกาวิมาน มีคาถาว่า โอภาสยิตฺวา ปวึ สเทวกํ ดังนี้ เป็นต้น. อุจฉุทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? บทมีอาทิว่า ภควา ราชคเห วิหรติ ทั้งหมดเช่นเดียวกับที่ได้ กล่าวมาแล้ว ในวิมานเป็นลำดับไป แต่ในที่นี้ต่างกันที่นางถวายอ้อย. นาง ถูกแม่ผัวประหารด้วยตั่งตายในขณะนั้นทันทีแล้ว ไปบังเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ในคืนนั้นเอง นางมาปรนนิบัติพระเถระมีรัศมีรุ่งเรือง ดุจ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ยังภูเขาคิชฌกูฏ ให้สว่างไสวไปทั่ว ยืน ประคองอัญชลีไหว้พระเถระอยู่ ณ ส่วนหนึ่ง. ลำดับนั้น พระเถระถาม นางด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ท่านยังปฐพีพร้อมด้วยเทวโลกให้สว่างไสวรุ่ง- เรื่องยิ่ง ด้วยสิริ ด้วยวรรณะ ด้วยยศ และด้วยเดชดุจ พระจันทร์ และพระอาทิตย์ ดุจพระพรหมในไตรทศ
หน้า 226 ข้อ 30
เทวโลกพร้อมด้วยพระอินทร์ เราขอถามท่าน ดูก่อน เทวดาผู้งาม มีหนังสีทอง ตกแต่งงดงาม ท่านคล้อง มาลัยดอกบัว สวมดอกไม้ทำด้วยแก้วบนศีรษะ นุ่งผ้า ชั้นยอด ท่านเป็นใครจึงไหว้เรา เมื่อก่อนท่านได้ทำ กรรมอะไรไว้ด้วยตน ท่านเป็นมนุษย์ในชาติก่อน สะสมทานและสำรวมในศีล เข้าถึงสุคติมียศ ด้วย กรรมอะไร. ดูก่อนเทพธิดา เราถามท่าน ท่านจงบอกว่า นี้เป็นผลของกรรมอะไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสยิตฺวา ปวึ สเทวกํ ความว่า ยัง ปฐพีนี้อันเป็นภูมิภาคที่เข้าไปถึงได้ พร้อมกับอากาศเทวโลกให้รุ่งโรจน์ เพราะรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีอันซ่านออกจากข้างภูเขาสิเนรุปนกับรัศมีพระจันทร์ และพระอาทิตย์. อธิบายว่า ทำให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน คือให้มีความ รุ่งโรจน์เป็นอันเดียวกัน . โยชนาแก้ว่า ยังปฐพีให้สว่างไสว ดุจพระ- จันทร์และพระอาทิตย์. บทว่า อติโรจสิ ได้แก่ รุ่งเรืองยิ่งนัก. ก็พระ- เถระกล่าวความรุ่งเรืองยิ่งนักนั้นว่า ด้วยกรรมอะไร ดุจอะไร หรือเพราะ อะไร มีคำตอบว่า ด้วยสิริเป็นต้น. ในบทเหล่านั้น บทว่า สิริยา ได้แก่ ด้วยความวิเศษมีความงามเลิศเป็นต้น. บทว่า เตชสา ได้แก่ ด้วยอานุภาพ ของตน. บทว่า อาเวฬินิ ได้แก่ พวงบุปผาทำด้วยแก้ว. พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาจึงตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 227 ข้อ 30
ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ. บัดนี้พระคุณเจ้าเข้า ไปยังเรือนของดีฉัน เพื่อบิณฑบาตในบ้านนี้ แต่นั้น ดีฉันมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายท่อนอ้อย. มีปีติเป็นล้น พ้น. ภายหลังแม่ผัวซักไซ้ดีฉันว่า นี่แน่แม่หญิงสาว เจ้าทิ้งอ้อยไว้ที่ไหน. ดีฉันตอบว่า ฉันไม่ได้ทิ้งและ ไม่ได้กิน ฉันได้ถวายแก่ภิกษุผู้สงบด้วยตนเองจ๊ะ. แม่ผัวได้บริภาษดีฉันว่า เอ็งเป็นใหญ่หรือข้าเป็นพระ แล้วแม่ผัวก็ยกตั่งขั้นทุบดีฉันจนถึงตาย ดีฉันจุติจาก มนุษยโลกแล้วจึงมาเกิดเป็นเทพธิดา ดีฉันทำกุศล กรรมนั้น จึงได้เสวยสุขด้วยตน ดีฉันรื่นเริงบันเทิง ด้วยกามคุณ ๕ ดังเหล่าเทพ. ดีฉันอันจอมเทพคุ้ม ครอง ทวยเทพในไตรทศรักษา เอิบอิ่มไปด้วยกามคุณ ๕ จึงได้เสวยความสุขด้วยตนเอง. ผลบุญเช่นนี้ไม่ ใช่เล็กน้อย การถวายอ้อยของดีฉันเป็นผลบุญยิ่งใหญ่ ดีฉันรื่นเริงบันเทิงด้วยกามคุณ ๕ กับหมู่เทพทั้งหลาย. ผลบุญเช่นนี้ไม่ใช่เล็กน้อย การถวายอ้อยของดีฉัน มีผลรุ่งเรืองมาก จอมเทพคุ้มครอง ทวยเทพในไตร- ทศรักษา ดุจท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทนวันฉะนั้น. ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดีฉันเข้าไปหาท่านผู้อนุ- เคราะห์ผู้มีปัญญาแล้วไหว้และถามถึงกุศล แต่นั้น ดีฉันมีจิตใจเลื่อมใส มีปีติอันล้นพ้นได้ถวายท่อน อ้อยแก่พระคุณเจ้า ดังนี้.
หน้า 228 ข้อ 30
ในบทเหล่านั้น บทว่า อิทานิ ได้แก่ เทพธิดากล่าวเพราะเป็น วันที่ล่วงไปแล้วเป็นลำดับ. อธิบายว่า เดี๋ยวนี้. บทว่า อิมเมว คามํ ได้แก่ ในบ้านนี้นั่นเอง. เทวดากล่าวหมายถึงกรุงราชคฤห์. ดังที่ท่าน กล่าวว่า บ้านก็ดี นิคมก็ดี เมืองก็ดี ท่านเรียกว่า คาม ทั้งนั้น. อนึ่ง บทว่า อิมเมว คามํ นี้เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า อุปาคมิ ได้แก่ เข้าไปแล้ว. บทว่า อตุลาย ได้แก่ ไม่มี เปรียบ หรือไม่มีประมาณ. บทว่า อวากิริ ได้แก่ นำออกไป คือทิ้ง หรือทำให้เสียหาย. บทว่า สนฺตสฺส ได้แก่เป็นผู้สำรวมดี มีกิเลสสงบหรือไม่ถึงความดิ้นรน. นุ ศัพท์ในบทว่า ตุยฺหํ นุ เป็นนิบาตลงในอรรถอันส่องถึง ความไม่มีตัวตน. นุ ศัพท์นั้นพึงนำมาประกอบแม้ในบทว่า มม เป็น มม นุ ดังนี้. บทว่า อิทํ อิสฺสริยํ แม่ผัวกล่าวหมายถึงความเป็น ใหญ่ในเรือน. บทว่า ตโต จุตา ได้แก่ จุติจากมนุษยโลกนั้น. เพราะ แม้ไปจากที่ที่ดำรงอยู่ ท่านก็เรียกว่า จุตา ฉะนั้น เพื่อให้ต่างกับจุติ ท่านจึงกล่าวว่า กาลคตา. อนึ่ง แม้ถึงแก่กรรมแล้ว ก็ยังไม่เกิดในที่ใด ที่หนึ่ง. ก็แลเมื่อเทพธิดาแสดงว่า ดีฉันถึงความเป็นเทพธิดา จึงกล่าวว่า อมฺหิ เทวตา ดีฉันเป็นเทพธิดา ดังนี้. บทว่า ตเทว กมฺมํ กุสลํ กตํ มยา ความว่า ดีฉันทำกรรม เป็นกุศลเพียงถวายท่อนอ้อยนั้นเท่านั้น. อธิบายว่า ดีฉันไม่รู้อย่างอื่น. บทว่า สุขญฺจ กมฺมํ ได้แก่ ผลของกรรมอันเป็นความสุข. จริงอยู่ในที่ นี้ท่านกล่าวผลของกรรมว่า กมฺมํ ด้วยลบบทหลังหรือใกล้เคียงกับเหตุ ดุจในประโยคมีอาทิว่า
หน้า 229 ข้อ 30
กุสลานํ ภิกฺขเว ธมฺมานํ สมาทานเหตุ เอวมิทํ ปุญฺํ ปวฑฺฒติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญนี้ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งการ สมาทานธรรมเป็นกุศล และในประโยคมีอาทิว่า อนุโภมิ สกํ ปุญฺํ ความว่า ข้าพเจ้าเสวยบุญของตนดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กมฺมํ เป็น ทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ ความว่า กมฺเมน แปลว่า ด้วยกรรม. อีกอย่างหนึ่ง กรรมเกิดในกรรนชื่อยถากรรม. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่ากรรมเพราะอันบุคคลพึงใคร่ เพราะว่ากรรมนั้นเข้าไปประกอบด้วย กาม เพราะติดในความสุข จึงชื่อว่า กมนียะ เพราะควรใคร่. บทว่า อตฺตนา คือ ด้วยตนเอง อธิบายว่า ด้วยตนเองโดยความเป็นอิสระ เพราะตนเองมีอำนาจ. บทว่า ปริจารยามหํ อตฺตานํ ในคาถาก่อน กล่าวว่า อตฺตนา ควรตั้งบทว่า อตฺตานํ เพราะเปลี่ยนวิภัตติ. บทว่า เทวินฺทคุตฺตา ได้แก่ ท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง หรือ คุ้มครองดุจจอมเทพเพราะมีบริวารมาก. บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ เอิบอิ่ม ด้วยดี คือถึงพร้อมด้วยดี. บทว่า มหาวิปากา คือ มีผลไพบูลย์. บทว่า มหาชุติกา คือ มีเดชมาก มีอานุภาพมาก. บทว่า ตุวํ คือ ซึ่งท่าน. บทว่า อนุกมฺปกํ คือ มีความกรุณา. บทว่า วิทุํ คือ มีปัญญา. อธิบายว่า ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมี. บทว่า อุเปจฺจ แปลว่า เข้าไปหา. บทว่า วนฺทึ ได้แก่ กราบด้วยเบญจางค- ประดิษฐ์. ข้าพเจ้าได้ถามถึงกุศลคือความไม่มีโรค. อธิบายว่า ข้าพเจ้า ระลึกถึงกุศลนี้ด้วยปีติอันล้นพ้น. บทที่เหลือมีนัยดังได้กล่าวแล้วในหน หลังนั่นแล. จบอรรถกถาอุจฉุทายิกาวิมาน
หน้า 230 ข้อ 31
๓. ปัลลังกวิมาน ว่าด้วยปัลลังกวิมาน [๓๑] พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามนางเทพธิดานั้นด้วยคาถา ความว่า ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านอยู่ บนที่นอนใหญ่เป็นบัลลังก์อันประเสริฐ อันบุญกรรม ตกแต่งให้วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ โรยดอกไม้ ไว้เกลื่อนกล่น อนึ่ง รอบ ๆ ตัวท่าน เหล่านางเทพ- อัปสรมีร่างสมทรง แผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ ฟ้อนรำ ขับร้อง ให้ท่านร่าเริงบันเทิงใจอยู่เป็นนิจ ท่านเป็น นางเทพธิดาผู้ศักดิ์สิทธิ์มีฤทธิ์อานุภาพมาก ครั้งเมื่อ ท่านยังเป็นมนุษย์อยู่ได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านเป็นผู้มี อานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีกายสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้นตอบว่า ดีฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็น บุตรสะใภ้ในตระกูลอันมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง ดีฉันเป็น ผู้ไม่โกรธ เป็นผู้ประพฤติอยู่ใต้บังคับบัญชาของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อดีฉันยังเป็นสาวอยู่ เป็นผู้ภักดีด้วยการไม่ประพฤตินอกใจสามีหนุ่ม ดีฉัน
หน้า 231 ข้อ 31
เป็นที่โปรดปรานของสามีเป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะดีฉัน มีน้ำใจผ่องใส ดีฉันได้ประพฤติตนให้เป็นที่ชื่นชอบ ใจของสามีทั้งกลางวันและกลางคืน ชาติก่อนดีฉัน เป็นผู้มีศีล เป็นผู้บำเพ็ญในสิกขาบททั้งหลาย อย่าง ครบถ้วน คือ เว้นขาดจากการฆ่าสัตว์ ไม่ลักทรัพย์ มีการงานทางกายบริสุทธิ์ ประพฤติพรมจรรย์อย่าง สะอาดไม่กล่าวคำเท็จ และเว้นขาดจากดื่มน้ำเมา ดีฉันมีใจเลื่อมใส ประพฤติตามธรรม ปลาบปลื้มใจ เข้ารักษาอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ใน วัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และ ตลอดปาฏิหาริยปักษ์ ครั้นดีฉันสมาทานกุศลธรรม อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอย่างประเสริฐเป็น อริยะ มีความสุขเป็นกำไร เช่นนี้แล้ว ชาติก่อน ดีฉันได้เป็นสาวิกาของพระสุคตเจ้า ได้เป็นผู้อยู่ใต้ บังคับบัญชาของสามีเป็นอันดี ครั้นดีฉันทำกุศลกรรม เช่นนี้ ในขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ในมนุษยโลก เป็นผู้มี ส่วนแห่งภพอันวิเศษ พอสิ้นชีพลงแล้ว ดีฉันจึงถึง ความเป็นนางเทพธดาผู้มีฤทธิ์ ในอภิสัมปรายภพ มาสู่สวรรค์ ห้อมล้อมด้วยหมู่นางเทพอัปสรในวิมาน มีปราสาทอย่างประเสริฐ น่ารื่นรมย์ คณะเทพเจ้า และเหล่านางเทพธิดาทั้งหลาย ซึ่งมีรัศมีซ่านออก
หน้า 232 ข้อ 31
จากกายตน พากันมาชื่นชมยินดีกับดีฉันผู้มีอายุยืน มาสู่เทพวิมาน. จบปัลลังกวิมาน อรรถกถาปัลลังกวิมาน ปัลลังกวิมาน มีคาถาว่า ปลฺลงฺกเสฏฺเ มณิโสวณฺณจิตฺเต ดังนี้ เป็นต้น. ปัลลังกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้น ธิดาของอุบาสิกาคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี มารดาบิดายกให้กุลบุตรคนหนึ่งในกรุงสาวัตถีนั้นเอง เสมอกันทางตระกูลและประเทศเป็นต้น. ธิดานั้นเป็นหญิงไม่โกรธ ถึง พร้อมด้วยศีลและมารยาท นับถือสามีดุจเทวดา สมาทานศีล ๕ และ ในวันอุโบสถรักษาศีลอุโบสถโดยเคร่งครัด. ต่อมานางถึงแก่กรรมเกิดใน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระไปเหมือนอย่างที่กล่าว มาแล้วในหนหลัง ถามเทพธิดานั้นว่า ดูก่อนเทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านแผลงฤทธิ์ได้ ต่าง ๆ อยู่บนที่นอนอันโอฬาร เป็นบัลลังก์ประเสริฐ วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ ลาดด้วยดอกไม้. นางอัปสรเหล่านี้ ฟ้อนรำขับร้อง ให้ความบันเทิง แก่ท่านโดยรอบ. เทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านเป็นผู้
หน้า 233 ข้อ 31
สำเร็จฤทธิ์ เมื่อเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ ผิวพรรณของท่าน สว่างไปทั่วทิศด้วยธรรมอะไร ดังนี้. แม้เทพธิดานั้นก็ได้ตอบด้วยคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า ดีฉันเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นสะใภ้ใน ตระกูลมั่งคั่ง. ดีฉันไม่โกรธ อยู่ในอำนาจของสามี ในวันอุโบสถก็มิได้ประมาท. ดีฉันเป็นมนุษย์วัยสาว มิได้เหลวไหล มีฐิตเลื่อมรสให้สามีโปรดปรานเป็น ที่ยิ่ง เมื่อก่อนดีฉันได้เป็นหญิงมีศีล มีความประพฤติ เป็นที่พอใจ. ดีฉันเว้นฆ่าสัตว์ เว้นลักทรัพย์ มีกาย บริสุทธิ์ เป็นพรหมจารีนีที่สะอาด ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่ พูดเท็จ ทำให้บริบูรณ์ในสิกขาบททั้งหลาย. ดีฉัน มีใจเลื่อมใส ประพฤติตามธรรม มีใจปลาบปลื้ม เข้ารักษาอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ในวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และวัน ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอด ปาฏิหาริยปักษ์ ครั้นดีฉันสมาทานกุศลอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ เป็นอริยะนี้ มีความสุขเป็นกำไรแล้ว ชาติก่อนดีฉันได้เป็นสาวิกาของพระสุคต ได้อยู่ใน อำนาจของสามีเป็นอย่างดี ครั้นดีฉัน ทำกุศลกรรม เช่นนี้ในขณะที่ยังมีชาติอยู่ เป็นผู้มีส่วนแห่งภพอัน วิเศษ เมื่อถึงแก่กรรมลง ดีฉันได้เป็นเทพธิดาผู้มี
หน้า 234 ข้อ 31
ฤทธิ์ ในอภิสัมปรายภพ มาสู่สวรรค์ หมู่เทพซึ่งมี รัศมีซ่านออกจากกายตน ห้อมล้อมด้วยหมู่นางอัปสร ในวิมานมีปราสาทอันประเสริฐ น่ารื่นรมย์ พากัน ชื่นชมดีฉันผู้มีอายุยืนมาสู่เทพวิมาน. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกเสฏฺเ ได้แก่ บัลลังก์อันประเสริฐ คือบัลลังก์อันสูงสุด เพื่อแสดงความที่ที่นอนนั้นประเสริฐที่สุดจึงกล่าวว่า มณิโสวณฺณจิตฺเต วิจิตรด้วยแก้วมณีและทองคำ. บนที่นอนเป็นบัลลังก์ อันประเสริฐ ที่ท่านกล่าวว่า ตตฺถ ในที่นั้น และ สยเน บนที่ นอนอันวิจิตรด้วยแก้วมณีรุ่งเรืองด้วยตาข่ายรัศมีแก้วหลายอย่าง. ชื่อว่า บัลลังก์ประเสริฐที่สุดเป็นที่ที่ควรนอน. บทว่า เต คือ โดยรอบตัวท่าน. ควรเปลี่ยนวิภัตติเป็น ตํ เพราะเพ่งถึงบทว่า ปโมทยนฺติ. อีกอย่าง หนึ่ง บทว่า ปโมทยนฺติ ได้แก่ ทำความบันเทิง อธิบายว่า ยังความ บันเทิงให้เกิดแก่ท่าน. บทว่า ทหรา อปาปิกา ได้แก่ แม้เป็นสาวก็ไม่เป็นคนเหลวไหล ปาฐะว่า ทหรา สุปาปิกา ดังนี้บ้าง. ความอย่างเดียวกัน คือไม่นอกใจ ในสามีหนุ่ม. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทหรสฺสา ปาปิกา ดังนี้บ้าง ได้แก่ ไม่นอกใจสามีหนุ่ม. อธิบายว่า เป็นหญิงดีด้วยการปรนนิบัติ โดยเคารพและด้วยการไม่ประพฤตินอกใจ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปสนฺนจิตฺตา มีจิตเลื่อมใสแล้ว. บทว่า อภิราธยึ คือ ให้ยินดี. บทว่า รตฺโต คือ ในกลางคืน. บทว่า อโจริกา คือ เว้นจากการลักทรัพย์. อธิบายว่า เว้นจาก
หน้า 235 ข้อ 31
การถือเอาของที่เขาไม่ให้. ปาฐะว่า วิรตา จ โจริยา ดังนี้บ้าง อธิบายว่า เว้นจากความเป็นขโมย. บทว่า สํสุทฺธกายา ได้แก่ มีกาย บริสุทธิ์ด้วยดี เพราะทำการงานทางกายบริสุทธิ์. จากนั้นเป็นผู้ประพฤติ พรหมจรรย์อย่างสะอาด เพราะไม่ประพฤติพรหมจรรย์ในผู้อื่นนอกจาก สามี. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า พวกเราไม่นอกใจภรรยา แม้ภรรยาก็ไม่นอก ใจพวกเรา พวกเราประพฤติพรหมจรรย์ ยกเว้น ภรรยาเหล่านั้น เพราะฉะนั้นแล พวกเราจึงไม่ตาย ตอนยังเป็นหนุ่มสาว ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุพฺรหฺมจารินี ได้แก่ เป็นผู้ประพฤติ พรหมจรรย์สะอาด ด้วยสามารถแห่งมรรคพรหมจรรย์ คือ อุโบสถศีล อันสะอาดบริสุทธิ์ประเสริฐ ประเสริฐที่สุด หรือพรหมจรรย์อันเป็นส่วน เบื้องต้นความสมควร. บทว่า อนุธมฺมจารินี ได้แก่ มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ของพระอริยะทั้งหลาย. โยชนาแก้ไว้ว่า ข้าพเจ้าเข้ารักษาอุโบสถประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐเป็นอริยะ เพราะไม่มีโทษดังที่ท่านกล่าวแล้ว ตามลำดับนี้ หรือเพราะเป็นอริยะด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐเป็นอริยะดัง ที่กล่าวแล้ว ชื่อว่าเป็นกุศลธรรม เพราะอรรถว่าไม่เศร้าหมอง และเพราะ อรรถว่าไม่มีโทษ ชื่อว่ามีสุขเป็นกำไร เพราะมีสุขเป็นวิบาก และเพราะ มีสุขเป็นอานิสงส์. บทว่า วิเสสภาคินี ได้แก่ เป็นผู้มีส่วนแห่งสมบัติภพอันวิเศษ คือ
หน้า 236 ข้อ 32
เป็นทิพย์. บทว่า สุคติมฺหิ อาคตา ได้แก่ มา คือเข้าถึงสวรรค์ หรือ มาในสุคติสวรรค์ คือทิพยสมบัติ. ปาฐะว่า สุคตึ หิ อาคตา มาสู่ สวรรค์ดังนี้บ้าง. บทว่า หิ ในบทนั้นเป็นเพียงนิบาต หรือมีความ เป็นเหตุ. โยชนาแก้ว่า เพราะมาสู่สุคติ ฉะนั้น จึงเป็นผู้มีส่วนแห่งภพ วิเศษ. บทว่า วิมานปาสาทวเร ได้แก่ ในปราสาทอันสูงสุดในวิมาน ทั้งหลาย หรือในปราสาทอันเลิศกล่าวคือวิมาน หรือดีฉัน อันหมู่นาง อัปสรแวดล้อมแล้วในวิมาน อันเป็นปราสาทประเสริฐใหญ่หาประมาณ มิได้ คำนวณไม่ได้ มีรัศมีซ่านออกจากกายตนเองบันเทิงอยู่. อีกอย่าง หนึ่ง ควรนำบทว่า อมฺหิ มาประกอบด้วย. บทว่า ทีฆายุกึ โยชนาแก้ ว่า หมู่เทพพากันยินดีกับข้าพเจ้าผู้มีอายุยืน เพราะมีอายุยืนกว่าพวกเทพ ชั้นต่ำ และเพราะมีอายุไม่น้อยกว่าพวกเทพที่เกิดในวิมานนั้น ผู้มาคือ เข้าถึงเทพวิมานตามที่กล่าวแล้ว. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาปัลลังกวิมาน ๔. ลตาวิมาน ว่าด้วยลตาวิมาน [๓๒] นางเทพนารี ๕ องค์ มีความรุ่งเรือง มีปัญญา งดงามด้วยคุณธรรม เป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหา- ราช คือ นางลดาเทพธิดา ๑ นางสัชชาเทพธิดา ๑ นางปวราเทพธิดา ๑ นางอัจฉิมุตีเทพธิดา ๑ นาง
หน้า 237 ข้อ 32
สุดาเทพธิดา ๑ ต่างเป็นนางบำเรอของท้าวสักกเทว- ราชผู้ประเสริฐ มีสิริ ได้พากันไปยังแม่น้ำอันไหล มาจากสระอโนดาต มีน้ำเยือกเย็น มีดอกอุบลน่า รื่นรมย์ ในป่าหิมพานต์ เพื่อสรงสนาน ครั้นสรง สนาน ฟ้อนรำขับร้อง รื่นเริงสำราญใจในแม่น้ำแล้ว จึงนางสุดาเทพธิดาได้ถามนางลดาเทพธิดาผู้พี่องค์- ใหญ่ว่า เจ้าพี่จ๋า ผู้มีดวงตาเหลืองปนแดง มีร่าง ประดับด้วยพวงมาลัยอุบล มีพวงมาลัยประดับเศียร ผิวพรรณก็งดงามเปล่งปลั่งดังทองคำ มีอวัยวะทุก ส่วนงดงามผ่องใส เหมือนท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ หมอก มีอายุยืน ดีฉันขอถามเจ้าพี่ เพราะทำบุญ อะไรไว้ เจ้าพี่จึงได้มียศมาก ทั้งเป็นที่รักและ โปรดปรานของพระภัสดา มีรูปงานสะสวยยิ่งนัก ทั้งฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง และบรรเลงเป็นเยี่ยม จนพวกเทพบุตรและเทพธิดาไต่ถามถึงเสมอ ๆ ขอ โปรดได้บอกแก่หม่อมฉันด้วยเถิด. นางเทพธิดาจึงตอบว่า ครั้งพี่ยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย์โลก เป็นบุตร สะใภ้ในตระกูลมั่งคั่งตระกูลหนึ่ง พี่มิได้เป็นคนมัก โกรธ เป็นผู้ประพฤติอยู่ใต้บังคับบัญชาของสามี ไม่ ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อพี่ยังเป็นสาวอยู่ เป็นผู้ ภักดีด้วยการไม่ประพฤตินอกใจสามีหนุ่ม พี่เป็นที่
หน้า 238 ข้อ 32
โปรดปรานของสามีเป็นอย่างยิ่ง ก็เพราะพี่มีน้ำใจ ผ่องใส ได้ทำตัวให้เป็นที่โปรดปรานของสามีพร้อม ทั้งญาติชั้นผู้ใหญ่ และบิดามารดาของสามี ตลอดจน คนใช้ชายหญิง พี่จึงได้มีบริวารยศอันบุญกรรมจัดมา ให้ถึงอย่างนี้ เพราะกุศลกรรมนั้น พี่จึงได้เป็นผู้พิเศษ กว่านางฟ้าพวกอื่น ในที่ ๔ สถาน คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ได้เสวยความยินดีมิใช่น้อย. เมื่อนางสุดาเทพธิดาได้ฟังดังนี้แล้ว จึงได้พูดกับพี่สาวทั้งสามว่า ข้าแต่เจ้าพี่ทั้งสาม เจ้าพี่ลดาได้แถลงถ้อยคำ น่าฟังมากมิใช่หรือจ้ะ หม่อมฉันทูลถามถึงเรื่องที่ พวกเราชอบสงสัยกันมาก ก็กล่าวแก้ได้อย่างไม่ผิด พลาด เจ้าพี่ลดาควรเป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมสำหรับ เราทั้งสี่และนารีทั้งหลาย มาเราทั้งปวงพึงประพฤติ ธรรมในสามีทั้งหลาย เราทั้งปวงพึงประพฤติในสามี เหมือนอย่างสตรีที่ดี ประพฤติยำเกรงสามี ฉะนั้น ครั้นเราทั้งหลายปฏิบัติธรรม คือ การอนุเคราะห์ ต่อสามีด้วยสภาพทั้ง ๕ อย่างนี้ ก็จะได้สมบัติอย่าง ที่เจ้าพี่ลดาพูดถึงอยู่ประเดี๋ยวนี้ พญาราชสีห์ตัว สัญจรไปตามราวไพรใกล้เชิงเขา อาศัยอยู่บนบรรพ เขาหลวง แล้วก็เที่ยวตะครุบจับสัตว์ ๔ เท้าใหญ่ น้อยทุก ๆ ชนิดกัดกินเป็นอาหารได้ ฉันใด สตรี
หน้า 239 ข้อ 32
ที่มีศรัทธาเป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ ก็ฉันนั้น เมื่อ ยังอาศัยภัสดาอยู่ ควรประพฤติยำเกรงสามี ฆ่าความ โกรธเสีย กำจัดความตระหนี่เสียได้แล้ว เขาผู้ ประพฤติธรรมโดยชอบ จึงรื่นเริงบันเทิงใจอยู่บน สวรรค์. จบลตาวิมาน อรรถกถาลตาวิมาน ลตาวิมาน มีคาถาว่า ลตา จ สชฺชา ปวรา จ เทวตา ดังนี้ เป็นต้น. ลตาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้น ธิดาของอุบาสกคนหนึ่ง ชาวเมืองสาวัตถี ชื่อว่า ลดา เป็นบัณฑิตฉลาด มีปัญญา ไปตระกูลสามี ประพฤติตนเป็นที่ชอบใจของสามีและแม่ผัวพ่อผัว พูดจาน่ารัก ฉลาดใน การสงเคราะห์บริวารชน สามารถจัดทรัพย์สมบัติในเรือนได้เรียบร้อย ไม่มักโกรธ ถึงพร้อมด้วยศีลและมรรยาท ยินดีในการแจกจ่ายทาน ถือ ศีล ๕ ไม่ขาด ได้เป็นหญิงไม่ประมาทในการรักษาอุโบสถ. ครั้นต่อมา นางถึงแก่กรรม เกิดเป็นธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราช มีชื่อว่านางลดาเทพธิดาเหมือนกัน. นางลดาเทพธิดาได้มีน้องสาวอื่นอีก ๔ นาง คือ นางสัชชาเทพธิดา นางปวราเทพธิดา นางอัจฉิมุตีเทพธิดา และนางสุดาเทพธิดา ท้าวสักกเทวราชนำนางทั้ง ๕ นั้นมาตั้งไว้ในฐานะ
หน้า 240 ข้อ 32
เป็นนางบำเรอโดยให้เป็นหญิงฟ้อนรำ. แต่นางลดาเทพธิดาได้เป็นที่ โปรดปรานของท้าวสักกะมากเพราะนางฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง. เมื่อนางเหล่านั้นมานั่งประชุมร่วมกันอย่างมีความสุข จึงเกิดถก เถียงกันเกี่ยวกับความสามารถในการสังคีต. นางทั้งหมดจึงไปเฝ้าท้าว เวสสวัณมหาราชถามว่า พ่อจ๋า บรรดาลูก ๆ คนไหนฉลาดในการฟ้อน เป็นต้นจ้ะพ่อ ท้าวเวสสวัณมหาราชตรัสอย่างนี้ว่า ลูก ๆ จงไปที่ฝั่งสระ อโนดาต ลูก ๆ เล่นสังคีต ในเทวสมาคมเถิด ณ ที่นั้น จักปรากฏ ความวิเศษของพวกลูก. นางเหล่านั้นได้ทำตาม ณ เทวสมาคมนั้น เมื่อ นางลดาฟ้อน พวกเทพบุตรไม่สามารถจะดำรงอยู่โดยสภาพของตนได้. พวก เทพบุตรพากันชื่นชมยินดี ไม่เคยมีความอัศจรรย์ใจมาก่อนเลย ต่างให้ สาธุการไม่ขาดสาย โห่ร้องด้วยความยินดี ยกผืนผ้าโบกไปมา ได้เกิด โกลาหลยกใหญ่ดุจทำป่าหิมพานต์ให้สะท้านหวั่นไหว. ก็เมื่อนางนอกนั้น ฟ้อน พวกเทพบุตรต่างนั่งนิ่งดุจนกดุเหว่าอยู่ในโพรง. ความวิเศษได้ ปรากฏแก่นางลดาเทพธิดา ในการขับกล่อมนั้นด้วยประการฉะนี้. จึงบรรดาเทพธิดาเหล่านั้น ความสงสัยได้เกิดแก่นางสุดาเทพธิดา ว่า พี่ลดานี้ทำกรรมอะไรไว้หนอจึงครอบงำพวกเราไว้ได้ทั้งวรรณะและ ยศ ถ้ากระไรเราจะต้องถามกรรมที่พี่ลดาทำไว้. นางสุดาเทพธิดาจึงได้ ถามนางลดาเทพธิดา. แม้นางลดาเทพธิดาก็ได้ตอบให้นางสุดาเทพธิดา ทราบ. ท้าวเวสสวัณมหาราช ได้บอกความทั้งหมดนี้แก่ท่านมหาโมคคัล- ลานเถระผู้จาริกไปยังเทวโลก พระเถระเมื่อจะกราบทูลความนั้น แด่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตั้งแต่มูลเหตุของคำถาม จึงกราบทูลว่า
หน้า 241 ข้อ 32
คำถามของนางสุดาเทพธิดาว่าเทพนารี ๕ องค์ มีความรุ่งเรือง มีปัญญางามด้วยคุณธรรม เป็นธิดา ของท้าวเวสสวัณมหาราช คือ นางลดาเทพธิดา ๑ นางสัชชาเทพธิดา ๑ นางปวราเทพธิดา ๑ นาง อัจฉิมุตีเทพธิดา ๑ นางสุดาเทพธิดา ๑ ต่างเป็น นางบำเรอของท้าวสักกเทวราชผู้ประเสริฐ ผู้มีสิริ ได้พากันไปยังแม่น้ำอันไหลมาจากสระอโนดาต มี น้ำเย็น มีดอกบัวน่ารื่นรมย์ ในป่าหิมพานต์ เพื่อ สรงสนาน ครั้นสรงสนานฟ้อนรำขับร้อง รื่นเริงใน แม่น้ำนั้นแล้ว นางสุดาเทพธิดาได้ถามนางลดาเทพ- ธิดาว่า พี่จ๋า ผู้ทรงพวงมาลัยดอกบัว มีพวงมาลัย ประดับเศียร มีผิวงามเปล่งปลั่งดังทองคำ มีดวงตา เหลืองปนแดง มีอวัยวะทุกส่วนงามผ่องใสดุจท้องฟ้า ปราศจากเมฆหมอก มีอายุยืน น้องขอถามเจ้าพี่ เจ้าพี่ทำบุญอะไรไว้จึงมียศ ทั้งเป็นที่รักของพระสวามี มีรูปงามสะสวยยิ่งนัก ทั้งฉลาดในการฟ้อนรำขับร้อง และบรรเลงเป็นเยี่ยม จนเทพบุตรเทพธิดาไต่ถาม ถึงเสมอ ๆ ขอเจ้าพี่โปรดบอกแก่น้องด้วยเถิด. นางลดาเทพธิดาตอบว่า พี่เป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นสะใภ้ใน ตระกูลมีสมบัติมาก พี่เป็นผู้ไม่โกรธ พี่ประพฤติ
หน้า 242 ข้อ 32
ตามอำนาจของสามี ไม่ประมาทในวันอุโบสถ เมื่อ พี่ยังเป็นสาว พี่ไม่นอกใจสามี มีจิตเลื่อมใส เป็น ที่โปรดปรานของสามี พร้อมทั้งพี่น้อง บิดามารดา ของสามี ตลอดคนใช้ชายหญิง พี่จึงได้ยศอันบุญ กรรมจัดมาให้ถึงอย่างนี้ เพราะกุศลกรรมนั้น พี่จึง ได้วิเศษกว่านางฟ้าพวกอื่นในฐานะ ๔ คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ได้เสวยความดีมิใช่น้อย. เมื่อนางสุดาเทพธิดาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้พูดกับ เจ้าพี่ทั้ง ๓ ว่า ข้าแต่เจ้าพี่ทั้ง ๓ เจ้าพี่ลดาได้บอก ถ้อยคำน่าฟังมากมิใช่หรือ น้องถามถึงเรื่องที่พวกเรา สงสัยกันมาก ก็บอกได้อย่างไม่ผิดพลาด เจ้าพี่ลดา ควรเป็นตัวอย่างอันดี สำหรับพวกเราทั้ง ๔ และนารี ทั้งหลาย พวกเราทั้งหมดพึงประพฤติในสามี เหมือน อย่างสตรีที่ดีประพฤติยำเกรงสามีฉะนั้น ครั้นเรา ทั้งหลายปฏิบัติธรรม คือการอนุเคราะห์ต่อสามีด้วย ฐานะทั้ง ๕ อย่างแล้ว ก็จะได้สมบัติอย่างที่เจ้าพี่ ลดาพูดถึงอยู่เดี๋ยวนี้ พญาราชสีห์ตัวสัญจรไปตามราว ป่าใกล้เชิงเขา อาศัยอยู่บนภูเขา แล้วก็เที่ยวตะครุบ จับสัตว์ ๔ เท้าใหญ่น้อยทุก ๆ ชนิดกัดกินเป็นอาหาร ได้ฉันใด สตรีที่มีศรัทธาเป็นอริยสาวิกาในศาสนานี้ ก็ฉันนั้น เมื่อยังอาศัยสามีอยู่ ควรประพฤติยำเกรง สามี ฆ่าความโกรธเสีย กำจัดความตระหนี่เสียได้
หน้า 243 ข้อ 32
แล้ว เขาผู้ประพฤติธรรมโดยชอบจึงรื่นเริงบันเทิง ใจอยู่บนสวรรค์. ในบทเหล่านั้น บทว่า ลตา จ สชฺชา ปวรา อจฺฉิมุตี สุตา เป็นชื่อของเทพธิดาเหล่านั้น. บทว่า ราชวรสฺส ได้แก่ ท้าวเทวราช ผู้ ประเสริฐ คือประเสริฐที่สุดกว่ามหาราช ๔. อธิบายว่า เป็นบริจาริกา ของท้าวสักกะ บทว่า รญฺโ ได้แก่ มหาราช. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า เวสฺสวณสฺส ธีตา ธิดาของท้าวเวสสวัณ. บทนี้ประกอบเป็น เอกพจน์ เป็นคำคลาดเคลื่อน ที่ถูกควรเป็น ธีตโร ธิดาทั้งหลาย. ชื่อว่า ราชี เพราะรุ่งเรืองคือรุ่งโรจน์. บทว่า ราชี ได้แก่ มีความรู้ มีปัญญา มีความรุ่งเรือง บทนี้เป็นวิเสสนะของเทพนารีทั้งหมดเหล่านั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทนี้ เป็นชื่อของเทพธิดานี้. ตามมติของ อาจารย์บางพวกเหล่านั้น บทว่า ปวรา เป็นวิเสสนะของเทพนารีเหล่านั้น. บทว่า ธมฺมคุเณหิ ได้แก่ ด้วยคุณอันประกอบด้วยธรรม คือ ไม่ปราศ- จากธรรม อธิบายว่า ด้วยคุณตามความเป็นจริง. บทว่า โสภิตา ได้แก่ รุ่งเรือง. บทว่า ปญฺเจตฺถ นาริโย ได้แก่ เทพธิดามีชื่อตามที่กล่าวแล้ว ๕ องค์ ในหิมวันตประเทศนี้. บทว่า สีโตทกํ อุปฺปลินึ สิวํ นทึ ท่านกล่าวหมายถึงปากน้ำอันไหลนาจากสระอโนดาต. บทว่า นจฺจิตฺวา คายิตฺวา ท่านกล่าวด้วยสามารถการฟ้อนรำขับร้องที่เทพธิดาเหล่านั้น กระทำแล้วในเทวสมาคมตามคำสั่งของท้าวเวสสวัณผู้เป็นพระบิดา. บทว่า สุตา ลตํ พฺรวิ ได้แก่ นางสุดาเทพธิดาบอกกับนางลดาเทพธิดาพี่สาว
หน้า 244 ข้อ 32
ของตน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สุตา ลตํ พฺรวุํ ดังนี้ก็มี ความว่า นางสุดาเทพธิดา ธิดาของท้าวเวสสวัณมหาราชบอกกับนางลดาเพพธิดา. บทว่า ติมิรตมฺพกฺขิ ได้แก่ มีดวงตาประกอบด้วยสีแดงคล้ายเกสร ดอกจิก. บทว่า นเภว สโภเณ ได้แก่ งานเหมือนท้องฟ้า อธิบายว่า สดใสเพราะอวัยวะน้อยใหญ่บริสุทธิ์ดุจท้องฟ้าพ้นจากส่วนเล็กน้อย ที่เกิด ขึ้นมีหมอกเมฆเป็นต้นในสรทสมัยงดงามอยู่ฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นเภว ตัดบทเป็น นเภ เอว บนท้องฟ้านั่นเอง. เอวศัพท์เป็น สมุจจยัตถะ ( ความรวม). อธิบายว่า งามในทุกแห่งคือในวิมานอันตั้ง อยู่บนอากาศ และในที่อันเนื่องกับพื้นดินมีภูเขาหิมวันต์ และเขายุคนธร เป็นต้น. บทว่า เกน กโต ได้แก่เกิดขึ้นด้วยบุ อะไร คือเช่นไร. บทว่า ยโส ได้แก่ บริวารสมบัติ และชื่อเสียง. อนึ่ง คุณทั้งหลายอันเป็นเหตุให้ มีชื่อเสียงท่านใช้ด้วยศัพท์ว่า กิตฺติสทฺท. บทว่า ปติโน ปิยตรา ได้แก่ เป็นที่รักของสามี คือเป็นที่โปรด- ปรานของสามี. ท่านแสดงถึงความงามของนางลดาเทพธิดานั้นด้วยบทว่า ปติโน ปิยตรา นั้น. บทว่า วิสิฏฺกลฺยาณิตรสฺสุ รูปโต ได้แก่ วิเศษสุด งามยิ่ง ดียิ่ง ด้วยรูปสมบัติ. บทว่า อสฺสุ เป็นเพียงนิบาต. อนึ่ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิสิฏฺกลฺยาณิตราสิ รูปโต มีรูปร่าง สะสวยยิ่งนัก. บทว่า ปทกฺขิณา ได้แก่ ฉลาดทุกอย่างและวิเศษด้วย. บทว่า นจฺจน ในบทว่า นจฺจนคีตวาทิเต นี้ ได้ลบวิภัตติทิ้ง. ควรเป็น นจฺเจ จ คีเต จ วาทิเต จ ในการฟ้อนรำ ในการขับร้อง และใน การบรรเลง. บทว่า นรนาริปุจฺฉิตา ได้แก่ เทพบุตรเทพธิดาถามว่า นางลดาเทพธิดาไปไหน นางทำอะไร ดังนี้ เพื่อเห็นรูปและเพื่อดูศิลปะ.
หน้า 245 ข้อ 32
ชื่อเทวร เพราะยินดีดุจเทวดาเพราะไม่คลุกคลีทางกายเป็นนิจ หรือ เพราะเป็นญาติผู้ใหญ่. ชื่อว่า สเทวร เพราะพี่น้องของสามีพร้อมด้วย ญาติผู้ใหญ่. แม่ผัวพ่อผัวชื่อว่า สสุระ พร้อมด้วยพ่อผัวแม่ผัวจึงชื่อว่า สัสสสุระ. พร้อมด้วยทาสชายและหญิงชื่อว่า สทาสก เชื่อมด้วยบทว่า ปติมาภิราธยึ เป็นที่โปรดปรานของสามี. บทว่า ตมฺหิ กโต คือใน ตระกูลนั้น. อธิบายว่า ได้มีบริวารยศอันบุญกรรมจัดมาให้ในขณะเป็น สะใภ้ ด้วยการเกิดแห่งบุญที่ได้ทำไว้ในขณะที่เกิดนั้น. บทว่า มม นี้ เปลี่ยนเป็น มยา ไม่เพ่งถึงบทว่า กโต. บทว่า จตุพฺภิ าเนหิ ได้แก่ ด้วยเหตุ ๔ อย่าง หรือเป็น นิมิตในฐานะ ๔ อย่าง. บทว่า วิเสสมชฺฌคา ได้แก่ ถึงความเป็นผู้ วิเศษกว่านางฟ้าพวกอื่น. แสดงโดยสรุปของคำที่กล่าวว่า ด้วยฐานะ ๔ อย่างคือ อายุ วรรณะ สุขะ และพละ. อนึ่ง ท่านกล่าวว่า อายุเป็นต้น ของนางลดาเทพธิดานั้นชื่อว่า วิเศษ เพราะมีสภาพวิเศษที่สุดกว่าเทพธิดา เหล่าอื่น อนึ่ง ชื่อว่าเป็นฐานะ เพราะความเป็นเหตุ ที่นางลดาเทพธิดา นั้นควรถือเป็นแบบอย่างด้วยการยกย่อง คือ ได้ถึงความเป็นผู้วิเศษ. โยชนาว่า อายุ วรรณะ สุขะ และพละ เป็นเช่นไร. บทว่า สุตํ นุ ตํ ภาสติ ยํ อยํ ลตา ความว่า นางสุดาเทพธิดา ถามเจ้าพี่ทั้ง ๓ นอกนี้ว่า เจ้าพี่ลดานี้เป็นพี่สาวของพวกเรากล่าวคำใดไว้ พวกพี่ก็ได้ยินคำนั้นแล้วมิใช่หรือ หรือไม่ได้ยิน. บทว่า ยํ โน ได้แก่ คำ ใดที่พวกเราสงสัย. บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. บทว่า โน อีกคำหนึ่ง คือ ของพวกเรา. หรือลงในอวธารณะดุจในประโยคมีอาทิว่า น โน สมํ อตฺถิ ความว่า ไม่เหมือนพวกเรา. ด้วยเหตุนั้น เจ้าพี่พยากรณ์ไม่
หน้า 246 ข้อ 32
ผิดพลาด. อธิบายว่า พยากรณ์ไม่วิปริต. บทว่า ปติโน กิรมฺหากํ วิสิฏฺา นารีนํ คติ จ ตาสํ ปวรา จ เทวตา ความว่า เจ้าพี่เป็นตัวอย่างอันดีเยี่ยมของพวกเราและของนารี ทั้งหลาย และเป็นที่พึ่งของนารีเหล่านั้น ธรรมดาสามีชื่อว่าเป็นเจ้าของ เพราะคุ้มครองจากความพินาศ และเป็นเทวดาผู้ประเสริฐสงสุด เพราะ เป็นที่พึ่งของแม่บ้านทั้งหลายเหล่านั้น ทำให้เกิดความยินดีโดยชอบ เป็น ผู้นำประโยชน์สุขมาให้ทั้งเดี๋ยวนี้และต่อไป. บทว่า ปตีสุ ธมฺมํ ปริจราม สพฺพา ความว่า พวกเราทั้งหมด จงประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติมีการตื่นก่อนเป็นต้น ในสามีของตน ๆ. บทว่า ยตฺถ ได้แก่ นิมิตใด. หรือเมื่อประพฤติสิ่งที่ควรประพฤติในสามี ทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นหญิงยำเกรงสามี. บทว่า ลจฺฉามเส ภาสติ ยํ อยํ ลตา ความว่า พวกเราประพฤติธรรมในสามีทั้งหลาย จักได้สมบัติ อย่างที่เจ้าพี่ลดาพูดว่าจะได้ในบัดนี้. บทว่า ปพฺพตสานุโคจโร ได้แก่ พญาราชสีห์ตัวเที่ยวไปตามราวป่า ใกล้ภูเขา. บทว่า มหินฺธรํ ปพฺพตมาวสิตฺวา ความว่า อาศัยอยู่บนภูเขา ชื่อว่ามหินธร เพราะทรงแผ่นดินไว้ ไม่หวั่นไหว. ในบทนั้นความว่า อาศัยอยู่. ก็บทว่า มหินฺธรํ ปพฺพตมาวสิตฺวา นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลง ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติเพราะไม่เพ่งถึงบทว่า อาวสิตฺวา. บทว่า ปสยฺห แปลว่า ข่มขู่. บทว่า ขุทฺเท ความว่า พญาราชสีห์นั้นฆ่าสัตว์มีช้าง เป็นต้น น้อยใหญ่โดยประมาณด้วยกำลัง. บทว่า ตเถว ความว่า นี้เป็นการอธิบายความพร้อมด้วยข้อ เปรียบเทียบเชิงอุปมาด้วยคาถา เหมือนอย่างว่า สีหะอาศัยอยู่บนภูเขาอัน
หน้า 247 ข้อ 33
เป็นที่อยู่ และที่หาอาหารของตนย่อมสำเร็จประโยชน์ตามที่ตนต้องการ ฉันใด สตรีที่มีศรัทธาเลื่อมใสเป็นอริยสาวิกา ก็ฉันนั้นเหมือนกัน อาศัย อยู่กับสามีผู้เป็นใหญ่เป็นภัสดา เพราะหาเลี้ยงหาใช้ด้วยของกินและเครื่อง นุ่งห่มเป็นต้น ประพฤติยำเกรงสามีด้วยปฏิบัติเกื้อกูลสามีในทุก ๆ อย่าง ฆ่าคือละความโกรธ อันเกิดขึ้นในเพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียง กำจัดคือ ครอบงำไม่ให้เกิดความตระหนี่อันเกิดขึ้น ในของที่ครอบครองไว้ ชื่อว่า เป็นหญิงประพฤติธรรม เพราะพระพฤติธรรมคือความยำเกรงสามีและ ธรรมของอุบาสิกาโดยชอบ สตรีนั้นย่อมรื่นเริงคือย่อมถึงความบันเทิงใน สวรรค์ คือเทวโลก. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาลดาวิมาน ๕. คุตติลวิมาน ว่าด้วยคุตติลวิมาน [๓๓] พระมหาสัตว์นามว่าคุตติลบัณฑิต อันสมเด็จอมรินทราธิราช ทรงจำแลงองค์เป็นพราหมณ์โกสิยโคตร เสด็จเข้าไปหาทรงซักถามแล้ว ได้ทูลตอบแสดงความเจ็บใจของตนให้ท้าวเธอทรงทราบด้วยคาถา ความ ว่า ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ข้าพระองค์ได้สอนวิชาดีดพิณ ๗ สาย อันมีเสียงไพเราะมาก น่ารื่นรมย์ ให้แก่ มุสิละผู้เป็นศิษย์ เขาตั้งใจจะดีดพิณประชันกับข้า-
หน้า 248 ข้อ 33
พระองค์บนกลางเวที ขอพระองค์ทรงเป็นที่พึ่งของ ข้าพระองค์ด้วย. สมเด็จอมรินทราธิราช ทรงสดับคำปรับทุกข์นั้นแล้ว เมื่อจะทรง ปลอบยาจารย์ จึงตรัสปลุกใจด้วยคาถา ความว่า จะกลัวไปทำไมนะ ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะเป็น ที่พึ่งของท่านอาจารย์ เพราะข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่าน อาจารย์ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์จะไม่ปล่อยให้ท่าน อาจารย์ปราชัย ท่านอาจารย์ต้องเป็นผู้ชนะนายมุสิละ ผู้เป็นศิษย์แน่นอน. เมื่อสมเด็จอมรินทราธิราชตรัสปลอบใจเช่นนี้ คุตติลบัณฑิตก็โล่ง ใจคลายทุกข์ พอถึงวันนัดก็ไปประลองศิลป์กันบนเวทีหน้าพระโรง ใน ที่สุด คุตติลบัณฑิตผู้อาจารย์เป็นฝ่ายชนะ นายมุสิละผู้เป็นศิษย์เป็นฝ่ายแพ้ ถึงแก่ความตายกลางเวที เพราะอาชญาของปวงชน สมเด็จอมรินทรา- ธิราชทรงกล่าววาจาแสดงความยินดีด้วยคุตติลบัณฑิตแล้ว เสด็จกลับเทว- สถาน ครั้นกาลต่อมา สมเด็จอมรินทราธิราชตรัสใช้ให้พระมาตลีเทพ สารถี นำเวชยันตราชรถลงมารับคุตติลบัณฑิตไปยังเทวโลกเพื่อให้ดีดพิณ- ถวาย คุตติลบัณฑิตจึงกราบทูลท้าวโกสีย์ในท่ามกลางเทพบริษัท เพื่อ ไต่ถามถึงบุรพกรรมของเทพธิดาทั้งหลาย ณ ที่นั้น เป็นรางวัลแห่งการ ดีดพิณเสียก่อน เมื่อได้รับพระอนุญาตแล้ว จึงได้ถามถึงบุรพกรรมของ เทพธิดาเหล่านั้นว่า
หน้า 249 ข้อ 33
ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องแสงสว่างไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันคุตติลบัณฑิตถามเหมือน ท่านพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว มีใจยินดี ได้ พยากรณ์ปัญหาแห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระ และนารี ทั้งหลาย ได้ถวายผ้าอย่างดีผืนหนึ่งแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดีฉันได้ถวายผ้าอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมาน อันน่าปลิมใจถึงเช่นนี้ เชิญดูวิมานของดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณ น่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีก ด้วย เชิญดูผลแห่งบุญ คือการถวายผ้าอย่างดี ทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. วิมานทั้ง ๔ ที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีความพิสดาร เหมือนวัตถทายิกวิมาน. (๑) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
หน้า 250 ข้อ 33
ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯ ลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง- หลาย ได้ถวายดอกมะลิอย่างดีแก่ภิกษุหนึ่ง ดีฉัน ได้ถวายดอกมะลิอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมาน น่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของ ดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่าง และผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้ง พันอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือการ ถวายดอกมะลิอย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญ กรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๒) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร.
หน้า 251 ข้อ 33
นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง- หลาย ได้ถวายจุรณของหอมอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดีฉันได้ถวายอุรณของหอมอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ ทิพยวิมานอันน่าปลื้มใจเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดู วิมานของดีฉันนี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้า ที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่า นางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผล แห่งบุญ คือ การถวายอุรณของหอมอย่างดีทั้งหลาย นั้นเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมนั้น. (๓) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม
หน้า 252 ข้อ 33
แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง- หลาย ได้ถวายผลไม้อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดีฉัน ได้ถวายผลไม้อันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพยวิมาน อันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของ ดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่าง และผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้ง พันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญ คือ การถวายผลไม้อย่างดีทั้งหลายนั้นเถิด เพราะบุญ กรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๔) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประ- กายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะ บุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า
หน้า 253 ข้อ 33
ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง- หลาย ได้ถวายอาหารมีรสอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดีฉันได้ถวายอาหารอันน่ารักอย่างนี้ จึงมาได้ทิพย- วิมานอันน่าปลื้มใจถึงเช่นนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดู วิมานของดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้า ที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่า นางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผล แห่งบุญ คือการถวายอาหารมีรสอย่างดีทั้งหลายนั้น เถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาวประ- กายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่งผล กรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันได้นำของหอม ๕ อย่าง ไปประพรมที่
หน้า 254 ข้อ 33
องค์พระสถูปทองคำ สำหรับบรรจุพระบรมธาตุของ พระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า นิมนต์พระคุณเจ้าดู วิมานของดีฉันนี้เถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้าที่ มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านาง อัปสรทั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่ง บุญคือการถวายของหอม ๕ อย่างนั้นเถิด เพราะ บุญูกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. วิมานทั้ง ๔ จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดารเหมือนกับคันธ- ปัญจังคลิกวิมาน (๑) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันได้เห็นภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย พากัน เดินทางไกล ได้ฟังธรรมเทศนาของท่านเหล่านั้น
หน้า 255 ข้อ 33
ได้เข้ารักษาอุโบสถอยู่วันหนึ่งคืนหนึ่ง นิมนต์พระ- คุณเจ้าดูวิมานของดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดิฉันยัง เป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็น ผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณ เจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๒) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามว่า ดีฉันยืนอยู่ในน้ำ มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำ ใช้และน้ำฉันแก่ภิกษุรูปหนึ่ง นิมนต์พระคุณเจ้าดู วิมานของดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็น นางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดู
หน้า 256 ข้อ 33
ผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉัน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๓) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันไม่คิดมุ่งร้าย ตั้งใจปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่ง ไม่ผัวและพ่อผัวผู้ดุร้าย ผู้มักโกรธง่ายและหยาบคาย เป็นผู้ไม่ประมาทในการรักษาศีลของตน นิมนต์พระ- คุณเจ้าดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยัง เป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็น ผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย นิมนต์พระ- คุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่าง ไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. (๔) พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
หน้า 257 ข้อ 33
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว มีความปลาบปลื้มใจ ได้พยากรณ์ปัญหาแห่ง ผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันเป็นหญิงรับใช้ รับจ้างทำกิจการงานของ คนอื่น ไม่เกียจคร้าน ไม่เป็นคนโกรธง่าย ไม่ถือ ตัว ชอบแบ่งปันสิ่งของอันเป็นส่วนของตนที่ได้มา แก่ปวงชนที่ต้องการ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของ ดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่าง และผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้ง พันนางอีกด้วย นิมนต์พระคุณเจ้าดูผลแห่งบุญทั้ง- หลายเถิด เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่เหมือนดาว ประกายพรึก เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะ
หน้า 258 ข้อ 33
งามเช่นนี้ ฯลฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหา แห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันได้ถวายข้าวสุกคลุกนมวัวสดแก่ภิกษุรูป- หนึ่ง ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ นิมนต์พระคุณเจ้า- จงดูวิมานของดิฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉันเป็น นางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้เลิศ กว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่าง ไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. ในวิมานเหล่านั้น ๒๕ วิมานที่จะกล่าวต่อไปนี้ มีเนื้อความพิสดาร เหมือนกับขีโรทนทายิกาวิมาน. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญ กรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามแล้ว มีความปลาบปลื้มใจ จึงพยากรณ์ปัญหา แห่งผลกรรมที่ถูกถามนั้นว่า ดีฉันได้ถวาย ๑. น้ำอ้อยงบ ฯ ล ฯ
หน้า 259 ข้อ 33
๒. ผลมะพลับสุก ฯ ล ฯ ๓. อ้อยท่อนหนึ่ง ฯ ล ฯ ๔. แตงโมผลหนึ่ง ฯ ล ฯ ๕. ฟักทองผลหนึ่ง ฯ ล ฯ ๖. ยอดผักต้ม ฯ ล ฯ ๗. ผลลิ้นจี่ ฯ ล ฯ ๘. เชิงกราน ฯ ล ฯ ๙. ผักดองกำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๑๐. ดอกไม้กำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๑๑. มัน ฯ ล ฯ ๑๒. สะเดากำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๑๓. น้ำผักดอง ฯ ล ฯ ๑๔. แป้งคลุกงาคั่ว ฯ ล ฯ ๑๕. ประคดเอว ฯ ล ฯ ๑๖. ผ้าอังสะ ฯ ล ฯ ๑๗. พัด ฯ ล ฯ ๑๘. พัดสี่เหลี่ยม ฯ ล ฯ ๑๙. พัดใบตาล ฯ ล ฯ ๒๐. หางนกยูงกำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๒๑. ร่ม ๒๒. รองเท้า ฯ ล ฯ ๒๓. ขนม ฯ ล ฯ
หน้า 260 ข้อ 33
๒๔. ขนมต้ม ฯ ล ฯ ๒๕. น้ำตาลกรวด แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้กำลังบิณฑบาตอยู่ นิมนต์พระ- คุณเจ้าดูวิมานของดีฉันนั้นเถิด ยิ่งกว่านั้น ดีฉัน ยังเป็นนางฟ้าที่มีรูปร่างและผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็น ผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพันนางอีกด้วย เพราะบุญกรรม นั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. เมื่อนางเทพธิดาเหล่านั้น เฉลยผลกรรมที่ได้ทำมาเป็นอันดีอย่างนี้ แล้ว คุตติลบัณฑิตร่าเริง บันเทิงใจ เมื่อจะแสดงความชื่นชมยินดีของตน จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้ามาถึงเมืองสวรรค์วันนี้ เป็นการดีแท้ เป็นฤกษ์งามยามดีที่ข้าพเจ้าได้เห็นนางเทพธิดาทั้ง- หลาย ที่เป็นนางฟ้ามีรูปร่างและผิวพรรณน่ารักใคร่ ทั้งยังได้ฟังธรรมอันแนะนำทางบุญกุศลจากเธอเหล่า- นั้นด้วย แต่นี้ไป ข้าพเจ้าจักการทำบุญกุศลให้มาก ด้วยการให้ทาน ด้วยการประพฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการรักษาศีลสังวร และด้วยการฝึกอินทรีย์ ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ ๆ ไปแล้วไม่เศร้าโศก. จบคุตติลวิมาน
หน้า 261 ข้อ 33
อรรถกถาคุตติลวิมาน คุตติลวิมาน มีคาถาว่า สตฺตตนฺตึ สุมธุรํ ดังนี้เป็นต้น. คุตติลวิมาน นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงราชคฤห์ ท่านพระ- มหาโมคคัลลานะ จาริกไปยังเทวโลก ตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ครั้นไปถึงภพดาวดึงส์ เห็นเทพธิดา ๓๖ นาง แต่ละนางมีนางอัปสร เป็นบริวาร เสวยทิพยสมบัติใหญ่ใน ๓๖ วิมาน ซึ่งตั้งอยู่ ณ ภพดาวดึงส์ นั้น จึงถามถึงกรรมที่เทพธิดาเหล่านั้นได้กระทำมาในกาลก่อนตามลำดับ ด้วยคาถาทั้งหลาย ๓ คาถา มีอาทิว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน มีวรรณงาม ยิ่งนัก ดังนี้. แม้เทพธิดาเหล่านั้นก็ได้ตอบตามลำดับคำถามของพระมหา โมคคัลลานเถระ โดยนัยมีอาทิว่า วตฺถุตฺตมทายิกา นารี ดีฉันเป็นนารี ได้ถวาย ผ้าเนื้อดี ดังนี้. ลำดับนั้น พระเถระจึงออกจากเทวโลกลงมาสู่มนุษยโลก ได้กราบ ทูลความนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นได้สดับดัง นั้นแล้ว จึงตรัสว่า โมคคัลลานะ เทพธิดาเหล่านั้นมิได้ตอบอย่างที่เธอ ถามในบัดนี้อย่างเดียวเท่านั้น เมื่อก่อนก็ได้ตอบอย่างที่เราถามเหมือนกัน. พระเถระกราบทูลขอร้องให้ตรัส พระองค์จึงได้ตรัสเล่าเรื่องของพระองค์ ครั้งเป็นคุตติละอาจารย์ในอดีตให้ฟังดังต่อไปนี้ ในครั้งอดีต เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติอยู่ในตระกูลคนธรรพ์ ได้เป็นอาจารย์ปรากฏชื่อเสียง เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในทุกทิศโดยชื่อว่า คุตติละ เช่นเดียวกับติมพรูนารทะ เพราะเป็นผู้มีศิลปะบริสุทธิ์ในศิลปะของคนธรรพ์. คุตติละนั้นเลี้ยงดูมารดา
หน้า 262 ข้อ 33
บิดาผู้แก่เฒ่าตาบอด. คนธรรพ์ ชื่อมุสิละ ชาวอุชเชนี ได้ทราบถึงความ สำเร็จทางศิลปะของอาจารย์คุตติละนั้น จึงเข้าไปหาทำความเคารพแล้วยืน ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่ออาจารย์คุตติการละกามว่า ท่านมีธุระอะไรหรือ จึงบอกว่า ประสงค์จะเรียนศิลปะในสำนักของอาจารย์. อาจารย์คุตติละมองดูมุสิละ คนธรรพ์นั้น เพราะเป็นผู้ฉลาดในการดูลักษณะ คิดว่า เจ้านี้มีอัธยาศัย ไม่เรียบร้อยหยาบคาย จักเป็นคนไม่รู้จักคุณคน ไม่ควรสงเคราะห์ ดังนี้ จึงไม่ให้โอกาสที่จะเรียนศิลปะ มุสิละจึงเข้าไปหามารดาบิดาของอาจารย์ คุตติละ ขอร้องให้มารดาบิดาช่วย. อาจารย์คุตติละ เมื่อถูกมารดาบิดา แค่นได้ จึงคิดว่า ถ้อยคำของครู ควรแก่ค่า ดังนี้ จึงเริ่มบอกศิลปะแก่ มุสิละ เพราะอาจารย์คุตติละปราศจากความตระหนี่ และเพราะมีความ กรุณาจึงไม่ทำอาจริยมุฏฐิ (หวงความรู้) ให้มุสิละศึกษาศิลปะโดยสิ้นเชิง. แม้มุสิละนั้น เพราะเป็นคนฉลาด เพราะสะสมบุญมาก่อนและ เพราะไม่เกียจคร้าน ไม่ช้าก็เรียนจบศิลปะจึงคิดว่า กรุงพาราณสีนี้ เป็น นครเลิศในชมพูทวีป ถ้ากระไร เราควรแสดงศิลปะแก่บริษัทหน้าพระที่นั่ง ในนครนี้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เราก็จักปรากฏชื่อเสียงเป็นที่รู้จักยิ่งกว่าอาจารย์ ในชมพูทวีป ดังนี้. มุสิละ จึงบอกแก่อาจารย์ว่า กระผมประสงค์จะ แสดงศิลปะหน้าพระที่นั่ง ขอท่านอาจารย์ได้โปรดนำกระผมเข้าเฝ้าด้วยเถิด. พระมหาสัตว์ มีความกรุณาว่า มุสิละนี้ เรียนศิลปะในสำนักของเราจงได้ รับอุปถัมภ์ ดังนี้ จึงนำเขาเข้าเฝ้าพระราชา แล้วกราบทูลว่า ขอเดชะ ฝ่าละอองธุลีพระบาท ขอพระองค์ได้โปรดทอดพระเนตรดูความชำนิ ชำนาญในการดีดพิณของลูกศิษย์ ของข้าพระพุทธเจ้าผู้นี้เถิด พระเจ้าข้า พระราชาตรัสสั่งว่า ดีแล้ว ทรงสดับการดีดพิณของมุสิละนั้น พอพระทัย
หน้า 263 ข้อ 33
ยิ่งนัก ครั้นมุสิละกราบทูลลา ทรงห้ามแล้วตรัสว่า เจ้าจงอยู่รับราชการ กับเราเถิด เราจักให้ครึ่งหนึ่งจากส่วนที่ให้แก่อาจารย์. มุสิละกราบทูลว่า ขอเดชะ. ข้าพระองค์จะไม่ขอรับต่ำกว่าอาจารย์ ขอพระองค์ได้โปรดพระ- ราชทานเท่ากับอาจารย์เถิด พระเจ้าข้า เมื่อพระราชาตรัสว่า เจ้าอย่าพูด อย่างนั้นซิ ธรรมดาอาจารย์เป็นผู้ใหญ่ เราจักให้เจ้าครึ่งหนึ่งเท่านั้น มุสิละ กราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า ฯ ขอพระองค์ได้โปรดทอด พระเนตรศิลปะของข้าพระองค์และอาจารย์เถิด พระเจ้าข้า แล้วก็ออกจาก กรุงราชคฤห์ เที่ยวโฆษณาไปในที่นั้น ๆ ว่า จากนี้ไป ๗ วัน จักมีการ แสดงศิลปะ ที่หน้าพระลานหลวง ระหว่างข้าพเจ้าและอาจารย์คุตติละ ขอเชิญผู้ประสงค์จะชมศิลปะนั้นจงพากันนาชมเถิด. พระมหาสัตว์ สดับดังนั้นแล้วคิดว่า มุสิละนี้ ยังหนุ่มมีกำลัง ส่วน เราแก่แล้วกำลังก็น้อย ถ้าเราแพ้ เราตายเสียดีกว่า เพราะฉะนั้น เราจะ เข้าไปป่าผูกคอตายละ จึงไปป่า เกิดกลัวตายก็กลับ อยากตายอีกไปป่า กลัวตายอีกก็กลับ เมื่อพระมหาสัตว์ไป ๆ มา ๆ อยู่อย่างนี้ ที่นั้นเตียนโล่ง ไม่มีหญ้าเลย. ลำดับนั้น เทวราชเข้าไปหาพระมหาสัตว์ปรากฏรูปประ- ดิษฐานอยู่บนอากาศ กล่าวอย่างนี้ว่า ท่านอาจารย์ทำอะไร. พระ- มหาสัตว์ได้ทูลตอบแสดงความเจ็บใจของตนว่า ข้าแต่ท้าวโกสีย์ ข้าพระองค์ได้สอนวิชาดีดพิณ ๗ สาย มีเสียงไพเราะมากน่ารื่นรมย์ แก่มุสิละผู้ เป็นศิษย์ เขาตั้งใจจะดีดพิณประชันกับข้าพระองค์ กลางเวที ขอพระองค์ได้โปรดเห็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์ ด้วยเกิด.
หน้า 264 ข้อ 33
อธิบายความว่า ข้าแต่เทวราช ข้าพระองค์ได้สอนศิลปะของคนธรรพ์ มิให้เสียงขับร้อง ๔ อย่าง มีเสียงเหมือนนกยูงร้องเป็นต้น เสื่อมไปจาก การจำแนกเสียงเป็นต้น อันได้แก่วิชาชื่อว่า พิณ ๗ สาย เพราะแสดง เสียง ๗ อย่าง มีเสียงเหมือนนกยูงร้องเป็นต้น เพราะมีสาย ๗ สาย ชื่อว่า มีเสียงไพเราะมาก เพราะทำเสียงนั้นไม่ให้เสื่อมไปจากชนิดของเสียง ๒๒ อย่าง ตามสมควร ดังนี้จึงชื่อ สุมธุระ ชื่อว่า น่ารื่นรมย์ เพราะเสียง และพิณน่ารื่นรมย์อย่างยิ่งแก่ผู้ฟังโดยการเทียบกันและกัน เพราะเป็นผู้ ฉลาดในการปรับเสียงครบ ๕๐ เสียง ตามที่เรียนมา เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์ได้สอนได้ให้เรียนได้ให้ศึกษาแก่ลูกศิษย์ ชื่อว่า มุสิละ. มุสิละ นั้นเป็นลูกศิษย์ จะดีดพิณประชันกับข้าพระองค์ผู้เป็นอาจารย์ของตนบน เวที คือ ท้าทาย เพื่อแสดงความวิเศษของตนด้วยการแข่งดี เขาบอก กะข้าพระองค์ว่า อาจารย์จงมาแสดงศิลปะกันเถิด ดังนี้ ข้าแต่ท้าวโกสีย- เทวราช ขอพระองค์จงเป็นที่พึ่งอาศัยแก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด. ท้าวสักกเทวราชได้สดับดังนั้น เมื่อจะทรงปลอบว่า อาจารย์อย่า กลัวเลย ข้าพเจ้าเป็นที่พึ่ง ช่วยบรรเทาทุกข์ของอาจารย์ จึงตรัสว่า ท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าจะเป็นที่พึงของอาจารย์ ข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่านอาจารย์ ข้าพเจ้าผู้เป็นศิษย์จะ ไม่ปล่อยให้ท่านอาจารย์แพ้ ท่านอาจารย์จะต้องชนะ นายมุสิละผู้เป็นศิษย์แน่นอน. นัยว่า พระมหาสัตว์ได้เป็นอาจารย์ของท้าวสักกเทวราชในอัตภาพ ก่อน. ด้วยเหตุนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงกล่าวว่า อหมาจริย ปูชโก
หน้า 265 ข้อ 33
ข้าพเจ้าเป็นผู้บูชาท่านอาจารย์ ดังนี้ ไม่ใช่คู่แข่งขันเหมือนนายมุสิละ. เมื่อลูกศิษย์เช่นข้าพเจ้ายิ่งมีอยู่ อาจารย์เช่นท่านจะแพ้ได้อย่างไร. เพราะ- ฉะนั้น ศิษย์จักไม่ชนะท่านอาจารย์ได้. ท่านอาจารย์นั่นแหละจักชนะนาย มุสิละผู้เป็นศิษย์อย่างแน่นอน. อธิบายว่า นายมุสิละนั้นเมื่อแพ้แล้วจักถึง ความพินาศ. ก็แลครั้นท้าวสักกเทวราชตรัสอย่างนี้ แล้วจึงปลอบว่า ใน วันที่ ๗ ข้าพเจ้าจักมายังโรงแข็งขันกัน ขอให้ท่านอาจารย์วางใจ เล่น ดนตรีไปเถิด แล้วก็เสด็จไป. ครั้นถึงวันที่ ๗ พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริพารประทับนั่ง ณ ท้องพระโรง. อาจารย์คุตติละและนายมุสิละ เตรียมตัวเพื่อแสดงศิลปะ เข้าไปถวายบังคมพระราชา นั่งบนอาสนะที่ตนได้ แล้วดีดพิณ ท้าวสักกะ เสด็จยืนบนอากาศ. พระมหาสัตว์เห็นท้าวสักกะนั้น แต่คนนอกนั้นไม่เห็น. พวกบริษัทได้ตั้งใจฟังในการดีดพิณของทั้ง ๒ คณะ ท้าวสักกะตรัสกับ อาจารย์คุตติละว่า ท่านอาจารย์จงดีดสายที่ ๑. เมื่อดีดสายที่ ๑ แล้ว พิณได้มีเสียงกังวานไพเราะ ท้าวสักกะตรัสต่อไปว่า ท่านอาจารย์จงดีดสาย ที่ ๒ ที่ ๓ ที่ ๔ ที่ ๕ ที่ ๖ ที่ ๗. เมื่อดีดพิณเหล่านั้นแล้ว พิณก็ได้มี เสียงก้องกังวานไพเราะยิ่งขึ้น. นายมุสิละเห็นดังนั้น เห็นทีว่าตนแพ้แน่ ถึงกับคอตก. พวกบริษัทต่างร่าเริงยินดี ยกผืนผ้าโบกไปมา ซ้องสาธุการ แก่อาจารย์คุตติละ. พระราชาตรัสสั่งให้นำนายมุสิละออกจากท้องพระโรง. มหาชนเอาก้อนดินท่อนไม้เป็นต้นขว้างปา จนนายมุสิละถึงแก่ความตายใน ที่นั้นนั่นเอง. ท้าวสักกเทวราชแสดงความชื่นชมยินดีกับพระมหาบุรุษ แล้วเสด็จ กลับสู่เทวโลกทันที. ทวยเทพทูลถามท้าวสักกะว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์
หน้า 266 ข้อ 33
เสด็จไปไหนมา ครั้นได้ฟังเรื่องราวนั้นแล้ว จึงพากันกราบทูลว่า ข้าแต่ มหาราช พวกข้าพระองค์อยากเห็นพระอาจารย์คุตติละ ขอประทานโอกาส ขอพระองค์ทรงนำอาจารย์คุตติละมาแสดงแก่พวกข้าพระองค์ ณ ที่นี้เถิด ท้าวสักกะสดับคำของทวยเทพแล้ว มีเทวบัญชาให้มาตลี เอาเวชยันตรถไป รับอาจารย์คุตติละมาให้พวกเรา ทวยเทพอยากจะเห็นอาจารย์นั้น. มาตลี ได้ทำตามเทวบัญชา. ท้าวสักกะทรงทำความชื่นชมยินดีกับพระมหาสัตว์ แล้วตรัสว่า ท่านอาจารย์โปรดดีดพิณ ทวยเทพอยากฟัง. อาจารย์คุตติละ ทูลว่า ข้าพระองค์เลี้ยงชีพด้วยศิลปะ เมื่อไม่มีค่าจ้างก็จะไม่แสดงศิลปะ. ท้าวสักกะตรัสถามว่า ก็อาจารย์ต้องการค่าจ้างเช่นไรเล่า. อาจารย์คุตติละ ทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ต้องการค่าจ้างอย่างอื่น แต่ขอให้ทวยเทพเหล่านี้ บอกถึงกุศลกรรมที่ตนทำมาแล้วในชาติก่อนนั่นแล เป็นค่าจ้างของข้า- พระองค์ละ. ทวยเทพต่างรับว่าดีแล้ว. ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะถามถึงความประพฤติชอบที่ทวยเทพ เหล่านั้นกระทำแล้วในอัตภาพก่อน อันเป็นเหตุแห่งสมบัตินั้นโดยการประ- กาศถึงสมบัติที่ทวยเทพเหล่านั้นได้ในครั้งนั้นเฉพาะตน จึงถามด้วยคาถามี อาทิว่า ภิกฺกนฺเตน วณฺเณน ดังนี้ ดุจท่านมหาโมคคัลลานะถามฉะนั้น. แม้ทวยเทพเหล่านั้นก็ตอบแก่อาจารย์คุตติละ เหมือนอย่างที่ตอบแก่พระ- เถระ ด้วยบทมีอาทิว่า วตฺถุตฺตมทายิกา นารี ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนโมคคัลลานะ เทวดาเหล่านั้นมิได้ ตอบอย่างเดียวกับที่เธอถามเท่านั้น เมื่อก่อนก็ได้ตอบเหมือนอย่างที่เรา ถามเหมือนกันดังนี้. ได้ยินว่า หญิงเหล่านั้น ครั้งศาสนาพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิด
หน้า 267 ข้อ 33
เป็นมนุษย์ ได้กระทำบุญอย่างนั้น ๆ. บรรดาหญิงเหล่านั้น คนหนึ่งได้ ถวายผ้า คนหนึ่งได้ถวายพวงดอกมะลิหนึ่งพวง ต้นหนึ่งได้ถวายของหอม คนหนึ่งได้ถวายผลไม้อย่างดี คนหนึ่งได้ถวายอ้อย คนหนึ่งได้ถวายของ หอม ๕ อย่างประพรมในเจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า คนหนึ่งรักษา อุโบสถ คนหนึ่งได้ถวายน้ำแก่ภิกษุผู้ฉันที่เรือในเวลาเข้าไปใกล้ คนหนึ่ง เมื่อแม่ผัวพ่อผัวโกรธก็ไม่โกรธตอบ ได้ทำการปรนนิบัติ คนหนึ่งเป็น ทาสี ไม่เกียจคร้านมีมารยาทดี คนหนึ่งได้ถวายข้าวเจือด้วยน้ำนมแก่ภิกษุ ผู้ออกบิณฑบาต คนหนึ่งได้ถวายน้ำอ้อย คนหนึ่งได้ถวายท่อนอ้อย คน หนึ่งได้ถวายมะพลับ คนหนึ่งได้ถวายแตงกวา คนหนึ่งได้ถวายฟักเหลือง คนหนึ่งได้ถวายยอดผัก คนหนึ่งได้ถวายลิ้นจี่ คนหนึ่งได้ถวายเชิงกราน คนหนึ่งได้ถวายผักดองกำหนึ่ง คนหนึ่งได้ถวายดอกไม้กำหนึ่ง คนหนึ่ง ได้ถวายหัวมัน คนหนึ่งได้ถวายสะเดากำหนึ่ง คนหนึ่งได้ถวายผักดอง คนหนึ่งได้ถวายแป้งงา คนหนึ่งได้ถวายผ้ารัดเอว คนหนึ่งได้ถวายผ้าอังสะ คนหนึ่งได้ถวายพัด คนหนึ่งได้ถวายพัดสี่เหลี่ยม คนหนึ่งได้ถวายพัด ใบตาล คนหนึ่งได้ถวายกำหางนกยูง คนหนึ่งได้ถวายร่ม คนหนึ่งได้ ถวายรองเท้า คนหนึ่งได้ถวายขนม คนหนึ่งได้ถวายขนมก้อน คนหนึ่ง ได้ถวายน้ำตาลกรวด. เทพธิดาเหล่านั้น องค์หนึ่ง ๆ มีนางอัปสรพันหนึ่ง เป็นบริวารรุ่งเรืองด้วยเทวฤทธิ์ใหญ่ บังเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักก- เทวราช ในภพดาวดึงส์ ถูกอาจารย์คุตติการละกาม จึงตอบถึงกุศลที่ตนทำ ตามลำดับ โดยนัยมีอาทิว่า วตฺถุตฺตมทายิกา นารี ดังนี้. อาจารย์คุตติละได้ถามบุรพกรรมของเทพธิดาเหล่านั้นว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ยัง ทิศทั้งปวงให้สว่างไสว สถิตอยู่เหมือนดาวประกายพรึก
หน้า 268 ข้อ 33
เพราะกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงานเช่นนั้น เพราะ กรรมอะไร จึงสำเร็จแก่ท่านในเทวโลกนี้ โภคะทั้ง- หลายไร ๆ เห็นที่รัก ย่อมเกิดแก่ท่าน เพราะกรรม อะไร. ดูก่อนเทวี ผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอถาม ท่าน เมื่อครั้งท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ กรรมอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของท่านรุ่งเรืองไปทั่วทิศ เพราะกรรมอะไร. เทพธิดานั้น อันอาจารย์คุตติละถามเหมือน พระโมคคัลลานะถาม แล้วมีใจยินดี จึงตอบถึง ผลกรรมนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง- หลาย ได้ถวายผ้าเนื้อดีแก่ภิกษุหนึ่ง ดีฉันได้ถวาย ผ้าอันน่ารักอย่างนี้ จึงได้เข้าถึงฐานะอันเป็นทิพย์ อย่างนี้ เชิญดูวิมานของดีฉันเถิด ดีฉันยังเป็นนางฟ้า ที่มีผิวพรรณน่ารัก ทั้งเป็นผู้เลิศกว่านางอัปสรตั้งพัน เชิญดูผลแห่งบุญทั้งหลายเถิด เพราะผลแห่งบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ความสำเร็จในที่นี้ของดีฉัน เพราะผลบุญนั้น โภคะทั้งหลายอันเป็นที่รักย่อมเกิด แก่ดีฉัน เพราะผลบุญนั้น. แก่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอกท่านว่า เมื่อครั้งดีฉันเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ
หน้า 269 ข้อ 33
นั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนั้นและมีรัศมีสว่าง ไสวไปทั่วทุกทิศ. วิมาน ๔ นอกนี้ มีความพิสดารเหมือนวัตถุตตมทายิกาวิมาน. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไปทั่วทุกทิศ เพราะกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้น อันพระโมคคัลลานะถามแล้ว มีความปลื้มใจ ได้ตอบถึงผลแห่งกรรมนั้นว่า ดีฉันเป็นสตรีประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายดอกไม้อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ดีฉันได้ถวาย ดอกไม้น่ารักอย่างนี้ จึงได้เข้าถึงฐานะอันเป็นทิพย์ น่าปลื้มใจอย่างนี้ นิมนต์พระคุณเจ้าดูวิมานของดีฉัน เถิด ดีฉันเป็นนางฟ้าที่มีผิวพรรณน่ารัก ทั้งยังเป็นผู้ เลิศกว่านางอัปสรตั้งพัน เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึง มีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานะถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศเพราะบุญกรรมอะไร. นางเทพธิดาตอบว่า ดีฉันเป็นนารีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง-
หน้า 270 ข้อ 33
หลาย ได้ถวายของหอมอย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก และ มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรม อะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้ง- หลาย ได้ถวายผลไม้อย่างดีแก่ภิกษุรูปหนึ่ง ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก และ มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรม อะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันเป็นสตรีผู้ประเสริฐในนระและนารีทั้งหลาย ได้ถวายอาหารมีรสอย่างดีแก่ภิกษุหนึ่ง เพราะบุญ
หน้า 271 ข้อ 33
กรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่าง ไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันได้ถวายของหอม ๕ อย่างประพรมที่ พระสถูปบรรจุพระบรมธาตุ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่ากัสสป เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมี วรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. วิมาน ๔ นอกนี้ มีความพิสดารเหมือนคันธปัญจังคุลิกวิมาน. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันได้เห็นภิกษุและภิกษุณีพากันเดินทางไกล ได้ฟังธรรมของท่านเหล่านั้น ได้เข้ารักษาอุโบสถอยู่ วันหนึ่งคืนหนึ่ง เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
หน้า 272 ข้อ 33
พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันยืนอยู่ในน้ำมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำแก่ ภิกษุรูปหนึ่ง เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงาม เช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันไม่คิดร้ายตั้งใจปฏิบัติเป็นอย่างดี ซึ่ง แม่ผัวและพ่อผัวผู้ดุร้าย โกรธง่ายและหยาบคาย ดีฉันไม่ประมาทในการรักษาศีลของตน ฯ ล ฯ เพราะ บุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ลฯ และ มีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรม
หน้า 273 ข้อ 33
อะไร ท่านจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมี สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันเป็นหญิงรับใช้รับจ้างทำการงานของคนอื่น ไม่เกียจคร้าน ไม่โกรธง่าย ไม่ถือตัว ชอบแบ่งปัน สิ่งของอันเป็นส่วนของตนให้แก่ตนที่ต้องการ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก มีรัศมีสว่าง- ไสวไปทั่วทุกทิศ ฯ ล ฯ เพราะบุญกรรมอะไร ท่าน จึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันได้ถวายข้าวสุกคลุกน้ำมันสด แก่ภิกษุ รูปหนึ่งกำลังออกบิณฑบาตอยู่ ฯ ล ฯ เพราะบุญ- กรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ดีฉันทำกรรมดีจึงเข้าถึง สุคติบันเทิงเริงรมย์อยู่อย่างนี้. ในวิมานเหล่านั้น วิมาน ๒๕ นอกนี้ มีความพิสดารเหมือนกับ ขีโรทนทายิกาวิมาน. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า
หน้า 274 ข้อ 33
ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก และมี รัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ ฯลฯ เพราะบุญกรรม อะไร. เทพธิดาตอบว่า ดีฉันได้ถวาย ๑. น้ำอ้อย ฯ ล ฯ ๒. ท่อนอ้อย ฯ ล ฯ ๓. ผลมะพลับสุก ฯ ล ฯ ๔. แตงกวา ฯ ล ฯ ๕. ฟักทอง ฯ ล ฯ ๖. ยอดผักต้ม ฯ ล ฯ ๗. ผลลิ้นจี่ ฯ ล ฯ ๘. เชิงกราน ฯ ล ฯ ๙. ผักดองกำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๑๐. ดอกไม้กำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๑๑. มัน ฯ ล ฯ ๑๒. สะเดากำหนึ่ง ฯ ล ฯ ๑๓. น้ำผักดอง ฯ ล ฯ ๑๔. แป้งคลุกงา ฯ ล ฯ ๑๕. ประคดเอว ฯ ล ฯ ๑๖. ผ้าอังสะ ฯ ล ฯ ๑๗. พัด ฯ ล ฯ
หน้า 275 ข้อ 33
๑๘. พัดสี่เหลี่ยม ฯ ล ฯ ๑๙. พัดใบตาล ฯ ล ฯ ๒๐. พัดหางนกยูง ฯ ล ฯ ๒๐. ร่ม ฯ ล ฯ ๒๒. รองเท้า ฯ ล ฯ ๒๓. ขนม ฯ ล ฯ ๒๔. ก้อนขนม ฯ ล ฯ ๒๕. น้ำตาลกรวด ฯ ล ฯ แก่ภิกษุรูปหนึ่งผู้กำลังบิณฑบาตอยู่ ฯ ล ฯ เพราะ บุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะงามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ มีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. พระมหาสัตว์ เมื่อเทพธิดาเหล่านั้นตอบผลกรรมที่ตนทำมาเป็น อันดีอย่างนี้แล้ว ก็มีใจยินดี เมื่อจะแสดงความยินดีของตน และเมื่อจะ ประกาศความที่ตนขวนขวายในการประพฤติสุจริต และความที่ตนมี อัธยาศัยในนิพพาน จึงกล่าวว่า วันนี้ข้าพเจ้ามาดีแล้ว เป็นฤกษ์งามยามดีที่ ข้าพเจ้าได้เห็นเทพธิดาทั้งหลาย ที่เป็นนางฟ้ามีรูป- ร่างผิวพรรณน่ารักใคร่ ทั้งได้ฟังธรรมอันแนะนำทาง บุญกุศล จากเทพธิดาเหล่านั้นด้วย ต่อไปนี้ ข้าพเจ้า ทำบุญกุศลให้มากด้วยการให้ทาน ด้วยการประ- พฤติธรรมสม่ำเสมอ ด้วยการสำรวม ด้วยการฝึกฝน
หน้า 276 ข้อ 33
ข้าพเจ้าจักได้ไปสู่สถานที่ที่ไปแล้วไม่เศร้าโศก. ในบทเหล่านั้น บทว่า วตฺถุตฺตมทายิกา ได้แก่ ผ้าสูงสุด คือ ประเสริฐสุดกว่าผ้าทั้งหลาย หรือผ้าดีเลิศประเสริฐชั้นยอด ที่เก็บสะสม ไว้ในจำนวนผ้าเป็นอันมาก ชื่อว่าผ้าชั้นเยี่ยม ถวายผ้าชั้นเยี่ยมนั้น. แม้ ในบทมีอาทิว่า ปุปฺผุตฺตมทายิกา ก็มีนัยนี่เหมือนกัน. บทว่า ปิยรูปทายิกา ได้แก่ ให้วัตถุมีสภาพน่ารักและมีกำเนิดน่ารัก. บทว่า มนาปํ แปลว่า เจริญใจ. บทว่า ทิพฺพํ ได้แก่ ชื่อว่าเป็นทิพย์ เพราะเป็นสมบัติทิพย์. บทว่า อุปจฺจ ได้แก่ เข้าถึง คือตั้งใจ อธิบายว่า ดำริแล้วว่า เราพึงได้ สิ่งนี้ดังนี้. บทว่า านํ ได้แก่ ฐานะมีวิมานเป็นต้น หรือความอิสระ. ปาฐะว่า มนาปา ดังนี้บ้าง. อธิบายว่า เป็นที่เจริญใจของผู้อื่น. บทว่า ปสฺส ปุญฺานํ วิปากํ ความว่า เทพธิดาภูมิใจสมบัติที่ ตนได้ จึงกล่าวว่า เชิญดูผลแห่งการถวายผ้าอย่างดีเช่นนี้เถิด. บทว่า ปุปฺผุตฺตมทายิกา ได้แก่ ถวายดอกไม้อย่างดี เพื่อบูชา พระรัตนตรัย. พึงเห็นบทว่า คนฺธุตฺตมทายิกา ก็เหมือนอย่างนั้น. ดอกไม้อย่างดีในบทว่า ปุปฺผุตฺตมทายิกา ได้แก่ ดอกมะลิเป็นต้น. ของหอมอย่างดี ได้แก่ จันทน์หอมเป็นต้น. ผลไม้อย่างดี ได้แก่ ผลขนุน เป็นต้น. พึงทราบว่าอาหารมีรสอย่างดี มีเนยใสคลุกด้วยนมโคสดเป็นต้น. บทว่า คนฺธปญฺจงฺคุลิกํ ได้แก่ ถวายของหอม ๕ อย่าง สำหรับ ประพรม. บทว่า กสฺสปสฺส ภควโต ถูปมฺหิ ได้แก่ พระสถูปทองคำ สูงโยชน์หนึ่ง บรรจุพระบรมธาตุของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า ปนฺถปฏิปนฺเน ได้แก่ เดินไปตามทาง. บทว่า เอกูโปสถํ
หน้า 277 ข้อ 33
ได้แก่ อยู่รักษาอุโบสถตลอดวันหนึ่ง. บทว่า อุทกมทาสึ ได้แก่ ดีฉันได้ถวายน้ำใช้ น้ำฉันสำหรับบ้วน ปากและสาหรับดื่ม. บทว่า จณฺฑิเก ได้แก่ ดุร้าย. บทว่า อนุสฺสุยฺยิกา ได้แก่ เว้นจากความริษยา. บทว่า ปรกฺกมฺมการี ได้แก่ รับจ้างทำการงานแก่ ผู้อื่น. บทว่า อตฺเถน ได้แก่ กิจที่เป็นประโยชน์. บทว่า สํวิภาคินี สกสฺส ภาคสฺส ได้แก่ มีปกติแจกส่วนที่ตนได้แก่ผู้อื่น. บทว่า ขีโรทกํ ได้แก่ ข้าวสุกเจือด้วยนมสด. หรือข้าวสุกกับนม สด. บทว่า ติมฺพรูสกํ ได้แก่ ผลมะพลับ. มะพลับเป็นไม้เถาชนิดหนึ่ง คล้ายแตงโม. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ผลแตงโมนั้น คือ ติมพรุสกะ. บทว่า กกฺการิกํ ได้แก่ ฟักทอง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ได้แก่ แตงกวา. บทว่า หตฺถปฺปตาปกํ ได้แก่ เชิงกราน. บทว่า อมฺพกญฺชิกํ ได้แก่ น้ำผักดอง. บทว่า โทณินิมฺมชฺชนึ ได้แก่ แป้งคลุกงาคั่ว. บทว่า วิธูปนํ ได้แก่ พัดสี่เหลี่ยม. บทว่า ตาลปณฺณํ ได้แก่ พัดกลมทำด้วย ใบตาล. บทว่า โมรหตฺถํ ได้แก่ พัดไล่ยุงทำด้วยหางนกยูง. บทว่า สฺวาคตํ วต เม ความว่า ข้าพเจ้ามาในที่นี้ ดีแท้ ดีเหลือเกิน. บทว่า อชฺช สุปภาตํ สุหุฏฺิตํ ได้แก่ วันนี้ฤกษ์งามยานดีได้เกิดแก่ข้าพเจ้าใน กลางคืน แม้ลุกจากที่นอนก็มีฤกษ์ดี คือลุกขึ้นด้วยดี. ถามว่า เพราะ เหตุไร พระมหาสัตว์จึงกล่าวอย่างนั้น. ตอบว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นเทพ- ธิดาเหล่านั้น. บทว่า ธมฺมํ สุตฺวา ความว่า ได้ฟังธรรมอันเป็นกุศลที่พวกท่าน ทำไว้ โดยเห็นประจักษ์ถึงผลกรรม. บทว่า กาหามิ แปลว่า จักกระทำ.
หน้า 278 ข้อ 33
บทว่า สมจริยาย ได้แก่ ด้วยการประพฤติสุจริตอันเป็นความประพฤติ ชอบทางกาย. บทว่า สญฺเมน ได้แก่ ศีลสังวร. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยการฝึกอินทรีย์มีใจเป็นที่หก. บัดนี้ พระมหาสัตว์ เพื่อจะ แสดงความที่กุศลนั้น และโลกของตนเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (นิพพาน) จึงกล่าวว่า สฺวาหํ ตตฺถ คมิสฺสามิ ยตฺถ คนฺตวา น โสจเร ความว่า ข้าพเจ้าจักไปในที่ที่ไปแล้ว ไม่เศร้าโศก ดังนี้. ผิว่า เทศนานี้จัดเข้าในวิมาน ๓๖ มีวัตถุตตมทายิกาวิมานเป็นต้น เป็นไปแล้ว ด้วยการชี้แจงของอาจารย์คุตติละ ดุจของท่านพระมหา- โมคคัลลานะไซร้ ก็จัดเข้าในคุตติลวิมานนั่นแล. แต่วิมานที่เกี่ยวกับหญิง จัดเข้าใน อิตถิวิมาน ทั้งนั้น. อนึ่ง พึงทราบว่า หญิงเหล่านั้น เมื่อครั้งศาสนาของพระทศพล พระนามว่ากัสสป ได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกตลอดพุทธันดรหนึ่ง ตั้งแต่ อัตภาพที่สองด้วยเจตนาอันเกิดสืบต่อกันมาในการประพฤติธรรม ดังได้ กล่าวแล้ว ครั้นถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย หญิง เหล่านั้น ได้เกิดในภพดาวดึงส์นั้นเอง อันพระมหาโมคคัลลานะได้ถาม ปัญหา หญิงเหล่านั้นก็ได้ตอบปัญหา เหมือนอย่างในเวลาที่อาจารย์คุตติละ ถาม เพื่อให้เห็นผลกรรมคล้าย ๆ กัน. จบอรรถกถาคุตติลวิมาน
หน้า 279 ข้อ 34
๖. ทัททัลลวิมาน ว่าด้วยทัททัลลวิมาน [๓๔] นางภัททาเทพธิดาผู้พี่สาว ได้ถามนางสุภัททาเทพธิดาผู้ น้องสาวว่า ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรื่องยศ ย่อม รุ่งโรจน์ล่วงเทพเจ้าชาวดาวดึงส์ทั้งหมด ด้วยรัศมี ดีฉันไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้เป็นครั้ง แรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จงมาเรียกดีฉัน โดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า. นางสุภัททาเทพธิดาผู้น้องสาวตอบว่า ข้าแต่พี่ภัททา ฉันชื่อว่าสุภัททา ในภพก่อน ครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ ดีฉันได้เป็นน้องสาวของพี่ ทั้ง ได้เคยเป็นภริยาร่วมสามีเดียวกับพี่มาด้วย ดีฉันตาย จากมนุษยโลกนั้นมาแล้ว ได้มาเกิดเป็นเทพธิดา ประจำสวรรค์ชั้นนิมมานรดี. นางภัททาเทพธิดาจึงถามต่อไปอีกว่า ดูก่อนแม่สุภัททา ขอเธอได้บอกการอุบัติของ เธอในหมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ ๆ สัตว์ ได้สั่งสมบุญกุศลไว้มาก แล้วจึงได้มาบังเกิด เธอ ได้มาเกิดในที่นี้เพราะทำบุญกุศลสิ่งใดไว้ และใคร เป็นครูผู้แนะนำสั่งสอนเธอ เธอเป็นผู้เรืองยศ และ
หน้า 280 ข้อ 34
ถึงความสุขพิเศษไพบูลย์เช่นนี้ เพราะได้ให้ทาน และรักษาศีลเช่นไรไว้ ดูก่อนแม่เทพธิดา ฉันถาม เธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วย. นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า เมื่อชาติก่อน ดีฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวาย บิณฑบาต ๘ ที่ แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูป ด้วยมือของตน เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ เพราะบุญกรรมนั้น. นางภัททาเทพธิดาได้ถามต่อไปอีกว่า พี่เลี้ยงดูพระภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวมดี ผู้ ประพฤติพรหมจรรย์ ให้อิ่มหนำสำราญด้วยข้าวและ น้ำ ด้วยมือของตนเอง มากกว่าเธอ ครั้นให้ทาน มากกว่าเธอแล้ว ก็ยังได้บังเกิดในเหล่าเทพเจ้าต่ำ กว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายทานเพียงเล็กน้อย อย่างไร จึงมาได้ผลอย่างพิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้เล่า แน่ะแม่ เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่งกรรมอะไร โปรดตอบฉันด้วย. นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า เมื่อชาติก่อน ดีฉันได้เห็นพระภิกษุผู้อบรม ทางจิตใจเพื่อคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้นิมนต์ท่านรวม
หน้า 281 ข้อ 34
๘ รูปด้วยกัน มีพระเรวตเถระเป็นประธาน ด้วย ภัตตาหาร ท่านพระเรวตเถระนั้นมุ่งจะให้เกิดประ- โยชน์ อนุเคราะห์แก่ดีฉัน จึงบอกดีฉันว่า จงถวาย สงฆ์เถิด ดีฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณาของ ดีฉันนั้นจึงเป็นสังฆทาน ดีฉันให้เข้าไปตั้งไว้ในสงฆ์ เป็นทานที่ไม่อาจปริมาณผลได้ว่า มีอยู่เท่าไร ส่วน ทานที่คุณพี่ได้ถวายแก่ภิกษุ ด้วยความเลื่อมใสเป็น รายบุคคล จึงมีผลไม่มาก. นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะรับรองความข้อนั้นจึงกล่าวว่า พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานนี้ มี ผลมาก ถ้าว่าพี่ได้ไปบังเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้ รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ถวายสังฆทาน และไม่ประมาทเป็นนิตย์. เมื่อสนทนากันแล้ว นางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่ทิพยวิมานของ ตน บนสวรรค์ชั้นนิมมานรดี ท้าวสักกเทวราชได้ทรงสดับการสนทนา นั้น เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากลับไปแล้ว จึงตรัสถามนางเทพธิดาว่า ดูก่อนนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร มา สนทนาอยู่กับเธอ ย่อมรุ่งโรจน์กว่าเทพเจ้าเหล่า ดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมี. นางภัททาเทพธิดา เมื่อจะบรรยายข้อที่สังฆทานของเทพธิดาผู้ น้องสาว ว่ามีผลมาก จึงทูลว่า
หน้า 282 ข้อ 34
ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพ- ธิดาผู้นั้น เมื่อชาติก่อนยังเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นน้องสาวของหม่อมฉัน และยังได้เคยร่วมสามี เดียวกันกับหม่อมฉันด้วย เธอสั่งสมบุญกุศลคือถวาย สังฆทาน จึงได้ไพโรจน์ถึงอย่างนี้เพค่ะ. สมเด็จอมรินทราธิราช เมื่อจะทรงสรรเสริญสังฆทาน จึงตรัสว่า ดูก่อนนางภัททา น้องสาวของเธอไพโรจน์กว่า เธอ ก็เพราะเหตุในปางก่อน คือ การถวายสังฆทาน ที่ไม่อาจจะปริมาณแผลได้ อันที่จริง ฉันได้ทูลถาม พระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึง ผลแห่งไทยธรรมที่ได้จัดแจงถวายในเขตที่มีผลมาก ของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญให้ทานอยู่ หรือทำบุญ ปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิดเวียนตาย จะถวายใน บุคคลประเภทใดจึงจะมีผลมาก พระพุทธเจ้าตรัส ตอบข้อความนั้น แก่ฉันอย่างแจ่มแจ้งว่า ท่านผู้ ปฏิบัติเพื่ออริยมรรค ๔ จำพวก และท่านผู้ตั้งอยู่ใน อริยมรรค ๔ จำพวก พระอริยบุคคล ๘ จำพวกนี้ ชื่อว่าสงฆ์ เป็นผู้ปฏิบัติตรงดำรงมั่นอยู่ในปัญญาและ ศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทานในท่าน เหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียนตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก พระสงฆ์นี้เป็นผู้มี คุณความดีอันยิ่งใหญ่ ยังผลให้เกิดแก่ผู้ถวายทานใน
หน้า 283 ข้อ 34
ท่านอย่างไพบูลย์ ยากที่ใครจะปริมาณว่าเท่านี้ ๆ ได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีนำเท่านี้ ๆ ได้ ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แล เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรเป็นเยี่ยมใน หมู่นรชน เป็นแหล่งสร้างแสงสว่าง คือ ญาณของ ชาวโลก ได้แก่ นำเอาแสงสว่าง คือ พระสัทธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศไว้แล้วมาชี้แจง ปวงชนผู้ ใคร่ต่อบุญเหล่าใด ถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณา ของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เป็นยัญวิธีที่เซ่นสรวงถูกต้อง จัดเป็นบูชากรรมที่บูชา แล้วชอบ เพราะทักขิณานั้นจัดเป็นสังฆทาน มีผล มาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลายผู้รู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก มา หวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดปีติโสมนัส ก็จะกำจัด มลทิน คือ ความตระหนี่พร้อมทั้งความรู้เท่าไม่ถึง การณ์ ความลังเลในใจ และความวิปลาส อันเป็น มูลฐานเสียได้ ทั้งจะไม่เป็นผู้ถูกผู้รู้ติเตียน ชนเหล่า นั้นก็จะเข้าถึงสถานที่ ๆ เป็นแดนสวรรค์. จบทัททัลลวิมาน
หน้า 284 ข้อ 34
อรรถกถาทัททัลลวิมาน ทัททัลลวิมาน มีคาถาว่า ททฺทลฺลมานา วณฺเณน ดังนี้เป็นต้น. ทัททัลลวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ เชตวันมหาวิหาร อารามของ อนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้กรุงสาวัตถี. ก็สมัยนั้น กุฎุมพีคนหนึ่งเป็น อุปัฏฐากของท่านพระเรวตเถระ จากนาลกคาม ได้มีธิดาสองคน คนหนึ่ง ชื่อ ภัททา อีกคนหนึ่งชื่อ สุภัททา. ในธิดาสองคนนั้น นางภัททาไปสู่ ตระกูลสามี นางมีศรัทธาเลื่อมใสฉลาด และเป็นหมัน. นางภัททาพูดกะ สามีว่าฉันมีน้องสาวอยู่คนหนึ่ง ชื่อสุภัททา พี่ไปนำเขามาเถิด หากน้อง สุภัททานั้นพึงมีบุตร บุตรนั้นก็จะเป็นบุตรของฉันด้วย และวงศ์ตระกูล นี้ก็จะไม่สูญ. สามีรับคำได้ทำตามที่ภรรยาบอก. จึงนางภัททาได้สอนนางสุภัททาว่า น้องสุภัททา น้องต้องยินดีใน การแจกทาน ไม่ประมาทในการประพฤติธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ประโยชน์ในปัจจุบันและสัมปรายภพ ก็จะอยู่ในเงื้อมมือของน้องแน่นอน. นางสุภัททาตั้งอยู่ในโอวาทของพี่สาว ปฏิบัติตามที่พี่สาวสอน วันหนึ่ง นางนินนท์ท่านพระเรวตเถระ เป็นรูปที่ ๘ พระเถระหวังให้นางสุภัททา สร้างสมบุญจึงพาภิกษุ ๗ รูป โดยเป็นองค์สงฆ์ ไปเรือนของนาง. นาง สุภัททามีจิตเลื่อมใส อังคาสท่านพระเรวตเถระและภิกษุเหล่านั้นด้วยของ เคี้ยว ของบริโภคด้วยน้ำมือของตนเอง. พระเถระทำอนุโมทนาแล้วกลับ ครั้นต่อมา นางสุภัททาถึงแก่กรรมไปเกิดเป็นสหายกับเทวดาชั้นนิมมานรดี. ส่วนนางภัททาได้ให้ทานในบุคคลทั้งหลาย แล้วก็ไปเกิดเป็นบริจาริกา ของท้าวสักกะจอมเทพ .
หน้า 285 ข้อ 34
ครั้งนั้น นางสุภัททาพิจารณาถึงสมบัติของตนครุ่นคิดอยู่ว่า เรามา เกิดในสวรรค์นี้ด้วยบุญอะไรหนอ จึงเห็นว่า เราตั้งอยู่ในโอวาทของพี่ ภัททา จึงประสบสมบัตินี้ด้วยทักษิณาที่มุ่งไปในสงฆ์ พี่ภัททาไปเกิดที่ ไหนหนอ ได้เห็นนางภัททานั้นไปเกิดเป็นบริจาริกาของท้าวสักกะ จึง หวังจะอนุเคราะห์ ได้เข้าไปยังวิมานของนางภัททาเทพธิดา. นางภัททาเทพธิดา จึงถามนางสุภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า ท่านรุ่งเรืองด้วยรัศมี ทั้งเป็นผู้เรื่องยศ ย่อม รุ่งโรจน์เกินทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมด ด้วยรัศมี ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่าน เพิ่งจะมาเห็นในวันนี้ เป็น ครั้งแรก ท่านมาจากเทวโลกชั้นไหน จึงได้เรียก ข้าพเจ้าโดยชื่อเดิมว่า ภัททา ดังนี้เล่า. นางสุภัททาเทพธิดาจึงบอกแก่นางภัททาเทพธิดา ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า พี่ภัททา น้องชื่อสุภัททา ในภพครั้งยังเป็น มนุษย์อยู่ น้องได้เป็นน้องสาวของพี่ทั้งได้เป็นภรรยา ร่วมสามีกันกับพี่ด้วย น้องตายจากมนุษยโลกนั้นมา แล้ว ได้มาเถิดเป็นเทพธิดา ร่วมกับเทวดาชั้นนิม- มานรดี. ในบทเหล่านั้น บทว่า วณฺเณน ได้แก่ สมบัติมีวรรณะเป็นต้น. บทว่า ทสฺสนํ นาภิชานามิ ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่เคยเห็นท่านมาก่อนเลย.
หน้า 286 ข้อ 34
อธิบายว่า ท่านอันเราไม่เคยเห็น. ด้วยเหตุนั้น นางภัตทาเทพธิดาจึง กล่าวว่า อิทํ ปมทสฺสนํ นี่เป็นการเห็นครั้งแรก. บทว่า กสฺมา กายา นุ อาคมฺม นาเมน ภาสเส มมํ ความว่า ท่านมาจากเทวโลก ชั้นไหน จึงเรียกชื่อเดิมข้าพเจ้าว่า ภัททา. บทว่า ภทฺเท ในบทว่า อหํ ภทฺเท นี้ เป็นอาลปนะ. บทว่า สุภทฺทาทาสี ความว่า ข้าพเจ้าเคยเป็นน้องสาวของท่าน ชื่อสุภัททา. อธิบายว่า ในภพครั้งยังเป็นมนุษย์อยู่ น้องเป็นภรรยาร่วมสามีเดียวกัน กับพี่ คือเป็นภรรยามีสามีคนเดียวกัน. นางภัททาเทพธิดา จึงถามต่อไปด้วยคาถา ๓ คาถาว่า แม่สุภัททา เธอจงบอกถึงการอุบัติของเธอใน หมู่เทพเจ้าเหล่านิมมานรดี ซึ่งเป็นที่ที่สัตว์ทั้งหลาย ได้สั่งสมบุญไว้อย่างเพียงพอ จึงจะมาบังเกิดได้ เธอ ได้มาบังเกิดในที่นี้ เพราะทำบุญสิ่งใดไว้ และใคร เป็นผู้สั่งสอน เธอเป็นผู้รุ่งเรืองยศ และถึงความสุข พิเศษไพบูลย์ถึงเช่นนี้ เพราะได้ให้ทานและรักษาศีล เช่นไรไว้ แม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว นี่เป็นผลแห่ง กรรมอะไร โปรดบอกฉันด้วย. นางสุภัททาเทพธิดาตอบว่า เมื่อชาติก่อน ฉันมีใจเลื่อมใส ได้ถวายบิณฑ- บาต ๘ ที่ แก่สงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ๘ รูป ด้วย มือของตนเอง เพราะบุญกรรมนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะ งามเช่นนี้ ฯ ล ฯ และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ.
หน้า 287 ข้อ 34
ในบทเหล่านั้น บทว่า ปหูตถตกลฺยาณา เต เทเว ยนฺติ ความว่า สัตว์มีชีวิตทั้งหลายต้องทำความดีไว้มาก คือ มีบุญมาก จึงจะไป คือไปเกิด ในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี. โยชนาแก้ว่า เธอจงบอกกล่าวการอุบัติของตน ในระหว่างเทพเจ้าเหล่านิมมานรดีทั้งหลายใด. บทว่า เกน วณฺเณน ได้แก่ เหตุอะไร. เอวศัพท์ในบทว่า กีทิเสเนว เป็นสมุจจยัตถะ (มีความรวม) ได้แก่ เช่นไร. ปาฐะว่า อยเมว วา หรือว่านี้แล. บทว่า สุพฺพเตน คือมีวัตรงาม. อธิบายว่า มีศีลบริสุทธิ์เป็นอย่างดี. บทว่า อฏฺเว ปิณฺฑปาตานิ นางสุภัททาเทพธิดากล่าวหมายถึง บิณฑบาตที่ถวายแก่ภิกษุ ๘ รูป. บทว่า อททํ แปลว่า ได้ถวายแล้ว. เมื่อนางสุภัททาเทพธิดา บอกอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดา จึง ถามต่อไปว่า พี่ได้อังคาสภิกษุทั้งหลาย ผู้สำรวม ประพฤติ พรหมจรรย์ ด้วยข้าวและน้ำ ด้วยมือของตนเองมาก กว่าเธอ ครั้นถวายทานมากกว่าเธอแล้ว ก็ยังเกิด ในเหล่าเทพเจ้าต่ำกว่าเธอ ส่วนเธอได้ถวายเพียง เล็กน้อย ทำไมจึงได้รับผลวิเศษไพบูลย์เช่นนี้เล่า ดูก่อนเทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว จงบอกว่านี่เป็นผล กรรมอะไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า ตยา เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถปัญจมีวิภัตติ. นางสุภัททาได้บอกถึงกรรมที่ตนทำต่อไปว่า เมื่อชาติก่อน ฉันได้เห็นภิกษุผู้อบรมจิตใจ
หน้า 288 ข้อ 34
จึงได้นิมนต์ท่านรวม ๘ รูป มีพระเรวตเถระเป็น ประธานด้วยภัตตาหาร พระเรวตเถระมุ่งจะให้เกิด ประโยชน์ เพื่ออนุเคราะห์แก่ฉัน จึงบอกฉันว่า จง ถวายสงฆ์เถิด ฉันได้ทำตามคำของท่าน ทักขิณา นั้นจึงเป็นสังฆทานอันตั้งไว้ ในสงฆ์ซึ่งหาประมาณ มิได้ ส่วนทานที่พี่ได้ถวายแก่ภิกษุเป็นรายบุคคล จึง มีผลไม่มาก. ในบทเหล่านั้น บทว่า มโนภาวนีโย ได้แก่ ยังใจให้เจริญ คืออบรม เพื่อคุณอันยิ่ง. บทว่า สนฺทิฏฺ ได้แก่ บอกกล่าวด้วยนิมนต์. ด้วยเหตุ นั้น นางสุภัททาเทพธิดาจึงกล่าวว่า ตาหํ ภตฺเตน นิมนฺเตสึ เรวตํ อตฺตนฏฺมํ ความว่า ได้นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป มีพระเรวตเถระเป็นประธาน ด้วยภัตตาหาร ความว่า ฉันนิมนต์พระคุณเจ้าเรวตะผู้อบรมใจนั้น รวม ๘ รูป กับท่าน ด้วยภัตร. บทว่า โส เม อตฺถปุเรกฺขาโร ความว่า พระคุณเจ้าเรวตะนั้น มุ่ง จะให้เกิดประโยชน์ คือ แสวงหาประโยชน์เพื่อฉัน โดยการทำทานที่มี ผลมาก. บทว่า สงฺเฆ เทหีติ มํ อโวจ ความว่า พระคุณเจ้าเรวตะ ได้บอกฉันว่า ดูก่อนสุภัททา หากว่าท่านประสงค์จะถวายทานแก่ภิกษุ ๘ รูปไซร้ เพราะการถวายทานที่เป็นไปในสงฆ์มีผลมากกว่าการถวายทาน ที่เป็นไปในบุคคล ฉะนั้น ท่านจงถวายทานในสงฆ์เถิด จงถวายทาน เฉพาะสงฆ์เถิด ดังนี้. บทว่า ตํ คือ ทานนั้น. เมื่อนางสุภัททาเทพธิดากล่าวอย่างนี้แล้ว นางภัททาเทพธิดา เมื่อ
หน้า 289 ข้อ 34
จะรับรองความข้อนั้น และประสงค์จะปฏิบัติอย่างนั้นให้ยิ่ง ๆ ขึ้น จึง กล่าวคาถาว่า พี่เพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่า การถวายสังฆทานมีผลมาก หากพี่ไปเกิดเป็นมนุษย์อีก จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ จักเป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ ถวาย สังฆทานและไม่ประมาทเป็นนิจ. ส่วนนางสุภัททาเทพธิดาก็กลับไปสู่เทวโลกของตน. ลำดับนั้น ท้าวสักกะจอมเทพ ทอดพระเนตรเห็นนางสุภัททาเทพธิดา รุ่งเรือง ครอบงำทวยเทพชั้นดาวดึงส์ทั้งหมดด้วยรัศมีแห่งสรีระ และได้สดับการ สนทนาของเทพธิดาทั้งสอง เมื่อนางสุภัททาเทพธิดาหายไปในทันใดนั้น เอง เมื่อไม่รู้จักชื่อ จึงตรัสถามนางภัททาเทพธิดาว่า ดูก่อนนางภัททา เทพธิดาผู้นั้นเป็นใคร มา สนทนาอยู่กับเธอ มีรัศมีรุ่งโรจน์กว่าเทวดาชั้น ดาวดึงส์ทั้งหมด. นางภัททาเทพธิดาจึงทูลแด่ท้าวสักกะว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ เทพธิดา ผู้นั้น เมื่อชาติก่อนเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็น น้องสาวของหม่อมฉัน และยังเคยร่วมสามีเดียวกัน กับหม่อมฉันด้วย เธอทำบุญถวายสังฆทานจึงรุ่งเรือง ถึงเพียงนี้ เพคะ. จึงท้าวสักกะเมื่อจะสรรเสริญความที่สังฆทานมีผลมากจึงตรัสว่า
หน้า 290 ข้อ 34
ดูก่อนนางภัททา น้องสาวของเธอรุ่งเรืองกว่า เธอ ก็เพราะในชาติก่อนได้ถวายสังฆทานซึ่งมีผลไม่ มี่ที่เปรียบได้ ความจริง ฉันได้ทูลถามพระพุทธเจ้า ครั้งประทับอยู่ ณ ภูเขาคิชฌกูฏ ถึงผลแห่งไทยธรรม ที่ให้แล้วในเขตที่มีผลมากของมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญ ให้ทานอยู่ หรือทำบุญปรารภเหตุแห่งการเวียนเกิด เวียนตาย จะถวายในบุคคลประเภทใด จึงจะมีผล มาก. พระพุทธเจ้าตรัสตอบข้อความนั้นแก่ฉันอย่าง แจ่มแจ้ง ถึงผลแห่งการถวายทานในเขตที่มีผลมาก กว่า ท่านผู้ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านผู้ตั้งอยู่ใน อริยผล ๔ ชื่อว่าสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติตรง ตั้งมั่นอยู่ใน ปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญถวายทาน ในท่านเหล่านี้ หรือทำบุญปรารภการเวียนเกิดเวียน ตาย ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก. พระสงฆ์แลเป็นผู้มีคุณยิ่งใหญ่ไพบูลย์ ไม่มีที่ เปรียบได้ เหมือนทะเลยากที่จะคาดคะเนได้ว่ามีน้ำ เท่านี้ ๆ ได้. ฉะนั้น พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประ- เสริฐสุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นเยี่ยมในหมู่นรชน เป็นผู้ทำแสงสว่าง ได้แก่นำแสง สว่าง คือพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว มาชี้แจง เขาเหล่าใดถวายทานมุ่งตรงต่อสงฆ์ ทักขิณา ของเขาเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นทักขิณาที่ถวายดีแล้ว เช่น
หน้า 291 ข้อ 34
สรวงดีแล้ว บูชาชอบแล้ว เพราะทักขิณานั้นจัดเป็น สังฆทาน มีผลมาก อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้รู้แจ้ง โลก ทรงสรรเสริญ ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก ระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้ กำจัดมลทิน คือความตระหนี่ พร้อมด้วยรากเหง้า ไม่มีใครติเตียนได้ ชนเหล่านั้น ย่อมเข้าถึงฐานะอันเป็นสวรรค์. ในบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน คือ โดยเหตุ หรือโดยความถูกต้อง. บทว่า ตยา เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ. บัดนี้ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงถึงเหตุที่กล่าวว่า ธมฺเมน ดังนี้นั้น จึงตรัสว่า ยํ สงฺฆสฺมึ อปฺปเมยฺเย ปติฏฺาเปสิ ทกฺขิณํ การถวาย สังฆทานไม่มีอะไรเปรียบได้. บทว่า อปฺปเมยฺเย ได้แก่ ไม่อาจคาด คะเนด้วยคุณภาพ และผลวิเศษของการกบุคคลที่ถวายในท่านได้. ท้าวสักกะเมื่อจะทรงแสดงว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับความนี้ เฉพาะพระพักตร์ และทรงกำหนดเฉพาะพระพักตร์ จึงตรัสคำมีอาทิว่า ปุจฺฉิโต ฉันได้ทูลถามแล้ว ดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า ยชมานานํ คือ ให้อยู่. แสดงถึงการ ลบนิคหิต ในบทว่า ปุญฺเปกฺขาน ปาณินํ ได้แก่ ของสัตว์ทั้งหลาย ผู้หวังผลแห่งบุญ. บทว่า โอปธิกํ คือ ขันธ์ ๕ ชื่ออุปธิ ชื่อว่า โอปธิกะ เพราะสร้างขันธ์ ๕ เป็นปกติ หรือขวนขวายให้เกิดขันธ์ ได้แก่ ให้เกิด อัตภาพ คือให้วิบากอันเป็นไปในปฏิสนธิ. บทว่า ชานํ กมฺมผลํ สกํ ได้แก่ รู้บุญและผลแห่งบุญของสัตว์
หน้า 292 ข้อ 34
ทั้งหลายด้วยตนเอง ดุจมะขามป้อมบนฝ่ามือฉะนั้น หรือบทว่า สกํ ท่าน แผลง ย เป็น ก อธิบายว่า สยํ อตฺตนา คือด้วยตนเอง. บทว่า ปฏิปนฺนา ได้แก่ ปฏิบัติอยู่ คือทั้งอยู่ในมรรค. บทว่า อุชุภูโต ได้แก่ ทักขิไณยบุคคลผู้ถึงความเป็นผู้ตรงด้วยการปฏิบัติตรง. บทว่า ปญฺาสฺลสมาหิโต ได้แก่ ตั้งมั่นแล้วด้วยปัญญาและศีล เป็น ผู้ถึงพร้อมด้วยทิฏฐิและศีล คือประกอบแล้วด้วยทิฏฐิอันเป็นอริยะ และ ด้วยศีลอันเป็นอริยะ. ท่านชี้ถึงความเป็นสงฆ์ชั้นเยี่ยมของผู้ถึงพร้อมด้วย ทิฏฐิและศีลนั้น ด้วยบทว่า อุชุภูโต นั้น. ก็ชื่อว่า สงฆ์ เพราะสืบ ต่อกันมาด้วยทิฏฐิและศีลเสมอกัน. อีกอย่างหนึ่ง จิตตั้งมั่นแล้ว เป็นสมาธิ. ชื่อว่า ปญฺาสีลสมาหิโต เพราะมีปัญญา ศีล และสมาธิ. ท่านชี้ถึง ความเป็นทักขิไณยบุคคลของสงฆ์นั้นเพราะเป็นผู้ถึงพร้อมแล้วด้วยไตร- สิกขา เป็นต้น ด้วยบทว่า ปญฺาสีลสมาหิโต นั้น. บทว่า วิปุโล มหคฺคโต ชื่อว่า มหัคคตะ เพราะพระสงฆ์ถึง ความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณทั้งหลาย. ชื่อว่า วิปุละ เพราะเป็นเหตุให้เกิด ผลไพบูลย์แก่การกบุคคลผู้ถวายทานในท่าน. บทว่า อุทธีว สาคโร ความว่า พระสงฆ์นั้นว่าโดยคุณหาอะไรเปรียบมิได้ เหมือนอย่างสาครมีชื่อ ว่า อุทธิ เพราะเป็นที่ทรงน้ำไว้ ยากที่จะหาอะไรเปรียบได้ว่า มีน้ำ เท่านี้ ๆ ทะนาน. หิ ศัพท์ในบทว่า เอเตหิ เป็นนิบาตลงในอวธารณะ มีความว่า เอเต เจว เสฏฺา พระสงฆ์เหล่านี้แลเป็นผู้ประเสริฐที่สุด. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ยาวตา ภิกฺขเว สงฺฆา วา คณา วา ตถาคตสาวกสงฺโฆ เตสํ อคฺคมกฺขายติ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้ง- หลาย หมู่ก็ดี คณะก็ดี เรากล่าวว่า สงฆ์ผู้เป็นสาวกของตถาคต เป็นผู้
หน้า 293 ข้อ 34
เลิศกว่าหมู่หรือคณะเหล่านั้น ดังนี้. บทว่า นรวีรสาวกา ได้แก่ สาวก ของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรในหมู่นรชนทั้งหลาย. บทว่า ปภงฺกรา ได้แก่ ทำแสงสว่าง คือญาณแก่ชาวโลก. บทว่า ธมฺมมุทีรยนฺติ ได้แก่ แสดงธรรม. ถามว่า อย่างไร. ตอบว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ประดิษฐานแสงสว่างแห่งพระธรรมไว้ในอริยสงฆ์. บทว่า เย สงฺฆมุทฺทิสฺส ททนฺติ ทานํ ความว่า สัตว์เหล่าใด ถวายทานมุ่งต่ออริยสงฆ์ ในสมมติสงฆ์ แม้โดยที่สุดโคตรภูสงฆ์ เป็น อันว่าสัตว์เหล่านั้นถวายทานดีแล้ว แม้การบูชาด้วยการเคารพและต้อนรับ ก็เป็นการบูชาดีแล้ว แม้บูชาด้วยเครื่องบูชาใหญ่ก็เป็นการบูชาดีแล้ว เหมือนกัน. ถามว่า เพราะเหตุไร. ตอบว่า เพราะทักขิณานั้นจัดเป็น สังฆทานมีผลมาก อัน พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว อธิบายว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งโลก ทรงสรรเสริญยกย่องชมเชยถึงทานที่ มีผลมากโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนอานนท์ เราไม่กล่าวว่า ปาฏิบุคลิกภาพ มีผลมากกว่า สังฆทานด้วยปริยายอะไร ๆ เลย สังฆทานเป็นประมุข ของผู้หวังบุญ พระสงฆ์นั่นแลเป็นประมุขของผู้บูชา และพระสงฆ์ เป็นเนื้อนาบุญของชาวโลก ไม่มีเนื้อนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ บทว่า เอตาทิสํ ปุญฺมนุสฺสรนฺตา ความว่า ระลึกถึงทานที่ตน ทำมุ่งสงฆ์เช่นนี้. บทว่า เวทชาตา ได้แก่ เกิดโสมนัส. บทว่า วิเนยฺย มจฺเฉรมลํ สมูลํ ความว่า ความตระหนี่ชื่อว่า เป็นมลทิน เพราะทำจิตให้เศร้าหมอง หรือว่า ความตระหนี่ด้วย มลทิน มีริษยา โลภะและโทสะเป็นต้นด้วย ชื่อว่า มจฺเฉรมลํ ความตระหนี่ และมลทิน. โยชนาแก้ว่า กำจัด คือ นำออก ข่มมลทินคือความตระหนี่
หน้า 294 ข้อ 35
พร้อมทั้งรากเหง้ามีความไม่รู้ความสงสัย และความผันแปรเป็นต้นเสียได้ ทั้งไม่ถูกติเตียน ย่อมเข้าถึงฐานะ คือ สวรรค์. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วนั่นแล. ก็ท้าวสักกะจอมเทพทรงบอกความเป็นไปทั้งหมดนี้ แก่ท่านมหา โมคคัลลานะด้วยคาถามีอาทิว่า ททฺทลฺลมานา วณฺเณน ดังนี้. ท่าน มหาโมคัลลานะจึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ทำข้อนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องราวแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุม พร้อมเพรียงกัน. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาทัททัลลวิมาน ๗. เสสวดีวิมาน ว่าด้วยเสสวดีวิมาน เมื่อพระวังคีสเถระจะได้ถามถึงบุรพกรรมของนางเทพธิดานั้น จึง สรรเสริญวิมานของเธอเสียก่อนเป็นปฐม ด้วยคาถา ๗ คาถา ความว่า [๓๕] ดูก่อนแม่เทพธิดา อาตมาได้เห็นวิมานของท่าน นี้ อันมุงและบังด้วยข่ายแก้วผลึก ข่ายเงินและข่าย ทองคำ มีพื้นที่เต็มไปด้วยต้นไม้มีผลวิจิตรนานา พรรณเป็นระเบียบเรียบร้อย น่ารื่นรมย์ เป็นวิมานซึ่ง เกิดสำหรับผู้มีบุญ มีซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ที่ลานวิมานเรี่ยรายไปด้วยทรายทองงดงามมาก มี
หน้า 295 ข้อ 35
รัศมีส่องสว่างไปทั่วทุกทิศ เหมือนพระอาทิตย์ มีรัศมี ตั้งพัน ซึ่งกำจัดความมืดมนได้เป็นปกติในยาม สรทกาล หรือเหมือนกับแสงเปลวเพลิงซึ่งกำลังลุก อยู่บนยอดเขาในเวลากลางคืน หรือคล้ายกับการลืม ตาขึ้นขณะที่ฟ้าแลบในอากาศฉะนั้น วิมานนี้เป็น วิมานลอยอยู่ในอากาศ ก้องกังวานไปด้วยเสียงดนตรี คือ พิณเครื่องใหญ่ กลองและกังสดาล ประโคมอยู่ มิได้ขาดระยะ สุทัสนเทพนคร อันเป็นเมืองพระ- อินทร์ ซึ่งมั่งคั่งไปด้วยสมบัติทิพย์ฉันใด วิมานของ ท่านนี้ก็ฉันนั้น วิมานของท่านนี้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอม อย่างยอดเยี่ยมหลายอย่างต่าง ๆ กัน คือ กลิ่นดอก ปทุม ดอกโกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลนี ดอกคัดเค้า ดอกพุดซ้อน ดอกกุหลาบ ดอกอังกาบ ดอกรัง ดอก อโศก แย้มกลีบส่งกลิ่นหอมระรื่น ทั้งตั้งอยู่ริมฝั่ง สระโบกขรณี น่ารื่นรมย์ เรียงรายไปด้วยไม้หูกวาง ขนุนสำมะลอ และต้นไม้กลิ่นหอม มีทั้งไม้เลื้อยชู ดอกออกช่อหอมระรื่น ห้อยย้อยเกาะก่ายลงมาจาก ปลายใบต้นตาล และมะพร้าว คล้ายกับข่ายแก้วมณี และแก้วประพาฬ จัดเป็นของทิพย์ มีขึ้นสำหรับท่าน ผู้เรืองยศ อนึ่ง ต้นไม้และดอกไม้ผลทั้งหลายซึ่งเป็น ต้นไม้เกิดอยู่ในน้ำและบนบก ทั้งเป็นรุกขชาติมีอยู่ ในเมืองมนุษย์ และไม่มีในเมืองมนุษย์ ตลอดจน
หน้า 296 ข้อ 35
พรรณไม้ทิพย์ประจำเมืองสวรรค์ ก็ได้มีพร้อมอยู่ใกล้ วิมานของท่าน ท่านได้สมบัติทิพย์ทั้งนี้เป็นผลแห่ง การประพฤติทางกาย วาจา ใจ และการฝึกฝนอินทรีย์ อย่างไร เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงมาเกิดในวิมาน นี้. ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีขนตางอนมาก ขอท่าน จงตอบถึงผลกรรมเป็นเหตุได้วิมานที่ท่านได้แล้วนี้ ไป ตามคำที่อาตมาถามท่านแล้วตามลำดับด้วยเถิด. ลำดับนั้น นางเทพธิดาตอบว่า ก็วิมานที่ดีฉันได้แล้วนี้ มีฝูงหงส์ นกกระเรียน ไก่ฟ้า นกกด และนกเขาไฟ เที่ยวร่อนร้องไปมา ทั้งเต็มไปด้วยหมู่นกนางนวล นกกระทุง และพญา หงส์ทอง ซึ่งเป็นนกทิพย์เที่ยวบินไปมาอยู่ตลอดลำน้ำ และอึงคะนึงไปด้วยฝูงนกประเภทอื่น ๆ อีก คือ นก- เป็ดน้ำ นกค้อนหอย นกดุเหว่าลาย นกดุเหว่าขาว มีทั้งต้นไม้ดอก ไม้ต้น ไม้ผล อันเกิดเองหลายอย่าง ต่างพรรณ คือ ต้นแคฝอย ต้นหว้า ต้นอโศก พระ- คุณเจ้าขา ดีฉันได้วิมานนี้ด้วยเหตุผลอันใด ดีฉัน จะเล่าเหตุผลอันนั้นถวายพระคุณเจ้า นิมนต์ฟังเถิด คือ มีหมู่บ้านหมู่หนึ่งชื่อนาฬกคาม ตั้งอยู่ทางทิศ ตะวันออกของพระนครราชคฤห์ ดีฉันเป็นบุตรสะใภ้ ประจำตระกูลของบ้านนั้นตั้งอยู่ภายในบุรี ชุมชน
หน้า 297 ข้อ 35
ในหมู่บ้านนั้นเรียกดิฉันว่า เสสวดี ดีฉันมีใจชื่นบาน ได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ในชาตินั้น คือ ได้บูชาพระ- ธาตุของพระธรรมเสนาบดี นามว่า อุปติสสะ ซึ่ง เป็นที่บูชาของทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายผู้มากไป ด้วยคุณความดีมีศีลเป็นต้นหาประมาณมิได้ ซึ่ง นิพพานไปแล้วด้วยเครื่องสักการะหลายอย่าง ล้วน แต่รัตนะและดอกคำ ก็แหละครั้นบูชาพระธาตุของ พระผู้แสวงหาซึ่งคุณอย่างยอดยิ่ง ผู้ถึงอนุปาทิเสส- นิพพานธาตุแล้ว ซึ่งในที่สุดยังเหลืออยู่แด่พระธาตุ เท่านั้น ครั้นดิฉันละกายมนุษย์นั้นแล้ว จึงได้มาเถิด ในดาวดึงส์ชั้นไตรทศ อยู่ประจำวิมานในเทวโลก. จบเสสวดีวิมาน อรรถกถาเสสวดีวิมาน เสสวดีวิมาน มีคาถาว่า ผลิกรชตเหมชาลจฺฉนฺนํ ดังนี้เป็นต้น. เสสวดีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันพาวิหาร ใกล้กรุง สาวัตถี. สมัยนั้น ได้มีลูกสะใภ้ของตระกูลชื่อ เสสวดี ในตระกูลคหบดี มหาศาลตระกูลหนึ่ง ณ นาลกคาม ในแคว้นมคธ. ได้ยินว่า นางเสสวดีนั้น เมื่อเขากำลังสร้างสถูปทองประมาณ
หน้า 298 ข้อ 35
โยชน์หนึ่ง ของพระผู้มีพระภาคพระนามว่ากัสสป เป็นเด็กหญิงได้ไปยัง ฐานเจดีย์กับมารดา ได้ถามมารดาว่า แม่จ๋า คนเหล่านี้ทำอะไรกันจ๊ะ มารดาตอบว่า เขาทำอิฐทองคำเพื่อสร้างเจดีย์ ลูก. เด็กหญิงได้ฟังดังนั้น มีใจเลื่อมใส บอกกะมารดาว่า แม่จ๋า ที่คอของลูกมีเครื่องประดับเล็ก ๆ ทำด้วยทองคำ ลูกจะให้เครื่องประดับนี้เพื่อสร้างเจดีย์นะแม่ มารดาพูดว่า ดีแล้วลูก ให้ไปเถิด แล้วก็ปลดเครื่องประดับนั้นจากคอมอบให้แก่ช่าง ทอง กล่าวว่า เด็กหญิงคนนี้บริจาคเครื่องประดับนี้ ท่านจงใส่เครื่อง ประดับนี้ลงไปแล้วทำอิฐเถิด. ช่างทองได้ทำตาม. ครั้นต่อมาเด็กหญิงนั้น ได้ถึงแก่กรรม ด้วยบุญนั้นเองได้ไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปมาใน เทวโลก ครั้นถึงศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ได้มาเกิดใน นาลกคามจนอายุได้ ๑๒ ขวบตามลำดับ. วันหนึ่ง เด็กหญิงนั้นได้รับเงินที่มารดาส่งไปให้ จึงไปตลาดแห่ง หนึ่งเพื่อซื้อน้ำมัน. ก็ที่ตลาดนั้นบุตรกุฎุมพีคนหนึ่ง เป็นพ่อค้า กำลังขุด เพื่อจะเอาเงินทองแก้วมุกดาแก้วมณีเป็นอันมากที่บิดาฝังเก็บไว้ ด้วยกำลัง กรรมจึงเห็นสมบัติที่ขุดขึ้นมานั้นเป็นกระเบื้อง หิน และกรวดไปหมด แต่นั้นจึงเอารวมเป็นกองไว้ส่วนหนึ่ง เพื่อทดสอบว่าเงินและทองเป็นต้น จักเป็นของผู้มีบุญบ้างกระมัง. ลำดับนั้น เด็กหญิงเห็นพ่อค้าบุตรกุฎุมพีนั้นจึงถามว่า ทำไมจึงเอา แก้วมากองไว้ที่ตลาดอย่างนี้เล่า ควรจะเอาไปไว้เป็นอย่างดีมิใช่หรือ. พ่อค้าได้ฟังดังนั้นคิดว่า เด็กหญิงผู้นี้มีบุญมาก ของทั้งหมดนี้เป็นเงิน เป็นต้นขึ้นมาได้ด้วยอำนาจบุญของเด็กหญิงผู้นี้ เราทั้งสองจักเป็นผู้ครอบ- ครองร่วมกัน เราจักสงเคราะห์เด็กหญิงนั้น จึงไปหามารดาของเด็กหญิง
หน้า 299 ข้อ 35
แล้วขอว่า ท่านจงให้เด็กหญิงนี้แก่ข้าพเจ้าเพื่อจะได้บุตรเถิด แล้วให้ ทรัพย์เป็นอันมาก ทำพิธีอาวาหวิวาหมงคล นำเด็กหญิงนั้นมาสู่เรือนของ ตน. ต่อมา พ่อค้าผู้สามีได้เห็นศีลาจารวัตรของเด็กหญิงผู้เป็นภรรยานั้น จึงเปิดห้องคลังแล้วถามว่า น้องเห็นอะไรในห้องคลังนี้บ้าง เมื่อภรรยา ตอบว่า น้องเห็นเงิน ทองคำ แก้วมณีกองอยู่ จึงกล่าวต่อไปว่า ของ เหล่านี้ได้หายไปด้วยกำลังกรรมของพี่ ด้วยบุญวิเศษของน้องจึงเป็นของ วิเศษอย่างเดิม. เพราะฉะนั้นตั้งแต่นี้ไป น้องคนเดียวจงดูแลสมบัติทั้งหมด ในเรือนนี้ พี่จักใช้เฉพาะส่วนที่น้องให้เท่านั้น ตั้งแต่นั้นมา ชนทั้งหลาย จึงทั้งชื่อเด็กหญิงนั้นว่า เสสวดี. ก็สมัยนั้น ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรรู้ว่าคนจะสิ้นอายุ จึงคิด ว่า เราจักให้ค่าเลี้ยงดู แก่นางสารีพราหมณีผู้เป็นมารดาของเราแล้วจึงจัก ปรินิพพานแล้วเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ขออนุญาตปรินิพพาน ได้แสดงปาฏิหาริย์ครั้งใหญ่ตามพระพุทธบูชา สรรเสริญพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยบทสรรเสริญพันบท แล้วมุ่งหน้าไปจนพ้นทัศนวิสัย แต่ยังไม่ หลีกไปกลับมาถวายบังคมอีก ห้อมล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ออกจากวิหาร ให้ โอวาทแก่ภิกษุสงฆ์ แล้วปลอบท่านพระอานนท์ ให้บริษัท ๔ กลับ ไปถึงนาลกคามโดยลำดับ ให้มารดาตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล รุ่งเช้าก็ ปรินิพพานที่ห้องที่ท่านเกิดนั่นเอง. เมื่อพระสารีบุตรปรินิพพานแล้ว ทวยเทพแต่มนุษย์ทั้งหลายต่างทำสักการะศพ ล่วงไปถึง ๗ วัน พากัน ก่อเจดีย์สูงร้อยศอกด้วยกฤษณาและไม้จันทน์. นางเสสวดีได้ทราบข่าวการปรินิพพานของพระเถระจึงคิดว่า เราจัก
หน้า 300 ข้อ 35
ไปบูชาศพ หมายใจว่า จะให้คนรับใช้ถือผอบเต็มด้วยดอกไม้ทองคำ และของหอมไป จึงไปลาพ่อผัว แม้พ่อผัวจะพูดว่าเจ้ามีข้าวของหนัก ๆ และจะถูกผู้คนในที่นั้นเหยียบเอา ส่งดอกไม้และของหอมไปก็พอแล้ว จง อยู่ในบ้านนี้แหละ นางมีศรัทธากล้าคิดว่า ถึงแม้เราจะตายลงไปในที่นั้น เราก็จักไปทำบูชาสักการะให้ได้ นางไม่ฟังคำพ่อผัว จึงพร้อมด้วยหญิง รับใช้พากันไป ณ ที่นั้น ยืนประณมมือบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ เป็นต้น. ขณะเมื่อข้าราชบริพารมาเพื่อบูชาพระเถระ ช้างตกมันเชือกหนึ่งได้ เข้าไปยังที่นั้น. เมื่อผู้คนกลัวตายพากันหนี เพราะเห็นช้างนั้น หมู่ชนได้ เหยียบนางเสสวดี ซึ่งล้มลงแล้วถูกคนเหยียบจนตาย. นางเสสวดีนั้น กระทำบูชาสักการะมีจิตถึงพร้อมด้วยความเลื่อมใสในพระเถระ ครั้นถึง แก่กรรมแล้วก็ไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. นางได้มีนางอัปสรหนึ่ง พันเป็นบริวาร. ในทันทีนั่นเอง นางเทพธิดาแลดูทิพยสมบัติของตน ใคร่ครวญถึง เหตุแห่งทิพยสมบัตินั้นว่า เราได้สมบัตินี้ด้วยบุญเช่นไรหนอ ครั้นเห็น การบูชาสักการะที่ตนทำเฉพาะพระเถระ จึงมีจิตเลื่อมใสในพระรัตนตรัย ยิ่งขึ้น นางประดับร่างกายด้วยเครื่องประดับบรรทุกเกวียนได้ ๖๐ เล่ม เกวียน แวดล้อมด้วยนางอัปสรหนึ่งพันเพื่อถวายบังคมพระศาสดา ด้วย เทพฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ ยังสิบทิศให้สว่างไสวดุจพระจันทร์และดุจพระอาทิตย์ มาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมานยืนประคองอัญชลี ถวายบังคมพระผู้มี- พระภาคเจ้า. ขณะนั้นท่านพระวังคีสะนั่งอยู่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า จึง ทูลกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ปัญหาย่อมปรากฏ
หน้า 301 ข้อ 35
แก่ข้าพระองค์ เพื่อจะทูลถามถึงกรรมที่เทพธิดานี้กระทำไว้. พระผู้มี- พระภาคเจ้าได้ตรัสว่า วังคีสะ ปัญหาจงปรากฏแก่เธอเถิด ดังนี้. จึงท่าน วังคีสะประสงค์จะถามถึงกรรมที่เทพธิดานั้นทำไว้ เมื่อจะสรรเสริญวิมาน ของเทพธิดานั้นเสียก่อนเป็นปฐม จึงกล่าวว่า ดูก่อนเทพธิดา อาตมาได้เห็นวิมานของท่านนี้มุง ด้วยแก้วผลึก ข่ายเงินและข่ายทองคำ มีพื้นวิจิตร หลายอย่าง น่ารื่นรมย์ เป็นภพที่น่าอยู่ เนรมิตไว้ เป็นอย่างดี มีซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ ที่ ลานวิมานเรี่ยรายไปด้วยทรายทอง งดงามมาก ส่อง แสงไปทั่วสิบทิศ เหมือนพระอาทิตย์บนท้องฟ้า มี รัศมีตั้งพัน กำจัดความมืดได้ในสรทกาล วิมานของ ท่านนี้ย่อมส่องแสงเหมือนกับแสงเปลวไฟ ซึ่งกำลัง ลุกอยู่บนยอดภูเขาในเวลากลางคืน หรือคล้ายกับการ ลืมตาขึ้นขณะที่ฟ้าแลบในอากาศฉะนั้น วิมานนี้เป็น วิมานลอยอยู่บนอากาศ ก้องกังวานไปด้วยเสียงดนตรี คือ พิณ กลอง และกังสดาล ประโคมอยู่มิได้ขาด ระยะ สุทัสนเทพนครอันเป็นเมืองพระอินทร์ ซึ่ง มั่งคั่งไปด้วยสมบัติทิพย์ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็ ฉันนั้น วิมานของท่านนี้ฟุ้งไปด้วยกลิ่นหอมอย่าง เยี่ยมหลายอย่างต่าง ๆ กัน คือกลิ่นดอกปทุม ดอก- โกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลนี ดอกคัดเค้า ดอก- พุดซ้อน ดอกกุหยาบ ดอกอังกาบ ดอกรัง ดอกอโศก
หน้า 302 ข้อ 35
แย้มกลีบส่งกลิ่นหอม ทั้งตั้งอยู่บนริมฝั่งสระโบกขรณี น่ารื่นรมย์ เรียงรายไปด้วยไม้หูกวาง ขนุนสำมะลอ และต้นไม้กลิ่นหอม มีทั้งไม้เลื้อย ชูดอกออกช่อ หอมระรื่น ห้อยย้อยเกาะก่ายลงมาจากใบต้นตาล และมะพร้าว คล้ายกับข่ายแก้วมณี และแก้วประ- พาฬ อันเป็นของทิพย์ มีขึ้นสำหรับท่านผู้เรื่องยศ อนึ่ง ต้นไม้และดอกไม้ผลไม้ ซึ่งเกิดอยู่ในน้ำ และ บนบก ทั้งเป็นรุกขชาติที่มีอยู่ในเมืองมนุษย์ และ ไม่มีในเมืองมนุษย์ ตลอดจนพรรณไม้ทิพย์ประจำ เมืองสวรรค์ ก็ได้มีพร้อมอยู่ใกล้วิมานของท่าน ท่าน ได้สมบัติทิพย์ ทั้งนี้เป็นผลแห่งการประพฤติชอบ ทางกาย วาจา ใจ และการสำรวม การฝึกฝน อินทรีย์อย่างไร เพราะผลกรรมอะไร ท่านจึงมาเกิด ในวิมานนี้. ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีขนตางอนงาม. ขอท่านจง ตอบถึงผลกรรม เป็นเหตุได้วิมานที่ท่านได้แล้วนี้ ตามคำที่อาตมาถามเถิด. ในบทเหล่านั้น บทว่า ผลิกรชตเหมชาลจฺฉนฺนํ ได้แก่ เราได้ เห็น คือเห็นวิมานมุงบังด้วยแก้วผลึก และด้วยข่ายเงินและข่ายทองคำ ทั้งข้างล่างข้างบนมุงบังโดยรอบด้วยฝาทำด้วยแก้วผลึก และด้วยข่ายทำ ด้วยเงินและทองคำ มีพื้นวิจิตรหลายอย่าง โดยพื้นมีสีต่าง ๆ และจัดไว้
หน้า 303 ข้อ 35
อย่างสวยงาม. บทว่า สุรมฺมํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์ด้วยดี. วิมานชื่อว่า พยมฺห เพราะเป็นที่ที่ผู้มีบุญอยู่ ได้แก่ ภพ. บทว่า โตรณูปปนฺนํ ได้แก่ ประกอบซุ้มประตูแล้วด้วยแก้ว ๗ ประการ วิจิตรไปด้วยดอกไม้ ประดับหลายชนิด. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โตรณํ เป็นชื่อของซุ้มประตู ปราสาท. วิมานนั้นประกอบด้วยซุ้มประตูนั้น ซึ่งมีการตกแต่งอย่างวิจิตร หลายชั้น. บทว่า รุจกุปกิณฺณํ ได้แก่ วิมานมีลานเรี่ยรายไปด้วยทราย ทอง. เพราะทรายมีสีเหมือนทอง เช่นเดียวกับทราย ทรายนั้นแหละ ท่านเรียกว่า รุจกะ. บทว่า สุภํ คือ งาม. หรือชื่อว่า สุภะ เพราะย่อม ส่องแสงไปด้วยดี. บทว่า วิมานํ คือ เห็นสูงที่สุด ได้แก่ ใหญ่โดย ประมาณ. บทว่า ภาติ ได้แก่ ส่องแสง คือรุ่งเรือง. บทว่า นเภ ว สุริโย คือดุจดวงอาทิตย์ในอากาศ. บทว่า สรเท คือ ในสรทสมัย. บทว่า ตโมนุโท คือ กำจัดความมืด. บทว่า ตถา ตปติมิทํ คือ เหมือนดวง อาทิตย์มีรัศมีตั้งพันในสรทกาล. อนึ่ง วิมานของท่านนี้ส่องแสง คือ สว่างไสว. ม อักษรเป็นบทสนธิ (ม อาคม). บทว่า ชลมิว ธูมสิโข คือ ดุจไฟโพลงอยู่. จริงอยู่ ไฟท่านเรียกว่า ธูมสิขะและธูมเกตุ เพราะมี ควันปรากฏบนยอดไฟนั้น. บทว่า นิเส คือ โปรย ได้แก่ ในกลางคืน. บทว่า นภคฺเค คือ ส่วนของฟ้า. ท่านอธิบายว่า ท้องที่บนอากาศ. ปาฐะ ว่า นคคฺเค ได้แก่ ยอดภูเขา. โยชนาแก้ว่า วิมานของท่านนี้. บทว่า มุสตี ว นยนํ ความว่า ดุจลืมตามองดู กระทบเข้ากับ แสงสว่างมากเกินไป ทำให้มองไม่เห็น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าว สเตรตา วา อธิบายว่า ดุจสายฟ้าแลบ. บทว่า วีณามุรชสมฺมตาลฆุฏฺํ ได้แก่
หน้า 304 ข้อ 35
กึกก้องกังวานไปด้วยเสียงพิณเครื่องใหญ่ กลอง ฉาบ และกังสดาล. บทว่า อิทฺธํ ได้แก่ มากไปด้วยเทพบุตร เทพธิดา และทิพยสมบัติ. บทว่า อินฺทปุรํ ยถา คือ ดุจสุทัสนนคร. ดอกปทุม ดอกโกมุท ดอกอุบล ดอกจงกลนี ท่านกล่าวรวม กันว่า ปทุมกุมุทอุปฺปลกุวลยํ. พึงเพิ่มคำว่า อตฺถิ แปลว่า มีอยู่ลงไป. ในบทนั้น แม้บุณฑริกท่านก็ใช้ศัพท์ว่า ปทุม. ดอกโกมุททุกชนิดทั้ง ประเภทสีขาวและแดงท่านใช้ศัพท์ว่า กุมุท. ดอกอุบลสีแดง หรือ ดอกอุบลทุกชนิดท่านใช้ศัพท์ว่า อุปปละ พึงทราบว่า นีลุปละ (บัวขาบ) เท่านั้น ท่านใช้ศัพท์ว่า กุวลยะ จ ศัพท์ ในบทว่า โยธิกพนฺธุก- โนชกา จ สนฺติ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า มีดอกพุดซ้อน ดอกชบา ดอกอังกาบ. อาจารย์บางพวกกล่าวปาฐะว่า อโนชกาปิ สนฺติ มีดอก- อังกาบ และกล่าวเป็นใจความว่า เป็นอันท่านกล่าวว่า อโนชกาปิ ดังนี้. บทว่า สาลกุสุมิตปุปฺผิตา อโสกา พึงประกอบว่า ดอกรัง ดอกอโศก แย้มบานดังนี้. บทว่า วิวิธทุมคฺคสุคนฺธเสวิตมิทํ ความว่า วิมานของ ท่านนี้อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมระรื่นของรุกขชาติยอดเยี่ยมหลายอย่าง. บทว่า สฬลลพุชภุชกสํยุตฺตา ได้แก่ เรียงรายไปด้วยต้นหูกวาง ขนุนสำมะลอ และต้นไม้มีกลิ่นหอมตั้งอยู่ริมฝั่ง. ต้นไม้มีกลิ่นหอม ต้นหนึ่ง ชื่อภุชกะ มีอยู่ในเทวโลก และที่ภูเขาคันธมาทน์. อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า ไม่มีในที่อื่น. บทว่า กุสกสุผุลฺลิตลตาวลมฺพินี โยชนาแก้ว่า ประกอบด้วยไม้ เลื้อยห้อยย้อยลงมาจากใบตาลและใบและใบมะพร้าว และเถาดอกไม้บานสะพรั่ง มีเถาวัลย์เป็นสายต่อกันลงมา. บทว่า มณิชาลสทิสา ได้แก่ รุ่งเรือง
หน้า 305 ข้อ 35
เช่นกับข่ายแก้วมณี. บาลีว่า มณิชลสทิสา บ้าง แปลว่า คล้ายกับแสง แก้วมณี อธิบายว่า รุ่งเรืองเช่นกับแก้วมณี. บทว่า ยสสฺสินี เป็นคำ เรียกเทพธิดา. บทว่า อุปฏฺิตา เต ความว่า สระโบกขรณีน่ารื่นรมย์ มีคุณค่าตามทีกล่าวแล้วตั้งอยู่ใกล้วิมานของท่าน. บทว่า อุทกรุหา พระวังคีสเถระกล่าวหมายถึงดอกปทุมเป็นต้น ดังที่กล่าวแล้ว. บทว่า เยตฺถิ ตัดบทเป็น เย อตฺถิ. บทว่า ถลชา ได้แก่ คัดเค้า. บทว่า เย จ สนฺติ ได้แก่ รุกขชาติเหล่าอื่น ที่มีดอก และมีผล มีอยู่ใกล้วิมานของท่าน. บทว่า กิสฺส สํยมทมสฺสยํ วิปาโก ความว่า นี้เป็นผลของความ สำรวมเช่นไร ในการสำรวมทางกายเป็นต้น และของการฝึกเช่นไรใน การฝึกอินทรีย์เป็นต้น. บทว่า เกนาสิ พระวังคีสเถระกล่าวว่า เพราะ ผลกรรมอะไร ท่านจึงเกิดในที่นี้ คือผลกรรมอื่นทำให้เกิดขึ้นเอง ผลกรรม อื่นทำให้เกิดอุปโภคสุข แล้วกล่าวต่อไปว่า ท่านได้วิมานนี้มาได้อย่างไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมผเลน เป็นบทเหลือมาจากคำว่า กมฺมผเลน วิปจฺจิตุํ อารทฺเธน มีผลกรรมเริ่มจะให้ผล. บทว่า กมฺมผเลน นี้ เป็น ตติยาวิภัตติลงในลักษณะอิตถัมภูต (มี, ด้วย, ทั้ง). บทว่า ตทนุปทํ อวจาสิ ความว่า ขอท่านจงตอบถึงกรรมนั้นตามลำดับ คือ ตามสมควร แก่เรื่องราวที่อาตมาถามเถิด. บทว่า อุฬารปมุเข ได้แก่ มีขนตางอนงาม. อธิบายว่า มีดวงตาเหมือนดวงตาลูกโค. ลำดับนั้น เทพธิดาตอบว่า ก็วิมานที่ดีฉันได้แล้วนี้ มีฝูงหงส์ นกกระเรียน
หน้า 306 ข้อ 35
ไก่ฟ้า นกกด และนกเขาไฟ เที่ยวร่อนร้องไปมา ทั้งเต็มไปด้วยหมู่นกนางนวล นกกระทุง พญาหงส์ ซึ่งเป็นนกทิพย์ ซึ่งบินไปมาอยู่ตามลำน้ำ และอึง คะนึงไปด้วยฝูงนกประเภทอื่น ๆ อีก คือนกเป็ดน้ำ นกค้อนหอย นกดุเหว่าลาย นกดุเหว่าขาว มีทั้ง ต้นไม้ดอก ไม้ต้นไม้ผล อันเกิดเองหลายอย่าง เช่นต้นแคฝอย ต้นหว้า ต้นอโศก ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ดีฉันได้วิมานนี้มาด้วยเหตุอันใด ดีฉันจะเล่า เหตุอันนั้นถวาย นิมนต์ฟังเถิด คือมีหมู่บ้านหมู่หนึ่ง ชื่อว่า นาลกคาม ตั้งอยู่ทางทิศเบื้องหน้าของแคว้น มคธ ดีฉันเป็นบุตรสะใภ้ประจำตระกูลของบ้านนั้น อันตั้งอยู่ภายในบุรี ประชาชนในหมู่บ้านนั้น เรียก ดีฉันว่าเสสวดี ดีฉันมีน้ำใจชื่นบาน ได้สร้างกุศล- กรรมไว้ในชาตินั้น คือได้บูชาพระธาตุของพระธรรม- เสนาบดี นามว่า อุปติสสะ ซึ่งเป็นที่บูชาของ ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลายผู้มากไปด้วยคุณความดี มีศีลเป็นต้นหาประมาณมิได้ ซึ่งนิพพานไปแล้ว ด้วยเครื่องสักการะหลายอย่าง ล้วนแต่รัตนะและ ดอกดำ ครั้นบูชาพระธาตุของท่านผู้แสวงหาคุณ อย่างยอดยิ่ง ผู้ถึงอนุปาทิเสสนิพพานแล้ว ซึ่งใน ที่สุดยังเหลือแต่พระธาตุเท่านั้น ครั้นดีฉันละกาย มนุษย์นั้นแล้ว จึงได้มาเกิดในดาวดึงส์สวรรค์ชั้น
หน้า 307 ข้อ 35
ไตรทศอยู่ประจำวิมานในเทวโลกนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า โกญฺจมยุรจโกรสงฺฆจริตํ ได้แก่ หมู่นก- กระเรียน ไก่ฟ้า นกกด นกเขาไฟและไก่ฟ้า เที่ยวไปมาในที่นั้น ๆ. บทว่า ทิพฺยปิลวหํสราชจิณฺณํ ได้แก่ พญาหงส์ ซึ่งเป็นนกน้ำมี ชื่อว่า ปิลวะ เพราะล่องลอยไปในน้ำ เที่ยวไปในที่นั้น ๆ. บทว่า ทิชการณฺฑวโกกิลาภินาทิตํ ได้แก่ อึงคะนึงไปด้วยนกเป็ดน้ำ นกกระทุง นกดุเหว่า และนกอื่น ๆ. บทว่า นานาสนฺตานกปุปฺผรุกฺขวิวิธา ได้แก่ ไม้ดอกต่าง ๆ คือ ไม้ดอกเกิดเองหลายชนิด มีกิ่งใหญ่กิ่งเล็กหลายอย่างต่างพรรณ. จากไม้ ดอกเหล่านั้น มีสีหลายอย่างลักษณะงดงาม ชื่อว่าไม้ดอกเกิดเองหลาย ชนิด. ควรจะกล่าวว่า วิวิธํ แต่ท่านกล่าวว่า วิวิธา. บทว่า สนฺตานกา ได้แก่ เถาวัลย์ที่เกิดเอง. อนึ่ง มีไม้ดอกหลายอย่างอยู่ในเถาวัลย์นั้น. อีก อย่างหนึ่ง ชื่อว่า นานาสนฺตานกปุปฺผรุกฺขวิวิธา เพราะมีไม้ดอกเหล่านั้น หลายอย่าง ได้แก่ ไม้ดอกเกิดเองหลายชนิด. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปาฏลิชมฺพุอโสกรุกฺขวนฺตํ มีต้นแคฝอย ต้นหว้าและต้นอโศก. ควรนำ บทว่า ปุปฺผรุกฺขา สนฺติ มีไม้ดอกมาเชื่อมกับบทนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปุปฺผรุกฺข ยังไม่ได้แจกวิภัตติ. ท่านจึงกล่าวว่า ปุปฺผรุกฺขํ. บทว่า มคธวรปุรตฺถิเมน คือตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกในแคว้นมคธ เพราะทางทิศตะวันออกในแคว้นมคธนั้นเป็นที่ที่ตรัสรู้. บทว่า ตตฺถ อโหสิ ปุเร สุณิสา ความว่า เมื่อก่อนดีฉันได้เป็นลูกสะใภ้ในตระกูล คหบดีตระกูลหนึ่งในนาลกคามนั้น.
หน้า 308 ข้อ 35
บทว่า สา แปลว่า นี้. ชื่อว่า อัตถธัมมกุสล เพราะเป็นผู้ฉลาด ในอรรถและในธรรม คือ พระผู้มีพระภาคเจ้า. ชื่อว่า อปจิตตฺถ- ธมฺมกุสโล เพราะมีความฉลาดในอรรถและธรรมสิ้นไปแล้ว คือ พระ- ธรรมเสนาบดี. พระธรรมเสนาบดีนั้นในรูปแล้ว จึงชื่อว่า อปจยะ (สิ้นไป ) คือนิพพาน. ฉลาดในนิพพานนั้น และในอรรถและธรรม ไม่มีเหลือ. อีกอย่างหนึ่ง ฉลาดในอรรถในธรรม คือ ในนิโรธและมรรค อันน่านับถือ คือน่าบูชา. ชื่อว่า มหนฺต (ใหญ่ ) เพราะประกอบด้วย ศีลขันธ์เป็นต้นอันยิ่งใหญ่. บทว่า กุสุเมหิ ได้แก่ ด้วยดอกไม้ทำด้วย รัตนะและด้วยอย่างอื่น. บทว่า ปรมคติคตํ ได้แก่ บรรลุอนุปาทิเสสนิพพาน. บทว่า สมุสฺสยํ คือร่างกาย. บทว่า ติทสคตา ได้แก่ ไปสวรรค์ชั้นไตรทศ คือเข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์. บทว่า อิธ ได้แก่ ในเทวโลกนี้. บทว่า อวสามิ านํ คืออยู่ประจำวิมานนี้ . บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำกถามรรค ที่ท่านพระวังคีสะและเทพ ธิดากล่าวให้เป็นเรื่องเกิดขึ้น แล้วจึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทที่ประชุม กันโดยพิสดาร. เทศนาได้มีประโยชน์แก่มหาชน ด้วยประการฉะนี้ จบอรรถกถาเสสวดีวิมาน
หน้า 309 ข้อ 36
๘. มัลลิกาวิมาน ว่าด้วยมัลลิกาวิมาน พระนารทเถระได้ถามนางมัลลิกาเทพธิดาว่า [๓๖] ดูก่อนนางเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งห่มและธง ล้วนแต่สีเหลือง ประดับประดาด้วยเครื่องก็ล้วนเหลือง เธอถึงจะไม่ประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงามเหลือง อร่ามเช่นนี้ ก็ยังงามโดยธรรมชาติ ดูก่อนนางเทพ- ธิดา ผู้มีเครื่องประดับล้วนแต่ทองคำธรรมชาติ แก้วไพฑูรย์ จินดา มีกายาปกคลุมไว้ด้วยร่างแห ทองคำเหลืองอร่าม เป็นระเบียบงดงามด้วยสายแก้ว สีต่าง ๆ สายแก้วเหล่านั้น ล้วนแต่สำเร็จด้วยทองคำ ธรรมชาติ แก้วทับทิม แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ บางสายก็ล้วนแล้วด้วยแก้วลายคล้ายตาแมว บ้างก็ สำเร็จด้วยแก้วแดงคล้ายสีเลือด บ้างก็สำเร็จด้วย แก้วอันสดใสเหมือนสีตานกพิราบ เครื่องประดับ ทั้งหมดที่ตัวของท่านนี้ทุก ๆ สาย ยามต้องลมพัด มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกยูง พญูาหงส์ทองหรือ เสียงนกการเวก หรือมิฉะนั้นก็เสียงเบญจางคดุริย- ดนตรี ที่พวกคนธรรพ์พากันบรรเลงเป็นคู่ ๆ อย่าง ไพเราะน่าฟังก็ปานกัน อนึ่ง รถของท่านงดงามมาก
หน้า 310 ข้อ 36
หลากไปด้วยเนาวรัตนนานาพรรณ อันบุญกรรมจัด สรรมาให้จากธาตุนานาชนิด ดูมูลมองพิจิตรจรัส จำรูญ ยามท่านยืนอยู่เหนือสุพรรณรถขับไปถึง ประเทศใด ที่ตรงนั้นก็สว่างไสวไปทั่วถึงกัน ดูก่อน นางเทพธิดา อาตมาถามท่านแล้ว ท่านจงตอบอาตมา ว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. นางมัลลิกาเทพธิดาตอบว่า พระคุณเจ้าขา ดีฉันมีร่างกายซึ่งปกปิดไว้ด้วย ร่างแหทองคำวิจิตรไปด้วยแก้วแดงอ่อน ๆ และแก้ว มุกดา นับว่าดีฉันคลุมร่างไว้ด้วยตาข่ายทองเช่นนี้ ก็เพราะดีฉันมีจิตผ่องใส ได้บูชาพระโคดมบรมครู ผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้ ซึ่งเสด็จเข้าสู่นิพพาน ไปแล้ว ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย สรรเสริญแล้ว จึงสร่างโศก หมดโรคภัย ได้รับ แต่ความสุขกาย สุขใจ รื่นเริงบันเทิงใจเป็นนิตย์. จบมัลลิกาวิมาน อรรถกถามัลลิกาวิมาน มัลลิกาวิมาน มีคาถาว่า ปีตวตฺเถ ปีตธเช ดังนี้เป็นต้น. มัลลิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบำเพ็ญพุทธกิจ เริ่มต้นทรงแสดงพระ-
หน้า 311 ข้อ 36
ธัมมจักกปปวัตตนสูตร จนถึงทรงโปรดสุภัททปริพาชกแล้ว ปรินิพพาน ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุในเวลาใกล้รุ่ง ณ วันเพ็ญ เดือน ๖ ในระหว่าง ต้นสาละทั้งคู่ ณ สาลวันแห่งมัลลราช ใกล้กรุงกุสินารา พวกเทวดาและ มนุษย์ต่างพากันทำการบูชาพระสรีระของพระองค์ ในครั้งนั้น ราชบุตรี ของกษัตริย์มัลละเป็นภรรยาของพันธุลมัลละ ในกรุงกุสินารา ชื่อ มัลลิกา เป็นอุบาสิกามีศรัทธาเลื่อมใส เอาน้ำหอมล้างเครื่องประดับ มหาลดาของตน เช่นเดียวกับของนางวิสาขามหาอุบาสิกา ขัดด้วยผ้าเนื้อดี และถือเอาของหอมและดอกไม้เป็นต้น เป็นอันมากอย่างอื่นบูชาพระสรีระ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้. ส่วนเรื่องนางมัลลิกา โดยพิสดารมาแล้วในอรรถกถาธรรมบท. ครั้นต่อมา นางมัลลิกานั้น สิ้นชีพิตักษัยไปบังเกิดในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์. ด้วยอานุภาพแห่งการบูชานั้น นางมัลลิกาได้มีทิพย- สมบัติอันโอฬาร ไม่สาธารณ์ด้วยผู้อื่น. วิมานประดับด้วยผ้า รุ่งเรืองด้วย แก้ว ๗ ประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีรัศมีสีทอง ผ่องใสยิ่งนัก ปรากฏ เหมือนสายน้ำสีทอง แดงเรื่อโปรยลงมาจากทุกทิศ. ครั้งนั้น ท่านพระนารทะ จาริกไปยังเทวโลกเห็นเทพธิดาจึงเข้าไป หา. เทพธิดาครั้นเห็นท่านพระนารทะ จึงยืนประคองอัญชลีนมัสการ. ท่านพระนารทะจึงถามเทพธิดานั้นว่า ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีผ้านุ่งห่มและธงล้วนแต่ สีเหลือง เครื่องประดับก็ล้วนแต่สีเหลือง ท่านถึง ไม่ประดับด้วยเครื่องประดับอันงดงาม ก็ยังงาม
หน้า 312 ข้อ 36
ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีเครื่องประดับล้วนแต่ทองคำ แก้ว- ไพฑูรย์ จินดา มีกายปกคลุมด้วยร่างแหทองคำ เหลืองอร่าม เป็นระเบียบงดงามด้วยสายแก้วต่าง ๆ สายแก้วเหล่านั้น ล้วนสำเร็จด้วยทองคำ แก้วทับทิม แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ แก้วลายคล้ายตาแมว แก้วแดงคลายสีเลือด บางอย่างก็สดใสเหมือนสีตา นกพิราบ เครื่องประดับทั้งหมดที่ตัวของท่านนี้ ทุก ๆ สาย ยามต้องลมพัดมีเสียงไพเราะเหมือน เสียงนกยูง เสียงพญาหงส์ทอง เสียงนกการเวก มิฉะนั้นก็เสียงเบญจางคดุริยดนตรี ที่พวกคนธรรพ์ พากันบรรเลงเป็นคู่ ๆ อย่างไพเราะน่าฟัง อนึ่ง รถ ของท่านก็งดงามมาก หลากไปด้วยรัตนะสีต่าง ๆ อันบุญกรรมจัดสรรมาให้จากธาตุนานาชนิด ดูงดงาม ยามท่านยืนอยู่บนรถ ขับไปถึงที่ใด ที่นั้นก็สว่างไสว ไปทั่ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปีตวตฺเถ ได้แก่ มีผ้านุ่งห่มสีเหลือง เพราะ มีแสงเหมือนทองคำอันบริสุทธิ์. บทว่า ปีตธเช ได้แก่ มีธงสีเหลือง เพราะเป็นธงวิเศษสำเร็จด้วยทองซึ่งยกขึ้น ณ ประตูวิมานและบนรถ. บทว่า ปีตาลงฺการภูสิเต ได้แก่ ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์สีเหลือง ก็เครื่องอาภรณ์ของเทพธิดานั้นมีรัศมีสีเหลืองเป็นพิเศษ เพราะรุ่งเรือง ด้วยข่ายมีรัศมีสีทองบริสุทธิ์ โดยเหตุที่เครื่องประดับเหล่านั้นเกิดขึ้น
หน้า 313 ข้อ 36
เพราะความประพฤติดีเช่นนั้นเป็นพิเศษ ในความวิจิตรด้วยรัตนะหลาย อย่างล้วนรุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีนานาชนิด. บทว่า ปีตนฺตราหิ ได้แก่ ผ้า ห่มสีเหลือง อันตรศัพท์ใช้ในผ้านุ่งห่มในบทมีอาทิว่า สนฺตรุตฺตรปรมํ เตน ภิกฺขุนา ตโต จีวรํ สาทิตพฺพํ ภิกษุนั้นพึงยินดีผ้านุ่งห่มเป็น อย่างยิ่ง. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าใช้ใน อุตตริยะ ดุจในบทมีอาทิว่า อนฺตร- สาฏกา ผ้านุ่ง. ศัพท์เหล่านี้คือ อนฺตรา (ผ้านุ่ง) อุตฺตริยํ อุตฺตรา- สงฺโค อุปสมพฺยานํ (ผ้าห่ม) เป็นปริยายศัพท์ (ศัพท์สำหรับพูด). บทว่า วคฺคูหิ ได้แก่ ด้วยเครื่องประดับอันงดงาม. บทว่า อปิลนฺธา ว โสภสิ ความว่า ท่านแม้ถึงจะไม่ประดับด้วยเครื่องประดับเหล่านี้ ก็งดงาม ด้วยรูปสมบัติของตนอยู่แล้ว แต่พอเครื่องประดับเหล่านั้นสวมสรีระของ ท่านก็งดงาม. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น แม้ถึงท่านไม่ประดับก็คล้ายกับ ประดับ. บทว่า กา กมฺพุกายุรธเร ได้แก่ ดูก่อนเทพธิดา ผู้ประดับ ด้วยเครื่องประดับแล้วไปด้วยทองคำ หรือประดับด้วยกำไรแขน แล้วไป ด้วยทองคำ ท่านเป็นใครเกี่ยวข้องกับหมู่เทพชั้นไหน. ท่านกล่าวบทว่า กมฺพุปริหารกํ ได้แก่ เครื่องประดับข้อมือ. กล่าวบทว่า กายรํ ได้แก่ เครื่องประดับแขน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กมฺพุ ได้แก่ ทองคำ. เพราะฉะนั้น จึงมีความว่า ผู้ประดับด้วยเครื่องอาภรณ์ที่แขนแล้วด้วย ทองคำ ชื่อว่า กมฺพุกายูรธเร. บทว่า กญฺจนาเวฬภูสิเต ได้แก่ ประดับพวงมาลัยแล้วด้วยทองคำ. บทว่า เหมชาลกสญฺฉนฺเน ได้แก่ มีสรีระคลุมด้วยข่ายทองคำแกมแก้ว. บทว่า นานารตนมาลินี ได้แก่
หน้า 314 ข้อ 36
พระนารทะถามว่า ท่านเป็นใครมีพวงมาลัยแก้วต่าง ๆ ล้วนเป็นสาย แก้วสวมศีรษะในคืนข้างแรม ดุจสวมมาลัยประดับมุกด์ในนักขัตฤกษ์ ( การเต้นรำ ). บทว่า โสวณฺณมยา ความว่า ท่านกล่าวว่า เทพธิดานั้นมีพวง มาลัยแก้วต่าง ๆ ล้วนเป็นพวกแก้วประดับ. ความเห็นเกี่ยวกับพวงมาลัย แก้วเหล่านั้นมีดังนี้. ในบทเหล่านั้น บทว่า โสวณฺณมยา ได้แก่ มาลัยสำเร็จด้วยทองคำ. บทว่า โลหิตงฺกมยา ได้แก่ มาลัยสำเร็จด้วย แก้วมณีสีแดงคล้ายแก้วสีทับทิมเป็นต้น. บทว่า มสารคลฺลา ได้แก่ มาลัยสำเร็จด้วยแก้วลายคล้ายตาแมว. บทว่า สหโลหิตงฺกา ความว่า มาลัยสำเร็จด้วยแก้วมณีคล้ายเพชรตาแมว กับมาลัยแล้วด้วยแก้วมณีสีแดง และมาลัยสำเร็จด้วยแก้วแดงคล้ายสีเลือด. บทว่า ปเรวตกฺขีหิ มณีหิ จิตฺตตา อธิบายว่า มาลัยแก้วที่ศีรษะและมือของท่านเหล่านี้ มีสภาพ สวยงามทำด้วยแก้วมณี เช่นกับสีตานกพิราบ และแก้วมณีตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า โกจิ โกจิ ได้แก่ เครื่องประดับทุก ๆ สาย. บทว่า เอตฺถ คือ ในพวงมาลัยเหล่านี้. บทว่า มยูรสุสฺสโร ได้แก่ มีเสียงไพเราะเหมือน เสียงนกยูง. บทว่า หํสสฺสรญฺโ ได้แก่ มีเสียงไพเราะเหมือนเสียงพญา- หงส์ คือ มีเสียงคล้ายกับเสียงพญาหงส์. บทว่า กรวิกสุสฺสโร ได้แก่ มี เสียงไพเราะดุจเสียงนกการเวก คือเสียงพวงมาลัยเหล่านั้น มีเสียงเหมือน เสียงนกยูง เสียงพญาหงส์ เสียงนกการเวก ได้ยินแต่เสียงไพเราะ อ่อนหวานอย่างนี้. ถามว่า เหมือนอะไร ตอบว่า เหมือนเบญจางคิก- ดุริยดนตรี ประโคม. อธิบายว่า เสียงของเครื่องประดับเหล่านั้นฟัง ไพเราะ เหมือนคนฉลาดประโคมเบญจางคิกดุริยดนตรีฉะนั้น บทว่า
หน้า 315 ข้อ 36
ปญฺจงฺคิกํ ตุริยมิวปฺปวาทิตํ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งสัตตมี- วิภัตติ. บทว่า นานาวณฺณาหิ ธาตูหิ ได้แก่ จากธาตุอันมีส่วนต่าง ๆ เป็นต้นว่า เพลา ล้อ และงอนไถเป็นต้น. บทว่า สุวิภตฺโต ว โสภติ ได้แก่ งามดุจจัดสรรมาอย่างดี เพราะส่วนต่าง ๆ มีขนาดเหมาะเจาะกัน และกัน ทั้งมีฝาพร้อม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุวิภตฺโต ว ได้แก่ แม้ เกิดด้วยกรรมอย่างเดียวก็ยังงาม ดุจอาจารย์ศิลปะผู้เชี่ยวชาญบรรจงตกแต่ง ไว้ฉะนั้น. บทว่า กญฺจนพิมฺพวณฺเณ ได้แก่ บนรถนั้นเช่นกับรูปทอง เพราะ มีแสงเหลืองอร่ามงามยิ่งนัก. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กญฺจนพิมฺพวณฺเณ เป็นคำเรียกเทพธิดานั้น. อธิบายว่า เช่นกับรูปเปรียบทองคำที่เขาเอา น้ำหอมล้างแล้วขัดด้วยสีแดงชาด แล้วเอาผ้าเนื้อดีขัดอีก. บทว่า ภาสสิมํ ปเทสํ ได้แก่ ภูมิประเทศทั้งสิ้นนี้ย่อมสว่างไสวรุ่งโรจน์. ครั้นพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาก็ตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดีฉันมีร่างกายปกคลุมไว้ด้วยข่ายทองคำ วิจิตร ไปด้วยแก้วมณีทองคำและแก้วมุกดา เพราะดีฉันมี จิตผ่องใส ได้บูชาพระโคดมผู้ทรงคุณหาประมาณ มิได้ ซึ่งเสด็จปรินิพพานไปแล้ว. ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญ ไว้ จึงสร่างโศกถึงความสุขรื่นเริงบันเทิงใจอยู่เป็น นิตย์.
หน้า 316 ข้อ 36
ในบทเหล่านั้น บทว่า โสวณฺณชาลํ ได้แก่ ข่ายสำเร็จด้วยทองคำ ทำให้พอดีกับสรีระ. บทว่า มณิโสณฺณจิตฺติตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยแก้วมณี และทองคำหลายอย่าง โดยเป็นเครื่องประดับมีสวมศีรษะและสวมคอเป็น ต้น. บทว่า มุตฺตาจิตํ ได้แก่สวมสายแก้วมุกดาที่เกี่ยวพันกันเป็นลำดับ ๆ. บทว่า เหมชาเลน ฉนฺนํ ได้แก่ คลุมด้วยข่ายรัศมีสีทอง. ก็ข่ายนั้น วิจิตรด้วยแก้วนานาชนิด และด้วยทองคำ ตกแต่งด้วยสายแก้วมุกดาคลุม ด้วยข่ายรัศมีสีทอง ส่องแสงยิ่งนักในเมื่อสัมผัสกับแสงอาทิตย์ มีแสงสว่าง เป็นอันเดียว ตั้งอยู่ดุจกระจกทองคำ. บทว่า ปรินิพฺพุเต ได้แก่ ปริ- นิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. บทว่า โคตเม อ้างถึงพระผู้ มีพระภาคเจ้าโดยพระโคตร. บทว่า อปฺปเมยฺเย ได้แก่ ไม่สามารถจะ ประมาณได้โดยคุณานุภาพ. บทว่า ปสนฺนจิตฺตา ได้แก่ มีจิตเลื่อมใส ด้วยศรัทธาอันเป็นวิสัยแห่งผลกรรมและพุทธารมณ์. บทว่า อภิโรปยึ ได้แก่ ดิฉันสวมใส่ไว้ที่สรีระเพื่อบูชา. บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ. บทว่า กุสลํ ชื่อว่า กุศล เพราะอรรถว่า ขจัดความน่าเกลียดออกไปเป็นต้น. บทว่า พุทฺธวณฺณิตํ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วด้วยบทมีอาทิว่า ยาวตา ภิกฺขเว สตฺตา อปทา วา ทฺวิปทา วา ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สัตว์ทั้ง- หลายไม่มีเท้าก็ดี มีสองเท้าก็ดี ประมาณเท่าใด ดังนี้. บทว่า อเปตโสกา ความว่า ชื่อว่าปราศจากความโศก เพราะไม่มีความพินาศแห่งโภคะเป็น ต้น อันเป็นเหตุของความโศก. ด้วยบทนั้น เทพธิดากล่าวถึง ความ ไม่มีทุกข์ใจ. บทว่า สุขิตา ได้แก่ มีสุข เกิดแล้ว คือ ถึงความสุข. ด้วยบทนี้ เทพธิดากล่าวถึงความไม่มีทุกข์กาย. ก็เทพธิดานั้นถึงความ
หน้า 317 ข้อ 37
บันเทิง เพราะไม่มีทุกข์ใจ. ความไม่มีโรค เพราะไม่มีทุกข์กาย. ด้วย เหตุนั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า สมฺปโมทามนามยา ดิฉันบันเทิงเพราะ ไม่มีโรค. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. อนึ่ง เนื้อความนี้ ท่านพระนารทะได้แจ้งแก่พระธรรมสังคาห- กาจารย์ ครั้งทำสังคายนาโดยทำนองเดียวกันกับที่คนและเทพธิดากล่าว แล้วในครั้งนั้น. พระธรรมสังคาหกาจารย์เหล่านั้นจึงยกคำบอกเล่านั้นขึ้น สู่การสังคายนา ด้วยประการนั้นเอง. จบอรรถกถามัลลิกาวิมาน ๙. วิสาลักขิวิมาน ว่าด้วยวิสาลักขิวิมาน สมเด็จอมรินทราธิราชตรัสถามนางสุนันทาเทพธิดาว่า [๓๗] ดูก่อนแม่เทพธิดาผู้มีในตางาม เธอชื่อไร ได้ ทำกรรมอะไรไว้ จึงได้มีหมู่นางฟ้าแวดล้อมเป็นบริวาร เดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ ในสวนจิตรลดาอันน่ารื่นรมย์ ในคราวที่พวกเทวดาชั้นดาวดึงส์ล้วนแต่ขึ้นม้า ขึ้นรถ ตกแต่งร่างกายวิจิตรงดงาม เข้าไปยังสวนนั้นแล้ว จึง มาในที่นี้ แต่เมื่อพอเธอมาถึงในที่นี้ กำลังเที่ยวชม สวน รัศมีก็สว่างไสวไปทั่วจิตรลดาวัน โอภาสของ สวนมิได้ปรากฏ รัศมีของเธอมาข่มเสีย ดูก่อนแม่
หน้า 318 ข้อ 37
เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอกว่า นี้เป็น ผลแห่งกรรมอะไร. นางสุนันทาเทพธิดาผู้เป็นอัครชายาทูลตอบว่า ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ ผู้ทรง บำเพ็ญทานมาแต่เก่าก่อน รูปอันสวยงาม คติ ฤทธิ์ และอานุภาพของหม่อมฉัน ย่อมมีได้ด้วยกรรมอันใด ขอพระองค์จงทรงสดับกรรมอันนั้น หม่อมฉันเป็น อุบาสิกามีนามว่าสุนันทา อยู่ในกรุงราชคฤห์อัน น่ารินรมย์ ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการ จำแนกทานทุกเมื่อ คือหม่อมฉันมีจิตเลื่อมใสในท่าน ผู้ประพฤติตรง จึงได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตาหาร เสนาสนะและประทีป ทั้งได้รักษาอุโบสถอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ เป็นผู้ สำรวมอยู่ในศีล ๕ เป็นนิตย์ คือเว้นจากการฆ่าสัตว์ ระวังจากการพูดเท็จ จากการเป็นขโมย จากการ ประพฤตินอกใจ ไกลจากการดื่นนำเมา เป็นผู้ฉลาด ในอริยสัจจธรรม เป็นอุบาสกของพระโคดมผู้มีจักษุ ผู้มียศ ทาสีจากตระกูลญาติของหม่อมฉัน นำดอก ไม้มาให้ทุกวัน หม่อมฉันได้บูชาที่สถูปของพระผู้มี- พระภาคเจ้าทุกวัน.
หน้า 319 ข้อ 37
อนึ่ง ในวันอุโบสถ หม่อมฉันมีใจเลื่อมรสได้ ถือเอาดอกไม้ของหอม และเครื่องลูบไล้ไปบูชาพระ- สถูปด้วยมือของตนเอง. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ รูป คติ ฤทธิ์ และอานุถาพ เช่นนี้ มีขึ้นแก่หม่อมฉันเพราะกรรม นั้น มิใช่ว่าผลที่หม่อมฉันบูชาพระสถูปด้วยพวงมาลัย และที่หม่อมฉันได้รักษาศีลจะให้ผลเท่านั้นก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ หม่อมฉันยังได้เป็น พระสกทาคามี ตามความหวังของหม่อมฉันอีกด้วย. จบวิสาลักขิวิมาน อรรถกถาวิสาลักขิวิมาน วิสาลักขิวิมาน มีคาถาว่า กา นาม ตฺวํ วิสาลกฺขิ ดังนี้ เป็นต้น. วิสาลักขิวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พระเจ้าอชาตสัตตุทรง รับพระบรมสารีริกธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้า ที่พระองค์ได้รับมาสร้าง พระสถูป และฉลองในกรุงราชคฤห์ ลูกสาวช่างทำดอกไม้คนหนึ่งอยู่กรุง ราชคฤห์ ชื่อสุนันทา เป็นอุบาสิกา เป็นอริยสาวิกา บรรลุโสดาบัน ได้สั่ง พวงมาลัยและของหอมเป็นอันมากที่ส่งมาจากเรือนของบิดา ทำการบูชา พระเจดีย์ทุก ๆ วัน. ทุกวันอุโบสถนางได้ไปทำการบูชาด้วยตนเอง.
หน้า 320 ข้อ 37
ต่อมานางมีโรคอย่างหนึ่ง เบียดเบียนถึงแก่กรรม ได้ไปเกิดเป็น บริจาริกาของท้าวสักกเทวราช. วันหนึ่ง นางได้เข้าไปยังสวนจิตรลดา กับท้าวสักกะจอมเทพ. ณ ที่นั้น รัศมีของทวยเทพเหล่าอื่นถูกรัศมีของ ดอกไม้เป็นต้นกำจัด มีสีวิจิตรตระการตายิ่งนัก. แต่รัศมีของเทพธิดา สุนันทามิได้ถูกรัศมีดอกไม้เหล่านั้นครอบงำ คงอยู่เหมือนเดิม. ท้าวสักก- เทวราชทรงเห็นดังนั้น มีพระประสงค์จะรู้สุจริตกรรมที่เทพธิดานั้นทำมา จึงได้สอบถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนแม่เทพธิดาผู้มีตางาม เธอชื่อไร จึงได้ มีหมู่นางฟ้าแวดล้อม เดินวนเวียนอยู่รอบ ๆ ในสวน จิตรลดาอันน่ารื่นรมย์ ในคราวที่พวกเทวดาชั้น ดาวดึงส์ ล้วนแต่ขึ้นน้ำขึ้นรถตกแต่งร่างกายงดงาม เข้าไปยังสวนนั้นแล้วจึงมาในที่นี้. แต่เมื่อเธอมา พอมาถึงที่นี้กำลังเที่ยวในสวน รัศมีก็สว่างไสวไปทั้งสวนจิตรลดา แสงสว่างของสวน มิได้ปรากฏ รัศมีของเธอมาข่มเสีย ดูก่อนแม่เทพธิดา ฉันถามเธอแล้ว ขอเธอจงบอกว่า นี้เป็นผลของกรรม อะไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า กา นาม ตฺวํ คือ ในอัตภาพก่อน เธอ ชื่ออะไร. อธิบายว่า สมบัติคืออานุภาพเช่นนี้ของเธอได้มีขึ้นเพราะทำ ความดีไว้ ณ ที่ใด. บทว่า วิสาลกฺขิ คือ ผู้มีตางาม. บทว่า ยทา คือ ในกาลใด. บทว่า อิมํ วนํ ได้แก่ ใกล้สวน
หน้า 321 ข้อ 37
นี้มีชื่อว่า จิตรลดาวัน. บทว่า จิตฺรา โหนฺติ ได้แก่ ชื่อว่ามีลักษณะ สวยงาม เพราะถึงพร้อมด้วยความวิเศษแม้จากแสงสว่างตามปกติ ของ เครื่องประดับสรีระและผ้าเป็นต้นของตนโดยเคล้ากับรัศมีอันวิจิตรในสวน จิตรลดานี้. บทว่า อิธาคตา ได้แก่ มา คือ ถึงพร้อมกันในที่นี้ หรือว่า เป็นเหตุแห่งการมาถึงในที่นี้. บทว่า อิธ ปตฺตาย คือ เมื่อเทพธิดาเข้ามาถึงที่นี้. บทว่า เกน รูปํ ตเวทิสํ ความว่า เพราะเหตุไร รูป คือ สรีระของเธอจึงเป็นเช่นนี้ คือมีรูปอย่างนี้. อธิบายว่า รูปของเธอข่มรัศมีสวนจิตรลดาจนหมด. ครั้นท้าวสักกะตรัสถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดานั้นจึงได้ตอบด้วยคาถา เหล่านี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพผู้ทรงบำเพ็ญทาน มาแต่กาลก่อน รูป คติ ฤทธิ์ และอานุภาพของ หม่อมฉันมีขึ้นด้วยกรรมใด ขอพระองค์จงทรงสดับ กรรมนั้นเถิด. หม่อมฉันชื่อสุนันทา เป็นอุบาสิกาอยู่ใรนกรุง ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ ถึงพร้อมด้วยศรัทธาและศีล ยินดีในการแจกจ่ายทานทุกเมื่อ หม่อมฉันมีใจเลื่อม ใสในท่านผู้ประพฤติตรง จึงได้ถวายผ้านุ่งห่ม ภัตตา- หาร เสนาสนะ และประทีป ทั้งได้รักษาอุโบสถอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์
หน้า 322 ข้อ 37
เป็นผู้สำรวมอยู่ในศีล ๕ เป็นนิตย์ คือ เว้นจากการ ฆ่าสัตว์ เร้นจากการพูดเท็จ จากการเป็นขโมย จาก การประพฤตินอกใจ ไกลจากการดื่มน้ำเมา เป็นผู้ ฉลาดในอริยสัจจธรรม เป็นอุบาสิกาของพระโคดม ผู้มีจักษุ ผู้มียศ ทาสีจากตระกูลญาติของหม่อมฉัน นำดอกไม้มาให้ทุกวัน หม่อมฉันได้บูชาที่สถูปของ พระผู้มีพระภาคเจ้าทุกวัน อนึ่ง ในวันอุโบสถหม่อม ฉันมีใจเลื่อมใสได้ถือเอาดอกไม้ของหอม และเครื่อง ลูบไล้ไปบูชาพระสถูปด้วยมือของตนเอง. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ รูป คติ ฤทธิ์ และอานุภาพเช่นนี้ มีขึ้นแก่หม่อมฉันเพราะกรรม นั้น มิใช่ว่าผลที่หม่อมฉันได้บูชาพระสถูปด้วยพวง มาลัย และที่หม่อมฉันได้รักษาศีลจะให้ผลเท่านั้น ก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมเทพ หม่อมฉัน ยังได้เป็นสกทาคามี ตามความหวังของหม่อมฉัน อีกด้วย. ในบทเหล่านั้น บทว่า คติ ได้แก่ เทวคตินี้ หรือการเกิด. บทว่า อิทฺธิ ได้แก่ เทพฤทธิ์นี้ หรือความสำเร็จสิ่งที่ประสงค์. บทว่า อานุ- ภาโว ได้แก่ อำนาจ. เทพธิดาเรียกท้าวสักกะว่า ปุรินททะ เพราะท้าว สักกะนั้นได้ให้ทานมาในกาลก่อน จึงเรียกว่า ปุรินททะ. บทว่า าติกุลํ เทพธิดากล่าวหมายถึงเรือนของบิดา. บทว่า
หน้า 323 ข้อ 37
สทา มาลาภิหารติ ความว่า ทาสีจากตระกูลญาติได้นำดอกไม้มาให้ หม่อมฉันทุก ๆ วันตลอดเวลา. บทว่า สพฺพเมวาภิโรปยึ ความว่า หม่อมฉัน มิได้ใช้ดอกไม้และของอื่น ๆ ทุกชนิดมีของหอมเป็นต้น ที่ ทาสีนำมาจากเรือนของบิดาเพื่อประดับหม่อมฉันด้วยตนเอง แต่ได้นำไป บูชาพระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า อุโปสเถ จหํ คนฺตฺวา ความว่า ในวันอุโบสถหม่อมฉันไปยังที่ตั้งพระสถูป. บทว่า ยํ มาลํ อภิโรปยึ ความว่า ด้วยกรรมที่หม่อมฉันได้บูชาดอกไม้และของหอมที่ พระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าในครั้งนั้น. โยชนาแก้เป็น เตน กมฺเมน คือ ด้วยกรรมนั้น. บทว่า น ตํ ตาว วิปจฺจติ ความว่า หม่อมฉันเป็นผู้มีศีล. การ รักษาศีลนั้น คือ ศีลที่หม่อมฉันรักษานั้นยังไม่ให้โอกาสที่จะได้ผลด้วยกำลัง ของบุญอันสำเร็จด้วยการบูชาก่อน คือ ยังไม่เริ่มให้ผล. อธิบายว่า ใน อัตภาพต่อไป กรรมนั้นจึงจะมีผล. บทว่า อาสา จ ปน เม เทวินฺท สกทาคามินี สิยํ ความว่า ข้าแต่จอมเทพ ก็ความปรารถนาของหม่อนฉันว่า หม่อมฉันจะพึงเป็น สกทาคานีได้อย่างไรหนอ เป็นความปรารถนาเพื่ออริยธรรม มิใช่ ปรารถนาเพื่อภพอันวิเศษ. เทพธิดาแสดงว่า ความปรารถนานั้นยังไม่ สำเร็จเหมือนเนยใสที่หุงจากนมส้มตามต้องการ. บทที่เหลือมีนัยนี้เหมือน กัน. ท้าวสักกะจอมเทพได้ทรงบอกความนั้นแก่ท่านพระวังคีสเถระ ตาม นัยที่พระองค์และเทพธิดานั้นกล่าวแล้ว. ท่านพระวังคีสะได้บอกแก่พระ-
หน้า 324 ข้อ 38
มหาเถระทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมสังคาหกาจารย์ ครั้งทำสังคายนา. พระ- มหาเถระเหล่านั้นได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่การสังคายนา ด้วยประการนั้นเอง. จบอรรถกถาวิสาลักขิวิมาน ๑๐. ปริฉัตตกวิมาน ว่าด้วยปาริฉัตตกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามนางเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๓๘] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์ ปาริฉัตตกะ หอมหวนน่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นพวง มาลัยทิพย์ ขันร้องสำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่ เสียงทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งออกมาจากอวัยวะ น้อยใหญ่พร้อม ๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ๆ ส่วน เมื่อท่าน ไหวกายไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่ ช้องผมทุก ๆ ส่วน ถูกลมพัดมาต้องเข้าก็เปล่งเสียง ไพเราะคล้ายดนตรีเครื่อง ๕. อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียรที่ถูกลมพัดต้อง เข้าแล้ว ก็กังวานไพเราะคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผมก็มีกลิ่นหอม หวน น่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจไม้สวรรค์ฉะนั้น
หน้า 325 ข้อ 38
ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์ อันมิใช่ของมนุษย์. ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้นตอบว่า ดีฉันได้น้อมนำเอาดอกอโศกซึ่งมีเกสรงามเลื่อม ประภัสสร มีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระพุทธเจ้า ครั้น ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้วจึง ปราศจากความโศกไม่มีโรครื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิตย์. จบปาริฉัตตกวิมาน อรรถกถาปาริฉัตตกวิมาน ปาริฉัตตกวิมาน มีคาถาว่า ปาริจฺฉตฺตเก โกวิฬาเร ดังนี้เป็นต้น. ปาริฉัตตกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ใกล้กรุง สาวัตถี. สมัยนั้น อุบาสิกาคนหนึ่งอยู่ในกรุงสาวัตถี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า นิมนต์ฉันภัตทาหารในวันรุ่งขึ้น จึงจัดปะรำใหญ่ใกล้ประตูเรือน ของตนวงม่านโดยรอบ ผูกเพดานเบื้องบน ยกธงชัยและธงแผ่นผ้า เป็นต้น แขวนผ้าสีสดสวยต่าง ๆ และพวงของหอม พวงดอกไม้ พวง มาลัย ปูลาดอาสนะ ณ สถานที่ราบเรียบแล้วกราบทูลอาราธนาพระผู้มี พระภาคเจ้าตามกำหนดเวลา.
หน้า 326 ข้อ 38
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ในตอนเช้าทรงนุ่งสบงห่มจีวร ถือ บาตร เสด็จเข้าไปยังปะรำที่ตกแต่งประดับประดาดุจเทพวิมาน ยังห้วง อรรณพให้สว่างไสวดุจมีรัศมีตั้งพันดวง ประทับนั่งเหนืออาสนะที่ปูไว้. อุบาสกได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยของหอม ดอกไม้ธูปและประทีป. สมัยนั้น หญิงหาฟืนคนหนึ่ง เห็นต้นอโศกมีดอกบานสะพรั่งใน นันทนวัน จึงถือเอาดอกอโศกเป็นอันมากทำเป็นช่อพร้อมด้วยขั้วและก้าน เดินมาเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น มีจิตเลื่อมใส จึงเอา ดอกไม้เหล่านั้นปูลาดเป็นเครื่องลาดดอกไม้โดยรอบอาสนะ ทำการบูชา พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ ๓ รอบถวายนมัสการกลับไป. ครั้น ต่อมา นางได้ถึงแก่กรรมไปบังเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีนางอัปสร หนึ่งพันเป็นบริวาร โดยมากนางฟ้อนรำขับร้องอยู่ที่สวนนันทนวัน ร้อย กรองมาลัยดอกไม้ปาริฉัตตกะรื่นเริงบันเทิง เล่นกีฬา เสวยแต่ความสุข. ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระขึ้นไปบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ตามนัยที่กล่าวมาแล้ว ครั้นเห็นเทพธิดานั้น จึงถามถึงกรรมที่เทพธิดานั้น ได้ทำมาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมาเก็บดอกไม้สวรรค์ ปาริฉัตตกะ หอมหวนน่ารื่นรมย์มาร้อยกรองเป็นมาลัย ทิพย์ ขับร้องสำเริงอยู่ เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่เสียง ทิพย์น่าฟังวังเวงใจ เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ พร้อม ๆ กัน ทั้งกลิ่นทิพย์หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้ง ออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ๆ ส่วน เมื่อท่านไหว
หน้า 327 ข้อ 38
กายไปมา เสียงเครื่องประดับอันท่านประดับไว้ที่ ช้องผมทุก ๆ ส่วน ถูกลมพัดมาต้องเข้า ก็เปล่งเสียง ไพเราะคล้ายดนตรีเครื่อง ๕. อนึ่ง เสียงมาลัยประดับเศียร ที่ถูกลมพัดต้อง เข้าแล้วก็กังวานไพเราะคล้ายกับเสียงดนตรีเครื่อง ๕ แม้กลิ่นดอกไม้ที่ท่านสอดแซมไว้บนผม ก็มีกลิ่น หอมหวนน่าชื่นใจ ฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ดุจไม้สวรรค์ ฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวนนั้น ทั้งได้เห็น รูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์. ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านจง บอกว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. ในบทเหล่านั้น บทว่า ปาริจฺฉตฺตเก โกวิฬาเร โยชนาแก้ว่า เทพธิดา ถือเอาดอกไม้สวรรค์อันมีชื่อว่าปาริฉัตตกะ ชาวโลกเรียกดอกไม้สวรรค์ว่า ปาริชาต แต่ในภาษามคธเรียกว่า ปาริฉัตตกะ ส่วน โกวิฬาโร เป็น กำเนิดของดอกไม้สวรรค์ ทั้งในมนุษยโลก ทั้งในเทวโลก เรียกว่า โกวิฬาร อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เป็นกำเนิดของดอกไม้สวรรค์นั้น. ก็ในเวลาที่เทพธิคำนั้นฟ้อน เสียงไพเราะเพราะพริ้งเปล่งออกจาก สรีระอันเป็นส่วนของอวัยวะ และจากเครื่องประดับ. แม้กลิ่นก็ซ่านออก ไปทั่วทุกทิศ. ด้วยเหตุนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวคำเป็นอาทิว่า ตสฺสา เต นจฺจมานาย เมื่อท่านกำลังฟ้อนรำอยู่. ในบทเหล่านั้น บทว่า สวนียา ได้แก่ ควรฟัง หรือเป็นประโยชน์
หน้า 328 ข้อ 38
แก่การฟัง. อธิบายว่า สบายหู. บทว่า วิวตฺตมานา กาเยน ได้แก่ กาย คือ สรีระของท่านไหวไปมา. บทว่า วิวตฺตมานา กาเยน นี้เป็น ตติยาวิภัตติลงในอิตถัมภูต (มี). บทว่า ยา เวณีสุ ปิลนฺธนา ได้แก่ เครื่องประดับที่ช้องผมของท่าน. พึงเห็นว่า ในบทนี้ ลบวิภัตติหรือเป็น ลิงควิปลาส. บทว่า วฏํสกา ได้แก่ พวงมาลัยคล้องเศียรเป็นช่อทำด้วยแก้ว. บทว่า วาตธุตา ได้แก่ ถูกลมอ่อนพัดมาต้องเข้า. บทว่า วาเตน สมฺปกมฺปิตา ได้แก่ ถูกลมพัดไปโดยรอบ ๆ โดยเฉพาะ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วฏํสกา วาตธุตา วาเตน สมฺปกมฺปิตา ได้แก่ พวกมาลัย คล้องเศียร ทั้งที่ไม่ถูกลม ทั้งที่ถูกลม ก็ยังไหวได้. ประกอบความว่า มาลัยประดับเศียรนั้น ฟังแล้วมีเสียงก้องกังวาน. บทว่า วาติ คนฺโธ ทิสา สพฺพา ได้แก่ กลิ่นของมาลัยทิพย์ บนเศียรของท่านนั้นฟุ้งไปทั่วทิศ. ถามว่า เหมือนอะไร. ตอบว่า เหมือน ไม้สวรรค์ ความว่า เหมือนไม้สวรรค์มีดอกบานสะพรั่ง มีกลิ่นแผ่ซ่าน ไปหลายโยชน์ ฟุ้งไปทั่วทิศฉันใด กลิ่นของมาลัยเครื่องประดับเศียรของ ท่านก็ฉันนั้น. นัยว่า ต้นไม้นั้นขึ้นอยู่ท่ามกลางบริเวณที่ทำอุโบสถของ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ที่เขาคันธมาทน์ มีดอกหอมทั้งในเทวโลก และมนุษยโลก ดอกไม้เหล่านั้นเกิดที่ปลายกิ่งของต้นไม้นั้น. ด้วยเหตุนั้น ไม้สวรรค์จึงมีกลิ่นหอมยิ่งนัก เหมือนกลิ่นของมาลัยที่เทพธิดานั้นประดับ. ฉะนั้น พระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า รุกฺโข มญฺชุสโก ยถา เหมือน ต้นไม้สวรรค์.
หน้า 329 ข้อ 38
ก็เพราะอารมณ์ทั้งหลายในที่นั้น แม้ทั้งหมดนั้นเป็นปิยรูปอย่างเดียว เพราะสวรรค์นั้นมีผัสสายตนะ ๖ ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงกล่าวว่า ฆายเส ตํ สุจิคนฺธํ รูปํ ปสฺสสิ อมานุสํ ความว่า ท่านสูดดมกลิ่นอัน หอมหวนนั้น ทั้งได้เห็นรูปทิพย์อันมิใช่ของมนุษย์ เพราะคันธรูป (กลิ่น หอม) อันเป็นของวิเศษที่เทพธิดานั้นได้. เทพธิดาจึงตอบด้วยคาถา ๒ คาถาว่า ดีฉันได้น้อมนำเอาดอกอโศกซึ่งมีเกสรงามเลื่อม ประภัสสรมีกลิ่นหอมฟุ้งไปบูชาพระพุทธเจ้า ครั้น ดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญแล้ว จึง ปราศจากความโศก ไม่มีโรค รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็น นิตย์. เทพธิดากล่าวว่า ปภสฺสรํ อจฺจิมนฺตํ เกสรงามเลื่อมประภัสสร เป็นต้น หมายถึงดอกอโศกเป็นดอกไม้สูงสุดดุจข่ายรัศมีดวงอาทิตย์ปรากฏ อยู่ในครั้งนั้น เพราะมีเกสรดอกไม้เกิดขึ้น คล้ายก้อนแก้วประพาฬที่ ขัดสีดีแล้ว. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาปาริฉัตตกวิมาน จบปาริฉัตตกวรรควรรณนาที่ ๓ มีอยู่ ๑๐ เรื่อง ในวิมานวัตถุ แห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 330 ข้อ 38
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อุฬารวิมาน ๒. อัจฉุวิมาน ๓. ปัลลังกวิมาน ๔. ลตาวิมาน ๕. คุตติลวิมาน ๖. ทัททัลลวิมาน ๗. เสสวดีวิมาน ๘. มัลลิกาวิมาน ๙. วิสาลักขิวิมาน ๑๐. ปาริฉัตตกวิมาน และอรรถกถา.
หน้า 331 ข้อ 39
มัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ๑. มัญชิฏฐกวิมาน ว่าด้วยมัญชิฏฐกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๓๙] ดูก่อนเทพธิดา ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมาน แก้วผลึก มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วย ดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก อัน บุญกรรมแต่งไว้ เข้าไปสู่ป่าสาละอันมีดอกบาน สะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละต้น ใด ๆ ต้นสาละนั้น ๆ ซึ่งเป็นไม้อุดมก็น้อมกิ่งโปรย ดอกลงมา ป่าสาละนั้นต้องลมแล้วโบกสะบัดไปมา เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ โชยกลิ่นหอมพุ่งไปทั่ว ทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอันหอมหวน นั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ดูก่อน เทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอก นี้เป็น ผลแห่งกรรมอะไร. เทพธิดาตอบว่า เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ใน มนุษยโลก เป็นทาสอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็น
หน้า 332 ข้อ 39
พระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรย ดอกสาละรอบอาสนะ และได้น้อมนำพวงมาลัยดอก สาละอันร้อยกรองอย่างดี ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือ ของตน ครั้นดีฉันได้ทำกุศลกรรม ที่พระพุทธเจ้า ทรงสรรเสริญแล้ว ก็สร่างโศกหมดโรคภัย สุขกาย สุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่เป็นนิจ. จบมัญชิฏฐกวิมาน
หน้า 333 ข้อ 39
มัญชิฏฐกวรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถามัญชิฏฐกวิมาน มัญชิฏฐกวิมาน มีคาถาว่า มญฺชิฏฺเก วิมานสฺมึ โสวณฺณ- วาลุกสนฺถเต เป็นต้น. วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงสาวัตถี. อุบาสกคนหนึ่งในกรุง สาวัตถีนั้นนิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้า จัดสร้างมณฑปแล้วบูชาสักการะ ถวายทานในมณฑปนั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วในวิมานติด ๆ กัน. สมัยนั้น หญิงรับใช้ประจำตระกูลคนหนึ่ง เห็นต้นสาละในสวนอันธวันออกดอก บานสะพรั่ง จึงเก็บดอกสาละในสวนนั้นมา เอาเถาไม้ร้อยเป็นมาลัยสวม คอ ทั้งเก็บดอกที่ขาวอย่างมุกดาและดอกงาม ๆ เป็นอันมากเข้าพระนคร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งเปล่งพระพุทธรังสีมีวรรณะ ๖ ประการ ในมณฑปนั้น เหมือนดวงอาทิตย์อ่อนทอแสงส่องเทือกภูเขายุคนธร ก็มี จิตเลื่อมใส เอาดอกไม้เหล่านั้นบูชา วางพวงมาลัยไว้รอบพระพุทธอาสน์ โปรยดอกไม้อีกจำนวนหนึ่ง ถวายบังคมโดยเคารพ ทำประทักษิณสาม ครั้งแล้วไป. ต่อมานางได้ตายไปเกิดในดาวดึงส์. ที่ดาวดึงส์นั้น นางมี วิมานแก้วผลึกแดง และข้างหน้าวิมานมีสวนสาละใหญ่ พื้นที่สวนลาด ทรายทอง. ยามที่นางออกจากวิมานเข้าสวนสาละ กิ่งสาละทั้งหลายโน้ม ลงโปรยดอกในเบื้องบน ท่านพระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหานางตามนัย ที่กล่าวแล้วในหนหลัง ถามถึงกรรมที่นางทำไว้ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 334 ข้อ 39
ดูก่อนเทพธิดา ท่านรื่นรมย์อยู่ในวิมานแก้ว- ผลึก มีพื้นดาดาษไปด้วยทรายทอง กึกก้องไปด้วย ดนตรีเครื่อง ๕ เมื่อท่านลงจากวิมานแก้วผลึก อัน บุญกรรมแต่งไว้เข้าไปสู่ป่าสาละ อันมีดอกบาน สะพรั่งตลอดกาลทั้งปวง ยืนอยู่ที่โคนต้นสาละต้น ใด ๆ ต้นสาละนั้น ๆ ซึ่งเป็นไม้อุดม ก็น้อมกิ่ง โปรยดอกลงมา ป่าสาละนั้นต้องลมแล้ว โบกสะบัด ไปมา เป็นที่อาศัยแห่งฝูงสกุณชาติ โชยกลิ่นหอม ฟุ้งไปทั่วทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ท่านสูดดมกลิ่นอัน หอมหวนนั้น ทั้งได้ชมรูปทิพย์ ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ดูก่อนเทพธิดา อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มญฺชิฏฺเก วิมานสฺมึ ได้แก่ ใน วิมานแก้วผลึกแดง. วิมานที่มีสีเหมือนพวงดอกย่างทรายและดอกยี่โถ ท่านเรียกว่า มัญชิฏฐกะ. บทว่า โสวณฺณวาลุกสนฺถเต ความว่า มีพื้น ลาดด้วยทรายทองเกลื่อนอยู่รอบ ๆ. บทว่า รมสิ สุปฺปเวทิเต ความว่า ย่อมรื่นรมย์ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ ที่บรรเลงอย่างไพเราะ. บทว่า นิมฺมิตา รตนามยา ความว่า จากวิมานรัตน์ที่ศิลปินผู้ ชำนาญสร้างไว้สำหรับท่าน. บทว่า โอคาหสิ แปลว่า เข้าไป. บทว่า สพฺพกาลิกํ ได้แก่ เป็นสุขทุกเวลา คือ สบายทุกฤดู หรือมีดอกบาน ทุกกาล.
หน้า 335 ข้อ 39
บทว่า วาเตริตํ ความว่า ถูกลมพัดกระโชกโดยอาการที่ดอก ร่วงพรู. บทว่า อาธุตํ ความว่า ถูกลมอ่อน ๆ โชยเบา ๆ. บทว่า ทิชเสวิตํ ความว่า มีฝูงนกยูงและนกดุเหว่าเป็นต้นเข้าอาศัย. พระเถระ ถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดานั้นได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษย- โลก เป็นทาสีอยู่ในตระกูลเจ้านาย ได้เห็นพระ- พุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ มีจิตเลื่อมใส ได้โปรยดอก สาละรอบอาสนะ. และได้น้อมนำพวงมาลัยดอกสาละ อันร้อยกรองอย่างดี ถวายพระพุทธเจ้าด้วยมือของ ตน ครั้นดีฉันทำกุศลกรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสรร- เสริญแล้ว ก็สร่างโศกหมดโรคภัย สุขกายสุขใจ รื่นเริงบันเทิงอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยฺยิรกุเล แปลว่า ในตระกูลเจ้านาย อธิบายว่า ในเรือนสามี. บทว่า อหุํ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า โอกิรึ ได้แก่ โปรยด้วยดอกไม้สีมุกดา. บทว่า อุปนาเมสึ ความว่า นำเข้าไปบูชา. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถามัญชิฏฐกวิมาน
หน้า 336 ข้อ 40
๒. ปภัสสรวิมาน ว่าด้วยปภัสสรวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๐] ดูก่อนเทพธิดาผู้งาม มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก นุ่งผ้าสีแดงงาม มีฤทธิ์มาก มีร่างกายงามลูบไล้ด้วย จุณจันทน์ ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่ อนึ่ง ท่าน นั่งบนบัลลังก์ใด ย่อมไพโรจน์ดังท้าวสักกเทวราชใน นันทนวโนทยาน บัลลังก์ของท่านั้นมีค่ามาก งาม วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ ดูก่อนเทพธิดาผู้เจริญ เมื่อ ชาติก่อน ท่านได้สร้างสมสุจริตอะไร ได้เสวย วิบากแห่งธรรมอะไร ในเทวโลก อาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. เทพธิดาตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันได้ถวายพวงมาลัยและ น้ำอ้อยแด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ดีฉันจึง ได้เสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก ข้าแต่ท่านผู้ เจริญ แต่ดีฉันยังมีความเดือดร้อนผิดพลาด เป็นทุกข์ เพราะดีฉันไม่ได้ฟังธรรม อันพระพุทธเจ้าผู้เป็น ธรรมราชาทรงแสดงแล้ว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะ เหตุนั้น ดีฉันจึงกราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่งเป็นผู้ ควรอนุเคราะห์ดีฉัน โปรดชักชวนผู้ที่ควรอนุเคราะห์
หน้า 337 ข้อ 40
นั้นด้วยธรรม ที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระธรรมราชา ทรงแสดงดีแล้ว ทวยเทพที่มีศรัทธาความเชื่อใน พระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระสังฆรัตนะ ก็รุ่งโรจน์ล้ำดีฉัน โดยอายุ ยศ สิริ ทวยเทพอื่น ๆ ก็ยิ่งยวดกว่า โดยอำนาจและวรรณะ มีฤทธิ์มาก กว่าดีฉัน. จบปภัสสรวิมาน อรรถกถาปภัสสรวิมาน ปภัสสรวิมาน มีคาถาว่า ปภสฺสรวรวณฺณนิเภ เป็นต้น. วิมาน นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่กรุงราชคฤห์. สมัยนั้น อุบาสกคน หนึ่งในกรุงราชคฤห์ ได้เลื่อมใสในพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นอย่างยิ่ง ธิดาของเขาคนหนึ่งมีศรัทธาปสาทะ นางมีความเคารพนับถือในพระเถระ มาก. อยู่มาวันหนึ่ง ท่านพะระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์เข้าไปยังตระกูลนั้น. นางเห็นพระเถระแล้วเกิดโสมนัส ปูลาด อาสนะ เมื่อพระเถระนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว นางบูชาด้วยมาลัยดอกมะลิ แล้วเอาน้ำอ้อยงบหวานอร่อยเกลี่ยลงในบาตรของพระเถระ พระเถระประ- สงค์จะอนุโมทนาจึงได้นั่ง. นางแจ้งให้ทราบเรื่องที่ฆราวาสไม่มีโอกาส (จะฟัง) เพราะมีกิจมาก กล่าวว่าดีฉันจักฟังธรรมในวันอื่น ไหว้พระ- เถระแล้วส่งไป. และในวันนั้นเอง นางตายไปบังเกิดในดาวดึงส์. ท่าน
หน้า 338 ข้อ 40
พระมหาโมคคัลลานะเข้าไปพบนาง ได้ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนเทพธิดาผู้งาม มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก นุ่งผ้าสีแดงงาม มีฤทธิ์มาก มีร่างกายงามลูบไล้ด้วย จุณจันทน์ ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมาอยู่ อนึ่ง ท่าน นั่งบนบัลลังก์ใด ย่อมไพโรจน์ ดังท้าวสักกเทวราช ในนันทนวโนทยานบัลลังก์ของท่านนั้นมีค่ามาก งาม วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ ดูก่อนเทพธิดาผู้เจริญ เมื่อ ชาติก่อน ท่านได้สร้างสมสุจริตอะไร ได้เสวยวิบาก แห่งกรรมอะไรในเทวโลก อาตมาถามแล้ว ขอท่าน โปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปภสฺสรวรวณฺณเนิเภ ความว่า ชื่อว่า นิภา เพราะอรรถว่า สว่าง คือ ส่องแสง. แสงสว่างคือ วัณณา ชื่อว่า วัณณนิภา. เทพธิดาชื่อว่า มีรัศมีงามผุดผ่องยิ่งนัก เพราะเธอ มีแสงสว่างคือวัณณะประภัสสร เพราะสว่างเหลือเกิน ประเสริฐคือสูงสุด ร้องเรียก [ คำอาลปนะ ]. บทว่า สุรตฺตวตฺถนิวาสเน แปลว่า นุ่งผ้า สีแดงงาม. บทว่า จนฺทนรุจิรคตฺเต ได้แก่ มีองค์งามเหมือนลูบไล้ด้วย จุณไม้จันทน์. อธิบายว่า ทุกส่วนแห่งเรือนร่างน่ารักน่าพึงใจ ดุจลูบไล้ ด้วยจันทน์ เทศหนา ๆ หรือมีร่างกายงดงาม เพราะลูบไล้ด้วยจุณไม้จันทน์. พระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดาได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 339 ข้อ 40
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันได้ถวายพวงมาลัยและ น้ำอ้อยแด่พระคุณเจ้าผู้เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ดีฉันจึง ได้เสวยผลแห่งกรรมนั้นในเทวโลก ข้าแต่ท่านผู้ เจริญ แต่ดีฉันยังมีความเดือดร้อน ผิดพลาด เป็น ทุกข์ เพราะดีฉันไม่ได้ฟังธรรม อันพระพุทธเจ้าผู้ เป็นธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุนั้น ดีฉันจึงมากราบเรียนพระคุณเจ้า ซึ่ง เป็นผู้ควรอนุเคราะห์ดีฉัน โปรดชักชวนผู้ที่ควร อนุเคราะห์นั้นด้วยธรรม ที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นพระ- ธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว ทวยเทพที่มีศรัทธาความ เชื่อในพระพุทธรัตนะ พระธรรมรัตนะ และพระ- สังฆรัตนะ ก็รุ่งโรจน์ล้ำดีฉัน โดยอายุ ยศ สิริ ทวยเทพอื่น ๆ ก็ยิ่งยวดกว่า โดยอำนาจและวรรณะ มีฤทธิ์มากกว่าดีฉัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลํ ได้แก่ ดอกมะลิ. บทว่า ผาณิตํ ได้แก่ น้ำอ้อยที่เอารสคือนำของอ้อยทำ. บทว่า อนุตาโป ได้แก่ ความร้อนใจ. เทพธิดากล่าวเหตุแห่ง ความร้อนใจว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แต่ดีฉันยังมีความเดือดร้อน ผิดพลาด เป็นทุกข์ ดังนี้. บัดนี้เทพธิดาแสดงเหตุโดยสรุปว่า ดีฉันนั้นไม่ได้ ฟังธรรม. ในกาลนั้น ดีฉันนั้นไม่ได้ฟังธรรมของท่านผู้ประสงค์จะแสดง. เช่นไร คือ ที่พระธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว. บทว่า สุเทสิตํ ธมฺมราเชน
หน้า 340 ข้อ 40
ความว่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว เพราะเป็นธรรมงามใน เบื้องต้นเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์โดยส่วนเดียว. บทว่า ตํ ความว่า เพราะเหตุนั้น คือเพราะเป็นธรรมที่พระ- พุทธเจ้าผู้เป็นธรรมราชาทรงแสดงดีแล้ว และเพราะการไม่ได้ฟังเป็นเหตุ แห่งความเดือดร้อนสำหรับคนเช่นพวกเรา. บทว่า ตํ ได้แก่ ตุวํ แปลว่า ท่าน อธิบายว่า แก่ท่าน. บทว่า ยสฺส ตัดบทเป็น โย อสฺส. บทว่า อนุกมฺปิโย แปลว่า ควรอนุเคราะห์. บทว่า โกจิ ได้แก่ คนใดคนหนึ่ง. บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมมีศีลเป็นต้น ปาฐะว่า ธมฺเมหิ ก็มี ความว่า ในศาสนธรรม. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต หรือเป็นวจนวิปลาส. บทว่า ตํ ได้แก่ บุคคลที่พึงอนุเคราะห์ บทว่า สุเทสิตํ ได้แก่ ที่ทรงแสดงแล้วด้วยดี. บทว่า เต มํ อติวิโรจนฺติ ความว่า เทพบุตรผู้เลื่อมใสในพระ- รัตนตรัยอย่างยิ่งเหล่านั้น ย่อมรุ่งโรจน์ล้ำดีฉัน. บทว่า ปตาเปน ได้แก่ ด้วยเดช คืออานุภาพ. บทว่า อญฺเ ได้แก่ เหล่าใดอื่น. บทว่า มยา เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ. เทพธิดาแสดงว่า ทวยเทพ ผู้มีวรรณะยิ่งกว่า และมีฤทธิ์มากกว่า [ ดีฉัน ]. ทวยเทพ เหล่านั้น ล้วนแต่เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระรัตนตรัยทั้งนั้น คำที่เหลือมีนัย ดังกล่าวนั้นนั่นแล. จบอรรถกถาปภัสสรวิมาน
หน้า 341 ข้อ 41
๓. นาควิมาน ว่าด้วยนาควิมาน พระวังคีสเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๑] ท่านประดับองค์แล้ว ขึ้นนั่งคชสารตัวประ- เสริฐ ซึ้งมีขนาดใหญ่ งามไปด้วยแก้วและทองวิจิตร ด้วยข่ายทอง ผูกสายรัดประคนเรียบร้อย เลื่อนลอย ในอากาศเวหามาในที่นี้ ที่งาทั้งสองของคชสารมี สระโบกขรณีที่เนรมิตไว้ มีน้ำใสสะอาดดาดาษไป ด้วยดอกปทุมบานสะพรั่ง ดอกปทุมทั้งหลาย มี หมู่เทพอัปสรนักดนตรีพากันมาขับร้องประสานเสียง และฟ้อนรำ ชวนให้เกิดความประทับ ดูก่อน เทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทิศ. เทพธิดานั้นตอบว่า ดีฉันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงพาราณสี ได้ ถวายผ้าคู่แด่พระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคลบาท แล้วนั่งอยู่ที่พื้นดิน ดีฉันปลื้มใจได้กระทำอัญชลี อนึ่ง พระพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณผุดผ่องดุจทองคำ
หน้า 342 ข้อ 41
ธรรมชาติ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจ และ ได้ทรงแสดงทุกขนิโรธ อันปัจจัยปรุงแต่งไม่ได้ และมรรคสัจแก่ดีฉัน โดยประการที่ดีฉันจักรู้แจ้งได้ ดีฉันเป็นคนมีอายุน้อย ทำกาละ (ตาย) จุติจาก ชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในชั้นไตรทศ ( ดาวดึงส์) เป็น ผู้เรืองยศ เป็นปชาบดีองค์หนึ่งของท้าวสักกะ นามว่า ยสุตตรา ปรากฏไปทุกทิศ. จบนาควิมาน อรรถกถานาควิมาน นาควิมาน มีคาถาว่า อลงฺกตา มณิกญฺจนาจิตํ เป็นต้น. นาควิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ อิสิปตนมฤคทายวัน กรุง- พาราณสี. สมัยนั้น อุบาสิกาชาวพาราณสีคนหนึ่งมีศรัทธาปสาทะ สมบูรณ์ ด้วยศีลและจรรยา นางให้ทอผ้าคู่ อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ซัก ย้อมดีแล้ว เข้าเฝ้าวางผ้าไว้แทบพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรด อนุเคราะห์ทรงรับผ้าคู่นี้ ซึ่งจะพึงเป็นประโยชน์ เป็นสุขตลอดกาลนาน แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับผ้าคู่นั้น ทรงเห็น อุปนิสัยสมบัติของนาง จึงทรงแสดงธรรม. จบเทศนา นางดำรงอยู่ใน โสดาปัตติผล ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณแล้วกลับบ้าน.
หน้า 343 ข้อ 41
ต่อมาไม่นานนัก นางตายไปเกิดในภพดาวดึงส์ ได้เป็นที่สนิทเสน่หาของ ท้าวสักกเทวราช มีนามว่า ยสุตตรา. ด้วยบุญญานุภาพของนาง ก็บังเกิด กุญชรชาติตัวประเสริฐ คลุมด้วยข่ายทอง ที่คอของกุญชรนั้นมีมณฑป แก้วมณี กลางมณฑปก็บังเกิดรัตนบัลลังก์ที่ตกแต่งไว้อย่างดี และที่งา ทั้งสองของกุญชรนั้น ปรากฏมีสระโบกขรณี ๒ สระ ดาดาษไปด้วย ดอกปทุมบานสะพรั่งน่ารื่นรมย์ ในดอกปทุมนั้น ๆ มีเทพธิดายืนอยู่ตาม กลีบปทุม ประโคมดนตรีเครื่อง ๕ และขับร้องกัน. พระศาสดาประทับที่กรุงพาราณสี ตามพระพุทธอัธยาศัย แล้ว เสด็จจาริกไปยังกรุงสาวัตถี. ครั้นเสด็จถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับแล้ว ได้ ยินว่า ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน อาราม ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี. ครั้งนั้น เทพธิดานั้นตรวจดู ทิพยสมบัติที่คนเสวยอยู่ ทบทวนถึงเหตุที่ได้เสวยทิพยสมบัติ ทราบว่า เหตุคือถวายผ้าคู่แด่พระศาสดา เกิดโสมนัส เลื่อมใสในพระผู้มีพระภาค- เจ้ามาก ประสงค์จะถวายบังคม ครั้นล่วงราตรีปฐมยาม นางนั่งเหนือคอ ช้างตัวประเสริฐ เหาะมาลงจากคอช้างนั้นแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่ ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง. ท่านพระวังคีสะ โดยพระพุทธานุญาติ ได้ถามนางด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ท่านประดับองค์แล้ว ขึ้นนั่งคชสารตัวประเสริฐ ซึ่งมีขนาดใหญ่ งามไปด้วยแก้วและทอง วิจิตร ด้วยข่ายทอง ผูกสายรัดประคนเรียบร้อย เลื่อนลอย ในอากาศเวหามาในที่นี้ ที่งาทั้งสองของคชสาร มี
หน้า 344 ข้อ 41
สระโบกขรณีที่เนรมิตไว้ มีน้ำใสสะอาด ดาดาษไป ด้วยดอกปทุมบานสะพรั่ง ดอกปทุมทั้งหลาย มีหมู่ เทพอัปสรนักดนตรีพากันมาขับร้องประสานเสียง และฟ้อนรำ ชวนให้เกิดความประทับใจ. ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ท่านบรรลุเทว- ฤทธิ์แล้ว ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา ได้แก่ ประดับประดาด้วย อาภรณ์ทุกอย่าง. บทว่า มณิกญฺจนาจิตํ ความว่า ประดับด้วยแก้วและ ทองซึ่งนับว่าเป็นทิพย์เหล่านั้น. บทว่า สุวณฺณชาลจิตํ ได้แก่ คลุมด้วย ข่ายทอง. บทว่า มหนฺตํ ได้แก่ไพบูลย์ [สูงใหญ่ ]. บทว่า สุกปฺปิตํ ความว่า ผูกสอดอย่างดีด้วยเครื่องผูกสอดสำหรับเดิน. บทว่า เวหาสยํ ได้แก่ เหนือหลังช้างกลางหาว. บทว่า อนฺตลิกฺเข ได้แก่ ในอากาศ. ปาฐะว่า อลงฺกตมณิกญฺจนาจิตํ ดังนี้ก็มี และในข้อนี้มีความย่อดัง ต่อไปนี้ ดูก่อนเทพธิดา ท่านประดับองค์ด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ขึ้นช้างตัวประเสริฐ คือช้างสูงสุดเป็นช้างขนาดใหญ่ คือใหญ่เหลือเกิน งามด้วยแก้วและทองที่ประดับแล้ว ระยับด้วยแก้วและทองซึ่งนับว่าเป็น ทิพย์อย่างยิ่ง โดยทำให้เป็นของที่ประดับอยู่แล้ว คอบคลุมด้วยข่ายทอง คือเครื่องประดับช้าง ต่างโดยเครื่องประดับกระพองเป็นต้น นั่งบนหลัง ช้างเหาะลงในที่นี้เข้ามาหาเรา.
หน้า 345 ข้อ 41
บทว่า นาคสฺส ทนฺเตสุ ทุเวสุ นิมฺมิตา ความว่า ที่งาทั้งสอง ของช้างนี้ ศิลปินผู้ชำนาญสร้างสระโบกขรณีไว้อย่างดีสองสระ เหมือน ของพระยาช้างเอราวัณ. บทว่า ตุริยคณา ได้แก่ หมู่เทพอัปสรนักดนตรี เครื่อง ๕ คือกลุ่มเทพอัปสรนักดนตรีเครื่อง ๕. บทว่า ปภิชฺชเร ความว่า แยกเสียงประสาน ๑๒ ประเภท เกจิอาจารย์กล่าวว่า ปวชฺชเร บ้าง อธิบายว่า บรรเลงหลายประการ. ถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เทพธิดา ก็กล่าวตอบ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดีฉันได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าที่กรุงพาราณสี ได้ ถวายผ้าคู่หนึ่งแด่พระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคล- บาท แล้วนั่งอยู่ที่พื้นดิน ดีฉันปลื้มใจได้กระทำ อัญชลี อนึ่ง พระพุทธเจ้ามีพระฉวีวรรณผุดผ่องดุจ ทองคำธรรมชาติ ได้ทรงแสดงทุกขสัจและสมุทัยสัจ และได้ทรงแสดงทุกขนิโรจสัจ อันปัจจัยปรุงแต่ง ไม่ได้ และมรรคสัจแก่ดีฉัน โดยประการที่ดีฉันจักรู้ แจ้งได้ ดีฉันเป็นคนมีอายุน้อย ทำกาละ [ ตาย ] จุติ จากชาตินั้นแล้ว ไปเกิดในชั้นไตรทศ [ ดาว- ดึงส์ ] เป็นผู้เรืองยศ เป็นปชาบดีองค์หนึ่งของท้าว- สักกะ นามว่า ยสุตตรา ปรากฏไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉมา แปลว่า ที่พื้นดิน. จริงอยู่ บท นี้เป็นปฐมาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. บทว่า วิตฺตา แปลว่า ยินดีแล้ว. บทว่า ยโต แปลว่า โดยประการใด คือ โดยพระศาสดา
หน้า 346 ข้อ 42
ทรงแสดงสามุกังสิกธรรมเทศนายกขึ้นแสดงเอง ( ไม่ต้องปรารภคำถาม เป็นต้นของผู้ฟัง ได้แก่เทศนาเรื่องอริยสัจ ). บทว่า วิชานิสฺสํ ความว่า จักแทงตลอดอริยสัจ ๔. บทว่า อปฺปายุกี ความว่า เป็นผู้มีอายุน้อย เพราะกรรมสิ้นสุด ดุจที่เกิดต่อเนื่องกันว่า เพราะทำบุญอันโอฬารเช่นนี้ ท่านจึงไม่ต้องดำรง อยู่อย่างนี้ในอัตภาพมนุษย์ที่มากไปด้วยความทุกข์นี้. บทว่า อญฺตรา ปชาปติ ความว่า เป็นปชาบดี องค์หนึ่ง บรรดาปชาบดีหมื่นหกพันองค์ [ของท้าวสักกะ]. บทว่า ทิสาสุ วิสฺสุตา ความว่า ปรากฏ คือ รู้จัก ทั่วไปในทิศทั้งปวง ในเทวโลกทั้งสอง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว นั่นแล. จบอรรถกถานาควิมาน ๔. อโลมวิมาน ว่าด้วยอโลมวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๒] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามเปล่ง รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ท่าน.
หน้า 347 ข้อ 42
ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ ถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรม ที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันอยู่ในกรุงพาราณสี มีจิตเลื่อมใส ได้ถวาย ขนมแห้ง แด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ด้วย มือของตน ขอพระคุณเจ้าโปรดดูผลของชิ้นขนมแห้ง อันหารสเค็มมิได้ ครั้นเห็นว่าถวายขนมแห้งไม่เค็ม แล้วได้ความสุข ใครเล่าจักไม่ทำบุญ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึง สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญใด ไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบอโลมวิมาน
หน้า 348 ข้อ 42
อรรถกถาอโลมวิมาน อโลมวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. อโลมวิมาน นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุง- พาราณสี เวลาเช้าทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและจีวรเสด็จเข้าไปบิณฑ- บาตยังกรุงพาราณสี. ในกรุงพาราณสีนั้น มีหญิงเข็ญใจคนหนึ่งชื่อ อโลมา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วเลื่อมใส ไม่เห็นสิ่งอื่นที่ควรถวาย นางคิดว่า ของที่ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เช่นนี้ ก็จักมีผลมากแก่ เรา จึงน้อมถวายขนมแห้งไม่เค็มมีผิวราน. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับ ขนมนั้น. นางได้ยึดทานนั้นเป็นอารมณ์ เสวยโสมนัสความดีใจ กาล ต่อมา นางตายบังเกิดในภพดาวดึงส์. ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามนางว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอัน นี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึง เกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาแม้นั้นได้ตอบปัญหาแก่พระเถระแล้ว. เพื่อจะแสดงข้อนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า
หน้า 349 ข้อ 42
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันอยู่ในกรุงพาราณสี มีจิตเลื่อมใส ได้ ถวายขนมแห้ง แด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์พระ- อาทิตย์ด้วยมือของตน ขอพระคุณเจ้าโปรดดูผลของ ชิ้นขนมแห้ง อันหารสเค็มมิได้ ครั้นเห็นว่าขนม แห้งไม่เค็มแล้วได้ความสุข ใครเล่าจักไม่ทำบุญ. เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันได้กระทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโลมํ สุขิตํ ทิสฺวา ความว่า เห็น ว่าถวายขนมแห้งแม้ชื่อ อโลมะ แล้วยังได้สุขโดยความสุขอันเป็นทิพย์ อย่างนี้. บทว่า โก ปุญฺํ น กริสฺสติ ความว่า ใครเล่าเมื่อหวัง ประโยชน์เกื้อกูลและความสุขสำหรับตน จักไม่กระทำบุญ. คำที่เหลือมี นัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอโลมวิมาน
หน้า 350 ข้อ 43
๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ว่าด้วยกัญชิกทายิกาวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๓] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามเปล่ง รัศมีสว่างไปทุกทิศ ดุจดาวประกายพรึก เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผล อันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง เกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาแห่งกรรม ที่มีผลอย่างนี้ว่า เมื่อชาติก่อน ดีฉันเกิดเป็นมนุษย์ ดีฉันมีใจ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ซื่อตรง ได้ถวายน้ำข้าวที่ ปรุงด้วยพุทรา อบด้วยน้ำมัน และผสมด้วยดีปลี กระเทียม และรากผักชี แด่พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่า- พันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ณ อันธกวินทนคร นารีผู้งาม ทั่วสรรพางค์ สามีมองไม่จืด ครองความเป็นมเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่ง การถวายน้ำข้าวนั้น ทองคำร้อยแท่ง ม้าร้อยตัว
หน้า 351 ข้อ 43
รถเทียมแม่ม้าอัสดรร้อยคัน สาวน้อยประดับตุ้มหู แก้วมณีแสนนาง ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการ ถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง ช้างตัวประเสริฐตระกูลเหมวตะ มีงาดุจงอนไถ มีสายรัดทองคำ มีที่อยู่อาศัยเป็น ทอง ( ถ้ำทอง ) ร้อยเชือก ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง ถึงแม้พระเจ้าจักร- พรรดิ ครองความเป็นใหญ่แห่งทวีปทั้ง ๔ ก็ยังไม่ เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง. จบกัญชิกทายิกาวิมาน อรรถกถากัญชิกทายิกาวิมาน กัญชิกทายิกาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. กัญชิกทายิกาวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประชวรโรคลมในพระนาภี จึงตรัส เรียกท่านพระอานนท์สั่งว่า อานนท์ เธอจงไปเที่ยวบิณฑบาต นำ น้ำข้าวมาเพื่อทำยาแก่เรา. ท่านพระอานนท์ทูลตอบรับพระพุทธดำรัสว่า พระพุทธเจ้าข้า. ถือบาตรที่ท้าวมหาราชถวาย ยืนอยู่ที่ประตูนิเวศน์ ของหมอผู้เป็นอุปัฏฐากของตน ภริยาของหมอเห็นท่าน ก็ออกไปต้อน- รับไหว้แล้วรับบาตรพลางถามพระเถระว่า ต้องการยาอะไร เจ้าข้า. เล่ากันว่า ภริยาของหมอนั้นเป็นคนมีปัญญา สังเกตรู้ว่า เมื่อจะประกอบ ยา พระเถระจึงมาที่นี้ มิใช่มาเพื่อภิกษา. และเมื่อพระเถระบอกว่า
หน้า 352 ข้อ 43
ต้องการน้ำข้าว นางคิดว่า นี้มิใช่ยาสำหรับพระผู้เป็นเจ้าของเรา บาตร นี้ก็เป็นบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยแท้ เอาละ เราจะจัดน้ำข้าวอัน เหมาะแก่พระโลกนาถ นางดีใจเกิดความนับถือมาก จึงปรุงยาคู ข้าวต้ม ด้วยพุทราและถั่วพูใส่เต็มบาตร และจัดโภชนะอย่างอื่นเป็นบริวารของ ยาคูนั้นส่งไปถวาย. พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยยาคูนั้นเท่านั้น อาพาธ นั้นก็สงบ ต่อมา นางตายไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติยิ่งใหญ่ บันเทิงอยู่. ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามเทพธิดานั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี สว่างไปทุกทิศ ดุจดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลนี้จึงสำเร็จ แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ท่าน. เป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ เทพธิดา แม้นั้นพยากรณ์ว่า ดีฉันมีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ผู้ซื่อตรงได้ถวายน้ำข้าวที่ปรุงด้วยพุทรา อบด้วยน้ำมัน และผสมด้วย ดีปลี กระเทียม และรากผักชี แด่ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ณ อันธก- วินทนคร. นารีผู้งามทั่วสรรพางค์ สามีมองไม่จืด
หน้า 353 ข้อ 43
ครองความเป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ยังไม่ เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวนั้น. ทองคำ ร้อยแห่ง ม้าร้อยตัว รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรร้อยคัน สาวน้อยประดับตุ้มหูแก้วมณีแสนนาง ก็ยังไม่เท่า เสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายนำข้าวครั้งหนึ่ง. ช้างตัว ประเสริฐตระกูลเหมวตะ มีงาดุจงอนไถ มีสายรัด ทองคำ มีที่อยู่อาศัยเป็นทอง [ ถ้ำทอง ] ร้อยเชือก ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าวครั้งหนึ่ง. ถึงแม้พระเจ้าจักรพรรดิ ครองความเป็นใหญ่แห่งทวีป ทั้ง ๔ ก็ยังไม่เท่าเสี้ยวที่ ๑๖ แห่งการถวายน้ำข้าว ครั้งหนึ่ง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทาสึ โกลสมฺปากํ กญฺชิกํ เตลธูปิตํ เทพธิดาแสดงว่า ดีฉันเอาน้ำพุทราและมะซางเติมน้ำสี่ส่วน เคี่ยวยาคู ข้าวต้มเหลือส่วนที่สี่ ปรุงด้วยของเผ็ดร้อนทั้งหลายมีของเผ็ดร้อน ๓ อย่าง ผักชีมหาหิงคุ์ยี่หร่าและกระเทียมเป็นต้น อบอย่างดีให้ข้าวยาคูนั้นจับกลิ่น พริกไทย แล้วเกลี่ยลงในบาตรของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ถวายเฉพาะ พระศาสดาด้วยจิตเลื่อมใส. ดีฉันวางไว้ในมือของพระเถระ. เพราะเหตุ นั้น เทพธิดาจึงกล่าวว่า ดีฉันมีใจเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าผู้ซื่อตรงได้ ถวายน้ำข้าวที่ผสมด้วยดีปลี กระเทียมและพริกไทย ดังนี้.
หน้า 354 ข้อ 44
คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น. เมื่อเทวดานั้นชี้แจงถึงกรรมสุจริตที่ตนสั่งสมไว้แล้ว ท่านพระมหา โมคคัลลานะก็แสดงธรรมแก่เธอพร้อมทั้งบริวารอย่างนี้แล้ว กลับมายัง มนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดขึ้นแห่งเรื่องทรงแสดงธรรม ในท่ามกลางบริษัท ๔. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน ดังนี้แล. จบอรรถกถากัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน ว่าด้วยวิหารวิมาน ท่านพระอนุรุทธะถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๔] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่าน ฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน กลิ่นทิพย์ที่ หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ส่วน เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย เครื่องประดับช้องผม ก็เปล่งเสียงกังวานฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕ มาลัยประดับศีรษะที่ต้องลม ถูกลมพัดไหว ก็ส่งเสียง ดังกังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัย บนศีรษะของท่าน ก็มีกลิ่นขโมยหวนยวนใจ หอมฟุ้ง
หน้า 355 ข้อ 44
ไปทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ดูก่อนเทพธิดา ท่าน สูดดมกลิ่นที่หอมหวน เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลของ กรรมอะไร. เทพธิดานั้นตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหา อุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สร้าง มหาวิหารถวายสงฆ์ ดีฉันเห็นมหาวิหารและการ บริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์ ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน เลื่อมใส ในบุญนั้นจึงอนุโมทนา ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่า ทัศนา ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง วิมานลอย ไปในเวหาเปล่งรัศมี ๑๒ โยชน์โดยรอบ ด้วยฤทธิ์ ของดีฉัน ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน อันบุญ กรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็น ส่วน ๆ เมื่อส่องแสง ก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดย รอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี มีหมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาด ด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพยพัด ก็ โชยกลิ่นระรื่นจรุงใจ มีรุกขชาตินานาชนิด คือ หว้า ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะทั้งหลาย เกิดเอง
หน้า 356 ข้อ 44
ภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก วิมานนี้กึกก้องไปด้วย นานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพนารีก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมี สว่างไสวไปทุกทิศ น่าอัศจรรย์จิตใจ น่าทัศนาเช่นนี้ บังเกิดเพราะกุศลกรรมของดีฉัน (ฉะนั้น) จึงควร แท้ที่สาธุชนจะทำบุญกันไว้. พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้นางบอกสถานที่ที่นางวิสาขาบังเกิด จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า ท่านได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุโมทนา อันบริสุทธิ์นั้นเอง ขอท่านจงบอกคติของนางวิสาขา ผู้ที่ได้ถวายทานนั้น นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน. เทพธิดานั้นตอบว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิสาขาอุบาสิกานั้น เป็นสหายของดีฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์ เธอ รู้แจ้งธรรมได้ถวายทาน เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดี เป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตนั้น วิบากแห่งกรรมของ นางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใคร ๆ ไม่ควรคิด ดีฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขา ที่พระคุณเจ้า ถามว่า นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน โดยถูกต้อง ดังนี้. ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดชักชวน แม้คน อื่น ๆ ว่า พวกท่านจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์เถิด
หน้า 357 ข้อ 44
และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม ลาภคือการได้ความเป็น มนุษย์ เป็นการได้แสนยาก พวกท่านก็ได้แล้ว พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดั่งพรหม มีพระฉวีวรรณ ดังทองคำ เป็นอธิบดีแห่งมรรคา ได้ทรงแสดงมรรคา ไรเล่าไว้ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ ซึ่ง เป็นเขตที่ทักษิณามีผลมาก บุคคลเหล่าใด ๘ จำพวก ๔ คู่ ที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นเป็นพระ- ทักขิไณยบุคคลเป็นสาวกของพระสุคต ทานที่ถวาย ในบุคคลเหล่านี้ มีผลมาก ท่านที่ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านที่ดำรงอยู่ในอริยผล ๔ นี้คือสงฆ์ เป็นผู้ ซื่อตรง มั่นคงอยู่ในปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้ง หลายผู้มุ่งบุญ บูชากระทำบุญอย่างยิ่ง ทานที่ถวายใน สงฆ์ย่อมมีผลมาก ด้วยว่า พระสงฆ์นี้เป็นเขตที่ กว้างใหญ่ คำนวณนับมิได้ เหมือนสาครมหาสมุทร นับจำนวนน้ำมิได้ ก็พระสงฆ์เหล่านี้ เป็นผู้ประเสริฐ สุด เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้ สร้างแสงสว่าง กล่าวสอนธรรม ชนเหล่าใดถวาย ทานอุทิศพระสงฆ์ ทานของชนเหล่านั้น เป็นอันถวาย ดีแล้ว เช่นสรวงดีแล้ว บูชาดีแล้ว ทักษิณานั้นถึง สงฆ์ ดำรงมั่น มีผลมาก พระผู้รู้โลกทรงสรรเสริญ แล้ว ชนเหล่าใดยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก หวนระลึก ถึงบุญเช่นนี้ได้ เกิดความรู้ พึงกำจัดมลทินคือความ
หน้า 358 ข้อ 44
ตระหนี่ พร้อมทั้งมูลราก ไม่ถูกเขาติเตียน ย่อมเข้า ถึงสัคคสถานแดนสวรรค์ ดังนี้. จบวิหารวิมาน จบภาณวารที่ ๒ อรรถกถาวิหารวิมาน วิหารวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. วิหาร วิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวัน กรุงสาวัตถี. สมัย นั้น มหาอุบาสิกาวิสาขาพร้อมด้วยเพื่อนหญิงและบริวารชน ต่างขะมัก เขม้นอาบน้ำแต่งตัว เพื่อจะเที่ยวอุทยานในวันรื่นเริงวันหนึ่ง นางบริโภค โภชนะอย่างดี ประดับมหาลดาประสาธน์แวดล้อมไปด้วยเพื่อนหญิงประ- มาณ ๕๐๐ คน ออกจากเรือนด้วยอิสริยะอันยิ่งใหญ่ ด้วยการกำหนด การที่ยิ่งใหญ่ กำลังเดินตรงไปยังอุทยาน คิดว่า ประโยชน์อะไรของเรา ด้วยการเล่นที่เปล่าประโยชน์ เหมือนเด็กหญิงโง่ ๆ เอาละ เราจักไป วิหาร ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าและไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลายที่น่า เจริญใจ และจักฟังธรรม ถึงวิหารแล้วหยุดในที่สมควรแห่งหนึ่ง เปลื้อง มหาลดาประสาธน์มอบไว้ในมือของหญิงรับใช้ ถวายบังคมพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้วนั่ง ณ ที่สมควรแห่งหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม แก่วิสาขามหาอุบาสิกานั้น.
หน้า 359 ข้อ 44
นางฟังธรรมถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทำประทักษิณ และ ไหว้ภิกษุทั้งหลายที่น่าเจริญใจ ออกจากวิหารไปได้หน่อยหนึ่ง กล่าวกะ หญิงรับใช้ว่า เอาละแม่สาวใช้ ฉันจักประดับเครื่องประดับ. หญิงรับใช้ นั้นห่อเครื่องประดับวางไว้ในวิหารแล้วเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ลืมของไว้ เมื่อ ประสงค์จะกลับนึกขึ้นได้จึงพูดว่า ดิฉันลืมของไว้เจ้าค่ะ หยุดก่อน นายท่าน ดีฉันจักไปนำมา. นางวิสาขากล่าวว่า นี่เจ้า ถ้าเจ้าลืมเครื่อง ประดับนั้นไว้ในวิหาร ฉันจักบริจาคเครื่องประดับเพื่อสร้างวิหารนั้นนั่น แหละ นางไปวิหารเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถวายบังคมแล้วแจ้งความ ประสงค์ของตน กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักสร้าง- วิหาร ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดอนุเคราะห์รับไว้เถิด พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงรับโดยดุษณีภาพ. นางวิสาขาสละเครื่องประดับนั้น ซึ่งมีราคาถึงเก้าโกฏิเจ็ดพันเหรียญ สร้างปราสาทหลังใหญ่สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า และ เป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์ ประดับด้วยห้องหนึ่งพันห้อง คือชั้นล่างห้าร้อย ห้อง ชั้นบนห้าร้อยห้อง เช่นเสมือนเทพวิมานมีภูมิพื้นดุจคลังแก้วมณี มีส่วนของเรือนเป็นต้นว่า ฝา เสา ขื่อ จันทัน ช่อฟ้า บานประตู หน้าต่างและบันได ที่ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระผู้ควบคุมการก่อสร้าง จัดไว้อย่างดี น่าจับใจ งานไม้ที่น่ารื่นรมย์ก็ตกแต่งสำเร็จเป็นอย่างดี งานปูนก็พิถีพิถันทำอย่างดีน่าปลื้มใจ วิจิตรไปด้วยจิตรกรรมมีมาลากรรม ลายดอกไม้ และลดากรรมลายเถาไม้เป็นต้นที่ประดับตกแต่งไว้อย่างงดงาม และสร้างปราสาทห้องรโหฐานหนึ่งพันปราสาทเป็นบริวารของปราสาท ใหญ่นั้น และสร้างกุฎีมณฑป และที่จงกรมเป็นต้นเป็นบริวารของปราสาท
หน้า 360 ข้อ 44
เหล่านั้น ใช้เวลา ๙ เดือนจึงสร้างวิหารเสร็จ เมื่อวิหารสำเร็จเรียบร้อย แล้ว นางวิสาขาใช้เงินฉลองวิหารถึงเก้าโกฏิเหรียญ นางพร้อมด้วยหญิง สหายประมาณ ๕๐๐ คนขึ้นปราสาท ได้เห็นสมบัติของปราสาทนั้น ดีใจ กล่าวกะพวกเพื่อนหญิงว่า เมื่อฉันสร้างปราสาทหลังนี้งามถึงเพียงนี้ ขอ เธอทั้งหลายจงอนุโมทนาบุญที่ฉันขวนขวายนั้น ฉันขอให้ส่วนบุญแก่พวก เธอ. เพื่อนหญิงทั้งหมดมีใจเลื่อมใสต่างอนุโมทนาว่า อโห สาธุ อโห สาธุ ดีจริง ๆ ดีจริง ๆ. บรรดาเพื่อนหญิงเหล่านั้น เพื่อนอุบาสิกาคนหนึ่งได้ใส่ใจถึงการ แผ่ส่วนบุญให้นั้นเป็นพิเศษ ต่อมาไม่นาน นางได้ตายไปบังเกิดในภพ ดาวดึงส์ ด้วยบุญญานุภาพของนางได้ปรากฏวิมานหลังใหญ่ ยาวกว้าง และสูงสิบหกโยชน์ ประดับประดาด้วยห้องรโหฐาน กำแพงอุทยาน และสระโบกขรณีเป็นต้นมิใช่น้อย ล่องลอยอยู่ในอากาศ แผ่รัศมีของตน ไปได้ร้อยโยชน์ อัปสรนั้น เมื่อจะเดินก็เดินไปพร้อมกับวิมาน สำหรับ มหาอุบาสิกาวิสาขา เพราะมีจาคะไพบูลและมีศรัทธาสมบูรณ์จึงบังเกิดใน สวรรค์ชั้นนิมมานรดี ได้ดำรงตำแหน่งอัครมเหสีของท้าวสุนิมมิตเทวราช ครั้งนั้น ท่านพระอนุรุทธะเที่ยวจาริกไปเทวโลก เห็นเพื่อนหญิงของนาง วิสาขานั้นเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เมื่อท่าน ฟ้อนรำอยู่ เสียงอันเป็นทิพย์ น่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุกส่วน กลิ่นทิพย์ที่
หน้า 361 ข้อ 44
หอมหวนยวนใจ ก็ฟุ้งออกจากอวัยวะน้อยใหญ่ทุก ส่วน เมื่อท่านเคลื่อนไหวกาย เครื่องประดับช้องผม ก็เปล่งเสียงกังวานน่าฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่อง ๕ มาลัยประดับศีรษะที่ช้องผมถูกลมพัดไหว ก็ส่งเสียง กังวานไพเราะดุจดนตรีเครื่อง ๕ แม้พวงมาลัยบน ศีรษะของท่าน ก็มีกลิ่นหอมหวนยวนใจ หอมฟุ้งไป ทุกทิศ ดุจต้นอุโลกฉะนั้น ดูก่อนเทพธิดา ท่าน สูดดมกลิ่นที่หอมหวน เห็นรูปทิพย์ซึ่งมิใช่ของมนุษย์ ท่านถูกอาตมาถามแล้วโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลของ กรรมอะไร. แม้เทพธิดานั้นก็ได้พยากรณ์แก่พระอนุรุทธเถระอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางวิสาขามหา- อุบาสิกาสหายของดีฉันอยู่ในกรุงสาวัตถี ได้สร้าง มหาวิหารถวายสงฆ์ ดีฉันเห็นมหาวิหารและการ บริจาคทรัพย์อุทิศสงฆ์ ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน เลื่อมใส ในบุญนั้นจึงอนุโมทนา ดีฉันได้วิมานที่อัศจรรย์น่า ทัศนา ด้วยอนุโมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง วิมานลอย ไปในเวหาเปล่งรัศมี ๒ โยชน์ โดยรอบด้วยฤทธิ์ ของดีฉัน ห้องรโหฐานที่อยู่อาศัยของดีฉัน อันบุญ กรรมจัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็น
หน้า 362 ข้อ 44
ส่วน ๆ เมื่อส่องแสงก็ส่องสว่างไปร้อยโยชน์โดย รอบทิศ อนึ่ง ที่วิมานของดีฉันนั้น มีสระโบกขรณี ที่หมู่มัจฉาชาติอยู่อาศัยประจำ มีน้ำใสสะอาดปูลาด ด้วยทรายทอง ดาดาษไปด้วยปทุมบัวหลวงหลากชนิด อันบุณฑริกบัวขาวรายล้อมไว้รอบ ยามลมรำเพย พัดก็โชยกลิ่นหอมระรื่น จรุงใจ มีรุกขชาตินานา- ชนิด คือ หว้า ขนุน ตาล มะพร้าว และวนะ ทั้งหลาย เกิดเองภายในนิเวศน์ มิได้มีใครปลูก วิมานนี้กึกก้องรูปด้วยนานาดนตรี เหล่าอัปสรเทพ- นารี ก็ส่งเสียงเจื้อยแจ้ว แม้นรชนที่ฝันเห็นแล้ว ก็จะพึงปลื้มใจ วิมานมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ น่า อัศจรรย์จิต น่าทัศนาเช่นนี้ บังเกิดเพราะกุศลกรรม ของดีฉัน ( ฉะนั้น ) จึงควรแท้ที่สาธุชนจะทำบุญ กันไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาวตฺถิยํ มยฺหํ สขี ภทนฺเต สงฺฆสฺส กาเรสิ มหาวิหารํ ความว่า ข้าแต่ท่านพระอนุรุทธะ มหา- อุบาสิกาวิสาขา เพื่อนคือสหายของดีฉันผู้นี้แหละ ได้สร้างวิหารใหญ่ นามว่า บุพพาราม ด้านทิศตะวันออก แห่งกรุงสาวัตถี ด้วยการบริจาค ทรัพย์เก้าโกฏิเหรียญ อุทิศภิกษุสงฆ์ทั้งสี่ทิศที่พากันมา. บทว่า ตตฺถ ปสนฺนา อหมานุโมทึ ความว่า เมื่อสร้างวิหาร นั้นสำเร็จเรียบร้อยแล้ว กำลังมอบถวายแด่สงฆ์อยู่ และนางทำปัตติทาน
หน้า 363 ข้อ 44
ให้ส่วนบุญ ดีฉันเลื่อมใสว่า โอ ! เขาบริจาคสมฐานะจริง ๆ และเกิด ปสาทะในพระรัตนตรัยและผลแห่งกรรม จึงได้อนุโมทนา. เพื่อแสดง ว่าการอนุโมทนาของนางโอฬารยิ่งใหญ่ เพราะอำนาจวัตถุ เทพธิดาจึง กล่าวว่า ทิสฺวา อคารญฺจ ปิยญฺจ เมตํ ดังนี้ ประกอบความว่า ดีฉัน เห็นอาคารนั้นคือปราสาทใหญ่ มีห้องหนึ่งพันห้องน่ารื่นรมย์เหลือเกิน คล้ายเทพวิมาน และเห็นการบริจาคทรัพย์มากเช่นนั้น อุทิศภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข ซึ่งเป็นที่รักของดีฉัน จึงอนุโมทนา. บทว่า ตาเยว เม สุทฺธนุโมทนาย ความว่า ด้วยอนุโมทนา อันบริสุทธิ์ สิ้นเชิง เพราะไม่มีการบริจาคไทยธรรมดังกล่าวแล้ว. บทว่า ลทฺธํ วิมานพฺภูตทสฺสเนยฺยํ ความว่า วิมานนี้ ชื่อว่า อัศจรรย์เพราะ ไม่เคยมีวิมานเช่นนี้มาก่อน และชื่อว่า น่าทัศนา เพราะน่าเจริญใจรอบ ด้าน และเพราะน่ารักเหลือเกิน ดีฉันก็ได้แล้ว คือประสบแล้ว. ครั้น แสดงว่าวิมานนั้นสวยงามอย่างนี้แล้ว บัดนี้ถึงจะแสดงว่าวิมานนั้นใหญ่ โดยขนาด ใหญ่โดยอำนาจ และใหญ่โดยเป็นของใช้ เทพธิดาจึงกล่าว คำเป็นต้นว่า สมนฺตโต โสฬสโยชนานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา มม ความว่า ด้วยบุญฤทธิ์ของดีฉัน. บทว่า โปกฺขรญฺโ แปลว่า สระโบกขรณี. บทว่า ปุถุโลม- นิเสวิตา แปลว่า มัจฉาทิพย์ทั้งหลายเข้าอยู่อาศัย. บทว่า นานาปทุมสญฺฉนฺนา ความว่า ปกคลุมด้วยปทุมแดงและ บัวแดงหลากอย่างต่างโดยชนิดร้อยกลีบและพันกลีบเป็นต้น. บทว่า ปุณฺฑรีกสโมตตา ความว่า มีบัวขาวชนิดต่าง ๆ รายล้อมโดยรอบ ประกอบความว่า รุกขชาตินานาชนิด ที่มิได้มีใครปลูก โชยกลิ่นหอม
หน้า 364 ข้อ 44
ตลบอบอวล. บทว่า โสปิ ได้แก่ ผู้นั้น คือคนแม้ที่ฝันเห็น. บทว่า วิตฺโต แปลว่า ยินดีแล้ว. บทว่า สพฺพโส ปภํ ความว่า ส่องสว่างอยู่โดยรอบ. บทว่า กมฺเม แปลว่า ในเพราะกรรม. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า กมฺเมหิ เพราะอปราปรเจตนาที่เกิดขึ้นดีมาก. บทว่า อลํ แปลว่า ควร. บทว่า กาตเว แปลว่า เพื่อทำ. บัดนี้ พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้นางบอกสถานที่ ที่นางวิสาขา บังเกิด จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า ท่านได้วิมานที่อัศจรรย์น่าทัศนา ด้วยอนุ- โมทนาอันบริสุทธิ์นั้นเอง ขอท่านจงบอกคติของนาง วิสาขา ผู้ที่ได้ถวายทานนั้น นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา เจว สา ทานมทาสิ นารี ความว่า ท่านได้เฉพาะสมบัติเช่นนี้ ด้วยอนุโมทนาทานใด พระเถระ กล่าวทานนั้นหมายถึงมหาอุบาสิกาวิสาขาว่า ยา เจว สา นารี อทาสิ ดังนี้. พระอนุรุทธเถระประสงค์จะให้เทพธิดานั่นแหละบอกถึงสมบัติของ นางวิสาขา จึงได้กล่าวว่า ตสฺสา คตึ พฺรูหิ กุหึ อุปฺปนฺนา สา ดังนี้. บทว่า ตสฺสา คตึ ได้แก่ การบังเกิดของนางวิสาขานั้นคือเทวคติ. บัดนี้ เมื่อเทพธิดาจะแสดงเนื้อความที่พระเถระนั้นถาม จึงได้ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิสาขามหาอุบาสิกา นั้นเป็นสหายของดีฉัน ได้สร้างมหาวิหารถวายสงฆ์
หน้า 365 ข้อ 44
เธอรู้แจ้งธรรม ได้ถวายทานเกิดในสวรรค์ชั้นนิม- มานรดี เป็นปชาบดีของท้าวสุนิมมิตนั้น วิบากแห่ง กรรมของนางวิสาขามหาอุบาสิกานั้น อันใคร ๆ ไม่ ควรคิด ดีฉันได้พยากรณ์ที่เกิดของนางวิสาขาที่ พระคุณเจ้าถามว่า นางวิสาขานั้นเกิดที่ไหน โดย ถูกต้อง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิญฺาตธมฺมา ได้แก่ รู้แจ้งศาสน- ธรรม อธิบายว่า เป็นผู้แทงตลอดธรรม คืออริยสัจ ๔. บทว่า สุนิมฺมิตสฺส ได้แก่ ของท้าวสุนิมมิตเทวราช. บทว่า อจินฺติโย กมฺมวิปาก ตสฺสา เป็นนิทเทสชี้แจงที่ลบวิภัตติ. ความว่า วิบากแห่งกรรมของเพื่อนหญิงของดีฉันผู้เกิดในสวรรค์ชั้นนิมมานรดีนั้น เป็นวิบากแห่งบุญกรรม คือเป็นทิพยสมบัติอันใคร ๆ ไม่พึงคิด คือ ประมาณไม่ได้. บทว่า อนญฺถา ได้แก่ ไม่ผิด คือตามเป็นจริง. ถามว่า ก็นางเทพธิดานี้รู้ถึงสมบัติของนางวิสาขาได้อย่างไร. ตอบว่า แม้วิสาขาเทพธิดาก็ไปหาเทพธิดาองค์นั้น เหมือนเทพธิดานางสุภัททาไป หานางภัททา. บัดนี้ เทพธิดาเมื่อจะแนะพระเถระให้ช่วยชักชวนคนอื่น ๆ ถวายทาน จึงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ถ้าอย่างนั้น ขอพระคุณเจ้าโปรดชักชวน แม้ คนอื่น ๆ ว่า พวกท่านจงปลื้มใจถวายทานแด่สงฆ์ เถิด และจงมีใจเลื่อมใสฟังธรรม ลาภคือการได้ ความเป็นมนุษย์เป็นการได้แสนยาก พวกท่านก็ได้
หน้า 366 ข้อ 44
แล้ว พระพุทธเจ้ามีพระสุรเสียงดังพรหม มีพระ- ฉวีวรรณดังทองคำ เป็นอธิบดีแห่งบรรดา ได้ทรง แสดงมรรคาไรเล่าไว้ ท่านทั้งหลายจงปลื้มใจถวาย ทานแด่สงฆ์ ซึ่งเป็นเขตที่ทักษิณามีผลมาก บุคคล เหล่าใด ๘ จำพวก ๔ คู่ ที่ท่านผู้รู้สรรเสริญแล้ว บุคคลเหล่านั้นเห็นพระทักขิไณยบุคคลเป็นสาวกของ พระสุคต ทานที่ถวายในบุคคลเหล่านี้ มีผลมาก ท่านที่ปฏิบัติอริยมรรค ๔ และท่านที่ดำรงอยู่ใน อริยผล ๔ นั้น คือสงฆ์ เป็นผู้ซื่อตรง มั่นคงอยู่ใน ปัญญาและศีล เมื่อมนุษย์ทั้งหลายผู้มุ่งบุญบูชา กระทำบุญอย่างยิ่ง ทานที่ถวายในสงฆ์ย่อมมีผลมาก ด้วยว่า พระสงฆ์นี้เป็นเขตที่กว้างใหญ่ คำนวณนับ มิได้เหมือนสาครมหาสมุทร นับจำนวนน้ำมิได้ ก็ พระสงฆ์เหล่านี้เป็นผู้ประเสริฐสุด เป็นสาวกของ พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียร เป็นผู้สร้างแสงสว่าง กล่าวสอนธรรม ชนเหล่าใดถวายทานอุทิศพระสงฆ์ ทานของชนเหล่านั้นเป็นอันถวายดีแล้ว เช่นสรวง ดีแล้ว บูชาดีแล้ว ทักษิณานั้น ถึงสงฆ์ดำรงมั่น มี ผลมาก พระผู้รู้โลกทรงสรรเสริญแล้ว ชนเหล่าใด ยังท่องเที่ยวอยู่ในโลก หวนระลึกถึงบุญเช่นนี้ได้
หน้า 367 ข้อ 44
เกิดความรู้ พึงคำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมทั้ง มูลราก ไม่ถูกเขาติเตียน ย่อมเข้าถึงสัคคสถานแดน สวรรค์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตนหญฺเปิ ตัดบทเป็น เตนหิ อญฺเปิ และบทว่า เตน ได้แก่ ด้วยเหตุนั้น. บทว่า หิ เป็นเพียง นิบาต. เทพธิดากล่าวว่า สมาทเปถ แล้วกล่าวคำเป็นต้นว่า สงฺฆสฺส ทานานิ ททาถ ดังนี้ เพื่อแสดงอาการชักชวน. เทพธิดากล่าวว่า สุทุลฺลโภ ลทฺโธ มนุสฺสลาโภ ดังนี้ หมายเอาความเป็นมนุษย์ซึ่งเว้น จากอขณะ ๘ อย่าง. ในข้อนั้น อขณะ ๘ ได้แก่ อบายส่วนอรูป ๓ อสัญญีสัตว์ ๑ ปัจจันตประเทศ ๑ อินทรีย์บกพร่อง ๑ ความเป็น นิยตมิจฉาทิฏฐิ ๑ ความไม่ปรากฏพระพุทธเจ้า ๑. บทว่า ยํ มคฺคํ ได้แก่ ทานใด ที่กระทำในเขตอันพิเศษ ทำ ทานนั้นให้เป็นทางไปสู่สุคติ เพราะให้ถึงสุคติโดยส่วนเดียว ให้เป็น อธิบดีแห่งทาง เพราะเป็นทางประเสริฐเหลือเกิน กว่าทางอบาย และ กว่าทางเดินเท้าเป็นต้น ความจริง แม้ทาน ท่านก็เรียกว่า ทางไป เทวโลก เหมือนศรัทธาและหิริ เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ไว้ว่า ศรัทธา หิริ และกุศลทาน ธรรมเหล่านี้ไป ตามสัตบุรุษ สัตบุรุษกล่าวธรรมนี้แหละว่าเป็นทาง ทิพย์ เพราะสัตว์ย่อมไปเทวโลกด้วยทางทิพย์นี้.
หน้า 368 ข้อ 44
ปาฐะว่า มคฺคาธิปติ ดังนี้ก็มี. พึงเห็นเนื้อความของปาฐะนั้นว่า พระศาสดาทรงเป็นอธิบดีของโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วยอริยมรรค. เทพ- ธิดาเมื่อจะประกอบชนไว้ในการจำแนกทานในทักขิไณยบุคคลอีก จึง กล่าวด้วยคำเป็นต้นว่า สงฺฆสฺส ทานานิ ททาถ ดังนี้. บัดนี้ เมื่อจะแสดงอริยสงฆ์ผู้เป็นทักขิไณยบุคคลนั้นโดยย่อ เทพธิดา จึงกล่าวคาถาว่า เย ปุคฺคลา อฏฺ สตํ ปสตฺถา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เป็นนิทเทสชี้แจงโดยไม่แน่นอน. บทว่า ปุคฺคลา ได้แก่ สัตว์. บทว่า อฏฺ เป็นการกำหนดจำนวนพระ- อริยบุคคลเหล่านั้น ด้วยว่า พระอริยบุคคลเหล่านั้นมี ๘ คือ ผู้ตั้งอยู่ใน มรรค ๔ และผู้ตั้งอยู่ในผล ๔. บทว่า สตํ ปสตฺถา ความว่า อันสัตบุรุษทั้งหลาย คือ พระ- พุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระสาวก และเทวดาและมนุษย์อื่น ๆ สรรเสริญแล้ว เพราะเหตุไร ? เพราะประกอบด้วยคุณมีศีลที่เป็นสหชาต เกิดพร้อมกันเป็นต้น ความจริง คุณทั้งหลายมีศีลและสมาธิที่เกิดพร้อมกัน เป็นต้น ของพระอริยบุคคลเหล่านั้น เหมือนสีและกลิ่นที่เกิดพร้อมกัน เป็นต้น ของดอกไม้ทั้งหลายมีดอกจำปาและดอกพิกุลเป็นต้น ด้วย เหตุนั้น คุณเหล่านั้นจึงเป็นคุณที่รักที่ชอบใจและเป็นที่สรรเสริญของสัตบุรุษ ทั้งหลาย เหมือนดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นเป็นต้น เป็นที่รักที่ชอบ ใจของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เย ปุคฺคลา อฏฺ สตํ ปสตฺถา ดังนี้. อนึ่ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น โดยสังเขปมี ๔ คู่ คือ พระอริย-
หน้า 369 ข้อ 44
บุคคลผู้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติมรรค พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผล รวมเป็น คู่ ๑ จนถึงพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในอรหัตมรรค พระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ ในผล รวมเป็นคู่ ๑ ด้วยประการฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า จตฺตาริ เอตานิ ยุคานิ โหนฺติ เต ทกฺขิเณยฺยา ดังนี้. บทว่า เต เป็นบทแสดงกำหนดแน่นอนถึงพระอริยบุคคลที่ยกขึ้น แสดงไว้ไม่แน่นอนทีแรก จริงอยู่ พระอริยบุคคลเหล่านั้นทั้งหมด ย่อม ควรทักษิณา กล่าวคือไทยธรรมที่บุคคลเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมพึง ถวาย ดังนั้น จึงชื่อว่า ทักขิเณยยะ ผู้ควรทักษิณา เพราะทำทานให้สำเร็จ เป็นทานมีผลมาก เพราะประกอบด้วยคุณวิเศษ [คุณาติเรกสัมปทา]. บทว่า สุคตสฺส สาวกา ความว่า ชื่อว่า สาวก เพราะฟังธรรมนั้นของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเกิดโดยอริยชาติ เมื่อฟังธรรมจบ. บทว่า เอเตสุ ทินฺนานิ มหปฺผลานิ ความว่า ทานทั้งหลายแม้ น้อย ที่ถวายสาวกของพระสุคตเหล่านี้ ก็ชื่อว่ามีผลมาก เพราะทักษิณา บริสุทธิ์โดยปฏิคาหก เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย หมู่ก็ตาม คณะก็ตาม มีประมาณเพียงใด หมู่สาวกของตถาคต เรากล่าวว่าเป็นยอดของหมู่คณะเหล่านั้น ดังนี้เป็นต้น. บทว่า จตฺตาโร ปฏิปนฺนา เป็นต้น มีเนื้อความดังกล่าวมาแล้ว ในหนหลัง. บทที่เหลือก็มีนัยดังกล่าวแล้วเหมือนกันแล. ส่วนในที่นี้ ท่านพระอนุรุทธะกลับมนุษยโลกแล้ว ได้กราบทูล เนื้อความที่ตนและเทพธิดาพูดกัน ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าได้ทรงทำเนื้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดง
หน้า 370 ข้อ 45
ธรรมแก่บริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่ มหาชน ดังนี้แล. จบอรรถกถาวิหารวิมาน ๗. จตุริตถีวิมาน ว่าด้วยจตุริตถีวิมาน เทพธิดาองค์ที่ ๑ พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๕] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่งรัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ ถาม ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมีรัศมี สว่างไสวไปทุกทิศ. เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำมือหนึ่ง แด่ ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บน
หน้า 371 ข้อ 45
เนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วย บุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอัน นี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาองค์ที่ ๒ ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่ง รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันได้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุผู้ เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาองค์ที่ ๓ ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่ง รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ
หน้า 372 ข้อ 45
บุญอะไร. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่ง ซึ่งมีราก ขาวกลีบเขียว เกิดในสระน้ำแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาต ในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดีน่า รื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี วรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะ บุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาองค์ที่ ๔ ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ฯ ล ฯ เปล่ง รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ดีฉันชื่อสุมนา เจ้าค่ะ มีจิตงาม ได้ถวายดอก มะลิตูม มีสีดังงาช้างแก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตในนคร ปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดีน่ารื่นรมย์ ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้
หน้า 373 ข้อ 45
ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบจตุริตถีวิมาน อรรถกถาจตุริตถีวิมาน จตุริตถีวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น จตุริตถี วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี ท่านพระมหา- โมคคัลลานะเมื่อจาริกไปเทวโลก ได้ไปถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านเห็น เทพธิดา ๔ องค์ มีอัปสรเป็นบริวารองค์ละหนึ่งพัน เสวยทิพยสมบัติอยู่ ในวิมาณ ๔ หลัง ซึ่งตั้งเรียงกันอยู่ในดาวดึงส์นั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่ เทพธิดาเหล่านั้นทำไว้ในปางก่อน จึงถามตามลำดับ [ เรียงตัว ] ด้วย คาถาเหล่านี้ว่า ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมีสว่าง ไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำ เร็จแก่ท่าน โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และมี รัศมีสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 374 ข้อ 45
เทพธิดาแม้นั้นได้พยากรณ์ เรียงตัวต่อจากคำถามของพระเถระนั้น เพื่อจะแสดงความนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถานี้ว่า เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้. เล่ากันว่า ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เทพธิดาเหล่า นั้นเกิดในครอบครัวผู้มีอันจะกินในนครปัณณกตะ ในรัฐซึ่งมีชื่อว่าเอสิกะ ครั้นเจริญวัยแล้ว ไปมีสามีอยู่ร่วมพร้อมเพรียงกันในนครนั้นนั่นแหละ บรรดานางเหล่านั้น นางหนึ่งเห็นภิกษุผู้ถือบิณฑบาตเป็นวัตร [ถือปิณฑ- ปาติกธุดงค์] รูปหนึ่ง มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำหนึ่ง อีกนางหนึ่งไค้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่งแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง นางหนึ่ง ได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่งแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง อีกนางหนึ่งได้ถวาย ดอกมะลิตูมแก่ภิกษุอีกรูปหนึ่ง ต่อมานางเหล่านั้นตายไปบังเกิดในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ มีอัปสรเป็นบริวารพันหนึ่ง เทพธิดาเหล่านั้นเสวยทิพยสมบัติ อยู่จนตลอดอายุในดาวดึงส์นั้น จุติจากดาวดึงส์แล้ว ก็ยังเวียนว่ายไป ๆ มา ๆ อยู่ในดาวดึงส์นั้นแหละ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นเอง แม้ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ก็ได้เกิดในดาวดึงส์นั้นอีก ถูกท่านพระมหาโมคคัลลานะ ถามปัญหาตามนัยที่กล่าวแล้ว. บรรดาเทพธิดาทั้งสี่นั้น เทพธิดาองค์หนึ่งเมื่อจะบอกถึงบุญกรรม ที่ตนทำ ตอบว่า ดีฉันได้ถวายดอกราชพฤกษ์กำมือหนึ่ง แก่ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น
หน้า 375 ข้อ 45
ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนั้น ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึง สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า ดีฉันได้ถวายดอกบัวขาบกำมือหนึ่ง แก่ภิกษุ ผู้เที่ยวบิณฑบาตในนครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดีน่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ ด้วยบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า ดีฉันได้ถวายดอกบัวหลวงกำมือหนึ่ง ซึ่งมีราก ขาวกลีบเขียว เกิดในสระน้ำ แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑ- บาตในนครปัณณกตะ ตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่ารื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึง มีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น. ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ดีฉัน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาอีกองค์หนึ่งตอบว่า
หน้า 376 ข้อ 45
ดีฉันชื่อสุมนา เจ้าค่ะ มีจิตงาม ได้ถวายดอก มะลิตูม มีสีดังงาช้าง แก่ภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตใน นครปัณณกตะ ซึ่งตั้งอยู่บนเนิน เป็นนครชั้นดี น่า รื่นรมย์ของแคว้นเอสิกะ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี วรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺทีวรานํ หตฺถกํ ได้แก่ ดอกราชพฤกษ์ กำมือหนึ่ง คือ กำดอกไม้ที่มีคุณสมบัติกำจัดโรคลม. บทว่า เอสิกานํ ได้แก่ เอสิกรัฐ. บทว่า อุณฺณตสฺมึ นคเร วเร ได้แก่ ในนครอันอุดมซึ่งตั้งอยู่ ในภูมิประเทศที่เป็นเนิน โดดเด่น ด้วยปราสาทและเรือนยอดเป็นต้น ซึ่งสูงขึ้นรูปเป็นชั้น ๆ ดังกะเสียดก้อนเมฆ. บทว่า ปณฺณกเต ได้แก่ ในนครซึ่งมีชื่ออย่างนั้น. บทว่า นีลุปฺปหตฺถกํ ได้แก่ กำดอกบัวธรรมดา. บทว่า โอทาตมูลกํ ได้แก่ มีรากขาว. ท่านกล่าวหมายเอากำดอก บัวหลวงที่กล่าวแล้ว เพราะมีเหง้าขาวสะอาด ด้วยเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า หริตปตฺตํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หริตปตฺตํ ได้แก่ มีกลีบเขียว อธิบายว่า ธรรมดากลีบนอกของดอกบัวหลวงที่กลีบตูมยังไม่หลุด ย่อมมีสีเขียวโดย แท้. บทว่า อุทกสฺมึ สเร ชาตํ ความว่า เกิดในน้ำในสระ อธิบายว่า ขึ้นในสระ. บทว่า สุมนา คือ เทพธิดามีชื่ออย่างนั้น. บทว่า สุมนสฺส
หน้า 377 ข้อ 46
ได้แก่ มีจิตงาม. บทว่า สุมนมกุลานิ แปลว่า มะลิดอกตูม. บทว่า ทนฺตวณฺณานิ ได้แก่ มีสีเสมือนงาช้างที่ขัดใหม่เอี่ยม. เมื่อเทพธิดาทั้ง ๔ นั้น กล่าวถึงกรรมที่ตนการทำแล้วอย่างนี้ พระเถระก็ได้กล่าวอนุปุพพิกถา แล้วประกาศอริยสัจแก่เทพธิดาเหล่านั้น จบอริยสัจ เทพธิดาเหล่านั้นทั้งหมดพร้อมกับบริวาร ได้เป็นพระโสดาบัน. พระเถระกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรง แสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกัน พระธรรมเทศนานั้นได้เป็นประ- โยชน์แก่มหาชนแล. จบอรรถกถาจตุริตถีวิมาน ๘. อัมพวิมาน ว่าด้วยอัมพวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๖] สวนมะม่วงทิพย์ของท่านน่ารื่นรมย์ ใน สวนนี้มีปราสาทหลังใหญ่กึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่ง ในปราสาทนี้มี ประทีปทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาท ของท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้า โดยรอบ ด้วยบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญอะไรจึง สำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ท่าน.
หน้า 378 ข้อ 46
ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพใหญ่ อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า เมื่อชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ในมนุษยโลก ดีฉันมีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวาย สงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อสร้างวิหาร สำเร็จเรียบร้อยแล้วได้ทำการฉลอง เอาผ้าหุ้มต้น มะม่วงทั้งหลาย ทำผลมะม่วงด้วยผ้า ตามประทีปไว้ ที่ต้นมะม่วงนั้น ๆ นิมนต์หมู่สาวกของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ซึ่งเป็นหมู่สูงสุดให้ฉันแล้ว มอบถวายวิหาร นั้นแก่สงฆ์ ด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมี มะม่วงที่น่ารื่นรมย์ มีปราสาทหลังใหญ่ในสวนนี้ ซึ่งกึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อยแจ้วไปด้วยหมู่ เทพอัปสร อนึ่ง ปราสาทนี้ จึงมีประทีปทองดวงใหญ่ สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของดีฉันจึงแวดล้อม ด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น. ผลอันนี้จึง สำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ดีฉัน.
หน้า 379 ข้อ 46
ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันเป็น มนุษย์ได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉัน จึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึง สว่างไสวไปทุกทิศ. จบอัมพวิมาน อรรถกถาอัมพวิมาน อัมพวิมาน มีคาถาว่า ทิพฺพํ เต อมฺพวนํ รมฺมํ เป็นต้น. อัมพวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น อุบาสิกคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ได้ฟังว่า การถวายอาวาสมีผลมาก และมีอานิสงส์มาก เกิดฉันทะความพอใจ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์มีความประสงค์ จะสร้างอาวาสแห่งหนึ่ง ขอได้โปรดตรัสบอกโอกาสเช่นนั้น พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงสั่งภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายได้แสดงที่ให้อุบาสิกานั้น นาง ได้สร้างอาวาสที่น่ารื่นรมย์ในที่นั้นแล้วให้ปลูกต้นมะม่วงรอบอาวาสนั้น. อาวาสนั้นมีต้นมะม่วงเรียงรายล้อมรอบ สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ มีภูมิภาคขาวสะอาดเกลื่อนกลาดด้วยทราย คล้ายข่ายแก้วมุกดาน่าจับใจ เหลือเกิน. นางตกแต่งวิหารนั้นด้วยผ้าสีต่าง ๆ และด้วยพวงดอกไม้พวงของ
หน้า 380 ข้อ 46
หอมเป็นต้นจนดูคล้ายเทพวิมาน ติดตั้งตะเกียงน้ำมันและเอาผ้าใหม่พันต้น มะม่วงทั้งหลายแล้วมอบถวายแด่สงฆ์. ต่อมา นางทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมาน หลังใหญ่แวดล้อมไปด้วยสวนมะม่วงได้ปรากฏแก่นาง. นางแวดล้อมไปด้วยหมู่อัปสรเสวยทิพยสมบัติอยู่ในวิมานนั้น ท่าน พระมหาโมคคัลลานะเข้าไปหานางแล้ว ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า สวนมะม่วงทิพย์ของท่านน่ารื่นรมย์ ในสวนนี้ มีปราสาทหลังใหญ่กึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อย แจ้วไปด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่ง ในปราสาทนี้มีประ- ทีปทองดวงใหญ่ สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของ ท่านแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบด้วย บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ ด้วยบุญอะไร ผลอัน นี้จงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิด แก่ท่าน. ดูราเทพธิดาผู้มีอานุภาพใหญ่ อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า เมื่อชาติก่อน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์อยู่ ในมนุษยโลก ดีฉันมีจิตเลื่อมใสได้สร้างวิหารถวาย
หน้า 381 ข้อ 46
สงฆ์ แวดล้อมไปด้วยต้นมะม่วง เมื่อสร้างวิหาร สำเร็จเรียบร้อยแล้วได้ทำการฉลอง เอาผ้าหุ้มต้น มะม่วงทั้งหลาย ทำผลมะม่วงด้วยผ้า ตามประทีปไว้ ที่ต้นมะม่วงนั้น ๆ นิมนต์หมู่สาวกของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ซึ่งเป็นหมู่สูงสุดให้ฉัน แล้วมอบถวาย วิหารนั้นแด่สงฆ์ด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น ดีฉัน จึงมีสวนมะม่วงที่น่ารื่นรมย์ มีปราสาทหลังใหญ่ใน สวนนี้ ซึ่งกึกก้องไปด้วยดนตรีต่าง ๆ เจื้อยแจ้วไป ด้วยหมู่เทพอัปสร อนึ่ง ในปราสาทนี้จึงมีประทีป ทองดวงใหญ่สว่างไสวอยู่เป็นนิตย์ ปราสาทของ ดีฉันจึงแวดล้อมด้วยต้นไม้ที่ออกผลเป็นผ้าโดยรอบ เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดีฉัน ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันเป็นมนุษย์ได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญข้อนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉัน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดานั้นได้พยากรณ์ ด้วยประการฉะนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหลฺลโก แปลว่า ใหญ่ อธิบายว่า ไพบูลย์ คือโอฬารที่สุด ทั้งโดยส่วนยาวส่วนกว้างและส่วนสูง. บทว่า อจฺฉราคณโฆสิโต ความว่า สนุกสนานครื้นเครงไปด้วยหมู่เทพอัปสร ขับร้องบ้าง เจรจาน่ารักบ้าง ทำเทพธิดานั้นให้บันเทิงใจ.
หน้า 382 ข้อ 47
บทว่า ปทีโป เจตฺถ ชลติ ความว่า ประทีปแก้วมีรัศมีรุ่งเรือง แผ่กระจายไปดุจรัศมีพระอาทิตย์ ย่อมรุ่งเรืองยิ่งในที่นี้ คือในปราสาทนี้. บทว่า ทุสฺสผเลหิ ความว่า ผลทั้งหลายของต้นมะม่วงเหล่านั้นเป็นผ้า เหตุนั้น ต้นมะม่วงเหล่านั้นจึงชื่อว่าออกผลเป็นผ้า อธิบายว่า ด้วยต้น มะม่วงเหล่านั้น คือ ที่คายผลออกมาเป็นผ้าทิพย์. บทว่า กาเรนฺเต นิฏฺิเต มเห ความว่า เมื่อทำการบูชาใน การฉลองวิหารที่สร้างสำเร็จแล้ว. บทว่า กตฺวา ทุสฺสมเย ผเล ความว่า ทำผ้าทั้งหลายนั่นแหละให้เป็นผลของมะม่วงเหล่านั้น. บทว่า คณุตฺตมํ ได้แก่ หมู่พระสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่ง สูงสุดแห่งหมู่ทั้งหลาย. บทว่า นิยฺยาเทสึ ความว่า ได้มอบ คือได้ถวาย แล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอัมพวิมาน ๙. ปีตวิมาน ว่าด้วยปีตวิมาน ท้าวสักกเทวราชตรัสถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๗] ดูราเทพธิดาผู้เจริญ ผู้มีผ้าเหลือง มีธง เหลือง ประดับด้วยอลังการเหลือง มีกายลูบไล้ด้วย จันทน์เหลือง ทัดทรงดอกอุบลเหลือง มีปราสาท เหลือง มีที่นอนที่นั่งเหลือง มีภาชนะเหลือง มีฉัตร เหลือง มีรถเหลือง มีผ้าเหลือง มีพัดเหลือง ครั้งเกิด
หน้า 383 ข้อ 47
เป็นมนุษย์ในชาติก่อน เจ้าได้ทำกรรมอะไรไว้ เจ้าถูก เราถามแล้ว ขอจงบอกทีเถิด นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. เทพธิดานั้นตอบว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทได้น้อมนำ ดอกบวบขม ซึ่งมีรสขมไม่มีใครปรารถนา จำนวน ๔ ดอก บูชาพระสถูป ข้าพระบาทมีใจผ่องใส มุ่ง เฉพาะพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดา ไม่ทัน พิจารณาหนทางที่มาแห่งแม่โค มิได้นึกไปที่แม่โคนั้น ทันใดนั้นแม่โคได้ขวิดข้าพระบาท ผู้มีความปรารถนา แห่งใจยังไม่ถึงพระสถูป ถ้าข้าพระบาทพึงสั่งสมบุญ นั้นยิ่งขึ้นไซร้ ทิพยสมบัติพึงมียิ่งกว่านี้เป็นแน่ ข้า แต่ท้าวนฆวานเทพกุญชรจอมเทพ เพราะบุญกรรม นั้น ข้าพระบาทละกายมนุษย์แล้ว จึงมาอยู่ร่วมกับ พระองค์. ท้าวมฆวานเทพกุญชร ผู้เป็นอธิบดีในสวรรค์ ชั้นไตรทศ ทรงสดับคำนี้แล้ว เมื่อจะยังเทวดาชั้น ดาวดึงส์ให้เลื่อมใส จึงได้ตรัสคำนี้กะมาตลีเทพสารภี ว่า ดูก่อนมาตลี ท่านจงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่า อัศจรรย์นี้ ไทยธรรมที่เทพธิดานี้กระทำแล้ว ถึงจะ น้อย บุญก็มีผลมาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคต สัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระองค์ก็ตาม ทักษิณา
หน้า 384 ข้อ 47
ไม่ชื่อว่าน้อยเลย มาเถิด มาตลี แม้ชาวเราทั้งหลาย ก็ควรจะพากันบูชาพระบรมธาตุของพระตถาคตให้ยิ่ง ยวดขึ้นไป เพราะการสั่งสมบุญ นำสุขมาให้ เมื่อ พระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม เสด็จปรินิพ- พานแล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำเสมอ ผลบุญก็ย่อม สม่ำเสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมไปสู่สุคติ ทายกทั้งหลายกระทำสักการะใน พระตถาคตเหล่าใดแล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถา- คตเหล่านั้น ย่อมอุบัติขึ้นเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็น อันมากหนอ. จบปีตวิมาน อรรถกถาปีตวิมาน ปีตวิมาน มีคาถาว่า ปีตวตฺเถ ปีตธเช เป็นต้น. ปีตวิมานนั้น เกิดขึ้นได้อย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระเจ้าอชาตศัตรู นำพระบรมสารีริกธาตุที่พระองค์ได้รับส่วนแบ่ง มาสร้างพระสถูปและ ทำการฉลอง อุบาสิกาชาวราชคฤห์คนหนึ่งปฏิบัติกิจของร่างกายแต่เช้าตรู่ คิดจักบูชาพระศาสดาถือดอกบวบขม ๔ ดอกตามที่ได้มา มีศรัทธาเกิด ฉันทะอุตสาหะขึ้นในใจอย่างฉับพลัน มิได้คำนึงถึงอันตราย ในหนทาง
หน้า 385 ข้อ 47
เดินมุ่งหน้าไปสู่ยังพระสถูป. ขณะนั้น โคแม่ลูกอ่อนวิ่งสวนทางมาอย่างเร็ว ขวิดอุบาสิกานั้นให้ สิ้นชีวิต. นางทำกาลกิริยาตายในขณะนั้นเอง บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เมื่อท้าวสักกเทวราชเสด็จทรงกรีฑาในอุทยาน นางได้ปรากฏองค์พร้อม กับรถ ข่มเทพธิดาทั้งหมดด้วยรัศมีแห่งสรีระของตน ท่ามกลางเทพ- นาฏกะนักฟ้อนสองโกฏิครึ่งซึ่งเป็นบริวาร ท้าวสักกเทวราชทอดพระเนตร เห็นดังนั้น มีพระทัยพิศวง เกิดอัศจรรย์ไม่เคยเป็น ทรงดำริว่า ด้วย กรรมอันยิ่งใหญ่เช่นไรหนอ เทพธิดาผู้นี้จึงได้เทพฤทธิ์ที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ แล้ว ตรัสถามเทพธิดานั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูราเทพธิดาผู้เจริญ ผู้มีผ้าเหลือง มีธงเหลือง ประดับด้วยอลังการเหลือง มีกายลูบไล้ด้วยจันทน์ เหลือง ทัดทรงดอกอุบลเหลือง มีปราสาทเหลือง มีที่นอนที่นั่งเหลือง มีภาชนะเหลือง มีฉัตรเหลือง มีรถเหลือง มีม้าเหลือง มีพัดเหลือง ครั้งเกิดเป็น มนุษย์ในชาติก่อน เจ้าได้ทำกรรมอะไรไว้ เจ้าถูกเรา ถามแล้ว ขอจึงบอกทีเถิด นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. เทพธิดาแม้นั้น ก็ได้พยากรณ์แก่ท้าวสักกะนั้นด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระบาทได้น้อมนำ ดอกบวมขม ซึ่งมีรสขมไม่มีใครปรารถนา จำนวน ๔ ดอก บูชาพระสถูป ข้าพระบาทมีใจผ่องใส มุ่ง เฉพาะพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดา ไม่ทัน พิจารณาหนทางที่มาแห่งแม่โคมิได้นึกไปที่แม่โคนั้น
หน้า 386 ข้อ 47
ทันใดนั้นแม่โคได้ขวิดข้าพระบาทผู้มีความปรารถนา แห่งใจยังไม่ถึงพระสถูป ถ้าข้าพระบาทพึงสั่งสมบุญ นั้นยิ่งขึ้นไซร้ ทิพยสมบัติพึงมียิ่งกว่านี้เป็นแน่ ข้า แต่ท้าวมฆวานเทพกุญชรจอมเทพ เพราะบุญกรรม นั้น ข้าพระบาทละกายมนุษย์แล้ว จึงมาอยู่ร่วมกับ พระองค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปีตจฺทนลิตฺตงฺเค ได้แก่มีสรีระลูบไล้ ด้วยจันทน์มีสีดังทอง. บทว่า ปีตปาสาพสยเน ได้แก่ ประกอบด้วย ปราสาททองทั้งหมดและที่นอนขลิบทอง ด้วยปีตศัพท์ในที่ทุกแห่งทั้งข้าง ล่างข้างบน พึงทราบว่า ท่านหมายความถึงทองทั้งนั้น ด้วยประการฉะนี้. บทว่า ลตตฺถิ ตัดบทเป็น ลตา อตฺถิ แปลว่า มีเครือเถา. เทพธิดาเรียกท้าวสักกเทวราชด้วยความเคารพ ว่า ภนฺเต. บทว่า อนภิจฺฉิตา แปลว่า ไม่มีใครปรารถนา. บทว่า สรีรํ ได้แก่ พระธาตุที่เป็นพระสรีระ. อนึ่ง นี้เป็น โวหารเรียกรวมส่วนย่อย เหมือนข้อความว่า ผ้าไฟไหม้แล้ว ทะเลเขา เห็นแล้ว. บทว่า อสฺส ประกอบ โครูปสฺส แปลว่า ของโคนั้น. บทว่า มคฺคํ ได้แก่ ทางที่มา. บทว่า น อเวกฺขิสฺสํ ได้แก่ ไม่ทันตรวจดู. เพราะเหตุไร ? เพราะใจไม่นึกถึงโคนั้น. บทว่า น ตคฺคมนสา สตี ความว่า มิได้มีใจไปจดจ่อที่แม่โคนั้น ที่แท้มีใจจดจ่อที่พระสถูปของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. ปาฐะว่า ตทงฺคมานสาสตี ดังนี้ก็มี. ใจ ของเทพธิดานั้นมีในองค์นั้น คือในองค์แห่งพระธาตุของพระผู้มีพระภาค- เจ้าพระองค์นั้น เหตุนั้น เทพธิดานั้นจึงชื่อว่า ตทงฺคมนสา มีใจใน
หน้า 387 ข้อ 47
องค์นั้น. เทพธิดาชี้แจงว่า คราวนั้น ข้าพระบาทเป็นอย่างนี้ ไม่ทัน พิจารณาหนทางของแม่โคนั้น. บทว่า ถูปํ อปตฺตมานสํ ได้แก่ มีอัธยาศัยยังไม่ถึงพระสถูป คือ พระเจดีย์. จริงอยู่ ชื่อว่า มานัส เพราะมีในใจ ได้แก่อัธยาศัย คือ มโนรถ. เทพธิดากล่าวอย่างนี้ เพราะมโนรถที่เกิดขึ้นว่า เราจักเข้าไป ยังพระสถูปแล้วบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ดังนี้ยังไม่สมบูรณ์. แต่จิตที่คิด บูชาพระสถูปเจดีย์ด้วยดอกไม้ทั้งหลายสำเร็จแล้วโดยแท้ จึงเป็นเหตุให้ เทพธิดานั้นเกิดในเทวโลก. บทว่า ตญฺจาหํ อภิสญฺเจยฺยํ ความว่า ถ้าข้าพระบาทพึงสั่งสม อธิบายว่า ถ้าข้าพระบาทพึงสั่งสม คือเข้าไปสั่งสมโดยชอบทีเดียวซึ่งบุญ นั้น ด้วยการบูชาด้วยดอกไม้ คือด้วยการไปถึงพระสถูปแล้วบูชาตาม ความประสงค์. บทว่า ภิยฺโย นูน อิโต สิยา ความว่า สมบัติเห็น ที่จะพึงมีโดยยิ่ง คือยิ่ง ๆ ขึ้นไปกว่านี้ คือกว่าสมบัติตามที่ได้อยู่แล้ว. บทว่า มฆวา เทวกุญฺชร เป็นคำเรียกท้าวสักกะ. ในสองบทนั้น บทว่า เทวกุญฺชร ความว่า เช่นกับกุญชรในเทวโลก โดยคุณวิเศษมี ความบากบั่นเพื่อผลทั้งปวงเป็นต้น. บทว่า สหพฺยํ ได้แก่ ความเป็น ร่วมกัน. ท้าวมฆวานเทพกุญชร ผู้เป็นอธิบดีในสรรรค์ ชั้นไตรทศทรงสดับคำนี้แล้ว เมื่อจะยังเทวดาชั้น ดาวดึงส์ให้เลื่อมใสจึงได้ตรัสคำนี้กะมาตลีเทพสารถี นี้เป็นคำของพระธรรมสังคาหกาจารย์. ตั้งแต่นั้น ท้าวสักกะทรงแสดงธรรมแก่หมู่เทวดา ซึ่งมีพระมาตลี
หน้า 388 ข้อ 47
เทพสารถีเป็นประมุข ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนมาตลี ท่านจงดูผลแห่งกรรมอันวิจิตรน่า อัศจรรย์นี้ ไทยธรรมที่เทพธิดานี้กระทำแล้ว ถึงจะ น้อย บุญก็มีผลมาก เมื่อจิตเลื่อมใสในพระตถาคต- สัมพุทธเจ้า หรือในสาวกของพระองค์ก็ตาม ทักษิณา ไม่ชื่อว่าน้อยเลย มาเถิด มาตล แม้ชาวเราทั้งหลาย ก็ควรจะพากันบูชาพระบรมธาตุของพระตถาคตให้ยิ่ง ยวดขึ้นไป เพราะการสั่งสมบุญนำสุขมาให้ เมื่อ พระตถาคตยังทรงพระชนม์อยู่ก็ตาม เสด็จปรินิพ- พานแล้วก็ตาม เมื่อจิตสม่ำเสมอ ผลบุญก็ย่อมสม่ำ เสมอ เพราะเหตุที่ตั้งจิตไว้ชอบ สัตว์ทั้งหลายย่อมไป สู่สุคติ ทายกทั้งหลายกระทำสักการะในพระตถาคต เหล่าใดแล้ว ย่อมไปสู่สวรรค์ พระตถาคตเหล่านั้น ย่อมอุบัติขึ้นเพื่ออประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสาเทนฺโต ได้แก่ กระทำให้เลื่อมใส. อธิบายว่า ให้เกิดศรัทธาในพระรัตนตรัย. บทว่า จิตฺตํ ได้แก่ วิจิตร คือไม่ควรคิด. บทว่า กมฺมผลํ ประกอบความว่า ถึงไทยธรรมไม่ยิ่งใหญ่ ก็จงดูผลแห่งบุญกรรมซึ่งยิ่ง ใหญ่ เพราะถึงพร้อมด้วยเขต และถึงพร้อมด้วยเจตนา. ในประโยคว่า อปฺปกมฺปิ กตํ เทยฺยํ ปุญฺํ โหติ มหปฺผลํ นี้ บทว่า กตํ ได้แก่ ประกอบไว้ในอายตนะ โดยเป็นตัวเหตุ โดยเป็นตัวสักการะ. บทว่า เทยฺยํ ได้แก่ วัตถุที่ควรถวาย. บทว่า ปุญฺํ ได้แก่ บุญกรรมที่เป็น
หน้า 389 ข้อ 47
ไปอย่างนั้น. บัดนี้ ท้าวสักกเทวราชเมื่อจะแสดงข้อที่ทำบุญถึงจะน้อยแต่ก็มีผล มากนั้น ให้ปรากฏ จึงตรัสคาถาว่า นตฺถิ จิตฺเต ปสนฺนมฺหิ เป็นต้น. ข้อนั้นเข้าใจง่าย. บทว่า อมฺเหปิ ได้แก่ แม้ชาวเราทั้งหลาย. บทว่า มหามเส ได้แก่ ควรบูชา. บทว่า เจโตปณิธิเหตุ หิ ความว่า เพราะตั้งจิตของ คนไว้ชอบทีเดียว อธิบายว่า เพราะตั้งตนไว้ชอบ. ด้วยเหตุนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า มารดาบิดาก็ดี ญาติเหล่าอื่นก็ดี พึงทำผู้นั้น ให้ประเสริฐไม่ได้ ส่วนจิตที่ตั้งไว้ชอบ พึงทำผู้นั้น ให้ประเสริฐได้กว่านั้น. ก็แลครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะจอมทวยเทพได้สั่งระงับการ เล่นกรีฑาในอุทยาน เสด็จกลับจากอุทยานนั้นแล้ว ทรงทำการบูชา ๗ วัน ที่พระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งเป็นสถานที่พระองค์ทรงบูชาเนือง ๆ. สมัยต่อมา ท้าวสักกเทวราชได้เล่าเรื่องนั้นถวายท่านพระนารท- เถระผู้จาริกไปยังเทวโลก พระเถระได้บอกกล่าวแก่พระธรรมสังคาห- กาจารย์ทั้งหลาย ท่านจงได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่สังคายนาอย่างนั้นแล. จบอรรถกถาปีตวิมาน
หน้า 390 ข้อ 48
๑๐. อุจฉุวิมาน ว่าด้วยอุจฉุวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๔๘] ท่านส่องสว่างตลอดปฐพี เหมือน ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ รุ่งโรจน์ล้ำโลกพร้อมทั้ง เทวโลก ด้วยสิริ วรรณะ ยศ และเดช เหมือน ดังท้าวมหาพรหมรุ่งโรจน์ล้ำทวยเทพชั้นไตรทศพร้อม ทั้งองค์อินทร์ ดูราเทพธิดาผู้เลอโฉม ทัดทรงมาลัย ดอกอุบล มีดอกไม้กรองบนศีรษะ มีผิวพรรณผุดผ่อง ดังทองประดับองค์ทรงภูษาอันสูงสุด. อาตมาถามท่าน ท่านเป็นใครมาไหว้อาตมา เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรม อะไรไว้ด้วยตน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่าน สั่งสมทานหรือรักษาศีล เพราะบุญอะไร ท่านจึง เข้าถึงสุคติ มียศ (อิสริยะ, เกียรติ, บริวาร). ดูราเทพธิดา ท่านถูกอาตมาถามแล้ว ขอ ท่านโปรดบอกทีเถิด นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. เทพธิดานั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ปัจจุบันพระคุณเจ้าเข้าไป บิณฑบาตยังบ้านตำบลนี้นี่แหละ มาถึงเรือนของ พวกดีฉัน ขณะนั้นดีฉันมีจิตเลื่อมใส เปี่ยมด้วยปีติ ไม่มีอะไรเปรียบได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า แต่ภายหลัง แม่ผัวมาซักถามดีฉันว่า อีใจร้าย เจ้า
หน้า 391 ข้อ 48
เอาอ้อยไปไว้ที่ไหน ดีฉันตอบว่า ฉันไม่ได้ทิ้งและ ไม่ได้รับประทาน ฉันเองได้ถวายแด่ภิกษุผู้สงบ แม่ ผัวผู้นั้นได้บริภาษดีฉันว่า อ้อยนี้ของเจ้าหรือ ที่แท้ ข้าเป็นเจ้าของดังนี้แล้ว นางคว้าก้อนดินทุ่มดีฉัน ดีฉันก็ตาย จุติจากมนุษยโลกนั้นแล้วมาเป็นเทวดา ดีฉันได้กระทำกุศลกรรมนั่นแหละ จึงได้เสวยความ สุขด้วยตน ได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับเทวดาทั้งหลาย และบันเทิงใจอยู่ด้วยกามคุณห้า ดีฉันได้กระทำกุศล- กรรมนั่นแหละ จึงได้เสวยความสุขด้วยตน มีท้าว สักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวยเทพชั้นไตรทศรักษา เพรียบพร้อมไปด้วยกามคุณห้า ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายอ้อยของดีฉันมีผลมาก ดีฉันได้ร่วมบำรุง บำเรออยู่กับเทวดาทั้งหลาย และบันเทิงใจอยู่ด้วย กามคุณห้า ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายอ้อย ของดีฉันมีผลรุ่งเรืองมาก ดีฉันมีท้าวสักกะจอมเทพ คุ้มครอง มีทวยเทพชั้นไตรทศรักษา เพียงดังว่า ท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทนวัน ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันสำนึกถึงพระคุณเจ้าผู้อนุเคราะห์ จึงเข้ามาถวาย นมัสการและบอกกล่าวถึงกรรมที่เป็นกุศล ขณะนั้น ดีฉันมีจิตเลื่อมใส เปี่ยมด้วยปีติ ไม่มีอะไรเปรียบได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า ดังนี้. จบอุจฉุวิมาน
หน้า 392 ข้อ 48
อรรถกถาอุจฉุวิมาน อุจฉุวิมาน มีคาถาว่า โอภาสยิตฺวา ปวึ สเทวกํ เป็นต้น. อุจฉุวิมาน นั้น เช่นเดียวกับวิมานอ้อยในหนหลัง ทั้งโดยพระบาลีและ โดยเหตุเกิดเรื่องนั่นเอง. ในเรื่องนั้น แม่ผัวใช้ตั่งอย่างเดียวตีลูกสะใภ้ตาย แต่ในเรื่องนี้ ใช้ก้อนดิน ความต่างกันดังนี้เท่านั้น. แต่เพราะวัตถุ (ที่ใช้ประหาร) ต่างกัน ทั้งสองเรื่องจึงขึ้นสู่สังคายนาแยกกัน บัณฑิตพึงทราบดังนี้. ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า ท่านส่องสว่างตลอดปฐพี เหมือนดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์รุ่งโรจน์ล้ำโลกพร้อมทั้งเทวโลกด้วย สิริ วรรณะ ยศและเดช เหมือนดังท้าวมหาพรหม รุ่งโรจน์ล้ำทวยเทพชั้นไตรทศพร้อมทั้งองค์อินทร์ ดู- ราเทพธิดาผู้เลอโฉม ทัดทรงมาลัยดอกอุบล มีดอก ไม้กรองบนศีรษะ มีผิวพรรณผุดผ่องดังทอง ประ- ดับองค์ ทรงภูษาอันสูงสุด อาตมาขอถามท่าน ท่านเป็นใคร มาไหว้อาตมา เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรม อะไรไว้ด้วยตน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่าน สั่งสมทานหรือรักษาศีล เพราะบุญอะไร ท่านจึงเข้า ถึงสุคติ มียศ [อิสริยะ, เกียรติ, บริวาร] ดูรา เทวดา ท่านถูกอาตมาถามแล้ว ขอท่านโปรดบอกที เถิด นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร.
หน้า 393 ข้อ 48
ลำดับนั้น เทวดาได้กล่าวตอบด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ปัจจุบันพระคุณเจ้าเข้าไป บิณฑบาตยังบ้านตำบลนี้นี่แหละ มาจนถึงเรือนของ พวกดีฉัน ขณะนั้น ดีฉันมีจิตใจเลื่อมใส เปี่ยม ด้วยปีติไม่มีอะไรเปรียบได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่ พระคุณเจ้า แต่ภายหลัง แม่ผัวมาซักถามดีฉันว่า อีใจร้าย เจ้าเอาอ้อยไปไว้ที่ไหน ดีฉันตอบว่า ฉัน ไม่ได้ทิ้งและมิได้รับประทาน ฉันเองได้ถวายแด่ ภิกษุผู้สงบ แม่ผัวผู้นั้นได้บริภาษดีฉันว่า อ้อยนี้ของ เจ้าหรือ ที่แท้ข้าเป็นเจ้าของ ดังนี้แล้ว นางคว้า ก้อนดินทุ่มดีฉัน ดีฉันก็ตาย จุติจากมนุษยโลกนั้น แล้วมาเป็นเทวดา ดีฉันได้กระทำกุศลกรรมนั้นแหละ จึงได้เสวยความสุขด้วยตน ได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับ เทวดาทั้งหลาย และบันเทิงใจอยู่ด้วยกามคุณห้า ดีฉันได้กระทำกุศลกรรมนั่นแหละ จึงได้เสวยความ สุขด้วยตน มีท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวย เทพชั้นไตรทศรักษา เพรียบพร้อมไปด้วยกามคุณห้า ผลบุญเช่นนี้มิใช่น้อย การถวายอ้อยของดีฉันมีผล มาก ดีฉันได้ร่วมบำรุงบำเรออยู่กับเทพดาทั้งหลาย และบันเทิงใจอยู่ด้วยกามคุณห้า ผลบุญเช่นนี้มิใช่ น้อย การถวายอ้อยของดีฉันมีผลรุ่งเรืองมาก ดีฉัน มีท้าวสักกะจอมเทพคุ้มครอง มีทวยเทพชั้นไตรทศ
หน้า 394 ข้อ 49
รักษา เพียงดังว่าท้าวสหัสนัยน์ในสวนนันทนวัน ข้า แต่ท่านผู้เจริญ ดีฉันสำนึกถึงพระคุณเจ้าผู้อนุเคราะห์ จึงเข้ามาถวายนมัสการ และบอกกล่าวถึงกรรมที่เป็น กุศล ขณะนั้น ดีฉันมีจิตเลื่อมใส เปี่ยมด้วยปีติ ไม่มีอะไรเปรียบได้ ได้ถวายท่อนอ้อยแด่พระคุณเจ้า ดังนี้. คำที่เหลือก็เช่นเดียวกับที่กล่าวมาแล้วนั่นเอง แล. จบอรรถกถาอุจฉุวิมาน ๑๑. วันทนวิมาน ว่าด้วยวันทนวิมาน [๔๙] ดูราเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่ง รัศมีสว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผล อันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง เกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 395 ข้อ 49
เทวดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ดีฉันเห็น สมณะทั้งหลายผู้มีศีล ไหว้เท้าทั้งหลายทำใจให้ เลื่อมใส อนึ่ง ดีฉันปลื้มใจ ได้กระทำอัญชลี เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก พระคุณเจ้า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ดีฉันได้กระทำบุญอัน ใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบวันทนวิมาน อรรถกถาวันทนวิมาน วันทนวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. วันทนวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุมาก รูปด้วยกัน อยู่จำพรรษาในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ครั้นออกพรรษา ปวารณาแล้ว เก็บงำเสนาสนะ ถือบาตรจีวรเดินมุ่งไปกรุงสาวัตถี เพื่อ
หน้า 396 ข้อ 49
เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผ่านไปกลางหมู่บ้านตำบลหนึ่ง. หญิงคนหนึ่งใน หมู่บ้านนั้น เห็นภิกษุทั้งหลาย มีจิตเลื่อมใสเกิดความเคารพอย่างมาก ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วประคองอัญชลีไว้เหนือศีรษะ ยืนลืมตา ที่แสดงความเลื่อมใส แลดูอยู่จนภิกษุทั้งหลายลับตาไป. สมัยต่อมา หญิงนั้นทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้สอบถามเทพธิดานั้น ผู้เสวยทิพย- สมบัติอยู่ในดาวดึงส์นั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม เปล่งรัศมี สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผล อันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึง เกิดขึ้นแก่ท่าน. ดูก่อนเทพีผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของ ท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพธิดานั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ดีฉันเห็น สมณะทั้งหลายผู้มีศีล ไหว้เท้าทั้งหลายทำใจให้ เลื่อมใส อนึ่ง ดีฉันปลื้มใจ ได้กระทำอัญชลี
หน้า 397 ข้อ 49
เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญ นั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ดีฉัน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ดีฉัน. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ดีฉันขอบอก พระคุณเจ้า ครั้งเป็นมนุษย์ดีฉันได้กระทำบุญอันใดไว้ เพราะบุญอันนั้น ดีฉันจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของดีฉันจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพธิดาได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ ดังกล่าวมาฉะนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมเณ ได้แก่ ผู้สงบบาป. บทว่า สีลวนฺเต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยคุณคือศีล. บทว่า มนํ ปสาทยึ ความว่า ดีฉันทำจิตให้เลื่อมใสปรารภคุณของสมณะเหล่านั้นว่า พระคุณเจ้า เหล่านั้นดีหนอ เป็นธรรมจารี เป็นพรหมจารี ( เป็นผู้ประพฤติธรรม เป็นผู้ประพฤติพรหมจรรย์). บทว่า วิตฺตา จหํ อญฺชลิกํ อกาสึ ความว่า ดีฉันยินดี เกิดโสมนัส ไหว้แล้ว. อธิบายว่า แม้เพียงลืมตาที่ แย้มบานด้วยความเลื่อมใส แลดูภิกษุทั้งหลายผู้น่ารัก ยังมีอุปการะมาก แก่สัตว์เหล่านี้ จะป่วยกล่าวไปไยถึงการไหว้เล่า. ด้วยเหตุนั้น เทพธิดา จึงกล่าวว่า เพราะบุญนั้น ดีฉันจึงมีวรรณะเช่นนี้ ดังนี้เป็นต้น. คำที่ เหลือมีนัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาวันทนวิมาน
หน้า 398 ข้อ 50
๑๒. รัชชุมาลาวิมาน ว่าด้วยรัชชุมาลาวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพธิดาองค์หนึ่งว่า [๕๐] ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม กรีดกรายมือและเท้าฟ้อนรำได้เหมาะเจาะ ในเมื่อ ดนตรีบรรเลงอยู่อย่างไพเราะ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ เสียงทิพย์อันน่าฟังน่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจาก อวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ กลิ่นทิพย์ที่มีกลิ่นอันหอมหวนน่ารื่นรมย์ใจ ก็ฟุ้งขจร ไปจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เครื่องประดับที่ มวยผมที่แกว่งไกวไปมาตามกาย ก็เปล่งเสียงกังวาน ให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕ เทริดที่ ถูกลมกระพือพัดอ่อนไหวไปมาตามสายลม ก็เปล่ง เสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕ เช่นกัน พวงมาลัยประดับเศียรของท่านมีกลิ่นหอม น่ารื่นรมย์ใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทุกทิศ ดังหนึ่ง ต้นมัญชูสกะ (เห็นชื่อต้นไม้สวรรค์ ว่ามีกลิ่นหอม ยิ่งนัก) ท่านได้สูดดมกลิ่นหอมนั้น ทั้งได้เห็นรูป อันมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ดูก่อนเทวดา อาตมา ถามท่าน ขอท่านได้โปรดบอกว่า นี้เป็นผลของ กรรมอะไร.
หน้า 399 ข้อ 50
เทพธิดานั้นตอบว่า ในชาติก่อนดีฉันเกิดเป็นทาสีในบ้าน ชื่อคยา ของพราหมณ์ มีบุญน้อยไม่มีวาสนา คนทั้งหลาย เรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ดีฉันเศร้าเสียใจมาก เพราะถูกขู่เข็ญของผู้ที่ด่าทอและตบตี จึงถือเอา หม้อน้ำออกไป ทำเป็นเหมือนจะไปตักน้ำ ครั้นแล้ว ได้วางหม้อน้ำไว้ข้างทาง เข้ารูปยังป่าชัฏด้วยคิดว่า เราจักตายในป่านี้แหละ จะมีประโยชน์อะไรเล่า ด้วยการเป็นอยู่ของเรา ดังนี้ แล้วจึงผูกเชือกเป็น บ่วงให้แน่น แล้วเหวี่ยงไปยังต้นไม้ ทีนั้น ก็มองดู ไปรอบทิศว่า จะมีใครไหมหนอ อาศัยอยู่ในป่าบ้าง ในที่นั้นดีฉันได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีบำเพ็ญ ประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ ทรงเพ่งพินิจอยู่ มิได้ทรงมีภัยแต่ที่ไหน ๆ ความ สังเวชใจทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างไม่เคยมี ได้มีแก่ดิฉันนั้นว่า ใครหนอแลมาอยู่ในป่านี้ เป็น เทวดาหรือมนุษย์กันแน่ ใจของดีฉันเลื่อมใสแล้ว เพราะได้เห็นพระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความ เลื่อมใส เสด็จออกจากป่า ( คือกิเลส ) บรรลุถึง นิพพานอันปราศจากป่าแล้ว ท่านผู้นี้มิใช่คนธรรมดา สามัญเลย ท่านผู้นี้มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว ยินดี ในฌาน มีใจไม่วอกแวกไปตามอารมณ์ภายนอก
หน้า 400 ข้อ 50
ทรงเกื้อกูลโลกทั้งมวล จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ท่านผู้นี้เป็นที่หวาดหวั่นของเหล่าผู้มิจฉาทิฏฐิ หาผู้ เข้าใกล้ได้ยาก ดุจดังราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำ ท่าน ผู้นี้ยากที่จะได้เห็น เหมือนดอกมะเดื่อ พระตถาคต นั้น ตรัสเรียกดีฉันด้วยพระดำรัสอันอ่อนหวานว่า นี่แน่ะ รัชชุมาลา พระองค์ท่านได้ตรัสกะดีฉันว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่ง ดีฉันได้ฟังพระดำรัสอัน ปราศจากโทษ ประกอบด้วยประโยชน์ เป็นวาจา สะอาด นิ่มนวล อ่อนโยน ไพเราะ ที่จะบรรเทา ความโศกทั้งปวงได้นั้นแล้ว พระตถาคตผู้ทรงบำเพ็ญ ประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ทรงทราบว่า ดีฉันมีจิต อาจหาญดีแล้ว จึงทรงสั่งสอนดีฉันผู้เลื่อมใส มีใจ ใสสะอาดแล้ว พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันว่า นี้ทุกข์ นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางตรงให้ถึง อมตะ ดีฉันตั้งตนอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ผู้ ทรงเอ็นดู เฉลียวฉลาด จึงได้บรรลุทางนิพพาน อันเป็นอมตะ สงบ ไม่มีการจุติ ดีฉันนั้น มีความรัก ตั้งอยู่มั่นคงแล้ว ไม่มีที่จะหวั่นไหวในเรื่องทัสสนะ เป็นธิดาผู้บังเกิดในพระอุระของพระพุทธองค์ ด้วย ศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว ดีฉันนั้นรื่นรมย์เที่ยวเล่น บันเทิงใจอยู่ ไม่มีสิ่งน่ากลัวแต่ที่ไหน ๆ ทัดทรง พวงมาลัยทิพย์ ได้ดื่มน้ำหวานหอมที่ทำให้ร่างกาย
หน้า 401 ข้อ 50
กระปรี้กระเปร่า นางฟ้านักดนตรีนับได้หกหมื่น กระทำการขับกล่อมดีฉันอยู่ เหล่าเทพบุตรมีชื่อ ต่าง ๆ กัน คือ ชื่ออาฬัมพะ ชื่อคัคคระ ชื่อภีมะ ชื่อสาชุวาที ชื่อสังสยะ ชื่อโปกขระ ชื่อสุผัสสะ และเหล่าอัปสรมีชื่อว่าวีณา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อสุนันทา ชื่อโสณทินนา ชื่อสุจิมหิตา ชื่อลัมพุสา ชื่อมิสสเกสี ชื่อปุณฑรีกา ชื่ออติทารุณี ชื่อเอณิปัสสา ชื่อสุปัสสา ชื่อสุภัททา ชื่อมุทุกาวที เหล่านี้ล้วน แต่เลิศกว่าอัปสรทั้งหลายในการขับกล่อม เทวดา เหล่านั้นเข้าไปหาดีฉันตามเวลา แล้วกล่าวเชิญชวน ว่า มาเถิด พวกเราจะฟ้อนรำ จะขับร้อง จะทำ ให้ท่านร่าเริง ที่นี้มิใช่ที่ของผู้มิได้ทำบุญไว้ แต่เป็น ที่ของผู้ทำบุญไว้ สวนมหาวันของเทพยเจ้าทั้งหลาย เป็นที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่าบันเทิง น่ารื่นรมย์ สำหรับผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ สุขไม่มีในโลกนี้และโลก หน้า สุขในโลกนี้และโลกหน้าจะมีแก่คนทำบุญไว้ ผู้มีความประสงค์อยู่ร่วมกับเทพเหล่านั้น ควรกระทำ กุศลให้มากไว้ เพราะผู้ที่มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อม พรั่งพร้อมด้วยโภคสมบัติ บันเทิงในสวรรค์ พระ- ตถาคตทั้งหลายเป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิด แห่งบุญเขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อ
หน้า 402 ข้อ 50
ประโยชน์แก่ชนหมู่มากจริงหนอ ที่ทายกกระทำบุญ ในท่านแล้วย่อมบันเทิงในสวรรค์. จบรัชชุมาลาวิมาน อรรถกถารัชชุมาลาวิมาน รัชชุมาลาวิมาน มีคาถาว่า อภิกฺกนฺเตน วณฺเณน เป็นต้น. รัชชุมาลาวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น พราหมณ์คนหนึ่งในหมู่บ้านคยาได้ให้ธิดา แก่บุตรพราหมณ์ คนหนึ่งในบ้านนั้นเอง นางไปมีสามีแล้ว ตั้งตนเป็นใหญ่ในเรือนนั้น นางเห็นลูกสาวทาสีในเรือนนั้นแล้วไม่ชอบหน้า นับแต่เห็นมา นางก็ แสดงอาการฮึดฮัดด่าว่าด้วยความโกรธ และชูกำหมัดแก่ลูกสาวทาสีนั้น เมื่อลูกสาวทาสีเติบโตขึ้นพอจะทำการงานได้ นางก็ใช้เข่า ศอก กำหมัด ทุบตีเธอ เหมือนผูกอาฆาตกันมาในชาติก่อน ๆ หลายชาติทีเดียว. เล่ากันมาว่า ทาสีนั้นได้เป็นนายของนาง ครั้งพระทศพลพระนาม ว่ากัสสปะ ส่วนนางเป็นทาสี เธอทุบต่อยทาสีนั้นด้วยก้อนดินและกำหมัด เป็นต้นเนือง ๆ ทาสีเหนื่อยหน่ายเพราะการกระทำนั้น ได้กระทำบุญ ทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้นตามกำลัง ตั้งความปรารถนาว่า ในอนาคตกาล ขอเราพึงเป็นนายมีความเป็นให้เหนือหญิงนี้.
หน้า 403 ข้อ 50
ภายหลัง ทาสีนั้นจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว เวียนว่ายไป ๆ มา ๆ อยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในหมู่บ้านคยา ไปมี สามี ตามนัยดังกล่าวแล้ว ส่วนหญิงอีกคนหนึ่งได้เป็นทาสีของนาง นาง จึงเบียดเบียนเธอเพราะผูกอาฆาตกันไว้อย่างนั้น. เมื่อเบียดเบียนอยู่อย่างนี้ โดยไม่มีเหตุที่สมควรเลย นางได้จิกผม ใช้ทั้งมือทั้งเท้าตบถีบอย่างเต็มที่ ทาสีนั้นไปศาลาอาบน้ำ โกนผมเสีย เกลี้ยง หญิงผู้เป็นนายกล่าวว่า เฮ้ย อีทาสีชั่ว เพียงโกนผมเกลี้ยง มึง จะพ้นหรือ แล้วเอาเชือกพันศีรษะ จับนางให้ก้มลงเฆี่ยนตรงนั้น และ ไม่ให้นางเอาเชือกนั้นออก นางทาสีจึงได้ชื่อว่า รัชชมาลา ตั้งแต่นั้นมา. ต่อมาวันหนึ่ง ตอนใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จออกจากมหากรุณา- สมาบัติ ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของ นางรัชชุมาลา และการดำรงอยู่ในสรณะและศีลของนางพราหมณีนั้น จึงเสด็จเข้าไปป่าประทับนั่งที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทรงเปล่งพระพุทธรัศมี มีพรรณะ ๖ ไป. ฝ่ายนางรัชชุมาลาเล่า ถูกเขาเบียดเบียนอยู่เช่นนั้น ทุก ๆ วัน คิดว่าจะมีประโยชน์อะไรด้วยชีวิตอันลำเค็ญเช่นนี้ของเรา ดังนี้ เกิดความเบื่อหน่ายในชีวิต ประสงค์จะตายเสีย จึงถือเอาหม้อน้ำออก จากเรือนไป ทำทีเดินไปท่าน้ำ เข้าไปตามลำดับ ผูกเชือกเข้าที่กิ่งไม้ ต้นหนึ่ง ที่ไม่ไกลต้นไม้ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ประสงค์จะทำ เป็นบ่วงผูกคอตาย มองดูไปข้างโน้นข้างนี้ ก็เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งอยู่ ณ ที่นั้น ดูน่าพอใจ น่าเลื่อมใส ทรงบรรลุความฝึกและ ความสงบอย่างสูงสุด กำลังเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ อยู่. ครั้น เห็นแล้วมีใจถูกความเคารพในพระพุทธเจ้าเหนี่ยวรั้งไว้จึงคิดว่า ทำไฉน
หน้า 404 ข้อ 50
พระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงแสดงธรรมแม้แก่คนเช่นเรา ที่เราได้ฟังแล้ว พึงพ้นจากชีวิตที่ลำเค็ญนี้ได้หนอ. ทีนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอาจาระความประพฤติทางจิต ของนางแล้ว จึงตรัสเรียกว่า รัชชุมาลา. นางได้ยินพระดำรัสนั้นแล้ว เป็นประหนึ่งว่า ถูกโสรจสรงด้วยน้ำอมฤต ได้ถูกปีติสัมผัสไม่ขาดสาย เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วน หนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกถาว่าด้วยสัจจะ ๔ อันเป็นลำดับต่อจาก อนุบุพพีกถาแก่นาง. นางก็ได้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. พระศาสดาทรงดำริว่า การอนุเคราะห์แก่นางรัชชุมาลาเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว บัดนี้นางเกิดเป็นคน ที่ใคร ๆ จะกำจัดไม่ได้แล้ว ดังนี้ จึงเสด็จออกจากป่า ประทับนั่งที่โคน ต้นไม้แห่งหนึ่งไม่ไกลบ้าน. ฝ่ายนางรัชชุมาลา เพราะเหตุที่นางเป็นผู้ไม่ ควรที่จะฆ่าตัวตาย และเพราะเหตุที่นายเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดูแล้ว จึงคิดว่า นางพราหมณีจะฆ่าหรือจะเบียดเบียนเรา หรือจะทำการอย่างใดอย่างหนึ่งก็ตามที ดังนี้ แล้วเอาหม้อตักน้ำกลับไป เรือน. สามียืนอยู่ที่ประตูเรือนเห็นนางแล้วจึงถามว่า วันนี้เธอไปท่าน้ำ ตั้งนานแล้วจึงมา และสีหน้าของเธอก็ดูผ่องใสยิ่งนัก เธอปรากฏโดย อาการเปลี่ยนไป (ไม่เหมือนเดิม) นี่อะไรกัน. นางจึงเล่าความเป็นไป นั้นแก่สามี. พราหมณ์ฟังคำของนางแล้วยินดีไปยังเรือน แล้วกล่าวแก่ลูกสะใภ้ ต่อหน้านางรัชชุมาลาว่า เธอไม่ต้องทำอะไร ดังนี้ แล้วมีใจยินดีรีบไป ยังสำนักของพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ทำปฏิสันถารด้วยความเอื้อเฟื้อ นิมนต์พระศาสดาแล้วนำมาสู่เรือนของตน อังคาสเลี้ยงดูด้วยของเคี้ยวของ
หน้า 405 ข้อ 50
ฉันอันประณีต พอพระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จ ชักพระหัตถ์ออกจาก บาตร จึงเข้าไปเฝ้านั่ง ณ ที่ตรงส่วนข้างหนึ่ง. แม้สะใภ้ของพราหมณ์นั้น ก็เข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. พวกพราหมณ์และคฤหบดี แม้ที่อยู่ในหมู่บ้านคยาคามได้ฟังเรื่อง นั้นแล้ว เข้าไปเผ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บางพวกถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง บางพวกก็เพียงแต่กล่าวทักทายปราศรัยแล้วนั่ง ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสกรรมที่กระทำในชาติก่อนของนางรัชชุมาลา และ ของนางพราหมณีนั้น โดยพิสดารแล้วทรงแสดงธรรมตามสมควรแก่ บริษัทที่มาประชุมกัน. นางพราหมณีและมหาชนที่ประชุมกันในที่นั้น ฟังธรรมนั้นแล้ว ต่างดำรงอยู่ในสรณะ และศีล. พระศาสดาเสด็จลุกขึ้น จากอาสนะ ได้เสด็จไปกรุงสาวัตถีตามเดิม. พราหมณ์ได้ตั้งนางรัชชุมาลา ไว้ในตำแหน่งเป็นลูกสาว. ลูกสะใภ้ของพราหมณ์ก็มองดูนางรัชชุมาลา ด้วยนัยน์ตาแสดงความรัก ปฏิบัติต่อกันด้วยความสิเนหาน่าพอใจทีเดียว ตราบเท่าชีวิตหาไม่. ต่อนานางรัชชุมาลาตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ นางมี อัปสรพันหนึ่งเป็นบริวาร. นางประดับองค์ด้วยเครื่องอาภรณ์อันเป็นทิพย์ มีประมาณบรรทุกหกสิบเล่มเกวียน มีอัปสรพันหนึ่งห้อมล้อม เสวยทิพย์ สมบัติอย่างใหญ่หลวง มีใจเบิกบานเที่ยวเตร่ไปในสวนนันทนวันเป็นต้น. ครั้งนั้นท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเที่ยวเทวจาริก เห็นนางรุ่งโรจน์อยู่ ด้วยเทวานุภาพ ด้วยเทวฤทธิ์อันยิ่งใหญ่ จึงถามถึงกรรมที่นางได้กระทำ ไว้ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 406 ข้อ 50
ดูก่อนเทวดา ท่านมีวรรณะงานยิ่ง กรีดกราย มือและเท้าฟ้อนรำได้เหมาะเจาะ ในเมื่อดนตรี บรรเลงอยู่อย่างไพเราะ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ เสียงทิพย์อันน่าฟัง น่ารื่นรมย์ใจ ก็เปล่งออกจาก อวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เมื่อท่านนั้นร่ายรำอยู่ กลิ่นทิพย์ที่มีกลิ่นอันหอมหวนน่ารื่นรมย์ใจ ก็ฟุ้งขจร ไปจากอวัยวะน้อยใหญ่ทั่วสรรพางค์ เครื่องประดับที่ มวยผมที่แกว่งไกวไปมาตามกาย ก็เปล่งเสียงกังวาน. ให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า ดนตรีเครื่อง ๕ เทริดที่ ถูกลมกระพือพัดเคลื่อนไหวไปตามสายลม ก็เปล่ง เสียงกังวานให้ได้ยิน ปานประหนึ่งว่า เสียงดนตรี เครื่อง ๕ เช่นกัน พวงมาลัยประดับเศียรของท่าน มีกลิ่นหอมน่ารื่นรมย์ใจ ก็ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไป ทุกทิศ ดังหนึ่งต้นมัญชูสกะ (เป็นชื่อต้นไม้ใน สวรรค์ ว่ามีกลิ่นหอมยิ่งนัก) ท่านได้สูดดมกลิ่น หอมนั้น ทั้งได้เห็นรูปอันมิใช่ของมีอยู่ในมนุษย์ ดูก่อนเทวดา อาตมาถามท่าน ขอท่านได้โปรดบอกว่า นี้เป็นผลของกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺเถ ปาเท จ วิคฺคยฺห คือ ขยับมือ และเท้าด้วยอาการหลายอย่าง อธิบายว่า ขยับมือด้วยอาการหลายอย่าง แปลก ๆ กันออกไป ด้วยอำนาจการแสดงท่าร่ายรำต่าง ๆ อย่าง เป็นต้น ว่า รำกำดอกไม้ รำประนมดอกไม้ และเยื้องย่างเท้าด้วยอาการหลายอย่าง
หน้า 407 ข้อ 50
หลาก ๆ ท่าด้วยอำนาจการแสดงท่าแปลก ๆ แห่งการยืน มีการวางเท้า เสมอกันเป็นต้น. ด้วย จ ศัพท์ท่านรวมเอาท่าร่ายรำไว้ด้วยกัน. บทว่า นจฺจสิ แปลว่า ร่ายรำ. บทว่า ยา ตฺวํ ความว่า ท่านใดกระทำการ ฟ้อนรำตามที่กล่าวมาแล้ว. บทว่า สุปฺปวาทิเต ความว่า เมื่อมีการ บรรเลงที่เหมาะสม คือ เมื่อเครื่องดนตรีมีพิณ ซอ ตะโพน และฉิ่ง เป็นต้นที่เขาบรรเลงอยู่ได้จังหวะกับการฟ้อนรำของท่าน ได้แก่ เมื่อ ดนตรีเครื่อง ๕ ที่เขาประโคมอยู่. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในวิมาน หนหลัง. เทวดาถูกพระเถระได้ถามอย่างนี้แล้ว จึงได้พยากรณ์ชี้แจงถึงชาติ ก่อนเป็นต้น ของตนให้ท่านทราบด้วยคาถาเหล่านี้ ในชาติก่อนดีฉันเกิดเป็นทาสีในบ้านชื่อคยา ของพราหมณ์ มีบุญน้อย ไม่มีวาสนา คนทั้งหลาย เรียกชื่อดีฉันว่า รัชชุมาลา ดีฉันเศร้าเสียใจมาก เพราะถูกขู่เข็ญของผู้ที่ด่าทอและโดนตี จึงถือเอาหม้อ น้ำออกไปทำเป็นเหมือนจะไปตักน้ำ ครั้นแล้วได้วาง หม้อน้ำไว้ข้างทางเข้าไปยังป่าชัฏ ด้วยคิดว่า เราจัก ตายในป่านี้แหละ จะมีประโยชน์อะไรเล่าด้วยการ เป็นอยู่ของเราดังนี้ แล้วจึงผูกเชือกเป็นบ่วงให้แน่น แล้วเหวี่ยงไปยังต้นไม้ ทีนั้นก็มองดูไปรอบทิศว่า จะมีใครไหมหนอ อาศัยอยู่ในป่าบ้าง ในที่นั้นดีฉันได้ เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นมุนีบำเพ็ญประโยชน์
หน้า 408 ข้อ 50
เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ประทับนั่งที่โคนต้นไม้ ทรงเพ่ง พินิจอยู่ มิได้ทรงมีภัยแต่ที่ไหน ๆ ความสังเวชใจ ทำให้เกิดขนพองสยองเกล้าอย่างไม่เคยมีได้มีแก่ ดีฉันนั้นว่า ใครหนอแลมาอยู่ในป่านี้ เป็นเทวดาหรือ มนุษย์กันแน่ ใจของดีฉันเลื่อมใสแล้ว เพราะได้เห็น พระองค์ผู้น่าเลื่อมใส ควรแก่ความเลื่อมใส เสด็จ ออกจากป่า (คือกิเลส) บรรลุถึงนิพพานอันปราศจาก ป่าแล้ว ท่านผู้นี้มิใช่คนธรรมดาสามัญเลย ท่านผู้นี้ มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว ยินดีในฌาน มีใจไม่วอก แวกไปตามอารมณ์ภายนอก ทรงเกื้อกูลโลกทั้งมวล จักต้องเป็นพระพุทธเจ้าแน่ ท่านผู้นี้เป็นที่หวาดหวั่น ของเหล่าผู้มิจฉาทิฏฐิ หาผู้เข้าใกล้ได้ยาก ดุจดัง ราชสีห์อาศัยอยู่ในถ้ำ ท่านผู้นี้ยากที่จะได้เห็น เหมือนดอกมะเดื่อ พระตถาคตนั้นตรัสเรียกดีฉันด้วย พระดำรัสอันอ่อนหวาน นี่แน่ะรัชชุมาลา พระองค์ ท่านได้ตรัสกะดีกว่า เธอจงถึงตถาคตเป็นที่พึ่ง ดีฉัน ได้ฟังพระดำรัสอันปราศจากโทษ ประกอบด้วย ประโยชน์ เป็นวาจาสะอาดนิ่มนวล อ่อนโยนไพเราะ ที่จะบรรเทาความโศกทั้งปวงได้นั้นแล้ว พระตถาคต ผู้ทรงบำเพ็ญประโยชน์แก่โลกทั้งปวง ทรงทราบว่า ดีฉันมีจิตอาจหาญดีแล้ว จึงทรงสั่งสอนดีฉันผู้เลื่อมใส มีใจใสสะอาดแล้ว พระองค์ได้ตรัสกะดีฉันว่า นี้ทุกข์
หน้า 409 ข้อ 50
นี้เหตุเกิดทุกข์ นี้ความดับทุกข์ นี้ทางตรงให้ถึงอมตะ ดีฉันตั้งตนอยู่ในพระโอวาทของพระองค์ผู้ทรงเอ็นดู เฉลียวฉลาด จึงได้บรรลุทางนิพพานอันเป็นอมตะ สงบไม่มีการจุติ ดีฉันนั้นมีความรักตั้งอยู่มั่นคงแล้ว ไม่มีที่จะหวั่นไหวในเรื่องทัสสนะ เป็นธิดาผู้บังเกิดใน พระอุระของพระพุทธองค์ด้วยศรัทธาที่หยั่งรากลงแล้ว ดีฉันนั้นรื่นรมย์เที่ยวเล่นบันเทิงใจอยู่ ไม่มีสิ่งน่ากลัว แต่ที่ไหน ๆ ทัดทรงพวงมาลัยทิพย์ ได้ดื่มน้ำหวาน หอมที่ทำให้ร่างกายกระปรี้กระเปร่า นางฟ้านักดนตรี นับได้หกหมื่นกระทำการขับกล่อมดีฉันอยู่ เหล่า เทพบุตรมีชื่อต่าง ๆ กันคือ ชื่ออาฬัมพะ ชื่อคัคคระ ชื่อ ภีมะ ชื่อสาธุวาที ชื่อสังสยะ ชื่อโปกขระ ชื่อสุผัสสะ และเหล่านางอัปสรมีชื่อว่าวีณา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อสุนันทา ชื่อโสณทินนา ชื่อโมกขา ชื่อนันทา ชื่อมิสสเกสี ชื่อปุณฑรีกา ชื่ออติทารุณี ชื่อเอณิปัสสา ชื่อสุปัสสา ชื่อสุภัททา ชื่อมุทุกาวที เหล่านี้ล้วนแต่ เลิศกว่านางอัปศรทั้งหลายในการขับกล่อม เทวดา เหล่านั้นเข้าไปหาดีฉันตามเวลาแล้วกล่าวเชิญชวนว่า มาเถิด พวกเราจะฟ้อนรำ จะขับร้อง จะทำให้ท่าน ร่าเริง ที่นี้มิใช่ที่ของผู้มีได้ทำบุญไว้ แต่เป็นที่ของ ผู้ทำบุญไว้ สวนมหาวันของเทพยเจ้าทั้งหลาย เป็น ที่ไม่เศร้าโศก เป็นที่น่าบันเทิง น่ารื่นรมย์ สำหรับ
หน้า 410 ข้อ 50
ผู้ที่มิได้ทำบุญไว้ สุขไม่มีในโลกนี้และโลกหน้า สุข ในโลกนี้และโลกหน้าจะมีแก่คนทำบุญไว้ ผู้มีประ- สงค์จะอยู่ร่วมกับเทพเหล่านั้น ควรกระทำกุศลให้ มากไว้ เพราะผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว ย่อมพรั่งพร้อม ด้วยโภคสมบัติ บันเทิงในสวรรค์ พระตถาคตทั้ง หลาย เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน เป็นบ่อเกิดแห่งบุญ- เขตของมนุษย์ทั้งหลาย ย่อมอุบัติขึ้นมาเพื่อประโยชน์ แก่ชนหมู่มากจริงหนอ ที่ทายกกระทำบุญในท่านแล้ว ย่อมบันเทิงในสวรรค์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทาสี อหํ ปุเรอาสึ ได้แก่ ใน ชาติก่อนคือมีในปางก่อน ดีฉันได้เป็นนางทาสีในเรือนเบี้ย ในบทนั้น นางกล่าวว่า ของใคร ตอบว่า ของพราหมณ์ในบ้านคยา. ของพราหมณ์ คนหนึ่งในบ้านอันมีชื่อว่าคยา. บทว่า หํ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อปฺปปุญฺา คือ มีโชคน้อยไม่มีบุญ. บทว่า อลกฺขิกา คือ ปราศจาก สิริ เป็นกาลกรรณี. บทว่า รชฺชุมาลาติ มํ วิทู คือ พวกมนุษย์เรียกชื่อ ดีฉันว่า รัชชุมาลา ก็เนื่องด้วยมีเชือกวงแหวนที่เขาผูกไว้แน่นแล้ววางไว้ บนศีรษะ ในเมื่อเขาโกนศีรษะลำบากด้วยจับเส้นผมดึงมาดึงไป เพื่อเหตุ นี้นี่เอง. บทว่า วธานํ แปลว่า เฆี่ยน. บทว่า ตชฺชนาย แปลว่า ด้วยการขู่ให้กลัว. บทว่า อุกฺคตา คือ เพราะการเกิดขึ้นแห่งโทมนัส อย่างเหลือล้น. บทว่า อุทหาริยา คือ จะไปตักน้ำมา อธิบายว่า ทำ เป็นเหมือนจะไปนำเอาน้ำมา.
หน้า 411 ข้อ 50
บทว่า วิปเถ แปลว่า ในที่มิใช่ทางเดิน. ความว่า หลีกออกจาก ทาง. บทว่า กฺวตฺโถ ตัดบทเป็น โก อตฺโถ (ประโยชน์อะไร). อีก นัยหนึ่ง บาลีก็เป็นเช่นเดียวกัน. บทว่า ทฬฺหํ ปาสํ กริตฺวาน คือ การทำบ่วงที่ผูกไว้ให้มั่น ไม่ให้ขาดได้. บทว่า อาสุมฺภิตฺวาน ปาทเป คือ โยนไปที่ต้นไม้ด้วย ทำให้คล้องไว้ที่คบไว้. บทว่า ตโต ทิสาวิโลเกสึ โก นุ โข วนมสฺสิโต อธิบายว่า จะมีใครบ้างไหมหนอที่อยู่โดยเข้าไปสู่ป่านี้ เพราะเหตุจะเป็น อันตรายแก่การตายของเรา. บทว่า สมฺพุทฺธํ เป็นต้น ท่านกล่าวไว้ด้วยอำนาจความเป็นเอง แม้เมื่อนางจะไม่มีความรู้สึกตระหนักแน่เช่นนั้น ในกาลนั้นก็ตาม. บทนั้น มีใจความว่า พึงทราบว่า ชื่อว่าเป็นสัมพุทธะ เพราะพระองค์ตรัสรู้ ธรรมที่ควรตรัสรู้แม้ทั้งสิ้นด้วยพระองค์เองโดยแท้และโดยชอบด้วย ชื่อว่า เป็นผู้เกื้อกูลแก่โลกทั้งมวล เพราะพระองค์มีประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียว แก่โลกแม้ทั้งมวลที่แตกต่างกันโดยประเภทเป็นคนเลวเป็นต้น เพราะทรง ประกอบด้วยพระมหากรุณา ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะทรงรู้โลกทั้งสอง ชื่อว่า ประทับนั่งแล้วด้วยอำนาจแห่งการประทับนั่ง และด้วยไม่มีการเคลื่อนไป จากที่ด้วยอภิสังขารคือกิเลส ชื่อว่าทรงเพ่งพินิจอยู่ด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน ชื่อว่าไม่ทรงมีภัยแต่ที่ไหน ๆ เพราะไม่มีภัยแต่ที่ ไหน ๆ เพราะเหตุที่ภัยพระองค์ตัดขาดแล้วที่โคนต้นโพธิ์นั่นแล. ญาณประกอบด้วยโอตตัปปะ ชื่อว่าความสังเวช. ความสังเวชนั้น เกิดขึ้นแก่นางเพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า ตสฺมา เม อหุ สํเวโค ดังนี้.
หน้า 412 ข้อ 50
บทว่า ปาสาทิกํ แปลว่า นำมาซึ่งความเลื่อมใส. อธิบายว่า เป็นผู้ทำความเลื่อมใสให้เจริญยิ่งขึ้น เพราะความถึงพร้อมด้วยความงาม แห่งพระสรีระของพระองค์อันประดับประดาด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ พระอนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีข้างละวา และพระเกตุมาลาที่ก่อให้เกิด ความเลื่อมใสทั่วไป เป็นของให้สำเร็จประโยชน์สำหรับชนผู้ขวนขวายจะ ดูพระรูปกาย. บทว่า ปาสาทนิยํ คือ ทรงประกอบด้วยพระธรรมกาย สมบัติอันพรั่งพร้อมด้วยพระคุณอันหาประมาณมิได้ คือทศพลญาณ จตุ- เวสารัชชญาณ อสาธารณญาณ ๖ และเป็นแดนเกิดแห่งพระพุทธธรรม อันประเสริฐ ๑๘ ประการที่ชนผู้เห็นสมจะพึงเลื่อมใส. อธิบายว่า เป็นที่ ตั้งแห่งความเลื่อมใส. บทว่า วนา คือ หลีกออกจากป่าคือกิเลส. บทว่า นิพฺพนมาคตํ คือ เข้าถึง ได้แก่บรรลุธรรมที่ปราศจากตัณหา คือนิพพาน นั่นเอง. บทว่า ยาทิสกีทิโส คือ คนธรรมดาสามัญ อธิบายว่า คนทั่ว ๆไป. พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า มีพระอินทรีย์อันทรงคุ้มครองแล้ว เพราะพระอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ พระองค์ทรงคุ้มครองได้แล้วด้วย มรรคอันยอดเยี่ยม. ทรงพระนามว่า ยินดีในฌาน เพราะทรงยินดียิ่งใน ผลฌานอันเลิศ. ทรงพระนามว่า มีพระทัยไม่วอกแวกไปภายนอก เพราะทรงมีพระทัยหลีกออกจากอารมณ์มีรูปเป็นต้น อันเป็นภายนอก แล้วหยั่งลงในพระนิพพานอันเป็นอารมณ์ภายใน. ทรงพระนามว่า เป็นที่ หวาดหวั่นของมิจฉาทิฏฐิกบุคคลผู้น่ากลัว เพราะอันมิจฉาทิฏฐิกบุคคลผู้ มีความหลงผิดด้วยกลัวจะถูกปลดเปลื้องจากการถือผิด และเพราะให้เกิด ความกลัวแก่เขาเหล่านั้น. ทรงพระนามว่า หาผู้เข้าใกล้ได้ยาก เพราะอัน บุคคลผู้ประโยควิบัติและอาสยวิบัติเข้าถึงไม่ได้ และอันใคร ๆ จะพึงเข้าใกล้
หน้า 413 ข้อ 50
ไม่ได้. บทว่า ทุลฺลภายํ ตัดบทเป็น ทุลฺลโภ อยํ. บทว่า ทสฺสนาย คือ แม้เพื่ออันเห็น. บทว่า ปุปฺผํ อุทุมฺพรํ ยถา ความว่า ดอกที่มี ในต้นมะเดื่อเป็นของเห็นได้ยาก บางคราวก็มี บางคราวก็ไม่มี ฉันใด การเห็นบุคคลผู้สูงสุดเช่นนี้ ก็ฉันนั้น. พึงทราบโยชนาดังนี้ พระตถาคตนั้นทรงร้องเรียกคือตรัสเรียกดีฉัน ว่า รัชชุมาลา ด้วยพระวาจาอันอ่อนโยน คือด้วยพระวาจาอันละเอียดอ่อน แล้วได้ตรัสคือได้ทรงบอกดีฉันว่า ท่านจงถึงตถาคตที่กล่าวโดยนัยเป็นต้น ว่า ผู้เสด็จมาแล้วอย่างนั้น คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะ. บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ. บทว่า คิรํ แปลว่า วาจา. บทว่า เนลํ คือ ไม่มีโทษ. บทว่า อตฺถวตึ แปลว่า ประกอบด้วย ประโยชน์ คือ เป็นไปกับด้วยประโยชน์ หรือว่ามีประโยชน์โดยส่วนเดียว. วาจาชื่อว่า สะอาด เพราะเป็นวาจาที่มีความสะอาด. วาจาชื่อว่า ละเอียด อ่อน เพราะเป็นวาจาไม่หยาบคาย. ชื่อว่าอ่อนโยน เพราะการทำเวไนย- สัตว์ให้อ่อนโยน. ชื่อว่า ไพเราะ เพราะความเป็นวาจาน่าฟัง. บทว่า สพฺพโสกาปนูทนํ พึงทราบสัมพันธ์ดังนี้ ดีฉันได้มีจิตเลื่อมใสแล้ว เพราะได้ฟังพระดำรัสอันบรรเทาความโศก ซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากเหตุมีความ พินาศแห่งญาติเป็นต้นได้หมดสิ้น. นางกล่าวหมายเอาอนุบุพพีกถาของ พระผู้มีพระภาคเจ้าที่เริ่มต้นแต่ทานกถานั้นทั้งหมด สืบต่อเป็นไปด้วย อำนาจแห่งการทำให้แจ้งซึ่งอานิสงส์ในเนกขัมมะ. เพราะเหตุนั้น นางจึง กล่าวคำเป็นต้นว่า กลฺลจิตฺตญฺจ มํ ตฺวา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺลจิตฺตํ คือ มีจิตอันควรแก่การงาน. อธิบายว่า มีจิตเหมาะแก่การงานโดยเข้าถึงความเป็นภาชนะของธรรม
หน้า 414 ข้อ 50
เบื้องหน้าจากโทษแห่งจิตมีความไม่มีศรัทธาเป็นต้นด้วยเทศนาที่เป็นไปใน หนหลัง คือมีจิตเหมาะสมแก่ภาวนากรรม. เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า ปสนฺนํ สุทฺธมานสํ. บรรดาบทเหล่านั้น นางกล่าวถึงการปราศจาก ความไม่มีศรัทธาด้วยบทนี้ว่า ปสนฺนํ. ด้วยบทนี้ว่า สุทฺธมานสํ นางแสดง ถึงความที่จิตอ่อนและความที่จิตมีอารมณ์เลิศด้วยการปราศจากนิวรณ์มีกาม ฉันท์เป็นต้น. บทว่า อนุสาสิ แปลว่า ตรัสสอนแล้ว อธิบายว่า ทรง ยกขึ้นแสดงถึงความเปลี่ยนแปลงแห่งความเป็นไปของธรรมเทศนาที่พระ- องค์ทรงยกขึ้นแสดงเองพร้อมทั้งอุบาย เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า อิทํ ทุกฺขํ เป็นต้น. เพราะคำนี้เป็นคำแสดงถึงอาการที่ทรงพร่ำสอน. พึงทราบสัมพันธ์ในบรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ ทุกฺขนฺติ มํ อโวจ ความว่า พระองค์ได้ตรัสแก่ดีฉันว่า ธรรมชาติอันเป็นไปในภูมิ ๓ มีตัณหาเป็นโทษนี้เป็นของต่ำช้า เพราะมีอันเบียดเบียนเป็นสภาพ เป็นทุกขอริยสัจ เพราะเป็นของว่างเปล่าเป็นสภาพและเพราะเป็นของแท้. บทว่า อยํ ทุกฺขสฺสสมฺภโว ความว่า ตัณหาต่างชนิดมีกามตัณหาเป็น ต้นนี้ เป็นแดนเกิด คือ เป็นแดนมีขึ้น เป็นการอุบัติขึ้นเป็นเหตุ ชื่อว่า สมุทัยอริยสัจ. บทว่า ทุกฺขนิโรโธ มคฺโค ความว่า ความสงบระงับ แห่งทุกข์ เป็นสังขตธาตุ จัดเป็นนิโรธอริยสัจ. ชื่อว่า เป็นหนทาง เพราะเว้นเสียได้ซึ่งที่สุด ๒ อย่าง ชื่อว่า หยั่งลงสู่อมตะ เพราะเป็น ปฏิปทามีปกติให้ถึงพระนิพพาน ชื่อว่า มรรคอริยสัจ พระองค์ได้ตรัส กะดีฉันดังนี้. บทว่า กุสลสฺส คือ ทรงฉลาดในการประทานพระโอวาทในการ ทรงฝึกฝนเวไนยสัตว์ ผู้ไม่มีโทษเพราะเป็นข้อปฏิบัติเพื่อความไม่ประมาท
หน้า 415 ข้อ 50
หรือเพราะเป็นเครื่องถึงธรรมอันสุดยอด. บทว่า โอวาทมฺหิ อหํ ิตา ความว่า ดีฉันตั้งมั่นแล้วในพระโอวาท คือ ในคำพร่ำสอนตามที่กล่าว แล้ว โดยการะเทงตลอดซึ่งสัจจะด้วยการบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในสิกขา ๓. เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า อชฺฌคา อมตํ สนฺตึ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ คำนี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งการตั้งอยู่ในพระโอวาท. นางได้บรรลุคือได้ถึง ทางพระนิพพาน ชื่อว่า อมตะ เพราะไม่มีความตาย. เหตุเป็นของเที่ยง ชื่อว่า สงบระงับ เพราะเข้าไปสงบระงับทุกข์ทั้งปวง. ชื่อว่า อันไม่มีจุติ เพราะเป็นเหตุให้ผู้ได้บรรลุแล้วไม่จุติ. นางชื่อว่าตั้งอยู่ในพระโอวาทของ พระศาสดาโดยส่วนเดียว. บทว่า อวฏฺิตา เปมา คือ มีความภักดีมั่นคง ได้แก่มีความเยื่อใย ด้วยความเลื่อมใสไม่หวั่นไหวในพระรัตนตรัย. นางเป็นผู้ไม่หวั่นไหว คือ อันใครให้หวั่นไหวมิได้ในความเห็นชอบนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ธรรมอันพระองค์ตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้ เพราะเหตุที่นางชื่อว่า ไม่หวั่นไหวในทัสสนะ. ก็การไม่หวั่นไหวนั้น มีได้เพราะอะไร เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า เพราะศรัทธาที่เกิดรากเหง้า ขึ้นแล้ว . นางแสดงว่า ดีฉันมีปกติไม่หวั่นไหวเพราะศรัทธาที่เกิดรากเหง้า ขึ้นแล้วด้วยรากเหง้า กล่าวคือการรู้แจ้งสัจจะในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดย นัยเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ ใน พระธรรมของพระองค์โดยนัยเป็นต้นว่า ธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ดีแล้ว ในพระสงฆ์ของพระองค์โดยนัยเป็นต้นว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้- มีพระภาคเจ้าปฏิบัติดีแล้ว. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ นางจึงชื่อว่าเป็นธิดา ผู้บังเกิดจากพระอุระของพระพุทธเจ้า คือเป็นบุตรีผู้เกิดจากพระอุระ
หน้า 416 ข้อ 50
เพราะเป็นผู้มีกำเนิดดีอันเกิดจากความพยายามที่พระอุระของพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า. บทว่า สาหํ รมามิ ความว่า ดีฉันนั้นมาเกิดเป็นเทพเจ้าในบัดนี้ เพราะการเกิดเป็นพระอริยเจ้าในครั้งนั้น จึงยินดีในมรรค และยินดี ในผล ดีฉันเที่ยวเล่นอยู่ด้วยความยินดีในกามคุณ. ดีฉันบันเทิงอยู่แม้ด้วย ความยินดีทั้งสอง. ชื่อว่า ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน เพราะเป็นผู้มีภัยคือการ ติเตียนตนเป็นต้น ไปปราศแล้ว. บทว่า มธุมทฺทวํ คือ น้ำที่กระทำ ให้กระปรี้กระเปร่า, กระชุ่มกระชวย กล่าวคือน้ำผึ้ง นางกล่าวหมายเอาน้ำ ที่มีกลิ่นหอมที่นำมาซึ่งความกระปรี้กระเปร่าแห่งเนื้อตัวและสุ้มเสียง ใน เวลาฟ้อนรำและขับร้อง. บางอาจารย์กล่าวว่า มธุมาทวํ ความว่า ดีฉัน ดื่มน้ำหวานที่ทำให้รื่นเริง เพียงเล่นสนุกสนานมีแต่เที่ยวสนุกไป. บทว่า ปุญฺกฺเขตฺตานมากรา ความว่า พระตถาคตเป็นบ่อเกิด คือเป็นสถานที่เกิดขึ้นแห่งพระอริยะผู้ตั้งมั่นอยู่ในมรรคและผล ผู้เป็นบุญ- เขตของโลกพร้อมทั้งเทวโลก คือพระอริยสงฆ์. บทว่า ยตฺถ คือ ใน บุญเขตใด. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ฟังประวัตินี้แล้วกลับมามนุษยโลกกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้- มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นเหตุเกิดเรื่องแล้ว ทรงแสดงธรรม แก่บริษัทที่มาประชุมกัน. เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล้วด้วย ประการฉะนี้. จบอรรถกถารัชชุมาลาวิมาน
หน้า 417 ข้อ 50
การพรรณนาเนื้อความแห่งมัญชิฏฐกวรรคที่ ๔ ที่ประดับด้วยเรื่อง ๑๒ เรื่อง ในวิมานวัตถุแห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อปรมัตถทีปนี จบแล้วด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาอิตถีวิมาน รวมวิมานที่มีในวรรคนี้คือ ๑. มัญชิฏฐกวิมาน ๒. ปภัสสรวิมาน ๓. นาควิมาน ๔. อโลม- วิมาน ๕. กัญชิกทายิกาวิมาน ๖. วิหารวิมาน ๗. จตุริตถีวิมาน ๘. อัมพวิมาน ๙. ปีตวิมาน ๑๐. อุจฉุวิมาน ๑๑. วันทนวิมาน ๑๒. รัชชุมาลาวิมาน และอรรถกถา.
หน้า 418 ข้อ 51
๒. ปุริสวิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ ๑. มัณฑูกเทวปุตตวิมาน ว่าด้วยมัณฑูกเทวปุตตวิมาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๑] ใครรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีวรรณะ งาม ทำทิศทุกทิศให้สว่างไสว กำลังไหว้เท้าของเรา. เทพบุตรกราบทูลว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบอยู่ในน้ำ มีน้ำเป็นถิ่นที่หากิน กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่ คนเลี้ยงโคก็ฆ่าเสีย ขอพระองค์โปรดดูฤทธิ์และยศ ดูอานุภาพ วรรณะ และความรุ่งเรืองของความ เลื่อนใสแห่งจิตเพียงครู่เดียว ของข้าพระองค์ ข้า- แต่ท่านพระโคดม ชนเหล่าใดได้ฟังธรรมของพระ- องค์ตลอดกาลยาวนาน ชนเหล่านั้นก็ถึงฐานะที่ไม่ หวั่นไหว ซึ่งคนไปแล้วไม่เศร้าโศกเลย. จบมัณฑูกเทวปุตตวิมาน
หน้า 419 ข้อ 51
ปุริสวิมานวัตถุ มหารถวรรคที่ ๕ อรรถกถามัณฑูกเทวปุตตวิมาน มัณฑูกเทวปุตตวิมาน มีคาถาว่า โก เม วนฺทติ ปาทานิ เป็นต้น. มัณฑกเทวปุตตวิมานเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ริมฝั่งสระโบกขรณี ชื่อ คัคครา นครจัมปา เวลาใกล้รุ่ง พระองค์ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติอันเป็นพุทธา- จิณวัตร ทรงออกจากสมาบัตินั้น แล้วทรงตรวจดูเหล่าสัตว์พวกที่เป็น เวไนยพอจะแนะนำได้ ทรงเห็นว่า เวลาเย็นวันนี้ เมื่อเรากำลังแสดงธรรม กบตัวหนึ่งถือนิมิตในเสียงของเรา จักตายด้วยความพยายามของผู้อื่นแล้ว บังเกิดในเทวโลก มาให้มหาชนเห็นพร้อมด้วยเทพบริวารเป็นอันมาก คนเป็นจำนวนมากจักได้ตรัสรู้ธรรมในที่นั้น ครั้นทรงเห็นแล้ว เวลาเช้า ทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและจีวร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังจัมปานครพร้อม ด้วยภิกษุหมู่ใหญ่ ทรงทำให้ภิกษุทั้งหลายหาบิณฑบาตได้ง่าย เสวยภัตกิจ เสร็จแล้วเสด็จเข้าพระวิหาร เมื่อภิกษุทั้งหลายทำวัตรปฏิบัติแล้วไปที่พัก กลางวันของตน ๆ ก็เสด็จเข้าพระคันธกุฎี ทรงใช้เวลาครั้งวันให้หมด ไปด้วยสุขในผลสมาบัติ เวลาเย็นเมื่อบริษัททั้ง ๔ ประชุมกัน เสด็จออก จากพระคันธกุฎีอันหอมตลบ เสด็จเข้ามณฑปศาลาประโยคชุมธรรม ริมฝั่งสระโบกขรณี ด้วยพระปาฏิหาริย์ซึ่งเหมาะแก่ขณะนั้น ประทับนั่ง
หน้า 420 ข้อ 51
เหนือพระบวรพุทธอาสน์ที่ประดับไว้ ทรงเปล่งพระสุรเสียงเพียงดัง เสียงพรหม ซึ่งประกอบด้วยองค์ ๘ (๑. วิสฺสฏฺ สละสลวย ๒ มญฺชุ ไพเราะ ๓. วิญฺเยฺย ชัดเจน ๔. สวนีย เสนาะโสต ๕. อวิสารี ไม่ เครือพร่า ๖. พินฺทุ กลมกล่อม ๗. คมฺภีร ลึก ๘. นินฺนาที มี กังวาน ) ราวกะว่าพญาไกรสรสีหราชมิหวาดหวั่น บันลือสีหนาทเหนือ พื้นมโนศิลาฉะนั้น ทรงเริ่มแสดงธรรมด้วยพระพุทธสีลาอันหาอุปมามิได้ ด้วยพระพุทธานุภาพอันเป็นอจินไตย. ในขณะนั้น กบตัวหนึ่งมาแต่สระโบกขรณี จึงนอนถือนิมิตใน พระสุรเสียงด้วยธรรมสัญญาว่า นี้เรียกว่าธรรม อยู่ท้ายบริษัท ขณะนั้น คน เลี้ยงลูกโคคนหนึ่งมายังที่นั้น เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม และ บริษัทกำลังฟังธรรมอย่างสงบเงียบส่งใจไปในเรื่องนั้น ยืนถือไม้ [สำหรับ ต้อนโค] ไม่ทันเห็นกบจึงได้ยืนปักไม้บนหัวกบเข้า กบมีจิตเลื่อมใสด้วย ธรรมสัญญา ทำกาละตายในขณะนั้นเอง ไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหมือนหลับแล้วตื่นขึ้น เห็นตนถูก หมู่อัปสรแวดล้อม นึกดูว่า เรามาแต่ไหนจึงบังเกิดในที่นี้ เห็นชาติก่อน นึกทบทวนดูว่า เราเกิดในที่นี้ และได้รับสมบัติเช่นนี้ เราทำกรรมอะไร หนอ ไม่เห็นกรรมอื่น นอกจากถือนิมิตในพระสุรเสียงของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า เทพบุตรนั้นมาพร้อมด้วยวิมานในขณะนั้นเอง ลงจากวิมาน ทั้งที่มหาชนเห็นอยู่นั่นแล เข้าไปถวายบังคมพระยุคลบาทของพระผู้มี พระภาคเจ้าด้วยเศียรเกล้า แล้วยืนประคองอัญชลีนมัสการอยู่ ด้วยอานุ- ภาพทิพย์ยิ่งใหญ่ ด้วยบริวารหมู่ใหญ่.
หน้า 421 ข้อ 51
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเทพบุตรนั้น เพื่อจะทรง ทำผลแห่งกรรมและพุทธานุภาพให้ประจักษ์แก่มหาชน จึงตรัสถามว่า ใครรุ่งเรืองด้วยฤทธิ์ ด้วยยศ มีวรรณะงาม ทำทิศทุกทิศให้สว่างไสว กำลังไหว้เท้าของเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก ได้แก่ บรรดาเทวดานาคยักษ์ และมนุษย์เป็นต้น ใคร ความว่า เป็นประเภทไหน. บทว่า เม แปลว่า ของเรา. บทว่า ปาทานิ แปลว่า เท้าทั้งสอง. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ด้วยเทพฤทธิ์นี้ คือเช่นนี้. บทว่า ยสฺสา ได้แก่ ด้วยบริวารและด้วย เกียรติที่กำหนดไว้นี้ คือเช่นนี้ บทว่า ชลํ แปลว่า โชติช่วงอยู่. ว่า อภิกฺกนฺเตน ได้แก่ น่ารัก น่าใคร่ คืองามเหลือเกิน. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ ผิวพรรณ ความว่า ประกายวรรณะของร่างกาย. ครั้งนั้น เทพบุตรเมื่อกระทำให้แจ้ง ซึ่งชาติก่อนเป็นต้นของตน ได้ทูลพยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านั้นว่า เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์เป็นกบอยู่ในน้ำ มี น้ำเป็นถิ่นที่หากิน กำลังฟังธรรมของพระองค์อยู่ คนเลี้ยงโคก็ฆ่าเสีย ขอพระองค์โปรดดูฤทธิ์และยศ ดูอานุภาพวรรณะและความรุ่งเรืองของความเลื่อมใส แห่งจิตเพียงครู่เดียวของข้าพระองค์ ข้าแต่ท่านพระ- โคดม ชนเหล่าใด ได้ฟังธรรมของพระองค์ตลอด กาลยาวนาน ชนเหล่านั้นก็ถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ซึ่ง คนไปแล้วไม่เศร้าโศกเลย.
หน้า 422 ข้อ 51
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุเร แปลว่า ในชาติก่อน. บทว่า อุทเก นี้ เป็นบทแสดงที่เกิดของตนในกาลนั้น. ด้วยบทว่า อุทเก มณฺฑูโก นั้น ย่อมเป็นอันเทพบุตรทำการกลับชาติของกบ ในเพราะ ผลของซากที่ขึ้นพองเป็นต้น. ชื่อว่า โคจร เพราะอรรถว่า เป็นที่เที่ยว ไปของโคทั้งหลาย ชื่อว่า โคจร เพราะเหมือนที่เที่ยวไปของโค คือที่ แสวงหาอาหาร ชื่อว่า วาริโคจโร เพราะอรรถว่า มีวารีคือน้ำ เป็นที่ แสวงหาอาหารของกบนั้น ความจริง สัตว์ไร ๆ มีเต่าเป็นต้น แม้เที่ยว ไปในน้ำ แต่ก็ไม่ใช่เป็นพวกวาริโคจร มีน้ำเป็นถิ่นที่กิน ดังนั้น ท่าน จึงกล่าวให้แปลกไปว่า วาริโคจโร. บทว่า ตว ธมฺมํ สุณนฺตสฺส ความว่า กำลังฟังธรรมของพระองค์ผู้ทรงแสดงอยู่ ด้วยพระสุรเสียงเพียงดังเสียง พรหม ไพเราะดังเสียงร้องของนกการเวก ด้วยถือนิมิตในพระสุรเสียงว่า นี้เรียกว่าธรรม ถือนิมิตในพระสุรเสียง. ฉัฏฐีวิภัตตินั้น พึงทราบว่าลง ในอรรถอนาทร (แปลว่า เมื่อ). บทว่า อวชี วจฺฉปาลโก ความว่า เด็กเลี้ยงโค ชื่อว่าคนเลี้ยงโค รักษาลูกโคทั้งหลาย มาใกล้ข้าพระองค์ ยืนถือท่อนไม้ ปล่อยท่อนไม้ลงบนศีรษะข้าพระองค์ ทำให้ข้าพระองค์ ตาย. บทว่า มุหุตฺตํ จิตฺตปฺปสาทสฺส ความว่า ความเลื่อมใสแห่งจิต ที่เกิดขึ้นชั่วครู่ในพระธรรมของพระองค์ เป็นเหตุ. บทว่า อิทฺธึ แปลว่า ความสำเร็จ ความว่า ความสง่าผ่าเผยอันเป็นทิพย์. บทว่า ยสํ ได้แก่ บริวารยศ. บทว่า อานุภาวํ ได้แก่ อานุภาพอันเป็นทิพย์มีความเป็นผู้มี วรรณะงามเป็นต้น. บทว่า วณฺณํ ได้แก่ ความพรั่งพร้อมแห่งรัศมีใน ร่างกาย. บทว่า ชุตึ ได้แก่ แสงวิเศษสามารถแผ่ไปได้ถึง ๑๒ โยชน์.
หน้า 423 ข้อ 51
บทว่า เย แปลว่า สัตว์เหล่าใด จ ศัพท์ลงในอรรถพยติเรก. บทว่า เต แปลว่า ของพระองค์. บทว่า ทีฆมทฺธานํ ได้แก่ เวลามาก. บทว่า อสฺโสสุํ แปลว่า ฟังแล้ว. เทพบุตรเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยพระโคตรว่า โคตมะ. บทว่า อจลฏฺานํ ได้แก่ พระนิพพาน ใน บทนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคดม สัตว์เหล่า ใด ทำบุญไว้แล้ว มิได้ฟังธรรมสิ้นเวลานิดหน่อย เหมือนข้าพระองค์ ได้ฟังแล้ว คือได้โอกาสที่จะฟังพระธรรมของพระองค์ตลอดเวลานาน สัตว์เหล่านั้น ชื่อว่าทำลายสังสารวัฏเด่นชัดตลอดกาลนาน สัตว์เหล่านี้ ไปในที่ใดไม่พึงเศร้าโศก สัตว์เหล่านั้นถึงที่นั้นที่ไม่เศร้าโศก อันชื่อว่า ไม่หวั่นไหว เพราะความเป็นของเที่ยง คือสันติบท (พระนิพพาน) เพราะถึงสันติบทนั้น สัตว์เหล่านั้นจึงไม่มีอันตราย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอุปนิสัยสมบัติของเทพ- บุตรนั้น และของบริษัทที่ประชุมกันอยู่ แล้วทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร จบเทศนา เทพบุตรนั้นตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล สัตว์แปดหมื่นสี่พันได้ ตรัสรู้ธรรม เทพบุตรนั้นถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำประทักษิณ ทำอัญชลีแด่ภิกษุสงฆ์ พร้อมด้วยบริวารกลับเทวโลก. จบอรรถกถามัณฑูกเทวปุตตวิมาน
หน้า 424 ข้อ 52
๒. เรวตีวิมาน ว่าด้วยเรวตีวิมาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า [๕๒] ญาติมิตรและสหายผู้มีใจดี ย่อมยินดี ต้อนรับบุคคลผู้ร้างแรมไปนาน แล้วกลับมาโดย สวัสดีจากที่ไกล ฉันใด แม้บุญที่ทำแล้ว ก็ฉันนั้น บุญทั้งหลายย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญ ผู้ไปจาก โลกนี้สู่โลกอื่น เหมือนญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับ มาฉะนั้น. ยักษ์สองคนกล่าวกะนางเรวดีว่า ลุกขึ้น แม่เรวดี ตัวชั่วร้ายผู้ไม่ปิดประตู (นรก) ผู้มีปกติไม่ให้ทาน เราจักนำเจ้าไปในที่ที่ พวกสัตว์นรก ผู้ตกยาก เพียบด้วยทุกข์ ต้องถอน ใจอยู่. พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า ยักษ์ใหญ่นัยน์ตาแดงสองตนนั้น เป็นทูตของ พญายม กล่าวดังนี้ทีเดียว แล้วจับแขนนางเรวดี คนละข้าง นำเข้าไปใกล้หมู่เทวดา. นางเรวดีถามยักษ์สองตนว่า
หน้า 425 ข้อ 52
วิมานงาม มีรัศมีดังดวงอาทิตย์ งามสว่างจ้า คลุมด้วยข่ายทอง มีเทพอัปสรเกลื่อนกลาด นั่นเป็น วิมานของใคร รุ่งเรืองเพียงแสงอาทิตย์ หมู่เทพนารี ไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ ทำวิมานให้งดงามทั้งสองด้าน วิมานนั้นปรากฏมีรัศมีเสมอดวงอาทิตย์ ใครขึ้น สวรรค์บันเทิงอยู่ในวิมาน. ยักษ์เหล่านั้นได้บอกแก่นางเรวดีว่า ในกรุงพาราณสี มีอุบาสกชื่อนันทิยะ เป็น คนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี เป็นผู้รู้ถ้อยคำ วิมานที่ มีอัปสรเกลื่อนกลาด รุ่งเรืองเพียงแสงอาทิตย์ นี้เป็น ของอุบาสกนั้น หมู่เทพนารีไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ ทำให้วิมานงดงามทั้งสองด้าน วิมานนั้นปรากฏมี รัศมีเสมอดวงอาทิตย์ นันทิยะอุบาสกนั้น ขึ้นสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน. นางเรวดีกล่าวว่า ดีฉันเป็นภรรยาของนันทิยะ เป็นเจ้าของเรือน เป็นใหญ่ของตระกูลทั้งหมด บัดนี้ ดีฉันจักยินดีใน วิมานของสามี ไม่ปรารถนาเห็นนรก. ยักษ์เหล่านั้นกล่าวว่า แน่ะนางตัวชั่วร้าย นี่แหละนรกของเจ้า เจ้า ไม่ทำบุญในมนุษยโลก ด้วยว่า คนตระหนี่ โกรธ
หน้า 426 ข้อ 52
เคือง มีบาปธรรม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายของผู้ ขึ้นสวรรค์. นางเรวดีถามนิรยบาลว่า คูถ มูตร และของไม่สะอาด เห็นกันได้ เฉพาะหรือหนอ อุจจาระนี้มีกลิ่นเหม็นหรือ มันฟุ้ง ไปได้หรือ. นิรยบาลกล่าวว่า นรกนี้ชื่อสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เป็นนรกที่ เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่หลายพันปี นะเรวดี. นางเรวดีถามว่า ดีฉันทำกรรมชั่วด้วยกาย วาจา ใจ หรือหนอ ดีฉันได้นรกสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เพราะบาป กรรมอะไร. นิรยบาลกล่าวว่า เจ้าหลอกลวงสมณะ พราหมณ์ และวณิพก ทั้งหลาย ด้วยมุสาวาท เจ้าทำบาปนั้นไว้ เพราะ บาปนั้น เจ้าจึงได้นรกสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นหลายพันปี นะเรวดี นิรยบาลทั้งหลายตัดมือและเท้า ตัดหูและจมูก และ ยังมีฝูงกามารุมจิกกินเจ้าที่ดิ้นรนอยู่. นางเรวดีกล่าวว่า
หน้า 427 ข้อ 52
โปรดเถิด ขอท่านทั้งหลายช่วยนำดีฉันกลับ ดีฉันจักกระทำบุญให้มาก ด้วยทาน สมจริยา สัญญมะ และทมะ ที่คนทั้งหลายทำแล้วจะมีความสุข และ ไม่ต้องเดือดร้อนภายหลัง. นิรยบาลกล่าวว่า เมื่อก่อนเจ้าประมาทแล้ว บัดนี้คร่ำครวญอยู่ เจ้าจักเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย ที่เจ้าทำไว้เอง. นางเรวดีกล่าวว่า ใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก ถูกถามแล้ว พึงกล่าวคำของดีฉันอย่างนี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจง ถวายทาน ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ ในสมณ- พราหมณ์ ผู้วางอาชญาแล้ว ด้วยว่า คนตระหนี่ โกรธเคือง มีบาปธรรม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหาย ของผู้ขึ้นสวรรค์. ดีฉันนั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ถ้อยคำของผู้ขอทาน สมบูรณ์ด้วยศีล จัก กระทำกุศลให้มาก ด้วยทาน สมจริยา สัญญมะ และทมะแน่. ดีฉันจักปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น จักตัดทางเข้ารูป ในที่ที่เดินไปลำบาก จักขุดบ่อและตั้งน่าดื่มไว้ ด้วย ใจที่ผ่องใส.
หน้า 428 ข้อ 52
ดีฉันจักเข้าจำอุโบสถประกอบด้วยองค์แปด ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอด ปาฏิหาริยปักษ์ สำรวมในศีลทุกเมื่อ และจักไม่ ประมาทในทาน ผลกรรมนี้ ดิฉันเห็นแล้วด้วยตนเอง. ลำดับนั้น พวกนิรยบาลได้โยนนางเรวดีผู้กำลัง รำพันเพ้อดิ้นรนอยู่อย่างนั้น จากที่นั้น ลงนรกที่น่ากลัว หัวลงดินตีนชี้ฟ้า ด้วยประการฉะนี้. นางเรวดีกล่าวในที่สุดว่า เมื่อก่อน ดีฉันเป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณ- พราหมณ์ และหลอกลวงสามีด้วยเรื่องไม่จริง จึง หมกไหม้ในนรกที่น่ากลัว ดังนี้. จบเรวตีวิมาน อรรถกถาเรวตีวิมาน เรวตีวิมาน มีความว่า อุฏฺเหิ เรวเต สุปาปธมฺเม เป็นต้น เรวตีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน กรุง พาราณสี สมัยนั้น ตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธาในกรุงพาราณสี มีบุตร ชื่อนันทิยะ เป็นอุบาสก ถึงพร้อมด้วย ศรัทธา เป็นทายก เป็นทานบดี เป็นผู้บำรุงพระสงฆ์ ครั้งนั้น บิดามารดาของเขามีความประสงค์จะนำ
หน้า 429 ข้อ 52
หญิงสาวชื่อ เรวดี ธิดาของลุงมาแต่เรือนที่พวกญาติอยู่กันพร้อมหน้า แต่ นางเป็นคนไม่มีศรัทธา มีปกติไม่ให้ทาน นันทิยะจึงไม่ต้องการนาง มารดาของนันทิยะพูดกะเรวดีว่า แม่หนู เจ้ามาเรือนนี้แล้ว จงเอาโคมัย สดไล้ทาที่นั่งของภิกษุสงฆ์ ปูลาดอาสนะ ทั้งเชิงรองบาตร เวลาภิกษุ ทั้งหลายมา จงไหว้ รับบาตร นิมนต์ให้นั่ง เอาที่กรองน้ำกรองน้ำดื่ม แล้วล้างบาตรเวลาพระฉันเสร็จแล้ว อย่างนี้ จักเป็นที่ยินดีของลูกฉัน นางก็ได้ทำตามคำสั่งสอน ลำดับนั้น บิดามารดาบอกนันทิยะว่า เรวดีเป็น หญิงที่พอสั่งสอนได้ เมื่อนันทิยะรับว่า ดีแล้ว จึงกำหนดวันแล้วทำพิธี อาวาหมงคล. ครั้งนั้น นันทิยะกล่าวกะนางว่า ถ้าเธอจักบำรุงภิกษุสงฆ์และบิดา มารดาของฉัน เมื่อเป็นอย่างนี้ เธอก็อยู่ในเรือนนี้ได้ อย่าประมาทนะ นางรับคำว่า ดีแล้ว เป็นเหมือนมีศรัทธาอยู่ตลอดเวลา อนุวัตรตามสามี ตลอดบุตร ๒ คน บิดามารดาของนันทิยะได้ทำกาละตายแล้ว ความเป็น ใหญ่ทุกอย่างในเรือนได้ตกอยู่แก่นางคนเดียว แม้นันทิยะก็ได้เป็นมหา- ทานบดี เริ่มตั้งทานถวายภิกษุสงฆ์ เริ่มตั้งปากวัตร (หุงข้าวเป็นประจำ) ที่ประตูเรือนไว้สำหรับคนยากไร้และคนเดินทางเป็นต้น เขาสร้างศาลา ๔ หลัง ประดับด้วยห้อง ๔ ห้อง ที่อิสิปตนมหาวิหาร ให้จัดตั้งเตียง ตั่งเป็นต้น ถวายมหาทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข แล้ว หลั่งน้ำทักษิโณทกลงในพระหัตถ์ของพระตถาคต มอบถวาย. พร้อมกับ การถวายน้ำทักษิโณทก ได้มีปราสาททิพย์ ล้วนแล้วไปด้วยรัตนะ ๗ ประการ ทั้งยาวและกว้าง ๑๒ โยชน์ โดยรอบสูงร้อยโยชน์ เอิกเกริกไป ด้วยหมู่นางอัปสรพันหนึ่ง ได้ผุดขึ้น ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
หน้า 430 ข้อ 52
ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปเที่ยวเทวจาริกเห็นปราสาทนั้น ถามพวกเทพบุตรที่มาไหว้ว่า นี้ปราสาทของใคร. เทพบุตรทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เจ้าของปราสาทหลังนี้ ชื่อนันทิยะ เป็นบุตรของกุฎุมพี กรุงพาราณสี ในโลกมนุษย์ ได้สร้าง ศาลา ๔ หลัง ที่อิสิปตนมหาวิหาร ถวายสงฆ์ ปราสาทหลังนี้บังเกิด ขึ้นสำหรับนันทิยะนั้น แม้เหล่าเทพอัปสรที่บังเกิดในปราสาทก็ไหว้พระ- เถระ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ พวกดีฉันบังเกิดในปราสาทนี้ เพื่อเป็นบริจาริกาของอุบาสกชื่อนันทิยะ กรุงพาราณสี ขอพระคุณเจ้า โปรดบอกแก่เขาอย่างนี้ว่า เหล่าเทพธิดาที่บังเกิดเพื่อเป็นบริจาริกาของ ท่าน เมื่อท่านชักช้าอยู่ ก็งุ่นง่าน ชื่อว่าสมบัติในเทวโลก ย่อมเป็นที่ พอใจยิ่ง เหมือนทุบภาชนะดินแล้วรับเอาภาชนะทองฉะนั้น แล้วกล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าโปรดบอกแก่เขา เพื่อให้เขามาในที่นี้ พระเถระรับคำว่า ดีแล้ว รีบมาจากเทวโลก ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าท่ามกลางบริษัทว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทิพยสมบัติย่อมบังเกิดคอยท่าคนที่ทำบุญแล้วแต่ ยังอยู่ในมนุษยโลกนี้หรือ พระเจ้าข้า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน โมคคัลลานะ ทิพยสมบัติที่บังเกิดคอยท่านันทิยะในเทวโลก เธอได้เห็น เองแล้วมิใช่หรือ เหตุไรเธอจึงถามเรา พระโมคคัลลานเถระกราบทูลว่า ทิพยสมบัติ บังเกิดขึ้นคอยท่าอยู่อย่างนั้น พระเจ้าข้า ครั้งนั้น พระ- ศาสดาเมื่อทรงแสดงแก่พระเถระนั้นว่า มิตรและพวกพ้องทั้งหลายย่อมยินดี ต้อนรับคนที่จากไปนานแล้วกลับมา ฉันใด บุญทั้งหลายของตน ๆ ย่อม ต้อนรับประดับประคองบุคคลที่ทำบุญไว้ ผู้จากโลกนี้ไปปรโลก ฉันนั้น ได้ทรงภาษิตพระคาถาทั้งหลายว่า
หน้า 431 ข้อ 52
ญาติมิตรและสหายผู้มีใจดี ย่อมยินดีต้อนรับ บุคคลผู้ร้างแรมไปนาน แล้วกลับมาโดยสวัสดีจากที่ ไกลฉันใด แม้บุญที่ทำแล้วก็ฉันนั้น บุญทั้งหลาย ย่อมต้อนรับบุคคลผู้ทำบุญ ผู้ไปจากโลกนี้สู่โลกอื่น เหมือนญาติต้อนรับญาติที่รักผู้กลับมาฉะนั้น. นันทิยะได้ฟังดังนั้นแล้ว ถวายทานทั้งหลาย กระทำบุญทั้งหลาย มากมายยิ่งขึ้น เมื่อเขาไปค้าขายได้บอกกะเรวดีว่า ที่รัก สังฆทานก็ดี ปากวัตรเพื่อคนอนาถาก็ดี ที่ฉันตั้งไว้ เธออย่าลืมเสีย จงให้ดำเนินไป นางรับคำว่า ดีแล้ว. แม้เขาเดินทางไปพักอยู่ในที่ใด ๆ ก็คงถวายทานแก่ภิกษุทั้งหลาย และให้ทานแก่คนอนาถาทานสมควรแก่ทรัพย์ ในที่นั้น ๆ เหมือนเดิม พระขีณาสพทั้งหลายมารับทานแม้แต่ที่ไกล เพื่ออนุเคราะห์เขา. ฝ่ายนางเรวดี เมื่อนันทิยะไปแล้ว นางให้ทานอยู่สองสามวันเท่านั้น แล้วงดอาหารสำหรับคนอนาถา แม้สำหรับภิกษุทั้งหลาย นางได้ถวาย ข้าวต้มผสมน้ำตาลเป็นภัตตาหาร มีน้ำส้มเป็นที่สอง นางได้โปรย เมล็ดข้าวสุกซึ่งเหลือจากที่คนบริโภค มีชิ้นปลาชิ้นเนื้อปนอยู่ มีกระดูก เกลื่อนกลาด ในสถานที่ฉันอาหารของภิกษุทั้งหลาย แล้วแสดงแก่คน ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงดูการการทำของพวกสมณะ พวกสมณะ ทิ้งขว้างของที่เขาถวายด้วยศรัทธากันอย่างนี้. ลำดับนั้น นันทิยะเสร็จการค้าขายได้กำไรแล้วกลับมา ได้ทราบ ความเป็นไปดังนั้น จึงไล่นางเรวดีออกจากเรือนแล้วตนเข้าเรือน ในวัน
หน้า 432 ข้อ 52
ที่สอง นันทิยะได้ถวายทานเป็นอันมากแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประมุข ได้ให้นิจภัตรและอนาถภัตรดำเนินไปโดยชอบอย่างเดิม เขาตั้ง นางเรวดีที่พวกสหายของเขานำกลับมา ให้เป็นใหญ่ในการดูแลอาหาร สมัยต่อมา เขาทำกาละบังเกิดในวิมานของตนนั่นเอง ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ฝ่ายนางเรวดีเลิกทานทุกอย่าง แล้วเที่ยวด่าบริภาษภิกษุสงฆ์ด้วย เข้าใจว่า เพราะสมณะเหล่านี้ ฉันจึงเสื่อมลาภสักการะ ครั้งนั้น ท้าว- เวสวัณมีบัญชากะยักษ์สองตนว่า พนาย ท่านทั้งสองจงไปป่าวประกาศ ในนครพาราณสีว่า จากวันนี้ไปเจ็ดวัน นางเรวดีจะถูกโยนใส่นรกทั้งเป็น มหาชนได้ฟังดังนั้นเกิดสลดใจ ทั้งกลัวและหวาดสะดุ้ง. ครั้งนั้น นางเรวดีขึ้นปราสาท ปิดประตูแล้วนั่งอยู่ ในวันที่เจ็ด ท้าวเวสวัณซึ่งถูกบาปกรรมของนางเรวดีเตือนบัญชาสั่งยักษ์สองตนผู้มีผม และหนวดสีดำปนแดงแสงเรือง มีจมูกเบี้ยวบิดผิดปกติ มีเขี้ยวโง้ง นัยน์ตาแดง มีผิวพรรณเสมอด้วยยางสน มีรูปร่างน่ากลัวเหลือเกิน เข้าไปกล่าวเป็นต้นว่า ลุกขึ้น แม่เรวดีผู้ชั่วร้าย จับแขนทั้งสองประกาศว่า มหาชนจงดู ทำให้ล้มลุกคลุกคลานไปจากถนนหนึ่งไปอีกถนนหนึ่งทั่ว พระนคร และเหาะขึ้นนำไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ แสดงวิมานและสมบัติ ของนันทิยะให้นางได้เห็น แล้วส่งนางซึ่งกำลังเพ้อรำพันอยู่นั่นแลไปใกล้ อุสสทนรก บุรุษของพระยายมได้โยนนางลงอุสสทนรก. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ลุกขึ้น แม่เรวดี ตัวชั่วร้าย ผู้ไม่ปิดประตู (นรก) ผู้มีปกติไม่ให้ทาน เราจักนำเจ้าไปในที่ที่ พวกสัตว์นรกผู้ตกยาก เพียบด้วยทุกข์ต้องถอนใจอยู่.
หน้า 433 ข้อ 52
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฏฺเหิ แปลว่า จงลุกขึ้น ความว่า บัดนี้ ปราสาทหลังนี้ปกปักรักษาเจ้าจากภัยนรกไม่ได้ดอก เพราะฉะนั้น เจ้าจงรีบลุกขึ้นมา เรียกนางโดยชื่อว่า เรวดี กล่าวเหตุแห่งการลุกขึ้นด้วย บทว่า สุปาปธมฺเม เป็นต้น ความว่า เพราะเธอมีบาปธรรมลามก เหลือหลาย ด้วยการด่าการบริภาษพระอริยะทั้งหลาย และเพราะไม่ปิด ประตูนรกเพื่อเธอจะได้เข้าไป ฉะนั้น จงลุกขึ้น. บทว่า อทานสีเล ได้แก่ มีปกติไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ เป็นคนตระหนี่ถี่เหนียว แม้บท นี้ก็เป็นคำกระทำการลุกขึ้นนั่นเอง อธิบายว่า เพราะคนที่มีปกติให้ทาน ไม่ตระหนี่ เช่นสามีของเจ้าอยู่ในสุคติ ส่วนคนมีปกติไม่ให้ทาน มีความ ตระหนี่ เช่นเจ้าอยู่ในนรก ฉะนั้น จงลุกขึ้น เราจักไม่ให้เจ้าอยู่ในที่นี้แม้ เพียงครู่หนึ่ง. บทว่า ยตฺถ ถุนนฺติ ทุคฺคตา ความว่า ชื่อว่า ถึงยาก เพราะถึงความทุกข์. บทว่า เนรยิกา ความว่า พวกสัตว์นรก เพรียบพร้อม คือพรั่งพร้อมด้วยทุกข์ในนรก ถอนใจอยู่ในนรกใด ประกอบความว่า บาปกรรมยังไม่สิ้นสุดเพียงใด สัตว์นรกทั้งหลายเมื่อออกไปไม่ได้ ย่อม ทอดถอนอยู่เพียงนั้น เราจักนำ คือพา คือใส่เจ้าลงในนรกนั้น. ต่อไปนี้ เป็นคำของสังคีติกาจารย์ว่า ยักษ์ใหญ่นัยต์ตาแดงสองตนนั้น เป็นทูตของ พระยายม กล่าวดังนี้ทีเดียว แล้วจับแขนนางเรวดี คนละข้างนำเข้าไปใกล้หมู่เทวดา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเจว วตฺวาน ความว่า กล่าวดังนี้ ทีเดียว คือด้วยคำว่า จงลุกขึ้นเป็นต้น อธิบายว่า ต่อจากพูดนั้นนั่นแหละ.
หน้า 434 ข้อ 52
บทว่า ยมสฺส ทูตา ความว่า เช่นทูตของพระยายม ผู้เที่ยงธรรมที่ ใคร ๆ ค้านไม่ได้. ความจริง ท้าวเวสวัณส่งเขาเหล่านั้นไป จริงอย่าง นั้น พวกเขานำนางไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อาจารย์บางพวกเชื่อม น อักษร ในบทว่า น ยมสฺส ทูตา กับบทว่า ยมสฺส กล่าวเนื้อความว่า เป็น ทูตของท้าวเวสวัณข้อนั้นไม่ถูก เพราะไม่สำเร็จความว่า ไม่ใช่ทูตของ ท้าวเวสวัณ เพราะเป็นทูตของพระยายม ชื่อว่า ยักษ์ เพราะเป็นที่บูชา คือนำเข้าไปซึ่งพลี. บทว่า โลหิตกฺขา แปลว่า มีนัยน์ตาแดง ความจริง ยักษ์ทั้งหลายย่อมมีนัยน์ตาแดงจัด. บทว่า พฺรหนฺตา แปลว่า ใหญ่. บทว่า ปจฺเจกพาหาสุ ความว่า ที่แขนคนละข้าง คือคนหนึ่งที่แขน ข้างหนึ่ง อีกคนหนึ่งที่แขนอีกข้างหนึ่ง. บทว่า เรวตึ แปลว่า นางเรวดี ชื่อของเธอว่า เรวตาก็มี สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า เรวเต ดังนี้. บทว่า ปกฺกามยึสุ แปลว่า หลีกไปแล้ว ความว่า นำเข้าไปแล้ว. บทว่า เทวคณสฺส ได้แก่ หมู่เทวดา ชั้นดาวดึงส์ เมื่อยักษ์เหล่านั้นนำไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วพักไว้ใกล้ ๆ วิมานของนันทิยะอย่างนี้ นางเรวดี เห็นวิมานนั้นสว่างจ้าเหลือเกิน เหมือนดวงอาทิตย์ จึงถามยักษ์เหล่านั้นว่า วิมานงามมีรัศมีดังดวงอาทิตย์งามสว่างจ้า คลุม ด้วยข่ายทองมีเทพอัปสรเกลื่อนกลาด นั่นเป็นวิมาน ของใคร รุ่งเรืองเพียงแสงอาทิตย์ หมู่เทพนารีไล้ทา ด้วยแก่นจันทน์ ทำวิมานให้งดงามทั้งสองด้าน วิมาน นั้นปรากฏมีรัศมีเสมอดวงอาทิตย์ ใครขึ้นสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน.
หน้า 435 ข้อ 52
แม้ยักษ์เหล่านั้นก็ได้บอกแก่นางเรวดีว่า ในกรุงพาราณสี มีอุบาสกชื่อนันทิยะ เป็นคน ไม่ตระหนี่ เป็นทานบดี เป็นผู้รู้ถ้อยคำ วิมานที่มี อัปสรเกลื่อนกลาด รุ่งเรืองเพียงแสงอาทิตย์ นี้เป็น ของอุบาสกนั้น หมู่เทพนารีไล้ทาด้วยแก่นจันทน์ ทำ วิมานให้งดงามทั้งสองด้าน วิมานนั้นปรากฏมีรัศมี เสมอดวงอาทิตย์ นันทิยะอุบาสกนั้น ขึ้นสวรรค์ บันเทิงอยู่ในวิมาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทนสารลิตฺตา แปลว่า มีสรีระ ไล้ทาด้วยแก่นจันทน์. บทว่า อุภโต วิมานํ ความว่า ทำวิมานให้งาม ทั้งสองส่วน คือ ทั้งภายในและภายนอก เพราะประกอบด้วยสังคีตเป็นต้น. ลำดับนั้น นางเรวดีกล่าวว่า ดีฉันเป็นภรรยาของนันทิยะ เป็นเจ้าของเรือน เป็นใหญ่ของตระกูลทั้งหมด บัดนี้ ดีฉันจักยินดีใน วิมานของสามี ไม่ปรารถนาเห็นนรก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารินี แปลว่า เป็นเจ้าของเรือน อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภริยา สคามินี ดังนี้ก็มี ความว่า ภริยาผู้ ร่วมทาง. บทว่า สพฺพกุลสฺส อิสฺสรา ภตฺตุ ความว่า ดีฉันเป็นใหญ่ คือเป็นเจ้าของทรัพย์ทั้งหมด ของนันทิยะผู้เป็นสามีของดีฉัน ฉะนั้น นางเรวดีจึงกล่าวว่า แม้ในบัดนี้ ดีฉันจักเป็นใหญ่ในวิมาน. บทว่า
หน้า 436 ข้อ 52
วิมาเน รมิสฺสามิ ทานานํ ความว่า ยักษ์เหล่านั้นนำนางเรวดีไปที่นั้น ก็เพื่อเล้าโลมอย่างนี้เอง. บทว่า น ปตฺถเย นิรยํ ทสฺสนาย ความว่า นางเรวดีกล่าวว่า ท่านทั้งหลายประสงค์จะนำดีฉันมานรกใด ดีฉันไม่ ปรารถนาแม้จะเห็นนรกนั้น ที่ไหนเล่าจะอยากเข้าไป. ยักษ์ทั้งสองนำนางผู้กำลังกล่าวอยู่อย่างนั้นแหละ ไปใกล้นรก โดย กล่าวว่า เจ้าจะปรารถนาหรือไม่ปรารถนาก็ตาม ไม่มีประโยชน์อะไรด้วย การปรารถนาของเจ้า แล้วกล่าวคาถาว่า แน่ะนางตัวชั่วร้าย นี้แหละนรกของเจ้า เจ้าไม่ ทำบุญในมนุษยโลก ด้วยว่าคนตระหนี่ โกรธเคือง มีบาปธรรมย่อมไม่ได้ความเป็นสหายของผู้ขึ้นสวรรค์. คาถานั้นมีเนื้อความว่า นี้แหละนรกของเจ้า คือเป็นสถานที่เจ้าจะ พึงเสวยทุกข์ใหญ่ตลอดกาลนาน เพราะเหตุไร เพราะเจ้าไม่ทำบุญใน มนุษยโลก ประกอบความว่า เพราะชื่อว่าบุญแม้มีประมาณน้อย เจ้ามิได้ ทำไว้ในมนุษยโลก อนึ่ง สัตว์เช่นเจ้า ไม่ทำบุญอย่างนี้แล้วยังตระหนี่ คือประกอบด้วยความตระหนี่ซึ่งมีลักษณะหวงแหนสมบัติของตน เป็นผู้ โกรธเคือง ด้วยการให้ความโกรธเคืองเกิดขึ้นแก่ผู้อื่น เป็นผู้มีบาปธรรม เพราะพรั่งพร้อมด้วยบาปธรรมมีความโลภเป็นต้น ย่อมไม่ได้ความเป็น สหาย คือภาวะร่วมกัน ของเทวดาทั้งหลายผู้เข้าถึงสวรรค์. ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ยักษ์สองคนนั้นได้อันตรธานไปในที่ นั้นเอง ฝ่ายนางเรวดีเห็นนิรยบาลสองนายคล้าย ๆ กัน กำลังฉุดคร่านาง เพื่อใส่ในคูถนรกชื่อสังสวกะ จึงถามถึงนรกนั้นว่า
หน้า 437 ข้อ 52
คูถมูตรและของไม่สะอาด เห็นกันได้เฉพาะ หรือหนออุจจาระนี้มีกลิ่นเหม็นหรือมันฟุ้งไปได้หรือ. เมื่อนิรยบาลกล่าวคำนั้นว่า นรกนี้ชื่อสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เป็นนรกที่ เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่หลายพันปี นะเรวดี. นางถามถึงกรรมที่เป็นเหตุให้ตนบังเกิดในนรกนั้นว่า ดีฉันทำกรรมชั่วด้วยกายวาจาใจหรือหนอ ดีฉัน ได้นรกสังสรกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เพราะบาปกรรม อะไร. นิรยบาลบอกกรรมนั้นของเธอว่า เจ้าหลอกลวงสมณะ พราหมณ์ และวณิพก ทั้งหลาย ด้วยมุสาวาท เจ้าทำบาปนั้นไว้ แล้วกล่าวอีกว่า เพราะบาปกรรมนั้น เจ้าจึงได้นรกสังสวกะ ลึกชั่วร้อยบุรุษ เจ้าจะต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้น หลายพันปี นะเรวดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสวโก นาม ความว่า ชื่อว่า สังสวกะ เพราะของไม่สะอาดมีคูถและมูตรเป็นต้น หลั่งไหล คือไหลออก ตลอดกาลเป็นนิจ สำหรับเจ้า มิใช่ได้นรกสังสวกะในที่นี้อย่างเดียว เท่านั้น.
หน้า 438 ข้อ 52
ลำดับนั้น เพื่อแสดงว่า นางหมกไหม้ในนรกนั้นหลายพันปีมิใช่ น้อยแล้วพ้นขึ้นมาได้ ยังถูกตัดมือเป็นต้นอีก นิรยบาลได้กล่าวถึงเหตุ- การณ์ที่นางจะต้องได้ในนรกนั้นว่า นิรยบาลทั้งหลายตัดมือและเท้าตัดหูและจมูก และยังมีฝูงกามารุมจิกกินเจ้าที่ดิ้นรนอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโกลคณา แปลว่า ฝูงกา เล่ากันว่า ฝูงกาเหล่านั้นรุมกันใช้จะงอยปากเหล็ก ประมาณเท่าลำตาล มีปลายคม จิกกินที่ร่างประมาณสามคาวุตของนาง หลายร้อยครั้งหลายพันครั้ง เนื้อในที่ที่ถูกควักเอาไป ก็เต็มอย่างเดิมด้วยพลังกรรม เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กาโกลคณา สเมจฺจ สงฺคมฺม ขาทนฺติ วิผนฺทมานํ ดังนี้. นางเรวดีได้รำพันเพ้อต่อไปถึงเรื่องนั้น ๆ เช่นขอกลับมนุษยโลก เป็นต้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า โปรดเถิด ขอท่านทั้งหลายช่วยนำดีฉันกลับ ดีฉันจักกระทำบุญให้มาก ด้วยทาน สมจริยา สัญญมะและทมะ ที่คนทั้งหลายทำแล้วจะมีความสุข และไม่ต้องเดือดร้อนภายหลัง. พวกนิรยบาลกล่าวอีกว่า เมื่อก่อนเจ้าประมาทแล้ว บัดนี้คร่ำครวญอยู่ เจ้าจักเสวยวิบากแห่งกรรมทั้งหลาย ที่เจ้าทำไว้เอง. นางเรวดีกล่าวอีกว่า
หน้า 439 ข้อ 52
ใครจากเทวโลกไปสู่มนุษยโลก ถูกถามแล้ว พึงกล่าวคำของดีฉันอย่างนี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจง ถวายทาน ผ้านุ่งห่ม ที่นอน ข้าว น้ำ ในสมณ- พราหมณ์ผู้วางอาชญาแล้ว ด้วยว่าคนตระหนี่ โกรธ เคือง มีบาปธรรม ย่อมไม่ได้ความเป็นสหายของ ผู้ขึ้นสวรรค์. ดีฉันนั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ถ้อยคำของผู้ขอทานสมบูรณ์ด้วยศีล จัก กระทำกุศลให้มาก ด้วยทาน สมจริยา สัญญมะ และทมะแน่. ดีฉันจักปลูกต้นไม้ให้ร่มรื่น จักตัดทางเข้าไป ในที่ที่เดินไปลำบาก จักขุดบ่อ และตั้งน้ำดื่มไว้ ด้วยใจที่ผ่องใส. ดีฉันจักเข้าจำอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ ตลอด ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำ แห่งปักษ์ และตลอด ปาฏิหาริยปักษ์ สำรวมในศีลทุกเมื่อ และจักไม่ ประมาทในทาน ผลกรรมนี้ ดีฉันเห็นแล้วด้วย ตนเอง. ลำดับนั้น พวกนิรยบาลได้โยนนางเรวดีผู้กำลัง รำพันเพ้อดิ้นรนอยู่อย่างนั้น จากที่นั้นลงนรกที่น่า กลัว หัวลงดินตีนชี้ฟ้า ด้วยประการฉะนี้ นี้เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์.
หน้า 440 ข้อ 52
นางเรวดีได้กล่าวคาถาสุดท้ายอีกว่า เมื่อก่อน ดีฉันได้เป็นคนตระหนี่ บริภาษ- สมณพราหมณ์ และหลอกลวงสามีด้วยเรื่องไม่จริง จึงหมกไหม้ในนรกที่น่ากลัว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น คาถาว่า อหํ ปุเร มจฺฉรินี นี้ นางเรวดีผู้ บังเกิดในนรกกล่าว นอกนี้ พึงทราบว่านางยังไม่บังเกิดในนรกกล่าวไว้ คำที่เหลือ เข้าใจง่ายทั้งนั้นแล. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนางเรวดีถูกพวกยักษ์จับนำไป แด่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสเรื่องนี้ ตั้งแต่ต้น ทรงแสดงพระธรรมโดยพิสดารยิ่งขึ้น จบเทศนา ชนเป็นอัน มากได้บรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น เรื่องนี้ เรียกว่า เรวตีวิมาน เพราะ โดยมากเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับนางเรวดีโดยแท้ แต่เพราะนางเรวดีไม่ใช่ เทวดาที่มีวิมาน ทั้งเรื่องนี้ก็ประกอบด้วยสมบัติมีวิมานของนันทิยเทพบุตร เป็นต้น ฉะนั้น พระสังคีติกาจารย์จึงยกขึ้นสู่สังคายนาไว้ในฝ่ายปุริสวิมาน นั้นแล บัณฑิตพึงทราบดังนี้. จบอรรถกถาเรวตีวิมาน
หน้า 441 ข้อ 53
๓. ฉัตตมาณวกวิมาน ว่าด้วยฉัตตมาณวกวิมาน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะฉัตตมาณพว่า [๕๓] บรรดาผู้กล่าวสอนอยู่ (ศาสดา) ผู้ใด เป็นผู้ประเสริฐในมนุษย์ เป็นศากยมุนี เป็นภควา ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว ถึงฝั่งแล้ว พรั่งพร้อมด้วยพละและ วิริยะ เธอจงเข้าถึงผู้นั้น ผู้เป็นสุคต เป็นสรณะ เธอ จงเข้าถึงพระธรรมที่สำรอกราคะ ไม่หวั่นไหว ไม่ เศร้าโศก เป็นอสังขตธรรม ไม่ปฏิกูล ไพเราะ ซื่อตรง จำแนกไว้ นี้เป็นสรณะ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวทานที่ถวายในท่านเหล่าใดว่ามีผลมาก ท่าน เหล่านั้น คือ อริยบุคคลสี่คู้ เป็นบุคคลแปด ผู้แสดง ธรรม เธอจงเข้าถึงพระสงฆ์นี้เป็นสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามเทพบุตรว่า พระอาทิตย์ในท้องฟ้าก็ไม่สว่าง พระจันทร์ก็ ไม่สว่าง ดาวฤกษ์ผุสสะก็ไม่สว่างเหมือนวิมานนี้ มี รัศมีสว่างมากไม่มีทีเปรียบ ท่านเป็นใคร จากดาว- ดึงส์มาสู่แผ่นดิน มีรัศมีเกิน ๒๐ โยชน์ ตัดรังสี พระอาทิตย์ และทำกลางคืนให้เป็นเหมือนกลางวัน วิมานของท่านงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีดอกปทุมมาก มีดอกบุณฑิกงาม เกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้
หน้า 442 ข้อ 53
ทั้งหลาย งามไม่น้อย คลุมด้วยข่ายทองที่ปราศจาก ละอองธุลี สว่างอยู่ในอากาศ เหมือนดวงอาทิตย์ วิมานของท่านบริบูรณ์ด้วยเหล่าอัปสร ผู้ทรงผ้าแดง และผ้าเหลือง หอมตลบด้วยกฤษณา ประยงค์ และ จันทน์ มีองค์และผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง เหมือน ท้องฟ้าเต็มไปด้วยดวงดาวทั้งหลาย ทวยเทพบุตร และเทพธิดาในวิมานนี้มีมาก หลายหลากวรรณะ มี อาภรณ์ประดับด้วยดอกไม้ มีใจดี มีกรองทอง นุ่งห่ม ด้วยอาภรณ์ที่เป็นทอง โชยกลิ่นหอมลอยไปตามลม นี้เป็นวิบากแห่งการสำรวมอะไร ท่านเกิดในวิมานนี้ ด้วยผลแห่งกรรมอะไร และท่านได้วิมานนี้โดยวิธีใด ท่านถูกเราถามแล้ว เชิญบอกตามสมควรแก่วิธีนั้น ด้วยเถิด. เทพบุตรกราบทูลว่า พระศาสดาเสด็จมาพบมาณพในทางนี้ ด้วย พระองค์เอง เมื่อทรงอนุเคราะห์ได้ตรัสสอนแล้ว ฉัตตมาณพฟังธรรม ของพระองค์ผู้เป็นรัตนะ อัน ประเสริฐ ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักกระทำตาม พระองค์ตรัสสอนว่า เธอจงเข้าถึงพระชินวรผู้ประ- เสริฐ ทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญู ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส ของพระองค์
หน้า 443 ข้อ 53
อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า จงอย่าฆ่าสัตว์ อย่าประพฤติกรรมไม่สะอาดต่าง ๆ ผู้มีปัญญา ทั้งหลายไม่สรรเสริญความไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส ของพระองค์อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าเป็นผู้มีความสำคัญของที่เจ้าของมิได้ให้ แม้ที่ ชนอื่นรักษาไว้ ว่าเป็นของควรถือเอา ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภาย หลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนั้น ทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้ล่วงเกินภริยา ของคนอื่น ที่คนอื่นรักษา นั่นเป็นสิ่งไม่ประเสริฐ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้กล่าว เรื่องจริงเป็นเท็จ ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญ มุสาวาทเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ที่แรกข้าพระองค์ ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระ- ดำรัสของพระองค์อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัส สอนว่า จงงดเว้นน้ำเมา ซึ่งเป็นเครื่องให้คน ปราศจากสัญญานั้นทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้
หน้า 444 ข้อ 53
กระทำตามพระดำรัสของพระองค์อย่างนั้นทีเดียว ข้าพระองค์นั้นถือสิกขาบท ๕ ในศาสนานี้ ปฏิบัติใน ธรรมของพระตถาคต ได้ไปยังทางสองแพร่ง ท่าม กลางพวกโจร พวกโจรเหล่านั้นฆ่าข้าพระองค์ที่ทาง นั้นเพราะโภคะเป็นเหตุ. ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลนี้เพียงเท่านี้ กุศลอื่น นอกจากนั้น ของข้าพระองค์ไม่มี ด้วยกรรมอัน สุจริตนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทวดาชาวไตรทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่ปรารถนา ขอพระองค์โปรดดู วิบากแห่งการสำรวมชั่วขณะครู่หนึ่ง ด้วยการปฏิบัติ ธรรมตามสมควร ซึ่งเหมือนรุ่งเรืองอยู่ด้วยยศ คน เป็นอันมาก ผู้มีกรรมต่ำทรามเพ่งดูข้าพระองค์ ก็นึก กระหยิ่ม โปรดดูเถิด ข้าพระองค์ถึงสุคติและถึง ความสุขด้วยเทศนาเล็กน้อย ก็เหล่าสัตว์ผู้ที่ฟังธรรม ของพระองค์ติดต่อกันเหล่านั้น เห็นทีจะสัมผัสพระ- นิพพานอันเป็นแดนเกษมเป็นแน่ กรรมที่ทำแม้น้อย ก็มีวิบากใหญ่ ไพบูลย์ เพราะธรรมของพระตถาคต แท้ ๆ โปรดดูเถิด เพราะเป็นผู้ได้ทำบุญไว้ ฉัตตมาณพจึงเปล่งรัศมีสว่างตลอดแผ่นปฐพี เหมือน ดังดวงอาทิตย์. คนพวกหนึ่งประชุมปรึกษากันว่า กุศลนี้เป็น
หน้า 445 ข้อ 53
อย่างไร พวกเราจะประพฤติกุศลอะไร พวกเรานั้น ได้ความเป็นมนุษย์แล้ว พึงปฏิบัติมนุษยธรรม มีศีล กันอยู่อีกทีเดียว พระศาสดาทรงมีอุปการะมาก ทรง อนุเคราะห์อย่างนี้ เมื่อข้าพระองค์ถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์ ยังกลางวันแสก ๆ อยู่เลย ข้าพระองค์นั้น เป็นผู้ เข้าถึงพระผู้มีพระนามอันเป็นสัจจะ ขอพระองค์ โปรดอนุเคราะห์เถิด พวกข้าพระองค์ทั้งหลายขอฟัง ธรรมอีก ชนเหล่าใดในศาสนานี้ละกามราคะอนุสัย คือภวราคะ และโมหะ ละได้ขาด ซนเหล่านั้น ย่อมไม่ต้องนอนในครรภ์ คือเกิดอีก เพราะถึง ปรินิพพานดับทุกข์ เย็นสนิทแล้ว. จบอัตตมาณวกวิมาน อรรถกถาอัตตมาณวกวิมาน ฉัตตมาณวกวิมาน มีคาถาว่า โย วทตํ ปวโร มนุเชสุ เป็นต้น. ฉัตตมาณวกวิมาณเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น มีมาณพพราหมณ์ชื่อฉัตตะ เป็นบุตรที่ได้มาโดยยาก ของพราหมณ์ คนหนึ่ง ในเสตัพยนคร มาณพนั้นเจริญวัยแล้ว บิดาส่งไปอุกกัฏฐนคร
หน้า 446 ข้อ 53
เรียนมนต์และฐานวิชาทั้งหลายในสำนักของพราหมณ์ชื่อโปกขรสาติ ไม่ นานนักก็สำเร็จการศึกษาในศิลปพราหมณ์ เพราะเป็นคนมีปัญญาและไม่ เกียจคร้าน เขากล่าวกะอาจารย์ว่า กระผมศึกษาศิลปะในสำนักของท่าน อาจารย์แล้ว กระผมจะให้ทักษิณาค่าบูชาครูแก่ท่านอาจารย์อย่างไร อาจารย์ กล่าวว่า ธรรมดาทักษิณาค่าบูชาครู ต้องพอเหมาะแก่ทรัพย์สมบัติของ อันเตวาสิก เธอจงนำกหาปณะมาพันหนึ่ง ฉัตตมาณพกราบอาจารย์กลับ ไปเสตัพยนคร ไหว้บิดามารดา บิดามารดาก็ชื่นชมยินดีกระทำปฏิสันถาร ต้อนรับ เขาบอกความนั้นแก่บิดา กล่าวว่า โปรดให้ของที่ควรจะให้แก่ ฉันเถิด ฉันจักให้ค่าบูชาครูในวันนี้แหละแล้วจักกลับมา บิดามารดา กล่าวกะเขาว่า ลูก วันนี้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยไป แล้วนำกหาปณะทั้งหลาย ออกมาผูกเป็นห่อแล้ววางไว้. พวกโจรรู้เรื่องนั้น แอบอยู่ในป่าชัฏแห่งหนึ่ง ในทางที่ฉัตตมาณพ จะไป ด้วยคิดว่า จักฆ่ามาณพแล้วชิงเอากหาปณะทั้งหลายเสีย. เวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลกอยู่ ทรงเห็นว่า ฉัตตมาณพจะดำรงอยู่ในสรณะและศีล เขาจักถูกพวกโจรฆ่าตายไปบังเกิดในเทวโลก มาจากเทวโลกกับวิมาน และบริษัทที่ประชุมกันในที่นั้นจะตรัสรู้ธรรม จึงเสด็จไปก่อนประทับนั่ง ณ โคนค้นไม้แห่งหนึ่ง ในทางเดินของมาณพ มาณพถือเอาทรัพย์ค่าบูชา อาจารย์ ไปจากเสตัพยนคร มุ่งหน้าไปอุกกัฏฐนคร เห็นพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าประทับนั่งอยู่ในระหว่างทาง จึงเข้าไปเฝ้ายืนอยู่ พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสว่า เธอจักไปไหน กราบทูลว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม ข้าพระองค์จักไปอุกกัฏฐนคร เพื่อให้ทักษิณาค่าบูชาครู แก่โปกขรสาติ
หน้า 447 ข้อ 53
พราหมณ์ผู้เป็นอาจารย์ของข้าพระองค์ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ว่า มาณพ เธอรู้สรณะ ๓ และศีล ๕ หรือ เมื่อมาณพกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่รู้สรณะ ๓ และศีล ๕ เหล่านั้นว่ามีและเป็นเช่นไร ทรง ประกาศผลานิสงส์ของการถึงสรณะและการสมาทานศีล ๕ ว่า นี้เป็นเช่นนี้ แล้วตรัสว่า มาณพ เธอจงเรียนวิธีถึงสรณะก่อน มาณพทูลขอว่า สาธุ ข้าพระองค์จักเรียน ขอพระองค์โปรดตรัสบอกเถิด พระเจ้าข้า เมื่อทรง แสดงวิธีถึงสรณะโดยประพันธ์เป็นคาถา สมควรแก่อัธยาศัยของมาณพนั้น ได้ตรัสคาถา ๓ คาถาว่า บรรดาผู้กล่าวสอนอยู่ [ ศาสดา ] ผู้ใดเป็นผู้ ประเสริฐในมนุษย์ เป็นศากยมุนี เป็นภควา ผู้ทำกิจ เสร็จแล้ว ถึงฝั่งแล้ว พรั่งพร้อมด้วยพละและวิริยะ เธอจงเข้าถึงผู้นั้น ผู้เป็นสุคต เป็นสรณะ เธอจงเข้า ถึงพระธรรมที่สำรอกราคะ ไม่หวั่นไหว ไม่เศร้าโศก เป็นอสังขตธรรม ไม่ปฏิกูล ไพเราะ ซื่อตรง จำแนก ไว้ดีนี้ เป็นสรณะ บัณฑิตทั้งหลายกล่าวทานที่ถวาย ในท่านเหล่าใดว่ามีผลมาก ท่านเหล่านั้น คือ อริย- บุคคลสี่คู่ เป็นบุคคลแปด ผู้แสดงธรรม เธอจงเข้า ถึงพระสงฆ์นี้ เป็นสรณะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เป็นคำไม่กำหนดแน่. ด้วยบทว่า ตํ นี้ พึงทราบกำหนดแน่ ของบทนั้น. บทว่า วทตํ แปลว่า ผู้กล่าวอยู่. บทว่า ปวโร แปลว่า ประเสริฐ อธิบายว่า สูงสุดของผู้กล่าวทั้งหลาย
หน้า 448 ข้อ 53
คือประเสริฐในหมู่นักพูด. บทว่า มนุเชสุ เป็นการแสดงไขอย่างอุกฤษฏ์ เหมือนบทว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ประเสริฐ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบ้าง ของพรหมทั้งหลายบ้าง ของเหล่าสัตว์ ทั้งปวงบ้าง. อนึ่ง บทว่า มนุเชสุ ท่านกล่าวเพราะความที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเสด็จอุบัติในหมู่มนุษย์ในภพก่อน เพราะเหตุนั้นแหละ ท่านจึง กล่าวว่า สกฺยมุนี. บทว่า สกฺยมุนี ความว่า ชื่อว่า สักยะ เพราะเป็น โอรสของราชตระกูลสักยะ ชื่อว่า มุนี เพราะประกอบด้วยกายโมเนยย ( ความนิ่งทางกาย ) เป็นต้น และเพราะรู้ไญยธรรมหมดสิ้นไม่เหลือเลย เหตุนั้นจึงชื่อว่า ศากยมุนี. ชื่อว่า ภควา เพราะเหตุ ๔ ประการ มีความเป็นผู้มีภาคยะเป็นต้น ชื่อว่า ทำกิจเสร็จแล้ว เพราะทำคือให้ สำเร็จกิจ ๑๖ อย่าง ต่างโดยมีปริญญากิจเป็นต้น ที่จะต้องทำด้วย มรรค ๔ ชื่อว่า ปารคตะ ( ถึงฝั่งแล้ว ) เพราะถึง คือบรรลุด้วย ญาณของพระสยัมภู ผู้ตรัสรู้เองซึ่งฝั่ง คือฝั่งโน้นของสักกายะ ได้แก่ นิพพาน ชื่อว่า พรั่งพร้อมด้วยพละและวิริยะ เพราะประกอบด้วยพลังกาย ซึ่งไม่มีใครเหมือน ด้วยพลังญาณอันไม่สาธารณ์ทั่วไปแก่ผู้อื่น และด้วย ความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ อย่าง ชื่อว่า สุคต เพราะเสด็จถึงฐานะที่ดี เพราะเสด็จไปโดยชอบ และเพราะตรัสโดยชอบ เธอจงถึง จงเข้าถึง ซึ่งท่านผู้นั้น ผู้เป็นสุคต เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นสรณะ คือเป็น ที่พึ่ง เป็นที่เป็นไปเบื้องหน้า เป็นที่ช่วยต่อต้านทุกข์ในอบายและทุกข์ใน วัฏฏะ จำเดิมแต่วันนี้ไป เธอจงคบคือจงเสพว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ- องค์นี้ เป็นสรณะ เป็นที่ช่วยต่อต้าน เป็นที่เร้น เป็นที่ไปในเบื้องหน้า เป็นคติ เป็นที่พึ่งอาศัย ของเรา ดังนี้ ด้วยการกับจากสิ่งที่ไม่เป็น
หน้า 449 ข้อ 53
ประโยชน์ ด้วยการพัฒนาเจริญแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ เธอจงรู้อย่างนี้ หรือจงคบหา [ เสพ ] เนื้อความมีดังนี้. ท่านกล่าวอริยมรรค ด้วยบทว่า ราควิราคํ จริงอยู่ พระอริยะ ทั้งหลายย่อมสำรอกราคะแม้ที่อบรมมาตลอดกาลที่ไม่มีเบื้องต้น ด้วยอริย- มรรคนั้น. บทว่า อเนญฺชมโสกํ ได้แก่ อริยผล จริงอยู่ อริยผลนั้น ท่านเรียกว่า อเนญชะ อโสกะ เพราะสงบตัณหากล่าวคือความอยาก เหลือเกิน และกิเลสทั้งหลายที่มีความโศกเป็นนิมิตส่วนที่เหลือได้ โดย ประการทั้งปวง. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ สภาวธรรมที่พึงถือเอา จริงอยู่ ธรรมที่พึงถือเอาโดยสภาวะนี้ ก็คือมรรคผลและนิพพาน ไม่พึงถือเอา โดยเป็นบัญญัติธรรม เหมือนอย่างปริยัติธรรม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ ปรมัตถธรรม อธิบายว่า พระนิพพาน ที่ปัจจัยเป็นอันมาก ประชุมกันกระทำ ชื่อ สังขตะ. ชื่อ อสังขตะ เพราะปัจจัยเป็นอันมาก ประชุมกันทำมิได้ อสังขตะนั้นแหละ คือพระนิพพาน ชื่อว่าไม่เป็นที่ปฏิกูล เพราะเป็นที่ไม่มีสิ่งปฏิกูลแม้อะไร ๆ ชื่อว่าไพเราะ เพราะปรารถนากัน นักแม้ทุกเวลา ไม่ว่าเวลาฟัง เวลาสอบสวน เวลาปฏิบัติ ชื่อว่า ซื่อตรง เพราะทรงประกาศไว้ดี เหตุที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศด้วยปฏิภาณ- สัมปทาที่มีพระสัพพัญญุตญาณเป็นที่พึ่งพาอาศัยและเพราะเป็นธรรมละเอียด อ่อน ชื่อว่า จำแนกไว้ดี เพราะจำแนกได้ด้วยดีซึ่งเนื้อความที่ควรจำแนก โดยเป็นขันธ์เป็นต้น โดยเป็นกุศลเป็นต้น และเป็นอุทเทสเป็นต้น ด้วย บททั้งสาม ก็ตรัสเฉพาะปริยัติธรรมเท่านั้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงตรัส บทว่า อิมํ เพื่อทรงแสดงให้ประจักษ์ทั้งสองฝ่าย ต่อหน้าเขาซึ่งแม้ กำลังฟังอยู่เหมือนที่พระองค์ตรัสอยู่ แม้ในเวลาที่โจรฆ่าชิงทรัพย์เหมือน
หน้า 450 ข้อ 53
เวลาเหตุการณ์มาปรากฏในพระญาณ. บทว่า ธมฺมํ ความว่า ชื่อว่าธรรม เพราะอรรถว่า ทรงไว้ซึ่งเหล่าสัตว์ผู้ปฏิบัติจริง ไม่ให้ตกไปสู่ทุกข์ในอบาย บทนี้เป็นคำทั่วไปแก่ธรรมทั้ง ๔ อย่าง จริงอยู่ ถึงประยัติธรรมก็ทรงสัตว์ ไว้ไม่ให้ตกไปสู่ทุกข์ในอบาย เพราะการปฏิบัติจริง แม้เพียงดำรงอยู่ใน สรณะและศีลทั้งหลาย และวิมานนี้แหละ พึงทราบว่า สาธกความข้อนี้ เพื่อทรงแสดงธรรมตามที่กล่าวแล้วให้ประจักษ์ชัดโดยภาวะทั่ว ๆ ไป จึง ได้ตรัสว่า อิมํ อีก. บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในอริยสงฆ์ใด. บทว่า ทินฺนํ ได้แก่ ไทยธรรมมีข้าวเป็นต้นที่บริจาคแล้ว. ในบทว่า ทินฺนมหปฺผลํ ท่าน ลบนิคหิตเพื่อสะดวกในการผูกคาถา ในคู่บุรุษสี่ ที่กล่าวไว้โดยคำเป็น ต้นว่า พระโสดาบัน พระผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ดังนี้ ชื่อว่าผู้สะอาด เพราะหมดจดจากของไม่สะอาดคือกิเลสอย่างเด็ดขาดทีเดียว. บทว่า อฏฺ ได้แก่ บุคคลแปด เพราะกำหนดเป็นคน ๆ โดยมิได้จัด ท่านที่ตั้งอยู่ในมรรคกับท่านที่ตั้งอยู่ในผล เป็นคู่ ๆ และในบทว่า ปุคฺคล- ธมฺมทสา นี้ ท่านทำให้สั้นแสดงไว้ ก็เพื่อสะดวกในการผูกคาถานั่นเอง. บทว่า ธมฺมทสา ได้แก่ ผู้เห็นธรรมคืออริยสัจ ๔ และธรรมคือนิพพาน โดยประจักษ์ ชื่อว่าสงฆ์ เพราะเบียดเสียดไม่ใช่เสียดสีด้วยทิฏฐิสามัญญตา. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสวิธีถึงสรณะพร้อมด้วยทรงชี้คุณของสรณะ ด้วยคาถา ๓ คาถาอย่างนี้แล้ว มาณพเมื่อจะประกาศวิธีถึงสรณะตั้งอยู่ใน หทัยของตน โดยมุขคือระลึกถึงคุณของสรณะนั้น ๆ ขึงน้อมรับคาถา นั้น ๆ โดยนัยเป็นต้นว่า โย วทตํ ปวโร ในลำดับแห่งคาถานั้น ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสิกขาบท ๕ ทั้งโดยปฐมทั้งโดยผลานิสงส์
หน้า 451 ข้อ 53
ได้ตรัสวิธีสมาทานสิกขาบทเหล่านั้น แก่มาณพผู้น้อมรับอย่างนี้แล้ว มาณพนั้นทบทวนแม้วิธีสมาทานนั้นด้วยดี มีใจเลื่อมใส กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์จักไปละ แล้วระลึกคุณพระรัตนตรัย เดินไปตามทางนั้นเอง แม้พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระพุทธดำริว่า กุศล เพียงเท่านี้ของมาณพนี้ พอที่จะให้เกิดในเทวโลก แล้วได้เสด็จไปพระ- วิหารเชตวันอย่างเดิม. เมื่อมาณพมีจิตเลื่อมใส ตั้งอยู่ในสรณะทั้งหลายด้วยความเป็นผู้มี จิตตุปบาทเป็นไปว่า ข้าพเจ้าเข้าถึงสรณะ ดังนี้ โดยกำหนดคุณพระ- รัตนตรัย และทิ้งอยู่ในศีลทั้งหลาย ด้วยอธิฐานศีล ๕ ตามนัยที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสไว้นั้นแล กำลังเดินระลึกถึงคุณพระรัตนตรัยตามนัยนั่นแล พวกโจรก็กรูกันมาที่หนทาง มาณพไม่ใส่ใจพวกโจรเหล่านั้น เดินระลึก ถึงคุณพระรัตนตรัยอย่างเดียว โจรคนหนึ่งยืนซ่อนในระหว่างพุ่มไม้ เอา ลูกธนูอาบยาพิษแทงอย่างฉับพลัน ทำให้เขาสิ้นชีวิต แล้วยึดห่อกหาปณะ หลีกไปพร้อมกับพวกสหายของตน ฝ่ายมาณพทำกาละแล้วตายไปบังเกิด ในวิมานทอง ๓๐ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เป็นเหมือนหลับแล้ว ตื่นขึ้น มีอัปสรพันหนึ่งแวดล้อม มีอัตภาพประดับด้วยเครื่องประดับ มีภาระ ๖๐ เล่มเกวียน รัศมีของวิมานนั้นแผ่ไปกว่า ๒๐ โยชน์. ครั้งนั้น พวกมนุษย์ชาวเสตัพยนครเห็นมาณพทำกาละแล้ว จึงไป เสตัพยนคร บอกแก่บิดามารดาของมาณพนั้น พวกชาวบ้านอุกกัฏฐะก็ไป อุกกัฏฐนคร บอกแก่โปกขรสาติพราหมณ์ บิดามารดาของมาณพนั้น พวกญาติและมิตร และโปกขรสาติพราหมณ์พร้อมด้วยบริวาร มีน้ำตา ไหลอาบหน้าร้องไห้ไปประเทศนั้น ส่วนมากชาวเสตัพยะ ชาวอุกกัฏฐะ
หน้า 452 ข้อ 53
และชาวอิจฉานังคละ ก็ได้ประชุมกัน. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระดำริว่า เมื่อเราไป ฉัตตมาณพ- เทพบุตรจะมาพบเรา เราจักให้เขาผู้มาแล้วกล่าวถึงกรรมที่ทำไว้ ให้ทำ ผลแห่งกรรมให้ประจักษ์ แล้วเราจักแสดงธรรม มหาชนจักตรัสรู้ธรรม ด้วยอาการอย่างนี้ ครั้นมีพระดำริแล้ว พร้อมด้วยภิกษุหมู่ใหญ่เสด็จเข้าไป ยังประเทศนั้น ประทับนั่งเปล่งพระพุทธรังสีมีพรรณ ๖ ประการ ณ โคน ต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น แม้ฉัตตมาณพเทพบุตรตรวจดูสมบัติของตน ทบทวนเหตุแห่งสมบัตินั้น เห็นการถึงสรณะและการสมาทานศีล เกิด ความประหลาดใจ เกิดความเลื่อมใสมากในพระผู้มีพระภาคเจ้า คิดว่า เราจักไปถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า และไหว้ภิกษุสงฆ์ ในบัดนี้แหละ และจักทำคุณพระรัตนตรัยให้ปรากฏแก่มหาชน เทพบุตรอาศัยความเป็น ผู้กตัญญู กระทำประเทศแห่งป่านั้นทั้งหมดให้มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน มาพร้อมกับวิมาน ลงจากวิมาน ปรากฏองค์ให้เห็นพร้อมด้วยบริวาร หมู่ใหญ่ เข้าไปหมอบถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแทบพระยุคลบาทของ พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่ มหาชนเห็นดังนั้นมีความ ประหลาดอัศจรรย์ว่า นี้ใครหนอ เทวดาหรือพรหมพากันเข้าแวดล้อม พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงทำบุญกรรมที่เทพบุตรนั้นกระทำ ไว้ให้ปรากฏ ได้ตรัสไต่ถามเทพบุตรนั้นว่า พระอาทิตย์ในท้องฟ้าก็ไม่สว่าง พระจันทร์ก็ ไม่สว่าง ดาวฤกษ์ผุสสะก็ไม่สว่างเหมือนวิมานนี้ มี
หน้า 453 ข้อ 53
รัศมีสว่างมาก ไม่มีที่เปรียบ ท่านเป็นใคร จาก ดาวดึงส์มาสู่แผ่นดิน รัศมีมีเกิน ๒๐ โยชน์ ตัดรังสี พระอาทิตย์ และทำกลางคืนให้เป็นเหมือนกลางวัน วิมานของท่านงามบริสุทธิ์ผุดผ่อง มีดอกปทุมมาก มี ดอกบุณฑริกงามเกลื่อนกลาดไปด้วยดอกไม้ทั้งหลาย งามไม่น้อย คลุมด้วยข่ายทองที่ปราศจากละออง ธุลี สว่างอยู่ในอากาศ เหมือนดวงอาทิตย์ วิมาน ของท่านบริบูรณ์ด้วยเหล่าอัปสรผู้ทรงผ้าแดงและผ้า เหลือง หอมตลบด้วยกฤษณา ประยงค์ และจันทน์ มีองค์และผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง เหมือนท้องฟ้า เต็มไปด้วยดวงดาวทั้งหลาย ทวยเทพบุตรและเทพธิดา ในวิมานนี้มีมาก หลายหลากวรรณะ มีอาภรณ์ ประดับด้วยดอกไม้ มีใจดี มีกรองทอง นุ่งห่มด้วย อาภรณ์ที่เป็นทอง โชยกลิ่นหอมลอยไปตามลม นี้ เป็นวิบากแห่งการสำรวมอะไร ท่านเกิดในวิมานนี้ ด้วยผลแห่งกรรมอะไร และท่านได้วิมานนี้โดยวิธีใด ท่านถูกเราถามแล้ว เชิญบอกตามสมควรแก่วิธีนั้น ด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตปติ แปลว่า ย่อมสว่าง. บทว่า นภสฺมึ แปลว่า ในอากาศ. บทว่า ผุสฺโส แปลว่า หมู่ดาวฤกษ์ผุสสะ. บทว่า อตุลํ แปลว่า ไม่มีที่เปรียบหรือประมาณไม่ได้ ท่านอธิบายคำนี้
หน้า 454 ข้อ 53
ไว้ว่า วิมานของท่านนี้ ไม่มีที่เปรียบ ประมาณไม่ได้ สว่างมาก คือสว่าง ไปในอากาศ จากวิมานนั้น ๆ แหละ เพราะผ่องใสฉันใด ดวงดาว ทั้งหลายย่อมไม่สว่างเหมือนฉันนั้น พระจันทร์ก็ไม่สว่าง ดาวเหล่านั้น ไม่ต้องพูดถึง แม้พระอาทิตย์ก็ยังไม่สว่างเท่า ท่านเป็นใครถึงได้เป็น อย่างนี้ จากเทวโลกมายังภูมิประเทศนี้ ขอจงบอกกล่าวแก่มหาชนนี้ ทำความข้อนั้นให้ปรากฏ. บทว่า ฉินฺทติ แปลว่า ตัดขาด ความว่า ต่อต้านไม่ให้เป็นไป. บทว่า รํสี แปลว่า รัศมีทั้งหลาย. บทว่า ปภงฺกรสฺส แปลว่า ของ ดวงอาทิตย์ ก็รัศมีของวิมานนั้น แผ่ไปโดยรอบ ๒๕ โยชน์ เพราะเหตุ นั้นท่านจึงกล่าวว่า สาธิกวีสติโยชนานิ อาภา ดังนี้. บทว่า รตฺติมฺปิ จ ยถา ทิวํ กโรติ ความว่า วิมานของท่านกำจัดความมืดด้วยรัศมีของ ตน ทำแม้ภาคราตรีให้เป็นเหมือนภาคกลางวัน ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะ สะอาดทั้งภายในและภายนอก โดยรอบ ๆ ชื่อว่า ผุดผ่อง เพราะไม่มี มลทินโดยประการทั้งปวง ชื่อว่า งาม เพราะดี. บทว่า พหุปทุมวิจิตฺรปุณฺฑรีกํ ได้แก่ ดอกบัวแดงหลายอย่าง มากมาย และดอกบัวขาวมีสีงดงาม อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ดอกบัวขาว ชื่อว่าปทุม ดอกบัวแดงชื่อว่า บุณฑริก. บทว่า โวกิณฺณํ กุสุเมหิ ความว่า เกลื่อนไปด้วยดอกไม้อื่น ๆ นานาชนิด. บทว่า เนกจิตฺตํ ความว่า งามอย่างต่าง ๆ ด้วยมาลากรรมและลดากรรมเป็นต้น. บทว่า อรชวิรชเหม ชาลจฺฉนฺนํ ความว่า ปราศจากละอองเอง และคลุมด้วย ข่ายทองที่ปราศจากธุลี ไม่มีโทษ.
หน้า 455 ข้อ 53
บทว่า รตฺตกมฺพลปีตวาสสาหิ แปลว่า ด้วยผ้าแดงทั้งหลาย และ ด้วยผ้าเหลืองทั้งหลาย จริงอยู่ เทพธิดาองค์หนึ่งนุ่งห่มผ้าทิพย์สีแดง ย่อม ทำให้ผ้าทิพย์สีเหลือง เหลือยิ่งขึ้น อีกองค์หนึ่งนุ่งห่มผ้าทิพย์สีเหลือง ย่อมทำให้ผ้าทิพย์สีแดง แดงยิ่งขึ้น ท่านหมายความดังนั้น จึงกล่าวว่า รตฺตกมฺพลปีตวาสสาหิ ดังนี้. บทว่า อครุปิยงฺคุจนฺทนุสฺสทาหิ ความว่า หอมฟุ้งด้วยกลิ่นกฤษณา ด้วยดอกประสงค์ และด้วยกลิ่นจันทน์ทั้งหลาย อธิบายว่า อบอวลไปด้วยกลิ่นกฤษณาอันเป็นทิพย์เป็นต้น. บทว่า กญฺจนตนุนฺนิภตฺตจาหิ แปลว่า มีผิวละเอียดอ่อนคล้ายทอง. บทว่า ปริปูรํ ความว่า เต็มไปด้วยเทพธิดาผู้เที่ยวไปในที่นั้น ๆ และขับร้องเสียง ประสาน. บทว่า พหุเกตฺถ แปลว่า ในวิมานนี้มาก. บทว่า อเนกวณฺณา แปลว่า มีรูปต่าง ๆ. บทว่า กุสุมวิภูสิตาภรณา ความว่า มีทิพยาภรณ์ ประดับด้วยดอกไม้ทิพย์ทั้งหลาย เพื่อโชยกลิ่นหอมเป็นพิเศษ. บทว่า เอตฺถ แปลว่า ในวิมานนี้. บทว่า สุมนา แปลว่า มีใจดี คือมีจิต เบิกบาน. บทว่า อนิลปมุญฺจิตา ปวนฺติ สุรภึ ความว่า ย่อมโชยกลิ่น หอมของดอกไม้ทั้งหลายที่มีกลิ่นลอยไปตามลม เพราะเป็นดอกไม้แก่และ บานแล้ว เหมือนพวงกลีบหลุดด้วยลม อาจารย์บางท่านกล่าวว่า อนิล- ปธูปิตา อันลมขจัดแล้วดังนี้ก็มี ความว่า ดอกไม้ทองถูกลมพัดแผ่ว ๆ ชื่อว่า มีกรองทอง เพราะเครื่องประดับมีเปลือกไม้ทองเป็นต้นแผ่ไปที่ ช้องผมเป็นต้น ชื่อว่า นุ่งห่มด้วยอาภรณ์ที่เป็นทอง เพราะมีสรีระปกปิด ด้วยอาภรณ์อันเป็นทองโดยมาก ด้วยบทว่า นรนาริโย ทรงแสดงว่า ในวิมานของท่านนี้ มีเทพบุตรและเทพธิดามาก.
หน้า 456 ข้อ 53
บทว่า อิงฺฆ เป็นนิบาต ในอรรถว่า เตือน. บทว่า ปุฏฺโ แปลว่า อันเราถามแล้ว อธิบายว่า เพื่อผลกรรมประจักษ์ชัด แก่ มหาชนนี้. ลำดับนั้น เทพบุตรได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า พระศาสดาเสด็จมาพบมาณพในทางนี้ ด้วย พระองค์เอง เมื่อทรงอนุเคราะห์ ได้ตรัสสอนแล้ว ฉัตตมาณพฟังธรรมของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอันประ- เสริฐ ได้กราบทูลว่า ข้าพระองค์จักกระทำตาม พระองค์ตรัสสอนว่า เธอจงเข้าถึงพระชินวรผู้ ประเสริฐ ทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์ เป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของ พระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า จง อย่าฆ่าสัตว์ อย่าประพฤติกรรมไม่สะอาดต่าง ๆ ผู้มี ปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญความไม่สำรวมในสัตว์ ทั้งหลายเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระ- องค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระ- ดำรัสของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัส สอนว่า อย่าเป็นผู้มีความสำคัญของที่เจ้าของมิได้ให้ แม้ที่ชนอื่นรักษาไว้ ว่าเป็นของควรถือเอา ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้
หน้า 457 ข้อ 53
แต่ภายหลังได้กระทำ ตามพระดำรัสของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้ล่วงเกิน ภริยาของคนอื่นที่คนอื่นรักษา นั่นเป็นสิ่งไม่ประเสริฐ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า อย่าได้กล่าว เรื่องจริงเป็นเท็จ ผู้มีปัญญาทั้งหลายไม่สรรเสริญ มุสาวาทเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ ได้กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัส ของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว พระองค์ตรัสสอนว่า จงงดเว้นนำเมา ซึงเป็นเครื่องให้คนปราศจากสัญญา นั้นทั้งหมด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทีแรกข้าพระองค์ได้ กล่าวว่า ไม่รู้ แต่ภายหลังได้กระทำตามพระดำรัสของ พระองค์ อย่างนั้นทีเดียว ข้าพระองค์นั้นถือสิกขา- บท ๕ ในศาสนานี้ ปฏิบัติในธรรมของพระตถาคต ได้ไปยังทางสองแพร่ง ท่ามกลางพวกโจร พวกโจร เหล่านั้นฆ่าข้าพระองค์ ที่ทางนั้น เพราะโภคะเป็น เหตุ ข้าพระองค์ระลึกถึงกุศลนี้เพียงเท่านี้ กุศลอื่น นอกจากนั้น ของข้าพระองค์ไม่มี ด้วยกรรมอัน สุจริตนั้น ข้าพระองค์จึงเกิดในหมู่เทวดาชาวไตรทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา ขอพระองค์โปรดดู วิบากแห่งการสำรวมชั่วขณะครู่หนึ่ง ด้วยการปฏิบัติ
หน้า 458 ข้อ 53
ธรรมตามสมควร ซึ่งเหมือนรุ่งเรืองอยู่ด้วยยศ คน เป็นอันมากผู้มีกรรมต่ำทรามเพ่งดูข้าพระองค์ ก็นึก กระหยิ่ม โปรดดูเถิด ข้าพระองค์ถึงสุคติ และถึง ความสุข ด้วยเทศนาเล็กน้อย ก็เหล่าสัตว์ผู้ที่ ฟังธรรมของพระองค์ติดต่อกันเหล่านั้น เห็นทีจะ สัมผัสพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมเป็นแน่ กรรม ที่ทำแม้น้อย ก็มีวิบากใหญ่ไพบูลย์ เพราะธรรม ของพระตถาคตแท้ ๆ โปรดดูเถิด เพราะเป็นผู้ได้ ทำบุญไว้ ฉัตตมาณพจึงเปล่งรัศมีสว่างตลอดแผ่น ปฐพี เหมือนดังดวงอาทิตย์ คนพวกหนึ่งประชุม ปรึกษากันว่า กุศลนี้เป็นอย่างไร พวกเราจะประพฤติ กุศลอะไร พวกเรานั้นได้ความเป็นมนุษย์แล้ว พึง ปฏิบัติมนุษยธรรม มีศีลกันอยู่อีกทีเดียว พระศาสดา ทรงมีอุปการะมาก ทรงอนุเคราะห์อย่างนี้ เมื่อข้า- พระองค์ถูกโจรฆ่าชิงทรัพย์ ยังกลางวันแสก ๆ อยู่ เลย ข้าพระองค์นั้นเป็นผู้เข้าถึงพระผู้มีพระนามอัน เป็นสัจจะ ขอพระองค์โปรดอนุเคราะห์เถิด พวก ข้าพระองค์ทั้งหลายขอฟังธรรมอีก ชนเหล่าใดใน ศาสนานี้ละกามราคะ อนุสัย คือภวราคะ และโมหะ ละได้ขาด ชนเหล่านั้นย่อมไม่ต้องนอนในครรภ์ คือ เกิดอีก เพราะถึงปรินิพพานดับทุกข์ เย็นสนิทแล้ว.
หน้า 459 ข้อ 53
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สยมิธ ปเถ สเมจฺจ มาณเวน ความว่า มาประชุมกัน คือร่วมกันกับมาณพกุมารพราหมณ์ ผู้เข้าไปหา เองทีเดียว ในที่นี้ที่ทางนี้ คือที่ทางใหญ่นี้ ประกอบบทว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้า ชื่อว่า ศาสดา เพราะทรงสั่งสอนเหล่าสัตว์ด้วยทิฏฐธัมมิกัตถ- ประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ ตามควร ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สั่งสอนมาณพใด ตามธรรม มาณพนั้น ชื่อฉัตตะ คือมาณพที่ชื่อว่าฉัตตะ กล่าวแล้ว กราบทูลแล้วว่า ข้าพระองค์ฟังธรรม นั้น ของพระองค์ผู้เป็นรัตนะอันประเสริฐ คือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นรัตนะชั้นเลิศ จักกระทำตามธรรมนั้น คือปฏิบัติตามที่ทรงสั่งสอน ดังนี้อย่างนี้. เทพบุตรแสดงกรรมตามที่ถูกถาม โดยเหตุการณ์อย่างนี้แล้ว เมื่อ แสดงกรรมนั้นทั้งรวม ๆ ทั้งแยกเป็นส่วน ๆ จึงกล่าวว่า ชินวรปวรํ เป็นต้น เพื่อแสดงว่าตนถูกพระศาสดาทรงชักชวน และที่ตนตั้งมั่นใน สรณะและศีลนั้นภายหลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โนติ ปมํ อโวจหํ ภนฺเต ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ข้าพระองค์ ถูกพระองค์ตรัสถามว่า เธอรู้สรณคมน์หรือ ทีแรกได้กราบทูลว่า ไม่ คือ ไม่รู้. บทว่า ปจฺฉา เต วจนํ ตเถวกาสึ ความว่า ภายหลังข้าพระองค์ เมื่อทบทวนพระดำรัส ก็ได้กระทำคือปฏิบัติตามพระดำรัสของพระองค์ อย่างนั้นทีเดียว อธิบายว่า ได้เข้าถึงสรณะทั้งสาม. บทว่า วิวิธํ ได้แก่ สูงและต่ำ ความว่า มีโทษน้อยและมีโทษ มาก. บทว่า มาจรสฺสุ ได้แก่ อย่าได้กระทำ. บทว่า อสุจึ ได้แก่ ไม่สะอาด เพราะเจือปนด้วยของไม่สะอาดคือกิเลส. บทว่า ปาเณสุ
หน้า 460 ข้อ 53
อสญฺตํ ได้แก่ ไม่งดเว้นจากการฆ่าสัตว์. บทว่า น หิ อวณฺณยึสุ ได้แก่ ในปัจจุบันก็ไม่สรรเสริญ ความจริง บทนี้เป็นคำอดีตกาล ลงใน อรรถปัจจุบันกาล อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อวณฺณยึสุ เป็นกำหนดกาล ทั้งสิ้นแต่โดยเอกเทศ เพราะฉะนั้น ท่านจึงอธิบายว่า ไม่สรรเสริญมา แล้วในอดีตกาลฉันใด ก็ไม่สรรเสริญอยู่ในปัจจุบันกาล จักไม่สรรเสริญ แม้ในอนาคตกาลฉันนั้น. บทว่า ปรชนสฺส รกฺขิตํ ได้แก่ ของที่เจ้าของหวงแหน เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อทินฺนํ เขาไม่ให้. บทว่า มา อคมา แปลว่า อย่าล่วงละเมิด. บทว่า วิตถํ ได้แก่ ไม่แท้ อธิบายว่า เท็จ. บทว่า อญฺถา แปลว่า โดยประการอื่นเทียว อธิบายว่า มีความสำคัญว่าไม่แท้ คือรู้อยู่ว่าไม่แท้อย่างนี้ อย่าได้กล่าวอย่างนี้. บทว่า เยน ได้แก่ เพราะน้ำเมาใด อธิบายว่า ที่ดื่มเข้าไป บทว่า อเปติ แปลว่า ไปปราศ. บทว่า สญฺา ได้แก่ ธรรมสัญญา หรือโลกสัญญานั่นเอง. บทว่า สพฺพํ ความว่า ไม่เหลือเลย ตั้งแต่พืช. บทว่า สฺวาหํ ความว่า ข้าพระองค์ คือเป็นฉัตตมาณพครั้งนั้น. บทว่า อิธ ได้แก่ ในที่แห่งทางนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิธ ได้แก่ ใน ศาสนาของพระองค์นี้ เพราะเหตุนั้น จึงกล่าวว่า ตถาคตสฺส ธมฺเม. บทว่า ปญฺจ สิกฺขา ได้แก่ สิกขาบท ๕. บทว่า กริตฺวา ความว่า ถือ คืออธิษฐาน. บทว่า เทฺวปถํ ได้แก่ ทางที่อยู่กลางเขตบ้าน ๒ ตำบล อธิบายว่า ทางระหว่างเขต. บทว่า เต ได้แก่ พวกโจรเหล่านั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ตรงทางระหว่างเขตนั้น. บทว่า โภคเหตุ ได้แก่ เพราะ เห็นแก่อามิส.
หน้า 461 ข้อ 53
ความว่า ไม่มี คือไม่ได้กุศลอื่น นอกเหนือไปจากนั้น คือจาก กุศลตามที่กล่าวแล้ว ที่ข้าพระองค์ระลึกได้. บทว่า กามกามี แปลว่า พรั่งพร้อมด้วยกามคุณตามที่ปรารถนา. บทว่า ขณมุหุตฺตสญฺมสฺส ได้แก่ รักษาศีลชั่วขณะครู่เดียว. บทว่า อนุธมฺมปฏิปตฺติยา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอ พระองค์โปรดดูวิบาก ของบุคคลผู้ปฏิบัติธรรมตามสมควรแก่ผลตามที่ได้ บรรลุแล้ว อีกอย่างหนึ่ง ขอพระองค์โปรดดูวิบากแห่งการถึงสรณะ และ แห่งการสมาทานศีล ด้วยการปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่ธรรม คือโอวาท ของพระองค์ โดยทำนองที่กล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า ชลมิว ยสสา ความว่า เหมือนรุ่งเรืองอยู่ด้วยฤทธิ์และด้วยปริวารสมบัติ. บทว่า สเมกฺขมานา แปลว่า เห็นอยู่. บทว่า พหุกา แปลว่า มาก. บทว่า ปิหยนฺติ ความว่า ย่อมปรารถนาว่า ทำอย่างไรหนอ พวกเราถึงจะเป็น เช่นนี้. บทว่า หีนกมฺมา ความว่า มีโภคะเลวกว่าสมบัติของเรา. บทว่า กติปยาย แปลว่า น้อย. บทว่า เย ได้แก่ ภิกษุ ทั้งหลายด้วย อุบาสกเป็นต้นด้วย เหล่าใด จ ศัพท์ลงในอรรถพยติเรก. บทว่า เต แปลว่า ของพระองค์. บทว่า สตตํ ได้แก่ ทุก ๆ วัน. บทว่า วิปุลํ ได้แก่ ผลโอฬาร อานุภาพไพบูลย์. บทว่า ตถาคตสฺส ธมฺเม ประกอบความว่า ตั้งอยู่ในโอวาทคำสอนของพระ- ตถาคตกระทำตามแล้ว. เนื้อความที่กล่าวไว้ในได้ยกอะไรแสดงเลย อย่างนี้ เทพบุตรเมื่อแสดงโดยยกตนขึ้นแสดง จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปสฺส ดังนี้. ด้วยคำว่า ปสฺส ในคำนั้น เทพบุตรกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า อีก อย่างหนึ่ง กล่าวถึงตนเองนั่นแหละ แต่ทำเหมือนเป็นผู้อื่น.
หน้า 462 ข้อ 53
บทว่า กิมิทํ กุสลํ กิมาจเรม ความว่า ธรรมดาว่ากุศลนี้ มี สภาพย่างไร คือเป็นเช่นไร อีกอย่างหนึ่ง พวกเราพึงประพฤติกุศลนั้น อย่างไร. บทว่า อิจฺเจเก หิ สเมจฺจ มนฺตยนฺติ ความว่า คนพวกหนึ่ง มาประชุม คือมาร่วมกันปรึกษา คือวิจารณ์ว่าทำได้แสนยาก เหมือน พลิกแผ่นดิน และเหมือนยกเขาสินรุ [ พระสุเมรุ ] อธิบายว่า แต่พวก เราพึงประพฤติกันได้อีกโดยไม่ยากเย็นเลย เพราะเหตุนั้นแหละ เทพบุตร จึงกล่าวว่า มยํ เป็นต้น. บทว่า พหุกาโร แปลว่า มีอุปการะมาก หรือมีอุปการะใหญ่. บทว่า อนุกมฺปิโก ได้แก่ มีความกรุณา ม อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท. บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนี้ เทพบุตรกล่าวหมายถึงอาการที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงปฏิบัติในตน. บทว่า เม สติ ความว่า เมื่อข้าพระองค์ มี คือมีอยู่ ถูกพวกโจรฆ่าทีเดียว. บทว่า ทิวา ทิวสฺส แปลว่า กลางวันแม้ของวัน อธิบายว่า ยังกลางวันอยู่. บทว่า สฺวาหํ ได้แก่ ข้าพระองค์ผู้เป็นฉัตตมาณพนั้น. บทว่า สจฺจนามํ ความว่า ผู้มีพระนาม ไม่เท็จ คือมีพระนามที่เป็นจริง โดยพระนามว่า ภควา อรหํ สมฺมา- สมฺพุทฺโธ พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า อนุกมฺปสฺสุ แปลว่า โปรดอนุเคราะห์. บทว่า ปุนปิ ความว่า พึง ฟังแม้ยิ่ง ๆ ขึ้น อธิบายว่า พึงฟังธรรมของพระองค์. เทพบุตรตั้งอยู่ในความเป็นผู้กตัญญู เมื่อแสดงความไม่อิ่มด้วยดี ด้วยการเข้าไปใกล้ และด้วยการฟังธรรม จึงกล่าวคำนั้นทั้งหมด ด้วย ประการฉะนี้ ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูอัธยาศัยของเทพ- บุตร และบริษัทที่ประชุมกันในที่นั้นแล้วทรงแสดงอนุปุพพิกถา ทรง
หน้า 463 ข้อ 53
ทราบว่าชนเหล่านั้นมีจิตสงบ จึงทรงประกาศพระธรรมเทศนาที่ทรงยก ขึ้นแสดงเอง ( อริยสัจ ) จบเทศนา เทพบุตรและบิดามารดาตั้งอยู่ใน โสดาปัตติผลและมหาชนหมู่ใหญ่ได้ตรัสรู้ธรรม. เทพบุตรตั้งอยู่ในปฐมผล เมื่อประกาศความเคารพหนักของตนใน มรรคชั้นสูง และความที่การบรรลุมรรคนั้นมีอานิสงส์มาก จึงกล่าวคาถา สุดท้ายว่า เย จิธ ปชหนฺติ กามราคํ ดังนี้ เนื้อความของคาถานั้นว่า ชนเหล่าใดดำรงอยู่ในศาสนานี้ ย่อมละ คือย่อมถอนกามราคะได้ขาดไม่ เหลือเลย ชนเหล่านั้นย่อมไม่ต้องนอนในครรภ์อีก เพราะถอนโอรัม- ภาคิยสังโยชน์ [สังโยชน์เบื้องต่ำได้แล้ว] อนึ่ง ชนเหล่าใดละโมหะ คือ เพิกถอนโดยประการทั้งปวง ชื่อว่าละภวราคานุสัยได้ด้วย จึงไม่มีคำที่จะ ต้องกล่าวว่า ชนเหล่านั้นย่อมต้องนอนในครรภ์อีก ดังนี้ เพราะเหตุไร. เพราะถึงปรินิพพานดับทุกข์ เป็นผู้เย็นสนิทแล้ว. จริงอยู่ ชนเหล่านั้น เป็นอุดมบุรุษถึงปรินิพพานดับทุกข์ ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ดังนั้น จึงเป็นผู้เย็นสนิทแล้ว เพราะความเร่าร้อนทุกอย่างที่สัตว์ทั้งปวงเสวยสิ้น สุดไปในปรินิพพานนั้นนั่นเอง. เทพบุตรเมื่อประกาศความที่ตนถึงกระแสอริยะแล้ว จับเอายอด เทศนาด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า การทำ ประทักษิณแล้วแสดงความนับถือแก่ภิกษุสงฆ์ ลาบิดามารดาแล้วกลับ เทวโลกอย่างเดิม แม้พระศาสดาทรงลุกจากพุทธอาสน์แล้ว เสด็จไปพร้อม ด้วยภิกษุสงฆ์ บิดามารดาของมาณพ โปกขรสาติพราหมณ์ และมหาชน ทั้งหมด ส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วพากันกลับ พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 464 ข้อ 54
เสด็จไปพระวิหารเชตวัน ตรัสวิมานนี้โดยพิสดารแก่บริษัทที่ประชุมกัน เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชนแล. จบอรรถกถาฉัตตมาณวกวิมาน ๔. กักกฏกรสทายกวิมาน ว่าด้วยกักกฏกรสทายกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๔] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ถูกใจ สวยงาม ท่านอยู่ ดื่ม กิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มี เบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ ด้วยเครื่องทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ ท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 465 ข้อ 54
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ปูทอง มีสิบขา ยืนอยู่ที่ประตูคอยเตือนสติให้ระลึก (ถึง กรรม) ได้สง่างาม เพราะบุญนั้น วรรณะของ ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ ข้าพเจ้า เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และรัศมีของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบกักกฏกรสทายกวิมาน อรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน กักกฏกรสทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถฺณํ วิมานํ เป็นต้น. กักกฏกรสทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเริ่มเจริญวิปัสสนา เกิดโรคปวดหูขึ้นมา ไม่อาจ ที่จะขวนขวายวิปัสสนาได้ เพราะมีร่างกายไม่สบาย แม้ประกอบยาต่าง ๆ ตามวิธีที่หมอทั้งหลายบอก โรคก็ไม่สงบ ภิกษุนั้นได้กราบทูลความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า โภชนะ ที่มีรสปูเป็นสัปปายะแก่เขา จึงตรัสแก่ภิกษุรูปนั้นว่า ภิกษุ เธอจงไปเที่ยว บิณฑบาตที่นาของชาวมคธ.
หน้า 466 ข้อ 54
ภิกษุนั้นคิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงเห็นการณ์ไกล คงจักทรง เห็นอะไร ๆ เป็นแน่ จึงทูลรับพระพุทธดำรัสว่า สาธุ พระเจ้าข้า ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถือบาตรจีวรไปนาของชาวมคธ ได้ยืน บิณฑบาตที่ประตูกระท่อมของคนเฝ้านาคนหนึ่ง คนเฝ้านานั้น ปรุงอาหาร รสปูและหุงข้าวแล้ว คิดว่าพักเสียหน่อยหนึ่งแล้วจึงจักกิน นั่งอยู่ เห็น พระเถระจึงรับบาตร นิมนต์ให้นั่งในกระท่อม ได้ถวายภัตตาหารที่มี รสปู เมื่อพระเถระฉันภัตตาหารนั้นได้หน่อยหนึ่งเท่านั้น โรคปวดหูก็ สงบ เหมือนอาบน้ำร้อยหม้อ พระเถระนั้นได้ความสบายใจเพราะอาหาร เป็นสัปปายะ น้อมจิตไปโดยวิปัสสนา ยังฉันไม่ทันเสร็จ ก็ทำอาสวะให้ สิ้นไปโดยไม่เหลือ ตั้งอยู่ในพระอรหัต กล่าวกะคนเฝ้านาว่า อุบาสก โรคของอาตมาสงบ เพราะฉันบิณฑบาตของท่าน กายและใจสบาย แม้ ท่านก็จักปราศจากทุกข์กายทุกข์ใจ ด้วยผลแห่งบุญของท่านนั้น ทำ อนุโมทนาแล้วหลีกไป. สมัยต่อมา คนเฝ้านาตายไปบังเกิดในห้องแก้วไพฑูรย์ ประดับ ด้วยห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง ในวิมานทองเสาแก้วมณี ๑๒ โยชน์ ใน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อนึ่ง ที่ประตูของวิมานนั้น มีปูทองอยู่ในสาแหรก แก้วมุกดา ซึ่งพิสูจน์ถึงกรรมตามที่สั่งสมไว้ ห้อยอยู่ ครั้งนั้น ท่านพระ- มหาโมคคัลลานะไปในดาวดึงส์นั้น โดยนัยที่กล่าวแล้วก่อน เห็นวิมาน นั้นแล้ว ได้ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์
หน้า 467 ข้อ 54
ลาดด้วยเครื่องลาดที่ถูกใจ สวยงาม ท่านอยู่ ดื่ม กิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มี เบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ ด้วยเครื่องทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะ ของท่านจึงเป็นเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึง สำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรแม้นั้นได้พยากรณ์แก่พระเถระแล้ว เพื่อแสดงความนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ปูทองมี สิบขา ยืนอยู่ที่ประตู คอยเตือนสติให้ระลึก ( ถึง กรรม) ได้สง่างาม เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า. ข้าแก่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่ ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะ
หน้า 468 ข้อ 54
บุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจํ ได้แก่ ขึ้นสูงไป. บทว่า มณิถูณํ ได้แก่ เสาแก้วมณีมีปัทมราคทับทิมเป็นต้น. บทว่า สมนฺตโต ได้แก่ ทั้ง ๔ ด้าน. บทว่า รุจกตฺถตา ได้แก่ ลาดด้วยแผ่นทอง บนพื้นที่นั้น ๆ. บทว่า ปิวสิ ขาทสิ จ ท่านกล่าวหมายน้ำดื่มที่หอมและสุธาโภชน์ ที่ใช้ตามระยะกาล. บทว่า ปวทนฺติ แปลว่า บรรเลง. บทว่า ทิพฺพา รสา กาม คุเณตฺถ ปญฺจ ความว่า เบญจกามคุณไม่น้อย มีรสเป็น ทิพย์มีอยู่ในที่นี้ คือในวิมานของท่านนี้. บทว่า สุวณฺณฉนฺนา ได้แก่ ประดับด้วยอาภรณ์ทอง. บทว่า สติสมุปฺปาทกโร ความว่า ทำให้เกิดสติ คือทำให้เกิด สติในบุญกรรม ซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าได้ทิพยสมบัตินี้ อธิบายว่า ทำให้ เกิดสติอย่างนี้ว่า เจ้าได้สมบัตินี้เพราะถวายอาหารรสปู. บทว่า นิฏฺิโต ชาตรูปสฺส ได้แก่ สำเร็จแล้วด้วยทอง ชื่อว่า ชาตรูปมยะ ปูชื่อว่า มีขา ๑๐ เพราะปูนั้นมีขา ๑๐ แบ่งเป็นข้างละ ๕ อยู่ที่ประตูย่อมสง่างาม ปูนั้นแหละประกาศบุญกรรมของข้าพเจ้า แก่เหล่าท่านผู้แสวงหาคุณใหญ่ เช่นท่าน อธิบายว่า ในเรื่องนี้ ไม่มีคำที่ข้าพเจ้าจะต้องพูด ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า เตน เม ตาทิโส วณฺโณ เป็นต้น. คำที่เหลือมี นัยดังกล่าวนาแล้วนั้นแล. จบอรรถกถากักกฏกรสทายกวิมาน
หน้า 469 ข้อ 55
๕. ทวารปาลกวิมาน ว่าด้วยทวารปาลกวิมาน วิมานที่ ๕ ต่อจากนี้ พึงให้พิสดารเหมือนกักกฏวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๕] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า พันปี ทิพย์เป็นอายุของข้าพเจ้า มีการขับกล่อมด้วยวาจา ให้เป็นไปด้วยใจ ผู้ทำบุญไว้จักดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ มีความพรั่งพร้อมด้วยกามอันเป็นทิพย์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ฯ ลฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทวารปาลกวิมาน อรรถกถาทวารปาลกวิมาน ทวารปาลกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ทวาร- ปาลกวิมานเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์
หน้า 470 ข้อ 55
สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ถวายนิจภัต ๔ ที่แด่พระสงฆ์ เรือน ของเขาอยู่ท้ายหมู่บ้าน โดยมากต้องปิดประตู เพราะกลัวพวกโจร ภิกษุ ทั้งหลายไปแล้ว บางคราวไม่ได้ภัตก็พากันกลับ เพราะประตูปิด อุบาสก กล่าวกะภริยาว่า ที่รัก เธอถวายภิกษาแด่พระคุณเจ้าทั้งหลายโดยเคารพ หรือ ภริยากล่าวว่า พระคุณเจ้าทั้งหลายไม่ได้มาหลายวันแล้ว เพราะ เหตุไร เห็นจะเป็นเพราะประตูปิด อุบาสกได้ฟังดังนั้น สลดใจจึงแต่ง ตั้งบุรุษคนหนึ่งให้เป็นคนเฝ้าประตู สั่งว่า ตั้งแต่วันนี้ไป ท่านจงนั่งเฝ้า ประตู พระคุณเจ้าทั้งหลายมาเวลาใด จงนิมนต์ท่านให้เข้าเรือนเวลานั้น แล้วจงรู้กิจที่ต้องจัดต้องทำทั้งปวง มีรับบาตรและปูลาดอาสนะเป็นต้น แก่พระคุณเจ้าผู้เข้าเรือนแล้ว บุรุษนั้นรับคำว่า สาธุ เมื่อการทำตามสั่ง ได้ฟังธรรมในสำนักของภิกษุทั้งหลาย เกิดศรัทธาเชื่อกรรมและผลแห่ง กรรม ตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย ได้บำรุงภิกษุทั้งหลายโดยเคารพ. เวลาต่อมา อุบาสกผู้ถวายนิจภัตตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นยามะ ฝ่ายคนเฝ้าประตูบำรุงภิกษุทั้งหลายโดยเคารพ เกิดขึ้นในสวรรค์ชั้นดาว- ดึงส์ เพราะทำความขวนขวายในการบริจาคของผู้อื่น และเพราะ อนุโมทนา สมบัติทุกอย่างมีวิมานทอง ๑๒ โยชน์ เป็นต้นของเขา พึง ทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในกักกฏวิมานนั่นแล. คาถาที่แสดงคำถามและ คำตอบ มีมาอย่างนี้ วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้ว ไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม
หน้า 471 ข้อ 55
ท่านอยู่ ดื่ม กิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลง ไพเราะ มีเบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารี แต่งองค์ด้วยเครื่องประดับทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญ อะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า พันปีทิพย์ เป็นอายุของข้าพเจ้า มีการขับกล่อมด้วยวาจา ให้เป็น ไปด้วยใจ ผู้ทำบุญไว้จักดำรงอยู่ได้ด้วยเหตุเพียง เท่านี้ มีความพรั่งพร้อมด้วยกามอันเป็นทิพย์ เพราะ บุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนั้น ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพํ มมํ วสฺสสหสฺสมายุ ความว่า ตนเองเกิดในเทพหมู่ใด กล่าวประมาณอายุของเทพหมู่นั้น คือเทวดา ในชั้นดาวดึงส์ ด้วยว่าร้อยปีโดยการนับปีของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นคืนหนึ่ง
หน้า 472 ข้อ 55
วันหนึ่ง (ของสวรรค์) สามสิบราตรีโดยราตรีนั้น เป็นเดือนหนึ่ง สิบสองเดือนโดยเดือนนั้น เป็นปีหนึ่ง พันปีโดยปีนั้นเป็นอายุ อายุนั้น สามโกฏิหกล้านปี โดยการนับของมนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า วาจาภิคีตํ ได้แก่ ขับกล่อมด้วยวาจา คือเพียงกล่าวด้วยวาจาว่า มากันเถิด พระผู้ เป็นเจ้าทั้งหลาย อาสนะปูลาดแล้วในที่นี้ ขอท่านทั้งหลายโปรดนั่งเหนือ อาสนะนี้เถิด เป็นต้น และด้วยวาจาเป็นการปฏิสันถารว่า ร่างกายของ พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายไม่มีโรคหรือ ที่อยู่สบายดีหรือ เป็นต้น. บทว่า มนสา ปวตฺติตํ ความว่า เพียงความเลื่อมใสที่ให้เป็นไปด้วยใจว่า พระผู้เป็นเจ้าเหล่านี้เป็นผู้น่ารัก เป็นผู้ประพฤติธรรม เป็นผู้ประพฤติ สมถะ เป็นพรหมจารี เป็นต้น แต่ไม่แสดงว่า ของบริจาคบางอย่าง อันเป็นสมบัติของข้าพเจ้า มีอยู่. บทว่า เอตฺตาวตา ได้แก่ ด้วยเหตุ เพียงเท่านี้ คือเพียงกล่าวและเพียงเลื่อมใสอย่างนี้. บทว่า สฺสติ ปุญฺกมฺโม ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้ทำบุญไว้ จักตั้งอยู่ คือจักเป็นไป นาน ในเทวโลก อธิบายว่า เมื่อตั้งอยู่ เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามอัน เป็นทิพย์ คือเป็นผู้พรั่งพร้อมคือประกอบด้วยเบญจกามคุณอันเป็นทิพย์ โดยทำนองเป็นของใช้สอย สำหรับเทวดาทั้งหลายในหมู่เทพนั้นแหละ บำรุงบำเรออินทรีย์อยู่. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. จบอรรถกถาทวารปาลกวิมาน
หน้า 473 ข้อ 56
๖. ปฐมกรณียวิมาน ว่าด้วยปฐมกรณียวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๖] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิตผู้รู้ แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลาย ในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จ ไปแล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ว่า พระพุทธเจ้า เสด็จจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่เราหนอ จึง เข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่าง ไสวไปทุกทิศ. จบปฐมกรณียวิมาน
หน้า 474 ข้อ 56
อรรถกถาปฐมกรณียวิมาน ปฐมกรณียวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ปฐม- กรณียวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น อุบาสกชาวสาวัตถีคนหนึ่ง ถือเครื่องอุปกรณ์อาบน้ำไปแม่น้ำ อจิรวดี กำลังเดินมา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าบิณฑบาตยังกรุง สาวัตถี เข้าไปถวายบังคมแล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ใครนิมนต์แล้วหรือยัง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดุษณี อุบาสกนั้นทราบว่า ยังไม่มีใครนิมนต์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอนิมนต์พระผู้มี- พระภาคเจ้าโปรดอนุเคราะห์รับภัตตาหารของข้าพระองค์เถิด พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ อุบาสกนั้นดีใจ นำพระผู้มี- พระภาคเจ้าไปเรือน ปูลาดอาสนะที่สมควรแก่พระพุทธเจ้า แล้วนิมนต์ พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ประทับนั่งบนอาสนะนั้น เลี้ยงดูจนอิ่มหนำด้วยข้าว น้ำอันประณีต พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว ทรงทำอนุโมทนาแก่ อุบาสกนั้น เสด็จหลีกไป เรื่องที่เหลือเช่นกับวิมานกล่าวมาติด ๆ กัน เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีห้อง รโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาด ด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน ใน วิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจกามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วยอาภรณ์ทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็น
หน้า 475 ข้อ 56
เช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และ โภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิต ผู้รู้แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลายในพระพุทธเจ้าผู้เสด็จ ไปแล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผล มาก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ว่า พระ- พุทธเจ้าเสด็จจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่เรา หนอ จึงเข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของ ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ข้าพเจ้า. ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิเตน ได้แก่ ผู้มีปัญญา. บทว่า วิชานตา ได้แก่ รู้ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ของตน. บทว่า สมฺมคฺคเตสุ ได้แก่ ผู้ปฏิบัติโดยชอบ. บทว่า พุทฺเธสุ ได้แก่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
หน้า 476 ข้อ 57
บทว่า อตฺถาย ได้แก่ เพื่อประโยชน์ อีกอย่างหนึ่ง เพื่อความ เจริญ. บทว่า อรญฺา ได้แก่ จากวิหาร ท่านกล่าวหมายถึงพระ- เชตวัน . บทว่า ตาวตึสูปโค ความว่า เข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ หรือ ภพชั้นดาวดึงส์ โดยอุบัติ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาปฐมกรณียวิมาน ๗. ทุติยกรณียวิมาน ว่าด้วยทุติยกรณียวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๗] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิต ผู้รู้แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลายในภิกษุทั้งหลายผู้ไป แล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุ ทั้งหลายจากป่ามาสู่บ้านเพื่อประโยชน์แก่เราหนอ จึง เข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึง เป็นเช่นนี้ ฯ ลฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. จบทุติยกรณียวิมาน
หน้า 477 ข้อ 57
อรรถกถาทุติยกรณียวิมาน วิมานที่ ๗ อย่างเดียวกับวิมานที่ ๖ ในวิมานที่ ๖ นั้น อุบาสก ถวายอาหารแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างเดียว แต่ในวิมานที่ ๗ นี้ ถวาย แด่พระเถระรูปหนึ่ง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นและ. เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์จงกล่าวว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจ- กามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วย อาภรณ์ทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ ท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บัณฑิต
หน้า 478 ข้อ 58
ผู้รู้แจ้งพึงกระทำบุญทั้งหลาย ในภิกษุทั้งหลายผู้ไป แล้วโดยชอบ ซึ่งเป็นเขตที่ถวายทานแล้วมีผลมาก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในภิกษุเหล่านั้นว่า ภิกษุทั้ง- หลายจากป่ามาสู่บ้าน เพื่อประโยชน์แก่เราหนอ จึง เข้าถึงดาวดึงส์ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึง เป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. จบอรรถกถาทุติยกรณียวิมาน ๘. ปฐมสูจิวิมาน ว่าด้วยปฐมสูจิวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๘] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯ ล ฯ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว
หน้า 479 ข้อ 58
ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ให้สิ่งใด สิ่งนั้นไม่มีผล พึงให้สิ่งใด สิ่งนั้นประเสริฐกว่า ข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั้นแลประเสริฐกว่า เพราะ บุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมสูจิวิมาน อรรถกถาปฐมสูจิวิมาน ปฐมสูจิวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ปฐมสูจิวิมาน นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรจะต้องทำจีวรและมีความต้องการเข็ม ท่านจึง เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของช่างทอง ช่าง ทองเห็นดังนั้น จึงกล่าวว่า ต้องการอะไร เจ้าข้า พระสารีบุตรตอบว่า มีจีวรกรรมที่ต้องทำ ต้องการเข็ม ช่างทองมีใจเลื่อมใส ถวายเข็มสองเล่ม ที่ทำไว้เรียบร้อย กล่าวว่า ท่านเจ้าข้า เมื่อต้องการเข็มอีก โปรดบอก กระผมเถิด แล้วไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ พระเถระอนุโมทนาแก่เขา แล้วหลีกไป กาลต่อมา ช่างทองนั้นตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ครั้งนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกถามเทพบุตรนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 480 ข้อ 58
วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจ- กามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วย อาภรณ์ทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ ท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ให้สิ่งใด สิ่งนั้นไม่มีผล พึงให้สิ่งใด สิ่งนั้นประเสริฐกว่า ข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั่นแลประเสริฐกว่า เพราะ บุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอกแก่ ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไปทุกทิศ.
หน้า 481 ข้อ 59
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ททาติ ความว่า ให้ไทยธรรม เช่นใด. บทว่า น ตํ โหติ ความว่า ไทยธรรมเช่นนั้นแลของเขาไม่มีผล ไทยธรรมย่อมมีผลไพบูลกว่านั้น คือโอพารกว่าทีเดียว ด้วยเขตสมบัติ ( ผู้รับ ) ด้วย ด้วยจิตสมบัติ ( ตั้งใจ ) ด้วย โดยแท้แล ฉะนั้น. บทว่า ยญฺเจว ทชฺชา ตญฺเจว เสยฺโย ความว่า พึงให้ คือพึงถวายสิ่งที่มีอยู่ อย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแหละ การให้นั้นประเสริฐกว่า คือการถวายไทย ธรรมที่ไม่มีโทษอย่างใดอย่างหนึ่งนั่นแล ประเสริฐกว่า เพราะเหตุไร เพราะข้าพเจ้าถวายเข็ม เข็มนั่นแลประเสริฐกว่า คือการถวายเข็มของข้าพเจ้า นั่นแหละประเสริฐกว่า อธิบายว่า เพราะข้าพเจ้าได้สมบัติเช่นนี้ แล. จบอรรถกถาปฐมสูจิวิมาน ๙. ทุติยสูจิวิมาน ว่าด้วยทุติยสูจิวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๕๙] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร ฯล ฯ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติ ก่อน ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในหมู่มนุษย์ ใน
หน้า 482 ข้อ 59
มนุษยโลก ข้าพเจ้าได้เห็นภิกษุปราศจากกิเลสมลทิน ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวายเข็มแด่ภิกษุ นั้นด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่าง ไปทุกทิศ. จบทุติยสูจิวิมาน อรรถกถาทุติยสูจิวิมาน ทุติยสูจิวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ทุติยสูจิวิมาน เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ช่างเย็บชาวราชคฤห์คนหนึ่งมุ่งไปวิหาร ก็ไปถึงพระวิหารเวฬุวัน ในพระเวฬุวันนั้น เขาเห็นภิกษุรูปหนึ่งกำลังเย็บจีวรด้วยเข็มที่ทำกันเองใน พระเวฬุวัน จึงได้ถวายเข็มหลายเล่มพร้อมกล่องเข็ม. คำที่เหลือทั้งหมดมี นัยดังกล่าวมาแล้วนั่นแล. ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ห้อง โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดที่ชอบใจ สวยงาม ท่านนั่งดื่มกิน ในวิมานนั้น มีพิณทิพย์บรรเลงไพเราะ มีเบญจ-
หน้า 483 ข้อ 59
กามคุณ มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีแต่งองค์ด้วย อาภรณ์ทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร วรรณะของ ท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันจึงสำเร็จ แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในชาติ ก่อน ข้าพเจ้าเกิดเป็นมนุษย์ อยู่ในหมู่มนุษย์ใน มนุษยโลก ข้าพเจ้าได้เห็นภิกษุปราศจากกิเลสมลทิน ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ก็เลื่อมใส ได้ถวายเข็มแด่ภิกษุนั้น ด้วยมือของตน เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึง เป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. คำทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาทุติยสูจิวิมาน
หน้า 484 ข้อ 60
๑๐. ปฐมนาควิมาน ว่าด้วยปฐมนาควิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๐] ท่านเมื่อขึ้นช้างตัวเผือกผ่อง ไม่มีตำหนิ มีงา มีพลัง เร็วมาก ก็ขับขี่ช้างประเสริฐที่ตกแต่ง ไว้งาม เหาะเหินในอากาศมา ณ ที่นี้ ที่งาทั้งสอง ของช้าง เนรมิตสระปทุมมีน้ำใส มีดอกปทุมบาน สะพรั่ง ในดอกปทุมทั้งหลายมีคณะเทพดนตรี บรรเลงอยู่ และมีเหล่าเทพอัปสรที่งามจับใจฟ้อนรำ อยู่ ท่านบรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า เลื่อมใส ยกดอกไม้กำแปดดอกขึ้นบูชาที่พระสถูป ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ ด้วยมือ ตนเอง เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็น เช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. จบปฐมนาควิมาน
หน้า 485 ข้อ 60
อรรถกถาปฐมนาควิมาน ปฐมนาควิมาน มีคาถาว่า สุสุกฺกขนฺธํ อภิรุยฺห นาคํ เป็นต้น. ปฐมนาควิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริก ตามนัยที่กล่าวแล้ว ในหนหลังนั่นแล ไปถึงภพดาวดึงส์ ได้เห็นเทพบุตรองค์หนึ่งในดาวดึงส์ นั้น ขี่ช้างทิพย์ใหญ่เผือกปลอดไปทางอากาศ ด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยทิพยานุภาพยิ่งใหญ่ สว่างไสวไปทุกทิศ เหมือนพระจันทร์และพระ- อาทิตย์ ครั้นเห็นแล้วจึงเข้าไปหาเทพบุตรนั้น ครั้งนั้น เทพบุตรนั้นลง จากช้าง กราบท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่. ลำดับนั้น พระเถระได้ถามถึงกรรมที่ทำไว้ โดยมุ่งประกาศสมบัติ ของเทพบุตรนั้นว่า ท่านเมื่อขึ้นช้างตัวเผือกผ่อง ไม่มีตำหนิ มีงา มีพลัง เร็วมาก ก็ขับขี่ช้างประเสริฐที่ตกแต่งไว้งาม เหาะเหินในอากาศมา ณ ที่นี้ ที่งาทั้งสองของช้าง เนรมิตสระปทุมมีน้ำใส มีดอกปทุมบานสะพรั่ง ใน ดอกปทุมทั้งหลายมีคณะเทพดนตรีบรรเลงอยู่ และ มีเหล่าเทพอัปสรที่งามจับใจฟ้อนรำอยู่ ท่านบรรลุ เทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่าน ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพ
หน้า 486 ข้อ 60
รุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสุกฺกขนฺธํ ได้แก่ มีตัวเผือกดี ช้างเชือกนั้นเว้นอวัยวะเพียงเท่านี้ คือ เท้าทั้งสี่ อัณฑะ ปาก หูทั้งสอง ขนหาง มีตัวเผือกหมดก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านก็กล่าวว่า สุสุกฺกขนฺธํ เพราะที่ลำตัวเผือกผ่องอย่างยิ่ง. บทว่า นาคํ ได้แก่ พระยาช้างทิพย์. บทว่า อกาจินํ ได้แก่ ไม่มีโทษ อธิบายว่า เว้นจากโทษของผิว เป็นต้นว่า รอยด่าง รอยแผล และตกกระ บาลีเป็น อาชานียํ ก็มี อธิบายว่า ประกอบด้วยลักษณะของอาชาไนย. บทว่า ทนฺตึ ได้แก่ บรรดาช้างมีงาทั้งหลาย ก็เป็นช้างมีงางามไพบูลย์. บทว่า พลึ แปลว่า มีกำลัง คือกำลังมาก. บทว่า มหาชวํ แปลว่า มีความเร็วยิ่ง คือไปได้เร็ว. ในบทว่า อภิรุยฺห นี้ พึงทราบว่าลบนิคหิตอีก ความว่า กำลังขึ้นอยู่ มีคำอธิบายว่า น่าขับขี่. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. เทพบุตรถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว เมื่อกล่าวกรรมที่ตนทำ ได้ พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ข้าพเจ้าเลื่อมใส ยกดอกไม้กำแปดดอกขึ้น บูชาที่พระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะด้วยมือตนเอง เพราะบุญนั้น วรรณะของ ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ ข้าพเจ้า.
หน้า 487 ข้อ 60
ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอบอก แก่ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. คาถานั้นมีความว่า ข้าพเจ้าได้ดอกไม้แปดดอกที่หลุดจากขั้วหล่นที่ โคนกอ มีจิตเลื่อมใส จึงยกขึ้นบูชาโดยถือดอกไม้เหล่านั้นบูชาที่พระ- สถูปทองโยชน์หนึ่ง ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ ใน ชาติก่อน. เล่ากันว่า ในอดีตกาล เมื่อพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จ ปรินิพพาน และมหาชนได้สร้างพระสถูปทองโยชน์หนึ่งแล้ว พระเจ้า กาสีพระนามว่ากิงกิ พร้อมด้วยราชบริพาร ชาวนคร ชาวนิคม และชาว ชนบท พากันบูชาด้วยดอกไม้ทุก ๆ วัน เมื่อคนเหล่านั้นกระทำอย่างนั้น ดอกไม้จึงเป็นของมีค่ามากและหายาก ครั้งนั้น อุบาสกคนหนึ่งเที่ยวไป ในถนนช่างร้อยดอกไม้ หาซื้อดอกไม้ดอกละหนึ่งกหาปณะก็ไม่ได้ จึง ถือเงินแปดกหาปณะไปสวนดอกไม้ กล่าวกะนายมาลาการว่า โปรดมอบ ดอกไม้แปดดอกแลกกับเงินแปดกหาปณะนี้นะจ๊ะ นายมาลาการกล่าวว่า นายจ๋า ดอกไม้ที่จะเลือกคัดเอาแต่ที่ดี ๆ ให้ไป ไม่มีเลยจ้ะ. ฉันจะเข้าไป ดูแล้วเลือกเอานะจ๊ะ. เชิญเข้าสวนหาเอาเองเถิดจ้ะ. อุบาสกนั้นเข้าไปหา ได้ดอกไม้ร่วงแปดดอก จึงกล่าวกะนายมาลาการว่า โปรดรับแปดกหาปณะ ไปเถิด พ่อคุณ นายมาลาการกล่าวว่า ท่านได้ดอกไม้ด้วยบุญของท่าน ฉันรับกหาปณะไม่ได้ดอก อุบาสกกล่าวว่า ฉันจักไม่รับเอาดอกไม้ ทั้งหลายเปล่า ๆ ไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ดอกจ้ะ แล้ววางกหาปณะไว้
หน้า 488 ข้อ 61
ตรงหน้าเขา รับเอาดอกไม้ไปลานพระเจดีย์ มีจิตเลื่อมใสบูชาแล้ว กาล ต่อมา อุบาสกนั้นตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในดาวดึงส์นั้นชั่ว กำหนดอายุ จากเทวโลกเกิดในเทวโลกสูงขึ้นไปอีก เที่ยวไปเที่ยวมาอยู่ ในเทวโลกทั้งหลายอย่างนี้ ในพุทธุปบาทกาลแม้นี้ เกิดในภพดาวดึงส์ ด้วยเศษวิบากของกรรมนั้นแล. คำว่า ตตฺถ อทฺทส อญฺตรํ เทวปุตฺตํ เป็นต้นที่กล่าวแล้วในหนหลัง หมายถึงเทพบุตรนั้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนี้นั้น ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุป- ปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกันโดยพิสดาร เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนแล. จบอรรถกถาปฐมนาควิมาน ๑๑. ทุติยนาควิมาน ว่าด้วยทุติยนาควิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๑] ท่านขี่ช้างใหญ่เผือกปลอดเป็นช้างอุดม แวดล้อมไปด้วยหมู่อัปสร เที่ยวไปตามอุทยานต่าง ๆ ทำให้สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 489 ข้อ 61
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า เกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นอุบาสกของพระผู้ มีจักษุ เป็นผู้งดเป็นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทิน- นาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวเท็จ และยินดี ด้วยภริยาของตน มีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะ ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยนาควิมาน อรรถกถาทุติยนาควิมาน ทุติยนาควิมาน มีคาถาว่า มหนฺตํ นาคํ อภิรุยฺหํ เป็นต้น. ทุติยนาค วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ เป็นคนมีศรัทธาเลื่อมใสตั้งอยู่ ในศีล ๕ สมาทานอุโบสถศีลในวันอุโบสถ เวลาก่อนอาหาร ถวายทาน แด่ภิกษุทั้งหลาย ทามสมควรแก่สมบัติของตน แล้วจึงบริโภคเอง นุ่งห่ม ผ้าสะอาด เวลาหลังอาหาร โดยมากให้คนถือน้ำอัฐบานไปวิหาร มอบ ถวายแด่ภิกษุสงฆ์แล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรม เขา สั่งสมสุจริตมากทั้งด้านทานและด้านศีล โดยเคารพด้วยอาการอย่างนี้ จุติ
หน้า 490 ข้อ 61
จากภพนี้ เกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ช้างทิพย์ใหญ่เผือกปลอด ได้ ปรากฏด้วยบุญญานุภาพของเขา เขาขี่ช้างนั้นไปเล่นอุทยานเสมอ ๆ ด้วย บริวารเป็นอันมาก ด้วยทิพยานุภาพยิ่งใหญ่. ภายหลังวันหนึ่ง เทพบุตรนั้นถูกความกตัญญูเตือน เวลาเที่ยงคืน ขี่ช้างทิพย์นั้นมาจากเทวโลกด้วยบริวารใหญ่ ด้วยหวังว่า จักถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า เปล่งรัศมีสว่างทั่วพระเวฬุวัน ลงจากคอช้าง เข้าไป เฝ้าถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่ ณ ที่สมควร ส่วนหนึ่ง ท่านพระวังคีสะยืนอยู่ใกล้ ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ขอ อนุญาตพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ถามเทพบุตรนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ท่านขี่ช้างใหญ่เผือกปลอดเป็นช้างอุดม แวด- ล้อมไปด้วยหมู่อัปสร เที่ยวไปตามอุทยานต่าง ๆ ทำให้สว่างไปทุกทิศ เหมือนดาวประกายพรึก เพราะ บุญอะไร วรรณะของท่านจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญ อะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่าง ที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทวะผู้มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่าง ไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรแม้นั้นถูกถามอย่างนั้นแล้ว ได้พยากรณ์แก่ท่านพระวังคีสะ นั้นด้วยคาถาหลายคาถาอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ ทั้งหลายจึงกล่าวว่า
หน้า 491 ข้อ 61
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระวังคีสะถามแล้ว ก็ พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า เกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ได้เป็นอุบาสกของพระผู้ มีจักษุ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจาก อทินนาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา ไม่กล่าวเท็จ และ ยินดีด้วยภริยาของตน มีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าว น้ำได้ถวายทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผล อันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึง มีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึง สว่างไสวไปทุกทิศ. ในเรื่องนั้น ไม่มีเรื่องที่ไม่เคยมี คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วใน หนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาทุติยนาควิมาน
หน้า 492 ข้อ 62
๑๒. ตติยนาควิมาน ว่าด้วยตติยนาควิมาน บุรุษผู้เป็นบัณฑิตถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๒] ใครหนอมีช้างเผือกปลอดเป็นยานทิพย์ มีดนตรีประโคมกึกก้อง เขาฉลองกันอยู่ในอากาศ ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้ ทานในกาลก่อน พวกเราไม่รู้ ขอถามท่าน พวกเรา จะรู้จักท่านได้อย่างไร. เทพบุตรกล่าวว่า เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าว สักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน ข้าพเจ้าเป็นเทพองค์หนึ่ง ในบรรดาเหล่าเทพที่ชื่อสุธัมมา. บุรุษผู้เป็นบัณฑิตถามว่า เราทั้งหลายกระทำอัญชลีกรรมอย่างใหญ่ ขอ ถามเทพพวกสุธัมมา คนทำกรรมอะไรในมนุษยโลก จึงจะเข้าถึงเทพพวกสุธัมมา. เทพบุตรกล่าวว่า ผู้ใดถวายอาคารอ้อย อาคารหญ้า และอาคาร
หน้า 493 ข้อ 62
ผ้า หรือถวายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่างนั้น ผู้นั้นย่อมเข้าถึงเทพพวกสุธัมมา. จบตติยนาควิมาน อรรถกถาตติยานาควิมาน ตติยนาควิมาน มีคาถาว่า โก นุ ทิพฺเพน ยาเนน เป็นต้น. ตติยนาควิมานเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น พระเถระขีณาสพ ๓ องค์ เข้าจำพรรษาในอาวาสใกล้หมู่บ้าน ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว พระเถระเหล่านั้นประสงค์จักถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงเดินทางมุ่งกรุงราชคฤห์ ในระหว่างทาง ถึงที่ ใกล้ไร่อ้อยของพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิ ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ในเวลาเย็น ถามคนเฝ้าอ้อยว่า พ่อคุณ วันนี้อาจถึงกรุงราชคฤห์ไหน คนเฝ้าอ้อย กล่าวว่า ไม่อาจดอก ขอรับ กรุงราชคฤห์อยู่ห่างจากที่นี้กึ่งโยชน์ นิมนต์ ท่านทั้งหลายอยู่ในที่นี้แหละ พรุ่งนี้ค่อยไป พระเถระถามว่า พ่อคุณ ที่นี้มีอะไร ๆ ที่พอจะทำเป็นที่อยู่ได้บ้างเล่า. ไม่มี ขอรับ แต่กระผมจัก จัดที่อยู่ถวายพวกท่าน พระเถระทั้งสามรับนิมนต์. คนเฝ้าอ้อยนั้นผูกท่อนไม้เป็นมณฑปกิ่งไม้ ในไร่อ้อยที่ยืนต้นอยู่ อย่างเดิมนั่นแหละ ใช้ใบอ้อยมุงข้างบน ลาดฟางข้างล่าง ถวายแด่พระ- เถระองค์หนึ่ง เอาอ้อยสามลำผูกเป็นสังเขปว่าไม้สามเส้า แล้วมุงด้วยหญ้า
หน้า 494 ข้อ 62
ลาดพื้นด้วยหญ้า ถวายแด่พระเถระองค์ที่สอง นำไม้สองสามท่อนใน กระท่อมของตนและกิ่งไม้ทั้งหลายแล้วคลุมด้วยจีวร ทำกลดถวายแด่พระ- เถระอีกองค์หนึ่ง พระเถระเหล่านั้นอยู่ในที่นั้น. พอราตรีสว่าง ได้เวลา เขาหุงข้าว ถวายไม้สีฟันและน้ำล้างหน้า แล้ว ถวายภัตตาหารกับน้ำอ้อย เมื่อพระเถระเหล่านั้นฉันแล้วอนุโมทนา แล้ว กำลังจะไป เขาได้ถวายอ้อยองค์ละลำ ด้วยกล่าวว่า จักเป็นส่วนของ กระผม เขาไปส่งพระเถระสิ้นระยะทางหน่อยหนึ่งแล้วก็กลับ เสวยปีติ โสมนัสอย่างโอฬาร ปรารภการช่วยขวนขวายและทานของตน กลับบ้าน. ฝ่ายเจ้าของไร่เดินมาสวนทางกับภิกษุ ที่กำลังเดินไป ถามภิกษุ ทั้งหลายว่า ได้อ้อยมาแต่ไหน ภิกษุทั้งหลายตอบว่า คนเฝ้าอ้อยถวาย พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นก็โกรธ ไม่พอใจ ฮึดฮัดอยู่ ถูกความโกรธครอบงำ วิ่งตามไปข้างหลังคนเฝ้าอ้อย เอาไม้ค้อนตีเขา ปลงชีพเขาด้วยการตี ทีเดียวเท่านั้น คนเฝ้าอ้อยระลึกถึงบุญกรรมที่ตนทำไว้นั่นแหละ ตายไป บังเกิดในสุธัมมาเทวสภา ช้างพลายทิพย์ตัวประเสริฐ ใหญ่ เผือกปลอด บังเกิดด้วยบุญญานุภาพของเขา. บิดามารดาและญาติมิตรของเขา ได้ข่าวทายของคนเฝ้าอ้อยแล้ว น้ำตาอาบหน้าร้องไห้พากันไปยังที่นั้น และชาวบ้านทั้งหมดได้ประชุมกัน บิดามารดาของเขาปรารภจะการทำฌาปนกิจตรงที่นั้น ในขณะนั้นเทพบุตร นั้นขี่ช้างทิพย์ตัวนั้น แวดล้อมไปด้วยเทพผู้ชำนาญฉิ่งทั้งหมด มีดนตรี เครื่อง ๕ บรรเลงอยู่ มาจากเทวโลกด้วยบริวารเป็นอันมาก ด้วยเทพฤทธิ์ ยิ่งใหญ่ ลอยอยู่ในอากาศปรากฏกายให้ที่ประชุมนั้นเห็น ครั้งนั้นบุรุษผู้
หน้า 495 ข้อ 62
เป็นบัณฑิตในที่นั้น ได้ถามเทพบุตรนั้นถึงบุญกรรมที่เขาทำไว้ ด้วยคาถา เหล่านี้ ใครหนอมีช้างเผือกปลอดเป็นยานทิพย์ มี ดนตรีประโคมกึกก้อง เขาฉลองกันอยู่ในอากาศ ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้ ทานในกาลก่อน พวกเราไม่รู้ ขอถามท่าน พวกเรา จะรู้จักท่านได้อย่างไร. เทพบุตรแม้นั้นได้พยากรณ์ความนั้นแก่เขา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าว สักกะผู้ให้ทานในกาลก่อน ข้าพเจ้าเป็นเทพองค์หนึ่ง ในบรรดาเหล่าเทพที่ชื่อสุธัมมา. คนเป็นบัณฑิตถามแม้อีกว่า เราทั้งหลายกระทำอัญชลีอย่างใหญ่ ขอถาม เทพพวกสุธัมมา คนทำกรรมอะไรในมนุษยโลก จึง จะเข้าถึงเทพพวกสุธัมมา. เทพบุตรได้พยากรณ์อีกว่า ผู้ใดถวายอาคารอ้อย อาคารหญ้า และอาคาร ผ้า หรือถวายอย่างใดอย่างหนึ่ง ในสามอย่างนั้น ผู้นั้นย่อมเข้าถึงเทพพวกสุธมมา.
หน้า 496 ข้อ 62
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุริยตาฬิตนิคฺโฆโส ได้แก่ กึกก้อง ด้วยทิพยดนตรีเครื่อง ๕ ที่ประโคมแล้ว คือเสียงทิพยดนตรีที่บรรเลง สำหรับตน. บทว่า อนฺตลิกฺเข มหิยฺยติ ความว่า ลอยอยู่ในอากาศ มีบริวารมากที่อยู่ในอากาศนั่นแหละบูชาอยู่. บทว่า เทวตานุสิ แปลว่า เป็นเทวดาหนอ ความว่า ท่านเป็น เทวดาหรือหนอ. บทว่า คนฺธพฺโพ ความว่า เป็นเทพเป็นไปในพวก คนธรรพ์เทพนักดนตรี. บทว่า อาทู สกฺโก ปุรินฺทโท ความว่า หรือ ว่าเป็นท้าวสักกะ ที่ปรากฏว่า ปุรินททะ เพราะอรรถว่า ให้ทานใน กาลก่อน อธิบายว่า หรือว่าเป็นท้าวสักกเทวราช อนึ่ง เมื่อความที่ ท้าวสักกะและคนธรรพ์ทั้งหลายเป็นเทวะแม้มีอยู่ ก็พึงทราบเทวศัพท์ในที่ นี้ว่า กล่าวถึงเทวะอื่นจากนั้น โดยโคพลิพัททนัย [ นัยอย่างสูง ] เพราะ เทวะเหล่านั้นท่านกำหนดไว้แผนกหนึ่ง. ครั้งนั้น เทพบุตรคิดว่า ธรรมดาคำตอบ จำต้องเข้ากันได้กับ คำถาม เมื่อปฏิเสธความที่ตนเป็นเทวดาคนธรรพ์หรือท้าวสักกะ ที่พวก เขาถามแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ ท้าวสักกะผู้ให้ทานในก่อน ข้าพเจ้าเป็นเทวดาองค์หนึ่งในบรรดาเทวดาที่ ชื่อสุธัมมา [ ประจำสุธัมมาเทวสภา ]. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นามฺหิ เทโว ความว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่ เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะองค์ใดองค์หนึ่งที่ท่านสงสัย ข้าพเจ้าเป็นเทวดาองค์หนึ่งในบรรดาเทวดาที่ชื่อสุธัมมา คือเป็นเทพหมู่ หนึ่งของทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ชื่อว่าเทวดาสุธัมมา โดยแท้แล อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า ได้ยินว่า คนเฝ้าอ้อยนั้นได้ฟังสมบัติของเทวดาเหล่านั้น
หน้า 497 ข้อ 62
มาแล้ว จึงดังจิตมั่นอยู่ในสมบัติเหล่านั้นก่อน. บทว่า ปุถุํ แปลว่า ใหญ่ อธิบายว่า ทำให้บริบูรณ์ ก็คำนี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงกิริยาเคารพ. เทพบุตรถูกถามถึงหมู่เทพสุธัมมา เมื่อบอกบุญที่ตนทำไว้ โดย กำหนดสมบัติเท่าที่เห็นเท่านั้น เหมือนบอกนิมิตกิ้งก่า จึงกล่าวคาถาว่า อุจฺฉาคารํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณฺณมญฺตรํ ทตฺวา ความว่า เทพบุตรกล่าวอย่างนี้ โดยถือเอานัยว่า แม้ถ้าข้าพเจ้าถวาย อาคารสามหลังไซร้ ก็จะสำเร็จเนื้อความนี้ว่า หลังใดหลังหนึ่งในสามหลัง คำที่เหลือ เข้าใจง่ายทั้งนั้น. เทพบุตรนั้นตอบเนื้อความที่บุรุษบัณฑิตนั้นถามอย่างนี้แล้ว เมื่อ ประกาศคุณพระรัตนตรัย ชื่นชมกับบิดามารดาแล้ว ก็กลับไปยังเทวโลก มนุษย์ทั้งหลายฟังคำของเทพบุตรแล้ว เกิดความเลื่อมใสเป็นอันมากใน พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ ตระเตรียมเครื่องอุปกรณ์ให้ทานมากมาย บรรทุกเต็มหลายเล่มเกวียนพากันไปพระวิหารเวฬุวัน ถวายมหาทานแด่ ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข กราบทูลเรื่องที่เป็นไปนั้นถวายพระ- ศาสดา พระศาสดาตรัสเรื่องนั้นเป็นคำถามและคำตอบเหมือนอย่างนั้น นั่นแหละ ทรงทำข้อความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดง ธรรมโดยพิสดาร ให้มนุษย์เหล่านั้นตั้งอยู่ในสรณะและศีลทั้งหลาย คน เหล่านั้นมีศรัทธาตั้งมั่น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว กลับไปบ้าน ของตนแล้ว ช่วยกันสร้างวิหาร ตรงที่ที่คนเฝ้าอ้อยตาย แล. จบอรรถกถาตติยนาควิมาน
หน้า 498 ข้อ 63
๑๓. จูฬรถวิมาน ว่าด้วยจูฬรถวิมาน พระมหากัจจายนเถระทูลถามพระกุมารว่า [๖๓] ท่านสอดธนูไว้มั่น ยืนจ้องธนูไม้แก่น อยู่ ท่านเป็นกษัตริย์ หรือราชกุมาร หรือเป็นพราน ป่า. พระกุมารตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระ- เจ้าอัสสกะ เที่ยวไปในป่า ข้าแต่ภิกษุ ข้าพเจ้าขอ บอกนามของข้าพเจ้าแก่ท่าน คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้า ว่า สุชาต ข้าพเจ้าแสวงหาเนื้อจึงหยั่งลงสู่ป่าใหญ่ ไม่เห็นเนื้อ เห็นแต่ท่าน จึงได้ยินอยู่. พระเถระทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก ท่านมาดีแล้ว ท่านมาไม่เลว เลย ท่านจงรับเอาน้ำจากที่นี้ล้างเท้าทั้งสองของท่าน เถิด นี้เป็นน้ำดื่ม เย็น นำมาแต่ซอกเขา ท่าน ราชโอรส ครั้นเสวยน้ำแล้ว โปรดเสด็จเข้าไป ประทับนั่งบนสันถัดเถิด. พระกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระมหามุนี วาจาของท่านงามหนอ น่า ฟัง ไม่มีโทษ มีประโยชน์ ไพเราะ ท่านรู้แล้ว
หน้า 499 ข้อ 63
โปรดกล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด. ท่านอยู่ในป่ายินดีอะไร ข้าแต่ท่านฤษีผู้ประ- เสริฐสุด ท่านถูกถามแล้ว โปรดบอกที่เถิด พวก ข้าพเจ้าพิจารณาคำของท่านแล้ว พึงประพฤติโดย เอื้อเฟื้อ ซึ่งบทที่ประกอบด้วยอรรถและธรรม. พระเถระทูลว่า ดูก่อนกุมาร เราชอบใจการไม่เบียดเบียนสัตว์ ทั้งปวง การงดเว้นลักขโมย งดเว้นการประพฤติ ล่วงเกิน งดเว้นดื่มน้ำเมา งดบาปธรรม ความ ประพฤติสงบ ความเป็นพหูสูต ความเป็นคนกตัญญู ธรรมเหล่านี้ กุลบุตรสรรเสริญในปัจจุบัน อันวิญญู- ชนพึงสรรเสริญ ดูก่อนราชโอรส ท่านจงรู้เถิดว่า อีกห้าเดือนข้างหน้า ท่านจักสิ้นพระชนม์ ท่าน จงเปลื้องตนเถิด. พระกุมารตรัสถามว่า ข้าพเจ้าจะไปชนบทไหนหนอ จะทำกรรมอะไร จะทำกิจของบุรุษอะไร ๆ หรือจะใช้วิชาอะไร จึง จะไม่แก่ไม่ตาย. พระเถระทูลว่า ดูก่อนราชโอรส ไม่มีประเทศที่สัตว์ไปแล้ว ไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีกรรม วิชา และกิจของบุรุษ ที่ สัตว์ทำแล้วไม่แก่ไม่ตาย ผู้มีทรัพย์มาก มีโภคะ
หน้า 500 ข้อ 63
มาก แม้เหล่ากษัตริย์ครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และ ข้าวเปลือกมาก แม้ท่านเหล่านั้น ไม่แก่ไม่ตาย ก็ หาไม่. ท่านที่เป็นนักศึกษา เป็นบุตรของชาวอันธกะ และชาวเวณฑุ ผู้สามารถแกล้วกล้า ประหารฝ่าย ปรปักษ์ แม้ท่านเหล่านั้น เสมอด้วยสิ่งยั่งยืนก็ต้อง พินาศ ถึงอายุขัยสิ้นอายุ. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาล และปุกกุสะ และพวกชาติอื่น ๆ แม้คนเหล่านั้น ไม่แก่ไม่ตาย หามีไม่ ท่านที่ร่ายมนต์พรหมจินดา มีองค์ ๖ และท่านที่ใช้วิชาอื่น ๆ แม้ท่านเหล่านั้น ไม่แก่ไม่ตาย หามีไม่ อนึ่ง พวกฤษี ผู้สงบ สำรวมจิตบำเพ็ญตบะ แม้ท่านผู้บำเพ็ญตบะเหล่านั้น ก็ต้องละทิ้งร่างกายไปตามกาล แม้พระอรหันต์ ทั้งหลายผู้อบรมตนแล้ว ทำกิจเสร็จแล้วไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาปแล้ว ก็ยังทอดทิ้งกายนี้. พระกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระมหามุนี คาถาทั้งหลายของท่าน เป็น สุภาษิต มีประโยชน์ ข้าพเจ้าเพ่งพินิจตามสุภาษิต นั้นแล้ว และขอท่านโปรดเป็นสรณะ ของข้าพเจ้า ด้วยเถิด. พระเถระทูลว่า
หน้า 501 ข้อ 63
ท่านจงอย่าถึงอาตมาเป็นสรณะเลย อาตมาถึง พระมหาวีรศากยบุตรใดเป็นสรณะ ท่านจงถึงพระ- มหาวีรศากยบุตรนั้นเป็นสรณะเถิด. พระกุมารตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระศาสดาของท่านพระ- องค์นั้น ประทับอยู่ในชนบทไหน แม้ข้าพเจ้าก็จักไป เฝ้าพระชินะผู้หาบุคคลเปรียบมิได้. พระเถระทูลว่า พระศาสดาผู้เป็นบุรุษอาชาไนย มีพระสมภพ แต่ราชสกุลพระเจ้าโอกกากราช ในชนบททิศ- ตะวันออก แต่พระองค์เสด็จปรินิพพานเสียแล้ว. ราชโอรสตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็น ศาสดาของท่านยังดำรงพระชนม์อยู่ ถึงไกลหลาย พันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าใกล้ ๆ แต่เพราะ พระศาสดาของท่านเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว ข้าพเจ้า ขอถึงพระมหาวีระผู้เสด็จปรินิพพานแล้วเป็นสรณะ ขอถึงพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมอันยอดเยี่ยม ทั้ง พระสงฆ์ ผู้เป็นสรณะของมนุษย์และเทวดา ว่าเป็น สรณะ. ข้าพเจ้าของดเว้นปาณาติบาตทันที ของดเว้น อทินนาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ
หน้า 502 ข้อ 63
เป็นผู้ยินดีด้วยภริยาของตน. พระเถระถามเทวบุตรว่า พระอาทิตย์มีรัศมีมาก ส่องแสงไปในท้องฟ้า ตามลำดับตลอดทิศ ประการไร ๆ รถใหญ่ของท่านนี้ ก็มีประการอย่างนั้น แผ่แสงไปโดยรอบกว้างร้อย โยชน์ หุ้มด้วยแผ่นทองโดยรอบ คานรถนั้นวิจิตร ด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี มีลายทองและเงินทำด้วย แก้วไพฑูรย์ สร้างไว้อย่างดีสง่างาม งอนรถสร้างด้วย แก้วไพฑูรย์ แอกรถวิจิตรด้วยแก้วทับทิม แม้ม้า ( เทียมรถ) ก็ประดับด้วยทองและเงินสง่างาม วิ่ง เร็วทันใจ ท่านนั้นยืนสง่าอยู่ในรถทอง มีพาหนะ เทียมม้าพันหนึ่ง ดังท้าวสักกะจอมทวยเทพ ดูราท่าน ผู้มียศ อาตมาขอถามท่านผู้ชาญฉลาด ยศอัน โอฬารนี้ท่านได้มาอย่างไร. เทวบุตรตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญู ข้าพเจ้าเป็นราชโอรส ชื่อ สุชาตในชาติก่อน และท่านได้อนุเคราะห์ให้ข้าพเจ้าได้ ตั้งอยู่ในสัญญมะ ท่านทราบว่าข้าพเจ้าหมดอายุ ได้ มอบพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดา ด้วยกล่าวว่า ดูก่อนสุชาต เธอจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้ การ บูชานั้นจักเป็นประโยชน์แก่เธอเอง ข้าพเจ้าได้ขวน-
หน้า 503 ข้อ 63
ขวายบูชาพระบรมสารีริกธาตุนั้นด้วยของหอมและ ดอกไม้ทั้งหลาย ครั้นละร่างมนุษย์แล้ว ได้เข้าถึง นันทนอุทยาน มีอัปสรห้อมล้อม รื่นรมย์ด้วยการ ฟ้อนรำขับร้องอยู่ในนันทนอุทยานอันน่าร่มรื่น ประ- กอบด้วยฝูงปักษานานาพรรณ. จบจูปรถวิมาน อรรถกถาจูฬรถวิมาน จูฬรถวิมาน มีคาถาว่า ทฬฺหธมฺมา นิสารสฺส เป็นต้น. จูฬรถ- วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว พร้อมด้วยแบ่งพระ- บรมธาตุ สถาปนาพระสถูปสำหรับพระศาสดาไว้ในที่นั้น ๆ เมื่อพระสาวก ที่ได้คัดเลือกเพื่อสังคายนาพระธรรม มีพระมหากัสสปเถระเป็นประมุข อยู่ในที่นั้น ๆ กับบริษัทของตน ๆ ด้วยเห็นแก่เวไนยสัตว์ จนถึงวัน เข้าพรรษา ท่านพระมหากัจจายนะอยู่ในเขตป่าแห่งหนึ่ง ในปัจจันต- ประเทศ สมัยนั้น พระเจ้าอัสสกราชครองราชสมบัติอยู่ในโปตลินคร แคว้นอัสสกะ กุมารพระนามว่าสุชาต เป็นพระโอรสของอัครมเหสีของ พระเจ้าอัสสกราชนั้น มีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี ถูกพระบิดาเนรเทศจากแว่น แคว้นเพราะยื้อแย่งราชสมบัติกับพระเทวีน้อย จึงเข้าป่า อาศัยพวกพราน อยู่ในป่า เล่ากันมาว่า กุมารนั้นบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 504 ข้อ 63
พระนามว่ากัสสปะ ตั้งอยู่ในคุณเพียงศีล ตายอย่างปุถุชน บังเกิดในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ อยู่ในดาวดึงส์นั้นชั่วอายุ เที่ยวไปเที่ยวมาอยู่ในสุคตินั้นแล ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์ของอัครมเหสี ของพระเจ้าอัสสกราช ในแคว้นอัสสกะ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้ได้ ๓๐ ปี เขาได้มีนามว่า สุชาต เจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก. เมื่อพระชนนีของสุชาตกุมารนั้นสิ้นพระชนม์แล้ว พระเจ้าอัสสกราช ได้ตั้งราชธิดาองค์อื่นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี ต่อมาพระนางได้ประสูติ พระโอรส พระราชาทอดพระเนตรเห็นโอรสของพระนาง ก็ทรงเลื่อมใส ได้ประทานพรว่า ที่รัก เจ้าจงถือเอาพรที่เจ้าปรารถนา พระนางทำเป็น รับพรไว้แต่พักไว้ก่อน (ยังไม่กล่าวขอพร ) เมื่อสุชาตกุมารมีพระชันษา ได้ ๑๒ พรรษา พระนางจึงกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระองค์ พระองค์ทอดพระเนตรเห็นลูกของหม่อมฉันแล้วมีจิตเลื่อมใส ได้พระ- ราชทานพรไว้ บัดนี้ขอพระองค์โปรดพระราชทานพรนั้นเถิด ตรัสว่า จงรับเอาเถิดเทวี พระนางกราบทูลว่า ขอพระองค์โปรดพระราชทาน ราชสมบัติแก่ลูกของหม่อมฉันนะเพคะ ตรัสว่า ฉิบหายละอีถ่อย สุชาต- กุมารลูกคนโตของฉัน ซึ่งเป็นเสมือนเทพกุมาร ยังอยู่ เหตุไร เจ้าจึงกล่าว อย่างนี้ ทรงปฏิเสธ พระเทวียืนคำบ่อย ๆ ก็ผูกพระทัยไม่ได้ วันหนึ่งทูลว่า ข้าแต่เทวะ ถ้าพระองค์ยังดำรงอยู่ในสัจจะ ก็ขอได้โปรดพระราชทานเถิด พระราชาทรงเสียพระทัยว่า เราได้พลั้งให้พรแก่หญิงผู้นี้ และนางก็มาพูด อย่างนี้ ตรัสเรียกสุชาตกุมารมาตรัสบอกความเรื่องนั้น น้ำพระเนตรไหล พระกุมารเห็นพระบิดาทรงโศกเศร้า ก็เสียพระทัยน้ำพระเนตรไหล กราบ ทูลว่า ข้าแต่เทวะ โปรดทรงอนุญาตเถิด ข้าพระองค์จักไปที่อื่น พระราชา
หน้า 505 ข้อ 63
ทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสว่า พ่อจักสร้างเมืองใหม่ให้เจ้า เจ้าควรอยู่ใน เมืองนั้น พระกุมารก็ไม่ปรารถนา เมื่อพระราชาตรัสว่า พ่อจักส่งไปอยู่ ในสำนักพระราชาสหายของพ่อดังนี้ ก็ไม่ทรงเห็นด้วยแม้ข้อนั้น กราบทูล อยู่อย่างเดียวว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์จักไปป่า พระราชาสวมกอดพระ- โอรส จุมพิตที่พระเศียรตรัสว่า เมื่อพ่อล่วงลับไปแล้ว เจ้าจงมาครอง ราชสมบัติในนครนี้ ทรงปล่อยไปแล้ว. พระกุมารนั้นเข้าป่าอาศัยพวกพรานอยู่ วันหนึ่งไปล่าเนื้อ เทพบุตร องค์หนึ่งเป็นสหายที่ประเสริฐในครั้งที่เขาเป็นสมณะ จำแลงรูปเป็นเนื้อ มาล่อเขาด้วยความหวังดี วิ่งไปใกล้ที่อยู่ของท่านพระมหากัจจายนะแล้ว หายไป พระกุมารนั้นคิดจักจับเนื้อตัวนี้ในบัดนี้ จึงวิ่งเข้าไปถึงที่อยู่ของ พระเถระ ไม่เห็นเนื้อ เห็นแต่พระเถระนั่งอยู่นอกบรรณศาลา จึงได้ยืน กั้นปลายลูกธนูในที่ใกล้พระเถระนั้น พระเถระแลดูเขา ทราบเรื่องที่เป็น ไปของเขาทั้งหมดตั้งแต่ต้น เมื่อจะอนุเคราะห์ ทำเป็นไม่รู้ เมื่อทำการ สงเคราะห์ได้ถามว่า ท่านสอดธนูไว้มั่น ยืนจ้องธนูไม้แก่นอยู่ ท่าน เป็นกษัตริย์ หรือราชกุมาร หรือเป็นพรานป่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทฬฺหธมฺมา แปลว่า สอดธนูไว้มั่น ธนูที่ใช้สองพันแรงคน ท่านเรียกว่าสอดธนูไว้มั่น และที่ว่าธนูที่ใช้ สองพันแรงคน ได้แก่ธนูที่เมื่อยกขึ้น น้ำหนักแห่งหัวโลหะเป็นต้นที่ผูก ไว้ที่สาย จับคันธนูยกขึ้นพันดินชั่วแค่ลูกธนู. บทว่า นิสารสฺส ได้แก่ ธนูของต้นไม้ที่มีแก่นดียิ่ง คือมีแก่นดีเลิศ อธิบายว่า ธนูที่ทำด้วยไม้แก่น.
หน้า 506 ข้อ 63
บทว่า โอลุพฺภ ได้แก่ กั้น. บทว่า ราชญฺโ แปลว่า ราชกุมาร. บทว่า วเนจโร แปลว่า ผู้เที่ยวไปในป่า. ลำดับนั้น พระกุมารนั้นเมื่อประกาศตน จึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระ- เจ้าอัสสกะ เที่ยวไปในป่า ข้าแต่ภิกษุ ข้าพเจ้าขอ บอกนามของข้าพเจ้าแก่ท่าน คนทั้งหลายรู้จักข้าพเจ้า ว่า สุชาต ข้าพเจ้าแสวงหาเนื้อจึงหยั่งลงสู่ป่าใหญ่ ไม่เห็นเนื้อ เห็นแต่ท่าน จึงได้ยืนอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสกาธิปติสฺส แปลว่า พระเจ้า อัสสกะ ผู้เป็นใหญ่ในอัสสกรัฐ พระกุมารเรียกพระเถระว่า ภิกษุ. บทว่า มิเค คเวสมาโน ความว่า แสวงหาเนื้อมีสุกรเป็นต้น คือเที่ยวล่าเนื้อ. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อกระทำปฏิสันถารกับกุมารนั้น ทูลว่า ท่านผู้มีบุญมาก ท่านมาดีแล้ว ท่านมาไม่ เลวเลย ท่านจงรับเอาน้ำจากที่นี้ล้างเท้าทั้งสองของ ท่านเถิด นี้เป็นน้ำดื่มเย็น นำมาแต่ซอกเขา ท่าน ราชโอรส ครั้นเสวยน้ำแล้วโปรดเสด็จเข้าไปประทับ นั่งบนสันถัดเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทุราคตํ ความว่า ท่านผู้มีบุญมาก การมาในที่นี้ของท่าน เว้นจากการมาร้ายชื่อว่ามาดีแล้ว อธิบายว่า การ มาร้ายแม้น้อยของท่านไม่มี เพราะให้เกิดปีติโสมนัสทั้งแก่ท่านและแก่ อาตมา. ปาฐะว่า อธุนาคตํ มาไม่นาน ดังนี้ก็มี ความว่า มาในบัดนี้.
หน้า 507 ข้อ 63
บทว่า สนฺถตสฺมึ อุปาวิส ความว่า อย่าประทับนั่งบนพื้นที่ไม่ มีเครื่องลาด โปรดประทับนั่งบนเครื่องลาดหญ้าโน้น. ลำดับนั้น พระราชกุมารรับการปฏิสันถารของพระเถระตรัสว่า ข้าแต่พระมหามุนี วาจาของท่านงามหนอ น่าฟัง ไม่มีโทษ มีประโยชน์ ไพเราะ ท่านรู้แล้ว กล่าวแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์เถิด. ท่านอยู่ในป่า ยินดีอะไร ข้าแต่ท่านฤษีผู้ ประเสริฐสุด ท่านถูกถามแล้วโปรดนอกทีเถิด พวก ข้าพเจ้าพิจารณาคำของท่านแล้ว พึงประพฤติโดย เอื้อเฟื้อซึ่งบทที่ประกอบด้วยอรรถและธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณี แปลว่า ดี คือ งาม. บทว่า สวนียา แปลว่า ควรที่จะฟัง. บทว่า เนลา แปลว่า ปราศจากโทษ. บทว่า อตฺถวตี ความว่า ประกอบด้วยประโยชน์ คือประกอบด้วยประ- โยชน์มีประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า วคฺคุ แปลว่า ไพเราะ. บทว่า มนฺตฺวา แปลว่า รู้แล้ว คือ กำหนดแล้วด้วยปัญญา. บทว่า อตฺถํ ได้แก่ ไม่ปราศจากประโยชน์ คือนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว. บทว่า อิสินิสภ แปลว่า ผู้ประเสริฐสุดในฤาษีทั้งหลาย เช่นกับ บุรุษอาชาไนย. บทว่า วจนปถํ แปลว่า คำ ก็คำนั่นแล ท่านกล่าวว่า วจนปถะ เพราะเป็นอุบายให้บรรลุประโยชน์. บทว่า อตฺถธมฺมปทํ สมาจเรมเส ความว่า พวกข้าพเจ้าจะปฏิบัติส่วนแห่งธรรมมีศีลเป็นต้น ที่นำมาซึ่งประโยชน์ในภพนี้และภพหน้า.
หน้า 508 ข้อ 63
บัดนี้ พระเถระเมื่อกล่าวสัมมาปฏิบัติของตน ซึ่งสมควรแก่พระ- ราชกุมารนั้น จึงทูลว่า ดูก่อนกุมาร เราชอบใจการไม่เบียดเบียนสัตว์ ทั้งปวง การงดเว้นลักขโมย งดเว้นการประพฤติ ล่วงเกิน งดเว้นดื่มน้ำเมา งดบาปธรรม ความประ- พฤติสงบ ความเป็นพหูสูต ความเป็นคนกตัญญู ธรรมเหล่านี้ กุลบุตรสรรเสริญในปัจจุบัน อันวิญญู- ชนพึงสรรเสริญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อารติ สมจริยา จ ได้แก่ การงด เว้นขาดจากบาปธรรมตามที่กล่าวแล้ว และความประพฤติสงบมีความสงบ กายเป็นต้น. บทว่า พาหุสจฺจํ ได้แก่ ความเป็นพหูสูตทางปริยัติ. บทว่า กตญฺญุตา ได้แก่ การรู้อุปการะที่คนเหล่าอื่นกระทำแก่ตน. บทว่า ปาสํสา ความว่า อันกุลบุตรทั้งหลายผู้ต้องการประโยชน์พึงสรรเสริญ โดยการกระทำทั่วไป. บทว่า ธมฺมา เอเต ได้แก่ ธรรมมีอหิงสาเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า ปสํสิยา แปลว่า อันวิญญูชนทั้งหลายพึงสรรเสริญ. พระเถระกล่าวสัมมาปฏิบัติที่สมควรแก่พระราชกุมารนั้นอย่างนี้แล้ว ตรวจดูอายุสังขารด้วยอนาคตังสญาณ เห็นว่าอายุของเขาเหลือเพียงห้า เดือนเท่านั้น เพื่อจะให้เขาสลดใจแล้วทั้งอยู่ในสัมมาปฏิบัตินั้นมั่นคง จึง กล่าวคาถานี้ว่า ดูก่อนราชโอรส ท่านจงรู้เถิดว่า อีกห้าเดือน ข้างหน้าท่านจักสิ้นพระชนม์ ท่านจงเปลื้องตนเถิด.
หน้า 509 ข้อ 63
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺตานํ ปริโมจย ความว่า ท่านจง เปลื้องตนจากทุกข์ในอบาย. ต่อนั้น พระกุมารเมื่อถามอุบายหลุดพ้นสำหรับตน จึงตรัสว่า ข้าพเจ้าจะไปชนบทไหนหนอ จะทำอะไร จะ ทำกิจของบุรุษอะไร ๆ หรือจะใช่วิชาอะไร จึงจะไม่ แก่ไม่ตาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตมํ สฺวาหํ ได้แก่ ข้าพเจ้าจะไป ชนบทไหน ความว่า ไหนหนอ เพิ่มคำว่า กตฺวา ในบทว่า กึ กมฺมํ กิญฺจิ โปริสํ. บทว่า โปริสํ แปลว่า กิจของบุรุษ. ต่อนั้น พระเถระเพื่อจะแสดงธรรมแก่เขา ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนราชโอรส ไม่มีประเทศที่สัตว์ไปแล้ว ไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีกรรม วิชาและกิจของบุรุษ ที่ สัตว์ทำแล้วไม่แก่ไม่ตาย ผู้มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก แม้เหล่ากษัตริย์ครองแว่นแคว้น มีทรัพย์และข้าว เปลือกมาก แม้ท่านเหล่านั้นไม่แก่ไม่ตาย ก็หาไม่. ท่านที่เป็นนักศึกษา เป็นบุตรของชาวอันธกะ และชาวเวณฑุ ผู้สามารถแกล้วกล้า ประหารฝ่าย ปรปักษ์ แม้ท่านเหล่านั้น เสมอด้วยสิ่งยั่งยืนก็ต้อง พินาศ ถึงอายุขัยสิ้นอายุ. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คนจัณฑาลและปุกกุสะ และพวกชาติอื่น ๆ แม้คน เหล่านั้น ไม่แก่ไม่ตาย หามีไม่ ท่านที่ร่ายมนต์
หน้า 510 ข้อ 63
พรหมจินดามีองค์ ๖ และท่านที่ใช้วิชาอื่น ๆ แม้ ท่านเหล่านั้น ไม่แก่ไม่ตาย หามีไม่ อนึ่ง พวกฤษี ผู้สงบ สำรวมจิตบำเพ็ญตบะ แม้ท่านผู้บำเพ็ญตบะ เหล่านั้นก็ต้องละทิ้งร่างกายไปตามกาล แม้พระ- อรหันต์ทั้งหลายผู้อบรมตนแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่ มีอาสวะ สิ้นบุญและบาปแล้ว ก็ยังทอดทิ้งกายนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ คนฺตฺวา ความว่า ไปประเทศ ใด เข้าถึง คือถึงกรรม วิชา และกิจของบุรุษด้วยกายประโยค และ ด้วยประโยคนอกนี้ พึงเป็นผู้ไม่แก่ไม่ตาย. ชื่อว่า มีทรัพย์มาก เพราะมีทรัพย์ที่รวบรวมเก็บไว้มากประมาณ ร้อยโกฏิเป็นต้นเป็นอย่างต่ำ ชื่อว่า มีโภคะมาก เพราะมีโภคะที่เป็น เสบียงมาก คือ กหาปณะมีสามหม้อเป็นต้น. บทว่า รฏฺวนฺโต ได้แก่ เจ้าของแว่นแคว้น อธิบายว่า ปกครองแว่นแคว้นปริมาณหลายโยชน์. บทว่า ขตฺติยา แปลว่า ชาติกษัตริย์. บทว่า ปหูตธนธญฺาเส ได้แก่ สั่งสมทรัพย์และข้าวเปลือกมาก คือสั่งสมทรัพย์และข้าวเปลือกพอกินพอ ใช้ได้เจ็ดแปดปี สำหรับตนและบริวาร. บทว่า โน เตปิ อชรามรา ความว่า มีความแก่และความตายเป็นธรรมดาทีเดียว อธิบายว่า แม้ ความเป็นผู้มีทรัพย์มากเป็นต้น ก็ห้ามความแก่และความตายที่อยู่เหนือ ท่านเหล่านั้นไม่ได้. บทว่า อนฺธกเวณฺฑุปุตฺตา ความว่า ปรากฏว่าเป็นบุตรของชาว อันธกะและชาวเวณฑุ. บทว่า สูรา ได้แก่ ผู้มีความสามารถ. บทว่า
หน้า 511 ข้อ 63
วีรา ได้แก่ ผู้มีความกล้า. บทว่า วิกกนฺตปฺปหาริโน ความว่า มี ปกติข่มครอบกำลังของข้าศึก แล้วประหารได้ ด้วยความเป็นผู้สามารถ และแกล้วกล้านั่นแล. บทว่า วิทฺธสฺตา ได้แก่ ทำให้พินาศ. บทว่า สสฺสตีสมา ได้แก่ เสมอด้วยของยั่งยืนทั้งหลาย มีพระจันทร์และพระ- อาทิตย์เป็นต้น โดยสืบตระกูลกัน ความว่า แม้ท่านเหล่านั้นก็ไปตาม ตระกูลที่เป็นไปได้ไม่นานเลย. บทว่า ชาติยา ได้แก่ โดยชาติของตน ความว่า แม้ชาติที่ ประเสริฐกว่าก็ห้ามชราและมรณะของคนเหล่านั้นไม่ได้. บทว่า มนฺตํ ได้แก่ เวท. บทว่า ฉฬงฺคํ ได้แก่ มีองค์ ๖ โดยองค์ทั้ง ๖ กล่าวคือ กัปปศาสตร์ พยากรณ์ศาสตร์ นิรุตติศาสตร์ สิกขาศาสตร์ ฉันโทวิจิติศาสตร์ และโชติศาสตร์. บทว่า พฺรหฺมจินฺติตํ ได้แก่ อันพรหมฤษีทั้งหลายมีอัฏฐกฤษีเป็นต้นคิดแล้ว คือเห็นแล้วด้วย ปัญญาจักษุ. บทว่า สนฺตา ได้แก่ มีกายกรรมและวจีกรรมสงบระงับแล้ว. บทว่า สญฺตตฺตา ได้แก่ มีจิตสำรวมแล้ว. บทว่า ตปสฺสิโน ได้แก่ ผู้อาศัยตบะ. บัดนี้ พระกุมารเมื่อตรัสสิ่งที่ตนพึงทำ จึงตรัสว่า ข้าแต่พระมหามุนี คาถาทั้งหลายของท่าน เป็นสุภาษิต มีประโยชน์ ข้าพเจ้าเพ่งพินิจตาม สุภาษิตนั้นแล้ว และขอท่านโปรดเป็นสรณะของ ข้าพเจ้าด้วยเถิด.
หน้า 512 ข้อ 63
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิชฺฌตฺโตมฺหิ ได้แก่ เป็นผู้เพ่งพินิจ คือไปแล้ว ด้วยความเข้าใจ ด้วยสัญญาในโอชะแห่งธรรม. บทว่า สุภฏฺเน แปลว่า ที่กล่าวแล้วด้วยดี. ลำดับนั้น พระเถระเมื่อพร่ำสอนพระกุมารนั้น ได้ภาษิตคาถานี้ว่า ท่านจงอย่าถึงอาตมาเป็นสรณะเลย อาตมาถึง พระมหาวีรศากยบุตรใดเป็นสรณะ ท่านจงถึงพระ- มหาวีรศากยบุตรนั้นเป็นสรณะเถิด. ต่อนั้น พระราชกุมารตรัสอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระศาสดาของท่านพระ- องค์นั้นประทับอยู่ในชนบทไหน แม้ข้าพเจ้าก็จักไป เฝ้าพระชินะผู้หาบุคคลเปรียบมิได้. พระเถระทูลอีกว่า พระศาสดาเป็นบุรุษอาชาไนย มีพระสมภพ แต่ราชสกุลพระเจ้าโอกกากราช ในชนบททิศตะวัน- ออก แต่พระองค์เสด็จปรินิพพานเสียแล้ว. พระเถระกล่าวว่า ปุรตฺถิมสฺมึ ชนปเท ในคาถานั้น เพราะ มัชฌิมประเทศอยู่ทางทิศตะวันออก จากประเทศที่พระเถระนั่งอยู่. ราชโอรสนั้นฟังธรรมเทศนาของพระเถระอย่างนี้แล้ว มีใจเลื่อมใส ก็ตั้งอยู่ในสรณะและศีล เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า
หน้า 513 ข้อ 63
ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ถ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็น ศาสดาของท่านยังดำรงพระชนม์อยู่ ถึงไกลหลาย พันโยชน์ ข้าพเจ้าก็จะไปเฝ้าใกล้ ๆ แต่เพราะพระ- ศาสดาของท่านเสด็จปรินิพพานเสียแล้ว ข้าพเจ้าก็ ขอถึงพระมหาวีระผู้เสด็จปรินิพพานแล้วเป็นสรณะ ขอถึงพระพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมอันยอดเยี่ยม ทั้ง พระสงฆ์ ผู้เป็นสรณะของมนุษย์และเทวดา ว่าเป็น สรณะ. ข้าพเจ้าของดเว้นปาณาติบาตทันที ของดเว้น อทินนาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ เป็นผู้ยินดีด้วยภริยาของตน. พระราชกุมารตั้งอยู่ในสรณะและศีลอย่างนี้แล้ว พระเถระก็ทูล อย่างนี้ว่า ดูก่อนราชกุมาร ไม่มีประโยชน์ที่ท่านจะอยู่ป่าในที่นี้ ท่านจะมี ชีวิตอยู่ไม่นาน ภายใน ๕ เดือนเท่านั้นท่านจักสิ้นพระชนม์ ฉะนั้น ท่าน ควรไปยังสำนักพระราชบิดาของท่าน ทำบุญทั้งหลายมีให้ทานเป็นต้น พึง เป็นผู้มีสวรรค์ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ดังนี้แล้ว แบ่งพระบรมสารีริกธาตุ ในสำนักของตนให้ ราชกุมารนั้นเมื่อจะไป ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าจักไปจากที่นี้ตามคำของท่าน แม้ท่านก็พึงไปในที่นั้น เพื่อ อนุเคราะห์ข้าพเจ้า ทราบว่าพระเถระรับนิมนต์แล้ว ไหว้ ทำประทักษิณ แล้วเสด็จไปนครของพระบิดาเข้าไปยังอุทยาน แจ้งให้กราบทูลพระราชา ทรงทราบว่า ตนมาแล้ว.
หน้า 514 ข้อ 63
พระราชาทรงสดับเรื่องนั้น พร้อมด้วยบริวารเสด็จไปอุทยาน สวม กอดพระกุมาร นำเข้าในเมือง มีพระราชประสงค์จะอภิเษก พระกุมาร ทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระองค์มีอายุน้อย จากนี้ไป ๔ เดือน ก็จักทาย ข้าพระองค์จะต้องการอะไรด้วยราชสมบัติ ข้าพระองค์จักอาศัยพระองค์ ทำบุญเท่านั้น แล้วประกาศคุณของพระเถระ และอานุภาพของพระรัตน- ตรัย พระราชาทรงสดับดังนั้น ทรงสลดพระทัย เลื่อมใสในพระรัตนตรัย และพระเถระ โปรดให้สร้างวิหารใหญ่ แล้วทรงส่งทูตไปสำนักของ พระมหากัจจายนเถระ แม้พระเถระก็ได้มาอนุเคราะห์พระราชาและมหาชน พระราชาพร้อมด้วยข้าราชบริวารเสด็จไปต้อนรับแต่ไกลทีเดียว นิมนต์ พระเถระให้เข้าวิหาร บำรุงด้วยปัจจัยสี่โดยเคารพ ตั้งอยู่ในสรณะและศีล ทั้งหลาย พระกุมารสมาทานศีลทั้งหลาย บำรุงพระเถระและภิกษุทั้งหลาย โดยเคารพ ให้ทาน ฟังธรรม ล่วงไปสี่เดือนก็สิ้นพระชนม์ไปบังเกิดใน ภพดาวดึงส์ รถขนาดเจ็ดโยชน์ประดับด้วยรัตนะเจ็ดเกิดขึ้นด้วยบุญญานุ- ภาพของเทวบุตรนั้น เทวบุตรนั้นมีอัปสรเป็นบริวารหลายพัน. พระราชาทรงทำสักการะสรีระของพระกุมาร และถวายมหาทาน แด่ภิกษุสงฆ์ ทำการบูชาพระเจดีย์ มหาชนประชุมกันในที่นั้น แม้พระ- เถระพร้อมด้วยบริวารก็ได้เข้าไปยังประเทศนั้น ครั้งนั้น เทวบุตรตรวจดู กุศลกรรมที่ตนทำไว้ คิดด้วยความเป็นผู้กตัญญูว่า เราจักไปไหว้พระเถระ และจักทำศาสนคุณให้ปรากฏ ขึ้นรถทิพย์ มาปรากฏรูปให้เห็นพร้อมด้วย บริวารเป็นอันมาก ลงจากรถไหว้แทบเท้าพระเถระ ทำปฏิสันถารกับบิดา เข้าไปยืนประคองอัญชลีอยู่ใกล้พระเถระ พระเถระได้ถามเทวบุตรนั้น ด้วยคาถาเหล่านั้นว่า
หน้า 515 ข้อ 63
พระอาทิตย์มีรัศมีมาก ส่องแสงไปในท้องฟ้า ตามลำดับตลอดทิศ ประการไร ๆ รถใหญ่ของท่าน นี้ ก็มีประการอย่างนั้น แผ่แสงไปโดยรอบกว้าง ร้อยโยชน์ หุ้มด้วยแผ่นทองโดยรอบ คานรถนั้น วิจิตรด้วยแก้วมุกดาและแก้วมณี มีลายทองและเงิน ทำด้วยแก้วไพฑูรย์ สร้างไว้อย่างดีสง่างาม งอนรถ สร้างด้วยแก้วไพฑูรย์ แอกรถวิจิตรด้วยแก้วทับทิม แม้ม้า ( เทียมรถ ) ก็ประดับด้วยทองและเงิน สง่า งาม วิ่งเร็วทันใจ ท่านนั้นยืนสง่าอยู่ในรถทอง มี พาหนะเทียมม้าพันหนึ่ง ดังท้าวสักกะจอมทวยเทพ ก่อนท่านผู้มียศ อาตมาขอถามท่านผู้ชาญฉลาด ยศอันโอฬารนี้ ท่านได้มาอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสรํสี แปลว่า พระอาทิตย์ ก็พระอาทิตย์นั้น ท่านเรียกว่า สหสฺสรํสี เพราะมีรัศมีหลายพัน. บทว่า ยถา มหปฺปโภ ได้แก่ มีรัศมีเหมาะแก่ความใหญ่ของตน เหมือน อย่างว่า ดวงไฟที่เสมอเหมือนกับดวงอาทิตย์โดยความใหญ่ ย่อมไม่มี ฉันใด ที่เสมอเหมือน แม้โดยรัศมี ก็ไม่มีฉันนั้น จริงอย่างนั้น ดวงอาทิตย์ นั้นย่อมแผ่แสงสว่างถึงสามทวีปใหญ่ในขณะเดียวกัน. บทว่า ทิสํ ยถา ภาติ นเภ อนุกฺกมํ ความว่า พระอาทิตย์เมื่อโคจรคล้อยเคลื่อนไป ตลอดทิศ อย่างไรทีเดียว ย่อมส่องแสงสว่างโชติช่วงในท้องฟ้า คือใน อากาศ อย่างไร คือด้วยประการใด. บทว่า ตถาปกาโร ได้แก่ มี
หน้า 516 ข้อ 63
อาการเช่นนั้น. บทว่า ตวายํ ตัดบทเป็น ตว อยํ แปลว่า ของท่านนี้. บทว่า สุวณฺณปฏฺเฏห แปลว่า ด้วยแผ่นที่สำเร็จด้วยทอง. บทว่า สมนฺตโมตฺถโฏ ได้แก่ ถูกปิดโดยรอบ. บทว่า อุรสฺส ตัดบทเป็น อุโร อสฺส แปลว่า คานของรถนั้น ท่านเรียกโคนงอนรถ ว่าคานของรถ ก็มี. บทว่า เลขา ได้แก่ ลายมีมาลากรรมลายดอกไม้และลดากรรมลายเครือ เถาเป็นต้น ที่สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์ ท่านกล่าวว่า สุวณฺณเสฺส จ รูปิยสฺส จ ดังนี้ เพราะลายเหล่านั้นปรากฏบนแผ่นทองและแผ่นเงิน ทั้งหลาย. บทว่า โสเภนฺติ แปลว่า ทำรถให้งาม. บทว่า สีสํ ได้แก่ หัวทูบรถ. บทว่า เวฬุริยสฺส นิมฺมิตํ แปลว่า สร้างด้วยแก้วไพฑูรย์ ความว่า สำเร็จด้วยแก้วไพฑูรย์. บทว่า โลหิตกาย ได้แก่ ด้วยแก้วทับทิม หรือด้วยแก้วมณีแดงอย่างใดอย่าง หนึ่ง. บทว่า ยุตฺตา แปลว่า ประกอบแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า โยตฺตา สุวณฺณสฺส จ รูปิยสฺส จ ความว่า เชือกสำเร็จด้วยทอง และสำเร็จด้วยเงิน อธิบายว่า เครื่องผูกตีนช้าง [ ตกปลอก ]. บทว่า อธิฏฺิโต ความว่า ยืนข่มที่นี้เสียสิ้นด้วยเทวฤทธิ์ของตน. บทว่า สหสฺสวาหโน แปลว่า มีพาหนะเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง อธิบายว่า มีรถเทียนด้วยม้าอาชาไนยพันหนึ่ง เหมือนท้าวสักกะจอมทวยเทพ. บทว่า ยสวนฺต เป็นอาลปนะคำร้องเรียก ความว่า ดูก่อนท่านผู้มียศ. บทว่า โกวิทํ ได้แก่ มีกุศลญาณ หรือชาญฉลาดในกระบวนการขับรถ. บทว่า อยํ อุฬาโร อธิบายว่า ยศอันโอฬารคือใหญ่ นี้.
หน้า 517 ข้อ 63
เทวบุตรถูกพระเถระถามอย่างนี้แล้ว ได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นราชโอรส ชื่อ สุชาต ในชาติก่อน และท่านได้อนุเคราะห์ให้ข้าพเจ้า ได้ตั้งอยู่ในสัญญมะ ท่านทราบว่าข้าพเจ้าหมดอายุ ได้มอบพระบรมสารีริกธาตุของพระศาสดาด้วยกล่าว ว่า ดูก่อนสุชาต เธอจงบูชาพระบรมสารีริกธาตุนี้ การบูชานั้นจักเป็นประโยชน์แก่เธอเอง. ข้าพเจ้าได้ขวนขวายบูชาพระบรมสารีริกธาตุ นั้น ด้วยของหอมและดอกไม้ทั้งหลาย ครั้นละร่าง มนุษย์แล้ว ได้เข้าถึงนันทนอุทยาน มีอัปสรห้อม ล้อม รื่นรมย์ด้วยการฟ้อนรำขับร้องอยู่ในนันทนอุท- ยาน อันเลิศน่าร่มรื่น ประกอบด้วยฝูงปักษานานา- พรรณ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สรีรํ ได้แก่ พระบรมสารีริกธาตุ. บทว่า โหหิติ แปลว่า จักเป็น. บทว่า สมุยฺยุโต โดยความว่า ขวนขวาย โดยชอบ คือ กระวีกระวาด. เทวบุตรตอบเนื้อความที่พระเถระถามอย่างนี้แล้วไหว้พระเถระ ทำ ประทักษิณ ลาบิดามารดาแล้วขึ้นรถกลับไปเทวโลกตามเดิม. แม้พระเถระก็ได้ทำเนื้อความนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง
หน้า 518 ข้อ 64
กล่าวธรรมีกถาโดยพิสดารแก่บริษัทที่ประชุมกัน ธรรนกถานั้นได้เป็น ประโยชน์แก่มหาชน ครั้งนั้น พระเถระได้บอกเรื่องทั้งหมดนั้น แก่ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ในคราวปฐมสังคายนา โดยทำนองที่ ตนและเทวบุตรพูดกันนั่นเทียว พระธรรมสังคาหกาจารย์เหล่านั้นได้ยก เรื่องนั้นขึ้นสู่สังคายนา อย่างนั้นแล. จบอรรถกถาจูฬรถวิมาน ๑๔. มหารถวิมาน ว่าด้วยมหารถวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทวบุตรว่า [๖๔] ท่านขึ้นรถม้างดงามมิใช่น้อยคันนี้ เทียม ด้วยม้าพันหนึ่ง เข้ามาใกล้พื้นที่อุทยาน รุ่งเรืองดัง ท้าววาสวะผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทูบรถทั้งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทอง ประกอบ ด้วยแผ่นทองสองข้างสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบ เรียบร้อย เหมือนนายช่างพากเพียรบรรจงจัด โชติ- วงดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถคันนี้คลุมด้วยข่าย ทอง วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ เป็นอันมาก เอิกอึง น่าเพลิดเพลินดี มีรัศมีรุ้งร่วง โชติช่วงด้วยหมู่เทพ
หน้า 519 ข้อ 64
ผู้ถือพัดจามร อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลาง ระหว่างล้อรถ อันจิตจัดเนรมิต วิจิตรไปด้วยลาย ร้อยลาย พร่างพรายดังสายฟ้าแลบ รถคันนี้ดาดาษ ด้วยลวดลายวิจิตรมิใช่น้อย กงใหญ่มีรัศมีตั้งพัน เสียงของกงเหล่านั้นฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่องห้าที่ เขาประโคม ที่งอนรถงดงามตกแต่งด้วยดวงจันทร์ แก้วมณี วิจิตร บริสุทธิ์ ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบ ด้วยลายทองเนียนสนิท โสภิตล้ำลายแก้วไพฑูรย์ ม้าเหล่านี้ผูกสอด แล้วด้วยดวงจันทร์แก้วมณีสูงใหญ่ ว่องไว อุปมาได้ดังผู้เติบใหญ่มีอำนาจมาก ร่างใหญ่ มีกำลัง เร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดัง ใจนึก ม้าทั้งหมดนี้อดทน ก้าวไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจ ของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก เป็นม้าอ่อนโอน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบ ทำใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็นยอด ของม้าทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับที่ทำดีแล้ว บางครั้งสะบัดขน บางครั้งก็วิ่งเหยาะย่างไปด้วยเท้า บางครั้งก็เหาะไป เสียงของม้าเหล่านั้น ฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่องห้าที่เขาประโคม เสียงรถ เสียงเครื่อง ประดับ เสียงกีบม้า เสียงร้องคำรน และเสียงเทพผู้ บรรเลงฟังไพเราะดี ดุจดนตรีของคนธรรพ์ในสวน จิตรลดา. เหล่าอัปสรที่ยืนอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนดัง
หน้า 520 ข้อ 64
ลูกตาเนื้อทราย มีขนตาดก มีรอยยิ้มจากดวงหน้า พูดจาน่ารัก คลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวละเอียด อันคนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศบูชาทุกเมื่อทีเดียว อัปสร เหล่านั้นนุ่งห่มผ้าแดงและผ้าเหลืองน่ายินดี มีเนตร ไพศาล มีดวงตาอ่อนน่ารักยิ่ง เป็นผู้ดีมีสกุล มีองค์ งาม สรวลเสียงใส อัปสรทั้งหลายยืนประนมมือ เด่นอยู่บนรถ เธอเหล่านั้นสวมทองต้นแขน แต่ง องค์ดี เอวส่วนกลางงาม มีขาและถันสมบูรณ์ นิ้ว มือกลม หน้าสวยน่าชม อัปสรพวกอื่น ๆ ที่ยินประ- นมมือเด่นอยู่บนรถ มีช้องผมงาม เป็นสาวรุ่น ๆ มี ผมสอดแซมด้วยแก้วทับทิมและดอกไม้ จัดลอนผม เรียบร้อยมีประกาย อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่ บนรถ มีดอกไม้กรองบนศีรษะ คลุมด้วยดอกปทุม และดอกอุบล ตกแต่งแล้ว ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถเหล่านั้น สวม พวงมาลัย คลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่ง แล้ว ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยา เรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน เหล่าอัปสรที่ยินประนม มือเด่นอยู่บนรถ ส่องแสงสว่างไปทั่วสิบทิศ ด้วย เครื่องประดับที่คอ ที่มือ ที่เท้า และที่ศีรษะ เหมือน
หน้า 521 ข้อ 64
ดวงอาทิตย์ในสารทกาล กำลังอุทัยขึ้นมา ดอกไม้ และเครื่องประดับที่แขนทั้งสอง ไหวพริ้วเพราะแรง ลม ก็เปล่งเสียงกังวานไพเราะเพราะจับใจ อันวิญญู ชนทุกคนพึงฟัง ดูราท่านจอมเทพ รถ ช้าง (ม้า ) และดนตรีทั้งหลายที่อยู่สองข้างพื้นอุทยาน ส่งเสียง ทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณทั้งหลายมีรางและคันถือ ที่ปรับไว้เรียบร้อย อันนักดีดพิณบรรเลงอยู่ ย่อมทำ ชนผู้ฟังให้บันเทิงฉะนั้น เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่านี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ อันอัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่ สนิทสนมกลมกลืนซาบซึ้งตรึงใจ เหล่าเทพกัญญา ผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้องอยู่ในดอกปทุม ทั้งหลาย เมื่อใดการขับร้องการประโคมและการ ฟ้อนรำเหล่านี้ ผสมผสานเป็นอันเดียวกัน เมื่อนั้น อัปสรพวกหนึ่งก็ฟ้อนรำอยู่ในรถของท่านนี้. อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นเทพกัญญาชั้นสูง ก็ส่อง รัศมีอยู่สองข้างในรถของท่านนั้น ท่านอันหมู่ดนตรี ปลุกให้ตื่น บันเทิงใจ อันทวยเทพทั้งหลายบูชาอยู่ ดุจท้าวสักกะผู้ทรงวชิราวุธ เมื่อพิณเป็นอันมากเหล่า นี้มีเสียงไพเราะเจริญใจ ซาบซึ้งตรึงใจ อันอัปสร บรรเลงอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้ด้วยตนเอง ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรม และการสมาทาน
หน้า 522 ข้อ 64
วัตรอะไร นี้คงมิใช่ผลของกรรมเล็กน้อยที่ท่านทำไว้ หรือฤทธานุภาพอันไพบูลของท่านนี้ คงมิใช่วิบาก ของอุโบสถที่ท่านประพฤติดีแล้วในชาติก่อน ๆ ซึ่ง เป็นเหตุให้ท่านรุ่งโรจน์ข่มหมู่เทพเป็นนักหนา นี้คง เป็นผลแห่งทาน ศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่าน ถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกกรรมนั้นแก่อาตมาเถิด. เทวบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ชนะอินทรีย์แล้ว มีความเพียรไม่ทราม ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย ทรง พระนามว่ากัสสปะ เป็นอัครบุคคล ผู้เปิดประตูแห่ง อมตนคร ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้มีบุญลักษณะ ตั้งร้อย ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้มีบุญลักษณะ พระรูปงามเช่นกับทองสิงคีและทองชมพูนุท ครั้นได้ เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ข้าพเจ้าก็มีใจเลื่อม ใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็นพระองค์ผู้มีสุภาษิตเป็นธง ได้ ถวายข้าวและน้ำอันสะอาด ประณีต ประกอบด้วยรส และจีวรในพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ในที่อยู่ ของตน อันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้านั้น มีใจไม่ข้องในอะไร ๆ ได้อังคาส ( เลี้ยงดู ) พระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้สูงสุดกว่าเหล่าสัตว์สองเท้า ด้วยข้าว น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของบริโภค และ
หน้า 523 ข้อ 64
ของลิ้ม จึงรื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี โดย อุบายนี้ ข้าพเจ้าได้บูชายัญชื่อนิรัคคฬะ ( มีลิ่มสลัก อันออกแล้ว เพราะได้บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด ) อันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้ เสมอกับพระอินทร์ รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี. ข้าแต่ท่านพระมุนี บุคคลเมื่อหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปอันประณีต พึงตั้งข้าวและน้ำที่ ปรุงแต่งดีแล้วเป็นอันมาก ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้มี พระทัยไม่ข้องเกี่ยวอะไร ๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลก หน้า ไม่มีผู้ประเสริฐสุดหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง บรรดาผู้ควรบูชาทั้งหลายสำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้ แสวงผลอันไพบูล. จบมหารถวิมาน อรรถกถามหารถวิมาน มหารถวิมาน มีคาถาว่า สหสฺสยุตฺตํ หยวาหนํ สุภํ เป็นต้น. มหารถวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกโดยนัยที่กล่าวแล้วใน หนหลัง ได้ปรากฏในที่ไม่ไกลเทวบุตรชื่อว่าโคปาละ ในภพดาวดึงส์ ผู้
หน้า 524 ข้อ 64
ออกจากวิมานของตน ขึ้นรถทิพย์คันใหญ่เทียมม้าพันหนึ่ง ไปเล่นอุทยาน ด้วยบริวารยศใหญ่ ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่งใหญ่ เทวบุตรเห็นท่านพระมหา- โมคคัลลานะแล้วเกิดความเคารพมาก รีบลงจากรถเข้าไปไหว้ด้วยเบญ- จางคประดิษฐ์ แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียร. เทวบุตรนั้นมีบุพกรรมดังต่อไปนี้. เล่ากันมาว่า เทวบุตรนั้นเป็น พราหมณ์ชื่อว่าโคปาละ เป็นอาจารย์ของพระราชธิดาผู้เสมือนเทพกัญญา เธอบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ด้วยพวงดอกไม้ทอง แล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ขอพวงดอกไม้ประดับอก ที่เป็นทองจงเกิด แก่ข้าพเจ้าทุก ๆ ภพ ด้วยอานุภาพแห่งบุญนี้ เธอท่องเที่ยวอยู่ในสุคติ- ภพทั้งหลายนั่นแลหลายกัป ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เธอบังเกิดในครรภ์อัครมเหสีของพระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกิ ได้นามว่า อุรัจฉทมาลา เพราะได้พวงดอกไม้ทองตามปรารถนา เทวบุตรได้ถวาย มหาทานเช่นอสทิสทานเป็นต้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ พร้อมด้วยสงฆ์สาวก แม้ฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงเฉพาะตน และ ราชธิดาก็ไม่อาจทำคุณวิเศษให้เกิดได้เพราะอินทรีย์ยังไม่แก่กล้า ตายทั้งที่ เป็นปุถุชนนั่นเอง บังเกิดในวิมานทองร้อยโยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีอัปสรหลายโกฏิเป็นบริวาร ด้วยอานุภาพแห่งบุญตามที่สั่งสมไว้ อนึ่ง รถเทียมม้าอาชาไนยเป็นทิพย์ สำเร็จด้วยรัตนะเจ็ด เทียมม้าพันหนึ่ง วิจิตรด้วยฝาที่จัดไว้อย่างดี เอิกอึงด้วยเสียงไพเราะนุ่มนวล เหมือน บุคคลกระหยิ่มอยู่ด้วยการเกิดแห่งรัศมีของตน ดังดวงทิพากร ก็บังเกิด แก่เทวบุตรนั้น. เทวบุตรนั้นเสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์นั้นชั่วอายุแล้วท่องเที่ยวไป ๆ
หน้า 525 ข้อ 64
มา ๆ อยู่ในเทวโลกทั้งหลาย แม้ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็น เทวบุตรนามว่าโคปาละนั่นเอง เสวยสมบัติตามที่กล่าวแล้ว ในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ด้วยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ ท่านหมายเอาเทวบุตรนั้น จึงกล่าวว่า เตน จ สมเยน อายสฺมา มหาโมคฺคลฺลาโน ฯ เป ฯ อญฺชลึ สิรสิ ปคฺคยฺห อฏฺาสิ ดังนี้. เทวบุตรนั้น เข้าไปหาแล้วยืนอยู่อย่างนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ท่านขึ้นรถม้างดงาม มิใช่น้อยคันนี้ เทียมด้วย ม้าพันหนึ่ง เข้ามาใกล้พื้นที่อุทยาน รุ่งเรืองดังท้าว วาสวะ ผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา ทูบรถทั้งสองของท่านก็ล้วนแล้วด้วยทองประกอบ ด้วยแผ่นทองสองข้างสนิทดี มีลูกกรงจัดไว้ได้ระเบียบ เรียบร้อย เหมือนนายช่างพากเพียรบรรจงจัด โชติ ช่วงดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญ รถคันนี้คลุมด้วยข่าย ทอง วิจิตรด้วยรัตนะต่าง ๆ เป็นอันมาก เอิกอึงน่า เพลิดเพลินดี มีรัศมีรุ้งร่วง โชติช่วงด้วยหมู่เทพผู้ ถือพัดจามร อนึ่ง ดุมรถเหล่านี้ประดับตรงกลาง ระหว่างล้อรถ อันจิตจัดเนรมิต วิจิตรไปด้วยลาย ร้อยลาย พร่างพรายดังสายฟ้าแลบ รถคันนี้ดาดาษ ด้วยลวดลายวิจิตรมิใช่น้อย กงใหญ่มีรัศมีตั้งพัน เสียงของกงเหล่านั้นฟังไพเราะ ดุจดนตรีเครื่องห้าที่
หน้า 526 ข้อ 64
เขาประโคม ที่งอนรถงดงามตกแต่งด้วยดวงจันทร์ แก้วมณี วิจิตร บริสุทธิ์ผุดผ่องทุกเมื่อ ประกอบ ด้วยลายทองเนียนสนิม โสภิตล้ำลายแก้วไพฑูรย์ ม้า เหล่านี้ผูกสอดแล้วด้วยดวงจันทร์แก้วมณี สูงใหญ่ ว่องไว อุปมาได้ดังผู้เติบใหญ่มีอำนาจมาก ร่างใหญ่ มีกำลังเร็วมาก รู้ใจของท่าน วิ่งรูปได้รวดเร็วดังใจนึก ม้าทั้งหมดนี้อดทนก้าวไปด้วยเท้าทั้ง ๔ รู้ใจของท่าน วิ่งไปได้รวดเร็วดังใจนึก เป็นม้าอ่อนโอน ไม่ลำพอง วิ่งเรียบ ทำใจผู้ขับขี่ให้เบิกบาน เป็นยอดของม้า ทั้งหลาย ผูกสอดเครื่องประดับที่ทำดีแล้ว บางครั้ง สะบัดขน บางครั้งก็วิ่งเหยาะย่างไปด้วยเท้า บางครั้ง ก็เหาะไป เสียงของม้าเหล่านั้น ฟังไพเราะดุจดนตรี เครื่องห้าที่เขาประโคม เสียงรถ เสียงเครื่องประดับ เสียงกีบม้า เสียงร้องคำรน และเสียงเทพผู้บรรเลง ฟังไพเราะดี ดุจดนตรีของคนธรรพ์ในสวนจิตรลดา. เหล่าอัปสรที่ยืนอยู่บนรถ มีดวงตาอ่อนดังตาลูก เนื้อทราย มีขนตาดก มีรอยยิ้มจากดวงหน้า พูดจา น่ารัก. คลุมด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์ มีผิวละเอียด อัน คนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศบูชาทุกเมื่อทีเดียว อัปสร เหล่านั้นนุ่งห่มผ้าแดงและผ้าเหลืองน่ายินดี มีเนตร ไพศาล มีดวงตาอ่อนน่ารักยิ่ง เป็นผู้ดีมีสกุล มีองค์งาม สรวลเสียงรส อัปสรทั้งหลายยืนประนมมือเด่นอยู่บน
หน้า 527 ข้อ 64
รถ เธอเหล่านั้นสวมทองต้นแขนแต่งองค์ดี เอวส่วน กลางงาม มีขาและถันสมบูรณ์ นิ้วมือกลม หน้าสวย น่าชม อัปสรพวกอื่น ๆ ที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ มีช้องผมงาม เป็นสาวรุ่น ๆ มีผมสอดแซมด้วยแก้ว ทับทิมและดอกไม้ จัดลอนผมเรียบร้อย มีประกาย อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อยมีใจยินดีต่อท่าน เหล่า อัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถ มีดอกไม้กรองบน ศีรษะ คลุมด้วยดอกปทุมและดอกอุบล ตกแต่งแล้ว ลูบไล้ด้วยแก่นจันทร์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่ บนรถเหล่านั้น สวมพวงมาลัย คลุมด้วยดอกปทุม และดอกอุบล ตกแต่งแล้วลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์ อัปสรเหล่านั้นมีกิริยาเรียบร้อย มีใจยินดีต่อท่าน เหล่าอัปสรที่ยืนประนมมือเด่นอยู่บนรถส่องแสงสว่าง ไปทั่วสิบทิศ ด้วยเครื่องประดับที่คอ ที่มือ ที่เท้า และที่ศีรษะ เหมือนดวงอาทิตย์ในสารทกาล กำลัง อุทัยขึ้นมา ดอกไม้และเครื่องประดับที่แขนทั้งสอง ไหวพริ้วเพราะแรงลม ก็เปล่งเสียงกังวานไพเราะ เพราะจับใจ อันวิญญูชนทุกคนพึงฟัง ดูก่อนท่าน จอมเทพ รถช้างม้าและดนตรีทั้งหลายที่อยู่สองข้าง พื้นที่อุทยาน ส่งเสียงทำให้ท่านบันเทิงใจ ดุจพิณ ทั้งหลายมีรางและคันถือที่ปรับไว้เรียบร้อย อันนักดีด
หน้า 528 ข้อ 64
พิณบรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้ฟังให้บันเทิงฉะนั้น เมื่อ พิณเป็นอันมากเหล่านี้มีเสียงไพเราะเจริญใจ อัน อัปสรทั้งหลายบรรเลงอยู่สนิทสนมกลมกลืน ซาบซึ้ง ตรึงใจ เหล่าเทพกัญญาผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำ ขับร้องอยู่ในดอกปทุมทั้งหลาย เมื่อใดการขับร้อง การประโคมและการฟ้อนรำเหล่านี้ ผสมผสานเป็น อันเดียวกัน เมื่อนั้น อัปสรพวกหนึ่งก็ฟ้อนรำอยู่ใน รถของท่านนี้. อีกพวกหนึ่งซึ่งเป็นเทพกัญญาชั้นสูง ก็ส่อง รัศมีอยู่สองข้างในรถของท่านนั้น ท่านอันหมู่ ดนตรีปลุกให้ตื่น บันเทิงใจ อันทวยเทพทั้งหลาย บูชาอยู่ ดุจท้าวสักกะผู้ทรงวชิราวุธ เมื่อพิณเป็นอัน มากเหล่านี้ มีเสียงไพเราะเจริญใจ ซาบซึ้งตรึงใจ อันอัปสรบรรเลงอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรมอะไรไว้ ด้วยตนเอง ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในชาติก่อน ท่านได้ รักษาอุโบสถ หรือว่าได้ชอบใจการประพฤติธรรม และการสมาทานวัตรอะไร นี้คงมิใช่ผลของกรรม เล็กน้อยที่ท่านทำไว้ หรือฤทธานุภาพอันไพบูลของ ท่านนี้คงมิใช่วิบากของอุโบสถ ที่ท่านประพฤติดีแล้ว ในชาติก่อน ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้ท่านรุ่งโรจน์ข่มหมู่เทพ เป็นนักหนา นี้คงเป็นผลแห่งทานศีล หรืออัญชลีกรรม ของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกกรรม นั้นแก่อาตมาเถิด.
หน้า 529 ข้อ 64
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สหสฺสยุตฺตํ แปลว่า เทียมด้วยม้า หลายพัน อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สหัสสยุตตะ เพราะรถมีม้าพันหนึ่ง เทียมคือประกอบไว้. ถามว่า จำนวนพันหนึ่งนั้นของอะไร. ใคร ๆ ก็ ย่อมจะรู้เนื้อความกันอย่างนี้ทั้งนั้นว่า ของม้าทั้งหลาย เพราะท่านจะกล่าว ต่อมาว่า หยวาหนํ. ชื่อว่า หยวาหนะ เพราะรถนั้นมีม้าเป็นพาหนะ เครื่องนำไป แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาเป็นบทสมาสบทเดียวกัน ลบ นิคหิตเสียว่า สหสฺสยุตฺตหยวาหนํ เนื้อความในฝ่ายนี้ว่า พาหนะ เหมือนพาหนะม้า ดังนี้ ก็ถูก เนื้อความจริง ๆ ว่า เทียนด้วยพาหนะ ม้าพันหนึ่ง คือมีพาหนะม้าพันหนึ่งอันเทียมแล้ว แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่ง กล่าวว่า บทว่า สหสฺสยุตฺตํ แปลว่า เทียมด้วยม้าอาชาไนยทิพย์พัน หนึ่ง. บทว่า สนฺทนํ ได้แก่ รถ. บทว่า เนกจิตฺตํ แปลว่า งาม มิใช่น้อย คือมีความงามหลายอย่าง. บทว่า อุยฺยานภูมึ อภิโต ได้แก่ ในที่ใกล้พื้นที่อุทยาน. ความจริง บทว่า อุยฺยานภูมึ นี้เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ เพราะเพ่งบท อภิโต แต่อาจารย์บางพวก กล่าวว่า อุยฺยานภูมฺยา ก็มี ท่านเหล่านั้นกล่าวโดยไม่ใคร่ครวญถึงนัย แห่งศัพท์. บทว่า อนุกฺกมํ ได้แก่ ไปอยู่ เชื่อมความว่า ท่านรุ่งโรจน์ ดังท้าววาสวะผู้ให้ทานในก่อน ผู้เป็นเจ้าแห่งเทวดา. บทว่า โสวณฺณมยา แปลว่า ล้วนแล้วด้วยทอง. บทว่า เต แปลว่า ของท่าน. บทว่า รถกุพฺพรา อุโภ ได้แก่ ไพทีสองข้างของรถ รั้วใดที่ทำไว้โดยอาการของไพทีที่สองข้างรถ เพื่อความงามของรถ และ เพื่อคุ้มกันคนที่อยู่บนรถ คือส่วนพิเศษที่ทำไว้สำหรับมือยึด ตลอดงอน รถทั้งสองข้าง ตอนหน้าของรถนั้น รั้วนั้นแหละ ท่านประสงค์เอาว่า
หน้า 530 ข้อ 64
กุพพระ ในที่นี้ เพราะเหตุนั้นเอง ท่านจึงกล่าวว่า อุโถ แต่ในที่อื่น งอนรถท่านเรียกว่า กุพพระ. บทว่า ผเลหิ ความว่า ปลายไม้ค้ำรถ ๒ ง่าม คือข้างขวาและข้างซ้าย ท่านเรียกว่า ผละในที่นี้. บทว่า อํเสหิ ได้แก่ ส่วนล่าง ที่ตั้งอยู่บนตัวทูบ. บทว่า อตีว สงฺคตา ได้แก่ ปรับเรียบเหลือเกินคือด้วยดี คือติดกันสนิท ไม่มีช่อง ก็คำนี้ท่านยกเอา ความวิเศษที่ได้ในรถมีชื่อเสียงซึ่งกวีศิลปินรจนาไว้มากล่าวในที่นั้น แต่ รถคันนั้นไม่มีชื่อเสียงเพราะไม่ใช่ของมนุษย์ เกิดเอง ใคร ๆ พยายามให้ เกิดมิได้. บทว่า สุชาตคุมฺพา ได้แก่ มีลูกกรงจัดไว้เป็นระเบียบเรียบ ร้อย. จริงอยู่ ลูกกรงเหล่าใดมีส่วนพิเศษมีปุ่มไม้ที่จัดไว้เป็นระเบียบ เป็นต้น ตั้งอยู่ติด ๆ กับไพที ด้วยอำนาจของลูกกรงเหล่านั้นนั่นแล ท่าน จึงเรียกว่า สุชาตคุมฺพา. บทว่า นรวีรนิฏฺิตา ได้แก่ เหมือนอาจารย์ ศิลปะสร้างเสร็จแล้ว ความจริง พวกอาจารย์ศิลปะ ชื่อว่า มีความเพียร ในนระทั้งหลาย เพราะไม่คิดถึงความลำบากกายของตน จัดศิลปะด้วยดี ด้วยกำลังความเพียร เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นรวีร ในที่นี้ อีก อย่างหนึ่ง คำว่า นรวีร เป็นคำเรียกเทวบุตร. บทว่า นิฏฺิตา ได้แก่ ให้เสร็จสิ้นแล้ว คือมีความงามอันดียิ่งบริบูรณ์ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า นรวีรนิมฺมิตา ความว่า เหมือนที่คนผู้สมบูรณ์ด้วยปัญญาในนระทั้งหลาย เนรมิตไว้ รถของท่านนี้รุ่งโรจน์เพราะมีงอนรถอย่างนี้ รุ่งโรจน์เหมือน อะไร เหมือนพระจันทร์วันเพ็ญ คือราวกะพระจันทร์ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เวลาเต็มดวง. บทว่า สุวณฺณชาลาวตโต ได้แก่ คลุม คือ ปกปิดด้วยข่ายทอง. ปาฐะว่า สุวณฺณชาลาวิตโต ดังนี้ก็มี ความว่า เปล่งปลั่ง. บทว่า
หน้า 531 ข้อ 64
พหูหิ ได้แก่ ไม่น้อย. บทว่า นานารตเนหิ ได้แก่ รัตนะหลายอย่าง มีปัทมราคพลอยสีแดงและบุษราคัมพลอยสีเหลืองเป็นต้น. บทว่า สุนนฺ- ทีโฆโส ได้แก่ มีเสียงอึงคะนึงน่าเพลิดเพลินอย่างดี ความว่า มีความ กังวานไพเราะน่าฟัง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุนนฺทิโฆโส ได้แก่ มี เอิกอึงน่าเพลิดเพลินที่ทำไว้อย่างดี อธิบายว่า เอิกอึงน่าบันเทิงที่ทำด้วย อำนาจเสียงสาธุการที่เป็นไปในเพราะการดูการฟ้อนรำเป็นต้น อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า มีเสียงเอิกอึงน่าเพลิดเพลินที่ประกอบด้วยดีด้วยอาเศียร- วาทกล่าวสรรเสริญเยินยอเสมอ ๆ ดังนี้ก็มี. บทว่า สุภสฺสโร ได้แก่ มีสภาพสว่างไสวด้วยดีคืออย่างยิ่ง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ สุภัสสระ เพราะ เสียงขับร้องและประโคมดนตรีที่ไพเราะ ของเทวดาทั้งหลายที่ดำเนินไป อยู่ในรถนั้น. บทว่า จามรหตฺถ พาหุภิ ความว่า ย่อมรุ่งโรจน์ด้วย แขนที่มือถือจามร คือด้วยแขนของเหล่าเทวดาที่มีกำขนหางเนื้อทราย สะบัดปกไปข้างโน้นข้างนี้ หรือด้วยเทวดาทั้งหลายผู้เป็นอย่างนั้น. บทว่า นาโภฺย ได้แก่ ดุมล้อรถ. บทว่า มนสาภินิมฺมิตา ความว่า เหมือนเนรมิตด้วยใจว่า ขอสิ่งเหล่านี้จงเป็นเช่นนี้. บทว่า รถสฺส ปาทนฺตรมชฺฌภูสิตา ความว่า ประดับด้วยกงปลายของเท้ารถ คือล้อรถ และด้วยท่ามกลางของชื่อทั้งหลายที่รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะต่าง ๆ. บทว่า สตราชิจิตฺติตา ความว่า งดงาม คือถึงความงดงามด้วยแถวคือ ลายหลายร้อยหลายสี. บทว่า สเตรตา วิชฺชุริว ความว่า ส่องประกาย โชติช่วง เหมือนวิชชุลดาคือสายฟ้าแลบ. บทว่า อเนกจิตฺตาวตโต ความว่า คลุม คือ ดาดาษ ด้วยมาลา กรรมลายดอกไม้เป็นต้น อันวิจิตรมิใช่น้อย อาจารย์บางพวกกล่าวว่า
หน้า 532 ข้อ 64
อเนกจิตตาวิตโต ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นนั่นแหละ แต่ทำให้ยาว ออกไปก็เพื่อสะดวกในการผูกคาถา. บทว่า ปุถู จ เนมี จ แปลว่า กงใหญ่ อักษร จ ตัวหนึ่งเป็นเพียงนิบาต. บทว่า สหสฺสรํสิโก แปลว่า มีรัศมีหลายพัน บาลีว่า สหสฺสรํสิโย ก็มี แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า นตา รํสิโย ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตา ได้แก่ ตัวกงรถ โค้งเหมือนคันธนูไม่มีสาย. บทว่า สหสฺสรํสิโย ได้แก่ มีเปลวรัศมี แผ่กระจายเหมือนดวงอาทิตย์. บทว่า เตสํ ได้แก่ ตัวกงทั้งหลายมี กระดิ่งห้อยอยู่. บทว่า สิรสฺมึ แปลว่า ที่หัว ความว่า งอนรถ หรืองอนที่รถนั้น. บทว่า จิตฺตํ แปลว่า วิจิตร. บทว่า มณิจนฺทกปฺปิตํ ความว่า แต่ง เป็นดวงจันทร์แก้วมณี คือ ร้อยด้วยแก้วมณีเหมือนดวงจันทร์ ด้วยบทว่า รุจิรํ ปภสฺสรํ นี้ ท่านแสดงว่า งอนรถนั้นเหมือนดวงจันทร์ทีเดียว. แต่ ด้วยบทว่า สทา วิสุทฺธํ นี้ แสดงว่า งอนรถนั้นวิเศษกว่าดวงจันทร์ ด้วยซ้ำไป. บทว่า สุวณฺณราชีหิ ได้แก่ ลายทองที่ทรวดทรงกลมใน ระหว่าง ๆ. บทว่า สงฺคตํ แปลว่า ประกบ. บทว่า เวฬุริยราชีว ความว่า งามคล้ายลายแก้วไพฑูรย์ เพราะดวงจันทร์แก้วมณีขจิตด้วย ลายทองในระหว่าง ๆ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เวฬุริยราชีหิ ลายแก้ว ไพฑูรย์ ก็มี. บทว่า วาฬี แปลว่า มีขนหาง. ท่านกล่าวหมายเอาม้าทั้งหลาย ที่มีขนหางสมบูรณ์ ปาฐะว่า วาชี ก็มี. บทว่า มณิจนฺทกปฺปิตา ได้แก่ แต่งแก้วมณีเป็นรูปดวงจันทร์ ในที่ที่ห้อยขนหางจามร. บทว่า อาโรห- กมฺพู แปลว่า ทั้งสูงทั้งใหญ่เหมาะแก่ม้านั้น ความว่า ถึงพร้อมด้วย
หน้า 533 ข้อ 64
ความสูงและความใหญ่. บทว่า สุชวา แปลว่า เร็วดี คือมีความเร็ว เร็วมาก อธิบายว่า ไปได้สวย. บทว่า พฺรหูปมา ได้แก่ พึงกำหนด เหมือนใหญ่ ความว่า ปรากฏเหมือนใหญ่โดยขนาดของตน. บทว่า พฺรหา ได้แก่เจริญ คือมีอวัยวะน้อยใหญ่ทุกอย่างเติบโต. บทว่า มหนฺตา ได้แก่ มีอานุภาพมาก มีฤทธิ์มาก. บทว่า พลิโน ได้แก่ มีกำลัง ทั้งกำลังกายและกำลังอุตสาหะ. บทว่า มหาชวา ได้แก่ มีกำลังเร็ว. บทว่า มโน ตวญฺาย แปลว่า รู้ใจของท่าน. บทว่า ตเถว ได้แก่ หมายใจทีเดียว. บทว่า สึสเร แปลว่า ไป ความว่า เป็นไป ( วิ่ง ). ด้วยบทว่า อิเม ท่านกล่าวหมายเอาม้าตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า สพฺเพ ได้แก่ แม้มีจำนวนถึงพัน. บทว่า สหิตา ความว่า พรักพร้อม ในการไปด้วยความเร็วสม่ำเสมอและเดินสม่ำเสมอ อธิบายว่า ระยะเดิน ไม่ขาดไม่เกิน ชื่อว่า จตุกฺกมา เพราะก้าวไป คือไปด้วยเท้าทั้งสี่. บทว่า สมํ วหนฺติ ย่อมทำเนื้อความที่กล่าวด้วยบทว่า สหิตา นั่นแล ให้ชัดขึ้น. บทว่า มุทุกา แปลว่า มีสภาพอ่อนโยน ความว่า เป็นม้า ชั้นดี คือม้าอาชาไนย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุทฺธตา ความว่า เว้นจากความฟุ้งซ่าน คือไม่ทำควานกำเริบ [ คะนอง ]. บทว่า อาโม- ทมานา แปลว่า ให้เบิกบาน ความว่า ทำผู้ใช้รถเป็นต้นให้รู้สึกยินดี กะกันและกัน เพราะไม่ใช่ม้ากระจอก. บทว่า ธุนนฺติ ความว่า สะบัดพวงขน สร้อยคอและขนหาง. บทว่า วคฺคนติ ความว่า บางคราวก็ซอยเท้าไป. บทว่า ปวตฺตนฺติ แปลว่า บางคราวก็เป็นไป ความว่า โดดไป อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปฺลวนฺติ ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ. บทว่า อพฺภุทฺธุนนฺตา ความว่า
หน้า 534 ข้อ 64
สะบัดคือสลัดเครื่องประดับม้ามีระฆังเล็ก ๆ เป็นต้น ที่ผู้ชำนาญงานทำ ไว้ดีแล้ว คือเนรมิตไว้อย่างดี. บทว่า เตสํ ได้แก่ เครื่องประดับ เหล่านั้น. บทว่า รถสฺส โฆโส ได้แก่ เสียงกึกก้องของรถตามที่กล่าวแล้ว. อ อักษร ในบทว่า อปิลนฺธนาน จ เป็นเพียงนิบาต ความว่า ของ เครื่องประดับ คืออาภรณ์ทั้งหลาย อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า บทว่า อปิลนฺธนํ เป็นปริยายคล้ายอาภรณ์ ความว่า เสียงกึกก้องของรถ ของม้า และของอาภรณ์ทั้งหลาย. บทว่า ขุรสฺส นาโท ได้แก่ เสียงกีบม้า กระทบ ท่านกล่าวว่า ม้าทั้งหลายไปทางอากาศก็จริง ถึงกระนั้นก็ย่อม ได้การกระทบในการเหยาะย่างกีบของม้าเหล่านั้น ด้วยกรรมอันเป็นเหตุ ให้ได้เสียงกระทบของกีบที่ไพเราะ. บทว่า อภิหึสนาย จ ได้แก่ เสียงน้ำ ลำพอง ความว่า เสียงคำรนร้องที่ม้าทั้งหลายให้เป็นไปในระหว่าง ๆ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อภิเหสนาย เสียงม้าคะนอง. บทว่า สมิตสฺส ความว่า เสียงของเทวดาที่บันเทิงฟังไพเราะเพราะพริ้ง เพื่อจะตอบคำถาม ว่า เหมือนอะไร ท่านกล่าวว่า คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺตสํวเน ความว่า เหมือนดนตรีเครื่อง ๕ ของเหล่าคนธรรพเทวบุตรในสวนจิตรลดา ก็ เสียงที่อาศัยดนตรี ท่านกล่าวว่า ตุริยานิ โดยนิสสยโวหาร. ปาฐะว่า คนฺธพฺพตุริยานํ จ วิจิตฺตสํวเน ดังนี้ก็มี. ท่านนำนิคหิตมาประกอบ เป็น ตุริยานญฺจ อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า คนฺธพฺพตุริยานิ วิจิตฺร- ปวเน ดนตรีของคนธรรพ์ ในสวนจิตรลดา. บทว่า รเถ ิตา ตา ได้แก่ อัปสรที่ยืนอยู่บนรถเหล่านั้น. บทว่า มิคมนฺทโลจนา ได้แก่ มีดวงตาอ่อนน่ารักเหมือนตาของลูกเนื้อทราย.
หน้า 535 ข้อ 64
บทว่า อาฬารปมฺหา แปลว่า มีขนตาดก ความว่า มีขนตาเหมือนโค. บทว่า หสิตา แปลว่า ร่าเริง ความว่า มีหน้าชวนให้รื่นเริง. บทว่า ปิยํวทา แปลว่า มีวาจาน่ารัก. บทว่า เวฬุริยชาลาวตตา ได้แก่ มี ร่างปกปิดด้วยข่ายแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี. บทว่า ตนุจฺนิวา แปลว่า มีผิวพรรณละเอียด. บทว่า สเทว แปลว่า ทุกเมื่อทีเดียว คือตลอดกาล ทั้งปวงนั่นแหละ. บทว่า คนฺธพฺพสูรคฺคปูชิตา ความว่า อันเทวดา คนธรรพ์และเทวดาผู้เลิศอื่น ๆ ได้บูชาแล้ว. บทว่า ตา รตฺตรตฺตมฺพรปีตวาสสา ได้แก่ มีรูปน่ารักด้วย มี ผ้าแดงและผ้าเหลืองด้วย. บทว่า อภิรตฺตโลจนา ได้แก่ มีนัยน์ตางาม ซึ้งด้วยแนวสีแดงเป็นพิเศษ. บทว่า กุเล สุชาตา ได้แก่ เกิดดีใน ตระกูลสินธพ คือเกิดในหมู่เทพผู้ประเสริฐ. บทว่า สุตนู แปลว่า มี ร่างงาม. บทว่า สุจิมฺหิตา แปลว่า ยิ้มแย้มอย่างบริสุทธิ์. บทว่า ตา กมฺพุเกยูรธรา ได้แก่ สวนกำไลแขนล้วนแล้วด้วยทอง. บทว่า สุมชฺฌิมา แปลว่า มีเอวน่ารัก. บทว่า อูรุถนูปปนฺนา แปลว่า มีลำขาและถันสมบูรณ์ คือมีขาเหมือนต้นกล้วยและมีถันเหมือนผอบ. บทว่า วฏฺฏงฺคุลิโย ได้แก่ นิ้วมือกลมกลึง. บทว่า สุมุขา แปลว่า มีหน้างาม หรือมีหน้าเบิกบาน. บทว่า สุทสฺสนา แปลว่า น่าทัศนา [ ชม ] . บทว่า อญฺา ได้แก่ บางเหล่า. บทว่า สุเวณี แปลว่า มีช้องผมงาม. บทว่า สุสุ แปลว่า สาวรุ่น. บทว่า มิสฺสเกสิโย ได้แก่ มีมวยผมสอดแซมด้วยแก้วทับทิมและพวงดอกไม้เป็นต้น คืออย่างไร คือที่จัดไว้เรียบร้อยและมีประกายพรายพราว. ประกอบความว่า มีผมสอดแซมด้วยเกลียวผม โดยจัดเป็นแบบ
หน้า 536 ข้อ 64
ต่าง ๆ เท่า ๆ กัน เหมือน ๆ กัน ประดับด้วยใยไม้ทองเป็นต้น มีประกายพรายพราวดังดอกอินทนิลและแก้วมณีเป็นต้น. บทว่า อนุพฺ- พตา ได้แก่ มีกิริยาอนุกูล. บทว่า ตา ได้แก่ เหล่าอัปสร. บทว่า จนฺทนสารวาสิตา ได้แก่ ไล้ทา คือลูบไล้ ด้วยจันทน์ทิพย์ ที่นำมาจากแก่นจันทน์ ด้วยบทว่า กณฺเสุ เป็นต้น ท่านแสดงถึง เครื่องประดับสำหรับคอ สำหรับมือ สำหรับเท้า และสำหรับศีรษะเป็นต้น. บทว่า โอภาสนนฺติ ประกอบความว่า ย่อมสว่างไสวไปด้วยเครื่องประดับ ที่คอทั้งหลายเหล่านั้น แม้ในบทที่เหลือก็อย่างนี้. บทว่า อพฺภุทฺทยํ แปลว่า กำลังอุทัยขึ้นไป. ปาฐะว่า อพฺภุทฺทสํ ก็มี เนื้อความก็เหมือน กันอย่างนั้นแหละ. บทว่า สารทิโก แปลว่า ในสรทกาล. บทว่า ภาณุมา แปลว่า พระอาทิตย์ ความจริง พระอาทิตย์นั้น ย่อมสว่าง ด้วยดีตลอดทั้งสิบทิศ เพราะเว้นโทษมีหมอกเป็นต้น. บทว่า วาตสฺส เวเคน จ ความว่า อันกำลังของลมและกำลัง ของม้าเทียมรถ การทำการนำกลิ่นและเสียงเป็นที่พอใจเข้ามา กระพือ พัดเหมือนนำออกไป. บทว่า มุญฺจนฺติ ได้แก่ ปล่อย [ กลิ่น ]. บทว่า รุจิรํ ได้แก่ ให้ความชอบใจยิ่ง ๆ ขึ้น เหมือนดนตรีเครื่อง ๕. บทว่า สุจึ ได้แก่ หมดจด ไม่มีอะไรเกี่ยวข้อง. บทว่า สุภํ ได้แก่ เป็นที่ พอใจ. บทว่า สพฺเพหิ วิญฺญูหิ สุตพฺพรูปํ ประกอบความว่า ย่อม เปล่งเสียงที่มีสภาพสูงสุด น่าฟัง อันวิญญูชนที่รู้ลัทธิคนธรรพ์ [ วิชา ดนตรี พึงฟัง. บทว่า อุยฺยานภูมฺยา แปลว่า เนื้อที่อุทยาน. บทว่า ทุวทฺธโต ได้แก่ กึ่งทั้งสองข้างอุทยาน อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ทุภโต จ ิตา
หน้า 537 ข้อ 64
ดังนี้ก็มี เนื้อความก็อย่างนั้นแหละ. บทว่า รถา แปลว่า รถ. บทว่า นาคา แปลว่า ช้าง บทนี้เป็นปฐมาวิภัตติลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บทว่า สโร ได้แก่ เสียงที่อาศัย [ ซึ่ง ] รถ ช้าง และดนตรีเกิด. ท่านเรียกเทวบุตรว่า เทวินทะ. บทว่า วีณา ยถา โปกฺขรปตฺตพาหุภิ ความว่า เหมือนพิณที่นักดนตรีถือรางและคันพิณที่ปรับไว้อย่างดีแล้ว กำหนดให้เหมาะแก่มุจฉนา [ ระดับเสียง ๓ คือ แข็งอ่อนปานกลาง ] ที่จะเปล่งเสียงนั้น ๆ บรรเลงอยู่ ย่อมทำชนผู้พึงให้บันเทิง ฉันใด รถ เป็นต้นย่อมยังท่านให้บันเทิงด้วยเสียงของตน ฉันนั้น อธิบายว่า พิณที่ บรรเลงด้วยมือทั้งสองของนักบรรเลงพิณ ที่ชำนาญช่องพิณและเสียงพิณ เพราะตนชำนาญดีแล้ว ย่อมทำมหาชนให้บันเทิง ฉันใด รถเป็นต้น ย่อมทำให้ท่านบันเทิงด้วยเสียงของตน ฉันนั้น. คาถาว่า อิมาสุ วีณาสุ มีความย่อดังต่อไปนี้ เมื่อพิณเป็นอันมาก เหล่านี้ ต่างโดยเสียงเป็นต้นว่า เสียงตรง เสียงปลา เสียงคด เสียงเพลิด เพลินมาก ชื่อว่า ไพเราะ เพราะมีเสียงหวานสนิท จากนั้น อัปสรได้ บรรเลงคือประโคมอย่างจับใจ ถึงใจ ติดใจ อิ่มใจ มีปีติเป็นนิมิต เหล่า อัปสร คือสาวสวรรค์พากันร่ายรำ คือเที่ยวแสดงการฟ้อนรำอยู่ในดอก ปทุมทิพย์ทั้งหลาย เพราะกำลังแห่งปีติพลุ่งขึ้น และเพราะคนชำนาญ ดีแล้ว. บทว่า อิมานิ นี้ พึงประกอบเฉพาะบทว่า อิมานิ คีตานิ การ ขับร้องเหล่านี้ อิมานิ วาทิตานิ การบรรเลงเหล่านี้ อิมานิ นจฺจานิ จ การฟ้อนรำเหล่านั้น ดังนี้. บทว่า สเมนฺติ เอกโต ความว่า ย่อม มีรสกลมกลืนกัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สเมนฺติ เอกโต ความว่า
หน้า 538 ข้อ 64
ย่อมกระทำให้ผสมผสานเป็นอันเดียวกัน คือรวมกัน ให้มีรสกลมกลืนกัน อธิบายว่า เทียบเสียงพิณกับเสียงขับร้อง และเทียบเสียงขับร้องกับเสียง พิณ ไม่ลดรสมีรสหรรษาเป็นต้น ตามที่ได้แล้วด้วยการฟ้อนรำ ชื่อว่า ย่อมผสมผสานกลมกลืนกัน. บทว่า อเถตฺถ นจฺจนฺติ อเถตฺถ อจฺฉรา โอภาสยนฺติ ความว่า อัปสรเหล่าอื่น บางพวกก็กระทำการขับร้อง เป็นต้น ให้มีรสเหมาะกันอย่างนี้ ฟ้อนรำอยู่ในรถนี้ คือรถของท่านนี้ อีกพวกหนึ่ง เป็นอัปสรชั้นประเสริฐ เป็นอัปสรชั้นสูงสุด ชมการ ฟ้อนรำ ทำสิบทิศให้สว่างไสว คือให้โชติช่วงไปสิ้น ทั้งสองส่วน คือ ในทั้งสองข้าง ในนั้น คือในที่นี้ ด้วยแสงสว่างแห่งเรือนร่างของตน และด้วยแสงสว่างแห่งพัสตราภรณ์. บทว่า โส ได้แก่ ท่านนั้นเป็นอย่างนั้น. บทว่า ตุริยคณปฺป- โพธโน ได้แก่ อันหมู่ทิพยดนตรีปลุกปลื้มแล้ว. บทว่า มหียฺยมาโน แปลว่า อันทวยเทพบูชาอยู่. บทว่า วชิราวุโธริว แปลว่า ราวกะ พระอินทร์. บทว่า อุโปสถํ กํ วา ตุวํ อุปาวสิ ความว่า พระมหาโมค- คัลลานเถระถามว่า แม้คนอื่น ๆ ก็รักษาอุโบสถกัน ท่านเล่ารักษา อุโบสถอะไร คือเช่นไร. บทว่า ธมฺมจริยํ ได้แก่ บำเพ็ญบุญมีให้ทาน เป็นต้น. บทว่า วตํ ได้แก่ สมาทานวัต. บทว่า อภิโรจยิ แปลว่า ชอบใจยิ่ง ความว่า ชอบใจบำเพ็ญ ปาฐะว่า อภิราธยิ ก็มี ความว่า ให้เกิดประโยชน์ คือให้สำเร็จประโยชน์. บทว่า อิทํ เป็นเพียงนิบาต อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ผลนี้. บทว่า อภิโรจเส แปลว่า โชติช่วงข่ม.
หน้า 539 ข้อ 64
เทวบุตรนั้นถูกพระมหาเถระถามอย่างนี้แล้ว ได้บอกเนื้อความนั้น เพราะเหตุนั้น พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า เทวบุตรนั้นดีใจ ลูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ชนะอินทรีย์แล้ว มีความเพียรไม่ทราม ผู้สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย ทรงพระนามว่า กัสสปะ เป็นอัครบุคคล ผู้เปิด ประตูแห่งอมตนคร ผู้เป็นเทวดายิ่งกว่าเทวดา ผู้ มีบุญลักษณะตั้งร้อย ผู้เป็นเช่นกับกุญชร ผู้ข้าม โอฆะได้แล้ว ผู้มีพระรูปงามเช่นกับทองสิงคีและ ทองชมพูนุท ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้ว ข้าพเจ้าก็มีใจเลื่อมใสทันที ข้าพเจ้าได้เห็น พระองค์ผู้มีสุภาษิตเป็นธง ได้ถวายข้าวและน้ำอัน สะอาด ประณีต ประกอบด้วยรส และจีวรใน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ในที่อยู่ของตนอัน เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ ข้าพเจ้านั้นมีใจไม่ข้อง ในอะไร ๆ ได้อังคาส [ เลี้ยงดู ] พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ผู้สูงสุดกว่าเหล่าสัตว์สองเท้า ด้วยข้าว น้ำ จีวร ของเคี้ยว ของบริโภค และของลิ้ม จึง รื่นรมย์อยู่ในสวรรค์อันเป็นเทวบุรี โดยอุบายนี้ ข้าพเจ้าได้บูชายัญ ชื่อนิรัคคฬะ (มีลิ่มสลักอัน
หน้า 540 ข้อ 64
ออกแล้ว เพราะได้บริจาคสมบัติของตนทั้งหมด) อันบริสุทธิ์ ๓ อย่างนี้ ละร่างมนุษย์แล้ว เป็นผู้ เสมอกับพระอินทร์ รื่นรมย์อยู่ในเทวบุรี ข้าแต่ ท่านพระมุนี บุคคลเมื่อหวังอายุ วรรณะ สุขะ พละ และรูปอันประณีต พึงตั้งข้าวและน้ำที่ปรุงแต่งดีแล้ว เป็นอันมากถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้มีพระทัยไม่ข้อง เกี่ยวอะไร ๆ ไม่ว่าในโลกนี้หรือโลกหน้า ไม่มีผู้ ประเสริฐสุดหรือเสมอด้วยพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้า ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง บรรดาผู้ควร บูชาทั้งหลาย สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผล อันไพบูล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิตินฺทฺริยํ ความว่า ชื่อว่า มีอินทรีย์ อันชนะแล้ว เพราะทรงชนะอินทรีย์มีใจเป็นที่หกด้วยมรรคอันยอดเยี่ยม ที่โคนโพธินั่นแล คือทรงทำให้หมดพยศแล้ว ชื่อว่า พุทธะ เพราะ ตรัสรู้ธรรมที่ควรรู้ยิ่งเป็นต้น โดยความเป็นธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เป็นต้น ไม่เหลือเลย ชื่อว่า มีความเพียรไม่ทราม เพราะมีความเพียรบริบูรณ์ อธิบายว่า เพราะบริบูรณ์ด้วยความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔ (ความ เพียรมีองค์ ๔ คือยอมเหลือแต่หนัง ๑ เอ็น ๑ กระดูก ๑ เนื้อเลือดจะ แห้งไปก็ตาม ๑ ) และด้วยความเพียรชอบ ๔ [ เพียร ๔ คือ สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน]. บทว่า นรุตฺตมํ ได้แก่ สูงสุดแห่งนระทั้งหลาย คือสูงสุดแห่งสัตว์สองเท้า ท่านเรียกพระผู้มี-
หน้า 541 ข้อ 64
พระภาคเจ้าด้วยพระโคตรว่า กัสสปะ. บทว่า อปาปุรนฺตํ อมตสฺส ทฺวารํ ความว่า ทรงเปิดอริยมรรค คือประตูมหานครนิพพาน ที่ปิด มาตั้งแต่ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกนาคมนะอันตรธาน. บทว่า เทวาติเทวํ ได้แก่ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพแม้ทั้งปวง. บทว่า สตปุญฺลกฺขณํ ได้แก่ มีลักษณะมหาบุรุษเกิดขึ้นด้วยอำนาจบุญหลาย ร้อย. บทว่า กุญฺชรํ ได้แก่ เหมือนช้าง เพราะย่ำยีข้าศึกคือกิเลส ความว่า ช้างยิ่งใหญ่. ชื่อว่า ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏ แห่งโอฆะทั้ง ๔. บทว่า สุวณฺณสิงฺคีนทพิมฺพสาทิสํ ได้แก่ เช่นกับ รูปทองสิงดีและทองชมพูนุท ความว่า มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทอง. บทว่า ทิสฺวาน ตํ ขิปฺปมหุํ สุจีมโน ความว่า ข้าพเจ้าเห็นพระกัสสป- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทันทีทันใดนั้นเอง ก็มีใจสะอาด คือมีใจ หมดจด เพราะปราศจากมลทินคือกิเลส เหตุเลื่อมใสว่า สมฺมาสมฺพุทฺโธ ภควา พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เองโดยชอบ ดังนี้. ก็บทว่า ตเมว ทิสฺวาน นั้นแล ความว่า ครั้นได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้นนั่นเทียว. บทว่า สุภาสิตทฺธชํ ได้แก่ ผู้มีธรรมเป็นธง. บทว่า ตมนฺนปานํ ได้แก่ ซึ่งข้าวและน้ำ ในพระผู้มีพระภาค- เจ้าพระองค์นั้น. บทว่า อถ วาปิ จีวรํ ได้แก่ แม้ซึ่งจีวร. บทว่า รสสา อุเปตํ ได้แก่ ประกอบด้วยรส คือมีรสอร่อย ความว่า โอฬาร [ประณีต ]. บทว่า ปุปฺผาภิกิณฺณมฺหิ ได้แก่ เกลื่อนกล่นไปด้วย ดอกไม้ทั้งหลาย ที่ร้อยแล้วก็มี ที่ไม่ได้ร้อยก็มี ห้อยไว้ก็มี ลาดไว้ก็มี. บทว่า ปติฏฺเปสิ ได้แก่ มอบให้แล้ว คือได้ถวายแล้ว. บทว่า
หน้า 542 ข้อ 64
อสงฺคมานโส ประกอบความว่า ข้าพเจ้านั้นมีจิตไม่ข้องในอะไร ๆ. บทว่า สคฺคโส ได้แก่ ทุก ๆ สรรค์ เพราะเกิดเที่ยวไปเที่ยวมา ในเทวบุรี คือในสุทัศนมหานคร แม้นั่นเอง. บทว่า รมามิ ได้แก่ เล่นบันเทิงใจ. บทว่า เอเตนุปาเยน ความว่า โดยอุบายที่ข้าพเจ้าได้ถวายอส- ทิสทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ พร้อมด้วยหมู่พระ- สาวก ครั้งเป็นโคปาลพราหมณ์. บทว่า อิมํ นิรคฺคฬํ ยญฺํ ยชิตฺวา ติวิธํ วิสุทฺธํ ความว่า บูชายัญ เพราะจาคะใหญ่ เหตุบริจาคทรัพย์นับ ไม่ได้ คือ ถวายมหาทาน ชื่อว่า นิรัคคฬะ มีลิ่มสลักออกแล้ว เพราะ ไม่ปิดประตูเรือนด้วย เพราะหลั่งจาคะด้วย ชื่อว่า สามอย่าง เพราะถึง พร้อมด้วยวิธีกระทำเอง วิธีใช้ให้เขากระทำ และวิธีระลึกถึง ตามทวาร สาม ในกาลแม้ทั้งสาม ชื่อว่า บริสุทธิ์ เพราะไม่มีสังกิเลสในทานนั้น เลย ก็เทวบุตรถือเอาทานแม้ทำไว้นานแล้วนั้น ทำให้ปรากฏ ใกล้ชิด ผุดขึ้นชัดแกตน ด้วยระลึกถึงในระหว่าง ๆ เพราะความที่สัมปทา คือ เขต [ทักขิไณย ] วัตถุ [ ไทยธรรม ] และจิต [เจตนา] โอฬาร จึงกล่าวว่า อิมํ ดังนี้. เทวบุตรครั้นกล่าวถึงกรรมที่ตนทำไว้แล้วแก่พระเถระอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อประกาศความที่ตนปรารถนาจะให้ผู้อื่นตั้งอยู่ในสมบัติเช่นนั้น บ้าง และความเลื่อมใสมากของตนมีอย่างสูงสุดในพระตถาคต จึงกล่าว สองคาถาด้วยนัยว่า อายุญฺจ วณฺณญฺจ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกงฺขตา แปลว่า เมื่อปรารถนา เทวบุตรเรียกพระเถระว่า มุนี ข้าแต่ท่านพระมุนี.
หน้า 543 ข้อ 64
ด้วยบทว่า นยิมสฺมึ โลเก เทวบุตรกล่าวโลกที่ประจักษ์แก่ตน. บทว่า ปรสฺมึ แปลว่า อื่นจากโลกนั้น. ด้วยบทนี้ ท่านแสดงโลก พร้อมทั้งเทวโลกไว้หมด. บทว่า สโมว วิชฺชติ ความว่า คนที่ ประเสริฐสุด จงยกไว้ก่อน คนที่เสมอกันเท่านั้น ก็ไม่มี. บทว่า อาหุเนยฺยานํ ปรมาหุตึ คโต ความว่า ชื่อว่า ผู้ที่ควรบูชาทั้งหลาย มีประมาณเท่าใดในโลกนี้ พระพุทธเจ้าทรงถึงแล้วซึ่งการบูชาอย่างยิ่ง คือซึ่งความเป็นผู้ควรบูชาอย่างยิ่ง ในบรรดาผู้ควรบูชาเหล่านั้นทั้งหมด อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ทกฺขิเณยฺยานํ ปรมคฺคตํ คโต ดังนี้. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า ปรมคฺคตํ แปลว่า ความเป็นผู้เลิศอย่างยิ่ง ความ ว่า ความเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ เพื่อจะแก้ปัญหาว่า สำหรับใคร ท่านจึงกล่าวว่า สำหรับชนผู้ต้องการบุญ ผู้แสวงผลอันไพบูลย์ ความว่า สำหรับชนผู้มีความต้องการด้วยบุญ ผู้ปรารถนาผลแห่งบุญอันไพบูลย์ อย่างใหญ่ ท่านแสดงว่า พระตถาคตเท่านั้นเป็นบุญเขตของโลก แต่ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อาหุเนยฺยานํ ปรมคฺคตํ คโต เนื้อความก็ อย่างนั้นแหละ. พระเถระรู้ว่า เทวบุตรนั้นซึ่งกำลังกล่าวอยู่อย่างนั้นแล มีจิตสบาย มีจิตอ่อน มีจิตปราศจากนิวรณ์ มีจิตรื่นเริง และมีจิตเลื่อมใส จึงได้ ประกาศสัจจะทั้งหลาย เวลาจบสัจจะ เทวบุตรนั้นก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ลำดับนั้น พระเถระกลับมามนุษยโลก ได้กราบทูลความนั้นแด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ตามทำนองที่ตนและเทวบุตรกล่าวแล้วนั่นแล พระศาสดา
หน้า 544 ข้อ 64
ทรงทำความนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ที่ประชุมกัน เทศนานั้นได้เป็นประโยชน์แก่มหาชน แล. จบอรรถกถามหารถวิมาน กถาพรรณนาความแห่งมหารถวรรคที่ ๕ ซึ่งประดับด้วยเรื่อง ๑๔ เรื่อง ในวิมานวัตถุแห่งอรรถกถาขุททกนิกาย ชื่อ ปรมัตถทีปนี จบแล้วด้วยประการฉะนี้.
หน้า 545 ข้อ 65
ปายาสิกวรรคที่ ๖ ๑. ปฐมอคาริยวิมาน ว่าด้วยอคาริยวิมานที่ ๑ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๕] สวนจิตรลดาวันเป็นวนะประเสริฐสูงสุด ของทวยเทพชั้นไตรทศ ส่องแสงสว่างไสว ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ส่องแสงสว่างไสว อยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรว่า เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ ส่องแสงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมมีผลอย่างนี้ว่า ในมนุษยโลก ข้าพเจ้าและภรรยา อยู่ครอง เรือน เป็นดุจอู่ข้าวอู่น้ำ มีจิตเลื่อมใส ได้บริจาค ข้าวและน้ำอย่างไพบูลโดยเคารพ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของ ข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมอคาริยวิมาน
หน้า 546 ข้อ 65
ปายาสิกวรรคที่ ๖ อรรถกถาปฐมอคาริยวิมาน ปฐมอคาริยวิมาน มีคาถาว่า ยถา วนํ จิตฺตลตํ ปภาสติ เป็นต้น. ปฐมอคาริยวิมานนั้น เกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ตระกูล [ ครอบครัว ] หนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ เป็นผู้เลื่อมใส ทั้งสองฝ่าย พรั่งพร้อมด้วยศีลและจรรยา เป็นดุจบ่อน้ำของภิกษุและ ภิกษุณีทั้งหลาย ทั้งสองภริยาสามีนั้นอุทิศพระรัตนตรัย ทำบุญจนตลอด ชีวิต จุติจากภพนั้น แล้วไปบังเกิดในเหล่าภพชั้นดาวดึงส์ เทพทั้งสอง นั้น เสวยทิพยสมบัติในดาวดึงส์นั้น. คำว่า ครั้งนั้น ท่านพระมหา- โมคคัลลานะ เป็นต้น พึงทราบ ตามนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง. พระเถระถามว่า จิตรลดาวัน อุทยานอันประเสริฐสูงสุด ของ เหล่าเทพชั้นไตรทศ ย่อมส่องรัศมี ฉันใด วิมาน ของท่านนี้ ก็อุปมาฉันนั้น ส่องรัศมีอยู่ในอากาศ. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 547 ข้อ 65
เทวบุตรได้พยากรณ์สมบัติของตนว่า เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ [ตอบ] ปัญหาของกรรมที่มีผล อย่างนี้ว่า ในมนุษยโลก ข้าพเจ้ากับภริยา อยู่ครองเรือน เป็นดุจบ่อน้ำ มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาคข้าวน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูล โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใด เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. แม้ในคาถาทั้งหลาย คำที่ไม่เคยกล่าวไว้ไม่มี คือกล่าวมาแล้ว ทั้งนั้น. จบอรรถกถาปฐมอคาริยวิมาน
หน้า 548 ข้อ 66
๒. ทุติยอคาริยวิมาน ว่าด้วยอคาริยวิมานที่ ๒ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๖] สวนจิตรลดาวันเป็นวนะประเสริฐสูงสุด ของทวยเทพชั้นไตรทศ ส่องแสงสว่างไสว ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็มีอุปมาฉันนั้น ส่องแสงสว่างไสว อยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ. เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ จึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในมนุษยโลก เรา คือ ข้าพเจ้าและภรรยา อยู่ครองเรือน เป็นดุจบ่อข้าวบ่อน้ำ มีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดย เคารพ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยอคาริยวิมาน
หน้า 549 ข้อ 66
อรรถกถาทุติยอคาริยวิมาน ทุติยอคาริยวิมาน. มีความว่า ยถา วนํ จิตฺตลตํ เป็นต้น. ในทุติยอคาริยวิมานนั้น อัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ก็เช่นเดียวกับปฐม อคาริยวิมาน แล. พระเถรถามว่า จิตรลดาวัน อุทยานอันประเสริฐสูงสุด ของ ทวยเทพชั้นไตรทศ ย่อมส่องรัศมี ฉันใด วิมานนี้ ของท่านก็อุปมาฉันนั้น ส่องรัศมีอยู่ในอากาศ. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทวบุตรได้พยากรณ์สมบัติของตนว่า เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่นี้ผลอย่างนี้ว่า ในมนุษยโลก ข้าพเจ้ากับภริยา อยู่ครองเรือน เป็นดุจบ่อน้ำ มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาคข้าวน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารัก จึงเกิดแก่ข้าพเจ้า.
หน้า 550 ข้อ 67
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้า จึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. แม้ในคาถาทั้งหลาย ก็กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาทุติยอคาริยวิหาร ๓. ผลทายกวิมาน ว่าด้วยผลทายกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๗] วิมานแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดย รอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ มีเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านนั่ง ดื่ม กิน ในวิมานนั้น อนึ่ง พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ เทพ- อัปสร ชั้นไตรทศ ๖๔,๐๐๐ ชำนาญศิลป์ ล้วนแต่ผู้ พากันมาฟ้อนรำขับร้องให้บันเทิงใจ ท่านบรรลุเทว- ฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพ รุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
หน้า 551 ข้อ 67
ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ผู้มีจิตเลื่อมใส เมื่อถวายก็ถวายผลมะม่วงใน หมู่ภิกษุผู้ปฏิบัติตรง ย่อมได้ผลอันไพบูลย์ ผู้นั้นแล ไปสู่สวรรค์บันเทิงอยู่ในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ เสวยผล บุญอันไพบูลย์ ข้าแต่ท่านมหามุนี ก็อย่างนั้นเหมือน กัน ข้าพเจ้าได้ถวายผลมะม่วง ๔ ผล. เพราะเหตุนั้นแล มนุษย์ผู้ต้องการความสุข ปรารถนาความสุข อันเป็นทิพย์ หรือปรารถนาความ สวยงามของมนุษย์ ควรถวายผลไม้เป็นนิตย์ทีเดียว. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ 1 ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบผลทายกวิมาน อรรถกถาผลทายกวิมาน ผลทายกวิมาน มีดาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. ผลทายก- วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น พระเจ้าพิมพิสารเกิดความอยากจะเสวยผลมะม่วง ในเวลาที่มิใช่ ฤดูมะม่วง ท้าวเธอตรัสกะพนักงานเฝ้าสวนว่า พนายเอ๋ย ข้าเกิดอยากกิน ผลมะม่วงขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น เจ้าจงนำมะม่วงมาให้ข้าทีเถิด. เจ้า พนักงานกราบทูลว่า ข้าแต่เทวะ ขณะนี้มะม่วงทั้งหลายยังไม่มีผล พระ-
หน้า 552 ข้อ 67
เจ้าข้า แต่ถ้าหากพระองค์จะโปรดรอคอยชั่วเวลาสักเล็กน้อย ข้าพระบาท ก็จะทำให้มันออกผลให้ได้ ไม่นานเลย พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ดีสิ พนาย ลงมือทำอย่างนั้นเลย. พนักงานเฝ้าสวนก็ไปสวน เอาดินละเอียด ที่โคน ต้นมะม่วงออกไปแล้ว เกลี่ยดินละเอียดเช่นนั้นลงใหม่ รดน้ำลงตรงนั้น จนต้นมะม่วงสลัดใบ ไม่นานนัก ครั้นแล้ว ก็เอาดินละเอียดนั้นออกไป เกลี่ยดินละเอียดตามปกติ ผสมกับกากมะปรางแล้วใส่น้ำรสหวานลงไป. ครั้งนั้น ไม่นานเลย ต้นมะม่วงทั้งหลายก็ออกช่อตามกิ่ง ตูมแล้วก็บาน. ออกผลดิบอ่อนแล้วก็แก่. ในต้นมะม่วงเหล่านั้น ต้นหนึ่ง ก็สุกก่อน ๔ ผล มีสีแดงเรื่อดังผงชาด มีกลิ่นรสหอมหวาน. พนักงานเฝ้าสวนนั้น ก็ถือผลมะม่วงเหล่านั้นเดินไปหมายจะถวาย พระราชา ระหว่างทาง พบท่านพระมหาโมคคัลลานะ กำลังบิณฑบาต คิดว่า มะม่วงเหล่านี้ เป็นผลไม้ชั้นยอด จำเราจักถวายพระผู้เป็นเจ้าเสีย เถิด พระราชาจะทรงฆ่า หรือเนรเทศเราก็ตามที. เพราะว่า เมื่อเรา ถวายพระราชา ก็จะพึงมีผลเล็กน้อยเพียงด่าตอบแทนในปัจจุบัน แต่เมื่อ เราถวายพระผู้เป็นเจ้าแล้ว จักมีผลไม่มีประมาณ ทั้งปัจจุบันทั้งภายหน้า ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ก็ถวายผลมะม่วงเหล่านั้นแก่พระเถระ แล้วเข้าเฝ้า กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่พระราชา. พระราชาทรงสั่งราชบุรุษว่า พนาย พวกเจ้าจงสอบสวน อย่างที่บุรุษผู้นี้กล่าวก่อน. ส่วนพระเถระ นำผล มะม่วงเหล่านั้น น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ในผลมะม่วงเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทานแก่ท่านพระสารีบุตรผล ๑ ท่านพระมหาโมค- คัลลานะผล ๑ ท่านพระมหากัสสปะผล ๑ เสวยเองผล ๑ พวกราชบุรุษ จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา
หน้า 553 ข้อ 67
พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระทัยว่า บุรุษผู้นี้เป็น บัณฑิต ที่ยอมสละชีวิตคนขวนขวายแต่บุญ และได้สร้างฐานความลำบาก ใจให้แก่ตนเอง แล้วพระราชทานบ้านส่วยตำบล ๑ และผ้าผ่อนเครื่อง ประดับเป็นต้นแก่เขาแล้วตรัสว่า พนาย เจ้าขวนขวายบุญ ด้วยการถวาย ผลมะม่วงเป็นทาน เจ้าจงให้ส่วนบุญจากทานนั้นแก่เราบ้างสิ. เขากราบ ทูลว่า ข้าแต่เทวะ ข้าพระบาท ขอถวาย โปรดทรงรับส่วนบุญ ตาม สมควรเถิด พระเจ้าข้า. ต่อมาพนักงานเฝ้าสวน ก็ตายไปเกิดในเหล่า เทพชั้นดาวดึงส์ วิมานทอง ๑๖ โยชน์ ประดับด้วยห้องรโหฐาน ๗๐๐ ก็บังเกิดแก่เขา. ท่านพระมหาโมคคัลลานะพบเทพบุตรนั้นแล้วถามว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูงขนาด ๑๖* โยชน์ โดย รอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร ล้วนเสาแก้ว ไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านนั่ง ดื่ม และกิน อยู่ในวิมานนั้น พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ เหล่าเทพกัญญา ชั้นไตรทศ ๖๔,๐๐๐ ล้วนแต่ดี ผู้ ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิง อย่างโอฬาร. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ แล้วมีอานุภาพ มาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะ * พระสูตร ๑๒ โยชน์.
หน้า 554 ข้อ 67
ถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า บุคคลผู้มีใจเลื่อมใส ในท่านผู้ปฏิบัติตรง เมื่อ ถวายทานก็เป็นผู้ถวายผลไม้ ย่อมได้ผลอันไพบูลย์. แต่จริงผู้ถวายผลไม้นั้น ถึงสวรรค์แล้ว ก็บันเทิงใน สวรรค์ชั้นไตรทิพย์ และเสวยผลบุญอันไพบูลย์. ข้าแต่ท่านมหามุนี ข้าพเจ้าก็อย่างนั้นเหมือน กัน ได้ถวายผลมะม่วง ๔ ผล. เพราะฉะนั้น มนุษย์ผู้ต้องการสุข หรือ ปรารถนาสุขทิพย์ หรือปรารถนาความสวยงามของ มนุษย์ ก็ควรถวายผลไม้เป็นนิตย์ทีเดียว. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใด เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพมากอย่างนี้ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรองค์นั้น ก็พยากรณ์แก่ท่านแล้วดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺกฏฺกา ได้แก่ หมู่ ๘ คูณ ๘ รวมเป็น ๖๔ [ ๖๔,๐๐๐ ] ในห้องรโหฐาน แต่ละห้อง. บทว่า สาธุรูปา ได้แก่ มีสภาพงามด้วยสมบัติคือรูป สมบัติคือศีลและจรรยา
หน้า 555 ข้อ 67
และสมบัติคือสิกขา. บทว่า ทิพฺพา จ กญฺา ได้แก่ เหล่าเทพอัปสร. บทว่า ติทสจรา ได้แก่ ประพฤติเป็นสุข อยู่เป็นสุข ในเหล่าเทพชั้น ไตรทศ. บทว่า อุฬารา ได้แก่มีสมบัติโอฬาร. เทวบุตรกล่าวว่า ผลทายu หมายถึงตนเพราะถวายผลมะม่วงด้วย ตนเอง. บทว่า ผลํ ได้แก่ ผลบุญ. บทว่า วิปุลํ ได้แก่ ได้ผลบุญมาก. อธิบายว่า ดำรงอยู่ในมนุษยโลก. บทว่า ททํ ได้แก่ เมื่อให้ มีทาน เป็นเหตุ. บทว่า อุชุคเตสุ แปลว่า ในท่านผู้ปฏิบัติตรง. บทว่า สคฺคปฺปตฺโต ได้แก่ ไปสวรรค์ โดยอุบัติ และเสวยผลบุญอันไพบูลย์ ในสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ คือ ภพดาวดึงส์อันเป็นทิพย์แม้นั้น อธิบายว่า ถึงคนอื่นก็เหมือนข้าพเจ้า. บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุที่ประสบสมบัติเช่นนี้ ด้วยเหตุ เพียงถวายมะม่วง ๔ ผล. บทว่า อลเมว แปลว่า ควรโดยแท้. บทว่า นิจฺจํ ได้แก่ ทุกเวลา. บทว่า ทิพฺพานิ ได้แก่ นับเนื่องในเทวโลก. บทว่า มนุสฺสโสภคฺคตํ ได้แก่ ความสวยงามในหมู่มนุษย์. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาผลทายกวิมาน
หน้า 556 ข้อ 68
๔. ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน ว่าด้วยปฐมอุปัสสยทายกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๘] พระจันทร์ส่องแสงสว่าง อยู่ในนภากาศ อันปราศจากเมฆฝนฉันใด วิมานของท่านนี้ก็ฉันนั้น ส่องแสงสว่างอยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มี อานุภาพมาก ครั้งเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานเถระถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าและภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ได้ถวายที่อยู่แก่พระอรหันต์ มีจิตเลื่อมใส เมื่อ บริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอันไพบูลย์เป็นอัน มากโดยเคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมอุปัสสยทายกวิมาน
หน้า 557 ข้อ 68
อรรถกถาปฐมอุปัสสยทายกวิมาน ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน มีคาถาว่า จนฺโท ยถา วิคตพลาหเก นเภ เป็นต้น. ปฐมอุปัสสยทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง จำพรรษา ณ วัดใกล้หมู่บ้าน ออกพรรษาปวารณา แล้ว ก็เดินทางไปกรุงราชคฤห์ เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ระหว่างทางก็เข้าไปยังหมู่บ้านตำบลหนึ่ง เวลาเย็น แสวงหาที่อยู่ พบอุบาสก ผู้หนึ่งจึงถามว่า ท่านอุบาสก หมู่บ้านนี้มีที่พอบรรพชิตอยู่ได้บ้างไหม. อุบาสกมีจิตเลื่อมใสอยู่แล้วจึงไปบ้านพร้อมกับภริยา นิมนต์แล้วกำหนด ที่พอพระเถระอยู่ได้ ตกแต่งอาสนะในที่นั้น วางน้ำล้างเท้า ตั่งรองเท้า แล้ว นิมนต์ให้เข้าไป เมื่อพระเถระกำลังล้างเท้า ก็จุดประทีป ปูเครื่อง ลาดบนเตียงถวายและนิมนต์ฉันวันพรุ่งนี้ วันรุ่งขึ้นก็ให้พระเถระฉันและ ถวายก้อนน้ำอ้อยงบ เพื่อใส่น้ำดื่ม เดินไปส่งพระเถระแล้วก็กลับ ต่อมา อุบาสกนั้น ก็ตายพร้อมกับภริยา ไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภพดาวดึงส์. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงสอบถามเทพบุตรนั้น ด้วย สองคาถาว่า ดวงจันทร์โคจรอยู่ในอากาศ ส่องแสงกระจ่าง ในท้องฟ้า ที่ปราศจากพลาหก [ เมฆฝน ] ฉันใด วิมานนี้ของท่าน ก็เปรียบฉันนั้น ตั้งอยู่ในอากาศ ส่องรัศมีอยู่ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว มีอานุภาพมาก
หน้า 558 ข้อ 68
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไร เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ในมนุษยโลก ข้าพเจ้ากับภริยาได้ถวายที่อยู่ อาศัยแก่พระอรหันต์ มีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาค ข้าวน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นได้พยากรณ์ด้วยสองคาถาดังนี้. คำที่จะพึงกล่าวในคาถานั้น ก็มีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลังนั้นแล. จบอรรถกถาปฐมอุปัสสยทายกวิมาน
หน้า 559 ข้อ 69
๕. ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน ว่าด้วยทุติยอุปัสสยทายกวิมาน พระมหาโมคคัลลานนะเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๖๙] พระอาทิตย์ส่องแสงสว่างอยู่ในนภากาศ อันปราศจากเมฆฝน ฉันใด ฯ ล ฯ พวกเราคือ ข้าพเจ้าและภรรยา เมื่อยังอยู่ในมนุษยโลก ได้ถวาย ที่อยู่แก่พระอรหันต์ มีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าว และน้ำอันไพบูลย์เป็นทานโดยเคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะอย่างนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบทุติยอุปัสสยทายกวิมาน อรรถกถาทุติยอุปัสสยทายกวิมาน ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน มีคาถาว่า สุริโย ยถา วิคตพลาหเก นเภ เป็นต้น. ทุติยอุปัสสยทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ภิกษุเป็นอันมาก จำพรรษาวัดใกล้หมู่บ้าน พากันเดินทาง หมายกรุงราชคฤห์ เพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า เวลาเย็นก็มาถึงหมู่บ้าน
หน้า 560 ข้อ 70
ตำบลหนึ่ง. คำที่เหลือ ก็เช่นเดียวกับวิมานก่อน. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ สอบถามว่า ดวงอาทิตย์โคจรไปในอากาศ ส่องแสงสว่าง ในท้องฟ้า ที่ปราศจากพลาหก [ เมฆฝน ] ฉันใด วิมานนี้ของท่าน ก็เปรียบฉันนั้น ฯ ล ฯ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. วิมานนี้พึงทำให้พิสดารเหมือนวิมานก่อนในหนหลัง. แม้ในคาถานั้น ก็กล่าวไว้แล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาทุติยอุปัสสยทายกวิมาน ๖. ภิกขาทายกวิมาน ว่าด้วยภิกขาทายกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๐] วิมานแก้วมณีของท่านนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ มีเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันสวยงาม ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึง สว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 561 ข้อ 70
เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้ เห็นภิกษุลำบากกาย หิวโหย ในกาลนั้น ข้าพเจ้า จัดกับข้าวอย่างหนึ่ง ถวายพร้อมด้วยข้าวสวย เพราะ บุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงว่างไสวไปทุกทิศ. จบภิกขาทายกวิมาน อรรถกถาภิกขาทายกวิมาน ภิกขาทายกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ เป็นต้น. ภิกขาทายกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง เดินทางไกลเข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ยืนใกล้ประตูเรือนหลังหนึ่ง. บุรุษผู้หนึ่งในเรือนหลังนั้น ล้างมือเท้าแล้ว นั่งลงหมายจะบริโภคโภชนะ เมื่อเขาจัดโภชนะใส่ในภาชนะ เห็นภิกษุ นั้น ก็เกลี่ยข้าวสวยในภาชนะของตน ลงในบาตรของภิกษุนั้น แม้ภิกษุ นั้นจะบอกว่า ให้แต่ส่วนเดียวเถิด แต่ก็เกลี่ยลงหมดเลย ภิกษุนั้น อนุโมทนาแล้วก็กลับไป. บุรุษผู้นั้นกำลังระลึกว่า เราไม่กินแต่ถวาย ข้าวสวยนั้นแก่ภิกษุผู้หิวจัด ก็ได้ปีติโสมนัสอันโอฬาร ต่อมา เขาตาย
หน้า 562 ข้อ 70
ก็ไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในภพชั้นดาวดึงส์ ท่านพระมหา โมคคัลลานะเที่ยวเทวจาริกไป พบเทพบุตรนั้นรุ่งโรจน์ด้วยเทวฤทธิ์ยิ่ง ใหญ่ จึงสอบถามด้วยสองคาถานี้ว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องลาดอันงามดี ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้ว มีอานุภาพมาก ฯ ล ฯ และวรรณะของท่านก็สว่าง ไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าพบ ภิกษุ ที่ลำบากกาย หิวโหย จึงปรุงกับข้าวอย่างหนึ่ง โดยถวายพร้อมกับข้าวสวยในเวลานั้น. เพราะบุญ นั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกาหํ ภิกฺขํ ได้แก่ ข้าพเจ้าปรุง อาหารพอเป็นกับอย่างหนึ่ง. อธิบายว่า กับข้าว อย่างหนึ่ง. บทว่า ปฏิปาทยิสฺสํ ได้แก่ ปรุงถวาย. บทว่า สมงฺคิ ภตฺเตน แปลว่า พร้อมกับข้าวสวย อธิบายว่า อาหารที่ได้แล้ว เมื่อเทพบุตรนั้นประกาศ สุจริตกรรมของตนอย่างนี้แล้ว พระมหาเถระจึงแสดงธรรมแก่เทพบุตร นั้น พร้อมกับบริวารแล้วกลับมามนุษยโลก กราบทูลเรื่องนั้นถวายแด่
หน้า 563 ข้อ 71
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระศาสดาทรงทำเรื่องนั้นเป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิด เรื่องแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่มหาชนที่ประชุมกัน เทศนานั้น ก็ได้เกิด ประโยชน์แก่มหาชนแล. จบอรรถกถาภิกขาทายกวิมาน ๗. ยวปาลกวิมาน ว่าด้วยยวปาลกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๑] วิมานแก้วมณีของท่านนี้ ฯ ล ฯ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของธรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นคน เฝ้านาข้าวเหนียว ได้เห็นภิกษุผู้ปราศจากกิเลสดุจธุลี ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว มีความเลื่อมใส จึงได้แบ่งขนม สดถวายท่านด้วยมือของตน ครั้นแล้วจึงบันเทิงอยู่ ในสวนนันนทวัน เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะ เช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. จบยวปาลกวิมาน
หน้า 564 ข้อ 71
อรรถกถายวปาลกวิมาน ยวปาลกวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ เป็นต้น. ยวปาลกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันวิหาร กรุงราชคฤห์ เด็กเข็ญใจคนหนึ่ง เฝ้านาข้าวเหนียว. วันหนึ่ง เขาได้ขนมสดอย่างหนึ่ง สำหรับเป็นอาหารมื้อเช้า คิดว่าไปนาแล้วจึงจักกิน ถือนมสดนั้นเดินไป นาข้าวเหนียว นั่งลงใกล้โคนไม้ ขณะนั้น พระเถระขีณาสพรูปหนึ่งเดิน ทางมาถึงที่นั้นในเวลากระชั้นชิด เข้าไปยังโคนไม้ที่เด็กเฝ้านาข้าวเหนียว นั่งอยู่. เด็กเฝ้านาข้าวเหนียวดูเวลาแล้วถามว่า ท่านได้อาหารแล้วหรือ ขอรับ พระเถระก็นิ่ง เขารู้ว่า ท่านยังไม่ได้ฉัน จึงกล่าวว่า ท่านขอรับ ใกล้เวลาแล้ว ท่านไปเที่ยวบิณฑบาตฉันไม่ได้แล้วละ โปรดฉันขนมสดนี้ อนุเคราะห์กระผมเถิด แล้วถวายขนมสดนั้นแก่พระเถระ. พระเถระเมื่อ จะอนุเคราะห์เด็กนั้น ก็ฉันขนมสดนั้น ทั้งที่เขาเห็นอยู่ อนุโมทนาแล้ว ก็กลับไป. แม้เด็กนั้นก็มีจิตเลื่อมใสว่า เราเมื่อถวายขนมสดเป็นทานแก่ ภิกษุเช่นนี้ ชื่อว่าถวายดีแล้วหนอ ต่อมา เขาก็ตายไปบังเกิดในวิมาน ภพดาวดึงส์ โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว ท่านพระมหาโมคคัลลานะจึงสอบถาม เทพบุตรนั้น ด้วยคาถาหลายคาถาว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ โอฬาร มีเสาแก้วไพฑูรย์ ลาดด้วยเครื่องลาดอันงามดี.
หน้า 565 ข้อ 71
ท่านนั่งดื่มและกินอยู่ในวิมานนั้น พิณทิพย์ บรรเลงไพเราะ และเหล่าเทพกัญญาชั้นไตรทศ จำนวน ๖๔,๐๐๐ นาง ก็เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญศิลป์ ฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอย่างโอฬาร. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ครั้ง เกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญ อะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. แม้เทพบุตรนั้น ก็พยากรณ์แก่ท่านด้วยคาถาหลายคาถาว่า เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้ เป็นคนเฝ้านาข้าวเหนียว ได้เห็นพระภิกษุผู้ปราศจาก กิเลสดุจธุลี ผ่องใสไม่มัวหมอง ก็เลื่อมใส ได้แบ่ง ขนมถวายแก่ท่านด้วยมือตนเอง ครั้นถวายขนมส่วน หนึ่งแล้ว ก็บันเทิงอยู่ในนันทนวัน. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ
หน้า 566 ข้อ 72
บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. แม้ในคาถาเหล่านั้น ที่ไม่เคยกล่าวไว้ไม่มี คือกล่าวไว้แล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถายวปาลกวิมาน ๘. ปฐมกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยกุณฑลีวิมานที่ ๑ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๒] ท่านแต่งองค์ ทรงมาลัย ทรงพัสตรา- ภรณ์สวย ใส่ตุ้มหูอันงาม แต่งผมและหนวดเรียบร้อย สวมอาภรณ์ประดับมือ เรืองยศ อยู่ในวิมานทิพย์ ดุจ พระจันทร์ อนึ่ง พิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ เทพอัปสร ชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ก็เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญ ศิลป์ พากันมาฟ้อนรำขับร้องทำให้บันเทิงใจ ท่าน บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่านจึงสว่าง ไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว
หน้า 567 ข้อ 72
ดีใจ พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้ เห็นสมณะทั้งหลายผู้มีศีล มีวิชชาและจรณะพรั่ง- พร้อม มียศ เป็นพหูสูต บรรลุธรรมที่สิ้นตัณหา มี จิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวายทาน อย่างไพบูล โดยความเคารพ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้า จึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึง สว่างไสวไปทุกทิศ. จบปฐมกุณฑลีวิมาน อรรถกถาปฐมกุณฑลีวิมาน ปฐมกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโต มาลฺยธโร สุวตฺโถ เป็นต้น. ปฐมกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น ท่านพระอัครสาวกทั้งสองพร้อมด้วยบริวาร เที่ยวจาริกไปใน แคว้นกาสี เวลาพระอาทิตย์ตก ก็ถึงวิหารแห่งหนึ่ง. อุบาสกผู้หนึ่งใน โคจรคาม [ หมู่บ้านที่พระเที่ยวบิณฑบาต ] ของวิหารนั้นได้ยินเรื่องนั้น แล้ว ก็ไปหาพระเถระไหว้แล้ว น้อมน้ำล้างเท้า น้ำมันทาเท้า เตียงตั่ง เครื่องปูลาด และเครื่องประทีป นิมนต์ฉันวันพรุ่งนี้ รุ่งขึ้นก็ถวาย มหาทาน พระเถระทำอนุโมทนาแก่อุบาสกนั้นแล้วก็จาริกต่อไป ต่อมา
หน้า 568 ข้อ 72
อุบาสกนั้นก็ตายไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ภพดาวดึงส์ ท่าน พระมหาโมคคัลลานะจึงสอบถามเทพบุตรนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ท่านแต่งองค์ ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์สวย ใส่ตุ้มหูงาม แต่งผมและหนวดเรียบร้อย สวมอาภรณ์ ประดับมือ มียศ [ เกียรติและบริวาร ] อยู่ในวิมาน ทิพย์ เหมือนพระจันทร์ พิณทิพย์ก็บรรเลงเพราะ และเหล่าเทพกัญญาชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ก็ เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญศิลป์ พากันมาฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอย่างโอฬาร. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเห็น สมณะทั้งหลายมีศีล มีวิชชาและจรณะพรักพร้อม มียศ เป็นพหูสูต เข้าถึงธรรมที่สิ้นตัณหา ก็มีจิต เลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวน้ำ จึงได้ถวายทายอย่าง ไพบูลย์ โดยเคารพ เพราะบุญนั้น วรรณะของ
หน้า 569 ข้อ 73
ข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารัก ฯ ล ฯ เพราะ บุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุกุณฺฑลี ได้แก่ มีหูประดับด้วย ตุ้มหูคู่งาม ปาฐะว่า สกุณฺฑลี ก็มี ตุ้มหูเช่นนั้น ชื่อว่า สกุณฑละ ตุ้มหู เช่นนั้นมีอยู่แก่เทพบุตรนั้น เหตุนั้น เทพบุตรนั้น จึงชื่อ สกุณฺฑลี ผู้มีตุ้มหู อธิบายว่า ผู้มีตุ้มหูที่เหมาะ มีตุ้มหูที่สมกันและกันแก่ท่าน. บทว่า กปฺปิตเกสมสฺสุ ได้แก่ แต่งผมและหนวดเรียบร้อย. บทว่า อามุตฺตหตฺถาภรโณ ได้แก่ สวมเครื่องประดับมือ มีนิ้วมือเป็นต้น. บทว่า ตณฺหกฺขยูปปนฺโน ได้แก่ เข้าถึงธรรมที่สิ้นตัณหา ได้แก่ พระอรหัต หรือนิพพานนั่นเอง อธิบายว่า บรรลุธรรมที่คายกิเลส. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาปฐมกุณฑลีวิมาน ๙. ทุติยกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยกุณฑลีวิมานที่ ๒ พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๓] ท่านแต่งองค์ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์ สวย ฯ ล ฯ ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ วรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ.
หน้า 570 ข้อ 73
เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้ เห็นสมณะล้วนแต่ดี ฯ ลฯ ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ฯ ล ฯ และวรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่าง ไสวไปทุกทิศ. จบทุติยกุณฑลีวิมาน อรรถกถาทุติยกุณฑลีวิมาน ทุติยกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโต มาลฺยธโร สุวตฺโถ เป็นต้น. ทุติยกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กรุงสาวัตถี. สมัยนั้น ท่านพระอัครสาวกทั้งสอง เที่ยวจาริกไปในแคว้นกาสี. คำดัง ว่ามาเป็นต้นทั้งหมด ก็เช่นเดียวกับวิมานก่อนนั่นแหละ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะถามว่า ท่านแต่งองค์ ทรงมาลัย ทรงพัสตราภรณ์อัน สวย ตุ้มหูงาม แต่งผมและหนวดเรียบร้อย สวม เครื่องประดับมือ มียศ อยู่ในวิมานทิพย์เหมือน พระจันทร์.
หน้า 571 ข้อ 73
พิณทิพย์บรรเลงไพเราะ และเหล่าเทพกัญญา ชั้นไตรทศจำนวน ๖๔,๐๐๐ ก็เป็นผู้ดี ล้วนชำนาญ ศิลป์ พากันมาฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอย่าง โอฬาร ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ฯ ล ฯ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเห็น สมณะทั้งหลาย ล้วนแต่ดี มีวิชชาและจรณะพรัก- พร้อม มียศ เป็นพหูสูต มีศีลผ่องใส มีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูล โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ เพราะบุญ นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. แม้ในคาถาทั้งหลาย ก็ไม่มีคำที่ไม่เคยมี. จบอรรถกถาทุติยกุณฑลีวิมาน
หน้า 572 ข้อ 74
๑๐. อุตตรวิมาน ว่าด้วยอุตตรวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๔] สภาใดของท้าวสักกเทวราช ชื่อ สุธรรมา หมู่เทพนั่งกันอย่างพร้อมเพรียงในสภาใด วิมานของท่านนี้ก็อุปมาด้วยสภานั้น ส่องแสงสว่าง อยู่ในอากาศ ท่านบรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานเถระถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็น มาณพรับใช้ของพระยาปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้ว ได้ กระทำการแจกจ่าย อนึ่ง ท่านผู้มีศีลทั้งหลาย เป็น ที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาค ข้าวและน้ำได้ถวายทานอันไพบูลย์ โดยเคารพ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ ฯ ล ฯ และ วรรณะของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบอุตตรวิมาน
หน้า 573 ข้อ 74
อรรถกถาอุตตวิมาน อุตตรวิมาน มีคาถาว่า ยา เทวราชสฺส สภา สุธมฺมา เป็นต้น. อุตตรวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน แจกพระธาตุกันแล้ว พระสถูป ทั้งหลาย ถูกสถาปนาไว้ในนครนั้น ๆ ครั้นพระมหาเถระมีพระมหา- กัสสปะเป็นประมุข คัดเลือกพระเถระอรหันต์เพื่อสังคายนาพระธรรมวินัย แล้ว และเมื่อพระเถระอื่น ๆ กับบริษัทของตน ๆ อยู่ในที่นั้น ๆ จน เข้าพรรษา ท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ถึงเสตัพยนคร อยู่ ณ สีสปาวัน ครั้งนั้น พระยาปายาสิ [ เจ้าเมืองเสตัพยะ ] ฟังว่า พระเถระอยู่ในที่นั้น มีหมู่ชนเป็นอันมากแวดล้อมแล้ว เข้าไปหาพระเถระ ทำปฏิสันถารกันแล้วก็นั่งลง ประกาศทิฏฐิของตน พระเถระเมื่อประกาศ ว่า ปรโลก [โลกอื่น] มีด้วยอุทาหรณ์มีพระจันทร์และพระอาทิตย์ เป็นต้น ก็แสดงปายาสิสูตร อันวิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ ประดับด้วยเหตุและ อุปมามากอย่าง เปลื้องปมทิฏฐิ ทำพระยาปายาสินั้นให้ดำรงอยู่ในทิฏฐิ สัมปทา ถึงพร้อมด้วยความเห็นชอบ. พระยาปายาสินั้น มีทิฏฐิความเห็นหมดจดแล้ว เมื่อให้ทานแก่ สมณพราหมณ์คนยากไร้คนเดินทางไกลเป็นต้น ก็ให้แต่ของปอน ๆ คือ ข้าวปลายเกรียนกับน้ำส้มพะอูม พอแก้หิว และผ้าเนื้อหยาบ เพราะตนมี อัธยาศัยไม่โอฬาร [ คือใจแคบ ] ดังนั้น จึงให้ทานโดยไม่เคารพ ครั้นแตกกายทำลายขันธ์ ก็เข้าถึงหมู่เทพชั้นต่ำ คือเป็นสหายของเหล่าเทพ ชั้นจาตุมหาราช [ ต่ำสุดในสวรรค์ ๖ ชั้น ]. ส่วนมาณพชื่ออุตตระ ผู้
หน้า 574 ข้อ 74
จัดการในกิจใหญ่กิจน้อยของพระยาปายาสินั้น ได้เป็นผู้ขวนขวายในทาน เขาให้ทานโดยเคารพ ก็เข้าถึงหมู่เทพชั้นดาวดึงส์. วิมาน ๑๒ โยชน์ ก็ บังเกิดแก่เขา อุตตรเทพบุตร เมื่อจะประกาศความกตัญญู. จึงเข้าไปหา ท่านพระกุมารกัสสปะพร้อมทั้งวิมาน ลงจากวิมานแล้ว ไหว้ด้วย เบญจางคประดิษฐ์ ยืนประคองอัญชลีอยู่. พระเถระจึงสอบถามอุตตร- เทพบุตรนั้น ด้วยคาถาหลายคาถาว่า วิมานนี้ของท่าน ตั้งอยู่ในอากาศ ส่องรัศมี เปรียบด้วยสภาของท้าวสักกเทวราช ชื่อสุธรรมา มี หมู่เทพนั่งอยู่กันพร้อมเพรียง. ท่านบรรลุเทวฤทธิ์แล้วมีอานุภาพมาก ฯลฯ และวรรณะของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกท่านพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้ เป็นมาณพรับใช้ของพระยาปายาสิ ได้ทรัพย์มาแล้ว ก็เอามาจัดแจกเป็นทาน ภิกษุทั้งหลายที่มีศีลเป็นที่รัก ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใสแล้ว เมื่อบริจาค ข้าวน้ำก็ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น วรรณะของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ
หน้า 575 ข้อ 74
ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ เพราะบุญ นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และวรรณะ ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรแม้นั้น ได้พยากรณ์ด้วยคาถาเหล่านี้แล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทวราชสฺส ได้แก่ ท้าวสักกะ. บทว่า สภา สุธมฺมา ได้แก่ สัณฐาคาร ห้องประชุมมีชื่ออย่างนี้. บทว่า ยตฺถ แปลว่า ในสภาใด. บทว่า อจฺฉติ แปลว่า นั่ง. บทว่า เทวสงฺโฆ ได้แก่ หมู่เทพชั้นดาวดึงส์. บทว่า สมคฺโค ได้แก่ ไปด้วยกัน คือ ชุมนุมกัน. บทว่า ปายาสิสฺส อโหสึ มาณโว ได้แก่ ชื่อว่ามาณพ เพราะ เป็นคนหนุ่ม เป็นผู้กระทำกิจการใหญ่น้อย ของพระยาปายาสิ แต่โดย ชื่อ เขาชื่อว่า อุตตระ. บทว่า สํวิภาคํ อกาสึ ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่ใช้ ทรัพย์ตามที่ได้ [ เป็นส่วนตัว ] หากได้ทำการจำแนกแจกจ่ายโดยสละใน ทานเป็นสำคัญ. พึงประกอบคำที่เหลือ [ซึ่งควรเพิ่ม ] ว่า เมื่อสละ ข้าวและน้ำ อีกอย่างหนึ่ง ได้ถวายเป็นทานอย่างไพบูลย์ ได้ถวายทาน อย่างไพบูลย์อย่างไร ถวายทานเช่นไร โดยเคารพ พึงประกอบว่า เมื่อ บริจาคข้าวและน้ำ. จบอรรถกถาอุตตรวิมาน จบอรรถกถาปายาสิวรรคที่ ๖ ประดับด้วยเรื่อง ๑๐ เรื่อง ในวิมานวัตถุ แห่งปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 576 ข้อ 74
รวมวิมานที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. ปฐมอคาริยวิมาน ๒. ทุติยอคาริยวิมาน ๓. ผลทายกวิมาน ๔. ปฐมอุปัสสยทายกวิมาน ๕. ทุติยอุปัสสยทายกวิมาน ๖. ภิกขาทายก- วิมาน ๗. ยวปาลกวิมาน ๘. ปฐมกุณฑลีวิมาน ๙. ทุติยกุณฑลีวิมาน ๑๐. อุตตรวิมาน และอรรถกถา. จบวรรคที่ ๖
หน้า 577 ข้อ 75
สุนิกขิตตวรรคที่ ๗ ๑. จิตตลดาวิมาน ว่าด้วยจิตตลดาวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๕] สวนจิตรลดาเป็นวนะประเสริฐที่สุด สูง สุดของทวยเทพชั้นไตรทศ ย่อมสว่างไสว ฉันใด วิมานของท่านนี้ก็อุปมาฉันนั้น สว่างไสวอยู่ในอากาศ ท่านได้เทพฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี อานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสว ไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้งแล้วกพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า เป็นคนยากจน ไม่มีที่พึ่ง ยากไร้เป็นกรรมกร เลี้ยง ดูบิดามารดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง สมณะผู้มีศีลได้เป็นที่ รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาค ข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ.
หน้า 578 ข้อ 75
เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ฯ ล ฯ เพราะบุญ นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรื่องอย่างนี้ และรัศมีของ ข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบจิตตลดาวิมาน
หน้า 579 ข้อ 75
สุนิกขิตตวรรคที่ ๗ อรรถกถาจิตตลดาวิมาน จิตตลดาวิมาน มีคาถาว่า ยถา วนํ จิตฺตลตํ ปภาสติ เป็นต้น. จิตตลดาวิมานนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัย นั้น ในกรุงสาวัตถีมีอุบาสกคนหนึ่ง เป็นคนยากจน มีโภคะน้อย รับ จ้างทำงานของผู้อื่นเลี้ยงชีพ เขาเป็นคนมีศรัทธาปสาทะ เลี้ยงดูมารดาบิดา ซึ่งแก่เฒ่า เขาคิดว่า ขึ้นชื่อว่าผู้หญิงมีสามีมักแสดงตัวเป็นใหญ่ ที่ ประพฤติให้ถูกใจแม่ผัวพ่อผัว หายาก หลีกเลี่ยงความร้อนใจของบิดา มารดาจึงไม่แต่งาน เลี้ยงดูท่านเสียเอง รักษาศีลถืออุโบสถ ให้ทานตาม กำลังทรัพย์ ต่อมาเขาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในวิมาน ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปสวรรค์ตามนัยที่กล่าว แล้วในหนหลัง ได้สอบถามเทพบุตรนั้นถึงกรรมที่ทำไว้ ด้วยคาถา เหล่านี้ว่า สวนจิตรลดาเป็นสวนประเสริฐที่สุด สูงสุด ของทวยเทพชั้นไตรทศ ย่อมสว่างไสวฉันใด วิมาน ของท่านนี้ก็อุปมาฉันนั้น สว่างไสวอยู่ในอากาศ ท่าน ได้เทพฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่าน ได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพ
หน้า 580 ข้อ 75
รุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า เป็นคนยากจน ไม่มีที่พึ่ง ยากไร้ เป็นกรรมกร เลี้ยงดูบิดามารดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง สมณะผู้มีศีลได้เป็น ที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาค ข้าวและน้ำได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะทุก อย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ฯ ล ฯ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของ ข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวตอบพระมหาโมคคัลลานเถระนั้น ด้วย ประการฉะนี้ คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาจิตตลดาวิมาน
หน้า 581 ข้อ 76
๒. นันทนวิมาน ว่าด้วยนันทนวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๖] สวนนันทนวันเป็นวนะประเสริฐที่สุด สูง สุดของทวยเทพชั้นไตรทศ ย่อมสว่างไสว ฉันใด วิมานของท่านนี้ ก็อุปมาฉันนั้น สว่างไสวอยู่ใน อากาศ ท่านได้เทพฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า เป็นคนยากจน ไม่มีที่พึ่ง เป็นกำพร้า เป็นกรรมกร เลี้ยงดูบิดามารดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง สมณะผู้มีศีล ได้เป็น ที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาค ข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า ฯ ล ฯ เพราะบุญ
หน้า 582 ข้อ 76
นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบนันทนวิมาน อรรถกถานันทนวิมาน นันทนวิมาน มีคาถาว่า ยถา วนํ นนฺทนํ ปภาสติ เป็นต้น. นันทนวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี เรื่องทั้งหมดเป็นต้นว่า สมัยนั้น ในกรุงสาวัตถีมีอุบาสกคนหนึ่ง ดังนี้ เหมือนกับเรื่องของวิมานติด ๆ กัน (ที่กล่าวมาแล้ว ) แต่อุบาสกคนนี้ แต่งงานแล้วเลี้ยงดูบิดามารดา ต่างกันตรงนี้เท่านั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระได้สอบถามเทพบุตรถึงกรรมที่ทำไว้ ด้วย คาถาเหล่านี้ว่า สวนนันทนวันเป็นสวนประเสริฐสุด สูงสุดของ ทวยเทพชั้นไตรทศ สว่างไสวฉันใด วิมานของท่าน นี้ก็อุปมาฉันนั้น สว่างไสวอยู่ในอากาศ ท่านได้ เทพฤทธิ์มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพ รุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไป ทุกทิศ.
หน้า 583 ข้อ 76
เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า เป็นคนยากจน ไม่มีที่พึ่ง เป็นกำพร้า เป็นกรรมกร เลี้ยงดูบิดามารดาผู้แก่เฒ่า อนึ่ง สมณะผู้มีศีล ได้ เป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อ บริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดย เคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ฯ ล ฯ เพราะบุญ นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรได้พยากรณ์ด้วยคาถาทั้งหลา ด้วยประการฉะนี้ แม้ใน คาถาเหล่านั้น เรื่องที่ไม่เคยมีมิได้มี คือมีมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถานันทนวิมาน
หน้า 584 ข้อ 77
๓. มณิถูณวิมาน ว่าด้วยมณิถูณวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๗] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๒ โยชน์ โดย รอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาด ด้วยเครื่องปูลาดที่งดงามโอฬาร ท่านนั่งและดื่มกิน ในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ มีกาม- คุณห้ามีรสเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่งองค์ ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะ เช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า ได้สร้างที่จงกรมไว้ในทางที่ไม่มีต้นไม้ และปลูก ต้นไม้ไว้ร่มรื่น อนึ่ง สมณะผู้มีศีล ได้เป็นที่รัก
หน้า 585 ข้อ 77
ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาค ข้าวและน้ำ ได้ถวายทานอย่างไพบูลย์ โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ฯ ล ฯ เพราะบุญ นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบมณิถูณวิมาน อรรถกถามณิถูณวิมาน มณิถูณวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ วิมานํ เป็นต้น. มณิถูณวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ภิกษุผู้เถระเป็นจำนวนมากอยู่ในที่อยู่ในป่า ในทางที่พระเถระ เหล่านั้นไปบิณฑบาตยังหมู่บ้านตำบลใกล้ ๆ อุบาสกคนหนึ่งปรับพื้นที่ ไม่เรียบให้เรียบเอาหนามออกไป ถางกอไม้พุ่มไม้ออก ผูกสะพานที่ เหมืองทั้งหลายในฤดูน้ำ ปลูกต้นไม้มีเงาร่มรื่นในที่ไม่มีต้นไม้ ลอกลำห้วย และทำให้กว้างและลึก จัดทำท่าน้ำไว้พร้อม และให้ทานตามกำลังทรัพย์ รักษาศีล ต่อมา เขาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
หน้า 586 ข้อ 77
ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ เข้าไปหาสอบถามเทพบุตรนั้นด้วย คาถาหลายคาถาว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาด ด้วยเครื่องปูลาดที่งดงามโอฬาร ท่านนั่ง และดื่ม กินในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ มี กามคุณ ๕ มีรสเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่ง องค์ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี วรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพบุตร ผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอ ถามท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นได้พยากรณ์แก่พระมหาโมคคัลลานเถระ ด้วยคาถา หลายคาถาว่า เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ครั้นถูกถามแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่ มีผลอย่างนี้ว่า
หน้า 587 ข้อ 77
ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าได้ สร้างที่จงกรมไว้ในทางที่ไม่มีต้นไม้ และปลูกต้นไม้ ไว้ร่มรื่น อนึ่ง สมณะ ผู้มีศีล ได้เป็นที่รักของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส เมื่อบริจาคข้าวและน้ำ ได้ถวาย ทานอย่างไพบูลย์โดยเคารพ. เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ บุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ข้าพเจ้า และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า. ฯ ล ฯ เพราะบุญ นั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวเน ได้แก่ ในป่า. บทว่า อารามรุกฺขานิ ความว่า ข้าพเจ้าได้ปลูกต้นไม้ทั้งหลายในที่นั้น ทำ ต้นไม้ทั้งหลายให้เป็นที่ร่มรื่น หรือทำต้นไม้ทั้งหลายเนอารามให้ร่มรื่น คำที่เหลือทั้งหมดมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถามณิถูณวิมาน
หน้า 588 ข้อ 78
๔. สุวรรณวิมาน ว่าด้วยสุวรรณวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๘] วิมานเหนือภูเขาทองของท่านมีรัศมี สว่างไปทุกส่วน ปกคลุมด้วยข่ายทองผูกขึงข่ายกระ- ดึงไว้ เสาวิมานทุกต้นแปดเหลี่ยม ทำไว้อย่างดี ล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ ที่เหลี่ยมหนึ่ง ๆ สร้าง ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพื้นอันน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตร ด้วยแก้วไพฑูรย์กับทอง แก้วผลึกกับเงิน แก้วลาย ( เพชรตาแมว ) กับมุกดา และแก้วมณีแดง ( กับทิม ) ที่วิมานนั้น ธุลีไม่ฟุ้ง หมู่จันทันมีสีเหลืองที่สร้างไว้ ก็รับช่อฟ้า สร้าง ๔ บันไดไว้ ๔ ทิศ สว่างไสวด้วย ห้องรัตนะต่าง ๆ ดุจดวงอาทิตย์ ที่วิมานนั้นมีไพที จัดไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิมิตไว้เป็น สัดส่วน เมื่อส่องแสงจึงสว่างไปโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ. ในวิมานอันประเสริฐนั้น ท่านเป็นเทพบุตร ผู้มีรัศมีมาก รุ่งโรจน์ด้วยวรรณะดุจอาทิตย์ที่กำลัง อุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน หรือศีล หรืออัญชลีกรรม ของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอกผลกรรม นั้นแก่อาตมาทีเถิด.
หน้า 589 ข้อ 78
เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วจึงพยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองอันธกวินทะ เลื่อมใสแล้ว ได้สร้างวิหารถวายพระพุทธเจ้า เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ผู้เป็นพระศาสดา ด้วยมือของตน ข้าพเจ้ามีใจ เลื่อมใสได้ถวายของหอม ดอกไม้ปัจจัย เครื่องลูบไล้ และวิหาร แด่พระศาสดาในเมืองอันธกวินทะนั้น เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าได้ผลนี้ จึงมีสิทธิในนันทนวัน ข้าพเจ้ามีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่น- รมย์อยู่ในนันทนวันอันประเสริฐ ที่น่ารื่นรมย์ประกอบ ไปด้วยสกุณชาตินานาชนิด. จบสุวรรณวิมานที่ ๔ อรรถกกถาสุวรรณวิมาน สุวรรณวิมาน มีคาถาว่า โสวณฺณคเย ปพฺพตสฺมึ เป็นต้น. สุวรรณวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ นครอันธกวินทะ สมัยนั้น อุบาสกคนหนึ่งมีศรัทธาปสาทะ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติได้สร้าง พระคันธกุฎีที่สมควรเป็นที่ประทับของพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงพร้อม ด้วยอาการทั้งปวง ที่ภูเขาโล้นแห่งหนึ่งไม่ไกลหมู่บ้านนั้น อาราธนา
หน้า 590 ข้อ 78
พระผู้มีพระภาคเจ้า ให้ประทับอยู่ในพระคันธกุฎีนั้นแล้วบำรุงโดยเคารพ และตนเองก็ตั้งอยู่ในนิจศีล เป็นผู้มีศีลสังวรบริสุทธิ์ดี ทำกาลกิริยาตายไป บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่รุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีของรัตนะนานา ชนิด มีไพทีอันวิจิตรแวดล้อม งามพร้อมไปด้วยเครื่องอลังการประดับ ยอดหลากหลาย มีฝา เสา และบันไดจัดไว้เป็นอย่างดี เป็นรมณีย- สถานที่น่ารื่นรมย์สมที่ชี้ถึงอานุภาพแห่งกรรมของอุบาสกนั้น ได้เกิดขึ้น เหนือยอดภูเขาทอง ท่านพระมหาโมคคัลลานะจาริกไปยังเทวโลก เห็น เทพบุตรนั้นจึงได้ถามด้วยคาถาทั้งหลายว่า วิมานเหนือภูเขาทอง ของท่านมีรัศมีสว่างไป ทุกส่วน ปกคลุมด้วยข่ายทอง ผูกขึงข่ายกระดึงไว้ เสาวิมานทุกต้น แปดเหลี่ยมทำไว้อย่างดี ล้วนแล้ว ด้วยแก้วไพฑูรย์ ที่เหลี่ยมหนึ่ง ๆ สร้างด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพื้นอันน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรด้วยแก้ว ไพฑูรย์กับทอง แก้วผลึกกับเงิน แก้วลาย [ เพชร ตาแมว ] กันมุกดา และแก้วมณีแดง [ ทับทิม ] ที่วิมานนั้น ธุลีไม่ฟุ้ง หมู่จันทันมีสีเหลือง ที่สร้างไว้ ก็รับช่อฟ้า สร้าง ๔ บันไดไว้ ๔ ทิศ สว่างไสวด้วย ห้องรัตนะต่าง ๆ ดุจดวงอาทิตย์ ที่วิมานนั้นมีไพที่จัด ไว้เป็นพิมพ์เดียวกัน ประหนึ่งเนรมิตไว้เป็นสัดส่วน เมื่อส่องแสงจึงสว่างไปโดยรอบทั้ง ๔ ทิศ.
หน้า 591 ข้อ 78
ในวิมานอันประเสริฐนั้น ท่านเป็นเทพบุตร ผู้มีรัศมีมาก รุ่งโรจน์ด้วยวรรณะ ดุจดวงอาทิตย์ ที่กำลังอุทัย นี้เป็นผลแห่งทาน หรือศีล หรืออัญ- ชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดบอก ผลกรรมนั้นแก่อาตมาที่เถิด. เทพบุตรแม้นั้น ได้พยากรณ์แก่พระมหาโมคคัลลานเถระด้วยคาถา เหล่านี้ว่า เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว จึง พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าอยู่ในเมืองอันธกวินทะ เลื่อมใสแล้ว ได้สร้างวิหารถวายพระพุทธเจ้า เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ผู้เป็นพระศาสดา ด้วยมือของตน ข้าพเจ้ามีใจเลื่อมใส ได้ถวายของหอม ดอกไม้ ปัจจัย เครื่องลูบไล้ และวิหาร แด่พระศาสดาในเมืองอันธกวินทะนั้น เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงได้ผลนี้ จึงมีสิทธิใน นันทนวัน ข้าพเจ้ามีหมู่เทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อม ล้อม รื่นรมย์อยู่ในนันทนวันอันประเสริฐ ที่น่ารื่น- รมย์ประกอบไปด้วยสกุณชาตินานาชนิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพโตปภํ ได้แก่ ส่องรัศมี คือ เปล่งรัศมีออกไปจากทุกส่วน. บทว่า กิงฺกิณิชาลกปฺปิตํ ได้แก่ มีข่าย กระดึงที่จัดไว้เรียบร้อย.
หน้า 592 ข้อ 78
บทว่า สพฺเพ เวฬุริยามยา ความว่า เสาทุกต้นล้วนแล้วไป ด้วยแก้วไพฑูรย์และแก้วมณี. ก็บทว่า เอกเมกาย อํสิยา ในคาถานั้น ได้แก่ ส่วนที่เป็นเหลี่ยมหนึ่ง ๆ ในเสาแปดเหลี่ยม. บทว่า รตนา สตฺต นิมฺมิตา ได้แก่ อันกรรมสร้างด้วยรัตนะ ๗ อธิบายว่า เหลี่ยม หนึ่ง ๆ สำเร็จด้วยรัตนะ ๗. ด้วยบทว่า เวฬุริยสุรณฺณสฺส เป็นต้น ท่านแสดงถึงรัตนะต่างๆ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุริยสุวณฺณสฺส ได้แก่ สร้างด้วยแก้ว ไพฑูรย์และทอง. อีกอย่างหนึ่ง ประกอบความว่า วิจิตรไปด้วยแก้ว ไพฑูรย์และทอง. ก็คำนี้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. แม้ในบทว่า ผลิการูปิยสฺส จ นี้ก็นัยนี้แหละ. บทว่า มสารคลฺลมุตฺตาหิ ได้แก่ เพชรตาแมว [ แก้วลาย ]. บทว่า โลหิตงฺคมณีหิ ได้แก่ ทับทิม. บทว่า น ตตฺถุทฺธํสตี รโช ความว่า ธุลีไม่ฟุ้งในวิมานนั้น เพราะมีพื้นทำด้วยแก้วมณี. บทว่า โคปานสีคณา ได้แก่ ประชุมกลอน [ จันทัน ]. บทว่า ปีตา ได้แก่ มีสีเหลือง อธิบายว่า ทำด้วยทองและ ทำด้วยมณีบุษราคัมเป็นต้น. บทว่า กูฏํ ธาเรนฺติ ความว่า ทรงไว้ซึ่ง ช่อฟ้าที่สำเร็จด้วยรัตนะ ๗. บทว่า นานารตนคพฺเภหิ ได้แก่ ห้องที่ล้วนแล้วไปด้วยรัตนะ ต่าง ๆ. บทว่า เวทิยา ได้แก่ ไพที (แท่น) บทว่า จตสฺโส ได้แก่ มี ๔ ไพทีใน ๔ ทิศ ด้วยเหตุนั้น พระมหาโมคคัลลานเถระ จึงกล่าวว่า สมนฺตา จตุโร ทิสา โดยรอบทั้ง ๔ ทิศ.
หน้า 593 ข้อ 78
บทว่า มหปฺปโภ แปลว่า รุ่งเรืองมาก. บทว่า อุทยนฺโต แปลว่า ขึ้นไปอยู่. บทว่า ภาณุมา แปลว่า พระอาทิตย์. บทว่า สเกหิ ปาณิหิ ประกอบความว่า ข้าพเจ้าประสบบุญซึ่ง เป็นสาระของกาย เมื่อกระทำกิจนั้น ๆ ได้สร้างวิหารถวายพระศาสดาด้วย มือของตน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สเกหิ ปาณิหิ ได้แก่ ด้วยอำนาจ บูชาของหอม ดอกไม้ ปัจจัยและเครื่องลูบไล้ ในเมืองอันธกวินทะนั้น. เหมือนอย่างไร. ในข้อนี้พึงทราบการประกอบความอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้า ได้ถวาย คือบูชาและมอบถวายวิหารที่สร้างแล้ว แด่พระศาสดา ด้วยใจ เลื่อมใส. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยบุญกรรมตามที่กล่าวแล้วนั้นเป็นเหตุ. บทว่า มยฺหํ แปลว่า อันข้าพเจ้า. บทว่า อิทํ ได้แก่ ผลบุญนี้ หรืออธิปไตยความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์นี้. เพราะเหตุนั้น เทพบุตรนั้น จึงกล่าวว่า วสํ วตฺเตมิ ดังนี้. บทว่า นนฺทเน ได้แก่ ในเทวโลกนี้ อันเป็นสถานที่เกิดขึ้น แห่งฤทธิ์ความสำเร็จ อันเป็นทิพย์ ซึ่งเป็นที่เพลิดเพลิน แม้ในที่นั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือ ในสวนนันทนวันอันรื่นรมย์ ประกอบความว่า ข้าพเจ้ายินดีในนันทนวันนี้ ซึ่งเป็นที่รื่นรมย์อย่างนี้. คำที่เหลือมีนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล. เมื่อเทวดาเล่าแจ้งถึงบุญกรรมของตนอย่างนี้แล้ว พระเถระได้ แสดงธรรมแก่เทพบุตรนั้นพร้อมทั้งบริวาร แล้วกราบทูลความนั้นถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุป-
หน้า 594 ข้อ 79
ปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงแสดงธรรมโปรดบริษัทที่ประชุมกันอยู่ เทศนา นั้นได้เกิดประโยชน์แก่มหา ชน ดังนี้แล. จบอรรถกถาสุวรรณวิมาน ๕. อัมพวิมาน ว่าด้วยอัมพวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๗๙] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปลาด้วยเครื่องปูลาดที่งดงามโอฬาร ท่านนั่งและ ดื่มกินในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรลงไพเราะ มีกามคุณห้ามีรสเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่ง องค์ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี วรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ฯ ล ฯ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่าง นี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า
หน้า 595 ข้อ 79
เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดูร้อน ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างทำงานของผู้อื่น กำลังรดน้ำสวน มะม่วงอยู่ ในขณะนั้น ภิกษุที่ปรากฏชื่อว่า สารีบุตร ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ ได้เดินไปทางสวนมะม่วงนั้น ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้เห็นท่านกำลังเดิน มาจึงได้กล่าวว่า ขอโอกาสเถิดเจ้าข้า กระผมขอให้ ท่านสรงน้ำ ซึ่งจะนำสุขใจมาให้ ท่านพระสารีบุตร วางบาตรจีวรไว้ เหลือจีวรผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้น ไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็นคน มีใจเลื่อมใส เอาน้ำใสมาให้ท่าน ซึ่งมีจีวรผืนเดียว นั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้สรงน้ำ มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้ท่านสรงนำแล้ว เราขวนขวายบุญแล้ว มิใช่น้อย บุรุษนั้นมีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน ด้วย ประการฉะนี้ ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั้น เองในชาตินั้น ละร่างมนุษย์แล้วเข้าถึงนันทนวัน ข้าพเจ้ามีเหล่าเทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อม รื่นรมย์อยู่ในอุทยานนันทนวันอันน่ารื่นรมย์ ประกอบ ไปด้วยฝูงสกุณชาตินานาชนิด. จบอัมพวิมานที่ ๕
หน้า 596 ข้อ 79
อรรถกถาอัมพวิมาน อัมพวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. อัมพวิมาน นั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น ในกรุงราชคฤห์มีบุรุษเข็ญใจคนหนึ่ง รับจ้างเฝ้าสวนมะม่วงของ คนอื่นแลกภัตตาหาร วันหนึ่ง เขาเห็นท่านพระสารีบุตรมีเหงื่อท่วมตัว กำลังเดินไปตามทางใกล้ ๆ สวนมะม่วงนั้น ในภูมิประเทศที่ร้อนด้วย แสงแดด ระอุด้วยทรายร้อน มีข่ายพยับแดดเป็นตัวยิบ ๆ แผ่ไปใน ฤดูร้อน เกิดความเคารพนับถือมาก เข้าไปหาแล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าข้า ฤดูร้อนนี้ร้อนมาก ปรากฏเหมือนร่างกายลำบากเหลือเกิน ขอโอกาสเถิด เจ้าข้า ขอพระผู้เป็นเจ้าโปรดไปยังสวนมะม่วงนี้ พักเสียสักครู่หนึ่ง หาย เหนื่อยในการเดินทางแล้วค่อยไป โปรดอนุเคราะห์เถิด. พระเถระ ประสงค์จะเพิ่มพูนจิตเลื่อมใสของเขาเป็นพิเศษ จึงเข้าไปยังสวนนั้น นั่ง ที่โคนมะม่วงต้นหนึ่ง. บุรุษนั้นกล่าวอีกว่า ท่านเจ้าข้า ถ้าท่านต้องการจะสรงน้ำ กระผม จักตักน้ำจากบ่อนี้ให้ท่านสรง และจักถวายน่าดื่มด้วย. พระเถระรับ นิมนต์ด้วยดุษณีภาพ. เขาตักน้ำจากบ่อเอากรองแล้วให้พระเถระสรง และ ครั้นให้สรงแล้ว เขาล้างมือเท้าแล้วน้อมน้ำดื่มเข้าถวายแด่พระเถระผู้นั่งอยู่ พระเถระดื่มน้ำดื่มแล้ว ระงับความกระวนกระวายได้แล้วกล่าวอนุโมทนา ในการถวายน้ำและให้สรงน้ำแก่บุรุษนั้นแล้วหลีกไป. ต่อมา บุรุษนั้นได้ เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬารว่า เราได้ระงับความเร่าร้อนของพระสารี- บุตรเถระผู้เร่าร้อนยิ่งเพราะฤดูร้อน เราได้ขวนขวายบุญมากหนอ. ภาย
หน้า 597 ข้อ 79
หลังเขาทำกาลกิริยาตายไปเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านพระมหาโมค- คัลลานะเข้าไปหาเขา ถามถึงบุญที่เขากระทำด้วยคาถาเหล่านี้ว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบ มีห้องรโหฐาน ๗๐๐ ล้วนเสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วย เครื่องปูลาดที่งดงาม ท่านนั่งและดื่มกินในวิมานนั้น พิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ ในวิมานนี้มีกามคุณห้ามีรส อันเป็นทิพย์ และอัปสรเทพนารีที่แต่งองค์ด้วยทอง ฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ท่าน และโภคะ ทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ฯ ล ฯ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่าง นี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า เมื่อพระอาทิตย์กำลังแผดแสงในเดือนท้ายฤดู- ร้อน ข้าพเจ้าเป็นคนรับจ้างทำงานของผู้อื่น กำลัง รดน้ำสวนมะม่วงอยู่ ในขณะนั้น ภิกษุที่ปรากฏชื่อว่า สารีบุตร ลำบากกาย ไม่ลำบากใจ ได้เดินไปทาง สวนมะม่วงนั้น ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้ เห็นท่านกำลังเดินมา จึงกล่าวว่า ขอโอกาสเถิด
หน้า 598 ข้อ 79
เจ้าข้า กระผมขอให้ท่านสรงน้ำ ซึ่งจะนำสุขใจมา ให้ ท่านพระสารีบุตรวางบาตรจีวรไว้ เหลือจีวร ผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ ข้าพเจ้านั้น ข้าพเจ้าเป็นคนมีใจเลื่อมใส เอาน้ำใส มาให้ท่าน ซึ่งมีจีวรผืนเดียวนั่งที่ร่มเงาโคนต้นไม้ สรงน้ำ มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้ท่าน สรงน้ำแล้ว เราขวนขวายบุญแล้วมิใช่น้อย บุรุษนั้น มีปีติซาบซ่านไปทั่วกายของตน ด้วยประการฉะนี้ ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมีประมาณเท่านี้นั่นเอง ในชาติ นั้น ละร่างมนุษย์แล้วเข้าถึงนันทนวัน ข้าพเจ้า มีเหล่าเทพอัปสรฟ้อนรำขับร้องห้อมล้อมรื่นรมย์อยู่ ในอุทยานนันทนวันอันน่ารื่นรมย์ ประกอบไปด้วย ฝูงสกุณชาตินานาชนิด. เทพบุตรแม้นั้น ได้พยากรณ์แก่พระโมคคัลลานเถระนั้น ด้วย คาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คิมฺหานํ ปจฺฉิเม มาเส ได้แก่ ในอาสาฬหมาส (เดือน ๘ ). บทว่า ปตปนฺเต ได้แก่ ส่องแสงจ้า. อธิบายว่า ปล่อยออกซึ่งความร้อนโดยประการทั้งปวง. บทว่า ทิวงฺกเร ได้แก่ พระอาทิตย์. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้แหละ. บทว่า อสิญฺจติ ได้แก่ รดน้ำ อ อักษรเป็นเพียงนิบาต, ความว่า รดน้ำ คือ ทำการ รดน้ำเป็นประจำ ที่โคนต้นมะม่วงทั้งหลาย ปาฐะว่า อสิญฺจถ ก็มี
หน้า 599 ข้อ 79
ความว่า รดแล้ว. บางท่านกล่าวว่า อสิญฺจหํ ก็มี ความว่า ข้าพเจ้า เป็นบุรุษรับจ้างของคนอื่น ได้รดน้ำสวนมะม่วงในคราวนั้น. บทว่า เตน ความว่า ได้ไป คือ ได้เดินไปทางทิศาภาคที่สวน มะม่วงตั้งอยู่ (เดินไปทางสวนมะม่วง). บทว่า อกิลนฺโต ว เจตสา ประกอบความว่า พระเถระแม้ไม่ลำบากใจ เพราะละทุกข์ใจได้แล้วด้วย มรรคนั่นเอง แต่ก็เป็นผู้ลำบากกาย ได้เดินไปตามทางนั้น. ประกอบความว่า คราวนั้น ข้าพเจ้ากำลังรดน้ำต้นมะม่วง ได้ กล่าวแล้ว. อธิบายว่า มีจีวร [ สบง ] ผืนเดียว ต้องการจะสรงน้ำ. บทว่า อิติ ความว่า บุรุษนั้นมีปีติที่เป็นไปโดยอาการนี้อย่างนี้ คือว่า มะม่วงเราก็รดน้ำแล้ว สมณะเราก็ให้สรงน้ำแล้ว บุญมิใช่น้อย เราก็ขวนขวายแล้ว ด้วยประโยคพยายามอย่างเดียวเท่านั้น ก็ให้สำเร็จ ประโยชน์ได้ถึง ๓ อย่าง ดังนี้ ซาบซ่านไปทั่วกายของตน ประกอบ ความว่า ทำให้มีปีติถูกต้องติดต่อกัน. และบทนี้เป็นคำปัจจุบันกาล ใช้ ในข้อความที่เป็นอดีตกาล อธิบายว่า ซาบซ่านแผ่ไปแล้ว. บทว่า ตเทว เอตฺตกํ กมฺมํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำกรรมมี ประมาณเท่านี้นั้น คือ เพียงถวายน้ำดื่มอย่างนั้น. อธิบายว่า ในชาตินั้น ข้าพเจ้ามิได้ระลึกถึงเรื่องอื่น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอัมพวิมาน
หน้า 600 ข้อ 80
๖. โคปาลวิมาน ว่าด้วยโคปาลวิมาน พระมหาโมคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๘๐] ภิกษุเห็นเทพบุตรผู้สวมเครื่องประดับ มือ ผู้มียศ ในวิมานสูง ซึ่งตั้งอยู่สิ้นกาลนาน รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมาน ดุจพระจันทร์ จึงไต่ถาม ว่า ท่านเป็นผู้ประดับองค์ทรงมาลัย มีพัสตราภรณ์ สวย มีกุณฑลงาม แต่งผมและหนวดแล้ว สวม เครื่องประดับมือ มียศ รุ่งโรจน์อยู่ในทิพยวิมาน เหมือนพระจันทร์ พิณทิพย์ทั้งหลายก็บรรเลงไพเราะ เหล่าเทพอัปสรชั้นไตรทศ จำนวน ๖๔,๐๐๐ ล้วน แต่คนดี ผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้อง ทำ ความบันเทิงอยู่ ท่านบรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และ รัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า ได้รับจ้างเลี้ยงแม่โคของคนเหล่าอื่น ต่อมามีสมณะ มาหาข้าพเจ้า โคทั้งหลายได้ไปกินถั่วราชมาษ ข้าพเจ้าต้องกระทำกิจสองอย่างในวันนี้ ท่านเจ้าข้า
หน้า 601 ข้อ 80
ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้คิดอย่างนั้น ภายหลังกลับได้ สัญญาความสำคัญโดยแยบคาย จึงวางห่อขนมสด ลงในมือพระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวาย เจ้าข้า ข้าพเจ้าได้รีบรุดไปไร่ถั่ว ก่อนที่ไร่ถั่วซึ่ง เป็นทรัพย์ของเจ้าของจะลูกฝูงโคทำลาย ณ ที่นั้น งูเห่ามีพิษมากได้กัดเท้าของข้าพเจ้าผู้กำลังเร่งรีบไป ข้าพเจ้าลูกความทุกข์เบียดเบียนบีบคั้น และภิกษุได้ ฉันขนมสดที่ข้าพเจ้าถวายนั้นเอง เพื่ออนุเคราะห์ ให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกาลกิริยาตายไป จุติ จากอัตภาพนั้น บังเกิดเป็นเทวดา กุศลกรรมนั้นเอง ข้าพเจ้ากระทำไว้ ข้าพเจ้าจึงได้เสวยผลกรรมอันเป็น สุขด้วยตนเอง ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วย ความเป็นผู้กตัญญู ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกและมาร โลก ไม่มีมุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู ในโลกนี้หรือโลกอื่น ไม่มีมุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่า พระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วย ความเป็นผู้กตัญญู. จบโคปาลวิมานที่ ๖
หน้า 602 ข้อ 80
อรรถกถาโคปาลวิมาน โคปาลวิมาน มีคาถาว่า ทิสฺวาน เทวํ ปฏิปุจฺฉิ ภิกฺขุ เป็นต้น. โคปาลวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเวฬุวัน กรุงราชคฤห์ สมัยนั้น คนเลี้ยงโคชาวราชคฤห์คนหนึ่ง ถือขนมสดที่ห่อด้วยผ้าเก่าเพื่อ เป็นอาหารเช้า ออกจากเมืองไปถึงโคจรภูมิซึ่งเป็นที่เที่ยวไปของแม่โค ทั้งหลาย ท่านพระมหาโมคคัลลานะทราบว่า เขาผู้นี้จักตายในบัดนี้เอง และจักเกิดบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์เพราะถวายขนมสดแก่เรา ดังนี้ จึงได้ ไปใกล้เขา เขาดูเวลาแล้วประสงค์จะถวายขนมสด แด่พระเถระ ขณะนั้น แม่โคทั้งหลายเข้าไปยังไร่ถั่ว ครั้งนั้น คนเลี้ยงโคคิดว่า เราควรจะถวาย ขนมสด แด่พระเถระ หรือว่าควรจะไล่แม่โคทั้งหลายออกจากไร่ถั่ว ตอนนั้นเขาคิดว่า พวกเจ้าของไร่ถั่วจงทำกะเราตามที่ต้องการเถิด แต่ เมื่อพระเถระไปเสียแล้ว เราจะไม่ได้ถวายขนมสด เอาเถิด เราจักถวาย ขนมสด แด่พระผู้เป็นเจ้าก่อนละ ได้นำขนมสดนั้นเข้าถวายแด่พระเถระ พระเถระรับเพื่ออนุเคราะห์เขา. ขณะที่เขาวิ่งไปโดยเร็วเพื่อจะไล่ต้อนแม่โคทั้งหลายให้กลับ มิทัน ได้พิจารณาถึงอันตราย งูพิษที่ถูกเขาเหยียบก็กัดเอา แม้พระเถระเมื่อ อนุเคราะห์เขา ก็เริ่มฉันขนมสดนั้น คนเลี้ยงโคต้อนแม่โคทั้งหลายกลับ มาแล้ว เห็นพระเถระกำลังฉันขนมอยู่ มีจิตเลื่อมใสนั่งเสวยปีติโสมนัส อย่างยิ่ง พิษงูแล่นท่วมทั่วสรีระของเขาในขณะนั้นเอง เมื่อพิษแล่นถึง ศีรษะ เขาตายในครู่นั้นแหละ ครั้นตายแล้ว เขาไปบังเกิดในวิมานทอง
หน้า 603 ข้อ 80
๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่านพระมหาโมคคัลลานะไปพบเขา จึงได้ถามด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ภิกษุเห็นเทพบุตรผู้สวมเครื่องประดับมือ ผู้ มียศ ในวิมานสูง ซึ่งตั้งอยู่สิ้นกาลนาน รุ่งโรจน์ อยู่ในทิพยวิมาน ดุจพระจันทร์ จึงไต่ถามว่า ท่านเป็นผู้ประดับองค์ ทรงมาลัย มีพัสตรา- ภรณ์สวย มีกุณฑลงาม แต่งผมและหนวดแล้ว สวมเครื่องประดับมือ มียศ รุ่งโรจน์อยู่ในทิพย- วิมาน เหมือนพระจันทร์ พิณทิพย์ทั้งหลายก็บรรเลง ไพเราะ เหล่าเทพอัปสรชั้นไตรทศ จำนวน ๖๔,๐๐๐ ล้วนแต่คนดี ผู้ชำนาญศิลป์ พากันฟ้อนรำขับร้อง ทำความบันเทิงอยู่ ท่านบรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพ มาก ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรแม้นั้น ก็ได้พยากรณ์แก่พระมหาโมคคัลลานเถระนั้นว่า เทพบุตรนั้น ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้วดีใจ ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ครั้งเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก ข้าพเจ้า ได้รับจ้างเลี้ยงโคของคนเหล่าอื่น ต่อมามีสมณะมา หาข้าพเจ้า โคทั้งหลายได้ไปกินถั่วราชมาษ ข้าพเจ้า
หน้า 604 ข้อ 80
ต้องกระทำกิจสองอย่างในวันนี้ ท่านเจ้าข้า ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้คิดอย่างนั้น ภายหลังกลับได้สัญญา ความสำคัญโดยแยบคาย จึงวางห่อขนมสดลงในมือ พระเถระ พร้อมกับกล่าวว่า ข้าพเจ้าถวาย เจ้าข้า ข้าพเจ้านั้นได้รีบรุดไปไร่ถั่ว ก่อนที่ไร่ถั่วซึ่งเป็น ทรัพย์ของเจ้าของจะถูกฝูงโคทำลาย ณ ที่นั้น งูเห่ามีพิษมากได้กัดเท้าของข้าพเจ้าผู้กำลังเร่งรีบไป ข้าพเจ้าถูกความทุกข์เบียดเบียนบีบคั้น และภิกษุได้ ฉันขนมสดที่ข้าพเจ้าถวายนั้นเอง เพื่ออนุเคราะห์ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ากระทำกาลกิริยาตายไปจุติจาก อัตภาพนั้น บังเกิดเป็นเทวดา กุศลกรรมนั้นเอง ข้าพเจ้ากระทำไว้ ข้าพเจ้าจึงได้เสวยผลกรรมอัน เป็นสุขด้วยตนเอง เจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วย ความเป็นผู้กตัญญู ในโลกพร้อมทั้งเทวโลกและ มารโลก ไม่มีมุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่าพระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วยความเป็นผู้กตัญญู ในโลกนี้หรือในโลกอื่น ไม่มุนีอื่นที่อนุเคราะห์ยิ่งกว่า พระคุณเจ้า ท่านเจ้าข้า พระคุณเจ้าอนุเคราะห์ ข้าพเจ้ามากแล้ว ข้าพเจ้าขออภิวาทพระคุณเจ้าด้วย ความเป็นผู้กตัญญู.
หน้า 605 ข้อ 80
ครั้งนั้น ท่านพระโมคคัลลานะได้กราบทูลเรื่องนั้นถวายพระผู้มี- พระภาคเจ้า ตามทำนองที่ตนและเทพบุตรพูดกัน พระศาสดาทรงภาษิต เนื้อความแล้ว ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ตรัส พระพุทธพจน์ว่า ทิสฺวาน เทวํ ปฏิปุจฺฉิ ภิกฺขุ เป็นต้น เพื่อทรง แสดงธรรมโปรดแด่บริษัทที่ประชุมกันอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทวํ ได้แก่ โคปาลเทพบุตร. พระ- ศาสดาตรัสว่า ภิกฺขุ ทรงหมายถึงท่านพระมหาโมคคัลลานะ ด้วยว่า ท่านพระโมคคัลลานะนั้น ชื่อว่า ภิกษุ เพราะทำลายกิเลสโดยประการ ทั้งปวง. ตรัสว่า จิรฏฺิติเก เพราะวิมานตั้งมั่นตลอดกาลเป็นอันมาก หรือตั้งอยู่ชั่วกัปทีเดียว. บางท่านกล่าวว่า จิรฏฺิติกํ ก็มี. บทว่า จิรฏฺิติกํ นั้น พึงเชื่อมกับบท เทวํ นี้ ความจริง เทวบุตรแม้นั้น ควรจะเรียกได้ว่า จิรฏฺิติเก เพราะดำรงอยู่ในวิมานนั้นถึงสามโกฏิหก ล้านปี. บทว่า ยถาปี จนฺทินา ความว่า เหมือนจันทเทพบุตรไพโรจน์ อยู่ในทิพยวิมานของตน ซึ่งรุ่งเรืองด้วยข่ายรัศมีที่น่ารักเย็นและเป็นที่จับ ใจ. พึงประกอบคำที่เหลือว่า ไพโรจน์อยู่ฉันนั้น. บทว่า อลงฺกโต เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการที่เทพบุตรนั้นถูก พระเถระถาม. บทนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วแม้ในหนหลังนั่นแล. บทว่า สงฺคมฺน ได้แก่ เกี่ยวข้อง. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สงฺคมฺน ได้แก่ สงเคราะห์ แม้จะมีอรรถว่าเหตุในที่นี้ท่านทำไว้ภายใน อธิบายว่า หลายคนร่วมกัน. บทว่า อาคา แปลว่า มาแล้ว. บทว่า มาเส ได้ แก่ กล้าถั่วราชมาษ.
หน้า 606 ข้อ 80
บทว่า ทฺวยชฺช ความว่า เราทำกิจสองอย่างในวันนี้ คือเดี๋ยวนี้. บทว่า อุภยญฺจ การิยํ เป็นคำบรรยายเนื้อความที่กล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า สญฺํ ได้แก่ สัญญาโดยธรรม. เพราะเหตุนั้นเทวดาจึงกล่าวว่า โยนิโส ดังนี้. บทว่า ปฏิลทฺธา แปลว่า กลับได้แล้ว. บทว่า ขิปึ ความว่า วางในมือเพื่อให้รับ. บทว่า อนนฺตกํ ได้แก่ ผ้าเปื้อน คือ ผ้าเก่าที่ห่อขนมสดวางไว้. ก็ อ อักษรในที่นี้เป็นเพียงนิบาต. บทว่า โส ได้แก่ ข้าพเจ้านั้น. บทว่า ตุริโต ได้แก่ หันไป โดยด่วน. บทว่า อวาสรึ แปลว่า เข้าถึง หรือเข้าไปแล้ว. บทว่า ปุรายํ ภญฺชติ ยสฺสิทํ ธนํ ความว่า กล้าถั่วราชมาษนี้เป็นทรัพย์ของ เจ้าของไร่คนใด ฝูงโคนี้จะทำลายทรัพย์นั้น (ข้าพเจ้าได้รีบไปยังไร่ถั่ว) ก่อน คือก่อนกว่าฝูงโคจะทำลายคือย้ำเหยียบทรัพย์ของเจ้าของนั้นทีเดียว. บทว่า ตโต ได้แก่ ในที่นั้น. บทว่า ตุริตสฺส เม สโต อธิบายว่า เมื่อข้าพเจ้ากำลังหันไป คือไปโดยไม่แลดูงูเห่าที่หนทางเพราะรีบไป. บทว่า อฏฺโฏฺมฺหิ ทุกฺเขน ปีฬิโต ความว่า ข้าพเจ้าอึดอัดมาก ทุรน ทุราย คือถูกมรณทุกข์เบียดเบียน เพราะถูกอสรพิษกัดนั้น. บทว่า อโหสิ ได้แก่ ได้ฉัน อธิบายว่า ได้บริโภค (ฉัน). บทว่า ตโต จุโต กาลกโตมฺหิ เทวตา ความว่า จุติจากอัตภาพมนุษย์นั้นเพราะถึง เวลาตาย. อีกอย่างหนึ่ง ในบทนั้นมีความว่า ข้าพเจ้าทำกาละ เพราะทำ กาละกล่าวคือสิ้นอายุสังขาร และเป็นเทวดา คือเป็นเทวดาเพราะถึง อัตภาพของเทวดาในลำดับนั้นทีเดียว. บทว่า ตยา ความว่า มุนีอื่น คือฤาษีที่ประกอบคุณคือความ เป็นผู้รู้เช่นท่าน ไม่มี. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตยา นี้ เป็นตติยาวิภัตติ
หน้า 607 ข้อ 81
ลงในอรรถปัญจมีวิภัตติ คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาโคปาลวิมาน ๗. กัณฐกวิมาน ว่าด้วยกัณฐกวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๘๑] พระจันทร์มีรอยรูปกระต่ายในเดือน เพ็ญ อันหมู่ดาวแวดล้อม เป็นอธิบดีของดาวทั้งหลาย ย่อมโคจรไปโดยรอบ ฉันใด ทิพยวิมานนี้ก็อุปมา ฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีในเทพบุรี เหมือนดวง อาทิตย์กำลังอุทัยฉะนั้น พื้นวิมานน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตร ไปด้วยแก้วไพฑูรย์ ทอง แก้วผลึก เงิน เพชร- ตาแมว แก้วมุกดา และแก้วทับทิม ปูลาดด้วยแก้ว ไพฑูรย์ ห้องรโหฐานงาม น่ารื่นรมย์ปราสาทของ ท่านอันบุญกรรมสร้างไว้อย่างดี สระโบกขรณีของ ท่านน่ารื่นรมย์ กว้างขวาง ประดับด้วยแก้วมณี มี น้ำใสสะอาด ลาดด้วยทรายทองดาดาษด้วยปทุมชาติ ต่าง ๆ รายรอบด้วยบัวขาว ยามลมรำเพยก็โชยกลิ่น หอมฟุ้งจรุงใจ สองข้างสระโบกขรณีของท่านนั่น มีพุ่มไม้สร้างไว้อย่างดี ประกอบด้วยไม้ดอกและไม่ ผลทั้งสองอย่าง อัปสรทั้งหลายแต่งองค์ด้วยสรรพา-
หน้า 608 ข้อ 81
ภรณ์ ประดับด้วยมาลัยพวงดอกไม้ต่าง ๆ พากันมา บำรุงบำเรอท้าวเทวราชผู้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ (พระแท่น) เท้าทองคำอ่อนนุ่ม ลาดด้วยผ้าโกเชาว์ ต่างก็รื่นรมย์ ท่านทำท้าวเทวราชผู้มีมหิทธิฤทธิ์นั้น ให้บันเทิงดังท้าววสวัตดีเทวราช ท่านพรั่งพร้อมด้วย ความยินดีในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี รื่นรมย์อยู่ด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และ บัณเฑาะว์ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ มีอย่างต่าง ๆ อันเป็นทิพย์ของท่านที่ท่านประสงค์ แล้ว น่ารื่นรมย์ใจ. ดูราเทพบุตร ท่านเป็นผู้มีรัศมีมาก รุ่งโรจน์ ยิ่งด้วยวรรณะอยู่ในวิมานอันประเสริฐนั้น ดังดวง อาทิตย์กำลังอุทัยฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งทานหรือศีล หรืออัญชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรดนอกข้อนั้นแก่อาตมาทีเถิด. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าคือกัณฐกอัศวราช สหชาตของพระ- โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ ราชธานี ของกษัตริย์แคว้นศากยะ ครั้งใดพระราชโอรสเสด็จ ออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อโพธิญาณตอนเที่ยงคืน พระ- องค์ใช้ฝ่าพระหัตถ์อันนุ่มและพระนขาที่แดงปลั่ง
หน้า 609 ข้อ 81
ค่อย ๆ ตบขาข้าพเจ้า และตรัสว่า พาไปสิสหาย เรา บรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ข้าม โอฆสงสาร เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น ได้มีความ ร่าเริงเป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานยินดีได้รับคำ ในครั้งนั้น ครั้นรู้ว่า พระศากโยรสผู้มียศใหญ่ ประทับนั่งเหนือหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีใจเบิก บานบันเทิง นำพระมหาบุรุษไปถึงแว่นแคว้นของ กษัตริย์เหล่าอื่น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษ นั้นมิได้ทรงอาลัย ละทิ้งข้าพเจ้าและฉันนอำมาตย์ไว้ เสด็จหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสอง ซึ่งมี พระนขาแดงของพระองค์ ร้องไห้แลดูพระมหาวีระ ผู้กำลังเสด็จไป เพราะไม่ได้เห็นพระศากโยรสผู้ทรง สิรินั้น ข้าพเจ้าป่วยหนักก็ตายอย่างฉับพลัน ด้วย อานุภาพแห่งบุญนั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่วิมาน ทิพย์นี้ ซึ่งประกอบด้วยกามคุณทุกอย่างในเทวนคร อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีความร่าเริงเพราะได้ฟัง เสียงเพื่อพระโพธิญาณว่าเราจักบรรลุความสิ้นอาสวะ ด้วยกุศลมูลนั่นเอง ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้า จะพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ศาสดาไซร้ ขอ พระคุณเจ้า จงกราบทูลถึงการถวายบังคมด้วยเศียร เกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าก็จัก ไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ การได้ เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก.
หน้า 610 ข้อ 81
พระสังคีติกาจารย์ได้แต่งคาถาไว้สองคาถาดังนี้ว่า กัณฐกเทพบุตรนั้น เป็นผู้กตัญญูกตเวที เข้าไป เฝ้าพระศาสดา ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้ามีจักษุ แล้ว ชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ ชำระทิฏฐิวิจิกิจฉา และศีลพตปรามาสให้บริสุทธิ์แล้ว ถวายบังคมพระ- ยุคลบาทของพระศาสดาแล้วหายไปในที่นั้นเอง. จบกัณฐกวิมานที่ ๗ อรรถกถากัณฐกวิมาน กัณฐกวิมาน มีคาถาว่า ปุณฺณมาเส ยถา จนฺโท เป็นต้น. กัณฐก- วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปในเทวโลก ไปสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ขณะนั้น กัณฐกเทพบุตรออกจากวิมานของตน ขึ้นยานทิพย์ ไปอุทยานด้วยเทพฤทธิ์อันยิ่งใหญ่พร้อมบริวารเป็นอันมาก เห็นท่าน พระมหาโมคคัลลานะเกิดความเคารพนับถือมาก รีบลงจากยานเข้าไปหา พระเถระ ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้วยืนประคองอัญชลีไว้เหนือเศียร ลำดับนั้น พระเถระได้ถามเทพบุตรนั้นถึงกรรมที่ตนกระทำ โดยมุ่ง ประกาศสมบัติที่ได้บรรลุว่า
หน้า 611 ข้อ 81
พระจันทร์มีรอยรูปกระต่ายในเดือนเพ็ญอันหมู่ ดาวแวดล้อม เป็นอธิบดีของหมู่ดาวทั้งหลาย ย่อม โคจรไปโดยรอบ ฉันใด ทิพยวิมานนี้ก็อุปมาฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ด้วยรัศมีในเทพบุรี เหมือนดวงอาทิตย์ กำลังอุทัยฉะนั้น พื้นวิมานน่ารื่นรมย์ใจ วิจิตรไป ด้วยแก้วไพฑูรย์ ทอง แก้วผลึก เงิน เพชรตาแมว แก้วมุกดา และแก้วทับทิม ปูลาดด้วยแก้วไพฑูรย์ ห้องรโหฐานงานน่ารื่นรมย์ ปราสาทของท่าน อัน บุญกรรมสร้างไว้อย่างดี สระโบกขรณีของท่านน่า รื่นรมย์กว้างขวาง ประดับด้วยแก้วมณีมีน้ำใสสะอาด ลาดด้วยทรายทองดาดาษด้วยปทุมชาติต่าง ๆ รายรอบ ด้วยบัวขาว ยามลมรำเพย ก็โชยกลิ่นหอมฟุ้งจรุงใจ สองข้างสระโบกขรณีของท่านนั้น มีพุ่มไม้สร้างไว้ อย่างดี ประกอบด้วยไม้ดอกและไม้ผลทั้งสองอย่าง อัปสรทั้งหลายแต่งองค์ด้วยสรรพาภรณ์ ประดับด้วย มาลัยทองดอกไม้ต่าง ๆ พากันมาบำรุงบำเรอท้าว เทวราชผู้ประทับนั่งเหนือบัลลังก์ [ พระแท่น ] เท้า ทองคำ อ่อนนุ่ม ลาดด้วยผ้าโกเชาว์อย่างดี ต่างก็รื่น รมย์ ท่านทำท้าวเทวราชผู้มีมหิทธิฤทธิ์นั้นให้บันเทิง ดังท้าววสวัตตีเทวราช ท่านพรั่งพร้อมด้วยความยินดี ในการฟ้อนรำ ขับร้อง และประโคมดนตรี รื่นรมย์ อยู่ด้วยกลอง สังข์ ตะโพน พิณ และบัณเฑาะว์
หน้า 612 ข้อ 81
รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะมีอย่างต่าง ๆ อันเป็นทิพย์ของท่านที่ท่านประสงค์แล้ว น่ารื่นรมย์ใจ. ดูก่อนเทพบุตร ท่านเป็นผู้มีรัศมีมาก รุ่งโรจน์ยิ่ง ด้วยวรรณะอยู่ในวิมานอันประเสริฐนั้น ดังดวงอาทิตย์ กำลังอุทัยฉะนั้น นี้เป็นผลแห่งทาน หรือศีล หรือ อัญชลีกรรมของท่าน ท่านถูกอาตมาถามแล้ว โปรด บอกข้อนั้นแก่อาตมาทีเถิด. เทพบุตรในดีใจ อันพระโมคคัลลานะถามแล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าคือกัณฐกอัศวราช สหชาตของพระ- โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ ราชธานี ของกษัตริย์แคว้นศากยะ ครั้งใดพระราชโอรสเสด็จ ออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อโพธิญาณตอนเที่ยงคืน พระองค์ใช้ฝ่าพระหัตถ์อันนุ่มและพระนขาที่แดงปลั่ง ค่อย ฯ ตบขาข้าพเจ้า และตรัสว่า พาเราไปเถิดเพื่อน เราบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดมแล้วจักยังโลกให้ ข้ามโอฆสงสาร [ห้วงน้ำใหญ่ คือสงสาร ]. เมื่อข้าพเจ้าฟังพระดำรัสนั้น ได้มีความร่าเริง เป็นอันมาก ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานยินดี ได้รบคำใน ครั้งนั้น ครั้นรู้ว่าพระศากโยรสผู้มียศใหญ่ประทับนั่ง เหนือหลังข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้ามีใจเบิกบานบันเทิง นำพระมหาบุรุษไปถึงแว่นแคว้นของกษัตริย์เหล่าอื่น
หน้า 613 ข้อ 81
เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาบุรุษนั้นมิได้ทรงอาลัย ละทิ้งข้าพเจ้าและฉันนอำมาตย์ไว้ เสด็จหลีกไป ข้าพเจ้าได้เลียพระบาททั้งสองซึ่งมีพระนขาแดงของ พระองค์ ร้องไห้แลดูพระมหาวีระผู้กำลังเสด็จไป เพราะไม่ได้เห็นพระศากโยรสผู้ทรงสิรินั้น ข้าพเจ้า ป่วยหนัก ก็ตายอย่างฉับพลัน ด้วยอานุภาพแห่งบุญ นั้นแหละ ข้าพเจ้าจึงมาอยู่วิมานทิพย์นี้ ซึ่งประกอบ ด้วยกามคุณทุกอย่างในเทวนคร. อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าได้มีความร่าเริงเพราะ ได้ฟังเสียงเพื่อพระโพธิญาณ ว่าเราจักบรรลุความ สิ้นอาสวะ ด้วยกุศลมูลนั้นเอง ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าพระคุณเจ้าจะพึงไปในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ ศาสดาไซร้ ขอพระคุณเจ้าจงกราบทูลถึงการถวาย บังคมด้วยเศียรเกล้ากะพระองค์ตามคำของข้าพเจ้า แม้ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบ มิได้ การได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่หาได้ยาก. กัณฐกเทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวถึงกรรมที่ตนกระทำแล้ว เรื่องย่อมีว่า เทพบุตรนี้ คือกัณฐกอัศวราช ผู้เป็นสหชาต [เกิดพร้อม] กับพระ- โพธิสัตว์ของพวกเราในอัตภาพติดต่อกัน อัศวราชนั้นให้พระโพธิสัตว์ ประทับบนหลัง ในสมัยเสด็จมหาภิเนษกรมณ์พาพระมหาบุรุษล่วงเลย ราชอาณาจักรทั้งสาม ให้ถึงฝั่งอโนมานที โดยราตรีนั้นยังไม่สิ้นเลย
หน้า 614 ข้อ 81
ลำดับนั้น อัศวราชนั้น เมื่อพระอาทิตย์ขึ้น พระมหาสัตว์ทรงรับบาตร และจีวรที่ฆฏิการมหาพรหมน้อมถวาย ทรงผนวชแล้วปล่อยให้กลับกบิล- พัสดุ์พร้อมกับฉันนอำมาตย์ ใช้ลิ้นของตนเลียพระยุคลบาทของพระ- มหาบุรุษ ด้วยหัวใจที่หนักด้วยความรัก ลืมตาทั้งสองซึ่งมีประสาทเป็นที่ พอใจ แลดูชั่วทัศนวิสัยที่จะเห็นได้ แต่เมื่อพระโลกนาถ (ลับตา ) ไป แล้วมีใจเลื่อมใสว่า เราได้พาพระมหาบุรุษผู้เป็นนายกชั้นยอดของโลกชื่อ อย่างนี้ ร่างกายของเรามีประโยชน์หนอ อดกลั้นวิโยคทุกข์ไว้ไม่ได้ เพราะอำนาจความรักที่เกาะเกี่ยวกันมาช้านาน ยังถูกธรรมดาเตือนด้วย อำนาจทิพยสมบัติที่น่ายกย่องอยู่อีก ก็ทำกาละตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์. คำว่า ปุณฺณมาเส ยถา จนฺโท ฯ เป ฯ อหํ กปิลวตฺถุสฺมึ เป็นต้น ท่านกล่าวหมายถึงเทพบุตรนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺณมาเส แปลว่า ในดิถีเดือนเพ็ญ คือในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ. บทว่า ตารกาธิปตี แปลว่า เป็นอธิบดีใหญ่ยิ่ง ของดาวทั้งหลาย. บทว่า สสี แปลว่า มีตรากระต่าย บางท่านกล่าวว่า ปรากฏเป็นใหญ่ในหมู่ดาว นิทเทสชี้แจงไม่ประกอบวิภัตติของท่านเหล่า นั้นว่า ตารกาธิปา พึงประกอบความว่า เป็นใหญ่ของดาวทั้งหลาย ปรากฏและหมุนเวียนไป. บทว่า ทิพฺพํ เทวปุรมฺหิ จ ความว่า เป็นทิพย์แม้ในเทพบุรี เทพบุรีสูงสุดกว่าที่อยู่ของมนุษย์ทั้งหลายฉันใด แม้เทพบุตรก็แสดงว่า วิมานของท่านนี้สูงสุดฉันนั้น ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อติโรจติ วณฺเณน อุทยนฺโตว รํสิมา เหมือนดวงอาทิตย์กำลังอุทัย อธิบายว่า เหมือนพระอาทิตย์กำลังขึ้น.
หน้า 615 ข้อ 81
บทว่า เวฬุริยสุวณฺณสฺส ประกอบความด้วยคำที่เหลือว่า วิมาน นี้สร้างด้วยแก้วไพฑูรย์และทอง ดังนี้. บทว่า ผลิกา แปลว่า แก้วผลึก. บทว่า โปกฺขรณี แปลว่า สระโบกขรณี. บทว่า ตสฺสา แปลว่า ของสระโบกขรณีนั้น ด้วยบทว่า วนคุมฺพา ท่านกล่าวหมายกอไม้ที่มีดอกงามในสวน. บทว่า เทวราชํ ว ได้แก่ เหมือนท้าวสักกะ. บทว่า อุปติฏฺนฺติ ได้แก่ กระทำการบำรุงบำเรอ. บทว่า สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา ความว่า ปกปิดด้วยเครื่องประดับ ของสตรีทุกอย่าง อธิบายว่า แต่งสรีระโดยประการทั้งปวง. บทว่า วสวตฺตี วา ได้แก่ เหมือนท้าววสวัตดีเทวราช. บทว่า เภริสงฺข- มุทิงฺคาหิ ท่านกล่าวผิดลิงค์ [ ทางไวยากรณ์ ] ประกอบความว่า ด้วย กลอง ด้วยสังข์ และด้วยตะโพนทั้งหลาย. บทว่า รติสมฺปนฺโน ความ ว่า พรั่งพร้อมด้วยความยินดีอันเป็นทิพย์. บทว่า นจฺจคีเต สุวาทิเต ได้แก่ ในการฟ้อนรำด้วย ในการขับร้องด้วย ในการประโคมดนตรีที่ ไพเราะด้วย คือ เพราะการฟ้อนรำด้วย เพราะการขับร้องด้วย เพราะ การประโคมดนตรีที่ไพเราะด้วย เป็นเหตุ ด้วยว่า บทนี้เป็นสัตตมี วิภัตติใช้ในอรรถนิมิตสัตตมี [ ว่าเพราะ ] อีกอย่างหนึ่ง พึงประกอบ คำพิเศษว่า ที่ให้เป็นไปแล้ว. บทว่า ทิพฺพา เต วิวิธา รูปา พึงนำบทกิริยานาประกอบว่า รูปที่พึงรู้ได้ด้วยจักษุมีประการต่าง ๆ ซึ่งเกี่ยวกับเทวโลก ที่ท่าน ประสงค์แล้ว คือ ตามที่ประสงค์รื่นรมย์ มีอยู่. แม้ในบทว่า ทิพฺพา สทฺทา เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า อหํ ในบาทคาถาว่า กณฺโก สหโช อหํ นี้เป็นเพียง
หน้า 616 ข้อ 81
นิบาต บางท่านกล่าวว่า อหุํ ความว่า กัณฐกอัศวราชได้เป็นสหชาติ เพราะเกิดในวันเดียวกันกับพระมหาสัตว์ทีเดียว. บทว่า อฑฺฒรตฺตายํ แปลว่า เที่ยงคืน ความว่า เวลามัชฌิมยาม ม อักษร บทว่า โพธายมภินิกฺขมิ ทำหน้าที่เชื่อมบท ความว่า เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์เพื่อพระอภิสัมโพธิญาณ ท่านกล่าวความมี พระหัตถ์อ่อนนุ่มซึ่งเป็นลักษณะของพระมหาบุรุษ ด้วยบทว่า มุทูหิ ปาณิหิ. บทว่า ชาลิตมฺพนเขหิ ได้แก่ พระนขาแดงงามรุ่งเรือง ด้วย บทนั้น ท่านแสดงลักษณะของพระมหาบุรุษ คือ ความมีพระหัตถ์รุ่งเรือง และแสดงอนุพยัญชนะ คือ ความมีพระนขาแดง. แข้ง ชื่อว่า สัตถิ แต่ในที่นี้ ขาซึ่งมีที่ตั้งอยู่ใกล้แข้ง ท่านเรียก ว่า สัตถิ. บทว่า อาโกฏยิตฺวาน แปลว่า ตบ [ ปรบ ]. บทว่า วห สมฺมาติ จพฺรวิ ความว่า ก็พระมหาสัตว์ตรัสว่า สหายกัณฐกะ ท่าน จงพาเราไปในวันนี้ราตรีเดียว ท่านจงเป็นพาหะของเรา ก็เมื่อตรัสถึง ประโยชน์ในการนำไปซึ่งพระมหาสัตว์ทรงแสดงในคราวนั้น ได้ตรัสว่า เราบรรลุพระสัมโพธิญาณอันอุดมแล้ว จักยังโลกให้ข้ามโอฆสงสาร ห้วงน้ำใหญ่ คือสงสาร ดังนี้ แต่เมื่อจะตรัสที่พระมหาสัตว์ทรงแสดงไว้ ในครั้งนั้น จึงตรัสว่า อหํ โลกํ คารยิสฺสํ สมฺโพธิมุตฺตมํ เราบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดแล้ว จักยังโลกให้ข้ามโอฆสงสาร ด้วย เหตุนั้น จึงทรงแสดงความที่ถึงประโยชน์ในการพาไป ประโยชน์ในการ ไปยอดเยี่ยมว่า เราบรรลุคือสำเร็จพระอนุตรสมมาสัมโพธิญาณอันอุดม แล้ว จักยังโลกพร้อมทั้งเทวโลกให้ข้ามพ้นจากโอฆสงสารห้วงน้ำใหญ่ คือสงสาร ฉะนั้น ท่านไม่พึงคิดว่าการไปนี้มีประโยชน์อะไร.
หน้า 617 ข้อ 81
บทว่า หาโส ได้แก่ ความยินดี. บทว่า วิปุโล ได้แก่ โอฬาร มาก. บทว่า อภิสีสึ ได้แก่ หวัง คือปรารถนา รับ [คำ]. บทว่า อภิรุฬฺหญฺจ มํ ตฺวา สกฺยปุตฺตํ มหายสํ ความว่า รู้ว่าพระมหา- สัตว์เป็นพระโอรสศากยราช มีพระยศไพบูลย์แผ่ไปแล้ว ประทับนั่งขี่เรา. บทว่า วหิสฺสํ แปลว่า พาไป คือนำไป. บทว่า ปเรสํ ได้แก่พระราชาอื่น ๆ. บทว่า วิชิตํ ได้แก่ ประเทศ คือราชอาณาเขตของพระราชาอื่น. บทว่า โอหาย ได้แก่ สละแล้ว. บทว่า อปกฺกมิ ได้แก่ เริ่มหลีกไป บางท่านกล่าวว่า ปริพฺพชิ บวช ดังนี้ก็มี. บทว่า ปริเลหึ ได้แก่ เลียโดยรอบ บทว่า อุทิกฺขิสํ แปลว่า แลดูแล้ว. บทว่า ครุกาพาธํ ได้แก่ ป่วยหนัก คือมาก อธิบายว่า ทุกข์ ถึงตาย ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า ขิปฺปํ เม มรณํ อหุ ข้าพเจ้าก็ได้ตายอย่างฉับพลัน ด้วยว่ากัณฐกอัศวราชนั้น มีความภักดี มั่นคงกับพระมหาสัตว์มาหลาบชาติ จึงมิอาจอดกลั้นวิโยคทุกข์ไว้ได้ และ พอได้ยินว่า ออกบวชเพื่อบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็เกิดปีติโสมนัส อย่างยิ่งปราศจากอามิส ดังนั้น พอตายจึงบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และทิพยสมบัติได้ปรากฏแก่เขาเป็นอันมาก เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ตสฺเสว อานุภาเวน ด้วยอานุภาพแห่งบุญที่สำเร็จด้วยความเลื่อมใสอัน ถึงที่แล้ว บทว่า เทโว เทวปุรมฺหิว ความว่า เหมือนท้าวสักกเทวราช ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. บทว่า ยญฺจ เม อหุ วา หาโส สทฺทํ สุตฺวาน โพธิยา ความว่า ข้าพเจ้ามีความร่าเริงในคราวนั้น เพราะได้ยินเสียงว่า โพธิ
หน้า 618 ข้อ 81
เข้าก่อน ในบทว่า ปตฺโต สมฺโพธิมุตฺตมํ ได้บรรลุพระสัมโพธิญาณ อันอุดม ดังนี้ ความเกิดแห่งความร่าเริง ชื่อว่าความยินดี. บทว่า เตเนว กุสลมูเลน ได้แก่ ด้วยพืชคือกุศลนั่นเอง. บทว่า ผุสิสฺสํ แปลว่า จักถูกต้อง คือถึง ( สำเร็จ ). เทพบุตรกล่าวถึงกุศลกรรมของตน ซึ่งเป็นเหตุแห่งภวสมบัติส่วน อนาคตตามที่ได้บรรลุแล้วอย่างนี้ บัดนี้ ถึงตนเองประสงค์จะไปเฝ้าพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ก็ฝากการไหว้พระศาสดาไปกับพระเถระ จึงกล่าวคาถา ว่า สเจ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ คจฺเฉยฺยาสิ แปลว่า ถ้าท่านจักไป บางท่านกล่าวว่า สเจ คจฺฉสิ ถ้าท่านจะไป เนื้อความอย่างนั้นแล. บทว่า มมาปิ นํ วจเนน ความว่า มิใช่ตาม สภาพของท่านอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้จงกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าตาม คำแม้ของข้าพเจ้า. บทว่า วชฺชาสิ แปลว่า พึงกราบทูล ประกอบ ความว่า พึงกราบทูลถึงการถวายบังคมด้วยเศียรเกล้าแม้ของข้าพเจ้า. เมื่อเทพบุตรแสดงว่า แม้ถึงข้าพเจ้าจะฝากการถวายบังคมไปใน บัดนี้ ครั้นฝากไปแล้ว ข้าพเจ้าก็จะไม่เฉยอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวว่า แม้ ข้าพเจ้าก็จักไปเฝ้าพระชินเจ้าผู้หาบุคคลอื่นเปรียบมิได้ อนึ่ง เพื่อแสดง เหตุในการไปให้สำคัญยิ่งขึ้น จึงกล่าวว่า การได้เห็นพระโลกนาถผู้คงที่ หาได้ยาก. พระสังคีติกาจารย์ได้แต่งคาถาไว้สองคาถาดังนี้ว่า กัณฐกเทพบุตรนั้น เป็นผู้กตัญญูกตเวที เข้าไป เฝ้าพระศาสดา ฟังพระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้มี จักษุแล้ว ชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ ชำระทิฏฐิ
หน้า 619 ข้อ 82
วิจิกิจฉาและศีลพตปรามาสให้บริสุทธิ์แล้ว ถวาย บังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้วหายไปในที่ นั้นเอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวา คิรํ จกฺขุมโต ความว่า ฟังพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕. บทว่า ธมฺมจกฺขุํ ได้แก่ โสดาปัตติมรรค. บทว่า วิโสธยิ แปลว่า บรรลุ ความจริง การชำระธรรมจักษุให้บริสุทธิ์ คือการบรรลุนั่นเอง. บทว่า วิโสธยิตฺวา ทิฏฺิคตํ ได้แก่ถอนทิฏฐิ. บทว่า วิจิกิจฺฉํ วตานิ จ ประกอบความว่า ยังวิจิกิจฉาที่มีวัตถุ ๑๖ และมีวัตถุ ๘ และยังศีลพตปรามาสที่เป็นไปว่า คนจะบริสุทธิ์ได้ด้วยศีลพรตดังนี้ ให้ บริสุทธิ์ ก็ปรามาสที่เป็นไปอย่างนั้น พร้อมด้วยปริยายทั้งหลาย ท่าน กล่าวว่า วตานิ พรต ในคาถานั้น คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถากัณฐกวิมาน ๘. อเนกวัณณวิมาน ว่าด้วยเอนกวัณณวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๘๒] ท่านอันหมู่อัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมาน อันมีวรรณะมิใช่น้อย เป็นที่ระงับความกระวนกระวาย และความโศก วิจิตรมาก บันเทิงอยู่ ดุจท้าว
หน้า 620 ข้อ 82
สุนิมมิตเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในเทวดา ไม่มีใคร เสมอเหมือน จะมีใครที่ไหนยิ่งกว่าท่านทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์ หมู่ทวยเทพชั้นไตรทศ ทั้งหมด ชุมนุมกันไหว้ท่าน ดุจเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย ไหว้พระจันทร์ฉะนั้น และเทพอัปสร เหล่านี้ ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง บันเทิงอยู่รอบ ๆ ท่าน ท่านเป็นผู้บรรลุเทวฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิด เป็นมนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถาม แล้ว ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้เป็น สาวกของพระชินพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ข้าพ- เจ้าเป็นปุถุชน ยังมิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา เมื่อพระสุเมธชินพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้ข้ามโอฆะได้ แล้วเป็นผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้นได้ ไหว้รัตนเจดีย์ที่คลุมด้วยข่ายทอง ทำใจให้เลื่อมใส ในพระสถูป ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน เพราะไม่มีวัตถุ ทานที่จะให้ แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่น ๆ ให้ให้ ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของพระ- พุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้นเถิด ได้ยินว่า ท่านทั้งหลาย
หน้า 621 ข้อ 82
ละอัตภาพนี้แล้ว จักไปสวรรค์ด้วยอาการอย่างนี้ ข้าพเจ้าได้ทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล จึงได้เสวยสุข อันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่ในท่ามกลางหมู่ เทพชั้นไตรทศ ทั้งข้าพเจ้าก็ยังไม่สิ้นบุญนั้น. จบอเนกวัณณวิมานที่ ๘ อรรถกถาอเนกวัณณวิมาน อเนกวัณณวิมาน มีคาถาว่า อเนกวณฺณํ ทรโสกนาสนํ เป็นต้น. อเนกวัณณวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวจาริกไปในเทวโลก ตามนัยที่ กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ครั้งนั้น เทพบุตรผู้มี รัศมีมิใช่น้อย เห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะนั้น เกิดความเคารพนับถือ มาก เข้าไปหาแล้วยืนประคองอัญชลีอยู่ พระเถระถามถึงกรรมที่เทพบุตร กระทำ ด้วยมุข คือ มุ่งประกาศสมบัติที่ได้แล้วว่า ท่านอันหมู่อัปสรแวดล้อม ขึ้นวิมานอันมี วรรณะมิใช่น้อย เป็นที่ระงับความกระวนกระวาย และความโศก วิจิตรมาก บันเทิงอยู่ ดุจท้าว สุนิมมิตเทวราช ผู้เป็นใหญ่ในเทวดา ไม่มีใคร
หน้า 622 ข้อ 82
เสมอเหมือน จะมีใครที่ไหนที่ยิ่งกว่าท่านทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์ หมู่ทวยเทพชั้นไตรทศ ทั้งหลาย ชุมนุมกันก็ไหว้ท่าน ดุจเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายไหว้พระจันทร์ฉะนั้น และเทพอัปสรเหล่า นี้ ก็ฟ้อนรำ ขับร้อง บันเทิงอยู่รอบ ๆ ท่าน ท่าน เป็นผู้บรรลุเทพฤทธิ์ มีอานุภาพมาก ครั้งเกิดเป็น มนุษย์ ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของท่าน จึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เพื่อแสดงกรรมนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เทพบุตรนั้นถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ดีใจ ก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้. เทพบุตรแม้นั้นได้กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนข้างเจ้าได้เป็น สาวกของพระชินพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ ข้าพ- เจ้าเป็นปุถุชนยังมิได้ตรัสรู้ บวชอยู่ ๗ พรรษา เมื่อพระสุเมธชินพุทธเจ้าผู้ศาสดา ผู้ข้ามโอฆะได้ แล้ว เป็นผู้คงที่ เสด็จปรินิพพานแล้ว ข้าพเจ้านั้น ได้ไหว้รัตนเจดีย์ที่คลุมด้วยข่ายทอง ทำใจให้ เลื่อมใสในพระสถูป ข้าพเจ้ามิได้ให้ทาน เพราะ ไม่มีวัตถุทานที่จะให้ แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนคนอื่น ๆ
หน้า 623 ข้อ 82
ให้ให้ทานนั้นว่า ท่านทั้งหลายจงบูชาพระธาตุของ พระพุทธเจ้าผู้ควรบูชานั้นเถิด ได้ยินว่า ท่าน ทั้งหลายละอัตภาพนี้แล้ว จักไปสวรรค์ด้วยอาการ อย่างนี้ ข้าพเจ้าได้กระทำกุศลกรรมอย่างนั้นแล จึงได้เสวยสุขอันเป็นทิพย์ด้วยตน และบันเทิงอยู่ ในท่ามกลางหมู่เทพชั้นไตรทศ ทั้งข้าพเจ้าก็ยังไม่ สิ้นบุญนั้น. เล่ากันมาว่า นับจากนี้ถอยหลังไปสามหมื่นกัป พระสัมมาสัม- พุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงทำโลกนี้กับเทวโลก ให้สว่างเป็นอย่างเดียวกัน ทรงบำเพ็ญพุทธกิจแล้วเสด็จปรินิพพาน เมื่อ มนุษย์ทั้งหลายเก็บพระบรมธาตุของพระผู้มีพระภาคเจ้าสร้างรัตนเจดีย์ บุรุษคนหนึ่งบวชในศาสนาของพระศาสดา ประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ๗ พรรษา มีความรำคาญเพราะจิตไม่ตั้งมั่นจึงสึก ครั้นสึกแล้ว โดยที่ เป็นผู้มีความสังเวชมากและมีฉันทะในธรรม จึงทำการปัดกวาดและดูแล ของใช้เป็นต้นที่ลานพระเจดีย์ รักษานิจศีลและอุโบสถศีล ฟังธรรม และเที่ยวชักชวนคนอื่น ๆ ให้ทำบุญ เขาทำกาละตายในเมื่อสิ้นอายุ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เพราะความยิ่งใหญ่แห่งบุญกรรม เขาเป็น เทพบุตรมีศักดิ์ใหญ่ มีอานุภาพมาก เป็นผู้ที่เทวดาทั้งหลายมีท้าวสักกะ เป็นต้น สักการบูชา ดำรงอยู่ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์นั้นชั่วอายุ จุติจาก ดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ด้วยเศษวิบากแห่งกรรม
หน้า 624 ข้อ 82
นั้นแหละ เทวดาทั้งหลายรู้จักเทพนั้นว่าเป็นผู้มีวรรณะมิใช่น้อย หมาย เอาเทพบุตรองค์นั้น มหาสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า อถ นํ อเนกวณฺโถ เทวปุตฺโต ฯ เป ฯ น ตสฺส ปุญฺสฺส ขยมฺปิ อชฺฌคนฺติ กเถสิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกวณฺณํ ความว่า มีวรรณะ หลายอย่าง เพราะมีสีหลายอย่างมีสีเขียวและสีเหลีองเป็นต้น และเพราะ วิมานติด ๆ กันเป็นต้น มีสัณฐานหลายอย่าง. บทว่า ทรโสกนาสนํ ความว่า ชื่อว่าเป็นที่ระงับความกระวนกระวายและความโศก เพราะ บรรเทาความกระวนกระวายและความเร่าร้อนเพราะเป็นวิมานที่เยือกเย็น และเพราะไม่เป็นโอกาสแห่งความโศกเพราะเป็นวิมานที่น่าปลื้มใจ เพราะ เป็นวินานที่น่าชม. บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ มีรูปวิจิตรหลายอย่าง. บทว่า สุนิมฺมิโต ภูตปตีว ความว่า ท่านแม้เป็นหมู่เทพชั้นดาวดึงส์ ก็บันเทิง ยินดี รื่นรมย์ยิ่งเหมือนท้าวสุนิมมิตเทวราช เพราะเป็นผู้มี ทิพยสมบัติอย่างโอฬาร. บทว่า สมสฺสโม ได้แก่ ผู้เสมอเหมือนนั่นเอง พูดตรง ๆ ก็ คือ ไม่มีเทพที่เหมือนท่าน. จะมีใครที่ไหน คือด้วยเหตุไร ที่เหนือกว่า คือยิ่งกว่าเล่า เพื่อจะเฉลยปัญหาว่า เสมอยิ่งกว่าทางไหน ท่านจึงกล่าว ว่า ยเสน ปุญฺเน จ อิทฺธิยา จ ทางยศ ทางบุญ และทางฤทธิ์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยเสน ได้แก่ บริวารยศ. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ อานุภาพ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ อิสริยยศ ความเป็นใหญ่. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ เทวฤทธิ์ ฤทธิ์ของ เทวดา อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ ความสมบูรณ์แห่งสมบัติ.
หน้า 625 ข้อ 82
บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ความสำเร็จแห่งกามคุณตามที่ต้องการ. อีกอย่าง หนึ่ง บทว่า ยเสน ได้แก่ เกียรติยศ ชื่อเสียง ที่งาม. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ความสำเร็จพร้อม. บทว่า ปุญฺเน ได้แก่ ผลบุญที่เหลือลง ซึ่งกล่าวไว้ในที่นั้น ๆ หรือบุญกรรมนั่นเอง. บทว่า สพฺเพ จ เทวา ท่านกล่าวทำเนื้อความที่ถือตามสามัญ ให้วิเศษด้วยบทนี้ว่า ติทสคณา. เทวดาทั้งหลายเมื่อจะกระทำความเคารพ เฉพาะตนแก่ท่านที่ควรเคารพ บางท่าน ย่อมไม่กระทำทั้งที่กำลังบันเทิง กัน สำหรับเทพบุตรนี้ ไม่อย่างนั้น ที่ท่านกล่าวว่า สเมจฺจ ชุมนุมกัน เพื่อแสดงว่า เทวดาทั้งหลายแม้กำลังบันเทิงกัน ก็กระทำความเคารพแก่ เทพบุตรนี้โดยแท้. บทว่า ตํ ตํ คือ ตํ ตฺวํ ท่านนั้น. บทว่า สสึว เทวา ความว่า มนุษย์และเทวดาทั้งหลายเกิดอาทร เอื้อเฟื้อขึ้นมาก็นอบน้อมสสิสิ่งที่มีตรากระต่าย คือพระจันทร์ที่ปรากฏ ในวันเพ็ญและวันแรมหนึ่งค่ำ ฉันใด หมู่เทพชั้นไตรทศแม้ทั้งหมด ย่อม นอบน้อมท่านนั้น ก็ฉันนั้น เทพบุตรเรียกพระเถระด้วยความเคารพนับ ถือมากว่า ภทนฺเต. บทว่า อหุวาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า ปุพฺเพ ได้แก่ ในชาติก่อน. บทว่า สุเมธนามสฺส ชินสฺส สาวโก ความว่า เป็นสาวกเพราะบวชในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระ- นามปรากฏอย่างนี้ว่า สุเมธ. บทว่า ปุถุชฺชโน ได้แก่ ไม่ใช่พระอริยะ ชื่อว่ายังมิได้ตรัสรู้ เพราะไม่มีแม้เพียงการตรัสรู้สัจจะทั้งหลายแม้ในศาสนา นั้น. บทว่า โส สตฺต วสฺสานิ ปริพฺพชิสฺสหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้น เที่ยวไปโดยเพียงคุณคือบวช ๗ ปี อธิบายว่า ไม่ได้บรรลุอุตริมนุส- ธรรม คุณอันยิ่งของมนุษย์.
หน้า 626 ข้อ 82
บทว่า รตนุจฺจยํ ได้แก่ รัตนเจดีย์ที่ยกขึ้นซึ่งสร้างด้วยรัตนะมี แก้วและทองเป็นต้น. บทว่า เหมชาเลน ฉนฺนํ ความว่า คลุมด้วย ข่ายทองทั้งรอบข้างและชั้นบน. บทว่า วนฺหิตฺวา ความว่า กระทำการ นอบน้อมในที่นั้นๆ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์. บทว่า ถูปสฺมึ มนํ ปสาทยึ ความว่า ข้าพเจ้ายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปว่า นี้เป็นพระสถูปบรรจุ พระธาตุ ซึ่งเป็นที่ตั้งมั่นแห่งคุณของพระสัพพัญญูหนอ. บทว่า น มาสิ ทานํ ความว่า มิได้มีทานที่ข้าพเจ้ากระทำเลย เพราะเหตุไร เพราะไม่มีวัตถุที่จะถวาย. บทว่า น จ มตฺถิ ทาตุํ ความว่า วัตถุทานที่กำหนดไว้ ของข้าพเจ้าไม่มีที่จะให้ คือสิ่งของที่ควร จะให้อะไร ๆ ไม่มี แต่ข้าพเจ้าได้ชักชวนสัตว์อื่น ๆ ในการให้ทานนั้น บางท่านกล่าวว่า ปเรสญฺจ ตตฺถ สมาทเปสึ ได้ชักชวนคนอื่น ๆ ใน การให้ทานนั้น ดังนี้ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเรสํ พึงทราบว่า เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถทุติยาวิภัตติ. บทว่า ปูเชถ นํ เป็นต้น เป็นบท แสดงอาการชักชวน ประกอบความว่า ซึ่งพระธาตุนั้น กิร ศัพท์ ใน บทว่า เอวํ กิร มีอรรถความว่าฟังตาม ๆ กันมา ด้วยบทว่า น ตสฺส ปุญฺสฺส ขยมฺปิ อชฺฌคํ เทพบุตรแสดงว่า ข้าพเจ้าไม่ถึงความหมด สิ้นแห่งบุญนั้น คือบุญกรรมที่กระทำอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สุเมธในครั้งนั้น ข้าพเจ้ายังเสวยเศษวิบากแห่งกรรมนั้นแหละ ดังนี้ ข้อใด มิได้กล่าวไว้ในที่นี้ ข้อนั้น พึงทราบว่า เข้าใจง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัย ดังกล่าวมาแล้วในหนหลัง. จบอรรถกถาอเนกวัณณวิมาน
หน้า 627 ข้อ 83
๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน ว่าด้วยมัฏฐกุณฑลีวิมาน พราหมณ์ ถามเทพบุตรนั้นว่า [๘๓] เจ้าแต่งตัว มีตุ้มหูเกลี้ยง ทรงมาลัย ดอกไม้ ทาตัวด้วยจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญ อยู่ในกลางป่า เจ้าเป็นทุกข์หรือ. มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรตอบว่า เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่อง เกิดขึ้นแก่ ข้า ข้าหาคู่ล้อรถนั้นยังไม่ได้ ข้าจะสละชีวิตเพราะ ความทุกข์นั้น. พราหมณ์กล่าวว่า พ่อมาณพผู้เจริญ เจ้าอยากได้ล้อทองคำ แก้ว- มณี ทองแดง หรือเงิน ก็จงบอกแก่ข้า ข้าจะจัด คู้ล้อให้เจ้า. มาณพนั้นกล่าวตอบพราหมณ์นั้นว่า พระ- จันทร์พระอาทิตย์ทั้งสอง ย่อมปรากฏในท้องฟ้านั้น รถทองของข้า ย่อมงามด้วยคู้ล้อนั้น. พราหมณ์กล่าวว่า พ่อมาณพ เจ้าเป็นคนโง่ ที่มาปรารถนาสิ่งที่ ไม่ควรปรารถนา ข้าเข้าใจว่าเจ้าจักตาย ( เสียก่อน)
หน้า 628 ข้อ 83
จักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์แน่ ๆ. มาณพกล่าวว่า แม้การไปการมาของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ ยังเห็นกันอยู่ รัศมีของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ยัง เห็นกันอยู่ในวิถีทั้งสอง คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว ใคร ก็ไม่เห็น เราสองคนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ในที่นี้ ใคร โง่กว่ากัน. พราหมณ์กล่าวว่า พ่อมาณพ เจ้าพูดจริง เราสองคนที่ร้องไห้ คร่ำครวญอยู่ ข้านี้แหละเป็นคนโง่กว่า ปรารถนา คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้อยากได้ พระจันทร์ฉะนั้น เจ้ามารดาข้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับ ความกระวนกระวายทั้งหมดได้ เหมือนเอาน้ำรดไฟ ที่ราดเปรียงฉะนั้น เจ้าผู้ที่บรรเทาความโศกเศร้าถึง บุตรของข้าผู้เฝ้าแต่เศร้าโศก ชื่อว่าได้ถอนลูกศร คือความโศกที่เกาะหัวใจของข้าขึ้นได้แล้ว พ่อมาณพ ข้าเป็นผู้ที่เจ้าถอนลูกศร คือความโศกขึ้นให้แล้ว ก็ เป็นผู้ดับร้อน เย็นสนิท ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้อง ร้องให้ เพราะฟังเจ้า เจ้าเป็นเทวดา หรือเป็นคน- ธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะผู้ให้หานในชาติก่อน เจ้า
หน้า 629 ข้อ 83
เป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักเจ้าได้ อย่างไร. มาณพตอบว่า ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ ถึงบุตรคนใด ข้าคือบุตรคนนั้น ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ. พราหมณ์ถามว่า เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น เราก็มิได้เห็น เพราะ กรรมอะไร ท่านจึงไปเทวโลกได้. มาณพตอบว่า ข้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระ- ส่ายอยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศ- จากกิเลสธุลี ข้ามพ้นความสงสัย เสด็จไปดีแล้ว มีพระปัญญาไม่ทราม ข้านั้นมีใจเบิกบานเลื่อมใสได้ กระทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าทำกุศลกรรมนั้น จึง ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ. พราหมณ์กล่าวว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีหนอ อัญชลีกรรม มีผลเป็นได้ถึงเช่นนี้ แม้ข้าก็มีใจเบิกบาน มีจิต
หน้า 630 ข้อ 83
เลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะที่พึ่ง ในวันนี้นี่แหละ. มาณพกล่าวว่า ท่านจึงมีจิตเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้าพระธรรม และพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและด่าง พร้อย จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เสีย จงเว้นการ ถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ จงยินดีด้วยภรรยาของตน. พราหมณ์กล่าวว่า ข้าแต่เทวดาผู้น่าบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนา ประโยชน์ ปรารถนาเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะ ทำตามคำของท่าน ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า เถิด. ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้า และพระธรรมว่า เป็นสรณะที่พึ่งอันยอดเยี่ยม และข้าพเจ้าขอถึงพระ- สงฆ์สาวกของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนรเทพว่า เป็น สรณะที่พึ่ง. ข้าพเจ้างดเว้นจากการฆ่าสัตว์อย่างฉับพลัน งด การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ข้าพเจ้าไม่ดื่ม
หน้า 631 ข้อ 83
น้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ และเป็นผู้ยินดีด้วยภรรยา ของตน ดังนี้. จบมัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙ อรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน มัฏฐกุณฑลีวิมาน มีคาถาว่า อลงฺกโค มฏฺกุณฺฑลี เป็นต้น. มัฏฐกุณฑลีวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น พราหมณ์ชาวสาวัตถีคนหนึ่ง เป็นผู้มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นคนไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่ให้อะไรแก่ ใคร ๆ เพราะไม่ให้นั่นเอง เขาจึงเป็นที่รู้กันทั่วไปว่า อทินนปุพพกะ ไม่เคยให้ เขาไม่ต้องการเฝ้าพระตถาคต ไม่ต้องการแม้จะเห็นสาวกของ พระตถาคต เพราะความเป็นคนโลภโดยเป็นมิจฉาทิฏฐิ เขาสอนบุตรของ ตนชื่อมัฏฐกุณฑลีว่า ลูก เจ้าไม่พึงไปหา ไม่พึงเห็นพระสมณโคดมและ สาวกของพระองค์ แม้ตัวเขาเองก็ได้กระทำอย่างนั้น คราวนั้น บุตรของ เขาป่วย พราหมณ์ไม่ได้ทำยารักษา เพราะกลัวเปลืองทรัพย์ เมื่อโรค กำเริบขึ้นจึงเชิญหมอมาดู หมอทั้งหลายดูร่างกายของเขาแล้ว รู้ว่าเด็กนั้น รักษาไม่หายจึงหลีกไป พราหมณ์คิดว่า เมื่อลูกตายในเรือน นำออก ลำบาก จึงอุ้มบุตรให้นอนที่นอกซุ้มประตู. ณ ราตรีปัจจุสสมัยใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากพระมหา-
หน้า 632 ข้อ 83
กรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูโลก ทรงเห็นมัฏฐกุณฑลีมาณพหมดอายุ จะ ต้องตายในวันนั้นเอง และทรงเห็นโอกาสที่มาณพนั้นการทำกรรมอันเป็น ในเพื่อนรก มีพระพุทธดำริว่า ถ้าเราไปในที่นั้น มาณพนั้นจักทำจิตให้ เลื่อมใสเรา จักบังเกิดในเทวโลก จักเข้าไปหาบิดาที่ร้องไห้อยู่ในป่าช้า ให้บิดาสังเวช เมื่อเป็นเช่นนั้น ทั้งเขาและบิดาของเขาจักมาหาเรา หมู่ มหาชนจักประชุมกัน เมื่อเราแสดงธรรม จักมีการตรัสรู้ธรรมกันมากใน ที่นั้น ครั้นทรงทราบอย่างนี้แล้ว รุ่งเช้า ทรงนุ่งแล้วทรงถือบาตรและ จีวร เสด็จเข้าบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ประทับยืนเปล่งพระพุทธรังสีมี วรรณะ ๖ ใกล้เรือนบิดาของมาณพมัฏฐกุณฑลี มาณพเห็นพระฉัพพัณณ- รังสีเหล่านั้นคิดว่า นั่นอะไร เหลียวดูข้างโน้นข้างนี้ ได้เห็นพระผู้มี พระภาคเจ้าผู้ฝึกตนแล้ว คุ้มครองตนแล้ว มีพระอินทรีย์สงบโชติช่วงอยู่ ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ และด้วยพระเกตุมาลา อันมีรัศมีวาหนึ่ง ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพระพุทธสิริอันเปรียบมิได้ ด้วยพระ- พุทธานุภาพอันเป็นอจินไตย ครั้นเห็นแล้ว มาณพนั้นได้มีความคิดอย่าง นี้ว่า พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าเสด็จถึงที่นี้แล้วหนอ ซึ่งพระองค์มีรูปสมบัติ ที่จะงำแม้พระอาทิตย์ ด้วยพระเดชของพระองค์ งำพระจันทร์ ด้วยพระ- คุณที่น่ารัก งำสมณพราหมณ์ทั้งหมด ด้วยความเป็นผู้สงบระงับ อัน ความสงบระงับพึงมีในที่นี้นี่แหละ อัครบุคคลในโลกนี้ ก็เห็นจะผู้นี้นี่เอง และก็เสด็จถึงที่นี้ ก็เพื่อทรงอนุเคราะห์เราแน่แล้ว มาณพนั้นมีเรือนร่าง อันปีติที่มีพระพุทธคุณเป็นอารมณ์สัมผัสแล้วตลอดกาล เสวยปีติโสมนัส ไม่น้อย มีจิตเลื่อมใสนอนประคองอัญชลี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเขา แล้ว มีพระดำริว่า เพียงเท่านี้ก็พอที่มาณพนี้จะเข้าถึงสวรรค์ ดังนี้
หน้า 633 ข้อ 83
เสด็จหลีกไป. แม้มาณพนั้นไม่ละปีติโสมนัสนั้นเลย ทำกาละตายไปบังเกิดใน วิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ฝ่ายบิดาของเขา ให้ทำ สักการะสรีระแล้ว ในวันที่สองไปป่าช้าในเวลาเช้ามืด คร่ำครวญว่า โธ่ เอ๋ย มัฏฐกุณฑลี โธ่เอ๋ย มัฏฐกุณฑลี เดินพลางร้องไห้พลาง วนไป รอบ ๆ ป่าช้า. เทพบุตรตรวจดูความสมบูรณ์แห่งสมบัติของตน ทบทวนดูว่า เรา ทำกรรมอะไร จากไหนจึงมาที่นี้ ได้รู้อัตภาพก่อนของตน และเห็นความ เลื่อมใสแห่งจิตที่เป็นไปในพระผู้มีพระภาคเจ้า เพียงทำอัญชลีที่น่าจับใจ ในเวลาจะตายในอัตภาพนั้น เกิดความเลื่อมใสและความนับถือเป็นอัน มากในพระตถาคตอย่างดียิ่งว่า โอ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงมี อานุภาพมาก ใคร่ครวญดูว่า อทินนปุพพกพราหมณ์ทำอะไรหนอ เห็น มาร้องไห้อยู่ในป่าช้า จึงคิดว่า พราหมณ์นี้ เมื่อก่อน ไม่ทำแม้เพียงยา รักษาเรา มาบัดนี้ร้องไห้อยู่ในป่าช้า หาประโยชน์มิได้ เอาเถอะ เรา จักให้พราหมณ์นั้นสังเวชแล้วให้ดำรงอยู่ในกุศล ดังนี้แล้ว มาจากเทวโลก แปลงตัวเป็นมัฏฐกุณฑลีร้องไห้อยู่ ยืนประคองแขนคร่ำครวญอยู่ใกล้ ๆ บิดาว่า โอ้ พระจันทร์ โอ้ พระอาทิตย์ ครั้งนั้น พราหมณ์คิดว่า นี้ มัฏฐกุณฑลีมาแล้ว ได้กล่าวกะเขาด้วยคาถาว่า เจ้าแต่งตัว มีตุ้มหูเกลี้ยง ทรงมาลัยดอกไม้ ทาตัวด้วยจันทน์แดง ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ใน กลางป่า เจ้าเป็นทุกข์หรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกโต แปลว่า ประดับแล้ว.
หน้า 634 ข้อ 83
บทว่า มฏฺกุณฺฑลี ได้แก่ มีตุ้มหูที่ทำอย่างเกลี้ยง ๆ ไม่แสดงลาย ดอกไม้และเครือเถาเป็นต้น เพื่อไม่ครูดสีร่างกาย อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มฏฺกุณฺฑลี แปลว่า ตุ้มหูที่บริสุทธิ์ อธิบายว่า ตุ้มหูที่ต้มแล้วเช็ดล้าง ด้วยหญิงคุธรรมชาติ แล้วเช็ดด้วยขนสุกร. บทว่า มาลธารี ได้แก่ ทัดทรงมาลัยดอกไม้ อธิบายว่า ประดับมาลัยดอกไม้. บทว่า หริจนฺท- นุสฺสโท ความว่า เอาจันทน์แดงไล้ทาทั่วตัว. บทว่า กึ เป็นคำถาม. บทว่า ทิกฺขิโต แปลว่า ถึงความทุกข์ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กึ ทุกขิโต เป็นบทเดียวกัน ความว่า ถึงทุกข์ ด้วยความทุกข์อะไร. ลำดับนั้น เทพบุตรกล่าวกะพราหมณ์ว่า เรือนรถทำด้วยทองคำงามผุดผ่องเกิดขึ้นแก่ข้า ข้าหาคู่ล้อรถนั้นยังไม่ได้ ข้าจะสละชีวิตเพราะความ ทุกข์นั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะเทพบุตรนั้นว่า พ่อมาณพผู้เจริญ เจ้าอยากได้คู่ล้อทองคำ แก้วมณี ทองแดง หรือเงินก็จงบอกแก่ข้า ข้าจะจัด คู่ล้อให้เจ้า. มาณพได้ฟังดังนั้น คิดว่า พราหมณ์นี้ไม่ทำยารักษาลูก เห็นเรา คล้ายลูก ร้องไห้พูดว่า จะทำล้อรถทองเป็นต้นให้ ช่างเถอะ จำเราจัก ข่มเขา จึงกล่าวว่า ท่านจักทำคู่ล้อแก่ข้าใหญ่เท่าไร เมื่อพราหมณ์กล่าวว่า ให้เท่าที่เจ้าต้องการ จึงขอว่า ข้าต้องการพระจันทร์และพระอาทิตย์ ขอท่านจงให้พระจันทร์พระอาทิตย์แก่ข้าเถิด.
หน้า 635 ข้อ 83
มาณพนั้นกล่าวตอบพราหมณ์นั้นว่า พระจันทร์ พระอาทิตย์ทั้งสองย่อมปรากฏในท้องฟ้านั้น รถทอง ของข้า ย่อมงามด้วยคู่ล้อนั้น. ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะเทพบุตรว่า พ่อมาณพ เจ้าเป็นคนโง่ ที่มาปรารถนาสิ่งที่ ไม่ควรปรารถนา ข้าเข้าใจว่าเจ้าจักตาย [ เสียก่อน ] จักไม่ได้พระจันทร์และพระอาทิตย์แน่นอน. ลำดับนั้น มาณพกล่าวกะพราหมณ์ว่า คนที่ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่ง ปรากฏอยู่เป็นคนโง่ หรือว่าคนที่ร้องไห้เพื่อต้องการสิ่งที่ไม่ปรากฏอยู่ เป็นคนโง่ แล้วกล่าวว่า แม้การไปการมาของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ ยังเห็นกันอยู่ รัศมีของพระจันทร์พระอาทิตย์ ก็ยัง เห็นกันอยู่ในวิถีทั้งสอง คนที่ตายล่วงลับไปแล้ว ใคร ก็ไม่เห็น บรรดาเราสองคนที่ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ใน ที่นี้ ใครโง่กว่ากัน. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว กำหนดในใจว่า เจ้านี่พูดถูกจึงกล่าวว่า พ่อมาณพ ท่านพูดจริง บรรดาเราสองคนที่ ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ ข้านี่แหละเป็นคนโง่กว่า ปรารถนาบุตรที่ตายล่วงลับไปแล้ว เหมือนทารกร้องไห้ อยากได้พระจันทร์ฉะนั้น.
หน้า 636 ข้อ 83
หายโศกเศร้าเพราะถ้อยคำของมาณพนั้น เมื่อจะชมเชยมาณพ จึงกล่าว คาถาเหล่านี้ว่า เจ้ามารดาข้าผู้เร่าร้อนให้สงบ ดับความกระวน กระวายทั้งหมดได้ เหมือนเอาน้ำรดไฟที่ราดเปรียง ฉะนั้น เจ้าผู้ที่บรรเทาความโศกเศร้าถึงบุตรของข้าผู้ เฝ้าแต่เศร้าโศก ชื่อว่าได้ถอนลูกศรคือความโศกที่ เกาะหัวใจของข้าขึ้นได้แล้ว พ่อมาณพ ข้าเป็นผู้ที่ เจ้าถอนลูกศร คือความโศกขึ้นได้แล้ว ก็เป็นผู้ดับ ร้อน เย็นสนิท ไม่ต้องเศร้าโศก ไม่ต้องร้องให้ เพราะฟังเจ้า ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รถปญฺชโร ได้แก่ ตัวรถ. บทว่า น วินฺทามิ แปลว่า ย่อมไม่ได้. บทว่า ภทฺทมาณว เป็นคำร้องเรียก. บทว่า ปฏิปาทยามิ แปลว่า จะจัดให้ ประโยคสงค์ความว่า ท่านอย่าสละ ชีวิตเพราะไม่มีคู่ล้อ. บทว่า อุภเยตฺถ ทิสฺสเร ความว่า พระจันทร์ และพระอาทิตย์ แม้ทั้งสอง ยังเห็นกันได้ในท้องฟ้านี้ ย อักษรทำหน้าที่ เชื่อมบท อีกอย่างหนึ่ง แยกบทเป็น อุภเย เอตฺถ. บทว่า คมนาคมนํ ความว่า การไปและการมาของพระจันทร์และ พระอาทิตย์ ยังเห็นกันได้ โดยลงและขึ้นทุก ๆ วัน บาลีว่า คมโนคมนํ ก็มี ความว่าขึ้นและลง. บทว่า วณฺณธาตุ ได้แก่ แสงสว่างของวรรณะ ที่เหลือแต่ความเย็น เป็นแสงสว่างน่ารัก [ พระจันทร์ ] ที่เหลือแต่ความ ร้อน เป็นแสงสว่างที่กล้า [ พระอาทิตย์ ]. บทว่า อุภยตฺถ พึงประกอบ
หน้า 637 ข้อ 83
ความว่า รัศมีแม้ในพระจันทร์และพระอาทิตย์ทั้งสองก็ยังเห็นกันอยู่. บทว่า วิถิยา ได้แก่ ในวิถีที่เป็นไป หรือในวิถีมีนาควิถีเป็นต้น ใน ท้องฟ้า บาลีว่า อุภเยตฺถ ก็มีบ้าง แยกบทว่า อุภเย เอตฺถ. บทว่า พาลฺยตโร แปลว่า โง่กว่า คือโง่อย่างที่สุด. พราหมณ์ฟังคาถานี้แล้ว ก็พิจารณาดูว่า เราปรารถนาเรื่องที่ไม่น่า จะได้แล้วหนอ จึงถูกไฟคือความโศกเผาอยู่อย่างเดียว ทำไมเรายังจะต้อง การด้วยความพินาศและความทุกข์ซึ่งไร้ประโยชน์ ครั้งนั้น เทพบุตร คลายรูปมัฏฐกุณฑลีกลับเป็นรูปทิพย์ของตนอย่างเดิม แต่พราหมณ์ไม่ได้ ตรวจดูเทพบุตรนั้น พูดโดยใช้โวหารว่ามาณพอยู่อย่างเดิม กล่าวว่า สจฺจํ โข วเทสิ มาณว เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺทํ วิย ทารโก รุทํ ความว่า เหมือนทารกร้องไห้อยากได้พระจันทร์. บทว่า กาลกตาภิปตฺถยึ ความว่า ปรารถนาถึงคนที่ตายแล้ว บาลีว่า อภิปฺตฺถยํ ก็มี. บทว่า อาทิตฺตํ ได้แก่ เร่าร้อนด้วยไฟคือความโศก. บทว่า นิพฺพาปเย ทรํ ความว่า ดับความกระวนกระวาย คือความเร่าร้อน เพราะความโศก. บทว่า อพฺพุหิ แปลว่า ถอน คือยกขึ้น. ลำดับนั้น พราหมณ์บรรเทาความโศกได้แล้ว เห็นผู้ให้คำชี้แจง แก่ตน อยู่ในรูปเป็นเทวดา เมื่อจะถามว่า ท่านชื่ออะไร จึงกล่าวคาถาว่า ท่านเป็นเทวดา หรือเป็นคนธรรพ์ หรือเป็น ท้าวสักกะผู้ให้ทานในชาติก่อน ท่านเป็นใคร หรือ เป็นบุตรของใคร เราจะรู้จักท่านได้อย่างไร.
หน้า 638 ข้อ 83
เทพบุตรแม้นั้นก็ได้ชี้แจงตนแก่พราหมณ์นั้นว่า ท่านเผาบุตรที่ป่าช้าเองแล้ว คร่ำครวญร้องไห้ ถึงบุตรคนใด ข้าคือบุตรคนนั้น ทำกุศลกรรมแล้ว ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺจ กนฺทสิ ยญฺจ โรทสิ ความ ว่า ท่านร้องไห้ คือหลั่งน้ำตา ถึงมัฏฐกุณฑลีบุตรของท่านคนใด. ลำดับนั้น พราหมณ์กล่าวกะเทพบุตรนั้นว่า เมื่อท่านให้ทานน้อยหรือมากในเรือนของตน หรือรักษาอุโบสถกรรมเช่นนั้น พวกเราก็มิได้เห็น เพราะกรรมอะไร ท่านจึงไปเทวโลกได้. ในคาถานั้นประกอบความว่า หรืออุโบสถกรรมเช่นนั้น เราก็ ไม่เห็น. ลำดับนั้น มาณพกล่าวกะพราหมณ์ว่า ข้าป่วยเป็นไข้ได้รับทุกข์ มีกายกระสับกระส่าย อยู่ในที่อยู่ของตน ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจาก กิเลสธุลี ข้ามพ้นความสงสัย เสด็จไปดีแล้ว มี พระปัญญาไม่ทราม ข้านั้นมีใจเบิกบานเลื่อมใส ได้ กระทำอัญชลีแด่พระตถาคต ข้าทำกุศลธรรมนั้นจึง ถึงความเป็นสหายของทวยเทพชั้นไตรทศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาพาธิโก แปลว่า เพียบด้วยความ เจ็บป่วย. บทว่า ทุกฺขิโต ความว่า เกิดทุกข์เพราะความเป็นคนเจ็บป่วย
หน้า 639 ข้อ 83
นั้นแหละ. บทว่า คิลาโน ได้แก่ กำลังจับไข้. บทว่า อาตุรรูโป แปลว่า มีกายอันทุกขเวทนาเสียดแทง. บทว่า วิคตรชํ แปลว่า มีกิเลสดุจธุลี มีราคะเป็นต้นไปปราศแล้ว. บทว่า วิติณฺณกงฺขํ ความว่า ข้ามพ้นความ สงสัย เพราะถอนความสงสัยได้ทุกอย่าง. บทว่า อโนมปญฺํ ได้แก่ มีปัญญาบริบูรณ์ อธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู. บทว่า อกรึ แปลว่า ได้กระทำแล้ว. บทว่า ตาหํ ตัดบทเป็น ตํ อหํ. เมื่อมาณพกำลังกล่าวอยู่อย่างนี้นั่นแล ทั่วเรือนร่างของพราหมณ์ เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ เมื่อเขาจะประกาศปีตินั้น จึงกล่าวว่า น่าอัศจรรย์หนอ ไม่เคยมีหนอ อัญชลีกรรม มีผลเป็นได้ถึงเช่นนี้ แม้ข้าก็มีใจเบิกบาน มีจิต เลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะที่พึ่งใน วันนี้นี่แหละ. ในคาถานั้น ชื่อว่า อัจฉริยะ เพราะควรปรบมือ โดยที่เป็นไป ไม่บ่อยนัก ชื่อว่า อัพภูตะ เพราะไม่เคยมี พราหมณ์ครั้นแสดงความ ประหลาดใจด้วยบททั้งสองแล้วกล่าวว่า แม้ข้าก็มีใจเบิกบานมีจิตเลื่อมใส จึงขอถึงพระพุทธเจ้าว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ. ลำดับนั้น เทพบุตรเมื่อจะประกอบพราหมณ์นั้นไว้ในการถึงสรณะ และสมาทานศีล จึงกล่าวสองคาถาว่า ขอท่านจงมีจิตเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระ- ธรรมและพระสงฆ์ว่า เป็นสรณะที่พึ่งในวันนี้นี่แหละ อนึ่ง ท่านจงสมาทานสิกขาบท ๕ อย่าให้ขาดและ
หน้า 640 ข้อ 83
ด่างพร้อย จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์เสีย จงเว้น การถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก จงไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ จงยินดีด้วยภรรยาของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเถว ความว่า ท่านมีจิตเลื่อมใสถึง พระพุทธเจ้าว่าเป็นที่พึ่ง ว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสัมมาสัมพุทธะ ดังนี้ ฉันใด ท่านจงมีจิตเลื่อมใสถึงพระธรรมและพระสงฆ์ว่าเป็นที่พึ่ง ว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้ ฉันนั้นเหมือนกัน อีกอย่างหนึ่ง ท่านมีจิตเลื่อมใสถึงพระรัตนตรัยว่า เป็นที่พึ่ง ฉันใด ท่านมีจิตเลื่อมใสว่า นี้นำประโยชน์และความสุขมาทั้ง ในปัจจุบันและอนาคตโดยส่วนเดียว จงสมาทาน คือจงประพฤติถือมั่น ซึ่งศีลห้า อันเป็นบท คือเป็นส่วนแห่งสิกขาคืออธิศีลสิกขา หรือเป็น อุบายทางดำเนินถึงอธิจิตตสิกขา และอธิปัญญาสิกขา ไม่ให้ขาดและด่าง พร้อย เพราะไม่กำเริบและไม่เศร้าหมอง ฉันนั้นเหมือนกัน. พราหมณ์ถูกเทพบุตรประกอบไว้ในการถึงสรณะและการสมาทาน ศีลอย่างนี้แล้ว เมื่อจะรับคำของเทพบุตรนั้นด้วยเศียรเกล้า จึงกล่าวคาถา ว่า ข้าแต่เทวดาผู้น่าบูชา ท่านเป็นผู้ปรารถนา ประโยชน์ ปรารถนาเกื้อกูลแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะ ทำตามคำของท่าน ขอท่านจงเป็นอาจารย์ของข้าพเจ้า เถิด ดังนี้. เมื่อดำรงอยู่ในคำนั้น ได้กล่าวสองคาถาว่า
หน้า 641 ข้อ 83
ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าและพระธรรมว่าเป็น สรณะที่พึ่งอันยอดเยี่ยม และข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์ สาวกของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นนรเทพว่า เป็นสรณะ ที่พึ่ง. ข้าพเจ้างดเว้นจากการฆ่าสัตว์อย่างฉับพลัน งดการถือเอาสิ่งของที่เขามิได้ให้ในโลก ข้าพเจ้าไม่ ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ และเป็นผู้ยินดีด้วย ภรรยาของตน ดังนี้. แม้คำนั้น ก็รู้ง่ายเหมือนกัน. แต่นั้น เทพบุตรคิดว่า กิจที่ควรกระทำแก่พราหมณ์ เราก็กระทำ เสร็จแล้ว บัดนี้พราหมณ์คงจักเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าเองดังนี้แล้วได้ อันตรธานไป ณ ที่นั้นเอง แม้พราหมณ์ก็เกิดเลื่อมใสและนับถือมากใน พระผู้มีพระภาคเจ้า และถูกเทวดาเตือน จึงบ่ายหน้าไปวิหารด้วยหมายใจ จักเข้าเฝ้าพระสมณโคดม มหาชนเห็นดังนั้น คิดว่า พราหมณ์นี้ไม่เข้า เฝ้าพระตถาคตตลอดกาลเท่านี้ วันนี้เข้าเฝ้าเพราะโศกถึงบุตร จักมีพระ- ธรรมเทศนาเช่นไรหนอ จึงพากันติดตามพราหมณ์นั้นไป. พราหมณ์เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำปฏิสันถารแล้ว กราบทูล อย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระโคดม คนไม่ให้ทานอะไร ๆ หรือไม่รักษาศีล เพียงแต่เลื่อมใสในพระองค์อย่างเดียว จะบังเกิดในสวรรค์ได้หรือ พระผู้ มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ท่านพราหมณ์ เมื่อย้ำรุ่งวันนี้ มัฏฐกุณฑลี เทพบุตรได้บอกเหตุที่เข้าถึงเทวโลกของตน แก่ท่านแล้วมิใช่หรือ ขณะ
หน้า 642 ข้อ 84
นั้น มัฏฐกุณฑลีเทพบุตรมาปรากฏองค์พร้อมกับวิมาน ลงจากวิมาน ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ยืนประคองอัญชลีอยู่ ณ ที่สมควร แห่งหนึ่ง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถึงสุจริตที่เทพบุตรนั้นกระทำ แล้ว ในที่ประชุมนั้น ทรงทราบว่าที่ประชุมมีความสบายใจ จึงทรง แสดงสามุกกังสิกเทศนา ธรรมแบบยกขึ้นแสดงเอง.๑ จบเทศนา เทพบุตร พราหมณ์ และบริษัทที่ประชุมกัน รวมเป็น สัตว์แปดหมื่นสี่พันได้ตรัสรู้ธรรมแล. จบอรรถกถามัฏฐกุณฑลีวิมาน ๑๐. เสริสสกวิมาน ว่าด้วยเสริสสกวิมาน พระควัมปติเถระกล่าวว่า [๘๔] ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดา และของพวกพ่อค้าในทางทะเลทราย ที่ได้มาพบกัน ในเวลานั้น และฟังถ้อยคำที่เทวดาและพวกพ่อค้า โต้ตอบกันโดยประการใด ขอท่านทั้งปวงจงฟังคำนั้น ๑. สามุกฺกํสิกํ แปลตามอรรถกถาว่า พระธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นถือเอาเอง คือ ทรงเห็นด้วยพระสยัมภูญาณ (ตรัสรู้เอง) ได้แก่อริยสัจจเทศนา , ตามแบบเรียน แปลว่า ธรรมเทศนาที่พระพุทธเจ้าทรงยกขึ้นแสดงเอง คือ ไม่ต้องปรารภคำถามเป็นต้นของผู้ฟัง ได้แก่ เทศนาเรื่องอริยสัจ.
หน้า 643 ข้อ 84
โดยประการนั้นเถิด ยังมีพระยานามว่าปายาสิ มียศ ถึงความเป็นสหายของภุมเทวดา บันเทิงอยู่ใน วิมานของตน เป็นเทวดาได้มาสนทนากะพวกมนุษย์. เสริสสกเทพบุตรถามพวกพ่อค้าด้วยคาถาว่า ดูก่อนมนุษย์ทั้งหลาย พวกท่านกลัวทางคด เคี้ยว ใจเสียอยู่ในที่น่าสงสัยว่ามีภัยในป่า ในถิ่น อมนุษย์ ในทางกันดาร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดิน ไปได้แสนยาก กลางทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ ไม่มีผลไม้ ไม่มีเผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟในที่นี้ จะมี อาหารแต่ที่ไหน นอกจากฝุ่นและทรายที่แดดแผด เผาทั้งร้อนทั้งทารุณ เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็ก เผาไฟ หาความสุขมิได้ เทียบเท่านรก (ในปรโลก) เป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์หยาบช้ายุคโบราณ เป็น ภูมิประเทศเหมือนถูกสาปไว้ เออก็พวกท่านหวังอะไร เพราะเหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ตามกันเข้ามา ยังประเทศถิ่นนี้พร้อมกัน เพราะความโลภความกลัว หรือเพราะความหลง. พวกพ่อค้าตอบว่า พวกข้าพเจ้าเป็นนายกองเกวียนอยู่ในแคว้น มคธและแคว้นอังคะ บรรทุกสินค้ามามาก ต้องการ ทรัพย์ปรารถนากำไร จะพากันไปยังสินธุประเทศ
หน้า 644 ข้อ 84
และโสวีระประเทศเวลากลางวัน ข้าพเจ้าทุกคนทน ความระหายน้ำไม่ได้ ทั้งมุ่งหมายจะอนุเคราะห์ สัตว์พาหนะ รีบเดินทางมาในกลางคืน ซึ่งเป็นเวลา กาล ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลาดทาง ไปผิดทาง หลงทางไม่รู้ทิศ เดินเข้าไปในป่าที่ไปได้แสนยาก กลางทะเลทราย วุ่นวายเหมือนคนตาบอด ข้าแต่ ท่านเทวะผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอัน ประเสริฐ และตัวท่านนี้ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึง หวังจะรอดชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะพบกัน พวก ข้าพเจ้าจึงพากันร่าเริง ดีใจและปลื้มใจ. เทพบุตรถามว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปทะเลทราย ทั้งฝั่งโน้น ทั้งฝั่งนี้ และไปทางที่มีเชิงหวายและ หลักตอ ไปหลายทิศที่ไปได้ยาก คือมีแม่น้ำ และ ที่ขรุขระของภูเขา เพราะโภคทรัพย์เป็นต้นเหตุ พวก ท่านไปยังแว่นแคว้นของเพราะราชาอื่น ๆ ได้เห็นพวก มนุษย์ชาวต่างประเทศ เราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ ที่พวก ท่านได้ฟังหรือได้เห็นมาในสำนักของพวกท่าน. พวกพ่อค้าตอบว่า ข้าแต่พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่แล้ว ๆ มา ทั้งหมด พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็น
หน้า 645 ข้อ 84
อัศจรรย์กว่าวิมานของท่านนี้เลย พวกข้าพเจ้าดูวิมาน ของท่านอันมีรัศมีไม่ทรามแล้วไม่อิ่มเลย สระโบขรณี เลื่อนลอยไปในอากาศ มีสวนป่าไม้มาก มีบุณฑริก บัวขาวมาก มีต้นไม้ออกผลเป็นนิตย์ โชยกลิ่นหอม ตลบไป เสาวิมานเหล่านี้ เป็นเสาแก้วไพฑูรย์ สูงร้อยศอก ส่วนยาวประดับด้วยศิลา แก้วประพาฬ แก้วลายและแก้วทับทิม มีรัศมีโชติช่วง วิมานงาม ของท่านนี้มีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพหาที่เปรียบมิได้ อยู่บนเสาเหล่านั้น ประกอบด้วยรัตนะภายใน ภาย นอกล้อมด้วยไพทีทอง และกำบังอย่างดีด้วยแผ่น ทอง วิมานของท่านนี้สว่างด้วยทองชมพูนุท ส่วน นั้น ๆ ของวิมาน เกลี้ยงเกลา ประกอบด้วยบันได และแผ่นกระดานของปราสาท มั่นคง งดงาม มี ส่วนประกอบเข้ากันสนิทชวนพิศอย่างยิ่ง น่าลิงโลด ใจ ภายในวิมานรัตน์ มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ตัว ท่านอันหมู่เทพอัปสรห้อมล้อม เอิกอึงด้วยเสียง ตะโพน เปิงมางและดนตรี อันทวยเทพมากราบไหว้ ด้วยการสดุดีและวันทนา ท่านนั้นตื่นอยู่ด้วยหมู่เทพ- นารี บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาท อันประเสริฐน่า รื่นรมย์ใจ มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วย คุณทุกอย่าง ดังท้าวเวสวัณในนลินีสถานมีดอกบัว ท่านเป็นเทวดา หรือเป็นยักษ์ หรือเป็นท้าวสักกะ
หน้า 646 ข้อ 84
จอมเทพ หรือเห็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านโปรดบอกทีเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่อไร. เทพบุตรตอบว่า ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสริสสกะ เป็นผู้รักษา ทางกันดาร คุ้มครองทะเลทราย ทำตามเทวบัญชา คำสั่งของท้าวเวสวัณ จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่. พวกพ่อค้าถามว่า วิมานนี้ท่านได้มาเอง หรือเกิดโดยความ เปลี่ยนแปลง ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายให้ พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ท่านได้มาอย่างไร. เทพบุตรตอบว่า วิมานนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้มาเอง มิใช่เกิดโดย การเปลี่ยนแปลง มิใช่ข้าพเจ้าทำเอง มิใช่เทวดา ทั้งหลายให้ วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาด้วย บุญธรรมที่มิใช่บาปของตน. พวกพ่อค้าถามว่า อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้ เป็นวิบากแห่งบุญอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว พ่อค้า เกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร. เทพบุตรตอบว่า
หน้า 647 ข้อ 84
ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งรับราชการ (เป็นเจ้าเมืองเสตัพยะ) แคว้นโกศล ข้าพเจ้าเป็น นัตถิกทิฏฐิ ( มีความเห็นผิดว่าไม่มีบุญบาป) เป็น คนตระหนี่ มีธรรมอันลามก มีปกติกล่าวว่าขาดสูญ ได้มีสมณะ นามว่ากุมารกัสสปะ ผู้โอฬาร เป็น พหูสูต กล่าวธรรมได้วิจิตร ท่านได้แสดงธรรมกถา โปรดข้าพเจ้าในครั้งนั้น ได้บรรเทาทิฏฐิ ที่เป็นข้าศึก ใจ (มิจฉาทิฏฐิ) ของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าได้ฟัง ธรรมกถาของท่านนั้นแล้ว ได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก งดเว้นจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทานใน โลก ไม่ดื่มน้ำเมาและไม่กล่าวมุสา ยินดีด้วยภริยา ของตน ข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของ ข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว วิมานนี้ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมที่ไม่ใช่บาปเหล่า- นั้นแหละ. พวกพ่อค้าถามว่า ได้ยินว่า คนทั้งหลายที่มีปัญญา พูดแต่คำจริง คำของบัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่แปรปรวนกลับกลาย เป็นอย่างอื่น คนทำบุญจะไปในที่ใด ๆ ย่อมมีแต่ ของที่น่ารักน่าท่านใคร่ บันเทิงอยู่ในที่นั้น ๆ ความโศก ความร่ำให้ การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่อง
หน้า 648 ข้อ 84
เลวร้าย มีอยู่ในที่ใด ๆ คนทำบาปก็ย่อมไปในที่ นั้น ๆ ย่อมไม่พ้นทุคติไปได้ไม่ว่าในกาลไร พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารจึงกลายเป็นผู้ฟั่น- เฟือนในชั่วครู่นี้ เหมือนน้ำใสถูกกวนให้ขุ่น โทม- นัสความเสียใจจึงได้มีแก่เทพบริวารนี้และตัวท่าน. เทพบุตรตอบว่า ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย กลิ่นหอมทิพย์เหล่านี้ หอมฟุ้งจากป่าไม้ซึก หอมตลบอบอวลทั่ววิมานนี้ กำจัดความมืดได้ทั้งกลางวันกลางคืน ล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักของต้นซึกเหล่านี้จะแตกออกเป็นฝัก ๆ เป็น อันรู้ว่าร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ดูก่อนพ่อค้า ทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในเทวดาหมู่นี้ ดำรงอยู่ ในวิมานนี้ ๕๐๐ ปีทิพย์แล้วจึงจุติ เพราะสิ้นบุญ เพราะสิ้นอายุ เพราะความโศกนั้นนั่นแล ข้าพเจ้า จึงซบเซา. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ท่านได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานาน ท่านเป็นเช่นนั้นจะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ผู้มีบุญน้อย เข้าอยู่ในวิมานชั่วเวลาสั้น ๆ ควรเศร้าโศกแท้. เทพบุตรกล่าวว่า
หน้า 649 ข้อ 84
ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าว วาจาน่ารักตักเตือนข้าพเจ้านั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองพวกท่าน ขอท่านทั้งหลายจง ไปยังที่ที่พวกท่านปรารถนาโดยสวัสดีเถิด. พวกพ่อค้ากล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลาย มีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร จึงพากันไปยังสินธุประเทศ และ โสวีระประเทศ พวกข้าพเจ้าจักประกอบกรรมตาม สมควร จักเสียสละอย่างบริบูรณ์ กระทำการฉลอง เสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร. เทพบุตรกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาเสริสสกเทพบุตร เลย สิ่งที่พวกท่านพูดถึงทั้งหมด จักมีแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจงงดเว้นการกระทำที่เป็นบาป และจง ตั้งใจประกอบตามซึ่งธรรมเถิด ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มี ศรัทธา มีจาคะ มีความละมุนละไม มีปัญญา ประจักษ์ เป็นผู้สันโดษ เป็นผู้มีความรู้ ไม่พูดเท็จ ทั้งรู้ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดให้เขา แตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวานน่ารัก มีความเคารพ มีความยำเกรง มิวินัย ไม่เป็นคนเลว เป็นผู้บริสุทธิ์
หน้า 650 ข้อ 84
ในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงบิดามารดาโดยธรรม มีความ ประพฤติประเสริฐ เขาแสวงหาโภคะทั้งหลายเพื่อ เลี้ยงบิดามารดา มิใช่เพื่อตน เมื่อบิดามารดาล่วง ลับแล้ว เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะ จักประพฤติ พรหมจรรย์ เป็นคนตรง ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ไม่พูดมีเลศนัย เขาเป็นผู้ทำแต่กรรมดี ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึงได้ความทุกข์อย่างไรเล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว. ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลายเอ๋ย เพราะฉะนั้น พวก ท่านจงเห็นธรรมเถิด เพราะเว้นจากอุบาสกนั้นเสีย แล้ว ท่านทั้งหลายจะวุ่นวายเหมือนคนตาบอดหลง เข้ารูปในป่าเป็นเถ้าถ่านไป อันคนอื่นทอดทิ้งสัตบุรุษ (อุบาสก) นั้น กระทำได้ง่าย การคบหาสัตบุรุษ นำสุขมาให้หนอ. พวกพ่อค้าถามว่า ข้าแต่เทวดา อุบาสกคนนั้น คือใคร ทำงาน อะไร เขาชื่ออะไร เขาโคตรอะไร ท่านมาในที่นี้ เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม่ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ ต้องการจะเห็นอุบาสกคนนั้น ท่านรักอุบาสกคนใด ก็เป็นลาภของอุบาสกคนนั้น. เทพบุตรกล่าวว่า
หน้า 651 ข้อ 84
ผู้ใดเป็นกัลบกมีชื่อว่าสัมภวะ อาศัยการตัดผม เลี้ยงชีพ เขาเป็นคนรับใช้ของพวกท่าน ท่านทั้งหลาย จงรู้ผู้นั้นว่าเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่าได้ดูหมิ่น อุบาสกนั้น อุบาสกนั้นเป็นผู้ละมุนละไม ( น่ารัก ). พวกพ่อค้ากล่าวว่า ข้าแต่เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ ท่านพูดถึง แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้เลย ข้าแต่เทวดา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังคำของท่านแล้ว จักบูชาอุบาสก นั้นอย่างโอฬาร. เทพบุตรกล่าวว่า มนุษย์ในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่มคนแก่ หรือคนปูนกลาง หมดทุกคนนั้นแหละจงขึ้นวิมาน พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย. พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวคาถาไว้ตอนจบเรื่องว่า พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ต่างคนต่างเข้า ห้อมล้อมกัลบกนั้น พากันขึ้นสู่วิมาน ดุจภพดาวดึงส์ ของท้าววาสวะ (พระอินทร์) พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมด ในที่นั้น ต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสก ได้ เป็นผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ ยินดี ด้วยภรรยาของตน.
หน้า 652 ข้อ 84
พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ครั้นต่างคน ต่างประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว บันเทิงอยู่ด้วย เทพฤทธิ์เนือง ๆ ได้รับอนุญาตแล้วหลีกไป พ่อค้า เหล่านั้นมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร ไป ถึงสินธุประเทศและโสวีระประเทศ พยายามค้าขาย ตามปรารถนา มีลาภผลบริบูรณ์ กลับมาปาฏลิบุตร อย่างปลอดภัย พ่อค้าเหล่านั้นไปสู่เรือนของตน มี ความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มีความ เพลิดเพลิน ปลาบปลื้ม ดีใจ ชื่นใจ ได้ทำการบูชา เสริสสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ช่วยกันสร้างเทวาลัย ชื่อเสริสสกะขึ้น การคบสัตบุรุษสำเร็จประโยชน์ เช่นนี้ การคบผู้มีคุณธรรมมีประโยชน์มาก เพื่อ ประโยชน์ของอุบาสกคนเดียว พ่อค้าทั้งหมดก็ได้ ประสบความสุข. จบเสริสสกวิมาน อรรถกถาเสรีสกวิมาน เสรีสกวิมาน มีคาถาว่า สุโณถ ยกฺขสฺส จ วาณิชาน จ เป็นต้น. เสรีสกวิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วท่านพระกุมาร- กัสสปะพร้อมด้วยภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูป ไปถึงเสตัพยนคร ได้เปลื้อง
หน้า 653 ข้อ 84
พระยาปายาสิผู้เข้าไปหาตนในนครนั้น จากมิจฉาทิฏฐิ ให้ดำรงอยู่ใน สัมมาทิฏฐิ จำเดิมแต่นั้นมา พระยาปายาสิเป็นผู้ขวนขวายในบุญ เมื่อ ถวายทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ได้ถวายทานโดยไม่เคารพ เพราะ มิได้เคยสร้างสมในทานนั้น ในเวลาต่อมาทำกาลกิริยาตายไปบังเกิดใน เสรีสกวิมาน [ ใกล้ต้นซึก ] ในสวรรค์ชั้นจาตุมหาราช. เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ พระเถระขีณาสพองค์หนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตในบ้านแห่งหนึ่งแล้ว ได้ทำภัตกิจที่สวนแห่งหนึ่งนอกบ้านทุกวัน คนเลี้ยงโคคนหนึ่งเห็นดัง นั้น คิดว่า พระผู้เป็นเจ้าลำบากเพราะแสงแดด มีจิตเลื่อมใสได้เอาเสา ไม้ซีก ๔ ต้น กระทำมณฑปกิ่งไม้ถวาย อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปลูก ต้นซีกใกล้มณฑป ดังนี้ก็มี เขาทำกาละตายไปบังเกิดในสวรรค์ชั้นจาตุ- มหาราช ด้วยบุญกรรมนั้นเอง ที่ประตูวิมานได้บังเกิดสวนไม้ซึกซึ่งมี ดอกพรั่งพร้อมด้วยสีและกลิ่นงดงามอยู่ทุกเวลา ส่องถึงกรรมเก่าของเขา ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงรู้กันทั่วว่าเสรีสกะ อนึ่ง เทพบุตรนั้นเวียนว่าย อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เป็นพระควัมปติ ในคฤหัสถ์ ๔ คนมีวิมลเป็นต้นซึ่งเป็นสหายของพระ- ยสเถระ ตั้งอยู่ในพระอรหัตด้วยพระธรรมเทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นวิมานว่างนั้น จึงไปพักกลางวันอยู่เนือง ๆ ด้วยอำนาจบุญกรรมที่ สั่งสมไว้ในกาลก่อน. ต่อมา พระควัมปติเถระพบปายาสิเทพบุตรในที่นั้น ถามว่า ผู้มี อายุ ท่านเป็นใคร เมื่อปายาสิเทพบุตรตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าคอพระยาปายาสิ มาเกิดในที่นี้ จึงกล่าวว่า ท่านเป็นมิจฉาทิฏฐิ
หน้า 654 ข้อ 84
มีทัศนะวิปริตมิใช่หรือ มาเกิดในที่นี้ได้อย่างไร ครั้งนั้น ปายาสิเทพบุตร กล่าวกะพระเถระว่า พระผู้เป็นเจ้ากุมารกัสสปเถระเปลื้องข้าพเจ้าจาก มิจฉาทิฏฐิ แต่ข้าพเจ้าบังเกิดในวิมานว่างก็ด้วยบุญกิริยาที่กระทำโดยไม่ เคารพ ดีแล้วเจ้าข้า เวลาท่านกลับไปมนุษยโลก ขอท่านโปรดบอก กล่าวแก่ชนบริวารของข้าพเจ้าว่า พระยาปายาสิถวายทานโดยไม่เคารพ มาเกิดในวิมานไม้ซึกซึ่งเป็นวิมานว่าง ท่านทั้งหลายจงทำบุญโดยเคารพ จง ตั้งใจให้แน่วแน่ เพื่อมาเกิดในวิมานนั้น พระเถระก็ได้กระทำอย่างว่านั้น เพื่ออนุเคราะห์เทพบุตรนั้น แม้พวกชนบริวารเหล่านั้น ฟังคำของพระ- เถระแล้ว ตั้งใจทำบุญอย่างนั้น ได้บังเกิดในเสรีสกวิมานไม้ซึก ท้าว มหาราชเวสวัณได้แต่งตั้งเสรีสกเทพบุตรให้เป็นเจ้าหน้าที่ผู้อารักขามรรคา เพื่อจะปลดเปลื้องอันตรายแต่อมนุษย์ แก่พวกมนุษย์ที่เดินทางในทางที่ ขาดร่มเงาและน้ำ ณ พื้นที่ทะเลทราย. สมัยต่อมา พวกพ่อค้าชาวอังคะและมคธ เอาสินค้าบรรทุกเกวียน เต็มพันเล่ม เดินทางไปสินธุประเทศและโสวีระประเทศ ในทางทะเลทราย ไม่เดินทางในกลางวัน เพราะกลัวร้อน เดินทางในกลางคืน เพราะใช้ ดวงดาวเป็นสัญญาณเครื่องกำหนดหมาย พวกเขาพากันเดินหลงทางไปยัง ทิศทางอื่น ในระหว่างพ่อค้าเหล่านั้น มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นคนมีศรัทธา เลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยศีล สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัยที่จะได้บรรลุพระอรหัต ไปค้าขายเพื่อบำรุงเลี้ยงบิดามารดา เมื่อจะอนุเคราะห์อุบาสกนั้น เสรีสก- เทพบุตรจึงแสดงองค์พร้อมด้วยวิมาน และครั้นแสดงแล้ว ได้ถามว่า เหตุไร พวกท่านจึงเดินทางสายนี้ ซึ่งไม่มีร่มเงาและน้ำ ทั้งยังเป็นทะเล- ทราย พวกเขาได้บอกถึงเรื่องที่พวกตนมาในที่นั้นแก่เทพบุตรนั้น การ แสดงข้อความนั้น เป็นคาถารวบรวมคำกล่าวคำโต้ตอบของเทพบุตรและ
หน้า 655 ข้อ 84
ของพ่อค้าทั้งหลายไว้. เพื่อแสดงความสัมพันธ์ของคาถาเหล่านั้น พระ- ธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายได้เริ่มดังคาถาต้นไว้สองคาถาว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำของเทวดา และของ พวกพ่อค้าในทางทะเลทรายที่ได้มาพบกันในเวลานั้น และฟังถ้อยคำที่เทวดาและพวกพ่อค้าโต้ตอบกันโดย ประการใด ขอท่านทั้งปวงจงฟังคำนั้น โดยประการ นั้นเถิด ยังมีพระยานามว่าปายาสิ มียศ ถึงความ เป็นสหายของภุมเทวดา บันเทิงอยู่ในวิมานของตน เป็นเทวดา ได้มาสนทนากะพวกมนุษย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุโณถ เป็นคำบังคับให้ฟัง ความว่า ท่านทั้งหลายจงพึงคำที่พวกเรากล่าวอยู่ในบัดนี้. บทว่า ยกฺขสฺส ได้แก่ เทวดา ด้วยว่าเทวดา ท่านเรียกว่า ยักษ์ เพราะเป็นผู้ควรบูชาของพวก มนุษย์และของเทวดาบางพวก อนึ่ง ท้าวสักกะก็ดี ท้าวจาตุมหาราชก็ดี บริษัทของท้าวเวสวัณก็ดี บุรุษก็ดี ท่านก็เรียกว่า ยักษ์. จริงอย่างนั้น ท้าวสักกะ ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้น ว่า อติพาฬฺหํ โข อยํ ยกฺโข ปมตฺโต วิหรติ ยนฺนูนาหํ อิมํ ยกฺขํ สํเวเชยฺยํ ท้าวสักกะนี้อยู่อย่างประมาทหนักหนา อย่ากระนั้นเลย เราพึงยังท้าวสักกะนี้ให้สังเวช. ท้าวมหาราชทั้งหลาย ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า จตฺตาโร ยกฺขา ขคฺคหตฺถา ท้าวมหาราชทั้งสี่ถือพระขรรค์. บริษัทของท้าวเวสวัณ ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้น ว่า สนฺติ หิ ภนฺเต อุฬารา ยกฺขา ภควโต อปฺปสนฺนา ข้าแต่
หน้า 656 ข้อ 84
พระองค์ผู้เจริญ ยังมีบริษัทของท้าวเวสวัณเป็นอันมาก ไม่เลื่อมใส พระผู้มีพระภาคเจ้า. บุรุษ ท่านเรียกว่า ยักษ์ ได้ในประโยคเป็นต้นว่า เอตฺตาวตา ยกฺขสฺส สุทฺธิ เพียงเท่านี้ก็เป็นความสุทธิ์ของบุรุษ. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาบริษัทของท้าวเวสวัณ. บทว่า วาณิชาน จ ท่านกล่าวลบนิคหิต เพื่อสะดวกในการ ผูกคาถา. บทว่า สมาคโม แปลว่า มาพบกัน. บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ใน ทะเลทรายใด. บทว่า ตทา ได้แก่ ในเวลาที่หลงทางไปนั้น. บทว่า อิตริตเรน จาปิ ได้แก่ กันและกัน บทนี้ พึงประกอบกับบท ยถา ในข้อนี้มีเนื้อความดังต่อไปนี้ เสรีสกเทพบุตรและพวกพ่อค้าได้พบกัน ณ ที่ใด [ทางทะเลทราย] ในคราวนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรื่องนั้น อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำที่พูดกันดี เจรจากันไพเราะ ที่เสรีสกเทพบุตรและ พวกพ่อค้าเหล่านั้นให้เป็นไปแล้วโดยเรื่องใด ขอท่านทั้งปวงจงตั้งใจฟัง เรื่องนั้น. บทว่า ภุมฺมานํ ได้แก่ เหล่าภุมเทวดา. บัดนี้ เป็นคาถาถามของเทพบุตร ว่า ดูก่อนมนุษย์ทั้งหลาย พวกท่านกลัวทางคดเคี้ยว ใจเสียอยู่ในที่น่าสงสัยว่ามีภัยในป่าในถิ่นอมนุษย์ใน ทางกันดาร ไม่มีน้ำ ไม่มีอาหาร เดินไปได้แสนยาก กลางทะเลทราย ในทะเลทรายนี้ไม่มีผลไม้ ไม่มี เผือกมัน ไม่มีเชื้อไฟ ในที่นี้ จะมีอาหารแต่ที่ไหน
หน้า 657 ข้อ 84
นอกจากฝุ่นและทราย ที่แดดแผดเผาทั้งร้อนทั้ง ทารุณ เป็นที่ดอน ร้อนดังแผ่นเหล็กเผาไฟ หาความ สุขมิได้ เทียบเท่านรก [ในปรโลก] เป็นที่อยู่ของ พวกมนุษย์หยาบช้า ยุคโบราณ เป็นภูมิประเทศ เหมือนถูกสาปไว้ เออที่พวกท่านหวังอะไร เพราะ เหตุไรจึงไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วน ตามกันเข้ามายังประ- เทศถิ่นนี้พร้อมกัน เพราะความโลภ ความกลัว หรือ เพราะหลงทาง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วงฺเก ได้แก่ ที่น่าสงสัย ซึ่งผู้เข้าไป แล้ว มีความสงสัยในชีวิตว่า จักเป็น จักตายหนอ ในป่าเช่นนั้น. บทว่า อมนุสฺสฏฺาเน ได้แก่ เป็นที่สัญจรของพวกอมนุษย์มีปิศาจเป็นต้น หรือไม่ใช่เป็นทางโคจรของพวกมนุษย์. บทว่า กนฺตาเร ได้แก่ ทุ่งที่ ไม่มีน้ำ ภูมิประเทศชื่อว่า กันดาร เพราะอรรถว่า เป็นที่ให้ข้ามน้ำ นำน้ำไปด้วย ได้แก่ ที่ที่ต้องถือเอาน้ำข้ามไป ด้วยเหตุนั้น เทพบุตร จึงกล่าวว่า อปฺโปทเก ไม่มีน้ำ. อปฺป ศัพท์ในที่นี้ มีความว่า ไม่มี เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อปฺปิจฺโฉ มีความปรารถนา อปฺปนิคฺโฆโส ไม่มีเสียงอึกทึก. บทว่า วณฺณุปถสฺส มชฺเฌ ความว่า ท่ามกลาง ทะเลทราย. บทว่า วงฺกมฺภยา แปลว่า กลัวแต่ทางคดเคี้ยว เมื่อควรจะ กล่าวว่า วงฺกภยา เพราะอรรถว่า พวกเขามีแต่ความกลัวแต่ทางคดเคี้ยว กล่าวเสียว่า วงฺกมฺภยา ลงนิคหิต (แล้วแปลงเป็น ม) เพื่อสะดวก ในการผูกคาถา และบทนี้ ท่านกล่าวหมายถึงภัยที่เกิดขึ้นแก่พวกเขา
หน้า 658 ข้อ 84
ก่อนที่จะเข้าไปในทะเลทราย. บทว่า นฏฺมนา ได้แก่ มีใจเสีย เพราะ จำทางไม่ได้ อธิบายว่า หลงทาง. บทว่า มนุสฺสา เป็นคำเรียกพ่อค้า เหล่านั้น [ อาลปนะ ]. บทว่า อิธ ได้แก่ ในทะเลทรายนี้. บทว่า ผลา ประกอบความว่า ไม่มีผลไม้ทั้งหลายมีมะม่วง ชมพู่ ตาล และมะพร้าวเป็นต้น. บทว่า มูลมยา จ ความว่า เหง้านั่นแหละ ชื่อว่าสำเร็จแต่เหง้า ท่านกล่าวหมายเอา เหง้าที่เกิดแต่ไม้เถาเป็นต้น. บทว่า อุปาทานํ นตฺถิ ความว่า ไม่มีอาหาร อะไร ๆ อีกอย่างหนึ่ง เชื้อ ชื่อว่า อุปาทาน แม้เพียงเชื้อไฟก็ไม่มี แล้ว จะมีอาหารในทะเลทรายนี้แต่ไหน คือเพราะเหตุไร ดังนี้ก็จริง ถึง อย่างนั้น ท่านกล่าวคำเป็นต้นว่า อญฺตฺร ปํสูหิ ดังนี้ ก็เพื่อแสดง สิ่งที่มีอยู่ในทะเลทรายนั้น. บทว่า อุชฺชงฺคลํ ความว่า ภูมิประเทศเศร้าหมองสีเทามอ ๆ ไม่มีน้ำ เรียกว่า ชังคละ ที่ดอน ก็ที่ตรงนั้นเป็นที่ดอนมากกว่าที่ดอน ทั่วไป ดังนั้นเทพบุตรจึงกล่าวว่า อุชฺชงฺคลํ. ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึง กล่าวว่า ตตฺตคมิวํ กปาลํ ความว่า เหมือนแผ่นเหล็กถูกไฟเผา และใน ที่นี้ท่านกล่าวลงนิคหิต เพื่อสะดวกในการผูกคาถา พึงทราบว่า ตตฺตมิว นั่นเอง. บทว่า อนายสํ ความว่า ชื่อว่า อนายะ เพราะอรรถว่า เป็น ที่ไม่มีอายะคือความสุข ชื่ออนายสะ เพราะอรรถว่า เสื่อมชีวิต คือให้ ชีวิตพินาศ เพราะไม่มีความสุขนั้นแหละ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อ อนายสะ เพราะไม่เป็นสุข. บทว่า ปรโลเกน ได้แก่ เปรียบด้วยนรก จริงอยู่ นรกเป็นโลกปรปักษ์ คือเป็นข้าศึกของสัตว์ทั้งหลาย เพราะทำความพินาศ ให้โดยส่วนเดียว ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า ปรโลก เป็นพิเศษ อนึ่ง
หน้า 659 ข้อ 84
นรกนี้ ชื่อว่า อายสะ เพราะทำด้วยเหล็กโดยรอบ ส่วนที่ดอนนี้ ชื่อว่า อนายสะ เพราะไม่มีเหล็กนั้น เทพบุตรแสดงว่า คล้ายนรก เพราะเป็น ที่เกิดทุกข์มาก บางพวกกล่าวว่า อนสฺสยํ ความว่า ไม่เป็นที่ตั้งแห่ง ความสุข. บทว่า ลุทฺทานมาวาสมิทํ ปุราณํ ความว่า ที่นี้ ตั้งนาน มาแล้วเป็นที่อยู่ของพวกมนุษย์หยาบช้าทารุณมีปิศาจเป็นต้น. บทว่า อภิ- สตฺตรูโน ความว่า เหมือนถูกสาป เช่นที่พวกฤาษีโบราณสาปว่า จง เศร้าหมอง มีอาการเลวร้ายอย่างนี้. บทว่า เกน วณฺเณน ได้แก่ เพราะเหตุไร. บทว่า กิมาสมานา แปลว่า หวังอะไร. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต บางท่านกล่าว ปเทสมฺปิ ความว่า ประเทศแม้ชื่อนี้. บทว่า สหสา สเมจฺจ ความว่า ไม่พิจารณา ถึงโทษและคุณ ตามกันเข้าไป คือเข้าไปพร้อมกัน. บทว่า โลภา ภยา ความว่า ถูกผู้ไม่หวังดีบางคนล่อลวงเข้าไปเพราะความโลภ หรือถูก อมนุษย์เป็นต้นบางคนทำให้ตกใจ เข้าไปเพราะความกลัว. บทว่า อถ วา สมฺปมุฬฺหา ได้แก่ เพราะไปผิดทาง ประกอบความว่า เข้าไปเรื่อย ๆ ถึงประเทศถิ่นนี้. บัดนี้ พวกพ่อค้ากล่าวว่า พวกข้าพเจ้าเป็นนายกองเกวียนอยู่ในแคว้นมคธ และแคว้นอังคะ บรรทุกสินค้ามา ต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร จะพากันไปยังสินธุประเทศและ โสวีระประเทศเวลากลางวัน ข้าพเจ้าทุกคนทนความ ระหายน้ำไม่ได้ ทั้งมุ่งหมายจะอนุเคราะห์สัตว์
หน้า 660 ข้อ 84
พาหนะ รีบเดินทางมาในกลางคืนซึ่งเป็นเวลาวิกาล ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงได้พลาดทาง ไปผิดทาง หลงทาง ไม่รู้ทิศ เดินเข้าไปในป่าที่ไปได้แสนยาก กลาง ทะเลทราย วุ่นวายเหมือนคนตาบอด ข้าแต่ท่านเทวะ ผู้ควรบูชา พวกข้าพเจ้าได้พบวิมานอันประเสริฐ และตัวท่านนี้ ซึ่งไม่เคยพบมาก่อน จึงหวังจะรอด ชีวิตยิ่งกว่าแต่ก่อน เพราะพบกัน พวกข้าพเจ้าจึง พากันร่าเริงดีใจและปลื้มใจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคเธสุ องฺเคสุ จ สตฺถวาหา ความว่า เป็นทั้งนายกองเกวียน เป็นทั้งเจ้าของกองเกวียน นำสินค้ามา แลกเปลี่ยนสินค้า เป็นผู้เกิดเติบโตในแคว้นมคธและในแคว้นอังคะ เป็น ชาวแคว้นนั้น. บทว่า ปณิยํ แปลว่า สินค้า. บทว่า เต ได้แก่ พวก ข้าพเจ้านั้น. บทว่า ยามเส แปลว่า พากันไป. บทว่า สินฺธุโสวีรภูมึ ได้แก่ สินธุประเทศ และโสวีระประเทศ. บทว่า อุทฺทยํ ได้แก่ ผลประโยชน์เป็นรายได้ส่วนเกิน [ กำไร ]. บทว่า อนธิวาสยนฺตา แปลว่า ทนไม่ได้. บทว่า โยคฺคานุกมฺปํ ได้แก่ อนุเคราะห์สัตว์ทั้ง- หลายมีโคเป็นต้น . บทว่า เอเตน เวเคน ได้แก่ ด้วยความเร็ว ที่เป็น เหตุให้พวกข้าพเจ้าพากันมา คือเป็นผู้มาก่อนพบท่าน. บทว่า รตฺตึ มคฺคึ ปฏิปนฺนา ความว่า เดินทางกลางคืน. บทว่า วิกาเล ได้แก่ ไม่ถูกกาล ไม่ถูกเวลา. บทว่า ทุปฺปยาตา ได้แก่ ไปได้โดยยาก คือไปไม่ถูกทาง เพราะ
หน้า 661 ข้อ 84
ไปไม่ถูกทางนั้นนั่นแหละจึงชื่อว่าพลาดทาง. บทว่า อนฺธาคุลา ความว่า ชื่อว่าบอด เพราะไม่มีจักษุคือปัญญาที่สามารถรู้ทาง จึงวุ่นวายเหมือนคน ตาบอด เพราะบอดนั้นแหละจึงชื่อว่าวุ่นวาย และที่ชื่อว่า ไปผิดทาง เพราะเป็นผู้หลงทาง. บทว่า ทิสํ ได้แก่ ทิศที่ควรจะไป คือทิศที่สินธุ- ประเทศและโสวีระประเทศตั้งอยู่. บทว่า ปมุฬฺหจิตฺตา ได้แก่ มีจิตหลง สนิทโดยไม่สงสัยทิศ. บทว่า ตฺวญฺจ แปลว่า ซึ่งท่านด้วย. บทว่า ยกฺข เป็นคำร้องเรียก [อาลปนะ]. บทว่า ตตุตฺตรึ ชีวิตมาสมานา ความว่า ความสงสัยในชีวิตอันใดเกิดขึ้นว่า ต่อแต่นี้ พวกเราคงไม่รอดชีวิตกันละ มาบัดนี้ พวกเราก็หวังจะรอดชีวิตแม้ยิ่งกว่าความสงสัยในชีวิตอันนั้น. บทว่า ทิสฺวา แปลว่า เพราะเหตุที่พบ. บทว่า ปตีตา แปลว่า ร่าเริง. บทว่า สุมนา แปลว่า ถึงโสมนัส [ ดีใจ ]. บทว่า อุทคฺคา แปลว่า ปลื้มใจ ด้วยปีติที่ฟูขึ้น. เมื่อพวกพ่อค้าเล่าความเป็นไปของตนอย่างนี้แล้ว เทพบุตรได้ถาม ด้วยคาถาสองคาถาอีกว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย พวกท่านไปทะเลทราย ทั้งฝั่งโน้น ทั้งฝั่งนี้ และไปทางที่มีเชิงหวายและ หลักตอ ไปหลายทิศที่ไปได้ยาก คือมีแม่น้ำและที่ ขรุขระของภูเขา เพราะโภคทรัพย์เป็นต้นเหตุ พวก ท่านไปยังแว่นแคว้นของพระราชาอื่น ๆ ได้เห็นพวก มนุษย์ชาวต่างประเทศ เราขอฟังสิ่งอัศจรรย์ที่พวก ท่านได้ฟังหรือได้เห็นมา ในสำนักของพวกท่าน.
หน้า 662 ข้อ 84
เนื้อความของสองคาถานั้น ดังต่อไปนี้ บทว่า ปารํ สมุทฺทสฺส เป็นต้น ความว่า ไปทะเลทราย คือหนทางที่ประกอบด้วยทรายทั้งฝั่งโน้น ฝั่งนี้ ชื่อว่า ทางที่มีเชิงหวาย เพราะเถาหวายพันกันจะต้องไปให้ดี สู่ทาง ที่มีหลักตอ เพราะจะต้องก่อนหลักตอทั้งหลายแล้วจึงไปได้ ทิศเป็นอันมาก ที่ไปได้ยาก อย่างนี้คือแม่น้ำมีแม่น้ำจันทรภาคาเป็นต้น และประเทศที่ ไม่เรียบราบของภูเขาทั้งหลาย เพราะโภคทรัพย์เป็นเหตุ และพวกท่าน เมื่อไปอย่างนี้ ก็โลดแล่นเข้าไปถึงแว่นแคว้นของพระราชาอื่น ๆ เห็น พวกมนุษย์ชาวต่างประเทศ คือผู้อยู่ต่างถิ่น ในแว่นแคว้นนั้น สิ่งอัศจรรย์ คือควรยกนิ้วให้อันใด ที่พวกท่าน คือท่านทั้งหลายผู้เป็นอย่างนี้ ได้ ฟังหรือได้เห็น ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย เราขอฟังสิ่งอัศจรรย์อันนั้น ใน สำนักของพวกท่าน เทพบุตรประสงค์จะให้พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวถึงความ อัศจรรย์แห่งวิมานของตน จึงถาม ด้วยประการฉะนี้. ถูกเทพบุตรถามอย่างนี้แล้ว พวกพ่อค้ากล่าวว่า ข้าแต่พ่อกุมาร สมบัติของมนุษย์ที่แล้ว ๆ มา ทั้งหมด พวกข้าพเจ้าไม่เคยได้ยินหรือได้เห็น อัศจรรย์กว่าวิมานของท่านนี้เลย พวกข้าพเจ้าดูวิมาน ของท่านอันมีรัศมีไม่ทรามแล้วไม่อิ่มเลย สระโบก- ขรณีเลื่อนลอยไปในอากาศ มีสวนป่าไม้มาก มี- บุณฑริกบัวขาวมาก มีต้นไม้ออกผลเป็นนิจ โชย- กลิ่นหอมตลบไป เสาวิมานเหล่านี้เป็นเสาแก้ว ไพฑูรย์ สูงร้อยศอก ส่วนยาวประดับด้วยศิลา
หน้า 663 ข้อ 84
แก้วประพาฬ แก้วลายและแก้วทับทิม มีรัศมีโชติ ช่วง วิมานงามนี้ของท่านนี้มีเสาพันหนึ่ง มีอานุภาพ หาที่เปรียบมิได้ อยู่บนเสาเหล่านั้น ประกอบด้วย รัตนะภายใน ภายนอกล้อมด้วยไพทีทอง และกำบัง อย่างดีด้วยแผ่นทอง วิมานของท่านนี้สว่างด้วยทอง ชมพูนุท ส่วนนั้น ๆ เกลี้ยงเกลาประกอบด้วยบันได และแผ่นกระดานของปราสาท มั่นคงงดงาม ส่วน ประกอบเข้ากันสนิท ชวนพิศอย่างยิ่ง น่าลิงโลดใจ ภายในวิมานรัตน์ มีข้าวน้ำอุดมสมบูรณ์ ตัวท่าน อันหมู่เทพอัปสรห้อมล้อมเอิกอึง ด้วยเสียงตะโพน เปิงมางและดนตรี อันทวยเทพกราบไหว้ด้วยการ สดุดี และวันทนา ท่านนั้นตื่นอยู่ด้วยหมู่เทพนารี บันเทิงอยู่ในวิมานปราสาทอันประเสริฐน่ารื่นรมย์ใจ มีอานุภาพเป็นอจินไตย ประกอบไปด้วยคุณทุกอย่าง ดังท้าวเวสวัณในนลินีสถานมีดอกบัว ท่านเป็นเทวดา หรือเป็นยักษ์ หรือเป็นท้าวสักกะจอมเทพ หรือ เป็นมนุษย์ พวกพ่อค้าเกวียนถามท่าน ขอท่านโปรด บอกทีเถิด ท่านเป็นเทวดาชื่อไร. บรรดาบทเหล่านั้น ท่านเรียกเทพบุตรด้วยบทว่า กุมาร เพราะ อยู่ในปฐมวัย. บทว่า สพฺพํ ท่านกล่าวหมายเอาเทพบุตรและสิ่งที่เกี่ยว
หน้า 664 ข้อ 84
เนื่องด้วยวิมานของเทพบุตรนั้น. บทว่า โปกฺขรญฺโ แปลว่า สระโบก- ขรณี. บทว่า สตมุสฺสิตาเส แปลว่า สูงร้อยศอก. บทว่า สีลาปวาฬสฺส แปลว่า ด้วยศิลาและแก้วประพาฬ ความว่า สำเร็จด้วยศิลา สำเร็จด้วย แก้วประพาฬ. บทว่า อายตํสา แปลว่า ส่วนยาว อีกอย่างหนึ่ง ความ ว่า กว้างออกไป ๘ ส่วน ๑๘ ส่วน และ ๓๒ ส่วน เป็นต้น. บทว่า เตสูปริ ได้แก่ เบื้องบนเสาเหล่านั้น. บทว่า สาธุมิทํ ความว่า วิมานของท่านนี้งาม. บทว่า รตนฺนตํรํ ได้แก่ มีรัตนะภายใน ภายนอกประกอบด้วยรัตนะอื่น ๆ มีหลายอย่าง ที่ฝาเสาและบันไดเป็น ต้น. บทว่า กญฺจนเวทิมิสฺสํ ความว่า ประกอบ คือล้อมด้วยไฟที่ทำ ด้วยทอง. บทว่า ตปฺปนียปฏฺเฏหิ จ สาธุฉนฺนํ ความว่า กำบังอย่างดี ในที่นั้น ๆ ด้วยเครื่องกำบังที่สำเร็จด้วยทอง และที่สำเร็จด้วยรัตนะมิใช่ น้อย. บทว่า ชมฺโพนทุตฺตตฺตมิทํ ความว่า วิมานของท่านนี้ มีแสง ทองชมพูนุทส่องสว่างโดยมาก. บทว่า สุมฏฺโ ปาสาทโสปานผลูปปนฺโน ความว่า ส่วนนั้น ๆ ของวิมานนั้น เกลี้ยงดี คือขัดไว้อย่างดี และ ประกอบด้วยปราสาทติด ๆ กันนั้น ๆ มีบันไดวิเศษและแผ่นกระดานที่ น่ารื่นรมย์. บทว่า ทฬฺโห แปลว่า มั่นคง. บทว่า วคฺคุ แปลว่า งดงาม สูงเด่น. บทว่า สุสงฺคโต ได้แก่ มีส่วนประกอบเข้ากันได้ดี มีส่วน ประกอบปราสาทเหมาะกันและกัน. บทว่า อตีว นิชฺฌานขโม ความว่า ทนต่อการพินิจอย่างเหลือเกิน เพราะความเป็นของผุดผ่อง. บทว่า มนุญฺโ แปลว่า เป็นที่รื่นรมย์ใจ.
หน้า 665 ข้อ 84
บทว่า รตนนฺตรสฺมึ ความว่า สำเร็จด้วยรัตนะ คือ ภายในวิมาน เป็นรัตนะหรือเป็นสาระ. บทว่า พหุอนฺนปานํ ความว่า ข้าวและน้ำที่ น่ารักเป็นอันมาก ก็มี คือหาได้. บทว่า มุรชอาลมฺพรตูริยสงฺฆุฏฺโ ความว่า เอิกอึงอยู่เป็นนิจด้วยเสียงตะโพน เปิงมาง และดนตรีอื่น ๆ. บทว่า อภิวนฺทิโตสิ ความว่า เป็นผู้อันหมู่ทวยเทพนมัสการแล้ว หรือ ชมเชยแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ถุติวนฺทนาย ดังนี้. บทว่า อจินฺตโย ได้แก่ มีอานุภาพเป็นอจินไตยไม่ควรคิด. บทว่า นลินฺยา ประกอบความว่า ท่านบันเทิงอยู่เหมือนท้าวเวสวัณมหาราช บันเทิงอยู่ในสถานที่เล่นซึ่งมีชื่ออย่างนี้ว่า นลินี. บทว่า อาสิ ได้แก่ อสิ ภวสิ แปลว่า ท่านเป็น. บทว่า เทวินฺโท ได้แก่ ท้าวสักกเทวราช. บทว่า มนุสฺสภูโต ได้แก่ เกิดใน หมู่มนุษย์ คือเป็นชาติมนุษย์ พ่อค้าทั้งหลายแม้จะถามความเป็นเทวะ เป็นต้น แต่ยังสงสัยความเป็นยักษ์อยู่ จึงกล่าวว่า ยกฺโข. บัดนี้ เทพบุตรนั้นเมื่อจะให้พวกพ่อค้ารู้จักตน จึงกล่าวคาถาว่า ข้าพเจ้าเป็นเทวดาชื่อเสรีสกะ เป็นผู้รักษา ทางกันดาร คุ้มครองทะเลทราย ทำตามเทวบัญชา คำสั่งของท้าวเวสวัณ จึงดูแลรักษาประเทศถิ่นนี้อยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหมฺหิ ยกฺโข ความว่า ข้าพเจ้าเป็น เทวดา. บทว่า กนฺตาริโย ได้แก่ เป็นเจ้าพนักงานในทางกันดารคอย อารักขา. บทว่า คุตฺโต แปลว่า คุ้มครอง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว ว่า อภิปาลยมิ ดูแลรักษา.
หน้า 666 ข้อ 84
บัดนี้ พวกพ่อค้าเมื่อถามถึงกรรมเป็นต้นของเทพบุตรนั้น กล่าวว่า วิมานนี้ท่านได้มาเอง หรือเกิดโดยความ เปลี่ยนแปลง ท่านทำเองหรือเทวดาทั้งหลายให้ พ่อค้าเกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ท่านได้มาอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิจฺจลทฺธํ ได้แก่ เกิดขึ้นเอง อธิบายว่า ได้อย่างที่ต้องการ. บทว่า ปริณามชํ เต ได้แก่ เปลี่ยนแปลง ด้วยโชคและสังคมความเกี่ยวข้อง หรือเปลี่ยนแปลงไปตามกาล. บทว่า สยํกตํ ความว่า ท่านทำเอง อธิบายว่า ท่านใช้เทพฤทธิ์ให้บังเกิดขึ้น เอง. บทว่า อุทาหุ เทเวหิ ทินฺนํ ความว่า เทวดาทั้งหลายที่ท่านทำ ให้ยินดี สละให้ด้วยอำนาจความเลื่อมใส. บัดนี้ เทพบุตรเมื่อจะปฏิเสธประการทั้ง ๔ (ที่ถาม) แล้วอ้าง บุญเท่านั้น ได้กล่าวคาถาว่า วิมานนี้ มิใช่ข้าพเจ้าได้มาเอง มิใช่เกิดโดย การเปลี่ยนแปลง มิใช่ข้าพเจ้าทำเอง มิใช่เทวดา ทั้งหลายให้ วิมานที่น่าภูมิใจนี้ ข้าพเจ้าได้มาด้วย บุญกรรมที่มิใช่บาปของตน. พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้นแล้ว ยกหลัก ๘ ประการเหล่านั้น ในคาถา ว่า นาธิจฺจลทฺธํ เป็นต้น ว่าเป็นบุญญาธิการทีเดียว และถามสรูปบุญ อีกว่า
หน้า 667 ข้อ 84
อะไรเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของท่าน นี้ เป็นวิบากแห่งบุญอะไรที่ท่านสั่งสมไว้ดีแล้ว พ่อค้า เกวียนทั้งหลายถามท่าน วิมานนี้ท่านได้มาอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตํ ได้แก่ สมาทานวัตร. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ความประพฤติประเสริฐที่สุด. เทพบุตรปฏิเสธคำถามเหล่านั้นอีก เมื่อจะแสดงตนและบุญตามที่ได้ สั่งสมไว้ กล่าวว่า ข้าพเจ้ามีนามว่าปายาสิ เมื่อครั้งรับราชการ [เป็นเจ้าเมืองเสตัพยะ] แคว้นโกศล ข้าพเจ้าเป็น นัตถิกทิฏฐิ (มีความเห็นผิดว่าไม่มีบุญบาป ) เป็น คนตระหนี่ มีธรรมอันลามก มีปกติกล่าวว่าขาดสูญ ได้มีสมณะนามว่ากุมารกัสสปะ ผู้โอฬาร เป็นพหูสูต กล่าวธรรมได้วิจิตร ท่านได้แสดงธรรมกถาโปรด ข้าพเจ้าในครั้งนั้น ได้บรรเทาทิฏฐิที่เป็นข้าศึกใจ [ มิจฉาทิฏฐิ ] ของข้าพเจ้าได้ ข้าพเจ้าได้ฟังธรรม- กถาของท่านนั้นแล้ว ได้ปฏิญาณตนเป็นอุบาสก งด เว้นจากปาณาติบาต เว้นขาดจากอทินนาทานในโลก ไม่ดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวมุสา ยินดีด้วยภริยาของ ตน ข้อนั้นเป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของข้าพเจ้า นี้เป็นวิบากแห่งบุญที่ข้าพเจ้าสั่งสมไว้ดีแล้ว วิมานนี้
หน้า 668 ข้อ 84
ข้าพเจ้าได้มาด้วยบุญกรรมที่มิใช่บาปเหล่านั้นแหละ. ข้อนั้น เข้าใจง่ายทั้งนั้น. ลำดับนั้น พวกพ่อค้าได้เห็นเทพบุตรและวิมานของเทพบุตรนั้น ชัดแจ้ง จึงเชื่อผลแห่งกรรม เมื่อประกาศความเชื่อในผลแห่งกรรมของ ตน ได้กล่าวสองคาถาว่า ได้ยินว่า คนทั้งหลายที่มีปัญญา พูดแต่คำจริง คำของบัณฑิตทั้งหลาย จึงไม่แปรปรวนกลับกลาย เป็นอย่างอื่น คนทำบุญจะไปในที่ใด ๆ ย่อมมีแต่ ของที่น่ารักน้ำใคร่ บันเทิงอยู่ในที่นั้น ๆ ความโศก ความร่ำให้ การฆ่า การจองจำ และเหตุเกิดเรื่อง เลวร้าย มีอยู่ในที่ใด ๆ คนทำบาป ก็ย่อมไปในที่ นั้น ๆ ย่อมไม่พ้นทุคติไปได้ไม่ว่าในกาลไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสกปริทฺทโว แปลว่า ความโศก และความร่ำไห้ เหตุเกิดความพินาศ ท่านเรียกว่า ปริกิเลส. เมื่อพวกเขากำลงพูดกันอยู่อย่างนี้แล เปลือกฝักซึก ที่แก่จัด ขั้วหลุด เพราะความแก่จัด ก็หล่นจากต้นซึก ใกล้ประตูวิมาน ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรพร้อมด้วยเทพบริวารก็โทมนัสเสียใจ พวกพ่อค้าเห็นดังนั้น จึง กล่าวคาถาว่า พ่อกุมาร เพราะเหตุอะไรหนอ เทพบริวารจึง กลายเป็นผู้ฟั่นเฟือนในชั่วครู่นี้ เหมือนน้ำถูกกวน
หน้า 669 ข้อ 84
ให้ขุ่น โทมนัสความเสียใจ จึงได้มีแก่เทพบริวารนี้ และตัวท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมุฬฺหรูโปว ความว่า เหมือนผู้มี สภาพหลงไปหมด เพราะความโศก. บทว่า ชโน ได้แก่ ชนคือเทวดา. บทว่า อสฺมึ มุหุตฺเต ได้แก่ ในชั่วครู่นี้. บทว่า กลลีกโต ได้แก่ ถูกทำให้เป็นเหมือนเปือกตม อธิบายว่า ขุ่นเหมือนน้ำที่อยู่กับเปือกตม. บทว่า ชนสฺสิมสฺส ตุยฺหญฺจ ได้แก่ แก่เทพผู้เป็นบริวารของท่านนี้ และแก่ตัวท่าน. บทว่า อปฺปจฺจโย ได้แก่ ความโทมนัส. เทพบุตรได้ฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย กลิ่นหอมทิพย์เหล่านี้ หอมฟุ้งจากป่าไม้ซึก หอมตลบอบอวลทั่ววิมานนี้ กำจัดความมืด ได้ทั้งกลางวันกลางคืน ล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักของต้นซึกเหล่านี้ จะแตกออกเป็นฝัก ๆ เป็นอันรู้ว่า ร้อยปีของมนุษย์ล่วงไปแล้ว ดูก่อน พ่อค้าทั้งหลาย ตั้งแต่ข้าพเจ้าเกิดในเทวดาหมู่นี้ ดำรงอยู่ในวิมานนี้ ๕๐๐ ปีทิพย์แล้วจึงจุติ เพราะ สิ้นบุญ เพราะสิ้นอายุ เพราะความโศกนั้นนั่นแล ข้าพเจ้าจึงซบเซา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิรีสวนา ได้แก่ จากป่าไม้ซึก เทพบุตรเรียกพวกพ่อค้าว่า ตาตา กลิ่นหอมทิพย์เหล่านี้ คือที่ประจักษ์
หน้า 670 ข้อ 84
แก่พวกท่านและข้าพเจ้า มีกลิ่นหอมเหลือเกินทีเดียว ย่อมฟุ้ง คือตลบ ไปโดยรอบ กลิ่นทิพย์เหล่านั้น เมื่อฟุ้งไปอย่างนี้ ย่อมฟุ้งตลบ อบอวลทั่ววิมานนี้ ให้รับกลิ่นได้อย่างดีทีเดียว มิใช่แต่หอมตลบ อย่างเดียวเท่านั้น ที่จริงยังกำจัดความมืดด้วยรัศมีของตนอีกด้วย ด้วยเหตุ นั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า ทิวา จ รตฺโต จ ตมํ นิหนฺตวา ดังนี้. บทว่า อิเมสํ ได้แก่ ต้นซึกทั้งหลาย. บทว่า สิปาฏิกา ได้แก่ เปลือกฝักผลซึก. บทว่า ผลติ ความว่า สุกแล้วหล่นจากขั้ว หรือว่า ฝักแตกแล้ว ก็ร่วงไป. บทว่า มานุสฺสกํ วสฺสสตํ อตีตํ ความว่า เพราะล่วงไปร้อยปี เปลือกฝักต้นซึกนี้จะแตก และที่แตกแล้วก็มี ฉะนั้น ร้อยปีมนุษย์ของข้าพเจ้าจึงล่วงไปแล้ว ตั้งแต่คือจำเดิมแต่ข้าพเจ้าเข้าถึง คือบังเกิด ในหมู่นี้คือในเทพหมู่นี้ ข้าพเจ้ามีอายุ ๕๐๐ ปีทิพย์ เพราะ- ฉะนั้น อายุของข้าพเจ้ากำลังสิ้น ดังนั้น ข้าพเจ้าจึงซบเซาเพราะความโศก ดังนี้ เทพบุตรชี้แจงดังกล่าวมาฉะนี้ ด้วยเหตุนั้น เทพบุตรจึงกล่าวว่า ทิพฺพานหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ ฯ เป ฯ เตเนว โสเกน ปมุจฺฉิโตสฺมิ ดังนี้. ลำดับนั้น พวกพ่อค้าพากันพูดปลอบโยนเทพบุตรนั้นว่า ท่านได้วิมานซึ่งหาที่เปรียบมิได้เป็นเวลานาน ท่านเป็นเช่นนั้น จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า ผู้มีบุญ น้อยเข้าอยู่วิมานชั่วเวลาสั้น ๆ ควรเศร้าโศกแท้. ในคาถานั้น อธิบายว่า ใคร ๆ ก็ตามที่มีอายุน้อยมีบุญน้อย ควรจะ เศร้าโศกเพราะอาศัยความตาย แต่เทพบุตรเช่นท่านพรั่งพร้อมด้วยอานุ-
หน้า 671 ข้อ 84
ภาพทิพย์ มีอายุถึง ๙ ล้านปีอย่างนี้ จะเศร้าโศกไปทำไมเล่า คือไม่ควร เศร้าโศกทีเดียว เทพบุตรสบายใจด้วยคำปลอบโยนเพียงเท่านั้นเอง รับ คำพวกพ่อค้าเหล่านั้น และเมื่อชี้แจงแก่พ่อค้าเหล่านั้นกล่าวคาถาว่า ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลาย ข้อที่ท่านทั้งหลายกล่าว วาจาน่ารักตักเตือนข้าพเจ้านั้น สมควรแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจะต้องคุ้มครองพวกท่าน ขอท่านทั้งหลายจง ไปยังที่ที่พวกท่านปรารถนาโดยสวัสดีเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุจฺฉวึ ได้แก่ สมควร คือ การ กล่าวตักเตือนของพวกท่านนั่นแล สมควร. บทว่า โอวทิยญฺจ เม ตํ ความว่า คำนั้นอันพวกท่านกล่าวอยู่ คือพึงกล่าวเป็นโอวาท แก่ข้าพเจ้า ประกอบความว่า เพราะท่านทั้งหลายกล่าววาจาน่ารัก คือคำเป็นที่รัก ด้วยคำว่า กถํ นุ โสเจยฺย เป็นต้น กะข้าพเจ้าคือแก่ข้าพเจ้าใด อีก อย่างหนึ่ง การพูด การกล่าวด้วยวาจาน่ารัก ใด การกล่าวนั้นของ พวกท่านนั่นแหละสมควร อีกอย่างหนึ่ง เพราะท่านทั้งหลายกล่าววาจา น่ารักใด ฉะนั้น การกล่าววาจาน่ารักของท่านทั้งหลายนั้น เป็นอันท่าน ทั้งหลายตักเตือนคือพึงกล่าวสอนด้วย ข้าพเจ้าควรกระทำให้เหมาะแก่ โอวาทด้วย สมควรแก่ข้าพเจ้า อันข้าพเจ้ากระทำแล้ว เพื่อจะตอบคำถาม ที่จะมีขึ้นว่า ทำข้อนั้นอย่างไร ดังนั้นเทพบุตรจึงกล่าวว่า ตุมฺเห จ โข ตาตา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยานุคุตฺตา ความว่า ข้าพเจ้าจะตามคุ้มครองรักษาพวกท่าน จนกว่าพวกท่านจะล่วงพ้นทาง กันดาร ในทะเลทรายที่พวกอมนุษย์ยึดครองนี้ ไปคือถึง ที่ที่ปรารถนา
หน้า 672 ข้อ 84
คือตามชอบใจ สู่ความสวัสดี คือโดยปลอดภัย. ลำดับนั้น พวกพ่อค้าเมื่อจะประกาศความเป็นผู้กตัญญู ได้กล่าว คาถาว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายมีความต้องการทรัพย์ ปรารถ- นากำไร จึงพากันไปยังสินธุประเทศและโสวีระ- ประเทศ พวกข้าพเจ้าจักประกอบกรรมตามสมควร จักเสียสละอย่างบริบูรณ์ กระทำการฉลองเสรีสก- เทพบุตรอย่างโอฬาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปโยคา ได้แก่ ประกอบกรรม ตามสมควรแก่ปฏิญญาที่ทำไว้ในบัดนี้. บทว่า ปริปุณฺณจาคา แปลว่า มีจาคะบริบูรณ์ คือบริจาคของที่น่าใคร่เพื่องานฉลองอย่างโอฬาร. บทว่า มหํ ได้แก่ การฉลองเป็นการบูชา (บูชาด้วยการฉลอง). เทพบุตรปฏิเสธงานฉลองและชักชวนพ่อค้าเหล่านั้น ในสิ่งที่ควร ทำอีก กล่าวคาถาว่า ท่านทั้งหลายอย่าได้ทำการบูชาเสรีสกเทพบุตร เลย สิ่งที่พวกท่านพูดถึงทั้งหมด จักมีแก่พวกท่าน ท่านทั้งหลายจงงดเว้นการกระทำที่เป็นบาป และจง ตั้งใจประกอบตามซึ่งธรรมเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ วเทถ ความว่า ท่านทั้งหลาย หวังเดินทางถึงสินธุประเทศและโสวีระประเทศโดยปลอดภัย และหวัง
หน้า 673 ข้อ 84
กำไรรายได้อันไพบูลย์ในประเทศนั้น กล่าวคำเป็นต้นว่า คนฺตฺวา มยํ ดังนี้ ใด ข้อนั้นทั้งหมดจักมีแก่พวกท่าน คือแก่ท่านทั้งหลายอย่างนั้น ทีเดียว ท่านทั้งหลายจงอย่าสงสัยในเรื่องนั้น แต่จำเดิมแต่นี้ไป ท่าน ทั้งหลายต้องงดเว้นการกระทำที่เป็นบาปมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า ธมฺมานุโยคํ ได้แก่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่งกุศลธรรมมีให้ทานเป็นต้น. บทว่า อธิฏฺหาถ ได้แก่ จงตามศึกษา นี้เป็นการฉลองเสรีสกเทพบุตร เสรีสกเทพบุตรชี้แจงดังกล่าวมาฉะนี้. เทพบุตรเมื่อจะอนุเคราะห์อุบาสกผู้ใด ก็ประสงค์จะรักษาและ. ป้องกันพ่อค้าเหล่านั้นไว้ เมื่อเทพบุตรระบุเกียรติคุณของอุบาสกผู้นั้นแล้ว แนะนำอุบาสกผู้นั้นแก่พ่อค้าเหล่านั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ในหมู่พ่อค้าเกวียนนี้ มีอุบาสกผู้เป็นพหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีศรัทธา มีจาคะ มีความ ละมุนละไม มีปัญญาประจักษ์ เป็นผู้สันโดษ เป็น ผู้มีความรู้ ไม่พูดเท็จทั้งรู้ ไม่คิดเบียดเบียนผู้อื่น ไม่พูดส่อเสียดให้เขาแตกกัน พูดแต่วาจาอ่อนหวาน น่ารัก มีความเคารพ มีความยำเกรง มีวินัยไม่เป็น คนเลว เป็นผู้บริสุทธิ์ในอธิศีล เป็นคนเลี้ยงบิดา มารดาโดยธรรม มีความประพฤติประเสริฐ เขา แสวงหาโภคะทั้งหลาย เพื่อเลี้ยงบิดามารดา มิใช่ เพื่อตน เมื่อบิดามารดาล่วงลับแล้ว เป็นผู้น้อมไป ในเนกขัมมะ จักประพฤติพรหมจรรย์ เป็นคนตรง
หน้า 674 ข้อ 84
ไม่คดโกง ไม่โอ้อวด ไม่มีมายา ไม่พูดมีเลศนัย เขาเป็นผู้ทำแต่กรรมดี ตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้ จะพึง ได้ความทุกข์อย่างไรเล่า เพราะอุบาสกนั้นเป็นเหตุ ข้าพเจ้าจึงได้ปรากฏตัว ดูก่อนพ่อค้าทั้งหลายเอ๋ย เพราะฉะนั้น พวกท่านจงเห็นธรรมเถิด เพราะ เว้นจากอุบาสกนั้นเสียแล้ว ท่านทั้งหลายจะวุ่นวาย เหมือนคนบอดหลงเข้าไปในป่า เป็นเถ้าถ่านไป อัน คนอื่นทอดทิ้งสัตบุรุษ อุบาสก] นั้น กระทำได้ ง่าย การคบหาสัตบุรุษนำสุขมาให้หนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺเฆ ได้แก่ หมู่พ่อค้าเกวียน. บทว่า วิจกฺขโณ ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่จะพึงทำนั้น ๆ. บทว่า สนฺตุสฺสิโต ได้แก่ เป็นผู้สันโดษ. บทว่า มุติมา ความว่า เป็นผู้มีความรู้ เพราะ รู้ถึงประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า ด้วยกัมมัสสกตาญาณเป็นต้น. บทว่า สญฺชานมาโน น มุสา ภเณยฺย ความว่า ไม่พูดเท็จ ทั้งที่รู้. บทว่า เวภูติกํ ความว่า ไม่พึงทำ คือไม่พึงกล่าวคำส่อเสียด ที่ได้ชื่อว่า เวภูติกะ เพราะกระทำผู้ที่เกื้อกูลกันต้องพรากจากกัน. บทว่า สปฺปติสฺโส ได้แก่ มีความยำเกรง คือมีความสงบเสงี่ยม เพราะมีความประพฤติอ่อนน้อมถ่อมตน ในบุคคลที่อยู่ในฐานะเป็นครู ชื่อว่า สัปปติสสะ เพราะอรรถว่า เป็นไปกับด้วยความยำเกรง. บทว่า อธิสีเล ได้แก่ ในอธิสีลสิกขาที่อุบาสกพึงรักษา. บทว่า อริยวุตฺติ ได้แก่ มีความประพฤติบริสุทธิ์.
หน้า 675 ข้อ 84
บทว่า เนกฺขมฺมโปโณ ได้แก่ น้อมไปในพระนิพพาน. บทว่า จริสฺสติ พฺรหฺมจริยํ ความว่า จักบวชประพฤติศาสนพรหมจรรย์. บทว่า เลสกปฺเปน ได้แก่ ใช้เลศที่เหมาะ. บทว่า น จ โวหเรยฺย ความว่า ไม่พึงเปล่งคำพูด ด้วยอำนาจมายาสาไถย. บทว่า ธมฺเม ิโต กินฺติ ลเภถ ทุกฺขํ ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในธรรม คือผู้ประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ โดยนัยที่กล่าวแล้วอย่างนี้ จะพึงได้ คือพึงถึงความ ทุกข์ อย่างไร คือด้วยประการไร. บทว่า ตํ การณา ได้แก่ อุบาสกนั้นเป็นนิมิต คือเพราะเหตุ แห่งอุบาสกนั้น. บทว่า ปาตุกโตมฺหิ อตฺตนา ความว่า ข้าพเจ้าเอง นี่แหละ ได้ปรากฏตัวแก่ท่านทั้งหลาย ปาฐะว่า อตฺตานํ ก็มี ความว่า ข้าพเจ้าได้ทำตนของข้าพเจ้าให้ปรากฏแก่ท่านทั้งหลาย. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าประพฤติอ่อนน้อมซึ่งพระธรรม เมื่อรักษา พระธรรมนั้น ก็ชื่อว่ารักษาพวกท่านด้วย ฉะนั้น พวกท่านจงเห็น พระธรรม คือจงตรวจดูพระธรรมเท่านั้นว่าควรประพฤติ. บทว่า อญฺตฺร เตนหิ ภสฺมิ ภเวถ ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายเว้นอุบาสกนั้นพากันมา ก็จะกลายเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง ไม่มีที่อาศัย ถึงความเป็นเถ้าถ่านในทะเลทรายนี้. บทว่า ขิปฺปมาเนน ได้แก่ ทอดทิ้ง เย้ยหยัน บีบคั้นอยู่อย่างนี้. บทว่า ลหุํ แปลว่า ทำได้ง่าย. บทว่า ปเรน แปลว่า ยิ่ง อีกอย่างหนึ่ง แปลว่า ผู้อื่น เพราะเหตุนั้น การคบสัตบุรุษจึงเป็นสุขแท้แล อธิบายว่า ผู้ที่ตั้งมั่นอยู่ในขันติและโสรัจจะ ถึงถูกใคร ๆ ว่ากล่าวอะไร ๆ ก็ไม่ โต้ตอบ. พวกพ่อค้าประสงค์จะทราบว่า อุบาสกที่เทพบุตรกล่าวถึงทั่วไป
หน้า 676 ข้อ 84
อย่างนี้ [ เป็นใคร ] โดยสรูปเจาะจง จึงกล่าวคาถาว่า ข้าแต่เทวดา อุบาสกนั้น คือใคร ทำงาน อะไร เขาชื่ออะไร เขาโคตรอะไร ท่านมาในที่นี้ เพื่ออนุเคราะห์อุบาสกคนใด แม่ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ ต้องการจะเห็นอุบาสกคนนั้น ท่านรักอุบาสกคนใด ก็เป็นลาภของอุบาสกคนนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนาม โส ความว่า โดยชื่อ สัตว์เกิด คือสัตว์ผู้นั้น คือใคร. บทว่า กิญฺจ กโรติ กมฺมํ ความว่า บรรดางานทั้งหลายมีกสิกรรมและวณิชยกรรมเป็นต้น เขาทำงานเช่นไร. บทว่า กึ นามเธยฺยํ ความว่า บรรดาชื่อมี ติสสะ ผุสสะ เป็นต้น ชื่อที่บิดามารดาตั้งให้เขาชื่ออะไร หรือบรรดาโคตรมีภัคควะ ภารทวาชะ เป็นต้น เขาโคตรอะไร. บทว่า ยสฺส ตุวํ ปิเหสิ ความว่า ท่านรัก อุบาสกคนใด. บัดนี้ เทพบุตรเมื่อแสดงอุบาสกนั้นโดยชื่อและโคตรเป็นต้น กล่าวว่า ผู้ใดเป็นกัลบกมีชื่อว่าสัมภวะ อาศัยการตัดผม เลี้ยงชีพ เขาเป็นคนรับใช้ของพวกท่าน ท่าน ทั้งหลายจงรู้ผู้นั้นว่าเป็นอุบาสก ท่านทั้งหลายอย่า ได้ดูหมิ่นอุบาสกนั้น อุบาสกนั้นเป็นผู้ละมุนละไม [ น่ารัก ]. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปฺปโก แปลว่า ช่างตัดผม. บทว่า สมฺภวนามเธยฺโย แปลว่า มีชื่ออย่างนี้ว่าสัมภวะ. บทว่า โกจฺฉผลูปชีวี
หน้า 677 ข้อ 84
แปลว่า ผู้อาศัยเก้าอี้หวายและผลเลี้ยงชีพ [ช่างตัดผม] ที่ชื่อว่า โกจฉะ ในบทว่า โกจฺฉผลูปชีวี นั้น ได้แก่ เครื่องสำเร็จการหวีผมเป็นต้น เพื่อจัดระเบียบทรงผมเป็นต้น. บทว่า เปสิโย ได้แก่ ผู้รับใช้ คือผู้ทำ การขวนขวายช่วยเหลือ. บัดนี้ พ่อค้าทั้งหลายรู้จักอุบาสกนั้นแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่เทวดา พวกข้าพเจ้ารู้จักช่างตัดผมคนที่ ท่านพูดถึง แต่ไม่รู้ว่าเขาเป็นเช่นนี้เลย ข้าแต่เทวดา ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ฟังคำของท่านแล้ว จักบูชาอุบาสก นั้นอย่างโอฬาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชานามเส ความว่า พวกข้าพเจ้ารู้จัก ผู้ที่ท่านกล่าวถึงนั้นโดยเฉพาะ. บทว่า เอทิโส อธิบายว่า พวกเราไม่ รู้เลยว่า อุบาสกนั้นเป็นเช่นนี้ อย่างที่ท่านประกาศเกียรติคุณ คือมิได้รู้ อย่างที่ท่านประกาศ. บัดนี้ เพื่อจะยกพ่อค้าเหล่านั้นขึ้นสู่วิมานของตนแล้วสั่งสอน จึง กล่าวคาถาว่า มนุษย์ในกองเกวียนนี้ ไม่ว่าคนหนุ่ม คนแก่ หรือคนปูนกลาง หมดทุกคนนั่นแหละจงขึ้นวิมาน พวกคนตระหนี่จงดูผลของบุญทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหนฺตา แปลว่า คนแก่. บทว่า อาลมฺพนฺตุ แปลว่า จงขึ้น. บทว่า กทริยา แปลว่า คนตระหนี่ คือ คนมีปกติไม่บริจาค.
หน้า 678 ข้อ 84
บัดนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายกล่าวคาถาไว้ ๖ คาถา ตอนจบเรื่องว่า พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ต่างคนต่างเข้า ห้อมล้อมกัลบกนั้น พากันขึ้นสู่วิมาน ดุจภพดาวดึงส์ ของท้าววาสวะ [ พระอินทร์ ] พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมด ในที่นั้น ต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสก ได้เป็น ผู้งดเว้นจากปาณาติบาต งดเว้นจากอทินนาทาน งดเว้นจากการดื่มน้ำเมา และไม่กล่าวเท็จ ยินดี ด้วยภรรยาของตน พ่อค้าเหล่านั้น ทั้งหมดในที่นั้น ครั้นต่างคนต่างประกาศความเป็นอุบาสกแล้ว บันเทิง อยู่ด้วยเทพฤทธิ์เนือง ๆ ได้รับอนุญาตแล้ว หลีกไป พ่อค้าเหล่านั้นมีความต้องการทรัพย์ ปรารถนากำไร ไปถึงสินธุประเทศ และโสวีระประเทศ พยายาม ค้าขายตามปรารถนา มีลาภผลบริบูรณ์ กลับ มาปาฏลิบุตรอย่างปลอดภัย พ่อค้าเหล่านั้นไปสู่เรือน ของตน มีความสวัสดี พร้อมหน้าบุตรภรรยา มี ความเพลิดเพลิน ปลาบปลื้ม ดีใจ ชื่นใจ ได้ทำ การบูชาเสรีสกเทพบุตรอย่างโอฬาร ช่วยกันสร้าง เทวาลัย ชื่อเสรีสกะ การคบสัตบุรุษสำเร็จประโยชน์ เช่นนี้ การคบผู้มีคุณธรรม มีประโยชน์มาก เพื่อ ประโยชน์ของอุบาสกคนเดียว พ่อค้าทั้งหมดก็ได้ ประสบความสุข.
หน้า 679 ข้อ 84
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ ปุเร ความว่า ต่างชิงกันพูดว่า ฉันก่อน ๆ. พระธรรมสังคาหกาจารย์กล่าวว่า เต ตตฺถ สพฺเพว พ่อค้า เหล่านั้นทั้งหมดในที่นั้น ดังนี้แล้วกล่าวคำว่า สพฺเพว เต พ่อค้าเหล่า นั้นทั้งหมด ดังนี้อีก ก็เพื่อแสดงว่า พ่อค้าเหล่านั้นทั้งหมดมีความขะมัก เขม้นในการขึ้นวิมานด้วยประการใด พ่อค้าทั้งหมดได้ขึ้นวิมานนั้นด้วย ประการนั้น ไม่มีอันตรายในการขึ้นแก่ใคร ๆ. บทว่า มสกฺกสารํ ใน บาทคาถาว่า มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส ท่านกล่าวหมายถึงสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ อีกอย่างหนึ่งหมายถึงสวรรค์ทั้งหมด แต่ในที่นี้ พึงทราบว่า ภพท้าวสักกะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มสกฺกสารํ วิย วาสวสฺส ดังนี้. ครั้งนั้น พ่อค้าเหล่านั้นเห็นวิมานแล้วมีจิตเลื่อมใส ตั้งอยู่ในโอวาท ของเทพบุตรนั้น ดำรงอยู่ในสรณคมน์และศีลห้า ได้ไปถึงประเทศที่ตน ปรารถนา โดยความสวัสดี ด้วยอานุภาพของเทพบุตรนั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เต ตตฺถ สพฺเพว เป็นต้น ในคาถานั้นประกอบความว่า พ่อค้าเกวียนบันเทิงอยู่ด้วยเทพฤทธิ์เนือง ๆ ได้รับอนุญาตแล้ว หลีกไป ถามว่า ใครเป็นผู้อนุญาต ตอบว่า เทพบุตร ความปรากฏดังนี้แล. บทว่า ยถาปโยคา แปลว่า ทำความพยายามตามความมุ่งหมาย. บทว่า ปริปุณฺณลาภา แปลว่า มีลาภสำเร็จแล้ว. บทว่า อกฺขตํ ได้แก่ ถึงกรุงปาลิบุตรโดยไม่วุ่นวาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อกฺขตํ แปลว่า ไม่ป่วยไข้ ไม่ถูกเบียดเบียน ความว่า โดยไม่มีอันตราย. บทว่า สงฺฆรํ แปลว่า เรือนของตน. บทว่า โสตฺถิวนฺโจ ได้แก่ ประกอบด้วยความสวัสดี คือมีความปลอดภัย ด้วยบททั้ง ๔ บทว่า
หน้า 680 ข้อ 84
อานนฺที เป็นต้น ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้มีความสบายใจทั้งนั้น. บทว่า เสรีสกํ เต ปริเวณํ มาปยึสุ ความว่า เพื่อตั้งอยู่ในความเป็นผู้กตัญญู หลุดพ้นปฏิสวะการรับคำ พวกพ่อค้าได้สร้างเทวาลัย คือที่อยู่ ชื่อว่า เสรีสกะ ตามชื่อของเทพบุตร พรั่งพร้อมด้วยปราสาทเรือนยอดและที่พัก กลางคืนเป็นต้น ล้อมด้วยกำแพง ประกอบด้วยซุ้มประตู มีบริเวณโดย เพ่งพิจารณาโดยแบบแผนที่กำหนดไว้นั่นแหละ. บทว่า เอตาทิสา แปลว่า เป็นเช่นนี้ คือป้องกันสิ่งที่ไม่เป็น ประโยชน์ และให้สำเร็จประโยชน์ได้อย่างนี้. บทว่า มหตฺถิกา แปลว่า มีประโยชน์ใหญ่ มีอานิสงส์มาก. บทว่า ธมฺมคุณานํ แปลว่า มีคุณ ความดีไม่ผิดเพี้ยน เพราะเพื่อสัตว์ผู้เดียว สัตว์ทั้งหมด คือสัตว์ที่นับ เนื่องในกองเกวียนเหล่านั้นทั้งหมดทีเดียว ในที่นั้น ก็พลอยมีความสุข ประสบความสุขถึงความเกษมสำราญ. ฝ่ายสัมภวอุบาสกเรียนคาถาประพันธ์ที่ดำเนินไปโดยคำกล่าวคำโต้ ตอบของปายาสิเทพบุตร และพ่อค้าเหล่านั้น โดยทำนองที่ได้ฟังนั่นแหละ และบอกกล่าวแก่พระเถระทั้งหลาย อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปายาสิ- เทพบุตร กล่าวแก่ท่านพระสัมภวเถระ. พระมหาเถระทั้งหลายมีพระยส- เถระเป็นประมุข ได้ยกเรื่องนั้นขึ้นสู่สังคายนาในคราวสังคายนาครั้งที่สอง ฝ่ายสัมภวอุบาสกบวชเมื่อบิดามารดาล่วงลับไปแล้ว ได้ดำรงอยู่ในพระ- อรหัต. จบอรรถกถาเสรีสกวิมาน
หน้า 681 ข้อ 85
๑๑. สุนิกขิตตวิมาน ว่าด้วยสุนิกขิตตวิมาน พระมหาโมคคัลลานเถระ ถามเทพบุตรองค์หนึ่งว่า [๘๕] วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมีห้องรโหฐานงามโอฬาร ๗๐๐ ห้อง ล้วน เสาแก้วไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องปูลาดที่งดงาม ท่าน นั่งและดื่มกินในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรเลง ไพเราะ มีกามคุณห้า มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีที่ แต่งองค์ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมี วรรณะงามเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จ แก่ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้จัดดอกไม้ที่เขาวางกันไว้ไม่เรียบร้อย ให้เรียบร้อย แล้ววางไว้ที่พระสถูปของพระสุคต จึง เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก พรั่งพร้อมไปด้วย กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึง
หน้า 682 ข้อ 85
มีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ข้าพเจ้า เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมีของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. จบสุนิกขิตตวิมาน จบภาณวารที่ ๔ อรรถกถาสุนิกขิตตวิมาน สุนิกขิตตวิมาน มีคาถาว่า อุจฺจมิทํ มณิถูณํ เป็นต้น. สุนิกขิตต- วิมานนั้นเกิดขึ้นอย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน กรุงสาวัตถี สมัยนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะจาริกไปในเทวโลก ถึงสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ ขณะนั้นเทพบุตรองค์หนึ่งยืนอยู่ที่ประตูวิมานของตน เห็นท่าน พระมหาโมคคัลลานะเกิดความเคารพนับถือมาก เข้าไปหาแล้วไหว้ด้วย เบญจางคประดิษฐ์ ยืนประคองอัญชลีอยู่. เล่ากันมาว่า เทพบุตรนั้น ในอดีตกาล ครั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะเสด็จดับขันธปรินิพพาน มหาชนได้สร้างพระสถูปทอง โยชน์หนึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระองค์ บริษัท ๔ ได้พากัน เข้าไปบูชาพี่พระเจดีย์ด้วยของหอมดอกไม้และธูปเป็นต้นเสมอ ๆ เมื่อคน อื่น ๆ ไปบูชาด้วยดอกไม้ที่พระเจดีย์นั้น อุบาสกคนหนึ่งเห็นดอกไม้ที่
หน้า 683 ข้อ 85
วางไว้ไม่เรียบร้อยในที่ที่คนทั้งหลายเหล่านั้นบูชา จึงจัดวางดอกไม้เหล่า นั้นอย่างเรียบร้อยทีเดียวในที่นั้นเอง ได้บูชาด้วยดอกไม้ซึ่งจัดอย่างวิเศษ เป็นส่วน ๆ มีสัณฐานน่าดูน่าเลื่อมใส ครั้นแล้วก็ยึดการบูชาด้วยดอกไม้ นั้นเป็นอารมณ์ ระลึกถึงพระคุณของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ตั้งบุญ นั้นไว้ในหทัย. เวลาต่อมา อุบาสกนั้นทำกาละตายไปบังเกิดในวิมานทอง ๑๒ โยชน์ ในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพแห่งกรรมนั้นเอง เขาได้มีอานุภาพ มากและบริวารมาก. คำว่า ตสฺมึ ขเณ อญฺตโร เทปุตฺโต ฯ เป ฯ อฏฺาสิ ดังนี้ กล่าวหมายถึงเทพบุตรนั้น. ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ถามถึงกรรมสุจริตที่เทพ- บุตรกระทำ โดยมุ่งประกาศสมบัติตามที่ได้ไว้ ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า วิมานเสาแก้วมณีนี้สูง ๑๒ โยชน์ โดยรอบมี ห้องรโหฐานงามโอฬาร ๗๐๐ ห้อง ล้วนเสาแก้ว ไพฑูรย์ ปูลาดด้วยเครื่องปูลาดที่งดงาม ท่านนั่ง และดื่มกินในวิมานนั้น และพิณทิพย์ก็บรรเลงไพเราะ มีกามคุณห้า มีรสเป็นทิพย์ และเทพนารีที่แต่งองค์ ด้วยทองฟ้อนรำอยู่ เพราะบุญอะไร ท่านจึงมีวรรณะ งามเช่นนั้น เพราะบุญอะไร ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ท่าน และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดแก่ท่าน. ดูก่อนเทพบุตรผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ท่านได้ทำบุญอะไรไว้ เพราะ
หน้า 684 ข้อ 85
บุญอะไร ท่านจึงมีอานุภาพรุ่งเรืองอย่างนี้ และรัศมี ของท่านจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. เทพบุตรนั้นได้กล่าวถึงกรรมที่ตนการทำแก่พระมหาโมคคัลลานเถระ นั้นด้วยคาถาหลายคาถา พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายเมื่อแสดงเรื่องนั้น กล่าวว่า เทพบุตรนั้นดีใจ ถูกพระโมคคัลลานะถามแล้ว ครั้นแล้วก็พยากรณ์ปัญหาของกรรมที่มีผลอย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าได้จัดดอกไม้ที่เขาวางกันไว้ไม่เรียบร้อย ให้เรียบร้อย แล้ววางไว้ที่พระสถูปของพระสุคต จึง เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก พรั่งพร้อมไปด้วย กามทั้งหลายอันเป็นทิพย์ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึง มีวรรณะเช่นนี้ เพราะบุญนั้น ผลอันนี้จึงสำเร็จแก่ ข้าพเจ้า และโภคะทุกอย่างที่น่ารักจึงเกิดขึ้นแก่ ข้าพเจ้า. ข้าแต่ท่านภิกษุผู้มีอานุภาพมาก ข้าพเจ้าขอ บอกท่าน ครั้งเกิดเป็นมนุษย์ ข้าพเจ้าได้ทำบุญ ใดไว้ เพราะบุญนั้น ข้าพเจ้าจึงมีอานุภาพรุ่งเรือง อย่างนี้ และรัศมีของข้าพเจ้าจึงสว่างไสวไปทุกทิศ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุนฺนิกฺขิตฺตํ มาลํ ได้แก่ วางไว้ไม่ เรียบร้อย เพราะวางตามสะดวกใจ ไม่วางโดยจัดแต่งเป็นพิเศษมีวาง ติด ๆ กันเป็นต้น ในสถานที่กระทำการบูชาที่พระเจดีย์ อีกอย่างหนึ่ง
หน้า 685 ข้อ 85
ดอกไม้วางไว้ไม่เรียบร้อยเพราะถูกลมพัด. บทว่า สุนิกฺขิปิตฺวา ได้แก่ วางไว้เรียบร้อย คือวางให้น่าดูน่าเลื่อมใส โดยจัดแต่งเป็นพิเศษ. บทว่า ปติฏฺเปตฺวา ได้แก่ ให้ดอกไม้ตั้งอยู่อย่างวิเศษเป็นส่วน ๆ เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นเนื้อความในที่นี้อย่างนี้ว่า เมื่อวางดอกไม้นั้น เพ่ง พระเจดีย์ของพระศาสดา ให้กุศลธรรมตั้งอยู่ในสันดานของเรา. คำที่ เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสุนิกขิตตวิมาน จบอรรถกถาสุนิกขิตตวรรคที่ ๗ ประดับด้วยเรื่อง ๑๑ เรื่อง ใน วิมานวัตถุ แห่งปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาปุริสวิมาน รวมวิมานที่มีในวรรคนี้คือ ๑. จิตตลดาวิมาน ๒. นันทนวิมาน ๓. มณิถูณวิมาน ๔. สุวรรณ- วิมาน ๕. อัมพวิมาน ๖. โคปาลวิมาน ๗. กัณฐกวิมาน ๘. อเนก- วัณณวิมาน ๙. มัฏฐกุณฑลีวิมาน ๑๐. เสริสสกวิมาน ๑๑. สุนิกขิตต- วิมาน และอรรถกถา.
หน้า 686 ข้อ 85
นิคมกถา คำท้ายเรื่อง ก็ด้วยกถาเพียงที่กล่าวมานี้ เทศนาอันใด อำนวยประโยชน์แก่โลกทั้งปวง เมื่อจะประกาศสมบัติมีวิมานเป็นต้น ของเทวดาทั้ง- หลาย และเหตุของวิมานนั้นแก่สัตว์ทั้งหลาย ย่อม ชี้ชัดถึงความที่บุญทั้งหลายแม้จำนวนเล็กน้อย ก็มี ผลโอฬารเพราะเจตนา [ ของทายก ] และพระ- ทักขิไณยบุคคลพรั่งพร้อม. พระธรรมสังคาหกาจารย์ ทั้งหลายผู้ฉลาดในกถาวัตถุ และรู้เรื่องอย่างดี ร่วม กันสังคายนา เทศนาใดไว้ว่า วิมานวัตถุ เพื่อจะ ประกาศความของวิมานวัตถุนั้น ข้าพเจ้าได้อาศัย นัยที่มาในอรรถกถาเก่า จึงเริ่มแต่งอรรถกถา ซึ่งมี ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี เพราะประกาศปรมัตถ์อรรถ อย่างสูง ในวิมานวัตถุนั้น ตามสมควรในเรื่องนั้น ๆ อรรถกถาปรมัตถทีปนีนั้น มีบาลีจำนวน ๑๗ ภาณวาร มีวินิจฉัยอันไม่สับสน ก็จบลงแล้ว ดังนั้น ข้าพเจ้า ผู้แต่งอรรถกถาปรมัตถทีปนีนั้น ได้ประสบบุญอันใด ด้วยอานุภาพแห่งบุญอันนั้น ขอสัตว์ผู้มีเรือนร่างจง หยั่งรากมั่นคงลงสู่คำสั่งสอนของพระโลกนาถ ด้วย
หน้า 687 ข้อ 85
ข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ จงเป็นภาคีมีส่วน แห่งวิมุตติรสกันหมดทุกตัวสัตว์เถิด. ขอศาสนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงยั่งยืนอยู่ในโลก ขอ หมู่ปราณสัตว์ทุกหมู่เหล่า จงมีความเคารพในศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นนิจเถิด ขอฝนจง ตกต้องตามฤดูกาล ขอพระราชาผู้เป็นเจ้าแผ่นดิน ผู้แนบแน่นในพระสัทธรรม จงปกครองประชาชาว โลก โดยธรรม เทอญ. จบอรรถกถาขุททกนิกาย วิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี ที่อาจารย์ ธรรมปาละผู้อยู่ในพทรติตถวิหารแต่งไว้ ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาวิมานวัตถุ

เล่มจริงที่ 49 (607 หน้า · 0001 – 0607)

กระโดดไปหน้า (607 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 86
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เปตวัตถุ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ๑. เขตตูปมาเปตวัตถุ ว่าด้วยพระอรหันต์เปรียบเหมือนนา พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ความว่า [๘๖] พระอรหันต์ทั้งหลายเปรียบด้วยนา ทายก ทั้งหลายเปรียบด้วยชาวนา ไทยธรรมเปรียบด้วย พืช ผลทานย่อมเกิดแต่การบริจาคไทยธรรมของ ทายกแก่ปฏิคคาหก พืชนาและการหว่านพืชนั้น ย่อมให้เกิดผลแก่เปรตทั้งหลายและทายก เปรต ทั้งหลายย่อมบริโภคผลนั้น ทายกย่อมเจริญด้วย บุญ ทายกทำกุศลในโลกนี้แล้ว อุทิศให้เปรต ทั้งหลาย ครั้นทำกรรมดีแล้วย่อมไปสวรรค์. จบ เขตตูปมาวัตถุที่ ๑
หน้า 2 ข้อ 86
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ กถาเริ่มต้นปกรณ์ ข้าพเจ้า ขอนมัสการ ซึ่งพระโลกนาถเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระมหากรุณาคุณ ผู้บรรลุฝั่งแห่ง สาครคือไญยธรรม ผู้มีเทศนานัยอันละเอียด ลึกซึ้งและวิจิตร. ข้าพเจ้า ขอนมัสการ ซึ่งพระธรรมเจ้า อัน สูงสุดนั้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงบูชาแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องนำสัตว์เพียบพร้อมด้วยวิชา และ จรณะให้ออกจากโลก. ข้าพเจ้า ขอนมัสการ ซึ่งพระอริยสงฆ์ ผู้ เพียบพร้อมด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้ดำรงอยู่ใน มรรคและผล ผู้เป็นบุญเขต อันยอดเยี่ยม. ด้วยเดชแห่งบุญ อันเกิดจากการนมัสการ พระรัตนตรัย ดังกล่าวมาแล้วนี้ ขอข้าพเจ้า จง เป็นผู้มีอันตรายอันห้วงบุญนั้น กำจัดแล้วในที่ ทุกสถาน ก็เทศนาใด ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ประกาศถึงกรรมที่เปรตทั้งหลาย กระทำไว้ใน
หน้า 3 ข้อ 86
ชาติก่อน อันเป็นเหตุนำมาซึ่งความเป็นเปรต โดยความต่างกันแห่งผลกรรมของเปรตเหล่านั้น อันนำความสังเวชให้เกิดโดยพิเศษ ทำกรรมและ ผลของกรรมให้ประจักษ์ เทศนานั้นมีเรื่องที่ ทราบกันดีแล้ว โดยชื่อว่า เปตวัตถุ ที่ท่านผู้แสวง หาคุณอันยิ่งใหญ่ ได้สังคายนาไว้แล้ว ในขุททก- นิกาย. ข้าพเจ้า จะยึดเอานัยแห่งอรรถกถาเก่า ของเปตวัตถุนั้นมาชี้แจงถึงเหตุในเรื่องนั้น ๆ ให้แจ่มแจ้งโดยพิเศษ จักกระทำอรรถสังวรรณนา อันงดงามบริสุทธิ์ด้วยดี ไม่ปะปน มีอรรถและ วินิจฉัยอันละเอียด ไม่ค้านกับลัทธิของพระมหา- เถระผู้อยู่ในมหาวิหารตามกำลัง ขอสาธุชน ทั้งหลายจงตั้งใจสดับ อรรถสังวรรณนานั้นของ ข้าพเจ้า ผู้กล่าวอยู่โดยเคารพ เทอญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เปตวตฺถุ ได้แก่ กรรมอันเป็นเหตุให้ สัตว์นั้น ๆ มีบุตรแห่งเศรษฐีเป็นต้น เกิดเป็นเปรต. ก็พระปริยัติธรรม อันเป็นไปโดยประกาศถึงกรรมนั้น มีอาทิว่า พระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบด้วยนา ท่านประสงค์เอา เปตวัตถุในที่นี้. ถามว่า เปตวัตถุนี้นั้น ใครกล่าว กล่าวที่ไหน กล่าวเมื่อไร และเพราะเหตุไรจึงกล่าว ? ข้าพเจ้าจะเฉลย : จริงอยู่เปตวัตถุนี้ เกิดด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ ด้วยเหตุที่เกิดขึ้นแห่งเรื่อง ๑ ด้วยอำนาจ
หน้า 4 ข้อ 86
คำถามและคำตอบ ๑. ในสองอย่างนั้น ที่เกิดด้วยอัตถุปปัตติเหตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส นอกนั้น พระนารทเถระเป็นต้น เป็น ผู้ถาม พวกเปรตนั้น ๆ เป็นผู้แก้. ก็เพราะเหตุที่เมื่อพระนารทเถระ เป็นต้น กราบทูลถึงคำถามและคำตอบนั้น ๆ พระศาสดาจึงกระทำ เรื่องนั้น ๆ ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว แสดงธรรมแก่บริษัท พร้อมหน้ากัน. ฉะนั้น เปตวัตถุนั้นทั้งหมด จึงเป็นอันชื่อว่า พระ- ศาสดาตรัสทั้งนั้น. จริงอยู่ เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระธรรม- จักรอันบวร ประทับอยู่ในที่นั้น ๆ มีกรุงราชคฤห์เป็นต้น เปตวัตถุ นั้น ๆ จึงขึ้นสู่เทศนา โดยกระทำกรรมและผลของกรรม แห่งสัตว์ ทั้งหลายให้ประจักษ์ ด้วยการถามและแก้ไขอัตถุปปัตติเหตุนั้น ๆ โดยมาก ดังนั้น ในที่นี้เทศนานี้ จึงเป็นการตอบโดยทั่วไป แห่งบท ทั้งหลายว่า เกน ภาสิตํ ดังนี้เป็นต้น เป็นอันดับแรก. แต่เมื่อว่า โดยไม่ทั่วไป เทศนานี้ จักมาในอรรถวรรณนาแห่งเรื่องนั้น ๆ นั่นแล. ก็เปตวัตถุนี้นั้น นับเนื่องในสุตตันตปิฎก ในบรรดาปิฎก ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก และอภิธัมมปิฎก นับเนื่องในขุททกนิกาย ในบรรดานิกาย ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย และขุททกนิกาย สงเคราะห์เข้าในคาถา ในบรรดา ศาสนามีองค์ ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณะ คาถา อุทาน อิติวุตตก ชาดก อัพภูตธรรม และเวทัลละ. สงเคราะห์เข้าใน ธรรมขันธ์เล็กน้อย ในบรรดาธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่พระอานนท์ผู้ธรรมภัณฑาคาริก ได้ปฏิญญาณไว้อย่างนี้ว่า
หน้า 5 ข้อ 86
ข้าพเจ้าเรียนเอาพระธรรมขันธ์จากพุทธ-- สำนัก ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ จากสำนักภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ที่เป็นไปในหทัยของ ข้าพเจ้า จึงมีจำนวน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ดังนี้. ว่าโดย ภาณวาร มีเพียง ๔ ภาณวาร ว่าโดยวรรค สงเคราะห์ เป็น ๔ วรรคคือ อุรควรรค อุพพริวรรค จูฬวรรค และมหาวรรค. ใน ๔ วรรคนั้น วรรคแรกมี ๑๒ เรื่อง วรรคที่ ๒ มี ๑๓ เรื่อง วรรคที่ ๓ มี ๑๐ เรื่อง วรรคที่ ๔ มี ๑๖ เรื่อง รวมความว่า เมื่อ ว่าโดยเรื่อง ประดับด้วยเรื่อง ๕๑ เรื่อง. ในบรรดาวรรคของเรื่องนั้น อุรควรรคเป็นวรรคต้น. ในบรรดาเรื่อง มีเรื่องเขตตูปมเปรต เป็นเรื่องต้น คาถาของเรื่องต้นนั้น มีคำว่า เขตฺตูปมา อรหนฺโต เป็นต้นเป็นคาถาแรก.
หน้า 6 ข้อ 86
อุรควรรคที่ ๑ อรรถกถาเขตตูปมาเปตวัตถุที่ ๑ ก็ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปวิหาร ใกล้กรุงราชคฤห์ จึงทรงปรารภเปรตบุตรเศรษฐี คนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนั้นดังต่อไปนี้ :- ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ได้มีเศรษฐีคนหนึ่ง เป็นคน มั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีเครื่องปกรณ์แห่งทรัพย์ที่น่า ปลื้มใจอย่างมากมาย สั่งสมทรัพย์ไว้เป็นจำนวนหลายโกฏิ. ได้มีบุตร คนเดียว น่ารัก น่าชอบใจ. เมื่อบุตรนั้น รู้เดียงสา บิดามารดา จึงพากันคิดอย่างนี้ว่า เมื่อบุตรของเราจ่ายทรัพย์ให้สิ้นเปลืองไป วันละ ๑,๐๐๐ ทุกวัน แม้ถึงร้อยปี ทรัพย์ที่สั่งสมไว้นี้ ก็ไม่หมดสิ้นไป. จะประโยชน์อะไร ด้วยการที่จะให้บุตรนี้ลำบากในการศึกษาศิลปะ ขอให้บุตรนี้จงมีความไม่ลำบากกายและจิต บริโภคโภคสมบัติ ตามสบายเถิด ดังนี้แล้ว จึงไม่ให้บุตรศึกษาศิลปะ. ก็เมื่อบุตร เจริญวัยแล้ว มารดาบิดาได้นำหญิงสาวแรกรุ่น ผู้สมบูรณ์ด้วยสกุล รูปร่างความเป็นสาว ละความงาม ผู้เอิบอิ่มด้วยกามคุณ บ่ายหน้า ออกจากธรรมสัญญา. เขาอภิรมย์อยู่กับหญิงสาวนั้น ไม่ให้เกิดแม้ ความคิดถึงธรรม ไม่มีความเอื้อเฟื้อ ในสมณพราหมณ์และคนที่ควร เคารพ ห้อมล้อมด้วยพวกนักเลง กำหนัด ยินดี ติดอยู่ในกามคุณ ๕
หน้า 7 ข้อ 86
เป็นผู้มืดมนธ์ไปด้วยโมหะ ให้เวลาผ่านไป เมื่อมารดาบิดา ถึง แก่กรรมลง ให้สิ่งที่ปรารถนาแก่ นักรำ นักร้อง เป็นต้น ผลาญ ทรัพย์ให้วอดวายไป ไม่นานเท่าไรนัก ก็สิ้นเนื้อประดาตัว (เที่ยว) ขอยืม (เงิน) เลี้ยงชีวิต ยืมหนี้ไม่ได้อีก ถูกพวกเจ้าหนี้ ทวงถาม ก็ต้องให้ที่นาที่สวนและเรือนเป็นต้น ของตนแก่พวกเจ้าหนี้เหล่านั้น ถือกระเบื้อง เที่ยวขอทานกิน พักอยู่ที่ศาลาคนอนาถา ในพระนคร นั้นนั่นแล. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พวกโจร มาประชุมกัน กล่าวกะเขา อย่างนี้ว่า นายผู้เจริญ ท่านจะมีประโยชน์อะไรด้วยการเป็นอยู่ ลำบากอย่างนี้ ท่านยังเป็นหนุ่ม มีเรี่ยวแรงกำลังก็สมบูรณ์ เหตุไฉน ท่านจึงอยู่เหมือนมีมือเท้าพิกล มาเถิด มาร่วมกับพวกเรา (เที่ยว) ปล้นทรัพย์พวกชาวบ้านแล้ว เป็นอยู่สบายดี. ชายคนนั้น พูดว่า เราไม่รู้วิธีทำโจรกรรม. พวกโจรตอบว่า พวกเราจะสอนให้เธอ ขอให้เธอจงเชื่อคำของพวกเราอย่างเดียว. ชายนั้นรับคำแล้ว ได้ไปกับพวกโจรเหล่านั้น. ลำดับนั้น พวกโจรเหล่านั้น ใช้ให้เขาถือ ฆ้อนใหญ่ ตัดช่องย่องขึ้นเรือน ให้เขายืนตรงที่ปากช่องแล้วสอนว่า ถ้าคนอื่นมาในที่นี้ เจ้าจงเอาไม้ฆ้อนนี้ทุบผู้นั้นทีเดียวให้ตายเลย. เขาเป็นคนบอดเขลา ไม่รู้สิ่งที่เป็นประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ได้ยืนอยู่แต่ในที่นั้น มองดูทางมาของคนเหล่าอื่นอย่างเดียว. ฝ่าย พวกโจร เข้าไปยังเรือนแล้ว ถือเอาสิ่งของที่ควรถือเอาไปด้วย พอพวกคนในเรือนรู้ตัวเท่านั้น ก็พากันหนีไปคนละทิศ คนละทาง.
หน้า 8 ข้อ 86
พวกคนในเรือน ลุกขึ้น ต่างก็พากันวิ่งขับโดยเร็ว พร้อมกับ ข้างโน้นข้างนี้ เห็นชายคนนั้น ยืนอยู่ตรงช่องประตู เฮ้ย คนร้าย แล้วพากันจับไว้ เอาไม้ฆ้อนเป็นต้น ทุบมือและเท้าแล้ว กราบทูล แสดงแด่พระราชาว่า ขอเดชะ คนนี้เป็นโจร ข้าพระองค์จับได้ที่ ปากช่อง. พระราชาทรงมีพระบัญชาให้ผู้รักษาพระนครลงโทษ ด้วยพระดำรัสว่า จงตัดศีรษะของผู้นี้. ผู้รักษาพระนคร รับสนอง พระบรมราชโองการแล้ว จึงให้จับชายคนนั้นแล้ว ให้มัดไพล่หลัง อย่างมั่นคง ให้ตระเวนเขา ผู้ถูกคล้องคอด้วยพวงมาลัยสีแดงห่าง ๆ มีศีรษะเปื้อนด้วยผงอิฐ ตามทางที่เขาแสดงด้วยกลอง ตีประจาน โทษ จากทางรถบรรจบทางรถ จากทางสี่แพร่งบรรจบทางสี่แพร่ง แล้ว ให้เฆี่ยนด้วยหวาย พลางนำไปยังสถานที่ประหารชีวิต. ประชาชนพากันแตกตื่นว่า ในพระนครนี้ เขาจับโจรปล้นสะดมภ์ คนนี้ได้. ก็สมัยนั้นในพระนครนั้น มีหญิงงามเมือง คนหนึ่ง ชื่อว่า สุลสา ยืนอยู่ที่ปราสาทมองไปตามช่องหน้าต่าง เห็นชายคนนั้น ถูกนำไปอย่างนั้น เธอเคยถูกชายผู้นั้นบำเรอมาในกาลก่อน จึง เกิดความสงสารชายคนนั้นขึ้นว่า ชายคนนี้ เคยเสวยสมบัติเป็น อันมาก ในพระนครนี้เอง บัดนี้ถึงความพินาศวอดวายถึงเพียงนี้ จึงส่งขนมต้ม ๔ ลูก และน้ำดื่มไปให้. และได้แจ้งให้ผู้รักษา พระนครทราบว่า ขอเจ้านาย จงรอจนถึงชายผู้นี้กินขนมต้มเหล่านี้ แล้วดื่มน้ำก่อน.
หน้า 9 ข้อ 86
ครั้นในระหว่างนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ตรวจดูด้วย ทิพยจักษุ เห็นชายคนนั้นจะถึงความวอดวาย ด้วยแรงกรุณาเตือนใจ คิดว่า ชายคนนี้ ไม่เคยทำบุญ ทำแต่บาป เพราะฉะนั้น ชายผู้นี้ จักเกิดในนรก ครั้นพอเราไป เขาถวายขนมต้มและน้ำดื่มแล้ว จักเกิดในภุมมเทพ ไฉนหนอ เราจะพึงเป็นที่พึ่งของชายผู้นี้ ดังนี้ แล้วได้ไปปรากฏข้างหน้าของชายผู้นั้น ในขณะที่เขานำน้ำดื่ม และขนมต้มเข้าไปให้. เขา ครั้นเห็นพระเถระก็มีจิตเลื่อมใส คิดว่า เราผู้จะถูกคนเหล่านี้ฆ่าในบัดนี้เอง จะมีประโยชน์อะไร ด้วยขนมต้ม ที่เราจะกินเข้าไป ก็ผลทานี้ จักเป็นเสบียงสำหรับคนไปสู่ปรโลก จึงให้เขาถวายขนมต้มและน้ำดื่มแด่พระเถระ. เพื่อจะเจริญความ เลื่อมใสของชายผู้นั้น เมื่อชายผู้นั้น กำลังดูอยู่นั่นแหละ พระเถระ จึงนั่งในที่เช่นนั้น ฉันขนมต้มและดื่มน้ำแล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป. ฝ่ายชายผู้นั้น จกเพชฌฆาตนำไปสู่ที่ประหาร แล้วให้ถึงการตัด ศีรษะ ด้วยบุญที่เขาทำไว้ในพระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้เป็น บุญเขต อย่างยอดเยี่ยม แม้จะเป็นผู้ควรจะเกิดในเทวโลก ชั้นเยี่ยม แต่เพราะเหตุที่เธอมีจิตเศร้าหมองในเวลาใกล้จะตาย เพราะความ เสน่หาที่มุ่งถึงนางสุลสาว่า เราได้ไทยธรรมนี้ เพราะอาศัย นางสุลสา ฉะนั้น เมื่อจะเกิดเป็นหมู่เทพชั้นต่ำ จึงเกิดเป็นรุกขเทวดา ที่ต้นไทรใหญ่ มีร่มเงาอันสนิท อันเกิดแทบภูเขา. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า "ได้ยินว่า ถ้าในปฐมวัย เขาจักได้ ขวนขวายในการดำรงวงศ์กุลไซร้ เขาจักเป็นผู้เลิศกว่าเศรษฐี
หน้า 10 ข้อ 86
ทั้งหลาย ในพระนครนั้นนั่นเอง ถ้าขวนขวายในมัชฌิมวัย เขาจัก เป็นเศรษฐีวัยกลางคน ถ้าขวนขวายในปัจฉิมวัย เขาก็จักเป็น เศรษฐีในวัยสุดท้าย. แต่ถ้าในปฐมวัยเขาจักได้บวชไซร้ เขาก็จัก ได้เป็นพระอรหันต์. ถ้าบวชในมัชฌิมวัย เขาก็จักได้เป็นพระ- สกทาคามี หรือพระอนาคามี. ถ้าบวชในปัจฉิมวัย เขาก็จักได้เป็น พระโสดาบัน. แต่เพราะเขาคลุกคลีด้วยบาปมิตร เขาจึงเป็น นักเลงหญิง นักเลงสุรา ยินดีแต่ในทุจริต เป็นคนไม่เอื้อเฟื้อ เสื่อมจากสมบัติทั้งปวง ถึงความย่อยยับอย่างใหญ่หลวง โดยลำดับ." ครั้นสมัยต่อมา เทพบุตรนั้นเห็นนางสุลสาไปสวน เกิด กามราคะ เนรมิตให้มืดแล้วนำนางไปยังภพของตน สำเร็จการอยู่ ร่วมกับนางสิ้น ๗ วัน และได้แนะนำตนแก่นาง. มารดาของนาง เมื่อไม่เห็นนาง ร้องไห้พลางวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้. มหาชน เห็นเข้าจึงกล่าวว่า พระผู้เป็นเจ้ามหาโมคคัลลานะ เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก จะพึงรู้คติของนาง ท่านพึงเข้าไปหาท่านแล้ว ไต่ถามเถิด. นางรับคำแล้วเข้าไปหาท่าน ถามความนั้น. พระเถระ กล่าวว่า ในวันที่ ๗ แต่วันนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม ในพระเวฬุวันมหาวิหาร เธอจักเห็น ณ ที่สุดบริษัท. ลำดับนั้น นางสุลสาได้กล่าวกะเทวบุตรนั้นว่า ข้อที่เราอยู่ในภพของท่าน ไม่สมควร วันนี้ เป็นวันที่ ๗ มารดาของฉันเมื่อไม่เห็นฉัน ก็จัก กึงความร่ำไรโศกเศร้า ดีละเทวดา ท่านจงพาฉันไปที่นั้นนั่นเถิด. เทพบุตรพานางไปพักไว้ท้ายบริษัท ในเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 11 ข้อ 86
กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ในพระเวฬุวัน ได้ยินไม่ปรากฏตัว. ลำดับนั้น มหาชนเห็นนางสุลสา แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า แม่สุลสา เธอไปไหนมาตลอดวันเท่านี้ มารดาของเธอ เมื่อไม่เห็นเธอ ก็ได้ ถึงความร่ำไรโศกเศร้าเหมือนคนบ้า. นางจึงแจ้งเรื่องนั้นแก่มหาชน และเมื่อมหาชนถามว่า อย่างไรบุรุษนั้นการทำความขวนขวาย แต่บาปเช่นนั้น ไม่ได้ทำกุศลไว้เลย ยังเกิดเป็นเทพได้ นางสุลสา กล่าวว่า เขาได้ถวายขนมต้มและน้ำดื่มที่เราให้ แก่ท่านพระมหา- โมคคัลลานะ ด้วยบุญนั้น จึงได้เกิดเป็นเทพบุตร มหาชนได้กระทำ ดังนั้น จึงได้เกิดอัศจรรย์จิตไม่เคยมี จึงได้คิดว่า เขาได้กระทำ บุญกรรมแม้น้อย ในพระอรหันต์ทั้งหลาย ผู้ชื่อว่า เป็นบุญเขต อันยอดเยี่ยมของชาวโลก จึงนำสัตว์มาเกิดเป็นเทพบุตร ดังนี้แล้ว จึงได้เสวยปีติและโสมนัสอันโอฬาร ภิกษุทั้งหลาย กราบทูล เนื้อความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น เพราะอัตถุปปัติเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงได้ทรงภาษิตคาถาเหล่านี้ว่า :- พระอรหันต์ทั้งหลาย เปรียบด้วยนา ทายกทายิกาทั้งพลาย เปรียบด้วยชาวนา ไทย ธรรมเปรียบด้วยพืช ผลทาน ย่อมเกิด แต่การ บริจาคไทยธรรม ของทายกทายิกาผู้ให้แก่ ปฏิคาหกผู้รับนั้น พืชนาและการหว่านพืชนี้ ย่อมให้เกิดผลแก่พวกเปรต และทายกทายิกา ผู้ให้ เปรตทั้งหลาย ย่อมพากันบริโภคผลนั้น
หน้า 12 ข้อ 86
ทายกทายิกาย่อมเจริญด้วยบุญ ทายกทายิกา ทำกุศลในโลกนี้แล้ว อุทิศให้เปรตทั้งหลาย ครั้นทำกรรมดีแล้ว ย่อมไปสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เขตฺตูปมา ได้แก่ ชื่อว่า นา เพราะเป็นที่ต้านทานคือรักษา พืชที่ซัดคือที่หว่าน โดยทำภาวะ ให้ทำผลมาก ได้แก่ สถานที่เป็นที่งอก แห่งพืชมีข้าวสาลีเป็นต้น. พระอรหันต์ทั้งหลาย ชื่อว่า เขตตูปมา เพราะมีนาเป็นอุปมา อธิบาย ว่า เป็นเสมือนคันนา. บทว่า อรหนฺโต ได้แก่ ท่านผู้สิ้นอาสวะ ทั้งหลาย. จริงอยู่ ท่านผู้สิ้นอาสวะทั้งหลายเหล่านั้น ท่านเรียกว่า พระอรหันต์ เพราะกำจัดซี่กำแห่งกิเลสเป็นต้น และซี่กำแห่ง สังขารจักร เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสเป็นต้นนั้นนั่นแล เพราะเป็น ผู้ควรแก่ไทยธรรมมีปัจจัยเป็นต้น และเพราะไม่มีที่ลับในการ ทำบาป. จริงอยู่ ในข้อนั้น สันดานของพระขีณาสพ เว้นจากโทษ มีโลภเป็นต้น ประกอบด้วยปัจจัยอื่นมีกาลเป็นต้น ในเมื่อเขาหว่านพืช คือไทยธรรมที่ตบแต่งไว้ดีแล้ว ย่อมมีผลมากแก่ทายก เปรียบเหมือน นาเว้นจากโทษมีหญ้าเป็นต้น ประกอบด้วยปัจจัยอื่น มีฤดูและน้ำ เป็นต้น ในเมื่อหว่านพืชที่เขาจัดแจงไว้ดี ย่อมมีผลมากแก่ชาวนา ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เขตฺตูปมา อรหนฺโต ดังนี้เป็นต้น. นี้เป็นนิเทศอย่างอุกฤษฏ์ เพราะไม่ปฏิเสธว่า แม้พระอริยบุคคลมีพระเสขะเป็นต้นว่า เป็นเขตของทายกนั้น.
หน้า 13 ข้อ 86
บทว่า ทายกา ได้แก่ ผู้ให้ คือ ผู้บริจาค ปัจจัยมีจีวร เป็นต้น. อธิบายว่า ผู้สละคือตัดกิเลสมีโลภะเป็นต้น ในสันดานของตน โดยการบริจาคปัจจัยมีจีวรเป็นต้นนั้น อีกอย่างหนึ่ง ผู้ชำระและ ผู้รักษา สันดานของตน จากกิเลสมีความโลภเป็นต้นนั้น. บทว่า สฺสกูปมา ได้แก่ เสมือนชาวนา. ชาวนา ไถนาข้าวสาลีเป็นต้น เมื่อไม่ประมาท ด้วยกิจมีการหว่าน การไขน้ำเข้า การเปิดน้ำออก การปักดำ และการรักษา เป็นต้น ตามควรแก่เวลา ย่อมได้รับผล แห่งข้าวกล้า อันโอฬารและไพบูลย์ ฉันใด แม้ทายกก็ฉันนั้น เมื่อ ไม่ประมาทด้วยการบริจาคไทยธรรม และการปรนนิบัติในพระ- อรหันต์ทั้งหลาย ย่อมได้รับผลแห่งทานอันโอฬารและไพบูลย์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่าทายกและทายิกา เปรียบด้วยชาวนา ดังนี้เป็นต้น. บทว่า พีชูปมํ เทยฺยธมฺมํ ท่านกล่าวด้วยลิงควิปปลาส, อธิบายว่า ไทยธรรมเป็นเหมือนพืช. จริงอยู่ คำว่า เทยฺยธมฺมํ นี้ เป็นชื่อของวัตถุที่จะพึงให้ ๑๐ อย่าง มีข้าวและน้ำเป็นต้น. บทว่า เอตฺโต นิพฺพตฺตเต ผลํ ความว่า ผลแห่งทาน ย่อมบังเกิด และเกิดขึ้น จากการบริจาคไทยธรรมของทายกแก่ปฏิคาหกนั้น ละย่อมเป็นไป ด้วยอำนาจการสืบเนื่องตลอดกาลนาน. ก็ในที่นี้ เพราะเหตุวัตถุมีข้าวและน้ำเป็นต้น ที่จัดแต่งด้วย เจตนาเครื่องบริจาค ไม่ใช่ภาวะแห่งวัตถุนอกนี้ เพราะฉะนั้น ท่าน จึงจัดไทยธรรมด้วยศัพท์ว่า พีชูปมํ เทยฺยธมฺมํ ดังนี้. เพราะเหตุนั้น
หน้า 14 ข้อ 86
พึงเห็นเจตนาเครื่องบริจาค ซึ่งมีไทยธรรมวัตถุเป็นอารมณ์นั่นแหละ ว่าเป็นพืช โดยอ้างถึงไทยธรรม. จริงอยู่ เจตนาเครื่องบริจาคนั้น ให้สำเร็จผลต่างด้วยปฏิสนธิเป็นต้น และต่างด้วยอารมณ์อันเป็น นิสสัยปัจจัย แห่งปฏิสนธิเป็นต้นนั้น ไม่ใช่ไทยธรรมแล. บทว่า เอตํ พีชํ กสี เขตฺตํ ได้แก่ พืชตามที่หว่านแล้ว และนาตามที่กล่าวแล้ว. อธิบายว่า กสิ กล่าวคือประโยคในการ หว่านพืชนั้น ในนานั้น. การหว่านทั้ง ๓ อย่างนั้น จำปรารถนา เพราะฉะนั้นท่านจงกล่าวว่า เปตานํ ทายกสฺส จ เป็นต้น. ถ้าทายก ให้ทานอุทิศให้เปรตทั้งหลาย. แก่พวกเปรต และทายก. ถ้าไม่ให้ ทานอุทิศให้พวกเปรต, อธิบายว่า พืชนั้น การหว่านนั้น และนานั้น ย่อมมีเพื่อความอุปการะแก่ทายกเท่านั้น. บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึง อุปการะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พวกเปรต ย่อมบริโภคผลนั้น ผู้ให้ ย่อมเจริญด้วยบุญ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เปตา ปริภุญฺชนฺติ ความว่า เมื่อทายก ถวายทานอุทิศพวกเปรต เมื่อนา การหว่าน และพืช ตามที่กล่าวแล้วสมบูรณ์ และมีการอนุโมทนา พวกเปรตย่อมบริโภค ผลทานที่สำเร็จแก่เปรต บทว่า ทาตา ปญฺเน วฑฺฒติ ความว่า แต่ผู้ให้ ย่อมเจริญด้วยผลแห่งบุญมีโภคสมบัติเป็นต้น ในเทวดาและ มนุษย์ อันมีบุญที่สำเร็จจากทานของตนเป็นนิมิต. จริงอยู่ แม้ผล แห่งบุญ ท่านก็เรียกว่า บุญ ในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อน ภิกษุ
หน้า 15 ข้อ 86
ทั้งหลาย บุญนี้ ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะเหตุแห่งการสมาทาน กุศลธรรม. บทว่า อิเธว กุสลํ กตฺวา ความว่า สั่งสมบุญอันสำเร็จ ด้วยทาน ด้วยอำนาจการอุทิศแก่พวกเปรต ชื่อว่า กุศล เพราะ อรรถว่า ไม่มีโทษและมีสุขเป็นผล ในอัตตภาพนี้เอง. บทว่า เปเต จ ปฏิปูชิย ความว่า ต้อนรับด้วยทานอุทิศเปรต ให้เปรต เหล่านั้น พ้นจากทุกข์ที่เสวยอยู่. จริงอยู่ ทานที่ให้อุทิศเปรต เป็น อันชื่อว่า บูชา เปรต เหล่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก็การบูชา ที่พวกญาติ ทำแล้วแก่พวกเรา และว่า การบูชา อัน ยิ่งใหญ่ ที่พวกญาติทำแล้ว แก่พวกเปรต. ด้วย จ ศัพท์ ในบทว่า เปเต จ นี้ จัดเข้าในอานิสงฆ์แห่งทาน ที่เป็นปัจจุบัน มีอาทิอย่างนี้ ว่า ผู้ให้ย่อมเป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ เป็นที่ถึงใจ เป็นที่ไว้วางใจ เป็นผู้ยกย่อง เป็นผู้ที่ควรเคารพ และเป็นผู้อันวิญญูชนควรสรรเสริญ ควรระบุถึง. บทว่า สคฺคญฺจ กมติฏฺานํ กมฺมํ กตฺวาน ภทฺทกํ ความว่า กระทำกัลยาณกรรม คือกุคลกรรม ย่อมก้าวถึง คือเข้าถึง ด้วยอำนาจการเข้าถึงเทวโลก อันเป็นสถานที่เกิดของพวกตน ได้ทำบุญไว้ อันได้นามว่า สวรรค์ เพราะมีอารมณ์ดี ด้วยฐานะ ๑๐ ประการ มี อายุทิพย์ เป็นต้น. ก็ในบทเหล่านี้ ท่านกล่าวว่า ทำกุศลแล้วกล่าวซ้ำว่า อัน กระทำกรรมดี พึงเห็นว่า เพื่อจะแสดงว่า แม้การบริจาคธรรม เป็นทาน โดยการให้ส่วนบุญ เหมือนการบริจาคไทยธรรม จักเป็น
หน้า 16 ข้อ 86
กุศลกรรมอันสำเร็จด้วยทานเหมือนกัน. ก็ในที่นี้ อาจารย์บางพวก กล่าวว่า พระอรหันต์ ท่านประสงค์เอาว่า เปรต. คำนั้นเป็นเพียง มติของเกจิอาจารย์เหล่านั้น เพราะที่มาว่าพระขีณาสพนั้น เป็น เปรตไม่มีเลย เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น ไม่ประกอบภาวะ มีพืชเป็นต้น เหมือนทายก และเพราะผู้เกิดในกำเนิดเปรตมีภาวะ มีพืชเป็นต้นประกอบไว้. ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ตั้งต้นแต่เทพบุตรและ นางสุลสา ได้ตรัสรู้ธรรมแล้วแล. จบ อรรถกถาเขตตูปมาเปตวัตถุที่ ๑
หน้า 17 ข้อ 87
๒. สูกรเปตวัตถุ ว่าด้วยกายงามปากเหม็น ท่านพระนารทะถามเปรตตนหนึ่งว่า [๘๗] กายของท่านล้วนมีสีเหมือนทองคำ รัศมี กายของท่าน สว่างไสวไปทั่วทุกทิศ แต่หน้า ของท่านเหมือนหน้าสุกร เมื่อก่อนท่านได้ทำ กรรมอะไรไว้ เปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่พระนารทะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้ สำรวมกาย แต่ไม่ได้สำรวมวาจา เพราะเหตุนั้น รัศมีกายของข้าพเจ้าจึงเป็นเช่นกันที่ท่านเห็นอยู่ นั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวกะท่าน สรีระ ของข้าพเจ้าท่านเห็นเองแล้ว ขอท่านอย่าทำบาป ด้วยปาก อย่าให้หน้าสุกรเกิดมีแก่ท่าน. จบ สูกรเปตวัตถุ อรรถกถาสูกรเปตวัตถุ ๒ เมื่อพระศาสดา ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ใน พระเวฬุวัน กลันทกนิวาปวิหาร ทรงปรารภเปรตผู้มีหน้าเหมือน สุกรตนหนึ่ง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า กาโย เต สพฺพโส วณฺโณ ดังนี้.
หน้า 18 ข้อ 87
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นผู้สำรวมทางกาย แต่ไม่สำรวมทางวาจา ด่าปริภาษภิกษุทั้งหลาย มรณภาพแล้ว ไปบังเกิดในนรก ไหม้ในนรกนั้น สิ้นพุทธันดรหนึ่ง จุติจากนรก นั้นแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นเปรต ถูกความหิวกระหาย ครอบงำ ด้วยเศษวิบากของกรรมนั้นนั่นแล ณ เชิงเขาคิชฌกูฏ ใกล้กรุงราชคฤห์. ร่างของเปรตนั้นได้มีสีเหมือนทองคำ. แต่หน้า ของเปรตนั้น เหมือนหน้าสุกร. ลำดับนั้น ท่านพระนารทะ อยู่ที่ เขาคิชฌกูฏ ชำระร่างกายแต่เช้าตรู่ ถือบาตรและจีวร กำลัง เที่ยงบิณฑบาต ยังกรุงราชคฤห์ พบเปรตนั้นในระหว่างทาง เมื่อจะถามถึงกรรมที่เปรตนั้นทำ จึงกล่าวคาถาว่า กายของท่านล้วนมีสีดุจทองคำ รัศมีกาย ของท่านสว่างไสวไปทุกทิศ แต่หน้าของท่าน เหมือนหน้าสุกร เมื่อก่อนท่านได้ทำกรรมอะไร ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาโย เต สพฺพโส วณฺโณ ความว่า กายคือร่างของท่าน ล้วนมีสีดุจทองคำ คือ คล้ายทองคำที่สุกปลั่ง. บทว่า สพฺพา โอภาสเต ทิสา ความว่า รัศมีกายของเขาว่างไสว โชติช่วง ไปโดยรอบทั่วทุกทิศ. อีกอย่างหนึ่ง ในคำว่า บทว่า โอภาสเต นี้ มีเหตุเป็นเครื่องหยั่งลงในภายในเป็นอรรถ พึงเห็น ความว่า กายของท่านล้วนมีสีดุจทองคำ สว่างไสว โชติช่วงไปทั่ว
หน้า 19 ข้อ 87
ทุกทิศ. บทว่า มุขํ เต สูกรสุเสว ได้แก่ ก็หน้าของท่านเหมือนสุกร, อธิบายว่า หน้าของท่านเสมือนหน้าสุกร. ด้วยบทว่า กึ กมฺมมกรี ปุเร ความว่า ท่านพระนารทะถามว่า เมื่อก่อน คือ ในอดีตชาติท่าน ได้ทำกรรมเช่นไรไว้. เปรตนั้น ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่คนทำอย่างนี้ เมื่อ จะตอบด้วยคาถา จึงกล่าวว่า :- ข้าแต่ท่านนารทะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าได้ สำรวมทางกาย แต่ไม่สำรวมทางวาจา เพราะ เหตุนั้น รัศมีกายของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นกับที่ ท่านเห็นอยู่นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน สญฺโต อาสึ ความว่า ข้าพเจ้าสำรวม ด้วยการสำรวมทางกาย คือ ได้เป็นผู้สำรวมด้วยดี ด้วยการสำรวมทางกายทวาร. บทว่า วาจายาสมสณฺณโต ความว่า แต่ข้าพเจ้าไม่ได้สำรวมทางวาจา คือ ได้เป็นประกอบด้วยการ ไม่สำรวมทางวาจา. บทว่า เตน ได้แก่ เพราะการสำรวมและ การไม่สำรวมทั้งสองอย่างนั้น. บทว่า เม แปลว่า ของข้าพเจ้า. บทว่า เอตาทิโส วณฺโณ ได้แก่ รัศมีกายของข้าพเจ้า จึงเป็นเช่นนี้ คือ เป็นเช่นกับที่ท่านเห็นประจักษ์อยู่นั่นแหละท่านนารทะ. มีวาจา ประกอบความว่า ข้าพเจ้า มีกาย มีทรวดทรงเหมือนมนุษย์ มีสีดุจ ทองคำ แต่มีหน้าเหมือนหน้าสุกร. ก็ วณฺณ ศัพท์ ในคาถานี้ พึงเห็นว่า ใช้ในอรรถว่า ผิวพรรณ ละทรวดทรง.
หน้า 20 ข้อ 87
เปรตถูกพระเถระถามอย่างนี้ ครั้นแก้คำถามนั้นแล้ว เมื่อ จะทำความนั้นนั่นแหละให้เป็นเหตุแล้วตักเตือนพระเถระ จึงกล่าว คาถาว่า :- ข้าแต่ท่านพระนารทะ เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าขอกล่าวแก่ท่าน สรีระของข้าพเจ้า ท่าน เห็นเองแล้ว ขอท่านอย่าได้ทำบาปด้วยปาก อย่า ให้หน้าสุกรเกิดมีแก่ท่านเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ แก้เป็น ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. บทว่า ติยาหํ ตัดเป็น เต อหํ. เปรตเรียกพระเถระ ด้วยคำว่า นารทะ. บทว่า พฺรูมิ แปลว่า ข้าพเจ้าจะบอก. บทว่า สามํ แปลว่า ข้าพเจ้าเอง. ด้วยบทว่า อิทํ เปรตกล่าวหมายถึง ร่างกายของตน. ก็ในคำนี้มีอธิบายดังนี้ ข้าแต่ท่านพระนารทะผู้เจริญ เพราะเหตุที่ร่างกายของข้าพเจ้านี้ ตั้งแต่คอลงไปถึงกายท่อนล่าง มีทรวดทรงเหมือนมนุษย์ กายท่อนบน มีทรวดทรงเหมือนสุกร ที่ท่านเห็นประจักษ์อยู่นั่นแหละ. เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จะขอกล่าว เตือนท่าน. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า เธอกล่าวอย่างไร ? เปรต จึงกล่าวว่า ขอท่านอย่าได้ทำบาปด้วยปาก อย่าให้หน้าสุกรเกิด มีแก่ท่านเลย. บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า มา เป็นนิบาตใช้ในอรรถ ปฏิเสธ. บทว่า มุขสา แปลว่า ด้วยปาก. ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะ ห้ามเนื้อความอื่น, อธิบายว่า ท่านอย่าได้ทำ คือ จงอย่าทำธรรมชั่ว
หน้า 21 ข้อ 87
ทางวาจาเลย. ด้วยบทว่า มา โข สูกรมุโข อหุ นี้ เปรตปฏิเสธ เฉพาะเหตุ แม้โดยมุ่งถึงการปฏิเสธผลว่า หน้าสุกรเหมือนเรา อย่าได้มีเลย ก็ถ้าว่าท่านเป็นคนปากกล้า พึงทำความชั่วด้วย วาจาไซร้ ท่านก็จะพึงเป็นผู้มีหน้าเหมือนสุกรโดยส่วนเดียว เพราะ ฉะนั้นท่านอย่าทำความชั่วด้วยปากเลย ลำดับนั้น ท่านพระนารทะ เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ กลับจากบิณฑบาตภายหลังอาหาร กราบทูลเนื้อความนั้น แด่ พระศาสดา ผู้ประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ๔. พระศาสดา ตรัสว่า นารทะเมื่อก่อนแล เราได้เคยเห็นสัตว์นั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศ โทษอันต่ำทรามโดยอาการเป็นอเนก ซึ่งอาศัยวจีทุจริต และ อานิสงส์อันเกี่ยวด้วยวจีสุจริต จึงทรงแสดงธรรม. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้วแล. จบ อรรถกถาสูกรเปตวัตถุที่ ๒
หน้า 22 ข้อ 88
๓. ปูติมุขเปตวัตถุ ว่าด้วยสำรวมกายแต่ไม่สำรวมวาจา ท่านพระนารทะถามเปรตตนหนึ่งว่า [๘๘] ท่านมีผิวพรรณงามดังทิพย์ ยืนอยู่ใน อากาศกลางหาว แต่ปากของท่านมีกลิ่นเหม็น หมู่หนอนพากันไชชอนอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรม อะไรไว้. เปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นสมณะลามก มีวาจา ชั่วช้ายิ่งนัก ผู้มักกำจัด (สำรวมกายเป็นปกติ) ไม่สำรวมปาก อนึ่ง ผิวพรรณดังทอง ข้าพเจ้า ได้แล้ว เพราะพรหมจรรย์นั้น แต่ปากของ ข้าพเจ้าเหม็นเน่า เพราะกล่าววาจาส่อเสียด ข้าแต่ท่านพระนารทะ รูปของข้าพเจ้านี้ ท่าน เห็นเองแล้ว ท่านผู้ฉลาดผู้อนุเคราะห์กล่าวไว้ว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียดและอย่าพูดมุสา ถ้าท่าน ละคำส่อเสียดและคำมุสาแล้ว สำรวมวาจา ท่าน จักเป็นเทพเจ้าผู้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าใคร่. จบ ปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓
หน้า 23 ข้อ 88
อรรถกถาปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ที่เวฬุวันกลันทกนิวาปวิหาร พระองค์ทรงปรารภเปรตผู้มีปากเน่า จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า นิพฺพํ สุภํ ธาเรสิ วณฺณธาตุํ ดังนี้. ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ยังมีกุลบุตร ๒ คน บวชในพระศาสนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น สมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ มีความ ประพฤติขัดเกลา อยู่โดยความพร้อมเพรียงกัน ในอาวาสใกล้บ้าน ตำบลหนึ่ง. ลำดับนั้น ภิกษุรูปหนึ่ง มีอัธยาศัยชั่ว ชอบส่อเสียด เข้าไปยังสถานที่ที่อยู่ของภิกษุ ๒ รูปนั้น. พระเถระทำปฏิสันถาร กับเธอ ให้ที่พัก ในวันที่ ๒ จึงพาเธอเข้าไปยังบ้านเพื่อบิณฑบาต. พวกมนุษย์เห็นท่านเหล่านั้นแล้ว ทำการนอบน้อมอย่างยิ่ง ใน พระเถระเหล่านั้น ได้ต้อนรับ ด้วยอาหารมีข้าวยาคู และภัตรเป็นต้น. เธอเข้าไปยังวิหารคิดว่า "โคจรคามนี้ ดีหนอ. และพวกมนุษย์ ก็มี ศรัทธาเลื่อมใส ถวายบิณฑบาตแสนจะประณีต. ก็วิหารนี้ สมบูรณ์ ด้วยร่มเงาและน้ำ เราสามารถจะอยู่ในที่นี้ได้อย่างสบาย แต่เมื่อ ภิกษุเหล่านี้ อยู่ในที่นี้เราก็จักอยู่ไม่สบาย จักอยู่เหมือนจะอยู่อย่าง อันเตวาสิก เอาเถอะ. เราจักทำโดยที่ภิกษุเหล่านี้แตกจากกันแล้ว ไม่ได้อยู่ในที่นี้ต่อไป. ภายหลังวันหนึ่ง เมื่อพระมหาเถระให้โอวาทแก่ภิกษุทั้ง ๒ รูป แล้ว เข้าไปยังที่พักของตน ภิกษุมักส่อเสียด ยับยั้งอยู่ชั่วเวลาหนึ่ง
หน้า 24 ข้อ 88
จึงเข้าไปหาพระมหาเถระ. ไหว้แล้ว และเมื่อพระเถระถามว่า ทำไม คุณมาผิดกาลเวลา จึงตอบว่า ครับ ผมมีเรื่องที่จะพูดอยู่ อย่างหนึ่ง พระเถระจึงอนุญาตว่า เล่าไปซิคุณ จึงเรียนว่า ท่านครับ พระเถระผู้เป็นสหายของท่านนั่น ต่อหน้า (ท่าน) แสดงตนเหมือน เป็นมิตร พอลับหลังก็กล่าวให้ร้ายคล้ายศัตรู. ถูกพระเถระถามว่า เขาพูดว่าอย่างไร จึงเรียนว่า ฟังนะครับ พระมหาเถระรูปนั่น กล่าวโทษทานว่า เป็นผู้โอ้อวด มีมายา หลอกลวง เลี้ยงชีพด้วย มิจฉาชีพ. พระเถระตอบว่า อย่าพูดอย่างนั้นซิคุณ, ภิกษุรูปนั้น จักไม่ว่าเราถึงอย่างนั้น ตั้งแต่เวลาเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว เธอรู้สภาวะ ของเราว่า มีศีลเป็นที่รัก มีกัลยาณธรรม. ภิกษุนั้นกล่าวว่า ท่าน ครับ ถ้าท่านคิดอย่างนั้น เพราะค่าที่ตนมีจิตบริสุทธิ์ ข้อนั้นเหมาะ แก่ท่านทีเดียว แต่ผมก็ไม่มีเวรกับพระมหาเถระนั้น ทำไม ผมจึง จะได้กล่าวคำที่พระมหาเถระไม่กล่าวว่า กล่าว ช่างเถอะ ท่านเอง นั่นแหละ จักรู้ในเวลาต่อไป. ฝ่ายพระเถระเกิดสองอกสองใจ เพราะค่าที่ตนเป็นปุถุชน เกิดมีความรังเกียจว่า เห็นที่จะเป็นอย่างนั้น จึงได้คลายความไว้วางใจไปหน่อยหนึ่ง. ภิกษุนั้น เป็นคนพาล ชั้นแรกยุยงพระมหาเถระแล้ว ไปยุยงพระเถระอีกรูปหนึ่ง โดย นัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ลำดับนั้น พระเถระทั้งสองนั้น ในวันที่ ๒ ไม่ได้พูดกัน ต่างถือบาตรและจีวร เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน ถือ บิณฑบาตมาฉันในที่พักของตนนั่นเอง แม้มาตรว่าสามีจิกรรม ก็ไม่ยอมทำ ตลอดวันนั้น อยู่ในที่นั้นนั่นแหละ และพอราตรีสว่าง
หน้า 25 ข้อ 88
ไม่ยอมบอกกันและกันเลย ได้แยกกันไปสู่ที่ที่ตามความสำราญ. ก็ภิกษุผู้มักรังเกียจ มีมโนรถเต็มเปี่ยม เข้าไปบิณฑบาต ยังบ้าน พวกมนุษย์เห็นเข้า พากันกล่าวว่า พระเถระทั้งหลาย พากันไปไหนเสียครับ. ภิกษุนั้นกล่าวว่า พระเถระทั้งสองทะเลาะ กันและกันตลอดคืนยังรุ่ง ถึงอาตมาจะเตือนว่า อย่าทะเลาะกันเลยครับ จงสามัคคีกันไว้เถิด ขึ้นชื่อว่า การทะเลาะกันมีแต่จะนำความพินาศ มาให้ ก่อให้เกิดความทุกข์ในอนาคต เป็นทางแห่งอกุศล แม้คน สมัยก่อน ก็เคยพลาดจากประโยชน์ใหญ่ เพราะการทะเลาะกัน ดังนี้ เป็นต้น ก็ไม่เชื่อคำของอาตมา พากันหลีกไป. ลำดับนั้น พวกมนุษย์ วิงวอนว่า ขอพระเถระจงไปก่อนเถอะ แต่ท่านอย่ารำคาญอยู่ในที่นี้ แหละ เพื่ออนุเคราะห์พวกกระผม. ท่านรับคำแล้ว อยู่ในที่นั้นนั่นเอง ต่อมา ๒-๓ วัน จึงคิดว่า เรายุยงภิกษุทั้งหลายผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม ด้วยอยากเป็นเจ้าอาวาส เราขวนขวายแต่กรรมชั่วไว้มากหนอ จึง ถูกความเดือดร้อนอย่างแรงกล้าเข้าครอบงำ เป็นไข้เพราะกำลัง แห่งความเศร้าโศก ไม่นานนักก็มรณภาพ บังเกิดในอเวจีมหานรก. ฝ่ายพระเถระผู้เป็นสหายกัน ๒ รูป เที่ยวจาริกไปในชนบท มาพบกันในอาวาสแห่งหนึ่ง จึงปราศรัยกันและกัน จึงบอกคำยุยง ที่ภิกษุนั้นพูดแก่กันและกัน รู้ว่าเรื่องนั้นไม่เป็นจริง จึงได้พร้อมกัน กลับมายังอาวาสนั้นนั่นแล โดยลำดับ. พวกมนุษย์เห็นพระเถระ ทั้ง ๒ รูปแล้ว พากันปลื้มใจ เกิดความดีใจ อุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔. ก็พระเถระทั้ง ๒ รูป เมื่ออยู่ในที่นั้นนั่นแหละ มีจิตเป็นสมาธิ เพราะ
หน้า 26 ข้อ 88
ได้อาหารอันเป็นสัปปายะ เจริญวิปัสสนาแล้ว ไม่นานนักก็บรรลุ พระอรหันต์. ภิกษุผู้มักส่อเสียด ไหม้ในนรกตลอดพุทธันดรหนึ่ง ใน พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นเปรตปากเน่า ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. กายของเขา ได้มีสีเหมือนทองคำ. แต่หนอนไต่ออกจากปาก พากัน เจาะกินปากข้างโน้นข้างนี้. กลิ่นปากของเปรตนั้นเหม็นฟุ้งขจาย ไปทั่วอากาศตั้งไกล. ลำดับนั้น ท่านนารทะ ขณะลงจากเขาคิชฌกูฏ พบเปรตนั้น จึงถามถึงกรรมที่เธอกระทำไว้ ด้วยคาถานี้ว่า :- ท่านมีผิวพรรณงามดังทิพย์ ยืนอยู่ใน อากาศกลางหาว แต่ปากของท่านมีกลิ่นเหม็น หมู่หนอนพากันชอนไชอยู่ เมื่อก่อนท่านทำกรรม อะไรไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิพฺพํ แปลว่า เป็นทิพย์ คือนับ เนื่องจากอัตตภาพของเทวดา. แต่ในที่นี้ชื่อว่าทิพย์ เพราะเป็น เหมือนของทิพย์. บทว่า สุภํ แปลว่า งาม, หรือ ความงาม. บทว่า วณฺณธาตุํ ได้แก่ ผิวพรรณ. บทว่า ธาเรสิ แปลว่า นำไป. บทว่า เวหายสํ ติฏฺสิ อนฺตลิกฺเข ได้แก่ ยืนอยู่ในกลางหาว ที่เข้าใจกันว่า อากาศ. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวปาฐะว่า วิหายสํ ติฏสิ อนฺตลิกฺเข ดังนี้ แล้วกล่าวความของปาฐะนั้น โดยคำที่เหลือว่า ท่านยืนอยู่ กลางหาว ทำอากาศให้สว่างไสวอยู่. บทว่า ปูคิคนฺธํ แปลว่า มีกลิ่น
หน้า 27 ข้อ 88
เหมือนทรากศพ อธิบายว่า มีกลิ่นเหม็น. ด้วยบทว่า กึ กมฺมมกาสิ ปุพฺเพ นี้ พระเถระถามว่า "หมู่หนอนชอนไชปาก ซึ่งมีกลิ่นเหม็น อย่างยิ่งของเธอ, แต่กายของเธอมีสีเหมือนดังทองคำ ครั้งก่อน เธอได้ทำกรรมเช่นไร อันเป็นเหตุแห่งอัตตภาพเช่นนี้ไว้. เปรตนั้น ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่ตนทำอย่างนี้ เมื่อ จะแก้ความนั้น จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นสมณะลามก มีวาจา ชั่วช้ายิ่งนัก เป็นผู้มักกำจัด ไม่สำรวมปาก อนึ่ง ผิวพรรณดังทอง ข้าพเจ้าได้แล้ว เพราะพรหม- จรรย์นั้น แต่ปากของข้าพเจ้าเหม็น เพราะกล่าว วาจาส่อเสียด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมโณ อหํ ปาโป ได้แก่ เราได้เป็น สมณะลามก คือเป็นภิกษุลามก. บทว่า อติทุฏฺวาโจ แปลว่า เป็น ผู้มีคำพูดชั่วช้ายิ่งนัก เป็นผู้กล่าวล่วงเกินผู้อื่น อธิบายว่า เป็นผู้ กล่าวกำจัดคุณของคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า อติทุกฺขวาโจ ก็มี, อธิบายว่า ผู้มีวาจาหยาบคายอย่างยิ่ง คือ ยินดีแต่วจีทุจจริต มีการกล่าวเท็จและกล่าวส่อเสีย เป็นต้น. บทว่า ตปสฺสิรูโป แปลว่า เป็นสมณะเทียม. บทว่า มุขสา ได้แก่ ด้วยปาก. บทว่า ลทฺธา ได้แก่ ได้เฉพาะแล้ว. จ อักษร เป็นสัมปิณฑนัตถะ แปลว่า อนึ่ง บทว่า เม แก้เป็น มยา แปลว่า อันเรา. บทว่า ตปสา ได้แก่ ด้วยพรหมจรรย์. บทว่า เปสุณิเยน ได้แก่ ด้วยปิสุณวาจา. บทว่า
หน้า 28 ข้อ 88
ปูติ ได้แก่ มีกลิ่นเหม็นเน่า. เปรตนั้น ครั้นบอกกรรมที่ตนได้ทำไว้อย่างนั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะตักเตือนพระเถระ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- ข้าแต่ท่านพระนารทะ รูปร่างของข้าพเจ้า ท่านได้เห็นเองแล้ว ท่านผู้ฉลาดผู้อนุเคราะห์ กล่าวไว้ว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด และอย่าพูดมุสา สำรวมด้วยวาจาแล้ว ท่านจักได้เป็นเทพเจ้า ผู้ สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตยิทํ แปลว่า รูปร่างของเรานี้นั้น. บทว่า อนุกมฺปกา เย กุสลา วเทยฺยํ ความว่า ท่านผู้ฉลาดในข้อปฏิบัติ อันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น คือ ผู้ละเอียด มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มีการอนุเคราะห์เป็นปกติ คือ ผู้ประกอบด้วยพระกรุณา กล่าว คำอันใดไว้ อธิบายว่า เราจะกล่าวคำอันนั้นนั่นแล. บัดนี้ เปรตนั้น เมื่อจะตักเตือน จึงกล่าวว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด และอย่าพูดมุสา สำรวมด้วยวาจาแล้ว ท่านจักได้เป็นเทพเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วยสิ่งที่ น่าปรารถนา ดังนี้. คำนั้น มีอธิบายดังนี้ ท่านอย่าพูด คืออย่ากล่าว คำส่อเสียด คือ คำยุยง ละคำเท็จ. ก็ถ้าท่านละมุสาวาท และปิสุณวาจาได้แล้ว สำรวมด้วยวาจา ท่านจักเป็นอันเขาบูชา หรือเป็นเทพองค์ใด องค์หนึ่ง ผู้ได้ทิพยสมบัติ ที่โอฬารอันน่าใคร่ น่าปรารถนาแล้ว
หน้า 29 ข้อ 88
ใคร่ในทิพยสมบัตินั้น คืออภิรมย์อยู่ด้วยการบำเรออินทรีย์ ตาม ความสบาย. พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว แต่นั้นจึงไปยังกรุงราชคฤห์ เที่ยว บิณฑบาต กลับจากบิณฑบาตภายหลังอาหาร จึงกราบทูลความนั้น แด่พระศาสดา. พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปบัติเหตุ แล้วแสดงธรรม. พระเทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อม แล้วแล. อรรถกถาปูติมุขเปตวัตถุที่ ๓
หน้า 30 ข้อ 89
๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ ว่าด้วยบุคคลไม่ตระหนี่ [๘๙] บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ ควรทำเหตุอย่างใด อย่างหนึ่ง คือปรารภถึงบุรพเปตชน เทวดาผู้ สิงอยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษา โลก ผู้มียศ คือ ท้าวธตรฐ ๑ ท้าววิรุฬหก ๑ ท้าววิรูปักษ์ ท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์แล้ว พึงให้ทาน ท่านเหล่านั้นเป็นอันบุคคลได้บูชา แล้ว และทายกก็ไม่ไร้ผล ความร้องไห้ ความ เศร้าโศก หรือความร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ย่อมไม่เป็น ประโยชน์แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว ญาติทั้งหลายคง ตั้งอยู่ตามธรรมดาของตน ๆ อันทักษิณาทานนี้ ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ให้แล้ว ย่อม สำเร็จประโยชน์แก่บุรพเปตชนโดยทันที สิ้น กาลนาน. จบ ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔
หน้า 31 ข้อ 89
อรรถกถาปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุที่ ๔ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร กรุง- สาวัตถี ทรงปรารภทานของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี ได้ตรัสคำนี้ เริ่มต้นว่า ยงฺกิญฺจารมฺมณํ กตฺวา ดังนี้ :- ได้ยินว่า พี่เลี้ยงของเด็กหญิง ธิดาของลูกสาวท่าน อนาถปิณฑิกคฤหบดี ได้ให้ตุ๊กตาแป้งด้วยสั่งว่า นี้ลูกสาวของเจ้า เจ้าจงอุ้มมันไปเล่นเถอะ. เด็กหญิงนั้นเกิดความเข้าใจในตุ๊กตาแป้ง นั้นว่า เป็นลูกสาว. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเธออุ้มตุ๊กตานั้นเล่น ตุ๊กตา ตกแตก เพราะความเลินเล่อ. แต่นั้นเด็กหญิงจึงร้องร่ำไห้ ลูกสาว เราตายแล้ว. เธอกำลังร้องไห้อยู่ คนในเรือนบางคน ก็ไม่สามารถ จะชี้แจงให้เธอเข้าใจได้. ก็สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งบน ปัญญัตาอาสน์ ในเรือนของท่านอนาถปิณฑิกคฤหบดี. และท่าน มหาเศรษฐี ก็ได้นั่งอยู่ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. หญิงพี่เลี้ยง ได้พาเด็กหญิงนั้นไปหาท่านเศรษฐี. ท่านเศรษฐีเห็นเข้า จึงกล่าวว่า เด็กหญิงนี้ร้องไห้ เพื่ออะไรกัน. พี่เลี้ยงได้แจ้งเรื่องนั้นแก่ท่าน เศรษฐีแล้ว. เศรษฐีได้ให้เด็กหญิงนั้น นั่งบนตักแล้วให้เข้าใจว่า ฉันจะให้ทานอุทิศแก่ลูกของหนู ดังนี้แล้วจึงกราบทูลแต่พระศาสดา ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ปรารถนาจะให้ทาน อุทิศแก่ ตุ๊กตาแป้ง ซึ่งเป็นลูกสาวของหลานของข้าพระองค์, ขอพระองค์ พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป จงรับทานนั้นของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับนิมนต์ด้วยดุษณีภาพ.
หน้า 32 ข้อ 89
ครั้นในวันที่สอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป เสด็จไปยังเรือนของท่านเศรษฐี เสวยพระกระยาหารแล้ว เมื่อจะ ทำอนุโมทนา จึงได้ภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า :- บุคคลผู้ไม่ตระหนี่ ควรทำเหตุอย่างใด อย่างหนึ่ง คือ ปรารภถึงบุรพเปตชน เทวดาผู้สิง อยู่ในเรือน หรือท้าวมหาราชทั้ง ๔ ผู้รักษาโลก ผู้มียศ คือท้าว ธตรฐ ๑ วิรุฬหก ๑ วิรูปักษ์ ๑ และท้าวกุเวร ๑ ให้เป็นอารมณ์แล้วพึงให้ทาน ท่านเหล่านั้นเป็นผู้อันบุคคลบูชาแล้ว ทั้งทายก ก็ไม่ไร้ผล ความร้องไห้ ความเศร้าโศกหรือความ ร่ำไห้อย่างอื่น ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้ เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ล่วงลับไปแล้ว ญาติทั้งหลาย คงตั้งอยู่ตามธรรมดาของตน ๆ อันทักษิณาทานนี้ ที่ท่านเข้าไปตั้งไว้ดีแล้วใน พระสงฆ์ให้แล้ว ย่อมสำเร็จประโยชน์ โดย ฉับพลัน แก่บุรพเปตชนนั้น สิ้นกาลนาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยงฺกิญฺจารมฺมณํ กตฺวา ความว่า ปรารภ คือ อุทิศ เหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุมีเหตุที่เป็น มงคลเป็นต้น. บทว่า ทชฺชา แปลว่า พึงให้. บทว่า อมจฺฉรี ความว่า ชื่อว่า อมัจฉรี เพราะไม่มีความตระหนี่ อันมีลักษณะไม่อดทน ต่อสมบัติของตนที่ทั่วไปกับผู้อื่น, อธิบายว่า ผู้มีปกติบริจาค ทำ
หน้า 33 ข้อ 89
มลทินแห่งจิตมีมัจฉริยะและโลภะเป็นต้น ให้ห่างไกลแล้ว พึงให้ทาน. บทว่า ปุพฺพเปเต จ อารพฺภ ได้แก่ อุทิศบุรพเปตชน. มีวาจาประกอบ ความว่า บทว่า วตฺถุเทวดา ปรารภเทวดาผู้สิงอยู่ในสถานที่ต่าง ๆ มีที่เรือนเป็นต้น. ด้วยคำว่า อถ วา นี้ ทรงแสดงว่า ปรารภเปตชน เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีเทวดาและมนุษย์เป็นต้น แม้เหล่าอื่นแล้ว พึง ให้ทาน. ในคำเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงเทพ ผู้ปรากฏบางพวกในบรรดาเทพเหล่านั้นก่อน จึงตรัสว่า จตฺตาโร จ มหาราเช เมื่อจะระบุเทพเหล่านั้น โดยชื่ออีก จึงตรัสคำมีอาทิว่า กุเวรํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุเวรํ ได้แก่ท้าวเวสสวรรณ. บทว่า ธตรฏํ เป็นต้น เป็นชื่อของท้าวโลกบาลทั้ง ๓ ที่เหลือ. บทว่า เต เจว ปูชิตา โหนฺติ ความว่า ก็ท้าวมหาราชเหล่านั้น และ บุรพเปตชนและวัตถุเทวดา เป็นผู้อันเขานับถือ ด้วยการทำอุทิศ. บทว่า ทายกา จ อนิปฺผลา ความว่า และทายกผู้ให้ทาน ย่อมไม่ไร้ผล เพราะเหตุเพียงการอุทิศแก่เปตชนเหล่าอื่น ทั้งเป็นผู้มีส่วนแห่ง ผลทานของตนเหมือนกัน. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงว่า การร้องไห้เป็นต้นนั้น ของเหล่านั้น ร้องไห้ ร่ำไร เศร้าโศก เพราะญาติของตนตายไป ไม่มีประโยชน์ เป็นแต่เพียงทำตนให้เดือดร้อนเท่านั้น จึงตรัสคาถาว่า น หิ รุณฺณํ วา ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุณฺณํ แปลว่า ร้องไห้ คือหลั่งน้ำตา. บาลีที่เหลือพึงนำมาเชื่อเข้าด้วยบทว่า น หิ กาตพฺพํ.
หน้า 34 ข้อ 89
บทว่า โสโก ได้แก่ ความเศร้าโศก คือ ความเร่าร้อนภายในใจ, อธิบายว่า ความหม่นไหม้ในภายใน. บทว่า ยา จญฺา ปริเทวนา ได้แก่ ความพิไรรำพรรณอย่างอื่น จากการร้องไห้และความ เศร้าโศกอย่างหนึ่ง ได้แก่ การบ่นเพ้อด้วยวาจามีอาทิว่า ลูกคนเดียว อยู่ไหน ? อธิบายว่า แม้การบ่นเพ้อด้วยวาจานั้น ก็ไม่ควรทำ. วา ศัพท์ในบททั้งปวง เป็นวิกัปปัตถะ แปลว่า บ้าง, หรือ, ก็ดี,. บทว่า น ตํ เปตสฺส อตฺถาย ความว่า เหตุมีอาทิว่า การร้องไห้ก็ดี ความ เศร้าโศกก็ดี การร่ำไรก็ดี ทั้งหมดนั้น ไม่มีประโยชน์ ไม่มีอุปการะ แก่ผู้ละไปแล้ว คือ ผู้ตายไปแล้ว ฉะนั้น เหตุมีการร้องไห้เป็นต้นนั้น จึงไม่ควรทำ, อธิบายว่า แม้ถึงอย่างนั้น พวกญาติก็ไม่รู้เรื่องด้วยคง ดำรงอยู่อย่างนั้น. พระคาสดาครั้นทรงแสดงถึงเหตุแห่งทุกข์ธรรมมีการร้องไห้ เป็นต้นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงทักษิณาที่ทายกปรารภ บุรพเปรตเป็นต้น แล้วถวายแด่พระสงฆ์ว่าเป็นสิ่งมีประโยชน์ จงตรัสคาถาว่า อยญฺจ โข ทกฺขิณา ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า อยํ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะแสดงถึงทานที่ทายก ให้แล้วนั้น โดยประจักษ์จึงตรัสไว้. จ คัพท์ เป็น พยติเรกัตถะ แปลว่า อัน. ด้วย จ ศัพท์นั้น ย่อมส่องอรรถอันพิเศษเฉพาะที่ กำลังจะกล่าวว่า ทักษิณานี้ หาได้เป็นเหมือนเหตุมีการร้องไห้ เป็นต้น ซึ่งไม่เป็นประโยชน์แก่ใคร ๆ ผู้ละไปแล้วไม่ อันทักษิณานี้ ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่ผู้จะไปแล้วนั้น ตลอดกาลนาน. ศัพท์ว่า
หน้า 35 ข้อ 89
โข ใช้ในอรรถว่า อวธารณะ แปลว่า ห้ามเนื้อความอื่น. บทว่า ทกฺขิณา ได้แก่ ทาน. บทว่า สงฺฆมฺหิ สุปติฏฺิตา ได้แก่ ตั้งไว้ดีแล้ว ในพระสงฆ์ผู้เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม. บทว่า ทีฆรตฺตํ หิตายสฺส ได้แก่ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เปรตนั้น ตลอดกาลนาน. บทว่า านโส อุปกปฺปติ ได้แก่ ย่อมสำเร็จในขณะนั้นนั่นเอง. อธิบายว่า ไม่ใช่ในกาลอื่น. จริงอยู่ นี้เป็นธรรมดาในข้อนั้นว่า หากเปรต อนุโมทนาทาน ในเมื่อทายกถวายทานอุทิศเปรต เปรตก็จะหลุด พ้นไปด้วยผลแห่งทานนั้น ในขณะนั้นนั่นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว ทรง กระทำให้มหาชนมีใจยินดียิ่งในทานที่อุทิศเปรตแล้ว เสด็จลุกจาก อาสนะ หลีกไป. วันรุ่งขึ้น ภริยาเศรษฐี และพวกญาติที่เหลือ เมื่อคล้อยตามเศรษฐี จึงให้มหาทานเป็นไปประมาณ ๓ เดือน ด้วยอาการอย่างนี้. ลำดับนั้น พระเจ้าปเสนทิโกศล เสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เพราะเหตุไร ภิกษุ ทั้งหลาย จึงไม่ไปเรือนของหม่อมฉัน ประมาณ ๑ เดือนแล้ว. เมื่อพระศาสดา ตรัสบอกเหตุนั้นแล้ว ฝ่ายพระราชาเมื่อจะทรง คล้อยตามเศรษฐี จึงให้มหาทานเป็นไปแก่ภิกษุสงฆ์ ซึ่งมีพระ- พุทธเจ้าเป็นประธาน. ชาวเมืองเห็นดังนั้น เมื่อจะอนุวัตรตาม พระราชา จึงให้มหาทานเป็นไปประมาณ ๑ เดือน. ชาวเมืองให้
หน้า 36 ข้อ 89
มหาทาน ซึ่งมีตุ๊กตาแป้งเป็นเหตุเป็นไปตลอด ๒ เดือน ด้วยประการ ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ ๔
หน้า 37 ข้อ 90
๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตให้พรแก่ผู้ให้ทานแล้วอุทิศให้ตน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระเจ้าพิมพิสารว่า :- [๙๐] เปรตทั้งหลายพากันมา สู่เรือนของตน แล้วยืนอยู่ภายนอกฝาเรือนที่ตรอก และทาง ๓ แพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู เมื่อข้าว น้ำ ของกิน ของบริโภคเป็นอันมาก เขาเข้าไป ตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไร ๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึก ไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เป็นปัจจัย เหล่าชน ผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาด ประณีต สมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล ดุจทาน ที่มหาบพิตรทรงถวายแล้วฉะนั้น ด้วยเจตนาอุทิศ ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จผลแก่ญาติทั้งหลายของ เรา ขอชาติทั้งหลายของเราจงเป็นสุขเถิด ส่วน เปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมนุมในที่นั้น เมื่อข้าวและน้ำมีอยู่เพียงพอ ย่อมอนุโมทนาโดย เคารพว่า เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งชาติเหล่าใด ขอญาติของเราเหล่านั้นจงมีชีวิตอยู่ยืนนาน การ บูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้วแก่เราทั้งหลาย และญาติทั้งหลายผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล เพราะในเปต
หน้า 38 ข้อ 90
วิสัยนั้น ไม่มีกสิกรรม ไม่มีโครักขกรรม การ ค้าขายเช่นนั้นก็ไม่มี การซื่อการขายด้วยเงินก็ ไม่มี สัตว์ผู้ทำกาละจะไปในปิตติวิสัยนั้นย่อม ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ญาติหรือมิตรให้ แล้วแต่มนุษยโลกนี้ น้ำฝนอันตกลงในที่ดอน ย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานอันญาติหรือมิตร ให้แล้วจากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผลแก่เปรต ทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำใหญ่เต็มแล้ว ย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานอันญาติ หรือมิตรให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผล แก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน กุลบุตรเมื่อ หวนระลึกถึงอุปการะที่ท่านทำแล้วในกาลก่อน ว่า คนโน้นให้สิ่งของแก่เรา คนโน้นได้ทำอุปการะ แก่เรา ญาติ มิตรและสหายได้ให้สิ่งของแก่เรา และได้ช่วยทำกิจของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาแก่ เปรตทั้งหลาย ด้วยว่าความร้องไห้ก็ดี ความ เศร้าโศกก็ดี ความร่ำไร อย่างอื่นก็ดี ไม่ควรทำเลย เพราะความร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่เป็นประโยชน์ แก่เปรตทั้งหลาย ญาติทั้งหลายย่อมดำรงอยู่อย่าง นั้น อันทักษิณานี้แลที่ให้แล้ว เข้าไปตั้งไว้ดีแล้ว ในสงฆ์ ย่อมสำเร็จประโยชน์แก่เปรตนั้นโดย
หน้า 39 ข้อ 90
พลัน สิ้นกาลนาน ญาติธรรมมหาบพิตรได้แสดง ให้ปรากฏแล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลาย มหาบพิตรทรงทำแล้ว และกำลังกายมหาบพิตรได้ เป็นให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมีประมาณไม่ น้อยมหาบพิตรได้ทรงขวนขวายแล้ว. จบ ติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕ อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕ พระศาสดาเมื่อทรงประทับอยู่ในกรุงราชคฤห์ ทรงปรารภ พวกเปรตเป็นอันมาก จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺนฺติ ดังนี้. ในข้อนั้น มีกถาพิศดารดังต่อไปนี้ :- ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัททกัป นี้ ได้มีนครหนึ่ง ชื่อว่า กาสี. พระราชาทรงประนามว่า ชัยเสน ทรงครองราชสมบัติในพระนครนั้น. พระองค์ได้มีพระราชเทวี ทรงพระนามว่า สิริมา. พระโพธิสัตว์นามว่า ผุสสะ บังเกิดใน พระครรภ์ของพระนางแล้วตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณโดยลำดับ. พระเจ้าชัยเสนเกิดความเห็นแก่ตัวขึ้นว่า บุตรของเรา ออกมหา- ภิเนกษกรมเป็นพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าเป็นของเรา พระธรรม เป็นของเรา พระสงฆ์ก็เป็นของเรา ดังนี้แล้ว ทรงอุปัฏฐากด้วย พระองค์เองทุก ๆ กาล ไม่ทรงให้โอกาสแก่ชนเหล่าอื่น.
หน้า 40 ข้อ 90
พี่น้อง ๓ คน ผู้ต่างมารดากัน เป็นพระกนิฐภาดา ของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พากันคิดว่า ธรรมดาว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมอุบัติเพื่อประโยชน์แก่ชาวโลกทั้งมวล มิใช่เพื่อประโยชน์ เฉพาะบุคคลผู้เดียว และพระบิดาของพวกเราก็ไม่ย่อมให้โอกาส แก่ชนเหล่าอื่นเลย ทำอย่างไรหนอ พวกเราจะพึงได้อุปัฏฐาก พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์นั้นได้มี ความคิดอย่างนี้ว่า เอาเถิด พวกเราจะทำอุบายสักอย่างหนึ่งให้ได้. พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้น ได้สร้างสถานการณ์ชายแดน ประหนึ่ง ว่า เกิดการปั้นป่วน. แต่นั้น พระราชาทรงสดับว่า แถบชายแดน เกิดความปั่นป่วน จึงได้ส่งพระโอรสทั้ง ๓ พระองค์ไปปราบ สงบจันตชนบท. พี่น้อง ๓ พระองค์เหล่านั้น ไปปราบให้ปัจจันตชนบท สงบแล้วกลับมา. พระราชาทรงพอพระทัย ได้ประทานพรว่า พวกลูกปรารถนาสิ่งใด ก็จงถือเองสิ่งนั้นเถิด. พี่น้องทั้ง ๓ พระองค์ นั้น กราบทูลว่า ข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐากพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. พระราชาตรัสว่า เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้านี้เสีย เธอจง เลือกเอาอย่างอื่นเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นกราบทูลว่า พวก ข้าพระองค์ไม่ต้องการสิ่งอื่น. พระราชาตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น พวก เธอจงกำหนดเวลามาแล้วถือเอาเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้นทูลขอ ถึง ๗ ปี พระราชาไม่ทรงอนุญาต. พี่น้อง ๓ พระองค์กราบทูลว่า ขอ ๖ ปี ๕ ปี ๔ ปี ๓ ปี ๒ ปี ๑ ปี ๗ เดือน ๖ เดือน ๕ เดือน ๔ เดือน จนกระทั่งขอเพียง ๓ เดือน ด้วยประการฉะนี้. ในกาลนั้น
หน้า 41 ข้อ 90
พระราชาได้ทรงอนุญาตว่า จงถือเอาเถิด. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบ ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์ปรารถนาจะอุปัฏฐาก พระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือน, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงรับการอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือนนี้ แก่ข้าพระองค์เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับด้วยดุษฎีภาพ. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น จึงส่งลิขิตไปถึงนายเสมียนในชนบทของตนว่า พวกเราพึงอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๓ เดือนนี้, ขอท่าน จงจัดแจงสัมภาระสำหรับอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่วิหารไป. นายเสมียนนั้นได้จัดแจงทุกอย่างแล้ว ส่งลิขิต ตอบไป. พี่น้อง ๓ พระองค์นั้น ต่างนุ่งผ้ากาสายะ พร้อมกับบุรุษ ๑,๐๐ คน ผู้ทำการขวนขวาย ได้พากันอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์โดยเคารพ นำไปยังชนบท มอบถวายวิหารให้อยู่ จำพรรษา. บุตรคฤหบดีคนหนึ่ง ผู้เป็นภัณฑาคาริกของพี่น้อง ๓ พระองค์ นั้น พร้อมด้วยภริยา เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส. เขาได้ถวาย ทานวัตรแก่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานโดยเคารพ. นายเสมียนในชนบท พาเขาไปพร้อมกับชาวชนบทประมาณ ๑๑,๐๐๐ คน ได้ให้ทานเป็นไปโดยเคารพทีเดียว. ในคนเหล่านั้น ชาวชนบทบางพวก ได้เกิดขัดใจกันขึ้น. เขาเหล่านั้น จึงพากัน ทำอันตรายแก่ทาน พากันกินไทยธรรมด้วยตนเอง และเอาไฟเผา
หน้า 42 ข้อ 90
โรงครัว. ราชบุรุษผู้ปรารถนาแล้วก็พากันทำสักการะแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้า นำพระผู้มีพระภาคเจ้าไว้เบื้องหน้า แล้วกลับ มาหาบิดาตามเดิม. บรรดาท่านเหล่านั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ ไปแล้ว ก็ปรินิพพาน. ส่วนราชบุตร เสมียนในชนบท และผู้เป็น ภัณฑาคาริกพร้อมด้วยบริษัททำกาละแล้ว ไปบังเกิดในสวรรค์ ตามลำดับ. เหล่าชนผู้ขัดใจกัน ก็พากันเกิดในนรก. เมื่อชนทั้ง ๒ พวกนั้น จากสวรรค์เข้าถึงสวรรค์ จากนรกเข้าถึงนรก ด้วยอาการ อย่างนี้ ผ่านไป ๙๒ กัป. ครั้นในภัททกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า กัสสปะ คนผู้ขัดใจกันเหล่านั้น เกิดในพวกเปรต. ในกาลนั้น พวกมนุษย์พากันให้ทานอุทิศเพื่อประโยชน์แก่พวกเปรต ผู้เป็นญาติของตนว่า ขอทานที่ให้นี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของ พวกเราเถิด. เปรตเหล่านั้น ได้เสวยสมบัติ. ลำดับนั้น เปรตเหล่านี้ ได้เห็นดังนั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระกัสสปะสัมมาสัมพุทธเจ้า ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้พวกข้าพระองค์จะพึงได้สมบัติเห็นปานนี้ หรือไม่หนอ ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า บัดนี้ ท่านยังไม่ได้ แต่ในอนาคต จักมีพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคตม ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น จักมีพระราชาทรง พระนามว่า พิมพิสาร, ใน ๙๒ กัปแต่ภัททกัปนี้ พระองค์ได้เป็น ญาติของพวกท่าน พระองค์ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้ากลัวจัก อุทิศแก่พวกท่าน. พวกท่านจักได้ในกาลนั้น. ได้ยินว่า เมื่อพระ-
หน้า 43 ข้อ 90
กัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสแล้วอย่างนี้ พระดำรัสนั้น ได้เป็น เหมือนตรัสแก่พวกเปรตเหล่านั้นว่า จักได้ในวันพรุ่งนี้. ครั้นพุทธันดรหนึ่งผ่านไป พระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา ทรงอุบัติขึ้นแล้ว. ราชบุตรทั้ง ๓ แม้เหล่านั้น พร้อมด้วยบุรุษ ๑,๐๐๐ คน ยุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในสกุลพราหมณ์ ในมคธรัฐ พากันบวชเป็นฤาษีตามลำดับ ได้เป็นชฎิล ๓ พี่น้อง ณ คยาสีส- ประเทศ. นายเสมียนในชนบท ได้เป็นพระเจ้าพิมพิสาร คฤหบดีบุตร ผู้เป็นขุนคลัง ได้เป็นเศรษฐี ชื่อว่า วิสาขะ. ภริยาของคฤหบดีบุตร นั้น ได้เป็นธิดาของเศรษฐี นามว่าธรรมทินนา. ฝ่ายคนนอกนั้น บังเกิดเป็นบริวารของพระราชานั่นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ของพวกเรา ก็ทรงอุบัติขึ้นในโลก ล่วงไป ๗ สัปดาห์ ก็เสด็จมายังกรุงพาราณสีโดยลำดับ ทรง ประกาศธรรมจักร ทรงแนะนำตั้งต้นแต่พระปัญจวัคคีย์ จนถึง ชฎิล ๓ พี่น้อง พร้อมด้วยบริวาร ๑,๐๐๐ คน แล้วได้เสด็จไปยัง กรุงราชคฤห์. ก็ในบรรดาชนเหล่านั้น พระองค์ทรงให้พระเจ้า พิมพิสาร ผู้เข้าไปเฝ้าในวันนั้นนั่นเอง พร้อมกับพราหมณ์และ คฤหบดีชาวอังคะและมคธะ ๑๑๐,๐๐๐ คน ให้ดำรงอยู่ในโสดา- ปัตติผลแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาทรงนิมนต์ด้วยภัตต์เพื่อเสวย พระกระยาหารในวันพรุ่งนี้ พระองค์ทรงรับแล้วในวันที่ ๒ อัน ท้าวสักกะจอมเทพผู้แปลงเพศเป็นมาณพน้อยนำเสด็จไป ชมเชย ด้วยพระคาถามีอาทิอย่างนี้ว่า
หน้า 44 ข้อ 90
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกพระองค์ แล้ว พ้นวิเศษแล้ว มีวรรณะเพียงดังว่าลิ่มทอง สิงคี พร้อมด้วยปุราณชฎิล ผู้ฝึกตนแล้ว ผู้พ้น วิเศษแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ดังนี้. จึงเสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ ทรงรับมหาทานในพระ- ราชนิเวศน์. ส่วนพวกเปรตเหล่านั้น ได้พากันยืนล้อมด้วยหวังใจว่า บัดนี้ พระราชาจักอุทิศทานแก่พวกเรา. บัดนี้พระราชาจักอุทิศ. พระราชาทรงถวายทานแล้ว ทรงพระดำริเฉพาะสถานที่ ประทับอยู่ของพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า จะพึง ประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ ดังนี้ จึงไม่ได้อุทิศทานนั้นแก่ใคร ๆ. พวกเปรตเมื่อไม่ได้ทานนั้น อย่างนั้น ก็สิ้นหวัง ในเวลากลางคืน จึงพากันส่งเสียงร้องอันน่าสะพึงกลัวอย่างยิ่ง ใกล้พระราชนิเวศน์. พระราชาทรงถึงความสังเวชอันน่าสะพึงกลัว น่าหวาดเสียว เมื่อ ราตรีผ่านไปจึงได้กราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์ ได้สดับเสียงเห็นปานนี้, จักมีเหตุอะไรแก่ข้าพระองค์ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าทรงกลัวเลยมหาบพิตร จักไม่มี ความชั่วช้าลามกอะไรแก่พระองค์ดอก อนึ่ง ญาติเก่าก่อนของ พระองค์ที่เกิดในพวกเปรตก็มี, ญาติเหล่านั้น หวังจะพบเฉพาะ พระองค์แต่ผู้เดียวถึงพุทธันดรหนึ่ง ท่องเที่ยวไปด้วยหวังใจว่า พระองค์ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าแล้ว จักอุทิศแก่พวกเราบ้าง เพราะพระองค์ถวายท่านเมื่อวันวานแล้ว มิได้อุทิศจึงพากันสิ้นหวัง
หน้า 45 ข้อ 90
ส่งเสียงร้องเห็นปานนั้น. พระราชาตรัสถามว่า เมื่อหม่อมฉันถวาย ทานแม้ในบัดนี้ เปรตเหล่านั้นจะพึงได้รับหรือ พระเจ้าข้า ? พระ- ศาสดาตรัสว่า ได้ มหาบพิตร. พระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้นขอพระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดรับทานของ ข้าพระองค์เพื่อเสวยในวันนี้, ข้าพระองค์จักอุทิศแก่พวกเปรต เหล่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับนิมนต์ด้วยดุษฎีภาพ. พระราชาเสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ ทรงให้จัดแจงมหาทาน แล้ว ให้กราบทูลกาลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปยังพระราชนิเวศน์ พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ประทับนั่งบน อาสนะที่บรรจงจัดไว้. เปรตเหล่านั้นไปด้วยหวังว่า วันนี้ พวกเรา จะพึงได้อะไรเป็นแน่ ดังนี้ จึงได้พากันยืนอยู่ในที่ต่าง ๆ มีภายนอก ฝาเรือนเป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงการทำโดยที่พวกเปรต เหล่านั้นทั้งหมดมาปรากฏแด่พระราชา. พระราชาเมื่อจะทรงหลั่ง น้ำทักษิโณทก จึงอุทิศว่า ทานที่ข้าพเจ้าให้นี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติ เถิด. ในบัดดลนั้นเอง สระโบกขรณีอันดาระดาษด้วยกลุ่มดอกกมล ได้บังเกิดแก่พวกเปรต. เปรตเหล่านั้นพากันอาบและดื่มในสระ โบกขรณีนั้น ได้สงบระงับความกระวนกระวาย ความลำบาก และ ความกระหาย ได้เป็นผู้มีสีดั่งทองคำ. พระราชา ถวายข้าวยาคู ของเคี้ยว และของบริโภคแล้วทิศให้. ขณะนั้นนั่นเอง ข้าวยาคู ของเคี้ยวและอาหารอันเป็นทิพย์ก็บังเกิดแก่เปรต เหล่านั้น. เปรต เหล่านั้นพากันบริโภคข้าวยาคูเป็นต้นนั้นแล้ว ก็ได้เป็นผู้มีอินทรีย์
หน้า 46 ข้อ 90
กระปรี้กระเปร่า. ลำดับนั้น พระองค์ได้ถวายผ้า, ที่นอน, และที่นั่ง แล้วอุทิศให้. เครื่องประดับมีชนิดต่าง ๆ เช่น ผ้า ปราสาท เครื่องลาด และที่นอน เป็นต้น อันเป็นทิพย์ ได้บังเกิดแก่เปรตเหล่านั้น. และ สมบัติของเปรตเหล่านั้นทั้งหมดนั้น ได้ปรากฏแก่พระราชา โดย ประการที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอธิษฐานไว้. พระราชาทรง ทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงพอพระทัยยิ่งนัก. ลำดับนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้า เสวยพระกระยาหารแล้ว ทรงห้ามภัตรแล้ว เพื่อจะ ทรงอนุโมทนาแก่พระเจ้าพิมพิสาร จึงได้ตรัสติโรกุฑฑเปตวัตถุว่า เปรตทั้งหลายพากันมาเรือนของตน แล้วยืนอยู่ภายนอกฝาเรือน ที่ตรอก กำแพง และ ทางสามแพร่ง และยืนอยู่ที่ใกล้บานประตู เมื่อ ข้าว น้ำ ของกิน ของบริโภคเพียงพอ เขาเข้าไป ตั้งไว้แล้ว แต่ญาติไร ๆ ของเปรตเหล่านั้นระลึก ไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เป็นปัจจัย เหล่าชน ผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้น้ำและโภชนะอันสะอาด ประณีต สมควรแก่ญาติทั้งหลายตามกาล ดุจทาน ที่มหาบพิตรถวายแล้วฉะนั้น ด้วยเจตนาอุทิศว่า ขอทานนี้แล จงสำเร็จผล แก่ญาติทั้งหลายของ เรา ขอญาติทั้งหลายของเรา จงเป็นสุขเถิด ส่วน เปรตผู้เป็นญาติเหล่านั้น พากันมาชุมนุมในที่นั้น เมื่อข้าวและน้ำมีอยู่เพียงพอ ย่อมอนุโมทนาโดย
หน้า 47 ข้อ 90
เคารพว่า เราได้สมบัติเพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด ขอญาติของเราเหล่านั้น จงมีอายุยืนนาน การ บูชาเป็นอันพวกญาติได้ทำแล้ว แก่เราทั้งหลาย และญาติทั้งหลาย ผู้ให้ก็ไม่ไร้ผล เพราะในเปต วิสัยนั้น กสิกรรมและโครักขกรรมไม่มี การ ค้าขายเช่นนั้นก็ไม่มี การซื้อการขายด้วยเงินตรา ก็ไม่มี สัตว์ทั้งหลายผู้ทำกาละละไปแล้วในเปรต วิสัยนั้น ย่อมยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยทานที่ ทายกให้แล้ว จากมนุษยโลกนี้ น้ำฝนอันตกลง ในที่ดอนย่อมไหลไปสู่ที่ลุ่ม ฉันใด ทานอันญาติ หรือมิตรให้แล้ว จากมนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จผล แก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ห้วงน้ำใหญ่ เต็มแล้วย่อมยังสาครให้เต็มเปี่ยม ฉันใด ทานอัน ญาติหรือมิตรให้แล้ว แต่มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จ ผลแก่เปรตทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน กุลบุตร เมื่อหวนระลึกถึงอุปการคุณที่ท่านทำแล้วในกาล ก่อนว่า คนโน้นได้ให้สิ่งของแก่เราแล้ว คนโน้น ได้ทำอุปการคุณแก่เราแล้ว ญาติมิตรและสหาย ได้ให้สิ่งของแก่เราและได้ช่วยทำกิจของเรา ดังนี้ พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย ด้วยว่า การ ร้องไห้ก็ดี ความเศร้าโศกก็ดี การพิไรร่ำไรก็ดี
หน้า 48 ข้อ 90
ไม่ควรทำเลย เพราะการร้องไห้เป็นต้นนั้น ไม่ เป็นไปเพื่อประโยชน์ แก่เปรตทั้งหลาย ญาติ ทั้งหลายก็คงดำรงอยู่อย่างนั้น อันทักษิณานี้แล ที่ให้แล้ว ตั้งไว้ดีแล้วในสงฆ์ ย่อมสำเร็จเพื่อ ประโยชน์แก่เปรตนั้นโดยพลัน สิ้นกาลนาน. ญาติธรรม มหาบพิตร ได้แสดงให้ปรากฏแล้ว การบูชาอันยิ่งเพื่อเปรตทั้งหลาย มหาบพิตรก็ ทรงกระทำแล้ว และพลังกายมหาบพิตรก็ได้เพิ่ม ให้แก่ภิกษุทั้งหลายแล้ว บุญมีประมาณไม่น้อย มหาบพิตรก็ได้ทรงขวนขวายแล้วแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ได้แก่ ที่ส่วนอื่น ของฝา (เรือน). คำว่า ติฏฺนฺติ นี้ เป็นคำกำหนดการยืน โดย ปฏิเสธการนั่งเป็นต้น, อธิบายว่า ยืนอยู่ภายนอกประตูบ้าน กำแพง และฝาเรือน. บทว่า สนธิสงฺฆาฏเกสุ จ ได้แก่ ที่ตรอก ๔ แพร่ง และที่ทาง ๓ แพร่ง. บทว่า สนฺธิ ได้แก่ ตรอก ๔ แพร่ง. เรียก ที่ต่อเรือน ที่ต่อฝา และที่ต่อหน้าต่างก็มี. บทว่า สิงฺฆาฏกา ได้แก่ ตรอก ๓ แพร่ง. บทว่า ทฺวารพาหาสุ ติฏฺนฺติ ได้แก่ ยืนพิงฝา ประตูเมืองและประเรือน. บทว่า อาคนฺตฺวาม สกํ ฆรํ ความว่า เรือนของญาติในครั้งก่อนก็ดี เรือนที่ตนครอบครอง โดยความเป็น เจ้าของก็ดี ชื่อว่าเรือนของตน เพราะเหตุที่พวกเปรตเหล่านั้น
หน้า 49 ข้อ 90
มายังเรือนแม้ทั้งสองชนิดนั้น ด้วยความเข้าใจว่าเรือนของตน ฉะนั้น จึงตรัสว่า มายังเรือนของตน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงแก่พระราชาถึงพวกเปรต เป็นอันมาก ผู้มีรูปแปลกไม่น่าดู ทั้งดูน่าสะพึงกลัวอย่างยิ่ง ผู้เสวย ผลของความริษยาและความตระหนี่ ผู้มายังพระราชนิเวศน์ของ พระเจ้าพิมพิสาร แม้ตนจะไม่เคยครอบครองอยู่ในกาลก่อน ด้วย สำคัญว่าเป็นเรือนของตน เพราะเป็นเรือนของญาติในกาลก่อน แล้ว ยืนอยู่ภายนอกฝาเรือนเป็นต้น ด้วยประการอย่างนี้ จึงตรัส คาถาว่า ติโรกุฑฺเฑสุ ติฏฺนฺติ เมื่อจะทรงแสดงซ้ำว่า กรรมที่ พวกเปรตเหล่านั้นทำเป็นของโหดร้าย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า ปหูเต อนฺนปานมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหูเต แปลว่า ไม่น้อย คือ มาก, อธิบายว่า เพียงพอแก่ความต้องการ. จริงอยู่ แปลง พ อักษร เป็น ป อักษรก็ได้ เหมือนในประโยคทีมีอาทิว่า ปหุ สนฺโต น ภราติ สัปบุรุษเป็นจำนวนมาก ย่อมไม่เต็ม (ด้วยความรู้). ส่วนอาจารย์ บางพวกกล่าวว่า พหุเก ดังนี้. ก็นั่น เป็นการกล่าวด้วยความเลินเล่อ. บทว่า อนฺนปานมฺหิ แปลว่า เมื่อข้าวและน้ำ. บทว่า ขชฺชโภชฺเช แปลว่า เมื่อของเคี้ยวและของบริโภค. ด้วยคำนี้ ทรงแสดงอาหาร ทั้ง ๔ ชนิดคือ ของกิน ของดื่ม ของเคี้ยว และของลิ้ม. บทว่า อุปฏฺิเต แปลว่า เข้าไปตั้งไว้ คือ ตระเตรียมไว้, อธิบายว่า จัดแจงไว้. บทว่า น เตสํ โกจิ สรติ สตฺตานํ ความว่า ใคร ๆ
หน้า 50 ข้อ 90
จะเป็นมารดา บิดา บุตร หรือหลานก็ตาม ของสัตว์เหล่านั้น คือ ผู้เกิดในเปตวิสัยระลึกไม่ได้. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะกรรมเป็นปัจจัย, อธิบายว่า เพราะกรรมคือความตระหนี่ อันต่างโดยการไม่ให้และการปฏิเสธการให้เป็นต้น ที่ตนทำไว้ เป็นเหตุ. กรรมนั้นแหละ ทำให้พวกญาติเหล่านั้น ระลึกไม่ได้. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงความไม่มีแม้แต่การ หวนระลึก ของพวกญาติเพราะผลกรรมของพวกเปรต ผู้หวังเฉพาะ ต่อพวกญาติ ในเมื่อข้าวและน้ำเป็นต้น แม้มีประมาณไม่น้อย ก็มีอยู่ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงสรรเสริญทานที่พระราชาถวาย อุทิศพวกญาติผู้เกิดในเปตวิสัย จึงตรัสคาถาที่ ๓ ว่า เอวํ ททนฺติ าตีนํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เป็นคำอุปมา. บทว่า เอวํ นั้น เชื่อมความได้ ๒ ประการ คือ บรรดาญาติบางพวก แม้ที่ระลึกไม่ได้ เพราะกรรมของสัตว์เหล่านั้นเป็นปัจจัย ญาติบางพวกผู้อนุเคราะห์ อย่างนั้น ก็ย่อมให้แก่พวกญาติ และคือพวกญาติผู้อนุเคราะห์ ย่อม ให้น้ำและข้าวอันสะอาด ประณีต อันสมควรตามกาลแก่ญาติทั้งหลาย เหมือนทานที่มหาบพิตรถวายแล้วฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ททนฺติ แปลว่า ย่อมให้ คือ อุทิศให้ มอบให้. บทว่า าตีนํ ได้แก่ ชนผู้เกี่ยวเนื่องกัน ทางมารดาและบิดา. บทว่า เย ได้แก่ ชนเหล่าใด เหล่าหนึ่งมีบุตรเป็นต้น. บทว่า โหนฺติ แปลว่า ย่อมเป็น. บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ ผู้ต้องการประโยชน์ คือ ผู้แสวงหาประโยชน์
หน้า 51 ข้อ 90
เกื้อกูล. บทว่า สุจึ ได้แก่ บริสุทธิ์ ชื่นใจ และประกอบด้วยธรรม. บทว่า ปณีตํ ได้แก่ โอฬาร. บทว่า. กาเลน ได้แก่ โดยกาลอัน เหมาะสมแก่การบริโภคของพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย หรือโดย กาลที่เปรตผู้เป็นญาติมายืนอยู่ที่ภายนอกฝาเรือนเป็นต้น. บทว่า กปฺปิยํ ได้แก่ ควร คือเหมาะสม ได้แก่ สมควรเพื่อการบริโภค. ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย. บทว่า ปานโภชนํ แปลว่า น้ำ และข้าว. ก็ในที่นี้โดยการแสดงอ้างถึงบทว่า ปานโภชนะ นั้น พระองค์ตรัส ถึงไทยธรรมทุกอย่าง. บัดนี้ เพื่อจะแสดงประการอันเป็นเหตุ ชื่อว่าเป็นอันญาติ ให้แล้วแก่เปรตเหล่านั้น จึงตรัสกึ่งคาถาเบื้องต้น ด้วยคาถาที่ ๔ ว่า อิทํ โว าตีนํ โหตุ สุขิตา โหนฺตุ ญาตโย ดังนี้เป็นต้น. กึ่งเบื้องต้น แห่งคาถาที่ ๔ นั้น พึงเชื่อมกับกึ่งเบื้องต้นแห่งคาถาที่ ๓ ว่า :- ญาติผู้อนุเคราะห์ ย่อมให้แก่พวกญาติ ด้วยเจตนาอุทิศอย่างนี้ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลาย ขอญาติทั้งหลาย จงได้รับ ความสุขเถิด. ด้วย เอวํ ศัพท์นั้น อันมีอาการเป็นอรรถว่า ญาติทั้งหลาย ย่อมให้โดยประการอย่างนี้ว่า ขอทานนี้แลจงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ไม่ให้โดยประการอื่น เป็นอันชื่อว่า กระทำการแสดงออกถึงอาการ ที่จะพึงให้.
หน้า 52 ข้อ 90
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ เป็นบทแสดงออกถึงไทยธรรม. บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต, เหมือน โว อักษร ในประโยคมีอาทิว่า เยหิ โว อริยา. บทว่า าตีนํ โหตุ แปลว่า จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ผู้เกิดในเปตวิสัย. แต่บางอาจารย์กล่าวว่า โน าตีนํ, อธิบายว่า แก่ญาติทั้งหลาย ของพวกเรา. บทว่า สุขิตา โหนฺตุ าตโย ความว่า พวกญาติผู้เข้าถึงเปตวิสัยเหล่านั้น เมื่อเสวยผลนี้ คือ จงมีความสุข ได้แก่ ได้รับความสุข. เพราะเหตุที่กรรมอันบุคคลอื่นกระทำ แม้ในเมื่อพวกญาติ กล่าวว่า ขอทานนี้แล จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลาย ดังนี้ ย่อมไม่ให้ผล แก่คนอื่น ก็สิ่งนั้นที่เขาให้อุทิศอย่างนั้น ล้วนเป็นปัจจัยแก่กุศลกรรม แก่พวกเปรตผู้เป็นญาติ ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงประการที่กุศลกรรม อันบังเกิดผลแก่เปรตเหล่านั้นในที่นั้น คือ ในขณะนั้นนั่นเอง จึงตรัส คำมีอาทิว่า เต จ ตตฺถ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ได้แก่ เปรตผู้เป็นญาติ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่ที่พวกญาติให้ทาน. บทว่า สมาคนฺตฺวา ได้แก่ เป็นผู้ประชุมกันในที่นั้น เพื่ออนุโมทนาว่า พวกญาติเหล่านี้ ของพวกเรา อุทิศทานเพื่อประโยชน์แก่พวกเรา. บทว่า ปหูเต อนฺนปานมฺหิ ได้แก่ เมื่อสิ่งของนั้น ที่พวกญาติให้อุทิศตน. บทว่า สกฺกจฺจํ อนุโมทเร ความว่า เชื่อกรรมและผลของกรรม ไม่ละ ความยำเกรง เป็นผู้มีจิตไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมบันเทิงใจ ย่อมเบิกบานใจ
หน้า 53 ข้อ 90
เกิดปีติโสมนัสขึ้นว่า ขอทานของพวกเรานี้ จงเป็นไปเพื่อประโยชน์ สุขเถิด. บทว่า จิรํ ชีวนฺตุ ได้แก่ ขอจงมีชีวิตยืนนาน คือมีอายุยืนนาน. บทว่า โน าตี ได้แก่ ญาติทั้งหลายของพวกเรา. บทว่า เยสํ เหตุ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งญาติเหล่าใด คือ เพราะอาศัยญาติเหล่าใด. บทว่า ลภามเส ความว่า ย่อมได้สมบัติเช่นนี้. จริงอยู่ บทนี้ เป็นบท แสดงอาการที่พวกเปรตผู้เสวยสมบัติที่ได้ด้วยการอุทิศชมเชยพวก ญาติของตน. จริงอยู่ ทักษิณาย่อมบังเกิดผลแก่พวกเปรตในขณะนั้น ด้วยองค์ ๓ ประการคือ ด้วยตนอนุโมทนา ๑ ด้วยทายกอุทิศให้ ด้วยการถึงพร้อมด้วยพระทักขิไทยบุคคล ๑. ในองค์ทั้ง ๓ นั้น ทายกเป็นเหตุพิเศษ. เพราะเหตุนั้น จึงตรัสว่า เยสํ เหตุ ลภามเส ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อมฺหากญฺจ กตา ปูชา ความว่า การบูชา เป็นอันทายก ผู้อุทิศให้อย่างนี้ว่า ขอทานนี้แล จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายเถิด กระทำแก่พวกเรา และทายกเหล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ไร้ผล เพราะ ให้ผลในสันดานเป็นที่บังเกิดแห่งกรรมอันสำเร็จด้วยการบริจาค นั้นนั่นแล. ก็ในข้อนี้มีผู้ท้วงถามว่า ก็เฉพาะพวกญาติผู้เข้าถึงเปตวิสัย ย่อมได้เหตุสมบัติเท่านั้นหรือ หรือว่า คนอื่นก็ได้. ก็ในข้อนี้ พวกเรา ไม่จำต้องกล่าว เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงพยากรณ์ไว้แล้ว.
หน้า 54 ข้อ 90
สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ใน (ทสกนิบาต อังคุตรนิกาย) ว่า :- ชานุสโสณีพราหมณ์ ทูลถามว่า "ท่านพระโคดมผู้เจริญ พวกข้าพเจ้า ได้นามว่าเป็นพราหมณ์ ย่อมให้ทาน ย่อมทำบุญด้วย- เชื่อว่า ทานนี้จงสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว ขอญาติ- สาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้ว จงบริโภคทานนี้. ท่านโคดมผู้เจริญ ทานนั้น ย่อมสำเร็จแก่ญาติสาโลหิตผู้ล่วงลับไปแล้วละหรือ ญาติสาโลหิต ผู้ล่วงลับไปแล้วเหล่านั้น ย่อมได้บริโภคทานนั้นละหรือ ? พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า ดูก่อน พราหมณ์ ทานนั้นย่อมสำเร็จใน ฐานะอันควรแล ย่อมไม่สำเร็จในฐานะที่ไม่ควร. ชานุสโสณี. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ฐานะที่ควรเป็นไฉน ฐานะ ที่ไม่ควรเป็นไฉน ? พระผู้มีพระภาคเจ้า ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ บุคคลนั้น เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงนรก เขาย่อมยังอัตตภาพให้เป็นไปในนรก นั้น เขาตั้งอยู่ในนรกนั้น ด้วยอาหารของพวกสัตว์นรก ดูก่อน พราหมณ์ นี้แลเป็นฐานะอันไม่สมควร ไม่เป็นที่สำเร็จแห่งทาน แก่ผู้สถิตย์อยู่เลย. ดูก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ฆ่าสัตว์ ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ. เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึง กำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน เขาย่อมยังอัตตภาพให้เป็นไปในกำเนิดสัตว์
หน้า 55 ข้อ 90
ดิรัจฉานนั้น ตั้งอยู่ในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉานนั้น ด้วยอาหารของ สัตว์ผู้เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ดูก่อนพราหมณ์. นี้แล ก็จัด เป็นฐานะอันไม่สมควร ไม่เป็นที่สำเร็จแห่งทานแก่ผู้สถิตย์อยู่เลย. ก่อนพราหมณ์ ก็บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้เว้นขาดจาก ปาณาติปาต ฯลฯ เป็นสัมมาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายของพวกมนุษย์ ฯลฯ ย่อมเข้าถึง ความเป็นสหายของเทวดา เขาย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเทวโลก นั้น ย่อมตั้งอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยอาหารของเทวดา ดูก่อนพราหมณ์ แม้นี้ก็เป็นฐานะอันไม่สมควร ไม่เป็นที่สำเร็จแห่งทาน แก่ผู้สถิตย์ อยู่เลย. ดูก่อนพราหมณ์ บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้ทำปาณา- ติบาต ฯลฯ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก เขา ย่อมเข้าถึงเปตวิสัย เขาย่อมยังอัตภาพให้เป็นไปในเปตวิสัยนั้น ย่อมตั้งอยู่ในเปตวิสัยนั้น ด้วยอาหารของเหล่าสัตว์ ผู้เกิดในเปต- วิสัยนั้น ก็หรือว่าย่อมยังอัตภาพให้เป็นไป ในเปตวิสัยนั้น ย่อม ตั้งอยู่ในเปตวิสัยนั้น ด้วยปัตติทานมัย ที่พวกมิตร อำมาตย์ หรือ พวกญาติสาโลหิตของเขา เพิ่มให้จากมนุษยโลกนี้, ดูก่อนพราหมณ์ นี้แล เป็นฐานะอันสมควร อันเป็นที่เข้าไปสำเร็จแห่งทาน แก่ผู้ สถิตย์อยู่แล. ชานุสโสณีพราหมณ์. ท่านโคดมผู้เจริญ ก็ถ้าญาติสาโลหิต ผู้ละไปแล้วนั้น ย่อมไม่เข้าถึงฐานะอันสมควรนั้นไซร้ ใครเล่าจะ
หน้า 56 ข้อ 90
บริโภคฐานะอันสมควรนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดูก่อนพราหมณ์ พวกญาติสาโลหิต ผู้ละไปแล้วแม้เหล่าอื่น ของเขาย่อมเข้าถึงฐานะอันสมควรนั้น ญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้วเหล่านั้น ย่อมบริโภคฐานะอันควรนั้น. ชานุสโสณีพราหมณ์. ท่านโคดมผู้เจริญก็ถ้าญาติสาโลหิต ผู้ละไปแล้วนั้นนั่นแล ย่อมไม่เข้าถึงฐานะอันสมควรนั้นไซร้ ทั้ง ญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้ว แม้เหล่าอื่นของเขาก็ย่อมไม่เข้าถึงฐานะ อันควรนั้น ใครเล่า จะบริโภคฐานะอันควรนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า. ดูก่อนพราหมณ์ นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่ โอกาสแล ที่จะพึงว่าจากญาติสาโลหิตผู้ละไปแล้ว โดยกาลนาน เช่นนี้. ดูก่อนพราหมณ์ อนึ่ง ถึงทายกก็ย่อมเป็นผู้ไม่ไร้ผลแล. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดง ความไม่มีเหตุที่พวกผู้เกิดในเปรต- วิสัย จะได้รับสมบัติ มีกสิกรรมและโครักขกรรมเป็นต้น อย่างอื่น ในเปตวิสัยนั้น และการยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยทานที่พวกญาติ ให้แล้วแต่มนุษยโลกนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า น หิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ ตตฺถ กสิ อตฺถิ ความว่า ในเปตวิสัยนั้น กสิกรรมที่พวกเปรตจะอาศัยเลี้ยงชีพอย่างสบาย ไม่มีเลย. บทว่า โครกฺเขตฺถ น วิชฺชติ ความว่า ในเปตวิสัยนั้น ไม่ใช่จะไม่มีแต่กสิกรรมอย่างเดียวเท่านั้น ถึงโครักขกรรม ที่ พวกเปรตเหล่านั้น อาศัยเลี้ยงชีพอย่างสบายก็ไม่มีเช่นกัน. บทว่า วณิชฺชา ตาทิสี นตฺถิ ความว่า ถึงพาณิชยกรรมอันเป็นเหตุให้
หน้า 57 ข้อ 90
เปรตเหล่านั้น ได้รับสมบัติ ก็ไม่มีเช่นกัน. บทว่า หิรญฺเน กยากยํ ความว่า ในเปตวิสัยนั้น แม้การซื้อขายด้วยเงินตรา อันจะเป็นเหตุ ให้เปรตเหล่านั้น ได้รับสมบัติก็ไม่มีเช่นกัน. บทว่า อิโต ทินฺเนน ยาเปนฺติ เปตา กาลคตา ตหึ ความว่า อนึ่ง เปรตเหล่านั้น ย่อม เลียงชีพคือ ยังอัตตภาพให้เป็นไป ด้วยทานที่ญาติหรือมิตร อำมาตย์ ให้แล้ว จากมนุษยโลกนี้อย่างเดียว. บทว่า เปตา ได้แก่ เหล่าสัตว์ ผู้เกิดในเปตวิสัย. บทว่า กาลคตา ได้แก่ ผู้จะไปตามเวลาตาย ของตน. ปาฐะว่า กาลกตา ดังนี้ก็มี. ความว่า ผู้ทำกาละแล้ว คือ ผู้ตายไปแล้ว ได้แก่ ผู้ถึงมรณะ. บทว่า ตหึ ได้แก่ ในเปตวิสัยนั้น. บัดนี้ เมื่อจะทรงประกาศความตามที่กล่าวแล้ว โดยอุปมา จึงตรัส ๒ คาถาว่า อุนฺนเม อุทกํ จุฏฺํ ดังนี้เป็นต้น. ความ ๒ คาถา นั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- ฝนตกลงในที่ดอน คือ ในประเทศที่ดอน ย่อมไหลไปตามที่ลุ่ม คือ ย่อมไหลไปตามภูมิภาคที่ลุ่ม ฉันใด ทานที่พวกญาติให้จากมนุษยโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมสำเร็จ แก่พวกเปรต คือ ย่อมไม่พรากพ้นไปจากการเกิดผล. จริงอยู่ เปตโลก เป็นฐานะอันสมควร เพื่อการสำเร็จแห่งทานเหมือนที่ตุ่ม เป็นฐานะอันสมควรแก่การไหลไปแห่งน้ำ. สมจริงดังที่พระองค์ ตรัสไว้ว่า ก่อนพราหมณ์ นี้แหละ เป็นฐานะอันสมควร ซึ่งเป็นที่ สำเร็จแห่งทานของผู้สถิตอยู่. อนึ่งทานที่พวกมนุษย์ให้แล้วแต่ มนุษยโลกนี้ ย่อมสำเร็จแก่พวกเปรต โดยนัยดังกล่าวแล้วในก่อน เหมือนห้วงน้ำ คือแม่น้ำใหญ่ เต็มด้วยน้ำที่ไหลมาจากซอกเขา
หน้า 58 ข้อ 90
ห้วงระแหง หนอง และบึงแล้ว ไหลบ่าไปเต็มสาครฉะนั้น. เพราะเหตุที่เปรตทั้งหลายจกความหวังครอบงำว่า พวกเรา จะได้อะไรอย่างจากที่นี้ แม้มายังเรือนของญาติก็ไม่อาจขอร้องว่า ท่านทั้งหลายจงให้สิ่งชื่อนี้แก่พวกเรา ฉะนั้น เมื่อจะทรงแสดงว่า กุลบุตรเมื่อหวนระลึกถึงวัตถุที่ระลึกเหล่านี้ของญาติเหล่านั้น จึงพึงให้ทักขิณา จึงตรัสคาถาว่า อทามิ เม ดังนี้เป็นต้น คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ กุลบุตรเมื่อหวนระลึกถึงสิ่งนี้ ทั้งหมดว่า คนโน้นให้ทรัพย์หรือธัญญาหารชื่อนี้แก่เรา คนโน้น ถึงความพยายามด้วยตนเอง ได้กระทำกิจชื่อนี้แก่เรา คนโน้นชื่อว่า เป็นญาติเพราะเกี่ยวพันทางฝ่ายมารดาหรือบิดาของเรา คนโน้น ชื่อว่าเป็นมิตร เพราะสามารถรักษาด้วยอำนาจความสิเนหา คนโน้นชื่อว่าเป็นสหายเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกันของเรา จึงพึงให้ ทักษิณา คือพึงมอบให้ทานแก่เปรตทั้งหลาย. บาลีว่า ทกฺขิณา ทชฺชา ดังนี้ก็มี. แปลว่า พึงให้ทักษิณาแก่เปรตทั้งหลาย. ด้วย บทว่า ทกฺขิณา ทชฺชา นั้น ท่านกล่าวอธิบายว่า กุลบุตรเมื่ออนุสรณ์ คือ หวนระลึกถึงอุปการะที่ญาติกระทำไว้ในกาลก่อน โดยนัย มีอาทิว่า คนโน้นได้ให้เรา. จริงอยู่ บทว่า อนุสฺสรํ นี้ เป็นปฐมาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่งตติยาวิภัติ. เมื่อจะทรงแสดงว่า ก็สัตว์เหล่าใดเป็นผู้มีทุกขธรรม มี ความร้องไห้และความเศร้าโศกเป็นต้น เป็นเบื้องหน้า เพราะ
หน้า 59 ข้อ 90
ความตายของญาตินั่นเอง คงดำรงอยู่ ไม่ให้อะไร ๆ แก่ญาติผู้ ล่วงลับไปแล้วนั้น ทุกขธรรมมีความร้องไห้และความเศร้าโศก เป็นต้น นั้นของสัตว์เหล่านั้น เป็นเพียงทำตนให้เดือดร้อนอย่างเดียว เท่านั้น ทุกขธรรมมีความร้องไห้สละความเศร้าโศกเป็นต้นนั้น ย่อมไม่ยังประโยชน์อะไร ๆ ให้สำเร็จแก่เปรตทั้งหลาย จึงตรัส คาถาว่า น หิ รุณฺณํ วา ดังนี้ เพื่อจะทรงแสดงย้ำถึงทักษิณาที่ พระเจ้ามคธถวายว่ามีประโยชน์ จึงตรัสความของคำเหล่านั้นมี อาทิว่า อยญฺจ โข ดังนี้ในภายหลัง. เพราะเหตุที่พระราชาเมื่อทรงถวายทักษิณานี้ ชื่อว่าแสดง ออกถึงญาติธรรม โดยกระทำกิจที่พวกญาติพึงกระทำแก่พวกญาติ ให้ปรากฏแก่ชนเป็นอันมาก คือทรงกระทำการแสดงออกให้ปรากฏ ว่า แม้ท่านทั้งหลายก็พึงบำเพ็ญญาติธรรมในญาติทั้งหลายให้ บริบูรณ์ ด้วยอาการอย่างนี้แหละ. อนึ่ง เมื่อพระองค์ทำให้พวกเปรต เหล่านั้นได้รับทิพยสมบัติ ชื่อว่าทำการบูชาแก่เปรตทั้งหลายให้ยิ่ง, เมื่อให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานให้สำราญด้วยข้าว และน้ำเป็นต้น ชื่อว่าตามเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย, เมื่อทำ จาคเจตนาอันมีคุณมีการอนุเคราะห์เป็นต้น เป็นเครื่องประกอบ ให้เกิด ชื่อว่าทรงขวนขวายปัญหาประมาณมิได้ ฉะนั้น บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงทำพระราชาให้ร่าเริงด้วยคุณ ตามที่เป็นจริงเหล่านี้ จึงตรัสคาถาสุดท้ายว่า โส าติธมฺโม ดังนี้เป็นต้น
หน้า 60 ข้อ 90
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า าติธมฺโม ได้แก่ การกระทำ กิจที่พวกญาติพึงกระทำแก่พวกญาติ. บทว่า อุฬารา แปลว่า ให้แพร่หลาย กว้างขวาง. บทว่า พลํ ได้แก่ กำลังกาย. บทว่า ปสุตํ แปลว่า สั่งสมแล้ว. ก็ในคำเหล่านี้ ด้วยคำว่า โส าติธมฺโม จ อยํ นิทสฺสิโต นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงอ้างธรรมิกถา กะพระราชา. จริงอยู่ การแสดงอ้างในที่นี้ หมายถึงการแสดง ญาติธรรม. พระองค์ทรงชักชวนด้วยคำนี้ว่า และทรงกระทำ การบูชาแก่พวกเปรตให้ยิ่ง. ก็การสรรเสริญในคำว่า ยิ่ง นี้ เป็น การชักชวนให้ทำการบูชาบ่อย ๆ. ทรงให้อาจหาญด้วยคำนี้ว่า และทรงเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย. จริงอยู่ ในที่นี้ การเพิ่ม ให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย เป็นการให้อาจหาญโดยการเพิ่มอุตสาหะ ในการเพิ่มให้พลังแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการอย่างนี้. ทรง ให้ร่าเริงด้วยคำนี้ว่า พระองค์ชื่อว่าทรงขวนขวายบุญหาประมาณ มิได้. ในที่นี้ พึงทราบโยชนาอย่างนี้ว่า ก็ในที่นี้ การระบุถึงการ ประสพบุญ ก็คือการทำให้ร่าเริง โดยการสรรเสริญคุณตาม ความเป็นจริงของบุญนั้น. ก็ในเวลาจบเทศนา ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ผู้มีใจสลดด้วยการพรรณนาโทษของการเกิดในเปตวิสัย ผู้เริ่ม โดยอุบายอันแยบคาย. แม้ในวันที่ ๒ ก็ทรงแสดงติโรกุฑฑเทศนา กัณฑ์นี้แหละ แก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย. ธรรมาภิสมัย เช่นนั้น นั่นแหละได้มีด้วยอาการอย่างนี้ ถึง ๗ วันแล. จบ อรรถกถาติโรกุฑฑเปตวัตถุที่ ๕
หน้า 61 ข้อ 91
๖. ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุ ว่าด้วยความหิวของนางเปรต พระสังฆเถระถามว่า :- [๙๑] ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณเลวทราม มี กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันตอม เกลื่อนกล่น ท่านเป็นใครหนอมายืนอยู่ในที่นี้. หญิงเปรตนั้นตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติ เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมอันลามกจึงต้อง จากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๕ คน เวลาเย็นอีก ๕ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นหมด ถึง บุตร ๑๐ คนเหล่านั้นก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิว ของดิฉัน หัวใจของดิฉันเร่าร้อนอยู่เป็นนิจเพราะ ความหิว ดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอท่านจงดู ดิฉันผู้ถึงความพินาศเช่นนี้เถิด. พระเถระถามว่า :- เมื่อก่อน ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา ใจ หรือท่านกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร. หญิงเปรตนั้นตอบว่า :-
หน้า 62 ข้อ 91
เมื่อก่อน หญิงร่วมสามีของดิฉันคนหนึ่ง มีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีใจประทุษร้าย ได้ทำ ให้ครรภ์ตกไป เขามีครรภ์ ๒ เดือนเท่านั้น ไหล ออกเป็นโลหิต ครั้งนั้น มารดาของเขาโกรธดิฉัน เชิญพวกญาติมาประชุมซักถาม ให้ดิฉันทำการ สบถและขู่เข็ญให้กลัว ดิฉันได้กล่าวคำสบถและ มุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำชั่วอย่างนี้ ขอให้ ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนอง และโลหิต กินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่ง กรรม คือ การทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสา ทั้งสองนั้น. จบ ปัญจปุตตขาทิกเปติวัตถุที่ ๖ อรรถกถาปัญจปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๖ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ ถึงนางเปรตผู้เคี้ยวกินบุตร ๕ คน จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้. ได้ยินว่า มีภรรยาของกฏุมพีคนหนึ่ง ในหมู่บ้านไม่ไกล แต่กรุงสาวัตถี เป็นหญิงหมัน. พวกญาติของกฏุมพีคนนั้น ได้พากัน กล่าวดังนี้ว่า ภรรยาของเจ้าเป็นหมัน พวกเราจะนำหญิงสาวคนอื่น มาให้เจ้า. เพราะความสิเนหาในภรรยานั้น เขาจึงไม่ปรารถนา
หน้า 63 ข้อ 91
(ภรรยาอื่น). ลำดับนั้น ภรรยาของกฏุมพีนั้น ทราบเรื่องนั้นแล้ว จึงกล่าวกะสามีอย่างนี้ว่า นาย ฉันเป็นหมัน ควรจะนำหญิงอื่นมา (เป็นภรรยา) วงศ์ตระกูลของท่านจะได้ไม่ขาดสูญ เธอเมื่อถูก ภรรยารบเร้าจะแต่งงานกะหญิงอื่น. ครั้นต่อมา นางได้ตั้งครรภ์. หญิงหมันมีความริษยาเป็นปกติ คิดว่า หญิงนี้ได้บุตรแล้ว จักเป็น ใหญ่แก่เรือนนี้ จึงหาอุบายให้ครรภ์ของนางตกไป จึงเกลี่ยกล่อม ปริพาชิกาคนหนึ่งด้วยข้าวและน้ำเป็นต้น ให้ทำครรภ์ของนาง ให้ตกไป นางเมื่อครรภ์ตกไปก็ไห้แจ้งให้มารดาของตนทราบ มารดาให้ประชุมพวกญาติของตนแล้วแจ้งความนั้นให้ทราบ. ญาติ เหล่านั้นได้กล่าวกะหญิงหมันดังนี้ว่า เจ้าทำครรภ์ของหญิงนี้ ให้ตก หญิงหมันตอบว่า ฉันไม่ได้ทำให้ตก ก็จงสบถ. หญิงหมัน กล่าวเท็จทำการสบถว่า ถ้าฉันทำครรภให้ตก ฉันก็จะพึงมีทุคติ เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ถูกความหิวกระหายครอบงำ ขอให้คลอดบุตร ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ครั้งละ ๕ คน แล้วกินเสีย ก็ยังไม่อิ่ม ขอให้ ฉันมีกลิ่นเหม็นเป็นนิจ และถูกแมลงวันไต่ตอม. ไม่นานนักนาง ก็ทำกาละบังเกิดเป็นนางเปรต มีรูปร่างขี้เหร่อยู่ไม่ไกลบ้านนั้น นั่นเอง. ในกาลนั้น พระเถระ ๘ รูป ออกพรรษาในชนบท มายังกรุง สาวัตถี เพื่อเฝ้าพระศาสดา จึงเข้าไปพักในราวป่าอันสมบูรณ์ ด้วยร่มเงาและน้ำ ไม่ไกลแต่บ้านนั้น. ลำดับนั้น นางเปรตนั้นได้
หน้า 64 ข้อ 91
แสดงตนแก่พระเถระทั้งหลาย. ในพระเถระเหล่านั้น พระสังฆเถระ ได้ซักถามนางเปรตนั้นด้วยคาถาว่า เจ้าเปลือยกาย มีรูปพรรณขี้เหร่ ส่งกลิ่น เหม็นเน่าฟุ้ง แมลงวันจับเป็นกลุ่ม เจ้าเป็นใคร มายืนอยู่ในที่นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคฺคา แปลว่า ผู้ไม่มีผ้า. บทว่า ทุพฺพณฺณรูปาสิ ความว่า เจ้าเป็นผู้มีรูปขี้เหร่ คือประกอบด้วย รูปน่าเกลียดพิลึก. บทว่า ทุคฺคนฺธา คือ มีกลิ่นไม่น่าปรารถนา. บทว่า ปูติ วายสิ ได้แก่ มีกลิ่นเหมือนซากศพ เหม็นคลุ้งออกจากกาย. บทว่า มกฺขิกาหิ ปริกิณฺณา ได้แก่ พวกแมลงวันหัวเขียวจับกลุ่มอยู่ โดยรอบ. บทว่า กา นุ ตฺวํ ติฎฺติ ความว่า เจ้าเป็นใคร มีรูปเห็น ปานนี้ มายืนอยู่ที่นี้, อธิบายว่า เที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้ ลำดับนั้น นางเปรตนั้นถูกพระมหาเถระถามอย่างนั้น เมื่อ จะประกาศตน จะให้เหล่าสัตว์เกิดความสลด จึงได้กล่าว ๓ คาถานี้ว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติเกิดใน ยมโลก เพราะกระทำกรรมชั่วไว้จึงต้องจากโลก นี้ไปสู่เปตโลก. เวลาเช้าดิฉันคลอดบุตร ๕ คน เวลาเย็นอีก ๕ คน แล้วกินลูกเหล่านั้นทั้งหมด ถึงลูก ๑๐ คนเหล่านั้น ก็ไม่อาจบันเทาความหิว ของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนหมกหมุ่น
หน้า 65 ข้อ 91
เพราะความหิว ดิฉันไม่ได้ดื่มน้ำที่ควรดื่ม ขอ ท่านจงดูดิฉันผู้ถึงความวอดวายเช่นนี้เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น นางเปรตเรียกพระเถระด้วยความ เคารพว่า ภทนฺเต. บทว่า ทุคฺคตา แปลว่า ถึงทุคติ. บทว่า ยมโลกิกา ได้แก่ รู้แจ้งเปตโลกอันได้นามว่า ยมโลก โดยภาวะ ที่นับเนื่องในเปตโลกนั้น. บทว่า อิโต คตา ความว่า จากมนุษยโลก นี้แล้วไป คือเกิดยังเปตโลก. บทว่า กาเลน ได้แก่ ในเวลาราตรีสว่าง. จริงอยู่ บทว่า กาเลน นี้ เป็นตติยาวิภัติใช้ในอรรถสัตตมีวิภัติ. บทว่า ปญฺจ ปุตฺตานิ แปลว่า ซึ่งบุตร ๕ คน. จริงอยู่ บทว่า ปุตฺตานิ นี้ ท่านกล่าวด้วย ลิงควิปลาศ. บทว่า สายํ ปญฺจ ปุนาปเร ได้แก่ คลอดบุตรอื่นอีก ในเวลาเย็น. มีวาจาประกอบความว่า. กินบุตรทั้ง ๕ คน. บทว่า วิชายิตฺวาน ความว่า คลอดบุตรวันละ ๑๐ คน. บทว่า เตปิ นา โหนฺติ เม อลํ ความว่า บุตรทั้ง ๑๐ คนนั้น ไม่เพียงพอเพื่อบันเทา ความหิวของเราสักวันหนึ่ง. ก็ในที่นี้ เพื่อสะดวกแก่คาถา ท่าน จึงกล่าวให้เป็นทีฆะว่า นา. บทว่า ปริฑยฺหติ ธูมายติ ขุทาย หทยํ มม ความว่า ส่วนแห่งหทัยของดิฉัน ผู้อันความหิวบีบคั้น ย่อมหม่นไหม้ เดือดร้อน คือเร่าร้อนอยู่ทุกด้าน ด้วยไฟในท้อง. บทว่า ปานียํ น ลเภ ปาตุํ ความว่า ดิฉันถูกความกระหายครอบงำ เมื่อเที่ยวไป ในที่นั้น ๆ ไม่ได้ เพื่อจะดื่มน้ำ. บทว่า ปสฺส มํ พฺยสนํ คตํ ความว่า นางเปรตได้ประกาศทุกข์ที่ตนเสวย แก่พระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ
หน้า 66 ข้อ 91
ขอท่านจงดูดิฉันถึงความวอดวายเช่นนี้ อันทั่วไปสละไม่ทั่วไป แก่การเข้าถึงความเป็นเปรตเถิด. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่นางเปรตนั้น กระทำ จึงกล่าวคาถาว่า เมื่อก่อน เธอทำความชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา และใจ หรือเธอกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะ วิบากแห่งกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺกฏํ ได้แก่ ทุจริต. บทว่า กิสฺสกมฺมวิปาเกน ได้แก่ ด้วยวิบากแห่งกรรมเช่นไร อธิบายว่า ด้วยวิบากแห่งปาณาติบาต หรืออทินนาทานเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เกน กมฺมวิปาเกน ด้วยวิบากแห่งกรรม อะไร. ลำดับนั้น นางเปรตเมื่อจะประกาศกรรมที่ตนกระทำแก่ พรเถระ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า เมื่อก่อน หญิงร่วมผัวของดิฉันคนหนึ่ง มีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีจิตคิดประทุษร้าย ได้การทำครรภ์ให้ตกไป เขามีครรภ์ ๒ เดือน เท่านั้น ไหลออกเป็นโลหิต ในกาลนั้น มารดา ของเขาโกรธดิฉัน เชิญพวกญาติมาประชุมซัก ถาม ให้ดิฉันทำการสบถ และขู่เข็ญให้ดิฉันกลัว ดิฉันนั้นได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่าง
หน้า 67 ข้อ 91
ร้ายกาจว่า ถ้าดิฉันทำชั่วดังนั้น ขอให้ดิฉันกิน เนื้อบุตรเถิด ดิฉันมีกายอันเปื้อนด้วยหนองและ โลหิตกินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรม คือการทำให้ครรภ์ตกและการพูดมุสาวาททั้ง ๒ นั้น. หญิงผู้ร่วมผัว ท่านเรียกว่า สปตี ในคาถานั้น. บทว่า ตสฺสา ปาปํ อเจตยึ ได้แก่ ได้คิดถึงกรรมชั่วหยาบแก่หญิงร่วมผัว นั้น. บทว่า ปทุฏฺมนสา แปลว่า มีจิตคิดประทุษร้าย หรือมีจิตชั่ว. บทว่า เทฺวมาสิโก ได้แก่ เขาตั้งครรภ์เพียง ๒ เดือน ชื่อว่า เทฺวมาสิกะ มีครรภ์ ๒ เดือน. บทว่า โลหิตญฺเว ปคฺฆริ ความว่า ครรภ์วิบัติไหลออกเป็นโลหิต. บทว่า ตทสฺสา มาตา กุปิตา มยฺหํ าตี สมานยิ ความว่า ในกาลนั้น มารดาของหญิงร่วมผัวนั้น โกรธดิฉัน จึงประชุมพวกญาติของตน. ปาฐะว่า ตตสฺสา ดังนี้ก็มี. บทว่า ตตสฺสา นั้น แยกบทเป็น ตโต อสฺสา บทว่า สปถํ แปลว่า การสาปแช่ง. บทว่า ปริภาสาปยิ ได้แก่ ขู่ให้กลัว. บทว่า สปถํ มุสาวาทํ อภาสิสํ ความว่า เมื่อดิฉัน แสดงถึงกรรมชั่วที่ตนทำนั้นแหละว่าไม่ได้ทำ กล่าวมุสาวาท คือ คำที่ไม่เป็นจริง ได้แก่คำสบถว่า ถ้ากรรมชั่วนั้น ดิฉันได้ทำ แล้ว ขอให้ดิฉันพึงเป็นเช่นนี้. บทว่า ปุตฺตมงฺสานิ ขาทามิ สเจ ตํ ปกตํ มยา นี้ เป็นบทแสดงอาการที่กระทำสบถในเวลานั้น, อธิบาย ว่า ถ้าดิฉันได้ทำความชั่ว คือ การทำครรภ์ให้ตกไปนั้น, ในอนาคต
หน้า 68 ข้อ 91
คือในการที่ดิฉันเกิดในภพใหม่ ขอให้ดิฉันพึงกินเฉพาะเนื้อบุตร ของดิฉันเท่านั้น. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ ปาณาติบาตกรรม ที่หญิงหมันนั้นกระทำ ด้วยการทำให้ครรภ์ตกไปนั้น. บทว่า มุสาวาทสฺส จ ได้แก่ มุสาวาทกรรมด้วย. บทว่า อุภยํ ได้แก่ ด้วยวิบากแห่งกรรมทั้ง ๒. จริงอยู่ บทว่า อุภยํ นี้ เป็นปฐมาภัติ ใช้ในอรรถตติยาวิภัติ. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า ปุพฺพ- โลหิตมกฺขิตา ความว่า ดิฉันเปื้อนหนองและเลือดด้วยอำนาจการ ไหลออกและด้วยอำนาจการแตกออก เคี้ยวกินเนื้อบุตร. นางเปรตนั้น ครั้นประกาศวิบากแห่งกรรมของตนอย่างนี้แล้ว จึงได้กล่าวกะพระเถระทั้งหลายอย่างนี้อีกว่า ข้าแต่ท่านทั้งหลาย ผู้เจริญ ดิฉันเป็นภรรยาของกฎุมพีชื่อโน้นในบ้านนี้เอง เป็นหญิง มีความริษยาเปนปกติ กระทำกรรมชั่วจึงบังเกิดในกำเนิดเปรต อย่างนี้. ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดังดิฉันขอโอกาส ขอท่านทั้งหลาย จงไปยังเรือนของกฏุมพีคนนั้นเถิด กฏุมพีนั้นจักถวายทานแก่ท่าน ทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพึงให้เขาอุทิศทักษิณานั้นแก่ดิฉัน เมื่อเป็น เช่นนี้ ดิฉันจะหลุดพ้นจากเปตโลกนี้. พระเถระทั้งหลายได้ฟัง ดังนั้นแล้ว เมื่อจะอนุเคราะห์นางตั้งอยู่ในสภาวะการยกขึ้น เข้าไป บิณฑบาตยังบ้านกฏุมพีนั้น. กฏุมพีเห็นพระเถระทั้งหลายแล้วเกิด ความเลื่อมใส ต้อนรับแล้วรับบาตร นิมนต์ให้นั่งบนอาสนะ เริ่ม ให้ฉันด้วยอาหารอันประณีต. พระเถระทั้งหลายแจ้งเรื่องนั้นแก่ กฏุมพี แล้วจึงให้เขาอุทิศทานนั้น แก่นางเปรตนั้น. ก็ขณะนั้น
หน้า 69 ข้อ 91
นั่นเอง นางเปรตนั้นปราศจากทุกข์นั้นแล้วได้รับสมบัติอันยิ่ง แสดงตนแก่กฏุมพีในเวลาราตรี. ลำดับนั้น พระเถระทั้งหลาย ไปยังกรุงสาวัตถีโดยลำดับ กราบทูลความนั้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้พร้อมมูลกันอยู่ โดยยกเรื่องนั้นขึ้นเป็นอุบัติเหตุ. ในเวลาจบเทศนา มหาชนได้รับ ความสลดใจ เว้นขาดจากความริษยาและความตระหนี่. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชนด้วยประการฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปัญจปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๖
หน้า 70 ข้อ 92
๗. สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ ว่าด้วยนางเปรตเปลือยกายมีกลิ่นเหม็น พระเถระถามหญิงเปรตตนหนึ่งว่า [๙๒] ท่านเปลือยกายมีผิวพรรณเลวทราม มี กลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป หมู่แมลงวันพากันตอม เกลื่อนกล่น ท่านเป็นใครหนอนายืนอยู่ที่นี่. หญิงเปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ถึงทุคติ เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมอันลามกจึงต้อง จากโลกนั้นไปสู่เปตโลก เวลาเช้าตลอดบุตร ๗ คน เวลาเย็นอีก ๗ คน แล้วกินบุตรเหล่านั้นหมด ทั้ง ๑๔ คนนั้น ก็ยังไม่อาจบรรเทาความหิว ของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนอยู่เป็นนิจ เพราะความหิว ดิฉันเป็นดุจถูกเผาด้วยไฟในที่ อันร้อนยิ่ง ไม่ได้ประสบความเย็นเลย. พระเถระถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา ใจ หรือท่านกินเนื้อบุตร เพราะวิบากแห่งกรรม อะไร.
หน้า 71 ข้อ 92
หญิงเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อนดิฉันมีบุตร ๒ คน บุตร ๒ คน นั้นกำลังหนุ่มแน่น ดิฉันเป็นผู้เข้าถึงกำลังคือบุตร (ถือตัวว่ามีบุตร) จึงได้ดูหมิ่นสามีของตน ภาย หลังสามีของดิฉันโกรธ จึงได้หาภรรยามาใหม่ ก็ภรรยาใหม่นั้นมีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีใจ ประทุษร้าย ได้ทำให้ครรภ์ตกไป ภรรยาใหม่มี ครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้น ตกเป็นโลหิตเน่า มารดา ของเขาโกรธดิฉัน แล้วเชิญพวกญาติมาประชุม ซักถาม ให้ดิฉันทำการสบถและขู่เข็ญดิฉันให้ กลัว ดิฉันได้กล่าวคำสบถและมุสาวาทอย่างแรง ว่า ถ้าดิฉันทำชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตร เถิด ดิฉันมีกายเปื้อนหนองและโลหิต กินเนื้อ บุตรทั้งหลาย เพราะวิบากแห่งกรรมคือการทำ ครรภ์ให้ตกไป และมุสาวาททั้งสองนั้น. จบ สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุที่ ๗ อรรถกถาสัตตปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๗ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ นางเปรตผู้กินบุตร ๗ คน จึงตรัสคำนี้มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้.
หน้า 72 ข้อ 92
ได้ยินว่า อุบาสกคนหนึ่งในหมู่บ้านตำบลหนึ่งไม่ไกล กรุงสาวัตถี ได้มีบุตร ๒ คน ตั้งอยู่ในปฐมวัย สมบูรณ์ด้วยรูปโฉม ประกอบด้วยศีลและอาจาระ. มารดาของบุตรทั้ง ๒ นั้น คิดว่าเรา เป็นผู้มีบุตร จึงดูหมิ่นสามีด้วยกำลังแห่งบุตร. สามีนั้นถูกภรรยา ดูหมิ่น มีใจเบื่อหน่าย จึงนำหญิงอื่นมาครอง. ไม่นานนัก หญิงนั้น ก็ตั้งครรภ์. ลำดับนั้น ภรรยาหลวงเป็นหญิงมีความริษยาเป็นปกติ เอาอามิสไปล่อหมอคนหนึ่ง ให้หมอนั้นทำครรภ์ของหญิงนั้นซึ่ง ตั้งมา ๓ เดือน ให้ตก. ลำดับนั้น หญิงนั้นอันพวกญาติและพี่น้องชาย ถามว่า เธอทำครรภ์ของนางนี้ให้ตกไปหรือ จงกล่าวมุสาว่า ไม่ได้ทำให้ตกไป คนเหล่านั้นไม่เชื่อจึงกล่าวว่า เธอจงสบถ แล้ว ได้กระทำสบถว่า ขอให้ดิฉันคลอดบุตรทั้งเช้า ทั้งเย็น ครั้งละ ๗ คน แล้วเคี้ยวกินเนื้อบุตร ขอให้ดิฉันมีกลิ่นเหม็น และแมลงวันจับกลุ่ม อยู่เป็นนิจ. ครั้นต่อมา นางทำกาละแล้วบังเกิดในกำเนินเปรต ด้วยวิบาก ของการทำครรภ์ให้ตกไป และพูดมุสานั้นนั่นแล จึงเคี้ยวกินเนื้อบุตร โดยนัยดังกล่าวแล้ว เที่ยวไปในที่ไม่ไกลบ้านนั้นนั่นเอง. ก็สมัยนั้น พระเถระหลายรูปออกพรรษาในหมู่บ้าน มายังกรุงสาวัตถีเพื่อ เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พักแรมในส่วนหนึ่งไม่ไกลบ้านนั้น. ลำดับ นั้น นางเปรตนั้นแสดงตนแก่พระเถระเหล่านั้น. พระมหาเถระ ถามเธอด้วยคาถาว่า :-
หน้า 73 ข้อ 92
เธอเปลือยกายมีผิวพรรณขี้เหร่ มีตัวเน่า ส่งกลิ่นฟุ้ง แมลงวันจับกลุ่ม เธอเป็นใครหนอ มายืนอยู่ในที่นี้. หญิงเปรตถูกพระเถระถามจึงได้ให้คำตอบด้วย ๓ คาถาว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตถึงทุคติเกิดใน ยมโลก เพราะทำกรรมชั่ว จึงต้องจากโลกนี้ไป ยังเปตโลก เวลาเช้าคลอดบุตร ๗ คน เวลาเย็น อีก ๗ คน. แล้วเคี้ยวกินบุตรเหล่านั้นหมด ทั้ง ๑๔ คนนั้นก็ยังไม่อาจบันเทาความหิว ของดิฉันได้ หัวใจของดิฉันเร่าร้อนหม่นไหม้ อยู่เป็นนิตย์ เพราะความหิว ดิฉันเป็นดุจถูกไฟ เผาอยู่กลางแดด ไม่ได้ประสบความเย็นเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิพฺพุตึ ได้แก่ ระงับทุกข์ อัน เกิดแต่ความหิวกระหาย. บทว่า นาชิคจฺฉามิ แปลว่า ไม่ได้รับ. ด้วยบทว่า อคฺคิทฑฺฒาว อาตเป นี้ มีวาจาประกอบความว่า เรา เป็นเสมือนถูกไฟไหม้กลางแดดที่ร้อนจัด ย่อมไม่ได้รับความเย็น. พระมหาเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่นางเปรต นั้นกระทำ จึงกล่าวคาถาว่า :- เธอทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา ใจ หรือ เธอกินเนื้อบุตร เพราะวิบากแห่งกรรม อะไร ?
หน้า 74 ข้อ 92
ลำดับนั้น นางเปรตเมื่อจะบอกถึงการที่ตนเกิดในเปตโลก และเหตุที่เคี้ยวกินเนื้อบุตร จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า :- เมื่อก่อนดิฉัน มีบุตร ๒ คน บุตร ๒ คน นั้น กำลังหนุ่มแน่น ดิฉันอาศัยกำลังคือบุตร จึง ได้ดูหมิ่นสามีของตน ภายหลังสามีของดิฉันโกรธ จึงได้หาภริยามาใหม่ และภริยาใหม่นั้นมีครรภ์ ดิฉันคิดชั่วต่อเขา มีจิตคิดประทุษร้าย ได้ทำให้ ครรภ์ตกไป ภริยาคนใหม่มีครรภ์ ๓ เดือนเท่านั้น ตกเป็นโลหิตเน่า มารดาของเขาโกรธแล้ว เชิญ พวกญาติของดิฉันมาประชุมกัน ซักถามให้ดิฉัน ทำการสบถ และขู่เข็ญดิฉันให้กลัว ดิฉันได้กล่าว คำสบถและมุสาวาทอย่างแรงว่า ถ้าดิฉันทำความ ชั่วอย่างนี้ ขอให้ดิฉันกินเนื้อบุตรเถิด ดิฉันมีกาย เปื้อนหนองและเลือด กินเนื้อบุตรทั้งหลาย เพราะ วิบากแห่งกรรม คือการทำครรภ์ให้ตกไป และ มุสาวาททั้ง ๒ นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺตพลูเปตา ได้แก่ อาศัยกำลัง คือบุตร คือ ได้กำลังด้วยอำนาจบุตร. บทว่า อติมญฺิสํ แปลว่า ดูหมิ่นเกินไป. บทว่า ปูติโลหิตโก ปติ ได้แก่ ครรภ์ไหลออกเป็น โลหิตเน่า. คำที่เหลือทั้งหมด เป็นเสมือนคำที่เป็นลำดับมานั่นเอง.
หน้า 75 ข้อ 92
ในเรื่องนั้น มีพระเถระ ๘ รูป. แต่ในเรื่องนี้ มีพระเถระเป็นจำนวน มาก. ในเรื่องนั้น มีบุตร ๕ คน แต่ในเรื่องนี้มีบุตร ๗ คน นี้แล เป็นความแปลกกัน. จบ อรรถกถาสัตตปุตตขาทกเปติวัตถุที่ ๗
หน้า 76 ข้อ 93
๘. โคณเปตวัตถุ ว่าด้วยเกี่ยวหญ้าอ่อนให้โคตายกิน กฏุมพีเป็นบิดาถามสุชาตุกุมารว่า [๙๓] เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ จึงเกี่ยวหญ้าอัน เขียวสดแล้วบังคับโคแก่อันเป็นสัตว์ตายแล้วว่า จงกิน จงกิน อันโคตายแล้วย่อมไม่ลุกขึ้นกินหญ้า และน้ำมิใช่หรือ เจ้าเป็นทั้งคนพาลทั้งมีปัญญา ทราม เหมือนคนอื่นที่มีปัญญาทรามฉะนั้น. สุชาตกุมารตอบว่า โคตัวนี้ยังมีเท้าทั้ง ๔ มีศีรษะ มีตัวพร้อม ทั้งหาง นัยน์ตาก็มีอยู่ตามเดิม ข้าพเจ้าคิดว่าโค ตัวนี้พึงลุกขึ้นกินหญ้าสักวันหนึ่ง ส่วนมือ เท้า กาย และศีรษะของปู่ไม่ปรากฏ แต่คุณพ่อมา ร้องไห้ถึงกระดูกของปู่ที่บรรจุไว้ในสถูปดิน ไม่ เป็นคนโง่หรือ. กุมพีได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงกล่าวสรรเสริญสุชาตกุมารว่า เจ้าดับความกระวนกระวายทั้งปวงของเรา ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หาย เหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟ อันลาดด้วยน้ำมัน ฉะนั้นได้ถอนขึ้นแล้วหนอ ซึ่ง ลูกศรคือความโศก อันเสียบแล้วที่หทัยของบิดา
หน้า 77 ข้อ 93
บิดาผู้มีลูกศรอันเจ้าถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็นสงบ แล้ว ดูก่อนมาณพ ต่อไปนี้บิดาจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะได้ฟังคำของเจ้า ชนเหล่าใด ที่มีปัญญา มีความอนุเคราะห์ต่อมารดาบิดา ชน เหล่านั้นย่อมทำอย่างนี้ ย่อมยังมารดาบิดาให้หาย จากความเศร้าโศก ฉะนั้น. จบ โคณเปตวัตถุที่ ๘ อรรถกถาโคณเปตวัตถุที่ ๘ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภกฎุมพี คนหนึ่ง ผู้ที่บิดาตายไป จึงตรัสคำเริ่มต้นนี้ว่า กึ นุ อุมฺมตฺตรูโปว ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี บิดาของกฏุมพีคนหนึ่งได้ตายไป. เพราะบิดาตายไป เขาจึงเศร้าโศกร้อนรุ่มกลุ้มใจ เที่ยวร้องไห้ เหมือนคนบ้า ถามผู้ที่ตนพบเห็นว่า ท่านเห็นบิดาของฉันบ้างไหม ? ใคร ๆ ไม่อาจจะบรรเทาความเศร้าโศกของเขาได้. แต่อุปนิสัย แห่งโสดาปัตติผล ยังโพลงอยู่ในหทัยของเขา เหมือนประทีปที่ โพลงอยู่ในหม้อ. ในเวลาเช้ามืด พระศาสดา ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็น อุปนิสัยแห่งโสดาปัตติผลของเธอ ทรงพระดำริว่า เราควรจะ นำเหตุที่เป็นอดีตของกุฏุมพีนี้มาแล้ว ระงับความเศร้าโศก ให้
หน้า 78 ข้อ 93
โสดาปัตติผลแก่เธอ ดังนี้แล้ว วันรุ่งขึ้น จึงกลับจากบิณฑบาต ภายพลังภัตร ไม่ได้พาใครเป็นปัจฉาสมณะไป ไปยังประตูเรือน ของกฏุมพีนั้น. เขาได้ทราบว่า พระศาสดา เสด็จมา จึงต้อนรับ นิมนต์พระศาสดาให้เสด็จเข้าไปยังเรือน เมื่อพระศาสดา ประทับ นั่งบนอาสนะที่เขาบรรจงจัดไว้ ตนเองก็ถวายบังคมพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า แล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ พระองค์ทรงทราบสถานที่ที่บิดาของข้าพระองค์ไปแล้ว หรือ ? ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะเขาว่า ดูก่อนุบาสก เธอ ถามถึงบิดาในอัตตภาพนี้หรือ หรือว่า ในอัตตภาพที่ล่วงไปแล้ว. เขาได้ฟังดังนั้น จึงคิดว่า ได้ยินว่า เรามีบิดามาก ดังนี้ จึงมีความ เศร้าโศกเบาบาง ได้รับความเศร้าโศกเพียงปานกลาง. ลำดับนั้น พระศาสดา ตรัสธรรมกถา อันเป็นเครื่องบรรเทาความเศร้าโศก แก่เขา ทรงทราบเขาว่าปราศจากความเศร้าโศก มีจิตสมควร จึงให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ด้วยสามุกังสิกธรรมเทศนาแล้ว ได้ เสด็จไปยังพระวิหาร. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย สั่งสนทนากันในธรรมสภาว่า อาวุโส ท่านทั้งหลาย จงดูพุทธานุภาพเถิด อุบาสก ผู้เพียบพร้อม ด้วยความเศร้าโศก และร่ำไรเช่นนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ยัง ทรงแนะนำในโสดาปัตติผล โดยขณะนั้นนั่นเองได้. พระศาสดา เสด็จไปในที่นั้น ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขาบรรจงจัดไว้ แล้ว จึงตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากัน
หน้า 79 ข้อ 93
ด้วยเรื่องอะไรหนอ ? ภิกษุทั้งหลาย จึงกราบทูลความนั้น แด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ไม่ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ที่เรากำจัดความเศร้าโศกของ กฏุมพีนี้ออกไป แม้ถึงในกาลก่อน ก็ได้กำจัดออกไปเหมือนกัน ดังนี้แล้ว อันภิกษุเหล่านั้น ทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า :- ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี บิดาของคฤหบดีคนหนึ่ง ได้ ตายไป. เพราะบิดาตายไป เขาจึงเพียบพร้อมไปด้วยความเศร้าโศก มีหน้านองไปด้วยน้ำตา นัยน์ตาแดง คร่ำครวญอยู่ เดินเวียนขวา เชิงตะกอน. บุตรของเขาชื่อว่า สุชาตะ ยังเป็นเด็ก แต่เป็นคน ฉลาดเฉียบแหลมสมบูรณ์ด้วยปัญญา จึงคิดหาอุบายเครื่องกำจัด ความเศร้าโศกของบิดา วันหนึ่ง เห็นโคตัวหนึ่ง ตายภายนอกเมือง แล้ว นำเอาหญ้าและน้ำมาวางไว้ข้างหน้าของโคที่ตายแล้วนั้น พลางยืนกล่าวว่า เอาจงกิน จงกินเสีย จงดื่ม จงดื่มเถิด. คนผ่านไป ผ่านมาเห็นเข้าจึงกล่าวว่า สหายสุชาตะ ท่านเป็นบ้าไปแล้วหรือ ที่ท่านน้อมนำหญ้าและน้ำไปให้โคที่ตายแล้ว เขาไม่ได้โต้ตอบ อะไร ๆ พวกมนุษย์ จึงพากันไปหาบิดาของเขาแล้ว กล่าวว่า บุตรของท่านเป็นบ้าไปเสียแล้ว เอาหญ้าและน้ำให้โคที่ตายกิน. ก็เพราะได้ฟังดังนั้น กฏุมพีก็คลายความเศร้าโศก ที่เกิดขึ้นเพราะ ปรารภถึงบิดา. เขาถึงความสลดใจว่า ได้ยินว่า บุตรของเรากลาย เป็นคนบ้าไป จึงรีบไป พลางท้วงว่า นี่แน่ พ่อสุชาตะ เจ้าเป็น
หน้า 80 ข้อ 93
ผู้ฉลาดเฉียบแหลมสมบูรณ์ด้วยปัญญามิใช่หรือ แต่เหตุไฉน เจ้าจึงเอาหญ้าและน้ำ ให้โคที่ตายกิน จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- เจ้าเป็นบ้าไปแล้วหรือ จึงเกี่ยวหญ้าที่ เขียวสดแล้ว บังคับโคแก่ที่เป็นสัตว์ตายแล้วว่า จงกิน จงกิน อันโคตายแล้ว ย่อมไม่ลุกขึ้นกิน หญ้าและน้ำมิใช่หรือ เจ้าเป็นทั้งคนพาล ทั้งเป็น คนทรามปัญญา เหมือนคนอื่นที่มีปัญญาทราม ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ นุ เป็นคำถาม. บทว่า อุมฺมตฺตรูโปว ได้แก่ เจ้าเป็นเหมือนสภาพคนบ้า คือ ถึงความ ฟุ้งซ่านแห่งจิต. บทว่า ลายิตฺวา แปลว่า เกี่ยว. บทว่า หริตํ ติณํ แปลว่า หญ้าสด. บทว่า ลปสิ แปลว่า บังคับ. บทว่า คตสตฺตํ ได้แก่ ปราศจากชีวิต. บทว่า ชรคฺควํ แปลว่า โคแก่ที่หมดกำลัง. บทว่า อนฺเนน ปาเนน ได้แก่ หญ้าที่เขียวสด และน้ำดื่มที่ท่านให้. บทว่า มโต โคโณ สมุฏฺเห ได้แก่ โคที่ตายแล้ว หามีชีวิตลุกขึ้น ได้ไม่. บทว่า ตฺวํสิ พาโล จ ทุมฺเมโธ ความว่า เจ้าชื่อว่าเป็นคนพาล เพราะประกอบด้วยความเป็นคนพาล และชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาทราม เพราะปัญญากล่าวคือ เมธาไม่มี. บทว่า ยถา ตญฺโว ทุมฺมติ ความว่า แม้คนอื่นที่ไร้ปัญญา ก็พึงบ่นเพ้อไปฉันใด ตัวเจ้าก็บ่นเพ้อ ถึงสิ่งไร้ประโยชน์ ฉันนั้น บทว่า ยถา ตํ เป็นเพียงนิบาต. อีก
หน้า 81 ข้อ 93
อย่างหนึ่ง บทว่า ทุมฺมติ ความว่า เจ้าแม้เป็นผู้มีปัญญา ก็เงยหน้า บ่นเพ้อ เหมือนคนบ้าอื่น ๆ. สุชาตกุมารได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศความประสงค์ ของตนเพื่อให้บิดายินยอม จึงได้กล่าว ๒ คาถาว่า :- โคตัวนี้ ยังมีเท้าทั้ง ๔ ข้าง มีศีรษะ มีตัว พร้อมทั้งหาง นัยน์ตา ก็มีอยู่ตามเดิม ข้าพเจ้าคิด ว่า โคตัวนี้ จะพึงลุกขึ้นกินหญ้าสักวันหนึ่ง ส่วน มือ เท้า กาย และศีรษะ ของคุณปู่ ไม่ปรากฏ แต่ คุณพ่อมาร้องไห้ถึงกระดูกของปู่ที่บรรจุไว้ใน สถูปดิน จะไม่เป็นคนโง่ไปดอกหรือ. ความแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ :- โคตัวนี้มีเท้า ๔ ข้างนี้ มีศีรษะ มีกายพร้อมด้วยหาง เพราะ เป็นไปกับด้วยหางและมีเนตรคือนัยน์ตา มีทรวดทรงไม่แตกสลาย ยังทรงอยู่เหมือนก่อนแต่ตาย. บทว่า อยํ โคโณ สมุฏฺเห ความว่า เพราะเหตุนี้ ผมจึงคิดว่า โคตัวนี้ จะพึงลุกขึ้น คือจะพึงยืนขึ้นได้เอง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า โคเห็นจะลุกขึ้นได้. เพราะเหตุนั้นเรา จึงเข้าใจว่า โคตัวนี้พึงพยุงกายให้ลุกขึ้นได้โดยพลัน อธิบายว่า ข้าพเจ้ามีความเข้าใจอย่างนี้. สุชาตกุมาร กล่าวธรรมแก่บิดาว่า ก็ มือ เท้า กาย ศีรษะ ของคุณปู่ของผมย่อมไม่ปรากฏ แต่คุณพ่อ ร้องไห้ที่สถูปดิน ที่สร้างไว้บรรจุกระดูกของคุณปู่อย่างเดียว เป็นผู้ทรามปัญญา คือไม่มีปัญญา ตั้งร้อยเท่า พันเท่า สังขาร
หน้า 82 ข้อ 93
ทั้งหลายมีความแตกไปเป็นธรรมดา ย่อมแตกไป ผู้รู้แจ้งในข้อนั้น จะมีความร่ำไรไปทำไม. บิดาของพระโพธิสัตว์ได้ฟังนั้นแล้ว จึงคิดว่า บุตรของเรา เป็นบัณฑิต ได้ทำกรรมนี้เพื่อให้เราเข้าใจ เมื่อจะสรรเสริญบุตร ว่า พ่อสุชาต เอ๋ย เราได้รู้แล้วว่า สัตว์ทั้งปวงมีความตายเป็น ธรรมดา ตั้งแต่นี้ไป เราจะไม่เศร้าโศก ต้นมีปัญญาอันชื่อว่า สามารถขจัดความเศร้าโศกเสียได้ พึงเป็นเช่นกับเจ้านี่แหละ จึงได้กล่าว คาถาว่า :- เจ้าดับความกระวนกระวายทั้งปวงของเรา ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟ ที่ ราดด้วยน้ำมัน ได้ถอนขึ้นแล้วหนอ ซึ่งลูกศรคือ ความเศร้าโศก อันเสียบหทัยของบิดา บิดาผู้มี ลูกศรอันถอนได้แล้ว เป็นผู้เย็นสงบแล้ว ดูก่อน มาณพ ต่อไปนี้ บิดาจะไม่เศร้าโศก จะไม่ร้องไห้ เพราะฟังคำของเจ้า ชนเหล่าใดทีมีปัญญา มีความ อนุเคราะห์ต่อมารดาบิดา ชนเหล่านั้น ย่อมทำ อย่างนี้ ย่อมยังมารดาบิดาให้หายจากความเศร้า- โศก เหมือนพ่อสุชาตะทำให้บิดาหายเศร้าโศก ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิตฺตํ ได้แก่ อันไฟคือความ เศร้าโศกติดทั่วแล้ว คือลุกโพลงแล้ว. บทว่า สนฺตํ แปลว่า มีอยู่.
หน้า 83 ข้อ 93
บทว่า ปาวกํ แปลว่า ไฟ. บทว่า วารินา วิย โอสิญฺจํ แปลว่า เหมือน เอาน้ำราด. บทว่า สพฺพํ นิพฺพาปเย ทรํ ความว่า ให้ความกระวน กระวายแห่งจิตของเราทั้งหมดดับ. บทว่า อพฺพหี วต แปลว่า ถอนขึ้นแล้ว. บทว่า สลฺลํ ได้แก่ ลูกศรคือความโศก. บทว่า หทยนิสฺสิตํ ได้แก่ เป็นดังลูกศรอันแทงหัวใจ. บทว่า โสกปเรตฺสฺส ได้แก่ ถูกความโศกครอบงำ. บทว่า ปิตุโสกํ ได้เก่ ซึ่งความ เศร้าโศกอันเกิดขึ้นปรารภบิดา. บทว่า อปานุทิ แปลว่า ได้ขจัดแล้ว บทว่า ตว สุตฺวาน มาณว ความว่า พ่อกุมาร เพราะได้ฟังคำของเจ้า แล้ว แต่บัดนี้ พ่อจึงไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้. บทว่า สุชาโต ปิตรํ ยถา ความว่า สุชาตกุมารนี้ให้บิดาของตนพ้นจากความโศก ฉันใด แม้ชนเหล่าอื่นก็ฉันนั้น ผู้อนุเคราะห์มีความอนุเคราะห์เป็นปกติ มีปัญญากระทำอย่างนั้น คือกระทำอุปการะแก่บิดาและชนเหล่าอื่น. บิดาฟังคำของมาณพแล้ว เป็นผู้ปราศจากความโศก จึง สนานศีรษะ บริโภคอาหาร ประกอบการงาน ทำกาละแล้วได้เป็น ผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรม- เทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประกาศสัจจะแก่ภิกษุเหล่านั้น. เมื่อจบ สัจจะ ชนเป็นอันมากบรรลุโสดาปัตติผลเป็นตัน. ในกาลนั้น สุชาตกุมาร ได้เป็นพระโลกนาถในบัดนี้แล. จบ อรรถกถาโคณเปตวัตถุที่ ๘
หน้า 84 ข้อ 94
๙. มหาเปสการเปติวัตถุ ว่าด้วยเปรตกินมูตรคูณเพราะด่าสามี ภิกษุรูปหนึ่งถามเทพบุตรตนหนึ่งว่า :- [๙๔] หญิงเปรตนี้กินคูถ มูตร โลหิต และหนอง นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร หญิงเปรตนี้ เมื่อ ก่อนได้ทำกรรมอะไรไว้จึงมีเลือดและหนองเป็น ภักษาเป็นนิจ ผ้าทั้งหลายอันใหม่และงาม อ่อน นุ่ม บริสุทธิ์ มีขนอ่อน อันท่านให้แล้วแก่หญิง เปรตนี้ ย่อมกลายเป็นเหล็กไป เมื่อก่อนหญิง เปรตนี้ได้ทำกรรมอะไรไว้หนอ. เทพบุตรนั้นตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อน หญิงเปรตนี้ เป็นภรรยาของข้าพเจ้า มีความตระหนี่เหนียว แน่น ไม่ให้ทาน นางได้ด่าและบริภาษข้าพเจ้า ผู้กำลังให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า จง กินคูถ มูตร เลือด และหนองอันไม่สะอาดตลอด กาลทุกเมื่อ คูถ มูตร เลือด และหนอง จงเป็น อาหารของท่านในปรโลก แผ่นเหล็กจงเป็นผ้า ของท่าน นางนาเกิดในที่นี้จึงกินแต่คูถและมูตร เป็นต้นตลอดกาลนาน เพราะประพฤติชั่วเช่นนี้. จบ มหาเปสการเปติวัตถุที่ ๙
หน้า 85 ข้อ 94
อรรถกถามหาเปสการเปติวัตถุที่ ๙ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ นางเปรตผู้เป็นช่างหูกคนหนึ่ง จึงตรัสคำนี้มีคำเริ่มต้นว่า คูถญฺจ มุตฺตํ รุธิรญฺจ ปุพฺพํ ดังนี้. ได้ยินว่า ภิกษุประมาณ ๑๒ รูป เรียนพระกรรมฐาน ในสำนักพระศาสดา พิจารณาถึงสถานที่อันเหมาะสมแก่การอยู่ เมื่อจวนจะเข้าพรรษา เห็นราวป่าอันน่ารื่นรมย์ สมบูรณ์ด้วย ร่มเงาและน้ำแห่งหนึ่ง ละโคจรคามไม่ไกลนัก ไม่ใกล้นักแต่ราวป่า นั้น จึงอยู่ในที่นั้นราตรีหนึ่ง รุ่งขึ้นจึงเที่ยวไปบิณฑบาตยังบ้าน. ช่างหูก ๑๑ คน อาศัยอยู่ในบ้านนั้น เห็นเหล่าภิกษุนั้น ๆ เกิดความ โสมนัส จึงนำมายังเรือนของตน ๆ เลี้ยงดูด้วยอาหารอันประณีต แล้วเรียนว่า ไปไหนกันขอรับ. ภิกษุเหล่านั้นกล่าวว่า เราจักไป ในที่ที่เรามีความสบาย. พวกช่างหูกพากันกล่าวว่า ท่านขอรับ ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น ขอพระคุณเจ้าจงอยู่ที่นี้แหละ ดังนี้แล้ว จึง ขอร้องให้อยู่จำพรรษา. ภิกษุทั้งหลายก็รับคำ. อุบาสกอุบาสิกา ทั้งหลายได้พากันสร้างกระท่อมในป่าในที่นั้นแล้วมอบถวายแก่ ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุทั้งหลายจำพรรษาในที่นั้นแล้ว.
หน้า 86 ข้อ 94
บรรดาช่างหูกเหล่านั้น ช่างหูกผู้เป็นหัวหน้า อุปัฏฐากภิกษุ ๒ รูป ด้วยปัจจัย ๔ โดยเคารพ นอกนั้นได้อุปัฏฐากภิกษุคนละรูป. ภรรยาของช่างหูกผู้เป็นหัวหน้า ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความตระหนี่ ไม่อุปัฏฐากภิกษุทั้งหลายโดย เคารพ. ช่างหูกผู้เป็นหัวหน้าเห็นดังนั้น จึงนำน้องสาวของภรรยา นั้นนั่นแลมาแล้วมอบความเป็นใหญ่ในเรือนของตน. น้องสาวนั้น เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ปรนนิบัติภิกษุทั้งหลายโดยเคารพ ช่างหูกทั้งหมดนั้นได้ถวายผ้าสาฎกแก่ภิกษุผู้อยู่จำพรรษารูปละผืน. ในบรรดาภรรยานั้น ภรรยาของช่างหูกผู้เป็นหัวหน้า ผู้มีความ ตระหนี่ มีจิตคิดประทุษร้าย ด่าบริภาษสามีของตนว่า ทานคือ ข้าวและน้ำที่ท่านให้แก่สมณะศากยบุตรนั้น จงบังเกิดเป็นคูถ มูตร เป็นหนอง และโลหิต แก่ท่านในปรโลก และผ้าสาฎกจงเป็น แผ่นเหล็กลุกโพลง สมัยต่อมา บรรดาคนเหล่านั้น ช่างหูกผู้เป็นหัวหน้าทำกาละ แล้วบังเกิดเป็นรุกขเทวดาถึงพร้อมด้วยอานุภาพ ในดงไฟไหม้ แต่ภรรยาผู้ตระหนี่ของเขา ทำกาละแล้วบังเกิดเป็นนางเปรต ในที่ไม่ไกลแต่ที่อยู่ของรุกขเทวดานั้นนั่นเอง นางเป็นคนเปลือย รูปร่างขี้เหร่ ถูกความหิวกระหายครอบงำ ไปยังสำนักของภุมมเทพ นั้นแล้วกล่าวว่า นาย ฉันไม่มีผ้า ถูกความหิวและความกระหาย ครอบงำอย่างเหลือเกินเที่ยวไป ท่านจงให้ผ้า ข้าว และน้ำ ก็ฉันเถิด.
หน้า 87 ข้อ 94
ภุมมเทพจึงน้อมข้าวและน้ำอันเป็นทิพย์อย่างยิ่งเข้าไปให้นางเปรตนั้น กลายเป็นคูถและมูตร หนอง ละโลหิต ผ้าสาฎกที่ให้ไป พอนางนุ่งห่ม ก็กลายเป็นแผ่นเหล็กลุกโซน นางเสวยทุกข์อย่างมหันต์ ทิ้งผ้านั้น คร่ำครวญเที่ยวไป. ก็สมัยนั้น ภิกษุรูปหนึ่งออกพรรษาแล้ว เดินไปเพื่อจะเฝ้า พระศาสดา ดำเนินไปถึงดงไฟไหม้ พร้อมกับที่เกวียนหมู่ใหญ่. ในราตรี พวกหมู่เกวียนเดินทางไป เวลากลางวันเห็นประเทศ แห่งหนึ่งสมบูรณ์ด้วยร่มเงาอันสนิทและน้ำในป่า จึงปลดเกวียน แล้วพักอยู่ครู่หนึ่ง. ฝ่ายภิกษุหลีกไปหน่อยหนึ่ง เพราะใคร่ต่อ ความวิเวก ปูสังฆาฏิลงที่โคนไม้อันปิดบังด้วยพงป่า มีร่มเงาสนิท ต้นหนึ่งแล้วนอน มีร่างกายอ่อนเพลียเพราะเหน็จเหนื่อยในการ เดินทางตอนกลางคืน จึงหลับไป. หมู่เกวียนครั้นพักแล้วก็เดินทาง ต่อไป ภิกษุนั้นยังไม่ตื่น ครั้นเวลาเย็น เธอลุกขึ้นไม่เห็นพวกเกวียน เหล่านั้น จึงเดินผิดทางไปสายหนึ่ง ถึงที่อยู่ของเทวดานั้นโดยลำดับ. ลำดับนั้น เทพบุตรนั้นเหล่าภิกษุนั้นแล้ว แปลงเป็นรูปคนเข้าไปหา กระทำปฏิสันถาร นิมนต์ให้เข้าไปยังวิมานของตน ถวายเภสัช มียาทาเท้าเป็นต้น แล้วเข้าไปนั่งใกล้. ก็สมัยนั้น นางเปรตมา กล่าวว่า นาย ท่านจงให้ข้าว น้ำ และผ้าสาฎกแก่ฉันเถิด. เทพบุตร นั้นได้ให้ของเหล่านั้นแก่นางเปรตนั้น ก็ของเหล่านั้น พอนางเปรต รับ ก็กลายเป็นคูถ มูตร หนอง เลือด และแผ่นเหล็ก อันลุกโชน
หน้า 88 ข้อ 94
ทีเดียว. ภิกษุนั้นเห็นดังนั้น เกิดความสลดใจ จึงสอบถามเทพบุตร นั้นด้วย ๒ คาถาว่า หญิงเปรตนี้กินคูถ มูตร เลือด และหนอง นี้เป็นวิบากของกรรมอะไร หญิงเปรตนี้ เมื่อ ก่อนได้กระทำกรรมอะไรไว้ จึงมีเลือดและ หนองเป็นภักษาเป็นนิตย์. ผ้าใหม่สวยงามอ่อน นุ่ม บริสุทธิ์ มีขนอ่อนอันท่านให้แก่หญิงเปรตนี้ ย่อมกลายเป็นเหล็กไป เมื่อก่อน หญิงเปรตนี้ได้ กระทำกรรมอะไรไว้หนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺส อยํ วิปาโก ความว่า นี้เป็น วิบากแห่งกรรมอะไร ที่หญิงเปรตเสวยอยู่ในบัดนี้. บทว่า อยํ นุ กึ กมฺมมกาสิ นารี ความว่า เมื่อก่อนหญิงนี้ได้กระทำกรรมอะไร ไว้หนอ. บทว่า ยา สพฺพทา โลหิตปุพฺพภกฺขา ความว่า หญิงนี้ ย่อมกินคือบริโภคเลือดและหนองเท่านั้น ตลอดกาลทีเดียว. บทว่า นวานิ แปลว่า ใหม่ คือ ปรากฏในขณะนั้นเอง. บทว่า สุภานิ แปลว่า งาม คือ น่าดู. บทว่า มุทูนิ แปลว่า มีสัมผัสสบาย. บทว่า สุทฺธานิ. แปลว่า มีวรรณะบริสุทธิ์. บทว่า โลมสานิ แปลว่า มีขนอ่อน คือมีสัมผัสสบาย, อธิบายว่า ดี. บทว่า ทินฺนานิ มิสฺสา กิตกา ภวนฺติ ความว่า เป็นเช่นกับหนามที่เรียงราย คือ เป็นเช่น
หน้า 89 ข้อ 94
กับแผ่นโลหะ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า กีฏกา ภวนฺติ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า มีสีเหมือนตัวสัตว์กัดกิน. เทพบุตรนั้นถูกภิกษุนั้นถามอย่างนี้ เมื่อจะประกาศกรรม ที่นางเปรตทำในชาติก่อน จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- ท่านผู้เจริญ เมื่อก่อนหญิงเปรตนี้ได้เป็น ภรรยาของข้าพเจ้า ไม่ให้ทาน มีความตระหนี่ เหนียวแน่น นางได้ด่าและบริภาษข้าพเจ้าผู้ กำลังให้ทานแก่สมณะพราหมณ์ทั้งหลายว่า จงกินคูถ มูตร เลือด และหนองอันไม่สะอาด ตลอดกาลทุกเมื่อ คูถ มูตร เลือด และหนองนั้น จงเป็นอาหารของท่านในปรโลก แผ่นเหล็กจง เป็นผ้าของท่าน นางนาเกิดในที่นี้ กินแต่คูถและ มูตร เป็นต้นตลอดกาลนาน เพราะประพฤติชั่ว เช่นนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อทายิกา ได้แก่ มีปกติไม่ให้ทาน แม้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ. บทว่า มจฺฉรินี กทริยา ความว่า ชื่อว่ามี ความตระหนี่ เพราะชั้นแรกมีมลทิน คือความตระหนี่เป็นสภาวะ และชื่อว่ามีความตระหนี่เหนียวแน่น เพราะมีการเสพคุ้นบ่อย ๆ ซึ่งความตระหนี่นั้น. มีวาจาประกอบความว่า นางได้เป็นผู้มีความ ตระหนี่ ด้วยความตระหนี่เหนียวแน่นนั้น. บัดนี้เทพบุตรเมื่อจะ
หน้า 90 ข้อ 94
แสดงความที่นางเป็นผู้มีความตระหนี่นั้นนั่นแล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สามํ ททนฺตํ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตาทิสํ ได้แก่ ประพฤติ วจีทุจริต เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วเห็นปานนั้น. บทว่า อิธาคตา ได้แก่ มายังเปตโลกนี้ คือเข้าถึงอัตภาพแห่งเปรต. บทว่า จิรรตฺตาย ขาทติ ได้แก่ เคี้ยวกินแต่คูถเท่านั้น ตลอดกาลนาน. จริงอยู่ นางด่าโดยอาการใดผลก็เกิดโดยอาการนั้นเหมือนกัน นางด่าเจาะจงผู้ใด จากผู้นั้นไป ก็ตกลงเบื้องบนตัวเหมือนอสนีบาต ตกลงในที่สุด คือกระหม่อมในแผ่นดิน. เทวบุตรนั้น ครั้นแสดงกรรมที่นางเปรตกระทำไว้ในชาติก่อน อย่างนี้แล้ว จึงได้กล่าวกะภิกษุนั้นอีกว่า ท่านขอรับ ก็อุบายอะไร ๆ ที่จะทำให้นางเปรตนี้พ้นจากเปตโลกมีอยู่หรือ. และเมื่อภิกษุนั้น กล่าวว่ามีอยู่ จึงกล่าวว่า จงแสดงเถิด ขอรับ. ภิกษุกล่าวว่า ถ้า ท่านถวายทานแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า และแก่พระอริยสงฆ์ หรือ แก่ภิกษุรูปเดียวเท่านั้น แล้วอุทิศให้หางเปรตนี้ ทั้งนางเปรตนี้ ได้อนุโมทนาทานนั้น ด้วยอาการอย่างนี้ นางก็จะพ้นจากความทุกข์ นี้ไปได้. เทพบุตรได้ฟังดังนั้น จึงได้ถวายข้าวและน้ำอันประณีต แก่ภิกษุนั้น แล้วให้ทักษิณานั้นอุทิศแก่นางเปรตนั้น. ทันใดนั้นเอง นางเปรตนั้นมีใจอิ่มเอิบ มีอินทรีย์กระปรี้กระเปร่า ได้เป็นผู้อิ่ม ด้วยอาหารอันเป็นทิพย์ เทพบุตรนั้นได้ถวายคู่ผ้าทิพย์ในมือของ ภิกษุนั้นอุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วและอุทิศทักษิณานั้นแก่
หน้า 91 ข้อ 94
นางเปรต ก็ในขณะนั้นนั่นเอง นางนุ่งผ้าทิพย์ ประดับเครื่องประดับ อันเป็นทิพย์ พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทั้งปวง ได้เป็นผู้ มีส่วนเปรียบด้วยนางเทพอัปสร. และภิกษุนั้นก็ได้ถึงกรุงสาวัตถี ในวันนั้นเอง ด้วยฤทธิ์ของเทพบุตรนั้น เข้าไปยังพระเชตวันแล้ว เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้ถวายคู้ผ้าสาฎก นั้นแล้ว กราบทูลเรื่องนั้น. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ เรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัทผู้ประชุมกัน อยู่พร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชนแล. จบ อรรถกถามหาเปสการเปติวัตถุที่ ๙
หน้า 92 ข้อ 95
๑๐. ขัลลาติยเปติวัตถุ ว่าด้วยพ่อค้าให้ผ้าแก่นางเปรต หัวหน้าพ่อค้าถามหญิงเปรตตนหนึ่งว่า [๙๕] ท่านเป็นใครหนออยู่ภายในวิมานนี้ ไม่ ออกจากวิมานเลย ก่อนนางผู้เจริญ เชิญท่าน ออกมาเถิด ข้าพเจ้าจะขอดูท่านผู้ยืนอยู่ข้างนอก. นางเวมานิกเปรตฟังคำถามดังนี้แล้ว จึงกล่าวว่า ดิฉันเป็นหญิงเปลือยกาย มีแต่ผมปิดบังไว้ กระดากอายที่จะออกภายนอก ดิฉันได้ทำบุญ ไว้น้อยนัก. พ่อค้ากล่าวว่า ดูก่อนนางผู้มีรูปงาม เอาเถอะ ข้าพเจ้า จะให้ผ้าเนื้อดีแก่ท่าน เชิญท่านนุ่งผ้านี้ แล้วจง ออกมาภายนอก เชิญออกมาภายนอกวิมานเถิด ข้าพเจ้าจะขอดูท่านผู้ยืนอยู่ข้างนอก. นางเวมานิกเปรตตอบว่า ผ้านั้นถึงท่านจะให้ที่มือของดิฉันเอง ก็ไม่ สำเร็จแก่ดิฉัน ถ้าในหมู่ชนนี้มีอุบาสกผู้มีศรัทธา เป็นสาวกของพระสัมมาสมพุทธเจ้า ขอท่านจง ให้อุบาสกนั้นนุ่งห่มผ้าที่ท่านจะให้ดิฉัน แล้วอุทิศ
หน้า 93 ข้อ 95
ส่วนกุศลให้ดิฉัน เมื่อท่านทำอย่างนั้น ดิฉันจึงจะ ได้นุ่งห่มผ้านี้ตามปรารถนา ประสบความสุข พ่อค้าทั้งหลายได้ฟังดังนี้แล้ว จึงให้อุบาสกนั้นอาบน้ำ ลูบไล้แล้วให้นุ่งห่มผ้า แล้วอุทิศส่วนกุศลให้นางเวมานิกเปรตนั้น พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า :- ก็พ่อค้าเหล่านั้นยังอุบาสกนั้นให้อาบน้ำ ลูบไล้ด้วยของหอม แล้วให้นุ่งห่มผ้า แล้วอุทิศ ส่วนกุศลไปให้นางเวมานิกเปรตนั้น ในทันตา เห็นนั้นเอง วิบากย่อมบังเกิดขึ้นแก่นางเวมานิก เปรตนั้น โภชนะ เครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ย่อม บังเกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ลำดับนั้น นาง มีสรีระบริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าสะอาด งามดีกว่าผ้าที่ ทำจากแคว้นกาสี เดินยิ้มออกมาจากวิมาน ประกาศว่า นี้เป็นผลแต่งทักษิณา. พ่อค้าเหล่านั้นถามว่า วิมานของท่านงดงาม มีรูปภาพวิจิตรดี สว่างไสว ดูก่อนนางเทพธิดา พวกข้าพเจ้าถาม แล้วขอท่านจงบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร. นางเทพธิดาตอบว่า
หน้า 94 ข้อ 95
เมื่อดิฉันเป็นมนุษย์อยู่นั้น มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแป้งคั่วอันเจือด้วยน้ำมัน แก่ภิกษุเที่ยว บิณฑบาต ผู้มีจิตซื่อตรง ดิฉันเสวยวิบากแห่ง กุศลกรรมนั้นในวิมานนี้สิ้นกาลนาน ก็ผลบุญนั้น เดี๋ยวนี้ยังเหลือนิดหน่อย พ้น ๔ เดือนไปแล้ว ดิฉันจักจุติจากวิมานนี้ จักไปตกนรกอันเร่าร้อน สาหัส มี ๔ เหลี่ยม มี ๔ ประตู จำแนกเป็น ห้อง ๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่น เหล็ก พื้นนรกนั้นล้วนเป็นเหล็กแดง ลุกเป็น เปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปตลอด ร้อยโยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันจักต้อง เสวยทุกขเวทนาในนรกนั้นตลอดกาลนาน ก็การ เสวยทุกข์เช่นนี้เป็นผลแห่งกรรมชั่ว เพราะ ฉะนั้น ดิฉันจึงเศร้าโศกที่จะไปเกิดในนรกนั้น. จบ ขัลลาติยเปติวัตถุที่ ๑๐ อรรถกถาขัลลาฏิยะเปติวัตถุที่ ๑๐ พระคาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ นางเปรตขัลลาฏิยะตนหนึ่ง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า กา นุ อนฺโต วิมานสฺมึ ดังนี้.
หน้า 95 ข้อ 95
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี ยังมีหญิงผู้อาศัยรูป เลี้ยงชีพคนหนึ่ง รูปร่างสวย น่าดู น่าชม ประกอบด้วยผิวพรรณ อันงดงามยิ่งนัก มีกำแห่งผมน่ารื่นรมย์ใจ. จริงอยู่ ผมของนางดำ ยาว ละเอียด อ่อนนุ่ม สนิท มีปลายตวัดขึ้น เกล้าเป็นสองแฉก สยาย ห้อยย้อยลงจนถึงสายรัดเอว. คนหนุ่มเห็นความงามแห่ง เส้นผมของนางนั้น โดยมากมีจิตปฏิพัทธ์ในนาง. ลำดับนั้น หญิง ๒-๓ คน ถูกความริษยาครอบงำ ทนต่อความงามของผมนางนั้น ไม่ได้ จึงพากันปรึกษา เอาสิ่งของเล็ก ๆ น้อย ๆ ล่อหญิงคนใช้ ของนางนั่นเอง ให้หญิงคนใช้ให้ยาอันเป็นเหตุทำเส้นผมของนาง ให้หลุดร่วงไป. ได้ยินว่า หญิงคนใช้นั้น ประกอบยานั้นกับผง สำหรับอาบน้ำ ในเวลานางไปอาบน้ำในแม่น้ำคงคา ก็ได้ให้แก่นาง. นางเอาผงนั้นจุ่มที่รากผมแล้วดำลงไปในน้ำ. พอนางดำน้ำเท่านั้น เส้นผมพร้อมทั้งรากผม ได้หลุดร่วงไป. และศีรษะของนางได้เป็น เช่นกับกระโหลกน้ำเต้าขม. ลำดับนั้น นางหมดเส้นผมโดยประการ ทั้งปวง เหมือนนกพิราบจกถอนขนหัว ฉะนั้น น่าเกลียดพิลึก เพราะความละอาย จึงไม่อาจเข้าไปในเมือง เอาผ้าคลุมศีรษะ สำเร็จการอยู่ในที่แห่งหนึ่งนอกเมือง พอ ๒-๓ วันผ่านไป นางหมด ความละอาย กลับจากที่นั้นบีบเมล็ดงา กระทำการค้าน้ำมัน และ ทำการค้าสุรา เลี้ยงชีพ. วันหนึ่ง เมื่อคน ๒-๓ คน เมาสุรา หลับสนิท นางจึงลักเอาผ้าที่คนเหล่านั้นนุ่งไว้หลวม ๆ.
หน้า 96 ข้อ 95
ภายหลังวันหนึ่ง นางเห็นพระขีณาสพเถระรูปหนึ่ง กำลัง เที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใสจึงนำท่านไปยังเรือนของตน ให้นั่ง บนอาสนะที่ตบแต่งไว้ ได้ถวายแป้งที่บีบในรางผสมกับน้ำมันงา. เพื่อจะอนุเคราะห์นาง พระเถระจึงรับประเคนแป้งผสมน้ำมันงา นั้นฉัน. นางมีจิตเลื่อมใส ได้ยินกั้นร่ม. และพระเถระนั้น เมื่อจะ ทำนางให้มีจิตร่าเริง จึงทำอนุโมทนากถาแล้วหลีกไป. ก็ในเวลา ที่อนุโมทนานั่นแหละ หญิงนั้น ได้ตั้งความปรารถนาว่า พระคุณเจ้า ขอให้เส้นผมของดิฉันยาวละเอียด นุ่มสนิท ตวัดปลายเถิด. กาลต่อมา นางถึงแก่กรรม เพราะผลของกรรมที่คละกัน จึงเกิดเป็นหญิงอยู่โดดเดี่ยวในวิมานทอง ท่ามกลางมหาสมุทร. เส้นผมของนางสำเร็จตามอาการที่เธอปรารถนานั้นแหละ. แต่ เพราะนางลักเอาผ้าของพวกมนุษย์ นางจึงได้เป็นหญิงเปลือย. นางเกิดบ่อย ๆ ในวิมานทองนั้น เป็นหญิงเปลือยอยู่ตลอดพุทธันดร หนึ่ง. ลำดับนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เสด็จอุบัติ ในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยลำดับ พ่อค้าชาวกรุงสาวัตถี ๗๐๐ คน แล่นเรือไปสู่มหาสมุทร มุ่งไปยังสุวรรณภูมิ. นาวาที่พวกพ่อค้านั้นขึ้นไป ถูกกำลังลม พัดผันให้ปั่นป่วน จึงหมุนไปข้างโน้นข้างนี้ จนถึงประเทศที่นาง เวมานิกเปรตนั้นอยู่. ลำดับนั้นนางเวมานิกเปรตนั้น จึงแสดงตนแก่
หน้า 97 ข้อ 95
พวกพ่อค้านั้น พร้อมด้วยวิมาน. หัวหน้าพ่อค้าเห็นดังนั้น เมื่อจะถาม จึงกล่าวคาถาว่า :- น้องสาวเป็นใครหนอ อยู่ในวิมานนี้ ไม่ ยอมออกจากวิมานเลยนี่ น้องสาว จงออกมาเถิด น้อง พี่อยากจะเห็นน้องข้างนอก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กา นุ อนฺโตวิมานสฺมึ ติฏฺนฺตี ความว่า หัวหน้าพ่อค้าถามว่า น้องอยู่ภายในวิมาน เป็นใครหนอ เป็นหญิงมนุษย์ หรืออมนุษย์. บทว่า นูปนิกฺขมิ ความว่า น้อง ไม่ยอมออกจากวิมานเลย. บทว่า อุปนิกฺขมสฺสุ ภทฺเท ปสฺสาม ตํ พหิฏฺิตํ ความว่า น้อง พวกเราปรารถนาจะเห็นน้องออกมา อยู่ข้างนอก เพราะฉะนั้น น้องจงออกมาจากวิมานเถิด. บาลีว่า อุปนิกฺขมสฺส ภทฺทนฺเต ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ขอความเจริญจงมี แก่น้องสาวเถิด. ลำดับนั้น นางเวมานิกเปรตนั้น เมื่อจะประกาศ ตามที่ตน ไม่อาจจะออกไปข้างนอกแก่พ่อค้านั้น จึงกล่าวคาถาว่า :- ดิฉัน เป็นหญิงเปลือยกาย มีแต่ผมปิดบัง ไว้ อึดอัด ละอาย ที่จะออกไปข้างนอก ดิฉันได้ ทำบุญไว้น้อยนัก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฏียามิ ความว่า ดิฉันเป็น หญิงเปลือยกาย อึดอัดใจ ลำบากที่จะออกไปข้างนอก. บทว่า หรายามิ แปลว่า ละอาย. บทว่า เกเสหมฺหิ ปฏิจฺฉนฺนา ความว่า
หน้า 98 ข้อ 95
ดิฉันมีเส้นผมปิดบังไว้ คือ มีผมคลุมร่างกาย. บทว่า ปุญฺํ เม อปฺปกํ กตํ ความว่า ดิฉันทำกุศลกรรมไว้น้อย คือ เล็กน้อย อธิบายว่า เพียงถวายแป้งผสมน้ำมันเท่านั้น. ลำดับนั้น พ่อค้า ประสงค์จะให้ผ้าห่มของตนแก่นางเวมานิก เปรตนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :- แน่ะ น้องสาว คนสวย เอาเถอะ พี่จะให้ ผ้าห่มเนื้อดีแก่น้อง เชิญน้องนุ่งผ้าผืนนี้แล้ว จง ออกมาข้างนอก เชิญออกมาข้างนอกวิมานเถิด น้อง พี่จะขอพบน้องข้างนอก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หนฺท แปลว่าเชิญเถิด. บทว่า อุตฺตรียํ แปลว่า ผ้าคลุมกาย. อธิบายว่า ผ้าห่ม. บทว่า ททามิ เต แปลว่า พี่จะให้แก่น้อง. บทว่า อิทํ ทุสฺสํ นิวาสย ได้แก่ น้องจง นุ่งผ้าห่มผืนนี้ของพี่เถิด. บทว่า โสภเณ แปลว่า แน่ะน้องผู้มี รูปร่างสวย. ก็แล พ่อค้า ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงนำเอาผ้าห่มของตน ไปให้แก่นาง. นางเวมานิกเปรต เมื่อจะแสดงความที่พ่อค้าผู้มอบ ผ้าห่มให้อย่างนั้น เป็นการอนุเคราะห์แก่ตน และการที่พ่อค้าให้ ผ้าห่มอย่างนั้น สำเร็จประโยชน์ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- ผ้านั้น ถึงพี่จะให้ที่มือของดิฉันเอง ด้วย มือของพี่ ก็ไม่สำเร็จแก่น้องได้ดอก ถ้าในหมู่ มนุษย์นี้ มีอุบาสกผู้มีศรัทธา เป็นพระสาวกของ
หน้า 99 ข้อ 95
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอพี่จงให้แก่อุบาสกนั้น นุ่งห่มผ้าที่พี่จะให้แก่น้องแล้ว ค่อยอุทิศส่วนกุศล ให้น้อง เมื่อพี่ทำอย่างนั้น น้องก็จะได้นุ่งห่มผ้านี้ ตามปรารถนา ประสพความสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หตฺเถน หตฺเถ เต ทินฺนํ น มยฺหํ อุปกปฺปติ ความว่า ดูก่อน ท่านผู้นิรทุกข์ ทานที่พี่ให้ในมือของน้อง ย่อมไม่สำเร็จ คือ ย่อมไม่เผล็ดผล ได้แก่ ไม่ควรเป็นเครื่องอุปโภค แก่ดิฉัน. บทว่า เอเสตฺถุปาสโก สทฺโธ ความว่า ผู้นี้ชื่อว่า อุบาสก เพราะถึงพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และชื่อว่า ผู้มีศรัทธา เพราะ ประกอบด้วยความเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม ย่อมอยู่ในที่นี้ คือ ในหมู่ประชุมชนนี้. บทว่า เอตํ อจฺฉาทยิตฺวาน มม ทกฺขิณมาทิสา ความว่า หัวหน้าพ่อค้า ให้อุบาสกนั้นนุ่งห่มผ้า ที่จะให้แก่เรา แล้ว ให้ทักษิณานั้น คือ ปัตติทานมัย อุทิศถึงฉัน. บทว่า ตถาหํ สุขิต เหสฺสํ ความว่า เมื่อท่านทำอย่างนั้น ดิฉันก็จะมีความสุข นุ่งห่ม ผ้าทิพย์ จักได้รับความสุข. พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้น จึงให้อุบาสกนั้นอาบลูบไล้แล้ว ให้นุ่งผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะประกาศ ข้อความนั้น จึงได้กล่าว ๓ คาถาว่า:- ก็พ่อค้าเหล่านั้น ยังอุบาสกนั้นให้อาบน้ำ ลูบไล้ด้วยของหอม แล้วให้นุ่งห่มผ้า อุทิศส่วน กุศลไปให้นางเวมานิกเปรตนั้น ในทันตาเห็นนั่น
หน้า 100 ข้อ 95
เอง วิบากย่อมเกิดขึ้นแก่นางเวมานิกเปรตนั้น โภชนะเครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ย่อมเกิดขึ้น นี้ เป็นผลแห่งทักษิณา ในลำดับนั้น นางมีร่างกาย บริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าอันสะอาด งามกว่าผ้าแคว้น กาสี เดินยิ้มออกมาจากวิมานประเทศว่า นี้เป็น ผลแห่งทักษิณา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ ได้แก่ ยังอุบาสกนั้น. จ ศัพท์ เป็นเพียงนิบาต. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า เต ได้แก่ พ่อค้า เหล่านั้น. บทว่า วิลิมฺเปตฺวาน ได้แก่ ไล้ทาด้วยของหอมชนิดดีเลิศ. บทว่า วตฺเถหจฺฉาทยิตฺวาน ความว่า ให้บริโภคโภชนะพร้อมทั้ง กับข้าว อันสมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส แล้วให้นุ่งห่มผ้า คือ ให้นุ่งผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่ง ได้แก่ ให้ผ้า ๒ ผืน. บทว่า ตสฺสา ทกฺขิณมาทิสุํ ได้แก่ อุทิศส่วนบุญแก่นางเวมานิกเปรตนั้น. บทว่า อนุ ในบทว่า สมนนฺภนุทฺทิฏฺเ นี้ เป็นเพียงนิบาต, อธิบายว่า ในทันใดที่ได้เห็นทักษิณานั้นนั่นแล. บทว่า วิปาโก อุปปชฺชถ ความว่า วิบาก คือผลแห่งทักษิณา ได้เกิดขึ้นแก่ นางเวมานิกเปรตนั้น. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า วิบากเป็นเช่นไร นางเวมานิกเปรตจึงกล่าวว่า โภชนะเครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม เกิด ขึ้นแล้ว. มีวาจาประกอบความว่า โภชนะอันเช่นกับโภชนะทิพย์ มีประการต่าง ๆ ผ้าอันเช่นกับผ้าทิพย์ ซึ่งรุ่งโรจน์ด้วยสีหลายหลาก และน้ำดื่มมีหลายชนิด ผลเช่นนี้ย่อมเกิดเพราะทักษิณา.
หน้า 101 ข้อ 95
บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังแก่การได้รับวัตถุมีโภชนะ ตามที่ได้กล่าวแล้ว. บทว่า สุทฺธา ได้แก่ มีร่างกายสะอาด ด้วย การอาบน้ำ. บทว่า สุจิวสนา ได้แก่ นุ่งห่มผ้าอันสะอาดดี. บทว่า กาสิกุตฺตมธารินี ได้แก่ นุ่งห่มผ้าชนิดดี แม้กว่าผ้าของชาวกาสี. บทว่า หสนฺตี ความว่า หางเวมานิกเปรต พลางยิ้มแย้มออกมาจาก วิมาน พร้อมการประกาศว่า ดูซิ ท่านทั้งหลาย นี่เป็นผลพิเศษ แห่งทักษิณาของพวกท่านเป็นอันดับแรก. ลำดับนั้น พวกพ่อค้านั้น ได้เห็นผลบุญโดยประจักษ์ อย่างนี้ จึงเกิดอัศจรรย์จิต อย่างไม่เคยมีมาก่อน เกิดความเคารพ นับถือมาก ในอุบาสกนั้น พากันการทำอัญชลีกรรมเข้าไปยัง ใกล้อุบาสกนั้น. ฝ่ายอุบาสก ให้พ่อค้าเหล่านั้น เลื่อมใสในธรรมกถา โดยประมาณยิ่ง และให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีล. พวกพ่อค้านั้น จึง ถามถึงกรรมที่นางเวมานิกเปรตนั้นกระทำไว้ ด้วยคาถานี้ว่า :- วิมานของท่านช่างงดงาม มีรูปภาพอัน วิจิตรด้วยดี สว่างไสว ก่อนนางเทพธิดา อัน พวกข้าพเจ้าทั้งหลายถามแล้ว ขอท่านจงบอก เถิดว่า นี้เป็นผลของกรรมอะไร ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิตฺตรูปํ ได้แก่ มีรูปภาพอันวิจิตร ที่เขาจัดแจงไว้ด้วยดีแล้ว โดยเป็นรูปช้าง ม้า สตรี และบุรุษเป็นต้น และโดยมาลากรรมและลดากรรมเป็นต้น. บทว่า รุจิรํ ได้แก่ น่า
หน้า 102 ข้อ 95
รื่นรมย์ น่าชมเชย. บทว่า กิสฺส กมฺมสฺสิทํ ผลํ ความว่า นี้เป็น ผลของกรรมเช่นไร คือ เป็นผลของทานมัย หรือของศีลมัย. นางเทพธิดานั้น ถูกพวกพ่อค้านั้นถามอย่างนี้แล้ว เมื่อ จะบอกผลกรรมทั้ง ๒ อย่างนั้นว่า นี้เป็นผลของกุศลกรรมนิดหน่อย ที่ดิฉันกระทำไว้เป็นอันดับแรก แต่สำหรับอกุศลกรรม จักเป็นเช่นนี้ ในนรกต่อไป ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- เมื่อดิฉันเป็นมนุษย์อยู่นั้น มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายแป้งคั่วอันเจือด้วยน้ำมัน แก่ภิกษุผู้เที่ยว บิณฑบาต มีจิตซื่อตรง ดิฉันได้เสวยวิบากแห่ง กุศลกรรมนั้น ในวิมานนี้ สิ้นกาลนาน ก็ผลบุญ นั้น เดี๋ยวนี้ ยังเหลืออยู่นิดหน่อย พ้น ๔ เดือนไป แล้ว ดิฉันจักจุติจากวิมานนี้ จักไปตกนรกอันเร่า ร้อนแสนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู แบ่งเป็น ห้อง ๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่น เหล็ก พื้นแห่งนรกนั้น ล้วนแล้วด้วยเหล็กแดง ลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไป ตลอด ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ ดิฉันจัก ต้องเสวยทุกขเวทนาในนรกนี้น ตลอดกาลนาน ก็การเสวยทุกข์เช่นนี้ เป็นผลของกรรมชั่ว เพราะ ฉะนั้นดิฉันจึงเศร้าโศกอย่างแรงกล้า ที่จะไปเกิด ในนรกนั้น.
หน้า 103 ข้อ 95
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุโน จรมานสฺส ได้แก่ แก่ ภิกษุผู้ทำลายกิเลสรูปหนึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต. บทว่า โทณินิมฺ- มชฺชนํ ซึ่งแป้งคั่วมีน้ำมันซึมซาบอยู่. บทว่า อุชุภูตสฺส ความว่า ชื่อว่าถึงความเป็นผู้ซึ่งตรง เพราะไม่มีกิเลสเครื่องทำความคดโกง แห่งจิต. บทว่า วิปฺปสนฺเนน เจตสา ความว่า ผู้มีจิตเลื่อมใสดี ด้วยการเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม. ม อักษรในบทว่า ทีฆมนฺตรํ นี้กระทำการต่อบท, อธิบายว่า ระยะกาลนาน คือตลอดกาลนาน. บทว่า ตญฺจ ทานิ ปริตฺตกํ ความว่า ผลบุญ ๕ อย่าง บัดนี้ มีนิดหน่อย คือเหลืออยู่น้อย เพราะวิบาก แห่งกรรมมีผลสุกงอม ไม่นานนักก็จากที่นี้ไป. ด้วยเหตุนั้นท่านจึง กล่าวว่า พ้น ๔ เดือนไปแล้ว ดิฉันจักจุติจากวิมานนี้ ดังนี้เป็นต้น. นางเปรตชี้แจงว่า พ้นจาก ๔ เดือน คือ ในเดือนที่ ๕ ถัดจาก ๔ เดือน ไป ดิฉันจักจุติจากวิมานนี้. บทว่า เอกนฺตกุฏกํ ความว่า จักมีทุกข์ แสนสาหัส เพราะจะต้องรับผลที่ไม่น่าปะรารถนาอย่างแสนสาหัส นั่นแล. บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายแรง. บทว่า นิรยํ ความว่า นรก อันได้นามว่า นิรยะ เพราะทำวิเคราะห์ว่า เป็นที่ไม่มีความเจริญ คือความสุข. บทว่า ปปติสฺสหํ ตัดเป็น ปปติสฺสามิ อหํ ข้าพเจ้า จักตกนรก. ก็ท่านกล่าวว่า จตุกฺกณฺณํ ดังนี้เป็นต้น เพื่อจะแสดง นรกนั้นโดยสรุป เพราะท่านแสดงถึงอเวจีมหานรก ในคำว่า นริยํ นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุกฺกณฺณํ แปลว่า ๔ เหลี่ยม. บทว่า จตุทฺวารํ ได้แก่ ประกอบด้วยประตู ๔ ด้าน ใน ๔ ทิศ. บทว่า
หน้า 104 ข้อ 95
วิภตฺตํ แปลว่า จำแนกด้วยดี. บทว่า ภาคโส แปลว่า โดยจำแนก. บทว่า มิตํ แปลว่า เป็นห้อง ๆ บทว่า อโยปาการปริยนฺตํ แปลว่า ล้อมด้วยกำแพงที่ทำด้วยเหล็ก. บทว่า อยสา ปฏิกุชฺชิตํ แปลว่า ครอบแผ่นเหล็กล้วน ๆ. บทว่า เตชสา ยุตา ได้แก่ มีเปลวไฟลุกโพลงอยู่ไม่ขาดระยะ ด้วยไฟกองใหญ่ที่โพลงรอบด้าน. บทว่า สมฺนฺตา โยชนสตํ ได้แก่ แผ่ไปตั้ง ๑๐๐ โยชน์ ในทุกทิศภายนอกโดยรอบอย่างนี้. บทว่า สพฺพทา แปลว่า ตลอดกาลทุกเมื่อ. บทว่า ผริตฺวา ติฏฺติ แปลว่า ซึมซาบตั้งอยู่. บทว่า ตตฺถ โยค มหานรกนั้น. บทว่า เวทิสฺสํ แปลว่า จักได้รับ คือจักได้เสวย. บทว่า ผลญฺจ ปาปกมฺมสฺส ความว่า การเสวยทุกข์เช่นนี้นี้ เป็นผลของกรรมชั่ว ที่ฉันได้ทำไว้. เมื่อนางเทพธิดานั้น ประกาศผลแห่งกรรมที่ตนได้ทำไว้ และภัยที่จะตกนรกในอนาคต อย่างนี้แล้ว อุบาสกนั้นมีความกรุณา เตือนใจ ให้คิดว่า เอาเถอะเราจักเป็นที่พึ่งของนาง แล้วกล่าวว่า ดูก่อนแม่เทพธิดา เธอสำเร็จความปรารถนาทุกอย่าง กลายเป็น ผู้ประกอบด้วยสมบัติอันยิ่ง ด้วยอำนาจทานของเราผู้เดียวเท่านั้น แต่บัดนี้ เจ้าให้ทานแก่อุบาสกเหล่านี้แล้ว หวนระลึกถึงคุณแห่ง พระศาสดา จักหลุดพ้นจากความเกิดในนรกได้. นางเปรตนั้น มีใจ ร่าเริง ยินดีกล่าวว่า ดีละ แล้วให้อุบาสกเหล่านั้น อิ่มหนำด้วยข้าว และน้ำอันเป็นของทิพย์ ได้ให้ผ้าทิพย์ และแก้วหลากชนิด. นางได้ ถวายคู่ผ้าทิพย์ มุ่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ในมือของอุบาสกเหล่านั้น
หน้า 105 ข้อ 95
แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านเจริญ นางเวมานิกเปรตตนหนึ่ง ขอฝาก ไหว้ด้วยเศียรเกล้าแทบพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า ดังนี้แล้ว จึงไปกรุงสาวัตถีแล้วส่งการถวายบังคมไปถึงพระคาสดาว่า ขอ ท่านทั้งหลายจงถวายบังคมพระศาสดา ตามคำของเราเถิด. และ ในวันนั้นนั่นเอง นางได้นำเอาเรือนั้นไปจอดยังท่าที่อุบาสกเหล่านั้น ปรารถนา ด้วยอิทธานุภาพของตน. ลำดับนั้น พ่อค้าเหล่านั้น ออกจากท่านั้นแล้ว ถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับ เข้าไปยังพระเชตวัน ถวายคู่ผ้านั้นแด่พระศาสดา และ ได้ให้พระองค์ทรงทราบถึงการฝากไหว้ของนางแล้วกราบทูล เรื่องนั้น ตั้งแต่ต้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงกระทำ เรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร แก่บริษัทผู้พรั่งพร้อมกันอยู่. พระธรรมเทศนานั้น ได้มีประโยชน์ แก่มหาชน. ก็ในวันที่ ๒ อุบาสกเหล่านั้น ได้ถวายมหาทาน แก่ ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว อุทิศส่วนบุญให้แก่ นางเปรตนั้น. และนางได้จุติจากเปตโลกนั้นแล้ว บังเกิดในวิมาน ทอง ในภพชั้นดาวดึงส์ อันโชติช่วงไปด้วยรัตนะต่าง ๆ มีนางอัปสร ๑๐๐๐ นางเป็นบริวาร. จบ อรรถกถาขัลลาฏิยะเปติวัตถุที่ ๑๐
หน้า 106 ข้อ 96
๑๑. นาคเปตวัตถุ ว่าด้วยกรรมทำให้เป็นเทพและเป็นเปรต สามเณรถามว่า :- [๙๖] คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่ง ขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดรไปท่านกลาง นางสาว น้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปล่งรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทั้ง ๑๐ ทิศ ส่วนท่านทั้งหลายมือถือฆ้อนเดิน ร้องไห้ มีหน้าชุ่มไปด้วยน้ำตา มีตัวเป็นแผลแตก พัง ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบาปอะไรไว้ ท่าน ทั้งหลายดื่มกินโลหิตของกันและกัน เพราะกรรม อะไร. เปรตทั้งสองได้ฟังสามเณรถามจึงตอบว่า :- ผู้ใดขี่ช้างเผือกชาติกุญชรมี ๔ เท้าไปข้าง หน้า คนนั้นเป็นบุตรหัวปีของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อ เป็นมนุษย์เขาได้ถวายทานแก่สงฆ์ จึงได้รับความ สุขบันเทิงใจ ผู้ใดขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร ๔ ตัว แล่นเรียบไปท่ามกลาง ผู้นั้นเป็นบุตรคนกลาง ของข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อเขาเป็นมนุษย์เป็นคนไม่ ตระหนี่ เป็นทานบดีรุ่งโรจน์อยู่ นารีที่มีปัญญา ดวงตากลมงาม ดุจตาเนื้อ ขึ้นวอนข้างหลัง ผู้นั้น
หน้า 107 ข้อ 96
เป็นธิดาคนสุดท้ายของข้าพเจ้าทั้งสอง นางมี ความสุขเบิกบานใจ เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน เมื่อก่อนเขาทั้งสามมีจิตเลื่อมใส ได้ให้ทานแก่ สมณพราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองเป็น คนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เขา ทั้งสามนี้ถวายทานแล้ว บำรุงบำเรอด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้าทั้งสองซูบซีดอยู่ ดุจ ไม้อ้อที่เขาตัดทิ้ง ฉะนั้น. สามเณรถามว่า :- อะไรเป็นโภชนะของท่าน อะไรเป็นที่ นอนของท่าน และท่านมีบาปธรรมอย่างยิ่ง ยัง อัตภาพให้เป็นไปอย่างไร เมื่อโภคะเป็นอันมาก มีอยู่ไม่น้อย ท่านหน่ายสุข ได้รับแต่ทุกข์ในวันนี้. เปรตทั้งสองตอบว่า :- ข้าพเจ้าทั้งสองตีซึ่งกันและกัน แล้วกิน หนองและเลือดของกันและกัน ได้ดื่มหนองและ เลือดเป็นอันมาก ก็ยังไม่หายอยาก มีความหิว อยู่เป็นนิจ สัตว์ทั้งหลายไม่ให้ทาน ละไปแล้ว เกิดในยมโลก ย่อมร่ำไรอยู่ เหมือนข้าพเจ้าทั้ง สองฉะนั้น สัตว์เหล่าใด ได้ประสบโภคะต่าง ๆ แล้ว ไม่ใช้สอยเอง ทั้งไม่ทำบุญ สัตว์เหล่านั้น
หน้า 108 ข้อ 96
จักต้องหิวกระหายในปรโลก ภายหลังถูกความ หิวแผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ครั้นทำกรรม ทั้งหลายมีผลเผ็ดร้อน มีทุกข์เป็นกำไรแล้ว ย่อม ได้เสวยทุกข์ ก็บัณฑิตทั้งหลายรู้ทรัพย์และข้าว เปลือกเป็นอย่างหนึ่ง รู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายใน มนุษยโลกนี้เป็นอย่างหนึ่ง รู้ทรัพย์และข้าว เปลือกและชีวิตมนุษย์เป็นอีกอย่างหนึ่ง จากสิ่ง นอกนี้แล้ว พึงทำที่พึ่งของตน ชนเหล่าใดเป็นผู้ ฉลาดในธรรม มารู้ชัดอย่างนี้ ชนเหล่านั้นย่อม ไม่ประมาทในทาน เพราะได้ฟังคำของพระ- อรหันต์ทั้งหลาย. จบ นาคเปตวัตถุที่ ๑๑ อรรถกถานาคเปตวัตถุที่ ๑๑ เมื่อพระคาสดาประทับอยู่ในพระวิหารชื่อว่า เชตวัน ทรง พระปรารภพราหมณ์เปรต ๒ ตน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ เริ่มต้นว่า ปุรโต ว เสเตน ปเลติ หตฺถินา ดังนี้. ได้ยินว่า ท่านสังกิจจะ ผู้มีอายุได้ ๗ ขวบ บรรลุพระอรหัต ในขณะจรดมีดโกนที่ปลายผมนั่นแล ดำรงอยู่ในภูมิสามเณร อยู่ใน ราวป่าพร้อมกับภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ห้ามความตายที่มาถึงแก่ ภิกษุเหล่านั้น จากมือของพวกโจร ๕๐๐ คน และฝึกโจรเหล่านั้น
หน้า 109 ข้อ 96
แล้ว ให้บรรพชา ได้พาไปยังสำนักของพระศาสดา. พระศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุเหล่านั้น. ในเวลาจบพระธรรมเทศนา ภิกษุเหล่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัต. ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะ มี พรรษาครบ ได้อุปสมบทแล้ว พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป เหล่านั้น พากันไปยังกรุงพาราณสี อยู่ในป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. พวก มนุษย์พากันไปหาพระเถระ ได้ฟังธรรมแล้ว มีจิตเลื่อมใส ได้ ถวายอาคันตุกทาน เป็นพวก ๆ ตามลำดับถนน. ในบรรดามนุษย์ เหล่านั้น มีอุบาสกคนหนึ่ง ได้ชักชวนพวกมนุษย์ในนิตยภัตร. มนุษย์เหล่านั้น ได้เริ่มตั้งนิตยภัตตามกำลัง. ก็สมัยนั้น ในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์มิจฉาทิฏฐิคนหนึ่ง ได้มีบุตรชาย ๒ คน บุตรหญิง ๑ คน. ในบุตรเหล่านี้ บุตรคนโต ได้มีอุบาสกเป็นมิตร. อุบาสกนั้น พาบุตรคนโต (ของพราหมณ์) นั้น ไปพาท่านสังกิจจะ. ท่านสังกิจจะแสดงธรรมแก่เธอ. เธอได้ เป็นผู้มีจิตอ่อน. ลำดับนั้น อุบาสกนั้นกล่าวกะเธอว่า เธอจงให้ นิตยภัตรแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. บุตรพราหมณ์กล่าวว่า พวกเราผู้เป็น พราหมณ์ไม่เคยประพฤตินิตยภัตรทานแก่พระสมณผู้ศากยบุตร เลย เพราะฉะนั้น เราจักไม่ยอมให้. อุบาสกกล่าวว่า ถึงเราท่าน ก็จักไม่ให้ภัตรบ้างหรือ บุตรพราหมณ์กล่าวว่า ทำไม ฉันจักไม่ให้. อุบาสกพูดว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น สิ่งที่เธอจะให้เรา เธอจงถวาย แก่ภิกษุรูปหนึ่งเถิด. เขารับคำแล้ว ในวันที่ ๒ ได้ไปยังวิหาร แต่เช้าตรู่ นิมนต์ภิกษุมารูปหนึ่งให้ฉันแล้ว.
หน้า 110 ข้อ 96
เมื่อเวลาผ่านไปอย่างนี้ น้องชายและน้องสาวของเขา เห็น การปฏิบัติของภิกษุทั้งหลาย และได้ฟังธรรมแล้ว มีความเลื่อมใส ยิ่งในพระศาสนา และได้มีความยินดีในบุญกรรม. ชนทั้ง ๓ คน เหล่านั้น เมื่อให้ทานตามกำลังทรัพย์อย่างนี้ ได้สักการะเคารพ นับถือบูชา สมณพราหมณ์ทั้งหลาย. ส่วนมารดาและบิดาของ พวกเรา เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส ไม่เคารพในสมณ- พราหมณ์ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่พอใจในการบำเพ็ญบุญ. พวกญาติจึงได้ ขอเด็กหญิงผู้เป็นธิดา แห่งมารดาบิดาเหล่านั้น มาเพื่อประโยชน์ แก่บุตรของลุง. ก็บุตรคนโตนั้น ฟังธรรมในสำนักของท่านสังกิจจะ แล้วเกิดความสังเวช บรรพชาแล้ว ไปยังเรือนของมารดาตน เพื่อฉันเป็นนิตย์. มารดาปลอบใจเธอด้วยเด็กรุ่นสาว ผู้เป็นมารดา ของพี่ชายตน. ด้วยเหตุนั้น เธอเป็นผู้กลุ้มใจจึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ เรียนว่า ท่านครับ ผมจักสึก ขอท่านจงอนุญาตให้ผมสึกเถิด. พระอุปัชฌาย์ เห็นเธอผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย จึงกล่าวว่า พ่อ สามเณร รอสักเดือนก่อนเถอะ. พามเณรรับคำท่านแล้ว ผ่านไปได้ เดือนหนึ่ง จึงได้แจ้งให้ทราบอย่างนั้นเหมือนกัน. พระอุปัชฌาย์ ก็กล่าวซ้ำอีกว่ากึ่งเดือนเถิด. พอกึ่งเดือนผ่านไป เมื่อสามเณร กล่าวอย่างนั้น พระเถระก็กล่าวอีกว่า รอสัก ๗ วัน เถอะ. สามเณร รับคำแล้ว. ครั้นภายใน ๗ วันนั้น เรือนของน้าหญิงสามเณร หลังพังไป ทรุดโทรม ฝาเรือนชำรุด ถูกลมพัดและฝนสาดเข้า ก็พังลง. ในคนเหล่านั้น ท่านพราหมณ์ พราหมณี ลูกชาย ๒ คน
หน้า 111 ข้อ 96
ลูกหญิง ๑ คน ถูกเรือนพังทับตายไปหมด. ในคนที่ตายไปเหล่านั้น พราหมณ์ และนางพราหมณี บังเกิดในกำเนิดเปรต. ลูกชาย ๒ คน ลูกหญิง ๑ คน บังเกิดในภุมมเทวดา. ในบุตรเหล่านั้น บุตรคนโต เกิดมีช้างเป็นพาหนะ. บุตรคนเล็กเกิดมีรถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร. บุตรหญิงมีวอทองคำเป็นเครื่องแห่แหน. พราหมณ์และนาง พราหมณี ถือเอาฆ้อนเหล็กชนิดใหญ่มาทุบกัน. ที่ที่ถูกทุบแล้ว มาประมาณเท่าหม้อลูกใหญ่ ผุดขึ้นครู่เดียวเท่านั้น หัวฝีก็แก่เต็มที่ แล้วแตกผุพังไป. พราหมณ์สองผัวเมียนั้น ต่างช่วยกันผ่าฝีของกัน และกัน ถูกความโกรธครอบงำ ไร้ความกรุณาตะคอกด้วยวาจา หยาบ พากันดื่มหนองและเลือด, และไม่ได้รับความอิ่ม. ลำดับนั้น สามเณร ถูกความกลุ้มใจกลุ้มรุมจึงเข้าไปหา พระอุปัชฌาย์ เรียนว่า ท่านครับ กระผมผ่านวันปฏิญญาณไป แล้ว ผมจักกลับไปเรือน ขอท่านจงอนุญาตผมเถิด. ลำดับนั้น พระอุปัชฌาย์กล่าวแก่เธอว่า เมื่อถึงวันแรม ๑๔ ค่ำ เวลาพระ- อาทิตย์ตกดิน เธอจงมาเถิด. ดังนี้แล้ว ได้เดินไปหน่อยหนึ่งแล้ว ยืนอยู่ด้านอิสิปตนวิหาร. ก็สมัยนั้น เทพบุตร ๒ องค์นั้น พร้อมด้วย น้องสาว เดินผ่านไปทางนั้นนั่นแล เพื่อจะอวดอ้างสมาคมยักษ์. ฝ่ายมารดาบิดาของพวกเขา ต่างก็ถือไม้ฆ้อน พูดวาจาหยาบ รูปร่างดำ มีเส้นผมยุ่งรุงรังเศร้าหมองยาว เช่นกับต้นตาลที่ถูก ไฟไหม้ มีหนองและโลหิตไหล มีตัวหดเหี่ยวเห็นเข้าน่าเกลียด น่ากลัวพิลึก ติดตามพวกบุตรไป.
หน้า 112 ข้อ 96
ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะสำแดงฤทธิ์โดยประการที่สามเณร นั้นจะได้พบเห็นพวกเหล่านั้น ผู้กำลังเดินไปทั้งหมดแล้วกล่าวกะ สามเณรว่า เห็นไหม ? พ่อสามเณร พวกเหล่านี้กำลังเดินไป. สามเณรเรียนว่า เห็นขอรับ. ท่านสังกิจจะกล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงสอบถามถึงกรรมที่พวกเหล่านี้ กระทำไว้เถิด. สามเณร สอบถามพวกที่ไปด้วยยานช้างเป็นต้น ตามลำดับ. คนเหล่านั้น กล่าวว่า ท่านจงสอบถามพวกเปรตที่มาภายหลังเถิด. สามเณร กล่าวกะเปรตเหล่านั้น ด้วยคาถาทั้งหลายว่า :- คนหนึ่งขี่ช้างเผือกไปข้างหน้า คนหนึ่ง ขี่รถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร ไปในท่ามกลาง นางสาวน้อยขึ้นวอไปข้างหลัง เปลงรัศมีสว่าง ไสวไปทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ ส่วนท่านทั้งหลาย มือถือ ฆ้อนเดินร้องไห้ มีใบหน้าพุ่มไปด้วยน้ำตา มีตัว เป็นแผลแตกพัง ท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำกรรม ชั่วอะไรไว้ ท่านทั้งหลายดื่มกินโลหิตของกัน และกัน เพราะกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรโต ได้แก่ก่อนเขาทั้งหมด. บทว่า เสเตน แปลว่า ขาว. บทว่า ปเลติ แปลว่า เดินไป. บทว่า มชฺเฌ ปน ได้แก่ ในระหว่างเทพบุตรผู้ขึ้นช้าง และเทพธิดา ผู้ขึ้นวอ. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า อสฺสตรีรเถน ความว่า ไปด้วยรถเทียมด้วยแม่ม้าอัสดร. บทว่า นียติ แปลว่า นำไป.
หน้า 113 ข้อ 96
บทว่า โอภาสยนฺติ ทส สพฺพโส ทิสา ความว่า เปล่งรัศมีสว่าง ไสวไปทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ โดยรอบ ด้วยรัศมีแห่งสรีระของตน และด้วย รัศมีแห่งผ้าและเครื่องอาภรณ์เป็นต้น. บทว่า มุคฺครหตฺถปาณิโน ได้แก่ ส่วนท่านทั้งหลายมีมือถือไม้ฆ้อน. ฝ่ามือนั่นแหละ แปลกออก ไปกว่าศัพท์ว่า มือ เพราะได้โวหารว่าฝ่ามือ ในกิจที่จะพึงทำ พื้นดินให้ละเอียดเป็นต้น. บทว่า ฉินฺนปภินฺนคติตา ได้แก่ มีตัว เป็นแผลแตกพังในที่นั้น ๆ ด้วยการใช้ไม้ฆ้อนทุบ. บทว่า ปิวาถ แปลว่า ขอท่านทั้งหลาย จงดื่มกินเถิด. เปรตเหล่านั้น ถูกสามเณร ถามอย่างนั้น จึงได้กล่าวตอบ เรื่องนั้นทั้งหมด ด้วย ๔ คาถาว่า :- ผู้ใดขี่ช้างเผือกชาติกุญชร มี ๔ เท้า ไป ข้างหน้า คนนั้นเป็นบุตรหัวปีของข้าพเจ้าทั้ง ๒ เมื่อเป็นมนุษย์ เขาได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์ จึง ได้รับความสุข บันเทิงใจ ผู้ใดขี่รถเทียมด้วย แม่ม้าอัสดร ๔ ม้า แล่นเรียบไปท่ามกลาง ผู้นั้น เป็นบุตรคนกลาง ของข้าพเจ้าทั้ง ๒ เมื่อเขาเป็น มนุษย์ เขาเป็นคนไม่ตระหนี่ เป็นทานบดีรุ่งเรือง อยู่ นารีใดที่มีปัญญา มีดวงตากลมงดงาม รุ่งเรือง ดุจตาเนื้อ ขึ้นวอมาข้างหลัง นารีนั้นเป็นธิดาคน สุดท้าย ของข้าพเจ้าทั้ง ๒ นางมีความสุขเบิก บานใจ เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน เมื่อก่อนเขา
หน้า 114 ข้อ 96
ทั้ง ๓ คน มีจิตเลื่อมใส ได้ให้ทานแก่สมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒ เป็นคน ตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ทั้งหลาย เขาทั้ง ๓ คนนี้ ถวายทานแล้วบำรุงบำเรอ ด้วยกามคุณ อันเป็นทิพย์ ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒ ซูบซีดอยู่เหมือน ไม้อ้อที่เขาตัดทิ้งไว้ ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรโต ว โย คจฺฉติ ความว่า บรรดาคนที่เดินไปเหล่านี้ ผู้ที่เดินไปข้างหน้า. บาลีว่า โยโส ปุรโต คจฺฉติ ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า ผู้ที่ไปข้างหน้านั้น. บทว่า กุญฺชเรน ได้แก่ ช้างอันได้นามว่า กุญชร เพระอรรถว่า ยังพื้น ปฐพี คือแผ่นดินให้เจริญขึ้น หรือเพราะยินดี คือเที่ยวไปในท้อง ภูเขาที่สะสมด้วยหญ้าและเถาวัลย์เป็นต้น. บทว่า นาเคน ได้แก่ ชื่อว่า นาค เพราะเป็นสัตว์ไม่ควรล่วงละเมิด ไม่ควรดูหมิ่น. ด้วยช้างเชือกประเสริฐนั้น. บทว่า จตุกฺกเมน ได้แก่ มี ๔ เท้า. บทว่า เชฏฺโก แปลว่า ผู้เกิดก่อน. บทว่า จตุพฺภิ ได้แก่ ด้วยแม้ม้าอัสดร ๔ ม้า. บทว่า สุวคฺคิเตน ได้แก่ ซึ่งมีการแล่นเรียบ คือ แล่นไปอย่างสวยงาม. บทว่า นิคมนฺทโลจนา ได้แก่ ผู้มีดวงตางามดุจดวงตาเนื้อ. บทว่า ภาคฑฺฒภาเคน ได้แก่ เพราะส่วนแห่งทานกึ่งส่วน คือ เพราะทาน กึ่งส่วนจากส่วนแห่งทานที่ตนได้แล้วเป็นเหตุ. บทว่า สุขี แปลว่า ได้รับความสุข. จริงอยู่ คำว่า สุขี นี้ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส.
หน้า 115 ข้อ 96
บทว่า ปริภาสกา แปลว่า ผู้ด่า. บทว่า ปริจารยนฺติ ความ ว่า ชนเหล่านั้น ย่อมยังอินทรีย์ของตนให้เที่ยวไป ในกามคุณอันเป็นทิพย์ ตามความสุข ทั้งข้างโน้น ข้างนี้, หรือ ยิ่งชนผู้เป็นบริวารให้ทำการ บำเรอตน ด้วยวิบากเป็นเครื่องไหลออกแห่งบุญญานุภาพของตน. บทว่า มยญฺจ สุสฺสาม นโฬว ฉินฺโน ความว่า ส่วนข้าพเจ้าทั้ง ๒ ซูบซีดอยู่เหมือนไม้อ้อที่เขาตัดทิ้ง คือ ที่เขาโยนไปกลางแดด ฉะนั้น ได้แก่ เป็นผู้เหือดแห้ง แห้งผาก ด้วยความหิวกระหายและด้วยการ ใช้ไม้ทำร้ายกัน. เปรตเหล่านั้น ครั้นประกาศความชั่วของตนอย่างนี้แล้ว จึงแจ้งว่า พวกเราเป็นลุงและงาของท่าน. สามเณรได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ เมื่อจะถามว่า ทำอย่างไรหนอ โภชนะจึงจะสำเร็จ แก่พวกคนทำความชั่วเห็นปานนี้ได้ จึงกล่าวคาถานี้ว่า อะไรเป็นโภชนะของท่าน อะไรเป็นที่ นอนของท่าน และท่านมีบาปธรรมเป็นอย่างยิ่ง ยังอัตภาพให้เป็นไปอย่างไรได้ และโภคะเป็น อันมากมีอยู่ไม่น้อย ท่านเบื่อหน่ายความสุข ได้ ประสบทุกข์ในวันนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ตุมฺหากํ โภชนํ ความว่า สิ่งเช่นไร เป็นโภชนะของท่าน. บทว่า กึ สยานํ ความว่า สิ่งเช่นไร เป็นที่นอนของท่าน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า กึ สยานา ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า สิ่งเช่นไร เป็นที่นอนของท่าน คือ ท่านนอนในที่นอน
หน้า 116 ข้อ 96
เช่นไร บทว่า กถญฺจ ยาเปถ ความว่า ท่านยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยประการไร. บาลีว่า กถํ โว ยาเปถ ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า ท่านยังอัตตภาพให้เป็นไปด้วยอาการอย่างไร. บทว่า สุปาปธมฺมิโน ได้แก่ ผู้มีบาปธรรม ด้วยดี คืออย่างยิ่ง. บทว่า ปหูตโภเคสุ ความว่า เมื่อโภคะอันหาที่สุดมิได้ คืออย่างยิ่ง มีอยู่. บทว่า อนปฺปเกสุ แปลว่า ไม่น้อย คือมาก. บทว่า สุขํ วิราธาย ได้แก่ เบื่อหน่าย คือไม่ยินดีความสุข เพราะไม่ทำบุญอันเป็นเหตุให้เกิด ความสุข. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สุขสฺส วิราเธน ก็มี. บทว่า ทุกฺขชฺช ปตฺตา ความว่า วันนี้คือบัดนี้ ท่านได้รับความทุกข์อัน นับเนื่องในกำเนิดเปรตนี้. เปรตทั้งหลาย ถูกสามเณรถามอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะแก้ ข้อความที่สามเณรถาม จึงได้ภาษิตคาถา ๕ คาถาว่า :- ข้าพเจ้าทั้งสอง ตีซึ่งกันและกันแล้ว กิน หนองและเลือดของกันและกัน ได้ดื่มหนองและ เลือดเป็นอันมาก ก็ยังไม่หายอยาก มีความหิว อยู่เป็นนิตย์ สัตว์ทั้งหลายไม่ได้ให้ทาน ละไป แล้ว เกิดในยมโลก ย่อมร่ำไรอยู่ เหมือนข้าพเจ้า ทั้ง ๒ ฉะนั้น สัตว์เหล่าใดได้ประสพโภคะต่าง ๆ แล้วไม่ใช้สอยเอง ไม่ทำบุญ สัตว์เหล่านั้น จัก ต้องหิวกระหายในปรโลก ภายหลังถูกความหิว แผดเผาไหม้อยู่สิ้นกาลนาน ครั้นทำกรรมทั้ง
หน้า 117 ข้อ 96
หลายมีผลเผ็ดร้อน เป็นทุกข์ เป็นกำไรแล้ว ย่อม ได้เสวยทุกข์ บัณฑิตทั้งหลาย รู้ทรัพย์และข้าว เปลือกเป็นอย่างหนึ่ง รู้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ใน มนุษยโลกนี้ เป็นอย่างหนึ่ง รู้ทรัพย์ ข้าวเปลือก และชีวิตมนุษย์ เป็นอีกอย่างหนึ่ง จากสิ่งนอกนี้ แล้ว พึงทำที่พึ่งของตน ชนเหล่าใด เป็นผู้ฉลาด ในธรรม ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลายแล้ว มา รู้ชัดอย่างนี้ ชนเหล่านั้น ชื่อว่า ไม่ประมาทใน ทาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ธาตา โหม ความว่า ข้าพเจ้า ยังไม่หายอยาก คือ ยังไม่หายอิ่มหนำ. บทว่า นจฺฉาทิมฺหเส แปลว่า ยังไม่อิ่มใจ, คือ ไม่ยังความชอบใจให้เกิดขึ้น, อธิบายว่า พวกเรา ไม่ได้ดื่มหนองและเลือดนั้นตามความชอบใจของตน. บทว่า อิจฺเจว แก้เป็น เอวเมว แปลว่า ฉันนั้นนั่นแล. บทว่า มจฺจา ปริเทวยนฺติ ความว่า พวกมนุษย์แม้เหล่าอื่น ผู้ทำบาปไว้ ย่อมรำพัน ย่อม คร่ำครวญ เหมือนพวกเรา. บทว่า อทายกา ได้แก่ เป็นผู้ไม่ให้ เป็นปกติ คือเป็นผู้ตระหนี่. บทว่า ยมสฺส ายิโน ได้แก่ เป็นผู้ มีปกติตั้งอยู่ ในฐานะแห่งพระยายม อันเข้าใจกันว่า ยมโลก คือ ในเปตวิสัย. บทว่า เย เต วิทิจฺจ อธิคมฺม โภเค ความว่า ชนเหล่านั้น เหล่าใด ได้ประสบคือได้รับ โภคะต่าง ๆ อันเป็นความสุขพิเศษ ในบัดนี้ และในต่อไป. บทว่า น กุญฺชเร นาปิ กโรนฺติ ปุญฺํ
หน้า 118 ข้อ 96
ความว่า ย่อมไม่บริโภค แม้ด้วยตนเองเหมือนพวกเรา เมื่อจะให้ แก่ชนเหล่าอื่น ก็ไม่ทำบุญอันสำเร็จด้วยทาน. บทว่า เต ขุปฺปิปาสุปคตา ปรตฺถ ความว่า สัตว์เหล่านั้น จะต้องถูกความหิวกระหายครอบงำ ในโลกหน้า คือ ในปรโลก ได้แก่ในเปตวิสัย. บทว่า จิรํ ฌายเร ฑยฺหมานา ความว่า ถูกไฟ คือทุกข์ อันมีความหิวเป็นต้น เป็นเหตุ คือ ถูกไฟคือความเดือดร้อน อันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า พวกเราไม่ได้กระทำกุศลไว้เลย ทำแต่ ความชั่ว ดังนี้ แผดเผาไหม้อยู่คือ ทอดถอนอยู่. บทว่า อนุโภนฺติ ทุกฺขํ กฎุกปฺผลานิ ความว่า คนเหล่านั้นครั้นทำบาปกรรม อันมีผล ไม่น่าปรารถนาแล้ว ย่อมเสวยทุกข์ คือทุกข์อันเป็นไปในอบาย ตลอดกาลนาน. บทว่า อิตฺตรํ ความว่า ไม่ตั้งอยู่ตลอดกาลนาน คือ ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา. บทว่า อิตฺตรํ อิธ ชีวิตํ ความว่า แม้ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ในมนุษยโลกนี้ นิดหน่อย คือมีประมาณ เล็กน้อย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ผู้ใดเป็นอยู่ ได้นาน ผู้นั้นก็เป็นอยู่เพียง ๑๐๐ ปี หรือเกินไปเพียงเล็กน้อย. บทว่า อิตฺตรํ อิตฺตรโต ตฺวา ความว่า ใคร่ครวญด้วยปัญญาว่า เครื่องอุปกรณ์มีทรัพย์และธัญญาหารเป็นต้น และชีวิตของมนุษย์ ทั้งหลาย มีนิดหน่อยคือ มีชั่วขณะ ได้แก่ไม่นาน. บทว่า ทีปํ กยิราถ ปณฺฑิโต ความว่า บุรุษผู้มีปัญญา พึงทำเกาะคือที่พึ่ง ของตนให้เป็นที่ตั้งอาศัย แห่งหิตสุขในปรโลก. บทว่า เย เต เอวํ
หน้า 119 ข้อ 96
ปชานนฺติ ความว่า ชนเหล่านั้น เหล่าใด ย่อมรู้ตามความเป็นจริง ว่า โภคะและชีวิตของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นของนิดหน่อย ชนเหล่านั้น ย่อมไม่ประมาทในทานตลอดกาลทุกเมื่อ. บทว่า สุตฺวา อรหตํ วโจ ความว่า ได้ฟังคำของพระอรหันต์ทั้งหลาย คือของพระ- อริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น, อธิบายว่าเพราะฟัง. คำที่ เหลือ ปรากฏชัดแล้วทีเดียว. เปรตเหล่านั้น ถูกสามเณรถามแล้วอย่างนี้ จึงบอกความ นั้นแล้ว ประกาศว่า พวกเราเป็นลุงและป้าของท่าน. สามเณรได้ฟัง ดังนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ บันเทาความกลุ้มใจเสียได้ ซบศีรษะ ลงที่แทบเท้าทั้ง ๒ ของพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้อที่ท่านผู้อนุเคราะห์ อาศัยความเอ็นดูพึงกระทำนั้น เป็นอันท่านกระทำแล้ว แก่กระผม กระผมจะรักษาไว้ โดยไม่ให้ ตกไปสู่ความพินาศเป็นอันมาก, บัดนี้ เราไม่มีความต้องการ ด้วยการครองเรือน เราจักยินดียิ่งในการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. ลำดับนั้น ท่านสังกิจจะ ได้บอกกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่อัธยาศัย ของสามเณรนั้น. สามเณรนั้นหมั่นประกอบพระกัมมัฏฐาน ไม่นาน นักก็บรรลุพระอรหัต. ฝ่ายท่านสังกิจจะ ได้กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระศาสดา ทรงกระทำเรื่องนั้น ให้เป็นอัตถุปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร แก่บริษัทผู้ พรั่งพร้อมแล้ว. พระเทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล. จบ อรรถกถานาคเปตวัตถุที่ ๑๑
หน้า 120 ข้อ 97
๑๒. อุรคเปตวัตถุ ว่าด้วยมาอย่างไรไปอย่างนั้น พราหมณ์ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะบอกเหตุแห่งการไม่เศร้าโศก จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า [๙๗] บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตน ไป เหมือนงูลอกคราบฉะนั้น เมื่อสรีระแห่งบุตร ของเรา ใช้สอยไม่ได้ ละไปแล้ว มีกาละอัน กระทำแล้วอย่างนี้ บุตรของเราเมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา คติอันใด ของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. นางพราหมณีกล่าวว่า บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมา ก็มาแล้ว จากปรโลก ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้ว จากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างไร เขาก็ไปอย่างนั้น ทำไมจะต้องไปร่ำไรในการไปจากโลกนี้ของเขา เล่า บุตรของดิฉันเมื่อพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่ รู้สึกถึงความร่ำไรของหมู่ญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉัน จึงไม่ร้องไห้ถึงบุตรนั้น คติอันใดของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว.
หน้า 121 ข้อ 97
น้องสาวกล่าวว่า ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จะเป็นผู้ซูบผอม ผล อะไรจะพึงมีแก่ดิฉันในการร้องไห้นั้น ความไม่ สบายใจก็จะพึงมีแก่ญาติและมิตรสหายทั้งหลาย โดยยิ่ง พี่ชายของดิฉันอันญาติเผาอยู่ ย่อมไม่ รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงพี่ชายของดิฉันนั้น คติอันใด ของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. ส่วนภรรยาของเขากล่าวว่า ผู้ใดเศร้าโศกถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้ นั้นก็เปรียบเหมือนทารกร้องไห้ถึงพระจันทร์ อันลอยอยู่ในอากาศฉะนั้น สามีของดิฉันอันญาติ เผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใด ของเขามีอยู่ เขาได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. ส่วนนางทาสีกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นเหล่ากอแห่งพรหม หม้อ น้ำอันแตกแล้ว พึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ ฉันใด ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็เปรียบ เหมือนฉันนั้น นายของดิฉันอันพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของญาติทั้งหลาย
หน้า 122 ข้อ 97
เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงท่าน คติอันใด ของท่านมีอยู่ ท่านได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. จบ อุรคเปตวัตถุที่ ๑๒ อรรถกถาอุรคเปตวัตถุที่ ๑๒ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภ อุบาสกคนหนึ่ง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า อุรโคว ตจํ ชิณฺณํ ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี บุตรของอุบาสกคนหนึ่ง ได้ถึง แก่กรรมลง. เพราะเหตุที่บุตรตายลง อุบาสกนั้น จึงถึงความ เศร้าโศกร่ำไร ออกไปข้างนอก ไม่อาจจะทำการงานอะไร ๆ ได้ จึงอยู่แต่ในเรือนเท่านั้น. ครั้นในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาเสด็จ ออกจากพระมหากรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นอุบาสกนั้น ในเวลาเช้า ทรงนุ่งแล้ว ทรงถือบาตรและ จีวร ได้เสด็จไปยังเรือนของอุบาสกนั้นแล้ว ประทับยืนอยู่ที่ประตู. ฝ่ายอุบาสก ทราบว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงรีบลุกขึ้นไปต้อนรับ แล้ว รับบาตรจากพระหัตถ์ แล้วให้เสด็จเข้าบ้าน ให้คนปูลาด อาสนะถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนอาสนะที่เขา ปูลาดไว้แล้ว ฝ่ายอุบาสกไหว้พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว นั่ง ณ ส่วน ข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะอุบาสกนั้นว่า ดูก่อนอุบาสก ทำไมจึงปรากฏดูเหมือนเศร้าโศกไป. อุบาสกกราบทูลว่า พระเจ้าข้า
หน้า 123 ข้อ 97
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า บุตรที่รักของข้าพระองค์ตายไป เพราะ เหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเศร้าโศก. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงบันเทาความเศร้าโศกของเขา จึงตรัสอรุคชาดกว่า :- ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในเมืองพาราณสี แคว้นกาสี ได้มี ตระกูลพราหมณ์ ชื่อว่า ธรรมปาละ. ในตระกูลพราหมณ์นั้น มีคนเหล่านี้คือ พราหมณ์ พราหมณี บุตร ธิดา ลูกสะใภ้ และทาสี ทั้งหมดได้มีความยินดีในการเจริญมรณานุสสติ. บรรดาชนเหล่านั้น คนผู้ที่จะออกไปจากเรือน จะให้โอวาทคนที่เหลือแล้ว ไม่ห่วงใย ออกไป. ครั้นวันหนึ่ง พราหมณ์กับบุตรออกจากเรือนไปไถนา. บุตร สุมหญ้าใบไม้สละฟืนแห้ง ๆ อยู่. งูเห่าตัวหนึ่งในที่นั้น เลื้อยออกจากโพรงไม้ เพราะกลัวถูกเผาไฟจึงกัดบุตรคนนี้ของ พราหมณ์. เขาสลบไปเพราะกำลังพิษล้มลงตรงนั้นเอง ตายแล้ว เกิด เป็นท้าวสักกเทวราช. พราหมณ์เห็นบุตรตายแล้ว จึงพูดกะบุรุษ คนหนึ่ง ผู้เดินไปใกล้ที่ทำงานอย่างนี้ว่า สหายเอ๋ย ท่านจงไปเรือน ของเรา แล้วบอกนางพราหมณีอย่างนี้ว่า จงอาบน้ำ นุ่งผ้าขาว ถือเอาภัตรและดอกไม้ของหอมเป็นต้น สำหรับคนผู้เดียวแล้วจง รีบมา. บุรุษนั้นไปที่เรือนนั้นแล้ว บอกให้ทราบอย่างนั้น. ฝ่ายชน ในเรือนก็ได้ทำตาม. พราหมณ์ อาบน้ำ บริโภคอาหารแล้วลูบไล้ มีชนบริวารห้อมล้อม ยกร่างของบุตรขึ้นเชิงตะกอน จุดไฟเผา ไม่เศร้าโศก ไม่เดือดร้อน ได้ยินมนสิการถึงอนิจจสัญญา เหมือน เผาท่อนไม้.
หน้า 124 ข้อ 97
ลำดับนั้น บุตรของพราหมณ์ บังเกิดเป็นท้าวสักกะ. และ ท้าวสักกะนั้น ก็ได้เป็นพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย. พระองค์ ทรงพิจารณาชาติก่อนของพระองค์ และบุญที่ได้ทำไว้ เมื่อจะ อนุเคราะห์บิดาและพวกญาติ จึงแปลงเพศเป็นพราหมณ์มาใน ที่นั้น เห็นพวกญาติไม่เศร้าโศก จึงกล่าวว่า ท่านผู้เจริญเผามฤค จงให้เนื้อแก่ข้าพเจ้าบ้าง ข้าพเจ้าหิวจริง. พราหมณ์กล่าวว่า ไม่ใช่มฤค แต่เป็นมนุษย์นะพราหมณ์. ท้าวสักกะกล่าวว่า ผู้นี้ เป็นศัตรูของพวกท่านหรือไง. พราหมณ์กล่าวว่า ไม่ใช่ศัตรู เขาเป็นบุตรรุ่นหนุ่ม มีคุณมาก เป็นโอรสเกิดในอก. ท้าวสักกะ กล่าวว่า เมื่อบุตรรุ่นหนุ่มมีคุณเห็นปานนั้นตายไป ทำไมพวกท่าน จึงไม่เศร้าโศกกันเล่า. พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ ไม่เศร้าโศก จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- บุตรของเรา ละสรีระอันคร่ำคร่าของตน ไป เหมือนงูลอกคราบ เมื่อสรีระใช้สอยไม่ได้ ละไปแล้วทำกาละไปแล้วอย่างนี้ บุตรของเรา เมื่อญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้ถึงความร่ำไรของพวก ญาติได้ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่เศร้าโศกถึงเขา. คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุรโค ความว่า ชื่อว่า อุรคะ เพราะไปด้วยอก. คำว่า อุรโค นี้ เป็นชื่อของงู. บทว่า ตจํ ชิณฺณํ ได้แก่ หนังคือคราบของตน อันคร่ำคร่าคือเก่า เพราะความ
หน้า 125 ข้อ 97
ทรุดโทรม. บทว่า หิตฺวา คจฺฉติ สนฺตนุํ ความว่า งูลอกละทิ้ง คราบเก่าของตนจากร่าง ในระหว่างต้นไม้ ในระหว่างไม้ฟืน ในระหว่างโคนต้นไม้ หรือในระหว่างแผ่นหิน เหมือนคนถอดเสื้อ แล้วไปตามความต้องการ ฉันใด สัตว์ผู้หมุนเวียนไปในสงสาร ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ละร่างของตน คือสรีระของตน อันชื่อว่า เป็นของคร่ำคร่า เพราะกรรมเก่าหมดสิ้นไป คือ ไปตามกรรม. อธิบายว่า อุบัติ โดยภพใหม่. พราหมณ์เมื่อจะแสดงถึงร่างกาย ของบุตรที่กำลังพากันเผาอยู่ จึงกล่าวว่า เอวํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า สรีเร นิพฺโภเค ได้แก่ เมื่อร่างกายแม้ของตนเหล่าอื่น ที่ใช้สอยไม่ได้ อย่างนี้ ก็ไม่เกิดประโยชน์ เหมือนร่างกายของบุตรนี้. บทว่า เปเต ได้แก่ ปราศจาก อายุ ไออุ่น และวิญญาณ. บทว่า กาลกเต สติ ได้แก่ ตายไปแล้ว. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะร่างกายที่ถูกเผา ย่อมไม่รู้สึกถึงการร้องไห้ ทั้งความร่ำไรของพวกญาติ เหมือน บุตรของเรา ไม่รู้ความทุกข์ที่เกิดแต่การเผา เพราะปราศจาก วิญญาณ ฉะนั้น เราทำบุตรคนนี้ของเราให้เป็นเหตุ จึงไม่ร้องไห้. บทว่า คโต โส ตสฺส ยา คติ ความว่า หากว่า สัตว์ที่ตายไปแล้ว ทั้งหลาย ไม่ขาดศูนย์ไซร้ ถึงกระนั้น ผู้ตายพึงหวังคติใด ด้วย อำนาจกรรมที่มีโอกาสได้กระทำไว้ เขาก็ไปสู่คตินั้น ถัดจาก การจุติทีเดียว, อธิบายว่า เขาย่อมไม่หวัง การร้องไห้ หรือความ ร่ำไร ของพวกญาติคนก่อน ๆ ทั้งการร้องไห้ของพวกญาติคน ก่อน ๆ ก็ไม่สำเร็จประโยชน์อะไร ๆ เสียโดยมาก.
หน้า 126 ข้อ 97
เมื่อพราหมณ์ได้กล่าวถึงเหตุที่ตนไม่เศร้าโศก เมื่อได้ ประกาศถึงความฉลาดในมนสิการโดยปริยายอย่างนี้แล้ว ท้าวสักกะ ผู้มาในรูปร่างพราหมณ์ จึงตรัสกะนางพราหมณีว่า แม่คุณ ผู้ตายนั้น เป็นอะไรกับท่าน. พราหมณีกล่าวว่า นาย เขาเป็น บุตรของฉัน ฉันบริหารครรภ์มาถึง ๑๐ เดือน ให้ดื่มน้ำนม ประคบ ประหงมมือและเท้า จนเติบโต. ท้าวสักกะตรัสว่า ถ้าเมื่อเป็น เช่นนี้ เริ่มแรกบิดา ไม่ร้องไห้ เพราะเขาเป็นผู้ชาย, แต่ธรรมดา ว่ามารดามีหทัยอ่อนโยน เพราะเหตุไร ท่านจึงไม่รู้องไห้เล่า. นางได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกเหตุที่ไม่รู้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- บุตรของดิฉัน ดิฉันไม่ได้เชิญมาก็มาจาก ปรโลกนั้น ดิฉันไม่ได้อนุญาตให้ไป ก็ไปแล้ว จากมนุษยโลกนี้ เขามาอย่างใด เขาก็ไปอย่าง นั้น ทำไมจะต้องไปร่ำไร ในการไปจากโลกนี้ของ เขาเล่า. เขาถูกพวกญาติเผาอยู่ ย่อมไม่รู้สึก ถึงความร่ำไร ของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉัน จึงไม่ร้องไห้ถึงเขา, คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนพฺภิโต แปลว่า ไม่ได้เรียกมา คือ ไม่ได้ร้องเรียกอย่างนี้ว่า เจ้าจงมาเป็นบุตรของเราเถิด. บทว่า ตโต ได้แก่ จากปรโลกที่เขาเคยอยู่มาก่อน. บทว่า อาคา แปลว่า มาแล้ว. บทว่า นานุญฺาโต แปลว่า ไม่ได้อนุมัติ คือ พวกเรามิได้
หน้า 127 ข้อ 97
ปล่อยไปอย่างนี้ว่า จงไปปรโลกเถิดพ่อ. บทว่า อิโต โยคว่า อิธโลกโต แปลว่า จากโลกนี้. บทว่า คโต แปลว่า ไปปราศแล้ว. บทว่า ยถาคโต ได้แก่ มาแล้วโดยอาการใด, อธิบายว่า พวกเรา ไม่ได้เรียกก็มา. บทว่า ตถา คโต ได้แก่ ไปแล้ว โดยอาการนั้น เหมือนกัน. พราหมณีแสดงถึงกรรมที่บุตรนั้นกระทำว่า เขามา ด้วยกรรมของตนเองอย่างใด เขาก็ไปด้วยกรรมของตนเองอย่างนั้น. บทว่า ตตฺถ กา ปริเทวนา ความว่า ทำไมจะไปมัวร่ำไร เพราะ อาศัยความตายในการเวียนว่ายอยู่ในสงสาร ที่ไม่อยู่ในอำนาจ อย่างนี้เล่า. พราหมณีแสดงว่า ความร่ำไรนั้น ไม่สมควร ผู้มีปัญญา ไม่พึงกระทำ. ท้าวสักกะครั้นได้สดับคำของนางพราหมณีอย่างนี้แล้ว จึงถามน้องสาวของเขาว่า แม่คุณ เขาเป็นอะไรกับเธอหรือ ? น้องสาวตอบว่า เขาเป็นพี่ชายของฉันจ๊ะนาย. ท้าวสักกะถามว่า แน่ะแม่ ธรรมดาว่าน้องสาว จะต้องรักพี่ชาย เพราะเหตุไร เธอจึงไม่รู้องไห้เล่า. ฝ่ายนางเมื่อจะบอกเหตุที่ไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- ถ้าดิฉันร้องไห้ ก็จะฝ่ายผอม ผลอะไรจะ พึงมีแก่ฉัน ในการร้องให้นั้น ความไม่สบายใจ ก็จะพึงมีแก่ญาติมิตรและสหายยิ่งขึ้น. พี่ชาย ของดิฉันถูกเผาอยู่ ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของ
หน้า 128 ข้อ 97
พวกญาติเลย เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึง เขา คติอันใดของเขามีอยู่ เขาก็ไปสู่คติอันนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ โรเท กิสา อสฺสํ ความว่า ถ้าเราจะพึงร้องไห้ คือ เราก็จะซูบผอม มีร่างกายเหี่ยวแห้ง. บทว่า ตตฺถ เม กึ ผลํ สิยา ความว่า จะมีผลชื่อไร จะมีอานิสงส์ ชื่อไร ในการร้องไห้ ซึ่งมีการตายของพี่ชายฉันเป็นเหตุนั้น, อธิบายว่า พี่ชายของฉันก็จะไม่พึงมา เพราะการร้องไห้นั้น ทั้งเขาก็จะ ไม่ไปสู่สุคติ เพราะการร้องไห้นั้น. บทว่า าติมิตฺตสุหชฺชานํ ภิยฺโย โน อรตี สิยา ความว่า ความไม่สบายใจ คือความลำบาก เท่านั้น แม้ที่ยิ่งกว่าความทุกข์ในเพราะการตายของพี่ชาย จะพึง มีแก่ญาติ มิตร และสหาย ของพวกเรา เพราะความเศร้าโศกของ ดิฉัน. ท้าวสักกะ ได้สดับคำของน้องสาวอย่างนั้นแล้ว จึงกล่าว กะภริยาของเขาว่า เธอเป็นอะไรกะเขา ? นางตอบว่า เขาเป็น สามีของดิฉันจ๊ะนาย. ท้าวสักกะตรัสว่า นางผู้เจริญ ธรรมดา สตรีย่อมมีความเสน่หาในสามี และหญิงหม้ายในสามีนั้น ย่อมเป็นคน ไร้ที่พึ่ง เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้. ฝ่ายนาง เมื่อจะบอกเหตุ ที่ตนไม่ร้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- ผู้ใดเศร้าโศก ถึงคนที่ล่วงลับไปแล้ว ผู้ นั้นก็เปรียบเหมือนทารก ร้องไห้ถึงพระจันทร์ อันลอยอยู่ในอากาศ ฉะนั้น. สามีดิฉันถูกพวก
หน้า 129 ข้อ 97
ญาติเผาอยู่ ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องไห้ถึงเขา คติอันใด ของเขามีอยู่ เขาก็ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทารโก ได้แก่ เด็กอ่อน. บทว่า จนฺทํ ได้แก่ ดวงจันทร์. บทว่า คจฺฉนฺตํ ได้แก่ ลอยขึ้นสู่ท้องฟ้า. บทว่า อนุโรทติ ความว่า ย่อมร้องไห้ว่า จงจับล้อรถให้ฉันเถิด. บทว่า เอวํ สมฺปหเมเวตํ ความว่า ผู้ใดย่อมเศร้าโศกถึงผู้ล่วง ลับไปแล้ว คือ ตายไปแล้ว, ความเศร้าโศกของผู้นั้น ก็เปรียบเหมือน อย่างนั้น คือเห็นปานนั้น, อธิบายว่า เหมือนมีความต้องการจะจับ พระจันทร์ ซึ่งลอยอยู่กลางอากาศ เพราะความอยากได้ในสิ่งที่ ไม่ควรจะได้. ท้าวสักกะครั้นฟังคำภริยาของเขาอย่างนั้นแล้ว จึงถามทาสี ว่า เธอเป็นอะไรกะเขา ทาสีตอบว่า เขาเป็นนายของดิฉันจ๊ะ ท้าวสักกะกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เธอคงจักถูกเขาโปยตีแล้ว ใช้ให้ทำการงาน เพราะฉะนั้น เธอเห็นจะไม่ร้องไห้ ด้วยคิดว่า เราพ้นดีแล้วจากเขา. นางทาสีกล่าวว่า นาย อย่าได้พูดอย่างนั้น กะดิฉันเลย ทั้งข้อนั้นก็ไม่สมควรแก่ดิฉัน, บุตรของเจ้านายดิฉัน พร้อมด้วยขันติ เมตตา และความเอ็นดู เป็นอย่างยิ่ง ชอบกล่าว ความถูกต้อง ได้เป็นเหมือนบุตรที่เติบโตในอก. ท้าวสักกะกล่าวว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร เธอจึงไม่ร้องไห้. ฝ่ายนางทาสี เมื่อจะบอกเหตุที่ตนไม่รู้องไห้ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :-
หน้า 130 ข้อ 97
ข้าแต่ท่านผู้เป็นเหล่ากอของพรหม หม้อ น้ำที่แตกแล้ว จะพึงประสานให้ติดอีกไม่ได้ ฉันใด ผู้ใดเศร้าโศกถึงผู้ล่วงลับไปแล้ว ผู้นั้นก็ เปรียบเหมือนฉันนั้น นายของดิฉันถูกพวกญาติ เผาอยู่ ก็ยังไม่รู้สึกถึงความร่ำไรของพวกญาติ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงไม่ร้องให้ถึงท่าน คติอันใด ของท่านมีอยู่ ท่านก็ได้ไปสู่คติอันนั้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ พฺรหฺเม อุทกุมฺโภ ภินฺโน อปฺปฏิสนธฺโย ความว่า ก่อนพราหมณ์ หม้อน้ำที่แตกไปด้วย การทุบด้วยไม้ฆ้อนเป็นต้น จะประสานให้ติดกันอีกไม่ได้ คือจะ ให้เป็นปกติอย่างเดิมไม่ได้. คำที่เหลือในคาถานี้ มีเนื้อความง่าย ทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวไว้แล้ว. ท้าวสักกะ ครั้นได้ฟังถ้อยคำของตนเหล่านั้นแล้ว มีจิต เสื่อมใส จึงตรัสว่า ท่านทั้งหลาย เจริญมรณัสสติชอบทีเดียว ตั้งแต่ นี้ไป ท่านทั้งหลาย ไม่มีกิจที่จะทำมีการไถนาเป็นต้น ดังนี้แล้ว จึงทำเรือนของชนเหล่านั้น ให้เต็มด้วยรัตนะ ๗ ประการ โอวาทว่า ท่านทั้งหลาย อย่าประมาทจงให้ทาน รักษาศีล ทำอุโบสถกรรม และบอกให้คนเหล่านั้นรู้จักพระองค์แล้ว เสด็จไปสู่ที่ของพระองค์ แล. แม้ชนเหล่านั้น มีพราหมณ์เป็นต้น ทำบุญมีทานเป็นต้น ดำรง อยู่ชั่วอายุแล้ว บังเกิดในเทวโลก.
หน้า 131 ข้อ 97
พระศาสดา ครั้นทรงนำชาดกนี้มาแล้ว ทรงถอนลูกศร คือความเศร้าโศกของอุบาสกนั้นแล้ว ทรงประกาศสัจจะให้สูง ๆ ขึ้น. ในเวลาจบสัจจะ อุบาสก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล. จบ อรรถกถาอุรคเปตวัตถุที่ ๑๒ จบ ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ รวมเรื่องในอุรควรรค คือ ๑. เขตตูปมาเปตวัตถุ ๒. สูกรเปตวัตถุ ๓. ปูติมุขเปติวัตถุ ๔. ปิฏฐธีตลิกเปตวัตถุ ๕. ติโรกุฑฑเปตวัตถุ ๖. ปัญจปุตตขา- ทิกเปติวัตถุ ๗. สัตตปุตตขาทิกเปติวัตถุ ๘. โคณเปตวัตถุ ๙. มหาเปสการเปติวัตถุ ๑๐. ขัลลาติยเปติวัตถุ ๑๑. นาคเปตวัตถุ ๑๒. อุรคเปตวัตถุ. จบ อุรควรรคที่ ๑
หน้า 132 ข้อ 98
อุพพรีวรรคที่ ๒ ๑. สังสารโมจกเปติวัตถุ ว่าด้วยไม่ทำบุญเกิดเป็นนางเปรต ท่านพระสารีบุตรเถระถามนางเปรตตนหนึ่งว่า [๙๘] ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ก่อนนางผู้ ซูบผอมมีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครเล่ามายืนอยู่ใน ที่นี้. นางเปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต เข้าถึง ทุคติเกิดในยมโลก ได้ทำกรรมอันชั่วไว้ จึงจาก มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก. พระเถระถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรด้วยกาย วาจา ใจ เล่า ท่านจากมนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก เพราะ วิบากแห่งกรรมอะไร. นางเปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเป็นบิดาก็ดี มารดาก็ดี หรือแม้เป็นญาติ ผู้มีจิตเลื่อมใส พึง
หน้า 133 ข้อ 98
ชักชวนดิฉันว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ชนผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉันเช่นนั้น มิได้มี, ตั้งแต่นี้ไป ดิฉันจึงเป็นเปรตเปลือยกาย ถูกความ หิวและความกระหายเบียดเบียน เที่ยวไปเช่นนี้ ตลอด ๕๐๐ ปี นี่เป็นผลแห่งบาปกรรมของดิฉัน ข้าแต่พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันมีจิตเลื่อมใสจะขอไหว้ ท่าน ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า มีอานุภาพมาก ขอ ท่านจงอนุเคราะห์แก่ดิฉันเถิด ขอท่านจงให้ทาน อย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วจงอุทิศกุศลมาให้ดิฉัน บ้าง ขอท่านจงเปลื้องดิฉันจากทุคติด้วยเถิด. ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีใจอนุเคราะห์ รับคำ ของนางเปรตนั้นแล้ว จึงถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้า ประมาณเท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง และน้ำดื่มขันหนึ่ง แก่ภิกษุรูปหนึ่งแล้ว อุทิศส่วนบุญไปให้นางเปรต นั้น พอท่านพระสารีบุตรเถระอุทิศส่วนบุญให้ ข้าว น้ำและเครื่องนุ่งห่ม ก็บังเกิดขึ้นทันที นี้เป็น ผลแห่งทักษิณา ภายหลังนางเปรตนั้นมีร่างกาย บริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าอันสะอาด มีค่ามากยิ่งกว่าผ้า แคว้นกาสี มีวัตถาภรณ์อันวิจิตรงดงาม เข้าไปหา ท่านพระสารีบุตรเถระ. พระสารีบุตรเถระถามว่า
หน้า 134 ข้อ 98
ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง นัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาว ประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรม อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะ กรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่รัก แห่งใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดู ก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก เราขอถามท่าน ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมี อานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร. นางเทพธิดานั้นตอบว่า เมื่อก่อนดิฉันเป็นเปรต พระคุณเจ้าเป็นมุนี มีความกรุณาในโลก ได้เห็นดิฉันซูบผอมเหลือง ถูกความหิวแผดเผา เปลือยกาย มีหนังแตกเป็น ริ้วรอย เสวยทุกขเวทนา ได้ถวายข้าวคำหนึ่ง ผ้า ประมาณเท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง น้ำดื่มขันหนึ่ง แก่ ภิกษุ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ดิฉัน ขอท่านจงดู ผลแห่งข้าวคำหนึ่งที่พระเจ้าถวายแล้ว ดิฉัน เป็นผู้ประกอบด้วยสิ่งที่น่าปรารถนา บริโภค อาหารมีกับข้าวมีรสหลายอย่าง ตั้งพัน ๆ ปี ขอ พระคุณเจ้าจงดูผลแห่งการถวายผ้าประมาณเท่า
หน้า 135 ข้อ 98
ฝ่ามือ ที่ดิฉันได้รับนี้เถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ผ้าในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราชมีประมาณ เท่าใด ผ้านุ่งผ้าห่มของดิฉันมีมากกว่านั้นอีก คือ ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้น ทั้งกว้างทั้งยาว ทั้งมีค่ามาก ห้อยอยู่ในอากาศ ดิฉันเลือกเอาแต่ผืนที่พอใจนุ่งห่ม ขอพระคุณเจ้า จงดูผลแห่งการถวายน้ำดื่มขันหนึ่งซึ่งดิฉันได้รับ อยู่นี้ สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมลึก อันบุญกรรม สร้างให้ดีแล้ว มีน้ำใส มีท่าราบเรียบ มีน้ำเย็น มีกลิ่นหอม หาสิ่งเปรียบมิได้ ดารดาษไปด้วย ดอกปทุมและดอกอุบล เต็มไปด้วยน้ำอันดารดาษ ไปด้วยเกษรบัว ดิฉันปราศจากภัย ย่อมรื่นรมย์ ชื่นชมบันเทิงใจ ข้าแต่พระคุณจ้าผู้เจริญ ดิฉันมา เพื่อจะไหว้พระคุณเจ้าผู้เป็นมุนี ผู้มีความกรุณา ในโลก. จบ สังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑
หน้า 136 ข้อ 98
อุพพรีวรรคที่ ๒ อรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภ นางเปรตตนหนึ่ง ในบ้านชื่อว่า อิฏฐกวดี แคว้นมคธ จึงตรัสคำเริ่มต้น ว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้. ได้ยินว่า ในแคว้นมคธ ได้มีหมู่บ้าน ๒ หมู่ คือ หมู่บ้าน อิฏฐกวดี และหมู่บ้านทีฆราชิ. ใน ๒ หมู่บ้านนั้น มีพวกคนมิจฉา- ทิฏฐิ. พวกสังสารโมจกะเป็นอันมากอยู่ประจำ. ก็ในอดีตกาล ในที่สุด ๕๐๐ ปี มีหญิงคนหนึ่ง บังเกิดในตระกูลสังสารโมจกะ ตระกูลหนึ่ง ในบ้านอิฏฐกวดีนั้นแหละ ด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ ฆ่าแมลงชนิดตั๊กแตนเป็นจำนวนมาก แล้วบังเกิดเป็นเปรต. นางเสวยทุกข์มีความหิวกระหายเป็นต้น ถึง ๕๐๐ ปี เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรง ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยเมืองราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันโดยลำดับ นางกับมาเกิดในตระกูล สังสารโมจกะนั้นแล ตระกูลหนึ่ง ในหมู่บ้านอิฏฐกวดี ในเวลา ที่นางมีอายุ ๗-๘ ขวบ ได้สามารถเล่นรถกับพวกเด็กหญิงอื่น ๆ ได้ ท่านพระสารีบุตรเถระ. อาศัยบ้านนั้นนั่นเหละ อยู่ในอรุณวดี- วิหาร วันหนึ่ง พร้อมด้วยภิกษุ ๑๒ รูป เดินเลยไปตามนางใกล้
หน้า 137 ข้อ 98
ประตูบ้านนั้น. ในขณะนั้น เด็กหญิงชาวบ้านเป็นจำนวนมาก ออกจากบ้านไปเล่นอยู่ใกล้ประตู มีใจเลื่อมใส จึงรีบมาไหว้ พระเถระและภิกษุเหล่านั้น ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ตามที่เห็น มารดาบิดาปฏิบัติ. ส่วนหญิงคนนี้นั้น เป็นธิดาแห่งตระกูลที่ไม่มี ศรัทธา ขาดความประพฤติของคนดี เพราะไม่ได้สั่งสมกุศลไว้ เสียนาน จึงไม่เอื้อเฟื้อ ยืนอยู่เหมือนคนไม่มีโชค. พระเถระเห็น ความประพฤติในกาลก่อนของนาง การที่นางมาเกิดในตระกูล สังสารโมจกะในบัดนี้ และการที่นางสมควรแก่การเกิดในนรก ต่อไป ทราบว่า ถ้าหญิงคนนี้ จักไหว้เราไซร้ จักไม่บังเกิดในนรก แม้เมื่อเกิดเป็นเปรต จักได้สมบัติเพราะอาศัยเราเหมือนกัน ดังนี้ เป็นผู้มีใจถูกกรุณาตักเตือน จึงกล่าวกะเด็กหญิงเหล่านั้นว่า พวกเจ้าไหว้ภิกษุทั้งหลาย แต่เด็กหญิงคนนี้ ยืนอยู่เหมือนคนไม่มี โชค. ลำดับนั้น เด็กหญิงเหล่านั้น จึงพากันจับมือนางฉุดคร่ามา ให้ไหว้เท้าพระเถระโดยพลการ. สมัยต่อมา นางเจริญวัย บิดามารดายกให้แก่กุมารคนหนึ่ง ในตระกูลสังขารโมจกะ ในบ้านทีฆราชิ พอครรภ์แก่เต็มที่ก็ตายไป บังเกิดเป็นเปรต เปลือยกายรูปร่างน่าเกลียด ถูกความหิวกระหาย ครอบงำ พบเห็นเข้า น่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง เที่ยวไปในตอน กลางคืน แสดงตนแก่ท่านพระสารีบุตรเถระแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วน ข้างหนึ่ง.
หน้า 138 ข้อ 98
พระเถระเห็นนางนั้น จึงถามด้วยคาถาว่า :- ท่านเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบ ผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครเล่า มายืนอยู่ในที่นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมนิสนฺถตา ได้แก่ มีตัวสะพรั่ง ไปด้วยหมู่แห่งเส้นเอ็น เพราะไม่มีเนื้อและเลือด. บทว่า อุปฺผาสุลิเก ได้แก่ มีซี่โครงโผล่ขึ้นมา. บทว่า กิสิเก ผู้มีร่างกายผ่ายผอม. เมื่อตอนแรกพระเถระกล่าวว่า กิสา แล้วกล่าวซ้ำว่า กิสิเก อีก เพื่อจะแสดงว่า นางเป็นผู้ผอมอย่างยิ่ง เพราะเป็นผู้มีร่างกาย เหลือเพียงกระดูกหนังและเส้นเอ็น. นางเปรตได้ฟังดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศตน จึงกล่าวคาถาว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรตเข้าถึง ทุคติ เกิดในยมโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ จึง จากมนุสสโลกนี้ไปสู่เปตโลก. ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่ทำไว้อีกว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไร ด้วยกาย วาจา และ ใจ ไว้เล่า เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึง จากมนุสสโลกนี้ ไปสู่เปตโลกดังนี้. เมื่อนางจะแสดงว่า ดิฉันไม่เคยให้ทานเลย เป็นคนตระหนี่ จึงเกิดในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์มหันต์ถึงอย่างนี้ จึงได้กล่าว ๓ คาถาว่า :-
หน้า 139 ข้อ 98
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าใดเป็นบิดา ก็ดี มารดาก็ดี หรือว่าเป็นญาติก็ดี มีจิตเลื่อมใส จึงชักชวนดิฉันว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ คนผู้อนุเคราะห์แก่ดิฉันเช่นนั้น มิได้มี. ตั้งแต่ นี้ไป ดิฉันจึงเป็นเปรตเปลือยกาย มีความหิว และความกระหายเบียดเบียน เที่ยวไปเช่นนี้ ถึง ๕๐๐ ปี นี้ เป็นผลแห่งบาปกรรมของดิฉัน. ข้าแต่ พระผู้เป็นเจ้า ดิฉันมีจิตเลื่อมใสจะขอไหว้ท่าน ข้าแต่ท่านผู้แกล้วกล้า มีอานุภาพมาก ขอท่านจง อนุเคราะห์แก่ดิฉันเถิด ขอท่านจงให้ทานอย่างใด อย่างหนึ่ง แล้วอุทิศกุศลมาให้ดิฉัน ขอท่านจง เปลื้องดิฉันจากทุคคติด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุกมฺปกา ได้แก่ ผู้อนุเคราะห์ ด้วยประโยชน์อันจะเป็นไปในภพหน้า. นางเรียกพระเถระว่า ท่านผู้เจริญ. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า เย มํ นิโยเชยฺยุํ ความว่า ชนเหล่าใด จะเป็นมารดาบิดา หรือญาติก็ตาม เป็นผู้ มีจิตเลื่อมใสเช่นนี้ จะพึงชักจูงเราว่า จงให้ทานแก่สมณพราหมณ์ เถิด, ชนผู้อนุเคราะห์เช่นนั้น ไม่ได้มีแก่ดิฉันเลย. บทว่า อิโต อหํ วสฺสสตานิ ปญฺจ ยํ เอวรูปา วิจรามิ นคฺคา นี้ นางเปรตนั้น หวนระลึกถึงอัตตภาพเปรตของตน โดยชาติที่ ๓ แต่ชาตินี้ จึงกล่าวโดยความประสงค์ว่า แม้ขณะนี้ดิฉัน ก็เที่ยวไป
หน้า 140 ข้อ 98
ถึง ๕๐๐ ปี อย่างนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แปลว่า เพราะ เหตุใด. มีวาจาประกอบความว่า ดิฉันเป็นเปรตเปลือยกาย เห็น ปานนี้ เพราะไม่ได้ทำบุญมีทานเป็นต้นไว้ตั้งแต่นี้ไป ก็จะเที่ยว ไปถึง ๕๐๐ ปี. บทว่า ตณฺหาย แปลว่า กัดกิน, อธิบายว่า เบียดเบียน. บทว่า วนฺทามิ ตํ อยฺย ปสนฺนจิตฺตา ความว่า ข้าแต่พระผู้ เป็นเจ้า ดิฉันเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ขอไหว้ท่าน. นางเปรตแสดงว่า บัดนี้ ดิฉันอาจจะทำบุญได้ ประมาณเท่านี้แหละ. บทว่า อนุกมฺป มํ ความว่า ขอท่านจงอนุเคราะห์ คือ จงทำความเอ็นดู เฉพาะดิฉัน บทว่า ทตฺวา จ เม อาทิส ยํ หิ กิญฺจิ ความว่า ขอท่านจงให้ไทยธรรม อะไร ๆ ก็ได้ แก่สมณพราหมณ์ แล้วจงอุทิศทักษิณานั้น แก่ดิฉัน เถิด. นางเปรตกล่าวด้วยประสงค์ว่า เราจักพ้นจากกำเนิดเปรตนี้ ด้วยการให้ทักษิณานั้น. เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ นางเปรตจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงปลดเปลื้องดิฉันจากทุคคติเถิด เมื่อนางเปรตกล่าวอ้อนวอนอย่างนั้น เพื่อจะแสดงประการที่ พระเถระปฏิบัติ พระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :- พระสารีบุตรผู้มีใจอนุเคราะห์ จึงรับคำ ของนางแล้ว ถวายคำข้าว ๑ คำ และผ้าประมาณ เท่าฝ่ามือผืนหนึ่ง และน้ำดื่ม ๑ ขัน แก่ภิกษุรูป หนึ่ง แล้วอุทิศทักษิณาไปให้นางเปรตนั้น. พอ ท่านพระสารีบุตรอุทิศส่วนบุญให้ วิบากคือข้าว นำและเครื่องนุ่งห่ม ก็เกิดทันที นี้เป็นผลแห่ง
หน้า 141 ข้อ 98
ทักษิณา. ภายหลังนางเปรตนั้น มีร่างกายบริสุทธิ์ นุ่งห่มผ้าอันสะอาด มีค่ามากยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี มีวัตถาภรณ์วิจิตรงดงาม เข้าไปทาท่านพระ- สารีบุตรเถระ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขูนํ ได้แก่ ภิกษุรูปหนึ่ง. จริงอยู่ คำว่า ภิกฺขูนํ นี้ ท่านกล่าวโดยวจนวิปลาส. อาจารย์บาง พวกกล่าวว่า อาโลปํ ภิกฺขุโน ทตฺวา ถวายข้าว ๑ คำ แก่ภิกษุ รูปหนึ่ง. บทว่า อาโลปํ ได้แก่คำข้าว, อธิบายว่า โภชนะประมาณ ๑ คำ. บทว่า ปาณิมตฺตญฺจ โจลกํ ความว่า ท่อนผ้าประมาณ ฝ่ามือ ๑. บทว่า ถาลกสฺส จ ปานียํ ความว่า น้ำประมาณเต็มขัน ใบ ๑. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าว ในขัลลาฏิยเปติวัตถุแล. ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตร เห็นนางเปรตนั้น มีอินทรีย์ ผ่องใส มีผิวพรรณผุดผ่อง มีผ้าและอาภรณ์เครื่องประดับอันเป็น ทิพย์ ส่องสว่างไปรอบด้าน ด้วยรัศมีของตน ผู้เข้าไปหาแล้ว ยืนอยู่ ประสงค์จะให้นางเปรตนั้น ประกาศผลกรรม โดยประจักษ์ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :- ดูก่อน นางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงาม ยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ สถิตอยู่ดุจ ดาวประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะ กรรมอะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมาน นี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง
หน้า 142 ข้อ 98
อันเป็นที่น่ารัก เกิดขึ้นแก่ท่าน เพราะกรรม อะไร ? ดูก่อนเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก เราขอ ถามท่า ท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรือง และมีรัศมีอัน สว่างไสวไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิกฺกนฺเตน แปลว่า มีใจเอิบอาบ ยิ่ง อธิบายว่า มีรูปงาม. บทว่า วณฺเณน ได้แก่ มีผิวพรรณ. บทว่า โอภาเสนฺตี ทิสา สพฺพา ได้แก่ โชติช่วงทั่วทั้ง ๑๐ ทิศ คือ ทำให้ มีแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. เมื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า เปรียบ เหมือนอะไร ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า เหมือนดาวประกายพรึก อธิบายว่า ท่านส่องทิศทั้งปวงให้สว่างไสวอยู่ เหมือนดาวอันได้ นามว่า โอสธี เพราะเป็นเครื่องทรงรัศมีอันหนาแน่นไว้ หรือ เพราะเพิ่มให้กำลังแก่โอสถทั้งหลาย ทำให้มีแสงสว่างรอบด้าน ตั้งอยู่ฉะนั้น. ก็ กึ ศัพท์ ในบทว่า เกน นี้ ใช้ในคำถาม. ก็บทว่า เกน นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งเหตุ อธิบายว่า เพราะเหตุไร. บทว่า เต แปลว่า ของท่าน. บทว่า เอตาทิโส แปลว่า เช่นนี้, ท่านกล่าวอธิบายว่า ตามที่ปรากฏอยู่ในบัดนี้. บทว่า เกน เต อิชมิชฺฌติ ความว่า ผลแห่งสุจริตที่ท่านได้ในบัดนี้ ย่อมสำเร็จคือ เผล็ดผล ในที่นี้เพราะบุญพิเศษอะไร. บทว่า อุปฺปชฺชนฺติ แปลว่า บังเกิด. บทว่า โภคา ความว่า อุปกรณ์พิเศษแห่งทรัพย์ เครื่อง
หน้า 143 ข้อ 98
ปลื้มใจมีผ้าและอาภรณ์เป็นต้น อันได้นามว่าโภคะ เพราะอรรถว่า จะต้องใช้สอย. ด้วยบทว่า เย เกจิ นี้ ท่านพระสารีบุตรสงเคราะห์ เอาโภคะทุกอย่างโดยไม่เหลือ. เหมือนนิเทศที่รวบรวมเอาทั้งหมด นี้ว่า สังขารทุกอย่าง ดังนี้เป็นต้น. บทว่า มนโส ปิยา ความที่ใจ พึงรัก อธิบาย เป็นที่ชอบใจ. บทว่า ปุจฺฉามิ แปลว่า เราขอถาม อธิบายว่า อยากจะรู้. บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ แปลว่า ซึ่งท่าน. บทว่า เทวิ ความว่า ชื่อว่า เทพธิดา เพราะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอานุภาพอันเป็นทิพย์. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสารีบุตรจึงกล่าวว่า ผู้มีอานุภาพมาก. บทว่า มนุสฺสภูตา ได้แก่ เกิดในหมู่มนุษย์ คือ ได้ความเป็นมนุษย์. คำว่า มนุสฺสภูตา นี้ ท่านกล่าวเพราะประสงค์ว่า โดยมากสัตว์ ผู้ดำรงอยู่ในอัตภาพมนุษย์จึงทำบุญได้. คาถาเหล่านี้ มีความ สังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารพึงทราบตามนัยที่กล่าวไว้ใน อรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี. นางเปรตถูกพระเถระถามซ้ำอย่างนี้ เมื่อจะประกาศเหตุที่ ตนได้สมบัตินั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :- เมื่อก่อนดิฉันเป็นเปรต พระคุณเจ้าเป็น มุนีผู้มีความกรุณาในโลก ได้เห็นดิฉันซูบผอม เหลือง ถูกความหิวแผดเผา เปลือยกาย มีหนัง แตก เป็นริ้วรอย เสวยทุกขเวทนา จึงได้ถวาย ข้าวคำหนึ่ง ผ้าประมาณเท่าฝ่ามือ ๑ ผืน น้ำดื่ม
หน้า 144 ข้อ 98
๑ ขัน แต่ภิกษุ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ดิฉัน ขอ ท่านจงดูแลแห่งข้าวคำหนึ่ง ที่พระเจ้าถวาย แล้ว ดิฉันเป็นผู้ที่ได้รับสิ่งที่น่าปรารถนา บริโภค อาหารมีกับข้าวมีรสหลายอย่าง ตั้งพัน ๆ ปี ขอ พระคุณเจ้า จงดูผลแห่งการถวายผ้าประมาณเท่า ฝ่ามือ ที่ดิฉันได้รับนี้เถิด ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ผ้าในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช มีประมาณ เท่าใด ผ้านุ่งผ้าห่มของดิฉันมีมากกว่านั้นอีก คือ ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าป่าน ผ้าฝ้าย ผ้าแม้เหล่านั้น ทั้งกว้าง ทั้งยาว ทั้งมีค่ามาก ห้อยอยู่ในอากาศ ดิฉันเลือกเอาแต่ผืนที่พอใจมานุ่งห่ม ขอพระคุณ เจ้าจงดูผลแห่งการถวายน้ำดื่ม ๑ ขัน ซึ่งดิฉันได้ รับอยู่นี้ สระโบกขรณี ๔ เหลี่ยมลึก อันบุญกรรม สร้างให้ดีแล้ว มีน้ำใส มีท่าราบเรียบ น้ำเย็น มี กลิ่นหอมหาสิ่งเปรียบมิได้ ดาระดาษไปด้วยดอก ปทุมและดอกอุบล เต็มไปด้วยน้ำอันดาระดาษไป ด้วยเกสรดอกบัว ดิฉันปราศจากภัย รื่นรมย์ ชื่นชม บันเทิงใจอยู่ ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ดิฉันนาเพื่อจะไหว้พระคุณเจ้า ผู้เป็นมุนี มีความ กรุณาในโลก.
หน้า 145 ข้อ 98
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปณฺฑุกึ แปลว่า มีตัวเหลือง. บทว่า ฉาตํ ได้แก่ ผู้หิวกระหาย คือถูกความหิวครอบงำ. บทว่า สมฺปติตจฺฉวึ ได้แก่ ผู้มีผิวแห่งร่างกายแตกออกเป็นริ้ว. บทว่า โลเก นี้ เป็นบทแสดงอารมณ์ของกรุณาที่กล่าวไว้ในบทว่า การุณิโก นี้. บทว่า ตํ มํ ได้แก่ ซึ่งดิฉันผู้เป็นเช่นนั้น คือ ดิฉัน ผู้ตั้งอยู่ในฐานะควรกรุณา โดยส่วนเดียว ตามนัยที่กล่าวไว้แล้ว. บทว่า ทุคฺคตํ แปลว่าถึงทุคคติ. บทว่า ภิกฺขูนํ อาโลปํ ทตฺวา ดังนี้เป็นต้น เป็นเครื่องแสดง อาการที่พระเถระทำความกรุณาแก่ตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ได้แก่ ข้าวสุก, อธิบายว่า โภชนะอันเป็นทิพย์. บทว่า วสฺสสตํ ทส ได้แก่ ร้อยปี ๑๐ ครั้ง อธิบายว่า ๑,๐๐๐ ปี. ก็คำนี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งอัจจันตสังโยคะ แปลว่า ตลอด. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า ภุญฺชามิ กามกามินี อเนกรสพฺยญฺชนํ ความว่า ดิฉันประกอบด้วยสิ่งที่น่าต้องการ แม้อื่น ๆ จึงบริโภค อาหารมีกับข้าวมีรสต่าง ๆ. ด้วยคำว่า โจฬสฺส นี้ นางเปรตแสดงเฉพาะบุญอันสำเร็จ ด้วยทาน ซึ่งมีผ้านั้นเป็นอารมณ์ โดยมุ่งเอาไทยธรรมเป็นหลัก . บทว่า วิปากํ ปสฺส ยาทิสํ ได้แก่ ขอท่านจงดูผลกล่าวคือวิบาก ของการถวายผ้าเป็นทานนั้นเถิด. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ ผลนั้นเป็นเช่นไร นางเปรตจึงกล่าวคำว่า ยาวตา นนฺทราชสฺส ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 146 ข้อ 98
ในคำนั้น ใคร ชื่อว่า นันทราชาองค์นี้ ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในหมู่มนุษย์ผู้มีอายุ ๑๐,๐๐๐ ปี มีกฏุมพีชาวเมืองพาราณสี คนหนึ่ง เที่ยวเดินเล่นในป่า ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง ที่ในป่า. พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปนั้น กำลังทำจีวรอยู่ในป่านั้น เมื่อผ้าอนุวาตไม่พอ ก็เริ่มจะพับเก็บ. กุมพีนั้นเห็นดังนั้นจึง กล่าวว่า ท่านทำอะไรขอรับ แม้ท่านจะไม่พูดอะไร ๆ เพราะท่าน เป็นผู้มักน้อย ก็รู้ว่าทำผ้าจีวรไม่พอ จึงวางผ้าห่มของตน ที่ใกล้ เท้าของพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็ไป. พระปัจเจกพุทธเจ้า ถือเอา ผ้าอุตราสงค์นั้นมาใช้เป็นผ้าอนุวาตทำจีวรห่ม. ในเวลาสิ้นชีวิต กฏุมพีนั้น ตายไปเกิดในภพดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติอยู่ในภพ ดาวดึงส์นั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากภพดาวดึงส์นั้นไปบังเกิดในตระกูล อำมาตย์ บ้านหนึ่ง ในที่ประมาณ ๑ โยชน์ จากเมืองพาราณสี. ในเวลาเขาเจริญวัย ได้มีการป่าวร้องงานนักขัตตฤกษ์ ในบ้านนั้น เขาพูดกะมารดาว่า คุณแม่ จงให้ผ้าสาฎกแก่ฉันบ้าง ฉันจักเล่นงานนักขัตฤกษ์. มารดาได้นำเอาผ้าที่ซักไว้สะอาด ดีออกมาให้. เขาพูดว่า ผ้าผืนนี้ เนื้อหยาบจ๊ะแม่. มารดาจึงได้ นำผ้าอื่นมาให้, แม้ผ้าผืนนั้น เขาก็ปฏิเสธเสียอีก. ลำดับนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า พ่อเอ๋ย พวกเราเกิดในเรือนที่ไม่มีบุญ จะได้ผ้าที่เนื้อละเอียดกว่านี้. เขากล่าวว่า ฉันจะไปยังที่ที่จะได้ นะแม่. มารดากล่าวว่า ไปเถอะลูก แม่ปรารถนาจะให้เจ้าได้ ราชสมบัติ ในเมืองพาราณสีในวันนี้แหละ. เขารับพรแล้ว ไหว้
หน้า 147 ข้อ 98
มารดา ทำปทักษิณแล้วกล่าวว่า ฉันไปดูแม่. แม่ก็พูดว่า ไปเถอะ ลูก. ได้ยินว่า มารดานั้นได้มีความคิดอย่างนี้ว่า เขาจักไปไหน เขาก็จักนั่งอยู่ในเรือนนี้ หรือ เรือนนั้น. ส่วนเขาถูกนิยามแห่งบุญ ตักเตือนอยู่ จึงออกจากบ้านไปเมืองพาราณสีแล้ว นอนคลุ่มศีรษะ บนแผ่นศิลาอันเป็นมงคล. ก็วันนั้นเป็นวันที่พระเจ้าพาราณสี สวรรคตได้ ๗ วัน. พวกอำมาตย์และปุโรหิต พากันถวายพระเพลิงพระบรมศพ ด้วย นั่งปรึกษากันที่พระลานหลวงว่า พระราชา มีพระราชธิดา ๑ พระองค์, แต่พระราชโอรสไม่มี, ราชสมบัติที่ไม่มีพระราชา ครอบครอง ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้, พวกเราจักปล่อยบุษยรถ (รถสีขาว) ไป. มีสีเหมือนดอกโกมุทเทียมรถแล้ว วางเครื่องราชกกุธภัณฑ์ ๕ อย่าง มีเศวตฉัตรเป็นประธาน วางไว้ในรถนั่นแหละ แล้วปล่อย รถไป ให้ประโคมดนตรีตามมาข้างหลัง. รถออกจากประตูด้าน ทิศตะวันออก ได้มุ่งตรงไปยังพระราชอุทยาน. อำมาตย์บางพวก กล่าวว่า รถมุ่งหน้าไปทางอุทยาน เพราะความเคยชิน, พวกเรา จะให้กลับ. ปุโรหิตกล่าวค้านว่า อย่าให้กลับเลย. รถทำปทักษิณ กุมารแล้ว ทำท่าจะขึ้นก็ได้หยุดเสีย. ปุโรหิต ดึงชายผ้าห่มออก ตรวจดูฝ่าเท้าทั้ง ๒ ข้าง กล่าวว่า ทวีปนี้ จงยกไว้ กุมารนี้สมควร เพื่อจะครอบครองเอกราช ในทวีปใหญ่ทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒,๐๐๐ เป็นบริวาร ดังนี้แล้ว จึงให้ประโคมดนตรีขึ้น ๓ ครั้งว่า จงประโคม ดนตรี จงประโคมอีก.
หน้า 148 ข้อ 98
ลำดับนั้น กุมารเปิดหน้าแลดูแล้วกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่านพากันมา ด้วยการงานอะไร. พวกอำมาตย์กล่าวว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ราชสมบัติถึงแก่ท่าน. กุมารถามว่า พระราชา ของพวกท่านไปไหนเสียเล่า ? พวกอำมาตย์กล่าวว่า ทิวงคต เสียแล้วนาย. กุมารถามว่า ล่วงไปกี่วันแล้ว ? พวกอำมาตย์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันที่ ๗. กุมารถามว่า พระราชโอสร พระราชธิดา ไม่มีดอกหรือ ? พวกอำมาตย์กล่าวว่า มีแต่พระราชธิดา พระ- ราชโอรสไม่มี. กุมารกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น เราจักครอบครอง ราชสมบัติ. พวกอำมาตย์เหล่านั้น พากันทำมณฑปสำหรับอภิเษก ในทันทีทันใด แล้วประดับพระราชธิดาด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง แล้ว นำมายังพระราชอุทยาน ทำการอภิเษกกุมาร. ลำดับนั้น พวกอำมาตย์ น้อมนำผ้ามีค่าแสนหนึ่ง เข้าไป ถวายพระราชกุมารผู้อภิเษกแล้วนั้น. พระราชาพระองค์ใหม่นั้น ตรัสถามว่า นี่อะไรกันพ่อ ? พวกอำมาตย์กราบทูลว่า ผ้าสำหรับ นุ่งพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า ผ้าเนื้อหยาบมิใช่หรือ พ่อ. พวกอำมาตย์ทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ในบรรดากระบวนผ้าที่พวก มนุษย์ใช้สอยกัน ผ้าที่ละเอียดกว่านี้ไม่มี พระเจ้าข้า. พระราชา ตรัสถามว่า พระราชาพระองค์เก่าของพวกท่าน ทรงนุ่งผ้าเห็น ปานนี้หรือ ? พวกอำมาตย์ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่สมมุติเทพ. พระราชาตรัสว่า พระราชาของพวกท่านเห็นจะไม่มีบุญ พวก ท่านจงนำเอาพระเต้าทองมา เราจักได้ผ้า. พวกอำมาตย์ จึงนำ
หน้า 149 ข้อ 98
เอาพระเต้าทองมา. พระราชาเสด็จลุกขึ้นล้างพระหัตถ์ ด้วย พระองค์ บ้วนพระโอษฐ์ แล้วเอาพระหัตถ์กอบน้ำ สาดไปทาง ทิศตะวันออก. ในคราวนั้น ต้นกัลปพฤกษ์ ๘ ต้น ทำลาย แผ่นดินหนาผุดขึ้น. ทรงกอบน้ำอีกแล้วสาดไปในทิศใต้ ทิศตะวันตก ทิศเหนือ ทรงสาดไปทั้ง ๔ ทิศ อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ ต้น กัลปพฤกษ์ทิศละ ๘ ต้น ๘ ต้น รวมเป็น ๓๒ ต้น ผุดขึ้น ทั่วทุกทิศ. บางอาจารย์กล่าวว่า ต้นกัลปพฤกษ์ผุดขึ้น ๖๔ ต้น โดยแบ่งเป็นทิศละ ๑๖ ต้น. พระราชาทรงนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่ง ห่มผืนหนึ่งแล้วตรัสว่า พวกท่านจงเที่ยวตีกลองป่าวประกาศว่า ในแว้นแคว้นของพระเจ้านันทราช พวกผู้หญิงที่กรอด้าย ไม่ต้อง กรอด้าย ดังนี้แล้ว จึงให้ยกเศวตฉัตรขึ้น ทรงตกแต่งประดับ ประดา เสด็จขึ้นคอช้างตัวประเสริฐ เข้าพระนคร ขึ้นสู่ปราสาท แล้ว เสวยมหาสมบัติ. เมื่อเวลาล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระเทวีเห็นสมบัติของ พระราชาแล้ว ทรงแสดงอาการแห่งความกรุณาว่า พุทโธ่ ท่านผู้มีตปะ และถูกย้อนถามว่า นี่อะไรกัน พระเทวี จึงทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ สมบัติของพระองค์ใหญ่ยิ่ง พระองค์ได้กระทำ กรรมอันงามไว้ในอดีตกาล, บัดนี้ ไม่ทรงทำกุศลไว้เพื่อประโยชน์ แก่อนาคตกาล. พระราชาตรัสว่า เราจะให้แก่ใคร ไม่มีท่านผู้มีศีล. พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ชมพูทวีป ไม่ว่างเปล่า
หน้า 150 ข้อ 98
จากพระอรหันต์ทั้งหลาย ขอพระองค์ทรงจักเตรียมทานไว้เท่านั้น หม่อมฉันจักได้พระอรหันต์: ในวันรุ่งขึ้น พระราชาสั่งให้ตระเตรียม ทานอันควรแก่ค่ามากไว้. พระเทวีทรงอธิษฐานว่า ถ้าในทิศนี้ มีพระอรหันต์ไซร้ ขอนิมนต์มารับภิกษาหารของดิฉันทั้งหลาย ในที่นี้เถิด แล้วทรงนอนราบผินหน้าไปทางทิศเหนือ. เมื่อพระเทวี นอนลงเท่านั้น บรรดาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ผู้เป็นพระ- ราชโอรสของนางปทุมวดี ซึ่งอยู่ในป่าหิมพานต์ พระมหาปทุม- ปัจเจกพุทธเจ้า ผู้เป็นพี่ชาย เรียกพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้น้องชาย มาว่า ท่านผู้นิรทุกข์ พระเจ้านันทราชนิมนต์พวกท่าน ขอพวกท่าน จงรับนิมนต์ของพระองค์เถิด. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น รับ นิมนต์แล้ว เหาะไปทันที แล้วลงที่ประตูด้านทิศเหนือ. พวกมนุษย์ กราบทูลแต่พระราชาว่า ข้าแต่สมมุติเทพ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์มาแล้ว. พระราชาพร้อมกับพระเทวีเสด็จมาไหว้ รับ บาตรแล้วนิมนต์ให้พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ขึ้นยังปราสาท ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น บนปราสาท ในเวลาเสร็จ ภัตตกิจ พระราชาทรงหมอบที่ใกล้เท้าของพระสังฆเถระ พระเทวี ทรงหมอบที่ใกล้เท้าของพระสังฆนวกะ ให้ทรงกระทำปฏิญญาว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย จักไม่ลำบากด้วยปัจจัย ข้าพเจ้าทั้งหลาย จักไม่เสื่อมจากบุญ ขอท่านทั้งหลายจงให้ปฏิญญาแก่ข้าพเจ้า ทั้งหลาย เพื่อจะอยู่ในที่นี้ ดังนี้ แล้วให้สร้างสถานที่อยู่ในพระ- ราชอุทยาน บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ตลอดชั่วอายุ
หน้า 151 ข้อ 98
เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ปรินิพพานแล้ว ให้เล่นสาธุกีฬา แล้ว ให้ทำการฌาปนกิจด้วยไม้หอมเป็นต้น แล้วให้เก็บธาตุ บรรจุเป็นพระเจดีย์ เกิดความสังเวชว่า ความตายยังมีแก่ท่าน ผู้มีอานุภาพมาก แม้เห็นปานนี้ จะป่วยกล่าวไปใยถึงคนเช่น พวกเราเล่า จึงทรงตั้งพระราชโอรสองค์ใหญ่ ไว้ในราชสมบัติ ส่วนพระองค์เองทรงผนวชเป็นดาบส. ฝ่ายพระเทวีคิดว่า เมื่อ พระราชา ทรงผนวชแล้ว เราจักทำอะไร ดังนี้ จึงทรงผนวช. แม้ทั้ง ๒ พระองค์ก็อยู่ในพระราชอุทยาน ทำฌานให้บังเกิดแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขในฌาน ในเวลาสิ้นอายุ บังเกิดในพรหมโลก. ได้ยินว่า พระเจ้านันทราชนั้น ได้เป็นพระมหากัสสปเถระ พระ สาวกผู้ใหญ่ แห่งพระศาสดา ของเราทั้งหลาย. พระอัครมเหสี ของพระเจ้านันทราชนั้น ได้เป็นผู้ชื่อว่า ภัททากาปิลานี. ก็พระเจ้านันทราชนี้ทรงนุ่งห่มผ้าทิพย์ ด้วยพระองค์เอง ถึง ๑๐,๐๐๐ ปี ทรงทำแว่นแคว้นของพระองค์ทั้งหมดทีเดียว ให้เป็นเหมือนอุตตรกุรุทวีป ได้ให้ผ้าทิพย์แก่พวกมนุษย์ผู้มาถึง แล้ว ๆ. นางเปรตนั้นหมายเอาความสำเร็จผ้าทิพย์นี้นั้น และความ สำเร็จแห่งผ้าทั้งปวง จึงกล่าวว่า ยาวตา นนฺทราชสฺส วิชิตสฺมึ ปฏิจฺฉทา วัตถุเครื่องปกปิดในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทราช มีประมาณเท่าไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชิตสฺมึ แปลว่า ในแว่นแคว้น. บทว่า ปฏิจฺฉทา ได้แก่ ผ้าทั้งหลาย. จริงอยู่ ผ้า เหล่านั้น เขาเรียกว่า ปฏิจฉทา เพราะเป็นเครื่องปกปิด.
หน้า 152 ข้อ 98
บัดนี้ นางเปรตนั้น เมื่อจะแสดงว่า บัดนี้ ความสำเร็จ ของเราไพบูลย์กว่าความสำเร็จของพระเจ้านันทราช จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผ้าและเครื่องปกปิดของเรา มากกว่า ผ้าของพระเจ้านันทราชนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ความว่า ผ้าและเครื่องปกปิดของเรา ยังมากกว่าผ้าอันเป็นเครื่อง หวงแหนของพระเจ้านันทราช บทว่า วตฺถานจฺฉาทนานิ ได้แก่ ผ้าสำหรับนุ่งและผ้าสำหรับห่ม. บทว่า โกเสยยกมฺพลียานิ ได้แก่ ผ้าไหมและผ้ากัมพล. บทว่า โขมกปฺปาสิกานิ ได้แก่ ผ้าเปลือกไม้และผ้าอันสำเร็จด้วยฝ้าย. บทว่า วิปุลา ได้แก่ กว้างทั้งส่วนยาวและส่วนกว้าง. บทว่า มหคฺฆา ได้แก่ มากโดยมีค่ามาก คือ ควรแก่ค่ามาก. บทว่า อากาเสวลมฺพเร ได้แก่ ห้อยไว้บนอากาศนั้นเอง. บทว่า ยํ ยํ หิ มนโส ปิยํ มีวาจาประกอบความว่า เราถือเอาผ้าที่เรา พอใจแล้วนุ่งและห่ม. บทว่า ถาลกสฺส จ ปานียํ วิปากํ ปสฺส ยาทิสํ ได้แก่ น้ำดื่มพอเต็มขันที่เขาให้ คือ ที่เขาอนุโมทนา. ก็นางเปรตเมื่อ จะแสดงว่า ท่านจงดูวิบากของน้ำดื่มนั้น เช่นใด คือมีมากเพียงใด จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คมฺภีรา จตุรสฺสา จ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรา แปลว่า หยั่งไม่ถึง. บทว่า จตุรสฺสา แปลว่า มี ทรวดทรง ๔ เหลี่ยม. บทว่า โปกฺขรญฺโ ได้แก่ สระโบกขรณี.
หน้า 153 ข้อ 98
บทว่า สุนิมฺมิตา ได้แก่ เนรมิตด้วยดีด้วยอานุภาพแห่งกรรม นั่นเอง. บทว่า เสโตทกา แปลว่า น้ำมีสีขาว. คือ เกลื่อนกล่นไปด้วย ทรายขาว. บทว่า สุปฺปติตฺถา แปลว่า ท่างาม. บทว่า สีตา ได้แก่ น้ำเย็น. บทว่า อปฺปฏิคนฺธิยา แปลว่า มีกลิ่นหอมระรื่น เว้นจากกลิ่นปฏิกูล. บทว่า วาริกิญฺชกฺขปูริตา ความว่า เต็มไปด้วย น้ำอันดารดาษ ด้วยเกษรดอกบัว และบัวสายเป็นต้น. บทว่า สหํ ตัดเป็น สา อหํ แปลว่า เรานั้น. บทว่า รมามิ แปลว่า ประสบความยินดี. บทว่า กีฬามิ ได้แก่ บำเรออินทรีย์. บทว่า โมทามิ ได้แก่ เป็นผู้บันเทิงด้วยโภคสมบัติ. บทว่า อกุโตภยา แปลว่า ไม่เกิดภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ คือ เราเป็นผู้มีเสรี อยู่อย่างเป็นสุข. บทว่า ภนฺเต วนฺทิตุมาคตา ความว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันมา คือเข้ามาหาท่านผู้เป็นเหตุให้ได้ทิพยสมบัตินี้. ก็ในที่นี้ คำใดที่ข้าพเจ้าไม่ได้จำแนกไว้โดยอรรถ คำนั้น ข้าพเจ้าได้กล่าว ไว้แล้วในที่นั้น ๆ แล. เมื่อนางเปรตกล่าวอย่างนั้น ท่านพระสารีบุตรแสดงความนั้น โดยพิสดาร ในเมื่อพวกคนชาวบ้านทั้ง ๒ คือ บ้านอิฏฐกวดี และ บ้านทีฆราชี ผู้มายังสำนักตน ให้พวกเขาสลดใจ ให้พ้นจาก สงสารและกรรมชั่ว ให้ตั้งอยู่ในภาวะเป็นอุบาสก. เรื่องนั้นปรากฏ
หน้า 154 ข้อ 98
แล้วในหมู่ภิกษุ. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแก่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปัตติเหตุ แล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มี ประโยชน์แก่มหาชนแล. จบ อรรถกถาสังสารโมจกเปติวัตถุที่ ๑
หน้า 155 ข้อ 99
๒. สาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ ว่าด้วยนางเปรตเคยเป็นมารดาพระสารีบุตร พระสารีบุตรเถระถามนางเปรตตนหนึ่งว่า [๙๙] ดูก่อนนางเปรตผู้ผอมมีแต่ซี่โครง ท่าน เป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านเป็นใครหรือ มายืนอยู่ในที่นี้. นางเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อนดิฉันเป็นมารดาของท่าน ในชาติ อื่น ๆ ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วย ความหิวและความกระหาย เมื่อถูกความหิว ครอบงำแล้ว ย่อมกินน้ำลาย น้ำตก เสมหะอัน เขาถ่มทิ้งแล้ว และกินมันเหลวแห่งซากศพที่เขา เผาอยู่ที่เชิงตะกอน กินโลหิตของหญิงทั้งหลาย ที่คลอดบุตรและโลหิตแห่งบุรุษทั้งหลายที่ถูก ตัดมือ เท้า และศีรษะ ที่เป็นแผล กินเนื้อ เอ็น และข้อมือข้อเท้าเป็นต้นของชายหญิง กินหนอง และเลือดแห่งปศุสัตว์และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มี ที่พึ่ง ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงของคนตาย
หน้า 156 ข้อ 99
ซึ่งเขาทิ้งไว้ในป่าช้า ลูกเอ๋ย ขอลูกจงให้ทานแล้ว ทิศส่วนบุญมาให้แม่บ้าง ไฉนหนอ แม่จึงจะพ้น จากการกินหนองและเลือด. ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีจิตอนุเคราะห์ ได้ฟังคำของมารดาแล้ว จึงปรึกษากับท่านพระ- โมคคัลลานเถระ ท่านพระอนุรุทธะ และท่าน พระกัปปินะ แล้วให้สร้างกุฎี ๔ หลัง แล้วถวาย กุฎี ทั้งข้าวและน้ำแก่สงฆ์ผู้มาจากทิศทั้ง ๔ อุทิศ ส่วนกุศลไปให้มารดา ในทันใดนั้นเอง วิบาก คือ ข้าว นำและผ้าก็เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ภายหลังนางมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่ม ผ้าอันมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยวัต- ถาภรณ์อันวิจิตรเข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัล- ลานเถระ. ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระจึงถามว่า ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง นัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาว ประกายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรม อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะ กรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่ พอใจ ย่อมบังเกิดแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดู
หน้า 157 ข้อ 99
ก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก อาตมาขอถาม ท่าน เมื่อท่านเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมีอานุภาพรุ่งเรื่องและมีรัศมีกายสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญอะไร. นางเทพธิดานั้นตอบว่า เมื่อก่อน ดิฉันเป็นมารดาของท่านพระ สารีบุตรเถระ ในชาติอื่น ๆ เกิดในเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวและความกระหาย เมื่อถูกความหิวครอบงำแล้ว จึงกินน้ำลาย น้ำมูก เสมหะอันเขาถ่มทิ้งไว้ และกินมันเหลวแห่งซาก ศพ ที่เขาเผาอยู่บนเชิงตะกอน กินโลหิตของหญิง ที่คลอดบุตร และโลหิตแห่งบุรุษทั้งหลายซึ่งถูก ตัดมือ เท้า และศีรษะ ที่เป็นแผล กินเนื้อ เอ็น ข้อมือและข้อเท้าของชายหญิง กินหนองและ เลือดของปศุสัตว์และมนุษย์ ดิฉันไม่มีที่พึ่ง ไม่มี ที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงของคนตาย ที่เขาทิ้งไว้ ในป่าช้า ดิฉันเป็นผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ บันเทิง อยู่ เพราะทานของท่านพระสารีบุตร ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ดิฉันมาตรงนี้ เพื่อจะไหว้ท่านพระสารี- บุตรผู้เป็นนักปราชญ์ มีความกรุณาในโลก. จบ สาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒
หน้า 158 ข้อ 99
อรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงปรารภนางเปรตผู้มารดาของท่านพระสารีบุตรเถระ โดยชาติ ที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาตินี้ จึงตรัสคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้. วันหนึ่ง ท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระอนุรุทธะ และท่านพระกัปปินะ ได้อยู่ในราวป่าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้นแล ในกรุงพาราณสี มีพราหมณ์ คนหนึ่ง เป็นคนมั่งคั่ง มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก เป็นดุจบ่อที่ดื่มกิน ของสมณพราหมณ์ คนกำพร้า คนเดินทาง วณิพก และยาจก ได้ให้ สิ่งของมีข้าว น้ำ ผ้า และที่นอนเป็นต้น และเมื่อจะให้ ย่อมปฏิบัติ ตามความพอใจทุกอย่าง ตามลำดับของการให้มีน้ำล้างเท้า และ ผ้าเช็ดเท้าเป็นต้น ตามเวลาและตามความเหมาะสมแก่คนผู้มาถึง แล้ว ๆ. ในเวลาก่อนอาหารได้อังคาสภิกษุทั้งหลายด้วยข้าวและ น้ำเป็นต้น โดยเคารพ. เธอเมื่อจะไปถิ่นอื่นจึงกล่าวกะภรรยาว่า. นางผู้เจริญ เธออย่าได้ทำทานวิธีนี้ตามที่บัญญัติให้เสื่อมเสีย จงหมั่นดำรงไว้โดยเคารพ. ภรรยารับคำแล้ว พอสามีหลีกไป เท่านั้น ก็ตัดขาดวิธีที่บัญญัติไว้เพื่อภิกษุทั้งหลาย เป็นอันดับแรก แต่เมื่อคนเดินทางเข้าไปเพื่ออยู่อาศัย ก็แสดงศาลาที่เก่าที่ทอดทิ้ง ไว้หลังเรือนด้วยคำว่า พวกท่านจงอยู่ที่ศาลานี้. เมื่อคนเดินทาง
หน้า 159 ข้อ 99
มาในที่นั้นเพื่อต้องการข้าวและน้ำเป็นต้น จึงกล่าวว่า จงกินคูถ ดื่มมูตร ดื่มโลหิต กินมันสมองของมารดาท่าน แล้วจึงระบุชื่อ ของสิ่งที่ไม่สะอาด น่าเกลียด แล้วถ่มน้ำลาย สมัยต่อมา นางทำกาละแล้ว อันอานุภาพกรรมซัดไป บังเกิด ในกำเนิดเปรต เสวยทุกข์อันเหมาะสมแก่วจีทุจริตของตน หวน ระลึกถึงความสัมพันธ์กันในชาติก่อน มีความประสงค์จะมายัง สำนักของท่านพระสารีบุตร จึงถึงประตูวิหาร. เทวดาผู้สิงอยู่ ที่ประตูวิหารของท่านพระสารีบุตรนั้น ห้ามเข้าวิหาร. ได้ยินว่า นางเปรตนั้นได้เคยเป็นมารดาของพระเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบัน ชาตินี้. เพราะฉะนั้น เธอจึงกล่าวอย่างนี้ว่า ดิฉันเป็นมารดาของ พระผู้เป็นเจ้าสารีบุตรเถระ ในชาติที่ ๕ แต่ปัจจุบันชาติ ขอท่าน จงให้ดิฉันเข้าประตู เพื่อเยี่ยมพระเถระ. เทวดาได้ฟังดังนั้นจึง อนุญาตให้นางเข้าไป นางครั้นเข้าไปแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่สุดที่ จงกรมแสดงตนแก่พระเถระ. พระเถระครั้นได้เห็นนางเปรตนั้น เป็นผู้มีใจอันความกรุณาตักเตือน จึงถามด้วยถาคาว่า ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนาง ผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหรือ จึงมา ยืนอยู่ในที่นี้. นางเปรตนั้นถูกพระเถระถาม เมื่อจะให้คำตอบจึงได้กล่าว ถาคา ๕ คาถา ความว่า
หน้า 160 ข้อ 99
เมื่อก่อนดิฉันเป็นมารดาของท่าน ในชาติ อื่น ๆ ดิฉันเข้าถึงเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วย ความหิว และความกระหาย เมื่อถูกความหิว ครอบงำ ย่อมกินน้ำลาย น้ำมูก เสมหะ ที่เขาถ่ม ทิ้ง และกินมันเหลวของซากศพ ที่เขาเผาที่เชิง ตะกอน กินโลหิตของพวกหญิงที่คลอดบุตร และ โลหิตของพวกบุรุษที่ถูกตัดมือ เท้า และศีรษะ ที่เป็นแผล กินเนื้อ เอ็น และข้อมือข้อเท้าเป็นต้น ของชายหญิง กินหนองและเลือดของปศุสัตว์ และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่มีที่เร้น ไม่มีที่อยู่อาศัย นอนบนเตียงของคนตายที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า ลูก เอ๋ย ขอลูกจงให้ทานแล้วอุทิศส่วนบุญแก่เราบ้าง ไฉนหนอแม่จึงจะพ้นจากการกินหนองและเลือด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ เต สกิยา มาตา ความว่า เราเองเป็นมารดาของท่านโดยกำเนิด. ด้วยคำว่า ปุพฺเพ อญฺาสุ ชาตีสุ นี้ พึงเห็นว่า เราไม่ใช่จะเป็นมารดาแม้แต่ในชาตินี้ โดย ที่แท้ในชาติก่อน คือ ในชาติอื่น ๆ เราก็ได้เป็นมารดาในชาติที่ ๕ แต่ชาติปัจจุบันนี้. บทว่า อุปปนฺนา เปตฺติริสยํ ความว่า เข้าถึง เปตโลกโดยปฏิสนธิ. บทว่า ขุปฺปิปาสสมปฺปิตา แปลว่า ถูกความหิว และความกระหายครอบงำ อธิบายว่า ถูกความหิวและความกระหาย ครอบงำอยู่ไม่ขาดระยะ.
หน้า 161 ข้อ 99
บทว่า ฉฑฺฑิตํ ได้แก่ เป็นเดน อธิบายว่า อันเขาคายกลัว. บทว่า ขิปิตํ ได้แก่ มลทินที่ออกจากปากพร้อมกับอาหารที่เขาทิ้ง. บทว่า เขฬํ แปลว่า การถ่มน้ำลาย. บทว่า สงฺฆาณิกํ ได้แก่ มลทิน ที่ไหลออกจากสมอง แล้วไหลออกทางจมูก. บทว่า สิเลสุมํ ได้แก่ เสมหะ. บทว่า วสญฺจ ฑยฺหมานานํ ได้แก่ น้ำมันเหลวของซากศพ ที่ถูกเผาบนเชิงตะกอน. บทว่า วิชาตานญฺจ. โลหิตํ ได้แก่ โลหิต ของหญิงผู้คลอด มลทินครรภ์ท่านสงเคราะห์ด้วย จ ศัพท์. บทว่า วณิกานํ ได้แก่ แผลที่เกิดขึ้นเอง. บทว่า ยํ เชื่อมด้วยบทว่า ยํ โลหิตํ. บทว่า ฆานสีสจฺฉินนานํ ได้แก่ โลหิตใด ของผู้ถูกตัดจมูก และถูกตัดศีรษะ. มีวาจาประกอบความว่า เรากินซึ่งโลหิตนั้น. บทว่า ฆานสีสจฺฉินฺนานํ นี้ เป็นหัวข้อแห่งเทศนา ด้วยบทว่า ฆานสีสจฺฉินฺนานํ นี้ พึงเห็นว่า เพราะเหตุที่โลหิต แม้ของคนที่ ถูกตัดมือและเท้าเป็นต้น เราก็กินเหมือนกัน อนึ่งด้วยบทว่า วณิกานํ นี้ พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์เอาโลหิตของคนที่ถูกตัดมือและเท้า เป็นต้นแม้เหล่านั้น. บทว่า ขุทาปเรตา ได้แก่ เป็นผู้ถูกความหิว ครอบงำ. ด้วยบทว่า อิตฺถีปุริสนิสฺสิตํ นี้ ท่านแสดงว่า เราจะกิน หนัง เนื้อ เอ็น และหนองเป็นต้น ที่อาศัยร่างกายของสตรีและ บุรุษ และอย่างอื่นตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า ปสูนํ ได้แก่ แห่งแพะ โค และกระบือ เป็นต้น. บทว่า อเลณา แปลว่า ไม่มีที่พึ่ง. บทว่า อนคารา แปลว่าไม่มีที่อยู่. บทว่า นีลมญฺจปรายนา ได้แก่ นอนบนเตียงที่สกปรก ที่เขาทิ้งไว้
หน้า 162 ข้อ 99
ในป่าช้า. อีกอย่างหนึ่ง พื้นที่ป่าช้าที่มากไปด้วยเถ้าและถ่านเพลิง ท่านประสงค์เอาว่า นีล, อธิบายว่า นอนทับพื้นที่ป่าช้านั้นนั่นแหละ เหมือนนอนบนเตียง. บทว่า อนฺวาทิสฺหิ เม ความว่า ท่าน จงให้ปัตติทานอุทิศ โดยประการที่ส่วนบุญที่ให้แล้วจะสำเร็จ แก่เราได้. ทว่า อปฺเปว นาม มุจฺเจยฺยํ ปุพฺพโลหิตโภชนา ความว่า ไฉนหนอ เราพึงพ้นจากชีวิตเปรต อันมีหนองและเลือดเป็นอาหาร นั่นเพราะการอุทิศของท่าน. ท่านพระสารีบุตรเถระ ได้สดับดังนั้นแล้ว ในวันที่สอง จึงเรียกพระเถระ ๓ รูป มีท่านพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้นมา พร้อมด้วยพระเถระเหล่านั้นเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้ไปถึงพระราชนิเวศน์ของพระเจ้าพิมพิสาร. พระราชาเห็น พระเถระแล้ว จึงถามถึงเหตุแห่งการมาว่า ท่านขอรับ ท่านมา ทำไม ? ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จึงได้ทูลเรื่องนั้นแด่พระราชา พระราชาตรัสว่า โยมรู้แล้ว แล้วจึงละพระเถระ รับสั่งให้เรียก อำมาตย์ผู้สำเร็จราชการ ทรงพระบัญชาว่า เธอจงสร้างกุฎี ๔ หลังในที่นี้อันสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ อันวิจิตร ไม่ไกลแต่เมือง และในภายในพระราชวัง ให้แบ่งเป็น ๓ ส่วน โดยที่มีความพิเศษ เพียงพอแล้วให้รับกุฎี ๔ หลัง. และพระองค์เองก็ได้เสด็จไปในที่นั้น ได้ทรงกระทำพระราชกรณียกิจที่ควรทำ. เมื่อกุฎีสำเร็จแล้ว จึงให้ตระเตรียมพลีกรรมทั้งหมด เข้าไปตั้งข้าวนำและผ้าเป็นต้น และเครื่องบริขารทุกอย่างที่สมควรแก่ภิกษุสงฆ์ที่มาจากทิศ
หน้า 163 ข้อ 99
ทั้ง ๔ มี พระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วมอบถวายสิ่งทั้งหมดนั้น แต่ท่านพระสารีบุตรเถระ. ลำดับนั้น พระเถระ ได้ถวายสิ่งทั้งหมด นั้น แต่ภิกษุสงฆ์มาจากทิศทิ้ง ๔ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน อุทิศแก่นางเปรตนั้น. นางเปรตนั้น ได้อนุโมทนาส่วนบุญนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยสิ่งที่น่าปรารถนาทุกอย่าง ในวันต่อมา ก็ได้เข้าไปหาท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ไหว้แล้ว ยืนอยู่. พระเถระสอบถามนางเปรตนั้น. นางเปรตนั้น ได้แจ้ง เหตุที่ตนเข้าถึงความเป็นเปรต และเข้าถึงความเป็นเทวดาอีก. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า :- ท่านพระสารีบุตรเถระผู้มีจิตอนุเคราะห์ ได้ฟังคำของมารดาแล้ว จึงปรึกษากับท่านพระ- มหาโมคคัลลานะเถระ ท่านพระอนุรุทธะและ ท่านพระกัปปินะ แล้วให้สร้างกุฏิ ๔ หลัง ถวาย กุฎีทั้งข้าวและน้ำแด่พระสงฆ์มาจากทิศทั้ง ๔ อุทิศส่วนกุศลไปให้แก่มารดา. ในทันใดนั้นเอง วิบากคือ ข้าว น้ำ และผ้าก็เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่ง ทักษิณา ภายหลังนางมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่า ยิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับ ด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปทาท่านพระมหา- โมคคัลลานะเถระ
หน้า 164 ข้อ 99
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อทา ความว่า ได้ถวาย คือมอบถวาย แก่สงฆ์ ผู้มาแต่ทิศทั้ง ๔. คำที่เหลือมีนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแล. ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ถามนางเปรตนั้นว่า ดูก่อน นางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง นัก ส่องสว่างไสวไปทุกทิศ สถิตอยู่ ดุจดาว ประกายพรึก. ท่านมีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรม อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะ กรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นที่ พอใจ ย่อมบังเกิดแก่ท่าน เพราะกรรมอะไร. ดูก่อน นางเทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก อาตมภาพขอถามท่าน เมื่อท่านเป็นมนุษย์ ได้ทำ บุญอะไรไว้ อนึ่งท่านมีอานุภาพรุ่งเรือง และมี รัศมีกายสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะบุญ อะไร. ลำดับนั้น นางเปรตจึงตอบโดยนัยมีอาทิว่า ดิฉัน เป็น มารดาของท่านพระสารีบุตร. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระ ได้กราบทูลเรื่องนั้น แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหติแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้เข้าถึง พร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนั้นแล. จบ อรรถกถาสาริปุตตเถรมาตุเปติวัตถุที่ ๒
หน้า 165 ข้อ 100
๓. มัตตาเปติวัตถุ ว่าด้วยผู้ดุร้ายตายเป็นนางเปรต นางติสสาถามหญิงเปรตตนหนึ่งว่า [๑๐๐] ดูก่อนนางเปรตผู้ซูบผอมมีแต่ซี่โครง ท่าน เป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มี ตัวสพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ท่านเป็นใคร มายืนอยู่ ในที่นี้. นางเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อน ท่านชื่อติสสา ส่วนฉันชื่อมัตตา เป็นหญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมอันลามก ไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก นางติสสาถามว่า ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงจาก มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก. นางเปรตนั้นตอบว่า ฉันเป็นหญิงดุร้ายและหยาบคาย มักหึง- หวง มีความตระหนี่ เป็นคนโอ้อวด ได้กล่าววาจา ชั่วกะท่าน จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก
หน้า 166 ข้อ 100
นางติสสากล่าว เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ ว่า ท่านเป็นหญิงดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถาม ท่านทุกอย่างหนึ่ง ท่านมีสรีระเปื้อนฝุ่นเพราะ กรรมอะไร. นางเปรตนั้นตอบว่า ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้า สะอาด ตบแต่งร่างกายแล้ว แต่ฉันแต่งร่างกาย เรียบร้อยยิ่งกว่าท่าน เมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับ สามี ลำดับนั้น ความริษยาและความโกรธได้เกิด แก่ฉันเป็นอันมาก ทันใดนั้นฉันจึงกวาดเอาฝุ่น โปรยลงรดท่าน ฉันมีสรีระเปื้อนด้วยฝุ่น เพราะ วิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ ว่า ท่านเอาฝุ่นโปรยใดฉัน แต่ฉันอยากจะถาม ท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นหิดคันไปทั่วตัว เพราะกรรมอะไร. นางเปรตนั้นตอบว่า เราทั้งสองเป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหายามาได้ แต่ฉันนำเอาผลหมามุ่ยมา
หน้า 167 ข้อ 100
เมื่อท่านเผลอ ฉันได้โปรยหมามุ่ยลงบนที่นอน ของท่าน ฉันเป็นหิดคันไปทั้งตัวเพราะวิบากแห่ง กรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู ว่า ท่านโปรยผลหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉัน แต่ ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นผู้ เปลือยกายเพราะกรรมอะไร. นางเปรตนั้นตอบว่า วันหนึ่ง ได้มีการประชุมพวกมิตรสหาย และญาติทั้งหลาย ส่วนท่านได้รับเชิญ แต่ฉันซึ่ง สามีกับท่านไม่มีใครเชิญ เมื่อท่านเผลอฉันได้ลัก ผ้าของท่านซ่อนเสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกายเพราะ วิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ ว่า ท่านได้ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉันอยากจะ ถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดัง คูถ เพราะกรรมอะไร.
หน้า 168 ข้อ 100
นางเปรตนั้นตอบว่า ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้ และเครื่อง ลูบไล้ อันมีค่ามากของท่านทิ้งลงในหลุมคูถ บาป นั้นฉันได้ทำไว้แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น. นางติสสากล่าวว่า เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ ว่า บาปนั้นท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถาม ท่านสักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นคนยากจนเพราะกรรม อะไร. นางเปรตนั้นตอบว่า ทรัพย์สิ่งใดมีอยู่ในเรือน ทรัพย์นั้นของเรา ทั้งสองมีเท่า ๆ กัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ แต่ฉัน ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ฉันเป็นคนยากจนเพราะ วิบากแห่งกรรมนั้น ครั้งนั้น ท่านได้ว่ากล่าวตัก- เตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำบาปกรรมว่า ท่านจะไม่ได้ สุคติ เพราะกรรมอันลามก. นางติสสากล่าวว่า ท่านไม่เชื่อถือเราและริษยาเรา ขอท่านจง ดูวิบากแห่งกรรมอันลามกเช่นนี้ เมื่อก่อนนาง ทาสีและเครื่องอาภรณ์ทั้งหลายได้ดีแล้วในเรือน
หน้า 169 ข้อ 100
ของท่าน แต่เดี๋ยวนี้ นางทาสีเหล่านั้นพากันห้อม ล้อมคนอื่น โภคะทั้งหลายย่อมไม่มีแก่ท่านแน่ แท้ บัดนี้ กฏุมพีผู้เป็นบิดาของบุตรเรา ยังไปใน ตลาดอยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปจากที่นี้เสียก่อน บางที เขาจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง. นางเปรตนั้นกล่าวว่า ฉันเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกาย และมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นการยังความ ละอายของหญิงทั้งหลายให้กำเริบ ขออย่าให้ กฏุมพีได้เห็นฉันเลย. นางติสสากล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้สิ่งไร หรือทำบุญ อะไรให้แก่ท่าน ท่านจึงจะได้ความสุขสำเร็จ ความปรารถนาทั้งปวง. นางเปรตนั้นกล่าวว่า ขอท่านจงนิมนต์ภิกษุจากสงฆ์ ๔ รูป และ จากบุคคล ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร แล้วอุทิศส่วนบุญให้ฉัน เมื่อทำอย่างนั้นฉันจึงจะ ได้ความสุข สำเร็จความปรารถนาทั้งปวง.
หน้า 170 ข้อ 100
นางติสสารับคำแล้ว นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวรแล้ว อุทิศส่วน กุศลไปให้นางเปรต ข้าว น้ำและเครื่องนุ่งห่มอัน เป็นวิบาก ได้บังเกิดขึ้นในทันใดนั้นนั่นเอง นี้เป็น ผลแห่งทักษิณา ในขณะนั้นนั่นเอง นางเปรตมี ร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่ายิ่งกว่า ผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหานางติสสาผู้ร่วมสามี. นางติสสาจึงถามว่า ดูก่อนเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประ- กายพรึก ท่านมีวรรณะเช่นนี้ อิฐผลย่อมสำเร็จ แก่ท่านในวิมานนี้ และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง อัน เป็นที่พอใจ ย่อมเกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถาม ท่านเมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรื่อง และมีรัศมีสว่างไสว ไปทั่วทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร. นางมัตตาเทพธิดาตอบว่า เมื่อก่อน ท่านชื่อติสสา ฉันชื่อมัตตา เป็น หญิงร่วมสามีกันกับท่าน ฉันได้ทำกรรมอันลามก
หน้า 171 ข้อ 100
ไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทาน ที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน คุณพี่ ขอท่าน พร้อมด้วยญาติทุกคนจงมีอายุยืนนานเถิด คุณพี่ ผู้งดงาม ท่านจงประพฤติธรรมและให้ทานใน โลกนี้แล้ว จะเข้าถึงฐานะอันไม่เศร้าโศก ปราศ- จากธุลี ปลอดภัย อันเป็นที่อยู่แห่งท้าววสวัสดี ท่านกำจัดมลทินคือความตระหนี่พร้อมด้วยราก แล้ว อันใคร ๆ ไม่ติเตียนได้ จักเข้าถึงโลก สวรรค์. จบ มัตตาเปติวัตถุที่ ๓ อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภนางเปรตชื่อว่า มัตตา จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีกฎุมพีผู้หนึ่ง เป็นคนมีศรัทธา มีความเลื่อมใส. แต่ภริยาของเขา ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส มักโกรธและเป็นหมัน โดยชื่อมีชื่อว่า มัตตา. ลำดับนั้น กฏุมพีนั้น เพราะกลัววงศ์สกุลจะขาดศูนย์ จึงได้นำหญิงอื่นชื่อว่า ติสสา มาจากสกุลเสมอกัน. นางเป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส ทั้งเป็น ที่รัก เป็นที่ชอบใจของสามี. ไม่นานนัก นางก็ตั้งครรภ์ โดยล่วงไป
หน้า 172 ข้อ 100
๑๐ เดือน นางจึงคลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรคนนั้นมีชื่อว่า ภูตะ. นางเป็นแม่บ้าน อุปัฏฐากภิกษุ ๔ รูป โดยเคารพ, ส่วนหญิงหมัน ริษยานาง. วันหนึ่ง หญิงทั้งสองคนนั้น สระผม ได้ยินผมเปียกอยู่แล้ว. กฎุมพีมีความเสน่หาผูกพันในนางชื่อว่า ติสสา ด้วยอำนาจคุณ ความดี มีใจฟูขึ้น ได้ยินเจรจามากมาย กับนางติสสานั้น. นางมัตตา อดทนต่อเหตุการณ์นั้นไม่ได้ ถูกความริษยาครอบงำ จึงเอาหยาก- เหยื่อที่กวาดสุมไว้ในเรือนมาโปรยลงบนกระหม่อมของนางติสสา. สมัยต่อมา นางมัตตา ทำกาละแล้ว บังเกิดในกำเนิดเปรต เสวย ทุกข์ ๕ ประการ เพราะพลังแห่งกรรมของตน. ก็ทุกข์นั้น จะรู้ได้ ตามพระบาลีนั่นเอง. ภายหลัง ณ วันหนึ่ง นางเปรตนั้น เมื่อการ ก่อกรรมผ่านไป จึงแสดงตนแก่นางติสสา ผู้กำลังอาบน้ำ อยู่ ด้านหลังเรือน. นางติสสา เห็นนางนั้น จึงสอบถามด้วยคาถาว่า :- ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนาง ผู้ซูบผอม มีแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครมายืนอยู่ใน ที่นี้. ฝ่ายนางเปรต ได้ให้คำตอบด้วยคาถาว่า :- เมื่อก่อน ฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อติสสา เป็น หญิงร่วมสามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจาก มนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก.
หน้า 173 ข้อ 100
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหํ มตฺตา ตุวํ ติสฺสา ความว่า ดิฉันชื่อมัตตา, ท่านชื่อติสสา. บทว่า ปุเร แปลว่า ในอัตภาพ ก่อน. บทว่า เต ความว่า ดิฉันได้เป็นผู้ร่วมสามีกับท่าน. นางติสสา จึงถามถึงกรรมที่เขาทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :- ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจาก มนุษยโลกนี้ไปยังเปตโลก. ฝ่ายนางเปรตจึงบอกกรรมที่ตนทำไว้ ด้วยคาถาอีกว่า :- ดิฉันเป็นหญิงดุร้าย และหยาบช้า มัก ริษยา ตระหนี่ โอ้อวด ได้กล่าววาจาชั่วกะท่าน ไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ ไปยังเปตโลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑี แปลว่า ผู้มักโกรธ. บทว่า ผรุสา แปลว่า ผู้มักกล่าวคำหยาบ. บทว่า อาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ. บทว่า ทุรุตฺตํ แปลว่า กล่าว คำชั่ว คือ คำที่ไม่มีประโยชน์. เบื้องหน้าแต่นี้ไป หญิงทั้งสอง คนนั้น ได้ประกาศคาถาว่าด้วยการกล่าวและการกล่าวโต้ตอบกัน เท่านั้นว่า :- ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น แม้ฉันก็รู้ว่าท่านเป็นคนดุร้ายอย่างไร แต่อยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่งว่า ท่านมีสรีระเปื้อน ฝุ่น เพราะกรรมอะไร.
หน้า 174 ข้อ 100
นางเปรต : ท่านกับฉันพากันอาบน้ำแล้ว นุ่งห่มผ้าสะอาด ตบแต่ง ร่างกายแล้ว แต่ฉันแต่งร่างกายเรียบร้อยยิ่งกว่าท่าน เมื่อฉันแลดูท่านคุยอยู่กับสามี ลำดับนั้น ความริษยา และความโกรธ ได้เกิดแก่ฉันเป็นอันมาก ทันใดนั้น ฉัน จึงกวาดเอาฝุ่นโปรยรดท่าน ฉันมีร่างกายเปื้อนฝุ่น เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น. ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้นเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านเอาโปรย โปรยใส่ฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ท่าน เป็นหิดคันไปทั้งตัว เพราะกรรมอะไร นางเปรต : เราทั้งสอง เป็นคนหายา ได้พากันไปป่า ส่วนท่านหา ยามาได้ แต่ฉันนำเอาผลหมามุ่ยมา เมื่อท่านเผลอ ฉัน ได้โปรยหมามุ่ยนั้นลงบนที่นอนของท่าน ฉันเป็นหิด คันไปทั้งตัว เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น. ติสสา : เรื่องทั้งหมดเป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านโปรย ผลหมามุ่ยลงบนที่นอนของฉัน แต่ฉันอยากจะถามท่าน สักอย่างหนึ่ง ท่านเป็นผู้เปลือยกาย เพราะกรรมอะไร นางเปรต : วันหนึ่งได้มีการประชุมพวกมิตรสหายและญาติ ส่วนท่านได้รับเชิญ แต่ฉันผู้ร่วมสามีกับท่าน ไม่มี ใครเชิญ เมื่อท่านเผลอ ฉันได้ลักผ้าของท่านไปซ่อน เสีย ฉันเป็นผู้เปลือยกาย เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น.
หน้า 175 ข้อ 100
ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า ท่านได้ ลักผ้าของฉันไปซ่อน แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่าง หนึ่ง ท่านมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะกรรมอะไร. นางเปรต : ฉันได้ลักของหอม ดอกไม้ และเครื่องลูบไล้ อันมีค่า มากของท่านไป ทิ้งลงในหลุมคูถ บาปนั้นฉันได้ทำไว้ แล้ว ฉันมีกลิ่นกายเหม็นดังคูถ เพราะวิบากกรรมนั้น. ติสสา : เรื่องทั้งหมดนั้น เป็นความจริง แม้ฉันก็รู้ว่า บาปนั้น ท่านทำไว้แล้ว แต่ฉันอยากจะถามท่านสักอย่างหนึ่ง ว่า ท่านเป็นคนยากจน เพราะกรรมอะไร นางเปรต : ทรัพย์สิ่งใด มีอยู่ในเรือน ทรัพย์นั้น ของเราทั้งสอง มีอยู่เท่า ๆ กัน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ แต่ฉันไม่ได้ทำที่พึ่ง แก่ตน ฉันเป็นคนยากจน เพราะวิบากแห่งกรรมนั้น ครั้งนั้น ท่านได้ว่ากล่าวตักเตือนฉัน ห้ามไม่ให้ทำ กรรมชั่วว่า ท่านจักไม่ได้สุคติเพราะกรรมชั่ว. ติสสา : ท่านไม่เชื่อถือเรา เพราะริษยาเรา ขอท่านจงดูวิบาก แห่งกรรมชั่วเช่นนี้ เมื่อก่อนนางทาสี และเครื่อง อาภรณ์ทั้งหลาย ได้มีแล้วในเรือนของท่าน แต่เดี๋ยวนี้ ทาสีเหล่านั้น พากันห้อมล้อมคนอื่น โภคะทั้งหลาย ก็ไม่มีแก่ท่านแน่แท้ บัดนี้กฏุมพีผู้เป็นบิดาของบุตร เรา ยังไปตลาดอยู่ ท่านอย่าเพิ่งไปจากที่นี่เสียก่อน บางที่เขาจะให้อะไรแก่ท่านบ้าง.
หน้า 176 ข้อ 100
นางเปรต : ฉันเป็นผู้เปลือยกายมีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น การเปลือยกายและมีรูปร่าง น่าเกลียด เป็นต้นนี้ เป็นการทำความละอาย ของหญิง ทั้งหลายให้กำเริบ ขออย่าให้ท่านกฏุมพีได้เห็นฉันเลย. ติสสา : ถ้าอย่างนั้น ฉันจะให้สิ่งไรหรือทำบุญอะไร ให้แก่ ท่าน ท่านจึงจะได้ความสุขสำเร็จความปรารถนา ทั้งปวงได้. นางเปรต : ขอท่านจงนิมนต์ภิกษุจากสงฆ์มา ๔ รูป จากบุคคล ๔ รูป รวมเป็น ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร แล้วอุทิศส่วน บุญให้ฉัน เมื่อทำอย่างนั้น ฉันจึงจะได้ความสุข สำเร็จ ความปรารถนาทั้งปวงได้. นางติสสารับคำแล้ว นิมนต์ภิกษุ ๘ รูป ให้ฉันภัตตาหาร ให้ครองไตรจีวร แล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้นางเปรต ในทันตาเห็นนั่น เอง วิบาก คือ ข้าว น้ำ และเครื่องนุ่งห่ม ได้เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ในขณะนั้นเอง นางเปรตมี ร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอันมีค่ายิ่งกว่าผ้า แคว้นกาสี ประดับด้วยผ้าและอาภรณ์อันวิจิตร เข้า ไปหานางติสสา ผู้เป็นหญิงร่วมสามี. ติสสา : ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่อง สว่างไสวไปทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกายพรึก ท่าน มีวรรณะเช่นนี้ เพราะกรรมอะไร อิฐผลสำเร็จ
หน้า 177 ข้อ 100
แก่ท่านในวิมานนี้ เพราะกรรมอะไร และโภคะทุกสิ่ง ทุกอย่าง เพราะกรรมอะไร ดูก่อน นางเทพธิดา ผู้มี อานุภาพมาก ฉันขอถามท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำบุญอะไรไว้ อนึ่ง ท่านมีอานุภาพอันรุ่งเรื่อง และ มีรัศมีอันสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร. เทพธิดา : เมื่อก่อนฉันชื่อมัตตา ท่านชื่อ ติสสา เป็นหญิงร่วม สามีกับท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกนี้ ไปยังเปตโลก. ฉันอนุโมทนาทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน คุณพี่ ขอท่านพร้อมด้วยญาติทุกคน จงมีอายุยืนนาน คุณพี่ ผู้งดงาม ท่านจงประพฤติธรรมและให้ทานในโลกนี้แล้ว จัก เข้าถึงฐานะอันไม่เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันเป็นที่ อยู่แห่งท้าววสวัตตี ท่านกำจัดมลทินคือความตระหนี่ พร้อมทั้งราก อันใคร ๆ ติเตียนไม่ได้ จะเข้าถึงโลก สวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพํ อหมฺปิ ชานามิ ยถา ตฺวํ จณฺฑิกา อหุ ความว่า คำที่ท่านกล่าว เราเป็นผู้ดุร้ายและ มีวาจาหยาบทั้งหมดนั้น แม้ข้าพเจ้าก็รู้ว่าท่านเป็นผู้ร้าย มักโกรธ มีวาจาหยาบ มักริษยา ตระหนี่ และโอ้อวด. บทว่า อญฺญฺจ โข ตํ ปุจฺฉามิ ความว่า บัดนี้ เราขอถามท่านสักอย่างหนึ่งอีก.
หน้า 178 ข้อ 100
บทว่า เกนาสิ ปํสุกุนฺถิตา ความว่า ท่านเป็นผู้เปื้อนด้วยหยากเยื่อ และฝุ่น เป็นผู้มีร่างกายเกลื่อนกล่นโดยประการทั้งปวง เพราะ กรรมอะไร. บทว่า สีสํ นฺหาตา ปลว่า ท่านสระผมแล้ว. บทว่า อธิมตฺตํ แปลว่า มีประมาณยิ่งกว่า. บทว่า สมลงฺกตตรา แปลว่า ประดับด้วยดี คือดียิ่ง. บาลีว่า อธิมตฺตา ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า เป็นผู้เมา คือ เป็นผู้เมาด้วยมานะอย่างยิ่ง คืออาศัย มานะ. บทว่า ตยา แปลว่า อันนางผู้เจริญ. บทว่า สามิเกน สมนฺตยิ ความว่า ท่านกล่าวเจรจาปราศัยกับสามี. บทว่า ขชฺชสิ กจฺฉุยา ความว่า ท่านถูกโรคหิดกัด คือ เบียดเบียน. บทว่า เภสชฺชหารี แปลว่า ผู้หายา คือ ผู้นำโอสถ มา. บทว่า อุภโย แปลว่า ทั้งสองคน, อธิบายว่า ท่านกับเรา บทว่า วนนฺตํ แปลว่าสู่ป่า. บทว่า ตฺวญฺจ เภสชฺชมาหริ ความว่า ส่วนท่านหายาที่นำอุปการะมาแก่ตน ตามที่หมอบอกให้. บทว่า อหญฺจ กปิกจฺฉุโน ความว่า แต่ฉันได้นำเอาผลหมามุ่ย คือผลไม้ ที่มีผัสสะชั่วมาให้. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เครือเถาที่เป็นเอง ท่านเรียกว่า กปิกจฺฉุ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงนำเอาใบและผลของ เครือเถาที่เป็นเองมา. บทว่า เสยฺยํ ตฺยาหํ สโมกิรึ ความว่า ดิฉัน เอาผลและใบหมามุ่ยโปรยรอบที่นอนท่าน. บทว่า สหายานํ แปลว่า มิตร. บทว่า สมโย แปลว่า การ ประชุม. บทว่า าตีนํ ได้แก่ พวกพ้อง. บทว่า สมิติ แปลว่า
หน้า 179 ข้อ 100
การประชุม. บทว่า อามนฺติตา ความว่า ท่านอันดิฉันเชิญโดย การกระทำมงคล. บทว่า สสามินี ความว่า หญิงผู้ร่วมสามี คือ ผู้ร่วมผัว. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า โน จ โขหํ ความว่า ส่วนเราเขามิได้เชื้อเชิญเลย. บทว่า ทุสฺสํ ตฺยาหํ ตัดเป็น ทุสฺสํ เต อหํ. บทว่า อปานุทึ ได้แก่ ดิฉันได้ลัก คือ ได้ถือเอาโดยอาการ ขะโมย. บทว่า ปุจฺจคฺฆํ ได้แก่ ใหม่เอี่ยม. หรือมีค่ามาก. บทว่า อตาเรสึ ได้แก่ ทิ้งไป. บทว่า คูถคนฺธินี ได้แก่ ผู้มีกลิ่นเหมือน กลิ่นคูถ คือ ฟุ้งไปด้วยกลิ่นอุจจาระ. บทว่า ยํ เคเห วิชฺชเต ธนํ ความว่า เราทั้งสอง คือ ท่านและ ฉัน มีทรัพย์ที่เกิดขึ้นในเรือนเสมอกัน คือ เท่ากันทีเดียว. บทว่า สนฺเตสุ แปลว่า มีอยู่. บทว่า ทีปํ ได้แก่ ที่พึ่ง. ท่านกล่าวหมายเอา บุญกรรม. นางเปรตนั้นครั้นบอกเนื้อความที่นางติสสาถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความผิดที่ตนไม่กระทำตามคำของนางติสสานั้น ในกาลก่อนกระทำอีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ในเวลานั้นนั่นเอง ท่านได้กล่าวสอนเรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเทว แปลว่า ในกาลนั้นนั่นแหละ คือ ในเวลาที่เราตั้งอยู่ในอัตภาพมนุษย์นั่นเอง. บาลีว่า ตเถว ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า กรรมที่เกิดขึ้นในบัดนี้ ฉันใด กรรมนั้นก็เป็น อย่างนั้นเหมือนกัน. นางเปรตแสดงอ้างถึงตนว่า มํ. บทว่า ตฺวํ
หน้า 180 ข้อ 100
ได้แก่ ซึ่งนางติสสา. บทว่า อวจ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. ก็เพื่อ จะแสดงถึงอาการที่นางติสสากล่าว จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า ปาปกมฺมํ กรรมชั่ว. บาลีว่า ปาปกมฺมานิ ดังนี้ก็มี. นางเปรตกล่าวว่า ท่าน กระทำกรรมชั่วอย่างเดียว แต่ท่านไม่ได้สุคติด้วยดี เพราะกรรมชั่ว โดยที่แท้ ได้แต่สุคติเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านได้กล่าว คือโอวาท เราในกาลก่อน โดยอาการใด กรรมนั้นก็ย่อมมีโดยอาการนั้น เหมือนกัน. นางติสสาได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าว ๓ คาถา โดยนัยมี อาทิว่า วามโต มํ ตฺวํ ปจฺเจสิ ท่านไม่เชื่อถือเรา ดังนี้. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า วามโต นํ ตฺวํ ปจฺเจสิ ความว่า ท่านเชื่อเรา โดยอาการผิดตรงกันข้าม คือ ท่านยืดถือเราแม้ผู้แสวงหาประโยชน์ แก่ท่าน ก็ทำให้เป็นข้าศึก. บทว่า มํ อุสูยสิ แปลว่า ท่านริษยาเรา คือ ทำความริษยาเรา. ด้วยบทว่า ปสฺส ปาปานํ กมฺมานํ วิปาโก โหติ ยาทิโส นี้ นางเปรตแสดงว่า ท่านจงดูวิบากของกรรมชั่ว ที่ร้ายกาจมากนั้น โดยประจักษ์. บทว่า เต อญฺเ ปริจาเรนฺติ ความว่า ทาสีในเรือนของท่าน และเครื่องอาภรณ์เหล่านี้ที่ท่านหวงแหนไว้ในกาลก่อน บัดนี้ บำเรอคนอื่น คือ คนอื่นใช้สอย. จริงอยู่ บทว่า อิเม นี้ ท่านกล่าว โดยเป็นลิงควิปลาส. บทว่า น โภคา โหนฺติ สสฺสตา ความว่า ธรรมดาว่าโภคะเหล่านี้ ไม่แน่นอน คือไม่ยั่งยืนเป็นของชั่วกาล
หน้า 181 ข้อ 100
มีอันจะต้องละทิ้งไป อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ไม่ควรทำความริษยา และความตระหนี่เป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่โภคะนั้น. บทว่า อิทานิ ภูตสฺส ปิตา ความว่า บัดนี้ กฏุมพีผู้เป็นบิดา ของเจ้า ภูตะผู้เป็นบุตรของเรา. บทว่า อาปณา ความว่า เขาจักมา คือจักกลับจากตลาดมายังเรือน. บทว่า อปฺเปว เต ทเท กิญฺจิ ความว่า กฏุมพีมาถึงเรือนแล้วคงจะให้ไทยธรรมบางอย่าง อันควร ที่จะให้แก่ท่านบ้าง. บทว่า มา สุ ตาว อิโต อคา ความว่า นางติสสา เมื่อจะอนุเคราะห์นางเปรตนั้นจึงกล่าวว่า อันดับแรก ท่านอย่าได้ ไปจากนี้ คือจากที่ดินหลังเรือนนี้. นางเปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน จึง กล่าวคาถามีอาทิว่า ดิฉันเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกปีนเมตํ อิตฺถีนํ ความว่า ความเป็น คนเปลือยกายและมีรูปร่างน่าเกลียดเป็นต้นนี้ เป็นของน่าละอาย คือ ควรจะปกปิดสำหรับหญิงทั้งหลาย เพราะเป็นอวัยวะควรจะต้อง ปกปิด. บทว่า มา มํ ภูตปิตาทฺทส ความว่า นางเปรตละอายพลาง กล่าวว่า เพราะฉะนั้น กฏุมพีผู้เป็นบิดาของเจ้าภูตะ อย่าได้พบ ดิฉันเลย. นางติสสา ครั้นได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความสงสารกล่าวคาถาว่า เอาเถอะ เราจะให้อะไรแก่ท่านสักอย่าง. บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิปาต ใช้ในอรรถว่า ตักเตือน. บทว่า กึ วา ตฺยาหํ ทมฺมิ ความว่า เราจะให้อะไรแก่ท่าน คือ จะให้ผ้าหรือ
หน้า 182 ข้อ 100
อาหาร. บทว่า กึ วา เตธ กโรมหํ ความว่า เราจะทำอุปการะอะไร แก่ท่านสักอย่าง ในที่นี้ คือในเวลานี้. นางเปรตได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า จตฺตาโร ภิกฺขู สงฺฆโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาโร ภิกฺขู สงฺฆโต จตฺตาโร ปน ปุคฺคเล ความว่า ท่านจงให้ภิกษุ ๘ รูป บริโภความ ความพอใจ อย่างนี้คือ จากภิกษุสงฆ์ คือ จากสงฆ์ ๔ รูป จาก บุคคล ๔ รูป ดังนี้แล้วอุทิศส่วนบุญนั้นแก่เรา คือ จงให้ปัตติทาน แก่เราเถิด. บทว่า ตทาหํ สุขิตา เหสฺสํ ความว่า ในเวลาที่ท่าน อุทิศส่วนบุญแก่เรา เราได้รับความสุข คือถึงความสุขแล้ว จัก เป็นผู้สำเร็จสิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง. นางติสสา ครั้นได้ฟังดังนั้น จึงได้แจ้งความนั้น แก่สามี ของตน ในวันที่ ๒ จึงให้ภิกษุ ๘ รูป ฉันแล้ว อุทิศส่วนบุญแก่ นางเปรต, ทันใดนั้นเอง นางเปรตก็ได้รับทิพยสมบัติ จึงกลับไปหา นางติสสา. เพื่อจะแสดงความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงได้ตั้ง ๓ คาถามีอาทิว่า นางรับคำแล้ว. ฝ่ายนางติสสา ได้สอบถามนางเปรตผู้เข้าไปยืนอยู่แล้ว ด้วย ๓ คาถา มีอาทิว่า มีวรรณะงามยิ่งนัก. ฝ่ายนางเปรต จึงแจ้ง เรื่องของตนด้วยคาถาว่า เราชื่อมัตตา แล้วได้ให้อนุโมทนาแก่ นางติสสา ด้วยคาถาเป็นต้นว่า ขอท่านจงมีอายุยืนเถิด ดังนี้แล้ว ได้ให้โอวาท ด้วยคาถาว่า จงประพฤติธรรมในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว ทินฺเนน ได้แก่ ทานที่ท่านให้แล้ว.
หน้า 183 ข้อ 100
บทว่า อโสกํ วิรชํ านํ ความว่า ชื่อว่า อโสกะ เพราะไม่มีความ เศร้าโศก อนึ่ง ฐานะอันเป็นทิพย์ ชื่อว่า วีรชะ เพราะไม่มีธุลี คือ เหงื่อไคล ทั้งหมดนั้น นางเทพธิดา กล่าวหมายเอาเทวโลก. บทว่า อาวาสํ ได้แก่สถานที่. บทว่า วสวตฺตินํ ได้แก่ เทพทั้งหลาย ผู้แผ่อำนาจของตน โดยความเป็นอธิบดี อันเป็นทิพย์. บทว่า สมูลํ ได้แก่ เป็นไปกับด้วยโลภะและโทสะ. จริงอยู่ โลภะและโทสะ ชื่อว่า เป็นมูลของความตระหนี่. บทว่า อนินฺทิตา ได้แก่ใคร ๆ ไม่ติเตียน คือ ควรสรรเสริญ. บทว่า สคฺคมุเปหิ านํ ความว่า จงดำรงฐานะ อันเป็นทิพย์ อันได้นามว่า สัคคะ เพราะเลิศด้วยดี ด้วยอารมณ์ ทั้งหลายมีรูป เป็นต้น, อธิบายว่า มีสุคติเป็นที่ไปในเบื้องหน้า. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. ลำดับนั้น นางติสสา บอกเรื่องราวนั้นแก่กฏุมพี. กฏุมพี จึงได้เรียนแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายจึงกราบทูล แด่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็น อัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนได้ฟังธรรมนั้น กลับได้ความสลดใจ จึงกำจัดมลทินมีความ ตระหนี่เป็นต้น เป็นผู้ยินดีในทานและศีลเป็นต้น มีสุคติเป็นที่ไป ในเบื้องหน้า ฉะนี้แล. จบ อรรถกถามัตตาเปติวัตถุที่ ๓
หน้า 184 ข้อ 101
๔. นันทาเปติวัตถุ ว่าด้วยผู้ดุร้ายตายเป็นนางเปรต นันทิเสนอุบาสกถามว่า [๑๐๑] ท่านมีผิวพรรณดำ มีรูปร่างน่าเกลียด ตัวขรุขระดูน่ากลัว มีตาเหลือง เขี้ยวงอกออก เหมือนหมู เราไม่เข้าใจว่าท่านเป็นมนุษย์. นางเปรตตอบว่า ข้าแต่ท่านนันทิเสน เมื่อก่อน ฉันชื่อ นันทา เป็นภรรยาของท่าน ได้ทำกรรมอันลามก ไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. นันทิเสนถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไรท่านจึงจากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก. นางเปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อนฉันเป็นหญิงดุร้าย หยาบคาย ไม่ เคารพท่าน พูดคำชั่วหยาบกะท่าน จึงจากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก.
หน้า 185 ข้อ 101
นันทิเสนถามว่า เอาละ เราจะให้ผ่านุ่งแก่ท่าน ขอท่านจง นุ่งผ้านี้แล้วจงมา เราจักนำท่านไปเรือน ท่าน ไปเรือแล้วจักได้ผ้า ข้าวและน้ำ ทั้งจักได้ชม บุตรและลูกสะใภ้ของท่าน. นางเปรตนั้นตอบว่า ผ้านั้นถึงท่านจะให้ที่มือของฉัน ด้วยมือ ของท่าน ก็ย่อมไม่สำเร็จประโยชน์แก่ฉัน ขอ ท่านจงเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าว และน้ำ แล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้ฉัน เมื่อท่านทำ อย่างนั้น ฉันจักมีความสุข สำเร็จความปรารถนา ทั้งปวง. เมื่อนันทิเสนอุบาสกรับคำแล้ว ได้ให้ ทานเป็นอันมาก คือ ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า เสนา- สนะ ร่ม ของหอม ดอกไม้ และรองเท้าต่าง ๆ และเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศ- จากราคะ เป็นพหูสูตให้อิ่มหยกด้วยข้าวและน้ำ แล้วทิศส่วนกุศลไปให้นางนันทา ข้าว น้ำ และ เครื่องนุ่งห่มอันเป็นวิบาก ย่อมบังเกิดในทันตา นั้นนั่นเอง นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ในขณะนั้นนั่น เอง นางเปรตนั้นมีร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่ม
หน้า 186 ข้อ 101
ผ้าอันดีมีค่ายิ่งกว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วย วัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหาสามี. นันทิเสนอุบาสกจึงถามว่า ดูก่อนนางเทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่ง นักส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาว ประกายพรึก ท่านมีวรรณะงามเช่นนี้ อิฐผลย่อม สำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ และโภคะทุกสิ่งทุกอย่าง อันเป็นที่พอใจ ย่อมเกิดแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูก่อนนางเทพธิดาผู้มีอานุภาพมาก ฉันขอถาม ท่าน เมื่อท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำบุญอะไร อนึ่ง ท่านมีอานุภาพรุ่งเรื่อง และมีรัศมีสว่างไสวไปทั่ว ทุกทิศอย่างนี้ เพราะกรรมอะไร. นางนันทาเทพธิดาตบว่า ข้าแต่ท่านนันทิเสน เธอก่อน ฉันชื่อ นันทาเป็นภรรยาของท่าน ได้ทำกรรมชั่วช้า จึง จากมนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฉันอนุโมทนาทาน ที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ดูก่อน คฤหบดี ขอท่านพร้อมด้วยญาติทั้งปวงจงมีอายุ ยืนนานเถิด ดูก่อนคฤหบดี ท่านประพฤติธรรม และให้ทานในโลกนี้แล้ว จะเข้าถึงถิ่นฐานอันไม่ เศร้าโศก ปราศจากธุลี ปลอดภัย อันเป็นที่อยู่ของ
หน้า 187 ข้อ 101
ท้าวสวัตตี ท่านกำจัดมลทิน คือความตระหนี่ พร้อมด้วยรากแล้ว อันใคร ๆ ไม่ติเตียนได้ จัก เข้าถึงโลกสวรรค์. จบ นันทาเปติวัตถุที่ ๔ อรรถกถานันทาเปติวัตถุที่ ๔ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภนางเปรตชื่อว่า นันทา จึงตรัสคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาฬี ทุพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้. ได้ยินว่า ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถีนัก ยังมีอุบาสกคนหนึ่ง ชื่อว่า นันทิเสน เป็นผู้มีศรัทธา มีความเลื่อมใส. ส่วนภริยาของเขา ชื่อว่า นันทา ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นคนตระหนี่ ดุร้าย กล่าววาจาหยาบ ไม่เคารพยำเกรงสามี ด่าบริภาษแม่ผัว ด้วยวาจาว่าเป็นโจร. สมัยต่อมานางนันทานั้น ทำกาละแล้ว ไปบังเกิดในกำเนิดเปรต แสดงตนในที่ไม่ไกลหมู่บ้าน นั้นนั่นเอง. นันทิเสนอุบาสกเห็นนางนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า :- ท่านมีผิวพรรณดำ มีรูปร่างน่าเกลียด ตัว ขรุขระดูน่ากลัว มีตาเหลือง มีเขี้ยวงอกออก เหมือนหมู เราไม่เข้าใจว่า ท่านจะเป็นมนุษย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬี แปลว่า มีสีดำ. จริงอยู่ วรรณะของนางเปรตนั้น เป็นเสมือนถ่านที่ถูกเผาแล้ว. บทว่า
หน้า 188 ข้อ 101
ผรุสา ได้แก่ มีตัวขรุขระ. บทว่า ภีรุทสฺสนา แปลว่า น่าสะพึงกลัว คือ มีอาการน่ากลัว. บาลีว่า ภารุทสฺสนา ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า เห็นเข้าน่ากลัวอย่างหนัก คือ ไม่น่าดู เพราะมีผิวพรรณน่าเกลียด เป็นต้น. บทว่า ปิงฺคลา แปลว่า ผู้มีนัยน์ตาเหลือง. บทว่า กฬารา ผู้มีเขี้ยวเหมือนหมู. บทว่า น ตํ มญฺานิ มานุสึ ความว่า เราไม่ สำคัญท่านว่าเป็นมนุษย์ แต่เราสำคัญท่านว่า เป็นนางเปรต. นางเปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศตนจึงกล่าวคาถาว่า :- ท่านนันทิเสน เมื่อก่อนดิฉันชื่อนันทา เป็นภรรยาของท่าน ได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจาก มนุษยโลกนี้ ไปสู่เปตโลก. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อหํ นนฺทา นนฺทิเสน ความว่า พี่นันทิเสนขา ดิฉันชื่อว่า นันทา. บทว่า ภริยา เต ปุเร อหุํ ความว่า ในชาติก่อน ดิฉันได้เป็นภรรยาของพี่. เบื้องหน้าแต่นี้ไป อุบาสก นั้นจึงถามว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร ท่านจึงจาก มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก. ลำดับนั้นนางเปรต จึงได้ตอบกะนันทิเสนอุบาสกว่า ดิฉัน เป็นหญิงดุร้าย มีวาจาหยาบคาย ไม่ เคารพพี่ กล่าวคำชั่วหยาบกะพี่ จึงจากมนุษยโลก นี้ ไปสู่เปตโลก.
หน้า 189 ข้อ 101
นันทิเสนอุบาสก จึงถามอีกว่า :- เอาเถอะ เราจะให้ผ้านุ่งแก่เจ้า เจ้าจงนุ่งผ้า นี้ ครั้นนุ่งผ้านี้แล้ว จงมา ฉันจะนำเจ้าไปสู่เรือน เจ้าไปเรือนแล้ว จักได้ผ้า ข้าว และน้ำ ทั้งจักได้ ชมบุตรและลูกสะใภ้ของเธออีกด้วย. ลำดับนั้น นางเปรตจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา แก่นันทิเสน อุบาสกนั้นว่า :- ผ้านั้น ถึงพี่จะให้ที่มือของฉัน ด้วยมือ ของพี่เอง ก็ไม่สำเร็จประโยชน์แก่ฉันได้ ขอพี่ จงเลี้ยงดูภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ผู้ ปราศจากราคะ ผู้เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าว และน้ำ แล้วอุทิศส่วนบุญไปให้ดิฉัน เมื่อท่านทำ อย่างนั้น ดิฉันจักมีความสุข สำเร็จความปรารถนา ทั้งปวง. ลำดับนั้น พระสังคีติกาจารย์ กล่าว ๔ คาถานี้ว่า :- นันทิเสนอุบาสก รับคำแล้ว ได้ให้ทาน เป็นอันมาก คือข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และ เสนาสนะ ร่ม ของหอม ดอกไม้ และรองเท้า หลากชนิด เลี้ยงดูภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล ปราศจากราคะเป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วยข้าว และน้ำแล้ว อุทิศส่วนบุญไปให้นางในทันตาเห็น
หน้า 190 ข้อ 101
วิบาก คือข้าว เครื่องนุ่งห่ม และน้ำดื่ม ก็เกิดขึ้น นี้เป็นผลแห่งทักษิณา ลำดับนั้น นางเปรตมี ร่างกายบริสุทธิ์สะอาด นุ่งห่มผ้าอย่างดี มีค่ายิ่ง กว่าผ้าแคว้นกาสี ประดับด้วยวัตถาภรณ์อันวิจิตร เข้าไปหาสามี. ต่อแต่นั้น เป็นคาถากล่าวโต้ตอบระหว่างอุบาสกกับนางเปรต ว่า :- ดูก่อน เทพธิดา ท่านมีวรรณะงามยิ่งนัก ส่องสว่างไสวไปทั่วทุกทิศสถิตอยู่ ดุจดาวประกาย พรึก ท่านมีวรรณะงดงามเช่นนี้ เพราะกรรม อะไร อิฐผลย่อมสำเร็จแก่ท่านในวิมานนี้ เพราะ กรรมอะไร และโภคะทุกสิ่งทุกอย่างอันเป็นที่ พอใจ เกิดขึ้นแก่ท่านเพราะกรรมอะไร ดูก่อน เทพธิดา ผู้มีอานุภาพมาก เราขอถามท่าน เมื่อ เป็นมนุษย์ ท่านทำบุญอะไรด้วย ท่านมีอานุภาพ รุ่งเรืองและมีรัศมีสว่างไสวไปทุกทิศอย่างนี้ พี่นันทิเสน เมื่อก่อนดิฉันชื่อนันทา เป็นภริยาของท่าน ได้ทำกรรมชั่วช้า จึงจาก มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ดิฉันได้อนุโมทนา ทานที่ท่านให้แล้ว จึงไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ก่อน คฤหบดี ขอท่านพร้อมด้วยชาติทั้งปวง จงมีอายุ
หน้า 191 ข้อ 101
ยืนนานเถิด ดูก่อนคฤหบดี ท่านประพฤติธรรม และให้ทานในโลกนี้แล้ว จะเข้าถึงถิ่นฐานอันไม่ เศร้าโศก ปราศจากธุลี ปลอดภัย อันเป็นที่อยู่ ของท้าววสวัตตี กำจัดมลทินคือความตระหนี่ พร้อมทั้งราก ใคร ๆ ไม่ติเตียนได้ จักเข้าถึง โลกสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทานํ วิปุลมากิริ ความว่า ท่าน พึงยังมหาทานให้เป็นไป ในเขตแห่งพระทักขิไณยบุคคล เหมือน หว่านพืชคือไทยธรรม. คำที่เหลือ เหมือนเรื่องที่ถัดกันมานั่นแล. นางเทพธิดานั้น ครั้นประกาศทิพยสมบัติของตน และเหตุแห่ง ทิพยสมบัตินั้น แก่นันทิเสนอุบาสกอย่างนี้แล้ว จึงได้ไปยังสถานที่ อยู่ของตนตามเดิม. อุบาสกแจ้วเรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุ ทั้งหลาย จึงกราบทูล แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่ บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล. จบ อรรถกถานันทาเปติวัตถุที่ ๔
หน้า 192 ข้อ 102
๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ พราหมณ์ถามว่า [๑๐๒] ท่านตกแต่งร่างกาย ใส่ต่างหูเกลี้ยง ฯลฯ (เหมือนในมัฏฐกุณฑลีวิมานที่ ๙ สุนิกขิตตวรรค ที่ ๗ ในวิมานวัตถุ) จบ มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕ อรรถกถามัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภมัฏฐกุณฑลีเทพบุตร จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า อลงฺกโต มฏฺกุณฺฑลี ดังนี้. ข้อที่จะพึงกล่าวในเรื่องมัฏฐกุณฑลีนั้น ท่านได้ กล่าวไว้แล้วในอรรถกถา มัฏฐกุณฑลีวิมานวัตถุ ในอรรถกถา วิมานวัตถุ ชื่อ ปรมัตถทีปนี เพราะฉะนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าว ไว้ในอรรถกถาวิมานวัตถุนั้นนั่นแหละ. ก็ในที่นี้ เรื่องของมัฏฐกุณฑลีนั้น ท่านยกขึ้นรวบรวมไว้ใน บาลีวิมานวัตถุ เพราะมัฏฐกุณฑลีเทพบุตรเป็นเทวดาในวิมานก็จริง ถึงกระนั้น เพราะเหตุที่เทพบุตรนั้น เพื่อจะกำจัดความเศร้าโศกของ อทินนปุพพกะพราหมณ์ ผู้ไปป่าช้า เดินเวียนรอบป่าช้าร้องไห้
หน้า 193 ข้อ 102
เพราะความเศร้าโศกถึงบุตร จึงแปลงรูปเทวดาของตน เป็นคน มีร่างกายประพรมด้วยจันทน์เหลือง ประคองแขนทั้ง ๒ คร่ำครวญ อยู่ แสดงตนโดยอาการที่ถูกทุกข์ครอบงำ เหมือนเปรต. แม้จะ เป็นเปรตโดยอ้อม ก็ย่อมได้ เพราะปราศจากอัตตภาพมนุษย์ ดังนั้น พึง เห็นว่า เรื่องของมัฏฐกุณฑลีนั้น ท่านจึงยกขึ้นรวบรวมไว้ใน บาลีเปตวัตถุ. จบ อรรถกถามัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุที่ ๕
หน้า 194 ข้อ 103
๖. กัณหเปตวัตถุ ว่าด้วยความปรารถนากระต่ายจากดวงจันทร์ โรหิไณยอำมาตย์กราบทูลว่า [๑๐๓] ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ขอพระองค์ จงลุกขึ้นเถิด จะมัวบรรทมอยู่ทำไม จะมี ประโยชน์อะไรแก่พระองค์ด้วยการบรรทม อยู่เล่า ข้าแต่พระเกสวะ บัดนี้พระภาคาร่วมพระ อุทรของพระองค์ ซึ่งเป็นดุจพระหทัยและนัยน์- เนตรเบื้องขวาของพระองค์ มีลมกำเริบคลั่งเพ้อ ถึงกระต่ายไปเสียแล้ว. พระเจ้าเกสวะ ได้ทรง ฟังคำของโรหิไณยอำมาตย์แล้ว อันความเศร้า- โศกถึงพระภาดาครอบงำ ก็รีบเสด็จลุกขึ้นทันที จับพระหัตถ์ทั้งสองของฆฏบัณฑิตไว้มั่นแล้ว เมื่อจะทรงปราศรัย จึงตรัสพระคาถา มีความว่า เหตุไรหนอ เธอจึงทำดุจเป็นคนบ้าเที่ยว ไปทั่วนครทวารกะนี้ เพ้ออยู่ว่า กระต่าย ๆ เธอ ปรารถนากระต่ายเช่นไร ฉันจักให้นายช่างทำ กระต่ายทอง กระต่ายแก้วมณี กระต่ายโลหะ กระต่ายรูปิยะ กระต่ายสังข์ กระต่ายหิน กระต่าย แก้วประพาฬ ให้แก่เธอ หรือว่ากระต่ายอื่น ๆ
หน้า 195 ข้อ 103
ที่เที่ยวหากินอยู่ในป่ามีอยู่ ฉันจักให้เขานำ กระต่ายเหล่านั้นมาให้เธอ เธอปรารถนากระต่าย เช่นไร. ฆฏบัณฑิตกราบทูลว่า ข้าพระองค์ไม่ปรารถนากระต่ายที่อาศัย แผ่นดิน ข้าพระองค์ปรารถนากระต่ายจากพระ- จันทร์ ข้าแต่พระเจ้าเกสวะ ขอพระองค์ได้ทรง พระกรุณา นำกระต่ายนั้นลงนาประทานแก่ข้า- พระองค์เถิด. พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า ดูก่อนพระญาติ เธอจักละชีวิตที่สดชื่น ไปเสียเป็นแน่ เพราะเธอปรารถนากระต่ายจาก ดวงจันทร์ ชื่อว่าปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา. ฆฏบัณฑิตกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ถ้าพระองค์ ทรงพร่ำสอนผู้อื่นฉันใด ขอให้พระองค์ทรงทราบ ฉันนั้นเถิด เพราะเหตุไฉน พระองค์จงทรงพระ- กรรแสงถึงราชโอรสที่ทิวงคตแล้ว แต่ก่อนมา แม้จนวันนี้เล่า มนุษย์หรืออมนุษย์ไม่พึงได้ตาม ปรารถนาว่า บุตรของเราที่เกิดมาแล้วจงอย่าตาย พระองค์จะทรงได้ราชโอรสที่ทิวงคตแล้ว ซึ่งไม่
หน้า 196 ข้อ 103
ควรได้แต่ที่ไหน ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร พระองค์ทรงกรรแสงถึงราชโอรสที่ทิวงคตแล้ว ไม่สามารถจะนำคืนมาด้วยมนต์ รากยา โอสถ หรือทรัพย์ได้ แม้กษัตริย์ทั้งหลายมีแว่นแคว้น มาก มีทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทรัพย์และข้าว เปลือกมาก จะไม่ทรงชราและไม่สวรรคต ไม่มี เลย แม้กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คน จัณฑาล คนเทหยากเยื่อ จะไม่แก่และไม่ตาย เพราะชาติของตน ก็ไม่มีเลย ชนเหล่าใด ร่าย มนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ อันพราหมณ์คิดแล้ว ชนเหล่านั้นจะไม่แก่และไม่ตายเพราะวิชาของ ตน ก็ไม่มีเลย แม้พวกฤาษีเหล่าใดเป็นผู้สงบ มีตนอันสำรวมแล้ว มีตบะ แม้พวกฤาษีผู้มีตบะ เหล่านั้น ย่อมละร่างกายไปตามกาล พระอรหันต์ ทั้งหลายมีตนอันอบรมแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มี อาสวะ สิ้นบุญและบาป ย่อมทอดทิ้งร่างกายนี้ไว้. พระเจ้าวาสุเทพตรัสว่า เธอดับความกระวนกระวายทั้งปวงของเรา ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟ ที่ราดด้วยน้ำมันฉะนั้น เธอบรรเทาความโศกถึง บุตรของเราผู้ถูกความโศกครอบงำ ได้ถอนขึ้น
หน้า 197 ข้อ 103
แล้วหนอซึ่งลูกศร คือ ความโศกอันเสียบแทง แล้วที่หทัยของเรา เราเป็นผู้มีลูกศร คือ ความ โศกอันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็น สงบแล้ว เราจะ ไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีก เพราะได้ฟังคำของเธอ ชนเหล่าใดผู้มีปัญญา ผู้อนุเคราะห์กันและกัน ชนเหล่านั้นย่อมทำอย่างนี้ ย่อมยังกันและกัน ให้หายโศก เหมือนเจ้าชายฆฏะยังพระเชษฐาให้ หายโศกฉะนั้น พวกอำมาตย์ผู้เป็นบริจาริกาของ พระราชาใด เป็นเช่นนี้ ย่อมแนะนำด้วยสุภาษิต เหมือนเจ้าชายฆฏะแนะนำพระเชษฐาของตน พระราชานั้นจะมีความโศกมาแต่ไหน. จบ กัณหเปตวัตถุที่ ๖ อรรถกถากัณหเปตวัตถุที่ ๖ พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภอุบาสกคนหนึ่งลูกตาย จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้น ว่า อุฏฺเหิ กณฺห กึ เสสิ ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี ยังมีบุตรของอุบาสกคนหนึ่ง ทำกาละแล้ว. อุบาสกนั้น เพียบพร้อมไปด้วยลูกศรคือ ความ เศร้าโศก เพราะการตายของลูกนั้น ไม่อาบน้ำ ไม่กินข้าว ไม่ จัดแจงการงาน ไม่ไปยังที่อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า บ่นเพ้ออย่างเดียว
หน้า 198 ข้อ 103
พลางกล่าวว่า พ่อ เป็นลูกที่รัก เจ้า ละทิ้งพ่อไปไหนเสียก่อน. ในเวลาใกล้รุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูสัตว์โลก ทรงเห็นอุปนิสัย แห่งโสดาปัตติผล ของอุบาสกนั้น รุ่งขึ้นแวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปบิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี ทรงเสวยพระกระยาหารเสร็จแล้ว จึงทรงส่งภิกษุทั้งหลายไป ส่วนพระองค์มีพระอานนทเถระเป็น ปัจฉาสมณะ ได้เสด็จไปยังประตูเรือนของอุบาสกนั้น คนทั้งหลาย จึงได้แจ้งแก่อุบาสกว่า พระศาสดาเสด็จมาถึงแล้ว. ลำดับนั้น คนในเรือนของอุบาสกนั้น จึงพากันตบแต่งเสนาสนะที่ประตู เรือน แล้วนิมนต์พระศาสดาให้ประทับนั่ง ประคองุบาสกพาเข้า ไปเฝ้าพระศาสดา. พระศาสดาทรงเห็นเธอนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง จึงตรัสถามว่า อุบาสก ท่านเสียใจอะไรหรือ ? เมื่ออุบาสกกราบทูล ให้ทรงทราบ จึงตรัสว่า อุบาสก โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย ฟัง ถ้อยคำของบัณฑิตทั้งหลายแล้ว ไม่เศร้าโศกถึงบุตรที่ตายไป ดังนี้แล้ว อันอุบาสกนั้นทูลอาราธนา จึงทรงนำอดีตนิทานมาว่า :- ในอดีตกาล ในกรุงทวารวดี มีพระราชาพี่น้องกัน ๑๐ คน คือ พระเจ้าวาสุเทพ พลเทพ จันทเทพ สุริยเทพ อัคคิเทพ วรุณเทพ อัชชุนเทพ ปัชชุนเทพ ฆฏบัณฑิตเทพ และอังกุรเทพ. ในเจ้าเหล่านั้น โอรสผู้เป็นที่รักของวาสุเทพมหาราช ได้ทิวงคตลง. เพราะเหตุนั้น พระราชา จึงถูกความเศร้าโศกครองงำ ทรงละ พระราชกรณียกิจทุกอย่าง ยึดแม่แคร่เตียง ทรงบรรทมบ่นเพ้อไป. ในเวลานั้น ฆฏบัณฑิตเทพ ทรงพระดำริว่า เว้นเราเสียคนอื่น
หน้า 199 ข้อ 103
ใครเล่า ที่ชื่อว่า สามารถจะหลีกเลี่ยงความเศร้าโศกพี่ชายเรา ย่อมไม่มี เราจะขจัดความเศร้าโศกของพี่ชายเราด้วยอุบาย. ท่านฆฏบัณฑิต จึงแปลงเพศเป็นคนบ้า แหงนดูอากาศ เที่ยวไปทั่ว พระนครพลางกล่าวว่า ท่านจงให้กระต่ายแก่เรา ท่านจงให้กระต่าย แก่เราเถิด. ชาวพระนครทั้งสิ้น พากันแตกตื่นว่า ฆฏบัณฑิตเป็นบ้า เสียแล้ว. เวลานั้น อำมาตย์ชื่อว่า โรหิไณยไปเฝ้าพระเจ้าวาสุเทพ เมื่อจะสั่งสนทนากับพระเจ้าวาสุเทพ จึงกล่าวคาถานี้ว่า:- ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ขอพระองค์ จงลุกขึ้นเถิด จักมัวบรรทมอยู่ทำไม จะมีประ- โยชน์อะไรแก่พระองค์ ด้วยการบรรทมอยู่เล่า ข้าแต่พระเกสวะ บัดนี้ พระภาดาร่วมอุทรของ พระองค์ผู้เป็นดุจพระทัย และนัยน์เนตรเบื้องขวา ของพระองค์ มีลมกำเริบคลั่งเพ้อถึงกระต่าย. บรรดาบทเหล่านั้น อำมาตย์เรียกพระเจ้าวาสุเทพ โดย พระโคตรว่า กัณหะ. บทว่า โก อตฺโถ สุปเนน เต ได้แก่ ความ เจริญอะไร จะมีแก่พระองค์ด้วยการบรรทม. บทว่า สโก ภาตา ได้แก่ พระภาดาร่วมอุทร. บทว่า หทยํ จกฺขุ จ ทกฺขิณํ ความว่า เสมือนกับดวงหทัย และพระเนตรเบื้องขวา. บทว่า ตสฺส วาตา พลียนฺติ ความว่า ลมบ้าหมู เกิดแก่พระภาดาร่ำไป มีกำลังแรง กำเริบ ครอบงำ. บทว่า สสํ ชปฺปติ ความว่า บ่นเพ้อว่า จงให้
หน้า 200 ข้อ 103
กระต่ายแก่เราเถิด. ด้วยบทว่า เกสวะ ได้ยินว่า ฆฏบัณฑิตนั้น เขาเรียกว่า เกสวะ เพราะมีผมงาม เพราะเหตุนั้น เขาจึงเรียก พระองค์โดยพระนาม. พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงความที่พระเจ้าวาสุเทพ ได้ สดับคำของอำมาตย์นั้นแล้ว เสด็จลุกขึ้นจากที่บรรทม พระองค์ เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่ง จึงตรัสคาถานี้ว่า :- พระเจ้าเกสวะ ได้สดับคำของโรหิไณย- อำมาตย์นั้นแล้ว ผู้ถูกความเศร้าโศกถึงพระภาดา ครอบงำ ก็รีบเสด็จลุกขึ้นทันที. พระราชา เสด็จลุกขึ้นแล้ว รีบลงจากปราสาท แล้วเสด็จไป หาฆฏบัณฑิต จับมือทั้ง ๒ ของฆฏบัณฑิตไว้มั่น เมื่อจะเจรจากับ ท่าน จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า :- เหตุไรหนอ เธอจึงทำตัวเหมือนคนบ้า เที่ยวไปทั่วนครทวารกะนี้ บ่นเพ้อว่า กระต่าย กระต่าย เธอปรารถนากระต่ายเช่นไร ฉันจะให้ นายช่างทำกระต่ายทองคำ กระต่ายแก้วมณี กระ ต่ายโลหะ กระต่ายเงิน กระต่ายสังข์ กระต่าย สิลา กระต่ายแก้วประพาฬ ให้แก่เธอ หรือกระ- ต่ายอื่นที่เที่ยวหากินอยู่ในป่าก็มีอยู่ ฉันจะให้เขา นำกระต่ายเหล่านั้นมาให้แก่เธอ เธอปรารถนา กระต่ายเช่นไรเล่า.
หน้า 201 ข้อ 103
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุมฺมตฺตรูโปว แปลว่าเป็นเหมือน คนบ้า. บทว่า เกวลํ แปลว่า ทั้งสิ้น. บทว่า ทฺวารกํ ได้แก่เที่ยวไป ตลอดทวารวดีนคร. บทว่า สโส สโสติ ลปสิ ความว่า บ่นเพ้อว่า กระต่าย กระต่าย. บทว่า โสวณฺณมยํ แปลว่า สำเร็จด้วยทองคำ. บทว่า โลหมยํ แปลว่า สำเร็จด้วยโลหะทองแดง. บทว่า รูปิยมยํ แปลว่า สำเร็จด้วยเงิน. ท่านปรารถนาสิ่งใด ก็จงบอกมาเถอะ. เมื่อเป็นเช่นนั้นเธอเศร้าโศก เพราะอะไร. พระเจ้าวาสุเทพเชื้อเชิญ ฆฏบัณฑิตด้วยกระต่ายว่า กระต่ายแม้เหล่าอื่น ที่เที่ยวหากินอยู่ ในป่าก็มีอยู่ในป่า เราจักนำกระต่ายนั้นมาให้แก่เธอ เจ้า ผู้มีหน้า อันเจริญ เธอปรารถนากระต่ายเช่นไร ก็จงบอกมาเถอะ ดังนี้ ด้วยความประสงค์ว่าฆฏบัณฑิต ต้องการกระต่าย. ฆฏบัณฑิต ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :- ข้าพระองค์ ไม่ปรารถนากระต่ายที่อาศัย อยู่บนแผ่นดิน ข้าพระองค์ปรารถนากระต่ายจาก ดวงจันทร์ ข้าแต่พระเจ้าเกสวะ ขอพระองค์โปรด นำกระต่ายนั้นมาประทานแก่ข้าพระองค์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอหร แปลว่า โปรดให้นำลงมา. พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นจึงถึงความโทมนัสว่า พระภาดา ของเราเป็นบ้าเสียแล้ว โดยมิต้องสงสัย จึงตรัสคาถาว่า :-
หน้า 202 ข้อ 103
ดูก่อน พระญาติ เธอจักละชีวิตอันสดชื่น ไปเสียเป็นแน่ เพราะเธอปรารถนากระต่ายจาก ดวงจันทร์ ชื่อว่า ปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา. พระเจ้าเกสวะตรัสเรียกน้องชายว่า ญาติ ในพระคาถานั้น. ในพระคาถานี้มีอธิบายดังนี้ว่า :- ญาติกันเป็นที่รักของเราผู้ ปรารถนาสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา เห็นจะละชีวิตอันน่ารื่นรมย์ยิ่ง ของตนเสียเป็นแน่. ฆฏบัณฑิตได้ฟังพระดำรัสของพระราชาก็ได้ยืนนิ่งเสีย เมื่อ จะแสดงความนี้ว่า ข้าแต่พี่ชาย พระองค์เมื่อรู้ว่า หม่อมฉันปรารถนา กระต่ายจากดวงจันทร์ ครั้นไม่ได้กระต่ายนั้น จักสิ้นชีวิต เพราะ เหตุไร พระองค์ไม่ได้โอรสที่ตายไปแล้วจึงเศร้าโศกถึง จึงกล่าว คาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหโคตร ถ้าพระองค์ ทรงพร่ำสอนผู้อื่นอย่างที่ทรงทราบไซร้ เพราะ เหตุไร แม้ทุกวันนี้พระองค์ก็ยังทรงเศร้าโศก ถึงบุตรที่ตายแล้ว ในกาลก่อนเล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เจ กณฺห ชานาสิ ความว่า ข้าแต่ท้าวกัณหมหาราชผู้พี่ชาย ผิว่า พระองค์ทรงทราบอย่างนี้ว่า ชื่อว่า วัตถุที่ไม่พึงได้ ก็ไม่พึงปรารถนา. บทว่า ยถญฺํ ความว่า ท่านพอรู้อย่างนี้ อย่าได้กระทำโดยประการที่ท่านพร่ำสอนผู้อื่น. บทว่า กสฺมา ปุเร มตํ ปุตฺตํ ความว่า เมื่อเป็นเช่นนี้ เพราะเหตุไร
หน้า 203 ข้อ 103
แม้ในวันนี้ ท่านก็ยังเศร้าโศกถึงบุตรที่ตายไป ในที่สุด ๔ เดือน แต่เดือนนี้. ฆฏบัณฑิต ยืนอยู่ที่ระหว่างถนนอย่างนั้นแล ทูลว่า อันดับแรก หม่อมฉันปรารถนาสิ่งที่ปรากฏอยู่อย่างนี้ ส่วนพระองค์เศร้าโศก เพื่อต้องการสิ่งที่ไม่ปรากฏ เมื่อจะแสดงธรรมแก่พระราชา จึง กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ก็มนุษย์ หรืออมนุษย์ ไม่พึงได้ตาม ปรารถนาว่า ขอบุตรของเราที่เกิดมาจงอย่าตาย เลย พระองค์จะพึงได้โอรสที่ทิวงคตแล้ว ที่ไม่ ควรได้แต่ที่ไหน. ข้าแต่พระองค์ผู้กัณหะโคตร พระองค์ทรงกันแสงถึงโอรสที่ทิวงคตแล้ว ซึ่ง ไม่สามารถจะนำคืนมาด้วยมนต์ รากยา โอสถ หรือทรัพย์ได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ความว่า ดูก่อนพี่ชาย มนุษย์ หรือว่า เทวดา ไม่พึงได้ คือไม่อาจได้ตามที่พระองค์ปรารถนาว่า ของบุตรของเรา ผู้เกิดมาอย่างนี้แล้ว อย่าตายไปเลย. อธิบายว่า ก็ ความปรารถนานั้น ท่านจะได้แต่ที่ไหน คือ ท่านอาจจะได้ด้วย เหตุไร เพราะเหตุที่ขึ้นชื่อว่าสิ่งที่ไม่ควรได้นี้ เป็นสิ่งที่ไม่ควร จะได้. บทว่า มนฺตา แปลว่า ด้วยการประกอบมนต์. บทว่า มูลเภสชฺชา แปลว่า ด้วยรากยา. บทว่า โอสเธหิ ได้แก่ โอสถ
หน้า 204 ข้อ 103
นานาชนิด. บทว่า ธเนน วา ได้แก่ แม้ด้วยทรัพย์นับได้ร้อยโกฏิ. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า ใคร ๆ ไม่อาจจะนำโอรสผู้ละไป แล้ว ที่พระองค์ทรงเศร้าโศกถึงนั้นมา ด้วยการประกอบมนต์เป็นต้น อย่างนั้น. ฆฏบัณฑิต เมื่อจะแสดงอีกว่า ข้าแต่พี่ชาย ขึ้นชื่อว่า ความ ตายนี้ ใคร ๆ ไม่อาจจะห้ามได้ ด้วยทรัพย์ ด้วยชาติ ด้วยวิชชา ด้วยศีล หรือด้วยภาวนาได้ จึงแสดงธรรมแด่พระราชาด้วยคาถา ๕ คาถาว่า :- กษัตริย์ทั้งหลาย แม้จะมีแว่นแคว้น มี ทรัพย์มาก มีโภคะมาก มีทรัพย์และธัญญาหาร มาก จะไม่ทรงชรา จะไม่ทรงสวรรคต ไม่มีเลย. กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ ศูทร คน จัณฑาล และคนเทหยากเยื่อ และคนอื่น ๆ จะ ไม่แก่ จะไม่ตาย เพราะชาติของตน ก็ไม่มีเลย ชนเหล่าใด ร่ายมนต์อันประกอบด้วยองค์ ๖ อันพราหมณ์คิดไว้แล้ว ชนเหล่านั้นและชน เหล่าอื่นจะไม่แก่ และไม่ตาย เพราะวิชาของตน ก็ไม่มีเลย. แม้พวกฤาษีเหล่าใด เป็นผู้สงบ มีตน สำรวมแล้ว มีตปะ แม้พวกฤาษี ผู้มีตปะเหล่านั้น ย่อมละร่างกายไปตามกาล
หน้า 205 ข้อ 103
พระอรหันต์ทั้งหลาย มีตนอันอบรมแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ สิ้นบุญและบาป ยัง ทอดทิ้งร่างกายนี้ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหทฺธนา ได้แก่ ชื่อว่า ผู้มีทรัพย์ มาก เพราะมีทรัพย์ที่ฝังไว้นั่นแหละมาก. บทว่า มหาโภคา ได้แก่ ประกอบด้วยโภคสมบัติมาก เช่นกับโภคสมบัติของเทพ. บทว่า รฏวนฺโต แปลว่า มีแว่นแคว้นมาก. บทว่า ปหูตธนธญฺาเส ได้แก่ ผู้มีทรัพย์และธัญญาหาร หาที่สุดมิได้ โดยทรัพย์และธัญญา- หาร ซึ่งจะต้องใช้จ่ายเป็นประจำ ที่เก็บฝังไว้ เพื่อใช้ได้ถึง ๓ ปี หรือ ๔ ปี บทว่า เตปิ โน อชรามรา ความว่า กษัตริย์มีพระเจ้า มันธาตุ และพระเจ้ามหาสุทัสสนะ เป็นต้น ผู้มีสมบัติมากถึงอย่างนั้น จะเป็นผู้ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีเลย คือ ตั้งอยู่ใกล้ปากมรณะ โดยแท้ ทีเดียว. บทว่า เอเต ได้แก่ กษัตริย์ตามที่กล่าวแล้ว เป็นต้น. บทว่า อญฺเ ได้แก่ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีอัมพัฏฐะมาณพเป็นต้น ผู้เป็นอยู่อย่างนั้น. บทว่า ชาติยา ความว่า เป็นผู้ไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีเลย เพราะชาติของตนเป็นเหตุ. บทว่า มนฺตํ ได้แก่เวท. บทว่า ปริวตฺเตนฺติ แปลว่า ย่อม สาธยาย และย่อมบอก, อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปริวตฺเตนฺติ ได้แก่ ร่ายเวททำการบูชาเพลิง พร้อมพร่ำมนต์ไปด้วย. บทว่า ฉฬงฺคํ ได้แก่ออกเสียงอ่านถูกจังหวะ คล่อง และไพเราะ กัปปะ ได้แก่
หน้า 206 ข้อ 103
รู้จักแบบแผนทำกิจวิธีต่าง ๆ นิรุตติ ได้แก่ รู้จักมูลศัพท์ และ คำแปลศัพท์ ไวยากรณ์ ได้แก่ รู้จักตำราภาษา โชติศาสตร์ ได้แก่ รู้จักดาวหาฤกษ์ และผูกดวงชะตา ฉันโทวิจิติ ได้แก่ รู้จักคณะฉันท์ และแต่งได้. บทว่า พฺรหฺมจินฺติตํ ได้แก่ พรหมคิด คือกล่าวเพื่อ ประโยชน์แก่พวกพราหมณ์. บทว่า วิชฺชาย ได้แก่ ผู้ประกอบด้วย วิชาเสมือนพรหม, อธิบายว่า แม้ท่านเหล่านั้น จะไม่แก่ ไม่ตาย ไม่มีเลย. บทว่า อิสโย ความว่า ชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่า แสวงหา พรตที่ประพฤติประจำ และพรตที่ประพฤติตามกาลกำหนดเป็นต้น และปฏิกูลสัญญา เป็นต้น. บทว่า สนฺตา ได้แก่ สงบกายวาจา เป็นสภาวะ. บทว่า สญฺตตฺตา ได้แก่ มีจิตสำรวม ด้วยการสำรวม กิเลส มีราคะเป็นต้น. ชื่อว่า ตปัสสี เพราะมี ตปะ กล่าวคือ ทำกาย ให้เร่าร้อน. อนึ่ง บทว่า ตปสฺสิโน แปลว่า ผู้สำรวม. ด้วยคำว่า ตปสฺสิโน นั้น ท่านแสดงว่า เป็นผู้อาศัยตปะอย่างนั้น และเป็น ผู้ปรารถนา เพื่อจะหลุดพ้นจากสรีระ ก็เป็นผู้สำรวม ย่อมละ สรีระได้ทีเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิสโย ชื่อว่า อิสยะ เพราะ อรรถว่า แสวงหาอธิสีลสิกขาเป็นต้น, ชื่อว่า ผู้สงบ เพราะเข้าไป สงบบาปธรรม อันเป็นปฏิปักษ์ต่ออธิสีลสิกขานั้น ก็เพื่อประโยชน์ แก่อธิสีลสิกขานั้น. ชื่อว่า มีตนสำรวมแล้ว เพราะสำรวมจิตไว้ ในอารมณ์อันเดียวกัน ชื่อว่า ตปัสสี เพราะมีความเพียรเครื่อง เผาบาป โดยประกอบความเพียรชอบ. บัณฑิตพึงประกอบความว่า
หน้า 207 ข้อ 103
ที่มีความเพียรเป็นเครื่องประกอบ ชื่อว่า ตปัสสี เพราะทำกิเลส มีราคะเป็นต้น ให้เร่าร้อน. บทว่า ภาวิตฺตตา ได้แก่ ผู้มีจิตอันอบรม แล้ว ด้วยกัมมัฏฐานภาวนา อันมีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์. เมื่อฆฏบัณฑิตกล่าวธรรมอย่างนี้ พระราชาได้ทรงสดับ ดังนั้น เป็นปราศจากลูกศรคือความโศก มีใจเลื่อมใส เมื่อจะ สรรเสริญฆฏบัณฑิต จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า เธอดับความกระวนกระวายทั้งปวงของ เราผู้เร่าร้อนให้หายไป เหมือนบุคคลเอาน้ำดับไฟ ที่ราดด้วยน้ำมัน ฉะนั้น เธอบรรเทาความโศก ถึงบุตรของเรา ผู้ถูกความโศกครอบงำ ได้ถอน ขึ้นแล้วหนอ ซึ่งถูกศรคือความโศกอันเสียบแทง ที่หทัยของเรา เราเป็นผู้มีลูกศรคือความโศก อันถอนขึ้นแล้ว เป็นผู้เย็นสงบแล้ว เราจะไม่ เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีก เพราะได้ฟังคำของเธอ ชนเหล่าใดผู้มีปัญญา ผู้อนุเคราะห์กันแลกัน ชนเหล่านั้น ย่อมทำอย่างนี้ ย่อมยังกันและกัน ให้หายโศก เหมือนเจ้าชายฆฏบัณฑิตทำพระ- เชษฐา ให้หายโศก ฉะนั้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆโฏ เชฏฺํ ว ภาตรํ ความว่า เหมือนฆฏบัณฑิต ทำพระเชษฐาของตน ผู้ถูกความเศร้าโศก เพราะ บุตรตายไปครอบงำ ให้พ้นจากความเศร้าโศกเพราะบุตรนั้น ด้วย
หน้า 208 ข้อ 103
ความที่ตนเป็นผู้ฉลาดในอุบาย และด้วยธรรมกถา ฉันใด แม้ผู้อื่น ผู้มีปัญญา มีความอนุเคราะห์ก็ฉันนั้น ย่อมกระทำอุปการะแก่ญาติ ทั้งหลาย. บทว่า ยสฺส เอตาทิสา โหนติ นี้ เป็นคาถาแห่งพระองค์ ผู้ตรัสรู้ยิ่ง. คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ ฆฏบัณฑิต ย่อม ไปตาม คือติดตาม พระเจ้าวาสุเทพ ผู้อันความเศร้าโศก เพราะ บุตรครอบงำ ด้วยคำอันเป็นสุภาษิต เพื่อกำจัดความเศร้าโศก ด้วยประการใด คือ ด้วยเหตุใด. อำมาตย์ เป็นบัณฑิต ก็เช่นนั้น อันผู้ใดผู้หนึ่งจะพึงได้ ความเศร้าโศกของท่านจักมีแต่ที่ไหน ฉะนี้แล. คาถาที่เหลือ มีอรรถดังกล่าวแล้ว ในหนหลังนั่นแล. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึง ตรัสว่า อย่างนั้นอุบาสก โปราณกบัณฑิตทั้งหลาย ฟังถ้อยคำของ บัณฑิตทั้งหลายแล้ว ขจัดความเศร้าโศกเพราะบุตรเสียได้ ดังนี้แล้ว จงประกาศสัจจะประชุมชาดก. ในที่สุดสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ ในโสดาปัตติผลแล. จบ อรรถกถากัณหเปตวัตถุที่ ๖
หน้า 209 ข้อ 104
๗. ธนปาลเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตหิว ๕๕ ปี พวกพ่อค้าถามเปรตตนหนึ่งว่า [๑๐๔] ท่านเปลือยกาย มีรูปร่างน่าเกลียด ผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เห็นกระดูกซี่โครง แน่ะเพื่อนยาก ท่านเป็นใครหนอ. เปรตนั้นตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็น เปรต ทุกข์ยาก เกิดอยู่ในยมโลก ได้ทำกรรมอัน ลามกไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. พวกพ่อค้าถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาใจ หรือ เพราะวิบากแห่งอะไร ท่านจึงจากโลกนี้ไป สู่เปตโลก. เปรตนั้นตอบว่า มีพระนครของพระเจ้าทสันนราช ปรากฏ นานว่า เอรกัจฉะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีอยู่ ในนครนั้น ประชาชนเรียกข้าพเจ้าว่า ธนปาล- เศรษฐี ข้าพเจ้ามีเงิน ๘๐ เล่มเกวียน ทองคำ แก้ว-
หน้า 210 ข้อ 104
มุกดา แก้วไพฑูรย์ ก็มีมากมายเหลือที่จะนับ แม้ข้าพเจ้าจะมีทรัพย์มากมายถึงเพียงนั้น ก็ไม่รัก ที่จะให้ทาน ปิดประตูบริโภคอาหารด้วยคิดว่า พวกยาจกอย่าได้เป็นเรา ข้าพเจ้าไม่มีศรัทธา เป็น คนตระหนี่เหนียวแน่น ได้ด่าว่าพวกยาจก และ ห้ามปรามมหาชนผู้ให้ทานทำบุญ เป็นต้น ด้วยคำ ว่า ผลแห่งทานไม่มี ผลแห่งการสำรวมจักมีแต่ ที่ไหน ได้ทำลายสระน้ำ บ่อนำที่เขาขุดไว้ สวน ดอกไม้ สวนผลไม้ ศาลาน้ำ และสะพานในที่ดิน ลำบาก ที่เขาปลูกสร้างให้พินาศ ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ ทำความดีไว้เลย ทำแต่ความชั่วไว้ จุติจากชาติ นั้นแล้ว บังเกิดในปิตติวิสัย เพียบพร้อมไปด้วย ความหิวกระหายตลอด ๕๕ ปี ตั้งแต่ตายแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่ได้กินข้าวและน้ำเลยแม้แต่น้อย การ สงวนทรัพย์ คือ ไม่ให้แก่ใคร ๆ เป็นความพินาศ ของสัตว์ทั้งหลาย ความฉิบหายก็คือการสงวน ทรัพย์ ได้ยินว่าเปรตทั้งหลายรู้ว่า การสงวน ทรัพย์คือการไม่ให้แก่ใคร ๆ เป็นความพินาศ เมื่อก่อนข้าพเจ้าสงวนทรัพย์ไว้ เมื่อทรัพย์มีอยู่ เป็นอันมาก ไม่ให้ทาน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ทำ ที่พึ่งแก่ตน ข้าพเจ้าได้รับผมแห่งกรรมของตน
หน้า 211 ข้อ 104
จึงเดือดร้อนในภายหลัง พ้นจาก ๔ เดือนไปแล้ว ข้าพเจ้าจักตาย จักไปตกนรกอันเผ็ดร้อนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู จำแนกเป็นห้อง ๆ ล้อม ด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของ นรกนั้น ล้วนแล้วด้วยทองแดงลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ ข้าพเจ้าจักต้องเสวยทุกข- เวทนาในนรกนั้นตลอดกาลนาน ก็การเสวย ทุกขเวทนาเช่นนี้ เป็นผลแห่งกรรมอันชั่ว เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเศร้าโศกที่จะไปเกิดในนรกอัน เร่าร้อนนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้า ขอเดือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ทั้งหลายผู้มาประชุมกันในที่นี้ พวกท่านอย่าได้ ทำบาปกรรมในที่ไหน ๆ คือ ในที่แจ้งหรือที่ลับ ถ้าพวกท่านจักกระทำ หรือกระทำบาปกรรมนั้น ไว้ แม้พวกท่านจะเหาะหนีไปอยู่ที่ไหน ก็ย่อม ไม่พ้นไปจากทุกข์ ขอท่านทั้งหลายจงเลี้ยงมารดา จงเลี้ยงบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ในสกุล เป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะและพราหมณ์ ท่าน ทั้งหลายจักไปสวรรค์ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ บุคคลจะอยู่ในอากาศ ในท่ามกลางมหาสมุทร
หน้า 212 ข้อ 104
หรือเข้าไปสู่ช่องภูเขา จะพึงพ้นจากบาปกรรม ไม่มี หรือบุคคลอยู่ในส่วนแห่งภาคพื้นใด พึงพ้น จากบาปกรรม ส่วนแห่งภาคพื้นนั้นไม่มี. จบ ธนปาลเปตวัตถุที่ ๗ อรรถกถาธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๗ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตธนบาล จงตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า นคฺโค ทุพฺพณฺณรูโปสิ. ได้ยินว่า เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติในนครเอรกัจฉะ- ปัณณรัฐ ยังมีเศรษฐีคนหนึ่ง ชื่อว่า ธนปาลกะ เป็นผู้ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นคนตระหนี่ เป็นนัตถิกทิฏฐิบุคคล กิริยา ของเขาปรากฏตามพระบาลีนั่นแหละ. เขาทำกาละแล้วบังเกิด เป็นเปรตในกันตารทะเลทราย เขามีร่างกายประมาณเท่าลำต้นตาล มีผิวหนังปูดขึ้นหยาบ มีผมยุ่งเหยิง น่าสะพึงกลัว มีรูปพรรณ น่าเกลียด มีรูปขี้เหร่พิลึก เห็นเข้าน่าสะพึงกลัว เขาไม่ได้เมล็ดข้าว หรือหยาดน้ำตลอด ๕๕ ปี มีคอ ริมฝีปาก และลิ้นแห้งผาก ถูกความ หิวกระหายครอบงำ เที่ยวงุ่นง่านไปทางโน้นทางนี้. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้น ในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยลำดับ พ่อค้าชาวกรุงสาวัตถีบรรทุกสิ้นค้าเต็ม ๕๐๐ เล่มเกวียน
หน้า 213 ข้อ 104
ไปยังอุตตราปถชนบท ขายสินค้า แล้วเอาเกวียนบรรทุกสินค้า ที่ได้กลับมา ในเวลาเย็น ถึงแม่น้ำแห้งสายหนึ่ง จึงปลดเกวียน ไว้ในที่นั้น พักแรมอยู่ราตรีหนึ่ง ลำดับนั้น เปรตนั้นถูกความ กระหายครอบงำมาเพื่อต้องการน้ำดื่ม ไม่ได้น้ำดื่มแม้สักหยาดเดียว ในที่นั้น หมดหวัง ขาอ่อนล้มลง เหมือนตาลรากขาดฉะนั้น. พวก พ่อค้าเห็นดังนั้น จึงพากันถามด้วยคาถานี้ว่า :- ท่านเปลือกกายมีรูปร่างน่าเกลียด ซูบผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เห็นกระดูกซี่โครง แน่ะ เพื่อนยาก ท่านเป็นใครกันหนอ. ลำดับนั้นเปรตตอบว่า :- ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตทุกข์ยาก เกิดในยมโลก ทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่ เปตโลก. ครั้นอ้างตนดังนี้แล้ว ถูกพ่อค้าถามถึงกรรมที่เขาทำอีกว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกายวาจาและ ใจ เพราะวิบากของกรรมอะไร จึงจากโลกนี้ไป ยังเปตโลก. เมื่อจะแสดงประวัติของตน ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต เดิมแต่ที่ที่ตนเกิดในกาลก่อน และเมื่อจะให้โอวาทแก่พวกพ่อค้า ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า :-
หน้า 214 ข้อ 104
มีพระนครของพระเจ้าทสันนราช๑ ปรากฏ นามว่า เอรกัจฉะ เมื่อก่อนข้าพเจ้าเป็นเศรษฐี อยู่ในพระนครนั้น ประชาชนเรียกข้าพเจ้าว่า ธนปาลเศรษฐี ข้าพเจ้ามีเงิน ๘๐ เล่มเกวียน ทองคำ แก้วมุกดา แก้วไพฑูรย์ ก็มีมากมาย เหลือที่จะนับ แม้ข้าพเจ้า จะมีทรัพย์มากมายถึง เพียงนั้น ก็ไม่รักที่จะให้ทาน ปิดประตูบริโภค อาหาร ด้วยคิดว่า พวกยาจก อย่าได้เห็นเรา ข้าพเจ้าไม่มีศรัทธา เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ได้ด่าพวกยาจกและห้ามปรามมหาชน ผู้ให้ทาน ทำบุญเป็นต้น ด้วยคำว่า ผลแห่งทานไม่มี ผล แห่งการสำรวมจักมีแต่ที่ไหน ได้ทำลายสระน้ำ บ่อน้ำ ที่ขุดไว้ สวนดอกไม้ สวนผลไม้ ศาลาน้ำ และสะพานในที่เดินลำบาก ที่เขาปลูกสร้างให้ พินาศไป ข้าพเจ้านั้นไม่ได้ทำคุณงามความดีไว้ เลย ทำแต่กรรมชั่วไว้ จุติจากชาตินั้นแล้ว เกิด ในเปตวิสัย เพียบพร้อมไปด้วยความหิวกระหาย ตลอด ๕๕ ปี ตั้งแต่ตายแล้ว ข้าพเจ้ายังไม่ได้กิน ข้าวและน้ำเลย แม้แต่น้อย การสงวนทรัพย์ คือ ๑. ม. พระเจ้าปัณณราช (ปณฺณานํ).
หน้า 215 ข้อ 104
ไม่ให้แก่ใคร ๆ เป็นความพินาศ ของสัตว์ ทั้งหลาย ความฉิบหายก็คือ ความสงวนทรัพย์ ได้ยินว่า เปรตทั้งหลายรู้ว่า การสงวนทรัพย์ คือ การไม่ให้แก่ใคร ๆ เป็นควานพินาศ เมื่อก่อน ข้าพเจ้าสงวนทรัพย์ไว้ เมื่อทรัพย์มีอยู่เป็นอัน มาก ไม่ให้ทาน เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ไม่ทำที่พึ่ง แก่ตน ข้าพเจ้าได้รับผลแห่งกรรมของตน จึง เดือดร้อนในภายหลัง พ้นจาก ๔ เดือนไปแล้ว ข้าพเจ้าจักตาย จักตกนรกอันเผ็ดร้อนสาหัส มี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู จำแนกเป็นห้อง ๆ ล้อมด้วย กำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นของนรก นั้น ล้วนแล้วด้วยทองแดง ลุกเป็นเปลวเพลิง ประกอบด้วยความร้อน แผ่ไปตลอดร้อยโยชน์ โดยรอบ ตั้งอยู่ทุกเมื่อ ข้าพเจ้าจักต้องเสวยทุกข- เวทนา ในนรกนั้นตลอดกาลนาน การเสวย ทุกขเวทนาเช่นนี้ เป็นผลของกรรมชั่ว เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงเศร้าโศกที่จะไปเกิดในนรกอัน เร่าร้อนนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ข้าพเจ้า ขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน ทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันในที่นี้ พวกท่านอย่าได้ ทำกรรมชั่ว ในที่ไหน ๆ ไม่ว่าจะเป็นที่แจ้งหรือ
หน้า 216 ข้อ 104
ที่ลับ ถ้าว่าพวกท่านจักกระทำ หรือกำลังทำกรรม ชั่วนั้นไว้ แม้พวกท่านจะเหาะหนีไป ในที่ไหน ๆ ก็ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ขอท่านทั้งหลาย จงเลี้ยง มารดา จงเลี้ยงบิดา ประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ในตระกูล เป็นผู้เกื้อกูลแก่สมณะ และพราหมณ์ ท่านทั้งหลาย จักไปสวรรค์ด้วยการปฏิบัติอย่างนี้ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทสนฺนานํ ได้แก่ พระราชาของ รัฐชื่อว่า ทสันนา ผู้มีชื่ออย่างนั้น บทว่า เอรกจฺฉํ ได้แก่ เป็นชื่อของ พระนครนั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในนครนั้น. บทว่า ปุเร ได้แก่ ในกาลก่อน คือ ในอัตภาพอันเป็นอดีต. บทว่า ธนปาโลติ มํ วิทู ความว่า พวกชนเรียกเราว่า ธนปาลเศรษฐี. เปรตเมื่อจะแสดงว่า ขึ้นชื่อว่า ทรัพย์เช่นนี้นั้น ย่อมติดตามเป็นประโยชน์แก่เรา ในกาล นั้นนั่นแล จึงกล่าวคาถาว่า อสีติ ดังนี้เป็นต้น. มีโยชนาว่า บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสีติ สกฏวาหานํ ความว่า ๒๐ ขาริกะ เป็น ๑ วาหะ ที่ท่านเรียกว่า ๑ เกวียน ข้าพเจ้ามีเงินและกหาปณะ ๘๐ เล่มเกวียน. บทว่า ปหูตํ เม ชาตรูปํ เชื่อมความว่า แม้ทองคำ ก็มีมากมาย คือ มีประมาณหลายหาบ. บทว่า น เม ทาตุํ ปิยํ อหุ ความว่า ข้าพเจ้า ไม่ได้มีความ รักที่จะให้ทาน. บทว่า มา มํ ยาจนกาทฺทสุํ ความว่า ปิดประตูเรือน บริโภค ด้วยหวังว่า พวกยาจกอย่าได้เห็นเรา. บทว่า กทริโย ได้แก่ มีความตระหนี่เหนียวแน่น. บทว่า ปริภาสโก ความว่า
หน้า 217 ข้อ 104
เห็นเขาให้ทาน ก็ขู่ให้กลัว. บทว่า ททนฺตานํ กโรนฺตานํ เป็น ฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ, แปลว่า ผู้ให้ทาน ผู้ทำบุญ. บทว่า พหู ชเน แปลว่า ซึ่งสัตว์เป็นอันมาก. ข้าพเจ้าห้ามคือ ป้องกัน ชนเป็นอันมาก ผู้เป็นกลุ่มของตนผู้ให้ทาน หรือทำบุญ จากบุญกรรม. บทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส เป็นต้น เป็นบทแสดงเหตุการ ห้ามในการให้ทานเป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส ท่านแสดงว่า ขึ้นชื่อว่า ผลแห่งการทำทานไม่มี มีแต่บุญ บุญ อย่างเดียว ฉะนั้น ทรัพย์จึงพินาศไปถ่ายเดียว. บทว่า สํยมสฺส แปลว่า การสำรวมศีล. บทว่า กุโต ผลํ ความว่า ผลจะได้แต่ที่ไหน, อธิบายว่า การรักษาศีลไม่มีประโยชน์เลย บทว่า อารามานิ ความว่า สวนดอกไม้และสวนผลไม้. บทว่า ปปาโย ได้แก่ ศาลาน้ำ. บทว่า ทุคฺเค ได้แก่ สถานที่ที่ไปลำบาก เพราะมีน้ำและมีโคลน. บทว่า สงฺกมนานิ ได้แก่ สะพาน. บทว่า ตโต จุโต แปลว่า จุติจากมนุษยโลกนั้น. บทว่า ปญฺจปญฺาส แปลว่า ๕๕ ปี. บทว่า ยโต กาลงฺกโต อหํ แก้เป็น ยถา กาลกโต อหํ แปลว่า เหมือนข้าพเจ้าตายไปแล้ว คือตั้งแต่ข้าพเจ้าตายไป. บทว่า นาภิชานามิ ความว่า ข้าเจ้าไม่ได้รู้อะไร ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือน้ำ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้. บทว่า โย สํยโม โส วินาโส ความว่า การสำรวมก็คือ การไม่ให้อะไรแก่ใคร ๆ ด้วยอำนาจความโลภเป็นต้นนั้น ชื่อว่า
หน้า 218 ข้อ 104
เป็นความพินาศของสัตว์เหล่านี้ เพราะเปรตที่เกิดในกำเนิดเปรต เป็นเหตุแห่งความวอดวายอย่างใหญ่หลวง. ด้วยคำว่า โย วินาโส โส สํยโม นี้ เปรตแสดงว่า ประโยชน์ตามที่กล่าวแล้ว เป็นประโยชน์ อย่างแน่นอน. หิ ศัพท์ในคำว่า เปตา หิ กิร ชานนฺติ นี้ เป็นนิบาต ใช้ในอวธารณะ, กิร ศัพท์ เป็นนิบาติ ใช้ใน อรุจิสูจนัตถะ. ได้ยินว่า พวกเปรตเท่านั้น จึงจะรู้ความนี้ว่า การสงวนคือ การ ไม่บริจาคไทยธรรม เป็นเหตุแห่งความพินาศ เพราะตนถูกความ หิวกระหาย ครอบงำอยู่โดยเห็นได้ชัด ไม่ใช่พวกมนุษย์. ข้อนี้ ไม่สมควรเลย เพราะแม้พวกมนุษย์ก็ยังถูกความหิวกระหายเป็นต้น ครอบงำปรากฏอยู่เหมือนพวกเปรต. แต่พวกเปรตรู้เรื่องนั้นดีกว่า เพราะกรรมที่ตนทำไว้ในอัตภาพก่อนปรากฏชัด. ด้วยเหตุนั้น เปรตนั้นจึงกล่าวว่า ในชาติก่อน เราสงวนทรัพย์ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํยมิสฺสํ ความว่า แม้ตนเองก็ได้ กระทำการสงวน คือ การย่นและย่อจากบุญกิริยา มีการให้ทาน เป็นต้น. บทว่า พหุเก ธเน ได้แก่ เมื่อทรัพย์เป็นอันมากมีอยู่. บทว่า ตํ แปลว่า เพราะเหตุนั้น. บทว่า โว แปลว่า ท่าน ทั้งหลาย. บาลีที่เหลือว่า ภทฺทํ โว พึงนำมาเชื่อมเข้าด้วยคำว่า กรรมอันเจริญ คือ กรรมดี ได้แก่ กรรมงาม จงมีแก่พวกท่าน. บทว่า ยาวนฺเตตฺถ สมาคตา มีอธิบายว่า พวกท่านมีประมาณเท่าใด คือ มีประมาณเพียงใด มาประชุมกันในที่นี้ ทั้งหมดนั้น จงฟังคำ ของข้าพเจ้า. บทว่า อาวี ได้แก่ คำประกาศ โดยปรากฏแก่คน
หน้า 219 ข้อ 104
เหล่าอื่น. บทว่า รโห ได้แก่ คำลี้ลับ โดยเป็นคำไม่ปรากฏแก่ชน เหล่าอื่น. อธิบายว่า ท่านทั้งหลาย อย่าทำ คือ อย่ากระทำ ซึ่ง กรรมชั่วช้าลามก ได้แก่อกุศลกรรม ในที่แจ้ง ด้วยอำนาจกายปโยค มีปาณาติปาตเป็นต้น และวจีปโยค มีมุสาวาทเป็นต้น หรือในที่ลับ ด้วยอำนาจอกุศลกรรมมีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า สเจ ตํ ปาปกํ กมฺมํ ความว่า ก็ถ้าพวกท่านจัก การทำกรรมชั่วนั้นในอนาคต หรือกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน, ความ หลุดพ้นจากทุกข์อันเป็นผลของกรรมชั่วนั้น ชื่อว่า ความหลุดพ้น ด้วยอำนาจ ความเป็นมีอายุน้อย เป็นต้น ในอบาย ๔ มีนรกเป็นต้น และในหมู่มนุษย์ ย่อมไม่มี. บทว่า อุปฺปจฺจาปิ ปลายตํ ความว่า แม้เมื่อพวกท่านจะออกไปก็ตามที ก็พ้นไปไม่ได้เลย. บาลีว่า อุเปจฺจ ก็มี. อธิบายว่า เมื่อพวกท่าน แม้จงใจคือแกล้ง หนีไปโดย ประสงค์ว่า กรรมชั่ว จักติดตามพวกท่านผู้หนีไปทางโน้นทางนี้ ความพ้นจากกรรมชั่วนั้น ย่อมไม่มี แต่เมื่อความประชุมแห่งปัจจัย อื่น มีคติและกาลเป็นต้น ยังมีอยู่ กรรมชั่วนั้น ยังให้ผลได้เหมือนกัน. ก็ความนี้ พึงแสดงด้วยคาถานี้ว่า :- บุคคลจะอยู่ในอากาศ ในท่ามกลาง มหาสมุทร หรือเข้าไปสู่ช่องเขา จะพึงพ้นจาก กรรมชั่วไม่มี หรือบุคคลอยู่ในส่วนแห่งภาคพื้น ใด พึงพ้นจากกรรมชั่ว ส่วนแห่งภาคพื้นนั้นก็ ไม่มี.
หน้า 220 ข้อ 104
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺเตยฺยา แปลว่า เกื้อกูลแก่ มารดา. บทว่า โหถ ความว่า ท่านจงกระทำอุปัฏฐากเป็นต้นแก่ มารดาบิดาเหล่านั้น. บทว่า เปตฺเตยฺยา ก็พึงทราบอย่างนั้น. บทว่า กุเล เชฏฺาปจายิกา แปลว่า เป็นผู้กระทำการนอบน้อมแก่ผู้ใหญ่ ในตระกูล. บทว่า สามญฺา ได้แก่ เป็นผู้บูชาสมณะ. บทว่า พฺรหฺมญฺา ก็เหมือนกัน มีอธิบายว่า ผู้บูชาท่านผู้ลอยบาป ด้วย บทว่า เอวํ สคฺคํ คิมสฺสถ นี้ มีอธิบายว่า ท่านทั้งหลาย กระทำบุญ โดยนัยที่ข้าพเจ้าได้กล่าวแล้ว จักเข้าถึงเทวโลก. ก็ในเรื่องนี้ บทที่ ไม่ได้จำแนกไว้โดยอรรถ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวไว้ในขัลลาฏิย- เปติวัตถุเป็นต้นในหนหลัง. พวกพานิชเหล่านั้น ได้สดับคำของเปรตทั้งหลาย เกิดความ สังเวช เมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้น จึงเอาภาชนะตักน้ำดื่มมา ให้ เขานอนลงแล้ว กรอกเข้าทางปาก. แต่นั้นน้ำที่มหาชน ลาดลง หลายครั้ง ก็ไม่ไหลลงสู่ลำคอ เพราะพลังแห่งกรรมชั่วของเปรต นั้น. จักกำจัดความกระหายได้ที่ไหนเล่า. พ่อค้าเหล่านั้นจึงถาม เปรตว่า ท่านได้ความโปร่งใจอะไรบ้างไหม ? เปรตนั้นตอบว่า ถ้าน้ำที่ชนมีประมาณเพียงนี้ กรอกเข้าไปตลอดเวลาเพียงเท่านี้ แม้เพียงสักหยดเดียวก็ไม่เข้าไปในลำคอเรา กับไหลเข้าลำคอ ของคนอื่นไปหมด, ความหลุดพ้นไปจากกำเนิดเปรตนี้ จงอย่ามีเลย. ลำดับนั้น พ่อค้าเหล่านั้น ได้ฟังดังนั้น จึงเกิดความสังเวชยิ่งนัก พากันกล่าวว่า ก็อุบายอะไร ๆ เพื่อระงับความกระหายมีบ้างไหม ?
หน้า 221 ข้อ 104
เปรตตอบว่า เมื่อกรรมชั่วนี้สิ้นไป เมื่อพวกญาติถวายทานแต่ พระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต อุทิศทานให้แก่เรา, เราก็จักพ้นจากความเป็นเปรตนี้ไปได้. พวกพ่อค้าได้ฟังดังนั้น จึงพากันไปกรุงสาวัตถี เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า กราบทูลเรื่องนั้น รับสรณคมน์และศีล ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็น ประธาน ตลอด ๗ วัน แล้วอุทิศส่วนบุญแก่เปรตนั้น. พระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วแสดง ธรรมแก่บริษัททั้ง ๔. และมหาชนละมลทิน คือความตระหนี่ มี โลภะเป็นต้น ได้เป็นผู้ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาธนปาลเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๗
หน้า 222 ข้อ 105
๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ ว่าด้วยบรรพชิตตระหนี่เป็นเปรตเปลือยผอม พระเจ้าอชาตศัตรูตรัสถามจูฬเศรษฐีเปรตว่า :- [๑๐๕] ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นบรรพชิต เปลือยกายซูบผอม เพราะเหตุแห่งกรรมอะไร ท่านจะไปที่ไหนในราตรีเช่นนี้ ขอท่านจงบอก การที่ท่านจะไปแก่เราเถิด เราสามารถจะให้ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแก่ท่านด้วยความอุตสาหะ ทั้งปวง. จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า เมื่อก่อนพระนครพาราณสีมีกิตติคุณเลื่อง ลือไปไกล ข้าพระองค์เป็นคฤหบดีผู้มั่งคั่งอยู่ใน พระนครนั้น แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่นไม่ เคยให้สิ่งของแก่ใคร ๆ มีใจข้องอยู่ในอามิส ได้ถึงวิสัยแห่งพญายมเพราะความเป็นผู้ทุศีล ข้าพระองค์ลำบากแล้วเพราะความหิวเสียดแทง เพราะบาปกรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระ- องค์ปรารถนาอามิส จึงได้มาหาหมู่ญาติ มนุษย์ แม้เหล่าอื่นมีปกติไม่ให้ทาน และไม่เชื่อว่า
หน้า 223 ข้อ 105
แห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า มนุษย์แม้เหล่านั้นจัก เกิดเป็นเปรตเสวยทุกข์ใหญ่ เหมือนข้าพระองค์ ฉะนั้น ธิดาของข้าพระองค์ปนอยู่เนื่อง ๆ ว่า เรา จักให้ทานอุทิศให้มารดา บิดา ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย พวกพราหมณ์กำลังบริโภคทาน อันธิดาของข้าพระองค์ตกแต่งแล้ว ข้าพระองค์ จะไปยังเมืองอันธกาวินทนคร เพื่อบริโภคอาหาร พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า ถ้าท่านไปได้ เสวยผลทานนั้น พึงรีบลับมาบอกเหตุที่มีจริง แก่เรา เราฟังคำอันมีเหตุผลควรเชื้อถือได้แล้ว จักทำการบูชาบ้าง จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระ- ดำรัสแล้ว ได้ไปยังอันธกาวินทนครนั้น แต่ไม่ได้ รับผลแห่งทานนั้นเพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่ บริโภคภัต เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรตกลับมาสู่นครราชคฤห์ อีก ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ เฉพาะพระพักตร์ ของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้นกลับมาอีก จึงตรัสถามว่า เราจะให้ทานอะไร ถ้าเหตุที่จะให้ ท่านอิ่มหนำตลอดกาลมีอยู่ไซร้ ขอท่านจงบอก เหตุนั้นแก่เรา.
หน้า 224 ข้อ 105
จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงอังคาส พระพุทธเจ้าและพระสงฆ์ ด้วยข้าวและน้ำ และ จงทรงถวายจีวร แล้วทรงอุทิศกุศลนั้นเพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ ด้วยการทรง บำเพ็ญกิจอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำตลอด กาลนาน. ลำดับนั้น พระราชาเสด็จออกจาก ปราสาททันที ทรงถวายทานอันประณีตยิ่งแก่ สงฆ์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วทรงกราบ ทูลเรื่องราวแด่พระตถาคต ทรงอุทิศส่วนกุศล ให้จูฬเศรษฐีเปรต จูฬเศรษฐีเปรตนั้นอันพระราชาทรงบูชา แล้ว เป็นผู้งดงามยิ่งนัก ได้มาปรากฏเฉพาะ พระพักตร์ของพระราชาผู้เป็นใหญ่กว่าชน แล้ว กราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็นเทวดา มีฤทธิ์อย่าง ยอดเยี่ยมแล้ว มนุษย์ทั้งหลายผู้มีฤทธิ์เสมอด้วย ข้าพระองค์ไม่มี ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตรดู อานุภาพอันหาประมาณมิได้ของข้าพระองค์นี้เถิด ซึ่งเกิดจากผลที่พระองค์ทรงถวายทานอันจะนับ มิได้แก่สงฆ์ อุทิศส่วนพระราชกุศลให้แก่ข้า- พระองค์ด้วยทรงอนุเคราะห์ ข้าแต่พระองค์ผู้
หน้า 225 ข้อ 105
เป็นเทพแห่งมนุษย์ ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์ ยังพระอริยสงฆ์ให้อิ่มหนำด้วยไทยธรรมมีข้าว และน้ำ และผ้าผ่อนเป็นต้นเป็นอันมาก จึงได้อิ่ม หนำแล้วเนือง ๆ บัดนี้ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว ขอทูลลาพระองค์ไป. จบ จูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘ อรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ที่เวฬุวันมหาวิหาร ทรง ปรารภจูฬเศษฐีเปรต ตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคฺโค กิโส ปพฺพชิโตสิ ภนฺเต ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงพาราณสี มีคฤหบดีผู้หนึ่ง เป็นคนไม่มี ศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ไม่เอื้อเฟื้อ ต่อการบำเพ็ญบุญ ได้นามว่า จูฬเศรษฐี. เขาทำกาละแล้ว บังเกิด ในหมู่เปรต. ร่างกายของเขาปราศจากเนื้อและเลือด มีเพียงกระดูก เส้นเอ็นสละหนัง ศีรษะโล้น ปราศจากผ้า. แต่ธิดาของเขา ชื่อว่า อนุลา อยู่ในเรือนของสามี ในอันธกวินทนคร มีความประสงค์จะ ให้พราหมณ์บริโภคอาหารอุทิศบิดา จึงจัดแจงเครื่องอุปกรณ์ทาน มีข้าวสารเป็นต้น. เปรตรู้ดังนั้น ไปในที่นั้นโดยอากาศ โดยความ หวัง ถึงกรุงราชคฤห์. ก็สมัยนั้น พระเจ้าอชาตศัตรู ถูกพระเจ้า- เทวทัตต์ส่งไป ให้ปลงพระชนมชีพพระบิดา ไม่เข้าถึงความหลับ
หน้า 226 ข้อ 105
เพราะความเดือดร้อน และความฝันร้ายนั้น จึงขึ้นไปบนปราสาท จงกรมอยู่ เห็นเปรตนั้น เหาะไปอยู่จึงถามด้วยคาถานี้ว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านเป็นบรรพชิต เปลือยกาย ซูบผอม เพราะเหตุแห่งกรรมอะไร ท่านจะไปไหนในราตรีเช่นนี้ ขอท่านจงบอก กาลที่ท่านจะไปแก่เราเถิด เราสามารถจะให้ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจแก่ท่าน ด้วยความอุตสาหะ ทุกอย่าง บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชิโต ได้แก่ สมณะ. ได้ยินว่า พระราชากล่าวกะเขาว่า ท่านเป็นบรรพชิตเปลือยกายซูบผอม เป็นต้น ด้วยความสำคัญว่า ผู้นี้เป็นสมณะเปลือย เพราะเขาเป็น คนเปลือยกายและเป็นคนศีรษะโล้น. บทว่า กิสฺสเหตุ แปลว่า มีอะไรเป็นเหตุ. บทว่า สพฺเพน วิตฺตํ ปฏิปาทเย ตุวํ ความว่า เราจะมอบทรัพย์เครื่องปลื้มใจ อันเป็นเครื่องอุปกรณ์แห่งทรัพย์ เครื่องปลื้มใจ พร้อมด้วยโภคะทุกอย่าง หรือด้วยความอุตสาหะ ทุกอย่าง ตามความเหมาะสมแก่อัธยาศัยของท่าน ไฉนหนอเรา พึงสามารถเช่นนั้นได้ เพราะฉะนั้น ท่านจงบอกข้อนั้นแก่เรา คือ จงบอกเหตุแห่งการมาของท่านนั้นแก่เรา. เปรตถูกพระราชาถามอย่างนี้แล้ว เมื่อจะบอกประวัติ ของตน จึงได้กล่าวคาถา ๓ ถาคาว่า :-
หน้า 227 ข้อ 105
เมื่อก่อนกรุงพาราณสี มีกิตติคุณเลื่องลือ ไปไกล ข้าพระองค์เป็นคฤหบดี ผู้มั่งคั่งอยู่ใน กรุงพาราณสีนั้น แต่เป็นคนตระหนี่เหนียวแน่น ไม่เคยให้สิ่งของแก่ใคร ๆ มีใจข้องอยู่ในอามิส ได้ถึงวิสัยแห่งพญายม เพราะความเป็นผู้ทุศีล ข้าพระองค์ลำบากแล้ว เพราะความหิวเสียดแทง เพราะกรรมชั่วเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น ข้าพระ- องค์ปรารถนาอามิส จึงได้มาหาหมู่ญาติ มนุษย์ แม้เหล่าอื่น มีปกติไม่ให้ทานและไม่เชื่อว่า ผล แห่งทานมีอยู่ในโลกหน้า มนุษย์แม้เหล่านั้นจัก เกิดเป็นเปรตเสวยทุกข์ใหญ่ เหมือนข้าพระองค์ ฉะนั้น ธิดาของข้าพระองค์ บ่นอยู่เนือง ๆ ว่า เราจักให้ทานอุทิศให้มารดา บิดา ลุง ป้า น้า อา ปู่ ย่า ตา ยาย พวกพราหมณ์กำลังบริโภค ทาน อันธิดาของข้าพระองค์ตบแต่งแล้ว ข้า- พระองค์จะไปยังเมือง อันธกวินทนคร เพื่อ บริโภคอาหาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทูรฆุฏฺํ ได้แก่ เลื่องลือ ด้วย อำนาจกิตติคุณไปไกลทีเดียว, อธิบายว่า ขจรไป คือปรากฏในที่ ทุกสถาน. บทว่า อฑฺฒโก แปลว่า เป็นคนมั่งคั่ง คือมีสมบัติมาก. บทว่า ทีโน แปลว่า มีจิตตระหนี่ คือมีอัธยาศัยในการไม่ให้. ด้วย
หน้า 228 ข้อ 105
เหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า อทาตา ผู้ไม่ให้. บทว่า เคธิตมโน อามิสสฺมึ ได้แก่ ผู้มีจิตข้องอยู่ คือ ถึงความติดอยู่ ในอามิสคือกาม. บทว่า ทุสฺสีเลน ยมวิสยมฺหิ ปตฺโต ความว่า ข้าพเจ้าได้ถึงวิสัยแห่งพญายม คือ เปตโลก ด้วยกรรมคือความเป็นผู้ทุศีลที่ตนได้ทำไว้. บทว่า โส สูจิกาย กิลมิโต ความว่า ข้าพเจ้านั้น ลำบาก เพราะความหิว อันได้นามว่า สูจิกา เพราะเป็นเสมือนเข็ม เพราะ อรรถว่า เสีย แทง เสียดแทงอยู่ไม่ขาดระยะ. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า กิลมโถ ดังนี้ก็มี. บทว่า เตหิ ความว่า ด้วยบาปกรรม อันเป็น เหตุที่กล่าวแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ทีโน ดังนี้. จริงอยู่ เมื่อเปรตนั้น ระลึกถึงกรรมชั่วนั้น โทมนัสอย่างยิ่ง เกิดขึ้นแล้ว เพราะเหตุนั้น เปรตจึงกล่าวอย่างนั้น. บทว่า เตเนว ได้แก่ เพราะความทุกข์ อันเกิดแต่ความหิวนั้นนั่นเอง. บทว่า าตีสุ ยามิ ความว่า ข้าพเจ้า จึงไป คือ ไปถึงที่ใกล้ของหมู่ญาติ. บทว่า อานิสกิญฺจิกฺขเหตุ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งข้าพระองค์ปรารถนาอามิส อธิบายว่า ปรารถนา อามิสบางอย่าง. บทว่า อทานสีลา น จ สทฺทหนฺติ ทานผลํ โหติ ปรมฺหิ โลเก ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีปกติไม่ให้ทานฉันใด แม้ คนเหล่าอื่นก็มีปกติไม่ให้ทานฉันนั้นเหมือนกัน และไม่เชื่อว่า ผล แห่งทาน จะมีในปรโลกอย่างแท้จริง, อธิบายว่า แม้พวกชนเหล่านั้น เป็นเปรตเสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวงเหมือนข้าพเจ้า. บทว่า ลปเต แปลว่า ย่อมกล่าว. บทว่า อภิกฺขณํ แปลว่า เนือง ๆ คือโดยส่วนมาก. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า เปรตกล่าวว่า
หน้า 229 ข้อ 105
กระไร เปรตจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักให้ทานเพื่อมารดาบิดา ปู่ ย่า ตา ยาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิตูนํ ได้แก่ มารดาและบิดา หรือ อา และลุง. บทว่า ปิตามหานํ ได้แก่ ปู่ ย่า ตา ละยาย. บทว่า อุปกฺขฏํ ได้แก่ จัดแจง. บทว่า ปริวิสยนฺติ แปลว่าให้บริโภค. บทว่า อนฺธกวินฺทํ ได้แก่ นครอันมีชื่อย่างนั้น. บทว่า ภุตฺตุํ ได้แก่ เพื่อบริโภค. เบื้องหน้าแต่นั้น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวไว้ว่า :- พระราชาจึงตรัสสั่งเขาว่า ถ้าท่านไปได้ เสวยผลทานนั้น พึงรีบกลับมาบอก เหตุที่มีจริง แก่เรา เราฟังคำอันมีเหตุผล ควรเชื่อถือได้แล้ว จักทำการบูชาบ้าง จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระ- ดำรัสแล้ว ได้ไปยังอันธกวินทนครนั้น แต่ไม่ได้ รับผลแห่งทานนั้น เพราะพราหมณ์ทั้งหลายที่ บริโภคภัตร เป็นผู้ไม่มีศีล ไม่สมควรแก่ทักษิณา ภายหลังจูฬเศรษฐีเปรต กลับมายังกรุงราชคฤห์ อีก ได้ไปแสดงกายให้ปรากฏ เฉพาะพระพักตร์ ของพระเจ้าอชาตศัตรูผู้เป็นใหญ่กว่าหมู่ชน พระราชาทอดพระเนตรเห็นเปรตนั้น กลับมาอีก จึงตรัสถามว่า เราจะให้ทานอะไร ถ้าเหตุที่จะให้ ท่านอิ่มหนำตลอดกาลนานมีอยู่ไซร้ ขอท่านจง บอกเหตุนั้นแก่เรา
หน้า 230 ข้อ 105
จูฬเศรษฐีเปรตกราบทูลว่า :- ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงอังคาส พระพุทธเจ้า และพระสงฆ์ด้วยข้าวและน้ำ และ จงทรงถวายจีวรแล้ว จงอุทิศกุศลนั้น เพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงการ บำเพ็ญกิจอย่างนี้ ข้าพระองค์จะพึงอิ่มหนำ ตลอด กาลนาน ลำดับนั้นพระราชา เสด็จออกจาก ปราสาททันที ทรงถวายทานอันประณีตยิ่งแก่ สงฆ์ ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์แล้วทรงกราบ ทูลเรื่องราว แด่พระตถาคต ทรงอุทิศส่วนกุศล ให้แก่จูฬเศรษฐีเปรต, จูฬเศรษฐีเปรตนั้น อัน พระราชาทรงบูชาแล้ว เป็นผู้งดงามยิ่งนัก ได้มา ปรากฏเฉพาะพระพักตร์ของพระราชา ผู้เป็นใหญ่ กว่าหมู่ชน แล้วกราบทูลว่า ข้าพระองค์เป็น เทวดา มีฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยมแล้ว มนุษย์ทั้งหลาย ผู้มีฤทธิ์เสมอด้วยข้าพระองค์ไม่มี ขอพระองค์ ทรงทอดพระเนตรดูอานุภาพอันหาประมาณมิได้ ของข้าพระองค์นี้เถิด ซึ่งเกิดจากผลที่พระองค์ ทรงถวายทาน อันจะนับมิได้แก่สงฆ์ อุทิศส่วน พระราชกุศลให้แก่ข้าพระองค์ ด้วยทรงอนุ- เคราะห์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นเทพแห่งมนุษย์
หน้า 231 ข้อ 105
ข้าพระองค์เป็นผู้อันพระองค์ ยังพระอริยสงฆ์ ให้อิ่มหนำ ด้วยไทยธรรมมีข้าวและน้ำ และ ผ้าผ่อนเป็นต้น เป็นอันมาก จึงได้อิ่มหนำแล้ว เนือง ๆ บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว จึง ขอทูลลาพระองค์ไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมโวจ ราชา ความว่า พระเจ้า- อชาตศัตรูได้ตรัสสั่งเปรตนั้น ผู้ยืนกล่าวอยู่อย่างนั้น. บทว่า อนุภวิยาน ตมฺปิ ความว่า เสวยทานแม้นั้นที่ธิดาของท่านเข้าไป ตั้งไว้. บทว่า เอยฺยาสิ แปลว่า พึงมา. บทว่า กริสฺสํ แปลว่า จัก กระทำ. บทว่า อาจิกฺข เม ตํ ยทิ อตฺถิ เหตุ ความว่า ถ้าคำอะไร มีเหตุที่ควรเชื่อได้จงบอกเล่าแก่เรา. บทว่า สทฺธายิตํ แปลว่า ควรเชื่อได้. บทว่า เหตุวโจ. ได้แก่ คำที่ควรแก่เหตุ. อธิบายว่า ท่านจงกล่าวคำที่มีเหตุว่า เมื่อบำเพ็ญทานในที่ชื่อโน้น โดยประการ โน้น จะสำเร็จแก่เรา. บทว่า ตถาติ วตฺวา ความว่า จูฬเศรษฐีเปรตทูลรับพระ- ดำรัสแล้ว. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่เป็นที่อังคาสในอันธกวินทนคร นั้น. บทว่า ภุญฺชึสุ ภตฺตํ น จ ทกฺขิณารหา ความว่า พราหมณ์ ผู้ทุศีลบริโภคภัตตาหารแล้ว แต่ว่าพราหมณ์บริโภคนั้น เป็นผู้ ไม่ควรทักษิณา ไม่มีศีล. บทว่า ปุนาปรํ ความว่า ภายหลัง จูฬเศรษฐีเปรตกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก.
หน้า 232 ข้อ 105
บทว่า กึ ททามิ ความว่า พระราชาตรัสถามเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานเช่นไรแก่ท่าน. บทว่า เยน ตุวํ ความว่า ท่านให้ อิ่มหนำด้วยเหตุใด. บทว่า จิรตรํ แปลว่า ตลอดกาลนาน. บทว่า ปิณิโต. ความว่า ถ้าท่านอิ่มหนำแล้วท่านจงบอกข้อนั้น. บทว่า ปริวิสิยาน แปลว่า ให้บริโภค. จูฬเศรษฐีเปรต เรียกพระเจ้าอชาตศัตรูว่า ราชา. บทว่า เม หิตาย ได้แก่ เพื่อ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ข้าพระองค์ คือ เพื่อให้ข้าพระองค์พ้นจาก ความเป็นเปรต. บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุนั้น คือ เพราะคำนั้น. อีก อย่างหนึ่ง บทว่า ตโต แปลว่า จากปราสาทนั้น. บทว่า นิปติตฺวา แปลว่า ออกไปแล้ว. บทว่า ตาวเท ได้แก่ ในกาลนั้นเอง คือ ในเวลาอรุณขึ้น, อธิบายว่า พระราชาได้ถวายทานเฉพาะในเวลา ก่อนภัตรที่เปรตกลับมาแสดงตนแก่พระราชา. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยพระหัตถ์ของพระองค์. บทว่า อตุลํ แปลว่า ประมาณ ไม่ได้ คือ ประณีตยิ่ง. บทว่า ทตฺวา สงฺเฆ ได้แก่ ถวายแก่สงฆ์. บทว่า อาโรเจสิ ปกตํ ตถาคตสฺส ความว่า พระราชากราบทูล เรื่องราวนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์เจริญ ทาน นี้หม่อมฉันได้บำเพ็ญมุ่งหมายอุทิศเปรตตนหนึ่ง. ก็แลครั้นกราบทูล แล้ว ทานนั้นก็สำเร็จแก่เปรตนั้น โดยประการนั้น และข้าพระองค์ ถวายอุทิศส่วนบุญแก่เปรตนั้น ด้วยประการฉะนี้.
หน้า 233 ข้อ 105
บทว่า โส ได้แก่ เปรตนั้น. บทว่า ปูชิโต ได้แก่ ผู้อัน พระราชาทรงบูชาด้วยทักษิณาที่ทรงทิศให้. บทว่า อติวิย โสภมาโน. แปลว่า เป็นผู้งดงามยิ่งนักด้วยอานุภาพของเทวดา. บทว่า ปาตุรโหสิ แปลว่า ปรากฏแล้ว คือ แสดงตนเฉพาะพระพักตร์ ของพระราชา. บทว่า ยกฺโขหมสฺมิ ความว่า ข้าพระองค์พ้นจาก ความเป็นเปรตกลายเป็นเทวดา คือ ถึงความเป็นเทพ. บทว่า น มยฺหมตฺถิ สมา สทิสา มานุสา ความว่า มนุษย์ทั้งหลายผู้เสมอ ด้วยอานุภาพสมบัติ หรือเสมือนโภคสมบัติของข้าพเจ้าไม่มี. บทว่า ปสฺสานุภาวํ อปริมิตํ มมยิทํ ความว่า จูฬเศรษฐีเปรต กราบทูลแสดงสมบัติของตนแก่พระราชาโดยประจักษ์ว่า ขอ พระองค์โปรดทอดพระเนตรดูอานุภาพแห่งเทวดาอันหาประมาณ มิได้นี้ของข้าพระองค์เถิด. บทว่า ตยานุทิฏฺํ อตุลํ ทตฺวา สงฺเฆ ความว่า ซึ่งพระองค์ถวายทานอันโอฬารหาสิ่งเปรียบปานมิได้ แด่พระอริยสงฆ์ แล้วทรงอุทิศด้วยความอนุเคราะห์ข้าพระองค์. บทว่า สนฺตปฺปิโต สตตํ สทา พหูหิ ความว่า ข้าพระองค์เมื่อให้ พระอริยสงฆ์อิ่มหนำด้วยไทยธรรมเป็นอันมากมีข้าว น้ำ และผ้า เป็นต้น ชื่อว่าให้อิ่มหนำติดต่อกัน คือ ไม่ขาดระยะ แม้ในที่นั้น ทุกเมื่อ คือทุกเวลา ตลอดชีวิต. บทว่า ยามิ อหํ สุขิโต มนุสฺสเทว ความว่า จูฬเศรษฐีเปรตทูลถามพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช เป็นเทพของมนุษย์ เพราะฉะนั้น บัดนี้ ข้าพระองค์มีความสุขแล้ว ขอกลับไปยังที่ตามที่ปรารถนา.
หน้า 234 ข้อ 105
เมื่อเปรตทูลลากลับไปอย่างนี้ พระเจ้าอชาตศัตรูตรัส บอกความนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้าแล้วกราบทูลความนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำ เรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อม แล้ว มหาชนฟังธรรมนั้นแล้ว ละมลทินคือความตระหนี้ ได้เป็น ผู้ยินดียิ่งในบุญมีทานเป็นต้นแล. จบ อรรถกถาจูฬเสฏฐิเปตวัตถุที่ ๘
หน้า 235 ข้อ 106
๙. อังกุรเปตวัตถุ ว่าด้วยบุญสำเร็จที่ฝ่ามือ พราหมณ์พ่อค้าคนหนึ่ง เห็นของทิพย์ออกจากมือรุกขเทวดา จึงเกิดความโลภขึ้น ได้บอกแก่อังกุรพาณิชว่า :- [๑๐๖] เราทั้งหลายเที่ยวหาทรัพย์ ไปสู่แคว้น กันโพชเพื่อประโยชน์สิ่งใด เทพบุตรนี้เป็นผู้ให้ สิ่งที่เราอยากได้นั้น พวกเราจักนำเทพบุตรนี้ไป หรือจักจับเทพบุตรนี้ ข่มขี่เอาด้วยการวิงวอน หรืออุ้มใส่ยานรีบนำไปสู่ทวารกะนครโดยเร็ว. อังกุรพาณิชเมื่อจะห้ามพราหมณ์พ่อค้านั้น จึงได้กล่าว คาถาความว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่ควรหักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะการ ประทุษร้ายมิตร เป็นความเลวทราม. พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด พึงตัดแม้ลำต้นของต้นไม้นั้นได้ ถ้ามีความต้อง การเช่นนั้น.
หน้า 236 ข้อ 106
อังกุรพาณิชกล่าวว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอน ที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงทำลายแม้ใบของต้นไม้นั้น เพราะการ ประทุษร้ายต่อมิตร เป็นความเลวทราม. พราหมณ์พ่อค้ากล่าวว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด พึงถอนต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากได้ ถ้าพึงประสงค์ เช่นนี้. อังกุรพาณิชกล่าวว่า :- ก็บุรุษพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใด ตลอดราตรีหนึ่ง หรือพึงได้ข้าวน้ำในที่ใด ไม่ควร คิดชั่วต่อบุคคลนั้นแม้ด้วยใจ ความเป็นผู้กตัญญู สัปบุรุษสรรเสริญ บุคคลพึงพักอาศัยในเรือนของ บุคคลใดแม้เพียงคืนหนึ่ง พึงได้รับบำรุงด้วยข้าว และน้ำ ก็ไม่พึงคิดชั่วต่อบุคคลนั้นแม้ด้วยใจ บุคคลผู้มีมืออันไม่เบียดเบียน ย่อมแผดเผาบุคคล ผู้ประทุษร้ายมิตร ผู้ใดทำความดีไว้ในก่อน ภาย หลังเบียดเบียนด้วยความชั่ว ผู้นั้นชื่อว่าเป็นคน อกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญทั้งหลาย ผู้ใดประทุษร้ายต่อนระผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้เป็นบุรุษบริสุทธิ์ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน บาป
หน้า 237 ข้อ 106
ย่อมกลับมาถึงผู้นั้นซึ่งเป็นคนพาลแน่แท้ เหมือน ธุลีละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลมฉะนั้น. เมื่อรุกขเทวดาได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดความโกรธต่อพราหมณ์ นั้น จึงกล่าวว่า :- ไม่เคยมีเทวดาหรือมนุษย์หรืออิสรชนคนใด จะมาข่มเหงเราได้โดยง่าย เราเป็นเทพเจ้าผู้มี มหิทธิฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้ไปได้ไกลสม- บูรณ์ด้วยรัศมีและกำลัง. อังกุรพาณิชจึงถามรุกขเทวดานั้นว่า :- ฝ่ามือของท่านมีสีดังทองคำทั่วไป ทรงไว้ ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕ เป็น ที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย วัตถุมีรสต่าง ๆ ย่อมไหลออกจากฝ่ามือของท่าน ข้าพเจ้าเข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะ. รุกขเทวดาตอบว่า :- เราไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ ท้าวสักกปุรินททะ ดูก่อนอังกุระ ท่านจงทราบ ว่าเราเป็นเปรต จุติจากโรรุวนครมาอยู่ที่ต้นไทรนี้. อังกุรพาณิชถามว่า :- เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านมีปกติ อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ผลบุญสำเร็จที่
หน้า 238 ข้อ 106
ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหมจรรย์อะไร. รุกขเทวดาตอบว่า :- เมื่อก่อน เราเป็นช่างหูกอยู่ในโรรุวนคร เป็นคนกำพร้าเลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก เรา ไม่มีอะไรจะให้ทาน เรือนของเราอยู่ใกล้เรือน ของอสัยหเศรษฐี ซึ่งเป็นคนมีศรัทธา เป็นทานา- ธิบดี มีบุญอันทำแล้ว เป็นผู้ละอายต่อบาป พวก ยาจกวณิพกมีนามแลโคตรต่าง ๆ กัน ไปที่บ้าน ของเรานั้น พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐี กะเราว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเราจะไปทางไหน ทานเขาให้ที่ไหน เราถูก พวกยาจนวณิพกถามแล้ว ได้ยกมือเบื้องขวาชี้ บอกเรือนของอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่า นั้นว่า ท่านทั้งหลายจงไปทางนี้ ความเจริญจัก มีแก่ท่านทั้งหลาย ทานเขาให้อยู่ที่นั่น เพราะ เหตุนั้น ฝ่ามือของเราจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็น ที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จ ที่ฝ่ามือของเราเพราะพรหมจรรย์นั้น. อังกุรพาณิชถามว่า :- ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใคร ๆ ด้วย หรือทั้งสองของตน เป็นแต่เพียงอนุโมทนาทาน
หน้า 239 ข้อ 106
ของคนอื่น ยกมือชี้บอกทางให้ เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของท่านจึงให้สิ่งที่น่าใคร่ เป็นที่ไหลออก แห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือ ของท่านเพราะพรหมจรรย์นั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใสได้ให้ทานด้วยมือทั้งสอง ของตน ละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปทางทิศไหน หนอ. รุกขเทวดาตอบว่า :- เราไม่รู้ทางไปหรือทางมาของอสัยห- เศรษฐี ผู้เป็นเจ้าของแห่งทาน ผู้มีรัศมีซ่านออก จากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวสวัณ ว่า อสัยหเศรษฐี ถึงความเป็นสหายแห่งท้าว- สักกะ. อังกุรพาณิชกล่าวว่า :- บุคคลควรทำความดีแท้ ควรให้ทานตาม สมควร ใครได้เห็นฝ่ามืออันให้สิ่งที่น่าใคร่แล้ว จักไม่ทำบุญเล่า เราไปจากที่นี้ถึงทวารกะนคร แล้ว จักรีบให้ทานอันจักนำความสุขมาให้เรา แน่แท้ เราจักให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพานในที่เดินยากเป็นทาน.
หน้า 240 ข้อ 106
อังกุรพาณิชถามว่า :- เพราะเหตุไร นิ้วมือของท่านจึงงอหงิก ปากของท่านจึงเบี้ยว และนัยน์ตาทะเล้นออก ท่านได้ทำบาปกรรมอะไรไว้. เปรตนั้นตอบว่า :- เราอันคฤหบดีตั้งไว้ในการให้ทาน ในโรง ทานของคฤหบดี ผู้มีอังคีรส ผู้มีศรัทธา เป็น ฆราวาส ผู้ครอบครองเรือน เห็นยาจกผู้มีความ ประสงค์ด้วยโภชนะ มาที่โรงทานนั้น ได้หลีก ไปทำการบุ้ยปากอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง เพราะกรรม นั้น นิ้วของเราจึงงอหงิก ปากของเราจึงเบี้ยว นัยน์ตาทะเล้นออกมา เราได้ทำบาปกรรมนั้นไว้. อังกุรพาณิชถามว่า :- แน่ะบุรุษเลวทราม การที่ท่านมีปากเบี้ยว ตาทั้ง ๒ ทะเล้นเป็นการชอบแล้ว เพราะท่านได้ ทำการบุ้ยปากต่อทานของผู้อื่น ก็ไฉน อสัยห- เศรษฐีเมื่อจะให้ทาน จึงได้มอบข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะ ให้ผู้อื่นจัดแจง ก็เราไปจาก ที่นี้ถึงทวารกะนครแล้ว จักเริ่มให้ทานที่นำความ สุขมาให้แก่เราแน่แท้ เราจักให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนา- สนะ บ่อน้ำ สระน้ำ และสะพานทั้งหลายในที่เดิน
หน้า 241 ข้อ 106
ลำบากให้เป็นทาน ก็อังกุรพาณิชกลับจากทะเล ทรายไปถึงทวารกะนครแล้ว ได้เริ่มให้ทานอัน นำความสุขมาให้ตน ได้ให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนา- สนะ บ่อน้ำ สระน้ำ ด้วยจิตอันเลื่อมใส. ช่างกัลบก พ่อครัว ชาวมคธ พากันป่าว ร้องในเรือนของอังกุรพาณิชนั้น ทั้งในเวลาเย็น ทั้งในเวลาเช้าทุกเมื่อว่า ใครหิวจงมากินตาม ชอบใจ ใครกระหายจงมาดื่มตามชอบใจ ใคร จักนุ่งห่มผ้าจงนุ่งห่ม ใครต้องการพาหนะสำหรับ เทียมรถ จงเทียมพาหนะในคู่แอกนี้ ใคร ต้องการ ร่มจงเอาร่มไป ใครต้องการของหอม จงมาเอา ของหอมไป ใครต้องการดอกไม้จงมาเอาดอกไม้ ไป ใครต้องการรองเท้า จงมาเอารองเท้าไป มหาชนย่อมรู้เราว่า อังกุระนอนเป็นสุข ดูก่อน สินธุมาณพ เรานอนเป็นทุกข์ เพราะไม่ได้เห็น พวกยาจก มหาชนรู้เราว่า อังกุระนอนเป็นสุข ดูก่อนสินธุมาณพ เรานอนเป็นทุกข์ ในเมื่อ วณิพกมีน้อย. สินธุมาณพได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาความว่า :- ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ และเป็นใหญ่กว่าโลกทั้งปวง พึงให้พรท่าน ท่าน
หน้า 242 ข้อ 106
เมื่อจะเลือก พึงเลือกเอาพรเช่นไร. อังกุรพาณิชกล่าวว่า :- ถ้าท้าวสักกะผู้เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ พึงให้พรแก่เรา เราจะพึงขอพรว่า เมื่อเราลุกขึ้น แต่เช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ขอภักษาหารอัน เป็นทิพย์ และพวกยาจกผู้มีศีลพึงปรากฏ เมื่อ เราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงหมดสิ้นไป ครั้นเราให้ ทานนั้นแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อ กำลังให้พึงยังจิตให้เลื่อมใส ข้าพเจ้าพึงเลือก เอาพรอย่างนี้กะท้าวสักกะ. โสณกบุรุษกล่าวเตือนอังกุรพาณิชว่า :- บุคคลไม่พึงให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้ง หมด แก่บุคคลอื่น ควรให้ทานและควรรักษา ทรัพย์ไว้ เพราะว่าทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่า ทาน สกุลทั้งหลายยอมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะการให้ ทานเกินประมาณไป บัณฑิตย่อมไม่สรรเสริญ การไม่ให้ทานและการให้เกินควร เพราะเหตุนั้น แล ทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน บุคคลผู้เป็น ปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยธรรม ควรประพฤติโดยพอ เหมาะ.
หน้า 243 ข้อ 106
อังกุรพาณิชกล่าวว่า :- ดูก่อนชาวเราทั้งหลาย ดีหนอ เราพึงให้ ทานแล ด้วยว่าสัตบุรุษผู้สงบระงับพึงคบหาเรา เราพึงยังความประสงค์ของวณิพกทั้งปวงให้เต็ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เปรียบเหมือนฝนยังที่ลุ่ม ทั้งหลายให้เต็มฉะนั้น สีหน้าของบุคคลใดย่อม ผ่องใส เพราะเห็นพวกยาจก บุคคลนั้นครั้นให้ ทานแล้วมีใจเบิกบาน ข้อนั้นเป็นความสุขของ บุคคลผู้อยู่ครองเรือน หน้าของบุคคลใดย่อม ผ่องใสเพราะเห็นพวกยาจก บุคคลนั้นครั้นให้ ทานแล้ว ย่อมปลาบปลื้มใจ นี้เป็นความถึงพร้อม แห่งยัญ ก่อนแต่ให้ก็มีใจเบิกบาน เมื่อกำลังให้ ก็ยังจิตให้ผ่องใส ครั้นให้แล้ว ก็มีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ. พระสังคีติกาจารย์กล่าวคาถาทั้งหลายความว่า :- ในเรือนของอังกุรพาณิชผู้มุ่งบุญ เขาให้ โภชนะแก่หมู่ชนวันละ ๖ หมื่นเล่มเกวียนเป็น นิตย์ พ่อครัว ๓,๐๐๐ คน ประดับด้วยต่างหูอัน วิจิตรด้วยมุกดาและแก้วมณี เป็นผู้ขวนขวายใน การให้ทาน พากันเข้าไปอาศัยอังกุรพาณิชเลี้ยง ชีวิต มาณพ ๖ หมื่นคน ประดับด้วยต่างหูอัน
หน้า 244 ข้อ 106
วิจิตรด้วย แก้วมุกดา และแก้วมณี ช่วยกันผ่า ฟืนสำหรับหุงอาหารในมหาทานของอังกุรพาณิช นั้น พวกนารี ๑๖,๐๐๐ คนประดับด้วยอลังการ ทั้งปวง ช่วยกันบดเครื่องเทศสำหรับปรุงอาหาร ในมหาทานของอังกุรพาณิชนั้น นารีอีก ๑๖,๐๐๐ คน ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง ถือทัพพี เข้ายืนคอยรับใช้ในมหาทานของอังกุรพาณิชนั้น อังกุรพาณิชนั้น ได้ให้ของเป็นอันมากแก่มหาชน โดยประการต่าง ๆ ได้ทำความยำเกรงด้วยความ เคารพและด้วยมือของตนเองบ่อย ๆ ยังมหาทาน ให้เป็นไปแล้วสิ้นเดือน สิ้นปักษ์ สิ้นฤดูและปี เป็นอันมาก ตลอดกาลนาน อังกุรพาณิชได้ให้ ทานและทำการบูชาอย่างนี้ ตลอดกาลนาน ละ ร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์ อินทก- มาณพได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่งแก่พระอนุรุทธ- เถระ ละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปบังเกิดในดาวดึงส์ เหมือนกัน แต่อินทกเทพบุตรรุ่งเรืองยิ่งกว่า อังกุรเทพบุตรโดยฐานะ ๑๐ อย่าง คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจ อายุ ยศ วรรณะ สุข และความเป็นใหญ่. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า :-
หน้า 245 ข้อ 106
ก่อนอังกุระ มหาทานท่านได้ให้แล้วสิ้น กาลนาน ท่านมาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ ไกลนัก. เมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับ อยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้นปาริ- ฉัตตกพฤกษ์ ณ ดาวดึงส์ ครั้งนั้น เทวดาในหมื่น โลกธาตุ พากันมานั่งประชุมเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ซึ่งประทับบนยอดเขา เทวดาไร ๆ ไม่รุ่งโรจน์ เกินกว่าพระสัมพุทธเจ้าด้วยรัศมี พระสัมพุทธ- เจ้าเท่านั้น ย่อมรุ่งโรจน์ล่วงหมู่เทวดาทั้งปวง ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้นั่งอยู่ไกล ๑๒ โยชน์ จากที่พระพุทธเจ้าประทับ ส่วนอินทกเทพบุตร นั่งในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า รุ่งเรื่องกว่าอัง กุรเทพบุตร พระสัมพุทธเจ้าทอดพระเนตรเห็น อังกุรเทพบุตรกับอินทกเทพบุตรแล้ว เมื่อจะ ทรงประกาศทักขิไณยบุคคล จึงได้ตรัสพระ- พุทธพจน์นี้ความว่า ดูก่อนอังกุรเทพบุตร มหา- ทานท่านให้แล้วสิ้นกาลนาน ท่านมาสู่สำนักของ เรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก อังกุรเทพบุตร อัน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระองค์อันอบรมแล้ว ทรงตักเตือนแล้ว ได้กราบทูลว่า จะทรงประสงค์
หน้า 246 ข้อ 106
อะไร ด้วยทานของข้าพระองค์นั้น อันว่างเปล่า จากทักขิไณยบุคคล อินทกเทพบุตรนี้ให้ทาน นิดหน่อย รุ่งเรื่องยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดุจพระ- จันทร์ในหมู่ดาวฉะนั้น. อินทกเทพบุตรทูลว่า พืชแม้มากที่บุคคลหว่านแล้วในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด ทานมากมายอันบุคคลเข้าไปตั้งไว้ใน บุคคลผู้ทุศีล ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่มีผล ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ปลาบปลื้ม พืชแม้น้อย อันบุคคลหว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำ โดยสม่ำเสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ปลาบปลื้มใจ แม้ฉันใด ทานแม้น้อยอันบุคคลบริจาคแล้วใน ท่านผู้มีศีล มีคุณความดี ผู้คงที่บุญย่อมมีผลมาก ฉันนั้นเหมือนกัน ทานอันบุคคลให้แล้วในเขตใด มีผลมาก ควรเลือกให้ในเขตนั้น ทายกเลือกให้ ทานแล้วย่อมไปสู่สวรรค์ ทานที่เลือกให้พระสุคต ทรงสรรเสริญ ทักขิไณยบุคคลเหล่าใดมีอยู่ใน โลกนี้ ทานที่ทายกให้แล้วในทักขิไณยบุคคลเหล่า นั้น ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่านแล้วในนาดี ฉะนั้น. จบ อังกุรเปตวัตถุที่ ๙
หน้า 247 ข้อ 106
อรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙ พระศาสดาเมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ อังกุรเปรต จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺส อตฺถาย คจฺฉาม. ก็ในที่นี้ ไม่มีอังกุรเปรตก็จริง แต่เพราะความประพฤติ ของอังกุรเปรตนั้นเกี่ยวเนื่องด้วยเปรต ฉะนั้น ความประพฤติ ของอังกุรเปรตนั้น ท่านจึงกล่าวว่าอังกุรเปตวัตถุ. ในข้อนั้นมีสังเขปกถาดังต่อไปนี้ :- ยังมีกษัตริย์ ๑๑ พระองค์ คือ พระนางอัญชนเทวี และน้องชาย ๑๐ พระองค์ คือ วาสุเทพ พลเทพ จันทเทพ สุริยเทพ อัคคิเทพ วรุณเทพ อัชชุนะ ปัชชุนะ ฆฏบัณฑิต และอังกุระ อาศัยครรภ์ของพระนางเทวคัพภา ผู้พระธิดาของพระเจ้ามหากังสะ ในอสิตัญชนนคร ซึ่งพระเจ้ากังสะ ปกครองในอุตตราปถชนบท เพราะอาศัยเจ้าอุปสาครผู้โอรส ของพระเจ้ามหาสาครผู้เป็นใหญ่ในอุตตรมธุรชนบท บรรดา กษัตริย์เหล่านั้น กษัตริย์ผู้น้องชายมีวาสุเทพเป็นต้น ใช้จักรปลง พระชนมชีพพระราชาทั้งหมด ๖๓,๐๐๐ นคร ทั่วชมพูทวีป นับ ตั้งต้นแต่อสิตัญพชนนครจนถึงกรุงทวารวดีเป็นที่สุด แล้วประทับ อยู่ในทวารวดีนคร แบ่งรัฐออกเป็น ๑๐ ส่วน แต่ไม่ได้นึกถึง พระนางอัญชนเทวี ผู้เป็นพระเชษฐภคินี แต่เมื่อระลึกขึ้นได้จึง กล่าวว่า เราจะแบ่งเป็น ๑๑ ส่วน เจ้าอังกุระน้องชายคนสุดท้อง ของกษัตริย์เหล่านั้นกล่าวว่า ท่านจงแบ่งส่วนของหม่อมฉันให้แก่
หน้า 248 ข้อ 106
พระเชษฐภคินีเถิด หม่อมฉันจะทำการค้าขายเลียงชีพ ท่านทั้งหลาย จงสละส่วยในชนบทของตน ๆ ให้แก่หม่อมฉัน กษัตริย์เหล่านั้น รับพระดำรัสแล้วจึงเอาส่วนของเจ้าอังกุระให้แก่พระเชษฐภคินี พระราชาทั้ง . พระองค์ประทับอยู่ในกรุงทวารวดี. ส่วนอังกุรประกอบการค้า บำเพ็ญมหาทานเป็นนิตยกาล ก็อังกุระนั้นมีทาสผู้หนึ่ง เป็นเจ้าหน้าที่คลังมุ่งหวังประโยชน์ ท่านอังกุระชอบใจ ได้ขอกุลธิดาคนหนึ่งมาให้เขา เมื่อตั้งครรภ์ บุตรเท่านั้น เขาก็ตายไป เมื่อบุตรคนนั้นเกิดแล้ว ท่านอังกุระได้เอา ค่าจ้างที่ได้ให้แก่บิดาของเขาให้แก่เขา ครั้นเมื่อเด็กนั้นเจริญวัย จึงเกิดการวินิจฉัยขึ้นในราชสกุลว่า เขาเป็นทาสหรือไม่. พระนาง อัญชนเทวีได้สดับดังนั้นจึงตรัสเปรียบเทียบโดยแม่โคนม แล้ว ตรัสว่า แม้บุตรของมารดาผู้เป็นไท ก็ต้องเป็นไทเท่านั้น ดังนี้ แล้วจึงให้พ้นจากความเป็นทาสไป. แต่เพราะความอาย เด็กจึงไม่อาจอยู่ในที่นั้นได้ จึงได้ไป ยังโรรุวนคร พาธิดาของช่างหูกคนหนึ่งในนครไป เลี้ยงชีพด้วย การทอผ้า สมัยนั้น เขาได้เป็นมหาเศรษฐี ชื่อว่า อสัยหะ ใน โรรุวนคร เขาได้ให้มหาทานแก่สมณพราหมณ์ คนกำพร้า คน เดินทาง วณิพก และยาจกทั้งหลาย. ช่างหูกนั้นเกิดปีติและโสมนัส เหยียดแขนขวาออกชี้ให้ดูนิเวศน์ของอสัยหเศรษฐีแก่ชนผู้ไม่รู้จัก เรือนของเศรษฐีว่า ขอคนทั้งหลายจงไปในที่นั่นแล้วจะได้สิ่งที่ ควรได้. กรรมของเขามาแล้วในพระบาลีนั่นแล.
หน้า 249 ข้อ 106
สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว. บังเกิดเป็นภุมเทพยาดาที่ต้นไทร ต้นหนึ่งในมรุภูมิ มือขวาของเขาได้ให้สิ่งที่น่าใคร่ทุกอย่าง ก็ใน โรรุวนครนั้นนั่นเอง มีบุรุษคนหนึ่ง เป็นคนขวนขวายในทานของ อสัยหเศรษฐี แต่ไม่มีศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญบุญ ทำกาละแล้วบังเกิดเป็นเปรต ไม่ ไกลแต่ที่อยู่ของเทพบุตรนั้น. ก็กรรมที่เขาทำมาแล้วในพระบาลี นั่นแล ฝ่ายอสัยหมหาเศรษฐีทำกาละแล้ว เข้าถึงความเป็นสหาย ของท้าวสักกเทวราชในภพดาวดึงส์. ครั้นสมัยต่อมา เจ้าอังกุระบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม และพราหมณ์คนหนึ่งบรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๕๐๐ เล่ม รวมความว่า ชนทั้ง ๒ คน บรรทุกสินค้าด้วยเกวียน ๑,๐๐๐ เล่ม เดินไป ตามทางมรุกันดาร พากันหลงทาง เที่ยวอยู่ในที่นั้นนั่นเองหลายวัน จนหมดหญ้า น้ำ และอาหาร เจ้าอังกุระให้ทูตม้าแสวงหาน้ำดื่ม ทั้ง ๔ ทิศ. ลำดับนั้น เทพผู้มีมืออันให้สิ่งที่ต้องการองค์นั้น เห็นชน เหล่านั้นได้รับความวอดวายอันนั้น จึงคิดถึงอุปการะที่เจ้าอังกุระ ได้กระทำไว้แก่ตนในกาลก่อน จึงคิดว่าเอาเถอะ บัดนี้เราจักพึง เป็นที่พึ่งของเจ้าอังกุระนี้ ดังนี้แล้วจึงได้ชี้ให้ดูต้นไทรอันเป็นที่อยู่ ของตน. ได้ยินว่า ต้นไทรนั้น สมบูรณ์ด้วยกิ่งและค่าคบ มีใบทึบ มีร่มเงาสนิท มีย่านหลายพันย่าน ว่าโดยความยาวกว้างและสูง ประมาณ ๑ โยชน์. เจ้าอังกุระเห็นดังนั้นแล้ว เกิดความหรรษา ร่าเริง ให้ตั้งข่ายภายในต้นไทรนั้น. เทวดา เหยียบหัตถ์ขวาของ
หน้า 250 ข้อ 106
ตนออก ให้คนทั้งหมดอิ่มหนำด้วยน้ำดื่มเป็นอันดับแรกก่อน ต่อ แต่นั้น จึงได้ให้สิ่งที่เขาปรารถนาแก่เขา. เมื่อมหาชนนั้น อิ่มหนำตามความต้องการ ด้วยข้าวและน้ำ เป็นต้นนานาชนิดอย่างนี้ ภายหลัง เมื่ออันตรายในหนทางสงบลง พราหมณ์ผู้เป็นพ่อค้านั้น ใส่ใจโดยไม่แยบคาย คิดอย่างนี้ว่า เรา จากนี้ไปยังแคว้นกัมโพชะแล้ว จักกระทำอะไร เพื่อให้ได้ทรัพย์. แต่เราจะพาเทพนี้แหละไปด้วยอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งขึ้นสู่ยาน ไปยังนครของเราเอง ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว เมื่อจะบอกความนั้น แก่เจ้าอังกุระ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- เราทั้งหลายเที่ยวหาทรัพย์ไปสู่แคว้น กัมโพชะ เพื่อประโยชน์ใด เทพบุตรนี้เป็นผู้ให้สิ่ง ที่เราอยากได้นั้น พวกเราจักนำเทพบุตรนี้ไป. หรือจักจับเทพบุตรนี้ ข่มขี่เอาด้วยการวิงวอน หรือ อุ้มใส่ยาน นำไปสู่ทวารกนครโดยเร็ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยส อตฺถาย แปลว่า เพราะเหตุ แห่งประโยชน์ใด. บทว่า กมฺโพชํ ได้แก่ แคว้นกัมโพชะ. บทว่า ธนหารกา ได้แก่ ผู้หาทรัพย์ที่ได้มาด้วยการค้าขายสินค้า. บทว่า กามทโท ได้แก่ ผู้ให้สิ่งที่ปรารถนาต้องการ. บทว่า ยกฺโข ได้แก่ เทพบุตร. บทว่า นยามเส ได้แก่ จักนำไป. บทว่า สาธุเกน แปลว่า ด้วยการอ้อนวอน. บทว่า ปสยฺห ได้แก่ ข่มขี่เอาตามอำเภอใจ.
หน้า 251 ข้อ 106
บทว่า ยานํ ได้แก่ ยานอันนำมาซึ่งความสุขสบาย. บทว่า ทฺวารกํ ได้แก่ทวารวดีนคร. ข้ออธิบาย ในหนหลัง มีดังต่อไปนี้ พวกเรา ปรารถนาจะจากที่นี้ไปยังแคว้นกัมโพชะ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ ที่จะพึงให้สำเร็จด้วยการไปนั้น ย่อมสำเร็จในที่นี้เอง. เพราะ เทพบุตรนี้ เป็นผู้ให้สมบัติที่น่าใคร่ เพราะฉะนั้น เราจึงขออ้อนวอน เทพบุตรนี้ แล้วอุ้มเทพบุตรนี้ ขึ้นสู่ยาน ตามอนุมัติของเทพบุตร นั้น หรือถ้าไม่ไปตามที่ตกลงกันไว้ จะข่มขี่เอาตามพลการแล้ว จับเทพบุตรนั้นมัดแขนไพล่หลังไว้ในยาน ออกจากที่นี้แล รีบไปยัง ทวารวดีนคร. ฝ่ายเจ้าอังกุระ อันพราหมณ์พูดอย่างนี้แล้ว ตั้งอยู่ใน สัปปุริสธรรม เมื่อจะปฏิเสธคำจึงกล่าวคาถานี้ว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่ควรทักรานกิ่งของต้นไม้นั้น เพราะการ ประทุษร้ายมิตร เป็นความเลวทราม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ภญฺเชยฺย แปลว่า ไม่พึงตัด. บทว่า มิตฺตทุพฺโภ ได้แก่ การประทุษร้ายมิตร คือ นำความพินาศ ให้เกิดแก่มิตรเหล่านั้น. บทว่า ปาปโก ได้แก่ คนไม่ดี คือ คนมัก ประทุษร้ายต่อมิตร. จริงอยู่ ต้นไม้ที่มีร่มเงาเยือกเย็นอันใด ย่อม บันเทาความกระวนกระวาย ของคนผู้ถูกความร้อนแผดเผา ใคร ๆ ไม่ควรคิดร้ายต่อต้นไม้นั้น. ก็จะป่วยกล่าวไปใยถึงหมู่สัตว์เล่า. ท่านแสดงว่า เทพบุตรนี้ เป็นสัตบุรุษ เป็นบุรพการีบุคคล ผู้บันเทา
หน้า 252 ข้อ 106
ทุกข์ ผู้มีอุปการะมากแก่เราทั้งหลาย เราไม่ควรคิดร้ายอะไร ๆ ต่อเทพบุตรนั้น โดยที่แท้เทพบุตรนั้นเราควรบูชาทีเดียว พราหมณ์ได้ฟังดังนั้น คิดว่า มูลเหตุของประโยชน์ เป็นเหตุ กำจัดความคดโกง ดังนี้แล้ว อาศัยทางอันเป็นแบบแผน ตั้งอยู่ ในฝ่ายขัดแย้งต่อเจ้าอังกุระ จึงกล่าวคาถาว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอน ที่ร่มเงาของต้นไม้ใด พึงตัดแม้ลำต้นของต้นไม้นั้นได้ ถ้ามีความต้อง การเช่นนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ เจ ตาทิโส สิยา ความว่า ถ้าพึงมีความต้องการด้วยทัพพสัมภาระเช่นนั้น, อธิบายว่า แม้ ลำต้นของต้นไม้นั้นก็ควรตัด จะป่วยกล่าวไปใยถึงกิ่งเป็นต้นเล่า. เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าอังกุระเมื่อจะประคอง เฉพาะสัปปุริสธรรม จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- บุคคลอาศัยนั่งนอน ที่ร่มเงาของต้นไม้ใด ไม่พึงทำลายแม้ใบของต้นไม้นั้น เพราะการ ประทุษร้ายต่อมิตร เป็นความเลวทราม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตสฺส ปตฺตํ ภินฺเทยฺย ความว่า ไม่พึงทำแม้เพียงใบใบหนึ่ง ของต้นไม้นั้นให้ตกไป จะป่วยกล่าว ไปใย ถึงกิ่งเป็นต้นเล่า. พราหมณ์เมื่อจะประคองวาทะของตนแม้อีก จึงกล่าวคาถา ว่า :-
หน้า 253 ข้อ 106
บุคคลอาศัยนั่งนอนที่ร่นเงาของต้นไม้ใด พึงถอนต้นไม้นั้นพร้อมทั้งรากได้ ถ้าพึงประสงค์ เช่นนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมูลมฺปิ ตํ อพฺพุเห ความว่า พึงถอน คือพึงรื้อขึ้นซึ่งต้นไม้นั้นพร้อมทั้งราก คือ พร้อมด้วยราก ในที่นั้น. เมื่อพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว เจ้าอังกุระมีความประสงค์ จะทำแบบแผนนั้นให้ไร้ประโยชน์อีก จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา เหล่านี้ว่า :- ก็บุรุษพึงพักอยู่ในเรือนของบุคคลใด ตลอดราตรีหนึ่ง หรือพึงได้ข้าวน้ำในที่ใด ไม่ควร มีจิตคิดร้ายต่อบุคคลนั้น. ความเป็นผู้กตัญญู อัน สัตบุรุษทั้งลาย สรรเสริญแล้ว บุคคลพึงพัก อาศัย ในเรือนของบุคคลใด แม้เพียงคืนเดียว พึงได้รับการบำรุงด้วยข้าวและน้ำ ไม่ควรมีจิต คิดประทุษร้าย ต่อบุคคลนั้น บุคคลมีมือไม่ เบียดเบียน ย่อมแผดเผาบุคคลผู้ประทุษร้ายมิตร บุคคลใด ทำความดีไว้ในปางก่อน ภายหลัง เบียดเบียนด้วยความชั่ว ผู้นั้นชื่อว่า เป็นคน อกตัญญู ย่อมไม่พบเห็นความเจริญทั้งหลาย.
หน้า 254 ข้อ 106
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส แปลว่า ต่อบุคคลใด. บทว่า เอกรตฺติมฺปิ ความว่า พึงอยู่อาศัยในเรือนอย่างเดียว แม้เพียงราตรี เดียว. บทว่า ยตฺถนฺนปานํ ปุริโส ลเภถ ความว่า บุรุษบางคน พึงได้ โภชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นข้าวหรือน้ำ ในสำนักของ ผู้ใด. บทว่า น ตสฺส ปาปํ มนสาปิ จินฺตเย ความว่า บุคคลไม่พึง มีจิตคิดร้ายต่อสิ่งที่ไม่ดี คือสิ่งที่ไร้ประโยชน์ต่อบุคคลนั้น ได้แก่ เป็นผู้ไม่รักใคร่ จะป่วยกล่าวไปใยถึงกายและวาจาเล่า. หากมี คำถามว่า ข้อนั้นเป็นเพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะความเป็นผู้ กตัญญู อันสัตบุรุษทั้งหลาย สรรเสริญแล้ว อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นผู้กตัญญู อันบุรุษผู้สูงสุด มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญ แล้ว. บทว่า อุปฏฺิโต แปลว่า พึงให้เข้าไปนั่งใกล้ คือ พึง อุปัฏฐากด้วยข้าวและน้ำ เป็นต้นว่า ท่านจงรับสิ่งนี้ ท่านจงบริโภค สิ่งนี้. บทว่า อทุพฺภปาณี ได้แก่ ผู้มีมือไม่เบียดเบียน คือ ผู้สำรวม มือ. บทว่า ทหเต มิตฺตทุพิภึ ความว่า ย่อมแผดเผาคือ ย่อมทำ บุคคลผู้มักประทุษร้ายต่อมิตรนั้นให้พินาศ ว่าโดยอรรถ ชื่อว่า ย่อมแผดเผา ย่อมแผดเผาบุคคลผู้ไม่ประทุษร้าย ผู้อันคนอื่น กระทำความผิดในบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยอัธยาศัยที่เป็นประโยชน์ ผู้ไม่ประทุษร้าย คือ นำมาซึ่งความพินาศแก่บุคคลนั้นนั่นแล. โดย ไม่แปลกกัน. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า :-
หน้า 255 ข้อ 106
ผู้ใด ประทุษร้ายต่อนรชนผู้ไม่ประทุษ ร้าย ผู้เป็นคนบริสุทธิ์ ไม่มีกิเลสเครื่องยียวน ความชั่วย่อมกลับมาถึงผู้นั้น ซึ่งเป็นคนพาลแน่ แท้ เหมือนธุลีอันละเอียดที่บุคคลซัดไปทวนลม ฉะนั้น. บทว่า โย ปุพฺเพ กตกลฺยาโณ ความว่า บุคคลใด มีความดี อันบุคคลดีบางคน กระทำให้ คือ การทำอุปการะให้. บทว่า ปจฺฉา ปาเปน หึสติ ความว่า ต่อมาภายหลัง เบียดเบียนบุคคลนั้น ผู้กระทำอุปการะก่อน ด้วยธรรมชั่ว คือ กรรมไม่ดี ได้แก่ ด้วย กรรมที่ไร้ประโยชน์. บทว่า อลฺลปาณิหโต โปโส ความว่า ผู้มี ฝ่ามืออันชุ่ม คือ ผู้มีฝ่ามืออันเปียก ได้แก่ มีฝ่ามืออันล้างสะอาดแล้ว เป็นการทำอุปการะก่อน เพราะกระทำอุปการะ เบียดเบียนคือ บีบคั้น โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง อีกอย่างหนึ่ง ถูกเบียดเบียน ด้วยการเบียดเบียนบุคคลผู้กระทำอุปการะก่อนนั้น ชื่อว่า ผู้มีฝ่ามือ อันเปียกเบียดเบียน ได้แก่ คนอกตัญญู. บทว่า น โส ภทฺรานิ ปสฺสติ ความว่า บุคคลนั้น คือ บุคคลตามที่กล่าวกลัว ย่อมไม่เห็น ย่อมไม่ประสบ คือ ย่อมไม่ได้ในโลกนี้ และในบัดนี้. พราหมณ์นั้น ถูกเจ้าอังกุระผู้ยกย่องสัปปุริสธรรม กล่าว ข่มขู่อย่างนี้ ได้เป็นผู้นิ่งเงียบ. ฝ่ายเทพบุตร ฟังคำและคำโต้ตอบ ของตนทั้ง ๒ นั้น แม้จะโกรธต่อพราหมณ์ ก็คิดเสียว่า ช่างเถอะ ภายหลังเราจักรู้กรรมที่ควรทำแก่พราหมณ์ ผู้ประทุษร้ายนี้
หน้า 256 ข้อ 106
เมื่อจะแสดงภาวะที่ตนอันใคร ๆ ข่มขู่มิได้ เป็นอันดับแรก จึงกล่าว คาถาว่า :- ไม่เคยมีเทวดา หรือมนุษย์ หรืออิสรชน คนใด จะมาข่มขู่เราได้โดยง่าย เราเป็นเทพเจ้า ผู้มีอิทธิฤทธิ์อย่างยอดเยี่ยม เป็นผู้ไปได้ไกล สมบูรณ์ด้วยรัศมีและกำลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทเวน วา ได้แก่ จะเป็นเทพ องค์ใด องค์หนึ่งก็ตามที. แม้ในบทว่า มนุสฺเสน วา นี้ ก็นัยนี้ เหมือนกัน. บทว่า อิสฺสริเยน วา ความว่า อันผู้เป็นใหญ่ในหมู่ เทพก็ดี อันผู้เป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ก็ดี. ในความเป็นใหญ่ ๒ อย่างนั้น ชื่อว่า ความเป็นใหญ่ในหมู่เทพ ได้แก่เทวฤทธิ์ ของท้าวจาตุมหาราช ท้าวสักกะ และท้าวสุยามะ เป็นต้น, ชื่อว่า ความเป็นใหญ่ในหมู่ มนุษย์ได้แก่บุญฤทธิ์ของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นต้น. เพราะฉะนั้น ท่านจึงสงเคราะห์เอาเทวดาและมนุษย์ผู้มีอานุภาพมากด้วย อิสริยศักดิ์. จริงอยู่ เทพแม้ผู้มีอานุภาพมาก เมื่อไม่มีมนุษย์ ผู้อันผลแห่งบุญสนับสนุนตน ย่อมไม่อาจเพื่อจะครอบงำความวิบัติ ในการประกอบความเพียร จะป่วยกล่าวไปใยถึงบุคคลนอกนี้ เล่า. ศัพท์ว่า หํ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า อดทนไม่ได้. บทว่า น สุปฺปสยฺโห แปลว่า อันใคร ๆ กำจัดไม่ได้. บทว่า ยกฺโขหมสฺมิ ปรมิทฺธิปตฺโต ความว่า เพราะผลแห่งบุญของตนเราจึงเข้าถึง ความเป็นเทพบุตร คือ เราเป็นเทพบุตรแท้ ๆ ไม่ใช่เทพบุตร
หน้า 257 ข้อ 106
เทียม. โดยที่แท้ เรามีฤทธิ์อย่างยิ่ง คือ ประกอบด้วยฤทธิ์ของ เทพบุตรอันสูงยิ่ง. บทว่า ทูรงฺคโม ได้แก่ สามารถ เพื่อจะไป ยังที่ไกลโดยทันทีทันใด. ด้วยคำว่า วณฺณพลูปปนฺโน นี้ เทพบุตร แสดงเฉพาะภาวะที่ตนไม่ถูกใคร ๆ ข่มขู่ด้วยการประกอบมนต์ เป็นต้น ด้วยบททั้ง ๓ ว่า เข้าถึง คือประกอบด้วยรูปสมบัติและ ด้วยพลังกาย. จริงอยู่ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยรูป เป็นผู้อันบุคคล เหล่าอื่นนับถือมาก. เพราะอาศัยรูปสมบัติ จึงไม่ถูกวัตถุที่เป็น ข้าศึกต่อกัน ฉุดคร่าไปได้เลย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าว วรรณ- สมบัติว่า เป็นเหตุที่ใคร ๆ ข่มขู่ไม่ได้. เบื้องหน้าแต่นี้ไป อังกุระพ่อค้า และเทพบุตร ได้ทำถ้อยคำ และการโต้ตอบกันว่า :- ฝ่ามือของท่าน มีสีดังทองคำทั่วไป ทรง ไว้ซึ่งวัตถุที่บุคคลอื่นปรารถนา ด้วยนิ้วทั้ง ๕ เป็นที่ไหลออกแห่งวัตถุมีรสอร่อย วัตถุมีรส ต่าง ๆ ย่อมไหลออกจากฝ่ามือของท่าน ข้าพเจ้า เข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะ รุกขเทวดาตอบว่า :- เราไม่ใช่เทพเจ้า ไม่ใช่คนบรรพ์ ไม่ใช่ ท้าวสักกะปุรินททะ ดูก่อนเจ้าอังกุระ ท่านจงทราบ ว่า เราเป็นเปรต จุติจากโรรุวนคร มาอยู่ที่ต้นไทร นี้.
หน้า 258 ข้อ 106
อังกุระพ่อค้าถามว่า :- เมื่อก่อน ท่านอยู่ในโรรุวนคร ท่านมีปกติ อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ผลบุญสำเร็จ ที่ฝ่ามือของท่าน เพราะพรหมจรรย์อะไร รุกขเทวดาตอบว่า :- เมื่อก่อนเราเป็นช่างหูก อยู่ในโรรุวนคร เป็นคนกำพร้า เลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก เรา ไม่มีอะไรจะให้ทาน เรือนของเราอยู่ใกล้เรือน ของอสัยหเศรษฐี ซึ่งเป็นคนศรัทธา เป็นทานบดี มีบุญอันทำแล้ว เป็นผู้ละอายต่อบาป พวกยาจก วณิพก มีนามและโคตรต่าง ๆ กัน ไปบ้านของ เรานั้น พากันถามถึงเรือนของอสัยหเศรษฐีกะเรา ว่า ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเรา จะไปทางไหน ทานเขาให้กันที่ไหน เราถูกพวก ยาจกวณิพกถามแล้ว ได้ยกมือเบื้องขวาชี้บอก เรือนอสัยหเศรษฐีแก่ยาจกวณิพกเหล่านั้นว่า ท่านทั้งหลาย จงไปทางนี้ ความเจริญจักมีแก่ท่าน ทั้งหลาย ทานเขาให้อยู่ที่นั่น เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือ ของเรา จึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่ไหลออก แห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จ ที่ฝ่ามือ ของเรา เพราะพรหมจรรย์นั่น.
หน้า 259 ข้อ 106
อังกุระพ่อค้าถามว่า :- ได้ยินว่า ท่านไม่ได้ให้ทานแก่ใคร ๆ ด้วย มือทั้งสองของตน เป็นแต่เพียงอนุโมทนาทาน ของคนอื่น ยกมือชี้บอกทางให้ เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือของท่าน จึงให้สิ่งที่น่าใคร่ เป็นที่ไหลออก แห่งวัตถุมีรสอร่อย ผลบุญย่อมสำเร็จที่ฝ่ามือของ ท่าน เพราะพรหมจรรย์นั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐีผู้เลื่อมใสได้ให้ทานด้วยมือทั้งสอง ของตน ละร่างกายมนุษย์แล้ว ไปทางทิศไหน หนอ. รุกขเทวดาตอบว่า :- เราไม่รู้ทางไปหรือทางมาของอสัยห- เศรษฐี ผู้เป็นเจ้าของแห่งทาน ผู้มีรัศมีซ่านออก จากตน แต่เราได้ฟังมาในสำนักของท้าวเวส- วัณว่า อสัยหเศรษฐี ถึงความเป็นสหายแห่ง ท้าวสักกะ อังกุระพ่อค้ากล่าวว่า :- บุคคลควรทำความดีแท้ ควรให้ทานตาม สมควร ใครได้เห็นฝ่ามือ อันให้สิ่งที่น่าใคร่แล้ว จักไม่ทำบุญเล่า เราไปจากที่นี้ ถึงทวารกะนคร แล้ว จักรีบให้ทานอันจักนำความสุขมาให้แก่เรา
หน้า 260 ข้อ 106
แน่แท้ เราจักให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ และสะพานในที่เดินไปได้ยาก เป็นทานดังนี้. รวมเป็นคาถากล่าวและกล่าวโต้ตอบกัน มีอยู่ ๑๕ คาถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาณิ เต ได้แก่ ฝ่ามือขวาของท่าน. บทว่า สพฺพโส วณฺโณ ได้แก่ มีวรรณะดุจทองคำทั้งหมด. บทว่า ปญฺจธาโร ความว่า ชื่อว่า ปัญจธาระ เพราะมีการทรงไว้ซึ่ง วัตถุอันบุคคลเหล่าอื่นปรารถนาด้วยนิ้วทั้ง ๕. บทว่า มธุสฺสโว แปลว่า เป็นที่หลั่งออกซึ่งรสอันอร่อย. ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวว่า นานารสา ปคฺฆรนฺติ ความว่า เป็นที่ไหลออกแห่งรสต่าง ๆ ต่าง ด้วยรสมี รสหวาน รสขม และรสฝาด เป็นต้น. จริงอยู่ ท่านกล่าว ไว้ว่า รสมีรสหวานเป็นต้น ย่อมไหลออกจากมือ ที่หลั่งซึ่งของเคี้ยว และของบริโภคต่าง ๆ อันสมบูรณ์ด้วยรส มีรสหวานเป็นต้น อัน ให้ซึ่งความปรารถนาของเทพบุตร. บทว่า มญฺเหํ ตํ ปุรินฺททํ ความว่า ข้าพเจ้า เข้าใจว่า ท่านเป็นท้าวสักกะ, อธิบายว่า ข้าพเจ้า เข้าใจว่า ท่าน เป็นท้าวสักกะเทวราช ผู้มีอานุภาพมากอย่างนี้ บทว่า นามฺหิ เทโว ความว่า ข้าพเจ้าไม่ใช่เทพเจ้าที่ปรากฏ มีท้าวเวสวัณ เป็นต้น. บทว่า น คนฺธพฺโพ ความว่า ทั้งไม่ใช่ ข้าพเจ้าเป็นคนธรรพ์. บทว่า นาปิ สกฺโก ปุรินฺทโท ความว่า ทั้งไม่ใช่ ข้าพเจ้า เป็นท้าวสักกะเทวราชอันใด นามว่า ปุรินททะ เพราะได้เริ่มตั้งทาน ในอัตตภาพก่อน คือในกาลก่อน. เพื่อจะ หลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ท่านเป็นอะไร รุกขเทวดา จึงกล่าวคำมี
หน้า 261 ข้อ 106
อาทิว่า ดูก่อน อังกุระท่านจงทราบว่า เราเป็นเปรต, ดูก่อน อังกุระ ท่านจงรู้ว่า ข้าพเจ้าตกอยู่ในหมู่เปรต คือ ท่านจงทรงจำ ข้าพเจ้าว่า เป็นเปรตผู้มีฤทธิ์มากตนหนึ่ง. บทว่า โรรุวมฺนหา อิธาคตํ ความว่า ข้าพเจ้า จุติจากโรรุวนครแล้วมาในที่นี้ คือที่ต้นไทรนี้ ในทางทรายกันดารด้วยการอุบัติ คือ บังเกิด ในที่นี้. บทว่า กึ สีโล กึ สมาจาโร โรรุวสฺมึ ปุเร ตฺวํ ความว่า เมื่อก่อนคือ ในอัตตภาพก่อน ท่านอยู่ที่โรรุวนคร เป็นผู้มีปกติ อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร คือ ท่านสมาทานศีลเช่นไร ซึ่ง มีลักษณะให้กลับจากบาป มีความประพฤติเช่นไร ด้วยการประพฤติ มีลักษณะบำเพ็ญบุญที่ให้เป็นไปแล้ว อธิบายว่า ท่านเป็นผู้ประพฤติ เช่นไร ในการบำเพ็ญกุศลมีทานเป็นต้น. บทว่า เกน เต พฺรหฺมจริเยน ปุญฺํ ปาณิมฺหิ อิชฺฌติB> ความว่า ผลบุญในฝ่ามือของท่านนี้ คือ เห็นปานนี้ ย่อมสำเร็จ คือ ย่อมเผล็ดผลในบัดนี้ เพราะความ ประพฤติประเสริฐเช่นไร ท่านจงบอกเรื่องนั้น. จริงอยู่ ผลบุญ ท่านประสงค์เอาว่า บุญในที่นี้ ด้วยการลบบทเบื้องหลัง. จริงอยู่ ต่อแต่นั้นผลบุญนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า บุญ ในประโยค มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุญนี้ ย่อมเจริญอย่างนี้ เพราะ เหตุแห่งการสมาทานกุศลธรรม. บทว่า ตุนฺนวาโย แปลว่า เราเป็นนายช่างหูก. บทว่า สุกิจฺฉวุตฺตี ได้แก่ เป็นผู้เลี้ยงชีพโดยความลำบากนัก คือ เป็นผู้ เลี้ยงชีพโดยความลำบากอย่างยิ่ง. บทว่า กปโณ แปลว่า เป็นคน
หน้า 262 ข้อ 106
กำพร้า อธิบายว่า เป็นคนยากไร้. บทว่า น เม วิชฺชติ ทาตเว ความว่า เราไม่มีอะไร ที่ควรจะพึงให้ เพื่อจะให้แก่สมณะพราหมณ์ ผู้เดินทาง, แต่เรามีความคิดที่จะให้ทาน. บทว่า นิเวสนํ แปลว่า เรือน, หรือ ศาลาพักทำการงาน. บทว่า อสยฺหสฺส อุปนฺติเก ได้แก่ ใกล้เรือนของมหาเศรษฐี ชื่อว่า อสัยหะ. บทว่า สทฺธสฺส ความว่า ประกอบด้วยความเชื่อ กรรมและผลแห่งกรรม. บทว่า ทานปติโน ความว่า เป็นผู้เป็นใหญ่ ในทาน ด้วยสมบัติเป็นเหตุบริจาคไม่ขาดระยะ และด้วยการครอบงำ ความโลภ. บทว่า กตปุญฺสฺส ได้แก่ ผู้มีสุจริตกรรมที่ทำไว้ใน กาลก่อน. บทว่า ลชฺชิโน ได้แก่ ผู้มีความละอายต่อบาปเป็นสภาพ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในเรือนของเรานั้น. บทว่า ยาจนกา ยนฺติ ความว่า คนยาจก ปรารถนาจะขออะไร ๆ กะอสัยหเศรษฐี จึงพากันมา. บทว่า นานาโคตฺตา ได้แก่ ผู้แสดงอ้างถึงโคตร ต่าง ๆ. บทว่า วณิพฺพกา ได้แก่ พวกวณิพก. ชนเหล่าใด เที่ยว ประกาศถึงผลบุญเป็นต้นของทายก และความที่ตนมีความต้องการ โดยมุ่งถึงเกียรติคุณเป็นต้น. บทว่า ตตฺถ ในบทว่า เต จ มํ ตตฺถ ปุจฉนฺติ นั้น เป็นเพียงนิบาต. คนยาจกเป็นต้นเหล่านั้น พากัน ถามถึงเรือนของอสัยหเครษฐีกะเรา. จริงอยู่ ท่านผู้คิดอักษร ย่อมปรารถนากรรมทั้ง ๒ อย่าง ในฐานะเช่นนี้. บทว่า กตฺถ คจฺฉาม ภทฺทํ โว กตฺถ ทานํ ปทียติ เป็นบท แสดงถึงอาการถามของยาจกเหล่านั้น. จริงอยู่ ในที่นี้มีอธิบาย
หน้า 263 ข้อ 106
ดังนี้ว่า :- ขอความเจริญ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย พวกเราได้ยินว่า อสัยหเศรษฐีย่อมให้ท่าน ดังนี้ จึงพากันมา, เขาให้ทานกันที่ไหน หรือว่า เราจะไปทางไหน ผู้ที่ไปทางไหน สามารถจะได้ทาน. บทว่า เตสาหํ ปุฏฺโ อกฺขามิ ความว่า ถูกพวกคนเดินทางเหล่านั้น ถามถึงฐานะที่จะได้อย่างนี้ จึงให้เกิดความคารวะขึ้นว่า เราเป็น ผู้ไม่สามารถเพื่อจะให้อะไร ๆ แก่คนเช่นนี้ ในบัดนี้ได้ เพราะ ไม่เคยทำบุญไว้ในปางก่อน แต่เราจะแสดงโรงทานแก่คนเหล่านี้ ให้เกิดปีติขึ้น ด้วยการบอกอุบายแห่งการได้ แม้ด้วยเหตุเพียง เท่านี้ ก็จะประสบบุญเป็นอันมากได้ จึงเหยียดแขนขวาออกชี้ บอกเรือนอสัยหเศรษฐีแก่คนเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น รุกขเทวดา จึงกล่าวว่า ท่านจงประคองแขนขวา ดังนี้เป็นต้น บทว่า เตน ปาณิ กามทโท ความว่า ด้วยเหตุเพียงการ อนุโมทนาทานที่คนอื่นทำแล้ว โดยการประกาศทานขอคนอื่นนั้น โดยเคารพ บัดนี้ ฝ่ามือของเราเป็นเสมือนต้นกัลปพฤกษ์ และเป็น เหมือนต้นทิพยพฤกษ์ ให้สิ่งที่น่าใคร่ คือให้สิ่งที่ต้องการที่ปรารถนา ชื่อว่าให้สิ่งที่น่าใคร่และน่าปรารถนา. ก็เพราะเหตุนั้น ฝ่ามือ ของท่านจึงให้สิ่งที่น่าปรารถนา เป็นที่หลั่งไหลออกแห่งรสอันอร่อย คือ เป็นที่สละออกซึ่งวัตถุที่น่าปรารถนา. ศัพท์ว่า กิร ในบทว่า น กิร ตฺวํ อทา ทานํ นี้ เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งอนุสสวนัตถะ. ได้ยินว่า ท่านไม่สละสิ่งของของตน คือ ท่านไม่ได้ให้ทานอะไร ๆ แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง หรือแก่สมณะ ด้วย
หน้า 264 ข้อ 106
ฝ่ามือของตน คือ พร้อมด้วยมือของตน. บทว่า ปรสฺส ทานํ อนุโมทนาโน ความว่า ท่านเมื่ออนุโมทนาทานของคนอื่น ที่คนอื่น กระทำอย่างเดียว เท่านั้นอยู่ว่า โอ ทานเราให้เป็นไปแล้ว. บทว่า เตน ปาณิ กามทโท ความว่า เพราะเหตุ ฝ่ามือ ของท่านจึงให้สิ่งที่น่าใคร่อย่างนี้ อธิบายว่า โอ น่าอัศจรรย์จริง หนอ คติ แห่งบุญทั้งหลาย. บทว่า โย โส ทานมทา ภนฺเต ปสนฺโน สกปาณิภิ นี้ รุกขเทวดาเรียกเทพบุตร ด้วยความเคารพว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อสัยหเศรษฐี ผู้มีความเลื่อมใส ได้ให้ทานด้วยฝ่ามือของตน อธิบาย ว่า อันดับแรก ผลเช่นนี้คือ อานุภาพเช่นนี้ของท่าน ผู้อนุโมทนา ทานที่บุคคลอื่นทำไว้แล้ว แต่อสัยหมหาเศรษฐีนั้น ได้ให้มหาทาน คือ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ให้มหาทานเป็นไปในกาลนั้น ด้วยทรัพย์ หลายพัน. บทว่า โส หิตฺวา มานุสํ เทหํ ความว่า ท่านละอัตภาพ มนุษย์ในที่นี้. บทว่า กึ ได้แก่ ทางทิศไหน. คัพท์ว่า นุ ในคำว่า นุ โส นี้ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ทิสตํ คโต แปลว่า ไปสู่ทิศ คือที่. รุกขเทวดาถามถึงอภิสัมปรายภพของอสัยหเศรษฐีว่า คติ คือความสำเร็จของท่านเศรษฐีนั้นเป็นอย่างไร. บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่า ชื่อว่า อสัยหเศรษฐี เพราะ อดกลั้นธุระของสัตบุรุษผู้จำแนกการบริจาคเป็นต้น ซึ่งคนเหล่าอื่น ผู้มีความตระหนี่คือ ผู้อันความโลภครอบงำ ไม่สามารถเพื่อจะ อดกลั้นได้. บทว่า องฺคีรสสฺส ผู้มีรัศมีซ่านออกจากตน. จริงอยู่
หน้า 265 ข้อ 106
บทว่า รโส เป็นชื่อของความโชติช่วง. ได้ยินว่า ปีติและโสมนัส อย่างยิ่ง ย่อมเกิดขึ้นแก่อสัยหเศรษฐีนั้น เพราะเห็นพวกยาจก กำลังเดินมา คือ สีหน้าย่อมผ่องใส. รุกขเทวดานั้น กล่าวอย่างนี้ เพราะทำเขาให้ประจักษ์แก่ตน. บทว่า คตึ อาคตึ วา ความว่า หรือว่า คติของอสัยหเศรษฐีนั้นว่า เขาจาโลกนี้แล้วไปสู่คติ ชื่อโน้น เราไม่เข้าใจการมาว่าก็หรือว่า เขาจากที่นั้นแล้ว จักมา ในที่นี้ในกาลชื่อโน้น, นี้ ไม่ใช่วิสัยของเรา. บทว่า สุตญฺจ เม เวสฺสวณสฺส สนฺติเก ความว่า แต่เราได้ฟังข้อนี้ มาในสำนักของ ท้าวเวสวัณมหาราช ผู้ไปสู่ที่อุปัฏฐาก. บทว่า สกฺกสฺส สหพฺยตํ คโต อสยฺโห ความว่า อสัยหเศรษฐี ถึงความเป็นสหาย ของท้าวสักกะจอมเทพ, อธิบายว่า บังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์. บทว่า อลเมว กาตุํ กลฺยาณํ ความว่า คุณงามความดี อย่างใดอย่างหนึ่ง คือบุญกุศล สมควร คือ เหมาะสมที่จะต้องทำ แท้ทีเดียว. ก็ในคุณงามความดีนั้น สิ่งที่ทั่วไปแก่คนทั้งปวง ควร ทำดีกว่า เพื่อจะแสดงสิ่งนั้น อังกุระพ่อค้าจึงกล่าวว่า ควรจะให้ ทานตามสมควร. ควรแท้ที่จะให้ทาน อันเหมาะสมแก่สมบัติและ กำลังของตน. ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้นไว้ว่า เห็นฝ่ามืออันให้สิ่ง ที่น่าปรารถนา. เพราะเห็นมือนี้ที่เห็นว่า ให้สิ่งที่น่าปรารถนา ด้วยเหตุมีการอนุโมทนาส่วนบุญที่คนอื่นทำแล้วเป็นเบื้องต้น และ ด้วยเหตุเพียงการบอกหนทางเป็นที่เข้าไปสู่เรือนแห่งท่านทานบดี.
หน้า 266 ข้อ 106
บทว่า โก ปุญฺํ น กริสฺสติ ความว่า ขึ้นชื่อว่า ใครเสมือนกับเรา จักไม่ทำบุญอันเป็นที่พึ่งของตน. อังกุรพาณิช ครั้นแสดงความเอื้อเฟื้อในการบำเพ็ญบุญ โดยไม่กำหนดแน่นอนอย่างนี้ บัดนี้ เมื่อจะแสดงกำหนดแน่นอน ถึงการบำเพ็ญบุญนั้นในตน จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา มีอาทิว่า โส หิ นูน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ได้แก่เรานั้น. ศัพท์ว่า หิ เป็นนิบาต ลงในอรรถแห่งอวธารณะ. ศัพท์ว่า นูน เป็นนิบาตลงใน อรรถว่าปริวิตก. บทว่า อิโต คนฺตฺวา ความว่า เราไปจากภูมิแห่ง เทวดานี้แล้ว. บทว่า อนุปฺปตฺวาน ทฺวารกํ ได้แก่ ถึงทวารวดีนคร โดยลำดับ. บทว่า ปฏฺปยิสฺสามิ แปลว่า จักให้เป็นไป. เมื่ออังกุระพาณิช กระทำปฏิญญาว่า เราจักให้ทานอย่างนี้ แล้ว เทพบุตรมีใจยินดี กล่าวว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้เสีย สละ. จงให้ทานเถิด ส่วนเราจักทำหน้าที่เป็นสหายของท่าน ไทยธรรม ของท่านจักไม่ถึงความหมดเปลืองด้วยประการใด เราจักกระทำ โดยประการนั้น ดังนี้แล้ว จึงให้อังกุระพาณิชนั้น อาจหาญในการ บำเพ็ญทานแล้วกล่าวว่า ดูก่อนพราหมณ์พาณิช ได้ยินว่าท่าน ปรารถนาจะนำคนเช่นเรา ไปด้วยพลการ ช่างไม่รู้จักประมาณ ของตัว ดังนี้แล้ว จึงให้สินค้าของอังกุระพาณิชนั้น อันตรธานไป แล้ว จึงขู่ให้อังกุระพาณิชนั้นกลัว ด้วยอาการที่สะพึงกลัวว่าเป็น ยักษ์. ลำดับนั้น อังกุระพาณิช จึงอ้อนวอนกะเทพบุตรนั้น โดย
หน้า 267 ข้อ 106
ประการต่าง ๆ เมื่อจะให้พราหมณ์ขมาโทษ ให้เลื่อมใส จึงทำสินค้า ทั้งหมดให้กลับเป็นปกติ เมื่อใกล้ค่ำ จึงละเทพบุตรไปอยู่ เห็น เปรตตนหนึ่งที่เห็นเช้าน่ากลัวยิ่งนัก ในที่ไม่ไกลแห่งเทพบุตรนั้น เมื่อจะถามถึงกรรมที่เปรตนั้นกระทำ จึงกล่าวคาถาว่า :- เพราะเหตุไร นิ้วมือของท่านจึงงอหงิก ปากของท่านจึงเบี้ยว และนัยน์ตาทะเล้นออก ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณา แปลว่า งอหงิก คือ หงิกกลับ ได้แก่ ไม่ตรง. บทว่า กุณลีกตํ ได้แก่ เบี้ยว คือบิด โดยวิการ แห่งปาก. บทว่า ปคฺฆรํ ได้แก่ ไม่สะอาด ไหลออกอยู่. ลำดับนั้น เปรต ได้กล่าวคาถา ๓ คาถา เเก่อังกุระพาณิช นั้นว่า :- เราเป็นคฤหบดี ตั้งไวในการให้ทาน ใน โรงทานของท่านคฤหบดีผู้มีอังคีรส ผู้มีศรัทธา เป็นฆราวาสครอบครองเรือน เห็นยาจกผู้มีความ ประสงค์ด้วยโภชนะมาที่โรงทานนั้น ได้หลีกไป ทำการบุ้ยปากอยู่ ณ ที่ข้างหนึ่ง เพราะกรรมนั้น นิ้วมือของเราจึงงอหงิก ปากของเราจึงเบี้ยว แล้ว.
หน้า 268 ข้อ 106
บรรดาเหล่านั้น ด้วยบทว่า อุงฺคีรสสฺส เป็นต้น เทพบุตร ระบุถึงอสัยหเศรษฐี. บทว่า ฆรเมสิโน ได้แก่ คฤหัสถ์ผู้อยู่ ครองเรือน. บทว่า ทานวิสฺสคฺเค ได้แก่ ในโรงทาน คือ ในที่ เป็นที่บริจาคทาน. บทว่า ทาเน อธิกโต อหุํ ความว่า เริ่มตั้ง คือ ตั้งไว้ในการบริจาคไทยธรรม คือ ในการบำเพ็ญทาน. บทว่า เอกมนฺตํ อปกฺกมฺม ความว่า ผู้ขวนขวายในทาน เห็นยาจกผู้ต้องการโภชนาหารเดินมา ได้หลีกไปจากโรงทานแล้ว ยืนอยู่ในที่เดิมนั่นเอง เกิดปีติและโสมนัส มีหน้าผ่องใส พึงให้ ทานด้วยมือของตน หรือใช้คนอื่นผู้สมควรให้ให้ แต่เราไม่ได้กระทำ อย่างนั้น เห็นยาจกเดินมาแต่ไกลไม่แสดงตน หลีกไปอยู่ ณ ส่วน ข้างหนึ่ง. บทว่า อกาสึ กุณลึ มุขํ ความว่า เราได้กระทำปากเบี้ยว ปากบุ้ย. บทว่า เตน ความว่า เพราะในกาลนั้น เราถูกเจ้านายแต่งตั้ง ไว้ในหน้าที่ให้ทาน เมื่อกาลทานปรากฏ เรามีความตระหนี่ครอบงำ หลีกไปจากโรงทานทำเท้างอหงิก เมื่อควรจะให้ทานด้วยมือของตน ไม่ได้ทำอย่างนั้น ทำมืองอหงิก เมื่อควรจะมีหน้าผ่องใส ก็ทำ หน้าเบี้ยว. เมื่อควรจะแลดูด้วยตาอันน่ารักก็ทำให้เกิดนัยน์ตาทะเล้น ออกมา เพราะฉะนั้น เราจึงมีนิ้วมือ นิ้วเท้างอหงิก และปากเบี้ยว สยิ้วผิดรูป อธิบายว่า นัยน์ตาทั้ง ๒ หลั่งน้ำตาออกมาไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียด. เพราะเหตุนั้น เปรตจึงกล่าวว่า :-
หน้า 269 ข้อ 106
เพราะกรรมนั้น มือของเราจึงงอหงิก ปากเบี้ยว นัยน์ตาทั้ง ๒ ของเราถลนออกมา เพราะเราได้ทำกรรมชั่วนั่นไว้. อังกุระพาณิชได้ฟังดังนั้น เมื่อจะติเตียนเปรต จึงกล่าวคาถา ว่า :- แน่ะบุรุษเลวทราม การที่ท่านมีปากเบี้ยว นัยน์ตาทั้ง ๒ ถลนออกมา เป็นการชอบแล้ว เพราะท่านได้กระทำการบุ้ยปากต่อทานของผู้อื่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ได้แก่ ด้วยเหตุอันเหมาะสม นั่นเอง. บทว่า เต แก้เป็น ตว แปลว่า ของท่าน. บทว่า กาปุริส ได้แก่ บุรุษผู้เลวทราม. บทว่า ยํ แก้เป็น ยสฺมา แปลว่า เพราะเหตุใด. บทว่า ปรสฺส ทานสฺส ได้แก่ ในทานของคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. อังกุระพาณิชเมื่อจะติเตียนทานบดีเศรษฐีนั้นอีก จึงกล่าว คาถาว่า :- ก็ไฉน อสัยหเศรษฐีเมื่อจะให้ทาน จึงได้ มอบข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะ ให้ ผู้อื่นจัดแจง. คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ว่า บุรุษเมื่อจะให้ทาน ไฉนเล่าจึงมอบให้คนอื่นจัดแจงทานนั้น คือกระทำให้ประจักษ์แก่ตน นั่นแหละ แล้วพึงให้ด้วยมือของตนเอง. อนึ่ง ตนเองพึงเป็นผู้
หน้า 270 ข้อ 106
ขวนขวายในทานนั้น เมื่อว่าโดยประการอื่น พึงกำจัดไทยธรรม ในฐานะอันไม่ควร และไม่พึงให้พระทักขิไณยบุคคลเสื่อมจากทาน. อังกุระพาณิชครั้นติเตียนทานบดีเศรษฐีอย่างนี้แล้ว เมื่อ จะแสดงวิธีที่ตนจะพึงปฏิบัติ จึงกล่าว ๒ คาถาว่า :- ก็เราไปจากที่นี้ถึงทวารกนครแล้ว จัก เริ่มให้ทานอันนำความสุขมาให้เราแน่แท้ เรา จักให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ สระน้ำ และ สะพานในที่เดินลำบากให้เป็นทาน. คำนั้นมีเนื้อความดังกล่าวแล้วนั่นแล. เพื่อจะแสดงข้อปฏิบัติ ของอังกุระพาณิช พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงได้ตั้ง คาถา ๔ คาถา ไว้ความว่า :- ก็อังกุระพาณิชนั้นกลับจากทะเลทรายนั้น ไปถึงทวารกนครแล้ว ได้เริ่มให้ทานอันนำความ สุขมาให้ตน ได้ให้ข้าว น้ำ ผ้า เสนาสนะ บ่อน้ำ สระน้ำ ด้วยจิตอันเลื่อมใส. ช่างกัลบก พ่อครัว ชาวมคธ พากันป่าวร้องในเรือนของอังกุระพาณิช นั้น ทั้งเช้า ทั้งเย็น ทุกเมื่อว่า ใครหิวจงมากิน ตามชอบใจ ใครกระหายจงมาดื่มตามชอบใจ ใครจักนุ่งห่มผ้า จงนุ่งห่มผ้า ใครต้องการพาหนะ สำหรับเทียม จงเทียมพาหนะในคู่แอกนี้ ใคร ต้องการร่มจงเอาร่มไป ใครต้องการของหอมจง
หน้า 271 ข้อ 106
เอาดอกไม้ไป ใครต้องการรองเท้าจงเอารองเท้า ไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตโต ได้แก่ จากทะเลทราย. บทว่า นิวตฺติตฺวา แปลว่า กลับไปแล้ว. บทว่า อนุปฺปตฺวาน ทฺวารกํ แปลว่า ถึงทวารวดีนคร. บทว่า ทานํ ปฏฺปยิ องฺกุโร ความว่า อังกุระพาณิชนั้น ผู้มีเรือนคลังทั้งสิ้นอันเทวบุตรให้บริบูรณ์ แล้ว เริ่มตั้งมหาทานอันเกื้อกูลแก่การเดินทางทุกอย่าง. บทว่า ยํ ตุมสฺส สุขาวหํ ความว่า เพราะให้เกิดความสุขแก่ตนทั้งในบัดนี้ และในอนาคต. บทว่า โก ฉาโต อธิบายว่า ใครหิว จงมากินตามความชอบใจ แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า ตสิโต แปลว่า ผู้กระหาย. บทว่า ปริทหิสฺสติ ความว่า จักนุ่งและจักห่ม. บทว่า สนฺตานิ แปลว่า ถึงความสงบ. บทว่า โยคฺคานิ ได้แก่ พาหนะคือรถ. บทว่า อิโต โยเชนฺตุ วาหนํ ความว่า จงถือเอาความพอใจจากพาหนะ ที่เทียมด้วยตู่แอกนี้แล้วจงเทียมพาหนะ. บทว่า โก ฉตฺติจฺฉติ ความว่า ใครต้องการร่มอันต่างด้วย ร่มเสื่อลำแพนเป็นต้น. อธิบายว่า ผู้นั้นจงถือเอาไปเถิด. แม้ในบทที่ เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า คนฺธํ ได้แก่ ของหอมมีของหอม อันประกอบด้วยชาติ ๔ เป็นต้น. บทว่า มาลํ ได้แก่ ดอกไม้ที่ ร้อยและยังมิได้ร้อย. บทว่า อุปาหนํ ได้แก่ รองเท้าอันต่างด้วย รองเท้าติดแผนหนังหุ้มส้นเป็นต้น. ศัพท์ว่า สุ ในคำว่า อิติสฺสุ
หน้า 272 ข้อ 106
นี้ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า ด้วยคำมีอาทิว่า ใครหิว ใครกระหาย ด้วยประการฉะนี้ คือ อย่างนี้. บทว่า กปฺปกา ได้แก่ ช่างกัลบก. บทว่า สูทา ได้แก่ พ่อครัว. บทว่า มาคธา ได้แก่ ชาวมคธ. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า สทา ความว่า ป่าวร้อง คือ โฆษณา ในเรือนของอังกุระพาณิชนั้นทั้งเช้าทั้งเย็นตลอดเวลา คือ ทุกวัน. เมื่ออังกุระพาณิชบำเพ็ญมหาทานอย่างนี้ เมื่อเวลาผ่านไป โรงงานห่างเหินเงียบสงัดจากคนผู้ต้องการ เพราะเป็นผู้อิ่มหนำแล้ว. อังกุระพาณิชเห็นดังนั้นจึงไม่พอใจ เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยกว้าง ขวางในการให้ทาน จึงเรียกมาณพชื่อว่า สินธกะผู้ขวนขวายใน ทานของตนมาแล้วกล่าว ๒ คาถาว่า :- มหาชนรู้เราว่า อังกุระนอนเป็นสุข ดูก่อน สินธกะ เรานอนเป็นทุกข์ เพราะไม่ได้เห็นพวก ยาจก มหาชนรู้เราว่า อังกุระนอนเป็นสุข ก่อน สินธกะ เรานอนเป็นทุกข์ในเมื่อวณิพกมีน้อย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ สุปติ องฺกุโร อิติ ชานาติ มํ ชโน ความว่า มหาชน ยกย่องเราอย่างนี้ว่า พระเจ้าอังกุระ เพียบพร้อมไปด้วยยศโภคะ เป็นทานบดี ย่อมบรรทมเป็นสุข คือ เข้าถึงความนิทราโดยความสุขทีเดียว ตื่นบรรทมก็เป็นสุข ด้วยโภคสมบัติและทานสมบัติของพระองค์. บทว่า ทุกฺขํ สุปามิ สินฺธก ความว่า ดูก่อนสินธกะมาณพ ก็เราย่อมนอนเป็นทุกข์ อย่างเดียว. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า เพราะเหตุไร ตอบว่า เพราะ
หน้า 273 ข้อ 106
เราไม่เห็นพวกยาจก, อธิบายว่า เพราะเหตุที่เรา ยังไม่เห็นพวก ยาจกเป็นอันมาก ผู้จะรับไทยธรรม อันสมควรแก่อัธยาศัยของเรา. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า อปฺปเก สุ วณิพฺพเก ความว่า เราหลับเป็นทุกข์ ในเมื่อวณิพกชนมีน้อยคือ ๒-๓ คน. ก็ศัพท์ว่า สุ เป็นเพียงนิบาต, อธิบายว่า เมื่อวณิพกชนมีน้อย. สินธกะมาณพ ได้ฟังดังนั้นแล้ว มีความประสงค์จะกระทำ อังกุระพาณิชนั้นให้น้อมไปในทานอันยิ่ง ให้ปรากฏจึงกล่าวคาถา ว่า :- ถ้าท้าวสุกกะ เป็นใหญ่กว่าชาวดาวดึงส์ และเป็นใหญ่กว่าชาวโลกทั้งปวง พึงให้พรท่าน ท่านเมื่อจะเลือก พึงเลือกเอาพรเช่นไร. คำอันเป็นคาถานั้น มีอธิบายดังนี้ :- ท้าวสักกะ ผู้เป็นใหญ่ กว่าเทพชั้นดาวดึงส์ และกว่าชาวโลกทั้งมวล หากจะพึงให้พรท่าน ว่าอังกุระ ท่านจงขอพรอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ท่านตั้งใจไว้ ท่าน เมื่อจะขอพร คือเมื่อปรารถนา พึงขอพรเช่นไร ลำดับนั้นอังกุระพาณิช เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน ตามความเป็นจริง จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ถ้าท้าวสุกกะ ผู้เป็นใหญ่กว่าเทพชั้นดาว ดึงส์ พึงให้พรแก่เราไซร้ เราจะพึงขอพรว่า เมื่อ เราลุกขึ้นแต่เช้า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ขอ ภัตตาหารอันเป็นทิพย์ และพวกยาจกผู้มีศีล พึง
หน้า 274 ข้อ 106
ปรากฏ เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป ครั้น เราให้ทานนั้นแล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้อยู่ พึงยังจิตให้เลื่อมใส ข้าพเจ้าพึง ขอพรกะท้าวสุกกะอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลุฏฺิตสฺส เม สโต ความว่า เมื่อข้าพเจ้าลุกขึ้นในเวลาเช้า เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยความเพียร คือ ความหมั่นด้วยอำนาจสามีจิกรรม มีการนอบน้อมและการปรนนิบัติ เป็นต้น ต่อพระทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย ผู้มีความต้องการ. บทว่า สูริยุคฺคมนํ ปติ แปลว่า ในเวลาพระอาทิตย์ขึ้นไป. บทว่า ทิพฺพา ภกฺขา ปาตุภเวยฺยุํ ความว่า อาหารอันนับเนื่องในเทวโลก พึง เกิดขึ้น. บทว่า สีลวนฺโต จ ยาจกา ความว่า และพวกยาจก พึงเป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม. บทว่า ททโต เม น ขีเยถ ความว่า ก็เมื่อเราให้ทานแก่ผู้ที่ มาแล้ว ๆ ไทยธรรมย่อมไม่สิ้นไป คือ ไม่ถึงความหมดเปลือง. บทว่า ทตฺวา นานุปเตยฺยหํ ความว่า ก็เพราะเหตุนั้น เราให้ทาน นั้นแล้ว เห็นคนบางคนไม่มีความเลื่อมใส จึงไม่เดือดร้อน ในภายหลัง. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาเทยฺยํ ความว่า เมื่อเราให้อยู่ เราก็พึงทำจิต ให้เลื่อมใส คือเราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้วนั่นแหละ พึงให้ทาน. บทว่า เอตํ สกฺกํ วรํ วเร ความว่า เราพึงขอพรกะท้าวสักกะจอมเทพ ๕ อย่างนี้คือ ความสมบูรณ์ด้วยความไม่มีโรค ความสมบูรณ์ด้วย ไทยธรรม ความสมบูรณ์ด้วยพระทักขิไณยบุคคล ความสมบูรณ์
หน้า 275 ข้อ 106
ด้วยไทยธรรมหาประมาณมิได้ และความสมบูรณ์ด้วยทายก. ก็ในพร ๕ ประการนี้ ด้วยคำว่า เมื่อเราลุกขึ้นแต่เช้า นี้ ชื่อว่า ความสมบูรณ์ด้วยความไม่มีโรค, ด้วยคำว่า ภัตตาหารอันเป็นทิพย์ พึงปรากฏนี้ชื่อว่า ความสมบูรณ์ด้วยไทยธรรม ด้วยคำว่า และ ยาจกพึงเป็นผู้มีศีลนี้ ชื่อว่า ความสมบูรณ์ด้วยทักขิโณยบุคคล ด้วยคำว่า เมื่อเราให้อยู่ ไทยธรรมไม่พึงสิ้นไป นี้ ชื่อว่า ความ สมบูรณ์ด้วยไทยธรรมหาประมาณมิได้ ด้วยคำว่า ครั้นเราให้ทาน แล้ว ไม่พึงเดือดร้อนในภายหลัง เมื่อกำลังให้พึงทำจิตให้เลื่อมใส นี้ ชื่อว่า ความสมบูรณ์ด้วยทายก รวมความว่า อังกุระพาณิช ปรารถนาประโยชน์ ๕ ประการ โดยความเป็นพร. ก็ประโยชน์ ๕ ประการนั้นแล พึงทราบว่ามีไว้เพียงเพื่อความยิ่งใหญ่แห่งบุญ อันสำเร็จด้วยทานนั่นเอง. เมื่ออังกุระพาณิช ประกาศอัธยาศัยของตนอย่างนี้ ชาย คนหนึ่ง ชื่อว่า โสนกะ ผู้มีความเชี่ยวชาญในนิติศาสตร์ นั่งอยู่ใน ที่นั้น เป็นผู้ให้ทานเกินประมาณ มีความประสงค์จะตัดทานนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- บุคคลไม่พึงให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้ง หมด แก่บุคคลอื่น ควรให้ทาน และควรรักษา ทรัพย์ไว้ เพราะว่าทรัพย์เท่านั้น ประเสริฐกว่า ทาน ตระกูลทั้งหลาย ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะการ ให้ทานเกินประมาณไป บัณฑิตย่อมไม่สรรเสริญ
หน้า 276 ข้อ 106
การไม่ให้ทาน และการให้ท่านเกินควร เพราะ เหตุผลนั้นแล ทรัพย์เท่านั้นประเสริฐกว่าทาน บุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยธรรม ควร ประพฤติ โดยพอเหมาะ. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า สินธกมาณพมีความประสงค์ จะทดลองอย่างนี้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ไม่พึงให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ ทั้งหมด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพวิตฺตานิ ได้แก่ อุปกรณ์แก่ ทรัพย์เครื่องปลื้มใจทั้งหมด ชนิดสวิญญาณกทรัพย์ และอวิญญาณก- ทรัพย์ อธิบายว่า ทรัพย์. บทว่า ปเร แก้เป็น ปรมฺหิ แก่บุคคลอื่น, อธิบายว่า ปรสฺส แก่คนอื่น. บทว่า น ปเวจฺเฉ แปลว่า ไม่พึงให้ อธิบายว่า ไม่ควรทำการบริจาคทรัพย์ทั้งหมดไม่เหลืออะไรไว้ โดยคิดว่า เราได้พระทักขิไณยบุคคล. บทว่า ทเทยฺย ทานญฺจ ความว่า ไม่ควรให้ นามธรรม โดยประการทั้งปวง คือ โดยที่แท้ ครั้นรู้ความเจริญและความเสื่อมของตนแล้ว พึงให้ทานอันเหมาะสม แก่สมบัติ. บทว่า ธนญฺจ รกฺเข ความว่า พึงรักษาทรัพย์ไว้ ด้วยอำนาจ การได้ทรัพย์ที่ยังไม่ได้ รักษาทรัพย์ที่ได้ไว้แล้ว และ ควบคุมทรัพย์ที่รักษาไว้. อีกอย่างหนึ่ง เพราะทานนั้นซึ่งมีทรัพย์ นั้นเป็นมูลเหตุ บุคคลพึงรักษาทรัพย์ตามวิธีที่กล่าวไว้ว่า :- พึงใช้บริโภคส่วน ๑ พึงประกอบการงาน ๒ ส่วน และพึงเก็บทรัพย์ส่วนที่ ๔ ไว้ ในเมื่อ
หน้า 277 ข้อ 106
อันตรายจักมี. จริงอยู่ นักกฎหมายคิดว่า พึงเสพทางทั้ง ๓ โดยทำทุก ๆ ส่วน ให้หมดจด. บทว่า ตสฺมา หิ ความว่า ก็เมื่อจะรักษาทรัพย์ และ บำเพ็ญทาน ชื่อว่า ดำเนินไปตามทาน ซึ่งมีทรัพย์เป็นมูลเหตุ เพื่อประโยชน์แก่โลกทั้ง ๒ เพราะฉะนั้น ทรัพย์เท่านั้น จึงประเสริฐ คือ ดีกว่าทาน เพราะเหตุนั้น จึงอธิบายว่า ไม่พึงทำทานเกินควร. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตระกูลทั้งหลาย ย่อมตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะให้ทานเกินควร, อธิบายว่า เพราะไม่รู้ประมาณของทรัพย์ อาศัยทรัพย์นั้นให้ทาน ตระกูลจึงตั้งอยู่ไม่ได้ คือ เป็นไปไม่ได้ ได้แก่ ขาดศูนย์ไปเพราะประสงค์ในการให้เกินควร. บัดนี้ โสนกะบุรุษ เมื่อจะตั้งประโยชน์เฉพาะที่วิญญูชน สรรเสริญ จึงกล่าวคาถาว่า บัณฑิตไม่สรรเสริญการไม่ให้ทาน และการให้ทานเกินควรเป็นต้น. บรรดาบทเหล่นั้น บทว่า อทานมติทานญฺจ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย คือผู้รู้ได้แก่ ผู้มีปัญญา ย่อมไม่สรรเสริญ ย่อมไม่ชมเชยการไม่ให้ ภิกษาทัพที่หนึ่งก็ดี ข้าวสารหยิบมือหนึ่งก็ดี โดยประการทั้งปวง และการให้เกินควร กล่าวคือการบริจาคเกินประมาณ. จริงอยู่ ผู้นั้น ย่อมเป็นผู้ เหินห่างจากประโยชน์ ในสัมปรายภพเพราะไม่ให้ทานโดยประการ ทั้งปวง. ประเพณีในปัจจุบัน ย่อมไม่เป็นไป เพราะการให้ทาน เกินควร. บทว่า สเมน วตฺเตยฺย ความว่า บุคคลผู้เป็นนักปราชญ์ สมบูรณ์ด้วยธรรม ควรประพฤติด้วยญาณอันเป็นสายกลาง อัน
หน้า 278 ข้อ 106
มั่นคง เหมาะแก่ทางโลก เป็นไปสม่ำเสมอ. ด้วยคำว่า ส ธีรธมฺโม ท่านแสดงว่า ความเป็นไปแห่งการให้และการไม่ให้ ตามที่กล่าว แล้ว อันใด อันนั้นจักเป็นธรรมคือ เป็นทางที่นักปราชญ์ผู้สมบูรณ์ ด้วยปัญญา ผู้ฉลาดในนิตินัย ดำเนินไปแล้ว อังกุระพาณิช ได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะเปลี่ยนแปลงความ ประสงค์ของโสนกะบุรุษนั้น จึงประกาศวิธีที่ตนจะพึงปฏิบัติ ด้วย ๔ คาถาว่า :- ดูก่อนชาวเราทั้งหลาย เอ๋ย ดีหนอ เรา พึงให้ทานแล ด้วยว่าสัตบุรุษ ผู้สงบระงับ พึง คบหาเรา เราพึงยังความประสงค์ ของวณิพก ทั้งปวงให้เต็ม เลี้ยงดูให้อิ่มหนำ เปรียบเหมือน ฝนที่ยังที่ลุ่มทั้งหลายให้เต็ม ฉะนั้น สีหน้าของ บุคคลใด ย่อมผ่องใส เพราะเห็นพวกยาจก บุคคลนั้น ครั้นให้ทานแล้ว มีใจเบิกบาน ข้อนั้น เป็นความสุขของบุคคลผู้อยู่ครองเรือน สีหน้า ของบุคคลใด ย่อมผ่องใส เพราะเห็นพวกยาจก บุคคลนั้น ครั้นให้ทานแล้ว ย่อมปลาบปลื้มใจ นี้เป็นความถึงพร้อมแห่งยัญ ก่อนแต่ให้ก็มีใจ เบิกบาน เมื่อกำลังให้ก็ยังจิตให้เลื่อมใส ครั้นให้ แล้วก็มีใจเบิกบาน นี้เป็นความถึงพร้อมแห่ง ยัญ.
หน้า 279 ข้อ 106
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโห วต แปลว่า ดีหนอ. บทว่า เร เป็นอาลปนะ. บทว่า อหเมว ทชฺชํ แก้เป็น อหํ ทชฺชเมว แปลว่า เราพึงให้ทีเดียว. จริงอยู่ ในข้อนี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ว่า ก่อนมาณพ ถ้าว่า วาทะของผู้ฉลาดในนิติศาสตร์นี้ จงมีแก่ ท่านว่า ทรัพย์เท่านั้นดีกว่าทาน ก็จริง ถึงอย่างนั้น เราก็พึงให้ โดยแท้. บทว่า สนฺโต จ มํ สปฺปุริสา ภเชยฺยุ ความว่า สัตบุรุษ คือ คนดีทั้งหลาย ผู้สงบ คือ ผู้มีกายสมาจาร วจีสมาจาร และ มโนสมาจารสงบ พึงคบ คือ พึงเข้าถึงเรา ในเพราะทานนั้น. บทว่า เมโฆว นินฺนานิ ปริปูรยนฺโต ความว่า น่าอัศจรรย์จริง เราเมื่อยังความประสงค์ของวณิพกทั้งปวงให้เต็ม ชื่อว่า พึงยัง วณิพกเหล่านั้น ให้เดือดร้อน เหมือนมหาเมฆ เมื่อยังฝนให้ตก ชื่อว่า ยังที่ลุ่ม คือที่ต่ำ ให้เต็มฉะนั้น. บทว่า ยสฺส ยาจนเก ทิสฺวา ความว่า เมื่อบุคคลใด คือ ผู้ครองเรือน เห็นยาจกทั้งหลาย เกิดศรัทธาขึ้นว่า บุญเขต ปรากฏ แก่เราหนอ เป็นอันดับแรก สีหน้าย่อมผ่องใส ครั้นให้ทานแก่ยาจก เหล่านั้น ตามสมบัติแล้ว ย่อมเบิกบานใจ คือ ย่อมมีใจอันปีติและ โสมนัสจับแล้ว. บทว่า ตํ ความว่า เป็นการเห็นยาจกในกาลใด และเห็นยาจกเหล่านั้นแล้ว จิตย่อมเลื่อมใส และครั้นให้ทานตาม สมควรแล้ว ย่อมเบิกบานใจ. บทว่า เอสา ยญฺสฺส สมฺปทา ความว่า นั้นเป็นความถึง พร้อม คือ ความบริบูรณ์ ได้แก่ ความสำเร็จแห่งยัญญ์.
หน้า 280 ข้อ 106
บทว่า ปุพฺเพว นานา สุมโน ความว่า บุคคล พึงเป็นผู้มี ใจดี คือเกิดโสมนัส ตั้งแต่จัดแจงอุปกรณ์ทาน ก่อนแต่มุญจนเจตนา ว่า เราจักฝังขุมทรัพย์อันเป็นเหตุติดตามตนไปได้. บทว่า ททํ จิตฺตํ ปสาทเย ความว่า เมื่อให้ คือ เมื่อยังไทยธรรม ให้ตั้งอยู่ในมือ ของพระทักขิไณยบุคคล พึงยังจิตของตนให้เลื่อมใสว่า เราจะยืดถือ เอาสิ่งที่เป็นสาระ จากทรัพย์อันหาสาระมิได้. บทว่า ทตฺา อตฺตมโน โหติ ความว่า ครั้นบริจาคไทยธรรม แก้พระทักขิไณยบุคคลแล้ว ย่อมเป็นผู้มีใจดี คือ มีความเบิกบานใจ ได้แก่ย่อมเกิดปีติและโสมนัส ขึ้นว่า ขึ้นชื่อว่า ทานที่บัณฑิตบัญญัติแล้ว เราก็ได้ดำเนินตามแล้ว, โอ ช่างดีจริงหนอ. บทว่า เอสา ยญฺสฺส สมฺปทา ความว่า ความบริบูรณ์แห่งเจตนาทั้ง ๓ อันโสมนัสกำกับแล้ว ซึ่งไปตาม ความเชื่อกรรมและผลแห่งกรรมนี้คือ ปุพพเจตนา มุญจนเจตนา และอปรเจตนานี้ใด นั้น เป็นสัมปทาแห่งยัญญ์ คือ ความถึงพร้อม แห่งทาน อธิบายว่า ไม่ใช่เป็นไปโดยประการอื่นจากสัมปทานี้. อังกุระพาณิช ครั้นประกาศวิธีปฏิบัติของตนอย่างนี้แล้ว เป็นผู้มีอัธยาศัยในทานเจริญยิ่งขึ้น บำเพ็ญมหาทานทุก ๆ วัน ให้เป็นไปโดยประมาณยิ่ง. เพราะเหตุนั้น ในกาลนั้น เมื่อทำ รัชชสมบัติทั้งปวงให้เป็นดุจที่ดุจที่ดอนแล้ว ให้มหาทานเป็นไป มนุษย์ ทั้งหลายได้อุปกรณ์แห่งทานทั้งปวงแล้ว ละการงานของตน ๆ เที่ยวไปตามความสุข. เพราะเหตุนั้น เรือนคลัง ของพระราชา ทั้งหลาย จึงได้ต้องความสิ้นไป. ลำดับนั้น พระราชาทั้งหลาย
หน้า 281 ข้อ 106
จึงได้ส่งทูตไปถึงอังกุระพาณิชว่า ท่านผู้เจริญ เพราะอาศัยทาน ความเจริญของพวกเราจึงได้พินาศไป. เรือนคลังทั้งหลาย จึง ถึงความสิ้นไป พวกเราควรรู้เหตุอันสมควรในข้อนั้น ดังนี้แล. อังกุระพาณิช ได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงไปยังทักขิณาปถชนบท ให้ช่วยกันสร้างโรงทานมากมาย ขนาดใหญ่ ในที่ไม่ไกลแต่ มหาสมุทร ในที่อยู่ของพวกทมิฬ เมื่อให้มหาทานเป็นไปอยู่ ดำรง อยู่จนสิ้นอายุ เบื้องหน้าแต่กายแตกตายไป จึงบังเกิดในภพชั้น ดาวดึงส์. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อแสดงสมบัติแห่งทาน และการเข้าถึงสวรรค์ของอังกุระพาณิชนั้น จึงกล่าวคาถาทั้งหลาย ว่า :- ในเรือนของอังกุระพาณิช ผู้มุ่งบุญ โภชนะอันเขาให้แก่หมู่ชนวันละ ๖๐,๐๐๐ เล่ม เกวียนเป็นนิตย์ พ่อครัว ๓,๐๐๐ คน ประดับด้วย ต่างหูอันวิจิตร ด้วยมุกดาและแก้วมณี เป็นผู้ ขวนขวายในการให้ทาน พากันเข้าไปอาศัย อังกุระพาณิชเลี้ยงชีวิต, มาณพ ๖๐,๐๐๐ คน ประดับด้วยต่างหูอันวิจิตรด้วยแก้วมุกดา และ แก้วมณี ช่วยกันผ่าฟืน สำหรับหุงอาหาร ใน มหาทานของอังกุระพาณิชนั้น พวกนารี ๑๖,๐๐๐ คน ประดับด้วยอลังการทั้งปวง ช่วยกันบดเครื่อง เทศ สำหรับปรุงอาหาร ในมหาทาน ของอังกุระ
หน้า 282 ข้อ 106
พาณิชนั้น นารีอีก ๑๖,๐๐๐ คน ประดับด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง ถือทัพพีข้าว ยืนคอยรับ ใช้ในมหาทาน ของอังกุระพาณิชนั้น อังกุระ พาณิชนั้น ได้ให้ของเป็นอันมาก แก่มหาชนโดย ประการต่าง ๆ ได้ทำความเคารพและความยำ- เกรง ในกษัตริย์ ด้วยมือของตนเองบ่อย ๆ ให้ ทานโดยประการต่าง ๆ สิ้นกาลนาน อังกุระ พาณิช ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว สิ้นเดือน สิ้น ปักษ์ สิ้นฤดู และปีเป็นอันมาก ตลอดกาลนาน อังกุระพาณิช ได้ให้ทานและทำการบูชาแล้ว อย่างนี้ ตลอดกาลนาน ละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. มีวาจาประกอบความว่า บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺ วาหสทสฺสานิ ความว่า ในเรือนของอังกุระพาณิช ผู้มุ่งบุญ คือ ผู้มีอัธยาศัยในทาน ได้แก่ ผู้มีใจน้อมไปในทาน โภชนะอันเขาให้แก่ หมู่ชน วันละ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียน คือ ๖๐,๐๐๐ เล่มเกวียนที่บรรทุก ของหอม ข้าวสาลี เป็นต้น เป็นนิตย์. บทว่า ติสหสฺสานิ สูทา หิ ความว่า พ่อครัว คือ คนทำครัว ประมาณ ๓,๐๐๐ คน ก็แล พ่อครัวเหล่านั้น ท่านประสงค์เอาว่า ผู้เป็นประธาน. ในบรรดาพ่อครัวเหล่านั้น บุคคลผู้กระทำตามคำ ของพ่อครัวแต่ละคน พึงทราบว่า มากมาย. บาลีว่า ติสหสฺสานิ
หน้า 283 ข้อ 106
สูทานํ ดังนี้ก็มี. บทว่า อามุตฺตมณิกุณฺฑลา ได้แก่. ผู้ทรงไว้ซึ่ง ต่างหูอันวิจิตรด้วยแก้วมณีต่าง ๆ . ก็บทว่า อามุตฺตมณิกุณฺฑลา นี้ เป็นเพียงอุทาหรณ์, พ่อครัวเหล่านั้น ได้มีเครื่องอาภรณ์ เช่น แก้วมุกดา และสายรัดเอวที่ทำด้วยทองคำ เป็นต้น. บทว่า องฺกุรํ อุปชีวนฺติ ความว่า เข้าไปอาศัยอังกุระพาณิช เลี้ยงชีพ, อธิบาย ว่า ผู้มีชีวิตเนื่องด้วยอังกุระพาณิชนั้น. บทว่า ทาเน ยญฺสฺส ปาวฏา ความว่า เป็นผู้ขวนขวาย คือ ถึงความขวนขวายในการ ประกอบทานแห่งยัญญ์ อันรู้กันว่า การบูชาใหญ่. บทว่า กฏฺํ ผาเลนฺติ มาณวา ความว่า พวกมนุษย์หนุ่ม ๆ ผู้ประดับตกแต่ง แล้ว ช่วยกันผ่าคือ ช่วยกันตัดฟืน เพื่อหุงต้มอาหารพิเศษมี ของเดียวและของบริโภค เป็นต้น มีประการต่าง ๆ. บทว่า วิธา ได้แก่ เครื่องเผ็ดร้อนสำหรับปรุงอาหาร ที่จะ พึงจัดแจง. บทว่า ปิณฺเฑนฺติ ได้แก่ ย่อมประกอบด้วยการบด. บทว่า ทพฺพิคาหา แปลว่า ผู้ถือทัพพี. บทว่า อุปฏฺิตา ความว่า เข้าไปยืนคอยรับใช้ ยังสถานที่รับใช้. บทว่า พหุํ แปลว่า มาก คือ เพียงพอ. บทว่า พหูนํ แปลว่า มากมาย. บทว่า ปาทาสิ แปลว่า ได้ให้โดยประการทั้งหลาย. บทว่า จิรํ แปลว่า ตลอดกาลนาน. จริงอยู่ เขาเกิดในหมู่มนุษย์ ผู้มีอายุ ๒๐,๐๐๐ ปี. และเมื่อเขาให้ทานเป็นอันมาก แก่ชนเป็น อันมาก ตลอดกาลนาน เพื่อจะแสดงประการที่เขาให้ทานจึงกล่าวว่า สกฺกจฺจญฺจ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกจฺจํ
หน้า 284 ข้อ 106
คือมีความเอื้อเฟื้อ ได้แก่ ไม่ได้ทอดทิ้ง คือ ไม่ดูหมิ่น. บทว่า สหตฺถา แปลว่า ด้วยมือของตน ไม่ใช่ถูกบังคับ. บทว่า จิตฺตีกตฺวา ความว่า กระทำ คือบูชาด้วยจิต อันประกอบด้วยความเคารพ และ ความนับถือมาก. บทว่า ปุนปฺปุนํ ได้แก่โดยส่วนมาก คือไม่ใช่ คราวเดียว. มีวาจาประกอบความว่า ไม่ได้กระทำ ๒-๓ วาระ ได้ให้ตั้งหลายวาระ. บัดนี้ เพื่อจะประกาศการการทำบ่อย ๆ นั้นนั่นแล พระ- สังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า พหู มาเส จ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหู มาเส ได้แก่สิ้นหลายเดือนมี เดือน จิตตะ เป็นต้น. บทว่า ปกฺเข ได้แก่ สิ้นปักษ์เป็นอันมาก ต่างด้วย กัณหปักษ์และสุกกปักษ์. บทว่า อุตุสํวจฺฉรานิ ความว่า สิ้นฤดู และปีเป็นอันมาก เช่น วสันต์และคิมหันต์ เป็นต้น บทว่า อุตุสํวจฺฉรานิ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถอัจจันตสังโยคะ. บทว่า ทีฆมนฺตรํ แปลว่า สิ้นระยะกาลนาน. ก็ในข้อนี้ เพื่อจะ กล่าวถึงความที่ทานเป็นไปตลอดกาลนานว่า ท่านได้ให้จลอดกาลนาน แล้วจึงแสดงว่า ทานนั้นเป็นไปไม่ขาดระยะทีเดียวอีก พึงเห็นว่า ท่านกล่าวว่า พหู มาเส ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เอวํ แปลว่า โดยประการดังกล่าวแล้ว. บทว่า ทตฺวา ยชิตฺวา จ โดยเนื้อความก็เป็นบทเดียวกันนั่นแหละ, อธิบายว่า ได้ให้ด้วยอำนาจการบริจาคไทยธรรมบางอย่าง แก่พระทักขิไณย- บุคคลบางพวก และเมื่อให้ตามกำลังแก่ชนทั้งปวงผู้มีความต้องการ
หน้า 285 ข้อ 106
โดยนัยดังกล่าวแล้วว่า ได้ให้สิ่งของเป็นอันมาก แก่ชนเป็นอันมาก บูชาด้วยอำนาจการบูชาอย่างใหญ่. บทว่า โส หิตฺวา มานุสํ เทหํ ตาวตึสูปโค อหุ ความว่า ในเวลาสิ้นอายุ อังกุระพาณิชนั้น ละอัตภาพมนุษย์ไปบังเกิดเป็นเทพนิกาย ในภพชั้นดาวดึงส์ โดยการถือปฏิสนธิ. เมื่ออังกุระเทพบุตรนั้น บังเกิดในภพชั้นดาวดึงส์ เสวย ทิพยสมบัติอย่างนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย อินทกะมาณพ เมื่อท่านพระอนุรุทธเถระเที่ยวบิณฑบาต มีจิต เลื่อมใส ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง. สมัยต่อมาเขาทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเทพบุตร ผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ในภพชั้นดาวดึงส์ ด้วยอานุภาพแห่งบุญอันเป็นเขต ไพโรจน์ล่วงครอบงำอังกุระ เทพบุตร ด้วยฐานะ ๑๐ มีรูปเป็นต้น อันเป็นทิพย์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า . อินทกะมาณพ ได้ถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง แก่พระอนุรุทธเถระ ละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์ แต่อินทกะเทพบุตร รุ่งเรืองยิ่งกว่าอังกุระเทพบุตร โดยฐานะ ๑๐ อย่างคือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่า รื่นรมย์ใจ อายุ ยศ วรรณะ สุขะ และความ เป็นใหญ่.
หน้า 286 ข้อ 106
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูเป ความว่าเป็นเหตุแห่งรูป คือ เป็นนิมิตแห่งความเกิดขึ้นแห่งรูป. แม้ในบทว่า อายุนา แปลว่า ด้วยชีวิต. ก็ชีวิตของเทวดาทั้งหลาย ท่านกล่าวมีกำหนดเป็น ประมาณมิใช่หรือ ? ท่านกล่าวจริง. แต่ชีวิตนั้นท่านกล่าวไว้โดย ส่วนมาก. จริงอย่างนั้น เทวดาบางเหล่า ย่อมมีการตายในระหว่าง ทีเดียว เพราะความวิบัติแห่งความพยายามเป็นต้น. ส่วนอินทก- เทพบุตร ยัง ๓ โกฏิ ๖ ล้านปีให้บริบูรณ์เท่านั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมไพโรจน์ล่วงด้วยอายุ. บทว่า ยสสา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยบริวารใหญ่. บทว่า วณฺเณน ความว่า ด้วยความ สมบูรณ์ด้วยทรวดทรง. แต่ความสมบูรณ์ด้วยวรรณธาตุ ท่าน กล่าวไว้ด้วยบทว่า รูเป ดังนี้นั่นเอง. บทว่า อาธิปจฺเจน แปลว่า ด้วยความเป็นใหญ่. เมื่ออังกุรเทพบุตร และอินทกเทพบุตร บังเกิดในภพชั้น ดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงกระทำยมกปาฏิหาร ณ โคนแห่งคัณฑามพฤกษ์ ที่ประตูแห่ง กรุงสาวัตถี ในวันอาสาฬหปุณณมี ในปีที่ ๗ แต่กาลตรัสรู้ เสด็จไปยังภพชั้นดาวดึงส์ โดอย่างก้าวไป ๓ ก้าวโดยลำดับ ทรง ครอบงำความรุ่งเรื่องของเทวพรหมบริษัท ผู้ประชุมกันด้วย โลกธาตุ ณ บัณฑุกมพลศิลาอาสน์ ที่ควงต้นปาริฉัตตกะ ด้วย รัศมีพระสรีระของพระองค์ เหมือนพระสุริโยทัยทอแสงอ่อน ๆ เหนือเขายุคนธรรุ่งเรื่องอยู่ฉะนั้น ประทับทั่งแสดงอภิธรรม
หน้า 287 ข้อ 106
ทอดพระเนตรเห็นอินทกเทพบุตรผู้นั่งอยู่ในที่ไม่ไกล และอังกุร- เทพบุตรผู้นั่งอยู่ในระยะ ๑๒ โยชน์ เพื่อจะประกาศความสมบูรณ์ แห่งพระทักขิไณยบุคคล จึงตรัสพระคาถาว่า :- ดูก่อนอังกุระ มหาทานท่านได้ให้แล้ว สิ้นกาลนาน ท่านมาในสำนักของเรา ไฉนจึงนั่ง อยู่ไกลนัก. อังกุรเทพบุตร ได้ฟังดังนั้นจึงทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า มหาทานอันข้าพระองค์บริจาคไทยธรรมเป็นอันมาก บำเพ็ญมาตลอดกาลนาน ก็ไม่ได้มีผลยิ่ง เพราะเว้นจากทักขิไณย สมบัติ เหมือนพืชที่หว่านลงในนาที่ไม่ดี ฉะนั้น แต่แม้การให้ภิกษา ทัพพีหนึ่งของอินทกเทพบุตร สงมีผลมากยิ่งนัก เพราะสมบูรณ์ด้วย พระทักขิไณยบุคคล เหมือนพืชที่หว่านในนาดี. ฉะนั้น พระสังคีติ- กาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า :- ครั้งเมื่อพระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับอยู่ที่บัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ ภายใต้ต้น ปาริฉัตตกพฤกษ์ ณ ภพดาวดึงส์ ครั้งนั้น เทวดา ในหมื่นโลกธาตุ พากันมานั่งประชุมกันเฝ้าพระ- สัมพุทธเจ้า ซึ่งประทับอยู่บนยอดเขา เทวดา ไร ๆ ไม่รุ่งโรจน์เกินกว่าพระสัมพุทธเจ้าด้วย รัศมี พระสัมพุทธเจ้าเท่านั้นย่อมรุ่งโรจน์ร่วง เทวดาทั้งปวง ครั้งนั้น อังกุรเทพบุตรนี้นั่งอยู่ไกล
หน้า 288 ข้อ 106
๑๒ โยชน์ จากที่พระพุทธเจ้าประทับ ส่วน อินทกเทพบุตรนั่งในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า รุ่งเรืองกว่าอังกุรเทพบุตร พระสัมพุทธเจ้าทอด พระเนตรเห็นอังกุรเทพบุตรกับอินทกเทพบุตร แล้ว เมื่อจะทรงประกาศทักขิไณยบุคคล จึงได้ ตรัสพระพุทธพจน์นี้ความว่า ดูก่อนอังกุรเทพ- บุตร มหาทานท่านให้แล้วสิ้นกาลนาน ท่านมาสู่ สำนักเรา ไฉนจึงนั่งอยู่ไกลนัก. อังกุรเทพบุตร อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระองค์อันอบรมแล้ว ทรงตักเตือนแล้ว ได้กราบทูลว่า จะประสงค์ อะไร ด้วยทานของข้าพระองค์นั้นอันว่างเปล่า จากพระทักขิไณยบุคคล อินทกเทพบุตรนี้นั้น ให้ทานนิดหน่อย รุ่งเรืองยิ่งกว่าข้าพระองค์ ดุจ พระจันทร์ในหมู่ดาว ฉะนั้น. อังกุรเทพบุตรทูลว่า :- พืชแม้มากที่บุคคลหว่านแล้วในนาดอน ผลย่อมไม่ไพบูลย์ ทั้งไม่ยังชาวนาให้ปลื้มใจ ฉันใด ทานมากมายอันบุคคลเข้าไปตั้งไว้ในบุคคล ผู้ทุศีลก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่มีผลไพบูลย์ ทั้งไม่ยังทายกให้ปลื้มใจ พืชแม้น้อยอันบุคคล หว่านแล้วในนาดี เมื่อฝนหลั่งสายน้ำโดยสม่ำ
หน้า 289 ข้อ 106
เสมอ ผลย่อมยังชาวนาให้ปลาบปลื้มใจ แม้ฉันใด ทานแม้น้อยอันบุคคลบริจาคแล้วในท่านผู้มีศีล ผู้มีคุณความดี ผู้คงที่ ย่อมมีผลมาก ฉันนั้น เหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาวตีเส ได้แก่ ในภพดาวดึงส์. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า สิลายํ ปณฺฑุกมฺพเล ความว่า ในคราวที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับอยู่ ณ บัณฑุกัมพล- ศิลาอาสน์. บทว่า ทสสุ โลกธาตูสุ สนฺนิปติตูวาน เทวตา ความว่า กามาวจรเทวดา และพรหมเทวดาในหมื่นจักรวาฬ อันรู้กันว่า ชาติเขต ได้พากันมาประชุมเพื่อเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และเพื่อ ฟังธรรม. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า พากันมาเฝ้าพระ- สัมพุทธเจ้าซึ่งประทับอยู่บนยอดเขา อธิบายว่า บนยอดเขาสิเนรุ. บทว่า โยชนานิ ทส เทฺว จ องฺกุโรยํ ตทา อหุ ความว่า ในกาลนั้น คือในเวลาพร้อมพระพักตร์พระศาสดา อังกุรเทพบุตร ผู้มีจริตตามที่กล่าวแล้วนี้ ได้อยู่ระยะไกล ๑๒ โยชน์ อธิบายว่า ได้นั่งอยู่ในที่ระยะไกล ๑๒ โยชน์ แต่ที่ที่พระศาสดาประทับ. บทว่า โจทิโต ภาวิตฺตเตน ความว่า ผู้อันพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าผู้มีพระองค์อันอบรมแล้วด้วยอริยมรรคภาวนาที่ทรง อบรมไว้อย่างยอดเยี่ยม ตักเตือนแล้ว. คาถามีอาทิว่า จะประสงค์ อะไรด้วยทานของข้าพระองค์ ดังนี้ เป็นคาถาที่อังกุรเทพบุตร
หน้า 290 ข้อ 106
ทูลแด่พระศาสดา โดยเป็นคำโต้ตอบ. บทว่า ทกฺขิเณยฺเยน สุญฺตํ ความว่า เพราะในกาลนั้น ทานของข้าพระองค์ ว่าง เปล่า คือ เว้น จากพระทักขิไณยบุคคล ฉะนั้น อังกุรเทพบุตรจงกล่าวดูแคลน บุญทานของตนว่า จะประสงค์อะไรด้วยทานของข้าพระองค์นั้น. บทว่า ยกฺโข ได้แก่ เทพบุตร. บทว่า ทชฺชา กล่าวว่า ให้แล้ว. บทว่า อติโรจติ อมฺเหหิ ความว่า ย่อมรุ่งเรืองยิ่งนัก กว่าบุคคลผู้เช่นกับตน. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ย่อมไพโรจน์ร่วง คือ ครอบงำเรา . เพื่อจะหลีกเลี่ยง คำถามว่า เหมือนอะไร อังกุรเทพบุตรจงกล่าวว่า เหมือนพระจันทร์ ในหมู่ดาว. บทว่า อุชฺชงฺคเล ได้แก่ ในภูมิภาคอันแข็งยิ่งนัก. อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า ในภูมิภาคอันสูง. บทว่า โรปิตํ แปลว่า อันเขา หว่านแล้ว คือ หว่านหรือถอนแล้วปลูกอีก. บทว่า นปิ โตเสติ แปลว่า ย่อมไม่ปลาบปลื้มใจ หรือไม่ยังความยินดีให้เกิด เพราะ มีผลน้อย. บทว่า ตเถว ความว่า พืชเป็นมากที่เขาหว่านไว้ใน นาดอน ย่อมไม่ไม่ผลไพบูลย์ คือไม่มีผลมาก ทั้งไม่ยังชาวนา ให้ปลาบปลื้มใจฉันใด ทานแม้เป็นอันมากก็ฉันนั้น ที่บุคคลตั้งไว้ ในบุคคลทุศีล คือผู้เว้นจากศีล ย่อมไม่มีผลไพบูลย์ คือไม่มีผลมาก ทั้งไม่ทำให้ทายกปลาบปลื้มใจ สองคาถาว่า ยถาปิ ภทฺทเก เป็นต้น พึงทราบอรรถโยชนา โดยปริยายตรงกันข้ามกับที่กล่าวแล้ว. ในบทเหล่านั้น บทว่า
หน้า 291 ข้อ 106
สมฺมาธารํ ปเวจฺฉนฺเต ความว่า เมื่อฝนหลั่งสายน้ำโดยสม่ำเสมอ คือ เมื่อฝนตกทุกกึ่งเดือน ทุก ๑๐ วัน ทุก ๕ วัน. บทว่า คุณวนฺเตสุ ได้แก่ ในบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณมีฌานเป็นต้น. บทว่า ตาทิสุ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยลักษณะแห่งผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น. บทว่า การํ ท่านกล่าวด้วยลิงควิปลาศ อธิบายว่า อุปการะ. เพื่อ จะหลีกเลี่ยงคำถามว่า อุปการะคืออะไร อังกุรเทพบุตรจึงกล่าวว่า คือ บุญ. พระสังคีติกาจารย์ได้ตั้งคาถานี้ไว้ว่า :- บุคคลถึงเลือกให้ทานในเขตที่ให้แล้ว มีผลมาก ทายกทั้งหลายครั้นเลือกให้ทานแล้ว ย่อมไปสวรรค์ การเลือกให้ทานพระสุคตทรง สรรเสริญ พระทักขิไณยบุคคลเหล่าใด มีอยู่ใน ชีวโลกนี้ ทานที่ทายกให้แล้วในพระทักขิไณย- บุคคลเหล่านั้น ย่อมมีผลมาก เหมือนพืชที่หว่าน ไว้ในนาดี ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิเจยฺย แปลว่า พึงเลือก คือ พึงใคร่ครวญถึงบุญเขตด้วยปัญญา. คำที่เหลือในบททั้งปวงง่าย ทั้งนั้นแล. เรื่องอังกุรเปรตนี้นั้นพระศาสดาทรงยกขึ้นแสดงด้วยพระองค์ เอง โดยนัยมีอาทิว่า มหาทานอันท่านให้แล้วดังนี้ เพื่อจะทรงประกาศ ความสมบูรณ์ แห่งพระทักขิไณยบุคคลข้างหน้าแก่เทวดาในหมื่น
หน้า 292 ข้อ 106
จักรวาฬ ในภพดาวดึงส์ พระองค์ทรงแสดงพระอภิธรรมในภพ ดาวดึงส์นั้น ๓ เดือน ในวันมหาปวารณา ทรงแวดล้อมแล้วหมู่เทพ เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เสด็จจากเทวโลกลงสู่สังกัสนคร เสด็จถึงกรุง สาวัตถีโดยลำดับ ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เพื่อจะทรง ประกาศความสมบูรณ์แห่งพระทักขิไณยบุคคล ในท่ามกลาง บริษัท ๔ จึงทรงแสดงโดยพิสดาร โดยนัยมีอาทิว่า เราไปเพื่อ ประโยชน์แก่ผู้ใด. จึงยืดเอายอดเทศนา คือ จตุสัจจกถา. ในเวลา จบเทศนา สัตว์หลายพันโกฏิเหล่านั้น ได้ตรัสรู้ธรรมแล้ว แล. จบ อรรถกถาอังกุรเปตวัตถุที่ ๙
หน้า 293 ข้อ 107
๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ ว่าด้วยลูกให้ทานไม่พอใจตายเป็นเปรต [๑๐๗] นางเปรตมีผิวพรรณน่าเกลียดน่ากลัว มีผมยาวห้อยลงมาจดพื้นดิน คลุมตัวด้วยผม เข้า ไปหาภิกษุอยู่ในที่พักกลางวัน นั่งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำคงคา ได้กล่าวกะภิกษุนั้นดังนี้ว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ดิฉันตั้งแต่ตายมาจากมนุษยโลก ยังไม่ได้บริโภคข้าวหรือดื่มน้ำเลย ตลอดเวลา ๕๕ ปีแล้ว ขอท่านจงให้น้ำดื่มแก่ดิฉันผู้กระหาย น้ำด้วยเถิด. ภิกษุนั้นกล่าวว่า แม่น้ำคงคามีน้ำเย็นใสสะอาด ไหลมาแต่ เขาหิมพานต์ ท่านจงตักเอาน้ำจากแม่น้ำคงคานั้น ดื่มเถิด จะมาขอน้ำกะเราทำไม. นางเปรตกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าดิฉันตักน้ำในแม่น้ำ คงคานี้เองไซร้ น้ำนั้นย่อมกลับกลายเป็นเลือด ปรากฏแก่ดิฉัน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงขอน้ำแก่ ท่าน.
หน้า 294 ข้อ 107
ภิกษุนั้นถามว่า ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจหรือ น้ำในแม่น้ำคงคงจึงกลายเป็นเลือดปรากฏ แก่ท่าน. นางเปรตนั้นกล่าวว่า :- ดิฉันมีบุตรคนหนึ่งชื่ออุตตระ เป็นอุบาสก มีศรัทธา เขาได้ถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย แก่สมณะทั้งหลายด้วยความไม่ พอใจของดิฉัน ดิฉันถูกความตระหนี่ครอบงำ แล้วด่าเขาว่า เจ้าอุตตระ เจ้าถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่งและคิลานปัจจัย แก่สมณะทั้งหลาย ด้วยความไม่พอใจของเรานั้น จงกลายเป็นเลือด ปรากฏแก่เจ้าในปรโลก เพราะวิบากแห่งกรรม นั้น น้ำในแน่น้ำคงคาจึงกลายเป็นเลือดปรากฏ แก่ดิฉัน. จบ อุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐ อรรถกถาอุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐ เรื่องของนางเปรตผู้เป็นมารดาของนายอุตตระนี้ มีคำ เริ่มต้นว่า ทิวาวิหารคตํ ภิกฺขุํ. ในเรื่องนั้น มีการขยายความดัง ต่อไปนี้ :- เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อปฐมมหาสังคีติ
หน้า 295 ข้อ 107
เป็นไปแล้ว ท่านพระมหากัจจายนะ พร้อมด้วยภิกษุ ๑๒ รูป อยู่ ในราวป่าแห่งหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงโกสัมพี ก็สมัยนั้น อำมาตย์ คนหนึ่งของพระเจ้าอุเทน ได้ทำกาละแล้ว. ก็ในกาลก่อน อำมาตย์ นั้นได้เป็นผู้จัดตั้งการงานในพระนคร. ลำดับนั้น พระราชาจึง รับสั่งให้เรียกอุตตรมาณพผู้เป็นบุตรของอำมาตย์นั้นมา แล้ว ทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่บิดาดำรงอยู่ว่า เจ้าจงดูแลการงาน ที่บิดาเจ้าจัดตั้งไว้. อุตตรมาณพนั้น รับพระดำรัสแล้ว วันหนึ่ง ได้พานายช่าง ไปป่า เพื่อต้องการไม้สำหรับซ่อมแซมพระนคร จึงเข้าไปยัง ที่อยู่ของท่านพระมหากัจจายนะในที่นั้น เห็นพระเถระผู้ทรง บังสุกุลจีวร นั่งเงียบอยู่ในที่นั้น. จึงเลื่อมใสในอิริยาบถ ได้กระทำ ปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระเถระแสดงธรรมแก่เธอ. เธอสดับธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสในพระรัตนไตร จึงตั้งอยู่ใน สรณะแล้วนิมนต์พระเถระด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่าน พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายจงรับภัตตาหารเพื่อจะฉันในวันพรุ่งนี้ โดยความอนุเคราะห์กระผมเถิด. พระเถระรับนิมนต์โดยดุษณีภาพ. เธอกลับจากที่นั้นแล้วไปยังนคร ได้บอกแก่อุบาสกเหล่าอื่นว่า ข้าพเจ้าได้นิมนต์พระเถระเพื่อฉันภัตตาหารในวันพรุ่งนี้ ถึงท่าน ทั้งหลายก็พึงมายังโรงทานของข้าพเจ้า. ในวันที่ ๒ เวลาเช้าตรู่ เธอให้จัดขาทนียะ และโภชนียะ อันประณีต แล้วให้แจ้งเวลา กระทำการต้อนรับพระเถระผู้มาพร้อม
หน้า 296 ข้อ 107
กับภิกษุทั้งหลาย ไหว้แล้วมุ่งหน้าให้เข้าไปยังเรือน ลำดับนั้น เมื่อพระเถระและภิกษุทั้งหลายนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยเครื่องลาด อันเป็นกัปปิยะควรค่ามาก ทำการบูชาด้วยของหอม ดอกไม้ และธูป ให้พระเถระและภิกษุเหล่านั้นอิ่มหนำด้วยข้าวน้ำอันประณีต เกิด ความเลื่อมใสกระทำอัญชลีฟังอนุโมทนา เมื่อพระเถระกระทำ อนุโมทนาภัตรเสร็จแล้วไปอยู่ จึงถือบาตรตามส่ง ออกจากนคร แล้วเมื่อจะกลับ วิงวอนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายพึง เข้ามายังเรือนของข้าพเจ้าเป็นนิตย์ รู้ว่าพระเถระรับแล้วจึงกลับ. เธออุปัฏฐากพระเถระอยู่อย่างนี้ ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน ตั้งอยู่ ในโสดาปัตติผลแล้ว และได้สร้างวิหารถวาย ทั้งกระทำให้ญาติ ของตนทั้งหมดเลื่อมใสในพระศาสนา. ฝ่ายมารดาของเธอมีจิตถูกมลทินคือ ความตระหนี่กลุ้มรุ่ม จึง ได้บริภาษอย่างนี้ว่า เมื่อเรายังต้องการ เจ้าให้สิ่งไรแก่พวกสมณะ สิ่งนั้นจงสำเร็จเป็นโลหิตแก่เจ้าในปรโลก. แต่นางอนุญาตกำหาง นกยูงกำหนึ่งที่ให้ในวันฉลองวิหาร นางทำกาละแล้วเกิดในกำเนิด เปรต แต่เพราะนางอนุโมทนาทานด้วยกำหางนกยูง นางจึงมีผม ดำสนิท มีปลายตวัดขึ้น ละเอียด และยาว. ในคราวที่นางลงแม่น้ำ คงคาด้วยคิดว่าจักดื่มน้ำนั้น แม่น้ำคงคาเต็มไปด้วยเลือด นางถูก ความหิวกระหายครอบงำเที่ยวไปสิ้น ๕๕ ปี วันหนึ่ง ได้เห็น พระกังขาเรวตเถระนั่งพักกลางวัน ณ ริมฝั่งแม่น้ำคงคา จึงเอา ผมของตนปิดตัวเข้าไปหา ข้อน้ำดื่ม ซึ่งท่านหมายกล่าวไว้ว่า :-
หน้า 297 ข้อ 107
นางเปรตมีผิวพรรณน่าเกลียดน่ากลัว มีผมยาวห้อยลงมาจดพื้นดิน คลุมตัวด้วยผม เข้า ไปหาภิกษุผู้อยู่ในที่พักกลางวัน. ซึ่งนั่งอยู่ริมฝั่ง แม่น้ำคงคา ได้กล่าวกะภิกษุนี้ว่า. คาถาทั้ง ๒ นี้พระสังคีติกาจารย์ได้ตั้งไว้ในเบื้องต้น ณ ที่นี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภีรุทสฺสนา แปลว่า เห็นเข้าน่ากลัว. บาลีว่า รุทฺททสฺสนา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เห็นเข้าน่าเกลียดน่ากลัว. บทว่า ยาวภูมาวลมฺพเร ได้แก่ มีผมห้อยย้อยลงมาถึงพื้นดิน. เมื่อ ก่อนกล่าวว่าภิกษุ ภายหลังกล่าวว่าสมณะ หมายเอาเฉพาะพระกังขา- เรวตเถระนั่นเอง. ก็นางเปรตนั้นเข้าไปหาพระเถระแล้ว เมื่อจะขอน้ำดื่ม จึง กล่าวคาถานี้ว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันตั้งแต่ตายจาก มนุษยโลกมา ยังไม่ได้บริโภคข้าวหรือดื่มน้ำเลย ตลอดเวลา ๕๕ แล้ว ขอท่านจงให้น้ำดื่มแก่ ดิฉันผู้กระหายน้ำด้วยเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาภิชานามิ ภตฺตํ วา ความว่า ฉันไม่ได้บริโภคข้าวหรือดื่มน้ำเลย ในระยะกาลนานอย่างนี้ คือ ไม่ได้กินและไม่ได้ดื่ม. บทว่า ตสิตา แปลว่า ระหาย. มีวาจา ประกอบความว่า บทว่า ปานียาย ความว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้น้ำดื่มแก่ดิฉันผู้เที่ยวไปเพื่อต้องการน้ำดื่ม.
หน้า 298 ข้อ 107
เบื้องหน้าแต่นี้ พึงทราบคาถาอันว่าด้วยคำและคำโต้ตอบของ พระเถระ และของนางเปรต ดังต่อไปนี้ พระเถระกล่าวว่า :- แม่น้ำคงคานี้มีน้ำเย็นใสสะอาด ไหลมา จากภูเขาหิมพานต์ ท่านจงตักเอาน้ำจากแม่น้ำ คงคานั้นดื่มเถิด จะมาขอน้ำดื่มกะเราทำไม. นางเปรตกล่าวว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ถ้าดิฉันตักน้ำในแม่น้ำ คงคานี้เองไซร้ น้ำนั้นย่อมกลับกลายเป็นโลหิต ปรากฏแก่ดิฉัน เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงขอน้ำดื่ม กะท่าน. พระเถระถามว่า :- ท่านได้กระทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา หรือใจ น้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลายเป็น โลหิตปรากฏแก่ท่าน. นางเปรตตอบว่า :- ดิฉันมีบุตรคนหนึ่งชื่ออุตตระ เป็นอุบาสก มีศรัทธา เขาได้ถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย แก่พระสมณะทั้งหลาย ด้วย ความไม่พอใจของดิฉัน ดิฉันถูกความตระหนี่ ครอบงำแล้ว ด่าเขาว่า เจ้าอุตตระ เจ้าถวาย
หน้า 299 ข้อ 107
จีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง และคิลานปัจจัย แก่สมณะทั้งหลาย ด้วยความไม่พอใจของเรานั้น จงกลายเป็นเลือดปรากฏแก่เจ้าในปรโลก เพราะ วิบากแห่งกรรมนั้น น้ำในแม่น้ำคงคาจึงกลาย เป็นโลหิตปรากฏแก่ดิฉัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิมวนฺตโต ได้แก่ จากขุนเขา ชื่อว่า หิมวันต์ เพราะมีหิมะมาก. บทว่า สนฺทติ แปลว่า ไหลไป. บทว่า เอตฺโต ได้แก่จากแม่น้ำคงคาใหญ่นี้. ด้วยบทว่า กึ ท่าน แสดงว่า ท่านขอน้ำดื่มกะเราทำไม ท่านจงลงสู่แม่น้ำคงคา ดื่มเอา ตามชอบใจเถิด. บทว่า โลหิตํ เม ปริวตฺตติ ความว่า น้ำเมื่อไหลไป ย่อมกลาย คือ แปรเป็นโลหิต เพราะผลแห่งกรรมชั่วของดิฉัน น้ำ พอนางเปรต นั้นตักขึ้น ก็กลายเป็นโลหิตไป. บทว่า มยฺหํ อกามาย แปลว่า เมื่อดิฉันไม่ปรารถนา. บทว่า ปเวจฺฉติ แปลว่า ย่อมให้. บทว่า ปจฺจยํ ได้แก่ คิลานปัจจัย. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า เอตํ เป็นต้น ความว่า ด้วยวิบาก แห่งกรรมชั่วที่ดิฉันทำไว้ ด้วยอำนาจการสาปแช่งว่า ก่อนอุตตระ ปัจจัยมีจีวรเป็นต้น ที่เจ้าให้แก่สมณะนี้ จงกลายเป็นโลหิตแก่เจ้า ในปรโลก. ลำดับนั้น ท่านพระเรวตะ ได้ถวายน้ำดื่มแก่ภิกษุสงฆ์ อุทิศ นางเปรตนั้น เที่ยวไปบิณฑบาต รับภัตต์แล้ว ได้ถวายแก่ภิกษุ
หน้า 300 ข้อ 107
ทั้งหลาย ถือเอาผ้าบังสุกุล จากกองหยากเยื่อเป็นต้น ซักแล้วทำให้ เป็นฟูกและหมอน ถวายแก่ภิกษุทั้งหลาย, ด้วยเหตุนั้น นางเปรต นั้น จึงได้ทิพยสมบัติ. นางไปยังสำนักพระเถระ แสดงทิพยสมบัติ ที่ตนได้แก่พระเถระ พระเถระประกาศประวัตินั้นแก่บริษัท ๔ ผู้ มายังสำนักตน แล้วแสดงธรรมกถา ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงเกิด ความสังเวช เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่ อันเป็นมลทิน ยินดี ยิ่งในกุศลธรรม มีทานและศีลเป็นต้น. ก็เปตวัตถุนี้ พึงเห็นว่า ท่านยกขึ้นสู่สังคายนา ในทุติยสังคีติ. จบ อรรถกถาอุตตรมาตุเปติวัตถุที่ ๑๐
หน้า 301 ข้อ 108
๑๑. สุตตเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตอยากกลับไปมนุษยโลก หญิงคนหนึ่งไปอยู่กับเวมานิกเปรตตลอด ๗๐๐ ปี เกิด ความเบื่อหน่าย จึงกล่าวกะเวมานิกเปรตนั้นว่า [๑๐๘] เมื่อก่อน ฉันได้ถวายด้ายแก่พระปัจเจก- พุทธเจ้าซึ่งเข้าไปขอถึงเรือนของฉัน วิบากแห่ง การถวายด้ายนั้น ฉันจึงได้เสวยผลอันไพบูลย์ อย่างนี้ ประการหนึ่ง ผ้ามากมายหลายโกฏิบังเกิด แก่ฉัน วิมานของฉันเกลื่อนกล่นไปด้วยดอกไม้ น่ารินรมย์ วิจิตรด้วยรูปภาพต่าง ๆ เพียบพร้อม ไปด้วยเทพบุตรเทพธิดาผู้เป็นบริวาร ฉันเลือก ใช้สอยนุ่งห่มตามชอบใจถึงเพียงนี้ สรรพวัตถุ อันปลื้มใจมากมายก็ไม่หมดสิ้นไป ฉันได้รับ ความสุขความสำราญในวิมานนี้ เพราะอาศัย วิบากแห่งธรรมนั้น ฉันกลับไปสู่มนุษยโลกแล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่ลูกเจ้า ขอท่านจงนำ ฉันไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด. เวมานิกเปรตนั้นกล่าวว่า ท่านมาอยู่ในวิมานนี้ว่า ๗๐๐ ปี เป็นคน แก่เฒ่าแล้ว จักไปอยู่ในมนุษยโลกทำไม อนึ่ง
หน้า 302 ข้อ 108
ญาติของท่านตายไปหมดแล้ว ท่านไปจากเทว- โลกนี้สู่มนุษยโลกนั้นแล้ว จักกระทำอย่างไร. หญิงนั้นกล่าวว่า เมื่อฉันมาอยู่ในวิมานนี้ ๗ ปี ได้เสวย ทิพยสมบัติและความอิ่มหนำแล้ว ฉันกลับไป สู่ถิ่นมนุษย์แล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่ลูก เจ้า ขอท่านจงนำฉันไปส่งถิ่นมนุษย์เถิด. เวมานิกเปรตนั้น จับหญิงนั้นที่แขน นำ กลับไปสู่บ้านที่นางเกิด แล้วพูดกะหญิงนั้นซึ่ง กลับเป็นคนแก่ มีกำลังน้อยที่สุดว่า ท่านพึงบอก ชนแม้อื่นที่มาสู่ที่นี่ว่า ท่านทั้งหลายจงทำบุญเถิด ท่านทั้งหลายจะได้รับความสุข เราได้เห็นเปรต ทั้งหลาย ผู้ไม่ได้ทำความดีไว้เดือดร้อนอยู่ ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ก็หมู่สัตว์คือเทวดาและ มนุษย์กระทำกรรมอันมีสุขเป็นวิบากแล้ว ย่อม เป็นผู้ดำรงอยู่ในความสุข. จบ สุตตเปตวัตถุที่ ๑๑ อรรถกถาสุตตเปตวัตถุที่ ๑๑ เรื่องสุตตเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหํ ปุเร ปพฺพชิตสฺส ภิกฺขุโน ดังนี้. อุปบัติเหตุของเรื่องนั้นเป็นอย่างไร. ได้ยินว่า ใน
หน้า 303 ข้อ 108
หมู่บ้านตำบลหนึ่ง ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี เมื่อพระศาสดา ยังไม่ เสด็จอุบัติขึ้นนั้นแล นับขึ้นไป ๗๐๐ ปี ยังมีเด็กคนหนึ่ง อุปัฏฐาก พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. เมื่อเธอเจริญวัยแล้ว มารดาของเธอ จึงไปขอนางกุลธิดาคนหนึ่ง มาจากตระกูลที่เสมอกัน เพื่อประโยชน์ แก่บุตรนั้น. ก็ในวันวิวาหะนั้นเอง กุมารนั้น ไปอาบน้ำกับพวก สหาย ถูกงูกัดตายไป. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ถูกยักษ์จับ ก็มี. เธอกระทำกุศลกรรมไว้เป็นอันมาก ด้วยการอุปัฏฐากพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า บังเกิดเป็นวิมานเปรต เพราะค่าที่ตนมีจิตปฏิพัทธ์ ในเด็กหญิงนั้น. แต่เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก. ลำดับนั้น เธอปรารถนาจะนำนางทาริกานั้นมายังวิมาน ของตน จึงคิดว่า ด้วยอุบายอะไรหนอ นางจึงจะอภิรมย์ในที่นี้ กับเรา ให้เป็นกรรมที่จะต้องอำนวยผลในปัจจุบัน จึงพิจารณา ถึงเหตุที่ให้ได้เสวยโภคสมบัติอันเป็นทิพย์นั้น เห็นพระปัจเจก- พุทธเจ้า กำลังทำจีวรกรรมอยู่ จึงแปลงรูปเป็นคน ไปไหว้แล้ว กล่าวว่า ท่านขอรับ ท่านต้องการด้ายหรือ. พระปัจเจกพุทธเจ้า ตอบว่า เราจะทำจีวรกรรมอุบาสก. เวมานิกเปรตนั้นจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านจงเที่ยวขอด้าย ในที่ชื่อโน้น ดังนี้แล้ว ได้ชี้เรือนของนางทาริกานั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าได้ไปในที่นั้น ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือน. ลำดับนั้น นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ยืนอยู่ ในที่นั้น มีจิตเลื่อมใส รู้ว่า พระผู้เป็นเจ้าของเรามีความ ต้องการด้าย จึงได้ให้ด้ายกลุ่มหนึ่ง. ลำดับนั้น อมนุษย์นั้น ได้แปลง
หน้า 304 ข้อ 108
เพศเป็นมนุษย์ ไปยังเรือนของนางทาริกา อ้อนวอนมารดาของนาง แล้ว อยู่กับนาง ๒-๓ วัน เพื่อจะอนุเคราะห์มารดาของนาง จึงทำ ภาชนะทุกอย่างในเรือนนั้น ให้เต็มด้วยเงินและทอง แล้วเขียนชื่อไว้ ข้างบนภาชนะทั้งหมดนั้น มีอันให้รู้ว่านี้เป็นทรัพย์ที่เทวดาให้ ใคร ไม่ควรเอาไป ดังนี้ จึงได้พาเด็กหญิงนั้นไปยังวิมานตน. มารดาของนางได้ทรัพย์เป็นอันมาก ได้ให้แก่พวกญาติของตน แก่ คนกำพร้า และคนเดินทางเป็นต้น ส่วนตนเองบริโภคแล้ว เมื่อจะ ทำกาละจึงแจ้งแก่ญาติทั้งหลายว่า ถ้าธิดาของเรามาไซร้ ท่านจง ให้ทรัพย์นี้แล้วได้ตายไป. ครั้นกาลล่วงไป ๗๐๐ ปี แต่กาลนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ของพวกเรา เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ ณ กรุงสาวัตถี โดยลำดับ เมื่อหญิงนั้นอยู่ร่วมกับ อมนุษย์นั้น ความรำคาญก็เกิดขึ้น. นางเมื่อจะกล่าวกะอมนุษย์ นั้นว่า ดีละ พระลูกเจ้า ขอท่านจงนำดิฉันกลับไปสู่เรือนของตนเถิด ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- เมื่อก่อนฉันได้ถวายด้ายแก่พระปัจเจก- พุทธเจ้า ซึ่งได้เข้าไปขอถึงเรือนของดิฉัน วิบาก ของการถวายด้ายนั้น ดิฉันจึงได้เสวยผลอัน ไพบูลย์อย่างนี้ ประการหนึ่ง ผ้ามากมายหลาย โกฏิ บังเถิดแก่ดิฉัน วิมานของฉันเกลื่อนกล่น ไปด้วยดอกไม้ น่ารื่นรมย์ วิจิตรด้วยรูปภาพ
หน้า 305 ข้อ 108
ต่าง ๆ เพียบพร้อมไปด้วยเทพบุตร เทพธิดา ผู้เป็นบริวาร ฉันเลือกใช้สอยนุ่งห่มตามชอบใจ ถึงเพียงนี้ สรรพวัตถุอันปลื้มใจมากมาย ก็ไม่ หมดสิ้นไป ฉันได้รับความสุขความสำราญใน วิมานนี้ เพราะอาศัยวิบากแห่งกรรมนั้น ฉันกลับ ไปสู่มนุษยโลกแล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่ ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชิตสฺส ภิกฺขุโน นี้ ท่าน กล่าวหมายเอาพระปัจเจกพุทธเจ้า. จริงอยู่ พระปัจเจกพุทธเจ้า นั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ย่อมควรที่จะกล่าวได้ว่า เป็นบรรพชิต เพราะขับไล่ คือละพลังแห่งกามจากสันดานของตนโดยเด็ดขาด และ ควรกล่าวว่า ภิกษุ เพราะเป็นผู้ทำลายกิเลส. บทว่า สุติตํ ได้แก่ ด้ายอันสำเร็จด้วยฝ้าย. บทว่า อุปสงฺกมฺม ได้แก่ เข้ามายังเรือน ของฉัน. บทว่า ยาจิตา ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า ขอด้วยการ เที่ยวไปเพื่อภิกษา กล่าวคือ การประกอบด้วยกายวิญญัติ ที่กล่าว ไว้อย่างนี้ว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมยืนเจาจง นี้เป็นการขอ ของพระอริยเจ้าทั้งหลาย บทว่า ตสฺส ได้แก่ ถวายด้ายนั้น. บทว่า วิปาโก วิปุลผลูปลพฺภติ ความว่า บัดนี้ได้ คือ เสวยผลอันไพบูลย์ คือวิบากอันตั้งขึ้นอย่างใหญ่หลวง. บทว่า พหุกา แปลว่า มิใช่น้อย บทว่า วตฺถโกฏิโย ได้แก่ โกฏิแห่งผ้า อธิบายว่า ผ้าหลายแสน ประเภท.
หน้า 306 ข้อ 108
บทว่า อเนกจิตฺตํ ได้แก่ วิจิตรด้วยรูปภาพต่าง ๆ หรือ มี รูปภาพอันวิจิตรด้วยรัตนะ มีแก้วมุกดาและแก้วมณีเป็นต้น มากมาย. บทว่า นรนาริเสวิตํ ได้แก่ เพียบพร้อมไปด้วยเทพบุตรและเทพ- ธิดาผู้เป็นบริวาร. บทว่า สาหํ ภุญฺชามิ ความว่า ฉะนั้น จะเลือก ใช้สอยวิมานนั้น. บทว่า ปารุปามิ ความว่า ฉันจะนุ่งและห่มผ้า ตามที่ปรารถนาต้องการ ในบรรดาผ้าหลายโกฏิ. บทว่า ปหูตวิตฺตา ความว่า สรรพวัตถุอันเป็นเครื่องอุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ มากมาย คือ มีทรัพย์มาก็มีโภคะมาก บทว่า น จ ตาว ขียติ ความว่า สรรพวัตถุอันเป็นเครื่องปลื้มใจนั้น ย่อมไม่หมดสิ้นไป คือไม่ถึง ความสิ้นไป ได้แก่ไม่ถึงความหมดเปลือง. บทว่า ตสฺเสว กมฺมสฺส วิปากมนฺวฺยา ความว่า ฉันได้รับ ความสุขอันเป็นวิบาก และความสำราญ กล่าวคือ ความอร่อยอัน น่าปรารถนา โดยความเป็นเหตุเป็นปัจจัย อาศัยบุญกรรมที่สำเร็จ ด้วยการให้ด้ายนั้นนั่นเอง ในวิมานนี้. บทว่า คนฺตฺวา ปุนเทว มานุสํ ได้แก่ ฉันกลับไปสู่มนุษยโลกอีกทีเดียว. บทว่า ปุญฺานิ ความว่า ข้าพเจ้าทำบุญอันให้สำเร็จความสุขพิเศษแก่ฉัน, ซึ่งเป็นเหตุให้ดิฉันได้สมบัตินี้. บทว่า นยยฺยปุตฺต มํ ความว่า ข้าแต่ลูกเจ้า เจ้าจงนำ คือ จงพาฉันกลับไปสู่มนุษยโลก. อมนุษย์นั้น ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อไม่ปรารถนาจะไป ด้วยความอนุเคราะห์ เพราะค่าที่ตนมีจิตปฏิพัทธ์ในนางนั้น จึง กล่าวคาถาว่า :-
หน้า 307 ข้อ 108
ท่านมาอยู่ในวิมานนี้กว่า ๗๐๐ ปี เป็น คนแก่เฒ่าแล้ว จักไปอยู่ในมนุษยโลกทำไม อนึ่ง ญาติของท่าน ตายไปหมดแล้ว ท่านจากเทวโลก นี้ไปสู่มนุษยโลกนั้นแล้ว จักกระทำอย่างไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺต นี้ เป็นการแสดงไขถึง การลบวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สตฺต นี้ เป็นปฐมมาวิภัตติ ใช้ในอรรถบัญจมีวิภัตติ. บทว่า วสฺสสตา แปลว่า กว่าร้อยปี, อธิบายว่า ท่านมาอยู่ในที่นี้ คือมาสู่วิมานนี้เลย ๗๐๐ ปี คือ ท่านอยู่ในที่นี้ ๗๐๐ ปี. บทว่า ชิณฺณา จ วุฑฺฒา จ ตหึ ภวิสฺสสิ ความว่า ท่านมีอัตภาพอันอุตุและอาหารอันเป็นทิพย์ สนับสนุนอุปถัมภ์อยู่ ในวิมานนี้ ตั้งอยู่โดยอาการเป็นหนุ่มทีเดียว ตลอดกาลมีประมาณ เท่านี้ ด้วยอานุภาพแห่งกรรม. อนึ่งท่านไปจากเทวโลกนี้ จักเป็น คนแก่เพราะชราแก่ตามวัย ในมนุษยโลกนั้น เพราะกรรมสิ้นไป และเพราะอำนาจแห่งฤดูและอาหารของมนุษย์. เพื่อจะหลีกเลี่ยง คำถามว่า จะทำอย่างไร ตอบว่า เพราะญาติของท่านทั้งหมดตาย ไปหมดแล้ว อธิบายว่า แม้ญาติของท่านทั้งหมดนั่นแหละ ตายไป หมดแล้ว เพราะกาลเวลาล่วงไปนาน เพราะฉะนั้น ท่านจากเทวโลก นี้ ไปยังมนุษยโลกนั้น จักกระทำอย่างไร, อธิบายว่า ท่านจงยัง อายุให้สิ้นไปในที่นี้ ไม่ให้เหลือเศษไว้ คือ จงอยู่ในที่นี้. หญิงนั้น อันอมนุษย์นั้นกล่าวแล้วอย่างนี้ เมื่อไม่เชื่อคำของ อมนุษย์นั้น จึงกล่าวคาถาอีกว่า :-
หน้า 308 ข้อ 108
เมื่อฉันอยู่ในวิมานนี้ ๗ ปี เท่านั้น ได้เสวย ทิพยสมบัติ และความสุขอิ่มหนำแล้ว ฉันกลับ ไปสู่ถิ่นมนุษย์แล้ว จักทำบุญให้มากขึ้น ข้าแต่ ลูกเจ้า ขอท่านจงนำฉันกลับไปสู่ถิ่นมนุษย์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺเตว วสฺสานิ อิธาคตาย เม ความว่า ข้าแต่ลูกเจ้า เมื่อฉันอยู่ในที่นี้ ชะรอยว่าล่วงไปถึง ๗ ปี ทีเดียว, นางกำหนดกาลเวลาที่ล่วงไปเป็นอันมากไม่ได้ จึงได้กล่าว อย่างนั้น เพราะค่าที่ตนเพียบพร้อมไปด้วยทิพยสมบัติ และสุขสมบัติ ถึง ๗๐๐ ปี. ก็วิมานเปรตนั้น ถูกนางถามอย่างนี้แล้ว จึงพร่ำสอนเธอ มีประการต่าง ๆ แล้วกล่าวว่า บัดนี้เธอ จักไม่อยู่ในที่นั้น เกิน ๗ วัน ทรัพย์ที่เราให้แม่ของเจ้าฝังไว้มีอยู่ เจ้าจงให้ทรัพย์นั้นแก่ สมณพราหมณ์ แล้วจงปรารถนาความอุบัติในที่นี้แหละ จึงจับแขน นางวางไว้ที่กลางบ้าน กล่าวว่า เจ้าพึงโอวาท ชนแม้เหล่าอื่น ผู้มาในที่นี้ว่า ท่านทั้งหลาย จงทำบุญตามกำลังเถิด ดังนี้แล้วจึงไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :- เวมานิกเปรตนั้น จับแขนหญิงนั้น นำกลับ ไปสู่บ้าน ที่นางเกิด แล้วพูดกะหญิงนั้น ซึ่งกลับ เป็นคนแก่ มีกำลังน้อยที่สุดว่า ท่านพึงบอกชน แม้อื่นที่มายังที่นี้ว่า ท่านทั้งหลาย จงทำบุญเถิด ท่านทั้งหลาย จะได้รับความสุข.
หน้า 309 ข้อ 108
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส ได้แก่ วิมานเปรตนั้น. บทว่า ตํ ได้แก่หญิงคนนั้น. บทว่า คเหตุวาน ปสยฺห พาหายํ ได้แก่ จับแขน หญิงนั้น เหมือนบังคับนำไป. บทว่า ปจฺจานยิตฺวาน ได้แก่ นำ กลับมายังบ้านที่นางเกิดเจริญเติบโต. บทว่า เถรึ ได้แก่ เป็นคนแก่, อธิบายว่า คนแก่ คนเฒ่า. บทว่า สุทุพฺพลํ ได้แก่ มีกำลังน้อยที่สุด. เพราะค่าที่ตนเป็นคนคร่ำคร่าเพราะชรานั่นเอง. ได้ยินว่า พร้อม กับการไปจากวิมานนั้นนั่นแล นางเป็นคนคร่ำคร่า แก่เฒ่า ล่วงกาล ผ่านวัย. บทว่า วชฺเชสิ แปลว่า พึงกล่าว. ก็เพื่อจะแสดงอาการแห่ง คำที่จะพึงกล่าว ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า อญฺมฺปิ ชนํ คำนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า :- แน่ะนางผู้เจริญ ถึงท่านก็พึงทำบุญ แม้คน อื่นที่มาในที่นี้ เพื่อต้องการเยี่ยมบ้าน ท่านก็พึงว่ากล่าวสั่งสอนว่า ท่านผู้มีหน้าผ่องใส ท่านจงเพ่งดูศีรษะ และท่อนผ้าที่ถูกไฟไหม้ ก็จงทำบุญมีทานและศีลเป็นต้น และว่า เมื่อทำบุญแล้ว ท่านจะได้ รับความสุข อันเป็นผลแห่งบุญนั้น โดยแท้จริงทีเดียว ไม่ควรทำ ความสงสัยในบุญนั้น. ก็แล เมื่อวิมานเปรตนั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงไป หญิงนั้น ไป ยังที่อยู่ของหมู่ญาติตน ให้ญาติเหล่านั้นรู้จักตนแล้ว จึงถือเอา ทรัพย์ที่ญาติเหล่านั้นมอบให้ เมื่อจะให้ทานแก่สมณะและพราหมณ์ จึงได้ให้โอวาทแก่ชนผู้มาแล้ว ๆ สู่สำนักของตน จึงกล่าวสอนด้วย คาถาว่า :-
หน้า 310 ข้อ 108
เราได้เห็นเปรตทั้งหลาย ผู้ไม่ได้ทำความดี ไว้ เดือดร้อนอยู่ฉันใด มนุษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ก็หมู่สัตว์คือเทวดาและมนุษย์ กระทำกรรมอัน มีความสุขเป็นวิบากแล้ว ย่อมเป็นผู้ดำรงอยู่ใน ความสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกเตน ได้แก่ ไม่บังเกิด คือ ตนไม่ได้สั่งสมไว้. บทว่า สาธุนา ได้แก่ มีกุศลกรรม. บทว่า สาธุนานี้ เป็นตติยาวิภัตติ ใช้ในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ. บทว่า วิหญฺนฺติ แปลว่า ถึงความคับแค้น. บทว่า สุขเวทนียํ ได้แก่ บุญกรรมอันมีสุขเป็นวิบาก. บทว่า สุเข ิตา ได้แก่ดำรงอยู่ใน ความสุข. บาลีว่า สุเขิตา ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า เจริญยิ่ง คือ แผ่ไป ด้วยความสุข. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า เราเห็นพวกเปรต เหมือน พวกมนุษย์ เดือดร้อนอยู่เพราะไม่ได้ทำกุศลไว้ ทำแต่อกุศล ถึง ความคับแค้น ด้วยความหิวและกระหายเป็นต้น เสวยทุกข์อย่างมหันต์. แต่เราได้เห็นหมู่สัตว์ ผู้กระทำกรรมอันเป็นเหตุอำนวยความสุข ผู้นับเนื่องในเทวดาและมนุษย์ ด้วยกุศลกรรมที่ตนทำไว้นั้น และ อกุศลกรรมที่ตนไม่ได้กระทำไว้ ดำรงอยู่ในความสุข. บทว่า สุเข ิตา นี้. เป็นบทกล่าวบ่งถึงตน. เพราะฉะนั้น ท่านเมื่อเว้นความชั่ว ให้ห่างไกลแล้ว จงประกอบขวนขวายในการบำเพ็ญบุญ. หญิงนั้น เมื่อให้โอวาทอย่างนี้ ได้บำเพ็ญมหาทาน ตลอด ๗ วัน เพื่อสมณและพราหมณ์เป็นต้น ในวันที่ ๗ ตายไป บังเกิด
หน้า 311 ข้อ 108
ในภพชั้นดาวดึงส์. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็น อัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. แต่ เมื่อว่า. โดยความแปลกกัน พระองค์ทรงประกาศถึงความที่ทานที่ บำเพ็ญในพระปัจเจกพุทธเจ้า ว่า ผลมากมีอานิสงส์มาก. มหาชน ได้ฟังดังนั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ยินดี ยิ่งในบุญมีทานเป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสุตตเปตวัตถุที่ ๑๑
หน้า 312 ข้อ 109
๑๒. กัณณมุณฑเปติวัตถุ ว่าด้วยภรรยานอกใจตายไปเป็นเปรต พระเจ้าพาราณสีตรัสถามนางเวมานิกเปรตว่า [๑๐๙] สระโบกขรณีนี้มีน้ำใสสะอาด มีบันได ทองคำ ลาดด้วยทรายทองคำ ในสระนั้นมีกลิ่น หอมฟุ้งน่ารื่นรมย์ใจ ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้นานา มีลมรำเพยมาพัดเอากลิ่นหอมต่างๆ มา ดารดาษ ด้วยบัวต่าง ๆ เกลื่อนกล่นด้วยบัวขาวมีกลิ่น หอมเจริญใจ อันลมรำเพยพัดฟุ้งขจร ระงมไป ด้วยเสียงหงส์และนกกะเรียน นกจักพรากมาร่ำ ร้องไพเราะจับใจ เกลื่อนกล่นไปด้วยฝูงนก ต่าง ๆ ส่งเสียงร้องอยู่อึงมี มีหมู่รุกขชาติอันมี ดอกและผลนานาพรรณ ไม่มีเมืองใดในมนุษย์ เหมือนเมืองของท่านนี้ ปราสาทเป็นอันมากของ ท่าน ล้วนแล้วด้วยทองคำและเงิน รุ่งเรืองงาม สง่าไปทั่วทั้ง ๔ ทิศโดยรอบ นางทาสี ๕๐๐ คอย บำเรอท่านประดับด้วยกำไรทอง นุ่งห่มผ้าทองคำ บัลลังก์ของท่านมีมาก ซึ่งสำเร็จด้วยทองคำและ เงิน ปูลาดด้วยหนังชะมดและผ้าโกเชาว์อันบุคคล จัดแจงไว้แล้ว ท่านจะเข้านอนบนบัลลังก์ใด ก็
หน้า 313 ข้อ 109
สำเร็จดังความปรารถนาทุกอย่าง เมื่อถึงเที่ยงคืน ท่านลุกจากบัลลังก์นั้นลงไปสู่สวนใกล้สระโบก- ขรณี ยืนอยู่ที่ฝั่งสระนั้นอันมีหญ้าเขียวอ่อน งดงาม ลำดับนั้น สุนัขหูด้วนก็ขึ้นมาจากสระนั้น กัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน เมื่อใด ท่านถูกสุนัข กัดกินแล้วเหลือแต่กระดูก เมื่อนั้น ท่านจึงลงสู่ สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับมีเหมือนเดิม ภาย หลังจากเวลาลงสระโบกขรณี ท่านกลับมีอวัยวะ น้อยใหญ่เต็มบริบูรณ์ งดงามดูน่ารัก นุ่งห่มแล้ว มาสู่สำนักของเรา ท่านได้ทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ และเพราะวิบากแห่งกรรม อะไร สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของ ท่าน. นางเวมานิกเปรตกราบทูลว่า มีคฤหบดีคนหนึ่ง เป็นอุบาสกผู้มีศรัทธา อยู่ในเมืองกิมพิละ หม่อมฉันเป็นภรรยาของ อุบาสกนั้น เป็นคนทุศีล ประพฤตินอกใจเขา เมื่อ หม่อมฉันนอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึง พูดว่า การที่เธอประพฤตินอกใจฉันนั้นเป็นการ ไม่เหมาะไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าว มุสาวาทสบถอย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤติ
หน้า 314 ข้อ 109
นอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ถ้าฉันประพฤติ นอกใจท่านด้วยกายหรือด้วยใจ ขอให้สุนัขหูด้วน ตัวนี้กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด วิบาก แห่งกรรมอันลามก คือ การประพฤตินอกใจ สามีและมุสาวาททั้งสอง อันหม่อมฉันได้เสวย แล้วตลอด ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันลามกนั้น สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อม ฉัน ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ พระองค์มีอุปการะ แก่หม่อนฉันมา พระองค์เสด็จมาที่นี่ เพื่อ ประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อมฉันพ้นดีแล้วจาก สุนัขหูด้วน ไม่มีความโศก ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์ หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์ จงเสวยกามสุขอันเป็นทิพย์ รื่นรมย์อยู่กับหม่อม ฉันเถิด. พระราชาตรัสว่า กามสุขอันเป็นทิพย์เราเสวยแล้ว และ รื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูก่อนนางผู้ประกอบด้วย ความงาม เราขออ้อนวอนท่าน ขอท่านจงรีบนำ ฉันกลับเสียเถิด. จบ กัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒
หน้า 315 ข้อ 109
อรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงพระปรารภ ภัณณมุณฑเปรต ตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า โสณฺณโสปานผลกา ดังนี้. ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ในกิมิลนคร ยังมีอุบาสกคนหนึ่งเป็นพระโสดาบัน มี ฉันทะร่วมกันกับอุบาสก ๕๐๐ คน เป็นผู้ขวนขวายในบุญกรรม มีการปลูกดอกไม้ สร้างสะพาน และสร้างที่จงกรม เป็นต้นอยู่ สร้างวิหารถวายพระสงฆ์ ได้ไปวิหารตามกาลเวลา พร้อมกับ อุบาสกเหล่านั้น. ฝ่ายภริยาของอุบาสกเหล่านั้น เป็นอุบาสิกา มีความพร้อมเพรียงกันและกัน ต่างถือดอกไม้ของหอมและเครื่อง ลูบได้เป็นต้น ไปยังวิหารตามกาลเวลา ไปพักผ่อน ในสภาอัน เป็นที่รื่นรมย์เป็นต้น ในระหว่างทาง. ภายหลังวันหนึ่ง นักเลงหญิง ๒-๓ คน นั่งประชุมกันที่สภา แห่งหนึ่ง เมื่อุบาสิกาเหล่านั้น พากันไปพักผ่อนในที่นั้น เห็นรูป สมบัติของอุบาสิกาเหล่านั้น มีจิตปฏิพัทธ์ รู้ว่า อุบาสิกาเหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยศีล อาจารและคุณธรรม จึงสนทนากันว่า ใครสามารถ จะทำลายดี. ของอุบาสิกาแม้คนหนึ่ง ในบรรดาอุบาสิกาเหล่านั้น ได้. ในนักเลงเหล่านั้น นักเลงคนหนึ่ง กล่าวว่า เราสามารถ. นักเลงเหล่านั้น ได้ทำความเสนียดจัญไรว่า พวกเราจะทำกรรม
หน้า 316 ข้อ 109
อันเป็นเสนียดจัญไร ด้วยค่าจ้าง ๑,๐๐๐. เมื่อท่านทำได้ เราจะ ให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แก่ท่าน เมื่อท่านทำไม่ได้ ท่านพึงให้ทรัพย์แก่เรา. เขาพยายามด้วยอุบายเป็นอเนก เมื่ออุบาสิกาเหล่านั้น มายัง สภา จึงดีดพิณ ๗ สาย มีเสียงเปล่งออกไพเราะเพราะพริ้ง ขับเพลง ขับอันประกอบด้วยกามคุณ มีเสียงไพเราะทีเดียว ให้หญิงคนหนึ่ง ในบรรดาอุบาสิกาเหล่านั้น ถึงศีลวิบัติ ด้วยเสียงเพลงขับ กระทำ การล่วงเกิน ให้นักเลงเหล่านั้นพ่ายแพ้ไปด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐. นักเลงเหล่านั้น พ่ายแพ้ไปด้วยทรัพย์ ๑,๐๐๐ แล้วจึงบอกแก่สามี ของนาง. สามีถามนางว่า บุรุษเหล่านั้นได้กล่าวโดยประการที่เธอ เป็นอย่างนี้หรือ ? นางปฏิเสธว่า ฉันไม่รู้เรื่องเช่นนี้ เมื่อสามีไม่เชื่อ จึงแสดงสุนัขที่อยู่ใกล้ ได้ทำการสบถว่า ถ้าฉันทำกรรมชั่วเช่นนั้น ไซร้ ขอสุนัขดำตัวหูขาดนี้ จงกัดฉัน ซึ่งเกิดในภพนั้น ๆ เถิด. ฝ่ายหญิง ๕๐๐ คน รู้ว่าหญิงนั้นประพฤตินอกใจ ถูกสามีท้วงว่า หญิงนี้ทำกรรมชั่วเช่นนี้ หรือว่าไม่ได้ทำ จึงกล่าวมุสาว่า พวก เราไม่รู้กรรมเห็นปานนี้ จึงได้ทำสบถว่า ถ้าพวกฉันรู้ ขอให้พวก ดิฉันพึงเป็นทาสหญิง ของหญิงนั้นแหละ ทุก ๆ ภพไปเถิด. ลำดับนั้น หญิงผู้ประพฤตินอกใจนั้น มีหทัยถูกความเดือดร้อน นั้นนั่นแลแผดเผา จึงซูบซีดไป ไม่นานนัก ก็ตายไป บังเกิดเป็น เวมานิกเปรตอยู่ที่ริมฝั่งสระกัณณมุณฑแห่งหนึ่ง บรรดาสระใหญ่ ๗ สระ ที่ขุนเขาหิมวันต์. และรอบ ๆ วิมานของนาง ได้บังเกิด สระโบกขรณีขึ้นสระหนึ่ง อันประกอบด้วยการเสวยวิบากแห่ง
หน้า 317 ข้อ 109
กรรมของนาง ส่วนหญิง ๕๐๐ คนที่เหลือ ทำกาละแล้ว บังเกิด เป็นนางทาสีของหญิงนั้นนั่นแล ด้วยอำนาจกรรมที่ทำสบถไว้. นางเสวยทิพยสมบัติตลอดกลางวัน เพราะผลแห่งบุญกรรมที่ตน ทำไว้ในกาลก่อนนั้น พอถึงเที่ยงคืนก็ถูกพลังแห่งกรรมชั่วตักเตือน จึงลุกขึ้นจากที่นอน ไปยังฝั่งสระโบกขรณี. สุนัขดำตัวหนึ่ง ประมาณเท่าลูกแพะ มีรูปร่างน่ากลัว หูขาด มีเขียวโง้งยาวคมกริบ มีนัยน์ตาเสมือนกองถ่านไม้ตะเคียนที่ลุกโพลงดีแล้ว มีลิ้นเหมือน กลไกแห่งสายฟ้าที่แลบออกมาไม่ขาดระยะ มีเล็บโง้งคมกริบ มีขนน่าเกลียดยาวแข็ง มาจากสระกัณณมุณฑะนั้น แล้วทำนาง ผู้ไปในที่นั้น ให้ล้มลงที่ภาคพื้น เป็นเสมือนถูกความหิวจัดครอบงำ ขู่ข่ม กัดกิน ให้เหลือเพียงร่างกระจก แล้วคาบไปทิ้งที่สระโบก- ขรณีกลัว ก็หายไป. พร้อมกับที่สุนัขทิ้งในสระโบกขรณีนั้นนั่นแหละ นางก็มีรูปเป็นปกติเดิมแล้ว ขึ้นสู่วิมาน นอนอยู่บนที่นอน. ฝ่าย หญิงนอกนั้น เสวยทุกข์เป็นทาสของนางนั้นนั่นแล. พวกหยิงที่อยู่ ในที่นั้น ล่วงไป ๕๕๐ ปี ด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น หญิงเหล่านั้น เว้นจากนั้นเสีย อยู่เสวยทิพย- สมบัติ เกิดความเบื่อหน่าย. ยังมีแม่น้ำสายหนึ่งไหลออกจากสระ กัณณมุณฑะ ในบรรดาสระใหญ่ ๗ ระนั้น ออกทางช่องบรรพต แล้ว เข้าไปยังแม่น้ำคงคา. ก็ในที่ใกล้แต่สถานที่อยู่ของหญิง เหล่านั้น ยังมีป่าไม้แทบหนึ่ง เป็นเช่นกับสวน อันงดงามประกอบ ไปด้วยต้นมะม่วง ต้นขนุนและน้ำเต้าเป็นต้น ซึ่งมีผลเป็นทิพย์.
หน้า 318 ข้อ 109
หญิงเหล่านั้น คิดพร้อมกันอย่างนี้ว่า เอาเถอะ พวกเรา จักทิ้ง ผลมะม่วงเหล่านี้ลงในแม่น้ำนี้, ผิไฉน ชายบางคน เห็นผลไม้นี้เข้า เพราะความโลภในผลไม้ จะพึงมาในที่นี้บ้าง พวกเราจักอภิรมย์ กับชายนั้น. หญิงเหล่านั้น ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. ก็ผลมะม่วง ที่หญิงเหล่านั้น พากันโยนลงไปบางผล ดาบสเก็บได้. บางผล พรานไพรเก็บเอาไป บางผลกาแย่งเอาไป บางผลคล้องอยู่ที่ริมฝั่ง ส่วนผลหนึ่ง ลอยไปตามกระแสน้ำ ในแม่น้ำคงคา ถึงกรุงพาราณสี โดยลำดับ. ก็สมัยนั้น พระเจ้าพาราณสี ทรงสรงสนานในแม่น้ำคงคา ที่เขาล้อมไว้ด้วยตาข่ายโลหะ. ลำดับนั้น ผลไม้นั้นลอยไปตาม กระแสแม่น้ำมาโดยลำดับ ติดอยู่ที่ตาข่ายโลหะ. พวกราชบุรุษ เห็นผลมะม่วงทิพย์ขนาดใหญ่ สมบูรณ์ด้วยสี กลิ่น และรส นั้นเข้า จึงนำเข้าไปถวายแก่พระราชา. พระราชาทรงหยิบเอาส่วนหนึ่ง ของผลมะม่วงนั้น เพื่อจะทดลอง จึงพระราชทานให้แก่เพชฌฆาต คนหนึ่งที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในเรือนจำกิน. เขาเคี้ยวกินผลไม้นั้น แล้วกล่าวว่า ข้าแต่สมมุติเทพ ผลไม้เช่นนี้ ข้าพระองค์ไม่เคยเคี้ยว กินเลย ผลมะม่วงนี้ ชะรอยว่าจะเป็นของทิพย์. พระราชาได้พระ- ราชทานอีกชิ้นหนึ่งแก่เพชฌฆาตนั้น. เพชฌฆาตเคี้ยวกินผลมะม่วง นั้นแล้ว ปราศจากหนังเหี่ยวสละผมหงอก มีรูปร่างน่าพึงใจ ได้ เป็นประหนึ่งตั้งอยู่ในวัยหนุ่ม. พระราชาทอดพระเนตรเห็นดังนั้น ทรงเกิดอัศจรรย์พระทัย ไม่เคยมี จึงเสวยผลมะม่วงนั้นบ้าง
หน้า 319 ข้อ 109
ได้รับความวิเศษในพระวรกาย จึงตรัสถามพวกมนุษย์ว่า ผลมะม่วง ทิพย์เห็นปานนี้ มีอยู่ที่ไหน ? พวกมนุษย์กราบทูลอย่างนี้ ได้ยินว่า มีอยู่ที่ขุนเขาหิมพานต์ พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า แก่ใคร สามารถจะนำเอามะม่วงเหล่านั้นนาได้. พวกมนุษย์กราบทูลว่า พรานไพร ย่อมรู้พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกพวกพรานไพรมา จึงแจ้งเรื่องนั้น ให้พวกพรานไพรทราบ ได้พระราชทานทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ แก่พรานไพรผู้หนึ่ง ที่พวกพรานไพรเหล่านั้นสมมุติมอบถวายไป จึงส่งพรานไพรคนนั้นไป ด้วยพระดำรัสว่า เจ้าจงไป จงรีบนำ เอาผลมะม่วงนั้นมาให้เรา. พรานไพรนั้นได้ให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะนั้น แก่บุตรและภริยา ถือเอาสะเบียง มุ่งหน้าไปสระ กัณณมุณฑะ ตรงกันข้ามกับแม่น้ำคงคา ล่วงเลยถิ่นมนุษย์ไป พบดาบสองค์หนึ่งที่ประเทศประมาณ ๖๐ โยชน์ ฝั่งในแต่ละสระ กัณณมุณฑะ เดินไปตามทางที่ดาบสนั้นบอกให้ พบดาบสอีกองค์หนึ่ง ที่ประเทศประมาณ ๓๐ โยชน์ เดินไปตามทางที่ดาบสนั้นบอกให้ พบดาบสอีกองค์หนึ่ง ในที่ประมาณ ๑๕ โยชน์ จึงได้บอกเหตุ ที่ตนมาแก่ดาบสนั้น. ดาบสพร่ำสอนเธอว่า ตั้งแต่นี้ไป เธอจะละ แม่น้ำคงคาใหญ่สายนี้เสีย อาศัยแม่น้ำน้อยนี้ เดินทวนกระแสไป ถือเอาน้ำในราตรี ในคราวที่ท่านเป็นช่องบรรพตแล้ว พึงเข้าไป. ก็แม่น้ำสายนี้ ในเวลากลางคืน จะไม่ไหล. เพราะฉะนั้น แม่นำนั้น จึงเหมาะก็การไปของท่าน. โดยล่วงไป ๒-๓ โยชน์ ท่านก็จักเห็น
หน้า 320 ข้อ 109
ผลมะม่วงเหล่านั้น. เขาได้ทำตามนั้นแล้ว พอพระอาทิตย์อุทัยขึ้น ได้ถึงสวนมะห่วง อันเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก เป็นภูมิภาคที่ โชติช่วงไปด้วยข่ายแห่งรัศมีของรัตนะต่าง ๆ งดงามไปด้วย ส่วนแห่งป่าที่มีผลมาก มีแมกไม้ มีสาขาปกคลุมเป็นดุจเพดาน หมู่วิหกนานาชนิดก็ส่งเสียงร่ำร้อง. ลำดับนั้น พวกหญิงอมนุษย์เหล่านั้น เห็นพรานไพรนั้น เดินมาแต่ไกล จึงวิ่งเข้าไปด้วยหมายใจว่า คนนี้เป็นที่พึ่งของเรา คนนี้เป็นที่พึ่งของเรา. ก็พรานไพรนั้น พอเห็นหญิงเหล่านั้นเข้า จึงตกใจกลัว ร้อง หนีไป เพราะตนไม่ได้ทำบุญกรรมอันเหมาะสม ที่จะเสวยทิพยสมบัติในที่นั้น ร่วมกับหญิงเหล่านั้นได้ จึงไปถึง กรุงพาราณสี โดยลำดับแล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระราชา. พระราชาทรงสดับเรื่องนั้นแล้ว จึงเกิดความหวังเพื่อจะเห็นหญิง เหล่านั้น และ เพื่อจะบริโภคผลมะม่วงทั้งหลาย จึงให้พวกอำมาตย์ สำเร็จราชการแทนพระองค์ ทรงผูกสอดกำธนู เหน็บพระขรรค์ โดยอ้างว่าจะไปล่าเนื้อ มีมนุษย์ ๒-๓ คน เป็นบริวาร เสด็จไป ตามทางที่พรานไพรนั้นนั่นแหละชี้แนะให้ จึงพักพวกมนุษย์ไว้ ในที่ระยะ ๒-๓ โยชน์ จึงพาเฉพาะพรานไพรไปโดยดำดับ ให้ พรานไพรแม้นั้น กลับจากที่นั้น พอพระอาทิตย์อุทัย ก็เสด็จเข้าถึง สวนมะม่วง. ลำดับนั้น พวกหญิงเหล่านั้น เห็นเทพบุตรนั้น เหมือน เกิดในภพใหม่ จึงต้อนรับ รู้ว่าเขาเป็นพระราชา จึงเกิดความรัก และความนับถือมาก ให้อาบน้ำโดยเคารพ ให้ประดับตกแต่ง
หน้า 321 ข้อ 109
ด้วยดี ด้วยผ้า เครื่องอลังการ ดอกไม้ ของหอม และเครื่องลูบไล้ ยกขึ้นสู่วิมาน ให้บริโภคโภชนะอันเป็นทิพย์ มีรสเลิศต่าง ๆ แล้ว ได้เข้าไปนั่งใกล้เขาตามสมควรแก่ความปรารถนา. ครั้นล่วงไป ๑๕๐ ปี พระราชาเสด็จลุกขึ้น ในเวลาเที่ยงคืน ประทับนั่งทอดพระเนตรเห็นนางเปรต ผู้ประพฤติล่วงเกินนั้น กำลังเดินไปยังฝั่งสระโบกขรณี มีความประสงค์จะทดลองดู จึง ตามไป ด้วยคิดว่า เพราะเหตุไรหนอ หญิงนี้ จึงไปในเวลานี้. ลำดับนั้น พระราชาเห็นนางผู้ไปในที่นั้น กำลังถูกสุนัขกัด เมื่อ ไม่รู้ว่า นี่อะไรกันหนอ จึงทดลอง ๒-๓ วัน จึงคิดว่า สุนัขนี้ ชะรอยจะเป็นศัตรูแก่หญิงนี้ จึงพุ่งหลาวอันลับดีแล้ว ปลงเสียจาก ชีวิต และโบยหญิงนั้นแล้ว ให้ลงยังสระโบกขรณี เห็นรูปที่ตน ได้เห็นครั้งก่อนแล้ว จึงตรัสถามประวัติของนางนั้นด้วยคาถา ๑๒ คาถาว่า :- สระโบกขรณีนี้ มีน้ำใสสะอาด มีบันได ทองคำลาดด้วยทรายทองโดยรอบ ในสระนั้น มีกลิ่นหอมฟุ้งน่ารื่นรมย์ใจ ดาดดื่นไปด้วยหมู่ไม้ นานาชนิด มีกลิ่นต่าง ๆ หอมตลบไปด้วยลม รำเพยพัดดารดาษด้วยบัวต่าง ๆ เกลื่อนกล่น ด้วยบัวขาว มีกลิ่นหอมเจริญใจ อันลมรำเพยพัด ฟุ้งขจร เสียงระงมไปด้วยหงษ์และนกกะเรียน นกจักพรากมาร่ำร้องไพเราะจับใจ เกลื่อนกล่น
หน้า 322 ข้อ 109
ไปด้วยฝูงนกต่าง ๆ ส่งเสียงร้องอื้ออึ้ง มีหมู่ รุกขชาติ อันมีดอกและผลนานาพรรณ ไม่มี เมืองใด ในมนุษย์เหมือนเมืองของท่านนี้เลย ปราสาทเป็นอันมากของท่าน ล้วนแล้วด้วย ทองคำและเงิน รุ่งเรืองงามสง่าไปทั่วทั้ง ๔ ทิศ โดยรอบ นางทาสี ๕๐๐ คน คอยบำเรอท่าน ประ ดับด้วยกำไลทองคำ นุ่งห่มผ้าขลิบทองคำ บัลลังก์ ของท่านมีมาก ซึ่งสำเร็จด้วยทองคำและเงิน ปูลาดด้วยหนังชะมด และผ้าโกเชาว์ อันบุคคล จัดแจงไว้แล้ว ท่านจะเข้านอนบนบัลลังก์ใด ก็ สำเร็จดังความปรารถนาทุกอย่าง เมื่อถึงเที่ยงคืน ท่านลุกจากบัลลังก์นั้นลงไปสู่สวนใกล้สระโบก- ขรณี ยืนอยู่ที่ฝั่งสระนั้น อันมีหญ้าเขียวอ่อน งดงาม ลำดับนั้น สุนัขหูด้วน ก็ขึ้นมาจากสระนั้น กัดอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน เมื่อใดท่านถูกสุนัข กัดกินแล้ว เหลือแต่กระดูก เมื่อนั้นท่านจึงลงสู่ สระโบกขรณี ร่างกายก็กลับเป็นเหมือนเดิม ภาย หลังจากเวลาลงสระโบกขรณี ท่านกลัวมีอวัยวะ น้อยใหญ่เต็มบริบูรณ์งดงาม ดูน่ารัก นุ่งห่มแล้ว มาสู่สำนักของเรา ท่านได้ทำกรรมนชั่วอะไรไว้ ด้วยกายวาจาใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร
หน้า 323 ข้อ 109
สุนัขหูด้วนจึงกัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โสณฺณโสปานผลกา แปลว่า แผ่นกระดานบันได ล้วนแล้วด้วยทองคำ. บทว่า โสวณฺณวาลุกสนฺถตา แปลว่า ลาดด้วยทรายทองคำโดยรอบ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ในสระ- โบกขรณีนั้น. บทว่า โสคนฺธิยา แปลว่ามีกลิ่นหอม. บทว่า วคฺคู แปลว่า ดีน่าชอบใจ. บทว่า สุจิคนฺธา แปลว่า มีกลิ่นเป็นที่ฟูใจ. บทว่า นานาคนฺธสเมริตา ได้แก่ มีกลิ่นน่ารื่นรมย์ใจ หอมตลบ ไปด้วยลมรำเพยพัด. บทว่า นานาปทุมสญฺฉนฺนา ได้แก่ พื้นน้ำ ดาดาษไปด้วยบัว ต่าง ๆ ชนิด. บทว่า ปุณฺฑรีกสโมตฺตา ได้แก่ เกลื่อนกล่นไปด้วยบัวขาว. บทว่า สุรภึ สมฺปวายนฺติ ความว่า มีกลิ่นหอมน่าเจริญใจ ถูกลมรำเพยพัดฟุ้งขจร. อธิบายว่า สระ- โบกขรณี. บทว่า หํสโกญฺจาภิรุทา แปลว่า เสียงระงมไปด้วย หงส์และนกกะเรียน. บทว่า นานาทิชคณา กิณฺณา แปลว่า เกลื่อนกล่นไปด้วย ฝูงนกต่าง ๆ บทว่า นานาสรคณายุตา แปลว่า ประกอบไปด้วย หมู่นกต่าง ๆ ส่งเสียงร้องไพเราะจับใจอยู่อึงมี่. บทว่า นานาผลธรา ความว่า มีรุกขชาติอันทรงดอกออกผลอยู่ทุกฤดูกาล. บทว่า นานาปุปฺผธรา วนา ความว่า ได้แก่ป่าที่มีหมู่ไม้ให้เผล็ดดอกน่า รื่นรมย์ใจนานาชนิด. จริงอยู่ บทว่า วนา ท่านกล่าวด้วยลิงควิปัลลาส. บทว่า น มนุสฺเสสุ อีทิสํ นครํ ความว่า ในมนุษยโลก ไม่มีนครใดที่จะเสมอเหมือนนครของท่านนี้ อธิบายว่า หาไม่ได้
หน้า 324 ข้อ 109
ในมนุษยโลก. บทว่า รูปิยามยา แปลว่า ล้วนแล้วด้วยเงิน. บทว่า ททฺทลฺลมานา แปลว่า รุ่งโรจน์อย่างยิ่ง. บทว่า อาเภนฺติ แปลว่า ย่อมงดงาม. บทว่า สมนฺตา จตุโร ทิสา ความว่า ตลอดทั้ง ๔ ทิศ โดยรอบ บทว่า ยา เตมา ตัดเป็น ยา เต อิมา. บทว่า ปริจาริกา ได้แก่ หญิงผู้ทำการขวนขวาย. บทว่า ตา ได้แก่ หญิงบำเรอ. บทว่า กมฺพุกายูรธรา แปลว่า ประดับด้วยกำไลทองคำ. บทว่า กญฺจนาเวฬภูสิตา ได้แก่ มีผมและมือประดับด้วยดอกไม้ กรองทอง. บทว่า กทลิมิคสญฺฉนฺนา แปลว่า ลาดด้วยหนังชะมด. บทว่า สชฺชา แปลว่า อันบุคคลจัดแจงแล้ว คือ เหมาะสมที่จะนอน. บทว่า โคณกสนฺถตา แปลว่า ลาดด้วยผ้าโกเชาว์มีขนยาว. บทว่า ยตฺถ คือ ในบัลลังก์ใด. บทว่า วาสูปคตา แปลว่า เข้าไปยังที่อยู่ อธิบายว่า นอน. บทว่า สมฺปตฺตายฑฺฒรตฺตาย แปลว่า เมื่อถึงเวลาเที่ยงคืน. บทว่า ตโต แปลว่า จากบัลลังก์. บทว่า โปกฺขรญฺา คือ ใกล้สระโบกขรณี. บทว่า หริเต แปลว่า หญ้าเขียวอ่อน. บทว่า สทฺทเล แปลว่า ดารดาษไปด้วย หญ้าอ่อน. บทว่า สุเภ แปลว่างดงาม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุเภ เป็นคำร้องเรียกนางเปรต. มีวาจาประกอบความว่า ดูก่อน นางผู้งดงาม เจ้าจงไปยืนอยู่ที่ริมสระโบกขรณีนั้น บนหญ้าอัน เขียวสดโดยรอบ.
หน้า 325 ข้อ 109
บทว่า กณฺณมุณฺโฑ แปลว่า มีหูขาด คือมีหูด้วน. บทว่า ขายิตา อาสิ ความว่า ท่านเป็นผู้อันสุนัขหูขาดกัดแล้ว. บทว่า อฏฺิสงฺขลิกา กตา แปลว่า กัดให้เหลือเพียงร่างกระดูก. บทว่า ยถา ปุเร ได้แก่ เหมือนในกาลก่อนแต่เวลาที่สุนัขจะกัด. บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังจากลงสู่สระโบกขรณี. บทว่า องฺคปจฺจงฺคี แปลว่า มีสรรพางค์กายครบถ้วน. บทว่า สุจารุ แปลว่า น่ารื่นรมย์ใจด้วยดี. บทว่า ปิยทสฺสนา แปลว่า น่าชม. บทว่า อายาสิ แปลว่า ย่อมมา. นางเปรตนั้น ถูกพระราชาตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะกล่าว ประวัติของตนตั้งแต่ต้นแด่พระราชานั้น จึงกล่าวคาถา ๕ คาถาว่า :- มีคฤหบดี คนหนึ่ง เป็นอุบาสก มีศรัทธา อยู่ในเมืองกิมิละ หม่อมฉันเป็นภริยาของอุบาสก นั้น ประพฤตินอกใจเขา เมื่อหม่อมฉันประพฤติ นอกใจเขาอย่างนั้น สามีหม่อมฉันจึงคิดว่า การ ที่เธอประพฤตินอกใจฉันนั้น เป็นการไม่เหมาะ ไม่สมควร และหม่อมฉันได้กล่าวมุสาวาทสบถ อย่างร้ายแรงว่า ฉันไม่ได้ประพฤตินอกใจท่าน ด้วยกายหรือด้วยใจ ถ้าฉันประพฤตินอกใจท่าน ด้วยกายหรือด้วยใจไซร้ ขอให้สุนัขหูด้วนตัวนี้ กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของฉันเถิด วิบากแห่ง กรรมอันลามก คือการประพฤตินอกใจสามี และ
หน้า 326 ข้อ 109
มุสาวาททั้ง ๒ อันหม่อมฉันได้เสวยแล้วตลอด ๗๐๐ ปี เพราะกรรมอันชั่วนั้น สุนัขหูด้วนจึง กัดกินอวัยวะน้อยใหญ่ของหม่อมฉัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมิลายํ ได้แก่ ในพระนครมีชื่อ อย่างนั้น. มีวาจาประกอบความว่า บทว่า อติจารินี ความว่า จริงอยู่ ภริยาท่านเรียกว่ามีความประพฤตินอกใจ เพราะประพฤตินอกใจ สามี เมื่อดิฉันประพฤตินอกใจ สามีหม่อมฉันนั้น จึงได้กล่าวคำนี้ กะหม่อมฉัน. บทว่า เนตํ ฉนฺนํ เป็นต้น เป็นการแสดงอาการที่ สามีกล่าวแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนตํ ฉนฺนํ ความว่า การประพฤตินอกใจนั้น เป็นการไม่สมควร. บทว่า น ปติรูปํ เป็น ไวพจน์ของบทว่า เนตํ ฉนฺนํ นั้นนั่นเอง บทว่า ยํ เป็นกิริยา ปรามาส. บทว่า อติจราสิ แปลว่าประพฤตินอกใจ อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน, อธิบายว่า การที่ท่านประพฤตินอกใจ เรานั้น เป็นการไม่เหมาะไม่ควร. บทว่า โฆรํ แปลว่า ร้ายแรง. บทว่า สปถํ แปลว่า คำสาป. บทว่า ภาสิสํ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า สจาหํ ตัดเป็น เสจ อหํ. บทว่า ตํ ได้แก่ ตฺวํ แปลว่าท่าน. บทว่า ตสฺส กมฺมสฺส ได้แก่ กรรมอันลามก คือกรรมแห่ง บุคคลผู้ทุศีลนั้น. บทว่า มุสาวาทสฺส จ ได้แก่ พูดมุสาวาทว่า ฉันไม่ได้ ประพฤตินอกใจท่าน. บทว่า อุภยํ ได้แก่ วิบากของกรรมทั้ง ๒. บทว่า อนุภูตํ ความว่า ที่หม่อมฉันเสวยอยู่. บทว่า ยโต จากกรรมชั่วใด.
หน้า 327 ข้อ 109
ก็แลนางเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เมื่อจะระบุอุปการะ ที่พระราชาทำแก่ตนจึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้สมมุติเทพ พระองค์มี อุปการะแก่หม่อมฉันมาก พระองค์เสด็จมาใน ที่นี้ เพื่อประโยชน์แก่หม่อมฉัน หม่อนฉันพ้นดี แล้วจากสุนัขหูด้วน ไม่มีความเศร้าโศก ไม่มี ภัยแต่ที่ไหน ๆ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคม พระองค์ หม่อมฉันขอประนมอัญชลีวิงวอนว่า ขอพระองค์จงเสวยกามสุข อันเป็นทิพย์ รื่นรมย์ อยู่กับหม่อมฉันเถิด. นางเปรตเรียกพระราชาด้วยคำว่า เทว ในคาถานั้น. บทว่า กณฺณมุณฺฑสฺส ได้แก่สุนัขหูด้วน. จริงอยู่ คำว่า กณฺณมุณฺฑสฺส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ. ลำดับนั้น พระราชา ทรงมีพระทัยเบื่อหน่ายด้วยการอยู่ในที่นั้น จึงประกาศอัธยาศัย ในการเสด็จไป. นางเปรตได้ฟังดังนั้น มีจิตปฏิพัทธ์ต่อพระราชา เมื่อจะวอนพระราชาให้ประทับอยู่ในที่นั้นนั่นเอง จึงกล่าวคาถา ว่า ตาหํ เทว นนสฺสามิ ขอเดชะ หม่อมฉันขอถวายบังคมพระองค์. พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไปพระนคร โดยส่วนเดียว เทียว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของพระองค์อีก จึงได้กล่าวคาถา สุดท้ายว่า :-
หน้า 328 ข้อ 109
กามสุขอันเป็นทิพย์ เราได้เสวยแล้ว และ รื่นรมย์แล้วกับท่าน ดูก่อนนางผู้ประกอบด้วย ความงดงาม เราขออ้อนวอนต่อท่าน ขอท่าน จงรีบนำฉันกลับไปเสียเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ. บทว่า สุภเค แปลว่า ผู้ประกอบด้วยความงดงาม. บทว่า ปฏินยาหิ มํ แปลว่า ขอเธอจงนำฉันกลับไปยังพระนครของฉันเถิด. คำที่เหลือ ในบททั้งปวง ปรากฏชัดแล้วทั้งนั้น. ลำดับนั้น นางเวมานิกเปรตนั้น ครั้นสดับพระดำรัสของ พระราชาแล้ว เมื่อจะอดกลั้น ความพลัดพรากจากกันมิได้ มีหัวใจ ว้าวุ่น เพราะอาดูรด้วยความเศร้าโศก มีร่างกายสั่นหวั่นไหว ถึงจะอ้อนวอนด้วยอุบายมีประการต่าง ๆ เมื่อไม่อาจจะให้พระราชา ประทับอยู่ในที่นั้นได้ จึงนำพระราชาพร้อมด้วยรัตนะอันควรแก่ ค่ามาก เป็นจำนวนมาก ไปยังพระนคร ให้เสด็จขึ้นสู่ปราสาท คร่ำครวญรำพรรณแล้ว จึงไปยังที่อยู่ของตนตามเดิม. ฝ่าย พระราชา ครั้นเห็นดังนั้นแล้ว จึงเกิดความสลดพระทัย บำเพ็ญ บุญกรรมมีทานเป็นต้น ได้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของพวกเรา เสด็จอุบัติขึ้น ในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี โดยลำดับ วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เที่ยวจาริกไปยัง บรรพต เห็นหญิงนั้น พร้อมด้วยบริวาร จึงถามถึงกรรมที่นางทำไว้.
หน้า 329 ข้อ 109
นางเล่าเรื่องทั้งหมดนั้น ตั้งแต่ต้นแก่พระเถระ. พระเถระแสดง ธรรมแก่หญิงเหล่านั้น. พระเถระกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็น อัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนได้ความสลดใจ งดจากความชั่ว บำเพ็ญบุญกรรมมีทาน เป็นต้น ได้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากัณณมุณฑเปติวัตถุที่ ๑๒
หน้า 330 ข้อ 110
๑๓. อุพพรีเปติวัตถุ ว่าด้วยพระราชพระนามว่าพรหมทัตต์มี ๘๖,๐๐๐ องค์ [๑๑๐] พระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ ได้เสวย ราชสมบัติในแคว้นปัญจาลราช เมื่อวันคืนล่วง ไป ๆ พระองค์ก็เสด็จสวรรคต พระนางเจ้า อุพพรีมเหสีเสด็จไปยังพระเมรุมาศ แล้วทรง กรรแสงอยู่ เมื่อพระนางไม่เห็นพระเจ้าพรหม- ทัต กรรแสงว่า พรหมหัต ๆ ก็ดาบสผู้เป็น มุนีสมบูรณ์ด้วยจรญาณ ได้มาที่พระนาง อุพพรีประทับอยู่นั้น ท่านได้ถามชนทั้งหลายที่มา ประชุมกันในที่นั้นว่า นี่เป็นเมรุมาศของใคร มี กลิ่นหอมต่าง ๆ ฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นภรรยา ของใคร เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเสด็จไปแล้วไกลจากโลกนี้ คร่ำครวญอยู่ว่า พรหมทัต ๆ ชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่นั้น กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี่เป็นพระเมรุมาศ ของพระเจ้าพรหมทัต ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ นี่ เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต มีกลิ่น หอมฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นพระมเหสีของท้าวเธอ เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัตพระราชสวามี
หน้า 331 ข้อ 110
ซึ่งเสด็จไปไกลจากโลกนี้ ทรงกรรแสงอยู่ว่า พรหมทัต ๆ. ดาบสจึงถามว่า พระราชานีพระนานว่าพรหมทัต ถูกเผา ในป่าช้านี้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์แล้ว บรรดาพระเจ้า พรหมทัตเหล่านั้น พระนางทรงกรรแสงถึง พระเจ้าพรหมทัตพระองค์ไหน. พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระราชาพระองค์ใด เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจุฬนี ทรงเป็นใหญ่ อยู่ในแคว้นปัญจาลราช ดิฉันเศร้าโศกถึงพระ- ราชาพระองค์นั้น ผู้เป็นพระราชสวามี ทรงประ ทานสิ่งของที่น่าใครทุกอย่าง. ดาบสกล่าวว่า พระราชาทุกพระองค์ทรงพระนามว่า พรหมทัตเหมือนกัน ทั้งหมดเป็นพระราชโอรส ของพระเจ้าจุฬนี เป็นใหญ่อยู่ในแคว้นปัญจาล- ราช พระนางเป็นพระมเหสีของพระราชาเหล่า นั้นทั้งหมดโดยลำดับกันมา เหตุไรพระนางจึง เว้นพระราชาองค์ก่อน ๆ มากรรแสงถึงแต่ พระราชาองค์หลังเล่า.
หน้า 332 ข้อ 110
พระนางอุพพรีตรัสตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ดิฉันเกิดเป็นแต่หญิง ตลอดกาลนานเท่านั้นหรือ หรือเกิดเป็นบุรุษบ้าง ท่านพูดถึงแต่การที่ดิฉันเป็นหญิงในสงสารเป็น อันมาก. ดาบสตอบว่า บางคราวพระนางเกิดเป็นหญิง บางคราว ก็เกิดเป็นบุรุษ บางคราวก็เข้าถึงกำเนิดปสุสัตว์ ที่สุดแห่งอัตภาพทั้งหลาย อันเป็นอดีต ย่อมไม่ ปรากฏอย่างนี้. พระนางอุพพรีตรัสว่า ท่านดับความกระวนกระวายทั้งปวงของ ดิฉัน ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือนบุคคลเอาน้ำดับ ไฟที่ราดน้ำมัน ฉะนั้น ท่านได้บรรเทาความโศก ถึงพระสวามีองดิฉันผู้ถูกความโศกครอบงำ แล้วถอนขึ้นแล้วหนอซึ่งลูกศรคือความโศกอัน เสียบแทงที่หทัยของดิฉัน ข้าแต่ท่านผู้เป็นมุนี ดิฉันเป็นผู้มีลูกศรคือ ความโศกอันท่านถอนขึ้น ได้แล้ว เป็นผู้เย็นลงแล้ว ดิฉันจะไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีกเพราะได้ฟังคำของท่าน
หน้า 333 ข้อ 110
พระนางอุพพรี ฟังคำสุภาษิตของดาบส ผู้เป็นสมณะนั้นแล้ว ถือบาตรและจีวรออกบวช เป็นบรรพชิต ครั้นออกบวชแล้ว เจริญเมตตาจิต เพื่อเข้าถึงพรหมโลก พระนางอุพพรีนั้น เมื่อ ท่องเที่ยวไปสู่บ้านหนึ่งจากบ้านหนึ่ง สู่นิคมและ ราชธานีทั้งหลาย ได้เสด็จสวรรคตที่บ้านอุรุเวลา พระนางเบื่อหน่ายความเป็นหญิง เจริญเมตตาจิต เพื่อบังเกิดในพรหมโลก จึงได้เป็นผู้เข้าถึง พรหมโลก. จบ อุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓ อรรถกถาอุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓ เรื่องนางอุพพรีเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อหุ ราชา พฺรหฺมทตฺโต ดังนี้. พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภอุบาสิกาคนหนึ่ง. เล่ากันมาว่า ในกรุงสาวัตถี ได้มีสามี ของอุบาสิกาคนหนึ่งตายไป. อุบาสิกานั้นก็อาดูรเพราะความทุกข์ ในการพลัดพรากจากสามี เศร้าโศก เดินร้องไห้ไปยังป่าช้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นอุปนิสัยสมบัติแห่งโสดาปัตติผลของนาง ทรงมีพระมนัสอันพระกรุณากระตุ้นเตือน จึงเสด็จไปยังเรือน ของนาง ประทับนั่งบนบัญญัตอาสน์. อุบาสิกาเข้าไปเฝ้าพระ-
หน้า 334 ข้อ 110
ศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระ- ศาสดาตรัสกะนางว่า อุบาสิกา เธอเศร้าโศกไปทำไม. เมื่อนาง ทูลว่า อย่างนั้น พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันเศร้าโศก เพราะพลัดพราก จากสามีสุดที่รัก ทรงมีพระประสงค์จะให้นางปราศจากความ เศร้าโศก จึงได้นำอดีตนิทานมาว่า :- ในอดีตกาล ในกปิลนครแคว้นปัญจาละ ได้มีพระราชา พระนามว่า พรหมทัต พระองค์ทรงละการลุแก่อคติ ทรงยินดี ในการทำประโยชน์แก่ประชาชนในแว่นแคว้นของพระองค์ ไม่ ทรงให้ราชธรรม ๑๐ ประการเสียหายครองราชสมบัติอยู่ บาง คราวประสงค์จะทรงสะดับว่า ในแว่นแคว้นของพระองค์ มีใคร พูดอะไรกันบ้าง จึงปลอมเป็นช่างหูก พระองค์เดียวไม่มีเพื่อน เสด็จออกจากนคร เที่ยวไปจากบ้านถึงบ้าน จากชนบทถึงชนบท ทรงเห็นแว่นแคว้นทั่วไปไม่มีเสี้ยนหนาม ไม่ เบียดเบียน (ทั้ง) พวกคนตื่นตัวอยู่ย่างไม่ต้องปิดประตูเรือน ทรงเกิดความโสมนัส จึงเสด็จกลับมุ่งมายังพระนคร จึงเสด็จเข้าไปยังเรือนของหญิงหม้าย ยากจนคนหนึ่งในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง. นางเห็นพระองค์จึงกล่าวถามว่า ดูก่อนเจ้า ท่านเป็นใครและมาจากไหน. พระราชาตรัสว่า นาง ผู้เจริญ ฉันเป็นช่างหูก เที่ยวรับจ้างทำการทอผ้า ถ้าท่านมีกิจใน การทอผ้า ท่านจงให้อาหารและค่าจ้าง ฉันจะทำงานให้แม้แก่ท่าน หญิงหม้ายกล่าวว่า ฉันไม่มีงานหรือค่าจ้าง ดูก่อนเจ้า ท่านจง ทำงานของคนอื่นเถิด. พระราชานั้น ประทับอยู่ที่นั้น ๒-๓ วัน
หน้า 335 ข้อ 110
ทรงเห็นธิดาของนางเพียบพร้อมด้วยลักษณะของผู้มีบุญมีโชค จึงตรัสกะมารดาของนางว่า หญิงคนนี้ ใคร ๆ ทำการหวงแหนแล้ว หรือยัง ถ้ายังไม่มีใคร ๆ หวงแหน ท่านจงให้เด็กหญิงคนนี้แก่เรา เราสามารถทำอุบายเครื่องเลี้ยงชีพตามความสบายแก่พวกท่านได้ หญิงหม้ายนั้นรับคำ แล้วได้ถวายธิดานั้นแก่พระราชา. พระราชา ทรงอยู่กันนางนั้น ๒-๓ วัน จึงพระราชทาน ทรัพย์ ๑,๐๐๐ กหาปณะ แก่นางแล้วตรัสว่า เพียง ๒-๓ วันเท่านั้น เราก็จักกลับ แน่ะนางผู้เจริญ เจ้าอย่ากระสันไปเลย ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปยังพระนครของพระองค์ ทรงรับสั่งให้สร้างหนทางใน ระหว่าง พระนครกับบ้านนั้น ให้สม่ำเสมอให้ประดับแล้วเสด็จไป ในที่นั้น ด้วยราชานุภาพอันใหญ่แล้ว ให้ตั้งนางทาริกานั้นไว้ ใน กองกหาปณะ แล้วให้อาบด้วยหม้อน้ำทองคำและหม้อน้ำเงิน แล้ว ให้ตั้งชื่อว่า อุพพรี แล้วทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี และได้ประทานบ้านนั้น แก่พวกญาติของนาง ได้นำนางมายัง พระนครด้วยราชานุภาพอันใหญ่ ทรงอภิรมย์กับนาง เสวยรัชชสุข ตลอดพระชนมชีพ ในที่สุดแห่งอายุ ก็เสด็จสวรรคต. ก็เมื่อพระ- ราชาสวรรคตแล้ว และทำการถวายพระเพลิงพระศพเสร็จแล้ว พระนางอุพพรีมีหทัยเพียบพร้อมด้วยลูกศร คือความเศร้าโศก เพราะพลัดพรากจากพระสวามี ไปยังป่าช้า บูชาด้วยสักการะ มีของหอมและดอกไม้เป็นต้น อยู่หลายวัน ระบุถึงพระคุณของ
หน้า 336 ข้อ 110
พระราชา คร่ำครวญรำพรรณอยู่ ดุจถึงความเป็นบ้า กระทำ ประทักษิณป่าช้า. ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทั้งหลาย เป็นพระ- โพธิสัตว์ ทรงผนวชเป็นฤาษี บรรลุฌานและอภิญญา อยู่ใน ราวป่าแห่งหนึ่ง ใกล้ ๆ ขุนเขาหิมพานต์ ทอดพระเนตรเห็น พระนางอุพพรี ผู้เพียบพร้อมไปด้วยลูกศร คือความเศร้าโศก ด้วยทิพยจักษุ เสด็จเหาะมา ปรากฏรูป ประทับยืนอยู่ในอากาศ ตรัสถามพวกมนุษย์ผู้อยู่ในที่นั้นว่า นี้เป็นป่าช้าของใครกัน และ หญิงนี้ คร่ำครวญรำพรรณอยู่ว่า พรหมทัต พรหมทัต เพื่อต้องการ พรหมทัตคนไหน. พวกมนุษย์ได้ฟังดังนั้น พากันกล่าวว่า พระราชา ของชาวปัญจาละ ทรงพระนามว่า พรหมทัต ท้าวเธอสวรรคต ในเวลาสิ้นพระชนมายุ นี้เป็นป่าช้าของท้าวเธอ นี้เป็นอัครมเหสี ชื่อว่า อุพพรี ของพระองค์คร่ำครวญรำพรรณระบุถึงพระนามของ พระองค์ว่า พรหมทัต พรหมทัต. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะ แสดงความนั้น จึงได้ตั้งคาถา ๖ คาถาว่า :- พระเจ้าพรหมทัต ผู้เป็นใหญ่ เสวยราช- สมบัติ ในแคว้นปัญจาละราช เมื่อวันคืนล่วงไป พระองค์เสด็จสวรรคต พระนางเจ้าอุพพรีมเหสี เสด็จไปยังพระเมรุมาศ แล้วทรงกรรแสงอยู่ เมื่อ พระนางไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัต ก็ทรงกรรแสง ว่า พรหมทัต พรหมทัต ก็ดาบสผู้เป็นมุนี
หน้า 337 ข้อ 110
สมบูรณ์ด้วยจรณญาณ ได้มาที่พระนางอุพพรี ประทับอยู่นั้น ท่านได้ถามชนทั้งหลาย มาประ- ชุมกันในที่นั้นว่า นี้เป็นพระเมรุมาศของใครกัน มีกลิ่นหอมต่าง ๆ ฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นภริยา ของใครกัน ไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัต ผู้เป็นใหญ่ ซึ่งเสด็จไปแล้ว ไกลจากโลกนี้ คร่ำครวญอยู่ว่า พรหมทัต พรหมทัต ชนที่มาประชุมกันอยู่ในที่ นั้น กล่าวตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี้เป็นพระ- เมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต ข้าแต่ท่านผู้นิร- ทุกข์ นี้เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมหัต มีกลิ่นหอมฟุ้งตลบไป หญิงนี้เป็นพระมเหสีของ ท้าวเธอ เมื่อไม่เห็นพระเจ้าพรหมทัต ผู้เป็นพระ- ราชสวามี ซึ่งเสด็จไปไกลจากโลกนี้ ทรงกรร- แสงอยู่ว่า พรหมทัต พรหมทัต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ แปลว่า ได้มีแล้ว. บทว่า ปญฺจาลานํ ได้แก่ชาวปัญจาลรัฐ หรือได้แก่ ปัญจาลรัฐนั่นเอง. จริงอยู่ ชนบทแม้หนึ่งชนบท เขาแสดงออกด้วยคำเป็นอันมากว่า ปญฺจาลานํ ด้วยถ้อยคำอันดาดดื่น ด้วยอำนาจแห่งพระราชกุมาร ชาวชนบท. บทว่า รเถสโภ ความว่า ได้เป็นเสมือนผู้ยิ่งใหญ่ ในรถ คือ รถคันใหญ่. บทว่า ตสฺส อาฬาหนํ ได้แก่ สถานที่เป็น ที่ถวายพระเพลิง พระสรีระของพระราชาพระองค์นั้น .
หน้า 338 ข้อ 110
บทว่า อิสิ ความว่า ชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่า แสวงหา ซึ่งคุณมีฌานเป็นต้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่เป็นที่ประทับของ พระนางอุพพรีนั้น คือ ในสุสาน บทว่า อาคจฺฉิ แปลว่า ได้ไปแล้ว. บทว่า สมฺปนฺนจรโณ ความว่า ผู้ถึงพร้อมคือ ผู้ประกอบด้วยคุณ คือ จรณะ ๑๕ ประการ เหล่านี้คือ สีลสัมปทา ความเป็นผู้คุ้มครอง ทวาร ในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในโภชนะ ชาคริยานุโยค สัทธรรม ๗ ประการมีศรัทธาเป็นต้น และรูปา- วจรฌาน ๔ ประการ. บทว่า มุนิ ความว่า ชื่อว่ามุนิ เพราะรู้ คือ รู้ชัด ซึ่งประโยชน์ตนและประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า โส จ ตตฺถ อปุจฺฉิตฺถ ความว่า พระดาบสนั้น ได้สอบถามถึงคนผู้อยู่ในที่นั้น. บทว่า เย ตตฺถ สุ สมาคตา ได้แก่ เหล่าคนผู้มาประชุมกันที่ป่าช้า นั้น. ศัพท์ว่า สุ เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า เย ตตฺถาสุํ สมาคตา ดังนี้ก็มี. บทว่า อาสุํ ความว่า ได้มีแล้ว. บทว่า นานาคนฺธสเมริตํ ความว่า มีกลิ่น นานาชนิด หอมฟุ้ง อบอวลไปโดยรอบ. บทว่า อิโต แปลว่า จากมนุษยโลก. ด้วย คำว่า ทูรคตํ หญิงนี้กล่าวเพราะค่าที่ตนไปสู่ปรโลก. บทว่า พฺรหฺมทตฺตาติ วทติ ความว่า พระนางร้องเรียกด้วยอำนาจ ความรำพรรณ โดยระบุถึงชื่ออย่างนี้ว่า พรหมทัต พรหมทัต. บทว่า พฺรหฺมทตฺสฺส ภทฺทนฺเต พฺรหฺมทตฺตสฺส มาริส อธิบายว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีกายและจิตปลอดโปร่ง ผู้นิรทุกข์ นี้เป็นพระเมรุมาศของพระเจ้าพรหมทัต หญิงนี้ เป็นพระมเหสี
หน้า 339 ข้อ 110
ของพระเจ้าพรหมทัตพระองค์นั้นนั่นเอง ขอความเจริญ จงมีแก่ ท่าน และจงมีแด่พระเจ้าพรหมทัตนั้น ประโยชน์สุขย่อมมีแด่พระ- มเหสีเช่นนั้น ผู้สถิตอยู่ในปรโลก ด้วยความคิดถึงเนืองนิตย์ถึงหิต ประโยชน์. ลำดับนั้น พระดาบสนั้น ครั้นสดับคำของคนเหล่านั้นแล้ว ด้วยอาศัยความอนุเคราะห์ จึงไปยังสำนักของพระนางอุพพรี เพื่อ จะบันเทาความเศร้าโศกของพระนางอุพพรี จึงได้กล่าวคาถาว่า :- พระราชาทรงพระนามว่า พรหมทัต ถูก เผาในป่าช้านี้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์แล้ว บรรดา พระเจ้าพรหมทัตเหล่านั้น พระนางทรง กรรแสงถึงพระเจ้าพรหมทัตพระองค์ไหน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ความว่า นับได้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์ บทว่า พฺรหฺมทตฺตสฺสนามกา ได้แก่ มีชื่ออย่างนี้ว่า พรหมทัต. บทว่า เตสํ กมนุโสจสิ ความว่า พระนาง ทรงพระกรรแสงถึงพระเจ้าพรหมทัตพระองค์ไหน บรรดาพระเจ้า พรหมทัตที่นับได้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์นั้น. ดาบสถามว่า พระนางเกิด ความเศร้าโศก เพราะอาศัยพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ไหนกัน. ก็พระนางอุพพรี ถูกฤาษีนั้นถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะบอกถึง พระเจ้าพรหมทัตที่ตนประสงค์ จึงกล่าวคาถาว่า :- ข้าแต่ทานผู้เจริญ พระราชาพระองค์ใด เป็นพระราชโอรสของพระเจ้าจูฬนี ทรงเป็นใหญ่
หน้า 340 ข้อ 110
อยู่ในแคว้นปัญจาละ ดิฉันเศร้าโศกถึงพระ- ราชาพระองค์นั้น ผู้เป็นพระราชสวามี ทรงประ- ทานสิ่งของที่น่าปรารถนาทุกอย่าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จูฬนีปุตฺโต ได้แก่พระโอรส ของพระราชา ผู้ทรงพระนามอย่างนั้น. บทว่า สพฺพกามทํ ได้แก่ ทรงประทานสิ่งทั้งปวงที่น่าต้องการน่าปรารถนาแก่ดิฉัน, หรือ ผู้ให้สิ่งที่สรรพสัตว์ต้องการ. เมื่อพระนางอุพพรี กล่าวอย่างนี้แล้ว ดาบสจึงกล่าว คาถา ๒ คาถาอีกกว่า :- พระราชาทุกพระองค์ ทรงพระนามว่า พรหมทัตเหมือนกันทั้งหมด ล้วนเป็นพระราช- โอรสของพระเจ้าจูฬนี เป็นใหญ่อยู่ในแคว้น ปัญจาละ พระนางเป็นพระมเหสี ของพระ- ราชาเหล่านั้นทั้งหมด โดยลำดับกันมา เพราะ เหตุไร พระนางจึงเว้นพระราชา พระองค์ก่อน ๆ เสีย มาทรงกรรแสงถึงพระราชาพระองค์หลัง เล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพวาเหสุํ ความว่า พระราชา เหล่านั้นทั้งหมดนับได้ ๘๖,๐๐๐ พระองค์ เป็นพระราชโอรสของ พระเจ้าจูฬนี พระนามว่า พรหมทัต ได้เป็นใหญ่ในแคว้นปัญจาละ.
หน้า 341 ข้อ 110
ความพิเศษมีความเป็นพระราชา เป็นต้นเหล่านี้ ไม่ได้มีแต่พระ- ราชาแม้พระองค์เดียว ในพระราชาเหล่านั้น. บทว่า มเหสิตฺตมการยิ ความว่า ก็ท่านได้กระทำ ให้เป็น พระอัครมเหสี ของพระราชาทั้งหมดนั้น โดยลำดับ อธิบายว่า ถึงโดยลำดับ ด้วยบทว่า กสฺมา พระดาบสถามว่า ท่านเว้น พระราชาพระองค์ก่อน ๆ ในบรรดาพระราชาเหล่านี้ ผู้ไม่พิเศษ โดยคุณและโดยเป็นพระสวามี มาทรงกรรแสงถึงพระราชาพระองค์ หลัง พระองค์เดียวเท่านั่น เป็นเพราะเหตุไร คือ ด้วยเหตุไร ? พระนางอุพพรี ได้ฟังดังนั้นแล้ว เกิดสลดพระทัย จึงกล่าว คาถากะดาบสอีกว่า :- ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ดิฉันเกิดเป็นแต่หญิง ตลอดกาลนานเท่านั้นหรือ หรือจะเกิดเป็นชาย บ้าง ท่านพูดถึงแต่กาลที่ดิฉันเป็นหญิง ในสงสาร เป็นอันมาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาตุเม คือ ในตน. บทว่า อิจฺถิภูตาย แปลว่า เกิดเป็นผู้หญิง. บทว่า ทีฆรตฺตาย แปลว่า ตลอดกาลนาน. จริงอยู่ ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า เมื่อดิฉันเป็นผู้หญิง ก็คงเป็น หญิงอยู่ตลอดกาลเท่านั้น. หรือว่า จะเป็นผู้ชายได้บ้าง. บทว่า ยสฺสา เม อิตฺถิภูตาย ความว่า ข้าแต่ท่านพระมหามุนี ท่านพูด ถึงคือกล่าวถึงแต่กาลที่ดิฉันเป็นหญิง เป็นมเหสี ในสงสารมากมาย ถึงเพียงนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า อาหุ เม อิตฺถิภูตาย ดังนี้ก็มี.
หน้า 342 ข้อ 110
บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า อา เป็นนิบาต ใช้ในอนุสสรณัตถะ. บทว่า อาหุ เม ความว่า ดิฉันเอง ได้ระลึกถึง คือได้รู้ทั่วถึงข้อนี้. มีวาจาประกอบความว่า เมื่อดิฉันเป็นหญิง คือเกิดเป็นผู้หญิง ดิฉันเกิดไป ๆ มา ๆ ตลอดกาลเพียงเท่านี้ ด้วยอาการอย่างนี้ เพราะเหตุไร ? เพราะเมื่อดิฉันเป็นหญิง ท่านได้ทำดิฉันให้เป็น มเหสีของพระราชาทุกพระองค์โดยลำดับ ข้าแต่พระมหามุนี ท่านได้กล่าวถึงฉันในสงสารเป็นอันมาก เพราะเหตุไร ? พระดาบสครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่า การกำหนด แน่นอนนี้ ไม่มีในสงสารว่า หญิงก็ต้องเป็นหญิง ชายก็ต้องเป็นชาย อยู่นั่นเอง จงกล่าวคาถาว่า :- บางคราวพระนางเกิดเป็นหญิง บางคราว เกิดเป็นชาย บางคราวก็เกิดในกำเนิดปสุสัตว์ ที่สุดแห่งอัตภาพทั้งหลายอันเป็นอดีต ย่อม ไม่ปรากฏอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ อิตฺถี อหุ ปุริโส ความว่า บางคราวท่านก็เป็นหญิง บางคราวก็เป็นชาย จะเป็นหญิงหรือเป็น ชายอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ โดยที่แท้เกิดในกำเนิดปสุสัตว์บ้าง คือ บางคราวก็ไปสู่ภาวะปสุสัตว์บ้าง คือ บางคราวก็เกิดในกำเนิด สัตว์ดิรัจฉานบ้าง. บทว่า เอวเมตํ อตีตานํ ปริยนฺโต น ทิสฺสติ ความว่า ที่สุดแห่งอัตภาพอันเป็นอดีต อันเกิดเป็นหญิง เป็นชาย และเป็นสัตว์ดิรัจฉานเป็นต้น อย่างนี้ คือตามที่กล่าวแล้วนี้ ย่อม
หน้า 343 ข้อ 110
ไม่ปรากฏ แก่ผู้เห็นด้วยญาณจักษุ คือ ด้วยความอุตสาหะใหญ่ สำหรับพระองค์ คืออย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ โดยที่แท้ที่สุดแห่ง อัตภาพ ของเหล่าสัตว์ผู้วนเวียนอยู่ในสงสารทั้งหมด ย่อมไม่ปรากฏ คือรู้ไม่ได้ทีเดียว. ด้วยเหตุนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้ไม่มีที่สุด และเบื้องต้นอันใคร ๆ ไปตามอยู่รู้ไม่ได้ เบื้องต้น และที่สุดของเหล่าสัตว์ ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่อง ปิดกั้น ผูกพันด้วยตัณหา แล่นไป ท่องเที่ยวไป ย่อมไม่ปรากฏ. พระมเหสี ได้ฟังธรรมที่พระดาบสนั้น เมื่อจะประกาศ ความที่สงสารไม่มีที่สุด และความที่สัตว์มีกรรมเป็นของของตน แสดงไว้แล้วอย่างนี้ มีหทัยสลดในสงสาร และมีใจเลื่อมใสในธรรม ปราศจากลูกศรคือความเศร้าโศก เมื่อจะประกาศความเลื่อมใส และความปราศจากเศร้าโศกของตน จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า:- ท่านดับความกระวนกระวายทั้งปวงของ ดิฉัน ผู้เร่าร้อนอยู่ให้หายเหมือนบุคคลเอาน้ำ ดับไฟที่ลาดด้วยน้ำมันฉะนั้น ท่านบันเทาความ เศร้าโศก ถึงพระสวามีของดิฉัน ผู้ถูกความ เศร้าโศกครอบงำแล้ว ถอนได้แล้วหนอ ซึ่งลูกศร ความเศร้าโศก อันเสียดแทงที่หทัยของดิฉัน ข้าแต่ท่านผู้เป็นพระมหามุนี ดิฉันเป็นผู้มีลูกศร
หน้า 344 ข้อ 110
คือความเศร้าโศกอันถอนขึ้นได้แล้ว เป็นผู้เย็น สงบ ดิฉันไม่เศร้าโศก ไม่ร้องไห้อีก เพราะได้ ฟังคำของท่าน. ความของคาถานั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว ในหนหลัง นั่นแล. บัดนี้ พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงข้อปฏิบัติของพระนาง อุพพรี ผู้มีพระหทัยสลด จึงได้ตรัสพระคาถา ๔ พระคาถาว่า :- พระนางอุพพรี ฟังคำสุภาษิตของดาบส เป็นสมณะนั้นแล้ว ถือบาตรและจีวรออกบวช เป็นบรรพชิต ครั้นออกบวชแล้ว เจริญเมตตาจิต เพื่อเข้าถึงพรหมโลก พระนางอุพพรีนั้น เมื่อ ท่องเที่ยวไปสู่บ้านหนึ่งจากบ้านหนึ่ง สู่นิคม และราชธานีทั้งหลาย ได้เสด็จสวรรคต ที่บ้าน อุรุเวลา พระนางเบื่อหน่ายความเป็นหญิง เจริญ เมตตาจิต เพื่อบังเกิดในพรหมโลก จึงได้เป็นผู้ เข้าถึงพรหมโลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺส ได้แก่ ดาบสนั้น. บทว่า สุภาสิตํ ได้แก่ คำอันเป็นสุภาษิต, อธิบายว่า ซึ่งธรรม, บทว่า ปพฺพชิตา สนฺตา ได้แก่ เข้าถึงบรรพชา หรือบวชแล้ว เป็นผู้มี กายวาจาสงบ. ด้วยบทว่า เมตฺตจิตฺตํ พระนางอุพพรี กล่าวถึงจิต ที่เกิดพร้อมด้วยเมตตา คือ ฌานที่มีเมตตาเป็นอารมณ์ โดยยก
หน้า 345 ข้อ 110
จิตขึ้นเป็นประธาน. บทว่า พฺรหฺมโลกูปปติติยา ความว่า ก็และ พระนางเมื่อเจริญเมตตาจิตนั้น ก็เจริญเพื่อเข้าถึงพรหมโลก ไม่ใช่ เพื่อเป็นบาทแห่งวิปัสสนาเป็นต้น. จริงอยู่เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่ เสด็จอุบัติ ดาบสและปริพาชกเจริญธรรมมีพรหมวิหารเป็นต้น ก็เจริญเพียงเพื่อภวสมบัติเท่านั้น. บทว่า คามา คามํ ได้แก่ จากบ้านหนึ่ง ไปบ้านหนึ่ง. บทว่า อาภาเวตฺวา แปลว่า เจริญแล้ว คือ พอกพูนแล้ว. บางอาจารย์ กล่าวว่า อภาเวตฺวา ก็มี. อ อักษร ของบทว่า อภาเวตฺวา ของ อาจารย์บางพวกนั้น เป็นเพียงนิบาต. บทว่า อิตฺถิ จิตฺตํ วิราเชตฺวา ความว่า คลายความคิด คือ ความมีอัธยาศัย ได้แก่ ความชอบใจ ในความเป็นหญิง คือ เป็นผู้มีจิตปราศจากความยินดี ในความ เป็นหญิง. บทว่า พฺรหฺมโลกูปคา ความว่า ได้เป็นผู้เข้าถึงพรหมโลก โดยการถือปฏิสนธิ. คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง. พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรง กระทำความเศร้าโศก ของอุบาสิกานั้น โดยจตุสัจจเทศนาเบื้องบน. ในเวลาจบสัจจะ อุบาสิกานั้น ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. และ เทศนา ได้มีประโยชน์แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอุพพรีเปติวัตถุที่ ๑๓ จบ ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ
หน้า 346 ข้อ 110
รวมเรื่องที่มีในอุพพรีวรรคนี้ คือ ๑. สังสารโมจกเปติวัตถุ ๒. สารีปุตตเถรมาตุเปติวัตถุ ๓. มัตตาเปติวัตถุ ๔. นันทาเปติวัตถุ ๕. มัฏฐกุณฑลีเปตวัตถุ ๖. กัณหเปตวัตถุ ๗. ธนปาลเปตวัตถุ ๘. จูฬเสฏฐีเปตวัตถุ ๙. อังกุรเปตวัตถุ ๑๐. อุตตรมาตุเปติวัตถุ ๑๑. สุตตเปตวัตถุ ๑๒. กรรณมุณฑเปติวัตถุ ๑๓. อุพพรีเปติวัตถุ. จบ อุพพรีวรรคที่ ๒ อุพพรีวรรคที่ ๒ ประดับด้วยเรื่อง ๑๓ เรื่อง
หน้า 347 ข้อ 111
จูฬวรรคที่ ๓ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตเปลือยมีร่างเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง โกสิยมกาอำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ถามเปรตตนหนึ่งว่า [๑๑๑] ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มี ร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่ง ร่างกาย เดินไปในน้ำอันไม่ขาดสาย ในแม่น้ำ คงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน. เพื่อจะแสดงเนื้อความที่เปรตนั้นและโกสิยมหาอำมาตย์ กล่าวแล้ว พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวคาถาความว่า เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้าน จุนทัฏฐิละ อันอยู่ในระหว่างแห่งวาสภคามกับ เมืองพาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้เมืองพาราณสี มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่าโกลิยะเป็นเปรต นั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าสีเหลืองแก่เปรต นั้น เมื่อเรือหยุดเดิน ได้ให้ข้าวสัตตูและคู่ผ้าแก่ อุบาสก เมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะอำมาตย์ให้ช่างกัลบก แล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ตบแต่ง
หน้า 348 ข้อ 111
ร่างกายด้วยอาภรณ์ ทักษิณาย่อมเข้าไปสำเร็จ แก่เปรตนั้น ผู้อยู่แล้วในที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิตผู้มีปัญญา พึงให้ทักษิณาบ่อย ๆ เพื่อ อนุเคราะห์แก่เปรตทั้งหลาย เปรตเหล่าอื่น บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาด รุ่งริ่ง บางพวกนุ่งผม หลีกไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่เพื่อ หาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกลไม่ได้แล้ว กลับมา บางพวกสลบแล้วเพราะความหิวกระ- หาย นอนกลิ้งไปบนพื้นดิน บางพวกล้มลงที่ แผ่นดินในที่ตนวิ่งไปนั้น ร้องไห้ร่ำไรว่า เมื่อก่อน เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้ จึงได้ถูกไฟคือความ หิวและความกระหายเผาอยู่ ดุจถูกไฟเผาแล้ว ในที่ร้อน เมื่อก่อน พวกเรามีธรรมอันลามก เป็น หญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อไทย ธรรมทั้งหลายมีอยู่ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน เออ ก็ข้าวและน้ำมีมากแต่เราไม่กระทำการแจกจ่าย ให้ทาน และไม่ได้อะไรในบรรพชิตทั้งหลาย ผู้ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีไม่พึงทำ เป็นคนเกียจคร้านใคร่แต่ความสำราญและกินมาก ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่ง ด่าปฏิคาหกผู้รับ อาหาร เรือน พวกทาสีทาสาและผ้าอาภรณ์ของ
หน้า 349 ข้อ 111
เราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา พวก เขาไปบำเรอคนอื่นหมด เรามีแต่ส่วนแห่งทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้ว จักไปเกิดในตระกูลอัน ต่ำช้าเลวทราม คือ ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลนายพราน ตระกูลคนจัณฑาล ตระกูลคน กำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี้เป็นคติแห่งความ ตระหนี่ ส่วนทายกทั้งหลายผู้มีกุศลอันทำไว้แล้ว ในชาติก่อน ปราศจากความตระหนี่ ย่อมยัง สวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมยังนันทนวันให้ สว่างไสวรื่นรมย์แล้วในเวชยันตปราสาทสำเร็จ ความปรารถนา ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ย่อม เกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือในตระกูลแห่ง บุคคลมีเรือนยอด และปราสาทราชมณเฑียร มี บัลลังก์อันลาดแล้วด้วยผ้าโกเชาว์ มีเหล่าบุรุษ และสตรีถือพัดอันประดับแล้วด้วยแววหางนกยูง คอยพัดอยู่ ในเวลาเป็นทารกก็ทัดทรงดอกไม้ ตบแต่งร่างกาย หมู่ญาติและพี่เลี้ยงนางนมผลัด ก็น้อม ไม่ต้องลงสู่พื้น อันชนทั้งหลายผู้ ปรารถนาความสุข เข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและเย็น ตลอดชาติ ส่วนใหญ่แห่งเทวดาเหล่าไตรทศ ชื่อว่านันทนวัน อันเป็นสถานไม่เศร้าโศก น่า
หน้า 350 ข้อ 111
รื่นรมย์นี้ ย่อมไม่มีแก่ชนทั้งหลายผูไม่ได้ทำบุญ ไว้ ย่อมมีแต่เฉพาะเหล่าชนผู้มีบุญอันทำไว้แล้ว เท่านั้น ความสุขในโลกนี้และในปรโลก ย่อมไม่ มีแก่เหล่าชนผู้ไม่ทำบุญ ความสุขในโลกนี้และ โลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแก่เหล่าชนผู้ทำบุญไว้ ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดาเหล่าไตร- ทศเทพ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่าบุคคล ผู้ทำบุญไว้แล้ว ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ เพียบพร้อมไปด้วยโภคสมบัติ. จบ อภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑ จูฬวรรคที่ ๓ อรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑ เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตพรานตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อภิชฺชมาเน วาริมฺหิ ดังนี้. ได้ยินว่าในกรุงพาราณสี ได้มีพรานคนหนึ่งอยู่ในบ้าน ชื่อว่า จุนทัฏฐิละ เลยวาสภคาม ฝั่งแม่น้ำคงคาในด้านอีกทิศหนึ่ง เขาล่าเนื้อในป่าย่างเนื้อล่ำ ๆ กิน ที่เหลือเอาห่อใบไม้หามมาเรือน พวกเด็กเล็ก ๆ เห็นเขาที่ประตูบ้านจึงวิ่งเหยียดมือร้องขอว่า จง
หน้า 351 ข้อ 111
ให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน เขาได้ให้เนื้อแก่เด็กเหล่านั้นคนละน้อย ๆ. ภายหลังวันหนึ่ง พวกเด็กเห็นเขาที่ประตูบ้าน ผู้ไม่ได้เนื้อ ประดับ ดอกราชพฤกษ์และหอบเอาไปบ้านเป็นจำนวนมาก จึงวิ่งเหยียด มือร้องขอว่า จงให้เนื้อฉัน จงให้เนื้อฉัน เขาได้ให้ดอกนมแมว แก่เด็กเหล่านั้นคนละดอก. ครั้นสมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดในหมู่เปรต เป็นผู้ เปลือยกายมีรูปน่าเกลียด เห็นเข้าน่าสะพึงกลัว ไม่รู้จักข้าวและ น้ำแม้แต่ในความฝัน ทัดทรงกำดอกราชพฤกษ์และดอกโกสุมบน ศีรษะ คิดว่าเราจักได้อะไร ๆ ในสำนักของพวกญาติในจุนทัฏฐิลคาม เมื่อน้ำในแม่น้ำคงคาไหลไม่ขาดสาย จึงเดินทวนกระแสน้ำไป. ก็ สมัยนั้น อำมาตย์ของพระเจ้าพิมพิสาร ชื่อว่า โกลิยะ ปราบ ปัจจันตนครซึ่งกำเริบเสิบสานให้สงบแล้วก็กลับมา จึงส่งพล บริวารมีพลช้าง ละพลม้าเป็นต้นไปทางบก ส่วนตนเองมาทางเรือ ตามกระแสแม่น้ำคงคา เห็นเปรตนั้นกำลังเดินไปอย่างนั้น เมื่อจะ ถามจึงกล่าวคาถาว่า :- ดูก่อนเปรต ท่านเป็นผู้เปลือยกาย มี ร่างกายเป็นเปรตกึ่งหนึ่ง ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่ง ร่างกายเดินไปในน้ำที่ไหลไม่ขาดสายในแม่น้ำ คงคานี้ ท่านจักไปไหน ที่อยู่ของท่านอยู่ที่ไหน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิชฺชนาเน ได้แก่ ไม่แยกกัน คือ ยังติดกันโดยการย่างเท้า. บทว่า วาริมฺหิ คงฺคาย ได้แก่ น้ำใน
หน้า 352 ข้อ 111
แม่น้ำคงคา. บทว่า อิธ คือ ในที่นี้. บทว่า ปุพฺพทฺธเปโตว ความว่า มีร่างกายข้างหน้ากึ่งหนึ่ง ไม่เหมือนเปรต คือเหมือนเทพบุตร ไม่นับเนื่องในกำเนิดเปรต. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า อย่างไร ? ท่านจึง กล่าวว่า เป็นผู้ทัดทรงดอกไม้ประดับประดา. อธิบายว่า ประดับ ประดาด้วยดอกไม้ คล้องไว้ที่ศีรษะ. บทว่า กสฺส วาโส ภวิสฺสติ ความว่า ที่อยู่ของท่าน อยู่ในบ้านไหน หรือในประเทศไหน ท่าน จงบอกเรื่องนั้น. บัดนี้ เพื่อจะแสดงคำที่เปรตนั้นและโกลิยอำมาตย์กล่าว ในกาลไร พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวคาถาว่า :- เปรตนั้นกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักไปยังบ้าน จุนทัฏฐิละอันอยู่ในระหว่างวาสภคามกับกรุง พาราณสี แต่บ้านนั้นอยู่ใกล้กรุงพาราณสี ก็ มหาอำมาตย์อันปรากฏชื่อว่า โกลิยะเห็นเปรต นั้นแล้ว ได้ให้ข้าวสตูและคูผ้าสีเหลืองแก่เปรต นั้น เมื่อเรือหยุดเดินได้ให้ข้าวสตูและคู่ผ้าแก่ อุบาสกช่างกัลบก เมื่อคู่ผ้าอันโกลิยะให้ช่าง กัลบกแล้ว ผ้านุ่งผ้าห่มก็ปรากฏแก่เปรตทันที ภายหลัง เปรตนั้นนุ่งห่มผ้าดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายด้วยอาภรณ์ ทักษิณาย่อมสำเร็จ แก่เปรตนั้นผู้อยู่ในที่นั้น เพราะฉะนั้น บัณฑิต
หน้า 353 ข้อ 111
ผู้มีปัญญาพึงให้ทักษิณบ่อย ๆ เพื่ออนุเคราะห์ แก่เปรตทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า. จุนฺทฎฺิลํ ได้แก่ บ้านอันมีชื่อ อย่างนั้น. บทว่า อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสึ จ สนฺติเก ได้แก่ ในระหว่างวาสภคามและกรุงพาราณสี. จริงอยู่ บทว่า อนฺตเร วาสภคามํ พาราณสึ จ สนฺติเก นี้ เป็นทุติยาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่ง ฉัฏฐีวิภัติ เพราะประกอบด้วย อนฺตรา ศัพท์. จริงอยู่ บ้านนั้น อยู่ในที่ใกล้กรุงพาราณสีแล. ก็ในข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ว่า ในระหว่าง วาสภคามและกรุงพาราณสี ข้าพเจ้าจักไปบ้านชื่อว่า จุนทัฏฐิลคาม ไม่ไกลแต่กรุงพาราณสี. บทว่า โกลิโย อิติ วิสฺสุโต ได้แก่ มีชื่อปรากฏอย่างนี้ว่า โกลิยะ. บทว่า สตฺตุํ ภตฺตญฺจ ได้แก่ ข้าว และภัต. บทว่า ปิตกญฺจ ยุคํ อทา ความว่า ได้ให้คู่ผ้าคู่หนึ่งสีเหลือง คือ สีเหมือน ทองคำ. หากเมื่อเขาถามว่า ได้ให้เมื่อไร ? จึงกล่าวตอบว่า ได้ให้ เมื่อเรือหยุด. บทว่า กปฺปกสฺส อทาปยิ มีวาจาประกอบความว่า ได้หยุดเรือซึ่งกำลังแล่น ได้ให้แก่อุบาสกช่างกัลบกคนหนึ่งในที่นั้น เมื่อโกลิยอำมาตย์ให้คู่ผ้านั้น. บทว่า าเน คือ โดยทันที ได้แก่ ในขณะนั้นนั่นเอง. บทว่า เปตสฺส ทิสฺสถ ความว่า ได้ปรากฏใน ร่างของเปรต คือ ผ้านุ่งและผ้าห่มได้สำเร็จแก่เปรตนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ภายหลังเปรตนั้นนุ่งห่มดีแล้ว ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์ อธิบายว่า นุ่งห่มผ้าดีแล้ว ประดับ
หน้า 354 ข้อ 111
ประดาตกแต่งด้วยอาภรณ์คือดอกไม้. บทว่า าเน ิตสฺส เปตสฺส อุปกปฺปถ ความว่า ก็เพราะทักษิณานั้นตั้งอยู่ในฐานะอันควรแก่ พระทักขิไณยบุคคล ย่อมสำเร็จ คือ ได้ถึงการประกอบเป็นพิเศษ แก่เปรตนั้น. บทว่า ตสฺมา ทชฺเชถ เปตานํ อนุกมฺปาย ปุนปฺปุนํ ความว่า พึงให้ทักษิณาบ่อย ๆ เพื่ออนุเคราะห์เปรต คือ เพื่ออุทิศ เปรต. ลำดับนั้น โกลิยมหาอำมาตย์นั้น เมื่อจะอนุเคราะห์เปรตนั้น จึงให้สำเร็จทานวิธีมาตามกระแสน้ำ เมื่อพระอาทิตย์อุทัยได้ถึง กรุงพาราณสี. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาทางอากาศ เพื่อ อนุเคราะห์เปรตเหล่านั้น ได้ประทับยืนที่ฝั่งแม่น้ำคงคา ฝ่าย โกลิยมหาอำมาตย์ลงจากเรือแล้ว หรรษาร่าเริง นิมนต์พระผู้มี- พระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เจริญ ขอพระองค์ ทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ในวันพรุ่งนี้ เพื่ออนุเคราะห์ ข้าพระองค์. พระศาสดาทรงรับด้วยดุษณีภาพ. โกลิยมหาอำมาตย์ นั้นได้ทราบว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับแล้ว จึงให้สร้างสาขา มณฑปใหญ่ในภูมิภาคอันน่ารื่นรมย์ในขณะนั้นนั่นเอง ให้ประดับ ประดาด้วยผ้าต่างชนิดอันวิจิตรด้วยสีย้อมต่าง ๆ ทั้งเบื้องบน และด้านข้าง ๆ ทั้ง ๔ ด้าน ได้ให้ปูอาสนะถวายแด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าในที่นั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะที่ ตบแต่งไว้.
หน้า 355 ข้อ 111
ลำดับนั้น มหาอำมาตย์นั้นจึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาด้วยสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง แล้วกราบทูลคำที่ตนกล่าวและคำโต้ตอบ ของเปรตในหนหลัง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า ขอสงฆ์จงมา. พร้อมกับที่พระองค์ทรงพระดำริ นั่นแล ภิกษุสงฆ์อันพุทธานุภาพกระตุ้นเตือน จึงพากันแวดล้อม พระธรรมราชา ดุจฝูงหงส์ทองพากันแวดล้อมพญาหงส์ธตรฐ. ในขณะนั้นนั่นเอง มหาชนพากันประชุมด้วยถ้อยคำ จักมีพระธรรม เทศนาอันยิ่ง. มหาอำมาตย์เห็นด้วยดังนั้นมีจิตเลื่อมใส จึงอังคาส ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ให้อิ่มหนำด้วยขาทนียะ และโภชนียะอันประณีต. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยพระกระยาหาร เสร็จแล้ว เพื่ออนุเคราะห์มหาชนจึงทรงอธิษฐานว่า ขอคนชาวบ้าน ใกล้กรุงพาราณสีจงประชุมกันเถิด. ก็มหาชนทั้งหมดนั้นได้ประชุม กันด้วยกำลังพระฤทธิ์. และพระองค์ได้ทรงทำเปรตเป็นอันมาก ให้ปรากฏแก่มหาอำมาตย์. บรรดาเปรตเหล่านั้น บางพวกนุ่งผ้า ท่อนเก่าขาดวิ่น บางพวกเอาผมของตนเองปิดอวัยวะที่ละอาย บางพวกเปลือยกายมีรูปเหมือนตอนเกิด ถูกความหิวกระหาย ครอบงำ มีหนังหุ้มห่อไว้ มีร่างกายเพียงแต่กระดูก เที่ยวหมุนเคว้ง ไปข้างโน้นข้างนี้ ปรากฏแก่มหาชนโดยประจักษ์ ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรุงแต่งอิทธาภิสังขาร คือบันดาลด้วยพระฤทธิ์ โดยประการที่เปรตเหล่านั้นประชุมพร้อม
หน้า 356 ข้อ 111
กันประกาศความชั่วที่ตนทำแก่มหาชน. พระสังคีติกาจารย์เมื่อ จะแสดงเนื้อความนั้น จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- เปรตเหล่าอื่น บางพวกนุ่งผ้าขี้ริ้วขาด รุ่งริ่ง บางพวกนุ่งผม หลีกไปยังทิศน้อยทิศใหญ่ เพื่อหาอาหาร บางพวกวิ่งไปแม้ในที่ไกล ไม่ได้ ก็กลับมา บางพวกสลบแล้ว เพราะความหิว กระหาย นอนกลิ้งเกลือกบนพื้นดิน บางพวก ล้มลงที่แผ่นดินในที่ที่คนวิ่งไปนั้น ร้องไห้ร่ำไร ว่า เราทั้งหลายไม่ได้ทำกุศลไว้ในกาลก่อน จึง ได้ถูกไฟคือ ความหิว ความกระหายเผาอยู่ ดุจ ถูกไฟเผาในที่ร้อน เมื่อก่อนพวกเรามีธรรมอัน ลามก เป็นหญิงแม่เรือนมารดาทารกในตระกูล เมื่อไทยธรรมทั้งหลายมีอยู่ ไม่กระทำที่พึ่งแก่ตน. เออ ก็ข้าวและน้ำมีมาก แต่เราไม่ทำการแจกจ่าย ให้ทานและไม่ได้ให้อะไร ๆ ในบรรพชิตผู้ ปฏิบัติชอบ อยากทำแต่กรรมที่คนดีเขาไม่ทำ เกียจคร้าน ใคร่แต่ความสำราญ และกินมาก ให้แต่เพียงโภชนะก้อนหนึ่ง คำว่าปฏิคาหกผู้รับ โภชนะ. เรือน ทาส ทาสี และเครื่องอาภรณ์ของ เราเหล่านั้น ไม่สำเร็จประโยชน์แก่พวกเรา พวกเขาไปบำเรอคนอื่นหมด พวกเรามีแต่ส่วน
หน้า 357 ข้อ 111
ของความทุกข์ เราจุติจากเปรตนี้แล้วจักไปเกิด ในตระกูลอันต่ำช้าเลวทราม คือ ตระกูลจักสาน ตระกูลช่างรถ ตระกูลนายพราน ตระกูลคน จัณฑาล ตระกูลคนกำพร้า ตระกูลช่างกัลบก นี่เป็นคติของความตระหนี่. ส่วนทายกทั้งหลาย ผู้ได้ทำกุศลไว้ในชาติก่อน ปราศจากความ ตระหนี่ ย่อมทำสวรรค์ให้บริบูรณ์ และย่อมทำ สวนนันทนวันให้สว่างไสว รื่นรมย์อยู่เวชยันต- ปราสาท สำเร็จความปรารถนาในสิ่งที่น่าใคร่ ครั้นจุติจากเทวโลกแล้ว ย่อมเกิดในตระกูลสูง มีโภคะมาก คือ ในตระกูลคนมีเรือนยอด และ ปราสาทราชมณเฑียร มีบัลลังก์ลาดด้วยผ้า โกเชาว์ มีเหล่าบุรุษและสตรีถือพัดอันประดับ ด้วยแววหางนกยูง คอยพัดอยู่. ในเวลาเป็นทารก ก็ทัดทรงดอกไม้ ตกแต่งร่างกาย หมู่ญาติ พี่เลี้ยง นางนมผลัดกันอุ้ม ไม่ต้องลงสู่พื้นดิน อันชน ผู้ปรารถนาความสุขเข้าไปบำรุงอยู่ทั้งเช้าและ เย็นตลอดชาติ. สวนใหญ่ของเทวดาเหล่าไตรทศ ชื่อว่านันทนวัน เป็นสถานที่ไม่เศร้าโศก น่า รื่นรมย์นี้ ย่อมไม่มีแก่ชนผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ ความ สุขในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมมีเฉพาะแต่คนผู้
หน้า 358 ข้อ 111
ทำบุญไว้ ผู้ปรารถนาความเป็นสหายแห่งเทวดา เหล่าไตรทศ พึงทำบุญกุศลไว้ให้มาก เพราะว่า บุคคลผู้ทำบุญไว้ย่อมบันเทิงใจอยู่ในสวรรค์ เพียบพร้อมด้วยโภคสมบัติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาตุนฺนวสนา แปลว่า นุ่งผ้าขี้ริ้ว รุ่งริ่ง. บทว่า เอเก แปลว่า บางพวก. บทว่า เกสนิวาสนา แปลว่า เอาผมนั่นแหละปิดอวัยวะที่น่าอาย. บทว่า ภตฺตาย คจฺฉนฺติ ความว่า หยุดอยู่เฉพาะที่ไหน ๆ ไม่ได้ ย่อมเดินไปเพื่อต้องการอาหารด้วย หวังใจว่า ไฉนพวกเราไปจากนี้แล้ว จะพึงได้อะไร ๆ จะเป็นอาหาร ที่เขาทิ้งก็ตาม อาเจียนก็ตาม ครรภมลทินเป็นต้นก็ตาม ในที่ใด ที่หนึ่ง. บทว่า ปกฺกมนฺติ ทิโสติสํ ความว่า. หลีกจากทิศไปสู่ทิศสิ้นที่ มีระยะห่างหลายโยชน์. บทว่า ทูเร แปลว่า ในที่ไกลมาก. บทว่า เอเก ได้แก่ เปรต บางพวก. บทว่า ปธาวิตฺวา ได้แก่ วิ่งเข้าไปเพื่อต้องการอาหาร. บทว่า อลทฺธาว นิวตฺตเร ความว่า ครั้นไม่ได้ข้าวหรือน้ำดื่มอะไร ๆ เลยก็พากันกลับ. บทว่า ปมุจฺฉิตา ความว่า เกิดสลบเพราะความ ทุกข์อันเกิดแต่ความหิวและความกระหายเป็นต้น. บทว่า ภนฺตา แปลว่า กลิ้งเกลือกไป. บทว่า ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา ความว่า เมื่อความ สลบนั้นนั่นแลเกิดขึ้น ก็ซูบซีดล้มลงบนแผ่นดิน เหมือนบุคคลยืน ขว้างก้อนดินลงไปฉะนั้น
หน้า 359 ข้อ 111
บทว่า ตตฺถ คือในที่ที่ตนเดินไป. บทว่า ภูมิยํ ปฏิสุมฺภิตา ความว่า ล้มลงบนภาคพื้น เพราะไม่สามารถจะทรงตัวอยู่ได้ ด้วย ความทุกข์อันเกิดแต่ความหิวเป็นต้น เหมือนตกไปในเหวฉะนั้น. หรือว่าในที่ที่ไปนั้น เป็นผู้หมดหวังเพราะไม่ได้อาหารเป็นต้น ก็ล้มลงบนภาคพื้น เหมือนถูกใคร ๆ โบยตีตรงหน้า. บทว่า ปุพฺเพ อกตกลฺยาณา แปลว่า ผู้ไม่ได้ทำคุณความดีอะไรไว้ในภพก่อน. บทว่า อคฺคิทฑฺฒาว อาตเป ความว่า ถูกไฟคือความหิวกระหายแผดเผา ย่อมเสวยทุกข์อย่างมหันต์ เหมือนถูกไฟเผาในที่ร้อนในฤดูแล้ง. บทว่า ปุพฺเพ คือในอดีตภพ. บทว่า ปาปธมฺมา ได้แก่ ชื่อว่าผู้มีสภาวะอันลามก เพราะมีความริษยา และความตระหนี่ เป็นต้น. บทว่า ฆรณี ได้แก่ หญิงผู้เป็นแม่เรือน. บทว่า กุลมาตโร ได้แก่ ผู้เป็นมารดาของทารกในตระกูล หรือเป็นมารดาของบุรุษ ในตระกูล. บทว่า ทีปํ แปลว่าที่พึ่ง อธิบายว่า บุญ. จริงอยู่ บุญนั้นท่านเรียกว่า ปติฏฺา เพราะเป็นที่พึ่งของสัตว์ทั้งหลาย ในสุคติ. บทว่า นากมฺห แปลว่า ไม่ทำไว้แล้ว. บทว่า ปหูตํ แปลว่า มาก. บทว่า อนฺนปานมฺปิ ได้แก่ ข้าวและน้ำ. ศัพท์ว่า สุ ในบทว่า อปิสฺสุ อวกิรียติ เป็นเพียงนิบาต. เออก็ข้าวแลน้ำเราไม่ได้กระทำ คือ ทิ้งเสีย. บทว่า สมฺมคฺคเต ได้แก่ เมื่อเราดำเนินชอบคือปฏิบัติชอบ. บทว่า ปพฺพชิเต แปลว่า แก่นักบวช. จริงอยู่ บทว่า ปพฺพชิเต นี้เป็นสัตตมีวิภัติ ใช้ในอรรถ จตุตถีวิภัติ. อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เมื่อบรรพชิตผู้ดำเนินชอบ
หน้า 360 ข้อ 111
มีอยู่ คือ เมื่อได้บรรพชิต. บทว่า น จ กิญฺจิ อทมฺหเส ความว่า พวกเปรตผู้ถูกความเดือดร้อนครอบงำกล่าวว่า เราไม่ได้ให้ไทยธรรม แม้เพียงเล็กน้อย. บทว่า อกฺมมกามา ความว่า ชื่อว่า อกัมมกามะ เพราะ ปรารถนาอกุศลกรรมที่คนดีทั้งหลายไม่พึงกระทำ หรือชื่อว่า กัมมกามะ เพราะปรารถนากุศลกรรมที่คนดีพึงทำ ชื่อว่า อกัมมกามะ เพราะไม่ปรารถนากุศลกรรม อธิบายว่า ไม่มีฉันทะในกุศลกรรม. บทว่า อลสา ได้แก่ เป็นคนเกียจคร้าน คือ ไม่มีความเพียรในการ กระทำกุศล. บทว่า สาทุกามา ได้แก่ ปรารถนาสิ่งที่สำราญ และอร่อย. บทว่า มหคฺฆสา แปลว่า ผู้กินจุ. แม้ด้วยบททั้ง ๒ ท่านแสดงไว้ว่า ได้โภชนะที่ดีและอร่อยแล้วไม่ให้อะไร ๆ แก่ ผู้ต้องการ บริโภคเองเท่านั้น. บทว่า อาโลปปิณฺฑทาตาโร ได้แก่ ให้ก้อนข้าวแม้เพียงคำเดียว. บทว่า ปฏิคฺคเห ได้แก่ ผู้รับก้อนข้าว นั้น. บทว่า ปริภาสิมฺหเส ได้แก่ กล่าวกดขี่ อธิบายว่า ดูหมิ่นและ เย้ยหยัน. บทว่า เต ฆรา มีอธิบายว่า ในกาลก่อน พวกเราได้กระทำ ความรักว่าเรือนของเรา เรือนเหล่านั้นตั้งอยู่ตามเดิม บัดนี้ สิ่ง อะไร ๆ ก็ไม่สำเร็จแก่พวกเรา. แม้ในบทว่า ตา จ ทาสิโย ตาเนวาภรณานิ โน นี้ ก็นัยนี้เหมือนกัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน แปลว่า ก็พวกเรา. บทว่า เต ได้แก่ มีเรือนเป็นต้นเหล่านั้น. บทว่า อญฺเ ปริจาเรนฺติ ความว่า กระทำการประกอบให้พิเศษ
หน้า 361 ข้อ 111
ด้วยการบริโภคเป็นต้น. บทว่า มยํ ทุกฺขสฺส ภาคิโน ความว่า พวกเปรตกล่าวติเตียนตนว่า ก็เมื่อก่อน พวกเราขวนขวายแต่การ เล่นอย่างเดียว ละทิ้งสมบัติไม่รู้ที่ทำให้สมบัตินั้นติดตัวไป แต่บัดนี้ เราเป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์อันเกิดแต่ความหิว และความกระหาย เป็นต้น. บัดนี้ เพราะเหตุที่สัตว์ทั้งหลายจุติจากกำเนิดเปรตแล้ว แม้จะเกิดในมนุษย์ ก็เป็นคนมีชาติเลว มีความประพฤติเหมือน คนกำพร้าทีเดียว ด้วยเศษแห่งวิบากกรรมนั้นนั่นแล เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดงความนั้น ท่านจึงกล่าว ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า เวณี วา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวณี วา ได้แก่ เกิดในตระกูล ช่างสาน อธิบายว่า เป็นช่างสานไม้ไผ่ ช่างส่านไม้อ้อ. วา ศัพท์ มีอรรถไม่แน่นอน. บทว่า อวญฺา แปลว่า ดูหมิ่น อธิบายว่า ดูแคลน. บาลีว่า วมฺภนา ตัดพ้อ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ถูกผู้อื่น เบียดเบียน. บทว่า รถการี ได้แก่ ช่างหนัง. บทว่า ทุพฺภิกา ได้แก่ ผู้มักประทุษร้ายมิตร คือผู้เบียดเบียนมิตร. บทว่า จณฺฑาลี แปลว่า เป็นคนชาติจัณฑาล. บทว่า กปณา ได้แก่ วณิพก คือผู้ได้รับความ สงสารอย่างยิ่ง. บทว่า กปฺปกา ได้แก่ เกิดในตระกูลช่างกัลบก ในบททั้งปวงมีวาจาประกอบความว่า มีบ่อย ๆ อธิบายว่า ย่อมเกิด ในตระกูลต่ำเหล่านี้แล้ว ๆ เล่า ๆ. บทว่า เตสุ เตเสฺวว ชายนฺติ ความว่า เกิดในเปรตทั้งหลาย เพราะมลทิน คือความตระหนี้ จุติจากเปรตแล้วบังเกิดในตระกูล
หน้า 362 ข้อ 111
คนกำพร้าแม้พวกอื่น มีตระกูลนายพราน และตระกูลคนเทหยากเยื่อ ซึ่งถูกตัดพ้อมาก และเข็ญใจอย่างยิ่งอันเป็นตระกูลต่ำ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นี้เป็นคติของตนตระหนี่ ดังนี้. พระสังคีติกาจารย์ครั้นแสดงคติของสัตว์ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ อย่างนี้ บัดนี้เพื่อจะแสดงคติของคนผู้ทำบุญไว้ จึงกล่าวคาถา ๗ คาถาว่า ก็ผู้ได้ทำคุณงามความดีไว้ในปางก่อน ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สคฺคํ เต ปริปูเรนฺติ ความว่า ทายก ทั้งหลายได้ทำคุณงามความดีไว้ในชาติก่อน ยินดียิ่งในบุญอัน ว่าด้วยการให้ทาน ปราศจากความตระหนี่อันเป็นมลทิน ย่อมทำ สวรรค์ คือ เทวโลกให้บริบูรณ์ ด้วยรูปสมบัติของตนและด้วย บริวารสมบัติ. บทว่า อภาเสนฺติ จ นนฺทนํ ความว่า ไม่ใช่ทำ นันทนวันให้บริบูรณ์อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ ย่อมครอบงำ นันทนวันแม้สว่างไสว อยู่ตามสภาวะด้วยรัศมีแห่งต้นกัลปพฤกษ์ เป็นต้น และให้ว่างไสวโชติช่วงด้วยความโชติช่วงแห่งผ้าและ อาภรณ์ ละด้วยรัศมีแห่งร่างกายของตน. บทว่า กามกามิโน ความว่า มีเครื่องใช้สอยตามปรารถนา ในกามคุณตามที่ต้องการ. บทว่า อุจฺจากุเลสุ ได้แก่ ตระกูลสูง มีตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. บทว่า สโภเคสุ ได้แก่ มีสมบัติมาก. บทว่า ตโต จุตา ความว่า ครั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บทว่า กูฏาคาเร จ ปาสาเท ได้แก่ ในกูฎาคารและปราสาท. บทว่า พีชิตงฺคา ได้แก่ มีเรือนร่างที่ถูกเขาพัดวีอยู่. บทว่า
หน้า 363 ข้อ 111
โมราหตฺเถทิ ได้แก่ ถือพัดวีชนีประดับด้วยแววหางนกยูง. บทว่า ยสสฺสิโน อธิบายว่า มีบริวารรื่นรมย์อยู่. บทว่า องฺกโต องฺกํ คจฺฉนฺติ ความว่า แม้ในเวลาเป็นทารก พวกญาติและนางนมพากันกะเดียดไป อธิบายว่า ไม่ไปตามพื้นดิน. บทว่า อุปติฏฺนฺติ แปลว่า คอยบำรุงอยู่. บทว่า สุเขสิโน ได้แก่ ผู้ปรารถนาความสุข อธิบายว่า คอยบำบัดทุกข์แม้มีประมาณน้อยว่า ความหนาวหรือความร้อนอย่าได้มี. บทว่า นยิทํ กตปุญฺานํ ความว่า สวนใหญ่ของเทวดา ดาวดึงส์เหล่าไตรทศ ชื่อว่า นันทนวัน ใกล้ป่าใหญ่นี้ ไม่มีความ เศร้าโศก น่ารื่นรมย์ใจ ไม่มีแก่ผู้ไม่ได้ทำบุญไว้ อธิบายว่า ผู้ที่ ไม่ได้บุญไว้ไม่อาจได้. ด้วยบทว่า อิธ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาผู้ที่ได้ทำบุญไว้เป็น พิเศษในมนุษยโลกนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิธ คือในปัจจุบัน. บทว่า ปรตฺถ คือ ในสัมปรายภพ. บทว่า เตสํ ได้แก่ อันเทพทั้งหลายตามที่กล่าวแล้วนั้น. บทว่า สหพฺยกามานํ ได้แก่ ปรารถนาความเป็นสหาย. บทว่า โภคสมงฺคิโน ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยโภคะทั้งหลาย อธิบายว่า ผู้ เพียบพร้อมด้วยกามคุณ ๕ อันเป็นทิพย์ บันเทิงใจอยู่. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโดยพิสดาร ตามควร แก่อัธยาศัยของมหาชน ผู้ประชุมกันในที่นั้น มีโกลิยอำมาตย์เป็น
หน้า 364 ข้อ 111
ประมุข ผู้มีใจสลด ในเมื่อเปรตเหล่านั้นประกาศถึงคติของกรรม ที่ตนทำไว้โดยทั่วไป และ คติของบุญกรรมด้วยประการอย่างนี้. ในเวลาจบเทศนา สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ตรัสรู้ธรรม ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอภิชชมานเปตวัตถุที่ ๑
หน้า 365 ข้อ 112
๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ว่าด้วยพระเถระทำทานอุทิศถึงเปรต [๑๑๒] พระเถระชาวกุณฑินครรูปหนึ่ง อยู่ที่ ภูเขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐปาทะ เป็นสมณะ ผู้มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชาย ของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา เพราะ ทำกรรมลามก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรต เหล่านั้นถึงทุคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากยิ่ง นัก เปลือยกายซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้ง หวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตน แก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตนเดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่าประนมมือแสดงตน แต่พระเถระ พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็นผู้นิ่งเดิน เลยไป เปรตนั้นจึงบอกให้พระเถระรู้ว่า ข้าพเจ้า พี่ชายของท่านไปสู่เปตโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านเกิดในยมโลกเสวยทุกข์ เพราะทำบาปกรรม จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดาบิดาของท่านทั้งสองนั้น มีช่อง ปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงาน
หน้า 366 ข้อ 112
ทารุณ ไม่อาจแสดงตนแก่ท่าน ขอท่านจงเป็น ผู้มีความกรุณา อนุเคราะห์แก่มารดาบิดา จงให้ ทานแล้วอุทิศส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเรา ผู้มีการงานอันทารุณ จักยังอัตภาพให้เป็นไปได้ เพราะทานอันท่านให้แล้ว พระเถระกับภิกษุอินอีก ๑๒ รูป เที่ยวไป บิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมในที่เดียวกัน เพราะเหตุแห่งภัตกิจ พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุ ทั้งหมดนั้นว่า ขอทานทั้งหลายจงให้ภัตตาหารที่ ท่านได้แล้วแก่ผมเถิด ผมจักทำสังฆทานเพื่อ อนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นจึงมอบ ถวายพระเถระ พระเถระนิมนต์สงฆ์ถวายสังฆ- ทานแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้มารดาบิดาและ พี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จแก่ ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลายจงมีความ สุขเถิด ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอัน ประณีต สมบูรณ์ มีแกงและกับหลายอย่าง เกิด ขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลัง เปรตผู้เป็นพี่ชายมีผิวพรรณดี กำลัง มีความสุข ได้ไปแสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โภชนะอันมาก
หน้า 367 ข้อ 112
มายที่พวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดูข้าพเจ้า ทั้งหลายยังเป็นคนเปลือยกายอยู่ ขอท่านจง พยายามให้ข้าพเจ้าทั้งหลายได้ผ้านุ่งผ้าห่มด้วย เถิด พระเถระเลือกเก็บผ้าจากกองหยากเยื่อเอา มาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อันมาแล้วจากจาตุรทิศ ครั้นถวายแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดา และพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้จงสำเร็จ แก่ญาติทั้งหลาย ขอพวกญาติของเราจงมีความ สุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง ผ้าทั้งหลาย ได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลัง เปรตเหล่านั้นนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย แล้ว ได้มาแสดงตนแก่พระเถระกล่าวว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายมีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข มีผ้านุ่งผ้าห่มมากกว่าผ้าที่มีในแคว้น ของพระเจ้านันทราช ผ้านุ่งผ้าห่มทั้งหลายของ พวกเรา ไพบูลย์และมีค่ามาก คือ ผ้าไหม ผ้า ขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย ผ้าป่าน ผ้าด้าย แกมไหม ผ้าเหล่านั้นแขวนอยู่ในอากาศ ข้าพเจ้า ทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่พอใจ (แต่ว่าพวก ข้าพเจ้ายังไม่มีบ้านเรือนอยู่) ขอท่านจงพยายาม ให้พวกข้าพเจ้าได้บ้านเรือนเถิด พระเถระสร้าง
หน้า 368 ข้อ 112
กุฏีอันมุ่งด้วยใบไม้ แล้วได้ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่ จาตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้มารดา บิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิสเจตนาว่า ขอผลแต่งการ ถวายกุฏีนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวก ญาติของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการ อุทิศนั่นเอง เรือนทั้งหลาย คือ ปราสาทและเรือน อย่างอื่น ๆ อันบุญกรรมกำหนดแบ่งไว้เป็น ส่วน ๆ เกิดขึ้นแล้วแก่เปรตเหล่านั้น เรือนของ พวกเราในเปตโลกนี้ ไม่เหมือนกับเรือนใน มนุษยโลก เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ งาม รุ่งเรื่องสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือน ในเทวโลก แต่พวกเรายังไม่มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ขอท่านจงพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้น้ำ ดื่มด้วยเถิด พระเถระจึงตักน้ำเต็มธรรมกรก แล้ว ถวายสงฆ์ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ ครั้นแล้วได้อุทิศ. ส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศ เจตนาว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของ เรา ขอพวกญาติของเราจงมีความสุขเถิด ใน ลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่มคือสระโบกขรณี กว้าง ๔ เหลี่ยม ลึก มีน้ำเย็น มีท่าราบเรียบ ดี น้ำเย็นมีกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วย
หน้า 369 ข้อ 112
กอปทุมและอุบล เต็มด้วยละอองเกษรบัวอันร่วง บนวารี ได้เกิดขึ้น เปรตเหล่านั้นอาบและดื่มกิน ในสระนั้นแล้ว ไปแสดงตนแก่พระเถระแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวก ข้าพเจ้ามากเพียงพอแล้ว บาปย่อมเผล็ดผลเป็น ทุกข์แก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพเจ้าพากันเที่ยวไป ลำบากในภูมิภาคอันมีก้อนกรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านพยายามให้พวกข้าพเจ้าได้ยานอย่างใด อย่างหนึ่งเถิด พระเถระได้รองเท้าแล้ว ถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จาตุรทิศ ครั้นแล้วอุทิศส่วนกุศลให้ มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผล . ทานนี้จงสำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติ ของเราจงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศ นั่นเอง เปรตทั้งหลายได้พากันมาแสดงตนให้ ปรากฏด้วยรถ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นผู้อันท่านอนุเคราะห์แล้ว ด้วย การให้ข้าว ผ้านุ่งผ้าห่ม เรือน น้ำดื่ม และยาน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าทั้งหลายจึงมาเพื่อจะไหว้ ท่านผู้เป็นมุนีมีความกรุณาในโลก. จบ สานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒
หน้า 370 ข้อ 112
อรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒ เมื่อพระคาสดาประทับอยู่ ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรง พระปรารภเปรตผู้เป็นญาติ ของท่านพระสานุวาสีเถระ จึงตรัส พระธรรมเทศนานี้มีคำเริ่มต้นว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ดังนี้. ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี พระราชโอรส ของพระราชาทรงพระนามกิตวะ ทรงกรีฑาในพระราชอุทยาน เมื่อเสด็จกลับทรงทอดพระเนตรเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า พระองค์ หนึ่งนามว่า สุเนตต์ กำลังเที่ยวบิณฑบาต ออกจากพระนคร เป็น ผู้เมาด้วยความเมา เพราะความเป็นใหญ่ มีจิตคิดประทุษร้ายว่า สมณะโล้นนี้ ไม่กระทำอัญชลีอะไร ๆ แก่เรา เดินไป เสด็จลงจาก คอช้างแล้ว ถามว่า ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม ? จึงรับบาตรจากมือ แล้ว ทุ่มลงที่พื้นดินให้ตกไป. ลำดับนั้น พระราชโอรสนั้นมีความ อาฆาตในฐานะอันไม่สมควร มีจิตคิดประทุษร้าย พระปัจเจก- พุทธเจ้านั้น ผู้ไม่แสดงความวิการ เพราะท่านถึงความคงที่ ผู้ มีจิตผ่องใส อันตกแต่ง (ประกอบ) ด้วยโสมนัสเวทนา แผ่ไปด้วย อำนาจกรุณา ตรวจดูอยู่ในที่ทุกสถาน จึงตรัสว่า ท่านไม่รู้จักเรา ผู้เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากิตวะดอกหรือ ท่านมองดูอยู่ จะทำอะไรเราได้ เมื่อไม่อาจจึงหลีกไป. ก็พอพระราชโอรสหลีกไป
หน้า 371 ข้อ 112
เท่านั้น ก็เกิดความเร่าร้อนในร่างกายเป็นกำลัง เปรียบเหมือน ความเร่าร้อนแห่งไฟในนรก. เพราะวิบากกรรมนั้น พระราชโอรส นั้น จึงมีกายถูกความเร่าร้อนเป็นอันมากครองงำ ถูกทุกขเวทนา อย่างแรงกล้าเสียดแทง ทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก. พระราชโอรสนั้น นอนหงาย นอนคว่ำ กลิ้งเกลือก พลิกขวา พลิกซ้าย โดยประการเป็นอันมากในที่นั้น ไหม้อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี จุติจาก อัตตภาพนั้นแล้ว เสวยทุกข์อันเกิดแต่ความหิวกระหาย ในหมู่เปรต ตลอดกาลนับประมาณมิได้ จุติจากอัตตภาพนั้นแล้ว ในพุทธุปบาท กาลนี้ บังเกิดในเกวัฏฏคาม ใกล้กุณฑินคร, เขาเกิดญาณอันระลึก ชาติได้, เพราะเหตุนั้น เขาเมื่ออนุสรณ์ถึงทุกข์ที่ตนเคยเสวยใน กาลก่อน แม้เจริญวัยแล้ว ก็ไม่ยอมไปจับปลากับพวกหมู่ญาติ เพราะกลัวบาป. เมื่อพวกญาติเหล่านั้นพากันไป เขาก็แอบเสีย ไม่ปรารถนาจะฆ่าปลา เละเขาก็ไปทำลายข่าย หรือจับปลาเป็น ๆ มาปล่อยในน้ำเสีย พวกญาติ เมื่อไม่ชอบใจการกระทำเช่นนั้นของ เขา จึงไล่เขาออกจากบ้าน. แต่เธอมีพี่ชายอยู่คนหนึ่ง ซึ่งมีความ รักเขามาก. สมัยนั้น ท่านพระอานนท์ อาศัยกุณฑินคร อยู่ในสานุบรรพต. ลำดับนั้น บุตรชาวประมงนั้น ถูกพวกญาติทอดทิ้ง เที่ยวเร่ร่อน ไปทุกแห่งที่ถึงสถานที่แห่งนั้นแล้ว เข้าไปหาพระเถระในเวลาฉัน ภัตตาหาร พระเถระถามเธอแล้ว รู้ว่าเธอต้องการอาหาร จึงให้ ภัตตาหารแก่เธอ เธอบริโภคภัตตาหารเสร็จแล้ว รู้เรื่องนั้นแล้ว
หน้า 372 ข้อ 112
รู้ถึงความเลื่อมใสในธรรมกถา จึงกล่าวว่า จักบวชไหมคุณ ? เธอเรียนถวายว่า จักบวช ขอรับ. พระเถระ ครั้นให้เธอบรรพชา แล้ว พร้อมกับเธอ ได้ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. ลำดับนั้น พระ- ศาสดา ตรัสกะพระเถระนั้นว่า อานนท์ เธอ พึงช่วยอนุเคราะห์ สามเณรนี้เถิด. แต่เพราะสามเณรไม่เคยกระทำกุศลไว้ เธอจึง มีลาภน้อย. ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุเคราะห์เธอ จึง แนะให้เธอตักน้ำดื่มให้เต็มหม้อ เพื่อให้ภิกษุบริโภค. อุบาสกและ อุบาสิกาทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงเริ่มตั้งนิตยภัตเป็นอันมากแก่เธอ. สมัยต่อมา เธอได้อุปสมบทแล้ว บรรลุพระอรหัต เป็นพระเถระ พร้อมกับภิกษุ ๑๒ รูป ได้อยู่ที่สานุบรรพต. ฝ่ายพวกญาติของ เธอ ประมาณ ๕๐๐ คน มิได้ก่อสร้างกุศลกรรมไว้ สร้างแต่บาป ธรรมมีมัจฉริยะเป็นต้น ทำกาละแล้ว บังเกิดในหมู่เปรต. ฝ่าย มารดาบิดาของเขา ระลึกอยู่ว่า ในกาลก่อนผู้นี้ ถูกพวกเราขับไล่ ออกจากเรือน จึงไม่เข้าไปหาเธอ ส่งพี่ชายที่รักใคร่ชอบใจในเธอ ไป. ในเวลาที่พระเถระเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน เธอยันเข่าขวา ลงที่พื้นดิน กระทำอัญชลี แสดงตน ได้กล่าวคาถามีอาทิว่า มาตา ปิตา จ เต ภนฺเต มารดา บิดา ของท่านขอรับ. เพื่อจะแสดงความ เกี่ยวพันกันแห่งคาถา ๕ คาถาเบื้องต้น มีอาทิว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ดังนี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงยกขึ้นตั้งไว้ว่า :- พระเถระชาวกุณฑินคร รูปหนึ่ง อยู่ที่ ขาสานุวาสี มีนามว่า โปฏฐปาทะ เป็นสมณะ
หน้า 373 ข้อ 112
ผู้มีอินทรีย์ อันอบรมดีแล้ว มารดาบิดาและพี่ชาย ของท่านเกิดในยมโลก เสวยทุกขเวทนา ทำ กรรมอันลามก จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เปรต เหล่านั้นถึงทุคคติ มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบาก ยิ่งนัก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัวสดุ้ง หวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ ไม่อาจแสดงตน แก่พระเถระได้ เปรตผู้เป็นพี่ชายของท่านตน เดียว เปลือยกายรีบไปนั่งคุกเข่า ประนมมือ แสดงตนแก่พระเถระ พระเถระไม่ใส่ใจถึง เป็น ผู้นิ่งเดินเลยไป เปรตนั้น จึงบอกให้พระเถระ ว่า ข้าพเจ้าเป็นพี่ชายของท่าน ไปสู่เปตโลก ข้าแต่ท่านผู้เจริญ มารดาบิดาของท่านเกิดใน ยมโลก เสวยทุกขเวทนา เพราะทำบาปกรรมไว้ จึงจากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก เปรตผู้เป็นมารดา บิดา ของท่านทั้ง ๒ นั้น มีช่องปากเท่ารูเข็ม ลำบากมาก เปลือยกาย ซูบผอม มีความเกรงกลัว สะดุ้งหวาดเสียวมาก มีการงานทารุณ. ไม่อาจ แสดงตนแก่ท่านได้ ขอท่านจงเป็นผู้มีความกรุณา อนุเคราะห์แก่มารดาบิดาเถิด จงให้ทาน แล้วอุทิศ ส่วนกุศลไปให้พวกเรา พวกเราผู้มีการงานอัน ทารุณ จักยังอัตตภาพให้เป็นไปได้ เพราะทาน
หน้า 374 ข้อ 112
อันท่านให้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กุณฺฑินาคริโย เถโร ได้แก่พระ- เถระผู้เกิดเติบโตในนครมีชื่ออย่างนี้ บาลีว่า กุณฺฑิกนคโร เถโร ดังนี้ก็มี บาลีนั้น ความก็อย่างนี้. บทว่า สานุวาสินิวาสิโก ได้แก่ ผู้มีปกติอยู่ที่สานุบรรพต. บทว่า โปฏฺปาโทติ นาเมน ได้แก่ เขามี ชื่อว่า โปฏฐปาทะ. บทว่า สมโณ แปลว่า เป็นผู้สงบบาป. บทว่า ภาวิตินฺทฺริโย ความว่า ผู้อบรมสัทธินทรีย์เป็นต้นแล้ว ด้วยอริยมรรค ภาวนา คือเป็นพระอรหันต์. บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระสานุวาสีเถระ นั้น. บทว่า ทุคฺคตา ได้แก่ ผู้ไปสู่ทุกคติ. บทว่า สูจิกฏฺฏา ได้แก่ ผู้มีช่องปากเท่ารูเข็ม เพราะเป็นเศร้าหมองด้วยของเน่าเปื่อย คือ อึดอัดอยู่ ได้แก่ ถูกความหิวกระหายอันได้นามว่า สูจิกา บีบคั้นแล้ว อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สูจิกณฺา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า บีบช่องปาก, เหมือนกับรูเข็ม. บทว่า กิสนฺตา ได้แก่ ผู้มีกายและจิตลำบาก. บทว่า นคฺคิโน ได้แก่ เป็นผู้มีรูปร่างเปลือย คือไม่มีท่อนผ้า. บทว่า กิสา ได้แก่ ผู้มีร่างกายซูบผอม เพราะมีร่างกายเหลือแต่เพียง หนังหุ้มกระดูก. บทว่า อุตฺตสนฺตา ได้แก่ ถึงความหวาดเสียว เพราะความเกรงกลัวว่า สมณะนี้เป็นบุตรของเรา. บทว่า มหตฺตาสา ได้แก่ เกิดมหาภัยขึ้น เพราะอาศัยกรรมที่ตนได้ทำไว้ในปางก่อน บทว่า น ทสฺเสนฺติ ความว่า ไม่แสดงตน คือ ไม่ยอมเผชิญหน้ากัน. บทว่า กุรูริโน แปลว่า ผู้มีการงานทารุณ.
หน้า 375 ข้อ 112
บทว่า ตสฺส ภาตา ได้แก่ เปรตผู้เป็นพี่ชายของสานุวาสีเถระ. บทว่า วิตริตฺวา แปลว่า เป็นผู้รีบข้ามไปแล้ว, อธิบายว่า มีภัย เกิดแต่ความสะดุ้ง เพราะเกรงกลัว. อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า วิตุริตฺวา ดังนี้ก็มี อธิบายว่าเป็นผู้รีบด่วน คือ รีบไป. บทว่า เอกปเถ คือ ในหนทางสำหรับเดินได้คนเดียว. บทว่า เอกโก คือ ไปคนเดียว ไม่มี เพื่อน. บทว่า จตุกุณฺฑิโก ภวิตฺวาน ความว่า ชื่อว่า จฑุกุณฺฑิโก เพราะเสวยทุกขเวทนา คือ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยองค์ ๔ อธิบาย ว่า ใช้เข่าทั้ง ๒ มือทั้ง ๒ เป็นและยืน (คลานไป) อธิบายว่า เป็น อย่างนั้น. จริงอยู่ เปรตนั้น ได้กระทำอย่างนั้นว่า การปกปิดอวัยวะ อันยังหิริให้กำเริบ ย่อมมีแต่นี้. บทว่า เถรสฺส ทสฺสยีตุมํ ความว่า อ้างคือ แสดงตนแก่พระเถระ. บทว่า อมนฺสิกตฺวา ได้แก่ ไม่ทำไว้ในใจ คือ ไม่นึกถึง อย่างนี้ว่า ผู้นี้ ชื่ออย่างนี้. บทว่า โส จ ได้แก่ เปรตนั้น. บทว่า ภาตา เปตคโต อหํ มีวาจาประกอบความว่า เปรตนั้น กล่าวอย่างนี้ ว่า เราเป็นพี่ชายในอัตภาพที่เป็นอดีต, บัดนี้ เราเป็นเปรตมา ในที่นี้ ดังนี้แล้วจึงให้พระเถระรับรู้. ก็เพื่อจะแสดงประการที่จะให้พระเถระรับรู้ได้ จึงได้กล่าว คาถา ๓ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า มาตา ปิตา จ ดังนี้. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า มาตา ปิตา จ เต แปลว่า มารดาและบิดาของท่าน. บทว่า อนุกมฺปสฺสุ ความว่า จงอนุเคราะห์ คือจงทำความเอ็นดู.
หน้า 376 ข้อ 112
บทว่า อนฺวาทิสาทิ แปลว่า เจาะจง. บทว่า โน ได้แก่ พวกเรา. บทว่า ตว ทินฺเนน ได้แก่ ด้วยทานที่ท่านให้แล้ว. พระเถระ ครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เพื่อจะแสดงข้อที่เปรตนั้น ปฏิบัติ จงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- พระเถระกับภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูป เที่ยวไป บิณฑบาตแล้ว กลับมาประชุมกันในที่เดียวกัน เพราะเหตุแห่งภัตกิจ, พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุ ทั้งหมดนั้นว่า ขอท่านทั้งหลายจงให้ภัตตาหาร ที่ท่านได้แล้วแก่กระผมเถิด กระผมจักทำสังฆ- ทาน เพื่ออนุเคราะห์หมู่ญาติ ภิกษุเหล่านั้น จึง มอบถวายพระเถระ พระเถระจึงนิมนต์สงฆ์ ถวายสังฆทานแล้ว อุทิศส่วนกุศลไปให้มารดา บิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอทานนี้ จง สำเร็จแก่ญาติทั้งหลายของเรา ขอญาติทั้งหลาย จงมีความสุขเถิด ในลำดับที่อุทิศให้นั่นเอง โภชนะอันประณีต สมบูรณ์ มีแกงและกับหลาย อย่าง เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลังเปรตผู้ เป็นพี่ชาย มีผิวพรรณดี มีกำลัง มีความสุข ได้ไป แสดงตนแก่พระเถระ แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ โภชนะเป็นอันมาก ที่พวกข้าพเจ้าได้แล้ว แต่ขอท่านจงดู ข้าพเจ้าทั้งหลาย ยังเป็นคนเปลือย
หน้า 377 ข้อ 112
กายอยู่ ขอท่านจงพยายาม ให้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ได้ผ้านุ่งห่มด้วยเถิด พระเถระเลือกเก็บผ้าจาก กองหยากเหยื่อเอามาทำจีวรแล้ว ถวายสงฆ์อัน มาจากจาตุรทิศ ครั้นถวายแล้ว ได้อุทิศส่วนกุศล ให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอ ทานนี้ จงสำเร็จแก่ญาติทั้งหลายเถิด ขอพวกญาติ ของเรา จงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศ นั้นเอง ผ้าทั้งหลายได้เกิดขึ้นแก่เปรตเหล่านั้น ภายหลังเปรตเหล่านั้น นุ่งห่มผ้าเรียบร้อย แล้ว ได้มาแสดงตนแก่พระเถระ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย มีผิวพรรณ ดี มีกำลัง มีความสุข มีผ้านุ่ง ผ้าห่ม มากกว่าผ้าที่มีในแคว้นของพระเจ้านันทราช ผ้า นุ่งผ้าห่มทั้งหลาย ของพวกเราไพบูลย์และมีค่า มาก คือ ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปือกไม้ ผ้าฝ้าย ฝ้าป่าน ผ้าด้ายแกมไหม ผ้าเหล่านั้น แขวนอยู่ ในอากาศ ข้าพเจ้าทั้งหลายเลือกนุ่งห่มแต่ผืนที่ พอใจ ขอท่านจงพยายาม ให้พวกข้าพเจ้าได้ บ้านเรือนเถิด พระเถระสร้างกุฏี มุงด้วยใบไม้ แล้วได้ถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศ ครั้นแล้วได้ อุทิศส่วนกุศล ให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศ
หน้า 378 ข้อ 112
เจตนาว่า ขอผลแต่งการถวายกุฏีนี้ จงสำเร็จแก่ พวกญาติของเรา ขอพวกญาติของเรา จงมีความ สุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เรือน ทั้งหลาย คือ ปราสาทและเรือนอย่างอื่น ๆ อัน บุญกรรมกำหนดแบ่งไว้เป็นส่วน ๆ เกิดขึ้นแล้ว แก่เปรตเหล่านั้น เรือนของพวกเราในเปตโลกนี้ ไม่เหมือนกับเรือนในมนุษยโลก. เรือนของพวก เราในเปตโลกนี้ งามรุ่งเรืองสว่างไสวไปทั่วทั้ง ๘ ทิศ เหมือนเรือนในเทวโลก แต่พวกเรายังไม่ มีน้ำดื่ม ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงพยายาม ให้พวกข้าพเจ้า ได้ดื่มด้วยเถิด พระเถระจึงตัก น้ำเต็มธรรมกรก แล้วถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศ แล้วได้อุทิศส่วนกุศลให้แก่มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วยอุทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้ จงสำเร็จแก่พวก ญาติของเรา ขอพวกญาติของเรา จงมีความสุข เถิด ในลำดัดแห่งการอุทิศนั่นเอง น้ำดื่ม คือ สระโบกขรณีกว้าง ๔ เหลี่ยม ลึกมีน้ำเย็น มีท่า ราบเรียบดี น้ำเย็นกลิ่นหอมหาที่เปรียบมิได้ ดารดาษด้วยกอปทุมและอุบลเต็มด้วยละออง เกสรบัว อันร่วงหล่นบนวารี ได้เกิดขึ้น เปรต เหล่านั้น อาบและดื่มกินในสระนั้นแล้ว ไปแสดง
หน้า 379 ข้อ 112
ตนแก่พระเถระแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ น้ำดื่มของพวกข้าพเจ้า มากเพียงพอแล้ว บาป ย่อมเผล็ดผลเป็นทุกข์แก่พวกข้าพเจ้า พวกข้าพ- เจ้าพากันเที่ยวไปลำบากในภูมิภาค อันมีก้อน กรวดและหน่อหญ้าคา ขอท่านพยายาม ให้พวก ข้าพเจ้า ได้ยานอย่างใดอย่างหนึ่งเถิด พระเถระ ได้รองเท้าแล้ว ถวายสงฆ์ ซึ่งมาแต่จตุรทิศ ครั้น แล้วอุทิศส่วนกุศลให้มารดาบิดาและพี่ชาย ด้วย ทิศเจตนาว่า ขอผลทานนี้ จงสำเร็จแก่พวกญาติ ของเรา ขอพวกญาติของเรา จงมีความสุขเถิด ในลำดับแห่งการอุทิศนั่นเอง เปรตทั้งหลาย ได้ พากันมาแสดงตนให้ปรากฏด้วยรถแล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้า เป็นผู้อันท่าน อนุเคราะห์แล้ว ด้วยการให้ข้าว ผ้านุ่ง ผ้าห่ม เรือน น้ำดื่ม และ ยาน เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า ทั้งหลาย จึงมาเพื่อจะไหว้ท่านผู้เป็นมุนี มีความ กรุณาในโลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เถโร จริตฺวา ปิณฺฑาย ความว่า พระเถระเที่ยวจาริกไปบิณฑบาต. บทว่า ภิกฺขู อญฺเ จ ทฺวาทส ความว่า ภิกษุอยู่กับพระเถระและภิกษุอื่นอีก ๑๒ รูป ประชุม ร่วมในที่เดียวกัน. หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า เพราะเหตุไร ?
หน้า 380 ข้อ 112
ตอบว่า เพราะส่วนพิเศษแห่งภัตเป็นเหตุ. อธิบายว่า เพราะภัตกิจ เป็นเหตุ คือ เพราะการฉันเป็นเหตุ. บทว่า เต โดยภิกษุเหล่านั้น. บทว่า ยถา ลทฺธํ แปลว่า ตามที่ได้. บทว่า ททาถ แปลว่า จงให้. บทว่า นิยฺยาทยึสุ แปลว่า ได้ให้แล้ว. บทว่า สงฺฆํ นิมนฺตยิ ความว่า นิมนต์ภิกษุ ๑๒ รูปนั่นแหละ เพื่อฉันภัตตาหารนั้น โดย สังฆุทเทศ อุทิศสงฆ์. บทว่า อนฺวาทิสิ ได้แก่ อุทิศให้. บรรดา ญาติเหล่านั้น เพื่อจะแสดงญาติที่ตนเจาะจงเหล่านั้น จึงกล่าวคำ ว่า ขอผลทานนี้จงสำเร็จแก่มารดา บิดา และพี่ชาย ขอผลทานนี้จง สำเร็จแก่พวกญาติของเรา ขอพวกญาติจงมีความสุขเถิด. บทว่า สมนนฺตรานุทิทิฏฺเ แปลว่า พร้อมกันการอุทิศ นั่นเอง. บทว่า โภชนํ อุปปชฺชถ ความว่า โภชนะย่อมเกิดแก่เปรต เหล่านั้น. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า โภชนะเช่นไร ? จึงกล่าวว่า โภชนะอันสะอาด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกรสพฺยญฺชนํ ได้แก่ ประกอบด้วยกับข้าวมีรสต่าง ๆ หรือว่า มีรสหลายอย่าง และมีกับข้าวหลายอย่าง. บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังแต่การได้โภชนะ. บทว่า อุทฺทสฺสยี ภาตา ความว่า เปรตผู้เป็นพี่ชาย แสดง ตนแก่พระเถระ. บทว่า วณฺณวา พลวา สุขี ความว่า เพราะการได้ โภชนะนั้น ทันใดนั้นเอง เปรตนั้นสมบูรณ์ด้วยรูป สมบูรณ์ด้วย กำลัง มีความสุขทีเดียว. บทว่า ปหูตํ โภชนํ ภนฺเต ความว่า ท่านผู้เจริญ โภชนะมากมาย คือมิใช่น้อย อันเราได้แล้ว เพราะ อานุภาพทานของท่าน. บทว่า ปสฺส นคฺคามฺหเส ความว่า ท่านจงดู
หน้า 381 ข้อ 112
แต่พวกเราเป็นคนเปลือยกาย เพราะฉะนั้น ขอท่านจงบากบั่น กระทำความพยายามอย่างนั้นเถิด ขอรับ. บทว่า ยถา วตฺถํ ลภามเส ความว่า ขอท่านทั้งหลายจงพยายามโดยประการ คือโดยความ พยายามที่ข้าพเจ้าทั้งหมดพึงได้ผ้าเถิด. บทว่า สงฺการกกูฏมฺหา ได้แก่ จากกองหยากเยื่อในที่นั้น ๆ. บทว่า อุจฺจินิตฺวาน ได้แก่ ถือเอาโดยการแสวงหา. บทว่า นนฺตเก ได้แก่ ท่อนผ้าที่เขาทิ้งมีชายขาด. ก็เพราะผ้าเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นผ้าท่อนเก่าขาดรุ่งริ่ง พระเถระเอาผ้าเหล่านั้นทำเป็นจีวรถวาย สงฆ์ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทำผ้าท่อนเก่าให้เป็นผืนผ้า แล้วอุทิศสงฆ์ผู้มาจากจตุรทิศ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺเฆ จาตุทฺทิเส อท ความว่า ได้ถวายแก่สงฆ์ ผู้มาจากทิศทั้ง ๔. ก็บทว่า สงฺเฆ จาตุทฺทิเส นี้ เป็นสัตตมีวิภัติลงในอรรถแห่ง จตุตถีวิภัติ. บทว่า สุวตฺถวสโน แปลว่า เป็นนุ่งห่มผ้าดี. บทว่า เถรสฺส ทสฺสยีตุมํ ความว่า แสดงตน คืออ้างตน ได้แก่ปรากฏ ตนแก่พระเถระ. ผ้าชื่อว่าปฏิจฉทา เพราะเป็นที่ปกปิด บทว่า กูฏาคารนิเวสนา ได้แก่ เรือนที่เป็นปราสาท และ ที่อยู่อาศัยอื่นจากปราสาทนั้น. จริงอยู่ บทว่า กูฏาคารนิเวสนา นี้ ท่านกล่าวโดยเป็นลิงควิปลาส. บทว่า วิภตฺตา ได้แก่ ที่เขาจัด แบ่งโดยสันฐาน ๔ เหลี่ยมเท่ากัน ยาว และกลม. บทว่า ภาคโส มิตา แปลว่า กำหนดเป็นส่วน ๆ. บทว่า โน ได้แก่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย
หน้า 382 ข้อ 112
บทว่า อิธ ได้แก่ เปตโลกนี้. ศัพท์ว่า อปิ ในบทว่า อปิ ทิพฺเพสุ นี้ เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ในเทวโลก. บทว่า กรกํ ได้แก่ ธมกรก. บทว่า ปูเรตฺวา แปลว่า เต็ม ด้วยน้ำ. บทว่า วาริกิญฺชกฺขปูริตา ได้แก่ เหมือน้ำในที่นั้น ๆ ดารดาษเต็มด้วยเกสรปทุมและอุบล เป็นต้น บทว่า ผลนฺติ แปลว่า ย่อมบาน อธิบายว่า แตกออกที่ส้นเท้าและริม ๆ เท้าเป็นต้น. บทว่า อาหิณฺฑมานา ได้แก่ เที่ยวไปอยู่. บทว่า ขญฺชาม แปลว่า เขยกไป. บทว่า สกฺขเร กุสกณฺฏเก ได้แก่ ในภูมิภาค อันมีก้อนกรวด และหน่อหญ้าคา อธิบายว่า เหยียบลงที่ก้อนกรวด และหน่อหญ้าคา. บทว่า ยานํ ได้แก่ ยานชนิดใดชนิดหนึ่ง มีรถ และล้อเลือนเป็นต้น. บทว่า สิปาฏิกํ ได้แก่ รองเท้าชั้นเดียว. ม อักษรในบทว่า รเถน มาคมุํ นี้ ทำการเชื่อมบท คือ มาด้วยรถ. บทว่า อุภยํ แปลว่า ด้วยการให้ทั้ง ๒ คือ ด้วยการ ให้ยาน และด้วยการให้ปัจจัย ๔ มีภัตเป็นต้น จริงอยู่ ในการให้ ๒ อย่างนั้น แม้การให้เภสัช ท่านก็สงเคราะห์ด้วยการให้น้ำดื่ม คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงตรัสว่า เปรตเหล่านี้ ย่อมเสวยทุกข์อย่างใหญ่ในบัดนี้ ฉันใด แม้ท่านก็ ฉันนั้น เป็นเปรตในอัตตภาพอันเป็นลำดับอันเป็นอดีต แต่อัตตภาพ นี้ย่อมเสวยทุกข์ใหญ่ ดังนี้แล้ว อันพระเถระทูลอาราธนา จึงทรง
หน้า 383 ข้อ 112
แสดงเรื่องสุตตเปรตแล้วทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว มหาชนได้ฟังเรื่องนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ ได้เป็นผู้ยินดีในบุญ กรรมมีทานและศีลเป็นต้นแล. จบ อรรถกถาสานุวาสีเถรเปตวัตถุที่ ๒
หน้า 384 ข้อ 113
๓. รถการีเปติวัตถุ ว่าด้วยอยากอยู่กับนางเปรตในสวนนันทนวัน มาณพคนหนึ่งถามนางเวมานิกเปรตตนหนึ่งว่า [๑๑๓] ดูก่อนนางเทวีผู้มีอานุภาพมาก ท่านขึ้น สู่วิมานมีเสาอันล้วนแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์ งาม ผุดผ่อง มีรูปภาพอันวิจิตรต่าง ๆ อยู่ในวิมานนั้น ดุจพระจันทร์ในวันเพ็ญงามโชติช่วงในท้องฟ้า ฉะนั้น อนึ่ง รัศมีของท่านมีสีดังทองคำ ท่านมี รูปร่างอันอุดมน่าดูน่าชมยิ่งนัก นั่งอยู่แต่ผู้เดียว บนบัลลังก์อันประเสริฐมีค่ามาก สามีของท่าน ไม่มีหรือ ก็สระโบกขรณีของท่านเหล่านี้มีอยู่โดย รอบ มีกอบัวต่าง ๆ เป็นอันมาก มีบัวขาวมาก เกลือนกล่นด้วยทรายทองโดยรอบ ในสระโบก ขรณีนั้น หาเปือกตมและจอกแหนมิได้ มีหงส์ น่าดูน่าชมน่ารื่นรมย์ใจเที่ยวแวะเวียนไปในน้ำ ทุกเมื่อ หงส์ทั้งปวงนั้นมีเสียงไพเราะพากันมา ประชุมร่ำร้องอยู่ เสียงร่ำร้องแห่งหงส์ในสระ โบกขรณีของท่าน มิได้ขาดเสียง ดุจเสียงกลอง ท่านมียศงามรุ่งเรื่อง ลงนั่งอยู่ในเรือ ท่านมี ขนตาโก่งดำดี มีหน้ายิ้มแย้มพูดจาน่ารักใคร่ มี
หน้า 385 ข้อ 113
อวัยวะทั้งปวงงามรุ่งเรืองยิ่งนัก วิมานของท่าน นี้ปราศจากละอองธุลี ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบ เรียบ มีสวนนันทนวันอันให้ที่เกิดความยินดีเพลิด เพลินเจริญใจ ดูก่อนนารีผู้มีรูปร่างน่าดูน่าชม เราปรารถนาเพื่อจะอยู่บันเทิงกับท่านในสวน นันทนวันของท่านนี้. นางเวมานิกเปรตกล่าวว่า ท่านจงทำกรรมอันจะให้ท่านได้เสวยผล ในวิมานของเรานี้ และจิตของท่านจงน้อมมาใน วิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอันบันเทิงในที่นี้แล้ว จักได้อยู่ร่วมกับเราสมความประสงค์ มาณพนั้น รับคำนางเวมานิกเปรตนั้นแล้ว จึงได้ทำกรรม อันเป็นกุศลอันส่งผลให้เกิดในวิมานนั้น ครั้น แล้วได้เข้าถึงความเป็นสหายของนางเวมานิก เปรตนั้น. จบ รถการีเปติวัตถุที่ ๓ จบ ภาณวารที่ ๒
หน้า 386 ข้อ 113
อรรถกถารถการีเปติวัตถุที่ ๓ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ทรง ปรารภนางเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า เวฬุริยถมฺภํ รุจิรํ ปภสฺสรํ ดังนี้. ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่ากัสสปะ หญิงคนหนึ่งสมบูรณ์ด้วยศีลและอาจาระ มีกัลยาณมิตรเป็นที่อิงอาศัย เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ได้สร้าง อาวาสไว้แห่งหนึ่ง น่าดูยิ่ง มีฝา เสา บันได และพื้นภูมิอันวิจิตร อันจำแนกไว้ด้วยดี นิมนต์ภิกษุทั้งหลายให้นั่งในอาวาสนั้น อังคาส ด้วยอาหารอันประณีต แล้วมอบถวายแด่ภิกษุสงฆ์. สมัยต่อมา นางทำกาละแล้ว เกิดเป็นนางวิมานเปรต อาศัยสระชื่อรถการะที่ ขุนเขาหิมพานต์ ด้วยอำนาจบาปกรรมอย่างหนึ่ง. ด้วยอานุภาพบุญ ที่นางถวายอาวาสแก่สงฆ์ วิมานอันล้วนด้วยรัตนะทุกอย่าง กว้าง ขวาง โดยรอบน่าเลื่อมใส น่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง งดงามเสมือน นันทนวัน ณ สระโบกขรณี ย่อมเกิดขึ้นแก่นางและนางเองก็มี ผิวพรรณดังทองคำ งดงามน่าชมน่าเลื่อมใส. นางเว้นจากพวกบุรุษเสีย เสวยทิพยสมบัติอยู่ ณ ที่นั้น เมื่อนางไม่มีบุรุษอยู่ในที่นั้นเป็นเวลานาน ก็เกิดความเบื่อหน่าย ขึ้น นางรำคาญขึ้นแล้วคิดว่า อุบายนี้ใช้ได้ จึงทิ้งมะม่วงสุกอัน เป็นทิพย์ลงในแม่น้ำ. คำทั้งหมดพึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในเรื่อง
หน้า 387 ข้อ 113
นางกรรณมุณฑเปรตนั่นแหละ. ก็ในเรื่องนี้ ยังมีมาณพคนหนึ่ง ชาวกรุงพาราณสี เห็นผลมะม่วงผลหนึ่ง ในบรรดามะม่วงสุก เหล่านั้น ในแม่น้ำคงคา จึงไปสู่ที่อยู่ของนางโดยทำนองนั้น นาง เห็นดังนั้น จึงนำเขาไปยังที่อยู่ของตน การทำปฏิสันถารแล้วนั่ง. เขาเห็นความสมบูรณ์ของสถานที่อยู่ของนางเมื่อจะถามจึงกล่าว คาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนนางเทวีผู้มีอานุภาพมา ท่านขึ้นสู่ วิมานมีเสาเป็นวิการแห่งแก้วไพฑูรย์ งามผุดผ่อง มีรูปภาพอันวิจิตรต่าง ๆ อยู่ในวิมานนั้น ดุจ พระจันทร์เพ็ญลอยเด่นอยู่ในท้องฟ้า ฉะนั้น. อนึ่ง รัศมีของท่านมีสีดังทองคำ ท่านมีรูปอัน อุดม น่าดูน่าชมยิ่งนัก นั่งอยู่แต่ผู้เดียวบนบัลลังก์ อันประเสริฐ มีค่ามาก สามีของท่านไม่มีหรือ ก็สระโบกขรณีของท่านเหล่านี้ มีอยู่โดยรอบ มีบัวต่าง ๆ เป็นอันมาก มีบัวขาวมาก เกลื่อน กล่นด้วยทรายทองโดยรอบ, ในสระโบกขรณีนั้น หาเปือกตมและจอกแหนมิได้ มีหงส์น่าดูน่าชม น่ารื่นรมย์ใจ เที่ยวแวะเวียนไปในน้ำทุกเมื่อ หงส์ทั้งปวงนั้นมีเสียงไพเราะ พากันนาประชุม ร่ำร้องอยู่ เสียงร่ำร้องของหงส์ในสระโบกขรณี ของท่านมิได้ขาดเสียง ดุจเสียงกลอง ท่านมียศ
หน้า 388 ข้อ 113
งามรุ่งเรือง ลงนั่งอยู่ในเรือ ท่านมีคิ้วโก้งดำดี มีหน้ายิ้มแย้ม พูดจาน่ารักใคร่ มีอวัยวะทั้งปวง งามรุ่งเรืองยิ่งนัก. วิมานนี้ปราศจากละอองธุลี ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบเรียบ มีสวนนันทนวันอัน ให้เกิดความยินดี เพลิดเพลินเจริญใจ ดูก่อน นารีผู้มีร่างน่าดูน่าชม เราปรารถนาเพื่อจะอยู่ บันเทิงกับท่าน ในสวนนันทนวันของท่านนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ โยคว่าในวิมานนั้น. บทว่า อจฺฉสิ ได้แก่ ท่านนั่งอยู่ในเวลาที่ปรารถนาแล้ว ๆ. มาณพเรียก นางเปรตนั้นว่า เทวิ. บทว่า มหานุภาเว ได้แก่ ผู้ประกอบด้วย อานุภาพทิพย์อันใหญ่. บทว่า ปถทฺธนิ ได้แก่ ทางไกลอันเป็น ทางของตน อธิบายว่า ทางพื้นอากาศ. บทว่า ปณฺณรเสว จนฺโท ความว่า โชติช่วงอยู่ ดุจพระจันทร์อันมีดวงบริบูรณ์ในวันเพ็ญ. บทว่า วณฺโณ จ เต กนกสฺส สนฺนิโก ความว่า ก็ผิวพรรณ ของท่านดุจทองสิงดีอันสุกปลั่ง น่ารื่นรมย์ใจยิ่งนัก. ด้วยเหตุนั้น มาณพจึงกล่าวว่า มีรูปอันอุดมน่าดูน่าชมยิ่งนัก. บทว่า อตุเล ได้แก่ อันควรค่ามาก. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อตุเล เป็นคำเรียก เทวดา อธิบายว่า มีรูปไม่มีใครเหมือน. บทว่า นตฺถิ จ ตุยฺห สามิโก ความว่า ก็สามีของท่านไม่มีหรือ. บทว่า ปหูตมลฺยา ได้แก่ มีดอกไม้หลายชนิด มีดอกบัวเป็นต้น. บทว่า สุวณฺณจุณฺเณหิ แปลว่า ด้วยทรายทอง. บทว่า สมนฺตโมตฺถตา
หน้า 389 ข้อ 113
แปลว่า เกลื่อนกล่นโดยรอบ. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสระโบกขรณี ทั้งหลายนั้น. บทว่า ปงฺโก ปณโก จ ความว่า ไม่มีเปือกตมหรือ จอกแหนในน้ำ. บทว่า หํสา จิเม ทสฺสนียา มโนรมา ความว่า หงส์เหล่านี้ ดูน่าเป็นสุข น่ารื่นรมย์ใจ. บทว่า อนุปริยนฺติ ได้แก่ ท่องเที่ยวไป. บทว่า สพฺพทา ได้แก่ ในทุกฤดูกาล. บทว่า สมยฺย แปลว่า ประชุม กัน. บทว่า วคฺคู แปลว่า ไพเราะ. บทว่า อุปนทนฺติ แปลว่า เพรียกร้องอยู่. บทว่า พินฺทุสฺสรา ได้แก่ มีเสียงไม่แตกพร่า คือ มีเสียงกลมกล่อม. บทว่า ทุนฺทุภีนํ ว โฆโส ความว่า เสียงร้อง ของพวกหงส์ในสระโบกขรณีของท่าน ดุจเสียงกลอง เพราะเป็น เสียงไพเราะและกลมกล่อม. บทว่า ททฺทลฺลมานา ได้แก่ รุ่งเรืองอย่างยิ่ง. บทว่า ยสสา ได้แก่ ผู้มีเทพฤทธิ์. บทว่า นาวาย ได้แก่ ในเรือโกรน. จริงอยู่ มาณพเห็นนางเปรตนั่งอยู่บนบัลลังก์อันมีค่ามากในเรือทองคำ กำลังเล่นกีฬาในน้ำ ณ สระโบกขรณีอันมีกอปทุม จึงได้กล่าว อย่างนั้น: บทว่า อวลมฺพ ความว่า ลงนั่งไม่อิงพนัก. คำว่า ติฏฺสิ นี้ เป็นคำห้ามการไป เพราะฐานะศัพท์ มีอันห้ามการไป เป็นอรรถ. บาลีว่า นิสชฺชสิ ดังนี้ก็มี พึงเห็นความแห่งบทว่า นิสชฺชสิ เป็น นิสชฺชสิ นั่นเอง. บทว่า อาฬารปมฺเห ได้แก่ มีขนตาดำ ยาว งอน. บทว่า หสิเต แปลว่า มีหน้ายิ้มแย้มร่าเริง ยิ่งนัก. บทว่า ปิยํวเท แปลว่า พูดจาน่ารักใคร่. บทว่า
หน้า 390 ข้อ 113
สพฺพงฺคกลฺยาณิ แปลว่า งามด้วยอวัยวะทั้งปวง คือ มีอวัยวะ ทุกส่วนงดงาม. บทว่า วิโรจสิ แปลว่า รุ่งเรืองยิ่งนัก. บทว่า วิรชํ ปลว่า ปราศจากธุลี คือ ไม่มีโทษ. บทว่า สเม ิตํ ได้แก่ ตั้งอยู่ที่ภาคพื้นอันราบเรียบ หรือตั้งอยู่ที่ภาคพื้น อันเสมอ เพราะงดงามทั้ง ๔ ด้าน อธิบายว่า งามรอบด้าน. บทว่า อุยฺยานวนฺตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสวนนันทนวัน. บทว่า รตินนฺทิ- วฑฺฒนํ ความว่า ชื่อว่ารตินันทิวัฑฒนะ เพราะทำความยินดีและ ความเพลิดเพลินใจให้เจริญ, อธิบายว่า ทำสุขและปีติให้เจริญ. คำว่า นาริ เป็นคำร้องเรียกนางเปรตนั้น. บทว่า อโนมทสฺสเน ได้แก่ เห็นเข้าไม่น่าติเตียน เพราะมีอวัยวะน้อยใหญ่บริบูรณ์. บทว่า นนฺทเน ได้แก่ ผู้กระทำความบันเทิงใจ. บทว่า อิธ แปลว่า ในสวนนันทนวันนี้ หรือในวิมานนี้. บทว่า โมทิตุํ มีวาจาประกอบ ความว่า เราปรารถนาเพื่อจะอภิรมย์. เมื่อมาณพนั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว วิมานเปติเทวดานั้นเมื่อ จะให้คำตอบแก่มาณพนั้น จึงกล่าวคาถาว่า :- ท่านจงกระทำกรรมอันจะให้ท่านได้ เสวยผลในวิมานของเรานี้ และจิตของท่าน จงน้อมมาในวิมานนี้ด้วย ท่านทำกรรมอัน บันเทิงในที่นี้แล้ว จักได้อยู่ร่วมกับเราสมความ ประสงค์.
หน้า 391 ข้อ 113
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรหิ กมฺมํ อิธ เวทนียํ ความว่า ท่านจงทำ คือพึงได้ประสบกุศลธรรมอันเผล็ดผล คือ ให้ผลใน ทิพยสถานนี้. บทว่า อิธ นิหิตํ ได้แก่ น้อมนำจิตเข้าไปในวิมานนี้, บาลีว่า อิธ นินฺนํ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า จิตของท่านจงน้อม โอน เอื้อมไปในที่นี้. บทว่า มมํ แปลว่า ซึ่งเรา. บทว่า ลจฺฉสิ แปลว่า จักได้. มาณพนั้นได้ฟังคำของนางวิมานเปรตนั้นแล้ว จากที่นั้น ไปยังถิ่นมนุษย์ ตั้งจิตนั้นไว้ในที่นั้น การทำบุญกรรมอันเกิดแต่จิต นั้น ไม่นานนัก กระทำกาละแล้วบังเกิดในวิมานนั้น เข้าถึงความ เป็นสหายกับนางเปรตนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าว คาถาสุดท้ายว่า :- มาณพนั้นรับคำของนางเปรตนั้นแล้ว ได้กระทำกรรมอันเป็นกุศลส่งผลให้เกิดในวิมาน นั้น ครั้นแล้วได้เข้าถึงความเป็นสหายของนาง เวมานิกเปรตนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นนิบาตใช้ในอรรถ สัมปฏิจฉนัตถะ. บทว่า ตสฺสา ได้แก่ นางเวมานิกเปรตนั้น. บทว่า ปฏิสฺสุณิตฺวา ได้แก่ รับคำของนางเวมานิกเปรตนั้น. บทว่า ตหึ เวทนียํ ได้แก่ กุศลกรรมอันมีผลเป็นสุขที่จะพึงได้รับกับนาง เวมานิกเปรตนั้น ในวิมานนั้น. บทว่า สหพฺยตํ คือ ซึ่งความอยู่
หน้า 392 ข้อ 113
ร่วมกัน. มีวาจาประกอบความว่า มาณพนั้นเข้าถึงความเป็น สหายกับนางเวมานิกเปรตนั้น. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น. เมื่อคนเหล่านั้นเสวยทิพยสมบัติในวิมานนั้น ตลอดกาลนาน อย่างนี้ เพราะสิ้นกรรม บุรุษจึงกระทำกาละ แต่หญิงเพราะบุญ กรรมของตนถึงเขตสมบัติ จึงอยู่จนครบอายุในวิมานนั้น ตลอด พุทธันดรหนึ่ง. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จ อุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร ประทับอยู่ใน พระเชตวันมหาวิหารโดยลำดับ วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ จาริกไปบนภูเขา เห็นวิมานและนางเวมานิกเปรตนั้น จึงถาม ด้วยคาถามีอาทิว่า วิมานมีเสาแล้วด้วยแก้วไพฑูรย์งดงามผุดผ่อง และนางเวมานิกเปรตนั้นได้เล่าประวัติของตนทั้งหมดแก่ท่าน พระมหาโมคคัลลานะ ตั้งแต่ต้น. พระเถระได้ฟังดังนั้นมายังกรุง สาวัตถีกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง กระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ถึงพร้อมแล้ว มหาชนได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้เป็นผู้ยินดีในบุญธรรม มีทานเป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถารถการีเปติวัตถุที่ ๓
หน้า 393 ข้อ 114
๔. ภุสเปตวัตถุ ว่าด้วยบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔ พระมหาโมคคัลลานะ ได้ถามบุพกรรมของเปรตทั้ง ๔ ด้วยคาถานี้ ความว่า :- [๑๑๔] ท่านทั้ง ๔ นี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบข้าว สาลีที่ไฟลุกโชนโปรยใส่ศีรษะของตนเอง อีก คนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยฆ้อนเหล็ก ส่วน คนที่เป็นหญิงเอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือดของ ตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาด ไม่ น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากกรรมอะไร. ภรรยาของพ่อค้าโกงตอบว่า เมื่อชาติก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ดี ศีรษะของฉันผู้เป็นมารดา ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกงข้าวเปลือกปนแกลบ ผู้นี้ลูกสะใภ้ ของดิฉัน ลักกินเนื้อแล้วกลับหลอกลวงด้วย มุสาวาท ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์อยู่ในมนุษยโลก เป็นหญิงแม่เรือน เป็นใหญ่กว่าสกุลทั้งปวง เมื่อ สิ่งของมีอยู่ เหล่ายาจกขอก็เก็บซ่อนเสีย ไม่ได้ ให้อะไรจากของที่มีอยู่ ปกปิดไว้ด้วยมุสาวาทว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของที่มีไว้
หน้า 394 ข้อ 114
ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตแห่งข้าวสาลีอัน มีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถเพราะวิบาก แต่งกรรม คือ มุสาวาทของดิฉัน ก็กรรมทั้งหลาย ไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบสูญ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตร อันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน. จบภุสเปตวัตถุที่ ๔ อรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถุ ทรงปรารภ เปรต ๔ ตน จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ภุสานิ เอโก สาลี ปุนาปโร ดังนี้. ได้ยินว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี มีพ่อค้าโกงคนหนึ่ง เลี้ยงชีพด้วยอเนสนากรรมมีการโกงด้วยตราชั่ง เป็นต้น. เขาถือเอาฟ่อนข้าวสาลี เคล้าด้วยดินแดง ทำให้หนักกว่า เดิม ปนกับข้าวสาลีแดงแล้วขาย. บุตรของเขาโกรธว่า คุณพ่อ ไม่ยอมให้เกียรติยกย่องมิตรสหายของเรา ผู้มาสู่เรือนเสียเลย ได้ถือเอาเชือกหนัก ๒ เส้น ตีศีรษะมารดา. หญิงสะใภ้ของเขา ลักกินเนื้อที่เก็บไว้สำหรับชนทั้งปวงแล้ว เมื่อถูกชนเหล่านั้น ซักไซร้จึงให้คำสบถว่า ถ้าเรากินเนื้อนั้นจริง ก็ขอให้เราพึง เฉือนเนื้อสันหลังของตนแล้วกินทุก ๆ ภพไปเถิด. ฝ่ายภริยาของเขา
หน้า 395 ข้อ 114
เมื่อชนทั้งหลายพากันขออุปกรณ์บางอย่าง ก็ตอบว่า ไม่มี เมื่อ ถูกชนเหล่านั้นรบเร้า จงได้ทำสบถด้วยมุสาวาทว่า ถ้าเรากล่าว ถึงสิ่งที่มีอยู่ว่าไม่มีไซร้ ขอให้เราพึงเป็นผู้มีคูถเป็นอาหาร ในที่ ที่เกิดแล้วเถิด. สมัยต่อมาชนทั้ง ๔ คนนั้น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรต ในดงไฟไหม้ ในคน ๔ คนนั้น พ่อค้าโกง ใช้มือทั้งสองข้าง กอบเอา แกลบที่ลุกโพลงด้วยผลกรรมแล้ว เกรี่ยลงบนศีรษะของตนเอง เสวยทุกข์เป็นอันมาก, บุตรของเขาก็ใช้ค้อนเหล็กตีศีรษะตนเอง เสวยทุกข์ไม่ใช่น้อยเลย หญิงสะใภ้ของเขา ด้วยผลกรรม จึงใช้ เล็บทั้งหลายที่ทั้งกว้างและยาวยิ่งนัก คมเป็นอย่างดี กรีดเนื้อ แผ่นหลังของตนเองกิน เสวยทุกข์หาประมาณมิได้. พอภริยา ของเขา น้อมนำข้าวสาลีที่มีกลิ่นหอมบริสุทธิ์ดี ปราศจากด่างดำ เข้าไปเท่านั้น ก็กลายสำเร็จเป็นคูถ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่หนอน นานาชนิด มีกลิ่นเหม็นและน่าเกลียดยิ่งนัก, ภริยานั้นอามือทั้งสอง ข้างกอบคูถนั้นกิน เสวยทุกข์อย่างมหันต์. เมื่อชนทั้ง ๔ คนเหล่านั้น เกิดในหมู่เปรตเสวยทุกข์อย่าง มหันต์ด้วยอาการอย่างนี้ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ. เมื่อจาริก ไปบนภูเขา วันหนึ่งไปถึงที่นั้น เห็นเปรตเหล่านั้น จึงถามถึงกรรม ที่เปรตเหล่านั้น กระทำด้วยคาถานี้ว่า :- ท่านทั้ง ๔ คนนี้ คนหนึ่งกอบเอาแกลบ ข้าวสารีที่ไฟลุกโชน โปรยใส่ศีรษะตนเอง
หน้า 396 ข้อ 114
อีกคนหนึ่งทุบศีรษะของตนด้วยค้อนเหล็ก ส่วน คนที่เป็นหญิง เอาเล็บจิกหลังกินเนื้อและเลือด ของตนเอง ส่วนท่านกินคูถอันเป็นของไม่สะอาด ไม่น่าปรารถนา นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภุสานิ ได้แก่ ข้าวรีบ. บทว่า เอโก แปลว่า ผู้หนึ่ง. บทว่า สาลึ แปลว่า ข้าวสาลี. จริงอยู่ บทว่า สาลึ นี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. อธิบายว่า โปรยแกลบแห่งข้าวสาลี ที่ไฟลุกโชนลงบนศีรษะของตน. บทว่า ปุนาปโร ตัดเป็น ปุน อปโร แปลว่า อีกคนหนึ่ง. จริงอยู่ ท่านกล่าวหมายถึงผู้ตัดศีรษะมารดาแล้วเอาฆ้อนเหล็กตีศีรษะ ตนเองจนถึงศีรษะแตก. บทว่า สกมํสสโลหิตํ มีวาจาประกอบ ความว่า ย่อมกินเนื้อหลัง และเลือดของตนเอง. บทว่า อกนฺตํ แปลว่า ไม่น่าชอบใจ คือ น่าเกลียด. บทว่า กิสฺส อยํ วิปาโก ความว่า นี้เป็นผลแห่งบาปกรรมชนิดไหน ซึ่งพวกท่านเสวย ณ บัดนี้. เมื่อพระเถระถามถึงกรรมที่ชนเหล่านั้น กระทำอย่างนี้ ภริยาของพ่อค้าโกง เมื่อจะแจ้งถึงกรรมที่ชนทั้งหมดนั้นกระทำไว้ จึงได้กล่าวคาถาว่า :- เมื่อก่อน ผู้นี้เป็นบุตรของดิฉัน ได้ตีดิฉัน เป็นมารดา ผู้นี้เป็นสามีของดิฉัน เป็นพ่อค้าโกง ข้าวเปลือกปนแกลบ ผู้นี้เป็นลูกสะใภ้ของดิฉัน
หน้า 397 ข้อ 114
ลักกินเนื้อแล้ว กลับหลอกลวงด้วยมุสาวาท ดิฉันเมื่อเกิดเป็นมนุษย์ในมนุษยโลก เป็นหญิง แม่เรือน เป็นใหญ่แก่สกุลทั้งปวง เมื่อสิ่งของมี อยู่ เหล่ายาจกขอแล้ว เก็บซ่อนไว้เสีย ไม่ได้ให้ อะไร ๆ จากของที่มีอยู่เลยปกปิดไว้ด้วยมุสาวาท ว่า ของนี้ไม่มีในเรือนของเรา ถ้าเราปกปิดของ ที่มีไว้ไซร้ ขอคูถจงเป็นอาหารของเรา ภัตรแห่ง ข้าวสาลีอันมีกลิ่นหอม ย่อมกลับกลายเป็นคูถ เพราะวิบากแห่งกรรม คือมุสาวาทของดิฉัน ก็ กรรมทั้งหลายไม่ไร้ผล กรรมนั้นย่อมไม่สาบ- สูญ เพราะฉะนั้น ดิฉันจึงกินและดื่มแต่มูตรคูถ อันมีกลิ่นเหม็น มีหนอน. นางเปรตเมื่อจะแสดงถึงบุตรจึงได้กล่าวว่า อยํ ในคาถานั้น. บทว่า หึสติ แปลว่า ใช้กำลังเบียดเบียน อธิบายว่า ใช้ไม้ฆ้อนตี. บทว่า กูฏวาณิโช แปลว่า พ่อค้าเลวทราม อธิบายว่า ทำการค้าด้วย การหลอกลวง. บทว่า มํสานิ ขาทิตฺวา ความว่า กินเนื้อที่ทั่วไป ก็คนเหล่าอื่นแล้ว หลอกลวงชนเหล่านั้น ด้วยมุสาวาทว่า เรา ไม่ได้กิน. บทว่า อคารินี ได้แก่ หญิงแม่เจ้าเรือน. บทว่า สนฺเตสุ ความว่า เมื่อเครื่องอุปกรณ์ที่ชนเหล่าอื่นขอยังมีอยู่นั่นแล. บทว่า ปริคุหามิ แปลว่า ปกปิด. จริงอยู่ คำว่า ปริคุหามิ นี้ ท่านกล่าว
หน้า 398 ข้อ 114
ด้วยกาลวิปลาส. บทว่า มา จ กิญฺจิ อิโต อทํ ความว่า เราไม่ได้ ให้แม้เพียงสิ่งอะไร ๆ จากสิ่งอันเป็นของของเรานี้ แก่ชนเหล่าอื่น ผู้ต้องการ. บทว่า ฉาเทมิ ความว่า ปกปิดด้วยมุสาวาทว่า สิ่งนี้ ไม่มีอยู่ในเรือนของเรา. บทว่า คูถํ เม ปริวตฺตติ ความว่า ข้าวสาลีมีกลิ่นหอม ย่อมเปลี่ยนไป คือ แปรไปโดยความเป็นคูถ ด้วยอำนาจกรรม ของเรา. บทว่า อวญฺฌานิ แปลว่า ไม่สูญเปล่า คือ ไม่ไร้ผล. บทว่า น หิ กมฺมํ วินสฺสติ ความว่า กรรมตามที่ตนได้สั่งสมไว้ ยังไม่ให้ผล จะไม่สูญไปไหนเลย. บทว่า กิมินํ ได้แก่ มีหนอน คือ เกิดเป็นหมู่หนอนขึ้น. บทว่า มีฬฺหํ แปลว่า คูถ. คำที่เหลือ ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. พระเถระ ครั้นสดับคำของนางเปรตนั้นอย่างนี้แล้ว จึงได้ กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงการทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว จึงทรงแสดงธรรม แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาภุสเปตวัตถุที่ ๔
หน้า 399 ข้อ 115
๕. กุมารเปตวัตถุ ว่าด้วยเด็กพูดวาจาหยาบเป็นบาปได้ เมื่อจะประกาศเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าว คาถา ๗ คาถาความว่า [๑๑๕] พระญาณของพระสุคตศาสดาน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงพยากรณ์บุคคลได้อย่าง ถูกต้องว่า บุคคลบางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญ น้อย คฤหบดีผู้นี้เมื่อยังเป็นเด็ก ถูกเขาทิ้งไว้ใน ป่าช้า เป็นอยู่ได้ด้วยน้ำนมจากนิ้วมือตลอดราตรี ยักษ์และภูตปีศาจ หรืองูเล็กงูใหญ่ ก็ไม่เบียด- เบียนเด็กผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้ว แม้สุนัข ทั้งหลายก็พากันมาเลียเท้าทั้งสองของเด็กนี้ ฝูงเหยี่ยวและสุนัขจิ้งจอก ก็พากันมาเดิน เวียนรักษา ฝูงนกก็พากันมาคาบเอามลทิน ครรภ์ไปทิ้ง ส่วนฝูงกาพากันมานำเอานี้ตา เด็กนี้ หรือใคร ๆ ที่จะทำเมล็ดพรรณผักกาด ให้เป็นยามิได้มี และไม่ได้ถือเอาการประกอบ
หน้า 400 ข้อ 115
ฤกษ์ยามทั้งไม่ได้เรี่ยรายซึ่งข้าวเปลือกทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้าอันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว มีพระปัญญากว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็น เด็กอันบุคคลนำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในราตรี ผู้ถึง แล้วซึ่งความทุกข์อย่างยิ่งเช่นนี้ เหมือนก้อน แห่งเนยใสหวั่นไหวอยู่ มีความสงสัยว่ารอดหรือ ไม่รอดหนอ เหลืออยู่แต่สักว่าชีวิต ครั้นแล้วได้ พยากรณ์ว่า เด็กคนนี้จักเป็นผู้มีตระกูลสูง มี โภคสมบัติในพระนครนี้. พวกอุบาสกผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า :- อะไรเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้ เป็นวิบากแห่งวัตรหรือพรหมจรรย์ที่เขาประพฤติ แล้วเช่นไร เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้ว จักเสวย ความสำเร็จเช่นนั้นเพราะกรรมอะไร. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า:- เมื่อก่อน มหาชนทำการบูชาอย่างโอฬาร แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เด็กนั้น มิได้มีจิตเอื้อเฟื้อในการบูชา ได้กล่าววาจาหยาบ คายอันมิใช่ของสัตบุรุษ ภายหลังเด็กนั้นอันมารดา ตักเตือนให้กลับความวิตกอันลามกนั้นแล้ว กลับ ได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุงพระตถาคต
หน้า 401 ข้อ 115
ซึ่งประทับอยู่ ณ วิหารเชตวัน ด้วยข้าวยาคู ๗ วัน ข้อนั้นเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหมจรรย์ที่เขาประ- พฤติแล้วนั้น เขาถึงความพินาศเช่นนั้นแล้ว จัก ได้ความสำเร็จเช่นนั้น เขาตั้งอยู่ในมนุษยโลกนี้ สิ้นร้อยปี เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกามคุณทั้งปวง เมื่อตายไปจักเข้าถึงความเป็นสหายแห่งท้าว วาสวะ ในสัมปรายภพ. จบ กุมารเปตวัตถุที่ ๕ อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๕ เรื่องแห่งกุมารเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อจฺเฉรรูปํ สุคตสฺส าณํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีอุปุปัตติเหตุเป็นอย่างไร. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี อุบาสกและอุบาสิกาเป็นอันมาก เป็นหมู่กันโดยธรรม สร้างมณฑปหลังใหญ่ไว้ในพระนคร ประดับ มณฑปนั้นด้วยผ้านานาพรรณ นิมนต์พระศาสดาและพระภิกษุสงฆ์ มาแต่เช้าตรู่ ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานนั่งบนอาสนะ ที่ลาดด้วยเครื่องลาดอย่างดีควรแก่ค่ามาก บูชาด้วยสักการะมี ของหอมและดอกไม้เป็นต้นแล้ว ให้มหาทานเป็นไป. บุรุษคนหนึ่ง มีจิตถูกมลทินคือความตระหนี้กลุ้มรุม พอเห็นดังนั้น ทนต่อสักการะ นั้นไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ ทิ้งเสียที่กองหยากเหยื่อ
หน้า 402 ข้อ 115
ยังจะดีกว่า กว่าการที่จะถวายแก่สมณะโล้นเหล่านี้ ซึ่งหาดีมิได้ เลย. พวกอุบาสกอุบาสิกาได้ฟังดังนั้น เกิดความสลดใจพากันคิดว่า การที่บุรุษนี้ขวนขวายสร้างกรรมชั่ว อันเป็นเหตุให้ผิดในภิกษุ สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานถึงอย่างนี้ จัดว่าเป็นกรรมอันหนัก หนอ ดังนี้แล้ว จึงได้บอกเรื่องนั้น แก่มารดาของเขาแล้วกล่าวว่า ไป เธอจงไปขอขมาโทษพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยพระสงฆ์ สาวก. มารดารับคำแล้ว เมื่อจะขู่บุตรให้ยินยอม จึงเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า และเยี่ยมภิกษุสงฆ์ แสดงโทษที่บุตรกระทำ ไว้ให้ขมาโทษแล้ว ได้กระทำการบูชา ด้วยการถวายข้าวยาคู ตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์. เพราะฉะนั้น ไม่นานนักบุตรก็ทำกาละ บังเกิดในท้องของหญิงแพศยา. ผู้เลี้ยง ชีพด้วยกรรมที่เศร้าหมอง. ก็พอบุตรเกิดขึ้นเท่านั้น มารดารู้ว่า เป็นเด็กชาย ก็ให้เขาไปทิ้งเสียที่ป่าช้า. บุตรนั้น อันพลังแห่งบุญของ ตนคุ้มครองรักษาไว้ในที่นั้น ไม่ถูกอะไร ๆ เบียดเบียน จึงหลับ เป็นสุขเหมือนหลับที่ตักของมารดา. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า เทวดาพากันรับคุ้มครองรักษาบุตรนั้นไว้. ครั้นเวลาใกล้รุ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกจากมหา- กรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูสัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ทอดพระเนตร เห็นเด็กนั้นที่ถูกทอดทิ้งไว้ที่ป่าช้า จงได้เสด็จไปยังป่าช้า ในเวลา พระอาทิตย์ขึ้น. มหาชนประชุมกันว่า พระศาสดาเสด็จมาในที่นี้ เห็นจะมีเหตุอะไรในที่นี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่บริษัทผู้
หน้า 403 ข้อ 115
ประชุมกันแล้วว่า เด็กคนนี้ไม่มีใครรู้จัก บัดนี้ถูกทอดทิ้งไว้ใน ป่าช้า ไร้ที่พึ่งก็จริง ถึงอย่างนั้น เด็กนั้นก็จักได้รับสมบัติอัน โอฬาร ในอนาคต ปัจจุบัน และอภิสัมปรายภพแล้ว ถูกพวกมนุษย์ เหล่านั้น ทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในชาติปางก่อน เด็กคนนี้ ทำกรรมอะไรไว้ ดังนี้จึงทรงประกาศ กรรมที่เด็กกระทำไว้ และ สมบัติที่เด็กพึงได้รับในอนาคต โดยนัยเป็นต้นว่า :- หมู่ชนได้กระทำการบูชาอย่างโอฬาร แก่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แต่ จิตของเด็กนั้นกลับกลายเป็นอย่างอื่น จึงได้กล่าว วาจาหยาบคาย มิใช่ของสัตบุรุษดังนี้แล้ว จึงแสดงธรรมอันเหมาะสมแก่อัธยาศัยของบริษัทที่พากันมา ประชุมแล้ว จึงได้ตรัสพระธรรมเทศนาที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดง ด้วยพระองค์เองในเบื้องบน. ในเวลาจบสัจจะ สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ได้ ตรัสรู้ธรรม. ก็กฏุมพีคนหนึ่ง ผู้มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ได้รับเด็กนั้น ต่อพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า เป็นบุตรของเรา. พระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระดำริว่า เด็กนี้ อันบุญกรรมมีประมาณเท่านี้ รักษาไว้แล้ว และมหาชนพากันกระทำการอนุเคราะห์ ดังนี้แล้ว จึง เสด็จไปยังพระวิหาร. สมัยต่อมา เมื่อกฏุมพีนั้น ทำกาละแล้ว เธอก็ปกครองทรัพย์ ที่กฏุมพีนั้นมอบให้เก็บรวมทรัพย์ไว้ ได้เป็นคฤหบดี มีสมบัติ มากในพระนครนั้นเอง ได้เป็นผู้ยินดีในการให้ทานเป็นต้น. ภายหลัง
หน้า 404 ข้อ 115
วันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า น่าอัศจรรย์ พระศาสดาเป็นผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย เด็กชื่อแม้นั้น ในกาลนั้น เป็นคนอนาถา แต่บัดนี้เสวยสมบัติมาก และกระทำอย่างโอฬาร พระศาสดา ทรงสดับดังนั้นแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่เธอจะมีสมบัติแต่เพียงเท่านี้ โดยที่แท้ ในเวลาสิ้นอายุ จัก บังเกิด เป็นโอรสของท้าวสักกเทวราช ในภพชั้นดาวดึงส์ และจัก ได้สมบัติอันเป็นทิพย์. ภิกษุทั้งหลายและมหาชน ได้ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่าพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ผู้เห็นกาลไกล ทรง สดับเหตุนั้นแล้ว เสด็จไป เมื่อเขาพอเกิดมาเท่านั้นก็ถูกทิ้งใน ป่าช้าผีดิบ เสด็จไปในที่นั้น กระทำการสงเคราะห์เธอดังนี้แล้ว จึงพากันชมเชยญาณพิเศษของพระศาสดา แล้วได้กราบทูลประวัติ ของเด็กนั้นในอัตภาพนั้น. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดง ความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๖ คาถาว่า :- พระญาณของพระสุคตศาสดาน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุให้พระองค์ทรงพยากรณ์บุคคลว่า บุคคล บางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญน้อย. กุมารนี้ถูก ทอดทิ้งในป่าช้าเป็นอยู่ได้ด้วยน้ำนมจากนิ้วมือ ตลอดราตรี ยักษ์และภูตปีศาจ หรืองูเล็ก งูใหญ่ ก็ไม่เบียดเบียนเด็กผู้มีบุญอันได้ทำไว้แล้ว แม้ สุนัขทั้งหลายก็พากันมาเลียเล็บเท้าทั้งสองของ เด็กนี้ ฝูงกาและสุนัขจิ้งจอกก็พากันมาเดินเวียน
หน้า 405 ข้อ 115
รักษา ฝูงนกก็พากันมาคาบเอามลทินครรภ์ไปทิ้ง ส่วนฝูงกาพากันมาเอาขี้ตาไปทิ้ง มนุษย์และ อมนุษย์ไร ๆ มิได้จัดแจงรักษาเด็กนี้ หรือใคร ๆ ที่จะทำเมล็ดพรรณผักกาดให้เป็นยามิได้มี และ ไม่ได้ถือเอาการประกอบฤกษ์ยาม ทั้งไม่ได้เรี่ย- รายซึ่งข้าวเปลือกทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า อันเทวดาและมนุษย์บูชาแล้ว มีพระปัญญา กว้างขวาง ได้ทอดพระเนตรเห็นเด็กอันบุคลล นำมาทิ้งไว้ในป่าช้าในราตรี ผู้ถึงซึ่งความทุกข์ อย่างยิ่งเช่นนี้ เหมือนก้อนเนยใสหวั่นไหวอยู่ มีความสงสัยว่า รอดหรือไม่รอด เหลืออยู่แต่สัก ว่าชีวิต ครั้นได้รับพยากรณ์ว่า เด็กนี้จักเป็นผู้มี สกุลสูง มีโภคสมบัติในพระนครนี้ พวกอุบาสกผู้ยืนอยู่ในที่ใกล้พระศาสดาทูลถามว่า อะไรเป็นวัตรเป็นพรหมจรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรหรือพรหมจรรย์ ที่เขา ประพฤติแล้วเช่นไร เขาถึงความพินาศเช่นนี้แล้ว จักเสวยความสำเร็จเช่นนั้น เพราะกรรมอะไร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺเฉรรูปํ ได้แก่ มีสภาวะน่า อัศจรรย์. บทว่า สุคตสฺส าณํ ได้แก่ พระญาณแห่งพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าอันไม่ทั่วไปกับสาวกอื่น ซึ่งท่านกล่าวหมายเอาพระ-
หน้า 406 ข้อ 115
สัพพัญญุตญาณมีอาสยานุสยญาณเป็นต้นเท่านั้น. เพื่อจะเลี่ยง คำถามว่า พระญาณนี้นั้น ไม่เป็นวิสัยของพระสาวกอื่น เป็นอย่างไร จึงกล่าวว่า พระศาสดาทรงพยากรณ์ตามชั้นของบุคคล. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงว่า ความที่พระญาณเป็นภาวะน่าอัศจรรย์ ย่อมรู้ได้ด้วย เทศนาของพระศาสดาเท่านั้น. บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงพยากรณ์ พระองค์จงตรัสว่า บุคคล บางคนมีบุญมาก บางคนมีบุญน้อย ดังนี้. ความแห่งคำนั้นมีอธิบาย ดังนี้ว่า บุคคลบางพวกในโลกนี้ มีกุศลธรรมมาก เป็นผู้เสื่อมจาก ชาติเป็นต้น ด้วยอำนาจอกุศลที่ตนได้แล้วเป็นปัจจัยก็มี บ้างพวกมี มีบุญน้อยก็มี บางพวกมีบุญธรรมน้อยกว่าก็มี เป็นผู้รุ่งเรือง เพราะ- ความเป็นบุญรุ่งเรืองมากด้วยเหตุมีเขตุตสมบัติเป็นต้น ก็มี. บทว่า สิวถิกาย แปลว่า ในป่าช้า. บทว่า อวฺคุฏฺเสนฺเหน ได้แก่ ด้วยน้ำนมอันไหลออกจากนิ้วมือ อธิบายว่า ด้วยน้ำนม อันไหลออกจากนิ้วมือของเทวดา. บทว่า น ยกฺขภูตา น สรีสปา วา ความว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นปีศาจภูต ยักขภูต หรืองูใหญ่น้อยที่เที่ยวไป หรือเดินไป ไม่พึงเบียดเบียน คือไม่พึง ทำร้าย. บทว่า ปลิหึสุ ปาเท ความว่า เลียเท้าทั้งสองด้วยลิ้นของตน. บทว่า ธงฺกา แปลว่า พวกเหยี่ยว. บทว่า ปริวตฺตยนฺติ ความว่า เที่ยวเวียนรักษาไป ๆ มา ๆ เพื่อให้รู้ว่าไม่มีโรคว่า ใคร ๆ อย่าพึง เบียดเบียนกุมารนั้นเลย. บทว่า คพฺภาสยํ แปลว่า มลทิลครรภ์.
หน้า 407 ข้อ 115
บทว่า ปกฺขิคณา ได้แก่ ฝูงนกมีแร้ง และเหยี่ยวเป็นต้น. บทว่า หรนฺติ แปลว่า ขจัดไป. บทว่า อกฺขิมูลํ ได้แก่ ขี้ตา. บทว่า เกจิ ได้แก่ พวกเป็นมนุษย์ แต่อมนุษย์จัดแจงรักษา. บทว่า โอสธํ ได้แก่ ยาอันบำบัดโรคในกาลนั้น และกาลต่อไป. ด้วยบทว่า สาสปธูปนํ วา ท่านแสดงว่า ผู้ที่จะทำยาด้วยเมล็ด พรรณผักกาด เพื่อจะรักษาเด็กผู้แรกเกิดนั้น ไม่มี. บทว่า นตฺขตฺตโยคมฺปิ น อคฺคเหสุํ ความว่า ไม่ยึดเอาแม้ด้วยการประกอบ ฤกษ์, อธิบายว่า ใคร ๆ ไม่กระทำกรรมแรกเกิดให้แก่เธออย่างนี้ ว่า เด็กนี้เกิดในฤกษ์โน้น ดีถิโน้น ครู่โน้น. บทว่า น สพฺพธญฺานิปิ อากิรึสุ ความว่า เมื่อจะกระทำมงคล ไม่ได้กระทำข้าวเปลือกมี ข้าวสาลีเป็นต้นอันเจือด้วยน้ำมันเมล็ดพรรณผักกาดที่เขาประกอบ ให้เป็นยาแก่เด็กนั้น. บทว่า เอตาทิสํ แปลว่า เห็นปานนั้น. บทว่า อุตฺตมกิจฺฉปตฺตํ ความว่า ได้รับความยากอย่างยิ่ง คือ ได้รับทุกข์อย่างยิ่ง. บทว่า รตฺตาภตํ ได้แก่ ที่เขานำมาในราตรี. บทว่า โนนีตปิณฺฑํ วิย ได้แก่ เสมือนกับก้อนเนยใส, ท่านกล่าวอย่างนั้น เพราะเป็นเพียงชิ้นเนื้อ. บทว่า ปเวธมานํ ได้แก่ สั่นอยู่โดยภาวะที่มีกำลังน้อย. บทว่า สํสยํ ความว่า ชื่อว่ามีความสงสัย เพราะมีความสงสัยว่า เขาจะ มีชีวิตอยู่หรือไม่หนอ. บทว่า ชีวิตสาวเสสํ ได้แก่ เหลืออยู่แต่เพียง ชีวิตอย่างเดียว เพราะไม่มีทรัพย์อันเป็นเหตุดำรงชีวิต.
หน้า 408 ข้อ 115
บทว่า อคฺคกุลิโก ภวิสฺสติ โภคโต จ ความว่า จักเป็นผู้ มีสกุลสูง คือ มีสกุลสูงสุดอันมีโภคะเป็นเหตุ คือด้วยอำนาจโภคะ. คาถาว่า กิสฺส วตํ เป็นต้นนี้ พึงทราบว่า อุบาสกผู้อยู่ใน สำนักของพระศาสดากราบทูลด้วยอำนาจคำถามถึงกรรมที่เขา ทำไว้ และคาถานั้นแลอุบาสกผู้ประชุมกันอยู่ในป่าช้าได้กล่าวไว้ แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺส แปลว่า พึงเป็นกรรมอะไร. บทว่า วตํ ได้แก่ การสมาทานวัตร. บทว่า กิสฺส มีวาจาประกอบ การเปลี่ยนวิภัติอีกว่า วัตรและพรหมจรรย์ที่เธอสั่งสมไว้ดีเช่นไร. บทว่า เอตาทิสํ ความว่า ชื่อว่าเห็นปานนั้น เพราะเกิดในท้อง หญิงแพศยา ถูกทอดทิ้งในป่าช้า. บทว่า พฺยสนํ แปลว่า ความพินาศ. บทว่า เอตาทิสํ แปลว่า เห็นปานนั้น, อธิบายว่า มีประการดังกล่าว แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า เป็นอยู่ตลอดราตรีด้วยน้ำนมที่ไหลออกจาก นิ้วมือ และโดยนัยมีอาทิว่า เด็กนี้จักมีสกุลสูงแห่งนครนี้. บทว่า อิทฺธึ ได้แก่ เทวฤทธิ์ อธิบายว่า ทิพยสมบัติ. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกอุบาสกเหล่านั้นทูลถามแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ในเวลานั้น โดยประการที่พระสังคีติกาจารย์ ทั้งหลายเมื่อจะแสดงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :- มหาชนได้ทำการบูชาอย่างโอฬาร แก่ ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน เด็กนั้น ได้มีจิตเอื้อเฟื้อในการบูชา ได้กล่าววาจาหยาบ- คายอันมิใช่ของสัตบุรุษ ภายหลังเด็กนั้นอัน
หน้า 409 ข้อ 115
มารดาตักเตือนให้กลับความวิตกอันลามกนั้น แล้ว กลับได้ปีติและความเลื่อมใส ได้บำรุง พระตถาคต ซึ่งประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ด้วยข้าวยาคู ๗ วัน ข้อนั้นเป็นวัตรเป็นพรหม- จรรย์ของเขา นี้เป็นวิบากแห่งวัตรและพรหม- จรรย์ที่เขาประพฤติแล้วนั้น เขาถึงความพินาศ เช่นนี้แล้ว จักได้ความสำเร็จเช่นนั้น เขาตั้งอยู่ ในมนุษยโลกนี้ สิ้น ๑๐๐ ปี เป็นผู้พรั่งพร้อม ด้วยกายคุณทั้งปวง เมื่อตายไปจักเข้าถึงความ เป็นสหายแห่งท้าววาสวะในสัมปรายภพ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชนตา ได้แก่ หมู่ชน อธิบายว่า คณะแห่งอุบาสก. บทว่า ตตฺร ได้แก่ ในการบูชานั้น. บทว่า อสฺส ได้แก่ ของทารกนั้น. บทว่า จิตฺตสฺสหุ อญฺถตฺตํ ความว่า ในภพก่อน จิตของเขามีภาวะเป็นอย่างอื่น คือ ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่เคารพ ไม่มีปีติ. บทว่า อสพฺภํ ได้แก่ ได้กล่าววาจาหยาบอันไม่ควรที่จะฟัง ในที่ประชุมแห่งสาธุชน. บทว่า โส ได้แก่ เด็กนี้นั้น. บทว่า ตํ วิตกฺกํ ได้แก่ วิตก อันลามกนั้น. บทว่า ปวิโนทยิตฺวา ได้แก่ สงบระงับด้วยสัญญัติ ที่มารดากระทำ. บทว่า ปีตึ ปสาทํ ปฏิลทฺธา ได้แก่ กลับได้ คือ ทำปีติและความเลื่อมใสให้เกิด. บทว่า ผาคุยา อุปฏฺาสิ ได้แก่ บำรุง ด้วยการถวายข้าวยาคู. บทว่า สตฺตรตฺตํ แปลว่า ตลอด ๗ วัน.
หน้า 410 ข้อ 115
บทว่า ตสฺส วตํ ตํ ปน พฺรหฺมจริยํ ความว่า ความเลื่อมใส และการให้แห่งจิตของตนซึ่งมีประการยังเรากล่าวในหนหลังนั้น เป็นวัตรและเป็นพรหมจรรย์ของบุคคลนี้ อธิบายว่า ไม่มีสิ่งไรอื่น. บทว่า ตฺวาน ความว่า ตั้งอยู่ในมนุษยโลกนี้แหละจนสิ้น อายุ. บทว่า อภิสมฺปรายํ ได้แก่ ในภพใหม่. บทว่า สหพฺยตํ คจฺฉติ วาสวสฺส ได้แก่ จักเข้าถึงความเป็นสหาย โดยความเป็น บุตรแห่งท้าวสักกะจอมเทพ. ก็คำว่า สหพฺยตํ คจฺฉติ วาสวสฺส นี้ เป็นคำปัจจุบันกาล ใช้ในอรรถอันเป็นอนาคต. คำที่เหลือในบท ทั้งปวงง่ายทั้งนั้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๕
หน้า 411 ข้อ 116
๖. เสรินีเปติวัตถุ ว่าด้วยคนตระหนี่ไปเกิดเป็นเปรต อุบาสกคนหนึ่งถามนางเปรตเสรินีว่า [๑๑๖] ท่านเปลือยกาย มีผิวพรรณน่าเกลียด ซูบ ผอม สพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมยิ่งนักจนเห็น แต่ซี่โครง ท่านเป็นใคร มายืนอยู่ที่นี้. นางเปรตเสรินีตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ตกทุกข์ เกิดในยมโลก ทำกรรมอันลามกไว้ จึงจากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก. อุบาสกถามว่า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงจาก โลกนี้ไปสู่เปตโลก. นางเปรตเสรินีตอบว่า เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่งอัน หาโทษมิได้ มีอยู่ ดิฉันถูกความตระหนี่ครอบงำ จึงไม่สั่งสมบูรณ์แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรม มีอยู่ ไม่ทำที่พึ่งแก่ตน ดิฉันหิวน้ำ เข้าไปใกล้ แม่น้ำ แม่น้ำกลับว่างเปล่าไป ในเวลาร้อน ดิฉัน
หน้า 412 ข้อ 116
เข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป ทั้ง ลมก็กลับกลายเป็นเปลวไฟเผาร่างกายของดิฉัน ฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันควรจะเสวยทุกข์ มีความกระหายเป็นต้น ตามที่กล่าวมาแล้วนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้าทารุณกว่านั้น ท่านไป ถึงหัตถินีนครแล้ว ขอช่วยบอกแก่มารดาของ ดิฉันว่า เราเห็นธิดาของท่านตกทุกข์ เกิดใน ยมโลก เขาจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก เพราะทำบาป กรรมไว้ ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔ แสน ดิฉันซ่อน ไว้ภายใต้เตียง ไม่ได้บอกใคร ๆ ขอมารดาของ ดิฉันจงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้นั้น ให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทานแล้ว ขอจงอุทิศส่วน บุญมาให้แก่ดิฉันบ้าง เมื่อนั้นจะมีความสุข สำเร็จ ความประสงค์ทั้งปวง อุบาสกนั้นรับคำของ นางเปรตเสรินีแล้วกลับไปสู่หัตถินีนคร บอก แก่มารดาของนางว่า ข้าพเจ้าเห็นนางเสรินีธิดา ของท่าน เขาตกทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะได้ทำ กรรมชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก นางได้สั่ง ฉันในที่นั้นว่า ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว จงบอก แก่มารดาของดิฉันด้วยว่า ธิดาของท่านเราเห็น แล้ว ตกทุกข์ เกิดอยู่ในยมโลก เพราะทำกรรม
หน้า 413 ข้อ 116
ชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก ทรัพย์ของดิฉัน มีอยู่ ๔ แสน ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียงไม่ได้บอก ใคร ๆ ขอมารดาของดิฉันจงถือเอาทรัพย์จากที่ ซ่อนนั้นมาให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ ทานแล้วขอจงอุทิศส่วนบุญไปให้แก่ดิฉัน เมื่อนั้น ดิฉันจักมีความสุขสำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ก็มารดาของนางเปรตเสรินีนั้น ถือเอาทรัพย์ที่ นางเปรตเสรินีซ่อนไว้นั้นมาให้ทาน ครั้นแล้ว อุทิศส่วนบุญไปให้นางเปรตเสรินี นางเปรตเสรินี เป็นผู้มีความสุขแม้มารดาของนางก็เป็นอยู่สบาย. จบ เสรินีเปติวัตถุที่ ๖ อรรถกถาเสรินีเปติวัตถุที่ ๖ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ที่พระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภนางเสรินีเปรต จึงได้ตรัสพระคาถามีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทฺพฺพณฺณรูปาสิ ดังนี้. ได้ยินว่าในหัตถินีบุรี ในแคว้นกุรุรัฐ มีหญิงคนหนึ่งชื่อว่า เสรินี ได้เป็นผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีวิต. ก็ภิกษุทั้งหลายจากที่นั้น ๆ ได้มาประชุมกันในหัตถินีบุรีนั้น เพื่อต้องการทำอุโบสถ. ได้มี ภิกษุจำนวนมากมาประชุมกันอีก. มนุษย์ทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงจัดเตรียมเครื่องอุปกรณ์ในการบำเพ็ญทานเป็นอันมาก มีเมล็ดงา
หน้า 414 ข้อ 116
และข้าวสารเป็นต้น และมีเนยใส เนยข้น และน้ำผึ้งเป็นต้น บำเพ็ญ มหาทาน. ก็สมัยนั้น นางคณิกาคนนั้นไม่มีศรัทธาไม่มีความเลื่อมใส จิตถูกกลุ้มรุมด้วยมลทินคือความตระหนี่ แม้จะถูกพวกมนุษย์ เหล่านั้นให้กำลังใจว่า มาซิเธอ ก่อนอื่นจงอนุโมทนาทานนี้ ก็ ประกาศยืนยันความไม่เลื่อมใสแก่มนุษย์เหล่านั้นว่า จะประโยชน์ อะไรด้วยทานที่ให้แก่พวกสมณะโล้น การบริจาคสิ่งของมีประมาณ เล็กน้อย จักมีแต่ไหน. สมัยต่อมา นางทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรต ที่หลังคู แห่ง ปัจจันตนครแห่งหนึ่ง. ลำดับนั้น อุบาสกชาวเมืองหัตถินีบุรีคนหนึ่ง ไปยังนครนั้นเพื่อการค้า ในเวลาใกล้รุ่งแห่งราตรี ได้ไปยังหลังคู ด้วยประโยชน์เช่นนั้น. นางเห็นเขาที่นั้น ก็จำได้เป็นคนเปลือย มีร่างกายเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก เห็นเข้าน่าสะพึงกลัวยิ่งนัก ได้ยินแสดงตนอยู่ในที่ไม่ไกล. อุบาสกนั้น เห็นนางนั้นกลัว ถาม เป็นคาถาว่า :- ท่านเปลือยกาย มีรูปพรรณน่าเกลียด ซูบ ผอม สะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดูก่อนนางผู้ซูบผอม จนเห็นแต่ซี่โครง ท่านเป็นใครหนอ มายืนอยู่ที่นี้. ฝ่ายนางเปรต จึงประกาศตนแก่อุบาสกนั้นด้วยคาถาว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นเปรต ตกทุกข์ ได้ยาก เกิดในยมโลก ทำกรรมอันลามกไว้ จึง จากโลกนี้ ไปสู่เปตโลก.
หน้า 415 ข้อ 116
นางถูกอุบาสกนั้น ถามถึงกรรมที่ตนกระทำด้วยคาถาอีกว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา และใจ หรือ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึง จากโลกนี้ไปสู่เปตโลก จึงบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ และประโยชน์ที่เขาพึงกระทำ ให้แก่ตนอีก ด้วยคาถา ๖ คาถานี้ว่า :- ดิฉัน ได้ค้นทาทรัพย์มาได้กึ่งมาสก ในที่ ที่ไม่มีใครหวงห้าม เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ดิฉันไม่ ได้กระทำที่พึ่งแก่ตนไว้ ดิฉันกระหายน้ำ เข้าไป ยังแม่น้ำ แม่น้ำก็กลับว่างเปล่าไป ในเวลาร้อน ดิฉันเข้าไปยังร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดไป ทั้งลมก็กลับกลายเป็นเปลวไฟไป เผาร่างของ ดิฉันฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันควรจะเสวย ทุกข์มีความกระหายเป็นต้น ตามที่ท่านกล่าว แล้วนี้ และทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้าทารุณกว่านั้น ท่านไปถึงหัตถินีนครแล้ว ขอช่วยบอกแก่มารดา ดิฉันว่า เราเห็นธิดาของท่านตกทุกข์ เกิดใน ยมโลก เขาจากโลกนี้ไปยังเปตโลก เพราะทำ บาปกรรมไว้ ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียง ไม่ได้บอกแก่ใคร ๆ ขอมารดาของดิฉัน จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้
หน้า 416 ข้อ 116
นั้นเถิด ให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทาน แล้ว ขอจงอุทิศส่วนบุญมาให้แก่ดิฉันบ้าง เมื่อนั้น ดิฉันก็จะมีความสุข สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาวเฏสุ ติตฺเถสุ ความว่า ในถิ่นที่เป็นท่าของแม่น้ำ และสระน้ำเป็นต้น ที่ใคร ๆ ไม่หวงห้าม คือ ในที่ที่พวกมนุษย์อาบและทำกิจด้วยน้ำเช่นนั้น. บทว่า วิจินึ อฑฺฒมาสกํ ความว่า ดิฉันถูกความโลภครอบงำ ค้นหา คือแสวงหา ได้ทรัพย์เพียงกึ่งมาสก ด้วยคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงได้อะไร สักอย่างหนึ่ง ในที่นี้ ที่พวกมนุษย์วางลืมไว้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนาวเฏสุ ติตฺเถสุ ความว่า เมื่อสมณพราหมณ์ อันเป็นที่พึ่ง ของสัตว์ทั้งหลาย โดยความเป็นเหตุแห่งความบริสุทธิ์อันเนื่องด้วย ความพยายามของปวงสัตว์ ซึ่งไม่มีใครหวงห้าม โดยการเข้าไปหา มีอยู่. บทว่า วิจินึ อฑฺฒมาสกํ ความว่า ดิฉันมีจิตถูกมลทินคือ ความตระหนี่กลุ้มรุม จึงไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ จึงเก็บทรัพย์ ไว้เป็นพิเศษกึ่งมาสก จึงไม่สั่งสมบุญไว้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า เมื่อไทยธรรมมีอยู่ ดิฉัน จึงไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า ตสิตา ได้แก่ ผู้กระหายแล้ว. บทว่า ริตฺตกา ความว่า แม่น้ำที่กาพอจะพึงดื่มได้ ไหลไปอยู่ ก็กลับกลายเป็น แม่น้ำว่างเปล่าจากน้ำ มีเพียงทราย เพราะกรรมชั่วของดิฉัน.
หน้า 417 ข้อ 116
บทว่า อุณฺเหสุ ได้แก่ ในฤดูร้อน. บทว่า อาตโป ปริวตฺตติ ความว่า ที่ที่มีร่มเงา เมื่อดิฉันเข้าไป ก็กลับกลายเป็นแดดไป. บทว่า อคฺคิวณฺโณ ได้แก่ มีสัมผัสเช่นกับไฟ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า แผดเผาฟุ้งตลบไป ดังนี้เป็นต้น. นางเปรต เรียกอุบาสกนั้น ด้วยความเคารพว่า ภนฺเต ในบทว่า เอตญฺจ ภนฺเต อรหามิ นี้ อธิบายว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ก็ดิฉัน สมควรเสวยทุกข์ อันเกิดแต่ความกระหาย เป็นต้น ตามที่กล่าวแล้วนี้ และทุกข์อย่างอื่น อันลามก ทารุณ กว่านั้น เพราะดิฉันได้กระทำกรรมชั่ว อันเกิด แต่การกระทำนั้น. บทว่า วชฺเชสิ แปลว่า พึงกล่าว. บทว่า เอตฺถ นิกฺขิตฺตํ อนกฺขาตํ ความว่า ดิฉันไม่ได้บอกว่า ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ เก็บไว้ในที่นี้. บัดนี้ นางเปรตเมื่อจะแสดง ปริมาณของทรัพย์นั้น จึงกล่าวว่า ทรัพย์ ๔๐๐,๐๐๐ ดิฉันได้เก็บ ซ่อนไว้ภายใต้เตียง ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปลฺลงฺกสฺส ได้แก่บัลลังก์อันเป็นที่นอนของตนในกาลก่อน. บทว่า ตโต ความว่า ขอมารดา จึงถือเอาทรัพย์ส่วนหนึ่ง จากทรัพย์ที่ ดิฉันฝังไว้ แล้วจงให้ทานอุทิศถึงดิฉัน. บทว่า ตสฺสา ได้แก่ มารดาของดิฉัน. เมื่อนางเปรตนั้น กล่าวอย่างนี้ อุบาสกนั้นรับคำของนางนั้น แล้ว พิจารณากรณียกิจของตนในที่นั้น จึงไปยังหัตถินีนคร แจ้ง เรื่องนั้นแก่มารดาของนาง. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น พระสังคีติกาจารย์ ทั้งหลาย จึงกล่าวว่า :-
หน้า 418 ข้อ 116
อุบาสกนั้น รับคำของนางเปรตนั้นแล้ว กลับไปสู่หัตถินีนคร บอกแก่มารดาของนางว่า ข้าพเจ้าเห็นธิดาของท่าน เขาตกทุกข์ เกิดใน ยมโลก เพราะได้กระทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลก นี้ ไปสู่เปตโลก นางได้สั่งฉันในที่นั้นว่า ท่าน ไปถึงหัตถินีนครแล้ว จงบอกแก่มารดาของดิฉัน ด้วยว่า ธิดาของท่านเราเห็นแล้ว ตกทุกข์ เกิด อยู่ในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลก นี้ไปสู่เปตโลก ทรัพย์ของดิฉันมีอยู่ ๔๐๐,๐๐๐ ดิฉันซ่อนไว้ภายใต้เตียงไม่ได้บอกแก่ใคร ๆ ขอมารดาของดิฉัน จงถือเอาทรัพย์จากที่ซ่อนไว้ นั้น มาให้ทานบ้าง เลี้ยงชีวิตบ้าง ครั้นให้ทานแล้ว จงอุทิศส่วนบุญไปได้แก่ดิฉัน เมื่อนั้น ดิฉัน จัก มีความสุข สำเร็จความประสงค์ทั้งปวง ก็มารดา ของนางเปรตนั้น ถือเอาทรัพย์ที่นางเปรตซ่อนไว้ นั้น มาให้ทาน ครั้นแล้วอุทิศส่วนบุญไปให้ นางเปรต นางเปรตเป็นผู้มีความสุข แม้มารดา ของนาง ก็เป็นอยู่สบาย. คาถาเหล่านั้น รู้ได้ง่ายทีเดียว. มารดาของนางได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์ อุทิศไปให้นาง. เพราะเหตุนั้น นางตั้งอยู่ในความสมบูรณ์ ด้วย
หน้า 419 ข้อ 116
เครื่องอุปกรณ์ที่ได้มา แสดงตนแก่มารดา บอกเหตุนั้นให้ทราบ มารดาแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชนฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเสรินีเปติวัตถุที่ ๖
หน้า 420 ข้อ 117
๗. มิคลุททเปตวัตถุที่ ๑ ว่าด้วยนายพรานเนื้อใจหยาบตายไปเป็นเปรต พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า [๑๑๗] ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วย เทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณ อัน ให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ใน กลางวัน ท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ในชาติก่อน. เปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่ กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ มีภูเขาล้อมรอบ (ปัญจคีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนโลหิต เป็น คนหยาบช้าทารุณมีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอัน มากผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคืองให้ ยินดีแต่ ในการเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วย กาย วาจา ใจ เป็นนิตย์ อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็น สหายของกระผม เป็นคนใจดีมีศรัทธา ก็อุบาสก คนนั้น เป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่ เนือง ๆ ว่า อย่าทำบาปกรรมเลย พ่อเอ๋ย อย่าไป ทุคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้า
หน้า 421 ข้อ 117
จงงดเว้นการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวมเสีย เถิด กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดีมีความอนุ- เคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำสั่ง สอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีในบาปตลาดกาลนาน สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวมด้วยความ อนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในกลางวัน ส่วน กลางคืนจงงดเว้นเสีย กระผมจึงฆ่าสัตว์แต่ เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้นกลางคืนกระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือ กลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่งกุศล- ธรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาล พากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน ก็ชน เหล่าใดผู้มีความเพียรเนือง ๆ บากบั่นมั่นใน ศาสนาของพระสุคต กระผมเข้าใจว่า ชนเหล่า นั้นจักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่ง ไม่ได้อย่างแน่นอน. จบ ปฐมมิคลุททเปตวัตถุที่ ๗
หน้า 422 ข้อ 117
อรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภมิคลุททกเปรต จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นรนาริปุรกฺขโต ยุวา ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ ยังมีพรานคนหนึ่ง เที่ยวล่าเนื้อ เลี้ยงชีพตลอดคืนและวัน. พรานนั้น ได้มีอุบาสกคนหนึ่งเป็นมิตร. อุบาสกนั้น เมื่อไม่อาจจะให้นายพรานนั้น กลับจากความชั่วตลอดกาล ได้ จึงชักชวนในการบุญตอนราตรีว่า มาเถอะสหาย ท่านจง งดเว้นจากปาณาติบาต ในตอนกลางคืน. เขางดเว้นในตอนกลางคืน กระทำปาณาติบาตในตอนกลางวันเท่านั้น. สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ใกล้ กรุงราชคฤห์ เสวยทุกข์อย่างใหญ่ ตลอดส่วนกลางวัน เพียบพร้อม พรั่งพร้อมบำเรอด้วยกามคุณ ๕ ในกลางคืน. ท่านนารทะเห็นดังนั้น จึงสอบถามด้วยคาถานี้ว่า :- ท่านเป็นคนหนุ่มแน่น ห้อมล้อมด้วย เทพบุตรและเทพธิดา รุ่งเรืองอยู่ด้วยกามคุณ อันให้เกิดความกำหนัดยินดีในราตรี เสวยทุกข์ ในกลางวัน ท่านได้กระทำกรรมอะไรไว้ใน ชาติก่อน.
หน้า 423 ข้อ 117
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นรนาริปุรกฺขโต ความว่า อัน เทพบุตร เทพธิดา ผู้บำรุงบำเรอ พากันแวดล้อมเข้านั่งใกล้. บทว่า ยุวา แปลว่า ยังหนุ่มแน่น. บทว่า รชนีเยหิ แปลว่า อันเป็น เหตุให้ใคร่ คือเป็นเหตุเกิดความกำหนัด. บทว่า กามคุเณหิ ได้แก่ด้วยส่วนแห่งกาม. บทว่า โสภสิ อธิบายว่า ย่อมรุ่งเรือง ด้วยความพรั่งพร้อมในกลางคืน. ด้วยเหตุนั้น ท่านนารทะจึงกล่าวว่า เสวยทุกข์ในตอนกลางวัน ดังนี้ อธิบายว่า เสวยเหตุคือ ความ คับแค้นมีประการต่าง ๆ ในตอนกลางวัน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า รชนี ได้แก่ ในตอนกลางคืน. บทว่า เยหิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า กิมกาสิ ปุริมาย ชาติยา ความว่า ในชาติก่อนแต่ชาตินี้ ท่านได้ กระทำกรรมอะไรอันเป็นทางให้เสวยสุขและทุกข์อย่างนี้ ขอท่าน จงบอกกรรมนั้นเถิด. เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกกรรมที่ตนกระทำไว้ จึงได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :- เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุง ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล่อมรอบ (เบญจ- คีรีนคร) เป็นผู้มีฝ่ามือเปื้อนด้วยโลหิต เป็นคน หยาบช้า ทารุณ มีใจประทุษร้ายในสัตว์เป็นอัน มาก ผู้ไม่ได้กระทำความโกรธเคือง ยินดีแต่ใน การเบียดเบียนสัตว์อื่น เป็นผู้ไม่สำรวมด้วยกาย วาจา ใจ เป็นนิตย์ อุบาสกคนหนึ่ง ผู้เป็นสหาย
หน้า 424 ข้อ 117
ของกระผม เป็นคนมีใจดี มีศรัทธา ก็อุบาสก คนนั้น เป็นคนเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมอยู่ เนือง ๆ ว่า อย่าทำกรรมชั่วเลย พ่อเอ๋ย อย่าไป ทุคคติเลย ถ้าท่านปรารถนาความสุขในโลกหน้า จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ อันเป็นการไม่สำรวม เสียเถิด กระผมฟังคำของสหายผู้หวังดี มีความ อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำ สั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคนไม่มีปัญญา ยินดีแต่ในบาปตลอดกาลนาน สหายผู้มีปัญญาดี นั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ในความสำรวม ด้วย ความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในตอนกลาง วัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้นเสีย กระผมจึงฆ่า สัตว์ แต่เฉพาะกลางวัน กลางคืนเป็นผู้สำรวม งดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับ ความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขได้กัด กิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่ง กุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือด ดาล พากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน ก็ ชนเหล่าใด ผู้มีความเพียรเนือง ๆ บากบั่นใน ศาสนาของพระสุคตเจ้า กระผมเข้าใจว่าชนเหล่า นั้น จักได้บรรลุอมตบทอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุง
หน้า 425 ข้อ 117
แต่งไม่ได้อย่างแน่นอน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺโท ได้แก่ ผู้ทารุณ. บทว่า โลหิตปาณี ได้แก่ ผู้มีฝ่ามืออันเปื้อนเลือด ด้วยการฆ่าสัตว์เนือง ๆ. บทว่า ทารุโณ แปลว่า กล้าแข็ง อธิบายว่า เบียดเบียนตนเอง. บทว่า อวิโรธกเรสุ ได้แก่ ในเนื้อและนกเป็นต้น ผู้ไม่กระทำ ความโกรธด้วยอาการอะไร ๆ บทว่า อสํยมา แปลว่า ผู้ไม่สำรวม คือ เป็นผู้ทุศีล. บทว่า สกลานุสาสส ความว่า ซึ่งอนุศาสนีทั้งปวง คือ การงดเว้น จากปาณาติบาตตลอดกาล บทว่า จิรปาปาภิรโต ได้แก่ ผู้ยินดียิ่ง ในบาปตลอดกาลนาน. บทว่า สํยเม คือ ในสุจริต. บทว่า นิเวสยิ แปลว่า ตั้งอยู่แล้ว. คำว่า ถ้าท่านฆ่าสัตว์ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืน จงงดเว้นเสีย นี้ เป็นคำแสดงอาการแห่งความตั้งมั่น. ได้ยินว่า นายพรานนั้น ได้เป็นผู้ประกอบการฆ่าสัตว์เนือง ๆ ในเวลากลางคืน ด้วยการ ดักบ่วง คือลูกศรเป็นต้น. บทว่า ทิวา ขชฺชามิ ทุคฺคโต ความว่า บัดนี้ ฉันถึงทุคคติ เสวยทุกข์อย่างมหันต์ เคี้ยวกินในตอนกลางวัน. ได้ยินว่า ในตอน กลางวัน เขาได้เสวยผลอันพึงเห็นเสมอด้วยกรรม เพราะเขาให้ สุนัขกัดเนื้อ ในส่วนกลางวัน สุนัขใหญ่ ๆ วิ่งไป ทำสรีระให้เหลือ เพียงร่างกระดูก แต่เมื่อย่างเข้ากลางคืน ร่างกายนั้นจึงกลับเป็น ปกติตามเดิม เสวยทิพยสมบัติ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า :-
หน้า 426 ข้อ 117
เพราะฉะนั้น กลางคืนกระผมจึงได้รับ ความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขลุมกัดกิน คือกลางคืนได้เสวยทิพยสมบัติ ด้วยผลแห่งกุศล กรรมนั้น ส่วนกลางวันฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาล พากันห้อมล้อมกัดกินกระผมรอบด้าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปฏิหตา ความว่า เป็นผู้มีจิต เดือดดาล คือ เป็นเสมือนถูกความคับแค้นผูกพัน . บทว่า สมนฺตา ขาทิตุํ ได้แก่ วิ่งไป เพื่อกัดกินร่างกายของเรา โดยรอบด้าน. ก็ข้อนี้ ท่านกล่าวหมายเอาเวลาที่พวกสุนัขเหล่านั้น เข้าไปใกล้ นำความกลัวมาให้แก่ตนเป็นอย่างยิ่ง ก็สุนัขเหล่านั้นวิ่งไปกระทำ ร่างกายให้เหลือแต่เพียงกระดูกแล้วจึงไปเสีย. ในคาถาสุดท้ายว่า เย จ เต สตตานุโยคิโน มีความสังเขป ดังต่อไปนี้ ขึ้นชื่อว่า เรา ก็เป็นผู้งดเว้นจากเหตุเพียงการฆ่าสัตว์ เฉพาะในกลางคืน ยังได้เสวยทิพยสมบัติถึงเพียงนี้ ก็บุรุษเหล่าใด ผู้ขวนขวายยั่งยืนมั่นคง คือหมั่นประกอบเนือง คือทุกเวลา ใน อธิศีลเป็นต้น ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตพุทธเจ้า บุรุษเหล่านั้น เป็นผู้มีบุญ เห็นจะบรรลุอมตธรรม อันได้นามว่า อสังขตบท อันไม่เจือปน ด้วยโลกิยสุขอย่างเดียวเท่านั้น คือ บุรุษ เหล่านั้น ย่อมไม่มีการห้ามอะไร ๆ ในการบรรลุอมตบทนั้น. เมื่อเปรตนั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว พระเถระจึงกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระศาสดา. พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัต-
หน้า 427 ข้อ 117
ติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัท ผู้ถึงพร้อมแล้ว คำทั้งหมด มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบ อรรถกถาปฐมมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๗
หน้า 428 ข้อ 118
๘. มิคลุททเปตวัตถุที่ ๒ ว่าด้วยกรรมให้พรานเนื้อเสวยทุกข์ในป่าช้า พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า [๑๑๘] ท่านรื่นรมย์อยู่ในเรือนยอดและปราสาท บนบัลลังก์อันปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ด้วยดนตรี เครื่อง ๕ อันบุคคลประโคมแล้ว ภายหลังเมื่อ สิ้นราตรีพระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ท่านเข้าไปเสวยทุกข์ เป็นอันมากอยู่ในป่าช้า ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้เสวยทุกข์เช่นนี้. เปรตนั้นตอบว่า เมื่อก่อน กระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุง ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ มีภูเขาล้อมรอบ (ปัญจ- คีรีนคร) เป็นคนหยาบช้าทารุณ ไม่สำรวมกาย วาจา ใจ อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของกระผม เป็นคนใจดีมีศรัทธา มีภิกษุผู้คุ้นเคยของเขาเป็น สาวกของพระโคดม ก็อุบาสกนั้นเอ็นดูกระผม ห้ามกระผมเนือง ๆ ว่า อย่าทำบาปกรรมเลย พ่อเอ๋ย อย่าไปทุคติเลย ถ้าสหายปรารถนาความ สุขในโลกหน้า จงงดเว้นการฆ่าสัตว์อันเป็นการ
หน้า 429 ข้อ 118
ไม่สำรวมเสียเถิด ฯลฯ (เหมือนเรื่องที่ ๗) กระผมเข้าใจว่า ชนเหล่านั้นจักได้บรรลุอมตบท อันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้เป็นแน่. จบ ทุติยมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๘ อรรถกถาทุติยมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๘ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภมิคลุททกเปรตอีกตนหนึ่ง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า กูฏาคาเร จ ปาสาเท ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงราชคฤห์ มาณพ ชื่อว่ามาควิกะคนหนึ่ง แม้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติ ก็ละโภคสุข ออกเที่ยวล่าเนื้อ ตลอดทั้งคืนเละวัน. อุบาสกคนหนึ่ง ผู้เป็นสหายของเธอ อาศัยความ เอ็นดูจึงให้โอวาทว่า ดีละสหาย เธอจงงดเว้นจากปาณาติบาต เธอ อย่าได้มี เพื่อสิ่งอันมิใช่ประโยชน์ เพื่อทุกข์ตลอดกาลนานเลย. เธอ หาได้เอื้อเฟื้อโอวาทนั้นไม่. ลำดับนั้น อุบาสกนั้น จึงขอร้อง พระขีณาสพเถระ. ซึ่งเป็นที่เจริญใจแห่งในรูปหนึ่งว่า ดีละ พระผู้- เป็นเจ้า ขอท่านจงแสดงธรรมแก่บุรุษชื่อโน้น โดยประการที่เธอ จะพึงงดเว้นจากปาณาติบาต. ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระนั้น เที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ได้หยุดยืนที่ประตูเรือนของเธอ. มาควิกะนั้นเห็นท่านแล้ว เกิดมี ความนับถือมาก ต้อนรับให้เข้าไปสู่เรือน ได้ตกแต่งอาสนะถวาย.
หน้า 430 ข้อ 118
พระเถระนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว. ฝ่ายมาณพนั้น ก็เข้าไปหา พระเถระนั่งแล้ว. พระเถระ ประกาศโทษในปาณาติบาต และ อานิสงส์ ในการงดเว้นจากปาณาติบาตนั้น แก่เธอ. เธอ แม้ฟังดังนั้น แล้ว ก็ไม่ปรารถนาจะงดเว้นจากปาณาติบาตนั้น. ลำดับนั้น พระเถระจงกล่าวกะเธอว่า คุณ ถ้า ไม่สามารถจะงดเว้น โดยประการทั้งปวงได้ไซร้ อันดับแรก เธอก็จงงดเว้นแม้ในกลางคืน เถอะ. เธอรับคำแล้วว่า จะงดเว้นในเวลากลางคืน แล้วจึงงดเว้น จากปาณาติบาตนั้น. คำที่เหลือ เช่นกับเรื่องที่ติดกันนั่นแล. ก็ ในบรรดาคาถาพระนารทเถระ ได้สอบถามเธอด้วยคาถา ๓ คาถา ว่า :- ท่านรื่นรมย์อยู่ในเรือนยอดและปราสาท บนบัลลังก์อันปูลาดด้วยผ้าขนสัตว์ ด้วยดนตรี เครื่อง ๕ อันบุคคลประโคมแล้ว ภายหลังเมื่อ สิ้นราตรี พระอาทิตย์ขึ้นแล้ว ท่านเข้าไปเสวย ทุกข์เป็นอันมากอยู่ในป่าช้า ท่านทำกรรมชั่ว อะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือเพราะวิบากแห่ง กรรมอะไร ท่านจึงได้เสวยทุกข์เช่นนี้. ลำดับนั้น เปรตจึงบอกเนื้อความนั้นแก่ท่านด้วยคาถาว่า :- เมื่อก่อนกระผมเป็นพรานเนื้อ อยู่ที่กรุง ราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขาล้อมรอบ (เบญจ คีรีนคร) เป็นคนหยาบช้า ทารุณ ไม่สำรวมกาย
หน้า 431 ข้อ 118
วาจา ใจ อุบาสกคนหนึ่งผู้เป็นสหายของผม เป็น คนใจดี มีศรัทธา มีภิกษุผู้คุ้นเคยของเขาเป็น สาวกของพระโคดม แม้อุบาสกนั้น เอ็นดูกระผม ห้ามกระผมเนือง ๆ ว่า อย่าทำบาปกรรมเลย พ่อ เอ๋ย อย่าไปทุคคติเลย ถ้าสหายปรารถนาความ สุขในโลกหน้า จงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ อันเป็น การไม่สำรวมเสียเถิด. กระผมฟังคำของสหาย หวังดี มีความอนุเคราะห์ด้วยประโยชน์นั้นแล้ว ไม่ทำตามคำสั่งสอนทั้งสิ้น เพราะกระผมเป็นคน ไม่มีปัญญา ยินดียิ่งแล้วในบาปตลอดกาลนาน สหายผู้มีปัญญาดีนั้น แนะนำกระผมให้ตั้งอยู่ใน ความสำรวม ด้วยความอนุเคราะห์ว่า ถ้าท่าน ฆ่าสัตว์ในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนจงงดเว้น เสีย กระผมจึงฆ่าสัตว์แต่เฉพาะกลางวัน กลาง คืนเป็นผู้สำรวมงดเว้น เพราะฉะนั้น กลางคืน กระผมจึงได้รับความสุข กลางวันได้เสวยทุกข์ ถูกสุนัขรุมกัดกิน คือ กลางคืนได้เสวยทิพย- สมบัติ ด้วยผลแห่งกุศลกรรมนั้น ส่วนกลางวัน ฝูงสุนัขมีจิตเดือดดาล พากันห้อมล้อมกัดกิน กระผมรอบด้าน ก็ชนเหล่าใด ผู้มีความเพียร เนือง ๆ บากบั่นมั่นในพระศาสนาของพระสุคต-
หน้า 432 ข้อ 118
เจ้า กระผมเข้าใจว่า ชนเหล่านั้น จักได้บรรลุ อมตบทอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้อย่าง แน่นอน. เนื้อความแห่งคาถานั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล. จบ อรรถกถาทุติยมิคลุททกเปตวัตถุที่ ๘
หน้า 433 ข้อ 119
๙. กูฏวินิจฉยีกเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตจิกกินเนื้อหลังของตนกิน พระนารทเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า [๑๑๙] ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฏา สวมกำไล ทอง ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ มีสีหน้าผ่องใส งดงามดุจสีพระอาทิตย์อุทัยขึ้นมาในอากาศ มีนางฟ้าหมื่นหนึ่งเป็นบริวารบำรุงบำเรอท่าน นางฟ้าเหล่านั้นล้วนสวมกำไลทอง นุ่งห่มผ้าอัน ขลิบด้วยทองคำ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพมาก มีรูป เป็นที่ให้เกิดขนชูชันแก่ผู้พบเห็น แต่ท่านจิกเนื้อ ที่หลังของตนกินเป็นอาหาร ท่านได้ทำกรรมชั่ว อะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากแห่งกรรม อะไร ท่านจึงจิกเนื้อหลังของตนเองกินเป็น อาหาร. เปรตนั้นตอบว่า กระผมได้ประพฤติทุจริตด้วยการส่อเสียด พูดเท็จและหลอกลวง เพื่อความฉิบหายแก่ตน ในมนุษยโลก กระผมไปแล้วบริษัทในมนุษย- โลกนั้น เมื่อเวลาควรจะพูดความจริงปรากฏแล้ว
หน้า 434 ข้อ 119
ละเหตุละผลเสีย ประพฤติคล้อยตามอธรรม ผู้ ใดประพฤติทุจริตมีคำส่อเสียดเป็นต้น ผู้นั้นต้อง จิกเนื้อหลังของตนกิน เหมือนกระผมจิกเนื้อ หลังของตนกินในวันนี้ ฉะนั้น ข้าแต่พระนารทะ ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่นี้ท่านได้เห็นเองแล้ว ชนใดเป็นคนฉลาด มีความอนุเคราะห์ ชนเหล่า นั้นพึงกล่าวตักเตือนว่า ท่านอย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ อย่าเป็นผู้มีเนื้อหลังของตนเป็น อาหารเลย. จบ กูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙ อรรถกถากูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน มหาวิหาร ทรง ปรารภเปรตผู้วินิจฉัยโกง จึงตรัสคำเริ่มต้นว่า มาลี กิริฏี กายูรี ดังนี้. ในกาลนั้น พระเจ้าพิมพิสาร เข้าจำอุโบสถเดือนละ ๖ วัน มนุษย์เป็นอันมากคล้อยตามท้าวเธอ จึงพากันเข้าจำอุโบสถ. พระ- ราชาตรัสถาม พวกมนุษย์ผู้มายังสำนักของพระองค์ว่า พวกเธอ เข้าจำอุโบสถหรือ หรือว่า ไม่เข้าจำ. ในบรรดามนุษย์เหล่านั้น ผู้พิพากษาตัดสินความคนหนึ่ง เป็นผู้มีวาจาส่อเสียด เป็นผู้ หลอกลวง ผู้รับเอาสินบน ไม่อดกลั้นเพื่อจะกล่าวว่า หม่อมฉัน
หน้า 435 ข้อ 119
ไม่ได้เข้าจำอุโบสถ แต่กราบทูลว่า หม่อมฉัน เข้าจำอุโบสถ พระเจ้าข้า. ลำดับนั้น สหายจึงกล่าวกะเธอ ผู้ออกจากที่ใกล้พระราชา สหายวันนี้ ท่านเข้าจำอุโบสถหรือ ? เขาตอบว่า สหายเอ๋ย เพราะความกลัว ผมจึงกราบทูลอย่างนั้น ต่อพระพักตร์พระราชา แต่ผมไม่ได้เข้าจำอุโบสถ. ลำดับนั้น สหายจึงกล่าวกะเธอว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น อันดับ แรกเธอจงรักษาอุโบสถ กึ่งวัน ในวันนี้ เธอจงสมาทานองค์อุโบสถ เถิด. เธอรับคำของสหายนั้นแล้วไปยังเรือน ไม่บริโภคเลย บ้วน ปากอธิษฐานอุโบสถ เข้าจำอยู่ในกลางคืน ถูกความเสียดแทง อันมีพลังลมเป็นต้น เหตุซึ่งเกิดขึ้นเนื่องจากท้องว่าง เข้าตัดอายุ สังขาร ถัดจากจุติก็ไปบังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ในท้องภูเขา. จริงอยู่ เขาได้วิมาน ซึ่งมีนางฟ้า ๑๐,๐๐๐ นาง เป็นบริวาร และ ทิพยสมบัติเป็นอันมาก ด้วยเหตุเพียงการรักษาอุโบสถราตรีเดียว แต่เพราะตนเป็นผู้พิพากษาโกง และพูดวาจาส่อเสียด ตนเอง จึงจิกเนื้อหลังของตนเองกิน. ท่านพระนารทะ ลงจากเขาคิชกูฏ เห็นเธอเข้า จึงถามด้วยคาถา ๔ คาถาว่า :- ตัวท่านทัดทรงดอกไม้ ใส่ชฎา สวมกำไล ทองคำ ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์ มีหน้าผ่องใส งดงาม ดุจสีพระอาทิตย์อุทัย มาบนอากาศ มีนางฟ้า ๑๐,๐๐๐ นางเป็นบริวาร บำรุงบำเรอ ท่านนางฟ้าเหล่านั้น ล้วนสวมกำไลทองคำ
หน้า 436 ข้อ 119
นุ่งห่มผ้าอันขลิบด้วยทองคำ ท่านเป็นผู้มีอานุภาพ มาก มีรูปเป็นที่ให้ขนชูชัน แก่ผู้พบเห็น แต่ท่าน จิกเนื้อที่หลังของตนกินเป็นอาหาร ท่านได้ทำ กรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ หรือ เพราะ วิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงจิกเนื้อหลังของ ตนเองกินเป็นอาหาร. เปรตนั้นตอบว่า :- กระผมได้ประพฤติทุจจริตด้วยการส่อ เสียด พูดเท็จ พลางและล่อลวงเพื่อความฉิบหาย แก่ตนในมนุษยโลก กระผมไปแล้วสู่บริษัทใน มนุษยโลกนั้น เมื่อเวลาควรจะพูดความจริง ปรากฏแล้ว ละเหตุผลเสีย ประพฤติคล้อยตาม อธรรม ผู้ใด ประพฤติทุจจริต มีคำส่อเสียด เป็นต้น ผู้นั้นต้องจิกเนื้อหลัง ของตนกิน เหมือน กระผมจิกเนื้อหลังของตนกินในวันนี้ ฉะนั้น ข้าแต่พระนารทะ ทุกข์ที่กระผมได้รับอยู่นี้ ท่าน ได้เห็นเองแล้ว ชนเหล่าใดเป็นคนฉลาด มีความ อนุเคราะห์ ชนเหล่านั้นพึงกล่าวตักเตือนว่า ท่าน อย่าพูดส่อเสียด อย่าพูดเท็จ อย่าเป็นผู้มีเนื้อหลัง ของตนเป็นอาหารเลย.
หน้า 437 ข้อ 119
ฝ่ายเปรตนั้น ได้ตอบความนั้น ด้วยคาถา ๓ คาถา แก่ท่าน พระนารทะเถระนั้นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลี ได้แก่ ผู้ทัดทรงดอกไม้ อธิบายว่า ผู้ประดับด้วยดอกไม้ทิพย์. บทว่า กิริฏี แปลว่า ผู้สวมใส่ ชฎา. บทว่า กายูรี แปลว่า ผู้สวมกำไลทองคำ อธิบายว่า ผู้ประดับด้วยเครื่องประดับแขน. บทว่า คตฺตา แปลว่า อวัยวะ คือสรีระ. บทว่า จนฺทนุสฺสทา แปลว่า ผู้ลูบไล้ด้วยจุณจันทร์. บทว่า สูริยวณฺโณ ว โสภสิ ความว่า ท่านเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส ดุจพระสุริโยทัยทอแสงอ่อน ๆ. บาลีว่า อรณวณฺณี ปภาสสิ ดังนี้ ก็มี. บทว่า อรณํ ความว่า มีสีเสมอกับเทพผู้ไม่มีความหม่นหมอง คือ เป็นแดนอันประเสริฐ. บทว่า ปาริสชฺชา แปลว่า ผู้นับเนื่องในบริษัท อธิบายว่า ผู้อุปัฏฐาก. บทว่า ตุวํ แปลว่า ท่าน. บทว่า โลมหํสนรูปวา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยรูป อันให้เกิดขนชูชันแก่ผู้พบเห็น. จริงอยู่ คำว่า โลมหํสนรูปวา นี้ ท่านกล่าวไว้ เพราะความเป็นผู้พรั่งพร้อม ด้วยความเป็นผู้มีอานุภาพมาก. บทว่า อุกฺกจฺจ แปลว่า ตัด อธิบายว่า เฉือน. บทว่า อจาริสํ แปลว่าได้เที่ยวไปแล้ว คือได้ดำเนินไปแล้ว. บทว่า เปสุญฺมุสาวาเทน แปลว่า ด้วยความเป็นผู้พูดส่อเสียด และพูดคำเท็จ. บทว่า นิกติวญฺจนาย จ ได้แก่ ด้วยการพลาง
หน้า 438 ข้อ 119
และล่อลวง คือ ด้วยการล่อลวง โดยทำให้แปลกแก่ชนเหล่าอื่น ด้วยแสดงของเทียม. บทว่า สจฺจกาเล คือ ในกาลอันสมควรเพื่อจะกล่าวคำสัตย์. บทว่า อตฺถํ ได้แก่ ประโยชน์เกื้อกูล อันต่างด้วยประโยชน์ใน ปัจจุบันเป็นต้น. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ เหตุ คือ สิ่งที่ควร. บทว่า นิรากตฺวา ได้แก่ ทิ้ง คือละ. บทว่า โส ได้แก่สัตว์ผู้ประพฤติ วจีทุจจริตมีการพูดส่อเสียดเป็นต้น. คำที่เหลือทั้งหมด มีนัยดังกล่าว แล้วในหนหลังนั่นแล. จบ อรรถกถากูฏวินิจฉยิกเปตวัตถุที่ ๙
หน้า 439 ข้อ 120
๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตถูกรดน้ำแสบเฉือนเนื้อด้วยกรรมอะไร พระมหากัสสปเถระถามเปรตตนหนึ่งว่า :- [๑๒๐] ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเน่าเหม็น ฟุ้งไป และหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกินปากอัน มีกลิ่นเหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนท่านทำกรรม อะไรไว้ เพราะการฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้น นายนิรยบาลถือเอาศาตรามาเฉือนปากของท่าน เนือง ๆ รดท่านด้วยน้ำแสบแล้วเชือดเนื้อไป พลาง ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะวิบากแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบ ความทุกข์อย่างนี้. เปรตนั้นตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อก่อน กระผมเป็น อิสรชนอยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์ มีภูเขา ล้อมรอบ (บัญจคีรีนคร) เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย แต่กระผมได้ห้ามปราม ภรรยา ธิดา และลูกสะใภ้ของกระผม ซึ่งพากัน นำพวงมาลา ดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่า มิได้ ไปสู่สถูปเพื่อบูชา บาปนั้นกระผมได้ทำไว้
หน้า 440 ข้อ 120
แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์ และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียนการบูชาพระสถูป ก็ เมื่อการบูชาและการฉลองพระสถูปของพระ- อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า อันมหาชนให้เป็นไป อยู่ ชนเหล่าใดมาประกาศโทษแห่งการบูชา พระสถูปนั้น เหมือนกระผม ชนเหล่านั้นพึงห่าง เหินจากบุญ ขอท่านจง ชนทั้งหลายซึ่งทัดทรง ดอกไม้ตบแต่งร่างกาย เหาะมาทางอากาศเหล่านี้ เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นผู้มั่งคั่ง มียศเสวย อยู่ซึ่งวิบากแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ชนทั้งหลาย ผู้มีปัญญา ได้เห็นผลอันน่าอัศจรรย์น่าขนพอง สยองเกล้า อันไม่เคยมีนั้นแล้ว ย่อมทำการ นอบน้อมวันทาพระมหามุนีนั้น กระผมไปจาก เปตโลกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็นผู้ไม่ ประมาท ทำการบูชาพระสถูปเนือง ๆ เป็นแน่แท้. จบ ธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ อรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ เรื่องแห่งเปรตผู้ติเตียนพระธาตุนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อนฺตลกฺขสฺมึ ติฏฺนฺโต ดังนี้.
หน้า 441 ข้อ 120
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพาน ในระหว่างนางรัง ทั้งคู่ ณ สาลวโนทยาน แห่งมัลลกษัตริย์ อันเป็นที่แวะเวียน ใน กรุงกุสินารา และทำการจำแนกพระธาตุพระเจ้าอชาตสัตตุ ทรง ถือเอาการส่วนพระธาตุที่พระองค์ได้ ทรงระลึกถึงพระพุทธคุณ ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน แล้วให้การบูชาอันโอฬารเป็นไป. พวกมนุษย์ในที่นั้น นับไม่ได้ประมาณไม่ได้ พากันทำจิต ให้เลื่อมใส ได้เข้าถึงสวรรค์. ก็บุรุษประมาณ ๘๖,๐๐๐ คน ในที่นั้น มีจิตวิปปลาส เพราะความเป็นผู้ไม่มีศรัทธา และเพราะความเห็น ผิดที่ตนให้เกิดตลอดกาลนาน ประทุษร้ายจิตของตนแม้ในฐานะ อันเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใส แล้วเกิดในหมู่เปรต. ภรรยา ธิดา ลูกสะใภ้ของกฏุมพี ผู้เพียบพร้อมด้วยสมบัติคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ นั้นนั่นเอง มีจิตเลื่อมใส พากันคิดว่า จักถวายบูชาพระธาตุ จึง ถือเอาสักการะมีของหอมและดอกไม้เป็นต้น เริ่มไปยังที่บรรจุ พระธาตุ. กฏุมพีนั้นคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยการบูชากระดูก จึงดูหมิ่นพระธาตุเหล่านั้น พากันไปในการบูชาพระธาตุ. หญิงเหล่านั้น ก็ไม่เชื่อคำของกฏุมพีนั้น พากันไปในที่นั้น กระทำการบูชาพระธาตุ มายังเรือนถูกโรคเช่นนั้นครอบงำ ไม่นานนักก็ทำกาละไปบังเกิด ในเทวโลก. ส่วนกุฎมพีนั้นถูกความโกรธครอบงำ ไม่นานนักทำ กาละแล้ว ไปบังเกิดในหมู่เปรตเพราะบาปกรรมนั้น. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านมหากัสสปะปรุงแต่งอิทธาภิสังขาร โดยประการที่พวกมนุษย์เห็นเปรตเหล่านั้น และเทวดาเหล่านั้น
หน้า 442 ข้อ 120
ก็ครั้นกระทำอย่างนั้นแล้ว ยืนอยู่ที่ลานเจดีย์ ถามเปรตผู้ติเตียน พระธาตุนั้นด้วย ๓ คาถา เปรตนั้น ได้พยากรณ์แก่ท่านแล้ว. พระเถระถามว่า :- ท่านยืนอยู่ในอากาศ มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป และหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกินปากอันมีกลิ่น เหม็นเน่าของท่าน เมื่อก่อนทำอะไรไว้ เพราะ การฟุ้งไปแห่งกลิ่นเหม็นนั้น นายนิรยบาลคือ เอาศาตรามาเฉือนปากของท่านเนือง ๆ รดท่าน ด้วยน้ำแสบด้วยเชือดเนื้อไปพลาง ท่านทำกรรม ชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ หรือ เพราะวิบาก แต่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบความทุกข์ อย่างนี้. เปรตนั้นตอบว่า:- ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ เมื่อก่อนกระผมเป็น อิสรชนอยู่ที่กรุงราชคฤห์อันน่ารื่นรมย์มีภูเขา ล้อมรอบ (เบญจคีรีนคร) เป็นผู้มั่งคั่งด้วยทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย แต่กระผมได้ห้ามปราม ภรรยา ธิดา และลูกสะใภ้ของกระผม ซึ่งพากัน นำพวงมาลาดอกอุบลและเครื่องลูบไล้อันหาค่า มิได้ ไปสู่สถูปเพื่อบูชา บาปนั้นกระผมได้ทำไว้ แล้ว จึงได้เสวยทุกขเวทนาเห็นประจักษ์
หน้า 443 ข้อ 120
และจักหมกไหม้อยู่ในนรกอันหยาบช้าทารุณ ๘๖,๐๐๐ ปี เพราะติเตียนการบูชาพระสถูป ก็เมื่อการบูชา และการฉลองพระสถูปของพระ อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอันมหาชนให้เป็นไป อยู่ ชนเหล่าใดมาประกาศโทษแห่งการบูชาพระ- สถูปนั้น เหมือนกระผม ชนเหล่านั้น พึงห่างเหิน จากบุญ ขอท่านจงดู ชนทั้งหลายเหล่านั้น ซึ่ง ทัดทรงดอกไม้ตบแต่งร่างกาย เหาะมาทางอากาศ เหล่านี้ เป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใส เป็นผู้มั่งคั่งมียศ เสวยอยู่ ซึ่งวิบากแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ชน ทั้งหลายผู้มีปัญญา ได้เห็นผลอันน่าอัศจรรย์ น่าขนพองสยองเกล้า อันไม่เคยมีนั้นแล้ว ย่อม ทำการนอบน้อม วันทาพระมหามุนีนั้น กระผม ไปจากเปตโลกนี้แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์จักเป็น ผู้ไม่ประมาท ทำการบูชาพระสถูปเนืองนิตย์เป็น แน่แท้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุคฺคนฺโธ ได้แก่ ผู้มีกลิ่นไม่น่า ปรารถนา. อธิบายว่า มีกลิ่นเหมือนกลิ่นซากศพ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มีกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งไป. บทว่า ตโต ความว่า นอกเหนือจากกลิ่นเหม็นฟุ้งไปและถูกหมู่หนอนพากันบ่อนฟอนกิน.
หน้า 444 ข้อ 120
บทว่า สตฺถํ คเหตฺวาน โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ความว่า สัตว์ ทั้งหลายถูกกรรมตักเตือน จึงเอาศาตราอันลับคม ผ่าปากแผลนั้น บ่อย ๆ. บทว่า ขาเรน ปริปฺโผสิตฺวา โอกฺกนฺตนฺติ ปุนปฺปุนํ ความว่า ถูกรดด้วยน้ำแสบในที่ที่ถูกผ่าแล้วก็เชือดเนื้อไปพลาง. อิสฺสโร ธนธญฺสฺส สุปหูตสฺส ความว่า เป็นใหญ่ คือ เป็นเจ้าของทรัพย์และธัญญาหารมากมายยิ่ง อธิบายว่า เป็นคน มั่งคั่งมีทรัพย์มาก. บทว่า ตสฺสายํ เม ภริยา จ ธีตา จ สุณิสา จ ความว่า ใน อัตภาพก่อน ผู้นี้เป็นภรรยา เป็นธิดา เป็นลูกสะใภ้ของกระผม นั้น. เปรตกล่าวแสดงว่า หญิงเหล่านั้นเป็นเทวดายืนอยู่ในอากาศ. บทว่า ปจฺจคฺฆํ แปลว่า ใหม่. บทว่า ถูปํ หรนฺติโย วาเรสึ ความว่า ข้าพเจ้าติเตียนพระธาตุห้ามหญิงเหล่านั้นผู้น้อมเข้าไป เพื่อบูชาพระสถูป. ด้วยคำว่า ตํ ปาปํ ปกตํ มยา นี้ เปรตถึงความ เดือดร้อน กล่าวว่า ความชั่วในการติเตียนพระธาตุนั้น ข้าพเจ้า ได้กระทำ คือประพฤติอยู่เสมอ. บทว่า ฉฬาสีติสหสฺสานิ ได้แก่ ประมาณ ๘๖,๐๐๐ คน. เปรตกล่าวร่วมเปรตเหล่านั้นกับตนว่า มยํ. แปลว่า พวกเรา. บทว่า ปุจฺจตฺตเวทนา ได้แก่ ทุกขเวทนาที่กำลังครอบงำอยู่เป็นแผนก ๆ. ด้วย บทว่า นิรเย เปรตกล่าวเปตวิสัยให้เหมือนกับนรก เพราะมีทุกข์หนัก.
หน้า 445 ข้อ 120
บทว่า เย จ โข ถูปปูชาย วตฺตนฺเต อหรโต มเห ความว่า เมื่อการ ฉลอง การบูชา อุทิศสถูปของพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็น ไปอยู่ ชนเหล่าใดประกาศอาทีนพ คือ โทษ ในการบูชาพระสถูป เหมือนข้าพเจ้า ท่านทั้งหลายพึงเลือกเฟ้นบุคคลเหล่านั้นจากบุญ นั้น. เปรตประกาศความที่ตนเป็นผู้เสื่อมใหญ่ โดยอ้างผู้อื่นว่า พึงยังบุคคลเหินห่างจากบุญให้เกิด. บทว่า อายนฺติโย แปลว่า ผู้มาทางอากาศ. บทว่า มาลาวิปากํ ได้แก่ วิบาก คือผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ที่ทำไว้ ในพระสถูป. บทว่า สมิทฺธา ได้แก่ สำเร็จด้วยทิพยสมบัติ. บทว่า ตา ยสสฺสิโน ได้แก่ หญิงเหล่านั้นมีบริวาร. บทว่า ตญฺจ ทิสฺวาน ความว่า เห็นผลพิเศษอันโอฬารยิ่ง อันน่าอัศจรรย์ไม่เคยมี ให้เกิดขนพองสยองเกล้า ของบุญอันเกิด จากการบูชาอันนิดหน่อยยิ่งนักนั้น. บทว่า นโม กโรนฺติ สปฺปญฺา วนฺทนฺติ ตํ มหามุนึ ความว่า ข้าแต่ท่านกัสสปะผู้เจริญ หญิงเหล่านี้ ย่อมไหว้ย่อมอภิวาท อธิบายว่า กระทำการนอบน้อม และกระทำ นมัสการท่านผู้เป็นบุญเขตอันสูงสุด. ลำดับนั้น เปรตนั้นมีใจสลด เมื่อจะแสดงกรรมที่ตนพึง การทำต่อไป อันควรแก่ความสลดใจ จึงกล่าวคาถาว่า โสหํ นูน ดังนี้เป็นต้น. คำนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น.
หน้า 446 ข้อ 120
ท่านพระมหากัปปะผู้อันเปรตกล่าวอย่างนี้ จึงกระทำ เรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แสดงธรรมแก่บริษัท ผู้ถึงพร้อม แล้ว. จบ อรรถกถาธาตุวิวัณณเปตวัตถุที่ ๑๐ จบ ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เปตวัตถุ จูฬวรรคที่ ๓ ประดับด้วยเรื่อง ๑๒ เรื่อง รวมเรื่องที่มีในวรรคนี้คือ ๑. อภิชชมานเปตวัตถุ ๒. สานุวาสีเถรเปตวัตถุ ๓. รถการี- เปตวัถุ ๔. เปตวัตถุ ๕. กุมารเปตวัตถุ ๖. เสรินีเปติวัตถุ ๗. มิคลุททกเปตวัตถุที่ ๑ ๘. มิคุททกเปตวัตถุที่ ๒ ๙. กูฏ- วินิจฉยิกเปตวัตถุ ๑๐. ธาตุวิวัณณเปตวัตถุ. จบ จูฬวรรคที่ ๓
หน้า 447 ข้อ 121
มหาวรรคที่ ๔ ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตถูกเสียบอยู่ปลายหลาว [๑๒๑] มีนครของชาววัชชีนครหนึ่งนามว่าเวสาลี ในนครเวสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวีทรงพระนามว่า อัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่ง ที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบ เหตุ จึงตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า การ นอน การนั่ง การเดินไปดินมา การลิ้ม การดื่ม การเคี้ยว การนุ่งห่ม แม้หญิงบำเรอของบุคคล ผู้ถูกเสียบไว้บนหลาวนี้ ย่อมไม่มี ชนเหล่าใด ผู้เป็นญาติ เป็นมิตรสหาย เคยเป็น เคยฟังร่วม กันมา เคยมีความเอ็นดูกรุณา ของบุคคลใด มีอยู่ ในกาลก่อน เดี๋ยวนี้ชนเหล่านั้นแม้จะเยี่ยมเยียน บุคคลนั้นก็ไม่ได้ บุรุษนี้มีตนอันญาติเป็นต้นสละ แล้ว มิตรสหายย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ตกยาก พวก มิตรสหายทราบว่าผู้ใดขาดแคลน ย่อมละทิ้งผู้นั้น และเห็นใครมั่งคั่งบริบูรณ์ ก็พากันไปห้อมล้อม คนที่มั่งคั่งด้วยสมบัติย่อมมีมิตรสหายมา ส่วน
หน้า 448 ข้อ 121
บุคคลผู้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ฝืดเคืองด้วย โภคะ ย่อมหามิตรสหายยาก (นี้เป็นธรรมดาของ โลก) บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้ มีร่างกายเปื้อนด้วย เลือด ตัวทะลุเป็นช่อง ๆ ชีวิตของบุรุษนี้จักดับ ไปในวันนี้พรุ่งนี้ เหมือนหยาดน้ำค้างอันติดอยู่ บนปลายหญ้า ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะเหตุ ไร ท่านจึงพูดกะบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่างยิ่ง นอนหงายอยู่บนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่า ดูก่อน บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิต อยู่เท่านั้นเป็นของประเสริฐ. เปรตนั้นกราบทูลว่า:- ข้าแต่พระราชา บุรุษนี้เป็นสาโลหิตของ ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกชาติก่อนได้ ข้า- พระองค์เห็นแล้วมีความกรุณาแก่เขาว่า ขออย่า ให้บุรุษผู้เลวทรามนี้ไปตกนรกเลย ข้าแต่กษัตริย์ ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ จุติจากอัตภาพนี้แล้ว จักเข้าถึงนรกอันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป เป็นสถานร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน ให้เกิดความน่ากลัว หลาวนี้ประเสริฐกว่านรก นั้นตั้งหลายพันเท่า ขออย่าให้บุรุษนี้ไปตกนรก อันมีแต่ความทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อน ให้เกิด
หน้า 449 ข้อ 121
ความน่ากลัว มีความทุกข์กล้าแข็งอย่างเดียว บุรุษนี้ฟังคำของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว ประหนึ่ง ว่าข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่ทุกข์ในนรกนั้น จะพึง สละชีวิตของตนเสีย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ จะไม่พูดในที่ใกล้เขา ด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษ นี้อย่าได้ดับไปเสียเพราะคำของข้าพระองค์เลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงพูดว่า ขอท่านจงมี ชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เป็นของประเสริฐ. เมื่อเปรตแสดงความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระราชา ทรงขอโอกาสเพื่อจะตรัสถามความเป็นไปของเปรตนั้นอีก จึงได้ ตรัสพระคาถานี้ความว่า :- เรื่องของบุรุษนี้เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนา จะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ข้าพระองค์ได้ให้ปฏิญาณไว้ในกาลนั้น แน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส บัดนี้ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดย พระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอเชิญ พระองค์ตรัสถามข้าพระองค์ตามพระประสงค์
หน้า 450 ข้อ 121
เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่สามารถจะ กราบทูลได้. เมื่อเปรตให้โอกาสเช่นนั้นแล้ว พระเจ้าอัมพสักขระจึง ตรัสถามว่า :- เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควรเชื่อ สิ่งนั้นแม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ก็ ขอให้ลงโทษถอดยศเราเถิดยักษ์. เปรตนั้นทูลว่า :- ขอสัจจปฏิญาณของพระองค์นี้จงมีแก่ ข้าพระองค์ พระองค์ได้ทรงฟังธรรมที่ข้าพระองค์ กล่าวแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มี ความต้องการอย่างอื่น ไม่ได้มีจิตประทุษร้าย ข้าพระองค์จะกราบทูลธรรมทั้งหมด ที่ข้าพระ- องค์ได้สดับแล้วบ้าง หรือไม่สดับแล้วบ้าง แก่ พระองค์ ตามที่ข้าพระองค์รู้. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า :- ท่านขี่ม้าขาวอันประดับประดาแล้ว เข้า ไปยังสำนักของบุรุษที่ถูกเสียบหลาว ม้าขาวตัวนี้ เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรม อะไร.
หน้า 451 ข้อ 121
เปรตนั้นกราลทูลว่า :- ที่กลางเมืองเวสาลีนั้น มีหลุมที่หนทาง ลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส เอาศีรษะโคศีรษะ หนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์ และบุคคลอื่นเหยียบบนศีรษะใดนั้นเดินไปได้ สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดูน่าชม นี้เป็น ผลแห่งกรรมนั้น. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :- ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมี กลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิ์แห่งเทวดา เป็นผู้มีอานุภาพมาก แต่ท่านเปลือยกาย นี้เป็น ผลแห่งกรรมอะไร. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นคนไม่มักโกรธ แต่มีใจเลื่อมใสเป็นนิตย์ พูดกับคนทั้งหลายด้วย วา อ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีทิพย์สว่างไสว อยู่เนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ข้าพระองค์ เห็นยศและชื่อเสียงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระองค์มีกลิ่น ทิพย์หอมฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้า-
หน้า 452 ข้อ 121
พระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บนบก ไม่มีความ ประสงค์จะลักขโมย และไม่มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้นข้าพระองค์จึงเป็นคนเปลือยกาย เป็นอยู่อย่างฝืดเคือง. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :- ผู้ใดทำบาปเล่น ๆ นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนผู้ใดตั้งใจ ทำบาปจริง ๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรม ของผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- มนุษย์เหล่าใดมีความดำริชั่ว เป็นผู้เศร้า- หมองด้วยกาย และวาจา เมื่อตายไป มนุษย์เหล่า . นั้นย่อมเข้าถึงนรกในสัมปรายภพโดยไม่ต้อง สงสัย ส่วนชนเหล่าอื่นปรารถนาสุคติยินดียิ่ง ในทาน มีอัตภาพอันสงเคราะห์แล้ว เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติในสัมปรายภพโดยไม่ต้องสงสัย. เมื่อเปรตนั้น ชี้แจงจำแนกผลกรรมแต่โดยย่ออย่างนี้ พระ- ราชาไม่ทรงเชื่อ จึงตรัสถามเปรตนั้นว่า :- เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็นผล แห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราะพึงเห็น
หน้า 453 ข้อ 121
อย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำ ให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- พระองค์ได้ทรงเป็นแล้วและได้ทรงสดับ มาแล้ว ก็จงทรงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดี และกรรมชั่ว เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสอง ก็พึงมีสัตว์ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลาย ในมนุษยโลกนี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว สัตว์ผู้ไปสู่สุคติ ทุคติ อันเลว และประณีต ก็ไม่มีในมนุษยโลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลาย ในมนุษยโลกทำกรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น จึงไปสู่สุคติ ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง นัก ปราชญ์ทั้งทลายกล่าววิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้น ว่า เป็นที่ตั้งแห่งการเสวยสุขและทุกข์ เทวดา ย่อมพากันห้อมล้อมพวกชนผู้ได้เสวยผลอันเป็น สุข คนพาลผู้ไม่เห็นบาปและทั้งสอง ย่อม เดือดร้อน กรรมที่ข้าพระองค์เองทำไว้ในชาติ ก่อน ซึ่งจะเป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น ในบัดนี้ มิได้มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้ที่ให้ ผ่านุ้งผ้าห่ม ที่นอนที่นั่ง ข้าวและน้ำ แก่สมณ- พราหมณ์ทั้งหลายแล้วพึงอุทิศส่วนบุญมาให้
หน้า 454 ข้อ 121
ข้าพระองค์มิได้มี เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึง เป็นคนเปลือยกาย มีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :- ดูก่อนยักษ์ เหตุอะไร ๆ ที่จะให้ท่านได้ เครื่องนุ่มห่มพึงมีอยู่หรือ ถ้าเหตุที่ควรเชื่อพอจะ ฟังเป็นเหตุ ได้มีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ในเมืองเวสาลีนี้ มีภิกษุรูปหนึ่งนามว่า กัปปิตกะเป็นผู้ได้ฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระ- อรหันต์ผู้หลุดพ้น มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น บรรลุผลอัน สูงสุด มีวาจาสละสลวย รู้ความประสงค์ของ ผู้ขอว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดี พูดจา โต้ตอบดี เป็นเนื้อนาบุญของโลก มีปกติอยู่ด้วย เมตตา เป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดาและมนุษย์ สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตกได้ ไม่มีทุกข์ ไม่มี ตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากลูกศร ไม่ถือเรา ถือเขา ไม่คดกายวาจาใจ ไม่มีอุปธิ สิ้นกิเลสเป็น เครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง ได้บรรลุวิชา ๓ มีความรุ่ง เรือง ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ เพราะความเป็นผู้มี คุณวิเศษอันปกปิดไว้ แม้ใคร ๆ เป็นก็ไม่รู้ว่า
หน้า 455 ข้อ 121
เป็นคนดีในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียกท่าน ว่ามุนี รู้กันว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ หนักแน่น ไม่ หวั่นไหว มีธรรมอันดีงาม เที่ยวไปในโลก ถ้า พระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่แก่ภิกษุนั้น แล้วทรงอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ เมื่อ พระองค์ทรงถวายแล้ว และท่านรับผ้านั้นแล้ว พระองค์ก็จะทรงเห็นข้าพระองค์นุ่งห่มผ้าเรียบ ร้อย. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :- บัดนี้ สมณะนั้นอยู่ที่ประเทศไหน เราจัก ไปพบท่านที่ไหน ใครจะพึงแก้ไขความสงสัย สนเท่ห์ อันเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็นของเรา ได้ในวันนี้. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ท่านอยู่ที่เมืองกปินัจจนา มีหมู่เทวดาเป็น อันมากห้อมล้อม เป็นผู้มีนามจริงแท้ และเป็น ผู้ไม่ประมาท แสดงธรรมีกถาอยู่ในหมู่ของตน. พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า :- เราจักไปทำตามที่ท่านสั่งเดี๋ยวนี้ จักให้ สมณะนั้นนุ่งห่มผ้า ขอท่านจงดูคู่ผ้าเหล่านั้น อัน
หน้า 456 ข้อ 121
สมณะนั้นรับประเคนแล้ว และเราจักคอยดูท่าน นุ่งห่มผ้าเป็นอันดี. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ข้าแต่พระเจ้าลิจฉวี ข้าพระองค์ขอประ- ทานพระวโรกาส ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้าไปหา บรรพชิตในเวลาไม่ควร การเสด็จเข้าไปหา บรรพชิตในเวลาไม่ควรนี้ ไม่เป็นธรรมเนียมที่ดี ของพระองค์ ก็เมื่อพระองค์เสด็จเข้าไปหาใน เวลาสมควร ก็จักทรงเห็นภิกษุนั้นนั่งอยู่ในที่ สงัดในที่นั้นเอง เพื่อจะแสดงความเห็น พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถา ทั้งหลายว่า :- พระเจ้าลิจฉวีตรัสอย่างนั้นแล้ว ก็ แวดล้อมด้วยหมู่ข้าราชบริพาร เสด็จไป ในนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังนครนั้นแล้ว จึง เสด็จเข้าไปยังที่ประทับในนิเวศน์ของพระองค์ ทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรง สนาน และทรงดื่มน้ำแล้วได้เวลาอันควร จึงทรง เลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้หมู่ข้าราชบริพาร ถือไป พระราชาครั้นเสด็จเข้าไปในประเทศนั้น แล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็นสมณะรูปหนึ่งผู้มีจิต
หน้า 457 ข้อ 121
สงบระงับกลับจากที่โคจร เป็นผู้เยือกเย็นนั่งอยู่ ที่โคนต้นไม้ ครั้นแล้วได้ตรัสถามสมณะนั้นถึง ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย การอยู่สำราญและตรัส บอกนามของพระองค์ให้ทราบว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ดิฉันเป็นกษัตริย์ลิจฉวีอยู่ในเมืองเวสาลี ชาวลิจฉวีเรียกดิฉันว่าอัมพสักขระ ขอท่านจง รับผ้า ๘ คู่นี้ของดิฉัน ดิฉันขอถวายท่าน ดิฉัน มาในที่นี้ด้วยความประสงค์เพียงเท่านี้ ดิฉันมี ความปลื้มใจนัก. พระเถระทูลถามว่า :- สมณพราหมณ์ทั้งหลาย พากันละเว้น พระราชนิเวศน์ของมหาบพิตรแต่ที่ไกลทีเดียว เพราะในพระราชนิเวศน์ของมหาบพิตร บาตร ย่อมแตก แม้สังฆาฏิก็ถูกเขาฉีก เมื่อก่อนสมณะ ทั้งหลายมีศีรษะห้อยลง ตกลงไปจากเคียงเท้า มหาบพิตรได้เบียดเบียนบรรพชิตเช่นนี้ สมณะ ทั้งหลายเคยถูกมหาบพิตรทำการเบียดเบียนแล้ว มหาบพิตรไม่เคยพระราชทานแม้แต่น้ำมันสัก หยดหนึ่งเลย ไม่ตรัสบอกทางให้คนหลงทาง ชิง เอาไม้เท้าจากมือคนตาบอดเสียเอง มหาบพิตร เป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวมเช่นนี้ แต่บัดนี้ เพราะ
หน้า 458 ข้อ 121
เหตุอะไร มหาบพิตรทรงเห็นผลอะไร จึงทรง จำแนกแจกจ่ายกับอาตมภาพทั้งหลายเล่า. พระราชาตรัสว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันขอรับผิด ดิฉันได้ เบียดเบียนสมณะทั้งหลาย ดังคำที่ท่านพูด ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ดิฉันมีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่ได้ มีจิตประทุษร้าย แต่กรรมอันชั่วช้านั้นดิฉันทำ แล้ว เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะน้อย ได้สั่งสม บาปเพื่อจะล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็ทุกข์อะไร เล่าที่เป็นทุกข์กว่าความเปลือยกาย ย่อมมีแก่ เปรตนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเห็นเหตุอันน่า สังเวชและเศร้าหมองนั้นแล้วจึงให้ทาน เพราะ เหตุนั้นเป็นปัจจัย ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ ทักษิณา ที่ดิฉันถวายนี้ จงสำเร็จผลแก่เปรตนั้น พระเถระทูลว่า เพราะการให้ทาน นัก ปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้วโดย มากแน่แท้ และพระองค์ผู้ให้จงอย่ามีความหมด เปลืองเป็นธรรม อาตมภาพจะรับผ้า ๘ คู่ของ มหาบพิตร ขอทักษิณาทานเหล่านี้ จงสำเร็จผล แก่เปรตนั้น.
หน้า 459 ข้อ 121
ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวีทรงชำระพระ- หัตต์และพระบาทแล้ว ทรงถวายผ้า ๘ คู่แก่ พระเถระ พอพระเถระรับประเคนผ้าเหล่านั้น แล้ว พระราชาทรงเห็นเปรตนุ่งห่มผ้าเรียบร้อย ลูบไล้ด้วยจันทร์แดง มีผิวพรรณเปล่งปลั่ง ประดับประดา นุ่งผ้าดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวาร ห้อมล้อม สำเร็จมหิทธิฤทธิ์ของเทวดา ครั้นทรง เห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระทัย เกิดปีติปรา- โมทย์ มีพระทัยร่าเริงเบิกบาน พระเจ้าลิจฉวีได้ ทรงเห็นกรรมและวิบากแห่งกรรม แจ้งประจักษ์ ด้วยพรมองค์เองแล้ว จึงเสด็จเข้าไปใกล้ แล้ว ตรัสกะเปรตนั้นว่า เราจักให้ทานแก่สมณ- พราหมณ์ทั้งหลาย เราควรให้ทานทุกสิ่งทุกอย่าง ที่มีอยู่ ดูก่อนเปรต ท่านมีอุปการะแก่เรามาก. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี ก็พระองค์ได้พระ- ราชทานเพื่อข้าพระองค์ส่วนหนึ่ง แต่การพระ- ราชทานนั้นมิได้ไร้ผล ข้าพระองค์เป็นเทวดา ทำความเป็นสหายกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์.
หน้า 460 ข้อ 121
พระราชตรัสว่า :- ท่านเป็นคติ เป็นเผ่าพันธุ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตร และเป็นเทวดาของเรา ดูก่อนเปรต เรา ขอทำอัญชลีท่าน ปรารถนาเพื่อจะเห็นท่านแม้ อีก. เปรตกราบทูลว่า :- ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความ ตระหนี่ มีจิตไม่เลื่อมใส พระองค์จักไม่ได้เห็น ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ก็จักไม่ได้เห็นไม่ได้ เจรจากะพระองค์อีก ถ้าพระองค์จะทรงเคารพ ธรรม ทรงยินดีในการบริจาคทาน ทรงสงเคราะห์ ทรงเป็นดังบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้ พระองค์ก็จักได้ทรงเห็นข้า- พระองค์ และข้าพระองค์จักได้เห็นได้เจรจากะ พระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้จาก หลาวโดยเร็วเถิด เพราะการปล่อยบุรุษนี้ เรา ทั้งสองจักได้เป็นสหายกัน ข้าพระองค์เข้าใจว่า เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกันและกัน เพราะเหตุ แห่งบุรุษถูกหลาวเสียบ ก็บุรุษถูกหลาวเสียบนี้ อันพระองค์ทรงรีบปล่อยแล้ว พึงเป็นผู้ประพฤติ ธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้นแน่นอน พึง
หน้า 461 ข้อ 121
พ้นจากกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา พระองค์ เสด็จเข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรงจำแนกทาน กับท่าน ในเวลาที่ควรจงเสด็จเข้าไปหาแล้วตรัส ถามด้วยพระองค์เอง ท่านจักกราบทูลเนื้อความ นั้นแก่พระองค์ ก็พระองค์ทรงประสงค์บุญ มี จิตไม่ประทุษร้ายก็เชิญเสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นเถิด ท่านจักแสดงธรรมทั้งปวงที่ทรงสดับแล้ว และยัง ไม่ได้ทรงสดับ แก่พระองค์ตามความรู้เห็น พระองค์ได้ทรงฟังธรรมนั้นแล้ว จักทรงเห็น สุคติ. พระเจ้ารหัส ทรงเจรจาทำความเป็นสหาย กับเทวดานั้นแล้วเสด็จไป ส่วนเปรตนั้นได้กล่าว กะบริษัทแห่งกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลายพร้อมกับ บุตรของตน ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ว่า ท่านผู้เจริญ ทั้งหลาย ขอจงฟังคำอย่างหนึ่งของเรา เราจัก เลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่ถูกเสียบหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูก หลาวร้อยจะตายหรือไม่ตาย ประมาณ ๒๐ ราตรี เท่านี้ เดี๋ยวนี้ เราจักปล่อยเขาตามความชอบใจ ของเรา ขอหมู่ท่านจงอนุญาต จงรีบปล่อยบุรุษ นั้น และบุรุษอื่นที่พระราชารับสั่งให้ลงอาชญา
หน้า 462 ข้อ 121
โดยเร็วเถิด ใครพึงบอกท่านผู้ทำกรรมอย่างนั้น ท่านรู้อย่างไร จึงทำอย่างนั้น หมู่ท่านย่อม อนุญาตตามชอบใจ พระเจ้าลิจฉวีเสด็จเข้าไปสู่ ประเทศนั้นแล้ว รีบปล่อยบุรุษที่ถูกเสียบหลาว โดยเร็วและได้ตรัสกะบุรุษนั้นว่า อย่ากลัวเลย เพื่อนและรับสั่งให้หมอพยาบาล แล้วเสด็จเข้า ไปหากัปปิตกภิกษุ แล้วทรงถวายทานกับท่าน ในเวลาอันควร มีพระประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงเสด็จเข้าไปใกล้แล้วตรัสถามด้วยพระองค์เอง ว่า บุรุษผู้ถูกเสียบหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มี อาชญาอันตั้งไว้แล้ว ถูกหลาวร้อยจะตายหรือ ไม่ตายประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ดิฉันปล่อยเขาไปแล้ว เขาไปบอกเปรต นั้น เหตุอะไร ๆ ที่จะไม่ต้องไปสู่นรกนั้น พึง หรือหนอ ถ้ามีขอท่านโปรดแก่ดิฉัน ดิฉันรอฟัง เหตุที่ควรเชื่อถือจากท่าน. กัปปิตกภิกษุทูลว่า :- ความพินาศแห่งกรรมเหล่านั้นย่อมไม่มี ความพินาศในโลกนี้เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้แจ้ง ถ้าเขาพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรม ทั้งหลายโดยเคารพตลอดคืนและวัน เขาพึงพ้น
หน้า 463 ข้อ 121
จากนรกนั้นได้แน่ กรรมอันเว้นจากการให้ผล พึงมี. พระราชาตรัสว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญผู้มีปัญญากว้างขวาง ประโยชน์ของบุรุษผู้นี้ ดิฉันรู้ทั่วถึงแล้ว บัดนี้ ขอท่านอนุเคราะห์ดิฉันบ้าง ขอท่านได้กล่าวตัก- เตือนพร่ำสอนดิฉัน โดยวิธีที่ดิฉันจะไม่พึงไปสู่ นรกด้วยเถิด. กัปปิตกภิกษุทูลว่า วันนี้ ขอมหาบพิตรทรงมีพระทัยเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ เป็น สรณะ จงทรงสิกขาบท อย่าให้ขาดและด่าง พร้อย จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ทรง พูดเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์ และทรงสมาทาน อุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอัน ประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จงทรงพระ- ราชทานจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง คิลาน- ปัจจัย ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า เสนาสนะ ในภิกษุผู้มีจิตซื่อตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญ ทุกเมื่อ ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วย
หน้า 464 ข้อ 121
ศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำด้วย ข้าวและน้ำ บุญย่อมเพิ่มพูนทุกเมื่อ เมื่อบุคคล เป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรมโดยเคารพ ตลอดคืนและวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น กรรมที่เว้นจากการให้ผลพึงมี. พระราชาตรัสว่า :- วันนี้ ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระพุทธ- เจ้าพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอ สมาทานสิกขาบท ๕ ไม่ให้ขาดและด่างพร้อย ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ยินดีด้วย ภรรยาของตน ไม่กล่าวเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา และจัก สมาทานอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเสนาสนะ จักถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอนที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าว น้ำ ของกิน ของเคี้ยว ผ้า และเสนาสนะ แก่ภิกษุทั้งหลายผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจาก ราคะ เป็นพหูสูต จักไม่กำหนัด ยินดีแต่ใน ศาสนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พระเจ้าลิจฉวีทรงพระนามว่าอัมพสักขระ ได้เป็นอุบาสกคนหนึ่งในเมืองเวสาลี ทรงมี ศรัทธามีพระฤทัยอ่อนโยน ทรงทำอุปการะแก่
หน้า 465 ข้อ 121
ภิกษุ ทรงบำรุงสงฆ์โดยความเคารพ ในกาลนั้น บุรุษผู้ถูกเสียบหลาว หายโรค เป็นสุขสบายดี ได้เข้าถึงบรรพชา แม้ชนทั้งสองอาศัยกัปปิตก- ภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุสามัญผล การคบหา สัปบุรุษเช่นนี้ย่อมมีผลมากตั้งร้อย แก่วิญญูชน ผู้รู้แจ้ง บุรุษผู้ถูกเสียบหลาวได้บรรลุผลอัน ยอดเยี่ยม ส่วนพระเจ้าอัมพสักขระได้บรรลุ โสดาปัตติผล. จบ อัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑ มหาวรรคที่ ๔ อรรถกถาอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑ เรื่องอัมพสักขรเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เวสาลี นาม นครตฺถิ วชฺชีนํ ดังนี้. เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร เจ้าลิจฉวีนามว่า อัมพสักขระ เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นนัตถิกวาทะ ครองราชย์ในเมืองเวสาลี. ก็สมัยนั้น ในพระนครเวสาลี มีเปือกตมอยู่ในที่ใกล้ร้าน ตลาดของพ่อค้าคนหนึ่ง. ชนเป็นอันมากในที่นั้น โดดข้ามไปลำบาก บางคนเปื้อนโคลน. พ่อค้านั้นเห็นดังนั้น จึงคิดว่า คนเหล่านี้อย่า
หน้า 466 ข้อ 121
เหยียบเปือกตม จึงให้นำกระดูกศีรษะโคอันมีส่วนเปรียบด้วย สีสังข์ปราศจากกลิ่นเหม็น มาวางทอดไว้. ก็ตามปกติ เขาเป็นคน มีศีลไม่มักโกรธ มีวาจาอ่อนหวาน และระบุถึงคุณตามความเป็น จริงของคนเหล่าอื่น. วันนั้น เมื่อสหายของตนอาบน้ำ ไม่แลดูด้วยความเลินเล่อ เขาจึงซ่อนผ้านุ่งไว้ด้วยความประสงค์จะล้อเล่น ทำให้เขาลำบาก เสียก่อนจึงได้ให้ไป. ก็หลานของเขาขโมยภัณฑะมาจากเรือน ของคนอื่น แล้วทิ้งไว้ที่ร้านของเขานั่นเอง. เจ้าของภัณฑะเมื่อ ตรวจดู จึงแสดงหลานของเขาและตัวเขาพร้อมทั้งภัณฑะแก่พระราชา. พระราชาสั่งบังคับว่า พวกท่านจงตัดศีรษะผู้นี้ ส่วนหลานของเขา จงเสียบหลาวไว้. พวกราชบุรุษได้กระทำดังนั้น. เขาทำกาละ แล้วเกิดในภุมเทพ ได้เฉพาะม้าอาชาไนยทิพ มีสีขาว มีความเร็ว ทันใจ เพราะเอาศีรษะโคทำสะพาน และเพราะการกล่าวสรรเสริญ คุณของผู้มีคุณ กลิ่นทิพจึงฟุ้งออกจากกายของเขา แต่เขาได้เป็น ผู้เปลือยกาย เพราะเก็บผ้าสาฎกซ่อนไว้ เขาตรวจดูกรรมที่ตน ทำไว้ในกาลก่อน เห็นหลานของตนถูกเสียบหลาวโดยทำนองนั้น ถูกความกรุณากระตุ้นเตือน จึงขึ้นม้ามีฝีเท้าเร็วทันใจ ในเวลา เที่ยงคืน ก็ถึงสถานที่ที่หลานนั้นถูกเสียบไว้บนหลาว จึงยืนอยู่ ในที่ไม่ไกล กล่าวทุกวัน ๆ ว่า จงมีชีวิตอยู่เถอะ พ่อเจริญ ชีวิต เท่านั้นเป็นของประเสริฐ.
หน้า 467 ข้อ 121
ก็สมัยนั้น พระเจ้าอัมพสักขระเสด็จบนคอช้างเชือกประเสริฐ เสด็จเลียบพระนคร ทรงเห็นหญิงคนหนึ่งเปิดหน้าต่างในเรือน หลังหนึ่งผู้กำลังดูสมบัติของพระราชา ทรงมีจิตปฏิพัทธ์ จึงให้ สัญญาแก่บุรุษผู้นั่งอยู่หลังอาสนะว่า ท่านจงใคร่ครวญเรือนนี้และ หญิงนี้ ดังนี้แล้วเสด็จเข้าพระนิเวศน์ของพระองค์โดยลำดับ ส่ง บุรุษนั้นไป โดยให้รู้ว่า ไปเถอะพนาย เธอจงรู้ว่า หญิงนั้นมีสามี หรือไม่. เขาไป รู้ว่าหญิงนั้นมีสามีแล้ว จึงกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาเมื่อทรงคิดถึงอุบายที่จะครอบครองหญิงนั้น จึงรับสั่งให้ เรียกสามีของนางมา แล้วตรัสว่า มาเถอะ พนาย เธอจงอุปัฏฐากเรา. เขาแม้จะไม่ปรารถนาก็รับอุปัฏฐากพระราชา เพราะกลัวว่า เมื่อเราไม่กระทำตามพระดำรัสของพระองค์ พระราชาก็จะลง ราชทัณฑ์ จึงไปอุปัฏฐากพระราชาทุกวัน ๆ. ฝ่ายพระราชา ก็ได้ประทานบำเหน็จรางวัลแก่เธอ โดยล่วงไป ๒-๓ วัน ก็ได้ ตรัสกะเธอผู้มายังที่บำรุงแต่เช้าตรู่ อย่างนี้ว่า ไปเถอะ พนาย ในที่โน้น มีสระโบกขรณีลูกหนึ่ง เธอจงนำดินสีอรุณ และดอก อุบลแดง จากพระโบกขรณีนั้นมา ถ้าเธอไม่มาภายในวันนี้ ชีวิต ของเธอจะหาไม่. ก็เมื่อเขาไปแล้ว จึงตรัสกะคนผู้รักษาประตูว่า วันนี้ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันอัศดงคต เธอจงปิดประตูทุกด้าน. ก็สระโบกขรณีนั้นอยู่ในที่สุด ๓๐๐ โยชน์ แต่กรุงเวสาลี อนึ่ง บุรุษนั้นถูกมรณภัยคุกคาม จึงถึงสระโบกขรณีนั้นแต่เช้า ทีเดียว เพราะกำลังเร็วของลม เพราะได้สดับตรับฟังมาก่อนว่า
หน้า 468 ข้อ 121
สระโบกขรณีนั้น อมนุษย์หวงแหน เพราะความกลัว เขาจึงเดิน เวียนไปรอบ ๆ ด้วยคิดว่า ในที่นี้ จะมีอันตรายอะไร ๆ หรือไม่หนอ. อมนุษย์ผู้รักษาสระโบกขรณีเห็นเขาแล้ว เกิดความกรุณา แปลง เป็นมนุษย์เข้าไปหาแล้วกล่าวว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านมาที่นี้เพื่อ ประโยชน์อะไร เขาก็ได้เล่าเรื่องนั้นให้อมนุษย์นั้นฟัง. อมนุษย์นั้น จึงกล่าวว่า ถ้าเมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงถือเอาตามต้องการเถิด ดังนี้แล้วจึงแสดงรูปทิพของตนแล้วหายไป. เขาถือเอาดินสีอรุณและดอกอุบลแดงในสระโบกขรณีนั้น ถึงประตูพระนครในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัศดงคตเลย. ผู้รักษา ประตูเห็นเขาแล้ว เมื่อเขาร้องบอกอยู่นั่นแหละ ก็ปิดประตูเสีย. เมื่อประตูถูกปิด เขาเข้าไปไม่ได้ เห็นบุรุษอยู่บนหลาวใกล้ประตู จึงได้กระทำให้เป็นสักขีพยานว่า คนเหล่านี้ เมื่อเรามาถึงในเมื่อ พระอาทิตย์ยังไม่อัศดงคต ร้องขออยู่นั้นเอง ก็ปิดประตูเสีย ถึง ท่านก็จงรู้เถิดว่า เรามาทันเวลา เราไม่มีโทษ. บุรุษผู้อยู่บนหลาว ได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า เราถูกร้อยหลาว เขาจะฆ่า บ่ายหน้าไปหา ความตาย จะเป็นพยานให้ท่านได้อย่างไร. ก็ในที่นี้ เปรตตนหนึ่ง มีฤทธิ์มากจักมาที่ใกล้เรา ท่านจงทำเปรตนั้นเป็นพยานเถิด. บุรุษ นั้นถามว่า เราจะเห็นเปรตผู้มีฤทธิ์มากตนนั้นได้อย่างไร. บุรุษ ผู้อยู่บนหลาวกล่าวว่า ท่านจงรออยู่ที่นี้แหละ ท่านจักเห็นด้วย ตนเอง. เขายืนอยู่ในที่นั้น เห็นเปรตนั้นมาในมัชฌิมยาม จึงได้ ทำให้เป็นพยาน. ก็เมื่อราตรีสว่าง เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่าน
หน้า 469 ข้อ 121
ล่วงอาญาของเรา เพราะฉะนั้น เราจะลงราชทัณฑ์แก่ท่าน บุรุษ นั้นจึงทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่ได้ล่วงอาชญาของ พระองค์ ข้าพระองค์มาในที่นี้ ในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคต เลย พระราชาตรัสถามว่า ในข้อนั้น ใครเป็นพยานให้เธอ. บุรุษ นั้น จึงอ้างถึงเปรตเปลือย ผู้มายังสำนักของบุรุษผู้ถูกหลาวร้อย นั้นว่า เป็นพยาน เมื่อพระราชาตรัสถามว่า ข้อนั้นเราจะเชื่อได้ อย่างไร จึงทูลว่า วันนี้ ในเวลาราตรี พระองค์จงส่งบุรุษผู้ควร เธอได้ไปกับข้าพระองค์. พระราชาได้สดับดังนั้น จึงเสด็จไปใน ที่นั้นพร้อมกับบุรุษนั้นด้วยพระองค์เอง แล้วประทับยืนอยู่ และ เมื่อเปรตมาในที่นั้นกล่าวว่า จงเป็นอยู่เถิด ผู้เจริญ ชีวิตเท่านั้น ประเสริฐกว่า จึงทรงสอบถามเปรตนั้นด้วยคาถา ๕ คาถา โดยนัย มีอาทิว่า การนอน การนั่ง ไม่มีแก่ผู้นี้ ดังนี้. ก็ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป เพื่อจะแสดงความสัมพันธ์แห่งคาถาเหล่านั้น พระสังคีติกาจารย์ จึงได้ตั้งคาถาว่า เวสาลิ นาม นครตฺถิ วชฺชีนํ ความว่า :- มีนครชาววัชชีนครหนึ่ง นานว่าเวสาลี ในนครเวสาลีนั้น มีกษัตริย์ลิจฉวีพระนานว่า อัมพสักขระ ได้ทอดพระเนตรเห็นเปรตตนหนึ่ง ที่ภายนอกพระนคร มีพระประสงค์จะทรงทราบ เหตุ จึงตรัสถามเปรตนั้นในที่นั้นนั่นเองว่า การ นอน การนั่ง การเดินไปเดินมา การลิ้ม การดื่ม การเคี้ยว การนุ่งห่ม แม้หญิงบำเรอของคนผู้ถูก
หน้า 470 ข้อ 121
เสียบไว้บนหลาวนี้ ย่อมไม่มีชนเหล่าใดผู้เป็น ญาติ เป็นมิตรสหาย เคยเห็นเคยฟังร่วมกันมา เคยมีความเอ็นดูกรุณา ของบุคคลใดมีอยู่ในกาล ก่อน เดี๋ยวนี้คนเหล่านั้น แม้จะเยี่ยมเยียนบุคคล นั้นก็ไม่ได้ บุรุษนี้มีตนอันญาติเป็นต้นสละแล้ว มิตรสหาย ย่อมไม่มีแก่คนผู้ตกยาก พวกมิตร- สหายทราบว่า ผู้ใดขาดแคลน ย่อมละทิ้งผู้นั้น และเห็นใครมั่งคั่งบริบูรณ์ก็พากันไปห้อมล้อม คนที่มั่งคั่งด้วยสมบัติ ย่อมมีมิตรสหายมาก ส่วน บุคคลผู้เสื่อมจากทรัพย์สมบัติ เป็นผู้ฝืดเคือง ด้วยโภคะ ย่อมหามิตรสหายยาก นี้เป็นธรรมดา ของโลก บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบนี้ มีร่างกายเปื้อน เลือด ตัวทะลุเป็นช่อง ๆ ชีวิตของบุรุษนี้จักดับ ไปในวันนี้ พรุ่งนี้ เหมือนหยาดน้ำค้างอันติดอยู่ บนปลายหญ้าคา ฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ เพราะ เหตุไร ท่านจึงพูดกะบุรุษผู้ถึงความลำบากอย่าง ยิ่ง นอนหงายบนหลาวไม้สะเดาเช่นนี้ว่า ดูก่อน บุรุษผู้เจริญ ขอท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิต อยู่เท่านั้นเป็นของประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในเมืองเวสาลีนั้น. บทว่า นครสฺส พาหิรํ ได้แก่ มีอยู่ในภายนอกพระนคร คือ เกิด
หน้า 471 ข้อ 121
เป็นไป เกี่ยวพันกันในภายนอกแห่งนครเวสาลีนั่นเอง. บทว่า ตตฺเถว คือ ในที่ที่ตนเห็นเปรตนั้นนั่นแล บทว่า ตํ โยค ตํ เปตํ แปลว่า ซึ่งเปรตนั้น. บทว่า การณตฺถิโก ได้แก่ เป็นผู้มีความต้องการ ด้วยเหตุเพื่อผลดังกล่าวว่า จงมีชีวิตอยู่เถิด ท่านผู้เจริญ การมี ชีวิตอยู่นั่นแหละ ประเสริฐ. บทว่า เสยฺยา นิสชฺชา นยิมสฺส อตฺถิ ความว่า การนอนมี การเหยียดหลังเป็นลักษณะ และการนั่งมีการนั่งคู้บัลลังก์เป็น ลักษณะ ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ถูกหลาวเสียบนี้ได้. บทว่า อภิกฺกโม นตฺถิ ปฏิกฺกโม จ ความว่า การไปมีการก้าวไปข้างหน้า แม้เพียง เล็กน้อย ก็ไม่มีแก่บุคคลนี้. บทว่า ปริจาริกา สาปิ ความว่า แม้หญิง ผู้บำรุงบำเรออินทรีย์ซึ่งมีลักษณะเช่น การกิน การดื่ม การเคี้ยว การนุ่งผ้า และการใช้สอย เป็นต้น แม้นั้น ก็ไม่มีแก่บุคคลนี้. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปริหรณา สาปิ ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า แม้ หญิงผู้บริหารอินทรีย์ด้วยสามารถแห่งการบริโภคมีของกิน เป็นต้น ก็ไม่มีแก่ผู้นี้ เพราะเป็นผู้ปราศจากชีวิต, อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ปริจารณา สาปิ ดังนี้ก็มี. บทว่า ทิฏฺสุตา สุหชฺชา อนุกมฺปกา ยสฺส อเหสุํ ปุพฺเพ ความว่า ผู้ที่มีคนเป็นสหายเคยเห็นกันมา และไม่เคยเห็นกันมา เป็นมิตร มีความเอ็นดู ได้มีในกาลก่อน. บทว่า ทฏฺฐุมฺปิ ความว่า บุคคลเหล่านั้น แม้จะเยี่ยมก็ไม่ได้ คือ การอยู่ร่วมกัน จักมีแต่ที่ไหน.
หน้า 472 ข้อ 121
บทว่า วิราชิตตฺโต ได้แก่ ผู้มีสภาวะ อันญาติเป็นต้นสละแล้ว. บทว่า ชเนน เตน ได้แก่ อันชนมีชนผู้เป็นญาติเป็นต้นนั้น. บทว่า น โอคฺคตตฺตสฺส ภวนฺติ มิตฺตา ความว่า ขึ้นชื่อว่า มิตร ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้ปราศจากวิญญาณไปแล้ว คือผู้ตายไปแล้ว เพราะผู้นั้นผ่านพ้นจากกิจที่มิตรจะพึงกระทำต่อมิตร. บทว่า ชหนฺติ มิตฺตา วิกลํ วิทิตฺวา ความว่า ผู้ที่ตายแล้ว จงยกไว้ก่อน. พวกมิตร พอทราบบุรุษแม้ยังมีชีวิตอยู่ แต่ขาดแคลนโภคสมบัติ ก็ละทิ้งเขาเสียด้วยคิดว่า สิ่งอะไร ๆ ที่ควรถือเอาได้จากบุรุษนี้ ย่อมไม่มีเลย. บทว่า อตฺถญฺจ ทิสฺวา ปริวารยนฺติ ความว่า เห็น ทรัพย์ที่เป็นประโยชน์ซึ่งเป็นของของผู้นั้นแล้ว กล่าววาจาน่ารัก เห็นแก่หน้า พากันแวดล้อมผู้มั่งคั่งด้วยโภคสมบัตินั้น. บทว่า พหุ มิตฺตา อุคฺคตตฺตสฺส โหนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีความสำเร็จ มีสภาพมั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ ย่อมมีมิตรมากมายนี้ เป็นสภาพ ทางโลก. บทว่า นิหีนตฺโต สพฺพโภเคหิ ได้แก่ บุคคลผู้มีตนเสื่อม จากวัตถุอันเป็นเครื่องอุปโภคและบริโภคทั้งหมด. บทว่า กิจฺโฉ ได้แก่ เป็นผู้ตกทุกข์. บทว่า สมฺมกฺขิโต ได้แก่ ผู้มีร่างกาย เปื้อนด้วยเลือด. บทว่า สมฺปริภินฺนคตฺโต ได้แก่ ผู้มีตัวถูกหลาวเสียบ ในภายใน. บทว่า อุสฺสาวพินฺทูว ปลิมฺปมาโน ได้แก่ เสมือน หยาดน้ำค้างที่ติดอยู่บนปลายหญ้า. บทว่า อชฺช สุเว ความว่า
หน้า 473 ข้อ 121
ชีวิตของบุรุษนี้จักดับศูนย์ในวันนี้ หรือ ในวันพรุ่งนี้ ต่อแต่นั้นไป ก็เป็นไปไม่ได้. บทว่า อุตฺตาสิตํํ ได้แก่ ถูกหลาวร้อย คือ เสียบไว้. บทว่า ปุจิมนฺทสฺส สูเล ได้แก่ บนหลาวที่เขาทำด้วยท่อนไม้สะเดา. บทว่า เกน วณฺเณน แปลว่า ด้วยเหตุไร. บทว่า ชีว โภ ชีวิตเมว เสยฺโย ความว่า บุรุษผู้เจริญ ท่านจงมีชีวิตอยู่เถิด. ถามว่า เพราะ เหตุไร ? ตอบว่า เพราะท่านถูกหลาวเสียบ ยังมีชีวิตอยู่ในที่นี้ ก็ยังประเสริฐกว่า คือดีกว่าชีวิตของบุคคลผู้จุติจากโลกนี้ ตั้งร้อยเท่า พันเท่า. เปรตนั้นถูกพระราชานั้นตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะประกาศ ความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า :- ข้าแต่พระราชา บุรุษนี้ เป็นสาโลหิตของ ข้าพระองค์ ข้าพระองค์ระลึกถึงชาติก่อน ข้า- พระองค์เห็นแล้ว มีความกรุณาแก่เขาว่า ขออย่า ให้บุรุษผู้เลวทรามนี้ไปตกนรกเลย ข้าแต่กษัตริย์ ลิจฉวี บุรุษผู้ทำกรรมชั่วนี้ จุติจากอัตภาพนี้แล้ว จักเข้าถึงนรก อันยัดเยียดไปด้วยสัตว์ผู้ทำบาป เป็นสถานที่ร้ายกาจ มีความเร่าร้อนมาก เผ็ดร้อน ให้เกิดความน่ากลัว หลาวนี้ประเสริฐกว่านรก นั้นตั้งหลายพันเท่า ขออย่าให้บุรุษนี้ไปตกนรก อันมีแต่ความทุกข์โดยส่วนเดียว เผ็ดร้อน ให้
หน้า 474 ข้อ 121
เกิดความน่ากลัว มีความทุกข์กล้าแข็งอย่างเดียว บุรุษนี้ ฟังคำของข้าพระองค์อย่างนี้แล้ว ประหนึ่ง ว่า ข้าพระองค์น้อมเข้าไปสู่ทุกข์ในนรกนั้น จะ พึงสละชีวิตของตนเสีย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ จึงไม่พูดในที่ใกล้เขา ด้วยหวังว่า ชีวิตของบุรุษ นี้อย่าได้ดับไปเสีย เพราะคำของข้าพระองค์เลย เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงพูว่า ขอท่านจงมี ชีวิตอยู่เถิด การมีชีวิตอยู่เป็นของประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาโลหิโต ได้แก่ มีโลหิตเสมอกัน คือ เชื่อมกันโดยกำเนิด, อธิบายว่า เป็นญาติกัน. บทว่า ปุริมาย ชาติยา คือในอัตภาพก่อน. บทว่า มา ปาปธมฺโม นิรยํ ปตายํ มีวาจาประกอบความว่า ข้าพระองค์ได้เห็นผู้นี้แล้ว ได้มีความ กรุณาว่า ขออย่าให้บุรุษผู้มีธรรมอันเลวทรามนี้ ตกนรกเลย คือ อย่าได้เข้าถึงนรกเลย. บทว่า สตฺตุสฺสทํ ความว่า หนาแน่นด้วยสัตว์ผู้ทำกรรมชั่ว อีกอย่างหนึ่ง หนาแน่นด้วยเหตุอันหยาบช้า มีการจองจำ ๕ อย่าง เป็นต้น ๗ อย่าง เหล่านี้คือ การจองจำ ๕ อย่าง คือ เทโลหะร้อน ๆ เข้าไปในปาก ให้ขึ้นภูเขาอันเต็มด้วยถ่านเพลิง ใส่เข้าในหม้อเหล็ก ให้เข้าไปยังป่าอันพร้อมด้วยดาบ ให้ลงไปในชลาลัยในนรก โยนทิ้ง ลงไปในมหานรก. อธิบายว่า ก่อสั่งสมจนมาก ๆ ขึ้นไป. บทว่า มหาภิตาปํ ได้แก่ ทุกข์ใหญ่ หรือความเร่าร้อนอันเกิดแต่กองไฟ
หน้า 475 ข้อ 121
ใหญ่. บทว่า กฏุกํ แปลว่า ไม่น่าปรารถนา. บทว่า ภยานกํ แปลว่า ให้เกิดความกลัว. บทว่า อเนกภาเตน คุเณน ได้แก่ ด้วยอานิสงส์ หลายส่วน. บทว่า อยเมว สูโล นิรเยน เตน ความว่า หลาวนี้แหละ ประเสริฐ กว่านรก อันเป็นที่เกิดของบุรุษนี้นั้น. จริงอยู่ บทว่า นิรเยน นี้ เป็นตติยาวิภัติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัติ. บทว่า เอกนฺตติพฺพํ ความว่า มีความทุกข์อันแรงกล้าโดยส่วนเดียวแท้ คือ เป็นทุกข์ใหญ่ อย่างแน่นอน. บทว่า อินญฺจ สุตฺวา วจนํ มเมโส ความว่า บุรุษนี้ ฟังถ้อยคำ ของเรานี้ ที่กล่าวโดยนัยมีอาทิว่า อิโต จุโต เคลื่อนจากอัตภาพนี้ แล้ว เป็นต้น เป็นผู้เข้าถึงทุกข์ เป็นเหมือนเข้าถึงทุกข์ในนรก ตาม คำของเรา บทว่า วิชเหยฺย ปาณํ ความว่า พึงสละชีวิตของตน. บทว่า ตสฺมา แปลว่า เพราะเหตุนั้น. บทว่า มา เม กโต อธิบายว่า เราไม่ได้พูดคำนี้ ในที่ใกล้แห่งบุรุษนี้ว่า ขอชีวิตของบุรุษนี้ จง อย่าดับพร้อมกับเราเลย. โดยที่แท้ เราพูดเพียงเท่านี้ว่า จงมีชีวิต อยู่เถอะท่านผู้เจริญ เพราะชีวิดนั่นแหละ ประเสริฐ. เมื่อเปรตประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้ พระราชา เมื่อทรงให้โอกาสเพื่อจะถามประวัติของเปรตนั้นอีก จึงตรัสคาถา นี้ว่า :- เรื่องของบุรุษนี้ เรารู้แล้ว แต่เราปรารถนา จะถามท่านถึงเรื่องอื่น ถ้าท่านให้โอกาสแก่เรา
หน้า 476 ข้อ 121
เราจะขอถามท่าน และท่านไม่ควรโกรธเรา เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ข้าพระองค์ ได้ให้ปฏิญญาไว้ในกาลนั้น แน่นอนแล้ว การไม่บอกย่อมมีแก่ผู้ไม่เลื่อมใส บัดนี้ ข้าพระองค์มีวาจาที่ควรเชื่อถือได้ แม้โดย พระองค์จะไม่ทรงเลื่อมใส เพราะเหตุนั้น ขอ เชิญพระองค์ ตรัสถามข้าพระองค์ ตามพระ ประสงค์เถิด ข้าพระองค์จะกราบทูลตามที่ สามารถจะกราบทูลได้. นี้เป็นพระคาถาตรัสและคาถาโต้ตอบระหว่างพระราชากับเปรต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺโต แปลว่า อันข้าพเจ้า รู้แล้ว. บทว่า อิจฺฉามเส แปลว่า ข้าพระองค์ ย่อมปรารถนา. บทว่า โน แปลว่า แก่พวกเรา. บทว่า น จ กุชฺฌิตพฺพํ ความว่า ไม่ควรทำความโกรธว่า คนเหล่านี้ ได้ถามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง. บทว่า อทฺธา แปลว่า โดยส่วนเดียว. บทว่า ปฏิญฺา เม ความว่า เมื่อว่าโดยความรู้ เราได้ปฏิญญา คือให้โอกาสว่า ท่าน จงถาม. บทว่า ตทา อหุ คือ ได้มีในกาลนั้น คือในการเห็นครั้งแรก. บทว่า นาจิกฺขณา อปฺปสนฺนสฺส โหติ ความว่า ไม่ได้พูดแก่ผู้ที่ ไม่เลื่อมใส. จริงอยู่ ผู้เลื่อมใสเท่านั้นย่อมกล่าวอะไร ๆ แก่ผู้ เลื่อมใส แต่ในเวลานั้น ท่านไม่มีความเลื่อมใสในเรา และเราก็ไม่มี ความเลื่อมใสในท่าน เพราะฉะนั้น ท่านจึงไม่มีความปรารถนา.
หน้า 477 ข้อ 121
ที่จะกล่าวปฏิญญา. แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาท่าน มีวาจา ที่จะให้ท่านพอเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้ชื่อว่า มีวาจาพอเชื่อถือได้. บทว่า ปุจฺฉสฺสุ มํ กามํ ยถา วิสยฺหํ ความว่า ขอพระองค์จงซักถามเรื่องตามที่พระองค์ทรงปรารถนากะข้า- พระองค์เถิด. แต่ข้าพระองค์จักกราบทูลตามสมควรแก่กำลัง ความรู้ของตน โดยประการที่ข้าพระองค์สามารถจะกราบทูลได้. เมื่อเปรตให้โอกาสแก่การถามอย่างนี้ พระราชา จึงตรัส คาถาว่า :- เราเป็นสิ่งใดสิ่งหนึ่งด้วยจักษุ เราควร เชื่อสิ่งนั้น แม้ทั้งสิ้น ถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้วไม่เชื่อ ขอให้ลงโทษ ถอดยศเราเถิด. คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- เราเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยจักษุ เราควรเชื่อสิ่งนั้นแม้ทั้งหมด โดยประการนั้นนั่นแล ก็แลถ้าเราเห็นสิ่งนั้นแล้ว ไม่เชื่อ ดูก่อนเทพยดา ขอท่านจงลง นิยสกรรม และนิคคหกรรมแก่เราเถิด. อีกอย่างหนึ่งบทว่า ยํ กิญฺจหํ จกฺขุนา ปสฺสิสฺสามิ ความว่า เราจักเห็นสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ด้วยจักษุ เพราะไม่เป็นอารมณ์แห่งจักษุจึงไม่เห็น. บทว่า สนฺพมฺปิ ตาหํ อภิสทฺทเหยฺยํ ความว่า เราควรเชื่อสิ่งที่ท่านได้เห็น ได้ยิน หรือสิ่งอื่น. อธิบายว่า จริงอยู่ เรามีความเชื่อเช่นนั้น ในท่าน. ส่วนเนื้อความแห่บทหลัง ก็มีอรรถตามที่กล่าวแล้วนั่นแล.
หน้า 478 ข้อ 121
เปรตได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวคาถาว่า :- ขอสัจจปฏิญญา ของพระองค์นี้ จงมีแก่ข้า- พระองค์ พระองค์ได้ฟังธรรมที่ข้าพระองค์กล่าวแล้ว จงทรงได้ความเลื่อมใส ข้าพระองค์มีความต้องการ อย่างอื่น ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายข้าพระองค์ จัก กราบทูลธรรมทั้งหมดที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้ว บ้าง หรือไม่ได้สดับแล้วบ้าง แก่พระองค์ตามที่ ข้าพระองค์รู้. เบื้องหน้าแต่นั้น พระราชาและเปรตทั้งสองนั้น จึงมีคาถา เป็นเครื่องตรัสโต้ตอบกันดังนี้ว่า :- พระเจ้าอัมพสักขระตรัสว่า :- ท่านขี่ม้าอันประดับประดาแล้วเข้าไปยัง สำนักของบุรุษที่ถูกเสียบหลาว ม้าขาวตัวนี้เป็น ม้าน่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชมนี้ เป็นผลแห่งกรรม อะไร เปรตกราบทูลว่า :- ที่กลางเมืองเวสาลีนั้น มีหลุมที่หนทาง ลื่น ข้าพระองค์มีจิตเลื่อมใส เอาศีรษะโค ศีรษะ หนึ่งวางทอดที่หลุมให้เป็นสะพาน ข้าพระองค์ และบุคคลอื่น เหยียบบนศีรษะโคนั้น เดินไป
หน้า 479 ข้อ 121
ได้สะดวก ม้านี้เป็นม้าน่าอัศจรรย์ น่าดู น่าชม นี้เป็นผลแห่งกรรมนั่นเอง พระเจ้าสักขระตรัสถามว่า :- ท่านมีรัศมีสว่างไสวไปทั่วทุกทิศ และมี กลิ่นหอมฟุ้งไป ท่านได้สำเร็จฤทธิ์แห่งเทวดา เป็น ผู้มีอานุภาพมาก แต่เป็นคนเปลือยกาย นี้เป็นผล แห่งกรรมอะไร. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นคนไม่มักโกรธ ทั้งมีจิตเลื่อมใสอยู่เป็นนิตย์ พูดกับคนทั้งหลาย ด้วยวาจาอ่อนหวาน ข้าพระองค์มีรัศมีเป็นทิพย์ สว่างไสวอยู่เนืองนิตย์ นี้เป็นผลแห่งกรรมนั้น ข้าพระองค์เห็นยศและชื่อเสียงของบุคคลผู้ตั้งอยู่ ในธรรม มีจิตเลื่อมใสกล่าวสรรเสริญ ข้าพระ- องค์มีกลิ่นทิพย์หอมฟุ้งไปเนืองนิตย์ นี้เป็นผล แห่งกรรมนั้น เมื่อพวกสหายของข้าพระองค์ อาบน้ำที่ท่าน้ำ ข้าพระองค์ลักเอาผ้าซ่อนไว้บน บก ไม่มีความประสงค์จะลักขโมย และไม่มีจิต คิดประทุษร้าย เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ จึง เป็นคนเปลือยกาย เป็นอยู่อย่างฝืดเคือง.
หน้า 480 ข้อ 121
พระเจ้าอัมพสักขระตรัสถามว่า :- ผู้ใดทำบาปเล่น ๆ นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวว่า ผู้นั้นได้รับผลกรรมเช่นนี้ ส่วนผู้ใดตั้งใจ ทำบาปจริง ๆ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวผลกรรม. ของผู้นั้นว่าเป็นอย่างไร ? เปรตกราบทูลว่า :- มนุษย์เหล่าใด มีความดำริชั่วร้าย เป็น ผู้เศร้าหมองด้วยกายและวาจา เพราะกายแตก ตายไป มนุษย์เหล่านั้น ย่อมเข้าถึงนรกใน สัมปรายภพ โดยไม่ต้องสงสัย ส่วนชนเหล่าอื่น ปรารถนาสุคติ ยินดียิ่งในทาน มีอัตภาพอัน สงเคราะห์แล้ว เพราะกายแตกตายไป ย่อมเข้า ถึงสุคติในสัมปรายภพ โดยไม่ต้องสงสัย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สจฺจปฺปฏิญฺา ตว เมสา โหตุ ความว่า ขอความปฏิญญาของท่านนี้ จงเป็นความสัจจสำหรับ ข้าพระองค์ว่า ข้าพเจ้าพึงเชื่อสิ่งนั้นทั้งหมด. บทว่า สุตฺวาน ธญฺมํ ลภ สุปฺปสาทํ ความว่า ท่านฟังคำที่ข้าพเจ้ากล่าวแล้ว จง ได้ความเลื่อมใส เป็นอันดี. บทว่า อญฺตฺถิโก ได้แก่ ข้าพระองค์ ไม่มีความประสงค์จะรู้. บทว่า ยถา ปชานํ ได้แก่ ตามที่คนอื่นรู้อยู่ อธิบายว่า ตามที่พระองค์รู้แล้วหรือว่า ตามที่ข้าพระองค์รู้แล้ว.
หน้า 481 ข้อ 121
บทว่า กิสฺเสตํ กมฺมสฺส อยํ วิปาโก ความว่า นั่นเป็นผล แห่งกรรมอะไร คือ นี้เป็นวิบากแห่งกรรมอะไร. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอตํ เป็นเพียงนิบาต ก็อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า เป็น ผลของกรรมอะไรขอท่าน. บทว่า จิกฺขลฺลมคฺเค แปลว่า ในทางมีโคลน. บทว่า นรกํ ได้แก่ บ่อ. บทว่า เอกาหํ ตัดเป็น เอกํ อหํ. บทว่า นรกสฺมึ นิกฺขิปึ ความว่า เราทอดศีรษะโค ๑ ศีรษะ ในบ่อที่มีโคลนโดยประการที่ ผู้เดินจะไม่เหยียบเปือกตม. บทว่า ตสฺส ได้แก่ เอาศีรษะโค ทำเป็นสะพานนั้น. บทว่า ธมฺเม ิตานํ ได้แก่ ผู้ประพฤติเป็นธรรม ประพฤติ สม่ำเสมอ. บทว่า มนฺเตมิ ได้แก่ กล่าว คือ ระบุถึง. บทว่า ขิฑฺฑตฺถิโก ได้แก่ ประสงค์จะหัวเราะเล่น. บทว่า โน จ ปทุฏฺจิตฺโต ได้แก่ ไม่มีจิตคิดประทุษร้ายเจ้าของผ้า อธิบายว่า ไม่มีความ ประสงค์จะลัก ทั้งไม่ประสงค์จะทำให้เสียหาย. บทว่า อกีฬมาโน ได้แก่ ไม่ประสงค์ คือ มีจิตคิดประทุษร้าย เพราะความโลภเป็นต้น. บทว่า กึ ตสฺส กมฺมสฺส วิปากมาหุ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าววิบากทุกข์อันเผ็ดร้อนของกรรม ชั่วนั้น คือที่ทำไว้อย่างนั้นไว้เพียงไร. บทว่า ทุฏฺสงฺกปฺปมนา ได้แก่ ผู้มีวิตกทางใจอันประทุษร้าย ด้วยอำนาจความดำริในกามเป็นต้น, ด้วยคำว่า ทุฏฺสงฺกปฺปมนา นั้น ท่านกล่าวถึงมโนทุจริต. บทว่า กาเยน วาจาย จ สงฺกิลิฏฺา
หน้า 482 ข้อ 121
ได้แก่ มีความเศร้าหมองด้วยกายและวาจา ด้วยอำนาจปาณาติบาต เป็นต้น. บทว่า อาสมานา ได้แก่ หวัง คือ ปรารถนา. เมื่อเปรตแสดงจำแนกกรรมและผลแห่งกรรมโดยสังเขป อย่างนี้แล้ว พระราชาไม่ทรงเชื่อข้อนั้น จึงตรัสคาถาว่า :- เราจะพึงรู้เรื่องนั้นได้อย่างไรว่า นี้เป็น ผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว หรือเราจะพึงเห็น อย่างไร จึงจะเชื่อถือได้ หรือแม้ใครจะพึงทำ ให้เราเชื่อถือเรื่องนั้นได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ กินฺติ ชาเนยฺยมหํ อเวจฺจ ความว่า เราจะพึงเชื่อโดยไม่มีผู้อื่นเป็นปัจจัย ถึงวิบากของกรรมดี และกรรมชั่วที่เธอกล่าวจำแนกไว้โดยนัยมีอาทิว่า ต้นมีความ ดำริชั่วย่อมเศร้าหมองด้วยกายและวาจา และโดยนัยมีอาทิว่า ก็คนเหล่าอื่นย่อมปรารถนาสุคติ ดังนี้นั้นได้อย่างไร คือโดยเหตุไร. บทว่า กึ วาหํ ทิสฺวา อภิสทฺทเหยฺยํ ความว่า เราเห็นอย่างไร อันเป็นตัวอย่างที่ประจักษ์จะพึงเชื่อได้. บทว่า โก วาปิ มํ สทฺทหาเปยฺย มํ ความว่า หรือใครเป็นวิญญูชน คือ เป็นบัณฑิต จะพึงให้เราเชื่อข้อนั้น ท่านจงแนะนำบุคคลนั้น. เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศเรื่องนั้นแก่พระราชานั้น โดยเหตุ จึงได้กล่าวคาถาว่า :- พระองค์ได้ทรงเห็นแล้วและได้สดับแล้ว ก็ จงเชื่อเถิดว่า นี้เป็นผลแห่งกรรมดีและกรรมชั่ว
หน้า 483 ข้อ 121
เมื่อมีกรรมดีและกรรมชั่วทั้งสอง ก็พึงมีสัตว์ ไปสู่สุคติและทุคติ ถ้าสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก นี้ ไม่พึงทำกรรมดีและกรรมชั่ว สัตว์ผู้ไปสู่ สุคติ ทุคติ อันเลวและประณีต ก็ไม่มีในมนุษย์ โลกนี้ แต่เพราะสัตว์ทั้งหลายในมนุษยโลก ทำ กรรมดีและกรรมชั่วไว้ ฉะนั้น จึงไปสู่สุคติ ทุคติ เลวบ้าง ประณีตบ้าง นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าว วิบากแห่งกรรมทั้งสองนั้นว่า เป็นที่ตั้งแห่งการ เสวยสุขและทุกข์ เทวดาย่อมพากันห้อมล้อม พวกชนผู้ได้เสวยผลอันเป็นสุข คนพาลผู้ไม่เห็น บาปและบุญทั้งสอง ย่อมเดือดร้อน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวา จ แปลว่า ทั้งได้ทรงเห็น โดยประจักษ์. บทว่า สุตฺวา ได้แก่ ทรงสดับธรรมแล้วทรงรู้ คือ ทรงรู้ตามซึ่งนัยตามแนวแห่งธรรมนั้น. บทว่า กลฺยาณปาปสฺส ความว่า จงทรงเชื่อเถิดว่า สุขนี้เป็นวิบากแห่งกุศลกรรม และ ทุกข์นี้เป็นวิบากแห่งอกุศลกรรม. บทว่า อุภเย อสนฺเต ความว่า เมื่อกรรมทั้งสอง คือ กรรมดีและกรรมชั่วมีอยู่. บทว่า สิยา นุ สตฺตา สุคตา ทุคฺคตา วา ความว่า เนื้อความดังนี้ว่า สัตว์เหล่านี้ ไปสุคติหรือทุคติ หรือว่า เป็นผู้มั่งคั่งในสุคติหรือเป็นผู้เข็ญใจ ในทุคติ ดังนี้ จะพึงมีอยู่หรือ คือจะพึงเกิดได้อย่างไร.
หน้า 484 ข้อ 121
บัดนี้ เปรตจะประกาศเนื้อความตามที่กล่าวแล้วโดยผิด แผกกัน และโดยคล้อยตามกัน ด้วยคาถา ๒ คาถาว่า โน เจตฺถ กมฺมานิ และ ยสฺมา จ กมฺมานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หีนา ปณีตา ได้แก่ ผู้เลวและหยิ่งโดยตระกูล รูปร่าง ความไม่มีโรค และบริวารเป็นต้น. บทว่า ทฺวยชฺช กมฺมานํ วิปากมาหุ ความว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมกล่าวคือแสดงวิบากแห่งสุจริต และทุจริตแห่งกรรมทั้งสองอย่าง ในวันนี้ คือ ในบัดนี้. เพื่อจะหลีกเสี่ยงคำถามว่า ข้อนั้น คืออะไร ? จึงกล่าวว่า การเสวยสุขและทุกข์ อธิบายว่า ควรจะเสวยอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์. บทว่า ตา เทวตาโย ปริจารยนฺติ ความว่า เหล่าชน ผู้ได้รับวิบากอันอำนวยสุขโดยส่วนเดียว ย่อมเป็นเทพยดาใน เทวโลก เปี่ยมด้วยทิพยสุขบำเรออินทรีย์ทั้งหลาย. บทว่า ปจฺเจนฺติ พาลา ทฺวยตํ อปสฺสิโน ความว่า ชนเหล่าใดเป็นคนพาลไม่เห็น คือไม่เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมทั้งสอง ชนเหล่านั้นเป็นผู้ขวนขวาย ในบาป เมือเสวยวิบากอันอำนวยความทุกข์ให้ ย่อมไหม้ คือ ย่อม ได้รับทุกข์ เพราะกรรมในนรกเป็นต้น. เปรตหมายเอาการย้อนถามว่า ก็ท่านเชื่อกรรมและผล แห่งกรรมอย่างนี้ เพราะเหตุไร จึงเสวยทุกข์เห็นปานนี้ จึงกล่าว คาถาว่า :- กรรมที่ข้าพระองค์ทำไว้ในชาติก่อน ซึ่ง เป็นเหตุให้ได้เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น ในบัดนี้ มิได้
หน้า 485 ข้อ 121
มีแก่ข้าพระองค์ และบุคคลผู้จะให้ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ที่นอน ที่นั่ง ข้าว และน้ำแก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย แล้วอุทิศส่วนบุญมาให้แก่ข้าพระองค์ มิได้มี เพราะเหตุนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้ปล่อย กาย มีความเป็นผู้ฝืดเคือง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มตฺถิ กมฺมานิ สยํกตานิ ความว่า เพราะเหตุที่บุญกรรมอันตนเองกระทำไว้ในกาลก่อน อันเป็นเหตุ ให้ได้รับเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นในบัดนี้ ไม่ได้มีปรากฏแก่ข้าพระองค์. บทว่า ทตฺวาปิ เม นตฺถิ โย อาทิเสยฺย ความว่า ผู้ใดพึงให้ทานแก่ สมณพราหมณ์แล้วพึงอุทิศส่วนบุญแก่ข้าพระองค์ว่า ขอบุญนี้จง ถึงแก่เปรตโน้น ผู้นั้นย่อมไม่มี. บทว่า เตนมฺหิ นคฺโค กสิรา จ วุตฺติ ความว่า เพราะเหตุทั้งสองนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้เปลือยกาย ไม่มีผ้าในบัดนี้ ทั้งมีความเป็นอยู่อย่างฝืดเคือง. พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อหวังจะให้เปรตนั้นได้ เครื่องนุ่งห่มเป็นต้น จึงกล่าวคาถาว่า :- ดูก่อนยักษ์ เหตุอะไร ๆ ที่จะให้ท่านได้ เครื่องนุ่งห่มพึงมีอยู่หรือ ถ้าเหตุที่ควรเชื่อ พอ จะฟังเป็นเหตุได้มีอยู่ ขอท่านจงบอกเหตุนั้น แก่เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน ความว่า เหตุอะไร ๆ อัน เป็นเหตุให้ท่านได้เครื่องนุ่งห่ม พึงมีอยู่หรือหนอแล. บทว่า ยทตฺถิ
หน้า 486 ข้อ 121
ตัดเป็น ยทิ อตฺถิ แปลว่า ถ้ามีอยู่. ลำดับนั้น เปรตเมื่อจะทูลบอกเหตุนั้นแก่พระราชา จึงได้ กล่าวคาถาว่า :- ในนครเวสาลีนี้ ยังมีภิกษุรูปหนึ่ง นามว่า กัปปิตกะ เป็นผู้ได้ฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระ- อรหันต์ผู้หลุดพ้น มีอินทรีย์อันคุ้มครองแล้ว สำรวมในพระปาติโมกข์ เยือกเย็น บรรลุผลอัน สูงสุด มีวาจาน่าคบเป็นสหาย รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ ว่าง่าย มีหน้าเบิกบาน เป็นผู้มาดีไปดี พูดจาโต้ตอบดี เป็นเนื้อนาบุญของโลก มีปกติ อยู่ด้วยเมตตา เป็นทักขิไณยบุคคลของเทวดา และมนุษย์ สงบระงับ กำจัดมิจฉาวิตก ไม่มีทุกข์ ไม่มีตัณหา หลุดพ้นแล้ว ปราศจากลูกศร ไม่ ถือเราถือเขา ไม่คดกาย วาจา ใจ ไม่มีอุปธิ สิ้นกิเลสเครื่องเนิ่นช้าทั้งปวง ได้บรรลุวิชชา ๓ มีความรุ่งเรือง ไม่มีชื่อเสียงปรากฏ เพราะเป็น ผู้มีคุณวิเศษอันปกปิดไว้ แม้ใคร ๆ เห็นก็ไม่รู้ ว่าเป็นคนดี ในหมู่ชนชาววัชชี เขาพากันเรียก ท่านว่า มุนี รู้กันว่าท่านเป็นผู้ประเสริฐ นัก แน่นไม่หวั่นไหว มีธรรมอันดีงาม เที่ยวไปใน โลก ถ้าพระองค์ทรงถวายผ้าคู่หนึ่งหรือสองคู่
หน้า 487 ข้อ 121
แก่ภิกษุนั้น แล้วทรงอุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงถวายแล้ว และท่านรับผ้านั้น แล้ว พระองค์ก็จะทรงเห็นข้าพระองค์ผู้นุ่งห่ม เรียบร้อย. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กปฺปิตโก นาม เปรตกล่าว หมายเอาพระอุปัชฌายะของท่านพระอุบาลีเถระภายในชฏิล ๑,๐๐๐ องค์. บทว่า อิธ ได้แก่ ในที่ใกล้นครเวสาลีนี้. บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้ได้ฌาน ด้วยฌานอันสัมปยุตต์ด้วยอรหัตตผล. บทว่า สีติภูโต ได้แก่ ผู้ถึงความเยือกเย็น ด้วยการเข้าไปสงบความกระวนกระวาย และความเร่าร้อนแห่งกิเลสทั้งปวง. บทว่า อุตฺตมทิฏฺิปตฺโต ได้แก่ ผู้บรรลุสัมมาทิฏฐิอันเป็นผลสูงสุด คือ อรหัตตผล. บทว่า สขิโล แปลว่า ผู้มีวาจาอ่อนหวาน. บทว่า สุวโจ แปลว่า ผู้ว่าง่าย. บทว่า สฺวาคโม แปลว่า ผู้มาดีไป . บทว่า สุปฺปฏิมุตฺตโก แปลว่า ผู้มีวาจาหลุดพ้นด้วยดี อธิบายว่า ผู้มีปกติ กล่าวหลุดพ้น. บทว่า อรณวิหารี แปลว่า ผู้มีปกติอยู่ด้วยเมตตา- วิหารธรรม. บทว่า สนฺโต แปลว่า ผู้สงบกิเลส บทว่า วิธูโม ได้แก่ ปราศจากควัน คือ มิจฉาวิตก. บทว่า อนีโฆ แปลว่า ผู้ไม่มีทุกข์. บทว่า นิราโส แปลว่า ผู้ไม่มีตัณหา. บทว่า มุตฺโต แปลว่า ผู้หลุดพ้นจากภพทั้งปวง. บทว่า วิสลฺโล แปลว่า ผู้ปราศจาก ลูกศรมีราคะเป็นต้น. บทว่า อมโม แปลว่า ผู้ปราศจากการถือ
หน้า 488 ข้อ 121
ว่าเราว่าเขา. บทว่า อวงฺโ ก ได้แก่ ผู้ปราศจากการคด มีคดกาย เป็นต้น. บทว่า นิรูปธี แปลว่า ผู้ละอุปธิมีกิเลสเครื่องปรุงแต่ง เป็นต้น. บทว่า สพฺพปปญฺจขีโณ แปลว่า ผู้สิ้นธรรมเครื่องเนิ่นช้า มีตัณหาเป็นต้น. บทว่า ชุติมา ได้แก่รุ่งเรืองด้วยญาณอัน ยอดเยี่ยม. บทว่า อปฺปญฺาโต ได้แก่ ชื่อว่าผู้ไม่ปรากฏเพราะ เป็นผู้มักน้อยอย่างยิ่ง และเพราะเป็นผู้ปกปิดคุณ. บทว่า ทิสฺวาปิ น จ สุชาโน ความว่า แม้เห็นโดยความ ลึกซึ้ง ก็ไม่เข้าใจได้ดีว่า มีศีลอย่างนี้ มีธรรมอย่างนี้ มีปัญญา อย่างนี้. บทว่า ชานนฺติ ตํ ยกฺขภูตา อเนชํ ความว่า ก็ท่านผู้ ประเสริฐ ย่อมรู้จักท่านผู้หนักแน่น คือผู้ปราศจากตัณหาว่า เป็นพระอรหันต์. บทว่า กลฺยาณธมฺมํ ได้แก่ ผู้มีคุณมีศีลดีงาม เป็นต้น. บทว่า ตสฺส โยคว่า แก่ท่านพระกัปปิตกมหาเถระนั้น. บทว่า เอกยุคํ ได้แก่ คู่ผ้าคู่หนึ่ง. บทว่า ทุเว วา ได้แก่ หรือว่า คู่ผ้าสองคู่. บทว่า มมุทฺทิสิตฺวาน ได้แก่ อุทิศข้าพระองค์. บทว่า ปฏิคฺคหีตานิ จ ตานิ อสฺสุ ความว่า และคู่ผ้าเหล่านั้นพึงเป็นของ อันพระเถระนั้นรับแล้ว. บทว่า สนฺนทฺธทุสฺสํ ได้แก่ ผู้ทำการ นุ่งห่มผ้า อธิบายว่า ได้ผ้าแล้ว คือนุ่งห่มผ้าแล้ว. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสถามถึงที่อยู่ของพระเถระว่า :- บัดนี้ พระสมณะนั้นอยู่ประเทศไหน เรา จักไปพบท่านได้ที่ไหน ใครจักพึงแก้ไขความ
หน้า 489 ข้อ 121
สงสัยสนเท่ห์อันเป็นเสี้ยนหนามแห่งความเห็น ของเราได้ในวันนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺมึ ปเทเส แปลว่า ในประเทศ ไหน. บทว่า โย มชฺช ตัดเป็น โย อชฺช, ม อักษรทำการเชื่อมบท. ลำดับนั้น เปรตจึงกล่าวคาถาว่า :- ท่านอยู่ที่เมือง กปินัจจนา มีหมู่เทวดา เป็นอันมากห้อมล้อม เป็นผู้มีนามจริงแท้ และเป็น ไม่ประมาท แสดงธรรมีกถาอยู่ในหมู่ของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปินจฺจนายํ ได้แก่ ในประเทศ อันได้โวหารว่า กปินัจจนา เพราะเป็นที่ฟ้อนรำของพวกลิง. บทว่า สจฺจนาโม ได้แก่ ผู้มีนามตามเป็นจริง คือผู้มีนามไม่ผิดแผกด้วย คุณนามมีอาทิว่า ผู้ได้ฌาน มีศีลบริสุทธิ์ เป็นพระอรหันต์ เป็นผู้ หลุดพ้น. เมื่อเปรตกล่าวอย่างนั้น พระราชามีพระประสงค์จะเสด็จไป ยังสำนักของพระเถระในขณะนั้นทีเดียว จึงตรัสคาถาว่า :- เราจักไปทำตานที่ท่านสั่งนั้นเดี๋ยวนี้ จัก ให้พระสมณะนั้นครองผ้า ขอท่านจงดูคู่ผ้า เหล่านั้นอันพระสมณะนั้นรับประเคนแล้ว และ เราจักคอยดูท่านนุ่งห่มผู้เป็นอันดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺสามิ แปลว่า จักกระทำ.
หน้า 490 ข้อ 121
ลำดับนั้น เปรตเมื่อจะแสดงว่า พระเถระย่อมแสดงธรรม แก่เทพยดาทั้งหลาย เพราะฉะนั้น เวลานี้ ไม่ใช่เวลาที่จะเข้าไปหา จึงกล่าวคาถาว่า :- ข้าแต่พระเจ้าลิจฉวี ข้าพระองค์ขอ ประทานพระวโรกาส ขอพระองค์อย่าเสด็จเข้า หาบรรพชิตในเวลาไม่ควร การเสด็จเข้าไปหา บรรพชิตในเวลาไม่ควรนี้ ไม่เป็นธรรมเนียม ที่ดีของกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย ก็เมื่อพระองค์ เสด็จเข้าไปหาในเวลาอันสมควร ก็จักทรงเห็น ภิกษุนั้นนั่งอยู่ในที่สงัด ในที่นั้นเอง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่า ทูลขอร้อง. บทว่า โว ลิจฺฉวิ เนส ธมฺโม ความว่า ข้าแต่พระเจ้า ลิจฉวี การเสด็จเข้าไปหาบรรพชิตในเวลาอันไม่สมควรนี้ ไม่เป็น ธรรมเนียมของพระองค์ผู้เป็นพระราชา. บทว่า ตตฺเถว คือใน ที่นั้นนั่นเอง. เมื่อเปรตกล่าวอย่างนี้ พระราชาทรงรับคำแล้ว เสด็จไป พระราชนิเวศน์ของพระองค์ ให้คนถือคู่ผ้า ๘ คู่ ในเวลาอันสมควร อีก แล้วเข้าไปหาพระเถระ ประทับนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงกระทำปฏิสันถารแล้วตรัสว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงรับคู่ผ้า ๘ คู่นี้. พระเถระได้ฟังดังนั้น เพื่อจะสั่งสนทนาด้วย จึงทูลว่า ข้าแต่ มหาบพิตร เมื่อก่อนพระองค์ไม่ทรงบำเพ็ญทาน มีแต่จะเบียดเบียน
หน้า 491 ข้อ 121
สมณพราหมณ์เท่านั้น มีพระประสงค์จะถวายผ้าอันประณีต อย่างไรได้. พระราชาครั้นทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกเหตุ แก่ท่าน จึงได้ตรัสบอกถึงการที่เปรตมา และเรื่องที่เปรตกับ พระองค์กล่าว แก่พระเถระ จึงได้ถวายผ้าแล้วอุทิศเปรต. ด้วย เหตุนั้น เปรตจึงนุ่งห่มผ้าอันเป็นทิพย์ ประดับตกแต่ง ขึ้นม้า ได้ปรากฏข้างหน้าพระเถระและพระราชา. พระราชาครั้นทรงเห็น ดังนั้นแล้ว ทรงพอพระทัย เบิกบานพระหฤทัย เกิดปีติโสมนัส ตรัสว่า เราเห็นผลแห่งกรรมโดยประจักษ์หนอ บัดนี้ เราจักไม่ กระทำความชั่ว จักกระทำแต่บุญเท่านั้น ดังนี้แล้ว ได้ทรงการทำ สักขีพยานกับเปรตนั้น. และเปรตนั้นกราบทูลว่า ข้าแต่พระเจ้า ลิจฉวี ตั้งแต่วันนี้ ถ้าพระองค์ละอธรรม ประพฤติธรรมไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าพระองค์จักเป็นสักขีพยานแก่พระองค์ และ ข้าพระองค์จักมายังสำนักของพระองค์ และขอพระองค์จงให้บุรุษ ผู้ที่ถูกหลาวเสียบ หลุดจากหลาวโดยเร็ว เมื่อเป็นเช่นนี้ บุรุษนั้น ก็จักรอดชีวิต ประพฤติธรรมพ้นจากทุกข์ และพระองค์จงเข้าไป หาพระเถระตามกาลอันควร ฟังธรรม บำเพ็ญบุญดังนี้แล้วก็ไป. ลำดับนั้นพระราชาไหว้พระเถระแล้ว เข้าไปยังพระนคร รีบให้ประชุมบริษัทลิจฉวี ให้คนเหล่านั้นอนุญาต ให้บุรุษนั้น พ้นจากหลาว รับสั่งพวกพยาบาลว่า จงทำบุรุษนี้ ให้หายโรค. ก็แล ครั้นเข้าไปหาพระเถระแล้ว จึงตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้ที่ทำกรรมอันเป็นเหตุไปสู่นรกแล้ว ดำรงอยู่ จะพึงพ้นจากนรก
หน้า 492 ข้อ 121
หรือไม่หนอ. พระเถระทูลว่า พึงพ้นได้ มหาบพิตร ถ้าผู้นั้นทำบุญ ให้มากก็พ้นได้ จึงให้พระราชาตั้งอยู่ในสรณะและศีล. พระราชา ตั้งอยู่ในสรณะและศีลนั้นแล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ. ได้ เป็นพระโสดาบัน. ฝ่ายบุรุษผู้ถูกหลาวเสียบเป็นผู้หายโรค เกิด ความสังเวช บวชในหมู่ภิกษุ ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัตต์. พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย เมื่อจะแสดงเรื่องนั้น จึงได้กล่าวคาถา ทั้งหลายว่า :- พระเจ้าลิจฉวีตรัสอย่างนั้นแล้ว ก็แวด ล้อมไปด้วยหมู่ข้าราชบริพาร เสด็จไปใน พระนครนั้น ครั้นเสด็จเข้าไปยังพระนครนั้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปยังที่ประทับ ในนิเวศน์ของ พระองค์ ทรงกระทำกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย ทรงสรงสนานและทรงดื่มน้ำแล้ว ได้เวลาอัน สมควร จึงทรงเลือกผ้า ๘ คู่จากหีบ รับสั่งให้ หมู่ข้าราชบริพารถือไป พระราชาครั้นเสด็จเข้า ไปในประเทศนั้นแล้ว ได้ทอดพระเนตรเห็น สมณะรูปหนึ่ง ผู้มีจิตสงบระงับกลับจากที่ โคจร เป็นผู้เยือกเย็น นั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ ครั้น ได้ตรัสถามสมณะนั้น ถึงความเป็นผู้มีอาพาธ น้อย การอยู่สำราญ และตรัสบอกนามของ พระองค์ให้ทรงทราบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉัน
หน้า 493 ข้อ 121
เป็นกษัตริย์ลิจฉวี อยู่ในเมืองเวสาลี ชาวลิจฉวี เรียกดิฉันว่า อัมพสักขระ ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่ นี้ ของดิฉัน ดิฉันขอถวายท่าน ดิฉันมาในที่นี้ ด้วยความประสงค์เพียงเท่านี้ ดิฉันมีความ ปลาบปลื้มใจนัก. พระเถระทูลถามว่า :- สมณะพราหมณ์ทั้งหลาย พากันละเว้น พระราชนิเวศน์ของมหาบพิตร แต่ที่ไกลทีเดียว เพราะพระราชนิเวศน์ของมหาบพิตร บาตรย่อม แตก แม้สังฆาฏิก็ถูกเขาฉีกทำลาย เมื่อก่อน สมณะทั้งหลาย มีศีรษะห้อยลง ตกลงไปจาก เขียงเท้า มหาบพิตรได้เบียดเบียนบรรพชิต เช่นนี้ สมณะทั้งหลายเคยถูกมหาบพิตร ทำการ เบียดเบียนแล้ว มหาบพิตร ไม่เคยพระราชทาน แม้แต่น้ำมัน สักหยดหนึ่งเลย ไม่ตรัสบอกทาง ให้คนหลงทาง ชิงเอาไม้เท้าจากมือคนตาบอด เสียเอง มหาบพิตรเป็นคนตระหนี่ ไม่สำรวม เช่นนี้ แต่บัดนี้ เพราะเหตุอะไร มหาบพิตร ทรง เป็นผลอะไร จึงทรงจำแนกแจกจ่ายกับอาตมภาพ ทั้งหลายเล่า.
หน้า 494 ข้อ 121
พระราชาตรัสว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันขอรับผิด ดิฉัน ได้เบียดเบียนสมณะทั้งหลาย ดังคำที่ท่านพูด ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉัน มีความประสงค์จะล้อเล่น ไม่มีจิตคิดประทุษร้าย แต่กรรมอันชั่วช้านี้ ดิฉันทำแล้ว เด็กหนุ่มเปลือยกาย มีโภคะน้อย ได้สั่งสมบาป เพื่อจะล้อเล่น จึงต้องเสวยทุกข์ ก็ทุกข์อะไรเล่าที่เป็นทุกข์แก่ความเปลือยกาย ย่อมมีแก่เปรตนั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเห็น เหตุอันน่าสังเวชและเศร้าหมองนั้นแล้ว จึงให้ ทาน เพราะเหตุนั้นเป็นปัจจัย ขอท่านจงรับผ้า ๘ คู่นี้ ทักษิณาที่ดิฉันถวายนี้ จงสำเร็จผลแก่ เปรตนั้น. พระเถระทูลว่า :- เพราะการให้ทาน นักปราชญ์ทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญไว้โดยมากแท้ และเมื่อพระองค์ถวายทานวัตถุ จงอย่ามีความ หมดเปลืองไปเป็นธรรม อาตมภาพรับผ้า ๘ คู่ ของมหาบพิตร ขอทักษิณาทานเหล่านี้ จงสำเร็จ ผลแก่เปรตนั้น ลำดับนั้น พระเจ้าลิจฉวี ทรง ชำระพระหัตถ์ และพระบาทแล้ว ทรงถวายผ้า
หน้า 495 ข้อ 121
๘ คู่ แก่พระเถระ พอพระเถระรับประเคนผ้า เหล่านั้นแล้ว พระราชาทรงเห็นเปรต นุ่งห่มผ้า เรียบร้อย ลูบไล้ด้วยจุณจันทน์แดง มีผิวพรรณ เปล่งปลั่งประดับประดา นุ่งผ้าดี ขี่ม้าอาชาไนย มีบริวารห้อมล้อม สำเร็จมหิทธิฤทธิ์ของเทวดา ครั้นทรงเห็นเช่นนั้นแล้ว ทรงปลื้มพระหฤทัย เกิดปีติปราโมทย์ มีพระหฤทัยร่าเริง เบิกบาน พระเจ้าลิจฉวีได้ทรงเห็นกรรมและวิบากแห่ง กรรม แจ้งประจักษ์ด้วยพระองค์เองแล้ว จึง เสด็จเข้าไปใกล้แล้วตรัสกะเปรตนั้นว่า เราจัก ให้ทานแก่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เราควรให้ทาน ทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ ดูก่อนเปรต ท่านมี อุปการะแก่เรามาก. เปรตนั้นกราบทูลว่า :- ข้าแต่กษัตริย์ลิจฉวี ก็พระองค์ได้พระ- ราชทานแก่ข้าพระองค์ส่วนหนึ่ง แต่การพระ- ราชทานนั้น มิได้ไร้ผล ข้าพระองค์เป็นเทวดา จักทำความเป็นสหายกับพระองค์ผู้เป็นมนุษย์. พระราชาตรัสว่า :- ท่านเป็นคติ เป็นเผ่าพันพันธุ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยว เป็นมิตรและเป็นเทวดาของเรา ดูก่อนเปรต
หน้า 496 ข้อ 121
เราขอทำอัญชลีท่าน ปรารถนาเพื่อจะเห็นท่าน แม้อีก. เปรตกราบทูลว่า :- ถ้าพระองค์จักเป็นผู้ไม่มีศรัทธา มีความ ตระหนี่ มีจิตไม่เลื่อมใส พระองค์จักไม่ได้เห็นข้า- พระองค์และข้าพระองค์ก็จักไม่ได้เห็น ไม่ได้ เจรจากับพระองค์อีก ถ้าพระองค์จักทรงเคารพ ธรรม ทรงยินดีในการบริจาคทาน ทรงสงเคราะห์ ทรงเป็นดังบ่อน้ำของสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ด้วยอาการอย่างนี้ พระองค์ก็จักได้ทรงเห็น ข้าพระองค์ และข้าพระองค์ จักได้เห็น ได้เจรจา กับพระองค์ ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยบุรุษนี้ จากหลาวโดยเร็วเถิด เพราะการปล่อยบุรุษนี้ เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกัน ข้าพระองค์เข้าใจ ว่า เราทั้งสองจักได้เป็นสหายกันและกัน เพราะ เหตุแห่งบุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ ก็บุรุษผู้ถูกหลาว เสียบนี้ อันพระองค์ทรงรีบปล่อยแล้ว ถึงเป็นผู้ ประพฤติธรรมโดยเคารพ พึงพ้นจากนรกนั้น แน่นอน พึงพ้นจากกรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งเวทนา พระองค์เสด็จข้าไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรง จำแนกทานกะท่าน ในเวลาที่สมควร จงเสด็จ
หน้า 497 ข้อ 121
เข้าไปหาแล้ว ตรัสถามด้วยพระองค์เอง ท่าน จงกราบทูลเนื้อความนั้น แก่พระองค์ ก็พระองค์ ทรงพระประสงค์บุญ มีจิตไม่ประทุษร้าย ก็เชิญ เสด็จเข้าไปหาภิกษุนั้นเถิด ท่านจักแสดงธรรม ทั้งปวง ที่ทรงสดับแล้ว และยังไม่ได้ทรงสดับ แก่พระองค์ ตามความรู้เห็น พระองค์ได้ทรงฟัง ธรรมนั้นแล้ว จักทรงเห็นสุคติ. พระเจ้ารหัส ทรงเจรจาทำความเป็นสหาย กับเทวดานั้นแล้ว เสด็จไป ส่วนเปรตนั้น ได้ กล่าวกะบริษัทแห่งกษัตริย์ลิจฉวีทั้งหลาย พร้อม กับบุตรของตน ซึ่งนั่งประชุมกันอยู่ว่า ท่าน ผู้เจริญทั้งหลาย ขอจงฟังคำอย่างหนึ่งของเรา เราจักเลือกพร จักได้ประโยชน์ บุรุษที่จักเสียบ ด้วยหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้ง ไว้แล้ว ถูกหลาวร้อยจะตายหรือไม่ตาย ประมาณ ๒๐ ราตรีเท่านั้น เดี๋ยวนี้ เราจักปล่อยเขาตาม ความชอบใจของเรา ขอหมู่ท่านจงอนุญาต จง รีบปล่อยบุรุษนั้นและบุรุษอื่นที่พระราชารับสั่ง ให้ลงอาชญา โดยเร็วเถิด ใครพึงบอกท่าน ผู้ ทำกรรมอย่างนั้น ท่านรู้อย่างไร จึงทำอย่างนั้น หมู่ท่านย่อมอนุญาตตามชอบใจ พระเจ้าลิจฉวี
หน้า 498 ข้อ 121
เสด็จเข้าไปสู่ประเทศนั้นแล้ว รีบปล่อยบุรุษที่ ถูกเสียบด้วยหลาว โดยเร็ว และได้ตรัสกะบุรุษ นั้นว่า อย่ากลัวเลยเพื่อน และรับสั่งให้หมอ พยาบาล แล้วเสด็จไปหากัปปิตกภิกษุแล้ว ทรง ถวายทานกับท่านในเวลาอันสมควร มีพระ ประสงค์จะทรงทราบเหตุ จึงเสด็จเข้าไปใกล้ แล้วตรัสถามด้วยพระองค์เองว่า บุรุษผู้ถูกเสียบ ด้วยหลาว มีกรรมอันหยาบช้า มีอาชญาอันตั้ง ไว้แล้ว ถูกหลาวร้อย จักตายหรือไม่ตาย ประ- มาณ ๒๐ ราตรีเท่านั้น ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เดี๋ยวนี้ ดิฉันปล่อยเขาไปแล้ว เขาไปบอกเปรตนั้น เหตุ อะไร ๆ ที่จะไม่ต้องไปสู่นรกนั้น พึงมีหรือหนอ ถ้ามีขอท่านโปรดบอกแก่ดิฉัน ดิฉันรอฟังเหตุ ที่ควรเชื่อถือจากท่าน. กัปปิตกภิกษุทูลว่า :- ความพินาศแห่งกรรมเหล่านั้น ย่อมไม่มี ความพินาศในโลกนี้ เกิดขึ้นเพราะความไม่รู้แจ้ง ถ้าเขาพึงเป็นผู้ไม่ประมาท ประพฤติธรรม ทั้งหลาย โดยเคารพตลอดคืนและวัน เขาพึงพ้น จากนรกนั้นได้แน่ กรรมอันเว้นจากการให้ผล พึงมี.
หน้า 499 ข้อ 121
พระราชาตรัสว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ผู้มีปัญญากว้างขวาง ประโยชน์ของบุรุษนี้ ดิฉันรู้ทั่วถึงแล้ว บัดนี้ ขอท่านอนุเคราะห์ดิฉันบ้าง ขอท่านได้กล่าว ตักเตือนพร่ำสอนดิฉัน โดยวิธีที่ดิฉัน จะไม่พึง ไปสู่นรกด้วยเถิด. กัปปิตกภิกษุทูลว่า :- วันนี้ ขอมหาบพิตร จงมีพระหทัยเลื่อมใส ถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์เป็น สรณะ จงทรงสิกขาบท อย่าให้ขาดและด่าง- พร้อย จงทรงงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ไม่ทรง พูดเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์ และทรงสมาทาน อุโบสถศีลอันประกอบด้วยองค์ ๘ ประการอัน ประเสริฐ เป็นกุศล มีสุขเป็นกำไร จงทรงพระ- ราชทานจีวร บิณฑบาต ที่นอนและที่นั่ง คิลาน- ปัจจัย ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ของกิน ผ้า เสนาสนะ ในภิกษุผู้มีจิตซื่อตรงทั้งหลาย บุญย่อมเจริญทุก เมื่อ ทรงอังคาสภิกษุทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต ให้อิ่มหนำ ด้วยข้าว และน้ำ บุญย่อมเพิ่มพูนทุกเมื่อ เมื่อบุคคลเป็นผู้
หน้า 500 ข้อ 121
ไม่ประมาท ประพฤติธรรมโดยเคารพ ตลอดคืน และวันอย่างนี้ พึงพ้นจากนรกนั้น กรรมที่เว้น จากการให้ผลพึงมี. พระราชาตรัสว่า :- วันนี้ ดิฉันมีจิตเลื่อมใส ขอถึงพระ- พุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ ขอสมาทานสิกขาบท ๕ ประการ ไม่ให้ขาด ไม่ให้ด่างพร้อย ของดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลัก- ทรัพย์ ยินดีด้วยภรรยาของตน ไม่กล่าวคำเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา และจักสมาทานอุโบสถศีล อัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันประเสริฐเป็น กุศล มีสุขเป็นกำไร จักถวายจีวร บิณฑบาต ที่นอน ที่นั่ง คิลานปัจจัย ข้าวน้ำ ของเคี้ยว ของกิน ผ้าและเสนาสนะ แก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ สมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ เป็นพหูสูต จักไม่กำหนัด ยินดีแล้วในศาสนา ของพระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย. พระเจ้าลิจฉวี ทรงพระนาม ว่า อัมพสักขระ ได้เป็นอุบาสกคนหนึ่ง ในเมือง เวสาลี ทรงมีศรัทธา มีพระหทัยอ่อนโยน ทรง ทำอุปการะแก่ภิกษุ ทรงบำรุงสงฆ์ โดยความ เคารพ ในกาลนั้น บุรุษผู้ถูกเสียบด้วยหลาว
หน้า 501 ข้อ 121
หายโรค เป็นสุขสบายดี เข้าถึงบรรพชา แม้ชน ทั้งสองอาศัยกัปปิตกภิกษุผู้ประเสริฐ ได้บรรลุ สามัญญผล การคบหาสัปบุรุษเช่นนี้ ย่อมมีผล มากตั้งร้อย แก่วิญญูชนผู้รู้แจ้ง บุรุษผู้ถูกเสียบ ด้วยหลาว ได้บรรลุผลอันยอดเยี่ยม ส่วนพระเจ้า อัมพสักขระ ได้บรรลุโสดาปัตติผล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาสูปคจฺฉิตฺถ แปลว่า เข้าไปยัง ที่ประทับ. บทว่า คิหิกิจฺจานิ ได้แก่ กิจแห่งขุมทรัพย์ที่ผู้ครองเรือน พึงกระทำ. บทว่า วิเจยฺย ได้แก่ พึงเลือกถือเอาผ้าดี ๆ. บทว่า ปฏิกฺกนฺตํ แปลว่า กลับจากบิณฑบาต. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า กลับจากโคจร. บทว่า อโวจ ความว่า ได้ตรัสคำมีอาทิว่า ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเจ้าลิจฉวีในเมืองเวสาลี. บทว่า วิทาลยนฺติ แปลว่า ย่อมฉีกทำลาย. บทว่า ปาทกุาริกาหิ ได้แก่ จากเขียง คือเท้า. บทว่า ปาตยนฺติ แปลว่า ย่อมตกลง. บทว่า ติเณน แปลว่า แม้ด้วยปลายหญ้า. บทว่า มูฬฺหสฺส มคฺคมฺปิ น ปาวทาสิ ความว่า พระองค์ไม่ได้บอกแม้ทางแก่คน หลงทางว่า ด้วยคิดว่า บุรุษนี้จงวนเวียนไปทางโน้นทางนี้ ด้วยอาการ อย่างนี้. จริงอยู่ พระราชานี้เป็นผู้มักล้อเล่น. บทว่า สยมาทิยาสิ ความว่า ตนเองชิงเอาไม้เท้าจากมือของคนตาบอด. บทว่า สํวิภาคํ กโรสิ ความว่า ทรงแบ่งส่วนหนึ่งจากวัตถุที่ตนบริโภคให้ไป.
หน้า 502 ข้อ 121
ด้วยบทว่า ปจฺเจมิ ภนฺเต ยํ ตฺวํ วเทสิ นี้ พระราชาทรง แสดงว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันรู้เฉพาะคำที่ท่านกล่าวโดยนัยมีอาทิว่า บาตรแตก สิ่งนั้นทั้งหมดนั่นแหละ ดิฉันทำและให้ผู้อื่นทำ. บทว่า เอตมฺปิ ได้แก่ สิ่งนี้ดิฉันแม้ทำก็โดยประสงค์จะล้อเล่น. บทว่า ขิฑฺฑา แปลว่า ด้วยการล้อเล่น. บทว่า ปสวิตฺวา แปลว่า ก่อแล้ว. บทว่า เวเทติ แปลว่า ย่อมเสวย. บทว่า อสมตฺตโภคี แปลว่า ผู้มีโภคะไม่บริบูรณ์. เพื่อจะแสดงว่า เปรต เป็นผู้มีโภคะไม่บริบูรณ์นั้นนั่นแหละ จึงตรัสว่า เด็กหนุ่ม เป็นต้น. บทว่า นคฺคนิยสฺส แปลว่า เป็นคนเปลือย. บทว่า กึ สุ ตโต ทุกฺขตรสฺส โหติ ความว่า ก็ทุกข์อะไรเล่าที่เป็นทุกข์กว่าความ เป็นคนเปลือยของเปรตนั้น. บทว่า ยกฺขสฺสิมา คจฺฉนฺตุ ทกฺขิณาโย ความว่า ขอทักษิณา คือผ้าที่ดิฉันให้นี้ จงสำเร็จแก่เปรต. บทว่า พหุธา ปสตฺถํ ความว่า อันบัณฑิตทั้งหลายมีพระ- พุทธเจ้าเป็นต้น พรรณนาไว้โดยประการมากมาย. บทว่า อกฺขยธมฺมมตฺถุ แปลว่า ขอทานวัตถุนี้ จงอย่าสิ้นไปเป็นธรรม. บทว่า อาจมยิตฺวา ได้แก่ บ้วนปากก่อนล้างมือและล้างเท้า. บทว่า จนฺทนสารลิตฺตํ แปลว่า ลูบไล้ด้วยแก่นจันทน์. บทว่า อุฬารวณฺณํ แปลว่า มีรูปอันประเสริฐ. บทว่า ปวาริตํ แปลว่า แวดล้อมด้วยบริพารผู้มีความประพฤติคล้อยตาม. บทว่า ยกฺข- มหิทฺธิปตฺตํ ได้แก่ ผู้มียักขฤทธิ คือเทพฤทธิ์ใหญ่. บทว่า ตเมนนโวจ ตัดเป็น ตเมนํ อโวจ ได้ตรัสคำนี้นั้น.
หน้า 503 ข้อ 121
ด้วยบทว่า เอกเทสํ อทาสิ ท่านกล่าวหมายถึงการให้ผ้า อันเป็นส่วนหนึ่งในบรรดาปัจจัย ๔. บทว่า สกฺขึ ได้แก่ ความ เป็นพยาน. บทว่า มมาสิ ตัดเป็น เม อาสิ. บทว่า เทวตา เม มีวาจา ประกอบความว่า ท่านได้เป็นเทวดาของเรา. บทว่า วิปฺปฎิปนฺนจิตฺโต ได้แก่ มีจิตดำเนินตามมิจฉาทิฏฐิ อธิบายว่า ผู้ละปฏิปทาอันชอบธรรม แล้วดำเนินปฏิปทาอันไม่ ชอบธรรม. บทว่า ยโตนิทานํ ได้แก่ มีสิ่งใดเป็นนิมิต คือ มายัง สำนักของผู้ใดเป็นเหตุ. บทว่า สํวิภชิตฺวา แปลว่า ทำการจำแนกทาน. บทว่า สยํ มุเขนูปนิสชฺช ปุจฺฉ ความว่า ท่านจงอย่าส่งคนอื่นไป จงเข้า ไปนั่งถามเฉพาะหน้าเลย. บทว่า สนฺนิสินฺนํ แปลว่า นั่งประชุมกัน. บทว่า ลภิสฺสามิ อตฺถํ ความว่า เราจักได้ประโยชน์แม้ที่เราปรารถนา. บทว่า ปณิหิตทณฺโฑ แปลว่า ได้ตั้งอาญาในตัวไว้. บทว่า อนุสตฺตรูโป ได้แก่ มีสภาวะเกี่ยวข้องในราชา. บทว่า วีสติรตฺติมตฺตา ความว่า ล่วงไปประมาณ ๒๐ ราตรี. บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ. บทว่า ยถามตึ แปลว่า ตามความชอบใจของเรา. บทว่า เอตญฺจ อญฺญฺจ ความว่า บุรุษนี้ที่ถูกเสียบหลาว และบุรุษอื่นที่ถูกลงราชอาชญา. บทว่า ลหุํ ปมุญฺจ แปลว่า ปล่อย โดยเร็ว. บทว่า โก ตํ วเทถ ตถา กโรนฺตํ ความว่า ใครใน
หน้า 504 ข้อ 121
แคว้นวัชชีนี้พึงบอกผู้ทำกรรมอันชอบธรรมนั้นว่า จงอย่าปล่อย อธิบายว่า ถึงใคร ๆ ก็ไม่ได้เพื่อจะกล่าวอย่างนั้น. บทว่า ติกิจฺฉกานญฺจ ได้แก่ ผู้เยียวยา. บทว่า ยกฺขสฺส วโจ ได้แก่ คำของเปรต, ท่านแสดงว่า ท่านผู้เจริญ ดิฉันได้กระทำอย่างนั้น ตามคำของเปรตนั้น. บทว่า ธมฺมานิ ได้แก่ ธรรมคือบุญอันสามารถครอบงำ กรรมชั่วที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อน บทว่า กมฺมํ สิยา อญฺตฺร เวทนียํ ได้แก่ กรรมที่อำนวยผลให้เกิดในกรรมชั่วนั้น ชื่อว่า เป็น อโหสิกรรม ส่วนกรรมที่อำนวยผลให้เกิดในภพต่อ ๆ ไป ย่อม เป็นผลที่จะพึงเสวยในภพอื่น คือ ภพต่อ ๆ ไป ในเมื่อยังเป็นไป ในสังสารวัฏ. บทว่า อิมญฺจ พระเถระกล่าวเพราะกระทำอธิบายว่า คำ ที่ตนกล่าว ใกล้หรือประจักษ์แก่สิกขานั้น. บทว่า อริยํ อฏฺงฺคว- เรนุเปตํ ความว่า อุโบสถศีลอันสูงสุดอันเข้าถึง คือประกอบด้วย องค์ ๘ มีเจตนาอันงดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น ชื่อว่าประเสริฐ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์. บทว่า กุสลํ ได้แก่ ไม่มีโทษ. บทว่า สุขุทฺริยํ แปลว่า มีสุขเป็นผล. บทว่า สทา ปุญฺํ ปวฑฺฒติ ความว่า เมื่อบุคคลทำบุญ คราวเดียวแล้วไม่อิ่มใจว่า พอละด้วยบุญเพียงเท่านี้ แล้วจึงบำเพ็ญ สุจริตต่อ ๆ ไป บุญของเขา ย่อมเจริญยิ่งตลอดกาล หรือเมื่อเขา
หน้า 505 ข้อ 121
บำเพ็ญสุจริตต่อ ๆ มา ผลบุญ คือ บุญย่อมเจริญ คือ เต็มเปี่ยม ยิ่ง ๆ ขึ้น. เมื่อพระเถระกล่าวอย่างนี้ พระราชามีพระหทัยสะดุ้งจาก ทุกข์ ในอบาย มีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัย และบุญธรรม เจริญยิ่ง ต่อแต่นั้น จึงสมาทาน สรณะและศีล จึงตรัสคำมีอาทิว่า ดิฉัน ขอถึงพระพุทธเจ้า ว่าเป็นสรณะในวันนี้แหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตาทิโส ได้แก่ มีรูปตามที่กล่าว แล้วนี้. บทว่า เวสาลิยํ อญฺตโร อุปาสโก ความว่า เป็นอุบาสก คนหนึ่ง ในบรรดาอุบาสกหลายพันคนในเมืองเวสาลี. บทว่า สทฺโธ เป็นต้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงความที่พระเจ้าอัมพสักขระนั้น เป็น โดยประการอื่นจากภาวะที่มีในก่อน เพราะอาศัยกัลยาณมิตร. จริงอยู่ ในกาลก่อน พระเจ้าอัมพสักขระนั้น เป็นผู้ไม่มีศรัทธา เป็นคน หยาบช้า ด่าภิกษุทั้งหลาย และไม่ใช่เป็นอุปัฏฐากของสงฆ์ แต่บัดนี้ เป็นผู้มีศรัทธาอ่อนโยน และอุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ในกาลนั้น โดย เคารพ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า การกโร ได้แก่ผู้กระทำอุปการะ. บทว่า อุโภปิ ได้แก่ ชนทั้ง ๒ คน คือ บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ และพระราชา. บทว่า สามญฺญผลานิ อชฺฌคุํ ได้แก่ ผู้บรรลุ สามัญญผลตามสมควร. เพื่อจะแสดงตามสมควร. ท่านจึงกล่าวคำนี้ ไว้ว่า บุรุษผู้ถูกหลาวเสียบ ได้บรรลุพระอรหัตตผล ส่วนพระเจ้า อัมพสักขระ ได้บรรลุผลน้อยกว่า. ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วย
หน้า 506 ข้อ 121
บทว่า ผลํ กนิฏํ ท่านกล่าวหมายถึงโสดาปัตติผล แต่ในที่นี้ เมื่อ ว่าโดยอรรถ คำที่ท่านไม่ได้จำแนกไว้ รู้ได้ง่ายทีเดียว. ท่านพระกัปปิตก ได้ไปถึงกรุงสาวัตถี เพื่อถวายบังคม พระศาสดา จึงได้กราบทูลความที่พระราชา เปรต และตน กล่าว แล้วอย่างนี้ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดา ทรงกระทำ เรื่องนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึง พร้อมแล้ว เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัมพสักขรเปตวัตถุที่ ๑
หน้า 507 ข้อ 122
๒. เสรีสกเปตวัตถุ [๑๒๒] ขอท่านทั้งหลายจงฟังคำเจรจาของเทวดา และ พวกพ่อค้า ฯลฯ (พึงดูในเรื่องที่ ๑๐ แห่งสุนิกขิตตวรรคที่ ๗ ในวิมานวัตถุ) จบ เสริสสกเปตวัตถุที่ ๒ อรรถกถาเสรีสกเปตวัตถุที่ ๒ เรื่องเสรีสกเปรตนี้ มีคำเริ่มต้น สุโณถ ยกฺขสฺส วาณิชามญฺจ ดังนี้. เพราะเหตุที่เรื่องนั้น ไม่พิเศษไปกว่าเรื่องเสรีสกวิมาน ฉะนั้น คำที่ควรจะกล่าวในอัตถุปปัตติเหตุ และในคาถานั้น พระ- อรรถกถาจารย์ ได้กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อ ปรมัตถทีปนี ฉะนั้น พึงทราบโดยนัยที่ได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถา วิมานวัตถุนั้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเสรีสกเปตวัตถุที่ ๒
หน้า 508 ข้อ 123
๓. นันทกเปตวัตถุ ว่าด้วยขัดขวางการให้ทานไปเกิดเป็นเปรต [๑๒๓] มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนาม ว่าปิงคละเป็นใหญ่ในสุรัฏฐประเทศ เสด็จไป เฝ้าเจ้าพระโมริยะแล้ว กลับมาสู่สุรัฏฐประเทศ เสด็จมาถึงที่มีเปือกตม ในเวลาเที่ยงซึ่งเป็น เวลาร้อน ทอดพระเนตรเห็นทางอันรื่นรมย์ เป็น ทางที่เปรตเนรมิตไว้ จึงตรัสบอกนายสารถีว่า ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็นทางปลอดภัย มีความสวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย ดูก่อนนายสารถี ท่านจงตรง ไปทางนี้แหละ เมื่อเราไปโดยทางนี้ จักถึงเขต เมืองสุรัฏฐะเร็วทีเดียว พระเจ้าสุรัฏฐ์ได้เสด็จไป โดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา บุรุษคนหนึ่ง สะดุ้งตกใจกลัว ได้กราบทูลพระเจ้าสุรัฏฐ์ว่า พวกเราเดินทางผิด เป็นทางน่ากลัวขนพอง สยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิดเสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งไป ข้าพระองค์ได้ยินเสียงอัน พิลึกน่าสะพึงกลัว พระเจ้าสุรัฏฐ์ทรงสะดุ้ง
หน้า 509 ข้อ 123
พระทัย ตรัสกะนายสารถีว่า พวกเราเดินทางผิด เสียแล้ว เป็นทางน่ากลัวขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้างหน้า แต่ข้างหลังไม่ ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด พวกเราเห็นจะเดิน มาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ย่อมฟุ้ง ไป เราได้ยินเสียงอันน่าสะพึงกลัว แล้วเสด็จ ขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปในทิศทั้ง ๔ ได้ ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิดสนิทดี เขียว ชอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ จึงรับสั่ง กะนายสารถีว่า ป่าใหญ่เขียวชอุ่มดุจสีเมฆ มีสี และสัณฐานคล้ายเมฆปรากฏอยู่นั่นใช่ไหม. นายสารถีกราบทูลว่า :- ข้าแต่พระมหาราชา นั่นเป็นต้นไทร มี ร่มเงาชิดสนิทดี เขียวชอุ่ม มีสีและสัณฐาน คล้ายเมฆ. พระเจ้าสุรัฏฐ์เสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทร ใหญ่ที่ปรากฏอยู่ แล้วเสด็จลงจากคอช้าง เสด็จ เข้าไปสู่ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วย หมู่อำมาตย์ราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็น ขันน้ำมีน้ำเต็ม และขนมอันหวานอร่อย บุรุษ มีเพศดังเทวดา ประดับด้วยสรรพาภรณ์ เข้าไป
หน้า 510 ข้อ 123
เฝ้าพระเจ้าสุรัฏฐ์แล้วได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระ- หาราชา พระองค์เสด็จมาดีแล้ว และพระองค์ ไม่ได้เสด็จมาร้าย ข้าแต่พระองค์ผู้กำจัดศัตรู เชิญพระองค์เสวยน้ำและขนมเถิด พระเจ้าข้า. พระเจ้าสุรัฏฐ์พร้อมด้วยอำมาตย์และข้า- ราชบริพาร พากันดื่มน้ำและกินขนมแล้ว จึง ถามว่า ท่านเป็นเทพ เป็นคนธรรพ์ หรือเป็น ท้าวสักกปุรินททะ พวกเราไม่รู้จักท่าน จึงจะ ขอถาม พวกเราพึงรู้จักท่านอย่างไร. นันทกเปรตกราบทูลว่า :- ข้าแต่พระมหาราชา ข้าพระองค์ไม่ใช่ เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฏฐ์มาอยู่ ที่นี่. พระราชาตรัสถามว่า :- เมื่อก่อน ท่านอยู่ในประเทศสุรัฏฐ์ มีปกติ อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ท่านมีอานุภาพ อย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อะไร. นันทกเปรตตอบว่า :- ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรู ผุ้ผดุงรัฐ ให้เจริญ ขอพระองค์ อำมาตย์ราชบริพารและ
หน้า 511 ข้อ 123
ปุโรหิต จงสดับฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ เมื่อก่อน ข้าพระองค์เป็นบุรุษอยู่ในเมืองสุรัฏฐ์ เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล ตระหนี่ บริภาษสมพราหมณ์ทั้งหลาย ห้าม ปรามมหาชนซึ่งพากันทำบุญให้ทาน ทำอันตราย แก่หมู่ชนเหล่าอื่นผู้กำลังให้ทาน ได้ห้ามว่า ผลแห่งทานไม่มี ผลแห่งการสำรวมจักมีที่ไหน ใคร ๆ ผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกฝน บุคคลผู้ไม่เคยฝึกฝนแล้วเล่า สัตว์ทั้งหลายเป็น สัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อ ผู้เจริญในตระกูล จักมีแต่ที่ไหน กำลังหรือความ เพียรไม่มี ความพากเพียรของบุรุษจักมีแต่ที่ไหน ผลทานไม่มี ทานและศีลไม่ทำบุคคลผู้มีเวรให้ หมดจดได้ สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อ จะได้สุขหรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์อันเกิด แต่ที่น้อมมาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลกอื่นจากโลกนี้ก็ไม่มี ทานอันบุคคลให้ แล้วย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผล แม้ทานอัน บุคคลตั้งไว้ดีแล้วก็ไม่มีผล บุรุษใดฆ่าบุรุษอื่น และตัดศีรษะบุรุษอื่น จะจัดว่าบุรุษนั้นทำลาย ชีวิตของผู้อื่นหาได้ไม่ ไม่มีใครฆ่าใด เป็นแต่
หน้า 512 ข้อ 123
ศาตราย่อมเข้าไปในระหว่างอันเป็นช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น ชีพของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทำลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราว กลมเหมือนงบน้ำอ้อย บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่าสามารถตัดชีพให้ขาดได้ เหมือน หลอดด้ายอันบุคคลซัดไปแล้ว. หลอดด้ายนั้น อันด้ายคลายอยู่ ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้น ก็ฉันนั้น ย่อมแหวกหนีไปจากร่างได้ บุคคลผู้ ออกจากบ้านนี้ไปเข้าบ้านอื่น ฉันใด ชีพนั้นก็ ออกจากร่างนี้แล้วไปเข้าร่างอื่น ฉันนั้นเหมือน กัน บุคคลออกจากเรือนหลังนี้แล้วไปเข้าเรือน หลังอื่น ฉันใด แม้ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้ว เข้าไปอาศัยร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อสิ้น กำหนด ๘ ล้าน ๔ แสนมหากัป สัตว์ทั้งหลายทั้ง ที่เป็นพาล ทั้งที่เป็นบัณฑิต จักยังสงสารให้ สิ้นไป แล้วจักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้เอง สุขทุกข์ เหมือนตักตวงได้ด้วยทะนานและกะเช้า พระ- ชินเจ้าย่อมรู้ทั่วถึงสุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มี ความเห็นอย่างนี้จึงได้เป็นคนหลง ถูกโมหะ ครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษ
หน้า 513 ข้อ 123
สมณพราหมณ์ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จัก ทำกาลกิริยา จักตกไปนรกอันเผ็ดร้อน ร้ายกาจ โดยส่วนเดียว นรกนั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู จำแนกออกเป็นส่วน ๆ. ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้นนรกนั้นเป็นเหล็กแดง ลุกเป็นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไปร้อยโยชน์โดย รอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไปแสนปี ในกาลนั้น ข้าพระองค์จึงจะไดยินเสียงในนรกนั้นว่า แน่ะ เพื่อนยาก เมื่อพวกเราไหม้อยู่ในนรกนี้ กาล ประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว ข้าแต่พระมหาราชา แสนโกฏิปีเป็นกำหนดอายุของสัตว์ผู้หมกไหม้ อยู่ในนรก ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคน ทุศีล ตีเตียนพระอริยเจ้า ย่อมหมกไหม้อยู่ใน นรกแสนโกฎิปี ข้าพระองค์จักเสวยทุกขเวทนา อยู่ในนรกนั้นตลอดกาลนาน นี้เป็นผลแห่งกรรม ชั่วขอข้าพระองค์ เพราะฉะนั้นข้าพระองค์จึง เศร้าโศกนัก ข้าแต่พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์ จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ขอความเจริญจงมี แด่พระองค์ ธิดาของข้าพระองค์ชื่ออุตตรา ทำ แต่กรรมดี ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล
หน้า 514 ข้อ 123
ยินดีในทานจำแนกแจกทาน รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ มีปกติทำไม่ให้ ขาดในสิกขา เป็นสะใภ้อยู่ในตระกูลอื่น เป็น อุบาสิกาของพระศากยมุนีสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ ทรงศิริ ข้าแต่พระมหาราชา ขอความเจริญจง มีแด่พระองค์ นางอุตตราได้เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตในบ้าน มีจักษุอันทอด ลงแล้ว มีสติ คุ้มครองทวาร สำรวมดีแล้ว เที่ยว ไปตามลำดับตรอก เข้าไปสู่บ้านนั้น นางได้ถวาย น้ำขันหนึ่งและขนมมีรสหวานอร่อย แล้วอุทิศ ส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้ จงพลันสำเร็จแก่บิดา ของดิฉันที่ตายไปแล้วเถิด ในทันใดนั้น ผลแห่ง ทานก็บังเกิดมีแก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความ ประสงค์สำเร็จได้ดังความปรารถนา บริโภค กามสุขเหมือนดังท้าวเวสวัณมหาราช ข้าแต่ พระมหาราชาผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของ ชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์จงทรงสดับคำของ ข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าอันบัณฑิตกล่าวว่า เป็น ผู้เลิศแห่งโลกพร้อมตั้งเทวโลก ขอพระองค์ พร้อมทั้งพระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึง
หน้า 515 ข้อ 123
พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด ชนทั้ง หลายย่อมบรรลุอมตบทด้วยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ ขอพระองค์พร้อมด้วยพระโอรส และพระอัครมเหสี จงถึงมรรคมีองค์ ๘ และ อมตบทเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติ อยู่ในมรรค ๔ จำพวก และผู้ต้องอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้เป็นพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติซื่อตรง ประกอบ ด้วยปัญญาและศีล ขอพระองค์พร้อมทั้งพระ- โอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็น สรณะเถิด ขอพระองค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่า สัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของ พระองค์ ไม่ตรัสเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์เถิด. พระราชาตรัสว่า :- ดูก่อนเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความ เจริญแก่เรา ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจักทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของ เรา เราจักเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและ พระสงฆ์อันยอดเยี่ยมกว่าเทวดาและมนุษย์ว่า เป็นสรณะ เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลัก ทรัพย์ จะยินดีด้วยภรรยาของตน จะไม่พูดเท็จ ไม่ดื่มน้ำเมา เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้า
หน้า 516 ข้อ 123
เหมือนโปรยแกลบลอยไปในลมอันแรง เหมือน ทิ้งหญ้าและใบไม้ลอยไปในแม่น้ำมีกระแสอัน เชี่ยว จักเป็นผู้ยินดีในพระพุทธศาสนา พระเจ้า สุรัฐครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความเห็นอัน ชั่วช้า ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระศาสดาแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง บ่ายพระพักตร์ไปทาง ทิศตะวันออก กลับคืนสู่พระนคร. จบ นันทกเปตวัตถุที่ ๓ อรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓ เรื่องนันทกเปรตนี้ มีตำเริ่มต้นว่า ราชา ปิงฺคลโก นาม ดังนี้. การอุบัติขึ้นของเรื่องนั้น เป็นอย่างไร ? นับแต่พระศาสดาปรินิพพาน ล่วงไปได้ ๒๐๐ ปี ในสุรัฐวิสัย ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า ปิงคละ. เสนาบดี ของพระราชานั้น ชื่อว่า นันทกะ เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความผิดแปลก เที่ยวยกย่องการถือผิด ๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ไม่มีผล ดังนี้. ธิดาของนายนันทกะนั้น เป็นอุบาสิกา ชื่อว่า อุตตรา เขาได้ยกให้แต่งงานในตระกูลที่เสมอกัน. ฝ่ายนันทกเสนาบดี ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเวมานิกเปรต ที่ต้นไทรใหญ่ ในดงไฟไหม้. เมื่อนันทกเสนาบดีนั้น ทำกาละแล้ว นางอุตตรา ได้ถวายหม้อน้ำดื่ม เต็มด้วยน้ำหอมสะอาดและเยือกเย็น และขันอันเต็มด้วยขนม เพียบ
หน้า 517 ข้อ 123
พร้อมด้วยสีกลิ่นและรส ที่ปรุงด้วยขนมกุมมาส แด่พระขีณาสพ- เถระรูปหนึ่ง แล้วอุทิศว่า ขอทักษิณานี้จงสำเร็จแก่บิดาของเรา เถิด. น้ำดื่มอันเป็นทิพย์ และขนมอันหาประมาณมิได้ ปรากฏแก่ เปรตนั้น เพราะทานนั้น. เขาเห็นดังนั้น จึงคิดอย่างนี้ว่า เราทำ กรรมอันลามกหนอ ที่ให้มหาชนถือเอาผิด ๆ โดยนัยมีอาทิว่า ทานที่ทายกถวายแล้ว ย่อมไม่มีผล ดังนี้ ก็บัดนี้ พระเจ้าปิงคละ เสด็จไปโอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก, พระองค์ประทานโอวาท แล้ว จักเสด็จกลับมา เอาเถอะ เราจักบันเทานัตถิกทิฏฐิ. ไม่นานนัก พระเจ้าปิงคละ ได้ให้โอวาทแด่พระเจ้าธรรมาโศก เมื่อจะเสด็จ กลับ จึงทรงดำเนินไปทางนั้น. ลำดับนั้น เปรตนั้น นิรมิตรหนทางนั้น ให้บ่ายหน้าไปยัง ที่อยู่ของตน. ในเวลาเที่ยงตรง พระราชา เสด็จไปตามทางนั้น. เมื่อพระองค์เสด็จไป หนทางข้างหน้าปรากฏอยู่ แต่หนทางข้างหลัง ไม่ปรากฏแก่พระองค์. บุรุษผู้ไปหลังเขาทั้งหมด เห็นทางหายไป จึงกลัว ร้องลั่น วิ่งไปกราบทูลแด่พระราชา, พระราชาทรงสดับ ดังนั้น จึงตกพระหทัย มีพระหทัยสลด ประทับอยู่บทคอช้าง ตรวจดู ทิศทั้ง ๔ เห็นต้นไทรอันเป็นที่อยู่ของเปรต จึงได้เสด็จบ่ายพระพักตร์ ไปยังต้นไทรนั้น พร้อมด้วยจตุรงคินีเสนา. ครั้นพระราชาเสด็จ ถึงที่นั้น โดยดำดับ เปรตประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง เข้าไปเฝ้า พระราชา กระทำปฏิสันถาร ได้ถวายขนมและน้ำดื่ม. พระราชา พร้อมด้วยข้าราชบริพาร ทรงสงสนาน เสวยขนมแล้วดื่มน้ำ ระงับ
หน้า 518 ข้อ 123
ความเหน็ดเหนื่อยในหนทาง จึงตรัสถามเปรตโดยนัยมีอาทิว่า ท่านเป็นเทวดา หรือเป็นคนธรรพ์. เปรตได้กราบทูลเรื่องของตน ตั้งแต่ต้น จึงปลดเปลื้องพระราชา จากความเป็นมิจฉาทิฏฐิ ให้ ดำรงอยู่ในสรณะและศีล. เพื่อจะแสดงเรื่องนั้น พระสังคีติกาจารย์ ทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- ยังมีพระราชาพระองค์หนึ่ง ทรงพระนาม ว่า ปิงคล ได้เป็นใหญ่ในสุรัฐประเทศ เสด็จ ไปเฝ้าพระโมริยะแล้ว กลับมายังสุรัฐประเทศ เสด็จมาถึงที่มีเปือกตม ในเวลาเที่ยง ซึ่งเป็น เวลาร้อน ได้ทอดพระเนตรเห็นทางอันน่ารื่นรมย์ เป็นทางที่เปรตนิรมิตรไว้ จึงตรัสบอกนายสารถี ว่า ทางนี้น่ารื่นรมย์ เป็นทางปลอดภัย มีความ สวัสดี ไม่มีอุปัทวันตราย ดูก่อน นายสารถี ท่าน จงตรงไปทางนี้แหละ เมื่อเราไปโดยทางนี้ จัก ถึงเขตเมืองสุรัฐเร็วทีเดียว พระเจ้าสุรัฐ ได้เสด็จไปโดยทางนั้น พร้อมด้วยจตุรงคเสนา บุรุษคนหนึ่งสะดุ้งตกใจกลัว ได้กราบทูลพระเจ้า สุรัฐว่า พวกเราเดินทางผิด เป็นทางน่ากลัว ขนพองสยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะข้าง หน้า แต่ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด เสียแล้ว พวกเราเห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวก
หน้า 519 ข้อ 123
อมนุษย์ กลิ่นอมนุษย์ฟุ้งไป ข้าพระองค์ได้ยิน เสียงอันพิลึกน่าสะพึงกลัว พระเจ้าสุรัฐ ทรง สะดุ้งพระหทัย ตรัสกะนายสารถีว่า พวกเรา เดินทางผิดเสียแล้ว เป็นทางน่ากลัว ขนพอง สยองเกล้า เพราะทางปรากฏเฉพาะหน้า แต่ ข้างหลังไม่ปรากฏ พวกเราเดินทางผิด พวกเรา เห็นจะเดินมาใกล้สำนักพวกอมนุษย์ กลิ่น อมนุษย์ย่อมฟุ้งไป เราได้ยินเสียงน่าสะพึงกลัว แล้วเสด็จขึ้นสู่คอช้าง ทอดพระเนตรไปในทิศ ทั้ง ๔ ได้ทรงเห็นต้นไทรต้นหนึ่ง มีร่มเงาชิด สนิทดี เขียวชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐาน คล้ายเมฆ จึงรับสั่งกะนายสารถีว่า ป่าใหญ่เขียว ชะอุ่มดุจสีเมฆ มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆปรากฏ อยู่นั่นใช่ไหม ? นายสารถีกราบทูลว่า :- ข้าแต่มหาราช นั่นเป็นต้นไทร มีร่มเงา ชิดสนิทดี เขียวชะอุ่ม มีสีและสัณฐานคล้ายเมฆ พระเจ้าสุรัฐ เสด็จเข้าไปจนถึงต้นไทรใหญ่ที่ ปรากฏอยู่แล้ว เสด็จลงจากคอช้าง เข้าไป ต้นไทร ประทับนั่งที่โคนต้น พร้อมด้วยหมู่ อำมาตย์ราชบริพาร ได้ทอดพระเนตรเห็นขันน้ำ
หน้า 520 ข้อ 123
มีน้ำเต็ม และขนมอันหวานอร่อย บุรุษมีเพศดัง เทวดา ประดับด้วยอาภรณ์ทั้งปวง เข้าไปเฝ้า พระเจ้าสุรัฐแล้ว ได้กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์ เสด็จมาดีแล้วและพระองค์ไม่ได้เสด็จ มาร้าย ข้าแต่พระองค์ ผู้กำจัดศัตรู เชิญพระองค์ เสวยน้ำและขนมเถิดพระเจ้าข้า พระเจ้าสุรัฐ พร้อมด้วยอำมาตย์และข้าราชบริพาร พากันดื่ม น้ำและขนมแล้ว จึงถามว่า ท่านเป็นเทพ เป็น คนธรรพ์ หรือเป็นท้าวสักกะปุรินททะ พวกเรา ไม่รู้จักท่าน จักขอถาม พวกเราจะพึงรู้จักท่าน ได้อย่างไร ? นันทกเปรตกราบทูลว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระองค์ไม่ใช่ เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกะปุรินททะ ข้าพระองค์เป็นเปรต จากประเทศสุรัฐ มาอยู่ ที่นี่. พระราชาตรัสถามว่า :- เมื่อก่อนท่านอยู่ในประเทศสุรัฐมีปกติ อย่างไร มีความประพฤติอย่างไร ท่านมีอานุภาพ อย่างนี้ เพราะพรหมจรรย์อย่างไร ?
หน้า 521 ข้อ 123
นันทกเปรตตอบว่า :- ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้กำจัดหมู่ศัตรู ผู้ผดุง รัฐให้เจริญ ขอพระองค์ อำมาตย์ราชบริพาร และ พราหมณ์ปุโรหิต จงสดับฟัง ข้าแต่พระองค์ผู้ ประเสริฐ เมื่อก่อนข้าพระองค์เป็นบุรุษอยู่ใน เมืองสุรัฐ เป็นคนใจบาป เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็น คนทุศีล เป็นคนตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ห้ามปรามมหาชน ซึ่งพากันทำบุญให้ ทาน ทำอันตรายแก่หมู่ชนเหล่าอื่น ผู้กำลังให้ ทาน ได้ห้ามว่า ผลแห่งทาน ไม่มี ผลแห่งการ สำรวม จักมีแต่ที่ไหน ใคร ๆ ผู้ชื่อว่า เป็น อาจารย์ไม่มี ใครจักฝึกฝนบุคคล ผู้ไม่เคยฝึกฝน แล้วได้เล่า สัตว์ทั้งหลายเป็นสัตว์เสมอกันทั้งสิ้น การเคารพอ่อนน้อมต่อผู้เจริญในตระกูล จักมี แต่ที่ไหน กำลังหรือความเพียรไม่มี ความพาก- เพียรของบุรุษ จักมีแต่ที่ไหน ผลแห่งทานไม่มี ทานและศีล ไม่ทำบุคคลผู้มีเวรให้หมดจดได้ สัตว์ย่อมได้ของที่ควรได้ สัตว์เมื่อจะได้สุข หรือทุกข์ ย่อมได้สุขหรือทุกข์ อันเกิดแต่ที่น้อม มาเอง มารดา บิดา พี่ชาย น้องชาย ไม่มี โลก อื่นจากโลกนี้ ก็ไม่มี ทานอันบุคคลให้แล้ว
หน้า 522 ข้อ 123
ย่อมไม่มีผล พลีกรรมไม่มีผล แม้ทานอันบุคคล ตั้งไว้ดีแล้ว ก็ไม่มีผล บุรุษใด ฆ่าบุรุษอื่น และ ตัดศีรษะบุรุษอื่น จะจัดว่าบุรุษนั้นทำลายชีวิต ของผู้อื่น หาได้ไม่ ไม่มีใครฆ่าใคร เป็นแต่ศัตรา ย่อมเข้าไปในระหว่างช่องกาย ๗ ช่องเท่านั้น ชีพของสัตว์ทั้งหลายไม่ขาดสูญ ไม่แตกทำลาย บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบ น้ำอ้อย บางคราวสูงตั้ง ๕๐๐ โยชน์ ใครเล่า สามารถตัดชีพให้ขาดได้ เหมือนหลอดด้ายอัน บุคคลซัดไปแล้วหลอดด้ายนั้น อันด้ายคลายอยู่ ย่อมกลิ้งไปได้ ฉันใด ชีพนั้น ก็ฉันนั้น ย่อม แหวกหนีไปจากร่างได้ บุคคลผู้ออกไปจากบ้านนี้ ไปเข้าบ้านอื่นฉันใด ชีพนั้นก็ออกจากร่างนี้แล้ว ไปเข้าร่างอื่นฉันนั้นเหมือนกัน บุคคลออกจาก เรือนหลังนี้ แล้วไปเข้าเรือนหลังอื่นฉันใด แม้ ชีพนั้น ก็ออกจากร่างนี้แล้ว ไปเข้าร่างอื่นฉันนั้น เหมือนกัน เมื่อสิ้นกำหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป สัตว์ทั้งหลาย ทั้งที่เป็นพาล ทั้งที่เป็นบัณฑิต จักยังสงสารให้สิ้นไปแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ ได้เอง สุขและทุกข์เหมือนตักตวงได้ ด้วย ทะนานและกระเช้า พระชินเจ้า ย่อมรู้ทั่วถึง
หน้า 523 ข้อ 123
สุขทุกข์ทั้งปวง สัตว์นอกนี้ ล้วนเป็นผู้ลุ่มหลง เมื่อชาติก่อน ข้าพระองค์มีความเห็นอย่างนี้ จึง ได้เป็นคนหลง ถูกโมหะครอบงำ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ทุศีล ตระหนี่ บริภาษสมณพราหมณ์ ภายใน ๖ เดือน ข้าพระองค์จักทำกาลกิริยา จักตกไป ในนรกอันเผ็ดร้อน ร้ายกาจ โดยส่วนเดียว นรก นั้นมี ๔ เหลี่ยม ๔ ประตู จำแนกออกเป็นส่วน ๆ ล้อมด้วยกำแพงเหล็ก ครอบด้วยแผ่นเหล็ก พื้น นรกนั้น เป็นเหล็กแดง ลุกเป็นเปลวเพลิงโชติช่วง แผ่ไป ๑๐๐ โยชน์ โดยรอบตั้งอยู่ทุกเมื่อ ล่วงไป แสน ในกาลนั้นข้าพระองค์จึงได้ยินเสียงใน นรกนั้นว่า แน่ะ เพื่อนยาก เมื่อพวกเราไหม้อยู่ ในนรกนี้ กาลประมาณแสนปีล่วงไปแล้ว ข้าแต่ มหาราชเจ้า แสนโกฏิปีเป็นกำหนดอายุของสัตว์ ผู้หมกไหม้อยู่ในนรก ชนทั้งหลายเป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล ติเตียนพระอริยเจ้า ย่อมหมกไหม้ อยู่ในนรก แสนโกฏิปี ข้าพระองค์จักเสวย ทุกขเวทนาอยู่ในนรกนั้น ตลอดกาลนานนี้ เป็น ผลเเห่งกรรมชั่วของข้าพระองค์ เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์ จึงเศร้าโศกนัก ข้าแต่มหาราชเจ้า กำจัดศัตรูเป็นที่ที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น
หน้า 524 ข้อ 123
ขอพระองค์จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ ขอ ความเจริญจงมีแด่พระองค์ ธิดาของข้าพระองค์ ชื่อ อุตตรา ทำแต่ความดี ยินดีแล้วในนิจศีล และอุโบสถศีล ยินดีในทาน และการจำแนกทาน รู้ความประสงค์ของผู้ขอ ปราศจากความตระหนี่ ปกติทำไม่ให้ขาดในสิกขา เป็นลูกสะใภ้ใน ตระกูลอื่น เป็นอุบาสิกาของพระมหาศากยมุนี สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงศิริ ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอความเจริญจงมีแด่พระองค์ นางอุตตราได้ เห็นภิกษุผู้สมบูรณ์ด้วยศีล เข้าไปบิณฑบาตใน บ้าน มีจักษุทอดลงแล้ว มีสติคุ้มครองทวาร สำรวมดีแล้ว เที่ยวไปตามลำดับตรอก เข้าไป สู่บ้านนั้น นางได้ถวายน้ำขันหนึ่ง และขนมมี รสหวาน อร่อยแล้ว อุทิศส่วนกุศลให้ข้าพระองค์ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอผลทานที่ดิฉันถวายนี้ จงพลันสำเร็จแก่ธิดาของดิฉัน ที่ตายไปแล้วเถอะ ในทันใดนั้น ผลแห่งทานก็บังเกิด แก่ข้าพระองค์ ข้าพระองค์มีความประสงค์ สำเร็จได้ดังความ ปรารถนา บริโภคกามสุข เหมือนดังท้าวเวส- วัณมหาราช ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้กำจัดศัตรู เป็นที่เจริญใจของชาวแว่นแคว้น ขอพระองค์
หน้า 525 ข้อ 123
จงทรงสดับคำของข้าพระองค์ พระพุทธเจ้าอันบัณฑิตกล่าวว่า เป็นผู้เลิศ แห่งโลกพร้อมทั้งเทวโลก ขอพระองค์พร้อมด้วย พระโอรสและพระอัครมเหสี จงถึงพระพุทธเจ้า พระองค์นั้นเป็นสรณะเถิด ชนทั้งหลายย่อม บรรลุอมตะ ด้วยมรรคมีองค์ ๘ ขอพระองค์ พร้อมด้วยพระโอรส และพระอัครมเหสี จงถึง มรรคมีองค์ ๘ และอมตะบท ว่าเป็นสรณะเถิด พระอริยบุคคลผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรค ๔ จำพวก ผู้ตั้งอยู่ในผล ๔ จำพวก นี้เป็นพระสงฆ์ผู้ ปฏิบัติ ซื่อตรง ประกอบด้วยปัญญาและศีล ขอ พระองค์พร้อมด้วยพระโอรสและพระอัคร- มเหสี จงถึงพระสงฆ์นั้นเป็นสรณะเถิด ขอ พระองค์จงรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ทรงยินดีด้วยพระมเหสีของพระองค์ ได้ตรัส คำเท็จ ไม่ทรงดื่มน้ำจัณฑ์เถิด. พระราชาตรัสว่า :- ดูก่อนเทวดา ท่านเป็นผู้ปรารถนาความ เจริญแก่เรา ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลแก่เรา เราจักทำตามคำของท่าน ท่านเป็นอาจารย์ของเรา เราจักเข้าถึงพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์
หน้า 526 ข้อ 123
อันยอดเยี่ยม กว่าเทวดาและมนุษย์ว่าเป็นสรณะ เราจะรีบงดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ และ ยินดีด้วยพระมเหสีของตน จะไม่พูดเท็จ จะไม่ ดื่มน้ำเมา เราจะคลายความเห็นอันชั่วช้า เหมือน โปรยแกลบอันลอยไปตามลนอันแรง เหมือน ทั้งหญ้าและใบไม้ ลอยไปในแม่น้ำ มีกระแสอัน เชี่ยว จักเป็นผู้ยินดีในพระพุทธศาสนา พระเจ้า- สุรัฐ ครั้นตรัสดังนี้แล้ว ทรงงดเว้นจากความ เห็นอันชั่วช้า ทรงนอบน้อมต่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้ว เสด็จขึ้นทรงรถพระที่นั่ง บ่าย พระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก กลับคืนสู่ พระนคร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชา ปิงฺคลโก นาม สุรฏฺานํ อธิปติ อหุ ความว่า ได้มีพระราชาพระองค์หนึ่ง เป็นอิสระแห่ง สุรัฐประเทศ ปรากฏพระนามว่า ปิงคละ เพราะมีจักษุเหลือง. ด้วยบทว่า โมริยานํ ท่านกล่าวหมายถึงพระเจ้าโมริยธรรมาโศก. บทว่า สุรฎฺํ ปุนราคมา ความว่า ได้เสด็จกลับมาตามทางเป็นที่ ไปยังสุรัฐประเทศ มุ่งที่อยู่แห่งสุรัฐประเทศ. บทว่า ปงฺกํ ได้แก่ ภูมิภาคอันอ่อนนุ่ม. บทว่า วณฺณุปถํ ได้แก่ หนทางมีทราย ที่เปรตนิรมิตรไว้.
หน้า 527 ข้อ 123
บทว่า เขโม แปลว่า ปลอดภัย. บทว่า โสวตฺถิโก แปลว่า นำมาซึ่งความสวัสดี. บทว่า สิโว แปลว่า ไม่มีอุปัทวันตราย บทว่า สุรฏฺานํ สนฺติเก อิโต ได้แก่ พวกเราเมื่อไปตามหนทาง เส้นนี้ จักถึงที่ใกล้เมืองสุรัฐที่เดียว. บทว่า สุรฏฺโ ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในสุรัฐประเทศ. บทว่า อุพฺพิคฺครูโป ได้แก่ ผู้มีความสะดุ้งเป็นสภาวะ. บทว่า ภึสนํ ได้แก่ เกิดความกลัวขึ้น. บทว่า โลมหํสนํ ได้แก่ เกิดขนพองสยองเกล้า เพราะเป็นหนทางน่ากลัว. บทว่า ยมปุริสาน สนฺติเก ได้แก่ อยู่ในที่ใกล้พวกเปรต. บทว่า อมานุโส วายติ คนฺโธ ความว่า กลิ่นตัวของพวกเปรต ย่อมฟุ้งไป. บทว่า โฆโส สุยฺยติ ทารุโณ ความว่า ข้าพระองค์ ได้ยินเสียงอันพิลึกน่าสะพึงกลัวของเหล่าสัตว์ ผู้กระทำเหตุใน นรกโดยเฉพาะ. บทว่า ปาทปํ ได้แก่ ต้นไม้อันมีชื่อว่า ปาทปะ เพราะเป็น ที่ดื่มน้ำทางลำต้นเช่นกับราก. บทว่า ฉายาสมฺปนฺนํ แปลว่า มีร่มเงาสนิทดี. บทว่า นีลพฺภวณฺณสทิสํ ได้แก่. มีสีเขียวชอุ่ม ดัง สีเมฆ. บทว่า เมฆวณฺณสิรีนิภํ ได้แก่ ปรากฏมีสีและสัณฐาน คล้ายเมฆ. บทว่า ปูรํ ปานียสรกํ ได้แก่ ภาชนะน้ำดื่มอันเต็มด้วยน้ำดื่ม. บทว่า ปูเว ได้แก่ ของเคี้ยว. บทว่า วิตฺเต ความว่า นายสารถี
หน้า 528 ข้อ 123
ได้เห็นขนมที่วางไว้เต็มขันนั้น ๆ อันให้เกิดความปลื้มใจ มีรส อร่อย เป็นที่ฟูใจ. ศัพท์ อโถ ในบทว่า อโถ เต อทุราคตํ นี้ เป็นเพียงนิบาต หรือว่า บทว่า อโถ ใช้ในอรรถแห่งอวธารณะ, อธิบายว่า พวก เรารับด้วยความประสงค์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระองค์เสด็จมาดี มิใช่เสด็จมาร้าย โดยที่แท้ พระองค์เสด็จมาดีทีเดียว. บทว่า อรินฺทม ได้แก่ ผู้มักกำจัดข้าศึก. บทว่า อนจฺจา ปาริสชฺชา มีวาจาประกอบความว่า พวก อำมาตย์และปุโรหิตจงฟังคำ และพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของท่าน จงฟังคำนั้นเถิด บทว่า สุรฎฺสฺมึ อหํ แก้เป็น สุรฎฺเทเส อหํ เรา...ใน สุรัฐประเทศ. นายสารถี เรียกพระราชาว่า เทวะ. บทว่า มิจฺฉาทิฎ แปลว่า ผู้เห็นผิดแปลกด้วยนัตถิกทิฏฐิ. บทว่า ทุสฺสีโล ได้แก่ ผู้ไม่มีศีล. บทว่า กทริโย แปลว่า ผู้มีความตระหนี่ เหนียวแน่น. บทว่า ปริภาสโก ได้แก่ ผู้ด่าสมณพราหมณ์. บทว่า วารยิสฺสํ แปลว่า ได้ห้ามแล้ว. บทว่า อนฺตรายกโร อหํ มีวาจาประกอบความว่าเรา เป็นผู้กระทำอันตราย ต่อชนผู้กำลัง ให้ทาน ผู้ทำอุปการะ และเราห้ามปรามชนเป็นอันมาก จากบุญ อันสำเร็จด้วยทานของชนเหล่าอื่น ผู้กำลังให้ทาน. บทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการ ที่เราห้ามแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส
หน้า 529 ข้อ 123
พระองค์ทรงห้ามวิบากว่า เมื่อบุคคลนั้นให้ทานอยู่ วิบาก คือผล ที่จะพึงได้รับต่อไป ย่อมไม่มี. บทว่า สํยมสฺส กุโต ผลํ ความว่า ก็ผลแห่งศีล จักมีแต่ที่ไหน, อธิบายว่า ผลแห่งศีลนั้นย่อมไม่มี โดยประการทั้งปวง. บทว่า นตฺถิ อาจริโย นาม ความว่า ใคร ๆ ผู้ชื่อว่าเป็นอาจารย์ ผู้ให้ศึกษาอาจารและสมาจาระ ย่อมไม่มี, อธิบายว่า ก็ว่าโดยภาวะทีเดียว สัตว์ทั้งหลาย ผู้ฝึกตนแล้ว หรือ ยังไม่ได้ฝึกตน ย่อมมีได้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ใคร จักฝึก ผู้ที่ยังไม่ได้ฝึก ดังนี้ บทว่า สมตุลฺยานิ ภูตานิ ความว่า สัตว์เหล่านี้ ทั้งหมด เป็นผู้เสมอกันและกัน, อธิบายว่า ผู้มีความประพฤติอ่อนน้อมต่อ ผู้ใหญ่ จักมีแต่ที่ไหน คือ ขึ้นชื่อว่า บุญอันเป็นเหตุให้ประพฤติ อ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ย่อมไม่มี. บทว่า นตฺถิ ผลํ ความว่า สัตว์ ทั้งหลาย ผู้ดำรงอยู่ในกำลังของตนอันใดกระทำความเพียร ย่อม บรรลุสมบัติทั้งหลาย ตั้งต้นแต่ความเป็นผู้เลิศด้วยความสวยงาม ในหมู่มนุษย์ จนถึงความเป็นพระอรหัตต์ พระองค์ย่อมห้ามกำลัง แห่งความเพียรนั้น. บทว่า วีริยํ วา นตฺถิ กุโต อุฎฺานโปริสํ นี้ ท่านกล่าวได้ด้วยอำนาจการปฏิเสธวาทะที่เป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า นี้เป็นไปด้วยความเพียรของบุรุษ ด้วยความบากบั่นของบุรุษ หามิได้. บทว่า นตฺถิ ทานผลํ นาม ความว่า ขึ้นชื่อว่า ผลแห่งทาน อะไร ย่อมไม่มี อธิบายว่า การบริจาคไทยธรรมย่อมไร้ผล. ทีเดียว เหมือนเถ้าที่เขาวางไว้. บทว่า เวรินํ ในบทว่า ฆน วิโสเธติ เวรินํ ความว่า ย่อมไม่ทำบุคคลผู้
หน้า 530 ข้อ 123
มีเวร คือ ผู้ทำบาปไว้ ด้วยอำนาจเวรและด้วยอำนาจอกุศลธรรม มีปาณาติบาตเป็นต้น ให้หมดจดจากวัตรมีทานและศีลเป็นต้น, คือ แม้ในบางคราว ก็ไม่ทำให้หมดจดได้. บทว่า วิปาโก นตฺถิ ทานสฺส เป็นต้น เป็นบทแสดงอาการที่ตนห้ามคนเหล่าอื่น จากทานเป็นต้น ในกาลก่อน แต่บทว่า ชื่อว่า ผลแห่งทานย่อมไม่มีเป็นต้น พึงเห็นว่า เป็นบทแสดงการยึดมั่นผิด ๆ แห่งตน. บทว่า สทฺเธยฺยํ แปลว่า พึงได้. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็พึงได้อย่างไร ? ท่านจึงตอบว่า อันเกิดแต่สิ่งที่น้อมมาเอง อย่างแน่นอน. อธิบายว่า สัตว์นี้ เมื่อ ได้รับความสุขหรือความทุกข์ ย่อมได้ด้วยอำนาจความแปรปรวน ไปอย่างแน่นอนทีเดียว ไม่ใช่เพราะกรรมที่ตนทำไว้เลย และ ไม่ใช่เพราะ พระอิศวร นิรมิตรขึ้นเลย. ด้วยบทว่า นตฺถิ มาตา ปิตา ภาตา ท่านกล่าวหมายถึงความไม่มีผลแห่งการปฏิบัติชอบ และการ ปฏิบัติผิดในมารดาเป็นต้น. บทว่า โลโก นตฺถิ อิโต ปรํ ความว่า ชื่อว่า ปรโลกไร ๆ จากอิธโลกนี้ ย่อมไม่มี, อธิบายว่า สัตว์ย่อม ขาดสูญไปในที่นั้น ๆ นั่นเอง. บทว่า นินฺนํ ได้แก่ มหาทาน. บทว่า หุตํ ได้แก่ สักการะเพื่อแขก, ท่านหมายถึงความไม่มีผลทั้งสองนั้น จึงห้ามว่า นตฺถิ. บทว่า สุนิหิตํ แปลว่า ตั้งไว้ดีแล้ว. บทว่า น วิชฺชติ ความว่า ชนทั้งหลาย ย่อมกล่าวการให้ทานแก่สมณ- พราหมณ์ว่าเป็นขุมทรัพย์ อันเป็นเครื่องติดตามนั้น ย่อมไม่มี, อธิบายว่า ทานที่ให้แก่สมณพราหมณ์นั้น เป็นเพียงวัตถุแห่งคำพูด เท่านั้น.
หน้า 531 ข้อ 123
บทว่า น โกจิ กญฺจิ หนติ ความว่า บุรุษใด พึงฆ่าบุรุษอื่น คือ พึงตัดศีรษะของบุรุษอื่น ในข้อนั้น เมื่อว่าโดยปรมัตถ์ ใคร ๆ ย่อมไม่ฆ่าใคร ๆ ได้ คือ ย่อมเป็นเสมือนผู้ฆ่า เพราะตัดกายของ สัตว์ทั้งหลาย. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า การประหารด้วยศัสตรา เป็นอย่างไร ท่านจึงตอบว่า ใช้ศัสตราเข้าไปในระหว่าง อันเป็น ช่องกาย ๗ ช่อง, อธิบายว่า สอดสัตราเข้าไป ในระหว่างคือ ในช่อง อันเป็นช่องของกาย ๗ ช่อง มีปฐวีเป็นต้น เพราะฉะนั้น สัตว์ ทั้งหลาย จึงเป็นเหมือนถูกศัสตรา มีดาบเป็นต้น. สับฟัน แต่แม้กาย ที่เหลือ ย่อมไม่ขาดไป เพราะมีสภาวะเที่ยง เหมือนมีชีวะ ฉะนั้น. บทว่า อจฺเฉชฺชาเภชฺโช หิ ชีโว ความว่า ชีพของเหล่าสัตว์นี้ ไม่พึงถูกตัด ไม่พึงถูกทำลายด้วยศัสตราเป็นต้น เพราะมีสภาวะเที่ยง. บทว่า อฏฺํโส คุฬปริมณฺฑโล ความว่า ก็ชีพนั้น บางคราวมี ๘ เหลี่ยม บางคราวกลมเหมือนงบน้ำอ้อย. บทว่า โยชนานํ สตํ ปญฺจ ความว่า ชีพนั้นถึงภาวะล้วน สูงประมาณได้ ๕๐๐ โยชน์. ด้วย บทว่า โก ชีวํ เฉตฺตุมรหติ นี้ ท่านกล่าวว่า ใครเล่าควรเพื่อจะ ตัดชีพอันเที่ยงแท้ คือไม่มีพิการ ด้วยศัสตราเป็นต้น. คือ ชีพนั้น ใคร ๆ ไม่ควรให้กำเริบ. บทว่า สุตฺตคุเฬ ได้แก่ หลอดด้าย ที่เขาม้วนทำไว้. บทว่า ขิตฺเต ได้แก่ ซัดไป ด้วยอำนาจไม่ได้คลายออก. บทว่า นิพฺเพเนฺตํ ปลายติ ความว่า หลอดด้ายอันด้ายคลี่อยู่ ที่เขาซัดไปบนภูเขา หรือบนต้นไม้ ย่อมกลิ้งไปได้ คือ แต่เมื่อด้ายหมด ก็ไปไม่ได้.
หน้า 532 ข้อ 123
บทว่า เอวเมวํ ความว่า หลอดด้ายนั้น อันด้ายคลี่คลายอยู่ จึง กลิ้งไปได้ เมื่อสิ้นด้ายย่อมไปไม่ได้ ฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อคลี่คลายหลอดคือภาวะของสัตว์ ย่อมหนีไปได้ คือ ย่อมเป็น ไปได้ ตลอดเวลาที่กล่าวได้ว่าสิ้นกำหนด ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัป พ้นจากนั้นหาเป็นไปได้ไม่. บทว่า เอวเมว จ โส ชีโว ความว่า คนบางคนออกจากบ้าน อันเป็นที่อยู่ของตนแล้วเข้าไปยังบ้านอื่น จากบ้านนั้น ด้วยกรณียะ บางอย่างฉันใด ชีพนั้นก็ฉันนั้นเหมือนกัน ออกจากร่างนี้แล้ว ก็ เข้าไปสู่ร่างอื่นอีก ด้วยอำนาจกำหนดกาล. บทว่า โพนฺทึ ได้แก่ ร่างกาย. บทว่า จุลฺลาสีติ แปลว่า ๘๔. บทว่า มหากปฺปิโน ได้แก่ มหากัป. ในมหากัปป์นั้น อาจารย์ทั้งหลายกล่าวว่า เมื่อเทวดา ผู้วิเศษ นำหยาดน้ำด้วยปลายหญ้าคา ครั้ง ละหยาดทุก ๆ ร้อยปี จากสระใหญ่ มีสระอโนดาดเป็นต้น ออกไป ด้วยความบากบั่นอันนี้ เมื่อสระนั้นแห้งไปถึง ๗ ครั้ง ชื่อว่า เป็นมหากัปอันหนึ่ง จึง กล่าวว่า ๘,๔๐๐,๐๐๐ มหากัปนี้ เป็นประมาณแห่งสงสาร. บทว่า เย พาลา เย จ ปณฺฑิตา ความว่า สัตว์ทั้งหลายทั้งที่เป็น อันธพาล ทั้งที่เป็นบัณฑิตทั้งหมดนั้น. บทว่า สํสารํ เขปยิตฺวาน ความว่า ยังสงสาร อันกำหนดด้วยกาล ตามที่กล่าวแล้วให้สิ้นไป ด้วยอำนาจการเกิดร่ำไป. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสเร ความว่า จักกระทำความสิ้นสุดแห่งวัฏฏทุกข์. สงสารนั้น มีการกำหนดว่า
หน้า 533 ข้อ 123
ทั้งบัณฑิต ก็ไม่สามารถจะชำระตนให้หมดจดในระหว่างได้ ถัด จากนั้นถึงพวกชนพาล ก็เป็นไปไม่ได้เลย. บทว่า มิตานิ สุขทุกฺขานิ โทเณหิ ปิฏเกหิ จ ความว่า ชื่อว่า สุขทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย เป็นเหมือนนับด้วยทะนาน ด้วยตะกร้า ได้แก่ ด้วยภาชนะเป็นเครื่องนับ และสุขทุกข์ของเหล่าสัตว์นั้น ๆ เกิดแต่การน้อมไปอย่างแน่นอน เป็นอันปริมาณได้โดยเฉพาะ เพราะ ปริมาณได้โดยกำหนดตามกาลที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. พระชินเจ้า ย่อมทราบเรื่องนี้นั้นทั้งหมด คือ ท่านดำรงอยู่ชินภูมิย่อมรู้ชัด อย่างเดียว เพราะก้าวล่วงสงสารได้ ส่วนหมู่สัตว์นอกนั้น ผู้ลุ่มหลง ย่อมวนเวียนอยู่ในสงสาร. บทว่า เอวํทิฏฺิ ปุเร อาสึ ความว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์ ได้เป็นนัตถิกทิฏฐิบุคคล ตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า สมฺมูฬฺโห โมหปารุโต ได้แก่ เป็นคนหลงเพราะสัมโมหะ อันเป็นเหตุแห่ง ทิฏฐิตามที่กล่าวแล้ว อธิบายว่า ก็คนถูกโมหะอันเกิดพร้อมด้วย ทิฏฐินั้นครอบงำ คือเป็นดุจพืชแห่งหญ้าคาที่ปิดบังไว้. นันทกเปรตครั้นแสดงบาปกรรมที่ตนทำด้วยอำนาจความ เห็นชั่วอันเกิดขึ้นแก่ตนในกาลก่อนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะ แสดงผลแห่งบาปกรรมนั้นที่ตนจะต้องเสวยในอนาคต จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า ภายใน ๖ เดือนเราจักตาย ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสานิ สตสหสฺสานิ ได้แก่ แสนปี, บาลีที่เหลือว่า อติกฺกมิตฺวา แปลว่า ล่วง บัณฑิตพึงนำมา
หน้า 534 ข้อ 123
เชื่อมเข้า. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า วสฺสานิ สตสหสฺสานิ นี้ เป็น ปฐมาวิภัติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัติ, อธิบายว่า เมื่อแสนปีล่วงไปแล้ว. บทว่า โฆโส สุยฺยติ ตาวเท ความว่า ในขณะที่เวลามีประมาณ เท่านี้ล่วงไปนั่นแหละ เราได้ยินเสียงในนรกนั้น อย่างนี้ว่า ดูก่อน ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย เวลาของพวกท่านผู้ไหม้อยู่ในนรกนี้ ล่วง ไปประมาณหนึ่งแสนปี. บทว่า ลกฺโข เอโส มหาราช สตภาค- วสฺสโกฎิโย ความว่า ข้าแต่มหาราช ๑๐๐ ส่วนโกฏิปี จัดเป็น กำหนด คือเป็นเขตกำหนดอายุของสัตว์ทั้งหลาย ผู้ไหม้อยู่ในนรก. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ๑๐ ทสกะ เป็น ๑๐๐, ๑๐ ร้อย เป็น ๑,๐๐๐ สิบพัน ๑๐ หน เป็น ๑๐๐,๐๐๐, ร้อยแสน เป็น ๑ โกฏิ, แสนโกฏิปีด้วยอำนาจโกฏิเหล่านั้น จัดเป็นหนึ่งร้อยโกฏิปี. ก็ร้อย โกฏิปีนั้นแล พึงทราบด้วยการคำนวณปีเฉพาะสัตว์นรก ไม่ใช่ สำหรับมนุษย์หรือเทวดา. แสนโกฏิปีเป็นอันมากเช่นนี้ เป็นอายุ ของสัตว์นรกด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชนผู้ไหม้อยู่ในนรก สิ้นแสนโกฏิปี ดังนี้. สัตว์ทั้งหลายผู้ไหม้อยู่ในนรกเช่นนี้ เพราะ กรรมเช่นใด เพื่อจะแสดงบาปกรรมเช่นนั้นโดยคำลงท้าย ท่าน จึงกล่าวว่า เป็นมิจฉาทิฏฐิ เป็นคนทุศีล และเป็นผู้กล่าวร้ายพระอริยะ ดังนี้. บทว่า เวทิสฺสํ แปลว่า จักได้เสวยแล้ว. นันทกเปรตครั้นแสดงผลแห่งความชั่วที่ตนจะพึงเสวย ในอนาคตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ประสงค์จะทูลเรื่องที่พระราชาตรัส ถามว่า ท่านมีอานุภาพอย่างนี้เพราะพรหมจรรย์อะไร ดังนี้แล้ว
หน้า 535 ข้อ 123
จะให้พระราชานั้นดำรงอยู่ในสรณะและศีล จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่มหารา ขอพระองค์โปรดทรงสดับ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีเลสุโปสเถ รตา ได้แก่ ยินดีแล้วในนิจศีลและอุโบสถศีล. บทว่า อทา แปลว่า ได้ให้แล้ว. บทว่า ตํ ธมฺมํ ได้แก่ มรรคมี องค์ ๘ เละอมตบทนั้น. พระราชาอันเปรตชักชวนให้สมาทานศีลและสรณะอย่างนี้ แล้ว มีพระทัยเลื่อมใส เบื้องต้นจึงระบุถึงอุปการะที่เปรตนั้น กระทำแก่พระองค์ เมื่อจะตั้งอยู่ในสรณะเป็นต้น จึงกล่าวคาถา ๓ คาถามีอาทิว่า ผู้ปรารถนาความเจริญ ดังนี้ เมื่อจะทรงประกาศ ถึงความที่ทรงละทิฏฐิชั่วที่พระองค์ยึดถือในกาลก่อน จึงตรัส คาถาว่า เราโปรย(แกลบในที่ลมแรง) เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอผุณามิ มหาวาเต ความว่า ดูก่อนเทวดา เราจะโปรยคือขจัดทิฏฐิชั่วนั้น ณ ที่ลมคือธรรมเทศนา ของท่าน เหมือนโปรยแกลบไปที่ลมแรงซึ่งกำลังพัดอยู่. บทว่า นทิยา วา สีฆคามิยา อธิบายว่า หรือว่าเราจะลอยทิฏฐิชั่วเหมือน ลอยหญ้า ไม้ ใบไม้ และสะเก็ด ลงในแม่น้ำใหญ่ที่มีกระแสอันเชี่ยว. บทว่า วมามิ ปาปิกํ ทิฏฺึ ความว่า เราจะละทิ้งทิฏฐิชั่วที่อยู่ในใจ ของเรา. พระราชากล่าวเหตุในข้อนั้นว่า ยินดีแล้วในพระศาสนา ดังนี้. มีวาจาประกอบความว่า เพราะเหตุที่เรายินดี คือ ยินดียิ่ง ในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย อันนำอมตะ มาโดยส่วนเดียว ฉะนั้น เราจะคายพิษคือทิฏฐินั้น.
หน้า 536 ข้อ 123
คาถาสุดท้ายว่า อิทํ วตฺวาน ดังนี้ พระสังคีติกาจารย์ ทั้งหลายได้ตั้งไว้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาโมกฺโข ได้แก่ บ่ายหน้าไปทางทิศตะวันออก. บทว่า รถมารุหิ ความว่า พระราชา เสด็จขึ้นสู่ราชรถของพระองค์อันเป็นรถพระที่นั่งเสด็จ ครั้นเสด็จ ขึ้นแล้วได้ถึงพระนครของพระองค์ในวันนั้นนั่นเอง ด้วยอานุภาพ ของเทวดา แล้วเสด็จเข้าพระราชวัง. สมัยต่อมาท้าวเธอตรัสบอก เรื่องนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายจึงแจ้งเรื่องนั้นแก่พระเถระ ทั้งหลาย. พระเถระทั้งหลายจึงยกขึ้นสู่สังคายนาในตติยสังคีติ. จบ อรรถกถานันทกเปตวัตถุที่ ๓
หน้า 537 ข้อ 124
๔. เรวดีเปติวัตถุ [๑๒๔] บุรุษคนใช้ของพระยายมราช จะจับ นางเรวดีโยนลงไปในอุสสทนรก จึงได้กล่าวว่า แน่ะแม่เรวดีผู้มีธรรมอันแสนจะชั่วช้า จงลุก ขึ้น ฯลฯ (พึงดูในเรื่องที่ ๒ แห่งมหารถวรรคที่ ๕ ในวิมานวัตถุ) จบ เรวดีเปติวัตถุที่ ๔ อรรถกถาเรวดีเปติวัตถุที่ ๔ เรื่องนางเรวดีเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุฏฺเหิ เรวเต สุปาปธมฺเม ดังนี้. เพราะเหตุที่เรื่องนั้นไม่มีพิเศษไปกว่า เรวตีวิมานวัตถุ เพราะ ฉะนั้น คำใดที่ควรกล่าวในอัตถุปปัตติเหตุ และในคาถานั้น คำนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวในอรรถกถาวิมานวัตถุ ชื่อปรมัตถทีปนี นั่นแหละ. ก็เรื่องนี้แม้พระสังคีติกาจารย์จะยกขึ้นสู่สังคายนา ในบาลีวิมานวัตถุ ด้วยอำนาจนันทิยเทพบุตร ก็พึงทราบว่ายกขึ้น สู่สังคายนา แม้ในบาลีเปตวัตถุว่า เรวดีเปติวัตถุ ด้วยอำนาจ คาถาที่เนื่องด้วยนางเรวดี. จบ อรรถกถาเรวตีเปติวัตถุที่ ๔
หน้า 538 ข้อ 125
๕. อุจฉุเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตมีไร่อ้อยแต่กินอ้อยไม่ได้ เปรตตนหนึ่งถามพระมหาโมคคัลลานเถระว่า :- [๑๒๕] ไร่อ้อยใหญ่นี้เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้า เป็นผล บุญไม่น้อย แต่เดี๋ยวนี้ข้าพเจ้ากินอ้อยนั้นไม่ได้ ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่ง กรรมอะไร ข้าพเจ้าย่อมเดือดร้อน จะกัดกิน พยายามตะเกียกตะกายเพื่อจะบริโภคสักหน่อย ก็ไม่สมหวัง กำลังก็สิ้นลง บ่นเพ้อนัก นี้เป็น ผลแห่งกรรมอะไร อนึ่ง ข้าพเจ้าถูกความหิวและ ความกระหายเบียดเบียน แล้วหมุนล้มไปที่ แผ่นดิน กลิ้งเกลือกไปมา ดุจปลาดิ้นรนอยู่ใน ที่ร้อน เมื่อข้าพเจ้าร้องไห้อยู่สัตว์ทั้งหลายย่อม พากันมากินน้ำตาของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรมอะไร ข้าพเจ้าเป็นผู้หิวกระหายลำบาก ดิ้นรนไป ย่อมไม่ประสบความสุขที่น่ายินดี ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ข้าพเจ้าจะพึงบริโภคอ้อยได้อย่างไร.
หน้า 539 ข้อ 125
พระมหาโมคคัลลานเถระกล่าวว่า เมื่อชาติก่อน ท่านเกิดเป็นมนุษย์ ได้ทำ กรรมไว้ด้วยตนเอง เราจะบอกเนื้อความนั้นกะ ท่าน ขอท่านจงฟังแล้วจำเนื้อความข้อนั้นไว้ ท่านเดินกัดกินอ้อยไป และมีบุรุษคนหนึ่งเดิน ตามหลังท่านไป เขาหวังจะกินอ้อย จึงบอกแก่ ท่าน ท่านก็มิได้พูดอะไร ๆ แก่เขา ท่านไม่พูด เขาจึงได้วิงวอนว่า ขอท่านพึงให้อ้อยเถิด ท่าน ได้ให้อ้อยแก่บุรุษนั้นโดยข้างหลัง นี้เป็นผลแห่ง กรรมนั้น เชิญท่านพึงไปถือเอาอ้อยข้างหลังซิ ครั้นถือเอาได้แล้ว จงกินให้อิ่มหนำเถิด เพราะ เหตุนั้นแหละ ท่านจักเป็นผู้เบิกบานร่าเริงบันเทิง ใจ เปรตนั้นได้ไปถือเอาโดยข้างหลัง ครั้นแล้ว จึงได้กินอ้อยนั้นจนอิ่มหนำ เพราะเหตุนั้นแล เปรตนั้นได้เป็นผู้เบิกบานร่าเริงบันเทิงใจ. จบ อุจฉุเปตวัตถุที่ ๕ อรรถกถาอุจฉุเปตวัตถุที่ ๕ เรื่องอุจฉุเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อิทํ มม อุจฺฉุวนํ มหนฺตํ ดังนี้. เหตุเกิดของเรื่องนั้น เป็นอย่างไร ?
หน้า 540 ข้อ 125
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร บุรุษคนหนึ่งมัดลำอ้อย เดินกัดอ้อยลำหนึ่งไป. ลำดับนั้น อุบาสก คนหนึ่งเป็นผู้มีศีลมีกัลยาณธรรม พร้อมด้วยเด็กอ่อนเดินไปข้าง หลัง ๆ. เด็กเห็นอ้อยแล้วร้องไห้ว่า จงให้, อุบาสกเห็นเด็กร้องไห้ เมื่อจะสงเคราะห์บุรุษนั้น จึงได้เจรจากับบุรุษนั้น ส่วนบุรุษนั้น ไม่เจรจาอะไร ๆ กับอุบาสกนั้น ไม่ให้แม้ท่อนอ้อยแก่เด็ก อุบาสก จึงแสดงเด็กนั้นแล้วกล่าวว่า เด็กนี้ร้องไห้นัก ท่านจงให้ท่อนอ้อย แก่เด็กนี้ท่อนหนึ่ง บุรุษนั้นได้ฟังดังนั้น อดทนไม่ได้ เกิดขัดเคือง จิต จึงขว้างลำอ้อยลำหนึ่งไปข้างหลังโดยไม่เอื้อเฟื้อ สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วบังเกิดในหมู่เปรต ด้วยอำนาจ ความโลภที่ครอบงำอยู่นาน. ชื่อว่าผลแห่งกรรมนั้น ย่อมเห็น สมกับ กรรมของตน เพราะเหตุนั้น จึงเกิดเป็นไร่อ้อยใหญ่แน่นทึบไปด้วย อ้อย ประมาณเท่าท่อนสากมีสีเหมือนดอกอัญชัน เต็มสถานที่ ประมาณ ๘ กรีส. พอเขาเข้าไปจะถือเอาอ้อย เพราะอยากจะกิน อ้อยก็ตีเขา เพราะเหตุนั้นเขาจึงสลบล้มลง. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เข้าไปบิณฑบาต ยังกรุงราชคฤห์ ได้เห็นเปรตนั้นในระหว่างทาง เปรตนั้นเห็น พระเถระแล้วจึงถามถึงกรรมที่ตนทำ. คาถาคำถามและคำตอบ ที่เปรตและพระเถระกล่าว ความว่า :- ไร่อ้อยใหญ่นี้บังเกิดแก่ข้าพเจ้า เป็นผล บุญไม่น้อย แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าจะกินอ้อยนั้นไม่ได้
หน้า 541 ข้อ 125
ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผล แห่งกรรมอะไร. ข้าพเจ้าย่อมเดือดร้อนถูกใบอ้อย บาด พยายามตะเกียกตะกาย เพื่อจะบริโภคสัก หน่อยก็ไม่ได้สมหวัง. กำลังก็สิ้นลง บ่นเพ้อนัก นี้เป็นผลแต่งกรรมอะไร. อนึ่ง ข้าพเจ้าถูกความ หิวเละความกระหายเบียดเบียน แล้วหมุนล้มไป ที่แผ่นดิน กลิ้งเกลือกไปมา ดุจปลาดิ้นรนอยู่ ในที่ร้อน เมื่อข้าพเจ้าร้องไห้อยู่ สัตว์ทั้งหลาย ย่อมพากันมากินน้ำตาของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ขอท่านโปรดบอก นี้เป็นผลแห่งกรรม อะไร. ข้าพเจ้าเป็นผู้หิวกระหายลำบาก ดิ้นรน ไปมา ย่อมไม่ประสบความสุขที่น่ายินดี ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าขอถามเนื้อความนั้นกะท่าน ข้าพเจ้าจะบริโภคอ้อยนั้นได้อย่างไร. พระมหาโมคคัลลานเถระกล่าวว่า :- เมื่อชาติก่อนท่านเกิดเป็นมนุษย์ได้ทำ กรรมไว้ด้วยตนเอง เราจะบอกเนื้อความนั้นกะ ท่าน ขอท่านจงฟังแล้วจำเนื้อความข้อนั้นไว้ (คือ) ท่านเดินกัดกินอ้อยไป และมีบุรุษคนหนึ่ง เดินตามหลังท่านไป เขาหวังจะกินอ้อย จึงบอก แก่ท่าน ท่านก็ไม่พูดอะไร ๆ แก่เขา เขาจึงได้
หน้า 542 ข้อ 125
พูดวิงวอนว่า ขอท่านจงให้อ้อยเถิด ท่านได้ให้ อ้อยแก่บุรุษนั้นโดยข้างหลัง นี้เป็นผลแห่งกรรม นั้น. เชิญท่านพึงไปถือเอาอ้อยข้างหลังซิ ครั้นถือ เอาได้แล้ว จงกินให้อิ่มหนำเถิด เพราะเหตุนั้น แหละ ท่านจักเป็นผู้เบิกบาน ร่าเริง บันเทิงใจ. เปรตนั้นได้ไปถือเอาโดยข้างหลัง ครั้นแล้วจึง ได้กินอ้อยนั้นจนอิ่มหนำ เพราะเหตุนั้นแล เปรต นั้นจึงได้เป็นผู้เบิกบาน ร่าเริงบันเทิงใจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิสฺส อธิบายว่า แห่งกรรมเช่นไร. บทว่า หญฺามิ ได้แก่ ข้าพเจ้าย่อมเดือดร้อน คือ ถึงความคับแค้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หญฺามิ แปลว่า ย่อมเบียดเบียน อธิบายว่า ย่อมบีบคั้นโดยพิเศษ. บทว่า ขชฺชามิ แปลว่า ถูกใบอ้อยบาด อธิบายว่า ถูกใบอ้อยเฉือน เหมือนถูกศัสตราที่คมเช่นใบดาบเฉือน. บทว่า วายมามิ ได้แก่ เราทำความพยายามจะกินอ้อย. บทว่า ปริสกฺกามิ แปลว่า ตะเกียกตะกาย. บทว่า ปริภุญฺชิตุํ ความว่า เพื่อจะบริโภคน้ำอ้อย อธิบายว่า เพื่อจะเคี้ยวอ้อย. บทว่า ฉินฺนถาโม แปลว่า สิ้นกำลัง คือกำลังขาดไป อธิบายว่า กำลังสิ้นไป. บทว่า กปโณ ได้แก่ เป็นคนกำพร้า. บทว่า ลาลปามิ ความว่า เราถูก ทุกข์ครอบงำจึงบ่นเพ้อไปมากมาย. บทว่า วิฆาโต แปลว่า มีความคับแค้น หรือถูกขจัดกำลัง. บทว่า ปริปตามิ ฉมายํ ความว่า เมื่อไม่อาจทรงตัวอยู่ได้ จึงล้มลง
หน้า 543 ข้อ 125
ที่พื้นดิน. บทว่า ปริวตฺตามิ แปลว่า ย่อมหมุนไป. บทว่า วาริจโรว แปลว่า เหมือนปลา. บทว่า ฆมฺเม ได้แก่ บนบกอันร้อนเร่าด้วย ความร้อน. บทว่า สนฺตสฺสิโต ได้แก่ กระหายนัก เพราะริมฝีปาก คอ และเพดาลถึงความเหือดแห้งไป. บทว่า สาตสุขํ ได้แก่ ความสุข อันเป็นความสำราญ. บทว่า น วินฺเท แปลว่า ย่อมไม่ได้. บทว่า ตํ แปลว่า ซึ่งท่าน. บทว่า วิชาน แปลว่า จงรู้. บทว่า ปยาโต แปลว่า เริ่มจะไป. บทว่า อนฺวคจฺฉิ แปลว่า ติดตาม. บทว่า ปจฺจาสนฺโต แปลว่า หวังเฉพาะ. บทว่า เอตํ ในบทว่า ตสฺเสตํ กมฺมสฺส นี้ เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า แห่งกรรมนั้น. บทว่า ปิฏฺิโต คณฺเหยฺยาสิ ความว่า พึงถือเอาอ้อยทางเบื้องหลังของตน นั่นแหละ. บทว่า ปโมทิโต ได้แก่ บันเทิงใจ. บทว่า คเหตฺวาน ตํ ขาทิ ยาวทตฺถํ ความว่า นันทเปรต ถือเอาอ้อยโดยทำนองที่พระเถระสั่ง แล้วเคี้ยวกินตามชอบใจ ถือเอามัดอ้อยมัดใหญ่ น้อมเข้าไปถวายพระเถระ พระเถระเมื่อจะ อนุเคราะห์เขา จึงให้เขานั่นแหละ ถือเอามัดอ้อยนั้นไปยังพระ- เวฬุวันมหาวิหาร ได้ถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ฉันอ้อยนั้น แล้วกระทำอนุโมทนา เปรตมี จิตเลื่อมใส ถวายบังคมแล้วก็ไป ตั้งแต่นั้นมา เขาก็บริโภคอ้อย ตามความสบาย.
หน้า 544 ข้อ 125
สมัยต่อมา เขาทำกาละแล้วเกิดในหมู่เทพชั้นดาวดึงส์. ก็ประวัติของเปรตนี้นั้นได้ปรากฏในมนุษยโลก. ลำดับนั้น พวก มนุษย์เข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลถามเรื่องนั้น พระศาสดาตรัส เรื่องนั้นแก่มนุษย์เหล่านั้นโดยพิสดาร แล้วทรงแสดงธรรม. พวก มนุษย์ได้สดับธรรมนั้นแล้วได้เป็นผู้เว้นขาดจากความตระหนี่ ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอุจฉุเปตวัตถุที่ ๕
หน้า 545 ข้อ 126
๖. กุมารเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตมีแต่ความหิวเพราะกรรมอะไร [๑๒๖] ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า มีพระกุมาร สององค์เป็นพระราชโอรสอยู่ในพระนครสาวัตถี ข้างประเทศหิมพานต์ พระราชกุมารทั้ง ๒ องค์ นั้นเป็นผู้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแต่งความ กำหนัด ทรงเพลิดเพลินด้วยอำนาจความยินดี ในกาม ทรงติดอยู่ในความสุขปัจจุบัน ไม่ทรง เห็นสุขในอนาคต ครั้นจุติจากความเป็นมนุษย์ ไปจากโลกนี้สู่เปตโลกแล้ว เกิดเป็นเปรต ไม่ แสดงกายให้ปรากฏ ร้องประกาศกรรมชั่วของ ตนที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อนว่า เมื่อพระทัก- ขิไณยบุคคลมีอยู่เป็นอันมาก และไทยธรรมอัน เขาเข้าไปตั้งไว้ก็มีอยู่ พวกเราไม่อาจทำบุญอัน นำมาซึ่งความสุขต่อไปแม้เล็กน้อย และทำตน ให้มีความสวัสดีได้ อะไรจะพึงลามกกว่ากาม นั้น พวกเราจุติการราชสกุลแล้วไปบังเกิดใน เปตวิสัย พรั่งพร้อมไปด้วยความหิวและกระหาย เมื่อก่อน ในโลกนี้ เคยเป็นเจ้าของในที่ใด ย่อม ไม่ได้เป็นเจ้าของในที่นี้อีก มนุษย์ทั้งหลายเจริญ
หน้า 546 ข้อ 126
ขึ้นแล้วเสื่อมลง ย่อมตายเพราะความหิวและ ความกระหาย นรชนรู้โทษอันเกิดด้วยอำนาจ ความถือตัวว่า เป็นใหญ่อย่างนี้แล้ว ละความเมา ในความเป็นใหญ่ได้แล้ว พึงไปสู่สวรรค์ นรชน ผู้มีปัญญาเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์. จบ กุมารเปตวัตถุที่ ๖ อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๖ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรต ๒ ตน จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สาวตฺถิ นาม นครํ ดังนี้ ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี พระเจ้าโกศลมีพระโอรส ๒ พระองค์ น่าเลื่อมใส กำลังอยู่ในปฐมวัย มัวเมาในความเป็นหนุ่ม กระทำ กรรมคือคบหาภรรยาของคนอื่น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรต ที่หลังคู. ในเวลากลางคืน เปรตเหล่านั้นพากันรำพันด้วยเสียง อันน่าสะพึงกลัว พวกมนุษย์ได้ฟังเสียงนั้น พากันสะดุ้งกลัว คิดว่า เมื่อพวกเราทำอย่างนี้ อวมงคลนี้ย่อมสงบ จึงพากันถวายมหาทาน แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วกราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก และอุบาสิกาทั้งหลาย เพราะได้ยินเสียงนั้น อันตรายอะไร ๆ ย่อม
หน้า 547 ข้อ 126
ไม่มีแก่พวกท่าน เพื่อจะตรัสบอกเหตุแห่งเสียงนั้นแล้วแสดงธรรม แก่มนุษย์เหล่านั้น จึงได้ตรัสพระคาถาว่า :- ข้าพเจ้าได้สดับมาดังนี้ว่า มีพระกุมาร สองพระองค์ เป็นพระราชโอรสอยู่ในกรุงสาวัตถี ข้างหิมวันตประเทศ พระราชกุมารทั้งสองพระ- องค์นั้น เป็นผู้มัวเมาในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด ทรงเพลิดเพลินด้วยอำนาจความ ยินดีในกาม ทรงติดอยู่ในความสุขปัจจุบัน ไม่ ทรงเห็นสุขในอนาคต คั้นจุติจากความเป็น มนุษย์ไปจากโลกนี้สู่เปตโลกแล้ว เกิดเป็นเปรต ไม่แสดงกายให้ปรากฏ ร้องประกาศธรรมชั่ว ของตนที่ได้กระทำไว้ในกาลก่อนว่า เมื่อพระ- ทักขิไณยบุคคลมีอยู่เป็นอันมาก และไทยธรรม อันเขาเข้าไปตั้งไว้ก็มีอยู่ พวกเราไม่อาจทำบุญ อันนำมาซึ่งความสุขต่อไปแม้เล็กน้อย และทำ อันให้มีความสวัสดีได้ อะไรจะพึงลามกกว่า กามนั้น พวกเราจุติจากราชสกุลแล้วไปบังเกิด ในเปตวิสัย พรั่งพร้อมไปด้วยความหิวและความ กระหาย เมื่อก่อนในโลกนี้ เคยเป็นเจ้าของใน ที่ใด ย่อมไม่ได้เป็นเจ้าของในที่นั้นอีก มนุษย์ ทั้งหลายเจริญขึ้นแล้วกลับเสื่อมลง ย่อมตาย
หน้า 548 ข้อ 126
เพราะความหิวและความกระหาย นรชนรู้โทษ อันเกิดด้วยอำนาจความถือตัวว่าเป็นใหญ่อย่าง นี้แล้ว ละความมัวเมาในความเป็นใหญ่ได้แล้ว พึงไปสู่สวรรค์ นรชนผู้มีปัญญาเมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิติ เม สุตํ ความว่า เราได้เห็น ด้วยญาณของตนอย่างเดียวเท่านั้น ก็หามิได้ โดยที่แท้ เราได้ฟัง มาอย่างนี้ โดยที่ปรากฏในโลก. บทว่า กามสฺสาทาภินนฺทิโน ได้แก่ มีปกติเพลิดเพลินด้วย อำนาจความยินดีในกามคุณ. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺนสุเข คิทฺธา ได้แก่ เป็นต้น คือข้องในอารมณ์รักว่าความสุขที่เป็นปัจจุบัน. บทว่า น เต ปสฺสึสุนาคตํ ความว่า พระราชกุมารทั้งสองนั้นละทุจริต ประพฤติสุจริต ไม่คิดถึงสุขที่จะพึงได้ในเทวดาและมนุษย์ในอนาคต คือในกาลต่อไป. บทว่า เตธ โฆเสนฺตุทิสฺสนฺตา ความว่า เปรตเหล่านั้น เมื่อก่อนเป็นราชโอรส มีรูปไม่ปรากฏร้องคร่ำครวญอยู่ในที่ ใกล้กรุงสาวัตถีนี้. เพื่อจะเลี่ยงคำถามว่า คร่ำครวญว่าอย่างไร ? ท่านจึงกล่าวว่า ตนได้ทำกรรมชั่วไว้ในกาลก่อน. บัดนี้ เพื่อจะแสดงจำแนกเหตุแห่งการคร่ำครวญของเปรต เหล่านั้น โดยเหตุและผล ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อพระทักขิไณยบุคคล มีอยู่มาก ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 549 ข้อ 126
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูสุ วต สนฺเตสุ ได้แก่ เมื่อ พระทักขิไณยเป็นอันมากมีอยู่. บทว่า เทยฺยธมฺเม อุปฏฺิเต ความว่า แม้เมื่อไทยธรรมที่ควรให้อันเป็นของตนอันไว้แล้วในที่ใกล้ อธิบาย ว่า อันจะได้อยู่. บทว่า ปริตฺตํ สุขาวหํ มีวาจาประกอบความว่า เราไม่อาจทำบุญอันเป็นเหตุนำมาซึ่งความสุขในอนาคตแม้มี ประมาณน้อย แล้วทำตนให้มีความสวัสดี คือ ให้ปราศจากอุปัท- วันตราย. บทว่า กึ ตโต ปาปกํ อสฺส ความว่า ชื่อว่ากรรมอันเป็นบาป คือลามกกว่านั้น จะพึงกลายเป็นอย่างอื่นได้อย่างไร. บทว่า ยํ โน ราชกุลา จุตา ความว่า เพราะบาปกรรมอันใด พวกเรา จึงจุติจากราชสกุล เกิดในเปตวิสัยนี้ คือ บังเกิดในหมู่เปรต เพียบพร้อมไปด้วยความหิวกระหายเที่ยวไปอยู่. บทว่า สามิโน อิธ หุตฺวาน ความว่า เมื่อก่อน ราชบุตร เป็นเจ้าของเที่ยวไปในที่ใดในโลกนี้ แต่ไม่เป็นเจ้าของในที่นั้นนั่นเอง ด้วยบทว่า มนุสฺสา อุนฺนโตนตา ท่านแสดงว่า ในเวลาเป็นมนุษย์ ราชกุมารเหล่านั้นเป็นเจ้าของ ทำกาละแล้วเสื่อมลงด้วยอำนาจ กรรม เพราะความหิวกระหาย ท่านจงเห็นปกติของสงสาร. บทว่า เอตมาทีนวํ ตฺว อิสฺสรมทสมฺภวํ ความว่า นรชนรู้โทษ กล่าวคือการเกิดในอบายอันเกิดด้วยด้วยความเมา ใน ความเป็นใหญ่นี้ แล้วละความเมาในความเป็นใหญ่เสีย ขวนขวาย
หน้า 550 ข้อ 126
เอาแต่บุญ. บทว่า ภเว สคฺคคโต นโร ความว่า พึงไปสวรรค์ คือ เทวโลกเท่านั้น พระศาสดาครั้นตรัสประวัติของเปรตเหล่านั้นด้วยประการ ดังนี้แล้ว ทรงให้อุทิศทานที่มนุษย์ทั้งหลายเหล่านั้นกระทำแก่ พวกเปรตเหล่านั้น แล้วทรงแสดงธรรม อันเหมาะแก่อัธยาศัยของ บริษัทผู้ประชุมกัน เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล. จบ อรรถกถากุมารเปตวัตถุที่ ๖
หน้า 551 ข้อ 127
๗. ราชปุตตเปตวัตถุ ว่าด้วยประทุษร้ายต่อฤๅษีตกนรกแล้วมาเป็นเปรต [๑๒๗] ผลแห่งกรรมทั้งหลาย ที่พระราชโอรส ทำไว้ในชาติก่อน พึงย่ำยีหัวใจ พระราชโอรส ได้เสวยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่า รื่นรมย์ใจ และการฟ้อนรำขับร้อง ความยินดี ความสนุกสนานเป็นอันมาก เสด็จเที่ยวไปใน สวนแล้วเข้าไปสู่เมืองราชคฤห์ ได้ทรงเห็น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่าสุเนตตะ ผู้มีตนอัน ฝึกแล้วมีจิตตั้งมั่น มักน้อย สมบูรณ์ด้วยหิริ ยินดีในอาหารเฉพาะที่มีอยู่ในบาตร จึงเสด็จลง จากคอช้างแล้วตรัสถามว่า ได้อะไรบ้างพระผู้- เป็นเจ้า แล้วทรงจับบาตรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ยกขึ้นสูง แล้วทุ่มลงที่พื้นดินให้แตก ทรงพระ สรวล หลีกไปหน่อยหนึ่ง ได้ตรัสกะพระปัจเจก- พุทธเจ้าผู้แลดูอยู่ด้วยอำนาจความกรุณาว่า เรา เป็นพระราชโอรสของพระเจ้ากิตวะ แน่ะภิกษุ ท่านจักทำอะไรเรา พระราชโอรสยัดเยียด(ตก) อยู่ในนรกเสวยผลอันเผ็ดร้อนของกรรมอัน หยาบช้านั้น พระราชโอรสผู้เป็นพาลทำบาป
หน้า 552 ข้อ 127
หยาบช้าไว้ จึงได้ประสบทุกข์อันกล้าแข็งอยู่ใน นรก ๘๔,๐๐๐ ปี นอนหงายบ้าง นอนคว่ำบ้าง นอนตะแคงซ้ายบ้าง นอนตะแคงขวาบ้าง เท้า ชี้ขึ้นข้างบนบ้าง ยืนอยู่อย่างนั้นบ้าง หมกไหม้ อยู่สิ้นกาลนาน ทำบาปหยาบช้าไว้ จึงได้ประสบ ทุกข์อันกล้าแข็งในนรกหลายหมื่นปีเป็นอันมาก บุคคลผู้มีการงานอันลามก พากันประทุษร้ายฤๅษี ผู้ไม่ประทุษร้ายต่อผู้ประทุษร้าย มีวัตรอันงาม ย่อมได้เสวยทุกข์อันเผ็ดร้อนอย่างยิ่ง เห็นปานนี้ และเปรตผู้เป็นพระราชบุตรเสวยทุกข์เป็นอัน มากในนรกนั้นสิ้นปีเป็นอันมาก จุติจากนรก แล้วมาเกิดเป็นเปรตอดอยากอีก บุคคลรู้โทษอัน เกิดเพราะอำนาจแห่งความมัวเมาในความเป็น ใหญ่อย่างนี้แล้ว พึงละความมัวเมาในความเป็น ใหญ่เสีย แล้วพึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ควร อ่อนน้อม ผู้ใดความเคารพในพระพุทธเจ้า พระธรรมและพระสงฆ์ ผู้นั้นอันบุคคลพึงสรร- เสริญในปัจจุบัน ผู้นั้นเป็นคนมีปัญญา เมื่อตาย ไป ย่อมเข้าถึงสวรรค์. จบ ราชปุตตเปตวัตถุที่ ๗
หน้า 553 ข้อ 127
อรรถกถาราชปุตตเปตวัตถุที่ ๗ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภเปรตราชบุตร ได้ตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า ปุพฺเพ กตานํ กมฺมานํ ดังนี้ ในเรื่องนั้น ในอดีตกาล โอรสของพระเจ้า กิตวะ ผิดใน พระปัจเจกพุทธเจ้าในอดีตไหม้ในนรกหลายพันปี ด้วยเศษแห่ง วิบากของกรรมนั้นนั่นแหละ เขาจึงเกิดในหมู่เปรต ท่านประสงค์ เอาว่า เปรตราชบุตร ในที่นี้. เรื่องของเปรตราชบุตรนั้น มาโดย พิสดารในเรื่องสานุวาสิเปรต ในหนหลังนั่นแล เพราะฉะนั้น ควร ถือเอาโดยนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องสานุวาสิเปรตนั่นเอง. จริงอยู่ ในกาลนั้น เมื่อพระเถระกล่าวประวัติของเปรตผู้เป็นญาติของตน พระศาสดาจึงตรัสว่า ไม่ใช่เปรตผู้เป็นญาติของท่านอย่างเดียว เท่านั้น โดยที่แท้ แม้ท่านก็จากโลกนี้ ไปเป็นเปรต เสวยทุกข์ อย่างใหญ่ในอัตภาพ อันเป็นอดีตโดยลำดับ ดังนี้ อันพระเถระนั้น ทูลอารธนาแล้ว จึงตรัสเปตวัตถุนี้ว่า :- ผลแห่งกรรมทั้งหลายที่พระราชโอรส ได้ทำไว้ในชาติก่อน พึงย่ำยีหัวใจ พระราชโอรส ได้เสวยรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ อันน่า รื่นรมย์ใจ และการฟ้อนรำขับร้อง ความยินดี ความสนุกสนานเป็นอันมาก เสด็จเที่ยวไปใน
หน้า 554 ข้อ 127
สวนแล้วเสด็จเข้าไปยังเมืองราชคฤห์ ได้ทรง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสุเนตตะ ผู้มีตน อันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น มักน้อย สมบูรณ์ด้วย หิริ ยินดีในอาหาร เฉพาะที่มีอยู่ในบาตร จึงเสด็จ ลงจากคอช้าง แล้วตรัสถามว่า ได้อะไรบ้าง พระผู้เป็นเจ้า แล้วจับบาตรของพระปัจเจก- พุทธเจ้า ยกขึ้นสูงแล้วทุ่มลงที่พื้นดินให้แตก ทรงพระศรวลหลีกไปหน่อยหนึ่ง ได้ตรัสกะ พระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้แลดูอยู่ด้วยอำนาจความ กรุณาว่าเราเป็นโอรสของพระเจ้ากิตวะ แน่ะภิกษุ ท่านจักทำอะไรเรา พระราชโอรสยัดเยียด(ตก) อยู่ในนรก ได้เสวยผลอันเผ็ดร้อน ของกรรม อันหยาบช้านั้น พระราชโอรสผู้เป็นพาล ทำบาป หยาบช้าไว้ จึงได้ประสบทุกข์อันกล้าแข็งอยู่ ในนรก ๘๔,๐๐๐ ปี นอนหงายบ้าง นอนคว่ำ บ้าง นอนตะแคงซ้ายบ้าง นอนตะแคงขวาบ้าง เท้าชี้ขึ้นข้างบนบ้าง ยืนอยู่อย่างนั้นบ้าง หมกไหม้ อยู่สิ้นกาลนาน ท่านบาปหยาบช้าไว้ จึงได้ประสบ ทุกข์อันกล้าแข็งในนรก หลายหมื่นปีเป็นอันมาก บุคคลผู้มีการงานอันลามก พากันประทุษร้าย ฤๅษี ผู้ไม่ประทุษร้ายต่อผู้ประทุษร้าย ผู้มีวัตร
หน้า 555 ข้อ 127
อันงาม ได้เสวยทุกข์อันเผ็ดร้อนอย่างยิ่งเห็น ปานนี้ และเปรตผู้เป็นพระราชโอรสเสวยทุกข์ เป็นอันมากในนรกนั้นสิ้นหลายปี จุติจากนรก แล้วมาเกิดเป็นเปรตอดอยากอีก บุคคลรู้โทษอัน เกิดเพราะอำนาจความมัวเมาในความเป็นใหญ่ อย่างนี้แล้ว พึงละความมัวเมาในความเป็นใหญ่ เสีย แล้วพึงประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ควรอ่อน น้อม ผู้ใดมีความเคารพในพระพุทธเจ้า พระ- ธรรม และพระสงฆ์ ผู้นั้นอันบุคคลพึงสรรเสริญ ในปัจจุบัน เป็นคนมีปัญญา เมื่อตายไปย่อมเข้า ถึงสวรรค์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ กตานํ กมฺมานํ วิปาโก มถเย มนํ ความว่า ผลแห่งอกุศลกรรมที่พระราชโอรสกระทำไว้ ในชาติก่อน เกิดเป็นผลอันยิ่ง ย่ำยี ครอบงำ จิตของคนอันธพาล อธิบายว่า พึงยังประโยชน์ของตนให้เกิดขึ้น โดยมุ่งจะทำความพินาศให้แก่ คนเหล่าอื่น. บัดนี้ เพื่อจะแสดงผลแห่งอกุศลกรรมนั้น อันเป็นเครื่องย่ำยี จิตพร้อมด้วยอารมณ์ ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูป เสียง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูเป ได้แก่ เพราะเหตุแห่งรูป อธิบาย ว่า เพราะได้รูปารมณ์ตามที่ปรารถนา ที่น่าชอบใจเป็นนิมิตร. แม้ในบทว่า สทฺเท ดังนี้เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 556 ข้อ 127
เมื่อจะทรงแสดงกำหนดความที่กล่าวแล้วโดยทั่วไป โดย เป็นความไม่ทั่วไปอย่างนี้ จึงตรัสคำมีอาทิว่า การฟ้อน การขับ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตึ ได้แก่ ซึ่งความยินดีในกาม. บทว่า ขิฑฺฑํ ได้แก่ การเล่นด้วยสหายเป็นต้น. บทว่า คิริพฺพชํ ได้แก่ กรุงราชคฤห์. บทว่า อิสึ ความว่า ชื่อว่า ฤๅษี เพราะอรรถว่าแสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่มีศีลขันธ์เป็นจ้น อันเป็นของพระอเสกขะ. บทว่า สุเนตฺตํ ได้แก่ อตฺตทนฺตํ ได้แก่ ผู้มีจิตอันฝึกแล้วด้วยการฝึกอย่างสูง. บทว่า สมาหิตํ ได้แก่ ผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธิอันสัมปยุตต์ด้วย พระอรหัตตผล. บทว่า อุญฺเฉ ปตฺตคเต รตํ ได้แก่ ผู้ยินดี คือ สันโดษ ในอาหารที่อยู่ในบาตร คือที่นับเนื่องในบาตร อันได้มาด้วยการ แสวงหา คือ ด้วยการภิกษาจาร. บทว่า ลทฺธา ภนฺเตติ จาพฺรวิ ความว่า ตรัสเพื่อให้เกิด ความคุ้นเคยว่า ท่านขอรับ ท่านภิกษาบ้างไหม. บทว่า อุจฺจํ ปคฺคยฺห ได้แก่ ยกบาตรขึ้นให้สูง. บทว่า ถณฺฑิเล ปตฺตํ ภินฺทิตฺวา ได้แก่ ทำลายบาตร ให้แตกโยนไปในภูมิประเทศอันแข็ง. บทว่า อปกฺกมิ ได้แก่ หลีกไป หน่อยหนึ่ง. ก็พระราชโอรสเมื่อจะหลีกไปหน่อยหนึ่ง. ก็พระ- ราชโอรสเมื่อจะหลีกไปจึงกล่าวว่า เราเป็นโอรสของพระเจ้ากิตวะ ดูก่อนภิกษุ ท่านจักทำอะไรเราดังนี้ กะพระปัจเจกพุทธเจ้าผู้แลดู
หน้า 557 ข้อ 127
ด้วยความกรุณาว่า คนอันธพาลได้ทำความพินาศอันใหญ่หลวง ให้แก่ตน โดยเหตุอันไม่สมควรเลย. บทว่า ผรุสสฺส แปลว่า หยาบช้า. บทว่า กฏโก แปลว่า ไม่น่าปรารถนา. บทว่า ยํ โยควิปากํ แปลว่า วิบากใด. บทว่า สมปฺปิโต ได้แก่ ติดอยู่แล้ว. บทว่า ฉเฬว จตุรสีติ วสฺสานิ นหุตานิ จ ความว่า นอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา เอาเท้าขึ้นบนหัวห้อยลง และยืนอยู่ตามเดิม อย่างละ ๘๔,๐๐๐ ปี รวมเป็น ๖ ครั้ง ๆ ละ ๘๔,๐๐๐ ปี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระราชโอรสผู้เป็นอันธพาล หมกไหม้ ในนรก คือนอนหงาย นอนคว่ำ นอนตะแคงซ้าย นอนตะแคงขวา เอาเท้าขึ้นข้างบนหัวลงล่าง และยืนอยู่ตามปกติ สิ้นกาลนาน. ก็เพราะเหตุที่มีหลายหมื่นปี ฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า นหุตานิ หลายหมื่นปี. บทว่า ภุสํ ทุกฺขํ นิคจฺฉิตฺโถ ความว่า ประสบทุกข์ อย่างยิ่ง. บทว่า ปูคานิ ได้แก่ ในการประชุมแห่งปี แต่ในคาถานี้ และในคาถาต้น พึงเห็นว่า เป็นทุติยาวิภัติลงในอรรถแห่งอัจจันต- สังโยคแปลว่า ตลอด. บทว่า เอตาทิส คือเห็นปานนั้น. บทว่า กฏกํ ได้แก่ ทุกข์ หนักนี้ เป็นการแสดงออกแห่ง นปุํสกลิงค์ เหมือนในประโยคว่า
หน้า 558 ข้อ 127
นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งเป็นต้น. มีวาจาประกอบความว่า บุคคล ผู้มีการงานอันลามก พากันประทุษร้าย คือ รุกรานฤๅษี ผู้ไม่ ประทุษร้าย ต่อผู้ไม่ประทุษร้าย คือ ผู้มีวัตรดี ย่อมประสบทุกข์ เห็นปานนี้ อันเผ็ดร้อนยิ่งนัก. บท โส ได้แก่ เปรตราชบุตรนั้น. บทว่า ตตฺถ คือ ในนรก. บทว่า เวทยิตฺวา แปลว่า เสวย. บทว่า นาม ได้แก่ โดยความเป็น ผู้ปรากฏโดยแจ้งชัด. บทว่า ตโต จุโต ได้แก่ จุติจากนรก. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงให้มหาชนผู้ประชุมกันในที่นั้น เกิดความสังเวช ด้วยกถาว่าด้วยราชบุตรเปรตอย่างนี้แล้ว จึง ประกาศสัจจะยิ่ง ๆ ขึ้นไป. ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็นอันมาก บรรลุโสดาปัตติผล เป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาราชปุตตเปตวัตถุที่ ๗
หน้า 559 ข้อ 128
๘. คูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๑ ว่าด้วยด่าพระตกนรกกินของไม่สะอาด พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า :- [๑๒๘] ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถ ให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านร้องครวญครางอื้ออึงไป ทำไมเล่า ท่านมีการงานอันลามกเป็นแน่. เปรตนั้นตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวย ทุกข์เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมอันลามก ไว้จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบ ทุกข์เช่นนี้. เปรตนั้นตอบว่า :- ชาติก่อน มีภิกษุรูปหนึ่งเป็นเจ้าอาวาส อยู่ในอาวาสของข้าพเจ้า ท่านมีปกติริษยา ตระหนี่ตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษ ได้ ยกโทษภิกษุอาคันตุกะทั้งหลายที่เรือนของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว ได้ด่า
หน้า 560 ข้อ 128
ภิกษุทั้งหลาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้า จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :- ภิกษุที่เข้าไปสู่ตระกูลของท่าน ไม่ใช้ มิตรแท้เป็นมิตรเทียม เป็นคนมีปัญญาทราม ทำลายขันธ์ละไปแล้ว ไปสู่คติไหนหนอ. เปรตนั้นตอบว่า :- ข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะของภิกษุผู้มีกรรม อันลามกนั้น กุลุปกภิกษุไปเกิดเป็นเปรตบริวาร ของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่าอื่นถ่าย มูตรคูถลงในเว็จนี้ มูตรคูถนั้นเป็นอาหารของ ข้าพเจ้า และข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้นแล้ว ถ่ายมูตร คูถสิ่งใดลงไป กุลุปกเปรตนั้นก็เลี้ยงชีพด้วย มูตรคูถนั้น. จบ ปฐมคูถขาทิกเปตวัตถุที่ ๘ อรรถกถาปฐมคูถขาทกเปตวัตถุที่ ๘ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภคูถขาทกเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า คูถกูปโต อุคฺคนฺตฺวา ดังนี้.
หน้า 561 ข้อ 128
ได้ยินว่า ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถีนัก ยังมีกฏุมพีผู้หนึ่ง สร้างวิหาร อุทิศถวายภิกษุผู้เป็นชีต้นของตน, ภิกษุทั้งหลาย มาจากชนบทต่าง ๆ อยู่อาศัยในวิหารหลังนั้น. มนุษย์ทั้งหลายเห็นภิกษุเหล่านั้นแล้ว มีจิตเลื่อมใส อุปัฏฐากด้วย ปัจจัยอันประณีต. ภิกษุชีต้น อดทนปัจจัยนั้นไม่ได้ เป็นผู้ถูกความ ริษยา ครอบงำ เมื่อจะกล่าวโทษของภิกษุเหล่านั้น จึงยกโทษกะ กฏุมพี. กฏุมพี ข่มขี่บริภาษภิกษุเหล่านั้น และภิกษุเป็นชีต้น. ลำดับนั้น ภิกษุผู้เป็นชีต้น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตในเวจจกุฏี ในวัดนั่นเอง. ฝ่ายกฏุมพี ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นเปรตอยู่ข้างบน ของพระเปรตนั้นนั่นแล. ลำดับนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ พอเห็นเปรตนั้นแล้ว เมื่อจะถามจึงกล่าวคาถาว่า :- ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถ ให้เราเป็นเช่นนี้ ท่านร้องครวญครางอื้ออึงไป ทำไมเล่า ท่านมีการงานอันลามก โดยไม่ต้อง สงสัย. เปรตได้ดังดังนั้นแล้ว จึงแสดงตนด้วยคาถาว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวย ทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะได้ทำกรรมอันลามก ไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก. ลำดับนั้นพระเถระจึงถามกรรมที่เปรตนั้นกระทำกะเปรต นั้น ด้วยคาถาว่า :-
หน้า 562 ข้อ 128
ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วย กาย วาจา เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้ประสบ ทุกข์เช่นนี้. เปรตนั้น ได้บอกกรรมที่ตนทำด้วยคาถา ๒ คาถาว่า :- เมื่อก่อน มีภิกษุรูปหนึ่ง เป็นเจ้าอาวาส อยู่ในอาวาสของข้าพเจ้า ท่านมีปกติริษยา ตระหนี่ในตระกูล มีใจกระด้าง มักด่าบริภาษ ได้ยกโทษภิกษุอาคันตุกะทั้งหลาย ที่เรือนของ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำของภิกษุนั้นแล้ว ได้ด่า ภิกษุทั้งหลาย เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้า จากโลกนี้แล้ว ไปสู่เปตโลก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ อาวาสิโก มยฺหํ ได้แก่ ภิกษุ รูปหนึ่ง ผู้เป็นเจ้าอาวาส ได้อยู่ประจำ ในอาวาสของข้าพเจ้า คือ ในวัดที่ข้าพเจ้าได้สร้างไว้. บทว่า อชฺฌาสิโต มยฺหํ ฆเร ความว่า ท่านได้อยู่อาศัยในเรือนของข้าพเจ้า โดยความเป็นชีต้น ด้วย อำนาจการอยู่ด้วยตัณหา. บทว่า ตสฺส ได้แก่ภิกษุผู้เป็นชีต้นนั้น. บทว่า ภิกฺขโว แปลว่า ซึ่งภิกษุทั้งหลาย. บทว่า ปริภาสิสํ แปลว่า ด่าแล้ว บทว่า เปตโลกํ อิโต คโต ความว่า เข้าถึงกำเนิดเปรต คือเป็นเปรตด้วย อาการอย่างนี้.
หน้า 563 ข้อ 128
พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะถามถึงคติของเปรตนอกนี้ จึงกล่าวคาถาว่า :- ภิกษุผู้ชีต้นของท่าน ไม่ใช่มิตรแท้ เป็น แต่มิตรเทียม เป็นคนมีปัญญาทราม ทำลายขันธ์ ละไปแล้ว ไปสู่คติไหนหนอ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตฺตวณฺเณน ได้แก่ ด้วยมิตรเทียม คือ โดยความเทียมมิตร. เปรตเมื่อจะบอกเรื่องนั้น แก่พระเถระอีก จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ข้าพเจ้า ยืนอยู่บนศีรษะ ของภิกษุผู้มี กรรมอันลามกนั้น ภิกษุผู้ชีต้น ไปเกิดเป็นเปรต บริวารของข้าพเจ้า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ชนเหล่า อื่น ถ่ายมูตรคูถลงในเวจกุฏีนี้ มูตรคูถนั้น เป็น อาหารของข้าพเจ้า และข้าพเจ้ากินมูตรคูถนั้น แล้ว ถ่ายมูตรคูถสิ่งใดลงไป เปรตผู้เป็นชีต้น นั้น ก็เลี้ยงชีพด้วยมูตรและคูถนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺเสว ได้แก่ เปรตผู้เป็นภิกษุ ชีต้น ในกาลก่อน ของข้าพเจ้านั้นนั่นแล. บทว่า ปาปกมฺมสฺส ได้แก่ มีความประพฤติลามก. บทว่า สีเส ติฏฺามิ มตฺถเก ความว่า ข้าพเจ้ายืนอยู่บนศีรษะ และเมื่อยืน ยืนอยู่บนกระหม่อมนั้นเอง อธิบายว่า ไม่ได้ยืนอยู่บนอากาศประมาณศีรษะ. บทว่า ปรวิสยํ
หน้า 564 ข้อ 128
ปตฺโต ได้แก่ อาศัยมนุษยโลกแล้วถึงเปตวิสัยอันเป็นแดนอื่น. บทว่า ิมเมว ความว่า บาลีที่เหลือ บัณฑิตพึงนำมาเชื่อมเข้าด้วยคำว่า ได้เป็นบริวารของข้าพเจ้าเอง. บทว่า ยํ ภทนฺเต หทนฺตญฺเ ความว่า ข้าแต่พระมหา- โมคคัลลานะผู้เจริญ ชนเหล่าอื่น ย่อมถ่ายอุจจาระลงในเวจจกุฏีนั้น. บทว่า เอตํ เม โหติ โภชนํ ความว่า อุจจาระนั้น เป็นอาหารของ ข้าพเจ้าทุก ๆ วัน. บทว่า ยํ หทามิ ความว่า ก็ข้าพเจ้าถ่ายอุจจาระ ที่ข้าพเจ้ากินเข้าไป. บทว่า เอตํ โส อุปชีวติ ความว่า เปรตผู้เป็น ชีต้นนั้น เลี้ยงชีพ คือยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการกินอุจจาระของ ข้าพเจ้านั้น ทุก ๆ วัน. ในคนเหล่านั้น กฏุมพี ด่าภิกษุผู้มีศีลเป็นที่รักว่า การกิน คูถของพวกท่าน ยังประเสริฐกว่าการบริโภคอาหารอย่างนี้. ส่วน ภิกษุเป็นชีต้น ชักชวนกฏุมพีในการ เช่นนี้นั้น ตนเองก็ได้ด่า เหมือนเช่นนั้น, ด้วยเหตุนั้น เปรตนั้นจึงมีการเลี้ยงชีพ อันน่าติเตียน แม้กว่ากฏุมพีนั้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กราบทูลเรื่องนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำเรื่องนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วทรงแสดงโทษในการว่าร้ายแล้ว ทรง แสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้นได้มีประโยชน์แก่ มหาชนฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปฐมคูถขาทกเปตวัตถุที่ ๘
หน้า 565 ข้อ 129
๙. คูถขาทิกเปติวัตถุที่ ๒ พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตตนหนึ่งว่า :- [๑๒๙] ท่านเป็นใครหนอ โผล่ขึ้นจากหลุมคูถ ให้เราเห็นเช่นนี้ ท่านมาร้องครวญครางอื้ออึง ไปทำไมเล่า ท่านมีกรรมอันลามกเป็นแน่. นางเปรตนั้นตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดิฉันเป็นนางเปรตได้ เสวยทุกข์ เกิดในยมโลกเพราะได้ทำกรรมชั่วไว้ จึงจากโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฯลฯ (เหมือนเรื่องที่ ๘) จบ ทุติยคูถขาทิกาเปติวัตถุที่ ๙ อรรถกถาทุติยคูถขาทกเปติวัตถุที่ ๙ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภนางเปรตผู้กินคูถคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำ เริ่มต้นว่า คูถกูปโต อุคฺคนฺตฺวา ดังนี้. เรื่องของนางเปรตนั้น เช่นกับเรื่องที่ติดต่อกันนั้น. ในเรื่อง นั้น มาโดยอำนาจอุบาสกว่า อุบาสกได้สร้างวิหาร แต่ในเรื่องนี้ มีความแปลกกันเท่านี้ว่า อุบาสิกาได้สร้างวิหาร. คำที่เหลือ ใน ท้องเรื่อง และในคาถา ไม่เคยมี. จบ อรรถกถาทุติยคูถขาทกเปติวัตถุที่ ๙
หน้า 566 ข้อ 130
๑๐. คณเปตวัตถุ ว่าด้วยเรื่องเปรตหิวน้ำแล้วกินไม่ได้ พระมหาโมคคัลลานเถระได้ถามเปรตทั้งหลายว่า :- [๑๓๐] ท่านทั้งหลายเปลือยกาย มีรูปร่างผิว พรรณน่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วย เส้นเอ็น ผอมจนแลเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แน่ะ ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านทั้งหลายเป็นอะไรหนอ. เปรตทั้งหลายตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรต เสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะทำกรรมชั่วไว้ จึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก. พระมหาโมคคัลลานเถระถามว่า :- ท่านทั้งหลายทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านทั้งหลาย จึงจากมนุษยโลกไปสู่เปตโลก. เปรตเหล่านั้นตอบว่า :- เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นที่พึ่ง อันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายมิได้ก่อสร้าง
หน้า 567 ข้อ 130
กุศลไว้แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ก็ ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำ จึงเข้า ไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่าไป เมื่อเวลาร้อน ข้าพเจ้าทั้งหลายเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดแผดเผาไป และลมมี ดังไฟแผดเผาพวกข้าพเจ้าฟุ้งไป ข้าแต่ท่านผู้ เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่จะเสวยทุกข์อันมี ความกระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่นอัน ชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น อนึ่ง ข้าพเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ ความหิวแผดเผาแล้วอยากอาหาร พากันไป สิ้นทางหลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไร ๆ เลย จึงพากันกลับมา ข้าพเจ้าทั้งหลายนี้หาบุญมิได้ หนอ เมื่อมีความหิวโอยอิดโรยมากขึ้น ก็พากัน ล้มสลบลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงาย บางคราวก็ล้มคว่ำ ดิ้นรนไปมา ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้น สลบอยู่ที่พื้นดินตรงที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะ ชนหน้าอกกันและกัน ข้าพเจ้าเหล่านี้หาบุญมิได้ หนอ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลายควรที่ จะเสวยทุกข์ อันมีความกระหายเป็นต้นนี้ และ ทุกข์อย่างอื่นอันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อ ไทยธรรมมีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลายก็ไม่ได้ทำที่พึ่ง
หน้า 568 ข้อ 130
แก่ตน ก็ข้าพเจ้าเหล่านั้นไปจากที่นี้ ได้กำเนิด เป็นมนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยศีล กระทำกุศลให้มากเป็นแน่. จบ คณเปตวัตถุที่ ๑๐ อรรถกถาคณเปตวัตถุที่ ๑๐ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภเปรตเป็นอันมาก จึงได้ตรัสพระคาถานี้ มีคำเริ่มต้นว่า นคฺคา ทุพฺพณฺณรูปาตฺถ ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี มนุษย์เป็นอันมาก เป็นคณะ ไม่มี ศรัทธา ไม่มีความเลื่อมใส มีจิตถูกมลทินคือ ความตระหนี่กลุ้มรุม เป็นผู้เบือนหน้าต่อสุจริต มีทานเป็นต้น มีชีวิตอยู่นาน เพราะกาย แตกตายไป จึงบังเกิดในกำเนิดเปรต ใกล้พระนคร. ภายหลัง วันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะ กำลังเดินบิณฑบาตในกรุง สาวัตถี เห็นพวกเปรตในระหว่างทาง จึงถามด้วยคาถาว่า :- พวกท่านเปลือยกาย มีรูปร่างผิวพรรณ น่าเกลียด ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ผอมจนเห็นแต่ซี่โครงเช่นนี้ แน่ะท่านผูนิรทุกข์ พวกท่านเป็นใคร หนอ ? บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุพฺพณฺณรูปาตฺถ ความว่า ท่าน เป็นผู้มีร่างกายผิวพรรณน่าเกลียด. บทว่า เก นุ ตุมเหตฺถ ความว่า
หน้า 569 ข้อ 130
พวกท่านเป็นใครหนอ. พระมหาโมคคัลลานะ เรียกเปรตเหล่านั้น โดยสมควรแก่ตนว่า มาริสา. เปรตได้ฟังดังนั้น จึงพากันประกาศความที่ตนเป็นเปรต ด้วยคาถาว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าเป็นเปรต เสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะการทำกรรมชั่ว ไว้ จึงจากมนุษยโลก ไปสู่เปตโลก ดังนี้ ถูกพระเถระถามถึงกรรมที่เขาทำไว้อีก ด้วยคาถาว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา และใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร พวกท่านจึง จากมนุษยโลก ไปสู่เปตโลก. จึงได้กล่าวกรรมที่ตนทำด้วยคาถาว่า :- เมื่อสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้เป็นที่พึ่ง อันหาโทษมิได้มีอยู่ ข้าพเจ้าทั้งหลาย มิได้ก่อ สร้างกุศลไว้ แม้เพียงกึ่งมาสก เมื่อไทยธรรม มีอยู่ ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน พวกข้าพเจ้าหิวน้ำ จึงเข้าไปใกล้แม่น้ำ แม่น้ำกลับกลายเป็นว่างเปล่า ไป เมื่อเวลาร้อน พวกข้าพเจ้าเข้าไปสู่ร่มไม้ ร่มไม้กลับกลายเป็นแดดแผดเผาไป และลมมี ดังไฟแผดเผาพวกข้าพเจ้า ฟุ้งไป ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรจะเสวยทุกข์ อันมีความ
หน้า 570 ข้อ 130
กระหายเป็นต้นนี้ และทุกข์อย่างอื่น อันชั่วช้า กว่าทุกข์นั้น อนึ่งพวกข้าพเจ้า เป็นผู้ถูกความ หิวแผดเผาแล้ว อยากอาหาร พากันไปสิ้นทาง หลายโยชน์ ก็ไม่ได้อาหารอะไร ๆ เลย จึงพา กันกลับมา พวกข้าพเจ้านี้หาบุญมิได้หนอ เมื่อ มีความหิวโหยอิดโรยมากขึ้น ก็พากันล้มสลบ ลงที่พื้นดิน บางคราวก็ล้มนอนหงาย บางคราว ก็ล้มคว่ำ ดิ้นรนไปมา ก็พวกข้าพเจ้านั้นสลบ อยู่ที่พื้นดิน ตรงที่ล้มอยู่นั่นเอง เอาศีรษะชน หน้าอกกันและกัน พวกข้าพเจ้านี้ ทาบุญมิได้ หนอ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกข้าพเจ้าควรที่จะ เสวยทุกข์ มีความกระหายเช่นต้นนี้ และทุกข์ อย่างอื่น อันชั่วช้ากว่าทุกข์นั้น เพราะเมื่อไทย ธรรมมีอยู่ พวกข้าพเจ้า ก็ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ก็พวกข้าพเจ้านั้น ไปจากที่นี้ ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ ของผู้ขอ เป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศีล จักทำกุศลให้มากแน่ ๆ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ โยชนานิ คจฺฉาม ความว่า ข้าพเจ้าไปได้หลายโยชน์. อย่างไร ? คือเป็นผู้หิวอยากกินอาหาร. อธิบายว่า พวกข้าพเจ้า ถูกความหิวครอบงำมานาน อยากกิน คือ อยากลิ้มอาหาร แม้ครั้นไปอย่างนี้ ไม่ได้อาหารอะไร ๆ เลย ก็พา
หน้า 571 ข้อ 130
กันกลับมา. บทว่า อปฺปปุญฺตา ได้แก่ พวกข้าพเจ้า ไม่มีบุญ คือ ไม่ได้ทำคุณงามความดีไว้. บทว่า อุตฺตานา ปฏิกิราม ความว่า บางคราวเป็นผู้นอนหงาย เป็นไปเหมือนอวัยวะน้อยใหญ่กระจัดกระจายไป. บทว่า อวกุชฺชา ปตามเส ความว่า บางคราวก็นอนควํ่าตกลงไป. บทว่า เต จ ได้แก่ พวกข้าพเจ้านั้น. บทว่า อุรํ สีลญฺจ ฆฏฺเฏม ความว่า นอนคว่ำตกลงไป เมื่อไม่อาจจะลุกขึ้นได้ สั่นงันงกอยู่ ประสบเวทนา เอาอกและศีรษะเสียดสีกัน. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าว แล้วในหนหลัง นั้นแล. พระเถระกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ ทรงแสดงธรรม แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. มหาชนฟังธรรมนั้นแล้ว ละมลทิน คือ ความตระหนี่ ได้เป็นผู้ยินดีสุจริต มีทานเป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาคณเปตวัตถุที่ ๑๐
หน้า 572 ข้อ 131
๑๑. ปาฏลีปุตตเปตวัตถุ เวมานิกเปรตตนหนึ่งได้กล่าวกะหญิงมนุษย์คนหนึ่งว่า :- [๑๓๑] สัตว์นรกบางพวกท่านก็เห็นแล้ว สัตว์ เดียรัจฉาน เปรต อสูร มนุษย์ หรือเทวดาบาง พวกท่านก็เห็นแล้ว ผลกรรมของตนท่านก็เห็น ประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว เราจักน้ำท่านไปส่งยัง เมืองปาฏลีบุตร ท่านไปถึงเมืองปาฏลีบุตรแล้ว จงทำกรรมอันเป็นกุศลให้มาก. เมื่อหญิงนั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว มีความปลื้มใจ จึงกล่าวตอบ ว่า :- ข้าแต่เทพเจ้าผู้อันบุคคลพึงบูชา ท่าน ปรารถนาความเจริญแก่ดิฉัน ปรารถนาประโยชน์ เกื้อกูลแก่ดิฉัน ดิฉันจักทำตามคำของท่าน ท่าน เป็นอาจารย์ของดิฉัน สัตว์นรกบางพวก ดิฉัน ก็เห็นแล้ว สัตว์เดียรัจฉาน เปรต อสูร มนุษย์ หรือเทวดาบางพวกดิฉันก็เห็นแล้ว ผลกรรมของ ตนดิฉันก็ได้เห็นเองแล้ว ดิฉันจักทำบุญให้มาก. จบ ปาฏลีปุตตเปตวัตถุที่ ๑๑
หน้า 573 ข้อ 131
อรรถกถาปาฏลีปุตตเปตวัตถุที่ ๑๑ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรง ปรารภวิมานเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า ทิฏฺา ตยา นิรยา ติรจฺฉานโยนิ ดังนี้ ได้ยินว่าพ่อค้าชาวกรุงสาวัตถีและชาวกรุงปาฏลีบุตรเป็น อันมาก แล่นเรือไปยังสุวรรณภูมิ. บรรดาพ่อค้าเหล่านั้น พ่อค้า คนหนึ่งเป็นอุบาสก เกิดป่วยไข้ มีจิตปฏิพัทธ์ในมาตุคาม ได้ทำ กาละแล้ว. เขาแม้ได้ทำกุศลไว้ก็ไม่เข้าถึงเทวโลก เกิดเป็นวิมาน เปรตในท่ามกลางมหาสมุทร เพราะเป็นมีจิตปฏิพัทธ์ในหญิง. ก็หญิงที่เขามีจิตปฏิพัทธ์นั้น ขึ้นเรือไปยังสุวรรณภูมิ. ลำดับนั้น เปรตนั้นประสงค์จะจับหญิงนั้น จึงปิดกั้นไม่ให้เรือไป. ลำดับนั้น พ่อค้าทั้งหลายพิจารณากันว่า เพราะเหตุอะไรหนอ เรือนี้จึงไม่ แล่น จึงให้จับสลากคนกาฬกิณี สลากได้ถึงหญิงนั้นนั่นแหละ ถึง ๓ ครั้ง โดยความสำเร็จของอมนุษย์. พวกพ่อค้าเห็นหญิงที่ เขามีจิตปฏิพัทธ์นั้น จึงให้หย่อนแพไม้ไผ่ลงในสมุทร ให้หญิงนั้น ลงไปอยู่บนแพไม้ไผ่นั้น. พอหญิงนั้นลงไป เรือก็แล่นบ่ายหน้าไป ยังสุวรรณภูมิโดยเร็ว. อมนุษย์ยกหญิงนั้นขึ้นยังวิมานของตน อภิรมย์กับหญิงนั้น. ครั้นล่วงไป ๑ ปี หญิงนั้นเกิดเบื่อหน่าย เมื่อจะขอร้องเปรต นั้น จึงกล่าวว่า ดิฉันอยู่ในที่นี้ก็ไม่ได้เพื่อสร้างประโยชน์ใน
หน้า 574 ข้อ 131
สัมปรายภพ ดีละท่านผู้นิรทุกข์ ขอท่านจงนำข้าพเจ้าไปเมือง ปาฏลีบุตร. เปรตนั้นถูกหญิงนั้นอ้อนวอน จึงกล่าวคาถา :- สัตว์นรกบางพวกท่านก็เห็นแล้ว สัตว์ เดียรัจฉาน เปรต อสุรกาย มนุษย์ หรือเทวดา บางพวก ท่านก็เห็นแล้ว ผลกรรมของตนท่าน เป็นประจักษ์ด้วยตนเองแล้ว เราจะนำท่านไป ส่งยังเมืองปาฏลีบุตร ท่านไปถึงเมืองปาฏลีบุตร แล้ว จงทำกุศลธรรมให้มากเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺา ตยา นิรยา ได้แก่ แม้เฉพาะ สัตว์นรกบางพวก ท่านก็เห็นแล้ว. บทว่า ติรจฺฉานโยนิ มีวาจา ประกอบความว่า แม้สัตว์ดิรัจฉานมี นาคและครุฑเป็นต้น ผู้มี หิวกระหายเป็นต้น. บทว่า อสุรา ได้แก่ อสูร ชนิดกาลกัญชิกาสูร เป็นต้น. บทว่า เทวา ได้แก่ เทพชั้นจาตุมมหาราชบางพวก. ได้ ยินว่าเปรตนั้น พาหญิงนั้น เที่ยวแสดงปัจเจกนรกเป็นต้น ใน ระหว่าง ๆ ด้วยอานุภาพของตน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า สยมทฺทส กมฺมวิปากมตฺตโน ความว่า หญิงนั้น ไปเห็น สัตว์นรกเป็นต้นโดยพิเศษ ก็ได้เห็นประจักษ์ซึ่งวิบากกรรมที่ตน ทำไว้ ด้วยตนเอง. บทว่า เนสฺสามิ ตํ ปาฏลิปุตฺตมกฺขตํ ความว่า บัดนี้ เราจักนำท่านอันใครป้องกันไม่ได้ ไปยังเมืองปาฏลีบุตร โดยร่างของมนุษย์นั่นแล. แต่ท่านครั้นไปถึงเมืองปาฏลีบุตรแล้ว
หน้า 575 ข้อ 131
จงทำกุศลกรรมให้มาก อธิบายว่า เจ้าจงเป็นผู้ประกอบขวนขวาย ยินดีในบุญ เพราะเจ้าเห็นวิบากของกรรมโดยประจักษ์แล้ว. ลำดับนั้น หญิงนั้น ครั้นได้ฟังคำของเปรตนั้นแล้ว มีความ ดีใจ กล่าวคาถาว่า :- ข้าแต่เทพเจ้า ผู้อันบุคคลพึงบูชา ท่าน ปรารถนาความเจริญแก่ดิฉัน ปรารถนาประโยชน์ เกื้อกูลแก่ดิฉัน ดิฉันจักทำตามคำของท่าน ท่าน เป็นอาจารย์ของดิฉัน สัตว์นรกบางพวก ดิฉันก็ เห็นแล้ว สัตว์ดิรัจฉาน เปรต อสูร มนุษย์ หรือ เทพดาบางพวก ดิฉันก็เห็นแล้ว ผลกรรมของตน ดิฉันก็ได้เห็นด้วยตนเองแล้ว ดิฉันจักทำบุญไว้ ให้มาก. ลำดับนั้น เปรตนั้น จึงพาหญิงนั้นไปทางอากาศ พักไว้ใน ท่ามกลางเมืองปาฏลีบุตร แล้วก็หลีกไป. ลำดับญาติและมิตรเป็นต้น ของหญิงนั้น เห็นเปรตนั้นแล้ว ดีใจยิ่งนักว่า เมื่อก่อนพวกเรา ได้ฟังมาว่า เจ้าถูกเขาโยนลงไปในมหาสมุทรตายแล้ว เจ้านั้นคือ หญิงนี้แหละ พวกเราเห็นแล้วหนอ มาโดยสวัสดี แล้วมาประชุมกัน ถามถึงประวัติของนาง. จำเดิมแต่นั้น นางก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมด ที่ตนเห็นและที่ตนเสวยมา แก่พวกญาติและมิตรเป็นต้นนั้น พ่อค้า ชาวกรุงสาวัตถีเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาที่ได้ถึง กรุงสาวัตถี โดยลำดับ ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง
หน้า 576 ข้อ 131
กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ จึงแสดงธรรมแก่บริษัท ๔ มหาชน ได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เกิดความสังเวช ได้ยินดีในกุศลธรรม มีทานเป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาปาฏลีปุตตเปตวัตถุที่ ๑๑
หน้า 577 ข้อ 132
๑๒. อัมพวนเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตฝากทรัพย์ไปให้ลูกใช้หนี้ พวกพ่อค้าได้ถามเวมานิกเปรตตนหนึ่งว่า :- [๑๓๒] สระโบกขรณีของท่านนี้น่ารื่นรมย์ดี มี พื้นราบเรียบ มีท่าอันงดงาม มีน้ำมาก ดารดาษ ไปด้วยปทุมชาติต่าง ๆ มีดอกอันบานดีเกลื่อน- กล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้สระโบกขรณี อันเป็น ที่ฟูใจนี้อย่างไร สวนมะม่วงของท่านนี้น่า รื่นรมย์ดี เผล็ดผลทุกฤดู มีดอกบานเป็นนิตย์ นิรันดร์ เกลื่อนกล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้วิมาน นี้อย่างไร. เวมานิกเปรตนั้นตอบว่า :- สระโบกขรณีมีร่มเงาอันเยือกเย็น น่า รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้ในที่นี้ เพราะทานที่ธิดา ของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำ ข้าวยาคู แด่ พระผู้มีพระภาคเจ้าและพระภิกษุสงฆ์ทั้งหลาย. เวมานิกเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงนำพวกพ่อค้า ไปดูทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะ แล้วสั่งว่า พวกท่านจงถือเอาเป็นส่วนตัว กึ่งหนึ่งจากทรัพย์นี้ แล้วให้ธิดาของเราใช้หนี้ที่เรายืมเขามากึ่งหนึ่ง เถิด.
หน้า 578 ข้อ 132
พวกพ่อค้ากลับมาถึงเมืองสาวัตถีแล้ว ได้บอกแก่ธิดาของ เปรตนั้น แล้วได้ให้ทรัพย์ส่วนที่เปรตนั้นให้แก่ตนแก่เทพธิดานั้น นางได้ให้กหาปณะร้อยกหาปณะแก่เจ้าหนี้แล้วให้ทรัพย์ที่เหลือ แก่สหายของบิดา ส่วนตนรับทำการใช้สอยกฏุมพีนั้นอยู่ กฏุมพีนั้น กลับคืนทรัพย์นั้นให้แก่นาง แล้วยกนางให้เป็นภรรยาของบุตรชาย คนหัวปี ต่อมาภายหลัง นางมีบุตรคนหนึ่ง ได้กล่าวคาถาเป็นเชิง กล่อมบุตรว่า :- ขอท่านทั้งหลาย จงดูผลแห่งทานที่จะพึง เห็นเอง และผลของความข่มใจ ความสำรวม เราเป็นทาสีอยู่ในตระกูลของลูกเจ้า บัดนี้ มาเป็น ลูกสะใภ้เป็นใหญ่ในเรือน. ภายหลัง พระศาสดาทรงเห็นนางมีญาณแก่กล้าจึงทรงแผ่ พระรัศมีไปแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ดุจประทับอยู่เฉพาะหน้า แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า :- ความประมาท ย่อมครอบงำบุคคลผู้ติด อยู่ในความยินดียินร้าย ในความรักความชังใน ทุกข์และสุข. จบ อัมพวนเปตวัตถุที่ ๑๒
หน้า 579 ข้อ 132
อรรถกถาอัมพวนเปตวัตถุที่ ๑๒ เมื่อพระศาสดา ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภ อัมพเปรต จึงตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า อยญฺจ เต โปกฺขรณี สุรมฺมา ดังนี้. ได้ยินว่า ในกรุงสาวัตถี มีคฤหบดีคนหนึ่ง ผู้เสื่อมสิ้นจาก โภคสมบัติ. ภริยาของเขาก็ตาย ยังมีธิดาคนเดียวเท่านั้น. เขาได้ ให้ธิดานั้นไปอยู่เรือนมิตรของตน เอาเงินที่ยืมมา ๑๐๐ กหาปณะ ไปซื้อสิ่งของ บรรทุกเกวียนไปค้าขาย ไม่นานนักก็ได้เงิน ๕๐๐ กหาปณะ อันเป็นกำไรพร้อมทั้งต้นทุนแล้วกับมาพร้อมด้วยเกวียน ในระหว่างทางพวกโจรดักซุ่มปล้นหมู่เกวียน. พวกหมู่เกรียนแตก กระจายหนีไป. ฝ่ายคฤหบดีนั้น ซ่อนกหาปณะไว้ที่กอไม้แห่งหนึ่ง แล้ว แอบอยู่ในที่ไม่ไกล. พวกโจรจับคฤหบดีนั้นฆ่าทิ้งเสีย. เพราะ ความโลภในทรัพย์ เขาจึงบังเกิดเป็นเปรตในที่นั้นนั่นเอง. พวกพ่อค้าไปยังกรุงสาวัตถี เล่าเรื่องนั้น ให้ธิดาของเขาทราบ. ธิดานั้น เกิดโทมนัสอย่างยิ่ง ร่ำไรอย่างหนัก เพราะความตาย ของบิดา และเพราะภัยแห่งเลี้ยงชีพ. ลำดับนั้น กฏุมพีผู้เป็นสหาย ของบิดานั้น จงกล่าวปลอบโยนนางว่า ธรรมดาว่า ภาชนะดิน ทั้งหมดมีความแตกไปเป็นที่สุด ฉันใด ชีวิตของสัตว์ทั้งหลาย ก็มี การแตกไปในที่สุด ฉันนั้นเหมือนกัน. ธรรมดาว่า ความตายย่อม ทั่วไปแก่สรรพสัตว์ และไม่มีการตอบแทนได้ เพราะฉะนั้น เจ้า
หน้า 580 ข้อ 132
อย่าเศร้าโศก อย่าปริเทวะ ถึงบิดาไปนักเลย เราจะเป็นบิดาของ เจ้า เจ้าจงเป็นธิดาของเรา เราจะทำหน้าที่แทนบิดาของเจ้า เจ้า อย่าเสียใจ จงยินดีอยู่ในเรือนนี้ ให้เหมือนเรือนบิดาของเจ้าเถิด. หญิงนั้น สงบความเศร้าโศกลงได้ ตามคำของกฏุมพีนั้น เกิดความ เคารพ และความนับถือมาก ในกฏุมพีนั้น เหมือนในบิดาเป็นผู้มี ปกติทำการขวนขวาย ประพฤติตามกฎุมพีนั้น โดยภาวะที่ตนเป็น คนกำพร้า ปรารถนาจะทำกิจเพื่อผู้ตาย อุทิศถึงบิดา จึงต้มข้าว ยาคูแล้ว วางผลมะม่วงมีรสอร่อย สุกได้ที่เหมือนสีเหมือนมโนศิลา วางไว้ในถาดสัมฤทธิ์ให้ทาสีถือเอาข้าวยาคู และผลมะม่วง ไปยัง วิหาร ถวายบังคมพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทำความอนุเคราะห์ ด้วยการรับทักษิณา ของหม่อมฉัน พระศาสดามีพระมนัสอันพระมหากรุณากระตุ้น เตือน เมื่อจะทรงทำมโนรถของนางให้เต็มเปี่ยม จะแสดงอาการนั่ง. นางร่าเริงยินดี ได้ลาดผ้าอันบริสุทธิ์สะอาดที่ตนน้อมเข้าไปใน บวรพุทธอาสน์ที่บรรจงจัดไว้ถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง ประทบนั่งบนอาสนะที่แล้ว. ลำดับนั้น หญิงนั้น จึงน้อมข้าวยาคูเข้าไปถวายพระผู้มี- พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับข้าวยาคูแล้ว ลำดับนั้น จึงถวายข้าวยาคูแม้แก่ภิกษุทั้งหลาย อุทิศสงฆ์แล้วล้างมือ น้อม ผลมะม่วงเข้าไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้าอีก. พระผู้พระภาคเจ้า ทรงเสวยผลมะม่วงเหล่านั้น. นางถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 581 ข้อ 132
แล้ว กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทักษิณาที่หม่อมฉัน บำเพ็ญให้เป็นไป ด้วยการถวายเครื่องลาด ข้าวยาคู และผลมะม่วง นั้น ขอจงถึงบิดาของหม่อมฉันเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสว่า จงสำเร็จอย่างนั้นเถิด แล้วทรงกระทำอนุโมทนา นางถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทำปทักษิณแล้วหลีกไป. พอนางอุทิศ ส่วนบุญ เปรตนั้นก็กลับได้ สวนมะม่วง วิมาน ต้นกัลปพฤกษ์ และสระโบกขรณี กับทิพยสมบัติอันใหญ่หลวง. ครั้นสมัยต่อมา พ่อค้าเหล่านั้น เมื่อจะไปค้าขาย ได้เดินไป ทางนั้นนั่นแหละ ได้พักแรมคืนหนึ่ง ในที่ที่ตนได้เคยอยู่มาก่อน. เปรตนั้น เห็นพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว จึงแสดงตนแก่พ่อค้าเหล่านั้น พร้อมกับสวนและวิมานเป็นต้น. พ่อค้าเหล่านั้น เห็นดังนั้น เมื่อ จะถามถึงสมบัติที่เปรตนั้นได้มา จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า :- สระโบกขรณี ของท่านนี้ น่ารื่นรมย์ดี มีพื้นที่ราบเรียบ มีท่างดงาม มีน้ำมาก ดารดาษ ไปด้วยปทุมชาติต่าง ๆ มีดอกอันบานสะพรั่ง เกลื่อนกล่นด้วยหมู่ภมร ท่านได้สระโบกขรณี อันเป็นที่ฟูใจนี้อย่างไร สวนมะม่วงของท่านนี้ น่ารื่นรมย์ดี เผล็ดผลทุกฤดูกาล มีดอกบานเป็น นิตย์นิรันดร์ เกลื่อนกล่นไปด้วยหมู่ภมร ท่าน ได้วิมานนี้อย่างไร.
หน้า 582 ข้อ 132
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุรมฺมา แปลว่า น่ารื่นรมย์. บทว่า สมา แปลว่า มีพื้นที่ราบเรียบ. บทว่า สุติตฺถา ได้เก่ มีท่าดี เพราะมีบันไดแล้วด้วยแก้ว บทว่า มโหทกา แปลว่า มีน้ำมาก. บทว่า สพฺโพตุกํ ได้แก่ นำมาซึ่งความสุขทุกฤดูกาล ด้วย ต้นไม้ที่สะพรั่งไปด้วยดอกและผลเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าว ว่า ย่อมเผล็ดผล ดังนี้. บทว่า สุปุปฺผิตํ แปลว่า บานสะพรั่งอยู่ เป็นนิตย์. เปรตได้ฟังดังนั้น เมื่อจะบอกถึงเหตุแห่งการได้สระโบก- ขรณีเป็นต้น จึงกล่าวคาถาว่า :- สระโบกขรณี มีร่มเงาอันเยือกเย็น น่า รื่นรมย์ใจ ข้าพเจ้าได้ในที่นี้ เพราะทานที่ธิดา ของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำ ข้าวยาคู แด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตน เม อิธ ลพฺภติ ความว่า เพราะ ทานที่ธิดาของข้าพเจ้าถวายมะม่วงสุก น้ำ และข้าวยาคู แด่พระผู้- มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ อุทิศข้าพเจ้า มะม่วงสุกอันเผล็ดผล ทุกฤดูกาล ก็ได้สำเร็จเป็นน้ำทิพย์ ในสระโบกขรณี อันเป็นที่ฟูใจ อันเป็นทิพย์นี้ ด้วยการให้ข้าวยาคูและเครื่องลาด ย่อมให้สำเร็จ เป็นสระโบกขรณี มีร่มเงาเยือกเย็น น่ารื่นรมย์ใจ ในสวน วิมาน และต้นกัลปพฤกษ์ เป็นต้นในที่นี้.
หน้า 583 ข้อ 132
ก็แลเปรตนั้น ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงนำพ่อค้าเหล่านั้น ไปแสดงทรัพย์ ๕๐๐ กหาปณะนั้น แล้วกล่าวว่า ขอท่านจงรับเอา กึ่งหนึ่งจากส่วนนี้ จงให้แก่ธิดาของเรา ด้วยประสงค์ว่า นางจง ชำระหนี้ ที่เรากู้เขามากึ่งหนึ่งตัวจงเป็นอยู่สบายเถิด. พ่อค้า ถึงกรุงสาวัตถี โดยลำดับแล้ว จึงบอกแก่ธิดาของเปรตนั้นแล้ว ได้ให้ส่วนที่เปรตนั้น ได้ให้แก่ตน แก่นางนั่นเอง. นางได้ใช้หนี้ ทรัพย์ ๑๐๐ กหาปณะ แก่พวกเจ้าหนี้ นอกนั้น ได้ให้แก่กฏุมพีนั้น ผู้เป็นสหายบิดาตน ส่วนตนเองทำการขวนขวายอยู่อาศัย. กฏุมพี นั้น ได้ให้คืนแก่นางนั้นนั่นเอง ด้วยพูดว่า จงเป็นทรัพย์ของตัวเธอ ทั้งหมดเถอะ แล้วแต่งงานนางกับุตรคนโตของตน. เมื่อกาลผ่านไป นางได้บุตรคนหนึ่ง เมื่อจะล้อเล่นกับบุตร จึงกล่าวคาถานี้ว่า :- ขอท่านทั้งหลาย จงดูผลทาน ที่จะพึงเห็น เอง และผลแห่งความข่มใจ ความสำรวม เรา เป็นทาสีอยู่ในตระกูลของลูกเจ้า บัดนี้ มาเป็น ลูกสะใภ้ เป็นใหญ่ในตระกูล ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดา ทรงตรวจดูนางว่ามีญาณ แก่กล้า จึงทรงแผ่พระรัศมีไปแสดงพระองค์ให้ปรากฏ ประหนึ่ง ประทับอยู่เฉพาะหน้า แล้วได้ตรัสพระคาถานี้ความว่า :- ความประมาท ย่อมครอบงำ บุคคลผู้ติด อยู่ในความยินดียินร้าย ในความรักความชัง
หน้า 584 ข้อ 132
ในทุกข์และสุข. ในเวลาจบคาถา นางดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ในวันที่สอง นางได้ถวายทานแด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ได้ กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วแสดงธรรม แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์แก่มหาชน ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาอัมพวนเปตวัตถุที่ ๑๒
หน้า 585 ข้อ 133
๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ ภุมมเทวดาตนหนึ่งได้กล่าวเตือนอุบาสกคนหนึ่งว่า [๑๓๓] บุคคลให้สิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ผล อย่างอื่นที่น่าปรารถนา น่าใคร่มีมาก เพราะฉะนั้น ท่านจงให้ทาน แล้วท่านจักพ้นจากทุกข์และความ ฉิบหาย ทั้งจักได้ประสบสุขอันเป็นไปในปัจจุบัน และสัมปรายภพ เพราะทานนั้น ขอท่านจงตื่น เถิดอย่าได้ประมาท. จบ อักขรุกขเปตวัตถุที่ ๑๓ อรรถกถาอักขรุกขเปตวัตถุที่ ๑๓ เรื่องอักขทายกเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ททาติ น ตํ โหติ ดังนี้. เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี มีอุบาสก ชาวเมืองสาวัตถีคนหนึ่ง เอาเกวียนหลายเล่มบรรทุกสินค้าไปขาย ต่างประเทศ ขายสินค้าของตนในประเทศนั้นแล้ว ก็ซื้อเอาสินค้า ต่างประเทศกลับมา เดินทางมุ่งไปกรุงสาวัตถี. เมื่ออุบาสกนั้น กำลังเดินทางเพลาเกวียนเล่มหนึ่งหักในดง. ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่ง ได้เอาผึ่งและขวาน เพื่อจะตัดไม้ ออกจากบ้านตน เที่ยวไปในป่า ถึงที่นั้น พบอุบาสกนั้น ผู้ถึงความโทมนัส เพราะเพลาเกวียนหัก
หน้า 586 ข้อ 133
จึงคิดว่า พ่อค้านี้มาลำบากในดง เพราะเพลาเกวียนหัก อาศัย ความอนุเคราะห์ จึงตัดท่อนไม้มาดามเพลาเกวียนให้มั่นคงแล้ว ประกอบเกวียน ให้ไป. สมัยต่อมา บุรุษนั้น ทำกาละแล้ว บังเกิดเป็นภุมมเทวดา อยู่ในดงนั้นนั่นแหละ พิจารณาถึงกรรมของตน ในเวลาราตรี จึงไปเรือนของอุบาสกนั้น ยืนอยู่ที่ประตูเรือนกล่าวคาถาว่า :- บุคคลให้สิ่งใด สิ่งนั้นย่อมไม่มี แต่ผล อย่างอื่นที่น่าปรารถนา น่าใคร่มีมาก เพราะ ฉะนั้น ท่านจงให้ทานแล้ว ท่านจักพ้นจากทุกข์ และความฉิบหาย ทั้งจักได้ประสบสุขอันเป็นไป ในปัจจุบันและสัมปรายภพ เพราะทานนั้น ขอ ท่านจงตื่นเถิด อย่าประมาทเลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ททาติ น ตํ โหติ ความว่า ทายกย่อมให้ไทยธรรมใด ไทยธรรมนั้นแหละ ย่อมไม่มีโดยความ เป็นผลแห่งทานนั้น ในปรโลก, โดยที่แท้ นามอย่างอื่น ที่มีผล น่าปรารถนา น่าใคร่ ก็มีอยู่มากทีเดียว เพราะฉะนั้น พวกท่าน จงให้ทานนั่นแหละ คือ จงให้ทานโดยประการใดประการหนึ่ง ทีเดียว. ภุมมเทวดา กล่าวเหตุในข้อนั้นว่า ครั้นให้แล้ว ย่อมพ้น จากทุกข์และความฉิบหายทั้งสอง, อธิบายว่า ครั้นให้ทานแล้ว ย่อมพ้นทุกข์และความพินาศ ทั้งปัจจุบัน ทั้งสัมปรายภพ. ในข้อว่า อุภยํ เตน ทาเนน คจฺฉติ นี้ พึงประกอบความดังนี้ว่า เพราะการ
หน้า 587 ข้อ 133
ให้นั้น เขาย่อมเข้าถึง คือ ย่อมประสบสุขทั้ง ๒ คือ สุขในปัจจุบัน และสุขในสัมปรายภพ ทั้งย่อมประกอบด้วยอำนาจหิตสุขทั้งแก่ตน และสังคม. บทว่า ชาครถ มา ปมชฺชถ ความว่า จงตื่นเพื่อยัง อันห้ามอนัตถะทั้งสอง ยังประโยชน์ทั้งสองให้สำเร็จอย่างนี้ และ จงจัดเตรียมอุปกรณ์ แล้วจงอย่าประมาทในทานนั้น. ก็ในที่นี้ เพื่อจะแสดงถึงความเอื้อเฟื้อ ท่านจึงกล่าวซ้ำ. พ่อค้าพิจารณาถึงกิจของตนแล้ว กลับถึงกรุงสาวัตถี โดย ลำดับ ในวันที่ ๒ จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง จึงกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงกระทำเรื่องนั้น ให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ แล้วทรง แสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว. เทศนานั้น ได้มีประโยชน์ แก่มหาชน ฉะนี้แล. จบ อักขรุกขเปตวัตถุที่ ๑๓
หน้า 588 ข้อ 134
๑๔. โภคสังหรณเปติวัตถุ ในเวลาราตรี หญิงเปรต ๔ ตน ถูกทุกข์ครอบงำ จึงพากัน ร้องรำพันด้วยเสียงดังอย่างน่ากลัวว่า :- [๑๓๔] พวกเรารวบรวมโภคทรัพย์ไว้โดยชอบ ธรรมบ้าง โดยไม่ชอบธรรมบ้าง แต่คนอื่น ๆ พากันใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น ส่วนพวกเรา กลับมีส่วนแห่งทุกข์. จบ โภคสังหรณเปติวัตถุที่ ๑๔ อรรถกถาโภคสังหรณเปติวัตถุที่ ๑๔ เรื่องนางโภคสังหรณเปรตนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มยํ โภเค สํหริมฺหา ดังนี้. เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน มหาวิหาร หญิง ๔ คน ในกรุงราชคฤห์ ทำการค้าขายด้วยเนยใส น้ำผึ้ง น้ำมัน และข้าวเปลือกเป็นต้น ด้วยเครื่องนับโกงเป็นต้น รวบรวมโภคะเลี้ยงชีพโดยไม่แยบคาย. เบื้องหน้าแต่ตายเพราะ กายแตก หญิงเหล่านั้นไปบังเกิดเป็นนางเปรต อยู่ที่หลังคูนอกเมือง ในเวลากลางคืน นางเปรตเหล่านั้น ถูกความทุกข์เข้าครอบงำ ร้องบ่นเพ้อด้วยเสียงขรมน่าสะพึงกลัว ด้วยคาถาว่า :-
หน้า 589 ข้อ 134
พวกเรารวบรวมโภคทรัพย์ไว้ โดยชอบ ธรรมบ้าง โดยไม่ชอบธรรมบ้าง แต่คนอื่น ๆ พากันใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น แต่พวกเรา กลับมีส่วนแห่งทุกข์. มนุษย์ทั้งหลาย ฟังเสียงนั้นแล้ว กลัวสะดุ้งตกใจ เมื่อราตรี สว่าง ตระเตรียมมหาทาน เพื่อภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นิมนต์พระศาสดา และภิกษุสงฆ์ อังคาส ด้วยขาทนียะและโภชนียะ อันประณีต เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เสวยพระกระยาหาร เสร็จแล้ว นำพระหัตถ์ออกจากบาตรแล้ว จึงกราบทูลให้ทรงทราบ ถึงเรื่องนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสว่า อุบาสกและอุบาสิกา ทั้งหลาย เสียงนั้นไม่มีอันตรายอะไร ๆ แก่ท่านทั้งหลาย ส่วนเปรต ทั้ง ๔ ตนนั้น ถูกความทุกข์ครอบงำ กล่าวถึงกรรมที่ตนทำชั่ว ร้องไห้เสียงร่ำไร พลางกล่าวคาถานี้ว่า :- พวกเรารวบรวมโภคทรัพย์ไว้ โดยชอบ ธรรมบ้าง โดยไม่ชอบธรรมบ้าง คนอื่น ๆ พากัน ใช้สอยโภคทรัพย์เหล่านั้น แต่พวกเรากลับเป็น ผู้มีส่วนแห่งทุกข์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โภเค ได้แก่ อุปกรณ์พิเศษแห่ง ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ มีผ้าและอาภรณ์เป็นต้น อันได้ชื่อว่า โภคะ เพราะอรรถว่าเป็นบุคคลพึงใช้สอย. บทว่า สํหริมฺหา ความว่า ผู้มีจิตอันมลทินคือความตระหนี่ครอบงำ รวบรวมไว้ ไม่ให้อะไร ๆ
หน้า 590 ข้อ 134
แก่ใคร ๆ. บทว่า สเมน วิสเมน จ ได้แก่ โดยชอบธรรม และ ไม่ชอบธรรม อีกอย่างหนึ่ง ความว่า บัดนี้ คนอื่น ๆ ใช้สอยโภคะ เหล่านั้น ที่เรารวบรวม โดยไม่ชอบธรรม อันเป็นของเทียมกับ ความชอบธรรม. บทว่า มยํ ทุกฺขสฺส ภาคินี ความว่า ฝ่ายพวกเรา บัดนี้ เป็นผู้มีส่วนแห่งทุกข์ใหญ่ อันนับเนื่องในกำเนิดเปรต คือ เสวยทุกข์ใหญ่ เพราะตนไม่ได้ทำสุจริตอะไร ๆ ไว้ และทำแต่ ทุจจริต. พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสคาถาที่นางเปรตนั้น กล่าวแล้ว อย่างนี้ จึงตรัสประวัติของนางเปรตเหล่านั้น แล้วทรงกระทำเรื่อง นั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่บริษัทผู้ถึงพร้อม แล้ว ทรงประกาศสัจจะสูง ๆ ขึ้นไป ในเวลาจบสัจจะ ชนเป็น อันมาก บรรลุโสดาปัตติผลเป็นต้น ฉะนี้แล จบ อรรถกถาโภคสังหรณเปติวัตถุที่ ๑๔
หน้า 591 ข้อ 135
๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ ว่าด้วยที่สุดไม่มี พระศาสดาได้ตรัสพระคาถาที่เปรต ๔ ตน ปรารภจะกล่าว คนละคาถาให้บริบูรณ์ว่า :- [๑๓๕] เมื่อพวกเราพากันหมกไหม้อยู่ในนรก ๖ หมื่นปีเต็มบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง เมื่อไร ที่สุดจักมี. ที่สุดไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ที่สุดย่อม ไม่ปรากฏ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ เพราะเรากับท่าน ได้ทำบาปกรรมไว้. พวกเราเหล่าใดไม่ให้ของที่มีอยู่ พวกเรา เหล่านั้นย่อมเป็นอยู่ลำบาก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน. เรานั้นไปจากเปตโลกนี้ ได้กำเนิดเป็น มนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มากเป็นแน่. จบ เสฏฐิตปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕
หน้า 592 ข้อ 135
อรรถกถาเสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕ เรื่องเปรตผู้เป็นบุตรเศรษฐีนี้ มีคำเริ่มต้นว่า สฏฺิวสฺสสหสฺ- สานิ ดังนี้. เรื่องนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในพระเชตวันกรุงสาวัตถี ก็โดยสมัยนั้นแล พระเจ้าปัสเสนทิโกศล ทรงประดับตกแต่งแล้ว เสด็จขึ้นคอช้างเผือกประเสริฐ เสด็จเลียบพระนครด้วยราชฤทธิ์ อันใหญ่ ด้วยราชานุภาพอันใหญ่ ทรงทอดพระเนตรเห็นแล้ว หญิง คนหนึ่ง มีส่วนเปรียบด้วยนางเทพอัปสรเพราะสมบูรณ์ด้วยรูป เปิดหน้าต่างชั้นบนปราสาท ในเรือนหลังหนึ่งแลดูการตบแต่ง องค์พระราชานั้น มีจิตกลุ้มรุมด้วยความฟุ้งแห่งกิเลสที่เกิดขึ้น โดยฉับพลันในอารมณ์ที่ไม่เคยเห็น แม้จะมีชนในพระราชวังผู้ สมบูรณ์ด้วยคุณวิเศษ มีตระกูล รูป และอาจาระเป็นต้น ก็มีจิต ปฏิพัทธ์ในหญิงนั้น ด้วยอำนาจจิตที่ข่มได้ยาก เกิดเร็วดับเร็วเป็น สภาวะ จึงได้ให้สัญญาแก่บุรุษผู้นั่งอยู่หลังพระอาศน์ว่า เธอจง ตรวจดูปราสาทนี้และหญิงนี้ แล้วเสด็จเข้าไปยังพระราชนิเวศน์. เรื่องอื่นทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่มาแล้วในเรื่องอัมพสักขรเปรต นั้นแล. ส่วนความแปลกกันมีดังต่อไปนี้ :- ในเรื่องนี้ บุรุษมาใน เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัศดงคต เมื่อเขาปิดประตูเมือง จึงวางดินสีอรุณ และดอกอุบลที่ตนนำมา ไว้ที่บานประตูเมือง แล้วไปยังพระเชตวัน-
หน้า 593 ข้อ 135
มหาวิหารเพื่อจะนอน. ฝ่ายพระราชาเสด็จเข้าที่ประทับบนที่บรรทม อันเป็นศิริ ในเวลามัชฌิมยาม ได้ทรงสดับอักขระ ๔ ตัว เหล่านี้ คือ ส น ทุ โส ด้วยเสียงขรม เหมือนเปล่งออกด้วยลำคอใหญ่ ได้ยินว่า ในอดีตกาล เศรษฐีบุตร ๔ คน ชาวเมืองสาวัตถี มัวเมา ด้วยความเมาในโภคทรัพย์ ได้ประสบอกุศลเป็นอันมาก ด้วยอำนาจ กรรมที่ส้องเสพภรรยาคนอื่น . ในเวลาเป็นหนุ่ม ภายหลังทำกาละ แล้ว บังเกิดในโลหกุมภี ใกล้นครนั้นนั่นเอง ไหม้อยู่ถึงขอบปาก โลหกุมภีประสงค์จะกล่าวคาถาคนละคาถา จึงได้กล่าวเพียงอักขระ ต้นแห่งคาถาเหล่านั้นที่ตนเปล่งขึ้น ได้รับเวทนาก็กลับลงสู่โลหกุมภี. ฝ่ายพระราชาทรงสดับเสียงนั้น สดุ้งตกพระทัย ทรงสลด เกิดขนพองสยองเกล้า ทรงให้ราตรีที่เหลือนั้นล่วงไปโดยลำบาก พอราตรีสว่าง จึงรับสั่งให้เรียกปุโรหิตมาแล้วตรัสเล่าเรื่องนั้น. ปุโรหิตเป็นคนติดลาภ ว่าพระราชาสดุ้งตกพระทัย จึงคิดว่า อุบายอันเป็นเหตุให้เกิดลาภแก่เราและแก่พวกพราหมณ์ เกิดขึ้น แล้วทูล จึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช อุปัทวันตรายอย่างใหญ่หลวงนี้ เกิดขึ้นแล้วหนอ ขอพระองค์จงบูชายัญอันประกอบด้วยหมวด ๔ แห่งวัตถุทั้งปวง พระราชาทรงสดับคำของปุโรหิตนั้นแล้ว จึงสั่ง อำมาตย์ทั้งหลายว่า เออ พวกเธอจงตระเตรียมอุปกรณ์ยัญ ๔ หมวด แห่งวัตถุทั้งมวล. พระนางมัลลิกาเทวี ได้ทรงสดับดังนั้น จึงทูล พระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า เพราะเหตุไร พระองค์ ทรงสดับคำของปุโรหิตนั้นแล้ว จึงมีพระประสงค์จะกระทำกิจ คือ
หน้า 594 ข้อ 135
การฆ่าและเบียดเบียนสัตว์เป็นอันมาก พระองค์ควรทูลถามพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระญาณอันเที่ยวไปไม่ติดขัดในที่ทั้งปวง มิใช่ หรือ. และพระองค์ควรปฏิบัติอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ แก่พระองค์. พระราชาทรงสดับคำของพระเทวีแล้ว เสด็จไปเฝ้า พระศาสดากราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร เหตุจากเสียงนั้นที่จะเป็นอันตราย อะไร ๆ แก่พระองค์หามีไม่ ดังนี้แล้ว จึงได้ตรัสประวัติของสัตว์ เกิดในโลหกุมภีเหล่านั้น ตั้งแต่ต้นจึงได้ตรัสคาถาที่เปรตเหล่านั้น เริ่มเปล่งแต่ละตน ให้บริบูรณ์ว่า :- เมื่อพวกเราพากันหมกไหม้ในนรก หก- หมื่นปีเต็มบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง เมื่อไร ที่สุดจักมี. ที่สุดไม่มี ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน ที่สุดย่อม ไปปรากฏ แน่ะท่านผู้นิรทุกข์ เพราะเรากับท่าน ได้ทำบาปกรรมไว้. พวกเราเหล่าใดไม่ให้ของที่มีอยู่ พวกเรา เหล่านั้นย่อมเป็นอยู่ลำบาก เมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน. เรานั้นไปจากเปตโลกนี้ ได้กำเนิดเป็น มนุษย์แล้ว จักเป็นผู้รู้ความประสงค์ของผู้ขอ สมบูรณ์ด้วยศีล ทำกุศลให้มากเป็นแน่.
หน้า 595 ข้อ 135
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺิวสฺสสหฺสานิ แปลว่า หกหมื่นปี. ได้ยินว่าสัตว์ผู้เกิดในโลหกุมภีนรกนั้น จมลงไปเบื้องล่างถึงพื้น ภายใต้ สามหมื่นปี แม้ขึ้นมาข้างบนจากพื้นล่างนั้นถึงส่วนขอบปาก สามหมื่นปีเหมือนกัน, ด้วยสัญญานั้น เปรตนั้นประสงค์จะกล่าว คาถาว่า สฏฺิวสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส พวกเราหมกไหม้ อยู่ในนรก หกหมื่นปีเต็มบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ดังนี้ จึง กล่าวว่า ส ประสบเวทนาเกินประมาณ ล้มคว่ำหน้าลง. ก็พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสคาถานั้นให้บริบูรณ์ ก็พระราชา. แม้ใน คาถาที่เหลือก็นัยนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทา อนฺโต ภวิสฺสติ ความว่า เมื่อพวกเราหมกไหม้อยู่ในโลหกุมภีนรก เมื่อไรหนอ ที่สุดแห่งทุกข์นี้จักสิ้นสุดลง. บทว่า ตถา หิ ความว่า ที่สุดแห่งทุกข์นี้ย่อมไม่มีแก่ท่าน และแก่เรา ที่สุดจักไม่ปรากฏ ฉันใด พึงกล่าวเปลี่ยนวิภัติว่า ท่าน กับเราได้กระทำกรรมอันลามกไว้ ฉันนั้น คือ โดยประการนั้น. บทว่า ทุชฺชีวิตํ ได้แก่ ชีวิตอันวิญญูชนพึงติเตียน. บทว่า เย สนฺเต ความว่า พวกเราเหล่าใด เมื่อไทยธรรมมีอยู่ คือปรากฏ อยู่. บทว่า น ททมฺหเส แปลว่า ไม่ได้ให้แล้ว. เพื่อจะกระทำเรื่อง ที่กล่าวแล้วนั้นแลให้ปรากฏชัด ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อไทยธรรมมีอยู่ พวกเราไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน ดังนี้. บทว่า โสหํ ตัดเป็น โส อหํ แปลว่า เรานั้น. ศัพท์ว่า นูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่าปริวิตก. บทว่า อิโต ได้แก่ จากโลหกุมภี
หน้า 596 ข้อ 135
นรกนี้. บทว่า คนฺตฺวา แปลว่า ไปปราศแล้ว. บทว่า โยนึ ลทฺธาน มานุสึ ได้แก่ ได้กำเนิดมนุษย์ คืออัตภาพมนุษย์. บทว่า วทญฺญู ได้แก่ ผู้มีการบริจาคเป็นปกติ. หรือผู้รู้ถ้อยคำของผู้ขอ. บทว่า สีลสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ. บทว่า กาหามิ กุสลํ พหุํ ความว่า เราไม่ถึงความประมาทเหมือนในกาลก่อน จักกระทำ คือก่อสร้างกุศล คือบุญกรรมไว้ให้มาก คือ ให้เพียงพอ. พระศาสดาครั้นตรัสพระคาถาเหล่านี้แล้ว จึงทรงแสดง ธรรมโดยพิสดาร เมื่อจบเทศนา บุรุษผู้นำดินเหนียวและดอก อุบลแดง ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล พระราชาทรงเกิดความสังเวช ทรงละความเพ่งเล็งในหญิงที่ผู้อื่นหวงแหน ได้เป็นผู้ยินดีแต่ภรรยา ของตน ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาเสฏฐิปุตตเปตวัตถุที่ ๑๕
หน้า 597 ข้อ 136
๑๖. สัฏฐีกูฏหัสสเปตวัตถุ ว่าด้วยเปรตถูกฆ้อนต่อยศีรษะ วันหนึ่ง พระมหาโมคคัลลานเถระลงจากเขาคิชฌกูฏ ได้ เห็นเปรตตนหนึ่ง จึงซักถามด้วยคาถาว่า :- [๑๓๖] ทำไมหนอ ท่านจึงวิ่งพล่านไปเหมือน คนบ้า เหมือนเนื้อผู้ระแวงภัย ท่านมาร้องอื้ออึง ไปทำไม ท่านคงทำบาปกรรมไว้เป็นแน่. เปรตนั้นตอบว่า :- ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวย ทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะทำบาปกรรมไว้ จึง จากมนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบบริบูรณ์โดยประการทั้งปวง ตกใส่ศีรษะ และต่อยกระหม่อมของข้าพเจ้า. พระเถระถามว่า :- ท่านทำกรรมชั่วอะไรไว้ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้รับทุกข์ เช่นนี้ อนึ่งฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบบริบูรณ์โดย ประการทั้งปวง ตกใส่ศีรษะและต่อยศีรษะของ ท่าน เพราะผลแห่งกรรมอะไร.
หน้า 598 ข้อ 136
เปรตนั้นตอบว่า :- ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า องค์หนึ่ง นามว่าสุเนตตะ มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ ข้าพเจ้าได้ต่อยศีรษะของท่านแตกด้วยการดีด ก้อนกรวด เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึง ได้ประสบทุกข์เช่นนี้ ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบ บริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง จึงตกลงใส่ศีรษะ ของข้าพเจ้า และต่อยศีรษะของข้าพเจ้า. พระเถระกล่าวว่า :- แน่ะบุรุษชั่ว ฆ้อนเหล็ก ๖ หมื่น ครบ บริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง ตกใส่ศีรษะและ ต่อยศีรษะของท่าน เพราะเหตุอันสมควรแก่ท่าน แล้ว. จบ สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุที่ ๑๖ อรรถกถาสักฐิกูฏเปตวัตถุที่ ๑๖ พระศาสดาเมื่อเสด็จประทับอยู่ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภเปรตตนหนึ่ง จึงตรัสพระคาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า กึ นุ อุมฺมตตรูโปว ดังนี้.
หน้า 599 ข้อ 136
ได้ยินว่า ในอดีตกาล ในกรุงพาราณสี ยังมีบุรุษเปลี้ย คนหนึ่ง เป็นผู้ฉลาดในการประกอบการดีดกรวด เขาถึงความ สำเร็จในศีลปการดีดกรวดนั้น นั่งอยู่ที่โคนต้นไทรใกล้ประตูพระนคร แสดงรูปช้าง ม้า มนุษย์ รถ เรือนยอด ธง และหม้อน้ำเต็มเป็นต้น ที่ใบไทรด้วยการดีดกรวด พวกเด็กในพระนคร ให้ทรัพย์หนึ่งมาสก และกึ่งมาสก เพื่อประโยชน์แก่การเล่นของตน ให้เขาแสดงศิลป เหล่านั้น ตามความชอบใจ ภายหลังวันหนึ่ง พระเจ้าพาราณสี เสด็จออกจากพระนคร เข้าไปยังโคนต้นไทรนั้น เห็นการจำแนกรูปต่าง ๆ โดยเป็นรูปช้าง เป็นต้น ที่แนบสนิทอยู่ที่ใบไทร จึงตรัสถามพวกมนุษย์ว่า ใครหนอ กระทำการจำแนกรูปต่าง ๆ อย่างนี้ ที่ใบไทรเหล่านี้ พวกมนุษย์ ชี้ให้ทอดพระเนตรบุรุษเปลี้ยนั้นแล้วทูลว่า บุรุษเปลี้ยนี้กระทำ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้เรียกบุรุษ. เปลี้ยนั้นมาแล้วตรัส อย่างนี้ว่า แน่ะพนาย เธออาจเพื่อจะเอามูลแพะใส่ให้เต็มท้องของ บุรุษคนหนึ่ง ผู้ที่เราชี้ให้ ผู้กล่าวอยู่กะพระราชานั้นนั่นแหละ ได้ไหมหนอ. บุรุษเปลี้ยทูลว่า ได้พระเจ้าข้า. พระราชาจึงนำบุรุษ เปลี้ยนั้นเข้าไปยังพระราชวังของพระองค์ ทรงเบื่อหน่ายปุโรหิต ผู้พูดมาก จึงรับสั่งให้เรียกตัวปุโรหิตมา นั่งปรึกษากันในโอกาส ที่สงัดกับปุโรหิตนั้น อันแวดล้อมด้วยกำแพง คือม่าน จึงรับสั่งให้ เรียกบุรุษเปลี้ยมา. บุรุษเปลี้ยถือเอามูลแพะประมาณทะนานหนึ่ง มา รู้อาการของพระราชา นั่งบ่ายหน้าตรงปุโรหิต เมื่อปุโรหิตนั้น
หน้า 600 ข้อ 136
อ้าปาก ได้ดีดมูลแพะทีละก้อนลงที่โคนลำคอของปุโรหิตนั้น ตาม ช่องกำแพง คือม่าน. เขาไม่สามารถจะคายออกเพราะความละอาย จึงกลืนลงทั้งหมด. ลำดับนั้น พระราชาทรงปล่อยให้ปุโรหิตนั้น ผู้มีท้องเต็มด้วยมูลแพะไป ด้วยรับสั่งว่า ไปเถอะพราหมณ์ ท่าน ได้ผลแห่งความเป็นผู้พูดมากแล้ว ท่านจงดื่มน้ำที่ปรุงด้วยผลและ เปลือกประยงค์ที่ขยำเป็นต้น แล้วจงถ่ายออก ด้วยอาการอย่างนี้ เธอก็จะมีความสวัสดี. ก็ด้วยการกระทำของบุรุษเปลี้ยนั้น พระองค์ ทรงพอพระทัย ได้พระราชทานบ้านส่วย ๑๔ ตำบล. เธอครั้นได้ บ้านส่วย ๑๔ ตำบลแล้ว ทำตนให้คนมีความสุขอื่นหนำ ทั้งให้คน ปริวารชนได้รับความสุขอิ่มหนำ ให้อะไร ๆ อันสมควรแก่สมณ- พราหมณ์เป็นต้น ไม่ทำให้ประโยชน์ปัจจุบันและอนาคตเสื่อมไป เลี้ยงชีพโดยความสุขทีเดียว ทั้งให้บำเหน็จรางวัล แก่คนผู้มายัง สำนักตนศึกษาศิลปอยู่. ลำดับนั้น บุรุษคนหนึ่งเข้าไปยังสำนักเขากล่าวอย่างนี้ว่า ดีละอาจารย์ ขอท่านอาจารย์ให้ผมศึกษาศิลปนี้บ้าง กระผมพอแล้ว ด้วยบำเหน็จและรางวัล. บุรุษเปลี้ยนั้นให้บุรุษนั้นศึกษาศิลปนั้น. บุรุษนั้นศึกษาศิลปได้แล้ว ประสงค์จะทดลองศิลป จึงเดินไป เอา เครื่องพิฆาต คือก้อนกรวดทำลายศีรษะของพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสุเนตตะผู้นั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา พระปัจเจกพุทธเจ้า ปรินิพพานที่ฝั่งแม่น้ำคงคานั้นนั่นเอง พวกมนุษย์รู้เรื่องเข้า จึง เอาก้อนดินเป็นต้น ตีบุรุษนั้นให้สิ้นชีวิตในที่นั้นนั่นเอง. เขาทำ
หน้า 601 ข้อ 136
กาละแล้วบังเกิดในอเวจีมหานรก ไหม้อยู่ในนรกหลายพันปี ด้วย เศษแห่งวิบากกรรมนั้นนั่นเอง ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดเป็น เปรตไม่ไกลแต่กรุงราชคฤห์. อันวิบากที่พึงเห็นสมกับกรรมนั้น พึงมี เพราะเหตุนั้น ฆ้อนเหล็กประมาณหกหมื่นที่กำลังแห่งกรรม ซัดขึ้น กระหน่ำบนกระหม่อมทั้งเวลาเช้า เวลาเที่ยง และเวลาเย็น. เปรตนั้นมีศีรษะฉีกขาด ได้รับเวทนาแสนสาหัส ล้มลงที่ภาคพื้น แต่เมื่อพอฆ้อนเหล็กปราศไป มันก็มีศีรษะตั้งอยู่ตามปกติ. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระมหาโมคคัลลานะลงจากเขา คิชฌกูฏ เห็นเปรตนั้นจึงตอบถามด้วยคาถานี้ว่า :- ทำไมหนอ ท่านจึงวิ่งพล่านไปเหมือน คนบ้า เหมือนเนื้อผู้ระแวงภัย ท่านมาร้องอื้ออึง ไปทำไม ท่านคงทำบาปกรรมไว้เป็นแน่. บรรดาบทเหลานั้น บทว่า อุมฺมตฺตนูโปว ความว่า ท่านเป็น เหมือนมีสภาวะแห่งคนบ้า คือเป็นเหมือนคนถึงความเป็นบ้า. บทว่า นิโค ภนฺโตว ธาวสิ ความว่า ท่านวิ่งพล่านไปข้างโน้นข้างนี้เหมือน เนื้อระแวงภัย. จริงอยู่ เมื่อฆ้อนเหล็กเหล่านั้นกระหน่ำอยู่ เขา ไม่เห็นสิ่งที่ต้านทาน จึงวิ่งไปข้างโน้น ข้างนี้ด้วยคิดว่า การประหาร เช่นนี้ จะไม่พึงมีหรือหนอ. แก่ฆ้อนเหล็กเหล่านั้นถูกกำลังกรรม ซัดไป จึงกระหน่ำลงเฉพาะบนศีรษะของเปรตนั้นยืนอยู่ที่ใด ที่หนึ่ง. บทว่า กึ นุ สทฺทายเส ตุวํ ความว่า ท่านร้องไปทำไมหนอ คือ ท่านเที่ยวร้องขรมไปเหลือเกิน.
หน้า 602 ข้อ 136
เปรตได้ฟังดังนั้นจึงให้คำตอบด้วยคาถา ๒ คาถา :- ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นเปรตเสวยทุกข์ เกิดในยมโลก เพราะกระทำบาปกรรมไว้ จึงจาก มนุษยโลกนี้ไปสู่เปตโลก ฆ้อนเหล็กหกหมื่น ครบบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง กระหน่ำบน ศีรษะและต่อยศีรษะข้าพเจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฏฺิ กูฏสหสฺสานิ แปลว่า ฆ้อนเหล็กประมาณหกหมื่น. บทว่า ปริปุณฺณานิ แปลว่า ไม่หย่อน. บทว่า สพฺพโส คือ โดยส่วนทั้งปวง. ได้ยินว่า ศีรษะของเปรตนั้น ประมาณยอดเขาใหญ่ บังเกิดเพียงพอที่จะให้ฆ้อนเหล็กหกหมื่น กระหน่ำ. ฆ้อนเหล็กเหล่านั้น ตกลงกระหน่ำศีรษะของเปรตนั้น ไม่เหลือสถานที่เพียงจดที่สุดปลายขนทรายลงได้ เพราะเหตุนั้น เปรตนั้นจึงกระทำเสียงร้องรบกวนอยู่. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ฆ้อนเหล็กเหล่านั้นกระหน่ำและทุบศีรษะของข้าพเจ้า โดยประการ ทั้งปวง. ลำดับนั้น พระเถระเมื่อจะถามกรรมที่เขาทำกะเปรตนั้น จึงได้ กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า :- ท่านกระทำกรรมชั่วอะไรไว้ ด้วยกาย วาจา ใจ เพราะผลแห่งกรรมอะไร ท่านจึงได้รับ ทุกข์เช่นนี้ อนึ่ง ฆ้อนเหล็กหกหมื่นครบบริบูรณ์
หน้า 603 ข้อ 136
โดยประการทั้งปวงกระหน่ำบนศีรษะ และต่อย ศีรษะของท่าน เพราะผลกรรมอะไร เปรตเมื่อจะบอกกรรมที่ตนทำแก่พระเถระนั้น จึงได้กล่าว คาถา ๓ คาถาว่า :- ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระปัจเจกพุทธ- เจ้าองค์หนึ่ง นามว่าสุเนตตะ มีอินทรีย์อันอบรม แล้ว ผู้หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ นั่งเข้าฌานอยู่ที่โคน ต้นไม้ ข้าพเจ้าได้ต่อยศีรษะของท่านแตก ด้วย การดีดก้อนกรวด เพราะผลแห่งกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงได้รับทุกข์เช่นนี้ ฆ้อนเหล็กหกหมื่น ครบบริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง จึงตกลงบน ศีรษะข้าพเจ้า และต่อยศีรษะข้าพเจ้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺพุทฺธํ ได้แก่ พระปัจเจก- สัมพุทธเจ้า. บทว่า สุเนตฺตํ ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนี้. บทว่า ภาวิตินฺทฺริยํ ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์มีสัทธินทรีย์เป็นต้น อันอบรมแล้ว ด้วยอริยมรรคภาวนา. บทว่า สาลิตฺตกปฺปหาเรน ความว่า ประกอบการดีดกรวด ด้วยธนู หรือด้วยนิ้วมือนั่นแหละ ที่ท่านเรียก สาลิตตกะ. จริง
หน้า 604 ข้อ 136
อย่างนั้น บาลีว่า สกฺขราย ปหาเรน ดังนี้ก็มี. บทว่า ภินฺทิสฺสํ แปลว่า ทุบแล้ว. พระเถระครั้นได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่า บัดนี้ เธอ ได้รับผลนี้แห่งกรรมเก่า อันสมควรแก่กรรมที่ตนกระทำนั่นเอง จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า :- แน่ะบุรุษชั่ว ฆ้อนเหล็กหกหมื่น ครบ บริบูรณ์โดยประการทั้งปวง กระหน่ำบนศีรษะ และต่อยศีรษะของท่าน เพราะเหตุอันสมควร แก่ท่านแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน แปลว่า ด้วยเหตุอัน สมควร. บทว่า เต ได้แก่ ท่าน. ท่านแสดงไว้ว่า ผลนี้สมควรแท้ แก่บาปกรรมที่ท่านผู้ผิดในพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น กระทำแล้ว น้อมนำเข้าไปหาท่าน เพราะฉะนั้น ผลแห่งบาปกรรมนั่นแหละ อันใคร ๆ จะเป็นเทวดา มาร พรหม หรือแม้พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ตาม จะพึงป้องกันมิได้เลย. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จากนั้นจึงเที่ยวไปบิณฑบาตใน พระนคร กระทำภัตตกิจเสร็จแล้ว ในเวลาเย็นจึงเข้าไปเฝ้าพระ- ศาสดา กราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 605 ข้อ 136
ทรงกระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุ เมื่อจะทรงแสดงธรรม แก่บริษัทผู้ถึงพร้อมแล้ว จึงทรงประกาศคุณานุภาพแห่งพระปัจเจก- พุทธเจ้า และความไม่ดูหมิ่นกรรม มหาชนเกิดความสังเวชละ บาปกรรมแล้ว ได้เป็นผู้ยินดีในบุญมีทานเป็นต้น ฉะนี้แล. จบ อรรถกถาสัฏฐิกูฏเปตวัตถุที่ ๑๖ จบ ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททนิกาย เปตวัตถุ มหาวรรคที่ ๔ ประดับด้วยเรื่อง ๑๖ เรื่อง ด้วยประการฉะนี้ รวมเรื่องที่มีในวรรคนี้ คือ ๑. อัมพสักขรเปตวัตถุ ๒. เสริสกเปตวัตถุ ๓. นันทกเปต- วัตถุ ๔. เรวดีเปติวัตถุ ๕. อุจฉุเปตวัตถุ ๖. กุมารเปตวัตถุ ๗. ราชปุตตเปตวัตถุ ๘. คูถขาทกเปตวัถุที่ ๑ ๙. คูถขาทก- เปติวัตถุที่ ๒ ๑๐. คณเปตวัตถุ ๑๑. ปาฏลิปุตตเปตวัตถุ ๑๒. อัม- พวนเปตวัตถุ ๑๓. อักขรุกขเปตวัตถุ ๑๔. โภคสังหรณเปตวัตถุ ๑๕. เสฏฐิปุตตเปตวัตถุ ๑๖. สัฏฐีกูฏสหัสสเปตวัตถุ. จบ มหาวรรคที่ ๔ จบ เปตวัตถุบริบูรณ์
หน้า 606 ข้อ 136
กถาสรุปท้าย ก็ด้วยลำดับคำมีประมาณเท่านี้ อรรถสังวรรณนาอันประกาศผลอันเผ็ด ร้อนลามกของธรรมอันเป็นเหตุให้สัตว์ผู้กระทำ ชั่ว บังเกิดเป็นเปรตโดยประจักษ์ โดยการปุจฉา วิสัชนา และโดยนิยามแห่งเทศนา ทำความสลด ใจให้เกิดแก่สัตบุรุษทั้งหลาย ข้าพเจ้าอาศัยนัย แห่งอรรถกถาเก่า ริเริ่มไว้ เพื่อจะประกาศเนื้อ ความของเรื่องที่ท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ฉลาดในเรื่องถ้อยคำ กำหนดรู้เรื่องได้อย่างดี ร้อยกรองไว้ โดยชื่อว่า เปตวัตถุ อันประกาศ อรรถอย่างดีไว้ในเปตวัตถุนั้น ตามสมควรใน เรื่องนั้น ๆ โดยชื่อ ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี มีวินิจ- ฉัยไม่สับสน จบบริบูรณ์แล้ว โดยพระบาลี ประมาณ ๑๕ ภาณวาร ดังนั้น บุญนั้นโดยที่ ข้าพเจ้าผู้แต่งปรมัตถทีปนีนั้น ได้ประสบแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งบุญนั้น ขอเหล่าสัตว์แม้ทั้งปวง จงหยั่งลงสู่ศาสนาของพระโลกนาถ แล้วเป็นผู้ มีส่วนแห่งวิมุติรส ด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้น
หน้า 607 ข้อ 136
อันบริสุทธิ์ ขอศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรงอยู่ในโลกตลอดกาลนาน ขอให้สัตว์ทุก หมู่เหล่า จงมีความเคารพในศาสนาของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นเป็นนิตย์นิรันดร์ แม้ฝนก็จงหยั่งลงยังพื้นปฐพีดล โดยถูกต้องตาม ฤดูกาล ขอท่านผู้ยินดีในพระสัทธรรมจงปกครอง ชาวโลกโดยธรรม เทอญ. จบ สังวรรณนาเปตวัตถุ อันท่านพระภัททันตาจาริยธรรมปาละ ผู้เป็นนักบวชผู้ประเสริฐในหมู่มุนี ผู้อยู่ในพทรติตถวิหาร รจนา จบ บริบูรณ์