← ฉบับมหามกุฏฯ ๔๕ เล่ม

พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๙

ขุททกนิกาย เถรคาถา-เถรีคาถา
2,490 หน้า · ครอบคลุมเล่มจริง: 50, 51, 52, 53, 54

เล่มจริงที่ 50 (542 หน้า · 0001 – 0542)

กระโดดไปหน้า (542 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 137
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๓ ตอนที่ ๑ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เถรคาถา [๑๓๗] ขอท่านทั้งหลายจงฟังคาถาอันน้อมเข้าไป สู่ประโยชน์ ของพระเถระทั้งหลาย ผู้มีตนอันอบรม แล้วบันลืออยู่ ดุจการบันลือแห่งสีหะทั้งทลาย ซึ่ง เป็นสัตว์ประเสริฐ ว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยวทั้งหลาย ที่ ใกล้ถ้ำภูเขา ฉะนั้น ก็พระเถระเหล่านั้น มีชื่อ มีโคตร มีธรรมเป็นเครื่องอยู่ มีจิตน้อมไปแล้วในธรรมตามที่ ปรากฏแล้ว มีปัญญา เป็นผู้ไม่เกียจคร้าน อยู่ใน เสนาสนะอันสงัด มีป่า คนไม้ และภูเขาเป็นต้นนั้น ๆ ได้เห็นธรรมแจ่มแจ้ง และได้บรรลุนิพพาน อันเป็น ธรรมไม่แปรผัน เมื่อพิจารณาเห็นผล อันเป็นที่สุดกิจ ซึ่งตนทำเสร็จแล้ว จึงได้ภาษิตเนื้อความนี้.
หน้า 2 ข้อ 137
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา คันถารัมภกถา ข้าพเจ้าขอไหว้พระโลกนาถเจ้า ผู้มีพระทัย เปี่ยมล้นไปด้วยพระมหากรุณาธิคุณ เสด็จถึงฝั่งแห่ง สาครคือไญยธรรมได้แล้ว ทรงแสดงธรรมอันละเอียด ลึกล้ำ มีนัยอันวิจิตร. ข้าพเจ้าขอไหว้พระธรรมอันสูงสุด ที่สมเด็จ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงบูชาแล้ว ซึ่งเป็นเครื่องนำผู้ สมบูรณ์ด้วยวิชชาและจรณะออกไปจากโลก. ข้าพเจ้าขอไหว้พระอริยสงฆ์ ผู้สมบูรณ์ด้วย คุณมีศีลเป็นต้น สถิตมั่นอยู่ในมรรคและผล เป็น เนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม. ด้วยเดชานุภาพแห่งบุญ ที่เกิดจากการไหว้- พระรัตนตรัย ดังได้พรรณนามานี้ ขอข้าพเจ้าจงปลอด จากอันตรายในที่ทุกสถาน ในกาลทุกเมื่อ. คาถา เหล่านั้นใด ที่ปราศจากอามิส อันพระเถระทั้งหลาย ผู้เสร็จกิจแล้ว ผู้คงที่ มีพระสุภูติเถระเป็นต้น และ พระเถรีทั้งหลายภาษิตแล้ว และคาถาเหล่าใด ที่ลึกล้ำ ละเอียดอ่อน สดับแล้วโดยวิธี มีอุทานเป็นต้น ปฏิ- สังยุตด้วยสุญญตธรรม ประกาศธรรมของพระอริยเจ้า
หน้า 3 ข้อ 137
พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ผู้คงที่ ผู้แสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ รวบรวมคาถาเหล่านั้นไว้ ในคัมภีร์ ขุททกนิกาย โดยเรียกชื่อว่า เถรคาถา และ เถรคาถา. อันที่จริงการแต่งอรรถกถา พรรณนาความลำดับบทที่ มีอรรถอันลึกซึ้ง ที่ข้าพเจ้าทำ มิใช่ของที่ทำได้ง่ายเลย เพราะเป็นอรรถที่จะพึงหยั่งถึงได้ ก็ด้วยคัมภีรญาณ แต่เพราะอรรถกถาจะช่วยทรงศาสนาของพระศาสดา ไว้ได้ ทั้งวินิจฉัยของบรรดาบุรพาจารย์ ผู้เปรียบปาน ด้วยราชสีห์ ก็จะยังคงดำรงอยู่ด้วย ฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงจักขอแต่งอรรถกถา "เถรคาถา" และ "เถรีคาถา" เต็มกำลังความสามารถ โดยจะยึดวินิจฉัยของบรรดา บุรพาจารย์นั้นเป็นหลัก ถือนิกาย ๕ เป็นเกณฑ์ อิง อาศัยนัยจากโบราณอรรถกถา แม้จะเป็นเพียงคำบอก กล่าว ที่ได้อาศัยอ้างอิงกันมา แต่บริสุทธิ์ก็ถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อน เป็นการวินิจฉัยที่ละเอียด ของบรรดา บุรพาจารย์คณะมหาวิหาร และข้อความของคาถา เหล่าใด เว้นอนุปุพพิกถาเสียแล้วรู้ได้ยาก ข้าพเจ้า จะนำอนุปุพพิกถานั้น ของคาถาเหล่านั้น มาแสดงให้ แจ่มแจ้ง ทั้งจะแสดงข้อวินิจฉัยอีกด้วย. สาธุชนทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายได้โปรด ตั้งใจสดับ การพรรณนาความแห่งอรรถกถา เถรคาถา และเถรีคาถานั้น ซึ่งจะจำแนกต่อไป ของข้าพเจ้าผู้ หวังให้พระสัทธรรมดำรงมั่นอยู่ได้นาน ต่อไปเทอญ.
หน้า 4 ข้อ 137
อารัมภกถาวรรณนา ก็เถรคาถา และเถรีคาถา แต่ละคาถาเป็นอย่างไร ? และมีประวัติ เป็นมาอย่างไร ? ถึงความข้อนี้ ท่านจะกล่าวไว้ในคาถาทั้งหลายแล้วก็จริง แต่เถรคาถาที่พระสุภูติเถระเป็นต้น กล่าวแล้วในคาถานั้น ข้าพเจ้าจะกล่าวซ้ำ อีก เพื่อทำข้อความให้ปรากฏ. ก็พระเถระเหล่านั้นพิจารณาเห็นสุขอันเกิดแต่ มรรคผล ตามที่ตนบรรลุแล้ว ได้กล่าวคาถาบางอย่างไว้ ด้วยสามารถแห่ง อุทาน ได้กล่าวคาถาบางอย่างด้วยสามารถแห่งการพิจารณาธรรมเป็นเครื่องอยู่ คือสมาบัติของตน ได้กล่าวคาถาบางอย่างไว้ด้วยสามารถแห่งคำถาม ได้กล่าว คาถาบางอย่างไว้ด้วยสามารถ (ชี้ให้เห็น) ข้อที่คำสอนเป็นนิยยานิกธรรม. ใน เวลาทำสังคายนา พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ร้อยกรองคาถาทั้งหมด เหล่านั้นไว้ เป็นหมวดเดียวกัน (โดยให้ชื่อ) ว่า " เถรคาถา ". ส่วนเถรีคาถา ท่านแสดงไว้เฉพาะพระเถรีทั้งหลาย. ก็ในบรรดาปิฎกทั้ง ๓ คือ วินัยปิฎก สุตตันตปิฎก อภิธรรมปิฎก คาถาเหล่านั้น นับเนื่องในสุตตันตปิฎก. ในบรรดานิกายทั้ง ๕ คือ ทีฆนิกาย มัชฌิมนิกาย สังยุตตนิกาย อังคุตตรนิกาย (และ) ขุททกนิกาย คาถาเหล่านั้น นับเนื่องในขุททกนิกาย. ในบรรดาสัตถุศาสน์ ๙ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ สงเคราะห์เข้าเป็น " คาถา ". ก็ในบรรดาธรรมขันธ์ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ที่พระอานนทเถระ ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก ปฏิญาณไว้อย่างนี้ว่า
หน้า 5 ข้อ 137
ธรรมเหล่าใด ที่เป็นไปแก่ข้าพเจ้า ธรรม เหล่านั้น ข้าพเจ้าเรือนเอาจากพระพุทธเจ้า ๘๒,๐๐๐ จากภิกษุรูปอื่น ๒,๐๐๐ รวมเป็น ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ดังนี้ ก็สงเคราะห์เข้าในธรรมขันธ์จำนวนเล็กน้อย. ในบรรดาเถรคาถา และเถรีคาถาเหล่านั้น เถรคาถาจะว่าโดยนิบาต ก่อน เอกนิบาตจนถึงจุททสนิบาต โดยนับเกิน ๑ คาถาขึ้นไป รวมเป็น จุททสนิบาต และนิบาต ๗ เหล่านี้ คือ โสฬสนิบาต วีสตินิบาต ติงสนิบาต จัตตาฬีสนิบาต ปัญญาสนิบาต สัฏฐินิบาต ( และ) สัตตตินิบาต รวมเป็น ๒๑ นิบาต. ชื่อว่า นิบาต เพราะอรรถว่า ตั้งไว้ วางไว้. ชื่อว่า เอกนิบาต เพราะ เป็นที่ตั้งไว้วางไว้ ซึ่งคาถานิบาตละหนึ่งคาถา. แม้ในนิบาตที่เหลือก็พึงทราบ ความโดยนัยนี้. ในบรรดานิบาตเหล่านั้น เอกนิบาตมี ๑๒ วรรค. ในวรรคหนึ่ง ๆ แบ่งออกเป็นวรรคละ ๑๐ จึงมีพระเถระ ๑๒๐ รูป คาถาก็มีเท่านั้นเหมือนกัน สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ในแต่ละนิบาต พระเถระ ๑๒๐ รูป ผู้เสร็จกิจ แล้ว หาอาสวะมิได้พร้อมด้วยพระธรรมสังคาหกาจารย์ ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ทั้งหลาย ร้อยกรองไว้ดีแล้ว ดังนี้. ในทุกนิบาต มีพระเถระ ๔๙ รูป มีคาถา ๙๘ คาถา. ในติกนิบาต มีพระเถระ ๑๖ รูป มีคาถา ๔๘ คาถา. ในจตุกนิบาต มีพระเถระ ๑๓ รูป มีคาถา ๕๒ คาถา. ในปัญจกนิบาต มีพระเถระ ๑๒ รูป มีคาถา ๖๐ คาถา. ในฉักกนิบาต มีพระเถระ ๑๔ รูป มีคาถา ๘๔ คาถา.
หน้า 6 ข้อ 137
ในสัตตกนิบาต มีพระเถระ ๕ รูป มีคาถา ๓๕ คาถา. ในอัฏฐกนิบาต มีพระเถระ ๓ รูป มีคาถา ๒๔ คาถา. ในนวกนิบาต มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๙ คาถา. ในทสกนิบาต มีพระเถระ ๗ รูป มีคาถา ๗๐ คาถา. ในเอกาทสกนิบาต มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๑๑ คาถา. ในทวาทสกนิบาต มีพระเถระ ๒ รูป มีคาถา ๒๔ คาถา. ในเตรสกนิบาต มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๑๓ คาถา. ในจุททสกนิบาต มีพระเถระ ๒ รูป มีคาถา ๒๘ คาถา. ปัณณรสกนิบาต ไม่มี. ในโสฬสกนิบาต มีพระเถระ ๒ รูป มีคาถา ๓๒ คาถา. ในวีสตินิบาต มีพระเถระ ๑๐ รูป มีคาถา ๒๔๕ คาถา. ในติงสนิบาต มีพระเถระ ๓ รูป มีคาถา ๑๐๕ คาถา. ในจัตตาลีสนิบาต มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๔๒ คาถา. ในปัญญาสนิบาต มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๕๕ คาถา. ในสัฏฐิกนิบาต มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๖๘ คาถา. แม้ในสัตตตินิบาต* มีพระเถระ ๑ รูป มีคาถา ๗๑ คาถา. ก็เมื่อประมวลแล้ว มีพระเถระ ๒๖๔ รูป มีคาถา ๑,๓๖๐ คาถา ฉะนี้แล และแม้ข้อนี้ ก็มีวจนะประพันธ์คาถา ที่ท่านกล่าวรับรองไว้ว่า พระธรรมสังคาหกาจารย์ ประกาศไว้ว่า มีคาถา ๑,๓๖๐ คาถา มีพระเถระ ๒๖๔ รูป ดังนี้. ส่วนเถรีคาถา สงเคราะห์เข้าในโสฬสนิบาต คือ นิบาต ๙ นิบาต ได้แก่ เอกนิบาตจนถึงนวกนิบาต โดยเพิ่มขึ้นนิบาตละ ๑ คาถา และเอกาทสก- * มหานิบาต
หน้า 7 ข้อ 137
นิบาต ทวาทสกนิบาต โสฬสกนิบาต วีสตินิบาต ติงสตินิบาต จัตตาลีสนิบาต มหานิบาต. ในเอกนิบาต มีพระเถรี ๑๘ รูป มีคาถา ๑๘ คาถาเท่ากัน. ในทุกนิบาต มีพระเถรี ๑๐ รูป มีคาถา ๒๐ คาถา. ในติกนิบาต มีพระเถรี ๘ รูป มีคาถา ๒๔ คาถา. ในจตุกนิบาต มีพระเถรี ๑ รูป มีคาถา ๔ คาถา. ในปัญจกนิบาต มีพระเถรี ๑๒ รูป มีคาถา ๖๐ คาถา. ในฉักกนิบาต มีพระเถรี ๘ รูป มีคาถา ๔๘ คาถา. ในสัตตกนิบาต มีพระเถรี ๓ รูป มีคาถา ๒๑ คาถา. ตั้งแต่อัฏฐกนิบาตไป จนถึงโสฬสกนิบาต มีพระเถรีนิบาตละ ๑ รูป คาถาก็มีจำนวนเท่ากับนิบาตนั้น ๆ. ในวีสตินิบาต มีพระเถรี ๕ รูป มีคาถา ๑๑๘ คาถา. ในติงสนิบาต มีพระเถรี ๑ รูป มีคาถา ๓๔ คาถา. ในจัตตาลีสนิบาต มีพระเถรี ๑ รูป มีคาถา ๔๘ คาถา แม้ในมหานิบาต ก็มีพระเถรี ๑ รูป มีคาถา ๗๕ คาถา. ในเถรคาถา และเถรีคาถานี้ พึงทราบจำนวนแห่งนิบาต คาถาวรรค และคาถาทั้งหลาย ดังพรรณนามานี้. จบอารัมภกถาวรรณนา
หน้า 8 ข้อ 137
นิทานกถาวรรณนา ในเถรคาถา และเถรีคาถาเหล่านี้ ซึ่งมีจำนวนตามที่กำหนดไว้แล้ว อย่างนี้ เถรคาถาเป็นคาถาต้น. แม้ในบรรดาเถรคาถาเหล่านั้น คาถาที่ท่าน พระอานนท์ กล่าวไว้เพื่อชมเชยพระเถระเหล่านั้น ในคราวทำปฐมสังคายนา นี้ว่า ขอท่านทั้งหลายจงฟังคาถา อันน้อมเข้าไปสู่ ประโยชน์ ของพระเถระทั้งหลาย ผู้มีตนอันอบรมแล้ว บันลืออยู่ ดุจการบันลือแห่งสีหะทั้งหลาย ซึ่งเป็น สัตว์ประเสริฐว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยวทั้งหลาย ที่ใกล้ถ้ำ ภูเขา ฉะนั้น ดังนี้ เป็นคาถาแรก. ศัพท์ว่า สีหะ ในบทว่า สีหานํ ในคาถานั้นมาแล้ว ในความหมายว่า พญาเนื้อ ดังในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราชสีห์เป็น พญาเนื้อ. มาใน ความหมายว่า บัญญัติ ดังในประโยคว่า ครั้งนั้นแล สีหเสนาบดี เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า โดยที่ซึ่งพระองค์เสด็จประทับอยู่. มาในความหมายว่า ตถาคต ดังในประโยคว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า สีหะ นี้ เป็นชื่อของ เราผู้ตถาคต อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า. ในความหมาย ๓ อย่างนั้น ในความ หมายว่าตถาคต สีหศัพท์มาแล้วในความหมายว่าคล้ายกัน ฉันใด แม้ในคาถานี้ ก็ฉันนั้น สีหศัพท์พึงทราบว่า มาแล้วด้วยสามารถแห่งความหมายว่าคล้ายกัน. เพราะฉะนั้น บทว่า สีหานํ ว จึงตัดบทเป็น สีหานํ อิว (แปลว่า ดุจราชสี) ลบสระเสียด้วยอำนาจสนธิ ดังในประโยคเป็นต้นว่า เอวํ ส เต ดังนี้. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า อิว เป็นบทนิบาต.
หน้า 9 ข้อ 137
บทว่า สุณาถ เป็นบทอาขยาต. นอกนี้เป็นบทนาม. และบทว่า สีหานํว ในเวลาเชื่อมความใช้เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ก็และการเชื่อมความในบทว่า สีหานํว นี้ ถึงท่านจะไม่ได้กล่าวไว้โดยสรุปก็จริง แต่โดยอรรถ ย่อมชื่อว่า เป็นอันท่านกล่าวไว้แล้วทีเดียว. เพราะเหมือนอย่าง เมื่อพูดว่า โอฏฺสฺเสว มุขํ เอตสฺส ดังนี้ ก็เท่ากับพูดความนี้ว่า หน้าของเขาเหมือนหน้าอูฐ ฉันใด แม้ในข้อนี้ก็ฉันนั้น เมื่อพูดว่า สีหานํว ก็เท่ากับพูดความนี้ว่า เหมือนการ บันลือของสีหะ ฉะนั้น. ถ้าจะต่อศัพท์ว่า มุขะ เข้าในบทว่า โอฏฺสฺเสว ได้ไซร้ แม้ในบทว่า สีหานํว นี้ ก็ต่อบทว่า นทนฺตานํ เข้าได้ (เหมือนกัน) เพราะฉะนั้น บทว่า สีหานํ ว จึงเป็นบทตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น. บทว่า นทนฺตำนํ แสดงถึงความเกี่ยวเนื่องกัน ของบทว่า สีหานํว นั้น โดยเป็นตัวอย่างที่นำมาแสดงให้เห็น. บทว่า ทาีนํ เป็นวิเสสนะของบทว่า สีหานํ. บทว่า คิริคพฺภเร แสดงถึงที่ซึ่งราชสีห์นั้นเที่ยวไป. บทว่า สุณาถ เป็นคำเชิญชวนในการฟัง. บทว่า ภาวิตตฺตานํ แสดงถึงมูลเค้าของสิ่งที่ควรฟัง. บทว่า คาถา ได้แก่ คำที่แสดงถึงเรื่องที่น่าฟัง. บทว่า อตฺถูปนายิกา เป็นวิเสสนะของบทว่า คาถา. แท้จริงคำว่า สีหานํ นทนฺตานํ ทาีนํ ในคาถานี้มาแล้ว โดย เป็นปุงลิงค์โดยแท้ แต่เปลี่ยนลิงค์เสียแล้ว พึงทราบความ แม้โดยเป็นอิตถีลิงค์ ว่า สีหีนํ เป็นต้น. อีกอย่าง โดยรูปเอกเสสสมาส ทั้งราชสีห์ และนางราชสีห์ ชื่อว่าสีหะ. ก็บรรดาบทเหล่านั้น โดยบทมีอาทิว่า สีหานํนิทานคาถาทั้ง ๓ คาถาเหล่านี้ ใช้ได้ทั่วไปทั้งเถรคาถา และเถรีคาถา. พึงทราบวินิจฉัยในบทว่า สีหานํว นั้นต่อไป ชื่อว่า สีหะ เพราะ อดทน และเพราะฆ่า. อธิบายว่า เปรียบเหมือนราชสีห์ ที่เป็นพญามฤค ย่อมไม่มีอันตรายแม้จากสรภมฤค และช้างที่ตกมันแล้วเป็นต้น เพราะประกอบ
หน้า 10 ข้อ 137
ไปด้วยพลังพิเศษ แม้อันตรายจากลมและแดดเป็นต้น ราชสีห์ก็อดทนได้ทั้งนั้น แม้เมื่อออกหากิน พบช้างตระกูลคันธะตกมัน และกระบือป่าเป็นต้น ก็ไม่ หวาดหวั่น ไม่พรั่นพรึงผจญได้ เพราะผยองในเดช และเมื่อผจญก็จะฆ่าสัตว์ เหล่านั้นได้โดยแท้ แล้วกัดกินเนื้ออ่อน ในที่นั้น ๆ อยู่ได้อย่างสบายทีเดียว ฉันใด พระมหาเถระทั้งหลาย แม้เหล่านี้ก็ฉันนั้น ไม่หวาดหวั่น ไม่พรั่นพรึง แม้แต่ที่ไหน ๆ เพราะมีความผยองในเดช โดยละอันตรายแม้ทั้งปวงเสียได้ เพราะประกอบไปด้วยคุณพิเศษอันเป็นกำลังของพระอริยะ เพราะครอบงำพลัง แห่งสังกิเลสมีราคะเป็นต้น แล้วฆ่าเสียคือละได้ ย่อมอยู่โดยสุขมีสุขในฌาน เป็นต้น เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า สีหะ เพราะเป็นประดุจราชสีห์ โดยอดทน และโดยการฆ่า. แต่โดยอรรถแห่งศัพท์ พึงทราบว่า ชื่อว่า สีหะ ด้วยอรรถว่า เบียดเบียน เหมือนอย่างสิ่งที่ชาวโลก เรียกกันว่าเปรียง ด้วยอรรถว่าเป็นที่ ชอบใจ โดยย้ายอักษรข้างต้นมาไว้ข้างหลัง. แม้ที่ชื่อว่าราชสีห์ ด้วยอรรถว่า อดกลั้น ก็พึงทราบอย่างนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ไกรสรราชสีห์พญามฤค ตัวเดียวเทียวไปอยู่ เพราะความ ผยองในเดชของตน ไม่หวังเอาสัตว์ไร ๆ เป็นสหาย ฉันใด แม้พระเถระเหล่านี้ ก็ฉันนั้น ชื่อว่าสีหะ เพราะเป็นดุจสีหะ เพราะความเป็นผู้ยินดียิ่งในวิเวก และแม้เพราะอรรถว่าเป็นผู้เดียวเที่ยวไป เพราะเที่ยวไปแต่ผู้เดียว โดยความ เป็นผู้สูงด้วยเดช. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สีหํเวกจรํ นาคํ (เป็นเหมือนราชสีห์ และช้างใหญ่ เที่ยวไปโดดเดี่ยว) ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง พระมหาเถระเหล่านี้ ชื่อว่าสีหะ เพราะอรรถว่าเป็น ดุจสีหะ. เพราะประกอบไปด้วยคุณพิเศษ มีความไม่สะดุ้ง ว่องไว และความ พยายามเป็นต้น. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
หน้า 11 ข้อ 137
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้ เมื่อฟ้าฝ่าย่อมไม่สะดุ้ง ๒ จำพวก เป็นไฉน ? คือ ภิกษุผู้ขีณาสพ ๑ สีหมฤคราช ๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ๒ จำพวกนี้แล เมื่อฟ้าผ่าย่อมไม่สะดุ้ง ดังนี้ แม้ความว่องไวของราชสีห์ ก็ไม่สาธารณะทั่วไปกับสัตว์เหล่าอื่น แม้ความแกล้วกล้าก็เหมือนกัน ( คือไม่ เหมือนสัตว์อื่น). จริงอย่างนั้น ราชสีห์กระโดดไปได้ไกล ถึง ๑๐๐ อุสภะ ตกลงในหมู่กระบือป่าเป็นต้น ถึงแม้จะเป็นลูกราชสีห์ ก็ยังต่อสู้ช้างที่ตกมัน ซึ่งทำลายปลอกออกได้ เคี้ยวกินเนื้ออ่อนที่ติดโคนงาได้. ส่วนกำลังแห่ง อริยมรรค และกำลังแห่งฤทธิ์ของพระมหาเถระเหล่านั้น ก็ไม่สาธารณะทั่วไป กับภิกษุเหล่าอื่น เป็นทั้งความเพียรในสัมมัปปธาน ๔ เป็นทั้งบุญอันประเสริฐ ยิ่ง. เพราะฉะนั้น บทว่า สีหานํว จึงได้ความว่า ดุจเหมือนราชสีห์. ก็ใน ข้อนี้ พึงทราบว่า ท่านอุปมาราชสีห์ไว้ต่ำ ๆ เพราะประโยชน์มีความอดกลั้น เป็นต้น อันเป็นคุณพิเศษล่วงส่วน ได้ในพระเถระทั้งหลายเท่านั้น. บทว่า นทนฺตานํ ความว่า คำรามอยู่. อธิบายว่า ในเวลามุ่งหา อาหาร และเวลายินดีเป็นต้น ราชสีห์ทั้งหลายออกจากถ้ำของตนแล้ว บิดกาย บันลือสีหนาทน่าเกรงขาม ฉันใด แม้พระมหาเถระเหล่านี้ ก็ฉันนั้น จะบันลือลั่น น่าเกรงขาม ในเวลาพิจารณาอารมณ์อันเป็นไปในภายใน และเวลาอุทาน เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดุจการบันลือของราชสีห์ทั้งหลาย ดังนี้. บทว่า ทาีนํ แปลว่า มีเขี้ยว. อธิบายว่า มีเขี้ยวประเสริฐ มีเขี้ยวงามยิ่ง. อธิบายว่า ราชสีห์ทั้งหลายข่มขวัญปรปักษ์ ด้วยกำลังของเขี้ยวทั้ง ๔ ที่มั่นคง และกล้าแข็งอย่างยิ่ง แล้วยังมโนรถของตนให้ถึงที่สุดได้ ฉันใด แม้พระ- มหาเถระเหล่านี้ก็ฉันนั้น ข่มกิเลสอันเป็นปรปักษ์ ที่ตนยังครอบงำไม่ได้ใน สงสาร ที่หาเบื้องต้นมิได้ ด้วยกำลังแห่งเขี้ยวคืออริยมรรคทั้ง ๔ ยังมโนรถ
หน้า 12 ข้อ 137
ของตนให้ถึงที่สุดได้. แม้ในอธิการนี้ พระอริยมรรคชื่อว่าเขี้ยว เพราะเป็น ดุจเขี้ยว เพราะฉะนั้น พึงทราบความโดยความหมายที่คล้ายกันเท่านั้น. บทว่า คิริคพฺภเร แปลว่า ใกล้ถ้ำภูเขา. (บทว่า คิริคพฺภเร) เป็นสัตมีวิภัตติลงในอรรถว่าใกล้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า คิริควฺหเร. ความว่า ที่ชัฎแห่งป่าคือไพรสณฑ์ ใกล้ภูเขา. ก็คำว่า คิริคพฺภเร นี้ เป็น คำแสดงถึงสถานที่อันรุ่งโรจน์ และแสดงถึงภาคพื้นที่ควรบันลือสีหนาทของ ราชสีห์เหล่านั้น. ประกอบความว่า ของราชสีห์ทั้งหลายซึ่งบันลืออยู่ ที่ใกล้ถ้ำ ภูเขา ดังนี้. ก็ราชสีห์ทั้งหลาย เมื่ออยู่ที่ใกล้ถ้ำภูเขา คือในที่ซึ่งสงัดจากผู้คน เพราะราชสีห์เป็นสัตว์ที่คนและสัตว์อื่นเข้าใกล้ได้ยาก จะบันลือสีหนาทในเวลา ไปหากิน เพื่อป้องกันความสะดุ้งกลัวของหมู่มฤคเล็ก ๆ ที่จะบังเกิดขึ้นเพราะ เห็นตน ฉันใด แม้พระมหาเถระเหล่านี้ เมื่ออยู่ในสุญญาคาร เช่นเดียวกับ ถ้ำภูเขา ที่คนเหล่าอื่นเข้าใกล้ได้ยากทีเดียว ก็บันลือ (สีหนาท) อย่างไม่ เกรงใคร กล่าวคือคาถาที่กล่าวไว้ เพื่อหลีกเว้นความสะดุ้งหวาดเสียวเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยอำนาจตัณหาและทิฏฐิ ของปุถุชนผู้ด้อยคุณธรรม. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สีทานํว นทนฺตานํ ทาีนํ คิริคพฺภเร ( แปลว่า ดุจ- การบันลือของสีหะทั้งหลาย ซึ่งเป็นสัตว์ประเสริฐกว่าเหล่าสัตว์ที่มีเขี้ยว ทั้งหลาย ที่ใกล้ถ้ำภูเขา) ดังนี้. บทว่า สุณาถ เป็นคำกล่าวบังคับให้ฟัง. พระอานนทเถระ ประสงค์ จะให้เกิดความเป็นผู้ใคร่จะฟัง ให้เกิดความสนใจในการฟัง ปลุกให้เกิดความ อุตสาหะ. ให้เข้าไปตั้งไว้ซึ่งความเคารพและความนับถืออย่างมาก แก่บริษัทที่ มาประชุมกัน (เพื่อฟัง) คาถาทั้งหลายที่พระเถระนั้นกล่าวอยู่. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบความแห่งบทว่า สีหานํ เป็นต้น ด้วยสามารถแห่งความสูงสุด
หน้า 13 ข้อ 137
อย่างเดียว โดยเว้นจากการกำหนดสัตว์ที่เสมอกัน. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงพึงคาถาที่คล้ายกับการบันลือสีหนาทอย่างไม่หวั่นกลัว ของ พระเถระเหล่านั้น เหมือนการบันลือสีหนาทของราชสีห์ ที่เป็นราชาของมฤค บันลืออยู่ คือ คำรามอยู่ แบบราชสีห์คำรามที่ใกล้ถ้ำภูเขา ของสัตว์ชื่อว่า มีเขี้ยวทั้งหลาย เพราะมีเขี้ยวประเสริฐ งดงาม โดยความเป็นเขี้ยวที่มั่นคง แหลมคม. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ท่านทั้งหลายจงพึงคาถา อันกระทำความสะดุ้ง หวาดเสียวแก่ชนผู้ประมาทแล้ว ชื่อว่าเป็นการบันลืออย่างไม่หวั่นเกรง เพราะ เหตุแห่งภัยทั้งหลาย ท่านละได้แล้วด้วยดี โดยประการทั้งป่วง เช่นเดียวกับ การบันลือสีหนาทของพระเถระทั้งหลาย ผู้มีตนอันอบรมแล้ว ผู้ไม่ประมาท แล้ว เหมือนการบันลืออย่างไม่หวั่นเกรงนั้น การทำความหวาดเสียวแก่มฤค อื่นจากราชสีห์นั้น เพราะไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ ของราชสีห์ ที่เป็นราชาแห่ง หมู่มฤค บันลือสีหนาทอยู่ ฉะนั้น. บทว่า ภาวิตตฺตานํ ได้แก่ ผู้มีจิตอันอบรมแล้ว. อธิบายว่า จิต ท่านเรียกว่าตน ดังในประโยคมีอาทิว่า ได้ยินว่าตนแลฝึกได้ยาก ผู้ใดแลมีจิต ตั้งมั่นแล้ว จะเป็นผู้ซื่อตรงดุจกระสวยทอผ้าฉะนั้น และดุจในประโยคมีอาทิว่า ตั้งใจไว้ชอบดังนี้. เพราะฉะนั้น จึงได้ความว่า ของพระอริยบุคคลผู้ยังจิตให้ เจริญยิ่งแล้วด้วยสมถะและวิปัสสนา โดยการประกอบเนือง ๆ ซึ่งอธิจิต คือ ท่านผู้ยังจิตให้ถึงที่สุด แห่งสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา แล้วดำรงอยู่. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภาวิตตฺตานํ ความว่า มีตนอันอบรมแล้วเป็นสภาพ. อธิบายว่า มีตนอันอบรมแล้วด้วยคุณมีศีลเป็นต้น อันเป็นแล้วตามสภาพ. ที่ชื่อว่า คาถา เพราะเป็นถ้อยคำอันท่านร้อยกรองไว้ ได้แก่ ถ้อยคำ ๔ บท หรือ ๖ บท ที่ฤษีทั้งหลายประพันธ์ไว้โดยเป็นฉันท์ มีอนุฏฐุภฉันท์เป็นต้น. เพราะเหตุที่ ฉันท์แม้อื่น มีลักษณะคล้ายกับอนุฏฐภฉันท์ ท่านจึงเรียกว่า
หน้า 14 ข้อ 137
คาถา (เหมือนกัน). คาถา ชื่อว่า อัตถูปนายิกา เพราะอรรถว่า น้อมเข้าไป ซึ่งประโยชน์ทั้งหลาย มีประโยชน์ตนเป็นต้น หรือเพราะน้อมตนเข้าไปใน ประโยชน์เหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภาวิตตฺตานํ แปลว่า มีอัตภาพอันเจริญแล้ว. อธิบายว่า อัตภาพท่านเรียกว่า อัตตา เพราะเป็นที่ตั้งแห่งมานะว่าเป็น " เรา " ก็และอัตตานั้น อันอัตภาพเหล่านั้น อบรมแล้ว ด้วยอัปปมาทภาวนา (และ) อนวัชชภาวนา คือให้ถือเอากลิ่น แห่งคุณธรรมได้โดยชอบทีเดียว. พระ- อานนทเถระเจ้า แสดงความบริบูรณ์แห่งภาวนา แม้ทั้ง ๔ คือ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตภาวนา ปัญญาภาวนา เหล่านั้น ไว้ด้วยบทว่า ภาวิตตฺตานํ นั้น และทางดำเนินไปสู่พระสัมโพธิญาณ ในที่นี้ท่านประสงค์เอาว่าภาวนา ก็การตรัสรู้ สัจจะนี้มี ๒ อย่าง คือ โดยการตรัสรู้ ๑ และโดยอรรถแห่งสัจจะ นั้น ๑. ส่วนสัมโพธินั้น มี ๓ อย่าง คือ สัมมาสัมโพธิญาณ ๑ ปัจเจกสัม- โพธิญาณ ๑ สาวกสัมโพธิญาณ ๑. ในบรรดาสัมโพธิ ๓ อย่างนั้น ชื่อว่า สัมมาสัมโพธิ เพราะรู้ คือ ตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยชอบด้วยพระองค์เอง. มรรคญาณที่เป็นปทัฏฐาน ของสัพพัญญุตญาณ และสัพพัญญุตญาณที่เป็นปทัฏฐานของมรรคญาณ ท่าน เรียกว่า สัมมาสัมโพธิญาณ ด้วยเหตุนั้น ท่านพระอานนทเถระจึงกล่าวว่า พระนามว่า พุทฺโธ แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระสัพพัญญู ไม่มี อาจารย์ ตรัสรู้พร้อมเฉพาะซึ่งสัจจะทั้งหลายเอง ในธรรมทั้งหลายที่พระองค์ ไม่เคยได้ยินมาในกาลก่อน เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นพระสัพพัญญู ในธรรม เหล่านั้น และถึงแล้ว ซึ่งความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย ดังนี้. แท้จริง ความเป็นผู้ชำนาญในพลธรรมทั้งหลาย มีการตรัสรู้ธรรม ที่ควรตรัสรู้เป็นอรรถ. ชื่อว่า ปัจเจกสัมโพธิ เพราะตรัสรู้ด้วยตนเองทีเดียว
หน้า 15 ข้อ 137
เป็นส่วนตัว. อธิบายว่า ไม่ได้ตรัสรู้ตามใคร ได้แก่ ตรัสรู้สัจจธรรมด้วย สยัมภูญาณ. ความจริง การตรัสรู้สัจจธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย แม้เป็นไปอยู่ด้วยพระองค์เองทีเดียว โดยเป็นสยัมภูญาณ ชื่อว่า มีผู้ตรัสรู้ตาม เพราะเป็นเหตุแห่งการตรัสรู้สัจจธรรมของสัตว์ทั้งหลาย หาประมาณไม่ได้. ก็การบรรลุสัจจะนั้น ของเหล่าสัตว์ผู้หาประมาณมิได้ เหล่านี้ ย่อมไม่เป็นเหตุ แห่งการตรัสรู้สัจจธรรมของสัตว์ แม้คนเดียว. ชื่อว่า สาวก เพราะเกิดในที่สุด แห่งการฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา. การตรัสรู้สัจจธรรมของพระ- สาวกทั้งหลาย ชื่อว่า สาวกสัมโพธิ. ก็การตรัสรู้ ๓ อย่างแม้นี้ ของพระโพธิสัตว์ ๓ จำพวก พึงทราบว่า ยังการเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ มีสติปัฏฐานเป็นต้น ให้บริบูรณ์ เพื่อถึงที่สุดแห่งปฏิปทาที่จะมาถึงตามลำดับของตน (รอความบริบูรณ์แห่งบารมี ของตน) เพราะเว้นโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการนั้น การตรัสรู้นอกนี้จะมี ไม่ได้. อธิบายว่า เว้นการตรัสรู้ด้วยสัจฉิกิริยากิจเสียแล้ว การตรัสรู้ด้วย ภาวนากิจ จะเกิดไม่ได้เลย. และเมื่อมีการตรัสรู้ภาวนากิจ การตรัสรู้ด้วย ปหานกิจ และการตรัสรู้ด้วยปริญญากิจ ย่อมชื่อว่า เป็นอันสำเร็จแล้วทีเดียว. ก็ในเวลาที่พระมหาโพธิสัตว์เจ้า บำเพ็ญโพธิสมภารเสร็จบริบูรณ์แล้ว ในภพสุดท้าย บำเพ็ญบุพกิจเสร็จสิ้นแล้ว เสด็จขึ้นสู่โพธิมณฑล ทรงตั้ง ปฏิญญาว่า เราจักไม่ทำลายบัลลังก์นี้ จนกว่าจิตของเราจักหลุดพ้นจากอาสวะ- ทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น (ถือมั่น) ดังนี้แล้ว ประทับนั่งบนอปราชิตบัลลังก์ (บัลลังก์ที่พญามารมิอาจผจญได้) ยังไม่ทันถึงเวลาเย็น ก็ทรงกำจัดมารและ พลแห่งมารเสียได้ ทรงระลึกถึงขันธ์ที่พระองค์เคยอยู่อาศัยมาแล้วในก่อน ใน โวการภพที่มีอาการมิใช่น้อย ด้วยบุพเพนิวาสานุสติญาณ ในปุริมยาม (ยามต้น)
หน้า 16 ข้อ 137
ทรงบรรลุ จตูปปาตญาณและอนาคตังสญาณด้วยการชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ในมัชฌิมยาม (ยามกลาง) ทรงตั้งมั่นซึ่งวิปัสสนา โดยมุขคือปฏิจจสมุปบาท จำเดิมแต่ชราและมรณะ โดยนัยมีอาทิว่า สัตวโลกนี้ ถึงความลำบากหนอ ย่อมเกิด แก่ ตาย จุติ และอุปบัติ ก็และถึงอย่างนั้น ก็ยังไม่รู้จัก (พระนิพพาน) อันเป็นเครื่องสลัดทุกข์นี้ คือ ชราและมรณะ เป็นพระโลกนาถลับขวาน คือ พระญาณ เพื่อจะตัดเสียซึ่งชัฎคือกิเลส ดุจลับขวานที่หินสำหรับลับ เพื่อจะ ตัดชัฏใหญ่ (ถางป่าใหญ่) ฉะนั้น ทรงยังวิปัสสนาให้ตั้งท้อง โดยการบรรลุ พระสัพพัญญุตญาณ เพราะเหตุสมบัติ คือ ความเป็นพระพุทธเจ้า ถึงความ แก่กล้า ทรงเข้าสมาบัติต่าง ๆ ในระหว่าง ๆ ทรงยกนามรูปตามที่ทรงกำหนด แล้วขึ้นสู่ไตรลักษณ์ พิจารณาสังขารในโวการภพมีอาการมิใช่น้อยด้วยสามารถ แห่งการพิจารณาธรรมตามลำดับบท ยังสัมมสนวารให้พิสดารแล้ว โดยมุข แห่งธรรม ๓๖ แสนโกฏิ. เมื่อวิปัสสนาญาณกล่าวคือมหาวชิรญาณ ในสัมม- สนญาณนั้นแก่กล้า ผ่องใส เป็นไปโดยความเป็นวุฏฐานคามินี ทรงสืบต่อ สัมมสนญาณนั้นด้วยมรรคได้ ในเวลาใด ในเวลานั้น ทรงยังกิเลส ๑,๕๐๐ ให้สิ้นไป โดยลำดับแห่งมรรค ชื่อว่า ย่อมตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณ ในขณะแห่งมรรคอันเลิศ (อรหัตมรรค) จำเดิมแต่ขณะแห่งผลอันเลิศ (อรหัตผล) ชื่อว่า ทรงบรรลุแล้วในปัจฉิมยาม (ยามสุดท้าย). ก็แม้ทศพลญาณ และเวสารัชชญาณเป็นต้น ชื่อว่า ย่อมอยู่ในเงื้อม พระหัตถ์ของพระองค์ในเวลานั้น เพราะความเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนั้น ข้อนี้ จึงจัดเป็นปฏิปทาแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณ โดยการตรัสรู้ก่อน ส่วนโดยใจความแห่งสัมมาสัมโพธิปฏิปทานั้น ได้แก่ การเพิ่มพูนโพธิสมภาร อันเป็นแล้วในระหว่างที่ทรงบังเกิดในดุสิตพิภพ จนถึงแสดงมหาภินิหาร. คำที่ ควรกล่าวถึงในการเพิ่มพูนพระโพธิสมภารนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว สมบูรณ์
หน้า 17 ข้อ 137
ด้วยอาการทั้งปวง ในอรรถกถาจริยาปิฎก เพราะฉะนั้น ผู้ศึกษา พึงถือเอา โดยนัยที่ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้แล้ว ในอรรถกถาแห่งจริยาปิฎกนั้นเทอญ. ฝ่ายพระปัจเจกโพธิสัตว์ทั้งหลาย บำเพ็ญอภินิหาร เพื่อเป็นพระ- ปัจเจกโพธิ มีปัจเจกโพธิสมภาร อันสร้างสมมาแล้วโดยลำดับ ดำรงอยู่ใน อัตภาพสุดท้ายในเวลาเช่นนั้น ถือเอาสังเวคนิมิต อันปรากฏแล้วโดยความ ที่ญาณถึงความแก่กล้า เห็นโทษในภพเป็นต้น โดยไม่แปลกกัน กำหนดปวัต- ติกาลและเหตุแห่งปวัตติกาล นิวัตติกาลและเหตุแห่งนิวัตติกาลด้วยสยัมภูญาณ เพิ่มพูนจตุสัจจกัมมัฏฐานมีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ โดยนัยอันมาแล้ว มีอาทิว่า ท่านมนสิการอยู่โดยแยบคายว่า นี้ทุกข์ ดังนี้. พิจารณาทบทวนสังขารทั้งหลาย ตามสมควรแก่อภินิหารของตน ขวนขวายวิปัสสนาโดยลำดับ บรรลุมรรค อันเลิศตามลำดับมรรค ชื่อว่า ย่อมตรัสรู้ ปัจเจกสัมโพธิญาณ จำเดิมแต่ ขณะแห่งผลอันเลิศ (อรหัตผล) ไป ชื่อว่า เป็นพระปัจเจกสัมพุทธะ ย่อมเป็น พระอรรคทักขิไณยบุคคลของโลก พร้อมทั้งเทวโลก. ส่วนสาวก หรือเพื่อน สพรหมจารีของพระศาสดา ฟังกัมมัฏฐานอันมีสัจจธรรมทั้ง ๔. เป็นอารมณ์ ดำรงตาม คือ เพียรพยายามปฏิบัติ ข้อปฏิบัติเกิดแต่กัมมัฏฐานนั้น ขวนขวายวิปัสสนาหรือเมื่อปฏิปทา เจริญขึ้น แทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมบรรลุสาวกสัมโพธิญาณ ในภูมิแห่งอรรคสาวกที่สำเร็จตามสมควรแก่- อภินิหารของตน หรือในขณะแห่งมรรคอันเลิศอย่างเดียว. ต่อแต่นั้นย่อมชื่อว่า เป็นการตรัสรู้ของสาวก เป็นอรรคทักขิไณยบุคคลในโลกพร้อมทั้งเทวโลก. ปัจเจกสัมโพธิ และสาวกสัมโพธิ พึงทราบโดยการตรัสรู้ ดังพรรณนามานี้ก่อน. แต่โดยความหมายแห่งสัมมาสัมโพธิญาณ ของพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย นั้น โดยกำหนดอย่างต่ำ ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภารตลอดเวลา ๔ อสงไขย (กำไร) แสนมหากัป. โดยกำหนดอย่างกลาง ต้องปรารถนาการเพิ่มพูน
หน้า 18 ข้อ 137
โพธิสมภาร ตลอดเวลา ๘ อสงไขย (กำไร) แสนมหากัป. โดยกำหนดอย่างสูง ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภารตลอดเวลาถึง ๑๖ อสงไขย (กำไร) แสนมหากัป. และข้อแตกต่างกันเหล่านี้ พึงทราบด้วยสามารถแห่งบารมีของ พระโพธิสัตว์ ผู้ที่เป็นปัญญาธิกะ สัทธาธิกะ และวิริยาธิกะ. อธิบายว่า ผู้ที่เป็นปัญญาธิกะ ย่อมมีศรัทธาอ่อน แต่มีปัญญากล้าแข็ง และต่อจากนั้นไปไม่นาน บารมีก็จะถึงความบริบูรณ์ เพราะความเป็นผู้ฉลาด ในอุบาย เป็นภาวะผ่องใส และละเอียดอ่อน. ผู้ที่เป็นสัทธาธิกะ ย่อมมีปัญญาปานกลาง เพราะฉะนั้น บารมีของ พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสัทธาธิกะเหล่านั้น จึงถึงความบริบูรณ์ไม่เร็วเกินไป และ ไม่ช้าเกินไป. ส่วนผู้ที่เป็นวิริยาธิกะ ย่อมมีปัญญาน้อย เพราะฉะนั้น บารมีของ พระโพธิสัตว์ ผู้วิริยาธิกะเหล่านั้น จึงถึงความบริบูรณ์ โดยการเนิ่นนาน ทีเดียว. สำหรับพระปัจเจกโพธิสัตว์ไม่อย่างนั้น อธิบายว่า ท่านเหล่านั้น แม้ถึงจะมีบารมีเป็นปัญญาธิกะ ก็ยังต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภาร ตลอดเวลา ๒ อสงไขย (กำไร) แสนกัป (แต่) ไม่ต่ำกว่านั้น. แม้ท่านผู้เป็น สัทธาธิกะ และวิริยาธิกะ ล่วงเลยกัปอื่นจากกำหนดที่กล่าวแล้ว ไปเล็กน้อย เท่านั้น ก็ย่อมบรรลุปัจเจกสัมโพธิญาณ แต่ไม่ถึงอสงไขยที่ ๓. สำหรับพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสาวก บำเพ็ญอภินิหาร เพื่อความเป็น อรรคสาวก ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสมภาร สิ้นเวลา ๑ อสงไขย (กำไร) แสนกัป. สำหรับผู้ที่เป็นมหาสาวก (บำเพ็ญอภินิหาร เพื่อความเป็นมหาสาวก) ต้องปรารถนาการเพิ่มพูนโพธิสัมภาร สิ้นเวลาแสนกัปเท่านั้น. ถึงพระพุทธ-
หน้า 19 ข้อ 137
มารดา พระพุทธบิดา พุทธอุปัฏฐากและพระพุทธชิโนรส ก็เหมือนกัน (คือ ใช้เวลาเพิ่มพูนโพธิสมภารแสนกัป). ในอธิการนั้น พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้ เมื่อพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย ผู้ตั้งปณิธานโดยรวบรวมธรรม ๘ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างนี้ว่า เพราะประชุมแต่งธรรม ๘ ประการ คือ ความ- เป็นมนุษย์ ๑ ความสมบูรณ์ด้วยเพศ ๑ เหตุ ๑ การพบ พระศาสดา ๑ บรรพชา ๑ คุณสมบัติ ๑ อธิการ ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑ อภินิหารจึงสำเร็จได้ ดังนี้. จำเดิมแต่บำเพ็ญมหาภินิหาร ขวนขวายแล้ว ๆเล่า ๆ ในทานเป็นต้นเป็น พิเศษถวายมหาทานเช่นกับทานของพระเวสสันดร ทุกๆวัน แม้สั่งสมอยู่ซึ่งบารมี ธรรมทุกอย่าง มีศีลอันสมควรแก่มหาทานนั้นเป็นต้น ขึ้นชื่อว่าการบังเกิดขึ้น แห่งพระพุทธเจ้า ย่อมไม่มีในระหว่างได้เลย เพราะยังไม่ถึงกำหนดเวลาตามที่ กล่าวแล้ว. เพราะเหตุไร ? เพราะพระญาณยังไม่สุกเต็มที่. อธิบายว่า พระญาณ ของพระพุทธเจ้า ถึงความเจริญ งอกงาม ไพบูลย์ ตั้งท้อง ย่อมถึงความ สุกงอม ดุจข้าวกล้าที่ให้สำเร็จแล้วในเวลาที่กำหนด ฉันใด ดังนั้น การบรรลุ ปัจเจกสัมโพธิญาณและสาวกสัมโพธิญาณ ในระหว่างนั้น แหละโดยยังไม่ถึง กำหนดเวลาตามที่กล่าวแล้วในที่นั้นๆ ย่อมไม่มีแก่พระปัจเจกโพธิสัตว์ ผู้กระทำ อภินิหาร ประมวลธรรม ๕ ประการเหล่านั้น คือ ความเป็นมนุษย์ ๑ ความสมบูรณ์ด้วยเพศ ๑ การเห็นท่านผู้ปราศจากอาสวะ ๑ อธิการ ๑ ความ เป็นผู้มีฉันทะ ๑ เหล่านี้ รวมเป็นเหตุแต่งอภินิหาร.
หน้า 20 ข้อ 137
และแก่พระโพธิสัตว์ผู้เป็นสาวก ผู้ตั้งปณิธานไว้ด้วยสามารถแห่งความปรารถนา อันประกอบแล้วด้วยองค์ ๒ คือ อธิการ ๑ ความเป็นผู้มีฉันทะ ๑ ก็ฉันนั้น. เพราะเหตุใด ? เพราะญาณยังไม่สุกเต็มที่. อธิบายว่า ปัญญาบารมี ที่ส่งเสริม เพิ่มเติมด้วยบารมีทั้งหลายมีทานบารมีเป็นต้น ของพระมหาโพธิสัตว์ทั้งหลาย แม้เหล่านี้ ย่อมตั้งท้อง ถึงความสุกงอม ยังพระพุทธญาณให้บริบูรณ์โดยลำดับ ฉันใด ปัญญาบารมีที่ส่งเสริมเพิ่มเติม ด้วยบารมีทั้งหลาย มีทานบารมีเป็นต้น (ของพระปัจเจกพุทธเจ้า และพระสาวกทั้งหลาย) ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อม ตั้งท้อง ถึงความสุกงอม ยังพระปัจเจกโพธิญาณ และสาวกโพธิญาณให้บริบูรณ์ ตามสมควรโดยลำดับ. แท้จริง โดยการสั่งสมทานไว้ ท่านเหล่านี้ จึงเป็นผู้มีใจไม่ข้องอยู่ ในกิเลสทั้งปวง เป็นผู้มีจิตไม่เพ่งเล็ง เพราะมีอัธยาศัยไม่ละโมบในภพนั้น ๆ โดยการสั่งสมศีลไว้ จึงเป็นผู้มีกายวาจาและการงานบริสุทธิ์ด้วยดี เพราะมีกาย วาจาสำรวมดีแล้ว มีอาชีพบริสุทธิ์ มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ประมาณในโภชนะ ย่อมตั้งจิตมั่นด้วยชาคริยานุโยค การประกอบ ความเพียรของท่านเหล่านั้น นี้ พึงทราบด้วยสามารถแห่งปัจจาคติกวัตรที่ทำ ไว้แล้ว. ก็สมาบัติ ๘ อภิญญา ๕ อภิญญา ๖ และบุพภาควิปัสสนาอันเป็น อธิฏฐานธรรม ย่อมอยู่ในเงื้อมมือ ของท่านผู้ปฏิบัติอยู่เช่นนี้ ได้โดยไม่ยาก ทีเดียว ส่วนคุณธรรมมีความเพียรเป็นต้น ก็หยั่งลงสู่ภายในแห่งบุพภาควิปัส- สนานั้นทีเดียว. ก็ความอดทนอย่างยิ่ง ในการบำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น เพื่อปัจเจก- โพธิญาณ หรือสาวกโพธิญาณ นี้ ชื่อว่า วิริยะ. ความอดทนต่อความโกรธ
หน้า 21 ข้อ 137
นั้นใด นี้ชื่อว่า ขันติ. การให้ทาน การสมาทานศีลเป็นต้น และการไม่กล่าว ให้คลาดเคลื่อน (จากความเป็นจริง) อันใด นี้ ชื่อว่าสัจจะ. การอธิฎฐาน ใจที่ไม่หวั่นไหวแน่วแน่ อันให้สำเร็จประโยชน์ในที่ทั่วไปนั่นแหละ ชื่อว่า อธิฏฐาน. การมุ่งประโยชน์ในหมู่สัตว์ อันเป็นพื้นฐานของความเป็นไปแห่ง ทานและศีลเป็นต้น นี้ ชื่อว่า เมตตา. การวางเฉยในประการที่ไม่เหมาะสม ที่สัตว์ทั้งหลายกระทำแล้ว ชื่อว่า อุเบกขา. ดังนั้น เมื่อทาน ศีล ภาวนา และศีล สมาธิ ปัญญา มีอยู่ บารมีทั้งหลาย มีวิริยบารมีเป็นต้น ย่อมชื่อว่า สำเร็จแล้วทีเดียว ด้วยอาการอย่างนี้. ปฏิปทามีทานเป็นต้น เพื่อประโยชน์แก่ปัจเจกโพธิญาณก็ดี เพื่อ ประโยชน์แก่สาวกโพธิญาณก็ดี นั้นแหละ ชื่อว่า ภาวนา เพราะอบรม คือ บ่มสันดาน ของพระโพธิสัตว์เหล่านั้น. ปฏิปทาอันเนื่องด้วยสมถะและวิปัสสนา ที่เป็นไปแล้วในสันดาน อันทานและศีลปรุงแต่งดีแล้ว โดยพิเศษ เป็นเหตุให้พระโพธิสัตว์เหล่านั้น สมบูรณ์ด้วยธรรมเป็นที่ประชุมแห่งการบำเพ็ญเพียรในเบื้องต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ อานิสงส์ ๕ ประการเหล่านี้ ย่อมมีในการบำเพ็ญเพียรเบื้องต้น ๕ ประการคืออะไร บ้าง ? ดูก่อนอานนท์ คือ ผู้บำเพียรเบื้องต้นใน พระธรรมวินัยนี้ ย่อมชื่นชมพระอรหัตผล ในปัจจุบัน นี้แหละ พลันทีเดียว ๑ ถ้ายังไม่ได้ชื่นชมอรหัตผล
หน้า 22 ข้อ 137
ในทิฏฐธรรม โดยพลัน ต่อมาในมรณสมัย จะได้ชื่นชม พระอรหัตผล ๑ ต่อไปเป็นเทพบุตร จะได้ชื่นชม พระอรหัตผล ๑ ต่อไป จะได้เป็นผู้ตรัสรู้โดยฉับพลัน ในที่เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ๑ ใน กาลภายหลัง จะได้เป็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า ๑ ดังนี้. ด้วยประการดังพรรณนามานี้ พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และสาวกของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ผู้มีอัตภาพอันอบรมแล้ว ด้วยการอบรม ธรรมเป็นเครื่องถึงซึ่งฝั่ง อันเป็นข้อปฏิบัติเบื้องต้น ด้วยสมถภาวนาและวิปัส- สนาภาวนา และด้วยมรรคภาวนากล่าวคือการตรัสรู้ อันเป็นนิโรธคามินีปฏิปทา ย่อมได้ชื่อว่ามีตนอันอบรมแล้ว. ในวิเศษบุคคลเหล่านั้น สาวกของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ท่านประสงค์เอาในที่นี้. ก็ด้วยบทว่า สีหานํ ว นี้ ในคาถานี้ พระธรรมสังคาหกาจารย์ แสดงถึงความที่พระเถระทั้งหลาย อันปรปักษ์ของตนครอบงำไม่ได้ และ พฤติกรรมที่ข่มขี่ข้าศึกเหล่านั้น โดยการแสดงพฤติกรรมที่เสมอด้วยสีหะ. ด้วยบาทคาถาว่า สีหานํว นทนฺ ตานํ ฯเปฯ คาถา นี้ ท่านแสดงถึง ความที่พระเถระทั้งหลายเหล่านั้น อันข้าศึกทั้งหลาย ย่ำยีไม่ได้ โดยปรวาท และพฤติกรรมที่ข่มขี่ข้าศึกเหล่านั้น โดยการแสดงว่าเถรคาถาทั้งหลาย เป็น เช่นเดียวกับสีหนาท. ด้วยบทว่า ภาวิตตฺตานํ นี้ ท่านแสดงถึงเหตุแห่งการ บันลือสีหนาท ของพระเถระทั้งหลายเหล่านั้น. ในคาถานี้ พระเถระทั้งหลาย ท่านเรียกว่า เป็นเช่นกับ สีหะ เพราะมีอัตภาพอันอบรมแล้ว และคาถาของ พระเถระเหล่านั้น ท่านเรียกว่าเป็นเช่นกับด้วยสีหนาท.
หน้า 23 ข้อ 137
ด้วยบทว่า อติถูปนายิกา นี้ ท่านแสดงถึงประโยชน์ในการข่มขี่. ในบรรดาอกุศลธรรมเหล่านั้น สังกิเลสธรรม ชื่อว่า เป็นปรปักษ์ของพระเถระ ทั้งหลาย. สมุจเฉทปหาน กับตทังควิกขัมภนปหาน ชื่อว่า การข่มขี่สังกิเลส- ธรรมนั้น. พระเถระเหล่านั้น ท่านเรียกว่า ผู้มีตนอันอบรมแล้ว เพราะเมื่อ สมุจเฉทปหาน พร้อมด้วยตทังควิกขัมภนปหานมีอยู่ ปฏิปัสสัทธิปหาน และ นิสสรณปหาน ย่อมชื่อว่า สำเร็จแล้วโดยแท้. ท่านกล่าวอธิบายความไว้ดังนี้ ก็ในมรรคขณะ พระอริยะทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมเจริญอัปปมาทภาวนา จำเดิมแต่ผลอันเลิศ (อรหัตผล) ไป ชื่อว่า ผู้มีตนอันอบรมแล้ว. ในบรรดาปหาตัพพธรรมเหล่านั้น ท่านแสดงความสมบูรณ์ด้วยศีล ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยตทังคปหาน แสดงความสมบูรณ์ด้วยสมาธิ ด้วย วิกขัมภนปหาน แสดงความสมบูรณ์ด้วยปัญญา ด้วยสมุจเฉทปหาน แสดงผล ของสัมปทาเหล่านั้น ด้วยบทนอกนี้. ก็ท่านแสดง ความที่ข้อปฏิบัติของพระเถระเหล่านั้น งามในเบื้องต้น ด้วยศีล. และศีลชื่อว่า งามในเบื้องต้น ด้วยข้อปฏิบัติ โดยพระบาลีว่า โก จาทิ กุสลานํ ธมฺมานํ สีลญฺจ สุวิสุทฺธํ (ก็อะไรเป็นเบื้องต้นของ กุศลธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ศีลที่บริสุทธิ์ดีแล้ว) บ้าง สีเล ปติฏฺาย (นระตั้งอยู่แล้วในศีล) บ้าง สพฺพปาปสฺส อกรณํ (การไม่ทำบาปทั้งปวง) บ้าง เพราะความเป็นเหตุนำมาซึ่งคุณธรรม มีความไม่ต้องเดือดร้อนเป็นต้น. ท่านแสดงความงามในท่ามกลางด้วยสมาธิ สมาธิชื่อว่า งามในท่าม- กลางด้วยข้อปฏิบัติ โดยพระบาลีว่า จิตฺตํ ภาวยํ (ยังจิตให้เจริญอยู่) บ้าง
หน้า 24 ข้อ 137
กุสลสฺส อุปสมฺปทา (ยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม) บ้าง เพราะเป็นเหตุ นำมาซึ่งคุณมีอิทธิวิธะเป็นต้น. ท่านแสดงความงามในที่สุดด้วยปัญญา ปัญญาชื่อว่าเป็นที่สุดของข้อ ปฏิบัติ โดยพระบาลีว่า สจิตฺตปริโยทปนํ (การทำจิตของตนให้ผ่องแผ้ว) บ้าง ปญฺญํ ภาวยํ (ยังปัญญาให้เจริญ) บ้าง ปัญญานั่นแหละ ชื่อว่า งาม โดยเหตุที่ปัญญาเหนือกว่ากุศลธรรมทั้งหลาย เพราะนำมาซึ่งความเป็นผู้ คงที่ในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ทั้งหลาย สมดังที่ตรัสไว้ว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่หวั่นไหวในนินทาและ สรรเสริญทั้งหลาย เหมือนเขาหิน เป็นแท่งทึบ ไม่ สะท้านสะเทือน ด้วยลมฉะนั้น ดังนี้. อนึ่ง ท่านแสดงความเป็นผู้มีวิชชา ๓ ด้วยสีลสัมปทา เพราะจะ บรรลุวิชชา ๓ ได้ ต้องอาศัยสีลสมบัติ. แสดงความเป็นผู้มีอภิญญา ๖ ด้วยสมาธิสัมปทา เพราะจะบรรลุ อภิญญา ๖ ได้ ต้องอาศัยสมาธิสมบัติ. แสดงความเป็นผู้มีปฏิสัมภิทาแตกฉาน ด้วยปัญญาสัมปทา เพราะจะ บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ ได้ ต้องอาศัยปัญญาสมบัติ. ด้วยบทว่า อตฺถูปนายิกา นี้ พึงทราบว่า ท่านแสดงความนี้ไว้ว่า บรรดาพระเถระเหล่านั้น บางท่านได้วิชชา ๓ บางท่านได้อภิญญา ๖ บางท่าน ถึงปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. อนึ่ง ท่านแสดงการงดเว้น ส่วนสุดกล่าวคือกามสุขัลลิกานุโยค ของ พระเถระเหล่านั้น ด้วยสีลสัมปทา. แสดงการงดเว้น ส่วนสุด กล่าวคืออัต- กิลมถานุโยค ด้วยสมาธิสัมปทา. แสดงการเสพมัชฌิมาปฏิปทา ด้วยปัญญา
หน้า 25 ข้อ 137
อนึ่ง พึงทราบว่า ท่านแสดงการละ โดยการก้าวล่วงกิเลสทั้งหลาย ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยสีลสัมปทา. แสดงการละความกลุ้มรุมของกิเลสทั้งหลาย ด้วยสมาธิสัมปทา. แสดงการละอนุสัยของกิเลสทั้งหลาย ด้วยปัญญาสัมปทา. อีกอย่างหนึ่ง แสดงการชำระสังกิเลสคือทุจริต ด้วยสีลสัมปทา. แสดงการชำระสังกิเลสคือตัณหา ด้วยสมาธิสัมปทา. แสดงการชำระสังกิเลสคือทิฏฐิ ด้วยปัญญาสัมปทา. อีกอย่างหนึ่ง แสดงการก้าวล่วงอบาย ของพระเถระเหล่านั้นด้วย ตทังคปหาน. แสดงการก้าวล่วงกามธาตุ ด้วยวิกขัมภนปหาน. แสดงการก้าวล่วงภพทั้งปวง ด้วยสมุจเฉทปหาน. อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า ภาวิตตฺตานํ นี้ พึงทราบว่า ได้แก่ภาวนา ๓ คือ สีลภาวนา จิตตภาวนา ปัญญาภาวนา เพราะกายภาวนา หยั่งลงสู่ ภายในแห่งภาวนา ๓ นั้น. คำที่ว่า สีลภาวนา จ ปฏิปตฺติยา อาทิดังนี้ทั้งหมด เช่นกับคำ ที่กล่าวแล้วในก่อน. ก็หมู่มฤคเหล่าอื่น ย่อมอดทนการบันลือของสีหะไม่ได้ ที่ไหนจะอดทนการข่มขู่คุกคามได้ การบันลือของสีหะนั่นแหละ จะข่มขู่คุกคาม หมู่มฤคเหล่านั้น โดยแท้ฉันใด วาทะของอัญญเดียรถีย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น เหมือนกัน จะทนวาทะของพระเถระทั้งหลายไม่ได้ ที่ไหนจะทนการครอบงำได้ ที่แท้วาทะของพระเถระนั่นแหละ จะครอบงำวาทะของเดียรถีย์เหล่านั้น. ข้อนั้น เพราะเหตุไร ? เพราะเถรวาท เป็นไปตามพระไตรลักษณ์ และหลักธรรมว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายทั้งปวงเป็นทุกข์ ธรรมทั้งปวง เป็นอนัตตาบ้าง ว่านิพพานธาตุบ้าง เพราะโดยธรรมดาแล้ว ใคร ๆ ไม่สามารถ
หน้า 26 ข้อ 137
จะคัดค้านให้เป็นอย่างอื่นไปได้. ก็คำใดที่จะพึงกล่าวในข้อนี้ คำนั้นจักแจ่มแจ้ง ข้างหน้า ( คือในคัมภีร์ทั้งหลายเป็นอันมาก) ในอธิการนี้ พึงทราบการขยาย ความของคาถาแรก โดยสังเขปเท่านี้ก่อน. ส่วนในคาถาที่ ๒ พึงทราบการขยายความ โดยมุขคือการแสดงการ สัมพันธ์ดังต่อไปนี้ ผู้ประสงค์จะสวดคาถาของพระเถระเหล่าใด ในบรรดา พระเถระเหล่านั้น เพื่อจะระบุพระเถระเหล่านั้น โดยชื่อ โดยโคตร และโดย คุณธรรม ด้วยสามารถแห่งสาธารณนาม ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถานามา ดังนี้. แต่ว่าโดยอสาธารณนามแล้ว เนื้อความจักแจ่มแจ้งในคาถานั้น ๆ ทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถานามา ความว่า มีชื่ออย่างไร. อธิบายว่า ปรากฏโดยชื่อ โดยนัยมีอาทิว่า สุภูติ มหาโกฏฐิกะ ดังนี้. บทว่า ยถาโคตฺตา ความว่า มีโคตรอย่างไร อธิบายว่า ปรากฏแล้ว โดยกำเนิดใด ๆ โดยส่วนแห่งตระกูล โดยนัยมีอาทิว่า โคตมโคตร กัสสป- โคตร ดังนี้. บทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน ความว่า มีปกติอยู่ด้วยธรรมเช่นใด อธิบายว่า ไม่ตั้งอยู่ในความเป็นผู้ยิ่งด้วยประยัติ (ไม่สนใจคันถธุระ) แต่ มีปกติอยู่ด้วยสมาบัติตามสมควรอยู่. (สนใจวิปัสสนาธุระ ). อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน ความว่า ผู้มีปกติอยู่ตาม ธรรม และในบรรดาทิพวิหารธรรมเป็นต้น อยู่เนือง ๆ กับธรรมมีศีล เป็นต้น เช่นใด คืออยู่กับธรรมประเภทใด. บทว่า ยถาธิมุตฺตา ความว่า มีอธิมุตติเช่นใด คือในบรรดาสัทธา- ธิมุตติ และปัญญาธิมุตติทั้งหลาย มีอธิมุตติอย่างใด อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ยถาธีมุตฺตา เพราะน้อมไปสู่พระนิพพาน ด้วยประการใด ๆ ในมุขทั้งหลาย มีสุญญตมุขเป็นต้น. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า อาสวะของท่าน
หน้า 27 ข้อ 137
ผู้มีจิตน้อมไปสู่พระนิพพาน ย่อมถึงความดับสูญ. ก็คำทั้งสองนี้ พึงทราบ ด้วยสามารถแห่งธรรมที่เป็นบุพภาค. เพราะว่า การน้อมไปตามที่กล่าวแล้ว จะมีได้ในขณะก่อนได้บรรลุพระอรหัตเท่านั้น ต่อไปก็ไม่มี. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า นระใดไม่มีศรัทธา เป็นคนอกตัญญู และตัดที่ต่อเป็นต้น ดังนี้. ปาฐะว่า ยถาวิมุตฺตา ดังนี้บ้าง. ความก็ว่า พ้นแล้วด้วยประการใด ๆในบรรดาปัญญาวิมุตติ และอุภโตภาควิมุตติทั้งหลาย. บทว่า สปฺปญฺา ความว่า มีปัญญา ด้วยปัญญาแม้ ๓ อย่างคือ ติเหตุกปฏิสนธิปัญญา (ปัญญาที่ประกอบด้วยไตรเหตุ ) ๑ ปาริหาริกปัญญา ( ปัญญาสำหรับบริหารตน) ๑ ภาวนาปัญญา ( ปัญญาที่สำเร็จด้วยการภาวนา) ๑. บทว่า วิหรึสุ ความว่า อยู่แล้วด้วยผาสุวิหาร ตามที่ได้แล้วนั่นแหละ เพราะ ความเป็นผู้มีปัญญานั้นเอง. บทว่า อตนฺทิตา แปลว่า ผู้ไม่เกียจคร้าน. อธิบายว่า มีความ หมั่นขยัน ในข้อปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ตน และในข้อปฏิบัติที่เป็นประโยชน์ ผู้อื่นตามกำลัง. ก็ในพระคาถานี้ ท่านแสดงความที่พระเถระเหล่านั้น ปรากฏ แล้วโดยการประกาศ ด้วยศัพท์ว่า นาม และโคตร. แสดงสีลสัมปทา และ สมาธิสัมปทา ด้วยศัพท์ว่า พรหมวิหาร. แสดงปัญญาสัมปทา ด้วยบทว่า ยถาธิมุตฺตา สปฺปญฺา นี้. แสดงวิริยสัมปทา อันเป็นเหตุแห่งสีลสัมปทา เป็นต้น ด้วยบทว่า อตนฺทิตา นี้. แสดงความที่พระเถระเหล่านั้น มีชื่อ โดยการประกาศ ด้วยบทว่า ยถานามา นี้. แสดงถึงการประชุม แห่งสมบัติคือเหล่ากอพระอริยบุคคลผู้เป็นสัทธานุสารี และธัมมานุสารี ด้วย บทว่า ยถาโคตฺตา นี้. แสดงการประกอบด้วยสมบัติ คือ ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ และวิมุตติญาณทัสสนะ ด้วยบทมีอาทิว่า ยถาธมฺมวิหาริโน. แสดงถึง การบำเพ็ญประโยชน์ต่อผู้อื่น ของผู้ที่ดำรงอยู่ในอัตหิตสมบัติแล้ว ด้วยบทว่า อตนฺทิตา นี้.
หน้า 28 ข้อ 137
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยถานามา นี้ แสดงถึงชื่ออันมารดาบิดาทั้งหลาย ตั้งแล้ว แก่พระเถระเหล่านั้น เพราะระบุเพียงชื่อ. บทว่า ยถาโคตฺตา นี้ แสดงถึงความเป็นกุลบุตร เพราะระบุส่วนของตระกูล. แสดงถึงความที่พระ- เถระเหล่านั้น บวชด้วยศรัทธา ด้วยบทว่า ยถาโคตฺตา นั้น. บทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้ แสดงถึงจรณสมบัติ เพราะแสดงถึงความพร้อมเพรียง ด้วยคุณมีศีลสังวรเป็นต้น. บทว่า ยถาธิมุตฺตา สปฺปญฺา นี้ แสดงถึงวิชชา สมบัติของพระเถระเหล่านั้น เพราะแสดงชัดถึงการบรรลุ ด้วยญาณสมบัติ อันเป็นที่สุดของการสิ้นไปแห่งอาสวะ. บทว่า อตนฺทิตา นี้ แสดงถึงอุบาย เป็นเครื่องบรรลุวิชชาสมบัติ และจรณสมบัติ. อีกอย่างหนึ่ง ท่านแสดงเหตุเพียงการประกาศชื่อของพระเถระเหล่านั้น ด้วยบทว่า ยถานามา นี้. ส่วนด้วยบทว่า ยถาโคตฺตา นี้ ท่านแสดงถึงสมบัติ คือจักร ๒ ข้างท้าย. เพราะการประชุมแห่งโคตรสมบัติ ของพระอริยบุคคล ผู้เป็นสัทธานุสารี และธัมมานุสารี ผู้ไม่ได้ตั้งตนไว้โดยชอบ และไม่ได้ กระทำบุญไว้ในปางก่อน จะมีไม่ได้เลย. แสดงถึงสมบัติ คือจักร ๒ ข้างต้น ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยบทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้. เพราะเมื่ออยู่ในประเทศที่ไม่สมควรก็ดี เว้นจากการ คบหากับสัตบุรุษก็ดี คุณพิเศษเหล่านั้นจะมีไม่ได้เลย. แสดงถึงการประกอบ ด้วยสมบัติ คือการฟังพระสัทธรรม ด้วยบทว่า ยถาธิมุตฺตา นี้. เพราะ เว้นจากการประกาศของผู้อื่น (การฟังพระสัทธรรม) เสียแล้ว การแทงตลอด ซึ่งสัจจธรรมของพระสาวกทั้งหลาย จะมีไม่ได้เลย. แสดงถึงเหตุแห่งการ ประพฤติโดยขมีขมัน เพื่อคุณพิเศษตามที่กล่าวแล้ว ด้วยบทว่า สปฺปญฺา อตนฺทิตา นี้ เพราะแสดงถึงการเริ่มต้น ของญายธรรม.
หน้า 29 ข้อ 137
อีกนัยหนึ่ง ในบทว่า ยถาโคตฺตา นี้ ท่านแสดงถึงความถึงพร้อม ด้วยโยนิโสมนสิการ ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยการระบุถึงโคตร เพราะผู้ที่ สมบูรณ์ด้วยโคตรตามที่กล่าวแล้ว จึงจะเกิดโยนิโสมนสิการ. ด้วยศัพท์ว่า ธัมมวิหาระ ในบทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้ ท่าน แสดงถึงการถึงพร้อมด้วยการฟังพระสัทธรรม เพราะเว้นจากการฟังธรรม เสียแล้ว จะไม่มีธรรมเป็นเครื่องอยู่นั้นได้เลย. แสดงถึงการปฏิบัติธรรม สมควรแก่ธรรมถึงที่สุด ด้วยบทว่า ยถาธิมุตฺตา นี้ แสดงถึงความเป็นผู้มี สัมปชัญญะในที่ทั้งปวง ด้วยบทว่า สปฺปญฺญา นี้ แสดงถึงผู้ที่บำเพ็ญ อัตหิตสมบัติให้บริบูรณ์ ตามนัยที่กล่าวแล้ว ดำรงอยู่ จะเป็นผู้ไม่ลำบากใน การปฏิบัติ เพื่อประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น ด้วยบทว่า อตนฺทิตา นี้. อนึ่ง แสดงถึงความสมบูรณ์ด้วยสรณคมน์ ของพระเถระเหล่านั้น ด้วยบทว่า ยถาโคตฺตา นี้ เพราะระบุถึงเหล่าพระอริยเจ้า ผู้สัทธานุสารี. แสดงสมาธิขันธ์ อันเป็นประธานของสีลขันธ์ ด้วยบทว่า ยถาธมฺมวิหาริโน นี้. ก็คุณของพระสาวกทั้งหลาย มีสรณคมน์ เป็นเบื้องต้น มีสมาธิเป็น ท่ามกลาง มีปัญญาเป็นปริโยสาน เพราะฉะนั้น คุณของพระสาวกแม้ทั้งหมด จึงเป็นอันท่านแสดงแล้ว ด้วยการแสดงคุณในเบื้องต้น ท่ามกลางและปริโยสาน. ก็สมบัติแห่งคุณ เช่นนี้ อันพระเถระเหล่านั้นบรรลุแล้วด้วยสัมมา- ปฏิบัติใด เพื่อจะแสดงสัมมาปฏิบัตินั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตตฺถ ตตฺถ- วิปสฺสิตฺวา ดังนี้. บทว่า ตตฺถ ตตฺถ ได้แก่ ในเสนาสนะอันสงัดแล้วมีป่า โคนไม้ และภูเขาเป็นต้นนั้น ๆ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตตฺถ ตตฺถ ได้แก่ ในเวลา แห่งอุทาน เป็นต้นนั้น ๆ.
หน้า 30 ข้อ 137
บทว่า วิปสฺสิตฺวา แปลว่า เห็นแจ้งแล้ว. คือ ยังทิฏฐิวิสุทธิ และกังขาวิตรณวิสุทธิ อันกำหนดนามรูป และกำหนดปัจจัยให้ถึงพร้อม บรรลุวิสุทธิที่ ๕ ตามลำดับแห่งการพิจารณากลาปะเป็นต้น ยังวิปัสสนาให้ เขยิบสูงขึ้น ด้วยสามารถแห่งการบรรลุถึงยอด แห่งปฏิปทาญาณ และทัสสน- วิสุทธิ. บทว่า ผุสิตฺวา แปลว่า ถึงแล้ว คือทำให้แจ้งแล้ว. บทว่า อจฺจุตํ ปทํ ได้แก่ พระนิพพาน อธิบายว่า พระนิพพาน นั้นท่านเรียกว่า อัจจุตะ เพราะเป็นที่ ๆ ไม่มีจุติ โดยที่พระนิพพานนั้นมีการ ไม่ต้องจุติเองเป็นธรรมดา และโดยที่ผู้บรรลุพระนิพพานแล้ว ไม่มีเหตุอัน ทำให้ต้องจุติ. และเรียกว่า ปทะ เพราะความที่พระนิพพานนั้นไม่เจือด้วย สังขตธรรมทั้งหลาย และเพราะเป็นแดนอันผู้มุ่งพระนิพพานนั้น พึงดำเนินไป. บทว่า กตนฺตํ ได้แก่ ที่สุดแห่งกิจที่ตนทำเสร็จแล้ว อธิบายว่า อริยมรรคที่พระโยคาวจรเหล่านั้น บรรลุแล้ว ชื่อว่า พระโยคาวจรการทำแล้ว เพราะมรรคอันปัจจัยของตนให้เกิดแล้ว ส่วนผลอันเป็นที่สุดของพระอริยมรรค นั้น ท่านประสงค์เอาว่า กตันตะ ( ที่สุดแห่งกิจอันตนทำแล้ว) อีกอย่างหนึ่ง สังขตธรรมทั้งหลาย ชื่อว่า กระทำแล้ว เพราะอันปัจจัยทั้งหลายกระทำแล้ว คือ ให้สำเร็จแล้ว. ที่สุดแห่งสังขตธรรมอันปัจจัยกระทำแล้ว ชื่อว่า พระ- นิพพาน เพราะเป็นแดนสลัดออกซึ่งสังขตธรรมนั้น. ซึ่งที่สุดแห่งกิจอันตน ทำสำเร็จเสร็จแล้วนั้น. บทว่า ปจฺจเวกฺขนฺตา ความว่า พิจารณาข้อปฏิบัติเฉพาะอริยผล และนิพพาน ด้วยวิมุตติญาณทัสสนะว่า อริยผลนี้ อันเราบรรลุแล้วหนอ ด้วย การบรรลุอริยมรรค อสังขตธาตุ อันเราบรรลุแล้ว ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง กิจ ๑๖ อย่าง มีปริญญากิจเป็นต้นอันใด ที่พระอริยเจ้าควรการทำ ชื่อว่า
หน้า 31 ข้อ 137
อันท่านทำแล้ว เพราะอันพระอริยบุคคลผู้ตั้งอยู่ในผลอันเลิศ ให้สำเร็จแล้ว คือ ให้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว ด้วยสามารถแห่งการแทงตลอดสัจจธรรม พิจารณา อยู่ซึ่งโสฬสกิจนั้น อันท่านทำแล้วอย่างนี้. ด้วยบทว่า ปจฺจเวกฺขนฺตา นี้ ท่านแสดงถึงการพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว. ส่วนการพิจารณา ๑๙ อย่าง มี อิตรปัจจเวกขณะเป็นต้น ย่อมชื่อว่าเป็นอันท่านแสดงแล้ว โดยนัยก่อน. คำว่า อิมํ ในบทว่า อิมมตฺถํ นี้ ท่านกล่าวไว้โดยประสงค์ว่า เนื้อความแห่งเถรคาถา และเถรีคาถาทั้งสิ้น ใกล้เคียง และปรากฏชัดเจน ทั้งแก่ตน และแก่พระมหาเถระผู้เป็นธรรมสังคาหกาจารย์ ที่มาประชุมกันแล้ว ในที่นั้น เหล่าอื่น. บทว่า อตฺถํ ได้แก่ เนื้อความอันปฏิสังยุตด้วยโลกิยะ และโลกุตระ ทั้งที่น้อมเข้าไปสู่ตน น้อมเข้าไปสู่ผู้อื่น อันข้าพเจ้าจะกล่าว ด้วยคาถาทั้งหลาย มีอาทิว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา ดังนี้. บทว่า อภาสึสุ ความว่า กล่าวแล้วโดยผูกเป็นคาถา. ประกอบ ความว่า ท่านทั้งหลายจงฟังคาถาทั้งหลาย อันน้อมเข้าไปในตนของพระเถระ เหล่านั้น ผู้มีตนอันอบรมแล้ว อันข้าพเจ้าจะกล่าวต่อไป ณ บัดนี้. ท่าน พระอานนท์ ผู้เป็นธัมมภัณฑาคาริก แสดงความนี้ไว้ว่า ก็พระมหาเถระ เหล่านั้น เมื่อกล่าวอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า น้อมเข้าไปโดยส่วนเดียว ซึ่งศาสนธรรม (คำสอน) ด้วยคาถาทั้งหลาย อันประกาศความปฏิบัติชอบของตน (และ) ชักชวนผู้อื่น ในการปฏิบัติชอบนั้น ด้วยการทำให้เป็นแจ้ง (แสดงธรรม) และพึงทราบว่า เมื่อแสดงอย่างนั้น ย่อมแสดงให้เห็นถึงการยกย่องเชิดชูพระ- เถระเหล่านั้น ด้วยคาถาเหล่านั้น และยกถ้อยคำของพระเถรีและพระเถระเหล่านั้น ขึ้นตั้งโดยเป็นนิทาน ให้เป็นหลักฐานสืบไป. จบนิทานกถาวรรณนา
หน้า 32 ข้อ 138
เอกนิบาต เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑. เสภูติเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุภูติเถระ [๑๓๘] ได้ยินว่า ท่านพระสุภูติเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ ว่า ดูก่อนฝน กุฎีเรามุ่งดีแล้ว มีเครื่องป้องกัน อันสบาย มิดชิดดี ท่านจงตกลงมาตามสะดวกเถิด จิตของเราตั้งมั่นดีแล้ว หลุดพ้นแล้ว เราเป็นผู้มี ความเพียรอยู่ เชิญตกลงมาเถิดฝน. เอกนิบาตอรรถวรรณนา วรรควรรณนาที่๑ อรรถกถาสุภูติเถรคาถา บัดนี้ (ข้าพเจ้า จะเริ่ม) พรรณนาความแห่งเถรคาถาทั้งหลาย อัน เป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา ดังนี้. ก็เพราะเหตุที่ เมื่อข้าพเจ้า กล่าวประกาศความเป็นไปแห่งเรื่องราวของคาถาเหล่านั้น ๆ การ พรรณนาความนี้ จึงจะปรากฏและรู้ได้ง่าย ฉะนั้น ข้าพเจ้า จักประกาศ เหตุเกิดแห่งเรื่องไว้ในคาถานั้น ๆ แล้วทำการพรรณนาความ.
หน้า 33 ข้อ 138
บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา เป็นต้น มีเรื่องราวเป็นอย่างไร ? ข้าพเจ้าจะกล่าว (พรรณนา) ดังต่อไปนี้ ดังได้ สดับมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนาถะของโลก ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น ในที่สุดแห่งแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ บุตรคนหนึ่งเกิดแล้ว แก่พราหมณ์ผู้มหาศาลคนหนึ่งในนครชื่อหังสวดี พราหมณ์ได้ตั้งชื่อบุตรนั้นว่า "นันทมาณพ" นันทมาณพเจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท เมื่อไม่เห็นสิ่งที่เป็น สาระในไตรเพทนั้น จึงบวชเป็นฤษี (อยู่) ที่เชิงเขา พร้อมด้วยมาณพ ๔๔,๐๐๐ ผู้เป็นบริวารของตน ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้เกิดแล้ว. ทั้งยังบอกกัมมัฏฐานแก่อันเตวาสิกทั้งหลายอีกด้วย. แม้อันเตวาสิกเหล่านั้น ต่างก็ได้ฌาน โดยกาลไม่นานเลย. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จ อุบัติแล้วในโลก อาศัยหังสวดีนครประทับอยู่ วันหนึ่ง ทรงตรวจดูหมู่สัตว์ ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ของเหล่าชฎิลผู้เป็นอันเตวาสิก ของนันทดาบส และความปรารถนาตำแหน่งสาวก อันประกอบไปด้วยองค์ สองของนันทดาบส จึงทรงกระทำการปฏิบัติพระสรีระแต่เช้าทีเดียว ทรงถือ บาตรและจีวร ไม่ทรงชวนภิกษุอื่นไร ๆ เป็นดุจสีหะ เสด็จไปเพียงผู้เดียว เมื่ออันเตวาสิกของนันทดาบส ไปหาผลาผล เมื่อนันทดาบส มองเห็นอยู่ นั่นแล เสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนอยู่ที่พื้นดิน โดยทรงพระดำริว่า ขอนันทดาบสจงรู้ความเป็นพระพุทธเจ้าของเรา ดังนี้. นันทดาบส เห็นพุทธานุภาพ และความบริบูรณ์แห่งพระลักษณะ พิจารณาดูมนต์สำหรับทำนายลักษณะ แล้วรู้ว่า ขึ้นชื่อว่า ผู้ประกอบด้วย ลักษณะเหล่านี้ เมื่ออยู่ครอบครองเรือน จะเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เมื่อบวช จะได้เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้ตัดวัฏฏะในโลกได้ขาด. บุรุษอาชาไนยผู้นี้
หน้า 34 ข้อ 138
จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยไม่ต้องสงสัย แล้วการทำการต้อนรับ ไหว้โดยเบญ- จางคประดิษฐ์ แล้วปูอาสนะถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จประทับนั่ง บนอาสนะที่ดาบสปูลาดไว้แล้ว. ฝ่ายนันทดาบส เลือกอาสนะที่สมควรแก่ตน แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. สมัยนั้น ชฎิล ๔๔,๐๐๐ คน ถือเอาผลาผลมีรสโอชะ ล้วนแต่ประณีต มาถึงสำนักของอาจารย์ มองดูอาสนะที่พระพุทธเจ้า และอาจารย์นั่งแล้ว พูดว่า ข้าแต่ท่านอาจารย์ พวกข้าพเจ้าทั้งหลาย วิจารณ์กันว่า ในโลกนี้ ไม่มีใคร ใหญ่กว่าท่าน แต่ชะรอยบุรุษผู้นี้ จักใหญ่กว่าท่าน. นันทดาบสกล่าวว่า พ่อคุณ พวกท่านพูดอะไร (อย่างนั้น ) พวกท่าน ประสงค์จะเปรียบ เขาสิเนรุราช ซึ่งสูง ๖๘๐,๐๐๐ โยชน์ กับเมล็ดพันธุ์ ผักกาด พวกท่านอย่าเอาเราเข้าไปเปรียบ กับพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเลย. ลำดับนั้น ดาบสเหล่านั้น คิดว่า ถ้าท่านผู้นี้ จักเป็นคนต่ำต้อย อาจารย์ของพวกเราคงไม่หาซึ่งข้อเปรียบเทียบอย่างนี้ บุรุษอาชาไนยผู้นี้ ใหญ่ ขนาดไหนหนอ ดังนี้แล้ว พากันหมอบลงแทบเท้า แล้วนมัสการด้วย เศียรเกล้า. ลำดับนั้น อาจารย์กล่าวกะดาบสเหล่านั้นว่า พ่อทั้งหลาย ไทยธรรม อันสมควรแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลายของเราไม่มี และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จ มาในเวลาภิกษาจาร เพราะฉะนั้น พวกเราจักถวายไทยธรรมตามกำลังความ- สามารถ พวกท่านจงนำเอาผลาผลอันประณีต บรรดามีที่ท่านทั้งหลายนำมาแล้ว มาเถิด ดังนี้แล้ว ให้นำผลาผลมา ล้างมือแล้วใส่ลงในบาตรของพระตถาคต- เจ้า ด้วยตนเอง. เพียงเมื่อพระศาสดา ทรงรับผลาผลเท่านั้น เทวดาทั้งหลายก็ใส่โอชะ อันเป็นทิพย์ลงไป. ดาบสกรองน้ำถวายด้วยตนเองทีเดียว.
หน้า 35 ข้อ 138
ลำดับนั้นเมื่อพระศาสดา เสวยเสร็จแล้ว ดาบสผู้เป็นอาจารย์จึงเรียก อันเตวาสิกทั้งหมดมา กล่าวสาราณียกถาในสำนักของพระศาสดา นั่งแล้ว. พระศาสดาดำริว่า ขอภิกษุสงฆ์จงมา. ภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นพระ ขีณาสพประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รูป รู้ความดำริของพระศาสดาแล้ว พากันมา ถวายบังคมพระศาสดา แล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง. นันทดาบส เรียกอันเตวาสิกทั้งหลายมาแล้ว พูดว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย แม้อาสนะที่พระพุทธเจ้าประทับนั่งแล้ว ก็ต่ำ อีกทั้งอาสนะ ของพระสมณะ ๑๐๐,๐๐๐ รูปก็ไม่มี วันนี้ ท่านทั้งหลายควรกระทำสักการะ แด่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ให้โอฬาร ท่านทั้งหลาย จงนำดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วย สีและกลิ่นมาจากเชิงเขา. ดาบสทั้งหลายนำดอกไม้ที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่นมา โดยครู่เดียวเท่านั้น ปูอาสนะดอกไม้ ประมาณ ๑ โยชน์ ถวายพระพุทธเจ้า แล้ว. เพราะเหตุที่วิสัยของท่านผู้มีฤทธิ์ เป็นอจินไตย. สำหรับพระอรรคสาวก มีเนื้อที่ประมาณ ๓ คาวุต. สำหรับภิกษุทั้งหลายที่เหลือ มีเนื้อที่ประมาณ กึ่งโยชน์เป็นต้นเป็นประเภท สำหรับสงฆนวกะ ได้มีเนื้อที่ประมาณ ๑ อุสภะ. เมื่อดาบสทั้งหลาย ปูอาสนะเสร็จแล้วอย่างนี้ นันทดาบส ยืนประคอง อัญชลีอยู่เบื้องหน้าพระตถาคต แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอ พระองค์จงเสด็จขึ้นสู่อาสนะดอกไม้ นี้ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่ ข้าพเจ้าตลอดกาลนาน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้แล้ว. เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้วอย่างนี้ ภิกษุทั้งหลายรู้อาการของพระศาสดา แล้วจึงนั่ง บนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตน ๆ. นันทดาบส ถือฉัตรดอกไม้ใหญ่ ยืนกั้นถวายบนพระเศียร ของ พระตถาคตเจ้า. พระศาสดาทรงดำริว่า สักการะนี้ของดาบสทั้งหลายจงมีผล มาก แล้วเข้านิโรธสมาบัติ แม้ภิกษุทั้งหลายรู้ว่าพระศาสดาเข้าสมาบัติแล้ว
หน้า 36 ข้อ 138
จึงพากันเข้าสมาบัติ. เมื่อพระตถาคตเจ้า ประทับนั่ง เข้านิโรธสมาบัติตลอด ๗ วัน เมื่อถึงเวลาภิกขาจาร อันเตวาสิกทั้งหลาย ต่างบริโภคมูลผลาผลในป่า ในเวลาที่เหลือ ก็ยืนประคองอัญชลี แด่พระพุทธเจ้า. ส่วนนันทดาบส ไม่ยอมไปภิกษาจาร ทรงฉัตรดอกไม้ (ถวายพระ- ศาสดา) ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยปีติสุขอย่างเดียว ตลอด ๗ วัน. พระศาสดา ตรัสสั่งพระสาวกรูปหนึ่ง ผู้ประกอบไปด้วยองค์ ๒ คือ องค์แห่ง ภิกษุผู้อยู่โดยไม่กิเลส และองค์แห่งภิกษุผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ว่า เธอจง กระทำอนุโมทนาถึงอาสนะที่สำเร็จด้วยดอกไม้ แก่หมู่ฤาษี. ภิกษุรูปนั้น มีใจ ยินดีแล้ว ดุจทหารผู้ใหญ่ ได้รับพระราชทานลาภใหญ่ จากสำนักของพระเจ้า จักรพรรดิ (เลือกสรร) เฉพาะพุทธวจนะ. คือ พระไตรปิฏก มาทำอนุโมทนา. ในที่สุดแห่งเทศนาของภิกษุนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยพระองค์เอง. ในเวลาจบเทศนา ดาบส ๔๔,๐๐๐ ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ออก ตรัสว่า เธอทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ผมและหนวดของดาบสเหล่านั้น อันตธานไปในทันใดนั้นเอง. บริขาร ๘ สวมใส่อยู่แล้วในกาย (ของดาบสเหล่านั้น ) ครบถ้วน. ดาบสเหล่านั้นเป็นดุจ พระเถระผู้มีพรรษา ๖๐ แวดล้อมพระศาสดาแล้ว. ส่วนนันทดาบส ไม่ ได้บรรลุคุณพิเศษ เพราะมีจิตฟุ้งซ่าน. ได้ยินว่า นันทดาบสนั้น จำเดิม แต่เริ่มฟังธรรม ในสำนักของพระเถระ ผู้อยู่อย่างปราศจากกิเลส ได้เกิดจิต- ตุปบาทขึ้นว่า โอหนอ แม้เราพึงได้ธุระ อันพระสาวกนี้ได้แล้ว ในศาสนาของ ของพระพุทธเจ้า ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคตกาล. ด้วยปริวิตกนั้น นันทดาบสจึงไม่สามารถทำการแทงตลอดมรรค และผลได้. แต่ท่านได้ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า แล้วยืนอยู่เฉพาะพระพักตร์ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ภิกษุผู้กระทำอนุโมทนาถึงอาสนะที่ทำด้วย
หน้า 37 ข้อ 138
ดอกไม้ ต่อหมู่ฤาษี นี้ มีชื่ออย่างไร ในศาสนาของพระองค์. พระศาสดา ตรัสตอบว่า ภิกษุนั้น ชื่อว่าถึงแล้วซึ่งเอตทัคคะ ในองค์แห่งภิกษุผู้อยู่อย่าง ไม่มีกิเลส และในองค์แห่งภิกษุผู้เป็นพระทักขิไณยบุคคล. ท่านได้ทำความ ปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ สักการะนี้ใดที่ข้าพระองค์ ผู้เข้าไปทรง ไว้ ซึ่งฉัตร คือ ดอกไม้ ตลอด ๗ วัน กระทำแล้วด้วยอธิการนั้น ข้าพระ องค์ไม่ปรารถนาสมบัติอื่น แต่ในอนาคตกาล ขอข้าพระองค์พึงเป็นสาวกผู้ ประกอบด้วยองค์ ๒ ดุจพระเถระนี้ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ หนึ่งเถิด. พระศาสดา ทรงส่งอนาคตังสญาณไปตรวจดูอยู่ว่า ความปรารถนา ของดาบสนี้ จักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงตรวจดูอยู่ ทรงเห็นความปรารถนา ของดาบสจะสำเร็จ โดยล่วงแสนกัปไปแล้ว จึงตรัสว่า ความปรารถนาของ ท่านจักไม่เป็นโมฆะ ในอนาคตกาล ผ่านแสนกัปไปแล้ว พระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติขึ้น ความปรารถนาของท่านจักสำเร็จในสำนัก ของพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะนั้น แล้วตรัสธรรมกถา ทรงแวดล้อมไป ด้วยภิกษุสงฆ์แล้วแล่นไปสู่อากาศ (เหาะไปแล้ว). นันทดาบส ได้ยืนประคองอัญชลี อุทิศเฉพาะพระศาสดา และภิกษุ สงฆ์ จนกระทั่งลับคลองจักษุ. ในเวลาต่อมา ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม ตามกาลเวลา. มีฌานไม่เสื่อมแล้วทีเดียว ทำกาละไปบังเกิดในพรหมโลก. และจุติจากพรหมโลกนั้นแล้ว บวชอีก ๕๐๐ ชาติ ได้เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็น วัตร. แม้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ก็ได้ บวช เป็นผู้มีการอยู่ป่าเป็นวัตร บำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร ให้บริบูรณ์แล้ว. ได้ยินว่า ผู้ที่ไม่ได้บำเพ็ญวัตรนี้ ชื่อว่า จะบรรลุถึงความเป็นพระมหาสาวกไม่ ได้เลย ท่านบำเพ็ญคตปัจจาคตวัตร อยู่ถึง ๑๒๐ ปี ทำกาละแล้ว
หน้า 38 ข้อ 138
บังเกิดในภพดาวดึงส์ ในเทวโลก ชั้นกามาพจร. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาชื่อ นิสภะ เราได้สร้างอาศรมไว้ที่ภูเขานิสภะนั้น อย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลาไว้ ในกาลนั้น เราเป็นชฎิล มีนาม ว่าโกลิยะ มีเดชรุ่งเรือง ผู้เดียวไม่มีเพื่อน อยู่ที่ ภูเขาชื่อนิสกะ เวลานั้น เราไม่บริโภคผลไม้ เหง้ามัน และใบไม้ ในกาลนั้น เราอาศัยใบไม้เป็นต้นที่เกิดเอง และหล่นเอง เลี้ยงชีวิต เราย่อมไม่ยังอาชีพให้กำเริบ แม้จะสละชีวิต ย่อมยังจิตของตนให้ยินดี เว้นอเนสนา จิตสัมปยุตด้วยราคะเกิดขึ้นแล้วแก่เราเมื่อใด เมื่อนั้น เราบอกตนเองว่า เราผู้เดียวทรมานจิตนั้น ท่านกำหนัด ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ขัดเคืองใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง และหลงใหลใน อารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความหลงใหล จงออกไปเสียจาก ป่า ที่อยู่นี้เป็นของท่านผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน มีตบะ ท่านอย่าประทุษร้ายผู้บริสุทธิ์เลย จงออกไปเสียจากป่า เถิด ท่านจักเป็นเจ้าของเรือน ได้สิ่งที่ควรได้เมื่อใด ท่านอย่ายินดี แม้ทั้ง ๒ อย่างนั้นเลย จงออกไปจาก- ป่าเถิด เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ใช้ทำกิจอะไร ๆ ที่ไหนไม่ได้ ไม้นั้นเขาไม่ได้สมมติว่า เป็นไม้ในบ้าน หรือในป่า ฉันใด ท่านก็เปรียบเหมือนฟืนเผาศพ ฉันนั้น จะเป็นคฤหัสถ์ก็ไม่ใช่ จะเป็นสมณะก็ไม่ใช่
หน้า 39 ข้อ 138
วันนี้ ท่านพ้นจากเพศทั้งสอง จงออกไปจากป่าเสียเถิด ข้อนี้พึงมีแก่ท่านหรือหนอ ใครจะรู้ข้อนี้ของท่าน ใครจะนำธุระของท่านไปได้โดยเร็ว เพราะท่านมาก ไปด้วยความเกียจคร้าน วิญญูชนจักเกลียดท่าน เหมือนชาวเมืองเกลียดของไม่สะอาดฉะนั้น ฤาษี ทั้งหลายจักคร่าท่านมา ประท้วงทุกเมื่อ วิญญูชนจัก ประกาศท่านว่า มีศาสนาอันก้าวล่วงแล้ว ก็เมื่อไม่ได้ การอยู่ร่วม ท่านจักเป็นอยู่อย่างไรได้ ช้างมีกำลัง เข้าไปหาช้างกุญชรตกมัน ๓ ครั้ง เกิดในตระกูลช้าง มาตังคะ มีอายุ ๖๐ ด้อยกำลังแล้ว ถูกนำออกจากโขลง มันถูกขับออกจากโขลงแล้ว ย่อมไม่ได้ความสุขสำราญ เป็นสัตว์มีทุกข์ โศกเศร้า ซบเซาหวั่นไหวอยู่ ฉันใด ชฏิลทั้งหลายจักขับแม้ท่านผู้มีปัญญาทรามออก ท่าน ถูกชฎิลเหล่านั้นขับไล่แล้ว จักไม่ได้ความสุขสำราญ ฉันนั้น ท่านเพรียบพร้อมแล้ว ด้วยลูกศร คือความ- โศก ทั้งกลางวันและกลางคืน จักถูกความเร่าร้อน แผดเผา เหมือนช้างลูกขับออกจากโขลง ฉะนั้น เบ้าทองย่อมไม่ถูกเผาไหม้ที่ไหน ๆ ฉันใด ท่านมีศีล วิบัติแล้ว ก็ฉันนั้น จักไม่ทำกิเลสให้ไหม้ได้ ในที่ ไหน ๆ แม้ท่านจะอยู่ครองเรือน ก็จักเป็นอยู่อย่างไร ได้ แม้ทรัพย์อันเป็นของมารดาบิดา ที่เก็บไว้แล้วของ ท่านก็ไม่มี ท่านต้องทำงานเอง ชนิดอาบเหงื่อต่างน้ำ จักมีชีวิตอยู่ในเรือนอย่างนี้ ท่านไม่ชอบใจกรรมที่ดี
หน้า 40 ข้อ 138
เราห้ามใจอันหมักหมมด้วยสังกิเลสอย่างนี้ ในที่นั้น เรากล่าวธรรมกถานานาชนิด ห้ามจิตจากบาปธรรม เมื่อเรามีปิติอยู่ด้วยความไม่ประมาทอย่างนี้ เวลา ๓ หมื่นปี ล่วงเลยเราผู้อยู่ในป่าใหญ่ไปแล้ว พระสัมมา สัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงเห็นเรา ผู้ยินดีแล้วในความไม่ประมาท ผู้แสวงหาประโยชน์ อันอุดม จึงเสด็จมายังสำนักของเรา. พระพุทธเจ้าผู้มี พระรัศมี ดังสีทองชมพูนุท ประมาณมิได้ ไม่มีใคร เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูปพระโฉม เสด็จ จงกรมอยู่บนอากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้ไม่มี ใครเสมอด้วยพระญาณ เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศใน เวลานั้น ดังพญารังมีดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้า (แลบ) ในกลุ่มเมฆ พระองค์เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศ ในเวลานั้น ดุจพญาราชสีห์ตัวไม่เกรงใคร ดุจพญาช้าง ตัวองอาจ ดุจพญาเสื่อโคร่งตัวไม่ครั่นคร้าม พระพุทธเจ้า ผู้มีพระรัศมีดังสิงคี ส่องสว่างดังถ่านเพลิงไม้ตะเคียน มีพระรัศมีโชติช่วงดังดวงแก้วมณี เสด็จจงกรมอยู่บน อากาศในเวลานั้น พระพุทธเจ้ามีพระรัศมีเปรียบดัง เขาไกรลาสอันบริสุทธิ์ เสด็จจงกรมอยู่บนอากาศใน เวลานั้น ดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ ดุจพระอาทิตย์ใน เวลาเที่ยง เวลานั้น เราได้เห็นพระองค์เสด็จจงกรมอยู่ บนอากาศ จึงคิดอย่างนี้ว่า สัตว์ผู้นี้เป็นเทวดาหรือว่า เป็นมนุษย์ นระเช่นนี้ เราไม่เคยได้ยินได้ฟัง หรือ
หน้า 41 ข้อ 138
ได้พบเห็นบนแผ่นดิน ชะรอยจะเป็นอำนาจเวทมนตร์ ผู้นี้คงจักเป็นพระศาสดา ครั้นเราคิดอย่างนี้แล้ว ได้ ยังจิตของตนให้เลื่อมใส เรารวบรวมเอาดอกไม้และ ของหอมต่างๆ ไว้ในเวลานั้น ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ อันวิจิตรดี เป็นที่รื่นรมย์ใจ แล้วได้ทูลคำนี้กะ พระพุทธเจ้าผู้เลิศกว่านระผู้เป็นสารถี ว่า ข้าแต่พระ วีระ อาสนะอันสมควรแก่พระองค์นี้ ข้าพระองค์ ปูถวายไว้แล้ว ขอได้ทรงโปรดยังจิตของข้าพระองค์ ให้ร่าเริง ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมเถิด พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ไม่ทรงหวาดหวั่น ดังพญาไกรสร ประทับนั่งบนอาสนะดอกโกสุมอันประเสริฐนั้น เป็น เวลา ๗ คืน ๗ วัน. พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว เมื่อทรงพยากรณ์ธรรมของ เรา ได้ตรัสพระพุทธพจน์ ดังนี้ว่า ท่านจงเจริญพุทธา- นุสติอันยอดเยี่ยมกว่าภาวนาทั้งหลาย ครั้นเจริญ พุทธานุสตินี้แล้ว จักยังมนัสให้สมบูรณ์ จักรื่นรมย์ ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป จักได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวสมบัติถึง ๘๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ อยู่ในแว่นแคว้น ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศ- ราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ จักได้เสวยสมบัติ นั้นทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการเจริญพุทธานุสติ เมื่อ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ จักได้โภคสมบัติเป็น อันมาก จักไม่มีความบกพร่องด้วยโภคะ นี้เป็นผลแห่ง
หน้า 42 ข้อ 138
(การเจริญ) พุทธานุสติ แม้ (สิ้นเวลา) แสนกัป พระศาสดาทรงพระนามว่า โคตมะ โดยพระโคตร ผู้ ทรงสมภพในองค์ของพระเจ้าโอกากราช จักเสด็จ อุบัติในโลก. ท่านสละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ข้าทาสและ กรรมกรเป็นอันมาก จักบวชในศาสนาของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า โคดม จักยังพระสัมมา สัมพุทธเจ้าโคดม ศายบุตร ผู้ประเสริฐให้โปรดปราน จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า "สุภูติ" พระศาสดา พระนามว่าโคดม ประทับนั่งท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์แล้ว จักทรงตั้งท่านว่าเป็นเลิศใน ๒ ตำแหน่ง คือ ในคุณคือความเป็นพระทักขิไณยบุคคล ๑ ในการอยู่โดยไม่มีข้าศึก ๑ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระนามสูงสุดกว่าสัตว์ผู้เกิดในน้ำ (และบนบก) [ผู้เป็นมหาวีระ) ครั้นตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่ อากาศ ดุจพญาหงส์ในทิฆัมพร เราอันพระโลกนาถ พร่ำสอนแล้ว ถวายบังคมพระตถาคตเจ้า มีจิตเบิกบาน เจริญพุทธานุสติอันสูงสุดทุกเมื่อ ด้วยกุศลกรรมที่ เราทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกาย มนุษย์แล้ว ได้ไปสู่ภพดาวดึงส์ ได้เป็นจอมเทพ เสวย ทิพยสมบัติ ๘๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณานับมิได้ ได้เสวยสมบัติเป็นอันดี นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ เมื่อท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อย
หน้า 43 ข้อ 138
ภพใหญ่ เราย่อมได้โภคสมบัติมาก เราไม่มีความ บกพร่องด้วยโภคะเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ ในแสนกัปแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ ในกาลนั้น ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง (การเจริญ) พุทธานุสติ คุณพิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๙ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้กระทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ทราบว่า พระสุภูติเถระเจ้า ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยประการฉะนี้แล ก็นันทดาบสนั้น เสวยทิพยสมบัติ ด้วยสามารถแห่งการเกิด สลับ กันไปในดาวดึงส์พิภพ จุติจากดาวดึงส์พิภพนั้นแล้ว เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ และเป็นเจ้าประเทศราชในมนุษยโลก นับ ๑,๐๐๐ ครั้ง เสวยมนุษยสมบัติอัน โอฬาร ต่อมาในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เกิดเป็น น้องชายของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในเรือนของสุมนเศรษฐี ณ กรุงสาวัตถี ได้มีนามว่า "สุภูติ" สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงประกาศธรรมจักร เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ทรงกระทำการ อนุเคราะห์สัตวโลก โดยการรัมมอบพระวิหารเวฬุวันเป็นต้น ในกรุงราชคฤห์ นั้น อาศัยกรุงราชคฤห์ประทับอยู่ในป่าสีตวัน. ครั้งนั้น ท่านอนาถบิณฑิก- เศรษฐี ถือเอาเครื่องมือของผู้หมั่นขยันในพระนครสาวัตถี สร้างเรือนของ เศรษฐีชาวเมืองราชคฤห์ สดับข่าวการเสด็จอุบัติแห่งพระพุทธเจ้า จึงเข้าไป เฝ้าพระศาสดา ผู้เสด็จประทับอยู่ ณ ป่าสีตวัน ดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล โดยการเข้าเฝ้าครั้งแรกทีเดียว แล้วทูลขอให้พระศาสดาเสด็จมากรุงสาวัตถีอีก
หน้า 44 ข้อ 138
ให้สร้างพระวิหาร โดยการบริจาคทรัพย์ ๑ แสน ไว้ในที่ห่างกันโยชน์หนึ่ง ๆ ในระยะทาง ๔๕ โยชน์ ถัดจากกรุงสาวัตถีนั้น ซื้อที่สวนของพระราชกุมาร ทรงพระนามว่า เชตะ ประมาณ ๘ กรีส โดยมาตราวัดหลวง ด้วยการเอาทรัพย์ ปูลาดไปเป็นโกฎิ ๆ. ในวันที่พระศาสดาทรงรับพระวิหาร สุภูติกุฎุมพีนี้ได้ไป พร้อมกับท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีฟังเทศนาแล้ว ได้มีศรัทธา (ปสาทะ) บรรพชาแล้ว. ท่านอุปสมบทแล้ว ทำมาติกา ๒ ให้คล่องแคล่ว ให้อาจารย์บอก กัมมัฏฐาน บำเพ็ญสมณธรรมในป่า เจริญวิปัสสนา มีเมตตาฌานเป็นบาท บรรลุพระอรหัตแล้ว. ก็เพราะเมื่อท่านแสดงธรรม ย่อมแสดงธรรมไม่เจาะจง ตามทำนองที่พระศาสดาทรงแสดงแล้ว ฉะนั้น ท่านจึงได้นามว่า เป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุผู้อยู่โดยไม่มีข้าศึก. เมื่อเที่ยวบิณฑบาต ก็เข้าฌานแผ่เมตตาไปทุกๆ บ้าน ออกจากฌานแล้วจึงรับภิกษา ด้วยคิดว่า. โดยวิธีนี้ ทายกทั้งหลาย จักมี ผลมาก. เพราะฉะนั้น ท่านจึงชื่อว่า เป็นผู้เลิศกว่าทักขิไณยบุคคลทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พระสุภูติเลิศกว่าภิกษุ สาวกของเรา ผู้มีปกติอยู่ด้วยความไม่มีกิเลส พระสุภูติเลิศกว่าพวกภิกษุสาวก ของเรา ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ดังนี้. พระมหาเถระนี้ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว ถึงที่สุดแห่งผลของ บารมีที่ตนได้บำเพ็ญแล้ว เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่องในโลก เที่ยวจาริกไป ตามชนบท เพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ชนหมู่มาก ถึงกรุงราชคฤห์แล้วโดยลำดับ ด้วยประการฉะนี้. พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสดับการมาของพระเถระแล้ว เสด็จไปหา ไหว้แล้ว ตรัสว่า ท่านผู้เจริญ นิมนต์ท่านอยู่ในที่นี้แหละ ทรงพระดำริว่า เราจักสร้างที่อยู่ถวาย ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไปแล้วก็ทรงลืมเสีย. พระเถระ
หน้า 45 ข้อ 138
เมื่อไม่ได้เสนาสนะ ก็ยังเวลาให้ผ่านไปในอัพโภกาส (กลางแจ้ง) ด้วยอานุภาพ ของพระเถระ ฝนไม่ตกเลย. มนุษย์ทั้งหลาย ถูกภาวะฝนแล้ง บีบคั้น คุกคาม จึงพากันไปทำการ ร้องทุกข์ ที่ประตูวังของพระราชา พระราชาทรงใคร่ครวญดูว่า ด้วยเหตุไร หนอแล ฝนจึงไม่ตก แล้วทรงพระดำริว่า ชะรอยพระเถระจะอยู่กลางแจ้ง ฝนจึงไม่ตก แล้วรับสั่งให้สร้างกุฎีมุงด้วยใบไม้ถวายพระเถระ แล้วรับสั่งว่า " ท่านผู้เจริญ นิมนต์ท่านอยู่ในบรรณกุฎี นี้แหละ" ไหว้แล้ว เสด็จหลีกไป. พระเถระ เข้าไปสู่กุฎี แล้วนั่งขัดสมาธิบนอาสนะที่ปูลาดด้วยหญ้า. ก็ในครั้งนั้น ฝนหยาดเม็ดลงมาเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่ยังสายธารให้ชุ่มชื่นทั่วถึง. ลำดับนั้น พระเถระประสงค์จะบำบัดภัยอันเกิดแต่ฝนแล้ง แก่ชาวโลก จึงประกาศความไม่มีอันตราย ที่เป็นวัตถุภายในและภายนอกของตน จึงกล่าว คาถาว่า กระท่อของเรามุงแล้ว สะดวกสบายปราศจาก ลม ดูก่อนฝน ท่านจงตกตามสบายเถิด จิตของเรา ตั้งมั่นแล้ว หลุดพ้นแล้ว เรามีความเพียรเครื่องเผา- กิเลสอยู่ ดูก่อนฝน ท่านจงตกเถิด ดังนี้. ฉนฺน ศัพท์ในคาถานั้น มาแล้วในความเหมาะสม ดังในประโยค มีอาทิว่า เด็กหญิงคนนั้น เหมาะสมกับเด็กชายคนนี้ และดังประโยคมีอาทิว่า ไม่เหมาะสม (คือ) ไม่สมควร. มาแล้วในสังขยาพิเศษ ที่ทำถ้อยคำให้ สละสลวย ดังในประโยคมีอาทิว่า ฉนฺนํ เตฺวว ผคฺคุณผสฺสายตนานํ. มาแล้วในความว่ายึดถือ ดังในประโยคมีอาทิว่า ฝน คือ กิเสสย่อมรั่วรดผู้ที่ ยึดถือ ย่อมไม่รั่วรด ผู้ปราศจากกิเลส. มาในความว่า นุ่งห่มดังในประโยค
หน้า 46 ข้อ 138
มีอาทิว่า แม้เรา ก็ยังไม่ได้นุ่งห่ม จักทำอะไรให้ท่านได้. มาในต้นบัญญัติ ดังใน ประโยคมีอาทิว่า ท่านฉันนะ ได้ประพฤติอนาจาร. มาในความว่า มุงบังด้วย หญ้าเป็นต้น ดังในประโยคว่า เรามุงบังไว้หมดแล้ว เรามุงบังไว้เรียบร้อยแล้ว และดังในประโยคว่า เรามุงบังกระท่อมไว้แล้ว ก่อไฟไว้แล้ว. แม้ในคาถานี้ พึงทราบว่า มาในความหมายว่า มุงบังด้วยหญ้าเป็นต้นอย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า กุฎีที่มุงบังแล้วด้วยหญ้า หรือใบไม้ ชื่อว่า มุงบังไว้ดีแล้ว ทีเดียว โดยประการที่ฝนจะไม่รั่ว คือฝนจะไม่หยดลงมา ได้แก่ รั่วรดไม่ได้เลย. เม ศัพท์มาแล้วใน กรณะ (ตติยาวิภัตติ) ดังในประโยคมีอาทิว่า บัดนี้ ไม่ควรเลย ที่จะประกาศธรรมที่เราได้บรรลุแล้วโดยแสนยาก อธิบายว่า มีความหมายเท่ากับ มยา (อันเรา). มาแล้ว ในความว่า มอบให้ ดังในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์นั้น โดย ย่อ อธิบายว่า มีความหมายเท่ากับ มยฺหํ (แก่ข้าพระองค์). มาแล้วในอรรถ แห่งฉัฏฐีวิภัตติ ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก่อนแต่กาลตรัสรู้ เมื่อเรายังเป็นพระโพธิสัตว์ ยังไม่ได้ตรัสรู้ ดังนี้ แม้ในคาถานี้ พึงทราบว่า ใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติอย่างเดียว อธิบายว่า มีความหมายเท่ากับ มม. ขึ้นชื่อว่า สิ่งไร ๆ ที่จะพึงยึดถือว่า เป็นของเรา ย่อมไม่มีแก่พระขีณาสพ ทั้งหลาย เพราะพระขีณาสพเหล่านั้น อันโลกธรรมทั้งหลายเข้าไปแปดเปื้อน ไม่ได้ก็จริง แต่โดยสมบัติของโลก แม้พระขีณาสพเหล่านั้น ก็ยังมีเพียงการ กล่าวเรียกกันว่า เรา ว่าของเรา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า สาวกทั้งหลายของเรา พึงเป็นธรรมทายาทเถิด อย่าเป็นอามิสทายาทเลยด้วย เหตุดังฤา. ก็ท้องมารดาก็ดี กรชกายก็ดี แม้ที่อาศัยซึ่งมุงบังด้วยหญ้าเป็นต้นก็ดี
หน้า 47 ข้อ 138
ท่านเรียกว่า " กระท่อม". สมจริงตามนั้น ท้องมารดาท่านเรียกว่า กระท่อม ดังในประโยคมีอาทิว่า ท่านกล่าวมารดา ว่าเป็นกระท่อม ท่านกล่าว ภรรยา ว่าเป็นรัง ท่านกล่าวบุตร ว่าเป็นเครื่องสืบ ต่อไป ท่านกล่าวตัณหาว่าเป็นเครื่องผูกแก่เรา ดังนี้. กรชกายอันเป็นที่ประชุมแห่งอาการ ๓๒ มีผมเป็นต้น ท่านเรียกว่า กระท่อม ดังในประโยคมีอาทิว่า เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่าง อันสำเร็จด้วย โครงกระดูก อันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่น และเป็นของตน ดังนี้. ที่อาศัยที่มุงบังด้วยหญ้า ท่านเรียกว่า กระท่อม ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนน้องหญิง กระท่อมของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ฝน รั่วรดได้ ดังนี้ และดังในประโยคมีอาทิว่า ขึ้นชื่อว่า กระท่อม ฉาบแล้วก็มี ยังไม่ได้ฉาบก็มี ดังนี้. แม้ในคาถานี้พึงทราบว่าได้แก่ ที่อาศัยอันมุงด้วยหญ้า นั่นแหละ เพราะหมายถึงบรรณศาลา. เพราะว่า กระท่อม ก็คือกุฎีนั่นเอง. อธิบายว่า กุฎี ที่ไม่ปรากฏ ท่านเรียกว่า กระท่อม. ส่วนสุขศัพท์ มาในสุขเวทนา ดังในประโยคมีอาทิว่า บุคคลละสุข และทุกข์ โสมนัสและโทมนัสในกาลก่อนได้ ดังนี้. มาในความว่าเป็นมูลของ ความสุข ดังในประโยคมีอาทิว่า การบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นำมาซึ่งความสุข การฟังพระธรรมเทศนานำมาซึ่งความสุข ดังนี้. มาใน
หน้า 48 ข้อ 138
เหตุแห่งความสุข ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คำว่า บุญนี้ เป็นชื่อของความสุข ดังนี้. มาในอารมณ์ที่เป็นสุข ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนมหาลี ก็เพราะเหตุใดแล รูปจึงเป็นสุขอันสุขติดตามแล้ว ก้าวลงแล้ว สู่ความสุ ดังนี้. มาในความไม่เพ่งเล็ง ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อน จุนทะ. รูปสมาบัติเหล่านี้ เป็นสุขวิหารธรรมในปัจจุบัน ในวินัยของพระ- อริยเจ้า ดังนี้. มาในพระนิพพาน ดังในประโยคว่า พระนิพพานเป็นสุข อย่างยิ่ง ดังนี้. มาในฐานะอันเป็นปัจจัยของความสุข ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพียงเท่านี้แม้จะเปรียบอุปมา โดยการบอกกล่าว จนถึง สวรรค์เป็นสุข ก็ไม่ใช่ทำได้ง่ายนัก ดังนี้. มาในอารมณ์ ที่น่าปรารถนา ดังในประโยคมีอาทิว่า เป็นไปเพื่อสวรรค์ มีสุขเป็นวิบาก ยังสวรรค์ให้เป็น ไปพร้อม ดังนี้. แม้ในคาถานี้ พึงทราบว่ามาในอารมณ์ที่น่าปรารถนาหรือ ในอารมณ์อันเป็นเหตุแห่งความสุข. ก็กุฎีนั้น ยังความพอใจ ทั้งภายใน และภายนอก ให้ถึงพร้อมแล้ว ท่านจึงเรียกว่า สุข เพราะอยู่อาศัยสบาย. อนึ่ง ท่านเรียกว่า " สุข " เพราะเป็นปัจจัยแห่งความสุขทางกายและสุขทางใจ โดยประกอบไปด้วยความ สมบูรณ์ด้วยความสุขทุกฤดู เพราะไม่หนาวเกินไป และไม่ร้อนเกินไป. บทว่า นิวาตา แปลว่า ไม่มีลม อธิบายว่า เว้นจากอันตราย อันเกิดแต่ลม เพราะมีช่องหน้าต่างอันปิดลงกลอนได้สนิท. บทว่า นิวาตา นี้ เป็นบทแสดงถึงความที่กุฎีนั้นอำนวยความสุข. เพราะว่า ในเสนาสนะที่มี ลม จะไม่ได้ฤดูเป็นที่สบาย ในเสนาสนะที่อับลม จึงจะได้ฤดูเป็นที่สบายนั้น. บทว่า วสฺส แปลว่า ยังฝนให้ตก คือ ยังธารนำให้หลั่งลงมาโดยชอบ. เทวศัพท์ ในบทว่า เทวา นี้ มาในความหมายว่า กษัตริย์ ผู้สมมติเทพ ดังในประโยคมีอาทิว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระนครแปดหมื่นสี่พัน
หน้า 49 ข้อ 138
อันมีเมืองกุสาวดีราชธานี เป็นประมุขเหล่านี้ ของพระองค์ ขอพระองค์จงยัง ฉันทะให้เกิด ในพระนครเหล่านี้เถิด จงทำความใยดีในชีวิต ดังนี้. มาใน อุปปัตติเทพ ดังในประโยคมีอาทิว่า เหล่าเทพชั้นจาตุมหาราชิกา มีวรรณะ มากด้วยความสุข ดังนี้. มาในวิสุทธิเทพ ดังในประโยคมีอาทิว่า คำสอน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ผู้เป็นเทพเหนือเทพ ผู้เห็นไญยธรรม ทั้งปวง ดังนี้. ก็ในเมื่อกล่าวถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นเทพเหนือกว่า วิสุทธิเทพทั้งหลาย เทพนอกนี้เป็นอันท่านกล่าวถึงแล้วทีเดียว. มาในอากาศ ดังในประโยคมีอาทิว่า ในอากาศที่แจ่มใส ปราศจากเมฆหมอก ดังนี้. มาในเมฆหรือหมอก ดังในประโยคมีอาทิว่า ก็ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ดังนี้. แม้ในคาถานี้ ได้แก่ เมฆหรือหมอก. ก็พระเถระกล่าวบังคับเมฆหมอก เหล่านั้นว่า วัสสะ (จงยังฝนให้ตก). บทว่า ยถาสุขํ แปลว่า ตามใจชอบ. พระเถระเมื่อจะอนุเคราะห์ เหล่าสัตว์ผู้อาศัยฝนเป็นอยู่ จึงกล่าวว่า อันตรายในภายนอกไม่มีแก่เรา เพราะ การตกของท่าน เพราะฉะนั้น ท่านจงตกตามสบายเถิด ดังนี้. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงถึงความไม่มีอันตรายในภายใน จึงกล่าว คำมีอาทิว่า จิตฺตํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ เม สุสมาหิตํ ความว่า จิตของเรา ตั้งอยู่แล้วในอารมณ์ด้วยดี คือดียิ่ง โดยชอบ คือโดยความเป็นเอกัคคตารมณ์ อันถูกต้องทีเดียว. แลจิตนั้น มิได้ตั้งมั่น ด้วยเหตุเพียงข่มนิวรณ์เป็นต้นไว้ได้เท่านั้น โดยที่แท้ จิตนั้นหลุดพ้นแล้ว คือพ้นแล้วโดยพิเศษ จากสังโยชน์ทั้งปวง อันสงเคราะห์ด้วยโอรัมภาคิยสังโยชน์ และอุทธัมภาคิยสังโยชน์ และจากกิเลส
หน้า 50 ข้อ 138
ธรรมทั้งปวง. อธิบายว่า ละกิเลสเหล่านั้นได้ ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหาน แล้วตั้งอยู่. บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร. อธิบายว่า เราเป็นผู้มีความ เพียรอันปรารภแล้ว เพื่อผลสมาบัติ และเพื่ออยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม โดยเริ่ม บำเพ็ญวิปัสสนา แต่มิใช่เพื่อจะละกิเลส เพราะไม่มีกิเลสที่จะต้องละนั่นเอง. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ดูก่อนฝน ท่านอันข้าพเจ้าเชิญชวนให้ตก เพราะ ไม่มีอันตรายในภายนอกฉันใด แม้อันตรายภายในก็ไม่มีฉันนั้น จึงกล่าวคำว่า วสฺส เทว (ดูก่อนฝนท่านจงตกเถิด) ดังนี้ไว้อีก. นัยอื่น บทว่า ฉนฺนา ได้แก่ ปิดแล้ว บังแล้ว. บทว่า กุฏิกา ได้แก่ อัตภาพ. ก็อัตภาพนั่นมาแล้ว โดยความหมายว่า กาย ดังในประโยค มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้เองของบุคคลซึ่งเป็นที่รวมแห่งอวัยวะ มิใช่น้อย มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น ประกอบแล้วด้วยตัณหา ประชุมกันแล้ว และมีนามรูปในภายนอก. มาแล้วในความหมายว่า เรือ ดังในประโยคมี อาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงวิดเรือลำนี้ เรืออันเธอวิดแล้วจักถึงฝั่งได้เร็ว. มาแล้วในความหมายว่า เรือน ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนนายช่างผู้ทำ เรือน ยอดของเรือนเราหักแล้ว. มาโดยความหมายว่า ถ้ำ ดังในประโยคมี อาทิว่า นรชนผู้ข้องอยู่ในถ้ำคือกาย ถูกกิเลสเป็นอันมากปกปิดไว้แล้ว ดำรง อยู่ด้วยอำนาจกิเลสมีราคะเป็นต้น หยั่งลงในกามคุณ เครื่องทำจิตให้ลุ่มหลง. มาแล้วโดยความหมายว่า รถ ดังในประโยคมีอาทิว่า รถคืออัตภาพ มีศีล อันหาโทษมิได้ มีหลังคาคือบริขารขาว มีกรรมคือสติอันเดียว แล่นไปอยู่. มาแล้วในคำว่า ที่อยู่อาศัย ดังในประโยคว่า ท่านจักทำเรือน (ที่อยู่อาศัย) ไม่ได้ อีกแล้ว. มาแล้ว โดยความหมายว่า กุฎี ดังในประโยคมีอาทิว่า กุฎีคืออัตภาพ มีหลังคาอันเปิดแล้ว ไฟดับสนิทแล้ว. เพราะฉะนั้น แม้ในคาถานี้ ท่านจึง เรียกอัตภาพนั้นว่า " กุฏิกา" (กระท่อม). อธิบายว่า อัตภาพ จะมีได้
หน้า 51 ข้อ 138
เพราะอาศัยปฐวีธาตุเป็นต้น และผัสสะเป็นต้น ที่หมายรู้กันว่า ได้แก่กระดูก เป็นต้น เหมือนกระท่อมที่ได้นามว่า เรือน จะมีได้ เพราะอาศัยทัพสัมภาระ มีไม้เป็นต้น ท่านจึงเรียกว่า กุฏิกา " กระท่อม" เพราะเป็นที่อยู่อาศัยของ ลิง คือ จิต. และสมกับที่ท่านกล่าวไว้ว่า กระท่อมคือร่างกระดูกนี้ เป็นที่อยู่อาศัยของลิง คือจิต เพราะฉะนั้น ลิงคือจิต จึงกระเสือกกระสนจะ ออกจากกระท่อม ที่มีประตู ๕ พยายามวิ่งวนไปมา ทางประตูบ่อย ๆ ดังนี้. ก็และกระท่อม คือ อัตภาพนี้นั้น ท่านกล่าวว่า อันพระเถระปิดบัง แล้ว เพราะจิตที่กิเลสรั่วรด ชุ่มไปด้วยราคะเป็นต้น ด้วยสามารถแห่ง อสังวรทวาร ทั้ง ๓ ช่อง ๖ ช่อง และ ๘ ช่อง อันพระเถระสำรวม แล้วด้วยปัญญา คือ ปิดกั้นแล้วโดยชอบนั่นเอง ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้าจึงตรัสว่า เราตถาคต กล่าวการสำรวมระวังกระแสทั้งหลาย กระแส เหล่านั้น ย่อมปิดกั้นได้ด้วยปัญญา ดังนี้. ชื่อว่ามีความสุข คือถึงแล้วซึ่ง ความสุข เพราะปิดบังได้ตามนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล และเพราะความเป็นผู้ พร้อมเพรียงด้วยความสุขที่ปราศจากอามิส โดยไม่มีทุกข์ คือ กิเลส. ก็เพราะ เหตุที่ถึงความสุขแล้วนั้นเอง จึงชื่อว่า สงัดจากลม ได้แก่ มีความประพฤติ อ่อนน้อม เพราะมีความเมา คือ มานะ ความดื้อดัน และความแข่งดี อัน ขจัดได้แล้ว. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ก็แนวทางอันนี้ สำเร็จแก่ข้าพเจ้า ด้วยเหตุเพียงระวังสังกิเลสธรรม (อย่างเดียว) ก็หามิได้ โดยที่แท้แล้ว สำเร็จ เพราะความเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยสมาธิอันสัมปยุตแล้วด้วยมรรคอันเลิศ และเพราะความเป็นผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว จากสังโยชน์ทั้งปวง ด้วยปัญญาอัน สัมปยุตด้วยมรรคอันเลิศ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จิตฺตํ เม สุสมาหิตํ วิมุตฺตํ
หน้า 52 ข้อ 138
(จิตของเราตั้งมั่นแล้ว หลุดพ้นแล้ว) ดังนี้. พึงเห็นความในคาถานี้ อย่างนี้ ว่า ก็ข้าพเจ้าผู้เป็นอย่างนี้แล้ว จะเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ด้วยคิดว่า บัดนี้เราทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ดังนี้ ก็หามิได้ โดยที่แท้แล้ว เราเป็นผู้มี ความเพียรอยู่ คือเป็นผู้มีความอุตสาหะเกิดแล้ว ในการบำเพ็ญประโยชน์สุข แก่สัตวโลก พร้อมทั้งเทวดา แม้ในเวลาเที่ยวภิกษาจาร ก็ยับยั้งอยู่ ด้วยพรหม- วิหารธรรมอย่างเดียว ตามลำดับเรือน. เพราะฉะนั้น แม้ท่าน ก็จงยังฝน ให้ตก คือ ยังสายฝนให้หลั่งไหลไปโดยชอบ เพื่อกระทำความน่ารัก สำหรับ เรา อีกทั้งเพื่ออนุเคราะห์เหล่าสัตว์ผู้เข้าไปอาศัยน้ำฝนเป็นอยู่. ก็ด้วยบทว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา นี้ ในคาถานี้ พระเถระแสดงถึงอธิศีลสิกขาของตนโดยประเภทที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. ด้วยบทว่า จิตฺตํ เม สุสมาหิตํ นี้ แสดงถึงอธิจิตตสิกขา. ด้วยบทว่า วิมุตฺตํ นี้ แสดงถึงอธิปัญญาสิกขา. ด้วยบทว่า อาตาปี วิหรามิ นี้ แสดงถึงการอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยบทว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา สุขา นิวาตา นี้ แสดงถึงอนิมิตวิหาร เพราะแสดงการเพิกนิมิต มีนิมิต ว่าเที่ยงเป็นต้น โดยมุขคือการปกปิดไว้ซึ่งฝนคือกิเลส. ด้วยบทว่า จิตฺตํ เม สฺสมาหิตํ นี้ แสดงถึงอัปปณิหิตวิหาร. ด้วยบทว่า วิมุตฺตํ นี้ แสดงถึง สุญญตวิหาร. ด้วยบทว่า อาตาปี วิหรามิ นี้ แสดงถึงอุบายเป็นเครื่อง บรรลุวิหารธรรม ๓ อย่างเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยวิหารธรรมข้อแรก แสดงถึงการละราคะ ๓ ด้วยวิหารธรรมข้อที่สอง แสดงถึงการละราคะ ด้วย วิหารธรรมข้อที่ ๓ แสดงถึงการละโมหะ. อนึ่ง ด้วยวิหารธรรมข้อที่ ๒ หรือข้อที่ ๑ และข้อที่ ๒ แสดงถึงธรรมวิหารสมบัติ. ด้วยวิหารธรรมข้อที่ ๓
หน้า 53 ข้อ 138
แสดงถึงวิมุตติสมบัติ. พึงทราบว่า ด้วยบทว่า อาตาปี วิหรามิ นี้ แสดงถึง ความเป็นผู้ไม่เกียจคร้านในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์เก่ผู้อื่น. ท่านกล่าวคำมีอาทิว่า อิตฺถํ สุทํ ไว้เพื่อจะแสดงถึงชื่อ ในบรรดา ชื่อและโคตรที่ยังไม่ได้แสดงไว้แล้วในคาถานั้น เพราะพระเถระผู้มีธรรมเป็น เครื่องอยู่เป็นต้น กล่าวไว้แล้วด้วยคาถาว่า ยถานามา นี้ ดังพรรณนามานี้. ก็พระเถระเหล่าใด ปรากฏเพียงชื่อ ท่านแสดงพระเถระเหล่านั้น โดยชื่อ พระเถระเหล่าใด ปรากฏแล้วโดยโคตร ก็แสดงพระเถระเหล่านั้นโดยโคตร พระเถระเหล่าใด ปรากฏทั้งสองอย่าง ก็แสดงพระเถระเหล่านั้น แม้ทั้งสอง อย่าง (คือทั้งโดยชื่อและโคตร) ก็พระเถระนี้ ท่านกำหนดไว้แล้วโดยชื่อ ไม่ได้กำหนดไว้โดยโคตรอย่างนั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า " อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา สุภูติ " ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถํ เท่ากับ อิทํ ปการํ ความก็ว่า โดยอาการนี้. บทว่า สุทํ ตัดบทเป็น สุ อิทํ ลมอิออกเสียด้วยอำนาจสนธิ. และบทว่า สุ เป็นเพียงนิบาต. ประกอบความว่า ซึ่งคาถานี้. บทว่า อายสฺมา นี้ เป็นคำกล่าวที่น่ารัก คือคำนี้ เป็นคำกล่าว ของผู้ที่มีความเคารพยำเกรงในฐานะครู. บทว่า สุภูติ เป็นคำระบุถึงชื่อ. ก็ท่านพระสุภูตินั้น แม้โดยสรีรสมบัติ ก็น่าชม แม้โดยคุณ- สมบัติ ก็น่าเลื่อมใส. ด้วยประการฉะนี้ ท่านจึงปรากฏนามว่า สุภูติ เพราะ ประกอบไปด้วย สรีระร่างกายงดงาม เป็นที่เจริญตา และคุณสมบัติมีศีลเป็นต้น เป็นที่เจริญใจ. ปรากฏชื่อว่า เถระ เพราะประกอบไปด้วยคุณธรรมอันมั่นคง มีสาระ คือ ศีลเป็นต้น. บทว่า อภาสิตฺถ แปลว่า กล่าวแล้ว. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระมหาเถระเหล่านี้ จึงประกาศคุณทั้งหลายของตน ? ตอบว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้มีความมักน้อยอย่างยิ่ง ประกาศคุณของตน ด้วย สามารถแห่งการพิจารณาถึงโลกุตรธรรม อันตนไม่เคยได้บรรลุ โดยกาล
หน้า 54 ข้อ 139
ยาวนานนี้ ล้ำลึกอย่างยิ่ง สงบ ประณีต เหลือประมาณ อันตนได้บรรลุแล้ว เปล่งอุทาน โดยที่กำลังปีติ กระตุ้นเตือนแล้ว และด้วยสามารถแห่งการยกย่อง คำสอนว่าเป็นนิยยานิกธรรม (นำสัตว์ออกจากภพ). พระโลกนาถ ประกาศ คุณของพระองค์ ด้วยคำมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคต ผู้ประกอบ ด้วยพลญาณ ๑๐ เป็นผู้แกล้วกล้า เพราะเวสารัชชธรรม ๔ ดังนี้ ด้วย สามารถแห่งพระอัธยาศัยที่เป็นไปเพื่อให้สัตว์ได้บรรลุ (มรรคผล) ฉันใด คาถา พยากรณ์อรหัตผล ของพระเถระ นี้ ก็เป็นฉันนั้นเหมือนกัน ฉะนี้แล. จบอรรถกถา สุภูติเถรคาถา ๒. มหาโกฏฐิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหาโกฏฐิตะ [๑๓๙] ได้ยินว่า ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้สงบ งดเว้นจากการทำความชั่ว พูดด้วย ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมทั้งหลาย เหมือนลมพัดใบไม่ไม่ให้ร่วงหล่นไป ฉะนั้น.
หน้า 55 ข้อ 139
อรรถกถามหาโกฏฐิตเถรคาถา คาถาของท่านพระมหาโกฏฐิตเถระ เริ่มต้นว่า อุปสนฺโต. ท่านมี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างไร ? ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ แม้ พระเถระนี้ ก็บังเกิดในตระกูลที่มีโภคะมาก ในพระนครชื่อว่าหงสาวดี เจริญวัยเติบใหญ่แล้ว สืบทอดสมบัติ โดยที่มารดาบิดาล่วงลับไป อยู่ครอบ- ครองเรือน วันหนึ่งเห็นชาวเมืองหงสาวดี ถือของหอมและระเบียบเป็นต้น มีจิตน้อมโน้ม โอนไปหาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เดินไปในเวลา เป็นที่แสดงธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ก็เดิน เข้าไปพร้อมกับมหาชน เห็นพระศาสดาทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่ง เป็นเอตทัคคะ เลิศกว่าภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทาทั้งหลายคิดว่า ได้ยินว่า ภิกษุนี้ เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายผู้ถึงปฏิสัมภิทาในพระศาสนานี้ ไฉนหนอ แม้เราก็พึงถึงความเป็นผู้เลิศ ด้วยปฏิสัมภิทาญาณ เหมือนภิกษุนี้ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ดังนี้ ในเวลาที่พระศาสดาจบพระธรรมเทศนาลง ก็ตรงเข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า ทูลอาราธนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงรับ ภิกษาของข้าพระองค์ ในวันพรุ่งนี้ พระศาสดาทรงรับนิมนต์แล้ว. เขาถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกระทำประทักษิณไปยังเรือน ของตน ประดับตกแต่งที่สำหรับนั่งของพระพุทธเจ้าและภิกษุสงฆ์ จัดแจง ขาทนียโภชนียาหาร อันประณีตอยู่ตลอดคืนยังรุ่ง ครั้นรัตติกาลนั้นผ่านไป ก็อังคาสพระผู้มีพระภาคเจ้า มีภิกษุหนึ่งแสนรูปเป็นบริวาร ให้เสวยโภชนะ แห่งข้าวสาลี อันหอมละมุน มีสูปะและพยัญชนะหลากรส มีข้าวยาคูและของ
หน้า 56 ข้อ 139
เคี้ยวหลายอย่างเป็นบริวาร ในเวลาเสร็จภัตกิจแล้ว คิดว่า เราปรารถนา ตำแหน่งใหญ่มากหนอ ก็การถวายทานเพียงวันเดียว แล้วปรารถนาตำแหน่ง นั้น ไม่สมควรแก่เราเลย เราจักถวายทานตลอด ๗ วัน โดยลำดับ แล้วจึง ปรารถนา ดังนี้. เขาถวายมหาทานอยู่ตลอด ๗ วัน โดยทำนองนั้นแหละ ในเวลาเสร็จ ภัตกิจแล้ว สั่งให้คนเปิดคลังผ้า วางผ้าเนื้อละเอียด พอทำจีวรอันมีราคาสูงสุด ไว้ที่บาทมูลของพระพุทธเจ้า และถวายไตรจีวรแด่ภิกษุแสนรูป เข้าไปเฝ้า พระตถาคตเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นับย้อนหลังจากนี้ไป ๗ วัน พระองค์ทรงตั้งภิกษุรูปใดไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ แม้ข้าพระองค์ ก็พึงบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้จะเสด็จอุบัติในอนาคตกาล แล้วพึง เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณเถิด ดังนี้ แล้วหมอบลง แทบบาทมูลของพระศาสดา ทำความปรารถนาแล้ว. พระศาสดา ทรงเห็นความสำเร็จแห่งความปรารถนาของเขาแล้ว ทรง พยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่งแสนกัป นับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก. ความปรารถนาของท่าน จัก สำเร็จในศาสนาของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคดม นั้น. แม้ในอปทาน- ท่านก็กล่าวคาถาประพันธ์นี้ไว้ว่า ในกัปนับจากภัทรกัปนี้ไปแสนหนึ่ง พระพิชิต- มาร ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นมุนี มีจักษุได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์รู้ชัดได้ ทรงยังสรรพสัตว์ให้ข้าม วัฏสงสาร ทรงฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรง ช่วยให้ประชาชนข้ามพ้นได้เป็นอันมาก พระองค์เป็น
หน้า 57 ข้อ 139
ผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา แสวงหา ประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ทรงยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้า ให้ ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระ- ศาสนาจึงไม่มีความอากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตร ด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหา มุนีพระองค์นั้น สูงประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณ งดงาม คล้ายทองคำล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้น อายุของสัตว์ยืนประมาณแสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาล ประมาณเท่านั้น ได้ทรงยังประชาชนเป็นอันมาก ให้ ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้นเราเป็นพราหมณ์ ผู้เรียนจบไตรเพท ในพระนครหงสาวดี ได้เข้า ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง แล้วสดับ พระธรรมเทศนา ครั้งนั้นพระธีระเจ้าพระองค์นั้น ทรงตั้งสาวกผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ฉลาดในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณในตำแหน่งเอตทัคคะ เรา ได้ฟังดังนั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้นิมนต์พระชินวรเจ้า พร้อมด้วยพระสาวกให้เสวยและฉัน ถึง ๗ วัน ใน กาลนั้น เรายังพระพุทธเจ้าผู้เปรียบด้วยสาคร พร้อม ทั้งพระสาวกให้ครองผ้า แล้วหมอบลงแทบบาทมูล ปรารถนาฐานันดรนั้น ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้เลิศ ว่าโลก ได้ตรัสว่า จงดูพราหมณ์ผู้สูงสุด ที่หมอบอยู่
หน้า 58 ข้อ 139
แทบเท้าผู้นี้ มีรัศมีเหมือนกลีบดอกบัว พราหมณ์นี้ ปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้แตกฉาน ซึ่งเป็น ตำแหน่งประเสริฐสุด เพราะการบริจาคทานด้วย ศรัทธานั้น และเพราะการสดับพระธรรมเทศนา พราหมณ์นี้จักเป็นผู้ถึงสุขในทุกภพ เที่ยวไปในภพ น้อยภพใหญ่ จักได้สมมโนรถเช่นนี้ ในกัปนับแต่นี้ไป แสนหนึ่ง พระศาสดามีพระนามว่า โคดม ซึ่งสมภพ ในวงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาท ของพระศาสดาพระ- องค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของ พระศาสดา มีนามว่าโกฏิฐิตะ เราได้ฟังพระพุทธ- พยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้เบิกบาน มีจิตประกอบด้วย เมตตา บำรุงพระชินสีห์เจ้า ตราบเท่าสิ้นชีวิตใน ครั้งนั้น เพราะเราเป็นผู้มีสติประกอบไปด้วยปัญญา เพราะผลแห่งกรรมนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนง ไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์ โดยเวลาสุดคณานับ เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงเป็นผู้ถึงความสุขในทุกภพ เราท่องเที่ยวไปแต่ ในสองภพ คือในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งกรรมที่สั่งสมไว้ดี เราเกิดแต่ในสอง
หน้า 59 ข้อ 139
ตระกูล คือตระกูลกษัตริย์ และตระกูลพราหมณ์ หาเกิดในตระกูลต่ำทรามไม่มี นี้เป็นผลแห่งกรรมที่ สั่งสมไว้ดี เมื่อถึงภพสุดท้าย เราเป็นบุตรของพราหมณ์ เกิดในตระกูลที่มีทรัพย์สมบัติมา ในพระนครสาวัตถี มารดาของเราชื่อจันทวดี บิดาชื่ออัสสลายนะ ใน คราวที่พระพุทธเจ้าทรงแนะนำบิดาเรา เพื่อความ บริสุทธิ์ทุกอย่าง เราเลื่อมใสในพระสุคตเจ้า ได้ออก บวชเป็นบรรพชิต พระโมคคัลลานะ เป็นอาจารย์ พระสารีบุตร เป็นอุปัชฌาย์ เราตัดทิฏฐิพร้อมด้วย มูลรากเสียได้ ในเมื่อกำลังปลงผม และเมื่อกำลัง ครองผ้ากาสาวพัสตร์ ก็ได้บรรลุพระอรหัต เรามี ปรีชาแตกฉานในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณ ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เลิศกว่าโลก จึงทรงตั้ง เราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราอันท่านพระอุปติสสะ ไต่ถามในปฏิสัมภิทา ก็แก้ได้ไม่ขัดข้อง ฉะนั้น เรา จึงเป็นผู้เลิศในพระศาสนา เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้น แล้ว ถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกพัน ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เรา ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมา ดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว โดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว คุณ พิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เราทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 60 ข้อ 139
เขาสั่งสมซึ่งบุญและญาณสมภาร ในภพนั้น ๆ อย่างนี้แล้ว ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. มารดาบิดาได้ขนานนามเขาว่า "โกฏฐิตะ". โกฏฐิตมาณพนั้น เจริญวัยแล้ว เรียนไตรเพท สำเร็จศิลปศาสตร์ ของพราหมณ์ วันหนึ่ง ไปยังสำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธา บวชแล้ว จำเดิมแต่เวลาที่ได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เป็นผู้ชำนาญเชี่ยวชาญ ในปฏิสัมภิทาญาณ เข้าไปหาพระมหาเถระผู้เชี่ยวชาญทั้งหลายแล้ว ถามปัญหาก็ดี เข้าเฝ้าพระทศพล แล้ว ทูลถามปัญหาก็ดี ก็ถามปัญหาเฉพาะในปฏิสัมภิทาเท่านั้น. พระเถระรูปนี้ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้บรรลุปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะ เป็นผู้มีอธิการอันการทำไว้แล้วในภพนั้น และเพราะเป็นผู้มีความชำนาญ ที่ สั่งสมไว้แล้ว ด้วยประการดังพรรณนามานี้ ครั้งนั้น พระศาสดาทรงกระท่านหาเวทัลลสูตร ให้เป็นอัตถุปปัติ ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บรรลุปฏิสัมภิทาญาณ โดยมีพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระมหาโกฏฐิตะเลิศกว่าพวก ภิกษุสาวกของเราผู้บรรลุปฏิสัมภิทา. สมัยต่อมา เมื่อท่านเสวยวิมุตติสุขได้กล่าว คาถา โดยเปล่งเป็นอุทาน ได้ยินว่า ท่านพระมหาโกฏฐิตะ ได้ภาษิตคาถานี้ ไว้อย่างนี้ว่า บุคคลผู้สงบ งดเว้นจากการทำความชั่ว พูดด้วย ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมทั้งหลาย เหมือนลมพัดใบไม้ ให้ร่วงหล่นไปฉะนั้น ดังนี้.
หน้า 61 ข้อ 139
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปสนฺโต ความว่า บุคคล ชื่อว่า สงบแล้ว เพราะกระทำความสงบระงับ อินทรีย์ทั้งหลายมีมนะเป็นที่ ๖ โดย กระทำให้หมดพยศ. บทว่า อุปรโต ความว่า งดคือเว้นจากการทำความชั่วทุกอย่าง. บทว่า มนฺตภาณี ความว่า ปัญญา ท่านเรียกว่า มันตา ก็บุคคล ชื่อว่า มันตภาณี เพราะพิจารณาด้วยปัญญานั้นแล้วจึงกล่าว. อธิบายว่า กล่าวโดยไม่ละความเป็นผู้กล่าวในกาลเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลชื่อว่า มนฺตภาณี เพราะกล่าวด้วยสามารถแห่งการกล่าวมนต์. อธิบายว่า เว้นคำ ที่เป็นทุภาษิต กล่าวแต่คำที่เป็นสุภาษิต อันประกอบด้วยองค์ ๔ เท่านั้น โดยการกล่าวของตน. บุคคลชื่อว่า อนุทฺธโต (ไม่ฟุ้งซ่าน) เพราะไม่ฟุ้งซ่าน โดยการยกตน ด้วยสามารถแห่งชาติเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า สงบแล้ว เพราะสงบกายทุจริต ๓ ได้ โดย เว้นขาดจากกายทุจริตนั้น ชื่อว่า งดเว้น เพราะงดเว้น คือ ละมโนทุจริต ทั้ง ๓ ได้. ชื่อว่า พูดด้วยปัญญา เพราะพูดละเมียดละไม ไม่ล่วงละเมิด วจีทุจริต ๔. ชื่อว่า ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะไม่มีความฟุ้งซ่านอันเกิดแต่นิมิต คือ ทุจริต ๓ อย่าง. ก็ผู้ที่ตั้งอยู่ในศีลอันบริสุทธิ์ โดยละทุจริต ๓ อย่างได้ เช่นนี้ เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น เพราะละอุทธัจจะได้กระทำสมาธินั้นแหละให้เป็นปทัฎฐาน เจริญวิปัสสนาแล้ว ย่อมชื่อว่า กำจัดบาปธรรมทั้งหลายได้ คือ ขจัดสังกิเลส- ธรรม ที่ชื่อว่าลามก เพราะเป็นที่ตั้งแห่งความลามกได้แม้ทุกอย่าง ตามลำดับ แห่งมรรค ได้แก่ ละได้ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหาน. เหมือนอะไร ? เหมือนลมพัดใบไม้ให้ร่วงไปฉะนั้น. อุปมาเหมือนลม (มาลุตะ) ย่อมกำจัดใบ คือ ใบที่เหลืองของต้นไม้ คือ ให้สลัดหลุดจากขั้ว ฉันใด ผู้ที่ตั้งอยู่ใน
หน้า 62 ข้อ 139
ข้อปฏิบัติ ตามที่กล่าวแล้วก็ฉันนั้น ย่อมนำบาปธรรมทั้งปวงออกจากสันดาน ของตนได้. พึงทราบว่า คาถานี้ของพระเถระ ก็จัดว่าเป็นคาถาพยากรณ์ อรหัตผลโดยการอ้างถึงพระอรหัตผล. ก็ในคาถานี้ ท่านแสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งประโยค ด้วยการกล่าวถึง การละกายทุจริต และวจีทุจริต แสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งอาสยะ ด้วยการ กล่าวถึงการละมโนทุจริต แสดงถึงการละนิวรณ์ ของท่านผู้มีประโยคและ อาสยะบริสุทธิ์อย่างนี้ เพราะตั้งอยู่ในความไม่ฟุ้งซ่านนั้น ด้วยการกล่าวถึง ความไม่มีอุทธัจจะ นี้ว่า "อนุทฺธโต" บรรดาประโยค และอาสยะเหล่านั้น ศีลสมบัติย่อมแจ่มแจ้ง ด้วยความบริสุทธิ์แห่งประโยค. การกำหนดธรรมที่เป็น อุปการะต่อสมถภาวนา ย่อมแจ่มแจ้ง ด้วยความบริสุทธิ์แห่งอาสยะ สมาธิภาวนา ย่อมแจ่มแจ้ง ด้วยการละนิวรณ์. ปัญญาภาวนา ย่อมแจ่มแจ้ง ด้วยบาทคาถา นี้ว่า ธุนาติ ปาปเก ธมฺเม (ย่อมกำจัดบาปธรรมทั้งหลายได้). ด้วยประการดังพรรณนามานี้ สิกขา ๓ มีอธิศีลสิกขาเป็นต้น คำสอน ที่งาม ๓ อย่าง ปหาน ๓ มีตทังคปหานเป็นต้น ข้อปฏิบัติโดยมัชฌิมาปฏิทา พร้อมกับการเว้นส่วนสุด ๒ อย่าง และอุบายเป็นเครื่องก้าวล่วงภพในอบาย เป็นต้น บัณฑิตพึงเอามาขยายประกอบความตามเหมาะสม. แม้ในคาถาที่เหลือ ก็พึงทราบการประกอบความตามสมควรโดยนัยนี้. ก็ข้าพเจ้าจะพรรณนาเพียง ใจความเท่านั้น ในตอนหลัง ในคาถานั้น ๆ. คำว่า อิตฺถํ สุทํ อายสฺมา มหาโกฏฺิโต ได้ยินว่า ท่านพระมหาโกฏฐิตะ (ได้ภาษิตคาถานี้ไว้) อย่างนี้ นี้ เป็นคำกล่าวยกย่องอย่างเดียวกันกับกล่าวยกย่องพระมหาโมคคัลลานะ ฉะนี้แล. จบอรรถกถามหาโกฏฐิตเถรคาถา
หน้า 63 ข้อ 140
๓. กังขาเรวตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกังขาเรวตเถระ [๑๔๐] ได้ยินว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ท่านจงดูปัญญานี้ ของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ดังไฟอันรุ่งเรืองในเวลาพลบค่ำ พระตถาคต เหล่าใด ย่อมกำจัดความสงสัย ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ผู้มา เฝ้าถึงสำนักของพระองค์ พระตถาคตเหล่านั้น ย่อม ชื่อว่า เป็นผู้ให้แสงสว่าง เป็นผู้ให้ดวงตา. อรรถกถากังขาเรวตเถรคาถา คาถาของท่านพระกังขาเรวตะ เริ่มต้นว่า ปญฺญํ อิมํ ปสฺส. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ แม้ พระเถระนี้ ก็เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงหงสาวดี วันหนึ่งในเวลา แสดงพระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เขาไปวิหารพร้อมกับมหาชน โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง ยืนฟังธรรมอยู่ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงตั้ง ภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในฌานคิดว่าในอนาคต แม้เราก็ควรเป็นเช่นกับภิกษุรูปนี้ ดังนี้ ในเวลาจบเทศนา นิมนต์พระศาสดา
หน้า 64 ข้อ 140
กระทำมหาสักการะ โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยการการทำอธิการนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนา สมบัติอย่างอื่น ก็นับแต่นี้ไปในวันสุดท้ายของวันที่ ๗ พระองค์ตั้งภิกษุรูปนั้น ไว้ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ฉันใด ในอนาคตกาล แม้ข้าพระองค์ ก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เพ่งฌาน ในศาสนาของพระ- พุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ดังนี้แล้ว ตั้งความปรารถนาไว้. พระบรมศาสดา ทรงตรวจดูอนาคตกาลแล้ว ทรงเห็นความสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคตมะ จักเสด็จอุบัติในที่สุด แห่งแสนกัปในอนาคตกาล ดังนี้ แล้วเสด็จหลีกไป. เขากระทำแต่กรรมดี จนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย ตลอดเวลาแสนกัป บังเกิดในตระกูลที่มีสมบัติมาก ณ กรุงสาวัตถี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ไปสู่วิหารพร้อมด้วยมหาชน ผู้เดินไปเพื่อฟังธรรม ภายหลังภัตร ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมกถาของ พระทศพลแล้ว ได้เฉพาะซึ่งศรัทธา บวชแล้ว ได้อุปสมบทแล้ว ให้อาจารย์ บอกกัมมัฏฐาน กระทำบริกรรมฌาน เป็นผู้ได้ฌาน กระทำฌานให้เป็นบาท แล้วบรรลุพระอรหัต. โดยมากท่านจะเข้าสมาบัติ ที่พระทศพลทรงเข้า ได้เป็นผู้มีชำนาญ ที่สั่งสมแล้ว ในฌานทั้งหลาย ทั้งกลางวันและกลางคืน. ครั้งนั้น พระศาสดาทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุ ผู้เพ่งฌานทั้งหลาย โดยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระกังขา- เรวตะเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้เพ่งฌาน ดังนี้. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 65 ข้อ 140
ในกัปที่แสน นับแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นนายก มีพระหนุเหมือนราชสีห์ มีพระสุรเสียง เหมือนพรหม มีสำเนียงคล้ายหงส์และกลองใหญ่ เสด็จดำเนินเยื้องกรายดุจช้าง มีพระรัศมีประหนึ่งรัศมี ของจันทเทพบุตรเป็นต้น มีพระปรีชามาก มีความเพียร มาก มีความเพ่งพินิจมาก มีพละมาก ประกอบด้วย พระมหากรุณา เป็นที่พึ่งของสัตว์ กำจัดความมืดใหญ่ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว คราวหนึ่ง พระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า ผู้เลิศกว่าไตรโลก เป็นมุนี ทรงรู้วารจิตของสัตว์ พระองค์นั้นทรงแนะนำเวไนยสัตว์เป็นอันมาก ทรง- แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ พระพิชิตมารตรัสสรรเสริญ ภิกษุผู้เพ่งพินิจ ยินดีแล้วในฌาน มีความเพียรสงบ ระงับไม่ขุ่นมัวในท่ามกลางบริษัท ทรงทำให้ประชาชน ยินดี ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์เรียนจบไตรเพท อยู่ใน พระนครหงสาวดี ได้สดับพระธรรมเทศนาก็ชอบใจ จึงปรารถนาฐานันดรนั้น ทีนั้นพระพิชิตมาร ผู้เป็น สังฆปริณายกยอดเยี่ยม ได้ตรัสพยากรณ์ในท่ามกลาง สงฆ์ว่า จงดีใจเถิดพราหมณ์ ท่านจักได้ฐานันดรนี้ สมดังมโนรถปรารถนา ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระ- ศาสดา พระนามว่าโคตมะ ผู้สมภพในวงศ์ของ พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ท่านจักได้ เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นพระ-
หน้า 66 ข้อ 140
โอรสอันธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มี ชื่อว่า " เรวตะ " เพราะกรรมที่ทำไว้ดี และเพราะการ ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปยัง สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพสุดท้าย ในบัดนี้ เราเกิดใน ตระกูลกษัตริย์ อันมั่งคั่งสมบูรณ์ มีทรัพย์มากมายใน โกลิยนครในคราวที่พระพุทธเจ้า ทรงแสดงพระธรรม เทศนาในพระนครกบิลพัสดุ์ เราเลื่อมใสในพระสุคต- เจ้า จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ความสงสัยของเราใน สิ่งที่เป็นกัปปิยะและอกัปปิยะนั้น ๆ มีมากมาย พระ- พุทธเจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันอุดม แนะนำข้อสงสัย ทั้งปวงนั้น ต่อแต่นั้น เราก็ข้ามพ้นสงสารได้ เป็นผู้ ยินดีความสุขในฌานอยู่ ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ทอดพระเนตรเห็นเรา จึงได้ตรัสพุทธภาษิตนั่นว่า ความสงสัยในโลกนี้ หรือโลกอื่น ในความรู้ ของตน หรือในความรู้ของผู้อื่น อย่างใดอย่างหนึ่งนั้น อันบุคคลผู้มีปกติเพ่งพินิจ มีความเพียรเผากิเลส ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมละได้ทั้งสิ้น. กรรมที่ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เรา ในอัตภาพนี้ เราพ้นกิเลสแล้วเหมือนลูกศรที่พ้นจาก แล่ง ได้เผากิเลสของเราเสียแล้ว ลำดับนั้น พระมุนีผู้ มีปรีชาใหญ่ เสด็จถึงที่สุดของโลก ทรงเห็นว่าเรายิน ดีในฌาน จึงทรงแต่งตั้งว่า เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายที่ได้ฌาน เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ถอนภพ
หน้า 67 ข้อ 140
ขึ้นได้หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกพัน ดังช้างตัด เชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาใน สำนักของพระพุทธเจ้า ของเรานี้ เป็นการมาดีแล้ว- หนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว คุณพิเศษเหล่า นี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระมหาเถระนี้ ผู้กระทำกิจเสร็จแล้วอย่างนั้น พิจารณาดู ข้อที่ ตนมีความคิดสงสัยอยู่เป็นปกติ และข้อที่ตนปราศจากความสงสัยได้โดยประการ ทั้งปวง ในบัดนี้ บังเกิดความพอใจเป็นอันมากว่า อานุภาพของพระศาสดา ของเรา น่าชื่นใจนัก ด้วยอานุภาพของพระองค์นั้น ทำให้เราปราศจากความ สงสัย มีจิตสงบระงับแล้วในภายใน อย่างนี้ ดังนี้ เมื่อจะสรรเสริญปัญญา ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงกล่าวคาถานี้ว่า ท่านจงดูปัญญานี้ ของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ดังไฟอันรุ่งเรือง ในเวลาพลบค่ำ พระตถาคตเหล่าใด ย่อมกำจัดความสงสัย ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย ผู้มา เฝ้าถึงสำนักของพระองค์ พระตถาคตเหล่านั้น ย่อม ชื่อว่าเป็นผู้ให้แสงสว่าง เป็นผู้ให้ดวงตา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺํ ความว่า ธรรมชาติชื่อว่า ปัญญา เพราะอรรถว่า รู้ซึ่งประการทั้งหลาย และเพราะยังคนอื่นให้รู้ โดยประการ ทั้งหลาย. อธิบายว่า รู้ประการมี อาสยะ อนุสัย จริยา และอธิมุตติ ของ เวไนยสัตว์ทั้งหลาย และรู้ประการอันจะพึงแสดง ในบรรดาธรรมทั้งหลายมีกุศล
หน้า 68 ข้อ 140
เป็นต้น และขันธ์เป็นต้น คือแทงตลอดตามความเป็นจริง และยังผู้อื่นให้รู้ โดยประการนั้น. ก็ในคาถานี้ ท่านประสงค์เอาญาณ คือ พระธรรมเทศนาของพระ- ศาสดา ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า อิมํ ดังนี้. อธิบายว่า เทศนาญาณนั้น ท่านกล่าวว่า อิมํ โดยถือเอาปัญญาที่ปรากฏแล้ว ดุจเห็นได้เฉพาะหน้า โดยการถือเอาซึ่งนัย ด้วยกำลังแห่งเทศนาอันสำเร็จแล้วในตน. อีกอย่างหนึ่ง เทศนาญาณของพระศาสดา อันสาวกทั้งหลาย ย่อมถือเอาโดยนัย ด้วยมรรค ผลอันเลิศใด แม้ปฏิเวธญาณ ในวิสัยของตน อันพระสาวกทั้งหลายก็ถือเอา ได้โดยนัย ด้วยมรรคผลอันเลิศนั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระธรรม เสนาบดีจึงกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม้สภาพที่คล้อยตามธรรม อัน ข้าพระองค์รู้แจ้งแล้ว ดังนี้. บทว่า ปสฺส ความว่า ผู้ที่หมดความสงสัยแล้วย่อมเรียกร้องกัน โดยคำที่ไม่กำหนดแน่นอน อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ จิตของตนนั่นเอง. เหมือน อย่างพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะเปล่งอุทาน ก็ตรัสว่า ท่านจงดูโลกนี้ สัตว์ ทั้งหลายเป็นจำนวนมาก ถูกอวิชชาครอบงำ หรือยินดีแล้วในขันธบัญจกที่ เกิดแล้ว ไม่พ้นไปจากภพ ดังนี้. บทว่า ตถาคตานํ ความว่า ชื่อว่า ตถาคต ด้วยอรรถว่าเสด็จมา แล้วอย่างนั้นเป็นต้น. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการเหล่านี้ คือ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วอย่าง นั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาสู่ลักษณะที่แท้จริง ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะตรัสรู้ธรรมที่แท้ จริงตามความเป็นจริง ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะความเป็นผู้มีปกติเห็นอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะความเป็นผู้มีปกติตรัสอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต
หน้า 69 ข้อ 140
เพราะความเป็นผู้มีปกติกระทำอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะอรรถว่า ครอบงำ ๑. ในอธิการนี้ มีความสังเขปดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ตถาคต ด้วยเหตุ ๘ ประการ แม้อย่างนี้คือ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จ มาแล้ว โดยอาการอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้ว โดย อาการอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จไปแล้วสู่ลักษณะอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้วสู่ความเป็นอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเป็นอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะทรงเป็นไปแล้วอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะเสด็จมาแล้ว โดยอาการอย่างนั้น ๑ ชื่อว่า ตถาคต เพราะความเป็นผู้เสด็จไปแล้ว โดยอาการอย่างนั้น ๑ ส่วนความพิสดาร พึง ทราบ โดยนัยดังกล่าวแล้ว ในอรรถกถาอุทาน และในอรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี. บัดนี้ เพื่อจะแสดงคุณพิเศษอันไม่ทั่วไป แห่งพระปัญญานั้น ท่าน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อคฺคิ ยถา ดังนี้. บทว่า ยถา อคฺคิ เป็นคำอุปมา. บทว่า ยถา เป็นคำแสดง ถึงบทว่า อคฺคิ นั้นเป็นอุมา. บทว่า ปชฺชลิโต แสดงถึงข้อความที่เนื่องกัน โดยอุปไมย. บทว่า นิสีเถ เป็นคำแสดงถึงเวลา ที่ทำกิจ. ก็ในบทว่า นิสีเถ นี้ มีอธิบายดังนี้. เมื่อความมืดอันประกอบ ด้วยองค์ ๔ ในยามพลบค่ำ คือ ยามราตรีย่างมาถึง ไฟที่ลุกโพลงแล้วในที่ ดอน ย่อมกำจัดความมืดตั้งอยู่ในประเทศนั้น ฉันใด ท่านจงดู พระปัญญา ที่กำจัดความมืด คือ ความสงสัย ของเวไนยสัตว์ทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง กล่าวคือ เทศนาญาณนี้ ของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย ฉันนั้นเหมือนกัน ฉะนี้แล. พระปัญญา ชื่อว่า ให้แสงสว่าง เพราะเป็นเหตุให้ซึ่งแสงสว่าง อันสำเร็จด้วยญาณแก่สัตว์ทั้งหลาย ด้วยลีลาแห่งพระธรรมเทศนา. ชื่อว่า
หน้า 70 ข้อ 140
ผู้ให้ดวงตา เพราะให้ซึ่งจักษุอันสำเร็จด้วยปัญญา นั่นเอง. พระเถระเมื่อจะ แสดงถึงปัญญาแม้ทั้ง ๒ ทำให้เป็นปทัฏฐานของการกำจัดความสงสัยเสียได้ เหมือนกัน จึงกล่าวว่า เย อาคตานํ วินยนฺติ กงฺขํ ดังนี้. พระตถาคตเจ้าเหล่าใด ย่อมกำจัด คือขจัด บำบัดเสียซึ่งกังขา คือ ความสงสัย อันมีวัตถุ ๑๖ อันเป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ในอดีตอันยาวนาน เราได้เคยมีมาแล้วหรือหนอ และมีวัตถุ ๘ ประการ อันเป็นไปแล้วโดยนัย มีอาทิว่า ย่อมสงสัยในพระพุทธ ย่อมสงสัยในพระธรรม ดังนี้ แก่เหล่าเวไนย- สัตว์ ผู้เข้าถึง คือ เข้าไปยังสำนักของพระองค์ โดยไม่มีส่วนเหลือด้วยอานุภาพ แห่งเทศนา. อีกนัยหนึ่ง ไฟที่รุ่งเรือง คือ มีแสงสว่างจ้า ลุกโชติช่วง ในยาม พลบค่ำ คือ ยามราตรี ย่อมกำจัดความมืด ให้แสงสว่าง มองเห็น ที่เสมอ และไม่เสมอได้ชัดเจน แก่ผู้ที่อยู่บนที่สูง แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในที่ต่ำ เมื่อกระทำ แสงสว่างนั้นให้ปรากฏดีแล้ว ชื่อว่า ย่อมให้ซึ่งดวงตา เพราะกระทำกิจ คือ การเห็น ฉันใด พระตถาคตเจ้าทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อทรงกำจัด ความมืดคือโมหะ แก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในที่ไกลจากธรรมกายของพระองค์ คือผู้ที่มี อธิการยังไม่ได้กระทำไว้ ด้วยแสงสว่าง คือ ปัญญา แล้วทรงยังความเสมอ และไม่เสมอ มีความเสมอทางกาย และความไม่เสมอทางกายเป็นต้น ให้แจ่ม แจ้ง ชื่อว่า ย่อมให้แสงสว่าง. แต่สำหรับผู้ที่อยู่ในที่ใกล้ เมื่อมอบธรรมจักษุ ให้แก่ผู้ที่มีอธิการอันกระทำแล้ว ชื่อว่า ย่อมให้ซึ่งดวงตา. ประกอบความว่า พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเหล่าใดผู้เป็นอย่างนี้ ย่อม กำจัดความสงสัย ของผู้มากไปด้วยความสงสัย แม้เช่นเรา ผู้มาฟังพระโอวาท ของพระองค์ คือ ขจัดเสียได้ ด้วยการยังพระอริยมรรคให้เกิดขึ้น ท่านจงดู พระปัญญา ที่มีพระญาณอันดียิ่งของพระตถาคตเจ้าเหล่านั้น. แม้คาถานี้ก็จัด
หน้า 71 ข้อ 141
เป็นคาถาพยากรณ์อรหัตผล ของพระเถระ โดยประกาศถึงการก้าวล่วงความ สงสัยของตน. ก็พระเถระนี้ ในเวลาที่เป็นปุถุชน เป็นผู้มีความรังเกียจแม้ในของที่ เป็นกัปปิยะ จึงปรากฏนามว่า " กังขาเรวตะ" เพราะความเป็นผู้มากไปด้วย ความสงสัย. ภายหลังแม้ในเวลาที่เป็นพระขีณาสพ คนทั้งหลายก็เรียกท่านอย่าง นั้นเหมือนกัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระธรรมสังคาหกาจารย์ จึงกล่าวว่า ได้ยินว่า ท่านพระกังขาเรวตเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้. คำนั้น มีเนื้อความดัง ข้าพเจ้ากล่าวแล้วแล. จบอรรถกถากังขาเรวตเถรคาถา ๔. ปุณณมันตานีปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปุณณมันตานีบุตรเถระ [๑๔๑] ได้ยินว่า พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลควรสมาคมกับสัตบุรุษ ผู้เป็นบัณฑิต ชี้แจงประโยชน์เท่านั้น เพราะธีรชนทั้งหลายเป็นผู้ไม่- ประมาท เห็นประจักษ์ด้วยปัญญา ย่อมได้บรรลุถึง ประโยชน์อย่างใหญ่ ประโยชน์อย่างลึกซึ้ง เห็นได้ยาก ละเอียด สุขุม.
หน้า 72 ข้อ 141
อรรถกถาปุณณมันตานีปุตตเถรคาถา คาถาของพระปุณณเถระเริ่มต้นว่า สพฺภิเรว สมาเสถ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดในตระกูลพราหมณมหาศาล กรุงหงสาวดี ก่อนกว่าการเสด็จอุบัติของพระทศพล พระนามว่า ปทุมุตตระ ทีเดียว ถึง ความเป็นผู้รู้โดยลำดับ เมื่อพระบรมศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ไปสู่วิหาร พร้อมกับมหาชนโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง ในเวลาแสดงธรรมของพระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย นั่งท้ายบริษัท ฟังธรรมอยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึกทั้งหลาย คิดว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็ควรเป็นอย่างภิกษุรูปนี้ ในเวลาจบเทศนา เมื่อบริษัท เลิกประชุมกันแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลอาราธนาแล้วกระทำมหาสักการะ โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยก่อสร้างอธิการนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติ อย่างอื่น แต่ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์ พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง เหมือนอย่างภิกษุ รูปนั้น ที่พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็น พระธรรมกถึก ในสุดท้ายของวันที่ ๘ ดังนี้แล้ว ตั้งความปรารถนาไว้. พระบรมศาสดาทรงตรวจดุอนาคตกาล ทรงเห็นความสำเร็จแห่งความ ปรารถนาของเขา จึงทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัป ในอนาคตกาล พระพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ จักเสด็จอุบัติ เธอบวชในศาสนาของ พระองค์แล้ว จักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายธรรมกถึก ดังนี้.
หน้า 73 ข้อ 141
เขาทำคุณงามความดีอยู่ในมนุษยโลกจนตลอดชีวิตจุติจากมนุษยโลกแล้ว สั่งสมบุญและญาณสมภารอีกแสนกัป ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ครั้นถึงศาสนาแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย บังเกิดเป็นหลานชาย ของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ในตระกูลพราหมณมหาศาล ในหมู่บ้าน พราหมณ์ นามว่า โทณวัตถุ ไม่ไกลจากพระนครกบิลพัสดุ์ ในวันตั้งชื่อ ของเขา. คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า ปุณณะ. เมื่อพระบรมศาสดา ตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณ ทรงประกาศธรรมจักร อันประเสริฐ เสด็จไปสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ ทรงเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์ นั้นประทับอยู่ ปุณณมาณพ บวชในสำนักของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ได้อุปสมบทแล้ว กระทำบุพกิจหมดทุกอย่างแล้ว ขวนขวายความเพียร ยังกิจ- แห่งบรรพชิตให้ถึงที่สุดแล้วเทียว คิดว่า เราจักไปสู่สำนักของพระทศพล แล้วได้ไปยังสำนักของพระศาสดา พร้อมกับพระเถระผู้เป็นลุง หยุดพักในที่ ใกล้กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว กระทำกรรมในโยนิโสมนสิการ ขวนขวายวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าว ไว้ใน อปทานว่า เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบ ไตรเพท อันศิษย์ห้อมล้อมแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้า ผู้อุดมบุรุษ. พระมหามุนี พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชาแล้ว ทรงประกาศกรรมของเราโดยย่อ เราได้ฟังธรรมนั้น แล้ว ได้ถวายบังคมพระศาสดา ประคองอัญชลี มุ่ง หน้าเฉพาะทิศทักษิณกลับไป ครั้นได้ฟังธรรมโดยย่อ แล้ว แสดงได้โดยพิสดาร ศิษย์ทั้งปวงพอใจ ฟังคำ
หน้า 74 ข้อ 141
ของเราผู้กล่าวอยู่ บรรเทาทิฏฐิของตนแล้ว ยังจิตให้ เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนเรา แม้ฟัง โดยย่อก็แสดงได้โดยพิสดารฉะนั้น เราเป็นผู้ฉลาด ในนับแห่งพระอภิธรรม เป็นผู้ฉลาดในความหมดจด แห่งกถาวัตถุ ยังปวงชนให้รู้แจ้งแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่ ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ ผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔. คุณพิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ก็กุลบุตรผู้บวชในสำนักของพระปุณณเถระนั้น ได้มีประมาณ ๕๐๐ รูป. พระเถระ สั่งสอนภิกษุแม้ทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ด้วยกถาวัตถุ ๑๐ เพราะตัวท่านเองเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐. ภิกษุทั้ง ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ตั้งอยู่ใน โอวาทของท่านแล้ว บรรลุพระอรหัต. ภิกษุเหล่านั้น รู้ว่ากิจแห่งบรรพชิต ของตน ถึงที่สุดแล้ว จึงพากันไปหาพระอุปัชฌาย์ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กิจของกระผมทั้งหลาย ถึงที่สุดแล้ว ทั้งยังได้กถาวัตถุ ๑๐ อีกด้วย บัดนี้ เป็นโอกาสที่พวกกระผมจะเข้าเฝ้า พระทศพล. พระเถระฟังคำของภิกษุเหล่านั้นและคิดว่า พระศาสดา ทรงทราบ ข้อที่เราเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรม ก็แสดงไม่ละทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ เลย เมื่อเราไป ภิกษุเหล่านี้แม้ทั้งหมด จักห้อมล้อมเราไป การเข้าไปเฝ้า พระทศพล โดยระคนด้วยหมู่คณะอย่างนี้ ไม่สมควรแก่เราเลย ภิกษุเหล่านี้ จงไปเฝ้าก่อนเถิด ดังนี้ กล่าวกะภิกษุเหล่านั้นว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย
หน้า 75 ข้อ 141
ท่านทั้งหลายจงล่วงหน้าไปเฝ้าพระตถาคตเจ้า และจงถวายบังคมพระบาทของ พระองค์ ตามคำของเราด้วย แม้เราก็จักติดตามไป ตามทางที่ท่านทั้งหลาย ไปแล้ว. พระเถระเหล่านั้น แม้ทุก ๆ รูป ล้วนเคยอยู่ในแคว้นอันเป็นชาติภูมิ ของพระทศพล ทุก ๆ รูปล้วนมีปกติได้กถาวัตถุ ๑. รับโอวาทของพระ- อุปัชฌาย์ของตน ๆ แล้ว ไหว้พระเถระ เที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงทาง ประมาณ ๖๐ โยชน์ ตรงไปยังเชวตวันมหาวิหาร ในกรุงราชคฤห์ ถวายบังคม พระบาทของพระทศพลแล้ว นั่งลง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ก็การต้อนรับปราศรัย กับภิกษุผู้อาคันตุกะทั้งหลาย เป็นธรรมเนียม ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระพุทธเจ้าทั้งหลาย สั่งสมแล้ว เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงทำปฏิสันถารกับภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายพออดทนได้หรือ ดังนี้แล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ก็เธอทั้งหลาย มาจากไหน ? ครั้นเมื่อภิกษุเหล่านั้น กราบทูลให้ทรงทราบถึงชาติภูมิแล้ว จึงรับสั่งถามภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุผู้เป็นเพื่อนพรหมจารี ผู้มีชาติภูมิอยู่ใน ถิ่นกำเนิดทั้งหลาย ใครหนอแล ที่ถูกยกย่องว่า มีความปรารถนาน้อยด้วยตน และบอกสอนความปรารถนาน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย. แม้ภิกษุ ก็พากันกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระปุณณ- มันตานีบุตร นามว่าปุณณะ พระเจ้าข้า ท่านพระสารีบุตร ฟังคำนั้นแล้ว ได้มีความประสงค์จะพบพระเถระ (ปุณณะ). ลำดับนั้น พระศาสดา เสด็จจากกรุงราชคฤห์ ไปยังพระนครสาวัตถี แล้ว. แม้พระปุณณเถระ ทราบว่า พระศาสดาเสด็จมาในที่นั้น แล้วไป ด้วย คิดว่า เราจักเฝ้าพระศาสดา เข้าเฝ้าพระตถาคตเจ้า ภายในพระคันกุฏีทีเดียว.
หน้า 76 ข้อ 141
พระศาสดาทรงแสดงธรรม แก่พระเถระ. พระเถระฟังธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพล ไปสู่ป่าอันธวัน เพื่อหลีกเร้น แล้วนั่งพักกลางวันอยู่ที่ โคนต้นไม้ ต้นใดต้นหนึ่ง. แม้พระสารีบุตรเถระ ทราบการมาของพระปุณณเถระ ไปจากสถานที่ ซึ่งเคยมองดูอยู่เป็นประจำ สบโอกาสแล้วจึงเข้าไปหาพระปุณณเถระ ผู้นั่งอยู่ ณ โคนต้นไม้ สังสนทนากับพระเถระแล้ว จึงสอบถามถึงวิสุทธิกถา ๗ กะท่าน. แม้พระเถระ ก็พยากรณ์ปัญหาที่พระสารีบุตรนั้นถามแล้ว ๆ ยังจิต ของพระสารีบุตรให้ยินดีด้วยข้ออุปมาด้วยสถานที่ซึ่งจะนำไปถึงได้ด้วยรถ. ท่าน ทั้งสองนั้น ต่างฝ่ายต่างชื่นชมภาษิตของกันและกัน. ครั้นในเวลาต่อมา พระศาสดาประทับ ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ทรงตั้ง พระเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ กว่าบรรดาภิกษุผู้เป็นพระธรรมกถึก ทั้งหลาย ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปุณณะเลิศกว่า พวกภิกษุสาวกของเรา ผู้กล่าวธรรม ดังนี้. ในวันหนึ่ง ท่านพิจารณาถึงวิมุตติสมบัติ ของตนเกิดปีติและโสมนัส ว่า เราและสัตว์เหล่าอื่นเป็นอันมาก อาศัยพระบรมศาสดา หลุดพ้นจาก สังสารทุกข์แล้ว การคบหาท่านผู้เป็นสัตบุรุษ มีอุปการะมากหนอ ดังนี้ กล่าวคาถาที่ระบายกำลังของปีติออกไป ด้วยสามารถแห่งอุทานว่า บุคคลควรสมาคมกับสัตบุรุษ ผู้เป็นบัณฑิต แจงประโยชน์เท่านั้น เพราะธีรชนทั้งหลาย เป็นผู้ ไม่ประมาท เห็นประจักษ์ด้วยปัญญา ย่อมได้บรรลุ ถึงประโยชน์อย่างใหญ่ ประโยชน์อย่างลึกซึ้ง เห็น- ได้ยาก ละเอียด สุขุม ดังนี้.
หน้า 77 ข้อ 141
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺภิเรว แปลว่า ด้วยสัตบุรุษทั้งหลาย เท่านั้น. ก็ในคาถานี้ พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ท่าน ประสงค์เอาว่า สัตบุรุษ. ก็พระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้น ละธรรมของอสัตบุรุษ ทั้งหลายได้แล้วโดยไม่เหลือ และสรรเสริญคุณธรรมอันดียิ่ง เพราะบรรลุ ถึงพระสัทธรรมอย่างอุกฤษฏ์ ท่านจึงเรียกว่า เป็นสัตบุรุษ ผู้สงบระงับแล้ว. บทว่า สมาเสถ ความว่า พึงอยู่สม่ำเสมอ คืออยู่ร่วม. อธิบายว่า เมื่อเข้าใกล้ท่านเหล่านั้น สดับรับฟัง และถึงทิฏฐานุคติของท่านเหล่านั้น ชื่อว่า พึงเป็นผู้อยู่ร่วม. บาทคาถาว่า ปณฺฑิเตหตฺถทสฺสิภิ เป็นคำกล่าว ยกย่องชมเชย พระอริยเจ้าเหล่านั้น. ปัญญาท่านเรียกว่า ปณฺฑา ชื่อว่า เป็นบัณฑิต เพราะมีปัญญา ชื่อว่า บัณฑา นั้น. ต่อจากนั้นไป ก็ชื่อว่า อตฺถทสฺสิโน เพราะชี้ประโยชน์ต่างโดยประโยชน์ตนเป็นต้น โดยไม่วิปริต. พึงคบกับบัณฑิต ผู้ชี้ประโยชน์เหล่านั้น. ถ้ามีคำถามว่า เพราะเหตุไร ? ก็ตอบว่า เพราะสัตบุรุษเหล่านั้น เป็นบัณฑิต อีกอย่างหนึ่ง เพราะ ท่านผู้เป็นบัณฑิต ย่อมบรรลุ จตุราริยสัจ นี้ อย่างนี้คือ ชื่อว่า บรรลุประโยชน์ เพราะเมื่อคบท่านเหล่านั้นโดยชอบ ก็มีแต่ประโยชน์ถ่ายเดียว และเพราะไม่ไกลจากมรรคญาณเป็นต้นทีเดียว ชื่อว่า บรรลุความยิ่งใหญ่ เพราะมีคุณใหญ่ และเพราะความเป็นผู้สงบระงับ ชื่อว่า ถึงความลึกซึ้ง เพราะหยั่งไม่ถึง และเพราะมีอารมณ์ คือ ญาณอันลึกซึ้ง ชื่อว่า เห็นได้ยาก เพราะผู้ที่มีฉันทะเป็นต้นหยาบ ไม่สามารถจะเห็นได้ และ เพราะคนนอกนี้ เห็นได้โดยยาก ชื่อว่า ละเอียด เพราะเห็นได้ยาก และเพราะ เป็นสถานที่ละเอียดอ่อน โดยเป็นอารมณ์ของญาณที่ละเอียดอ่อน ชื่อว่า บรรลุถึงพระนิพพาน ชื่อว่า สุขุม เพราะเป็นสภาวธรรมที่ละเอียดอ่อนและ
หน้า 78 ข้อ 141
เพราะเป็นสภาพที่สุขุม หรือชื่อว่า บรรลุประโยชน์ เพราะมีประโยชน์อย่างยิ่ง เป็นสภาพ โดยอรรถว่า ไม่แปรผัน ชื่อว่า ถึงความเป็นใหญ่ เพราะการทำ ความเป็นพระอริยะ และเพราะเป็นนิมิตแห่งความยิ่งใหญ่ ชื่อว่า ลึกซึ้ง เพราะมีความไม่ตื้นเป็นสภาพ ชื่อว่า เห็นได้ยาก เพราะเห็นได้โดยยาก คือ ไม่สามารถจะเห็นได้โดยง่าย ชื่อว่า เห็นได้ยาก เพราะลึกซึ้ง ชื่อว่า ลึกซึ้ง เพราะเห็นได้ยาก จึงจัดเป็นสัจจธรรม ๔ โดยพิเศษแล้ว ได้แก่นิโรธสัจ ที่ละเอียดสุขุม ได้แก่ นักปราชญ์ทั้งหลาย ขวนขวายกัมมัฏฐานภาวนา ที่มี สัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ ย่อมบรรลุโดยชอบทีเดียว เพราะสมบูรณ์ด้วยธิติ. บทว่า อปฺปมตฺตา ความว่า ยังข้อปฏิบัติ คือ ความไม่ประมาท ให้บริบูรณ์ ด้วยการไม่อยู่ปราศจากสติ ในที่ทั้งปวง. บทว่า วิจกฺขณา ความว่า เฉลียว ฉลาด ในวิปัสสนาภาวนา. เชื่อมความว่า เพราะฉะนั้น พึงอยู่ร่วมกันด้วยสัตบุรุษทั้งหลายนั้นเทียว. อีก อย่างหนึ่ง บทว่า ปณฺฑิเตหตฺถทสฺสิภิ นี้ เป็นปัญจมีวิภัตติ. เชื่อมความ ว่า เพราะเหตุที่ธีรชนทั้งหลาย เป็นผู้ไม่ประมาท เห็นประจักษ์ด้วยปัญญา ย่อมบรรลุประโยชน์พิเศษ มีความเป็นผู้ยิ่งใหญ่เป็นต้น เพราะบัณฑิตทั้งหลาย ชี้ช่อง คือ เป็นต้นเหตุ ฉะนั้น พึงคบกับด้วยสัตบุรุษ เช่นนั้นอย่างเดียว. คาถานี้ ของพระเถระ ก็จัดเป็นคาถาพยากรณ์อรหัตผล โดยการ แสดงถึงปฏิเวธธรรม ฉะนี้แล. จบอรรถกถา ปุณณมันตานีปุตตเถรคาถา
หน้า 79 ข้อ 142
๕. ทัพพเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระทัพพเถระ [๑๔๒] ได้ยินว่า ท่านพระทัพพเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อก่อนพระทัพพมัลลบุตรองค์ใด เป็นผู้อัน บุคคลอื่น ฝึกฝนได้โดยยาก แต่เดี๋ยวนี้ พระทัพพ- มัลลบุตรองค์นั้น เป็นผู้อันพระศาสดาได้ทรงฝึกฝน ด้วยการฝึกฝนด้วยมรรคอันประเสริฐ เป็นผู้สันโดษ ข้ามความสงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลส ปราศจาก- ความขลาด มีจิตตั้งมั่น ดับความเร่าร้อนได้แล้ว. อรรถกถาทัพพมัลลปุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระทัพพเถระเริ่มต้นว่า โย ทุทฺทมโย. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล กรุงหงสาวดี ในศาสนา- ของพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ เจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรม- เทศนาโดยดังกล่าวแล้วในบทหลังนั่นแล เห็นพระบรมศาสดาทรงตั้งภิกษุ รูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุ ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผ้าปูลาดเสนาสนะ จึงเสริมสร้างอธิการ ปรารถนาฐานันดรนั้น เป็นผู้อันพระบรมศาสดา ทรง พยากรณ์แล้ว บำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายบวชในเวลาที่ศาสนาของพระทศพล พระนามว่า กัสสปะเสื่อมโทรม
หน้า 80 ข้อ 142
ในครั้งนั้น ยังมีคนอีก ๖ คน พร้อมทั้งท่านจึงรวมเป็น ภิกษุ ๗ รูป เป็นผู้มีความคิดอย่างเดียวกัน เห็นภิกษุเหล่าอื่นไม่กระทำความเคารพในพระ- ศาสนา จึงคิดกันว่า ในที่นี้ พวกเราจักทำอะไรได้ พวกเราจักบำเพ็ญสมณธรรม ในที่ส่วนข้างหนึ่ง แล้วจักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้แล้ว จึงผูกบันได ปีน ขึ้นสู่ยอดเขาสูง พูดกันว่า ผู้ที่รู้กำลังจิตของตน ๆ จักผลักบันไดลง ผู้ที่ยัง มีความอาลัยในชีวิตจงลงไปเสีย อย่าเป็นผู้ต้องเดือดร้อนในภายหลังเลย ดังนี้ แล้ว ทุกรูปร่วมใจกัน ผลักบันไดลง ต่างโอวาทกันและกันว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด แล้วนั่งในที่ ๆ ตนชอบใจ เริ่มบำเพ็ญ สมณธรรม. พระเถระบรรลุพระอรหัตผล ในวันที่ ๕ ในที่นั้นแหละ คิดว่า กิจของเราสำเร็จแล้ว เราจักกระทำอะไรในที่นี้ ดังนี้แล้ว นำบิณฑบาตมาจาก อุตตรกุรุทวีป ด้วยฤทธิ์ กล่าวว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกท่านจงฉันบิณฑบาตนี้ กิจด้วยภิกษาจาร จงเป็นหน้าที่ของเรา พวกท่านจงทำหน้าที่ของตน ๆ เถิด. ภิกษุทั้งหลาย ถามว่า ดูก่อนอาวุโส พวกเราผลักบนไดลง ได้พูดตกลง กันอย่างนี้ว่า ผู้ใดทำให้แจ้งซึ่งธรรมก่อน ผู้นั้นจงนำอาหารมา ภิกษุที่เหลือ จะบริโภคอาหารที่นำมาแล้วบำเพ็ญสมณธรรม ดังนี้หรืออย่างไร ? พระเถระ ตอบว่า ไม่มีข้อตกลงดังนั้นหรอกอาวุโส. ภิกษุทั้งหลายจึงพูดว่า ท่านได้ (บรรลุธรรม) ด้วยบุพเหตุของตน แม้พวกเราทั้งหลายก็จักสามารถทำที่สุด แห่งทุกข์ได้ ท่านจงไปเถิด ดังนี้. พระเถระเมื่อไม่อาจจะยังภิกษุเหล่านั้นให้ ยินยอมได้ จึงบริโภคบิณฑบาตในที่ ๆ ผาสุกแล้วหลีกไป. พระเถระอีกรูปหนึ่ง บรรลุอนาคามิผล ในวันที่ ๗ จุติจากภพนั้นแล้ว บังเกิดในพรหมโลกชั้น สุทธาวาส. พระเถระนอกนี้ จุติจากภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ตลอดกาลพุทธันดรหนึ่ง แล้วต่างเกิดในตระกูลนั้น ๆ ในกาล
หน้า 81 ข้อ 142
เป็นที่บังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า พระองค์นี้ คือ รูปหนึ่ง เกิดในราช- ตระกูล ในตักกศิลานคร แคว้นคันธาระ รูปหนึ่ง เกิดในท้องของนาง ปริพาชิกาในมัชฌันติกรัฐ รูปหนึ่ง เกิดในเรือนของกุฏุมพี แคว้นพาหิยะ รูปหนึ่ง เกิดในสำนักของนางภิกษุณี. ส่วนพระทัพพเถระนี้ ถือปฏิสนธิในเรือนของเจ้ามัลละ องค์หนึ่งใน อนุปิยนคร แคว้นมัลละ. มารดาของท่าน ตลอดลูกตาย (ตายทั้งกลม) คนทั้งหลายจึงนำเอาร่างที่ตายไปป่าช้า ยกขึ้นสู่เชิงตะกอน ใส่ไฟแล้ว. เพราะ กำลังความร้อนของไฟ ทำให้พื้นท้องของนางแยกออกเป็นสองส่วน. ทารก ลอยขึ้นด้วยกำลังบุญของตนแล้วตกลงที่กองไม้. คนทั้งหลายจึงนำทารกนั้นมา มอบให้ยาย. ผู้เป็นยาย เมื่อจะขนานนามของทารกนั้น ได้ตั้งชื่อว่า ทัพพะ เพราะตกไปที่เสาไม้มีแก่น จึงรอดชีวิต. ก็ในวันที่ทารกนั้น มีอายุได้ ๗ ขวบ พระบรมศาสดามีภิกษุสงฆ์ เป็นบริวาร เสด็จจาริกไปในแคว้นมัลละ ประทับอยู่ในอนุปิยัมพวัน. ทัพพ- กุมารเห็นพระศาสดาแล้ว เลื่อมใสด้วยการเห็นเท่านั้น ประสงค์จะบวชบอกลา ยายว่า ข้าพเจ้าจักบวชในสำนักของพระทศพล. ยายพูดว่า ดีแล้ว พ่อคุณ แล้วพาทัพพกุมาร ไปยังสำนักของพระบรมศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงยังกุมารนี้ให้บรรพชาเถิด. พระศาสดาทรงให้สัญญา แก่ภิกษุรูปใดรูปหนึ่งว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจงยังทารกนี้ให้บรรพชา พระเถระ นั้นฟังคำของพระศาสดาแล้ว เมื่อจะยังทัพพกุมารให้บรรพชาบอกตจปัญจ- กัมมัฏฐานแล้ว. สัตว์ผู้สมบูรณ์ด้วยบุรพเหตุ มีอภินิหารอันกระทำแล้ว ดำรงอยู่แล้ว ในโสดาปัตติผล ในขณะปลงเกลียวผมครั้งแรก เมื่อเกลียวผมที่สองถูกยกขึ้น ก็ดำรงอยู่ในสกทาคามิผล เมื่อเกลียวผมที่สามถูกยกขึ้น ก็ดำรงอยู่ในอนาคามิผล
หน้า 82 ข้อ 142
ก็เวลาที่ปลงผมเสร็จ และการทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผล ได้มีในเวลาไม่ก่อน ไม่หลังกัน. พระบรมศาสดา เสด็จประทับสำราญพระอิริยาบถ ในแคว้นมัลละ แล้ว เสด็จไปยังกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในเวฬุวันมหาวิหาร. ท่านพระทัพพมัลลบุตรนี้ เร้นอยู่แล้วในที่ลับ ณ กรุงราชคฤห์นั้น ตรวจดูความสำเร็จกิจของตน ประสงค์จะอุทิศกาย ช่วยขวนขวายกิจของสงฆ์ จึงคิดว่า ไฉนหนอ เราพึงปูลาดเสนาสนะ และจัดภัตตาหารเพื่อพระภิกษุสงฆ์ ท่านไปยังสำนักของพระศาสดาแล้ว กราบทูลถึงปริวิตกของตน. พระบรมศาสดา ทรงประทานสาธุการแล้ว ทรงมอบตำแหน่งปูลาดเสนาสนะ และตำแหน่ง ภัตตุทเทสก์ แก่ท่าน. ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ทรงพระดำริว่า ทัพพสามเณรนี้ยังเล็กแท้ แต่ดำรงอยู่ในตำแหน่งใหญ่ ดังนี้แล้ว จึงโปรดให้ท่านอุปสมบท ในเวลาที่มี อายุได้ ๗ ขวบเท่านั้น. นับจำเดิมแต่อุปสมบทแล้ว พระเถระจัดแจงเสนาสนะ และแจกภิกษาแด่ภิกษุสงฆ์ทั้งหมด ที่อาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ ความที่ท่านเป็นผู้ จัดแจงเสนาสนะ ได้ปรากฏกระฉ่อนไปทั่วทุกทิศว่า ได้ยินว่า พระทัพพมัลล- บุตร จัดแจงเสนาสนะแก่ภิกษุผู้ชอบพอกัน ไว้ในที่เดียวกัน จัดแจงเสนาสนะ ในที่ใกล้บ้าง ไกลบ้าง (บางครั้ง) เมื่อไม่สามารถจะไปได้ ก็ต้องนำไปด้วย ฤทธิ์. ครั้งนั้น ภิกษุทั้งหลาย ขอให้ท่านทัพพมัลลบุตรจัดแจงเสนาสนะ ทั้ง ในเวลา ทั้งนอกเวลา อย่างนี้ว่า อาวุโส ท่านจงจัดแจงเสนาสนะในชีวกัมพ- วันวิหาร ให้พวกเรา ท่านจงจัดเสนาสนะในมัทธกุจฉิมิคทายวัน ให้พวกเรา ต่างพากันเห็นฤทธิ์ของพระทัพพมัลลบุตรนั้นแล้วจึงไป. แม้ท่านพระทัพพ- มัลลบุตรก็เนรมิตกาย อันสำเร็จด้วยมโนมยิทธิ ให้ภิกษุที่เหมือนตนแต่ละรูป แก่พระเถระแต่ละองค์ เดินนำหน้าใช้นิ้วมือที่เรื่องแสงชี้ว่า นี้เตียง นี้ตั่ง
หน้า 83 ข้อ 142
จัดแจงเสนาสนะแล้วจึงกลับยังที่อยู่ของตน นี้เป็นความสังเขปในเรื่องนี้. แต่ โดยพิสดาร เรื่องนี้ จะมีมาในพระบาลีเท่านั้น พระบรมศาสดา ทรงกระทำ เหตุนี้แหละ ให้เป็นอัตถุปบัติ (เหตุเกิดแห่งเรื่อง) ในเวลาต่อมา เสด็จ ประทับนั่ง ท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์ แต่งตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งแห่ง ภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้จัดแจงเสนาสนะ ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย พระทัพพมัลลบุตรเลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเรา ผู้จัดแจงเสนาสนะ. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระพิชิตมาร พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้ แจ้งโลกทั้งหมด เป็นมุนี มีพระจักษุ ได้เสด็จอุบัติ ขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระองค์ตรัสสอน ทำให้สัตว์รู้ชัด ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามวัฏสงสาร ทรง- ฉลาดในเทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงยังสรรพสัตว์ให้ ข้ามพ้น (สงสาร) พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ทรง ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหาประโยชน์แก่ สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทุกคนให้ดำรงอยู่ใน เบญจศีล เมื่อเป็นเช่นนี้พระศาสนาจึงหมดความอากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์และวิจิตรด้วยพระอรหันต์ ผู้คงที่มี ความชำนิชำนาญ พระมหามุนีพระองค์นั้นสูง ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามคล้ายทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะ อันประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้นเหล่าสัตว์มีอายุขัย แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น ดำรงพระชนม์อยู่ โดยกาลประมาณเท่านั้น ทรงยังประชาชนเป็นอันมาก ให้ข้ามพ้นวัฏสงสารไปได้ ครั้งนั้น เราเป็นบุตร
หน้า 84 ข้อ 142
เศรษฐีมียศใหญ่ ในพระนครหงสาวดี เข้าไปเฝ้า พระองค์ผู้ส่องโลกให้สว่างไปทั่ว แล้วได้สดับพระ- ธรรมเทศนา เราได้ฟังพระดำรัสของพระศาสดา ผู้- ตรัสสรรเสริญสาวกของพระองค์ ผู้แต่งตั้งเสนาสนะ ให้ภิกษุทั้งหลาย ก็ชอบใจ จึงทำอธิการแด่พระองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พร้อมทั้งพระสงฆ์แล้ว หมอบลงแทบพระบาทด้วยเศียรเกล้า แล้วปรารถนา ฐานันดรนั้น. ครั้งนั้น พระมหาวีรเจ้า พระองค์นั้น ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราไว้ว่า เศรษฐีบุตรนี้ ได้ นิมนต์พระโลกนายกพร้อมทั้งพระสงฆ์ ให้ฉันตลอด ๗ วัน เขามีดวงตาดุจกลีบบัว มีจะงอยบ่าเหมือน ของราชสีห์ มีผิวพรรณดุจทองคำ หมอบอยู่แทบเท้า ของเรา ปรารถนาตำแหน่งอันสูงสุด ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ พระศาสดา พระนามว่า โคดม ผู้สมภพ ในวงศ์ของพระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เศรษฐีบุตรนี้จักได้เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้น ปรากฏโดยชื่อว่า "ทัพพะ" เป็นภิกษุผู้เลิศฝ่าย เสนาสนปัญญาปกะเหมือนปรารถนา ด้วยกรรมที่ทำ ไว้ดีแล้ว และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่าง มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เสวย- เทพสมบัติในเทวโลก ๓๐๐ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์
หน้า 85 ข้อ 142
โดยคณนานับมิได้ เพราะกรรมนั้นนำไป เราจึงมี ความสุขในที่ทุกสถาน. ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระผู้เป็นนายกทรง พระนามว่า วิปัสสี ผู้มีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้ง ธรรมทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว เราเป็นผู้มีจิต ขัดเคือง ได้พูดตู่สาวกของพระพุทธเจ้าผู้คงที่พระองค์ นั้น ผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่าท่านเป็น ผู้บริสุทธิ์ และเราจับสลากแล้ว ถวายข้าวสุกที่หุงด้วย น้ำนมแก่พระเถระทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ผู้เป็นสาวกของพระผู้แกล้วกล้ากว่านรชน พระองค์ นั่นแหละ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นพงศ์พันธุ์ ของพรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่าวิญญูชน ทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระ- องค์ทรงยังศาสนธรรมให้รุ่งโรจน์ ข่มขี่เดียรถีย์ผู้ หลอกลวงเสีย ทรงแนะนำเวไนยสัตว์แล้ว เสด็จ- ปรินิพพาน พร้อมทั้งพระสาวก ครั้นเมื่อพระโลกนาถ พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้วครั้นเมื่อศาสนธรรม กำลังจะสูญสิ้นอันตรธาน ทวยเทพและมนุษย์พากัน สลดใจ สยายผม มีหน้าเศร้าคร่ำครวญว่า ดวงตา คือ พระธรรมจักดับแล้ว เราจักไม่ได้เห็นท่านผู้มีวัตร ดีงามทั้งหลาย เราจักไม่ได้ฟังพระสัทธรรม โอหนอ พวกเราเป็นคนมีบุญน้อย ครั้งนั้น พื้นปฐพีทั้งหมดนี้ ทั้งใหญ่ทั้งหนา ได้ไหวสั่นสะเทือน สาครสมุทรดุจ
หน้า 86 ข้อ 142
เหือดแห้ง แม่น้ำครวญครางน่าสงสาร อมนุษย์ตีกลอง ดังทั่ว ๔ ทิศ อสนีบาต อันน่ากลัว ตกลงโดยรอบ อุกกาบาต ตกจากท้องฟ้า ดาวหางปรากฏ เกลียวแห่ง เปลวไฟ มีควันพวยพุ่ง หมู่มฤคร้องครวญครางอย่าง น่าสงสาร ครั้งนั้น เราทั้งหลาย เป็นภิกษุรวม ๗ รูป ด้วยกัน ได้เห็นความอุบาทว์อันร้ายแรง แสดงเหตุว่า พระศาสนาจะสิ้นสูญ จึงเกิดความสังเวช คิดกันว่า เว้นพระศาสนาเสีย ไม่ควรที่เราจะมีชีวิตอยู่ เราทั้ง- หลายจึงเข้าไปสู่ป่าใหญ่ บำเพียรตามคำสอนของ พระชินสีห์ ครั้งนั้น เราทั้งหลายได้พบภูเขาหินใน ป่าสูงลิ่ว เราไต่ภูเขาขึ้นทางพะอง แล้วผลักพะอง ให้ตกลงเสีย ครั้งนั้น พระเถระได้ตักเตือนเราว่า การอุบัติแห่งพระพุทธเจ้าหาได้ยาก อีกประการหนึ่ง ความเชื่อ ที่บุคคลได้แล้ว หาได้ยาก และพระศาสนา ยังเหลืออีกเล็กน้อย ผู้ที่ปล่อยเวลาให้ผ่านไปเสีย จะ ต้องตกลงไปในสาคร คือ ความทุกข์อันไม่มีสิ้นสุด เพราะฉะนั้น พวกเราควรกระทำความเพียร ตลอดเวลา ที่พระศาสนายังดำรงอยู่เถิด ดังนี้. ครั้งนั้น พระเถระ นั้นเป็นพระอรหันต์ พระอนุเถระได้เป็นพระอนาคามี พวกเราที่เหลือจากนี้ เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ประกอบ ความเพียร จึงได้ไปยังเทวโลก องค์ที่ข้ามส่งสารไปได้ ปรินิพพานแล้ว อีกองค์หนึ่งเกิดในชั้นสุทธาวาส เราทั้งหลาย คือตัวเรา ๑ พระปุกกุสาติ ๑ พระสภิยะ ๑
หน้า 87 ข้อ 142
พระพาหิยะ ๑ พระกุมารกัสสปะ ๑ เกิดในที่นั้น ๆ อันพระโคดมบรมศาสดา ทรงอนุเคราะห์ จึงหลุดพ้น ไปจากเครื่องจองจำ คือ วัฏสงสารได้ เราเกิดใน พวกมัลลกษัตริย์ ในพระนครกุสินารา เมื่อเรายังอยู่ใน ครรภ์นั่นแล มารดาได้ถึงแก่กรรม เขาช่วยกันยกขึ้นสู่ เชิงตะกอน เราตกลงมาจากเชิงตะกอนนั้นตกลงไปใน กองไม้ ฉะนั้น จึงปรากฏนามว่า ทัพพะ ด้วยผลแห่ง การประพฤติพรหมจรรย์ เรามีอายุได้ ๗ ขวบ ก็หลุด พ้นจากกิเลส ด้วยผลที่ถวายข้าวสุกผสมน้ำมัน เราจึง เป็นผู้ประกอบด้วยองค์ ๕ ด้วยบาปเพราะกล่าวตู่พระ- ขีณาสพ เราจึงลูกคนโจทมากมาย บัดนี้ เราล่วงบุญ และบาปได้ทั้งสองอย่างแล้ว ได้บรรลุบรมสันติธรรม เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราแต่งตั้งเสนาสนะ ให้ท่านผู้มี วัตรอันดีงามทั้งหลายยินดี พระพิชิตมารทรงพอพระ- ทัย ในคุณข้อนั้น จึงได้ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนัก พระพุทธเจ้า ของเรานี้ เป็นการมาดีแล้ว วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว คุณพิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้กระทำเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 88 ข้อ 142
บาปกรรมที่ท่านการทำไว้ ด้วยสามารถแห่งการกำจัดพระเถระผู้เป็น พระขีณาสพรูปหนึ่งในกาลก่อน ซึ่งเป็นเหตุให้หมกไหม้อยู่ในนรกหลายแสนปี อันมีมาแล้วเหมือนภิกษุชื่อว่า เมตติยะ และภุมมชกะ ที่ถูกเตือนด้วย กมฺม- ปิโลติกาย นั้นแหละ เข้าใจผิดว่า พวกเราถูกพระเถระนี้ ทำให้แตกกับคฤหบดี ชื่อว่า กัลยาณภัตติยะ จึงกำจัดเสียด้วยปาราชิกธรรมอันหามูลมิได้. และเมื่อ อธิกรณ์นั้น อันสงฆ์ระงับแล้วด้วยสติวินัย พระเถระนี้ เมื่อจะประกาศคุณ ของตน เพื่ออนุเคราะห์สัตวโลก จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า เมื่อก่อนพระทัพพมัลลบุตรองค์ใด เป็นผู้อัน บุคคลอื่นฝึกฝนได้โดยยาก แต่เดี๋ยวนี้ พระทัพพมัลล- บุตรองค์นั้นเป็นผู้อันพระศาสดาได้ทรงฝึกฝนด้วยการ ฝึกฝนด้วยมรรคอันประเสริฐ เป็นผู้สันโดษข้ามความ สงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลส ปราศจากความขลาด มีจิตตั้งมั่น ดับความเร่าร้อนได้แล้ว ดังนี้. ศัพท์ว่า โย ในคาถานั้น แสดงถึงบุคคลผู้ไม่ได้กำหนดแน่นอน. ด้วยบทว่า โส นี้ พึงทราบว่า ท่านกำหนดความแน่นอนของบุคคลนั้นไว้ แล้ว. แม้ด้วยบททั้งสอง พระเถระ กล่าวหมายถึงตนเอง โดยทำให้เป็นดุจ คนอื่น. บทว่า ทุทฺทมโย ความว่าฝึกได้โดยยาก คือ ไม่อาจเพื่อจะฝึกได้. และพระเถระกล่าวบทนี้ไว้ เพราะคิดถึงความดิ้นรนแห่งจิตที่เคลื่อนไปด้วย ความเมา ของเหล่ากิเลสที่เป็นข้าศึก คือ ทิฏฐิ และความไม่สงบแห่งอินทรีย์ ทั้งหลาย. บทว่า ทเมน ได้แก่ ฝึกฝนด้วยมรรคอันเลิศ สูงสุด อธิบายว่า ผู้ที่ฝึกแล้ว ด้วยการฝึกด้วยมรรคอันเลิศนั้น สมควรกล่าวได้ว่า มีตนอันฝึก
หน้า 89 ข้อ 142
แล้ว ด้วยการฝึกด้วยมรรคอันเลิศนั้น สมควรกล่าวได้ว่า มีตนอันฝึกแล้ว เพราะไม่มีสิ่งที่จะต้องอีก ไม่ใช่ฝึกด้วยอย่างอื่น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ทเมน ความว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ฝึกแล้ว. บทว่า ทพฺโพ เท่ากับ ทฺรพฺโย ความว่า สมควร. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงมีถึงพระเถระนี้แหละ จึงตรัสไว้ว่า ดูก่อนทัพพะ ผู้ที่ สมควร จะไม่กล่าวแก้อย่างนี้ เลย. บทว่า สนฺตุสฺสิโต ความว่า สันโดษ แล้ว ด้วยสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้ ด้วยสันโดษในฌานสมาบัติ และด้วย สันโดษในมรรคผล. บทว่า วิติณฺณกงฺโข ความว่า ชื่อว่า มีความสงสัย ปราศไปแล้ว ด้วยความสงสัยในวัตถุ ๑๖ และในวัตถุ ๘ เพราะเพิกถอน ความสงสัยได้แล้ว ด้วยปฐมมรรคนั่นแหละ. บทว่า วิชิตาวี ความว่า ชื่อว่า ชนะแล้ว เพราะชนะแล้ว คือกำจัดได้แล้ว ซึ่งธรรมอันเป็นฝ่ายสังกิเลส แม้ ทั้งหมด อันบุรุษชาติอาชาไนย พึงชนะ บทว่า อเปตเภรโว ความว่า ชื่อว่า ปราศจากความขลาด คือ ชื่อว่า ปราศจากภัย เพราะภัย ๒๕ อย่าง ปราศไปแล้ว โดยประการทั้งปวง. บทว่า ทพฺโพ เป็นคำระบุถึงชื่อ ซ้ำอีก. ในบทว่า ปรินิพฺพุโต นี้ ปรินิพพาน มี ๒ คือ กิเลสปรินิพพาน ซึ่งได้แก่ สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑ ขันธปรินิพพาน ซึ่งได้แก่ อนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ๑. ใน ๒ อย่างนั้น ในคาถานี้ท่านหมายเอากิเลสปรินิพพาน เพราะฉะนั้น จึงได้ความว่า ชื่อว่า ปรินิพพานแล้ว ด้วยกิเลสปรินิพพาน เพราะปหาตัพพธรรม (ธรรมที่ควรละ.) อันมรรคละได้แล้วโดยประการทั้งปวง. บทว่า ิตตฺโต ความว่า เป็นผู้มี จิตมั่นคง คือไม่หวั่นไหว ได้แก่ ไม่สั่นสะเทือน ด้วยโลกธรรมทั้งหลาย เพราะถึงความเป็นผู้คงที่ ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น. ศัพท์ว่า หิ เป็นนิบาต ลง ในอรรถแห่งเหตุ. ด้วย หิ นิบาตนั้น ส่องความว่า เพราะเหตุที่ เมื่อก่อน
หน้า 90 ข้อ 143
พระทัพพมัลลบุตร เป็นผู้อันบุคคลอื่นสอนได้ยาก แต่ท่านอันพระศาสดาทรง ฝึก ด้วยการฝึกฝนด้วยมรรคอันสูงสุด เป็นผู้สันโดษ ข้ามความสงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลส ปราศจากความขลาด ฉะนั้น พระทัพพมัลลบุตรนั้น จึงดับ กิเลสได้แล้ว และต่อแต่นั้น ก็เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ทำจิตให้เลื่อมใส ในปรินิพ- พานนั้น ที่มีแล้วอย่างนี้ ไม่ใช่ทำจิตให้เลื่อมใสอย่างอื่น เพราะฉะนั้น พระ เถระเมื่อจะอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ ผู้ที่จะตรัสรู้ได้ เพราะการแนะนำของผู้อื่น จึงพยากรณ์อรหัตผล. จบอรรถกถาทัพพมัลลปุตตเถรคาถา ๖. สัมภูตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัมภูตเถระ [๑๔๓] ได้ยินว่า พระสัมภูตเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุใดมาสู่ป่าสีตวันแล้ว ภิกษุนั้นเป็น ผู้อยู่แต่ผู้เดียว สันโดษ มีจิตตั้งมั่น ชนะกิเลส ปราศจากขนลุกพอง มีปัญญา รักษากายคตา- สติ อยู่. อรรถกถาสัมภูตเถรคาถา คาถาของท่านพระสัมภูตเถระเริ่มต้นว่า โย สีตวนํ ดังนี้. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า นับถอยหลังจากนี้ไป ๑๑๘ กัป พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า อัตถทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก ยังหมู่สัตวโลก พร้อม
หน้า 91 ข้อ 143
ทั้งเทวโลก ให้ข้ามโอฆะใหญ่ คือ สงสาร วันหนึ่ง เสด็จไปถึงฝั่งแม่น้ำ คงคา พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. ในครั้งนั้น พระเถระนี้เกิดในตระกูลคฤหบดี พบ พระผู้มีพระภาคเจ้า ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคานั้น มีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าแล้วถวาย บังคม กราบทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์มีพระพุทธประสงค์ จะข้ามไปสู่ฝั่งโน้นหรือ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า เราจัก ไป. เขาจึงจัดผูกเรือขนาน น้อมถวายในทันใดนั้นเอง. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จลงสู่เรือแล้ว เขานำ เรือข้ามไปด้วยตนเอง ยังพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ให้ถึงฝั่งโน้นโดย สะดวกสบาย แล้วถวายมหาทานในวันที่สอง ตามส่งเสด็จ มีจิตเลื่อมใส ถวายบังคมพระบรมศาสดา แล้วกลับไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจึงท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นับแต่ภัทรกัปนี้ถอยหลังไป ๑๑๓ กัป. เกิดในตระกูลกษัตริย์ ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ผู้ธรรมิกราช ท้าวเธอยังพสกนิกร ให้ตั้งอยู่ในแนวทางแห่งสุคติ จุติจากมนุษยโลกนี้แล้ว บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ สมาทายธุตธรรม (ธรรมคือธุดงค์) อยู่ในป่าช้าบำเพ็ญ สมณธรรมแล้ว. แม้ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสป เขาก็ออกบวชพร้อมด้วยสหายทั้ง ๓ ในศาสนาของพระองค์อีก แล้ว บำเพ็ญสมณะอยู่ถึงสองแสนปี ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอยู่ ตลอดพุทธันดรหนึ่ง แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล ในพระนคร ราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. คนทั้งหลายตั้งชื่อท่านว่า สัมภูตะ ท่านเจริญ วัยแล้ว ประสบความสำเร็จ ในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์. ท่านได้ไปยังสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยสหายทั้ง ๓ คือ ภูมิชะ เชยยเสนะ
หน้า 92 ข้อ 143
และ อภิราธนะ สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ได้สัทธาปสาทะบรรพชาแล้ว ซึ่งพระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลายหมายเอา กล่าวไว้ว่า มาณพทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ ภูมิชะ ๑ เชยยเสนะ ๑ สัมภูตะ ๑ อภิราธนะ ๑. ได้ตรัสรู้ธรรมในศาสนา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐและผู้คงที่. ครั้งนั้น พระสัมภูตเถระ เรียนกายคตาสติกัมมัฏฐาน ในสำนักของ พระผู้มีพระภาคเจ้า อยู่ในป่าสีตวันเป็นประจำ. ด้วยเหตุนั้นแล ท่านจึงมีนาม ปรากฏว่า " สีตวนียะ ". ก็โดยสมัยนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช เสด็จไปทาง อากาศ มุ่งหน้าสู่ทิศทักษิณในชมพูทวีป ทอดพระเนตรเห็นพระเถระนั่งใน อัพโภกาส มนสิการกัมมัฏฐานอยู่ จึงเสด็จลงจากวิมาน นมัสการพระเถระ แล้วสั่งยักษ์ ๒ ตนว่า ถ้าพระเถระออกจากสมาธิในเวลาใด เจ้าจงบอกการมา ของเราในเวลานั้น และจงถวายอารักขาพระเถระด้วย ดังนี้ แล้วเสด็จหลีกไป. ยักษ์ทั้งสองเหล่านั้นยืนอยู่ใกล้พระเถระ แล้วบอกความนั้น ในเวลาที่พระเถระ เลิกมนสิการนั่งอยู่แล้ว. พระเถระฟังคำนั้นแล้ว กล่าวว่า ท่านจงกราบทูล ท้าวเวสวัณมหาราชตามคำของเรา ธรรมดาอารักขา คือ สติ ที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงวางไว้ สำหรับผู้ที่ดำรงอยู่ในศาสนาของพระองค์นั้นนั่นแหละ จะ รักษาบุคคลเช่นเรา ท่านจงเลิกสนใจในอารักขานั้น กิจที่จะพึงกระทำด้วย อารักขาเช่นนี้ ย่อมไม่มีแก่ผู้ที่ตั้งอยู่ในโอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าดังนี้แล้ว ส่งยักษ์ทั้งสองกลับไป เจริญวิปัสสนาแล้วกระทำให้แจ้ง ซึ่งหมวด ๓ แห่งวิชชา ในทันใดนั้นเอง. ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณเสด็จกลับมา เข้าไปใกล้พระเถระ รู้ว่า ท่านสำเร็จพระอรหัตแล้ว ด้วยการสังเกตอาการเฉพาะหน้า จึงเสด็จไป กรุงสาวัตถี กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะยกย่องพระเถระ ต่อพระพักตร์ ของพระบรมศาสดา จึงพรรณนาคุณทั้งหลายของพระเถระ ด้วยคาถานี้ว่า
หน้า 93 ข้อ 143
พระสัมภูตเถระ สมบูรณ์ด้วยสติ เป็นเครื่อง รักษา มีปัญญา ประกอบด้วยความเพียร เป็นพุทธ- ชิโนรส มีวิชชา ๓ ถึงฝั่งแห่งมัจจุแล้ว ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวเป็นคาถาประพันธ์ไว้ในอปทานว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ ๒ เท่า ประเสริฐกว่านระ แวด- ล้อมไปด้วยพระสาวกทั้งหลาย เสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา แม่น้ำคงมีน้ำเอ่อเต็มฝั่ง กาพอที่จะดื่มได้ ข้ามได้ยาก เราส่งพระพุทธเจ้าผู้สูงกว่าสัตว์ และภิกษุสงฆ์ ในกัป ที่ ๑๑๘ แต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ข้ามส่งเสด็จพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๑๑๓ แต่กัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕ พระองค์ พระนามว่า สัพโพภวะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก และในภพสุดท้ายนั้น เราเกิดในตระกูลพราหมณ์ บวชในศาสนาของพระศาสดา พร้อมด้วยสหายทั้ง ๓ คุณพิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระ พุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้งนั้น ท่านพระสัมภูตะ เห็นภิกษุทั้งหลายเดินทางไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า จึงกล่าวว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านทั้งหลายจงถวายบังคมพระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้าตามคำของเราด้วย และจงกราบทูลอย่างนี้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่เบียดเบียนพระศาสดา อันจัดเป็นธรรมาธิกรณ์
หน้า 94 ข้อ 143
จึงกล่าวคาถาว่า โย สีตวนํ ดังนี้. ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วถวายบังคม เมื่อจะกราบทูลให้ทรงทราบถึงสาสน์ ของพระสัมภูตเถระ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านพระสัมภูตะขอถวายบังคมพระบาท ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และกราบทูลอย่างนี้ ดังนี้แล้ว กราบทูลข้อความนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับถ้อยคำนั้นแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระสัมภูตะเป็นบัณฑิต ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม และไม่เบียดเบียนเรา ผู้เป็นธรรมาธิกรณ์ เรื่องราวของพระสัมภูตะนั้น ท้าวเวสวัณบอกเราแล้ว ดังนี้. ก็ภิกษุเหล่านั้น กราบทูลคาถาที่พระสัมภูตเถระกล่าวแล้ว แด่พระ- บรมศาสดา ดังนี้ว่า ภิกษุใดมาสู่ป่าสีตวันแล้ว ภิกษุนั้นเป็นผู้อยู่แต่ผู้ เดียว สันโดษ มีจิตตั้งมั่น ชนะกิเลสได้แล้ว ปราศ- จากขนพองสยองเกล้า มีปัญญารักษากายคตาสติอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีตวนํ ได้แก่ ป่าช้า น่ากลัวกว้างใหญ่ ใกล้พระนครราชคฤห์ ที่ได้นามอย่างนี้. บทว่า อุปคา ได้แก่ เข้าถึงแล้ว โดยถือเป็นที่อยู่. ด้วยบทว่า อุปคา นี้ ท่านแสดงถึงที่เป็นที่อยู่อาศัย อันสมควรแก่บรรพชิต อันพระผู้มี พระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว. บทว่า ภิกฺขู ความว่า ชื่อว่าภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสาร และ เพราะทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า เอโก ความว่า ไม่มีเพื่อนสอง. ด้วยบทว่า เอโก นี้ ท่านแสดงถึงกายวิเวก. บทว่า สนฺตุสิโต ได้แก่ ผู้สันโดษ. ด้วยบทว่า สนฺตุสิโต นี้ ท่านแสดงถึงอริยวงศ์ อันมีความสันโดษในปัจจัย ๔ เป็นลักษณะ.
หน้า 95 ข้อ 143
บทว่า สมาทิตตฺโต ความว่า มีจิตตั้งมั่นแล้ว ด้วยสมาธิอันต่าง ด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. ด้วยบทว่า สมาหิตตฺโต นี้ ท่านแสดง ถึงอริยวงศ์ อันมีภาวนาเป็นที่มายินดี โดยมีวิเวกภาวนาเป็นประธาน. บทว่า วิชิตาวี ความว่า ชนะหมู่กิเลส อันพระโยคาวจรพึงชนะ ด้วยการปฏิบัติชอบในพระศาสนา. ด้วยบทว่า วิชิตาวี นี้ ท่านแสดงถึง อุปธิวิเวก. ภิกษุชื่อว่า อเปตโลมหํโส (ปราศจากขนลุกพองสยองเกล้า) เพราะมีกิเลสอันเป็นเหตุแห่งภัยปราศไปแล้ว. ด้วยบทว่า อเปตโลมหํโส นี้ ท่านแสดงถึงผลแห่งสัมมาปฏิบัติ. บทว่า รกฺขํ แปลว่า รักษาอยู่. บทว่า กายคตาสตึ ได้แก่ สติมีกายเป็นอารมณ์ คือไม่ละกายคตาสติ กัมมัฏฐาน ด้วยสามารถแห่งการเพิ่มพูนไว้. บทว่า ธีติมา ได้แก่ ผู้มีปัญญา. บทว่า ธีติมา นี้ แสดงถึงข้อปฏิบัติ อาศัยความที่ตนมีจิตตั้งมั่น หรือมี ชัยชนะแจ้งชัดแล้ว ในคาถานี้ มีความสังเขปดังนี้ ภิกษุนั้น เป็นผู้ผู้เดียวมาสู่ป่าสีตวัน โดยมุ่งความสุขเกิดแต่วิเวก และเข้าไปแล้วก็เป็นผู้สันโดษ เพราะไม่มีความโลเล มีปัญญา มีกายคตาสติ เจริญกัมมัฏฐาน กระทำฌานที่ตนบรรลุแล้วอย่างนั้นให้เป็นบาท ขวนขวาย วิปัสสนาที่ตนปรารภแล้ว มีจิตตั้งมั่น ด้วยมรรคอันเลิศที่ตนได้บรรลุแล้ว และ ชนะกิเลสได้แล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากขนพองสยองเกล้า เพราะมีเหตุแห่งภัย ไปปราศแล้ว โดยประการทั้งปวง โดยที่กระทำกิจสำเร็จแล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาสัมภูตเถรคาถา
หน้า 96 ข้อ 144
๗. ภัลลิยเถร คาถา ว่าด้วยคาถาของพระภัลลิยเถระ [ ๑๔๔] ได้ยินว่า พระภัลลิยเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ผู้ได้ขจัดเสนาแห่งมัจจุราช เหมือนห้วงน้ำใหญ่ กำจัดสะพานไม้อ้อ อันแสนจะทรุดโทรมฉะนั้น ก็ ผู้นั้น จัดว่าเป็นผู้ชนะมาร ปราศจากความหวาดกลัว มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดับกิเลสและความเร่าร้อน ได้แล้ว. อรรถกถาภัลลิยเถรคาถา คาถาของท่านพระภัลลิยเถระเริ่มต้นว่า โย ปานุทิ. เรื่องราวของท่าน เป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสถวายผลาผล แก่พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า สุมนะ ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพทั้งหลายเท่านั้น เกิดในตระกูล สัตถวาหะ พระนครอรุณวตี ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรง พระนามว่า สิขี ได้สดับว่า บุตรพ่อค้า ๒ คน คือ ชื่อว่าอุปชิตะ และอุชิตะ ได้ถวายอาหารครั้งแรก แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สุขี ผู้ได้ ตรัสธรรมาภิสมัยก่อนคนอื่น จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยสหาย ของตน ถวายบังคมแล้ว ทูลอาราธนาเพื่อเสวยพระกระยาหารในวันรุ่งขึ้น
หน้า 97 ข้อ 144
ถวายมหาทานแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ แม้ทั้งสอง พึงเป็นผู้ได้ถวายอาหารครั้งแรกแด่พระพุทธเจ้า ผู้เช่นกับพระองค์ ในอนาคตกาล ดังนี้. คนทั้งสอง กระทำบุญกรรมในภพนั้น ๆ แล้ว ท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เกิดเป็นบุตรเศรษฐีผู้เลี้ยงวัว เป็นพี่น้องกัน ในสองพี่น้องนั้น ผู้เป็นพี่ชื่อ ตปุสสะ ผู้เป็นน้องชื่อ ภัลลิยะ. เขาทั้งสองบรรทุกของเต็มเกวียน ๕๐๐ เล่ม เดินทางไปค้าขาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า แรกตรัสรู้พระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงยับยั้งอยู่ตลอด ๗ สัปดาห์ ด้วยการพิจารณาธรรมคือสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ในสัปดาห์ที่ ๘ ทรงประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นเกด ก็เดินทางล่วงทางใหญ่ ไป ใกล้ต้นเกด ในสมัยนั้น เกวียนของเขาทั้งสองไม่ยอมเคลื่อนที่ แม้ในภูมิภาค ที่ราบเรียบ ไม่มีหล่มไม่มีโคลน เมื่อพ่อค้าสองพี่น้องพากันคิดอยู่ว่า เหตุอะไร หนอแล ดังนี้ เทวดาผู้เคยเป็นญาติสายโลหิต ก็แสดงตัวในระหว่างค่าคบไม้ บอกว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นี้ ตรัสรู้พระสัม- โพธิญาณได้ไม่นาน ไม่ได้เสวยพระกระยาหารมาตลอด ๗ สัปดาห์ เสวย วิมุตติสุขแล้ว บัดนี้ ประทับนั่งอยู่ที่โคนต้นเกด ข้อที่ท่านทั้งสองน้อมนำ อาหารเข้าไปถวายพระองค์นั้น จะพึงเป็นไป เพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่ท่านทั้งหลายสิ้นกาลนาน. พ่อค้าสองพี่น้อง ฟังคำนั้นแล้ว เสวยปีติโสมนัสอย่างยิ่ง สำคัญว่า การจัดอาหารจักเป็นความเนิ่นช้า จึงถวายสัตตูผงและสัตตูก้อน แด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ถึงเทววาจิกสรณคมน์ (ถึงพระพุทธและพระธรรมว่าเป็นสรณะ) ได้พระเกศธาตุไปบูชา หลีกไปแล้ว. ก็พ่อค้าทั้งสองนั้น ได้เป็นอุบาสก ก่อนผู้อื่น. ครั้นเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปยังกรุงพาราณสี ประกาศ พระธรรมจักร แล้วประทับอยู่ในพระนครราชคฤห์โดยลำดับ ตปุสสะและ
หน้า 98 ข้อ 144
ภัลลิยะ จึงเข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถวาย- บังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เขาทั้งสอง ในพ่อค้าทั้งสองนั้น ตปุสสะ ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลแล้วได้เป็นอุบาสกอย่างเดียว ส่วนภัลลิยะ บวชแล้วได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สุมนะ ประทับอยู่ในพระนครตักกรา เราได้ถือเอา ผลไม้ชื่อวัลลิการะ ถวายแด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าใน กัปที่ ๓๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายสิ้นแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้นในวันหนึ่ง มารแสดงรูปน่ากลัว เพื่อจะหลอกพระภัลลิยเถระ ให้สะดุ้งกลัว. พระเถระเมื่อจะประกาศข้อที่ตนล่วงความกลัวได้ทั้งหมด จึงได้ ภาษิตคาถานี้ว่า ผู้ใดกำจัดเสนาแห่งมัจจุราช เหมือนห้วงน้ำใหญ่ กำจัดสะพานไม้อ้อ อันแสนจะทรุดโทรมฉะนั้น และ ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้ชนะมาร ปราศจากความหวาดกลัว มีตนอันฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดับกิเลสและความ เร่าร้อนได้แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยปานุทิ ความว่า ผู้ใดกำจัด คือ ซัดไป คือละได้แล้ว ได้แก่ ขจัดแล้ว. บทว่า มจฺจุราชสฺส ความว่า
หน้า 99 ข้อ 144
ความตาย คือความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลาย ชื่อว่า มัจจุ ก็มัจจุนั่นแหละ ชื่อว่า ราชา เพราะอรรถว่า เป็นใหญ่ เพราะยังสัตว์ทั้งหลายให้เป็นไปในอำนาจ ของตน เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า มัจจุราชา. แห่งมัจจุราชนั้น. บทว่า เสนํ ได้แก่ เสนา มีความแก่และโรคเป็นต้น ก็ความแก่และโรคเป็นต้น ชื่อว่า เสนา เพราะเป็นองค์ประกอบในการที่มัจจุราชนั้นยังสัตว์ให้เป็นไปในอำนาจ ด้วยเหตุนั้น มัจจุราชนั้น ท่านจึงเรียกว่า มีเสนาใหญ่ เพราะมีเสนามาก มีอย่างต่าง ๆ แพร่หลาย. สมดังที่ตรัสไว้ว่า น หิ โน สงฺครนฺเตน มหาเสเนน มจฺจุนา จะขอผลัดเพี้ยนกับมัจจุราช ผู้มีเสนาใหญ่ มิได้เลย ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง เทวบุตรมาร ท่านประสงค์เอาว่า มัจจุ ในพระคาถานี้ เพราะอรรถว่า ฆ่าเสียซึ่งคุณงามความดี กามเป็นต้น ท่านประสงค์เอาว่าเป็น เสนา เพราะเข้าถึงความเป็นสหายกับมัจจุราชนั้น. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า กามทั้งหลายเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่หนึ่งของท่าน ความไม่ยินดี เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่สองของท่าน ความหิวและความกระหาย เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่สาม ของท่าน ตัณหาเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่สี่ของท่าน ถีนมิทธะ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่ห้าของท่าน ความ ขลาดกลัวเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่หกของท่าน ความ สงสัยเรากล่าวว่าเป็นเสนาที่เจ็ดของท่าน ความลบหลู่ และความหัวดื้อ เรากล่าวว่าเป็นเสนาที่แปดของท่าน ดังนี้. บาทคาถาว่า นฬเสตุํว สุทุพฺพลํ มโหโฆ นี้ประกอบความว่า ผู้ใดกำจัดแล้ว คือชนะแล้ว ซึ่งเสนาคือสังกิเลส ที่ชื่อว่า แสนจะทรุดโทรม เพราะไม่มีกำลังมากมายเหมือนห้วงน้ำใหญ่กำจัดสะพานไม้อ้อ เพราะปราศจาก
หน้า 100 ข้อ 145
แก่นสาร ด้วยมรรคอันเลิศ เช่นกับห้วงน้ำใหญ่ เพราะโลกุตรธรรมทั้ง ๙ มีกำลังมาก ผู้นั้นจัดว่าเป็นผู้ชนะมาร ปราศจากความกลัว มีตนอันฝึกแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดับความเร่าร้อนและความกระวนกระวายได้แล้ว ดังนี้. มารสดับ คำนั้นแล้ว คิดว่า สมณะรู้ทันเรา ดังนี้ แล้วหายไปในที่นั้นเอง. จบอรรถกถาภัลลิยเถรคาถา ๘. วีรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวีรเถระ [๑๔๕] ได้ยินว่า พระวีรเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ ในเวลาภรรยาเก่า ไปเล้าโลม เพื่อให้สึกว่า เมื่อก่อน ผู้ใด เป็นผู้อันบุคคลอื่นฝึกได้โดยยาก แต่เดี๋ยวนี้ ผู้นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฝึกฝน ได้ดีแล้ว เป็นนักปราชญ์ มีความสันโดษ ข้ามความ สงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลสมาร ปราศจากขนลุกพอง ปราศจากความกำหนัด มีจิตตั้งมั่น ดับกิเลสและความ เร่าร้อนได้แล้ว.
หน้า 101 ข้อ 145
อรรถกถาวีรเถรคาถา คาถาของท่านพระวีรเถระเริ่มต้นว่า โย ทุทฺทมโย ดังนี้. เรื่องราว ของท่านเป็นมาอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๐ นับถอยหลังแต่ภัตรกัปนี้ ท่านปฏิบัติที่ประทับ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี. อยู่มาวันหนึ่ง ท่านเก็บดอก คนทิสอ มีลักษณะคล้ายกับดอกยางทราย มาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วย บุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดใน ตระกูลกษัตริย์ ในกัปที่ ๓๕ ถอยหลังแต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า มหาปตาปะ. ท้าวเธอเสวยราชย์โดยธรรมสม่ำเสมอ ยังหมู่สัตว์ ให้ตั้งอยู่ในทางสวรรค์ กลับมาเกิดเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ. ในกัปนี้อีก บำเพ็ญทานแก่คน กำพร้าและคนเดินทางไกลเป็นต้น ได้ถวายขีรภัตรแก่พระสงฆ์ ท่าน บำเพ็ญ กองการบุญกุศลอันสำเร็จด้วยทาน และสั่งสมประโยชน์ คือ พระนิพพาน นอกนี้ ในภพนั้น ดังพรรณนามานี้ แล้วท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลอมาตย์ของพระเจ้าปเสนทิ ในกรุงสาวัตถี ใน พุทธุบาทกาลนี้ คนทั้งหลายขนานนามท่านว่า วีระ. ท่านเจริญวัยแล้ว ประกอบด้วยคุณทั้งหลาย มีความสมบูรณ์ด้วยพละ และชวนะเป็นต้น สมชื่อ เป็นผู้กล้าหาญในสงคราม เมื่อมารดาบิดา จัดหาภรรยา ให้ โดยการทำความผูกพัน ก็ได้บุตรคนเดียวเท่านั้น อันเหตุแห่งบุรพกรรม ตักเตือนอยู่เห็นโทษในกามทั้งหลายและในสงสารเกิดความสลดใจ บวชแล้ว
หน้า 102 ข้อ 145
เพียรพยายามอยู่ ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นคนเฝ้าพระอารามของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ได้ถือเอาดอกยางทรายไปบูชา พระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชา พระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่- รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๓๕ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่ง เป็น จอมประชามีนามว่า มหาปตาปะ มีพละมาก คุณวิเศษ เหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ภรรยาเก่า (ของท่าน) ประสงค์จะให้พระเถระ ผู้บรรลุพระอรหัต อย่างนี้แล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุข อันเกิดแต่ผลสมาบัติ ให้สึก พยายาม ประเล้าประโลม โดยนัยต่าง ๆ ในระหว่าง ๆ วันหนึ่งไปถึงที่ท่านพักในกลางวัน เริ่มแสดงมายาหญิง มีเล่ห์มายาเป็นต้น. ลำดับนั้น ท่านพระวีระ คิดว่า หญิงคนนี้ เป็นคนโง่แท้หนอ ประสงค์จะเล้าโลมเรา อุปมาดุจมีความประสงค์ ให้เขาสิเนรุราชสั่นสะเทือน ด้วยลมปีกของลิ่นไรฉะนั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดง ความที่กิริยาของหญิงนั้น ไม่มีประโยชน์ จึงได้ภาษิตคาถาว่า เมื่อก่อน ผู้ใด เป็นผู้อันบุคคลอื่นฝึกได้โดยยาก แต่เดี๋ยวนี้ ผู้นั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงฝึกฝน ได้ดีแล้ว เป็นนักปราชญ์ มีความสันโดษ ข้ามความ
หน้า 103 ข้อ 145
สงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะกิเลสมาร ปราศจากขนพอง สยองเกล้า ปราศจากความกำหนัด มีจิตตั้งมั่น ดับ- กิเลสและควานเร่าร้อนได้แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น เนื้อความของบททั้งหลายมีอาทิว่า โย ทุทฺทมโย ดังนี้ ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น. ส่วนคำ (ที่จะกล่าวต่อไป) นี้ เป็นเพียงโยชนา (คำประกอบความ) ในคาถานี้. เมื่อก่อนผู้ใด ชื่อว่าเป็นผู้ อันบุคคลอื่นฝึกได้ยาก เพราะยังมีกิเลสที่ยังไม่ได้ปราบ หรือเพราะอันข้าศึก ทั้งหลาย ไม่สามารถเพื่อจะปราบ คือ เพื่อจะชนะในสนามรบได้ แต่บัดนี้ ผู้นั้นอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ฝึกพระองค์แล้ว ทรงฝึกแล้วด้วยธรรมเครื่องฝึก อันสูงสุด ชื่อว่า เป็นนักปราชญ์ เพราะถึงพร้อมด้วยความเพียร คือ สัมมัป- ปธาน ๔ อย่าง จึงเป็นผู้มีความสันโดษ ข้ามความสงสัยได้แล้ว เป็นผู้ชนะ กิเลสมาร ปราศจากความขนพองสยองเกล้า เป็นปราชญ์ได้นามว่า วีระ ชื่อว่า ดับกิเลสและความเร่าร้อนได้ เพราะดับกิเลสได้โดยไม่มีส่วนเหลือ ต่อแต่นั้นไป ก็เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวด้วยมารเช่นท่านตั้ง ๑๐๐ ตน ๑,๐๐๐ ตน หญิง นั้นฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เมื่อพระเถระผู้เป็นสามีของเรา ปฏิบัติได้เช่นนี้ การอยู่ครองเรือนของเราจะมีประโยชน์อะไร ดังนี้ เกิดความสลดใจ บวชใน สำนักนางภิกษุณีทั้งหลาย เป็นผู้มีวิชชา ๓ ต่อกาลไม่นานเลย. จบอรรถกถาวีรเถรคาถา
หน้า 104 ข้อ 146
๙. ปิลินทวัจฉเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปิลินทวัจฉเถระ [๑๔๖] ได้ยินว่า พระปิลินทวัจฉเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้ เป็นการ มาดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่เราคิดไว้ว่า จักฟัง ธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว จักบวช เป็นความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ทรงจำแนกธรรมทั้งหลายอยู่ เราได้บรรลุ ธรรมอันประเสริฐแล้ว. อรรถปิลินทวัจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระปิลินทวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า สฺวาคตํ ดังนี้. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดในตระกูลมีโภคะมาก ณ กรุงหงสาวดี ใน กาลของพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ฟังธรรมในสำนักของ พระศาสดา โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง นั่นแล เห็นพระบรมศาสดาทรง แต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ โดยเป็นที่รักเป็นที่พอใจ ของเทวดาทั้งหลาย ปรารภนาตำแหน่งอันเลิศนั้น บำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไป ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วบังเกิด
หน้า 105 ข้อ 146
ในมนุษยโลก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สุเมธะ. เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธปรินิพพานแล้ว กระทำการบูชาพระสถูปของ พระบรมศาสดา และยังมหาทานให้เป็นไปในหมู่สงฆ์ จุติจากมนุษยโลก นั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั่นแหละ เมื่อพระพุทธเจ้า ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ยังมหาชนให้ดำรงอยู่ในศีล ๕ ได้กระทำให้เป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า. เขา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ของเราทั้งหลาย ยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น นั่นแล บังเกิดในเรือนแห่งพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี. คนทั้งหลายขนาน นามเขาว่า ปิลินทะ ส่วนคำว่า วัจฉะ เป็นโคตร. ด้วยเหตุนั้น เวลาต่อมา เขาจึงมีนามปรากฏว่า ปิลินทวัจฉะ ก็เขาบวชเป็นปริพาชก เพราะเป็นผู้ มากไปด้วยความสลดใจในสงสาร สำเร็จวิชชา ชื่อว่า จูฬคันธาระ ท่องเที่ยว ไปในอากาศได้ด้วยวิชชานั้น ทั้งเป็นผู้รู้จิตของผู้อื่น ถึงความเป็นผู้เลิศด้วย ลาภ และยศ อาศัยอยู่ในกรุงราชคฤห์. ครั้งนั้น จำเดิมแต่เวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ตรัสรู้ พระสัมมาสัมโพธิญาณ เสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์โดยลำดับ ด้วยพระพุทธานุ- ภาพ ทำให้วิชชานั้น ของเขาเสื่อมไป (ไม่สมบูรณ์) ไม่สามารถยังกิจของ ตนให้สำเร็จได้. เขาคิดว่า ก็เราได้ฟังมาดังนี้ว่า เมื่ออาจารย์และปรมาจารย์ ทั้งหลาย กล่าวมนต์นี้อยู่ มหาคันธารวิชชาอยู่ในที่ใด จูฬคันธารวิชชาย่อม เสื่อม (ไม่สมบูรณ์) ในที่นั้น ดังนี้. ก็นับจำเดิมแต่พระสมณโคดมเสด็จมาแล้ว วิชชานี้ของเรา ไม่สมบูรณ์เลย พระสมณโคดม ต้องรู้มหาคันธารวิชชา โดยไม่ต้องสงสัย ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปนั่งใกล้พระสมณโคดมนั้น แล้ว เรียนวิชชานั้นในสำนักของพระองค์ ดังนี้. เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหาสมณะ ข้าพระองค์ประสงค์จะเรียนวิชชา
หน้า 106 ข้อ 146
อย่างหนึ่งในสำนักของพระองค์ ขอพระองค์จงให้โอกาสแก่ข้าพระองค์ พระ ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าเช่นนั้นท่านจงบวช. เขาสำคัญว่า บรรพชาเป็นการ บริกรรมวิชชาจึงยอมบวช. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงธรรมแก่ท่าน แล้วทรงประทานกัมมัฏฐานอันเหมาะแก่จริต. ท่านเจริญวิปัสสนาบรรลุ พระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานเลย เพราะความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย. ก็เทวดาเหล่าใด ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของท่านในชาติก่อน แล้วเกิดในสวรรค์ เทวดาเหล่านั้นอาศัยความเป็นผู้รู้คุณนั้น จึงเกิดความนับถืออย่างมาก เข้าไป หาพระเถระทุกเย็น ทุกเข้าแล้วจึงไป. เพราะเหตุนั้น พระเถระ จึงถึงความ เป็นผู้เลิศ เพราะความเป็นผู้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลาย. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระโลกนาถ พระนามว่า สุเมธ เป็น บุคคลผู้เลิศ นิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสม- นัส ได้ทำการบูชาพระสถูป. ในสมาคมนั้น พระขี- ณาสพผู้ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิมากเท่าใด เรานิมนต์ พระขีณาสพเหล่านั้น มาประชุมกันในสมาคมนั้นแล้ว ได้ทำสังฆภัตถวาย เวลานั้นมีภิกษุผู้อุปัฏฐาน ของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สุเมธ ท่านมีนามว่า สุเมธ ได้อนุโมทนาในเวลานั้น ด้วยจิตอันเลื่อมใส นั้น เราได้เข้าถึงวิมาน นางอัปสร แปดหมื่นหกพัน ได้มีแก่เรา นางอัปสรเหล่านั้น ย่อมคล้อยตามความ ประสงค์ทุกอย่างของเราเสมอ เราย่อมครอบงำ เทวดาเหล่าอื่น นี่เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่ ๒๕ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่า วรุณ ในกาลนั้น เราได้
หน้า 107 ข้อ 146
เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยโภชนะอันขาวผ่อง ชน เหล่านั้นไม่ต้องหว่านพืช และไม่ต้องนำไถไปไถ มนุษย์ทั้งหลาย ย่อมบริโภคข้าวสาลีอันเกิดเอง สุก เอง ในที่ไม่ได้ไถ เราได้เสวยราชสมบัติในภพนั้นแล้ว ได้ถึงความเป็นเทวดาอีก ถึงเวลานั้น โภคสมบัติเช่น นี้ก็บังเกิดแก่เรา สัตว์ทั้งปวงซึ่งเป็นมิตร หรือมิใช่ มิตร ย่อมไม่เบียดเบียนเรา เราเป็นที่รักของสัตว์ทุก จำพวก นี้เป็นผลแห่งกรรม เราได้ให้ทานใดในกาล นั้น ด้วยการให้ทานนั้น เราไม่พบทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการไล้ทาด้วยของหอม ในภัทรกัปนี้ เราผู้เดียว ได้เป็นอธิบดีของคน ได้เป็นราชฤาษีผู้มีอานุภาพมาก ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพลมาก เรานั้นตั้งอยู่ใน ศีล ๕ ได้ยังหมู่ชนเป็นอันมากให้ถึงสุคติ ได้เป็นที่ รักของเทวดาทั้งหลาย คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิ- ทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้ง ชัดแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. อนึ่ง เพราะเหตุที่ท่านเป็นผู้อันเทวดาทั้งหลาย รักใคร่สนิทสนมอย่าง มากยิ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงตั้งพระเถระนี้ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุ ผู้เลิศ โดยความเป็นที่รัก เป็นที่พอใจของเทวดาทั้งหลาย โดยพระพุทธดำรัส ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปิลินทวัจฉะ เลิศกว่าภิกษุผู้เป็นมหาสาวกของเรา ฝ่ายทำให้เทวดาทั้งหลายรักใคร่ ชอบใจ ดังนี้. วันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่ในท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์ พิจารณาคุณทั้งหลายของตนแล้ว เมื่อจะสรรเสริญการมาในสำนัก
หน้า 108 ข้อ 146
ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นนิมิตของวิชชา อันเป็นเหตุแห่งการบรรลุคุณ เหล่านั้น จึงได้ภาษิตคาถาว่า การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดานี้เป็นการมา ดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่เราคิดไว้ว่า จักฟังธรรม ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวช เป็น ความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์ เพราะเมื่อพระผู้มีพระภาค- เจ้าทรงจำแนกธรรมทั้งหลายอยู่ เราได้บรรลุธรรมอัน ประเสริฐแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคตํ ความว่า เป็นการมาที่ดี เชื่อม ความว่า การที่เรามานี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สฺวาคตํ ความว่า อันเรามาดี แล้ว ต้องเปลี่ยนวิภัตติเป็น มยา. บทว่า นาปคตํ ตัดบทเป็น น อปคตํํ ได้ความว่า ไม่ไปปราศจากการถึงความเจริญ คือประโยชน์เกื้อกูล. บทว่า นยิทํ ทุมฺมนฺติตํ มม ความว่า พระดำรัสนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแก่เรา ไม่ถูกต้อง หรือ เราไตร่ตรองไม่ดี ก็หามิได้. ท่านกล่าวอธิบายไว้ ดังนี้ว่า ความคิด คือความดำริ ได้แก่ ถ้อยคำที่เรากล่าวว่า เราฟังธรรมในสำนัก ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวชดังนี้ หรือสิ่งที่เราพิจารณาด้วยจิต แม้นี้ เป็นความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์ บัดนี้ เมื่อจะแสดงเหตุ ในบทว่า ทุมฺมนฺติตํํ นั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปวิภตฺเตสุ ดังนี้. บทว่า ปวิภตฺเตสุ ความว่า จำแนกแล้วโดยประการ (ต่าง ๆ). บทว่า ธมฺเมสุ ความว่า ใน ไญยธรรม หรือในสมถธรรมทั้งหลาย ได้แก่ ในธรรมที่เดียรถีย์ กล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งปกติเป็นต้น หรือในธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ตรัสจำแนกไว้ ด้วยสามารถแห่งอริยสัจ มีทุกขสัจเป็นต้น. บทว่า ยํ เสฏฺํ ตทุปาคมึ ความว่า บรรดาธรรมเหล่านั้น ธรรมใดประเสริฐที่สุด เราเข้า
หน้า 109 ข้อ 147
ถึงธรรมนั้น ซึ่งเป็นจตุราริยสัจจธรรม อีกอย่างหนึ่ง เราเข้าถึงซึ่งศาสน- ธรรม อันเป็นเหตุนำสัตว์ให้ตรัสรู้ คือเข้าถึงว่า นี้ธรรม นี้วินัย. อีกอย่าง หนึ่ง ในบรรดาสภาวธรรมทั้งหลาย อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ ทรง จำแนกแล้ว ด้วยสามารถแห่งกุศลเป็นต้น (และ) ด้วยสามารถแห่งขันธ์เป็น ต้น ตามความเป็นจริง ธรรมใด ประเสริฐ คือสูงสุด ได้แก่ ประเสริฐใน ศาสนานั้น เราเข้าถึงแล้ว คือเข้าถึงแล้วโดยประจักษ์ในตน ได้แก่ ทำให้ แจ้งแล้ว ซึ่งธรรมนั้นอันประเสริฐ อันหมายถึงธรรม คือ มรรค ผล และ นิพพาน. เพราะฉะนั้น จึงประกอบความว่า การที่เรามาสู่สำนักของพระ ศาสดานี้ เป็นการมาดีแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ การที่เราคิดว่า จักฟังธรรมใน สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจักบวช เป็นความคิดที่ไม่ไร้ประโยชน์ ดังนี้. จบอรรถกถาปิลินทวัจฉเถรคาถา ๑๐. ปุณณมาสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปุณณมาสเถระ [๑๔๗] ได้ยินว่า พระปุณณมาสเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า ผู้ใดไม่ทะเยอทะยานในโลกนี้หรือโลกอื่น ผู้นั้น เป็นผู้จบไตรเพท เป็นผู้สันโดษ สำรวมแล้วไม่ติดอยู่ ในธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งความเกิดขึ้นและความ เสื่อมไปของโลก ดังนี้. จบวรรคที่ ๑
หน้า 110 ข้อ 147
อรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา คาถาของท่านพระปุณณมาสเถระ เริ่มต้นว่า วิหริ อเปกฺขํ ดังนี้. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร. ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี พระ เถระนั้น บังเกิดในกำเนิดแห่งนกจักรพรากเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไป มีจิตเลื่อมใสแล้ว จึงเอาจะงอยปากของตนคาบดอกสาหร่ายไป ทำการบูชา แล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกัป ที่ ๑๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิถึง ๘ ครั้ง. ส่วนในกัปนี้ เมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ เสื่อมลง บังเกิด ในตระกูลกุฎุมพี บวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรมจุติจากนั้นแล้ว ท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ นามว่า สมิทธะ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ในวันที่เขาเกิด หม้อเปล่าทุกใบ ในเรือนนั้น ได้เต็มไปด้วยสุพรรณมาศ (ถั่วทอง). ด้วยเหตุนั้น คนทั้ง หลายจึงขนานนามเขาว่า ปุณณมาส. เขาเจริญวัยแล้วประสบความสำเร็จ ในวิชชาของพราหมณ์ทั้งหลาย กระทำการวิวาห์ ได้บุตรคนหนึ่ง เกิด เบื่อหน่ายการอยู่ครองเรือน เพราะเป็นผู้ที่สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรม ได้เฉพาะแล้วซึ่งศรัทธา บรรพชาแล้ว ถึง พร้อมแล้วด้วยกิจทุกอย่าง หมั่นประกอบเนือง ๆ ในกัมมัฏฐาน ๔ ขวนขวาย วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวคาถาประพันธ์ นี้ไว้ ในอปทานว่า ในกาลนั้น เราเป็นนกจักรพรากอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ สินธุ เรามีสาหร่ายล้วน ๆ เป็นภักษา และสำรวมดีแล้ว
หน้า 111 ข้อ 147
ในสัตว์ทั้งหลาย เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เสด็จไปในอากาศ จึงเอาจะงอยปากคาบดอกสาหร่าย บูชาแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ผู้ใด ตั้งศรัทธาอันไม่หวั่นไหวไว้ด้วยดีในพระตถาคตเจ้า ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ การที่เรา ได้มาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นการ มาดีหนอ เราเป็นนกจักรพรากได้ปลูกพืชไว้ดีแล้ว ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย ดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา. ในกัปที่ ๑๗ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ ครั้ง มีพลมา ทรงพระนามเดียวกันว่า สุจารุทัสสนะ. คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ลำดับนั้น ภรรยาเก่าของท่าน ประสงค์จะเล้าโลมท่าน จึงประดับ ตกแต่งเข้าไปหาพร้อมด้วยบุตร ปรารภเพื่อจะกระทำการเปลือย โดย การกล่าวเล้าโลมที่ท่าน่ารัก. พระเถระเห็นเหตุการณ์ของนาง เพื่อจะประกาศ ความที่ตนไม่เกี่ยวข้อง แม้ในอารมณ์ไหน ๆ จึงได้ภาษิตคาถาว่า ผู้ใดไม่ทะเยอทะยาน ในโลกนี้ หรือโลกอื่น ผู้นั้นเป็นผู้จบไตรเพท เป็นผู้สันโดษ สำรวมแล้ว ไม่ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง เป็นผู้รู้แจ้งซึ่งความเกิดขึ้น และความเสื่อมไปของโลก ดังนี้.
หน้า 112 ข้อ 147
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิหริ ความว่า นำไป คือ นำออกไป ได้แก่ขจัดเสีย (ซึ่งทุกข์) โดยพิเศษ. บทว่า อเปกฺขํ ได้แก่ ตัณหา. บทว่า อิธ ได้แก่ในโลก หรืออัตภาพนี้. บทว่า หุรํ ได้แก่ ในอนาคต หรือ อัตภาพอื่น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อิธ ได้แก่ อายตนะที่เป็นไปในภายใน. บทว่า หุรํ ได้แก่ อายตนะที่เป็นไปในภายนอก. วา ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ มีความหมายรวมกับ ดังในประโยคมีอาทิว่า อปทา วา ทฺวิปทา วา ไม่มีเท้าบ้าง มีสองเท้าบ้าง. ด้วยบทว่า โย ท่านแสดงถึงตนนั่นแหละ ทำเป็น เหมือนผู้อื่น. บทว่า เวทคู ความว่า ถึงแล้วโดยเวท คือ ถึง ได้แก่บรรลุ พระนิพพาน ด้วยมรรคญาณ หรือจบสัจจะทั้ง ๔ ด้วยสามารถแห่งปริญญากิจ ปหานกิจ สัจฉิกิริยากิจ และภาวนากิจตั้งอยู่แล้ว. บทว่า ยตฺตโก ความว่า มีการสำรวมด้วยมรรคสังวรเป็นสภาพ หรือมีการสำรวมด้วยสัมมาวายามะเป็น สภาพ. บทว่า สพฺเพสุ ธมฺเมสุ อนุปลิตฺโต ความว่า ไม่ติดในธรรม คือในอารมณ์ทั้งปวง ด้วยสามารถแห่งการติดด้วยตัณหาและทิฏฐิ. ท่านแสดง ถึงการก้าวล่วงโลกธรรมทั้งหลาย มีลาภเป็นต้นได้ด้วยบทนั้น. บทว่า โลกสฺส ได้แก่หมวด ๕ แห่งอุปาทานขันธ์. ก็หมวด ๕ แห่งอุปาทานขันธ์นั้น ชื่อว่า โลก ด้วยอรรถว่า ชำรุดแตกหักไป. บทว่า ชญฺา แปลว่า รู้แจ้ง. บทว่า อุทยพฺพยญฺจ ได้แก่ ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป. ท่านแสดงถึงปฏิปทา อันเป็นส่วนเบื้องต้นแห่งคุณตามทีกล่าวแล้วด้วยบทนี้. ก็ในคาถานี้ มีอธิบาย ดังนี้ ผู้ใดรู้ความเกิดขึ้นและความสิ้นไปแห่งโลกมีขันธโลกเป็นต้นทั้งสิ้น ด้วยอาการครบทั้ง ๕๐ เป็นผู้จบไตรเพท เป็นผู้สำรวมแล้วไม่ติดอยู่ในธรรม ไหน ๆ ผู้นั้นไม่ทะเยอทะยานในธรรมทั้งปวง คือ กำจัดเสียได้ สันโดษ บรรดาอาการที่ไม่เหมาะสมเช่นนั้น จะไม่สำคัญประการที่ไม่เหมาะสมไร ๆ เลย ดูก่อนมารผู้อันธพาล เพราะฉะนั้น ท่านจงไปตามทางที่ท่านมาแล้วนั้นแหละ
หน้า 113 ข้อ 147
ดังนี้. ครั้งนั้น หญิงนั้นรู้ว่า สมณะรูปนี้ หมดความต้องการในเราและบุตร เราไม่อาจจะประเล้าประโลมสมณะรูปนี้ได้ จึงหลีกไป. จบอรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๑ แห่งอรรถกถาเถรคาถา นามว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระสุภูติเถระ ๒. พระมหาโกฏฐิตเถระ ๓. พระกังขาเรวต- เถระ ๔. พระปุณณมันตานีบุตรเถระ ๕. พระทัพพมัลลบุตรเถระ ๖. พระ สัมภูตเถระ ๗. พระภัลลิยเถระ ๘. พระวีรเถระ ๙. พระปีลินทวัจฉเถระ ๑๐. พระปุณณมาสเถระ และอรรถกถา.
หน้า 114 ข้อ 148
เถรคาถา เอกนิบาตวรรคที่ ๒< /H1> ๑. จูฬวัจฉเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระจูฬวัจฉเถระ [๑๔๘] ได้ยินว่า พระจูฬวัจฉเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุ ผู้มากไปด้วยความปราโมทย์ในธรรม อัน พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว พึงบรรลุสันตบท อัน เป็นธรรมเข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข ดังนี้. วรรควรรณนาที่ ๒ อรรถกถาจูฬวัจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระจูฬวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า ปามุชฺชพหุโล. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร. ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลที่ยากจน สำเร็จการเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้าง คนอื่น เห็นพระเถระนามว่า สุชาตะ ผู้เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า แสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่ มีใจเลื่อมใสเข้าไปหา ถวายผ้าแล้วกราบด้วยเบญจางค- ประดิษฐ์. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเสวยราชย์ในหมู่เทพถึง ๓๓ ครั้ง ได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง เป็นเจ้าประเทศราช ในวาระเป็นอเนก
หน้า 115 ข้อ 148
(นับครั้งไม่ถ้วน). เมื่อท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวดาและมนุษย์อยู่อย่างนี้ ในเมื่อศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ เสื่อมลง จึง บวชแล้วบำเพ็ญสมณธรรม แล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในคติแห่งเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง แล้วเกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงโกสัมพี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ท่านได้มีนามว่า จูฬวัจฉะ. จูฬวัจฉกุมารเจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปวิทยาของพราหมณ์ทั้งหลาย สดับพระคุณของพระพุทธเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เขา. เขาได้ศรัทธาบรรพชาแล้วได้การ อุปสมบทการทำกิจแห่งบรรพชิตสำเร็จแล้ว เรียนกัมมัฏฐานที่เหมาะแก่ จริงแล้วภาวนาอยู่. ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุชาวเมืองโกสัมพีได้เกิดแตกกัน. ครั้งนั้น พระจูฬวัจฉเถระ ไม่ยึดถือลัทธิของภิกษุทั้งสองฝ่าย ตั้งอยู่ในโอวาท อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานแล้ว เพิ่มพูนวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า ปทุมุตตระ ชื่อสุชาตะ แสวงหาผ้าบังสุกุล อยู่ที่กองหยากเยื่อ เราเป็นลูกจ้างของคนอื่นอยู่ใน พระนครหงสาวดีได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้ว อภิวาทด้วย เศียรเกล้า ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการ ตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์ ได้ไปสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ เราเป็นจอมเทวดา เสวยเทพสมบัติในเทวโลก ๓๓ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง และได้ เป็นเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เพราะละวายผ้าครึ่งผืนเป็นทาน เราเป็นผู้ไม่มีภัยแต่
หน้า 116 ข้อ 148
ไหน เบิกบานอยู่ ทุกวันนี้ เมื่อเราปรารถนา ก็เอาผ้า เปลือกไม้คลุมแผ่นดินนี้ พร้อมทั้งป่าและภูเขาได้ นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ครั้งนั้น พระจูฬวัจฉเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เห็นความพินาศจาก ประโยชน์ตน ของผู้ที่ชอบการทะเลาะวิวาท ของภิกษุเหล่านั้น เกิดธรรมสังเวช และพิจารณาถึงคุณวิเศษ ที่ตนได้บรรลุแล้วด้วยอำนาจปีติ และโสมนัสจึงได้ ภาษิตคาถาว่า ภิกษุผู้มากไปด้วยความปราโมทย์ ในธรรมอัน พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้วพึงบรรลุสันตบทอันเป็น ธรรมเข้าไปสงบระงับสังขาร เป็นสุข ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาโมชฺชพหุโล ความว่า ชื่อว่าเป็น ผู้มากไปด้วยความปราโมทย์ ด้วยสามารถแห่งความยินดียิ่งในธรรมทั้งหลาย ที่เป็นอธิกุศล โดยความเป็นผู้ไม่มีวิปฏิสาร เพราะความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ดีแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธมฺเม พุทฺธปฺปเวทิเต ในธรรมอัน พระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเม ได้แก่ โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ หรือโลกุตรธรรม ๙ อย่าง. ก็พระธรรมนั้น ชื่อว่าอันพระพุทธเจ้าทรงประกาศแล้ว เป็นอย่างดีเลิศ เพราะเป็นพระธรรม อันพระผู้ตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ทรงประกาศแล้ว ด้วยเทศนาที่พระองค์
หน้า 117 ข้อ 148
ทรงยกขึ้นแสดงเอง. ส่วนแม้เทศนาธรรม ก็สงเคราะห์เข้าในบทว่า ธมฺเม นี้ เหมือนกัน เพราะความที่เทศนาธรรมนั้นเป็นอุบายให้สัตว์เข้าถึงพระธรรม. พระเถระกล่าว บทว่า ปทํ สนฺตํ หมายถึงพระนิพพาน. ก็ภิกษุ เห็นปานนี้ ย่อมบรรลุ คือประสบสันตบทอันเป็นส่วนสงบระงับแล้ว ได้แก่ พระนิพพาน ที่ชื่อเป็นที่เข้าสงบระงับสังขาร เพราะเข้าไปสงบระงับดับสังขาร ทั้งปวงได้ ชื่อว่าเป็นสุข เพราะเป็นสุขอย่างยิ่ง. อธิบายว่า ภิกษุผู้มีศีลบริสุทธิ์ ผู้มากไปด้วยความปราโมทย์ เพราะ ไม่มีวิปฏิสาร เป็นผู้หมั่นขวนขวายในพระสัทธรรมย่อมประสบสมบัติทุกอย่าง มีวิมุตติเป็นปริโยสาน. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้มีอาทิว่า ดูก่อน อานนท์ ศีลที่เป็นฝ่ายกุศล มีความไม่เดือดร้อนเป็นผลแล ความไม่เดือดร้อน ย่อมเป็นไปเพื่อความปราโมทย์ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปามุชฺชพหุโล ความว่า เป็นผู้มากไปด้วย ความชื่นบาน โดยมุ่งถึงพระรัตนตรัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เอง โดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว ดังนี้. เพื่อจะเลี่ยงคำถามที่อาจมีขึ้นว่า ผู้นั้นมากไปด้วยความปราโมทย์ใน อะไร ? หรือการทำอะไร ? พระเถระจงกล่าวบาทคาถามีอาทิว่า ธมฺเม พุทฺธปฺปเวทิเต ในธรรมอันพระพุทธเจ้าประกาศดีแล้ว ดังนี้. อธิบายว่า สมบัติทั้งหลาย ย่อมอยู่ในเงื้อมมือของผู้ที่สมบูรณ์ด้วยศรัทธา โดยการเกิดขึ้น โดยง่ายแห่ง (จักร ๔) คือ สัปปุริสูปสังเสวนะ การคบหาสัตบุรุษ ๑ สัท- ธัมมัสสวนะ การฟังธรรมของสัตบุรุษ ๑ โยนิโสมนสิการ การกระทำไว้ ในใจโดยแยบคาย ๑ ธัมมานุธัมมปฏิปัตติ ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ๑. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้เกิดศรัทธาแล้ว ย่อมเข้าไปหา เมื่อเข้าไปหา ย่อม เข้าไปนั่งใกล้ ดังนี้เป็นต้น . จบอรรถกถาจูฬวัจฉเถรคาถา
หน้า 118 ข้อ 149
๒. มหาวัจฉเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหาวัจฉเถระ [๑๔๙] ได้ยินว่า พระมหาวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุมีกำลังปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ บริโภคโภชนะตามมี ตามได้ มีราคะไปปราศแล้ว พึงหวังได้ซึ่งกาล ปรินิพพานในศาสนานี้ ดังนี้. อรรถกถามหาวัจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระมหาวัจฉเถระเริ่มต้นว่า ปญฺาพลี. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านได้ถวายน้ำดื่มให้เป็นทาน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ และแก่ภิกษุสงฆ์. ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ได้เป็นอุบาสกอีก ได้การทำบุญกรรมเป็นอันมาก อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ด้วยบุญกรรมเหล่านั้น ท่านท่องเที่ยวไปใน สุคติภพนั้น ๆ แล้ว เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์นามว่า สมิทธิ ในนาลคาม แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้. เขาจึงมีชื่อว่า มหาวัจฉะ. เขาเจริญวัย แล้ว สดับความที่ท่านพระสารีบุตร เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วคิดว่า แม้ขึ้นชื่อว่าท่านพระสารีบุตรนั้น เป็นผู้มีปัญญามาก ยังเข้าถึง ความเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ชะรอยพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 119 ข้อ 149
พระองค์นั้น แหละจักเป็นบุคคลผู้เลิศในโลกนี้ เกิดศรัทธาในพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชในสำนักของพระศาสดาแล้ว ประกอบเนือง ๆ ซึ่งกัมมัฏฐาน บรรลุพระ อรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ในภิกษุสงฆ์ ผู้ยอดเยี่ยมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ จึงได้น้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม ในเวลา ที่เราจะต้องการน้ำ จะเป็นยอดภูเขา ยอดไม้ในอากาศ หรือพื้นดิน น้ำย่อมเกิดแก่เราทันที ในกัปที่แสนแต่ กัปนี้ เราได้ให้ทานใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เรา ไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ อภิญญา ๖ เรากระทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระ- พุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ เพื่อจะ ให้เกิดความอุตสาหะแก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ด้วยการแสดงให้เห็นชัดซึ่ง ข้อที่พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม จึงได้ภาษิตคาถาว่า ภิกษุมีกำลังปัญญา สมบูรณ์ด้วยศีลและวัตร มีจิตตั้งมั่น ยินดีในฌาน มีสติ บริโภคโภชนะตามมี ตามได้ มีราคะไปปราศแล้ว พึงหวังได้ซึ่งกาลปริ นิพพานในศาสนานี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺาพลี ความว่า ผู้ประกอบไปด้วย ปัญญา อันดียิ่งเนือง ๆ ด้วยสามารถแห่งปาริหาริกปัญญาและวิปัสสนาปัญญา.
หน้า 120 ข้อ 149
บทว่า สีลวตูปปนฺโน ความว่า เข้าถึงแล้ว คือ ประกอบแล้วด้วย จาตุปาริสุทธิศีลอันอุกฤษุฏ์ และด้วยวัตรกล่าวคือ ธุดงคธรรม. บทว่า สมาหิโต ความว่า ประกอบด้วยสมาธิ ต่างด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ. บทว่า ฌานรโต ความว่า ต่อแต่นั้นไป จึงยินดี คือ หมั่นประกอบ ติดต่อกันไป ในอารัมมณูปนิชฌานและในลักขณูปนิชฌาน. ชื่อว่า มีสติ เพราะไม่อยู่ปราศจากสติในกาลทั้งปวง. บทว่า ยทตฺถิยํความว่า การบริโภคที่ไม่ปราศจากประโยชน์ ชื่อว่า อัตถิยะ ชื่อว่า ยทัตถิยะ เพราะเหตุที่บริโภคโภชนะมีประโยชน์ หมายความว่า การบริโภคของผู้ที่บริโภคปัจจัยเช่นใด ย่อมชื่อว่ามีประโยชน์ ก็บริโภคโภชนะ เช่นนั้น. คำว่า การบริโภคโภชนะที่มีประโยชน์ นั้นย่อมมีได้ ด้วยสามี- บริโภค หรือด้วยทายาทบริโภค ไม่ใช่บริโภคโดยประการอื่น นี้ พึงเห็นเป็น เพียงตัวอย่าง อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โภชนะ ด้วยอรรถว่า อันบุคคลพึงกิน พึงบริโภค ได้แก่ ปัจจัย ๔. ปาฐะว่า ยทตฺถิกํ ดังนี้บ้าง ปัจจัย ๔ อันพระศาสดาทรงอนุญาต แล้ว เพื่ออันใด คือเพื่อประโยชน์อันใด เพื่อประโยชน์อันนั้น คือเพื่อ ประโยชน์มีการตั้งอยู่แห่งกายเป็นต้น และการตั้งอยู่แห่งกายนั้น ก็เพื่ออนุปา- ทิเสสนิพพาน เพราะฉะนั้น เมื่อภิกษุบริโภคปัจจัยคือโภชนะ เพื่อประโยชน์ แก่อนุปาทาทิเสสปรินิพพาน ต่อแต่นั้น ก็พึงหวัง กาลปรินิพพาน คือ พึง คอยท่าอนุปาทาปรินิพพานกาล ของตน ชื่อว่ามีราคะไปปราศแท้ในที่นี้ คือ ในพระศาสนานี้ อธิบายว่า ก็คุณธรรมข้อนี้ย่อมไม่มี แก่คนภายนอกผู้ แม้มีราคะในกามทั้งหลายปราศไปแล้ว. จบอรรถกถามหาวัจฉเถรคาถา
หน้า 121 ข้อ 150
๓. วนวัจฉเถร คาถา ว่าด้วยคาถาของพระวนวัจฉเถระ [๑๕๐] ได้ยินว่า พระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภูเขาทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยหิน มีสีเขียวดัง เมฆ ดูรุจิเรกงามดี มีธารวารีเย็นใสสะอาด ดารดาษ ไปด้วยแมลงค่อมทอง ภูเขาเหล่านั้น ย่อมทำให้เรา รื่นรมย์ใจ ดังนี้. อรรถกถาวนวัจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระวนวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า นีลพฺภวณฺณา. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ท่านเกิดในกำเนิดของเต่า อาศัยอยู่ในแม่น้ำชื่อว่า วินตา อัตภาพของเต่านั้น ได้มีประมาณเท่าเรือลำเล็กได้ยินว่าในวันหนึ่ง เต่านั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยืนอยู่ที่ฝั่งแห่งแม่น้ำ คิดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชะรอยจะมีพระพุทธ ประสงค์เสด็จไปสู่ฝั่งโน้น ประสงค์จะทูลเชิญเสด็จ โดยประทับบนหลังของตน จึงหมอบลงแทบบาทมูล. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเต่านั้น เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงเสด็จขึ้นประทับ. เขาเกิดปีติโสมนัส ว่ายแหวก คลื่น ยังพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ถึงฝั่งโน้นในทันใดนั้นเอง ดุจลูกศรที่ถูกยิง ออกไปด้วยกำลังสาย ฉะนั้น.
หน้า 122 ข้อ 150
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์ผลแห่งบุญนั้น และสมบัติอันจะ พึงบังเกิดในบัดนี้ แล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปใน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บวชเป็นดาบส ตั้ง ๑๐๐ ครั้งเป็นเวลาไม่น้อย ได้ เป็นผู้มีปกติอยู่ในป่าอย่างเดียว ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรง พระนามว่า กัสสปะ ไปเกิดในกำเนิดแห่งนกพิราบอีก เห็นภิกษุผู้อยู่ในป่า รูปหนึ่ง มีปกติอยู่ด้วยเมตตา ยังจิตให้เลื่อมใสแล้ว และครั้นจุติจากกำเนิด นกพิราบนั้นแล้ว บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในพระนครพาราณสี เจริญวัย แล้ว เกิดความสังเวช บวชแล้วเข้าไปสะสมบุญกรรมเป็นอันมาก ล้วนเป็น อุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในภพนั้น ๆ อย่างนี้ แล้วถือปฏิสนธิในเรือนของพราหมณ์ นามว่า วัจฉโคตร ในพระนคร กบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ มารดาของเขามีครรภ์แก่รอบแล้ว เกิด แพ้ท้อง ต้องการจะชมป่า จึงเข้าป่าท่องเที่ยวไป. ในทันใดนั้นเอง ลมกัม- มัชวาทของนางปั่นป่วนแล้ว คนทั้งหลายจัดแจงขึงผ้าม่านให้แล้ว. นางคลอดบุตร (สมบูรณ์) ด้วยลักษณะของผู้มีบุญ กุมารนั้นได้เป็นสหายเล่นฝุ่นกับพระ- โพธิสัตว์ เขาได้มีโคตรและชื่อว่า วัจฉะ. (ต่อมา) ปรากฏนามว่า วนวัจฉะ โดย ที่มีความยินดีในป่า ในเวลาต่อมา เมื่อพระมหาสัตว์เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บำเพ็ญมหาปธานอยู่ ก็ออกบวช ด้วยคิดว่า แม้เราก็จักอยู่ในป่า ร่วมกับ สิทธัตถกุมาร ดังนี้ แล้วออกบวชเป็นดาบส อยู่ในป่าหิมวันต์ สดับว่า พระสิทธัตถะตรัสรู้อภิสัมโพธิญาณแล้ว จึงไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า บวชแล้วเรียนกัมมัฏฐานอยู่ในป่า ขวนขวายวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้ทำให้ แจ้งซึ่งพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี เป็นพระสยัมภู เป็นนายกของโลก เป็นพระตถาคต
หน้า 123 ข้อ 150
ได้เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำ วินตา เราเป็นเต่า เที่ยวไปในน้ำ โผล่จากน้ำ ประสงค์จะทูลเชิญพระพุทธเจ้าเสด็จข้าม ฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้เป็นนาถะของโลก ( กราบ ทูลว่า) ขออัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหามุนี พระนาม ว่า อัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลังข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ จักให้พระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอพระองค์โปรดทรง กระทำที่สุดแห่งทุกข์ แกข้าพระองค์เถิด พระพุทธเจ้า ผู้มีพระยศใหญ่ ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ทรงทราบ ถึงความดำริของเรา จึงได้เสด็จขึ้นหลังเรา แล้ว ประทับยืนอยู่ ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตนได้ และในเวลาที่ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือนกับสุข เมื่อพื้นพระบาทสัมผัสไม่ พระสัมพุทธเจ้าทรงพระ- นามว่า อัตทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จขึ้นประทับยืน ที่ฝั่งแม่น้ำแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เราข้าม กระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณเท่าจิตเป็นไป ก็พญาเต่า ตัวมีบุญนี้ ส่งเราข้ามฟาก ด้วยการส่งพระพุทธเจ้าข้าม ฟากนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา เขาจักรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอด ๑๑๘ กัป จากเทวโลกมามนุษย- โลกนี้ เป็นผู้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ อาสนะ เดียว จักข้ามพ้นกระแสน้ำ คือความสงสัยได้ พืช แม้น้อยที่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนาดี เมื่อฝนยังอุทก ธารให้ตกอยู่โดยชอบ ผลย่อมทำชาวนาให้ยินดี แม้ ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้นี้
หน้า 124 ข้อ 150
ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทกธารโดยชอบ ผลจักทำเราให้ยินดี เราเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้ว เพื่อ ความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่งพระพุทธเจ้าข้ามฟาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงบรรลุพระอรหัต แล้วเสด็จประทับ อยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์ ท่านได้ไปที่พระนครกบิลพัสดุ์นั้น ถวายบังคม พระศาสดา สมาคมกับภิกษุทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งปฏิสันถาร อันภิกษุ ทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส การอยู่ในป่าอย่างผาสุก ท่านได้แล้วหรือ ? ก็ตอบว่า อาวุโสทั้งหลาย ทั้งป่าและภูเขาน่ารื่นรมย์ เมื่อจะพรรณนาถึงป่าที่ ตนอยู่แล้ว ได้ภาษิตคาถาว่า ภูเขาทั้งหลาย อันล้วนแล้วด้วยหิน มีสีเขียวดัง เมฆ ดูรุจิเรกงามดี มีธารวารีเย็นใสสะอาด เป็นที่ พำนักของผู้สะอาด ดารดาษไปด้วยแมลงค่อมทอง ภูเขาเหล่านั้น ย่อมทำให้เรารื่นรมย์ใจ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีลพฺภวณฺณา ความว่า มีสีดังวลาหก ที่เขียวขจี และมีสัณฐานดังนีลวลาหก. บทว่า รุจิรา ความว่า มีแสงและ รัศมีรุจิเรก. บทว่า สีตวารี ความว่ามีน้ำเย็นฉ่ำใสสะอาด. บทว่า สุจินฺธรา ความว่า ชื่อว่าเป็นที่พำนักของผู้ที่สะอาด เพราะเป็นภูมิภาคที่สะอาดบริสุทธิ์ และเพราะเป็นที่พำนักของพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้มีจิตบริสุทธิ์. ก็เพื่อสะดวก
หน้า 125 ข้อ 151
แก่การประพันธ์คาถา ท่านจึงนิเทศนิคหิต เป็น น. ปาฐะว่า สีตวารี สุจินฺธรา ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ทรงไว้ซึ่งน้ำเย็นใสสะอาด (และ) มีแอ่งน้ำเย็น สนิท ใสสะอาด. บทว่า อินฺทโคปกสญฺฉนฺนา ความว่า ดารดาษไปด้วย กิมิชาติสีแดง มีวรรณะดังแก้วประพาฬ อันได้นามว่า แมลงค่อมทอง ท่าน กล่าวอย่างนี้ ด้วยสามารถแห่งเวลาที่มีฝนตก. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ได้แก่ ติณชาติ ที่มีสีแดง นามว่า อินทโคปกะ. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า ได้แก่ ต้นกรรณิการ์. บทว่า เสลา ได้แก่ ภูเขาล้วนด้วยหิน อธิบายว่า ภูเขา ที่ไม่มีฝุ่น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เปรียบเหมือนภูเขาที่ล้วนด้วยหิน. บทว่า รมยนฺติ มํ ความว่า ยังเราให้ยินดี คือเพิ่มพูนความยินดีในวิเวก แก่เรา. พระเถระเมื่อจะประกาศถึงความยินดีในป่า ที่อบรมมาเป็นเวลานาน ของตนอย่างนี้ จึงแสดงถึงความยินดีในวิเวก ๓ อย่างเท่านั้น. ในบรรดาวิเวก ๓ อย่างนั้น ด้วยอุปธิวิเวก เป็นอันพระเถระแสดงการพยากรณ์พระอรหัตผล แล้วทีเดียว ฉะนี้แล. จบอรรถกถาวัจฉเถรคาถา ๔. วนวัจฉสามเณรคาถา ว่าด้วยคาถาของสามเณรของพระวนวัจฉเถระ [ ๑๕๑ ] ได้ยินว่า สามเณรของพระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พระอุปัชฌาย์ของเราได้กล่าวกะเราว่า ดูก่อนสิว- กะ เราจะไปจากที่นี้ กายของเราอยู่ในบ้าน แต่ใจ ของเราอยู่ในป่า แม้เรานอนอยู่ก็จักไป ความเกี่ยว ข้องด้วยหมู่ ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้แจ้งชัด ดังนี้.
หน้า 126 ข้อ 151
อรรถกถาวนวัจฉสามเถรคาถา* คาถาของวนวัจฉสามเณร เริ่มต้นว่า อุปชฺฌาโย. เรื่องราวของท่าน เป็นมาอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า เวสสภู วันหนึ่งเข้าสู่ป่าด้วยกรณียกิจ บางอย่าง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนานว่า เวสสภู ประทับนั่งอยู่ ณ ซอกภูเขาในป่านั้น มีจิตเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว ประคองอัญชลี ยืนอยู่แล้ว. เขาเห็นผลไม้มะรื่น น่าชื่นใจ ในป่านั้น จึงเก็บเอาผลมะรื่น เหล่านั้นน้อมเข้าไปถวาย พระผู้มีพระภาคเจ้าอีก. พระผู้มีพระภาคเจ้า อาศัย ความอนุเคราะห์ จึงทรงรับไว้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อ ผู้เป็นลุงบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ก็ บวชพร้อมกับลุง สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน เป็นอันมาก แล้วเกิดเป็นหลานของพระวนวัจฉเถระ ในพุทธุปบาทกาลนี้. ท่านได้นาม ว่า สิวกะ เมื่อพระวนวัจฉเถระ ผู้เป็นที่ชอบของตน บวชในศาสนาแล้ว ถึงที่สุดแห่งกิจของบรรพชิตแล้ว พำนักอยู่ในป่า มารดาของท่านฟังความ เป็นไปนั้นแล้ว พูดกะบุตรว่า พ่อสีวกะ เจ้าจงบวชในสำนักของพระเถระ เดี๋ยวนี้ พระเถระแก่แล้ว. เพราะคำพูดของมารดาเพียงคำเดียวเท่านั้น และ เพราะอธิการ ที่ตนเคยทำไว้ในกาลก่อน ท่านจึงไปยังสำนักของพระเถระผู้ เป็นลุง บวชแล้ว บำรุงพระเถระ อาศัยอยู่ในป่า. วันหนึ่ง เมื่อท่านไปสู่ท้ายบ้านด้วยกรณียกิจบางอย่าง เกิดอาพาธอย่าง หนัก. แม้เมื่อผู้คนช่วยจัดยาถวาย อาพาธก็ไม่สงบ. เมื่อท่านชักช้าอยู่ * ฉบับพม่าเป็น สิวกสามเณร.
หน้า 127 ข้อ 151
พระเถระคิดว่า สามเณรประพฤติล้าช้า จะมีเหตุอะไรหนอ ดังนี้ จึงไปที่ท้าย บ้านนั้น เห็นท่านป่วย จึงการทำสิ่งที่ควรกระทำนั้น ๆ แก่ท่าน ยังส่วนแห่ง วันให้ล่วงไปแล้ว ในเวลาใกล้รุ่ง ตอนกลางคืน จึงพูดว่า ดูก่อนสิวกะ นับ จำเดิมแต่เราบวชแล้ว ไม่เคยอยู่ในบ้าน เราจะจากบ้านนี้ไปสู่ป่าเดี๋ยวนี้แหละ ส่วนสามเณร ฟังดังนั้นแล้ว จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ บัดนี้ แม้ว่ากาย ของผม จะอยู่ท้ายบ้าน แต่จิตอยู่ในป่า เพราะฉะนั้น แม้ถึงจะนอน ผมก็ จะไปป่าเหมือนกัน . พระเถระฟังดังนั้นแล้ว จึงจับแขนสามเณร นำไปสู่ป่า ทันที แล้วให้โอวาท. สานเณรตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ เห็นแจ้งแล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เราได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี เป็น เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน โชติช่วง เหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ที่ซอกภูเขา เรามี จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสประนมอัญชลีเหนือเศียร เกล้า แล้วเอาผลมะรื่นถวาย แด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุด ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. สามเณร บรรลุพระอรหัตแล้ว เทียบเคียงเนื้อความ อันอุปัชฌาย์ และตน กล่าวแล้ว เมื่อจะประกาศความยินดียิ่งในวิเวกของตนและกิจที่ตน ทำสำเร็จแล้ว จึงได้ภาษิตคาถาว่า
หน้า 128 ข้อ 151
พระอุปัชฌาย์ของเราได้กล่าวกะเราว่า ดูก่อนสิว- ละ เราจะไปจากที่นี้ กายของเราอยู่ในบ้าน แต่ใจ ของเราไปอยู่ในป่า แม้เรานอนอยู่ก็จักไป ความเกี่ยว ข้องด้วยหมู่ ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้แจ้ง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปชฺฌาโย ความว่า ชื่อว่า อุปัชฌายะ เพราะเข้าไปเพ่งโทษน้อยและโทษใหญ่ คือมุ่งแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแล้ว เพ่งดูด้วยญาณจักษุ. สามเณรเรียกตัวเอง ด้วยบทว่า มํ. บทว่า อวจาสิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า อิโต คจฺฉาม สิวก เป็นคำแสดงอาการที่กล่าวแล้ว. อธิบายว่า ดูก่อนสิวกะ เราจะไปจากละแวกบ้านนี้ เราจงมาพากันไป สู่ที่ ๆ เป็นป่าเท่านั้นเถิด ที่ ๆ เป็นป่าเท่านั้น เหมาะที่พวกเราทั้งหลายจะอยู่. ก็ สิวกสามเณรอันพระอุปัชฌาย์กล่าวอย่างนี้แล้ว เกิดความสลดใจ เหมือนม้า อาชาไนยตัวเจริญ ที่ถูกหวดด้วยแส้ฉะนั้น เมื่อจะประกาศความที่ตนประสงค์ จะไปสู่ป่าอย่างเดียว จึงกล่าวว่า กายของเราอยู่ป่านี้ แต่ใจของเราอยู่ในป่า แม้ เรานอนอยู่ก็จักไป ความเกี่ยวข้องด้วยหมู่ ย่อมไม่มี แก่ผู้รู้แจ้ง ดังนี้. คาถานั้น มีใจความดังนี้ เพราะเหตุที่ บัดนี้ แม้ร่างกายของเรานี้ ยังอยู่ที่ท้ายบ้าน แต่อัธยาศัยน้อมไปสู่ป่าอย่างเดียว ฉะนั้น เราแม้นอนอยู่ก็ จักไป คือ แม้ชื่อว่านอนอยู่เพราะไม่สามารถ ในการยืน นั่งและเดิน โดย เป็นไข้ ก็จะคลาน กระเสือกกระสนไป เหมือนงู ทั้ง ๆ อาการที่นอนนี้ มาเถิดท่านขอรับ เราจงไปสู่ป่ากันเถิด เพราะเหตุไร ? เพราะความเกี่ยว
หน้า 129 ข้อ 152
ข้องด้วยหมู่ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้แล้ว เพราะสภาพธรรมดา ความเกี่ยวข้องในที่ ไหน ๆ ย่อมไม่มีแก่ผู้รู้โทษในกาม และในสงสาร รู้อานิสงส์ในเนกขัมมะ และพระนิพพาน ตามความเป็นจริง ฉะนั้น คำสั่งของอุปัชฌาย์ จึงดำรงมั่น แก่สามเณรด้วยคำพูดหนเดียวเท่านั้น ท่านพยากรณ์พระอรหัตผลด้วยการ อ้างถึงคำสั่งเพียงหนเดียว. จบอรรถกถาวนวัจฉเถรสามเณรคาถา ๕. กุณฑธานเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุณฑธานเถระ [๑๕๒] ได้ยินว่า พระกุณฑธานเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์ เบื้องสูง ๕ พึงเจริญอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น ให้ยิ่งขึ้นไป ภิกษุผู้ล่วงธรรม เป็นเครื่องข้อง ๕ ประการ ได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ข้ามโอฆะได้แล้ว. อรรถกถากุณฑธานเถรคาถา คาถาของท่านพระกุณฑธานเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจ ฉินฺเท ปญฺจ ชเห. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในเรือนมีตระกูล ในพระนครหงสาวดี เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ฟังธรรมอยู่ เห็นภิกษุหนึ่ง อันพระ-
หน้า 130 ข้อ 152
ศาสดาทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งภิกษุผู้เลิศ แห่งภิกษุผู้จับสลากก่อน ปรารถนา ตำแหน่งนั้น กระทำสมควรแก่ฐานันดรนั้น ท่องเที่ยวไปแล้ว. ครั้นวันหนึ่ง เขาได้น้อมถวาย เครือกล้วยใหญ่สีเหลืองเหมือนจุณแห่งมโนศิลา แด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วประทับนั่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับเครือกล้วยนั้น แล้วทรงเสวย. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเสวยราชสมบัติทิพย์ ในหมู่เทพ ๑๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๔ ครั้ง เขากระทำบุญบ่อย ๆ อย่างนี้ แล้วท่องเที่ยว อยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นภุมมเทวดา ในกาลของพระ- พุทธเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ. ก็ธรรมดาพระพุทธเจ้าผู้มีพระชนมายุยืนทั้งหลาย ย่อมไม่มีอุโบสถ ทุก ๆ กึ่งเดือน จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ได้มีอุโบสถในระหว่าง ๖ ปี. ส่วนพระทศพลทรงพระนามว่า กัสสปะ สวดปาฏิ- โมกข์ทุก ๆ ๖ เดือน. ในการสวดพระปาฏิโมกข์นั้น ภิกษุผู้เป็นสหายกัน ๒ รูป ผู้อยู่ประจำ เดินทางไปด้วยคิดว่า จักกระทำอุโบสถ. ภุมมเทวดาตนนี้ คิดว่า ภิกษุ ๒ รูปนี้ รักกันแน่นหนาเหลือเกิน เมื่อมีผู้ทำลาย (ให้แตกกัน) จะแตกกันหรือไม่หนอ มองหาโอกาส (ทำลาย) ภิกษุทั้งสองอยู่ เดินไปไม่ห่าง ภิกษุสองรูปนั้นนัก. ครั้งนั้น พระเถระรูปหนึ่ง ให้พระเถระอีกรูปหนึ่งถือบาตร และจีวรไว้ เดินไปสู่ที่ ๆ มีน้ำสะดวก เพื่อขับถ่ายสรีระ ล้างมือล้างเท้าแล้ว ออกจากที่ใกล้พุ่มไม้ ภุมมเทวดาเดินตามหลังพระเถระนั้นไป แปลงเพศเป็น หญิงรูปงาม ทำประหนึ่งสยายผมแล้วเกล้าใหม่ ทำประหนึ่งปัดฝุ่นที่หลัง และ ทำเป็นประหนึ่ง จัดผ้านุ่งใหม่ เดินตามรอยเท้าพระเถระไป ออกจากพุ่มไม้ แล้ว. พระเถระผู้เป็นสหายยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เห็นเหตุนั้นแล้วเกิดโทมนัส คิดว่า บัดนี้ ความรักที่ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน กับภิกษุนี้ ฉิบหายแล้ว
หน้า 131 ข้อ 152
ถ้าเราพึงรู้ว่าเธอเป็นผู้มีกิเลสมากอย่างนี้ เราจักไม่ทำความคุ้นเคย กับภิกษุนี้ ตลอดกาลนานประมาณเท่านี้ ดังนี้ เมื่อพระเถระนั้นมาถึงเท่านั้น ก็กล่าวว่า นิมนต์รับเอาบาตร จีวรของท่านไปเถิดอาวุโส เราไม่ปรารถนาจะร่วมทางกับ ผู้ที่ลามกเช่นท่าน หทัยของภิกษุผู้ลัชชีนั้น ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว ได้เป็นประหนึ่ง ถูกเขาเอาหอกที่คมกริบเสียบแล้ว. ลำดับนั้น ลัชชีภิกษุนั้นจึงพูดกับพระเถระ ผู้เป็นสหายว่า อาวุโส ท่านพูดอะไร เช่นนั้น เรายังไม่รู้ (ว่าต้อง) อาบัติ แม้เพียงทุกกฏตลอดเวลาที่ประมาณเท่านี้ ก็วันนี้ ท่านกล่าวเราเป็นคนลามก ท่านเห็นอะไรหรือ ? พระเถระผู้เป็นสหายจึงพูดว่า เรื่องอื่นที่เห็นแล้ว จะมี ประโยชน์อะไร ท่านออกในที่เดียวกันกับมาตุคาม ผู้ประดับแล้ว ตกแต่งแล้ว อย่างนี้ หรือ (มิใช่). พระเถระผู้ลัชชี กล่าวว่า อาวุโส เรื่องนี้ไม่มีแก่เราเลย เราไม่เห็นมาตุคามเห็นปานนี้เลย. แม้เมื่อพระเถระผู้ลัชชีจะกล่าวอย่างนี้ถึง ๓ ครั้ง พระเถระนอกนี้ ก็ไม่เชื่อถือถ้อยคำ ยึดถือเอาเหตุที่ตนเห็นแล้ว นั่นแหละว่าเป็นเรื่องจริง ไม่เดินร่วมทางเดียวกับภิกษุนั้น ไปสู่สำนักของ พระศาสดาโดยทางอื่น. ต่อแต่นั้นมา ถึงเวลาที่ภิกษุสงฆ์เข้าสู่โรงอุโบสถ ภิกษุนั้นเห็นลัชชี ภิกษุนั้น ในโรงอุโบสถ รู้ชัดแล้ว ก็ออกไปเสียด้วยคิดว่า ภิกษุเช่นนี้ มีอยู่ ในโรงอุโบสถนี้ เราจักไม่กระทำอุโบสถร่วมกับเธอ ดังนี้แล้ว ได้ยืนอยู่ใน ภายนอก. ลำดับนั้น ภุมมเทวดาคิดว่า เราทำกรรมหนักหนอ แล้วแปลงเพศ เป็นอุบาสกแก่ไปยังสำนักของภิกษุนั้น กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เหตุไฉน พระคุณเจ้า จึงยืนอยู่ในที่นี้. ภิกษุนั้นตอบว่า ดูก่อนอุบาสก ภิกษุลามกรูปหนึ่ง เข้าไปสู่โรงอุโบสถนี้ เราไม่กระทำอุโบสถร่วมกับเธอ เราคิดดังนี้ จึง ออกมายืนอยู่ข้างนอก. ภุมมเทวดา จึงพูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านอย่าถือ อย่างนี้เลย ภิกษุนี้ มีศีลบริสุทธิ์ ชื่อว่ามาตุคามที่ท่านเห็นแล้ว คือ ข้าพเจ้าเอง
หน้า 132 ข้อ 152
เพื่อจะทดลองไมตรีของท่านทั้งสองว่า ไมตรีของพระเถระทั้งสองรูปนี้จะมั่นคง หรือไม่มั่นคงหนอดังนี้ ข้าพเจ้าผู้อยากดูความที่ท่านทั้งสองจะแตกไมตรีกัน หรือไม่ กระทำกรรมนั้นแล้ว. ภิกษุนั้น ถามว่า ดูก่อนสัปบุรุษก็ท่านเป็นอะไร ? ภุมมเทวดา ตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าเป็นภุมมเทวดาคนหนึ่ง. เทวบุตร เมื่อชี้แจงเสร็จ ก็ไม่ดำรงอยู่ในทิพพานุภาพ หมอบลงแทบเท้าของ พระเถระ อ้อนวอนพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอดโทษแก่ ข้าพเจ้าเถิด พระเถระไม่รู้โทษนั้น ขอท่านจงทำอุโบสถเถิด ดังนี้แล้วนิมนต์ ให้พระเถระเข้าสู่โรงอุโบสถ. พระเถระนั้น ลงทำอุโบสถในที่เดียวกัน เท่านั้น แต่ไม่นั่งในที่เดียวกันกับภิกษุนั้น ด้วยสามารถแห่งความสนิทสนม อย่างมิตรอีก ทั้งไม่พูดถึงกรรมของพระเถระนี้. ส่วนพระเถระที่ถูกโจท บำเพ็ญวิปัสสนาบ่อย ๆ บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยผลแห่งกรรมนั้น ภุมมเทวดา ไม่รอดพ้นจากภัยในอบายตลอด พุทธันดรหนึ่ง. ก็ถ้าในเวลาไร มาสู่ความเป็นมนุษย์ โทษที่กระทำไว้ด้วย กรรมอย่างใดอย่างหนึ่งอื่น ๆ จะหล่นทับถมเขาทีเดียว ในกาลแห่งพระผู้มี- พระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เขาเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า ธานมาณพ. ธานมาณพเจริญวัยแล้ว เรียน ไตรเพท ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาในเวลาแก่ มีศรัทธา บวชแล้ว. จำเดิมแต่วันที่ท่านอุปสมบทแล้ว สตรีผู้ประดับแล้ว ตกแต่งแล้วนางหนึ่ง จะปรากฏติดตามท่านอยู่เป็นนิตย์ อย่างนี้คือ เมื่อท่านเข้าบ้าน ก็เข้าบ้าน พร้อมกับท่าน เมื่อท่านออกก็ออกด้วย เมื่อท่านเข้าวิหารก็เข้าไปด้วย แม้ เมื่อท่านยืนอยู่ ก็ยืนอยู่ด้วย. พระเถระไม่เห็นนางเลย แต่ด้วยกรรมเก่าของท่าน นางจึงปรากฏ แก่คนเหล่าอื่น สตรีทั้งหลาย เมื่อถวายข้าวยาคู ถวายภิกษาในบ้าน จะพากัน
หน้า 133 ข้อ 152
พูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าวยาคูกระบวยหนึ่งนี้. สำหรับท่าน อีกกระบวยหนึ่ง สำหรับหญิงผู้เป็นสหายของเราทั้งหลาย คนนี้ ดังนี้แล้ว ทำการเย้ยหยัน. เป็นความลำบากอย่างยอดยิ่งแก่พระเถระ. ทั้งสามเณรและภิกษุหนุ่มทั้งหลาย ก็พากันห้อมล้อมท่านผู้เข้าไปสู่วิหาร พูดเยาะเย้ยว่า พระธานะเป็นเหี้ย. ครั้นนั้น ท่านจึงเกิดมีนามเพิ่มว่า กุณฑธานเถระ* ด้วยเหตุนั้นเอง ท่านเพียรพยายามแล้วก็ไม่สามารถจะอดกลั้นความเยาะเย้ย อันสามเณรและ ภิกษุหนุ่มเหล่านั้นกระทำอยู่ได้เกิดบ้าขึ้นมา พูดว่า พวกท่านสิเป็นเหี้ย อุปัชฌาย์ ของพวกท่านก็เป็นบ้า อาจารย์ก็เป็นบ้า. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายกราบทูล ฟ้องท่านแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระโกณฑธานะกล่าวคำหยาบ อย่างนี้ กับภิกษุหนุ่มและสามเณรทั้งหลาย พระศาสดาตรัสสั่งให้เรียกพระ- โกณฑธานะเถระมา ตรัสถามว่า ดูก่อนธานะ ได้ยินว่า เธอกล่าวคำหยาบกับ สามเณรทั้งหลายหรือ เมื่อพระโกณฑธานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เป็นความจริงพระเจ้าข้า ดังนี้ จึงตรัสว่า เหตุไฉน เธอจึงกล่าวอย่างนี้. พระ- โกณฑธานะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์อดกลั้นความลำบาก (ที่เกิดขึ้น) เป็นประจำไม่ได้ จึงกล่าวอย่างนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอไม่สามารถจะยังกรรมที่เธอทำไว้ในก่อน ให้สลายไปได้จนถึงวันนี้ เธอ อย่ากล่าวคำหยาบเห็นปานนี้อีก ดังนี้แล้วตรัสว่า เธออย่าได้กล่าวคำหยาบกะใคร ๆ ผู้ที่เธอ กล่าวแล้ว พึงกล่าวตอบเธอ เพราะว่า ถ้อยคำแข่งดี ให้เกิดทุกข์ อาชญาตอบพึงถูกต้องเธอ ถ้าเธอไม่ยังตน ให้หวั่นไหวดุจกังสดาล ถูกขจัดแล้ว เธอจักเป็นผู้ถึง พระนิพพาน ความแข่งดีย่อมไม่มีแก่เธอ ดังนี้. * พม่า. เป็นโกณฑธานเถระ
หน้า 134 ข้อ 152
และชาวเมืองทั้งหลาย ก็กราบทูลความที่พระเถระนั้นท่องเที่ยวไปกับ มาตุคาม แม้แก่พระเจ้าโกศล. พระราชาส่งราชบุรุษไปด้วยตรัสว่า ดูก่อน พนาย พวกท่านจงไป จงใคร่ครวญดู ดังนี้แล้ว แม้พระองค์เองก็เสด็จไป สู่ที่อยู่ของพระเถระ ด้วยบริวารจำนวนน้อย แล้วเสด็จประทับยืนดูอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง ในขณะนั้น พระเถระนั่งทำสูจิกรรมอยู่ แม้หญิงนั้น ก็ปรากฏ เป็นเหมือนยืนอยู่ในที่ไม่ไกล. พระราชาทอดพระเนตรเห็นแล้ว ทรงพระดำริว่า เหตุนี้มีอยู่ จึงเสด็จไปยังที่หญิงนั้นยืนอยู่ เมื่อพระราชาเสด็จมา หญิงนั้นก็ ทำเป็นเหมือนเข้าไปสู่บรรณศาลา อันเป็นที่อยู่ของพระเถระ. แม้พระราชา ก็เสด็จเข้าไปสู่บรรณศาลานั้นแหละ พร้อมกับหญิงนั้น ทรงตรวจดูทั่ว ๆ ไป ก็ไม่เห็น จึงเข้าพระทัยว่า นี้ ไม่ใช่มาตุคาม คงเป็น กรรมวิบากอย่างหนึ่ง ของพระเถระ แม้ถึงจะเสด็จเข้าไปใกล้พระเถระก่อน ก็ไม่ไหว้พระเถระ ทรงรู้ว่าเหตุนั้นไม่เป็นจริง จึงเสด็จมาไหว้พระเถระ แล้วประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้า- ไม่ลำบากด้วยอาหารบิณฑบาตบ้างหรือ ? พระเถระทูลว่า พอสมควรอยู่ มหาบพิตร. พระราชาตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ กระผมเข้าใจคำพูด ของพระคุณเจ้า เมื่อพระคุณเจ้าเที่ยวไปกับสิ่งที่ทำให้เศร้าหมองเช่นนี้ ใครเล่า จะเสื่อมใส จำเดิมแต่นี้ไป พระคุณเจ้า ไม่ต้องมีกิจที่จะต้องไปในที่ไหน ๆ โยมจะบำรุงพระคุณเจ้าด้วยปัจจัย ๔ ขอพระคุณเจ้า จงอย่าประมาทในโยนิ- โสมนสิการดังนี้แล้ว เริ่มถวายภิกษาเป็นประจำ พระเถระได้พระราชาเป็นผู้ อุปถัมภ์ เป็นผู้มีจิตเป็นเอกัคคตารมณ์ เพราะมีโภชนะเป็นที่สบาย เจริญ- วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต จำเดิมแต่นั้น หญิงนั้น ก็หายไป. ครั้งนั้น มหาสุภัททาอุบาสิกา อยู่ในเรือนแห่งตระกูลที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ ในอุคคนคร อธิฏฐานอุโบสถด้วยคิดว่า ขอพระศาสดาจงทรงอนุเคราะห์เรา
หน้า 135 ข้อ 152
เป็นหญิงปราศจากกลิ่นคาว ยืนอยู่บนพื้นปราสาทชั้นบน กระทำสัจจกิริยาว่า ดอกไม้เหล่านี้ อย่าหยุดอยู่ในระหว่าง จงตั้งเป็นเพดาน ณ เบื้องบนของพระ ทศพลด้วยสัญญานี้ ขอพระทศพลจงรับภิกษาของเรา พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูป ในวันพรุ่งนี้ แล้วเหวี่ยงกำแห่งดอกมะลิไป ๘ กำ. ดอกไม้ทั้งหลายลอยไป ตั้งเป็นเพดาน ณ เบื้องบนของพระศาสดา ในเวลาที่ทรงแสดงพระธรรมเทศนา. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเพดานดอกมะลินั้นแล้ว ทรงรับภิกษาของนาง สุภัททา ด้วยจิตอย่างเดียว ในวันรุ่งขึ้นเมื่ออรุณตั้งขึ้นแล้ว จึงตรัสกะพระ- อานนทเถระว่า ดูก่อนอานนท์ วันนี้พวกเราจักไปภิกษาจารในที่ไกล เธอ อย่าให้สลากแก่ภิกษุที่เป็นปุถุชน จงให้สลากแก่ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้น พระเถระแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลายว่า อาวุโสทั้งหลาย วันนี้พระศาสดาจักเสด็จ ภิกษาจารในที่ไกล ภิกษุที่เป็นปุถุชนอย่ารับสลาก ภิกษุที่เป็นพระอริยเท่านั้น จงรับสลากดังนี้. พระกุณฑธานเถระ เหยียดมือออกไปก่อนทีเดียว โดยพูดว่า อาวุโส ท่านจงนำสลากมา. พระอานนท์กล่าวว่า พระศาสดาไม่ตรัสสั่งให้ ให้สลากแก่ภิกษุเช่นท่าน ตรัสสั่งให้ให้แก่ภิกษุที่เป็นพระอริยะเท่านั้น ดังนี้แล้ว เกิดปริวิตก ไปกราบทูลพระศาสดาแล้ว. พระศาสดาตรัสว่า จงให้สลากแก่ ผู้ที่ขอ. พระเถระคิดว่า ถ้าสลากไม่ควรให้แก่พระโกณฑธานะ เมื่อเป็นเช่น นั้น พระศาสดาพึงห้ามไว้ ในเรื่องนี้ชะรอยจักมีเหตุ จึงย้อนกลับไปด้วยคิดว่า เราจักให้สลากแก่พระกุณฑธานะ. ก่อนแต่พระอานนท์จะมาถึงนั่นแหละ พระกุณฑธานเถระเจ้าจตุตถฌาน มีอภิญญาเป็นบาท ยืนอยู่ในอากาศด้วยฤทธิ์ กล่าวว่า อาวุโสอานนท์ พระศาสดาทรงรู้จักเรา พระศาสดาไม่ทรงห้ามภิกษุ เช่นเรา ผู้จับสลากก่อนหรอก ดังนี้แล้วยื่นมือไปจับสลาก. พระศาสดาทรง กระทำเรื่องนั้นให้เป็นอัตถุปบัติ แต่งตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุ
หน้า 136 ข้อ 152
ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้จับสลากก่อน. เพราะเหตุที่พระเถระนี้ ได้พระราชา เป็นผู้อุปถัมภ์ เพราะได้อาหารเป็นที่สบาย จึงมีจิตเป็นสมาธิ เจริญวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย ฉะนั้น ท่านจึงกล่าว คำเป็นคาถาประพันธ์ไว้ในอปทานว่า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บำรุงพระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ตรัสรู้เอง เป็นอัครบุคคล ซึ่ง ทรงหลีกเร้นอยู่ตลอด ๗ วัน เรารู้เวลาที่พระองค์เสด็จ ออกจากที่หลีกเร้น ได้ถือผลกล้วยใหญ่เข้าไปถวาย พระมหามุนีทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ พระผู้มี พระภาคเจ้าผู้สัพพัญญู ผู้นำของโลก เป็นมหามุนี ทรงยังจิตของเราให้เลื่อมใส ทรงรับไว้แล้วเสวย พระสัมพุทธเจ้าผู้ทรงนำหมู่ยอดเยี่ยม เสวยแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะของพระองค์ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ยักษ์เหล่าใดประชุมกันอยู่ที่ภูเขานี้ และ คณะภูตในป่าทั้งหมดนั้น จงฟังคำเรา ผู้ใดบำรุงพระ พุทธเจ้าผู้เพียง ดังไกรสรราชสีห์ เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงพึงเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็นท้าว เทวราช ๑๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง ในกัปที่แสน พระศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดย พระโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราชจัก เสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นได้ด่าสมณะทั้งหลายผู้มีศีล หาอาสวะมิได้ จักได้ชื่อ (อันเหมาะสม) ด้วยวิบาก แห่งกรรมอันลามก เขาจักได้เป็นโอรสทายาทในธรรม
หน้า 137 ข้อ 152
ของพระศาสดาพระองค์นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จัก เป็นสาวกมีชื่อว่า กุณฑธานะ เราประกอบเนือง ๆ ซึ่ง ความสงัด เพ่งฌาน ยินดีในฌาน ยังพระศาสดาให้ ทรงโปรดปราน ไม่มีอาสวะอยู่ พระชินเจ้าอันพระ- สาวกทั้งหลายแวดล้อม ห้อมล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางสงฆ์แล้ว ทรงให้เรารับการ แจกสลาก เราห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ถวายบังคม พระศาสดาผู้นำของโลก เมื่อภิกษุทั้งหลายว่ากล่าวอยู่ ได้รับสลากที่ ๑ ไว้ข้างหน้าของผู้ประเสริฐ ด้วยกรรม นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงยังหมื่นโลกธาตุให้ หวั่นไหว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้ง เราไว้ในอรรคฐาน เรามีความเพียรอันนำมาซึ่งธุระ นำความเกษมจากโยคะมาให้ เราทรงกายเป็นที่สุดไว้ ในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณพิเศษ เหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เรากระทำให้แจ้งแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นปุถุชนเหล่าใด ไม่รู้คุณของพระเถระนี้ แม้ผู้เป็น (พระอรหันต์) แล้วเช่นนี้ ในการจับสลากที่ ๑ ในครั้งนั้นต่างพากันคิด เหมือนกันว่า นี้อะไรหนอแล. พระเถระเพื่อจะกำจัดความสงสัยของภิกษุ เหล่านั้น จึงเหาะขึ้นสู่อากาศแล้วแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ เมื่อจะพยากรณ์พระ- อรหัตผล โดยการอ้างถึงพระอรหัตผล จึงได้ภาษิตคาถานี้ว่า
หน้า 138 ข้อ 152
ภิกษุพึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์ เบื้องสูง ๕ พึงเจริญอินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้นให้ยิ่ง ขึ้นไป ภิกษุผู้ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ ประการ ได้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ข้ามโอฆะได้แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจ ฉินฺเท ความว่า ภิกษุพึงตัด คือพึงละสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ อันจะยังสัตว์ให้อุบัติและบังเกิดในอบาย ด้วย ศาสตราคือด้วยมรรคทั้ง ๓ เบื้องต่ำ ดุจบุรุษตัดเชือกที่ผูกไว้ที่เท้าออกไปฉะนั้น. บทว่า ปญฺจ ชเห ความว่า พึงละหรือพึงตัดสังโยชน์เบื้องสูง ๕ อันเป็นเหตุให้เข้าถึงเทวโลกชั้นสูง ด้วยพระอรหัตมรรค ดุจบุรุษตัดเชือกที่ ผูกไว้ที่คอฉะนั้น. บทว่า ปญฺจ จุตฺตริ ภาวเย ความว่า พึงเจริญอินทรีย์ ๕ มี ศรัทธาเป็นต้น เพื่อละสังโยชน์อันเป็นไปในส่วนเบื้องสูง เหล่านั้นแหละให้ ยิ่งขึ้นไป คือให้สูงกว่าการได้บรรลุพระอนาคามิมรรค ได้แก่พึงเจริญด้วย สามารถแห่งการได้บรรลุมรรคอันสูงสุด. บทว่า ปญฺจสงฺคาติโก ความว่า ภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ คือผู้ก้าวล่วง ธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ ประการได้แล้ว ด้วยการก้าวล่วง คือละ เครื่องข้อง คือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะและทิฏฐิ ๕ อย่างได้. บทว่า ภิกขุ โอติณฺโณ วุจฺจติ ความว่า ท่านเรียกว่า ภิกษุ เพราะทำลายกิเลสได้โดยประการทั้งปวง และเพราะข้ามโอฆะคือกาม โอฆะ คือภพ โอฆะคือทิฏฐิ และโอฆะคืออวิชชา แล้วตั้งอยู่ในพระนิพพานอันเป็น ฝั่งของกิเลสเหล่านั้น. จบอรรถกถากุณฑธานเถรคาถา
หน้า 139 ข้อ 153
๖. เพลัฏฐสีสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเพลัฏฐสีสเถระ [๑๕๓] ได้ยินว่า พระเพลัฏฐสีสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า โคอาชาไนยตัวสามารถเทียมไถแล้ว ย่อมลากไถ ไปโดยไม่ลำบาก ฉันใด เมื่อเราได้ความสุข อันไม่ เจือด้วยอามิส คืนและวันทั้งหลาย ย่อมผ่านนั้นเราไป โดยยาก ฉันนั้น. อรรถกถาเพลัฏฐสีสเถรคาถา คาถาของพระเพลัฏฐสีสเถระ เริ่มต้นว่า ยถาปิ ภทฺโท อาชญฺโ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในเรือนมีตระกูล เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้วเกิด ศรัทธา บวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรม ไม่อาจจะยังคุณวิเศษให้เกิดได้ เพราะ ไม่มีอุปนิสสยสมบัติ. ก็ท่านเข้าไปสั่งสมกุศลเป็นอันมาก อันเป็นอุปนิสัยแห่ง พระนิพพาน ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เห็นพระผู้มีพระภาค- เจ้า ทรงพระนามว่า เวสสภู ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส แล้ว ได้ถวายผลมะงั่ว.
หน้า 140 ข้อ 153
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สร้างสมบุญแล้ว ก็เข้าถึงสุคติ จากสุคติ วนไปเวียนมา บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ พระนคร สาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จะได้ตรัสรู้ อภิสัมโพธิญาณ บวชเป็นดาบสในสำนักของอุรุเวลกัสลปดาบส ในเวลาที่ทรง แสดงอาทิตตปริยายสูตร บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย ชฎิล พันหนึ่ง. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกผู้ โชติช่วง เหมือนต้นกรรณิการ์ รุ่งเรืองดังพระจันทร์ ในวันเพ็ญ และเหมือนต้นไม้ประจำทวีป ที่รุ่งโรจน์ เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะงั่วถวายแด่พระศาสดา ผู้ เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นวีรบุรุษ ด้วยมือทั้งสองของ ตน ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระเถระนี้ ผู้บรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เป็นอุปัชฌาย์ ของท่าน พระธรรมภัณฑาคาริก วันหนึ่งออกจากผลสมาบัติแล้ว พิจารณาถึงพระอรหัต อันสงบ ประณีต เป็นนิรามิสสุข และบุรพกรรมของตน ด้วยอำนาจกำลังแห่ง ปีติ จึงได้กล่าวคาถาว่า โคอาชาไนย ตัวเจริญ เทียมไถแล้วย่อมลากไถ ไปได้โดยไม่ลำบาก ฉันใด เมื่อเราได้ความสุขอันไม่
หน้า 141 ข้อ 153
เจือด้วยอามิส คืนและวันทั้งหลายย่อมผ่านพ้นเราไป ได้โดยยาก ฉันนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ เป็นนิบาต ลงในอรรถที่ยัง อุปมาให้ถึงพร้อม. บทว่า ภทฺโท ได้แก่ โคอาชาไนย ตัวงาม ที่สมบูรณ์ ด้วยเรี่ยวแรง กำลัง ความสามารถ เชาว์ และความเพียรเป็นต้น. บทว่า อาชญฺโ ความว่า ชื่อว่า ชาติอาชาไนย เพราะรู้เหตุ และสิ่งที่มิใช่เหตุ. สัตว์อาชาไนยนั้น มี ๓ ประเภทคือ โคผู้อาชาไนย ๑ ม้าผู้อาชาไนย ๑ ช้างผู้อาชาไนย ๑. ใน ๓ ประเภทนั้น โคผู้อาชาไนย ท่านประสงค์เอาแล้วในคาถานี้. ก็โคผู้อาชาไนยนั้นแหละ ประกอบแล้วในกิจ ของผู้ชำนาญการไถ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมลากไถไปได้โดยไม่ยาก เพราะยังไถพร้อมทั้งผาลให้หมุนไป อธิบายว่า ไถนาให้ ไถหมุนไปข้างโน้น ด้วย ข้างนี้ด้วย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นังคลาวัตตะ เพราะอรรถว่า เป็นที่ ยังไถให้หมุนไป ได้แก่ หมุนไปตามรอยไถในนา. แต่ในคาถานี้ ท่านกล่าว เป็นทีฆะว่า วตฺตนี เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา. บทว่า สิขี ความว่า ชื่อว่า สิขา เพราะคล้ายกับหงอน โดยกำหนดเอา ในที่สุด ได้แก่ สิงคะ (เขา) ชื่อว่า สิงคะ เพราะมีเขานั้น (เป็นสัญญลักษณ์) ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ยอดท่านประสงค์เอาว่า สิขา ในคาถานี้. บทว่า สิขี นี้ ระบุถึงส่วนที่เป็นประธาน แม้ทั้งสองฝ่าย. บทว่า อปฺปก- สิเรน ความว่า โดยลำบากน้อย. บทว่า รตฺตินฺทิวา ได้แก่ ทั้งในกลางคืน และกลางวัน. ประกอบความว่า ย่อมผ่านคืนและวันนี้ไป โดยไม่ยากอย่างนี้. ท่านอธิบายความไว้ ดังนี้ เปรียบเหมือนโคผู้อาชาไนย ที่เขาเทียมไถแล้ว ไม่เห็นแก่ความเหนื่อยยาก ในรอยไถ ที่มีรากหญ้าเป็นฟ่อน ๆ เป็นต้น เดิน เปลี่ยนรอยไถไปข้างโน้นบ้าง ข้างนี้บ้าง จนแสดงถึงการปรับเข้าในแนวไถได้
หน้า 142 ข้อ 154
ราบเสมอ ฉันใด แม้วันและคืนทั้งหลาย ย่อมละคือผ่านเราไปได้โดยยาก ฉันนั้น. ท่านกล่าวถึงเหตุในข้อนั้นไว้ว่า สุเข ลทฺเธ นิรามิเส เมื่อเรา ได้ความสุขอันไม่เจือด้วยอามิส ดังนี้. อธิบายว่า เพราะเหตุที่ ความสุขคือ ผลสมาบัติ อันไม่เจือด้วยอามิสคือกาม อามิสคือโลก และอามิสคือวัฏฏะ อัน สงบระงับ ประณีต เราได้แล้ว. ก็บทนี้เป็นสัตตมีวิภัตติ แต่ลงในอรรถแห่ง ปฐมาวิภัตติ. เหมือนอย่างในประโยคว่า วนปคุมฺเพ (พุ่มไม้) และในประโยค ว่า เตน วต เร วตฺตพฺเพ (เรื่องที่จะพึงกล่าวอื่นยังมีอยู่อีก) ดังนี้ อีก อย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า เมื่อเราได้ความสุขอันไม่เจือด้วยอามิส ดังนี้ ก็โดย พิจารณาว่า จำเดิมแต่นั้น วันและคืน ก็ผ่านไปโดยยาก ดังนี้. อธิบายว่า เมื่อสุขที่ปราศจากอามิสอันเราได้แล้ว มีอยู่ จำเดิมแต่เวลาที่เราได้ นิรามิสสุข นั้น ดังนี้. จบอรรถกถาเพลัฏฐสีสเถรคาถา ๗. ทาสกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระทาสเถระ [๑๕๔] ได้ยินว่า พระทาสกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า เมื่อใด บุคคลเป็นผู้ง่วงเหงา และกินมาก มัก นอนหลับ กลิ้งเกลือกไปมา เมื่อนั้น เขาเป็นคนเขลา ย่อมเข้าห้องบ่อย ๆ เหมือนสุกรใหญ่ ที่เขาปรนปรือ ด้วยเหยื่อฉะนั้น.
หน้า 143 ข้อ 154
อรรถกถาทาสกเถรคาถา คาถาของท่านพระทาสกเถระเริ่มต้นว่า มิทฺธี ยทา. เรื่องราวของท่าน เป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระตถาคตเจ้ายังไม่ได้เสด็จ อุบัติขึ้น ท่านได้ถวายผลมะม่วง อันน่าพึงใจแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า อชิตะ ผู้ลงจากเขาคันธมาทน์มาสู่คลองแห่งมนุษย์ แล้วเที่ยวบิณฑบาตในบ้าน แห่งใดแห่งหนึ่ง ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย แล้วบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้เป็นอันมาก. ท่านขวนขวายกุศลกรรมอย่างนี้ ละจากสุคติเข้าถึงสุคติ เกิดในเรือน มีตระกูล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ท่านอันอนาถบิณฑิก เศรษฐี แต่งตั้งไว้ในหน้าที่ปฏิบัติพระวิหาร ก็ปฏิบัติพระวิหารโดยเคารพ ได้มีศรัทธา โดยได้เห็นพระพุทธเจ้า และโดยการฟังพระสัทธรรมเนือง ๆ บวชแล้ว. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระทาสกเถระนี้เกิดในเรือนมี ตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ เจริญวัยแล้ว บำรุงพระเถระผู้เป็นพระขีณาสพรูปใดรูปหนึ่ง มีความประสงค์จะให้ท่านช่วย ทำกิจบางอย่าง จึงสั่งบังคับท่าน ด้วยกรรมนั้น เขาเกิดในท้องของหญิงทาสี ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในพระนครสาวัตถี ในกาลแห่งพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เจริญวัยแล้ว อันท่านเศรษฐีแต่งตั้งไว้ในตำแหน่ง ผู้ปฏิบัติพระวิหาร ได้เป็นผู้มีศรัทธาแล้ว โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ท่าน- มหาเศรษฐีสดับ ศีลาจารวัตร และอัธยาศัยของเขาแล้ว กระทำให้เขาเป็นไท
หน้า 144 ข้อ 154
(พ้นจากทาส) แล้วบอกว่า ขอท่านจงบวชตามสบาย ภิกษุทั้งหลายให้เขา บรรพชาแล้ว. จำเดิมแต่บวชแล้ว เขากลับเป็นผู้เกียจคร้าน เป็นผู้ที่มีความ- เพียรเสื่อม ไม่กระทำวัตรปฏิบัติใด ๆ ที่ไหนจะบำเพ็ญสมณธรรมเล่า มุ่งแต่ บริโภคจนเต็มที่ มักมากไปด้วยการนอนอย่างเดียว. แม้ในเวลาฟังธรรม ก็เข้าไปสู่มุมแห่งหนึ่ง นั่งท้ายบริษัท หลับกรนครอก ๆ ตลอดเวลา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูบุรพนิสัยของท่านแล้ว เพื่อจะให้ท่านเกิดความ สังเวช จึงได้ตรัสพระคาถาว่า เมื่อใด บุคคลเป็นผู้ง่วงเหงา และกินมาก มัก นอนหลับ กลิ้งเกลือกไปมา เมื่อนั้น เขาเป็นคนเขลา ย่อมเข้าห้อมบ่อย ๆ เหมือนสุกรใหญ่ ที่เขาปรนปรือ ด้วยเหยื่อ ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิทฺธี ความว่า เป็นผู้อันถีนะและมิทธะ ครอบงำแล้ว. อธิบายว่า มิทธะครอบงำผู้ใด แม้ถีนะก็ย่อมครอบงำผู้นั้นด้วย เหมือนกัน. บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า มหคฺฆโส ความว่า บริโภคมาก เหมือนพราหมณ์อาหรหัตถะ พราหมณ์อลังสาฎกะ พราหมณ์ตัตถวัฏฏกะ พราหมณ์กากมาสกะ พราหมณ์ ภุตตวมิตกะคนใดคนหนึ่ง. บทว่า นิทฺทายิตา แปลว่า ผู้มักหลับ. บทว่า สมฺปริวตฺตสายี ความว่า นอนกลิ้งไปกลิ้งมา. ท่านแสดงว่า ประกอบเนือง ๆ ซึ่งความสุขในการนอน ความสุขในผัสสะ และความสุขในความง่วงเหงา- หาวนอน แม้ด้วยบททั้งสอง. บทว่า นิวาปปุฏฺโ ความว่า อันเขาเลี้ยง คือ บำรุงเลี้ยง ด้วยสูกรภัต มีรำข้าวเป็นต้น. อธิบายว่า สุกรในเรือนที่เขาเลี้ยง แต่เวลายังเล็ก ๆ เวลามีร่างกายอ้วนพีไม่ได้ออกไปนอกคอก ย่อมนอนกลิ้ง ไปมา ในที่ต่าง ๆ มีเตียงข้างล่างเป็นต้น ทีเดียว.
หน้า 145 ข้อ 154
ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ในเวลาใด บุรุษย่อมเป็นผู้ง่วงเหงาหาวนอน และกินมาก ไม่สามารถจะผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นอย่างอื่นได้ มักนอนหลับ กลิ้งเกลือกไปมา เหมือนสุกรใหญ่ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ในเวลานั้น บุรุษนั้น ย่อมไม่อาจมนสิการไตรลักษณ์ คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เพราะไม่ได้ มนสิการไตรลักษณ์เหล่านั้น เขาจึงเป็นผู้มีปัญญาน้อย ย่อมเข้าห้องบ่อย ๆ หรือไม่พ้นจากที่อยู่ คือ ห้องไปได้. พระทาสกเถระ ฟังพระคาถานั้นแล้ว เกิดความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา แล้วได้กระทำให้แจ้งพระอรหัต ต่อกาล ไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า อชิตะ ผู้สมบูรณ์ด้วยจรณะ และเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ ประทับอยู่ในป่าหิมพานต์ เราได้ถวายผลมะม่วง ใน พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีฉวีวรรณเหมือนทองคำ ผู้- สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาล นั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายได้แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวยืนยันพระคาถานั้น แหละว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสอนเราด้วยพระคาถานี้ พระคาถานี้เป็นดังขอ สับสำหรับเรา. นี้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล โดยปริวัตตาหารนัย ของ พระเถระนั้น. จบอรรถกถาทาสกเถรคาถา
หน้า 146 ข้อ 155
๘. สิงคาลปิตาเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของสิงคาลปิตาเถระ [๑๕๕] ได้ยินว่า พระสิงคาลปิตาเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุ ผู้อยู่ในป่าเภสกฬาวัน พิจารณาแผ่นดินนี้ ด้วยความสำคัญว่า กระดูกอย่างเดียวเป็นอารมณ์ จัก ได้เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า เราเข้าใจว่า เขาจะละ กามราคะได้โดยเร็วพลัน. อรรถกถาสิงคาลปิตาเถรคาถา คาถาของท่านพระสิงคาลปิตาเถระ เริ่มต้นว่า อหุ พุทฺธสฺส ทายาโท. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๔ นับถอยหลังแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเห็นพระปัจเจก- สัมพุทธเจ้า นามว่า สตรังสี เที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใส ไหว้แล้ว ได้ถวาย ผลตาลที่อยู่ในมือของตน ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในเทวโลก กระทำบุญ แล้วท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพนั่นแหละไป ๆ มา ๆ เกิดในกำเนิดมนุษย์ ในกาล- ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้เป็นผู้มีความเชื่อมั่น ในพระศาสนา บวชแล้ว เจริญอัฏฐิกสัญญา ท่านกลับไปเกิดในเรือนมี ตระกูล พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้อีก เจริญวัยแล้ว แต่งงานได้ บุตรคนหนึ่ง ให้นามบุตรว่า สิงคาละ ด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงเรียกเขาว่า
หน้า 147 ข้อ 155
สิงคาลกปิตา (พ่อของสิงคาลมาณพ) ในเวลาต่อมา เขาสละความผูกพัน ในเรือน แล้วบวชในพระศาสนา. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูอัธยาศัย ของท่าน ได้ทรงประทานอัฏฐิกสัญญากัมมัฏฐานแล้ว ท่านรับกัมมัฏฐาน นั้นแล้ว อาศัยอยู่ในป่าเภสกฬาวัน ณ สุสุมารคิริชนบท แคว้นภัคคะ. ลำดับนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในป่านั้น เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่ท่าน เมื่อประกาศ ความนี้ว่า ท่านจักกระทำผลแห่งภาวนา (อรหัตผล) ให้อยู่ในเงื้อมมือต่อกาล- ไม่นานเลย ดังนี้ โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า ภิกษุผู้อยู่ในป่าเภสกฬาวัน พิจารณาแผ่นดินนี้ ด้วยความสำคัญว่า กระดูกทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ จักได้ เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า เราเข้าใจว่า เขาจะละ กามราคะได้โดยพลันที่เดียว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ เท่ากับ โหติ แปลว่า ย่อมเป็น. ก็บทนี้เป็นคำกล่าวถึงอดีตกาล แต่ใช้ในอรรถแห่งปัจจุบันกาล. บทว่า พุทฺธสฺส ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า. บทว่า ทายาโท ความว่า เป็นธรรมทายาท คือ เป็นผู้ถือเอา คือ รับไว้ ซึ่งทายาท คือ โลกุตรธรรม ๙ อย่าง ด้วยการปฏิบัติชอบของตน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อหุ เท่ากับอโหสิ แปลว่าได้เป็นแล้ว. อธิบาย ว่า ภิกษุบางรูป จักเป็นผู้นับเนื่องในความเป็นทายาทของพระพุทธเจ้า ผู้มี พระนามอย่างนี้ ในบัดนี้ทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวว่า เราเข้าใจว่า เธอจะละกามราคะได้โดยพลันทีเดียว ดังนี้. บทว่า เภสกฬาวเน ความว่า ในป่า อันได้นามว่า เภสกฬาวัน เพราะเหตุที่ยักษ์ชื่อว่า เภสกะ ได้แล้วคือยึดครองไว้ หรือเพราะมากไปด้วย สัตว์ร้าย มีช้างรุ่นเป็นต้น อันน่าสะพึงกลัว. เทวดาเมื่อจะบอกเหตุในความ
หน้า 148 ข้อ 155
เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าแก่ภิกษุนั้น จึงกล่าวว่า พิจารณาแผ่นดินนี้ ด้วย ความสำคัญว่า กระดูกทั้งสิ้นเป็นอารมณ์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกวลํ แปลว่า ทั้งสิ้นคือไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า อฏิกสญฺาย ได้แก่ ด้วยการภาวนาว่าเป็นกระดูก. บทว่า อผริ ความว่า แผ่ไปแล้ว ด้วยสามารถแห่งการน้อมใจเอาว่า เป็นกระดูก. บทว่า ปวี ได้แก่ ปฐพีคืออัตภาพ. อธิบายว่า อัตภาพท่านเรียกว่า ปฐพีในคาถานี้ ดุจในประโยคมีอาทิว่า โก อิมํ ปวึ วิเจสฺสติ ใครจัก พิจารณาแผ่นดินนี้. บทว่า มญฺเหํ ตัดบทเป็น มญฺเ อหํ. ปาฐะว่า มญฺาหํ ดังนี้ก็มี. บทว่า โส ได้แก่ภิกษุนั้น. เราเข้าใจว่า เธอจักทิ้ง คือจักละกามราคะ ได้โดยพลัน คือต่อกาลไม่นานเลย. เพราะเหตุไร ? เพราะอัฏฐิกสัญญาเป็น ปฏิปักษ์โดยตรงต่อกามราคะ ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ ภิกษุใดพิจารณา แผ่นดินนี้ ด้วยความสำคัญว่ากระดูก อันตนได้แล้วในส่วนหนึ่ง หรือทั้งสิ้น คือทั่วอัตภาพของตน ว่าเป็นกระดูกทั้งนั้น ภิกษุนั้นกระทำฌานมีกระดูกเป็น อารมณ์นั้นให้เป็นบาท พิจารณาอยู่ จักละกามราคะได้ด้วยอนาคามิมรรค โดยกาลไม่นานเลย หรือจักละตัณหา อันได้ชื่อว่ากาม เพราะอรรถว่าใคร่ ได้ชื่อว่าราคะ เพราะอรรถว่า กำหนัดทั้งหมดได้. พระเถระนั้นสดับคาถานี้ แล้ว คิดว่า เทวดานี้กล่าวอย่างนี้ เพื่อจะยังความอุตสาหะให้เกิดแก่เราดังนี้ แล้ว อธิษฐานความเพียรรุดหน้าไม่ถอยกลับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 149 ข้อ 156
พระผู้มีภาคะ สยัมภู นามว่าสตรังสี ผู้ไม่พ่าย แพ้อะไร ๆ ออกจากที่สงัดแล้ว ออกโคจรบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ ได้เห็นแล้วจึงเข้าไปหาพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลตาล ใน กัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาล นั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว นับถือคำที่เทวดากล่าวแล้ว ได้ กล่าวคาถานั้นแหละ โดยเปล่งเป็นอุทาน. คาถานั้นแหละ ได้เป็นการพยากรณ์ พระอรหัตผลของพระเถระนั้น ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสิงคาลปิตาเถรคาถา ๙. กุฬเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุฬเถระ [๑๕๖] ได้ยินว่า พระกุฬเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พวกคนไขน้ำก็ไขน้ำไป ช่างศรก็ดัดลูกศร พวกช่างถากก็ถากไม้ พวกบัณฑิตผู้มีวัตรอันงาม ก็ฝึกฝนตน.
หน้า 150 ข้อ 156
อรรถกถากุฬเถรคาถา คาถาของท่านพระกุฬเถระ เริ่มต้นว่า อุทกํ หิ นยนฺติ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้แม้ในกาลก่อน ก็สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่ง พระนิพพานไว้เป็นอันมาก ถึงพร้อมด้วยอธิการ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระนามว่า วิปัสสี เสด็จไปในอากาศ มีใจเลื่อมใสแล้ว ใคร่จะถวายผลขนุน สำมะลอ แล้วจัดถวาย. พระบรมศาสดาทรงทราบวารจิตของเขาแล้ว เสด็จลงทรงรับแล้ว. เขาเป็นผู้มีจิตเลื่อมใสเหลือเกิน เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอบรรพชาแล้ว โดยการได้เฉพาะซึ่งศรัทธานั่นเอง. พระศาสดาตรัสสั่งกะภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง ให้บวชเขา โดยพระพุทธดำรัสว่า เธอจงยังบุรุษนี้ให้บวช ดังนี้. เขาบรรพชาแล้วได้อุปสมบท บำเพ็ญสมณธรรม จุติจากภพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอด ๖ พุทธันดร เกิดในตระกูล พราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีนามว่า กุละ.* เขาเจริญวัยแล้ว มีความเลื่อมใสในพระศาสนา บวชในสำนักของพระผู้มี พระภาคเจ้า ไม่สามารถจะยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นได้ เพราะเป็นผู้มากไปด้วย ความฟุ้งซ่าน. ครั้นวันหนึ่ง ท่านเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต เห็นคนทั้งหลาย กำลังขุดดิน ทำให้เป็นแอ่งน้ำ ชักน้ำให้ไหลไปในที่ ๆ ตนปรารถนาแล้ว ๆ ในระหว่างทาง กำหนดแม้เหตุนั้นไว้ เข้าไปสู่บ้านเห็นช่างศรคนใดคนหนึ่ง ใส่ลูกศรเข้าไปแล่งศร เล็งด้วยหางตา แล้วกระทำให้ตรง จึงกำหนดเหตุนั้น ไว้ เดินต่อไป เห็นช่างถากกำลังถากชิ้นส่วนของล้อรถ มีกำ กง และดุม * พระสูตร เป็น กุฬะ
หน้า 151 ข้อ 156
เป็นต้น ก็กำหนดเหตุแม้นั้นไว้ เข้าไปสู่วิหารกระทำภัตกิจแล้ว เก็บบาตร และจีวร นั่งในที่สำหรับพักกลางวัน ถือเอานิมิตที่ตนเห็นแล้ว โดยเป็นอุปมา น้อมเข้าไปในการฝึกจิตของตน แล้วคิดว่า มนุษย์นำเอาน้ำที่ไม่มีจิตใจ ไปสู่ ที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ ถึงช่างศรก็เหมือนกัน ดัดลูกศรที่ปราศจากจิตใจ แม้คด ให้ตรงได้ด้วยอุบาย ช่างถากก็เหมือนกัน ย่อมกระทำไม้ที่คด มีท่อนไม้เป็นต้น ที่หาเจตนามิได้ ให้ตรง โดยทำเป็นกงเป็นต้น เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร เรา จึงไม่ทำจิตของเราให้ตรงเล่า ดังนี้แล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า ครั้งนั้น เราเป็นคนเฝ้าสวนอยู่ ในพระนคร พันธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี เสด็จเหาะไปในอากาศ เราได้หยิบเอาขนุนสำมะลอ ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าผู้มี พระยศยิ่งใหญ่ ทำให้เราเกิดความปลาบปลื้มใจ นำ ความสุขมาให้ในปัจจุบัน ประทับอยู่ในอากาศนั่นเอง ได้ทรงรับประเคน เราถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า ด้วยใจอันเลื่อมใสแล้ว ได้ประสบปีติอันไพบูลย์ เป็น สุขยอดเยี่ยมในครั้งนั้น รัตนะเกิดขึ้นแก่เราผู้เกิดในที่ นั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 152 ข้อ 156
ท่านทำนิมิตเหล่าใดให้เป็นดังขอสับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต แล้วอย่างนี้ ท่านเทียบเคียงการฝึกจิตของตนกับนิมิตเหล่านั้นแล้ว เมื่อจะ พยากรณ์พระอรหัตผล ได้ภาษิตคาถาว่า พวกคนไขน้ำก็ไขน้ำไป ช่างศรก็ดัดลูกศร พวก ช่างถากก็ถากไม้ พวกบัณฑิตผู้มีวัตรอันงาม ก็ฝึกตน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น หิ ศัพท์ในบทว่า อุทกํ หิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า นยนฺติ ความว่า พวกคนไขน้ำ ขุดที่ ๆ ดอนนั้น ๆ แล้วถมที่ลุ่ม ทำเหมือง หรือวางรางไม้ ย่อมชักน้ำไปสู่ที่ ๆ ตนปรารถนาแล้ว ๆ. ชื่อว่า คนไขน้ำ เพราะนำน้ำไปด้วยอาการอย่างนั้น. บทว่า เตชนํ แปลว่า ลูกศร. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ พวกคน ไขน้ำ ก็ไขน้ำไปสู่ที่ที่ตนปรารถนาแล้ว ๆ ตามชอบใจของตน แม้พวกช่าง ศรก็ลนไม้ดัดลูกศร คือทำให้ตรง ช่างถากเมื่อถากไม้เพื่อประโยชน์แก่ดุม เป็นต้น โดยให้โน้มไป ชื่อว่าย่อมถากไม้ คือทำให้ตรงหรือคดตามชอบใจ ของตน บัณฑิตทั้งหลายผู้มีพรตดี คือมีวัตรอันงาม ด้วยศีลเป็นต้น ตามที่ สมาทานแล้ว การทำเหตุมีประมาณเท่านี้ให้เป็นอารมณ์อย่างนี้ เมื่อยังโสดา ปัตติมรรคเป็นต้น ให้บังเกิดขึ้น ชื่อว่า ย่อมฝึกตน และเมื่อได้บรรลุพระ อรหัตแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ฝึกตนได้เป็นเอก ดังนี้. จบอรรถกถากุฬเถรคาถา
หน้า 153 ข้อ 157
๑๐. อชิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอชิตเถระ [๑๕๗] ได้ยินว่า พระอชิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราไม่มีความกลัวตาย ไม่มีความอาลัยในชีวิต จักเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ ละทิ้งกายนี้ไป. จบวรรคที่ ๒ อรรถกถาอชิตเถรคาถา คาถาของท่านพระอชิตเถระ เริ่มต้นว่า มรเณ เม ภยํ นตฺถิ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๑ ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายผลมะขวิด. แม้เบื้องหน้าแต่นั้น ก็ได้ กระทำบุญ นั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ยังไม่เสด็จอุบัติในกัปนี้ ได้เกิดเป็นบุตรของ อัคคาสนียพราหมณ์ ของพระเจ้ามหาโกศล ในพระนครสาวัตถี. เขาได้มีนาม ว่า อชิตะ. ก็แลในสมัยนั้น พาวรีพราหมณ์ผู้มีปกติอยู่ในพระนครสาวัตถี เป็นผู้ ประกอบไป ด้วยมหาปุริสลักขณะ ๓ ประการ เรียนจบไตรเพท ออก จากเมืองสาวัตถี แล้วบวชเป็นดาบส อาศัยอยู่ในกปิตถาราม ริมฝั่งน้ำโคธาวรี.
หน้า 154 ข้อ 157
ครั้งนั้น อชิตมาณพ บวชในสำนักของพาวรีพราหมณ์นั้น อันเทวดา ผู้หวังประโยชน์ ตักเตือนแล้ว ถูกส่งไปยังสำนักของพระบรมศาสดา เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยมาณพทั้งหลาย มีติสสเมตเตยยมาณพเป็นต้น ทูลถามปัญหาทั้งหลายด้วยใจอย่างเดียว เมื่อปัญหาเหล่านั้นอันพระผู้มีพระภาค เจ้าทรงวิสัชนาแล้ว มีจิตเลื่อมใส บวชในสำนักของพระบรมศาสดา เรียน กรรมฐานแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้ถวายผลมะขวิด แด่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณงามดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะบันลือสีหนาท ได้ภาษิตคาถาว่า เราไม่มีความกลัวตาย ไม่มีความอาลัยในชีวิต จักเป็นผู้มีสติ สัมปชัญญะ ละทิ้งกายนี้ไป ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มรเณ ได้แก่ มรณนิมิต คือ เหตุ แห่งความตาย. บทว่า เม แปลว่า แก่เรา คือ ภัยไม่มีแก่เรา เพราะเราเป็นผู้มี ชาติสิ้นแล้ว โดยที่รากเหง้าแห่งภพเราถอนขึ้นได้แล้ว. อธิบายว่า สำหรับ ผู้ที่ยังถอนภพขึ้นไม่ได้ จะพึงกลัวตายว่า การเกิดต่อไปของเรา เป็นเช่นไร หนอแล ดังนี้.
หน้า 155 ข้อ 157
บทว่า นิกนฺตี ได้แก่ ความเพ่งเล็ง คือตัณหา ความเพ่งเล็งใน ชีวิต ชื่อว่าย่อมไม่มี เพราะเข้าไปปรากฏด้วยดี โดยความที่อุปาทานขันธ์ ทั้งหลายเป็นทุกข์ และหาสาระมิได้ เพราะความที่สังขารถูกพิจารณา ขยำขยี้ มาแล้วเป็นอย่างดี. เราผู้เป็นแล้วอย่างนี้ จักทิ้ง คือจักทอดทิ้ง ร่างกายของ ตน คือสรีระ หรือร่างของตนกล่าวคือ เทหะ อันเป็นภาระ คือทุกข์ และเมื่อจะทอดทิ้ง ก็คิดว่า กิจที่จะพึงยังประโยชน์ให้สำเร็จ ด้วยร่างกายนี้ เราให้สำเร็จแล้ว บัดนี้ รางกายนั้นควรทิ้งไปได้โดยแท้ ดังนี้ ชื่อว่าเป็นผู้มี สัมปชัญญะ เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญา ชื่อว่า มีสติ เพราะถึงความ ไพบูลย์ด้วยสติ จักทอดทิ้งไป ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว เข้าฌาน ปรินิพพานแล้ว ในระหว่างนั้นเอง ฉะนี้แล. จบอรรถกถาอชิตเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๒ แห่งอรรถถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี. ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูปคือ ๑. พระจูฬวัจฉเถระ ๒. พระมหาวัจฉเถระ ๓. พระวนวัจฉเถระ ๔. พระสิวกเถระ ๕. พระกุณฑธานเถระ ๖. พระเพลัฏฐสีสเถระ ๗. พระทาสกเถระ ๘. พระสิงคาลปิตาเถระ ๙. พระกุฬเถระ ๑๐. พระ- อชิตเถระ และอรรถกถา.
หน้า 156 ข้อ 158
เถรคาถา เอกนิบาตวรรคที่ ๓ ๑. นิโครธเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนิโครธเถระ [๑๕๘] ได้ยินว่า พระนิโครธเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราไม่กลัวภัย พระศาสดาของเราทั้งหลาย เป็น ผู้ฉลาดในธรรมอันไม่ตาย ภัยย่อมไม่ตั้งอยู่ในหน ทางใด ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไป โดยหนทางนั้น. วรรควรรณนาที่ ๓ อรรถกถานิโครธเถรคาถา คาถาของท่านพระนิโครธเถระเริ่มต้นว่า นาหํ ภยสฺส ภายามิ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๑๑๘ นับแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาล เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกบวช ละสิ่งผูกพันในเรือน เข้าไปสู่ราวป่า กระทำบรรณศาลาในหมู่ไม้สาละในป่า บวชเป็นดาบส มีมูลผลาผลในป่าเป็นอาหารอยู่. สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปิยทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ในโลก ทรงยังความเร่าร้อน คือกิเลส ของโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ดับได้
หน้า 157 ข้อ 158
ด้วยสามารถแห่งน้ำอมฤต คือ พระธรรม วันหนึ่ง ด้วยมีพุทธประสงค์จะทรง อนุเคราะห์ดาบส จึงเสด็จเข้าไปสู่หมู่ไม้สาละนั้น ประทับนั่งแล้ว เข้านิโรธ- สมาบัติ. ดาบสเดินไปหามูลผลาผลในป่า เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจ เลื่อมใส ถือเอากิ่งรังซึ่งมีดอกบานสะพรั่งทำเป็นปะรำกิ่งไม้ คลุมปะรำนั้น ทั้งหมด ด้วยดอกรังล้วน ๆ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไม่ออกไปหา อาหาร ยืนนมัสการอยู่แล้ว ด้วยอำนาจแห่งปีติและโสมนัสนั้นเอง พระศาสดา เสด็จออกจากนิโรธแล้ว เพื่อจะทรงอนุเคราะห์ดาบสนั้น จึงทรงพระดำริว่า ขอภิกษุสงฆ์จงมา โดยมีพุทธประสงค์ว่า ดาบสจักยังจิตให้เลื่อมใสแม้ในพระ- ภิกษุสงฆ์ ดังนี้. ภิกษุสงฆ์มาแล้วในทันใดนั้นเอง แม้ดาบสเห็นภิกษุสงฆ์แล้ว มีใจเลื่อมใส ไหว้แล้วประคองอัญชลียืนอยู่แล้ว. พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศสมบัติอันเป็นส่วนของดาบสนั้น โดยทรงอ้างถึงการทำความแย้มให้ปรากฏ ทรงแสดงธรรมแล้วหลีกไปพร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานเป็นอันมาก แล้วบังเกิดในตระกูล พราหมณ์มหาศาล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีนามว่า นิโครธ. เขาเกิดความเลื่อมใส ด้วยการเห็นพุทธานุภาพ ในวันที่ทรงรับ พระวิหารเชตวัน บวชแล้วปรารภวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ โดยกาล ไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเข้าสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่างงดงาม มุงบัง ด้วยดอกรัง ครั้งนั้น เราอยู่ในป่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นสยัมภู เอกอัครบุคคล ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระนามว่า ปิยทัสสี ทรงพระประสงค์ความสงัด จึง
หน้า 158 ข้อ 158
ได้เสด็จเข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมในป่า เที่ยว แสวงหามูลผลาผลป่า ในเวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็น พระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ ประทับนั่ง เข้าสมาบัติ รุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่ เรา ปักเสา ๔ เสาทำปะรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอาดอกรัง มุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำซึ่งมุงด้วยดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้ถวายบังคม พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด สมัยนั้น พระผู้มีพระภาค- เจ้าผู้อุดมบุรุษ เสด็จออกจากสมาธิประทับนั่ง ทอด- พระเนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของพระศาสดา พระ นามว่า ปิยทัสสี ชื่อว่า วรุณ กับพระอรหันตขีณาสพ แสนองค์ ได้เข้ามาเฝ้าพระบรมศาสดา ผู้เป็นนายก วิเศษสุด ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พิชิตมาร พระ- นามว่า ปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่า นรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ทรง กระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระอนุรุทธเถระ ผู้อุปัฏฐาก ของพระศาสดาพระนามว่า ปิยทัสสี ห่ม จีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถามพระมหามุนีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่าหนอ เป็นเหตุให้ พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ เพราะเมื่อมี เหตุ พระศาสดาจึงจะทรงแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดทรงปะรำที่มุงด้วยดอกไม้ ไว้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรมของมาณพนั้น จึงได้
หน้า 159 ข้อ 158
ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่พิจารณาเห็นช่องทาง ที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรในเทวโลก หรือในมนุษยโลก ย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้เพรียบ- พร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้นจักถูกบังด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบ ด้วยบุญกรรม จักรื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการ ฟ้อน การขับ การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้น ทุกเมื่อ บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมีกลิ่น หอมฟุ้ง และฝนดอกรังจักตกลงทั่วไปในขณะนั้น มาณพนี้จุติจากเทวโลกแล้วจักมาสู่ความเป็นมนุษย์แม้ ในมนุษยโลกนี้ หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ตลอดกาล ทั้งปวง ณ มนุษยโลกนี้ การฟ้อน และการขับที่ ประกอบไปด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็น- นิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝนดอกรังก็จัดตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่ง แล้ว จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดา ทรงพระนามว่า โคดม ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้า โอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มาณพนี้จักเป็น ทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรส อันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มี อาสวะจักนิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคา ดอกรัง เมื่อลูกทำฌาปนกิจอยู่ บนเชิงตะกอน ที่เชิง ตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรัง พระมหามุนี ทรง
หน้า 160 ข้อ 158
พระนามว่า ปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรง แสดงธรรมแก่บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝน คือ ธรรม เราได้เสวยราชสมบัติ ในเทวโลก ในหมู่เทวดา ๓๐ กัป ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง เราออกจากเทวโลก มาในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ใน มนุษยโลกนี้ ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปะรำ นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลัง เป็นไป แม้ในภพนี้ หลังคาดอกรังก็จักมีตลอดกาล ทั้งปวง เรายังพระมหามุนีทรงพระนามว่า โคดม ผู้ประเสริฐกว่าศากยราชให้ทรงยินดีได้ ละความมีชัย และความปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๑๑๘ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วย พุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพขึ้นได้ หมดแล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็น ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เราได้มาในสำนักของพระ- พุทธเจ้าของเรานี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว คำ สอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ อย่างนี้ ยังคืนและวันให้ล่วงไปด้วยผลสุข เพื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม โดยเป็นการพยากรณ์ พระอรหัตผล จึงภาษิตคาถาว่า
หน้า 161 ข้อ 158
เราไม่กลัวภัย พระศาสดาของพวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ฉลาดในธรรมอันไม่ตาย ภัยย่อมไม่ตั้งอยู่ในหน ทางใด ภิกษุทั้งหลาย ย่อมไป โดยหนทางนั้น ดังนี้. ในคาถานั้น ที่ชื่อว่า ภัย เพราะเป็นแดงแห่งความกลัว ได้แก่ ชาติและชราเป็นต้น. บทว่า ภยสฺส เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งปัญจมี- วิภัตติ อธิบายว่า เราไม่กลัว นิมิตอันพึงกลัวโดยเป็นภัย ด้วยเหตุมีชาติ ชราและมรณะเป็นต้น พระเถระกล่าวถึงเหตุไว้ในคาถานั้นว่า สตฺถา โน อมตสฺส โกวิโท พระศาสดาของพวกเราทั้งหลายเป็นผู้ฉลาด ในธรรมอัน ไม่ตาย คือ พระศาสดา ของพวกเราทั้งหลาย เป็นผู้ฉลาดในอมตธรรม ได้แก่ ฉลาดในการให้ธรรมที่เป็นอมฤต แก่ไวเนยสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า ยตฺถ ภยํ นาวติฏติ ความว่า ภัยตามที่กล่าวแล้ว ย่อมไม่ตั้งอยู่ คือ ไม่ได้โอกาสในพระนิพพานใด. บทว่า เตน ได้แก่ พระนิพพานนั้น. บทว่า วชนฺติ ความว่า ย่อมถึงที่ ๆ เป็นภัยทีเดียว. อธิบายว่า พระนิพพาน ชื่อว่าที่ ๆ ไม่มีภัย. ถามว่า ด้วยเหตุไร พระเถระจึงกล่าวว่า วชนฺติ ย่อมไป ตอบว่า เพราะว่า ภิกษุทั้งหลายย่อมไปโดยทางนั้น อธิบายว่า ภิกษุทั้งหลาย คือผู้ที่เห็นภัยใน สงสาร ผู้การทำตามโอวาทของพระบรมศาสดา ย่อมไป โดยทางของพระ- อริยเจ้ามีองค์ ๘. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ ความว่า ภัยแม้ทั้ง ๒๕ อย่าง มีการเข้าไปตำหนิตนเองเป็นต้น ย่อมไม่ตั้งลง คือ ไม่ได้ที่พำนัก เพราะ การบรรลุอริยมรรคใด ภิกษุในพระศาสนา ย่อมไปสู่ที่ ๆ ไม่มีภัย ด้วยอริย- มรรคนั้น แม้เราเองก็ไปแล้วโดยทางนั้น. เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงพยากรณ์ พระอรหัตว่า เราไม่กลัวภัย ดังนี้. จบอรรถกถานิโครธเถรคาถา
หน้า 162 ข้อ 159
๒. จิตตกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระจิตตกเถระ [๑๕๙] ได้ยินว่า พระจิตตกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า นกยูงทั้งหลายมีขนเขียว ขนคองาม หงอน งาม พากันร่ำร้องอยู่ในป่าการวี นกยูงเหล่านั้น พากันร่ำร้องในเวลามีลมหนาว เจือด้วยฝน ย่อมปลุก บุคคลผู้เจริญฌานซึ่งหลับอยู่ให้ดิน. อรรถกถาจิตตกเถรคาถา คาถาของท่านพระจิตตกเถระเริ่มต้นว่า นีลา สุคีวา. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน จำเดิมแต่ กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในกัปที่ ๙๑ นับ แต่ภัทรกัปนี้ เกิดในกำเนิดมนุษย์ รู้เดียงสาเสียแล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีใจเลื่อมใสแล้ว กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ ถวาย บังคมแล้ว น้อมใจเชื่อในพระบรมศาสดาและในพระนิพพานว่า ขึ้นชื่อว่า ธรรมอันสงบระงับแล้ว พึงมีในพระศาสนานี้ ดังนี้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขา จุติจากนั้นแล้ว เกิดในภพดาวดึงส์ หมั่นการทำบุญบ่อย ๆ ท่องเที่ยวไปใน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยนามมีชื่อว่า จิตตกะ เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปสู่พระนครราชคฤห์ ประทับอยู่ในเวฬุวันวิหาร
หน้า 163 ข้อ 159
เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บรรพชาแล้วเรียน กัมมัฏฐาน ที่เหมาะแก่จริต เข้าไปสู่ราวป่า หมั่นเจริญภาวนาทำฌาน ให้เกิด แล้วเจริญวิปัสสนาที่มีฌานเป็นบาท บรรลุพระอรหัต โดยกาล ไม่นานเลย. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงพระ- นามว่า วิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก โชติช่วงเหมือนต้น กรรณิการ์ ประทับนั่งที่ซอกเขา เราเก็บดอกกระดึง ทอง ๓ ดอกมาบูชา ครั้นบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วเดินบ่ายหน้าไปทางทิศทักษิณ ด้วยกรรมที่ทำไว้ ดีแล้วนั้น และด้วยเจตน์จำนงที่ตั้งไว้ เราละร่าง มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วย พุทธบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ- บูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้าไปสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อ ถวายบังคมพระบรมศาสดา อันภิกษุทั้งหลายในวิหารนั้น ถามว่า อาวุโส ท่านเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว อยู่ในป่าหรือ ? เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยประกาศถึงการอยู่อย่างไม่ประมาทของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า นกยูงทั้งหลาย มีขนเขียว ขนคองาม พากัน ร่ำร้องอยู่ในป่าการวี นกยูงเหล่านั้น พากันร่ำร้อง ในเวลามีลมหนาวเจือด้วยฝน ย่อมปลุกบุคคลผู้เจริญ ฌาน ซึ่งหลับอยู่ให้ตื่น ดังนี้.
หน้า 164 ข้อ 159
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีลาสุคีวา ถอดออกเป็น นีลสุคีวา. แต่ในคาถานี้ ท่านทำเป็นทีฆะ เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา. อธิบายว่า ประกอบด้วยคออันงดงาม เพราะมีขนเป็นแนวยาว. ก็นกยูงเหล่านั้น ชื่อว่า มีสีเขียว เพราะโดยมากจะมีสีเขียว. ชื่อว่า สุคีวา เพราะเป็นสัตว์ที่มีลำคองาม. บทว่า สิขิโน ความว่า มีหงอนโดยความมีสิริงามที่หงอน ซึ่งเกิดที่ ศีรษะ. บทว่า โมรา ได้แก่ นกยูงทั้งหลาย. บทว่า การวิยํ ความว่า ที่ต้นกาลัมพะ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า การมฺพิยํ เป็นชื่อของป่านั้น. เพราะฉะนั้น บทว่า การมฺพิยะ จึงได้ความว่า ในป่าชื่อว่า การัมพะ. บทว่า อภินนฺทนฺติ ความว่า นกยูงเหล่านั้นฟังเสียงฟ้าร้อง ใน เวลาใกล้ฝนจะตก จะพากันส่งเสียงร้องระงม ดุจจะข่มสรรพสัตว์ มีหงส์เป็นต้น ด้วยเสียงประสานขานรับความถึงพร้อมของฤดูกาล. บทว่า เต ได้แก่ นกยูงเหล่านั้น. บทว่า สีตวาตกีฬิตา ความว่า นกยูงเหล่านั้น อันความหนาว คือลมฝน โชยมาชวนให้ร่าเริง จึงร้องระงมอย่างไพเราะ. บทว่า สุตฺตํ ได้แก่ หลับเพื่อจะบรรเทาความเมาอาหาร หรือหลับ เพื่อระงับความเหมื่อยล้าแห่งร่างกาย ในเวลาที่ทรงอนุญาตไว้. บทว่า ฌานํ ความว่า ผู้มีปกติเพ่งด้วยฌานคือสมถะและวิปัสสนา ได้แก่ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา. บทว่า นิโพเธนฺติ ความว่า ปลุกให้ตื่น. อธิบายว่า ปลุกให้ลุกจาก ที่นอน ด้วยการยังสัมปชัญญะให้เกิดอย่างนี้ว่า แม้นกยูงเหล่านี้ ยังไม่นอน ตื่นอยู่ ย่อมกระทำกิจที่คนควรกระทำ ส่วนตัวเราเล่า จะนอนเอาประโยชน์อะไร ดังนี้. จบอรรถกถาจิตตกเถรคาถา
หน้า 165 ข้อ 160
๓. โคสาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโคสาลเถระ [๑๖๐] ได้ยินว่า พระโคสาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราฉันข้าวมธุปายาส ที่พุ่มกอไผ่ แล้วพิจารณา ความเกิดและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย โดย เคารพ จักกลับไปสู่สานุบรรพตที่เราเคยอยู่ แล้วเจริญ วิเวกต่อไป. อรรถกถาโคสาลเถรคาถา คาถาของท่านพระโคสาลเถระเริ่มต้นว่า อหํ โข เวฬุคุมฺพสฺมึ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นบังสุกุลจีวรของพระปัจเจกพุทธเจ้า ห้อยอยู่ที่โคนไม้ ที่ภูเขาลูกใดลูกหนึ่ง มีจิตเลื่อมใสว่า ผ้าบังสุกุลนี้ เป็นธงชัยของพระอรหันต์ หนอ ดังนี้แล้ว บูชาด้วยดอกไม้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านไปบังเกิดในดาวดึงส์ พิภพ. จำเดิมแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดใน ตระกูลที่มั่งคั่ง แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยนามมีชื่อว่า โคสาล ก็เพราะเหตุที่ท่านมีความคุ้นเคย อันการทำไว้กับพระโสณโกฏิกัณณะ ครั้น สดับว่า พระโสณโกฏิกัณณะนั้นบวชแล้ว เกิดความสลดใจว่า ก็ขึ้นชื่อว่า
หน้า 166 ข้อ 160
พระโสณโกฏิกัณณะแม้นั้น มีสมบัติมาก ยังบวชไซร้ ส่วนตัวเราเล่ามีอะไร เป็นเหตุ ดังนี้แล้ว บวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เรียนกัมมัฏฐาน อันเหมาะแก่จริยา (ของตน) เมื่อแสวงหาที่อยู่ ก็เลือกอยู่ที่ภูเขา ชื่อว่า สานุ แห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากบ้านเกิดของตน. มารดาของท่านถวายภิกษาทุก ๆ วัน. วันหนึ่ง มารดาได้ถวายข้าวปายาส ที่เขาหุงด้วยน้ำผึ้งและน้ำตาลกรวด แก่ท่านผู้เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ท่านรับข้าวมธุปายาสนั้นแล้ว นั่งฉัน ที่โคนพุ่มไม้ไผ่แห่งใดแห่งหนึ่ง ใต้ร่มเงาของภูเขานั้น ล้างบาตรและมือแล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา. ท่านเป็นผู้มีจิตตั้งมั่น เพราะมีกายและจิตสบาย โดยได้ โภชนะเป็นที่สบาย เมื่อญาณมีอุทยัพพยญาณเป็นต้น แข็งกล้าดำเนินไปอยู่ ขวนขวายวิปัสสนา แล้วยังภาวนาให้ถึงที่สุด ตามลำดับแห่งมรรค กระทำ ให้แจ้งซึ่งพระอรหัต โดยไม่ยากลำบากเลย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ อุทังคณะ ที่ภูเขานั้น เราได้เห็นผ้าบังสุกุลจีวรห้อยอยู่ บนยอดไม้ ครั้งนั้น เราร่าเริง มีจิตยินดี เลือกเก็บ เอาดอกกระดึงทอง ๓ ดอก มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ใน กัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น เพราะบูชาธงชัยแห่งพระอรหันต์ เราไม่รู้จักทุคติเลย. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 167 ข้อ 160
ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว มีความประสงค์จะไปยังภูเขาชื่อว่า สานุเท่านั้น เพื่อต้องการจะอยู่เป็นสุขในทิฎฐธรรม เมื่อจะประกาศข้อปฏิบัติ ของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า เราฉันข้าวมธุปายาส ที่พุ่มกอไผ่แล้ว พิจารณา ความเกิดและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย โดย ความเคารพ จักกลับไปสู่สานุบรรพต ที่เราเคยอยู่ แล้วเจริญวิเวกต่อไป ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวฬุคุมฺพสฺมึ ความว่า ใกล้พุ่มไม้ไผ่ คือที่ร่มเงา แห่งพุ่มไผ่นั้น. บทว่า มธุปายาสํ ความว่า บริโภคข้าวปายาสที่เขาหุงด้วยน้ำผึ้ง. บทว่า ปทกฺขิณํ ความว่า ด้วยการรับเอาโดยเบื้องขวา อธิบายว่า ด้วยการ รับเอาพระโอวาทของพระศาสดาโดยชอบ. บทว่า สมฺมสนฺโต ขนฺธานํ อุทยพฺพยํ ความว่า พิจารณา ความเกิดขึ้น และความสิ้นไปแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ อธิบายว่า แม้ถ้าว่า ทำกิจ เสร็จแล้วในบัดนี้ แต่ต้องเริ่มตั้งวิปัสสนาเพื่อเข้าผลสมาบัติ. บทว่า สานํ ปฏิคฺคณฺหิสฺสามิ ความว่า เราจักมุ่งไปสานุบรรพต อันเราเคยอยู่แล้วในก่อน. บทว่า วิเวกมนุพฺรูทเย ความว่า เพิ่มพูนปฏิปัสสัทธิวิเวก และ กายวิเวกคือผลสมาบัติ หรือจักไป โดยมีการเพิ่มพูนวิเวกนั้นเป็นเหตุ. ก็ พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ไปที่สานุบรรพตนั้นนั่นแหละ. ก็คาถานี้แล ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนั้น. จบอรรถกถาโคสาลเถรคาถา
หน้า 168 ข้อ 161
๔. สุคันธเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุคันธเถระ [๑๖๑] ได้ยินว่า พระสุคันธเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุบวชยังไม่ครบพรรษา ได้เห็นธรรมเป็น ธรรมดีงาม บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำคำสอนของพระ พุทธเจ้า สำเร็จแล้ว. อรรถกถาสุคันธเถรคาถา คาถาของท่านพระสุคันธเถระเริ่มต้นว่า อนุวสฺสิโก ปพฺพชิโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๒ นับแต่ภัทรกัปนี้ ท่านเกิดในกำเนิดมนุษย์ ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ รู้เดียงสาแล้ว เที่ยวไปล่าเนื้อในป่า. พระบรมศาสดา เสด็จไปแสดงรอยพระบาทให้ปรากฏ เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา. เขาเห็นเจดีย์ คือ พระบาทของพระศาสดาแล้ว เพราะมีอธิการอัน กระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ จึงเกิดปีติโสมนัสว่า เท้าเหล่านี้ เป็นเท้าของบุคคลผู้เลิศในโลก พร้อมทั้งเทวโลก จึงถือเอาดอกหงอนไก่ มาทำการบูชา แล้วยังจิตให้เลื่อมใส. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว หมั่นกระทำบุญ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์
หน้า 169 ข้อ 161
ทั้งหลายไป ๆ มา ๆ (เกิด) เป็นกุฏุมพี ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ บำเพ็ญมหาทาน แด่พระบรมศาสดา และภิกษุสงฆ์ ส่งจันทน์ขาวที่มีราคามาก ไปยังพระคันธกุฎี แล้วทำการอบด้วยจันทน์นั้น ตั้งความปรารถนาว่า ในที่ ๆ ข้าพเจ้าเกิดแล้ว ๆ ขอให้สรีระของข้าพเจ้าจงมี กลิ่นหอมอย่างนี้. เขากระทำบุญกรรม แม้อื่นเป็นอันมากไว้ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในสุคติภพทั้งหลาย นั่นแล เกิดในเรือนของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ ด้วยสมบัติในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ก็นับจำเดิมแต่เวลาที่เขาผู้จะบังเกิดอยู่ในท้องมารดา สรีระของมารดา แม้ทั้งสิ้น ก็หอมขจรไปทั่วทั้งเรือน. ส่วนในวันที่เขาเกิด กลิ่นหอมอย่างยิ่ง ก็หอมฟุ้งไป แม้ในเรือนใกล้เคียงเป็นพิเศษทีเดียว. มารดา บิดาของเขา กล่าวว่า บุตรของเราตั้งชื่อของตนด้วยตนเอง มาเกิดแล้ว จึงตั้งชื่อเขาว่า สุคันธะ เหมือนกัน. เขา เจริญเติบโตขึ้นโดยลำดับ เห็นพระมหาเสลเถระ แล้วฟังธรรม ในสำนักของท่าน บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ภายใน ๗ วันเท่านั้น. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อก่อน เรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงาน ในป่า เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเรา ไม่มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศ ของโลก ทรงพระนามว่า ติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ได้ทรงแสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์ เราได้เห็นรอยพระบาท ของพระธรรมศาสดา ผู้ทรง พระนามว่า ติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้
หน้า 170 ข้อ 161
ร่าเริง มีจิตยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้นหงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบาน แล้ว จึงเด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอัน ประเสริฐสุด เพราะกรรมที่เราทำไว้ดีแล้วนั้น และ เพราะความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ไปสู่ ดาวดึงสพิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอก หงอนไก่ มีรัศมี เป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัป ที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ บูชารอยพระพุทธบาท เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้ ภาษิต คาถานี้ว่า ภิกษุบวชยังไม่ทันครบพรรษา มองเห็นธรรม เป็นธรรมดีงาม บรรลุวิชชา ๓ ได้ทำคำสอนของพระ พุทธเจ้า เสร็จแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุวสฺสิโก ความว่า ไปทีหลัง คือเพิ่ง เข้าจำพรรษา จึงชื่อว่า อนุวสฺโส ทำ อนุวสฺโสนั่นแหละ เป็นอนุวสฺสิโก. บทว่า ปพฺพชิโต ความว่า เข้าถึงบรรพชา อธิบายว่า เป็นผู้บวช แล้ว แต่เพียงเข้าจำพรรษา คือมีพรรษาเดียว. อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า ตามไป คือไปที่หลังยังไม่ได้พรรษา จึงชื่อว่า อนุวัสสะ. อนุวัสสะ นั้น
หน้า 171 ข้อ 162
มีแก่ภิกษุนั้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า อนุวสฺสิโก (ยังไม่ทันได้พรรษา). ภิกษุใดที่บวชแล้วยังไม่ถึงการนับพรรษา เพราะมีพรรษายังไม่บริบูรณ์ ภิกษุนั้นท่านจึงเรียกอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อวสฺสิโก (ยังไม่ ทันครบพรรษา). บทว่า ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ความว่า ท่านผู้บวชยังไม่ได้พรรษา มองเห็นธรรมแห่งพระศาสดาของท่าน เป็นธรรมที่ดี คือ เป็นสวากขาตธรรม ได้แก่ เป็นนิยยานิกธรรมโดยถ่ายเดียว. วิชชา ๓ คือ บุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณ อาสวักขยญาณ อันท่านถึงแล้วโดยลำดับ คือกระทำให้แจ้งแล้ว ต่อแต่นั้นไป ศาสนาของพระพุทธเจ้า คือคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันเรากระทำเสร็จแล้ว ได้แก่ พระอนุสาสนี คือ พระโอวาท ของพระองค์ เราตามศึกษาแล้ว เพราะเหตุนั้น พระเถระผู้เกิดปีติโสมนัส เพราะอาศัย ความเป็นผู้มีกิจอันตนทำเสร็จแล้ว จึงกล่าวถึงตน โดยทำให้เป็นเหมือนคน อื่น ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสุคันธเถรคาถา ๕. นันทิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนันทิยเถระ [๑๖๒] ได้ยินว่า พระนันทิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า จิตของภิกษุใด ได้บรรลุผลญาณ สว่างรุ่งเรือง อยู่เป็นนิตย์ ท่านมาเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า จัดได้รับ ทุกข์แน่นอน นะมาร.
หน้า 172 ข้อ 162
อรรถกถานันทิยเถรคาถา คาถาของท่านพระนันทิยเถระเริ่มต้นว่า โอภาสชาตํ. เรื่องราวของ ท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เมื่อ พระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ท่านให้เขาทำไพรที ด้วยไม้แก่นจันทน์ไว้ ในพระเจดีย์ ยังการบูชาสักการะอัน โอฬาร ให้เป็นไปแล้ว จำเดิมแต่นั้น ท่าน เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอัธยาศัย สั่งสมบุญกรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้ว บังเกิดในตระกูลแห่งศากยราช ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. มารดาบิดาของท่าน เกิดความชื่นชมยินดี เพราะฉะนั้น จึงให้ชื่อว่า นันทิยะ. นันทิยกุมาร เจริญวัยแล้ว เมื่อพวกเจ้าศากยะทั้งหลายมีเจ้าอนุรุทธะ เป็นต้น บวชในสำนักของพระบรมศาสนา แม้ตัวท่านเองก็บรรพชาแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก เพราะเป็นผู้มีอธิการ อันกระทำไว้แล้ว. สมด้วยคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระชินสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุ- มุตตระ ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ รุ่งเรืองดุจกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว เมื่อพระมหาวีระ เจ้านิพพานแล้ว ได้มีสถูปอันกว้างใหญ่ ชนทั้งหลาย เอาสิ่งของที่จะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูป ในห้อง พระธาตุอันประเสริฐสุดในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัสได้ทำไพรที่ไม้จันทน์อันหนึ่ง อันสมบูรณ์
หน้า 173 ข้อ 162
แก่สถูป และถวายธูปและของหอม ในภพที่เราเกิด คือ ในอัตภาพเทวดาหรือมนุษย์ เราไม่เห็นความที่ เราเป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่ ๑,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระ- องค์ ทรงพระนามว่า สมัตตะ ทุกพระองค์มีพลมาก. คุณวิเศษเหล่านี้ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อพระเถระนี้ บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ในปาจีนวังสมิคทายวัน ร่วมกับ พระเถระทั้งหลาย มีพระเถระชื่อว่า อนุรุทธะเป็นต้น. วันหนึ่ง มารผู้มี บาป มีความประสงค์จะทำให้ท่านกลัว จึงสำแดงรูปที่น่ากลัวแก่ท่าน. พระเถระ รู้ทันว่า เป็นมารนั่นเอง เมื่อแสดงว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป พระอริยบุคคล เหล่าใด ล่วงพ้นบ่วงแห่งมารได้แล้ว กิริยาของท่าน จักทำอะไรพระอริยบุคคล เหล่านั้นได้ ตัวท่านนั่นแหละ จักถึงความคับแค้น ความฉิบหาย มีการกระทำ นั้นเป็นเหตุ จึงได้ภาษิตคาถาว่า จิตของภิกษุใด ได้บรรลุผลญาณ สว่างรุ่งเรือง อยู่เป็นนิตย์ ท่านมาเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า จักได้รับ ทุกข์มหันต์ นะมาร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอภาสชาตํ ความว่า ชื่อว่ามีแสงสว่าง เกิดแล้ว ด้วยโอภาสคือญาณ เพราะได้บรรลุมรรคญาณอันเลิศแล้ว. อธิบายว่า ชื่อว่าผ่องใสเหลือเกิน เพราะความมืดคือกิเลส ถูกญาณอันเลิศนั้น กำจัด หมดสิ้นแล้วโดยไม่เหลือ.
หน้า 174 ข้อ 162
บทว่า ผลคฺคํ ความว่า ถึง คือเข้าถึงแล้วซึ่งผล อธิบายว่า ประกอบ ด้วยอัครผลญาณ. พระเถระเรียกจิตของพระขีณาสพว่า จิต โดยความเป็นสภาพสามัญ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อภิณฺหโส. ก็จิตนั้นของพระขีณาสพทั้งหลาย ไหวอยู่เป็นนิตย์ เพราะน้อมไปในนิโรธ จึงควรที่จะกล่าวว่า ประกอบแล้ว ด้วยผล เพราะเข้าถึงอรหัตผลสมาบัติ. บทว่า ตถารูปํ ความว่า มีอย่างนั้นเป็นรูป อธิบายว่า ได้แก่ พระอรหันต์ทั้งหลาย. บทว่า อาสชฺช ได้แก่ ข่มขู่ คุกคาม. พระเถระ เรียกมารว่า กัณหะ อธิบายว่า มารนั้น ท่านเรียกว่า กัณหะ เพราะมีกรรมหยาบช้าและเพราะมีชาติเลวทราม. บทว่า ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ความว่า ท่านจักเข้าถึง คือ ประสบทุกข์ อันทำกายให้ลำบาก ไร้ประโยชน์ โดยการเข้าไปสู่ท้อง (มารดา) เป็นต้น ในชาตินี้ และอบายทุกข์อันก่อความเดือดร้อน. ในภพหน้า. มารฟังดังนั้นแล้ว รู้ว่า พระสมณะรู้จักเรา จึงหายไปที่นั้นเอง ฉะนี้แล. จบอรรถกถานันทิยเถรคาถา
หน้า 175 ข้อ 163
๖. อภัยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอภัยเถระ [๑๖๓] ได้ยินว่า พระอภัยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราได้ฟังพระวาจาอันเป็นสุภาษิต ของพระ- พุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ จึงได้รู้แจ้ง แทงตลอดซึ่งธรรมอันละเอียด เหมือนบุคคลยิงปลาย ขนทราย ด้วยลูกศร ฉะนั้น. อรรถกถาอภัยเถรคาถา คาถาของท่านพระอภัยเถระเริ่มต้นว่า สุตฺวา สุภาสิตํ วาจํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เป็นพระธรรมกถึก ในเวลาจะแสดงธรรม กล่าวชมพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ด้วยคาถา ๔ คาถาก่อน แล้วจึงแสดงธรรมในภายหลัง. ด้วยกำลัง แห่งบุญกรรมนั้น ขึ้นชื่อว่า การปฏิสนธิในอบาย ไม่เคยมีแก่ท่านตลอดแสน แห่งกัป. สมดังที่ท่านกล่าวคำเป็นคาถาไว้ว่า พระอภัยเถระ ผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว กล่าว สรรเสริญพระชินเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ
หน้า 176 ข้อ 163
ผู้เป็นพระสยัมภู ท่านเป็นผู้มีศรัทธาโอฬาร ไม่ต้อง ไปสู่อบายภูมิ ตลอดแสนกัป ดังนี้. ท่านเป็นผู้มีห้วงแห่งบุญ ห้วงแห่งกุศล หาประมาณมิได้ ได้เป็น เช่นนั้น เพราะสมบัติมีเขตสมบัติเป็นต้น และเพราะบุรพเจตนา ปัจฉิมเจตนา และสันนิฏฐานเจตนา ของท่านโอฬารเหลือเกิน. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า วิบากของผู้ที่เลื่อมใสในอจินไตย ย่อมเป็นอจินไตย ดังนี้. ก็บุญที่ท่านสั่งสม ไว้ในภพนั้น ๆ ย่อมเป็นอุปัตถัมภกปัจจัยแก่ท่าน. จริงอย่างนั้น ท่านได้ทำการ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ด้วยดอกลำเจียก ด้วยผลบุญ อันพิเศษโอฬารเช่นนี้ ท่านท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นพระโอรส ของพระเจ้าพิมพิสาร ในพุทธปบาทกาลนี้ ท่านได้มีนามว่า อภัย. เรื่องราว ของท่าน จักแจ่มแจ้งข้างหน้า (ต่อไป). ท่านอันนิครนถนาฏบุตรให้ศึกษา ปัญหา ๒ เงื่อน แล้วถูกส่งไปด้วยสั่งว่า ท่านจงถามปัญหานี้ แล้วยกวาทะข่ม พระสมณโคดม ดังนี้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ทูลถามปัญหานั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสถึงความที่ปัญหานั้น เป็นอเนกังสพยากรณ์ ความปราชัยจึงมีแก่พวกนิครนถ์ และท่านก็รู้ความที่พระศาสดาเป็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า จึงประกาศความเป็นอุบาสก. ต่อแต่นั้น เมื่อพระเจ้าพิมพิสารสวรรคตแล้ว ท่านเกิดความสังเวช แล้ว บวชในพระศาสนาเป็นพระโสดาบัน เพราะทรงแสดง ตาลัจฉิคคฬูปมสูตร ปรารภวิปัสสนากระทำให้แจ้งพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับอยู่ ณ ฝั่งน้ำ วินตานที เราได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี
หน้า 177 ข้อ 163
เป็นเอกอรรคบุคคล มีพระทัยตั้งมั่นดี ครั้งนั้น เรามี จิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุด ด้วยดอกลำเจียก ซึ่งมีกลิ่นหอมเหมือนน้ำผึ้ง ใน กัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดย ประกาศข้อปฏิบัติของตน จึงได้ภาษิตคาถาว่า เราได้ฟังพระวาจาอันเป็นสุภาษิตของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ จึงได้รู้แจ้งแทงตลอด ซึ่งพระธรรม อันละเอียดเหมือนบุคคลยิงปลาย- ขนทราย ด้วยลูกศรฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวา ความว่า เงี่ยโสตลง เข้าไปทรงไว้ ด้วยการแล่นไปตามแห่งโสตทวาร. บทว่า สุภาสิตํ ความว่า ตรัสดีแล้ว คือตรัสแล้วโดยชอบนั่นเอง ได้แก่ ธรรมกถาที่ประกาศอริยสัจ ๘ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไม่ทรงยังอะไร ๆ ให้ผิดพลาด ตรัสแล้ว โดยยังประโยชน์ ตามที่พระองค์ทรงประสงค์ให้สำเร็จ โดยส่วนเดียว เพราะความเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ และเพราะความเป็นผู้มี มหากรุณา. อธิบายว่า พระธรรมเทศนาของพระพุทธเจ้าที่พ้นไปจากสัจจธรรม ไม่มีเลย.
หน้า 178 ข้อ 163
บทว่า พุทฺธสฺส ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า. บทว่า อาทิจฺจ- พนฺธุโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อาทิจจพันธุ์ เพราะ อรรถว่า มีพระอาทิตย์เป็นเผ่าพันธุ์ เพราะประสูติในอาทิตยวงศ์. ของพระผู้มี พระภาคเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์พระองค์นั้น. อีกอย่างหนึ่ง พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อาทิจจพันธุ์ เพราะอรรถว่า เป็นเผ่าพันธุ์ แห่งพระอาทิตย์ เพราะความที่พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นโอรสแห่งพระ- อาทิตย์นั้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สุริยะใดเป็นผู้ส่องแสง การทำความสว่างในที่ มืดมิด มีสัณฐานเป็นวงกลม มีเดชสูง ดูก่อนราหู ท่านอย่ากลืนกินสุริยะนั้น ผู้เที่ยวไปในอากาศ ดูก่อน ราหู ท่านจงปล่อยสุริยะ ผู้เป็นบุตรของเรา ดังนี้. บทว่า ปจฺจพฺยธึ แปลว่า แทงตลอดแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า นิปฺณํ ความว่า ละเอียดอ่อน คือ สุขุมอย่างยิ่ง ได้แก่ นิโรธสัจ หรืออริยสัจนั่นเอง. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า หิ เป็นนิบาต ลงใน อรรถแห่งเหตุ. ความก็ว่า เพราะแทงตลอดแล้ว ซึ่งสัจจธรรมทั้ง ๔ อัน ละเอียดอ่อน ฉะนั้น สิ่งอะไรที่จะต้องแทงตลอดอีก ในบัดนี้จึงไม่มี. เพื่อ จะตอบคำถามที่ว่า เหมือนแทงตลอดซึ่งอะไร พระเถระจึงกล่าวว่า เหมือน บุคคลแทงปลายขนทรายด้วยลูกศร ฉะนั้น. ประกอบความว่า แทงตลอด อริยสัจ ๔ อันละเอียดอ่อน เหมือนนายขมังธนูผู้ฉลาด ผู้ศึกษาดีแล้ว ยิง ปลายขนทราย ที่ผ่าแล้ว ๗ ส่วน ด้วยลูกศร คือลูกเกาทัณฑ์ไม่ให้พลาดฉะนั้น. จบอรรถกถาอภัยเถรคาถา
หน้า 179 ข้อ 164
๙. โลมสกังคิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโลมสกังคิยเถระ [๑๖๔] ได้ยินว่า พระโลมสกังคิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราจักเอาอุระแหวกป่าหญ้าแพรก หญ้าคา หญ้าดอกเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย พอกพูนวิเวก. อรรถกถาโลมสกังคิยเถรคาถา คาถาของท่านพระโลมสกังคิยเถระ เริ่มต้นว่า ทพฺพํ กุสํ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ท่านเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีใจเลื่อมใส บูชาด้วยดอกไม้ต่าง ๆ ด้วยบุญกรรมนั้น บังเกิดในเทวโลก การทำบุญแล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวโลกนั่นเองอีก บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ แล้วบำเพ็ญ สมณธรรม. ก็โดยสมัยนั้น เมื่อพระบรมศาสดาตรัสภัทเทกรัตตปฏิปทาแล้ว ภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง สนทนากับท่านด้วยเรื่องภัทเทกรัตตสูตร. ท่านไม่เข้าใจ (ไม่สันทัด) ภัทเทกรัตตสูตรนั้น เมื่อไม่เข้าใจ จึงตั้งปณิธานว่า ในอนาคต เราพึงเป็นผู้สามารถ เพื่อจะกล่าวภัทเทกรัตตสูตรแก่ท่าน ภิกษุนอกนี้พึงถาม ดังนี้. ในบรรดาภิกษุ ๒ รูปนี้ รูปแรกท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
หน้า 180 ข้อ 164
ตลอดพุทธันดรหนึ่ง แล้วเกิดในตระกูลแห่งศากยราช ในกรุงกบิลพัสดุ์ ใน กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. โดยความเป็นสุขุมาลชาติของท่าน จึงมีขนเกิดที่ฝ่าเท้า ดุจพระโสณะ ด้วยเหตุนั้น เขาจึงขนานนามท่านว่า โลมสกังคิยะ. อีกรูปหนึ่ง เกิดในเทวโลก ปรากฏนามว่า จันทนะ เมื่อศากยกุมาร ทั้งหลาย มีเจ้าอนุรุทธะเป็นต้น บวชอยู่ ส่วนโลมสกังคิยะไม่ปรารถนาจะบวช. ลำดับนั้น เทพบุตรชื่อว่า จันทนะ เข้าไปหาเขาแล้วถามถึง ภัทเทก- รัตตปฏิปทา เพื่อจะให้เขาสลดใจ. เขาตอบว่า ไม่รู้. เทพบุตรจึงท้วงขึ้นอีกว่า ถ้าอย่างนั้น เหตุไฉน ท่านจึงทำความผัดเพี้ยนไว้ว่า เราพึงกล่าวภัทเทกรัตต ปฏิปทา (ในอนาคต ) แต่บัดนี้ แม้แต่ชื่อก็จำไม่ได้. โลมสกังคิยมาณพ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมกับจันทน- เทพบุตรนั้น แล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ได้ยินว่า ข้าพระองค์ กระทำความผัดเพี้ยนไว้ในภพก่อนว่า เราจักกล่าวภัทเทกรัตตปฏิปทา แก่ เทพบุตรนี้ หรือพระเจ้าข้า ? พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ใช่แล้วกุลบุตร ท่านทำความผัดเพี้ยนไว้อย่างนี้ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ- นามว่า กัสสปะ. ความเรื่องนี้นั้น บัณฑิตพึงทราบโดยพิสดาร โดยนัยอันมาแล้ว ใน อุปริปัณณาสก์. ลำดับนั้น โลมสกังคิยมาณพ ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าเช่นนั้น ขอพระองค์จงทรงยังข้าพระองค์ให้บวชเถิด ดังนี้. แม้พระผู้มี พระภาคเจ้า ก็ตรัสห้ามว่า พระตถาคตทั้งหลาย จะไม่ยังบุตรที่มารดาบิดา ยังไม่อนุญาตให้บรรพชา. เขาไปยังสำนักของมารดาแล้ว กล่าวว่า ข้าแต่แม่ ขอแม่จงอนุญาตให้ฉันบวชเถิด เมื่อมารดาพูดว่า ลูกเอ๋ย เจ้าเป็นสุขุมาลชาติ
หน้า 181 ข้อ 164
จักบวชอย่างไรได้ ดังนี้ เมื่อจะประกาศความที่คนอดกลั้นอันตรายได้ จึง กล่าวคาถาว่า เราจักเอาอุระแหวกป่าหญ้าแพรก หญ้าคา หญ้าดอกเลา แฝก หญ้าปล้อง หญ้ามุงกระต่าย พอกพูน วิเวก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ท่านเรียกหญ้าแพรกว่า ทัพพะ ซึ่งบางท่านก็ เรียกว่า สัททุละ. บทว่า กุสํ ได้แก่ หญ้าคา ซึ่งบางท่านเรียกว่า กาส. บทว่า โปฏกิลํได้แก่ กอหญ้า ทั้งที่มีหนาม และไม่มีหนาม แต่ในที่นี้ท่าน ประสงค์เอาเฉพาะที่มีหนามเท่านั้น ติณชาติมีหญ้าคมบางเป็นต้น รู้ได้ง่าย. หญ้าทั้งหลาย มีหญ้าแพรกเป็นต้น จัดเป็นหญ้าคมบาง แม้เมื่อเหยียบด้วย เท้าทั้งสองก็จะยังทุกข์ให้เกิด ทั้งจะกระทำอันตรายในเวลาเดินไป ก็แต่ว่า ตัวเราจะเอาอกต้านหญ้าเหล่านั้น คือแหวกหญ้าเหล่านั้นไปด้วยอุระ. ท่าน แสดงถึงว่า เมื่อต้องเอาอกแหวกหญ้า ต้องกดกลั้นทุกข์ อันมีหญ้านั้นเป็นเหตุ ได้อย่างนี้ ก็จักสามารถเข้าไปสู่พุ่มไม้ในราวป่า บำเพ็ญสมณธรรมได้. บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ความว่า เพิ่มพูน กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก. อธิบายว่า จิตตวิเวกย่อมมีแก่ผู้ที่ละการคลุกคลีด้วยหมู่ แล้ว เพิ่มพูนกายวิเวกอยู่อย่างเดียว ยังจิตให้ตั้งมั่นในอารมณ์ใดอารมณ์หนึ่ง ใน บรรดาอารมณ์ ๓๘ ประการ ไม่มีแก่ผู้ที่ยินดีการคลุกคลีด้วยหมู่. การบรรลุ อุปธิวิเวก ด้วยการยังกิเลสให้สิ้นไป ย่อมมีแก่ผู้มีจิตเป็นสมาธินั่นแหละ ผู้ บำเพ็ญวิปัสสนา กระทำสมถะและวิปัสสนาให้เป็นคู่ ๆ ไม่มีแก่ผู้ที่ไม่มีจิตเป็น สมาธิ. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ได้แก่ เพิ่มพูน
หน้า 182 ข้อ 164
กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก. ก็เมื่อโลมสกังคิยมาณพ ผู้เป็นบุตรกล่าว อย่างนี้แล้ว มารดาจึงยอมอนุญาตว่า ถ้าเช่นนั้น เจ้าจงบวชเถิด พ่อคุณ ดังนี้. เขาเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลขอบรรพชาแล้ว พระศาสดาให้ เขาบวชแล้ว. ภิกษุทั้งหลายกล่าวกะท่านพระโลมสกังคิยะผู้บวชแล้ว กระทำ บุรพกิจเสร็จแล้ว เรียนกรรมฐานแล้ว จะเข้าไปสู่ป่าว่า ดูก่อนอาวุโส ท่าน เป็นกษัตริย์สุขุมาลชาติ จะสามารถเข้าไปอยู่ในป่าได้อย่างไร ? ท่านกล่าวคาถานั้นแหละ แม้แก่ภิกษุเหล่านั้น เข้าไปสู่ป่า หมั่น ประกอบภาวนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมด้วยคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เอาดอก ( กากะทิง ) บูชาพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดังทองคำ ผู้สมควรรับ เครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินไปในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ด้วยการที่เราได้เอาดอกไม้บูชา พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าวคาถานั้นแหละ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาโลมสกังคิยเถรคาถา
หน้า 183 ข้อ 165
๘. ชัมพุคามิกปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระชัมพุคามิกบุตรเถระ [๑๖๕] ได้ยินว่า พระชัมพุคามิกบุตรเถระ ได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ท่านเป็นผู้ขวนขวาย ในเรื่องผ้าหรือไม่ ยินดีใน เครื่องประดับหรือไม่ ท่านทำกลิ่นอันสำเร็จด้วยศีล ให้ฟุ้งไปใช่ไหม หมู่ชนนอกนี้ ไม่อาจทำกลิ่นที่สำเร็จ ด้วยศีลให้ฟุ้งไปได้. อรรถกถาชัมพุคามิกปุตตเถรคาถา คาถาของพระชัมพุคามิกบุตรเถระ เริ่มต้นว่า กตฺถจิ โน วตฺถปสุ- โต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัย แห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า เวสสภู ในกัปที่ ๓๑ นับแต่ ภัทรกัปนี้ ในวันหนึ่งท่านเห็นดอกทองกวาว จึงเก็บดอกทองกวาวเหล่านั้นไป ระลึกถึงพระพุทธคุณ เหวี่ยงดอกไม้ไปในอากาศ อุทิศพระผู้มีพระภาคเจ้า บูชาแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้ไปบังเกิดในภพดาวดึงส์. ต่อแต่นั้น กระทำบุญเป็นอันมาก ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลายไป ๆ มา ๆ เกิดเป็นบุตรของอุบาสก ชื่อว่า ชัมพุคามิกะ ใน
หน้า 184 ข้อ 165
จัมปานคร ด้วยเหตุนั้นเขาจึงได้นามว่า ชัมพุคามิกบุตร เหมือนกัน. เขา เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเกิดความสลดใจ กระทำบุรพกิจ เรียนกรรมฐาน อาศัยอยู่ในป่าอัญชนวัน ใกล้เมืองสาเกต. ลำดับนั้น บิดาของท่าน เพื่อจะทดสอบว่า พระลูกชายของเรายังยินดี ในพระศาสนาอยู่หรือไม่หนอ ดังนี้ จึงเขียนคาถาส่งไปใจความว่า ท่านเป็น ผู้ขวนขวายในเรื่องผ้าหรือไม่ ดังนี้เป็นต้น. ท่านอ่านหนังสือนั้นแล้ว เกิด ความสลดใจว่า โยมบิดารังเกียจ การอยู่อย่างประมาทของเรา ก็แม้ถึงในวันนี้ เราก็ยังล่วงพ้นภูมิแห่งปุถุชนไปไม่ได้ จึงเพียรพยายาม ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานเลย สมด้วยคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเห็นต้นทองกวาวมีดอกบานจึงประนมอัญชลี นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วบูชาในอากาศ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยเจตนาที่ตั้งไว้มั่น คง เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาล นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา . เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ไปสู่นครที่อยู่ของหมู่ญาติ เมื่อจะ ประกาศความที่พระศาสนา เป็นนิยยานิกธรรม ได้แสดงปาฏิหาริย์แล้ว. ญาติทั้งหลายเป็นจำนวนมาก เห็นปาฏิหาริย์นั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส ให้สร้าง สังฆารามแล้ว. แม้พระเถระก็กระทำคาถาที่บิดาของตน ส่งไปแล้วให้เป็นดัง
หน้า 185 ข้อ 165
ขอสับ (สำหรับสับหัวช้าง) เพียรพยายามอยู่ ได้กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต แล้ว. แม้เมื่อจะพยากรณ์อรหัตผล เพื่อจะบูชาคุณของบิดา ท่านได้กล่าวคาถา นั้นแหละ ใจความว่า ท่านเป็นผู้ขวนขวายในเรื่องผ้า หรือไม่ ยินดีใน เครื่องประดับหรือไม่ ท่านทำกลิ่นอันสำเร็จด้วยศีลให้ ฟุ้งไปหรือไม่ หมู่ชนโฉดนอกนี้ ทำกลิ่นศีลให้ฟุ้งไป ไม่ได้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า กจฺจิ เป็นนิบาตใช้ในคำถาม. บทว่า วตฺถปสุโต ความว่า ผู้ขวนขวายในผ้า ชื่อวัตถปสุตะ ได้แก่ ยินดีการ ประดับตกแต่งด้วยจีวรเป็นต้น. ก็บทว่า วตฺถปสุโต นี้ เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะท่านประสงค์ถึงการห้าม การคึกคะนองมีการตกแต่งบาตรเป็นต้นด้วย. ปาฐะว่า กจฺจิ น วตฺถปสุโต ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างเดียวกันนี้. บทว่า ภูสนารโต ความว่า ยินดีแล้ว คือยินดียิ่งนักในการประดับ ตกแต่งอัตภาพ. เหมือนอย่างภิกษุบางรูปแม้บวชแล้ว ก็ยังกลับกลอก มากไป ด้วยการบำเรอกาย ย่อมขวนขวายประดับตกแต่งบริขารมีจีวรเป็นต้น และ สรีระของตน. แม้ใจความของบททั้งสองในคาถานี้ ก็มีดังนี้ว่า ไม่ได้เป็นผู้ ขวนขวายในบริขาร และไม่ได้ยินดีในการประดับตกแต่ง บ้างหรือ ?. บทว่า สีลมยํ คนฺธํ ความว่า ท่านยังกลิ่นอันสำเร็จด้วยศีล ที่ ท่านกล่าวไว้แล้วว่า ก็กลิ่นของท่านผู้มีศีลย่อมฟุ้งขจรไป เป็นกลิ่นสูงสุดในหมู่ เทพ ดังนี้ ให้ฟุ้งไปด้วยสามารถแห่งศีลแม้มีอย่าง ๔ อันบริสุทธิ์ด้วยดี โดยการยังความเป็นผู้มีศีลไม่ขาดเป็นต้น ให้เกิดขึ้น (บ้างหรือ) อธิบายว่า ท่านมีกิตติศัพท์อันงาม ระบือไปสู่ทิศทั้งปวง ด้วยมูลเค้าแห่งศีลสมบัติ บ้าง หรือ.
หน้า 186 ข้อ 166
บทว่า เนตรา ปชา ความว่า หมู่ชนผู้ทุศีลนอกนี้ ยังกลิ่นศีลให้ ฟุ้งไปไม่ได้ คือชื่อว่า ยังกลิ่นเหม็น อันสำเร็จด้วยความเป็นผู้ทุศีลให้ฟุ้ง ไป เพราะความเป็นผู้ทุศีลนั่นเอง อธิบายว่า ท่านไม่ยังกลิ่นเหม็นให้ฟุ้งไป อย่างนี้ แล้วยังกลิ่นสำเร็จด้วยศีลให้ฟุ้งไปได้บ้างหรือ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เนตรา ปชา ความว่า หมู่ชนผู้ทุศีลนอกนี้ ยังกลิ่นศีลให้ฟุ้งไปไม่ได้ ข้อนั้นไม่มีดอกหรือ เพราะกลิ่นสำเร็จด้วยศีลย่อม ฟุ้งไปได้. เพราะเหตุนั้น กลิ่นแห่งศีลเท่านั้น จึงปรากฏชัดเจน โดยแปลก ออกไป ฉะนี้แล. จบอรรถกถาชัมพุคามิกปุตตเถรคาถา ๙. หาริตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระหาริตเถระ [๑๖๖] ได้ยินว่า พระหาริตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า แน่ะท่านหาริตะ ท่านจงยกตนของท่านขึ้นจาก ความเกียจคร้าน เหมือนช่างศรยกลูกศรขึ้นดัด ฉะนั้น ท่านจงทำจิตให้ตรงแล้วทำลายอวิชชาเสีย.
หน้า 187 ข้อ 166
อรรถกถาหาริตเถรคาถา คาถาของท่านพระหาริตเถระ เริ่มต้นว่า สมุนฺนมยมตฺตานํ. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการ อันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า- องค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมกองการบุญกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ ในภพนั้น ๆ เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า สุทัสสนะ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว กระทำการบูชาด้วยดอกอัญชันเขียว ท่องเที่ยวไปในสุคติภพอย่างเดียว ด้วยบุญกรรมนั้น บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ มหาศาล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ท่านได้มีนามว่า หาริตะ เมื่อเขาเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาได้นำกุมารีผู้เป็นบิดาของพราหมณ์ ซึ่งสมควรกันโดยตระกูลและรูปเป็นต้นมาให้. เขาเสวยโภคทรัพย์ร่วมกับกุมารี นั้น มองดูรูปสมบัติของตนและของนางแล้ว อันธรรมดาตักเตือนอยู่ ได้ความ สลดใจว่า ขึ้นชื่อว่า รูปเช่นนี้ จะถูกชราและมัจจุราชย่ำยีต่อกาลไม่นานเลย. โดยล่วงไปไม่กี่วันนัก งูเห่า กัดภรรยาของเขาจนถึงตาย เขาเกิด ความสลดใจด้วยเหตุนั้น เกินประมาณ ไปสำนักของพระศาสดาแล้ว ฟังธรรม ตัดความผูกพันในเรือนได้แล้ว ออกบวช เมื่อท่านเรียนกรรมฐานอันสมควร แก่จริงอยู่ กรรมฐานก็ไม่สำเร็จ จิตไม่แล่นไปตรงทาง ท่านเข้าไปสู่บ้าน เพื่อบิณฑบาต เห็นช่างศรคนหนึ่ง ใส่ลูกศรเข้าในเครื่อง ทำการดัดให้ตรง ก็คิดว่า ช่างศรเหล่านี้ ยังดัดลูกศรแม้ชื่อว่าหาเจตนามิได้ให้ตรง เหตุไรเราจึง ไม่ทำจิต (ของตน) ให้ตรงเล่า ดังนี้แล้ว กลับแค่นั้นเองนั่งปรารภวิปัสสนา ในที่พักกลางวัน.
หน้า 188 ข้อ 166
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งในอากาศเบื้องบนของท่าน เมื่อจะประทานโอวาท ได้ตรัสพระคาถาความว่า ดูก่อนหาริตะ เธอจงยกตนของเธอขึ้นจากความ เกียจคร้าน เหมือนช่างศรยกลูกศรขึ้นดัด ฉะนั้น เธอจงทำจิตให้ตรง แล้วทำลายอวิชชาเสีย ดังนี้. ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระเถระนี้แหละ เมื่อจะสอนตนเหมือน สอนคนอื่น ได้กล่าว (คาถานี้) ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมุนฺนมยํ ความว่า เมื่อจะยกตนขึ้น โดยชอบ อธิบายว่า เมื่อยกตนจากความเกียจคร้านนั้น ไม่ให้ตกไปในฝ่าย โกสัชชะ ด้วยอำนาจแห่งสมาบัติ ประกอบให้บริบูรณ์ด้วยความเพียร. บทว่า อตฺตานํ ได้แก่ จิต. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมุนฺนมยํความว่า ยกตนขึ้นจากธรรมที่เป็นฝ่ายโกสัชชะ. ม อักษร กระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า ถ้าจิตของเธอไม่ดำเนินไปตรงแนวกรรมฐาน เพราะความเป็น ผู้มีความเพียรเลวไซร้ เธอจงยกจิตนั้นขึ้นโดยชอบ ด้วยสามารถแห่งการ ปรารภความเพียร คือ กระทำไม่ให้ย่อหย่อน ไม่ให้มีปมด้อย ความก็ว่า ดูก่อนหาริตะ เมื่อเธอทำอย่างนี้ ชื่อว่า (ยกตนขึ้นจากความเกียจคร้าน) เหมือนช่างศรยกลูกศรขึ้นดัดฉะนั้น เธอจงทำจิตให้ทรงแล้ว ทำลายอวิชชาเสีย เปรียบเหมือนช่างศร เมื่อจะดัดลูกศรที่คดและไม่ตรง แม้นิดหน่อยย่อมดัดให้ ตรง เพื่อจะยิงได้ตรงเป้า ฉันใด เธอก็ฉันนั้นเมื่อจะดัดจิตที่หดหู่ เพราะ ตกไปในโกสัชชะ โดยไม่ได้รักษาไว้ จิตที่หดหู่ เพราะตกไปในอุทธัจจะ โดยที่ไม่ได้รักษาไว้ ต้องทำจิตให้ตรง โดยการถึงอัปปนา เป็นผู้มีจิตตั้งมั่น
หน้า 189 ข้อ 166
แล้ว ขวนขวายวิปัสสนา จงทำลาย คือ ขจัดอวิชชา ด้วยมรรคญาณอันเลิศ โดยพลัน. พระเถระฟังพระคาถามนั้นแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้เป็นพระอรหันต์ โดยกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อว่า วสละ พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า สุทัสสนะ อยู่ที่ซอกเขา เราถือดอกไม้ที่เกิดในป่าหิมพานต์ เหาะ ขึ้นสู่อากาศ ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธะผู้ข้ามพ้น โอฆะ ไม่มีอาสวะ ครั้งนั้น เราถือเอาดอกอัญชันเขียว จบเหนือเศียรเกล้าแล้ว บูชาพระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้แสวง หาประโยชน์อันยิ่งใหญ่ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว แม้เมื่อพยากรณ์อรหัตผลก็ได้ กล่าวคาถานั้นแหละ. จบอรรถกถาหาริตเถรคาถา
หน้า 190 ข้อ 167
๑๐. อุตติยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุตติยเถระ [๑๖๗] ได้ยินว่า พระอุตติยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่ออาพาธบังเกิดขึ้นแก่เรา สติก็เกิดขึ้นแก่เราว่า อาพาธเกิดขึ้นแก่เราแล้ว เวลานี้ เป็นเวลาที่เราไม่ควร ประมาท. จบวรรคที่ ๓ อรรถกถาอุตติยเถรคาถา คาถาของท่านพระอุตติยเถระเริ่มต้นว่า อาพาเธ เม สมุปฺปนฺเน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดเป็น จระเข้มีรูปร่างใหญ่โต ณ แม่น้ำจันทภาคา ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระนามว่า สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ นับแต่ภัทรกัปนี้ถอยหลังไป. มันเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปสู่ฝั่งแม่น้ำ เพื่อจะข้ามฟาก มีจิตเลื่อมใส ประสงค์จะนำเสด็จข้ามฟาก จึงนอนในที่ใกล้ฝั่งน้ำ พระผู้มี- พระภาคเจ้า ประทับยืนบนหลัง เพื่อจะทรงอนุเคราะห์มัน. มันร่าเริงชื่นชม โสมนัส ด้วยกำลังแห่งปีติ ทำให้มีอุตสาหะเป็นทวีคูณ ว่ายตัดกระแสน้ำ นำพระผู้มีพระภาคเจ้า ไปสู่ฝั่งโน้น ด้วยกำลังอันรวดเร็ว. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูความเลื่อมใสแห่งจิตของเขาแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า จระเข้นี้ จุติจากภพนี้แล้ว ไปบังเกิดในเทวโลก จำเดิมแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในสุคติภพ อย่างเดียว จักบรรลุอมตธรรม ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ดังนี้แล้ว เสด็จ หลีกไป. เขาวนไปวนมาอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น ด้วยอาการอย่างนั้น เกิดเป็น
หน้า 191 ข้อ 167
บุตรของพราหมณ์คนใดคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุตติยะ. เขาเจริญวัยแล้ว คิดว่า เราจักแสวงหาอมตธรรม จึงบวชเป็น ปริพาชก เที่ยวไป วันหนึ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้ว ถึงแม้จะบวชในพระศาสนา ก็ไม่อาจจะยังคุณวิเศษให้เกิดขึ้นได้ เห็นภิกษุ เหล่าอื่น ยังคุณวิเศษให้เกิดแล้วพยากรณ์พระอรหัตผล จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลขอโอวาท โดยสังเขปเท่านั้น. แม้พระบรมศาสดา ก็ได้ทรงประทานโอวาทแก่ท่าน โดยย่อ ๆ เท่านั้น มีอาทิว่า ดูก่อนอุตติยะ เพราะฉะนั้น เธอในธรรมวินัยนี้ จงชำระศีลให้บริสุทธิ์ เป็นเบื้องต้นทีเดียว. ท่านตั้งอยู่ในโอวาทของพระศาสดาแล้ว ปรารภวิปัสสนา. อาพาธเกิดแก่ท่านผู้เริ่มวิปัสสนาแล้ว ก็เมื่ออาพาธเกิดขึ้นแล้ว ท่านเกิดความ สังเวช เริ่มตั้งความเพียร ทำกรรมในวิปัสสนา ขวนขวายวิปัสสนา แล้วบรรลุ พระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เวลานั้นเราเป็นจระเข้อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เราขวนขวายหาเหยื่อของตน ได้ไปยังท่าน้ำ สมัยนั้น พระสยัมภูผู้อรรคบุคคล พระนามว่า สิทธัตถะ พระ องค์ประสงค์จะเสด็จข้ามแม่น้ำ จึงเสด็จเข้ามาสู่ท่าน้ำ ก็เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาถึง แม้เราก็มาถึงที่ ท่าน้ำนั้น เราได้เข้าไปใกล้พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ กราบทูลดังนี้ว่า ขอเชิญเสด็จขึ้น (หลังข้าพระองค์) เถิดพระมหาวีรเจ้า ข้าพระองค์จักส่งพระองค์ให้ข้าม ไป ขอพระองค์ทรงอนุเคราะห์ วิสัยอันเป็นส่วนของ บิดาของข้าพระองค์เถิด พระมหามุนี ทรงสดับคำทูล
หน้า 192 ข้อ 167
เชิญของเราแล้ว เสด็จขึ้น (หลัง) เราร่าเริง มีจิตยินดี ได้ข้ามส่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกที่ ฝั่งแม่น้ำโน้น พระผู้มีพระภาคเจ้า สิทธัตถะ นายก ของโลก ทรงยังเราให้พอใจ ณ ที่นั้นว่า ท่านจะได้ บรรลุอมตธรรม เราเคลื่อนจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่ เทวโลก แวดล้อมไปด้วย นางอัปสร เสวยสุขอันเป็น ทิพย์อยู่ เราได้เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๗ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้เป็นใหญ่ในแผ่น ดิน ๓ ครั้ง เราขวนขวายในวิเวก มีปัญญาและสำรวม ดีแล้ว ทรงกายอันเป็นที่สุดอยู่ ในศาสนาของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ ส่งพระนราสภให้ข้ามไป ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่งพระนราสภให้ข้ามไป คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และ อภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว กิเลสทั้งหลายเรา เผาหมดแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยมุขคือการประกาศอาการที่บริบูรณ์ ด้วยสัมมาปฏิบัติของตน จึงได้ภาษิต คาถาว่า เมื่ออาพาธบังเกิดแก่เรา สติก็เกิดขึ้นแก่เราว่า อาพาธเกิดขึ้นแก่เราแล้ว เวลานี้เป็นเวลาที่เราไม่ควร ประมาท ดังนี้.
หน้า 193 ข้อ 167
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาพาเธ สมุปฺปนฺเน ความว่า เมื่อ โรคอันเป็นเหตุแห่งความกำเริบของธาตุ อันมีส่วนที่ไม่เสมอกัน อันได้นามว่า อาพาธ เพราะยังสรีระให้ถูกเบียดเบียนยิ่ง เกิดแล้วแก่เรา. บทว่า สติ เม อุปปชฺชถ ความว่า อาพาธเกิดแล้วแก่เราแล ข้อที่อาพาธพึงกำเริบขึ้นนี้ มีทางเป็นไปได้ เอาเถิดเราจะปรารภความเพียร ตราบเท่าที่อาพาธนี้ยังไม่กำเริบ เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ได้ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ ยังไม่ได้บรรลุ เพื่อการทำให้แจ้งธรรมที่ยังไม่ได้กระทำให้แจ้ง ด้วยประการ ฉะนี้ สติอันเป็นที่ตั้งแห่งการปรารภความเพียร จึงเกิดขึ้นแก่เรา ผู้อัน ทุกขเวทนาเบียดเบียนอยู่ ด้วยสามารถแห่งอาพาธนั้นแหละ ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า อาพาธเกิดขึ้นแล้วแก่เรา เวลานี้เป็นเวลาที่เราไม่ควร ประมาท ดังนี้. ก็พระเถระนี้ การทำสติอันบังเกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ ให้เป็น ดังขอสับแล้วบรรลุพระอรหัต ฉะนี้แล. จบอรรถกถาอุตติยเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๓ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระนิโครธเถระ ๒. พระจิตตกเถระ ๓. พระโคสาลเถระ ๔. พระสุคันธเถระ ๕. พระนันทิยเถระ ๖. พระอภัยเถระ ๗. พระโลม- สกังคิยเถระ ๘. พระชัมพุคามิกบุตรเถระ ๙. พระมหาริตเถระ ๑๐. พระ- อุตติยเถระ และอรรถกถา.
หน้า 194 ข้อ 168
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑. คหวรตีริยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระคหวรตีริยเถระ [๑๖๘] ได้ยินว่า พระคหวรตีริยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคล ถูกยุง และเหลือบกัดแล้ว ในป่าใหญ่ พึงเป็นผู้มีสติ อดทนต่อสัมผัสแห่งยุง และเหลือบ ในป่าใหญ่นั้น เหมือนช้างอดทนต่อการถูกอาวุธใน สงคราม ฉะนั้น.
หน้า 195 ข้อ 168
วรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถาคหวรตีริยเถรคาถา คาถาของพระคหวรตีริยเถระเริ่มต้นว่า ผฺฏโ ฑํเสติ. เรื่องราว เป็นอย่างไร. ได้ยินว่า ท่านมีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ ภัทรกัปนี้ (เกิด) เป็นนายพรานเนื้อ เที่ยวไปในป่าได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ทรงแสดงธรรมแก่เทวดา นาค และยักษ์ทั้งหลายที่โคน ต้นไม้แห่งใดแห่งหนึ่ง. ก็ครั้นเห็นแล้ว ก็มีจิตเลื่อมใส ได้ถือเอานิมิตใน เสียงว่า ธรรมนี้อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอยู่ ด้วยการที่มีจิตเลื่อมใสนั้น ท่านเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภพนั่นแหละอีก แล้วเกิด ในตระกลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า อัคคิทัตตะ เจริญวัยแล้ว เห็นยมกปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว เกิด ความเลื่อมใส บวชในพระศาสนา เรียนกรรมฐาน อยู่ในราวป่า ชื่อว่า " คหวรตีระ" ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้นามว่า " คหวรตีริยะ." ท่านเจริญวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง คาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อ เที่ยวอยู่ในป่าอัน สงัดเงียบ ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี อัน หมู่เทวดาห้อมล้อม กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรง
หน้า 196 ข้อ 168
แสดงอมตบท เราได้สดับธรรมอันไพเราะของพระ- พุทธเจ้า ผู้เผ่าพันธุ์ของโลก พระนามว่า สิขี เรายัง จิตให้เลื่อมใสในพระสุรเสียง เรายังจิตให้เลื่อมใสใน พระองค์ ท่านผู้ไม่มีบุคคลเปรียบเสมอเหมือนแล้ว ข้ามพ้นภพที่ข้ามได้ยาก ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในเสียง. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ถวายบังคมพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ได้ไปสู่พระนครสาวัตถีแล้ว. ญาติทั้งหลายพึงข่าวว่าท่านมาแล้ว พากันเข้าไปหา บำเพ็ญมหาทานแล้ว. ท่านพักอยู่ชั่ววันเล็กน้อย ประสงค์จะ กลับไปสู่ป่านั่นอีก. ญาติทั้งหลายได้พูดกะท่านว่า ท่านเจ้าข้า ขึ้นชื่อว่าป่า มีอันตรายมาก ด้วยสามารถแห่งยุงและเหลือบเป็นต้น ขอท่านจงอยู่ในที่นี้ แหละ. พระเถระฟังดังนั้นแล้ว กล่าวว่า ป่าอย่างเดียวเท่านั้น เป็นที่ชอบใจ ของเรา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยมุขคือการประกาศความยินดีใน วิเวก ได้ภาษิตคาถาว่า บุคคลถูกยุงและเหลือบกัดแล้ว ในป่าใหญ่ พึงเป็นผู้มีสติ อดทนต่อสัมผัสแห่งยุงและเหลือบใน ป่าใหญ่นั้น เหมือนช้างอดทนต่อการถูกอาวุธใน สงคราม ฉะนั้น.
หน้า 197 ข้อ 168
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผุฏฺโ ฑํเสติ มกเสหิ ความว่า บุคคลที่ถูกแมลงที่แฝงตัวอยู่ในความมืด อันได้นามว่า ยุง เพราะชอบกัด และสัตว์ที่มีปากคมเหมือนเข็ม ที่รู้จักกันว่าเหลือบ สัมผัสดือกัดแล้ว. บทว่า อรญฺสฺมึ ความว่า ชื่อว่าในป่า เพราะประกอบด้วยลักษณะ ของป่า อันท่านกล่าวไว้ว่า หลังจากหมู่บ้านไป ๕๐๐ ช่วงธนู. บทว่า พฺรหาวเน ความว่า ในป่าใหญ่ชื่อว่า อรัญญานี เพราะ รกชัฏไปด้วยต้นไม้ใหญ่ และสุมทุมพุ่มพฤกษ์. บทว่า นาโคว สงฺคามสีเสว ความว่า เหมือนช้างตัวประเสริฐ ที่เข้าสู่สงคราม อดทนการถูกอาวุธของทหารฝ่ายข้าศึกในสนามรบ. บุคคลผู้ เกิดอุตสาหะว่า ขึ้นชื่อว่าการอยู่ป่า อันบัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงสรรเสริญแล้ว ชมเชยแล้ว ดังนี้ ชื่อว่า สโต คือเป็นผู้มีสติในที่นั้น คือในป่าใหญ่นั้น. อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสัมผัสแห่งยุงเป็นต้นนั้นปรากฏแล้ว พึงอดทนคืออดใจ ได้แก่อดกลั้น. อธิบายว่า ไม่พึงละการอยู่ป่าเสีย ด้วยคิดว่า ยุงเป็นต้น เบียดเบียนเรา ดังนี้. จบอรรถกถาคหวรตีริยเถรคาถา
หน้า 198 ข้อ 169
๒. สุปปิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุปปิยเถระ [๑๖๙] ได้ยินว่า พระสุปปิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้มีความเพียร ถึงจะแก่ แต่เผากิเลสให้ เร่าร้อน พึงบรรลุนิพพานอันไม่รู้จักแก่ ไม่มีอามิส เป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง เกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม. อรรถกถาสุปปิยเถรคาถา คาถาของท่านพระสุปปิยเถระเริ่มต้นว่า อชรํ ชีรมาเนน. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในเรือนมีตระกูล บวชเป็นดาบส อยู่ในราวป่า เห็นพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ในราวป่านั้น มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลาผล แต่พระผู้มีพระภาคเจ้า และแก่ภิกษุสงฆ์. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดในตระกูลกษัตริย์ ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ ได้ความสังเวช โดยอาศัยคบหากัลยาณมิตร บวชในพระศาสนา ได้เป็นพหูสูต ท่านทั้งยกตน ทั้งข่มผู้อื่น เพราะความ เมาในชาติ และเพราะความเมาใน สุตะ อยู่แล้ว.
หน้า 199 ข้อ 169
ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านเกิดในตระกูลคนเฝ้าป่าช้า อันเป็นตระกูล ที่คนเหยียดหยาม ในพระนครสาวัตถี ด้วยผลแห่งกรรมนั้น. ท่านได้มีนามว่า สุปปิยะ ครั้งนั้น ท่านถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เข้าไปหาพระโสปากเถระผู้เป็น สหายของตน ฟังธรรมในสำนักของพระโสปากเถระนั้น แล้วได้ความสังเวช บวชแล้ว บำเพ็ญสัมมาปฏิบัติ ได้ภาษิตคาถาว่า บุคคลผู้มีความเพียร ถึงจะแก่ แต่เผากิเลสให้ เร่าร้อน พึงบรรลุนิพพาน อันไม่รู้จักแก่ ไม่มีอามิส เป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง เกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชรํ ได้แก่ เว้นจากชรา. ท่านกล่าว หมายถึงพระนิพพาน. อธิบายว่า พระนิพพานนั้น ชื่อว่า ไม่แก่ เพราะเหตุที่ พระนิพพานนั้นไม่มีเกิด จึงไม่มีแก่ หรือชื่อว่าไม่แก่ แม้เพราะเหตุที่ไม่มี ความแก่ เพราะเมื่อบุคคลบรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว ชรานั้นย่อมไม่มี. บทว่า ชิรมาเนน ความว่าแก่อยู่ คือถึงความแก่เข้าไปทุก ๆ ขณะ. บทว่า ตปฺปมาเนน ความว่า เผากิเลสให้เร่าร้อน คือ ยังไฟ ๑๑ กองมีราคะเป็นต้นให้ไหม้อยู่. บทว่า นิพฺพุตึ ได้แก่พระนิพพาน อันชื่อว่า มีการดับกิเลสเป็น สภาพ เพราะไม่มีความเร่าร้อน ตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า นิมิยํ ความว่า พึงให้เป็นไป คือ พึงเลือกสรร. บทว่า ปรมํ สนฺตึ ความว่า ชื่อว่า สงบอย่างสูง เพราะเข้าไป สงบความกระวนกระวายแก่อภิสังขาร คือ กิเลสที่เหลือได้เป็นธรรมดา. ชื่อว่าเกษมจากโยคะ เพราะไม่ถูกผูกพันด้วยโยคะทั้ง ๔. ชื่อว่ายอดเยี่ยม เพราไม่มีธรรมอะไร ๆ ที่จะเหนือกว่าตนไปได้.
หน้า 200 ข้อ 169
ก็ในคาถานี้ มีความสังเขปดังต่อไปนี้ บุคคลชื่อว่าแก่ เพราะความ เป็นผู้อันชราครอบงำอยู่ทุก ๆ ขณะ อนึ่ง ชื่อว่าถึงความชรา เพราะถูกไฟ คือ ราคะเป็นต้นเผาผลาญ ชื่อว่า มีอุปัทวะ. เพราะความเป็นผู้ยังไม่เข้าไป สงบระงับโดยประการทั้งปวง โดยความไม่เที่ยงเป็นทุกข์ และไม่มีสาระอย่างนี้ พึงบรรลุพระนิพพานที่ชื่อว่า ไม่แก่ เพราะความเป็นปฏิปักษ์ต่อชรานั้น อันเป็นแดนเข้าไปสงบระงับอย่างยิ่ง อันอะไร ๆ เข้าไปประทุษร้ายไม่ได้ ยอดเยี่ยม ไม่มีอามิส กลับได้คิดว่า ลาภก้อนใหญ่ โผล่ขึ้นอยู่ในเงื้อมมือ เรามากมายจริงหนอ ดังนี้. เปรียบเหมือนมนุษย์ทั้งหลาย แลกเปลี่ยนสินค้า อย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่สนใจ (ไม่เพ่งเล็ง) ย่อมได้รับความพอใจ สินค้าที่ตน ได้มา ฉันใด พระเถระนี้ก็ฉันนั้น เป็นผู้มีใจเด็ดเดี่ยวอยู่. เมื่อจะประกาศ ความที่ตน ไม่เพ่งเล็งในกายและชีวิตของตน และความที่ตนมีใจอันส่งไปสู่ พระนิพพาน จึงกล่าวว่า พึง บรรลุพระนิพพานอันไม่รู้จักแก่ ไม่มีอามิส เป็นธรรมสงบอย่างยิ่ง เกษมจากโยคะ ยอดเยี่ยม ดังนี้ เพิ่มพูนข้อปฏิบัติ นั้นแลอยู่ ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ มีนามว่า วรุณ เป็นผู้เรียนจบมนต์ ทิ้งบุตร ๑๐ คนเข้าไปกลางป่า สร้างอาศรมอย่างสวยงาม สร้างบรรณศาลจัดไว้เป็น ห้อ ง ๆ น่ารื่นรมย์ใจ อาศัยอยู่ในป่าใหญ่ พระพุทธ- เจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก ผู้ สมควรรับเครื่องบูชา ทรงพระประสงค์จะช่วยเหลือ เรา พระองค์จึงได้เสด็จมายังอาศรมของเรา พระรัศมี
หน้า 201 ข้อ 169
ได้แผ่กว้างใหญ่ตลอดไพรสณฑ์ ครั้งนั้น ป่าใหญ่ โพลงไปด้วยพุทธานุภาพ เราเห็นปาฏิหาริย์ของ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้คงที่ ได้เก็บเอาดอกไม้ มาเย็บเป็นกระทง แล้วเอาผลไม้ใส่จนเต็มหาบเข้าไป เฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วได้ถวายพร้อมทั้งหาบ เพื่อทรงอนุเคราะห์เรา พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่เราว่า ท่านจงถือเอาหาบเดินตามหลังเรามา เมื่อสงฆ์บริโภค แล้ว บุญจักมีแก่ท่าน เราได้เอาหาบผลไม้ไปถวายแด่ ภิกษุสงฆ์ เรายังจิตให้เลื่อมใสในภิกษุสงฆ์แล้ว ได้เข้า ถึงสวรรค์ชั้นดุสิตเป็นผู้ประกอบด้วยการฟ้อน การขับ การประโคมอันเป็นทิพย์ เสวยยศในสวรรค์ชั้นดุสิต นั้นโดยบุญกรรม เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ เป็นเทวดา หรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เราไม่มีความบกพร่อง ในเรื่องโภคทรัพย์เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เพราะได้ถวายผลไม้ แด่พระพุทธเจ้า เราจึงได้เป็น ใหญ่ตลอดทวีปทั้ง ๔ พร้อมด้วยสมุทร พร้อมทั้งภูเขา ถึงฝูงนกมีเท่าใดที่บินอยู่ในอากาศ นกเหล่านั้นก็ตกอยู่ ในอำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ยักษ์ ภูต รากษส กุมภัณฑ์ และครุฑ เท่าที่มีอยู่ในไพร- สณฑ์ ต่างก็บำรุงบำเรอเรา ถึงพวกเต่า หมาไน ผึ้ง และเหลือบยุง ก็ตกอยู่ในอำนาจของเรา นี้เป็นผล แห่งการถวายผลไม้ แม้เหล่าสกุณปักษีที่มีกำลัง ชื่อ สุบรรณ ก็นับถือเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ถึงพวกนาคที่มีอายุยืน มีฤทธิ์ มียศใหญ่ ก็ตกอยู่ใน
หน้า 202 ข้อ 169
อำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาป่า หมาจิ้งจอก ก็ตกอยู่ในอำนาจของเรา นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ผู้ที่อยู่ ณ ต้นโอสถ และต้นหญ้า กับผู้ที่อยู่ใน อากาศ ล้วนนับถือเราทั้งหมด นี้เป็นผลแห่งการถวาย ผลไม้ ธรรมที่เห็นได้ยาก ละเอียด ลึกซึ้ง ซึ่งพระ- ศาสดาทรงประกาศไว้ดีแล้ว เราถูกต้องแล้วอยู่นี้เป็น ผลแห่งการถวายผลไม้ เราถูกต้องวิโมกข์ ๘ เป็นผู้ไม่มี อาสวะ เป็นผู้มีความเพียรเผากิเลส และมีปัญญา รักษาตนอยู่ นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเป็น ผู้หนึ่งในจำนวนโอรสของพระพุทธเจ้า ที่ดำรงอยู่ใน ผล สิ้นโทสะ มียศใหญ่ นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราถึงความบริบูรณ์ ในอภิญญา อันกุศลมูลตักเตือน กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ เราเป็น ผู้หนึ่งในจำนวนพระโอรสของพระพุทธเจ้า ผู้ที่ได้ วิชชา ๓ บรรลุฤทธิ์ มียศใหญ่ สมบูรณ์ด้วยทิพโสต ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาล นั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระแม้บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ได้กล่าวคาถานั่นแหละ โดย นับเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล. จบอรรถกถาสุปปิยเถรคาถา
หน้า 203 ข้อ 170
๓. โสปากเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสปากเถระ [๑๗๐] ได้ยินว่า พระโสปากเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลพึงมีเมตตา ในบุตรคนเดียว ผู้เป็นที่รัก ฉันใด ภิกษุพึงมีเมตตาในสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ฉันนั้น. อรรถกถาโสปากเถรคาถา คาถาของท่านพระโสปากเถระเริ่มต้นว่า ยถาปิ เอกปุตฺตสฺมึ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็น บุตรของกุฏุมพีคนใดคนหนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม ว่า กกุสันธะ วันหนึ่งเห็นพระบรมศาสดา แล้วมีจิตเลื่อมใส แล้วน้อม ถวายเมล็ดพืชเครือเถา แด่พระบรมศาสดา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัย ความอนุเคราะห์ จึงทรงรับไว้. และท่านมีความเลื่อมใสอย่างยิ่งในภิกษุสงฆ์ เริ่มตั้งสลากภัต ถวายขีรภัตแด่ภิกษุ ๓ รูป โดยตั้งใจอุทิศเป็นสังฆทานจน ตลอดชีวิต.
หน้า 204 ข้อ 170
ด้วยบุญกรรมเหล่านั้น ท่านเสวยสมบัติไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย คราวหนึ่งเกิดในกำเนิดมนุษย์ ได้ถวายขีรภัต แด่พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง. ท่านทำบุญไว้มากในภพนั้น ๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยว ไปในสุคติภพอย่างเดียว ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงยากจนคนใดคนหนึ่ง ใน พระนครสาวัตถี ด้วยผลแห่งกรรมที่มีในก่อน ในพุทธุปบาทกาลนี้. มารดา ของท่านบริหารครรภ์ได้ ๑๐ เดือน เมื่อครรภ์แก่รอบ ในเวลาจะคลอดก็ไม่ สามารถจะคลอดได้ ถึงกับสลบไป นอนเหมือนคนตายแล้ว ตลอดเวลานาน. ญาติทั้งหลาย นำนางไปป่าช้า ด้วยสำคัญว่าตายแล้ว ยกขึ้นสู่เชิงตะกอน เมื่อลมฝนตั้งขึ้นด้วยอำนาจของเทวดา จึงไม่ยอมใส่ไฟ หลีกไปแล้ว. ทารก เป็นผู้ไม่มีโรคออกจากต้องมารดา ด้วยอานุภาพแห่งเทวดา เพราะเป็นผู้จะ กระทำให้แจ้งพระอรหัตในภพสุดท้าย. ส่วนมารดากระทำกาละแล้ว. เทวดาอุ้มทารกไปวางไว้ในเรือนของคนเฝ้าป่าช้า ด้วยรูปของมนุษย์ เลี้ยงดูด้วยอาหาร อันสมควรตลอดเวลาเล็กน้อย. และต่อจากนั้น คนเฝ้าป่าช้า ก็ทำทารกนั้นให้เป็นบุตรของตน เลี้ยงดูให้เติบใหญ่. เขาเจริญเติบโตอย่างนั้น เที่ยวเล่นอยู่กับทารกชื่อว่า สุปปิยะ ผู้เป็นบุตรของคนเฝ้าป่าช้า. เพราะความ ที่เขาเกิดเจริญเติบโตในป่าช้า จึงได้นามว่า โสปากะ. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไป ในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งเวไนยสัตว์ ทรงเห็นเขาหยั่งลงสู่ ภายในข่ายคือพระญาณ จึงได้เสด็จไปสู่ที่แห่งป่าช้า. ทารกอันบุพเหตุตักเตือน อยู่ เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวายบังคมแล้วยืนอยู่. พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขา. เขาฟังธรรมแล้ว ทูลขอบรรพชา อันพระบรมศาสดาตรัสถามว่า ท่านเป็นผู้อันบิดาอนุญาตแล้วหรือ จึงนำบิดา ไปสู่สำนักของพระบรมศาสดา. บิดาของเขาเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ถวาย
หน้า 205 ข้อ 170
บังคมแล้ว อนุญาตว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงยังทารกนี้ ให้บวชเถิด. พระบรมศาสดาให้เขาบวชแล้ว ทรงแนะนำในเมตตาภาวนา- กรรมฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ อยู่ในป่าช้า ยังฌานมีเมตตา เป็นอารมณ์ให้เกิดแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก กระทำฌานให้เป็นบาท เจริญ- วิปัสสนา กระทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า พระพุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ ทรงรู้จบธรรม ทั้งปวง ทรงพระนามว่า กกุสันธะ พระองค์เสด็จหลีก ออกจากหมู่ ไปสู่ภายในป่า เราถือเมล็ดพืชเครือเถา เที่ยวมา สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเข้าฌานอยู่ ณ ระหว่างภูเขา เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นเทพของ ทวยเทพแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเมล็ดพืชแด่พระ- พุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นนักปราชญ์ ใน กัปนี้เอง เราได้ถวายพืชใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย พืชนั้น เราไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเมล็ดพืช. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อจะแสดงวิธีแห่งการเจริญเมตตา แก่ภิกษุ ทั้งหลายผู้มีปกติอยู่ในป่าช้าเหล่าอื่น ได้ภาษิตคาถาว่า บุคคลพึงมีเมตตา ในบุตรคนเดียวผู้เป็นที่รัก ฉันใด ภิกษุพึงมีเมตตาในสัตว์ทั้งปวง ในที่ทุกสถาน ฉันนั้น ดังนี้.
หน้า 206 ข้อ 170
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา เป็นนิบาตลงในอรรถแห่งอุปมา. บทว่า เอกปุตฺตสฺมึ ความว่า ที่ชื่อว่าบุตร ด้วยอรรถว่า ทำให้บริสุทธิ์ และดำรง (ต้านทาน) ไว้ซึ่งวงศ์ตระกูล ได้แก่บุตร มีบุตรที่เกิดแต่อก เป็นต้นเป็นประเภท. บุตรคนเดียวชื่อว่า เอกปุตฺโต ในบุตรคนเดียวนั้น. บทว่า เอกปุตฺตสฺมึ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในวิสัย (อารมณ์เป็นที่ยึดเหนี่ยว). บทว่า ปิยสฺมึ ความว่า ชื่อว่าเป็นฐานที่ตั้งแห่งเหตุของความรัก เพราะเป็นผู้มีความประพฤติน่ารัก เพราะเป็นบุตรคนเดียว และเพราะรูป ศีล และอาจาระเป็นต้น. บทว่า กุสลี ความว่า ความเกษม ความสวัสดี ท่านเรียกว่า กุศล บุคคลชื่อว่า กุสลี เพราะเป็นผู้มีกุศลอันจะพึงได้ คือผู้แสวงประโยชน์ต่อสัตว์ ทั้งหลาย ได้แก่ผู้มีอัธยาศัยประกอบด้วยเมตตา. บทว่า สพฺเพสุ ปาเณสุ ได้แก่ ในสัตว์ทั่วไป. บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า ในทิศทั้งปวง คือในที่ทั้งปวงมีภพเป็นต้น หรือในทิศทั้งปวงที่ไม่ ได้กำหนดไว้. ท่านอธิบายว่า มารดาบิดาพึงเป็นผู้มีเมตตา คือ พึงแสวงหา ประโยชน์โดยส่วนเดียว ในบุตรคนเดียวผู้เป็นที่รัก เป็นที่ชอบใจ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้มีเมตตา โดยมุ่งประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียว ใน สัตว์ทั่วไป ผู้ตั้งอยู่แล้วในทิศทั้งปวง ต่างด้วยทิศบูรพาเป็นต้น ในภพทั้งปวง ต่างด้วยกามภพเป็นต้น และในวัยทั้งปวงไม่มีกำหนด ต่างโดยวัยหนุ่มเป็นต้น คือพึงแผ่เมตตาซึ่งมีรสเดียวกัน ไปในที่ทั้งปวง โดยไม่แบ่งชั้นไม่จำกัดเขต ว่าเป็นมิตร เป็นคนกลาง ๆ หรือเป็นศัตรู. ก็พระเถระครั้นกล่าวคาถานี้แล้ว ได้ให้โอวาทว่า ดูก่อนท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ถ้าพวกท่านพึงประกอบเนือง ๆ
หน้า 207 ข้อ 171
ซึ่งเมตตาภาวนาอย่างนี้ ท่านทั้งหลายพึงเป็นผู้มีส่วน แห่งอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ ประการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า ย่อมหลับ เป็นสุข ดังนี้ โดยส่วนเดียว. จบอรรถกถาโสปากเถรคาถา ๔. โปสิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโปสิยเถระ [๑๗๑] ได้ยินว่า พระโปสิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า หญิงเหล่านี้ ดีแต่เมื่อยังไม่เข้าใกล้ เมื่อเข้าใกล้ นำความฉิบหายมาให้เป็นนิตย์ทีเดียว เราออกจากป่า มาสู่บ้าน เข้าไปสู่เรือนแห่งญาติแล้ว ไม่ได้บอกลา ใคร ๆ ออกจากเรือนนั้นหนีมาแล้ว. อรรถกถาโปสิยเถรคาถา คาถาของท่านพระโปสิยเถระเริ่มต้นว่า อนาสนฺนวรา. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เป็น อันมาก ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นนายพรานเนื้ออยู่ในป่า
หน้า 208 ข้อ 171
ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ ในกัปที่ ๓๖ แต่ ภัทรกัปนี้. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปสู่ป่า เพื่อจะทรงการทำการ อนุเคราะห์เขา แสดงพระองค์ให้ปรากฏในคลองแห่งจักษุของเขาแล้ว. เขาเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใสแล้ว วางอาวุธเข้าไปเฝ้า ประคองอัญชลี ยืนอยู่แล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระประสงค์จะประทับนั่ง. เขาถือ เอากำหญ้ามาปูลาดถวายในภูมิภาคที่ราบเสมอ โดยความเคารพในขณะนั้น ทีเดียว. พระผู้มีพระภาคทรงอาศัยความอนุเคราะห์ในเขา จึงประทับนั่ง แล้ว. ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งแล้ว เขาเสวยปีติและโสมนัสมิใช่น้อย ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ตนเองก็นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า พืชคือกุศล มีประมาณ เท่านี้ สมควรแก่พรานผู้นี้. ทรงลุกจากอาสนะเสด็จหลีกไปแล้ว เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าเสด็จหลีกไปแล้วไม่นาน พญาสีหราชฆ่าเขาแล้ว. เขาตายไปเกิด ในเทวโลก. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นเหตุการณ์ว่า นัยว่า เมื่อเราไม่เข้า ไปหา เขาถูกพญาราชสีห์ฆ่าแล้ว จักตกนรก ดังนี้ จึงเสด็จเข้าไปหา เพื่อ จะช่วยให้เขาได้บังเกิดในสุคติ และเพื่อจะทรงปลูกพืชคือกุศล. เขาสถิตอยู่ในเทวโลก จนตลอดอายุจุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ก็ท่องเที่ยว อยู่ในสุคติภพเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีผู้มีสมบัติ มาก คนใดคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี เป็นน้องชายคนเล็กของพระสังคามชิตเถระ. เขาได้มีนามว่า " โปสิยะ " เขาเจริญวัยแล้ว ก็มีภรรยา ได้บุตรคนหนึ่ง อันธรรมดาที่กระทำไว้ในภพสุดท้ายตักเตือนอยู่ อาศัยเหตุมีชาติเป็นต้น เกิด ความสลดใจ บวชแล้วเข้าป่า เป็นผู้หลีกออกจากหมู่ ประกอบเนือง ๆ ซึ่ง จตุสัจจกัมมัฏฐานภาวนา ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นาน นัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 209 ข้อ 171
ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมพานต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ ลัมพกะ ที่ภูเขาลัมพกะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ เสด็จจงกรมอยู่กลางแจ้ง เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้ออยู่ในอรัญราวป่า ได้พบ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดกว่าทวยเทพ จึงได้ถวาย- หญ้ากำหนึ่ง แด่พระพุทธเจ้า เพื่อเป็นที่ประทับนั่ง ครั้นแล้วยังจิตให้เลื่อมใส ถวายบังคมพระสัมมาสัม พุทธเจ้าแล้ว บ่ายหน้ากลับทางทิศอุดร เราเดินไป ไม่นานก็ถูกราชสีห์ฆ่าตาย เราเป็นผู้ถูกราชสีห์ฆ่าตาย ในที่นั้นนั่นเอง เราได้ทำอาสนกรรม ณ ที่ใกล้พระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุดไม่มีอาสวะ เราได้ไปยัง เทวโลก เหมือนลูกศรที่พ้นจากแล่ง ฉะนั้น ปราสาท ในเทวโลกนั้น ซึ่งบุญกรรมเนรมิตให้ เป็นของงดงาม มีแล่งธนูตั้งพัน มีลูกหนังเป็นจำนวนร้อย มีธงประจำ ปราสาทเป็นสีเขียว รัศมีของปราสาทนั้นแผ่ซ่านไป เหมือนพระอาทิตย์อุทัย เราเป็นผู้เพรียบพร้อม ด้วย เหล่านางเทพกัญญา เพรียบพร้อมด้วยกามคุณารมย์ บันเทิงเริงรมย์อยู่ เราอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จุติจาก เทวโลกมาเป็นมนุษย์ เป็นผู้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายหญ้าสำหรับ รองนั่ง ด้วยการถวายหญ้านั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายหญ้ากำหนึ่ง. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 210 ข้อ 171
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว มาสู่พระนครสาวัตถี เพื่อ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ไปยังเรือนแห่งญาติ เพื่ออนุเคราะห์ญาติ. บรรดาญาติเหล่านั้น ภรรยาเก่าไหว้ท่านแล้ว แสดงวัตรเหมือนคนเข้าใกล้กัน ครั้งแรก ด้วยการให้อาสนะเป็นต้น ไม่รู้อัธยาศัยของพระเถระ ได้มีความ ประสงค์จะประเล้าประโลม ด้วยเล่ห์มายาของหญิงเป็นต้น ในภายหลัง. พระ- เถระคิดว่า โอ หญิงนี้เป็นอันธพาล ปฏิบัติอย่างนี้ แม้กับคนเช่นเรา ดังนี้แล้ว ไม่พูดอะไร ลุกจากอาสนะแล้ว มุ่งไปป่าทีเดียว. ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในป่า ถามท่านว่า อาวุโส ท่านทำไมถึงกลับเร็วนัก ไม่พบญาติหรือ. พระเถระ เมื่อจะบอกความเป็นไปในเรื่องนั้น ได้ภาษิตคาถาความว่า หญิงเหล่านี้ ดีแต่เมื่อยังไม่เข้าไปใกล้ เมื่อเข้า ไปใกล้ นำความฉิบหายมาให้เป็นนิตย์ทีเดียว เราออก จากป่ามาสู่บ้าน เข้าไปสู่เรือนแห่งญาติแล้ว ไม่ได้ลา ใคร ๆ ลุกจากเตียงนั้น หนีมาแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาสนฺนวรา ความว่า หญิงเหล่านี้ ไม่ใกล้ชิด คือไม่เข้าไปหา หรืออยู่ห่างไกลเป็นของดี คือประเสริฐ นำ ประโยชน์มาให้บุรุษ ก็ข้อนั้นแลเป็นของมีเป็นประจำทีเดียว คือตลอดกาล ทั้งปวง ไม่เฉพาะกลางคืน ไม่เฉพาะแม้ในกลางวัน ไม่เฉพาะในที่เร้นลับ. บทว่า วิชานตา แปลว่า รู้อยู่. บาลีว่า อนาสนฺนปรา ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างเดียวกัน ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ช้าง ม้า กระบือ ราชสีห์ เสือโคร่ง ยักษ์ รากษส และปีศาจ แม้ที่ดุร้าย มนุษย์ทั้งหลายไม่เข้าใกล้ เป็นดี คือ เป็นสิ่งประเสริฐ ไม่นำความฉิบทายมาให้ แต่สัตว์เหล่านั้น เมื่อเข้าไปใกล้ ก็จะพึงทำความฉิบหายให้เฉพาะในปัจจุบันอย่างเดียวเท่านั้น.
หน้า 211 ข้อ 171
ส่วนหญิงทั้งหลาย เข้าไปใกล้แล้ว ยังประโยชน์แม้นับเนื่องแล้วใน พระนิพพาน อันเป็นปัจจุบัน และภายหน้าให้ฉิบหาย คือให้ถึงความพินาศ อย่างใหญ่หลวง เพราะฉะนั้น หญิงเหล่านี้ ไม่เข้าไปใกล้ได้เป็นดี เมื่อเข้าใกล้ นำความฉิบหายมาให้เป็นนิตย์ทีเดียว. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงความนั้น โดยนำตนเข้าไปเปรียบ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คามา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามา เท่ากับ คามํ แปลว่า สู่บ้าน. ก็บทนี้เป็นปัญจมีวิภัตติ ลงใน อรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บทว่า อรญฺมาคมฺม ความว่า มาจากป่า. ม อักษรทำการเชื่อมบท. ก็บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ. บทว่า ตโต ความว่า ลุกจากเตียงนั้น. บทว่า อนามนฺเตตฺวา ความว่า ไม่บอกลา คือ ไม่พูดกับภรรยาเก่า แม้เพียงคำเท่านี้ว่า เจ้าจงเป็นผู้ไม่ประมาทเถิด ดังนี้. พระเถระพูดกับตนเองว่า โปสิยะ เหมือนพูดกับคนอื่น. ก็อาจารย์ เหล่าใดกล่าวว่า ปกฺกามึ คำประกอบความของอาจารย์เหล่านั้นก็ว่า เราชื่อว่า โปสิยะ หลีกไปแล้ว. ส่วนอาจารย์เหล่าใดกล่าวว่า หญิงนั้นให้พระเถระผู้เข้า ไปสู่เรือนฉันแล้ว ประสงค์จะเล้าโลม พระเถระเห็นดังนั้น ก็ออกจากเรือนไป วิหารในทันใดนั้นเอง นั่งบนเตียงในที่เป็นที่อยู่ของตน. แม้หญิงนั้นเล่า ก็ ประดับตกแต่ง เข้าไปสู่ที่อยู่ของพระเถระในวิหารภายหลังภัต. พระเถระ เห็นหญิงนั้นแล้ว ไม่พูดอะไรเลย ลุกขึ้นแล้ว ตรงไปยังที่พักกลางวันทันที ดังนี้ เนื้อความแห่งบาทคาถาว่า คามา อรญฺมาคมฺน เราออกจากป่า มาสู่บ้าน ดังนี้ ของพระอาจารย์เหล่านั้น ต้องนำไป (ประกอบ) ด้วย สามารถแห่งความตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ก็ในคาถานี้ วิหารท่านประสงค์ เอาว่า ป่า. จบอรรถกถาโปสิยเถรคาถา
หน้า 212 ข้อ 172
๕. สามัญญกานิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของสามัญญกานิเถระ [๑๗๒] ได้ยินว่า พระสามัญญกานิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ต้องการความสุข เมื่อประพฤติให้สมควร แก่ความสุขนั้น ย่อมได้ความสุข ผู้ใดเจริญอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางตรง เพื่อบรรลุอมต- ธรรม ผู้นั้นย่อมได้ความสรรเสริญและเจริญด้วยยศ. อรรถกถาสามัญญกานิเถรคาถา คาถาของท่านพระสามัญญกานิเถระ เริ่มต้นว่า สุขํ สุขตฺโถ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในกำเนิดมนุษย์ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี แล้วเป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้ถวายเตียง หลังหนึ่ง. ด้วยบุญกรรมนั้นท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของปริพาชกคนใดคนหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้มีนามว่า สามัญญกานี เขารู้เดียงสาแล้ว เห็นยมกปาฏิหาริย์ของพระ- ศาสดา เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว บวชในพระศาสนาแล้ว เรียนกรรมฐาน
หน้า 213 ข้อ 172
อันเหมาะแก่จริต ยังฌานให้เกิดแล้ว กระทำฌานให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเลื่อมใส ได้ถวายเตียงหลังหนึ่ง แด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ พระนามว่า วิปัสสี ด้วยมือของตน เราได้ยานช้าง ยานม้า และยานทิพย์ เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้น อาสวะ ก็เพราะการถวายเตียงนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายเตียงใด ด้วยการถวายเตียงนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเตียง. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ส่วนปริพาชก ชื่อว่า กาติยานะ ผู้เป็นสหาย (สมัยเป็น) คฤหัสถ์ ของพระเถระ ไม่ได้แม้เพียงของกินและเครื่องนุ่งห่ม เพราะจำเดิมแต่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จอุบัติขึ้น พวกเดียรถีย์ทั้งหลาย ก็มีลาภและสักการะ เสื่อมหมด เข้าไปหาพระเถระทั้ง ๆ ที่มีเพศเป็นอาชีวก ถามว่า พวกท่าน ชื่อว่าเป็นศากยบุตร ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยยศ อย่างใหญ่หลวง ย่อมเป็นอยู่โดยง่าย ส่วนพวกเราตกยาก มีชีวิตลำเค็ญ ความสุขที่เป็นปัจจุบัน และความสุขที่มีในสัมปรายภพ จะสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ (ตาม) อย่างไรหนอแล ดังนี้. ลำดับนั้น พระเถระบอกกับปริพาชกว่า ความสุขอันเป็นโลกุตระ อย่างเดียวเท่านั้น ชื่อว่า เป็นสุขโดยตรง และสุขนั้นจะมีแก่ผู้ปฏิบัติ ปฏิปทา อันสมควรแก่โลกุตรสุขเท่านั้น ดังนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความที่โลกุตรสุข นั้นอันตนได้บรรลุแล้ว ได้ภาษิตคาถาว่า
หน้า 214 ข้อ 172
บุคคลผู้ต้องการความสุข เมื่อประพฤติให้ สมควรแก่ความสุขนั้น ย่อมได้ความสุข ผู้ใดเจริญ อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางตรง เพื่อ บรรลุอมตธรรม ผู้นั้นย่อมได้ความสรรเสริญ และ เจริญด้วยยศ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ ความว่า ในคาถานี้ ท่านประสงค์ เอาความสุขที่ปราศจากอามิส. ก็นิรามิสสุขนั้น ก็ได้แก่ผลสมาบัติ และพระ- นิพพาน. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า สมาธินี้ เป็นทั้งปัจจุบันสุข เป็นทั้งสุข- วิบาก ในขั้นต่อไป และว่า พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้. บทว่า สุขตฺโถ ความว่า มีความสุขเป็นประโยชน์ คือ มีความต้องการ ด้วยความสุข ตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า ลภเต ความว่า ย่อมถึง. ความสุขนี้จะถึงแก่ผู้ที่ต้องการ เท่านั้น ไม่ถึงแก่บุคคลนอกนี้ ท่านกล่าวว่า ตทาจรํ ประพฤติให้สมควร แก่ความสุขนั้น ดังนี้ เพื่อจะแก้คำถามที่ว่า ก็ใครเล่าที่ต้องการ อธิบายว่า ผู้ปฏิบัติข้อปฏิบัตินั้นด้วยปฏิบัติอันใด ประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ เพื่อข้อปฏิบัตินั้น ผู้นั้นจะได้ความสุขที่ประพฤติให้สมควรแก่ข้อปฏิบัตินั้นอย่างเดียวก็หามิได้โดย ที่แท้จะประสบเกียรติอีกด้วย ได้แก่บรรลุถึงชื่อเสียง คือ ความเป็นผู้มียศแผ่ไป ในที่ลับหลัง โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มีศีล มีกายกรรมวจีกรรมบริสุทธิ์ด้วยดี มีอาชีวะบริสุทธิ์ด้วยดี เป็นผู้มีความเพ่ง เป็นผู้ประกอบแล้วด้วยฌาน แม้ด้วย ประการฉะนี้. บทว่า ยสสฺส วฑฺฒติ ความว่า ยศกล่าวคือความยกย่องสรรเสริญคุณ ในที่ต่อหน้า และยศกล่าวคือความถึงพร้อมด้วยบริวาร ย่อมเพิ่มพูนแก่ผู้นั้น. บัดนี้ พระเถระ เมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กล่าวไว้ โดยความเป็นของสามัญว่า
หน้า 215 ข้อ 172
ตทาจรํ โดยสรุป จึงกล่าวว่า ผู้ใดเจริญอริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางตรง เพื่อบรรลุอมตธรรม ผู้นั้นย่อมได้ความสรรเสริญและเจริญ ด้วยยศ ดังนี้. ความของพระคาถานั้น มีดังนี้ บุคคลใด ย่อมเจริญปฏิปทาอันเป็น เหตุให้ถึงความดับทุกข์ อันชื่อว่า อริยะ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์ เพราะไกล จากกิเลสทั้งหลาย และเพราะอรรถว่ากระทำความเป็นพระอริยะแก่ผู้ปฏิบัติอยู่ ชื่อว่าประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะเป็นที่ประชุมแห่งมรรคมีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ชื่อว่า อัญชสะ ด้วยอรรถว่าไม่คด เพราะเป็นข้อปฏิบัติกลาง ๆ ที่เว้นจากส่วนสุด ๒ อย่าง ชื่อว่า ตรง เพราะละความคดทางกายเป็นต้นได้ ชื่อว่า มรรค เพราะอรรถว่า ผู้ต้องการพระนิพพานพึงดำเนินไป และเพราะ อรรถว่า ฆ่ากิเลสไปด้วย เดินไปด้วย เพื่อถึง คือ บรรลุอมตธรรม คือ อสังขตธาตุ ได้แก่ ให้เกิดและเจริญขึ้นในสันดานของตน บุคคลนั้น ท่าน เรียกว่า สุขตฺโถ ตทาจรํ (บุคคลผู้ต้องการความสุข เมื่อประพฤติให้ สมควรแก่ความสุขนั้น ) ดังนี้. ปริพาชกฟังคาถานั้นแล้ว มีใจเลื่อมใส แล้วบวช ปฏิบัติอยู่โดยชอบ เจริญวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาล ไม่นานนัก. คาถาทั้งสองนี้แหละได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถาสามัญญิกานิเถรคาถา
หน้า 216 ข้อ 173
๖. กุมาปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุมาบุตรเถระ [๑๗๓] ได้ยินว่า พระกุมาบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า การฟังเป็นความดี ความประพฤติมักน้อยเป็น ความดี การอยู่โดยไม่ห่วงใยเป็นความดีทุกเมื่อ การ- ถามสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดี การทำตามโอวาท โดยเคารพ เป็นความดี กิจมีการฟังเป็นต้นนี้ เป็น เครื่องสงบของผู้ไม่มีกังวล. อรรถกถากุมาปุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระกุมาบุตรเถระ เริ่มต้นว่า สาธุ สุตํ. เรื่องราวของ ท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นดาบสผู้นุ่งห่มหนึ่งเสือ อยู่ในราช อุทยาน ณ พันธุมตีนคร เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ถวายน้ำมันสำหรับนวดพระบาท. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก. จำเดิมแต่นั้นมา ท่านก็ ท่องเที่ยวอยู่ เฉพาะในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลคหบดี ในเวฬุกัณฏก- นคร แคว้นอวันตี ในพุทธุปบาทกาลนี้. คนทั้งหลายได้ขนานนามเขาว่า
หน้า 217 ข้อ 173
นันทะ. ส่วนมารดาของนันทกุมารนี้ ชื่อว่า กุมา. ด้วยเหตุนั้น เขาจึงมี ชื่อปรากฏว่า กุมาปุตตะ. เขาฟังธรรมในสำนักของท่านพระสารีบุตร ได้ความ เลื่อมใสแล้วบวช กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ที่ท้ายภูเขา ไม่สามารถจะยังคุณพิเศษให้เกิดขึ้นได้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรม ชำระกรรมฐานแล้ว อยู่ในที่ ๆ เป็นสัปปายะ ยังวิปัสสนาให้เจริญแล้ว กระทำให้แจ้งพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราอยู่ใกล้พระราชอุทยาน ในพระนครพันธุมดี ครั้งนั้นเรานุ่งหนังเสือเหลือง ถือคณโฑน้ำ เราได้พบ พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้ไม่ทรงพ่าย แพ้อะไร ๆ มีความเพียรเผากิเลส มีพระหฤทัยแน่ว แน่ มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็นนักบวชผู้สำเร็จ ความประสงค์ทั้งปวง ข้ามพ้นโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ ครั้นเราพบแล้วก็เลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายน้ำมัน สำหรับนวด. ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวาย น้ำมันสำหรับนวด ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งน้ำมันสำหรับนวด. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เห็นภิกษุทั้งหลายมีร่างกายกำยำ ล่ำสันเป็นอันมาก ในป่า กล่าวสอนภิกษุเหล่านั้นอยู่ เมื่อจะประกาศความที่ พระศาสนาเป็นนิยยานิกธรรม จึงได้ภาษิตคาถาว่า
หน้า 218 ข้อ 173
การฟังเป็นความดี ความประพฤติมักน้อยเป็น ความดี การอยู่โดยไม่มีห่วงใย เป็นความดีทุกเมื่อ การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์เป็นความดี การทำตาม โอวาทโดยเคารพ เป็นความดี กิจมีการฟังเป็นต้นนี้ เป็นเครื่องสงบของผู้ไม่มีกังวล ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ แปลว่า เป็นความดี. บทว่า สุตํ แปลว่า การฟัง. ก็ฟังกถาวัตถุ ๑๐ อันปฏิสังยุตด้วยความเป็นผู้มีความปรารถนา น้อยเป็นต้น โดยพิเศษอันเข้าไปอาศัยพระนิพพานนั้นแล ท่านประสงค์เอา แล้วในคาถานี้. บทว่า สาธุ จริตกํ ความว่า ความประพฤติมีความมักน้อยเป็นต้น นั้นแหละ ที่ประพฤติแล้ว เป็นความดี อธิบายว่า ความประพฤติดีนั้นแหละ ท่านเรียกว่า จริตกะ. พระเถระแสดงพาหุสัจจะ และความปฏิบัติอันสมควร แก่พาหุสัจจะนั้น ว่าเป็นความดี แม้ด้วยบททั้งสอง. บทว่า สทา ความว่า ในกาลทั้งปวง คือในกาลที่เป็นพระนวกะ มัชฌิมะ และเถระ หรือในขณะแห่งอิริยาบถทั้งปวง. บทว่า อนิเกตวิหาโร ความว่า กามคุณ ๕ หรือธรรมคืออารมณ์ ๖ อันเป็นโลกิยะ ชื่อว่า นิเกตะ เพราะอรรถว่าเป็นที่ตั้ง โดยเป็นที่อยู่อาศัย ของกิเลสทั้งหลาย. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนคฤหบดี ผู้ที่มีความ ผูกพันในเบญจกามคุณที่มีรูปเป็นนิมิต อย่างกว้างขวาง เรากล่าวว่า นิเกตสารี ดังนี้เป็นอาทิ ข้อปฏิบัติเพื่อจะละเบญจกามคุณเหล่านั้น ชื่อว่า อนิเกตวิหาโร. บทว่า อตฺถปุจฺฉนํ ความว่า การถามของผู้ที่อยากจะรู้ความนั้น เข้าไปหากัลยาณมิตร แล้วถามถึงประโยชน์ อันต่างด้วยทิฎฐธัมมิกประโยชน์
หน้า 219 ข้อ 173
สัมปรายิกประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ หรือการถามถึงประโยชน์ของ สภาวธรรม ต่างโดยกุศลเป็นต้น โดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไร เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล อะไรมีโทษ อะไรไม่มีโทษ ดังนี้ ชื่อว่า การ ถามสิ่งที่เป็นประโยชน์. บทว่า ปทกฺขิณกมฺมํ ความว่า ก็ครั้นถามสิ่งที่เป็นประโยชน์นั้น แล้ว ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน โดยความเคารพ ชื่อว่า เป็นการปฏิบัติชอบ. บทว่า สาธุ แม้ในคาถานี้พึงนำมาประกอบเข้าด้วย. บทว่า เอตํ สามญฺํ ความว่า การฟังใดที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมี อาทิว่า สาธุ สุตํ ดังนี้ ก็ดี ความประพฤติมักน้อยใดก็ดี การอยู่โดย ไม่มีห่วงใยใดก็ดี การถามสิ่งที่เป็นประโยชน์ใดก็ดี การกระทำตามโอวาท โดยเคารพใดก็ดี นี้เป็นเครื่องหมายของสมณะ คือ บ่งถึงความเป็นสมณะ. เพราะความเป็นสมณะ ย่อมมีด้วยปฏิปทานี้เท่านั้น ไม่มีด้วยปฏิปทาอื่น ฉะนั้น บทว่า สามญฺํ จึงเป็นชื่อของมรรคและผลโดยตรง. ก็หรือข้อปฏิบัตินี้ ชื่อว่า อปัณณกปฏิปทา (ข้อปฏิบัติที่ไม่ผิด) สำหรับภิกษุนั้น. ก็คุณคือ เครื่องหมายแห่งความเป็นสมณะนี้นั้น ย่อมเกิดมีแก่ภิกษุเช่นใด เพื่อจะแสดง ภิกษุเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อกิญฺจนสฺส (ผู้ไม่มีกังวล) ดังนี้ ได้แก่ ผู้ไม่เข้าไปยึดถือเกี่ยวข้อง อธิบายว่า เว้นจากการถือครอบครองสมบัติ มี นา สวน เงิน ทอง ทาสี และทาสเป็นต้น. จบอรรถกถากุมาปุตตเถรคาถา
หน้า 220 ข้อ 174
๗. กุมาปุตตสหายเถร คาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุมาบุตรสหายเถระ [๑๗๔] ได้ยินว่า พระกุมาบุตรสหายเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่าง นี้ว่า ภิกษุทั้งหลายไม่สำรวม กาย วาจา ใจ พากัน เที่ยวไปสู่ชนบทต่าง ๆ ทอดทิ้งสมาธิ การเที่ยวไปสู่ แคว้นต่าง ๆ จักสำเร็จประโยชน์อะไรเล่า เพราะฉะนั้น ภิกษุพึงกำจัดความแข่งดี อย่าให้มิจฉาวิตกและกิเลส มีตัณหาเป็นต้นครอบงำ พึงเจริญฌาน. อรรถกถากุมาปุตตสหายเถรคาถา คาถาของท่านพระกุมาบุตรสหายเถระ เริ่มต้นว่า นานาชนปทํ ยนฺติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านมีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือน มีตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เข้าไปสู่ป่า ตัดท่อนไม้เป็น อันมาก ทำไม้เท้าถวายสงฆ์. และเขาการทำบุญตามสมควรแก่สมบัติอย่างอื่น (อีก) แล้วเกิดในหมู่เทพ จำเดิมแต่นั้นก็ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติอย่างเดียวเท่านั้น
หน้า 221 ข้อ 174
เกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ในเวฬุกัณฎกนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีนามว่า " สุทันตะ". อาจารย์บางพวกเรียกว่า "วาสุละ". เขาเป็นสหายรักของท่าน พระกุมาบุตรเถระ (เคย) ท่องเที่ยว (มาด้วยกัน ) ฟังข่าวว่า กุมาบุตรกุมาร บวชแล้ว คิดว่า ก็กุมาบุตรกุมารบวชแล้วในพระธรรมวินัยใด ธรรมวินัย นั้นคงไม่ต่ำต้อยเป็นแน่ ดังนี้แล้ว ด้วยความผูกพันในท่านพระกุมาบุตรเถระ ผู้เคยเป็นสหายรักนั้น ก็มีความประสงค์จะบวชแม้ด้วยตนเอง เข้าไปสู่สำนัก ของพระบรมศาสดาแล้ว. พระบรมศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว เขาเกิดมี ฉันทะในบรรพชาเหลือประมาณ บวชแล้ว เป็นผู้ขวนขวายในภาวนาอยู่ท้ายภูเขา ร่วมกับพระกุมาบุตรเถระนั่นแหละ. ก็โดยสมัยนั้น ภิกษุมากรูปด้วยกัน เที่ยว จาริกไปยังชนบท ในชนบทต่าง ๆ ไปบ้าง มาบ้าง เข้าไปถึงที่นั้นแล้ว. ด้วยเหตุนั้น จึงเกิดโกลาหลขึ้นที่ท้ายภูเขานั้น. พระสุทันตเถระเห็นดังนั้น ก็ เกิดความสลดใจว่า ภิกษุเหล่านี้ บวชในพระศาสนาที่เป็นนิยยานิกธรรม ระเริงไปกับวิตกในชนบท ย่อมทำจิตที่เป็นสมาธิให้เคลื่อนคลาด กระทำความ สังเวชนั้นแหละให้เป็นขอสับ ฝึกจิตของตนได้ภาษิตคาถาว่า ภิกษุทั้งหลายไม่สำรวม กาย วาจา ใจ พากัน เที่ยวไปสู่ชนบทต่าง ๆ ทอดทิ้งสมาธิ การเที่ยวไปสู่ แคว้นต่าง ๆ จักสำเร็จประโยชน์อะไรเล่า เพราะ ฉะนั้น ภิกษุพึงกำจัดความแข่งดี อย่าให้มิจฉาวิตก และกิเลส มีตัณหาเป็นต้นครอบงำ พึงเจริญฌาน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานาชนปทํ ได้แก่ชนบทที่แตกต่างกัน ลักษณะต่าง ๆ กัน. อธิบายว่า ได้แก่แคว้นเป็นอเนก มีแคว้นกาสี และ แคว้นโกศลเป็นต้น.
หน้า 222 ข้อ 174
บทว่า ยนฺติ แปลว่า ย่อมไป. บทว่า วิจรนฺตา ความว่า เที่ยวจาริกไปสู่ชนบท ด้วยสามารถแห่งวิตก มีอาทิว่า ชนบทโน้นหาภิกษา ได้ง่าย หาอาหารได้ง่าย ชนบทโน้นปลอดภัย ไม่มีโรค. บทว่า อสญฺญตา ความว่า ชื่อว่ามีจิตไม่สำรวมแล้ว เพราะละไม่ได้ ซึ่งวิตกในชนบทนั้นนั่นแหละ. บทว่า สมาธิญฺจ วิราเธนฺติ ความว่า และชื่อว่ายังสมาธิ อันต่าง ด้วยอุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ อันเป็นพื้นฐานของอุตริมนุสธรรม แม้ทั้งปวงให้เคลื่อนคลาด. จ ศัพท์ใช้ในอรรถ แห่งความสรรเสริญ. เมื่อไม่ได้ บรรลุสมาธิที่ยังไม่ได้บรรลุ เพราะไม่มีโอกาสเพื่อจะเพ่ง โดยมัวท่องเที่ยวไป ระหว่างประเทศ ทั้งยังชื่อว่า ทำสมาธิที่ถึงแล้วให้เคลื่อนคลาด เพราะเสื่อมไป โดยยังไม่ถึงความชำนาญ. บทว่า สุ ในบาทคาถาว่า กึสุ รฏฺจริยา กริสฺสติ เป็นเพียง นิบาต. พระเถระเมื่อจะตำหนิ จึงกล่าวว่า การท่องเที่ยวไปสู่แว่นแคว้น คือ ท่องเที่ยวไปตามชนบท ของภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ จักกระทำอะไรได้ คือ จักยัง ประโยชน์อย่างไหนให้สำเร็จ เพราะเป็นสิ่งไร้ประโยชน์. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการเที่ยวไปสู่ประเทศอื่นเช่นนี้ ย่อมไม่ นำประโยชน์มาให้แก่ภิกษุ ทั้งยังชื่อว่า นำซึ่งความฉิบหายมาให้โดยแท้แล เพราะทำให้พลาดจากสมบัติทั้งหลาย. บทว่า วิเนยฺย สารมฺภํ ความว่า กำจัดคือเข้าไปสงบระงับความ แข็งดี อันได้แก่ความเศร้าหมองแห่งจิตที่บังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความ ยินดีในประเทศที่อยู่ ด้วยการพิจารณาอันสมควรแก่ความเศร้าหมองแห่งจิตนั้น.
หน้า 223 ข้อ 174
บทว่า ฌาเยยฺย ความว่า พึงเพ่งด้วยฌานแม้ทั้งสองอย่าง คือ อารัมมณูปนีชฌาน และลักขณูปนิชฌาน. บทว่า อปุรกฺขโต ความว่า ไม่ยอมให้มิจฉาวิตก หรือกิเลสมีตัณหา เป็นต้นครอบงำได้. อธิบายว่า ไม่เข้าไปสู่อำนาจแห่งกิเลสเหล่านั้น พึงกระทำ ไว้ในใจ เฉพาะกรรมฐานอย่างเดียว. ก็พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว กระทำความสังเวชนั้นแหละให้เป็น ขอสับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น เราเข้าไปยังป่าใหญ่ ตัดเอาไม้ไผ่มา ทำเป็นไม้เท้า ถวายแด่พระสงฆ์ เรากราบไหว้ท่าน ผู้มีวัตรอันงาม ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น เราถวายไม้เท้าแล้ว เดินบ่ายหน้าไปทางทิศอุดร ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายไม้เท้าใดในกาลนั้น ด้วยการถวายไม้เท้า นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายไม้เท้า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระนี้ กระทำเนื้อความใดให้เป็นขอสับ บรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านตั้งใจเฉพาะเนื้อความนี้เท่านั้น ถึงบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็ได้กล่าว คาถานี้แหละ. เพราะเหตุนั้น การกล่าวคาถานั้นแหละ จึงเป็นการพยากรณ์ พระอรหัตของพระเถระนั้น ฉะนี้แล. จบอรรถกถากุมาปุตตสหายเถรคาถา
หน้า 224 ข้อ 175
๘. ควัมปติเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระควัมปติเถระ [๑๗๕] ได้ยินว่า พระควัมปติเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันนอบน้อม พระควัมปติ ผู้ห้ามแม่น้ำสรภูให้หยุดไหลได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดอยู่ในกิเลส และตัณหาไร ๆ ไม่หวั่นไหวต่อสิ่ง อะไรทั้งสิ้น เป็นผู้ผ่านพ้นเครื่องข้องทั้งปวง เป็น มหามุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ. อรรถกถาควัมปติเถรคาถา คาถาของท่านพระควัมปติเถระเริ่มต้นว่า โย อิทฺธิยา สรภุํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดใน เทวโลก กระทำบุญไว้มากอย่าง ให้สร้างฉัตร และไพรที ไว้บนเจดีย์ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า โกนาคมนะ. ก็ท่านบังเกิดในเรือนมี ตระกูลแห่งใดแห่งหนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ. ก็ในตระกูลนั้น ได้มีฝูงโคเป็นอันมาก. พวกนายโคบาลก็เฝ้ารักษา
หน้า 225 ข้อ 175
ฝูงโคนั้น ถึงมาณพผู้นี้ ก็เที่ยวตรวจดูกิจกรรมที่พวกนายโคบาลขวนขวาย ประกอบแล้ว ทุกซอกมุมในฝูงโคนั้น. เขาเห็นพระเถระผู้ขีณาสพรูปหนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตในบ้าน แล้วทำภัตกิจนอกบ้าน ณ ประเทศแห่งหนึ่งทุก ๆ วัน คิดว่า พระคุณเจ้าจักลำบาก ด้วยความร้อนของแดด ดังนี้ จึงให้ยกท่อนซึก ๔ ท่อน มาวางซ้อนกิ่งซึก ๔ กิ่ง บนต้นซึกเหล่านั้น ได้กระทำสาขามณฑป ถวายแล้ว. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ปลูกต้นซึกไว้ใกล้มณฑป เพื่อจะ อนุเคราะห์เขา พระเถระจึงนั่งใต้ต้นซึกนั้นทุก ๆ วัน. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจุติจากมนุษยโลกนั้นแล้ว บังเกิดในวิมานชั้น จาตุมหาราชิกะ. ป่าไม้ซึกใหญ่อันระบุถึงกรรมเก่าของเขาเกิดใกล้ประตูวิมาน มีดอกไม้เหล่าอื่นที่สมบูรณ์ด้วยสีและกลิ่น เข้าไปช่วยเสริมความงามทุกฤดูกาล ด้วยเหตุนั้น วิมานนั้นจึงปรากฏนามว่า " เสรีสกวิมาน". เทวบุตรนั้นท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เป็นผู้มีชื่อว่า ควัมปติ ในบรรดาสหายผู้เป็นคฤหัสถ์ทั้ง ๔ ของพระยสเถระ สดับว่า ท่านพระยสบวชแล้ว จึงได้ไปยังสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อม ด้วยสหายของตน. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว ในเวลาจบพระ- ธรรมเทศนา เขาดำรงอยู่ในอรหัตผล พร้อมด้วยสหายทั้งหลาย. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในป่า ได้พบ พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เรามีจิตเลื่อมใส โสมนัสในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ประกอบไปด้วยพระมหากรุณา ทรงยินดีในประ- โยชน์ เกื้อกูลสรรพสัตว์ จึงได้บูชาด้วยดอกอัญชัน
หน้า 226 ข้อ 175
เขียว ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ในอัญชนวัน เมืองสาเกต. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังเมืองสาเกต แล้วประทับอยู่ในพระวิหารอัญชนวัน เสนาสนะไม่พอ อาศัย. ภิกษุเป็นอันมากพากันนอนที่เนินทราย ริมน้ำสรภู ใกล้ ๆ พระวิหาร ครั้งนั้น เมื่อห้วงน้ำหลากมาในเวลาเที่ยงคืน พวกสามเณรเป็นต้น ส่งเสียงร้อง ดังลั่น. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบเหตุนั้นแล้ว สั่งท่านพระควัมปติไปว่า ดูก่อนควัมปติ เธอจงไปจงสะกด (ข่ม) ห้วงน้ำไว้ ทำให้ภิกษุทั้งหลายอยู่ อย่างสบาย. พระเถระรับพระพุทธดำรัสว่า ดีแล้วพระเจ้าข้า แล้วสะกด กระแสน้ำให้หยุดด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ห้วงน้ำนั้นได้หยุดตั้งอยู่ดุจยอดเขา แต่ ไกลทีเดียว. จำเดิมแต่นั้นมา อานุภาพของพระเถระ ได้ปรากฏแล้วในโลก. ครั้นวันหนึ่ง พระบรมศาสดาทอดพระเนตรเห็นพระเถระ นั่งท่ามกลางเทว- บริษัทจำนวนมาก แล้วแสดงธรรมอยู่ เมื่อจะทรงสรรเสริญพระเถระ เพื่อ ประกาศคุณของท่าน ด้วยความอนุเคราะห์สัตวโลก จึงได้ทรงภาษิตพระคาถาว่า เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พากันนอบน้อมพระ ควัมปติ ผู้ห้ามแม่น้ำสรภูให้หยุดไหลได้ด้วยฤทธิ์ ไม่ติดอยู่ในกิเลสและตัณหาไร ๆ ไม่หวั่นไหวต่ออะไร ทั้งสิ้น เป็นผู้ผ่านพ้นเครื่องข้องทั้งปวง เป็นมหามุนี เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ดังนี้.
หน้า 227 ข้อ 175
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ฤทธิที่สำเร็จด้วยอธิฏฐาน. บทว่า สรภุํ ได้แก่ แม่น้ำที่มีนามอย่างนี้ว่า สรภู ตามที่กล่าวขานเรียกกัน ในโลก. บทว่า อฏเปสิ ความว่า บังคับไม่ให้น้ำไหล คือให้ไหลกลับ ให้ ตั้งอยู่เป็นกองน้ำใหญ่ ดุจยอดเขา. บทว่า อสิโต ตัดบทเป็น น สิโต แปลว่าไม่ติดอยู่ คือเว้นจาก กิเลสเป็นที่อาศัย คือตัณหาและทิฏฐิ หรือไม่ผูกพัน ด้วยกิเลสเครื่องผูกพัน แม้ไร ๆ เพราะถอนสังโยชน์กล่าวคือกิเลสเป็นเครื่องผูกพันทั้งหมดได้ ต่อ แต่นั้นเทวดาและมนุษย์แม้ทั้งปวง ก็พากันนอบน้อมพระควัมปติ ผู้ชื่อว่า ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีกิเลสเครื่องหวั่นไหวทั้งหลาย ผู้ผ่านพ้นเครื่องข้อง ทั้งปวง นั้นคือผู้เช่นนั้น ชื่อว่าผู้พ้นเครื่องข้องทั้งปวง เพราะก้าวล่วงธรรม เป็นเครื่องข้องคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิเสียได้แล้วตั้งอยู่ ชื่อว่าเป็นมหามุนี เพราะเป็นมุนีผู้อเสกขะ ต่อแต่นั้น ชื่อว่า เป็นผู้ถึงฝั่ง แห่งภพ เพราะถึงพระนิพพาน อันเป็นฝั่งแห่งภพ แม้ทั้งสิ้น อันต่างด้วย กามภพ และกรรมภพเป็นต้น. บทว่า เทวา นมสฺสนฺติ ความว่า แม้ เทวดาทั้งหลาย ยังนอบน้อม จะป่วยกล่าวไปไยถึงสัตว์นอกนี้. ในเวลาจบพระคาถา ธรรมาภิสมัยได้มี แก่หมู่ชนเป็นอันมาก. พระ เถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าว คาถานี้แหละ ด้วยคิดว่า เรา จักบูชาพระศาสดา ดังนี้. จบอรรถกถาควัมปติเถรคาถา
หน้า 228 ข้อ 176
๙. ติสสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระติสสเถระ [๑๗๖] ได้ยินว่า พระติสสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุรุษถูกแทงด้วยหอก หรือถูกไฟไหม้ที่กระหม่อม แล้วรีบรักษาฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบ เพื่อ ความกำหนัด ยินดีในกามฉันนั้น. อรรถกถาติสสเถรคาถา คาถาของท่านพระติสสเถระ เริ่มต้นว่า สตฺติยา วิย โอมฏฺโ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระ พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมบุญ อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ใน ภพนั้น ๆ นำใบไม้เก่า ๆ ที่โคนไม้อันเป็นที่ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ ออกแล้วชำระสะสางจนสะอาด. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่าน ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นโอรสของพระปิตุจฉา ของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ โดยนาม มี ชื่อว่า ติสสะ. ท่านบวชตามพระผู้มีพระภาคเจ้า อุปสมบทแล้วอยู่ในราวป่า อาศัย พระชาติ มีการถือตัว มากไปด้วยความโกรธ และความคับแค้น และมากไป ด้วยการยกโทษเที่ยวไป ไม่ทำการขวนขวายในสมณะธรรม.
หน้า 229 ข้อ 176
ครั้นในวันหนึ่ง พระศาสดาทรงเล็งเห็นท่าน นอนหลับ อ้าปากอยู่ ในที่พักกลางวัน ด้วยทิพยจักษุ เสด็จจากพระนครสาวัตถีไปทางอากาศ ประทับ ยืนอยู่ในอากาศนั่นเอง เบื้องบนของพระเถระ แผ่โอภาสไปแล้ว ยังสติให้ เกิดแก่พระเถระผู้ตื่นแล้ว ด้วยโอภาสนั้น เมื่อจะประทานพระโอวาท ตรัส พระคาถาว่า บุรุษถูกแทงด้วยหอก หรือไฟไหม้ที่กระหม่อม แล้วรีบรักษาฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบ เพื่อ ละความกำหนัดยินดีในกาม ฉันนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺติยา นี้ เป็นหัวข้อเทศนา. อธิบายว่า ได้แก่ ศาสตรา ที่มีคมข้างเดียวเป็นต้น. บทว่า โอมฏฺโ แปลว่า ประหาร แล้ว. อธิบายว่าเครื่องประหารมี ๔ อย่างคือ โอมัฏฐะ ๑ อุมมัฏฐะ ๑ มัฏฐะ ๑ วิมัฏฐะ ๑. ในบรรดาเครื่องประหาร ๔ อย่างนั้น เครื่องประหารที่ตั้งอยู่ข้างบน ให้หน้าคว่ำลง ชื่อว่า โอมัฏฐะ. เครื่องประหารที่ตั้งอยู่ข้างล่าง ให้หน้าหงาย ขึ้น ชื่อว่า อุมมัฏฐะ. เครื่องประหารที่แทงทะลุไป ดุจลิ่ม และเข็ม ชื่อว่า มัฏฐะ. เครื่องประหารที่เหลือแม้ทุกอย่าง ชื่อว่า วิมัฏฐะ. แต่ในที่นี้ ทรงหมายถึง เครื่องประหารชื่อว่า โอมัฏฐะ อธิบายว่า เครื่องประหารชื่อ โอมัฏฐะนั้น ทารุณกว่าทุก ๆ อย่าง เป็นหอกที่ถอนขึ้นได้ ยาก แก้ไขเยียวยาได้ยาก มีโทษในภายในทำให้น้ำเหลืองและเลือดตกใน. น้ำเหลืองและเลือดที่ไม่ไหลออกจะ (จับเป็นก้อน) ปิดปากแผล แล้วตั้งอยู่. ผู้ประสงค์จะเอาน้ำเหลืองและเลือดออก ต้องมัดตัวติดกับเตียงให้นอนห้อยหัว. สัตว์ทั้งหลายย่อมถึงตาย หรือทุกข์ปางตาย. บทว่า ฑยฺหมาเน แปลว่า อันไฟเผาอยู่. บทว่า มตฺถเก แปลว่า บนศีรษะ.
หน้า 230 ข้อ 176
ท่านกล่าวอธิบายว่า บุรุษผู้ถูกแทงด้วยหอก ย่อมปรารภความเพียร เพื่อถอนหอกออก และทำการเยียวยารักษาแผล คือประกอบความพยายาม เช่นนั้น พากเพียรไป ฉันใด หรือเปรียบเหมือน เมื่อถูกไฟไหนกระหม่อม บุรุษผู้ถูกไหม้ศีรษะ ย่อมเพียรพยายามเพื่อจะดับไฟนั้น คือกระทำความ พยายามเช่นนั้น ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน พึงเป็นผู้มีสติ คือไม่ประมาท เพื่อจะละกามราคะ ได้แก่ พึงเป็นผู้มีความอุสาหะอย่างเหลือเกิน อยู่. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประทานโอวาท เพื่อความเข้าไปสงบ ระงับความโกรธและความคับแค้น แก่พระเถระนั้นอย่างนี้แล้ว ทรงยังเทศนา ให้จบลง ด้วยอดคือการละกามราคะ เพราะตั้งอยู่ในฐานอันเดียวกัน. พระ เถระฟังพระคาถานั้นแล้ว เป็นผู้มีใจสังเวช หมั่นขวนขวายในวิปัสสนาอยู่แล้ว. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของท่านแล้ว ทรงแสดงติสสเถรสูตร ในสัง- ยุตตกนิกาย. ในเวลาจบเทศนา พระเถระดำรงอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว. สม ด้วยคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เราเสวยยศทั้งสองอย่าง ในเทวโลกและมนุษย- โลก ในอวสาน เราได้บรรลุศิวโมกข์มหานฤพานอัน ยอดเยี่ยม บุรุษใดประสบบุญ เพราะเจาะจงพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า หรือโพธิพฤกษ์ ของพระศาสดาพระองค์ นั้น สำหรับบุรุษเช่นนั้น สิ่งอะไรเล่าที่เขาจะหาได้ ยาก เขาย่อมเป็นผู้ยิ่งใหญ่กว่าคนอื่น ๆ ในเพราะ มรรคผลนิกายเป็นที่มา และคุณคือฌานและอภิญญา ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน. เมื่อก่อนเรามีใจยินดี เก็บเอาใบโพธิ์ไปทิ้ง จึงเป็นผู้เพรียบพร้อม ด้วยองค์
หน้า 231 ข้อ 177
๒๐ ประการ นี้ทุกทิพาราตรีกาล เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถานั้นแหละ เพื่อบูชาพระบรมศาสดา. จบอรรถกถาติสสเถรคาถา ๑๐. วัฑฒมานเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของวัฑฒมานเถระ [๑๗๗] ได้ยินว่า พระวัฑฒมานเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุรุษที่ถูกแทงด้วยหอก หรือถูกไฟไหม้ที่กระ- หม่อม แล้วรีบรักษาฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบ เพื่อละความกำหนัดยินดีในภพ ฉันนั้น. จบวรรคที่ ๔ อรรถกถาวัฑฒมานเถรคาถา คาถาของท่านพระวัฑฒมานเถระ. เริ่มต้นว่า สตฺติยา วิย โอ- มฏฺโ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า แม้พระเถระนี้ ก็ได้เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ใน พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ในกัปที่ ๙๒ นับแต่ภัทรกัปนี้ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึง ความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ เสด็จเที่ยว
หน้า 232 ข้อ 177
บิณฑบาตอยู่ เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสแล้ว ถวายผลมะม่วงที่สุกงอมหลุดออกจากขั้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก สั่งสมบุญกรรมสม่ำเสมอ ในพุทธุ- ปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลเจ้าลิจฉวี ในพระนครไพศาลี. ท่านได้มีนามว่า วัฑฒมานะ. เขาเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีศรัทธา เลื่อมใส เป็นทายก ยินดีในทาน เป็นการก เป็นสังฆอุปัฏฐาก เมื่อพระศาสดาตรัสสั่งให้กระทำการคว่ำบาตร ในเพราะความผิดเห็นปานนั้น เป็นประดุจว่า เหยียบไฟ ยังพระสงฆ์ให้ยก โทษแล้ว ยังกรรมให้เข้าไปสงบระงับแล้ว เป็นผู้เกิดความสังเวช บวชแล้ว ก็ครั้นท่านบวชแล้ว ได้เป็นผู้ถูกถิ่นมิทธะ ครอบงำอยู่แล้ว. พระศาสดา เมื่อจะให้ท่านสลดใจ จึงตรัสพระคาถาว่า บุรุษที่ถูกแทงด้วยหอก หรือถูกไฟไหม้ที่กระ- หม่อม แล้วรีบรักษาฉันใด ภิกษุพึงเป็นผู้มีสติเว้นรอบ เพื่อละความกำหนัดยินดีในภพฉันนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภวราคปฺปหานาย ความว่า เพื่อละ เสียซึ่ง ภวราคะ รูปราคะ และอรูปราคะ. แม้ถ้ายังละสังโยชน์ที่เป็นไปใน ภายในไม่ได้แล้ว ชื่อว่า จะละสังโยชน์ที่เป็นไปในภายนอกได้ ไม่มีก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น แม้การละโอรัมภาคิยสังโยชน์ ก็ย่อมชื่อว่าอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้แล้ว ด้วยกล่าวถึงการละอุทธัมภาคิยสังโยชน์ เพราะมีในลำดับต่าง ๆ กัน. อีกอย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่อุทธัมภาคิยสังโยชน์ อันพระอริยบุคคลบาง พวก แม้จะตัดขาดโอรัมภาคิยสังโยชน์ได้แล้ว ก็ยังละได้ยาก ฉะนั้น พระผู้มี พระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงเฉพาะสังโยชน์ที่ละได้ยาก จึงตรัสการละ อุทธัมภาคิยสังโยชน์แม้ทั้งหมดไว้ ด้วยการละภวราคะเป็นสำคัญ เพราะเป็น ของละได้โดยง่าย.
หน้า 233 ข้อ 177
อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ ด้วยสามารถแห่งอัธยาศัย ของพระเถระนั้นเอง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาวัฑฒมานเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๔ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระคหวรตีริยเถระ ๒. พระสุปปิยเถระ ๓. พระโสปากเถระ ๔. พระโปสิยเถระ ๕. พระสามัญญกานิเถระ ๖. พระกุมาบุตรเถระ ๗. พระกุมาบุตรเถรสหายเถระ ๘. พระควัมปติเถระ ๙. พระติสสเถระ ๑๐. พระวัฑฒมานเถระ และอรรถกถา.
หน้า 234 ข้อ 178
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑. สิรวัฑฒเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสิริวัฑฒเถระ [๑๗๘] ได้ยินว่า พระสิริวัฑฒเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า สายฟ้าแลบ ส่องแสงลอดเข้าไป ตามช่องแห่ง ภูเขาเวภาระ และภูเขาปัณฑวะ ฉันใด ภิกษุผู้เป็น บุตรแห่งพระพุทธเจ้าผู้คงที่ ไม่มีผู้เปรียบปาน อยู่ใน ช่องแห่งภูเขา เจริญฌานอยู่ก็ฉันนั้น. วรรควรรณนาที่ ๕ อรรถกถาสิริวัฑฒเถรคาถา คาถาของท่านพระสิริวัฑฒเถระเริ่มต้นว่า วิวรมนุปตนฺติ วิชฺชุตา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันการทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิด ในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระนามว่า วิปัสสี กระทำการบูชาด้วยดอกหงอนไก่ ด้วยบุญกรรมนั้นไป
หน้า 235 ข้อ 178
บังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภพนั่นแหละ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในพระนครราชคฤห์ ใน พุทธุปบาทกาลนี้. เขาได้มีนามว่า "สิริวัฑฒะ". สิริวัฑฒกุมาร เจริญวัยแล้ว เกิดความเลื่อมใสในพระบรมศาสดา และในพระสัทธรรม ในสมาคมของพระเจ้าพิมพิสาร บวชแล้ว เพราะสมบูรณ์ ด้วยเหตุ. ก็ครั้นท่านบวชแล้ว กระทำบุพกิจเสร็จแล้ว เป็นผู้ขวนขวายใน กรรมฐาน อยู่ในถ้ำของภูเขา ในราวป่าแห่งใดแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจากภูเขา เวภารบรรพต. ก็ในสมัยนั้น ฝนนอกฤดูเริ่มตั้งเค้าขึ้นหนาแน่น. สายฟ้าแลบแผ่ไปทั่ว ดุจจะลอดเข้าไปสู่ช่องเขา. ความร้อนในฤดูร้อน ของพระเถระผู้ถูกความร้อน ในฤดูร้อนครอบงำ ก็สงบลง เพราะลมที่พัดเมฆลอยไปเป็นกลุ่มใหญ่. จิต ได้เป็นเอกัคคตารมณ์ เพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย. พระเถระมีจิตตั้งมั่นแล้ว ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า พระสัพพัญญูผู้เป็นนายกของโลก เช่นกับด้วย ทองคำอันล้ำค่า พระองค์เป็นผู้นำของโลก เสด็จลงสระน้ำสรงสนานอยู่ เรามีจิตเบิกบานมีใจ โสมนัส ได้ถือเอาดอกหงอนไก่ไปบูชา แด่พระ- สัพพัญญู พระนามว่า วิปัสสี ผู้จอมประชา ผู้คงที่ ใน กัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๒๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้มี
หน้า 236 ข้อ 178
พระเจ้าจักรพรรดิ ทรงพระนามว่า ภิมรถะ ทรง สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ- ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน อันเนื่องด้วยตน โดยอ้างถึงพระอรหัตผล ได้ภาษิตคาถาว่า สายฟ้าแลบ ส่องแสงลอดเข้าไปตามช่องแห่ง ภูเขาเวภาระและภูเขาปัณฑวะ ฉันใด ภิกษุผู้เป็นบุตร แห่งพระพุทธเจ้าผู้คงที่ ไม่มีผู้เปรียบปราน อยู่ใน ช่องแห่งภูเขาเจริญฌานอยู่ ฉันนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวรํ ได้แก่ ช่องที่มีในระหว่าง คือ ตรงกลาง. บทว่า อนุปตนฺติ ความว่า ตกไป คือเป็นไปในลักษณะคล้อยตาม. อธิบายว่า สว่างจ้า. ก็ที่ชื่อว่าความเป็นไปของสายฟ้า ก็คือฟ้าแลบนั่นเอง. เพราะประกอบอนุศัพท์เข้าไป ในบทว่า วิวรํ นี้ จึงใช้เป็นทุติยาวิภัตติ เหมือน ในประโยคว่า รุกฺขมนุวิชฺโชตนฺติ (สายฟ้าแลบไปตามช่องต้นไม้). บทว่า วิชฺชุลตา แปลว่า สายฟ้า. บทว่า เวภารสฺส จ ปณฺฑวสฺส จ ประกอบความว่า ส่องแสงลอดเข้าไปตามช่องแห่งภูเขาเวภาระ และปัณฑวะ. บทว่า นควิวรคโต ความว่า เข้าไปสู่ช่องแห่งภูเขา คือถ้ำของภูเขา. บทว่า ฌายติ ความว่า เพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน คือเมื่อขวนขวายสมถะและวิปัสสนา ชื่อว่า ย่อมยังฌานให้เจริญ.
หน้า 237 ข้อ 179
บทว่า ปุตฺโต อปฺปฏิมสฺส ตาทิโน ความว่า เป็นบุตรผู้เกิด แต่พระอุระ ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้ไม่มีที่เปรียบ คือ เว้นจาก ข้อเปรียบเทียบ ด้วยความถึงพร้อมแห่งธรรมกาย มีกองแห่งศีลเป็นต้น และ ด้วยความถึงพร้อมแห่งรูปกาย ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะถึงพร้อมด้วยลักษณะของผู้ คงที่. พึงทราบความว่า ก็ด้วยคำว่า ปุตฺตศัพท์ ในคาถานี้นั่นแล ชื่อว่าเป็นอัน พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลแล้ว เพราะแสดงถึงความที่คนเป็นผู้เกิดตาม พระบรมศาสดา. จบอรรถกถาสิริวัฑฒเถรคาถา ๒. ขทิรวนิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระขทิรวนิยเถระ [๑๗๙] ได้ยินว่า พระขทิรวนิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนสามเณรหลา* อุปหลา สีลุปหลา เธอทั้ง สามเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าอยู่หรือ พระสารีบุตรผู้เป็น ลุงของพวกท่าน มีปัญญาว่องไว หยั่งรู้เหตุผลได้ โดยถูกต้อง แม่นยำ เปรียบดังนายขมังธนูผู้ชำนาญ ยิงปลายขนทรายมาแล้ว. * พม่า และอังกฤษว่า สามเณรชื่อ จาลา อุปจาลาและสีสูปวาจา.
หน้า 238 ข้อ 179
อรรถกถาขทิรวนิยเรตเถรคาถา คาถาของท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระ* เริ่มต้นว่า จาเล อุปจาเล. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกายของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ พระเถระนี้เกิดในตระกูลของนายเรือประจำท่า ณ เมืองหงสาวดี ทำงานอยู่ ในเรือประจำท่า ณ ท่าน้ำชื่อว่า ปยาคะ วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยหมู่สาวก เสด็จไปสู่ฝั่งแม่น้ำคงคา เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ประกอบ เรือขนาน ส่งเสด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยสาวกให้ถึงฝั่งโน้น แล้วเห็น ภิกษุรูปหนึ่ง อันพระศาสดาทรงแต่งตั้งไว้ ในต่ำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ กว่า บรรดาภิกษุผู้อยู่ในป่า ตั้งความปรารถนาเพื่อได้ตำแหน่งนั้น บำเพ็ญมหาทาน ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพยากรณ์ความปรารถนาของเขาว่าไม่เป็น หมัน. จำเดิมแต่นั้น เขาบำเพ็ญกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ใน ภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในต้องของนางพราหมณี ชื่อว่า รูปสารี ในนาลกคาม แคว้นมคธ. มารดา บิดาของเขามีความประสงค์จะผูกพันเขาผู้เจริญวัยแล้ว ด้วยเครื่องผูกคือ เรือน เขาสดับความที่พระสารีบุตรเถระบวชแล้ว คิดว่า พระคุณเจ้าอุปติสสะ ผู้เป็นพี่ใหญ่ของเรา ทิ้งสมบัตินี้ไว้บวชแล้ว เราจักกลืนกินก้อนเขฬะ ที่พระ คุณเจ้าอุปติสสะนั้นบ้วนทิ้งไว้ในภายหลังอย่างไรได้ ดังนี้แล้ว เกิดความสลดใจ ทำเป็นเหมือนเนื้อที่กำลังเข้าไปติดบ่วง ลวงหมู่ญาติอันเหตุสมบัติเตือนอยู่ ไปสู่สำนักของภิกษุทั้งหลาย แจ้งความที่ตนเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี * พระสูตรเรียกว่า พระขทิรวนิยเถระ
หน้า 239 ข้อ 179
บอกความพอใจในบรรพชาของตน. ภิกษุทั้งหลายให้บรรพชาแล้ว พอเขา อายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ก็ให้อุปสมบท แนะนำกรรมฐาน. ท่านเรียน กรรมฐานแล้วเข้าไปสู่ป่าไม้ตะเคียน คิดว่า เราบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงจะเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า และพบพระธรรมเสนาบดี ดังนี้แล้ว เพียร- พยายามอยู่ ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก เพราะมีญาณถึงความ แก่รอบ. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า แม่น้ำคงคา ชื่อภาคีรถี เกิดแต่ประเทศหิมวันต์ เราเป็นนายเรืออยู่ที่ท่าอันขรุขระ ข้ามส่งคนจากฝั่งนี้ ไปฝั่งโน้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนายกของโลก สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ กับพระขีณาสพหนึ่งแสน จักข้ามกระแสแม่น้ำคงคา เรานำเรือมารวมไว้เป็นอันมาก แล้วทำประทุนเรือที่ นายช่างตกแต่งเป็นอันดี ไว้ต้อนรับพระนราสภ ก็ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จมาแล้ว เสด็จขึ้นเรือ พระ- ศาสดาประทับยืนอยู่ท่ามกลางวารี ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดข้ามส่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และ พระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะ ผู้นั้นจักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น วิมานอันบุญกรรมทำไว้อย่าง สวยงาม มีสัณฐานดังเรือจักเกิดแต่ท่าน หลังคาดอกไม้ จักกั้นอยู่บนอากาศทุกเมื่อ ในกัปที่ ๕๘ ผู้นี้จักได้เป็น กษัตริย์ พระนามว่า ตารกะ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ทรงครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร ๔ เป็นขอบเขต ใน กัปที่ ๕๗ จักได้เป็นกษัตริย์ พระนามว่า จัมมกะ
หน้า 240 ข้อ 179
ทรงพระกำลังมาก จักรุ่งเรือง ดังพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้นในกัปที่แสน พระศาสดาทรงพระนามว่า โคดม โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้เคลื่อนจากไตรทศแล้ว จัก ถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรแห่งพราหมณ์ มีนาม ชื่อว่าเรวตะ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักออกจากเรือน บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม ว่า โคดม ภายหลังเขาบวชแล้ว จักประกอบความเพียร เจริญวิปัสสนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มี อาสวะ นิพพาน เรามีความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ อัน นำมาซึ่งธรรมเป็นแดนเกษมจากโยคะ เราทรงกายอัน มีในที่สุด ในศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กรรม ที่เราทำไว้ในแสนแห่งกัป แสดงผลแก่เราในชาตินี้ ช่วยเผากิเลสของเราให้ไหม้ ดุจลูกศรที่พ้นจากแล่ง ไปอย่างรวดเร็ว ลำดับนั้น พระมุนีผู้เป็นมหาปราชญ์ รู้ที่สุดแห่งโลก เห็นเรายินดีแล้วในป่า จึงทรงแต่งตั้ง เราเป็นยอดแห่งภิกษุผู้อยู่ป่า เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระได้อภิญญา ๖ แล้ว จัดเก็บเสนาสนะ ถือบาตรจีวรไปเพื่อ จะเฝ้าพระศาสดาและพบพระธรรมเสนาบดี ถึงพระนครสาวัตถี โดยลำดับ เข้าไปสู่พระเชตวันวิหารแล้ว ถวายบังคมพระบรมศาสดา และไหว้พระธรรม เสนาบดีแล้ว อยู่ในพระเชตวันวิหาร สิ้นวันเล็กน้อย.
หน้า 241 ข้อ 179
ลำดับนั้น พระศาสดาประทับอยู่กลางหมู่พระอริยสงฆ์ ทรงแต่งตั้ง ท่านไว้ในฐานะที่เป็นยอดของภิกษุผู้อยู่ป่าทั้งหลาย ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระเรวตะ ขทิรวนิยะ เลิศกว่าพวกภิกษุผู้สาวกของเรา ผู้อยู่ปา ดังนี้. ต่อมาท่านกลับไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คน คือ เด็กชื่อจาลา ชื่ออุปจาลา ชื่อสีสูปจาลา ผู้เป็นบุตรของพี่สาวทั้ง ๓ คือ นาง จาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาแล้วให้บวช แนะนำกรรมฐาน ทารกทั้ง ๓ ก็ประกอบเนือง ๆ ซึ่งกรรมฐานอยู่. ก็ในสมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระ ฟังข่าวนั้นแล้ว เข้าไปหาพระเรวตะ ด้วยคิดว่า เราจักถามอาการไข้และถาม มรรคผลที่พระเรวตะได้บรรลุ. พระเรวตเถระ เห็นพระธรรมเสนาบดีเดินมา แต่ไกล เมื่อจะกล่าวสอนสามเณรเหล่านั้น โดยจะให้เกิดสติ จึงกล่าวคาถาว่า ดูก่อนสามเณร จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา เธอทั้ง ๓ เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้าอยู่หรือ พระสารีบุตร ผู้เป็นลุงของพวกเธอ มีปัญญาว่องไว หยั่งรู้เหตุผลได้ โดยถูกต้องแม่นยำ เปรียบดัง นายขมังธนู ผู้ชำนาญ ยิงปลายขนทรายมาแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาเล อุปจาเล สีสูปจาเล เป็นคำ เรียกสามเณรเหล่านั้น อธิบายว่า ทารกทั้ง ๓ เหล่านั้น ได้ชื่อด้วยสามารถ แห่งเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา แม้บวชแล้ว ก็เรียกกันอย่างนั้น. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อของสามเณรเหล่านั้นว่า จาลี อุปจาลี สีสูปจาลี การเรียกชื่อด้วยคำเป็นต้นว่า จาเล ดังนี้ เพื่อประโยชน์อันใด พระเถระ เมื่อจะแสดงประโยชน์อันนั้น จึงกล่าวว่า เธอทั้ง ๓ เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า
หน้า 242 ข้อ 179
อยู่หรือ ดังนี้แล้ว แสดงเหตุในการเรียกนั้นว่า พระสารีบุตรผู้เป็นลุงของ พวกเธอ มีปัญญาว่องไว หยั่งรู้เหตุผลได้โดยถูกต้องแม่นยำ เปรียบดังนาย ขมังธนู ผู้ชำนาญยิงปลายขนทรายมาแล้ว ดังนี้. บทว่า ปติสฺสตา แปลว่า มีสติเฉพาะหน้า. ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาต ลงในอวธารณะ. บทว่า อาคโต แปลว่า มาแล้ว. บทว่า โว แปลว่า ของท่าน ทั้งหลาย. บทว่า วาลํ วิย เวธิ ความว่า ดุจนายขมังธนูยิงปลายขนทราย. ในบาทแห่งคาถานี้ มีความย่อดังนี้ พระเถระผู้เป็นลุงของเธอทั้งหลาย ผู้ชื่อว่า เหมือนนายขมังธนูผู้ยิงปลายขนทราย เพราะมีปัญญากล้า มีปัญญาไว มีปัญญาแทงตลอด ผู้เป็นที่สองรองพระศาสดา มาแล้ว เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลาย จงเข้าไปตั้งสมณสัญญา เป็นผู้ประกอบไปด้วยสติสัมปชัญญะอยู่เถิด คือจงเป็น ผู้ไม่ประมาท ในวิหารธรรม ที่ตนได้บรรลุแล้วอย่างไร. สามเณรเหล่านั้น ฟังดังนั้นแล้ว กระทำวัตร มีการลุกขึ้นต้อนรับ พระธรรมเสนาบดีเป็นต้น แล้วนั่งเข้าสมาธิ ในที่ไม่ไกล ในเวลาปฏิสัณฐาร ของพระเถระผู้เป็นลุงทั้งสอง พระธรรมเสนาบดีกระทำปฏิสัณฐารอยู่กับพระ- เรวตเถระ ลุกจากอาสนะแล้ว เข้าไปหาสามเณรเหล่านั้น. สามเณรเหล่านั้น ลุกขึ้นไหว้พระเถระผู้กำลังเดินเข้าไปหาอยู่ทีเดียว ยืนอยู่แล้ว เพราะทำการ กำหนดเวลาไว้อย่างนั้น. พระเถระถามว่า พวกเธออยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ อย่างไหน ๆ เมื่อสามเณรเหล่านั้นตอบว่า ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่ ชื่อนี้ ชื่อนี้ สรรเสริญพระเถระว่า พระเถรผู้เป็นน้องชายของเรา แนะนำอย่างนี้ แม้กับ สามเณรผู้ยังเล็ก ชื่อว่า ถึงเฉพาะแล้วซึ่งธรรมสมควรแก่ธรรมหนอ ดังนี้แล้ว หลีกไป. จบอรรถกถาขทิรวนิยเรวตเถรคาถา
หน้า 243 ข้อ 180
๓. สุมังคลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุมังคลเถระ [๑๘๐] ได้ยินว่า พระสุมังคลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราพ้นดีแล้ว เราเป็นผู้พ้นดีแล้ว จากความ ค่อมทั้ง ๓ คือ เราพ้นแล้วจากการเกี่ยวข้าว จากการ ไถนา จาลการถางหญ้า ถึงแม้ว่ากิจมีการเกี่ยวหญ้า เป็นต้น จะอยู่ในที่ใกล้ ๆ เรานี่เอง แต่ก็ไม่สมควร แก่เราทั้งนั้น ท่านจงเจริญฌานไปเถิดสุมังคละ จง เจริญฌานไปเถิดสุมังคละ ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่เถิด สุมังคละ. อรรถกถาสุมังคลเถรคาถา คาถาของท่านพระสุมังคลเถระเริ่มต้นว่า สุมุตฺติโก. เรื่องราวของท่าน เป็นมาอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็น รุกขเทวดา ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ในวันหนึ่ง เขาเห็นพระศาสดา สรงน้ำแล้วทรงจีวรผืนเดียว ยืนอยู่ มีใจโสมนัส ปรบมือแล้ว.
หน้า 244 ข้อ 180
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลเข็ญใจ ด้วยผลแห่งกรรมเช่นนั้น ในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่ไกลจาก กรุงสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้นามว่า สุมังคละ. สุมังคละเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีเดียว มีไถ มีจอบ อันเป็นสมบัติของคนค่อม เป็นบริขาร เลี้ยงชีพ ด้วยการไถ. วันหนึ่ง เมื่อพระเจ้าปเสนทิโกศล บำเพ็ญมหาทานถวายพระผู้มี- พระภาคเจ้า และพระภิกษุสงฆ์ เขาถือหม้อนมส้มเดินร่วมมากับมนุษย์ทั้งหลาย ผู้ถือเอาเครื่องทานเดินมา เห็นสักการะและสัมมานะของภิกษุทั้งหลายแล้ว คิดว่า พวกพระสมณศากยบุตรเหล่านี้ นุ่งห่มผ้าเนื้อละเอียด บริโภคโภชนะที่ดี อยู่ในเสนาสนะสงัดลม แม้ไฉนหนอ เราพึงบวช ดังนี้ แล้วเข้าไปหา พระมหาเถระรูปใดรูปหนึ่ง แล้วแจ้งความประสงค์ในการบรรพชาของตน. พระเถระ เอ็นดูเขา ให้บวชแล้วบอกกรรมฐาน. ท่านอยู่ในป่า เบื่อหน่ายในการอยู่ผู้เดียว เป็นผู้กระสันแล้ว ประสงค์ จะสึก จึงไปบ้านญาติ เห็นชาวนานุ่งหยักรั้งไถนาอยู่ นุ่งผ้าเศร้าหมอง ร่างกาย เต็มไปด้วยฝุ่นละออง ถูกลมและแดด (แผดเผาอยู่) ในระหว่างทาง กลับได้ ความสลดใจว่า สัตว์เหล่านี้ เสวยทุกข์ มีการเลี้ยงชีพเป็นเหตุ เป็นอันมากหนอ กรรมฐาน ที่ท่านเรียนมา ปรากฏแล้ว เพราะญาณถึงความแก่รอบแล้ว ท่านเข้าไปสู่โคนไม้ต้นหนึ่ง ได้ความสงัดมีโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต ตามลำดับมรรค. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า พระชินวรทรงพระนามว่า อัตถทัสสี เชษฐบุรุษ ของโลก ประเสริฐกว่านระ เสด็จออกจากพระวิหาร แล้ว เสด็จเข้าไปใกล้สระน้ำ พระผู้มีพระภาค- สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงสรงสนานและดื่มแล้ว ทรงห่ม
หน้า 245 ข้อ 180
จีวรผืนเดียว เฉวียงพระอังสา ประทับยืนเหลียวดูทิศ น้อยทิศใหญ่อยู่ ณ ที่นั้นในกาลนั้น เราเข้าไปในที่อยู่ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นนายกของโลก เรามี จิตร่าเริงโสมนัสได้ปรบมือ เราประกอบการฟ้อน การขับร้อง และดนตรีมีองค์ ๕ ถวายพระองค์ผู้โชติ- ช่วงดังดวงอาทิตย์ ส่งแสงเรืองเหลืองดังทองคำ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน กำเนิดใด ๆ ย่อมครอบงำสัตว์ทั้งปวง ยศอันไพบูลย์ มีแก่เรา ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้อุดมบุรุษ พระองค์ผู้เป็นมุนี ทรงยังพระองค์ให้ยินดีแล้วทรงยังผู้อื่นให้ยินดีอีกด้วย เรากำหนดใจ นั่งลงทำความร่าเริง มีวัตรอันดี บำรุง พระสัมพุทธเจ้าแล้ว เข้าถึงชั้นดุสิต ในกัปที่ ๑,๖๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิหลายพระองค์ มีพระนามเหมือนกันว่า ทวินวเอกจินติตะ ทรงสมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน ด้วยสามารถ แห่งการประกาศสมบัติ และการพ้นทุกข์ของตน จึงกล่าวคาถาว่า เราพ้นดีแล้ว เราเป็นผู้พ้นดีแล้ว จากความค่อม ทั้ง ๓ คือเราพ้นแล้วจากการเกี่ยวข้าว จากการไถนา
หน้า 246 ข้อ 180
จากการถางหญ้า ถึงแม้ว่ากิจมีการเกี่ยวหญ้าเป็นต้น จะอยู่ที่ใกล้ ๆ เรานี้เอง แต่ก็ไม่สมควรแก่เราทั้งนั้น ท่านจงเจริญฌานไปเถิด สุมังคละ จงเจริญฌานไปเถิด สุมังคละ ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่เถิด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมุตฺติโก ความว่า ชื่อว่า มีความ หลุดพ้นด้วยดี เพราะหลุดพ้นดี คือไม่ต้องเกิดอีก เพราะกระทำที่สุดได้แล้ว ก็พระเถระเมื่อจะปรบมือ เพราะความหลุดพ้นของท่านน่าสรรเสริญ และ น่าอัศจรรย์ จึงกล่าวว่า สุมุตฺติโก เมื่อจะแสดงความที่ความเลื่อมใสของตน ในวิมุตตินั้น มั่นคงอีก จึงกล่าวว่า สาหุ สุมุตฺติโกมฺหิ อธิบายว่า สาธุ เราพ้นดีแล้วหนอ ดังนี้. ถามว่า ก็พระเถระนี้ กระทำให้พ้นดีแล้วจากอะไร ? ตอบว่า ถึงพระเถระนี้ หลุดพ้นดีแล้ว จากวัฏทุกข์แม้ทั้งปวง ก็จริง แต่ เมื่อท่านจะแสดงถึงทุกข์ที่ปรากฏแล้วก่อน ของตนอันเป็นทุกข์ที่ไม่น่าปรารถนา อย่างยิ่ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตีหิ ขุชฺชเกหิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขุชฺชเกหิ ความว่าจากสภาพความค่อม หรือจากอาการค่อม. คำนั้นเป็นคำเปล่งออกด้วยความเบิกบานแห่งเสียงที่เปล่ง ออก. ด้วยว่าชาวนาแม้ไม่เป็นคนค่อม ก็แสดงตนเป็นค่อมในฐานะ ๓ คือ ในการเกี่ยว ในการไถ และในการขุด ก็แลชาวนาใดทำการเกี่ยวเป็นต้น อาการมีการเกี่ยวเป็นต้น แม้นั้นของชาวนานั้น ก็ชื่อว่าความค่อมโดยอาการงอ เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตีหิ ขุชฺชเกหิ. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงทุกข์เหล่านั้น โดยสรูปจึงกล่าวว่า เรา พ้นแล้วจากการเกี่ยวข้าว จากการไถนา จากการถางหญ้า ดังนี้. ความของบทว่า อสิตาสุ มยา ในคาถานั้นก็ว่า เราพ้นแล้วจาก เดียวทั้งหลาย. บทว่า อสิตาสุ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติลงในอรรถแห่งปัญจมีวิภัตติ.
หน้า 247 ข้อ 180
แม้ในบทที่เหลือก็มีนัยนี้เหมือนกัน. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อสิตาสุ มยา ความว่า อันเราถึงแล้วซึ่งความเป็นคนค่อม เพราะเดียว ทั้งหลาย คือมีเคียวเป็นเหตุ. ตามมติของเกจิอาจารย์เหล่านั้น บทว่า อสิตาสุ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งกรณะหรือในเหตุ. บทว่า นงฺคลาสุ ท่านกล่าวไว้โดยทำเป็นลิงควิปวาส. อธิบายว่า เพราะไถทั้งหลายอันลำเค็ญ ท่านกล่าวว่า ขฺทฺกกกุทฺทาลาสุ เพราะไถที่ตน ใช้สอย กร่อนโดยสภาพ หรือโดยการใช้สอย. บาลีว่า กุณฺกุทฺทาลาสุ ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีคมสึกไปโดยการใช้นั่นเอง. ม อักษร ในบทว่า อิธเมว นี้ กระทำการต่อบท. วา ศัพท์ในบทว่า อถ วาปิ เป็นเพียงนิบาต. อธิบายว่า ถึงแม้ว่า เดียวเป็นต้นเหล่านั้น จะอยู่ในที่นี้แหละ คือในที่ใกล้เรานี่เอง เพราะตั้งอยู่ ในบ้าน แม้อย่างนั้น ก็ไม่สมควรแก่เราทั้งนั้น ก็คำนี้เป็นคำกล่าวซ้ำด้วยสามารถ แห่งตุริตศัพท์ (เช่นตุริตตุริตํ ด่วน ๆ). บทว่า ฌาย ความว่า จงเจริญฌาน ด้วยสามารถแห่งฌานอันสัมปยุต ด้วยผลสมาบัติ และด้วยสามารถแห่งทิพวิหารฌานเป็นต้น เพื่ออยู่เป็นสุขใน ทิฏฐธรรม. พระเถระเรียกตนเองว่า สุมังคละ ก็เพื่อจะแสดงความเอื้อเฟื้อในฌาน ท่านจึงกล่าวย้ำไว้. บทว่า อปฺปมตฺโต วิหร ความว่า ท่านต้องเป็นผู้ไม่ประมาท ในที่ทั่วไปทีเดียว ด้วยการถึงความไพบูลย์แห่งสติและปัญญา ดูก่อนสุมังคละ บัดนี้ท่านจงอยู่เป็นสุขเถิด. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระเถระรังเกียจ ความทุกข์ของฆราวาสตามความเป็นจริง โดยเกิดความยินดีในพระศาสนา อันดำเนินไปตามแนวของวิปัสสนา เพราะยังไม่บรรลุพระอรหัตนั่นเอง
หน้า 248 ข้อ 181
ภายหลังเจริญวิปัสสนาแล้ว จึงได้บรรลุพระอรหัต. ตามมติของเกจิอาจารย์ เหล่านั้น ความของบททั้งหลายที่ว่า จงเจริญฌานไปเถิด สุมังคละ ท่านจง เป็นผู้ไม่ประมาทอยู่เถิด ดังนี้ ย่อมถูกต้องโดยแท้ แม้ด้วยสามารถแห่ง วิปัสสนามรรค. จบอรรถกถาสุมังคลเถรคาถา ๔. สานุเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสานุเถระ [๑๘๑] ได้ยินว่า พระสานเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า คุณโยมแม่ ชนทั้งหลายพากันร้องไห้ถึงคนที่ตาย แล้ว ร้องไห้ถึงคนที่ยังเป็นอยู่ แต่หายหน้าจากไป ส่วนฉันยังชีวิตอยู่ ทั้งปรากฏตัวอยู่ เหตุไรคุณโยม จึงมาร้องไห้ถึงฉันเล่า ?. อรรถกถาสานุเถรคาถา คาถาของท่านพระสานุเถระเริ่มต้นว่า มตํ วา อมฺม โรทนฺติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระสานุเถระ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมบุญ อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔
หน้า 249 ข้อ 181
แต่ภัทรกัปนี้ เขานำน้ำเข้าไปถวาย เพื่อประโยชน์แก่การล้างพระหัตถ์ ล้าง พระบาท และบ้วนพระโอฐ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ ในเวลาจะเสวย พระศาสดามีพระประสงค์จะทรงล้างพระหัตถ์ และล้างพระ บาท. เขาคอยกำหนดอาการของพระศาสดา แล้วนำน้ำเข้าไปถวาย. พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงล้างพระหัตถ์และพระบาทแล้ว ทรงเสวย ได้มีพุทธประสงค์ จะบ้วนพระโอฐ. ท่านก็รู้แม้พระอาการนั้น เข้าไปถวายน้ำล้างพระโอฐ พระศาสดาทรงล้างพระโอฐแล้ว ทำการชำระพระโอฐเสร็จแล้ว พระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงอาศัยความอนุเคราะห์จึงทรงยินดีไวยาวัจกิจที่เขาจัดถวาย ด้วยอาการอย่างนี้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญ แล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิ ในเรือนของอุบาสกคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี เมื่อเขาอยู่ในท้องมารดา บิดาก็จากไป (อยู่ที่อื่น) พอครบ ๑๐ เดือน อุบาสิกาก็คลอดบุตร ตั้งชื่อ เขาว่า สานุ. เมื่อสานุกุมารเติบโตขึ้นโดยลำดับ อุบาสิกาก็จัดให้สานุกุมารผู้มีอายุ ได้ ๗ ขวบเท่านั้น บรรพชาในสำนักของภิกษุทั้งหลาย ด้วยคิดว่า สานุกุมาร นี้จักเป็นผู้ไม่มีอันตราย เจริญเติบโต มีความสุขโดยส่วนเดียว ด้วยอุบาย อย่างนี้. เขามีนามปรากฏว่า สานุสามเณร เป็นผู้มีปัญญา สมบูรณ์ด้วย วัตรเป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก เป็นผู้มีอัธยาศัยประกอบด้วยเมตตาใน สัตว์ทั้งหลาย ได้เป็นที่รัก เป็นที่พอใจ ของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ดังนี้ เรื่องราวทั้งหมด พึงทราบ (อย่างพิสดาร) โดยนัยที่มาแล้วในสานุสูตรนั่นแล. ในอดีตชาติ มารดาของสานุสามเณรนั้น เกิดในกำเนิดแห่งยักษ์ ยักษ์ทั้งหลาย ซึ่งเป็นผู้มากไปด้วยความเคารพ ยำเกรง ย่อมนับถือนาง ด้วยคิดว่า หญิงนี้
หน้า 250 ข้อ 181
เป็นมารดาของพระสานุเถระ เมื่อกาลเวลาผ่านไปอย่างนี้ จิตคิดอยากจะสึก ก็เกิดขึ้นแก่สานุสามเณร ผู้ฟุ้งซ่านอยู่ เพราะไม่มีโยนิโสมนสิการ ดุจ ประกาศโทษของความเป็นปุถุชน. ยักษิณีผู้เป็นมารดาของสานุสามเณร รู้เหตุ นั้น จึงบอกแก่มารดาผู้เป็นมนุษย์ว่า สานุสามเณรผู้เป็นบุตรของท่าน เกิด ความคิดว่า เราจะสึก. เพราะฉะนั้น ท่านจงไปกล่าวอย่างนี้ว่า ท่านพึงบอกสานุสามเณรผู้ฟื้นขึ้นแล้ว ยักษ์สั่ง คำนี้ไว้ว่า ท่านอย่าได้กระทำกรรมอันลามก ทั้งในที่ แจ้งและที่ลับ ถ้าท่านจะกระทำหรือกำลัง กระทำกรรม อันลามกไซร้ ถึงท่านจะเหาะหนีไป ไม่พ้นจากทุกข์ ดังนี้. ก็และครั้น กล่าวอย่างนี้แล้ว นางยักษิณีผู้เป็นมารดา ก็อันตรธานไปใน ที่นั้นเอง. ส่วนมารดาผู้เป็นมนุษย์ ฟังคำนั้นแล้ว ถึงความปริเทวนาการ และ ความเศร้าโศก ได้เป็นผู้มีใจเต็มไปด้วยความทุกข์. ครั้นในเวลาเช้า สานุสามเณร นุ่งแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไปยัง สำนักของมารดา เห็นมารดาร้องไห้อยู่ จึงกล่าวว่า แม่จ๋า แม่ร้องไห้เพราะ อาศัยอะไร และมารดาตอบว่า เพราะอาศัยเจ้า จึงได้กล่าวคาถาแก่มารดาว่า แม่จ๋า คนทั้งหลาย เขาพากันร้องไห้ถึงคนที่ตาย แล้ว ร้องไห้ถึงคนที่ยังเป็นอยู่ แต่หายหน้าจากไป ส่วนฉันยังมีชีวิตอยู่ ทั้งปรากฏตัวอยู่ เหตุไร แม่จึงมา ร้องให้ถึงฉันเล่า ? คาถานั้น มีใจความดังนี้ แม่จ๋า ธรรมดาญาติหรือมิตร ผู้ร้องไห้ ก็ย่อมร้องไห้ถึงญาติหรือมิตรของตนผู้ตายไปแล้ว เพราะล่วงลับไปสู่ปรโลก แล้ว อีกอย่างหนึ่ง ญาติก็ดี มิตรก็ดี คนใด ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ปรากฏเพราะ
หน้า 251 ข้อ 181
เดินทางไปประเทศอื่น ก็ย่อมร้องไห้ถึงญาติหรือมิตรผู้นั้น ก็เหตุแม้ทั้งสอง อย่างนี้ไม่มีในฉัน เมื่อเป็นเช่นนั้น แม่เห็นฉัน ผู้ยังมีชีวิตอยู่ ทรงร่างอยู่ ยืนอยู่ข้างหน้า จะร้องไห้ไปทำไมเล่าแม่จ๋า คือการที่แม่ร้องไห้ถึงฉัน ไม่มี เหตุ (อันควร) เลย ดังนี้. มารดาของสานุสามเณร ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่าการสึก จัด เป็นมรณะในวินัยของพระอริยเจ้า โดยทำนองแห่งสุดบทที่ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย ก็ภิกษุใด ลาสิกขาเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว นั่นเป็นมรณะของ เธอ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ลูกเอ๋ย ญาติและมิตรทั้งหลายย่อมร้องไห้ถึงคน ที่ตายแล้ว หรือยังเป็นอยู่แต่หายไป แต่คนใดละกาม ทั้งหลายแล้ว จะกลับมาในกามนี้อีก ลูกรัก ญาติและ มิตรทั้งหลาย ย่อมร้องไหถึงคนนั้น เพราะเขาเป็นอยู่ ต่อไปอีก ก็เหมือนตายแล้ว แน่ะพ่อ เรายกเจ้าขึ้นจาก เถ้ารึงที่ยังร้อนระอุแล้ว ท่านอยากจะตกลงไปสู่เถ้ารึง อีกหรือ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเม จชิตฺวาน ความว่า ละวัตถุกาม ทั้งหลาย โดยมีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ ก็การละวัตถุกามนั้น พึงทราบ ด้วยสามารถแห่งการละกิเลสกาม ด้วยองค์แห่งมรรคนั้น. ก็บรรพชาท่าน ประสงค์เอาว่า เป็นการสละกาม ในคาถานี้. บทว่า ปุนราคจฺฉเต อิธ ความว่า กลับมาในเรือนนี้อีกนั่นเอง. ท่านกล่าวหมายถึง การเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลว. บทว่า ตํ วาปิ ความว่า บุคคลใดบวชแล้วสึก พวกเราย่อมร้องไห้ถึงบุคคลแม้นั้นแหละ ซึ่งเป็นดุจ
หน้า 252 ข้อ 181
ตายแล้ว. ถ้าจะมีคำถามขึ้นว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะถึงเขาจะเป็น อยู่ต่อไปอีก ก็เหมือนคนตายแล้ว คือ ผู้ใด หลังจากสึกไป ยังมีชีวิตอยู่ ผู้นั้นชื่อว่า ตายแล้วจากประโยชน์ทีเดียว เพราะตายจากคุณธรรม. บัดนี้เพื่อ จะให้สานุสามเณรนั้นเกิดความสลดใจยิ่งขึ้น มารดาจึงกล่าวคำ มีอาทิว่า กุกฺกุฬา ดังนี้. ใจความของคาถานั้น ก็ว่า ภาวะของคฤหัสถ์ ชื่อว่าเป็นดุจเถ้ารึง เพราะคล้ายกับนรก ชื่อว่า กุกกุฬะ ด้วยอรรถว่าเผาไหม้ เพราะดุจถูกไฟเผา แล้วทั้งกลางวันและกลางคืน อันเราผู้มีความอนุเคราะห์ ยกขึ้นแล้ว คือถอน ขึ้นแล้ว ดูก่อนพ่อสานุ ท่านยังปรารถนาเพื่อจะตกไปสู่เถ้ารึง คือประสงค์จะ ตกไปสู่เถ้ารึงหรือ ดังนี้. สานุสามเณรฟังคำนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ เริ่มวิปัสสนา แล้ว บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ใน อปทานว่า เราเห็นพระสมณะผู้ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว กำลังเสวย อยู่ ได้เอาน้ำในหม้อถวาย แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ วันนี้เราเป็นผู้ไม่เศร้าหมอง ปราศจากมลทิน สิ้นสงสัย ผลย่อมเกิดแก่เราในภพ ที่เกิดอยู่ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายน้ำใน กาลนั้น ด้วยการถวายน้ำนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งการถวายน้ำ ในกัปที่ ๖๑ แต่ภัทรกัปนี้ ได้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ พระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า วิมละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก.
หน้า 253 ข้อ 182
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธ- เจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า การเริ่มเจริญวิปัสสนา และการบรรลุพระอรหัต เกิดแก่เรา ด้วยสามารถแห่งคาถานี้ ดังนี้ แล้ว จึงได้ยกคาถานั้นแหละ โดยเป็นคาถาอุทาน. จบอรรถกถาสานุเถรคาถา ๕. รมณียวิหารีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระรมณียวิหารีเถระ [๑๘๒] ได้ยินว่า พระรมณียวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า โคอาชาไนยตัวสมบูรณ์ พลาดล้มแล้ว ย่อมกลับ ลุกขึ้นตั้งตัวได้ ฉันใด ท่านทั้งหลายจงทรงจำเราไว้ ว่า เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วย ทัสสนะ ฉันนั้นเถิด. อรรถกถารมณียวิหารีเถรคาถา คาถาของท่านพระรมณียวิหารีเถระ เริ่มต้นว่า ยถาปิ ภทฺโท อาชญฺโ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ?
หน้า 254 ข้อ 182
แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี แล้วมีจิตเลื่อมใส ถวายบังคม ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วทำการบูชาด้วยดอกหงอนไก่ ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลกแล้วกระทำบุญ ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของเศรษฐีคนใดคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความหมกมุ่นในกามคุณ เพราะความเมาในความเป็น หนุ่มอยู่. วันหนึ่ง เขาเห็นบุรุษคนหนึ่ง เป็นชู้กับเมียเขา ถูกลงโทษมีอย่างต่าง ๆ เกิดความสลดใจ ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้วบวช ถึงจะบวชแล้ว เพราะความเป็นคนมีราคจริต จึงปัดกวาดบริเวณจนสะอาด ตั้งน้ำฉัน น้ำใช้ ไว้อย่างดี ตกแต่งเตียงตั่งอย่างเรียบร้อย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงมีนามปรากฏว่า " รมณียวิหารี ". เพราะเป็นผู้หนาแน่นด้วยราคะ ท่านจึงทำกิจโดยไม่แยบยล ต้องอาบัติ ในเพราะตั้งใจทำน้ำสุกกะให้เคลื่อนแล้ว มีวิปฏิสารว่า น่าตำหนิตัวเราจริงหนอ เราเป็นอย่างนี้ พึงบริโภคอาหารที่เขาถวายด้วยศรัทธา (ได้อย่างไร) เดินไป โดยคิดว่า จักสึก นั่งพักที่โคนไม้ในระหว่างทาง. ก็เมื่อหมู่เกวียนเดินผ่านทาง นั้นไป โคที่เขาเทียมเกวียนตัวหนึ่งเหน็ดเหนื่อย ลื่นตกไปในทางที่ไม่สม่ำเสมอ เจ้าของเกวียนจึงปลดมันออกจากแอก ให้หญ้าให้น้ำ พอหายเหนื่อยแล้ว ก็ เทียมมันเข้าที่แอกอีก เดินทางต่อไป. พระเถระเห็นดังนั้นก็คิดว่า โคตัวนี้ แม้พลาดไปแล้วหนหนึ่ง ยังลุกขึ้นนำธุระของตนไปได้ ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น แม้จะพลั้งพลาดไปบ้าง ครั้งหนึ่ง ด้วยอำนาจกิเลส ก็ควรจะลุกขึ้นบำเพ็ญ สมณธรรม ดังนี้แล้ว เกิดโยนิโสมนสิการ กลับไปแจ้งข่าวความเป็นไปของตน
หน้า 255 ข้อ 182
แก่พระอุบาลีเถระ ออกจากอาบัติโดยวิธีที่กล่าวแล้วนั้น กระทำศีลให้บริสุทธิ์ ดุจเดิม เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นรอยพระบาท อันประดับด้วยจักรและ เครื่องอลังการ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงเหยียบไว้ จึงเดินตาม รอยพระบาทไป เราได้เห็นต้นหงอนไก่ มีดอกบาน จึงเก็บเอามาบูชาพร้อมทั้งราก เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ได้ไหว้รอยพระบาทอันอุดม ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชารอยพระพุทธบาทด้วยดอกไม้ใด ด้วยการ บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๕๗ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง ทรงพระนามว่า วีตมละ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุข ได้กล่าวคาถา อันแสดงถึงการบรรลุอริยธรรม พร้อมกับข้อปฏิบัติเบื้องต้นของตนว่า โคอาชาไนยตัวสมบูรณ์ พลาดล้มแล้ว ย่อมกลับ ลุกขึ้นตั้งตัวได้ ฉันใด ท่านทั้งหลายจงทรงจำเราไว้ว่า เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้สมบูรณ์ด้วย ทัสสนะนั้นเถิด ดังนี้.
หน้า 256 ข้อ 182
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขลิตฺวา แปลว่า พลาดแล้ว. บทว่า ปฏิติฏฺติ แปลว่า กลับลุกขึ้นตั้งหลักได้ คือ กลับยืนอยู่ในที่เดิมได้อีก. บทว่า เอวํ ความว่า โคอาชาไนยตัวเจริญ นำภาระไปถึงแหล่งที่มี อันตราย ลื่นล้มลงไปครั้งหนึ่ง เพราะเหตุที่ไม่เสมอกัน ไม่ทอดทิ้งธุระด้วย เหตุนั้น แม้ถึงจะพลาดไป ก็กลับลุกขึ้นตั้งตัวได้ เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลัง ความปราดเปรียว และความพยายามยืนหยัดอยู่ได้ โดยสภาพของตนนั่นแล แล้วนำภาระไปได้ ฉันใด ภิกษุผู้ประสบความลำบากเพราะกิเลสก็ฉันนั้น. ท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้า ผู้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยทัสสนะ เพราะถึงจะพลาด พลั้งไป เพราะความผิดพลาดจากการกระทำ ก็ยังทำความพลาดพลั้งนั้น ให้ กลับบริสุทธิ์ดุจเดิม เพราะสมบูรณ์ด้วยกำลังและความเพียร โดยมีความเห็น ชอบในมรรค. เพราะเหตุนั้นแล จึงชื่อว่า เป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเกิดแล้วโดยอริยชาติในภพสุดท้าย ชื่อว่าเป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุระ เพราะความเป็นผู้มีอภิชาติอันความพยายามให้เกิดแล้ว ที่พระอุระของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้านั้นและชื่อว่าเป็นอาชาไนย เพราะมีหน้าที่คล้ายกับโคอาชาไนย ตัวเจริญ. จบอรรถกถารมณียวิหารีเถรคาถา
หน้า 257 ข้อ 183
๖. สมิทธิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสมิทธิเถระ [๑๘๓] ได้ยินว่า พระสมิทธิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธา มีสติ และปัญญาอันเจริญ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ดูก่อนมาร ถึงท่านจักบันดาลรูปต่าง ๆ ที่น่ากลัวให้เกิดขึ้น แต่ก็ ไม่สามารถทำให้เราสะดุ้งกลัวได้เลย. อรรถกถาสมิทธิเถรคาถา คาถาของท่านพระสมิทธิเถระ เริ่มต้นว่า สทฺธายาหํ ปพฺพชิโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้เป็นอันมากในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นผู้มีใจ เลื่อมใสแล้ว ถือเอาดอกไม้พร้อมทั้งขั้ว ผูกให้เป็นช่อบูชาแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก การทำบุญเป็นอันมาก ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพ เกิดในเรือนมีตระกูล ในพุทธุปบาทกาลนี้. จำเดิมแต่เขาเกิดแล้ว ตระกูลนั้นก็เจริญมั่งคั่ง ด้วยทรัพย์และข้าวเปลือกเป็นต้น และอัตภาพของเขา ก็สวยงาม น่าดู มีคุณสมบัติ. เพราะฉะนั้น เขาจึงมีนาม
หน้า 258 ข้อ 183
ปรากฏว่า " สมิทธิ " เพราะเจริญรุ่งเรืองด้วยทรัพย์สมบัติ และสมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติ. เขาเห็นพุทธานุภาพ ในสมาคมของพระเจ้าพิมพิสาร ได้มีศรัทธา บวชแล้ว หมั่นขวนขวายในภาวนาอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ใน ตโปทาราม วันหนึ่งท่านคิดอย่างนี้ว่า เป็นลาภแล้วหนอ พระศาสดาของเรา เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า และเราก็บวชในพระธรรมวินัย ที่พระองค์ ตรัสดีแล้ว ทั้งเพื่อนสพรหมจารี ของเราก็เป็นผู้มีศีล มีกัลยาณธรรม เมื่อ ท่านคิดอยู่อย่างนี้ ก็เกิดปีติโสมนัสเป็นล้นพ้น. มารผู้ลามก ไม่พอใจ จึง ส่งเสียงร้องดังน่ากลัว ในที่ไม่ห่างพระเถระ ได้เป็นประหนึ่งว่าแผ่นดินจะถล่ม. พระเถระกราบทูลความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า มารจงใจทำลวงตาเธอ ไปเถิดภิกษุ เธอไม่ต้องคิดในข้อนั้น จงอยู่ไปเถิด. พระเถระไปในที่นั้น แล้วอยู่ขวนขวาย วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ เป็นสารถีฝึกนระ ผู้โชติช่วงดังดอก- กรรณิการ์ ประทับนั่งในระหว่างภูเขา ยังทิศทั้งปวง ให้สว่างอยู่ ในกาลนั้น เราเอาธนูพาดสายแล้ว ยิง ลูกธนูไป ตัดดอกไม้พร้อมทั้งขั้ว บูชาแด่พระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๕๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิองค์หนึ่ง พระนามว่า ชุตินธระ
หน้า 259 ข้อ 183
ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ส่วนมารไม่รู้ว่าพระเถระผู้อยู่ในที่นั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว เป็น พระขีณาสพ ก็ได้ส่งเสียงร้องดังน่ากลัว โดยนัยก่อนนั่นแหละ. พระเถระฟัง เสียงนั้นแล้วไม่สะดุ้งกลัว ไม่หวาดเสียว กล่าวว่า มารเช่นท่านตั้งร้อย ตั้งพัน ก็ไม่ทำให้แม้ขนของเราหวั่นไหวได้ ดังนี้แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้ภาษิตคาถาว่า เราออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธา มีสติและ ปัญญาเจริญ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ดูก่อนมาร ถึงท่านจัก บันดาลรูปต่าง ๆ ที่น่ากลัวให้เกิดขึ้น แต่ก็ไม่อาจทำ เราให้สะดุ้งกลัวได้เลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า ด้วยความเชื่อกรรม และผลแห่งกรรม และด้วยความเชื่อในพระรัตนตรัย อันมีความพอใจในธรรม เป็นสมุฏฐาน. พระเถระเรียก (แสดง) ตนเอง ด้วยบทว่า อหํ. บทว่า ปพฺพชิโต ความว่า เข้าถึง (บรรพชา). บทว่า อคารสฺมา ความว่า จากเรือน หรือจากการอยู่ครองเรือน. บทว่า อนคาริยํ ได้แก่ บรรพชา. ก็บรรพชานั้น ท่านเรียกว่า อนคาริยะ เพราะไม่มีกสิกรรมแลพาณิชยกรรมเป็นต้น อย่างใดอย่างหนึ่ง อัน เป็นประโยชน์ต่อการครองเรือน ซึ่งเป็นเหตุให้ชื่อว่า "อคาริยะ". ด้วยบทว่า สติ ปญฺญา จ เม วุฑฺฒา นี้ พระเถระแสดงว่า จำเดิมแต่ขณะแห่งวิปัสสนา จนถึงพระอรหัตตามลำดับมรรคธรรมเหล่านี้
หน้า 260 ข้อ 183
คือ สติที่มีการระลึกได้เป็นลักษณะ ปัญญาที่มีการรู้ทั่วเป็นลักษณะ เจริญแล้ว คืองอกงามแล้วแก่เรา บัดนี้ จะมีธรรมที่ต้องเจริญ (อีก) ก็หามิได้ สติปัญญา ของเราถึงความไพบูลย์แล้ว ดังนี้. ด้วยบทว่า จิตฺตญฺจ สุสมาหิตํ นี้ พระเถระแสดงว่า จิตของเรา ตั้งมั่นดีแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมาบัติ ๘ และด้วยสามารถแห่งโลกุตรสมาธิ บัดนี้ไม่มีกิจที่จะต้องทำจิตนั้นให้ตั้งมั่น (เพราะ) สมาธิถึงความไพบูลย์แล้ว. บทว่า กามํ กรสฺสุ รูปานิ ความว่า ดูก่อนมารผู้ลามก เพราะ ฉะนั้น ท่านมากระทำอาการที่น่ารังเกียจอย่างใดอย่างหนึ่ง หลอกเราตาม- ชอบใจ แต่อาการที่น่ารังเกียจเหล่านั้น ไม่อาจทำให้เราสะดุ้งกลัวได้เลย คือ ไม่สามารถจะกระทำ แม้เพียงควานหวั่นไหวแห่งร่างกายของเราได้เลย ที่ไหน จักทำจิตให้เป็นอย่างอื่นไปได้. พระเถระคุกคามมารว่า เพราะฉะนั้น กิริยานั้น จะมีผลเพียงทำความคับแค้น แก่จิตของท่านเท่านั้น. มารฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า พระเถระรู้ทันเรา แล้วหายไปในที่นั้นเอง. จบอรรถกถาสมิทธิเถรคาถา
หน้า 261 ข้อ 184
๗. อุชชยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุชชยเถระ [๑๘๔] ได้ยินว่า พระอุชชยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ช้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว จากสิ่งทั้งปวง เมื่อข้าพระองค์อยู่ในพระบัญชาของ พระองค์ จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุขสำราญ. อรรถกถาอุชชยเถรคาถา คาถาของท่านพระอุชชยเถระเริ่มต้นว่า นโม เต พุทฺธ วีรตฺถุ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ กระทำบุญเป็นอันมากไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เห็นพระผู้มี- พระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะ มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์ ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อว่า โสตถิยะ คนใดคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุชชยะ. เขาเจริญเติบใหญ่แล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท มองไม่เห็นสาระใน ไตรเพทนั้น อันอุปนิสยสมบัติ ตักเตือนอยู่ ไปยังเวฬุวันวิหาร ฟังธรรมใน
หน้า 262 ข้อ 184
สำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธาบรรพแล้ว เรียนกรรมฐานที่เหมาะแก่จริต อยู่ในป่า เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานเลย. สมดังคาถา- ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้น เราเห็นต้นกรรณิการ์มีดอกบาน จึงเก็บมาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ผู้คงที่ ในกัปที่ ๙๒ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชาในกัปที่ ๓๕ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพลมาก ปรากฏนามว่า อรุณปาณี สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ไปยังสำนักของพระศาสดา นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยอาการชมเชยพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ได้กล่าวคาถาว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้า ผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ ขอนอบน้อมแต่พระองค์ พระองค์เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว จากสิ่งทั้งปวง เมื่อข้าพระองค์อยู่ในพระโอวาทของ พระองค์ จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุขสำราญ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม แสดงถึงการประณาม. บทว่า เต แสดงถึงการมอบให้ด้วยกิริยานอบน้อม อธิบายว่า ขอนอบน้อมแด่ พระองค์.
หน้า 263 ข้อ 184
ก็บทว่า พุทฺธ วีร เป็นคำเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้า. อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตเรียกว่า พุทธะ เพราะตรัสรู้อรรถ ต่างด้วย อภิญญาเป็นต้น ด้วยพระสยัมภูญาณ ต่างด้วยอภิญญาเป็นต้น ฉันใด แม้ที่ บัณฑิตเรียกว่า วีระ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะทรงประกอบไปด้วยความเพียร ใหญ่ ที่ทรงเริ่มตั้งด้วยสามารถแห่งการย่ำยีมารแม้ทั้ง ๕. บทว่า อตฺถุ แปลว่า จงมี. บทว่า อตฺถุ นั้นสัมพันธ์เข้ากับ บทว่า นโม. บทว่า วิปฺปมุตฺโตส สพฺพธิ ความว่า ได้เป็นผู้หลุดพ้นแล้ว คือ พรากแล้ว จากกิเลสทั้งปวง และในสังขารทั้งปวง คือ ไม่มีอะไรเลย ที่พระองค์ ยังไม่ทรงหลุดพ้น เพราะเหตุที่ข้าพระองค์อยู่ในโอวาทของพระองค์ จึงเป็นผู้ ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุข อธิบายว่า ข้าพระองค์อยู่ในพระบัญชา คือ ในพระ- โอวาท ได้แก่ ในมรรคที่ถึงแล้วของพระองค์ ปฏิบัติอยู่ตามสติ ตามกำลัง ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะละอาสวะ แม้ทั้ง ๔ มีกามาสวะเป็นต้นได้หมดแล้ว อยู่ ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้เช่นนั้น. จบอรรถกถาอุชชยเถรคาถา
หน้า 264 ข้อ 185
๘. สัญชยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัญชยเถระ [๑๘๕] ได้ยินว่า พระสัญชยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ตั้งแต่เราออกบวช เป็นบรรพชิต เราไม่รู้สึกถึง ความดำริ อันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย. อรรถกถาสัญชยเถรคาถา คาถาของท่านพระสัญชยเถระเริ่มต้นว่า ยโต อหํ. เรื่องราวของท่าน เป็นอย่างไร ? แม้ท่านก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสม บุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี ได้รวบรวมสิ่งของที่เรี่ยราดกระจัดกระจายอยู่ ในที่ประชุมใหญ่ ๆ กระทำบุญอุทิศพระรัตนตรัย ตัวเองเป็นคนจน จึงได้เป็น ผู้ขวนขวายในการบำเพ็ญบุญของหมู่คณะเป็นต้นเหล่านั้น ท่านเข้าไปเฝ้าพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ตามกาลเวลา ถวายบังคมแล้ว มีจิตเลื่อมใสได้ทำหน้าที่ ไวยาวัจกร ต่าง ๆ ต่อภิกษุทั้งหลาย ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านไปบังเกิดใน เทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภพด้วยเท่านั้น ใน พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในพระ- นครราชคฤห์ โดยนามมีชื่อว่า สัญชัย. เขาเจริญวัยแล้ว เห็นพราหมณ์ผู้มี
หน้า 265 ข้อ 185
ชื่อเสียง มีพรหมายุพราหมณ์ และโปกขรสาติพราหมณ์เป็นต้น เลื่อมใสใน พระศาสนา ก็บังเกิดความเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา. พระบรมศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว เขาฟังธรรมแล้วได้เป็น พระโสดาบัน แล้วบรรพชาในเวลาต่อมา ก็และเมื่อบรรพชา พอปลายมีดจด เท่านั้น ก็ได้อภิญญา ๖. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ได้มีการประชุมใหญ่ (มหาสันนิบาต) แห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เราได้ เป็นไวยาวัจกรผู้รับใช้ในกิจทุกอย่าง ก็ไทยธรรม ที่จะถวายแด่พระสุคตเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ของเราไม่มี เรามีจิตผ่องใสได้ถวายบังคมพระบาท ของพระศาสดา ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ กระทำไวยาวัจกร ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการทำหน้าที่ไวยาวัจกร และในกัปที่ ๘ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นามว่า สุจินตติะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธ- เจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า ตั้งแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิต เราไม่รู้สึกถึง ความดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต อหํ ปพฺพชิโต ความว่า จำเดิมแต่ คือนับแต่เราได้บวชแล้ว.
หน้า 266 ข้อ 186
(อธิบายว่า) จำเดิมแต่เวลาที่เราบวชแล้ว เราไม่รู้จักความดำริอันไม่ ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย โดยความหมายก็ว่า เราไม่รู้จักความดำริ ที่ประกอบด้วยโทษมีราคะเป็นต้น เพราะเหตุนั้นแล จึงชื่อว่าไม่ประเสริฐ คือ เลว อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าไม่ใช่ของพระอริยเจ้า เพราะพระอริยะเจ้าทั้งหลาย ไม่ประพฤติ และเพราะผู้ที่ไม่ใช่พระอริยประพฤติ คือเป็นของลามก ได้แก่ มิจฉาวิตก มีกามวิตกเป็นต้น อันได้นามว่า สังกัปปะ เพราะดำริถึงคุณที่ ไม่มีจริงเป็นต้นในอารมณ์ อันตนให้เกิดแล้ว พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผล ว่า เราบรรลุพระอรหัตแล้ว ในเวลาที่ปลายมีดโกนจดเท่านั้น. จบอรรถกถาสัญชยเถรคาถา ๙. รามเณยยกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระรามเณยยกเถระ [๑๘๖] ได้ยินว่า พระรามเณยยกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนมาร บุคคลบางจำพวก ย่อมสะดุ้งกลัว เพราะเสียงคำรามของท่าน และเสียงร้องคำรามแห่ง เทวดา แต่จิตของเราไม่หวั่นไหว เพราะเสียงเหล่านั้น เพราะจิตของเรายินดีความเป็นผู้เดียว.
หน้า 267 ข้อ 186
อรรถกถารามเณยยกเถรคาถา คาถาของท่านพระรามเณยยกเถระ เริ่มต้นว่า จิหจิหาภินทิเต. เรื่องราวของท่านเป็นมาอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี. บรรลุถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้เลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดแล้วในเทวโลก กระทำบุญแล้ว เกิด หมุนเวียนไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดใน ตระกูลอันมั่งคั่งในพระนครสาวัตถี เจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีความเลื่อมใสเกิดแล้ว บรรพชา ในกาลที่ทรงรับมอบพระวิหารชื่อว่า เชตวัน เรียนกรรมฐาน อันสมควรแก่จริต แล้วอยู่ในป่า. ท่านได้มีชื่อว่า รามเณยยกะ เพราะ สมบัติของตน และข้อปฏิบัติอันสมควร แก่บรรพชิตของท่านเป็นเหตุนำมา ซึ่งความเลื่อมใส. วันหนึ่ง มารประสงค์ จะหลอกให้พระเถระสะดุ้ง จึงได้ ส่งเสียงร้องน่ากลัว. พระเถระฟังเสียงนั้นแล้ว ไม่สะดุ้งกลัว เพราะเสียงนั้น รู้ทันว่า นี้ เป็นมาร เมื่อจะแสดงความไม่อาทรในเสียงนั้น ได้กล่าวคาถาว่า ดูก่อนมารผู้ลามก จิตของเรานั้นย่อมไม่หวั่น ไหวดิ้นรน เพราะเสียงร้องของนกกระจาบ และเพราะ เสียงร้องของลิงทั้งหลาย เพราะจิตของเรายินดียิ่งแล้ว ในพระนิพพาน ดังนี้.
หน้า 268 ข้อ 186
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิหจิหาภินทิเต ความว่า เพราะเหตุ แห่งการส่งเสียงร้องของนกกระจาบ ที่ได้นามว่า จิหะ จิหะ เพราะส่งเสียง ร้องอยู่เนือง ๆ ว่า จิหะ จิหะ อธิบายว่า มีเสียงร้องเป็นเหตุ. บทว่า สิปฺปิกาภิรุเต จ ความว่า ลิงที่มีอาการเหมือนเด็กผอมโซอมโรค มีชื่อ อย่างอื่น คือขี้เล่น ท่านเรียกว่า สิปปิกะ. บางอาจารย์เรียกว่า มหากลันทกร เพราะลิงทั้งหลาย อ้าปากกว้าง ร้องตัวสั่น ก็บทนี้เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถ แห่งเหตุ อธิบายว่า การร้องของลิงนั่นเป็นเหตุ. บทว่า น เม ตํ ผนฺทติ จิตฺตํ ความว่า จิตของเราย่อมไม่ดิ้นรน คือไม่หวั่นไหว. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ดูก่อนมารผู้ลามก จิตของเราย่อมไม่ตกไป จากกรรมฐาน เพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของท่าน ดุจเพราะเหตุแห่งการ ร้อง คือเพราะเหตุแห่งการส่งเสียงร้องของลิงในป่า. พระเถระกล่าวถึงเหตุใน การที่จิตไม่ตกไปจากกรรมฐานว่า เอกตฺตํ นิรตํ หิ เม เพราะจิตของ เรายินดียิ่งแล้วในพระนิพพาน. หิ ศัพท์ มีเหตุเป็นอรรถ ได้แก่ เพราะเหตุที่จิตของเรา ละการคลุกคลีด้วยหมู่ อยู่ในความเป็นผู้ ๆ เดียว คือ ในเอกีภาพ หรือเพราะเหตุที่จิตของเรา ละความฟุ้งซ่านในภายนอก แล้วถึง ความเป็นหนึ่งในเอกัคคตารมณ์ หรือเพราะเหตุที่จิตของเรายินดียิ่งแล้ว คือ อภิรมย์แล้วใน เอคัคตารมณ์ คือในเอกีภาพ ได้แก่ ในพระนิพพาน ฉะนั้น จิตของเราจึงไม่ดิ้นรน คือไม่ขาดจากกรรมฐาน ได้ยินว่า พระเถระเมื่อ กล่าวคาถานี้อยู่นั่นแล เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี มีพระ ฉวีวรรณดังทอง มีพระรัศมีอันประเสริฐดังพระอาทิตย์
หน้า 269 ข้อ 187
มีพระหฤทัยเมตตา มีพระสติ เสด็จขึ้นที่จงกรม เรา มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ชมเชยพระญาณอันอุดม แล้ว ถือดอกเทียนขาวไปบูชา แด่พระพุทธเจ้า ใน กัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย ดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๒๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นามว่า สุเมฆฆนะ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็แลคาถานี้นั่นแหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถารามเณยยเถรคาถา ๑๐. วิมลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิมลเถระ [๑๘๗] ได้ยินว่า พระวิมลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า แผ่นดินชุ่มฉ่ำด้วยน้ำฝน ลมก็พัด สายฟ้าก็แลบ อยู่ทั่วไปในท้องฟ้า วัตถุทั้งหลาย ย่อมสงบไป จิต ของเราตั้งมั่นแล้ว เป็นอันดี. จบวรรคที่ ๕
หน้า 270 ข้อ 187
อรรถกถาวิมลเถรคาถา คาถาของท่านพระวิมลเถระ เริ่มต้นว่า ธรณี จ สิญฺจติ วา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้ท่านก็ได้เป็นผู้มีอธิการอันได้กระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน ตระกูลของคนเป่าสังข์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว สำเร็จการศึกษาในศิลปะนั้น วันหนึ่งพบพระผู้ มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีใจเลื่อมใสแล้ว ทำการบูชาด้วยการ เป่าสังข์ถวาย จำเดิมแต่นั้น ได้ทำการบำรุงพระศาสดา ตลอดกาลเวลา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก การทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยวไปๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตั้งอธิฐานไว้ในศาสนาของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ว่า ในอนาคตกาล ขอข้าพเจ้าจงเป็นผู้มีร่างกาย บริสุทธิ์ ปราศจากมลทิน ดังนี้ แล้วรดต้นโพธิ์ด้วยน้ำหอม ซักฟอกอาสนะ ที่เป็นเจดีย์ และเนินโพธิ ซักสมณบริขารที่เศร้าหมอง แม้ของภิกษุทั้งหลาย. ก็ครั้น จุติจากมนุษยโลกแล้ว ก็ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่ง ณ พระนครราชคฤห์ ในพุทธุ- ปบาทกาลนี้ ก็เมื่อท่านอยู่ในท้องมารดาก็ดี ออกจากท้องมารดาก็ดี ร่างกาย ของท่านไม่เศร้าหมองด้วยดี และเสมหะเป็นต้น ไม่แปดเปื้อน ดุจหยาดน้ำ ฝักบัว ได้เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่อง ดังพระโพธิสัตว์ผู้ประสูติในภพสุดท้าย ด้วย เหตุนั้น คนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า วิมละ.
หน้า 271 ข้อ 187
วิมลมาณพ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระ ภาคเจ้าเสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ได้เฉพาะซึ่งศรัทธา บรรพชาแล้ว เรียน กรรมฐาน อยู่ในถ้ำแห่งภูเขา แคว้นโกศล. อยู่มาวันหนึ่ง มหาเมฆที่ เกิดในทวีปทั้ง ๔ ได้ยังฝนให้ตก แผ่คลุม ทั่วท้องจักรวาล. ได้ยินว่า ฝนย่อมตกอย่างนี้ ในเวลาที่พระพุทธเจ้า และพระเจ้าจักรพรรดิ ยังทรง ดำรงอยู่ ในวิวัฏฏัฏฐายีกัป. จิตของพระเถระได้ตั้งมั่น มีอารมณ์เป็นหนึ่ง เพราะฝนช่วยสงบ ระงับ ดับความร้อนในฤดูร้อน และเพราะได้ฤดูเป็น ที่สบาย. ท่านจึงมีจิตตั้งมั่น ขวนขวายวิปัสสนาในขณะนั้นเองแล้วบรรลุ พระอรหัต ตามลำดับมรรค. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นผู้เป่าสังข์บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ- นามว่าวิปัสสี เป็นผู้ประกอบการบำรุงพระสุคตเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เป็นนิตย์ เราเห็นผลแห่งการ บำรุงพระโลกนาถผู้คงที่ ดนตรีหกหมื่น ห้อมล้อมเรา ทุกเมื่อ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราบำรุงพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบำรุง ในกัปที่ ๒๔ แต่ ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ นามว่า " มหานิโฆษะ" มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 272 ข้อ 187
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นผู้มีใจยินดีแล้ว เพราะ ทำกิจสำเร็จแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาว่า แผ่นดินชุ่มชื่นด้วยน้ำฝน ลมก็พัด สายฟ้าก็แลบ อยู่ทั่วไปในท้องฟ้า วิตกทั้งหลายย่อมสงบไป จิตของ เราตั้งมั่นแล้ว เป็นอันดี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธรณี แปลว่า แผ่นดิน. ก็แผ่นดินนั้น ท่านเรียกว่า " ธรณี " เพราะทรงไว้ซึ่งสิ่งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตทั้งสิ้น. บทว่า สิญฺจติ ความว่า เมื่อมหาเมฆยังฝนให้ตกเต็มทั่วท้องฟ้า โดยรอบ ผืนดินก็ชุ่มชื่นด้วยน้ำฝน. บทว่า วาติ มาตุโล ความว่า ลมที่เยือกเย็นเพราะสัมผัสกับ บรรยากาศที่ฝนโปรยลงมา ก็พัด. บทว่า วิชฺชุลตา จรติ นเภ ความว่า ลมที่เยือกเย็นเพราะสัมผัสกับ บรรยากาศที่ฝนโปรยลงมา ก็พัด. บทว่า วิชฺชุลตา จรติ นเภ ความว่า สายฟ้าที่แลบออกจาก กลุ่มเมฆหนา ร้องคำรามกระหึ่ม ครวญครางในที่นั้น ๆ ก็แลบไปในอากาศ ด้านโน้น และด้านนี้รอบทิศ. บทว่า อุปสมนฺติ วิตกฺกา ความว่า มหาวิตก ๙ แม้ทั้งหมดมี กามวิตกเป็นต้น ชื่อว่าเป็นอันสงบแล้ว ด้วยสามารถแห่งองค์มรรคนั้น ใน ชั้นต้น โดยการที่พระเถระได้บรรลุสมถะและวิปัสสนา อันสำเร็จแล้วเพราะมี ฤดูเป็นที่สบาย ชื่อว่าย่อมเข้าไปสงบ เพราะการได้บรรลุอริยมรรค. คือ ย่อม ขาดสูญไปโดยไม่มีส่วนเหลือ พระเถระกล่าวถึงขณะแห่งอริยมรรค ทำให้เป็น ปัจจุบัน เพราะใกล้ปัจจุบัน. อีกอย่างหนึ่ง บทนี้ เป็นคำกล่าวถึงปัจจุบัน ใน ข้อความที่ผ่านมาแล้ว.
หน้า 273 ข้อ 187
บทว่า จิตฺตํ สุสมาหิตํ มมํ ความว่า พระเถระพยากรณ์พระ- อรหัตผลว่า ต่อจากนั้นมา จิตของเราก็ตั้งมั่นด้วยดี ด้วยโลกุตรสมาธิ บัดนี้ ไม่มีกิจอะไรที่จะต้องกระทำในการตั้งจิตนั้น ดังนี้. จบอรรถกถาวิมลเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๕ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระสิริวัฑฒเถระ ๒. พระขทิรวนียเรวตเถระ ๓. พระสุมังคล เถระ ๔. พระสานุเถระ ๕. พระรมณียวิหารีเถระ ๖. พระสมิทธิเถระ ๗. พระอุชชยเถระ ๘. พระสัญชยเถระ ๙. พระรามเณยยกเถระ ๑๐. พระวิมลเถระ และอรรถกถา.
หน้า 274 ข้อ 188
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๖ ๑. โคธิกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโคธิกเถระ [๑๘๘] ได้ยินว่า พระโคธิกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะ ดังเสียงเพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี จิตของ เราก็ตั้งมั่นดีแล้ว ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตก ลงมาเถิดฝน. วรรควรรณนาที่ ๖ อรรถกถาโคธิกาทิจตุเถรคาถา คาถาของพระเถระทั้ง ๔ เหล่านี้ คือ พระโคธิกะ พระสุพาหุ พระ- วัลลิยะ พระอุตติยะ ทั้ง ๔ คาถาเริ่มต้นว่า วสฺสติ เทโว. เรื่องราวของ ท่านเหล่านั้นเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระเหล่านี้ ก็ได้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้มากในภพนั้น ๆ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ นับแต่ภัทรกัปนี้ ได้เกิดในเรือนมี
หน้า 275 ข้อ 188
ตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ได้เป็นสหายกันเที่ยวไป. ในบรรดาสหายเหล่านั้น สหายคนหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ เสด็จเที่ยว บิณฑบาต ได้ถวายอาหารทัพพี ๑. สหายคนที่ ๒ มีจิตเลื่อมใส ถวายบังคม ด้วยเบญจางคประดิษฐ์แล้ว ประคองอัญชลี. สหายคนที่ ๓ มีจิตเลื่อมใส บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอกอุบลกำมือหนึ่ง สหายคนที่ ๔ ทำการบูชา ด้วยดอกมะลิ. สหายเหล่านั้นบังเกิดในเทวโลก ด้วยบุญกรรม ที่ทำจิตให้ เลื่อมใสในพระศาสดา ขวนขวายแล้วอย่างนี้ กระทำบุญไว้มากแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดในเรือนมีตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ เป็นสหายกัน บวชในพระศาสนา บำเพ็ญสมณธรรม แล้วเกิดเป็นโอรสของเจ้ามัลละทั้ง ๔ ในเมืองปาวา ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย. พวกเจ้ามัลละ ได้ขนานนามของพระโอรสเหล่านั้นว่า โคธิกะ สุพาหุ วัลลิยะ (และ) อุตติยะ. พระโอรสทั้ง ๔ ได้เป็นสหายรักกัน. พระโอรสเหล่านั้น ได้พากันไปยังเมือง กบิลพัสดุ์ ด้วยกรณียกิจบางอย่าง. ก็ในสมัยนั้น พระศาสดาเสด็จไปยังเมือง กบิลพัสดุ์ ประทับอยู่ในนิโครธาราม ทรงแสดงยมกปาฏิหาริย์ ทรมานเจ้า ศากยะ มีพระเจ้าสุทโธทนะเป็นประมุข. ครั้งนั้น แม้โอรสแห่งเจ้ามัลละ ทั้ง ๔ เหล่านั้น เห็นปาฏิหาริย์แล้ว ได้ความเลื่อมใส บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระโคธิกเถระกล่าวคาถานี้ว่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีผิวพรรณดังทอง สมควรรับเครื่องบูชา เสด็จออกจากป่าอันสงัด จาก ตัณหาเครื่องร้อยรัดมาสู่ความดับ จึงถวายภิกษาทัพพี หนึ่ง แด่พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ผู้มี
หน้า 276 ข้อ 188
ปัญญา ผู้สงบระงับ ผู้แกล้วกล้ามาก ผู้คงที่ เราตาม เสด็จพระองค์ ผู้ทรงยังมหาชนให้ดับ เรามีความยินดี เป็นอันมากในพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาล นั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายภิกษา ในกัปที่ ๘๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระ- เจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ มีพระนามเหมือนกันว่า มหาเรณุ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระสุพาหุเถระ กล่าวคาถานี้ว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณดังทอง ผู้องอาจดุจม้าอาชาไนย ดังช้างมาตังคะ ตกมัน ๓ ครั้ง ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงยังทิศทั้งปวง ให้สว่างไสวเหมือนพญารัง มีดอกบาน เป็นเชษฐบุรุษ ของโลก สูงสุดกว่านระ เสด็จดำเนินไปในถนน จึงยังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณ ประนมอัญชลี มีจิต เลื่อมใส มีใจโสมนัส ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระญาณ ในกัปที่ ๗๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระ- องค์ มีนามว่า นรุตตมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗
หน้า 277 ข้อ 188
ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระวัลลิยเถระ กล่าวคาถานี้ว่า ในกาลนั้น เราเป็นช้างดอกไม้ อาศัยอยู่ในนคร ติวรา ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงพระนาม ว่า สิทธัตถะ อันชาวโลกบูชา มีใจเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายดอกอุบลกำมือหนึ่ง เราอุบัติในภพใด ๆ เพราะผลของกรรมนั้น เราได้เสวยผลอันน่าปรารถนา ที่ตนทำไว้ดีแล้วในปางก่อน แวดล้อมด้วยพวกมัลละ ชั้นดี นี้เป็นผลแห่งการถวายดอกไม้ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา ด้วยดอกไม้ ในกัปใกล้เคียงที่ ๙๔ เว้นกัปปัจจุบัน ได้เป็นพระราชา ๕๐๐ พระองค์ มีนามเหมือนกันว่า นัชชสมะ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระอุตติยเถระ กล่าวคาถานี้ว่า เราได้ถวายดอกมะลิแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า " สิทธัตถะ " ดอกมะลิ ๗ ดอกเราโปรย ลงแทบพระบาท ด้วยความยินดี ด้วยกรรมนั้น วันนี้ เราได้เสวยอมตธรรม เราทรงกายที่สุด อยู่ในศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยกรรมนั้น
หน้า 278 ข้อ 188
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยดอกไม้ ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๓ พระองค์ ได้มีนามว่า สมันตคันธะ ครอบครอง แผ่นดิน มีสมุทรสาคร ๔ เป็นที่สุด เป็นจอมประชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธ- เจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระแม้ทั้ง ๔ เหล่านี้ ครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว ปรากฏ ชื่อเสียงโค่งดังในโลก เป็นผู้อันพระราชามหาอมาตย์แห่งพระราชา สักการะ เคารพแล้ว อยู่ร่วมกันในป่านั่นแหละ. ครั้นในกาลวันหนึ่ง พระเจ้าพิมพิสาร เข้าไปหาพระเถระทั้ง ๔ รูปเหล่านั้น ผู้เข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ไหว้แล้ว นิมนต์ ให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส รับสั่งให้สร้างกุฏิถวายพระเถระเหล่านั้นแยกกัน (องค์ละหลัง) (แต่) ไม่ได้มุงหลังคาเพราะหลงลืม. พระเถระเหล่านั้นก็อยู่ใน กุฏิทั้งหลายที่ยังไม่ได้มุง ถึงฤดูฝน ฝนก็ไม่ตก พระราชาทรงพระดำริว่า เพราะเหตุไรหนอแล ฝนจึงไม่ตก ทรงทราบเหตุนั้น แล้วรับสั่งให้มุงหลังคา กุฏิเหล่านั้น ให้ฉาบด้วยดินเหนียว และตกแต่งให้งดงาม ทำการฉลองกุฏิ แล้วได้ถวายทานแก่ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่. เพื่อจะอนุเคราะห์พระราชา พระเถระทั้งหลายจึงเข้าไปยังกุฏีทั้งหลาย แล้วเข้าสมาบัติเมตตาเป็นอารมณ์. ลำดับนั้น มหาเมฆตั้งขึ้นด้านทิศอุดรและ ทิศปราจีน ตั้งเค้าจะตกในขณะที่พระเถระทั้งหลายออกจากสมาบัติทีเดียว ใน บรรดาพระเถระเหล่านั้น พระโคธิกเถระออกจากสมาบัติพร้อมกับเมฆร้องคำราม ได้กล่าวคาถานี้ว่า ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี จิตของเรา
หน้า 279 ข้อ 188
ก็ตั้งมั่นดีแล้ว ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงมา เถิดฝน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสฺสติ ความว่า ฝนตก คือ ยังสายฝน ให้โปรยลงมา. บทว่า เทโว ได้แก่ เมฆ. บทว่า ยถา สุคีตํ มีอธิบายว่า ส่งเสียงครวญครางเหมือนเสียง เพลงขับอันเสนาะ ก็ในเวลาฝนจะตก เมฆตั้งขึ้นหนาตั้งร้อยชั้นพันชั้น ทำให้ ฟ้าร้องเปล่งแสงแปลบปลาบไปทั่วทิศ ย่อมงดงาม มิใช่อย่างเดียว เพราะฉะนั้น พระเถระจึงแสดงว่า ฝนตกส่งเสียงดังสนิทไพเราะกังวานลึก (อีกด้วย). ด้วย เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวถึงการที่ไม่ถูกรบกวนด้วยเรียกว่ากุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี คือ พระเถระกล่าวว่า กุฏิของเรานี้ มุงด้วยหญ้า เป็นต้นแล้ว ตราบเท่าที่ฝนยังไม่ตก ด้วยเหตุนั้นจึงไม่ถูกฝนรบกวน. กุฎีชื่อว่า นำสุขมาให้ เพราะมีสุขในการใช้สอย และมีฤดูเป็นที่สบาย มีฤดูเป็นสุขครบ ทุกอย่าง ทั้งเว้นจากอันตรายอันเกิดแต่ลม เพราะมีประตูหน้าต่างปิดสนิทดี พระเถระจึงกล่าวว่า ไม่ถูกเบียดเบียนด้วยสามารถแห่งที่อยู่เป็นสัปปายะครบทั้ง ๒ อย่าง. บทว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ มยฺหํ ความว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ด้วยดี ด้วยอนุตรสมาธิ คือ แนบแน่นดีแล้วในอารมณ์ คือ พระนิพพาน. ด้วยบทนี้ พระเถระแสดงถึงความเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย เพราะไม่มี อันตรายในภายใน. บทว่า อถ เจ ปตฺถยสิ ความว่า บัดนี้ ถ้าท่านปรารถนาจะตก คือ ถ้าท่านอยากจะตก.
หน้า 280 ข้อ 189
บทว่า ปวสฺส ความว่า จงพรมน้ำ คือ หลั่งสายฝนลงมา. พระเถระเรียกเมฆว่า เทว. จบอรรถกถาโคธิกาทิจตุเถรคาถา ๒. สุพาหุเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุพาหุเถระ [๑๘๙] ได้ยินว่า พระสุพาหุเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี จิตของเรา ก็ตั้งมั่นดีแล้ว ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญตกลงมา เถิดฝน. อรรถกถาสุพาหุเถรคาถา ในคาถาที่พระเถระอีก ๓ องค์นอกนี้กล่าวไว้ แปลกกันเฉพาะใน บทที่ ๓. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ กาเย ในคาถา ที่พระสุพาหุเถระกล่าวไว้ ความว่า จิตของเราตั้งมั่นแล้วด้วยดี คือแนบแน่น อยู่แล้วโดยชอบในกรชกาย ด้วยสามารถแห่งการเจริญกายคตาสติ อธิบายว่า พระสุพาหุเถระนี้ กระทำฌานที่ตนได้แล้ว ด้วยสามารถแห่งการเจริญ กายคตาสติ ให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถระ หมายถึงการเจริญกายคตาสตินั้น จึงกล่าวว่า จิตฺตํ สุสมาหิตญฺจ กาเย และ จิตของเราตั้งมั่นดีแล้วในกาย ดังนี้. จบอรรถกถาสุพาหุเถรคาถา
หน้า 281 ข้อ 190
๓. วัลลิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัลลิยเถระ [๑๙๐] ได้ยินว่า พระวัลลิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้ ไม่ประมาทอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าท่านปรารถนาจะตกก็เชิญ ตกลงมาเถิดฝน. อรรถกถาวัลลิยเถรคาถา บทว่า ตสฺสํ วิหรามิ อปฺปมตฺโต ในวัลลิยเถรคาถา มีอธิบายว่า เราชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว เพราะบรรลุถึงที่สุดแห่งข้อปฏิบัติอันให้ถึงความ ไม่ประมาท อยู่ผัดเปลี่ยนอิริยาบถ คือยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยการเข้าไป ประกอบด้วยธรรมอันเป็นเครื่องอยู่ของพระอริยเจ้า และด้วยการประกอบด้วย ธรรมมีทิพวิหารธรรมเป็นต้น ในกุฎีนั้น. จบอรรถกถาวัลลิยเถรคาถา
หน้า 282 ข้อ 191, 192
๔. อุตติยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุตติยเถระ [๑๙๑] ได้ยินว่า พระอุตติยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ฝนตกลงมา มีเสียงไพเราะดังเสียงเพลงขับ กุฎี ของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราผู้เดียว ไม่มีเพื่อนอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าท่านปรารถนาจะตก ก็เชิญ ตกลงมาเถิดฝน. อรรถกถาอุตติยเถรคาถา บทว่า อทุติโย ในคาถาที่พระอุตติยเถระกล่าวแล้ว ความว่า เราเป็นผู้ไม่มีสหาย คือ เว้นจากการคลุกคลีด้วยกิเลส และการคลุกคลีด้วยคณะ. จบอรรถกถาอุตติยเถรคาถา จบอรรถกถาคาถาของพระเถระทั้ง ๔ ๕. อัญชนวนิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอัญชนวนิยเถระ [๑๙๒] ได้ยินว่า พระอัญชนวนิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเข้าไปสู่ป่าอัญชนวัน ทำตั่งให้เป็นกุฎีแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ เราได้กระทำคำสอนของพระพุทธ- เจ้าเสร็จแล้ว.
หน้า 283 ข้อ 192
อรรถกถาอัญชนวนิยเถรคาถา คาถาของท่านพระอัญชนวนิยเถระเริ่มต้นว่า อาสนฺทึ กุฏิกํ กตฺวา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ ท่านเป็นช่างดอกไม้ นามว่า สุทัสสนะ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกมะลิ กระทำบุญอย่างอื่นไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก บวชในศาสนาของพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ แล้วได้บำเพ็ญสมณธรรม ครั้นใน- พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดในตระกูลเจ้าวัชชี ในพระนครเวสาลี ในเวลาที่เขา เจริญเติบใหญ่แล้ว ภัยทั้ง ๓ คือ ภัยเกิดแต่ฝนแล้ง ๑ ภัยเกิดแต่ความเจ็บไข้ ๑ ภัยเกิดแต่อมนุษย์ ๑ บังเกิดแล้วในแคว้นวัชชี. ภัยทั้งหมดนั้นพึงทราบโดยนัย ดังกล่าวแล้วในอรรถกถารัตนสูตร ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จถึงเมืองเวสาลี เมื่อภัยทุกอย่างสงบแล้ว และเมื่อธรรมาภิสมัยเกิดแล้วแก่เทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย จำนวนมาก ในการแสดงธรรมของพระบรมศาสดา ราชกุมารนี้เห็น พุทธานุภาพ ได้มีศรัทธา บรรพชาแล้ว. ก็ราชกุมารนี้ มีประวัติอย่างไร แม้พระราชาอีก ๔ องค์ ที่จะกล่าว ต่อไป ก็มีประวัติอย่างนั้น ก็ราชกุมารแห่งเจ้าลิจฉวีผู้เป็นพระสหายของ ราชกุมารนี้ แม้เหล่านั้น ก็บรรพชาแล้วโดยทำนองนี้แหละด้วยอาการอย่างนี้ คือ ราชกุมารเหล่านั้นเป็นสหายกัน แม้ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง พระนามว่า กัสสปะ บวชแล้ว ก็ได้บำเพ็ญสมณธรรมร่วมกันกับราชกุมารนี้ ได้กระทำบุญมีการปลูกพืชคือกุศลเป็นต้นไว้แทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ พระอัญชนวนิยเถระนี้ การทำบุรพกิจเสร็จแล้ว
หน้า 284 ข้อ 192
อยู่ที่ป่าช้า ในป่าอัญชนวัน ในเมืองสาเกตนั้น เมื่อจวนถึงเวลาใกล้เข้าพรรษา ได้ตั่งเก่า ๆ ที่มนุษย์ทั้งหลายทิ้งแล้ว วางตั่งนั้นไว้บนแผ่นหินทั้ง ๔ ปกปิด ด้านบน และด้านกว้างด้วยหญ้าเป็นต้น แล้วประกอบประตูอยู่จำพรรษา. ท่านเพียรพยายามอยู่ ก็ได้บรรลุพระอรหัต ในเดือนแรกเท่านั้น. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้นเราเป็นนายมาลาการมีชื่อว่าสุทัสสนะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ เรามีจักษุบริสุทธิ์ มีใจโสมนัส ถือดอกมะลิไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ตรัสรู้แล้วมีจักษุทิพย์ ด้วยบุปผบูชานี้ และด้วยการตั้งจิตไว้ เราไม่เข้าถึงทุคติเลย ตลอดแสน กัป ในกัปที่ ๓๖ แต่ภัทรกัปมิได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีพระนามเหมือนกันว่า เทวุตตระ มี พลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว คำสอนของ พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุข ออกจากสมาบัติแล้ว พิจารณาสัมบัติตามที่ได้ เมื่อจะเปล่งอุทานด้วยกำลังปีติ จึงได้กล่าวคาถาว่า เราเข้าไปสู่ป่าอัญชนวัน ทำตั่งให้เป็นกุฎีแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสนฺทิกุฏิกํ กตฺวา ความว่า ตั่ง ๔ เหลี่ยม ขายาว ชื่อว่า อาสันทิ แม้ตั่ง ๔ เหลี่ยมกว้างก็มีเหมือนกัน. พระ เถระกระทำตั่ง ที่สามารถเพื่อจะนั่งได้อย่างเดียว นอนไม่ได้ ให้เป็นกุฎี เพื่ออยู่อาศัย โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง คือกระทำให้เป็นกุฎี โดยประการ
หน้า 285 ข้อ 192
ที่ เมื่อนั่งบนตั่งนั้นแล้ว สามารถบำเพ็ญสมณธรรมได้โดยสะดวกเพราะไม่มี อันตรายอันเกิดแต่ฤดู. พระเถระแสดงถึงความมักน้อย และความสันโดษ อย่างยอดเยี่ยมในเสนาสนะของตน ด้วยบทนี้. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่าน พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า การนั่งขัดสมาธิ นับว่าพอเป็นการอยู่อย่างสบาย ของภิกษุ ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ดังนี้. อาจารย์อีกพวกหนึ่ง อ้างปาฐะว่า อาสนฺทิกุฏิกํ แล้วกล่าวอธิบายว่า กระทำกุฎีขนาดเท่าตั่ง. ส่วนอาจารย์เหล่าอื่น กล่าวอธิบายว่า กุฎีที่ทำไว้บน เตียงเฉพาะ คนจะนั่งทำเป็นอาสนะเป็นต้น (วอหาม) ชื่อว่า อาสันทิ กระทำ อาสันทินั้นให้เป็นกุฎี. บทว่า โอคยฺห ความว่า หยั่งลง คือเข้าไปแล้วโดยลำดับ. บทว่า อญฺชนํวนํ ได้แก่ป่าที่มีชื่ออย่างนี้ อธิบายว่า เถาวัลย์ ท่านเรียกว่า อัญชนะ เพราะมีดอกมีสีเหมือนดอกอัญชัน ป่านั้นได้นามว่า อัญชนวัน เพราะมากไป ด้วยเถาวัลย์นั้น. ส่วนอาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า กอไม้ใหญ่ ชื่อว่าอัญชนวัน ต้องนำคำที่เหลือว่า วิหรโต มยา มาประกอบความว่า เราเข้าไปสู่ป่าอัญชนวัน นั้น กระทำตั่งให้เป็นกุฎี บรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ กระทำคำสอนของพระ พุทธเจ้าแล้วอยู่. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาอัญชนวนิยเถรคาถา
หน้า 286 ข้อ 193
๖. กุฏีวิหารีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุฏีวิหารีเถระ [๑๙๓] ได้ยินว่า พระกุฏิวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ใครนั่งอยู่ในกุฎี ภิกษุผู้ปราศจากราคะ มีจิตตั้ง มั่นอยู่ในกุฎี ขอท่านจงรู้อย่างนี้เถิดอาวุโส กุฎีที่ท่าน ทำไว้แล้ว ไม่ไร้ประโยชน์เลย. อรรถกถากุฎีวิหารีเถรคาถา คาถาของท่านพระกุฏิวิหารีเถระ เริ่มต้นว่า โก กุฏีกายํ. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จ ไปทางอากาศ ท่านถือหม้อน้ำเย็นไปด้วยคิดว่า เราจักถวายน้ำเป็นทาน แล้ว เกิดปีติโสมนัส แหงนหน้าขึ้น โยนหม้อน่าขึ้นไป (บนอากาศ) พระศาสดา ทรงทราบอัธยาศัยของท่าน แล้วประทับยืนอยู่ในอากาศรับหม้อน้ำ เพื่อเจริญ ศรัทธาปสาทะ. ด้วยการรับน้ำนั้น ท่านเสวยปีติโสมนัสมิใช่น้อย. ข้อความที่ เหลือ คล้ายกับที่กล่าวไว้ในเรื่องของพระอัญชนวนียเถระ ทั้งนั้น. ส่วนข้อ ที่แปลกกันมีดังนี้ ได้ยินว่า ท่านบวชโดยนัยดังกล่าวแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว ขวนขวายวิปัสสนา ในเวลาเย็นเดินทางไปใกล้ที่นา เมื่อฝนลงเม็ด เห็นกุฎี
หน้า 287 ข้อ 193
อันเกิดด้วยบุญ ของคนเฝ้านา จึงนั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยหญ้า. พอท่านนั่งลง ก็ได้ฤดูเป็นที่สบาย ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคำที่ ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณ ดังทอง ผู้รุ่งเรืองดังกองไฟ เหมือนพระอาทิตย์ เป็น ที่รับรองเครื่องบูชาเสด็จไปในอากาศ จึงเอามือทั้งสอง กอบน้ำแล้วโยนขึ้นไปในอากาศ พระพุทธเจ้าผู้มหา- วีระ มีพระกรุณาในเรา ทรงรับไว้ พระศาสดาทรง พระนามว่า ปทุมุตตระ ประทับยืนอยู่ในอากาศ ทรง ทราบความดำริของเรา จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายน้ำนี้และด้วยเกิดปีติ เขาจะไม่ถึงทุคติเลย ตลอดแสนกัป. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาเชษฐ- บุรุษของโลก ผู้นราสภ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ ละความชนะและความแพ้แล้ว บรรลุฐานะอันไม่หวั่น ไหว ในกัปที่ ๖,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่า สหัสสราช เป็น จอมคน ปกครองแผ่นดิน มีสมุทรสาครเป็นที่สุด. กิเลสทั้งหลายเราเผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธ- เจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว นั่งอยู่ในกระท่อมนั้น คนเฝ้า นากลับมา ถามว่า ใครอยู่ในกระท่อม. พระเถระได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคำมี อาทิว่า ภิกษุอยู่ในกระท่อม. คำของคนเฝ้านา และของพระเถระนี้นั้น ท่าน รวบรวมไว้เป็นหมวดเดียวกันแล้ว ยกขึ้นสู่สังคีติ โดยรูปอย่างนั้น ว่า
หน้า 288 ข้อ 193
ใครนั่งอยู่ในกระท่อม ภิกษุผู้ปราศจากราคะ มี จิตตั้งมั่นอยู่ในกระท่อม ขอท่านจงรู้อย่างนี้เถิดอาวุโส กระท่อมที่ท่านทำไว้แล้ว ไม่ไร้ประโยชน์เลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก กุฏิกายํ เป็นคำถามของคนเฝ้านาว่า ใครนั่งอยู่ในกุฏินี้. บทว่า ภิกฺขุ กุฏิกายํ เป็นคำให้คำตอบของพระเถระ แก่ คนเฝ้านา. ลำดับนั้น พระเถระ ยังคนเฝ้านาให้อนุโมทนา การใช้สอยกระท่อม โดยความที่ ตนเป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ เพื่อจะทำบุญนั้นให้ดำรงมั่นคง โอฬาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วีตราโค. คาถานั้น มีใจความดังนี้ ภิกษุผู้ทำ ลายกิเลสได้แล้วรูปหนึ่ง นั่งอยู่แล้วในกระท่อมของท่าน เพราะเหตุนั่นแหละ ภิกษุนั้น จึงชื่อว่า ผู้ปราศจากราคะแล้ว เพราะมีราคะอันถอนขึ้นแล้ว โดย ประการทั้งปวง ด้วยมรรคอันเลิศ ชื่อว่าผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะเป็นผู้มีจิต ตั้งมั่นแล้วด้วยดี โดยกระทำพระนิพพาน ให้เป็นอารมณ์ ด้วยสมาธิอันยอด เยี่ยม ดูก่อนคนเฝ้านา ผู้มีอายุ เรากล่าวความนี้ อย่างไร ท่านจงรู้ คือ จงเชื่ออย่างนั้น ท่านจงพ้น (ทุกข์). กระท่อมอันท่านทำแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์เลย คือกระท่อมที่ท่านสร้าง ไว้ ไม่เป็นโมฆะ ไม่เป็นหมัน มีแต่ผล มีแต่กำไร เพราะพระอรหันตขีณาสพ ได้ใช้สอย. ถ้าท่านจะอนุโมทนา ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล และ เพื่อความสุขแก่ท่านตลอดกาลนาน. คนเฝ้านา ฟังดังนั้นแล้ว คิดว่า เป็นลาภของเราแล้วหนอ เพราะ ในกุฎีของเรา มีพระผู้เป็นเจ้า เช่นนี้เข้าไปนั่ง แล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ยืนอนุ- โมทนาแล้ว. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับถ้อยคำสนทนา ของพระเถระและ คนเฝ้านาเหล่านั้นนี้ ด้วยทิพโสตธาตุ และทรงทราบการอนุโมทนาของคนเฝ้านา
หน้า 289 ข้อ 194
เมื่อจะทรงยังสมบัติอันคนเฝ้านา จะพึงได้เสวย ให้แจ้งชัด จึงได้ตรัสกะคน เฝ้านาด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยผลแห่งการที่ภิกษุ ผู้มีจิตสงบแล้ว ไม่มี อาสวะ อยู่ในกระท่อมของท่านนั้น ท่านจักได้เป็น จอมเทพ ท่านจะได้เป็นจอมเทวัญ เสวยราชสมบัติใน หมู่เทพ ๓๖ ครั้ง จักได้เป็นจอมจักรพรรดิ ในแว่น แคว้น ๓๔ ครั้ง จักได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้ ปราศจากราคะ นามว่า รัตนกุฏี ดังนี้. จำเดิมแต่นั้นมา พระเถระ ก็ได้เกิดสมัญญานามว่า กุฏิวิหารีเถระ ทีเดียว เพราะเป็นนามพิเศษที่ท่านได้ในกระท่อม. ก็คาถานี้แหละ ได้เป็น คาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถากุฏิวิหารีเถรคาถา ๗. ทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุฏิวิหารีเถระ [๑๙๔] ได้ยินว่า พระกุฏิวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กุฎีนี้เป็นกุฎีเก่า ท่านปรารถนากุฎีใหม่ ก็จงละ ความหวังในกุฎีใหม่เสีย ดูก่อนภิกษุ กุฎีใหม่นำทุกข์ มาให้.
หน้า 290 ข้อ 194
อรรถกถาทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา คาถาของท่านพระกุฏิวิหารีเถระเริ่มต้นว่า อยมาหุ ปุราณิยา. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายพัดที่สานอย่างวิจิตรด้วย ผลิตภัณฑ์ไม้อ้อ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ในฤดู ร้อน พระศาสดาทรงยังเขาให้รื่นเริง ด้วยพระคาถาอนุโมทนา ในข้อความใด ที่ยังมีข้อหลงเหลืออันควรกล่าวถึง ข้อความนั้นก็เหมือนกับที่กล่าวไว้แล้ว ใน เรื่องของพระอัญชนวนิยเถระ ส่วนข้อที่แปลกกันมีดังนี้ ได้ยินว่า พระเถระนี้บวชแล้ว โดยนัยดังกล่าวแล้วอยู่ในกุฏิเก่าหลัง- หนึ่ง ไม่คิดจะบำเพ็ญสมณธรรม คิดแต่จะก่อสร้างอย่างเดียวว่า กุฏิของเรา เก่าแล้ว เราควรทำกุฏิหลังใหม่. เทวดาผู้ใคร่ประโยชน์ต่อท่าน กล่าวคาถานี้ ที่มีความชวนให้สลดใจ ภาษาง่าย ๆ แต่มีใจความลึกซึ้งว่า กุฎีนี้เป็นกุฎีเก่า ท่านปรารถนากุฎีใหม่หลังอื่น ก็จงละความหวังในกุฎีใหม่เสีย ดูก่อนภิกษุ กุฎีใหม่ นำทุกข์มาให้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยํ เป็นคำชี้ให้เห็นสิ่งที่อยู่ใกล้. บทว่า อหุ มีความหมายว่า ได้มีแล้ว เพื่อความสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึง กล่าวเป็นทีฆะ. บทว่า ปุราณิยา ความว่า มีมาในกาลก่อน คือ มีมานานแล้ว. บทว่า อญฺํ ปตฺถยเส นวํ กุฏึ ความว่า ท่านปรารถนา คือ ประสงค์ ได้แก่อยากได้กุฏิชื่อว่าหลังใหม่ เพราะเป็นกุฎิที่จะพึงบังเกิดในบัดนี้
หน้า 291 ข้อ 194
อื่นจากหลังนี้ เพราะความที่กุฏิหลังนี้ทรุดโทรมโดยความเป็นของเก่า ก็ท่าน- จงละความหวังในกุฏิหลังใหม่เสียทั้งหมด คือ จงคลายความหวังคือ ความอยาก ได้แก่ ความเห่อ แม้ในกุฏิหลังใหม่เหมือนในหลังเก่า ย่อมเป็นผู้มีจิตปราศ- จากความอยากได้ในกุฏิหลังใหม่นั้น โดยประการทั้งปวง. เพราะเหตุไร ? เพราะกุฏิหลังใหม่นำทุกข์มาให้ คือ ดูก่อนภิกษุ เพราะกุฏิที่ชื่อว่าใหม่ คือ ที่จะพึงให้เกิดในบัดนี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะนำทุกข์มาให้ ฉะนั้น เธออย่า ทำทุกข์ใหม่อย่างอื่นให้เกิด จงอยู่ในกุฏิหลังเก่านั่นแหละ กระทำกิจที่ตนควร กระทำ ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนภิกษุ ท่านคิดว่า กุฏิที่มุงด้วยหญ้า หลังนี้ ชำรุดทรุดโทรม จึงหวังจะสร้างกุฏิที่มุงด้วยหญ้าใหม่หลังอื่น ไม่- บำเพ็ญสมณธรรม ก็เมื่อปรารถนาอย่างนี้ ชื่อว่ายังปรารถนากุฏิคืออัตภาพ ต่อไป เพราะไม่พ้นจากการเกิดในภพใหม่ โดยไม่ได้ขวนขวายในภาวนา จึงชื่อว่ายังปรารถนาเพื่อจะสร้างอยู่นั่นเอง. ก็กุฏิคืออัตภาพนั้น เปรียบเหมือน กุฏิที่มุงด้วยหญ้าหลังใหม่ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเกี่ยวข้องกับทุกข์ต่าง ๆ มีชรา มรณะ โศกะ และปริเทวะเป็นต้น ยิ่งเสียกว่าทุกข์ในการสร้างกุฏิ เพราะ ต้องลำบากในการกระทำ เพราะฉะนั้น ท่านจงคลายความหวัง ความเพ่ง ในกุฏิคืออัตภาพเหมือนคลายความหวังในการสร้างกุฏิหญ้าฉะนั้น คือ จงเป็น ผู้มีจิตปราศจากความกำหนัดในอัตภาพนั้น โดยประการทั้งปวง วัฏทุกข์ จักไม่มีแก่ท่านด้วยอาการอย่างนี้ ก็พระเถระฟังคำของเทวดาแล้ว เกิดความ สลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ ดำรงอยู่แล้วในพระอรหัตผลต่อกาล ไม่นานเลย. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่สงบระงับ มั่นคง ประทับ
หน้า 292 ข้อ 194
นั่งบนอาสนะที่ลาดด้วยหญ้า เราเอาดอกอ้อมาผูกเป็น พัด แล้วน้อมถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมประชา ผู้คงที่ พระสัพพัญญูผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับพัด แล้ว ทรงทราบความดำริของเรา ได้ตรัสพระคาถานี้ ว่า กายของเราดับแล้ว ความเร่าร้อนไม่มี ฉันใด จิตของท่านจงหลุดพ้นจากกองไฟ ๓ กอง ฉันนั้น เทวดาบางเหล่าที่อาศัยต้นไม้อยู่ มาประชุมกันทั้งหมด ด้วยหวังว่า จักได้ฟังพระพุทธพจน์ อันยังทายกให้ ยินดี พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่ง ณ ที่นั้น แวดล้อม ด้วยหมู่เทวดา เมื่อจะทรงยังทายกให้รื่นเริง จึงได้ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วย การตั้งจิตไว้ ผู้นี้จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระ- นามว่า สุพพตะ ด้วยกรรมที่เหลือนั้น อันกุศลมูล ตักเตือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนาม ว่า " มาลุตะ " ด้วยการถวายพัดนี้ และด้วยการนับถือ อันไพบูลย์ ผู้นี้จักไม่เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป ในกัป ที่สามหมื่น จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๘ พระองค์ มีพระนามว่า สุพพตะ ในกัปที่สองหมื่นเก้าพัน จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า มาลุตะ อีก ๘ ครั้ง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 293 ข้อ 195
ก็พระเถระ ตั้งอยู่ในพระอรหัตผลแล้ว ได้กล่าวคาถานั้นแหละ ซ้ำอีกว่า คาถานี้เป็นขอสับในการบรรลุพระอรหัตผลของเรา. ก็คาถานั้นแหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. ก็พระเถระนั้น ได้มีนามว่า กุฏิวิหารีเถระ เพราะท่านได้คุณพิเศษ เพราะโอวาทเรื่องกุฏิ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาทุติยกุฏิวิหารีเถรคาถา ๘. รมณียกุฏิกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระรมณียกุฏิกเถระ [๑๙๕] ได้ยินว่า พระรมณียกุฏิกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กุฎีของเรา น่ารื่นเริงบันเทิงใจ เป็นกุฏิที่ทายก ให้ด้วยศรัทธา ดูก่อนนารีทั้งหลาย เราไม่ต้องการ ด้วยกุมารีทั้งหลาย ชนเหล่าใดมีความต้องการ เธอ ทั้งหลายก็จงไปในสำนักของชนเหล่านั้นเถิด.
หน้า 294 ข้อ 195
อรรถกถารมณียกุฎิกเถรคาถา คาถาของท่านพระรมณียกุฏิกเถระ เริ่มต้นว่า รมณียา เม กุฏิกา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า แม้พระเถระนั้น กระทำการหว่านพืช คือ กุศลไว้ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่องเที่ยวไปในเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ในที่สุดแห่งกัป ๑,๘๐๐ จำเดิมแต่ภัทรกัปนี้ ถึง ความเป็นผู้รู้แล้ว ได้ถวายอาสนะอันสมควรแก่พระพุทธเจ้า แด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า และบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ถวายบังคมด้วย เบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป ข้อความที่เหลือคล้ายกับที่ กล่าวไว้แล้ว ในเรื่องของพระอัญชนวนิยเถระนั่นแหละ. ส่วนความที่พิเศษ ออกไป มีดังนี้. ได้ยินว่า พระเถระนี้ บวชโดยนัยดังกล่าวแล้ว กระทำบุพกิจแล้ว อยู่ในกระท่อมในอาวาสใกล้บ้านแห่งหนึ่ง ในแคว้นวัชชี กระท่อมหลังนั้น จัดเป็นกระท่อมสวยงาม น่าดู น่าเลื่อมใส มีฝาและพื้น ตกแต่งเรียบร้อย สมบูรณ์ด้วยทัศนียภาพ มีสวนรื่นรมย์และสระโบกขรณีเป็นที่น่ายินดีเป็นต้น มี ภูมิภาคดาษเต็มไปด้วยทรายคล้ายข่ายแห่งแก้วมุกดา เป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ ยิ่งกว่าประมาณ โดยมีบริเวณลานที่กวาดเกลี้ยงเกลาดีแล้วเป็นต้น เพราะ พระเถระเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตร ตั้งอยู่. พระเถระอยู่ในกระท่อมนั้น เริ่มตั้ง วิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 295 ข้อ 195
เราเข้าป่าชัฏ สงัดเสียง ไม่อาดูร ได้ถวายอาสนะ อันสมควรแก่พระพุทธเจ้า ผู้สีหะแด่พระผู้มีพระภาค- เจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้คงที่ เราถือดอกไม้ กำหนึ่ง แล้วทำประทักษิณพระองค์ เข้าเฝ้าพระศาสดา แล้ว กลับมุ่งหน้าไปทางทิศอุดร ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น จอมประชา เชษฐบุรุษของโลกประเสริฐกว่านระ ด้วย กรรมนั้น ข้าพระองค์ยังตนให้ดับ (กิเลส) ถอนภพได้ ทั้งหมดแล้ว ในกัปที่ ๑,๘๐๐ ข้าพระองค์ได้ถวายทาน ใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายสีหาสนะ ในกัปที่ ๗๐๐ แต่ ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอม- กษัตริย์พระนามว่า สันนิพาปกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อพระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ยังคงอยู่ที่กระท่อมนั้น มนุษย์ทั้งหลายผู้อยากจะดูวิหาร เพราะกระท่อมเป็นสถานที่ ๆ น่ารื่นรมย์ มาจากที่นั้น ๆ ดูชมกระท่อม. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พวกผู้หญิงที่มีนิสัยนักเลงจำนวนเล็กน้อย ไปที่ กระท่อมนั้น เห็นความที่กระท่อมเป็นสถานน่ารื่นรมย์ จึงกล่าวว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ สถานที่อยู่ของพระคุณเจ้าน่ารื่นรมย์ แม้พวกดิฉันทั้งหลาย ก็มี รูปร่างน่าเล้าโลม ตั้งอยู่ในวัยสาวรุ่นกำดัด ดังนี้ โดยมีประสงค์ว่า พระเถระ ผู้อยู่ในกระท่อมรูปนี้ พึงเป็นผู้มีใจอันพวกเราทั้งหลายเหนี่ยวรั้งมาได้ แล้วเริ่ม
หน้า 296 ข้อ 195
แสดงอาการต่าง ๆ มีมายาหญิงเป็นต้น พระเถระเมื่อจะประกาศความที่ตน เป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว จึงได้กล่าวคาถาว่า กุฏีของเรา น่ารื่นรมย์บันเทิงใจ เป็นกุฎีที่ทายก ให้ด้วยศรัทธา ดูก่อนนารีทั้งหลาย เราไม่ต้องการด้วย กุมารีทั้งหลาย ชนเหล่าใดมีความต้องการ เธอ ทั้งหลายก็จงไปในสำนักของชนเหล่านั้นเถิด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รมณียา เม กุฏิกา ความว่า คำที่ พวกเธอทั้งหลายกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า กุฏิของท่านน่ารื่นรมย์ ดังนี้นั้น เป็น ความจริง กุฏิที่อยู่ของเราหลังนี้ น่ารื่นรมย์ชื่นชมยินดี ก็กุฏิหลังนั้นแล แม้นกุฏิที่ทายกถวายด้วยศรัทธา คือชื่อว่าเป็นสัทธาไทยธรรม เพราะทายก เชื่อกรรมและผลแห่งกรรมว่า ผลชื่อนี้ ย่อมมีแก่ทายกผู้ถวายกุฏิแก่บรรพชิต เพราะทำความพอใจให้ในกุฏิเห็นปานนี้ แล้วจึงถวายด้วยศรัทธา คือด้วยความ พอใจในธรรม มิใช่ให้เกิดด้วยทรัพย์. กุฏิชื่อว่า มโนรมา เพราะทำใจของ ผู้ที่เห็นสัทธาไทยธรรมที่ให้แล้วอย่างนั้นให้ยินดีเอง และทำใจของผู้บริโภค ให้ยินดีอีกด้วย. อธิบายว่า ก็กุฏิชื่อว่า มโนรมา เพราะเป็นของที่เขาถวายด้วยศรัทธา นั่นเอง คือทายกบรรจงจัดไทยธรรมด้วยความเคารพ ถวายด้วยศรัทธาจิตเป็น ต้น และสัตบุรุษผู้บริโภค ของที่ทายกถวายด้วยศรัทธา ย่อมเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยประโยคสมบัติและอาสยสมบัติ ไม่ทำให้ทายกผิดหวัง ไม่ใช่วิบัติด้วยประ- โยคสมบัติ และอาสยสมบัติ โดยอาการอย่างที่ท่านทั้งหลายคิด. บทว่า น เม อตฺโถ กุมารีหิ ความว่า เพราะเหตุที่เรามีใจ หันออกจากกามทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง ฉะนั้น เราจึงไม่มีความต้องการ ด้วยกุมารีทั้งหลาย.
หน้า 297 ข้อ 195
อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายจะมาช่วยทำประโยชน์ แม้โดยทำ หน้าที่กัปปิยการก ก็ย่อมไม่มีแก่คนเช่นเรา จะป่วยกล่าวไปไย ถึงประโยชน์ ด้วยการปลดเปลื้องราคะเล่า เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ต้องการด้วยกุมารีทั้งหลาย. ก็กุมารีศัพท์ในคาถานี้ พึงเห็นเป็นการกำหนด. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า กิริยา อย่างนี้ จะพึงงามก็ต่อหน้าของตนที่มีอัธยาศัยเหมือนกับพวกท่าน ผู้กระทำ กรรมอันไม่สมควรโดยคิดว่า ต้องปฏิบัติอย่างนี้ในสำนักของคนเช่นเราจนเกิด ผิดพลาดขึ้น ดังนี้ (แล้ว) กล่าวว่า ชนเหล่าใดมีความต้องการ เธอทั้งหลาย ก็จงไปสำนักของคนเหล่านั้นเถิด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสํ ได้แก่ ของคนที่ยังไม่ปราศจาก ความกำหนัดในกามทั้งหลาย. บทว่า อตฺโถ แปลว่า ประโยชน์. บทว่า ตหึ แปลว่า ในที่นั้น คือ สำนักของคนเหล่านั้น. บทว่า นาริโย เป็นอาลปนะ. หญิงทั้งหลายฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว เป็นผู้เก้อเขิน คอตก หลีกไปตามทางที่ตนมาแล้วนั่นแหละ ก็คำว่า เราไม่มี ความต้องการด้วยกุมารีทั้งหลายในคาถานี้ พึงทราบว่า อันพระเถระพยากรณ์ พระอรหัตผลแล้ว เพราะกล่าวถึงความที่ตนไม่ต้องการด้วยกามทั้งหลายนั่นแล. จบอรรถกถารมณียกุฏิกเถรคาถา
หน้า 298 ข้อ 196
๙. โกสัลลวิหารีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโกสัลลวิหารีเถระ [๑๙๖] ได้ยินว่า พระโกสัลสวิหารีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราบวชแล้วด้วยศรัทธา เราทำกุฎีไว้ในป่า เรา เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีสติ มีสัมปชัญญะ. อรรถกถาโกสลวิหารีเถรคาถา คาถาของท่านพระโกสลวิหารีเถระ เริ่มต้นว่า สทฺธายาหํ ปพฺพชิโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็หว่านพืช คือ กุศลไว้ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมตตระ ได้กระทำบุญนั้น ๆ ไว้ เรื่องที่เหลือก็คล้ายกัน กับเรื่องของพระอัญชนวนิยเถระนั่นแหละ. ส่วนข้อที่แปลกออกไป มีดังนี้ ได้ยินว่า พระเถระนี้ บวชโดยนัยดังกล่าวแล้ว กระทำบุพกิจเสร็จแล้ว อยู่ในป่า โดยอาศัยตระกูลของอุบาสกคนหนึ่ง ในบ้านหลังหนึ่งในแคว้นโกศล. อุบาสกนั้นเห็นพระเถระอยู่ที่โคนไม้ จึงสร้างกุฏิถวาย พระเถระอยู่ในกุฏิ ได้สมาธิ เพราะมีอาวาสเป็นที่สบาย ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราอยู่บนเครื่องลาดใบไม้ ในที่ไม่ไกลภูเขา- หิมวันต์ในกาลนั้น เราถึงความลำบากในการหาอาหาร จึงมีการนอนเป็นปกติ เราขุดจาวมะพร้าว มันอ้วน
หน้า 299 ข้อ 196
มันมือเสือ และมันนกมาไว้ เรานำเอาผลพุทรา ไม่ รกฟ้า ผลมะตูม มาจัดแจงไว้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร- รับเครื่องบูชา ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมา สู่สำนักเรา เราได้เห็นพระองค์ผู้มหานาค ประเสริฐ กว่าเทวดาเป็นนราสภ เสด็จมาแล้ว จึงหยิบเอามันมือ เสือมาใส่ลงในบาตร ในกาลนั้น พระสัพพัญญูมหา- วีรเจ้า จะทรงยังเราให้ยินดีจึงเสวย ครั้นเสวยเสร็จแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ท่านยังจิตให้เลื่อมใสแล้ว ได้ ถวายมันมือเสือแก่เรา ท่านจะไม่เข้าถึงทุคติตลอด- แสนกัป ภพที่สุดย่อมเป็นไปแก่เรา เราถอนภพขึ้นได้ หมดแล้ว เราทรงกายที่สุดไว้ในศาสนาของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าในกัปที่ ๕๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า สุเมขลิยะ สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านสำเร็จพระอรหัตแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน ด้วยกำลังแห่ง ปิติอันบังเกิดแล้ว ด้วยการเสวยวิมุตติสุข จึงได้กล่าวคาถาว่า เราบวชแล้วด้วยศรัทธา เราทำกุฎีไว้ในป่า เรา เป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ ดังนี้.
หน้า 300 ข้อ 196
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า เราเห็นอานุภาพใน การเสด็จเข้าไปยังพระนครเวสาลีของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงบวช คือ เข้าถึง เพศบรรพชา ด้วยสามารถแห่งศรัทธาที่เกิดขึ้นแล้วว่า ศาสนานี้ นำสัตว์ออก จากทุกข์ โดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น เราจักพ้นจากชราและมรณะได้ ด้วย ข้อปฏิบัตินี้แน่แท้ ดังนี้. ด้วยบทว่า อรญฺเ เม กุฏิกา กตา นี้ พระเถระแสดงว่า เราผู้อยู่ในป่า สร้างกุฏิไว้ โดยเหมาะสมแก่เพศบรรพชานั้น คือ เราเป็นผู้มี ปกติอยู่ในป่า หลีกออกจากหมู่ อยู่ตามสมควรแก่เพศบรรพชา ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้ไม่ประมาท มีความเพียร มีสติสัมปชัญญะ ดังนี้. พระเถระ เมื่อขวนขวายชาคริยธรรม ด้วยกายวิเวกอันได้จากการ อยู่ในป่า จึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว โดยการไม่อยู่ปราศจากสติในป่านั้น. ชื่อว่าปรารภความเพียร เพราะมีความเพียรอันปรารภแล้ว เจริญวิปัสสนาโดย บริบูรณ์ไปด้วยสติและสัมปชัญญะอันเป็นธรรมส่วนเบื้องต้น ชื่อว่า เป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะอยู่โดยส่วนเดียวเท่านั้น เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญาและสติ โดยบรรลุพระอรหัตผล ก็คาถานี้แหละ ได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของ พระเถระในการประกาศความเป็นผู้ไม่ประมาทเป็นต้น ก็เพราะเหตุที่ท่านอยู่ แคว้นโกศลมาเป็นเวลานาน จึงเกิดเป็นสมัญญานามว่า โกสลวิหารีเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาโกสลวิหารีเถรคาถา
หน้า 301 ข้อ 197
๑๐. สีวลีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสีวลีเถระ [๑๙๗] ได้ยินว่า พระสีวลีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเข้าไปสู่กุฎีเพื่อประโยชน์อันใด เมื่อเราแสวง หาวิชชา และวิมุตติได้ถอนขึ้นซึ่งมานานุสัย ความ- ดำริของเราเหล่านั้นสำเร็จแล้ว. จบวรรควรรณนาที่ ๖ อรรถกถาสีวลีเถรคาถา คาถาของท่านพระสีวลีเถระ. เริ่มต้นว่า เต เม อิชฺฌึสุ สงฺกปฺปา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ แม้ พระเถระนี้ ก็ไปสู่พระวิหาร โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง ยืนฟังธรรมอยู่ ท้ายบริษัท เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ กว่าภิกษุผู้มีลาภทั้งหลาย คิดว่า ในอนาคตกาล แม้เราก็ควรเป็นผู้เช่นนี้ ดังนี้แล้ว นิมนต์พระทศพลแล้วถวายมหาทานแด่พระบรมศาสดา พร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ตลอด ๗ วัน แล้วตั้งความปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยการกระทำอธิการนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น แต่ใน อนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภ ดุจภิกษุ ที่พระองค์ทรงแต่งตั้งไว้ในเอตทัคคะ.
หน้า 302 ข้อ 197
พระศาสดา ทรงเห็นความปรารถนาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของท่านนี้จักสำเร็จในสำนักของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคตมะ ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป แม้กุลบุตรนั้น ก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ไม่ไกลพระนครพันธุมดี ในกาลของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี. ในสมัยนั้น ชาวเมืองพันธุมดีนคร แข็งขันกับพระราชา ถวายทานแด่พระ- ทศพล. วันหนึ่ง ชาวเมืองเหล่านั้นทั้งหมด ร่วมใจกันถวายทาน พูดกันว่า อะไรหนอแล ไม่มี ในทานพิธีของพวกเรา แล้วไม่เห็นน้ำอ้อยงบและนมส้ม.. คนเหล่านั้นจึงพูดกันว่า พวกเราจักหามาจากที่ใดที่หนึ่ง แล้ววางบุรุษไว้ที่ หนทางอันผู้มาจากชนบทจะต้องผ่าน ครั้งนั้น กุลบุตรนั้น ถือเอาน้ำอ้อยงบ และหม้อนมส้ม มาจากบ้าน คิดว่า เราจักไปเอาของบางอย่าง จึงเดินเข้าเมือง แล้วคิดว่า เราล้างหน้าล้างมือล้างเท้าแล้วจึงจักเข้าไป มองหาที่เป็นที่ผาสุก เห็นรังผึ้ง ที่ปราศจากตัวอ่อน ขนาดเท่างอนไถ คิดว่า ผึ้งรังนี้เกิดแก่เรา ด้วยบุญ ดังนี้แล้ว จึงถือเอาแล้วเข้าไปยังเมือง. บุรุษที่ชาวเมืองตั้งไว้ เห็นเขาแล้ว จึงถามว่า พ่อมหาจำเริญ ท่านนำของนี้ไปให้ใคร ? เขาตอบว่า นาย เราไม่ได้นำของนี้มาให้ใคร แต่นำมาเพื่อจะขาย. บุรุษนั้นจึงพูดว่า พ่อมหาจำรูญ ถ้าอย่างนั้น ท่านจงรับกหาปณะนี้ไป แล้วขายน้ำผึ้งและน้ำอ้อย งบให้เรา เขาคิดว่า ของนี้มีราคาไม่มาก แต่บุรุษนี้ให้ราคามาก โดยตีราคา หนเดียวเท่านั้น ควรเราจะลองดู . ลำดับนั้น เขาจึงพูดกับบุรุษนั้นว่า เราไม่ขาย ด้วยราคากหาปณะเดียว. บุรุษนั้นกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น จงรับไป ๒ กหาปณะ แล้วขายเถิด. แม้สองกหาปณะก็ไม่ขาย. โดยอุบายนี้ บุรุษนั้น ขึ้นราคาไป จนถึงหนึ่งพันกหาปณะ.
หน้า 303 ข้อ 197
เขาคิดว่า ของนี้ไม่ควรจะมีราคามาก. ข้อนี้จงยกไว้ก่อน เราจักถาม ถึงกิจการที่เขาต้องทำด้วยของนี้. ลำดับนั้น เขาจึงถามชายผู้นั้นว่า ของนี้มีราคา ไม่มากแต่ท่านให้ราคามาก ท่านจะซื้อของนี้ไปทำอะไร ? ชายผู้นั้นตอบว่า พ่อมหาจำเริญ ชาวพระนครในเมืองนี้ พนัน กับพระราชา ถวายทานแด่ พระทศพลทรงพระนามว่า วิปัสสี ไม่เห็นของสองอย่างนี้ ในทานพิธีจึงแสวง หา ถ้าไม่ได้ของสองสิ่งนี้ไป ชาวเมืองจะแพ้ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้า จึงซื้อ ให้ราคาถึงพันกหาปณะ. เขาถามว่า ก็ทานนี้ควรแก่ชาวเมืองเท่านั้นไม่สมควร แก่คนอื่นหรือ ? บุรุษนั้นตอบว่า ทานนี้ใคร ๆ จะถวายก็ได้ไม่มีข้อห้าม. เขาถามว่า ในการถวายทานของชาวเมือง วันหนึ่ง ๆ มีคนให้ทรัพย์ตั้งพัน กหาปณะ บ้างหรือไม่ ? ไม่มีเลยสหาย. ก็ท่านรู้ว่า ของสองอย่างนี้ มีราคา ถึงพันกหาปณะมิใช่หรือ ? ใช่แล้ว ข้าพเจ้ารู้. ถ้าเช่นนั้น ท่านจงไป จง บอกแก่ชาวเมืองทั้งหลายว่า บุรุษคนหนึ่งไม่ยอมขายของสองอย่างนี้ โดยราคา ประสงค์จะถวายด้วยมือของตนเท่านั้น พวกท่านก็จะหมดวิตกกังวล เพราะเหตุ แห่งของสองอย่างนี้ ส่วนท่านจงเป็นประจักษ์พยาน ข้อที่เราเป็นหัวหน้าใน ทานพิธีนี้. เขาถือ ปัญจกฏุฐกะ (เครื่องเผ็ดทั้ง ๕) ด้วยเงินมาสกที่พกติด มาเพื่อเป็นเสบียงเดินทาง แล้วบดจนละเอียด ใส่น้ำส้มคั้นรวงผึ้งลงไปในน้ำ ส้มนั้น ผสมกับปัญจกฏุกะที่บดละเอียด ใส่ไว้ในบัวใบหนึ่ง บรรจงจัดใบบัว นั้น ถือไปแล้วนั่งในที่ไม่ไกลพระทศพล เมื่อมหาชนนำสักการะมา ก็คอยดู วาระที่ถึงตน ไม่ไกลกัน ได้โอกาส ก็เข้าไปใกล้พระศาสดา กราบทูลว่า นี้ เป็นทุคตบรรณาการบังเกิดแล้ว ขอพระองค์ทรงอาศัยความอนุเคราะห์ จง รับทุคตบรรณาการนี้ของข้าพระองค์ด้วยเถิด. พระศาสดา ทรงอาศัยความ อนุเคราะห์เขา ทรงรับบรรณาการนั้น ด้วยบาตรศิลา ที่ท้าวจตุมหาราชถวายไว้ แล้ว ทรงอธิษฐานไม่ให้ไทยธรรมที่ถวายแก่ภิกษุ ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูป หมดสิ้นไป.
หน้า 304 ข้อ 197
กุลบุตรนั้น ถวายอภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้การทำภัตกิจเสร็จแล้ว ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า สักการะที่ ชาวเมืองพันธุมดี นำมาถวายพระองค์ ข้าพระองค์ ประสบแล้วในวันนี้ ด้วย ผลแห่งกรรมนี้ ขอข้าพระองค์ พึงเป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความเป็นผู้มี ลาภ ในภพที่เกิดแล้ว ๆ ดังนี้. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนกุลบุตร ความ ปรารถนาของท่านจงสำเร็จอย่างนั้น ดังนี้แล้ว ทรงกระทำภัตตานุโมทนาแก่เขา และชาวเมืองแล้วเสด็จหลีกไป. แม้กุลบุตรนั้น กระทำกุศลจนตลอดชีวิตท่องเที่ยวไปในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในครรภ์ของราชธิดา นามว่า สุปปวาสา ใน พุทธุปบาทกาลนี้. นับแต่วันที่เขาถือปฏิสนธิ มีคนถือเอาเครื่องบรรณาการมา ให้นางสุปปวาสา วันละร้อยเล่มเกวียน ทั้งในเวลาเย็นและในเวลาเช้า. ครั้ง นั้น เพื่อจะทดลองบุญนั้น คนทั้งหลาย จึงให้นางเอามือจับกระเช้าพืช. พืชแต่ละเมล็ด ผลิตผลออกมาเป็นพืชดังร้อยกำ พันกำ พืชที่หว่าน ลงไปในที่นาแต่ละกรีส ก็เกิดผลประมาณ ๕๐ เล่มเกวียนบ้าง ๖๐ เล่มเกวียน บ้าง. แม้ในเวลาขนข้าวใส่ยุ้ง คนทั้งหลาย ก็ให้นางเอามือจับประตูยุ้ง. ด้วย บุญของราชธิดา เมื่อมีคนมารับของไป ที่ซึ่งคนถือเอาของไปแล้ว ๆ กลับ เต็มเหมือนเดิม. เมื่อคนทั้งหลายพูดว่า บุญของราชธิดา แล้วให้ของแก่ใคร ๆ จากภาชนภัตรที่เต็มบริบูรณ์ ภัตรย่อมไม่สิ้นไป จนกว่าจะยกของพ้นจากที่ตั้ง เพราะทารกยังอยู่ในท้องนั่นแหละ เวลาล่วงไปถึง ๗ ปี. ก็เมื่อครรภ์แก่รอบแล้ว นางเสวยทุกข์หนักตลอด ๗ วัน. นางเรียก สามีมาพูดว่า ดิฉัน ยังมีชีวิตจักถวายทานก่อนแต่จะตาย แล้วส่งสามีไปยังสำนัก พระศาสดา ว่า ท่านจงไป จงกราบทูลความเป็นไปนี้ แด่พระศาสดา จงทูล เชิญพระศาสดา ถ้าพระศาสดาตรัสคำใด จงกำหนดคำนั้นให้ดี แล้วรีบมาบอก แก่ดิฉัน. สามีไปกราบทูลข่าวของนาง แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว.
หน้า 305 ข้อ 197
พระศาสดาตรัสว่า นางสุปปวาสา ธิดาของเจ้าโกลิยะ จงมีความสุข หาโรคมิได้ จงประสูติโอรส ผู้ไม่มีโรค. พระราชาสดับดังนั้นแล้ว ถวาย อภิวาทพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จมุ่งหน้าไปยังพระราชวัง ของพระองค์. เด็ก คลอดจากครรภ์ของนางสุปปวาสา ง่ายเหมือนเทน้ำออกจากธรมกรก (ที่กรอง- น้ำ) ก่อนหน้าพระราชาเสด็จมาถึงหน่อยเดียวเท่านั้น ผู้คนที่นั่งแวดล้อม กำลังมีน้ำตานองหน้า ก็เริ่มหัวเราะได้ มหาชนพากันยินดีร่าเริง ได้พากันไป ส่งข่าวพระราชา. พระราชา ทอดพระเนตรเห็นการมาของคนเหล่านั้น ทรงพระดำริว่า ชะรอยถ้อยคำที่พระทศพลตรัสไว้ จักเป็นผลสำเร็จ. พระองค์รีบเสด็จมา แจ้ง ข่าวของพระศาสดา ต่อราชธิดา. ราชธิดากราบทูลว่า ชีวิตภัต ที่พระองค์ จัดนิมนต์ไว้นั่นแหละจักเป็นมงคลภัต ขอพระองค์จงไปนิมนต์พระทศพล (ให้เสวย) ตลอด ๗ วัน. พระราชาทรงกระทำอย่างนั้น. คนทั้งหลายพา กันบำเพ็ญมหาทาน แก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน ทารกผู้ยังจิตที่เร่าร้อนของหมู่ญาติทั้งปวงให้ดับลงได้ ประสูติแล้ว เพราะ ฉะนั้น คนทั้งหลายจึงขนานทารกว่า สีวลีทารก ดังนี้แล. เพราะอยู่ใน ท้องมารดามานานถึง ๗ ปี ทารกนั้น จึงแข็งแรง (อดทนต่องานทุกชนิด). พระธรรมเสนาบดี สารีบุตร ได้ทำการสนทนาปราศัยกับเขา ในวันที่ ๗ แม้พระบรมศาสดา ก็ได้ทรงภาษิตพระคาถาไว้ในธรรมบทว่า เรากล่าวผู้ล่วงทางลื่น ทางไปได้ยาก สงสาร และโมหะนี้เสียได้ เป็นผู้ข้ามแล้ว ถึงฝั่ง เพ่ง (ฌาน) ไม่หวั่นไหว ไม่มีความเคลือบแคลงสงสัย ดับแล้ว ด้วยไม่ยึดถือ ว่าเป็นพราหมณ์ ดังนี้.
หน้า 306 ข้อ 197
ลำดับนั้น พระเถระกล่าว (ชวน) เขาอย่างนี้ว่า ก็การที่เธอเสวย กองทุกข์เห็นปานนี้ แล้วบวช ไม่สมควรหรือ ? ทารกตอบว่า (ถ้า) ได้รับ อนุญาต ก็บวชท่านเจ้าข้า. พระนางสุปปวาสา เห็นทารกพูดกับพระเถระ แล้วคิดในใจว่า บุตรของเรา พูดกับท่านพระธรรมเสนาบดี ว่าอย่างไรหนอ แล จึงเข้าไปหาพระเถระแล้วเรียนถามว่า ท่านเจ้าข้า บุตรของดิฉันพูดอะไร กับท่าน. พระเถระตอบว่า บุตรของท่านกล่าวถึงทุกข์ที่อยู่ในครรภ์ อันตน เสวยแล้ว พูดว่า ถ้าท่านอนุญาตก็จักบวช. นางตอบว่า ท่านเจ้าข้า ดีแล้ว ขอท่านจงให้เขาบวชเถิด. พระเถระนำสีวลีกุมารไปวิหารเมื่อบอกตจปัญจก- กรรมฐานแล้ว ให้บวช กล่าวสอนว่า ดูก่อนสีวลี การให้โอวาทอย่างอื่น ไม่มีแก่เธอ เธอจงพิจารณา ถึงทุกข์ที่เธอเสวยมาตลอด ๗ ปี เท่านั้น สีวลีสามเณร กล่าวว่า ท่านขอรับ ภาระของท่าน คือการให้ข้าพเจ้าบวช ส่วนกิจกรรมอันใด ที่ข้าพเจ้าสามารถที่จะทำได้ ข้าพเจ้าจักรู้กิจกรรมนั้นเอง. ก็สีวลีสามเณรตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในขณะที่ขมวดผมปมแรก ถูกตัดออก นั่นเทียว ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ในขณะที่เกลียวผมปมที่ ๒ ถูกตัดออก ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ในขณะที่เกลียวผมปมที่ ๓ ถูกนำออก ส่วนการปลงผม สำเร็จ และการกระทำให้แจ้งพระอรหัต ได้มีไม่ก่อนไม่หลังกัน. จำเดิมแต่ วันที่สีวลีสามเณรบรรลุพระอรหัต ปัจจัย ๔ ย่อมเกิดแก่ภิกษุสงฆ์ เพียง พอแก่ความต้องการ. ในข้อนี้ มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างนี้ ในเวลาต่อมา พระ บรมศาสดาได้เสด็จไปยังพระนครสาวัตถี. พระสีวลีเถระถวายอภิวาทพระบรม ศาสดาแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักทดลองบุญของ ข้าพระองค์ ขอพระองค์จงมอบภิกษุ ๕๐๐ รูปแก่ข้าพระองค์ พระศาสดา ตรัสสั่งว่า จงรับไปเถิด สีวลี.
หน้า 307 ข้อ 197
ท่านพาภิกษุ ๕๐๐ รูป เดินทางบ่ายหน้าไปสู่หิมวันตประเทศ เดิน ทางผ่านดง เทวดาที่สิงอยู่ที่ต้นไทร ที่ท่านเห็นเป็นครั้งแรก ได้ถวายทาน ตลอด ๗ วัน. เทวดาทั้งหลายได้ถวายทานทุก ๆ ๗ วัน ในสถานที่ทั่ว ๆ ไป ที่ท่านเห็นต่างกรรม ต่างวาระ กันดังนี้ คือ ท่านเห็นต้นไทรเป็นครั้งแรก เห็นภูเขาชื่อว่า ปัณฑวะเป็นครั้งที่ ๒ เห็นแม่น้ำอจิรวดี เป็นครั้งที่ ๓ เห็นแม่น้ำวรสาครเป็นครั้งที่ ๔ เห็นภูเขาหิมวันต์เป็น ครั้งที่ ๕ ถึงป่าฉัททันต์ เป็นครั้งที่ ๖ ถึงภูเขาคันธ- มาทน์เป็นครั้งที่ ๗ และพบพระเรวตะ เป็นครั้งที่ ๘. ส่วนเทวดาผู้พระราชาทรงพระนามว่า นาคทัตตะ สถิตอยู่ ณ ภูเขา คันธมาทน์ ได้ถวายทานในวันทั้ง ๗ (คือ) ถวายขีรบิณฑบาต ในวันหนึ่ง ถวายสัปปิบิณฑบาตในวันหนึ่ง (สลับกันไป). ภิกษุสงฆ์ถามว่า แม่โคที่จะ รีดนม ของเทวดาผู้พระราชานี้ก็ไม่ปรากฏ การกวนนมส้มก็ไม่ปรากฏ ดูก่อน เทวดาผู้พระราชา ของนี้เกิดขึ้นแก่ท่านได้อย่างไร ? ท้าวเทวราชตอบว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นี้เป็นผลแห่งการถวายสลากภัตรน้ำนมแด่พระทศพล ทรง พระนามว่า กัสสปะ. ในกาลต่อมา พระศาสดาทรงกระทำการต้อนรับ ของ พระขทิรวนิยเรวตเถระให้เป็นอัตถุปบัติ (เหตุเกิดแห่งเรื่อง) ทรงแต่งตั้ง พระสีวลีเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ ในบรรดาภิกษุผู้เลิศด้วยลาภ และ เลิศด้วยยศทั้งหลาย ในศาสนาของพระองค์.
หน้า 308 ข้อ 197
ส่วนอาจารย์บางพวก กล่าวถึงการบรรลุพระอรหัตของพระเถระนี้ ผู้บรรลุถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เลิศด้วยศอย่างนี้ไว้ดังนี้ว่า เมื่อพระธรรม เสนาบดีสารีบุตร ให้โอวาทโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง เมื่อสีวลีกุมาร กล่าวว่า กระผมจักรู้กิจกรรมที่กระผมสามารถจักกระทำได้ (ด้วยตนเอง) ดังนี้แล้ว บรรพชาเรียนวิปัสสนากรรมฐาน เห็นกุฏีหลังหนึ่งว่าง (สงบสงัด) จึงเข้าไปสู่กุฏินั้นในวันนั้นแหละ ระลึกถึงทุกข์ที่ตนเสวยแล้ว ในท้องมารดา ตลอด ๗ ปี แล้วพิจารณาทุกข์นั้น ในอดีตและอนาคต โดยทำนองนั้นแหละ อยู่ ภพทั้ง ๓ ก็ปรากฏว่า เป็นเสมือนไฟติดทั่วแล้ว. สีวลีสามเณรหยั่งลงสู่ วิปัสสนาวิถี เพราะญาณถึงความแก่รอบ ทำอาสวะแม้ทั้งปวงให้สิ้นไป ตาม ลำดับมรรค บรรลุพระอรหัตแล้ว ในขณะนั้นเอง. การบรรลุพระอรหัต ของพระเถระนั้นแล ท่านประกาศ (ระบุไว้) โดยสภาพแม้ทั้งสอง ส่วน พระเถระก็เป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา ได้อภิญญา ๖. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้น เราเป็นท้าวเทวราช มีนามว่า วรุณะ พรั่งพร้อมด้วยยาน พลทหารและพาหนะ บำรุงพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระโลกนาถ ทรงพระนามว่า อรรถทัสสี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ เสด็จนิพพานแล้ว เราได้ นำเอาดนตรีทั้งปวงไปประโคมไม้โพธิ์อันอุดม เรา ประกอบด้วยการประโคม การฟ้อนรำ และกังสดาล ทุกอย่าง บำรุงไม้โพธิ์พฤกษ์อันอุดม ดังบำรุงพระ
หน้า 309 ข้อ 197
สัมมาสัมพุทธเจ้า เฉพาะพระพักตร์ ครั้นบำรุง โพธิพฤกษ์ อันงอกขึ้นที่ดิน ดื่มรสด้วยรากนั้นแล้ว นั่งคู้บัลลังก์ แล้วทำกาลกิริยา ณ ที่นั่นเอง เราปรารภ ในกรรมของตน เลื่อมใสในโพธพฤกษ์อันอุดม ได้ อุบัติยังชั้นนิมมานรดี ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ดนตรี หกหมื่นแวดล้อมเราทุกเมื่อ เป็นรูปในภพน้อยภพใหญ่ ทั้งในมนุษย์และเทวดา ไฟ ๓ กองของเราดับแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นได้แล้ว เราทรงกายสุดท้ายใน ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๔ พระองค์ มีพระนามว่า สุพาหุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระสีวลีเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทาน ด้วย กำลังแห่งปีติ ได้กล่าวคาถาว่า เราเข้าไปสู่กุฏิ เพื่อประโยชน์อันใด เมื่อเรา แสวงหาวิชชาและวิมุตติ ได้ถอนขึ้นซึ่งมานุสัย ความ ดำริของเราเหล่านั้น สำเร็จแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต เม อิชฺฌึสุ สงฺกปฺปา ยทตฺโถ ปาวิสึ กุฏึ วิชฺชาวิมุตฺตึ ปจฺเจสฺสํ ความว่า ความดำริในการออกจากกามเป็นต้น ที่กระทำการถอนขึ้น ซึ่งความดำริในกามเป็นต้น ในกาลก่อนเหล่าใด อันเรา ปรารถนายิ่งนักว่า เมื่อไรหนอแล เราจักเข้าไปสงบ ตทายตนะ (พระนิพพาน) ที่พระอริยเจ้าทั้งหลายเข้าถึงแล้วในปัจจุบัน คือความดำริที่มุ่งวิมุตติ ที่หมายรู้
หน้า 310 ข้อ 197
กันว่าเป็นความประสงค์เพื่อความหลุดพ้น ได้แก่มโนรถ เราไม่ประมาทเนื่องๆ เข้าไปสู่กุฎี คือ สุญญาคาร เพื่อต้องการสิ่งใด คือ เพื่อประโยชน์อันใด คือ เพื่อยังประโยชน์อันใดให้สำเร็จ ได้แก่เพื่อเห็นแจ้ง มุ่งแสวงหาวิชชา ๓ และ ผลวิมุตติ ความดำริเหล่านั้นสำเร็จแล้วแก่เรา คือความดำริเหล่านั้นสำเร็จแล้ว คือสมบูรณ์สงค์เราแล้ว ทุกประการในบัดนี้ อธิบายว่า เป็นผู้มีความดำริที่เป็น กุศลสำเร็จแล้ว คือมีมโนรถบริบูรณ์แล้ว เพื่อจะแสดงถึงความสำเร็จ แห่ง ความดำริเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวบทว่า มานานุสยมฺชฺชหํ (เราได้ถอนขึ้น ซึ่งมานานุสัย) ดังนี้. ประกอบความว่า เพราะเหตุที่เราถอนขึ้น คือละ ได้แก่ ตัดขาดซึ่งมานานุสัย ฉะนั้น ความดำริทั้งหลายเหล่านั้น ของเราจึงสำเร็จ. อธิบายว่า เมื่อละมานานุสัยได้แล้ว ขึ้นชื่อว่า อนุสัยที่ยังละไม่ได้ไม่มี และ พระอรหัต ย่อมชื่อว่าเป็นอันได้บรรลุแล้วอีกด้วย เพราะฉะนั้น การละ มานานุสัย ท่านจึงกล่าวกระทำให้เป็นเหตุ แห่งความสำเร็จของความดำริ ตามที่กล่าวแล้ว. จบอรรถกถาสีวลีเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๖ แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระโคธิกเถระ ๒. พระสุพาหุเถระ ๓. พระวัลลิยเถระ ๔. พระอุตติยเถระ ๕ พระอัญชนวนิยเถระ ๖. พระกุฎิวิหารีเถระ ๗. พระทุติย- กุฎิวิหารีเถระ ๘. พระรมณียกุฏิกเถระ ๙. พระโกสัลลวิหารีเถระ ๑๐. พระสีวลีเถระ และอรรถกถา.
หน้า 311 ข้อ 198
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๗ ๑. วัปปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัปปเถระ [๑๙๘] ได้ยินว่า พระวัปปเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ ย่อมเห็นคนอันธ- พาล ผู้เห็นอยู่ด้วย ย่อมเห็นคนอันพาล ผู้ไม่เห็นอยู่ ด้วย ส่วนคนอันธพาลผู้ไม่สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ ย่อม ไม่เห็นคนอันธพาลผู้ไม่เห็น และคนอันธพาลผู้เห็น. วรรควรรณนาที่ ๗ อรรถกถาวัปปเถรคาถา คาถาของท่านพระวัปปเถระ เริ่มต้นว่า ปสฺสติ ปสฺโส. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านบังเกิดในเรือนมีตระกูล ในพระนครหงสาวดี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ฟังคำชมเชยว่า พระเถระรูปโน้น และรูปโน้น ได้เป็นผู้รับพระธรรมของ พระศาสดาเป็นปฐม ดังนี้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ตั้งความ ปรารถนาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ในอนาคตกาล ขอให้ข้าพระองค์
หน้า 312 ข้อ 198
พึงเป็นภิกษุรูปใดรูปหนึ่ง บรรดาภิกษุผู้รับ พระธรรมของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เช่นพระองค์เป็นปฐม ดังนี้ แล้วประกาศการถึงสรณคมน์ ในสำนักของ พระศาสดา. ท่านทำบุญจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไป ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายนั่นแล เกิดเป็นบุตรพราหมณ์ นามว่า " วาเสฏฐะ " ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านได้มีนามว่า วัปปะ. วัปปพราหมณ์ (เมื่อ) อสิตฤษีพยากรณ์ว่า สิทธัตถกุมาร จักเป็นพระสัพพัญญู จึงพร้อม ด้วยบุตรของพราหมณ์ มีพราหมณ์ชื่อว่าโกณฑัญญะเป็นประมุข ละฆราวาส วิสัย ออกบวชเป็นดาบส คิดว่า เมื่อสิทธัตถกุมารนั้นบรรลุพระสัพพัญ- ญุตญาณแล้ว เราฟังธรรมในสำนักของพระองค์ แล้วจักบรรลุอมตธรรม จึง เข้าไปอุปัฏฐาก พระมหาสัตว์ผู้ประทับอยู่ในอุรุเวลานิคม บำเพ็ญเพียรอยู่ ตลอด ๖ ปี เกิดเบื่อหน่าย โดยเหตุที่พระมหาสัตว์กลับเสวยอาหารหยาบ จึง (หลีก) ไปสู่ป่าอิสิปตนะ. เมื่อพระบรมศาสดาตรัสรู้ (สัมมาสัมโพธิญาณ) แล้วทรงยังเวลาให้ ผ่านไปตลอด ๗ สัปดาห์ แล้วจึงเสด็จไปสู่ป่าอิสิปตนะ ทรงแสดงธรรมจักร. ท่านวัปปดาบส ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ในวันปาฏิบท แล้วบรรลุพระอรหัตผล พร้อมด้วยอัญญาโกณฑัญญพราหมณ์เป็นต้น ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า สงครามปรากฏแก่ท้าวเทวราชทั้งสอง (พระยา- ยักษ์) กองทัพประชิดกันเป็นหมู่ ๆ เสียงอันดังกึกก้อง ได้เป็นไป พระศาสดาทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา ทรงยังมหาชน ให้เกิดสังเวช เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี ต่างวางเกราะ และอาวุธ ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า รวมเป็นอัน
หน้า 313 ข้อ 198
เดียวกันได้ในขณะนั้น พระศาสดาผู้ทรงอนุเคราะห์ ทรงรู้แจ้งโลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรง เปล่งวาจาสัตบุรุษ ทรงยังมหาชนให้เย็นใจว่า ผู้เกิด เป็นมนุษย์ มีจิตประทุษร้าย เบียดเบียนสัตว์เพียง ตัวเดียว จะต้องเข้าถึงอบาย เพราะจิตประทุษร้ายนั้น เปรียบเหมือนช้างในค่ายสงคราม เบียดเบียนสัตว์เป็น อันมาก ท่านทั้งหลายจงยังจิตของตนให้เยือกเย็น อย่า เดือดร้อนบ่อย ๆ เลย แม้พวกเสนาของพระยายักษ์ ทั้งสอง ได้ประชุมกัน นับถือพระโลกเชษฐ์ผู้คงที่ เป็นอันดี เป็นสรณะ ส่วนพระศาสดาผู้มีจักษุ ทรง ยังหมู่ชนให้ยินยอมแล้ว ทรงเพ่งดูในเบื้องบนจาก เทวดาทั้งหลาย บ่ายพระพักตร์ไปทางทิศอุดร เสด็จ กลับไป เราได้นับถือพระองค์ผู้จอมประชา ผู้คงที่เป็น สรณะก่อนใคร ๆ เราไม่ได้เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป ในกัปที่สามหมื่นแต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีพระนามว่า มหาทุนทุภิ และพระนาม ว่า รเถสภะ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระวัปปเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาถึงความที่ พระคุณของพระศาสดาเป็นของยิ่งใหญ่ โดยมุขคือการพิจารณาถึงสมบัติที่ตน ได้แล้ว เมื่อจะแสดงว่า เราร้องเรียกพระศาสดา ผู้ (มีพระคุณ) เช่นนี้ ด้วย วาทะว่า เวียนไปเพื่อความเป็นคนมักมาก โอ ขึ้นชื่อว่า ความเป็นปุถุชนกระทำ ให้เป็นคนมืดมน กระทำให้เป็นคนไม่มีแวว ความเป็นพระอริยเจ้าเท่านั้น กระทำให้เกิดดวงตา (เห็นธรรม) ดังนี้ ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 314 ข้อ 198
บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ ย่อมเห็นคนอันธ- พาล ผู้เห็นอยู่ด้วย ย่อมเห็นคนอันธพาลผู้ไม่เห็นอยู่ ด้วย ส่วนคนอันพาลผู้ไม่สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ ย่อม ไม่เห็นคนอันธพาลผู้ไม่เห็น และคนอันธพาลผู้เห็น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสติ ปสฺโส ความว่า บุคคล ชื่อว่า ปัสสะ เพราะเห็น คือรู้ ได้แก่ตรัสรู้ธรรมทั้งหลายได้ ไม่ผิดพลาดด้วย สัมมาทิฏฐิ หมายถึงพระอริยบุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยทัสสนะ พระอริยบุคคลนั้น ย่อมเห็นคนอันธพาลผู้เห็นอยู่ คือเห็นโดยไม่ผิดพลาด ว่าผู้นี้มีปกติเห็นธรรม ไม่ผิดพลาด คือย่อมรู้ธรรม สมควรแก่ธรรม ด้วยปัญญาจักษุตามความ เป็นจริง มิใช่เห็นเฉพาะคนอันธพาลผู้เห็นอยู่อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แล้ว ย่อมเห็นคนอันธพาลผู้ไม่เห็นอยู่ด้วย คือผู้ใดปราศจากปัญญาจักษุ ไม่เห็นธรรม ทั้งหลาย ตามความเป็นจริง ย่อมเห็นปุถุชนผู้ไม่เห็นอยู่แม้นั้น ด้วยปัญญา จักษุของตนว่า ผู้นี้เป็นคนมืดมน เป็นคนไม่มีดวงตา (เห็นธรรม) ดังนี้. บทว่า อปสฺสนฺโต อปสฺสนฺตํ ปสฺสนฺตญฺจ น ปสฺสติ ความว่า ส่วนคนอันธพาลผู้ปราศจากปัญญาจักษุ ผู้ไม่เห็นอยู่ ย่อมไม่เห็น คนอันธพาลผู้เช่นนั้น ผู้ไม่เห็นอยู่ว่า ผู้นี้ไม่เห็นธรรมและอธรรมตามความ เป็นจริง คือไม่รู้อยู่ ฉันใด ผู้ที่ไม่เห็นคือไม่รู้ธรรมและอธรรม ด้วยปัญญา จักษุของตน และบัณฑิตผู้เห็นอยู่ตามความเป็นจริงว่า ผู้นี้เป็นอย่างนั้นก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น พระเถระจึงแสดงข้อปฏิบัติอันไม่วิปริตของตน ในบุคคลที่ควรคบ และไม่ควรคบว่า แม้เราผู้ปราศจากทัสสนะในกาลก่อน ไม่เห็นพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ผู้ทรงเห็นอยู่ซึ่งไญยธรรมทั้งสิ้น เหมือนเห็นมะขามป้อมในมือ (และ) ศาสดาทั้ง ๖ มีปูรณกัสสปะเป็นต้น ผู้ไม่เห็น(ธรรม) อยู่ ตามความเป็นจริงดังนี้. จบอรรถกถาวัปปเถรคาถา
หน้า 315 ข้อ 199
๒. วัชชีปุตตกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัชชีปุตตกเถระ [๑๙๙] ได้ยินว่า พระวัชชีปุตตกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เหมือนท่อนไม้ที่เขาทิ้งไว้ ในป่า ชนเป็นอันมากพากันรักใคร่เรา เหมือนสัตว์- นรก พากันรักใคร่บุคคลผู้ไปสู่สวรรค์ฉะนั้น. อรรถกถาวัชชีปุตตกเถรคาถา คาถาของท่านพระวัชชีปุตตกเถระ เริ่มต้นว่า เอกกา มยํ อรญฺเ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ก็พระเถระนี้ เป็นผู้มีอธิการอันเคยกระทำไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดแล้วในเรือนมี ตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยเกสรดอก- กระถินพิมาน. ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยบุญกรรมนั้น เห็นพุทธานุภาพ ในคราวเสด็จไปพระนครไพศาลี ในพุทธุปบาทกาลนี้ มี ศรัทธา บวชแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว เรียนกัมมัฏฐานอยู่ในไพรสณฑ์ แห่งหนึ่ง ไม่ไกลพระนครไพศาลี.
หน้า 316 ข้อ 199
สมัยนั้น ได้มีมหรสพในพระนครไพศาลี การฟ้อนรำ ขับร้อง ประโคมดนตรี ได้มีไปทั่วทุกแห่งหน. มหาชนพากันรื่นเริงยินดี ชื่นชม ความสมบูรณ์ของมหรสพ ภิกษุนั้นฟังเสียงนั้นแล้ว ดื่มด่ำตามไปโดยไม่แยบ- คาย ขาดวิเวก สละกรรมฐาน เมื่อจะประกาศความไม่ยินดียิ่งของตน จึงกล่าว คาถาว่า เราอยู่ในป่าแต่เพียงผู้เดียว เหมือนท่อนไม้ที่เขา ทอดทิ้งไว้ในป่า ใครเล่าหนอจะเลว ไปยิ่งกว่าเราใน ยามราตรีเช่นนี้ ดังนี้. เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ ฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว จะอนุเคราะห์ ภิกษุนั้น เมื่อจะแสดงความนี้ว่า ดูก่อนภิกษุ ถ้าท่านถูกพวกที่อยู่ในป่า เบียดเบียนบีบคั้น จึงกล่าว ส่วนผู้มีปรีชา ปรารถนาวิเวก ย่อมนับถือท่าน เป็นอันมากทีเดียว ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ท่านอยู่ในป่า แต่ผู้เดียว เหมือนท่อนไม้ที่เขา ทอดทิ้งไว้ในป่า คนเป็นอันมาก ย่อมกระหยิ่ม ยินดี ต่อท่าน เหมือนเหล่าสัตว์นรก ชื่นชมยินดีต่อผู้ที่ไปสู่ สวรรค์ ฉะนั้น ดังนี้. แล้วขู่สำทับให้เธอสลดใจว่า ดูก่อนภิกษุ ก็เธอบวชในศาสนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อันนำสัตว์ออกไปจากทุกข์ จักตรึกถึงวิตก ที่ไม่นำสัตว์ ออกไปจากทุกข์ อย่างไรเล่า ? ภิกษุนั้นอันเทวดานั้นให้สลดใจแล้วอย่างนี้ ได้เป็นเหมือนม้าอาชาไนย ตัวเจริญ ที่ถูกนายสารถีหวดแล้วด้วยแส้ฉะนั้น หยั่งลงสู่แนวแห่งวิปัสสนา ขวนขวายวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 317 ข้อ 199
เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณดัง ทองคำ มีพระรัศมีเปล่งปลั่ง ดุจพระอาทิตย์ ยังทิศ ทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระจันทร์วันเพ็ญ อันพระสาวก ทั้งหลายแวดล้อม ดุจแผ่นดินอันแวดล้อมด้วยสาคร จึงถือเอาดอกกระถินพิมานไปบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกกระถินพิมานได้ ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๔๕ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมกษัตริย์ พระนามว่า เรณุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๕ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระวัชชีปุตตกเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า คาถานี้ เป็นขอสับ สำหรับบรรลุพระอรหัตของเรา ดังนี้แล้ว หวนระลึกถึงนัยอันเทวดา กล่าวแล้วแก่ตน ได้กล่าวคาถาว่า เราอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว เหมือนท่อนไม้ที่เขาทอด- ทิ้งไว้ในป่า คนเป็นอันมากกระหยิ่มต่อเรา เหมือน สัตว์นรกกระหยิ่มยินดีต่อผู้ไปสวรรค์ ฉะนั้น ดังนี้. คาถานั้น มีใจความดังนี้ แม้ถึงเราจะเป็นผู้ ๆ เดียววังเวง ไม่มีเพื่อน อยู่ในป่า อุปมาเหมือนท่อนไม้ที่เขาทอดทิ้งไว้ในป่า เพราะไม่มีคนเหลียวแล แต่คนเป็นอันมากย่อมกระหยิ่มต่อเราผู้อยู่อย่างนี้ คือยังมีกุลบุตรผู้ใคร่ประโยชน์ เป็นอันมาก ปรารถนาเรายิ่งนักว่า โอหนอ แม้เราทั้งหลาย พึงละเครื่อง ผูกพันในเรือนแล้ว อยู่ในป่าเหมือนพระวัชชีปุตตกเถระ ดังนี้.
หน้า 318 ข้อ 200
เหมือนอะไร ? เหมือนสัตว์นรกกระหยิ่มยินดีต่อผู้ไปสวรรค์ ฉะนั้น อธิบายว่า เปรียบเหมือน สัตว์นรก ต่อสัตว์ผู้เกิดแล้วในนรก ด้วยบาปกรรม ของตน ย่อมยินดีต่อผู้ไปสวรรค์ คือผู้เข้าถึงสวรรค์ว่า โอหนอ แม้พวกเรา ละทุกข์ในนรกแล้ว พึงเสวยความสุขในสวรรค์ ชื่อฉันใด ข้ออุปมานี้ก็ฉันนั้น ก็ในคาถานี้ เพราะท่านมุ่งทำประโยคเป็นพหุพจน์ แสดงความหนัก ในตนว่า เอกกา มยํ วิหราม จึงทำประโยคเป็นเอกพจน์อีกว่า ตสฺส เม โดยที่ความของบทนั้น หมายความอย่างเดียวกัน พึงทราบการแสดงจตุตถีวิภัตติ ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ โดยเพ่ง แม้บททั้งสองที่ว่า ตสฺส เม และสคฺคคามินํ (และ) บทว่า ปิหยนฺติ. ก็บทว่า อภิปตฺเถนฺติ นั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ โดยกระทำอธิบายว่า คนเป็นอันมาก ชื่อว่า ย่อมปรารถนา คุณมีการอยู่ป่า เป็นต้น เช่นนั้น ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตสฺส เม มีอธิบายว่า ซึ่งคุณทั้งหลายใน สำนักของเรานั้น จบอรรถกถาวัชชีปุตตกเถรคาถา ๓. ปักขเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปักขเถระ [๒๐๐] ได้ยินว่า พระปักขเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เหยี่ยวทั้งหลาย ย่อมโฉบลง ชิ้นเนื้อหลุดจาก ปากของเหยี่ยวตัวหนึ่งตกลงพื้นดินและเหยี่ยวอีกพวก- หนึ่ง มาคาบเอาไว้อีก ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้หมุนเวียน ไปในสงสาร ก็ฉันนั้น เคลื่อนจากกุศลธรรมแล้ว ไปตก ในนรกเป็นต้น ความสุขย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจแล้ว ผู้ยินดีต่อพระนิพพาน ด้วยความสุข.
หน้า 319 ข้อ 200
อรรถกถาปักขเถรคาถา คาถาของท่านพระปักขเถระ เริ่มต้นว่า จุตา ปตนฺติ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้ท่านก็มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ กระทำ บุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ (เกิด) เป็นยักษ์ผู้เสนาบดี เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชา ด้วยผ้าทิพย์. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในเทวทหนิคม ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนาม ว่า สัมโมทกุมาร. ในเวลาที่ท่านยังเล็ก เท้าเดินไม่ได้ด้วยโรคลม (อัมพาต) เขาเที่ยว ไปเหมือนคนง่อย ตลอดเวลาเล็กน้อย. ด้วยเหตุนั้นเขาจึงมีนามใหม่ว่า ปักขะ. ภายหลังในเวลาที่หายโรค คนทั้งหลายก็ยังเรียกชื่อเขาอย่างนั้นเหมือนกัน. เขาเห็นปาฏิหาริย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ในสมาคมแห่งพระญาติ ได้ศรัทธา บรรพชาแล้ว กระทำกิจเบื้องต้นเสร็จแล้ว เรียนกรรมฐานอยู่ในป่า. ครั้นวันหนึ่ง ท่านเดินทางเข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต นั่งอยู่ที่โคนไม้ แห่งหนึ่งในระหว่างทาง. ก็ในสมัยนั้น เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบชิ้นเนื้อบินไปทาง อากาศ, เหยี่ยวเป็นอันมากบินตามเหยี่ยวตัวนั้น รุมแย่งจนเนื้อตกลงมา. เหยี่ยวตัวหนึ่ง คาบเอาชิ้นเนื้อที่ตกบินไป. เหยี่ยวตัวอื่นชิงเอาชิ้นเนื้อนั้น คาบต่อไป พระเถระเห็นดังนั้น ก็คิดว่า ชิ้นเนื้อนี้ฉันใด ขึ้นชื่อว่า กาม ทั้งหลายก็ฉันนั้น ทั่วไปแก่คนหมู่มาก มีทุกข์มาก คับแค้นมาก ดังนี้ แล้ว พิจารณาเห็นโทษในกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการออกบวช เริ่มตั้งวิปัสสนา
หน้า 320 ข้อ 200
มนสิการอยู่โดยนัยมีอาทิว่า อนิจจัง เที่ยวไปบิณฑบาต กระทำภัตกิจเสร็จ แล้ว นั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้องอาจ กับภิกษุ สงฆ์ ๖๘,๐๐๐ เสด็จเข้าไปสู่พันธุมวิหาร เราออกจาก นครแล้ว ได้ไปที่ทีปเจดีย์ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ ปราศจากธุลี สมควรรับเครื่องบูชา พวกยักษ์ในสำนัก ของเรา มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ บำรุงเราโดยเคารพ ดังหมู่เทวดาชาวไตรทศ บำรุงพระอินทร์ โดยเคารพ ฉะนั้น เวลานั้น เราถือผ้าทิพย์ออกจากที่อยู่ไปอภิวาท ด้วยเศียรเกล้า และได้ถวายผ้าทิพย์นั้น แด่พระพุทธ- เจ้า โอพระพุทธเจ้า โอพระธรรม โอความถึงพร้อม แห่งพระศาสดาหนอ ด้วยอานุภาพแห่งพระพุทธเจ้า แผ่นดินนี้ หวั่นไหว เราเห็นความอัศจรรย์ อันไม่ เคยมี ชวนให้ขนพองสยองเกล้า นั้นแล้ว จึงยังจิตให้ เลื่อมใส ในพระพุทธเจ้า ผู้เป็นจอมมนุษย์ ผู้คงที่ ครั้งนั้น เรายังจิตให้เลื่อมใส และถวายผ้าทิพย์ แด่ พระศาสดาแล้ว พร้อมทั้งอำมาตย์ และบริวารชน ยอมนับถือพระพุทธเจ้าเป็นสมณะ ในกัปที่ ๙๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรม นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ใน
หน้า 321 ข้อ 200
กัปที่ ๑๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีพระนามว่า วาหนะ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระอรหัตผล ที่พระเถระ ผู้บรรลุพระอรหัต กระทำสังเวควัตถุ ใดแล ให้เป็นขอสับ แล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุแล้ว พระเถระเมื่อพยากรณ์ พระอรหัตผล โดยมุขคือการประกาศสังเวควัตถุนั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า เหยี่ยวทั้งหลายโฉบลง ชิ้นเนื้อหลุดจากปากของ เหยี่ยวตัวหนึ่ง ตกลงพื้นดิน และเหยี่ยวอีกพวกหนึ่ง มาคาบ เอาไว้อีก ฉันใด สัตว์ทั้งหลายผู้หมุนเวียนไป ในสงสาร ก็ฉันนั้น เคลื่อนจากกุศลธรรมแล้ว ไป ตกในนรกเป็นต้น ความสุขย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจ แล้วผู้ยินดีต่อนิพพาน ด้วยความสุข ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จุตา แปลว่า หลุดแล้ว. บทว่า ปตนฺติ แปลว่า โฉบลง. บทว่า ปติตา ความว่า ชิ้นเนื้อตกลงที่พื้นดิน ด้วยสามารถ แห่งการพลัดหล่น หรือตกลง ด้วยสามารถแห่งการหลุดร่วงไปในอากาศ. บทว่า คิทฺธา ความว่า ถึงความยินดี. บทว่า ปุนราคตา ความว่า เข้า มาคาบไปอีก. พึงประกอบ จ ศัพท์ควบไปด้วยทุก ๆ บท มีคำอธิบายว่า เหยี่ยวทั้งหลายในที่นี้ โฉบลงและร่อนลง และชิ้นเนื้อก็หลุดจากปากของเหยี่ยว นอกนี้ ก็ชิ้นเนื้อที่หลุดแล้ว ก็ตกลงไปที่พื้นดิน เหยี่ยวทั้งหลาย อยากได้ชิ้น เนื้อ (ถึงความอยาก) เหยี่ยวทั้งหมดนั่นแหละ จึงมารุมคาบเอาไปอีก. ก็ เหยี่ยวเหล่านี้ มีอุปมาฉันใด เหล่าสัตว์ที่หมุนไปในสงสาร ก็ฉันนั้น สัตว์
หน้า 322 ข้อ 200
เหล่าใด เคลื่อนจากธรรมที่เป็นกุศล สัตว์เหล่านั้น ย่อมตกลงไปในอบายมี นรกเป็นต้น ก็เหล่าสัตว์ที่ตกลงไปแล้วอย่างนี้ ผู้ที่ตั้งอยู่ในสัมปัตติภพ ถึงความ ยินดีและย้อนกลับมาอีก ด้วยสามารถแห่งความใคร่ในภพ ทั้งในกามภพ รูปภพ และอรูปภพ โดยยังข้องอยู่ ในกามสุขัลลิกานุโยค ในภพนั้น ๆ ชื่อว่า กลับมาสู่ทุกข์ ที่หมายรู้กันว่าภพนั้น ๆ อีก ด้วยกรรมที่ทำให้ถึงภพ นั้น ๆ เพราะยังไม่หลุดพ้นจากภพไปได้. สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ เป็นอย่างนี้. ส่วนเราเอง กระทำกิจมีปริญญากิจเป็นต้นแล้ว แม้กิจทั้ง ๑๖ อย่าง เราก็ ทำสำเร็จแล้ว บัดนี้ไม่มีกิจนั้นที่เราจะต้องทำอีก. พระนิพพาน อันเป็นแดนที่พระอริยเจ้าทั้งหลายสลัดสังขตธรรมได้ ทั้งหมด ที่น่ายินดี น่าอภิรมย์ น่ารื่นรมย์ เรายินดีแล้ว อภิรมย์แล้ว รื่นรมย์แล้ว. ก็ด้วยบทว่า รตํ รมฺมํ นั้น พึงทราบอธิบายว่า ความสุข ย่อมติดตามเราผู้สำเร็จกิจแล้ว โดยสะดวก คือพระนิพพาน อันเป็นสุขโดย ส่วนเดียว ติดตามมา คือ เข้าถึงโดยเป็นสุขเกิดแต่ผลสมาบัติ อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ผลสุขและนิพพานสุข อันติดตามมา ด้วยสุขเกิดแต่วิปัสสนา และสุข เกิดแต่มรรค โดยสะดวก. จบอรรถกถาปักขเถรคาถา
หน้า 323 ข้อ 201
๔. วิมลโกณฑัญญเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิมลโกณฑัญญเถระ [๒๐๑] ได้ยินว่า พระวิมลโกณฑัญญเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้เป็นบุตรของนางอัมพปาลี ที่หมู่ชนเรียก กันว่า ทุมะ เกิดเพราะพระเจ้าพิมพิสาร ท่านเป็น บุตรของท่านผู้ทรงไว้ซึ่งธงคือพระเจ้าแผ่นดิน ทำลาย ธงใหญ่ คือกิเลสได้ด้วยปัญญาแล้ว. อรรถกถาวิมลโกณฑัญญเถรคาถา คาถาของท่านพระวิมลโกณฑัญญเถระ เริ่มต้นว่า ทุมวฺหยาย อุปปนฺโน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลที่ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี อันบริษัทใหญ่ห้อมล้อมแล้ว ทรงแสดงธรรมอยู่ มีใจเลื่อมใส แล้วบูชาด้วยดอกไม้ทอง ๔ ดอก. เพื่อจะเจริญศรัทธาปสาทะ ของเขา พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงบันดาลอิทธาภิสังขาร ให้มีรูปอย่างรัศมี ทองคำ ปกคลุมทั่วประเทศนั้นทั้งสิ้น. เขาเห็น พุทธลักษณะอันสำเร็จด้วย
หน้า 324 ข้อ 201
อิทธาภิสังขารนั้นแล้ว มีใจเลื่อมใสเกินประมาณ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้ว กระทำพุทธลักษณะนั้นให้เป็นนิมิต แล้วไปสู่เรือนของตน ไม่ละปีติที่มี พระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ กระทำกาละด้วยโรคลมบางอย่าง บังเกิดในสวรรค์ ชั้นดุสิต แล้วกระทำบุญอื่น ๆ อีก ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในท้องของนางอัมพปาลี อาศัยพระเจ้าพิมพิสาร. พระเจ้าพิมพิสาร ในคราวยังเป็นหนุ่ม ฟัง (ข่าว) รูปสมบัติของ นางอัมพปาลี เกิดความกำหนัดยินดี มีคนติดตาม ๒-๓ คน ไปสู่พระนคร ไพศาลี โดยเพศที่คนจำไม่ได้ สำเร็จการอยู่ร่วมกับนางในคืนวันหนึ่ง ครั้งนั้น พระเถระนี้ถือปฏิสนธิในท้องของนาง และนางอัมพปาลี ได้กราบทูลข้อที่นาง ตั้งครรภ์ ต่อพระเจ้าพิมพิสาร. แม้พระราชา ก็แสดงพระองค์ พระราชทานสิ่งของที่ควรพระราชทาน แล้วเสด็จหลีกไป นางอาศัยความแก่รอบของครรภ์คลอดบุตรแล้ว. ทารกนั้น ได้นามว่า วิมละ ต่อมาภายหลังจึงปรากฏนามว่า วิมลโกณฑัญญะ. เขาเจริญ วัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปพระนครไพศาลี มีใจเลื่อมใส บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระ- อรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับนั่ง แสดงอมตบทแก่หมู่ชนอยู่ เราฟังธรรมของพระองค์ ผู้เป็นจอมประชาผู้คงที่แล้ว ได้โปรยดอกไม้ทอง ๔ ดอก บูชาแด่พระพุทธเจ้า ดอกไม้ทองนั้นกลายเป็นหลังคา ทอง บังร่มตลอดทั้งบริษัท ในกาลนั้น รัศมีของ พระพุทธเจ้า และรัศมีทอง รวมเป็นแสงสว่างโชติช่วง
หน้า 325 ข้อ 201
ไพบูลย์ เรามีจิตเบิกบาน ดีใจ เกิดโสมนัส ประนม อัญชลี เกิดปีติ เป็นผู้นำความสุขปัจจุบันมาให้แก่คน เหล่านั้น เราทูลวิงวอนพระสัมพุทธเจ้า และถวาย บังคมพระองค์ผู้มีวัตรอันงาม ยังความปราโมทย์ให้ เกิดแล้ว กลับเข้าสู่ที่อยู่ของตน ครั้นกลับเข้าสู่ที่อยู่ แล้ว ยังระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐอยู่ ด้วยจิต อันเลื่อมใสนั้น เราได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ทอง ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา ในกัปที่ ๔๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า- จักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ ทรงพระนามว่า เนมิ- สมมตะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยอ้างถึงพระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า ภิกษุเป็นบุตรของนางอัมพปาลี ที่หมู่ชนเรียก กันว่า ทุมะ เกิดเพราะพระเจ้าพิมพิสาร ท่านผู้เป็น บุตรของท่านผู้ทรงไว้ซึ่งธงคือพระเจ้าแผ่นดิน ทำลาย ธงใหญ่ คือกิเลส ได้ด้วยปัญญาแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมวฺหยาย ได้แก่ หญิงที่เขาเรียกว่า ทุมะ คืออัมพะ อธิบายว่า ของหญิงชื่อว่า อัมพปาลี. ก็บทว่า ทุมวฺหยาย นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอาธาระ. บทว่า อุปปนฺโน ความว่า เกิดแล้ว และ เข้าถึงในท้องของนางอัมพปาลีนั้น.
หน้า 326 ข้อ 201
บทว่า ชาโต ปณฺฑรเกตุนา ได้แก่ เกิดเพราะท่านผู้ทรงไว้ซึ่ง เศวตฉัตร คือเกิด เพราะพระเจ้าพิมพิสาร ผู้ปรากฏว่า เป็นราชันย์ผู้มี เศวตฉัตร เป็นเหตุ อธิบายว่า อาศัยพระเจ้าพิมพิสารนั้นเกิดแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุปปนฺโน เป็นบทแสดงถึงการบังเกิดครั้งแรก. เพราะต่อจากนั้น บทว่า ชาโต แสดงถึงอภิชาติ (เกิดโดยชาติของพระอริยเจ้า). อธิบายว่า จำเดิมแต่เวลาตลอด เรียกว่าเกิดแล้วในโลก. ก็ในคาถานี้ ท่าน หลีกเลี่ยงการยกย่องตน ด้วยบทว่า ทุมวฺหยาย อุปปนฺโน นี้ และแสดงถึง สภาพที่ได้บรรลุคุณพิเศษ แม้ของบุตรของผู้ที่เป็นใหญ่เป็นอเนก. หลีกเลี่ยง การข่มท่าน ด้วยการแสดงถึงปีติที่รู้กันแล้วด้วยบทว่า ชาโต ปณฺฑุรเกตุนา นี้. บทว่า เกตุหา แปลว่า ละเสียซึ่งมานะ. อธิบายว่า ชื่อว่า เกตุ ด้วยอรรถว่า เป็นดุจธง เพราะมีการถือตัว (จองหอง) เป็นลักษณะ. จริง- อย่างนั้น มานะนั้นท่านกล่าวว่า มีความประสงค์จะยกตนให้สูงเป็นเครื่องปรากฏ. บทว่า เกตุนาเยว ได้แก่ ด้วยปัญญานั่นเอง. อธิบายว่า ปัญญา ชื่อว่า เป็นธงของพระอริยเจ้าทั้งหลาย เพราะอรรถว่าสูงยิ่งในบรรดาธรรม อันหาโทษมิได้ทั้งหลาย และเพราะอรรถว่าถึงก่อน ด้วยการย่ำยีเสนามาร ด้วยเหตุนั้น บัณฑิตจึงกล่าวว่า ธมฺโม หิ อิสินํ ธโช ก็ธรรมเป็นธงชัย ของฤาษีทั้งหลาย. บทว่า มหาเกตุํ ปธํสยิ ความว่า กิเลสธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าใหญ่ เพราะมีอารมณ์มาก และชื่อว่ามีมานะมากมายหลายประการ เพราะต่างโดย มานะ มีมานะว่า เราประเสริฐกว่า และมาฆะเพราะชาติเป็นต้น และกิเลส ธรรมเหล่านั้น ชื่อว่า มหาเกตุ ด้วยอรรถว่า เป็นดุจธง เพราะอรรถว่า
หน้า 327 ข้อ 202
ยังมานะนั้นให้ยกขึ้น ได้แก่ มารผู้ลามก ท่านได้ครอบงำมารนั้น ทำให้ หมดพยศ ด้วยการกำจัดพลแห่งมาร และก้าวล่วงวิสัยแห่งมารเสียได้. พระเถระ เมื่อจะแสดงตน เป็นเหมือนคนอื่น พยากรณ์พระอรหัตผล โดยการอ้าง พระอรหัตผลว่า ทำลายธงใหญ่ คือ กิเลสได้ด้วยปัญญา ดังนี้. จบอรรกถาวิมลโกณฑัญญเถรคาถา ๕. อุกเขปกตวัจฉเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุกเขปกตวัจฉเถระ [๒๐๒] ได้ยินว่า พระอุกเขปกตวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้สงบดีแล้ว มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง ย่อมกล่าวพระพุทธวจนะ ที่ได้เล่าเรียนมาหลายปี ใน สำนักของอุกเขปกตวัจฉภิกษุแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย. อรรถกถาอุกเขปกตวัจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระอุกเขปกตวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า อุกฺเขปกตฺ- วจฺฉสฺส. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ ทั้งหลาย สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
หน้า 328 ข้อ 202
สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ให้เสาแก่อุบาสก ผู้สร้างเรือนยอดถวายพระศาสดา ขาดเสาอยู่ต้นหนึ่ง ได้กระทำหน้าที่ของผู้ร่วม กิจการ ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก หมั่นกระทำบุญบ่อย ๆ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขามีนามที่ได้มาตามโคตรว่า วัจฉะ. เขาฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เฉพาะแล้วซึ่งศรัทธาบรรพชา แล้ว อยู่ในอาวาสใกล้บ้าน แคว้นโกศล เล่าเรียนธรรม ในสำนักของภิกษุ ทั้งหลาย ผู้มาแล้ว ๆ. แต่ท่านไม่รู้ ปริเฉท (ขั้นตอน) ว่านี้เป็นวินัย นี้เป็น พระสูตร นี้เป็นพระอภิธรรม วันหนึ่ง เรียนถามท่านพระธรรมเสนาบดีแล้ว กำหนดพระพุทธพจน์ทั้งหมดตามขึ้นตอน แม้ในกาลก่อน แต่การสังคายนา พระธรรม ท่านก็กำหนดชื่อแห่งปิฎกเป็นต้นไว้ ในพระปริยัติสัทธรรมที่เป็น เหตุให้มีการเรียกชื่อภิกษุทั้งหลายว่า พระวินัยธรเป็นต้น ท่านเล่าเรียนสอบถาม พระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎกอยู่ กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ที่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้แล้วในพระไตรปิฎกนั้น เริ่มตั้งวิปัสสนา พิจารณาอยู่ บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า ได้มีการประชุมมหาสมาคม อุบาสกของพระผู้ มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ และอุบาสก เหล่านั้น ถึงพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ มีความเชื่อเลื่อม ใสพระตถาคต อุบาสกทั้งหมดมาประชุมปรึกษากัน จะสร้างศาลาถวายแด่พระศาสดา ยังไม่ได้เสาอีกต้น หนึ่ง จึงพากันเที่ยวหาอยู่ในป่าใหญ่ เราพบอุบาสก เหล่านั้น ในป่าแล้ว จึงเข้าไปหาคณะอุบาสกในเวลา
หน้า 329 ข้อ 202
นั้น เราประนมอัญชลีสอบถามคณะอุบาสก. อุบาสก ผู้มีศีลเหล่านั้น อันเราถามแล้ว ตอบให้ทราบว่า เรา ต้องการจะสร้างศาลา ยังหาเสาไม่ได้อีกต้นหนึ่ง ขอ ท่านจงให้เสากะเราต้นหนึ่งเถิด เราตอบว่า ฉันจัก ถวายแด่พระศาสดาเอง ฉันจักนำเสามาให้ ท่านทั้ง หลายไม่ต้องขวนขวายหา อุบาสกเหล่านั้น เลื่อมใสมี ใจยินดี มอบเสาให้เรา แล้วกลับจากป่ามาสู่เรือนของ ตน ๆ เมื่อคณะอุบาสกไปแล้วไม่นาน เราได้ถวายเสา ในกาลนั้น เรายินดี มีจิตร่าเริง ยกเสาขึ้นก่อนเขา ด้วยจิตอันเสื่อมใสนั้น เราได้เกิดในวิมาน ภพของ เราตั้งอยู่โดดเดี่ยว ๗ ชั้น สูงตระหง่าน เมื่อกลอง ดังกระหึ่มอยู่ เราบำเรออยู่ทุกเมื่อ ในกัปที่ ๕๕ เรา ได้เป็นพระราชา พระนามว่า ยโสธร แม้ในกาล นั้น ภพของเรา ก็สูงสุด ๗ ชั้น ประกอบด้วยเรือน ยอดอันประเสริฐ มีเสาต้นหนึ่ง น่ารื่นรมย์ใจ ในกัป ที่ ๒๑ เราเป็นกษัตริย์ พระนามว่า อุเทน แม้ใน กาลนั้น ภพของเราก็มี ๗ ชั้น ประดับอย่างสวยงาม เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดา หรือความ เป็นมนุษย์ เราย่อมเสวยผลนั้น ๆ ทั้งหมด นี้เป็นผล แห่งการถวายเสาต้นเดียว. ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายเสาใดในกาลนั้น ด้วยบุญกรรมนั้น เราไม่ รู้จักทุคติเสีย นี้เป็นผลแห่งการถวายเสาต้นเดียว. เรา ตัดกิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 330 ข้อ 202
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในความขยันหมั่น เพียร เพราะมุ่งกิจที่ตนทำไว้แล้ว อาศัยความอนุเคราะห์ คฤหัสถ์และบรรพชิต ทั้งหลาย ที่เข้าไปสู่สำนักของตน ใคร่ครวญพระพุทธพจน์ คือพระไตรปิฎก แล้วแสดงธรรม. และในวันหนึ่ง แสดงธรรมอยู่ เมื่อจะแสดงเปรียบตน เหมือนคนอื่น ได้กล่าวคาถาว่า ภิกษุสงบดีแล้ว มีความปราโมทย์อย่างยิ่ง ย่อม กล่าวพระพุทธวจนะ ที่ได้เล่าเรียนมาเป็นเวลาหลายปี ในสำนักของอุกเขปกตวัจฉภิกษุแก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุกฺเขปกตวจฺฉสฺส ได้แก่ อันภิกษุ ชื่อว่า อุกเขปวัจฉะ กระทำแล้ว อธิบายว่า อันภิกษุชื่อว่า วัจฉะ บรรจุ ลงไว้ในปิฎกนั้น ๆ นั่นแหละ ตั้งอยู่แล้ว โดยที่ท่านกำหนดพิเคราะห์ส่วน แห่งพระวินัย ส่วนแห่งพระสูตร และส่วนแห่งพระอภิธรรม ที่ตนแยก ๆ เรียนในสำนักของภิกษุ แล้วสาธยายพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรม นั่นแหละ ตาม (จำนวน) ปริจเฉท. ก็บทว่า อุกฺเขปกตวจฺฉสฺส นี้เป็น ฉัฏฐีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. บทว่า สงฺกลิตํ พหฺหิ วสฺเสหิ ความว่า ตั้งไว้ในหทัย (ท่อง- จนขึ้นใจ) ด้วยสามารถแห่งการประมวลมาเป็นเวลาหลายปี. ปาฐะว่า สงฺขลิตํ ดังนี้บ้าง. ได้แก่ท่องจนคล่องปาก โดยว่าติดต่อเนื่องเป็นอันเดียวกันไป. กระทำให้เป็นดุจสังข์ที่เขาขัดแล้ว. ปาฐะว่า ยํ พุทฺธวจนํ เป็นปาฐะที่ เหลือจากบาทคาถา. บทว่า ตํ ความว่า กล่าวคือแสดงพระปริยัติธรรมนั้น. . บทว่า คหฏฺานํ ท่านกล่าวไว้ เพราะคฤหัสถ์เหล่านั้น มีจำนวนมากกว่า. บทว่า สุนิสินฺโน ความว่า นั่งสงบไม่ไหวติงอยู่ในธรรมวินัยนั้น. อธิบายว่า
หน้า 331 ข้อ 203
ไม่มุ่งหวังลาภและสักการะเป็นต้น ตั้งอยู่ในหัวข้อธรรม คือวิมุตตายตนะ อย่างเดียวเท่านั้น แล้วกล่าว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อุฬารปาโมชฺโช ซึ่งมีความว่า ผู้มี ความปราโมทย์อันโอฬาร อันเกิดแล้ว ด้วยสามารถแห่งความสุขในผลสมาบัติ และด้วยสามารถแห่งความสุขในธรรม. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ มีอาทิว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุย่อมแสดงธรรมตามที่ฟังมา แล้ว ตามที่เรียนมาแล้ว แก่คนเหล่าอื่นโดยพิสดาร ด้วยประการใด ๆ เธอย่อมได้ความแตกฉานในอรรถ ในธรรมนั้น ย่อมได้ความปราโมทย์อันเขาไปประกอบ แล้วด้วยธรรม ด้วยประการนั้น ๆ ดังนี้. จบอรรถกถาอุกเขปตวัจฉเถรคาถา ๖. เมฆิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเมฆิยเถระ [๒๐๓] ได้ยินว่า พระเมฆิยะได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พระมหาวีรเจ้า ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ได้ สั่งสอนเรา เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ใน สำนักของพระองค์ เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว.
หน้า 332 ข้อ 203
อรรถกถาเมฆิยเถรคาถา คาถาของท่านพระเมฆิยเถระ เริ่มต้นว่า อนุสาสิ มหาวีโร. เรื่อง ราวเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ หว่านพืชคือกุศลไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนมีตระกูล ในกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้บรรลุ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว. ก็ในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ทรงบรรลุถึงความสิ้นสุดแห่งพุทธกิจแล้ว ทรงปลงอายุสังขาร. เมื่อเกิดแผ่น ดินไหวเป็นต้น เพราะเหตุที่ทรงปลงอายุสังขารนั้น มหาชนได้สะดุ้งตกใจ กลัวแล้ว. ลำดับนั้น ท้าวเวสวัณมหาราช ทรงเข้าใจเหตุการณ์นั้นอย่างแจ้งชัด จึงทรงยังมหาชนให้เบาใจ. มหาชนฟังเหตุการณ์นั้น ได้ถึงความสังเวชแล้ว. กุลบุตรนี้ สดับพุทธานุภาพ ในที่นั้นแล้ว เกิดความเคารพนับถืออย่างมาก ในพระศาสดา เสวยปีติโสมนัสอย่างโอฬาร. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนคร กบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. เขาได้นามว่า เมฆิยะ. เมฆิยมาณพนั้น เจริญวัยแล้ว บวชในสำนักของพระบรมศาสดา อุปัฏฐากพระพุทธเจ้าอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ชาลิกาวัน เห็นป่ามะม่วง น่ารื่นรมย์ ริมฝั่งน้ำ กิมิกาลา ประสงค์จะอยู่ที่ป่ามะม่วงนั้น อันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสห้ามไว้ถึง ๒ ครั้ง แล้วปล่อยให้ไปในครั้งที่ ๓ จึงไปที่ป่ามะม่วงนั้น อันแมลงคือมิจฉาวิตก รุมเกาะกิน ไม่ได้จิตสมาธิ ไป ยังสำนักของพระศาสดา กราบทูลความนั้นแล้ว.
หน้า 333 ข้อ 203
ลำดับนั้น พระบรมศาสดา ได้ทรงประทานพระโอวาท แก่เธอ โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่ กล้า แห่งเจโตวิมุตติยังไม่แก่กล้า ดังนี้. ท่านตั้งอยู่ในโอวาทนั้นแล้ว เจริญ วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ใน อปทานว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ผู้เลิศในโลก ทรงปลงอายุสังขารนั้น พื้นแผ่นดิน และน้ำก็หวั่นไหว ฟ้าก็คะนอง แม้ภพอันสวยงาม น่าปลื้มใจ สะอาด วิจิตรของเราก็หวั่นไหว ในขณะที่พระพุทธเจ้าทรงปลงอายุสังขาร เมื่อภพ หวั่นไหวแล้ว ความสะดุ้งเกิดขึ้นแก่เราว่า ความ หวั่นเกิดขึ้นเพื่ออะไรหนอ แสงสว่างอันไพบูลย์ได้ มีแล้ว ท้าวเวสวัณมา ณ ที่นี้แล้วยังมหาชนให้หาย ความเศร้าโศกว่า ภัยไม่มีในหมู่สัตว์ ท่านทั้งหลาย จงมีอารมณ์ตั้งมั่น ทำใจให้สงบเถิด เราประกาศ พระพุทธานุภาพว่า โอพระพุทธเจ้า โอพระธรรม โอความถึงพร้อมแห่งสัตถุศาสน์หนอ เมื่อ พระพุทธเจ้า อุบัติ แผ่นดินก็หวั่นไหว ดังนี้แล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป ในกัปทั้งหลายที่เหลือ เราได้ทำกุศล ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญา ใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๑๔ แต่
หน้า 334 ข้อ 203
ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชผู้ประเสริฐ มีนามว่า สมิตะ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้รับโอวาทเฉพาะพระพักตร์ พระบรมศาสดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลว่า เราบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาว่า พระมหาวีรเจ้า ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง ได้ สั่งสอนเรา เราฟังธรรมของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ใน สำนักของพระองค์ เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสอนของ พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสาสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงโอวาท คือ ได้ประทานอนุสาสนี ด้วยคำมีอาทิว่า ดูก่อนเมฆิยะ ธรรม ๕ ประการ ย่อมเป็นไปเพื่อความแก่กล้าแห่งเจโตวิมุตติที่ยังไม่แก่กล้า ดังนี้. บทว่า มหาวีโร ได้แก่ผู้มีความกล้าหาญมาก. อธิบายว่า ผู้มีความ เพียรใหญ่ ด้วยองค์ธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความเพียร อันประกอบด้วยองค์ ๔ ซึ่งเป็นเครื่องเสริมสร้างวิริยบารมี และด้วยความถึงพร้อมแห่งสัมมัปปธาน ๔ อย่าง อันไม่ทั่วไปแก่ธรรมประเภทอื่น. บทว่า สพฺพธมฺมาน ปารคู ความว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า เป็นผู้ถึงซึ่งฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง เพราะทรงถึง คือ บรรลุถึงซึ่งฝั่ง คือ ที่สุดแห่ง ไญยธรรมทั้งปวง ด้วยการถึงแห่งพระญาณ อธิบายว่า เป็นพระสัพพัญญู. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ทรงถึงซึ่งฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง เพราะทรงถึง คือ บรรลุถึง พระนิพพาน อันเป็นฝั่งแห่งสังขตธรรมทั้งหลายทั้งปวง.
หน้า 335 ข้อ 204
บทว่า ตสฺสาหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ความว่า เราฟังสัจธรรม ๔ นั้น อันพระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง (ไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น) ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พุทธเจ้าพระองค์นั้น. บทว่า วิหาสึ สนฺติเก ความว่า เราถูกมิจฉาวิตกรบกวนแล้วใน ป่าอัมพวัน (กลับ ) ไปยังจาลิกาวิหาร พักอยู่ในที่ใกล้พระบรมศาสดานั่นแล. บทว่า สโต แปลว่า มีสติ. อธิบายว่า ไม่ประมาทแล้วด้วยการ เจริญสมถะและวิปัสสนา. บทว่า อหํ นี้ พึงเปลี่ยนเป็น มยา เพิ่มเข้าในบทว่า วิชฺชา อนุปฺปตฺตา กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ วิชชา ๓ อันเราบรรลุแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้าอันเรากระทำแล้วดังนี้ เหมือนบทว่า มํ ที่ต้องเพิ่มเข้าใน บทว่า อนุสาสิ นี้. พระเถระประกาศการบรรลุวิชชา ๓ ตามที่กล่าวแล้ว ด้วยบทว่า กตํ พุทฺธสฺส สาสนํ โดยแสดงถึงความที่พระศาสดาทรงให้ โอวาท ด้วยปุริยายอื่น. อธิบายว่า การบำเพ็ญให้บริบูรณ์ในกองศีลเป็นต้น นั่นแล ข้าพเจ้ากระทำแล้วตามคำสอนของพระศาสดา. จบอรรถกถาเมฆิยเถรคาถา ๗. เอกธัมมสวนียเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเอกธัมมสวนียเถระ [๒๐๔] ได้ยินว่า พระเอกธัมมสวนียเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กิเลสทั้งหลาย เราเผาแล้ว ภพทั้งปวงเราถอน ขึ้นแล้ว ชาติสงสารของเราสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่ มิได้มีต่อไป.
หน้า 336 ข้อ 204
อรรถกถาเอกธัมมสวนียเถรคาถา คาถาของท่านพระเอกธัมมสวนียเถระ เริ่มต้นว่า กิเลสา ฌาปิตา มยฺหํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดเป็นรุกขเทวดา เห็นภิกษุ ๒-๓ รูป หลงทางเดินเที่ยวไปในป่าใหญ่ เมื่อจะอนุเคราะห์ จึงลงจากภพของตน ปลอบโยนภิกษุเหล่านั้น ให้ฉัน แล้วพาไปส่งจนถึงที่ตามที่ประสงค์ ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปใน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก บำเพ็ญพุทธกิจเสร็จแล้ว ปรินิพพาน ได้ (เกิด) เป็น พระเจ้ากรุงพาราณสี ทรงพระนามว่า กิกี ในกาลนั้น. เมื่อท้าวเธอสวรรคตแล้ว พระราชโอรสของพระองค์ ทรงพระนามว่า ปุถุวินทราช ได้เสวยราชย์ต่อมา. พระราชโอรสของพระเจ้าปุถุวินทราช ทรง- พระนามว่า สุยามะ (เสวยราชย์ต่อมา) พระราชโอรสของพระเจ้าสุยามะ ทรง- พระนามว่า พระเจ้ากิกีพรหมทัต เสวยราชย์ เมื่อพระศาสนาอันตรธานแล้ว ไม่ได้ฟังพระธรรมเทศนา จึงรับสั่งให้ประกาศว่า ผู้ใดแสดงธรรมได้ เราจัก ให้ทรัพย์แสนกหาปณะแก่ผู้นั้น เมื่อหาผู้แสดงธรรมไม่ได้ แม้แต่คนเดียว จึงทรงพระดำริว่า ในรัชสมัยแห่งพระเจ้าปู่เป็นต้นของเรา ธรรมยังเป็นไปอยู่ ผู้แสดงธรรมก็หาได้ง่าย แต่ในกาลบัดนี้ ผู้ที่จะกล่าวคาถาแม้เพียง ๔ บาท ก็หาได้ยาก ตราบใดที่ธรรมสัญญายังไม่พินาศ ตราบนั้นเราจักบวช ดังนี้. ท้าวสักกเทวราช เสด็จลงมาแล้วแสดงธรรมโดยคาถาว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ดังนี้ กะพระเจ้ากิกีพรหมทัต ผู้เดินทางมุ่งหน้า
หน้า 337 ข้อ 204
ไปยังหิมวันตประเทศ แล้วให้ท้าวเธอเสด็จกลับ. พระเจ้ากิกีพรหมทัตเสด็จกลับ บำเพ็ญบุญ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลเศรษฐี ในเสตัพยนครในพุทธุปบาทกาลนี้ เจริญวัยแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในสีสปาวัน ณ เสตัพยนคร เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้ว ทรงแสดงธรรมด้วยคาถา นี้ว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ ดังนี้ เมื่ออนิจจ- สัญญาปรากฏชัด ท่านจึงได้ความสลดใจ เพราะท่านมีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในภพนั้น ๆ เริ่มพิจารณา การทำทุกขสัญญา และอนัตตสัญญาไว้ในใจ ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า สาวกทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เที่ยวไปในป่า เป็นผู้หลงทาง เหมือนคน ตาบอดเที่ยวอยู่ในป่าใหญ่ บุตรของพระมุนีเหล่านั้น ระลึกถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนายกของโลก หลงทางอยู่ในป่าใหญ่ ข้าพระองค์ (เป็นเทพบุตร) ลงจากภพมาในสำนักของภิกษุ บอก- ทางให้แก่พระสาวกเหล่านั้น และได้ถวายโภชนาหาร ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชา เชษฐบุรุษของโลก ประ- เสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้บรรลุ พระอรหัตแต่อายุ ๗ ขวบเท่านั้น โดยกำเนิด ในกัปที่ ๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๒ พระองค์
หน้า 338 ข้อ 204
มีพระนามว่า สจักขุ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพระองค์กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. เพราะเหตุที่ท่าน สำเร็จกิจ (บรรลุพระอรหัต) ด้วยการฟังธรรม ครั้งเดียวเท่านั้น จึงได้นามว่า เอกธัมมสวนียเถระ ดังนี้แล. ท่านได้ เป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า กิเลสทั้งหลายเราเฝ้าแล้ว ภพทั้งปวง เราถอนขึ้น แล้ว ชาติสงสารของเราสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้ มีต่อไป ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิเลสา ความว่า อกุศลธรรม ชื่อว่า กิเลส เพราะเหตุว่า บังเกิดแล้วในสันดานใด ย่อมยังสันดานนั้นให้เศร้าหมอง หรือเบียดเบียน เข้าไปทำให้เดือดร้อน ได้แก่ กิเลสมีราคะเป็นต้น. บทว่า ณาปิตา ความว่า กิเลสทั้งหลาย อันเราเฝ้าแล้วพร้อมทั้งราก ด้วยไฟคืออริยมรรคญาณ ดุจกอไม้เป็นต้น ถูกเผาด้วยสายอสุนิบาต. บทว่า มยฺหํ แปลว่าอันเรา หรือในสันดานของเรา. บทว่า ภวา สพฺเพ สมูหตา ความว่า ภพทั้งปวงมีกามภพและ กรรมภพเป็นต้น ชื่อว่าอันเราถอนขึ้นแล้ว เพราะกิเลสทั้งหลายอันเราเฝ้าแล้ว เพราะเหตุที่ถอนกรรมภพได้แล้วนั่นแล แม้อุปปัตติภพก็ชื่อว่าเป็นอันถอนขึ้น แล้วด้วย เพราะให้ถึงความไม่ต้องเกิดขึ้นอีกเป็นธรรมดา. บทว่า วิกฺขีโณ ชาติสํสาโร ความว่า สงสารมีชาติเป็นต้น มีลักษณะอันท่านกล่าวแล้วว่า
หน้า 339 ข้อ 205
ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ และอายตนะทั้งหลาย ที่ยังตัดไม่ขาด หมุนเวียนไปอยู่ ท่านเรียกว่า สงสาร ดังนี้ สิ้นไปแล้ว โดยพิเศษ เพราะฉะนั้น ภพใหม่จึงไม่มีในบัดนี้. พึงวกกลับมา พูดว่า เพราะเหตุที่ภพใหม่ไม่มีต่อไป ฉะนั้น สงสาร คือ ชาติจึงสิ้นไป และ ภพใหม่ไม่มี เพราะภพทั้งปวงถูกถอนขึ้นแล้ว ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ประกอบ ความว่า สงสารคือชาติสิ้นไปแล้ว เพราะเหตุนั่นแล ภพใหม่จึงไม่มีในบัดนี้ . จบอรรถกถาเอกธัมมสวนียเถรคาถา ๘. เอกุทานิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเอกุทานิยเถระ [๒๐๕] ได้ยินว่า พระเอกุทานิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุ ผู้มีจิตมั่น ไม่ประมาท เป็นมุนีศึกษาอยู่ในคลองแห่งโมไนย ผู้คงที่ ผู้สงบระงับ มีสติทุกเมื่อ.
หน้า 340 ข้อ 205
อรรถกถาเอกุทานิยเถรคาถา คาถาของท่านพระเอกุทานิยเถระเริ่มต้นว่า อธิเจตโส อปฺปมชฺชโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการ อันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็นยักษ์ผู้ เสนาบดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้ถึงความเศร้าโศกปริเทวนาการว่า เราไม่มีลาภหนอ เราหาโอกาสได้ยากหนอ เพราะในเวลาที่พระศาสดายังทรง พระชนม์อยู่ เราไม่ได้กระทำบุญมีทานเป็นต้นไว้. ครั้งนั้น สาวกของพระศาสดา นามว่า สาคระ บรรเทาความโศก นั้น แนะนำให้บูชาพระสถูปของพระศาสดา. เขาบูชาพระสถูปอยู่ตลอด ๕ ปี จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย นั่นแหละ ด้วยบุญนั้น เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า กัสสปะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เข้าไปสู่สำนักของพระศาสดา ตาม กาลเวลา. ก็ในสมัยนั้น พระศาสดา ทรงโอวาทพระสาวกทั้งหลาย เนือง ๆ ด้วยคาถาว่า อธิเจตโส. เขาได้ฟังโอวาทนั้น เกิดศรัทธาบวชแล้ว ก็แหละครั้น บวชแล้ว ร่ายพระคาถานั้นนั่นแหละบ่อย ๆ. ท่านบำเพ็ญสมณธรรมอยู่ใน พระโอวาทนั้น ตลอดสองหมื่นปี ไม่อาจจะยังคุณพิเศษให้เกิดขึ้นได้ เพราะ ญาณยังไม่แก่กล้า. ก็ท่านจุติจากภพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภพนั่นแหละ แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์
หน้า 341 ข้อ 205
ด้วยสมบัติ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระองค์ทรงรับพระวิหารชื่อว่า เชตวัน ได้มี ศรัทธา บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว อยู่ในป่าได้ไปยังสำนักของ พระศาสดา. ก็แลในสมัยนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นท่านพระสารีบุตร ขวนขวายอธิจิตอยู่ในที่ไม่ไกลพระองค์ ทรงเปล่งอุทานนี้ว่า อธิเจตโส. พระ เถระนี้ฟังพุทธอุทานนั้นแล้ว แม้จะอยู่ในป่า เพื่อเจริญภาวนาตลอดกาลนาน ก็เปล่งอุทานคาถานั้นแหละ ตามกาลเวลา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้เกิดสมัญญา นามว่า เอกุทานิยเถระ ครั้นในวันหนึ่ง ท่านได้จิตเตกัคคตารมณ์ เจริญ วิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า ในลำดับกาล เมื่อพระสุคตเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี เสด็จนิพพาน ในกาลนั้นข้าพระองค์ เข้า ถึงกำเนิดยักษ์ และบรรลุถึงยศ ข้าพระองค์คิดว่า การ ที่เมื่อเรามีโภคสมบัติ พระสุคตเจ้าผู้มีพระจักษุ ปรินิพพานเสียแล้วนั้น เป็นการเสื่อมลาภ อันได้ แสนยากของเราหนอ ดังนี้ พระสาวกนามว่า สาคระ รู้ความดำริของข้าพระองค์ ท่านต้องการจะ ถอนข้าพระองค์ขึ้น จึงมาในสำนักของข้าพระองค์ กล่าวว่า จะโศกเศร้าทำไมหนอ อย่ากลัวเลย จง ประพฤติธรรมเถิด ท่านผู้มีเมธาดี พระพุทธเจ้าทรง ส่งเสริมวิทยาสมบัติ ของชนทั้งปวงว่า ผู้ใดพึงบูชา พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ยังดำรงพระ- ชนม์อยู่ก็ดี พึงบูชาพระธาตุ แม้ประมาณเท่าเมล็ด
หน้า 342 ข้อ 205
ผักกาดของพระพุทธเจ้า แม้นิพพานแล้วก็ดี เมื่อจิต อันเลื่อมใสของผู้นั้นเสมอกัน บุญก็มีผลมากเสมอกัน เพราะฉะนั้น ท่านจงทำสถูปบูชาพระธาตุ ของพระชิน เจ้าเถิด ข้าพระองค์ได้ฟังวาจาของท่านพระสาคระแล้ว ได้ทำพุทธสถูป ข้าพระองค์บำรุงพระสถูป อันอุดม ของพระมุนีอยู่ ๕ ปี ข้าแต่พระองค์ผู้จอมประชา เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์เสวยสมบัติแล้ว ได้บรรลุพระอรหัต ในกัป ที่ ๗๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ มีพระนามว่า ภูริปัญญา สมบูรณ์แล้ว ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ข้าพระองค์เผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระ- องค์กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยวิมุตติสุข วันหนึ่งถูก ท่านพระธรรมภัณฑาคาริก เชื้อเชิญว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านจงแสดงธรรมแก่ เรา ดังนี้ เพื่อจะทดสอบปฏิภาณ (ของท่าน) เพราะเหตุที่ท่านได้อบรมมา เป็นเวลานาน จึงได้กล่าวคาถานี้แหละ ความว่า ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้มีจิตมั่น ไม่ประมาท เป็นมุนีศึกษาอยู่ในคลองแห่งโมไนย ผู้ คงที่ ผู้สงบระงับ มีสติทุกเมื่อ ดังนี้.
หน้า 343 ข้อ 205
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธิเจตโส แปลว่า มิจิตตั้งมั่น อธิบายว่า ประกอบด้วยอรหัตผลจิต อันยิ่งกว่าจิตทั้งปวง. บทว่า อปฺปมชฺชโต แปลว่า ผู้ไม่ประมาทอยู่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ประกอบไปด้วยการกระทำเป็นไป ติดต่อ ในธรรมที่หาโทษมิได้ทั้งหลาย ด้วยความไม่ประมาท. บทว่า มุนิโน ความว่า พระขีณาสพ ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะรู้ซึ่งโลกทั้งสองอย่างนี้ คือ ผู้ ใดรู้โลกทั้งสอง ด้วยเหตุนั้น ผู้นั้นท่านจึงเรียกว่า มุนี อีกอย่างหนึ่ง ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ พระขีณาสพ ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะประกอบด้วยโมนะ กล่าวคือปัญญาในพระอรหัตผลนั้น. แก่ภิกษุผู้เป็นมุนี นั้น. บทว่า โมนปเถสุ สิกฺขโต ความว่า ผู้ศึกษาอยู่ในคลองแห่ง โมนะ กล่าวคือญาณในพระอรหัตผล ได้แก่ในโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ อันเป็นบรรดาแห่งอุบาย หรือศึกษาอยู่ในสิกขา ๓. ก็คำนี้ท่านกล่าวไว้ โดย ถือเอาปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น อธิบายว่า ได้แก่ พระอรหันต์ผู้สำเร็จ การศึกษาแล้ว เพราะฉะนั้นในบทว่า โมนปเถสุ สิกฺขโต นี้ พึงเห็น ความอย่างนี้ว่า แก่ภิกษุผู้ศึกษาอยู่อย่างนี้ คือ แก่มุนี ผู้ถึงความเป็นมุนี ด้วยสิกขานี้. เพราะเหตุที่คำนี้ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ฉะนั้น บททั้งสองเหล่านี้ ควรประกอบความอย่างนี้ว่า แก่ภิกษุผู้มีใจสูง ด้วยสามารถแห่งมรรคจิต และ ผลจิตเบื้องต่ำ ผู้ไม่ประมาท ด้วยสามารถแห่งความไม่ประมาท ในข้อปฏิบัติ ธรรมเครื่องตรัสรู้ คืออริยสัจ ๔ ชื่อว่าเป็นมุนี เพราะประกอบด้วยมรรคญาณ อันเลิศ. อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านกล่าวเหตุแห่งความเพียรไว้ด้วยบท ว่า อปฺปมชฺชโต สิกฺขโต ดังนี้ เพราะฉะนั้น จึงได้ความว่า แก่ภิกษุผู้ มีใจส่ง เพราะเหตุแห่งความไม่ประมาท และเพราะเหตุแห่งการศึกษา.
หน้า 344 ข้อ 205
บทว่า โสกา น ภวนฺติ ตาทิโน ความว่า ความเศร้าโศก ทั้งหลาย อันมีความพลัดพรากจากสิ่งที่ปรารถนาแล้วเป็นต้น เป็นวัตถุ ได้แก่ ความเร่าร้อนแห่งจิต ย่อมไม่มีในภายในของภิกษุผู้เช่นนั้น คือของมุนีผู้พระ ขีณาสพ. อีกอย่างหนึ่ง ความโศกทั้งหลาย ย่อมไม่มีแก่พระมุนี ผู้อเสกขะ ผู้ถึงแล้วซึ่งลักษณะแห่งตาทีบุคคล. บทว่า อุปสนฺตสฺส ความว่า ผู้เข้าไป สงบระงับแล้ว ด้วยการเข้าไปสงบกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ตลอดไป. บทว่า สทา สตีมโต ความว่า ผู้ไม่เว้นจากสติ ตลอดกาลเป็นนิจ เพราะถึงแล้วซึ่งความ ไพบูลย์แห่งสติ. ก็ในคาถานี้ ด้วยบทว่า อธิเจตโส พึงทราบว่า ได้แก่ อธิจิตตสิกขา. ด้วยบทว่า อปฺปมชฺชโต พึงทราบว่า ได้แก่ อธิสีลสิกขา. ด้วยบทว่า มุนิโน โมนปเถสุ สิกฺขโต พึงทราบว่า ได้แก่ อธิปัญญาสิกขา. อีก อย่างหนึ่ง พึงทราบว่า ท่านประกาศอธิปัญญาสิกขา ด้วยบทว่า มุนิโน. ประกาศปฏิปทาอันเป็นส่วนเบื้องต้น แห่งโลกุตรสิกขาทั้งหลายเหล่านั้น ด้วย บทว่า โมนปเถสุ สิกฺขโต. ประกาศอานิสงส์แห่งการทำสิกขาให้บริบูรณ์ ด้วยบทมีอาทิว่า โสกา น ภวนฺติ. ก็พระคาถานี้แหละ. ได้เป็นคาถา พยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ. จบอรรถกถาเอกุทานิยเถรคาถา
หน้า 345 ข้อ 206
๙. ฉันนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระฉันนเถระ [๒๐๖] ได้ยินว่า พระฉันนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้เป็นมหาสมณะ ได้ดำเนินไปสู่ทางอันพระ พุทธเจ้าผู้มีญาณอันประเสริฐ กล่าว คือ ความเป็นผู้รู้ ธรรมทั้งปวง ทรงแสดงไว้แล้ว เพื่อบรรลุอมตธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ฉลาดใน ทาง อันเกษมจากโยคะ. อรรถกถาฉันนเถรคาถา คาถาของท่านพระฉันนเถระ เริ่มต้นว่า สุตฺวาน ธมฺมํ มหโต มหารสํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่ง ตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ถึง ความเป็นผู้รู้แล้ว ในวันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิทธัตถะ เข้าไปสู่โคนต้นไม้ต้นหนึ่ง มีจิตเลื่อมใส ได้ปูอาสนะที่ลาดด้วยใบไม้ มีสัมผัส อันอ่อนนุ่มถวาย และโรยด้วยดอกไม้รอบ ๆ ทำการบูชา ด้วยบุญกรรมนั้น
หน้า 346 ข้อ 206
เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแม้อื่นอีกเป็นอันมาก ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภพ นั่นแหละ เกิดในท้องของนางทาสี ในพระราชวังของพระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้มีนามว่า ฉันนะ เป็น สหชาตกับพระโพธิสัตว์. นายฉันนะได้มีศรัทธาจิต ในสมาคมแห่งพระญาติ ของพระบรมศาสดา บวชแล้ว ด้วยความจงรักในพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดการถือตัว (มมังการ) ขึ้นว่า พระพุทธเจ้าของเรา พระธรรมของเรา ไม่สามารถจะตัดสิเนหา ได้ ไม่บำเพ็ญสมณธรรม เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว ถูกคุกคาม ด้วยพรหมทัณฑ์ อันพระศาสดาทรงกระทำ โดยวิธีนัดหมายถึงความสลดใจ ตัดสิเนหาออกได้ พิจารณาเห็นแจ้ง บรรลุพระอรหัต โดยกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้ถวายอาสนะที่ลาดด้วยใบไม้ แด่พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ และได้เอา ดอกโกสุม ที่นำมาโปรยลงโดยรอบ เราได้เสวยห้อง อันน่ารื่นรมย์ มีค่ามาในปราสาท ดอกไม้มีค่ามาก ตกลงบนที่นอนของเรา เรานอนบนที่นอนอันงดงาม ลาดด้วยดอกไม้ และฝนดอกไม้ ตกลงบนที่นอน ของเราในกาลนั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราถวาย อาสนะที่ลาดด้วยใบไม้ใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งถวายเครื่องลาด เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๗ พระองค์ พระนามว่า ติณสันถรกะ เป็นจอมคนอุบัติแล้ว ในกัปที่ ๕ แต่ภัทรกัปนี้. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 347 ข้อ 206
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นผู้เอิบอิ่มไปด้วยวิมุตติสุข เมื่อจะเปล่งอุทาน ระบายกำลังแห่งปีติ ได้กล่าวคาถาว่า เราฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้เป็นมหาสมณะ ได้ดำเนินไปสู่ทาง อัน พระพุทธเจ้าผู้มีพระญาณอันประเสริฐ ด้วยพระ สัพพัญญุตญาณทรงแสดงไว้แล้ว เพื่อบรรลุอมตธรรม พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงเป็นผู้ฉลาดใน ทางอันเกษมจากโยคะ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุตฺวาน แปลว่า ฟังแล้ว ได้แก่เงี่ยโสต ลงสดับ ตามคลื่นเสียงเข้าไปทรงไว้โดยสมควรแก่โสตทวาร. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ อริยสัจจธรรมทั้ง ๔. บทว่า มหโต ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า แท้จริง พระผู้มีพระภาคเจ้า ชาวโลกขนานพระนามว่า มหา ผู้ยิ่งใหญ่ เพราะประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น อันยิ่งใหญ่คือโอฬารที่สุด และ เพราะเป็นผู้อันชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลกควรบูชา เป็นเหตุให้พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพระองค์นั้น เกิดสมัญญาพระนามว่า พระมหาสมณะ. ก็บทว่า มหโต ธมฺมํ สุตฺวาน นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า มหารสํ ความว่า ชื่อว่ามีรสโอฬาร เพราะเป็นธรรมที่ให้ วิมุตติรส. บทว่า สพฺพญฺญุตาณวเรน เทสิตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สัพพัญญู เพราะทรงรู้ซึ่งธรรมทั้งปวง ความมีแห่งพระ สัพพัญญูนั้น ชื่อว่า สัพพัญญุตา พระญาณนั่นแหละประเสริฐ หรือประเสริฐ ในพระญาณ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ญาณวร พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง
หน้า 348 ข้อ 206
พระนามว่า สัพพัญญุตญาณวระ เพราะพระองค์ทรงมีพระญาณอันประเสริฐ ประกอบความว่า ฟังธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระญาณอันเลิศ กล่าว คือ พระสัพพัญญุตญาณนั้นทรงแสดงแล้ว คือ ตรัสแล้ว หรือทรงแสดง เพราะมีเหตุ. ก็คำใดที่ควรกล่าวในอธิการนี้ คำนั้นพึงทราบ โดยนัยดังกล่าว แล้ว ในอรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี. บทว่า มคฺคํ ได้แก่ อริยมรรค ประกอบด้วยองค์ ๘. บทว่า ปปชฺชึ แปลว่า ดำเนินไปแล้ว. บทว่า อมตสฺส ปตฺติยา ประกอบความว่า ดำเนินไปสู่ทางอันเป็น อุบาย แห่งการบรรลุพระนิพพาน. บทว่า โส แก้เป็น โส ภควา แปลว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปถสฺส โกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาด ในทางแห่งพระนิพพาน อันโยคะทั้ง ๔ ไม่ประทุษร้ายแล้วนั้น คือเป็นผู้ฉลาด ด้วยดี ในทางแห่งพระนิพพานนั้น. ก็ในบาทคาถาว่า โยคกฺเขมสฺส ปถสฺส โกวิโท นี้ มีอธิบายว่า เราฟังการแสดงอริยสัจ ๔ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วดำเนินไปสู่ทางอันเป็นอุบายเครื่องบรรลุอมตธรรม คือ เราทำแนวทาง แห่งข้อปฏิบัติ ได้แก่ แม้เราเองก็อาศัยวิธีการของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้นแหละ ผู้ฉลาดในทางอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ โดยประการ ทั้งปวง คือ ฉลาดในสันดานของผู้อื่น หรือฉลาดในการฝึกใจผู้อื่น ดำเนินไปตรงทาง. ก็คาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของ พระเถระ. จบอรรถกถาฉันนเถรคาถา
หน้า 349 ข้อ 207
๑๐. ปุณณเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปุณณเถระ [๒๐๗] ได้ยินว่า พระปุณณเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็นเลิศ แต่ว่าผู้มีปัญญาเป็น ผู้สูงสุด ความชนะย่อมมี เพราะศีลและปัญญา ทั้ง ในหมู่มนุษย์และเทวดา. จบวรรคที่ ๗ อรรคกถาปุณณเถรคาถา คาถาของท่านพระปุณณเถระเริ่มต้นว่า สีลเมว. เรื่องราวของท่าน เป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัย แห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูล พราหมณ์ ในโลกที่ว่างจากพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัตรกัปนี้ เจริญวัย . แล้ว สำเร็จการศึกษาในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ เห็นโทษในกามทั้งหลาย ละฆราวาสวิสัย แล้วบวชเป็นดาบส สร้างบรรณกุฎิ แล้วอยู่อาศัย ณ หิมวันต- ประเทศ. ณ ที่เงื้อมเขาแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากที่ซึ่งพระดาบสนั้นอยู่. พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า อาพาธ ปรินิพพานแล้ว. ในสมัยที่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น ปรินิพพาน ได้มีแสงสว่างลุกโพลงขึ้น. ดาบสเห็นแสงสว่างนั้นแล้ว เหลียว
หน้า 350 ข้อ 207
มองดูข้างโน้น ข้างนี้ โดยจะพิสูจน์ว่า แสงสว่างนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรหนอแล เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าปรินิพพานที่เชิงเขา จึงลากเอาไม้ฟืนที่มีกลิ่นหอม มาเผาร่าง (พระปัจเจกพุทธเจ้า) แล้วพรมด้วยน้ำหอม. ที่เงื้อมเขานั้นมี เทวบุตรองค์หนึ่ง ยืนอยู่ในอากาศ กล่าวอย่างนี้ว่า สาธุ สาธุ ท่านสัตบุรุษ กรรมที่ยังสัตว์ให้ไปสู่สุคติ อันท่านผู้ประสบบุญใหญ่ บำเพ็ญแล้ว ด้วยบุญนั้น ท่านจักบังเกิดในสุคติภพเท่านั้น และท่านจักมีนามว่า ปุณณะ ดังนี้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิด ในตระกูลคฤหบดี ที่ท่าชื่อว่า สุปปารกะ ในสุนาปรันตชนบท ในพุทธุปบาท- กาลนี้ เขาได้มีนามว่า " ปุณณะ ". ปุณณมาณพเจริญวัยแล้ว ไปสู่พระนคร สาวัตถี พร้อมกับกองเกวียนหมู่ใหญ่ ด้วยธุรกิจทางการค้า. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระนครสาวัตถี ลำดับนั้น ปุณณมาณพไปยังพระวิหาร พร้อมกับเหล่าอุบาสกผู้อยู่ในพระนคร สาวัตถี ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว ยังอาจารย์ และพระอุปัชฌาย์ให้โปรดปราน ด้วยข้อวัตรปฏิบัติอยู่แล้ว วันหนึ่งท่านเข้า ไปเฝ้าพระศาสดา กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงประทานโอวาทโดยย่อ ซึ่งจะเป็นเหตุให้ข้า พระองค์สดับแล้ว ไปอยู่ในสุนาปรันตชนบทได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ประทานโอวาทแก่ท่าน โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนปุณณะ รูปทั้งหลายที่พึงรู้ด้วย จักษุ มีอยู่แล แล้วทรงบันลือสีหนาท ส่ง (ท่าน) ไป. ท่านถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ไปสู่สุนาปรันตชนบท อยู่ที่ท่าชื่อว่า สุปปารกะ ขวนขวายสมถะและวิปัสสนา กระทำวิชชา ๓ ให้ แจ้งแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 351 ข้อ 207
พระปัจเจกะผู้สยัมภู ไม่พ่ายแพ้อะไร ๆ อาพาธ อาศัยยอดเงื้อม อยู่ในระหว่างภูเขา ขณะนั้น ได้มีเสียงบันลือลั่น โดยรอบอาศรมของเรา เมื่อพระ- ปัจเจกะนิพพาน ได้มีแสงสว่างในขณะนั้น หมี หมาป่า เสือดาว เนื้อร้ายและราชสีห์ มีอยู่ในไพรสณฑ์ประมาณ เท่าใด สัตว์ทั้งหมดนั้นได้พากันส่งเสียงร้องขึ้น ใน ขณะนั้น เราเห็นความอัศจรรย์นั้นแล้ว ได้ไปสู่เงื้อม ณ ที่นั้นเราได้เห็นพระปัจเจกะ ผู้ไม่พ่ายแพ้อะไร ๆ นิพพานแล้ว เหมือนพระยารัง มีดอกบานสะพรั่ง เช่น พระอาทิตย์อุทัย ดังถ่านเพลิงปราศจากเปลวภัย ผู้ดับ สนิทแล้ว ไม่แพ้อะไร ๆ เรานำเอาหญ้า และไม่มา กองให็เต็มแล้ว ได้ทำเชิงตะกอนขึ้นบนนั้น ครั้นทำ เชิงตะกอนดีแล้ว ได้ถวายเพลิงพระปัจเจกพุทธสรีระ ครั้นถวายเพลิงพระสรีระแล้ว ได้นำเอาน้ำอบ ประพรม ในขณะนั้น เทวดายืนอยู่ในอากาศได้ ระบุชื่อว่า ท่านเป็นมุนีในกาลใด ท่านมีนามว่า ปุณณกะในกาลนั้น ท่านบำเพ็ญกิจนั้น แก่พระปัจเจกะ ผู้สยัมภูแล้ว เราจุติจากกายนั้นแล้ว ได้ไปสู่เทวโลก ในเทวโลกนั้น กลิ่นอันสำเร็จด้วยทิพย์ ย่อมตกลง จากอากาศ แม้ในเทวโลกนั้น เราก็ชื่อว่า ปุณณกะ ในกาลนั้น เราเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ย่อมยังความ
หน้า 352 ข้อ 207
ดำริให้บริบูรณ์ ภพนี้เป็นภพสุดท้ายของเรา ภพที่สุด ย่อมเป็นไป แม้ในภพนี้ นามของเราก็ยังปรากฏว่า ปุณณกะ เรายังพระสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคดม ศายบุตร ให้ทรงโปรดแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเพลิงพระปัจเจก พุทธสรีระ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ยังมนุษย์ทั้งหลายเป็นอันมาก ให้มีความเลื่อมใส ในพระศาสนา โดยที่บุรุษประมาณ ๕๐๐ คน ประกาศ คนเป็นอุบาสก และสตรีประมาณ ๕๐๐ คน ประกาศตนเป็นอุบาสิกา. ท่าน ให้เขาสร้างพระคันธกุฏี ชื่อว่า จันทนมาลา ด้วยไม้จันทน์แดงที่สุนาปรันต- ชนบทนั้น อาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยทูตคือดอกไม้ว่า ขอพระบรมศาสดา จงทรงรับพวงดอกไม้พร้อมกับภิกษุทั้งหลาย ๕๐๐ ดังนี้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปที่พระคันธกุฏี ชื่อว่า จันทนมาลานั้น พร้อมกับภิกษุทั้งหลายมีประมาณ เท่านั้น ด้วยอานุภาพแห่งฤทธิ์ ทรงรับพระคันธกุฏี ชื่อว่า จันทนมาลา เมื่อยังไม่ทันรุ่งอรุณก็เสด็จกลับ ในเวลาต่อมา พระเถระเมื่อจะพยากรณ์ พระอรหัตผลในสมัยเป็นที่ปรินิพพาน ได้กล่าวคาถาว่า ในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็นเลิศ แต่ว่าผู้มีปัญญา เป็นผู้สูงสุด ความชนะย่อมมี เพราะศีล และปัญญา ทั้งในหมู่มนุษย์ และหมู่เทวดา ดังนี้.
หน้า 353 ข้อ 207
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลํ ความว่า ชื่อว่า ศีล ด้วยอรรถว่า ละเว้น อธิบายว่า ชื่อว่า ศีล ด้วยอรรถว่า เป็นที่ตั้ง และด้วยอรรถว่า สมาทาน. แท้จริง ศีลเป็นที่ตั้งแห่งคุณทั้งปวง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นรชน ตั้งอยู่แล้วในศีลเป็นผู้มีปัญญา ดังนี้ อธิบายว่า ศีลนั้นย่อมตั้งมั่น และทำกายวาจาให้เรียบร้อย ศีลนี้นั้นเท่านั้น ชื่อว่าเป็นเลิศ เพราะความเป็น พื้นฐาน และเพราะความเป็นประธาน แห่งคุณทั้งปวง. สมดังคำที่ท่านกล่าวไว้ มีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ เพราะเหตุนั้นแหละ เธอจงยังเบื้องต้นในกุศลธรรม ทั้งหลายให้บริสุทธิ์ก่อน เบื้องต้นของกุศลธรรมคืออะไร ? คือศีลที่บริสุทธิ์ดี ดังนี้ด้วย และว่า ที่ชื่อว่า ปาฏิโมกข์ ได้แก่ศีลที่เป็นประธาน และศีลที่เป็น ประมุข ดังนี้ด้วย. บทว่า อิธ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ปญฺวา แปลว่า ถึงพร้อมด้วยญาณ. ผู้ที่สมบูรณ์ด้วย ญาณนั้น เป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐสุด ได้แก่ บวร เพราะฉะนั้น พระเถระ จึงแสดงความที่ปัญญานั่นแหละประเสริฐที่สุด ด้วยคาถาอันเป็นบุคลาธิษฐาน เพราะว่า กุศลธรรมทั้งหลายมีปัญญาเป็นยอด. พระเถระแสดงความที่ศีลและปัญญาเป็นเลิศและประเสริฐนั้น โดยเหตุ ในบัดนี้ว่า ความชนะย่อมมีทั้งศีลและปัญญา ทั้งในหมู่มนุษย์และหมู่เทวดา ดังนี้. อธิบายว่า จะชนะปรปักษ์ได้ จะชนะกามกิเลสได้ เพราะศีลและ ปัญญาเป็นเหตุ ดังนี้. จบอรรถกถาปุณณเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๗ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี
หน้า 354 ข้อ 207
ในวรรคนี้ รวมพระเถระ ๑๐ รูปคือ ๑. พระวัปปเถระ ๒. พระวัชชีปุตตกเถระ ๓. พระปักขเถระ ๔. พระวิมลโกณฑัญญเถระ ๕. พระอุกเขปกตวัจฉเถระ ๖. พระเมฆิยเถระ ๗. พระเอกธัมมสวนียเถระ ๘. พระเอกุทานิยเถระ ๙. พระฉันนเถระ ๑๐. พระปุณณเถระ และอรรถกถา.
หน้า 355 ข้อ 208
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๘ ๑. วัจฉปาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัจฉปาลเถระ [๒๐๘] ได้ยินว่า พระวัจฉปาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พระโยคาวจรผู้มีปกติเห็นเนื้อความอันสุขุมและ ละเอียด ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ผู้ประพฤติศีลของ พระพุทธเจ้าโดยเอื้อเฟื้อ พึงได้บรรลุพระนิพพาน โดยไม่ยาก. วรรควรรณนาที่ ๘ อรรถกถาวัจฉปาลเถรคาถา คาถาของท่านพระวัจฉปาลเถระ เริ่มต้นว่า สุสุขุมนิปุณตฺถทสฺสินา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดใน ตระกูลพราหมณ์ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ประสบความสำเร็จในศิลปศาสตร์ ของพราหมณ์ บำเรอไฟอยู่ วันหนึ่ง เอาถาดสำริดใบใหญ่ใส่ข้าวปายาสไป
หน้า 356 ข้อ 208
แสวงหาพระทักขิไณยบุคคลเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เสด็จจงกรมอยู่ในอากาศ เกิดอัศจรรย์บันดาลใจ ถวายอภิวาทพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า แสดงความประสงค์จะถวาย (ข้าวปายาส). พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง- อาศัยความอนุเคราะห์ รับข้าวปายาสไว้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุป- บาทกาลนี้ ได้มีนามว่า วัจฉปาละ เมื่อพระอุรุเวลกัสสปเถระ แสดงอิทธิ- ปาฏิหาริย์ ในสมาคมแห่งพระเจ้าพิมพิสาร แล้วแสดงความนอบน้อมถ่อมตน แด่พระบรมศาสดา วัจฉปาลพราหมณ์เห็นดังนั้น ได้ศรัทธาจิต บวชแล้ว พอบวชได้ ๗ วันเท่านั้น ก็เจริญวิปัสสนา ได้อภิญญา ๖. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราต้องการจะบวงสรวงบูชายัญ จึงคดข้าว ปายาสใส่ในถาดสำริด ด้วยมือของตนแล้วไปสู่ป่างิ้ว ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณดังทองคำ มี พระลักษณะประเสริฐ ๓๒ ประการ แวดล้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ เสด็จออกจากป่าใหญ่ สมัยนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้า เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ เสด็จขึ้นเดินจงกรมในอากาศ อันเป็นทางลม เราเห็น ความอัศจรรย์ อันไม่เคยเป็นขนลุกชูชันนั้นแล้ว วางถาดสำริดลง ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง. พระนามว่า วิปัสสี ทูลว่า ข้าแต่มหามุนี พระองค์ เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในโลก พร้อมทั้งเทวโลก และมนุษยโลก ขอจงทรงอนุเคราะห์ รับข้าวปายาส
หน้า 357 ข้อ 208
ของข้าพระองค์เถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า สัพพัญญู ผู้นำของโลก เป็นศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรงทราบ ความดำริของเราแล้ว ทรงรับ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัป นี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายข้าวปายาส ในกัปที่ ๔๑ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมกษัตริย์ พระนามว่า พุทโธ สมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะประกาศความที่พระ- นิพพานอันตนบรรลุแล้วโดยง่ายดาย จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า พระโยคาวจรผู้มีปกติ เห็นเนื้อความอันสุขุม และละเอียด ผู้มีปัญญาเฉียบแหลม ผู้ประพฤตินอบ- น้อม ถ่อมตน ผู้ประพฤติศีลของพระพุทธเจ้า โดย เอื้อเฟื้อ พึงบรรลุพระนิพพานได้โดยไม่ยาก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสุขุมนิปุณตฺถทสฺสินา ความว่า พระโยคาวจรยกสังขารขึ้นสู่ไตรลักษณ์ มีความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นแล้วเห็น เนื้อความในธรรมมีอริยสัจและปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น ที่ชื่อว่า สุขุม เพราะ อรรถว่า เห็นได้ยากอย่างยิ่ง ชื่อว่า ละเอียด เพราะอรรถว่า ละเอียดอ่อน. เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า สุสุขุมนิปุณตฺถทสฺสี อันพระโยคาวจรผู้มีปกติ เห็นเนื้อความอันสุขุมและละเอียดนั้น.
หน้า 358 ข้อ 208
บทว่า มติกุสเลน ความว่า ผู้มีปรีชา คือ ปัญญาฉลาดเฉียบแหลม ได้แก่ ฉลาดในการยังธรรมวิจยสัมโพชฌังคปัญญาให้เกิดขึ้นว่า ปัญญาย่อม เจริญแก่ผู้ประพฤติอย่างนี้ ไม่เจริญแก่ผู้ประพฤติอย่างนี้ ดังนี้. บทว่า นิวาตวุตฺตินา ความว่า มีปกติประพฤตินอบน้อมถ่อมตน ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย และประพฤติปฏิบัติโดยสมควรในพระเถระผู้สูง อายุและในภิกษุใหม่. บทว่า สํเสวิตพุทฺธสีลินา ความว่า ศีลของพระพุทธเจ้า อันพระโยคาวจรช่องเสพแล้ว คือประพฤติแล้วโดยเอื้อเฟื้อ ชื่อว่า ผู้มีศีล ของพระพุทธเจ้าอันประพฤติแล้วโดยเอื้อเฟื้อ อันพระโยคาวจรผู้มีศีลของ พระพุทธเจ้า อันประพฤติแล้วโดยเอื้อเฟื้อนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ศีลของพระ- พุทธเจ้า อันพระโยคาวจรนั้น ช่องเสพแล้ว คือเข้าไปบำเรอแล้ว เพราะ เหตุนั้น จึงชื่อว่า มีศีลของพระพุทธเจ้าอันเสพแล้ว อันพระโยคาวจรผู้มี ศีลของพระพุทธเจ้าอันเสพแล้วนั้น. หิ ศัพท์ มีเหตุเป็นอรรถ ขยายความว่า เพราะพระโยคาวจรมีความ ประพฤติถ่อมตน มีศีลของพระพุทธเจ้าอันช่องเสพแล้ว มีปัญญาเฉียบแหลม มีปกติเห็นเนื้อความอันสุขุมและละเอียด ฉะนั้น พระนิพพานอันพระโยคาวจร นั้น จึงได้โดยไม่ยาก. อธิบายว่า บัณฑิตทั้งหลาย ย่อมสำคัญพระโยคาวจร นั้นว่า ควรโอวาท ควรสั่งสอน เพราะเป็นผู้มีปกติประพฤติอ่อนน้อม และ เพราะเป็นผู้มีศีลของพระพุทธเจ้าอันตนช่องเสพแล้ว ทั้งพระโยคาวจรนี้ ก็ตั้ง อยู่ในโอวาทของบัณฑิตเหล่านั้น บำเพ็ญวิปัสสนา ย่อมบรรลุพระนิพพาน ต่อกาลไม่นานนัก เพราะเป็นผู้มีปัญญาเฉียบแหลม และเพราะเป็นผู้มีปกติ เห็นเนื้อความอันสุขุมและละเอียด ดังนี้ ก็คาถานี้นั่นแหละ ได้เป็นคาถา พยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาวัจฉปาลเถรคาถา
หน้า 359 ข้อ 209
๒. อาตุมเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอาตุมเถระ [๒๐๙] ได้ยินว่า พระอาตุมเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า หน่อไม้มียอดอันงอกงาม เจริญด้วยกิ่งก้านโดย- รอบ ย่อมเป็นของที่บุคคลขุดขึ้นได้โดยยาก ฉันใด เมื่อโยมมารดานำภรรยามาให้ฉันแล้ว ถ้าฉันมีบุตร หรือธิดาขึ้น ก็ยากที่จะถอนตนออกบวชได้ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ฉันจึงบวชแล้วในบัดนี้. อรรถกถาอาตุมเถรคาถา คาถาของท่านพระอาตุมเถระ เริ่มต้นว่า ยถา กฬีโร สุสุ วฑฺฒิตคฺโค เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้ท่านก็มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญ อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ บังเกิด ในเรือนแห่งตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม ว่า วิปัสสี ทรงดำเนินไปในระหว่างถนน มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วย น้ำหอม และด้วยจุณแห่งของหอม. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวโลกเท่านั้น บวชในศาสนาของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ แล้วบำเพ็ญสมณธรรม แต่ไม่สามารถจะ ทำคุณพิเศษให้เกิดขึ้นได้ เพราะญาณยังไม่แก่กล้า.
หน้า 360 ข้อ 209
ครั้นในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นเศรษฐีบุตร ในพระนครสาวัตถี ได้มีนามว่า " อาตุมะ" เมื่อท่านเจริญวัยแล้ว มารดาปรึกษากับหมู่ญาติว่า พวกเราจักนำภรรยามาให้บุตรของเรา เขาพิจารณาใคร่ครวญดูเหตุนั้นแล้ว อันเหตุสมบัติทักท้วงไว้ จึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือนแก่เรา เราจักบวชในบัดนี้แหละ ดังนี้แล้ว ไปยังสำนักของภิกษุทั้งหลายบวชแล้ว. มารดามีความประสงค์จะยังท่านผู้แม้บวชแล้วให้สึก เล้าโลมโดยนัยต่าง ๆ. ท่านไม่ยอมให้โอกาสแก่มารดา เมื่อจะประกาศอัธยาศัยของตน ได้กล่าวคาถาว่า คนหนุ่มเหมือนหน่อไม้มียอดอันงอกงาม เจริญ ด้วยกิ่งก้านโดยรอบ ย่อมเป็นของที่บุคคลขุดขึ้นได้ โดยยาก ฉันใด เมื่อโยมมารดานำภรรยามาให้อาตมา แล้ว ถ้าอาตมามีบุตรหรือธิดาขึ้น ก็ยากที่จะถอนตน ขึ้นออกบวชได้ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น อาตมาจึงไม่ ยินยอม บวชแล้ว ในบัดนี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กฬีโร แปลว่า หน่อไม้. แต่ในคาถานี้ หมายเอาหน่อคือเชื้อสาย. บทว่า สุสุ แปลว่า คนหนุ่ม. บทว่า วฑฺฒิตคฺโค ความว่า มีกิ่งก้านเจริญงอกงาม. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุสุวฑฺฒิตคฺโค ความว่า แผ่กิ่งก้านสาขา ออกไปด้วยดี คือ มีใบและกิ่งเกิดแล้ว. บทว่า ทุนฺนิกฺขโม ความว่า ไม่สามารถเพื่อจะถอน คือนำออก จากกอไผ่ได้. บทว่า ปสาขชาโต ความว่า มีกิ่งเล็กกิ่งใหญ่เกิดแล้ว คือ แม้แต่ละกิ่ง ก็เกิดกิ่งเล็ก ๆ ขึ้นทุก ๆ ปล้อง.
หน้า 361 ข้อ 209
บทว่า เอวํ อหํ ภริยายานีตาย ความว่า หน่อคือยอดที่แตกกอ ได้แก่กิ่งเล็กกิ่งน้อย ที่เกี่ยวประสานกันในระหว่างหน่อ ย่อมเป็นของนำออก ได้โดยยาก จากพุ่มไผ่ ฉันใด แม้ตัวอาตมาเองก็ฉันนั้น เมื่อโยมมารดานำ ภรรยามาให้ พึงเป็นผู้มีหน่อเจริญงอกงาม โดยเป็นบุตรและธิดาเป็นต้น พึงเป็นของยาก ที่จะปลีกตนออกจากฆราวาสวิสัยได้ ด้วยอำนาจแห่งตัณหา (รัดรึงไว้). ก็หน่อคือเชื้อสาย ที่เนื่องกับกิ่งที่ยังไม่เกิด ย่อมนำออกจากพุ่มไม้ไผ่ ได้ง่ายฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น เนื่องด้วยหน่อมีบุตรและธิดา ที่ยังไม่เกิดแล้ว เป็นต้น ย่อมนำออกได้ง่าย เพราะฉะนั้น เมื่อมารดายังไม่นำภรรยามามอบให้ ข้าพเจ้าจึงไม่ยินดี คือไม่ยอมรับรู้ด้วยตนเอง. บทว่า ปพฺพชิโตมฺหํ ทานิ ความว่า พระเถระประกาศความยินดี ในการออกบวชของตนว่า ก็บัดนี้ ข้าพเจ้าบวชแล้ว คือการที่ข้าพเจ้าบวชแล้ว นั้น เป็นการดีคือดีแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง พระเถระบอกแก่มารดาว่า ข้าพเจ้า ไม่ยินดี จึงออกบวชในบัดนี้. ก็ในบาทคาถานี้ มีอธิบายดังนี้ แม้ถ้าโยม มารดาไม่ยินยอมในตอนต้น แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าก็ได้บวชแล้ว เพราะฉะนั้น ท่านจงยินยอมอนุญาต เพื่อให้ข้าพเจ้าดำรงอยู่ในสมณภาพนั่นแล. ก็เมื่อ พระเถระกล่าวอย่างนี้ ทั้ง ๆ ที่ยืนอยู่นั่นแหละ เจริญวิปัสสนา ยังกิเลสให้ สิ้นไปตามลำดับแห่งมรรค ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เรานั่งอยู่ในปราสาทอันประเสริฐ ได้เห็นพระ- ชินเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี งามดังไม้รกฟ้า ผู้ เป็นสัพพัญญู เป็นผู้นำอันอุดม พระองค์ผู้นำของโลก
หน้า 362 ข้อ 209
เสด็จดำเนินไปในที่ไม่ไกลปราสาท รัศมีของพระองค์ สว่างไสว ในเมื่อพระอาทิตย์อัสดงคตแล้ว เราประคอง น้ำหอม ประพรม (บูชา) พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น ใน กัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ประพรมน้ำหอมใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมกษัตริย์ พระนามว่า สุคนธ์ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราทำลายกิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้ว อำลามารดา เมื่อมารดาจ้อง มองดูอยู่นั่นแล เหาะหลีกไปทางอากาศ. แม้เลยเวลาที่ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว ท่านก็ได้กล่าวแต่คาถานั้นอย่างเดียวในระหว่าง ๆ. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยการชี้ (บท) นี้ว่า ปพฺพชิโตมฺหิ แม้คาถานี้ ก็จัดว่าเป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ เพราะแสดงถึงความที่ แห่งมลทินมีราคะเป็นต้น ในสันดานของตน อันพระเถระละเว้นทั่วแล้ว. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ผู้ที่ไล่มลทินของตนได้ ฉะนั้น จึงเรียกว่า บรรพชิต ดังนี้. จบอรรถกถาอาตุมเถรคาถา
หน้า 363 ข้อ 210
๓. มาณวเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมาณวเถระ [๒๑๐] ได้ยินว่า พระมาณวเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ฉันเห็นคนแก่ คนเจ็บหนัก และคนตายตาม อายุขัยแล้ว จึงละได้ซึ่งกามารมย์ อันเป็นของรื่นรมย์ ใจ แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต. อรรถกถามาณวเถรคาถา คาถาของท่านพระมาณวเถระ เริ่มต้นว่า ชิณฺณญฺจ ทิสฺวา ทุกฺขิ- ตญฺจ พฺยาธิตํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถรนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน ตระกูลพราหมณ์ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เป็นหมอดูลักษณะ ตรวจดู ลักษณะ แห่งพระอภิชาติของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ประกาศบุรพนิมิต แล้วพยากรณ์ว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าโดยส่วนเดียว ดังนี้ แล้วชมเชยโดยนัยต่าง ๆ ถวายบังคมแล้ว การทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติอย่างเดียว เกิดในเรือน แห่งพราหมณ์มหาศาล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เจริญเติบโต อยู่แต่ภายในเรือนอย่างเดียว จนถึง ๗ ปี ในปีที่ ๗ พวกบริวารนำพาไป
หน้า 364 ข้อ 210
ชมสวน เห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตายในระหว่างทาง จึงถามบริวารชน เหล่านั้น เพราะไม่เคยเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ฟังสภาพของชรา พยาธิ และมรณะ แล้วเกิดความสลดใจหันหลังกลับ ไปสู่วิหารฟังธรรมใน สำนักของพระบรมศาสดา ให้มารดาบิดาอนุญาตแล้วบวช เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ ประสูติ เราได้พยากรณ์ นิมิตว่า จักยังหมู่ชนให้ดับเข็ญ จักเป็นพระพุทธเจ้า ในโลก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ หมื่นโลกธาตุย่อมหวั่นไหว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรม อยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ได้มี แสงสว่างอันไพบูลย์ บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระ- องค์นั้น เป็นศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ แม่น้ำ ทั้งหลายไม่ไหล บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น เป็นศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่ เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใดประสูติ ไฟในอเวจี นรก ไม่ลุกโพลง บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้น เป็นศาสดาผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่ เมื่อ พระผู้มีพระภาคพระองค์ใดประสูติ หมู่นกไม่สัญจร ไป บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดา
หน้า 365 ข้อ 210
ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใดประสูติ กองลมย่อมไม่พัดฟุ้งไป บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดาผู้มีพระ จักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคพระองค์ ใดประสูติ แก้วทุกชนิด ส่งแสงโชติช่วง บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดาผู้มีพระ จักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ใดประสูติ ทรงย่างพระบาทก้าวไป ๗ ก้าว บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เป็นศาสดาผู้มี พระจักษุ ทรงแสดงธรรมอยู่ พอพระสัมพุทธเจ้า ประสูติแล้วเท่านั้น ก็ทรงเหลียวแลดูทิศทั้งปวง ทรง เปล่งอาสภิวาจา นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย เรายังหมู่ชนให้เกิดสังเวช ชมเชยพระผู้มี พระภาคเจ้าผู้นำของโลก ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า แล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศปราจีน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราชมเชยพระพุทธเจ้าใด ด้วยการ ชมเชยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ชมเชย ในกัปที่ ๙๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ มีนามว่า สัมมุขาถวิกะ สมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๙ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า ปฐวี ทุนทุภิ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๘
หน้า 366 ข้อ 210
แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ มีนามว่า โอกาส สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี พลมาก ในกัปที่ ๘๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ มีนามว่า สริตัจเฉทนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๖ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า อัคคินิพพาปนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๕ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า กติปัจฉาทนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า วาตสมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี พลมาก ในกัปที่ ๘๓ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ มีนามว่า รัตนปัชชละ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๒ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช มีนามว่า ปทวิกกมนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช มีนาม ว่า วิโลกนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก ในกัปที่ ๘๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า คิรสาระ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี พลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 367 ข้อ 210
ก็พระเถระผู้บรรลุพระอรหัตแล้ว อันภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อน อาวุโส ท่านยังเป็นเด็กนัก บวชด้วยความสลดใจอะไร เมื่อจะพยากรณ์ พระอรหัตผล โดยอ้างถึงการสรรเสริญนิมิตแห่งบรรพชาด้วยตน ได้กล่าว คาถาว่า ข้าพเจ้าเห็นคนแก่ คนเจ็บหนัก และคนที่ตาย ตามอายุขัยแล้ว จึงได้ละซึ่งกามารมย์ อันเป็นของ รื่นรมย์ใจ แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชิณฺณํ ความว่า อันชราครอบงำแล้ว คือ เป็นร่างอันชราธรรม มีฟันหัก ผมหงอก และความเป็นผู้มีหนังเหี่ยวย่น เป็นต้น ประชุมแล้ว. บทว่า ทุกฺขิตํ ได้แก่ ถึงความลำบากที่หมายรู้กันว่า เป็นทุกข์. บทว่า พฺยาธิตํ ได้แก่ คนเจ็บ. ก็ในบทว่า พฺยาธิตํ นี้ย่อมให้ สำเร็จ (ความหมายถึง) ความประสบทุกข์ แม้ในเวลาพูดว่า ถึงความเจ็บไข้. คำว่า ทุกฺขิตํ ท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงถึงความเป็นผู้มีไข้หนักของผู้ที่ถึงทุกข์นั้น. บทว่า มตํ แปลว่า คนผู้ตายแล้ว เพราะเหตุที่ผู้ที่การทำกาละแล้ว ย่อม ชื่อว่า ถึงความสิ้น ความเสื่อม ความแตกดับแห่งอายุ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คตมายุสงฺขยํ คนที่ตายตามอายุขัย ดังนี้. เพราะเหตุนั้น คือเพราะเหตุที่ คนแก่ คนเจ็บและคนตาย ท่านได้เห็นแล้ว ได้แก่ เพราะเหตุที่ท่านถึงความ สลดใจว่า ขึ้นชื่อว่า ความแก่ เป็นต้นเหล่านี้ ไม่มีเฉพาะแก่สัตว์เหล่านั้นเท่านั้น โดยที่แท้ มีทั่วไปแก่สัตว์ทั้งปวง เพราะฉะนั้น แม้เราก็ไม่ล่วงพ้นความแก่ เป็นต้นไปได้. บทว่า นิกฺขมิตูน แปลว่า ออกแล้ว. ถึงบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. (ความก็ว่า) ออกจากเรือน ด้วยความประสงค์จะบรรพชา.
หน้า 368 ข้อ 211
บทว่า ปพฺพชึ ความว่า เข้าถึงบรรพชาในพระศาสนา ของพระ- ศาสดา. บทว่า ปหาย กามานิ มโนรมานิ ความว่า ละวัตถุกามที่ชื่อว่า เป็นของรื่นรมย์ใจ เพราะทำใจของผู้ที่ยังไม่ปราศจากราคะให้ยินดี โดยความ เป็นของน่าปรารถนาน่าใคร่เป็นต้น อธิบายว่า ละทิ้ง ฉันทราคะ อันเนื่องด้วย วัตถุกามนั้น โดยตัดขาดด้วยพระอริยมรรค คือโดยความไม่เพ่งเล็ง. ก็คำเป็น คาถานี้ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ โดยมุข คือ การชี้ชัด ถึงการละกามทั้งหลาย. พระเถระนี้ เกิดสมัญญานามว่า มาณวะ ดังนี้เทียว เพราะเหตุที่ท่าน บวชแล้วในเวลาที่ยังเป็นมาณพ ฉะนี้แล. จบอรรถกถามาณวเถรคาถา ๔. สุยามนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุยามนเถระ [๒๑๑] ได้ยินว่า พระสุยามนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ความพอใจในเบญจกามคุณ ความพยาบาท ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจและ ความสงสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุโดยประการทั้งปวง.
หน้า 369 ข้อ 211
อรรถกถาสุยามนเถรคาถา คาถาของท่านพระสุยามนเถระ เริ่มต้นว่า กามจฺฉนฺโท จ พฺยาปาโท. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดในตระกูลพราหมณ์ในธัญญวดีนคร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ ภัทรกัปนี้ สำเร็จการศึกษาในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ เป็นอาจารย์สอนมนต์ แก่พวกพราหมณ์ ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เสด็จเข้าไปสู่พระนครธัญญวดี เพื่อบิณฑบาต พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่. พราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายก็มีจิตเลื่อมใส นำเสด็จไปสู่เรือนของตน ตกแต่งอาสนะ ลาดเครื่องลาดคือดอกไม้บนอาสนะ นั้น ถวายแล้ว. เมื่อพระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว อังคาสให้ทรง อิ่มหนำสำราญ ด้วยอาหารอันประณีต แล้วบูชาพระศาสดาผู้เสวยเสร็จแล้ว ด้วยดอกไม้และของหอม. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว เสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวโลก กระทำบุญทั้งหลายแล้ว ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดเป็นบุตร ของพราหมณ์ คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มี นามว่า สุยามนะ. สุยามนพราหมณ์เจริญวัยแล้ว เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท เป็นผู้ประกอบไปด้วยความใคร่ครวญอย่างยิ่ง รังเกียจการซ่องเสพกามารมณ์ มีอัธยาศัยน้อมไปในฌาน ได้มีศรัทธาจิต ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จ- ไปพระนครเวสาลี บวชแล้ว บรรลุพระอรหัต ขณะจรดมีดโกนทีเดียว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 370 ข้อ 211
ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์อยู่ในนครธัญญวดี รู้จบไตรเพท เป็นผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ เป็นผู้ฉลาดในตำรา ทำนายลักษณะ คัมภีร์อิติหาส และตำราทายนิมิต พร้อมทั้งคัมภีร์นิคัณฑุ และคัมภีร์ เกฏุภะ บอกมนต์กะศิษย์ทั้งหลาย เราวางดอกอุบล ๕ กำไว้บนหลัง เราประสงค์จะบวงสรวงบูชายัญ ใน สมาคมบิดามารดา ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง พระนามว่า วิปัสสี ผู้ประเสริฐกว่านระ แวดล้อมด้วย ภิกษุสงฆ์ ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เสด็จมา เราปูลาดอาสนะแล้ว ลาดดอกอุบลนั้นแล้ว นิมนต์ พระมหามุนี นำมาสู่เรือนของตน อามิสอันใดที่เรา เตรียมไว้ มีอยู่ในเรือนของตน เราเลื่อมใส ได้ถวาย อามิสนั้น แด่พระพุทธเจ้าด้วยมือทั้งสองของตน เราทราบเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยแล้ว ได้ถวาย ดอกอุบลกำหนึ่ง พระสัพพัญญูทรงอนุโมทนาแล้ว บ่ายพระพักตร์กลับไปยังทิศอุดร ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทร- กัปนี้ เราได้ถวายดอกไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย ดอกไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย ดอกไม้ ในกัปลำดับต่อแต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักร- พรรดิราชพระนามว่า วรทัสสนะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 371 ข้อ 211
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยมุขคือการชี้ถึงการละนิวรณ์ ได้กล่าวคาถาว่า ความพอใจในเบญจกามคุณ ความพยาบาท ความง่วงเหงาหาวนอน ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจและ ความสงสัย ย่อมไม่มีแก่ภิกษุ โดยประการทั้งปวง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามจฺฉนฺโท ได้แก่ ความพอใจใน กามทั้งหลาย ชื่อว่า กามฉันทะ แม้เพราะเป็นทั้งกาม และเป็นทั้งความพอใจ ได้แก่ กามราคะ ความกำหนัดในกาม ก็ราคะแม้ทั้งหมด ชื่อว่า กามฉันทะ ในคาถานี้ เพราะท่านประสงค์เอาแม้ราคะที่ถูกฆ่าด้วยมรรคอันเลิศ ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ย่อมไม่มีแก่ภิกษุ โดยประการทั้งปวง ดังนี้. อธิบายว่า ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมด ชื่อว่า กาม เพราะอรรถว่า เป็นที่ตั้ง แห่งความใคร่ ราคะที่เป็นไปในกามนั้น ชื่อว่า กามฉันทะ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะอาศัยกามฉันทนิวรณ์ ถีนมิทธนิวรณ์ อุทธัจจนิวรณ์ อวิชชานิวรณ์ จึงเกิดขึ้นในอรูปภพ ดังนี้. ที่ชื่อว่า พยาบาท เพราะอรรถว่า เป็นเหตุถึงความเสื่อมเสีย คือ ถึงความเน่าแห่งจิต ได้แก่ อาฆาตที่เป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้ได้ประพฤติ ความฉิบหายแก่เรา ดังนี้. ที่ชื่อว่า ถีนะ คือความที่จิตไม่ควรแก่การงาน ได้แก่ ความหดหู่ ไม่มีอุตสาหะ. ที่ชื่อว่า มิทธะ คือความที่กายไม่ควรแก่การงาน ได้แก่ ขาดความ กระตือรือร้น.
หน้า 372 ข้อ 211
ทั้งถีนะและมิทธะแม้ทั้งสองอย่าง รวมเรียกว่า ถีนมิทธะ ท่านกล่าว รวมกันไว้ เพราะความเป็นปฎิปักษ์ต่อหน้าที่การงานอย่างเดียวกัน. ความที่จิตฟุ้งขึ้น ชื่อว่า อุทธัจจะ คือ จิตถูกยกขึ้น คือ ไม่สงบด้วย ธรรมใด ธรรมนั้นจัดว่าเป็นความฟุ้งซ่านแห่งใจ ได้แก่อุทธัจจะ ก็แม้กุกกุจจะ (ความรำคาญ) พึงทราบว่าท่านถือเอาแล้วด้วยศัพท์ว่า อุทธัจจะ ในคาถานี้ เพราะความที่กุกกุจจะนั้นเหมือนกัน โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อหน้าที่การงาน กุกกุจจะ นั้น มีการทำให้เดือดร้อนในภายหลังเป็นลักษณะ อธิบายว่า กุกกุจจะนั้น ได้แก่ ความเดือดร้อน ที่เข้าไปอาศัยความดีความชั่วที่กระทำแล้วและยังไม่ได้ กระทำ. บทว่า วิจิกิจฺฉา ความว่า ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะเป็นเหตุให้ถึง ความสงสัยว่า เป็นอย่างนี้หรือหนอแล ไม่ใช่อย่างนี้หรือหนอแล อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า วิจิกิจฉา เพราะเมื่อค้นคว้าหาสภาพธรรม ย่อมเป็นเหตุให้ยุ่งยาก คือ ลำบาก ได้แก่ ความสงสัย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเป็นวัตถุ. บทว่า สพฺพโส ความว่า โดยไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า น วิชฺชติ แปลว่า ย่อมไม่มี คือ พระเถระพยากรณ์ พระอรหัตผล โดยชี้ถึงพระอรหัตผลว่า กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ และวิจิกิจฉา ย่อมไม่มีโดยประการทั้งปวง เพราะความที่ กิเลสเหล่านั้น อันมรรคถอนขึ้นได้หมดแล้ว กิจที่จะพึงกระทำอย่างอื่นไม่มี แก่เธอ หรือกิจที่เธอทำแล้ว ไม่มีผลตอบสนอง ดังนี้ อธิบายว่า เมื่อนิวรณ์ ทั้ง ๕ อันเธอถอนขึ้นแล้วด้วยมรรค กิเลสแม้ทั้งปวงย่อมชื่อว่าเป็นอันเธอ ถอนขึ้นได้หมดแล้ว เพราะตั้งอยู่ในที่เดียวกันกับนิวรณ์นั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายเหล่านี้ทั้งปวง ละนิวรณ์ ๕ อันเป็น อุปกิเลสแห่งใจได้แล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาสุยามนเถรคาถา
หน้า 373 ข้อ 212
๕. สุสารทเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุสารทเถระ [๒๑๒] ได้ยินว่า พระสุสารทเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า การเห็นสัตบุรุษทั้งหลาย ผู้เพรียบพร้อมด้วย ศีลาทิคุณ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความ สงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษ ทั้งหลาย ย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษจึงยังประโยชน์ให้ สำเร็จได้. อรรถกถาสุสารทเถรคาถา คาถาของท่านพระสุสารทเถระ เริ่มต้นว่า สาธุ สุวิหิตาน ทสฺสนํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ ประสบความสำเร็จในบางส่วนของวิชชา เห็น โทษในกามทั้งหลาย ละฆราวาสวิสัย แล้วบวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรม อยู่ที่ชัฏแห่งป่า ในหิมวันตประเทศ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เมื่อจะ ทรงอนุเคราะห์เขา จึงเสด็จเข้าไปในเวลาภิกษาจาร. เขาเห็นพระผู้มีพระ-
หน้า 374 ข้อ 212
ภาคเจ้าแต่ไกลทีเดียว มีใจเลื่อมใส ลุกขึ้นต้อนรับ รับบาตร แล้วใส่ผลไม้ ที่มีรสหวาน แล้วน้อมถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงรับบาตรนั้นแล้ว ทรงทำอนุโมทนา แล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปใน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้เป็นญาติของพระธรรม เสนาบดี ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีนามตามที่เขาขนานให้ว่า สุสารทะ เพราะ เป็นคนมีปัญญาน้อย ในเวลาย่อมาฟังธรรมในสำนักของพระธรรมเสนาบดี ได้มีศรัทธา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นพราหมณ์ผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบ ไตรเพท อยู่ในอาศรม ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ เครื่องบูชาไฟ และเมล็ดบัวขาวของเรามีอยู่ เราใส่ไว้ ในห่อ แล้วห้อยไว้บนยอดไม้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควร รับเครื่องบูชา พระองค์ทรงพระประสงค์จะถอนเราขึ้น จึงเสด็จมาภิกขาเรา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายเมล็ดบัวแด่พระพุทธเจ้า พระศาสดาสัมมาสัม พุทธเจ้า มีพระฉวีวรรณดังทองคำ สมควรรับเครื่อง บูชา ทรงยังปีติให้เกิดแก่เรา ทรงนำสุขมาให้ใน ปัจจุบัน ประทับยืนอยู่ในอากาศ ได้ตรัสพระคาถานี้ ว่า ด้วยการถวายเมล็ดบัวนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ ชอบ ท่านจักไม่เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป ด้วย กุศลมูลนั้นนั่นแล เราได้เสวยสมบัติแล้ว ละความชนะ
หน้า 375 ข้อ 212
และความแพ้ บรรลุถึงฐานะอันไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๗๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชา มีนามว่า สุมังคละ สมบูรณ์ด้วยแล้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เราการทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยการชี้ถึงอานิสงส์ และกิตติคุณในการพบท่านผู้เป็นสัตบุรุษ ได้กล่าว คาถาว่า การเห็นสัตบุรุษทั้งหลายผู้เพรียบพร้อม ด้วย ศิลาทิคุณ ย่อมยังประโยชน์ให้สำเร็จ เป็นเหตุตัดความ สงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษทั้ง หลาย ย่อมกระทำพาลชน ให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะ ฉะนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษ จึงยังประโยชน์ให้ สำเร็จได้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธุ ได้แก่ เป็นความดีงาม. อธิบายว่า เป็นความเจริญ. บทว่า สุวิหิตาน ทสฺสนํ ความว่า การเห็นสัตบุรุษ ทั้งหลาย ผู้เพรียบพร้อมแล้ว เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา ท่านจึงลบนิคหิต เสีย. ประกอบความว่า การเห็นพระอริยเจ้าทั้งหลาย ผู้มีอัตภาพอันอบรมดี แล้ว ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้มีการแสดงธรรม อันจำแนกแจกจ่ายดีแล้ว ด้วยความอนุเคราะห์ในผู้อื่น เป็นความดี. บทว่า ทสฺสนํ พึงทราบว่าเป็น ตัวอย่าง เพราะเหตุที่ แม้การฟังเป็นต้นก็นับว่ามีอุปการะมาก. สมดังคำที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
หน้า 376 ข้อ 212
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าใดถึงพร้อมแล้ว ด้วยศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะ เป็นผู้กล่าวสอน ทำให้รู้แจ้ง ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง เป็นผู้สามารถบอกพระสัทธรรม ได้เป็นอย่างดี ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เราตถาคตกล่าว การเห็นภิกษุเหล่านั้นก็ดี การฟังภิกษุเหล่านั้นก็ดี การเข้าไปใกล้ภิกษุเหล่านั้นก็ดี การระลึกถึงภิกษุเหล่า นั้นก็ดี การบวชตามภิกษุเหล่านั้นก็ดี ว่ามีอุปการะ มาก ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ในคาถานี้ท่านกล่าวความเห็นไว้อย่างเดียว เพราะเหตุ คุณสมบัตินอกนี้ มีความเห็นเป็นมูล. บทว่า กงฺขา ฉิชฺชติ เป็นต้น เป็น คำบอกเหตุในการเห็นนั้น. อธิบายว่า เมื่อการเห็นกัลยาณมิตรเช่นนั้น มีอยู่ กุลบุตร ผู้มุ่งหาความรู้ ผู้ใคร่ประโยชน์ ย่อมเข้าไปหา ย่อมเข้าไปนั่งใกล้ กัลยาณมิตรเหล่านั้น ย่อมไต่ถามปัญหาโดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อะไร เป็นกุศล อะไรเป็นอกุศล ดังนี้. และกัลยาณมิตรเหล่านั้น ย่อมบรรเทา ความสงสัย ในฐานะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัย มีอย่างมิใช่น้อย แก่เขาได้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กงฺขา ฉิชฺชติ เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ ดังนี้. และเพราะเหตุที่กัลยาณมิตรเหล่านั้น ครั้นบรรเทาความสงสัยของกุลบุตร เหล่านั้นได้ ด้วยการแสดงธรรมแล้ว ย่อมยังความเห็นชอบในกรรมบถ และ ยังความเห็นชอบในวิปัสสนา ให้บังเกิดขึ้นในส่วนเบื้องต้น ฉะนั้น ความรู้ย่อม เจริญแก่กุลบุตรเหล่านั้น (อีกด้วย). ก็ในกาลใด กุลบุตรเหล่านั้น เจริญวิปัสสนาแล้ว แทงตลอดสัจจะ ทั้งหลาย (อริยสัจ) ในกาลนั้น วิจิกิจฉามีวัตถุ ๑๖ และมีวัตถุ ๘ ย่อม
หน้า 377 ข้อ 213
ถูกตัด คือถูกถอนขึ้น ปัญญาคือความรู้ ย่อมเจริญโดยตรง สัตบุรุษทั้งหลาย ย่อมกระทำพาลชนให้เป็นบัณฑิตได้ ฉะนี้. บทว่า ตสฺมา เป็นต้น เป็น คำเครื่องกล่าวซ้ำ (คำลงท้าย) อธิบายว่า เพราะเหตุที่ การเห็นสาธุชน ทั้งหลาย เป็นเหตุตัดความสงสัยเสียได้ ทำความรู้ให้เจริญงอกงาม สัตบุรุษ ทั้งหลาย ย่อมทำพาลชน ให้เป็นบัณฑิตได้ เพราะฉะนั้น คือ ด้วยเหตุนั้น การสมาคมกับสัตบุรุษ คือคนดี ได้แก่ พระอริยเจ้าทั้งหลาย จึงยังประโยชน์ ให้สำเร็จ คือเป็นความดี หมายความว่า การประชุมร่วมกับสัตบุรุษเหล่านั้น เป็นความเจริญโดยชอบ ดังนี้. จบอรรถกถาสุสารทเถรคาถา ๖. ปิยัญชหเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปิยัญชหเถระ [๒๑๓] ได้ยินว่า พระปิยัญชหเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อผู้อื่นยกตน ควรถ่อมตน เมื่อผู้อื่นตกต่ำ ควรยกตนขึ้น เมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ควร ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อผู้อื่นยินดีในกามคุณ ไม่ควร ยินดีในกามคุณ.
หน้า 378 ข้อ 213
อรรถกถาปิยัญชหเถรคาถา คาถาของท่านพระปิยัญชหเถระ เริ่มต้นว่า อุปฺปตนฺเตสุ นิปเต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ (เกิด) เป็น รุกขเทวดา อยู่ในป่าหิมวันต์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม ว่า วิปัสสี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ (อาศัย) อยู่ในซอกเขา ในคราวประชุม เทวดา ยืนอยู่ท้ายบริษัท เพราะความเป็นผู้มีอานุภาพน้อย ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาจิตในพระศาสดา วันหนึ่ง เห็นเนินทราย ในแม่น้ำคงคาใสสะอาด บริสุทธิ์ น่ารื่นรมย์ ระลึกถึงคุณของพระศาสดาว่า คุณของพระศาสดา สะอาด บริสุทธิ์ (ยิ่งกว่า) เนินทรายนี้ เป็นพระคุณหาที่สุดมิได้ หาประมาณมิได้ ดังนี้. เทวดานั้นปรารภถึงคุณของพระศาสดา อย่างนี้แล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส ด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูล แห่งเจ้าลิจฉวี ในพระนครไพศาลี เจริญวัยแล้ว เป็นนักรบไม่เคยพ่ายแพ้ ในสงคราม ปรากฏพระนามว่า ปิยัญชโห เพราะเป็นที่เกรงขามของศัตรู ทั้งหลาย. ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จไปพระนครไพศาลี ท้าวเธอได้มี จิตศรัทธาบวชแล้ว อยู่ในป่าเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราอยู่ในระหว่างภูเขาใกล้ภูเขาหิมวันต์ ได้เห็น กองทรายอันงามแล้ว ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ
หน้า 379 ข้อ 213
สุด ไม่มีอะไรเปรียบได้ในพระญาณ สงครามไม่มีแก่ พระศาสดา พระศาสดาทรงรู้ทั่วถึงธรรมทั้งปวงแล้ว ทรงน้อมไป ด้วยญาณ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ผู้อุดมบุรุษ ไม่มีผู้เสมอ ด้วยพระญาณของพระองค์ โดยที่ทรงมีพระญาณอันสูงสุด. เรายังจิตให้เลื่อมใส ในพระญาณแล้ว บันเทิงอยู่ในสวรรค์ตลอดกัป ใน กัปทั้งหลายที่เหลือเราทำกุศล ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัป นี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระญาณ ใน กัปที่ ๗๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ องค์หนึ่ง มีนามว่า ปุลินปุปผิยะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยสามารถแห่งการแสดงความนี้ว่า ข้อปฏิบัติของพระอริยเจ้าทั้งหลาย แยก กันกับข้อปฏิบัติของอันธพาลปุถุชน ได้กล่าวคาถาว่า เมื่อผู้อื่นยกตน ควรถ่อมตน เมื่อผู้อื่นตกต่ำ ควรยกตนขึ้น เมื่อผู้อื่นไม่ประพฤติพรหมจรรย์ ควร ประพฤติพรหมจรรย์ เมื่อผู้อื่นยินดีในกามคุณ ไม่ควร ยินดีในกามคุณ ดังนี้.
หน้า 380 ข้อ 213
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปตนฺเตสุ ได้แก่ ยกตนให้สูง คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายไม่เข้าไปสงบแล้ว โดยยกตนขึ้น ด้วยกิเลสมีมานะ. อุทธัจจะ ถัมภะ และสารัมภะเป็นต้น. บทว่า นิปเต ได้แก่ พึงน้อมตนลง คือพึงเป็นผู้มีความประพฤติ นอบน้อม โดยเว้นบาปธรรมเหล่านั้นเสียทุกอย่าง. บทว่า นิปตนฺเตสุ ได้แก่ ตกต่ำ คือ เมื่อสัตว์ทั้งหลายเสื่อมจากคุณ เพราะกระทำอธิมุตติให้ต่ำ และเพราะความเกียจคร้าน. บทว่า อุปฺปเต ได้แก่ พึงยกขึ้น คือ พึงสนับสนุนขวนขวายโดยคุณ เพรากระทำให้มีอธิมุตติประณีต และเพราะการปรารภความเพียร. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อุปฺปตนฺเตสุ ได้แก่ โอหัง คือ ยกศีรษะขึ้น (ชูคอ) ด้วยสามารถแห่งความกลุ้มรุมของกิเลสทั้งหลาย. บทว่า นิปเต ความว่า พึงถ่อมตนด้วยการพิจารณาอันสมควร โดยประการที่กิเลสเหล่านั้น จะไม่เกิดขึ้นด้วยกำลังแห่งการพิจารณา. บทว่า นิปตนฺเตสุ ความว่า ตกไปโดยรอบ คือ เมื่อความเพียร และความพยายามอ่อน ในเพราะการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย หรือเมื่อธรรม คือสมถะ และวิปัสสนา ตามที่ปรารภแล้วเสื่อมไป. บทว่า อุปฺปเต ความว่า พึงยังคนเหล่านั้นให้เข้าไปตั้งไว้ คือให้เกิด และพึงให้เจริญ ด้วยโยนิโสมนสิการ และด้วยการถึงพร้อมแห่งวิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร). บทว่า วเส อวสมาเนสุ ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายไม่อยู่อย่างผู้ ประพฤติมรรคพรหมจรรย์ และอยู่อย่างพระอริยเจ้า ตนเองพึงอยู่แบบมรรค- พรหมจรรย์ และแบบพระอริยะนั้น อีกอย่างหนึ่ง หมายความว่า เมื่อพระ อริยเจ้าทั้งหลายไม่อยู่อย่างผู้มีกิเลส คือไม่อยู่อย่างผู้มีคู่ (มีบุตรมีภรรยา) คน เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมอยู่อย่างผู้มีกิเลส (ส่วน) ตนเองต้องอยู่อย่างพระอริยเจ้านั้น
หน้า 381 ข้อ 214
บทว่า รมมาเนสุ โน รเม ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายยินดีอยู่ ด้วยควานยินดีในกามคุณ (และ) ด้วยความยินดีในกิเลส ตนเองไม่พึงยินดี คือไม่พึงพอใจอย่างนั้น อีกอย่างหนึ่ง เมื่อพระอริยเจ้าทั้งหลาย ยินดีอยู่ ด้วยความยินดีในฌานเป็นต้น ที่ปราศจากอามิส แม้ตนเองก็พึงยินดีอย่างนั้น. แต่ไม่พึงยินดี คือไม่พึงอภิรมย์ โดยประการอื่นจากความยินดีในฌานเป็นต้นต้น นั้น แม้ในบางครั้งบางคราว. จบอรรถกถาปิยัญชหเถรคาถา ๗. หัตถาโรหปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระหัตถาโรหบุตรเถระ [๒๑๔] ได้ยินว่า พระหัตถาโรหบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่าง นี้ว่า แต่ก่อน จิตนี้เคยจาริกไป ในอารมณ์ต่างๆ ตาม ความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความสบาย วันนี้ เราข่มจิตนั้น โดยอุบายอันชอบ เหมือนนาย- ควาญช้างผู้ฉลาด ข่มขี่ช้างตกมันไว้ได้ด้วยขอสับ ฉะนั้น.
หน้า 382 ข้อ 214
อรรถกถาหัตถาโรหปุตตเถรคาถา คาถาของพระหัตถาโรหบุตรเถระ เริ่มต้นว่า อิทํ ปุเร จิตฺตมจาริ จาริกํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนั้นเป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น เกิด ในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดา แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จออกจากพระวิหาร กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ถวายบังคมด้วย เบญจางคประดิษฐ์ กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลแห่งนายควาญช้าง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึง ความเป็นผู้รู้แล้ว ถึงความสำเร็จในหัตถิศิลปศาสตร์ วันหนึ่ง เขาฝึกช้าง ไปสู่ฝั่งแม่น้ำ อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ คิดว่า การฝึกช้างนี้ จะมีประโยชน์ อะไรแก่เรา การฝึกตนนั่นแหละประเสริฐกว่า ดังนี้ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาจิตบวชแล้ว เรียนกรรมฐานที่เหมาะ แก่จริต เจริญวิปัสสนา ข่มจิตที่วิ่งไปในภายนอกจากกรรมฐาน ได้ด้วยขอ สับคือการพิจารณา เพราะได้อบรมมาเป็นเวลานาน ดุจนายหัตถาจารย์ฝึกช้าง ตัวประเสริฐที่ตกมัน ดุร้ายได้ด้วยขอสับ ฉะนั้น ได้กล่าวคาถาว่า แต่ก่อน จิตนี้ เคยท่องเที่ยวไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตามความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความ สบาย วันนี้ เราจักข่มจิตนั้น โดยอุบายอันชอบ เหมือน
หน้า 383 ข้อ 214
นายควาญช้างผู้ฉลาด ข่มขี่ช้าง ตกมันไว้ด้วยขอสับ ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทํ พระเถระกล่าวไว้ เพราะเหตุที่จิต ซึ่งจะกล่าวต่อไปประจักษ์แก่ตน. บทว่า ปุเร ได้แก่ ในกาลก่อนแต่การที่ข่มจิต. บทว่า อจาริ ได้แก่ ท่องเที่ยวไปแล้ว. คือหมุนไปแล้วในอารมณ์ ต่าง ๆ เพราะความเป็นจิตที่ยังไม่ตั้งมั่น. บทว่า จาริกํ ได้แก่ ท่องเที่ยวไปตามความปรารถนา ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า (จิตนี้เคยจาริกไปในอารมณ์ต่าง ๆ) ตามความปรารถนา ตามความต้องการ ตามความสบาย ดังนี้. บทว่า ตํ ได้แก่ จิตนั้น. บทว่า อชฺช ได้แก่ ในบัดนี้. บทว่า นิคฺคณฺหิสฺสามิ แปลว่า เราจักข่ม คือกระทำให้ปราศจาก การเสพผิด. บทว่า โยนิโส ได้แก่ โดยอุบาย. ถามว่า เหมือนอะไร ? ตอบว่า เหมือนนายควาญช้างผู้ฉลาด ข่มขี่ช้างตกมันไว้ได้ด้วยขอสับ ฉะนั้น ท่านกล่าว อธิบายไว้ ดังนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า จิตของเรานี้ ก่อนแต่นี้ ได้ท่องเที่ยวไปตลอด กาลนาน ตามปรารถนา โดยประการที่มันปรารถนา เพื่อจะยินดีในอารมณ์ มีรูปเป็นต้น ตามความต้องการ ด้วยสามารถแห่งอารมณ์ที่มันต้องการ ชื่อว่า ตามสบาย เพราะท่องเที่ยวไปตามอารมณ์ที่ให้เกิดความสุข แม้บัดนี้ เราจัก ข่มจิตนั้น ด้วยโยนิโสมนสิการ เหมือนนายควาญช้างผู้ฉลาด กล่าวคือนาย หัตถาจารย์ ข่มขี่ช้างตกมันด้วยขอสับ ฉะนั้น ดังนี้. ก็พระเถระกล่าวอยู่ อย่างนี้แหละ เจริญวิปัสสนา กระทำให้แจ้งพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 384 ข้อ 214
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีพระฉวีวรรณดังทองคำ ผู้ควรแก่ทักษิณา แวดล้อม ด้วยพระสาวกเป็นอันมาก เสด็จออกจากพระอาราม เราได้เห็นพระสัพพัญญู พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด หา อาสวะมิได้ มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาด้วย พวกดอกไม้ ด้วยจิตเลื่อมใสในพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมนระ ผู้คงที่นั้น เราร่าเริง มีจิตโสมนัส ถวายบังคมพระตถาคตอีก ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๔๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอม- กษัตริย์ มีนามว่า จรณะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็คาถานี้นั่นแหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาหัตถาโรหปุตตเถรคาถา
หน้า 385 ข้อ 215
๘. เมณฑสิรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเมณฑสิรเถระ [๒๑๕] ได้ยินว่า พระเมณฑสิรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อเรายังไม่ได้ประสบญาณ ได้ท่องเที่ยวไปใน สงสาร สิ้นชาติมิใช่น้อย เรานั้นเกิดมาแล้วในกองทุกข์ กำจัดกองทุกข์ได้แล้ว. อรรถกถาเมณฑสิรเถรคาถา คาถาของท่านพระเมณฑสิรเถระ เริ่มต้นว่า อเนกชาติสํสารํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธ- เจ้าองค์ก่อน ๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ละกามวิสัย แล้วบวชเป็นดาบส อยู่ในป่าหิมวันต์พร้อมด้วยฤาษีหมู่ใหญ่ เห็นพระบรมศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส ยังหมู่ฤาษีให้นำดอกปทุมมาทำพุทธบูชา ด้วยดอกไม้ สั่งสอนสาวกทั้งหลาย ในอัปปมาทปฏิปทา ทำกาละแล้วบังเกิด ในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ เกิดในตระกูลคฤหบดี ในเมืองสาเกต ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ได้สมัญญานามว่า เมณฑสิระ ดังนี้แล เพราะความที่เขา มีศีรษะคล้ายแกะ.
หน้า 386 ข้อ 215
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในอัญชนวนวิหาร ในเมืองสาเกต เขาเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ได้มีจิตศรัทธา บรรพชาแล้ว เจริญสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐานได้เป็นผู้มีอภิญญาหกแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ในที่ไม่ไกลจากภูเขาหิมวันต์มีภูเขาชื่อว่าโคตมะ ดารดาษด้วยต้นไม้นานาพรรณ เป็นที่อยู่ของหมู่มหา- ภูต (ยักษ์) ในท่ามกลางภูเขานั้น มีอาศรมที่เรา สร้างไว้ เราแวดล้อมด้วยหมู่ศิษย์ของตนอยู่ในอาศรม ได้สั่งศิษย์ทั้งหลายว่า คณะศิษย์ของเรา (เมื่อมาหาเรา) ขอจงนำเอาดอกบัวมาให้เรา เราจักทำพุทธบูชา แด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้จอมประชา ผู้คงที่ ศิษย์เหล่านั้น รับคำที่เราสั่งอย่างนี้แล้ว นำเอาดอกบัวมาให้เรา เรา กระทำดอกบัวให้เป็นนิมิตอย่างนั้นแล้ว บูชาพระ- พุทธเจ้า ในกาลนั้นเราประชุมศิษย์ทั้งหลายแล้ว พร่ำ สอนด้วยดีว่า ท่านทั้งหลายอย่าประมาทนะ เพราะว่า ความไม่ประมาทนำสุขมาให้ ครั้นเราพร่ำสอน บรรดาศิษย์ของตน ผู้อดทนต่อคำสอนอย่างนี้แล้ว ประกอบตนในคุณ คือ ความไม่ประมาท ได้ทำกาละ ในกาลนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระ- พุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๕๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช มีนามว่า
หน้า 387 ข้อ 215
ชลุตตมะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระเถระ เมื่อระลึกถึงขันธบัญจก ที่ตนเคยอาศัยมาในก่อนของตน ได้กล่าวคาถาว่า เมื่อเรายังไม่ได้ประสบญาณ ได้ท่องเที่ยวไปใน สงสาร สิ้นชาติมิใช่น้อย เรานั้นเกิดมาแล้วในกองทุกข์ กำจัดกองทุกข์ได้แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกชาติ สํสารํ ความว่า สังสารวัฏ นี้ นับจำนวนตั้งแสนชาติมิใช่น้อย บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติเอกวจนะ เพราะ หมายถึงการเดินทางไกล. บทว่า สนฺธาวิสฺสํ แปลว่า แล่นไปแล้ว ได้แก่ หมุนไปแล้ว ไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งการจุติ และอุปบัติ. บทว่า อนิพฺพิสํ ความว่า เมื่อไม่ประสบ คือไม่ได้ซึ่งญาณเป็น เครื่องหยุดวัฏฏะนั้น. บทว่า ตสฺส เม ความว่า แก่เราผู้ท่องเที่ยวไปอยู่อย่างนี้. บทว่า ทุกฺขชาตสฺส ได้แก่ ทุกข์ที่เกิดแล้วด้วยสามารถแห่งชาติ เป็นต้น อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ มีทุกข์เป็นสภาพด้วยสามารถแห่งความเป็นทุกข์ ๓ อย่าง. บทว่า ทุกฺขกฺขนฺโธ ได้แก่ กองแห่งทุกข์ ต่างด้วยกรรมวัฏ กิเลสวัฎ และวิปากวัฏ.
หน้า 388 ข้อ 216
บทว่า อปรทฺโธ ความว่า นับจำเดิมแต่ได้บรรลุพระอรหัตมรรค ก็จักไม่หมุนไป ไม่จุติ ไม่เกิด. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า อปรฏฺโ ดังนี้ (ก็มี). อธิบายว่า ไม่ปราศจากความสำเร็จ คือไม่ไปปราศจากเหตุแห่งการ ถอนกิเลสขึ้น. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผล ของ พระเถระ. จบอรรถกถาเมณฑสิรเถรคาถา ๙. รักขิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระรักขิตเถระ* [๒๑๖] ได้ยินว่า พระรักขิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราละราคะได้หมดแล้ว ถอนโทสะได้หมดแล้ว เรามีโมหะทั้งปวงไปปราศแล้ว เป็นผู้เยือกเย็น ดับ- ความร้อนได้แล้ว. อรรถกถารักขิตเถรคาถา คาถาของท่านพระรักขิตเถระ เริ่มต้นว่า สพฺโพ ราโค ปหีโน เจ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง สดับพระธรรมเทศนา ของพระศาสดา แล้วมีใจเลื่อมใส ได้กระทำการชมเชย โดยปรารภพระญาณในเทศนา. พระศาสดาทรงตรวจดู ความเลื่อมใสแห่งจิต * ในอปทานเรียกว่า พระโสภิต ไม่เรียกว่า พระรักขิตเถระ
หน้า 389 ข้อ 216
ของท่านแล้ว ทรงพยากรณ์ว่า ในที่สุดแห่งแสนกัปนับแต่กัปนี้ เธอจักได้ เป็นสาวกชื่อว่า รักขิตะ ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า โคตมะ. ท่านสดับคำพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใสยิ่งเกินประมาณ กระทำ บุญเป็นอันมาก แล้วท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบังเกิด ในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในเทวทหนิคม ในพุทธุปบาทกาลนี้. ได้มีนามว่า รักขิตะ. ท่านเป็นราชกุมารองค์หนึ่งในบรรดาราชกุมารทั้ง ๕๐๐ ที่พวกเจ้า- ศากยะและเจ้าโกลิยะทั้งหลาย ทูลถวายเพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วบวช. ก็ราชกุมารเหล่านั้น ไม่ถูกความกระสันครอบงำ เพราะบวชด้วย ความสังเวช ในเวลาที่พระศาสดาทรงนำไปสู่ฝั่งแม่น้ำกุณาลทหะ ทรงประกาศ โทษในกามทั้งหลาย โดยทรงสำแดงโทษของพวกสตรี ในเทศนาว่าด้วย กุณาลชาดกแล้ว ทรงให้ประกอบในกรรมฐาน เวลานั้น แม้พระรักขิตเถระนี้ ก็ขวนขวายกรรมฐาน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐ- บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ทรงแสดง อมตบท แก่หมู่ซนเป็นอันมาก เวลานั้นเราได้ฟังพระดำรัสอัน เป็นอาสภิวาจา ที่พระองค์ทรงเปล่งแล้ว ประนม อัญชลีเป็นผู้มีใจเป็นอารมณ์เดียว (กล่าวว่า) สมุทร เลิศกว่าทะเลทั้งหลาย เขาสุเมรุ ประเสริฐกว่าเขา ทั้งหลาย เป็นที่สั่งสมหิน ฉันใด ชนเหล่าใดย่อม เป็นไปตามอำนาจจิต ชนเหล่านั้นย่อมไม่เข้าถึงเสี้ยว แห่งพระพุทธญาณ ฉันนั้น พระพุทธเจ้า ทรงเป็นฤษี ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงหยุดการแสดงธรรม
หน้า 390 ข้อ 216
ประทับนั่ง ในท่ามกลางสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญพระพุทธญาณ ผู้นำของโลก ผู้นั้นจะต้องไม่ไปสู่ทุคติตลอดแสนกัป ผู้นั้นจักเผา กิเลสทั้งปวงได้ จักเป็นผู้มีอารมณ์เดียว มีจิตมั่นคง จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า โสภิตะ ในกัปที่ ๕๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ พระนามว่า ยสุคคตะ สมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพิจารณาถึงกิเลสที่ตน ละได้แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า เราละราคะได้หมดแล้ว ถอนโทสะได้หมดแล้ว เรามีโมหะทั้งปวงไปปราศแล้วเป็นผู้เยือกเย็นดับความ ร้อนได้แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺโพ ราโค ได้แก่ ราคะแม้ทั้งหมด มีกามราคะเป็นต้นเป็นประเภท. บทว่า ปหีโน ได้แก่ ละแล้ว ด้วยสามารถแห่งสมุจเฉทปหานด้วย อริยมรรคภาวนา. บทว่า สพฺโพ โทโส ได้แก่ พยาบาทแม้ทั้งหมดต่างโดยประเภท เป็นอเนก โดยความเป็นอาฆาตวัตถุเป็นต้น. บทว่า สมูหโต ได้แก่ ถอนขึ้นแล้ว ด้วยมรรค.
หน้า 391 ข้อ 217
บทว่า สพฺโพ เม วิกโต โมโห ได้แก่ โมหะ ๘ ประเภท โดยต่างกันทางวัตถุ มีไม่รู้ทุกข์เป็นต้น คือโมหะแม้ทั้งหมด จำแนกออกไป ได้ไม่ใช่น้อย โดยวิภาคแห่งสังกิเลสวัตถุของเรา ชื่อว่า ไปปราศแล้ว เพราะ ถูกเรากำจัดแล้วด้วยมรรค. บทว่า สีติภูโตสฺมิ นิพฺพุโต ความว่า พระเถระพยากรณ์พระ- อรหัตผลว่า ด้วยการละกิเลสที่เป็นมูลได้อย่างนี้ เราชื่อว่าถึงแล้วซึ่งความ เยือกเย็น เพราะไม่มีความกระวนกระวาย และความเร่าร้อนหลงเหลืออยู่ เพราะความที่สังกิเลสทั้งหลาย โดยตั้งอยู่ที่เดียวกันกับกิเลสมูลนั้น สงบระงับ แล้วโดยชอบนั่นแหละ เพราะเหตุนั้นแล เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ปรินิพพานแล้ว เพราะดับกิเลสได้ โดยประการทั้งปวง. จบอรรถกถารักขิตเถรคาถา ๑๐. อุคคเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุคคเถระ [๒๑๗] ได้ยินว่า พระอุคคเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กรรมใดที่เราได้ทำไว้แล้ว น้อยหรือมากก็ตาม กรรมทั้งหมดนั้นสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่ ไม่มี. จบวรรคที่ ๘
หน้า 392 ข้อ 217
อรรถกถาอุคคเถรคาถา คาถาของท่านพระอุคคเถระ เริ่มต้นว่า ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ การทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก เกิดในเรือนแห่งตระกูล ใน กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกการะเกด. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นบุตรเศรษฐี ในอุคคนิคม ณ แคว้นโกศล ใน พุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้นามว่า อุคคะ ดังนี้แล. เขาเจริญวัยแล้ว เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ที่ภัททารามในนิคมนั้น ไปวิหารฟังธรรมใน สำนักของพระศาสดา ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุ พระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ไม้การะเกดกำลังมีดอก มีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำกว้าง ข้าพระองค์แสวงหาต้นการะเกดนั้นอยู่ ได้เห็นพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก ในกาลนั้น ข้าพระองค์ เห็นต้นการะเกดมีดอกบาน จึงตัดที่ขั้วแล้ว บูชาแด่พระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ผู้เป็น เผ่าพันธุ์ของโลก ข้าแต่พระมหามุนีพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระองค์ทรงบรรลุอมตบทอันไม่เคลื่อน ด้วยพระ
หน้า 393 ข้อ 217
ญาณใด ข้าพระองค์บูชาพระญาณนั้น ข้าพระองค์ กระทำการบูชาพระญาณแล้ว ได้เห็นดอกการะเกด ข้าพระองค์เป็นผู้ได้สัญญานั้น นี้เป็นผลแห่งการบูชา พระญาณ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์บูชา พระพุทธญาณด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา พระญาณ ในกัปที่ ๑๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๑๒ พระองค์ พระนามว่า ผลุคคตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยแสดงการเข้าไปกำหนดวัฏฏะของตน ได้กล่าวคาถาว่า กรรมใดที่เราได้ทำไว้แล้ว น้อยหรือมากก็ตาม กรรมทั้งหมดนั้นสิ้นไปแล้ว บัดนี้ การเกิดในภพใหม่ ไม่มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ มยา ปกตํ กมฺมํ ความว่า กรรมใด คือกรรมที่เป็นวิบากใดที่ข้าพเจ้ากระทำแล้ว คือเข้าไปสั่งสมแล้ว ได้แก่ให้ เกิดแล้ว ในสงสารอันมีที่สุดและเบื้องต้น อันบุคคลตามไปอยู่รู้ไม่ได้ โดย ประการมิใช่น้อย คือ โดยเป็นอกุศลมีบาปเป็นต้น และโดยเป็นกุศลมีทาน เป็นต้น ด้วยกรรมทวาร ๓ ด้วยอุปปัตติทวาร ๖ (และ) ด้วยอสังวรทวาร ๘
หน้า 394 ข้อ 217
บทว่า อปฺปํ วา ยทิวา พหุํ ความว่า ก็กรรมนั้นชื่อว่าน้อย เพราะวัตถุ เจตนา ประโยค และกิเลสเป็นต้น มีกำลังน้อยก็ตาม ชื่อว่ามาก เพราะวัตถุ เจตนา ประโยค และกิเลสเป็นต้นเหล่านั้นมีกำลัง และเพราะ ประพฤติเนือง ๆ ก็ตาม. บทว่า สพฺพเมตํ ปริกฺขีณํ ความว่า ก็กรรมนี้ทั้งหมดนั่นแล ชื่อว่า ถึงความสิ้นไปรอบ เพราะมรรคอันเลิศ อันกระทำให้กรรมหมดสิ้นไป เรา บรรลุแล้ว อธิบายว่า เพราะละกิเลสวัฏได้ กรรมวัฏ ย่อมชื่อว่า เป็นอันเรา ละได้แล้วด้วย เพราะวิบากวัฏจะเกิดขึ้นไม่ได้. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึง กล่าวว่า บัดนี้การเกิดในภพใหม่ไม่มี ดังนี้. อธิบายว่า การเกิดในภพใหม่ ไม่มีแก่เราอีกต่อไป. ปาฐะว่า สพฺพเมตํ ดังนี้ก็มี. แยกบทออกเป็น สพฺพมฺปิ เอตํ. จบอรรถกถาอุคคเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๘ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระ ๑๐ รูป คือ ๑. พระวัจฉปาลเถระ ๒. พระอาตุมเถระ ๓. พระมาณวเถระ ๔. พระสุยามนเถระ ๕. พระสุสารทเถระ ๖. พระปิยัญชหเถระ ๗. พระหัตถาโรหบุตรเถระ ๘. พระเมณฑสิรเถระ ๙. พระรักขิตเถระ ๑๐. พระอุคคเถระ และอรรถกถา.
หน้า 395 ข้อ 218
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๙ ๑. สมิติคุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสมิติคุตตเถระ [๒๑๘] ได้ยินว่า พระสมิติคุตตเถระไค้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บาปกรรมใดที่เราได้กระทำไว้แล้ว ในชาติอื่น ๆ ในกาลก่อน เราจึงได้เสวยผลของบาปกรรมนั้น ใน อัตภาพนี้เอง เรื่องบาปกรรมอื่นจักไม่มีอีกต่อไป. วรรควรรณนาที่ ๙ อรรถกถาสมิติคุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระสมิติคุตตเถระ เริ่มต้นว่า ยํ มยา ปกตํ ปาปํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นอันมาก บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว พบ พระผู้มีพระภาคเจ้า มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกมะลิ. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาจะเกิดในภพใด ๆ ก็ได้ตั้งอยู่ในฐานะ ที่มี กุลสมบัติ รูปสมบัติ และบริวารสมบัติ เหนือสัตว์เหล่าอื่นในภพนั้น ๆ. ก็
หน้า 396 ข้อ 218
ในอัตภาพหนึ่ง เขาเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ คิดว่า สมณะโล้นรูปนี้ ชะรอยจะเป็นโรคเรื้อน ด้วยเหตุนั้น สมณะรูปนี้จึงต้องเอา ผ้าคลุมตัวเที่ยวไป ดังนี้แล้ว ถ่มน้ำลายรด หลีกไปแล้ว. ด้วยกรรมนั้น เขาหมกไหม้อยู่ในนรก ตลอดกาลเป็นอันมาก แล้ว บังเกิดในมนุษยโลก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสป เขาบวชเป็นปริพาชก เห็นอุบาสกผู้สมบูรณ์ด้วยสีลาจารวัตรคนหนึ่ง แล้ว ขุ่นเคือง ได้ด่าว่า เจ้าคงเป็นโรคเรื้อน ดังนี้ และทำลายจุณสำหรับอาบน้ำ ที่มนุษย์ทั้งหลายวางไว้ที่ท่าน้ำ. ด้วยกรรมนั้น เขาบังเกิดในนรกอีก เสวยทุกข์สิ้นปีเป็นอันมาก แล้วเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาท- กาลนี้ ได้มีนามว่า สมิติคุตตะ. เขาเจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของ พระบรมศาสดา ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์หมดจดดี อยู่ด้วยผลแห่งกรรมเก่าของท่าน โรคเรื้อนเกิดขึ้นแล้ว. ด้วยโรคเรื้อนนั้น ทำให้อวัยวะร่างกายของท่านแตกเป็นริ้วรอยโดยทั่วไปแล้ว มีน้ำเหลืองไหล ออก. ท่านพักอยู่ในศาลาสำหรับภิกษุอาพาธ. ครั้นวันหนึ่ง พระธรรมเสนาบดีไปเยี่ยมไข้ สอบถามภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นไข้ในที่นั้น ๆ เห็นภิกษุนั้นแล้ว บอกกรรมฐานที่มีเวทนานุปัสสนาเป็น อารมณ์ว่า ดูก่อนอาวุโส ตราบใดขันธ์ยังเป็นไปอยู่ ก็ต้องเสวยทุกข์ทั้งปวง อยู่ตราบนั้น แต่เมื่อขันธ์ทั้งหลายไม่มีอยู่นั่นแหละ ทุกข์จึงหมดไปดังนี้แล้ว ได้หลีกไปแล้ว. ท่านตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้ กระทำให้แจ้งอภิญญา ๖ แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระวิปัสสีโพธิสัตว์ ประสูติจากพระครรภ์ แสงสว่างได้มีอย่างไพบูลย์ และพื้นปฐพี พร้อมทั้ง
หน้า 397 ข้อ 218
สมุทรสาคร และภูเขาก็หวั่นไหว อนึ่ง พวกโหราจารย์ ก็พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าจักอุบัติในโลก เป็นผู้เลิศ กว่าสรรพสัตว์ จักรื้อถอนหมู่ชน เราได้ฟังคำของ พวกโหราจารย์แล้ว ได้ทำการบูชาพระชาติ ด้วยดำริว่า การบูชาพระชาติเช่นนี้ไม่มี เรารวบรวมกุศลแล้ว ได้ ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ครั้นเราทำการบูชาพระชาติ- แล้ว ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือ ความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ เราย่อม ล่วงสรรพสัตว์ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระชาติ พี่เลี้ยง นางนม ย่อมบำรุงเรา เป็นไปตามอำนาจจิตของเรา เขาไม่อาจยังเราให้โกรธเคือง นี้เป็นผลแห่งการบูชา พระชาติ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำการบูชาใด ในกาลนั้น ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการบูชาพระชาติ ในกัปที่เหมาะสมถอยหลัง แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๔ พระองค์ เป็นจอมคน มีพระนานว่า " สุปาริจริยา " มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ระลึกถึงบาปกรรมอันตน กระทำแล้วในชาติก่อน ๆ ด้วยสามารถแห่งโรคที่ตนกำลังเสวยอยู่ในปัจจุบัน โดยมุขคือการพิจารณากิเลสที่ละได้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะประกาศความที่กิเลสนั้น อันตนละได้แล้ว โดยประการทั้งปวง ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 398 ข้อ 218
บาปกรรมใดที่เรากระทำไว้แล้ว ในชาติอื่น ๆ ในกาลก่อน เราจึงได้เสวยผลของบาปกรรมนั้น ใน อัตภาพนี้เอง เรื่องบาปกรรมอื่น จะไม่มีอีก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปํ ได้แก่ อกุศลกรรม. ก็อกุศลกรรม นั้นท่านเรียกว่า บาป เพราะอรรถว่า ลามก. บทว่า ปุพฺเพ แปลว่า ใน กาลก่อน. บทว่า อญฺาสุ ชาติสุ ความว่า ในชาติเหล่าอื่น จากชาตินี้ ได้แก่ ในอัตภาพอื่น. ก็ในคาถานี้ มีใจความ ดังนี้ว่า แม้ถ้าว่า บาปกรรมเช่นนั้น อันเรากระทำไว้แล้วในอัตภาพนี้ ไม่มี ไซร้ บาปกรรมนั้นย่อมเกิดไม่ได้เลย ในบัดนี้ ส่วนบาปกรรมใด ที่เราทำไว้ ในชาติอื่น แต่ชาตินี้ยังมีอยู่ บาปกรรมนั้น เรากำลังเสวยอยู่ในอัตภาพนี้แหละ อธิบายว่า กรรมนั้น คือผล ที่เรากำลังเสวย คือประสบอยู่ ในชาตินี้แหละ คือในอัตภาพนี้เอง. เพราะเหตุไร ? เพราะเรื่องบาปกรรมอื่นจะไม่มี (อีกต่อ- ไป). เพราะฉะนั้น โอกาสที่จะเสวยกรรมนั้น คือความเกี่ยวพันธ์ของขันธ์อื่น จึงไม่มี ก็ขันธ์เหล่านี้หาปฏิสนธิมิได้ ย่อมดับไป ด้วยการดับแห่งจริมกจิต เพราะละอุปทานได้แล้ว โดยประการทั้งปวง เหมือนเปลวไฟ ไม่มีเชื้อดับไป ฉะนั้น. พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลแล้ว ด้วยประการดังพรรณนามานี้. จบอรรถกถาสมิติคุตตเถรคาถา
หน้า 399 ข้อ 219
๒. กัสสปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกัสสปเถระ [๒๑๙] ได้ยินว่า พระกัสสปเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ทางทิศาภาคใด ๆ มีภิกษาหาได้ง่าย มีความ เกษม และไม่มีภัย เจ้าจงไปทางทิศาภาคนั้น ๆ เถิด ลูก ขออย่าให้เจ้า ประสบความเศร้าโศกเสียใจเลย. อรรถกถากัสสปเถรคาถา คาถาของท่านพระกัสสปเถระ เริ่มต้นว่า เยน เยน สุภิกฺขานิ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เรียนจบไตรเพท และสำเร็จการ ศึกษาในศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ วันหนึ่ง เขาเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกมะลิ. และเมื่อทำการบูชา ก็โยนกำดอกไม้ ขึ้นไปบน (อากาศ) รอบ ๆ พระศาสดา. ด้วยพุทธานุภาพ ดอกไม้ทั้งหลาย ได้ประดิษฐานเป็น (อาสนะ) ของพระศาสดาโดยอาการแห่งอาสนะดอกไม้. เขาเห็นเหตุอัศจรรย์นั้นแล้ว ได้มีใจเลื่อมใสเป็นล้นพ้น. เขากระทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพอย่างเดียว ตลอดแสนกัป เป็นบุตร ของอุทิจจพราหมณ์ คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้
หน้า 400 ข้อ 219
มีนามว่า กัสสปะ. บิดาทำกาละ ในเวลาที่เขายังเล็กอยู่ทีเดียว มารดาจึงเลี้ยง ดูเขาต่อมา. ในวันหนึ่ง เขาไปยังพระวิหารเชตวัน แล้วฟังพระธรรมเทศนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า (สำเร็จ) เป็นพระโสดาบัน บนอาสนะนั้นแล เพราะ ความที่เขาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ กลับไปสู่สำนักมารดา ให้มารดาอนุญาต แล้วบวช เมื่อพระศาสดา ทรงปวารณาในวันออกพรรษา แล้วเสด็จจาริกไป ในชนบท ประสงค์จะตามเสด็จไปกับพระศาสดา แม้ด้วยตนเอง ได้ไปยัง สำนักของมารดา เพื่ออำลา. มารดาเมื่อจะชี้แจ้ง จึงกล่าวเป็นคาถา โดยเป็น คำสอนว่า ทางทิศาภาคใด ๆ มีภักษาหาได้ง่าย มีความ เกษม และไม่มีภัย เจ้าจงไปทางทิศาภาคนั้น ๆ เถิด ลูก ขออย่าให้เจ้า ประสบความเศร้าโศกเสียใจเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยน เยน แปลว่า ในที่ใด ๆ. ก็บทว่า เยน เยน นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. ความก็ว่า ใน ทิศาภาคใด ๆ. บทว่า สุภิกฺขานิ ความว่า มีอาหารหาได้ง่าย อธิบายว่า เป็นที่อยู่ของชาวเมือง. บทว่า สิวานิ ความว่า ปลอดภัย ไม่มีโรค. บทว่า อภยานิ ความว่า ไม่มีภัยที่เกิดจากโจรภัยเป็นต้น ก็โรคภัย และทุพภิกขภัย ท่านสงเคราะห์เข้าด้วยบททั้งสอง ว่า สุภิกฺขานิ สิวานิ แล้วทีเดียว. บทว่า เตน เท่ากับ ตตฺถ ความว่า ในทิศาภาค นั้น ๆ. มารดาผู้มีความเอ็นดู เรียกพระเถระนั้นว่า ลูก ศัพท์ว่า มา เป็น นิบาต บ่งถึงความปฏิเสธ. บทว่า โสกาปหโต ความว่า อย่าไปสู่
หน้า 401 ข้อ 219
แคว้นที่ปราศจากคุณดังกล่าวแล้ว อย่าได้ถูกความเศร้าโศก อันเกิดแต่ทุพ- ภิกขภัยเป็นต้น เข้าไปกำจัดเสียเลย. พระเถระฟังโอวาทนั้นแล้ว เกิดความอุตสาหะว่า มารดาของเรา หวังการไปสู่ที่ซึ่งปราศจากความเศร้าโศกแก่เรา เอาเถิด การถึงฐานะที่ ปราศจากความเศร้าโศก ล่วงส่วนโดยประการทั้งปวงนั่นแล ควรแล้วแก่เรา ดังนี้ แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานเลย. สมดังคำที่ ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นพราหมณ์ ผู้คงแก่เรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ยืนอยู่ที่กลางแจ้ง ได้เห็นพระผู้มีพระ ภาคเจ้า ผู้นำของโลก เสด็จเที่ยวอยู่ในป่า ดังราชสีห์ ไม่ทรงสะดุ้งกลัว ดังพระยาเสือโคร่ง ทรงแสวงหา คุณอันใหญ่หลวง ดังช้างกุญชรมาตังคะ ซับมัน ๓ ครั้ง เราจึงหยิบเอาดอกไม้ซึกโยนขึ้นไป (บูชา) ใน อากาศ ด้วยพุทธานุภาพ ดอกไม้ซึกทั้งหลายแวดล้อม อยู่โดยประการทั้งปวง พระสัพพัญญูมหาวีระผู้นำของ โลก ทรงอธิษฐานว่า จงเป็นหลังคาดอกไม้โดยรอบ ชนทั้งหลายได้บูชาพระนราสภ ในลำดับนั้น แผ่น ดอกไม้นั้น มีขั้วข้างใน มีดอกข้างนอก เป็นเพดาน บังร่มอยู่ตลอด ๗ วัน แล้วหายไปจากที่นั้น เราได้ เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพองสยองเกล้า นั้นแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสุคตเจ้า ผู้เป็นนายก ของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราอันกุศลมูลตัก- เตือนแล้ว ไม่ได้เข้าถึงทุคติเลย ตลอดแสนกปะ ในกัป
หน้า 402 ข้อ 220
ที่ ๑๕,๐๐๐ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ พระองค์ มีพระนามเหมือนกันว่า วีตมลาสะ มีพลมาก. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดว่า คำสอนของมารดานี้ แหละ เป็นขอสับแห่งการบรรลุพระอรหัต ดังนี้แล้ว ได้กล่าวซ้ำคาถานั้น แล. จบอรรถกถากัสสปเถรคาถา ๓. สีหเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสีหเถระ [๒๒๐] ได้ยินว่า พระสีหเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนสีหะ ท่านจงอย่าประมาท อย่าเกียจคร้าน ทั้งกลางคืนและกลางวัน จงอบรมกุศลธรรมให้เกิดขึ้น จงละฉันทราคะ ในอัตภาพเสียโดยเร็วพลันเถิด. อรรถกถาสีหเถรคาถา คาถาของท่านพระสีหเถระ เริ่มต้นว่า สีหปฺปมตฺโต วิหร. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนั้น เป็นผู้มีอธิการอันการทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี
หน้า 403 ข้อ 220
ในที่สุดแห่งกัปที่ ๑๑๘ แต่ภัทรกัปนี้ เกิดในกำเนิดกินนร เป็นผู้มีดอกไม้เป็น ภักษา เป็นผู้กินดอกไม้ พักอยู่ริมฝั่งแม่น้ำจันทภาคา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปทางอากาศ มีจิตเลื่อมใส มีความประสงค์จะบูชา ได้ยืนประคองอัญชลี อยู่แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบอัธยาศัยของเขา จึงเสด็จลงจากอากาศ ประทับนั่งโดยบัลลังก์ ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง กินนร บดแก่นจันทน์ แล้วทำการ บูชาด้วยกลิ่นแห่งไม้จันทน์ และด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ถวายบังคม กระทำ ประทักษิณแล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลเจ้ามัลละในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สีหะ. สีหกุมารเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ถวายบังคม แล้วนั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้ว ทรงแสดงธรรม เขาฟังธรรมแล้ว ได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เรียนกรรมฐาน อยู่ในป่า. จิตของท่านวิ่งพล่าน ไปในอารมณ์ต่าง ๆ ไม่มีอารมณ์เป็นหนึ่ง จึงไม่อาจยังประโยชน์ตนให้สำเร็จได้ พระศาสดาทรงเห็นดังนั้นแล้ว ประทับยืนในอากาศ โอวาทด้วยพระคาถาว่า ดูก่อนสีหะ ท่านจงอย่าประมาท อย่าเกียจคร้าน ทั้งกลางคืนและกลางวัน จงอบรมกุศลธรรมให้เกิดขึ้น จงละฉันทราคะ ในอัตภาพเสียโดยเร็วพลันเถิด ดังนี้. ในเวลาจบพระคาถา ท่านเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เวลานั้นเราเป็นกินนร อยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ จันทภาคา และเรามีดอกไม้เป็นภักษา เป็นผู้กินดอกไม้ ก็พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถทัสสี เชษฐบุรุษ
หน้า 404 ข้อ 220
ของโลก ประเสริฐกว่านรชน เสด็จเหาะไปบนยอดป่า ดังพระยาหงส์ในอัมพร (เรากล่าวว่า) ขอความนอบ- น้อมจงมี แด่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย จิตของ พระองค์บริสุทธิ์ดี พระองค์มีสีพระพักตร์ผ่องใส พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน มีเมธาดี เสด็จ ลงจากอากาศ ทรงปูลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว ประทับนั่ง โดยบัลลังก์ เราถือเอาแก่นจันทน์หอมไปในสำนัก พระชินเจ้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้บูชาพระ- พุทธเจ้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า เชษฐบุรุษของ โลก ประเสริฐกว่านระ ยังความปราโมทย์ให้เกิดแล้ว บ่ายหน้ากลับไปทางทิศอุดร ในกัปที่ ๑๑๘ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วยแก่นจันทน์ใด ด้วยการ บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑,๔๐๐ แต่กัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่า โรหิณี มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระคาถาว่า สีหปฺปมตฺโต เป็นต้นอันใด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสแล้วโดยเป็นโอวาท บทว่า สีหะ ในคาถานั้น เป็นคำเรียกชื่อของ พระเถระนั้น. บทว่า อปฺปมตฺโต วิหร ความว่า ท่านจงเป็นผู้เว้นจากความ ประมาทด้วยการไม่อยู่ปราศจากสติ คือเป็นผู้ประกอบไปด้วยสติและสัมปชัญญะ
หน้า 405 ข้อ 221
ในทุก ๆ อิริยาบถอยู่เถิด. บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงอัปปมาทวิหารธรรมนั้น พร้อมทั้งผลโดยสังเขป พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า รตฺตินฺทิวํ ดังนี้. ใจความของบทนั้นมีดังนี้ เธออย่าเกียจคร้าน คือ อย่าลืมสติ ได้แก่ จงเป็น ผู้ปรารภความเพียร ด้วยสามารถแห่งสัมมัปปธานมีองค์ ๔ โดยนัยที่ท่านกล่าว ไว้ว่า จงยังจิตให้บริสุทธิ์จากอาวรณียธรรม (ธรรมเป็นเครื่องกางกั้นความดี) ด้วยการจงกรม ด้วยการนั่ง ดังนี้ แล้วจงยังธรรมคือสมถะและวิปัสสนาอันเป็น กุศล และยังโลกุตรธรรมให้เห็นแจ้ง คือ ให้บังเกิด ได้แก่ ให้เจริญอีกด้วย ก็ครั้นให้เจริญอย่างนี้แล้ว จงละฉันทราคะในอัตภาพเสียโดยพลัน คือ จงละ ร่างกายอันได้แก่อัตภาพของท่านโดยพลัน คือ โดยไม่เนิ่นช้าด้วยการละฉันท- ราคะ อันเนื่องแล้วในอัตภาพนั้น เสียก่อนเป็นปฐม ก็ครั้นเป็นอย่างนี้แล้ว จักละ (ฉันทราคะ) ได้ ด้วยการดับสนิทแห่งจิตดวงหลัง และโดยไม่มีส่วน เหลือได้ในภายหลัง ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์ พระอรหัตผล ได้กล่าวย้ำอยู่แต่คาถานั้นเท่านั้น ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสีหเถรคาถา ๔. นีตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนีตเถระ [๒๒๑] ได้ยินว่า พระนีตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า คนโง่เขลา มัวแต่นอนหลับตลอดทั้งคืน และ คลุกคลีอยู่ในหมู่ชนตลอดวันยังค่ำ เมื่อไรจักทำที่สุด แห่งทุกข์ได้เล่า.
หน้า 406 ข้อ 221
อรรถกถานีตเถรคาถา คาถาของท่านพระนีตเถระ เริ่มต้นว่า สพฺพรตฺตึ สุปิตฺวาน. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เป็นพราหมณ์ชื่อว่า สุนันทะ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ สอนมนต์กะพราหมณ์ หลายร้อยคน บูชายัญ ชื่อว่า วาชเปยฺยะ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรง อนุเคราะห์พราหมณ์นั้น เสด็จไปสู่ที่บูชายัญ แล้วเสด็จจงกรมในอากาศ พราหมณ์เห็นพระศาสดาแล้วมีใจเลื่อมใส ให้ศิษย์ทั้งหลายนำดอกไม้มาแล้ว โยนขึ้นไปในอากาศ ทำการบูชาแล้ว ด้วยพุทธานุภาพ ที่นั้นและพระนคร ทั้งสิ้น ได้เป็นประดุจถูกคลุมไว้ด้วยแผ่นผ้า คือ ดอกไม้. มหาชนต่างเสวยปีติ โสมนัสอย่างโอฬารในพระศาสดา. ด้วยกุศลกรรมนั้น สุนันทพราหมณ์ ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุป- บาทกาลนี้ ได้มีนามว่า นีตะ. เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว คิดว่า สมณศากยบุตร เหล่านี้มีศีลสะอาด มีมรรยาทงาม บริโภคโภชนะอย่างดี อยู่ในเสนาสนะที่อับลม เราอาจบวชแล้วอยู่ในเสนาสนะเหล่านี้ได้ โดยสบายดังนี้ จึงบวชด้วยปรารถนา ความสบาย เรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา แล้วมนสิการ กรรมฐานได้ ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ละทิ้งกรรมฐานนั้น ฉันเต็มตามต้องการ จนร่างกายไม่เรียกร้องหาอาหาร ยินดีในการคลุกคลีด้วยหมู่วันยังค่ำ ยังเวลา ให้ล่วงไป ด้วยการสนทนากันด้วยเรื่องไร้สาระ แม้ในเวลากลางคืน ก็ถูก ถีนมิทธะครอบงำ นอนหลับคืนยังรุ่ง พระศาสดาทรงตรวจดูความสุกงอม แห่งเหตุของเธอแล้ว เมื่อจะทรงประทานโอวาท ได้ตรัสพระคาถาว่า
หน้า 407 ข้อ 221
คนโง่เขลา มัวแต่นอนหลับตลอดทั้งคืน และ คลุกคลีอยู่ในหมู่ชนตลอดวันยังค่ำ เมื่อไรจักทำที่สุด แห่งทุกข์ได้เล่า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพรตฺตี ได้แก่ ตลอดคืนทั้งสิ้น. บทว่า สุปิตฺวาน แปลว่า นอนหลับแล้ว. อธิบายว่า ไม่ขวนขวาย ความตื่น ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ชำระจิตให้บริสุทธิ์ จากอาวรณียธรรม โดยการจงกรม โดยการนั่ง ตลอดปฐมยามแห่งราตรี ดังนี้ แล้วก้าวลงสู่ ความหลับ แม้ในยามทั้ง ๓ แห่งราตรีทั้งสิ้น. บทว่า ทิวาแปลว่า ทั้งวัน อธิบายว่า ตลอดส่วนแห่งวันทั้งสิ้น. บทว่า สงฺคณิเกความว่า การมั่วสุมกับบุคคลผู้มากไปด้วยความ มั่นคงทางกาย ด้วยการสนทนากันด้วยเรื่องไร้สาระ. ชื่อว่า การคลุกคลี ผู้ที่ยินดี คือ อภิรมย์ในการคลุกคลีนั้น ได้แก่ ผู้ที่ยังไม่ขาดความพอใจในการคลุกคลี นั้น ท่านกล่าวว่ายินดีแล้วในการคลุกคลี. บาลีว่า สงฺคณิการโต ดังนี้ก็มี. บทว่า กุทาสฺสุ นาม เท่ากับ กุทา นาม. บทว่า อสฺสุ เป็น นิบาต. อธิบายว่า ได้แก่ ในกาลชื่อไร ? บทว่า ทุมฺเมโธ ได้แก่ คน ไม่มีปัญญา. บทว่า ทุกฺขสฺส ได้แก่ ทุกข์ในวัฏฏะ. บทว่า อนฺตํ แปลว่า ซึ่งที่สุด. อธิบายว่า เมื่อไรจักกระทำ การไม่เข้าไปยึดมั่นได้ โดยส่วนเดียวเล่า คือ การกระทำที่สุดแห่งทุกข์ ย่อม ไม่มีแก่คนเช่นนี้ . บาลีว่า ทุมฺเมธ ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสิ ดังนี้ก็มี. ก็เมื่อพระศาสดาตรัสพระคาถาอย่างนี้แล้ว พระเถระเกิดความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 408 ข้อ 221
เราเป็นพราหมณ์ มีนามว่า สุนันทะ ผู้รู้จบมนต์ เป็นผู้คงแก่เรียน เป็นผู้ควรขอ ได้บูชายัญ ชื่อว่า วาชเปยยะ ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ผู้เลิศ เป็นพระฤาษี ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงเอ็นดูหมู่ชน เสด็จจงกรม อยู่ในอากาศ พระสัพพัญญูสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนายก ของโลก เสด็จจงกรมแล้ว ทรงแผ่เมตตาไปในบรรดา สัตว์ หาประมาณมิได้ ไม่มีอุปธิ พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ เด็ดดอกไม้ที่ขั้วแล้ว ประชุมศิษย์ทั้งหมด ให้ศิษย์ ช่วยกันโยนดอกไม้ขึ้นไปในอากาศ ในกาลนั้น หลังคา ดอกไม้ ได้มีตลอดทั่วพระนครไม่หายไป ตลอด ๗ วัน ด้วยพุทธานุภาพ ด้วยกุศลมูลนั้น พราหมณ์ผู้รู้จบมนต์ ได้เสวยสมบัติแล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวง ข้ามโลก ๓ และตัณหาได้แล้ว ในกัปที่ ๑,๑๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ ๓๕ พระองค์ มีพระนาม เหมือนกันว่า อัมพรังสสะ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าวย้ำซ้ำพระคาถานั้นแล. จบอรรถกถานีตเถรคาถา
หน้า 409 ข้อ 222
๕. สุนาคเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุนาคเถระ [๒๒๒] ได้ยินว่า พระสุนาคเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ผู้ฉลาดในการถือเอา ซึ่งนิมิตแห่งภาวนาจิต เสวยรสแห่งวิเวก เพ่งฌาน ฉลาดในการรักษากรรมฐาน มีสติตั้งมั่น พึงบรรลุนิรามิสสุขอย่างแน่นอน. อรรถกถาสุนาคเถรคาถา คาถาของท่านพระสุนาคเถระ เริ่มต้นว่า จิตฺตนิมิตฺตสฺส โกวิโท. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูล พราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เจริญวัยแล้ว เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งไตรเพท อยู่ในอาศรม ใกล้ชัฏป่า สอนมนต์กะพราหมณ์ ๓,๐๐๐ คน. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อเขาเห็น พระศาสดาจึงตรวจดูพระลักษณะแล้วร่ายมนต์สำหรับทำนายลักษณะ ก็บังเกิด ความเลื่อมใสอย่างโอฬาร ปรารภพระพุทธญาณว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะ เช่นนี้ จักเป็นพระพุทธเจ้าผู้พิชิตมาร มีพระญาณหาที่สุดมิได้ ดังนี้.
หน้า 410 ข้อ 222
ด้วยจิตที่เลื่อมใสนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ใน นาลกคาม ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สุนาคะ. เขาเป็นสหายครั้งเป็น คฤหัสถ์ของพระธรรมเสนาบดี ไปสู่สำนักของพระเถระ ฟังธรรมแล้วตั้งอยู่ ในทัสสนภูมิ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ภูเขาชื่อว่า วสภะ มีอยู่ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ ที่เชิงเขาวสภะนั้น มีอาศรมที่เราสร้างไว้ในกาลนั้น เราเป็นพราหมณ์บอกมนต์กะศิษย์ประมาณ ๓,๐๐๐ เรา สั่งสอนศิษย์เหล่านั้นแล้ว เข้าอยู่ (ในที่สงัด ) ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง แสวงหาพุทธเวท มีจิตเลื่อมใสใน พระญาณ ครั้นเรายังจิตให้เลื่อมใสในพระญาณแล้ว นั่งคู้บัลลังก์อยู่บนเครื่องลาดหญ้า กระทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สัญญาใด ในกาลนั้น ด้วยสัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งสัญญาในพระญาณ ในกัปที่ ๒๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช พระนามว่า สิริธร สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยประกาศการแสดงธรรมของภิกษุทั้งหลาย ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 411 ข้อ 222
ผู้ฉลาดในการถือเอาซึ่งนิมิต แห่งภาวนาจิต เสวยรสแห่งวิเวก เพ่งฌาน ฉลาดในการรักษากรรมฐาน มีสติตั้งมั่น พึงบรรลุนิรามิสสุขอย่างแน่นอน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตนิมิตฺตสฺส โกวิโท ความว่า ผู้ฉลาดในการถือเอาซึ่งนิมิตแห่งภาวนาจิต คือฉลาดในการถือเอาซึ่งจิตนิมิต อันควรแก่การยกย่องเป็นต้น อย่างนี้ว่า พึงยกย่องจิตในสมัยนี้ พึงให้จิต. ร่าเริงในสมัยนี้ พึงวางเฉยในสมัยนี้ ดังนี้. บทว่า ปวิเวกรสํ วิชานิย ความว่า รู้รสแห่งจิตวิเวก อันยัง กายวิเวกให้เจริญแล้ว อธิบายว่า เสวยวิเวกสุข. ท่านอธิบายว่า ได้แก่ดื่ม วิมุตติรส. บทว่า ณายํ ได้แก่ เพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌานก่อน และเพ่ง ด้วยลักขณูปนิชฌานในภายหลัง. บทว่า นิปโก ได้แก่ ฉลาดในการบริหารกรรมฐาน. บทว่า ปติสฺสโต ได้แก่ เข้าไปตั้งสติไว้. บทว่า อธิคจฺเฉยฺย สุขํ นิรามิสํ ความว่า ตั้งอยู่แล้วในสุขอัน เกิดแต่จิตวิเวก อันจะพึงได้ด้วยความเป็นผู้ฉลาดในสมถนิมิตเป็นต้นอย่างนี้ เป็นผู้มีสติ มีสัมปชัญญะ เพ่งอยู่ด้วยวิปัสสนาฌานนั่นแล พึงบรรลุ คือพึง เข้าไปถึงพร้อม ซึ่งนิพพานสุขและผลสุข อันชื่อว่าไม่มีอามิส เพราะไม่เจือปน ด้วยอามิสคือกาม และอามิสคือวัฏฏะ. จบอรรถกถาสุนาคเถรคาถา
หน้า 412 ข้อ 223
๖. นาคิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนาคิตเถระ [๒๒๓] ได้ยินว่า พระนาคิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ในลัทธิแห่งเดียรถีย์ ภายนอกพระศาสนานี้ ย่อม ไม่มีทางไปสู่พระนิพพาน เหมือนอริยอัฏฐังคิกมรรค นี้เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระบรมครู ทรง- พร่ำสอนภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เอง เหมือนดังทรง แสดงผลมะขามป้อม ในฝ่าพระหัตถ์ ฉะนั้น. อรรถกถานาคิตเถรคาถา คาถาของท่านพระนาคิตเถระ เริ่มต้นว่า อิโต พหิทฺธา ปุถุอญฺ- วาทินํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เป็นพราหมณ์ชื่อว่า นารทะ ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ วันหนึ่งนั่งอยู่ในโรง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้วเสด็จไป มีใจเลื่อมใส ชมเชยด้วยคาถา ๓ คาถา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า นาคิตะ เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้า ประทับอยู่ในพระนครกบิลพัสดุ์ เขาฟังมธุปิณฑิกสูตร ได้มี ศรัทธาจิตบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 413 ข้อ 223
เรานั่งอยู่ในโรงอันกว้างใหญ่ ได้เห็นพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็นนายก ของโลก ผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้บรรลุพลธรรม แวดล้อม ด้วยภิกษุสงฆ์. ภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสน ผู้บรรลุ วิชชา ๓ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก แวดล้อมพระ- พุทธเจ้า ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส ในมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ไม่มีอะไรเปรียบ ในพระญาณของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ใครได้เห็นพระ สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้มีพระญาณไม่สิ้นสุด แล้ว จะไม่เลื่อมใสเล่า ชนทั้งหลายไม่สามารถเพื่อ กำจัดพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงแสดง ธรรมกาย และผู้เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนตรัยอย่าง เดียวได้ ใครเล่าเห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแล้ว จะไม่เลื่อมใส พราหมณ์นามว่า นารทะ ผู้มีใจภักดี ชมเชยพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ไม่ พ่ายแพ้ ด้วยคาถาทั้ง ๓ เหล่านี้ ด้วยจิตที่เลื่อมใส และด้วยการกล่าวชมเชยพระสัมพุทธเจ้านั้น เราไม่ เข้าถึงทุคติตลอดแสนกัป ในกัปที่ ๓,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่า สุมิตตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 414 ข้อ 223
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว อาศัยความที่เทศนาของพระ- ศาสดาเป็นของจริง และความที่พระธรรมกระทำสัตว์ให้พ้นทุกข์ เป็นผู้มีปีติ และโสมนัสเกิดแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน อันแผ่ซ่านไปด้วยกำลังแห่งปีติ ได้ กล่าวคาถาว่า ในลัทธิแห่งเดียรถีย์ ภายนอกพระศาสนานี้ ย่อมไม่มีทางไปสู่พระนิพพาน เหมือนอริยอัฏฐังคิก- มรรคนี้เลย พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระบรมครู ทรงพร่ำสอนภิกษุสงฆ์ด้วยพระองค์เอง เหมือนดัง ทรงแสดงผลมะขามป้อม ในฝ่าพระหัตถ์ ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิโต พหิทฺธา ความว่า ในศาสนาอื่น จากพระพุทธศาสนานี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า (ในลัทธิ) แห่งเดียรถีย์ ภายนอก อธิบายว่า ได้แก่เดียรถีย์ต่าง ๆ. บทว่า มคฺโค น นิพฺพานคโม ขถา อยํ ความว่า ทางอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐนี้ ชื่อว่าเป็นทางไปสู่พระนิพพาน คือยังสัตว์ ให้ถึงพระนิพพาน เพราะเป็นทางที่ไปพระนิพพานได้ทางเดียว ฉันใด มรรค ที่จะให้ถึงพระนิพพานก็ฉันนั้น ย่อมไม่มีในลัทธินอกพระพุทธศาสนา เพราะ เป็นมรรคที่เจ้าลัทธิอื่น ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศไว้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สมณะมีในพระธรรมวินัยนี้ เท่านั้น สมณะที่ ๒ สมณะที่ ๓ สมณะที่ ๔ ก็มีใน ธรรมวินัยนี้ ลัทธิอื่นว่างจากสมณะผู้รู้ ดังนี้. บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนี้. บทว่า อสฺสุ เป็นเพียงนิบาต.
หน้า 415 ข้อ 223
บทว่า สงฺฆํ ได้แก่ ภิกษุสงฆ์ นี้เป็นการแสดงอย่างอุกฤษฏ์ เหมือน อย่างในประโยคว่า สตฺถา เทวมนุสสานํ (เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย). อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สงฺฆํ เป็นสมูหนาม (ชื่อที่กล่าวรวม) อธิบาย ว่าได้แก่ชนที่เป็นเวไนยสัตว์. บทว่า ภควา ความว่า ชื่อว่า ภควา ด้วยเหตุทั้งหลาย มีความ เป็นผู้มีโชคเป็นต้น นี้เป็นความสังเขปในบทว่า ภควา นี้. ส่วนความพิสดาร พึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในอรรถกถาอิติวุตตกะ ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี. บทว่า สตฺถา ความว่า ชื่อว่า ศาสดา ด้วยอรรถว่า ทรงสั่งสอน ด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายิกภพ และประโยชน์อย่างยิ่ง คือพระนิพพาน ตามสมควร. บทว่า สยํ แปลว่า ด้วยพระองค์เองทีเดียว. ก็ในคาถานี้มีอธิบายว่า พระศาสดา คือพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงบันลือพระสีหนาทว่า อริยมรรคอันจะยังสัตว์ให้ไปสู่พระนิพพาน มีองค์ ๘ ด้วยสามารถแห่งองค์ ทั้งหลาย ๘ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ มีศีลขันธ์เป็นต้น มีอยู่ ในศาสนาของเราฉันใด ขึ้นชื่อว่ามรรค ย่อมไม่มีในลัทธิภายนอก ฉันนั้น ดังนี้ เป็นผู้รู้ด้วยพระสยัมภูญาณเองทีเดียว หรือเป็นผู้อันพระมหากรุณา ตักเตือนแล้ว เองทีเดียว ย่อมทรงพร่ำสอน คือกล่าวสอนภิกษุสงฆ์คือชุมนุม แห่งเวไนยสัตว์ ด้วยสมบัติคือการยักย้ายพระธรรมเทศนาของพระองค์ ดุจ ทรงแสดงมะขมป้อมในฝ่าพระหัตถ์ ฉะนั้น ฉะนี้แล. จบอรรถกถานาคิตเถรคาถา
หน้า 416 ข้อ 224
๗. ปวิฏฐเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปวิฏฐเถระ [๒๒๔] ได้ยินว่า พระปวิฏฐเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเห็นเบญจขันธ์ ตามเป็นจริงได้แล้ว ทำลาย ภพทั้งปวงได้แล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ ไม่มี. อรรถกถาปวิฏฐเถรคาถา คาถาของท่านพระปวิฏฐเถระ เริ่มต้นว่า ขนฺธา ทิฏฺา ยถาภูตํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ ในภพนั้น ๆ (เกิด) เป็นดาบสนามว่า เกสวะ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี วันหนึ่งเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว มีใจเลื่อมใส ถวาย อภิวาท ประคองอัญชลี กระทำประทักษิณแล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่อง เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย แล้วเกิดในตระกูล พราหมณ์ ณ มคธรัฐ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ บวช เป็นปริพาชก เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ ศึกษาสิ่งที่
หน้า 417 ข้อ 224
ควรศึกษาในลัทธินั้น ฟังความที่อุปติสสปริพาชก และโกลิตปริพาชก บวชแล้วในพระพุทธศาสนา คิดว่า ธรรมดาท่านทั้ง ๒ แม้นั้นเป็นผู้มีปัญญา มาก บวชแล้วในที่ใดก็ตาม ที่นั้นชะรอยจะประเสริฐเป็นแน่ ดังนี้แล้ว ไปสู่ สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว. พระศาสดา ตรัสบอกวิปัสสนาแก่ท่าน. ท่านปรารภวิปัสสนา แล้วได้กระทำให้แจ้งพระ อรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า ชนทั้งหลาย รู้จักเราว่า เกสวะ โดยนามชื่อว่า นารทะ เราแสวงหากุศลและอกุศลอยู่ ได้ไปสู่สำนัก ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหามุนี พระนามว่า อัตถทัสสี ทรงมีจิตเมตตา ประกอบด้วยพระกรุณา พระองค์ ผู้มีพระจักษุ เมื่อทรงปลอบสัตว์ทั้งหลายให้เบาใจ ทรงแสดงธรรมอยู่ เรายังจิตของตนให้เลื่อมใสประนม กรอัญชลี บนเศียรเกล้า ถวายบังคมพระศาสดา บ่าย หน้ากลับไปยังทิศปัจฉิม ในกัปที่ ๑,๗๐๐ แต่ภัทรกัป นี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช เป็นใหญ่ในแผ่นดิน พระนามว่า อมิตตตาปันนะ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ- ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้ ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ได้ กล่าวคาถาว่า เราเห็นเบญจขันธ์ ตามเป็นจริงได้แล้ว ทำลาย ภพทั้งปวงได้แล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ ไม่มี ดังนี้.
หน้า 418 ข้อ 225
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธา ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕ อธิบาย ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น อันพระโยคาวจรพึงเห็นแจ้ง โดยการเข้า ไปกำหนดหมายวิปัสสนา และด้วยสามารถแห่งการรอบรู้ ด้วยญาตปริญญา เป็นต้น. บทว่า ทิฏฐา ยถาถูตํ ความว่า เห็นแล้วโดยไม่ผิดพลาด โดย นัยมีอาทิว่า นี่ทุกข์ ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา. บทว่า ภวา สพฺเพ ปทาลิตา ความว่า กรรมภพ และอุบัติภพ ทั้งปวง มีกามภพเป็นต้น อันเราทำลายแล้ว คือกำจัดแล้ว ด้วยศาสตราคือ มรรคญาณ. อธิบายว่า กรรมภพ และอุบัติภพ ย่อมชื่อว่า เป็นอันเราทำ ลายแล้ว ด้วยการทำลายกิเลสได้ นั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. ความของคาถานั้น ข้าพเจ้า กล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาปวิฏฐเถรคาถา ๘. อัชชุนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอัชชุนเถระ [๒๒๕] ได้ยินว่า พระอัชชุนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราอาจยกตนจากน้ำ คือ กิเลส ขึ้นบนบก คือ พระนิพพพานได้ เหมือนคนที่ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไปแล้ว ยกตนขึ้นจากน้ำ ฉะนั้น เราแทงตลอดสัจจะ ทั้ง- หลายแล้ว.
หน้า 419 ข้อ 225
อรรถกถาอัชชุนเถรคาถา คาถาของท่านพระอัชชุนเถระ เริ่มต้นว่า อสกฺขึ วต อตฺตานํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิด ในกำเนิดราชสีห์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาประทับนั่ง ณ โคนไม้ต้นหนึ่งในป่า คิดว่า พระ ศาสดาพระองค์นี้แล เป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง เป็นบุรุษผู้สีหะในกาลนี้ ดังนี้แล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส หักกิ่งรังที่มีดอกบานสะพรั่ง แล้วบูชาพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลเศรษฐี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อัชชุนะ. เขาถึงความ เป็นผู้รู้แล้ว เป็นผู้มีความสนิทสนมกับพวกนิครนถ์ บวชใน (ลัทธิ) นิครนถ์ แต่ในเวลาที่ยังเล็กอยู่นั่นแล ด้วยคิดว่า เราจักบรรลุอมตธรรมด้วยอุบายอย่างนี้ เมื่อไม่ได้สาระในลัทธินั้น เห็นยมกปาฏิหาริย์ ได้มีศรัทธาจิตแล้ว บวชใน พระศาสนา ปรารภวิปัสสนา ได้เป็นพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เวลานั้นเราเป็นราชสีห์ พระยาเนื้อมีสกุล เรา แสวงหาห้วงน้ำแห่งภูเขา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก จึงดำริว่า พระมหาวีรเจ้าพระ- องค์นี้ ย่อมยังมหาชนให้ดับเข็ญ อยู่เย็นเป็นสุขได้ ถ้าเช่นนั้น เราพึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้ประเสริฐกว่า
หน้า 420 ข้อ 225
เทวดา ผู้องอาจกว่านระเถิด เราจึงหักกิ่งรัง แล้วนำ เอาดอกมาพร้อมด้วยกระออมน้ำ เข้าไปเฝ้าพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ถวายดอกรังอันงามในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานี้ เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายดอกไม้ และในกัปที่ ๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีนามว่า วิโรจนะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทานด้วยกำลังแห่ง ปีติ อันเกิดจากการบรรลุความสุขอันยอดเยี่ยม ได้กล่าวคาถาว่า เราอาจยกตนจากน้ำ คือ กิเลส ขึ้นบนบก คือ พระนิพพานได้ เหมือนคนที่ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไปแล้ว ยกตนขึ้นจากน้ำ ฉะนี้ เราแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสกฺขึ แปลว่า เราสามารถ. ศัพท์ว่า วต เป็นนิบาต ใช้ในการแสดงความอัศจรรย์. เพราะว่า การแทงตลอด อริยสัจนี้ พึงเป็นสิ่งน่ามหัศจรรย์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน ? อย่างไหนจะทำได้ ยากกว่ากัน หรือจะทำให้เกิดขึ้นได้ยากกว่ากัน คือ การแทงปลายขนทราย ด้วยปลายขนทราย ที่แบ่งออกแล้วเป็น ๗ ส่วน ดังนี้.
หน้า 421 ข้อ 225
บทว่า อตฺตานํ ท่านกล่าวหมายถึงจิตที่เป็นไปในภายในอันแน่นอน เพราะไม่มีสภาพอื่น ที่จะเป็นอัตตา. บทว่า อุทฺธาตุํ แปลว่า เพื่อยกขึ้น. บางแห่ง ปาฐะ เป็น อุทฺธฏํ. บทว่า อุทกา ได้แก่ จากน้ำ กล่าวคือ ห้วงแห่งสงสาร. บทว่า ถลํ ความว่า สู่บกคือพระนิพพาน. บทว่า วุยฺหมาโน มโหโฆว ความว่า เหมือนคนที่ลอยไปใน ห้วงน้ำใหญ่. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ เปรียบเหมือนบุรุษที่ถูกกระแสน้ำพัด ลอยไปโดยเร็ว ในห้วงน้ำใหญ่ ทั้งลึก ทั้งกว้าง ไม่มีเกาะแก่งอันเป็นแหล่ง พักพิง ได้เรือที่มั่นคง แข็งแรง สมบูรณ์ด้วยพายและถ่อ ที่ผู้หวังจะช่วย เหลือบางคน นำไปให้ พึงสามารถเพื่อยกตนขึ้นจากน้ำนั้น คือถึงฝั่งโดยง่าย ทีเดียวฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน ลอยไปด้วยกำลังแห่งอภิสังขาร คือ กิเลส ในห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร ได้เรือคืออริยมรรค อันเข้าถึงสมถะ และ วิปัสสนา อันพระบรมศาสดาทรงนำไปมอบให้ สามารถเพื่อจะยกตนขึ้นจาก น้ำคือกิเลสนั้น คือเพื่อบรรลุถึงฝั่ง คือพระนิพพาน เป็นสิ่งน่าอัศจรรย์. พระเถระกล่าวว่า เราแทงตลอดสัจจะทั้งหลาย ดังนี้ เพื่อแสดงถึงความ สามารถตามที่ตนได้แสดงแล้ว. ประกอบความว่า เพราะเหตุที่เราแทงตลอด อริยสัจ ๔ มีทุกขสัจเป็นต้น ด้วยการแทงตลอดด้วยการกำหนดรู้ การละ การทำให้แจ้ง และการเจริญ คือได้รู้แล้วด้วยอริยมรรคญาณ ฉะนั้น เราจึง อาจเพื่อยกตนขึ้นจากน้ำ คือ กิเลส สู่บก คือ พระนิพพาน. จบอรรถกถาอัชชุนเถรคาถา
หน้า 422 ข้อ 226
๙. เทวสภเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเทวสภเถระ [๒๒๖] ได้ยินว่า พระเทวสภะถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กามราคะเพียงดังเปลือกตม และฉันทราคะ เพียงดังหล่ม เราข้ามพ้นแล้ว เราเว้นทิฏฐิราคะเพียง ดังบาดาลแล้ว เราพ้นจากโอฆะ และกิเลสเครื่อง ร้อยรัด ทั้งกำจัดมานะหมดสิ้นแล้ว. อรรถกถาเทวสภเถรคาถา คาถาของท่านพระเทวสภเถระ. เริ่มต้นว่า อุตฺติณฺณา ปงฺกปลิปา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน กำเนิดแห่งพรานผู้ฆ่าสัตว์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สุขี วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้น้อมผลมะหาดไปถวาย. เพื่อจะเจริญศรัทธาปสาทะของเขา พระศาสดาจึงทรงเสวยผลมะหาดนั้น. เขา เป็นผู้มีจิตเลื่อมใสเกินประมาณ ด้วยการเสวยผลมะหาดนั้น เข้าไปเฝ้าตาม กาลเวลา ทำจิตให้เลื่อมใสแล้ว.
หน้า 423 ข้อ 226
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก กระทำบุญไว้มาก ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นโอรสของพระราชา ทรง- พระนามว่า มณฑลิกะ องค์หนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ แต่ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ทีเดียว เสวยความสุขในราชสมบัติ ทรงพระ- ชราภาพ เข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ท้าวเธอ. พระองค์ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาจิต เกิดความสลดพระทัย สละราชสมบัติ ทรงผนวช แล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้น เราเป็นพรานเที่ยวฆ่าสัตว์อื่นเป็น อันมาก สำเร็จการนอนอยู่ที่เงื้อมเขาไม่ไกลพระ- ศาสดาพระนามว่า สุขี เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็น อัครนายกของโลก ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ก็เราไม่มี ไทยธรรม สำหรับถวายแด่ศาสดาผู้จอมประชา ผู้คงที่ เราได้ถือเอาผลมะหาดไปสู่สำนักพระพุทธเจ้า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เชษฐบุรุษของโลกผู้ประเสริฐกว่านระ ทรงรับ ต่อแต่นั้น เราได้ถือเอาผลมะหาด ไปบำเรอ พระองค์ซึ่งเป็นผู้นำที่วิเศษ ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราได้ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง ในกัปที่ ๓๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลมะหาดใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ ใน กัปที่ ๑๕ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีพระนามว่า ปิยาลิน สมบูรณ์ด้วย
หน้า 424 ข้อ 226
แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว บังเกิดความโสมนัสด้วย สามารถแห่งการพิจารณาถึงกิเลสที่ละแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานได้กล่าวคาถาว่า กามราคะเพียงดังเปลือกตม และฉันทราคะ เพียงดังหล่ม เราข้ามพ้นแล้ว เราเว้นทิฏฐิราคะเพียง ดังบาดาลแล้ว เราพ้นจากโอฆะและกิเลสเครื่องร้อย- รัด ทั้งกำจัดมานะหมดสิ้นแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺติณฺณา ความว่า ก้าวล่วงพ้นไปแล้ว. บทว่า ปงฺกปลิปา ได้แก่ ทั้งเปลือกตม และทั้งหล่ม. เปลือกตมโดยปกติ ท่านเรียกว่า ปังกะ เปลือกตมใหญ่ทั้งลึกทั้งกว้าง ท่านเรียกว่า ปลิปะ แต่ ในคาถานี้ หมายเอาสภาพที่ชื่อว่า ปังกะ เพราะเป็นดุจเปลือกตม ได้แก่ กามราคะ เพราะจิตถูกฉาบทาด้วยการเพิ่มให้ซึ่งความไม่สะอาด (และหมายเอา) สภาพที่ชื่อว่า ปลิปะ เพราะเป็นประดุจถูกลูบไล้ ได้แก่ ฉันทราคะที่หนาแน่น มีลูกเมียเป็นต้นเป็นอารมณ์ เพราะถูกฉาบทาด้วยของไม่สะอาด และเพราะ ข้ามพ้นได้ยาก โดยนัยดังกล่าวแล้ว ฉันทราคะเป็นต้นเหล่านั้น เราก้าวล่วง แล้วโดยประการทั้งปวงด้วยพระอนาคามิมรรค เพราะเหตุนั้น พระเถระจึง กล่าวว่า กามราคะเพียงดังเปลือกตม และฉันทราคะเพียงดังหล่ม เราข้ามพ้นแล้ว ดังนี้. บทว่า ปาตาลา ความว่า ที่ชื่อว่า ปาตาลา เพราะเป็นเหมือน เมืองบาดาล ได้แก่ประเทศที่ต่อเนื่องกันในมหาสมุทร. ส่วนอาจารย์บางพวก
หน้า 425 ข้อ 226
กล่าวนาคพิภพว่า บาดาล. แต่ในคาถานี้หมายเอา สภาพที่ชื่อว่าบาดาล เพราะเป็นเหมือนเมืองบาดาล ด้วยอรรถว่า จับต้องไม่ได้ ทำให้เกิดแตก หมู่คณะ และข้ามได้โดยยาก ได้แก่ ทิฏฐิทั้งหลาย. ก็ทิฏฐิเหล่านั้นอันเรา เว้นแล้ว คือตัดขาดแล้ว โดยประการทั้งปวง โดยการได้บรรลุปฐมมรรค นั่นเทียว เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เราเว้นทิฏฐิราคะเพียงดังบาดาล แล้ว ดังนี้. บทว่า มุตฺโต โอฆา จ คนฺถา จ ความว่า เราพ้นแล้ว คือ พ้นรอบแล้ว จากโอฆะมีโอฆะคือกามเป็นต้น และจากเครื่องร้อยรัด มีเครื่อง ร้อยรัดกาย คือ อภิชฌาเป็นต้น ด้วยมรรคนั้น ๆ อธิบายว่า ก้าวล่วงแล้ว โดยไม่มีกิเลสเครื่องวุ่นวายและกิเลสเครื่องร้อยรัดอีก. บทว่า สพฺเพ มานา สํวิหิตา ความว่า กิเลสแม้ทั้ง ๙ อย่าง ถึงการฆ่า คือความพินาศ คือถูกถอนขึ้นโดยพิเศษ ด้วยการบรรลุมรรคชั้นสูง. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า มานวิธาหตา (มานะบางอย่างถูกฆ่าแล้ว) อธิบายว่า ได้แก่ มานะบางส่วนถูกทำลาย. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า มานวิสา (มี มานะเป็นพิษ) ก็บัณฑิตพึงเข้าใจความหมายของอาจารย์เหล่านั้นว่า ชื่อว่า มีมานะเป็นพิษเพราะผลแห่งทุกข์ ที่มีมานะเป็นพิษ. จบอรรถกถาเทวสภเถรคาถา (ที่ ๑)
หน้า 426 ข้อ 227
๑๐. สามิทัตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสามิทัตตเถระ [๒๒๗] ได้ยินว่า พระสามิทัตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เบญจขันธ์ เรากำหนดรู้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ตั้งอยู่ ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี. จบวรรคที่ ๙ อรรถกถาสามิทัตตเถรคาถา คาถาของท่านพระสามิทัตตเถระเริ่มต้นว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺาตา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง- พระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพานแล้ว กระทำฉัตรเป็นชั้น ๆ ด้วยดอกไม้ทั้งหลาย ไว้ที่สถูปของพระองค์ ได้ทำการ บูชาแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สามิทัตตะ. เขาถึงความเป็นผู้รู้โดยลำดับ ฟัง ( ข่าวเรื่อง ) อานุภาพของพระ- พุทธเจ้าแล้ว ไปสู่วิหารพร้อมด้วยอุบาสกทั้งหลาย เห็นพระศาสดากำลังทรง แสดงพระธรรมเทศนาอยู่ เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง.
หน้า 427 ข้อ 227
พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้ว ทรงแสดงธรรมอนุโลม ตามอัธยาศัย อันเป็นเหตุให้เขาได้ศรัทธา และความสลดใจในสงสาร เขาได้ มีศรัทธาจิต เกิดความสังเวชแล้ว บวช อยู่อย่างคนเกียจคร้านตลอดเวลา เล็กน้อย เพราะญาณยังไม่แก่กล้า เป็นผู้อันพระศาสดาทรงแสดงพระธรรม เทศนาเร่งเร้าให้อาจหาญอีก จึงเรียนกรรมฐาน หมั่นขวนขวายในกรรมฐาน บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถ- ทัสสี ผู้สูงสุดกว่านระ ปรินิพพานแล้ว เราให้ช่าง ทำฉัตรเป็นชั้น ๆ บูชาไว้ที่พระสถูป ได้มานมัสการ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ตามกาลอันสมควร ให้ทำหลังคาดอกไม้บูชาไว้ที่ฉัตร ตลอดเวลา ๑,๗๐๐ กัป เราได้เสวยเทวราชสมบัติ ไม่ต้องไปสู่ ความเป็นมนุษย์เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูป เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนขึ้นแล้ว ตัดบ่วงได้แล้ว จึงอยู่อย่างผู้หาอาสวะมิได้ ดุจนาคผู้ พ้นจากบ่วงฉะนั้น การที่เราได้มาในสำนักของพระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐ นับว่าเป็นการมาที่ดีหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้นในเวลาต่อมา ท่านถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านได้ บรรลุอุตริมนุสธรรมแล้วหรือ ? เมื่อจะประกาศความที่พระศาสนาเป็น นิยยานิกธรรม และการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมของตน แก่ภิกษุเหล่านั้น จึงได้กล่าวโดยเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลว่า
หน้า 428 ข้อ 227
เบญจขันธ์เรากำหนดรู้แล้ว ตัดรากขาดแล้ว ตั้งอยู่ ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺาตา ความว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านี้ อันเรากำหนดแล้ว คือ รู้แล้ว แจ้งแล้ว ได้แก่ แทงตลอดแล้วด้วยปริญญา ๓ คือ รู้ว่านี้ทุกข์ ทุกข์มีเท่านี้ ไม่มีทุกข์ยิ่งไป กว่านี้ ดังนี้. บทว่า ติฏฺนฺติ ฉินฺนมูลา ความว่า บัดนี้ เบญจขันธ์ เหล่านั้น ชื่อว่า มีรากอันเราตัดขาดแล้ว ตั้งอยู่จนถึงความดับแห่งจิตดวงสุดท้าย เพราะเบญจขันธ์เหล่านั้น เรากำหนดรู้แล้วด้วยอาการอย่างนั้นนั่นแหละ (และ) เพราะสมุทัยอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เราละได้แล้วโดยประการทั้งปวง. ส่วน เบญจขันธ์ที่หาปฏิสนธิมิได้ ย่อมดับไปด้วยการดับสนิทแห่งจิตดวงหลัง ด้วย เหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. ความของคาถานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังทั้งหมดแล้วทีเดียว. จบวรรควรรณนาที่ ๙ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระสมิติคุตตเถระ ๒. พระกัสสปเถระ ๓. พระสีหเถระ ๔. พระนีตเถระ ๕. พระสุนาคเถระ ๖. พระนาคิตเถระ ๗. พระปวิฏฐ- เถระ ๘. พระอัชชุนเถระ ๙. พระเทวสภเถระ ๑๐. พระสามิทัตตเถระ และอรรถกถา.
หน้า 429 ข้อ 228
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑๐ ๑. ปริปุณณกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปริปุณณกเถระ [๒๒๘] ได้ยินว่า พระปริปุณณกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า สุธาโภชน์ มีรสตั้งร้อยที่เราบริโภคในวันนี้ ก็ไม่เหมือนอมตธรรมที่เราได้บริโภค พระธรรมอัน พระพุทธเจ้าผู้โคตมโคตร ทรงเห็นซึ่งธรรมหา ประมาณมิได้ ทรงแสดงไว้แล้ว. วรรควรรณนาที่ ๑๐ อรรถกถาปริปุณณกเถรคาถา คาถาของท่านพระปริปุณณกเถระ เริ่มต้นว่า น ตถา มตํ สตรสํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ธรรมทัสสี บรรลุถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน แล้ว ได้ทำการบูชาอย่างมโหฬาร ด้วยเครื่องสักการะไรดอกไม้เป็นต้น ที่เจดีย์ ของพระศาสดา.
หน้า 430 ข้อ 228
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในหมู่เทพทั้งหลาย กระทำบุญแล้ว ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพอย่างเดียว เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ปรากฏนาม ว่า ปริปุณณกะ เพราะความเป็นผู้มีสมบัติบริบูรณ์. เขาบริโภคอาหาร ชื่อว่า สตรส ตลอดกาลทั้งปวง เพราะเป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ สดับข่าวว่า พระบรมศาสดาทรงเสวยพระกระยาหารที่ ระคนกัน เกิดความสลดใจในสงสารว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าแม้เป็นกษัตริย์ สุขุมาลชาติ ทรงเพ่งเล็งถึงความสุขในพระนิพพาน ทรงยังอัตภาพให้เป็นไป (ด้วยพระกระยาหาร) ตามมีตามได้ก่อน เพราะเหตุไร พวกเราจึงพากัน ละโมบในอาหาร จักต้องเป็นผู้มีอาหารที่บริสุทธิ์สะอาดด้วยเล่า สมควรที่พวก เราพึงแสวงหาความสุขคือนิพพานอย่างเดียว ดังนี้ ละฆรวาสวิสัย แล้วบวช ในสำนักของพระศาสดา อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแนะนำในกายคตาสติ กรรมฐาน ดำรงอยู่ในกายคตาสติกรรมฐานนั้น การทำฌานที่ได้แล้วให้เป็น บาท กระทำกรรมในวิปัสสนา แล้วเจริญวิปัสสนากรรมฐาน บรรลุพระอรหัต แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระองค์ผู้เป็นนาถะของโลก ทรงพระนาม ว่า ธรรมทัสสี ผู้ประเสริฐกว่านระ ปรินิพพานแล้ว เราได้ยกเสาธงขึ้นไว้ ที่เจดีย์ของพระพุทธองค์ผู้ ประเสริฐที่สุด ได้ให้ช่างสร้างบันไดสำหรับประ- ชาชน จะได้ขึ้นสู่พระสถูปอันประเสริฐ แล้วถือเอา ดอกมะลิไปโปรยบูชาที่พระสถูป พระพุทธเจ้าน่า อัศจรรย์หนอ พระธรรมน่าอัศจรรย์หนอ ความถึง
หน้า 431 ข้อ 228
พร้อมแห่งพระศาสดา น่าอัศจรรย์หนอ เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูป ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑๖ พระองค์ พระนามว่า " ถูปสิขะ " มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทานที่เปล่งออก ด้วยกำลังแห่งปีติ โดยมีความเคารพและความนับถืออย่างมากในพระธรรม ได้กล่าวคาถาว่า สุธาโภชน์ มีรสตั้งร้อยที่เราบริโภคในวันนี้ ก็ ไม่เหมือนอมตธรรมที่เราได้บริโภค พระธรรมที่พระ- พุทธเจ้าผู้โคตมโคตร ทรงเห็นซึ่งธรรมทาประมาณ มิได้ ทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้. บทว่า สตรสํ ได้แก่ โภชนะมีรสตั้ง ๑๐๐. บางอาจารย์กล่าวว่า โภชนะที่เขาจัดปรุง ด้วยเนยใสที่หุงแล้วตั้ง ๑๐๐ ครั้งเป็นต้น ชื่อว่า สตรส- โภชนะ โภชนะที่มีรสตั้ง ๑๐๐. อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า สต มีอรรถเป็นอเนก ดังในประโยคมีอาทิว่า สตโส สหสฺสโส. เพราะเหตุนั้น โภชนะใดมีสูปะ เป็นอเนก มีโภชนะเป็นอเนก โภชนะนั้น ท่านเรียกว่า สตรส เพราะมีรส มิใช่น้อย. อธิบายว่า ได้แก่โภชนะที่มีรสต่าง ๆ กัน. ข้าวที่สะอาดนั่นเอง เรียกว่า สุธาโภชน์ ชื่อว่าเป็นอาหารของเทวดาทั้งหลาย. บทว่า ยํ มยชฺช ปริภุตฺตํ ความว่า สุธาโภชน์ที่มีรสตั้ง ๑๐๐ ใด อันเราบริโภคแล้วในวันนี้. ก็บทว่า ยํ มยา ปริภุตฺตํ นี้ พึงประกอบเข้า แม้ในบทว่า สตรสํ สุธนฺนํ นี้ด้วย. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า
หน้า 432 ข้อ 228
ก็นิพพานสุขใด อันสงบประณีตล่วงส่วนทีเดียว อันเราเสวยอยู่ใน วันนี้ คือในบัดนี้ ด้วยสามารถแห่งการเข้านิโรธสมาบัติ นิพพานสุขนั้น อัน เรารู้แล้ว คือกำหนดแล้ว ได้แก่อบรมดีแล้ว ฉันใด โภชนะมีรสตั้ง ๑๐๐ อันเราบริโภคแล้ว ในเวลาครองราชย์ก็ดี และสุธาโภชน์ที่เราบริโภคแล้ว ในอัตภาพของเทวดาก็ดี ก็ฉันนั้น ประมาณไม่ได้ คือกำหนดไม่ได้. เพราะ เหตุไร เพราะนิพพานสุขนี้ อันพระอริยเจ้าทั้งหลายเสพแล้ว ไม่เป็นที่ตั้ง แห่งกิเลสทั้งหลาย แต่โภชนะมีรสตั้งร้อยนั้น อันปุถุชนเสพแล้ว เป็นไปกับ ด้วยอามิส (และ) เป็นที่ตั้งของกิเลสทั้งหลาย โภชนะที่มีรสตั้งร้อย จึงไม่เข้า ถึงการนับ คือไม่ถึงเสี้ยว ได้แก่ไม่เข้าถึงส่วนแห่งเสี้ยวของนิพพานสุขนั้น. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมที่ท่านกล่าวว่า สุธาโภชน์ที่มีรสตั้งร้อย ที่เรา บริโภคในวันนี้ ดังนี้ จึงกล่าวว่า พระธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้โคตมโคตร ทรงเห็นซึ่งประมาณมิได้ ทรงแสดงไว้แล้ว ดังนี้. ความของคาถานั้น ประกอบสัมพันธ์ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เห็นพระนิพพาน อันหาประมาณมิได้ กำหนดไม่ได้ ชื่อว่าสงบแล้ว เพราะ ไม่มีความเกิดขึ้นและความสิ้นไป เป็นอสังขตธาตุ ด้วยพระสยัมภูญาณ คือ ทรงเห็นซึ่งไญยธรรม อันหาประมาณมิได้ คือมีประมาณหาที่สุดมิได้ เพราะ เหตุนั้น ธรรมอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้โคตมโคตร ผู้มีปกติเห็นธรรมอัน หาประมาณมิได้พระองค์นั้น ทรงแสดงแล้วด้วยดี โดยนัยมีอาทิว่า ธรรมเป็น ที่สิ้นไป เป็นที่สำรอกกิเลส ไม่ตาย ประณีต ดังนี้บ้าง ว่า ทำให้สร่างเมา กำจัดความระหาย ดังนี้บ้าง ว่าเป็นที่เข้าไปสงบแห่งสังขารทั้งปวง ดังนี้บ้าง พระนิพพาน (นั้น ) อันเราเสวยแล้วในวันนี้. จบอรรถกถาปริปุณณกเถรคาถา
หน้า 433 ข้อ 229
๒. วิชยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิชยเถระ [๒๒๙] ได้ยินว่า พระวิชยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ผู้ได้มีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่ติดอยู่ในอาหาร มี สุญญตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ เป็นโคจร รอยเท้า ของผู้นั้นรู้ได้ยาก เหมือนรอยเท้าของฝูงนกในอากาศ ฉะนั้น. อรรถกถาวิชยเถรคาถา คาถาของท่านพระวิชยเถระ เริ่มต้นว่า ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า ปิยทัสสี บรรลุถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพาน แล้ว ให้ช่างกระทำไพที (แท่นที่วางเครื่องสักการะ) อันขจิตด้วยรัตนะ สำหรับ พระสถูปของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปิยทัสสี แล้วให้ทำการฉลอง ไพทีอย่างโอฬาร ที่พระสถูปนั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปด้วยแสงสว่างแห่งแก้วมณี ใน หลายร้อยอัตภาพ. เมื่อเขาท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอย่างนี้
หน้า 434 ข้อ 229
บังเกิดแล้วในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ มีนามว่า วิชยะ. วิชยพราหมณ์เจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในวิชชาของ พราหมณ์ทั้งหลาย บวชเป็นดาบส เป็นผู้ได้ฌาน อยู่ชายป่าฟังข่าวการบังเกิด ขึ้นของพระพุทธเจ้าแล้ว เกิดความเลื่อมใส เข้าไปสู่สำนักของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระศาสดาทรงแสดงธรรม แก่เขาแล้ว เขาฟังธรรมแล้วบวช เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาล ไม่นานนัก สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระโลกนาถทรงพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้สูง กว่านระ ปรินิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้กระทำแท่นบูชาพระพุทธเจ้า แวดล้อมด้วยแก้วมณี แล้ว ได้กระทำการฉลองอย่างมโหฬาร ครั้นทำการ ฉลองแท่นบูชาแล้ว เราได้ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้น เรา เข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน กำเนิดนั้น ๆ เทวดาทั้งหลาย ย่อมทรงแก้วมณีไว้ใน อากาศ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัปที่ ๑,๖๐๐ แต่ ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๓๒ พระองค์ พระนามว่า " มณิปภา " มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ- ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 435 ข้อ 229
ผู้ใดมีอาสวะสิ้นแล้ว ไม่ติดอยู่ในอาหาร มี สุญญตวิโมกข์ และอนิมิตตวิโมกข์ เป็นโคจร รอยเท้า ของผู้นั้น รู้ได้ยาก เหมือนรอยเท้าของฝูงนกในอากาศ ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺสาสวา ปริกฺขีณา ความว่า อาสวะ ๔ มีกามาสวะเป็นต้น ของบุคคลผู้สูงสุดใด สิ้นแล้วโดยประการทั้งปวง คือ ให้สิ้นไปแล้วด้วยพระอริยมรรค. บทว่า อาหาเร จ อนิสฺสิโต ความว่า บุคคลใดไม่ติดอยู่แล้ว คือไม่ลุอำนาจของความอยาก ได้แก่ไม่ถึงความละโมบในอาหาร ด้วยธรรม เป็นเครื่องติด คือ ตัณหาและทิฏฐิ บทนี้เป็นเพียงตัวอย่าง พึงทราบว่าใน คาถานี้ ท่านถือเอาปัจจัยแม้ทั้ง ๔ ไว้ด้วยศัพท์ที่เป็นประธาน คืออาหารศัพท์ อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบว่าในคาถานี้ อาหารศัพท์เป็นปริยายแห่งปัจจัย. ในบทว่า สุญฺโต อนิมิตฺโต จ นี้ ท่านหมายเอาอัปปณิหิตวิโมกข์ เข้าไว้ด้วย. ก็วิโมกข์ทั้ง ๓ แม้เหล่านี้ เป็นชื่อของพระนิพพานทั้งนั้น อธิบาย ว่า พระนิพพานชื่อว่า ว่าง เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น ท่านเรียกว่า สุญญตวิโมกข์ เพราะว่างและพ้นจากกิเลสมีราคะเป็นต้นเหล่านั้น อนึ่ง พระ- นิพพาน ชื่อว่า หานิมิตมิได้ เพราะไม่มีนิมิตมีราคะเป็นต้น และเพราะไม่มี สังขารนิมิต ท่านเรียกว่า อนิมิตตวิโมกข์ เพราะไม่มีกิเลสเหล่านั้นเป็นนิมิต และว่างจากกิเลสเหล่านั้น พระนิพพานชื่อว่า หาที่ตั้งมิได้ เพราะไม่มีที่ตั้งมี กิเลสเป็นต้น ท่านเรียกว่า อัปปณิหิตวิโมกข์ เพราะกิเลสเหล่านั้นตั้งไม่ได้ และหลุดพ้นจากกิเลสเหล่านั้น. วิโมกข์ทั้ง ๓ อย่างแม้นี้ เป็นโคจรของภิกษุใด ผู้กระทำพระนิพพานนั้นให้เป็นอารมณ์ แล้วอยู่ด้วยสามารถแห่งผลสมาบัติ.
หน้า 436 ข้อ 230
บทว่า อากาเสเยว สกุณานํ ปทํ ตสฺส ทุรนฺวยํ ความว่า รอยเท้าของนกทั้งหลายที่บินไปในอากาศ อันบุคคลไม่สามารถเพื่อจะรู้ได้ว่า นกทั้งหลายใช้เท้าเหยียบในที่นี้แล้วบินไป กระทบที่ตรงนี้ด้วยท้องแล้วบินไป กระทบที่ตรงนี้ ด้วยศีรษะแล้วบินไป กระทบที่ตรงนี้ ด้วยปีกแล้วบินไป ดังนี้ ฉันใด สำหรับภิกษุเห็นปานนี้ ก็ฉันนั้น อันบุคคลไม่สามารถเพื่อจะรู้ได้ว่า ไปแล้วในทางทั้งหลาย มีทางนรกเป็นต้น ด้วยทางชื่อนี้ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาวิชยเถรคาถา ๓. เอรกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเอรกเถระ [๒๓๐] ได้ยินว่า พระเอรกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนเอรกะ กามเป็นทุกข์ ดูก่อนเอรกะ กาม ไม่เป็นสุขเลย ผู้ใดใคร่กาม ผู้นั้น ชื่อว่าใคร่ทุกข์ ผู้ ใดไม่ใคร่ถาม ผู้นั้น ชื่อว่า ไม่ใคร่ทุกข์. อรรถกถาเอรกเถรคาถา คาถาของท่านเอรกเถระ เริ่มต้นว่า ทุกฺขา กามา เอรกา. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ มาก บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดา เป็นผู้มีใจเลื่อมใส เมื่อหาอะไร ๆ ที่ควรถวายพระบรม
หน้า 437 ข้อ 230
ศาสดาไม่ได้ จึงคิดว่า เอาเถิด เราจะเอาร่างกายบำเพ็ญบุญ ดังนี้แล้ว แผ้ว ถางทางเสด็จพระดำเนินของพระศาสดา กระทำให้เรียบเสมอ. พระศาสดา เสด็จดำเนินไปสู่ทางที่เขากระทำไว้แล้วอย่างนั้น. เขาเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปที่ทางนั้น เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ถวายบังคมแล้วประคองอัญชลี แล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส จนกระทั่งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จล่วงทัสนูปจาร ก็ไม่ละ ปีติมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ได้ยืนอยู่แล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพอย่างเดียวเท่านั้น เกิดเป็นบุตรของกุฏุมพี ชื่อว่า สัมภาวนียะ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีนามว่า เอรกะ เป็นผู้มีรูปงาม น่าดู น่าเลื่อมใส ประสบความสำเร็จอย่างยิ่ง ใน กิจการใหญ่น้อยทั้งหลาย. มารดาบิดาของเขา นำหญิงสาวที่สมควรกัน ด้วย ตระกูล รูปร่าง มรรยาท วัย และความฉลาด มาทำการวิวาหะ เขาอยู่ใน เรือนโดยร่วมสังวาสกับนาง แล้วเกิดความสลดใจในสงสาร ด้วยอารมณ์อัน เป็นที่ตั้งแห่งความสลดใจบางประการ เพราะเป็นภพสุดท้าย ไปสู่สำนักของ พระศาสดา ฟังธรรมแล้ว ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว. พระศาสดาได้ทรงประทาน กรรมฐานแก่เขา. เขาเรียนกรรมฐานแล้ว ถูกความกระสันครอบงำ โดยผ่าน ไปไม่กี่วันอยู่แล้ว ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบความเป็นไปแห่งจิตของ ท่าน ได้ตรัสพระคาถาเป็นพระโอวาทว่า ทุกฺขา กามา เอรก ดูก่อนเอรกะ กามเป็นทุกข์ ดังนี้เป็นอาทิ. ท่านฟังคาถานั้นแล้ว เกิดความสลดใจว่า การ ที่เราเรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดาเห็นปานนี้ แล้วสละกรรมฐานนั้น อยู่อย่างผู้มากไปด้วยมิจฉาวิตก นั้น ชื่อว่า กระทำกรรมอันไม่สมควรเลย ดังนี้ แล้วหมั่นประกอบวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สม ดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า
หน้า 438 ข้อ 230
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระจักษุเสด็จไปสู่ท่า น้ำแล้ว เสด็จดำเนินไปสู่ป่า เราได้เห็นพระสัมมาสัม พุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ มีพระลักษณะ อันประเสริฐพระองค์นั้น จึงได้ถือเอาจอบและปุ้งกี๋มา ปราบหนทางให้ราบเรียบ เราได้ถวายบังคมพระศาสดา แล้ว ยังจิตของตนให้เลื่อมใส ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทร กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย ในกัปที่ ๕๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมประชา องค์หนึ่งมี นามว่า สุปปพุทธะ เป็นนายก เป็นใหญ่กว่านระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้ กล่าวซ้ำพระคาถาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสแล้วนั่นแหละ ว่า ดูก่อนเอรกะ กามเป็นทุกข์ ดูก่อนเอรกะ กาม ไม่เป็นสุขเลย ผู้ใดใคร่กาม ผู้นั้นชื่อว่า ใคร่ทุกข์ ผู้ใดไม่ใคร่กาม ผู้นั้นชื่อว่า ไม่ใคร่ทุกข์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา กามา ความว่า วัตถุกามและ กิเลสกามเหล่านี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ และเพราะมีวิปริ- ณามทุกข์ และสังขารทุกข์เป็นสภาพ คือยังทุกข์ให้เกิดขึ้นแน่นอน. สมดังคำ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ มีอาทิว่า กามมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความ คับแค้นมาก ในกามนี้ ไม่มีโทษ (อะไร) จะยิ่งไปกว่า.
หน้า 439 ข้อ 231
พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกพระเถระนั้นว่า เอรกะ เป็นครั้งแรก ก่อน แต่ภายหลัง พระเถระจึงเรียกตนเองโดยนามว่า เอรกะ. บทว่า น สุขา กามา ความว่า ขึ้นชื่อว่ากามนี้ ไม่เป็นความสุข เลย สำหรับบุคคลผู้รู้อยู่ แต่สำหรับคนไม่รู้ ย่อมปรากฏโดยเป็นสุข. สมดัง ที่ท่านกล่าวไว้ มีอาทิว่า ผู้ใดเห็นความสุข โดยเป็นทุกข์ ผู้นั้นชื่อว่าได้เห็น ทุกข์ โดยความเป็นลูกศร. บทว่า โย กาเม กามยติ ทุกฺขํ โส กามยติ ความว่า สัตว์ ผู้ใด ใคร่กิเลสกาม และ วัตถุกาม ความใคร่นั้นของสัตว์ผู้นั้น ย่อมเป็น ไปเพื่อความเร่าร้อนในปัจจุบัน ทั้งชื่อว่า เป็นทุกข์ในเวลาต่อไป เพราะเป็น เหตุแห่งทุกข์ในอบาย และเหตุแห่งทุกข์ในวัฏฏะ. ก็วัตถุกาม ชื่อว่าเป็นที่ ตั้งแห่งทุกข์ ด้วยประการฉะนี้. สัตว์ผู้นั้น ท่านจึงเรียกว่า ใคร่วัตถุกาม ที่มีทุกข์เป็นสภาพ มีทุกข์เป็นนิมิต และเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์. ทุกข์นอกนี้ ท่านกล่าวไว้ เพื่อให้รู้เนื้อความนั้นแหละ โดยตรงข้าม เพราะฉะนั้น ใจ ความของทุกข์นั้น พึงทราบโดยปริยายดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้ว. จบอรรถกถาเอรกเถรคาถา ๔. เมตตชิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเมตตชิเถระ [๒๓๑] ได้ยินว่า พระเมตตชิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ขอนอบน้อม แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศากย- บุตร ผู้มีพระสิริพระองค์นั้น พระองค์ผู้ถึงแล้วซึ่ง ธรรมอันสูงสุด ได้ทรงแสดงอัครธรรมนี้ ด้วยดี.
หน้า 440 ข้อ 231
อรรถกถาเมตตชิเถรคาถา คาถาของท่านพระเมตตชิเถระ เริ่มต้นว่า นโม หิ ตสฺส ภควโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้มีความเลื่อมใสยิ่งในพระศาสดา ก่อแท่นบูชาของโพธิพฤกษ์ ด้วยอิฐทั้งหลาย แล้วให้ทาด้วยปูนขาว. พระ ศาสดาได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่เขาแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์คน หนึ่ง ในแคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้มีนามว่า เมตตชิ. เมตตชิพราหมณ์เจริญวัยแล้ว เห็นโทษในกามทั้งหลาย บวชเป็น ดาบสอยู่ในป่า สดับข่าวการบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าแล้ว อันบุพเหตุตัก เตือนอยู่ ไปสู่สำนักของพระศาสดา ทูลถามปัญหาปรารภความเป็นไป และ การกลับมา เมื่อพระศาสดาทรงวิสัชนาปัญหาแล้ว ได้มีศรัทธาจิต บวช แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า เราได้ทำไพที ( แท่นบูชา) ที่โพธิพฤกษ์ แห่ง พระมหามุนี พระนามว่า อโนมทัสสี เราใส่ก้อนปูน ขาวแล้ว ได้กระทำกิจด้วยมือของตนเอง พระศาสดา ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้อุดมกว่านระ ทอดพระ เนตรเห็น กุศลกรรมที่เราทำแล้วนั้น ประทับอยู่ใน
หน้า 441 ข้อ 231
ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ด้วยสุธา- กรรมนี้ และด้วยการตั้งเจตนาไว้ ผู้นี้เสวยสมบัติแล้ว จักกระทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เราได้เป็นผู้มีสีหน้า ผ่องใส มีอารมณ์เดียว มีจิตมั่นคง ทรงกายที่สุดไว้ ในพระศาสนาแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในกัปที่ ๑๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เต็มบริบูรณ์ไม่บกพร่อง เราได้เป็นพระ เจ้าจักรพรรดิราช นามว่า สัพพฆนะ มีพล มาก. เราฆ่ากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระ พุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะชื่นชมพระบรมศาสดา ได้กล่าวคาถาว่า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคศากยบุตร ผู้มี พระสิริพระองค์นั้น พระองค์ผู้ถึงแล้วซึ่งธรรมอันสูง สุด ได้ทรงแสดงอัครธรรม นี้ไว้ด้วยดี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นโม ได้แก่ ทำการนอบน้อม. บทว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตสฺส ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้นใด ทรงบำเพ็ญบารมีมาครบ ๓๐ ทัศ. ทรงหักกิเลสทั้งปวง แล้วตรัสรู้ พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ชื่อว่าเป็นศากยบุตร เพราะเป็นบุตรของพระ เจ้าศากยะ ทรงเจริญแล้วด้วยบุญสมบัติ อันไม่สาธารณ์ทั่วไป แก่สัตว์อื่น และชื่อว่า ผู้มีพระสิริ เพราะประกอบไปด้วยสิริ คือรูปกาย และสิริคือธรรม- กายอันสูงสุด ขอความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีศากยบุตร ผู้มีพระสิริพระองค์นั้น ความว่า ข้าพเจ้าขอน้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น.
หน้า 442 ข้อ 232
บทว่า เตน แก้เป็น เตน ภควตา แปลว่า อันพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น. พระเถระกล่าวว่า อยํ เพราะความที่ธรรมนั้นประจักษ์แก่ตน. บทว่า อคฺคปฺปตฺเตน ได้แก่ เลิศ คือ ทรงรู้สรรพธรรม อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ผู้ถึงซึ่งความเป็นผู้เลิศ คือความเป็นผู้ประเสริฐ ด้วยพระคุณทั้งหลาย ทั้งปวง. บทว่า อคฺคธมฺโม ได้แก่ นวโลกุตรธรรม ๙ อันเลิศ คือ สูงสุด อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว คือทรงประกาศแล้วด้วยดี คือ ไม่ผิดพลาด ฉะนี้แล. จบอรรถกถาเมตตชิเถรคาถา ๕. จักขุปาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระจักขุปาลเถระ [๒๓๒] ได้ยินว่า พระจักขุปาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเป็นคนบอด มีนัยน์ตาอันโรคกำจัดแล้ว เดินทางไกลอยู่ เราย่อมนอน อยู่ ณ ที่นี้ จักไม่ไป กับเพื่อนผู้ลามก. อรรถกถาจักขุปาลเถรคาถา คาถาของท่านพระจักขุปาลเถระ เริ่มต้นว่า อนฺโธหํ หตเนตฺโตมฺหิ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว
หน้า 443 ข้อ 232
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมหาชนกำลังทำการฉลองพระสถูป อยู่ ถือเอาดอกไม้ไปบูชาพระสถูปแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้ว ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของกุฏุมพี ชื่อว่า มหาสุวัณณะ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า ปาละ. ในเวลาที่เขาเที่ยววิ่งเล่นไปมาได้ มารดาก็คลอดบุตรอีกคนหนึ่ง. มารดาบิดา ตั้งชื่อบุตรคนใหม่ว่า จุลปาละ เรียกบุตรคนก่อนว่า มหาปาละ. ครั้นบุตรทั้งสองเจริญวัยแล้ว มารดาบิดา ก็ผูกพันไว้ด้วยเครื่องผูก คือ เรือน ในสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ในพระวิหาร ชื่อว่า เชตวัน ณ กรุงสาวัตถี. ในพี่น้องสองคนนั้น มหาปาลกุฏุมพีผู้พี่ ไปสู่วิหารพร้อมกับอุบาสกทั้งหลาย ผู้ไปสู่พระเชตวันมหาวิหาร ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธาจิต แล้ว มอบทรัพย์สมบัติให้เป็นภาระของน้องชายคนเล็กแต่ผู้เดียว ตนเองบรรพ- ชาได้อุปสมบทแล้ว อยู่ในสำนักของอาจารย์และพระอุปัชฌาย์ตลอด ๕ พรรษา ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว เรียนกรรมฐานในสำนักของพระศาสดา ได้ภิกษุ ผู้เป็นสหายประมาณ ๖๐ รูป แสวงหาที่อยู่อันเหมาะแก่การเจริญภาวนา พร้อม กับภิกษุเหล่านั้น อาศัยปัจจันตคาม (บ้านชายแดน) แห่งหนึ่ง อยู่ในบรรณ- ศาลา ราวป่า ที่เหล่าอุบาสกผู้มีปกติอยู่ในบ้านสร้างถวาย บำเพ็ญสมณธรรม. โรคตาเกิดแก่ท่านแล้ว หมอก็จัดยาถวาย ท่านไม่ปฏิบัติตามวิธีที่ หมอสั่ง ด้วยเหตุนั้น โรคของท่านจึงกำเริบ ท่านคิดว่า สำหรับเราการเข้าไป ระงับโรค คือ กิเลสเท่านั้น ประเสริฐกว่าการบำบัดโรคตา ดังนี้แล้ว ไม่สนใจ (การเยียวยารักษา) โรคตา ได้เป็นผู้หมั่นประกอบขวนขวายเฉพาะ ในวิปัสสนาอย่างเดียวเท่านั้น. เมื่อท่านขวนขวายการเจริญภาวนาอยู่ ตาทั้งสอง ก็แตก และกิเลสทั้งหลายก็ดับ ไม่ก่อนไม่หลังกัน (พร้อมกัน ) ท่านได้สำเร็จ
หน้า 444 ข้อ 232
เป็นพระอรหันต์ผู้สุกขวิปัสสกแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้เป็นโลกนาถ สมควรรับเครื่องบูชา นิพพานแล้ว ได้มีการฉลองพระสถูปอย่างมโหฬาร เมื่อการฉลอง พระสถูป แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ กำลังดำเนินไปอยู่ เรานำเอาดอกผักตบไป บูชาที่พระสถูป ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชา พระสถูปด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระสถูปด้วยดอกไม้ และในกัปที่ ๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๕ พระองค์ ทรงพระนามเหมือนกันว่า โสมเทวะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้งนั้น เมื่อพระเถระเข้าอยู่ในวิหารด้วยโรคตา พวกอุบาสกอุบาสิกา เห็นภิกษุทั้งหลายเข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาตจึงถามว่า เพราะเหตุไร พระเถระ จึงไม่มา ทราบความนั้นแล้ว เป็นผู้อันความเศร้าโศกครอบงำ นำบิณฑบาต ไปถวาย พูด (ปลอบใจ) ว่าท่านขอรับ ขอท่านอย่าได้คิดอะไรเลย บัดนี้ พวกกระผมนำบิณฑบาตมาถวายแล้ว จักปรนนิบัติท่านเอง ดังนี้แล้ว ก็กระทำ ตามนั้น ภิกษุทั้งหลาย ( ๖๐ รูป) ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระแล้ว บรรลุ พระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก ครั้นออกพรรษาปวารณาแล้ว กล่าวกะพระเถระ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมจะไปพระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคม พระศาสดา. พระเถระกล่าวว่า เราเป็นคนทุพพลภาพ ไม่มีจักษุทั้งหนทางก็มี
หน้า 445 ข้อ 232
อันตราย เมื่อท่านทั้งหลายไปพร้อมกับเราจักมีอันตราย ท่านทั้งหลายจงล่วงหน้า ไปเถิด ครั้นถึงแล้วจงถวายบังคมพระศาสดา และไหว้พระมหาเถระทั้งหลาย แทนเราด้วย จงบอกเรื่องราวของเราแก่จูลปาลกุฏุมพี (ผู้เป็นน้องชาย) ให้ส่ง คนมาให้. ภิกษุเหล่านั้นวิงวอนซ้ำอีก ไม่ได้โอกาสที่จะนำพระเถระไปด้วย (พระเถระไม่ยอมไป) จึงรับคำพระเถระว่า ดีละขอรับ ต่างเก็บงำเสนาสนะแล้ว บอกลาอุบาสก ไปสู่เชตวันมหาวิหารโดยลำดับ ถวายบังคมพระศาสดา และ ไหว้พระมหาเถระทั้งหลาย แทนพระเถระ ( ตามคำสั่ง) ในวันที่สองจึงเที่ยว บิณฑบาตในพระนครสาวัตถี บอกข่าวนั้นแก่จูฬปาลกุฏุมพี เมื่อเขาพูดว่า ท่านขอรับ หลานชายของผมคนนี้ ชื่อว่า ปาลิตะ ผมจักส่งหลานชายไป จึงพูดว่า หนทางมีอันตราย ลำพังคฤหัสถ์คนเดียวไม่สามารถจะไปได้ เพราะ ฉะนั้น ควรให้เขาบรรพชาเสียก่อน แล้วยังนายปาลิตให้บรรพชา ส่งไปแล้ว. ปาลิตสามเณรเดินทางไปยังสำนักของพระเถระโดยลำดับ แนะนำตน แก่พระเถระ แล้วพาพระเถระเดินทางมา ในระหว่างทางได้ฟังเสียงเพลงที่หญิง เก็บฟืนคนหนึ่งขับอยู่ ที่ราวป่าใกล้บ้านหลังหนึ่ง เป็นผู้มีจิตปฏิพัทธ์ (ในนาง) จึงปล่อยปลายไม้เท้า กล่าวว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงยืนรอสักครู่ จนกว่า ผมจะมา แล้วตรงไปยังสำนักของนาง แล้วถึงศีลวิบัติในที่นั้น. พระเถระ ก็คิดว่า เราได้ยินเสียงหญิงขับเพลงในบัดนี้นี่เอง และสามเณรก็ช้าอยู่ ชะรอยสามเณรจักถึงศีลวิบัติเป็นแน่. ฝ่ายสามเณร มาแล้ว กล่าวว่า ท่านขอรับเราไปกันเถิด. พระเถระ ถามว่า เธอเกิดเป็นคนลามกเสียแล้วหรือ ? สามเณรก็นิ่งเสีย แม้พระเถระ จะถามบ่อย ๆ ก็ไม่ตอบ. พระเถระจึงกล่าวว่า คนลามกอย่างเธอไม่มีหน้าที่ ถือไม้เทพของเรา เธอจงไปเสียเถิด ดังนี้ เมื่อสามเณรกล่าวว่า หนทางมี อันตรายมาก ทั้งท่านก็ตาบอด ท่านจักเดินไปอย่างไรได้ เมื่อจะแสดงความ
หน้า 446 ข้อ 232
นี้ว่า ดูก่อนคนพาล แม้เมื่อเรานอนตายอยู่ในที่นี้ก็ดี นอนดิ้นไปมาอยู่ก็ดี ขึ้นชื่อว่า การเดินทางไปกับคนเช่นเธอไม่มี ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาว่า เราเป็นคนบอด มีนัยน์ตาอันโรคกำจัดแล้ว เดินทางไกลอยู่ เรายอมนอนอยู่ ณ ที่นี้ จักไม่ไป กับเพื่อนผู้ลามก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺโธ ได้แก่ เป็นผู้มีตาพิการ. บทว่า หตเนตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีจักษุพินาศแล้ว. ด้วยบทว่า หตเนตฺโต นั้น ย่อมส่งความให้พิเศษออกไปถึงความเป็นคนบอดตามที่กล่าวแล้วว่า เราเป็น คนบอด เพราะความเป็นผู้มีตาอันลมกำจัดแล้ว ด้วยสามารถแห่งประโยควิบัติ. อีกอย่างหนึ่ง เพื่อจะแสดงว่า บทว่า อนฺโธ นี้ เป็นการแสดงความพิกล พิการของตาเนื้อ ดุจในประโยคมีอาทิว่า เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชรา ตาบอด ดังนี้ ไม่ใช่แสดงถึงความวิกลพิการ ของปัญญาจักษุ ดังในประโยคมีอาทิว่าปริพาชก ทั้งหลายเหล่านี้ แม้ทั้งปวง เป็นคนบอด เป็นผู้ไม่มีดวงตา (เห็นธรรม) และดุจในประโยคมีอาทิว่า เป็นคนบอด มีตาข้างเดียว มีตาสองข้าง ดังนี้ พระเถระจึงกล่าวบทว่า หตเนตฺโตสฺมิ ไว้ด้วย พระเถระแสดงถึงความเป็น คนบอดอย่างสูงยิ่ง (บอดสนิท) ด้วยบทว่า หตเนตฺโตสฺมิ นั้น. บทว่า กนฺตารทฺธานปกฺขนฺโท ความว่า เข้าไปตามทางไกลใน ป่าใหญ่อันกันดาร อธิบายว่า ไม่ใช่ดำเนินไปสู่ทางไกลคือสงสาร อันรกชัฏ ไปด้วยกันดารมีชาติกันดารเป็นต้น เพราะว่า พระเถระนี้ ก้าวล่วงทางไกล อันกันดารเช่นนั้นได้แล้ว ดำรงอยู่. บทว่า สยมาโนปิ ความว่า แม้นอนอยู่ คือว่าเมื่อเท้าทั้งสองข้างไม่นำมา ถึงจะนอนเกลือกกลิ้งไปมาอยู่ที่พื้นดินด้วยอก และสู่ด้วยเข่าทั้งสอง ก็จะไปเอง.
หน้า 447 ข้อ 232
บทว่า น สหาเยน ปาปเกน ประกอบความว่า จักไม่ไปกับ คนลามก ผู้เป็นสหายเช่นท่าน. ปาลิตสามเณร ฟังดังนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ คิดว่า กรรมอันมี โทษสาหัส หนักมากหนอ อันเรากระทำแล้วดังนี้ ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ คร่ำครวญ วิ่งเข้าชัฏป่าไปแล้ว. ครั้งนั้น ปัณฑุกัมพลศิลาอาสน์ (ของท้าวสักกะ) แสดงอาการเร่าร้อน ด้วยเดชแห่งศีลของพระเถระ ด้วยเหตุนั้น ท้าวสักกะ ทรงทราบเหตุนั้นแล้ว เสด็จไปยังสำนักของพระเถระ ให้พระเถระรู้จักพระองค์ ดุจคนเดินทางไป กรุงสาวัตถี ถือปลายไม้เท้า ย่นหนทางแล้วนำพระเถระไปในพระนครสาวัตถี ในตอนเย็นวันนั้นเอง แล้วนิมนต์ให้พระเถระนั่งพักบนแผ่นกระดานในบรรณ- ศาลา ที่จูลปาลิตกุฎมพีสร้างไว้ใกล้พระเชตวันนั้นแล้ว (บอก) ให้พระเถระ รู้ความที่ตนมาแล้วโดยเพศแห่งสหาย (ผู้ร่วมทาง) ของท่านแล้วเสด็จหลีกไป. แม้จูลปาลิตกุฏุมพี ก็อุปัฏฐากพระเถระด้วยความเคารพจนตลอดชีวิตฉะนี้แล. จบอรรถกถาจักขุปาลเถรคาถา
หน้า 448 ข้อ 233
๖. ขัณฑสุมนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระขัณฑสุมนเถระ [๒๓๓] ได้ยินว่า พระขัณฑสุมนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า เพราะเสียสละดอกไม้ เพียงดอกเดียว เราได้ รับการบำเรออยู่ในสวรรค์ถึง ๘๐ โกฏิปี ที่สุดได้บรรลุ นิพพาน เพราะผลกรรมที่เหลือ. อรรถกถาขัณฑสุมนเถรคาถา คาถาของท่านพระขัณฑสุมนเถระ เริ่มต้นว่า เอกปุปฺผํ จชิตฺวาน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระศาสดา ปรินิพพานแล้ว สร้างไพทีสำเร็จด้วยไม้จันทน์ ล้อมรอบพระสถูปนั้นแล้ว ได้ทำการบูชาใหญ่. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาเสวยสมบัติอันโอฬาร ในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย เกิดในตระกูลกุฏุมพี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กัสสปะ เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อพระราชาทรงการทำการบูชาด้วย ดอกไม้ อุทิศถวายพระสถูปทอง เขาหาดอกไม้ไม่ได้ เห็นดอกมะลิกิ่งหนึ่ง
หน้า 449 ข้อ 233
จึงซื้อมะลิกิ่งนั้นด้วยราคาแพง ถือไปทำการบูชาที่พระเจดีย์ เกิดปีติโสมนัส อย่างมโหฬารหาที่เปรียบมิได้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก เสวยความสุขในสวรรค์อยู่ ๘๐ โกฏิปี แล้วเกิดในตระกูลแห่งเจ้ามัลละ ณ เมืองปาวา ในพุทธุปบาทกาลนี้. ในเวลาที่เขาเกิด น้ำอ้อยและน้ำตาลกรวด และดอกมะลิทั้งหลาย ได้เกิดแล้ว ในเรือนด้วยเหตุนั้น คนทั้งหลายจึงขนานนามเขาว่า ขัณฑสุมนะ. เขาถึงความ เป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในสวนอัมพวัน ของนายจุนทะ ณ เมืองปาวา เข้าไปเฝ้าแล้วฟังธรรม ได้มีศรัทธาจิตบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า พระชินสีห์สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ รุ่งเรืองดังกองอัคคี ปรินิพพานแล้ว เมื่อพระมหาวีระ ปรินิพพานแล้ว ได้มีพระสถูปอันกว้างใหญ่ ชนทั้งหลาย เอาสิ่งของที่จะพึงถวายเข้าไปตั้งไว้ที่สถูปในห้องพระ- ธาตุอันประเสริฐสุด ในกาลนั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ โสมนัส ได้ทำไพที่ไม้จันทน์อันหนึ่ง อันสมบูรณ์แก่ พระสถูป และถวายธูปและของหอม ในภพที่เราเกิด คือในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เราไม่เห็นความที่เรา เป็นผู้ต่ำทรามเลย นี้เป็นผลแห่งบุรพกรรม ในกัปที่ ๑,๕๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์มีนามว่า สมัตตะ ทุกพระองค์ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 450 ข้อ 233
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อระลึกถึงชาติก่อนของตน เห็นการบริจาคดอกมะลิของตน ในชาติก่อนนั้น เป็นนิมิตแห่งสวรรค์สมบัติ และเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน เมื่อจะประกาศความนั้นด้วยสามารถแห่ง อุทาน ได้กล่าวคาถาว่า เพราะสละดอกไม้เพียงดอกเดียว เราได้รับ การบำเรออยู่ในสวรรค์ ถึง ๘๐ โกฎิปี ที่สุดได้บรรลุ พระนิพพาน เพราะผลกรรมที่เหลือ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอกปุปฺผํ ได้แก่ ดอกโกสุมดอกหนึ่ง แต่บทว่า เอกปุปฺผํ นั้นในคาถานี้ ท่านหมายเอาดอกมะลิ. บทว่า จชิตฺวาน ความว่า เพราะสละ คือเพราะเหตุแห่งการ บริจาคดอกไม้ดอกเดียว โดยกระทำเป็นเครื่องบูชาพระสถูปของพระศาสดา. บทว่า อสีติ วสฺสโกฏิโย ความว่า สิ้น ๘๐ โกฏิปี โดยนับปีแบบ ของมนุษย์. ก็บทว่า อสีติวสฺสโกฏิโย นี้ เป็นทุติยาวิภัตติลงในอัจจันตสัง- โยคะ. ก็แลบทนี้ พึงทราบว่าท่านกล่าวไว้ ด้วยสามารถแห่งการอุปบัติแล้ว ๆ เล่า ๆ ในสวรรค์กามาวจรชั้นที่ ๒. เพราะเหตุนั้น บทว่า สคฺเคสุ จึงได้แก่ ในโลกสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ก็ในคาถานี้ บทนี้เป็นพหุพจน์ โดยที่เป็นการ บังเกิดขึ้นบ่อย ๆ ครั้ง. บทว่า ปริจาเรตฺวา ความว่า บำรุงบำเรออินทรีย์ในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูปารมณ์เป็นต้น แล้วเสวยความสุข อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ให้นางเทพอัปสร บำเรอบำรุงตน. ด้วยบทว่า เสสเกนมฺหิ นิพฺพุโต นี้ พระเถระกล่าวหมายถึง กุศลกรรม อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในอัตภาพนั้น ด้วยกรรมที่เหลือ จากกรรมที่ให้ภวสมบัติ ในกุศลเจตนาอันเป็นไปแล้ว ด้วยสามารแห่งการบูชา
หน้า 451 ข้อ 234
ด้วยดอกไม้. อธิบายว่า ได้แก่เจตนามากหลาย ที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถ แห่งบุรพเจตนา และอปรเจตนาในกุศลกรรมนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เสสเกน ความว่า เมื่อกรรมวิบากนั้นยังไม่ทัน สิ้นไป ด้วยวิบากที่ยังเหลืออยู่ของกรรมนั้นนั่นแหละ เราก็เป็นผู้ดับแล้ว คือ เราปรินิพพานแล้ว ด้วยกิเลสปรินิพพาน. ด้วยบทว่า เสสเกน นี้ พระเถระ แสดงว่า พระอรหัตอันตนตั้งอยู่แล้วในอัตภาพใด กระทำให้แจ้งแล้ว อัตภาพ ครั้งสุดท้าย แม้นั้น เป็นกรรมวิบาก ของกุศลกรรมอันนั้น. คำว่า ด้วยวิบากที่ยังเหลืออยู่ของกรรมนั้นนั่นแหละ. ดังนี้ ที่ท่าน กล่าวไว้แม้ในที่อื่น ก็หมายถึงอัตภาพสุดท้ายเช่นนั้น. จบอรรถกถาขัณฑสุมนเถรคาถา ๗. ติสสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระติสสเถระ [๒๓๔] ได้ยินว่า พระติสสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราได้สละภาชนะทองคำ มีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ วิจิตรด้วยลวดลายตั้งร้อยชนิด มาถือบาตร ดิน นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒ ของเรา.
หน้า 452 ข้อ 234
อรรถกถาติสสเถรคาถา คาถาของท่านพระติสสเถระเริ่มต้นว่า หิตฺวา สตปลํ กํสํ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ เกิดในตระกูลของคนทำยานพาหนะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วมีใจเลื่อมใส ทำแผ่นกระดานด้วยท่อนไม้จันทน์ แล้วน้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรงใช้สอย แผ่นกระดานนั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไปๆ มาๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในราชตระกูล ในโรรุวนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้. พระราชกุมารเจริญพระชนพรรษาแล้ว เมื่อพระราชบิดา สวรรคต ก็ดำรงอยู่ในราชสมบัติ เป็นอทิฏฐสหายของพระเจ้าพิมพิสาร ส่ง บรรณาการมีแก้วมณี แก้วมุกดา และผ้าเป็นต้น ไปถวายพระเจ้าพิมพิสาร. พระเจ้าพิมพิสาร ทรงสดับความมีบุญของพระเจ้ากรุงโรรุวะนั้น จึงทรงส่ง เครื่องราชบรรณาการตอบไป แล้วให้จารึกพระพุทธจริยาลงในจิตรบัตร และ จารึกปฏิจจสมุปบาท ลงในพระสุพรรณบัตรส่งไปถวาย. พระเจ้าโรรุวะ ทรง ตรวจดูพระพุทธจรรยา ที่เขียนแสดงไว้ในจิตรบัตร และลำดับแห่งปฏิจจ- สมุปบาท ที่จารึกไว้ในพระสุพรรณบัตร ทรงกำหนดประวัตกาล ที่เป็นอยู่ใน ปัจจุบัน และนิวัติกาล ที่ผ่านมาในอดีต ทบทวนลำดับแห่งพระราชสาสน์ใน พระทัย แล้วเกิดความสลดพระทัย เพราะพระองค์เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้ แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ และเพราะภพนี้เป็นภพสุดท้าย จึงทรงพระดำริ
หน้า 453 ข้อ 234
ว่า เพศพรหมจรรย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าเราพบแล้ว และความคืบหน้าของ พระราชสาสน์ เราก็รู้แล้ว กามทั้งหลายมีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครอบครองราชสมบัติในบัดนี้ จึงทรงสละราชสมบัติ ปลงผมและหนวด นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ บวชอุทิศเฉพาะพระผู้มีพระภาคเจ้า ถือเอาบาตรที่ทำด้วยดิน ประพฤติเหมือนคนเทขยะ เมื่อมหาชนกำลังปริเทวนา การอยู่นั่นแล ออกจากพระนคร เสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา ชื่อว่าสัปปโสณฑิกะ ในพระนคร ราชคฤห์นั้น ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแล้ว ท่านสดับพระธรรมเทศนา ถือเอา กรรมฐานในวิปัสสนา หมั่นประกอบเนือง ๆ อยู่ ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุ พระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นนายช่างทำยานอยู่ในเมือง เป็นผู้ศึกษาดี แล้ว ในงานของช่างไม้ เราได้ทำแผ่นกระดานด้วย ไม้จันทน์ ถวายแด่พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของ โลก วิมานอันบุญกรรมนิรมิตดีแล้ว ด้วยทองคำนี้ ย่อมสว่างไสว ยานช้าง ยานม้า อันเป็นยานทิพย์ ปรากฏแก่เรา ปราสาทและวอ และแก้วอันประมาณ มิได้ ย่อมบังเกิดแก่เราตามปรารถนา นี้เป็นผลแห่ง การถวายแผ่นกระดาน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ได้ถวายแผ่นกระดานใด ด้วยการถวายแผ่นกระดาน นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแต่งการถวายแผ่น กระดาน ในกัปที่ ๕๗ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๔ พระองค์ มีนามว่า " นิมมิตะ " สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผา
หน้า 454 ข้อ 234
กิเลสทั้งทลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกล่าวถึงข้อปฏิบัติของตน ด้วยสามารถแห่งอุทาน จึงได้กล่าวคาถาว่า เราได้สละภาชนะทองคำ มีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ วิจิตรด้วยลวดลายตั้งร้อยชนิด มาถือบาตร ดิน นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่สองของเรา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิตฺวา แปลว่า สละแล้ว. บทว่า สตปลํ ได้แก่ภาชนะทองคำ ที่มีน้ำหนักประมาณ ๑๐๐ ปละ. บทว่า กํสํ ได้แก่ กังสดาล. บทว่า โสวณฺณํ แปลว่า สำเร็จด้วยทอง. บทว่า สตราชิกํ ความว่า ประกอบด้วยลวดลายมิใช่น้อย เพราะ ความเป็นภาชนะที่มีฝาอันวิจิตร และงดงามด้วยแนวแห่งลายเขียนเป็นอเนก. บทว่า อคฺคหึ มตฺติกามตฺตํ ความว่า พระเถระในกาลก่อน เคยฉัน ในภาชนะมีค่ามากเห็นปานนี้ เมื่อกระทำตามพระพุทธโอวาท คิดว่า บัดนี้ เราละภาชนะทอง แล้วถือบาตรดิน โอ ! เราทำกรรมดีแล้วหนอ ธรรมเนียม ของพระอริยเจ้า ดำรงมาแล้วโดยลำดับดังนี้แล้ว กล่าวอนุโมทนาการสละราช สมบัติ และการเข้าถึงบรรพชาเพศ โดยแถลงยกย่องภาชนะ (ดิน). ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่ ๒ ของเรา ดังนี้. อธิบายว่า การเข้าถึงบรรพชาเพศนี้ ชื่อว่าเป็นการอภิเษกครั้งที่สองของเรา โดยถือเอา ราชาภิเษก เป็นการอภิเษกครั้งแรก. เพราะว่าการอภิเษกครั้งแรกนั้น เป็น กรรมที่เศร้าหมองไปด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น สับสนวุ่นวาย ประกอบไปด้วย อนัตถโทษ เนื่องด้วยทุกข์ เป็นกรรมทีเลวทราม. ส่วนการอภิเษกครั้งที่ ๒ ของเรานี้ ชื่อว่า สูงสุด ประณีต เพราะผิดตรงข้ามจากการอภิเษกครั้งแรกนั้น. จบอรรถกถาติสสเถรคาถา
หน้า 455 ข้อ 235
๘. อภัยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอภัยเถระ [๒๓๕] ได้ยินว่า พระอภัยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์ อันเป็นที่รัก สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัดยินดีเสวย รูปารมณ์ รูปารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งมูลแห่งภพ. อรรถกถาอภัยเถรคาถา คาถาของท่านพระอภัยเถระ เริ่มต้นว่า รูปํ ทิสฺวา สติ มุฎฺา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน เรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า "สุเมธะ" ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุเมธะ ในวันหนึ่ง ได้ทำการบูชาด้วยดอกช้างน้าว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในหมู่เทพ กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มาๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า " อภัย " ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว อันเหตุสมบัติ
หน้า 456 ข้อ 235
ตักเตือนอยู่ วันหนึ่งไปยังพระวิหาร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้มีศรัทธาจิตบวชแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่. วันหนึ่ง ท่านเข้าไปสู้บ้านเพื่อบิณฑบาต เห็นมาตุคามแต่งตัวสวยงาม แล้วเกิดฉันทราคะ ปรารภรูปของหญิงนั้น ด้วยสามารถแห่งอโยนิโสมนสิการ ท่านเข้าไปสู่วิหารแล้วข่มจิตของตนว่า เมื่อเราละสติแลดูอยู่ กิเลสในรูปารมณ์ เกิดขึ้นแล้วแก่เรา เรากระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว ดังนี้ เจริญวิปัสสนาใน ทันใดนั้นเอง บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า พระสยัมภูผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ มีพระนามว่า สุเมธะ เมื่อทรงพอกพูนวิเวก จึงเสด็จเข้าสู่ป่าใหญ่ เราเห็น ดอกช้างน้าวกำลังบาน จึงเอามาร้อยเป็นพวงมาลัย บูชาแด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นนายของโลก เฉพาะ พระพักตร์ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชา พระพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑,๙๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๖ พระองค์ มีนามว่า "สุนิมมิตะ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะแสดงว่า สำหรับผู้ที่ (ประพฤติ) คล้อยตามกิเลส ไม่มี (โอกาส) ที่จะยกศีรษะขึ้นจากวัฏทุกข์ได้เลย ส่วนตัวเราไม่ประพฤติตามกิเลสเหล่านั้น ดังนี้ ด้วยการชี้ให้เห็นการบังเกิดขึ้น แห่งกิเลสของตน ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 457 ข้อ 235
เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์อัน เป็นที่รัก สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัด ยินดีเสวย รูปารมณ์ รูปารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งมูลแห่งภพ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ได้แก่ รูปายตนะ อันเป็นที่ตั้งแห่ง ความกำหนัด. ก็รูปายตนะนั้นในคาถานี้ ท่านหมายถึงรูปแห่งหญิง. บทว่า ทิสฺวา ได้แก่ เห็นด้วยจักษุ คือ ยึดถือรูปนั้นด้วยสามารถ แห่งการกำหนดโดยนิมิต และโดยอนุพยัญชนะ ด้วยการแล่นไปตามแห่งจักษุ- ทวาร อธิบายว่า เพราะการถือเอารูปนั้นว่าเป็นอย่างนั้นเป็นเหตุ. บทว่า สติ มุฏฺฐา ได้แก่ สติที่เป็นไปในกาย ที่มีความไม่งาม เป็นสภาพ ว่าไม่งามนั่นแล หายไปแล้ว ก็พระเถระเมื่อจะแสดงถึงสติที่หายไป เพราะเห็นรูปนั้น จึงกล่าวว่า มัวใส่ใจถึงอารมณ์อันเป็นที่รัก ดังนี้ ประกอบ ความว่า เมื่อมัวใส่ใจอารมณ์ตามที่เข้ามาปรากฏ ด้วยอโยนิโสมนสิการ กระทำ ปิยารมณ์ให้เป็นนิมิต โดยนัยมีอาทิว่า งาม เป็นสุข ดังนี้ สติก็หายไป. ต่อแต่นั้น ก็จะมีจิตยินดีเสวยรูปารมณ์ ได้แก่ เป็นผู้มีจิตกำหนัด แล้วด้วยดี เสวย คือ เพลิดเพลินรูปารมณ์นั้น ก็เมื่อมัวเพลิดเพลินอยู่ รูปารมณ์ ก็ครอบงำผู้นั้น คืออารมณ์จะครอบงำผู้นั้น ทำให้ลำบาก ให้ถึงที่สุดหมุนไป ทีเดียว และอาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่เขาผู้เป็นแล้วอย่างนี้ คือ ชื่อว่า ผู้เข้าถึงซึ่งมูลแห่งภพ ได้แก่ อาสวะทั้งหลาย แม้ทั้ง ๔ มีกามาสวะเป็นต้น ที่มีการเข้าถึงซึ่งความเป็นมูล คือความเป็นเหตุแห่งภพ คือ สงสาร เป็นสภาพ ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้นยิ่ง ๆ ขึ้นไฝทีเดียว คือไม่เสื่อมเลย แต่อาสวะแม้ทั้ง ๔ เหล่านั้น อันเราผู้ตั้งอยู่แล้วในการพิจารณา เจริญวิปัสสนาแล้วแทงตลอดอยู่ ซึ่งสัจจะทั้งหลาย ละแล้วโดยไม่เหลือ ตามลำดับแห่งมรรค คือสิ้นไปรอบแล้ว จบอรรถกถาอภัยเถรคาถา
หน้า 458 ข้อ 236
๙. อุตติยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุตติยเถระ [๒๓๖] ได้ยินว่า พระอุตติยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ได้สดับเสียงแล้ว พึงใส่ใจถึงอารมณ์ อันเป็นที่รัก สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัดยินดี เสวยสัททารมณ์ สัททารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะ ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งสงสาร. อรรถกถาอุตติยเถรคาถา คาถาของท่านพระอุตติยเถระ เริ่มต้นว่า สทฺทํ สุตฺวา สติ มุฏฺา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน เรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สุเมธะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งพบพระศาสดา เป็นผู้มีจิตเสื่อมใสแล้ว ตกแต่ง บัลลังก์อัน ปูลาดด้วยพรมทำด้วยขนสัตว์เป็นต้น พร้อมทั้งผ้าสำหรับปิดเบื้องบน (เพดาน) อันสมควรแก่พระพุทธเจ้า แล้วได้ถวายไว้ในพระคันธกุฎี. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า
หน้า 459 ข้อ 236
อุตติยะ. เขาเจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในสมาคมแห่งพระญาติ ของพระ- บรมศาสดา ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บรรพชาแล้ว บำเพ็ญสมณธรรม วันหนึ่ง เข้าไปสู่บ้านเพื่อบิณฑบาต ฟังเสียงเพลงขับของมาตุคามในระหว่างทางเมื่อเกิด ฉันทราคะขึ้นในเสียงเพลงขับนั้น ด้วยสามารถแห่งอโยนิโสมนสิการ จึงระงับ ฉันทราคะนั้น ด้วยกำลังแห่งการพิจารณา แล้วเข้าไปสู่วิหาร เกิดความสังเวช นั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ในขณะนั้นเอง. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ก็เราได้ถวายบัลลังก์ พร้อมทั้งผ้าสำหรับปิด เบื้องบน (เพดาน) แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ- นามว่า สุเมธะ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ในกาลนั้น บัลลังก์นั้นได้เป็นบัลลังก์ประกอบด้วยแก้ว ๗ ประการ รู้ความดำริของเรา บังเกิดแล้วแก่เราที่เมื่อ ในกัปที่ ๑,๐๓๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายบัลลังก์ใดในกาลนั้น ด้วยธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการ ถวายบัลลังก์ ในกัปที่ ๑,๐๒๐ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๓ พระองค์ มีนามว่า สุวรรณาภา สมบูรณ์ด้วยแล้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะแสดงความว่า เมื่อบุคคล ไม่รังเกียจกิเลสทั้งหลาย ย่อมไม่มีทางที่จะยกศีรษะขึ้นจากทุกข์ในวัฏฏะได้ ส่วนเรารังเกียจกิเลสเหล่านั้นแล้วทีเดียว ดังนี้ โดยมุ่งแสดงให้เห็นการบังเกิด ขึ้นแห่งกิเลสของตน ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 460 ข้อ 237
บุคคลได้สดับเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงอารมณ์เป็น ที่รัก สติก็หลงลืม ผู้ใดมีจิตกำหนัดยินดี เสวยสัท- ทารมณ์ สัททารมณ์ก็ครอบงำผู้นั้น อาสวะทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่ผู้นั้น ผู้เข้าถึงซึ่งสงสาร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺทํ ได้แก่ สัททารมณ์อันเป็นที่ตั้ง แห่งความกำหนัด. บทว่า สํสารอุปคามิโน ความว่า ชื่อว่าผู้เข้าถึงซึ่งสงสาร เพราะ เข้าถึงสงสารอันเป็นตัวเหตุแห่งสังสารวัฏ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ลำดับแห่งขันธ์ ธาตุ อายตนะ ยังเป็นไปไม่ขาด สาย ท่านก็เรียกว่า สงสาร ดังนี้. ปาฐะว่า สํสารูปคามิโน ดังนี้ ก็มี. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ในคาถาติดต่อกันไป. จบอรรถกถาอุตติยเถรคาถา ๑๐. เทวสภเถรคาถา (ที่ ๒) ว่าด้วยคาถาของพระเทวสภเถระ [๒๓๗] ได้ยินว่า พระเทวสภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรชอบ มีสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ ประดับประดาด้วยดอกไม้ คือ วิมุตติ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน. จบวรรคที่ ๑๐
หน้า 461 ข้อ 237
อรรถกถาเทวสภเถรคาถา คาถาของท่านพระเทวสภเถระ เริ่มต้นว่า สมฺมปฺปธานสมฺปนฺโน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน เรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ถึงความ เป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี เป็นผู้มีใจ เลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกชบา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิด ในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มี นามว่า เทวสภะ. เขาเจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในคราวเมื่อพระบรม- ศาสดาเสด็จมาเพื่อระงับการทะเลาะกันเรื่องเทริด เป็นผู้มีใจเลื่อมใสแล้ว ตั้งอยู่ในสรณคมน์ เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในนิโครธาราม เข้าไปเฝ้าพระ- ศาสดาอีก ได้เป็นผู้มีศรัทธาแล้วบวช กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ผู้ปราศจากมลทินบริสุทธิ์ ผ่องใส ไม่ขุ่นมัว ดัง พระจันทร์มีความยินดีในราคะสิ้นแล้ว ทรงข้ามตัณหา ในโลกแล้ว ทรงยังหมู่ชนให้ดับเข็ญ ทรงข้ามเองแล้ว ยังผู้อื่นให้ข้าม เป็นมุนีผู้ประเสริฐ เพ่งฌานอยู่ในป่า
หน้า 462 ข้อ 237
มีจิตแน่วแน่ ตั้งมั่นดีแล้ว เราร้อยดอกชบาทำเป็น พวงมาลัยแล้วบูชาพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของโลก ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเราไม่รู้- จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๗ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิมีนามว่า สมันตจักษุ เป็นจอมมนุษย์ มียศมาก มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นผู้มีปีติโสมนัสบังเกิดแล้ว เพราะอาศัยวิมุตติสุขที่ตนได้บรรลุแล้ว ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งอุทานว่า ภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยความเพียรชอบ มีสติปัฏฐาน เป็นอารมณ์ ประดับประดาด้วยดอกไม้ คือ วิมุตติ จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมปฺปธานสมฺปนฺโน ความว่า ผู้สมบูรณ์ด้วยสัมมัปปธานมีอย่าง ๔ อธิบายว่า ยังกิจที่จะต้องทำด้วยสัมมัปป- ธานเหล่านั้น ให้ถึงพร้อมแล้วตั้งอยู่. บทว่า สติปฏฺานโคจโร ความว่า ภิกษุชื่อว่า สติปัฏฐานโคจโร เพราะมีสติปัฏฐาน ( ๔ ) มีกายานุปัสสนาสติปัฏฐานเป็นต้นเป็นอารมณ์ คือเป็น ที่ตั้งแห่งความประพฤติ อธิบายว่า เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว ในสติปัฏฐาน ๔. ดอกไม้ คือ วิมุตตินั่นแล ชื่อว่า มีกลีบหอมตลบอบอวล เพราะ งามด้วยคุณธรรม ภิกษุ ชื่อว่า ประดับแล้วคือตกแต่งแล้ว ได้แก่ กระทำ ให้พอแล้ว ด้วยวิมุตติเหล่านั้น โดยประการทั้งปวง คือโดยชอบทีเดียว.
หน้า 463 ข้อ 237
บทว่า วิมุตฺติกุสุมสญฺฉนฺโน ปรินิพฺพิสฺสตฺยนาสโว ความว่า ภิกษุเมื่อปฏิบัติอยู่โดยชอบอย่างนี้ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพานด้วยสอุปา- ทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุต่อกาลไม่นานเลย. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถาเทวสภเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๑๐ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระปริปุณณกเถระ ๒. พระวิชยเถระ ๓. พระเอรกเถระ ๔. พระเมตตชิเถระ ๕. พระจักขุปาลเถระ ๖. พระขัณฑสุมนเถระ ๗. พระติสสเถระ ๘. พระอภัยเถระ ๙. พระอุตติยเถระ ๑๐. พระเทวสภเถระ (ที่ ๒) และอรรถกถา.
หน้า 464 ข้อ 238
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑๑ ๑. เพลัฏฐกานิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเพลัฏฐกานิเถระ [๒๓๘] ได้ยินว่า พระเพลัฏฐกานิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ท่านละความเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว ยังไม่ทันสำเร็จ กิจ เป็นผู้มีปากดังไถ เห็นแก่ท้อง เป็นคนเกียจคร้าน เป็นคนโง่เขลา เข้าห้องบ่อย ๆ เหมือนสุกรตัวใหญ่ ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ฉะนั้น. วรรควรรณนาที่ ๑๑ อรรถกถาเพลัฏฐกานิเถรคาถา คาถาของท่านพระเพลัฏฐกานิเถระ เริ่มต้นว่า หิตฺวา คิหิตฺตํ อนโวสิตตฺโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า เวสสภู เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จ ในศิลปวิทยาของพราหมณ์ทั้งหลาย ละฆราวาสวิสัยแล้ว บวชเป็นดาบส
หน้า 465 ข้อ 238
อันหมู่ฤาษีแวดล้อมแล้วท่องเที่ยวไป วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า เวสสภู เกิดปีติโสมนัส อาศัยพระญาณสมบัติของพระศาสดา จึงเป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกไม้ทั้งหลาย อุทิศพระญาณ. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายบังเกิด ในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า เพลัฏฐานิกะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้วเรียนกรรมฐานอยู่ในป่าแคว้นโกศล เป็นผู้ เกียจคร้าน มีร่างกายกำยำ มีวาจาหยาบคาย ไม่ยังจิตให้เกิดขึ้นในสมณธรรม ได้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูความแก่กล้าของญาณแล้ว ยังเพลัฏฐานิกภิกษุให้สลดใจ ด้วยพระคาถาชี้โทษนี้ว่า เธอละความเป็นคฤหัสถ์มาแล้ว ยังไม่ทัน สำเร็จกิจ เป็นผู้มีปากดังไถ เห็นแก่ท้อง เป็นคน เกียจคร้าน เป็นคนโง่เขลา เข้าห้องบ่อย ๆ เหมือน สุกรตัวใหญ่ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ฉะนั้น ดังนี้. เธอเห็นพระศาสดา เหมือนหนึ่งประทับนั่งอยู่ตรงหน้า และฟังคาถา นั้นแล้ว เกิดความสลดใจ แล้วเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่ นานนัก เพราะเหตุที่ญาณถึงความแก่กล้าแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า "เวสสภู" ผู้โชติช่วงดังดอกกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ ณ ที่ระหว่างภูเขา ทรงยังทิศทั้งปวงให้สว่าง ดังดาว
หน้า 466 ข้อ 238
ประกายพฤกษ์ มีมาณพ ๓ คนเป็นผู้ศึกษาดี ในศิลปะ ของตน หาบสิ่งของเต็มหาบ ไปตั้งข้างหลังเรา เรา ผู้มีตบะใส่ดอกจำปา ๗ ดอกไว้ในห่อ ถือดอกจำปา เหล่านั้น บูชา ในพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า " เวสสภู " ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราบูชาพระพุทธญาณด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระญาณ ในกัปที่ ๒๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า " วิปุลาภา " สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อปฏิบัติพระโอวาทของพระ- ศาสดาก็ดี เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยมุขที่แปลกออกไปก็ดี ก็ได้กล่าวซ้ำ พระคาถานั้นแหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิตฺวา คิหิตฺตํ ความว่า สละความเป็น คฤหัสถ์ อธิบายว่า บวชแล้ว. บทว่า อนโวสิตตฺโต ความว่า ยังไม่สำเร็จกิจตามสมควร. อธิบายว่า ชื่อว่ายังไม่สำเร็จกิจ คือ มีกรณียกิจยังทำไม่สำเร็จ เพราะยังไม่สำเร็จปริญญา ตามสมควร แก่ผู้บวชในพระศาสนามุ่งหมายไว้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อนโวสิตตฺโต ความว่า ยังไม่สำเร็จกิจ โดยลำดับ และยังไม่ได้กระทำการอยู่จบพรหมจรรย์ ตามลำดับแห่งมรรคอัน บริสุทธิ์ทั้งหลาย อธิบายว่า ยังไม่อยู่จบในอริยวาสครบทั้ง ๑๐. ภิกษุชื่อว่า
หน้า 467 ข้อ 238
มุขนังคลี เพราะมีไถกล่าวคือปาก อธิบายว่า ขุดตนอยู่ด้วยประโยคคือการ กล่าวคำหยาบในผู้อื่นทั้งหลาย ดุจขุดดินอยู่ด้วยไถ ฉะนั้น. บทว่า โอทริโก ความว่า ขวนขวายในเรื่องท้อง คือ เอาใจใส่แต่ เรื่องกินเป็นใหญ่. บทว่า กุสีโต แปลว่า เกียจคร้าน คือไม่หมั่นประกอบภาวนา. พระเถระเมื่อจะแสดงถึงความสำเร็จ ของภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ จึงกล่าวว่า เป็นคนโง่เขลา เข้าห้องบ่อย ๆ เหมือนสุกรตัวใหญ่ ที่เขาปรนปรือด้วยเหยื่อ ฉะนั้น ดังนี้. อรรถาธิบายของคาถานั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น ก็ใน คาถานี้ พึงเข้าใจว่า ภิกษุบวชแล้ว เป็นคนโง่ ชื่อว่าย่อมเข้าห้องบ่อย ๆ เพราะความเป็นผู้ยังไม่ได้อยู่จบพรหมจรรย์เป็นต้น เป็นสภาพ ฉันใด ภิกษุ เช่นเราเป็นบัณฑิต ย่อมไม่เป็นฉันนั้น ก็พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยมุขที่แปลกออกไปว่า ปรินิพพาน เพราะถึงที่สุดแห่งสัมมาปฏิบัติ อันมี สภาพตรงข้ามจากปฏิบัติดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล. จบอรรถกถาเพลัฏฐกานิเถรคาถา
หน้า 468 ข้อ 239
๒. เสตุจฉเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเสตุจฉเถระ [๒๓๙] ได้ยินว่า พระเสตุจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายถูกมานะหลอกลวงแล้ว เศร้าหมอง อยู่ในสังขารทั้งหลาย ถูกความมีลาภ และความเสื่อม ลาภย่ำยีแล้ว ย่อมไม่ได้บรรลุสมาธิเลย. อรรถกถาเสตุจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระเสตุจฉเถระ เริ่มต้นว่า มาเนน วญฺจิตา. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือน แห่งตระกูล ในกาลของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ ถึง ความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลขนุนที่มีรสหวานสนิท (และ) ของขบเคี้ยวคือผล มะพร้าวที่ตระเตรียมไว้. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นโอรสของพระเจ้ามัณฑลิกะพระองค์หนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีพระนามว่า เสตุจฉะ เมื่อพระชนกสวรรคตแล้ว
หน้า 469 ข้อ 239
ท้าวเธอได้ดำรงอยู่ในราชสมบัติ (สืบแทน) ทำให้ราชกิจล้มเหลว เพราะไม่มี ความอุตสาหะ และความสามารถทำให้ราชสมบัติตกอยู่ในเงื้อมมือฝ่ายตรงข้าม เกิดความสลดพระทัย เพราะถึงความทุกข์ระทม ทอดพระเนตรเห็นพระผู้มี พระภาคเจ้า เสด็จจาริกไปตามชนบท ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต ทรงผนวชแล้ว กระทำบริกรรม บรรลุพระอรหัตในวันนั้นเอง. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลก่อนเราได้ถวายผลไม้ แด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงพระนามว่า "ติสสะ" และได้ถวายผล มะพร้าว ที่สมมติกันว่าของควรเคี้ยว ครั้นถวายผล มะพร้าวนั้น แด่พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวงแล้ว ย่อมบันเทิง มี ความประสงค์สิ่งที่ต้องการ ก็เข้าถึงได้ตามปรารถนา ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาล นั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายผลไม้ ในกัปที่ ๑๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิราช มีนามว่า "อินทสมะ" สมบูรณ์ ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะตำหนิกิเลสทั้งหลายได้ กล่าวคาถาว่า
หน้า 470 ข้อ 239
ชนทั้งหลายถูกมานะหลอกลวงแล้ว เศร้าหมอง อยู่ในสังขารทั้งหลาย ถูกความมีลาภและความเสื่อม ลาภย่ำยีแล้ว ย่อมไม่ได้บรรลุสมาธิเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาเนน วญฺจิตาเส ความว่า อันมานะ ที่เป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า เราเป็นผู้ประเสริฐที่สุด ดังนี้ ทำให้วิปัลลาส ไปโดยการเข้าไปตัดภัณฑะคือกุศล ด้วยสามารถแห่งกิเลส มีการยกตนข่มผู้อื่น เป็นต้น. บทว่า สงฺขาเรสุ สงฺกิลิฏฺมานาเส ความว่า เศร้าหมองอยู่ใน อินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น ที่เป็นไปในภายใน และภายนอก และใน สังขตธรรมทั้งหลายมีรูปเป็นต้น คือ ถึงความเศร้าหมอง ด้วยสามารถการถือ เอานิมิตนั้น โดยเป็นตัณหาเป็นต้นว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นเป็นอัตตา ตัวตนของเรา ดังนี้. บทว่า ลาภาลาเภน มถิตา ความว่า อันลาภคือการได้บริขาร มีบาตรและจีวรเป็นต้น และพัสดุมีผ้าเป็นต้น และอันความเสื่อมลาภ คือไม่ได้ สิ่งเหล่านั้นนั่นแล ย้ำยีแล้ว คือเหยียบย้ำ ได้แก่ครอบงำแล้ว เพราะเป็นปฏิฆะ กับความยินดี อันบังเกิดขึ้นแล้วด้วยสามารถแห่งกิเลสมีตัณหาเป็นต้น. ก็บทว่า ลาภาลาเภน มถิตา นี้ เป็นเพียงตัวอย่าง และในอธิการนี้ บัณฑิตพึง สงเคราะห์เอาโลกธรรมแม้ทั้ง ๘ เข้าด้วย. บทว่า สมาธึ นาธิคจฺฉนฺติ ความว่า บุคคลเห็นปานนี้เหล่านั้น ผู้ไม่มีจิตเป็นสมาธิ ด้วยสามารถแห่งสมถกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แม้ในกาลไหน ๆ ก็ย่อมไม่ประสบ คือไม่ได้ ได้แก่ไม่ถึงซึ่งสมาธิ เพราะไม่มี ธรรมอันเป็นไปเพื่อสมาธิ และเพราะมีแก่อกุศลธรรมนอกนี้ แม้ในคาถานี้
หน้า 471 ข้อ 240
คำว่า ผู้ไม่มีปรีชา ถูกกิเลสมีมานะเป็นต้นครอบงำแล้ว ถึงจะเข้าสมาธิอยู่ นั่นแล ชื่อว่าย่อมไม่ถึงสมาธิ ฉันใด ผู้มีปรีชาทั้งหลาย หาเป็นฉันนั้นไม่ ก็ผู้มีปรีชาเหล่านั้นเป็นเช่นกับเรา ไม่ถูกกิเลสมีมานะเป็นต้นครอบงำแล้ว ย่อมได้บรรลุสมาธิโดยถ่ายเดียว ดังนี้ พึงทราบว่าเป็นคำพยากรณ์พระอรหัตผล (ของพระเถระ) โดยมุขที่แปลกออกไป. จบอรรถกถาเสตุจฉเถรคาถา ๓. พันธุรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระพันธุรเถระ [๒๔๐] ได้ยินว่า พระพันธุรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราไม่มีความต้องการด้วยลาภ คือ อามิสนั้น มี ความสุขพอแล้ว เป็นผู้อิ่มเอิบแล้ว ด้วยรสแห่งธรรม ครั้นได้ดื่มรสอันล้ำเลิศเช่นนี้แล้ว จะไม่กระทำความ สนิทสนมด้วยรสอื่น อีก. อรรถกถาพันธุรเถรคาถา คาถาของท่านพระพันธุรเถระ เริ่มต้นว่า นาหํ เอเตน อตถิโก. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ เป็นผู้คุ้มครองในพระราชวัง ของพระราชาพระองค์หนึ่ง ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ในวันหนึ่ง เห็นพระผู้มี
หน้า 472 ข้อ 240
พระภาคเจ้า พร้อมด้วยบริษัทเสด็จผ่านสนามหน้าพระราชวัง มีจิตเลื่อมใส เก็บดอกชบาไปบูชา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นบุตรแห่งเศรษฐี ในสีลวดีนคร ในพุทธุป- บาทกาลนี้ ได้มีนามว่า พันธุระ. เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว ไปในกรุงสาวัตถี ด้วยกรณียกิจบางอย่าง แล้วไปสู่พระวิหาร พร้อมด้วยอุบาสกทั้งหลาย ฟัง พระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว เริ่มตั้ง วิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก เพราะเป็นผู้มีญาณแก่กล้า แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ เชษฐบุรุษของโลก เสด็จดำเนินไปสู่พระนคร เราเป็น พระสาวกทั้งหลาย เสด็จดำเนินไปสู่พระนคร เราเป็น ผู้ที่ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้คุ้มครอง ในภายในพระราช- วัง เราเข้าไปในปราสาท ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำของโลก จึงถือเอาดอกชบา ไปโปรยลงในภิกษุสงฆ์ แยกพระพุทธเจ้าไว้แผนหนึ่ง โปรยดอกชบาลงบูชา ยิ่งกว่านั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชา พระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้ จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๘๗ แต่ ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า มหิทธิกะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 473 ข้อ 240
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ตั้งอยู่ในความเป็นผู้มีกตัญญู ไปสู่พระนครสีลวดี เพื่อสนองพระคุณพระราชา ผู้มีอุปการะแก่ตน เมื่อจะ แสดงธรรมแก่พระราชา ประกาศสัจจะทั้งหลายแล้ว. ในเวลาจบสัจจะ พระ ราชาเป็นพระโสดาบัน ให้สร้างวิหารใหญ่ ชื่อว่า สุทัสสนะ ในพระนคร ของพระองค์ มอบถวายแก่พระเถระ. พระเถระ ได้เป็นผู้มีลาภสักการะอย่าง ใหญ่หลวง. พระเถระมอบวิหาร และลาภสักการะทั้งหมด แก่สงฆ์ (ส่วน) ตน เอง เทียวบิณฑบาตยังอัตภาพให้เป็นไป โดยทำนองก่อนนั่นแล พักอยู่ใน สีลวดีนครนั้น สิ้นวันเล็กน้อย ได้เป็นผู้มีความประสงค์จะไปสู่พระนครสาวัตถี. ภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละ ถ้าบกพร่องด้วยปัจจัยทั้งหลาย พวกข้าพเจ้าจักยังปัจจัยนั้นให้บริบูรณ์. พระ เถระเมื่อจะแสดงความว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย เราไม่มีความต้องการด้วย ปัจจัยอันโอฬาร เรายังอัตภาพให้เป็นไปด้วยปัจจัยตามมีตามได้ เราเป็นผู้มี ความพอใจด้วยรสพระธรรมอย่างเดียวเท่านั้น ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า เราไม่มีความต้องการด้วยลาภ คืออามิสนั้น มี ความสุขพอแล้ว อิ่มเอิบแล้วด้วยรสพระธรรม ครั้น ได้ดื่มรสอันล้ำเลิศเช่นนี้แล้ว จะไม่กระทำความสนิท สนมด้วยรสอื่นอีก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ เอเตน อตฺถิโต ความว่า ท่านทั้งหลายมีความประสงค์จะให้เราอิ่มหนำ ยินดีด้วยอามิสใด จึงกล่าวว่า พวกข้าพเจ้า จักทำปัจจัยให้บริบูรณ์ เราไม่มีความต้องการด้วยลาภคืออามิสนี้ อันมีอามิสคือปัจจัยเป็นรส เราคำนึงอยู่ว่า เราไม่มีความต้องการด้วยลาภคือ อามิสนี้ (เพราะ) ความสันโดษเป็นสุขอย่างยิ่ง ดังนี้ จึงยังอัตภาพให้เป็นไป
หน้า 474 ข้อ 241
ด้วยปัจจัยตามมีตามได้. บัดนี้พระเถระเมื่อจะประกาศเหตุอันเป็นหลัก ใน ความไม่ต้องการ ด้วยลาภคืออามิสนั้น จึงกล่าวว่า เรามีความสุขพอเพียงแล้ว อิ่มเอิบแล้วด้วยรสพระธรรม ดังนี้. อธิบายว่า เราอิ่มเอิบแล้ว คือยินดีแล้ว คือถึงความสุข ได้แก่ มีความพอใจโดยมีสุข ด้วยรสแห่งโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ และด้วยรสแห่งโลกุตรธรรม ๙. บทว่า ปิตฺวา รสคฺคมุตฺตมํ ความว่า ดื่มรสแห่งพระธรรมอันสูงสุด ตามที่ท่านกล่าวไว้ว่า เลิศ คือประเสริฐที่สุดในรสทั้งปวงเท่านั้นดำรงอยู่แล้ว. สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า รสแห่งพระธรรมย่อมชนะรสทั้งปวง ดังนี้. บทว่า น จ กาหามิ วิเสน สนฺถวํ ความว่า การดื่มรสพระ ธรรม อันเป็นรสล้ำเลิศเห็นปานนี้ ตั้งอยู่แล้วจักไม่ทำความสนิทสนม คือ การคลุกคลีด้วยรสอื่น คือรสอันเป็นพิษ เช่นกับยาพิษ อธิบายว่า ไม่มีเหตุ ให้ต้องกระทำอย่างนั้น. จบอรรถกถาพันธุรเถรคาถา ๔. ขิตกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระขิตกเถระ [๒๔๑] ได้ยินว่า พระขิตกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กายของเราเป็นกายเบาหนอ อันปีติและสุขอย่าง ไพบูลย์ถูกต้องแล้ว ย่อมเลื่อนลอยได้เหมือนนุ่น ที่ ถูกลมพัดไป ฉะนั้น.
หน้า 475 ข้อ 241
อรรถกถาชิตกเถรคาถา คาถาของท่านพระขิตกเถระ เริ่มต้นว่า ลหุโก วต เม กาโย. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็นยักษ์ผู้เสนาบดี ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ วันหนึ่ง นั่งอยู่ในสมาคม- ยักษ์ เห็นพระศาสดาประทับนั่งอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง จึงเข้าไปเฝ้า ถวายบัง- คมพระศาสดา แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เขา. เขาฟังธรรมแล้ว แสดงความปีติและโสมนัสอันโอฬาร ปรบมือ ลุกขึ้นถวาย บังคมพระศาสดา การทำประทักษิณ แล้วหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า ขิตกะ. เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว สดับความที่พระมหาโมคคัลลานะ เป็นผู้มี ฤทธิ์มาก คิดว่า เราจักเป็นเช่นพระเถระนี้ อันบุรพเหตุตักเตือนอยู่ บวชแล้ว เรียนกรรมฐาน ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า การทำกรรมในสมถะและ วิปัสสนาทั้งหลาย ได้สำเร็จอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประ- พันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นจอมประชา ประเสริฐ กว่านระ ทรงพระนามว่า ปทุม ผู้มีพระจักษุ เสด็จ ออกจากป่าใหญ่แล้วแสดงธรรมอยู่ ในขณะนั้นได้มี การชุมนุมเทวดาในที่ไม่ไกล พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 476 ข้อ 241
เทวดาทั้งหลายได้มาประชุมกันด้วยกิจบางอย่าง เรา ได้เห็นอย่างชัดเจน เราได้ยินพระสุรเสียง ที่ทรง แสดงอมตธรรมของพระพุทธเจ้า มีจิตเลื่อมใส มีใจ โสมนัส ปรบมือแล้ว เข้าไปบำรุง เราเห็นผลแห่ง การบำรุงพระศาสดาที่เราประพฤติดีแล้ว ใน ๓๐,๐๐๐ กัปที่ผ่านมา เราไม่รู้จักทุคติเลย ในกัปที่ ๑๒๙ ได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีนามว่า สมลังกตะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ- ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเสวยเฉพาะอิทธิวิธี อัน มีความพิเศษ มีอย่างมิใช่น้อย เพราะความเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ทั้งหลาย กระทำการอนุเคราะห์พระศาสดา ด้วยอิทธิปาฎิหาริย์ และด้วยอนุสาสนีปาฏิ- หาริย์ อยู่. ท่านอันภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส ท่านใช้อิทธิฤทธิ์ได้ อย่างไร ? เมื่อจะบอกความนั้น ได้กล่าวคาถาว่า กายของเราเป็นกายเบาหนอ อันปีติและสุขอย่าง ไพบูลย์ ถูกต้องแล้ว ย่อมเลือนลอยได้เหมือนนุ่น ที่ ถูกลมพัดไป ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลหุโก วต เม กาโย มีอธิบายว่า รูปกายของเรา ชื่อว่าเบาพร้อมหนอ เพราะการฝึกจิตมีอย่าง ๑๔ ได้ ด้วยการ ข่มกิเลสมีนิวรณ์เป็นต้น และเพราะความชำนาญ อันเราอบรมมาดีแล้ว ด้วย การเจริญอิทธิบาท ๔ โดยที่เราน้อมกรชกายนี้ ที่ชื่อว่า มีมหาภูตรูปให้ เป็นปัจจัยได้ด้วยอำนาจจิต.
หน้า 477 ข้อ 241
บทว่า ผุฏฺโ จ ปีติสุเขน วิปุเลน ประกอบความนี้ ก็ร่างกาย ของเรา อันความสุขที่ประกอบด้วยปีติ อันโอฬารใหญ่ยิ่งแผ่ไปทั่วทั้งร่าง ถูกต้องแล้ว ก็คำนี้ ท่านกล่าวไว้เพื่อจะแสดงเหตุที่ทำให้กายเบาพร้อม. อธิบายว่า การก้าวลงสู่ความหมายว่า กายและจิตเบาย่อมมีพร้อมกับการก้าวลงสู่ความ- หมายว่า เป็นสุข ก็ในอธิการนี้ พึงทราบการแผ่ไปของความสุข ด้วยสามารถ แห่งรูปอันเป็นสมุฏฐานของการก้าวลงความหมายว่ากายและจิตเบา. ถ้าจะมีคำถามขึ้นว่า ก็ผู้ที่เพรียบพร้อมด้วยจตุตถฌาน จะมีการแผ่ ปีติสุขไปได้อย่างไร เพราะว่าจตุตถฌานนั้น มีปีติสุขสงบระงับแล้ว. ตอบว่า ข้อนั้นเป็นความจริง แต่การแผ่ไปแห่งปีติสุขนี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่ง ลักษณะของจตุตถฌาน โดยที่แท้ ก็คือกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งข้อความที่เป็น บุรพภาคนั่นเอง. ก็บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ความสุขที่คล้ายกับสุขประกอบ ด้วยปีติ. อธิบายว่า ในอธิการนี้ อุเบกขาท่านประสงค์เอาว่าเป็นสุข เพราะ ความเป็นสภาพที่สงบระงับ และเพราะประกอบไปด้วยญาณวิเศษ. สมดังที่ ท่านกล่าวไว้ว่า พระอริยบุคคลก้าวลงสู่สุขสัญญา และลหุสัญญา. ในบทนั้น มีอรรถาธิบายดังนี้ว่า พระอริยบุคคลย่อมก้าวลง คือ ย่อมเข้าไปสัมผัส ได้แก่ ถึงพร้อมซึ่งสุขสัญญาและลหุสัญญา ที่เกิดพร้อมกับอิทธิจิต อันมีฌานเป็น เบื้องบาทเป็นอารมณ์ หรือมีรูปกายเป็นอารมณ์. และสมดังที่ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า สัญญาอันสัมปยุตด้วยอุเบกขา ชื่อว่า สุขสัญญา เพราะว่าอุเบกขาท่านกล่าวว่า เป็นสุขอันสงบแล้ว สัญญา นั้นแหละ พึงทราบว่า ชื่อว่า ลหุสัญญา เพราะพ้นแล้วจากนิวรณ์ทั้งหลาย และจากธรรมอันเป็นข้าศึกมีวิตกเป็นต้น. ก็แม้กรชกายของพระอริยบุคคล ผู้ก้าวลงสู่สัญญานั้น ย่อมเป็นกรชกายเบาพร้อมเหมือนปุยนุ่น พระอริยบุคคล ย่อมไปสู่พรหมโลก ด้วยกายที่ปรากฏว่าเบาพร้อมเหมือนปุยนุ่นที่ฟุ้งไปแล้ว
หน้า 478 ข้อ 242
ตามแรงลมอย่างนี้. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า กายของเราย่อมเลื่อนลอย ได้เหมือนปุยนุ่น ที่ถูกลมพัดไปฉะนั้น ดังนี้. คาถานั้นมีใจความว่า ในเวลาใด เรามีความประสงค์ จะไปสู่พรหมโลก หรือโลกอื่นด้วยฤทธิ์ ในเวลานั้น กาย ของเราก็จะโลดไปสู่อากาศทันที เหมือนปุยนุ่น ที่วิจิตร อันลม คือ พายุพัดไป ฉะนั้น. จบอรรถกถาขิตกเถรคาถา ๕. มลิตวัมภเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมลิตวัมภเถระ [๒๔๒] ได้ยินว่า พระมลิตวัมภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเกิดความกระสันขึ้นในที่ใด เราย่อมไม่อยู่ใน ที่นั้น แม้เราจะยินดีอย่างนั้น ก็พึงหลีกไปเสีย แต่ เราเห็นว่า การอยู่ในที่ใดจะไม่มีความเสื่อมเสีย เราก็ พึงอยู่ในที่นั้น. อรรถกถามลิตวัมภเถรคาถา คาถาของท่านพระมลิตวัมภเถระ เริ่มต้นว่า อุกฺกณฺิโต. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ เกิดเป็นนก ในสระธรรมชาติแห่งหนึ่ง ไม่ไกล จากป่าหิมพานต์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เมื่อจะทรงอนุเคราะห์นกนั้น
หน้า 479 ข้อ 242
จึงเสด็จไปที่สระนั้นแล้ว เสด็จจงกรมอยู่ที่ริมสระธรรมชาติ. นกเห็นพระผู้มี- พระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส คาบเอาดอกโกมุทในสระไปบูชาพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของพราหมณ์คนหนึ่ง ในกุรุกัจฉนครในพุทธุปบาทกาลนี้ได้มีนามว่า มลิตวัมภะ. เขาถึงความเป็นผู้รู้แล้ว เข้าไปหาพระปัจฉาภูมหาเถระ ฟังธรรม ในสำนักของพระเถระ ได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เจริญวิปัสสนาอยู่ ก็พระเถระ นั้นมีสภาพอย่างนี้ คือ ในที่ใดหาโภชนะเป็นที่สบายได้ยาก ปัจจัยนอกนี้ หาได้ง่าย ท่านจะไม่หลีกไปจากที่นั้น แต่ในที่ใด หาโภชนะเป็นที่สบายได้ง่าย ปัจจัยนอกนี้หาได้ยาก ท่านจะไม่อยู่ในที่นั้น จะหลีกไปทันที ก็เมื่อท่านอยู่ อย่างนี้ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก เพราะความ ที่ท่านเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ และเพราะความที่ท่านเป็นผู้มีชาติแห่งมหาบุรุษ. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ณ ที่ใกล้ภูเขาหิมวันต์ มีสระใหญ่สระหนึ่ง (สระธรรมชาติ) ดาดาษด้วยดอกปทุม ในกาลนั้นเรา เป็นนก มีนามชื่อว่า กุกกุฏะ อาศัยอยู่ในสระนั้น เป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยวัตร ฉลาดในบุญและมิใช่บุญ พระมหามุนีทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้แจ้งโลก สมควรรับเครื่องบูชา เสด็จสัญจรไปในที่ไม่ไกลสระ นั้น เราหักดอกโกมุทน้อมถวายแด่พระองค์ พระองค์ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงรับไว้ ครั้นเรา ถวายทานนั้นแล้ว และอันกุศลมูลตักเตือน เราไม่ได้
หน้า 480 ข้อ 242
เข้าถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป ในกัปที่ ๑๑๖ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์ นามว่า วรุณะ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อ จะเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาว่า เราเกิดกระสันขึ้นในที่ใด เราย่อมไม่อยู่ในที่นั้น แม่เราจะยินดีอย่างนั้น ก็พึงหลีกไปเสีย แต่เราเห็นว่า การอยู่ในที่ใดจะไม่มีความเสื่อมเสีย เราก็พึงอยู่ใน ที่นั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุกฺกณฺิโตปิ น วเส ความว่า ความกระสัน คือ ความไม่ยินดีในกุศลธรรมทั้งหลาย อันยิ่งด้วยการได้โภชนะ เป็นที่สบาย ย่อมเกิดแก่เราผู้อยู่ในอาวาสใด เราแม้กระสันจะอยู่ในอาวาสนั้น ถ่ายเดียว ก็ต้องถอยหนี คือไม่ก้าวต่อไป เพราะการได้โภชนะเป็นที่สบาย นอกนี้. ในบทว่า น วเส นี้ พึงเอา น อักษรมาเชื่อมเข้ากับ บทว่า ปกฺกเม. บทว่า วสมาโนปิ ปกฺกเม ความว่า ส่วนความกระสัน เพราะ ความขาดแคลนปัจจัย ย่อมไม่มีแก่เราผู้อยู่ในอาวาสใด เราย่อมยินดียิ่งใน อาวาสนั้นโดยแท้ แม้ถึงเราจะยินดียิ่งอยู่อย่างนี้ ก็ต้องถอยกลับ คือ ไม่ควรอยู่ เพราะได้ปัจจัยอันเป็นสัปปายะที่เหลือ เราผู้ปฏิบัติอยู่อย่างนี้แหละ ได้ถึงเฉพาะแล้วซึ่งประโยชน์ตน ต่อกาลไม่นานเลย ก็ในอธิการนี้ มีการ
หน้า 481 ข้อ 243
ประกอบความในการพิจารณาข้อปฏิบัติส่วนตน ดังกล่าวมานี้ ส่วนในการให้ โอวาทแก่ผู้อื่น พึงประกอบความโดยการสร้างประโยคว่า ต้องอยู่ คือ ไม่หลีกไป ดังนี้. บทว่า น เตฺววานตฺถสํหิตํ วเส วาสํ วิจกฺขโณ ความว่า ผู้มีปัญญาเห็นประจักษ์ คือผู้มีชาติแห่งวิญญูชน ประสงค์จะบำเพ็ญประโยชน์ ตนให้บริบูรณ์ ก็ไม่พึงอยู่ประจำอาวาสอันประกอบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ในพระธรรมวินัยนี้ เพราะการทำคำอธิบายว่า ในอาวาสใดมีปัจจัยหาได้ง่าย สมณธรรมย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ในอาวาสนั้น และในอาวาสใด ปัจจัยหาได้ ยาก แม้สมณธรรมก็ไม่ถึงความบริบูรณ์ในอาวาสนั้น อาวาสเห็นปานนี้ ชื่อว่า ประกอบด้วยสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ คือ ประกอบไปด้วยความไม่เจริญงอกงาม ในพระธรรมวินัยนี้ อธิบายว่า ก็ในที่ใดภิกษุได้อาวาสประกอบด้วยองค์ ๕ ย่อมชื่อว่าได้สัปปายะแม้ทั้ง ๗ ด้วย พึงอยู่ประจำในอาวาสนั้นแหละ. จบอรรถกถามลิตวัมภเถรคาถา ๖. สุเหมันตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุเหมันตเถระ [๒๔๓] ได้ยินว่า พระสุเหมันตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า คนโง่เขลา มักเห็นเนื้อความอันมีความหมาย ตั้งร้อย ทรงไว้ซึ่งลักษณะตั้งร้อย ว่ามีความหมายและ ลักษณะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนคนฉลาดย่อมเห็น ได้ตั้งร้อยอย่าง ดังนี้.
หน้า 482 ข้อ 243
อรรถกถาสุเหมันตเถรคาถา คาถาของท่านพระสุเหมันตเถระเริ่มต้นว่า สตลิงฺคสฺส อตฺถสฺส. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เป็น พรานอยู่ในป่า ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ ใน กัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปสู่ป่า เพื่อจะทรง อนุเคราะห์เขา จึงประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง ในที่ใกล้เขา. เขาเห็นพระผู้มี- พระภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส เลือกเก็บดอกบุนนาค ที่มีกลีบหอมมาบูชา พระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้ว ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ผู้สมบูรณ์ ด้วยสมบัติ ในถิ่นชายแดน ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สุเหมันตะ. เขาถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับอยู่ที่ มฤคทายวัน ในสังกัสสนคร ฟังธรรมแล้ว ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เป็นผู้ทรงพระไตรปิฎก เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ถึงความเชี่ยว ชาญแตกฉานในปฏิสัมภิทาต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า เราเป็นนายพราน เข้าไปสู่ป่าใหญ่ เห็นดอก บุนนาคกำลังบาน จึงระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ สุด ได้เก็บเอาดอกบุนนาคนั้น อันมีกลิ่นหอมตลบ
หน้า 483 ข้อ 243
อบอวลแล้วได้ก่อสถูปที่กองทราย บูชาพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าด้วย กอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิพระองค์หนึ่ง มีนามว่า ตโมนุทะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว คิดอย่างนี้ว่า กิจแห่งบรรพชิตใด อันเราผู้เป็นสาวกพึงบรรลุ กิจแห่งบรรพชิตนั้นเราได้บรรลุแล้ว โดยลำดับ ไฉนหนอแล เราพึงทำการอนุเคราะห์ภิกษุทั้งหลายในบัดนี้ ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว เพราะความที่ท่านเป็นผู้แตกฉานในปฎิสัมภิทา และเพราะความที่ท่านเป็นผู้ไม่ เกียจคร้าน จึงโอวาทอนุศาสน์ ตัดความสงสัย แสดงธรรมมอกกรรมฐาน กะภิกษุทั้งหลาย ผู้เข้าไปสู่สำนักแห่งตน ทำให้ปลอดโปร่ง หมดข้อกังขา อยู่. ในวันหนึ่ง เมื่อจะบอกคุณพิเศษแก่ภิกษุ และบุคคลชั้นวิญญูชน ผู้เข้า ไปสู่สำนักของตน จึงได้กล่าวคาถาว่า คนโง่เขลา มักเห็นเนื้อความอันมีความหมาย ตั้งร้อย ทรงไว้ซึ่งลักษณะตั้งร้อย ว่ามีความหมายและ ลักษณะเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนคนฉลาด ย่อม เห็นได้ตั้งร้อยอย่าง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตลิงฺคสฺส ความว่า สภาวธรรมชื่อว่า ลิงฺคานิ เพราะถึงอรรถอันลี้ลับ ได้แก่นิมิตของศัพท์ ที่เป็นไปในอรรถ ทั้งหลาย ก็นิมิตเหล่านั้นชื่อว่า สตลิงคะ เพราะมีความลี้ลับตั้งร้อย มิใช่น้อย.
หน้า 484 ข้อ 243
อธิบายว่า สตศัพท์ในที่นี้เป็นอเนกัตถะ (มีความหมายมาก) ไม่ใช่ระบุความ พิเศษโดยสังขยา ดังในประโยคมีอาทิว่า สตํ (ร้อย) สหสฺสํ (พัน). ซึ่ง เนื้อความอันลี้ลับตั้งร้อยนั้น. บทว่า อตฺถสฺส ได้แก่ ไญยธรรม. ก็ไญยธรรมท่านเรียกว่า อรรถ เพราะพึงรู้แจ้งได้ด้วยญาณ. ก็อรรถนั้น แม้ข้อเดียวก็มีความหมายมิใช่น้อย เหมือนศัพท์ว่า สกฺโก ปุรินฺทโท มฆวา และศัพท์ว่า ปญฺา วิชฺชา เมธา าณํ. อินทศัพท์ เป็นไปในอรรถว่าผู้เป็นใหญ่แห่งสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ โดยอรรถอันลี้ลับ คือเครื่องหมายแห่งความเป็นไปอันใด ศัพท์ทั้งหลายมีสักก ศัพท์เป็นต้น ในบทว่า สกฺโก ปุรินฺทโท มฆวา นั้น ก็มิได้เป็นไปโดย อรรถอันลี้ลับ คือเครื่องหมายแห่งความเป็นไปนั้น โดยที่แท้ เป็นไปโดย ประการอื่น อนึ่ง ปญฺาศัพท์ เป็นไปในอรรถว่า สัมมาทิฏฐิ โดยอรรถ อันลี้ลับ คือเครื่องหมายแห่งความเป็นไปอันใด ศัพท์ทั้งหลายมีวิชชาศัพท์ เป็นต้น ก็มิได้เป็นไปโดยอรรถอันลี้ลับนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า สตลิงฺคสฺส อตฺถสฺส เนื้อความอันมีความหมายตั้งร้อย ดังนี้. บทว่า สตลกฺขณธาริโน ความว่า มีลักษณะมิใช่น้อย ชื่อว่า ลักษณะเพราะเป็นเหตุอันท่านกำหนดไว้. ความที่แห่งเนื้อความอันเป็นตัว ปัจจัย เป็นปัจจัยโดยอาศัยผลของตนมีอยู่ ด้วยเหตุนั้นแล ความเป็นปัจจัยนั้น ท่านจึงกำหนดไว้ว่า เนื้อความนี้เป็นเหตุของเนื้อความนี้ และประเภทแห่ง เนื้อความอันเดียวนั้นแหละ ที่จะพึงเข้าไปได้มีเป็นอเนก ด้วยเหตุนั้น พระเถระ จึงกล่าวว่า ทรงไว้ซึ่งลักษณะตั้งร้อย. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า ลักษณะ เพราะ อันท่านกำหนด ได้แก่ประการอันพิเศษ มีความที่แห่งเนื้อความนั้น ๆ เป็น สังขตธรรมเป็นต้น. ก็แลประการอันพิเศษเหล่านั้น โดยเนื้อความพึงทราบว่า ได้แก่ข้อความที่ไม่แตกต่างกัน. ส่วนประการพิเศษนั้น ท่านเรียกว่า ลิงฺคานิ
หน้า 485 ข้อ 243
เพราะวิเคราะห์ว่า ทำให้หมายรู้ คือให้เข้าใจสามัญลักษณะมีความไม่เที่ยง แห่งสังขารเหล่านั้นเป็นต้น. ข้อความนั้นมีอาการดังกล่าวมานี้ เพราะเหตุที่ เนื้อความแม้อย่างเดียว บัณฑิตย่อมเข้าใจความหมายได้มิใช่น้อย ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า (คนโง่เขลานักเห็นเนื้อความ) อันมีความหมายตั้งร้อย ทรงไว้ซึ่งลักษณะตั้งร้อย ดังนี้. สมดังที่ท่านพระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ย่อมมาสู่คลองในมุขแห่งพระญาณ ของพระผู้มีพระ- ภาคผู้พระพุทธเจ้า. บทว่า เอกงฺคทสฺสี ทุมฺเมโธ ความว่า เมื่อเนื้อความที่มีความหมาย มิใช่น้อย มีลักษณะเป็นอเนกเช่นนี้มีอยู่ ผู้ใดมีปกติเห็นได้เพียงส่วนเดียว เพราะมีปัญญาไม่กว้างขวาง คือเห็นว่ามีความหมายเพียงอย่างเดียว และมี ลักษณะเพียงอย่างเดียว จะเชื่อมั่นสิ่งที่ตนเห็นแล้วเท่านั้น ว่า "สิ่งนี้เท่านั้น จริง " ปฏิเสธสิ่งนอกนี้ว่า " สิ่งอื่นเป็นโมฆะ" บุคคลผู้นั้นชื่อว่า เป็นคน โง่เขลา คือมีปัญญาทราม จะถือเอาได้เพียงอย่างเดียว เพราะไม่รู้ประการ อันต่าง ๆ กัน ซึ่งมีอยู่ในอรรถนั้นนั่นแล และเพราะเชื่อมั่นอย่างผิด ๆ อุปมา เหมือนคนตาบอดคลำช้าง ฉะนั้น. บทว่า สตทสฺสี จ ปณฺฑิโต ความว่า ส่วนบัณฑิตย่อมเห็น ประการทั้งหลายแม้มิใช่น้อย อันมีอยู่ในอรรถนั้น โดยประการทั้งปวงด้วย ปัญญาจักษุของตน. อีกอย่างหนึ่ง บุคคลใดรู้ข้อความเป็นอเนก อันจะพึงหา ได้ในอรรถนั้น ด้วยปัญญาจักษุแม้ด้วยตนเอง ทั้งยังแสดงและประกาศ แม้ แก่คนเหล่าอื่นได้อีกด้วย บุคคลนั้นเป็นบัณฑิต คือ ชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญาเห็น ประจักษ์ ฉลาดในอรรถทั้งหลาย. พระเถระ ยังสมบัติคือปฏิสัมภิทาญาณอันยอดเยี่ยมของตน ให้ เเจ่มแจ้งแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถาสุเหมันตเถรคาถา
หน้า 486 ข้อ 244
๗. ธรรมสังวรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระธรรมสังวรเถระ* [๒๔๔] ได้ยินว่า พระธรรมสังวรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราได้พิจารณาแล้ว จึงออกบวชเป็นบรรพชิต เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว บำเพ็ญกิจในพระศาสนา เสร็จแล้ว. อรรถกถาธรรมสวเถรคาถา คาถาของท่านพระธรรมสวเถระ เริ่มต้นว่า ปพฺพชึ ตุลยิตฺวาน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้เป็นพราหมณ์ นามว่า สุวัจฉะ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เรียนจบไตรเพท เห็น โทษในการอยู่ครองเรือน จึงบวชเป็นดาบส ให้สร้างอาศรมในซอกเขา ชายป่า อยู่ร่วมกับดาบสเป็นอันมาก. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า มีพระประสงค์จะทรงปลูกพืชคือกุศล แก่เขา จึง (เสด็จไป) ประทับยืนอยู่บนอากาศ ใกล้อาศรม แล้วทรงแสดง อิทธิปาฏิหาริย์. สุวัจฉดาบสเห็นอิทธิปาฎิหาริย์นั้น เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ใคร่จะ บูชา จึงเก็บเอาดอกสารภี (มาถวาย). พระศาสดาทรงพระดำริว่า พอแล้ว สำหรับพืชคือกุศลมีประมาณเท่านี้ แห่งดาบสผู้นี้ ดังนี้แล้ว เสด็จหลีกไป. * อรรถกถาเรียกว่า พระธรรมสวเถระ
หน้า 487 ข้อ 244
พระดาบสเก็บดอกไม้มาโรยทาง ที่พระบรมศาสดาเสด็จผ่านไป แล้วยังจิตให้ เลื่อมใส ยืนประคองอัญชลีอยู่แล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นมคธ ในพุทธุปบาท กาลนี้ ได้นามว่า ธรรมสวะ ถึงความเป็นผู้รู้แล้ว อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ เห็นโทษในการอยู่ครองเรือน และอานิสงส์ในบรรพชา เข้าไปเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้าผู้ประทับอยู่ในทักขิณาคิรีชนบท ฟังธรรมแล้วได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บรรพชาแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง คาถาพยากรณ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นพราหมณ์ นามว่า สุวัจฉะ เป็นผู้รู้เจน จบมนต์ แวดล้อมด้วยศิษย์ของตน อยู่ ณ ระหว่างภูเขา พระชินเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้สมควรรับ เครื่องบูชา พระองค์ทรงประสงค์ จะรื้อถอน (ช่วย เหลือ) เรา จึงเสด็จมายังสำนักเรา เสด็จจงกรมอยู่บน เวหาส เหมือนประทีปอันโพลงฉะนั้น ทรงทราบว่า เรายินดีแล้ว บ่ายพระพักตร์กลับไปทางทิศประจิม ก็เราได้เห็นความอัศจรรย์อันไม่เคยมี น่าขนพอง- สยองเกล้านั้นแล้ว ได้เก็บเอาดอกสารภีไปโปรยลงที่ ทางเสด็จผ่าน ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ เราโปรย ดอกไม้ใด ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น เราไม่เข้าถึงทุคติ เลย ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิราช มีพระนามว่า "มหารถะ" สมบูรณ์
หน้า 488 ข้อ 244
ด้วยแล้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน ถึง ความโสมนัส ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งอุทานว่า เราได้พิจารณาเห็นแล้ว จึงออกบวชเป็น บรรพชิต เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว บำเพ็ญกิจใน พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺพชึ ตุลยิตฺวาน ความว่า พิจารณา คือสอดส่องซึ่งโทษในฆราวาส โดยนัยมีอาทิว่า การอยู่ครองเรือนคับแคบ เป็นทางแห่งละอองธุลี ดังนี้ ได้แก่พิจารณาโทษในกามทั้งหลาย โดยนัยมี อาทิว่า กามทั้งหลายมีความยินดีน้อย มีทุกข์มาก มีความคับแค้นมาก ดังนี้ และอานิสงส์ในการออกบวช โดยตรงข้ามกับโทษในกามนั้น ด้วยปัญญาอัน เป็นดุจตราชั่ง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวในหนหลังแล้วทั้งนั้น. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาธรรมสวเถรคาถา
หน้า 489 ข้อ 245
๘. ธรรมสฏปิตุเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระธรรมสฏปิตุเถระ* [๒๔๕] ได้ยินว่า พระธรรมสฏปิตุเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เรามีอายุ ๑๒๐ ปี จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว บำเพ็ญกิจในพระพุทธศาสนา เสร็จแล้ว. อรรถกถาธัมมสวปิตุเถรคาถา คาถาของท่านพระธัมมสวปีตุเถระ เริ่มต้นว่า ส วีสวสฺสสติโก. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ เมื่อโลกว่างจากพระพุทธเจ้า (สุญญกัป) บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า อยู่บนภูเขาชื่อว่า ภูตคณะ มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกมะลิซ้อน. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นมคธ ในพุทธุปบาท- กาลนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว มีครอบครัว ได้บุตรชื่อว่า ธัมมสวะ เมื่อบุตร บวชแล้ว แม้ตนเอง (ก็ย่างสู่วัยชรา) มีอายุ ๑๒๐ ปี แล้วเกิดความสลด ใจว่า บุตรของเรายังหนุ่ม บวชก่อนแล้ว เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร เราจักไม่ * อรรถกถาว่า พระธัมมสวปีตุเถระ
หน้า 490 ข้อ 245
บวชเล่า ? ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว บวช เริ่ม ตั้งวิปัสสนา ได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า มีภูเขาชื่อว่า ภูตคณะ อยู่ในที่ไม่ไกล ภูเขา หิมวันต์ พระชินปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง สละโลกแล้ว มาอยู่ ณ ภูเขานั้น เราจึงเอาดอกมะลิซ้อนไปบูชา ท่าน ไม่ตกลงจตุราบาย ตลอดแสนกัปหย่อนหนึ่ง ในกัปที่ ๑๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ องค์หนึ่ง มีนามว่า ธรณีรุหะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน บังเกิดความโสมนัส เมื่อจะเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาว่า เรามีอายุ ๑๒๐ ปี จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้วบำเพ็ญกิจในพระศาสนา เสร็จ แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ส วีสวสฺสสติโก ความว่า เรามี อายุ ๑๒๐ ปี คือเรานั้นนับแต่เกิดมา มีอายุครบ ๑๒๐ ปี. บทว่า ปพฺพชึ ความว่า เข้าถึงบรรพชาเพศ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วทั้งนั้น. ก็คำเป็น คาถานี้แหละ ได้เป็นคำพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนี้. จบอรรถกถาธัมมสวปิตุเถรคาถา
หน้า 491 ข้อ 246
๙. สังฆรักขิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสังฆรักขิตเถระ [๒๔๖] ได้ยินว่า พระสังฆรักขิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดนี้ เห็นจะไม่คำนึงถึงคำสอน ของพระศาสดา ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตวโลก ด้วยประ- โยชน์อย่างเยี่ยมเป็นแน่ จึงไม่สำรวมอินทรีย์ เหมือน แม่เนื้อลูกอ่อนในป่า ฉะนั้น. อรรถกถาสังฆรักขิตเถรคาถา คาถาของท่านพระสังฆรักขิตเถระ เริ่มต้นว่า น นูนายํ ปรมหิ- ตานุกมฺปิโน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนั้น ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อยู่ที่เชิงเขา เป็นผู้มีใจโสมนัส เก็บเอาดอกกระทุ่มไปบูชา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้ว ท่อง เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลของผู้มั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สังฆรักขิต. เขาบรรลุ นิติภาวะแล้ว ได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เรียนกรรมฐาน กระทำภิกษุรูปหนึ่ง
หน้า 492 ข้อ 246
ให้เป็นสหายแล้วอยู่ในป่า. ในที่ไม่ไกลจากที่ซึ่งพระเถระพำนักอยู่ มีแม่เนื้อ ตัวหนึ่ง ตกลูกอยู่ที่พุ่มไม้ เฝ้ารักษาลูกน้อยที่ยังเล็ก แม้จะถูกความหิวครอบ งำ ก็ไม่ไปหากินไกล เพราะความห่วงไยในลูก และต้องระกำลำบาก เพราะ หาหญ้าและน้ำในที่ใกล้ไม่ได้. พระเถระเห็นดังนั้น เกิดความสลดใจว่า โอ หนอ สัตวโลกนี้ อันเครื่องผูกคือตัณหารัดรึงไว้ ย่อมเสวยทุกข์หนัก ไม่ สามารถจะตัดเครื่องผูกตัณหานั้นได้ ดังนี้แล้ว กระทำเหตุการณ์นั้นแหละ ให้เป็นขอสับ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า มีภูเขาชื่อว่า กุกกุฏะ อยู่ในที่ไม่ไกลภูเขา หิมพานต์ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๗ องค์อยู่ที่เชิงเขานั้น เราเห็นต้นกระทุ่มมีดอกบาน ดังพระจันทร์พุ่งขึ้นสู่ ท้องฟ้า จึงประคองด้วยมือทั้งสอง บูชาพระปัจเจก พุทธเจ้าทั้ง ๗ องค์ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชา นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ ปัจเจกพุทธเจ้า ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระ เจ้าจักรพรรดิ ๗ พระองค์ นามว่า ปุปผะ สมบูรณ์ด้วยแก้ว ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว รู้ว่า ภิกษุผู้เป็นเพื่อนของ ตนอยู่อย่างผู้มากไปด้วยมิจฉาวิตก จึงกระทำนางเนื้อนั้นแหละให้เป็นอุปมา แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 493 ข้อ 246
ภิกษุผู้อยู่ในที่สงัดนี้ เห็นจะไม่คำนึงถึงคำสอน ของพระศาสดา ผู้ทรงอนุเคราะห์สัตวโลก ด้วย ประโยชน์อย่างยอดเยี่ยมเป็นแน่ จึงไม่สำรวมอินทรีย์ เหมือนแม้เนื้อลูกอ่อนในป่า ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น น ศัพท์ ในบทว่า น นูนายํ นี้ เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ปฎิเสธ. บทว่า นูน เป็นนิบาตลงในอรรถว่า ปริวิตก. ตัด บทเป็น นูน อยํ. บทว่า ปรมหิตานุกมฺปิโน ความว่า ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ผู้มีปกติอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลายอย่างยอดเยี่ยม คือเปรียบไม่ได้ หรือ ด้วยประโยชน์อย่างยิ่ง คือ อย่างเยี่ยม. บทว่า รโหคโต ตัดบทเป็น รหสิ คโต (อยู่ในที่ลับ) อธิบายว่า อยู่ในสุญญาคาร คือเป็นผู้ประกอบ ด้วยกายวิเวก. ในบทว่า อนุวิคเณติ นี้ ต้องนำเอาบททั้งสองว่า น นนู มา เชื่อมเข้าเป็น นานุวิคเณติ นูน ได้ความว่า เห็นจะไม่คิด คือไม่ตรึก ตรองว่า จะต้องขวนขวาย. บทว่า สาสนํ ความว่า คำสอนคือข้อปฏิบัติ อธิบายว่า ได้แก่ การเจริญจตุสัจจกรรมฐาน. บทว่า ตถา หิ ความว่า เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ ได้แก่ เพราะไม่ขวนขวายคำสอนของพระศาสดานั่น เอง. บทว่า อยํ แก้เป็น อยํ ภิกฺขุ แปลว่า ภิกษุนี้. บทว่า ปากตินฺทฺริโย ความว่า ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อันเป็นแล้ว ตามสภาพ เพราะปล่อยอินทรีย์ทั้งหลาย มีใจเป็นที่ ๖ ไปในอารมณ์ทั้งหลาย ตามใจของตน. อธิบายว่า เป็นผู้ไม่สำรวมจักษุทวารเป็นต้น ภิกษุนั้น ชื่อว่า อยู่อย่างผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ เพราะไม่ตัดกิเลสเครื่องข้องคือตัณหาใด พระ เถระเมื่อจะแสดงข้ออุปมาแห่งกิเลสเครื่องข้องคือตัณหานั้น จึงกล่าวว่า มิคี
หน้า 494 ข้อ 247
ยถา ตรุณชาติกา วเน (เหมือนแม่เนื้อลูกอ่อนในป่าฉะนั้น) อธิบายว่า แม่เนื้อยังมีลูกเล็กดังนี้ ย่อมเสวยทุกข์ในป่า เพราะตัดความสิเนหาในลูก ไม่ขาด ได้แก่ ไม่ล่วงพ้นความทุกข์นั้น ฉันใด แม้ภิกษุนี้ก็ฉันนั้น เมื่อ อยู่อย่างผู้ไม่สำรวมอินทรีย์ เพราะตัดกิเลสเครื่องเกี่ยวข้องไม่ได้ ชื่อว่า ย่อม ไม่ล่วงพ้นทุกข์ในวัฏฏะ ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ตรุณวิชาติกา ก็มี. ความก็ว่า มีลูกอ่อน ที่จะต้องทะนุถนอม. ภิกษุนั้น ฟังดังนั้นแล้วเกิดความ สลดใจ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. จบอรรถกถาสังฆรักขิตเถรคาถา ๑๐. อุสภเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุสภเถระ [๒๔๗] ได้ยินว่า พระอุสภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พฤกษชาติทั้งหลายบนยอดเขา ที่ถูกน้ำฝนใหม่ ตกรดแล้ว ย่อมงอกงาม จิตอันควรแก่ภาวนา ย่อม เกิดทวีขึ้นแก่เรา ผู้ชื่อว่าอุสภะ ผู้ใคร่ต่อวิเวก ผู้มี ความสำคัญในป่า. จบวรรคที่ ๑๑
หน้า 495 ข้อ 247
อรรถกถาอุสภเถรคาถา คาถาของท่านพระอุสภเถระเริ่มต้นว่า นคา นคคฺเคสุ สุสํวิรุฬฺหา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ กระทำบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็น เทพบุตรในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ วันหนึ่งเห็นพระศาสดาแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชา ด้วยดอกไม้ทิพย์ การบูชาด้วยดอกไม้นั้น ได้ตั้งอยู่โดยอาการดังมณฑปดอกไม้ ตลอด ๗ วัน. เทวดาและมนุษย์ทั้งหลายได้มีการประชุมเป็นมหาสมาคม. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิด ในตระกูลของผู้มั่งคั่ง แคว้นโกศลในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุสภะ. เขา ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เป็นผู้มีความเลื่อมใสอันได้แล้วในพระศาสดา ใน คราวรับมอบพระวิหารชื่อว่า เชตวัน บรรพชาแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว อยู่ที่เชิงเขาในป่า. ก็โดยสมัยนั้น เมื่อเมฆในฤดูฝนพัดผ่านทำให้ฝนตกลงมา กองใบไม้ที่สุมกันจนหนาทึบ เพราะเครือเถาของกิ่งไม้ จะมี (กองอยู่) ที่ยอดเขา ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง พระเถระออกจากถ้ำ มองเห็นป่าที่น่ารื่นรมย์ และภูเขา ที่น่ารื่นรมย์นั้นแล้ว คิดอยู่โดยโยนิโสมนสิการว่า ธรรมชาติมีต้นไม้เป็น ชื่อแม้เช่นนี้ หาเจตนามิได้ ย่อมถึงความเจริญงอกงาม เพราะความสมบูรณ์ ของฤดู เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน เราได้ฤดูเป็นที่สบายแล้ว จักไม่เจริญด้วย คุณธรรมทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 496 ข้อ 247
พฤกษชาติทั้งหลายบนยอดเขา ที่ถูกฝนใหม่ ตกรดแล้ว ย่อมงอกงาม จิตอันควรแก่ภาวนา ย่อม เกิดทวีขึ้นแก่เรา ผู้มีนามว่า " อสภะ " ผู้ใคร่วิเวก ผู้มีความสำคัญในป่า ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคา แปลว่า ต้นไม้. บางอาจารย์ เรียกว่า นาคา หมายถึงต้นกากะทิง. บทว่า นคคฺเคสุ แปลว่า บนยอดเขา. บทว่า สุสํวิรุฬฺหา ความว่า เป็นต้นไม้มีรากงอกงามด้วยดี คือ แผ่ขยายไปโดยรอบ อธิบายว่า แตกกิ่งก้านสาขาทั้งอ่อนทั้งแก่ แลดูสล้างไป โดยรอบทั้งข้างล่างและข้างบน. บทว่า อุทคฺคเมเฆน นเวน สิตฺตา ความว่า อันเมฆที่ทำให้ ฝนตก ที่เกิดขึ้นครั้งแรกห่าใหญ่ ตกรดชุ่มโชก. บทว่า วิเวกกามสฺส ได้แก่ ปรารถนาจิตตวิเวก อันสงัดแล้วจาก กิเลส คือ ปรารถนาจิตควิเวกนั้นว่า กายวิเวกอันผู้อยู่ในป่าได้แล้วก่อน บัดนี้ เราพึงได้จิตตวิเวก อันเป็นนิสสยปัจจัย แห่งการบรรลุอุปธิวิเวก อธิบายว่า ได้แก่การหมั่นประกอบเนือง ๆ ซึ่งชาคริยธรรม ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึง กล่าวว่า อรฺสญฺิโน (ผู้มีความสำคัญในป่า) ดังนี้ อธิบายว่า ผู้มีความ สำคัญในการอยู่ในป่า คือมากไปด้วยเนกขัมมสังกัปปะ อย่างนี้ว่า ขึ้นชื่อว่า การอยู่ป่า อันพระศาสดาทรงสรรเสริญแล้ว ทรงชมเชยแล้ว ก็และการอยู่ป่า นั้น ก็เพียงเพื่อทำสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนาให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนานั้น เราควรกระทำให้อยู่ในเงื้อมมือ ดังนี้.
หน้า 497 ข้อ 247
บทว่า ชเนติ เท่ากับ อุปฺปาเทนฺติ แปลว่า ย่อมให้เกิดขึ้น ก็ บทว่า ชเนติ นี้ เป็นเอกวจนะ ใช้ในอรรถแห่งพหุวจนะ. ส่วนอาจารย์ บางพวกกล่าวว่า ชเนนฺติ. บทว่า ภิยฺโย แปลว่า ยิ่ง ๆ ขึ้นไป. พระเถระเรียกตนเองนั่นแหละ ด้วยบทว่า อุสภสฺส เหมือนเรียก คนอื่น. บทว่า กลฺยตํ ความว่า ความที่จิตสมควร คือความที่จิตควรแก่ การงาน ได้แก่ความที่จิตควรแก่ภาวนา. ความข้อนี้นั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ใน หนหลังแล้วทั้งนั้น. พระเถระกล่าวคาถานี้อยู่อย่างนี้นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา แล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ เป็นนายก พระนามว่า สิขี ได้น้อมบูชาพระพุทธองค์ ด้วยดอกมณฑารพ พวงมาลัยทิพย์ เป็นหลังคาบังร่ม ในพระตถาคตตลอด ๗ วัน. ชนทั้งปวงมาประชุมกัน นมัสการพระตถาคต ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ในกัปที่ ๑๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช พระ- นามว่า "ชุตินธระ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ
หน้า 498 ข้อ 247
มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็คาถานี้แหละได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ. จบอรรถกถาอุสภเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๑๑ แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูปคือ ๑. พระเพลัฏฐกานิเถระ ๒. พระเสตุจฉเถระ ๓. พระพันธุรเถระ ๔. พระขิตกเถระ ๕. พระมลิตวัมภเถระ ๖. พระสุเหมันตเถระ ๗. พระธรรมสังวรเถระ ๘. พระธัมมสวปิตุเถระ ๙. พระสังฆรักขิตเถระ ๑๐. พระอุสภเถระ และอรรถกถา.
หน้า 499 ข้อ 248
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๑๒ ๑. เชนตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเชนตเถระ [๒๔๘] ได้ยินว่า พระเชนตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า การบวชกระทำได้ยากแท้ การอยู่ครองเรือนก็ ยากแท้ ธรรมเป็นของลึก การหาทรัพย์เป็นของยาก การเลี้ยงชีพของเราด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ก็เป็น ของยาก ควรคิดถึงอนิจจตาเนือง ๆ. วรรควรรณนาที่ ๑๒ อรรถกถาเชนตเถรคาถา คาถาของท่านพระเชนตเถระ เริ่มต้นว่า ทุปฺปพฺพชฺชํ เว ทุรธิวาสา เคหา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดเป็น เทพบุตร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี. วันหนึ่งเขา เห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใสแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยดอกฟักทิพย์.
หน้า 500 ข้อ 248
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นโอรสของเจ้ามัณฑลิกราช พระองค์หนึ่ง ในเชนตคาม แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีพระนามว่า เชนตะ. ท้าวเธอบรรลุนิติภาวะแล้ว อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ แต่ในเวลาที่ยังทรงพระเยาว์ทีเดียว เป็นผู้มีพระทัย น้อมไปในบรรพชาแล้ว ทรงพระดำริใหม่ว่า ขึ้นชื่อว่า บรรพชาเป็นของทำ ได้ยาก แม้เรือนก็อยู่ครองลำบาก ธรรม (วินัย) ก็เป็นของลึกซึ้ง และโภค- สมบัติก็ประสบได้โดยยาก เราพึงทำอย่างไรดีหนอ ดังนี้. ก็พระองค์เป็นผู้ มากไปด้วยความคิดคำนึงอย่างนี้ เที่ยวไป วันหนึ่งไปสู่สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว จำเดิมแต่เวลาที่ทรงสดับธรรมแล้ว ก็กลับเป็นผู้มีความยินดี อย่างยิ่งในบรรพชา บวชในสำนักของพระศาสดา เรียนกรรมฐานแล้วเจริญ วิปัสสนา กระทำให้แจ้งพระอรหัตผลแล้ว ด้วยสุขาปฏิปทาขิปปาภิญญา การ ปฏิบัติสะดวก และตรัสรู้ได้ง่าย. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นเทพบุตร ได้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ เป็นนายก พระนามว่า สิขี ได้ถือเอาดอกฟักทิพย์ไป บูชาพระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ บูชาพระพุทธเจ้าด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และในกัปที่ ๙ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ มีพระนามว่า "สัตตุตตมะ" สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มี พลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 501 ข้อ 248
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อพิจารณาดูข้อปฏิบัติของตน ก็เกิดความโสมนัสว่า เราไม่สามารถจะตัดวิตกอันบังเกิดขึ้นแก่เราแต่ตอนแรก ได้หนอ ดังนี้แล้ว เมื่อจะแสดงอาการที่วิตกเกิดขึ้น และความที่ตนตัดวิตก นั้นได้โดยชอบนั่นแล จึงได้กล่าวคาถาว่า การบวชทำได้ยากแท้ การอยู่ครองเรือนก็ลำบาก ธรรมเป็นของลึก การหาทรัพย์เป็นของยาก การ เลี้ยงชีพของเราด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ก็เป็นของ ยาก ควรคิดถึงอนิจจตาเนือง ๆ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุปฺปพฺชฺชํ ความว่า การเว้นชั่วชื่อว่า ทำได้ยาก เพราะการสละกองโภคสมบัติ และความห้อมล้อมของหมู่ญาติน้อย- ก็ตาม มากก็ตาม แล้วบวชถวายชีวิตในพระศาสนานี้ ชื่อว่า ยาก เพราะ กระทำได้โดยยาก คือการบรรพชาทำได้โดยยาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า " ทุปฺปพฺพชฺชํ " (การบวชทำได้ยาก). บทว่า เว เป็นเพียงนิบาต. อีกอย่างหนึ่ง เวศัพท์มี ทฬฺหศัพท์ เป็นอรรถ (คือส่งความให้หนักแน่น) ว่าการบวชเป็นของยาก ดังนี้. ที่ที่พัก อาศัย ชื่อว่า เรือน เรือนชื่อว่าอยู่ครองได้ยาก คือเรือนชื่อว่าอยู่ยาก คือ ปกครองลำบาก โดยกระทำอธิบายว่า เพราะราชกิจอันพระราชาจะต้องทรง ปฏิบัติ (ก็ดี) อิสรกิจ อันอิสรชนต้องกระทำ (ก็ดี) คหปติกิจ อันคฤหบดี ต้องจัดแจง (ก็ดี) ผู้อยู่ครองเรือนต้องกระทำทั้งนั้น ทั้งบริวารชน และสมณ พราหมณ์ ผู้อยู่ครองเรือนก็ต้องสงเคราะห์ ก็เมื่อมัวกระทำกิจที่ต้องบำเพ็ญ นั้น ๆ อยู่ การอยู่ครองเรือนจึงทำให้เต็มได้ยาก เหมือนหม้อน้ำที่ทะลุ และ เหมือนมหาสมุทร เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าเรือนเหล่านี้ จึงชื่อว่ายากที่จะอยู่ ยากที่จะครอบครอง คือกระทำได้โดยยาก.
หน้า 502 ข้อ 248
บรรพชาพึงดำรงในภายหลัง ธรรมเป็นของลึกคือบรรพชา มีสิ่งใด เป็นประโยชน์ สิ่งนั้นได้แก่ปฏิเวธสัทธรรม อันผู้บวชแล้วพึงบรรลุ เป็น ของลึก คือเห็นได้ยาก เพราะเป็นอารมณ์ของญาณที่ลึกซึ้ง ได้แก่แทงตลอด ได้โดยยาก เพราะเป็นของแทงตลอดได้โดยยาก โดยความที่พระธรรมเป็น ของลึกซึ้ง ที่เป็นที่อยู่อาศัยชื่อว่าเรือน โภคะทั้งหลายแสวงหาได้โดยยาก ผู้อยู่ครอบครองเรือน เว้นจากโภคะเหล่าใด ไม่สามารถจะอยู่ครองเรือนได้ โภคะเหล่านั้น ชื่อว่าแสวงหาได้ยาก เพราะความเป็นโภคะที่แสวงหาได้โดยยาก คือลำบาก. เมื่อเป็นเช่นนั้น การละฆราวาสแล้วบวชนั่นแล ชื่อว่า พึงดำรงใน ภายหลัง การเลี้ยงชีพของพวกเราทั้งหลายด้วยปัจจัย ๔ ตามมีตามได้ ในพระ- ธรรมวินัยนี้ เป็นของยากแม้อย่างนี้ คือ การครองชีพ ได้แก่ความเป็นอยู่ ของพวกเราทั้งหลาย ในพระพุทธศาสนานี้ ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ คือตาม ที่ได้มา เป็นของยากคือลำบาก คือว่า การเลี้ยงชีวิตของพวกเราทั้งหลาย ชื่อว่า ยาก คือลำบาก เพราะต้องยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ใน เรือนของฆราวาสทั้งหลาย เพราะความที่เขาเหล่านั้นอยู่กันอย่างลำบาก ทั้ง โภคะทั้งหลายก็หาได้ยาก. ถามว่า ในข้อนั้นควรจะทำอย่างไร ? ตอบว่า ควรคิดว่า เป็นของไม่เที่ยงเป็นนิตย์ คือธรรมชาติอันเป็นไปในภูมิ ๓ ชื่อว่า เป็นของไม่เที่ยง ตลอดวันทั้งสิ้น และก่อนรัตติกาล และหลังรัตติกาล. ต่อ แต่นั้น ก็ควรคิดว่า ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะเกิดขึ้นและเสื่อมไป เพราะมีเบื้องต้น และที่สุด และเพราะเป็นไปชั่วขณะ ฉะนั้น การคิดและการพิจารณาว่าไม่เที่ยง จึงสมควรแล้ว. เมื่อการพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงสำเร็จแล้ว การ พิจารณาโดยลักษณะนอกนี้ ย่อมสำเร็จโดยง่ายทีเดียว เพราะเหตุนั้น ใน คาถานี้ ท่านจึงกล่าวไว้แต่อนิจจานุปัสสนาอย่างเดียว เพราะอนิจจลักษณะ
หน้า 503 ข้อ 249
กินความถึงทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ และเพราะศาสนิกชนกำหนดถือ เอาได้สะดวก. สมดังที่ตรัสไว้ว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตาบ้าง ว่าสิ่งใดมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดมี ความดับเป็นธรรมดาบ้าง ว่า สังขารทั้งหลายมีความสิ้นไปเป็นธรรมดาบ้าง. พระเถระเมื่อข่มกิเลสที่เกิดขึ้น ไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งธรรมอันเป็น ปฏิปักษ์ซึ่งกันและกันได้อย่างนี้แล้ว เริ่มปรารภวิปัสสนาโดยมีอนิจจตาเป็น สำคัญ แล้วแสดงว่า เป็นผู้เสร็จกิจแล้วในบัดนี้ ด้วยบทว่า " สตตมนิจฺจตํ " นี้. สมดังที่ข้าพเจ้ากล่าวไว้ว่า "อตฺตโน ปฏิปตฺตึ " (พระเถระพิจารณาอยู่) ซึ่งข้อปฏิบัติของตน ดังนี้เป็นอาทิ. คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นการพยากรณ์ พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถาเชนตเถรคาถา ๒. วัจฉโคตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัจฉโคตตเถระ [๒๔๙] ได้ยินว่า พระวัจฉโคตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ได้ไตรวิชชา มักเพ่งธรรมอันประณีต ฉลาดในอุบาย สงบใจ ได้บรรลุประโยชน์ของตน เสร็จกิจพระพุทธศาสนาแล้ว.
หน้า 504 ข้อ 249
อรรถกถาวัจฉโคตตเถรคาถา คาถาของพระวัจฉโคตตเถระ เริ่มต้นว่า เตวิชฺโชหํ มหาฌายี. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ ปลูกพืช คือ กุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครพันธุมดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ในวันหนึ่ง กระทำพุทธบูชา ร่วมกับพระราชา และชาวเมืองทั้งหลาย ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติในพระนคร- ราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า วัจฉโคตตะ เพราะความ ที่เขาเป็นเหล่าวัจฉโคตร. เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว ประสบความสำเร็จในวิชชาของพวกพราหมณ์ ไม่เห็นสาระในวิชชาเหล่านั้น จึงบวชเป็นปริพาชก เที่ยวไป เข้าไปเฝ้าพระ- ศาสดาแล้ว ทูลถามปัญหา เมื่อพระศาสดาทรงวิสัชนาปัญหานั้นแล้ว เป็นผู้มี- จิตเลื่อมใส บวชในสำนักของพระศาสดา เจริญวิปัสสนา ได้สำเร็จอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ภิกษุสงฆ์ ๖๘,๐๐๐ ล้วนเป็นพระขีณาสพแวดล้อม พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นผู้นำของโลก เป็นจอม- ประชา ประเสริฐกว่านระ มีพระรัศมีตั้งร้อย ดัง อาทิตย์อุทัยเหลืองอร่าม เสด็จดำเนินไปเหมือน พระจันทร์ในวันเพ็ญ เมื่อพระองค์ผู้เป็นผู้นำ
หน้า 505 ข้อ 249
ของโลก เสด็จดำเนินไป เราปัดกวาดถนนนั้น ได้ยาก ธงขึ้นที่ถนนนั้น ด้วยใจอันเสื่อมใส ในกัปที่ ๙๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ยกธงใด ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ในกัปที่ ๔ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระราชา มีพลมาก สมบูรณ์ ด้วยอาการทั้งปวง ปรากฏนามว่า สุธชะ. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ พิจารณาข้อปฏิบัติของตนแล้ว เกิดความ โสมนัส ได้กล่าวคาถา ด้วยสามารถแห่งอุทานว่า เราเป็นผู้ได้ไตรวิชชา มักเพ่งธรรมอันประณีต ฉลาดในอบายสงบใจ ได้บรรลุประโยชน์ของตน เสร็จกิจพระพุทธศาสนาแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เตวิชฺโชหํ ความว่า แม้ถ้าคนทั้งหลาย จะรู้จักเราว่า เป็นพราหมณ์ผู้มีวิชชา ๓ เพราะถึงฝั่งแห่งไตรเพทในครั้งก่อน แต่วิชชาทั้ง ๓ นั้นเป็นเพียงชื่อ เพราะเป็นสภาพแห่งกิจของวิชชาในพระเวท ทั้งหลาย. แต่บัดนี้ เราชื่อว่าเป็นผู้มีวิชชา ๓ โดยปรมัตถ์ เพราะได้บรรลุวิชชา ๓ มีบุพเพนิวาสญาณเป็นต้น ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติเพ่งธรรมอันประณีต เพราะเพ่ง หมู่กิเลส อันเป็นไปในฝักฝ่ายแห่งสมุทัย เป็นจำนวนมาก คือไม่มีส่วนเหลือ และเพราะเพ่งพระนิพพาน อันใหญ่หลวง คือ โอฬาร ได้แก่ ประณีต.
หน้า 506 ข้อ 249
บทว่า เจโตสมถโกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดในอุบายเครื่อง ทำใจให้สงบ ด้วยการเข้าไปสงบระงับสังกิเลสธรรม อันกระทำความกำเริบ แห่งจิต. พระเถระกล่าวถึงเหตุแห่งความเป็นผู้มีวิชชา ๓ ด้วยบทว่า เจโต- สมถโกวิโท นี้. อธิบายว่า ความเป็นผู้มีวิชชา ๓ จะมีได้ก็ด้วยความสิ้นไป แห่งอาสวะ อันประกอบไปด้วยความเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ มิใช่ด้วย (อย่างอื่น) โดยสิ้นเชิง. บทว่า สทตฺโถ แปลว่า ประโยชน์ของตน. บทนี้ท่านทำ ก อักษร ให้เป็น ท อักษร ดังในประโยคมีอาทิว่า อนุปฺปตฺตสทตฺโถ (มีประโยชน์ ตนอันบรรลุแล้วโดยลำดับ). ก็พระอรหัต พึงทราบว่า เป็นประโยชน์ของตน. อธิบายว่า พระอรหัตนั้น ท่านเรียกว่า เป็นประโยชน์ของตน เพราะความที่ พระอรหัตนั้นเป็นประโยชน์ของตน ด้วยอรรถว่า เนื่องกับตน ด้วยอรรถว่า ไม่ละซึ่งตน ด้วยอรรถว่าเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของตน. ประโยชน์ของตนนี้นั้น อันเรา คือ ตัวเรา บรรลุแล้วโดยลำดับ คือ ถึงทับแล้ว พระเถระแสดงถึง ความเป็นผู้เพ่งธรรมอันประณีต ตามที่กล่าวแล้ว กระทำให้ถึงซึ่งยอด (คือ พระอรหัต) ด้วยบทว่า สทตฺโถ นี้. จบอรรถกถาวัจฉโคตตเถรคาถา
หน้า 507 ข้อ 250
๓. วนวัจฉเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวนวัจฉเถระ [๒๕๐] ได้ยินว่า พระวนวัจฉเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภูเขากว้างใหญ่ มีน้ำใสสะอาด เกลื่อนกล่นไป ด้วยลิงและค่าง ดาษดื่นไปด้วยน้ำและสาหร่าย ย่อม ทำใจของเราให้รื่นรมย์. อรรถกถาวนวัจฉเถรคาถา คาถาของท่านพระวนวัจฉเถระ เริ่มต้นว่า อจฺโฉทิกา ปุถุสิลา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อนๆ ปลูกพืช คือ กุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิด- ในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ถึง ความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ ทำความผิดมีมลทินต่อคนบางคน อันความกลัวตายคุกคามแล้วหลบหนีไป เห็นโพธิพฤกษ์ในระหว่างทาง เป็นผู้ มีจิตเลื่อมใส ปัดกวาดโคนโพธิพฤกษ์นั้น ทำการบูชาด้วยดอกอโศกอันติดกัน เป็นกลุ่ม ไหว้แล้ว หันหน้าไปสู่โพธิพฤกษ์ นมัสการอยู่ นั่งขัดสมาธิ เห็นศัตรูเดินทางมาเพื่อจะฆ่าตน ไม่ทำจิตให้โกรธในศัตรูเหล่านั้น เมื่อรำลึก ถึงโพธิพฤกษ์นั่นแหละ ก็ตกไปในเหวลึกชั่วร้อยบุรุษ.
หน้า 508 ข้อ 250
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญเป็นอันมากแล้ว ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของ พราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า วัจฉะ. เขาเจริญวัยแล้ว เป็นผู้มีศรัทธาจิตอันได้แล้ว ในสมาคม ของพระเจ้าพิมพิสาร บวชแล้ว บรรลุพระอรหัต. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า เราเกี่ยวข้องในคดีประทุษร้ายผู้อื่น ได้กระทำ ความผิดไว้ เพรียบพร้อมไปด้วยภัยและผู้เป็นศัตรู ได้เห็นต้นไม้มีดอกเป็นกลุ่มก้อน บานสะพรั่ง จึงถือ เอาดอกมันแดงไปเกลี่ยลงที่โพธิพฤกษ์ ปัดกวาดไม้ แคฝอยอันเป็นไม้ตรัสรู้นั้นแล้ว เข้าไปนั่งขัดสมาธิที่ โคนโพธิ์ ชนทั้งหลายแสวงหาช่องทางที่เราหลบไป ได้เข้ามาใกล้เราและเราก็เห็นเขาเหล่านั้นในที่นั้นแล้ว รำพึงถึงแต่โพธิพฤกษ์อันอุดม ด้วยใจอันผ่องใสแล้ว ไหว้โพธิพฤกษ์แล้ว ได้ตกลงไปในเหว อันน่ากลัว ลึกหลายชั่วลำตาล ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ บูชาโพธิพฤกษ์ด้วยดอกไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาโพธิพฤกษ์ และในกัปที่ ๓ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้า- จักพรรดิราช พระนามว่า สุสัญญตะ* สมบูรณ์ด้วย แก้ว ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. * พระสูตรเป็น สัมมสิตะ
หน้า 509 ข้อ 250
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ยังคงอยู่ในป่านั่นแหละด้วยความ ยินดียิ่งในวิเวก จึงได้เกิดสมัญญานามใหม่ว่า วนวัจฉะ จะเป็นบางครั้งบางคราว ที่พระเถระไปสู่พระนครราชคฤห์เพื่ออนุเคราะห์หมู่ชนผู้เป็นญาติ อันญาติ ทั้งหลายบำรุงอยู่ในพระนครราชคฤห์นั้น พักอยู่ไม่กี่วัน ก็แสดงอาการที่จะ กลับไป ญาติทั้งหลายอ้อนวอนท่านว่า ท่านเจ้าข้า ขอท่านจงพักอยู่ในวิหาร ที่ใกล้ ๆ เพื่ออนุเคราะห์พวกกระผมเถิด พวกกระผมจักทำนุบำรุงท่านเอง ดังนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศความยินดีในวิเวก ด้วยการชี้ให้เห็นคุณของ ความเป็นผู้มีภูเขาเป็นที่มายินดี แก่คนเหล่านั้น ได้กล่าวคาถาว่า ภูเขากว้างใหญ่ มีน้ำใสสะอาด เกลื่อนกล่นไป ด้วยลิงและค่าง ดาษดื่นไปด้วยน้ำและสาหร่าย ย่อม ทำใจของเราให้รื่นรมย์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺโฉทิกา ความว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า อจฺโฉทกา เพราะเป็นที่มีน้ำใส ไม่ขุ่น (และ) สะอาด ท่านกล่าวเสียว่า อจฺโฉทิกา เพราะเป็นลิงควิปัลลาส. พระเถระแสดงถึงความสมบูรณ์ของน้ำ แห่งภูเขาเหล่านั้น ด้วยบทว่า อจฺโฉทิกา นี้. บทว่า ปุถุสิลา ความว่า ภูเขาชื่อว่า ปุถุสิลา เพราะเป็นภูเขา กว้างใหญ่ มีสัมผัสนุ่มสบาย พระเถระแสดงถึงความสมบูรณ์ด้วยที่อันเป็น ที่นั่ง ด้วยบทว่า ปุถุสิลา นี้. ชื่อว่า โคนงฺคุลา เพราะเป็นสัตว์มีหางงอน เหมือนหางโค ได้แก่ ลิงที่มีสีดำ แม้อาจารย์บางพวกก็กล่าวว่า ได้แก่ ลิง ธรรมดานั่นเอง. ชื่อว่า โคนงฺคุลมิคายุตา เพราะระคนเกลื่อนกล่นไปด้วย ลิงค่างและอีเก้งเป็นต้น ที่วิ่งพลุกพล่านอยู่ในที่นั้น ๆ พระเถระแสดงถึงความ ที่ธรรมชาติเหล่านั้นเข้าถึงลักษณะของความเป็นป่า เพราะภูเขาเหล่านั้นเป็น อุปจารของพวกอมนุษย์ ด้วยบทว่า โคนงฺคุลมิคายุตา นี้.
หน้า 510 ข้อ 251
บทว่า อมฺพุเสวาลสญฺฉนฺนา ความว่า ชื่อว่า ดาษดื่นไปด้วยน้ำ และสาหร่ายในที่นั้น ๆ เพราะมีน้ำไหลหลั่ง โดยมีน้ำไหลออกตลอดเวลา. บทว่า เต เสลา รมยนฺติ มํ มีอธิบายว่า เราอยู่ที่ภูเขาใด ภูเขานั้น เป็นภูเขาหินมีสภาพเช่นนี้ ทำให้เรายินดีด้วยความยินดียิ่งในวิเวก เพราะเหตุนั้น เราจะไปที่ภูเขานั้นแหละ. ก็คำเป็นคาถานี้แหละ ได้เป็นการ พยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถาวนวัจฉเถรคาถา ๔. อธิมุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอธิมุตตเถระ [๒๕๑] ได้ยินว่า พระอธิมุตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อชีวิตจะสิ้นไป ความเป็นสมณะที่ดีจักมีแก่ ภิกษุผู้เกียจคร้าน ผู้ติดอยู่ในความสุขในร่างกาย แต่ ที่ไหน ? อรรถกถาอธิมุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระอธิมุตตเถระ เริ่มต้นว่า กายทุฏฐุลฺลครุโน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า ท่านเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว ประสบความสำเร็จ ใน วิชชาทั้งหลายของพราหมณ์ เห็นโทษในกามทั้งหลาย ละฆราวาสวิสัยแล้ว
หน้า 511 ข้อ 251
บวชเป็นดาบส อยู่ในป่า ฟังข่าวการบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า จึงเข้าไปสู่ ที่อันเป็นบริเวณของมนุษย์ เห็นพระศาสดาอันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จ ไปอยู่ เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ปูลาดผ้าเปลือกไม้กรองของตน ที่บาทมูลของพระ ศาสดา. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของดาบส จึงเสด็จประทับยืนบนผ้า เปลือกไม้กรองนั้น. ดาบสบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับยืนอยู่บนผ้า เปลือกไม้กรองนั้นด้วยของหอม อันสมควรด้วยสักการะ แล้วชมเชยด้วยคาถา ๑๐ คาถา มีอาทิว่า สมุทฺธรสิมํ โลกํ ดังนี้. พระศาสดาทรงพยากรณ์ พระดาบสว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่งแสนกัป แต่กัปนี้. ดาบสนี้จัก บวชในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โคตมะ จักเป็นผู้มี อภิญญา ๖ ดังนี้ แล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ต่อแต่นั้นก็ท่องเที่ยวไปใน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย จนถึงเวลาเป็นที่บังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้าพระ- องค์นี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อธิมุตตะ บรรลุนิติภาวะแล้ว ประสบความสำเร็จแล้วในวิชชา ทั้งหลายของพราหมณ์ ไม่เห็นสาระในวิชชาเหล่านั้น แสวงหาทางสิ้นทุกข์ และความที่ภพนั้นเป็นภพสุดท้าย เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่ทรงรับ พระวิหาร ชื่อว่า เชตวัน ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บวชในสำนักของพระศาสดา เริ่มตั้งวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเป็นพราหมณ์ผู้ทรงชฎาและหนังสัตว์ เป็นผู้ ซื่อตรงมีตบะ ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เป็นนายของโลก ทรงรุ่งเรืองดังดอกกรรณิการ์ โชติช่างดังดวงไฟ รุ่ง- โรจน์ดังดาวประกายพฤกษ์ เปรียบเหมือนสายฟ้าใน
หน้า 512 ข้อ 251
อากาศ ไม่ทรงครั่นคร้าม ไม่ทรงสะดุ้งกลัว ดังพระ ยาไกรสรราชสีห์ ทรงประกาศแสงสว่างแห่งพระญาณ ทรงย่ำยีพวกเดียรถีย์ ทรงช่วยเหลือสัตวโลกนี้ ทรง ตัดความสงสัยทั้งปวง ไม่ทรงหวาดหวั่น ดังพระยา- เนื้อ จึงถือเอาฝ้าเปลือกไม้กรอง ลาดลง ณ ที่ใกล้ พระบาท หยิบเอากลัมพักมา ชโลมทาพระตถาคต ครั้นชโลมทาพระสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ชมเชยพระองค์ ผู้เป็นนายกของโลกว่า ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ ข้ามพ้นโอฆะแล้ว ทรงยังโลกนี้ให้ข้ามพ้น โชติช่วง ด้วยแสงสว่างแห่งพระญาณ ทรงมีพระญาณประเสริฐ สุด ทรงประกาศธรรมจักร ทรงย่ำยีเดียรถีย์อื่น ทรง เป็นผู้กล้าหาญ ทรงชนะสงครามแล้ว ยังแผ่นดินให้ หวั่นไหว คลื่นในมหาสมุทร ย่อมแตกในที่สุดฝั่ง ฉันใด ทิฏฐิ ทั้งปวงย่อมแตกทำลายในเพราะพระญาณ ของพระองค์ฉันนั้น ข่ายตาเล็ก ๆ ที่เขาเหวี่ยงลงไป ในสระแล้ว สัตว์ทั้งหลายที่อยู่ภายในข่าย เป็นผู้ถูก บีบคั้นในขณะนั้น ฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้นิรทุกข์ พวกเดียรถีย์ ในโลกผู้หลงงมงาย ไม่อาศัยสัจจะ ย่อม เป็นไปในภายในพระญาณ อันประเสริฐของพระองค์ ฉันนั้น พระองค์เท่านั้นเป็นที่พึ่งของผู้ที่ว่ายอยู่ ใน ห้วงน้ำ เป็นนาถะของผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์ เป็นสรณะของ ผู้ที่ตั้งอยู่ในภัย เป็นผู้นำหน้าของผู้ต้องการความพ้น
หน้า 513 ข้อ 251
เสด็จเที่ยวไปผู้เดียว ไม่มีใครเหมือน ทรงประกอบ ด้วยพระเมตตากรุณา หาผู้เสมอเหมือนมิได้ เป็นผู้ สม่ำเสมอ สงบระงับแล้ว มีความชำนาญ คงที่ มีชัย- ชนะสมบูรณ์ เป็นนักปราชญ์ ปราศจากความหลง ไม่ทรงหวั่นไหว ไม่มีความสงสัย เป็นผู้พอพระทัย มีโทสะอันคลายแล้ว ไม่มีมลทิน ทรงสำรวม มีความ สะอาด ล่วงธรรมเครื่องข้อง มีความเมาอันกำจัดแล้ว มีวิชชา ๓ ถึงที่สุดแห่งภพทั้ง ๓ ทรงก้าวล่วงเขต แดน เป็นผู้หนักในธรรม มีประโยชน์อันถึงแล้ว ทรง หว่านประโยชน์ ทรงยังสัตว์ให้ข้าม เปรียบเหมือน เรือ ทรงมีขุมทรัพย์ ทรงทำความเบาใจ ไม่ทรงครั่น คร้ามดังราชสีห์ เหมือนพระยาคชสารอันฝึกแล้ว ใน กาลนั้น ครั้นเราสรรเสริญพระมหามุนี พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้มียศใหญ่ ด้วยคาถา ๑๐ คาถา ถวาย บังคมพระบาทพระศาสดาแล้ว ได้ยืนนิ่งอยู่. พระ- ศาสดาพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลก สมควร รับเครื่องบูชา ประทับอยู่ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส พระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดสรรเสริญ ศีล ปัญญา และ สัทธรรมของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจง ฟังเรากล่าว ผู้นั้นจะรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอดหก หมืนกัป จักเสวยไอศวรรย์ ล่วงเทวดาเหล่าอื่น ภาย หลังอันกุศลมูล ตักเตือนแล้ว เขาจักออกบวชใน ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า โคดม
หน้า 514 ข้อ 251
ครั้นบวชแล้ว เว้นบาปกรรมด้วยกาย กำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เมฆคราง กระหึ่ม ย่อมยังพื้นดินให้อิ่ม ฉันใด ข้าแต่พระมหา วีรเจ้า พระองค์ทรงยังข้าพระองค์ ให้อิ่มด้วยธรรม ฉันนั้น ครั้นเราชมเชย ศีล ปัญญา ธรรม และพระ องค์ผู้เป็นนายกของโลกแล้ว ได้บรรลุพระนิพพาน อันเป็นธรรมสงบระงับอย่างยิ่ง เป็นอัจจุตบท โอหนอ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีจักษุพระองค์นั้น พึงดำรงอยู่ นานแน่ เราจะพึงรู้แจ้ง พึงเห็นอมตบท ชาตินี้เป็น ชาติที่สุดของเรา เราถอนภพขึ้นได้หมดแล้ว กำหนด รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สรรเสริญพระพุทธเจ้าใด ด้วยการ สรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ สรรเสริญ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย ผู้มากไปด้วยความเกียจคร้าน ซึ่งอยู่ร่วมกับตน ได้กล่าวคาถาว่า เมื่อชีวิตจะสิ้นไป ความเป็นสมณะที่ดี จักมีแก่ ภิกษุผู้เกียจคร้าน ผู้ติดอยู่ในความสุข ในร่างกาย แต่ ที่ไหน ดังนี้.
หน้า 515 ข้อ 251
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายทุฏฺฐุลฺลครุโน ความว่า การ ประกอบความไม่ดีงาม ชื่อว่า ความชั่วหยาบ ความชั่วหยาบทางกาย ชื่อว่า กายทุฏฐุลละ กายทุฏฐลละอันหนักมีอยู่แก่ภิกษุใด ภิกษุนั้น ชื่อว่า กายทุฏฐุลลครุ ผู้มีความเกียจคร้าน. อธิบายว่า เป็นผู้หมดอำนาจ ปราศจาก ปัญญา คือขวนขวายแต่การพอกพูนเลี้ยงกาย ได้แก่ เป็นผู้เกียจคร้าน. แก่ภิกษุ ผู้มีความเกียจคร้านนั้น. บทว่า หิยฺยมานมฺหิ ชีวิเต ความว่า เมื่อชีวิตและสังขาร กำลัง สิ้นไปโดยเร็ว ดุจน้ำของแม่น้ำน้อย กำลังขอดแห้งไป ฉะนั้น. บทว่า สรีรสุขคิทฺธสฺส ความว่า ถึงความโลภ เพราะความสุขทางกายของตน มี อาหารอันประณีตเป็นต้น. บทว่า กุโต สมณสาธุตา ความว่า ความดี โดยความเป็น สมณะ คือความเป็นสมณะที่ดี จะพึงมีแก่บุคคลเห็นปานนี้ ด้วยเหตุนั้น แต่ ที่ไหน ? อธิบายว่า ก็ความเป็นสมณะที่ดี จะมีแก่ภิกษุ ผู้ปราศจากความ เพ่งเล็ง ในร่างกายและชีวิต ผู้สันโดษแล้ว ด้วยความสันโดษ ด้วยปัจจัย ตามมีตามได้ ผู้ปรารภความเพียร แล้วโดยส่วนเดียวเท่านั้น. จบอรรถกถาอธิมุตตเถรคาถา
หน้า 516 ข้อ 252
๕. มหานามเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหานามเถระ [๒๕๒] ได้ยินว่า พระมหานามเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนมหานาม ท่านนี้จะเสื่อมจากภูเขา ชื่อ เนสาทกะ ที่สะพรั่งไปด้วยต้นโมกมัน และไม้อ้อยช้าง เป็นภูเขาที่สมบูรณ์ด้วยร่มเงา และน้ำเป็นอันมาก ประดับด้วยต้นไม้และเถาวัลย์ โดยรอบ. อรรถกถามหานามเถรคาถา คาถาของท่านพระมหานามเถระ เริ่มต้นว่า เอสาวหิยฺยเส ปพฺพเตน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สุเมธะ ถึงความสำเร็จในวิชชาของ พราหมณ์ทั้งหลายแล้ว ละฆราวาสวิสัย สร้างอาศรมอยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำแห่งหนึ่ง สอนมนต์ให้พวกพราหมณ์เป็นจำนวนมาก อยู่มาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปยังอาศรมบทของเขา เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา. เขาเห็นพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส จัดแจงปูอาสนะถวาย เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งแล้ว เข้าไปถวายน้ำผึ้งที่มีรสหวานสนิทดี. พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 517 ข้อ 252
เสวยน้ำผึ้งนั้นแล้ว ทรงพยากรณ์อนาคตโดยนัยดังกล่าวไว้ในเรื่องของพระ- อธิมุตตเถระแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาท- กาลนี้ ได้นามว่า มหานามะ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เข้าไปยังสำนักของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ฟังธรรมแล้วได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เรียนกรรมฐาน อยู่ที่ ภูเขาชื่อว่า เนสาทกะ ไม่สามารถจะข่มความกลุ้มรุมของกิเลสได้ คิดว่า ชีวิต ของเราผู้มีจิตอันเศร้าหมองแล้วนี้ จะมีประโยชน์อะไร แล้วเบื่อหน่ายอัตภาพ ปีนขึ้นสู่ยอดเขาสูง เมื่อจะแสดงตนให้เป็นเหมือนคนอื่นว่า เราจักให้เจ้าตกลง จากภูเขานี้ตาย ดังนี้ ได้กล่าวคาถาว่า ดูก่อนมหานาม ท่านนี้จักเสื่อมจากภูเขา ชื่อว่า เนสาทกะ ที่สะพรั่งไปด้วยต้นโมกมัน และไม้อ้อยช้าง เป็นภูเขาที่สมบูรณ์ด้วยร่มเงา และน้ำเป็นอันมาก ประดับด้วยต้นไม้ และเถาวัลย์โดยรอบ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอสาวหิยฺยเส ความว่า ดูก่อนมหานาม ท่านนั้น จะละ คือ จะเสื่อม. บทว่า ปพฺพเตน ความว่า จากภูเขานี้ อันเป็นที่อยู่อาศัย. บทว่า พหุกุฏชสลฺลริเกน ความว่า ประกอบด้วยไม้โมกมัน และ ไม้อ้อยช้าง หรือว่าด้วยไม้ช้างน้าว และไม้อ้อยช้างทั้งหลาย. บทว่า เนสาทเกน ได้แก่ ภูเขาที่มีชื่ออย่างนี้. บทว่า ครินา ได้แก่ ภูเขา. อธิบายว่า ภูเขาท่านเรียกว่า บรรพต เพราะตั้งอยู่ด้วยข้อ กล่าวคือที่ต่อ (ติดต่อกันเป็นชั้นเชิง) และเรียกว่า คิรี เพราะกลืนกินวัตถุทั้งหลายมียาเป็นต้นอันเป็นสาระ. แต่ในคาถานี้ ท่านเรียกว่า บรรพต และเรียกว่า คิรี เพราะมีความหมายทั้งสองอย่าง (รวมกัน).
หน้า 518 ข้อ 252
บทว่า ยสสฺสินา ความว่า ปรากฏ คือ รู้ชัดด้วยคุณทั้งปวง. บทว่า ปริจฺเฉเทน ได้แก่ ประดับประดาไปด้วยต้นไม้ พุ่มไม้ และเถาวัลย์หลากหลาย หรือได้แก่ เป็นขอบเขต เพราะความเป็นสถานที่อยู่ ของท่าน. ก็ในคาถานี้มีอธิบายดังนี้ ดูก่อนมหานาม ถ้าท่านสละกรรมฐาน เป็นผู้มากไปด้วยวิตกไซร้ ท่านจะเสื่อมจากภูเขา ชื่อว่า เนสาทกะ อันเป็น สถานที่อยู่ สมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ เป็นสัปปายะอย่างนี้ บัดนี้เราจักผลักท่าน ให้ตกจากภูเขานี้ตาย เพราะเหตุนั้น ท่านต้องไม่ตกอยู่ในอำนาจของวิตก ดังนี้. พระเถระข่มขู่คุกคามตนอยู่อย่างนี้นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุ พระอรหัตแล้ว . สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้สร้างอาศรมสวยงามไว้ใกล้ฝั่งแม่น้ำ สินธุ เราบอกคัมภีร์ อิติหาสะ พร้อมทั้งตำราทายลักษณะ กะพวกศิษย์ที่อาศรมนั้น ศิษย์เหล่านั้นเป็นผู้ใคร่ธรรม อันเราแนะนำดีแล้ว เป็นผู้ใคร่สดับคำสั่งสอนที่ดี บรรลุ ถึงบารมีในองค์ ๖ ประการ อยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำสินธุ เป็นผู้ ฉลาดในการทำนายการมาเกิดและในลักษณะทั้งหลาย แสวงหาประโยชน์อันสูงสุดอยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์เป็นผู้นำที่วิเศษ จะทรง อนุเคราะห์พวกเรา จึงเสด็จเข้ามา เราได้เห็นพระ- มหาวีระ พระนามว่า สุเมธะ ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จมาถึง จึงได้ปูหญ้าลาดถวายแด่พระองค์ ผู้เป็น เชษฐบุรุษของโลก เราถือเอาน้ำผึ้งมาจากป่าใหญ่ ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระสัมพุทธเจ้า
หน้า 519 ข้อ 252
เสวยแล้ว ได้ตรัสพระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดมีความเลื่อมใส ได้ถวายน้ำผึ้งแก่เรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจัก พยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ด้วยการ ถวายน้ำผึ้ง และด้วยการลาดหญ้าถวายนี้ ผู้นั้นจัก รื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอดสามหมื่นกัป ในกัปที่สาม หมื่น พระศาสดาพระนามว่า โคตมะ ทรงสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็น ทายาทในธรรมของพระศาสดา พระองค์นั้น จักเป็น โอรสอันธรรมเนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เมื่อเราจากเทวโลกมา ในมนุษยโลกนี้ เข้าอยู่ในครรภ์มารดา เมล็ดฝนได้ตก ลงมา ปกปิดแผ่นดิน ด้วยน้ำผึ้ง แม้ในขณะเมื่อเรา ออกจากครรภ์นั้น ฝนน้ำผึ้งก็ตกให้แก่เราเต็มเปี่ยมหม้อ ตลอดกาลเป็นนิตย์ เมื่อเราออกจากเรือนบวชเป็น บรรพชิตแล้ว ย่อมได้ข้าวและน้ำ นี้เป็นผลแห่งการ ถวายน้ำผึ้ง เราเกิดเป็นเทวดาและมนุษย์ เป็นผู้บริบูรณ์ ด้วยกามทั้งปวง ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ เพราะการ ถวายน้ำผึ้งนั้นแล. เมื่อฝนตกแล้ว หญ้างอกยาว ๔ นิ้ว เมื่อต้นไม้ ในแถวฝั่งแม่น้ำมีดอกบานสะพรั่ง เราผู้ไม่มีอาสวะเป็น สุขอยู่เป็นนิตย์ ในเรือนว่างเปล่า ที่มณฑปและโคนไม้ เราก้าวล่วงภพที่ประณีต ปานกลาง และเลวได้ทั้งหมด อาสวะทั้งหลายของเราสิ้นแล้วในวันนี้ บัดนี้ ภพใหม่
หน้า 520 ข้อ 253
มิได้มีอีก ใน ๓๐,๐๐๐ กัป แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายน้ำผึ้ง. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็คาถานี้แหละ ได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถามหานามเถรคาถา ๑. ปาราปริยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปาราปริยเถระ [๒๕๓] ได้ยินว่า พระปาราปริยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้คุ้ม- ครองทวารสำรวมด้วยดี กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพกิเลส อันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว.
หน้า 521 ข้อ 253
อรรถกถาปาราปริยเถรคาถา คาถาของท่านพระปาราปริยเถระ เริ่มต้นว่า ฉผสฺสายตเน หิตฺวา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในกำเนิดนายพราน ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระ- นามว่า ปิยทัสสี ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ ที่ชัฏป่าแห่งหนึ่ง ในที่เป็นที่ ท่องเที่ยวของเขาผู้บรรลุนิติภาวะแล้ว เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา. และเขาก็กำลังแสวงหาเนื้อ ไปสู่ที่นั้น พบพระศาสดา เป็นผู้มีใจ- เลื่อมใส ใช้ดอกปทุม มุงบังมณฑปที่ทำด้วยกิ่งไม้ ซึ่งสร้างไว้สำหรับให้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับโดยอาการแห่งเรือนยอด แล้วเสวยปีติและ โสมนัสอย่างโอฬาร ยืนนมัสการอยู่ตลอด ๗ วัน และเขาจะนำเอาดอกไม้ ที่เหี่ยว ๆ ออก มุงบังด้วยดอกไม้ที่ใหม่ ๆ สด ๆ ทุก ๆ วัน. พอครบ ๗ วัน พระศาสดาก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงระลึกถึงภิกษุสงฆ์ ในทันใดนั้นเอง ภิกษุทั้งหลายประมาณ ๘๐,๐๐๐ รูป ก็พากันมาแวดล้อมพระศาสดา เทวดา ทั้งหลาย มาประชุมกันด้วยคิดว่า พวกเราจักฟังพระธรรมกถา อันไพเราะ ได้เป็นมหาสมาคมแล้ว. พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนา ทรงพยากรณ์สมบัติ อันจะบังเกิดในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย และสาวกโพธิญาณในพุทธุปบาทกาลนี้ แก่เขาแล้ว เสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บรรลุนิติภาวะ
หน้า 522 ข้อ 253
แล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ได้สมัญญานามว่า ปาราปริยะ เพราะเป็น เผ่าพันธุ์แห่งปราปรโคตร สอนมนต์กะพราหมณ์ทั้งหลาย จำนวนมาก เห็น พุทธานุภาพ คราวเมื่อพระศาสดาเสด็จมาพระนครราชคฤห์ ได้ศรัทธาจิต แล้วบวช เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า "วิปัสสี" ผู้ สยัมภู เป็นนายกของโลก ตรัสรู้แล้วเอง ทรงใคร่ใน วิเวก ฉลาดในสมาธิ เป็นมุนี พระมหามุนี พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้อุดมบุรุษ เสด็จไปสู่ไพรสณฑ์ ทรงลาดผ้า- บังสุกุล แล้วประทับนั่งอยู่ ในกาลก่อน เราเป็น พรานเนื้ออยู่ในป่าใหญ่ ในกาลนั้น เราเที่ยวแสวงหา เนื้อฟาน (อีเก้ง) อยู่ในป่านั้น เราได้เห็นพระสัม- พุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะแล้ว ไม่มีอาสวะ เปรียบเหมือน พระยารัง มีดอกบาน เหมือนพระอาทิตย์อุทัย ครั้น เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มียศมากแล้ว เราจึงลงไปสู่สระบัว นำเอาดอกปทุมมาในขณะนั้น ครั้นนำเอาดอกปทุมอันเป็นที่รื่นรมย์ใจมาแล้ว จึง สร้างเรือนมียอด (ปราสาท) แล้วมุงบังด้วยดอกปทุม พระพุทธชินเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี เป็นมหามุนี ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา ประทับ อยู่ในกูฏาคาร ๗ คืน ๗ วัน เราเอาดอกปทุมที่เก่า ๆ ทิ้งเสียแล้ว มุงบังด้วยดอกปทุมใหม่ ๆ ขณะนั้นเราได้
หน้า 523 ข้อ 253
ยืนประนมกรอัญชลีอยู่ พระมหามุนี พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้เป็นนายกของโลก เสด็จออกจากสมาธิแล้ว ประทับนั่งเหลียวแลดูทิศอยู่ ในกาลนั้น พระเถระผู้ อุปัฏฐาก นามว่าสุทัสสนะ มีฤทธิ์มาก รู้พระดำริของ พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปิยทัสสี ผู้ศาสดา อันภิกษุ ๘๐,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็น นายกของโลก ซึ่งประทับนั่ง ทรงพระสำราญอยู่ที่ ชายป่า และในกาลนั้น เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ในไพรสณฑ์ ประมาณเท่าใด เทวดาเหล่านั้น ทราบพระพุทธดำริ แล้ว พากันมาประชุมทั้งหมด เมื่อพวกยักษ์กุมภัณฑ์ พร้อมทั้งผีเสื้อน้ำมาพร้อมกัน และเมื่อภิกษุสงฆ์มาถึง พร้อมแล้ว พระชินเจ้าได้ตรัสพระคาถาว่า ผู้ใดบูชา เราตถาคตตลอด ๗ วัน และได้สร้างอาวาสถวายเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เรา จักพยากรณ์สิ่งที่เห็นได้ยากนัก ละเอียดนัก ลึกซึ้ง ปรากฏดีด้วยญาณ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้น จะได้เสวยสมบัติในเทวโลก ตลอด ๑๔ กัป เทวดา ทั้งหลายจักทรงกูฏาคารอันประเสริฐ ที่มุงบังด้วยดอก ปทุมไว้แก่ผู้นั้นในอากาศ นี้เป็นผลแห่งกรรมคือการ บูชาด้วยดอกไม้ เขาจักเที่ยวอยู่ตลอด ๑,๔๐๐ กัปเต็ม แล้วใน ๑,๔๐๐ กัปนั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่ในอากาศ น้ำย่อมไม่ติดใบบัว ฉันใด กิเลสก็ไม่ติดอยู่ในญาณ ของผู้นั้น ฉันนั้น ผู้นี้หมุนกลับนิวรณ์ทั้ง ๕ ออกไป
หน้า 524 ข้อ 253
ด้วยใจ ยังจิตให้เกิดในเนกขัมมะแล้ว จักออกบวช ในกาลนั้น วิมานดอกไม้อันทรงอยู่ ก็จักออกไปด้วย เมื่อผู้นั้นมีปัญญา มีสติ อยู่ที่โคนต้นไม้ ที่โคนต้นไม้ นั้น วิมานดอกไม้จักทรงอยู่เหนือศีรษะของผู้นั้น จัก ถวายจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัย ที่นอนและที่นั่งแก่ ภิกษุสงฆ์แล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน เมื่อผู้นั้นเที่ยว ไป พร้อมด้วยกูฏาคารออกบวชแล้ว กูฎาคารย่อมทรง ผู้นั้นแม้อยู่ที่โคนไม้ เจตนาในจีวรและบิณฑบาต ย่อมไม่มีแก่เรา เราประกอบด้วยบุญกรรม จึงได้จีวร และบิณฑบาตที่สำเร็จแล้ว พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก ของโลก ล่วงเราไปเปล่า ๆ พ้นไปแล้วด้วยดี ตลอด โกฏิกัปเป็นอันมาก โดยจะนับประมาณมิได้ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราจึงได้เฝ้าพระพุทธเจ้า พระ- นามว่า ปิยทัสสี ผู้แนะนำอย่างวิเศษ แล้วจึงเข้าถึง กำเนิดนี้ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า อโนมะ ผู้มีจักษุ ได้เข้าเฝ้าพระองค์แล้ว บวชเป็น บรรพชิต พระพุทธชินเจ้า ผู้กระทำที่สุดทุกข์ได้ทรง แสดงพระสัทธรรม เราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว เรายังพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โคดมศากยบุตร ให้ทรงโปรด กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 525 ข้อ 253
เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตน เกิดความโสมนัสแล้ว ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถแห่งอุทานว่า เราละผัสสายตนะ ๖ ประการได้แล้ว เป็นผู้ คุ้มครองทวาร สำรวมด้วยดี กำจัดเสียได้ซึ่งสรรพ- กิเลสอันเป็นมูลรากแห่งวัฏทุกข์ บรรลุความสิ้นอาสวะ แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉผสฺสายตเน หิตฺวา ความว่า ละซึ่ง อายตนะอันเป็นไปในภายใน ๖ มีจักษุเป็นต้น อันได้นามว่า ผัสสายตนะ เพราะเป็นที่บังเกิดขึ้น แห่งสัมผัสทั้งหลาย ๖ มีจักษุสัมผัสเป็นต้น ได้ด้วย สามารถแห่งการละความเศร้าหมองอันเนื่องด้วยอายตนะที่เป็นไปในภายในนั้น. บทว่า คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต ความว่า เพราะเหตุนั้นแลจึงชื่อว่า เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว สำรวมแล้วด้วยดี เพราะคุ้มครองทวารทั้งหลาย มีจักษุทวารเป็นต้น (และ) เพราะปกปิดไว้แล้วด้วยดี ซึ่งการกระทำอันเป็น ไปในจักษุทวารเป็นต้นนั้น ด้วยประตูคือสติอันห้ามเสียซึ่งการเข้าไป แห่ง บาปธรรมทั้งหลาย มีอภิชฌาเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ในบทว่า คุตฺตทฺวาโร สุสํวุโต นี้ พึงทราบความอย่างนี้ว่า ชื่อว่า มีทวารอันคุ้มครองแล้ว เพราะ รักษาทวารทั้ง ๖ อันเป็นอิฏฐารมณ์ คือ ใจไว้ได้โดยนัยดังกล่าวแล้ว ชื่อว่า สำรวมดีแล้ว เพราะสำรวมแล้วด้วยดี ด้วยทวารทั้งหลายมีกายทวารเป็นต้น. บทว่า อฆมูลํ วมิตฺวาน ความว่า กำจัดเสียได้ซึ่งโทษกล่าวคือ อวิชชาและภวตัณหา อันเป็นรากเหง้าของทุกข์ คือ วัฏทุกข์ หรือคายกิเลสโทษ
หน้า 526 ข้อ 254
ทั้งปวง คือ กระทำให้ออกไปนอกสันดานด้วยน้ำสำหรับสำรอก กล่าวคือพระ- อริยมรรค หรือเพราะเหตุ คือ การกระทำให้มีในภายนอก. บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า ชื่อว่า อาสวักขัย เพราะเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น หรือเพราะพึงบรรลุ ด้วยการสิ้นไปแห่งอาสวะเหล่านั้น ได้แก่ พระนิพพาน และพระอรหัตผล. พระเถระนั้น พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยสามารถแห่งอุทานว่า เราบรรลุ คือ ถึงความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาปาราปริยเถรคา ๗. ยสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระยสเถระ [๒๕๔] ได้ยินว่า พระยสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้ลูบไล้ดีแล้ว มีเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม ประดับด้วยสรรพาภรณ์ ได้บรรลุวิชชา ๓ บำเพ็ญกิจ พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 527 ข้อ 254
อรรถกถายสเถรคาถา คาถาของท่านพระยสเถระ เริ่มต้นว่า สุวิลิตฺโต สุวสโน. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ (เกิด) เป็นพระยานาคผู้มีอานุภาพมาก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สุเมธะ นำภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข มาสู่ภพของตน แล้วยัง มหาทานให้เป็นไป ถวายให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงครองไตรจีวรมีค่ามาก และให้ภิกษุแต่ละรูปนุ่งห่มผ้าที่มีค่ามากเหมือนกันรูปละคู่ (พร้อมด้วย) สมณบริขารทุกอย่าง. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย (เกิด) เป็นบุตรเศรษฐี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ บูชาบริเวณต้นมหาโพธิด้วยรัตนะ ๗. ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ เขาได้บวชในพระศาสนา แล้วบำเพ็ญสมณธรรม. เขา- ท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพอย่างเดียว ด้วยอาการอย่างนี้ แล้วเกิดเป็นบุตร เศรษฐี มีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา ทั้งหลายนี้ โดยนามมีชื่อว่า ยสะ เป็นสุขุมาลชาติ (ละเอียดอ่อน) อย่างยิ่ง. เรื่องทั้งหมดเป็นต้นว่า ยสกุลบุตรมีปราสาท ๓ หลัง พึงทราบโดยนัยอันมาแล้ว ในขันธกะ. ยสกุลบุตร อันบุรพเหตุตักเตือนอยู่ เห็นประการอันแปลกของ บริวารชน ผู้อันความหลับครอบงำแล้ว ในเวลากลางคืน เกิดความสลดใจ สวมรองเท้าทอง หลบออกจากเรือน ออกไปทางประตูเมือง ที่เทวดาเปิดให้
หน้า 528 ข้อ 254
ไปใกล้ป่า อิสิปตนมฤคทายวัน กล่าวว่า วุ่นวายจริงหนอ ท่านผู้เจริญ ขัดข้องจริงหนอ ท่านผู้เจริญดังนี้. โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ที่ป่าอิสิปตนะ เสด็จจงกรมอยู่ในอัพโภกาส เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เข้านั่นแล ตรัสว่า มาเถิดยสะ ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง ดังนี้ เขาจึงเกิดโสมนัสว่า ได้ยินว่า ที่นี่ไม่วุ่นวาย ที่นี่ไม่ขัดข้อง มีอยู่ จึงถอดรองเท้าทอง เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เมื่อพระศาสดาตรัสอนุปุพพิกถา ทรงแสดงสัจจเทศนาอยู่ เป็นพระโสดาบันในเวลาจบสัจจะ เมื่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงแสดงสัจจเทศนาแก่บิดาผู้ตามหา ได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ภพของเราหยั่งลงสู่มหาสมุทร ตกแต่งดีแล้ว สระโบกขรณีตกแต่งสวยงาม มีนกจักรพรากส่งเสียง ร้องอยู่ ดารดาษด้วยบัวขม บัวเผื่อน บัวหลวง และ อุบล ในสระนั้นมีน้ำไหล มีท่าน้ำราบเรียบ น่า- รื่นรมย์ใจ มีปลาและเต่าชุกชุม มีเนื้อต่าง ๆ มาลง กินน้ำ มีนกยูง นกกระเรียน และนกดุเหว่าเป็นต้น ร่ำร้องด้วยเสียงอันไพเราะ นกเขา นกเป็ดน้ำ นก จักรพราก นกกาน้ำ นกต้อยตีวิด นกสาลิกา นก ค้อนหอย นกโพระดก หงส์ นกกระเรียน นกแสก นกขมิ้นเหลืองอ่อน เที่ยวอยู่มากมาย สระโบกขรณี สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีแก้วมณี ไข่มุก และ ทราย ต้นไม้ทั้งหลายก็เป็นสีทองทั้งหมด มีกลิ่นหอม ต่าง ๆ ฟุ้งขจรไป ส่องภพของเราให้สว่างไสวตลอด กาลทั้งปวง ทั้งกลางวันกลางคืน ดนตรีหกหมื่น
หน้า 529 ข้อ 254
ประโคมอยู่ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า หญิง ๑๖,๐๐๐ คน ห้อมล้อมเราอยู่ทุกเมื่อ เราออกจากภพแล้ว ได้เห็น พระพุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ ผู้นำของโลก มีจิต เลื่อมใส โสมนัส ได้ถวายบังคมพระองค์ผู้มียศใหญ่ ครั้นถวายบังคมแล้ว ได้ทูลอาราธนาพระองค์ พร้อม ด้วยศิษย์พระพุทธเจ้าผู้เป็นนักปราชญ์ พระนามว่า สุเมธะ พระผู้นำของโลกทรงรับ พระมหามุนีกล่าว ธรรมกถาแก่เรา แล้วส่งเราไป เราถวายบังคมพระ สัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วกลับเข้าภพของเรา เราเรียก บริวารชนมาสั่งว่า ท่านทั้งหลายจงมาประชุมกัน เวลาเช้าพระพุทธเจ้าจะเสด็จมาสู่ภพของเรา การที่เรา ทั้งหลายจะได้อยู่ในสำนักของพระองค์ เป็นลาภที่เรา ทั้งหลายได้ดีหนอ แม้เราทั้งหลายจักทำการบูชาแด่ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้ศาสดา เราตระเตรียม ข้าวและน้ำเสร็จแล้ว จึงกราบทูลเวลาเสวยภัตตาหาร พระพุทธเจ้าผู้นำของโลก เสด็จเข้ามาพร้อมด้วย พระอรหันต์หนึ่งแสน เราได้ทำการต้อนรับ ด้วย สังคีตและดนตรี พระพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ประทับ นั่งบนตั่งทองล้วน ในกาลนั้น หลังคาเบื้องบนก็มุง ด้วยทองล้วน ๆ คนทั้งหลายโบกพัดถวาย ในระหว่าง ภิกษุสงฆ์ เราได้อังคาสภิกษุสงฆ์ให้อิ่มหนำ ด้วยข้าว และน้ำเพียงพอ ได้ถวายผ้าแด่ภิกษุสงฆ์รูปละหนึ่งคู่ พระพุทธเจ้าที่เขาเรียกกันว่า สุเมธะ ผู้สมควรรับ
หน้า 530 ข้อ 254
เครื่องบูชาของโลก ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ แล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดอังคาสเราให้ อิ่มหนำ ด้วยข้าวและน้ำทั้งปวง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้น จักรื่นรมย์อยู่ใน เทวโลก ตลอด ๑๘๐๐ กัป จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ผู้นั้นเข้าถึงกำเนิดใด คือ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ในกำเนิดนั้น หลังคาทองล้วนๆ จักกั้นเป็นร่มให้ในทุกขณะ ใน ๓๐,๐๐๐ กัป พระ- ศาสดาทรงพระนามว่า โคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นจักเป็น ทายาทในธรรมของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็น โอรสอันธรรมนิรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน จักนั่งในท่ามกลางสงฆ์แล้ว บันลือสีหนาท ชนทั้งหลายจักกั้นฉัตรไว้ที่เชิงตะกอน จักเผาภายใต้ฉัตร สามัญผลอันเราบรรลุแล้ว โดย ลำดับ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ความเร่าร้อนไม่มี แก่เรา ที่มณฑปหรือโคนไม้ ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งทานทั้งปวง. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกแล้ว ตรัสกะท่านผู้มีอายุ ชื่อว่า ยสะ ว่าจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในระหว่างที่มีพระพุทธ-
หน้า 531 ข้อ 254
ดำรัสนั่นเอง ท่านพระยสะได้เป็นผู้มีผมและหนวด สักว่าเป็นองค์สองก็อันตร- ธานไป ได้เป็นประดุจพระเถระผู้มีพรรษา ๖๐ ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘. พระเถระ พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตนแล้ว เมื่อจะเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถ แห่งเนื้อความอันมีมาก่อน แต่จะถึงความเป็น เอหิภิกขุว่า เราเป็นผู้ลูบไล้ดีแล้ว มีเครื่องนุ่งห่มอันงดงาม ประดับด้วยสรรพาภรณ์ ได้บรรลุวิชชา ๓ บำเพ็ญกิจ พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุวิลิตฺโต ความว่า มีร่างกายอัน ลูบไล้แล้ว ด้วยหญ้าฝรั่น จันทน์แดง อันงดงาม. บทว่า สุวสโน ความว่า นุ่งห่มด้วยผ้าของชาวกาสีอย่างดีมีราคาแพง. บทว่า สพฺพาภรณภูสิโต โดยความว่า ประดับแล้วด้วยอาภรณ์ทั้งปวง มีเครื่องประดับศีรษะเป็นต้น. บทว่า อชฺฌคมึ แปลว่า ได้บรรลุแล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วทั้งนั้นแล. จบอรรถกถายสเถรคาถา
หน้า 532 ข้อ 255
๘. กิมพิลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของกิมพิลเถระ [๒๕๕] ได้ยินว่า พระกิมพิลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า วัยย่อมล่วงไปพลัน รูปที่มีอยู่โดยอาการนั้น ย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนเป็นอย่างอื่น เราระลึกถึง ตนของเรา ผู้ไม่อยู่ปราศจากสติ เหมือนของผู้อื่น. อรรถกถากิมพิลเถรคาถา คาถาของท่านพระกิมพิลเถระ เริ่มต้นว่า อภิสตฺโตว นิปตติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ กระทำบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กกุสันธะ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยพวงดอกสน โดยทำ เป็นมณฑป อุทิศพระธาตุของพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเกิดในภพดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ ในพระนคร- กบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า กิมพิละ. เจ้ากิมพิละเจริญวัยแล้ว
หน้า 533 ข้อ 255
สมบูรณ์ด้วยโภคสมบัติอยู่ พระศาสดาเสด็จประทับอยู่ที่อนุปิยนคร ทรงเห็น ความแก่กล้าแห่งญาณของเขาแล้ว เพื่อจะให้เขาเกิดความสลดใจ จึงทรงเนรมิต รูปหญิงผู้ตั้งอยู่ในวัยสาวรุ่นกำดัด งามน่าดู ทรงแสดงต่อหน้า ทำให้ปรากฏ ว่าเหมือนถูกวิบัติอันเกิดแต่ชราและโรคร้ายครอบงำ โดยลำดับ. กิมพิลกุมาร เห็นดังนั้น เมื่อจะประกาศความสลดใจอย่างเหลือเกิน ได้กล่าวคาถาว่า วัยย่อมล่วงไปพลัน รูปที่มีอยู่โดยอาการนั้น ย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนเป็นอย่างอื่น เราระลึกถึง ตนของเรา ผู้ไม่อยู่ปราศจากสติ เหมือนของผู้อื่น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิสิตฺโตว ความว่า เป็นเหมือน อันเทพยเจ้า พร่ำสั่ง คือ บังคับว่า จงล่วงไปโดยเร็วอย่าอยู่ชักช้า. ปาฐะว่า อภิสฏฺโ ว ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เป็นเหมือนถูกใคร ๆ สาปแช่งไว้ว่า จงล่วงไปโดยเร็ว ดังนี้. บทว่า นิปตติ ความว่า ย่อมร่วงโรย คือแปรไปเร็ว ไม่ตั้งอยู่ได้ อธิบายว่า ถึงความเสื่อมไปสิ้นไปทุก ๆ ขณะ. บทว่า วโย ได้แก่ ความเปลี่ยนแปลงที่แผกออกไปของร่างกาย มีความเป็นเด็กอ่อน ความเป็นหนุ่ม เป็นสาวเป็นต้น แต่ในบทนี้ ท่านหมายถึง ความเป็นหนุ่มเป็นสาวของร่างกายนั้น เพราะความเป็นหนุ่มเป็นสาวของ ร่างกายนั้น เวลาร่วงโรย เวลาสลายจะเป็นของปรากฏชัดเจน. พระเถระเรียกความสมบูรณ์ของรูปว่ารูป ก็สรีระชื่อว่ารูปดังในประโยค มีอาทิว่า อากาศ (ช่องว่าง) ที่อาศัยกระดูก อาศัยเอ็น และอาศัยเนื้อหุ้มห่อไว้ ย่อมถึงการนับว่ารูปทีเดียว.
หน้า 534 ข้อ 255
บทว่า อญฺมิว ตเถว สนฺตึ ได้แก่รูปเท่าที่มีอยู่นี้. อธิบายว่า รูปนี้ที่มีอยู่ คือ ปรากฏอยู่อย่างนั้นแล คือโดยอาการนั้นแหละ ย่อมปรากฏ แก่เราเหมือนเป็นอย่างอื่น ก็อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ตเทว สนฺตํ รูปนั้นแล มีอยู่. บทว่า ตสฺเสว สโต ได้แก่ ระลึกถึงตนของเรานั่นแหละ ที่มีอยู่ ไม่เหมือนของคนอื่น. บทว่า อวิปฺปวสโต ความว่า ไม่อยู่ปราศจากสติ อธิบายว่า ก็รูป แม้ไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่นเพราะอยู่มานาน ย่อมปรากฏแก่เราผู้มีสติเหมือนเป็น อย่างอื่น แม้รูปนี้ก็ไม่มีในสรีระนี้. บทว่า อญฺสฺเสว สรามิ อตฺตานํ ความว่า เราย่อมระลึก คือ เข้าไปทรงจำ ได้แก่ รู้ชัดซึ่งอัตภาพของเรานี้ ว่าเหมือนอัตภาพของสัตว์อื่น. ความสังเวชที่หนักแน่น เกิดขึ้นแล้ว แก่กิมพิลกุมารนั้น ผู้ใส่ใจถึงความเป็น ของไม่เที่ยงอยู่อย่างนี้ เขาเกิดความสังเวชแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม แล้ว ได้มีศรัทธา บวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาล ไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ มี พระชาติเป็นพราหมณ์ มีธรรมอยู่จบแล้ว นิพพานแล้ว เราได้เก็บเอาพวงดอกสนมา ทำเป็นมณฑป เราเป็น ผู้ไปสู่ดาวดึงส์ ย่อมได้วิมานอันอุดม ย่อมครอบงำ เทวดาเหล่าอื่น นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม เราเดินและยืน อยู่ในเวลากลางวันหรือกลางคืน เป็นผู้อันดอกสน กำบังไว้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ในกัปนี้เอง เราได้
หน้า 535 ข้อ 256
บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ แม้จะบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะประกาศถึงการทำไว้ใน ใจซึ่งอนิจจตา อันเกิดขึ้นแล้วในก่อนของตน ได้กล่าวซ้ำเฉพาะคาถานั้นแหละ ด้วยเหตุนั้น คำเป็นคาถานี้ จึงนับเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระนี้. จบอรรถกถากิมพิลเถรคาถา ๙. วัชชีปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัชชีบุตรเถระ [๒๕๖] ได้ยินว่า พระวัชชีบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้โคตมโคตร ท่านจงเข้าไปสู่ ชัฎแห่งโคนไม้ จงหน่วงพระนิพพานไว้ในหทัย แล้ว จงเพ่งฌาน และอย่าประมาท การใส่ใจถึงประชุมชน จักทำประโยชน์อะไรให้แก่ท่านได้.
หน้า 536 ข้อ 256
อรรถกถาวัชชีปุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระวัชชีบุตรเถระ เริ่มต้นว่า รุกฺขมูลคหนํ ปสกฺกิย. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๔ แต่ ภัทรกัปนี้ เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าองค์หนึ่ง เดินไปเพื่อภิกษา เป็นผู้มีใจ เลื่อมใสแล้ว ได้ถวายผลกล้วย. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นโอรสแห่งเจ้าลิจฉวี ในเมืองเวสาลี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เขาได้มีสมัญญานามว่า วัชชีบุตร เพราะความเป็นโอรสของเจ้าวัชชี. เขาเจริญเป็นหนุ่ม แม้ในเวลาศึกษาศิลปะ มีศิลปะที่จะต้องศึกษาในเพราะช้างเป็นต้น ก็เป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในทาง พ้นทุกข์ เพราะความเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ ท่องเที่ยวไปในเวลาเป็นที่ ฟังพระธรรมเทศนา ไปสู่วิหาร นั่งอยู่ท้ายบริษัทฟังธรรม ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชในสำนักของพระศาสดา เจริญวิปัสสนาได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่ นานนัก. สมดังคาถาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาค ผู้สยัมภู ผู้มีรัศมีนับด้วยพัน ไม่ พ่ายแพ้อะไร ๆ ออกจากวิเวกแล้ว ออกโคจรบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ได้เห็นแล้ว จึงได้เข้าไปหาพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลไม้ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
หน้า 537 ข้อ 256
การถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ในเวลาต่อมา เมื่อพระศาสดาเสด็จ ปรินิพพานได้ไม่นาน เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย ตั้งข้อสังเกตเพื่อจะสังคายนา พระธรรมวินัย พักอยู่ในที่นั้น ๆ วันหนึ่ง ท่านเห็นพระอานนท์ ยังเป็นพระ- เสขะอยู่นั่นแล อันบริษัทใหญ่แวดล้อมแล้ว แสดงธรรมอยู่ เมื่อจะยังความ อุตสาหะให้เกิดแก่พระอานนท์นั้น เพื่อได้บรรลุมรรคชั้นสูง ๆ ขึ้นไป ได้กล่าว คาถาว่า ดูก่อนอานนท์ ผู้โคตมโคตร ท่านจงเข้าไปสู่ชัฎ แห่งโคนไม้ จงหน่วงพระนิพพานไว้ในหทัย แล้วจง เพ่งฌาน และอย่าประมาท การใส่ใจถึงประชุมชน จักทำประโยชน์อะไรให้แก่ท่านได้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รุกฺขมูลคหนํ ได้แก่ ชัฏ คือ สุมทุม พุ่มพฤกษ์ อันเป็นโคนไม้ อธิบายว่า สุมทุมพุ่มพฤกษ์มีอยู่ ไม่มีโคนไม้ และโคนไม้มีอยู่ (แต่) ไม่มีสุมทุมพุ่มพฤกษ์ ในสองอย่างนั้น พระเถระ แสดงความไม่มีอันตรายด้วยลมและแดด เพราะความเป็นที่สมบูรณ์ด้วยร่มและ เงา ด้วยศัพท์ว่า รุกขมูล แสดงความไม่มีอันตรายจากลม เพราะความเป็น ที่อับลม และความไม่พลุกพล่านด้วยประชาชน ด้วยศัพท์ว่า คหนะ และ แสดงถึงความเป็นสถานที่เหมาะแก่การเจริญภาวนา ด้วยศัพท์ทั้งสองนั้น. บทว่า ปสกฺกิย แปลว่า เข้าไป. บทว่า นิพฺพานํ หทยสฺมึ โอปิย ความว่า ตั้งพระนิพพานไว้ใน หทัย คือทำไว้ในใจว่า เราปฏิบัติอยู่อย่างนี้ พึงบรรลุพระนิพพานได้.
หน้า 538 ข้อ 256
บทว่า ฌาย ความว่า จงเพ่งด้วยลักขณูปนิชฌาน คือ จงยังมรรค ภาวนา อันประกอบด้วยวิปัสสนาภาวนาให้เจริญ พระเถระเรียกพระอานนท์ ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริกด้วยโคตรว่า โคตมะ. บทว่า มา จ ปมาโท ความว่า อย่าถึงความประมาทในอธิกุศล- ธรรมทั้งหลาย พระเถระเมื่อจะแสดงโดยการห้ามความประมาทของพระ (อานนท) เถระ เท่าที่เป็นไปในปัจจุบัน จึงกล่าวว่า กึ เต พิลิพิลิกา กริสฺสติ (การใส่ใจถึงประชุมชน จักทำประโยชน์อะไรให้แก่ท่านได้ ดังนี้). บทว่า พิลิพิลิกา ในบาทคาถานั้น ได้แก่กิริยาที่พิรี้พิไร พระเถระ ได้ให้โอวาทว่า เสียงที่เป็นไปอย่างพิรี้พิไร ย่อมไร้ประโยชน์ฉันใด บัญญัติ ของหมู่ชน อันเป็นเช่นกับการกระทำที่พิรี้พิไรก็ฉันนั้น จักทำประโยชน์อะไร ให้แก่ท่านได้ คือจักยังประโยชน์เช่นไรให้สำเร็จแก่ท่าน เพราะเหตุนั้น ผู้ขวนขวายในประโยชน์ของตน จึงต้องละบัญญัติของหมู่ชนเสีย. พระอานนทเถระ ฟังคาถาอันเป็นโอวาทนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ ด้วยอรรถพจน์ที่ระบายกลิ่นอันเป็นพิษที่คนเหล่าอื่นกล่าวไว้ออกไปได้ ยังเวลา ให้ล่วงไปด้วยการเดินจงกรม ตลอดคืนยังรุ่ง ขวนขวายวิปัสสนา เข้าไปสู่ เสนาสนะ พอจะเอนตัวลงนอนบนเตียงเท่านั้น ก็ได้บรรลุพระอรหัต. จบอรรถกถาวัชชีปุตตเถรคาถา
หน้า 539 ข้อ 257
๑๐. อิสิทัตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอิสิทัตตเถระ [๒๕๗] ได้ยินว่า พระอิสิทัตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เบญจขันธ์ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว ตั้งอยู่ ข้าพระองค์บรรลุถึงความสิ้นทุกข์แล้ว บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว. จบวรรคที่ ๑๒ จบเอกนิบาต อรรถกถาอิสิทัตตเถรคาถา คาถาของท่านพระอิสิทัตตเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺ- าตา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่าง ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือน แห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ถึงความ เป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปในถนน มีใจ เลื่อมใส ได้ถวายผลไม้มีกลิ่นหอม มีรสอร่อย. ื ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวโลก กระทำบุญ แล้วท่อง เที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของนาย เกวียนคนหนึ่ง ในวัฑฒคาม แคว้นอวันตี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อิสิทัตตะ. เขาเจริญวัยแล้ว เป็นอทิฏฐสหายของจิตตคฤหบดี ในมัจฉิกาสัณฑ-
หน้า 540 ข้อ 257
ชนบท ได้รับข่าวสาสน์ที่จิตตคฤหบดี เขียนพรรณนาพระพุทธคุณส่งไปให้ เกิดความเลื่อมใสในพระศาสดา บวชในสำนัก ของพระมหากัจจายนเถระ ปรารภวิปัสสนาแล้ว ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้ถวายผลไม้ มีกลิ่นหอม แด่พระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่อง บูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการ ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ คิดว่า จักไปสู่ที่บำรุงของพระพุทธเจ้า อำลาพระเถระ แล้วเดินทางไปสู่มัชฌิมประเทศโดยลำดับ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง อันพระศาสดาทรงทำปฏิสันถาร ด้วย พระดำรัสมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุ ยนต์คือสรีระ มีจักร ๔ มีทวาร ๙ อันเธอ พอทนได้ พอให้เป็นไปได้หรือ ดังนี้ เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วย มุขคือการทูลตอบพระดำรัส โดยประกาศให้ทรงรู้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จำเดิมแต่เวลาที่ข้าพระองค์ได้รับข่าวของพระองค์ ทุกข์ทั้งปวงของข้าพระองค์ ก็ปราศไปสิ้น อันตรายทั้งปวงก็สงบระงับไปหมด ดังนี้แล้ว ได้กล่าวคาถาว่า เบญจขันธ์ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว ตัดราก ขาดแล้ว ตั้งอยู่ ข้าพระองค์บรรลุถึงความสิ้นทุกข์แล้ว บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺาตา ความว่า อุปาทานขันธ์แม้ทั้ง ๕ อันเรากำหนดรู้แล้ว โดยประการทั้งปวง ด้วยมรรค
หน้า 541 ข้อ 257
ปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า นี้ทุกข์ ทุกข์มีเท่านี้ ทุกข์ยิ่งกว่า นี้ไม่มี ดังนี้ มีอธิบายว่า ไม่มีทุกข์ไร ๆ ในเบญจขันธ์เหล่านั้น ที่จะต้อง กำหนดรู้ (อีก). บทว่า ติฏฺนฺติ ฉินฺนมูลกา ความว่า ทุกข์เหล่านั้นย่อมตั้งอยู่ จนกว่าจิตดวงหลังจะดับ เพราะทุกข์เหล่านั้นอันเรากำหนดรู้แล้วโดยประการ ทั้งปวง คือ เพราะมูลแห่งกิเลส มีอวิชชาและตัณหาเป็นต้น อันเราตัดขาด แล้ว ได้แก่ เพราะเหตุแห่งทุกข์อันเราละได้แล้ว ด้วยอริยมรรค. บทว่า ทุกฺขกฺขโย อนุปฺปตฺโต ความว่า ก็ความสิ้นไป คือ ความหมดไปแห่งวัฎทุกข์ ชื่อว่าอันเราถึงแล้วโดยลำดับ เพราะความที่แห่ง ทุกข์เหล่านั้น มีรากอันเราตัดแล้ว ได้แก่ พระนิพพาน อันเราบรรลุแล้ว. บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า พระอรหัตที่ชื่อว่า มี นามอันได้แล้วว่า ความสิ้นไปแห่งอาสวะ เพราะเป็นผล อันพระอริยบุคคล พึงได้เฉพาะ ในที่สุดแห่งความสิ้นไปของอาสวะทั้งหลายทั้งปวง มีกามาสวะ เป็นต้น อันเราบรรลุแล้ว. อธิบายว่า ได้เฉพาะแล้ว. ส่วนอาจารย์บางพวก กล่าวว่า อนฺติมายํ สมุสฺสโย (ร่างกายนี้มีเป็นครั้งสุดท้าย). อธิบายว่า ร่างกาย คือ อัตภาพของเรานี้ ชื่อว่า มีในที่สุด คือ เป็นภพสุดท้ายของภพ ทั้งปวง เพราะความที่พระนิพพานอันเราบรรลุแล้วนั่นเอง. ก็คำใด ที่ข้าพเจ้าไม่ได้กล่าวไว้ ในบทนั้น ๆ คำนั้นง่ายทั้งนั้นแล เพราะมีนัยอันข้าพเจ้ากล่าวแล้วในหนหลัง. จบอรรถกถาอิสิทัตตเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๑๒ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี จบอรรถกถาเอกนิบาต อันประดับประดาไปด้วยเถรคาถา ๑๒๐ คาถา
หน้า 542 ข้อ 257
ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระเชนตเถระ ๒. พระวัจฉโคตตเถระ ๓. พระวนวัจฉเถระ ๔. พระอธิมุตตเถระ ๕. พระมหานามเถระ ๖. พระปาราปริยเถระ ๗. พระยสเถระ ๘. พระกิมพิลเถระ ๙. พระวัชชีบุตรเถระ ๑๐. พระอิสิ- ทัตตเถระ และอรรถกถา. รวมหัวข้อที่มีในเอกนิบาต พระสังคีติกาจารย์ ผู้หวังประโยชน์ส่วนใหญ่ ได้รวบรวมพระเถระ ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะมิได้ มีจำนวน ๑๒๐ รูป ไว้ในเอกนิบาต.

เล่มจริงที่ 51 (324 หน้า · 0001 – 0324)

กระโดดไปหน้า (324 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 258
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๓ ตอนที่ ๒ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทุกนิบาต เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑. อุตตรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุตตรเถระ [๒๕๘] ได้ยินว่า พระอุตตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภพอะไรที่เที่ยงไม่มี แม้สังขารที่เที่ยงก็ไม่มี ขันธ์เหล่านั้น ย่อมเวียนเกิดและเวียนดับไป เรารู้โทษ อย่างนี้แล้ว จึงไม่มีความต้องการด้วยภพ เราสลัดตน ออกจากกามทั้งปวง บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว.
หน้า 2 ข้อ 258
ทุกนิบาตอรรถวรรณนา วรรควรรณนาที่ ๑ อรรถกถาอุตตรเถรคาถา พึงทราบวินิจฉัยในทุกนิบาต ดังต่อไปนี้ :- คาถาของท่านพระอุตตรเถระ เริ่มต้นว่า นตฺถิ โกจิ ภโว นีโจ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สุเมธะ. เขาเป็นวิชาธร ท่องเที่ยวไป โดยอากาศ. ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดา เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงเปล่งพระ- พุทธรังสีมีวรรณะ ๖ ประทับนั่งที่โคนไม้แห่งหนึ่ง เขาเหาะไปโดยอากาศ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีจิตเลื่อมใส ลงจากอากาศ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอกกรรณิการ์ อันสะอาดบริสุทธิ์ด้วยดี ไพบูลย์ ด้วยพุทธานุภาพ (บันดาลให้) ดอกไม้ทั้งหลาย ตั้งอยู่ในเบื้องบนของพระศาสดา โดยอาการ ของฉัตร ด้วยพุทธานุภาพนั้น ทำให้เขามีจิตเลื่อมใสยิ่งกว่าประมาณ ต่อมา กระทำกาละแล้ว เกิดในภพดาวดึงส์ เสวยทิพยสมบัติอันโอฬาร ดำรงอยู่ใน ภพดาวดึงส์นั้นจนตลอดอายุ ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล ในพระนครราชคฤห์ในพุทธุป- บาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อุตตระ. เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จใน
หน้า 3 ข้อ 258
วิชชาของพราหมณ์ เป็นผู้เกิดมาทำโลกให้เจริญโดยรูป โดยวิชา โดยวัย และโดยศีลาจารวัตร. มหาอำมาตย์แห่งแคว้นมคธ ชื่อว่า วัสสการะ เห็นสมบัติ นั้นของเขาแล้ว เป็นผู้มีความประสงค์จะยกธิดาของตนให้ แจ้งความประสงค์ ของตนแล้ว. เขาปฏิเสธความหวังดีนั้น เพราะความเป็นผู้มีอัธยาศัย น้อมไป ในพระนิพพาน เข้าไปนั่งใกล้พระธรรมเสนาบดี ฟังธรรมในสำนักตามเวลา ที่เหมาะสม ได้เป็นผู้มีศรัทธาบวชแล้ว เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยวัตรปฏิบัติพระเถระ. ก็โดยสมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดแก่พระเถระ. เพื่อจะจัดยาถวาย พระเถระ อุตตรสามเณร จึงถือเอาบาตรจีวรออกจากวิหารไปแต่เช้าทีเดียว วางบาตรไว้ที่ริมฝั่งทะเลสาบ ในระหว่างทางเดินไปใกล้น้ำแล้วล้างหน้า. ลำดับนั้น โจรทำลายอุโมงค์คนหนึ่งถูกเจ้าหน้าที่ติดตาม หนีออกจากพระนคร โดยทางประตูด้านหน้านั่นแหละ ใส่ห่อรัตนะที่ตนลักมาไว้ในบาตรของสามเณร แล้วหนีไป. สามเณรเดินเข้าไปใกล้บาตร พวกราชบุรุษที่ติดตามโจรมา เห็นห่อ ของในบาตรของสามเณร จึงกล่าวว่า สามเณรนี้เป็นโจร สามเณรนี้ประพฤติ เป็นโจร แล้วจับสามเณรมัดมือไพล่หลัง ส่งให้วัสสการพราหมณ์. ก็ใน ครั้งนั้น วัสสการพราหมณ์ ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งผู้วินิจฉัยคดีของพระราชา สั่งการลงโทษประหารและทรมานได้. เขาไม่ยอมไต่สวน ทวนพยานเลย สั่งให้เอาหลาวเสียบประจานสามเณรทั้งเป็น ๆ เพราะผูกอาฆาตว่า เมื่อก่อน สามเณรไม่เอื้อเฟื้อคำของเรา ไปบวชในลัทธินอกรีตนอกรอย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูความแก่รอบแห่งญาณ ของอุตตรสามเณรแล้ว เสด็จไปสู่ที่นั้น ทรงวางพระหัตถ์ ซึ่งมีพระองคุลียาว อ่อนนุ่ม คลุมด้วยเปลวรัศมี ประดุจสายธารทองคำสีแดงธรรมชาติ ที่กำลัง
หน้า 4 ข้อ 258
หลั่งอยู่ เพราะประกอบด้วยรัศมีสีขาว แพรวพราวไปด้วยแสงแห่งแก้วมณี ที่นิ้วมืออันสั่นพริ้วอยู่บนศีรษะของอุตตรสามเณร แล้วตรัสว่า ดูก่อนอุตตระ นี้เป็นผลของกรรมเก่า เกิดขึ้นแล้วแก่เธอ เธอต้องทำความอดกลั้น ด้วยกำลัง แห่งการพิจารณา ในผลของกรรมนั้น ดังนี้ แล้วทรงแสดงธรรมตามสมควร แก่อัธยาศัย. อุตตรสามเณรกลับได้ปีติ และปราโมทย์อันโอฬาร เพราะความ เป็นผู้มีความเลื่อมใส และโสมนัสอันเกิดแล้ว ด้วยสัมผัสแห่งพระหัตถ์ของ พระศาสดา คล้ายกับทรงราดรดด้วยน้ำอมฤต ก้าวขึ้นสู่วิปัสสนามรรค ตาม ที่สั่งสมไว้ ยังกิเลสทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว ตามลำดับแห่งมรรคในทันใดนั้นเอง เพราะถึงความแก่รอบแห่งญาณ และเพราะเทศนาอันงดงามไพเราะของพระ ศาสดา. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า "สุเมธะ" มีพระมหาปุริสลักษณะ อันประเสริฐ ๓๒ ประการ พระองค์ทรงประสงค์ความสงัด จึงเสด็จไปป่า หิมพานต์ พระมุนีผู้เลิศ ประกอบด้วยพระกรุณาเป็น อุดมบุรุษ เสด็จถึงป่าหิมพานต์แล้ว ประทับนั่งขัด- สมาธิ ครั้งนั้น เราเป็นวิทยาธร สัญจรไปในอากาศ เราถือตรีศูล ซึ่งกระทำไว้ดีแล้ว เหาะไปในอัมพร พระพุทธเจ้าส่องสว่างอยู่ในป่า เหมือนกับไฟบนยอด ภูเขา เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ และเหมือนต้น พระยารังที่มีดอกบาน เราออกจากป่าเหาะไปตาม พระรัศมีของพระพุทธเจ้า เห็นคล้ายกับสีของไฟที่ ไหม้ไม้อ้อ ยังจิตให้เลื่อมใส เราเลือกเก็บดอกไม้อยู่
หน้า 5 ข้อ 258
ได้เห็นดอกกรรณิการ์ที่มีกลิ่นหอม จึงเก็บเอามา ๓ ดอก บูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยอานุภาพ แห่งพระพุทธเจ้า ครั้งนั้น ดอกไม้ของเราทั้ง ๓ ดอก เอาขั้วขึ้น เอากลีบลง ทำเป็นร่มเงาบังพระศาสดา ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์ จำนง เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานของเราสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ อันบุญ กรรมทำให้อย่างสวยงาม ในดาวดึงส์นั้นปรากฏชื่อว่า กรรณิการ์ แล่งธนูตั้งพันลูกคลีหนังตั้งร้อย คนถือธง สำเร็จด้วยสีเขียวใบไม้ มีประตูหน้าต่างตั้งแสนปรากฏ ในปราสาทของเรา บัลลังก์สำเร็จด้วยทองก็มี สำเร็จ ด้วยแก้วมณีก็มี สำเร็จด้วยแก้วทับทิมก็มี สำเร็จด้วย แก้วผลึกก็มี ตามแต่จะต้องการปรารถนา ที่นอนมี ค่ามาก ยัดด้วยนุ่น มีผ้าลวดลายรูปสัตว์ต่าง ๆ มี ราชสีห์เป็นต้น ผ้าลาดมีชายเดียว มีหมอนพร้อม ปรากฏว่ามีอยู่ในปราสาทของเรา ในเวลาที่เรา ปรารถนาจะออกจากภพ เที่ยวจาริกไปในเทวโลก ย่อมเป็นผู้อันหมู่เทวดาแวดล้อมไป เราสถิตอยู่ภายใต้ ดอกไม้ เบื้องบนเรามีดอกไม้เป็นเครื่องกำบัง สถานที่ โดยรอบ ๑๐๐ โยชน์ ถูกคลุมด้วยดอกกรรณิการ์ ดนตรีหกหมื่น บำรุงเราทั้งเช้าและเย็น ไม่เกียจคร้าน แวดล้อมเราเป็นนิตย์ ตลอดคืนตลอดวัน เรารื่นรมย์
หน้า 6 ข้อ 258
ด้วยการฟ้อน การขับและด้วยกังสดาล เครื่องประโคม เป็นผู้มักมากด้วยกาม บันเทิงอยู่ด้วยความยินดีในการ เล่น ครั้งนั้น เราบริโภคและดื่มในวิมานนั้น บันเทิง อยู่ในไตรทศ เราพร้อมด้วยหมู่นางเทพอัปสร บันเทิง อยู่ในวิมานอันสูงสุด เราได้เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง และ ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับ มิได้ เมื่อเรายังท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยภพใหญ่ ย่อม ได้โภคทรัพย์มากมาย ความบกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเกิดใน สองสกุล คือ ในสกุลกษัตริย์ หรือสกุลพราหมณ์ ย่อมไม่เกิดในสกุลต่ำทราม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ยานช้าง ยานม้า และวอคานหาบ นี้เราได้ทุกสิ่ง ทุกอย่างทีเดียว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา หมู่ทาส หมู่ทาสี และนารีที่ประดับประดาแล้ว เราได้ทุกอย่าง ทีเดียว นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา ผ้าแพร ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้ายเราได้ทุกชนิด นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา ผ้าใหม่ ผลไม้ใหม่ โภชนะมีรสอันเลิศ ใหม่ ๆ เราได้ทุกชนิด นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา คำว่า เชิญเคี้ยวสิ่งนี้ เชิญบริโภคสิ่งนี้ เชิญนอนบนที่นอนนี้ เราได้ทั้งนั้น นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเป็นผู้อันเขา บูชาในที่ทุกสถาน เรามียศใหญ่ยิ่ง มีศักดิ์ใหญ่ มี
หน้า 7 ข้อ 258
บริษัทไม่แตกแยกทุกเมื่อ เราเป็นผู้อุดมกว่าหมู่ญาติ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราไม่รู้จักหนาว ไม่รู้จักร้อน ไม่มีความกระวนกระวาย อนึ่ง ทุกข์ทางจิต ย่อมไม่มี ในหทัยของเราเลย เราเป็นผู้มีผิวพรรณดังทองคำ เที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ความเป็นผู้มีวรรณะผิด- แผกไป เราไม่รู้จักเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราอัน กุศลมูลตักเตือนแล้ว จึงจุติจากเทวโลก มาเกิดใน สกุลพราหมณ์ มหาศาลอันมั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี ละกามคุณ ออกบวชเป็นบรรพชิต เรามีอายุได้ ๗ ขวบแต่กำเนิด ได้บรรลุพระอรหัต พระพุทธเจ้าผู้มี ปัญญาจักษุ ทรงทราบคุณของเรา จึงรับสั่งให้เรา อุปสมบท เรายังหนุ่มก็ควรบูชา นี้เป็นผลแห่งพุทธ- บูชา ทิพยจักษุของเราบริสุทธิ์ เราฉลาดในสมาธิ ถึง ความบริบูรณ์แห่งอภิญญา นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราบรรลุปฏิสัมภิทา ฉลาดหลักแหลมในอิทธิบาท ถึงความบริบูรณ์ในพระสัทธรรม นี้เป็นผลแห่งพุทธ- บูชา ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วย การบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ- บูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็อุตตรสามเณร เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ลุกขึ้นจากหลาว แล้วยืนอยู่ใน อากาศ แสดงปาฏิหาริย์ ด้วยความอนุเคราะห์ในผู้อื่น มหาชนได้เกิดมีจิต
หน้า 8 ข้อ 258
อัศจรรย์ในปรากฏการณ์ที่ไม่เคยมี. แผล (เก่า) ของท่านได้ผุดขึ้นในทันใด นั่นเอง. ท่านอันภิกษุทั้งหลาย ถามว่า อาวุโส ท่านเสวยทุกข์เช่นนั้นอยู่ สามารถขวนขวายวิปัสสนาได้อย่างไร ? เมื่อจะแสดงความว่า ดูก่อนอาวุโส จะป่วยกล่าวไปใย ถึงโทษในสงสารของเรา ก็สภาพของสังขารทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลายก็เห็นดีแล้ว เราแม้เสวยทุกข์เช่นนั้น อยู่อย่างนี้ ก็ยังสามารถเจริญ วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัตได้ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ภพอะไรที่เที่ยงไม่มี แม้สังขารที่เที่ยงก็ไม่มี ขันธ์เหล่านั้น ย่อมเวียนเกิดและเวียนดับไป เรารู้โทษ อย่างนี้แล้ว จึงไม่มีความต้องการด้วยภพ เราสลัดตน ออกจากกามทั้งปวง บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ โกจิ ภโว นิจฺโจ ความว่า ภพทั้งหลาย แยกประเภทออกไปอย่างนี้ คือ กรรมภพ อุปปัตติภพ กามภพ รูปภพ อรูปภพ สัญญีภพ อสัญญีภพ เนวสัญญีนาสัญญีภพ เอกโวการภพ จตุโวการภพ (และ) ปัญจโวการภพ. แม้ในบรรดาภพเหล่านั้น ภพอย่างใด อย่างหนึ่ง ที่จำแนกออกไปอย่างนี้ว่า เลว ปานกลาง อุกฤษฏ์ มีอายุยืน มากด้วยความสุข มีสุขและทุกข์คลุกเคล้ากันไป ดังนี้ จะเที่ยง ยั่งยืน มั่นคง มีอันไม่ต้องเพ่งดูเป็นธรรมดา ไม่มีเลย เพราะต้องอาศัยเหตุนั้น ๆ จึงเกิดขึ้น ประกอบความว่า ก็เพราะการณ์เป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น แม้สังขารทั้งหลาย จะชื่อว่าเที่ยงไม่มีเลย. สังขารทั้งหลายนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นของเกิดแล้ว โดยการกำหนด หมายรู้ เพราะอาศัยเบญจขันธ์ อันได้นามว่าสังขาร เพราะเหตุที่ปัจจัยทั้งหลาย
หน้า 9 ข้อ 258
ปรุงแต่งแล้ว ย่อมเปลี่ยนแปลงไปเพราะชราและมรณะ เพราะเหตุนั้นจึงชื่อว่า ไม่เที่ยง มีการแปรปรวนไปเป็นธรรมดา จริงอย่างนั้น วิปริณามธรรมเหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า สังขาร ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ขันธ์เหล่านั้น ย่อมเวียนเกิดและเวียนดับไป โดยมีอธิบายว่า เบญจขันธ์ที่ท่านกล่าวไว้โดย ปริยายแห่งภพ และโดยปริยายแห่งสังขารเหล่านั้น ย่อมเวียนเกิดไปตามปัจจัย และเกิดแล้ว ถูกชราเบียดเบียนบีบคั้น ย่อมเคลื่อน คือ แตกสลายไป. ด้วยบทว่า อุปฺปชฺชนฺติ จ เต ขนฺธา จวนฺติ อปราปรํ นี้ พระเถระแสดงความหมายว่า เบญจขันธ์ที่ได้ชื่อว่า ภพก็ดี สังขารก็ดี มีการ เกิดขึ้น และเสื่อมไปเป็นสภาพ. เพราะเหตุที่เมื่อพระโยคาวจร ยกเบญจขันธ์ ขึ้นสู่ไตรลักษณ์ แล้วพิจารณาสังขารทั้งหลายอยู่ ภพแม้ทั้ง ๓ ย่อมปรากฏชัด ดุจถูกไฟเผาแล้ว จะป่วยกล่าวไปใยถึงสังขารทั้งหลาย ที่พระโยคาวจรรู้อาทีนพ คือ โทษในเบญจขันธ์ที่ปัจจัยปรุงแต่งแล้ว ว่าเป็นเหมือนเรือนที่ถูกไฟไหม้แล้ว ด้วยวิปัสสนาปัญญา เห็นแล้วโดยเป็นอนิจจลักษณะ ย่อมปรากฏชัดกว่า เพราะความที่สังขารเป็นทุกข์ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า สิ่งใด ไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็นอนัตตา. เพราะเหตุที่ เมื่อพระโยคาวจรยกเบญจขันธ์ขึ้นสู่ไตรลักษณ์ แล้ว พิจารณาสังขารทั้งหลายอยู่ ภพแม้ทั้ง ๓ ย่อมปรากฏว่ามีภัยเฉพาะหน้าดุจเรือน ที่ถูกไฟไหม้ ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก (เรารู้โทษ อย่างนี้แล้ว จึงไม่มีความต้องการด้วยภพ). ประกอบความว่า ก็แม้เล่ห์เหลี่ยม ที่มุ่งหมายในกามทั้งหลาย ย่อมไม่เกิดขึ้นแก่ผู้ที่ทำตนให้หมุนกลับจากภพ ทั้งหลายได้โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น พระเถระ จึงกล่าวว่า นิสฺสโฏ สพฺพกาเมหิ เราเป็นผู้สลัดตนออกแล้วจากกามทั้งปวงดังนี้อธิบายว่า
หน้า 10 ข้อ 259
เราเป็นผู้มีจิตหมุนกลับจากกามทั้งหลายแม้เป็นทิพย์ (เห็น) เป็นเหมือนของ มนุษย์. บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า เพราะเหตุที่เราเป็นผู้มี สังขารอันขจัดขัดเกลาดีแล้ว เห็นโทษในภพทั้งหลายโดยชัดเจน และมีใจ ไม่ข้องแวะในกามทั้งหลาย ฉะนั้น ถึงแม้เราจะนั่งอยู่แล้วบนปลายหลาว เราก็ ได้บรรลุ คือ ถึงทับความสิ้นไปแห่งอาสวะ อันได้แก่พระนิพพาน และพระ- อรหัตผล. พระเถระ ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ก็เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย เหล่าอื่น ผู้มีใจยังไม่ถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะ พึงกระทำความอุตสาหะเพื่อ บรรลุความสิ้นไปแห่งอาสวะนั้น. จบอรรถกถาอุตตรเถรคาถา ๒. ปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปิณโฑลภารทวาชเถระ [๒๕๙] ได้ยินว่า พระปิณโฑลภารทวาชเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่าง นี้ว่า ชีวิตของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไป โดยไม่สมควร อาหารไม่ได้ทำจิตให้สงบ เราเห็นว่า ร่างกายจะดำรง อยู่ได้ เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาอาหารโดย ทางที่ชอบ. นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าว การไหว้ และการบูชาในตระกูลทั้งหลายว่า เป็น เปลือกตม เป็นลูกศรอันละเอียด ถอนขึ้นได้ยาก สักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก.
หน้า 11 ข้อ 259
อรรถกถาปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา คาถาของท่านพระปิณโฑลภารทวาชเถระ เริ่มต้นว่า นยิทํ อนเยน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินมาว่า พระเถระนี้ เกิดในกำเนิดราชสีห์ ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ อยู่ในถ้ำแห่งภูเขา. พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเข้าไปสู่ถ้ำเป็นที่นอน ในเวลาที่ราชสีห์หลีกออกไปหากิน เพื่อจะทรง อนุเคราะห์เขา ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติแล้ว ราชสีห์คาบเอาเหยื่อกลับมา เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าที่ประตูถ้ำ เป็นผู้ร่าเริงยินดี กระทำการบูชาด้วยดอกไม้ ที่เกิดในน้ำและดอกไม้ที่เกิดบนบก ทำใจให้เลื่อมใส บันลือสีหนาทในเวลา ทั้ง ๓ เพื่อให้สัตว์ร้ายในป่าหนีไป เพื่อถวายอารักขาพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ยืน เฝ้าอยู่โดยมีพุทธานุสติเป็นอารมณ์ มันบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าตลอด ๗ วัน เหมือนอย่างที่บูชาในวันแรก. โดยล่วงไปได้ ๗ วัน พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติ ทรงพระดำริว่า เท่านี้ก็จะพอเป็นอุปนิสัย เป็นไปแก่ราชสีห์ เมื่อมันเห็นอยู่ นั่นแล เสด็จเหาะขึ้นสู่อากาศ เสด็จไปยังพระวิหารแล้ว. ราชสีห์ ไม่อาจอด กลั้นความทุกข์ อันเกิดจากความพลัดพรากจากพระพุทธเจ้า กระทำกาละแล้ว ดุจช้างปาลิเลยยกะ เกิดในตระกูลของคฤหบดีผู้มีโภคะมาก ในพระนครหงสาวดี เจริญวัยแล้ว ไปสู่พระวิหารพร้อมกับชาวเมือง ฟังพระธรรมเทศนา บำเพ็ญ มหาทานตลอด ๗ วัน แล้วกระทำบุญจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
หน้า 12 ข้อ 259
อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรปุโรหิต ของพระเจ้าอุเทน ใน พระนครโกสัมพี ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย โดยนาม ชื่อว่า ภารทวาชะ. เขาเจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพท สอนมนต์กะมาณพ ๕๐๐ ถูก มาณพเหล่านั้นทอดทิ้ง เพราะเป็นผู้มีอาจาระไม่เหมาะสม เพราะเป็นคนจะกละ (กินจุ) ไปสู่พระนครราชคฤห์ เห็นลาภสักการะของพระผู้มีพระภาคเจ้า และ ของภิกษุสงฆ์ จึงบวชในพระศาสนา เป็นผู้ไม่รู้ประมาณในโภชนะ เที่ยวไป อันพระศาสดาทรงทำให้ตั้งอยู่ ในความเป็นผู้รู้ประมาณได้ด้วยอุบายวิธี เริ่ม ตั้งวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ ครั้งนั้นเราเที่ยวอยู่ใน ป่าใหญ่ ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะหาด มาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นเขตแห่งบุญ ผู้แกล้วกล้า ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการ ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้ได้อภิญญา ๖ แล้ว คิดว่า มรรคผลใด อันสาวก ทั้งหลายพึงบรรลุ เฉพาะพระพักตร์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า มรรคผลนั้นเราก็ บรรลุแล้ว และบันลือสีหนาทในหมู่ภิกษุว่า ผู้ใดมีความสงสัยในมรรคหรือผล
หน้า 13 ข้อ 259
ผู้นั้นจงถามเรา ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงตั้งท่านไว้ใน เอตทัคคะ ด้วยพระพุทธดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระปิณโฑลภารทวาชะ เป็นยอดแห่งภิกษุผู้เป็นสาวกของเรา ผู้บันลือสีหนาท. วันหนึ่ง ท่านเมื่อจะอนุเคราะห์พราหมณ์ผู้เป็นมิจฉาทิฏฐิ มีความ ตระหนี่ เคยเป็นสหายกันในสมัยเมื่อเป็นคฤหัสถ์ ผู้เข้าไปหาถึงสำนักจึงกล่าว กถาพรรณนาอานิสงส์ของทานแก่พราหมณ์นั้น แม้เมื่อพราหมณ์ จะทำการ ขมวดคิ้วสยิวหน้าว่า พระเถระนี้ ประสงค์จะยังทรัพย์ของเราให้พินาศ แล้ว- กล่าวว่า เราจะถวายภัตรมื้อหนึ่งแก่ท่าน ดังนี้ จึงกล่าวว่า ท่านจงถวายภัตร มื้อหนึ่งนั้นแก่พระสงฆ์ อย่าถวายเราเลย แล้วให้พราหมณ์น้อมนำภัตรนั้น ไป ถวายสงฆ์ เมื่อพราหมณ์แสดงความไม่พอใจอีกด้วยคิดว่า พระเถระนี้ประสงค์ จะให้เราถวายทานแก่ภิกษุจำนวนมาก ดังนี้ พระเถระจึงยังพราหมณ์ให้เลื่อมใส ด้วยการประกาศถึงความที่แห่งทักษิณาทาน ที่ถวายในสงฆ์ โดยพระธรรม เสนาบดีในวันที่สองว่ามีผลมาก คิดว่าพราหมณ์นี้ สำคัญว่า พระเถระนี้ชักชวน ให้เราถวายทาน ด้วยควานอยากในอาหาร เขาไม่รู้ความที่เราควบคุม (กำหนดรู้) อาหารได้แล้วโดยประการทั้งปวง เอาเถิด เราจะทำให้เขารู้ ดังนี้ จึงได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า ชีวิตของเรานี้ ย่อมไม่เป็นไปโดยไม่สมควร อาหารไม่ได้ทำจิตให้สงบ เราเห็นว่า ร่างกายจะดำรง อยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยวแสวงหาโดยทางที่ชอบ. นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้กล่าวการ ไหว้ การบูชา ในตระกูลทั้งหลายว่า เป็นเปลือก ตม เป็นลูกศรอันละเอียด ถอนขึ้นได้ยาก สักการะ อันบุรุษชั่วละได้ยาก ดังนี้.
หน้า 14 ข้อ 259
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นยิทํ อนเยน ชีวิตํ ความว่า ชีวิต ของเรานี้ ชื่อว่า ย่อมไม่เป็นไปโดยไม่สมควรคือ โดยการแสวงหาที่ไม่สมควร มีการให้ไม้ไผ่ และการให้ดอกไม้เป็นต้น เพราะไม่มีความใคร่ในชีวิต. บทว่า นาหาโร หทยสฺส สนฺติโก ความว่า ก็อาหารที่เรานำมา ย่อมไม่กระทำหทัย คือ จิต ให้สงบระงับ ดุจมรรคญาณและผลญาณ อธิบายว่า แต่จะกระทำเพียงระงับความหิวได้โดยทันทีอย่างเดียว. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า นาหาโร หทยสฺส สนฺติโก ความว่า อาหาร คือ วัตถุอันเป็นที่ตั้งแห่งความอยากในรส ไม่ได้ทำจิตของเราให้สงบ คือไม่ทำจิตของเราให้ข้อง เพราะไม่มีความอยากในรสนั่นเอง อาจารย์บางพวก กล่าวว่า สนฺติเก ก็มี. อธิบายว่า ผู้ที่มีความจะกละในอาหารนั้น ย่อมต้องขวนขวายหาลาภ สักการะเที่ยวไป อาหารจึง ชื่อว่า มีอยู่ในใจของผู้นั้น เพราะต้องใส่ใจถึงอยู่ เนือง ๆ ส่วนผู้ใดรู้เท่าทัน (ควบคุม) อาหารได้ ผู้นั้น ชื่อว่าละฉันทราคะ ในอาหารนั้นได้แล้ว อาหารชื่อว่าไม่มีอยู่ในใจของผู้นั้น เพราะไม่มีการกระทำ ไว้ในใจ มีอาทิว่า ทำอย่างไรหนอ ถึงจะได้อาหารดังนี้โดยแท้ เพราะใส่ใจ ถึงปัญหายอกย้อน อันจะมีขึ้นว่า ก็ถ้าท่านไม่มีความใคร่ในชีวิต และความอยาก ในรสอาหารไซร้ เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร ท่านจึงเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ดังนี้ พระเถระจึงกล่าวว่า ร่างกายจะดำรงอยู่ได้เพราะอาหาร จึงได้เที่ยว แสวงหาอาหารโดยทางที่ชอบ. อาหาร คือ โภชนะเป็นที่ตั้ง คือ เป็นฐานได้แก่เป็นปัจจัยของร่างกาย นั้น เพราะเหตุนั้น ร่างกายจึงชื่อว่า อาหารัฏฐิติกะมีอาหารเป็นที่ตั้ง อธิบายว่า การสั่งสม คือร่างกาย มีความเป็นไปเนื่องด้วยอาการ เพราะเราเห็นอย่างนี้ รู้อย่างนี้ จึงยกเอาความข้อนี้ไว้ในสมอง ต้องเที่ยวแสวงหา คือ ทำการแสวงหา อาหาร.
หน้า 15 ข้อ 259
พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ท่านไม่ควรคิดในคนเช่นเราอย่างนี้ว่าเข้าไป สู่สกุลเพราะปัจจัยเป็นเหตุ และถูกลาภสักการะ คือการกราบไหว้บูชาในสกุล นั้น ผูกมัดไว้ จึงได้กล่าวคาถาว่า ปงฺโก (การไหว้การบูชาในตระกูลเป็น เปลือกตม). คาถานั้นมีอธิบายว่า เพราะเหตุที่บัณฑิตทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ได้รู้ คือ รู้แจ้ง หรือได้แก่ประกาศการสรรเสริญคุณและการบูชา ของเหล่า บรรพชิตผู้เข้าไปสู่สกุล เพราะมีปัจจัยเป็นเหตุที่จักเป็นไปในตระกูลทั้งหลาย คือ ในหมู่ชาวบ้าน นี้นั้นว่าเป็นเปลือกตม คือเป็นหล่ม เพราะอรรถว่า เป็นเหตุให้บรรพชิตผู้มีตนอันไม่ได้อบรมแล้วจมลง และเพราะกระทำความ เศร้าหมองให้แก่บรรพชิตผู้มีตนอันไม่ได้อบรมแล้ว ฉะนั้นการสรรเสริญคุณ และการบูชานั้น จึงไม่เป็นไปเพื่อผูกมัดสัตบุรุษทั้งหลาย จักป่วยกล่าวไปใย ถึงการหวังสักการะเล่า เพราะท่านละได้แล้ว แต่สำหรับอสัตบุรุษ ความหวัง ในสักการะ ย่อมชื่อว่าเป็นลูกศรอันละเอียด รู้ได้ยาก เพราะก่อให้เกิดความ บีบคั้นโดยเป็นสภาพที่รู้ได้โดยยาก และเพราะไม่สามารถจะถอนออกได้เพราะ เจาะลึกเข้าไปในภายใน เพราะเหตุนั้นแล สักการะจึงเป็นของอันบุรุษชั่วนั้น ละได้ยาก คือดึงออกไปได้โดยยาก เพราะไม่ดำเนินปฏิปทา อันเป็นข้อปฏิบัติ ให้ถึงการละสักการะนั้น ชื่อว่า เป็นคนเลว เพราะไม่ละความหวังในลาภ สักการะ. พราหมณ์ฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว ได้เป็นผู้มีความเลื่อมใสอย่างยิ่ง ในพระเถระ. จบอรรถกถาปิณโฑลภารทวาชเถรคาถา
หน้า 16 ข้อ 260
๓. วัลลิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัลลิยเถระ [๒๖๐] ได้ยินว่า พระวัลลิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า วานรเข้าไปอยู่ในกระท่อม มีประตู ๕ ประตู พยายามเวียนเข้าออกทางประตูนั้นเนือง ๆ จงหยุดนิ่ง นะเจ้าลิง อย่าวิ่งไปดังกาลก่อนเลย เราจับเจ้าไว้ได้ ด้วยปัญญาแล้ว เจ้าจัก ไปไกลไม่ได้ละ. อรรถกถาวัลลิยเถรคาถา คาถาของท่านพระวัลลิยเถระ เริ่มต้นว่า มกฺกโฏ ปญฺจทฺวารายํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญมากหลายไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัป ที่ ๓๑ นับแต่ภัทรกัปนี้ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งเข้าไปสู่ป่าด้วยกรณียกิจ บางอย่าง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า นารทะ อยู่ที่โคนต้นไม้ในป่านั้น เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ทำศาลาด้วยไม้อ้อ มุงบังด้วยหญ้าถวาย และแผ้วถางที่ สำหรับเดินจงกรมของพระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เกลี่ยทรายลง (จนเรียบ) ถวาย. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของพราหมณ์มหาศาล ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้
หน้า 17 ข้อ 260
ได้มีนามว่า วัลลิยะ. เขาเจริญวัยแล้ว ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับ เป็น ผู้ตกอยู่ใต้อำนาจของอินทรีย์ ท่องเที่ยวไป เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยการแนะนำของกัลยาณมิตร ฟังธรรมแล้ว ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อ หารินะ ครั้งนั้นพระสยัมภูพุทธเจ้า นามว่า " นารทะ " อยู่ใกล้ต้นไม้ เราทำเรือนไม้อ้อ มุงด้วยหญ้า เราได้ แผ้วถางทางจงกรม ถวายพระสยัมภู ด้วยกรรมที่เรา ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละ ร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บนสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์นั้น วิมานของเราสูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ อันบุญกรรมเนรมิตขึ้นอย่างสวยงาม เพราะผล แห่งการสร้างกุฎีไม้อ้อ เรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๑๔ กัป ได้เสวยสมบัติในเทวโลก ๗๑ ครั้ง ได้เป็นพระ- เจ้าจักรพรรดิ ๓๔ ครั้ง และได้เป็นเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์ โดยคณานับไม่ถ้วน เราขึ้นสู่ปราสาทคือ ธรรมแล้ว เข้าถึงซึ่งอมตธรรมอันประเสริฐ ด้วยอาการ ทั้งปวง อยู่ในศาสนาของพระศากยบุตร ตามปรารถนา ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ใน กาลนั้น ด้วยธรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งกุฏิไม้อ้อ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 18 ข้อ 260
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เพราะเหตุที่จิตของตนในเวลา ที่เป็นปุถุชน เป็นไปตามความใคร่ในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูปารมณ์เป็นต้น บัดนี้ เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยประกาศถึงความที่แห่งอารมณ์มีรูป เป็นต้น อันตนข่มไว้ได้แล้ว ด้วยพระอริยมรรค จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า วานรเข้าไปในกระท่อม มีประตู ๕ ประตู พยายามเวียนเข้าออก ทางประตูนั้นเนือง ๆ จงหยุด นิ่งนะเจ้าลิง อย่าวิ่งไปดังกาลก่อนเลย เราจับเจ้าไว้ได้ ด้วยปัญญาแล้ว เจ้าจักไปไกลไม่ได้ละ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆฏฺฏยนฺโต ความว่า พระโยคาวจร ละอารมณ์อย่างหนึ่ง แล้วไปยึดอารมณ์อีกอย่างหนึ่ง ในอารมณ์ทั้งหลาย มีรูปเป็นต้น ด้วยจักษุทวารเป็นต้นนั้น ๆ ไม่พอใจเพื่อจะอยู่นิ่ง ๆ ด้วย สามารถแห่งการยึดมั่นของจิตสันดาน จึงพยายาม คือ ทำอารมณ์ให้ไหวอยู่ เนือง ๆ ย่อมไหวไปตาม คือเที่ยวไปตามความใคร่ ในอารมณ์มีรูปารมณ์ เป็นต้นนั้นแล ดุจลิงเข้าไปหาผลไม้กิน ยังต้นไม้ให้ไหวในที่นั้นหลายครั้ง เพราะละกิ่งไม้กิ่งหนึ่งแล้ว ไปเกาะกิ่งไม้อีกกิ่งหนึ่ง เพราะความหลุกหลิก ของตน ฉะนั้น. ก็ในคาถานี้ ท่านกล่าวความเป็นปัจจุบัน เพราะเป็นเรื่อง ที่ใกล้กับสิ่งที่ดำเนินไปอยู่ ก็เมื่อลิง (คือจิต) วิ่งวนไปมาอยู่อย่างนี้ พระเถระ จึงปรามว่า จงหยุดนะเจ้าลิง อย่าวิ่งไป หมายความว่า ดูก่อนลิงคือจิต บัดนี้ เจ้าจงหยุด อย่าวิ่งไป คือจำเดิมแต่นี้ไป เจ้าไม่สามรถจะวิ่งต่อไปได้ เพราะ เหตุที่เรือนคืออัตภาพนั้น เจ้าจะเข้าไปคบหาไม่ได้ดังกาลก่อน เพราะปิดประตู เรือนแล้ว ฉะนั้น เจ้าอย่าวิ่งไปดังกาลก่อนเลย เพราะเหตุไร ? เพราะเรา จับเจ้าได้แล้วด้วยปัญญา คือ เจ้าถูกข่มไว้เรียบร้อยแล้ว ด้วยการตัดอุปาทาน
หน้า 19 ข้อ 261
๕ กล่าวคือกิเลสมาร และอภิสังขารมาร ด้วยมรรคปัญญา ในบัดนี้ เพราะ เหตุนั้น พระเถระจึงแสดงว่า เจ้าจักไปไกลไม่ได้ คือเจ้าจะไปสู่อัตภาพที่ สองเป็นต้น ซึ่งไกลกว่าอัตภาพนี้ไม่ได้ ได้แก่การไปของเจ้าจะมีได้เพียงแต่ จริมกจิตเท่านั้น. ปาฐะว่า เนโต ทูรํ ดังนี้ก็มี. ความหมายก็อันนั้น. จบอรรถกถาวัลลิยเถรคาถา ๔. คังคาตีริยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระคังคาตีริยเถระ [๒๖๑] ได้ยินว่า พระคังคาตีริยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราทำกระท่อมด้วยใบตาล ๓ ใบ ที่ริมฝั่งแม่น้ำ คงคา บาตรของเราเหมือนดังหม้อ สำหรับตักน้ำรด ศพ และจีวรของเราเป็นดังผ้าคลุกฝุ่น ในระหว่าง ๒ พรรษา เราพูดเพียงคำเดียวเท่านั้น ในภายใน พรรษาที่ ๓ เราทำลายกองความมืดคืออวิชชาได้แล้ว. อรรถกถาคังคาตีริยเถรคาถา คาถาของท่านพระคังคาตีริยเถระ เริ่มต้นว่า ติณฺณํ เม ตาลปตฺตานํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินมาว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้วเป็นผู้มี ความเลื่อมใสอย่างยิ่งในพระศาสนา ได้ถวายน้ำดื่มแด่ภิกษุสงฆ์.
หน้า 20 ข้อ 261
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของคฤหบดีคนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า ทัตตะ. เขาเจริญวัย แล้วอยู่ครอบครองเรือน ไม่รู้จักความเป็นอคมนียยัฏฐาน จึงทำการล่วงละเมิด ต่อมารู้จักความเป็นอคมนียัฏฐานแล้ว จึงเกิดความสลดใจ บวชแล้ว รังเกียจ กรรมนั้น ดำรงตนตามลูขปฏิปทา (ปฏิบัติอย่างเศร้าหมอง) ถือบังสุกุลจีวร และบาตรดิน มีลักษณะคล้ายหม้อรดน้ำศพ กระทำกุฎีด้วยใบตาล ๓ ใบ อยู่ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้สมญานามว่า คังคาตีริยะ. ท่านอธิษฐานจิตว่า เรายังไม่ได้บรรลุพระอรหัต จะไม่สนทนากับใคร ๆ แล้วเป็นผู้นิ่งอยู่ตลอดปีแรก ไม่ยอมทำวจีเภท (ไม่ยอมพูดจา) เลย อยู่แล้ว. ในปีที่สอง ถูกหญิงคนหนึ่งในโคจรคาม ประสงค์จะทดลองว่า เป็นใบ้ หรือเปล่า จึงเมื่อจะเทน้ำนมลงในบาตร แกล้งทำเป็นมือพิการเทราดลงไป เผลอเปล่งวาจาออกไปว่า พอละน้องหญิง แต่ในปีที่ ๓ เพียรพยายามอยู่ บรรลุพระอรหัตแล้วในระหว่างพรรษาทีเดียว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ในภิกษุสงฆ์ ผู้ยอดเยี่ยมของพระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ จึงได้ตักน้ำใส่หม้อน้ำฉันจนเต็ม ในเวลาที่เราจะต้อง การน้ำ จะเป็นยอดภูเขา ยอดไม้ ในอากาศ หรือพื้นดิน น้ำย่อมเกิดแก่เราทันที ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการให้น้ำเป็นทาน. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 21 ข้อ 261
ก็พระเถระครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยมุขคือการชี้แจงข้อปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นของตน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เราทำกระท่อมด้วยใบตาล ๓ ใบ ที่ริมฝั่งแม่น้ำ คงคา บาตรของเราเหมือนดังหม้อสำหรับรดน้ำศพ และจีวรของเราเป็นดังผ้าคลุกฝุ่น ในระหว่าง๒พรรษา เราพูดเพียงคำเดียว ในภายในพรรษาที่ ๓ เราทำลาย กองความมืด คืออวิชชาได้แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติณฺณํ เม ตาลปตฺตานํ คงฺคาตีเร กุฏี กตา ความว่า เราสร้างกุฎีไว้ที่ริมฝั่งแม่น้ำคงคา เพื่อป้องกันฝนด้วย ใบตาล ๓ ใบ ซึ่งหล่นลงมาจากต้นตาล. พระเถระแสดงความสันโดษด้วย เสนาสนะของตน ด้วยบทนั้น. สมจริงดังคำเป็นคาถาที่พระธรรมเสนาบดี กล่าวไว้ว่า สำหรับภิกษุผู้มีความเพียร นั่งขัดสมาธิ ไม่คุก- เข่า เป็นการเพียงพอที่จะอยู่ได้สบาย. ปาฐะว่า ตาลปตฺตีนํปิ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้น. บทว่า ฉวสิตฺโตว เม ปตฺโต ความว่า บาตรของเราเหมือนดัง หม้อสำหรับตักน้ำรดศพ อธิบายว่า คล้ายหม้อน้ำสำหรับรดน้ำนมให้คนตาย. บทว่า ปํสุกูลญฺจ จีวรํ ความว่า และจีวรของเรา ก็เป็นดังผ้า คลุกฝุ่น ที่ทำด้วยเศษผ้า (ผ้าขี้ริ้ว) ที่เขาทิ้งแล้วในที่ทั้งหลาย มีระหว่างทาง และป่าช้าเป็นต้น. พระเถระแสดงความสันโดษด้วยบริขาร ด้วยบททั้งสอง. บทว่า ทวินฺนํ อนฺตรวสฺสานํ ความว่า ในระหว่างพรรษาทั้งสอง คือ ในปีที่บรรลุพระอรหัต นับแต่บวชแล้ว.
หน้า 22 ข้อ 262
บทว่า เอกา วาจา เม ภาสิตา ความว่า เราพูดเพียงคำเดียว คือ กล่าวห้ามการถวายน้ำนมว่า พอละน้องหญิงเท่านั้น การเปล่งคำพูด อย่างอื่น มิได้มีเลยในพรรษานั้น พระเถระแสดงการสำรวมกายวาจา อย่าง อุกฤษฏ์ด้วยบทนั้น. บทว่า ตติเย อนฺตรวสฺสมฺหิ ความว่า ในระหว่างปีที่ ๓ ได้แก่ ยังไม่ทันครบปีที่ ๓ นั่นเอง. บทว่า ตโมขนฺโธ ปทาลิโต ความว่า กองแห่งความมืด อันเรา ทำลายแล้ว ด้วยมรรคอันเลิศ อธิบายว่า กิเลสอย่างละเอียดที่นอนเนื่องอยู่ใน สันดาน คือ อวิชชา อันเราตัดขาดแล้ว. ด้วยบทว่า ตโมขนฺโธ ปทาลิโต นั้น พระเถระกล่าวถึงการละกิเลสทั้งปวงได้ โดยไม่เหลือ เพราะตั้งอยู่เป็น อันเดียวกันกับอวิชชานั้น. จบอรรถกถาคังคาตีริยเถรคาถา ๕. อชินเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอชินเถระ [๒๖๒] ได้ยินว่า พระอชินเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ถึงแม้บุคคลจะมีวิชชา ๓ ละมัจจุราชแล้ว เป็นผู้ หาอาสวะมิได้ คนพาลทั้งหลายผู้ไม่มีความรู้ ก็ย่อมดู หมิ่นบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง ส่วนบุคคลใดใน โลกนี้ เป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ถึงแม้ว่า บุคคลนั้นจะ เป็นผู้ชั่วช้าเลวทราม ก็เป็นที่สักการะนับถือ ของคน พาลทั้งหลาย.
หน้า 23 ข้อ 262
อรรถกภาอชินเถรคาถา คาถาของท่านพระอชินเถระ เริ่มต้นว่า อปิ เจ โหติ เตวิชฺโช. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในโลกที่ว่างจาก พระพุทธเจ้า (สุญญกัป) บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว ไปป่าด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นพระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า สุจินติตะ ในป่านั้น ถูกอาพาธเบียดเบียน บีบคั้นนั่งอยู่แล้ว จึงเข้าไปหาไหว้แล้ว เป็นผู้มีจิตเลื่อมใส ได้นำเอาขี้ตะกอน เปรียงเข้าไปถวาย เพื่อประกอบยา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้ว ท่องเที่ยว เวียนไปมาอยู่ในสุคติภพเท่านั้น ถือปฏิสนธิในเรือนของพราหมณ์ผู้ยากจน คนหนึ่ง ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ในเวลาคลอด คนทั้งหลาย รับเขาไว้ด้วยหนังเสือ ด้วยเหตุนั้น จึงขนานนานเขาว่า อชินะ นั่นแล. เขาเกิดในตระกูลที่ยากจน เพราะไม่ได้กระทำกรรมอันเป็นเหตุยังโภคะ ให้เป็นไป แม้เจริญวัยแล้ว ก็ยังเป็นผู้มีน้ำและข้าวไม่บริบูรณ์ เที่ยวไป เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีภาคะ ผู้มีเหตุอันดำริดีแล้ว เป็นเชษฐ- บุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน เข้าไปสู่ป่าใหญ่ ถูกอาพาธอันเกิดแต่ลมเบียดเบียน เราเห็นแล้ว จึง
หน้า 24 ข้อ 262
ทำจิตให้เลื่อมใส นำเอาขี้ตะกอนเปรียงเข้าไปถวาย เพราะเราได้กระทำกุศลและได้บูชาพระพุทธเจ้าเนืองๆ แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีนี้ มหาสมุทรทั้ง ๔ และพื้นปฐพี ที่น่ากลัว ผ ซึ่งจะประมาณมิได้ นับไม่ถ้วนนี้ ย่อม สำเร็จเป็นเปรียงขึ้นได้ สำหรับ เรา น้ำผึ้ง น้ำตาลกรวด ดังจะรู้ความดำริของเรา เกิดขึ้น ตอไม้ที่งอกขึ้น แต่ แผ่นดินในทิศทั้ง ๔ ดังจะรู้ความดำริของเรา ย่อมเกิด เป็นต้นกัลปพฤกษ์ขึ้น เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช- สมบัติในเทวโลก ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดย คณานับไม่ถ้วน ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งขี้ตะกอนเปรียง. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ แม้บรรลุพระอรหัตแล้ว ก็เป็นผู้มีลาภน้อย ไม่ปรากฏ ชื่อเสียง เพราะผลแห่งกรรมที่มีในก่อน แม้อุทเทสภัตรและสลากภัตรที่ถึงท่าน ก็ต่ำช้าทั้งนั้น ก็ภิกษุและสามเณรทั้งหลายที่เป็นปุถุชน ย่อมดูหมิ่นท่านว่า เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง เพราะผลแห่งกรรมนั่นแล พระเถระเมื่อจะยังภิกษุเหล่านั้น ให้สลดใจ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ถึงแม้บุคคลจะมีวิชชา ๓ ละมัจจุราชแล้ว เป็นผู้ หาอาสวะมิได้ คนพาลทั้งหลายผู้ไม่มีความรู้ ก็ย่อม ดูหมิ่นบุคคลนั้นว่า เป็นผู้ไม่มีชื่อเสียง ส่วนบุคคลใด
หน้า 25 ข้อ 262
ในโลกนี้ เป็นผู้ได้ข้าวและน้ำ ถึงแม้ว่าบุคคลนั้นจะ เป็นคนชั่วช้าเลวทราม ก็เป็นที่สักการะนับถือของคน- พาลทั้งหลาย ดังนี้. ศัพท์ว่า อปิ ในคาถานั้น เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า ยกย่องสรรเสริญ ศัพท์ว่า เจ ใช้ในการคาดคะเน. บทว่า โหติ แปลว่า ย่อมเป็น. บุคคลชื่อว่า เตวิชฺโช เพราะ เป็นผู้มีวิชชา ๓. ชื่อว่า มจฺจุหายี เพราะละมัจจุได้. ชื่อว่า ไม่มีอาสวะ เพราะไม่มี อาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า ถึงแม้ว่า บุคคล จะเป็นผู้ชื่อว่า มีวิชชา ๓ เพราะบรรลุวิชชา ๓ เหล่านี้ คือ ทิพยจักขุญาณ บุพเพนิวาสญาณ (และ) อาสวักขยญาณ ต่อแต่นั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีอาสวะ เพราะอาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น สิ้นไปรอบแล้วโดยประการทั้งปวง ชื่อว่า ละมัจจุแล้ว เพราะไม่มีความตาย โดยที่ไม่ต้องถือเอาภพใหม่อีกต่อไป แม้เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทั้งหลาย คือบุคคลผู้มีปัญญาทราม ย่อมดูหมิ่น บุรุษผู้สูงสุดนั้น แม้ถึงได้บรรลุประโยชน์ของตน ที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต มุ่งหมายโดยชอบที่เดียว ว่าเป็นผู้ไม่มี ชื่อเสียง ไม่มีนามปรากฏ เพราะไม่มีลาภที่เกิดขึ้นว่า เป็นผู้กล่าวสอนเรื่อง ธุดงค์ เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก. เพราะเหตุไร ? เพราะไม่รู้ คือ เพราะเหตุแห่งการไม่รู้ ท่านแสดงการไม่รู้คุณทั้งหลายนั่นแลว่าเป็นเหตุใน ข้อนั้น. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ก็คนพาลทั้งหลายย่อมดูหมิ่นแม้ผู้ที่ควร สรรเสริญ โดยที่เป็นคนหนักในลาภ (เห็นแก่ได้) เพราะไม่รู้คุณทั้งหลาย
หน้า 26 ข้อ 262
ฉันใด ก็ย่อมสรรเสริญแม้ผู้ที่ควรดูหมิ่นอย่างนี้ โดยที่เป็นคนหนักในลาภ เพราะไม่รู้คุณทั้งหลายฉันนั้น ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ไว้. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้ บทว่า โย เป็นการกล่าว แสดงถึงความไม่แน่นอน. จ ศัพท์เป็นนิบาตใช้ในพยดิเรก. ด้วย จ ศัพท์นั้น ส่องให้รู้ ถึงความต่างกันที่กำลังกล่าวถึงบุคคลนี้อยู่นั่นแหละ ว่าแผกจากบุคคล ตามที่กล่าวแล้ว ศัพท์ว่า โข เป็นนิบาตลงในอวธารณะ (จำกัดความให้แน่ชัด). บทว่า อนฺนปานสฺส เป็นเพียงตัวอย่าง. บทว่า ลาภี แปลว่า มีลาภ. บทว่า อิธ ความว่า ในโลกนี้. ชื่อว่า บุคคล เพราะเต็มและ กลืนกินสัตตาวาส (ภพเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์) นั้น ๆ ด้วยชราและมรณะ. บทว่า ปาปธมฺโม ได้แก่ ธรรมอันลามก. ก็ในคาถาที่ ๒ นี้ มีอรรถาธิบายว่า ส่วนบุคคลใด ย่อมเป็นผู้มีปกติได้เพียงปัจจัย มีจีวรเป็นต้น เท่านั้น ไม่ได้มรรคผลมีฌานเป็นต้น บุคคลนั้นแม้ถึงจะเป็นผู้มีธรรมอันเลว โดยความเป็นผู้ทุศีล เพราะมีความปรารถนาลามก แต่ก็ยังเป็นผู้อันคนพาล ทั้งหลายในโลกนี้ สักการะ เคารพ เพราะความเป็นผู้หนักในลาภ. จบอรรถกถาอชินเถรคาถา
หน้า 27 ข้อ 263
๖. เมฬชินเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเมฬชินเถระ [๒๖๓] ได้ยินว่า พระเมฬชินเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อใดเราได้ฟังธรรมของพระศาสดาผู้ทรงแสดง อยู่ เมื่อนั้น เราไม้รู่สึกมีความสงสัย ในพระศาสดาผู้รู้ ธรรมทั้งปวง ผู้อันใคร ๆ ชนะไม่ได้ ผู้นำหมู่ แกล้ว- กล้าเป็นอันมาก ประเสริฐสุดกว่าสารถีทั้งหลาย หรือ ว่าความสงสัยในมรรคปฏิปทา ย่อมไม่มีแก่เรา. อรรถกถาเมฬชินเถรคาถา คาถาของท่านพระเมฬชินเถระ เริ่มต้นว่า ยทาหํ ธมฺมมสฺโสสึ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สุเมธะ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผล อาโมทะ มีรสอร่อย. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปเกิดในตระกูลกษัตริย์ กรุงพาราณสี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า เมฬชินะ ถึงความสำเร็จในศิลปวิทยา
หน้า 28 ข้อ 263
เป็นผู้ฉลาดปราดเปรื่อง มีนามกระฉ่อนปรากฏไปทั่วทิศ. เมื่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ป่าอิสิปตนะ กรุงพาราณสี เขาไปสู่พระวิหาร เข้าเฝ้า พระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธาจิต บวชแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระ อรหัตในวันนั้นเอง. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภู ผู้มีพระรัศมีนับ ด้วยพัน ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ๆ ทรงออกจากวิเวกแล้ว เสด็จออกโคจรบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ได้เห็นแล้ว จึงได้เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ โสมนัส ได้ถวายผลไม้ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ในเวลาต่อมา อันภิกษุทั้งหลาย ถามว่า อาวุโส ท่านได้บรรลุอุตริมนุสธรรมแล้วหรือ เมื่อจะบันลือสีหนาท ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เมื่อใด เราได้ฟังธรรมของพระศาสดาผู้ทรง แสดงอยู่ เมื่อนั้น เราไม่รู้สึกความสงสัยในพระศาสดา ผู้รู้ธรรมทั้งปวง ผู้อันใคร ๆ ชนะไม่ได้ ผู้นำหมู่ แกล้วกล้าเป็นอันมาก ประเสริฐสุดกว่าสารถีทั้งหลาย หรือว่าความสงสัยในมรรคปฏิปทา ย่อมไม่มีแก่เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา ได้แก่ ในกาลใด. พระเถระเรียก ตัวเองว่า " เรา ".
หน้า 29 ข้อ 263
บทว่า ธมฺมํ ได้แก่ธรรม คือ อริยสัจ ๔. บทว่า อสฺโสสึ แปลว่า ฟังแล้ว. บทว่า สตฺถุโน ความว่า ชื่อว่าศาสดา เพราะอรรถว่า ทรงสั่งสอน เวไนยสัตว์ทั้งหลาย ด้วยประโยชน์ทั้งหลาย มีทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นต้น. บทว่า กงฺขํ แปลว่า ความสงสัย พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่าเป็น สัพพัญญู เพราะอรรถว่า ทรงรู้สังขตธรรมและอสังขคธรรม โดยไม่มีส่วนเหลือ ชื่อว่า อปราชิเต เพราะไม่มีผู้ที่จะทำให้พ่ายแพ้ได้ ไม่ว่าที่ไหน ๆ ชื่อว่า สตฺถวาเห เพราะอรรถว่า ขนสัตว์จากกันดาร คือสงสารไปสู่พระนิพพาน. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้. นับจำเดิมแต่เวลาที่พระศาสดาทรงแสดงธรรม เราได้ฟังคือเข้าไป ทรงจำ ด้วยการแล่นไปตามแห่งโสตทวาร ได้แก่ ได้รับจตุสัจจธรรม เราไม่ มีความสงสัย ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่า ทรงหยั่งรู้พระสัพพัญญุตญาณ โดยไม่มีอะไรขัดขวาง เพราะทรงรู้สมมติธรรมทั้งที่เป็นสังขตะและอสังขตะ โดยไม่มีส่วนเหลือ ด้วยสยัมภูญาณ ชื่อว่า ผู้อันใคร ๆ ชนะไม่ได้ เพราะ ความเป็นผู้อันมารเหล่านั้นชนะไม่ได้ โดยที่ทรงครอบงำมารแม้ทั้ง ๕ ไว้ได้ และเพราะความเป็นผู้มีจักรคือธรรม อันใคร ๆ กำจัดไม่ได้ในโลกพร้อมทั้ง เทวโลก ชื่อว่าเป็นผู้นำหมู่ เพราะทรงนำเวไนยสัตว์ให้ผ่านพ้นกันดาร มีโลภ- กันดารเป็นต้น ชื่อว่าแกล้วกล้าเป็นอันมาก เพราะทรงตัดกำกงแห่งสงสาร อันใหญ่หลวงได้เด็ดขาด ชื่อว่าเป็นผู้ประเสริฐ คือสูงสุดกว่าสารถีทั้งหลาย เพราะทรงเป็นที่พึ่ง คือทรงฝึกบุรุษที่ควรฝึกอันคนอื่นฝึกได้ยาก ได้ด้วยการ ฝึกที่ดีที่สุด ว่าเป็นพระพุทธเจ้า (จริง) หรือหนอ หรือไม่ได้เป็นพระพุทธเจ้า เพราะไม่มีความเคลือบแฝงอย่างอื่นเป็นปัจจัย.
หน้า 30 ข้อ 264
ก็ข้อกังขา คือความสงสัยในอริยมรรคอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรง แสดงแล้วเห็นปานนั้น และในปฏิปทามีศีลเป็นต้น อันเป็นปฏิปทาที่สมควร แก่พระอริยมรรคนั้น ว่า จะเป็นธรรมนำสัตว์ให้พ้นทุกข์ได้จริงหรือไม่หนอ ดังนี้ ย่อมไม่มี คือไม่มีข้อสงสัย. ก็ในบาทคาถานี้ พึงทราบว่า ด้วยการกล่าว ถึงความสงสัยในอริยธรรม ก็เป็นอันท่านกล่าวถึงความสงสัยแม้ในพระอริยสงฆ์ ไว้ด้วยแล้วทีเดียว เพราะความเป็นผู้ตั้งอยู่ในมรรคนั้น โดยไม่มีความเป็น อย่างอื่น ฉะนี้แล. จบอรรถกถาเมฬชินเถรคาถา ๗. ราธเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระราธเถระ [๒๖๔] ได้ยินว่า พระราธเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ ฉันใด จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว ราคะย่อมรั่วรดได้ ฉันนั้น. เรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉันใด จิตที่ อบรมดีแล้ว ราคะย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉันนั้น.
หน้า 31 ข้อ 264
อรรถกถาราธเถรคาถา คาถาของท่านพระราธเถระ เริ่มต้นว่า ยถา อคารํ ทุจฺฉนฺนํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินมาว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครหงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุความเป็นผู้รู้ แล้วไปสู่วิหาร เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เห็นพระศาสดาทรงแต่งตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ ปรารถนาตำแหน่งนั้นด้วยตนเอง แล้วบำเพ็ญมหาทาน และได้ทำการบูชาแด่พระศาสดาอย่างโอฬาร เขาตั้งปณิธานไว้อย่างนี้ จุติจาก อัตภาพนั้นแล้ว สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลมะม่วง มี รสหวาน. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว เวียนไปมาอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ ใน พระนครราชคฤห์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลาย ได้นามว่า ราธะ เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือน ในเวลาแก่ตัวลง ถูกลูกเมียลบหลู่ ไปสู่วิหารด้วยคิดว่า ประโยชน์อะไร ด้วยการอยู่ครองเรือนของเรา เราจักบวช เข้าไปหาภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นเถระ ขอบรรพชา อันภิกษุผู้เถระเหล่านั้น ห้ามว่า พราหมณ์นี้แก่แล้ว ไม่สามารถจะบำเพ็ญวัตรปฏิบัติได้ จึงไปยังสำนักของ พระศาสดา กราบทูลอัธยาศัยของตนให้ทรงทราบ อันพระศาสดาทรงตรวจดู
หน้า 32 ข้อ 264
ความสมบูรณ์แห่งอุปนิสัยแล้ว ตรัสสั่งให้พระธรรมเสนาบดี จัดแจงบวชให้ เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้ถวายผลมะม่วงกะล่อนทอง แด่พระสัม- พุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ ผู้สมควรรับ เครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวาย ผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย ผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้ . ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เที่ยววนเวียนไปมาอยู่ในสำนัก ของพระบรมศาสดา เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้รู้ปฏิภาณ อันเป็นเหตุให้ มีความเข้าใจพระธรรมเทศนาของพระศาสดาอย่างแจ่มแจ้ง แท้จริง พระธรรม เทศนาใหม่ ๆ ของพระทศพล อาศัยความปรากฏขึ้นแห่งทิฏฐิ ย่อมแจ่มแจ้ง แก่พระเถระ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระ ราธะ เลิศกว่าพวกภิกษุสาวกของเราผู้มีปฏิภาณ. วันหนึ่ง พระเถระเมื่อจะ ชมเชยภาวนา ว่าสัตว์เหล่านี้อันราคะครอบงำได้ เพราะไม่เจริญภาวนา เมื่อ มีการเจริญภาวนา ราคะก็ครอบงำไม่ได้ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เรือนที่บุคคลมุงไม่ดี ฝนย่อมรั่วรดได้ ฉันใด จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว ราคะย่อมรั่วรดได้ ฉันนั้น. เรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ฉันใด จิตที่อบรม ดีแล้ว ราคะย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉันนั้น ดังนี้.
หน้า 33 ข้อ 265
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารํ ได้แก่ เรือนชนิดใดชนิดหนึ่ง. บทว่า ทุจฺฉนฺนํ ได้แก่ มุงไว้ห่าง ๆ คือเป็นช่องน้อยช่องใหญ่. บทว่า สมติวิชฺฌติ ความว่า ฝนที่ตกย่อมรั่วรดได้. บทว่า อภาวิตํ ความว่า จิตที่ไม่ได้อบรมแล้ว เพราะเว้นจากภาวนา เปรียบเหมือนฝนที่รั่วรดเรือนได้. บทว่า ราโค สมติวิชฺฌติ ความว่า มิใช่ราคะจะรั่วรดได้อย่าง เดียวเท่านั้น แม้สรรพกิเลสมี โทสะ โมหะ และมานะเป็นต้น ก็ย่อมรั่วรด จิตเห็นปานนั้นได้เหมือนกัน. บทว่า สุภาวิตํ ได้แก่ จิตที่อบรมดีแล้ว ด้วยสมถภาวนา และ วิปัสสนาภาวนา กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ย่อมไม่สามารถจะรั่วรดจิต เห็นปานนั้นได้ เหมือนเรือนที่มุงดีแล้ว ฝนย่อมรั่วรดไม่ได้ ฉะนั้น. จบอรรถกถาราธเถรคาถา ๘. สุราธเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุราธเถระ [๒๖๕] ได้ยินว่า พระสุราธเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ชาติของเราสิ้นแล้ว คำสอนของพระชินเจ้า เรา อยู่จบแล้ว ข่าย คือ ทิฏฐิและอวิชชา เราละได้แล้ว ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เราถอนได้แล้ว เราออกบวช เป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราได้ บรรลุแล้ว ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เราก็ได้บรรลุ แล้ว.
หน้า 34 ข้อ 265
อรรถกถาสุราธเถรคาถา คาถาของท่านพระสุราธเถระ เริ่มต้นว่า ขีณา หิ มยฺหํ ชาติ. เรื่องราวของท่าน เป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดา มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลหมากงั่ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาไปบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว วนไปเวียนมาอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดเป็นน้องชายของพระราธเถระ ที่ ข้าพเจ้ากล่าวไว้ติดต่อกันเป็นลำดับมา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สุราธะ. เมื่อพระราธเถระผู้เป็นพี่ชายบวชแล้ว แม้ท่านเองก็ออกบวช เจริญ วิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นสมเด็จพระโลกนาถ ผู้โชติช่วงเหมือน ต้นกรรณิการ์ รุ่งเรืองดังพระจันทร์ในวันเพ็ญ และ เหมือนต้นไม้ประจำทวีปที่โพลงอยู่ เราเลื่อมใส ได้ เอาผลหมากงั่วถวาย แด่พระศาสดาผู้เป็นทักขิไณย- บุคคล เป็นวีรบุรุษ ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย การถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายผลไม้ เราเผากิเลสแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 35 ข้อ 265
ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล เพื่อแสดงความที่คำสั่งสอนเป็นนิยยานิกธรรม (นำสัตว์ออกจากทุกข์) จึงได้ กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ชาติของเราสิ้นแล้ว คำสอนของพระชินเจ้า เรา อยู่จบแล้ว ข่ายคือทิฏฐิและอวิชชา เราละได้แล้ว ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ เราถอนได้แล้ว เราออกบวช เป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์นั้นเรา ได้บรรลุแล้ว ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เราก็ได้บรรลุ แล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขีณา ความว่า ถึงแล้ว ซึ่งความสิ้นไป คือความสิ้นสุด. บทว่า ชาติ ได้แก่ ภพ หรือการบังเกิดในภพ. บทว่า วุสิตํ ชินสาสนํ ความว่า คำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ นามว่า ชินะ ได้แก่ มรรคพรหมจรรย์ อันเราอยู่แล้ว คืออยู่จบแล้ว. บทว่า ปหีโน ชาลสงฺขาโต ความว่า ทิฏฐิและอวิชชา ที่มีนามอันได้ แล้วว่า ชาลสังขาตะ เพราะครอบงำสันดานของสัตว์ และไม่ให้ (โอกาส) เพื่อจะถอนขึ้น อันเราละแล้ว คือถอนขึ้นแล้วด้วยมรรค. บทว่า ภวเนตฺติ สมูหตา ความว่า ตัณหาที่หมายรู้กันว่า นำสัตว์ไปสู่ภพ เพราะนำสัตว์ไป สู่ภพมีกามภพเป็นต้น คือ ยังสัตว์ให้หมุนเป็นไป อันเราเพิกถอนแล้ว. บทว่า ยทตฺถาย ปพฺพชิโต ความว่า เราออกบวช คือออกจากเรือน บรรพชา คือบวช เป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์ใด คือเพื่อผลอันใด.
หน้า 36 ข้อ 266
อธิบายว่า ประโยชน์ คือประโยชน์อย่างยิ่ง กล่าวคือพระนิพพาน และประโยชน์ของตน กล่าวคือพระอรหัต อันเป็นธรรมเครื่องสิ้นไปแห่ง สังโยชน์ทั้งหลาย ต่างโดยโอรัมภาคิยสังโยชน์และอุทธัมภาคิยสังโยชน์ทั้งปวง อันเป็นเครื่องพันธนาการ อันเราบรรลุแล้วโดยลำดับ คือถึงทับแล้ว. จบอรรถกถาสุราธเถรคาถา ๙. โคตมเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโคตมเถระ [๒๖๖] ได้ยินว่า พระโคตมเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า มุนีเหล่าใด ย่อมไม่พัวพันในหญิงทั้งหลาย มุนี เหล่านั้นย่อมนอนหลับเป็นสุข สัจจะที่ได้ยากแสน ยากในหญิงเหล่าใด หญิงเหล่านั้นอันบุคคลต้องรักษา ทุกเมื่อแท้ ดูก่อนกาม เราประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อ ฆ่าท่าน บัดนี้เราไม่เป็นหนี้ท่านอีก บัดนี้ เราไปถึง พระนิพพาน อันเป็นที่บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก.
หน้า 37 ข้อ 266
อรรถกถาฌคตมเถรคาถา คาถาของท่านพระโคตมเถระ เริ่มต้นว่า สุขํ สุปนฺติ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน เรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า มีใจเลื่อมใส ได้ถวาย ผลอาโมทะ. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก กระทำบุญแล้วท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า โคตมะ ในเวลาที่มีอายุได้ ๗ ขวบ ทำ เป็นคนตาพิการเที่ยวขอเงิน ได้ทรัพย์มาพันหนึ่ง เก็บทรัพย์นั้นไว้ในที่ ๆ ปลอดภัย บำเพ็ญพรต ในเวลาที่มีอายุได้ ๑๖- ๑๗ ปี ถูกมิตรชั่วแนะนำไป ในกามารมย์ ให้ของมีราคาหนึ่งพันนั้น แก่หญิงขายตัว (อาศัยรูปเลี้ยงชีพ) คนหนึ่ง สูญเสียพรหมจรรย์ และเมื่อหญิงนั้นแสดงอาการคลายกำหนัด เพราะ เห็นรูปแห่งพรหมจารีของเขา เป็นผู้มีรูปอิดโรยเหนื่อยหน่าย ด้วยการร่วม หลับนอนเพียงคืนเดียวเท่านั้น นึกถึงความสูญเสียพรหมจรรย์ของตน และ การเสียทรัพย์ ได้มีวิปฏิสารว่า เรากระทำกรรมอันไม่สมควรแล้ว. พระศาสดา ทรงทราบเหตุสมบัติ และความฟุ้งซ่านแห่งจิตของเขา จึงแสดงพระองค์ในที่ ใกล้ ๆ เขา. เขาเห็นพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใสเข้าไปเฝ้าแล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมแก่เขาแล้ว เขาฟังธรรมแล้วได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บวช บรรลุพระอรหัต ในขณะที่ปลงผมเสร็จทีเดียว. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 38 ข้อ 266
เราได้ถวายผลอาโมทะ แด่พระสัมพุทธเจ้าผู้มี พระฉวีวรรณปานดังทองคำ ผู้สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม่ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็สหายผู้เป็นคฤหัสถ์คนหนึ่ง เข้าไปหาพระเถระผู้บรรลุพระอรหัต แล้วยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุขในฌาน ถามว่า อาวุโส ท่านเมื่อบวชได้ทำ อย่างไรกะทรัพย์ ที่ได้มาเพราะขอเงิน. พระเถระฟังดังนั้นแล้ว ไม่ยอมบอก ว่า เรากระทำกรรมชื่อนี้ ประกาศโทษในมาตุคาม เมื่อจะพยากรณ์พระ- อรหัตผล ด้วยการชี้ถึงความที่ตนเป็นผู้มีราคะไปปราศแล้ว กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า มุนีเหล่าใด ย่อมไม่พัวพันในหญิงทั้งหลาย มุนีเหล่านั้น ย่อมนอนหลับเป็นสุข สัจจะที่ได้ยาก แสนยากในหญิงเหล่าใด หญิงเหล่านั้น อันบุคคลต้อง รักษาทุกเมื่อแท้ ดูก่อนกาม เราประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อฆ่าท่าน บัดนี้ เราไม่เป็นหนี้ท่านอีก บัดนี้ เราไป ถึงนิพพาน อันเป็นที่บุคคลไปแล้วไม่เศร้าโศก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ สุปนฺติ มุนโย เย อิตฺถีสุ น พชฺฌเร ความว่า มุนีเหล่าใด ไม่ผูกพันในหญิงทั้งหลาย ที่เกิดเป็นอารมณ์ หรือเกิดเป็นนิมิต ด้วยเครื่องผูกพันคือราคะ มุนีเหล่านั้นเป็นผู้มีตบะ มี อินทรีย์อันสำรวมแล้ว ย่อมหลับเป็นสุข คืออยู่เป็นสุข. อธิบายว่า ทุกข์ย่อม ไม่มีแก่มุนีเหล่านั้น. ก็บทว่า สุปนฺติ นี้ เป็นเพียงตัวอย่าง.
หน้า 39 ข้อ 266
บทว่า สทา เว รกฺขิตพฺพาสุ ความว่า อันบุคคลพึงรักษา ตลอดกาลทั้งปวง โดยส่วนเดียว. อธิบายว่า หญิงทั้งหลายแม้จะให้อยู่ใน ปราสาทชั้นบนที่ปราศจากบุรุษถึง ๗ ชั้น แม้จะเก็บรักษาไว้ภายใน (ห้อง) ก็ไม่สามารถจะรักษาไว้ได้ เพราะเหตุนั้น หญิงเหล่านั้นจึงเป็นผู้ที่จะต้องเฝ้า รักษาอยู่ตลอดเวลา ดุจแม่โคตัวกินข้าวกล้าเป็นอาหารฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง หญิงเหล่านั้น ต้องเฝ้ารักษาตลอดเวลา เพราะความเป็นหญิงนอกใจสามี ด้วย การเพิ่มให้ผ้าและเครื่องประดับเป็นต้น เพราะความเป็นหญิงหลายใจ. หรือ ชื่อว่า ต้องเฝ้ารักษา เพราะความเป็นหญิงที่ต้องคอยถนอมน้ำใจ โดยการ ปกปิดสภาพแห่งร่างกาย ด้วยระเบียบและของหอมเป็นต้น. บทว่า ยาสุ สจฺจํ สุทุลฺลภํ ความว่า คำสัตย์ไม่สามารถเพื่อจะ หาได้ในหญิงเหล่าใด อธิบายว่า ธรรมดาหญิงทั้งหลาย จะเข้าไปสู่กองไฟก็ได้ จะดื่มยาพิษก็ได้ จะนำศาสตรามาก็ได้ จะผูกคอตายก็ได้ แต่ไม่สามารถจะตั้ง อยู่ในสัจจะได้ เพราะฉะนั้น พระเถระจึงแสดงความว่า มุนีทั้งหลาย เว้นหญิง เห็นปานนี้ แล้วดำรงอยู่ ย่อมเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความสุขหนอ ดังนี้. มุนีทั้งหลาย ยังผูกพันอยู่แม้ในหญิงทั้งหลายเห็นปานนี้ เพราะยัง ละกามใดไม่ได้ บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงถึงความที่แห่งกามนั้น อันตน ละได้แล้วด้วยดี และความเป็นผู้ไม่มีความปรารถนาโดยส่วนเดียว จงกล่าว คาถาที่ ๒ ไว้. บทว่า วธํ จริมฺห เต กามา ความว่า ดูก่อนกามผู้เจริญ เรา ประพฤติพรหมจรรย์เพื่อฆ่าท่าน คือ ประพฤติถอนรากโดยส่วนเดียว ด้วย อริยมรรค. ปาฐะว่า เอวํ จริมฺหเส ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า เราได้ประพฤติ มรรคพรหมจรรย์เพื่อฆ่า คือเพื่อประหาร.
หน้า 40 ข้อ 267
บทว่า อณนา ทานิ เต มยํ ความว่า ดูก่อนกาม บัดนี้ คือ จำเดิมแต่เวลาที่เราได้บรรลุพระอรหัต เราไม่เป็นหนี้ท่าน คือเราไม่แบกหนี้ ของท่าน (ต่อไป). อธิบายว่า ผู้ที่ยังไม่ปราศจากราคะ ย่อมเป็นดุจแบกหนี้ ของกามไว้ เพราะยังเป็นไปในอำนาจของราคะ ส่วนผู้ที่ปราศจากราคะ ก้าว ล่วงกามนั้นได้แล้ว ประกอบไปด้วยความเป็นอิสระแห่งจิตใจอย่างสูง เพราะ เหตุที่ไม่ได้เป็นหนี้นั่นแล เราจึงชื่อว่า ไปถึงพระนิพพาน อันเป็นที่ ๆ บุคคล ไปแล้วไม่เศร้าโศก ได้แก่ไม่ต้องเศร้าโศก เพราะไม่มีเหตุแห่งความโศกเศร้า โดยประการทั้งปวง อันมีการไปในพระนิพพานเป็นเหตุ. อธิบายว่า บัดนี้ เราถึง คือ ถึงโดยลำดับ ซึ่งอนุปาทิเสสนิพพานั้นนั่นแล. จบอรรถกถาโคตมเถรคาถา ๑๐. วสภเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวสภเถระ [๒๖๗] ได้ยินว่า พระวสภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ลวงโลก ย่อมฆ่าตนก่อน ภายหลังจึงฆ่า ผู้อื่น. บุคคลผู้ลวงโลกนั้น ย่อมฆ่าตนได้ง่ายดาย เหมือนนายพรานนกที่หาอุบายฆ่านก และทำตนให้ได้ รับความทุกข์ในอบายภูมิ ฉะนั้น บุคคลผู้ลวงโลกนั้น ไม่ใช่พราหมณ์ เพียงแต่มีเพศเหมือนพราหมณ์ ใน ภายนอกเท่านั้น เพราะพราหมณ์มีเพศอยู่ภายใน บาปกรรมทั้งหลายมีในบุคคลใด บุคคลนั้นเป็นคนดํา ดูก่อนท้าวสุชัมบดี ขอพระองค์จงทราบอย่างนี้. จบวรรคที่ ๑
หน้า 41 ข้อ 267
อรรถกถาวสภเถรคาถา คาถาของท่านพระวสภเถระ เริ่มต้นว่า ปุพฺเพ หนติ อตฺตานํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในโลกที่ว่างจาก พระพุทธเจ้า (สุญญกัป) เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในวิชาและศิลปะของ พราหมณ์ทั้งหลาย ละการอยู่ครองเรือนบวชเป็นดาบส เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัย โน้มไปในเนกขัมมะ สร้างอาศรมอยู่ที่ภูเขา ชื่อว่า สมัคคะ ไม่ไกลป่าหิมพานต์ ยังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้ว ให้โอวาทและอนุสาสน์แก่ดาบสทั้งหลายอยู่ วันหนึ่ง คิดอย่างนี้ว่า บัดนี้ เราเองเป็นผู้อันดาบสเหล่านี้ สักการะ เคารพ บูชาแล้วอยู่ แต่ยังหาผู้ที่เราควรบูชาไม่ได้ การอยู่โดยไม่มีครูผู้ควรเคารพนี้ เป็นทุกข์ในโลก. ก็ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบูชาและสักการะ อันตนกระทำแล้ว ในเจดีย์ ของพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ทั้งหลาย เพราะความเป็นผู้มีอธิการ อันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ว่า ไฉนหนอแล เราพึงก่อ- พระเจดีย์ทราย อุทิศพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ แล้วทำการบูชา ดังนี้ เป็นผู้ ร่าเริงยินดีแล้ว เนรมิตพระสถูปทราย สำเร็จด้วยทอง ด้วยฤทธิ์ กระทำการ บูชาทุก ๆ วัน ด้วยดอกไม้ประมาณ ๓,๐๐๐ อันสำเร็จด้วยทองเป็นต้น กระ ทำบุญจนตลอดอายุ แล้วบังเกิดในพรหมโลก. เขาดำรงอยู่แม้ในพรหมโลกนั้น จนตลอดอายุแล้ว จุติจากพรหมโลก นั้น บังเกิดในดาวดึงส์ ท่องเที่ยววนไปมาอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย
หน้า 42 ข้อ 267
เกิดในตระกูลเจ้าลิจฉวี ในกรุงเวสาลี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า วสภะ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพ ในคราวเสด็จไปพระนครไพศาลี ของพระผู้มี พระภาคเจ้า ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว บรรลุ พระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อ สมัคคะ เราได้ทำอาศรม สร้างบรรณศาลาไว้ที่ภูเขา นั้น เราเป็นชฎิลผู้มีตบะใหญ่ มีนามว่า นารทะ ศิษย์ สี่หมื่นคนบำรุงเรา ครั้งนั้น เราเป็นผู้หลีกออกเร้นอยู่ คิดอย่างนี้ว่า มหาชนบูชาเรา เราไม่บูชาอะไร ๆ เลย ผู้ที่จะกล่าวสั่งสอนเราก็ไม่มี ใคร ๆ ที่จะตักเตือนเรา ก็ไม่มี เราไม่มีอาจารย์และอุปัชฌาย์ อยู่ในป่า ศิษย์ ผู้ภักดีพุงบำรุงใจครูทั้งคู่ได้ อาจารย์เช่นนั้นของเรา ไม่มี การอยู่ในป่าจึงไม่มีประโยชน์ สิ่งที่ควรบูชา เราควรแสวงหา สิ่งที่ควรเคารพ ก็ควรแสวงหาเหมือน กัน เราจักชื่อว่า เป็นผู้ที่มีที่พึ่งพำนักอยู่ ใครๆ จักไม่ เราได้ ในที่ไม่ไกลอาศรมของเรา มีแม่น้ำซึ่งมี ชายหาด มีท่าน้ำราบเรียบ น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่น ไปด้วยทรายที่ขาวสะอาด ครั้งนั้น เราได้ไปยังแม่น้ำ ชื่อ อเมริกา กอบโกยเอาทรายมาก่อเป็นพระเจดีย์ทราย พระสถูปของพระสัมพุทธเจ้า ผู้ทำที่สุดภพ เป็นมุนี ที่ได้มีแล้วเป็นเช่นนี้ เราได้ทำพระสถูปนั้นให้เป็น นิมิต เราก่อพระสถูปที่หาดทรายแล้วปิดทอง แล้วเอา
หน้า 43 ข้อ 267
ดอกกระดึงทอง ๓,๐๐๐ ดอกมาบูชา เราเป็นผู้มีความ อิ่มใจ ประนมกรอัญชลี นมัสการทั้งเวลาเย็นเวลาเช้า ไหว้พระเจดีย์ทราย เหมือนถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ในที่เฉพาะพระพักตร์ ฉะนั้น ในเวลาที่กิเลสและความ ตรึก เกี่ยวด้วยกามเกิดขึ้น เราย่อมนึกถึง เพ่งดูสถูป ที่ได้ทำไว้ เราอาศัยพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้นำสัตว์ ออกจากที่กันดาร ผู้นำชั้นพิเศษตักเตือนตนว่า ท่าน ควรระวังกิเลสไว้ ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ การยังกิเลส ให้เกิดขึ้นไม่สมควรแก่ท่าน ครั้งนั้น เมื่อเราคำนึงถึง พระสถูป ย่อมเกิดความเคารพขึ้นพร้อมกัน เราบรร- เทาวิตกที่น่าเกลียดเสียได้ เปรียบเหมือนช้างตัว ประเสริฐ ถูกเครื่องแทงหูเบียดเบียน ฉะนั้น เรา ประพฤติอยู่เช่นนี้ ได้ถูกพระยามัจจุราชย่ำยี เราทำ กาลกิริยา ณ ที่นั้นแล้ว ได้ไปยังพรหมโลก เราอยู่ใน พรหมโลกนั้นตราบเท่าหมดอายุ แล้วมาบังเกิดใน ไตรทิพย์ ได้เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๘๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๓๐๐ ครั้ง และได้ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เราได้เสวยผลของดอกกระดึงทองเหล่านั้น ดอก กระดึงทอง ๒๒,๐๐๐ ดอก แวดล้อมเราทุกภพ เพราะ เราเป็นผู้บำเรอพระสถูป ฝุ่นละอองย่อมไม่ติด ที่ตัวเรา เหงื่อไม่ไหล เรามีรัศมีซ่านออกจากตัว โอ พระสถูปเราได้สร้างไว้ดีแล้ว แม่น้ำอเมริกา เราได้
หน้า 44 ข้อ 267
เห็นดีแล้ว เราได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ก็เพราะ ได้ก่อพระสถูปทราย อันสัตว์ผู้ปรารถนาจะกระทำ กุศล ควรยึดเอาสิ่งที่เป็นสาระ ไม่ใช่เป็นด้วยเขต หรือไม่ใช่เขต ความปฏิบัตินั่นเองให้สำเร็จ บุรุษผู้มี กำลัง มีความอุตสาหะที่จะข้ามทะเลหลวง พึงถือเอา ท่อนไม้เล็ก วิ่งไปสู่ทะเลหลวงด้วยคิดว่า เราอาศัย ท่อนไม้นี้ จักข้ามทะเลหลวงไปได้ นรชนพึงข้ามทะเล หลวงไปด้วยความเพียรอุตสาหะ แม้ฉันใด เราก็ฉันนั้น เหมือนกัน อาศัยธรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ได้ทำไว้แล้ว จึงได้ข้ามพ้นสงสารไปได้ เมื่อถึงภพสุดท้าย เราอัน กุศลมูลตักเตือนแล้ว เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ที่มั่งคั่ง ในพระนครสาวัตถี มารดาบิดาของเราเป็น คนมีศรัทธา นับถือพระพุทธเจ้า ท่านทั้งสองนี้เป็นผู้ เห็นธรรม ฟังธรรม ประพฤติตามคำสอน ท่านทั้งสอง ถือเอาผ้าลาดสีขาว มีเนื้ออ่อนมากที่ต้นโพธิ มาทำ พระสถูปทอง นมัสการในที่เฉพาะพระพักตร์ แห่ง พระศากยบุตร ทุกค่ำเช้าในวันอุโบสถ ท่านทั้งสอง นำเอาพระสถูปทองออก กล่าวสรรเสริญคุณพระ- พุทธเจ้า ยับยั้งอยู่ตลอด ๓ ยาม เราได้เห็นพระสถูป เสมอ จึงระลึกถึงเจดีย์ทรายขึ้นได้ นั่งบนอาสนะเดียว ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เราแสวงหาพระพุทธเจ้าผู้ เป็นปราชญ์นั้นอยู่ ได้เห็นพระธรรมเสนาบดี จึงออก จากเรือนบรรพชาในสำนักของท่าน เราได้บรรลุพระ
หน้า 45 ข้อ 267
อรหัตแต่อายุ ๗ ขวบ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาจักษุ ทรงทราบถึงคุณวิเศษของเรา จึงให้เราอุปสมบท เรา มีการกระทำอันบริบูรณ์ดีแล้ว แต่ยังเป็นทารกอยู่ ทีเดียว ทุกวันนี้กิจที่ควรทำในศาสนาของพระศากย- บุตร เราทำเสร็จแล้ว ข้าแต่พระฤๅษีผู้มีความเพียร ใหญ่ สาวกของพระองค์เป็นผู้ล่วงพ้นเวรภัยทุกอย่าง ล่วงพ้นความเกี่ยวข้องทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งพระ- สถูปทอง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะทำการอนุเคราะห์ทายก จึงไม่ห้ามปัจจัยทั้งหลายที่ทายกเหล่านั้นนำมาถวาย บริโภคปัจจัยตามที่ได้มา แล้วเท่านั้น. ผู้ที่ยังเป็นปุถุชนสำคัญท่านว่า พระเถระนี้ เป็นผู้มักมากไปด้วย การบำรุงบำเรอร่างกาย ไม่รักษาสภาพจิต จึงพากันดูหมิ่น. พระเถระอยู่อย่างไม่คำนึงถึงการดูหมิ่นนั้นเลย ก็ในที่ไม่ไกล ที่ พระเถระอยู่ มีภิกษุผู้โกหกรูปหนึ่ง เป็นผู้มีความปรารถนาลามก แสดงตน เหมือนเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย เหมือนเป็นผู้สันโดษ เที่ยวลวงโลกอยู่. มหาชนพากันยกย่องภิกษุรูปนั้น เหมือนอย่างพระอรหันต์. ลำดับนั้น ท้าว สักกะผู้เป็นจอมเทพ ทรงทราบพฤติการณ์นั้นของเธอแล้ว จึงเข้าไปหา พระเถระ แล้วถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุผู้โกหก กระทำกรรมชื่อไร ? พระเถระเมื่อจะตำหนิความปรารถนาลามก จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า บุคคลผู้ลวงโลก ย่อมฆ่าตนก่อน ภายหลังจึง ฆ่าผู้อื่น บุคคลผู้ลวงโลกนั้น ย่อมฆ่าตนได้ง่ายดาย เหมือนนายพรานนก ที่หาอุบายฆ่านก และทำตนให้
หน้า 46 ข้อ 267
ได้รับความทุกข์ในอบายภูมิ ฉะนั้น บุคคลผู้ลวงโลก นั้นไม่ใช่พราหมณ์ เพียงแต่มีเพศเหมือนพราหมณ์ใน ภายนอกเท่านั้น เพราะพราหมณ์มีเพศอยู่ภายใน บาป กรรมทั้งหลาย มีในบุคคลใด บุคคลนั้น เป็นคนดำ ดูก่อนท้าวสุชัมบดี ขอจงทรงทราบอย่างนี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ หนติ อตฺตานํ ความว่า บุคคลผู้โกหก เพื่อลวงโลก ด้วยประพฤติเป็นคนโกหกของตน ชื่อว่า ย่อม ฆ่าตน ด้วยธรรมอันลามก มีความเป็นผู้ปรารถนาลามกเป็นต้น ก่อนทีเดียว คือยังส่วนแห่งความดีของตนให้พินาศไป. บทว่า ปจฺฉา หนติ โส ปเร ความว่า บุคคลผู้โกหกนั้น ฆ่า ตนเอง โดยนัยดังกล่าวแล้ว ก่อนเป็นปฐม ต่อมาภายหลังจึงฆ่าคนทั้งหลาย ผู้สรรเสริญตนว่า ภิกษุนี้เป็นผู้มีศีลเป็นที่รัก เป็นพระอริยะ ดังนี้ แล้วกระทำ สักการะ คือทำสักการะที่เขาถวายตน ให้ไม่มีผลมาก ให้พินาศไป โดยการ พินาศแห่งปัจจัย. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า แม้ในการฆ่าทั้งสองอย่าง ของคน โกหกจะมีอยู่ แต่ ข้อแปลกในการฆ่าตนมีดังนี้ จึงกล่าวว่า สหตํ หนติ อตฺตานํ (บุคคลผู้ลวงโลกนั้นย่อมฆ่าตนได้ง่ายดาย). คนโกหกนั้น เมื่อฆ่าตน ย่อมฆ่าคือทำให้พินาศได้ง่ายดาย. ถามว่า เหมือนอะไร ? ตอบว่า เหมือนนายพรานนกที่หาอุบายฆ่านกฉะนั้น. นกต่อ ชื่อว่า วีตํโส. ด้วยนกต่อนั้น.
หน้า 47 ข้อ 267
บทว่า ปกฺขิมา ได้แก่ นายพรานนก. เปรียบเหมือนนายพรานนก ลวงนกเหล่าอื่นไปฆ่าด้วยนกต่อนั้น ชื่อว่า ย่อมฆ่าตนแม้ในโลกนี้ เพราะเป็น กรรมที่ท่านผู้รู้ตำหนิ และเป็นกรรมที่มีโทษเป็นสภาพเป็นต้น ส่วนในสัมปราย ภพ ชื่อว่า ย่อมฆ่าตนด้วยความมืดมน มัวหมองของทุคติทีเดียว แต่ในภาย หลัง ก็ไม่สามารถจะฆ่านกเหล่านั้นได้อีก ฉันใด คนโกหกก็ฉันนั้น ลวงโลก ด้วยความเป็นคนโกหก ชื่อว่า ย่อมฆ่าตนเองแม้ในโลกนี้ เพราะวิปฏิสาร และถูกตำหนิจากวิญญูเป็นต้น. แม้ในปรโลก ก็ชื่อว่าฆ่าตน เพราะความมืด มน มัวหมองของทุคติ ใช่แต่เท่านั้น ยังชื่อว่า ทำทายกผู้ถวายปัจจัยเหล่านั้น ให้ถึงทุกข์ในอบาย อีกด้วย. อีกประการหนึ่ง คนโกหก ท่านกล่าวว่า ย่อมฆ่าทายก เพราะกระทำ ทักษิณาไม่ให้มีผลมากเท่านั้น ไม่ใช่เพราะกระทำทักษิณาทานไม่ให้มีผล. สมจริงดังพระดำรัส ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ทักษิณาทานที่ให้แก่ มนุษย์ทุศีล พึงหวังผลได้พันเท่า ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า บุคคลผู้ลวงโลกนั้น ย่อมฆ่าตนได้ง่ายดาย. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า บุคคลผู้ตั้งอยู่ในอัตภาพ เพียงทำให้สะอาด ในภายนอกอย่างนี้ หาชื่อว่า เป็นผู้บริสุทธิ์ไม่ แต่จะชื่อว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะ ความสะอาดในภายในเท่านั้น ดังนี้ จึงกล่าวคาถาที่สองว่า น พฺราหฺมโณ เป็นต้น. คาถาที่ ๒ นั้นมีอธิบายว่า บุคคลหาชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะ เหตุ เพียงสมบัติภายนอก มีการวางท่า (วางมาด) เป็นต้นไม่. ก็วัณณะ ศัพท์ในคาถานี้ มีสมบัติเป็นอรรถ (หมายความถึงสมบัติ). ก็บุคคลย่อมชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะสมบัติมีศีลเป็นต้นในภายใน โดยกระทำอธิบายว่า บุคคล ผู้มีบาปอันลอยแล้ว ชื่อว่า พราหมณ์ ดังนี้.
หน้า 48 ข้อ 267
ดูก่อนท่านสุชัมบดี ผู้เป็นจอมเทวัญ เพราะฉะนั้น ท่านจงรู้เถิดว่า บาปคือกรรมอันลามกทั้งหลาย มีอยู่ในผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าคนดำ คือเป็นคน เลวทรามโดยส่วนเดียว ดังนี้. ท้าวสักกะฟังดังนั้นแล้ว ทรงคุกคามภิกษุผู้ โกหกแล้วโอวาทว่า ท่านจงประพฤติธรรม ดังนี้แล้ว เสด็จกลับพิภพของ พระองค์. จบอรรถกถาวสภเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๑ ในอรรถกถา เถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระอุตตรเถระ ๒. พระปิณโฑลภารทวาชเถระ ๓. พระวัล- ลิยเถระ ๔. พระคังคาตีริยเถระ ๕. พระอชินเถระ ๖. พระเมฬชินเถระ ๗. พระราธเถระ ๘. พระสุราธเถระ ๙. พระโคตมเถระ ๑๐. พระวสภ- เถระ ล้วนมีมหิทธิฤทธิ์ และอรรถกถา.
หน้า 49 ข้อ 268
เถรคาถา เอกนิบาต วรรคที่ ๒ ๑. มหาจุนทเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหาจุนเถระ [๒๖๘] ได้ยินว่า พระมหาจุนทเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า การฟังดี เป็นเหตุให้การฟังเจริญ การฟังเป็น เหตุให้เจริญปัญญา บุคคลจะรู้ประโยชนก็เพราะปัญญา ประโยชน์ที่บุคคลรู้แล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ภิกษุควรซ่อง เสพเสนาสนะ อันสงัด ควรประพฤติธรรมอันเป็นเหตุ ให้จิตหลุดพ้นจากสังโยชน์ ถ้ายังไม่ได้ประสบความ ยินดี ในเสนาสนะอันสงัดและธรรมนั้น ก็ควรเป็นผู้ มีสติรักษาตน อยู่ในหมู่สงฆ์. วรรควรรณนาที่ ๒ อรรถกถามหาจุนทเถรคาถา คาถาของท่านพระมหาจุนทเถระ เริ่มต้นว่า สุสฺสูสา. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูลช่างหม้อ ในกาลของ
หน้า 50 ข้อ 268
พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว เลี้ยงชีพด้วยงาน ของนายช่างหม้อ วันหนึ่งเห็นพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส ทำบาตรดินลูก หนึ่ง ตกแต่งเป็นอย่างดี ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของนางรูปสารีพราหมณี เป็นน้องชายคนเล็ก ของพระเถระชื่อว่า สารีบุตร ในนาลกคาม แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า จุนทะ. เขาเจริญวัยแล้ว บวชตามพระธรรมเสนาบดี อาศัยพระธรรมเสนาบดี เริ่มตั้งวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ข้าพระองค์ เป็นช่างหม้ออยู่ในหงสาวดี ได้เห็น พระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี มีโอฆะอันข้ามได้ แล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าพระองค์ได้ถวายบาตรดินที่ทำ ดีแล้ว แด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด ครั้นถวายบาตร แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรง คงที่แล้ว เมื่อข้าพระองค์ เกิดในภพ ย่อมได้ภาชนะทอง และจานที่ทำด้วยเงิน ทำด้วยทอง และทำด้วยแก้วมณี ข้าพระองค์บริโภค ในถาด นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศ กว่าชนทั้งหลายโดยยศ พืชแม้มีน้อย แต่หว่านลงใน นาดี เมื่อฝนยังท่อธารให้ตกลงทั่ว โดยชอบ ผลย่อม ยังชาวนาให้ยินดีได้ฉันใด การถวายบาตรนี้ก็ฉันนั้น ข้าพระองค์ได้หว่านลงในพุทธเขต เมื่อท่อธารคือปีติ ตกลงอยู่ ผลจักทำข้าพระองค์ให้ยินดี เขตคือหมู่และ คณะมีประมาณเท่าใด ที่จะให้ความสุขแก่สรรพสัตว์
หน้า 51 ข้อ 268
เสมอด้วยพุทธเขตไม่มีเลย ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษ อาชาไนย ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่ พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ ข้าพระองค์บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ก็ เพราะได้ถวายบาตรใบหนึ่ง ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัป นี้ ข้าพระองค์ได้ถวายบาตรใดในกาลนั้น ด้วยการ ถวายบาตรนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผล แห่งการถวายบาตร. ข้าพระองค์เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ กระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เมื่อจะสรรเสริญอุปนิสัยของครู และการอยู่อย่างวิเวก อันเป็นเหตุแห่งสมบัติที่ตนได้แล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า การฟังดีเป็นเหตุให้ฟังเจริญ การฟังเป็นเหตุให้ เจริญปัญญา บุคคลจะรู้ประโยชน์ ก็เพราะปัญญา ประโยชน์ที่บุคคลรู้แล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ภิกษุควร ซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด ควรประพฤติธรรมอันเป็น เหตุให้จิตหลุดพ้นจากสังโยชน์ ถ้ายังไม่ได้ประสบ ความยินดี ในเสนาสนะอันสงัด และธรรมนั้น ก็ควร เป็นผู้มีสติ รักษาตนอยู่ในหมู่สงฆ์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสฺสูสา ได้แก่ ความปรารถนาเพื่อ จะฟังสุตะทั้งปวง ที่ควรแก่การฟัง แม้ความอยู่ร่วมกับครู ก็ชื่อว่า สุสฺสูสา อธิบายว่า อันกุลบุตรผู้ปรารถนาจะฟัง ข้อความที่มีประโยชน์ ต่างด้วยทิฏฐ-
หน้า 52 ข้อ 268
ธรรมิกัตถประโยชน์เป็นต้น เข้าไปหากัลยาณมิตร เข้าไปนั่งใกล้ ด้วยการ กระทำวัตร ในเวลาใด ยังกัลยาณมิตรเหล่านั้น ให้มีจิตโปรดปราน ด้วยการ เข้าไปนั่งใกล้ ย่อมมีความประสงค์จะเข้าไปนั่งใกล้ ๆ กัลยาณมิตรบางคน ครั้นกุลบุตรเข้าถึงตัว เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตรเหล่านั้นแล้ว พึงเงี่ยโสต ลงสดับ ด้วยความปรารถนาเพื่อจะฟัง เพราะเหตุนั้น แม้การอยู่ร่วมกับครู ท่านจึงกล่าวว่า สุสฺสูสา (การฟังดี) เพราะเป็นต้นเหตุแห่งการฟังด้วยดี ก็การฟังดีนี้นั้น ชื่อว่า สุตวทฺธนี เพราะเป็นเหตุให้สุตะ อันปฏิสังยุตด้วย สัจจปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น เจริญคืองอกงาม แก่บุคคลผู้ถึงพร้อมด้วยการฟัง นั้น. อธิบายว่า ทำให้เป็นพหูสูต. บทว่า สุตํ ปญฺาย วทฺธนํ ความว่า พาหุสัจจะนั้นใดที่ท่าน กล่าวไว้ โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้ทรงสุตะ เป็นผู้สั่งสมสุตะก็ดี ว่า บุคคล บางคนในโลกนี้ มีสุตะ คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ มาก ดังนี้ก็ดี พาหุสัจจะนั้น ย่อมยังปัญญาอันเป็นเหตุให้ละความชั่ว บรรลุถึงความดีให้เจริญ เพราะเหตุนั้น สุตะจึงชื่อว่า ยังปัญญาให้เจริญ. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้มีสุตะเป็นอาวุธแล ย่อมละอกุศลได้ ย่อมยังกุศลให้เจริญได้ ย่อมละธรรมที่มีโทษ ย่อมยังธรรมที่ไม่มีโทษให้เจริญ ย่อมบริหารตนให้บริสุทธิ์ ดังนี้. บทว่า ปญฺาย อตฺถํ ปชานาติ ความว่า บุคคลผู้เป็นพหูสูต ตั้งอยู่ในสุตมยญาณ ( ญาณอันสำเร็จด้วยการฟัง) แล้ว ปฏิบัติอยู่ซึ่งข้อปฏิบัติ นั้น ย่อมรู้และแทงตลอดอรรถ อันต่างด้วยโลกิยะและโลกุตระ จำแนกออก เป็นทิฏฐธรรมเป็นต้น และจำแนกออกโดยอริยสัจ มีทุกขสัจเป็นต้น ด้วยการ สอบสวนข้อความตามที่ได้ฟังมา และด้วยภาวนาคือการเข้าไปเพ่งธรรม. สมดัง พระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า บุคคลรู้เหตุ รู้ผล ของสุตะตามที่ได้
หน้า 53 ข้อ 268
เรียนมาแล้ว ย่อมปฏิบัติธรรมโดยสมควรแก่ธรรม ดังนี้. และตรัสว่า บุคคล ย่อมพิจารณาอรรถแห่งธรรมที่ตนทรงไว้แล้ว เมื่อพิจารณาอรรถอยู่ ธรรม ทั้งหลายย่อมควรซึ่งการเพ่ง เมื่อธรรมควรซึ่งการเพ่งมีอยู่ ฉันทะย่อมเกิด ผู้ที่มีฉันทะเกิดแล้ว ย่อมอุตสาหะ ครั้นอุตสาหะแล้ว ย่อมพิจารณา ครั้น พิจารณาแล้ว ย่อมตั้งความเพียร ผู้ที่มีความเพียร ย่อมกระทำให้แจ้งซึ่ง ปรมัตถสัจ ด้วยกาย และเห็นแจ้งแทงตลอดซึ่งปรมัตถสัจนั้นด้วยปัญญา. บทว่า าโต อตฺโถ สุขาวโห ความว่า ประโยชน์มีทิฏฐธรรมิ- กัตถประโยชน์เป็นต้น ก็ดี ประโยชน์ในทุกขสัจเป็นต้น ก็ดี ตามที่กล่าวแล้ว ที่ตนรู้แล้ว คือบรรลุแล้วตามความเป็นจริง ย่อมนำมา คือให้สำเร็จความสุข ต่างโดยโลกิยสุข และโลกุตรสุข. ประโยชน์ย่อมไม่มี แก่ผู้ที่มีปัญญาภาวนาตามที่ตนทรงไว้ ด้วยเหตุ เพียงการฟังอย่างเดียวเท่านั้น เพราะฉะนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงถึงวิธีปฏิบัติ แห่งภาวนาปัญญานั้น จึงกล่าวว่า ภิกษุควรซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด ควร ประพฤติธรรมอันเป็นเหตุให้จิตหลุดจากสังโยชน์. ในบรรดาบทเหล่านั้น พระเถระกล่าวถึงกายวิเวก ด้วยบทว่า เสเวถ ปนฺตานิ เสนาสนานิ. ก็ด้วยบทนั้น กายวิเวกก็คือการอยู่อย่างสงัด ของ ผู้ที่ควรแก่วิเวกนั่นเอง เพราะการละสังโยชน์จะกล่าวถึงต่อไป (ข้างหน้า) เพราะฉะนั้น สังวรมีศีลสังวรเป็นต้น พึงทราบว่า สำเร็จแล้วโดยไม่ได้กล่าว ไว้ในคาถานี้. บทว่า จเรยฺย สํโยชนวิปฺปโมกฺขํ ความว่า จิตย่อมหลุดพ้นจาก สังโยชน์ได้โดยประการใด ภิกษุพึงประพฤติ คือ พึงปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา และมรรคภาวนา โดยประการนั้น.
หน้า 54 ข้อ 269
บทว่า สเจ รตึ นาธิคจฺเฉยฺย ตตฺถ ความว่า ภิกษุยังไม่ประสบ ความยินดี ในเสนาสนะอันสงัด และในธรรมคือกุศลอันยิ่งเหล่านั้น คือไม่ ประสบความยินดียิ่ง เพราะไม่ได้คุณพิเศษ ติดต่อเป็นลำดับไป พึงเป็นผู้มีตน อันรักษาแล้ว คือมีจิตอันรักษาแล้ว โดยกำหนดกรรมฐาน พึงเป็นผู้มีสติอยู่ ด้วยการเข้าไปตั้งไว้ ซึ่งสติเป็นเครื่องรักษาในทวารทั้ง ๖ ในสงฆ์ คือ ในหมู่ แห่งภิกษุ. และเมื่อเธออยู่อย่างนี้ พึงชื่อว่าเป็นผู้หลุดพ้นจากสังโยชน์โดยแท้. จบอรรถกถามหาจุนทเถรคาถา ๒. โชติทาสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโชติทาสเถระ [๒๖๙] ได้ยินว่า พระโชติทาสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ชนเหล่าใดแล พยายามในทางร้ายกาจ ย่อม เบียดเบียนมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการกระทำอันเจือด้วย ความผลุนพลันก็ดี ด้วยการกระทำ มีความประสงค์ ต่าง ๆ ก็ดี ชนเหล่านั้นกระทำทุกข์ ให้แก่ผู้อื่นฉันใด แม้ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น เพราะ นรชนกระทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้ รับผลแห่งกรรมที่ตนทำไว้นั้น โดยแท้.
หน้า 55 ข้อ 269
อรรถกถาโชติทาสเถรคาถา คาถาของท่านพระโชติทาสเถระ เริ่มต้นว่า โย โข เต. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี บรรลุนิติภาวะแล้ว วัน หนึ่ง เห็น พระศาสดาเสด็จไปบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลมะลื่น. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของพราหมณ์ ผู้สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ในปาทิยัตถชนบท ในพุทธุป- บาทกาลนี้ ได้มีนามว่า โชติทาสะ. เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครอบครอง เรือน วันหนึ่ง เห็นพระมหากัสสปเถระ เที่ยวไปบิณฑบาตในบ้านของตน มีจิตเลื่อมใส ให้พระเถระฉันแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระเถระ ให้สร้าง วิหารหลังใหญ่ บนภูเขาใกล้บ้านตน นิมนต์ให้พระเถระอยู่ในวิหารนั้น บำรุง ด้วยปัจจัย ๔ ได้ความสลดใจ เพราะพระธรรมเทศนาของพระเถระ บวชแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน โชติช่วง เหมือนต้นกรรณิการ์ ประทับนั่งอยู่ ณ ซอกภูเขา เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ประนมกรอัญชลี เหนือเศียรเกล้า แล้วเอาผลมะลื่นถวายแด่พระพุทธเจ้า
หน้า 56 ข้อ 269
ผู้ประเสริฐสุด ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวาย ผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เรียนพระไตรปิฎก ถึงความเป็น ผู้ฉลาดเฉลียวเชี่ยวชาญ ในพระวินัยปิฎกเป็นพิเศษ เป็นผู้มีพรรษา ๑๐ และ เป็นผู้สงเคราะห์บริษัท บริวาร เดินทางไปพระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคม พระผู้มีพระภาคเจ้า พร้อมด้วยภิกษุทั้งหลายเป็นอันมาก เข้าไปสู่อารามของ พวกเดียรถีย์ในระหว่างทาง เพื่อบรรเทาความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง แล้วนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง เห็นพราหมณ์คนหนึ่งกำลังเผาตบะ ๕ อยู่ จึงกล่าว ว่า ดูก่อนพราหมณ์ เมื่ออย่างหนึ่งถูกเผา อีกอย่างหนึ่งจะร้อนไปด้วยหรือ ? พราหมณ์ฟังดังนั้นก็โกรธ พูดว่า ดูก่อนสมณะโล้นผู้เจริ อย่างอื่น ที่จะต้องเผาคืออะไร ? พระเถระแสดงธรรมสอนพราหมณ์ ด้วยคาถาว่า สิ่งที่ควรเผาเหล่านั้น คือ ความโกรธ ความริษยา การเบียดเบียนผู้อื่น ความถือตัว ความแข่งดี ความ มัวเมา ความประมาท ตัณหา อวิชชา และความข้อง อยู่ในภพ ไม่ใช่รูปขันธ์. พราหมณ์นั้นและอัญญเดียรถีย์ทั้งปวง ในอารามแห่งเดียรถีย์นั้น ฟังโอวาทนั้นแล้ว พากันบวชในสำนักของพระเถระ. พระเถระไปสู่พระนคร สาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุเหล่านั้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว พักอยู่ ในพระนครสาวัตถี สิ้นวันเล็กน้อยแล้วย้อนกลับไปสู่ชาติภูมิของตนทีเดียว
หน้า 57 ข้อ 269
กล่าวสอนผู้ที่ถือว่า จะบริสุทธิ์ได้เพราะยัญ (คือการบวงสรวง) ซึ่งมีลัทธิต่างๆ กันในหมู่ญาติ ที่เข้าไปหาท่านเพื่อเยี่ยมเยียน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ชนเหล่าใดแล พยายามในทางร้ายกาจ ย่อม เบียดเบียนมนุษย์ทั้งหลาย ด้วยการกระทำอันเจือด้วย ความผลุนผลันก็ดี ด้วยการกระทำมีความประสงค์ ต่าง ๆ ก็ดี ชนเหล่านั้นกระทำทุกข์ให้ผู้อื่น ฉันใด แม้ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น เพราะ นรชนทำกรรมใดไว้ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นผู้รับผล แห่งกรรมที่ตนทำไว้นั้น โดยแท้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เป็นคำแสดงความไม่แน่นอน. บทว่า เต เป็นปฏินิทเทส คือคำรับสมอ้างแสดงโดยไม่แน่นอนเหมือนกัน. แม้บท ทั้งสองก็สัมพันธ์เข้ากับบทว่า ชนา. บทว่า โข เป็นเพียงนิบาต. บทว่า เวฐมิสฺเสน ความว่า ด้วยการขันชะเนาะที่อวัยวะ มีศรีษะ เป็นต้น โดยการมัดด้วยเชือกหนังเป็นต้น บาลีเป็น เวธมิสฺเสน ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างเดียวกันนั้น. บทว่า นานตฺเตน จ กมฺมุนา ความว่า ด้วยการฆ่า การประหาร การตัดอวัยวะมีมือและเท้าเป็นต้น และด้วยกรรมคือการเข้าไปฆ่าผู้อื่นมีอย่าง ต่าง ๆ มีการแทงด้วยหอกทีละน้อย จนกว่าจะตายเป็นต้น. บทว่า มนุสฺเส เป็นเพียงตัวอย่าง เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ได้แก่ ในสัตว์อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า อุปรุนฺธนฺติ แปลว่า ย่อมเบียดเบียน. บทว่า ผรสูปกฺกมา ได้แก่ ประโยคที่ทารุณ อธิบายว่า เป็นการ กระทำของผู้ที่โหดร้าย.
หน้า 58 ข้อ 269
บทว่า ชนา ได้แก่ สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า เตปิ ตตฺเถว กีรนฺติ ความว่า บุคคลผู้มีประการดังกล่าว แล้วเหล่านั้น เบียดเบียนผู้อื่น ด้วยการทรมานเหล่าใด ย่อมถูกกระทำ คือ สนองตอบอย่างนั้นเหมือนกัน คือ ได้รับการทรมานอย่างนั้นแหละ อธิบายว่า ย่อมเสวยทุกข์เห็นปานนั้นเหมือนกัน. ปาฐะว่า ตเถว กีรนฺติ ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ตนเองทำทุกข์ให้แก่คนเหล่าอื่น ฉันใด ย่อมถูกคนเหล่าอื่นกระทำ คือให้ถึงทุกข์อย่างนั้นเหมือนกัน. เพราะเหตุไร ? เพราะกรรมจะไม่สาบสูญ ไปเลย. อธิบายว่า เพราะว่ากรรมที่ตนก่อไว้ โดยส่วนเดียวยังไม่ให้ผล จะ ไม่จากไป คือจะให้ผลเมื่อประจวบกับปัจจัยที่ยังเหลืออยู่. บัดนี้ พระเถระครั้นจำแนกข้อความที่กล่าวไว้โดยสังเขปว่า แม้ ผู้อื่นก็ย่อมทำทุกข์ให้แก่ชนเหล่านั้น ฉันนั้น ดังนี้แล้ว เพื่อจะประกาศความ ที่สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน จึงได้กล่าวคาถาว่า ยํ กโรติ ดังนี้. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า สัตว์กระทำกรรมใดที่ดี คือเป็นกุศล หรือว่า ที่ชั่ว คือเป็นอกุศล และในกรรม ๒ อย่างนั้น เมื่อกระทำกรรมใด ย่อมชื่อว่า กระทำคือสั่งสม โดยกรรมนั้นสามารถจะให้ผล. บทว่า ตสฺส ตสฺเสว ทายาโท ความว่า เมื่อสัตว์ถือเอาผลแห่ง กรรมนั้น ๆ แล ชื่อว่าย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งผลอันกรรมนั้นพึงให้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนมาณพ สัตว์ทั้งหลายมีกรรมเป็นของ ๆ ตน มีกรรมเป็นทายาทดังนี้ เป็นต้น. ญาติทั้งหลายของพระเถระฟังคาถาเหล่านี้ แล้ว ตั้งอยู่แล้วในความเชื่อที่ว่า สัตว์มีกรรมเป็นของ ๆ ตน. จบอรรถกถาโชติทาสเถรคาถา
หน้า 59 ข้อ 270
๓. เหรัญญกานิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเหรัญญกานิเถระ [๒๗๐] ได้ยินว่า พระเหรัญญกานิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้อย่างนี้ว่า วันและคืนย่อมล่วงไป ๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสิ้นไป เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทำบาปกรรมอยู่ ย่อมไม่รู้สึกตัว ต่อภายหลัง เขาจึงได้รับทุกข์อัน เผ็ดร้อน เพราะบาปกรรมนั้นมีวิบากเลวทราม. อรรถกถาเหรัญญกานิเถรคาถา คาถาของท่านพระเหรัญญกานิเถระ เริ่มต้นว่า อจฺจยนฺติ อโห- รตฺตาว. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล พระนครหงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว รับจ้างผู้อื่นเลี้ยงชีพ วันหนึ่ง บริจาคผ้าครึ่งผืน ถวายสาวกของพระศาสดา นามว่า สุชาตะ ผู้กำลังแสวงหาผ้าบังสุกุลอยู่. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในดาวดึงส์พิภพท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นบุตรของนายโจรโวสาสกะ ผู้เป็น นายบ้านของพระเจ้าโกศลในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า เหรัญญกานิ.
หน้า 60 ข้อ 270
เขาเจริญวัยแล้ว พอบิดาล่วงลับไป ก็ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งนายบ้าน เห็น พุทธานุภาพ ในคราวที่ทรงรับพระเชตวันมหาวิหาร ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา มอบตำแหน่งนั้นให้แก่น้องชายของตน ทูลลาพระราชาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัส- สนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น สาวกชื่อว่า สุชาตะ ของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ แสวงหาผ้าบังสุกุล อยู่ที่กองหยากเยื่อ ใกล้ทางรก เราเป็นลูกจ้างของ คนอื่นอยู่ในพระนครหงสาวดี ได้ถวายผ้าครึ่งผืนแล้ว อภิวาทด้วยเศียรเกล้า ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้นและ ด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์ได้ไปสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ เราเป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติใน เทวโลก ๓๑ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗๗ ครั้ง และได้เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนา- นับมิได้ เพราะถวายผ้าครึ่งผืนเป็นทาน เราเป็นผู้ไม่มี ภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิกบานอยู่ ทุกวันนี้เราปรารถนาก็พึง เอาผ้าเปลือกไม้คลุมแผ่นดินนี้ พร้อมทั้งป่าและภูเขา ได้ นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ให้ทานใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งผ้าครึ่งผืน.เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้.
หน้า 61 ข้อ 270
ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว มีความประสงค์จะให้น้องชาย ของตน เลิกจากการประกอบการงานนั้น เมื่อจะตักเตือนน้องชาย เพราะเห็นเขา ยินดีอยู่แต่ในการงานนั้นแหละ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า วันและคืนย่อมล่วงไป ๆ ชีวิตย่อมดับไป อายุ ของสัตว์ทั้งหลาย ย่อมสิ้นไปเหมือนน้ำในแม่น้ำ น้อย ฉะนั้น เมื่อเป็นเช่นนั้น คนพาลทำบาปกรรมอยู่ ย่อมไม่รู้สึกตัว ต่อภายหลัง เขาจึงได้รับทุกข์อันเผ็ด- ร้อน เพราะบาปกรรมนั้น มีวิบากเลวทราม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺจยนฺติ แปลว่า ก้าวล่วงไป อธิบายว่า กำลังจากไปอย่างรวดเร็ว. บทว่า อโหรตฺตา แปลว่า ทั้งกลางคืนและกลางวัน. บทว่า ชีวิตํ อุปรุชฺฌติ ความว่า ก็ชีวิตินทรีย์ ย่อมดับด้วย สามารถแห่งการดับไปทุก ๆ ขณะ สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ เธอ ย่อมแก่ ย่อมเจ็บ ย่อมตาย ย่อมจุติ และอุปบัติ ทุก ๆ ขณะดังนี้. บทว่า อายุ ขียติ มจฺจานํ ความว่า อายุของสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ ที่ได้นามว่า มัจจะ เพราะมีอันจะต้องตายเป็นสภาพ ได้แก่ อายุที่กำหนด เวลาอย่างสูงไว้ว่า สัตว์ใดมีชีวิตอยู่ได้นาน สัตว์นั้นก็อยู่ได้แค่ร้อยปี น้อยหรือ มากไปบ้าง ย่อมสิ้นไป คือถึงความสิ้นไปและความแตกดับ เหมือนอะไร ? เหมือนน้ำในแม่น้ำน้อย ฉะนั้น ธรรมดาน้ำของแม่น้ำน้อย คือแม่น้ำเล็ก ๆ ที่ไหลมาจากภูเขา ย่อมตั้งอยู่ได้ไม่นาน แห้งไปอย่างรวดเร็ว คือพอไหลมา เท่านั้น ก็ขาดแห้งไป ฉันใด อายุของสัตว์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ย่อมสิ้นไป เร็วกว่า คือ ถึงความสิ้นไป ก็น้ำนั่นแล ในคาถานี้ ท่านเรียกว่า โอทกัง เหมือนอย่างใจนั่นแลท่านเรียกว่า มานัส.
หน้า 62 ข้อ 270
บทว่า อถ ปาปานิ กมฺมานิ กรํ พาโล น พุชฺฌติ ความว่า เมื่อสงสารแม้เป็นของไม่เที่ยง มีอยู่อย่างนี้ คนพาลทำกรรมอันลามก ด้วย สามารถแห่งความโลภหรือด้วยสามารถแห่งความโกรธ แม้เมื่อกระทำก็ไม่รู้ตัว และกำลังกระทำความชั่วอยู่ จะไม่รู้ว่า เราทำชั่วอยู่ ย่อมไม่มี แต่เพราะไม่รู้ว่า กรรมนี้ มีทุกข์เป็นวิบากเห็นปานนี้ ดังนี้ ท่านจึงกล่าวว่า น พุชฺฌติ ย่อมไม่รู้ตัว ดังนี้. บทว่า ปจฺฉาสฺส กฏุกํ โหติ ความว่า แม้ถ้าในขณะที่สั่งสม กรรมอันลามกนั้น จะไม่รู้ว่า กรรมนี้มีผลอย่างนี้ แต่ภายหลังจากนั้น ทุกข์ อันเผ็ดร้อน ไม่น่าปรารถนานั่นแหละ จะมีแก่คนพาลนั้น ผู้บังเกิดในอบายภูมิ มีนรกเป็นต้น. เพราะบาปกรรมนั้น มีผลเลวทราม คือ เพราะขึ้นชื่อว่ากรรมอัน- ลามกนั้น มีผลลามก เลวทราม ไม่น่าปรารถนานั่นเอง ก็น้องชายของพระ- เถระครั้นฟังโอวาทนี้แล้ว ทูลลาพระราชา บวชแล้ว ยังประโยชน์ตนให้ สำเร็จแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. จบอรรถกถาเหรัญญกานิเถรคาถา
หน้า 63 ข้อ 271
๔. โสมมิตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสมมิตตเถระ [๒๗๑] ได้ยินว่า พระโสมมิตตเถระไค้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เต่าตาบอดเกาะขอนไม้เล็ก ๆ จมลงไปในห้วง- น้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพ ย่อมจมลงในสังสารวัฏ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคล พึงเว้นคนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรเลวทรามเสีย ควร อยู่กับบัณฑิตทั้งหลายผู้สงัด เป็นอริยะมีใจเด็ดเดี่ยว เพ่งฌาน มีความเพียรอันปรารภแล้ว เป็นนิตย์. อรรถกถาโสมมิตตเถรคาถา คาถาของท่านพระโสมมิตตเถระ เริ่มต้นว่า ปริตฺตํ ทารุํ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว สดับพระพุทธคุณ มีใจเลื่อมใส วันหนึ่งเห็นต้นทองกวาวมีดอกบานสะพรั่ง จึงเก็บเอาดอกมา แล้วเหวี่ยงขึ้นบนอากาศ (ตั้งใจ) บูชาเฉพาะพระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดใน ตระกูลพราหมณ์ พระนครพาราณสี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า โสม-
หน้า 64 ข้อ 271
มิตตะ เป็นผู้เรียนจบไตรเพท เป็นผู้มีความคุ้นเคยกับพระเถระ ชื่อว่า วิมละ ไปสู่สำนักของพระเถระเนือง ๆ ฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาในพระศาสนา บวชแล้ว ได้อุปสมบทแล้ว บำเพ็ญวัตรปฏิบัติเที่ยวไป. ส่วนพระวิมลเถระ เป็นผู้เกียจคร้าน มากไปด้วยความหลับ ยังคืน และวันให้ล่วงไป พระโสมมิตตะ คิดว่า จะมีคุณประโยชน์อะไร เพราะอาศัย พระเถระผู้เกียจคร้าน (เช่นนี้) ดังนี้แล้ว จึงละพระวิมลเถระเข้าไปหาพระ- กัสสปเถระ ตั้งอยู่ในโอวาทของพระกัสสปเถระแล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา ดำรงอยู่ ในพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทาน ว่า เราเห็นต้นทองกวาวมีดอก จึงประนมกรอัญชลี นึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วบูชาในอากาศ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนง ไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ใน กัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ- บูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ภพทั้งปวง เราถอน ขึ้นแล้ว เราเปรียบเหมือนช้างตัวประเสริฐ ตัดบ่วง ได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่เรามาในสำนัก แห่งพระพุทธเจ้าของเราเป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา- กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะคุกคามพระวิมลเถระ โดยโอวาทได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 65 ข้อ 271
เต่าตาบอดเกาะไม้เล็กๆจมลงไปในห้วงน้ำใหญ่ ฉันใด กุลบุตรอาศัยคนเกียจคร้านดำรงชีพ ย่อมจม ลงในสังสารวัฏ ฉันนั้น เพราะฉะนั้น บุคคลพึงเว้น คนเกียจคร้าน ผู้มีความเพียรเลวทรามเสีย ควรอยู่กับ บัณฑิตทั้งหลายผู้สงัดเป็นอริยะมีใจเด็ดเดี่ยวเพ่งฌาน มีความเพียรอันปรารภแล้วเป็นนิตย์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริตฺตํ ทารุมารุยฺห ยถา สีเท มหณฺณเว ความว่า กุลบุตรแม้มีศีลเป็นที่รัก อาศัยคนเกียจคร้าน คือคน ขี้เกียจ ย่อมจมลง คือตกไปในสงสาร ได้แก่ ไปไม่ถึงฝั่งแห่งมหรรณพ คือ พระนิพพาน เพราะเหตุเป็นอย่างนี้ ฉะนั้น กุลบุตรพึงเว้นบุคคลนั้น ผู้ชื่อว่า เกียจคร้าน เพราะจมลงสู่สภาพอันต่ำช้า โดยไม่ยกศีรษะขึ้น ด้วยสามารถแห่ง กุศลธรรมอันยิ่ง ชื่อว่ามีความเพียรเลว เพราะไม่มีการปรารภความเพียร อธิบายว่า ไม่พึงถึงทิฏฐานุคติของเขา (ไม่ควรเอาเยี่ยงเขา) พระเถระครั้น- แสดงโทษของความเกียจคร้าน ด้วยคาถาอันเป็นบุคลาธิษฐานอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงอานิสงส์ในการปรารภความเพียร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิวตฺเตหิ ดังนี้. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า ก็บุคคลเหล่าใด ชื่อว่า เป็นผู้สงัดแล้ว เพราะมีกายวิเวก ต่อแต่นั้นไปก็ชื่อว่าเป็นพระอริยะ เพราะเป็นผู้ไกลจาก กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้มีตนอันส่งไปแล้ว เพราะความเป็นผู้มีตนอันส่งไป แล้วสู่พระนิพพาน ชื่อว่าเป็นผู้มีฌาน ด้วยสามารถแห่งอารัมมณูปนิชฌาน และด้วยสามารถแห่งลักขณูปนิชฌาน ชื่อว่าเป็นผู้มีความเพียรอันปรารภแล้ว เพราะความเป็นผู้มีความเพียรอันประคองแล้ว ตลอดกาลทั้งปวง ชื่อว่าเป็น
หน้า 66 ข้อ 272
บัณฑิต เพราะประกอบด้วยปัญญา อันต่างด้วยโลกิยปัญญาและโลกุตรปัญญา กุลบุตรผู้ประสงค์จะยังประโยชน์ตนให้สำเร็จ พึงอยู่กับบัณฑิตเหล่านั้น คือ อยู่ร่วมกัน. พระวิมลเถระ ฟังโอวาทนั้นแล้ว มีความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา ยังประโยชน์ตนให้สำเร็จแล้ว ความข้อนี้นั้นจักมีต่อไปข้างหน้าอีก. จบอรรถกถาโสมมิตตเถรคาถา ๕. สัพพมิตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัพพมิตตเถระ [๒๗๒] ได้ยินว่า พระสัพพมิตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า คนเกี่ยวข้องในคน คนยินดีกะคน คนถูกคน เบียดเบียน และคนเบียดเบียนคน ก็จักต้องการอะไร กับคน หรือกับสิ่งที่คน ทำให้เกิดแล้ว แก่คนเล่า ควรละคนที่เบียดเบียนคน เป็นอันมากไปเสีย. อรรถกถาสัพพมิตตเถรคาถา คาถาของท่านพระสัพพมิตตเถระ เริ่มต้นว่า ชโน ชนมฺหิ สมฺพทฺโธ เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ เกิดในตระกูลของนายพราน ในกาลของพระ ผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ติสสะ ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เป็น พรานป่า ฆ่าเนื้อในป่ากินเนื้อเลี้ยงชีวิต.
หน้า 67 ข้อ 272
ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา จึงทรง แสดงรอยพระบาท ไว้ในที่ใกล้ที่เขาอยู่ ๓ รอย แล้ว เสด็จหลีกไป. เขา เห็นรอยพระบาท มีเครื่องหมายเป็นรูปกงจักร เพราะมีการสั่งสมอันกระทำไว้ ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีตกาล มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วย ดอกหงอนไก่ บังเกิดในภพดาวดึงส์ด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า สัพพมิตตะ. เขาบรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว เห็น พุทธานุภาพ ในคราวที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรับมอบพระวิหาร ชื่อว่า เชตวัน เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว เรียนกรรมฐานอยู่ในป่า เข้าจำพรรษา แล้ว ออกพรรษาแล้ว ไปสู่พระนครสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เห็นลูกเนื้อติดอยู่ในบ่วง ที่นายพรานเนื้อดักไว้ในระหว่างทาง ส่วน นางเนื้อผู้เป็นแม่ของลูกเนื้อนั้น ไม่ติดบ่วง (และ) ไม่หนีไปไกล เพราะ ความรักห่วงใยในลูก (แต่) ไม่กล้าเข้าไปใกล้บ่วง เพราะกลัวตาย ส่วนลูก เนื้อหวาดกลัว ดิ้นวนไปวนมาข้างโน้น ข้างนี้ ร้องขอความกรุณา. พระเถระ เห็นดังนั้นแล้วคิดว่า โอ ! ทุกข์ของสัตว์ทั้งหลาย มีความรักห่วงใยเป็นเหตุ ดังนี้ แล้วเดินต่อไป ต่อจากนั้นเมื่อโจรจำนวนมาก จับบุรุษคนหนึ่งได้ เอา ฟ่อนฟางพันร่างกาย เผาทั้งเป็น และเห็นบุรุษนั้นร้องเสียงดังลั่น อาศัยเหตุ ๒ อย่างนั้น เกิดความสลดใจ เมื่อโจรทั้งหลายกำลังฟังอยู่นั้นแล ได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า คนเกี่ยวข้องในคน คนยินดีกะคน คนถูกคน เบียดเบียน และคนเบียดเบียนคน ก็จักต้องการอะไร กับคน หรือกับสิ่งที่คนทำให้เกิดแล้ว แก่คนเล่า ควร ละคนที่เบียดเบียนคน เป็นอันมากไปเสีย ดังนี้.
หน้า 68 ข้อ 272
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชโน ได้แก่ คนอันธพาล. บทว่า ชนมฺหิ ได้แก่ ในคนอื่น. บทว่า สมฺพทฺโธ ได้แก่ เกี่ยวข้อง ด้วยเครื่อง เกี่ยวข้องคือตัณหา คือเกี่ยวข้องผูกพัน โดยนัยเป็นต้นว่า ผู้นี้เป็นบุตรของ เรา ผู้นี้เป็นมารดาของเรา. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะ อย่างนี้นั่นแหละ (แต่) มีความหมายว่า มีจิต ผูกพัน อย่างนี้ว่า คนเหล่านี้เลี้ยงดูเรามา เราอาศัยคนเหล่านี้เลี้ยงชีพ. บทว่า ชนเมวสฺสิโต ชโน ความว่า คนอื่น ยินดี คือติดแน่น แล้วด้วยตัณหา ได้แก่ กำหนดยึดถือ เอาคนอื่นนั่นแลโดยนัยมีอาทิว่า ผู้นี้ เป็นธิดาของเรา. บทว่า ชโน ชเนน เหียติ เหเติ จ ชโน ชนํ ความ ว่า คนยินดีกะคน ด้วยสามารถแห่งความโลภ เพราะกัมมัสสกตาญาณ และ เพราะความไม่มีความรู้ตามความเป็นจริง ฉันใด คนถูกคนอื่นเบียดเบียน คือ ขัดขวาง ด้วยอำนาจโทสะก็ฉันนั้น และคนเมื่อไม่รู้ว่า กรรมที่เราทำนี้นั้น จักเป็นกรรมตกทอดถึงเราเอง โดยเป็นผลสืบเนื่องจากการเบียดเบียนที่รุนแรง ขึ้น ดังนี้ จึงเบียดเบียนกันเอง. บทว่า โก หิ ตสฺส ชเนนตฺโถ ความว่า คนที่ยินดีกันด้วยอำนาจแห่งตัณหา หรือเบียดเบียนกันด้วยอำนาจ แห่งโทสะ จะเกิดประโยชน์อะไรแก่คนอื่นเล่า ? บทว่า ชเนน ชนิเตน วา ความว่า หรือคนที่เป็นมารดา บิดา มีหน้าที่ยังคนอื่นให้เกิดนั้นจะมีประโยชน์อะไร ? บทว่า ชนํ โอหาย คจฺฉํ ตํ เหยิตฺวา พหุํ ชนํ ความว่า เพราะเหตุที่ข้อปฏิบัติของคน ผู้เที่ยวไปในสงสาร มีลักษณะอย่างนี้เหมือนกันหมด ฉะนั้น ควรละคนชนิดนั้น เสีย คือ ตัณหาที่เบียดเบียนคนก็ดี โทสะที่ประทุษร้ายกันนั้นก็ดี เบียด เบียนคนเป็นอันมากแล้วตั้งอยู่ พึงละ คือทิ้งตัณหาและโทสะนั้นโดยประการ ทั้งปวงแล้วไปเสีย. อธิบายว่า พึงถึง คือบรรลุฐานะที่คนเหล่านั้น ตามเข้า ไปประทุษร้ายไม่ได้.
หน้า 69 ข้อ 272
ก็พระเถระครั้นกล่าวอย่างนั้นแล้ว ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระ อรหัตแล้วในขณะนั้นเอง. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เมื่อก่อนเรากับบิดาและปู่ เป็นคนทำการงานใน ป่า เลี้ยงชีพด้วยการฆ่าปศุสัตว์ กุศลกรรมของเราไม่ มี ใกล้กับที่อยู่ของเรา พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นเลิศของ โลก พระนามว่า ติสสะ ผู้มีพระปัญญาจักษุ ได้ทรง แสดงรอยพระบาทไว้ ๓ รอย เพื่ออนุเคราะห์ ก็เรา ได้เห็นรอยพระบาทของพระศาสดา พระนามว่า ติสสะ ที่พระองค์ทรงเหยียบไว้ เป็นผู้ร่าเริง มีจิต ยินดี ยังจิตให้เลื่อมใสในรอยพระบาท เราเห็นต้น หงอนไก่ ที่ขึ้นมาจากแผ่นดิน มีดอกบานแล้ว จึง เด็ดมาพร้อมทั้งยอด บูชารอยพระบาทอันประเสริฐสุด เพราะกรรมที่เราทำไว้แล้วดีนั้น และเพราะความตั้ง เจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ไปสู่ดาวดึงส์พิภพ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ใน กำเนิดนั้น ๆ เรามีผิวกายเหมือนสีดอกหงอนไก่ มี รัศมีเป็นแดนซ่านออกจากตน ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทร กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชารอยพระ พุทธบาท. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็โจรเหล่านั้น ฟังธรรมในสำนักของพระเถระแล้ว เกิดความสลดใจ บวชแล้ว พากันปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัพพมิตตเถรคาถา
หน้า 70 ข้อ 273
๖. มหากาฬเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหากาฬเถรคาถา [๒๗๓] ได้ยินว่า พระมหากาฬเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า หญิงชื่อ กาฬี มีร่างกายใหญ่ ดำดังกา หักขาซ้าย ขาขวา แขนซ้ายแขนขวา และทุบศีรษะของซากศพ ให้มันสมองไหลออก ดังหม้อทธิ แล้ววางไว้ตามเดิม นั่งอยู่ ผู้ใดไม่รู้แจ้ง เป็นคนเขลา ก่อให้เกิดกิเลส ผู้นั้น ย่อมเข้าถึงทุกข์ร่ำไป เพราะฉะนั้น บุคคลรู้ว่า อุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ จึงไม่ควรก่อให้เกิดกิเลส เรา อย่าถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่อย่างนี้ อีกต่อไป. อรรถกถามหากาฬเถรคาถา คาถาของท่านพระมหากาฬเถระ เริ่มต้นว่า กาฬี อิตฺถี. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว ไปป่า ด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นผ้าบังสุกุลจีวรห้อยอยู่ที่กิ่งไม้ มีจิตเลื่อมใสว่า ผ้ากาสาวพัสตร์ อันเป็นธงชัยของพระอริยเจ้าห้อยอยู่ แล้วเก็บเอาดอกกระดึง มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร.
หน้า 71 ข้อ 273
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลของพ่อค้าเกวียน ในเสตัพยนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มี นามว่า มหากาฬ บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่ครองเรือน บรรทุกสินค้าด้วย เกวียน ๕๐๐ เล่ม ไปสู่พระนครสาวัตถี ด้วยกิจของการค้า พักกองเกวียนไว้ ณ ที่แห่งหนึ่ง บรรเทาความเหน็ดเหนื่อยในการเดินทาง นั่งอยู่กับบริษัท ของตน เห็นพวกอุบาสก ถือเอาของหอมและระเบียบเป็นต้น ไปสู่พระเชตวัน วิหาร ในเวลาเย็น แม้ตนเองก็ไปสู่วิหารกับพวกอุบาสกเหล่านั้น ฟังธรรมใน สำนักของพระศาสดาแล้ว เป็นผู้ที่จิตศรัทธาบวชแล้ว อธิษฐานโสสานิกังค- ธุดงค์ (ธุดงค์คือการถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร) แล้วอยู่ในป่าช้า. ครั้นวันหนึ่ง มีหญิงคนหนึ่งนามว่า กาฬี เป็นคนเผาศพ (สัปเหร่อ) หักขา หักแขน ของศพที่ตายใหม่ ๆ อย่างละ ๒ ข้าง และทุบศีรษะให้ มันสมองไหลออกดังหม้อทธิ แล้วต่ออวัยวะทุกชิ้นส่วนให้เหมือนเดิม เพื่อให้ พระเถระปลงกรรมฐาน ตั้งไว้ให้พระเถระพิจารณา ในที่สำหรับประกอบ ความเพียร แล้วนั่ง ณ ที่ส่วนข้างหนึ่ง. พระเถระเห็นชิ้นส่วนของซากศพแล้ว เมื่อจะสอนตน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า หญิงชื่อกาฬี มีร่างกายใหญ่ ดำดังกา หักขาซ้าย ขาขวา แขนซ้ายแขนขวา และทุบศีรษะของซากศพ ให้มันสมองไหลออกดังหม้อทธิ แล้ววางไว้ตามเดิม นั่งอยู่ ผู้ใดแลไม่รู้แจ้ง เป็นคนเขลาก่อให้เกิดกิเลส ผู้นั้นย่อมเข้าถึงทุกข์ร่ำไป เพราะฉะนั้น บุคคลรู้ว่า อุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ จึงไม่ควรก่อกิเลสให้เกิด เรา อย่าถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป ดังนี้.
หน้า 72 ข้อ 273
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬี เป็นชื่อของหญิงนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ท่านเรียกชื่อ (ว่ากาฬี) อย่างนี้ เพราะความเป็นหญิง มีร่างกายสีดำ บทว่า พฺรหตี ได้แก่ มีร่างกายใหญ่ คือมีร่างกายกำยำล่ำสัน. บทว่า ธงฺกรูปา ความว่า ชื่อว่า มีรูปเหมือนกา เพราะมีร่างกาย สีดำนั่นเอง. บทว่า สตฺถิฺจ เภตฺวา ความว่า หักขาซ้ายของคนตาย โดยวิธี หักด้วยเข่า. บทว่า อปรญฺจ สตฺถึ ความว่า และหักขาขวาอีกด้วย. บทว่า พาหญฺจ เภตฺวา ความว่า หักกระดูกแขนที่ปลายแขน นั่นแหละ. บทว่า สีลญฺจ เภตฺวา ทธิกาลกํว ความว่า ทุบศีรษะของซากศพ เหมือนหม้อใส่นมส้ม ที่ไหลเยิ้มออกเพราะถูกทุบด้วยก้อนดินและท่อนไม้ นั่นเทียว อธิบายว่า ทุบให้มีมันสมองไหลออก. บทว่า เอสา นิสินฺนา อภิสนฺทหิตฺวา ความว่า รวบรวมซากศพ ที่มีอวัยวะถูกตัด ถูกหัก (กระจัดกระจาย) อยู่นั่นแล ทำให้ติดต่อกัน โดย วางอวัยวะเหล่านั้นไว้ในตำแหน่งเดิมนั่นแหละ เหมือนกองทิ้งอยู่ตลาดเนื้อสด นั่งอยู่แล้ว. บทว่า โย เอว อวิทฺวา อุปธึ กโรติ ความว่า บุคคลใดแม้เห็น กรรมฐาน อันปรากฏโดยสภาพของซากศพนี้แล้ว (แต่) ไม่รู้แจ้ง ไม่ฉลาด ทิ้งกรรมฐาน ยังอุปธิคือกิเลสให้เกิด โดยไม่กระทำไว้ในใจโดยแยบคาย บุคคลนั้นเป็นคนเขลา คือมีปัญญาอ่อน ชื่อว่าย่อมเข้าถึงทุกข์ ในอบายมีนรก เป็นต้น บ่อย ๆ คือ วนไปเวียนมา เพราะยังไม่ล่วงพ้นสงสาร. เพราะฉะนั้น บุคคลรู้ว่าอุปธิเป็นเหตุเกิดทุกข์ จึงไม่ควรก่อกิเลสให้เกิด.
หน้า 73 ข้อ 273
บทว่า ตสฺมา ได้แก่ เพราะเหตุนั้นเป็นอย่างนี้. บทว่า ปชานํ อุปธึ ความว่า บุคคลใดรู้ว่า อุปธิเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ กระไว้ในใจโดยแยบคาย ไม่พึงกระทำ คือไม่พึงก่ออุปธิให้เกิด. เพราะ เหตุไร ? เพราะเราอย่าถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่อย่างนี้อีกต่อไป. อธิบายว่า ซาศพนี้ถูกเขาทุบศีรษะ นอนอยู่ฉันใด เราอย่าเป็นคนรกป่าช้า ถูกทุบศีรษะ นอนอยู่ ด้วยการบังเกิดขึ้นบ่อย ๆ ในสงสาร ด้วยการก่ออุปธิคือกิเลสเหมือน อย่างนั้นเลย. เมื่อพระเถระกล่าวสอนตนอยู่อย่างนี้แล ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อ อุทังคณะ ที่ภูเขานั้น เราได้เห็นผ้าบังสุกุลจีวร ห้อย อยู่บนยอดไม้ ครั้งนั้น เราร่าเริง มีจิตยินดี เลือกเก็บ ดอกกระดึงทอง ๓ ดอก มาบูชาผ้าบังสุกุลจีวร ด้วย กรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น เพราะ บูชาผ้าบังสุกุลจีวร อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ เราไม่รู้จักทุคติเลย. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. จบอรรถกถามหากาฬเถรคาถา
หน้า 74 ข้อ 274
๗. ติสสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระติสสเถระ [๒๗๔] ได้ยินว่า พระติสสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิ ได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ที่นั่ง ย่อมชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก ภิกษุ รู้โทษในลาภสักการะว่า เป็นภัยอย่างนี้แล้ว ควรเป็น ผู้มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีสติงดเว้นความ ยินดีในลาภ. อรรถกถาติสสเถรคาถา คาถาของท่านพระติสสเถระ เริ่มต้นว่า พหู สปตฺเต ลภติ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จในศิลปะทั้งหลาย เห็นโทษในกามทั้งหลาย สละฆราวาสวิสัย บวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรมอยู่ในป่าดงรัง ใกล้ชัฏแห่งป่า. พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงเข้านิโรธสมาบัติ ประทับนั่งที่ดงรังไม่ไกลอาศรม เพื่อจะ ทรงอนุเคราะห์ดาบสนั้น. ดาบสออกจากอาศรม เดินไปหาผลาผล เห็น
หน้า 75 ข้อ 274
พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว มีใจเลื่อมใส ปักเสา ๔ เสา ทำปะรำด้วยกิ่งรัง อัน มีดอกบานสะพรั่ง ไว้เบื้องบนพระผู้มีพระภาคเจ้า ยืนบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยดอกรัง ทั้งใหม่ทั้งสดตลอด ๗ วัน ไม่ละปีติ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ เลย. พอล่วงไป ๗ วัน พระศาสดาเสด็จออกจากนิโรธ ทรงดำริถึงภิกษุสงฆ์ พระขีณาสพประมาณหนึ่งแสน มาแวดล้อมองค์พระศาสดาในทันใดนั้นเอง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศสมบัติ ที่จะเกิดมีแก่ดาบสแล้ว ตรัสอนุโมทนา แล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาท- กาลนี้ ได้นามว่า ติสสะ เจริญวัยแล้ว เรียนจบไตรเพท สอนมนต์กะ มาณพประมาณ ๕๐๐ ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยลาภ เห็นพุทธานุภาพในคราวที่ พระศาสดาเสด็จไปพระนครราชคฤห์ ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เราเข้าสู่ป่ารัง สร้างอาศรมอย่างสวยงาม มุงบัง ด้วยดอกรัง ครั้งนั้น เราอยู่ในป่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สยัมภู เอกอัครบุคคลตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง พระ- นามว่า ปิยทัสสี ทรงประสงค์ความสงัด จึงเสด็จ เข้าสู่ป่ารัง เราออกจากอาศรมไปป่า เที่ยวแสวงหา มูลผลาผลป่า ในเวลานั้น ณ ที่นั้น เราได้เห็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี ผู้มีพระยศ ใหญ่ ประทับนั่งเข้าสมาบัติ รุ่งโรจน์อยู่ในป่าใหญ่
หน้า 76 ข้อ 274
เราปักเสา ๔ เสา ทำปะรำอย่างเรียบร้อย แล้วเอา ดอกรังมุงเหนือพระพุทธเจ้า เราทรงปะรำซึ่งมุงด้วย ดอกรังไว้ ๗ วัน ยังจิตให้เลื่อมใสในกรรมนั้น ได้ ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด สมัยนั้น พระ ผู้มีพระภาคเจ้าผู้อุดมบุรุษ เสด็จออกจากสมาธิ ประทับนั่ง ทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก สาวกของ พระศาสดา พระนามว่า ปิยทัสสี ชื่อว่าวรุณะ กับ พระอรหันตขีณาสพแสนองค์ ได้มาเฝ้าพระศาสดา ผู้นำชั้นพิเศษ ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้พิชิตมาร ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐ กว่านรชน ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ทรงกระทำการแย้มพระสรวลให้ปรากฏ พระ- อนุรุทธเถระผู้อุปัฏฐาก ของพระศาสดาทรงพระนาม ว่า ปิยทัสสี ห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่งแล้ว ได้ทูลถาม พระมหามุนีว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเล่า หนอ เป็นเหตุให้พระศาสดาทรงแย้มพระสรวลให้ ปรากฏ เพราะมีเหตุ พระศาสดาจึงทรงแย้มพระสรวล ให้ปรากฏ. พระศาสดาตรัสว่า มาณพใดธารปะรำที่มุงด้วย ดอกไม้ให้ตลอด ๗ วัน เรานึกถึงกรรมของมาณพนั้น จึงได้ทำการยิ้มแย้มให้ปรากฏ เราไม่พิจารณาเห็น ช่องทางที่ไม่ควรที่บุญจะไม่ให้ผล ช่องทางที่ควรใน เทวโลก หรือมนุษยโลก ย่อมไม่ระงับไปเลย เขาผู้
หน้า 77 ข้อ 274
เพรียบพร้อมด้วยบุญกรรมอยู่ในเทวโลกมีบริษัทเท่าใด บริษัทเท่านั้น จักถูกบังด้วยดอกรัง เขาเป็นผู้ประกอบ ด้วยบุญกรรม จักรื่นเริงอยู่ในเทวโลกนั้น ด้วยการ ฟ้อน การขับ การประโคม อันเป็นทิพย์ในกาลนั้น ทุกเมื่อ บริษัทของเขาประมาณเท่าที่มี จักมีกลิ่น หอมฟุ้ง และฝนดอกรัง จักตกลงทั่วไปในขณะนั้น มาณพนี้ จุติจากเทวโลกแล้ว จักมาสู่ความเป็นมนุษย์ แม้ในมนุษยโลกนี้ หลังคาดอกรังก็จักทรงอยู่ ตลอด กาลทั้งปวง ณ มนุษยโลกนี้ การฟ้อนและการขับที่ ประกอบด้วยกังสดาล จักแวดล้อมมาณพนี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา และเมื่อพระอาทิตย์อุทัย ฝน ดอกรังก็จักตกลง ฝนดอกรังที่บุญกรรมปรุงแต่งแล้ว จักตกลงทุกเวลา ในกัปที่ ๑,๘๐๐ พระศาสดา มีพระ นามว่า " โคดม " จึงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มาณพนี้จักเป็นทายาทในธรรม ของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรม เนรมิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน เมื่อเขาตรัสรู้ธรรมอยู่ จักมีหลังคาดอกรัง เมื่อถูกฌาปนกิจอยู่บนเชิงตะกอน ที่เชิงตะกอนนั้น ก็จักมีหลังคาดอกรัง พระมหามุนี ทรงพระนามว่า ปิยทัสสี ทรงพยากรณ์วิบากแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่ บริษัท ให้อิ่มหนำด้วยฝนคือธรรม เราได้เสวยราช สมบัติในเทวโลก ในหมู่เทวดา ๓๐ กัป ได้เป็น
หน้า 78 ข้อ 274
พระเจ้าจักรพรรดิ ๖๗ ครั้ง เราออกจากเทวโลก มา ในมนุษยโลกนี้ ได้ความสุขอันไพบูลย์ แม้ในมนุษย- โลกนี้ ก็มีหลังคาดอกรัง นี้เป็นผลแห่งปะรำ นี้เป็น การบังเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป แม้ในภพนี้หลังคาดอกรัง ก็จักมีตลอดกาลทั้งปวง เรายังพระมหามุนีพระนามว่า โคดม ผู้ประเสริฐกว่า ศากยราชให้ทรงยินดี ได้ละความมีชัย และความ ปราชัยเสียแล้ว บรรลุถึงฐานะที่ไม่หวั่นไหว ในกัป ที่๑,๘๐๐ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าองค์ใด ด้วยพุทธบูชา นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้ถึงความเป็นผู้เลิศด้วย ลาภ เลิศด้วยยศเป็นพิเศษ. ในบรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุผู้เป็นปุถุชนบางพวก เห็นลาภสักการะของพระเถระแล้ว แสดงความไม่พอใจออกมาด้วยความเป็น คนพาล. พระเถระรู้ดังนั้น เมื่อจะประกาศโทษในลาภสักการะ และความที่ ตนเป็นผู้ไม่ข้องอยู่ในลาภสักการะนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ภิกษุศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิได้ข้าว น้ำ ผ้า และที่นอน ที่นั่ง ย่อมชื่อว่าได้ข้าศึกไว้มาก ภิกษุรู้ โทษในลาภสักการะว่า เป็นภัยอย่างนี้แล้ว ควรเป็นผู้ มีลาภน้อย มีจิตไม่ชุ่มด้วยราคะ มีสติงดเว้นความยินดี ในลาภ ดังนี้.
หน้า 79 ข้อ 274
คาถาทั้งสองนั้น มีอธิบายว่า ภิกษุแม้ถึงจะแสดงปลายผมก็ชื่อว่า เป็นคนโล้น เพราะความเป็นผู้มีผมอันโกนแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้ครองผ้าสังฆาฏิ เพราะความเป็นผู้ทรงไว้ซึ่งผ้ากาสาวพัสตร์ที่เขาตัดแล้ว เอามาเย็บติดกันไว้ บรรพชิตผู้เข้าถึงความเป็นผู้มีเพศแตกต่างจากคฤหัสถ์อย่างนี้ มีความเป็นอยู่ เนื่องด้วยผู้อื่น ถ้าผู้ใดยังอยากได้ข้าวและน้ำเป็นต้น แม้ผู้นั้นย่อมชื่อว่าได้ข้าศึก ไว้มาก ภิกษุเป็นอันมาก จะพากันริษยาภิกษุนั้น. เพราะเหตุนั้น ภิกษุรู้อาทีนพคือโทษ ในลาภสักการะทั้งหลายว่ามี กำลังมากคือเป็นภัยอย่างใหญ่หลวง นี้ คือเห็นปานนี้ พึงตั้งความเป็นผู้มีความ ปรารถนาน้อย และความสันโดษไว้ในหทัยแล้วพึงเป็นผู้มีลาภน้อย โดยเว้น ลาภแม้ที่ให้เกิดขึ้นโดยความเป็นของหาโทษมิได้ อันเกิดขึ้นแล้ว ต่อจากนั้น ก็จะชื่อว่า เป็นผู้ไม่มีจิตชุ่มด้วยราคะ เพราะไม่มีความชุ่ม คือ ความอยากใน ลาภนั้น ชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสาร หรือเพราะความเป็นผู้มีกิเลส อันทำลายแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้มีสติ ด้วยสามารถแห่งสติและสัมปชัญญะ อันเป็น ที่ตั้งแห่งความสันโดษ พึงเว้นรอบคือเที่ยวไปอยู่ (ตามสบาย) ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้น ฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว ยังพระเถระให้อดโทษในขณะนั้นเอง. จบอรรถกถาติสสเถระ
หน้า 80 ข้อ 275
๘. กิมพิลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกิมพิลเถระ [๒๗๕] ได้ยินว่า พระกิมพิลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พระศากยบุตรทั้งหลาย ผู้เป็นสหายกันในปาจีน- วังสทายวัน ได้พากันละโภคะไม่น้อย มายินดีในการ เที่ยวบิณฑบาต ปรารภความเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ละความยินดีในโลก มา ยินดีอยู่ในธรรม. อรรถกถากิมพิลเถรคาถา คาถาของท่านพระกิมพิลเถระ เริ่มต้นว่า ปาจีนวํสทายมฺหิ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? เหตุเกิดความสังเวช และบรรพชา อันเป็นบุรพภาคของเรื่องราวที่ เกิดขึ้นนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในอรรถกถาแห่งคาถามีอาทิว่า อภิสตฺโต ใน เอกนิบาตแล้วทั้งนั้น และด้วยคาถานั้น พระเถระแสดงเหตุแห่งการบรรลุคุณ วิเศษของตนไว้ด้วย. แต่ในคาถานั้น พึงทราบว่า พระเถระแสดงการอยู่ร่วม โดยความพร้อมเพรียงของตนผู้บรรลุคุณวิเศษแล้ว กับท่านพระอนุรุทธะและ ท่านพระนันทิยะ. ก็พระเถระเมื่อจะแสดงถึงการที่พระเถระเหล่านั้นอยู่ร่วมกัน โดยความพร้อมเพรียงจึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 81 ข้อ 275
พระศากยบุตรทั้งหลาย ผู้เป็นสหายกันในปาจีน- วังสทายวัน ได้พากันละโภคะไม่น้อย มายินดีในการ เที่ยวบิณฑบาต ปรารภความเพียร มีจิตเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ ละความยินดีในโลก มา ยินดีอยู่ในธรรม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาจีนวํสทายมฺหิ ได้แก่ ในป่าที่ กำหนดเขตรวมกัน มีคนรักษาคุ้มครอง มีชื่อว่า ปาจีนวังสะ. อธิบายว่า ป่านั้น ท่านเรียกว่า ปาจีนวังสะ เพราะตั้งอยู่ในทิศปราจีนของหมู่บ้าน และ เพราะแวดล้อมไปด้วยพุ่มไม้ไผ่ หรือเรียกว่า ปาจีนวังสะ เพราะเป็นป่าไม้ไผ่. บทว่า สกฺยปุตฺตา ได้แก่ พวกราชกุมารของเจ้าศากยะ มีพระอนุ- รุทธเถระเป็นต้น. บทว่า สหายกา ความว่า ชื่อว่าเป็นสหายกัน เพราะเป็นทาง คือ เป็นการดำรงอยู่ร่วมกัน โดยเกิดความสังเวชร่วมกัน บรรพชาร่วมกัน และ บำเพ็ญสมณธรรมร่วมกัน. บทว่า ปหายานปฺปเก โภเค ความว่า ทิ้งกองแห่งโภคะใหญ่ ที่ตนถึงทับด้วยบุญญานุภาพอันโอฬาร และมีมาโดยการสืบต่อแห่งตระกูล บาลีว่า สหายานปฺปเก ดังนี้ก็มี. บทว่า อุญฺเฉ ปตฺตาคเต รตา ความว่า ชื่อว่ายินดีแล้ว คือ ยินดียิ่งแล้วในภาชนะสำหรับขอ เพราะความเป็นของที่นำมาได้ด้วยการเที่ยว ขอเลี้ยงชีวิต ชื่อว่ามาในบาตร เพราะมาแล้วในบาตร ได้แก่ของที่นับเนื่อง ในบาตร. อธิบายว่า ห้ามอติเรกลาภ มีสังฆภัตเป็นต้น แล้วยินดีด้วยภัต ที่ระคนปนกันอันตนได้แล้ว ด้วยการเที่ยวภิกษา โดยอาศัยกำลังแข้งเท่านั้น.
หน้า 82 ข้อ 276
บทว่า อารทฺธวิริยา ความว่า ตั้งความเพียรไว้ เพื่อบรรลุประโยชน์ อันสูงสุด แต่ต้นทีเดียว คือ ก่อนทีเดียว. บทว่า ปหิตตฺตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีจิตส่งไปแล้วสู่พระนิพพาน เพราะความเป็นผู้น้อมไป โน้มไป โอนไป (สู่พระนิพพาน) และเพราะการ เข้าถึงตามกาลเวลา. บทว่า นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกมา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้มีความบากบั่น ไม่ย่อหย่อนตลอดกาลทั้งปวง เพราะหมั่นประกอบการอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม ในวัตรปฏิบัติทั้งหลาย. บทว่า รมนฺติ ธมฺมรติยา หิตฺวา โลกิยํ รตึ ความว่า ละความ ยินดีในรูปารมณ์เป็นต้น อันเป็นโลกิยะ เพราะรู้แจ้งโลก และเพราะถึงที่สุด แห่งโลก คือละได้ด้วยมรรคปัญญา ย่อมยินดีคืออภิรมย์ ด้วยความยินดีใน โลกุตรธรรม และด้วยความยินดียิ่งในพระนิพพานอันเป็นผลเลิศ. จบอรรถกถากิมพิลเถรคาถา ๙. นันทเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนันทเถระ [๒๗๖] ได้ยินว่า พระนันทเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง เพราะไม่มี โยนิโสมนสิการ มีใจฟุ้งซ่านกลับกลอก ถูกกามราคะ เบียดเบียน เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่พระ- พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย ได้ ทรงสั่งสอนแนะนำแล้ว ถอนจิตที่จมลงในภพขึ้นได้.
หน้า 83 ข้อ 276
อรรถกถานันทเถรคาถา คาถาของท่านพระนันทเถระ เริ่มต้นว่า อโยนิโสมนสิกาโร. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครหงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ ฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย ปรารถนา ตำแหน่งนั้น แม้ด้วยตนเอง บำเพ็ญมหาทานอันมากไปด้วยบูชาและสักการะ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และภิกษุสงฆ์ ตั้งปณิธานว่า ในอนาคตกาล ขอข้า- พระองค์ พึงเป็นเช่นสาวกเห็นปานนี้ ของพระพุทธเจ้าผู้เช่นกันด้วยพระองค์ ดังนี้แล้ว ต่อแต่นั้น ก็ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นเต่าใหญ่ ในแม่น้ำชื่อว่า วินดา ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี วันหนึ่งเห็นพระศาสดา ประทับยืนอยู่ที่ริมฝั่ง เพื่อจะข้ามฝั่งน้ำ มีความประสงค์จะยังพระผู้มีพระภาคเจ้าให้ข้ามด้วยตนเอง จึงหมอบลงแทบบาท มูลของพระศาสดา พระศาสดาทรงเล็งดูอัธยาศัยของมัน แล้วเสด็จประทับขึ้น สู่หลัง. มันร่าเริงยินดี แล้วว่ายตัดกระแสน้ำไปโดยเร็ว ยังพระศาสดาให้ถึงฝั่ง อย่างฉับพลัน พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอนุโมทนา ตรัสบอกสมบัติที่จะเกิดแก่มัน แล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น มันท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น แล้วบังเกิด ในพระครรภ์ของพระนางมหาปชาบดีโคตมี โดยเป็นพระโอรสของพระ- เจ้าสุทโธนมหาราช ในพระนครกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ในวันขนาน
หน้า 84 ข้อ 276
พระนามพระกุมาร พระประยูรญาติได้ขนานพระนามว่า นันทะ ดังนี้ ก็ เพราะทรงยังหมู่ญาติให้ยินดีประสูติแล้ว ในเวลาที่นันทกุมารเจริญพระชนม์ พรรษา พระศาสดาทรงยังธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไป ทรงทำการอนุ- เคราะห์สัตวโลก เสด็จไปพระนครกบิลพัสดุ์ ทรงกระทำฝนโปกขรพรรษให้เป็น อัตถุปบัติในญาติสมาคม ตรัสเวสสันดรชาดกแล้วเสด็จเข้าไปบิณฑบาตในวันที่ ๒ ยังพระชนกให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลด้วยพระคาถาว่า อุตฺติฏฺเ นปฺปม- ชเชยฺย บุคคลไม่ควรประมาทในบิณฑบาตอันตนพึงลุกขึ้นยืนรับ ดังนี้แล้ว เสด็จไปสู่นิเวศน์ ยังพระนางมหาปชาบดีให้ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล (และ) ยัง พระราชาให้ตั้งอยู่ในสกทาคามิผล ด้วยพระคาถามีอาทิว่า บุคคลพึงประพฤติ ธรรมให้สุจริต ในวันที่ ๓ เมื่อพิธีวิวาหมงคล คือการนำราชธิดาเข้าไปสู่ นิเวศน์โดยการอภิเษกของนันทกุมาร กำลังดำเนินไป เสด็จเข้าไปบิณฑบาต แล้วทรงยังนันทกุมารให้ถือบาตร ตรัสมงคลแล้ว ไม่ทรงรับบาตรจากมือของ นันทกุมาร เสด็จไปสู่พระวิหาร ยังนันทกุมารผู้ถือบาตร ตามมาสู่พระวิหาร ผู้ไม่ปรารถนาอยู่นั่นเทียว ให้บรรพชาแล้ว ทรงทราบความที่นันทกุมารถูกความ ไม่ยินดีบีบคั้น เพราะเหตุที่ให้บรรพชาโดยวิธีอย่างนั้น แล้วทรงบรรเทาความ ไม่ยินดีนั้นของนันทกุมารโดยอุบาย พระนันทะพิจารณาโดยแยบคายแล้วเริ่มตั้ง วิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อัตถทัสสี เป็นพระสยัมภู เป็นนายกของโลก เป็นพระตถาคต ได้เสด็จไปที่ฝั่งน้ำวินดา เราเป็นเต่าเที่ยวไปในน้ำ ออกไปจากน้ำแล้ว ประสงค์จะทูลเชิญพระพุทธเจ้า เสด็จข้ามฟาก จึงเข้าไปเฝ้าพระองค์ ผู้เป็นนายกของ
หน้า 85 ข้อ 276
โลก (กราบทูลว่า) ขออัญเชิญพระพุทธเจ้าผู้เป็นมหา- มุนี พระนามว่า อัตถทัสสี เสด็จขึ้นหลังข้าพระองค์ เถิด ข้าพระองค์จะนำพระองค์เสด็จข้ามฟาก ขอพระ- องค์โปรดทรงทำที่สุดแห่งทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด พระพุทธเจ้าผู้มีพระยศใหญ่ ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ทรงทราบถึงความดำริของเรา จึงได้เสด็จขึ้นหลังเรา แล้วประทับยืนอยู่ ความสุขของเราในเวลาที่นึกถึงตน ได้ และในเวลาที่ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา หาเหมือน กับสุขเมื่อพื้นฝ่าพระบาทสัมผัสไม่ พระสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ผู้มีพระยศใหญ่ เสด็จขึ้น ประทับยืนที่ฝั่งน้ำแล้ว ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เราข้ามกระแสคงคา ชั่วเวลาประมาณเท่าจิตเป็นไป ก็พระยาเต่ามีบุญนี้ ส่งเราข้ามฟากด้วยการส่งพระพุทธ- เจ้าข้ามฟากนี้ และด้วยความเป็นผู้มีจิตเมตตา จัก รื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๑,๘๐๐ กัป จากเทวโลก มามนุษยโลกนี้ เป็นผู้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว นั่ง ณ อาสนะอันเดียว จักข้ามพ้นกระแสน้ำ คือความสงสัย ได้ พืชแม้น้อย แต่เขาเอาหว่านลงในเนื้อนาดี เมื่อ ฝนยังอุทกธาราให้ตกอยู่ โดยชอบ ผลย่อมทำชาวนา ให้ยินดี แม้ฉันใด พุทธเขตที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้นี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อบุญเพิ่มอุทก- ธาราโดยชอบ ผลจักทำเราให้ยินดี เราเป็นผู้มีตนอัน
หน้า 86 ข้อ 276
ส่งไปแล้วเพื่อความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ย่อมเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๑,๘๐๐ เราได้ทำกรรมใด ในกาลนั้นด้วย กรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการส่ง พระพุทธเจ้าข้ามฟาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาสังกิเลสที่ตนละได้แล้ว และความสุขที่ตนได้รับว่า น่าอัศจรรย์ ความเป็นผู้ฉลาดในอุบายของพระ ศาสดา โดยที่พระองค์ ทรงยกเราจากเปลือกตมคือภพ แล้วให้ประดิษฐาน อยู่บนบกคือพระนิพพาน ดังนี้แล้ว เกิดความโสมนัส ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ด้วยสามารถแห่งอุทาน ความว่า เรามัวแต่ประกอบการประดับตกแต่ง เพราะไม่ มีโยนิโสมนสิการ มีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถูกกาม ราคะเบียดเบียน เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์ พระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย ได้ทรงสั่งสอนแนะนำ แล้วถอนจิตที่จมลงในภพขึ้น ได้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยนิโส มนสิการา ความว่า เพราะกระทำไว้ในใจซึ่งกายอันไม่งาม โดยความเป็นของงาม คือ เพราะ เหตุแห่งการทำไว้ในใจ โดยความเป็นของงาม โดยมนสิการไม่ชอบด้วยอุบาย อธิบายว่า เพราะเข้าใจร่างกายที่ไม่งามว่างาม.
หน้า 87 ข้อ 276
บทว่า มณฺฑานํ ความว่า ซึ่งเครื่องประดับอัตภาพ ด้วยอาภรณ์ ทั้งหลายมีสร้อยข้อมือเป็นต้น และด้วยเครื่องประทินผิว มีระเบียบและของ หอมเป็นต้น. บทว่า อนุยุญฺชิสํ แปลว่า ประกอบแล้ว อธิบายว่า ได้เป็นผู้ ขวนขวาย การประดับตกแต่งร่างกาย. บทว่า อุทฺธโต ความว่า เป็นผู้อันความเมาทั้งหลาย มีความเมา เพราะชาติ โคตร รูป และความเป็นหนุ่ม เป็นสาวเป็นต้น ยกขึ้นแล้ว คือเป็นผู้มีจิตไม่สงบแล้ว. บทว่า จปโล ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้โลเล เพราะความเป็นผู้มีจิต ไม่มั่นคง เหมือนลิงป่า และกลับกลอก เพราะประกอบในความเป็นผู้มีอารมณ์ หวั่นไหว ด้วยการประดับตกแต่งร่างกายและประดับด้วยผ้าเป็นต้น. บทว่า อาสึ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า กามราเคน ประกอบ ความว่า เป็นผู้อันฉันทราคะในวัตถุกามทั้งหลาย เบียดเบียน คือบีบคั้น ได้แก่ เสียดแทง. บทว่า อปายกุสเลน ความว่า มีพระพุทธเจ้าคือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ฉลาดด้วยความฉลาด ในอุบายเป็นเครื่องทรมานเวไนยสัตว์ เป็นเหตุ. ก็บทว่า อปายกุสเลน นี้เป็นตติยาวิภัตติลงในอรรถแห่งเหตุ. ก็พระเถระ กล่าวบทว่า อปายกุสเลน นี้ หมายถึง การนำกามราคะของตนออกไปได้ ด้วยพระดำรัสที่ตรัสเตือน โดยข้ออุปมาที่ยกเอานางลิงหางด้วน และนางเทพ อัปสรมาเปรียบเทียบ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยังท่านพระนันทเถระ ให้มีจิตคลายกำหนัดในนางชนบทกัลยาณี โดยเปรียบนางชนบทกัลยาณีก่อนว่า นางลิงตัวนี้ฉันใด นางชนบทกัลยาณี เปรียบกับนางเทพอัปสร ผู้มีฝ่าเท้า เหมือนนกพิราบ ก็ฉันนั้น แล้วทรงชี้ให้ดูนางเทพอัปสร ผู้มีเท้าเหมือนนก
หน้า 88 ข้อ 276
พิราบ อุปมาดุจนำเอาลิ่มอันเล็ก ออกจากลิ่มใหญ่แล้วทิ้งไปฉะนั้น และดุจ นายแพทย์ทำสรีระให้ชุ่มด้วยการดื่มน้ำมัน แล้วนำเอาพิษออก ด้วยการให้ สำรอกและการขับถ่าย ฉะนั้น แล้วทรงยังจิตให้คลายกำหนัด แม้ในนางเทพ อัปสร ผู้มีฝ่าเท้าเหมือนเท้านกพิราบ ด้วยการตรัสเปรียบเทียบอีกครั้ง แล้ว ทรงยังพระเถระให้ตั้งอยู่ในพระอริยมรรค ด้วยการขวนขวายในสมถะ และ วิปัสสนาโดยชอบทีเดียว. สมดังคำเป็นคาถาที่พระเถระกล่าวไว้ว่า โยนิโส ปฏิปชฺชิตฺวา ภเว จิตฺตํ อุทพฺพหึ เราได้ปฏิบัติโดยอุบายที่ชอบ ตามที่ พระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ฉลาดในอุบาย ได้ทรงสั่งสอน แนะนำ แล้วถอนจิตที่จมลงในภพขึ้นได้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงดำเนินวิสุทธิปฏิปทา ด้วยสมถะและวิปัสสนา โดยชอบทีเดียว ด้วยอุบาย คือด้วยพระปรีชาญาณ ยกจิตของเราที่จมลงในภพ ได้แก่ เปลือกตม คือสงสาร ด้วยพระหัตถ์ คือพระอริยมรรค อธิบายว่า ให้ตั้งอยู่บนบก คือพระนิพพาน. พระเถระเปล่งอุทานนี้แล้ว ในวันรุ่งขึ้น เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้ค้ำ ประกัน เพื่อให้ข้าพระองค์ได้นางอัปสร ๕๐๐ ผู้มีเท้าเหมือนเท้านกพิราบอันใด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอเปลื้องพระผู้มีพระภาคเจ้า จากการเป็น ผู้รับรองนั้น. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ตรัสว่า ดูก่อนนันทะ การรับรองใดแล เป็นเหตุให้จิตของเธอหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่นในเวลานั้น เราตถาคต ก็พ้นจากการเป็นผู้รับรองนั้นแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบความที่พระนันทะ เป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย พร้อมกับคุณพิเศษของท่าน เมื่อจะทรงประกาศคุณพิเศษนั้น จึงทรงตั้งท่านไว้ ในตำแหน่งของภิกษุผู้เลิศ โดยความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์
หน้า 89 ข้อ 277
โดยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระนันทะ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้สาวก ของเราฝ่ายคุ้มครองทวารในอินทรีย์ทั้งหลาย. แท้จริง พระเถระคิดว่า เราถึง ประการอันแปลกนี้ เพราะอาศัยความไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายอันใดแล เรา จักข่มความไม่สำรวมอันนั้นแลด้วยดี ดังนี้แล้ว เกิดความอุสาหะ เป็นผู้มีหิริ โอตตัปปะ มีกำลัง ได้ถึงบารมีในอินทรีย์สังวรอย่างอุกฤษฏ์ เพราะความเป็น ผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ นั้น ฉะนี้แล. จบอรรถกถานันทเถรคาถา ๑๐. สิริมาเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสิริมาเถระ [๒๗๗] ได้ยินว่า พระสิริมาเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ถ้าคนมีจิตไม่ตั้งมั่น ถึงชนเหล่าอื่นจะสรรเสริญ ชนเหล่าอื่นก็สรรเสริญเปล่า เพราะตนมีจิตไม่ตั้งมั่น ถ้าตนมีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ถึงชนเหล่าอื่นจะติเตียน ชน เหล่าอื่นก็ติเตียนเปล่า เพราะตนมีจิตตั้งมั่นดีแล้ว. จบวรรคที่ ๒
หน้า 90 ข้อ 277
อรรถกถาสิริมาเถรคาถา คาถาของท่านพระสิริมาเถระ เริ่มต้นว่า ปเร จ นํ ปสํสนฺติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ในเวลาที่ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนานว่า ปทุมุตตระ ทรงบำเพ็ญบารมี แล้ว ประทับอยู่ในภพชั้นดุสิต บรรลุนิติภาวะแล้ว เรียนจบไตรเพท เป็นผู้ชำนาญ ในบทแห่งพระเวท ของสนิฆัณฑุศาสตร์ เกฏุภศาสตร์ สักขรศาสตร์ ปเภทศาสตร์ มีอิติหาสศาสตร์ เป็นที่ ๕ รู้แจ่มแจ้ง เข้าใจในโลกายศาสตร์ และมหาปุริส- ลักขณศาสตร์ไม่บกพร่อง ละกามทั้งหลายแล้วบวชเป็นดาบส เพราะความเป็น ผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ อันหมู่ดาบสประมาณ ๘๔,๐๐๐ แวดล้อมแล้ว ยังฌานและอภิญญาให้เกิด แล้วอยู่ในอาศรม อันเทวดาเนรมิตให้ ระลึกถึง พระพุทธคุณ เพราะความเป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ และเพราะมีแนวทางอันแน่นอน ที่มาแล้วในลักษณะแห่งมนต์ทั้งหลาย ก่อพระเจดีย์ทรายที่คุ้งน้ำ อันมีน้ำไหลวนแห่งหนึ่ง อุทิศพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ในอดีต ได้เป็นผู้มีความยินดียิ่งในบูชาและสักการะ. ดาบสทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงถามว่า บูชาสักการะนี้ท่านกระทำเจาะจง ใคร. เขานำมนต์สำหรับดูลักษณะมาแจกแจงลักษณะของมหาบุรุษ เท่าที่มี มาในพระคัมภีร์ แจ้งแก่ดาบสเหล่านั้น แล้วตั้งอยู่ในกำลังญาณของตน ประกาศคุณของพระพุทธเจ้า ตามแบบฉบับแห่งตำราดูมหาปุริสลักษณะ แม้ดาบสเหล่านั้นฟังดังนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจเลื่อมใส จำเดิมแต่นั้น ก็พากัน บูชาพระสถูป มุ่งเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่.
หน้า 91 ข้อ 277
ก็โดยสมัยนั้น พระโพธิสัตว์พระนามว่า ปทุมุตตระ จุติจากหมู่เทพ ในสวรรค์ชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์พระมารดา. พุทธนิมิต ๓๒ ประการ ในภพ สุดท้ายปรากฏแล้ว และพุทธนิมิตทั้งปวง เป็นอัพภูตธรรมที่น่าอัศจรรย์ ดาบสแสดงพระพุทธนิมิตเหล่านั้นแก่อันเตวาสิกทั้งหลาย เพิ่มพูนความ เลื่อมใสในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย แก่ดาบสเหล่านั้น เหลือประมาณ กระทำกาละแล้ว บังเกิดในพรหมโลก เมื่อดาบสเหล่านั้นกำลังทำการบูชา สรีระของตนอยู่ ก็มาปรากฏร่าง แล้วกล่าวว่า เราคืออาจารย์ของท่านทั้งหลาย ไปบังเกิดในพรหมโลก ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้ไม่ประมาท หมั่นประกอบการ บูชาพระเจดีย์ทราย และจงหมั่นขวนขวายในการเจริญภาวนา ดังนี้แล้ว กลับ ไปสู่พรหมโลก. เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายอยู่อย่างนี้ เกิดในตระกูล คฤหบดี พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ เพราะเหตุที่เขาเจริญด้วย สิริสมบัติในตระกูลนั้น นับจำเดิมแต่วันที่เกิดแล้ว คนทั้งหลายจึงตั้งชื่อเขาว่า สิริมา ดังนี้. ในเวลาที่เขาเดินได้ น้องชายก็เกิด คนทั้งหลายก็ตั้ง ชื่อน้องชายว่า สิริวัฑฒ์ โดยกล่าวว่า เด็กคนนี้ ยังสิริให้เจริญเกิดแล้ว. แม้ทารกทั้งสองนั้น ก็เห็นพุทธานุภาพ ในคราวที่พระองค์ทรงรับพระวิหาร ชื่อว่า เชตวัน เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว. ในพระเถระ ๒ รูปนั้น พระสิริ- วัฑฒเถระ ยังไม่ได้บรรลุอุตริมนุสธรรมก่อน แต่เป็นผู้ได้ปัจจัย ๔ เป็นปกติ เป็นผู้อันคฤหัสถ์และบรรพชิตทั้งหลายสักการะเคารพแล้ว ส่วนพระสิริมาเถระ จำเดิมแต่เวลาที่บวชแล้ว เป็นผู้มีลาภน้อย เพราะมีกรรมมาตัดรอน เช่นนั้น แต่เป็นผู้อันชนส่วนใหญ่ยกย่องนับถือ กระทำกรรมในสมถะและวิปัสสนา ทั้งหลาย แล้วเป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 92 ข้อ 277
เราเป็นดาบส ชื่อว่า เทวละ อาศัยอยู่ที่ภูเขา หิมพานต์ ที่จงกรมของเรา เป็นที่อันเทวดาเนรมิตให้ ณ ภูเขานั้น ครั้งนั้น เรามุ่นมวยผม สะพายคนโทน้ำ เมื่อจะแสวงหาประโยชน์อันสูงสุด ได้ออกจากป่าใหญ่ ไป ครั้งนั้น ศิษย์ ๘๔,๐๐๐คนอุปัฏฐากเรา เขาทั้งหลาย ขวนขวายเฉพาะกรรมของตน อยู่ในป่าใหญ่ เราออก จากอาศรม ก่อพระเจดีย์ทรายแล้ว รวบรวมเอาดอกไม้ นานาชนิดมาบูชาพระเจดีย์นั้น เรายังจิตให้เลื่อมใส ในพระเจดีย์นั้น แล้วเข้าสู่อาศรม พวกศิษย์ได้มา ประชุมพร้อมกันทุกคนแล้ว ถามถึงข้อความนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้ประเสริฐ สถูปที่ท่านนมัสการก่อด้วยทราย แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็อยากจะรู้ ท่านอันข้าพเจ้า ทั้งหลายถามแล้ว ขอจงบอกแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย. เราตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายผู้มีพระจักษุ มียศใหญ่ ท่านทั้งหลายได้พบแล้ว ในบทมนต์ของเรา มิใช่หรือ เรานมัสการพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด มี ยศใหญ่เหล่านั้น ศิษย์เหล่านั้นได้ถามอีกว่า พระ- พุทธเจ้าผู้มีความเพียรใหญ่ รู้เญยยธรรมทั้งปวง ทรง เป็นผู้นำโลกเหล่านั้น เป็นเช่นไร มีคุณเป็นอย่างไร มีศีลเป็นอย่างไร พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น มี ศีลเป็นดังฤา เราได้ตอบว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมี พระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีพระทนต์ครบ ๔๐ ทัศ มีดวงพระเนตรดังตาแห่งโค และเหมือนผล
หน้า 93 ข้อ 277
มะกล่ำ อนึ่ง พระพุทธเจ้าเหล่านั้น เมื่อเสด็จดำเนิน ไป ก็ย่อมทอดพระเนตรดูเพียงชั่วแอก พระชานุของ พระองค์ไม่ลั่น ใคร ๆ ไม่ได้ยินเสียงที่ต่อ อนึ่ง พระ สุคตทั้งหลาย เมื่อเสด็จดำเนินไป ย่อมไม่รีบร้อน เสด็จดำเนินไป ทรงก้าวพระบาทเบื้องขวาก่อน นี้เป็น ธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระพุทธเจ้า เหล่านั้น เป็นผู้ไม่หวาดกลัว เปรียบเหมือนไกรสร มฤคราช ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น ไม่ทรงยก พระองค์ และไม่ทรงข่มขี่สัตว์ทั้งหลาย ทรงหลุดพ้น จากการถือตัว และดูหมิ่น ทรงเป็นผู้มีพระองค์เสมอ ในสัตว์ทั้งปวง พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นผู้ไม่ทรงยก พระองค์ นี้เป็นธรรมดาของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย และพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อเสด็จอุบัติขึ้น พระองค์ทรงแสดงแสงสว่าง ทรงประกาศวิการ ๖ ทั่วพื้นแผ่นดินนี้ทั้งสั้น ทั้งพระองค์ทรงเห็นนรกด้วย ครั้งนั้นไฟนรกดับ มหาเมฆยังฝนให้ตก นี้เป็นธรรมดา ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระพุทธเจ้าผู้มหานาถะ เหล่านั้นเป็นเช่นนี้ พระพุทธเจ้าผู้มียศใหญ่เหล่านั้น ไม่มีใครเทียบเท่า พระตถาคตทั้งหลาย เป็นผู้มี พระคุณหาประมาณมิได้ ใคร ๆ ไม่เกินพระองค์โดย เกียรติคุณ. ศิษย์ทุกคนเป็นผู้มีความเคารพ ชื่นชมถ้อยคำ ของเรา ต่างได้ปฏิบัติเช่นนั้น ตามสติกำลัง พวกเขามี
หน้า 94 ข้อ 277
ความเพลิดเพลินในกรรมของตน เชื่อฟังถ้อยคำของ เรา มีฉันทะอัธยาศัย น้อมไปในความเป็นพระพุทธเจ้า พากันบูชาพระเจดีย์ทราย ในกาลนั้น เทพบุตรผู้มี ยศใหญ่ จุติจากชั้นดุสิต บังเกิดในพระครรภ์ของ พระมารดา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว เรายืนอยู่ในที่ จงกรมไม่ไกลอาศรม ศิษย์ทุกคนได้มาประชุมพร้อม กันในสำนักของเรา ถามว่า แผ่นดินบันลือลั่น ดุจ โคอุสภะ คำรนดุจมฤคราช ร้องดุจจระเข้ จักมีผล เป็นอย่างไร ? เราตอบว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ใดที่เราประกาศ ณ ที่ใกล้พระสถูป คือ กองทราย บัดนี้ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีโชค เป็น ศาสดาพระองค์นั้น เสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา แล้ว. เราแสดงธรรมแก่พวกศิษย์เหล่านั้นแล้ว กล่าว สดุดีพระมหามุนี ส่งศิษย์ของตนไปแล้ว นั่งขัดสมาธิ และกำลังของเราก็สิ้นไป ด้วยความเจ็บไข้อย่างหนัก เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดพระองค์นั้น ทำกาลกิริยา ณ ที่นั้นเอง ครั้งนั้น ศิษย์ทุกคนพร้อมกัน ทำเชิงตะกอนแล้ว ยกซากศพของเราขึ้นเชิงตะกอน พวกเขาล้อมเชิงตะกอน ประนมอัญชลีเหนือเศียร อันลูกศรคือความโศกครอบงํา พากันมาคร่ำครวญ เมื่อศิษย์เหล่านั้น พิไรรำพันอยู่ เราได้ไปใกล้เชิง- ตะกอน สั่งสอนพวกเขาว่า เราคืออาจารย์ของท่าน
หน้า 95 ข้อ 277
ดูก่อนท่านผู้มีปัญญาดีทั้งหลาย ท่านทั้งหลายอย่าได้ เศร้าโศกเลย ท่านทั้งหลายไม่ควรเป็นผู้เกียจคร้าน ควรพยายามในประโยชน์ของตน ทั้งกลางคืนและ กลางวัน ท่านทั้งหลายอย่าได้ประมาท ควรทำขณะ เวลาให้ถึงเฉพาะ เราพร่ำสอนศิษย์ของตนแล้วกลับไป ยังเทวโลก เราได้อยู่ในเทวโลกถึง ๑๘ กัป ได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง และได้เสวยสมบัติใน เทวโลกเกิน ๕๐๐ ครั้ง ในกัปที่เหลือเราได้ท่องเที่ยว ไปอย่างสับสน แต่ก็ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การก่อเจดีย์ทราย ในเดือนที่ดอกโกมุทบาน ต้นไม้ เป็นอันมากต่างก็ออกดอกบาน ฉันใด เราเป็นผู้อัน พระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ให้บานแล้วในสมัย ฉันนั้นเหมือนกัน ความเพียรของเรานำธุระน้อยใหญ่ ไป นำมาซึ่งธรรมอันเป็นแดนเกษมจากโยคะ เราตัด กิเลสเครื่องผูก ดังช้างตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่ ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ เราได้สรรเสริญพระ- พุทธเจ้าใด ด้วยการสรรเสริญนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ . เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ภิกษุและสามเณรทั้งหลายผู้เป็นปุถุชน ไม่รู้ว่าท่านพระสิริมาเถระ ผู้มีอภิญญา ๖ เป็นพระอริยะจึงไม่ยกย่อง จะพูดคุยอะไรกัน ก็พากันตำหนิ เพราะความที่ท่านเป็นผู้มีลาภน้อย โดยที่ชาวโลกไม่สนใจ. แต่เมื่อจะยกย่อง
หน้า 96 ข้อ 277
ก็พากันสรรเสริญพระสิริวัฑฒเถระ เพราะความที่ท่านเป็นผู้อันชาวโลก เคารพนับถือ โดยความที่ท่านเป็นผู้มีปัจจัยลาภ. พระเถระคิดว่า ธรรมดาผู้ที่ ควรตำหนิ กลับมีผู้กล่าวสรรเสริญ และผู้ที่ควรสรรเสริญกลับถูกกล่าวตำหนิ นี้พึงเป็นโทษของความเป็นปุถุชน ดังนี้ เมื่อจะตำหนิความเป็นปุถุชน จึง ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ถ้าตนมีจิตไม่ตั้งมั่น ถึงชนเหล่าอื่นจะสรรเสริญ ชนเหล่าอื่นก็สรรเสริญเปล่า เพราะตนมีจิตไม่ตั้งมั่น ถ้าตนมีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ถึงชนเหล่าอื่นจะติเตียน ชน เหล่าอื่นก็ติเตียนเปล่า เพราะตนมีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเร ความว่า คนอื่นจากตน ชื่อว่า คนอื่น ก็คนพาลทั้งหลายที่นอกจากบัณฑิต ท่านประสงค์เอาว่า เป็นคนอื่นในคาถานี้ อธิบายว่า แม้จะสรรเสริญก็เหมือนตำหนิไม่เป็นประมาณ เพราะคนเหล่านั้น กล่าวโดยไม่รู้ คือ โดยไม่ตรึกตรอง. บทว่า นํ แปลว่า ซึ่งบุคคลนั้น. บทว่า ปสํสนฺติ ความว่า อีกอย่างหนึ่ง คนเหล่าอื่น ชมเชยบุคคลผู้ไม่มีจริง ไม่เป็นจริงนั่นแหละ โดยยกย่องคุณที่ไม่มีจริงไม่ เป็นจริง ว่า ภิกษุชื่อโน้น เป็นผู้ได้ฌาน หรือว่าเป็นพระอริยะ เพราะความไม่รู้ หรือเพราะความเป็นผู้มีตัณหาวิบัติ. ก็ จ ศัพท์ที่มีอยู่ในคาถานี้นั้น มีการ น้อมเข้ามาในตนเป็นอรรถ. ด้วย จ ศัพท์นั้น ท่านแสดงความนี้ว่า ก็คน เหล่าอื่นย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น ก็แลการสรรเสริญนั้น เป็นเพียงการสรรเสริญ ของคนเหล่านั้น แต่ไม่เป็นที่ตั้งแห่งความสรรเสริญ ในบุคคลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น นั้น.
หน้า 97 ข้อ 277
บทว่า อตฺตา เจ อสมาหิโต ความว่า บุคคลเหล่าอื่นย่อมสรรเสริญ บุคคลใด ถ้าบุคคลนั้นคือตนนี้ มีจิตไม่ตั้งมั่น คือไม่ประกอบไปด้วยมรรคสมาธิ ผลสมาธิ หรือเพียงอุปจารสมาธิและอัปปมาสมาธิเท่านั้น อธิบายว่า ถ้าตน เป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน คือมีจิตหมุนไปผิด เพราะความที่กิเลสทั้งหลาย อันเป็น ปฎิปักษ์ต่อความตั้งใจมั่น อันตนยังละไม่ได้ ก็พระเถระแสดงความไม่มีคุณ คือ สมาธินิมิต ด้วยบทว่า อสมาหิโต นี้. บทว่า โมฆํ แสดงถึงภาวะของนปุงสกลิงค์ ดุจในประโยคมีอาทิว่า วิสมํ จนฺทิมสุริยา ปริวตฺตนฺติ พระจันทร์และพระอาทิตย์ ย่อมหมุนไป ไม่เสมอกัน. บทว่า ปเร ปสํสนฺติ ความว่า คนเหล่าใดย่อมสรรเสริญบุคคลนั้น คือคนที่มีจิตไม่ตั้งมั่น คนเหล่านั้นย่อมสรรเสริญเป็นโมฆะ คือเปล่า ได้แก่ หามูลมิได้. เพราะเหตุไร ? เพราะคนมีจิตไม่ตั้งมั่น อธิบายว่า เพราะเหตุ ที่จิตของบุคคลนั้นไม่ตั้งมั่น. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองดังต่อไปนี้ บทว่า ครหนฺติ ความว่า ย่อมติเตียน คือนินทา ได้แก่ กล่าวโทษพระอริยเจ้า และบุคคลผู้ได้ฌาน เพราะความไม่รู้ของตน หรือเพราะความมุ่งร้าย โดยการชี้แจงถึงความเป็นผู้ ไม่ประพฤติปฏิบัติ หรือโดยมุ่งทำลายคุณ โดยนัยมีอาทิว่า ภิกษุชื่อโน้น ไม่ หมั่นประกอบความเพียร โดยที่สุดแม้เพียงชั่วเวลารีดนมโค มากไปด้วยการ ปรนเปรอร่างกาย ยินดีในการนอนหลับ ยินดีในการพูดสิ่งที่ไร้ประโยชน์ ยินดีด้วยการคลุกคลีด้วยหมู่คณะอยู่ ดังนี้. คำที่เหลือพึงทราบโดยปริยาย ที่ ข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วในคาถาที่ ๑. เมื่อพระเถระประกาศความที่ตนเป็นผู้หมด
หน้า 98 ข้อ 277
กิเลส และความที่พระสิริวัฑฒเถระยังมีกิเลส ด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว พระสิริวัฑฒเถระฟังคำเป็นคาถานั้นแล้ว เกิดความสลดใจ เริ่มตั้งวิปัสสนา ยังประโยชน์ตนให้บริบูรณ์แล้วต่อกาลไม่นานนัก และบุคคลผู้ติเตียนทั้งหลาย ก็ยังพระเถระให้อดโทษแล้ว. จบอรรถกถาสิริมาเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๒ ในอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระมหาจุนทเถระ ๒. พระโชติทาสเถระ ๓. พระเหรัญญกานิ เถระ ๔. พระโสมมิตตเถระ ๕. พระสัพพมิตตเถระ ๖. พระมหากาฬเถระ ๗. พระติสสเถระ ๘. พระกิมพิลเถระ ๙. พระนันทเถระ ๑๑. พระสิริมา- เถระ และอรรถกถา.
หน้า 99 ข้อ 278
เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๓ ๑. อุตตรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุตตรเถระ [๒๗๘] ได้ยินว่า พระอุตตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ขันธ์ทั้งหลาย เรากำหนดรู้แล้ว ตัณหาเราถอน ขึ้นแล้ว โพชฌงค์เราเจริญแล้ว ความสิ้นไปแห่ง อาสวะเราบรรลุแล้ว ครั้นเรากำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลาย แล้ว ถอนข่ายคือตัณหาได้แล้ว ยังโพชฌงค์ให้เจริญ แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน. วรรควรรณนาที่ ๓ อรรถกถาอุตตรเถรคาถา คาถาของท่านพระอุตตรเถระเริ่มต้นว่า ขนฺธา มยา ปริญฺาตา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า
หน้า 100 ข้อ 278
สิทธัตถะ ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัตรกัปนี้ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว ได้เป็นผู้มีความ เลื่อมใสในพระศาสดา ประกาศตนเป็นอุบาสกแล้ว เรียกบรรดาผู้เป็นญาติของ ตนมาประชุมกัน รวบรวมบูชาสักการะเป็นอันมาก กระทำการบูชาพระ ธาตุแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ เมืองสาเกต ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า อุตตระ เจริญวัยแล้ว ไปสู่พระนครสาวัตถี ด้วยกรณียกิจบางประการเห็นยมกปาฎิหาริย์ อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำแล้ว ที่โคนไม้คัณฑามพฤกษ์ (ต้นมะม่วง) เลื่อมใสแล้ว เป็นผู้เจริญศรัทธายิ่งขึ้น ด้วยเทศนากาฬการามสูตร บวชแล้ว ไปสู่พระนครราชคฤห์กับพระศาสดา อยู่ที่พระนครราชคฤห์นั่นแหละ เริ่มตั้ง วิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระโลกนาถผู้นำของโลก ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ปรินิพพานแล้ว เราได้นำพวกญาติของเรา มาทำการบูชาพระธาตุ. ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระธาตุใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระธาตุ. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เมื่อพระศาสดาเสด็จประทับอยู่ ในพระนครสาวัตถี ก็ออกจากกรุงราชคฤห์ไปพระนครสาวัตถี เพื่อจะทำพุทธ- อุปัฏฐาก อันภิกษุทั้งหลายถามว่า ดูก่อนอาวุโส กิจแห่งบรรพชิตอันท่านให้ ถึงที่สุดแล้วหรือ ? เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 101 ข้อ 278
ขันธ์ทั้งหลายเรากำหนดรู้แล้ว ตัณหาเราถอน ขึ้นแล้ว โพชฌงค์เราเจริญแล้ว ความสิ้นไปแห่ง อาสวะเราบรรลุแล้ว ครั้นเรากำหนดรู้ขันธ์ทั้งหลาย แล้ว ถอนข่าย คือตัณหาได้แล้ว ยังโพชฌงค์ให้เจริญ แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพาน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขนฺธา ได้แก่ อุปาทานขันธ์ ๕. บทว่า ปริญฺาตา ความว่า กำหนดรู้ คือยังทุกขสัจให้เจริญแล้วว่า นี้ทุกข์ ทุกข์ ยิ่งไปกว่านี้ไม่มี ดังนี้. ด้วยบทว่า ปริญฺาตา นั้น ท่านกล่าวหมายถึงการ ตรัสรู้ โดยการกำหนดรู้ทุกขอริยสัจ. บทว่า ตณฺหา ความว่า กิเลสชาติ ชื่อว่าตัณหา เพราะอรรถว่า สะดุ้ง คือหวั่นไหว. บทว่า สุสมูหตา แปลว่า อันเราเพิกถอนขึ้นแล้ว พระเถระกล่าวถึงการตรัสรู้ ด้วยการละสมุทัยสัจด้วยบทว่า สุสมูหตา นั้น. บทว่า ภาวิตา มม โพชฺฌงฺคา ความว่า ธรรม ๗ ประการชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคี มีสติเป็นต้น กล่าวคือธรรมเป็น เครื่องตรัสรู้ หรือเพราะเป็นองค์แห่งพระอริยบุคคล ผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรม สามัคคีนั้น คือที่ท่านกล่าวว่าธรรมเป็นเครื่องตรัสรู้. ธรรมทั้งหลายอันนับ เนื่องแล้วในมรรคกล่าวคือ สติ ธัมมวิจยะ วิริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิและ อุเบกขา อันเราเจริญแล้ว คือให้เกิดแล้ว ได้แก่ เพิ่มพูนแล้ว. ก็ในคาถานี้ พึงทราบว่า ธรรมในองค์มรรคทั้งปวงก็ดี โพธิปักขิยธรรมทั้งหมดก็ดี พึง ทราบว่า ท่านถือเอาแล้ว ด้วยศัพท์ว่าโพชฌังคะ เพราะเป็นประเภทธรรมที่ ไปร่วมกับโพชฌงค์นั้น. พระเถระแสดงความถึงพร้อมเฉพาะซึ่งภาวนา แห่ง มรรคสัจด้วยบทว่า ภาวิตา มม โพชฺฌงฺคา นี้เหมือนกัน.
หน้า 102 ข้อ 278
บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า อสังขตธรรม อันได้ นามว่า อาสวักขยะ เพราะเป็นที่สิ้นไปแห่งอาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น อันเราถึงแล้ว คือบรรลุแล้ว. พระเถระกล่าวความถึงพร้อมเฉพาะ ซึ่งการ ทำให้แจ้งนิโรธสัจ ด้วยบทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย นี้. พระเถระ แสดงสมบัติคือ สอุปาทิเสสนิพพานของตน ด้วยคำมีประมาณเท่านี้. ก็บัดนี้ พระเถระ เมื่อจะแสดงสมบัติคืออนุปาทิเสสนิพพาน จึงกล่าว คาถาที่ ๒ ด้วยคำมีอาทิว่า โสหํ ดังนี้. คาถาที่ ๒ นั้น มีอธิบายดังนี้ เรานั้น รู้แล้ว คือ กำหนดรู้ขันธ์ ทั้งหลาย โดยนัยดังกล่าวแล้วอย่างนี้ และเมื่อกำหนดรู้อย่างนั้นแล้ว จึงถอน คือยกขึ้นซึ่งตัณหาอันได้นามว่า ชาลินี เพราะมีข่ายกล่าวคือความเกิดบ่อย ๆ มีอาการร้อยรัดเหล่าสัตว์ไว้ ในอัตภาพของตนและอัตภาพของคนอื่น ใน อายตนะภายในและอายตนะภายนอก อันต่างโดยประเภทมีอดีตเป็นต้น จาก จิตสันดานของเรา เมื่อยกข่ายคือตัณหานั้นขึ้นได้อย่างนั้น ก็ยังโพชฌงค์มี ประเภทดังกล่าวแล้วให้เจริญ คือยังโพชฌงค์เหล่านั้นให้ถึงความบริบูรณ์ด้วย ภาวนา ต่อแต่นั้นไป จึงเป็นผู้ไม่มีอาสวะตั้งอยู่แล้ว บัดนี้ เราจักนิพพาน คือจักดับรอบ ด้วยการดับแห่งจิตดวงสุดท้าย เหมือนเปลวไฟหมดเชื้อดับไป ฉะนั้น. จบอรรถกถาอุตตรเถรคาถา
หน้า 103 ข้อ 279
๒. ภัททชิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระภัททชิเถระ [๒๗๙] ได้ยินว่า พระภัตทชิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พระเจ้าปนาทะมีปราสาททอง กว้างโยชน์กึ่ง สูง ๒๕ โยชน์ มีชั้นพันชั้น ร้อยพื้น สล้างสลอน ไปด้วยธง แวดล้อมไปด้วยแก้วมณี สีเขียวเหลือง ในปราสาทนั้น มีคนธรรพ์ ประมาณ ๖,๐๐๐ แบ่ง เป็น ๗ พวก พากันฟ้อนรำอยู่. อรรถกถาภัททชิเถรคาถา คาถาของท่านพระภัททชิเถระ เริ่มต้นว่า ปนาโท นาม โส ราชา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระ ภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุความเป็นผู้รู้แล้ว เรียนจบศิลปวิทยา ของพราหมณ์ทั้งหลาย ละกามทั้งหลายแล้ว บวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรม อยู่ที่ชัฎป่า วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จไปโดยอากาศ เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ยืน ประคองอัญชลีอยู่. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของดาบสแล้ว เสด็จลงจาก อากาศ. ดาบสน้อมเอาน้ำผึ้ง เหง้าบัว เนยใส และน้ำนม เข้าไปถวายแด่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอาศัยความอนุเคราะห์ดาบส จึง ทรงรับไว้ตรัสอนุโมทนา แล้วเสด็จหลีกไป.
หน้า 104 ข้อ 279
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาบังเกิดในภพดุสิต ดำรงอยู่ในดุสิตพิภพนั้นจน ตลอดอายุ แต่นั้นก็ท่องเที่ยววนไปเวียนมาอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น (เกิด) เป็นเศรษฐี มีทรัพย์มาก ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี ยังภิกษุสงฆ์ ๖๘.๐๐๐ ให้ฉันภัตตาหาร แล้วให้ครองไตรจีวร. เขาบำเพ็ญกุศลเป็นอันมากอย่างนี้แล้ว บังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุ จุติจากเทวโลกนั้นแล้วบังเกิดในมนุษย์ เมื่อโลก ว่างจากพระพุทธเจ้า ก็บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า ประมาณ ๕๐๐ ด้วยปัจจัย ๔ จุติจากมนุษยโลกแล้ว บังเกิดในราชตระกูล สืบราชสมบัติมาโดยลำดับ บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้า (ของพระองค์) ผู้บรรลุปัจเจกโพธิญาณดำรงอยู่แล้ว เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว เก็บพระธาตุมาก่อพระเจดีย์บูชา เขา กระทำบุญนั้น ๆ ไว้ในภพนั้น ๆ อย่างนี้แล้ว เกิดเป็นบุตรคนเดียวของ ภัตทิยเศรษฐี ผู้มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในภัตทิยนคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ มีนามว่า ภัททชิ ได้ยินมาว่า อิสริยสมบัติ โภคสมบัติ และบริวารสมบัติ เป็นต้นของท่าน ได้มีเหมือนของพระโพธิสัตว์ในภพสุดท้าย. ในครั้งนั้น พระศาสดาทรงจำพรรษาอยู่ในพระนครสาวัตถี เสด็จไป ภัททิยนคร พร้อมกับภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ เพื่อจะทรงสงเคราะห์ภัททชิกุมาร ทรงคอยความแก่กล้าแห่งญาณ ของภัททชิกุมาร จึงประทับอยู่ ณ ชาติยาวัน. แม้ภัททชิกุมาร นั่งอยู่บนปราสาทชั้นบน เปิดสีหบัญชรมองดู เห็นมหาชน เดินทางไปฟังธรรมในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงถามว่า มหาชนกลุ่ม นี้ไปที่ไหน ? ทราบเหตุนั้นแล้ว ไปสู่สำนักของพระศาสดา ด้วยบริวารเป็น อันมาก แม้เอง ฟังธรรมอยู่ ทั้ง ๆ ที่ประดับประดาไปด้วยอาภรณ์ทั้งปวง ยังกิเลสทั้งมวลให้สิ้นไป บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่าน กล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 105 ข้อ 279
ครั้งนั้น เราลงสู่สระโบกขรณี ที่ช้างนานาชนิด เสพแล้ว ถอนเหง้าบัวในสระน้ำ เพราะเหตุจะกิน สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุ- มุตตระ ผู้ตื่นแล้ว ทรงผ้ากัมพลสีแดง สลัดผ้าบังสุกุล เหาะไปในอากาศ เวลานั้น เราได้ยินเสียงจึงแหงน ขึ้นไปดู ได้เห็นพระผู้นำโลก เรายืนอยู่ในสระโบก- ขรณีนั่นแหละ ได้ทูลอ้อนวอนพระผู้นำโลกว่า น้ำผึ้ง กำลังไหลออกจากเกษรบัว น้ำนมและเนยใส กำลัง ไหลจากเหง้าบัว ขอพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาจักษุ โปรด ทรงรับเพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด ลำดับนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ศาสดา ทรงประกอบด้วยพระ- กรุณา มียศใหญ่ มีพระปัญญาจักษุ เสด็จลงจากอากาศ มารับภิกษาของเรา เพื่อความอนุเคราะห์ ครั้นแล้ว ได้ทรงทำอนุโมทนาแก่เราว่า ดูก่อนท่านผู้มีบุญใหญ่ ท่านจงเป็นผู้มีความสุขเถิด คติจงสำเร็จแก่ท่านด้วยการ ให้เหง้าบัวเป็นทานนี้ ท่านจงได้สุขอันไพบูลย์เถิด ครั้นพระสัมพุทธชินเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ตรัส ฉะนี้แล้ว ได้ทรงรับภิกษา แล้วเสด็จไปในอากาศ ลำดับนั้น เราเก็บเหง้าบัวจากสระนั้น กลับมายังอาศรม วางเหง้าบัวไว้บนต้นไม้ ระลึกถึงทานของเรา ครั้งนั้น ลมพายุใหญ่ตั้งขึ้นแล้ว พัดเป่าให้สั่นสะเทือน อากาศ ดังลั่นในเมื่อฟ้าผ่า ลำดับนั้น อสนีบาตได้ตกลงมาบน ศีรษะของเรา ในกาลนั้น เราก็นั่งตายอยู่ ณ ที่นั้นเอง
หน้า 106 ข้อ 279
เราเป็นผู้ประกอบด้วยบุญกรรม เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต ซากศพของเราตกไป ส่วนเรารื่นรมย์อยู่ในเทวโลก นางเทพอัปสร ๘๔,๐๐๐ นาง ล้วนประดับประดาสวย- งาม ต่างก็บำรุงเราทุกเช้าเย็น นี้เป็นผลแห่งการถวาย เหง้าบัว ครั้งนั้น เรามาสู่กำเนิดมนุษย์ เป็นผู้ถึงความสุข ความบกพร่องในโภคทรัพย์ไม่มีแก่เราเลย นี้เป็นผล แห่งการถวายเหง้าบัว เราอันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าทวยเทพ ผู้คงที่ พระองค์นั้นทรงอนุ- เคราะห์แล้ว จึงเป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง บัดนี้ภพใหม่ ไม่มีอีก ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายเหง้าบัว ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายเหง้าบัวนั้น เราไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการถวายเหง้าบัว. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าเรากระทำ สำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อภัททชิกุมารนั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว พระศาสดาตรัสเรียก ภัททิยเศรษฐีมาว่า บุตรของท่าน ประดับตกแต่งแล้ว ฟังธรรมอยู่ ตั้งอยู่ใน พระอรหัตแล้ว ด้วยเหตุนั้น การบวชของภัททชิกุมารนั้น ในบัดนี้เท่านั้น สมควรแล้ว ถ้าไม่บวช จักต้องปรินิพพาน ดังนี้. ท่านเศรษฐี กราบทูลว่า เมื่อบุตรของข้าพระองค์ยังเล็กอยู่เช่นนี้ ยังไม่ควรปรินิพพาน ขอพระองค์จง ทรงยังเขาให้บวชเถิด พระศาสดาทรงยังภัททชิกุมารให้บรรพชาแล้วให้อุปสมบท เสด็จประทับอยู่ในภัททิยนครนั้นตลอด ๗ วัน แล้วเสด็จถึงโกฏิคาม ก็บ้าน (โกฏิคาม) นั้นอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำคงคา ชาวบ้านโกฏิคาม บำเพ็ญมหาทานถวาย ภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.
หน้า 107 ข้อ 279
พระภัททชิเถระ พอเมื่อพระศาสดาทรงปรารภเพื่อจะทรงกระทำอนุ- โมทนา ก็ออกไปนอกบ้าน คิดว่า เราจักออกจากสมาบัติ ในเวลาที่พระศาสดา เสด็จมาใกล้ทางที่ฝั่งน้ำคงคา แล้วนั่งเข้าสมาบัติ. แม้เมื่อพระมหาเถระทั้งหลาย มาถึงก็ยังไม่ออกจากสมาบัติ ในเวลาที่พระศาสดาเสด็จมาแล้วนั่นแหละจึงออก ภิกษุผู้เป็นปุถุชนทั้งหลาย พากันกล่าวยกโทษว่า พระภัททชินี้ บวชได้ไม่นาน เมื่อพระมหาเถระทั้งหลายมาถึง กลับเป็นผู้กระด้างเพราะมานะ ไม่ยอมออกจาก สมาบัติ พวกชาวโกฏิคาม ผูกเรือขนานจำนวนมากเพื่อพระศาสดาและภิกษุสงฆ์ พระศาสดาทรงพระดำริว่า เอาเถิด เราจักประกาศอานุภาพของพระภัททชิเถระ ดังนี้แล้ว ประทับยืนบนเรือขนาน ตรัสถามว่า ภัททชิอยู่ไหน ? พระภัทท- ชิเถระ ขานรับว่า ข้าพระองค์ภัททชิอยู่นี่พระพุทธเจ้าข้า แล้วเข้าไปเฝ้าพระ ศาสดา ประนมมือยืนอยู่แล้ว พระศาสดาตรัสว่า มาเถิดภัททชิ ท่านจงขึ้น เรือลำเดียวกันกับเรา พระภัททชิเถระ เหาะขึ้นแล้วไปยืนอยู่ในเรือลำที่พระ- ศาสดาประทับ ในเวลาที่เรือไปถึงกลางแม่น้ำคงคา พระศาสดาตรัสว่า ภัททชิ รัตนปราสาทที่เธอเคยอยู่ในเวลาที่เธอเป็นพระราชามีนามว่า มหาปนาทะ อยู่ตรงไหน ? พระภัททชิเถระกราบทูลว่า จมอยู่ในที่นี้พระเจ้าข้า. ตรัสว่า ภัททชิ ถ้าเช่นนั้น เธอจงตัดความสงสัยของเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย. ในขณะนั้น พระเถระ ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ไปด้วยกำลังฤทธิ์ ยกยอดปราสาทขึ้นด้วยหัวแม่เท้าแล้วชะลอปราสาท สูง ๒๕ โยชน์ เหาะขึ้น บนอากาศ และเมื่อเหาะขึ้นได้ ๕๐ โยชน์ ก็ยกปราสาทขึ้นพ้นจากน้ำ ลำดับนั้น ญาติทั้งหลายในภพก่อนของท่าน เกิดเป็นปลาเป็นเต่าและเป็นกบ ด้วยความ โลภอันเนื่องอยู่ในปราสาท เมื่อปราสาทนั้น ถูกยกขึ้นก็หล่นตกลงไปในน้ำ พระศาสดาเห็นสัตว์เหล่านั้นตกลงไป จึงตรัสว่า ภัททชิ ญาติทั้งหลายของเธอ จะลำบาก. พระเถระจึงปล่อยปราสาท ตามคำของพระศาสดา ปราสาทกลับ
หน้า 108 ข้อ 279
ตั้งอยู่ในที่เดิมนั่นเทียว. พระศาสดาเสด็จถึงฝั่ง อันภิกษุทั้งหลายทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ปราสาทนี้ พระภัททชิเถระเคยอยู่เมื่อไร พระเจ้าข้า จึงตรัสมหาปนาทชาดก แล้วยังมหาชนให้ดื่มน้ำอมฤต คือ พระธรรม. ก็พระ- เถระครั้นแสดงปราสาททอง อันตนเคยอยู่อาศัยแล้ว พรรณนาด้วยคาถาทั้ง ๒ พยากรณ์พระอรหัตผลว่า พระเจ้าปนาทะ มีปราสาททอง กว้างโยชน์กึ่ง สูง ๒๕ โยชน์ มีชั้นพันชั้น ร้อยพื้น สร้างสลอนไป ด้วยธง แวดล้อมไปด้วยแก้วมณีสีเขียวเหลือง ใน ปราสาทนั้น มีคนธรรพ์ ประมาณหกพัน แบ่งเป็น ๗ พวก พากันฟ้อนรำอยู่ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปนาโท นาม โส ราชา ความว่า พระเถระแสดงตนเหมือนคนอื่น เพราะความเป็นผู้มีอัตภาพอันตรธานแล้วว่า ในอดีตกาลได้มีพระราชาทรงพระนามว่า ปนาทะ อธิบายว่าพระราชาพระ- องค์นั้นแหละ ปรากฏพระนามว่า พระเจ้ามหาปนาทะ เพราะมีราชานุภาพมาก และเพราะเป็นผู้ประกอบไปด้วยกิตติศัพท์ อันเกรียงไกรโดยนัยมีอาทิว่า จำเดิมแต่เสวยราชย์ ทรงมีสมบัติคือพระอุตสาหะทุกเมื่อ ดังนี้. บทว่า ยสฺส ยูโป สุวณฺณิโย ความว่า ปราสาทสำเร็จด้วยทองนี้ ของพระราชาใด. บทว่า ตีริยํ โสฬสุพฺเพโธ ความว่า กว้างประมาณชั่วลูกศรตก ๑๖ ครั้ง ก็ปราสาทนั้นกว้างประมาณกึ่งโยชน์.
หน้า 109 ข้อ 279
บทว่า อุจฺจมาหุ สหสฺสธา ความว่า เบื้องบน คือ ส่วนสูงของ ปราสาทนั้น พันชั้น คือ ประมาณพันช่วงลูกศร ก็ปราสาทนั้นสูงประมาณ ๒๕ โยชน์ ก็ในคาถานี้ อาจารย์บางพวกกล่าวอธิบายว่า เพื่อความสะดวกใน การประพันธ์คาถาท่านจึงทีฆะอหุเป็นอาหุ ได้รูปเป็นอาหุ. บทว่า สหสฺสกณฺโฑ ได้แก่ มีชั้นพันชั้น. บทว่า สตเคณฺฑุ ความว่า มีพื้น (หอคอย) หลายร้อย. บทว่า ธชาลุ ความว่า สมบูรณ์ด้วยธงที่ติดที่ปลายไม้และธงปฎาก เป็นต้น ที่เขาปักไว้ที่เนินเขาเป็นต้นนั้น ๆ. บทว่า หริตามโย ความว่า สำเร็จด้วยทองคำธรรมชาติ. แต่ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า คล้ายแก้วมณีสีเขียวสดธรรมชาติ. บทว่า คนฺธพฺพา ได้แก่ นางฟ้อน. บทว่า ฉ สหสฺสานิ สตฺตธา ความว่า คนธรรพ์ประมาณ ๖,๐๐๐ แบ่งเป็น ๗ กลุ่ม พากันฟ้อนรำ เพื่อสร้างความอภิรมย์แก่พระราชา ในที่ทั้ง ๗ แห่ง. คนธรรพ์เหล่านั้น แม้ร่ายรำอยู่อย่างนี้ ก็ไม่อาจทำพระราชาให้รื่นเริง ได้ ลำดับนั้น ท้าวสักกเทวราชจึงส่งเหล่านางเทพอัปสร ผู้ชำนาญในการ ร่ายรำ ไปให้แสดงมหรสพ ในครั้งนั้น พระราชาจึงทรงพระสำราญ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาภัททชิเถรคาถา
หน้า 110 ข้อ 280
๓. โสภิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสภิตเถระ [๒๘๐] ได้ยินว่า พระโสภิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีสติ มีปัญญา ปรารภความเพียรเป็น กำลัง ระลึกชาติก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว เรา เจริญสติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ ระลึกชาติ ก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว. อรรถกถาโสภิตเถรคาถา คาถาของท่านพระโสภิตเถระ เริ่มต้นว่า สติมา ปญฺวา. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนคร หงสาวดี ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เจริญวัยแล้ว ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้ง ภิกษุรูปหนึ่ง ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ได้บุพเพนิวาส- ญาณ กระทำความปรารถนามุ่งตำแหน่งนั้น แม้ด้วยตนเอง ท่องเที่ยวไปใน สุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า สุเมธะ บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จ ในภาควิชาการและ
หน้า 111 ข้อ 280
ศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ทั้งหลาย มีใจน้อมไปในเนกขัมมะ ละฆราวาสวิสัย แล้วบวชเป็นดาบส ให้เขาสร้างอาศรมไว้ที่ชัฏแห่งป่า ใกล้ภูเขาหิมวันต์ ยัง อัตภาพให้เป็นไป ด้วยมูลผลาผลในป่า สดับข่าวความบังเกิดขึ้นแห่งพระ พุทธเจ้า เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ที่ภัททวดีนคร ด้วยการพักอยู่ร่วมกันเพียง ราตรีเดียวเท่านั้น ก็เป็นผู้มีใจเลื่อมใส ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๖ คาถา มีอาทิว่า ตุวํ สตฺถา จ เกตุ จ พระองค์เป็นศาสดา เป็น จอมเกตุ ดังนี้ และพระศาสดาก็ทรงประกาศยกย่องพระดาบส. ด้วยบุญกรรม นั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดในตระกูลพราหมณ์ พระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. คนทั้งหลายได้ตั้งชื่อเขาว่า โสภิตะ. โดยสมัยต่อมา เขาฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บวชแล้วเจริญวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ และได้เป็นผู้มีวสีอันปฏิบัติ แล้ว (มีความชำนาญพิเศษ) ในบุพเพนิวาสญาณ. สมดังคาถาประพันธ์ที่ ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เราสร้างอาศรมอย่างสวยงามไว้ ณ ทิศทักษิณ แห่งภูเขาหิมวันต์ ครั้งนั้น เราแสวงหาประโยชน์อัน สูงสุด จึงอยู่ในป่าใหญ่ เรายินดีด้วยลาภและความ เสื่อมลาภ คือด้วยเหง้ามันและผลไม้ ไม่เบียดเบียน ใคร ๆ เที่ยวไป เราอยู่คนเดียว ครั้งนั้น พระสัม พุทธเจ้า พระนามว่า สุเมธะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วใน โลก พระองค์กำลังรื้อขนมหาชน ประกาศสัจจะอยู่ เรานี้ได้สดับข่าวพระสัมพุทธเจ้า ถึงใคร ๆ ที่จะบอก กล่าวให้เรารู้ก็ไม่มี เมื่อล่วงไปได้ ๘ ปี เราจึงได้ สดับข่าวพระนายกของโลก เรานำเอาไฟและฟืนออก
หน้า 112 ข้อ 280
ไปแล้ว กวาดอาศรม ถือเอาหาบสิ่งของออกจากป่าไป ครั้งนั้น เราพักอยู่ในบ้าน และนิคมแห่งละคืน เข้าไป ใกล้พระนครจันทวดี โดยลำดับ สมัยนั้น พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ผู้นำของโลกพระนามว่า สุเมธะ กำลังรื้อขน เป็นอันมาก ทรงแสดงอมตบท เราได้ผ่านหมู่ชนไป ถวายบังคมพระชินเจ้า ผู้เสด็จมาดี ทำหนังสัตว์ เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้วสรรเสริญพระผู้นำของโลกว่า พระองค์เป็นพระศาสดา เป็นจอมเกตุ เป็นธงชัยและ เป็นสายัญของหมู่สัตว์ เป็นที่ยึดหน่วง เป็นที่พึ่ง และเป็นที่เกาะของหมู่สัตว์ เป็นผู้สูงสุดกว่าประชา. พระองค์เป็นผู้ฉลาด เป็นนักปราชญ์ในทัสสนะ ทรง ช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไปได้ ข้าแต่พระมุนี ผู้อื่น ที่จะช่วยให้สัตว์ข้ามพ้นไปได้ ยิ่งกว่าพระองค์ไม่มีใน โลก สาครแสนลึกที่สุด ก็พึงอาจที่จะประมาณได้ ด้วยปลายหญ้าคา ข้าแต่พระสัพพัญญู ส่วนพระญาณ ของพระองค์ ใคร ๆ ไม่อาจประมาณได้เลย แผ่นดิน ก็อาจที่จะวางในตราชั่งแล้วกำหนดได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้มีจักษุ แต่สิ่งที่เสมอกับพระปัญญาของพระองค์ไม่ มีเลย อากาศก็อาจจะวัดได้ด้วยเชือกและนิ้วมือ ข้า แต่พระสัพพัญญู ส่วนศีลของพระองค์ใคร ๆ ไม่อาจ จะประมาณได้เลย น้ำในมหาสมุทร อากาศและพื้น ภูมิภาค ๓ อย่างนี้ ประมาณเอาได้ ข้าแต่พระองค์ ผู้มีจักษุ พระองค์ย่อมเป็นผู้อันใคร ๆ จะประมาณ
หน้า 113 ข้อ 280
เอาไม่ได้ เรากล่าวสรรเสริญพระสัพพัญญู ผู้มีพระ ยศใหญ่ ด้วยคาถา ๖ คาถาแล้ว ประนมกรอัญชลี ยืนนิ่งอยู่ในเวลานั้น พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาเสมอ ด้วยแผ่นดินเป็นเมธีชั้นดี เขาขนานพระนามว่าสุเมธะ ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์แล้ว ได้ตรัสพระ- คาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีใจเลื่อมใส ได้กล่าวสรรเสริญ ญาณของเรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟัง เรากล่าว ผู้นี้จะรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๓๗ กัป จักเป็น จอมเทวดาเสวยราชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเกิน ๑๐๐ ครั้ง และจักได้ เป็นพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณานับมิได้ เขาเป็นเทวดาหรือมนุษย์ จักเป็นผู้ตั้งมั่นในบุญกรรม จักเป็นผู้มีความดำริแห่งใจไม่บกพร่อง มีปัญญากล้า ในสามหมื่นกัป พระศาสดาทรงพระนามว่า โคตมะ ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้น ในโลก ผู้นี้จักไม่มีความกังวล ออกบวชเป็นบรรพชิต จักบรรลุพระอรหัต แต่อายุ ๗ ขวบ ในระหว่างที่เรา ระลึกถึงตน และได้บรรลุศาสนธรรม เจตนาที่ไม่น่า รื่นรมย์ใจ เราไม่รู้จักเลย เราท่องเที่ยวไปเสวยสมบัติ ในภพน้อยภพใหญ่ ความบกพร่องในโภคทรัพย์ ไม่มี แก่เราเลย นี้เป็นผลในการสรรเสริญพระญาณ ไฟ ๓
หน้า 114 ข้อ 280
กอง เราดับสนิทแล้ว เราถอนภพทั้งปวงขึ้นหมดแล้ว เราเป็นผู้สิ้นอาสวะทุกอย่างแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มีอีก ในกัปที่สามหมื่น เราได้สรรเสริญพระญาณใดด้วยการ สรรเสริญนั้น เราไม่รู้จะจักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ สรรเสริญพระญาณ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อระลึกถึงบุพเพนิวาสญาณ ของตนโดยลำดับ ได้เห็นจนถึงอจิตตกปฏิสนธิ ในอสัญญภพ แต่นั้นก็ไม่ เห็นจิตตประวัติ ตลอด ๕๐๐ กัป เห็นเฉพาะในชาติสุดท้ายเท่านั้น เมื่อ ตรวจดูอยู่ว่า นี้อะไร 9 จึงเข้าใจว่า จักเป็นอสัญญภพ ด้วยสามารถแห่งนัย สมดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เทวดาผู้มีอายุยืน ชื่อว่า อสัญญสัตว์มีอยู่ พระโสภิตะ จุติจากอสัญญภพนั้นแล้ว มาบังเกิดใน ภพนี้ เธอย่อมรู้ภพนั่น โสภิตะ ย่อมระลึกได้ พระศาสดาทรงเห็นความเป็น ผู้ฉลาดในการระลึกชาติ ของพระเถระผู้ระลึกชาติอยู่ ด้วยสามารถแห่งนัย อย่างนี้ จึงทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ ของภิกษุผู้ระลึก บุพเพนิวาสญาณ ก็ต่อแต่นั้นมา ท่านพระโสภิตะนี้พิจารณาบุพเพนิวาสานุสติ- ญาณ ของตนพร้อมด้วยคุณพิเศษ และข้อปฏิบัติอันเป็นปัจจัยแห่งบุพเพนิ- วาสานุสติญาณนั้น แล้วเกิดความโสมนัส เมื่อเปล่งอุทานอันแสดงถึงเหตุทั้ง สองนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เราเป็นภิกษุผู้มีสติ มีปัญญา ปรารภความเพียร เป็นกำลัง ระลึกชาติก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว เราเจริญสติปัฏฐาน ๔ โพชฌงค์ ๗ มรรค ๘ ระลึกชาติ ก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว ดังนี้.
หน้า 115 ข้อ 280
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สติมา ความว่า ชื่อว่าผู้มีสติเพราะ ความบริบูรณ์ด้วยสติปัฏฐานภาวนา และเพราะถึงความไพบูลย์แห่งสติ อันถึง พร้อมแล้วด้วยกาลเป็นที่ประชุมขึ้นเอง. บทว่า ปญฺวา ความว่า ชื่อว่าผู้มีปัญญา เพราะความบริบูรณ์ ด้วยอภิญญา ๖ และเพราะถึงความบริบูรณ์ด้วยปัญญา. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะ ทำลายกิเลสได้แล้ว. ภิกษุชื่อว่า มีความเพียร คือพลธรรมอันปรารภแล้ว เพราะมีพละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น และความเพียรอันประกอบด้วยสัมมัปปธาน ๔ อย่าง สำเร็จบริบูรณ์ดีแล้ว. อธิบายว่า แม้ถึงสติเป็นต้นจะเป็นพลธรรม ในคาถานี้ ท่านก็ถือเอาศรัทธาเป็นต้น ด้วยพลศัพท์ เหมือนในประโยคว่า โคพลิพทฺธา ปุญฺาณสมฺภารา โคพลิพัทธ์ เป็นองค์แห่งบุญและ ปัญญา. บทว่า ปญฺจ กปฺปสตานาหํ เอกรตฺตึ อนุสฺสรึ ความว่า ระลึกชาติก่อนได้ ๕๐๐ กัป ดุจคืนเดียว ก็วิริยศัพท์ในคาถานี้ แสดงถึงการ ลบออก ตัดออก พระเถระแสดงความที่ตนเป็นผู้ชำนาญญาณ ในบุพเพนิ- วาสญาณ ด้วยวิริยศัพท์นี้. บัดนี้ เพื่อจะแสดงข้อปฏิบัติ อันเป็นเหตุแห่งความเป็นผู้มีสติเป็นต้น ของตน และเป็นเหตุให้สำเร็จบุพเพนิวาสญาณอันยอดเยี่ยมนั้น พระเถระจึง กล่าวคาถาที่ ๒ ด้วยคำมีอาทิว่า จตฺตาโร ดังนี้. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่ ๒ ดังต่อไปนี้ บทว่า จตฺตาโร สติปฏฺาเน ได้แก่ สติปัฏฐาน กล่าวคือสติ อันเจือด้วยโลกิยะและโลกุตระ มี ๔ อย่างโดยความต่างแห่งอารมณ์ของตน มีกายานุปัสสนาเป็นต้น. บทว่า สตฺต ได้แก่ โพชฌงค์ ๗. บทว่า อฏฺ ได้แก่ มรรคมีองค์ ๘.
หน้า 116 ข้อ 281
อธิบายว่า โพชฌงค์ ๗ ของพระอริยบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ใน สติปัฏฐานทั้งหลาย ย่อมถึงความบริบูรณ์ด้วยภาวนาแน่นอน มรรคอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ ก็เหมือนกัน. สมจริงดังที่พระธรรมเสนาบดี สารีบุตร กล่าวไว้ว่า ในบรรดา โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ อันประกอบด้วยโกฏฐาส ๗ เมื่อโกฏฐาส หนึ่ง ถึงความบริบูรณ์แห่งภาวนา ขึ้นชื่อว่าโกฏฐาสนอกนี้ จะไม่ถึงความ บริบูรณ์ด้วยภาวนาไม่มี เพราะพระบาลีมีอาทิว่า พระอริยบุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น ดีแล้ว ในสติปัฏฐาน ๔ ยังโพชฌงค์ ๗ ให้เจริญแล้ว ตามความเป็นจริง ดังนี้. บทว่า ภาวยํ ความว่า มีการเจริญเป็นเหตุ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาโสภิตเถรคาถา ๔. วัลลิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัลลิยเถระ [๒๘๑] ได้ยินว่า พระวัลลิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า สิ่งใดอันบุคคลผู้มีความเพียรมั่นพึงทำ กิจใดอัน บุคคลผู้ปรารถนาจะตรัสรู้พึงทำ เราจักทำกิจนั้น ๆ ไม่ให้ผิดพลาดตามคำพร่ำสอน ขอท่านจงดูความเพียร ความบากบั่นของเรา อนึ่ง ขอท่านจงบอกหนทางอัน หยั่งลงสู่อมตมหานิพพานให้เรา เราจักรู้ด้วยปัญญา เหมือนกระแสแห่งแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สาคร ฉะนั้น.
หน้า 117 ข้อ 281
อรรถกถาวัลลิยเถรคาถา คาถาของท่านพระวัลลิยเถระ เริ่มต้นว่า ยํ กิจฺจํ ทฬฺหวิริเยน. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สุเมธะ บรรลุนิติภาวะแล้ว ถึงความสำเร็จ ในวิชาและศิลปศาสตร์ ละสมบัติ ๘๐ โกฎิ บวชเป็นดาบส ให้เขาสร้าง อาศรมไว้ที่ริมฝั่งน้ำแห่งหนึ่ง ที่ชัฏป่าใกล้เชิงเขา แล้วอยู่ เห็นพระศาสดา ผู้เสด็จเข้าไป เพื่อจะทรงอนุเคราะห์ตน มีใจเลื่อมใส ลาดหนังเสือ (เป็น อาสนะ) ถวาย บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับนั่งบนหนังเสือนั้น ด้วย ดอกไม้และจันทน์ ถวายผลมะม่วง แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์. พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงประกาศสมบัติอันจะพึงได้ เพราะถวายอาสนะที่ ประทับนั่ง ทรงกระทำอนุโมทนาแก่ดาบสแล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดใน ตระกูลพราหมณ์ ในพระนครไพศาลี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า กัณหมิตร เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในคราวที่พระศาสดาเสด็จไปพระนครไพศาลี ได้มีจิตศรัทธาบวชในสำนักของพระมหากัจจานเถระ ท่านเป็นผู้มีปัญญาอ่อน และย่อหย่อนในความเพียร อาศัยเพื่อนสพรหมจารี ผู้มีความรู้อยู่ตลอดกาลนาน. ภิกษุทั้งหลาย ก็เรียกท่านตามลักษณนิสัยว่า วัลลิยะ นั้นเทียว เพราะเหตุที่ท่านไม่อาศัยภิกษุผู้เป็นบัณฑิตบางรูป ก็ไม่สามารถจะเจริญ งอกงามได้ เหมือนเถาวัลย์ ถ้าไม่อาศัยบรรดาพฤกษชาติ มีต้นไม้เป็นต้น
หน้า 118 ข้อ 281
บางชนิด ก็ไม่สามารถจะเจริญเติบโคได้ฉะนั้น. แต่ในเวลาต่อมา ท่านเข้าไป หาพระเวณุทัตตเถระ ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระแล้ว เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ อยู่ เมื่อจะถามพระเถระถึงลำดับแห่งข้อปฏิบัติ เพราะมีญาณแก่กล้า จึงได้ กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า สิ่งใดอันบุคคลผู้มีความเพียรมั่นพึงทำ กิจใดอัน บุคคลปรารถนาจะตรัสรู้พึงทำ เราจักทำกิจนั้น ๆ ไม่ให้ผิดพลาด ตามคำพร่ำสอนของท่าน จงดูความ เพียรความบากบั่นของเรา อนึ่ง ขอท่านจงบอกหนทาง อันหยั่งลงสู่อมตมหานิพพานให้เรา เราจักรู้ด้วย ปัญญา เหมือนกระแสแห่งแม่น้ำคงคาไหลไปสู่สาคร ฉะนั้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ กิจฺจํ ทฬฺหวิริเยน ความว่า สิ่งใด อันบุคคลผู้มีความเพียรมั่น คือมีความขยันขันแข็งพึงทำ ได้แก่ กิจใดอันบุคคล พึงทำ คือพึงปฏิบัติด้วยความเพียรมั่น หรือด้วยการเอาใจใส่ธุระของบุรุษ. บทว่า ยํ กิจฺจํ โพทฺธุมิจฺฉตา ความว่า กิจใดอันบุคคลผู้ปรารถนา เพื่อจะรู้คือตรัสรู้ คือใคร่จะแทงตลอดอริยสัจ ๔ หรือพระนิพพานนั่นแหละ พึงกระทำ. บทว่า กริสฺสํ นาวรชฺฌิสฺสํ ความว่า บัดนี้ เราจักทำกิจนั้น ๆ ไม่ให้ผิดพลาด คือ จักปฏิบัติตามคำสั่งสอน. บทว่า ปสฺส วิริยํ ปรกฺกมํ ความว่า พระเถระแสดงความเป็นผู้ใคร่ เพื่อจะทำของตน ด้วยคำว่า ท่านจงดูความพยายามชอบ อันได้นามว่า " วิริยะ " เพราะกระทำถูกต้องตามวิธี ในธรรมตามที่ปฏิบัติอยู่ และได้นามว่า ปรักกมะ เพราะก้าวไปข้างหน้า ไม่ใช่แต่เพียงเชื่อเท่านั้น.
หน้า 119 ข้อ 281
พระเถระเรียกพระเวณุทัตตเถระ ผู้ให้กรรมฐาน ผู้เป็นกัลยาณมิตร ว่า ตวํ (ท่าน). บทว่า มคฺคมกฺขาหิ ความว่า ท่านจงบอกอริยมรรค. อธิบายว่า จงบอกกรรมฐานคือสัจจะ ๔ อันยังโลกุตรมรรคให้ถึงพร้อม. บทว่า อญฺชสํ ได้แก่ ทางตรง โดยเป็นทางสายกลาง เพราะไม่ จดทางอันเป็นส่วนสุด ๒ อย่าง. บทว่า โมเนน ได้แก่ ญาณ คือ มรรคปัญญา. บทว่า โมนิสฺสํ ความว่า จักรู้ คือ จักแทงตลอด ได้แก่จักบรรลุ พระนิพพาน. บทว่า คงฺคาโสโตว สาครํ ความว่า กระแสแห่งแม่น้ำคงคา ไม่เบื่อหน่ายไหลลงสู่สาครคือสมุทร โดยส่วนเดียว ฉันใด พระวัลลิยเถระก็ ฉันนั้น ขอกรรมฐานกะพระเถระว่า ข้าพเจ้าประกอบเนือง ๆ ซึ่งกรรมฐาน จักบรรลุถึงพระนิพพาน ด้วยมรรคญาณ เพราะฉะนั้น ท่านจงบอกกรรมฐาน นั้น แก่ข้าพเจ้า. พระเวณุทัตตเถระ ฟังคำขอนั้น แล้ว ได้ให้กรรมฐานแก่ท่านพระ- วัลลิยเถระ. แม้ท่านพระวัลลิยเถระ หมั่นประกอบเนือง ๆ ซึ่งกรรมฐาน ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ใจ และ ละทรัพย์ประมาณ ๘๐ โกฎิแล้ว บวชเป็นบรรพชิต ครั้น บวชแล้ว ได้เว้นการทำความชั่วด้วยกาย ละความ ประพฤติชั่วด้วยวาจา อยู่แทบฝั่งแม่น้ำ พระพุทธเจ้า
หน้า 120 ข้อ 281
ผู้ประเสริฐสุด ได้เสด็จมาหาเราผู้อยู่คนเดียว เราไม่ รู้จักว่าเป็นพระพุทธเจ้า เราได้ทำปฏิสันถาร ครั้นทำ ปฏิสันถารแล้ว จึงได้ทูลถามถึงพระนามและพระ- โคตรว่า ท่านเป็นเทวดาหรือคนธรรพ์ หรือเป็นท้าว สักกปุรินททะ ท่านเป็นใคร หรือเป็นบุตรของใคร หรือเป็นท้าวมหาพรหมมาในที่นี้ ย่อมสว่างไสวไป ทั่วทิศ เหมือนพระอาทิตย์อุทัยฉะนั้น ข้าแต่ท่านผู้ นิรทุกข์ จักรมีกำพันหนึ่งปรากฏที่เท้าของท่าน ท่าน เป็นใคร เป็นบุตรของใคร เราจักรู้จักท่านอย่างไร ขอท่านจงบอกชื่อและโคตร บรรเทาความสงสัยของ เราเถิด พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า เราไม่ใช่เทวดา ไม่ใช่คนธรรพ์ ไม่ใช่ท้าวสักกปุรินททะ และความ เป็นพรหมก็หามีแก่เราไม่ เราสูงสุดกว่าพรหมเหล่านั้น ล่วงวิสัยของพรหมเหล่านั้น เราได้ทำลายเครื่องผูกพัน คือกามได้แล้ว เผากิเลสเสียหมดสิ้น บรรลุสัมโพธิ- ญาณอันอุดมแล้ว. เราได้สดับพระดํารัสของพระองค์ แล้ว จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ถ้าพระองค์ เป็นพระสัพพัญญู พุทธเจ้า ขอเชิญพระองค์ประทับ นั่งเถิด ข้าพระองค์จะขอบูชาพระองค์ ขอพระองค์ จงทำที่สุดทุกข์ แก่ข้าพระองค์เถิด. เราได้ลาดหนังเสือถวายพระศาสดาแล้ว พระผู้มี พระภาคเจ้าประทับนั่งเหนือหนังเสือนั้น ดังสีหราช นั่งอยู่ที่ซอกภูเขาฉะนั้น เราขึ้นภูเขาเก็บเอาผลมะม่วง
หน้า 121 ข้อ 281
ดอกรังอันสวยงาม และแก่นจันทน์อันมีค่ามาก เรา ถือประคองของทั้งหมด เข้าไปเฝ้าพระผู้นำของโลก ถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้า แล้วเอาดอกรังบูชา ก็เรา มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส มีปีติอันไพบูลย์ ได้เอา แก่นจันทน์ลูบไล้แล้ว ถวายบังคมพระศาสดาผู้นำของ โลก พระนามว่า สุเมธะ ประทับนั่งบนหนังเสือ เมื่อ จะยังเราให้ร่าเร้ง ได้ทรงพยากรณ์กรรมของเราใน ครั้งนั้นว่า ด้วยการถวายผลไม้กับของหอม และ ดอกไม้ทั้งสองอย่างนี้ ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ๒,๕๐๐ กัป เขาจักเป็นผู้มีความดำริทางใจไม่บกพร่อง ยังอำนาจให้เป็นไป ในกัปที่ ๒,๖๐๐ จักไปสู่ความ เป็นมนุษย์ จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ทรง มหิทธิฤทธิ์ มีมหาสมุทรทั้ง ๔ เป็นขอบเขต วิสสุกรรม เทพบุตร นิรมิตพระนคร อันมีนามว่า เวภาระ จัก ให้พระนครนั้นสำเร็จด้วยทองล้วน ๆ ประดับประดา ด้วยรัตนะนานาชนิด เขาจักท่องเที่ยวไปยังกำเนิด ทั้งหลาย โดยอุบายนี้เทียว เขาจักเป็นผู้ถึงความสุข ในทุกภพ คือในความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ เมื่อถึง ภพสุดท้าย เขาจักเป็นบุตรพราหมณ์ จักออกบวช เป็นบรรพชิต จักเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งอภิญญา ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน พระสัมพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า สุเมธะ ผู้นำของโลก ครั้นตรัสดังนี้ เมื่อเรากำลังเพ่งดูอยู่ ได้เสด็จเหาะไปในอากาศ ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีแล้วนั้น
หน้า 122 ข้อ 281
และด้วยความตั้งเจตนาไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ เข้าถึงสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากดุสิตแล้ว ไปเกิดใน ครรภ์ของมารดา ในครรภ์ที่เราอยู่ ไม่มีความบกพร่อง ด้วยโภคทรัพย์แก่เราเลย เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์ของ มารดา ข้าว น้ำ โภชนาหารเกิดตามความปรารถนา แก่มารดาของเราตามใจชอบ เราออกบวชเป็นบรรพชิต แต่อายุ ๕ ขวบ เมื่อปลงผมเสร็จเราก็ได้บรรลุพระ- อรหัต เราค้นหาบุรพกรรมอยู่ ก็มิได้เห็นโดยกัปที่ ใกล้ ๆ (แต่) เราระลึกถึงกรรมของเราได้ถึง ๓๐,๐๐๐ กัป ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ข้าพระองค์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าพระองค์อาศัยคำสอนของ พระองค์ จึงได้บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว ในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ เราบูชาพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ด้วยการ บูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชา พระพุทธเจ้า. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าวคาถาเหล่านี้แหละ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาวัลลิยเถรคาถา* * ในอปทานเรียกชื่อว่า จันทนมาลิยเถรคาถา
หน้า 123 ข้อ 282
๕. วีตโสกเถรคาถา ว่าด้วยคําถาของพระวีตโสกเถระ [๒๘๒] ได้ยินว่า พระวีตโสกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ช่างกัลบกเข้ามาหาเรา ด้วยคิดว่า จักตัดผม ของเรา เราจึงรับเอากระจกจากช่างกัลบกนั้นมาส่องดู ร่างกาย ร่างกายของเรานี้ได้ปรากฏเป็นของว่างเปล่า ความมืดคืออวิชชา ในกายอันเป็นต้นเหตุแห่งความ มืดมน ได้หายหมดสิ้นไป กิเลสดุจผ้าขี้ริ้วทั้งปวง เรา ตัดขาดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี. อรรถกถาวีตโสกเถรคาถา คาถาของท่านพระวีตโสกเถระ เริ่มต้นว่า เกเส เม โอลิขิสฺสนฺติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญมากมายไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ ถึงความสำเร็จในวิชา และศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ แล้วละกามทั้งหลาย บวชเป็นฤๅษี อันหมู่ฤๅษี เป็นอันมากแวดล้อมแล้ว อยู่ในป่า สดับข่าวความบังเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ร่าเริงยินดีแล้ว ดำริว่า พระผู้มีพระภาคพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หาโอกาสเฝ้า
หน้า 124 ข้อ 282
ได้ยาก อุปมาเหมือนดอกมะเดื่อ เราควรเข้าเฝ้าในบัดนี้แหละ ดังนี้แล้ว แล้วเดินทางไปเฝ้าพระศาสดาพร้อมกับบริษัทหมู่ใหญ่ เมื่อเหลือทางอีกหนึ่ง โยชน์ครึ่งจะถึงก็ล้มป่วยถึงความตาย โดยสัญญา อันส่งไปแล้วในพระพุทธเจ้า บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิดเป็นน้องชายคนเล็กของพระเจ้าธรรมาโศกราช ในที่สุดแห่งปีพุทธศักราช ๒๑๘ ในพุทธุปบาทกาลนี้. ท่านได้มีพระนามว่า วีตโสกะ. วีตโสกราชกุมาร เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จในวิชาและศิลปศาสตร์ ที่พึงศึกษาร่วมกับขัตติยกุมารทั้งหลายแล้ว (ศึกษาจนแตกฉานเชี่ยวชาญ) แกล่วกล้าในสุตตันตปิฎกและในพระอภิธรรมปิฎก ทั้ง ๆ ที่เป็นคฤหัสถ์ โดย อาศัยพระคิริทัตตเถระ วันหนึ่งรับกระจกจากมือของช่างกัลบก ในเวลาปลง พระมัสสุ มองดูพระวรกาย เห็นอวัยวะที่มีหนังเหี่ยวและผมหงอกเป็นต้น บังเกิดความสลดพระทัย ยังจิตให้หยั่งลงในวิปัสสนา แล้วยกขึ้นสู่ภาวนา เป็น พระโสดาบัน บนอาสนะนั้นเอง บวชในสำนักของพระคิริทัตตเถระ แล้ว บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า เราเป็นคนเล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ชํานาญในคัมภีร์ทํานายมหาปุริสลักษณะ คัมภีร์อิติ หาสะพร้อมด้วยคัมภีร์นิคัณฑุศาสตร์และคัมภีร์เกตุภ- ศาสตร์ ครั้งนั้นพวกศิษย์มาหาเราปานดังกระแสน้ำ เราไม่เกียจคร้าน บอกมนต์แก่ศิษย์เหล่านั้นทั้งกลาง วันและกลางคืน ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้า ทรง พระนามว่า สิทธัตถะ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก พระองค์
หน้า 125 ข้อ 282
ทรงกำจัดความมืดมิดให้พินาศแล้ว ยังแสงสว่างคือ พระญาณให้เป็นไป ครั้งนั้น ศิษย์ของเราคนหนึ่ง ได้ บอกแก่ศิษย์ทั้งหลายของเรา พวกเขาได้ฟังความนั้น จึงได้บอกเรา เราคิดว่า พระสัพพัญญูพุทธเจ้า ผู้เป็น นายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ชนย่อมอนุวัตรตาม พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราไม่มีลาภ พระพุทธเจ้า ทั้งหลาย เป็นผู้มีการอุบัติเลิศลอย มีจักษุ ทรงยศใหญ่ ไฉนหนอ เราพึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด เป็นผู้นำของโลก เราถือหนังเสือผ้าเปลือกไม้กรอง และคนโทน้ำของเราแล้ว ออกจากอาศรม เชิญชวน พวกศิษย์ว่า ความเป็นผู้นำโลกหาได้ยาก เหมือนกับ ดอกมะเดื่อ กระต่ายในดวงจันทร์ หรือเหมือนกับน้ำ นมกา ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก แม้ความเป็นมนุษย์ก็หาได้ยาก และเมื่อความเป็นผู้นำ โลก และความเป็นมนุษย์ทั้งสองอย่างมีอยู่ การได้ ฟังธรรมก็หาได้ยาก พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พวกเราจักได้ดวงตาอันเป็นของพวกเรา มาเถิดท่าน ทั้งหลาย เราจักไปยังสำนักของพระพุทธเจ้า ด้วยกัน ทุกคน ศิษย์ทุกคนแบกคนโทน้ำ นุ่งหนังเสือทั้งเล็บ พวกเขาเต็มไปด้วยภาระ คือ ชฎา พากันออกไปจากป่า ใหญ่ในครั้งนั้น พวกเขามองดูประมาณชั่วแอก แสวง หาประโยชน์อันสูงสุด เดินมาเหมือนลูกช้าง เป็นผู้
หน้า 126 ข้อ 282
ไม่สะดุ้ง ประหนึ่งไกรสรสีหราช ฉะนั้น เขาทั้งหลาย ไม่มีความสะดุ้ง หมดความละโมบ มีปัญญา มีความ ประพฤติสงบ เที่ยวเสาะแสวงหาโมกขธรรม ได้พากัน เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด (ก่อนจะถึงที่- หมาย) เหลือระยะทางอีกหนึ่งโยชน์ครึ่ง เราเกิดเจ็บ ป่วยขึ้น เราระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแล้ว ตาย ณ ที่นั้น ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ช่างกัลบกเข้ามาหาเรา ด้วยคิดว่า จักตัดผมของเรา เราจึงเอากระจก จากช่างกลับนั้น มาส่องดูดูร่างกาย ร่างกายของเรามิได้ปรากฏเป็นของเปล่า ความมืดคือ อวิชชาในกาย อันเป็นต้นเหตุแห่งความมืดมน ได้ หายหมดสิ้นไป กิเลสดุจผ้าขี้ริ้วทั้งปวง เราตัดขาด แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เกเส เม โอลิขิสฺลนฺติ กปฺปโก อุปสงฺกมิ ความว่า ในเวลาที่เราเป็นคฤหัสถ์ ในเวลาโกนหนวด ช่าง กัลบก คือช่างทำผม คิดว่า จักตัด จะแต่งผมของเรา จึงเข้ามาหาเรา โดย เตรียมจะตัดผมเป็นต้น. บทว่า ตโต ได้แก่ จากช่างกัลบกนั้น. บทว่า
หน้า 127 ข้อ 282
สรีรํ ปจฺจเวกฺขิสฺส ความว่า พิจารณาร่างกายที่ชราครอบงำแล้ว ด้วยตน เองว่า ร่างกายของเราถูกชราครอบงำแล้วหนอ ดังนี้ ด้วยมุข คือการดูนิมิต บนใบหน้า ที่มีผมหงอกและหนังเหี่ยวย่นเป็นต้น ในกระจก ได้ทั่วทั้งร่าง. ก็เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ร่างกายของเราก็ปรากฏเป็นของว่างเปล่า คือร่างกายของเราได้ปรากฏ คือเห็นชัดว่าเป็นของว่างเปล่า จากสภาพต่าง ๆ มีสภาพที่เที่ยง ยั่งยืนและเป็นสุข เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะความมืด คืออวิชชาในกาย อันเป็นต้นเหตุแห่งความมืดมน ได้หายหมดสิ้นไป อธิบายว่า คนทั้งหลาย ที่อยู่ในอำนาจของความมืด ในกายของตน ด้วยความมืดกล่าว คือ อโยนิโสมนสิการใด เมื่อไม่เห็นสภาพมีสภาพที่ไม่งามเป็นต้น แม้มีอยู่ ย่อมถือเอาอาการว่าเป็นของงามเป็นอันไม่มีอยู่ ความมืดคืออวิชชา ในกาย อันเป็นต้นเหตุแห่งความมืดมน คือเป็นที่ตั้งแห่งการกระทำความมืดนั้น ได้ หายหมดสิ้นไป ด้วยแสงสว่างแห่งญาณ กล่าวคือ โยนิโสมนสิการ ต่อจาก นั้น กิเลสดุจผ้าขี้ริ้วทั้งปวง เราก็ตัดได้ขาด คือกิเลสทั้งหลายอันได้นามว่า โจฬา เพราะเป็นดุจพวกโจร โดยการเข้าไปตัดภัณฑะคือกุศล หรือเป็นดุจ ผ้าขี้ริ้ว เพราะความเป็นท่อนผ้าเก่า ๆ ที่เขาทิ้งแล้วในกองขยะเป็นต้น โดย เป็นเศษผ้าที่ติดลูกไฟ (หรือ) โดยเป็นผ้าที่คนดีไม่ต้องการ เพราะความเป็น ของอันอิสรชน คือคนเจริญรังเกียจ อันเราตัดขาดแล้ว ก็เพราะความที่ กิเลสเพียงดังผ้าขี้ริ้วเหล่านั้น เป็นของอันเราเพิกถอนได้แล้ว ด้วยมรรคอัน เลิศ นั่นแล บัดนี้ภพใหม่จึงมิได้มี ได้แก่การจะไปเกิดในภพใหม่ ไม่มีอีก ต่อไป. จบอรรถกถาวีตโสกเถรคาถา
หน้า 128 ข้อ 283
๖. ปุณณมาสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปุณณมาสเถระ [๒๘๓] ได้ยินว่า พระปุณณมาสเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราละนิวรณ์ ๕ เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะ แล้วถือเอาแว่นธรรม คือญาณทัสสนะของตน ส่องดู ร่างกายนี้ทั่วทั้งหมด ทั้งภายในภายนอกร่างกาย ของ เรานี้ ปรากฏเป็นของว่างเปล่า ทั้งภายในและภายนอก. อรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา คาถาของพระปุณณมาสเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจ นีวรเณ หิตฺวา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เมื่อ พระศาสดา ประทับอยู่ในป่า คล้องบังสุกุลจีวรไว้ที่กิ่งไม้ แล้วเสด็จเข้าไปสู่ พระคันธกุฎี เขาถือธนู เข้าไปสู่ชัฏป่า เห็นผ้าบังสุกุลจีวรของพระศาสดา แล้วมีใจเลื่อมใส วางธนูแล้วระลึกถึงพระพุทธคุณไหว้ผ้าบังสุกุล. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลกุฎุมพี ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้. ได้ยินว่า
หน้า 129 ข้อ 283
ในวันที่เขาเกิด ภาชนะทุกอย่างในเรือนนั้น ได้เต็มบริบูรณ์ไปด้วยถั่วเขียว อันสำเร็จไปด้วยทองและรัตนะทั้งหลาย เขาเจริญวัยแล้ว มีครอบครัว เมื่อ บุตรคนที่หนึ่งเกิดแล้ว สละฆราวาสวิสัย บวชอยู่ในอาวาสใกล้บ้าน เพียร พยายามอยู่ ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สยัมภู ทรงเป็นบุคคลผู้เลิศ พระนามว่า ติสสะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระพิชิตมาร ทรงวางบังสุกุลจีวรไว้แล้ว เสด็จเข้าสู่พระวิหาร เรา สะพายธนูที่มีสายและกระบอกน้ำ ถือดาบเข้าป่าใหญ่ ครั้งนั้น เราได้เห็นบังสุกุลจีวร ซึ่งแขวนอยู่บนยอดไม้ ในป่านั้น จึงวางธนูลง ณ ที่นั้นเอง ประนมกรอัญชลี เหนือเศียรเกล้า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส และ มีปีติเป็นอันมาก ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด แล้วได้ไหว้บังสุกุลจีวร ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ไหว้บังสุกุลจีวรใด ด้วยการไหว้บังสุกุลจีวรนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการไหว้ (บังสุกุล จีวร). เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ เป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เข้าไปสู่พระนครสาวัตถี ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว อยู่ในป่าช้า ก็เมื่อท่านไปได้ไม่นานนัก บุตร ของท่านก็ได้ทำกาละ มารดาของทารกสดับข่าวว่า พระเถระมาแล้ว มีความ ประสงค์จะยังพระเถระให้สึกด้วยคิดว่า พระราชาอย่าริบสมบัติของเราผู้หาบุตร มิได้นี้ไปเลย ไปสู่สำนักของพระเถระด้วยบริวารเป็นอันมาก ทำการปฏิสันถาร
หน้า 130 ข้อ 283
แล้ว เริ่มจะประเล้าประโลม. พระเถระยืนอยู่ในอากาศ เพื่อจะให้นางรู้ความ ที่ตนเป็นผู้ปราศจากราคะแล้ว เมื่อจะแสดงธรรมแก่นาง ด้วยมุขคือการประกาศ ข้อปฏิบัติ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เราละนิวรณ์ ๕ เพื่อบรรลุความเกษมจากโยคะ แล้วถือเอาแว่นธรรม คือญาณทัสสนะของตน ส่องดู ร่างกายนี้ทั่วทั้งหมด ทั้งภายใน ภายนอก ร่างกาย ของเรานี้ ปรากฏเป็นของว่างเปล่าทั้งภายในและภาย- นอก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจ นิวรเณ หิตฺวา ความว่า ละ คือ กำจัด นิวรณ์ ๕ มีกามฉันทะเป็นต้น ด้วยการบรรลุฌาน. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ปตฺติยา ความว่า เพื่อบรรลุพระนิพพาน อันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย ๔ มีกามโยคะเป็นต้น คือ อันโยคะเหล่านั้น ไม่เข้าไปประทุษร้ายแล้ว. บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่นอันเป็นองค์ธรรม. อธิบายว่า กระจก ย่อมส่องให้เห็นคุณและโทษในรูปกายของผู้มองดูอยู่ฉันใด แว่นธรรม กล่าวคือวิปัสสนาก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นญาณทัสสนะ เพราะเป็นเหตุให้รู้ความ แตกต่างแห่งสามัญญลักษณะของธรรมทั้งหลาย ย่อมส่องให้เห็นคุณในกาย ที่ชื่อว่าโดยแตกต่างกัน เพราะแจกแจงสังกิเลสธรรมอย่างแจ่มแจ้ง และยัง การละสังกิเลสธรรมนั้นให้สำเร็จ สำหรับท่านที่พิจารณาเห็นอยู่ ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ธมฺมาทาสํ คเหตฺวาน าณทสฺสนมตฺตโน ปจฺจเวกฺขึ อิมํ กายํ สพฺพํ สนฺตรพาหิรํ
หน้า 131 ข้อ 283
ถือเอาแว่นธรรม คือ ญาณทัสสนะของตน ส่องดูร่างกายนี้ทั่วทั้งหมด ทั้งภายในภายนอก. คือ ถือเอาแว่นธรรม แล้วพิจารณาโดยเฉพาะว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็นอนัตตาบ้าง เห็นร่างกา คือ อัตภาพของเรานี้ อันเป็น ที่ประชุมแห่งธรรม ชื่อว่าทั้งภายในภายนอก เพราะความเป็นอายตนะที่เป็นไป ในภายในและภายนอก ทั้งหมดคือไม่มีส่วนเหลือ ด้วยญาณจักษุ ก็เราผู้เห็น อยู่อย่างนี้ ทั้งภายในและภายนอก ได้แก่ ร่างกายคืออัตภาพ กล่าวคือขันธ- ปัญจกะ ที่เว้นสาระมีความเที่ยงเป็นต้น จึงชื่อว่าเป็นของว่างเปล่า เราได้เห็น แล้วตามความเป็นจริงด้วยญาณจักษุ. แท้จริง ขันธปัญจกะแม้ทั้งสิ้น ท่านเรียกว่ากาย ดังในประโยคมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กายนี้ เป็นที่มาประชุมของคนเขลา ผู้อันอวิชชาครอบงำ แล้ว ประกอบแล้วด้วยตัณหาอย่างนี้. ก็พระเถระเมื่อจะแสดงความที่ตนเป็นผู้มีกิจอันกระทำสำเร็จแล้วว่า ขันธปัญจกะใดแลอันเราพึงเห็นในกายนี้ ขันธปัญจกะนั้นอันเราเห็นแล้ว ไม่มี ส่วนใดๆ ของขันธปัญจกะนั้นที่เราจะต้องเห็นอีก ดังนี้ พยากรณ์พระอรหัตผล แล้ว ด้วยบทว่า อทิสฺสถ นี้. พระเถระแสดงธรรมแก่หญิงผู้เป็นภรรยาเก่าด้วยคาถาเหล่านี้ อย่างนี้- แล้ว ยังนางให้ตั้งอยู่ในสรณคมน์และศีลทั้งหลายแล้วส่งไป. จบอรรถกถาปุณณมาสเถรคาถา
หน้า 132 ข้อ 284
๗. นันทกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนันทกเถระ [๒๘๔] ได้ยินว่า พระนันทกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า โคอาชาไนยที่ดี ถึงพลาดแล้วก็ตั้งตัวได้ ได้ ความสังเวชอย่างยิ่งแล้ว ไม่ย่นย่อ นำภาระต่อไปได้ ฉันใด ท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็นอา- ชาไนยผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะ เป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า เป็นบุตรผู้เกิดแต่อุระแห่งพระพุทธเจ้า. อรรถาถกานันทกเถรคาถา คาถาของท่านพระนันทกเถระ เริ่มต้นว่า ยถาปิ ภทฺโท อาชญฺโ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในปัจจันตประเทศ ในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นนายพรานป่า เที่ยวไป วันหนึ่ง เห็นที่สำหรับจงกรมของพระศาสดา แล้วมีจิตเลื่อมใส เกลี่ย- ทราย (ให้เสมอ). ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลแห่งคฤหบดี ในจัมปานคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ คนทั้งหลาย
หน้า 133 ข้อ 284
ตั้งชื่อเขาว่า นันทกะ. ส่วนพี่ชายของเขาชื่อว่า ภรตะ ประวิติตอนต้นของเขา จักแจ่มแจ้งในเรื่องต่อไป แม้เขาทั้งสองบรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังข่าวว่าท่าน- พระโสณโกฬิวิสะบวชแล้ว พูดกันว่า แม้ขึ้นชื่อว่า พระโสณะเป็นสุขุมาลชาติ เห็นปานนั้น ก็ยังบวช เราทั้งสองจะมัวลังเลอยู่ใย ? ดังนี้ บวชแล้ว บรรดา พระเถระสองพี่น้องนั้น พระภรตเถระ เจริญวิปัสสนาแล้วได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. ส่วนพระนันทกเถระ ไม่อาจจะยังวิปัสสนาให้ก้าวสูงขึ้นได้ก่อนเพราะ เหตุที่กิเลสทั้งหลายมีกำลัง ได้แก่กระทำกรรมในวิปัสสนาอย่างเดียว ลำดับนั้น พระภรตเถระ รู้อาสยกิเลสของพระนันทกเถระผู้น้องชายประสงค์จะเป็นที่พึ่ง พำนัก จึงให้พระนันทกเถระเป็นปัจฉาสมณะ (พระติดตาม) ออกจากวิหารแล้ว นั่งที่ใกล้ทาง บอกวิปัสสนากถาแล้ว. ก็โดยสมัยนั้น เมื่อพวกกองเกวียนเดินทางไป วัวที่เขาเทียมเกวียน ตัวหนึ่ง ไม่สามารถจะยกเกวียนขึ้นในที่ ๆ เป็นหล่มได้ล้มลง. ลำดับนั้น นายกองเกวียนจึงปลดมันออกจากเกวียน แล้วให้หญ้าและน้ำดื่ม ให้พักเหนื่อย แล้วเทียมที่แอกอีก ลำดับนั้น โคพักหายเหนื่อยแล้ว พอมีกำลัง ก็ยกเกวียน นั้นขึ้นจากที่หล่มให้ตั้งอยู่ในทางได้. ลำดับนั้น พระภรตเถระ จึงแสดงโคนั้นเป็นตัวอย่างแก่พระนันทกะว่า ดูก่อนอาวุโสนันทกะ เธอเห็นการกระทำของโคนี้หรือไม่ เมื่อพระนันทกะ ตอบว่า เห็นขอรับ จึงกล่าวว่า เธอจงใคร่ครวญความข้อนี้ให้จงดี พระนันทก- เถระ กระทำโคนั้นแหละให้เป็นอารมณ์ว่า โคนี้พักเหนื่อยแล้ว ย่อมยกของ หนักออกจากที่ซึ่งเป็นหล่มได้ ฉันใด แม้เราก็พึงยกตนออกจากหล่มคือสงสาร ฉันนั้น ดังนี้แล้ว การทำกรรมในวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 134 ข้อ 284
เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ เราเที่ยวหาเนื้อสมัน อยู่ในอรัญราวป่า ได้พบที่จงกรม เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส กอบเอาทรายใส่พกมาโรยลง ในที่จงกรม ของพระสุคตเจ้าผู้มีสิริ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้โรยทราย (ในที่จงกรม) ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งทราย. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ในสำนักของพระภรตเถระผู้เป็นพี่ชายของตน ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า โคอาชาไนยที่ดี ถึงพลาดแล้วก็ตั้งตัวได้ ได้ ความสังเวชอย่างยิ่งแล้ว ไม่ย่นย่อ นำภาระต่อไปได้ ฉันใด ท่านทั้งหลายจงทรงจำข้าพเจ้าไว้ว่า เป็น อาชาไนย ผู้สมบูรณ์ด้วยทัศนะ เป็นสาวกของพระ- สัมมาสัมพุพธเจ้า เป็นบุตรผู้เกิดแต่อุระแห่งพระพุทธ- เจ้า ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิยฺโย ลทฺธาน สํเวคํ อทีโน วหเต ธุรํ ความว่า ได้ความสลดใจว่า การไม่นำภาระอันมาถึง (เฉพาะ) นี้ไปนั้น เป็นสิ่งไม่เหมาะสำหรับเราผู้มีกำลังและความเพียรโดยชาติเลย ดังนี้แล้ว เป็นผู้ ไม่ย่นย่อ คือ มีใจไม่ท้อถอย ได้แก่ มีจิตไม่ห่อเหี่ยว. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า อลีโน (ก็มี). ความก็อันนั้นแหละ คือ นำไป ได้แก่ เข็นไปซึ่งธุระคือภาระ ของตนโดยยิ่ง คือ ยิ่งกว่าประมาณได้บ่อย ๆ. บทที่เหลือมีนัยดังกล่าวไว้ใน อรรถกถาแห่งรมณียวิหาริเถรคาถา หนหลังแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถานันทกเถรคาถา
หน้า 135 ข้อ 285
๘. ภรตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระภรตเถระ [๒๘๕] ได้ยินว่า พระภรตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า มาเถิดนันทกะ เราจงพากันไปยังสำนักของพระ อุปัชฌายะเถิด เราจักบันลือสีหนาท เฉพาะพระพักตร์ ของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ผู้เป็นมุนี มีความเอ็นดูเรา ทรงให้บรรพชาเพื่อ ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น เราก็ได้บรรลุแล้ว ความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง เราก็ได้บรรลุแล้ว. อรรถกถาภรตเถรคาถา คาถาของท่านพระภรตเถระ เริ่มต้นว่า เอหิ นนฺทก คจฺฉาม. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินมาว่า พระเถระนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้ มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อโนมทัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง ถือเอาคู่แห่งรองเท้า น่าพึงใจและน่าดู มีสัมผัสที่อ่อนนุ่ม สวมใส่สบาย เดินทางไป เห็นพระศาสดากำลังทรงจงกรมอยู่ มีใจเลื่อมใส น้อมเอารองเท้า เข้าไปถวาย กราบทูลว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงทรงสวมรองเท้า อันจะ
หน้า 136 ข้อ 285
พึงเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล เพื่อความสุข แก่ข้าพระองค์ตลอดกาลนาน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสวมรองเท้า เพื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลแห่งคฤหบดี ในจัมปานคร ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า ภรตะ. เขาบรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังความที่พระโสณเถระบวชแล้ว เกิดความ สลดใจว่า แม้ขึ้นชื่อว่า พระโสณเถระก็ยังบวช ดังนี้ แล้วออกบวช กระทำ บุรพกิจเสร็จแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาล ไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน มีพระจักษุ เสด็จออกจากที่ประทับสำราญกลางวันแล้ว เสด็จขึ้น ถนน เราสวมรองเท้าที่ทำอย่างดีออกเดินทางไป ณ ที่ นั้น เราได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า งามน่าดูน่าชม เสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่า เรายังจิตของตนให้ เลื่อมใส ถอดรองเท้าออกวางไว้แทบพระบาท แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระสุคตผู้เป็นมหาวีรบุรุษ เป็นใหญ่ เป็นผู้นำชั้นพิเศษ ขอเชิญพระองค์ทรงสวมรองเท้า เถิด ข้าพระองค์จักได้ผลจากรองเท้าคู่นี้ ขอความ ต้องการของข้าพระองค์จงสำเร็จเถิด พระผู้มีพระภาค เจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านรชน ทรงสวมรองเท้าแล้ว ได้ตรัส พระดำรัสนี้ว่า ผู้ใดเลื่อมใสถวายคู่แห่งรองเท้าแก่เรา ด้วยมือทั้งสองของตน เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้ง
หน้า 137 ข้อ 285
หลายจงฟังเรากล่าว เทวดาทุก ๆ องค์ได้ทราบพระ พุทธดำรัสแล้ว มาประชุมกัน ต่างก็มีจิตปีติ ดีใจ เกิดความโสมนัส ประนมกรอัญชลี พระผู้มีพระภาค เจ้าได้ตรัสว่า เพราะการถวายรองเท้านี้แล ผู้นี้จักเป็น ผู้ถึงความสุข จักเสวยราชสมบัติในเทวโลก ๕๕ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง และจัก ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์ โดยคณนา นับมิได้ ในกัปซึ่งนับไม่ถ้วน แต่ภัทรกัปนี้ สกุล- โอกากราช จักสมภพพระศาสดา มีพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นี้จักเป็นทายาทในธรรม ของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนร- มิต จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักเป็นผู้ไม่มี อาสวะ ปรินิพพาน ผู้นี้เกิดในเทวโลก หรือในมนุษย- โลก จักเป็นผู้มีปัญญา จักได้ยานอันเปรียบด้วยยาน ของเทวดา ปราสาท วอ ช้าง ที่ประดับประดาแล้ว และรถที่เทียมแล้วด้วยม้าอาชาไนย ย่อมเกิดปรากฏ แก่เราทุกเมื่อ แม้เมื่อเราออกบวช ก็ได้ออกบวชด้วย รถ ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อกำลังปลงผม นี้เป็นลาภ ของเรา เราได้ดีแล้ว คือ การค้าขายเราได้ประกอบ ถูกทางแล้ว เราถวายรองเท้าคู่หนึ่ง จึงได้บรรลุบทอัน ไม่หวั่นไหว ในกัปอันประมาณมิได้ นับแต่ภัทรกัป นี้ เราได้ถวายรองเท้าใด ด้วยการถวายรองเท้านั้น
หน้า 138 ข้อ 285
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายรองเท้า. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระ- พุทธเจ้าเรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เมื่อพระนันทกเถระผู้เป็นน้องชาย ของตน กระทำการพยากรณ์พระอรหัตผล โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง เมื่อจะบอกถึงความปริวิตก อันเกิดขึ้นแล้ว แก่พระนันทกเถระว่า บัดนี้แม้ พระนันทกะ ก็เป็นพระอรหัตแล้ว เอาเถิด เราแม้ทั้งสองไปสู่สำนักของพระ ศาสดาแล้ว จักกราบทูลความที่เราทั้งสองเป็นผู้มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ดังนี้ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า มาเถิดนันทกะ เราจงพากันไปยังสำนักของพระ อุปัชฌาย์เถิด เราจักบันลือสีหนาท เฉพาะพระพักตร์ ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ เป็นมุนีมีความเอ็นดูเรา ทรงให้บรรพชาเพื่อประโยชน์ อันใด ประโยชน์อันนั้นเราก็ได้บรรลุแล้ว ความสิ้น ไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง เราก็ได้บรรลุแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทก เป็นอาลปนะ (คำเรียกร้อง). บทว่า เอหิ เป็นคำเรียกให้พระนันทกเถระมายังสำนักของตน. บทว่า คจฺฉาม เป็นคำชวนให้พระนันทกเถระ กระทำกิจที่ควรทำร่วมกับตน. บทว่า อุปชฺฌายสฺส หมายถึงพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อธิบายว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมควรเรียกขานว่าเป็นพระอุปัชฌาย์โดยพิเศษ เพราะ ทรงเข้าไปเพ่งโทษน้อยและโทษใหญ่ ของสัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลก โดยทรง ตรวจดูอัธยาศัย อนุสัย และจริตเป็นต้น ของสัตว์ทั้งหลายตามความเป็นจริง ด้วยพระสมันตจักษุ และด้วยพุทธจักษุ เพื่อจะแสดงถึงประโยชน์ของการไป
หน้า 139 ข้อ 285
พระเถระจึงกล่าวว่า สีหนาทํ นทิสฺสาม พุทฺธเสฏฺสฺส สมฺมุขา เรา จะบันลือสีหนาท เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ ดังนี้. อธิบายว่า เราจักบันลืออรรถพจน์อันชื่อว่า สีหนาท เพราะเป็นการบันลือ อย่างไม่เกรงขาม โดยการประมวลมาซึ่งคุณพิเศษตามความเป็นจริงต่อหน้า คือเฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่า ประเสริฐที่สุด เพราะความเป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง นั้นแล หรือประเสริฐ สุดกว่าท่านผู้รู้ทั้งหลาย มีสาวกของพระพุทธเจ้าเป็นต้น. ก็พระเถระเมื่อจะแสดงความเป็นผู้ประสงค์จะบันลือสีหนาท จึง กล่าวคาถามีอาทิว่า ยาย ดังนี้. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่สองดังต่อไปนี้ บทว่า ยาย ความว่า เพื่อประโยชน์อันใด อธิบายว่า เพื่อข้อปฏิบัติอันสมควรแก่ประโยชน์อันใด. บทว่า โน เท่ากับ อมฺหากํ แปลว่า แก่เราทั้งหลาย. บทว่า อนุกมฺปาย ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า. ยังเราแม้ทั้งสองให้บรรพชา คือให้บวช ด้วย ทรงอนุเคราะห์. บทว่า มุนี ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า โส โน อตฺโถ อนุปฺปตฺโต มีอธิบายว่า ประโยชน์นั้น ได้แก่พระอรหัตผล อัน เป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง อันเราทั้งหลาย คือเราทั้งสอง ถึงแล้วโดย ลำดับ คือบรรลุแล้ว. จบอรรถกถาภรตเถรคาถา
หน้า 140 ข้อ 286
๙. ภารทวาชเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระภารทวาชเถระ [๒๘๖] ได้ยินว่า พระภารทวาชเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ธีรชนผู้มีปัญญา ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ชื่อว่าผู้ชนะสงครามย่อมบันลือสีหนาท ดังราชสีห์ใน ถ้ำภูเขา ฉะนั้น เราได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดา แล้ว พระธรรมกับพระสงฆ์ เราได้บูชาแล้ว และ เราปลาบปลื้มใจ เพราะเห็นบุตรหมดอาสวะกิเลส แล้ว. อรรถกถาภารทวาชเถรคาถา คาถาของท่านพระภารทวาชเถระ เริ่มต้นว่า นทนฺติ เอวํ สปฺปญฺา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไ ร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๓๑ แต่ ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า สุมนะ เที่ยวบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลวัลลิการะ อันสุกงอม. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีชื่อตามโคตรปรากฏ
หน้า 141 ข้อ 286
ว่า ภารทวาชะ. เขาเจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือนได้บุตรคนหนึ่ง เขาได้ตั้ง ชื่อบุตรว่า กัณหทินนะ ในเวลาที่กัณหทินนกุมาร บรรลุนิติภาวะแล้ว เขาส่งเธอไปยังกรุงตักกศิลา ด้วยสั่งว่า ลูกเอ๋ย เจ้าจงไปศึกษาศิลปวิทยาใน สำนักของอาจารย์ชื่อโน้น แล้วจงกลับมา. กัณหทินนพราหมณ์ เดินทางไป ในระหว่างทาง ได้พระมหาเถระรูปหนึ่ง ซึ่งเป็นสาวกของพระศาสดา เป็น กัลยาณมิตร ฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระแล้ว ได้เป็นผู้มีศรัทธาจิต บวชแล้ว กระทำบุรพกิจเสร็จแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น พระสัมพุทธะนามว่า " สุมนะ " อยู่ใน พระนครตักกรา เราได้ถือเอาผลวัลลิการะ น้อมถวาย แด่พระสยัมภู ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวาย ผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้งนั้น ภารทวาชพราหมณ์ ผู้เป็นบิดาของพระกัณหทินนเถระ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร ฟังธรรม แล้วบวช การทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. ลำดับนั้น พระ- กัณหทินนเถระผู้เป็นบุตรมาสู่พระนครราชคฤห์ เพื่อถวายบังคมพระศาสดา เห็น พระภารทวาชะผู้เป็นบิดา นั่งอยู่แล้วในสำนักของพระศาสดา เป็นผู้มีจิตยินดี แล้ว เมื่อจะทดลองว่า แม้บิดาของเราก็บวชแล้ว กิจแห่งบรรพชาอันพระเถระ ผู้เป็นบิดา ให้ถึงที่สุดแล้วหรือยังหนอ ดังนี้ ก็รู้ความที่พระเถระเป็นพระ ขีณาสพแล้ว ประสงค์จะให้พระเถระผู้บิดาบันลือสีหนาท จึงถามว่า เป็นการ
หน้า 142 ข้อ 286
ดีแล้วแล ที่ท่านบวชได้ แต่กิจแห่งบรรพชา อันท่านให้ถึงที่สุดแล้วหรือ พระภารทวาชเถระเมื่อจะแสดงการบรรลุพระอรหัต แก่พระเถระผู้เป็นบุตร จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ธีรชนผู้มีปัญญา ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ชื่อว่าผู้ชนะสงความ ย่อมบันลือสีหนาท ดังราชสีห์ ในถ้ำภูเขา ฉะนั้น เราได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดา แล้ว พระธรรมกับพระสงฆ์ เราได้บูชาแล้ว และเรา ปลาบปลื้มใจ เพราะเห็นบุตรหมดอาสวกิเลสแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทนฺติ ความว่า บันลือ คือแผดเสียง บันลืออย่างไม่เกรงขาม ด้วยสามารถแห่งการประมวลมาซึ่งคุณพิเศษตามความ เป็นจริง. บทว่า เอวํ เป็นบทแสดงอาการของข้อความที่จะพึงกล่าวในบัดนี้. บทว่า สปฺปญฺา ความว่า ถึงความไพบูลย์ด้วยปัญญาทั้งปวง เพราะได้บรรลุปัญญาคือมรรคอันเลิศ จึงชื่อว่าบรรลุถึงซึ่งปัญญาทุกประการ. บทว่า วีรา ความว่า ชื่อว่า มีความเพียร เพราะสมบูรณ์ด้วยความเพียร คือ สัมมัปปธาน ๔ อย่าง. เชื่อมความว่า เพราะเหตุนั้นแล ผู้มีปัญญาชนะ กิเลสมาร อภิสังขารมาร และเทวบุตรมาร พร้อมทั้งพาหนะ ด้วยการทำลาย ธรรมอันเป็นฝ่ายสังกิเลสได้โดยไม่เหลือ ชื่อว่าเป็นผู้ชนะสงครามแล้ว โดย ประการทั้งปวง ย่อมบันลือสีหนาท.
หน้า 143 ข้อ 286
พระเถระครั้นแสดงสีหนาท ด้วยการชนะกิเลสที่จะพึงชนะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงสีหนาทนั้น โดยการแสดงความยินดีต่อสิ่งที่ควรยินดี และ โดยความสำเร็จเป็นพระอรหันต์ตามที่ตนปรารถนา จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า สตฺถา จ ปริจิณฺโณ เม และเราได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺถา จ ปริจิณฺโณ เม ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นศาสดาของเรา อันเราคุ้นเคยแล้ว คือ เข้าไป ใกล้ชิดแล้ว โดยการกระทำตามพระโอวาทานุสาสนี ตามที่พระองค์ทรงสั่งสอน แล้ว. อธิบายว่า ไม่ใช่บรรลุคุณพิเศษ เพราะเหตุแห่งธรรม. บทว่า ธมฺโม สงฺโฆ จ ปูชิโต ความว่า โลกุตรธรรมแม้ทั้ง ๙ อันเราบูชาแล้ว นอบนบแล้ว ด้วยการบรรลุซึ่งมรรค อันมาแล้วตามข้อปฏิบัติ และพระอริยสงฆ์ อันเราบูชาแล้ว นับถือแล้ว ด้วยการถึงความเป็นผู้เสมอ โดยศีลและทิฏฐิ. บทว่า อหญฺจ วิตฺโต สุมโน ปุตฺตํ ทิสฺวา อนาสวํ ความว่า แม้เราก็ปลาบปลื้ม คือยินดีแล้ว ด้วยปีติที่ปราศจากอามิส เพราะเห็น คือ เพราะเหตุที่ประสบว่า บุตรของเราหาอาสวะมิได้ คือมีอาสวะสิ้นแล้ว โดย ประการทั้งปวง. อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นแล. เราจึงดีใจด้วยความโสมนัส อันปราศจากอามิส. จบอรรถกถาภารทวาชเถรคาถา
หน้า 144 ข้อ 287
๑๐. กัณหทินนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกัณหทินนเถระ [๒๘๗] ได้ยินว่า พระกัณหทินนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า สัปบุรุษเราเข้าไปหาแล้ว ธรรมทั้งหลายเราฟัง อยู่เป็นประจำ ครั้นฟังธรรมแล้ว จักดำเนินไปสู่ทาง อันหยั่งลงสู่อมตธรรม เมื่อเรามีสติ กำจัดความกำหนัด ยินดีในภพได้แล้ว ความกำหนัดยินดีในภพ ย่อมไม่มี แก่เราอีก ไม่ได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต ถึง แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแก่เราเลย. จบวรรคที่ ๓ อรรถกถากัณหทินนเถรคาถา คาถาของท่านพระกัณหทินนเถระ เริ่มต้นว่า อุปาสิตา สปฺปุริสา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๙๔ แต่ ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า โสภิตะ มีจิตเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยดอกบุนนาค.
หน้า 145 ข้อ 287
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า กัณห- ทินนะ เจริญวัยแล้ว อันอุปนิสสยสมบัติตักเตือนอยู่ เข้าไปหาพระธรรม เสนาบดี ฟังธรรมแล้วได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้านามว่าโสภิตะ อยู่ที่ภูเขา จิตกูฏ เราได้ถือเอาดอกบุนนาคเข้ามาบูชาพระสยัมภู ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระสัมพุทธเจ้า ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า สัปบุรุษเราเข้าไปหาแล้ว ธรรมทั้งหลายเราฟัง แล้วเป็นประจำ ครั้นฟังธรรมแล้ว จักดำเนินไปสู่ทาง อันหยั่งลงสู่อมตธรรม เมื่อเรามีสติกำจัดความกำหนัด ยินดีในภพได้แล้ว ความกำหนัดยินดีในภพ ย่อมไม่มี แก่เราอีก ไม่ได้มีแล้วในอดีต จักไม่มีในอนาคต ถึง แม้เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีแก่เราเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาสิตา ความว่า สัปบุรุษอันเราบำเรอ แล้ว คือเข้าไปนั่งใกล้โดยการปรนนิบัติ.
หน้า 146 ข้อ 287
บุรุษทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้สงบระงับแล้ว ชื่อว่า สัปบุรุษ ได้แก่ พระอริยบุคคลทั้งหลายมีพระสารีบุตรเถระเป็นต้น. ด้วยบทว่า สปฺปุริสา นี้ พระเถระแสดงถึงความถึงพร้อม ด้วยจักร ทั้งสองข้อแรกของตน. อธิบายว่า เว้นจากจักรคือการอยู่ในปฏิรูปเทศแล้ว (จักร คือ) การเข้าไปคบหาสัปบุรุษย่อมเกิดมีไม่ได้. บทว่า สุตา ธมฺมา ความว่า ธรรมอันปฏิสังยุตด้วยสัจจะ และ ปฏิจจสมุปบาท อันข้าพเจ้าเข้าไปทรงไว้แล้ว ด้วยการแล่นไปตามโสตทวาร. พระเถระเมื่อจะแสดงความเป็นพหูสูตของตน ย่อมแสดงสมบัติคือจักร ๒ ข้อ หลัง ด้วยบทว่า สุตา ธมฺมา นี้. บทว่า อภิณฺหโส ความว่า โดยมาก คือไม่ใช่เป็นครั้งเป็นคราว. ก็บทนี้ บัณฑิตพึงประกอบเข้าแม้ในบทว่า อุปาสิตา สปฺปุริสา ด้วย. บทว่า สุตฺวาน ปฏิปชฺชิสฺสํ อญฺชสํ อมโตคธํ ความว่า เราฟัง ธรรมเหล่านั้นแล้ว กำหนดรูปธรรม และอรูปธรรม ตามที่ตรัสไว้ในเทศนา นั้น โดยลักษณะของตนเป็นต้น เจริญวิปัสสนาโดยลำดับ ดำเนินไปคือ บรรลุถึงหนทาง คืออริยอัฏฐังคิกมรรค อันหยั่งลงสู่อมตะ คือเป็นที่ตั้งแห่ง พระนิพพาน ได้แก่ยังพระนิพพานให้ถึงพร้อม. บทว่า ภวราคหตสฺส เม สโต ความว่า เมื่อเรามีสติสมบูรณ์แล้ว กำจัด คือ เข้าไปทำลาย ความยินดีในภพคือตัณหา ในสงสารอันมีเบื้องต้น และที่สุด อันบุคคลตามเข้าไปกำหนดรู้ไม่ได้ อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ มีความ กำหนัดในภพ อันมรรคอันเลิศกำจัดแล้ว. บทว่า ภวราโค ปุน เม น วิชฺชติ ความว่า เพราะเหตุนั้นแล ความกำหนัดในภพ ย่อมไม่มีแก่เราอีกในบัดนี้.
หน้า 147 ข้อ 287
บทว่า น จาหุ น เม ภวิสฺสติ น จ เม เอตรหิ วิชฺชติ ความว่า แม้ถ้าความกำหนัดในภพได้มีแก่เรา ในเวลาที่เราเป็นปุถุชน และ ในเวลาที่เรายังเป็นเสกขบุคคลในกาลก่อน ก็จริง แต่จำเดิมแต่เราได้บรรลุมรรค อันเลิศแล้ว ความกำหนัดในภพจะไม่มี และไม่มีแล้ว คือจะไม่มีแก่เรา และ จะหาไม่ได้ในปัจจุบัน คือ บัดเดี๋ยวนี้ อธิบายว่า เราละภวราคะได้แล้ว. ก็ ด้วยคำว่า ภวราคะ นั่นแล เป็นอันพระเถระกล่าวความไม่มีแม้แห่งกิเลส มีมานะเป็นต้นไว้ด้วย เพราะความที่แห่งกิเลสมีมานะเป็นต้น ตั้งอยู่ในที่เดียว กันกับภวราคะนั้น เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงความที่ตนเป็นผู้มีสังโยชน์ ในภพสิ้นรอบแล้ว โดยประการทั้งปวง. จบอรรถกถากัณหทินนเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๓ แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระอุตตรเถระ ๒. พระภัททชิเถระ ๓. พระโสภิตเถระ ๔. พระวัลลิยเถระ ๕. พระวีตโสกเถระ ๖. พระปุณณมาสเถระ ๗. พระ- นันทกเถระ ๘. พระภรตเถระ ๙. พระภารทวาชเถระ ๑๐. พระกัณห- ทินนเถระ และอรรถกถา.
หน้า 148 ข้อ 288
เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๔ ๑. มิคสิรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมิคสิรเถระ [๒๘๘] ได้ยินว่า พระมิคสิรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อใด เราได้บวชในศาสนาของพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าแล้ว หลุดพ้นจากกิเลส ได้บรรลุธรรมอัน ผ่องแผ่วแล้ว ล่วงเสียซึ่งถามธาตุ เมื่อนั้น จิตของเรา ผู้เพ่งธรรมของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นดังพรหม หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง และมารู้ชัดว่า วิมุตติ ของเราไม่กำเริบ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ทั้งปวง. วรรควรรณนาที่ ๔ อรรถกถามิคสิรเถรคาถา คาถาของท่านพระมิคสิรเถระ เริ่มต้นว่า ยโต อหํ ปพฺพชิโต. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของ
หน้า 149 ข้อ 288
พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาแล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถือ ปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์ ในโกศลรัฐ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า มิคสิระ เพราะเกิดในฤกษ์มิคสิรนักษัตร เจริญวัยแล้ว ถึงความสำเร็จใน วิชาและศิลปศาสตร์ของพราหมณ์ทั้งหลาย ศึกษามนต์ชื่อว่า ฉวสีสะ (มนต์ ดูกระโหลกหัวผี) คือ ร่ายมนต์แล้ว เอาเล็บเคาะศีรษะของผู้ที่ตายไปแล้ว แม้ที่สุดถึง ๓ ปี ก็รู้ได้ว่า สัตว์ผู้นี้ เกิดในที่ชื่อโน้น. เขาไม่ปรารถนาการอยู่อย่างฆราวาส บวชเป็นปริพาชกอาศัยวิชานั้น เป็นผู้อันชาวโลก สักการะ เคารพ มีลาภ เที่ยวไปเดินทางถึงกรุงสาวัตถี แล้วไปสู่สำนักของพระศาสดา เมื่อจะประกาศอานุภาพของตน จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้สถานที่ซึ่งผู้ทายแล้วไปเกิด เมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสถามว่า ก็เธอรู้ได้อย่างไร ? จึงกราบทูลว่า ข้าพระองค์ให้เขา นำเอากระโหลกศีรษะหัวผีมา แล้วร่ายมนต์ เอาเล็บเคาะศีรษะ ย่อมรู้สถานที่ ซึ่งสัตว์เหล่านั้น ๆ ไปเกิด มีนรกเป็นต้น. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งให้เขานำเอากระโหลกศีรษะของ ภิกษุผู้ปรินิพพานแล้ว มาให้มิคสิรปริพาชก ตรัสสั่งว่า เธอจงบอกถึงคติของ กระโหลกศีรษะนั้นก่อน นี้เป็นกระโหลกศีรษะของผู้ใด เขาร่ายมนต์สำหรับ ดูกะโหลกศีรษะนั้นแล้ว เคาะด้วยเล็บ ไม่เห็นที่สุด ไม่เห็นเงื่อนงำ. ลำดับนั้น เขาเมื่อพระศาสดาตรัสถามว่า เธอไม่อาจ (จะเห็น) หรือ จึงกราบทูลว่า จักขอตรวจสอบดูก่อน แล้วแม้ร่ายมนต์อยู่บ่อย ๆ ก็มองไม่เห็นอยู่นั่นเอง. ก็ผู้ประกอบพิธีกรรมภายนอกพระพุทธศาสนา จักรู้คติของพระขีณาสพได้อย่าง- ไร ? ลำดับนั้น เหงื่อไหลออกจากศีรษะและรักแร้ของมิคสิรปริพาชก เขา
หน้า 150 ข้อ 288
ละอายยืนนิ่งอยู่ พระศาสดาตรัสว่า เธอลำบากหรือปริพาชก. เขาทูลตอบว่า พระเจ้าข้า ข้าพระองค์ลำบาก ข้าพระองค์ไม่รู้คติของกระโหลกศีรษะนี้ ก็ พระองค์เล่า ทรงรู้หรือพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เราตถาคต รู้คติของกระโหลกศีรษะนี้ แม้ยิ่งกว่านี้ เราตถาคตก็รู้ ดังนี้แล้ว ตรัสต่อไปว่า ผู้เป็นเจ้าของกระโหลกศีรษะนั้น ไปสู่พระนิพพาน. ปริพาชก กราบทูลว่า ขอพระองค์จงให้วิชานี้ แก่ข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ถ้าเช่นนั้น เธอจงบวช ดังนี้แล้วให้ปริพาชกนั้นบวช ให้ประกอบความเพียรในสมถกรรม- ฐานก่อน แล้วทรงแนะนำวิปัสสนากรรมฐาน แก่เธอผู้ตั้งอยู่ในฌานและอภิญญา แล้ว เธอบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน แล้วบรรลุพระอรหัตต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า* เรามีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ผู้มี บาปอันลอยเสียแล้ว มีพรหมจรรย์อันอยู่จบแล้ว ใน กัปนี้นั่นเอง เราได้ถวายหญ้าคา ๘ กำ ด้วยการถวาย หญ้าคานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย. เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า เมื่อใด เราได้บวชในศาสนาของพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าแล้ว หลุดพ้นจากกิเลส ได้บรรลุธรรมอัน ผ่องแผ้วแล้ว ล่วงเสียซึ่งกามธาตุ เมื่อนั้น จิตของเรา * ใน ขุ.อ. ๓๓/๖๖ เรียกชื่อว่า กุสัฏฐกทายกเถระ
หน้า 151 ข้อ 288
ผู้เพ่งธรรม ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นดังพรหม หลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง และมารู้ชัดว่า วิมุตติของเรา ไม่กำเริบ เพราะความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต อหํ ปพฺพชิโต สมฺมาสมฺ- พุทฺธสาสเน ความว่า เราบวชในพระศาสนา จำเดิมแต่กาลใด คือ จำเดิม แต่เวลาที่เราบวชแล้ว. บทว่า วิมุจฺจมาโน อุคฺคญฺฉึ ความว่า เราเมื่อหลุดพ้นจากธรรม อันเป็นฝ่ายสังกิเลส ด้วยสมถะและวิปัสสนาเป็นปฐมก่อน ชื่อว่า ตั้งตนได้ด้วย สามารถแห่งธรรมอันผ่องแผ้ว เมื่อตั้งตนได้อย่างนี้แล้ว ชื่อว่าล่วงเสียซึ่ง กามธาตุ คือก้าวล่วงกามธาตุได้ด้วยอนาคามิมรรค โดยส่วนเดียวทีเดียว. บทว่า พฺรหฺมุโน เปกฺขมานสฺส ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราผู้เพ่งธรรม ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่าเป็น พรหม โดยอรรถว่าเป็นผู้ประเสริฐที่สุด เพราะความเป็นผู้เลิศกว่าโลกพร้อมทั้ง เทวโลก โดยประกอบไปด้วยพระมหากรุณาว่า กุลบุตรนี้ บวชในศาสนา ของเรา จะปฏิบัติอย่างไรหนอแล ดังนี้ หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวงโดย ส่วนเดียวนั่นเทียว เพราะเหตุที่ได้บรรลุพระอนาคามิมรรคนั้น (และ) เพราะ บรรลุมรรคอันเลิศในภายหลัง. บทว่า อกุปฺปา เม วิมุตฺติ ความว่า พระเถระพยากรณ์พระ- อรหัตผลว่า เพราะเหตุที่จิตของเราหลุดพ้นแล้ว อย่างนั้นนั่นแล คือเพราะ สิ้นไป ได้แก่ สิ้นไปรอบ แห่งสังโยชน์ทั้งหลายทั้งปวง วิมุตติของเราจึงไม่ กำเริบอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถามิคสิรเถรคาถา
หน้า 152 ข้อ 289
๒. สิวกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสิวกเถระ [๒๘๙] ได้ยินว่า พระสิวกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เรือนคืออัตภาพที่เกิดในภพนั้นบ่อย ๆ เป็นของ ไม่เที่ยง เราแสวงหานายซ่าง คือ ตัณหาผู้สร้างเรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสาร สิ้นชาติมิใช่น้อย การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ร่ำไป ดูก่อนนายช่างผู้สร้าง เรือน บัดนี้ เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้องสร้างเรือน ให้เราอีก ซี่โครงคือกิเลสของท่านเราหักเสียหมดแล้ว และช่อฟ้าคืออวิชชาแห่งเรือนของท่าน เราทำลายแล้ว จิตของเราไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดาแล้ว จักดับอยู่ใน ภพนี้เอง. อรรถกถาสิวกเถรคาถา คาถาของท่านพระสิวกเถระ เริ่มต้นว่า อนิจฺจานิ คหกานิ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อนๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระ-
หน้า 153 ข้อ 289
ผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส รับบาตรแล้วได้ถวาย ขนมกุมมาสจนเต็มบาตร. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิด ในตระกูลพราหมณ์ ได้มีนามว่า สีวกะ. เขาเจริญวัยแล้วสำเร็จการศึกษาใน วิชาการและศิลปศาสตร์ทั้งหลาย ละกามทั้งหลายแล้วบวชเป็นปริพาชก เพราะ ความเป็นผู้มีอัธยาศัยน้อมไปในเนกขัมมะ เที่ยวไป เข้าเฝ้าพระศาสดาฟังธรรม เป็นผู้ได้ศรัทธาจิต บวชแล้วกระทำกรรมในวิปัสสนา แล้วบรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราเห็นบาตรอันว่างเปล่า ของพระผู้มีพระภาค- เจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ พระนามว่า วิปัสสี เสด็จเที่ยวแสวงหาบิณฑบาตอยู่ จึงใส่ขนมกุมมาส จนเต็มบาตร ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวาย ภิกษาใด ด้วยการถวายภิกษานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งขนมกุมมาส. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายเรากระทำสำเร็จ แล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า เรือน คือ อัตภาพที่เกิดในภพนั้น ๆ บ่อย ๆ เป็นของไม่เที่ยง เราแสวงหานายช่างคือตัณหาผู้สร้าง- เรือน เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสารสิ้นชาติมิใช่ น้อย การเกิดบ่อย ๆ เป็นทุกข์ร่ำไป ดูก่อนนายช่างผู้้
หน้า 154 ข้อ 289
สร้างเรือน บัดนี้ เราพบท่านแล้ว ท่านจักไม่ต้อง สร้างเรือนให้เราอีก ซี่โครงคือกิเลสของท่าน เราหัก เสียหมดแล้ว และช่อฟ้าคืออวิชชาแห่งเรือนท่าน เรา ทำลายเสียแล้ว จิตของเราไม่เกิดต่อไปเป็นธรรมดา แล้ว จักดับอยู่ในภพนี้เอง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิจฺจานิ คหกานิ ตตฺถํ ตตฺถ ปุนปฺปุนํ ความว่า เรือนทั้งหลายได้แก่เรือนคืออัตภาพ อันบังเกิดในภพนั้น ๆ บ่อย ๆ เป็นของไม่เที่ยง คือไม่มั่นคง ไม่คงทน ได้แก่ มีอยู่ชั่วเวลาเล็กน้อย. บทว่า คหการํ คเวสนฺโต มีอธิบายว่า เมื่อเราแสวงหานายช่าง ผู้กระทำเรือนคืออัตภาพนี้ ได้แก่ นายช่างผู้สร้างเรือน คือ ตัณหา ได้ท่อง- เที่ยวไปตลอดเวลามีประมาณเท่านี้. บทว่า ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ นี้เป็นคำแสดงเหตุแห่งการแสวงหา นายช่างผู้สร้างเรือน เพราะเหตุที่ ขึ้นชื่อว่าชาตินี้ ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพื่อการ เข้าถึงบ่อย ๆ เพราะเจือไปด้วย ชรา พยาธิ และมรณะ ก็เมื่อเรายังหาช่าง ผู้สร้างเรือนนั้นไม่พบ ชาตินั้นย่อมไม่สูญหาย ฉะนั้น เมื่อเราแสวงหาช่าง ผู้สร้างเรือนนั้น เราจึงเที่ยวไปแล้ว. บทว่า คหการก ทิฏฺโสิ ความว่า ดูก่อนช่างผู้สร้างเรือน ก็บัดนี้ ท่านเป็นผู้อันเราสามารถเห็นได้ ด้วยดวงตา คือ พระอริยมรรคนั้นแล้ว. บทว่า ปุน เคหํ ความว่า เจ้าจะไม่กระทำ คือจักไม่สร้างเรือน ของเรา กล่าวคืออัตภาพในสังสารวัฎนี้ต่อไปได้อีก. บทว่า สพฺพา เต ผาสุกา ภคฺคา ความว่า ซี่โครง คือ กิเลส ทั้งปวงของเจ้า อันเราหักแล้วโดยไม่มีส่วนเหลือ.
หน้า 155 ข้อ 290
บทว่า ถูณิกา จ วิทาลิตา ความว่า และบัดนี้เราทำลายช่อฟ้า กล่าวคือ อวิชชา แห่งเรือนคืออัตภาพ อันท่านพึงกระทำเสียแล้ว. บทว่า วิมริยาทิกตํ จิตฺตํ ความว่า จิตของเราอันเรากระทำให้มี ที่สุดไปปราศแล้ว คือให้ถึงความไม่ต้องเกิดต่อไปเป็นธรรมดา อธิบายว่า เพราะเหตุนั้นแล จิตของเราจักดับอยู่ในภพนี้เอง คือจักถูกกำจัดเสียในภพ นี้แหละ ได้แก่จักดับไปด้วยการดับแห่งจิตดวงสุดท้าย. จบอรรถกถาสีวกเถรคาถา ๓. อุปวาณเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุปวาณเถระ [๒๙๐] ได้ยินว่า พระอุปวาณเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็น พระอรหันต์ ผู้เสด็จไปดีแล้วในโลก เป็นมุนี ถูกลม เบียดเบียนแล้ว ถ้าท่านมีน้ำร้อนขอจงถวายแด่พระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นมุนีเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นผู้อันบุคคลบูชาแล้ว กว่าเทวดาและ พรหมทั้งหลาย แม้บุคคลควรบูชา อันบุคคลสักการะ แล้ว กว่าพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าโกศล ผู้อัน บุคคลพึงสักการะ อันบุคคลนอบน้อมแล้ว กว่าเหล่า พระขีณาสพที่บุคคลควรนอบน้อม เราปรารถนาจะนำ น้ำร้อนไปถวายพระองค์.
หน้า 156 ข้อ 290
อรรถกถาอุปวาณเถรคาถา คาถาของท่านพระอุปวาณเถระ เริ่มต้นว่า อรหํ สุคโต. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้บังเกิดในตระกูลที่ยากจน ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว เมื่อพระผู้มี พระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อมวลมนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ ยักษ์ และคนธรรพ์ทั้งหลาย เก็บพระธาตุของพระองค์มากระทำพระสถูป สำเร็จด้วยรัตนะ ๗ สูง ๗ โยชน์ เขาได้เอาผ้าอุตราสงค์ของตน ซึ่งขาวสะอาด บริสุทธิ์ ผูกปลายไม้ไผ่ทำเป็นธงแล้วทำการบูชา. ยักษ์ผู้เสนาบดี นามว่า อภิสัมมตะ อันเทวดาทั้งหลายแต่งตั้งไว้ เพื่ออารักขาสถานที่บูชาพระเจดีย์ มีกายไม่ปรากฏ ถือธงนั้น ทรงไว้ในอากาศ กระทำประทักษิณพระเจดีย์ ๓ รอบ. เขาเห็นดังนั้น ได้เป็นผู้มีใจเลื่อมใส เกินประมาณ. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ ในพระนครสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า อุปวาณะ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในคราวที่ทรงรับมอบพระวิหาร ชื่อว่า เชตวัน เป็นผู้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว กระทำกรรมในวิปัสสนา บรรลุ พระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า พระสัมพุทธชินเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงรุ่งเรืองดังกองไฟ เสด็จ ปรินิพพาแล้ว มหาชนมาประชุมกันบูชาพระตถาคต
หน้า 157 ข้อ 290
กระทำจิตกาธารอย่างสวยงามแล้ว ปลงพระสรีระ มหาชนทั้งหมดพร้อมทั้งเทวดาและมนุษย์ ทำสรีรกิจ เสร็จแล้ว รวบรวมพระธาตุไว้ ณ ที่นั้น ได้สร้าง พระสถูปขึ้นไว้ ชั้นที่ ๑ แห่งพระพุทธสถูปนั้น สำเร็จ ด้วยทอง ชั้นที่ ๒ สำเร็จด้วยแล้วมณี ชั้นที่ ๓ สำเร็จ ด้วยเงิน ชั้นที่ ๔ สำเร็จด้วยแก้วผลึก ชั้นที่ ๕ ใน พระพุทธสถูปนั้น สำเร็จด้วยแก้วทับทิม ชั้นที่ ๖ สำเร็จด้วยแก้วลาย (เพชรตาแมว) ชั้นบนสำเร็จด้วย รัตนะล้วน ทางเดินสำเร็จด้วยแก้วมณี ไพทีสำเร็จ ด้วยรัตนะ พระสถูปสำเร็จด้วยทองล้วน ๆ สูงสุด ๑ โยชน์ เวลานั้นเทวดาทั้งหลายมาร่วมประชุมปรึกษา กัน ณ ที่นั้นว่า แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่ พระโลกนาถผู้คงที่ พระธาตุจะได้ไม่เรี่ยราย พระ- สรีระจะรวมเป็นอันเดียวกัน เราทั้งหลายจะทำกุญแจ ใส่ในพระสถูปนี้ เทวดาทั้งหลายจึงยังโยชน์อื่น ให้ เจริญด้วยรัตนะ ๗ ประการ (คือเทวดานิรมิตพระสถูป ให้สูงขึ้นอีกโยชน์หนึ่ง ด้วยรัตนะ ๗ ประการ) พระ- สถูปจึงสูง ๒ โยชน์ สว่างไสวขจัดความมืดได้ นาค ทั้งหลายมาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้น ในเวลา นั้นว่า มนุษย์และเทวดาได้สร้างพระสถูปแล้ว เรา ทั้งหลายอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์กับเทวดาไม่ ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้างพระสถูปถวายแด่พระ โลกนาถผู้คงที่ นาคเหล่านั้น จึงร่วมกันรวบรวมแก้ว
หน้า 158 ข้อ 290
อินทนิล แก้วมหานิล และแก้วมณีมีรัศมี โชติช่วง ปกปิดพระพุทธสถูป พระพุทธเจดีย์ประมาณเท่านั้น สำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน สูงสุด ๓ โยชน์ ส่องแสง สว่างไสวในเวลานั้น ฝูงครุฑมาประชุมร่วมปรึกษากัน ในเวลานั้นว่า มนุษย์เทวดาและนาค ได้สร้างพระพุทธ- สถูปแล้ว เราทั้งหลายอย่าประมาทเลย ดังมนุษย์ เป็นต้น กับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้าง สถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ ฝูงครุฑจึงได้สร้าง พระสถูปอันสำเร็จด้วยแก้วมณีล้วน และกุญแจก็เช่น นั้น ได้สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไป ให้สูงขึ้นอีก โยชน์หนึ่ง พระพุทธสถูปสูงสุด ๔ โยชน์ รุ่งเรืองอยู่ ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ดังพระอาทิตย์อุทัย ฉะนั้น และพวกกุมภัณฑ์ก็มาประชุมร่วมปรึกษากัน ในเวลา นั้นว่า พวกมนุษย์และพวกเทวดา ฝูงนาคและฝูงครุฑ ได้สร้างพระสถูปอันอุดม ถวายเฉพาะแด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์ เป็นต้นกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จักสร้าง พระสถูปถวาย แด่พระโลกนาทผู้คงที่ พวกเราจักปิด พระพุทธเจดีย์ ต่อขึ้นไปด้วยรัตนะ พวกกุมภัณฑ์ได้ สร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้นพระสถูปสูงสุด ๕ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวก ยักษ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ณ ที่นั้น ในเวลานั้นว่า เวลานั้น มนุษย์ เทวดา นาค กุมภัณฑ์ และครุฑ
หน้า 159 ข้อ 290
ได้พากันสร้างสถูปอันอุดมถวาย เฉพาะพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด พวกเราอย่าได้ประมาทเลย ดังมนุษย์ เป็นต้น พร้อมกับเทวดาไม่ประมาท แม้พวกเราก็จัก สร้างสถูปถวายแด่พระโลกนาถผู้คงที่ พวกเราจัก ปกปิดพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไปด้วยแก้วผลึก พวกยักษ์ จึงสร้างพระพุทธเจดีย์ต่อขึ้นไป ในที่สุดอีกโยชน์หนึ่ง เวลานั้น พระสถูปจึงสูงสุด ๖ โยชน์ สว่างไสวอยู่ พวก คนธรรพ์มาประชุมร่วมปรึกษากัน ในเวลานั้นว่า สัตว์ ทั้งปวง คือ มนุษย์ เทวดา นาค ครุฑ กุมภัณฑ์ และ ยักษ์ พากันสร้างพระสถูปแล้ว บรรดาสัตว์เหล่านี้ พวกเรายังไม่ได้สร้าง แม้พวกเราก็จักสร้างสถูป ถวายแด่พระโลกนาถเจ้าผู้คงที่ พวกคนธรรพ์จึงพากัน สร้างไพที ๗ ชั้น ได้สร้างตลอดทางเดิน เวลานั้น พวกคนธรรพ์ได้สร้างสถูปสำเร็จด้วยทองคำล้วน ใน กาลนั้น พระสถูปจึงสูง ๗ โยชน์ สว่างไสวอยู่ กลางคืนกลางวันไม่ปรากฏ แสงสว่างมีอยู่เสมอไป พระจันทร์และพระอาทิตย์ พร้อมทั้งดาว ครอบงำรัศมี พระสถูปนั้นไม่ได้ ก็แสงสว่างโพลงไปไกล ๑๐๐ โยชน์โดยรอบ (พระสถูป) ในเวลานั้น มนุษย์เหล่าใด จะบูชาพระสถูป พวกเขาไม่ต้องขึ้นพระสถูป พวก เขายกขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์ตนหนึ่งพวกเทวดาตั้งไว้ ชื่อว่า อภิสมมตะ มันยกธงหรือพวงดอกไม้ขึ้นไปใน เบื้องสูง มนุษย์เหล่านั้น มองไม่เห็นยักษ์ มองเห็นแต่
หน้า 160 ข้อ 290
พวงดอกไม้ขึ้นไป ครั้นเห็นเช่นนี้แล้วกลับไป มนุษย์ ทั้งหมดย่อมไปสู่สุคติ มนุษย์เหล่าใดชอบใจในปาพจน์ และเหล่าใดเลื่อมใสในพระศาสนา ต้องการจะเห็น ปาฏิหาริย์ ย่อมบูชาพระสถูป เวลานั้นเราเป็นคน ยากไร้ อยู่ในเมืองหงสาวดี เราได้เห็นหมู่ชนเบิกบาน จึงคิดอย่างนี้ในเวลานั้นว่า เรือนพระธาตุเช่นนี้ ของ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นี้โอฬาร ก็หมู่ชนเหล่านี้ มีใจยินดี ไม่รู้จักอิ่ม ในสักการะที่ทำอยู่ แม้เราก็จักทำสักการะ แด่พระ- โลกนาถผู้คงที่บ้าง เราจักเป็นทายาทในธรรมของ พระองค์ในอนาคต เราจึงเอาเชือกผูกผ้าห่มของเรา อันซักขาวสะอาดแล้ว คล้องไว้ที่ยอดไม้ไผ่ ยกเป็นธง ขึ้นไว้ในอากาศ ยักษ์อภิสัมมตะ ยกธงของเรานำขึ้น ไปไว้ในอัมพร เราเห็นธงอันลมสะบัด ได้เกิดความ ยินดีอย่างยิ่ง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระสถูปนั้นแล้ว เข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง กราบไหว้ภิกษุนั้นแล้ว ได้ สอบถามถึงผลในการถวายธง ท่านยังความเพลิดเพลิน และปีติให้เกิดแก่เรา กล่าวแก่เราว่า ท่านจักได้เสวย วิบากของธงนั้น ในกาลทั้งปวง จตุรงคเสนา คือ พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อม ท่านอยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ดนตรี หกหมื่น และกลองเภรีอันประดับสวยงาม จะประโคม แวดล้อมท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง
หน้า 161 ข้อ 290
หญิงสาวแปดหมื่นหกพัน อันประดับงดงาม มีผ้าและ อาภรณ์อันวิจิตร สวมใส่แก้วมณี และกุณฑล หน้า- แฉล้ม แย้มยิ้ม มีตะโพกผึ่งผาย เอวบาง จักแวดล้อม (บำเรอ) ท่านเป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายธง ท่าน จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลก ตลอดสามหมื่นกัป จักได้ เป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๘๐ ครั้ง จักได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราชอันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ ในแสนกัป พระศาสดาพระนามว่า โคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ท่านอันกุศล มูลตักเตือน เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว ประกอบด้วย บุญกรรม จักเกิดเป็นบุตรพราหมณ์ ท่านจักละทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ทาสและกรรมกรเป็นอันมาก ออกบวชใน พระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า โคดม ท่านจักยังพระสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐให้โปรดปรานแล้ว จักได้เป็นพระสาวก ของพระศาสดา มีชื่อว่า อุปวาณะ กรรมที่เราทำไว้ แล้ว ในแสนกัป ให้ผลแก่เราในที่นี้แล้ว เราเผากิเลส ของเราแล้ว ดุจกำลังลูกศรพ้นจากแล่งไปแล้ว เมื่อ เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ในทวีปทั้ง ๔ ธง ทั้งหลายจักยกขึ้นโดยรอบ ๓ โยชน์ทุกเมื่อ ในแสนกัป แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใดไว้ในเวลานั้น ด้วยผล
หน้า 162 ข้อ 290
แห่งกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ถวายธง. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของ พระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ครั้งนั้น ท่านพระอุปวาณะ ได้เป็นอุปัฏฐากของพระพุทธเจ้า. ก็โดย สมัยนั้น อาพาธอันเกิดแต่ลม บังเกิดแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว. และ พราหมณ์ชื่อว่า เทวหิตะ เป็นสหายของพระเถระแต่ครั้งยังเป็นคฤหัสถ์ อาศัย อยู่ในพระนครสาวัตถี. เขาปวารณาพระเถระด้วยปัจจัย ๔. ลำดับนั้น ท่านพระอุปวาณะ นุ่งสบงแล้วถือบาตรจีวร เข้าไปยัง ที่อยู่ของพราหมณ์นั้น พราหมณ์รู้ว่า พระเถระมาโดยวัตถุประสงค์บางประการ จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านประสงค์สิ่งใดจงบอกเถิด. พระเถระเมื่อ จะบอกวัตถุประสงค์แก่พราหมณ์ ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นพระ- อรหันต์ ผู้เสด็จไปดีแล้วในโลกเป็นมุนี ถูกลม เบียดเบียนแล้ว ถ้าท่านมีน้ำร้อน ขอจงถวายแด่พระ ผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นมุนีเถิด พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นผู้อันบุคคลบูชาแล้ว ยิ่งกว่าเทวดา และพรหมทั้งหลาย แม้บุคคลควรบูชา อันบุคคล สักการะแล้ว ยิ่งกว่าพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้า โกศล ผู้อันบุคคลพึงสักการะ อันบุคคลนอบน้อมแล้ว ยิ่งกว่าเหล่าพระขีณาสพ ที่บุคคลควรนอบน้อม เรา ปรารถนาจะนำน้ำร้อนไปถวายพระองค์ ดังนี้. คาถาทั้งสองนั้น มีอธิบายว่า บรรดาบุคคลผู้ควรบูชาในโลกนี้ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด อันบุคคลบูชาแล้ว (ยิ่ง) กว่าเทวดาทั้งหลาย มี
หน้า 163 ข้อ 290
ท้าวสักกะเป็นต้น ยิ่งกว่าพรหมทั้งหลาย มีท้าวมหาพรหมเป็นต้น ผู้ควรบูชา บรรดาผู้ที่ควรสักการะทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด อันบุคคล สักการะแล้ว ยิ่งกว่าพระเจ้าพิมพิสาร และพระเจ้าโกศลเป็นต้น ผู้ควรสักการะ บรรดาบุคคลผู้ควรนอบน้อมทั้งหลาย พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด อัน บุคคลนอบน้อมแล้ว ยิ่งกว่าพระขีณาสพทั้งหลาย ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ควรนอบน้อมชื่อว่าเป็นพระอรหันต์ เพราะพระคุณมีความเป็นผู้ไกลจาก กิเลสเป็นต้น ชื่อว่า เป็นพระสุคต เพราะเสด็จไปงามเป็นต้น เป็นพระ- สัพพัญญู เป็นมุนี เป็นศาสดาของเรา เป็นเทพเหนือเทพ เป็นสักกะเหนือ ท้าวสักกะทั้งหลาย เป็นพรหมเหนือพรหมทั้งหลาย. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงพระประชวรเพราะโรคลม คือเพราะลมเป็นเหตุ ได้แก่เหตุเพราะลมกำเริบ. ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าท่านมีน้ำร้อน เราปรารถนาจะนำไปถวายเพื่อ ระงับวาตาพาธ คือเพื่อบำบัดโรคลม ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น. พราหมณ์ฟังดังนั้นแล้ว นำน้ำร้อน และเภสัช อันเหมาะแก่อาการ ของโรค และสมควรแก่การระงับโรคลม เข้าไป น้อมถวายแด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. โรคของพระศาสดาสงบแล้ว เพราะน้ำร้อนและเภสัชนั้น. พระผู้มี พระภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแก่พราหมณ์นั้น ฉะนี้แล. จบอรรถกถาอุปวาณเถรคาถา
หน้า 164 ข้อ 291
๔. อิสิทินนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอิสิทินนเถระ [๒๙๑] ได้ยินว่า พระอิสิทินนเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า อุบาสกทั้งหลาย ผู้ทรงธรรมกล่าวว่า กามทั้ง- หลายไม่เที่ยง เราได้เห็นแล้ว อุบาสกเหล่านั้นเป็นผู้ กำหนัด รักใคร่ ห่วงใยในแก้วมณี บุตรธิดา และ ภรรยา เราได้เห็นแล้ว เพราะอุบาสกเหล่านั้น ไม่รู้ ธรรมภายในพระพุทธศาสนานี้แน่แท้ แม้ถึงอย่างนั้นก็ได้ กล่าวว่า กามทั้งหลายไม่เที่ยง แต่กำลังญาณเพื่อจะตัด ราคะของอุบาสกเหล่านั้น ไม่มี เพราะฉะนั้น อุบาสก เหล่านั้น จึงติดอยู่ในบุตร ภรรยาและในทรัพย์. อรรถกถาอิสิทินนเถรคาถา คาถาของท่านพระอิสิทินนเถระ เริ่มต้นว่า ทิฏฺา มยา. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย กระทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ใน กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี บรรลุความเป็นผู้รู้ แล้วถือพัดโบก บูชาโพธิพฤกษ์.
หน้า 165 ข้อ 291
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลเศรษฐี ในสุนาปรันตชนบท ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า อิสิ- ทินนะ เจริญวัยแล้ว เห็นปาฎิหาริย์ในคราวที่พระศาสดาทรงรับไม้จันทน์ และระเบียบดอกไม้ มีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้วเป็นพระ โสดาบันอยู่ครองเรือน. เทวดาผู้มุ่งประโยชน์ต่ออิสิทินนเศรษฐี เมื่อจะเตือน เขาได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า อุบาสกทั้งหลาย ผู้ทรงธรรมกล่าวว่า กามทั้ง- หลายไม่เที่ยง เราได้เห็นแล้ว อุบาสกเหล่านั้น เป็นผู้ กำหนัด รักใคร่ ห่วงใยในแก้วมณี บุตรธิดา และ ภรรยา เราได้เห็นแล้ว เพราะอุบาสกเหล่านั้น ไม่รู้ ธรรมในพระพุทธศาสนานี้แน่แท้ แม้ถึงอย่างนั้นก็ได้ กล่าวว่า กามทั้งหลายไม่เที่ยง แต่กำลังญาณเพื่อจะ ตัดราคะของอุบาสกเหล่านั้น ไม่มี เพราะฉะนั้น อุบาสกเหล่านั้น จึงติดอยู่ในบุตร ภรรยา และใน ทรัพย์ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺา มยา ธมฺมธรา อุปาสกา กามา อนิจฺจา ความว่า อุบาสกทั้งหลาย ผู้ทรงปริยัติธรรมบางคนในโลก- นี้ เราเห็นแล้ว คือเพราะเหตุที่เขาเป็นผู้ทรงพระปริยัติธรรมนั้นแล เมื่อ กล่าวธรรม อันปฏิสังยุตด้วยโทษในกามทั้งหลายว่า ขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา ดังนี้ แต่ตัวเองกลับ กำหนัดแล้ว กำหนัดนักแล้ว ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย มีความ ห่วงใย ในบุตรและภรรยาทั้งหลาย ได้แก่ เป็นผู้มีความกำหนัดแล้ว คือเป็น ผู้มากไปด้วยความกำหนัดยินดี ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย หรือใน
หน้า 166 ข้อ 291
แก้วมณี และแก้วกุณฑลอันตนสั่งสมไว้แล้ว มีความเสน่หาอย่างท้วมท้น ใน บุตรธิดา และในภรรยาทั้งหลาย อธิบายว่า คนที่พูดอย่างหนึ่ง ทำอย่างหนึ่ง เราเห็นแล้ว. บทว่า ยโต ความว่า เพราะเหตุที่อุบาสกเหล่านั้น ยังมีความ กำหนัดยินดี ในแก้วมณีและแก้วกุณฑลทั้งหลาย มีความห่วงใย ในบุตร และภรรยาทั้งหลาย ฉะนั้น อุบาสกเหล่านั้น ย่อมชื่อว่าไม่รู้จริงซึ่งธรรมในพระ พุทธศาสนานี้ ตามความเป็นจริง อย่างแน่แท้ คือโดยส่วนเดียว. อธิบายว่า ก็อุบาสกทั้งหลายผู้เป็นแล้วอย่างนี้ แม้ถึงจะได้กล่าวว่า กามทั้งหลาย เป็น ของไม่เที่ยง ก็ (เพราะ) เป็นปกติวิสัยของสัตว์ (เพราะ) กามทั้งหลายมีความ งดงามเป็นสภาพ. บทว่า ราคญฺจ เตสํ น พลตฺถิ เฉตฺตุํ ความว่า เพราะเหตุ ที่กำลังแห่งญาณ เพื่อจะตัด คือเพื่อจะเข้าไปถอนขึ้นซึ่งราคะเช่นนั้น ของ อุบาสกเหล่านั้นไม่มี ฉะนั้น คือด้วยเหตุนั้น อุบาสกเหล่านั้น จึงติด คือ เนื่องอยู่แล้วด้วยอำนาจแห่งตัณหา ได้แก่ ติดแน่น ไม่สามารถจะสละลูกเมีย และทรัพย์สมบัติได้ เพราะเหตุนั้น เทวดาจึงกล่าวคาถา ๒ คาถา นี้ทั้งหมด หมายถึง (อิสิทินนะ) อุบาสกนั้นแล (แต่) เอาคนอื่นมาอ้าง. อุบาสกฟังคำเป็นคาถามนั้นแล้ว เกิดความสลดใจ บวชแล้วบรรลุพระ อรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า เราเป็นผู้มีใจโสมนัส จับพัดวีชนี พัดไม้โพธิ- อันอุดม ที่ไม้โพธิของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ซึ่งเป็นไม้สูงสุด ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้พัดไม้โพธิอันอุดม ด้วยการพัดไม้โพธินั้น เรา
หน้า 167 ข้อ 292
ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการพัดไม้โพธิ. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้ กล่าวคาถาเหล่านี้แหละ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาอิสินนเถรคาถา ๕. สัมพุลกัจจานเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัมพุลกัจจานเถระ* [๒๙๒] ได้ยินว่า พระสัมพุลกัจจานเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่าง นี้ว่า ฝนก็ตก ฟ้าก็ร้องครืน ๆ เราอยู่ในถ้ำอันน่า กลัวแต่คนเดียว ความกลัว ความสะดุ้ง หวาดเสียว หรือขนลุกขนพอง มิได้มีเลย การที่เราอยู่ในถ้ำอัน น่ากลัวแต่ผู้เดียว ไม่มีความกลัว หรือสะดุ้งหวาดเสียว นี้ เป็นของธรรมดาของเรา. * อรรถกถาเป็น สัมพุลกัจจายนเถระ
หน้า 168 ข้อ 292
อรรถกถาสัมพุลกัจจายนเถรคาถา คาถาของพระสัมพุลกัจจายนเถระ เริ่มต้นว่า เทโว จ. เรื่องราว ของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในที่สุดแห่งกัป ที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า สตรังสี ออกจากนิโรธแล้วเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใสแล้ว ได้ ถวายผลตาล. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิด ในตระกูลคฤหบดี แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า สัมพุละ เพราะความที่ท่านเป็นกัจจายนโคตร จึงมีนามปรากฏว่า สัมพุลกัจจายนะ. เขาเจริญวัยแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธา จิต บวชแล้วเจริญวิปัสสนาอยู่ในถ้ำแห่งภูเขาชื่อว่า เภรวะ ครั้นวันหนึ่ง เมฆที่เกิดขึ้นในสมัยใช่กาลกลุ่มใหญ่ หนาตั้งร้อยชั้นพันชั้น ร้อง คำราม ยังสายฟ้าให้แลบแปลบปลาบ ร้องครืน ๆ ตั้งขึ้น ตั้งท่าจะตก. สัตว์ ทั้งหลาย มีหมี หมาไน ควายป่า และช้างเป็นต้น ฟังเสียงนั้นแล้ว สะดุ้ง ตกใจกลัว รองลั่น อย่างหวาดกลัว. ส่วนพระเถระ ไม่มีความอาลัยในร่างกายและชีวิต ปราศจากความ ขนพองสยองเกล้า ไม่สนใจเสียงนั้น มุ่งกระทำกรรมในวิปัสสนาอย่างเดียว เท่านั้น เพราะความเป็นผู้มีวิปัสสนาอันปรารภแล้ว เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะความร้อนในฤดูร้อนผ่านไป และเพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย ขวนขวาย วิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยอภิญญา ๖ ในขณะนั้นเอง. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า
หน้า 169 ข้อ 292
พระผู้มีพระภาคะ ผู้สยัมภู นามว่า สตรังสี ไม่พ่ายแพ้อะไร ๆ ใคร่ต่อความวิเวก ตรัสรู้ด้วยตนเอง ออกบิณฑบาต เราถือผลไม้อยู่ได้เห็นแล้ว จึงได้เข้า ไปเฝ้าพระนราสภ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ ถวายผลตาล ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวาย ผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายผลตาลนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลตาล. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตน เกิด ความโสมนัส เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยสามารถแห่งอุทาน ได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า ฝนก็ตก ฟ้าก็ร้องครืน ๆ เราอยู่ในถ้ำอันน่า กลัวแต่คนเดียว ความกลัว ความสะดุ้ง หวาดเสียว หรือขนลุกขนพอง มิได้มีเลย การที่เราอยู่ในถ้ำอัน น่ากลัว แต่ผู้เดียว ไม่มีความหวาดกลัว หรือสะดุ้ง หวาดเสียว นี้ เป็นธรรมดาของเรา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เทโว จ วสฺสติ เทโว จ คฬค- ฬายติ ความว่า ฝนคือเมฆ ก็ตก ฟ้าก็ร้องเสียงดังครืน ๆ ก็บทว่า คฬคฬา นี้ กระทำเสียง ตามเสียงฟ้าร้องคำราม. บทว่า เอกโก จาหํ เภรเว พิเล วิหรามิ ความว่า ก็เราตัวคนเดียว ไม่มีเพื่อน อยู่ในถ้ำ แห่งภูเขา อันมีภัยตั้งอยู่เฉพาะหน้า เมื่อเรานั้นเป็นอย่างนี้ ความกลัว
หน้า 170 ข้อ 293
ความหวาดเสียว ความขนลุกขนพอง ย่อมไม่มีแก่เราผู้มีสติ ได้แก่ ความ กลัวที่หมายรู้กันว่า ความสะดุ้งแห่งจิตก็ดี ความหวาดเสียวแห่งร่างกาย อัน มีความกลัวนั้นเป็นนิมิตก็ดี ความเป็นผู้มีขนพองสยองเกล้าก็ดี ย่อมไม่มี (แก่เรา). เพราะเหตุไร ? เพราะ พระเถระกล่าวเหตุในข้อนั้นไว้ว่า ธมฺมตา มเมสา (นี้เป็นธรรมดาของเรา). แท้จริง พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลว่า อันภัยเป็นต้น พึงมี แก่บุคคลผู้ไม่ได้กำหนดรู้วัตถุ เพราะยังละฉันทราคะในวัตถุนั้นไม่ได้ แต่ ภัยในวัตถุนั้น เรากำหนดรู้แล้วโดยประการทั้งปวง ทั้งฉันทราคะในวัตถุนั้น เราก็ตัดขาดแล้ว เพราะฉะนั้น ภัยเป็นต้นจึงไม่มี นี้เป็นธรรมดาของเรา คือ ข้อนี้ เป็นสภาพแห่งธรรมของเรา. จบอรรถกถาสัมพุลกัจจยนเถรคาถา ๖. ขิตกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระขิตกเถระ [๒๙๓] ได้ยินว่า พระขิตกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า จิตของใครตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวดังภูเขา ไม่กำ- หนัดแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ผู้ใด อบรมจิตได้อย่างนี้ ทุกข์จักมาถึงผู้นั้น แต่ที่ไหน จิต ของเราตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว ดังภูเขา จิตของเราไม่ กำหนัดแล้ว ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในอารมณ์ เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง เรา อบรมจิตได้แล้วอย่างนี้ ทุกข์จักมาถึงเราแต่ที่ไหน ๆ.
หน้า 171 ข้อ 293
อรรถกถาขิตกเถรคาถา คาถาของท่านพระขิตกเถระ เริ่มต้นว่า กสฺส เสลูปมํ จิตฺตํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เป็นคนเฝ้าสวน ดำเนินชีวิตอยู่ในพันธุมดี นคร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี วันหนึ่งเห็น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปทางอากาศ มีใจโสมนัส ได้เป็นผู้มีความประสงค์ จะถวายขนุนสำมะลอ พระศาสดาเมื่อจะทรงอนุเคราะห์เขา ประทับยืนอยู่ใน อากาศนั่นแหละ รับประเคนแล้ว. เขาถวายขนุนสำมะลอนั้นแล้ว เสวยปีติ โสมนัสอย่างโอฬาร. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายเกิดใน ตระกูลพราหมณ์ แคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า ขิตกะ บรรลุนิติภาวะแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เป็นผู้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เรียนกรรมฐานแล้วอยู่ในป่า เพียรพยายามอยู่ บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ครั้งนั้น เราเป็นคนเฝ้าสวนอยู่ในพระนครพัน- ธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี เสด็จ เหาะไปในอากาศ เราได้หยิบเอาผลขนุนสำมะลอ ถวายแด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด พระพุทธเจ้าผู้มี พระยศใหญ่ ให้เกิดความปลื้มใจแก่เรา นำความสุข มาให้ในปัจจุบัน ประทับอยู่ในอากาศนั่นเอง ได้ทรง
หน้า 172 ข้อ 293
รับประเคน เราถวายผลไม้แด่พระพุทธเจ้าด้วยใจอัน- เลื่อมใสแล้ว ได้ประสบปีติอันไพบูลย์ เป็นสุขยอด- เยี่ยมในครั้งนั้น รัตนะเกิดขึ้นแก่เราผู้เกิดในที่นั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาล นั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายผลไม้ ทิพยจักษุของเราบริสุทธิ์แล้ว เราเป็น ผู้ฉลาดในสมาธิ ถึงแล้วซึ่งฝั่งแห่งอภิญญา นี้เป็น ผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุขอันเกิดแต่ ผลและความสุขในพระนิพพาน ท่านกำหนดความเพียรไปสู่ราวป่านั้น เพื่อจะ สงเคราะห์ภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ในราวป่านั้น จึงกล่าวคาถา ๑ คาถา ความว่า จิตของใครตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ดังภูเขา ไม่กำ- หนัดแล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ไม่ขัด- เคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง ผู้ใดอบรม จิตได้อย่างนี้ ทุกข์จักมาถึงผู้นั้นได้แต่ที่ไหน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺส เสลูปมํ จิตฺตํ ิตํ นานุกมฺปติ ความว่า เมื่อเธอทั้งหลายอยู่ในราวป่านี้ จิตของภิกษุไร ชื่อว่าตั้งมั่น เพราะ ได้บรรลุผลอันเลิศ และเพราะถึงความเป็นผู้มีวสี โดยไม่มีความหวั่นไหว ทุกอย่าง อุปมาดังภูเขาหินล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่หวั่นไหว คือไม่สั่นสะเทือน ด้วยโลกธรรมแม้ทั้งปวง.
หน้า 173 ข้อ 293
บัดนี้ เพื่อจะแสดงอาการอันไม่หวั่นไหวของจิตนั้น พร้อมกับเหตุ พระเถระจึงกล่าวคำมีอาทิว่า วิรตฺตํ ไม่กำหนัดแล้ว ดังนี้. บรรดาบทเหลานั้น บทว่า วิรตฺตํ รชนีเยสุ ความว่า ไม่กำหนัด แล้วในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด คือในธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ อันเป็นเหตุแห่งความบังเกิดขึ้นของความกำหนัด ด้วยอริยมรรค กล่าวคือ วิราคธรรม (ความคลายกำหนัด ) อธิบายว่า มีความกำหนัดในธรรมอันเป็น ไปในภูมิ ๓ นั้น อันเธอถอนขึ้นแล้ว โดยประการทั้งปวง. บทว่า กุปฺปนีเย ความว่า ในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขึ้งเคียด ได้แก่ ในอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความอาฆาต แม้ทั้งปวง. บทว่า น กุปฺปติ ความว่า ไม่ประทุษร้าย คือไม่ถึงอาการที่แปลก. บทว่า ยสฺเสวํ ภาวิตํ จิตฺตํ ความว่า จิตคือใจอันพระอริยบุคคลใด อบรมแล้ว อย่างนี้ คือโดยนัยดังกล่าวแล้ว ได้แก่ โดยความเป็นผู้คงที่. บทว่า กุโต ตํ ทุกฺขเมสฺสติ ความว่า ทุกข์จักเข้าถึงบุคคลนั้น แต่ที่ไหน คือแต่สัตว์ หรือสังขารเล่า ? อธิบายว่า ทุกข์ย่อมไม่มีแก่บุคคล เช่นนั้น. พระขิตกเถระ เมื่อจะวิสัชนาปัญหาที่มีเพียงผู้ถามขึ้น โดยไม่กำหนด แน่นอนอย่างนี้ ทำให้น้อมเข้าไปในตน พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถาที่สอง มีอาทิว่า มม เสลูปมํ จิตฺตํ จิตของเราตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ดังภูเขา ดังนี้. บทนั้นมีเนื้อความอันข้าพเจ้ากล่าวอธิบายไว้แล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาขิตกเถรคาถา
หน้า 174 ข้อ 294
๗. โสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสณโปฏิริยบุตรเถระ [๒๙๔] ได้ยินว่า พระโสณโปฏิริยบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ราตรีอันประกอบด้วยฤกษ์มาลินีเช่นนี้ ย่อมไม่ เป็นราตรี เพื่อจะหลับโดยแท้ ราตรีเช่นนี้ ย่อมเป็น ราตรีอันผู้รู้แจ้งปรารถนาแล้วเพื่อประกอบความเพียร. ครั้นพระเถระได้ฟังดังนั้น ก็สลดใจ ยังหิริโอตตัปปะให้เข้าไปตั้งไว้ แล้วอธิษฐานอัพโภกาสิกังคธุดงค์ กระทำกรรมในวิปัสสนา ได้กล่าวคาถาที่ ๒ นี้ว่า ถ้าช้างพึงเหยียบเราผู้ตกลงจากคอช้าง เราตาย เสียในสงครามประเสริฐกว่า แพ้แล้ว เป็นอยู่จะประ- เสริฐอะไร. อรรถกถาโสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระโสณโปฏิริยบุตรเถระ เริ่มต้นว่า น ตาว สุปิตุํ โหติ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เป็นพรานป่า เลี้ยงชีพ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ-
หน้า 175 ข้อ 294
นามว่า สิขี วันหนึ่ง เห็นพระศาสดา แล้วมีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลมะหาด แด่พระศาสดา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด เป็นบุตรของนายบ้าน ชื่อว่า โปฎิริยะ ในเมืองกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้มีนามว่า โสณะ. เขาเจริญวัยแล้ว ได้เป็นเสนาบดี ของพระราชา พระ- นามว่า ภัตทิยะ สากิยะ. ครั้นต่อมา เมื่อพระเจ้าภัททิยะ ทรงผนวชแล้วโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในหนหลัง เสนาบดี ก็บวชตาม ด้วยคิดว่า ขึ้นชื่อว่า แม้พระราชาก็ยังทรง ออกผนวช การอยู่ครองเรือนของเราจะมีประโยชน์อะไร ? ก็ครั้นบวชแล้ว เป็นผู้มีการนอนหลับเป็นที่มายินดี ไม่หมั่นประกอบภาวนา พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทับอยู่ ในอนุปิยอัมพวันวิหาร ทรงแผ่โอภาสของพระองค์ไป ยังสติ ให้เกิดแก่พระโสณโปฏิริยเถระ ด้วยพระโอภาสนั้น เมื่อจะทรงโอวาทพระเถระ ด้วยพระคาถานี้ ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า ราตรีอันประดับด้วยฤกษ์มาลินีเช่นนี้ ย่อมไม่ เป็นราตรีเพื่อจะหลับโดยแท้ ราตรีเช่นนี้ ย่อมเป็น ราตรีอันผู้รู้แจ้งปรารถนาแล้ว เพื่อประกอบความเพียร. ถ้าช้างพึงเหยียบเรา ผู้ตกลงจากคอช้าง เราตาย เสียในสงคราม ประเสริฐกว่า แพ้แล้ว เป็นอยู่จะ ประเสริฐอะไร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตาว สุปิตุํ โหติ รตฺติ นกฺขตฺ- มาลินี. ความว่า เมื่อภิกษุผู้มีชาติแห่งวิญญูชน ได้ขณะที่ ๙ อันเว้นจาก ขณะที่ไม่ใช่กาล ๘ อย่าง ตั้งอยู่แล้ว ยังทำพระอรหัตให้อยู่ในเงื้อมมือไม่ได้
หน้า 176 ข้อ 294
ตราบใด ตราบนั้น ราตรีอันประกอบด้วยฤกษ์มาลินีเช่นนี้ ย่อมไม่เป็นราตรี เพื่อจะหลับโดยแท้ คือไม่ใช่เวลาจะมามัวนอนหลับ. อีกประการหนึ่งแล ราตรีเช่นนี้ ย่อมเป็นราตรีอันผู้รู้แจ้งปรารถนา แล้ว เพื่อจะประกอบความเพียร โดยอรรถได้แก่ ขึ้นชื่อว่าราตรีเช่นนี้เป็น เวลาที่มีเสียงสงัดเงียบเป็นพิเศษ เพราะเป็นเวลาที่พวกมนุษย์เหล่ามฤคและ ปักษีทั้งหลาย ย่างเข้าสู่ความหลับ จึงเป็นเวลาอันวิญญูชน ผู้รู้แจ้ง ปรารถนา เพื่อเอาใจใส่ดูแลข้อปฏิบัติในตน คือเพื่อจะขวนขวายบำเพ็ญความเพียรของผู้มี ธรรมเป็นเครื่องตื่นอยู่นั่นเอง. พระโสณเถระฟังพระโอวาทนั้นแล้ว เป็นผู้มีใจสลดแล้ว เริ่มตั้ง หิริโอตตัปปะ อธิษฐานอัพโภกาสิกังคธุดงค์ (องค์คุณของภิกษุผู้ถือการอยู่ใน ที่แจ้งเป็นวัตร) กระทำกรรมในวิปัสสนา กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า หตฺถิกฺขนฺ- ธาวปติตํ ดังนี้ เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวปติตํ ได้แก่ ตกคว่ำหน้า คือ มีเท้า ขึ้นเบื้องบน มีหน้าลงเบื้องล่าง ตกไปแล้ว. บทว่า กุญฺชโร เจ อนุกฺกเม ความว่า ถ้าช้างพึงเหยียบเรา. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ว่า ถ้าในเวลาที่เราขึ้นคอช้างเข้าสู่สงคราม ตกจาก คอช้าง ได้ถูกช้างนั้นเหยียบตายในสงคราม ความตายนั้นของเราประเสริฐกว่า พ่ายจากกิเลสทั้งหลายในบัดนี้แล้วเป็นอยู่ จะประเสริฐอะไร คือ ความเป็น อยู่นั้นไม่ประเสริฐเลย เมื่อพระเถระกล่าวคาถานี้อยู่นั่นแล ขวนขวายวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อก่อนเราเป็นพรานเนื้อ ครั้งนั้น เราเที่ยวอยู่ ในป่าใหญ่ ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เราเลื่อมใส ได้เอาผลมะหาด
หน้า 177 ข้อ 295
มาถวายพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นเขตแห่งบุญ ผู้แกล้วกล้า ด้วยมือทั้งสองของตน ในกัปที่ ๓๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการ ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว กล่าวทบทวนคาถาทั้งสองนั่นแล คือ (คาถาที่ ๑) อันพระศาสดาตรัสแล้ว (และคาถาที่ ๒) อันตนกล่าวแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า หตฺถิกฺขนธาวปติตํ ดังนี้. ด้วยการกล่าวซ้ำคาถานั้นเป็นอัน พระเถระพยากรณ์พระอรหัตผลนี้แล้วทีเดียว. จบอรรถกถาโสณโปฏิริยปุตตเถรคาถา ๘. นิสภเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนิสภเถระ [๒๙๕] ได้ยินว่า พระนิสภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า วิญญูชน ละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ ใจแล้ว ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วพึงทำที่สุดแห่งทุกข์ ได้. เราไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ และเรามีสติ มีสัมปชัญญะ รอเวลาอันควรเท่านั้น.
หน้า 178 ข้อ 295
อรรถกถานิสภเถรคาถา คาถาของท่านพระนิสภเถระ เริ่มต้นว่า ปญฺจ กามคุเณ หิตฺวา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธะจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลมะขวิด. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปแต่ในสุคติภพอย่างเดียว เกิดใน เรือนแห่งตระกูลในโกลิยชนบท ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า นิสภะ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในสงคราม ของเจ้าศากยะ และเจ้าโกลิยะ ทั้งหลาย แล้วได้ศรัทธาจิต บวชแล้ว บรรลุพระอรหัตในวันนั้นเอง. สมดัง คาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้ถวายผลมะขวิด แด่พระสัมพุทธเจ้า ผู้มี พระฉวีวรรณปานดังทองคำ สมควรรับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เห็นภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสหายของตน ยังกาลเวลาให้ล่วงไป ด้วยการอยู่อย่างประมาท เมื่อจะโอวาทภิกษุเหล่านั้น ได้กล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า
หน้า 179 ข้อ 295
วิญญูชน ละเบญจกามคุณอันน่ารัก น่ารื่นรมย์ ใจแล้ว ออกบวชด้วยศรัทธา แล้วพึงทำที่สุดแห่งทุกข์ ได้ ดังนี้. คาถาที่ ๑ นั้น มีอธิบายดังนี้ วิญญูชนละ คือ เลิกละได้แก่สละกามคุณ คือ กามโกฏฐาสทั้ง ๕ มีรูปเป็นต้น อันชื่อว่าน่ารัก เพราะมีสภาพที่ยั่วยวน ชวนให้พาลชนรักใคร่ ชื่อว่าน่ารื่นรมย์ใจ เพราะมีสภาพเป็นที่เจริญใจ ออก คือหลุดพ้นจากเรือน คือ จากเครื่องผูกพันคือเรือน เข้าสู่บรรพชาเพศ จำเดิม แต่บวชแล้ว ก็เพียรพยายาม พึงเป็นผู้กระทำที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะได้. พระเถระกล่าวสอนภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นอย่างนี้ แล้วกล่าวว่า ท่าน ทั้งหลายอย่าคิดว่า คนผู้นี้ดีแต่สอนคนอื่นเท่านั้น ส่วนตนเองไม่กระทำ ดังนี้ แล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนเป็นผู้ปฏิบัติแก่ภิกษุเหล่านั้น จึงพยากรณ์ พระอรหัตผล ด้วยคาถาที่สอง ความว่า เราไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่ แต่เรามีสติ มีสัมปชัญญะ รอเวลาอันควรอยู่ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาภินนฺทามิ มรณํ ความว่า เราไม่ มุ่งหมายความตาย. ก็บทว่า นาภินนฺทามิ ชีวิตํ นี้ เป็นคำบอกเหตุของบทว่า " นาภินนฺทามิ มรณํ " นั้น เพราะเรายังไม่อยากมีชีวิตอยู่ ฉะนั้น จึงไม่ นิยมยินดีความตาย. อธิบายว่า บุคคลใดก่อ คือเข้าไปสั่งสมการปรุงแต่ง กิเลส (อันเป็นเหตุ) แห่งชาติชรา และมรณะสืบต่อไป บุคคลนั้นเมื่อยินดี การเกิดในภพใหม่ ชื่อว่าย่อมยินดีแม้ซึ่งความตายของตน เพราะเป็นผลให้ เกิดในภพติดต่อกันไป เพราะยังละเหตุไม่ได้ ส่วนพระขีณาสพ ละอาจยคามิ- ธรรม (ธรรมอันเป็นเหตุให้ถึงการก่อภพก่อชาติ) ตั้งอยู่ในอปจยคามิธรรม
หน้า 180 ข้อ 295
(ธรรมอันเป็นเหตุให้หมดภพหมดชาติ) เป็นผู้กำหนดรู้วัตถุ ชื่อว่าย่อมไม่ ยินดีแม้ซึ่งความตาย เพราะความที่แห่งเหตุนั้นแล อันตนละได้แล้วด้วยดี. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า นาภินนฺทามิ มรณํ นาภินน์ทามิ ชีวิตํ เรายังไม่อยากตาย ไม่อยากมีชีวิตอยู่. ถามว่า ถ้าพระขีณาสพ มีความจำนงมุ่งหมายพระนิพพานอยู่อย่างนี้ ก็การดำรง (ชีวิตของท่าน) จนกว่าจะปรินิพพาน จะเป็นอย่างไร ? พระเถระจึงกล่าว (เฉลย) ว่า และเรามีสติสัมปชัญญะ รอเวลาอัน ควรเท่านั้น (โดยมีอธิบายว่า) เมื่อเราบรรลุกิเลสปรินิพพานแล้ว เราชื่อว่า มีสติ มีสัมปชัญญะ เพราะถึงความไพบูลย์ด้วยสติและปัญญา รอเวลาขันธ- ปรินิพพานอย่างเดียว เราชะเง้อคอยเวลาแห่งขันธปรินิพพานนั้นอยู่ แต่เรา ไม่มีความยินดีในความตาย หรือในชีวิตความเป็นอยู่ เพราะทั้งความตายและ ชีวิตนั้น เราเพิกถอนขึ้น ด้วยอรหัตมรรคแล้วแล. จบอรรถกถานิสภเถรคาถา
หน้า 181 ข้อ 296
๙. อุสภเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุสเถระ [๒๙๖] ได้ยินว่า พระอุสภเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราฝันว่า ได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบน คอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูก มหาชนพากันมารุมมุงดูอยู่ จึงลงจากคอช้าง กลับ ลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ครั้งนั้นได้ความสลดใจว่า ความฝัน นี้เราไม่มีสติสัมปชัญญะ นอนหลับฝันเห็นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นผู้กระด้างมัวเมา เพราะชาติสกุล ได้ ความสังเวชแล้ว จึงบรรลุความสิ้นอาสวะ. อรรถกถาอุสภเถรคาถา คาถาของท่านพระอุสภเถระ เริ่มต้นว่า อมฺพปลฺลวสงฺกาสํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ กระทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดา เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลสะคร้อ.
หน้า 182 ข้อ 296
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลแห่งเจ้าศากยะ กรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า อุสภะ เจริญวัยแล้ว เห็นพุทธานุภาพในสมาคมพระญาติของพระศาสดา ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว. จำเดิมแต่เวลาที่บวชแล้ว พระอุสภะไม่บำเพ็ญสมณธรรม ยินดีใน การคลุกคลีด้วยหมู่ในกลางวัน ชอบนอนหลับตลอดทั้งคืน ยังเวลาให้ล่วงไป. วันหนึ่ง ท่านปล่อยสติ ขาดสัมปชัญญะนอนหลับ ฝันเห็นตนเอง ปลงผมและ หนวดแล้ว ห่มจีวรสีใบมะม่วงอ่อน นั่งบนคอช้าง เข้าไปสู่พระนครเพื่อ บิณฑบาต เพื่อมนุษย์ทั้งหลายมาชุมนุมกันในที่นั้นนั่นแล จึงลงจากคอช้าง ด้วยความละอาย ตื่นขึ้น เกิดความสลดใจว่า เราปล่อยสติไม่มีสัมปชัญญะ นอนหลับฝันเห็นเป็นเช่นนี้ไป ดังนี้ แล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้น เราได้ถวายผลสะคร้อ แด่พระ- นราสภผู้ประเสริฐกว่าทวยเทพ งามเหมือนต้นรกฟ้า ขาว กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๓๑ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการ ถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ลำดับนั้น พระเกระทำความฝันตามที่ตนเห็นแล้วนั่นแล ให้เป็นข้อ พยากรณ์พระอรหัตผล โดยระบุถึงความฝันนั้นนั่นแล เพราะความที่ตนได้ บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เราฝันว่า ได้ห่มจีวรสีอ่อนเฉวียงบ่า นั่งบน คอช้าง เข้าไปบิณฑบาตยังหมู่บ้าน พอเข้าไปก็ถูก
หน้า 183 ข้อ 296
มหาชนพากันมารุมมุงดูอยู่ จึงลงจากคอช้าง กลับ ลืมตาตื่นขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราได้ความสลดใจว่า ความ ฝันนี้ เราไม่มีสติสัมปชัญญะ นอนหลับฝันเห็นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นผู้กระด้าง ด้วยความมัวเมา เพราะ ชาติสกุล ได้ความสังเวชแล้ว ได้บรรลุความสิ้นอาสวะ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺพปลฺลวสงฺกาสํ อํเส กตฺวาน จีวรํ ความว่า เอาจีวรมีสีดังแก้วประพาฬ มีอาการดังใบมะม่วงอ่อนคล้องคอ โดยทำเป็นเฉวียงบ่า. บทว่า คามํ ความว่า นั่งบนคอช้าง เข้าไปสู่ราชธานีของตน เพื่อ บิณฑบาต พอเข้าไปแล้วเท่านั้น ก็ถูกมหาชน (ห้อมล้อม) แลดู จึงลงจาก คอช้าง ยืนอยู่ ตื่นขึ้นแล้ว พอตื่นแล้วเท่านั้น ก็ได้ความสลดใจในครั้งนั้นว่า ความฝันนั้นเกิดแล้ว เพราะเราปล่อยสติ ไม่มีสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ความหลับ ดังนี้. ส่วนอาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า พระอุสภเถระยังเป็นพระราชาอยู่นั่นแล เห็นความฝันเช่นนี้ ในเวลากลางคืน เมื่อราตรีสว่างแล้ว จึงขึ้นสู่คอช้าง เสด็จเที่ยวไปในถนนของพระนคร ทรงระลึกถึงความฝันนั้น จึงเสด็จลงจาก คอช้าง ได้ความสลดพระทัย ทรงผนวชในสำนักของพระศาสดา บรรลุพระ- อรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้แล้ว. บทว่า ทิตฺโต ประกอบความว่า ในเวลาที่ได้เสวยราชย์นั้น เรา เป็นผู้กระด้าง ด้วยความมัวเมา เพราะชาติและความมัวเมาเพราะโภคะเป็นต้น ได้ความสลดใจแล้ว. จบอรรถกถาอุสภเถรคาถา
หน้า 184 ข้อ 297
๑๐. กัปปฏกุรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกัปปฏกุรเถระ [๒๙๗] ได้ยินว่า พระกัปปฏกุรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า กัปปฏกุรภิกษุ เกิดความวิตกผิด ๆ ว่า เราจัก นุ่งห่มผ่าผืนนี้แล้ว จักเลี้ยงชีพตามมีตามเกิด เมื่อน้ำ ใสคืออมตธรรมของเรา มีอยู่ เต็มเปี่ยมในหม้ออมตะ เราเอาบาตรตักน้ำคืออมตธรรม ใส่ในหม้ออมตะ เพื่อสั่งสมฌานทั้งหลาย ดูก่อนกัปปฏะ ท่านอย่ามา นั่งโงกง่วงอยู่ด้วยคิดว่า จักฟังธรรม เมื่อเราแสดง ธรรมอยู่ ในที่ใกล้หูของท่านเช่นนี้ ท่านอย่ามัวนั่ง โงกง่วงอยู่ ดูก่อนกัปปฏะ ท่านนั่งโงกง่วงอยู่ ใน ท่ามกลางสงฆ์เช่นนี้ ไม่รู้จักประมาณเลย. จบวรรคที่ ๔ อรรถกถากัปปฏกุรเถรคาถา คาถาของพระกัปปฏกุรเถระ เริ่มต้นว่า อยมิติ กปฺปโฏ. เรื่อง ราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระ
หน้า 185 ข้อ 297
ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่งเห็นพระผู้ มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับนั่ง ณ โคนไม้แห่งหนึ่ง ใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่า วินตา มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกเกตก์ (ดอกการะเกด หรือดอกลำเจียก). ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย มา เกิดในตระกูลที่ยากจน กรุงสาวัตถี ในพุทธุปบาทกาลนี้ จนตราบเท่าเจริญวัย ก็ไม่รู้จักอุบาย. (หากิน) อย่างอื่น นุ่งห่มเศษผ้าเปื้อน ๆ ถือขัน เที่ยวแสวง หาข้าวสุกในที่นั้น ๆ ด้วยเหตุนั้น จึงปรากฏนามว่า กัปปฏกุระ. เขาเจริญ วัยแล้วขายหญ้า เลี้ยงชีวิต วันหนึ่งไปสู่ป่าเพื่อเกี่ยวหญ้า เห็นพระเถระผู้เป็น พระขีณาสพรูปหนึ่งในป่านั้น เข้าไปหาพระเถระไหว้แล้ว นั่งอยู่แล้ว. พระ เถระแสดงธรรมแก่เขา. เขาฟังธรรมแล้ว ได้มีศรัทธาคิดว่า ประโยชน์อะไรแก่เราด้วยการ ขายหญ้านี้เลี้ยงชีวิต ดังนี้แล้ว จึงบวช ทิ้งท่อนผ้าเปื้อน ๆ ที่ตนนุ่งแล้ว ไว้ในที่แห่งหนึ่ง. ก็ในเวลาที่พระเถระนั้นเกิดความกระสัน ในเวลานั้น เมื่อ ท่านมองดูท่อนผ้าเปื้อนฝุ่นนั้น ความกระสันก็หายไป ได้ความสลดใจแล้ว. ท่านทำอยู่อย่างนี้ สึกแล้วถึง ๗ ครั้ง. ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเหตุนั้น ของ ท่านแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า อยู่มาวันหนึ่ง พระกัปปฏกุรภิกษุ นั่งอยู่ท้ายบริษัท ในโรงประชุมฟังธรรมหลับอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงเตือนท่าน ได้ ตรัสพระคาถา ๒ คาถา ความว่า กัปปฏกุรภิกษุ เกิดความวิตกผิดว่า เราจะห่มผ้า ผืนนี้แล้ว จักเลี้ยงชีพตามมีตามเกิด เมื่อน้ำใสคือ อมตธรรมของเรา มีอยู่ เต็มเปี่ยมในหม้ออมตะ เรา เอาบาตรตักน้ำคืออมตธรรม ใส่หม้ออมตะ เพื่อสั่งสม ฌานทั้งหลาย ดูก่อนกัปปฏะ เธออย่ามานั่งโงกง่วง
หน้า 186 ข้อ 297
อยู่ด้วยคิดว่า จักฟังธรรม เมื่อเราแสดงธรรมอยู่ ใน ที่ใกล้หูของท่านเช่นนี้ ท่านอย่ามัวนั่งโงกง่วงอยู่ ดู- ก่อนกัปปฏะ เธอนั่งโงกง่วงอยู่ในท่ามกลางสงฆ์เช่นนี้ ไม่รู้จักประมาณเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อยมิติ กปฺปโฏ กปฺปโฏกุโร ความว่า ภิกษุชื่อว่า กัปปฏกุระ มีวิตกที่ผิด ๆ เกิดขึ้นอย่างนี้ว่า เราจะนุ่งห่มผ้า เปื้อนเก่า ๆ ของเรานี้ จักเลี้ยงชีพตามมีตามเกิด เมื่อน้ำใสคืออมตธรรม ของเรา มีอยู่เต็มเปี่ยมในหม้ออมตะ คือเมื่อหม้ออมตะของเรา กำลังหลั่งน้ำคือ พระธรรมอยู่ในที่นั้น ๆ ได้แก่ เมื่อเรายังน้ำอมฤต คือพระธรรมให้ตกลงด้วย การประกาศไปโดยคำมีอาทิว่า เราจะสั่งสอน เราจะแสดงธรรม ให้สัตวโลก ได้บรรลุอมตธรรม เมื่อสัตวโลกมืดมนมหันธการ เราจะบรรเลงกลองชัยเภรี คืออมตะ ทางที่เราทำไว้ เพื่อสั่งสมฌานทั้งโลกีย์และโลกุตระ คือทางที่เราแผ้ว ถาง ได้แก่มรรคภาวนาที่จัดแจงไว้เพื่อเป็นแนวทาง นี้เป็นคำสอนของเรา แม้ ถึงอย่างนั้น พระกัปปฏกุระ ก็เป็นเพียงกากของพระธรรม คือเป็นผู้มีจิตกระสัน มีใจเหินห่างจากศาสนธรรมของเรา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น เตือนเธอแล้ว เมื่อจะแสดงการอยู่อย่างผู้ประมาทของเธอแม้อีกครั้งหนึ่ง เหมือนจับโจรได้พร้อมของกลาง จึงตรัสพระคาถาว่า มา โข ตฺวํ กปฺปฏ ปจาเลสิ ดูก่อนกัปปฎะ เธออย่ามัวมานั่งโงกง่วงอยู่เลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา โข ตฺวํ กปฺปฏ ปจาเลสิ ความว่า ดูก่อนกัปปฏกุระ เธออย่ามัวนั่งโงกง่วงอยู่เลย คืออย่านั่งสัปหงก ได้แก่ อย่าเข้าถึงความหลับด้วยคิดว่า เราจักฟังธรรม.
หน้า 187 ข้อ 297
บทว่า มา ตฺวํ อุปกณฺณมฺหิ ตาเฬสฺสนฺติ ความว่า เราอย่า ต้องทุบท่านผู้หลับอยู่ ด้วยมือคือเทศนา ในที่ใกล้หู คือใกล้ ๆ หู อธิบายว่า ต่อแต่นี้ไป ท่านจงปฏิบัติ โดยไม่ต้องให้เราสั่งสอน เพื่อการละกิเลสอีก. บทว่า น หิ ตฺวํ กปฺปฏ มตฺตมญฺาสิ ความว่า พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงเตือนว่า ดูก่อนกัปปฎะ เธอมัวโงกง่วงสัปหงกอยู่ในท่าม กลางสงฆ์ ย่อมไม่สำคัญประมาณ คือความพอดี คือไม่รู้แม้เหตุเพียงเท่านี้ว่า ขณะเช่นนี้ หาได้ยากอย่างยิ่ง ขณะนั้นอย่าล่วงเลยเราไปเสียเลย ดังนี้ และ เธอจงดูความผิดของเธอ. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงข่ม แล้วทรงเตือนกัปปฏกุรภิกษุ คาด- คั้นด้วยพระคาถา ๒ คาถา อย่างนี้แล้ว กัปปฏกุรภิกษุ เกิดความสลดใจ เหมือนถูกศรแทงจดกระดูก และเหมือนช้างตัวดุ (ที่หลงผิด) เดินตรงทาง ฉะนั้น เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตแล้วต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ ในอปทานว่า พระพุทธเจ้าผู้อุดมบุรุษ ประทับนั่งอยู่ ณ ที่ฝั่ง แม่น้ำวินตานที เราได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ปราศจาก กิเลสธุลี เป็นเอกอัครบุคคล มีพระทัยตั้งมั่นดี ครั้ง- นั้น เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส บูชาพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด ด้วยดอกเกตก์ ซึ่งมีกลิ่นหอมเหมือน น้ำผึ้ง ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาด้วยดอก ไม้ใด ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผล แห่งพุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 188 ข้อ 297
ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว กล่าวยืนยันพระคาถาทั้งสองที่พระ ศาสดาตรัสแล้วนั่นแหละว่า เป็นขอสับแห่งการบรรลุพระอรหัตผลของตน. ด้วยพระคาถาทั้งสองนั้น ได้นับเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระกัปปฏ- กุรเถระ นั้นด้วยอีกเหมือนกัน. จบอรรถกถากัปปฏกุรเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๔ แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี ในวรรคนี้ รวมพระเถระได้ ๑๐ รูป คือ ๑. พระมิคสิรเถระ ๒. พระสิวกเถระ ๓. พระอุปวาณเถระ ๔. พระอิสิทินนเถระ ๕. พระสัมพุลกัจจานเถระ ๖ พระขิตกเถระ ๗. พระโสณปฏิริยบุตรเถระ ๘. พระนิสภเถระ ๙. พระอุสภเถระ ๑๐. พระกัปปฏกุรเถระ และอรรถกถา.
หน้า 189 ข้อ 298
เถรคาถา ทุกนิบาต วรรคที่ ๕ ๑. กุมารกัสสปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุมารกัสสปเถระ [๒๙๘] ได้ยินว่า พระกุมารกัสสปเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า น่าอัศจรรย์หนอ พระพุทธเจ้า พระธรรม และ พระคุณสมบัติของพระศาสดาของเราทั้งหลาย ซึ่งเป็น ที่อยู่อาศัยประพฤติพรหมจรรย์ ของพระสาวกผู้จักทำ ให้แจ้งซึ่งธรรมเช่นนี้ พระสาวกเหล่าใด เป็นผู้ยังไม่ ปราศจากขันธ์ ๕ ในอสังไขยกัป พระกุมารกัสสปะ นี้เป็นรูปสุดท้าย แห่งพระสาวกเหล่านั้น ร่างกายนี้มี ในที่สุด สงสารคือ การเกิด การตาย มีในที่สุด บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
หน้า 190 ข้อ 298
วรรควรรณนาที่ ๕ อรรถกถากุมารกัสสปเถรคาถา คาถาของท่านพระกุมารกัสสปเถระ เริ่มต้นว่า อโห พุทฺธา อโห ธมฺมา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ใน กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ถึงความเป็นผู้รู้ แล้ว แต่ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวว่า เกิดในเรือนแห่งตระกูล. เขาไปสู่สำนักของพระศาสดา แล้วฟังธรรมอยู่เห็นพระศาสดา ทรง ตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่า บรรดาภิกษุผู้กล่าวธรรมอัน วิจิตร หวังตำแหน่งนั้น แม้ด้วยตนเองตั้งประณิธานไว้ กระทำบุญสมควรแก่ ประณิธานที่ตั้งไว้ บำเพ็ญสมณธรรม ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ นามว่า กัสสปะ ท่องเที่ยวอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่ง ธิดาของเศรษฐี ณ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้. ได้ยินมาว่า ธิดาของท่านเศรษฐีนั้น เป็นหญิงมีความประสงค์จะ บวชแต่ในเวลาที่ยังเป็นกุมารีอยู่ทีเดียว ขออนุญาตมารดาบิดา ไม่ได้รับอนุญาต ให้บรรพชา แม้ไปสู่ตระกูลผัว ก็ไม่รู้ว่าตนตั้งครรภ์ ทำสามีให้โปรดปราน จนสามีอนุญาต จึงบวช (ในสำนัก) นางภิกษุณีทั้งหลาย (ต่อมา) ภิกษุณี ทั้งหลายเห็นนางมีครรภ์ จึงถามพระเทวทัต. พระเทวทัต ตัดสินว่าไม่เป็น สมณะ. จึงพากัน ไปทูลถามพระทศพลอีก พระศาสดาทรงมอบให้พระอุบาลี เถระ (จัดการ).
หน้า 191 ข้อ 298
พระเถระให้เรียกตระกูลทั้งหลาย ที่อยู่ในพระนครสาวัตถี และ อุบาสิกาชื่อว่าวิสาขา มาแล้ววินิจฉัยในบริษัทพร้อมด้วยพระราชา ตัดสินว่า นางภิกษุณีตั้งครรภ์มาก่อนบวช บรรพชา บริสุทธิ์. พระศาสดาทรงประทาน สาธุการพระเถระว่า อธิกรณ์ อันพระอุบาลีเถระวินิจฉัยถูกต้องดีแล้ว. นางภิกษุณีนั้น คลอดบุตรมีรูปเหมือนทองคำ พระราชาพระนามว่า ปเสนทิโกศล ทรงเลี้ยงดูบุตรของนาง และตั้งชื่อกุมารนั้นว่า กัสสปะ ในเวลาต่อมา ทรงจัดแจงตกแต่งประดับประดากุมารแล้ว นำไปสู่สำนักของ พระศาสดา ให้บรรพชาแล้ว เพราะเหตุที่เขาบวชแต่ในเวลาที่ยังเป็นเด็ก เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายจงเรียกกัสสปะมา จงให้ผลไม้ หรือของควรเคี้ยวนี้แก่กัสสปะ ดังนี้ เมื่อเขาทูลถามว่า กัสสปะไหน ? ก็ ตรัสว่า กุมารกัสสปะ. ท่านมีนามปรากฏว่า กุมารกัสสปะ นั่นแหละแม้ใน เวลาที่มีอายุมาก เพราะมีนามที่ถือเอาตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกอย่าง นี้ และเพราะเหตุที่ เป็นพระราชบุตรบุญธรรมที่พระราชาทรงชุบเลี้ยง. จำเดิมแต่เวลาที่บวชแล้ว ท่านทำกรรมในวิปัสสนา และเล่าเรียน พระพุทธวจนะ ครั้งนั้นท้าวมหาพรหม ผู้เคยบำเพ็ญสมณธรรมบนยอดเขา ร่วมกับพระกุมารกัสสปะ เป็นพระอนาคามี บังเกิดในพรหมชั้นสุทธาวาส ทรงพระดำริว่า เราจักกระทำอุบาย เพื่อการบรรลุมรรคผล โดยแสดงมุข แห่งวิปัสสนา ดังนี้แล้ว จัดแจงแต่งปัญหา ๑๕ ข้อ แล้วไปบอกแก่ท่าน ผู้อยู่ในป่าอันธวันว่า ท่านจงทูลถามปัญหาเหล่านี้กะพระศาสดา พระเถระทูล ถามปัญหาเหล่านั้น กะพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรง พยากรณ์ปัญหาแก่พระเถระ. พระเถระเรียนปัญหาเหล่านั้น โดยทำนองที่พระ ศาสดาตรัสบอกแล้ว นั่นแล ยังวิปัสสนาให้ถือเอาซึ่งห้อง บรรลุพระอรหัต แล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 192 ข้อ 298
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นายก ทรงเกื้อกูลแก่สัตวโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์ มีพระนามว่า ปทุมุตตระได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์มีชื่อเสียงโด่งดัง รู้จบไตรเพท เที่ยว ไปในที่พักสำราญกลางวัน ได้พบพระพุทธเจ้าผู้เป็น นายกของโลก กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงยัง มนุษย์พร้อมด้วยทวยเทพให้ตรัสรู้ กำลังทรงสรรเสริญ พระสาวกของพระองค์ ผู้กล่าวธรรมกถาอันวิจิตรอยู่ ในหมู่มหาชน ครั้งนั้น เราชอบใจ จึงได้นิมนต์พระ- ตถาคตแล้ว ประดับประดามณฑปให้สว่างไสว ด้วย รัตนะนานาชนิด ด้วยผ้าอันย้อมด้วยสีต่าง ๆ นิมนต์ พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสงฆ์ ให้เสวยและฉันใน มณฑปนั้น เรานิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อมด้วยพระสาวก ให้เสวยและฉันโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ถึง ๗ วัน แล้ว เอาดอกไม้ที่สวยงามต่าง ๆ ชนิด บูชาแล้วหมอบลง แทบบาทมูลปรารภฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระมุนีผู้ ประเสริฐ มีความเอ็นดู เป็นที่อาศัยอยู่แห่งกรุณา ได้ตรัสว่า จงดูพราหมณ์นี้ ผู้มีปากและตาเหมือน ดอกปทุม มากด้วยความปรีดาปราโมทย์ มีกายและใจ สูงเพราะโสมนัส นำความร่าเริงมา จักษุกว้างใหญ่ มีความอาลัยในศาสนาของเรา เขาปรารถนาฐานันดร นั้น คือ การกล่าวธรรมกถาอันวิจิตร ในกัปที่แสน แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดามีนามว่าโคดม ซึ่งสมภพใน
หน้า 193 ข้อ 298
วงศ์พระเจ้าโอกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นี้ จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นจักเป็น โอรสอันธรรมเนรมิต จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า กุมารกัสสปะ เพราะอำนาจดอกไม้ และผ้า อันวิจิตรกับรัตนะ เขาจักถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลาย ผู้กล่าวธรรมกถาอันวิจิตร เพราะกรรมที่ ทำไว้ดีแล้ว และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละ ร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราท่องเที่ยว ไปในภพน้อยภพใหญ่ เหมือนตัวละครหมุนเวียนอยู่ กลางเวทีเต้นรำฉะนั้น เราเป็นบุตรของเนื้อชื่อว่าสาขะ หยั่งลงในครรภ์แห่งแม่เนื้อ ครั้งนั้นเราอยู่ในท้อง มารดาของเรา ถึงเวรที่จะต้องถูกฆ่า มารดาของเรา ถูกเนื้อสาขะทอดทิ้ง จึงยึดเอาเนื้อนิโครธเป็นที่พึ่ง มารดาของเราอันพระยาเนื้อนิโครธ ช่วยให้พ้นจาก ความตาย สละเนื้อสาขะแล้ว ตักเตือนเราผู้เป็นบุตร ของตัวในครั้งนั้นอย่างนี้ว่า ควรคบหาแต่เนื้อนิโครธ เท่านั้น ไม่ควรเข้าไปคบหาเนื้อสาขะ ตายในสำนัก เนื้อนิโครธประเสริฐกว่า มีชีวิตอยู่ในสำนักเนื้อสาขะ จะประเสริฐอะไร ? เรามารดาของเรา และเนื้อนอกนี้ อันเนื้อ นิโครธตัวเป็นนายฝูงพร่ำสอน อาศัยโอวาทของเนื้อ- นิโครธนั้น จึงได้ไปยังที่อยู่อาศัย คือ สวรรค์ชั้นดุสิต อันรื่นรมย์ ประหนึ่งว่า ไปยังเรือนของตัวที่ทิ้งจากไป ฉะนั้น.
หน้า 194 ข้อ 298
เมื่อพระศาสนาของพระกัสสปวีรเจ้า กำลัง ถึงความสิ้นสูญอันตรธาน เราได้ขึ้นภูเขาอันล้วนด้วย หิน บำเพ็ญเพียรตามคำสอนของพระพิชิตมาร ก็บัดนี้ เราเกิดในตระกูลเศรษฐี ในพระนครราชคฤห์ มารดา ของเรามีครรภ์ ออกบวชเป็นภิกษุณี พวกภิกษุณีรู้ว่า มารดาของเรามีครรภ์ จึงนำไปหาพระเทวทัต พระ- เทวทัตกล่าวว่า จงนาศนะภิกษุณีผู้ลามกนี้เสีย ถึงใน บัดนี้ มารดาบังเกิดเกล้าของเรา เป็นผู้อันพระพิชิต มารจอมมุนี ทรงอนุเคราะห์ไว้ จึงได้ถึงความสุขใน สำนักของภิกษุณี พระเจ้าแผ่นดินพระนามว่า โกศล ได้ทรงทราบเรื่องนั้น จึงทรงเลี้ยงดูเราไว้ ด้วยเครื่อง บริหารแห่งกุมาร และตัวเรามีชื่อว่า กัสสปะ เพราะ อาศัยพระมหากัสสปเถระ เราจึงถูกเรียกว่า กุมาร- กัสสปะ เพราะได้สดับพระธรรมเทศนา ที่พระพุทธ- เจ้าทรงแสดงถึงกายเช่นเดียวกับจอมปลวก จิตของเรา จึงพ้นจากอาสวกิเลส ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทาน โดย ประการทั้งปวง เราได้รับตำแหน่งเอตทัคคะ ก็เพราะ ทรมานพระเจ้าปายาสิ. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะ โดยความเป็นผู้กล่าวธรรมอันวิจิตร พิจารณาข้อปฏิบัติของตนแล้ว เมื่อจะ พยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยมุขคือประกาศคุณของพระรัตนตรัย ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 195 ข้อ 298
น่าอัศจรรย์หนอ พระพุทธเจ้า พระธรรมและ พระคุณสมบัติ ของพระศาสดาของเราทั้งหลาย ซึ่งเป็น ที่อยู่อาศัยประพฤติพรหมจรรย์ของพระสาวก ผู้จักทำ ให้แจ้งซึ่งธรรมเช่นนี้ พระสาวกเหล่าใด เป็นผู้ยังไม่ ปราศจากขันธ์ ๕ ในอสงไขยกัป พระกุมารกัสสปะ นี้เป็นรูปสุดท้าย แห่งพระสาวกเหล่านั้น ร่างกายนี้มี ในที่สุด สงสาร คือ การเกิด การตายมีในที่สุด บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโห เป็นนิบาตลงในอรรถแสดงความ อัศจรรย์. บทว่า พุทฺธา ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า เป็นพหูพจน์โดยเป็น คำแสดงความเคารพ ความก็ว่า โอ ! พระสัมพุทธเจ้ามีพระคุณน่าอัศจรรย์. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ โลกุตรธรรม ๙ กับพระปริยัติธรรม. บทว่า อโห โน สตฺถุ สมฺปทา ความว่า น่าอัศจรรย์สมบัติของ พระทศพล ผู้เป็นศาสดาของเราทั้งหลาย. บทว่า ยตฺถ ความว่า ด้วยสามารถแห่งการประพฤติพรหมจรรย์ ในพระศาสดาใด. บทว่า เอตาทิสํ ธมฺมํ สาวโก สจฺฉิกาหิติ ความว่า แม้ขึ้นชื่อว่า พระสาวก จักกระทำให้แจ้งซึ่งธรรมเช่นนี้ คือ เห็นปานนี้ ได้แก่ ธรรมที่นำ มาซึ่งความสิ้นไปแห่งกิเลสโดยไม่เหลือ อันเป็นบริวารแห่งฌานและอภิญญา อันบริสุทธิ์พิเศษด้วยดี สงบ ประณีต ยอดเยี่ยม เพราะเหตุนั้น พระเถระ จึงประกาศให้ทราบถึงการน้อมใจไปในคุณของพระรัตนตรัยว่า โอ พระผู้มี- พระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย มีคุณน่าอัศจรรย์ เป็นเหตุแห่งการตรัสรู้คุณ
หน้า 196 ข้อ 298
พิเศษอย่างนี้ คุณของพระธรรมน่าอัศจรรย์ สมบัติแห่งพระศาสดาของเรา ทั้งหลาย น่าอัศจรรย์ ก็ความปฏิบัติชอบของพระสงฆ์ ย่อมเป็นอันพระเถระ ประกาศแล้ว ด้วยการประกาศสมบัติของพระธรรมนั่นเอง. พระเถระแสดงการทำให้แจ้งซึ่งพระธรรม อันตนแสดงแล้ว ด้วย สามารถแห่งคุณสมบัติทั่วไปอย่างนี้ บัดนี้มุ่งจะให้น้อมเข้าไปในตนจึงกล่าวคาถา มีอาทิว่า อสงฺเขยฺเยสุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสงฺเขยฺเยสุ ได้แก่ในมหากัปทั้งหลาย ที่ล่วงพ้นคลองแห่งการนับ. บทว่า สกฺกายา ได้แก่อุปาทานขันธ์ ๕. อธิบายว่า อุปาทานขันธ์ ๕ เหล่านั้น โดยปรมัตถ์ ท่านเรียกว่า สักกายะ เพราะเป็นที่ประชุมแห่งธรรม ของท่านผู้รู้. บทว่า อหุ ความว่า บัณฑิตผู้ยังไม่ไปปราศ (จากสักกายทิฏฐิ) เพราะยังไม่ประสบอุบายเป็นเครื่องยังสักกายทิฏฐิให้กลับ ได้มีแล้ว. บทว่า เตสมยํ ปจฺฉิมโก จริโมยํ สมุสฺสโย ความว่า เพราะ เหตุพระกุมารกัสสปนี้เป็นรูปสุดท้าย แห่งพระสาวกเหล่านั้น เพราะเหตุนั้นแล ร่างกายนี้จึงนับว่าเป็นร่างกายอันมีในที่สุด ฉะนั้น สงสารอันประกอบด้วยชาติ และมรณะ อันบัณฑิตหมายรู้กันว่า เป็นลำดับแห่งขันธ์เป็นต้น เป็นสงสาร ที่มีในที่สุด บัดนี้ คือ ต่อไป ภพใหม่จึงชื่อว่าไม่มี เพราะไม่มีภพต่อไปอีก. อธิบายว่า ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย. จบอรรถกถากุมารกัสสปเถรคาถา
หน้า 197 ข้อ 299
๒. ธรรมปาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระธรรมปาลเถระ [๒๙๙] ได้ยินว่า พระธรรมปาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุหนุ่มรูปใดแล เพียรพยายามอยู่ในพระพุทธ- ศาสนา ก็เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอกนี้ พากันหลับแล้ว ภิกษุหนุ่มนั้นตื่นอยู่ ชีวิตของเธอไม่ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา ระลึกถึงคำสอนของ พระพุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความ เลื่อมใส และการเห็นธรรมเนือง ๆ เถิด. อรรถกถาธรรมปาลเถรคาถา คาถาของท่านพระธรรมปาลเถระ เริ่มต้นว่า โย หเว ทหโร ภิกฺขุ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์- ก่อน ๆ สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า อัตถทัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว เข้าไปสู่ป่าลึก ด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นพระศาสดาแล้ว มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลไม้ ปิลักขะ (ผลดีปลี).
หน้า 198 ข้อ 299
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เมื่อ พระศาสดาในพุทธุปบาทกาลนี้ เสด็จปรินิพพานแล้ว บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ แคว้นอวันตี ได้นามว่า ธรรมปาละ เจริญวัยแล้ว ไปสู่เมืองตักกศิลา เรียน ศิลปศาสตร์แล้ว เมื่อเวลากลับพบพระเถระรูปหนึ่งในวิหารแห่งหนึ่ง ฟังธรรม ในสำนักของพระเถระแล้ว ได้มีจิตศรัทธาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนาได้เป็นผู้มี อภิญญา ๖. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า อัตถทัสสี มียศใหญ่ ในระหว่างป่า เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผลปิลักขะ (ผลดีปลี) ในกัปที่ ๑,๘๐๐ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ยังเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุข อันเกิดแต่สมาบัติ วันหนึ่ง เห็นสามเณร ๒ รูปในวิหารนั้น ขึ้นเก็บดอกไม้ อยู่บนยอดไม้ เมื่อกิ่งที่ยืนงอกออกไปหักแล้วก็ตกลงมา จึงยื่นมือออกไปรับ ด้วยอานุภาพแห่งฤทธิ์ ให้สามเณรทั้งสอง ยืนอยู่บนพื้นดินได้โดยปลอดภัย เมื่อจะแสดงธรรมแก่สามเณรเหล่านั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถานี้ ความว่า ภิกษุหนุ่มรูปใดแลเพียรพยายามอยู่ในพระพุทธ- ศาสนา ก็เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอกนี้พากันหลับแล้ว ภิกษุหนุ่มนั้นตื่นอยู่ ชีวิตของเธอไม่ไร้ประโยชน์เพราะ
หน้า 199 ข้อ 299
ฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา ระลึกถึงคำสอนของพระ- พุทธเจ้าทั้งหลาย พึงประกอบศรัทธา ศีล ความ เลื่อมใส และการเห็นธรรมเนือง ๆ เถิด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย เป็นคำแสดงความไม่แน่นอน. บทว่า หเว เป็นนิบาต ลงในอรรถว่ามั่นคง. บทว่า ทหโร แปลว่า หนุ่ม. ชื่อว่า ภิกษุ เพราะอรรถว่า ย่อมขอ. บทว่า ยุญฺชติ ความว่า ย่อมพากเพียรพยายาม. บทว่า ชาคโร ได้แก่ ประกอบไปด้วยธรรมของภิกษุผู้ตื่น. บทว่า สุตฺเตสุ ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอนหลับอยู่. ท่านกล่าว อธิบายไว้ว่า ภิกษุใดยังหนุ่มอยู่ คืออายุยังน้อย ไม่คิดว่า เราจักบำเพ็ญ- สมณธรรมอย่างนั้น ในภายหลัง เพียรพยายามปฏิบัติ ด้วยความไม่ประมาท กระทำความเพียร ในสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ในศาสนาของพระพุทธ- เจ้าทั้งหลาย เมื่อสัตว์ทั้งหลายนอกนี้หลับแล้ว คือหลับด้วยความหลับคืออวิชชา ได้แก่ ประมาทแล้ว ภิกษุนั้นตื่นอยู่ ด้วยการประกอบธรรมของผู้ตื่นอยู่ มีศรัทธาเป็นต้น ชีวิตของเธอไม่ไร้ประโยชน์คือไม่เป็นหมัน เพราะบริบูรณ์ ด้วยประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านนั้นแล ก็เพราะเหตุที่ชีวิตนี้ เป็นอย่างนี้ ฉะนั้น บุคคลผู้มีปัญญา คือภิกษุผู้ประกอบด้วยปัญญามีโอชาอันเกิดแต่ธรรม ระลึกถึงคำสอน คือพระโอวาท ได้แก่พระอนุสาสนีของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย มองเห็นศีรษะของตนว่า อันไฟติดทั่วแล้ว พึงประกอบตาม ซึ่งศรัทธา และ ความเชื่อ เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม อันเป็นไปแล้วโดยนัยมีอาทิว่า กรรม มีอยู่ ผลแห่งกรรมมีอยู่ ดังนี้ ซึ่งจตุปาริสุทธิศีลอันเข้าไปอาศัยซึ่งศรัทธานั้น
หน้า 200 ข้อ 300
เพราะความที่แห่งศีลเข้าไปผูกพันกับศรัทธา และซึ่งความเลื่อมใสในพระรัตน- ตรัย อันเป็นไปแล้วอย่างนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ดังนี้ และซึ่งการเห็นจตุราริยสัจจธรรม ด้วยสามารถแห่งการกำหนดรู้ด้วยมรรค ปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญาเป็นต้น อธิบายว่า พึงกระทำความ ขวนขวาย คือความเพียรในธรรมมีศรัทธาเป็นต้นนั้น. จบอรรถกถาธรรมปาลเถรคาถา ๓. พรหมาลิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระพรหมาลิเถระ [๓๐๐] ได้ยินว่า พระพรหมาลิเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า อินทรีย์ของใครถึงความสงบแล้ว เหมือนม้าอัน นายสารถีฝึกดีแล้ว แม้เทวดาทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ ต่อผู้นั้น ผู้มีมานะอันละแล้ว ไม่มีอาสวะ ผู้คงที่ อินทรีย์ทั้งหลายของเราก็ถึงความสงบแล้ว เหมือนม้า อันนายสารถีฝึกดีแล้ว แม้เทวดาทั้งหลายก็พากันรัก ใคร่ต่อเรา ผู้มีมานะอันละแล้ว ไม่มีอาสวะ ผู้คงที่.
หน้า 201 ข้อ 300
อรรถกถาพรหมาลิเถรคาถา คาถาของท่านพระพรหมาลิเถระ เริ่มต้นว่า กสฺสินฺทฺริยานิ สมลงฺ- คตานิ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำไว้แล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวไปบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ถวายบังคมแล้วได้ถวายผลมะม่วงกะล่อนทอง. พระศาสดาทรงกระทำ อนุโมทนาแล้วเสด็จหลีกไป. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลพราหมณ์ แคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ ไดมีนามว่า พรหมาลี บรรลุนิติภาวะแล้ว อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ เกิดความสลดใจในสงสาร บวชในพระพุทธศาสนา โดยอาศัยกัลยาณมิตรเช่นนั้น เรียนกรรมฐานที่ เหมาะสม อยู่ในป่า เจริญวิปัสสนาแล้ว ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นาน นัก เพราะความที่ตนเป็นผู้มีญาณแก่กล้าแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าว ไว้ในอปทานว่า เราได้ถวายผลมะม่วงกะล่อนทอง แด่พระสัม- พุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนดังทองคำ ผู้สมควร รับเครื่องบูชา กำลังเสด็จดำเนินอยู่ในถนน ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วย
หน้า 202 ข้อ 300
การถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำ สอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ยังกาลเวลาให้ล่วงไปด้วยความสุข อันเกิดแต่มรรค และด้วยความสุขอันเกิดแต่ผล วันหนึ่ง เมื่อจะกำหนดการ ประกอบความเพียร อันพระเถระผู้กำหนดความเพียรกล่าวไว้ เจาะจงเฉพาะ ภิกษุทั้งหลาย (ผู้อยู่) ในราวป่านั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า อินทรีย์ของใครถึงความสงบแล้ว เหมือนม้าอัน นายสารถีฝึกดีแล้ว แม้เทวดาทั้งหลาย ย่อมรักใคร่ ต่อผู้นั้น ผู้มีมานะอันละแล้ว ไม่มีอาสวะ ผู้คงที่ อินทรีย์ทั้งหลายของเราก็ถึงความสงบแล้ว เหมือนม้า อันนายสารถีฝึกดีแล้ว แม้เทวดาทั้งหลายก็พากัน รักใคร่ต่อเรา ผู้มีมานะอันละแล้ว ไม่มีอาสวะเป็น ผู้คงที่ ดังนี้. คาถาทั้งสองนั้น มีอธิบายว่า เมื่อภิกษุทั้งหลายอยู่กันในราวป่านี้ อินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ ของใคร คือ ของภิกษุผู้เป็นเถระ หรือนวกะ หรือมัชฌิมะ ถึงความสงบ คือความเป็นอินทรีย์ที่ฝึกแล้ว ได้แก่ ความเป็น อินทรีย์ที่หมดพยศ เหมือนม้าอัสดรที่ถูกนายสารถีผู้ฉลาดฝึกแล้ว ฉะนั้น. แม้เทวดาก็กระหยิ่ม แม้มนุษย์ทั้งหลายก็ปรารถนาดี โดยการแสดงสัมมาปฏิบัติ เป็นต้น ต่อใคร ผู้ชื่อว่ามีมานะอันละได้แล้ว เพราะละมานะมีอย่าง ๙ ได้ แล้วตั้งอยู่ ผู้ชื่อว่าไม่มีอาสวะ เพราะไม่มีอาสวะแม้ทั้ง ๔ อย่าง ผู้ชื่อว่าคงที่ ด้วยการปฏิบัติลักษณะของผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น.
หน้า 203 ข้อ 301
ก็โดยกึ่งหนึ่งของบาทแรกในคาถานั้น พระเถระถามถึงการบรรลุ พระอนาคามิมรรค อธิบายว่า อินทรีย์ทั้งหลายแม้ของพระอนาคามี ย่อมชื่อว่า ถึงความสงบ คือหมดพยศ เพราะละกามราคะและพยาบาทได้แล้ว. การได้ เฉพาะซึ่งพระอรหัตมรรคย่อมมี ด้วยบาทคาถานอกนี้ เพราะว่า พระอรหันต์ ท่านเรียกว่า เป็นผู้ละมานะได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ และเป็นผู้คงที่. ครั้งนั้น ท่านพระพรหมาลิเถระ กล่าวย้ำคาถามีอาทิว่า กสฺสินฺทฺริ- ยานิ ซึ่งพระเถระผู้กำหนดความเพียรกล่าวไว้แล้ว เมื่อจะวิสัชนาความแห่ง คาถานั้น ด้วยสามารถแห่งการน้อมเข้ามาในตน จึงพยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยคาถาที่ ๒ มีอาทิว่า มยฺหินฺทฺริยานิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยฺหินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์มีจักษุ เป็นต้นของเรา. บทที่เหลือมีนัยดังข้าพเจ้ากล่าวไว้แล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาพรหมาลิเถรคาถา ๔. โมฆราชเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโมฆราชเถระ [๓๐๑] ได้ยินว่า พระโมฆราชเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ดูก่อนโมฆราชภิกษุ ผู้มีผิวพรรณเศร้าหมอง แต่มีจิตผ่องใส เธอเป็นผู้มีใจตั้งมั่นเป็นนิตย์ จักทำ อย่างไร ตลอดราตรีแห่งเวลาอันหนาวเย็นเช่นนี้ ? ข้าพระองค์ได้ฟังมาว่า ประเทศมคธ ล้วนแต่ สมบูรณ์ด้วยข้าวกล้า ข้าพระองค์พึงคลุมกายด้วยฟาง แล้วนอนให้เป็นสุข เหมือนคนเหล่าอื่นที่มีการเป็นอยู่ เป็นสุข ฉะนั้น.
หน้า 204 ข้อ 301
อรรถกถาโมฆราชเถรคาถา คาถาของท่านพระโมฆราชเถระ เริ่มต้นว่า ฉวิปาปก จิตฺตภทฺทก. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม ว่า ปทุมุตตระ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา อยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศ บรรดา ภิกษุผู้ทรงจีวรเศร้าหมองทั้งหลาย มุ่งหมายตำแหน่งนั้นอยู่ ตั้งประณิธานบำเพ็ญ บุญไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ถึงความสําเร็จในวิชา และศิลปะของพราหมณ์ ทั้งหลาย ยังมาณพผู้เป็นพราหมณ์ ให้ศึกษาวิชาและศิลปศาสตร์ วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปอยู่ มีใจเลื่อมใสแล้ว ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ประนมกร อัญชลีไว้เหนือเศียร แล้วชมเชยพระศาสดาด้วยคาถา ๖ คาถา มีอาทิว่า ยาวตา รูปิโน สตฺตา ดังนี้ แล้วน้อมน้ำผึ้งเข้าไปถวายจนเต็มภาชนะ. พระศาสดา ทรงรับประเคนน้ำผึ้งแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็น อมาตย์ของพระราชา พระนามว่า กัฏฐวาหนะ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ เป็นผู้อันพระราชาทรงส่งไปพร้อมกับบุรุษหนึ่งพัน เพื่อทูลอาราธนาพระศาสดา ไปสู่สำนักของพระศาสดาแล้ว ฟังธรรมได้มี ศรัทธาบวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ๒๐,๐๐๐ ปี จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว
หน้า 205 ข้อ 301
เกิดหมุนเวียนอยู่แต่ในสุคติภพเท่านั้น เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพุทธุปบาท- กาลนี้ ได้นามว่า โมฆราชะ เรียนศิลปวิทยาอยู่ในสำนักของพราหมณ์ พาวรี เกิดความสลดใจ บวชเป็นดาบส มีดาบสหนึ่งพันเป็นบริวาร ถูกส่ง ไปยังสำนักของพระศาสดา พร้อมกับดาบสทั้งหลาย มีอชิตดาบสเป็นต้น เป็น คนที่ ๑๕ ของดาบสเหล่านั้น ทูลถามปัญหาแล้ว ในเวลาจบการวิสัชนาปัญหา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สยัมภู พระนามว่า อัตถทัสสี ไม่ทรงแพ้อะไร ๆ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จดำเนินไปในถนน เราแวดล้อมด้วยพวกศิษย์ ทั้งหลาย ออกจากเรือนไป ครั้นแล้วได้พบพระผู้มี พระภาคเจ้า ผู้เป็นนายกของโลกที่ถนนนั้น เราได้ ประนมอัญชลีบนเศียรเกล้า ถวายบังคมพระสัมพุทธเจ้า ยังจิตของตนให้เลื่อมใสแล้ว ชมเชยพระองค์ผู้เป็น นายกของโลก สัตว์มีรูปก็ดี มีสัญญาก็ดี ไม่มีสัญญา ก็ดี ประมาณเท่าใด สัตว์เหล่านั้นย่อมเข้าไปภายใน พระญาณของพระองค์ทั้งหมด เปรียบเหมือนสัตว์ ในน้ำเหล่าใดเหล่าหนึ่ง สัตว์เหล่านั้นย่อมติดอยู่ภาย ในข่ายของคนที่เอาข่ายตาเล็ก ๆ เหวี่ยงลงในน้ำ ฉะนั้น อนึ่ง สัตว์เหล่าใด คือ สัตว์มีรูป และไม่มีรูป มีเจตนา (ความตั้งใจ) สัตว์เหล่านั้นย่อมเข้าไปภายใน พระญาณของพระองค์ทั้งหมด พระองค์ทรงถอนโลก อันอากูล ด้วยความมืดมนนี้ขึ้นได้แล้ว สัตว์เหล่านั้น ได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ย่อมข้ามกระแสความ
หน้า 206 ข้อ 301
สงสัยได้ โลกอันอวิชชาหุ้มห่อแล้ว อันความมืด ท่วมทับ ทรงกำจัดความมืดได้ ส่งแสงโชติช่วงอยู่ เพราะพระญาณของพระองค์ พระองค์ผู้มีพระจักษุ เป็นผู้ทรงบรรเทาความมืดมนของสัตว์ทั้งปวง ชนเป็น อันมากฟังธรรมของพระองค์แล้ว จักนิพพานดังนี้แล้ว เราเอาน้ำผึ้งรวง อันไม่มีตัวผึ้งใส่เต็มหม้อแล้ว ประ- คองด้วยมือทั้งสอง น้อมถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระมหาวีรเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่หลวง ทรงรับ ด้วยพระหัตถ์อันงาม ก็พระสัพพัญญูเสวยน้ำผึ้งนั้น แล้ว เสด็จเหาะขึ้นสู่นภากาศ พระศาสดาพระนามว่า อัตถทัสสีนราสภ ประทับอยู่ในอากาศ ทรงยังจิต ของเราให้เลื่อมใส ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใด ชมเชยญาณนี้ และชมเชยพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยจิตอันเลื่อมใสนั้น ผู้นั้นจะไม่ไปสู่ทุคติ และผู้นั้น จักเสวยเทวรัชสมบัติ ๔๖ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราช ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐๐ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้า ประเทศราช เสวยสมบัติอยู่ในแผ่นดินนับไม่ถ้วน จักเป็นผู้เล่าเรียน ทรงจำมนต์รู้จบไตรเพท จักบวช ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า โคดม จักพิจารณาอรรถอันลึกซึ้ง อันละเอียดได้ด้วย ญาณ จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า 'โมฆราช' จักถึงพร้อมวิชชา ๓ ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มี
หน้า 207 ข้อ 301
อาสวะ พระโคดมผู้ทรงเป็นยอดของผู้นำหมู่ จักทรง ตั้งผู้นั้นไว้ ในเอตทัคคสถาน เราละกิเลสเครื่อง ประกอบของมนุษย์ ตัดเครื่องผูกพันในภพ กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่. เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระ- ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ทรงผ้าบังสุกุลจีวร อันประกอบ ด้วยความเศร้าหมอง ครบทั้ง๓ อย่างคือ เศร้าหมองด้วยมีด เศร้าหมองด้วย ด้าย (และ) เศร้าหมองด้วยน้ำย้อม ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาจึงทรงตั้งท่านไว้ ในตำแหน่งแห่งภิกษุผู้เลิศกว่าบรรดาภิกษุผู้ทรงจีวรอันเศร้าหมองทั้งหลาย. ในเวลาต่อมา โรคทั้งหลายมีหิดเปื่อยและต่อมน้ำเหลืองเป็นต้น เกิดลุกลาม ไปตามร่างกายของพระเถระ เพราะกรรมเก่าเป็นปัจจัย (และ) เพราะไม่ทำ ความสะอาดร่างกาย. พระเถระคิดว่า เสนาสนะทำให้ร่างกายเดือดร้อน จึง เอาเครื่องลาดที่ทำด้วยฟาง ในนาของชาวมคธ มาปูลาดนอนแม้ในเหมันตฤดู วันหนึ่ง พระศาสดาตรัสถามท่าน ผู้เข้าไปสู่ที่บำรุง ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ส่วน ข้างหนึ่ง โดยทำนองปฏิสันถาร ด้วยพระคาถาที่ ๑ ใจความว่า ดูก่อนโมฆราชภิกษุ ผู้มีผิวพรรณเศร้าหมอง แต่มีจิตผ่องใส ท่านเป็นผู้มีใจตั้งมั่นเป็นนิตย์ จักทำ อย่างไรตลอดราตรี แห่งเวลาหนาวเย็นเช่นนี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉวิปาปก ความว่า ดูก่อนท่านผู้ชื่อว่า มีผิวพรรณเศร้าหมอง คือ ชื่อว่า มีผิวพรรณไม่ผ่องใส เพราะความเป็นผู้ มีผิวพรรณ แตกไหลเยิ้มไปด้วย หิดเปื่อย หิตด้าน และต่อมน้ำเหลืองเป็นต้น.
หน้า 208 ข้อ 301
บทว่า จิตฺตภทฺทก ความว่า ดูก่อนท่านผู้ชื่อว่า มีจิตงามคือมีจิต อันสุนทร เพราะละกิเลสได้โดยไม่เหลือ และเพราะมีพรหมวิหารธรรมเป็น เครื่องเสพ. บทว่า โมฆราช เป็นคำเรียกพระเถระนั้น. บทว่า สตตํ สมาหิโต ความว่า เป็นผู้มีมนัสประกอบแล้ว ด้วย อัครผลสมาธิ ตลอดกาลเป็นนิตย์ คือเป็นประจำ. บทว่า เหมนฺตกสีตกาลรตฺติโย ความว่า ตลอดรัตติกาลอัน หนาวเย็นในเหมันตสมัย. ก็บทนี้ เป็นทุติยาวิภัตติ ใช้ในอัจจันตสังโยคะ. (บางแห่ง) บาลีเป็น เหมนฺติกาสีตกาลรตฺติโย ก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เหมนฺติกา ความว่า ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว คือนับเนื่องในฤดูเหมันต์. บทว่า ภิกฺขุ ตฺวํสิ ความว่า ดูก่อนภิกษุ เธอจะเป็นอย่างไร คือเธอมีสภาพเป็นอย่างนี้ เมื่อผู้อื่นไม่ทำเสนาสนะให้ท่าน และท่านก็ไม่เข้า ไปสู่เสนาสนะอันเป็นของสงฆ์. บทว่า กถํ กริสฺสสิ ความว่า พระศาสดาตรัสถามว่า เธอจักยัง อัตภาพให้เป็นไปได้อย่างไร ในฤดูกาลอันหนาวเย็นเช่นที่กล่าวแล้ว. ก็พระเถระ อันพระศาสดาตรัสถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะกราบทูลความนั้น จึงกล่าวคาถา ความว่า ข้าพระองค์ได้ฟังมาว่า ประเทศมคธล้วนแต่ สมบูรณ์ด้วยข้าวกล้า ข้าพระองค์พึงคลุมกายด้วยฟาง แล้วนอนให้เป็นสุข เหมือนคนเหล่าอื่น ที่มีการเป็น อยู่อย่างเป็นสุข ฉะนั้น ดังนี้.
หน้า 209 ข้อ 301
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปนฺนสฺสา ความว่า มีข้าวกล้า สำเร็จแล้ว (คือสุกพอจะเก็บเกี่ยวได้แล้ว). พระเถระเรียกแคว้นมคธว่า มคธา ราชกุมารชาวชนบททั้งหลาย ชื่อว่า มคธ ชนบทแม้แห่งเดียวอันเป็นที่อยู่ของราชกุมารชาวชนบทเหล่านั้น ท่านก็เรียกเป็นพหุวจนะว่า มคธา เหมือนกัน โดยเป็น รุฬหี ศัพท์. บทว่า เกวลา ความว่า ไม่มีส่วนเหลือ. บทว่า อิติ เม สุตํ ความว่า อันข้าพระองค์ฟังมาแล้วอย่างนี้. บทว่า สุตํ ท่านกล่าวแล้ว ด้วยสามารถแห่งประเทศที่ท่านยังไม่ เคยเห็น ในบรรดาประเทศเหล่านั้น. ด้วยบทว่า อิติ เม สุตํ นี้ พระเถระ แสดงความหมายว่า ในกาล (อันหนาวเย็น) เช่นนี้ เราสามารถจะอยู่ใน แคว้นมคธ ได้ทุกแห่งหน. บทว่า ปลาลจฺฉนฺนโก เสยฺยํ ยถฺเ สุขชีวิโน ความว่า พระเถระประกาศยถาลาภสันโดษของตนว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้อยู่สุขสบายเหล่าอื่น ได้เสนาสนะอันเป็นที่สบายแล้ว ย่อมนอนโดยมีความสุข เพราะเครื่องลาด และผ้าห่มที่ดีฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ชื่อว่า คลุมกายด้วยฟาง เพราะ เบื้องล่างก็ปูลาดด้วยฟางอย่างเดียว ข้างบนและด้านขวาง ก็คลุมร่างด้วย เครื่องปกคลุมคือฟางเท่านั้น นอนได้อย่างสบาย คือ นอนได้เป็นสุข. จบอรรถกถาโมฆราชเถรคาถา
หน้า 210 ข้อ 302
๕. วิสาขปัญจาลีปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ* [๓๐๒] ได้ยินว่า พระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า พระธรรมกถึกประกอบด้วยองค์ ดังนี้คือ ไม่พึง ยกตน ๑ ไม่ข่มบุคคลเหล่าอื่น ๑ ไม่พึงกระทบกระทั่ง บุคคลเหล่าอื่น ๑ ไม่กล่าวคุณความดีของตนในที่ ชุมนุมชน เพื่อมุ่งลาภผล ๑ ไม่มีจิตฟุ้งซ่านกล่าวแต่ พอประมาณ มีวัตร ๑ ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงเป็น ผู้มีปกติเห็นเนื้อความอันสุขุมละเอียด มีปัญญา เฉลียวฉลาด ประพฤติอ่อนน้อม มีศีลตามเยี่ยงอย่าง ของพระพุทธเจ้านั้น พึงได้พระนิพพานไม่ยากเลย. อรรถกถาวิสาขปัญจาลปุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระวิสาขปัญจาลบุตรเถระ เริ่มต้นว่า น อุกฺขิเป โน จ ปริกฺขิเป ปเร. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในตระกูลที่ยากจน ในปัจจันตคาม ในพุทธกัปต่อแต่นี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง ไปป่า พร้อมกับคนทั้งหลายในปัจจันตคาม ผู้เที่ยวหาผลไม้ เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ในป่านั้น มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลวัลลิ. * อรรถกถาเป็น วิสาขปัญจาลบุตรเถระ
หน้า 211 ข้อ 302
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลของพระเจ้ามัณฑลิกะ แคว้นมคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ได้มีนามว่า วิสาขะ ภายหลังปรากฏนามว่า ปัญจาลปุตตะ เพราะความเป็นพระโอรส แห่งราชธิดาของพระเจ้าปัญจาละ เมื่อพระชนกสวรรคตแล้ว เขาก็เสวยราช สมบัติ เมื่อพระศาสดาเสด็จมาใกล้วังของพระองค์ ก็ไปสู่สำนักของพระศาสดา ฟังธรรมแล้ว ได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว ไปสู่พระนครสาวัตถีกับพระศาสดา เริ่มตั้งวิปัสสนาแล้ว ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้น ชนทั้งปวงชักชวนกันมาสู่ป่า เขา เหล่านั้นแสวงหาผลไม้ ก็หาผลไม้ได้ในกาลนั้น ใน ป่านั้น เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้สยัมภู ผู้ไม่เคย พ่ายแพ้ เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ถวายผล วัลลิ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ได้กลับไปภูมิลำเนาเดิม เพื่อ อนุเคราะห์หมู่ญาติ มนุษย์ทั้งหลายในที่นั้น เข้าไปหาพระเถระแล้ว ฟังธรรม ตามกาลตามโอกาส วันหนึ่ง ถามพระเถระถึงลักษณะของพระธรรมกถึกว่า ข้า แต่ท่านผู้เจริญ ภิกษุผู้ประกอบด้วยองค์คุณเท่าไรหนอแล จึงจะเป็นพระธรรม- กถึกได้ พระเถระเมื่อจะบอกลักษณะของพระธรรมกถึก แก่เขาเหล่านั้น ได้ กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
หน้า 212 ข้อ 302
พระธรรมกถึกประกอบด้วยองค์ ดังนี้คือ ไม่พึง ยกตน ๑ ไม่พึงข่มบุคคลเหล่าอื่น ๑ ไม่พึงกระทบ กระทั่งบุคคลเหล่าอื่น ๑ ไม่กล่าวคุณความดีของตน ในที่ชุมนุมชน เพื่อมุ่งลาภผล ๑ ไม่มีจิตฟุ้งซ่าน กล่าวแต่พอประมาณ มีวัตร ๑ ภิกษุผู้เป็นธรรมกถึก พึงเป็นผู้มีปกติ เห็นเนื้อความอันสุขุมละเอียด มี ปัญญาเฉลียวฉลาด ประพฤติอ่อนน้อม มีศีลตาม เยี่ยงอย่างของพระพุทธเจ้านั้น พึงได้นิพพานไม่ยาก เลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น อุกฺขิเป ความว่า ไม่พึงยกขึ้นซึ่ง ตน คือไม่พึงทำการยกตน ด้วยตระกูลมีชาติเป็นต้น และด้วยคุณสมบัติ มี พาหุสัจจะเป็นต้น. บทว่า โน จ ปริกฺขิเป ปเร ความว่า ไม่พึงข่มผู้อื่น คือ บุคคลอื่น ด้วยชาติเป็นต้นเหล่านั้นนั่นแล คือไม่พึงกดผู้อื่นโดยปกปิดคุณ หรือไม่พึงกดผู้อื่น ด้วยสามารถแห่งการทำลายคุณความดี. พึงเชื่อมความ อย่างนี้ว่า ไม่พึงกระทบกระทั่งบุคคลเหล่าอื่น คือไม่กระทบกระทั่งบุคคลอื่น ด้วยสามารถแห่งการเพ่งโทษ ได้แก่ ไม่พึงมองผู้อื่นอย่างเหยียดหยาม อธิบาย ว่า น อุกฺขิเป ความก็อย่างนั้นแหละ. บทว่า ปารคตํ ความว่า ไม่พึงกระทบกระทั่ง คือไม่พึงห้าม ไม่พึงเสียดสี ได้แก่ ไม่พึงดูหมิ่น ซึ่งพระขีณาสพผู้ถึงฝั่งแห่งวิชชา ดุจถึง ฝั่งแห่งสงสาร ผู้มีวิชชา ๓ หรือมีอภิญญา ๖.
หน้า 213 ข้อ 302
บทว่า น จตฺตวณฺณํ ปริสาสุ พฺยาหเร ความว่า ผู้มุ่งลาภ สักการะและความสรรเสริญ ไม่พึงกล่าวสรรเสริญคุณของตน ในบริษัทของ กษัตริย์เป็นต้น. บทว่า อนุทฺธโต ความว่า เว้นจากความฟุ้งซ่าน อธิบายว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย ย่อมไม่ยินดีด้วยคำของผู้ที่ฟุ้งซ่าน. บทว่า สมฺมิตภาณี ความว่า กล่าวด้วยคำพอประมาณ โดยชอบ นั่นเทียว อธิบายว่า มีปกติกล่าวถ้อยคำที่ประกอบไปด้วยประโยชน์เท่านั้น มีที่อ้างอิง มีที่สุด ตามกาล. ถ้อยคำของผู้ที่กล่าว นอกเหนือไปจากนี้ ย่อม ไม่เป็นที่เชื่อถือ. บทว่า สุพฺพโต ผู้มีวัตรอันงาม คือสมบูรณ์ด้วยศีล พึงนำบท กิริยาว่า สิยา มาประกอบเข้าด้วย. พระเถระกล่าวลักษณะของพระธรรมกถึก โดยสังเขปเท่านั้น อย่างนี้ แล้ว น้อมใจนึกถึงความที่คุณเหล่านั้น เป็นเหตุให้ตนได้รับความยกย่องนับถือ รู้ว่า มหาชนมีความเลื่อมใสจนเกินประมาณ เมื่อจะแสดงความว่า พระนิพพาน ไม่เป็นคุณอันพระธรรมกถึกผู้มีลักษณะอย่างนี้ อาศัยวิมุตตายตนะแล้วจะพึง ได้โดยยาก คือหาได้ง่ายโดยแท้แล จึงกล่าวคาถาที่ ๒ มีอาทิว่า สุสุขุม- นิปุณตฺถทสฺสินา ดังนี้. ความแห่งคาถาที่สองนั้น ข้าพเจ้ากล่าวไว้ในหนหลังแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาวิสาขปัญจาลปุตตเถรคาถา
หน้า 214 ข้อ 303
๖. จูฬกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระจูฬกเถระ [๓๐๓] ได้ยินว่า พระจูฬกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า นกยูงทั้งหลาย มีหงอนงาม ปีกก็งาม มีสร้อยคอ เขียวงาม ปากก็งาม มีเสียงไพเราะ ส่งเสียงร่ำร้อง รื่นรมย์ใจ อนึ่ง แผ่นดินใหญ่นี้ มีหญ้าเขียวชอุ่มดูงาม มีน้ำเอิบอาบทั่วไป ท้องฟ้าก็มีวลาหกอันงาม ท่านก็ มีใจเบิกบานควรแก่งาน จงเพ่งฌาน ที่พระโยคาวจร ผู้มีใจดีเจริญแล้ว มีความบากบั่น ในพระพุทธศาสนา เป็นอันดี จงบรรลุธรรมอันสูงสุด อันเป็นธรรมขาว ผุดผ่อง ละเอียด เห็นได้ยาก เป็นธรรมไม่จุติแปรผัน. อรรถกถาจูฬกเถรคาถา คาถาของท่านพระจูฬกเถระ เริ่มต้นว่า นทนฺติ โมรา สุสิขา สุเปขุณา. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย เข้าไปสั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพ นั้น ๆ เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายผลฉัตตปาณี.
หน้า 215 ข้อ 303
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงราชคฤห์ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า จูฬกะ เจริญวัยแล้ว ได้ความเลื่อมใสในพระศาสดา ในคราวที่ทรงทรมาน ช้าง ชื่อ ธนบาล บวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ในถ้ำอินทสาระ วันหนึ่ง ท่านนั่งอยู่ที่ประตูถ้ำ แลดูนาของชาวมคธ. ในขณะนั้น เมฆที่ยังฝนให้ตกตามฤดูกาล ส่งเสียงร้องดังก้องไพเราะ หนาตั้งร้อยชั้น พันชั้น ยังฝนให้ตกเต็มทั่วท้องฟ้า งามสกาวเหมือนยอดอัญชัน และฝูงนกยูง ฟังเสียงเมฆคำรน พากันร่าเริงยินดี ส่งเสียงร่ำร้องรื่นรมย์ พากันเที่ยวรำแพนไปในประเทศนั้น ๆ. ในเมื่อกรชกายสงบระงับแล้ว เพราะ ความร้อนในฤดูร้อนผ่านไป โดยสัมผัสแห่งลมฝน ทำให้ห้องอันเป็นที่อยู่ แม้ของพระเถระถึงความเยือกเย็น จิตก็เป็นเอกัคคตารมณ์ เพราะได้ฤดูเป็น ที่สบาย หยั่งลงสู่แนวกรรมฐาน. พระเถระรู้ดังนั้นแล้ว เมื่อจะยังจิตให้มี อุตสาหะในภาวนา โดยมุขคือการแสดงความถึงพร้อมแห่งกาลเป็นต้น ได้กล่าว คาถา ๒ คาถา ความว่า นกยูงทั้งหลาย มีหงอนงาม ปีกก็งาม มีสร้อยคอ เขียวงาม ปากงาม มีเสียงไพเราะ ส่งเสียงร่ำร้องรื่นรมย์ ใจ อนึ่ง แผ่นดินใหญ่นี้ มีหญ้าเขียวชอุ่ม ดูงาม มี น้ำเอิบอาบทั่วไป ท้องฟ้าก็มีวลาหกงดงาม ท่านก็มีใจ เบิกบานควรแก่การงาน จงเพ่งฌานที่พระโยคาวจร ผู้มีใจดีเจริญแล้ว มีความบากบั่นในพระพุทธศาสนา เป็นอันดี จงบรรลุธรรมอันสูงสุด อันเป็นธรรมขาว ผุดผ่อง ละเอียด เห็นได้ยาก เป็นธรรมไม่จุติแปรผัน ดังนี้.
หน้า 216 ข้อ 303
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นทนฺติ โมรา สุสิขา สุเปขุณา สนีลคีวา สุมุขา สุคชฺชิโน ความว่า นกยูงทั้งหลายเหล่านี้ ชื่อว่า มี หงอนงาม เพราะประกอบไปด้วยหงอน ซึ่งตั้งอยู่บนหัวงดงาม ชื่อว่า มีปีก งดงาม เพราะประกอบไปด้วยขนหางอันเจริญ มีสีต่าง ๆ กันมิใช่น้อย งดงาม น่าดู ชื่อว่า มีสร้อยคอเขียวงาม เพราะประกอบไปด้วยคอมีสีเขียวงาม คล้าย กับมีสีลายพร้อย. ชื่อว่ามีปากงาม เพราะมีปากงดงาม ชื่อว่ามีเสียงไพเราะ เพราะมีเสียงร้องเสนาะจับใจ. นกยูงทั้งหลาย มีหงอน ร้องไพเราะ เหมือนเสียงดนตรี เปล่งศัพท์สำเนียง ร้องเสียงรื่นรมย์ใจ. บทว่า สุสทฺทลา จาปิ มหามหี อยํ ความว่า ก็ผืนแผ่นดินใหญ่นี้ มีหญ้าแพรกดารดาษ มีติณชาติเขียวชอุ่ม. บทว่า สุพฺยาปิตมฺพู ความว่า มีน้ำเอิบอาบทั่วไป คือมีชลาลัย ไหลแผ่ไป เพราะมีน้ำเหนือไหลหลาก แผ่ซ่านไปในที่นั้น ๆ โดยมีฝนตก ทำให้เกิดน้ำใหม่. ปาฐะว่า สุสุกฺกตมฺพุ ดังนี้ก็มี โดยมีอธิบายว่า มีชลาลัย ใสสะอาดบริสุทธิ์. บทว่า สุวลาหกํ นกํ ความว่า ก็นภากาศนี้ ชื่อว่ามีวลาหกงดงาม เพราะมีวลาหกคือเมฆ งดงามตั้งอยู่คล้ายกับมีกลีบอุบลเขียว แผ่กระจายเต็ม ไปโดยรอบ. บทว่า สุกลฺลรูโป สุมนสฺส ฌายตํ ความว่า บัดนี้ ท่านก็มีความ เหมาะสม คือมีสภาพที่ควรแก่การงาน เพราะได้ฤดูเป็นที่สบาย จงเพ่งฌาน ที่พระโยคาวจรผู้ชื่อว่ามีใจดี เพราะมีจิตงอกงาม โดยไม่ถูกนิวรณ์ทั้งหลาย เบียดเบียน เพ่งอยู่ด้วยสามารถ แห่งอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน. บทว่า สุนิกฺกโม ฯ เป ฯ อจฺจุตํ ปทํ ความว่า ก็ท่านเพ่งฌาน อยู่อย่างนี้ เป็นความดี คือเป็นผู้มีความพยายามดี ในพระศาสนาของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้ดีแล้ว จงกระทบคือจงกระทำให้แจ้ง ด้วยสัมมาปฏิบัติ
หน้า 217 ข้อ 303
โดยกระทำให้ประจักษ์ด้วยตนเอง ซึ่งพระนิพพาน ชื่อว่า บริสุทธิ์ด้วยดี เพราะ ความเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว ชื่อว่า สว่างไสว เพราะไม่เข้าไปถึงความโคจร ของความเศร้าหมองแม้ทั้งปวง ชื่อว่า ละเอียด เพราะความเป็นอารมณ์ของ ญาณอันละเอียด ชื่อว่าเห็นได้โดยยาก เพราะความที่ธรรมลึกซึ้งอย่างยิ่ง ชื่อว่า สูงสุด เพราะความเป็นของประณีต และเพราะความเป็นของประเสริฐ ชื่อว่า เป็นอัจจุตบท คือเป็นธรรมที่ไม่จุติแปรผัน เพราะความเป็นสภาพที่เที่ยง. ก็พระเถระเมื่อกล่าวสอนตนอยู่อย่างนี้แล เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้ว เพราะ ได้ฤดูเป็นที่สบาย ขวนขวายวิปัสสนาแล้ว บรรลุพระอรหัตผล. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า เราได้เห็นพระศาสดา ผู้เป็นนายกของโลก ทรง รุ่งเรืองดังดอกกรรณิการ์ โชติช่วงเหมือนพระจันทร์ วันเพ็ญ และดังดวงประทีป เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ โสมนัส ได้ถือเอาผลกล้วยไปถวายแด่พระศาสดา ถวายบังคมแล้วกลับไป ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม่ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เรา กระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เกิดปีติ และโสมนัส กล่าวซ้ำคาถาเหล่านั้นแหละ โดยนัยมีอาทิว่า นทนฺติ โมรา ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น คาถาทั้งสองนั้นแล จึงได้เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผล ของพระเถระ. จบอรรถกถาจูฬกเถรคาถา
หน้า 218 ข้อ 304
๗. อนูปมเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอนูปมเถระ [๓๐๔] ได้ยินว่า พระอนูปมเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า จิตถึงความเพลิดเพลิน เพราะธรรมใด ธรรมใด ยกขึ้นสู่หลาว และจิตเป็นดังหลาว เป็นดังท่อนไม้ ขอท่านจงเว้นธรรมนั้น ๆ ให้เด็ดขาด ดูก่อนจิต เรา กล่าวธรรมนั้นว่าเป็นธรรมมีโทษ เรากล่าวธรรมนั้น ว่าเป็นเครื่องประทุษร้ายจิต พระศาสดาที่บุคคลหาได้ โดยยาก ท่านก็ได้แล้ว ท่านอย่ามาชักชวนเราในทาง ฉิบหายเลย. อรรถกถาอนูปมเถรคาถา คาถาของท่านพระอนูปมเถระ เริ่มต้นว่า นนฺทมานาคตํ จิตฺตํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย เข้าไปสั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพ นั้น เกิดในเรือนแห่งตระกูล ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะ แล้ว วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า ปทุมะ เที่ยวบิณฑบาตไปใน ถนน มีใจเลื่อมใส บูชาด้วยดอกปรู.
หน้า 219 ข้อ 304
ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลอันมั่งคั่ง แคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า อนูปโม เพราะสมบูรณ์ด้วยรูปสมบัติ ละกามทั้งหลาย บวชแล้ว เพราะความเป็นผู้ สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย กระทำกรรมในวิปัสสนา อยู่ในป่า จิตของท่านแล่นไป ในอารมณ์ทั้งหลายมีรูปารมณ์เป็นต้น ในภายนอก กรรมฐานก็หมุนเปลี่ยน แปลงไป. พระเถระเมื่อจะข่มจิตอันวิ่งไปอยู่ กล่าวเตือนตน ด้วยคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ ความว่า จิตถึงความเพลิดเพลินเพราะธรรมใด ธรรมใด ยกขึ้นสู่หลาว และจิตเป็นดังหลาว เป็นดังท่อนไม้ ขอท่านจงเว้นธรรมนั้น ๆ ให้เด็ดขาด ดูก่อนจิต เรากล่าวธรรมนั้น ว่าเป็นธรรมที่มีโทษ เรากล่าวธรรม นั้นว่า เป็นเครื่องประทุษร้ายจิต พระศาสดาที่บุคคล หาได้โดยยาก ท่านก็ได้แล้ว ท่านอย่ามาชักชวนเรา ในทางฉิบหายเลย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นนฺทมานาคตํ จิตฺตํ ความว่า จิต มาสู่ความเพลิดเพลิน ได้แก่ จิตที่ยินดีเพลิดเพลินภพนั้น ๆ แห่งตัณหาอัน เป็นตัวเหตุแห่งความยินดีเพลิดเพลินในภพนั้น ๆ มาถึงความยินดี ความ เพลิดเพลิน จากภพนั้นไปสู่ภพนี้. บทว่า สูลมาโรปมานกํ ความว่า จิตอันกรรมกิเลสทั้งหลาย ยก ขึ้นสู่ภพนั้น ๆ อันชื่อว่าหลาว เพราะเป็นเช่นกับหลาว โดยฐานะเป็นที่เกิด แห่งทุกข์ ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้. บทว่า เตน เตเนว วชสิ เยน สูลํ กลิงฺครํ ความว่า ภพกล่าวคือหลาว แสะกามคุณกล่าวคือท่อนไม้ อันได้นามว่า เขียงสำหรับ
หน้า 220 ข้อ 304
สำเร็จโทษ มีอยู่ในฐานะใด ๆ ท่านจะดำเนินไป คือเข้าถึงฐานะนั้น ๆ แหละ ด้วยบาปจิตนั้น ๆ ทีเดียว ได้แก่ ไม่กำหนดความฉิบหายของตน. บทว่า ตาหํ จิตฺตกลึ พฺรูมิ ความว่า เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าว ธรรมนั้นว่า เป็นโทษของจิต คือเป็นกาลกรรณีของจิต เพราะเป็นความ ประมาท คือเราจะกล่าว คือจะบอกซ้ำถึงธรรมนั้น ว่าเป็นเครื่องประทุษร้าย จิต คือบ่อนทำลายจิต เพราะนำมาซึ่งความฉิบหาย แก่สันดานอันมีอุปการะ มากแก่ตน กล่าวคือจิต. บางอาจารย์กล่าวว่า จิตฺตทุพฺภคา บ้าง หมาย ความว่า สภาพจิตที่ไม่มีบุญวาสนา (หรือ) จิตที่มีบุญน้อย. ถ้าจะมีผู้ถามว่า จะบอกว่าอย่างไร ? ตอบว่า จะบอกว่า พระศาสดาที่บุคคลหาได้โดยยาก ท่านก็ได้แล้ว คือ โลกว่างจากพระพุทธเจ้า มาเป็นเวลาหลายกัปนับไม่ถ้วน แม้เมื่อพระศาสดาเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว สมบัติคือความเป็นมนุษย์ และการได้ เฉพาะซึ่งศรัทธาเป็นต้น ก็ยังเป็นของที่หาได้ยากโดยแท้ และเมื่อได้สมบัติ เหล่านั้นแล้ว แม้พระศาสดาก็ยังหาไม่ได้อยู่นั่นเอง พระศาสดาผู้ที่บุคคลหา ได้อย่างนี้ ท่านได้แล้วในบัดนี้ เมื่อเราได้พระศาสดานั้นแล้ว ท่านอย่ามา ชวนเราในอกุศล อันมีแต่โทษหาประโยชน์มิได้ในปัจจุบัน และนำความฉิบ หาย นำความเดือดร้อนมาให้ ในเวลาต่อไป. พระเถระเมื่อกล่าวสอนจิตของ ตนอยู่อย่างนี้ นั่นแล เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. สมดังคาถา ประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า ในกาลนั้น พระสัมพุทธเจ้านามว่า ปทุมะ อยู่ ที่ภูเขาจิตตกูฏ เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้า นั้นแล้ว จึงเข้าไปเฝ้า ขณะนั้น เราเห็นต้นปรูมีดอกบาน จึง เลือกเก็บแล้ว เอามาบูชาพระชินสัมพุทธเจ้า นามว่า
หน้า 221 ข้อ 305
ปทุมะ ในกัปที่ ๓๗ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ทำกรรมใด ไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งพุทธบูชา. เราเผากิเลสแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาอนูปมเถรคาถา ๔. วัชชิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัชชิตเถระ [๓๐๕] ได้ยินว่า พระวัชชิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อเรายังเป็นปุถุชน มืดมนอยู่ไม่เห็นอริยสัจ จึงได้ท่องเที่ยววนเวียนไปมาอยู่ในคติทั้งหลาย ตลอด กาลนาน บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว กำจัดสงสาร ได้แล้ว คติทั้งปวงเราก็ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ มิได้มี.
หน้า 222 ข้อ 305
อรรถกถาวัชชิตเถรคาถา คาถาของท่านพระวัชชิตเถระ เริ่มต้นว่า สํสรํ ทีฆมทฺธานํ. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย เข้าไปสั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ เกิดในปัจจันตคามแห่ง หนึ่ง ในกัปที่ ๖๕ แต่ภัทรกัปนี้ บรรลุนิติภาวะแล้ว เป็นพรานป่าท่องเที่ยว ไป วันหนึ่ง ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่า อุปสันตะ ผู้อยู่ในถ้ำแห่ง ภูเขา เขาเห็นความสงบระงับของท่าน แล้วมีใจเลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วย ดอกจำปา. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลที่มั่งคั่ง แคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ จำเดิมแต่วันที่เขาเกิด พอถึงมือมาตุคาม ก็ร้องไห้ ได้ยินว่า เขาจุติจากพรหมโลก มาในมนุษย- โลกนี้ เพราะเหตุที่เขาทนการถูกต้องของมาตุคามไม่ได้ ฉะนั้น จึงได้นามว่า วัชชิตะ เพราะเว้นจากการถูกต้องของมาตุคาม เขาเจริญวัยแล้ว เห็นยมก- ปาฏิหาริย์ของพระศาสดา แล้วได้มีจิตศรัทธา บวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ในวันนั้นเอง. สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ใน อปทานว่า พระสัมพุทธเจ้า ผู้สงบระงับ อาศัยอยู่ใน ระหว่างภูเขา เราถือเอาดอกจำปาดอกหนึ่ง เข้าไป หาท่านผู้สูงสุดกว่านระ มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ประคองด้วยมือทั้งสอง บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ผู้
หน้า 223 ข้อ 305
เป็นมุนีอันอุดม ผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ ในกัปที่ ๖๕ แต่ ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาพระปัจเจกพุทธเจ้า ด้วยดอกไม้ ได้ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง พุทธบูชา. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ระลึกบุพเพนิวาสญาณ ของตนได้ ได้กล่าวคาถาสองคาถา ด้วยธรรมสังเวช ความว่า เมื่อเรายังเป็นปุถุชน มืดมนอยู่ ไม่เห็นอริยสัจ จึงได้ท่องเที่ยววนเวียนไปมาอยู่ ในคติทั้งหลาย ตลอด กาลนาน บัดนี้ เราเป็นผู้ไม่ประมาทแล้ว กำจัด สงสารได้แล้ว คติทั้งปวงเราก็ตัดขาดแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่ ไม่มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสรํ แปลว่า ท่องเที่ยวไปอยู่ ได้แก่ วิ่งไป ๆ มา ๆ ในภพนั้น ๆ ด้วยสามารถแห่งการยึดถือไว้ และการปล่อย วาง. บทว่า ทีฆมทฺธานํ ความว่า ท่องเที่ยวไปในสงสาร อันมีเบื้อง- ต้นและที่สุดไม่ปรากฏ ตลอดกาลนาน คือตลอดกาลหาประมาณมิได้. บทว่า คตีสุ ความว่า ในสุคติและทุคติทั้งหลาย ด้วยสามารถแห่งกรรมทั้งหลาย ที่คนทำดี ทำชั่ว บทว่า ปริตสฺสํ ความว่า เมื่อหมุนไปรอบ ๆ ดุจเครื่อง สูบน้ำ ชื่อว่า วนเวียนไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งการจุติและอุปบัติ. ก็พระเถระกล่าวเหตุแห่งการท่องเที่ยววนเวียนนั้นว่า เมื่อเรายังเป็นปุถุชน มืดมนอยู่ ไม่เห็นอริยสัจทั้งหลาย ดังนี้.
หน้า 224 ข้อ 305
ประกอบความว่า บุคคลเมื่อไม่เห็นอริยสัจทั้งหลาย มีทุกขสัจ เป็นต้น ด้วยญาณจักษุ เพราะยังไม่ได้แทงตลอด ชื่อว่า เป็นคนบอด เพราะความมืดมน คืออวิชชานั่นเอง ชื่อว่า เป็นปุถุชน เพราะเหตุทั้งหลาย อันให้เกิดความหนา (กิเลส) เป็นต้น จักวนเวียนไปในคติทั้งหลาย เพราะ ความที่ตนยังเป็นปุถุชน. สมดังคำที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เพราะเหตุที่ยังไม่ได้ตรัสรู้ ไม่ได้แทงตลอดซึ่งอริยสัจ ๔ ทั้งเรา และเธอทั้งหลาย จึงวิ่งไปแล้ว ท่องเที่ยวไปแล้ว อย่างนี้ตลอดกาลนาน ดังนี้. เมื่อเรานั้น ยังเป็นปุถุชน อยู่ในกาลก่อน โดยนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล บัดนี้ ไม่ประมาทแล้ว โดยนัยอันพระศาสดาทรงประทานแล้ว ยังสมถภาวนา และวิปัสสนาภาวนา ให้ถึงที่สุดแล้ว ด้วยข้อปฏิบัติคือความไม่ประมาท ตั้ง อยู่แล้ว. บทว่า สํสารา วนฬีกตา ความว่า กรรมกิเลสทั้งหลายอันได้ นามว่า สงสาร เพราะเป็นที่ท่องเที่ยวไปของสัตว์ทั้งหลาย อันเรากระทำให้ หมดราก เพราะตัดขาดได้แล้วด้วยมรรคอันเลิศ ดังไม้อ้อที่มีรากปราศไปแล้ว. บทว่า สพฺพา คตี สมุจฺฉินฺนา ความว่า คติทั้งหลายแม้ทั้งปวง มีนรกเป็นต้น ชื่อว่า อันเราตัดขาดแล้ว คือ กำจัดแล้ว โดยชอบทีเดียว เพราะกรรมวัฏ และกิเลสวัฎทั้งหลาย เราตัดได้ขาดแล้วอย่างนี้ เพราะเหตุ นั้นแล บัดนี้จึงไม่มีภพใหม่อีกต่อไป. ก็และคาถาทั้งสองนี้แหละ ได้เป็น คาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ดังพรรณนามานี้แล. จบอรรถกถาวัชชิตเถรคาถา
หน้า 225 ข้อ 306
๙. สันธิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสันธิตเถระ [๓๐๖] ได้ยินว่า พระสันธิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เราเป็นผู้มีสติ ได้อนิจจสัญญาอันสหรคตด้วย พุทธานุสติหนึ่ง อยู่ที่โคนอัสสัตถพฤกษ์อันสว่างไสว ด้วยแสงแห่งไฟ แก้วมณี และผ้ามีสีเขียวงาม ความสิ้น อาสวะเราได้บรรลุแล้วเร็วพลัน เพราะสัญญาที่เราได้ แล้วในครั้งนั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้. จบวรรคที่ ๕ จบทุกนิบาต อรรถกถาสันธิตเถรคาถา คาถาของท่านพระสันธิตเถระ เริ่มต้นว่า อสฺสตฺเถ หริโตภาเส. เรื่องราวของท่านเป็นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็เป็นผู้มีอธิการอันกระทำแล้วในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ ทั้งหลาย เข้าไปสั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ได้เกิดเป็นนายโคบาลผู้หนึ่ง ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิขี. เมื่อพระศาสดาเสด็จ ปรินิพพานแล้ว เขาเข้าไปหาพระเถระรูปหนึ่ง ฟังธรรมอันปฏิสังยุตด้วย
หน้า 226 ข้อ 306
พระพุทธคุณในสำนักของพระเถระ มีใจเลื่อมใส ถามว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ ณ ที่ไหน ฟังความที่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว กลับได้อนิจจสัญญาว่า แม้ขึ้นชื่อว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายมีอานุภาพมากอย่างนี้ ยังต้องดำเนินไปสู่อำนาจแห่งความเป็นของไม่เที่ยง โอ สังขารทั้งหลายไม่ ยั่งยืนหนอ. พระเถระให้เขาเกิดอุตสาหะ ในการบูชาโพธิพฤกษ์. เขาไปสู่ที่ใกล้ โพธิพฤกษ์ ตามกาลอันเหมาะสม เจริญวิปัสสนา ระลึกถึงพระพุทธคุณ กราบไหว้ต้นโพธิ์. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เกิด ในตระกูลที่มั่งคั่ง ในแคว้นโกศล ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้นามว่า สันธิตะ เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมกถาอันปฏิสังยุตด้วยอนิจจตา เกิดความสลดใจบวชแล้ว เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ต่อกาลไม่นานนัก เพราะญาณถึงความ แก่กล้าแล้ว. ท่านเมื่อระลึกถึงบุพเพนิวาสญาณของตน ระลึกถึงการกราบไหว้ โพธิพฤกษ์ และการได้เฉพาะซึ่งอนิจจสัญญา มีพุทธานุสติเป็นอารมณ์ เมื่อ จะประกาศการบรรลุคุณพิเศษของตน ด้วยการเข้าไปอาศัยเหตุ ๒ ประการนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า เราเป็นผู้มีสติ ได้อนิจสัญญาอันสหรคต ด้วย พุทธานุสติหนึ่ง อยู่ที่โคนอัสสัตถพฤกษ์ อันสว่างไสว ไปด้วยแสงแห่งไฟ แก้วมณี และผ้ามีสีเขียวงาม ความ สิ้นอาสวะเราได้บรรลุแล้วเร็วพลัน เพราะสัญญาที่เรา ได้แล้วในครั้งนั้น ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสฺสตฺเถ ได้แก่ ในที่เป็นที่ประดิษฐาน ไม้อัสสัตถะ. ไม้อัสสัตถะอันเป็นไม้ที่ตรัสรู้ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเรา
หน้า 227 ข้อ 306
ทั้งหลาย ในบัดนี้ ตั้งอยู่ในที่ใด ในที่ซึ่งมีไม้อัสสัตถพฤกษ์ตั้งอยู่นั้น ครั้งนั้น มีไม้บุณฑริก อันเป็นต้นไม้ที่ตรัสรู้ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี ตั้งอยู่แล้ว เพราะเหตุนั้น ไม้โพธิพฤกษ์นั้น ท่านจึงเรียกว่า อัสสัตถะ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งไม้อัสสัตถะ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อสฺสตฺโถ ได้แก่ ไม้อัสสัตถะ ที่ยังความเบาใจให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย. แต่อาจารย์บางพวก กล่าวว่า พระเถระกล่าวว่า อสฺสตฺเถ เพราะเหตุที่ท่านนั่ง ณ โคนต้นอัสสัตถะ แล้วเจริญพุทธานุสติในครั้งนั้น. บทว่า หริโตภาเส ความว่า สว่างไสวอยู่ด้วยสีแห่งแก้วผลึกอัน เขียวสด. บทว่า สํวรุฬฺหมฺหิ ความว่า งอกงามดีแล้ว คือประดิษฐานอยู่แล้ว ด้วยดี. บทว่า ปาทเก ได้แก่ ต้นไม้. บทว่า เอกํ พุทฺธคตํ สญฺํ อภิลตฺถํ สญฺํ ปฏิสฺสโต ความว่า เราชื่อว่าเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า เพราะมีพระพุทธคุณเป็นที่พึ่ง ได้ แล้วซึ่งสัญญา อันสหรคตด้วยพุทธานุสติอันเป็นไปแล้ว โดยนัยมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้ มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ชื่อว่า หนึ่ง เพราะความ เป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นหนเดียว. ก็พุทธานุสติสำเร็จแล้ว ด้วยสัญญามีประมาณเท่าใด สัญญานั้นอัน เราได้แล้ว ในครั้งนั้น เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เอกตึเส อิโต กปฺเป ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ คือ ในกัปที่ ๓๑ โดยการจัดอันดับ นับ แต่ภัทรกัปนี้ถอยหลังไป.
หน้า 228 ข้อ 306
บทว่า ยํ สญฺํ ได้แก่ ได้สัญญาอันสหรคตด้วยพุทธานุสติใด หรือ ได้อนิจจสัญญา ในสังขารทั้งหลายทั้งปวง ในครั้งนั้น ด้วยการตามระลึกถึง พระพุทธคุณนั้น เพราะเห็นความเป็นของไม่เที่ยงของพระพุทธเจ้าทั้งหลายใด. บทว่า ตสฺสา อญฺาย วาหสา ความว่า กระทำสัญญานั้นให้ เป็นอุปนิสัย เพราะความเป็นเหตุแห่งสัญญาตามที่กล่าวแล้วนั้น. บทว่า ปตฺโต เม อาสวกฺขโย ความว่า ความสิ้นคือความดับ แห่งอาสวะทั้งหลาย อันเราบรรลุแล้วในบัดนี้. แม้คาถาอปทานของพระเถระนี้ ก็คือ ๒ คาถานี้แหละ. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า เรามีสติเกิดขึ้นเฉพาะหน้า ได้สัญญาอันสหรคต ในพระพุทธเจ้าอย่างหนึ่ง ที่ไม้อัสสัตถพฤกษ์ อันมี รัศมีเขียวสดงดงามดี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ได้สัญญาใดในกาลนั้น เพราะการได้สัญญานั้นเป็น เหตุนำมา เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะ ในกัปที่ ๑๓ แต่ภัทรกัปนี้ ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิจอมกษัตริย์ พระนามว่า " ธัมมิกะ " สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลมาก. เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า เราทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาสันธิตเถรคาถา จบวรรควรรณนาที่ ๕ แห่งอรรถกถาเถรคาถา ชื่อว่า ปรมัตถทีปนี จบอรรถกถาทุกนิบาต
หน้า 229 ข้อ 306
ในวรรคนี้รวมพระเถระได้ ๙ รูป คือ ๑. พระกุมารกัสสปเถระ ๒. พระธรรมปาลเถระ ๓. พระพรหมาลิ เถระ ๔. พระโมฆราชเถระ ๕. พระวิสาขปัญจาลีบุตรเถระ ๖. พระจูฬก เถระ ๗. พระอนูปมเถระ ๘. พระวัชชิตเถระ ๙. พระสันธิตเถระ และ อรรถกถา. ในทุกนิบาตนี้ รวมคาถาได้ ๙๘ คาถา และรวมพระเถระผู้ฉลาด ในนัย ผู้ภาษิตคาถาไว้ได้ ๔๙ รูป.
หน้า 230 ข้อ 307
ติกนิบาต เถรคาถา ติกนิบาต วรรคที่ ๑ ๑.อังคณิกภารทวาชเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอังคณิกภารทวาชเถระ [๓๐๗] ได้ยินว่า พระอังคณิกภารทวาชเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าตามหาความบริสุทธิ์อยู่ โดยอุบายไม่ แยบคาย จึงได้บูชาไฟอยู่ในป่า เมื่อไม่รู้จักทางแห่ง ความบริสุทธิ์ จึงได้บำเพ็ญอมรตบะ ความสุขนั้น ข้าพเจ้าได้มาโดยง่ายดาย ท่านจงดูความที่พระธรรม เป็นธรรมที่ดีเถิด วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้ว คำ- สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว เมื่อก่อน ข้าพเจ้าเป็นเผ่าพันธุ์ของพระพรหม แต่เดี๋ยวนี้แล ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ มีวิชชา ๓ ล้างบาปแล้ว เป็นผู้ มีความสวัสดี และจบพระเวทแล้ว.
หน้า 231 ข้อ 307
ติกนิบาตวรรณนา อรรถกถาอังคณิกภารทวาชคาถา ในติกนิบาต คาถาของท่านพระอังคณิกภารทวาชเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุทฺธิมเนฺวสํ ดังนี้. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระอังคณิกภารทวาชเถระนี้ ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้แล้วใน พระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญที่เป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลัง แต่กัปนี้ไป ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ผู้มีสกุล ใน กาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิขี รู้เดียงสาแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ได้เห็นพระศาสดาเสด็จบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส ประคองอัญชลี ไหว้ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์. ด้วยบุญกรรมอันนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ของพราหมณ์ ผู้มีสมบัติสมบูรณ์ ในพระนครอุกกัฏฐะ เจริญวัยแล้ว ได้นามว่า อังคณิกภารทวาชะ เรียน สำเร็จวิชาและศิลปะทั้งหลาย บวชเป็นปริพาชก เพราะมีอัธยาศัยในเนกขัมมะ ประพฤติอมรตบะ (ตบะเพื่อไม่ตาย) ท่องเที่ยวไปมาในที่นั้น ๆ ได้เห็น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กำลังเสด็จจาริกชนบท มีใจเลื่อมใส สดับพระ- ธรรมเทศนาในสำนักของพระศาสดา แล้วละการถือผิดนั้น บวชในพระศาสนา บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานเลยก็ได้เป็นพระขีณาสพ ผู้มีอภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้น ในคัมภีร์อปทานท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า
หน้า 232 ข้อ 307
ข้าพเจ้าผู้ชื่อว่า สุมนะ มีจิตเลื่อมใสแล้ว ขอ วันทาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ทรงพระนามว่า เวสสภู ผู้ประเสริฐ องอาจ กล้าหาญ ทรงมีชัยชนะ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ทำกรรมใดไว้ ในกาลครั้งนั้น เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้คือผลแห่งการวันทา ในกัปที่ ๒๔ ข้าพเจ้า ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ นามว่าวิกตานันทะ สมบูรณ์ ด้วยรัตนะ ๗ ประการ มีพลังมาก. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ข้าพเจ้าได้เป็นพระขีณาสพผู้มีอภิญญา๖ พักผ่อนอยู่ด้วยวิมุตติ- สุข เพื่ออนุเคราะห์ญาติทั้งหลาย จึงได้ไปยังชาติภูมิของตน ให้ญาติจำนวน มากประดิษฐานอยู่ในสรณะ และศีลทั้งหลาย แล้วกลับจากชาติภูมินั้นมาอยู่ ในป่า ไม่ไกลจากนิคมชื่อว่า กุณฑิยะ ในแคว้นกุรุ ได้ไปยังอุคคาราม ด้วยกรณียกิจบางอย่างเท่านั้น และได้พบพวกพราหมณ์ผู้เคยเห็นกันมาจาก อุตตราปถนิคม ถูกพราหมณ์เหล่านั้น ถามว่า ท่านภารทวาชะผู้เจริญ ท่านเห็นประโยชน์อะไร จึงได้ละทิ้งลัทธิพราหมณ์ไปถือลัทธินี้ ? เมื่อจะชี้แจง แก่พราหมณ์เหล่านั้นว่า ไม่มีความบริสุทธิ์ภายนอกจากพุทธศาสนานี้ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาแรกไว้ว่า ข้าพเจ้าตามหาความบริสุทธิ์อยู่ โดยอุบายไม่ แยบคาย จึงได้บูชาไฟอยู่ในป่า เมื่อไม่รู้จักทางแห่ง ความบริสุทธิ์ จึงได้บำเพ็ญอมรตบะ.
หน้า 233 ข้อ 307
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยนิ ความว่า โดยไม่แยบคาย คือ ไม่ใช่โดยอุบาย. บทว่า สุทธึ ได้แก่ สังสารสุทธิ คือการแล่นออกไปจากภพ. บทว่า อเนฺวสํ ความว่า เมื่อเสาะหาอยู่ คือแสวงหาอยู่. บทว่า อคฺคึ ปริจรึ วเน ความว่า ข้าพเจ้าสร้างเรือนไฟแล้วสรรเสริญการบูชาไปพลาง บำเรอพระอัคนิเทพไปพลาง คือบูชาตามวิธีที่กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์พระเวท ณ สถานที่ ๆ อยู่ในป่าคือโรงบูชาไฟ โดยอธิบายว่า นี้เป็นทางแห่งความ บริสุทธิ์. ข้อว่า สุทฺธิมคฺคํ อชานนฺโต อกาสึ อมรํ ตปํ (ข้าพเจ้าเมื่อ ไม่รู้จักทางแห่งความบริสุทธิ์ ได้บำเพ็ญอมรตบะ) ความว่า ข้าพเจ้าเมื่อไม่ รู้จักทางแห่งความบริสุทธิ์คือพระนิพพาน จึงได้บำเพ็ญคือได้ประพฤติ ได้แก่ ได้ปฏิบัติอัตตกิลมถานุโยค มีการทรมานตนด้วยตบะ ๕ อย่างเป็นต้นต้น เหมือน การบูชาไฟ ด้วยเข้าใจว่าเป็นทางแห่งความบริสุทธิ์. พระเถระครั้นแสดงความไม่มีแห่งความบริสุทธิ์ในภายนอกแล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงว่า ก็ความบริสุทธิ์ ข้าพเจ้าบรรลุได้ในศาสนานี้เท่านั้น เพราะ ความบริสุทธิ์ คนไม่ขยันแล้วจะบรรลุไม่ได้ ด้วยการบูชาไฟเป็นต้น ตามวิธี ที่กล่าวไว้แล้วในคัมภีร์พระเวท เหมือนไปสู่อาศรมจากอาศรม จึงได้กล่าว คาถาที่ ๒ ไว้ว่า ความสุขนั้น ข้าพเจ้าได้มาโดยง่ายดาย ท่านจง ดูความที่พระธรรมเป็นธรรมที่ดีเถิด วิชชา ๓ ข้าพเจ้า ได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติ แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เป็นต้น ความว่า ข้าพเจ้าตามแสวงหา อยู่ซึ่งความบริสุทธิ์ เพื่อประโยชน์แก่พระนิพพานใด เมื่อไปสู่ทางแห่งพระ-
หน้า 234 ข้อ 307
นิพพานนั้น จึงได้บำเรอไฟ จึงได้ประพฤติอมรตบะ ความสุขคือพระนิพพาน นั้น ข้าพเจ้าได้มาแล้วคือถึงแล้ว ได้แก่บรรลุแล้วอย่างง่ายดาย คือด้วยสมถะ วิปัสสนา ที่เป็นปฏิปทาง่าย ๆ ไม่อาศัยอัตตกิลมถานุโยค. บทว่า ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ความว่า พระเถระเอ่ยถึงพระธรรม หรือเอ่ยถึงตนเองว่า ท่านจงดูเถิด คือจงรู้เถิด ซึ่งศาสนธรรมของพระศาสดา ว่าเป็นธรรมดี คือ ซึ่งสภาพของนิยยานิกธรรมที่ไม่ผิดพลาด ดังนี้ แต่เมื่อ จะแสดงถึงธรรมนั้น ว่าได้มาแล้ว จึงได้กล่าวไว้ว่า วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว. คำนั้นมีอรรถาธิบายดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั่นเอง. พระเถระเมื่อจะ แสดงว่า ตั้งแต่นี้ไปข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ เพราะว่าได้บรรลุความ บริสุทธิ์ ด้วยประการอย่างนี้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ว่า เมื่อก่อนข้าพเจ้า เป็นเผ่าพันธุ์ของพระพรหม แต่เดี๋ยวนี้แล ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ มีวิชชา ๓ ล้าง บาปแล้ว เป็นผู้มีความสวัสดีและจบพระเวทแล้ว. คาถานั้นมีเนื้อความว่า เมื่อก่อนนี้ข้าพเจ้าได้ชื่อว่า เป็นเผ่าพันธุ์ของ พระพรหม ตามสมัญญาของพวกพราหมณ์ เพราะเป็นพราหมณ์เพียงแต่โดย กำเนิด. แต่บัดนี้แล ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ เพราะได้บรรลุพระ อรหัตแล้ว. ก่อนแต่นี้ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้มีวิชชา ๓ เพียงแต่ชื่อ เพราะ เรียนวิชชา ๓ เมื่อพระเวท ๓ คัมภีร์ ที่ทำการสั่งสมภพ แต่บัดนี้ ข้าพ- เจ้ามีวิชชา ๓ โดยปรมัตถ์ เพราะได้บรรลุวิชชา ๓ ด้วยสามารถแห่งวิชชา ที่ทำความสิ้นภพ.
หน้า 235 ข้อ 307
อนึ่ง ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้ล้างบาปแล้ว เพียงแต่ชื่อ เพราะ สำเร็จด้วยพรตของผู้อาบน้ำแล้ว ที่ยึดถือไว้ด้วยความชอบใจในภพ แต่บัดนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้ล้างบาปแล้ว โดยปรมัตถ์ เพราะมลทินคือกิเลสถูกล้างสะอาด แล้ว ด้วยผลอันเกิดแต่อัษฏางคิกมรรค. เมื่อก่อนนี้ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้มีความสวัสดี โดยเหตุเพียงการร้อง- เรียกกัน เพราะการเรียนมนต์ที่มีความชอบใจในภพ ยังไม่หลุดพ้นไป แต่บัดนี้ ได้ชื่อว่าเป็นผู้มีความสวัสดีโดยปรมัตถ์ เพราะการเรียนธรรมที่มีความชอบใจ ในภพ อันหลุดพ้นไปแล้ว. ก่อนหน้านี้ ข้าพเจ้าชื่อว่าเป็นผู้จบพระเวท ด้วยเหตุเพียงจบพระเวท ที่ยังสลัดบาปธรรมออกไปไม่ได้ แต่บัดนี้ ได้กลายเป็นผู้จบพระเวทโดยปรมัตถ์ เพราะไปถึงคือลุถึง ได้แก่รู้ฝั่งแห่งห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร ด้วยมรรคญาณ กล่าวคือพระเวท และฝั่งแห่งพระเวท คือสัจจะ ๔. พราหมณ์ทั้งหลายครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้พากันประกาศความเลื่อม ใสในพระพุทธศาสนา อย่างโอฬาร. จบอรรถกถาอังคณิกภารทวาชเถรคาถา
หน้า 236 ข้อ 308
๒. ปัจจยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปัจจยเถระ [๓๐๘] ได้ยินว่า พระปัจจยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ข้าพเจ้าบวชได้ ๕ วัน ได้เป็นพระเสขะ แต่ ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตผล ข้าพเจ้าได้เข้าไปวิหาร แล้ว ได้มีความตั้งใจไว้ว่า ในเมื่อถอนลูกศรคือตัณหา ออกยังไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จักไม่ฉัน ไม่ดื่ม ไม่ออกไป จากวิหาร จักไม่ให้แม้แต่สีข้างตกถึงพื้น ไม่เอน หลัง เมื่อข้าพเจ้าพักอยู่อย่างนี้ คนจะเห็นความเพียร และความก้าวหน้า วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว. อรรถกถาปัจจยเถรคาถา คาถาของท่านพระปัจจยเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปญฺจาหาหํ ปพฺพ- ชิโต ดังนี้. มีเรื่องเกิดขึ้น อย่างไร ? แม้ท่านพระปัจจยเถระ นี้ ก็มีบุญญาธิการที่ทำไว้แล้วในพระพุทธ- เจ้าองค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว อยู่มาวันหนึ่งได้เห็นพระศาสดากำลัง
หน้า 237 ข้อ 308
เสด็จไปที่ฝั่งแม่น้ำชื่อว่า วินตา มีใจเลื่อมใส ได้เลือกเก็บผลมะเดื่อผลใหญ่ ๆ มีรสชื่นใจ น้อมเข้าไปถวาย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในสุคติเท่านั้น ในภัทรกัปที่มี พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ได้เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ทรงประกาศพระธรรมจักร ทรงทำการ อนุเคราะห์เวไนยชน ได้บวชในพระศาสนาของพระองค์ เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา ประกอบการภาวนาเนือง ๆ อยู่มาวันหนึ่ง คิดถึงทุกข์ในสงสาร เกิดความ สังเวชอย่างยิ่ง นั่งอยู่ในวิหารอธิษฐานจิตว่า เราไม่ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จักไม่ออกไปจากที่นี้ พยายามอยู่ ก็ไม่สามารถให้วิปัสสนาเลื่อนสูงขึ้นได้ เพราะญาณยังไม่แก่กล้า. ท่านมรณภาพแล้ว ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและ มนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือกำเนิดในขัตติยสกุล ในพระนคร- โรหินี ได้รับพระนามว่า ปัจจยะ ทรงเจริญวัยแล้ว สิ้นรัชสมัยของพระ ชนก ก็ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ อยู่มาวันหนึ่ง ได้ทรงปรารภจะทรง ประกอบพลีกรรมเพื่อเป็นมหาราช. มหาชนได้มาชุมนุมกัน ณ สถานที่นั้น. เพื่อจะให้เกิดความเลื่อมใส แก่มหาชนนั้น ในสมาคมนั้น พระศาสดา ประทับนั่งบนรัตนสิงหาสน์ ในรัตนกูฎาคาร ที่ท้าวเวสวัณ เนรมิตถวายแล้ว ได้ทรงแสดงธรรมแก่มหาซน ผู้เฝ้ามองอยู่นั่นแหละ. การบรรลุธรรมได้มีแก่ ชุมนุมชนหมู่ใหญ่. แม้พระเจ้าปัจจยราช ครั้นทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้ว ได้ทรง สละราชสมบัติ ถูกเหตุเก่าก่อนกระตุ้นเตือน จึงได้ทรงผนวช. พระองค์ได้ ทรงทำปฏิญญา เหมือนที่ได้กระทำไว้แล้ว ในครั้งกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ เสด็จเข้าพระวิหาร เจริญวิปัสสนา
หน้า 238 ข้อ 308
แล้ว ได้ทรงบรรลุพระอรหัต ในทันใดนั่นเอง เพราะทรงทำพระญาณให้ แก่กล้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ อปทานว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด ผู้ทรงเป็นอุดม บุรุษ ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ผู้ทรง เป็นเอกอัครบุรุษ มีพระทัยตั้งมั่นดีแล้ว ทรงคลาย ความกำหนัดแล้ว ข้าพเจ้ามีใจเลื่อมใสในพระองค์ ผู้ ทรงชำระมลทินคือกิเลส ได้ถือผลมะเดื่อ ขอเป็นทาส พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายผลไม้อันใดไว้ในครั้งนั้น เพราะการ ถวายผลไม้นั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รู่จักทุคติเลย นี้เป็น ผลของการถวายผลไม้. ในภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้า สังเวชสลดใจ ได้บวชในพระศาสนาของพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ. อนึ่ง ข้าพเจ้า บวชแล้วตั้งใจไว้ว่า จักไม่ออกจากวิหาร ได้พร่ำ บำเพ็ญภาวนา ไม่ได้บรรลุประโยชน์สูงสุด ถึงจะไม่ ได้บรรลุในทันใดนั้น แต่บัดนี้ ข้าพเจ้าก็ดับกิเลสได้ แล้ว สัมผัสทางที่ไม่จุติ ได้ลุถึงสถานที่ที่ไม่หวั่นไหว แล้ว. กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยการสรรเสริญข้อปฏิบัติของตนเป็นหลัก จึงได้ภาษิตคาถา ๓ คาถาเหล่า นี้ไว้ว่า
หน้า 239 ข้อ 308
ข้าพเจ้าบวชได้ ๕ วัน ได้เป็นพระเสขะ แต่ยัง ไม่ได้บรรลุพระอรหัตผล ข้าพเจ้าเข้าไปวิหารแล้ว ได้มีความตั้งใจไว้ว่า ในเมื่อถอนลูกศรคือตัณหาออก ยังไม่ได้ ข้าพเจ้าก็จักไม่ฉัน ไม่ดื่ม ไม่ออกไปจาก วิหาร จักไม่ให้แม้แต่สีข้างตกถึงพื้น ไม่เอนหลังเมื่อ ข้าพเจ้านั้นพักอยู่อย่างนี้ คนจะเห็นความเพียร และ ความก้าวหน้า วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้ว คำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจาหาหํ ปพฺพชิโต ความว่า ข้าพเจ้า เป็นพระเสขะ ๕ วัน อธิบายว่า บวชแล้ว ๕ วัน ในวันที่ ๕ นับแต่ บวชแล้ว ก็ได้สำเร็จ. บทว่า เสโข อปฺปตฺตมานโส ความว่า ชื่อว่าเป็นพระเสขะ เพราะศึกษาอธิสีลสิกขาเป็นต้น. ธรรมใดสิ้นมานะ คือ ตัดมานะขาดออกไป โดยไม่มีเหลือไว้ เพราะฉะนั้น ธรรมนั้นจึงชื่อว่า มานโส ได้แก่ มรรค ชั้นยอด (อรหัตมรรค) สิ่งที่มาจากธรรมที่สิ้นมานะ เพราะเกิดจากธรรมนั้น ชื่อว่า มานัส ได้แก่พระอรหัตผล ผู้ยังไม่บรรลุพระอรหัตผลนั้น อีกอย่างหนึ่ง มานัส (คืออรหัต) นั้น ข้าพเจ้านี้ยังไม่ได้บรรลุ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าจึง ชื่อว่า อัปปัตตมานสะ (ผู้ยังไม่ได้บรรลุพระอรหัตผล). บทว่า วิหารํ เม ปวิฏฺสฺส เจตโส ปณิธี อหุ (ข้าพเจ้าเข้าวิหาร แล้วได้มีความตั้งใจไว้ว่า) ความว่า เมื่อข้าพเจ้าผู้เป็นพระเสขะ เข้าไปสู่วิหาร อันเป็นที่อยู่คือกระท่อมอย่างนี้ ได้มีความตั้งใจ ที่มีอาการดังที่กำลังกล่าวอยู่ ในบัดนี้ อธิบายว่า ข้าพเจ้าได้ตั้งใจไว้อย่างนี้.
หน้า 240 ข้อ 308
ด้วยบทว่า นาสิสฺสํ เป็นต้นนี้ ท่านแสดงถึงความตั้งใจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้าจักไม่ฉัน คือจักไม่บริโภคโภชนะอย่างใดอย่างหนึ่ง ในเมื่อข้าพเจ้าถอนลูกศรคือกิเลส ที่ปักใจข้าพเจ้า ยังไม่ออก คือ ถอนยังไม่ได้ ผู้ศึกษาควรประกอบคำดังที่ว่า มานี้เข้าในทุก ๆ บท. บทว่า น ปิวิสฺสามิ ความว่า เราจักไม่ดื่มน้ำ อย่างใดอย่างหนึ่งที่ควรดื่ม. บทว่า วิหารโต น นิกฺขเม ความว่า ข้าพเจ้าจะไม่ออกไปจากที่นี้ คือจากห้องที่ข้าพเจ้านั่งอยู่แล้วในขณะนี้. บทว่า นปิ ปสฺสํ นิปาเตสฺสํ ความว่า บรรดาสีข้างทั้ง ๒ ของร่างกายข้าพเจ้า แม้ข้างเดียวข้าพเจ้าก็จักไม่เอน เพื่อบรรเทาความลำบาก กาย อธิบายว่า จักไม่นอน แม้โดยข้าง ๆ เดียว. บทว่า ตสฺส เมวํ วิหรโต ความว่า เมื่อข้าพเจ้านั้น ตั้งจิตไว้อย่างนี้แล้ว พักอยู่ด้วยอำนาจ แห่งการตั้งวิริยาธิษฐานไว้อย่างมั่นคง แล้วพร่ำบำเพ็ญวิปัสสนา. บทว่า ปสฺส วิริยปรกฺกมํ ความว่า คนจะเห็น คือจะรู้ความ พยายามที่ได้นามว่า วิริยะ เพราะจะต้องให้เคลื่อนไหวไปตามวิธี และได้ นามว่า ปรักกมะ เพราะก้าวไปสู่ที่ข้างหน้า ที่เป็นความอุตสาหะ. แต่ว่า วิชชา ๓ ข้าพเจ้าได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ แล้ว ด้วยอานุภาพความเพียรใด เพราะฉะนั้น ความเพียรนั้น มีเนื้อความ ดังที่ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาปัจจยเถรคาถา
หน้า 241 ข้อ 309
๓. พากุลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระพากุลเถระ [๓๐๙] ได้ยินว่า พระพากุลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ผู้ใดไม่ทำงานที่จะต้องทำก่อน แต่มุ่งจะทำใน ภายหลัง ผู้นั้น จะพลาดจากที่ที่จะให้เกิดความสุข และ จะเดือดร้อนในภายหลัง เพราะว่าข้าพเจ้าบอกงานที่ บุคคลควรทำ ไม่บอกงานที่ไม่ควรทำ เมื่อคนทั้งหลาย บอกงานที่ไม่ใช่กำลังทำ บัณฑิตทั้งหลายก็รู้ทัน พระ- นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้แล้ว เป็นธรรมไม่มีความโศก สำรอกแล้ว เป็นแดนเกษม เป็นที่ดับทุกข์ แสนจะเป็นสุขหนอ. อรรถกถาพากุลเถรคาถา คาถาของท่านพระพากุลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โย ปุพฺเพ กรณียานิ. มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? เล่ากันมาว่า แม้ท่านพระพากุลเถระนี้ ในอดีตกาล สุดอสงไขย แสนกัป ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า อโนมทัสสี เสด็จอุบัติขึ้นนั่นเอง ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ได้เรียนไตรเพทจบ ไม่เห็นสาระ ในไตรเพทนั้น จึงบวชเป็นฤๅษี ด้วยคิดว่า เราจักแสวงหาประโยชนภาย-
หน้า 242 ข้อ 309
ภาคหน้า พักอยู่ที่เชิงเขาได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ อยู่มาได้ทราบการอุบัติ ขึ้นของพระพุทธเจ้า ได้ไปยังสำนักของพระศาสดา สดับพระธรรมเทศนา แล้วตั้งอยู่ในสรณะ เมื่อพระศาสดาเกิดประชวรพระนาภีขึ้น ได้นำยาจากป่า มาถวาย ให้พระโรคสงบแล้ว ได้น้อมซึ่งบุญในการถวายยานั้นไป เพื่อ ประโยชน์แก่ความไม่มีโรค จุติจากอัตภาพนั้น แล้วได้ไปเกิดในพรหมโลก ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก สิ้นเวลาอสงไขยหนึ่ง ในกาล ของพระปทุมุตตรพุทธเจ้า ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ใน พระนครหงสาวดี เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งให้ดำรงตำแหน่งผู้เลิศ กว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มีอาพาธน้อย ตนเองต้องการตำแหน่งนั้น ได้ตั้งประณิธาน ไว้ สั่งสมกุศลตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปมาในสุคติอย่างเดียว ก่อนแต่พระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี เสด็จอุบัติขึ้นนั่นเอง ได้เกิดในสกุล พราหมณ์ ในพระนครพันธุมดี บวชเป็นฤาษี ตามนัยก่อนนั่นแหละ ได้ ฌานและอภิญญา พำนักอยู่ที่เชิงเขา ได้ทราบ(ข่าว) พระพุทธเจ้าอุบัติแล้ว ได้ไปยังสำนักพระศาสดา สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ตั้งอยู่ในสรณะ เมื่อ ภิกษุทั้งหลายเกิดอาพาธเพราะหญ้าและดอกไม้ (ไข้ป่า) เขารักษาโรคนั้นให้ สงบ แล้วอยู่ ณ ที่นั้นตลอดชีวิต จุติจากชาตินั้นไปเกิดในพรหมโลก ท่องเที่ยว ไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก สิ้นเวลา ๙๑ กัป ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปะ ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในเมืองพาราณสี ครองเรือนอยู่เห็นวัดใหญ่เก่า ๆ วัดหนึ่งกำลังจะร้าง จึงได้ สร้างที่อยู่ทั้งหมด มีโรงอุโบสถเป็นต้น ปรุงยาทุกอย่างถวายพระสงฆ์ในวัด นั้น สร้างกุศลตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ตลอด เวลาหนึ่งพุทธันดร ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย เสด็จอุบัติ ขึ้นนั่นเอง ได้ถือกำเนิดในคฤหาสน์ของเศรษฐี ในเมืองโกสัมพี.
หน้า 243 ข้อ 309
ท่านที่พี่เลี้ยงกำลังอาบน้ำให้ที่แม่น้ำมหายมุนา เพื่อความไม่มีโรค ถูกปลาฮุบไปจากมือของพี่เลี้ยง เมื่อปลาตกถึงมือของพรานเบ็ด ภรรยาของ เศรษฐีเมืองพาราณสีรับซื้อเอาไป แม้ถูกผ่าท้อง (เอาออกมา) ก็ยังมีชีวิตอยู่ นั่นเอง เพราะกำลังบุญ นางจึงรับเอาเป็นลูกเลี้ยงไว้ ได้นามว่า พากุละ (คนสองตระกูล) เพราะเมื่อมารดาบิดาผู้ให้กำเนิด ได้ทราบประวัตินั้นแล้ว ทวงถามบ่อย ๆ ว่า เด็กคนนี้เป็นลูกของเรา ขอจงให้ลูกแก่พวกเรา พระราชา ทรงมีพระราชวินิจฉัยให้ตั้งอยู่ โดยความเป็นทายาทของ ๒ ตระกูลว่า เด็ก คนนี้เป็นเหตุทั่วไป สำหรับตระกูลแม้ทั้ง ๒ ตระกูล เจริญวัยแล้ว จึงได้เสวย สมบัติมากมาย มีทรัพย์ ๘๐ โกฏิ ได้สดับพระธรรมเทศนาในสำนักของพระ- ศาสดาแล้ว กลับได้ความเชื่อ บวชแล้ว เป็นปุถุชนชั่ว ๗ วัน เท่านั้น รุ่งอรุณ วันที่ ๘ ก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า ในที่ไม่ไกลป่าหิมพานต์ มีภูเขาชื่อ โสภิตะ ข้าพเจ้าพร้อมด้วยศิษย์ทั้งหลาย ได้สร้างอาศรมไว้ อย่างดี ที่ภูเขานั้นมณฑปก็มีมาก ต้นยางทรายก็ออก ดอกบานสะพรั่ง บนเขานั้นมะขวิดก็มีมาก เทียนดำ เทียนขาวก็ออกดอกบานสะพรั่ง คนทิสอ, พุทรา มะขามป้อมก็ชุกชุม สวนหย่อมก็มีหลาย น้ำเต้าก็มาก บัวขาวออกดอกบานสะพรั่ง มะหวด, มะตูม, กล้วย มะงั่วก็มีมาก สะท้อน อัญชัน และประยงค์ในที่นั้น ก็ชุม โกสุม ต้นสน สะเดา ต้นไทร ต้นกระสังก็มาก อาศรมของข้าพเจ้าก็เป็นเช่นนั้น ข้าพเจ้าพร้อมทั้งศิษย์
หน้า 244 ข้อ 309
ได้อยู่ ณ ที่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นสยัมภู ทรงเป็นผู้นำสัตวโลก พระนามว่า อโนมทัสสี เมื่อ ทรงแสวงหาที่หลีกเร้น ได้เสด็จมาถึงอาศรมของ ข้าพเจ้า เมื่อพระมหาวีระเสด็จเข้าถึงแล้ว อาพาธ เกิดแต่ลม ได้เกิดขึ้นชั่วขณะแก่พระองค์ผู้พระนามว่า อโนมทัสสี มีพระยศมาก ทรงเป็นนาถะของโลก ก็ครั้งนั้น ข้าพเจ้านั่นครั้นได้เห็นความเคลื่อนไหว แล้ว ก็กำหนดได้ว่า ความจริง พยาธิได้เกิดขั้นแก่ พระพุทธเจ้าของเราทั้งหลายโดยไม่สงสัย ข้าพเจ้าได้ รีบมายังอาศรม ประสงค์จะปรุงยา ในสำนักศิษย์ ของข้าพเจ้า ครั้งนั้นจึงได้นิมนต์ศิษย์ทั้งหลาย ศิษย์ ทุกคนเชื่อฟังถ้อยคำของข้าพเจ้า มีคารวะประชุม ร่วมกัน เพราะมีความเคารพในพระศาสดาของเรา ข้าพเจ้าจึงรีบขึ้นภูเขา บันเทิงใจกับยาทุกขนาน ข้าพเจ้าผสมยากับน้ำดื่มแล้ว (ถวาย) ได้เป็นทาสของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประเสริฐที่สุด เมื่อพระมหาวีร- สรรเพชญ์ผู้เป็นโลกนารถเสวยแล้ว โรคลมของพระ- ศรีสุคตมหาฤๅษี ก็สงบลงโดยเร็ว พระอโนมทัสสี สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ทอดพระเนตร เห็นความกระวนกระวายที่สงบลงแล้ว จึงได้ประทับ นั่งบนพุทธอาสน์ ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดถวาย เภสัชแก่เราตถาคต และให้พยาธิของเราสงบไป เรา ตถาคตจักสรรเสริญผู้นั้น เมื่อเราตถาคตกล่าวอยู่ ขอ
หน้า 245 ข้อ 309
เธอทั้งหลายจงฟังเถิด เขาจักรื่นเริงบนเทวโลก สิ้น เวลาแสนกัป ผู้นี้จักบันเทิงใจทุกเมื่อบนเทวโลกนั้น เพราะเสียงบรรเลง เสียงประโคม เขามาสู่มนุษยโลก แล้ว ถูกบุญเก่าตักเตือนแล้ว จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิถึงพันชาติ ในกัปที่ ๕๕ จักได้เป็นกษัตริย์ นามว่า อโนมะ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ เพรียบพร้อมด้วยรัตนะทั้ง ๗ มีพลพยุหโยธามากมาย ทรงชนะดินแดนชมพูทวีป เสวยไอศุริยสมบัติ แม้ เทวดาชั้นดาวดึงส์ก็กระเทือน เป็นเทวดาหรือเป็น มนุษย์ ก็จักมีอาพาธน้อย เว้นความยึดมั่นถือมั่นแล้ว จักข้ามพยาธิในโลกได้ตลอดกัป นับไม่ถ้วน แต่กัปนี้ไป เขาจักได้เป็นโอรสผู้เป็นธรรมทายาท ที่เนรมิตขึ้น โดยธรรม ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงสมภพใน ตระกูลโอกกากราช เป็นศาสดาในโลก พระนามว่า โคดม โดยพระโคตร จักดับกิเลสเป็นผู้หาอาสวะมิได้ เพราะกำหนดรู้อาสวะทั้งมวล ครั้นเผากิเลสแล้ว จัก ข้ามกระแสตัณหาไป เป็นสาวกของพระศาสดา มี นามว่า พากุละ พระสมณโคดม ผู้สูงสุดแห่งศากยวงศ์ ทรงทราบประวัติทั้งหมดนี้แล้ว จักประทับนั่งในหมู่ พระสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ พระสยัมภู ผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี นายกโลก เมื่อ ทรงตรวจดูที่วิเวก ได้เสด็จเข้ามายังอาศรมของ
หน้า 246 ข้อ 309
ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าให้พระมหาวีรสรรเพชญ์ นายกโลก ผู้เสด็จเข้ามาแล้ว ให้พอพระทัยด้วยโอสถทุกอย่าง ขอ พระองค์จงทรงพอพระทัยด้วยมือ (ของข้าพระองค์) ข้าพเจ้าได้ทำกรรมดีแด่พระองค์ไว้ ความสมบูรณ์แห่ง พืช ข้าพเจ้าได้ทำไว้แล้วในบุญเขตที่ดี ข้าพเจ้าไม่อาจ จะให้หมดสิ้นไปได้เลย เพราะในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ ทำกรรมไว้ดีแล้ว เป็นลาภของเรา เป็นโชคดีของเรา ที่ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงเป็นนายก ด้วยผล กรรมที่เหลือ ข้าพเจ้าจึงได้ลุถึงทางที่ไม่หวั่นไหว พระสมณโคดมผู้สูงสุดแห่งศากยวงศ์ ได้ทรงทราบ เรื่องทั้งหมดนี้แล้ว ได้ประทัปนั่งในหมู่สงฆ์ ทรงตั้ง ข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตัคคะ ข้าพเจ้าได้ทำกรรม อันใดไว้ในครั้งนั้น เพราะกรรมนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ รู้จักทุคติตลอดกัป นับไม่ถ้วนนับถอยหลังแต่กัปนี้ไป นี้เป็นผลแห่งเภสัช. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ท่านเป็นผู้อัน พระศาสดา ผู้กำลังทรงตั้งพระสาวกทั้งหลายของพระองค์ไว้ในฐานันดร ตาม ลำดับได้ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มีอาพาธน้อย เมื่อจะ พยากรณ์อรหัตผล ด้วยโอวาทที่สำคัญแก่ภิกษุทั้งหลาย ท่ามกลางสงฆ์ ใน สมัยปรินิพพาน จึงได้กล่าวคาถาไว้ ๓ คาถา ว่า
หน้า 247 ข้อ 309
ผู้ใดไม่ทำงานที่จะต้องทำก่อน แต่มุ่งจะทำใน ภายหลัง ผู้นั้นจะพลาดจากเหตุที่จะให้เกิดสุข และจะ เดือดร้อนภายหลัง เพราะว่า ข้าพเจ้าบอกงานที่บุคคล ควรทำ ไม่บอกงานที่ไม่ควรทำ เมื่อคนทั้งหลาย บอกงานที่ไม่ใช่กำลังทำ บัณฑิตทั้งหลายก็รู้ทัน พระ- นิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว เป็น ธรรมไม่มีความโศก สำรอกแล้ว เป็นแดนเกษม เป็น ที่ดับทุกข์ แสนจะเป็นสุขหนอ. บรรดบทเหล่านั้น บทว่า โย ปุพฺเพ กรณียานิ ปจฺฉา โส กาตุมิจฺฉติ (ผู้ไม่ทำงานที่จะต้องทำในตอนต้น ภายหลังประสงค์จะทำ) ความว่า ผู้ใดเมื่อก่อน คือ เมื่อเวลาก่อนแต่ที่ชราและโรคเป็นต้น จะครอบงำ นั่นเอง ไม่ทำงานที่ควรทำ ที่จะนำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้ตน ภายหลังแล คือ เลยเวลาที่จะต้องทำไปแล้วจึงอยากทำ. คำว่า โส เป็นเพียง นิบาต. แต่ในกาลนั้น เขาไม่อาจจะทำได้ ไม่อาจทำได้ เพราะว่าเขาถูก ชราและโรคเป็นต้น ครอบงำแล้ว. บทว่า สุขา โส ธํสเต านา ปจฺฉา จ มนุตปฺปติ (ผู้นั้น จะพลาดจากที่ที่จะให้เกิดความสุขและจะเดือดร้อนภายหลัง) ความว่า บุคคล นั้นจะเสื่อมจากที่ที่เป็นสุข คือจากสวรรค์ และจากนิพพาน เพราะอุบายที่จะ ให้ถึงสถานที่นั้น ตนยังไม่ได้ให้เกิดขึ้น ทั้งจะเดือดร้อน คือถึงความวิปฏิสาร ภายหลัง โดยนัยมีอาทิว่า เราไม่ได้ทำกรรมดีไว้. ม อักษรทำการเชื่อมบท. ก็พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ข้าพเจ้าทำกิจ ที่ควรจะทำแล้วนั่นแหละ จึงบอกท่านทั้งหลายอย่างนี้ ดังนี้แล้ว จึงได้กล่าว คาถาที่ ๒ ว่า ยญฺหิ กยิรา เป็นต้นไว้.
หน้า 248 ข้อ 309
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริชานนฺติ ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย รู้เด็ดขาดว่า คนนี้มีเท่านี้ อธิบายว่า ไม่รู้มากไปกว่านี้. ด้วยว่า คนพูด อย่างใด ทำอย่างนั้นเท่านั้น ย่อมงดงามโดยอำนาจสัมมาปฏิบัติ ไม่ใช่งาม โดยอย่างอื่นจากสัมมาปฏิบัตินั้น บัดนี้ เพื่อจะแสดงเนื้อความที่ท่านได้กล่าว มาแล้ว โดยตรงคือกิจที่จะต้องทำโดยทั่วไปไว้โดยสรุป พระเถระจึงได้กล่าว คาถาที่ ๓ ไว้ โดยนัยมีอาทิว่า สุสุขํ วต ดังนี้. คาถาที่ ๓ นั้น มีเนื้อความว่า พระนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนานว่า สัมมาสัมพุทธะ เพราะตรัสรู้พระธรรมทั้งมวล ด้วยพระองค์เอง โดยชอบ ทรงแสดงไว้แล้ว ชื่อว่าไม่มีความเศร้าโศก เพราะไม่มีเหตุแห่ง ความเศร้าโศก โดยประการทั้งปวง ชื่อว่าสำรอกแล้ว เพราะสำรอกราคะ เป็นต้นออกไปแล้ว เป็นสุขดีจริงหนอ เพราะเหตุไร ? เพราะพระนิพพาน เป็นที่ดับไปโดยไม่มีเหลือ คือ เป็นที่สงบระงับไป โดยส่วนเดียวนั่นเอง แห่ง วัฏทุกข์ทั้งสิ้น. จบอรรถกถาพากุลเถรคาถา
หน้า 249 ข้อ 310
๔. ธนิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระธนิยเถระ [๓๑๐] ได้ยินว่า พระธนิยเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ถ้าภิกษุมุ่งความเป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อ ดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่ควรดูหมิ่นจีวร ปานะและ โภชนะที่เขาถวายเป็นของสงฆ์ ถ้าหากภิกษุมุ่งความ เป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ควรใช้ที่นอนและที่นั่ง (ง่าย ๆ) เหมือนงูอาศัยรูหนู ฉะนั้น ถ้ามุ่งความเป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อดำรง ชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ พอใจด้วยปัจจัยตามมีตามได้ และ ควรเจริญธรรมอย่างเอกด้วย. อรรถกถาธนิยเถรคาถา คาถาของท่านพระธนิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุขญฺจ ชีวิตุํ อิจฺเฉ. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระธนิยเถระ ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ เมื่อสั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ได้บังเกิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในกาล ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า วิปัสสี มีนามว่า ธนิยะ เจริญวัย แล้ว เลี้ยงชีพด้วยการเป็นช่างหม้อ. ก็สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งที่ศาลา
หน้า 250 ข้อ 310
ของนายธนิยะช่างหม้อ ทรงแสดงฉธาตุวิภังคสูตร แก่กุลบุตรชื่อปุกกุสาติ. เขาได้ฟังพระสูตรนั้นแล้ว ได้สำเร็จกิจ. (ส่วน) นายธนิยะได้ทราบว่า ท่าน ปุกกุสาตินั้นปรินิพพานแล้ว กลับได้ศรัทธา ด้วยคิดว่า พระพุทธศาสนานี้ นำออกไป (จากวัฏฎะ) จริงหนอ ถึงแม้ด้วยการอบรมคืนเดียว ก็สามารถ พ้นจากวัฏทุกข์ได้ ดังนี้ บวชแล้ว ขยันแต่งกุฎีอยู่ ถูกพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตำหนิ เพราะอาศัยการสร้างกุฏี จึงอยู่ที่กุฏีของสงฆ์ เจริญวิปัสสนาแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า ข้าพเจ้าได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระ- ฉวีวรรณประดุจสีทอง ทรงรับสิ่งของที่เขาบูชาอยู่ ผู้ทรงเป็นนายกโลก กำลังเสด็จไปทางปลายป่าใหญ่ และข้าพเจ้าได้ถือเอาดอกเลา เดินออกไป ทันใดนั้น ได้เห็นพระสัมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงข้ามโอฆะได้แล้ว หาอาสวะมิได้ ณ ที่นั้น ได้มีจิตเลื่อมใสดีใจ จึงได้ บูชาพระองค์ผู้มหาวีระ ผู้ทรงเป็นทักขิไณยบุคคล ทรงอนุเคราะห์สัตวโลกทุกถ้วนหน้า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ร้อยดอกไม้ใด (บูชา) ด้วยผล ของการร้อยดอกไม้นั้น ข้าพเจ้าจึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของพุทธบูชา.กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ครั้นได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว ท่านเมื่อจะพยากรณ์พระ- อรหัตผล โดยตรงคือการให้โอวาทแก่เหล่าภิกษุ ผู้ยกตนขึ้นข่มภิกษุเหล่าอื่น ผู้ยินดีสังฆภัตเป็นต้น ด้วยการสมาทานธุดงค์ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า
หน้า 251 ข้อ 310
ถ้าภิกษุมุ่งความเป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อ ดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ไม่ควรดูหมิ่นจีวร ปานะและ โภชนะที่เขาถวายเป็นของสงฆ์ ถ้าหากภิกษุมุ่งความ เป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ควรใช้ที่นอนและที่นั่งง่าย ๆ เหมือนงูอาศัยรูหนู ฉะนั้น ถ้ามุ่งความเป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อดำรง ชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ พอใจด้วยปัจจัยตามมีตามได้ และ ควรเจริญธรรมอย่างเอกด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขญฺจ ชีวิตุํ อิจฺเฉ สามญฺสฺมึ อเปกฺขวา (ผู้มุ่งความเป็นสมณะ ควรปรารถนาเพื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ด้วย) ความว่า ภิกษุเป็นผู้มุ่งความเป็นสมณะ คือสมณภาวะ ได้แก่เป็นผู้มี ความเคารพแรงกล้าในสิกขา ถ้าหากปรารถนาเพื่อดำรงชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ไซร้ อธิบายว่า ถ้าหากต้องการจะละอเนสนามีชีวิตอยู่อย่างง่าย ๆ ตามสามัญ ไซร้. บทว่า สงฺฆิกํ นาติมญฺเยฺย จีวรํ ปานโภชนํ (ไม่ควรดูหมิ่นจีวร ปานะและโภชนะที่เขาถวายเป็นของสงฆ์) ความว่า ไม่ควรดูหมิ่นจีวร อาหาร ที่นำมาจากสงฆ์ อธิบายว่า ธรรมดาว่าลาภที่เกิดขึ้นแก่สงฆ์ เป็นการเกิดขึ้น โดยบริสุทธิ์ เพราะฉะนั้น เมื่อจะบริโภคลาภนั้น ความสุขอย่างสามัญก็เป็น อันอยู่ในเงื้อมมือทีเดียว เพราะเกิดจากอาชีวปาริสุทธิศีล. บทว่า อหิ มูลิกโสพฺภํว ความว่า ควรเสพคือใช้สอยเสนาสนะ เหมือนงูใช้รูที่หนูขุดไว้. อธิบายว่า อุปมาเสมือนว่างูไม่ทำที่อยู่อาศัยเอง สำหรับตน แต่อาศัยที่อยู่ที่หนูหรือสัตว์อื่นทำไว้แล้ว ต้องการอย่างใดก็หลีก ไปได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่ควรต้องความเศร้าหมอง เพราะ การสร้างเสนาสนะอยู่เอง อยู่ได้ทุกแห่งแล้วก็หลีกไป.
หน้า 252 ข้อ 311
บัดนี้ ท่านพระธนิยเถระเมื่อจะแสดงว่า ความสุขอย่างสามัญย่อมมี โดยความพอใจปัจจัยตามที่ได้มา ทั้งที่กล่าวมาแล้วและไม่ได้กล่าวถึงเท่านั้น ไม่ใช่มีโดยประการอื่นดังนี้ จึงได้กล่าวไว้ว่า อิตเรน อิจฺเฉยฺย อธิบายว่า ภิกษุควรถึงความพอใจ (สันโดษ) ด้วยปัจจัยทุกอย่างตามที่ได้มา ไม่ว่าเลว หรือประณีต. บทว่า เอกธมฺมํ ได้แก่ความไม่ประมาท. เพราะว่าความไม่ประมาท นั้น ไม่มีโทษสำหรับผู้หมั่นประกอบ และทั้งโลกิยสุขและโลกุตรสุขทั้งหมด เป็นอันอยู่ในเงื้อมมือทีเดียว. เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสไว้ว่า เพราะผู้ไม่ประมาทเพ่งอยู่ ย่อมประสบความสุขอันไพบูลย์. จบอรรถกถาธนิยเถรคาถา ๕. มาตังคปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมาตังคบุตรเถระ [๓๑๑] ได้ยินว่า พระมาตังคบุตรเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ขณะทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนทั้งหลาย ผู้ทอดทิ้ง การงาน โดยอ้างเลศว่า เวลานี้ หนาวนัก ร้อนนัก เย็นมากแล้ว ส่วนผู้ใดไม่สำคัญหนาวและร้อนให้ยิ่ง ไปกว่าหญ้า ผู้นั้นจะทำงานอยู่อย่างลูกผู้ชาย จะไม่ พลาดไปจากความสุข ข้าพเจ้าเมื่อจะเพิ่มพูนวิเวก จักแหวกแฝกคา หญ้าดอกเลา หญ้าปล้อง และหญ้ามุง กระต่ายด้วยอุระ.
หน้า 253 ข้อ 311
อรรถกถามาตังคปุตตเถรคาถา คาถาของท่านพระมาตังคบุตรเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อติสีตํ. มีเรื่อง เกิดขึ้นอย่างไร ? เล่ากันมาว่า ท่านพระมาตังคบุตรเถระนี้ ในกาลของพระผู้มี พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เกิดเป็นพญานาค ผู้มีอานุภาพ มากในนาคพิภพใหญ่ ภายใต้ชาตสระใหญ่ ใกล้ป่าหิมพานต์ อยู่มาวันหนึ่ง ออกจากนาคพิภพไปเที่ยว (หากิน) เห็นพระศาสดาผู้เสด็จมาทางอากาศ มีใจ เลื่อมใส ได้ทำการบูชาด้วยแก้วมณีที่หงอนของตน. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดเป็นบุตรของกุฎุมพี ชื่อ มาตังคะ ในโกศลรัฐ จึงปรากฏนามว่า มาตังคบุตรนั่นเอง. ท่านรู้เดียงสาแล้ว กลายเป็นคน เกียจคร้าน ไม่ทำการงานอะไร ถูกญาติและคนเหล่าอื่นพากันตำหนิ คิดเห็นว่า สมณศากยบุตรเหล่านี้ เป็นอยู่อย่างง่าย ๆ มุ่งหวังจะเป็นอยู่ง่าย ๆ เป็นผู้ที่ ภิกษุทั้งหลายทำการอบรมแล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระศาสดาฟังพระธรรมเทศนา มีศรัทธาแล้วบวช เห็นภิกษุอื่น ๆ มีฤทธิ์ ปรารถนาพลังฤทธิ์ จึงเรียน กรรมฐานในสำนักของพระศาสดา หมั่นประกอบภาวนา แล้วได้อภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า พระชินศรีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงถึงฝั่งแห่งพระธรรมทั้งหมด ทรง ประสงค์วิเวก กำลังเสด็จไปในอากาศ ภพที่อยู่ของ ข้าพเจ้าที่ประกอบพร้อมด้วยบุญกรรม ได้มีอยู่ที่ชาต
หน้า 254 ข้อ 311
สระใหญ่ ที่อยู่ไม่ไกลป่าหิมพานต์ ข้าพเจ้าออกจาก ที่อยู่ไปได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนายกโลก เหมือนดวงไฟที่ลุกโชน โชติช่วงดังแก้ววิเชียรของ พระอินทร์ ข้าพเจ้าเมื่อไม่เห็นดอกไม้ที่จะเลือกเก็บ จึงยังจิตของตนให้เลื่อมใส ในพระองค์ผู้ทรงเป็นนายก แล้วได้ไหว้พระศาสดา ด้วยคิดว่า เราจักบูชา ข้าพเจ้า จึงหยิบเอาแก้วมณีบนหงอนของข้าพเจ้าแล้ว บูชา พระองค์ผู้ทรงเป็นนายกโลก ผลของการบูชาด้วย แก้วมณีนี้ เป็นผลที่จำเริญ พระปทุมุตตระ ศาสดา ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา ประทับบนอากาศ ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ขอให้ความดำริของเธอจงสำเร็จ ขอจงได้รับความสุขอันไพบูลย์ ขอจงเสวยยศยิ่งใหญ่ ด้วยการบูชาด้วยแก้วมณีนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าครั้น ตรัสพระคาถานี้แล้ว ทรงมีพระนามว่า ชลชุตตมะ (ผู้สูงสุดกว่าสัตว์น้ำพญานาค) ทรงเป็นพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐที่สุด ได้เสด็จไปยังที่ ๆ ตั้งพระทัยจะทรง วางแก้วมณีไว้ ข้าพเจ้าได้เป็นท้าวสักกะจอมเทพ เสวยเทวราชสมบัติเป็นเวลา ๖๐ กัป และได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิหลายร้อยชาติเมื่อข้าพเจ้าเป็นเทวดา ระลึกถึงบุรพกรรม แก้วมณีเกิดแก่ข้าพเจ้า ส่องแสง สว่างให้ข้าพเจ้า สนมนารี ๘๖,๐๐๐ นางที่ห้อมล้อม ข้าพเจ้า มีวัตถาภรณ์แพรวพราวประดับแก้วมณีและ แก้วกุณฑล มีขนตางอน, ยิ้มแย้ม, เอวบางร่างน้อย,
หน้า 255 ข้อ 311
ตะโพกผาย, ห้อมล้อมข้าพเจ้าเนืองนิจ นี้เป็นผลของ การบูชาด้วยแก้วมณี อนึ่ง สิ่งของเครื่องประดับของ ข้าพเจ้า ตามที่ข้าพเจ้าต้องประสงค์ ทำด้วยทอง ประดับด้วยแก้วมณีและทับทิม เป็นสิ่งที่ช่างประดิษฐ์ ดีแล้ว ปราสาทเรือนที่รื่นรมย์ และที่นอนที่ควรค่า มาก รู้ความดำริของข้าพเจ้าแล้ว เกิดขึ้นตามที่ต้องการ ชนเหล่าใด ได้รับการสดับตรับฟัง เป็นลาภ และเป็น การได้อย่างดีของชนเหล่านั้น การได้นั้นเป็นบุญเขต ของมนุษย์ทั้งหลาย เป็นโอสถของปวงปาณชาติ แม้ ข้าพเจ้าก็มีกรรมที่ทำไว้ดีแล้ว ที่ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนายก ข้าพเจ้าพ้นแล้วจากวินิบาต ได้บรรลุ พระนิพพานที่ไม่หวั่นไหว ข้าพเจ้าเข้าถึงกำเนิดใด ๆ จะเป็นเทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม แสงสว่างของข้าพเจ้า จะมีอยู่ทุกเมื่อในภพนั้น ๆ ทั้งกลางวันและกลางคืน ด้วยการบูชาด้วยแก้วมณีนั้นนั่นเอง ข้าพเจ้าจึงได้เสวย สมบัติ แล้วได้เห็นแสงสว่างคือญาณ และได้บรรลุ พระนิพพานที่ไม่หวั่นไหว ในกัปที่แสน แต่กัปนี้ เพราะข้าพเจ้าได้บูชาด้วยแก้วมณีไว้ จึงไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วยแก้วมณี. กิเลส ทั้งหลายข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. ก็พระเถระเป็นผู้มีอภิญญา เมื่อจะตำหนิความเกียจคร้าน สรรเสริญ การปรารภความเพียรของตนด้วยบุคลาธิษฐาน จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า
หน้า 256 ข้อ 311
ขณะทั้งหลายย่อมล่วงเลยคนทั้งหลาย ผู้ทอดทิ้ง การงาน โดยอ้างเลศว่า เวลานี้ นาวนัก ร้อนนัก เย็นมากแล้ว ส่วนผู้ใดไม่สำคัญหนาวและร้อนให้ยิ่ง ไปกว่าหญ้า ผู้นั้นจะทำงานอยู่อย่างลูกผู้ชาย ไม่พลาด ไปจากความสุข ข้าพเจ้าเมื่อจะเพิ่มพูนวิเวก จักแหวก แฝกคา หญ้าดอกเลา หญ้าปล้อง และหญ้ามุงกระต่าย ด้วยอุระ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติสีตํ ความว่า นำความมาเชื่อมกันว่า หนาวเหลือเกิน เพราะหิมะตกและฝนพรำเป็นต้น คนเกียจคร้านอ้างข้อนี้. บทว่า อติอุณฺหํ ความว่า ร้อนเหลือเกิน เพราะแดดแผดเผาใน ฤดูร้อนเป็นต้น. แม้ด้วยคำทั้ง ๒ นี้ พระเถระได้กล่าวถึงเหตุเป็นที่ตั้งแห่ง ความเกียจคร้าน ด้วยอำนาจฤดู. บทว่า อติสายํ ความว่า เย็นมากแล้ว เพราะกลางวันผ่านพ้นไป ก็ด้วยว่าสายนั้นเทียว แม้เวลาเช้า ก็เป็นอันสงเคราะห์เข้าในคาถานี้ด้วย ด้วย คำทั้งสองนั้น (สายํ และ ปาโต) พระเถระได้กล่าวถึงเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความ เกียจคร้าน ด้วยอำนาจกาลเวลา. บทว่า อิติ ความว่า ด้วยประการฉะนี้. ด้วยอิติศัพท์นี้ พระเถระ สงเคราะห์เอาเหตุเป็นที่ตั้งแห่งความเกียจคร้านเข้าไว้ด้วย ที่พระผู้มีพระ ภาคเจ้า ได้ตรัสไว้โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กรรม (การงาน) เป็นสิ่งที่ภิกษุ ในพระศาสนานี้ควรทำ.
หน้า 257 ข้อ 312
บทว่า วิสฺสฏฺกมฺมนฺเต ได้แก่ ผู้สลัดทิ้งซึ่งการงานที่ประกอบ. บทว่า ขณา ได้แก่ โอกาสแห่งการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ มีโอกาสเกิด ขึ้นของพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า มาณเว ได้แก่ สัตวโลกทั้งหลาย. บทว่า ติณา ภิยฺโย น มญฺติ ความว่า ไม่สำคัญเหนือไปกว่าหญ้า คือสำคัญ (หนาว,ร้อน) เหมือนหญ้า ได้แก่ ข่มหนาวและร้อนไว้ ทำ งานที่ตนจะต้องทำไป. บทว่า กรํ ได้แก่ กโรนฺโต แปลว่า ทำอยู่. บทว่า ปุริสกิจฺจานิ ได้แก่ ประโยชน์ของตนและของผู้อื่น อันวีรบุรุษจะต้องทำ. บทว่า สุขา ได้แก่ จากความสุข อธิบายว่า จากนิพพานสุข. เนื้อความ ของคาถาที่ ๓ ข้าพเจ้าได้กล่าวมาแล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถามาตังคบุตรเถรคาถา ๖. ขุชชโสภิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระขุชชโสภิตเถระ [๓๑๒] ได้ยินว่า พระขุชชโสภิตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า สมณะเหล่าใดกล่าวธรรมอันวิจิตร เป็นปกติ เป็นพหูสูต เป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร ท่านขุชชโสภิตะ ซึ่งยืนอยู่ที่ประตูถ้ำ นี้เป็นรูปหนึ่งในจำนวนสมณะ เหล่านั้น. สมณะเหล่าใดเป็นผู้กล่าวธรรม อันวิจิตร เป็นปกติ เป็นพหูสูต เป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร ท่าน รูปนี้ ผู้มากด้วยฤทธิ์ ดุจลมพัด ยืนอยู่ที่ประตูถ้ำ เป็น
หน้า 258 ข้อ 312
ผู้หนึ่งในจำนวนสมณะเหล่านั้น. ท่านผู้นี้ประสบความ สุข ด้วยอาการอย่างนี้คือ ด้วยการรบอย่างดี ด้วย ความปรารถนาดี (ของกัลยาณมิตร) ด้วยชัยชนะใน สงคราม และด้วยพรหมจรรย์ ที่ประพฤติมาแล้ว ตามลำดับ. อรรถกถาขุชชโสภิตเถรคาถา คาถาของท่านพระขุชชโสภิตเถระ มีคำขึ้นต้นว่า เย จิตฺตกถี พหุสฺสุตา. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ทราบว่า ท่านพระขุชชโสภิตเถระนี้ ในกาลของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ทรงนามว่า ปทุมุตตระ ได้เกิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จไปกับภิกษุสงฆ์จำนวนมาก มีใจ เลื่อมใสได้กล่าวชมเชยด้วยคาถา ๑๐ คาถา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในนครปาฏลีบุตร ได้ มีนามว่าโสภิตะ. แต่เพราะเป็นผู้ค่อมเล็กน้อย จึงปรากฏ ชื่อว่าขุชชโสภิตะ นั่นเทียว. ท่านเจริญวัยแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว ได้บวช ในสำนักของท่านพระอานนทเถระ ได้อภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้นใน อปทาน ท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า
หน้า 259 ข้อ 312
พระนราสภ ผู้ทรงเป็นเทพเจ้าของเทพทั้งหลาย เสด็จดำเนินไปบนถนน งดงามเหมือนเครื่องราชกกุธ- ภัณฑ์ ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส พระสัมมาสัม- พุทธเจ้า ผู้ทรงยังความมืดมนอนธการให้พินาศไป ให้คนจำนวนมากข้ามฟากได้ ทรงโชติช่วงอยู่ด้วยแสง สว่าง คือ พระญาณ ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนายกโลก ทรงนำ สัตวโลกไป ทรงยกสัตวโลกจำนวนมากขึ้นด้วย (พระ ปรีชาญาณ) จำนวนแสน ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อม ใส พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงย่ำกลอง คือ พระธรรม บดขยี้หมู่เดียรถีย์ บันลือสีหนาทอยู่ ใครเล่าเห็นแล้ว จะไม่เลื่อมใส ทวยเทพพร้อมทั้งพระพรหม ตั้งแต่ พรหมโลก พากันมาทูลถามปัญหาที่ละเอียด ใครเล่า เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส เหล่ามนุษย์พร้อมทั้งเทวดาพา กันมาประนมมือทูลวิงวอนต่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระ องค์ใด ก็ได้บุญ เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระ องค์นั้น ใครเล่าเห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส ปวงชนพากัน มาชุมนุม ห้อมล้อมพระองค์ผู้มีพุทธจักษุ พระองค์ผู้ อันเขาทูลเชิญแล้ว ก็ไม่ทรงสะทกสะท้าน ใครเล่า เห็นแล้วจะไม่เลื่อมใส เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ องค์ใด เสด็จเข้าพระนคร กลองจะดังขึ้นมากมาย ช้างพลายที่เมามัน ก็พากันบันลือ ใครเล่าเห็นพระสัม- มาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแล้ว จะไม่เลื่อมใส เมื่อ
หน้า 260 ข้อ 312
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด เสด็จดำเนินไปตาม ถนน พระรัศมีของพระองค์ จะพวยพุ่งขึ้นสูง สม่ำ เสมอทุกเมื่อ ใครเล่าเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระ องค์นั้น แล้วจะไม่เลื่อมใส เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสออก ไป จะได้ยินกันทั้งจักรวาล ให้สรรพสัตว์เข้าใจกัน ทั่ว ใครเล่าเห็นพระองค์แล้วจะไม่เลื่อมใส ในกัปที่ แสน แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้สรรเสริญพระพุทธเจ้า พระองค์ใดไว้ ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย นี้คือผลแห่ง การสรรเสริญพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านเป็นผู้มีอภิญญา ๖ ในสมัยมหาสังคายนาครั้งแรก ท่าน ถูกพระสงฆ์ ผู้ประชุมกันที่ถ้ำสัตตบรรณคูหา กรุงราชคฤห์ มีบัญชาว่า ท่าน จงไปนิมนต์ท่านพระอานนทเถระมา จึงได้ดำดินลงไป โผล่ขึ้นตรงหน้าพระ เถระ กราบเรียนให้ทราบแล้ว ตนเองได้ล่วงหน้าไปทางอากาศถึงประตูถ้ำ สัตตบรรณคูหาก่อน. ก็สมัยนั้น เทวดาบางองค์ ที่หมู่เทวดาส่งไปเพื่อห้าม พญามาร และพรรคพวกของพญามาร ได้ยืนที่ประตูถ้ำสัตตบรรณคูหา พระ ขุชชโสภิตเถระ เมื่อจะบอกการมาของตนแก่เทวดาองค์นั้นได้กล่าวคาถาแรก ไว้ว่า สมณะเหล่าใดกล่าวถ้อยคำไพเราะ เป็นปกติ เป็นพหสูต เป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร ท่านพระขุชช- โสภิตะ ซึ่งยืนอยู่ที่ประตูถ้ำนี้ เป็นรูปหนึ่งในจำนวน สมณะเหล่านั้น.
หน้า 261 ข้อ 312
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตกถี คือเป็นผู้แสดงธรรมไพเราะ เป็นปกติ อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติพูดธรรม เหมาะกับอัธยาศัยของผู้อื่น โดยนัยต่าง ๆ มีอาทิอย่างนี้คือ ย่อ พิสดาร ทำให้ลึกซึ้ง ทำให้ตื้น (ง่าย) บรรเทาความสงสัยได้ ให้ผู้ฟังตั้งมั่นอยู่ในธรรมได้. บทว่า พหุสฺสุตา ความว่า ชื่อว่าเป็นพหูสูต เพราะบริบูรณ์ด้วย ความเป็นพหูสูต ทั้งทางปริยัติและปฏิเวธ ชื่อว่า เป็นสมณะ เพราะระงับบาป ได้ โดยประการทั้งปวง. บทว่า ปาฏลิปุตฺตวาสิโน เตสญฺตฺโร ความว่า ภิกษุทั้งหลาย ชื่อว่าอยู่ประจำกรุงปาฏลีบุตร เพราะอยู่ที่นครปาฏลีบุตร เป็นปกติ บรรดา ภิกษุเหล่านั้น ท่านผู้มีอายุ คือท่านผู้มีอายุยืนนี้ เป็นรูปใดรูปหนึ่ง. บทว่า ทฺวาเร ติฏฺิ ความว่า ยืนอยู่ที่ประตูถ้ำสัตตบรรณคูหา อธิบายว่า เพื่อจะเข้าไปตามอนุมัติของสงฆ์. เทวดาครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึง ประกาศการมาของพระเถระให้พระสงฆ์ทราบ ได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า สมณะเหล่าใด เป็นผู้กล่าวธรรมวิจิตร เป็น เป็นปกติ เป็นพหูสูต เป็นชาวเมืองปาฏลีบุตร ท่าน รูปนี้มาด้วยฤทธิ์ ดุจลมพัด ยืนอยู่ที่ประตูถ้ำ เป็นรูป หนึ่งในจำนวนสมณะเหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลุเตริโต ความว่า ผู้มาแล้ว ด้วย ลมที่เกิดจากฤทธิ์ของจิต อธิบายว่า มาแล้วด้วยกำลังฤทธิ์. พระเถระผู้ที่พระสงฆ์ให้โอกาสแล้ว ตามที่เทวดาองค์นั้น ได้ประกาศ ให้ทราบอย่างนี้แล้ว เมื่อไปสำนักสงฆ์ ได้พยากรณ์พระอรหัตผล ด้วยคาถา ที่ ๓ นี้ว่า
หน้า 262 ข้อ 312
ท่านผู้นี้ ประสบความสุข ด้วยอาการอย่างนี้ คือ ด้วยการรบอย่างดี ด้วยความปรารถนา (ของกัล ยาณมิตร) ด้วยชัยชนะในสงคราม และด้วยพรหม จรรย์ ที่ประพฤติมาแล้ว ตามลำดับ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุยุทฺเธน ความว่า ด้วยการรบอย่างดี กับกิเลสทั้งหลาย ด้วยอำนาจแห่งตทังคปหาน (การละได้ด้วยองค์นั้น) และวิกขัมภนปหาน (การละด้วยการข่มไว้). บทว่า สุยิฏฺเน ความว่า ด้วยธรรมทานเป็นที่สบาย ที่กัลยาณมิตร ทั้งหลายให้แล้ว ในระหว่าง ๆ. บทว่า สงฺคามวิชเยน จ ความว่า และ ด้วยชัยชนะในสงความที่ได้แล้ว ด้วยอำนาจแห่งสมุจเฉทปหาน (การละได้โดย เด็ดขาด). บทว่า พฺรหฺมจริยานุจิณฺเณน ความว่า ด้วยมรรคพรหมจรรย์ ชั้นยอด ที่พระพฤติมาแล้วตามลำดับ. บทว่า เอวายํ สุขเมธติ ความว่า ท่านพระขุชชโสภิตเถระนี้ ย่อมประสบ อธิบายว่า เสวยอยู่ซึ่งความสุขคือพระ นิพพานและความสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ ด้วยประการอย่างนี้ คือ ด้วยประการ ดังที่กล่าวมาแล้ว. จบอรรถกถาขุชชโสภิตเถรคาถา
หน้า 263 ข้อ 313
๗. วารณเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวารณเถระ [๓๑๓] ได้ยินว่า พระวารณเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บรรดามนุษย์ในโลกนี้ นรชนใดเบียดเบียน สัตว์เหล่าอื่น นรชนนั้นจะกำจัดหิตสุขในโลกทั้ง ๒ คือ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนนรชนใด มีเมตตาจิต อนุเคราะห์สัตว์ทั้งมวล นรชนนั้นผู้เช่นนั้น จะประสบ บุญตั้งมากมาย เขาควรศึกษาธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัส ไว้ดีแล้ว การเข้าไปนั่งใกล้สมณะ การอยู่แต่ผู้เดียว ในที่ลับ และธรรมเครื่องสงบระงับจิต. อรรถกถาวารณเถรคาถา คาถาของพระวารณเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โยธ โกจิ มนุสฺเสสุ. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระวารณเถระนี้ มีบุญญาธิการที่ได้ทำไว้แล้ว ในพระ- พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เมื่อทำบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๒ (นับถอยหลัง) แต่กัปนี้ไป ก่อนแต่การเสด็จอุบัติขึ้น ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะนั่นเอง ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ เป็นผู้ถึงฝั่งในวิชาและศิลปะ
หน้า 264 ข้อ 313
ของพราหมณ์ บวชเป็นฤาษี บอกมนต์แก่อันเตวาสิก ประมาณ ๕๔,๐๐๐ คน อยู่. ก็สมัยนั้น ได้มีการไหวแห่งมหาปฐพี เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ติสสะ ผู้ยังเป็นพระโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ คัพโภทรของพระพุทธมารดาในภพสุดท้าย. มหาชนเห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว ตกใจกลัว จึงพากันไปหาฤาษี ถามถึงเหตุที่ทำให้แผ่นดินไหว. ท่านบอกถึง บุรพนิมิตแห่งการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าว่า พระมหาโพธิสัตว์ก้าวลงสู่ คัพโภทรของพระพุทธมารดา แผ่นดินไหวนี้มีด้วยเหตุนั้น เพราะฉะนั้น อย่าพา กันกลัว แล้วให้เขาเบาใจกัน และได้ประกาศให้ทราบถึงปีติ มีพระพุทธเจ้า เป็นอารมณ์. เขา ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ด้วยบุญกรรมนั้น มา ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในแคว้นโกศล มีชื่อว่า วารณะ เจริญวัยแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระเถระผู้อยู่ป่ารูปหนึ่ง ได้ ความเลื่อมใส บวชบำเพ็ญสมณธรรม. อยู่มาวันหนึ่ง ท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้า เห็นงูเห่ากับพังพอนต่อสู้กัน ตายที่ระหว่างทาง สังเวชสลดใจว่า สัตว์เหล่านี้ ถึงความสิ้นชีวิต เพราะโกรธกันดังนี้แล้ว ได้ไปถึงสำนักของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงทราบอาจาระอันงามของท่านแล้ว เมื่อจะทรงประทานพระโอวาทให้ เหมาะกับอาจาระนั้นนั่นแหละ จึงได้ทรง ภาษิตพระคาถา ๓ คาถาว่า บรรดามนุษย์ในโลกนี้ นรชนใดเบียดเบียน สัตว์เหล่าอื่น นรชนนั้นย่อมกำจัดหิตสุขในโลกทั้ง ๒ คือ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ส่วนนรชนใดมี
หน้า 265 ข้อ 313
เมตตาจิต อนุเคราะห์สัตว์ทั้งมวล นรชนนั้นผู้เช่น นั้น ย่อมประสบบุญตั้งมากมาย เขาควรศึกษาธรรม ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว การเข้าไปนั่งใกล้สมณะ การอยู่แต่ผู้เดียวในที่ลับ และธรรมเครื่องสงบระงับ จิต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โยธ โกจิ มนุสฺเสสุ ความว่า บรรดา มนุษย์ทั้งหลายในโลกนี้ คนใดคนหนึ่งจะเป็นกษัตริย์ก็ตาม พราหมณ์ก็ตาม แพศย์ก็ตาม ศูทรก็ตาม คฤหัสถ์ก็ตาม บรรพชิตก็ตาม. ศัพท์ว่า มนุสฺส ในคำว่า โยธ มนุสฺเสสุ นี้ พึงทราบว่า เป็นตัวอย่างของสัตว์ชั้นอุกฤษฎ์. บทว่า ปรปาณานิ หึสติ ความว่า ฆ่าและเบียดเบียนสัตว์อื่น. บทว่า อสฺมา โลกา ความว่า ในโลกนี้. บทว่า ปรมฺหา ความว่า ในโลกหน้า. บทว่า อุภยา ธํสเต ความว่า ย่อมกำจัด (หิตสุข) ในโลกทั้ง ๒ อธิบายว่า ย่อมเสื่อมจากความเกื้อกูลและความสุขที่นับเนื่องในโลกทั้ง ๒. บทว่า นโร ได้แก่ สัตว์. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงบาปธรรมที่มีลักษณะเบียดเบียน ผู้อื่นอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงกุศลธรรม ที่มีลักษณะห้ามการ เบียดเบียนผู้อื่น จึงได้ตรัสคาถาที่ ๒ ไว้โดยนัยมีอาทิว่า โย จ เมตฺเตน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เมตฺเตน จิตฺเตน ความว่า มีจิตที่ ประกอบด้วยเมตตา หรือมีจิตนอกจากนี้ ที่ถึงอัปปนา. บทว่า สพฺพปาณานุกมฺปติ ความว่า เมตตาสัตว์ทั้งหมดเหมือน บุตรเกิดแต่อกของตน.
หน้า 266 ข้อ 313
บทว่า พหุํ หิ โส ปสวติ ปุญฺํ ตาทิโส นโร ความว่า บุคคลนั้นคือ ผู้อยู่ด้วยเมตตาแบบนั้น ย่อมประสบคือได้เฉพาะ ได้แก่บรรลุ กุศลมาก คือมากมาย ได้แก่ไม่น้อย. บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงประกอบท่านไว้ในธรรม คือ สมถะและวิปัสสนา พร้อมด้วยองค์ประกอบ จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ไว้ โดยนัยมีอาทิว่า สุภาสิตสฺส ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุภาสิตสฺส สิกฺเขถ ความว่า พึงศึกษา สุภาษิตซึ่งแยกเป็นกถาของผู้มักน้อยเป็นต้น คือปริยัติธรรม ด้วยสามารถแห่ง การฟัง การทรงจำและการสอบถามเป็นต้น. บทว่า สมณูปาสนสฺส จ ความว่า พึงศึกษาการเข้าไปนั่งใกล้ สมณะผู้ระงับบาปแล้ว (และ) อุบาสกผู้เป็นกัลยาณมิตร ตามกาลเวลาที่สมควร และจริยาที่ใกล้เคียงของท่านเหล่านั้น ด้วยข้อปฏิบัติ. บทว่า เอกาสนสฺส จ รโห จิตฺตวูปสมสฺส จ ความว่า พึงศึกษา อาสนะ คือที่นั่งของคน ๆ เดียว ผู้ไม่มีเพื่อน หมั่นพอกพูนกายวิเวก ด้วย อำนาจการหมั่นประกอบกรรมฐานในที่ลับ. เมื่อหมั่นประกอบกรรมฐานอยู่ อย่างนี้ และยังภาวนาให้ถึงที่สุด ศึกษาความสงบแห่งกิเลส และความสงบ แห่งจิต ด้วยอำนาจการตัดขาด (สมุจเฉทปหาน). กิเลสทั้งหลายที่สงบไปแล้ว โดยส่วนเดียวนั่นเอง เป็นอันท่านละได้แล้ว ด้วยสิกขาเหล่าใด มีอธิสีลสิกขา เป็นต้น เมื่อท่านศึกษาสิกขาเหล่านั้น คือสิกขาที่เกี่ยวเนื่องกับมรรคและผล จิตก็ชื่อว่าสงบไปแล้วโดยส่วนเดียว. ในที่สุดแห่งคาถา ท่านเจริญวิปัสสนา แล้ว ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ในอปทานท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า
หน้า 267 ข้อ 313
ครั้งนั้น ข้าพเจ้ายึดอาศัยป่าหิมพานต์ สอนมนต์ ศิษย์ของข้าพเจ้า จำนวน ๕๔,๐๐๐ คน ได้อุปัฏฐาก ข้าพเจ้า เขาเหล่านั้นทั้งหมดได้สำเร็จ จบพระเวทถึง บารมี มีองค์ ๖ ควรจะบรรลุด้วยวิชาของตน จึงพา กันอยู่ในป่าหิมพานต์ เทพบุตรผู้มียศมาก จุติจากหมู่ เทวดาชั้นดุสิต มีสติมีสัมปชัญญะ เกิดในท้องของ มารดา เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นมา หมื่นโลกธาตุหวั่นไหว คนตาบอดได้ดวงตา ในเมื่อ พระผู้เป็นนายกโลกเสด็จอุบัติขึ้น ผืนแผ่นดินนี้ทั้งผืน หวั่นไหวไปทั่วทุกอาการ มหาชนได้สดับเสียงกึกก้อง หวาดกลัว มวลชนหลั่งมาชุมนุมกันยังสำนักของ ข้าพเจ้า (ถามว่า) พสุธานี้ไหว จักมีผลอย่างไร ? ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้บอกพวกเขาว่า สูเจ้าทั้งหลายอย่า พากันนอน สูเจ้าทั้งหลายจะไม่มีภัย สูเจ้าแม้ทุกคน จะประเสริฐ นี้เป็นการเกิดขึ้นที่อำนวยความสวัสดี พสุธานี้ไหวต้องด้วยเหตุ ๘ ประการ นิมิตอย่างนั้น แสดงให้เห็น จะมีแสงสว่างที่ไพบูลย์มาก พระพุทธ- เจ้าผู้ประเสริฐสุด ผู้มีพุทธจักษุ จักเสด็จอุบัติขึ้นแน่ ไม่ต้องสงสัย พระองค์จะตรัสบอกศีล ๕ ให้ชุมนุมชน เข้าใจ เขาเหล่านั้นได้ยินศีล ๕ และการเกิดขึ้นแห่ง พระพุทธเจ้าที่หาได้ยาก เกิดความตื่นเต้นดีใจ ได้พา
หน้า 268 ข้อ 314
กันร่าเริงหรรษา ในกัปที่ ๙๒ แต่กัปนี้ ข้าพเจ้าได้ พยากรณ์นิมิตใดไว้ ด้วยการพยากรณ์นิมิตนั้น ข้าพเจ้า จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการพยากรณ์. กิเลส ทั้งหลายข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. จบอรรถกถาวารณเถรคาถา ๘. ปัสสิกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระปัสสิกเถระ [๓๑๔] ได้ยินว่า พระปัสสิกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า คนผู้มีศรัทธา มีปัญญา ดำรงอยู่ในธรรม ถึง พร้อมด้วยศีลแม้คนเดียว ก็มีประโยชน์แก่ญาติ พวกพ้องทั้งหลาย ผู้ไม่มีศรัทธาในโลกนี้ ญาติทั้งหลาย เหล่านั้น ที่ข้าพระองค์ขู่ตักเตือน ด้วยความอนุเคราะห์ เพราะความรักกันฉันญาติและเผ่าพันธุ์ จึงพากันทำ สักการะแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงแก่กรรมล่วงลับไปแล้ว ก็ประสบความสุขที่เป็นไตรทิพย์ พี่น้องและโยมผู้หญิง ของข้าพระองค์ผู้รักกามสุข ก็พากันบันเทิงใจ.
หน้า 269 ข้อ 314
อรรถกถาปัสสิกเถรคาถา คาถาของพระปัสสิกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เอโกปิ สทฺโธ เมธาวี ดังนี้. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เมื่อทำบุญทั้งหลายไว้ ในภพนั้น ๆ มาในกาลของพระผู้มี- พระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า อัตถทัสสี ได้เกิดในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล บรรลุนิติภาวะแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ได้เห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวาย ผลไม้มิลักขะ (แด่พระองค์). ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเมื่อท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์มีนามว่า ปัสสิกะ เจริญวัยแล้ว ได้เห็นยมกปาฎิ- หาริย์ของพระศาสดา กลับมีศรัทธา บวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรมอยู่ ได้เป็น ผู้อาพาธ ครั้งนั้น ญาติทั้งหลายได้พากันอุปัฏฐากท่านให้หายโรค ตามวิธียา ที่หมอได้รอบรู้เห็นมาแล้ว ท่านหายอาพาธแล้ว เกิดสลดใจรีบเร่งภาวนาขึ้น ได้เป็นพระอริยเจ้า ผู้มีอภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้นในอปทาน ท่านจึงได้กล่าว ไว้ว่า ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า อัตถ- ทัสสี ผู้มีพระยศมาก ที่ระหว่างป่า มีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้ถวายผลไม้มิลักขะในกัปที่ ๑,๘๐๐ ข้าพเจ้าได้ถวาย ผลไม้ใดในครั้งนั้น ด้วยทานนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลของการถวายผลไม้นั้น. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว.
หน้า 270 ข้อ 314
อนึ่ง ท่านมีอภิญญา ๖ แล้ว ได้ไปสำนักของพวกญาติทางอากาศ สถิตอยู่แล้วบนอากาศ แสดงธรรมให้ญาติเหล่านั้นดำรงอยู่ในสรณะและศีล ทั้งหลาย บรรดาญาติเหล่านั้น บางพวกถึงแก่กรรมแล้ว ได้เกิดในสวรรค์ เพราะได้ดำรงอยู่แล้วในสรณะและศีลทั้งหลาย. ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัส ถามท่านปัสสิกเถระนั้น ผู้เข้ามาถึงที่บำรุงของพระพุทธเจ้าว่า ดูก่อนปัสสิกะ ญาติทั้งหลายของเธอไม่มีโรคหรือ ? ท่านเมื่อจะทูลถึงอุปการะ ที่ตนได้ทำแก่ ญาติทั้งหลาย แด่พระศาสดา จึงได้กล่าวคาถาไว้ ๓ คาถาว่า คนผู้มีศรัทธา มีปัญญา ดำรงอยู่ในธรรม ถึง พร้อมด้วยศีล แม้คนเดียว ก็มีประโยชน์แก่ญาติพวก พ้องทั้งหลาย ผู้ไม่มีศรัทธาในโลกนี้ ญาติทั้งหลาย เหล่านั้นที่ข้าพระองค์ขู่ตักเตือน ด้วยความอนุเคราะห์ เพราะความรักกันฉันญาติและเผ่าพันธุ์ จึงพากันทำ สักการะแก่ภิกษุทั้งหลาย ถึงแก่กรรมล่วงลับไปแล้ว ก็ประสบความสุขที่เป็นไตรทิพย์ พี่น้องและโยมผู้ หญิงของข้าพระองค์ ผู้รักกามสุข ก็พากันบันเทิงใจ. บรรดาคาถาเหล่านั้น ในคาถาแรก มีเนื้อความดังต่อไปนี้ ผู้ใดมี ศรัทธา ด้วยอำนาจความเชื่อในกรรมและผลของกรรม และความเชื่อในพระ- รัตนตรัย ชื่อว่าผู้มีปัญญา เพราะประกอบด้วยกัมมัสสกตาญาณ เป็นต้นนั้น นั่นเอง ชื่อว่าผู้ดำรงในธรรม เพราะตั้งอยู่ในพระธรรม คือพระพุทธโอวาท ได้แก่ นวโลกุตรธรรม ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยอำนาจศีลที่เนื่องด้วย อาจาระ ศีลที่เนื่องด้วยมรรค และศีลที่เนื่องด้วยผล ผู้นั้นแม้คนเดียว ก็มี ประโยชน์เกื้อกูลแก่พวกพ้อง ผู้ได้นามว่า ชื่อว่าญาติ เพราะหมายความว่า
หน้า 271 ข้อ 314
ต้องรู้กันว่า คนเหล่านี้เป็นคนของเรา และชื่อว่าเผ่าพันธุ์ เพราะหมายความว่า ผูกพันกันด้วยเครื่องผูกมัด คือ ความรักอย่างนั้น ในที่นี้คือในโลกนี้ ผู้ชื่อว่า ไม่มีศรัทธาดังที่กล่าวมาแล้ว. เพื่อแสดงเนื้อความที่ท่านกล่าวไว้แล้ว โดยทั่วไปอย่างนี้แล้ว ให้น้อม เข้ามาสู่ตน ท่านพระปัสสิกเถระ จึงได้กล่าวคาถานอกจากนี้ไว้ โดยนัยว่า นิคฺคยฺห ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิคฺคยฺห อนุกมฺปาย โจทิตา ญาตโย มยา ความว่า ญาติทั้งหลายอันข้าพระองค์ ได้ขู่ตักเตือนไว้ว่า แม้ในปัจจุบันนี้ ท่านทั้งหลายเป็นคนยากจน เพราะไม่ได้ทำกุศลไว้ ต่อไป อย่าได้เสวยผล ที่ เศร้าหมองต่ำต้อยอีก. ญาติเหล่านั้น เมื่อไม่สามารถฝ่าฝืนโอวาทของข้าพระองค์ ได้ เพราะความรักกันฉันญาติและเผ่าพันธุ์ คือ เพราะความรักที่เป็นไปแล้ว อย่างนี้ว่า ผู้นี้เป็นเผ่าพันธุ์ของพวกเราดังนี้ จึงพากันทำสักการะ แล้วเป็นผู้มี จิตเลื่อมใสในภิกษุทั้งหลาย คือ พากันทำสักการะและความนับถือในภิกษุ ทั้งหลาย ด้วยการถวายปัจจัยมีจีวรเป็นต้น และด้วยการอุปัฏฐาก เป็นผู้ถึงแก่ กรรมล่วงลับไปแล้ว ได้ผ่านโลกนี้ไปแล้ว. คำว่า เต (ที่กล่าว) อีก เป็น เพียงนิบาต. บทว่า ติทิวํ สุขํ ได้แก่ความสุขที่นับเนื่องในเทวโลก. อีกอย่าง หนึ่ง ได้ประสบความสุขที่เป็นไตรทิพย์ ที่น่าปรารถนา. (เพื่อจะแก้คำถาม) ว่า ก็ท่านเหล่านั้น คือใคร ? พระเถระจึงได้กล่าวว่า พี่น้องและโยมผู้หญิง ของข้าพระองค์ ผู้รักความสุข พากันบันเทิงใจ อธิบายว่า เป็นผู้พรั่งพร้อม ด้วยวัตถุกาม ตามที่ตนต้องการพากันรื่นเริงใจ. จบอรรถกถาปัสสิกเถรคาถา
หน้า 272 ข้อ 315
๙. ยโสชเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระยโสชเถระ [๓๑๕] ได้ยินว่า พระยโสชเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า นรชนผู้มีใจไม่ย่อท้อ เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าว และน้ำ ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหมือน กับเถาหญ้านาง ภิกษุถูกเหลือบและยุงในป่าใหญ่กัด ควรเป็นผู้มีสติอดกลั้นในอันตรายเหล่านั้น เหมือน ช้างในสงคราม ภิกษุอยู่รูปเดียวย่อมเป็นเหมือนพรหม อยู่ ๒ รูปเหมือนเทวดา อยู่ ๓ รูปเหมือนชาวบ้าน อยู่ด้วยกันมากกว่านั้น ย่อมมีความโกลาหลมากขึ้น เพราะฉะนั้น ภิกษุควรเป็นผู้อยู่แต่รูปเดียว. อรรถกถายโสชเถรคาถา คาถาของท่านพระยโสชเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กาลปพฺพงฺคสงฺ- กาโส. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระยโสชเถระนี้ มีบุญญาธิการที่ได้ทำไว้แล้ว ในพระ- พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญทั้งหลายในภพนั้น ๆ มาในกาลของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ได้เกิดในตระกูลของผู้เฝ้าสวน รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี กำลังเสด็จมาทางอากาศ มีใจเลื่อมใส ได้ถวายผลขนุนสำมะลอ (แด่พระองค์).
หน้า 273 ข้อ 315
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มา ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงได้เกิดเป็นบุตรของชาวประมง ผู้เป็นหัวหน้าของตน ๕๐๐ สกุล ในหมู่บ้านของชาวประมง ใกล้ประตูพระนครสาวัตถี. มารดาบิดา ได้ขนานนามท่านว่า ยโสชะ. ท่านเจริญวัยแล้ว ได้ไปลงอวนที่แม่น้ำอจิรวดี เพื่อจะเอาปลาพร้อมกับลูกชาวประมง ที่เป็นเพื่อนของตน. บรรดาปลาเหล่านั้น ปลาใหญ่ตัวหนึ่ง มีสีเหมือนทองเข้าอวน. ชาวประมงเหล่านั้น พากันเอาปลา ไปให้พระเจ้าปเสนทิโกศล ทอดพระเนตร. พระองค์ตรัสว่า พระผู้มี- พระภาคเจ้า (เท่านั้น) จึงจะทรงทราบเหตุแห่งสีของปลาสีทองตัวนี้ แล้ว ทรงให้พวกเขาเอาปลาไปให้พระผู้มีพระภาคเจ้า ทอดพระเนตร. พระผู้มี พระภาคเจ้าตรัสว่า ปลาตัวนี้ เมื่อพระศาสนาของพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เสื่อมถอยลง บวชแล้วปฏิบัติผิด ทำให้ศาสนาเสื่อมถอยลง (มรณภาพแล้ว) ไปเกิดในนรก ไหม้อยู่ในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง จุติจากนรกนั้นแล้ว จึงมา เกิดเป็นปลาในแม่น้ำอจิรวดี แล้วทรงให้ปลานั้นนั่นเอง บอกความที่เขาและ น้องของเขาเกิดในนรก และบอกความที่พระเถระผู้เป็นพี่ชายของเขาปรินิพพาน แล้ว จึงทรงแสดงกบิลสูตร เพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้น. นายยโสชะ ครั้นได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เกิด สังเวชสลดใจ จึงได้บวชในสำนักของพระศาสดา พร้อมด้วยสหายของตน พักอยู่ ณ ที่ ๆ สมควร อยู่มาวันหนึ่ง เป็นผู้มีบริวารได้ไปยังพระเชตวัน เพื่อถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า. ในการมาของท่าน ได้มีเสียงอึกทึกคึก โครมไปด้วยการปูเสนาสนะเป็นต้น ในวิหาร ผู้ศึกษาควรทราบเรื่องทั้งหมด โดยนัยที่มีมาแล้วในคัมภีร์อุทานว่า พระศาสดาครั้นได้ทรงสดับเสียงนั้นแล้ว ได้ทรงประณามท่านยโสชะ พร้อมด้วยบริวาร ส่วนท่านยโสชะผู้ถูกประณาม
หน้า 274 ข้อ 315
แล้วสลดใจ เหมือนม้าอาชาไนย ตัวดีถูกหวดด้วยแส้ จึงพักอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ วัดคุมุทา พร้อมด้วยบริษัทบริวาร พยายามสืบต่อบำเพ็ญวิปัสสนา แล้วได้ เป็นพระอริยเจ้า ผู้มีอภิญญา ๖ ในภายในพรรษานั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้เป็นคนเฝ้าสวน ในนคร พันธุมดี ได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้ทรงปราศจากความ กำหนัด กำลังเสด็จดำเนินไป ข้าพเจ้าไม่ได้หลีกไป ได้เอาผลขนุนสำมะลอไปถวายพระพุทธเจ้า ผู้ประ- เสริฐที่สุด พระองค์ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ มีพระทัยสงบ แล้ว ประทับบนอากาศนั่นเอง ทรงรับเอาผลไม้นั้น พระองค์ทรงยังความปลื้มใจให้เกิดแก่ข้าพเจ้า ทรง นำความสุขในปัจจุบันมาให้ข้าพเจ้า เพราะถวายผลไม้ แด่พระพุทธเจ้า ด้วยใจเลื่อมใส ในครั้งนั้น ข้าพเจ้า จึงประสบปีติที่ไพบูลย์ และความสุขอย่างสูงสุด รัตนะ เกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าผู้เกิดในภพนั้น ๆทีเดียว ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย เพราะเหตุที่ได้ ถวายผลไม้แก่พระพุทธเจ้า ในครั้งนั้น นี้คือผลแห่ง การให้ทานผลไม้. กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. ก็พระศาสดาได้ตรัสสั่งให้หาท่านยโสชะ พร้อมด้วยบริวารผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว ได้ทรงทำการต้อนรับด้วยอาเนญชสมาบัติ (สมาบัติที่ไม่หวั่นไหว) ท่านสมาทานธุดงค์ธรรมแม้ทุกข้อแล้วประพฤติ. ด้วยเหตุนั้น ร่างกายของท่าน
หน้า 275 ข้อ 315
จึงผ่ายผอม เศร้าหมอง ผิวพรรณคล้ำไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง สรรเสริญท่าน ด้วยความเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง จึงได้ตรัส พระคาถาที่ ๑ ไว้ว่า นรชนผู้มีใจไม่ย่อท้อ เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าว และน้ำ ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหมือน กับเถาหญ้านาง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลปพฺพงฺสงฺกาโส ความว่า มีตัว คล้ายข้อเถาหญ้านาง เพราะมีอวัยวะร่างกายผอม ดำรงอยู่โดยยาก โดย ปราศจากกล้ามเนื้อ ด้วยเหตุนั้น พระองค์จึงได้ตรัสไว้ว่า กิโส ธมนิสนฺถโต ผอมมีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น. บทว่า กิโส ได้แก่ มีรูปร่างผอม เพราะบำเพ็ญโมเนยยปฏิปทา ข้อ ปฏิบัติเพื่อเป็นมุนีให้บริบูรณ์. บทว่า ธมนิสนฺถโต ความว่า มีตัวสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น อธิบายว่า มีรูปร่างเกลื่อนไปด้วยเส้นเอ็นใหญ่ ๆ ที่ปรากฏชัด เพราะมีเนื้อและเลือดน้อย. บทว่า มตฺตญฺญู ได้แก่ เป็นผู้รู้ประมาณในการแสวงหา การรับ การฉัน และการเสียสละ. บทว่า อทีนมานโส ได้แก่ ผู้มีใจไม่หดหู่ เพราะไม่ถูกความ เกียจคร้านเป็นต้นครอบงำ คือเป็นผู้มีพฤติกรรมไม่เกียจคร้าน. บทว่า นโร ได้แก่ ผู้ชาย คือผู้สมบูรณ์ด้วยลักษณะของผู้ชาย เพราะ นำธุระของลูกผู้ชายไปได้ อธิบายว่า ชายที่เอางานเอาการ. พระเถระผู้อันพระศาสดาทรงสรรเสริญอย่างนี้แล้ว เมื่อจะกล่าวธรรม ที่เหมาะสมกับความที่ตนเป็นผู้อันพระศาสดาทรงสรรเสริญแล้ว แก่ภิกษุ
หน้า 276 ข้อ 315
ทั้งหลาย โดยการสรรเสริญอธิวาสนขันติ วิริยารัมภะ และความยินดีในวิเวก ของตนเป็นสำคัญ จึงได้ภาษิตคาถา ๒ คาถาไว้ว่า ภิกษุถูกเหลือบและยุงในป่าใหญ่กัด ควรเป็นผู้ มีสติอดกลั้นในอันตรายเหล่านั้น เหมือนช้างใน สงความ ภิกษุอยู่รูปเดียว ย่อมเป็นเหมือนพรหม อยู่ ๒ รูป เหมือนเทวดา อยู่ ๓ รูป เหมือนชาวบ้าน อยู่ ด้วยกันมากกว่านั้น ย่อมมีความโกลาหลมากขึ้น เพราะฉะนั้น ภิกษุควรเป็นผู้อยู่แต่รูปเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาโค สงฺคามสีเสว ความว่า อุปมา เสมือนหนึ่งว่า ช้างตัวประเสริฐอาชาไนย สู้ทนเครื่องประหัตประหาร มีดาบ หอกแทงและหอกซัดเป็นต้นในสนามรบแล้ว กำจัดแสนยานุภาพฝ่ายข้าศึก (ปรเสนา) ได้ ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ควรมีสติสัมปชัญญะ อดทนอันตราย มีเหลือบเป็นต้นในป่าใหญ่ คือพงไพรไว้ และครั้นทนได้แล้ว ก็จะพึงกำจัด มารและพลมารได้ ด้วยกำลังแห่งภาวนา. บทว่า ยถา พฺรหฺมา ความว่า พระพรหมโดดเดี่ยวเดียวดาย เว้นจาก ผู้กวนใจ อยู่สำราญด้วยฌานสุขเนืองนิจทีเดียว ฉันใด. บทว่า ตถา เอโก ความว่า แม้ภิกษุอยู่รูปเดียว ไม่มีเพื่อนก็เช่นนั้นเหมือนกัน จะเพิ่มพูนความสุข เกิดแต่วิเวกอยู่อย่างสำราญ. จริงดังที่กล่าวไว้ว่า ความสุขธรรมดาสามัญของ คน ๆ เดียว เป็นความสุขที่ประณีต. ด้วยคำว่า ยถา พฺรหฺมา ตถา เอโก นี้ พระเถระชื่อว่าให้โอวาทว่า ภิกษุผู้อยู่รูปเดียวเป็นปกติ เป็นผู้เสมอเหมือน พระพรหม. บทว่า ยถา เทโว ตถา ทุเว ความว่า เทวดาทั้งหลายก็คงมีความ วุ่นวายใจเป็นระยะ ๆ ฉันใด แม้การกระทบกระทั่งกัน เพราะการอยู่ร่วมกัน
หน้า 277 ข้อ 316
ก็คงมีแก่ภิกษุ ๒ รูป ฉันนั้น. เพราะฉะนั้น ภิกษุท่านกล่าวว่า เป็นผู้เสมอ เหมือนเทวดา โดยการอยู่มีเพื่อนสอง. บทว่า ยถา คาโม ตถา ตโย ความว่า ในบาลีแห่งนี้เท่านั้น การอยู่ร่วมกันของภิกษุ ๓ รูป เป็นเสมือนการอยู่ของชาวบ้าน อธิบายว่า ไม่ใช่การอยู่อย่างวิเวก. บทว่า โกลาหลํ ตรุตฺรึ ความว่า การอยู่ร่วมกันเกิน ๓ คน หรือมากกว่านั้น เป็นความโกลาหล อธิบายว่า เป็นเสมือนการชุมนุมของคน จำนวนมาก ที่มีเสียงอึกทึกครึกโครม เพราะฉะนั้น ภิกษุควรจะเป็นผู้อยู่ คนเดียวเป็นปกติ. จบอรรถกถายโสชเถรคาถา ๑๐. สาฏิมัตติกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสาฏิมัตติกเถระ [๓๑๖] ได้ยินว่า พระสาฏิมัตติกเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เมื่อก่อนโยมทั้งหลายได้มีศรัทธา แต่วันนี้ศรัทธา นั้นของโยมไม่มี สิ่งใดเป็นของโยม สิ่งนั้นก็เป็นของ โยมนั่นแหละ ทุจริตของอาตมาไม่มี เพราะศรัทธา ไม่เที่ยงแท้ กลับกลอก ศรัทธานั้นอาตมาเคยเห็นมา แล้ว คนทั้งหลายประเดี๋ยวรัก ประเดี๋ยวหน่าย ผู้เป็น มุนีจะเอาชนะได้อย่างไร ? ในเพราะความรักความ- หน่ายของเขานั้น บุคคลย่อมหุงหาอาหารไว้ เพื่อมุนี ทุก ๆ สกุล สกุลละเล็กละน้อย อาตมาจักเที่ยว บิณฑบาต เพราะกำลังแข้งของอาตมายังมีอยู่.
หน้า 278 ข้อ 316
อรรถกถาสาฏิมัตติกเถรคาถา คาถาของท่านพระสาฏิมัตติกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อหุ ตุยฺหํ ปุเร สทฺธา. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านสาฏิมัตติกเถระ ได้มีบุญญาธิการที่ได้ทำไว้ ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญในภพนั้น ๆ ได้ไปเกิดในสกุลพราหมณ์ ในแคว้น มคธ ในพุทธุปบาทกาลนี้ มีชื่อว่า สาฏิมัตติกะ เจริญวัยแล้ว ได้บวชใน สำนักของพระวัดป่า เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุ บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ได้เป็นพระอริยบุคคลผู้มีอภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ใน อปทานว่า ข้าพเจ้าได้ถวายพัดใบตาล แด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ กั้นเครื่องกั้นที่ คลุมด้วยดอกมะลิที่มีค่ามาก ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทร กัปนี้ ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย เพราะเหตุที่ได้ถวาย พัดใบตาล นี้คือผลของการถวายพัดใบตาล. กิเลส ทั้งหลายข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านครั้นเป็นพระอริยบุคคล ผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว จึงกล่าว ตักเตือนภิกษุทั้งหลาย และให้สัตว์จำนวนมาก ดำรงอยู่ในสรณะและศีล โดย กล่าวธรรมกถา ทั้งได้ทำตระกูลอื่นที่ไม่มีศรัทธาให้มีศรัทธา ที่ไม่เลื่อมใสให้ เลื่อมใส เพราะเหตุนั้น คนทั้งหลายในตระกูลนั้น จึงได้เลื่อมใสในพระเถระ
หน้า 279 ข้อ 316
มาก. บรรดาคนเหล่านั้น หญิงสาวคนหนึ่ง มีรูปร่างงามน่าทัศนา อังคาส พระเถระผู้เข้าไปบิณฑบาต ด้วยโภชนะโดยเคารพ. ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง มารคิดว่า ความเสื่อมยศจักมีแก่พระเถระนี้ ด้วย วิธีการอย่างนี้ พระเถระนี้ก็จักดำรงอยู่ไม่ได้ ในพระศาสนานี้ แล้วได้ปลอม เป็นรูปพระเถระไปจับมือหญิงสาวคนนั้น. หญิงสาวรู้ได้ว่า นี้ไม่ใช่สัมผัสของ มนุษย์ และได้ให้เขาปล่อยมือ คนในเรือน ได้เห็นเหตุการณ์นั้นแล้ว เกิด ความไม่เลื่อมใสในพระเถระ. ในวันรุ่งขึ้น พระเถระเมื่อไม่ทราบเหตุการณ์นั้น ก็ได้ไปยังเรือน หลังนั้น (เช่นเคย) คนทั้งหลายในเรือนหลังนั้น ไม่ได้ทำความเอื้อเฟื้อ. พระเถระเมื่อรำลึกหาเหตุการณ์นั้นอยู่ ก็ได้เห็นกิริยาของมาร จึงได้อธิษฐาน ว่า ขอให้ศพลูกสุนัขจงไปสวม ที่คอของมารนั้น ได้ให้มารผู้เข้ามาหา เพื่อให้ แก้ศพลูกสุนัขออก บอกกิริยาที่ตนทำแล้ว ในวันที่แล้วมา แล้วได้ขู่มารนั้น แล้วจึงแก้ให้. เจ้าของเรือนได้เห็นเหตุการณ์นั้น แล้วได้พากันขอขมาพระเถระ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอได้กรุณาให้อภัยโทษเถิด แล้วจึงเรียนท่านว่า ข้าแต่- ท่านผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป กระผมคนเดียวขออุปัฏฐากพระคุณเจ้า. พระเถระเมื่อกล่าวธรรมกถาแก่เขา ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาไว้ว่า เมื่อก่อนโยมทั้งหลายได้มีศรัทธา แต่วันนี้ศรัทธา นั้นของโยมไม่มี สิ่งใดเป็นของโยม สิ่งนั้นก็เป็นของ โยมนั่นแหละ ทุจริตของอาตมาไม่มี เพราะศรัทธา ไม่เที่ยงแท้ กลับกลอก ศรัทธานั้นอาตมาเคยเห็นมา แล้ว คนทั้งหลายประเดี๋ยวรัก ประเดี๋ยวหน่าย ผู้เป็น มุนีจะเอาชนะได้อย่างไร ? ในเพราะความรักและ
หน้า 280 ข้อ 316
ความหน่ายของเขานั้น บุคคลย่อมหุงหาอาหารไว้ เพื่อมุนีทุก ๆ สกุล สกุลละเล็กละน้อย อาตมาจัก เที่ยวบิณฑบาต เพราะกำลังแข้งของอาตมายังมีอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ตุยฺหํ ปุเร สทฺธา สา เต อชฺช น วิชฺชติ (เมื่อก่อนโยมทั้งหลายได้มีศรัทธา แต่วันนี้ศรัทธานั้นของโยม ไม่มี) ความว่า ดูก่อนอุบาสก ก่อนแต่นี้ โยมได้มีศรัทธาในอาตมา โดยนัย มีอาทิว่า พระผู้เป็นเจ้าประพฤติธรรม ประพฤติสม่ำเสมอ แต่วันนี้คือเดี๋ยวนี้ ศรัทธานั้นของโยมคือท่านหามีไม่ เพราะเหตุนั้น บทว่า ยํ ตุยฺหํ ตุยฺหเม- เวตํ จึงมีอธิบายว่า การถวายปัจจัย ๔ อันใด อันนี้ก็เป็นของโยมนั่นแหละ อาตมาไม่มีความต้องการสิ่งนั้น เพราะว่า ธรรมดาทานผู้มีจิตเลื่อมใสโดยชอบ จึงควรให้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ยํ ตุยฺหํ ตุยฺหเมเวตํ มีเนื้อความว่า วันนี้ ความไม่เคารพในอาตมาอันใดของโยม ความไม่เคารพอันนั้นก็เป็นของโยม นั่นแหละ ผลของความไม่เคารพ โยมนั่นเองต้องเป็นผู้เสวย ไม่ใช่อาตมา. บทว่า นตฺถิ ทุจฺจริตํ มยา ความว่า ก็ขึ้นชื่อว่า ทุจริตของอาตมา ไม่มี เพราะกิเลสทั้งหลายที่เป็นเหตุของทุจริต อาตมาตัดขาดแล้ว ด้วย อริยมรรค. บทว่า อนิจฺจา หิ จลา สทฺธา ความว่า เพราะเหตุที่ศรัทธา ซึ่งเป็นของปุถุชน เป็นของไม่เที่ยง ไม่เป็นไปโดยส่วนเดียว ฉะนั้นเองจึง เป็นของกลับกลอกไป เหมือนลูกฟักวางไว้บนหลังม้า และไม่หนักแน่นเหมือน หลักที่ปักไว้บนกองแกลบ. บทว่า เอวํ ทิฏฺา หิ สา มยา ความว่า และศรัทธานั้นที่เป็น อย่างนี้ อาตมาเห็นแล้ว คือ ทราบประจักษ์ชัดแล้วในตัวโยม.
หน้า 281 ข้อ 316
บทว่า รชฺชนฺติปิ วิรชฺชนฺติ ความว่า สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ บางครั้งรัก คือทำแม้ซึ่งความเสน่หา ในบางอย่าง ด้วยอำนาจความคุ้นเคย ฉันมิตร แต่บางคราวก็หน่าย คือ มีจิตคลายรัก เพราะศรัทธาไม่มั่นคง ด้วย ประการอย่างนี้. บทว่า ตตฺถ กึ ชิยฺยเต มุนิ ความว่า ก็ผู้เป็นมุนี คือผู้บวชแล้ว จะชนะได้อย่างไร อธิบายว่า มุนีนั้นจะมีความเสื่อมเสียอะไร ในเพราะความ รักและความหน่ายของปุถุชนนั้น. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า โยมอย่าคิดอย่างนี้ว่า ถ้าหากพระคุณเจ้าไม่ รับปัจจัยของเรา พระคุณเจ้าจะยังชีวิตให้เป็นไปได้อย่างไร จึงได้กล่าวคาถา ว่า ปจฺจติ เป็นต้นไว้. เนื้อความของคาถานั้นมีว่า ธรรมดาว่า ภัตตาหารของมุนีคือผู้บวช แล้ว คนเขาหุงหาไว้ทุกวัน ตระกูลละเล็กละน้อย ตามลำดับเรือน ไม่ใช่หุง แต่ในบ้านของโยมเท่านั้น. บทว่า ปิณฺฑิกาย จริสฺสามิ อตฺถิ ชงฺฆพลํ (อาตมาจักเที่ยว บิณฑบาต เพราะกำลังแข้งของอาตมายังมีอยู่) ความว่า พระเถระแสดงว่า อาตมายังมีกำลังแข้ง อาตมาไม่ใช่คนแข้งหัก ไม่ใช่คนเปลี้ย และไม่ใช่คนมี โรคเท้า เพราะฉะนั้น อาตมาจักเดินไปบิณฑบาต เพื่อภิกษาหารที่เจือปนกัน คือ อาตมาจักเดินบิณฑบาตเลี้ยงชีพ ตามนัยที่พระศาสดาตรัสไว้ว่า ยถาปิ ภมโร ปุปผํ เหมือนภมร ไม่ทำดอกไม้ให้ชอกช้ำ ฉะนั้น. จบอรรถกถาสาฏิมัตติกเถรคาถา
หน้า 282 ข้อ 317
๑๑. อุบาลีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุบาลีเถระ [๓๑๗] ได้ยินว่า พระอุบาลีเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ ๆ ด้วยศรัทธา ยังใหม่ต่อ การศึกษา ควรคบหากัลยาณมิตร ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน. ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ ๆ ด้วยศรัทธา ยังใหม่ต่อการศึกษา ควรพำนักอยู่ในหมู่สงฆ์ เป็นผู้ ฉลาดศึกษาพระวินัย. ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ ๆ ด้วย ศรัทธา ยังใหม่ต่อการศึกษา ต้องเป็นผู้ฉลาดในสิ่งที่ ควรและไม่ควร ไม่ควรประพฤติตนเป็นคนออกหน้า ออกตา. อรรถกถาอุบาลีเถรคาถา คาถาของท่านพระอุบาลีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สทฺธาย อภินิกฺ- ขมฺม. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระอุบาลีเถระนี้ ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เกิดขึ้นในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในนครหงสา- วดี วันหนึ่ง ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงแต่งตั้ง ภิกษุรูปหนึ่งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย
หน้า 283 ข้อ 317
ทำกรรมคือบุญญาธิการแล้ว ได้ปรารถนาฐานันดรนั้น. ท่านบำเพ็ญกุศลตลอด ชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในเรือนของช่างกัลบก มารดาและบิดาได้ขนานนามของท่านว่า อุบาลี. ท่านเจริญวัยแล้ว เป็นที่เลื่อมใสของกษัตริย์ทั้ง ๖ มีท่านอนุรุทธะ เป็นต้น เมื่อพระตถาคตเจ้า ประทับอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน ได้ออกบวช พร้อมกับกษัตริย์ทั้ง ๖ องค์ ที่ออกไปเพื่อต้องการบวช. วิธีบวชของท่านมี มาแล้วในพระบาลี. ท่านครั้นบรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้รับเอากรรมฐาน ในสำนักของ พระศาสดาแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงทรงอนุญาต ให้ข้าพระองค์อยู่ป่าเถิด พระองค์ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ป่า ธุระ อย่างเดียวเท่านั้นจักเจริญ แต่เมื่อปฏิบัติอยู่ในสำนักของเราทั้งหลาย ทั้งคันถ- ธุระและวิปัสสนาธุระ จักบริบูรณ์. พระเถระรับพระพุทธดำรัสแล้ว บำเพ็ญ วิปัสสนากรรมฐานอยู่ไม่นานเลย ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า ในหงสาวดีนคร พราหมณ์ชื่อว่า สุชาต สะสม ทรัพย์ไว้ ๘๐ โกฏิ มีทรัพย์และข้าวเปลือกเพียงพอ เป็นนักศึกษา จำทรงมนต์ไว้ได้ ถึงฝั่งแห่งไตรเพท จบลักษณะอิติหาส และบารมีในธรรมของตน สาวก ของพระโคดมพุทธเจ้า เป็นผู้มีธรรมเป็นเครื่องเว้น มีสิกขาอย่างเดียวกัน เป็นทั้งผู้จาริก เป็นทั้งดาบส ท่องเที่ยวไปตามพื้นดินในครั้งนั้น. ท่านเหล่านั้นห้อม ล้อมข้าพเจ้า ชนจำนวนมากบูชาข้าพเจ้า ด้วยสำคัญว่า
หน้า 284 ข้อ 317
เป็นพราหมณ์ ผู้เปรื่องปราชญ์ แต่ข้าพเจ้าไม่บูชาอะไร. ในกาลครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีมานะ กระด้าง ไม่เห็นผู้ที่ควร บูชา คำว่า พุทฺโธ ไม่มีตลอดเวลาที่พระชินเจ้า ยังไม่ เสด็จอุบัติขึ้น. วันคืนล่วงไปๆ พระพุทธเจ้าพระนาม ว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงมีจักษุ เสด็จอุบติขึ้นในโลก ทรง ขจัดความมืดทั้งมวลออกไป. เมื่อศาสนาแผ่ออกไปใน หมู่กษัตริย์และหนาแน่นขึ้น ในครั้งนั้น พระพุทธเจ้า ได้เสด็จเข้ามายังนครหงสาวดี. พระองค์ผู้ทรงมีจักษุ ได้ทรงแสดงธรรม เพื่อประโยชน์แก่พระบิดา เวลา นั้นบริษัททั้งหลายโดยรอบประมาณ ๑ โยชน์. บรรดา มนุษย์ทั้งหลาย ท่านผู้เขาสมมติแล้วในครั้งนั้น ได้แก่ ดาบส ชื่อสุนันทะ ได้ใช้ดอกไม้บัง (แสงแดด) ตลอดทั่วทั้งพุทธบริษัท ในครั้งนั้น. และเมื่อพระ พุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด ทรงประกาศสัจจะทั้ง ๔ ที่ ปะรำดอกไม้ บริษัทแสนโกฏิได้บรรลุธรรม. พระ พุทธเจ้า ทรงหลั่งฝนคือพระธรรม เป็นเวลา ๗ วัน ๗ คืน ครั้นถึงวันที่ ๘ พระชินเจ้า ทรงสรรเสริญ สุนันทดาบส. สุนันทดาบส นี้ เมื่อท่องเที่ยวไปมา ในภพที่เป็นเทวโลกหรือมนุษยโลก จักเป็นผู้ประเสริฐ กว่าสรรพสัตว์ ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย. ในแสน กัปจักมีพระศาสดาในโลก ผู้ทรงสมภพจากราชตระ- กูลพระเจ้าโอกกากราช พระนามว่า โคดม โดยพระ
หน้า 285 ข้อ 317
โคตร. พระองค์จักทรงมีพุทธชิโนรส ผู้เป็นธรรม ทายก ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นพุทธสาวกโดย นามว่า ปุณณมันตานีบุตร. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ จะทรงให้ชนทั้งหมดกระหยิ่มใจ ทรงแสดงพระญาณ ของพระองค์ จึงได้ทรงสรรเสริญสุนันทดาบส อย่าง นี้ในครั้งนั้น. ชนทั้งหลายพากันประนมมือนมัสการ สุนันทดาบส กระทำสักการะในพระพุทธเจ้า แล้ว ชำระคติของตนให้ผ่องใส. ข้าพเจ้าได้ฟังพระดำรัส ของพระมุนีแล้ว ได้มีความดำริในเรื่องนั้นว่า แม้เรา จักทำสักการะ โดยวิธีที่จะเห็นพระโคดมพุทธเจ้า. ข้าพเจ้าครั้นคิดอย่างนี้แล้ว จึงได้คิดถึงกิริยาของข้าพ- เจ้าว่า เมื่อไรหนอ เราจึงจะประพฤติธรรม ในบุญ เขตที่ยอดเยี่ยม. ก็ภิกษุผู้เป็นนักปาฐกรูปนี้ พูดได้ ทุกอย่าง ในพระศาสนาถูกยกย่องว่า เป็นผู้เลิศใน พระวินัย เราปรารถนาตำแหน่งนั้น. โภคะของเรา ไม่มีผู้นับได้ ไม่มีผู้ให้กระเทือนได้ เปรียบเหมือน สาคร เราจะสร้างวัดถวายพระพุทธเจ้า ด้วยโภคะ นั้น. ข้าพเจ้าได้ชื้อสวนชื่อว่า โสภณะ ด้านหน้าพระ- นครด้วยทรัพย์แสนหนึ่ง สร้างสังฆารามถวาย. ข้าพ- เจ้าได้สร้างสังฆารามแต่งเรือนยอดปราสาท มณฑป ถ้ำ คูหา และที่จงกรมให้เรียบร้อย. ข้าพเจ้าได้สร้าง
หน้า 286 ข้อ 317
เรือนอบกาย โรงไฟ โรงเก็บน้ำและห้องอาบน้ำ ถวายแด่พระภิกษุสงฆ์. ข้าพเจ้าได้ถวายปัจจัยนี้ทุก อย่างคือ ตั่ง เตียง ภาชนะ เครื่องใช้สอยและยา ประจำวัด. ข้าพเจ้าครั้นเริ่มตั้งอารักขา ก็ให้สร้างกำ- แพงอย่างมั่นคง ขออะไร ๆ อย่าได้เบียดเบียนท่าน เลย ข้าพเจ้าได้สร้างที่อยู่อาศัย ให้ท่านผู้มีจิตสงบ ผู้คงที่ไว้ในสังฆาราม ด้วยทรัพย์จำนวนแสน สร้างที่ อยู่อาศัยนั้นอย่างไพบูลย์แล้ว ได้น้อมถวายพระสัม- มาสัมพุทธเจ้าว่า ข้าพระองค์สร้างพระอารามสำเร็จ แล้ว ข้าแต่พระมุนี ขอพระองค์จงทรงรับ ข้าพระ- องค์จักถวายพระอารามนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงมี ความเพียร ผู้ทรงมีจักษุ ขอพระองค์ทรงรับพระ วิหารนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงเป็นนายก ทรงทราบความดำริ ของข้าพเจ้าแล้ว ทรงรับเครื่องบูชาทั้งหลาย ทรงรับ พระอารามนั้น. ข้าพเจ้าได้ทราบการทรงรับ ของพระ สรรเพชญ์ผู้แสวงหาพระคุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ได้เตรียม โภชนะไว้ ได้ทูลให้ทรงทราบเวลาแห่งภัต. เมื่อข้าพ- เจ้าทูลให้ทรงทราบเวลาแล้ว พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ผู้ทรงเป็นนายก พร้อมด้วยพระขีณาสพพันหนึ่ง ได้ เสด็จเข้าไปสู่อารามของข้าพเจ้า. ข้าพเจ้ารู้กาลเวลาที่
หน้า 287 ข้อ 317
พระองค์และพระขีณาสพทั้งหลาย ประทับนั่งแล้ว จึงได้ให้ท่านเหล่านั้นอิ่มหนำสำราญ ด้วยข้าวและน้ำ ครั้นทราบกาลเวลาที่เสวยแล้ว จึงได้ทูลคำนี้ว่า อา- รามซึ่งว่า โสภณะ ข้าพระองค์ ซื้อด้วยทรัพย์แสน หนึ่ง สร้างด้วยทรัพย์จำนวนเท่านั้นเหมือนกัน ข้าแต่ พระมุนีเจ้า ขอพระองค์จงทรงรับอารามนั้น. ด้วย การถวายอารามนี้ และด้วยเจตนาและประณิธาน ข้า- พระองค์เมื่อเกิดในภพ ขอให้ได้สิ่งที่ข้าพระองค์ ปรารถนา. พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครั้นทรงรับสัง- ฆารามที่สร้างเรียบร้อยแล้ว ได้ประทับนั่งที่ท่ามกลาง สงฆ์ ได้ตรัสคำนี้ไว้ว่า เขาผู้ใด ได้มอบถวาย สังฆารามที่สร้างเรียบร้อยแล้ว แด่พระพุทธเจ้า เรา ตถาคตจะกล่าวสรรเสริญเขาผู้นั้น ขอท่านทั้งหลายจง ฟังคำของเรา ผู้กล่าวอยู่. จตุรงคเสนา คือ พล ช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า จักแวดล้อม ผู้นี้อยู่เป็นนิตย์ นี้เป็นผลแห่งการถวายสังฆาราม. เครื่องดุริยางค์หกหมื่น และกลองทั้งหลาย ที่ตกแต่ง ไว้อย่างเหมาะสม จักประโคม ห้อมล้อมผู้นี้อยู่ เป็นนิจ นี้เป็นผลของการถวายสังฆาราม. หญิงสาว แปดหมื่นหกพันนางแต่งตัวอย่างสวยสม นุ่งห่มพัส- ตราภรณ์ที่สวยงาม ประดับประดาด้วยแก้วมณี และ
หน้า 288 ข้อ 317
แก้วกุณฑล มีขนตางอน หน้าตายิ้มแย้ม มีตะโพก ผึ่งผาย เอวบางร่างน้อย ห้อมล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลของการถวายสังฆาราม. ผู้นี้จักรื่นเริงใจ อยู่ในเทวโลกเป็นเวลาสามหมื่นกัป จักเป็นท้าวสักกะ เสวยเทวราชสมบัติถึงพันครั้ง จักได้เสวยสมบัติทั้ง- หมด ที่ราชาแห่งทวยเทพจะพึงประสบ จักเป็นผู้มี โภคทรัพย์ไม่บกพร่อง เสวยเทวราชสมบัติ จักเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ในแว่นแคว้นตั้งพันครั้ง เสวย ราชสมบัติอันไพบูลย์ในแผ่นดิน นับครั้งไม่ถ้วน. ใน (อีก) แสนกัป จักมีพระศาสดาในโลก ผู้ทรงสมภพ ในราชตระกูลโอกกากราช พระนามว่า โคตมะ โดย พระโคตร. พระองค์จักทรงมีพุทธชิโนรส ผู้เป็นธรรม ทายาท ที่พระธรรมเนรมิตขึ้น เป็นพุทธสาวกโดย นามว่า อุบาลี. เธอจักบำเพ็ญบารมีในพระวินัย เป็น ผู้ฉลาดในฐานะ และอฐานะ ดำรงไว้ซึ่งพระศาสนา ของพระชินะ และเป็นผู้หาอาสวะมิได้. พระสมณ- โคดมผู้ล้ำเลิศในหมู่ศากยะ ทรงรู้ยิ่งซึ่งสิ่งทั้งหมดนี้ แล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงแต่ง ตั้งเธอไว้ในเอตทัคคะ. ข้าพระองค์ปรารถนาคำสั่งสอน ของพระองค์ โดยหมายเอาประโยชน์ใดที่นับไม่ถ้วน ประโยชน์นั้นคือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทั้งปวง
หน้า 289 ข้อ 317
ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว. คนต้องราชทัณฑ์ถูกหลาว แทง เมื่อไม่ประสบความสบายเพราะหลาวก็ปรารถนา จะให้พ้นไปทีเดียว ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้า- พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ต้องอาชญาของภพ ถูก หลาวคือกรรมแทง ถูกเวทนาคือความหิวระหาย รบกวน ไม่ประสบความสำราญในภพ ข้าพระองค์ ถูกไฟ ๓ กองเผาลน จึงแสวงหาความรอดพ้น ดุจผู้ ต้องราชทัณฑ์ฉะนั้น ชายผู้กล้าหาญถูกยาเบื่อ เขาจะ เสาะแสวงหายาขนานศักดิ์สิทธิ์ ที่จะแก้ยาเบื่อรักษา ชีวิตไว้ เมื่อแสวงหาก็จะพบยาขนานศักดิ์สิทธิ์ที่แก้ ยาเบื่อได้ ครั้นดื่มยานั้นแล้วก็จะสบาย เพราะรอดพ้น ไปจากพิษยาเบื่อ ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นเหมือนนรชนผู้ถูกยาเบื่อ ถูก อวิชชาบีบคั้นแล้ว ต้องแสวงหายาขนานศักดิ์สิทธิ์ คือพระสัทธรรม เมื่อแสวงหายาขนานศักดิ์สิทธิ์ คือ พระธรรม ก็ได้พบคำสั่งสอนของพระศากยมุนี คำ- สั่งสอนนั้นล้ำเลิศกว่าโอสถทุกอย่าง บรรเทาลูกศร ทั้งมวลได้ ครั้นดื่มธรรมโอสถที่ถอนพิษทุกอย่างได้ แล้ว ข้าพระองค์ก็สัมผัสพระนิพพาน ที่ไม่แก่ไม่ตาย มีภาวะเยือกเย็น คนที่ถูกผีสิงเดือดร้อนเพราะเคราะห์ คือผี ต้องเสาะแสวงหาหมอไล่ผี เพื่อให้รอดพ้นจากผี
หน้า 290 ข้อ 317
เมื่อแสวงหาก็พึงพบหมอผู้ฉลาดในทางภูตวิทยา หมอ นั้นต้องขับภูตผีพร้อมทั้งมูลเหตุให้เขา เพื่อให้พินาศ ไป ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน เดือดร้อนเพราะเคราะห์คือความมืด เสาะ แสวงหาแสงสว่างคือญาณ เพื่อให้รอดพ้นจากความ มืด จึงได้พบพระศากยมุนี ผู้ทรงกำจัดความมืด คือ กิเลสออกไปได้ พระองค์ได้ทรงกำจัดความมืดให้ข้า พระองค์เหมือนหมอผี ขับผีฉะนั้น ข้าพระองค์ตัดทอน กระแสแห่งสงสารได้ขาด กั้นกระแสตัณหาไว้ได้ ถอนภพทั้งหมดขึ้นได้ เหมือนหมอผีขับผีออกไปโดย มูลเหตุฉะนั้น นกครุฑโฉบเอางูไปเป็นอาหารของตน ยังสระใหญ่ร้อยโยชน์ โดยรอบให้กระเพื่อม มันจับงู ได้แล้ว จะจิกให้ตายเอาหัวห้อยลงพาบินหนีไป ตาม ที่นกต้องการฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ ก็เช่นนั้นเหมือนกัน เป็นเหมือนนกครุฑที่มีกำลัง เมื่อ แสวงหาอสังขตธรรม ข้าพระองค์คายโทสะออกไป แล้ว ได้เห็นสันติบทที่เป็นธรรมอันประเสริฐ อย่าง ยอดเยี่ยม นำเอาพระธรรมนั้นไปพำนักอยู่ เหมือน นกครุฑนำเอางูไปพักอยู่ฉะนั้น เถาวัลลี ชื่อ อาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดา เถาวัลลีนั้น หนึ่งพันปีจึงจะออก ผล ๑ ผล ทวยเทพจะพากันเฝ้าแหนผลของเถาอาสาวดี
หน้า 291 ข้อ 317
นั้น เมื่อมันมีผลระยะนานขนาดนั้น เถาวัลลีนั้นจึง เป็นที่รักของทวยเทพ เมื่อเป็นอย่างนี้ เถาอาสาวดี จึงเป็นเถาวัลลีชั้นยอด ข้าแต่พระมุนี ข้าพระองค์ หมายใจไว้แสนกัป ขอบำรุงพระองค์ นมัสกาลทั้งเช้า ทั้งเย็น เหมือนทวยเทพมุ่งหมายเถาอาสาวดีฉะนั้น การปรนนิบัติและการนมัสการของข้าพระองค์ ไม่ เป็นหมันไม่เป็นโมฆะ ข้าพระองค์ผู้สงบแล้ว แม้มา แต่ไกลก็ไม่แคล้วคลาดขณะไปได้ ข้าพระองค์ค้นหา อยู่ก็ไม่พบปฏิสนธิในภพ ข้าพระองค์ปราศจากอุปธิ หลุดพ้นแล้ว สงบระงับแล้ว ท่องเที่ยวไปอยู่ อุปมา เสมือนว่า ดอกปทุมบานเพราะแสงพระอาทิตย์ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ก็เช่นนั้นเหมือนกัน เบิกบานแล้ว เพราะพุทธรัศมี ในกำเนิดนกกระยาง จะไม่มีตัวผู้ ทุกครั้งที่ฟ้าร้อง มันจะตั้งท้องทุกคราว ตั้งท้องอยู่นาน จนกว่าฟ้าจะไม่ร้อง จะพ้นจากภาระ (ตกฟอง) ต่อเมื่อฝนตกฉันใด ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น เหมือนกัน ได้ตั้งครรภ์คือพระธรรม เพราะเสียงฟ้า คือพระธรรม ที่ร้องเพราะเมฆคือพระธรรมของพระ ปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้า ข้าพระองค์ทรงครรภ์คือ บุญอยู่ เป็นเวลาแสนกัป จะพ้นภาระ (คลอด) จนกว่า ฟ้าคือพระธรรมจะหยุดร้อง ข้าแต่พระศากยมุนี เมื่อใด
หน้า 292 ข้อ 317
พระองค์ (ผู้เสมือนฟ้า) ทรงร้องที่กรุงกบิลพัสดุ์ บุรีรมย์ เมื่อนั้น ข้าพระองค์จึงจะพ้นจากภาระ เพราะ ฟ้าคือพระธรรม (หยุดร้อง) ข้าพระองค์ได้คลอด พระธรรมทั้งหมด เหล่านี้ คือ สุญญตะ (วิโมกข์) ๑ อนิมิตตะ (วิโมกข์) ๑ และอปณิหิตะ (วิโมกข์) ๑ (โลกุตระ) ผล ๔ อย่าง ๑. ข้าพระองค์ปรารถนาคำสั่งสอนของพระองค์ มุ่งหมายถึงประโยชน์อันใด ที่นับประมาณไม่ถ้วน ประโยชน์นั้นคือสันติบท (พระนิพพาน) อันยอด เยี่ยม ข้าพระองค์ได้บรรลุแล้ว ข้าพระองค์ไม่มี ผู้เสมอเหมือน ข้าพระองค์ประสบบารมีในพระวินัย แล้ว จำทรงคำสอนไว้ได้ เหมือนภิกษุผู้แสวงหาคุณ ผู้เป็นนักพูดแม้ฉะนั้น ข้าพระองค์ไม่มีความเคลือบ- แคลง ในพระวินัยทั้ง ๕ คัมภีร์ คือทั้งขันธกะและที่ แบ่งออกเป็น ๓ คัมภีร์ (จุลวรรค มหาวรรค และ บริวารวรรค) หรือทั้งในอักขระ ทั้งในพยัญชนะ ในพระวินัยนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาด ทั้งในนิคคห- กรรม ปฏิกรรม ฐานะและอฐานะ โอสารณกรรม และ วุฏฐาปนกรรม ถึงบารมีในพระวินัยทั้งหมด อีกอย่าง หนึ่ง ข้าพระองค์ยกบทขึ้นมาตั้งแล้ว ไขความออกไป โดยกิจ ๒ อย่าง แล้ววางไว้ในขันธกะ ในพระวินัย ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดล้ำในนิรุตติศาสตร์ ฉลาดทั้ง
หน้า 293 ข้อ 317
ในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ ไม่มีสิ่ง ที่ข้าพระองค์ไม่รู้ ข้าพระองค์เป็นผู้เลิศผู้หนึ่งใน พระศาสนาของพระศาสดา วันนี้ ข้าพระองค์เป็นผู้ ฉลาดในรูป บรรเทาข้อกังขาทุกอย่าง ตัดความสงสัย ทั้งสิ้นในพระศาสนาของพระสมณศากยบุตร ทั้งที่ เป็นบท (ใหญ่) บทย่อย ทั้งที่เป็นอักขระเป็นพยัญชนะ ข้าพระองค์เป็นผู้ฉลาดในทุกอย่าง ทั้งในเบื้องต้น ทั้งในเบื้องปลาย พระราชาผู้ทรงมีกำลัง ทรงกำราบ การรบกวนของผู้อื่น ทรงชนะสงครามแล้ว ทรงให้ สร้างพระนครขึ้น ณ ที่นั้น ทรงให้สร้างกำแพงบ้าง คูบ้าง เสาเขื่อนบ้าง ซุ้มประตูบ้าง ป้อมบ้าง นานา ชนิด เป็นจำนวนมากไว้ในพระนครนั้น ทรงให้สร้าง ทางสี่แยก สนาม ตลาดจ่าย และสภาสำหรับวินิจฉัย สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์ไว้ในพระนคร นั้นพระองค์ทรงตั้งเสนาและอำมาตย์ไว้ เพื่อปราบหมู่ อมิตร เพื่อรู้ช่องทางและมิใช่ช่องทาง และเพื่อรักษา พลนิกายไว้ พระองค์ทรงตั้งคนผู้ฉลาดในการเก็บ สิ่งของให้เป็นภัณฑารักษ์ไว้ เพื่อให้เป็นผู้เฝ้าสิ่งของ ด้วยพระราชประสงค์ว่า สิ่งของของเราอย่าได้สูญหาย ไป ผู้ใดสำเร็จ (การศึกษา) แล้ว และปรารถนา ความเจริญแก่พระราชาพระองค์ใด พระราชาพระองค์
หน้า 294 ข้อ 317
นั้น จะประทานเรื่องให้เขา เพื่อปฏิบัติต่อมิตร (ประ- ชาชน). เมื่อนิมิตเกิดขึ้น พระองค์จะทรงตั้งผู้ฉลาด ในลักษณะทั้งหลาย ผู้เป็นนักศึกษาและจำทรงมนต์ ไว้ได้ ให้ดำรงอยู่ในความเป็นปุโรหิต ผู้สมบูรณ์ด้วย องค์คุณเหล่านี้ เรียกว่ากษัตริย์ พวกเขาจะพากัน พิทักษ์รักษาพระราชาทุกเมื่อ เหมือนนกจากพรากรักษา ญาติตนที่เป็นทุกข์ฉะนั้น ฉันใด ข้าแต่พระมหาวีระ พระองค์ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทรงเป็นเสมือนกษัตริย์ ผู้กำจัดอมิตรได้แล้ว เรียกได้ว่า พระธรรมราชาของชาว โลกพร้อมทั้งเทวโลก พระองค์ทรงกำจัดเหล่าเดียรถีย์ บ้าง มารพร้อมทั้งเสนาบ้าง ความมืดมนอนธการบ้าง ได้แล้ว ได้ทรงเนรมิตนครธรรมขึ้น ทรงทำศีลให้เป็น กำแพง ทรงทำพระญาณของพระองค์ให้เป็นซุ้มประตู ไว้ที่พระนครนั้น ข้าแต่พระธีรเจ้า สัทธาของ พระองค์เป็นเสาระเนียด การสังวรเป็นนายทวารบาล สติปัฏฐานเป็นป้อม ข้าแต่พระมุนี พระปัญญาของ พระองค์เป็นสนาม และพระองค์ได้ทรงสร้างธรรมวิถี มีอิทธิบาทเป็นทางสี่แยก พระวินัย ๑ พระสูตร ๑ พระอภิธรรม ๑ พระพุทธพจน์ทั้งสิ้นมีองค์ ๙ นี้เป็น ธรรมสภาของพระองค์ สุญญตวิหารสมาบัติ ๑ อนิมิตตวิหารสมาบัติ ๑ อปณิหิตสมาบัติ ๑ อเนญช-
หน้า 295 ข้อ 317
ธรรม ๑ นิโรธธรรม ๑ นี้เป็นกุฎีธรรมของพระองค์ ธรรมเสนาบดีของพระองค์ มีนามว่า สารีบุตร ผู้ถูก ยกย่องว่าเป็นผู้เลิศทางปัญญา และเป็นผู้ฉลาดใน ปฏิภาณ ข้าแต่พระมุนี ปุโรหิตของพระองค์ มีนามว่า โกลิตะ ผู้ฉลาดในจุตูปปาตญาณ ผู้ถึงบารมีด้วยฤทธิ์ ข้าแต่พระมุนี ผู้พิพากษาของพระองค์ มีนามว่า กัสสปะ เป็นผู้เลิศในธุดงค์คุณเป็นต้น เป็นผู้ทรงไว้ ซึ่งวงศ์เก่าแก่ มีเดชสูงยากที่จะเข้าถึงได้ ข้าแต่พระ- มุนี ผู้รักษา (คลัง) พระธรรมของพระองค์ มีนามว่า อานนท์ เป็นพหูสูต ทรงจำพระธรรมไว้ได้ และรู้ ปาฐะทุกอย่างในพระศาสนา พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ทรงเป็นมหาฤๅษี ทรงตั้งพระเถระเหล่านั้นไปทั้งหมด แล้วทรงมอบหมายการวินิจฉัย (อธิกรณ์) ที่ท่านผู้เป็น ปราชญ์แสดงไว้แล้ว ในพระวินัยให้แก่ข้าพเจ้า พุทธสาวกรูปใดรูปหนึ่งก็ตาม ถามปัญหาในพระวินัย ข้าพเจ้าไม่มีความคิดในเรื่องนั้น ว่าจะบอกเรื่องอื่น นั่นแหละแก่เขาในพุทธเขต มีพุทธสาวกประมาณเท่า ใดในพุทธสาวกจำนวนเท่านั้น ไม่มีผู้เสมอกับข้าพเจ้า ในทางพระวินัย เว้นไว้แต่พระมหามุนี และผู้ยิ่งกว่า จักมีแต่ที่ไหน พระสมณโคดมประทับนั่ง ณ (ท่าม กลาง) ภิกษุสงฆ์ทรงเปล่งพระสุรเสียงอย่างนี้ ว่า พระ
หน้า 296 ข้อ 317
อุบาลีไม่มีผู้เสมอเหมือน ทั้งในพระวินัยและขันธกะ ทั้งหลาย นวังคสัตถุศาสน์ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ ทั้งหมดนั้น หยั่งลงในพระวินัย พุทธสาวกมีประมาณ เท่าใด มีปกติเป็นพระวินัยว่า พระวินัยเป็นรากเหง้า (ของนวังคสัตถุศาสน์นั้น) พระสมณโคดมผู้ประเสริฐ กว่าศากยราช ทรงระลึกถึงกรรมของข้าพเจ้าแล้ว ได้ ประทับนั่ง (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงแต่งตั้งข้าพเจ้า ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ข้าพเจ้าได้ปรารถนาตำแหน่ง นี้มาเป็นเวลาแสนกัป ข้าพเจ้าได้บรรลุประโยชน์นั้น แล้วถึงบารมีในพระวินัยแล้ว ข้าพเจ้าได้เป็นช่างกัล- บกผู้สร้างความเพลิดเพลินให้ศากยราชมาก่อน ละ ทิ้งชาตินั้นแล้ว มาเกิดเป็นบุตรพระมหาฤาษี (พุทธ- ชิโนรส) ในกัปที่ ๒ นับถอยหลังแต่กัปนี้ไป ได้มี กษัตริย์ผู้ปกครองแผ่นดิน พระนามว่า อัญชสะ ผู้มี เดชไม่มีที่สิ้นสุด มีพระบริวารนับไม่ถ้วน มีทรัพย์มาก ข้าพเจ้าได้เป็นขัตติยราชสกุลของพระองค์ มีนามว่า จันทนะ เป็นผู้เย่อหยิ่ง เพราะความเมาในชาติ และ ความเมาในยศ และโภคะ ช้างจำนวนแสน ประดับ ประดาด้วยคชาภรณ์พร้อมสรรพ ตระกูลมาตังคะ ตกมัน ๓ แห่ง ห้อมล้อมข้าพเจ้าทุกเมื่อ ข้าพเจ้า
หน้า 297 ข้อ 317
ประสงค์จะไปอุทยาน มีพลนิกายของตนออกหน้าไป จึงได้ขึ้นช้างต้น (ช้างมิ่งขวัญ) ออกจากพระนครไป ในครั้งนั้น พระปัจเจกสัมพุทธเจ้า นามว่า เทวละ ถึงพร้อมด้วยจรณะ มีทวารอันคุ้มครองแล้ว สังวร ดีแล้ว. ได้มาข้างหน้าของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจึงได้ไส ข้างต้นเข้าไปได้ล่วงเกินพระพุทธเจ้าในครั้งนั้น ต่อ จากนั้น ช้างต้นนั้น ก็เกิดเดือดดาลขึ้น ไม่ย่างเท้าไป ข้าพเจ้าเห็นช้างไม่พอใจ จึงได้โกรธพระพุทธเจ้า เบียดเบียนพระปัจเจกสัมพุทธเจ้าแล้ว ได้ไปยังพระ- อุทยาน ข้าพเจ้าไม่พบความสำราญ ณ ที่นั้น เหมือน คนถูกไฟไหม้ศีรษะ ถูกความกระวนกระวายแผดเผา เหมือนปลาติดเบ็ด พื้นแผ่นดินมีสาครเป็นขอบเขต เป็นเสมือนไฟลุกไปทั่วสำหรับข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเข้าไป เฝ้าพระบิดา จึงได้ทูลคำนี้ไว้ว่า หม่อมฉันล่วงเกิน พระสยัมภูองค์ใด เหมือนยุอสรพิษให้เดือดดาล เหมือนโหมกองไฟ และเหมือนฝึกช้างตกมัน พระ- ชินพุทธเจ้าองค์นั้น ผู้มีพระเดชสูงแรงกล้า ข้าพเจ้า ได้ล่วงเกินแล้ว ก่อนที่พวกเราทุกคนจะพินาศไป พวก เราจักพากันขอขมาพระมุนีนั้น ถ้าหากพวกเราจักไม่ ยังพระมุนีนั้น ผู้ทรงฝึกองค์แล้ว มีหฤทัยตั้งมั่นแล้ว
หน้า 298 ข้อ 317
ให้ทราบไซร้ รัฐของเราจักแหลกลาญ ไม่เกิน วันที่ ๗ พระราชาทั้งหลาย คือ สุเมขละ ๑ โกสิยะ ๑ สิคควะ ๑ สัตตกะ ๑ พร้อมด้วยเสนา ตกทุกข์ได้ยาก เพราะล่วงเกินฤาษีทั้งหลาย เมื่อใด ฤาษีทั้งหลายผู้สำรวมแล้ว ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ โกรธ เมื่อนั้น ฤาษีเหล่านั้น จะบันดาลให้ (โลกนี้) พร้อมทั้งเทวโลกทั้งสาครและบรรพต ให้พินาศไปได้ ข้าพเจ้าจึงประชุมราชบุรุษทั้งหลายในที่ประมาณสาม พันโยชน์ เข้าไปหาพระสยัมภู เพื่อต้องการแสดง โทษผิด ทุกคนมีผ้าเปียก และศีรษะเปียกน้ำเหมือน กันหมด กระทำอัญชลี หมอบแทบบาทพุทธเจ้า แล้วได้กล่าวคำวิงวอนนี้ว่า ข้าแต่มหาวีระ ขอท่าน โปรดประทานอภัยโทษแก่ชนที่ร้องขอ ขอพระ- มหาวีระบรรเทาความเร่าร้อน และอย่าให้รัฐ ของพวกข้าพเจ้าพินาศเลย มวลสัตว์พร้อมทั้งเทวดา และมนุษย์ พร้อมทั้งอสูรเผ่าทานพ พร้อมด้วย รากษส พึงพากันเอาค้อนเหล็กมาตีศีรษะของ ข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ ความโกรธจะไม่เกิดขึ้นในพระ พุทธเจ้า เหมือนไฟสถิตอยู่ในน้ำไม่ได้ เหมือนพืช ไม่งอกบนหิน เหมือนกิมิชาติ ดำรงชีวิตอยู่ในยา ขนานวิเศษไม่ได้ฉะนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายไม่
หน้า 299 ข้อ 317
กระเทือนหฤทัย เหมือนแผ่นดินไม่กระเทือน สาคร ที่นับจำนวนน้ำไม่ได้ก็ไม่กระเพื่อม และอากาศที่ไม่ มีที่สุด ก็ไม่ปั่นป่วน พระมหาวีระทั้งหลาย ผู้ ฝึกฝนดีแล้ว อดกลั้นได้แล้ว และมีตบะ เจ้า ประคุณทั้งหลาย ผู้อดทนและอดกลั้นได้แล้ว จะไม่มีการไป พระปัจเจกสัมพุทธเจ้ากล่าวคำ นี้แล้ว เมื่อจะบรรเทาความเร่าร้อน จึงเหาะ ขึ้นฟ้า ต่อหน้ามหาชนในครั้งนั้น ข้าแต่พระ- มหาวีระ ด้วยกรรมนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความเป็น คนชั้นต่ำ ล่วงเลยกำเนิดนั้นมาแล้ว จึงเข้าไปยัง อภยบุรี ข้าแต่พระมหาวีระ แม้ในครั้งนั้น พระองค์ ทรงแก้ไขความเร่าร้อน ที่แผดเผาข้าพระองค์ คือ สถิตมั่นอยู่ในข้าพระองค์ และข้าพระองค์ได้ให้ พระสยัมภู อดโทษแล้ว ข้าแต่พระมหาวีระ แม้ วันนี้ พระองค์ก็ทรงดับไฟ ๓ กอง ให้ข้าพระองค์ผู้ กำลังถูกไฟ ๓ กองเผาลนอยู่ และข้าพระองค์ก็ถึง ความเยือกเย็น ท่านเหล่าใด มีการเงี่ยโสตลงฟัง ข้าพเจ้าจะบอกเนื้อความ คือ บท (พระนิพพาน) ตามที่ข้าพเจ้าได้เห็นแล้ว แก่ท่านเหล่านั้น ขอ ท่านทั้งหลายจงฟังคำของข้าพเจ้าผู้กล่าวอยู่ ด้วยกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ดูหมิ่นพระสยัมภู ผู้มีหฤทัยสงบ ผู้มี
หน้า 300 ข้อ 317
หฤทัยมั่นคงแล้ว วันนี้ข้าพเจ้าจึงได้เกิดในกำเนิดที่ต่ำ ทราม ท่านทั้งหลายอย่าพร่าขณะเวลาเลย เพราะผู้ ปล่อยขณะเวลาให้ล่วงเลยไปแล้ว ย่อมเศร้าโศกเสียใจ ท่านทั้งหลายควรพยายามในประโยชน์ของตน ท่าน ทั้งหลายจึงจะให้ขณะเวลาประสบผล ไม่ล่วงไปเปล่า ก็ยาเหล่านี้ คือ ยาสำรอก เป็นพิษร้ายกาจสำหรับคน บางพวก แต่เป็นโอสถสำหรับคนบางเหล่า ส่วนยา ถ่าย เป็นพิษร้ายกาจสำหรับคนบางพวก แต่เป็นโอสถ สำหรับคนบางเหล่า (ฉันใด) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็ฉันนั้น เป็นเสมือนยาสำรอก สำหรับผู้ปฏิบัติ (ผู้ เจริญมรรค) เป็นเสมือนยาถ่ายสำหรับผู้ตั้งอยู่ในผล เป็นเสมือนโอสถสำหรับผู้ได้ผลแล้ว และเป็นบุญเขต สำหรับผู้แสวงหา (โมกขธรรม) พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นเสมือนยาพิษที่ร้ายกาจ สำหรับผู้ประพฤติผิดจาก คำสั่งสอน เผาคน ๆ นั้นเหมือนอสรพิษ ต้องยาพิษ ยาพิษชนิดแรงที่คนดื่มแล้วจะผลาญชีวิต (เขาเพียง) ครั้งเดียว ส่วนคนผิดพลาดจากคำสั่งสอน (พุทธ- ศาสนา) แล้ว จะหมกไหม้ (ในนรก) นับโกฏิกัป เขาย่อมข้ามโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลกได้ ด้วยขันติธรรม อวิหิงสาธรรม และด้วยความเป็นผู้มีเมตตาจิต เพราะ ฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้น จึงทรงเป็นผู้ไม่มีความ
หน้า 301 ข้อ 317
ขึ้งเคียด พระพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเสมือนปฐพีไม่ทรง ข้องอยู่ในลาภและความเสื่อมลาภทั้งในการนับถือและ การดูหมิ่น เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านั้นจึงทรง เป็นผู้ไม่มีความขึ้งเคียด พระมหามุนีทรงมีพระทัย เท่า ๆ กัน สำหรับ สรรพสัตว์ ทั้งในพระเทวทัต นาย ขมังธนู องค์คุลิมาลโจร พระราหุลและช้างธนบาล พระพุทธเจ้าเหล่านี้ ไม่ทรงมีความแค้นเคือง ไม่ทรง มีความรัก สำหรับสัตว์ทั้งหมดคือ ทั้งเพชรฆาตและ พระโอรส พระพุทธเจ้าทรงมีพระทัยเท่า ๆ กัน คน เห็นอันตรายแล้วพึงประนมมือเหนือศีรษะไหว้ผ้ากา- สาวพัสตร์ ที่เปื้อนอุจจาระอันเจ้าของทิ้งแล้ว ซึ่งเป็น ธงของฤาษี พระพุทธเจ้าทั้งหลายทั้งในอดีตแสนนาน ในปัจจุบัน และในอนาคต ทรงบริสุทธิ์เพราะธงนี้ เพราะฉะนั้น พระพุทธเจ้าเหล่านี้นั้น จึงเป็นผู้ควร นมัสการ ข้าพเจ้าย่อมจำทรงพระวินัยที่ดี ที่เป็น กำหนดหมายของพระศาสดาไว้ด้วยใจ ข้าพเจ้า จักน้อมนมัสการพระวินัยพักผ่อนอยู่ทุกเมื่อ พระวินัย เป็นอัธยาศัยของข้าพเจ้า พระวินัยเป็นที่ยืนและที่ จงกรมของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำเร็จการอยู่ในพระวินัย พระวินัยเป็นอารมณ์ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าบรรลุถึง บารมีในพระวินัย ทั้งเป็นผู้ฉลาดในสมถะ ข้าแต่ พระมหาวีระ ด้วยเหตุนั้น พระอุบาลีจึงไหว้แทบ พระยุคลบาทของพระศาสดา ข้าพระองค์นั้นจัก
หน้า 302 ข้อ 317
ออกจากบ้าน (นี้) ไปบ้าน (โน้น) จากเมือง (นี้) ไปเมือง (โน้น) เที่ยวหานมัสการพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า และความที่พระธรรมเป็นธรรมดี. กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์เผาแล้ว ภพทั้งหมดข้าพระองค์ถอนแล้ว อาสวะทั้งหลายสิ้นไปหมดแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี การมาของข้าพระองค์ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐ เป็นการมาดีจริง ๆ วิชชา ๓ ข้าพระองค์ได้ บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ ได้ปฏิบัติแล้ว ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เหล่านี้ ข้าพระองค์ได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าข้าพระองค์ได้ปฏิบัติแล้ว ดังนี้. ก็ ณ ที่นั้น พระศาสดาทรงให้ท่านเรียนพระวินัยปิฎกทั้งหมดด้วย พระองค์เอง ต่อมาภายหลัง ท่านได้วินิจฉัยเรื่อง ๓ เรื่องเหล่านี้คือ เรื่องภารุ- กัจฉุกะ ๑ เรื่องอัชชุกะ ๑ เรื่องพระกุมารกัสสปะ ๑ เมื่อวินิจฉัยเสร็จแต่ละเรื่อง พระศาสดาได้ทรงประทานสาธุการ ทรงทำการวินิจฉัยทั้ง ๓ เรื่อง ให้เป็นอุบัติ เหตุแล้ว ทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าพระวินัยธรทั้งหลาย อยู่มา ภายหลังในวันอุโบสถ วันหนึ่ง เวลาแสดงปาติโมกข์ ท่านเมื่อโอวาทภิกษุ ทั้งหลาย จึงได้กล่าวคาถาไว้ ๓ คาถาว่า ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ๆ ด้วยศรัทธายังใหม่ต่อการ ศึกษา ควรคบหากัลยาณมิตร ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่ เกียจคร้าน. ภิกษุออกบวชใหม่ๆ ด้วยศรัทธายังใหม่ ต่อการศึกษาควรพำนักอยู่ในหมู่สงฆ์ผู้ฉลาด ศึกษา
หน้า 303 ข้อ 317
พระวินัย (ให้เข้าใจ). ภิกษุผู้ออกบวชใหม่ ๆ ด้วย ศรัทธา ยังใหม่ต่อการศึกษาต้องเป็นผู้ฉลาด ในสิ่งที่ ควรและไม่ควร ไม่ควรประพฤติตนเป็นคนออกหน้า ออกตา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺธาย ความว่า เพราะศรัทธา อธิบายว่า ไม่ใช่เพื่อเลี้ยงชีพ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สทฺธาย ได้แก่เชื่อผล กรรมและคุณพระรัตนตรัย. บทว่า อภินิกฺขมฺม ความว่า ออกจากการครองเรือน. บทว่า นวปพฺพชิโต ได้แก่ เป็นผู้บวชใหม่ คือบวชในปฐมวัย นั่นเอง. บทว่า นโว ได้แก่ ยังใหม่ คือยังรุ่นหนุ่ม ต่อการศึกษาศาสนา. บทว่า มิตฺเต ภเวยฺย กลฺยาเณ สุทฺธาชีเว อตนฺทิเต (ควร คบหากัลยาณมิตร ผู้มีอาชีพบริสุทธิ์ ไม่เกียจคร้าน) ความว่า ควรคบคือ เข้าไปหากัลยาณมิตร ผู้มีลักษณะดังที่ตรัสไว้ โดยนัยมีอาทิว่า เป็นที่รัก น่าเคารพนับถือ ชื่อว่ามีอาชีพบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากมิจฉาชีพ และชื่อว่าผู้ ไม่เกียจคร้าน เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียรแล้ว ได้แก่ ควรคบหาสมาคม โดยการรับเอาโอวาทานุสาสนีของท่าน. บทว่า สงฺฆสฺมึ วิหรํ ได้แก่ พักอยู่ในหมู่ คือในชุมนุมสงฆ์ โดยการบำเพ็ญวัตรและปฏิวัตร (วัตรต่าง ๆ). บทว่า สิกฺขถ วินยํ พุโธ ความว่า ต้องเป็นผู้ฉลาดในความรู้ และความเข้าใจ ศึกษาปริยัติคือพระวินัย ด้วยว่า พระวินัยเป็นอายุ (ชีวิต) ของพระศาสนา เมื่อพระวินัยยังคงอยู่ พระศาสนา ก็เป็นอันยังดำรงอยู่. แต่ บางอาจารย์กล่าวว่า พุโธ ความหมายก่อย่างนั้นเหมือนกัน.
หน้า 304 ข้อ 318
บทว่า กปฺปากปฺเปสุ ความว่า เป็นผู้ฉลาด ในสิ่งที่ควรและไม่ ควร คือเป็นผู้ฉลาดละเมียดละไม (ในสิ่งเหล่านั้น) ด้วยอำนาจพระสูตร และ ด้วยอำนาจอนุโลมตามพระสูตร. บทว่า อปุรกฺขโต ได้แก่ ไม่ควรเป็นผู้ออกหน้าออกตา คือไม่ มุ่งหวังการเป็นหัวหน้าจากที่ไหนด้วยตัณหาเป็นต้นอยู่. จบอรรถกถาอุบาลีเถรคาถา ๑๒. อุตตรปาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุตตรปาลเถระ [๓๑๘] ได้ยินว่า พระอุตตรปาลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า เบญกามคุณ ทำเราผู้เป็นบัณฑิต สามารถ คิดค้นประโยชน์ได้ให้ลุ่มหลงหนอ ให้เราตกอยู่ใน โลก เราได้แล่นไปในวิสัยของมาร ถูกลูกศรปักอยู่ อย่างเหนียวแน่น แต่ก็สามารถเปลื้องตนออกจาก บ่วงมัจจุราชได้ กามทั้งหมดเราละได้แล้ว ภพทั้ง- หลายเราทำลายได้หมดแล้ว การเวียนเกิด (ชาติสง- สาร) สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี.
หน้า 305 ข้อ 318
อรรถกถาอุตตรปาลเถรคาถา คาถาของท่านพระอุตตปาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปณฺฑิตํ วต มํ สนฺตํ ดังนี้. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระอุตตรปาลเถระ นี้ ก็มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ใน พระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ได้ให้สร้างสะพาน ไว้ ที่ทางเสด็จพุทธดำเนิน ของพระผู้มีพระภาคเจ้า. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในเนืองพาราณสี มีชื่อว่า อุตตรปาละ เติบโตแล้ว ได้เห็นยมกปาฏิหาริย์ ได้ศรัทธาบวชแล้ว บำเพ็ญสมณธรรม. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อท่านระลึกถึงภูตารมณ์เนือง ๆ ด้วย สามารถกระทำไว้ในใจ โดยไม่แยบคาย กามราคะก็เกิดขึ้น. ทันใดนั้น ท่าน ข่มจิตของตนไว้ได้ เหมือนคนจับโจรพร้อมกับของกลางไว้ได้ เกิดความสลด ใจขึ้น ข่มกิเลสไว้ ด้วยการมนสิการถึงธรรม ที่เป็นปฏิปักษ์ ต่อกิเลสนั้น แล้ว บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ให้ภาวนาก้าวหน้าขึ้นไป บรรลุพระอรหัต- ผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี เสด็จจงกรมอยู่ต่อหน้า ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้สร้างสะพานถวาย ในกัปที่ ๙๑ นับถอยหลังไปแต่- กัปนี้ เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้สร้างสะพานควาย จึงไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายสะพาน. กิเลส ทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้เผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว.
หน้า 306 ข้อ 318
อนึ่ง ครั้นได้บรรลุพระอรหัตผลแล้ว พิจารณาดูข้อปฏิบัติของตน แล้ว เมื่อจะบันลือสีหนาท จึงได้กล่าวคาถาไว้ ๓ คาถาว่า เบญจกามคุณ ทำเราผู้เป็นบัณฑิต สามารถคิด ค้นประโยชน์ได้ ให้ลุ่มหลงหนอ ให้เราตกอยู่ในโลก เราได้แล่นไปในวิสัยของมาร ถูกลูกศรปักอยู่อย่าง เหนียวแน่น แต่ก็สามารถเปลื้องตนออกจากบ่วง มัจจุราชได้. กามทั้งหมดเราละได้แล้ว ภพทั้งหลาย เราทำลายได้หมดแล้ว การเวียนเกิด สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺฑิตํ วต มํ สนฺตํ ความว่า เพราะว่าให้เราผู้ชื่อว่าสมบูรณ์ด้วยปัญญา ด้วยอำนาจปัญญา ที่สำเร็จด้วยการ ฟังและการคิด ที่มีอยู่. บทว่า อลมตฺถวิจินฺตกํ ความว่า สามารถเพื่อจะคิดค้นประโยชน์ เกื้อกูลทั้งของตนเอง ทั้งของคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เป็นผู้ควรคิดค้น เนื้อความตามความต้องการ หรือสามารถกำจัดกิเลสได้ สำหรับผู้เห็นเนื้อความ เป็นปกติ. พระเถระให้ทุกสิ่งทุกอย่างนี้ เพราะว่าตนเป็นผู้มีภพเป็นครั้งสุดท้าย. บทว่า ปญฺจ กามคุณา ได้แก่ กามคุณจำนวน ๕ ส่วน มีรูป เป็นต้น. คำว่า โลเก เป็นคำแสดงถึงสถานที่ ๆ กามเหล่านั้นเป็นไป. บทว่า สมฺโมหา ความว่า มีสัมโมหะเป็นนิมิต (เพราะงมงาย) คือ เหตุที่ทำไว้ในใจโดยไม่แยบคาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สมฺโมหา ได้แก่ เพราะงมงาย คือ เพราะทำให้งมงาย.
หน้า 307 ข้อ 318
บทว่า ปาตยึสุ ความว่า ให้ตกต่ำลงไป จากความเป็นปราชญ์ อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า ให้เราผู้ประสงค์จะเป็นผู้ยอดเยี่ยมกว่าสัตว์โลก ตก ไปอยู่ในโลก. บทว่า ปกฺขนฺโท ได้แก่ ตามเข้าไป. บทว่า มารวิสเย ได้แก่ สถานที่ ๆ กิเลสมารเป็นไป อธิบายว่า ไปสู่อำนาจของกิเลสมารนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ติดตามมารนั้นเข้าไป ดำรงอยู่ในอิสริยสถาน ของเทวบุตมาร. บทว่า ทฬฺหสลฺลสมฺมปฺปิโต ความว่า ถูกลูกศรปักไว้อย่างมั่นคง คือเหนียวแน่น อีกอย่างหนึ่ง ต้องศร ที่เหนียวแน่น คือถูกลูกศร คือราคะปักถึงหัวใจ. บทว่า อสกฺขึ มจฺจุราชสฺส อหํ ปาสา ปมุจฺจิตุํ (ข้าพเจ้า สามารถจะพ้นจากบ่วง ของพญามัจจุราชได้แล้ว ) ความว่า ข้าพเจ้า ใช้คีม คือมรรคอันเลิศ (อรหัตมรรค) ถอนลูกศรมีราคะเป็นต้น ขึ้นได้แล้ว ไม่มี เหลืออยู่เลย สามารถพ้นจากบ่วงของพญามัจจุราช ได้แก่ เครื่องผูกคือราคะ ได้แล้ว คือเปลื้องคนออกจากบ่วงนั้นได้แล้ว. และควรทราบวินิจฉัย ต่อจากนั้น ไปนั่นเองว่า บทว่า สพฺเพ กามา ปหีนา เม ภวา สพฺเพ ปทาลิตา (กามทั้งหมด ข้าพเจ้าละได้แล้ว ภพทั้งหลาย ข้าพเจ้าทำลายหมดแล้ว ) ความว่า กิเลสกาม ที่แตกต่างกัน ออกไปหลายประเภท โดยแยกไปตามวัตถุและอารมณ์ ข้าพเจ้าละได้ทั้งหมด แล้ว โดยการตัดขาดด้วยอริยมรรค. เพราะว่า เมื่อละกิเลสกามทั้งหลายได้แล้ว แม้วัตถุกามก็เป็นอันละได้แล้วเหมือนกัน. อนึ่ง ภพทั้งหลายมีกามภพ และ กรรมภพเป็นต้น ข้าพเจ้าทำลายคือกำจัดได้ทั้งหมดแล้ว ด้วยดาบคือมรรค
หน้า 308 ข้อ 319
เพราะว่า เมื่อทำลายกรรมภพได้แล้ว อุปปัตติภพ ก็เป็นอันทำลายได้แล้ว เหมือนกัน. เพราะทำลายกรรมภพได้อย่างนี้นั่นเอง สงสารคือชาติ (การ- เวียนเกิด) ได้สิ้นสุดลงแล้ว บัดนี้ภพใหม่ก็ไม่มี. เนื้อความของบทนั้นได้ อธิบายไว้ในตอนหลังแล้ว. ก็นี้แหละ คือคำพยากรณ์พระอรหัตผลของพระ เถระ. จบอรรถกถาอุตตรปาลเถรคาถา ๑๓. อภิภูตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอภิภูตเถระ [๓๑๙] ได้ยินว่า พระอภิภูตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ข้าแต่พระญาติทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ทั้งหมด ขอจงทรงสดับ อาตมาภาพจักแสดงธรรม แก่ท่านทั้งหลาย การเกิดแล้วเกิดอีกเป็นทุกข์ ขอท่านทั้งหลาย จงเริ่มลงมือ จงออกบวช ประกอบความเพียรในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนา ของพญามัจจุราช เหมือนกุญชร ทำลายเรือนไม้อ้อ ฉะนั้น ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาท อยู่ในพระธรรม วินัย (ศาสนา) นี้ ผู้นั้นจักละการเวียนเกิด ทำที่สุด แห่งทุกข์ได้.
หน้า 309 ข้อ 319
อรรถกถาอภิภูตเถรคาถา คาถาของท่านพระอภิภุตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สุณาถ าตโย สพฺเพ. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระอภิภูตเถระ นี้ ก็มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ในพระ- พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญในภพนั้น ได้เกิดในคฤหาสน์ของผู้มี ตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า เวสสภู รู้ เดียงสาแล้ว ได้เป็นผู้เลื่อมใสอย่างยิ่งในพระศาสนา เพราะอาลัยกัลยาณมิตร เช่นนั้น เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว มหาชนพากันทำความอุตสาหะเพื่อ จะรับเอาพระธาตุของพระองค์ ท่านได้ใช้น้ำหอมดับเชิงตะกอนก่อนกว่าทุกคน ด้วยตนเอง. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลกมาใน พุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในราชตระกูล ในนครเวฏฐปุระ ได้รับขนานนาม ว่า อภิภู สิ้นรัชกาลของพระชนก ก็ได้เสวยราชสมบัติ และในสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จจาริกชนบท ลุถึงพระนครนั้น ครั้งนั้นพระราชานั้น ได้ทรงสดับว่า ได้ทราบว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาถึงพระนคร แล้วได้ เสด็จไปยังสำนักของพระศาสดา สดับพระธรรมเทศนาแล้ว ในวันที่ ๒ ได้ ทรงถวายมหาทาน. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเสร็จภัตกิจแล้ว เมื่อจะทรง ทำการอนุโมทนาที่เหมาะสมกับพระราชอัธยาศัยนั่นแหละ จึงได้ทรงแสดง พระธรรมเทศนาโดยพิสดาร พระองค์ทรงสดับพระธรรมเทศนาแล้ว กลับได้ พระราชปสาทศรัทธา สละราชสมบัติผนวชแล้ว ได้ทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า
หน้า 310 ข้อ 319
เมื่อมหาชนถวายพระเพลิงพระพุทธสรีระ ของ พระมหาฤาษีสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า เวสสภู ข้าพเจ้าได้ดับไฟเชิงตะกอน ในกัปที่ ๓๑ นับถอยหลัง แต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้ดับไฟเชิงตะกอน จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของน้ำหอมที่ข้าพเจ้า ได้ดับไฟเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าได้ เผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้า ได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง เมื่อพระองค์ทรงบรรลุพระอรหัตผลแล้ว ประทับอยู่ด้วย วิมุตติสุข อาณาประชาราษฎร์ของพระองค์ทั้งหมด คือ พระบรมวงศานุวงศ์ อำมาตย์ข้าราชบริพาร ชาวนครและชาวชนบท พากันนาชุมนุมกันโอดครวญ ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไฉน พระองค์จึงทรงผนวช ทรงทำให้พวกข้า พระองค์เป็นอนาถาไร้ที่พึ่งกัน พระเถระเจ้าเห็นคนเหล่านั้นมีพระญาติเป็น หัวหน้า พากันโอดครวญอยู่ เมื่อจะกล่าวธรรมกถา (ปลอบ) คนเหล่านั้น ด้วยการประกาศเหตุแห่งการบรรพชาของตน จึงได้ภาษิตคาถา ๓ คาถาไว้ว่า ข้าแต่พระญาติทั้งหลาย เท่าที่มาประชุมกัน ณ ที่นี้ทั้งหมด ขอจงทรงสดับ อาตมาภาพจักแสดง ธรรมแก่ท่านทั้งหลาย การกำจัดแล้วเกิดอีกเป็นทุกข์ ขอท่านทั้งหลายจงเริ่มลงมือ จงออกบวชประกอบ ความเพียร ในพระพุทธศาสนา จงกำจัดเสนาของ พญามัจจุราช เหมือนกุญชรทำลายเรือนไม้อ้อฉะนั้น. ผู้ใดจักเป็นผู้ไม่ประมาทอยู่ในพระธรรมวินัย (ศาสนา) นี้ ผู้นั้นจักละการเวียนเกิด ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้.
หน้า 311 ข้อ 319
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุณาถ ความว่า จงสงบใจฟัง อธิบายว่า จงจำทรงเอาถ้อยคำที่อาตมาภาพ กำลังกล่าวอยู่เดี๋ยวนี้ตามแนวทางของโสตทวาร ที่ได้เงี่ยลงฟังแล้ว. คำว่า าตโย เป็นคำร้องเรียกคนเหล่านั้นทั้งหมด มี พระญาติเป็นหัวหน้า ด้วยคำนี้พระเถระเจ้าได้กล่าวว่า ขอพระญาติทั้งหมด มีจำนวนเท่าที่มาพร้อมกัน ณ ที่นี้ อธิบายว่า ข้าแต่พระญาติวงศ์ทั้งหลาย มีจำนวนเท่าใด คือมีประมาณเท่าใด พระญาติวงศ์ทั้งหลายมีประมาณเท่านั้น ที่มาพร้อมเพรียงกันแล้วในสมาคมนี้ หรือที่มาพร้อมเพรียงกันในการบวชของ อาตมาภาพนี้. บัดนี้ พระเถระเจ้ากล่าวรับคำที่ตนหมายเอาแล้ว กล่าวคำเป็นเชิง บังคับให้ฟังว่า ท่านทั้งหลายจงพึงดังนี้ว่า อานุภาพจักแสดงธรรมแก่ท่าน ทั้งหลายดังนี้แล้ว ได้ปรารภเพื่อแสดงโดยนัยมีอาทิว่า การเกิดแล้วเกิดอีก เป็นทุกข์. พึงทราบวินิจฉัยในบทเหล่านั้นต่อไป ขึ้นชื่อว่าความเกิด ในคำว่า ทุกฺขา ชาติ ปุนปฺปุนํ นี้ ชื่อว่า เป็นทุกข์ เพราะเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์ มากอย่าง ต่างประเภทมีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลฐาน และแยกประเภทออก เป็นชราเป็นต้น ความเกิดที่เป็นไปแล้ว ๆ เล่า ๆ เป็นทุกข์เหลือหลาย แต่ พระเถระเจ้า เมื่อจะแสดงว่า ความพยายามเพื่อจะระงับความเกิดนั้น เป็นกิจ ที่ควรทำ จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า อารมฺภถ ไว้. บรรดาคำเหล่านั้น คำว่า อารมฺภถ ความว่า จงทำความเพียร ได้แก่ อารัมภธาตุ (ความริเริ่ม). บทว่า นิกฺกมถ ความว่า จงทำความเพียรให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป ได้แก่ นิกกมธาตุ (การก้าวออกไป) เพราะเป็นผู้ก้าวออกไปแล้วจากอกุศลธรรมที่
หน้า 312 ข้อ 319
เป็นฝ่ายของความเกียจคร้าน. บทว่า ยุญฺเชถ พุทฺธสาสเน ความว่า เพราะเหตุที่อารัมภธาตุและนิกกมธาตุทั้งหลาย ย่อมสมบูรณ์แก่ผู้ดำรงมั่นอยู่ใน ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ คือ ความสำรวมในศีล ความเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครอง แล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภคและความรู้ตัว อย่างยิ่งได้ ก็ด้วยสามารถแห่งการประกอบความเพียรเนือง ๆ ฉะนั้น ท่าน ทั้งหลายที่เป็นแล้วอย่างไร จงเป็นผู้ขะมักเขม้นในคำสั่งสอนของพระผู้มีพระ ภาคเจ้า กล่าวคือสมถะและวิปัสสนา หรือกล่าวคือสีลสิกขาเป็นต้น. บทว่า ธุนาถ มจฺจุโน เสนํ นฬาคารํว กุญฺชโร ความว่า ก็ท่านทั้งหลายปฏิบัติอยู่อย่างนี้ จะกำจัด คือ ขยี้ อธิบายว่า ทำลายได้ซึ่งกลุ่ม กิเลส กล่าวคือเสนาของพญามัจจุราชนั้น เพราะนำสัตว์ทั้งหลายไปสู่อำนาจ ของพญามัจจุราชซึ่งเป็นใหญ่กว่าโลกธาตุทั้ง ๓ ที่ไม่มีกำลัง คือ มีกำลังทราม อุปมาเสมือนช้างเชือกที่ประกอบด้วยกำลังวังชา พังเรือนที่สร้างด้วยไม้อ้อให้ ทะลายไปในทันใดนั้นเอง. อนึ่ง พระเถระเจ้า เมื่อจะแสดงแก่ผู้ทำความอุตสาหะในพระพุทธ- ศาสนาอย่างนี้ว่า ผู้อยู่คนเดียวเป็นผู้ก้าวล่วงชาติทุกข์ได้ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ ด้วยคำมีอาทิว่า โย อิมสุมึ. คำนั้นเข้าใจง่ายอยู่แล้วแล. จบอรรถกถาอภิภูตเถรคาถา
หน้า 313 ข้อ 320
๑๔.โคตมเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโคตมเถระ [๓๒๐] ได้ยินว่า พระโคตมเถระได้ภาษิตคาถาม ไว้ อย่างนี้ว่า อาตมาภาพเมื่อท่องเที่ยวไปมา ได้ไปสู่นรกบ้าง เปรตโลกบ้าง ชาติแล้วชาติเล่า แม้ในกำเนิดเดียรฉาน ที่สุดแสนจะทนได้ อาตมาภาพก็อยู่มานานมากมาย หลายประการ และภพของมนุษย์ อาตมาภาพก็ได้ ผ่านมามากแล้ว และได้ไปสวรรค์เป็นครั้งเป็นคราว อาตมาภาพดำรงอยู่ในรูปภพบ้าง อรูปภพบ้าง อสัญ- ญีภพบ้าง เนวสัญญีนาสัญญีภพบ้าง ภพทั้งหลาย อาตมาภาพรู้ชัดแล้ว ว่าไม่มีแก่นสาร อันปัจจัยปรุง แต่งขึ้น เป็นของแปรปรวน กลับกลอก ถึงความ แตกหัก ทำลายไปทุกเมื่อ ครั้นรู้แจ้งภพนั้น อันเป็น ของเกิดในตนแล้ว อาตมาภาพจึงเป็นผู้มีสติ บรรลุ สันติธรรมแล้ว.
หน้า 314 ข้อ 320
อรรถกถาโคตมเถรคาถา คาถาของท่านพระโคตมเถระ มีคำเรีมต้นว่า สํสรํ. มีเรื่องเกิดขึ้น อย่างไร ? ได้ทราบว่า ท่านพระโคตมเถระ นี้ มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ ทำบุญในภพนั้น ๆ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิขี ปรินิพพานแล้ว ครั้นเทวดาและคนทั้งหลายพากันบูชาเชิง ตะกอน ก็ได้บูชาเชิงตะกอนด้วยดอกจำปา ๘ ดอก ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมา ในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือกำเนิดในตระกูลศากยราชมีพระนามที่ได้กำหนดไว้ โดยเฉพาะแล้ว ด้วยสามารถแห่งพระโคตรว่า โคตมะนั่นเอง ทรงเจริญวัยแล้ว ในคราวชุมนุมพระญาติของพระศาสดา ได้ศรัทธาผนวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา กรรมฐาน ได้เป็นพระอริยบุคคล ผู้มีอภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้น ในอปทาน ท่านจึงได้กล่าวไว้ว่า เมื่อประชาชนพากันถวายพระเพลิงพระพุทธ- สรีระ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สุขี ผู้ทรง เป็นเผ่าพันธุ์ของชาวโลก ข้าพเจ้าได้โปรยดอกจำปา ๘ ดอกบูชาเชิงตะกอน ในกัปที่ ๓ นับถอยหลัง แต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้า ได้โปรยดอกไม้บูชา จึงไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯ ล ฯ คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้บำเพ็ญแล้ว.
หน้า 315 ข้อ 320
อนึ่ง ท่านครั้นเป็นพระอริยบุคคลผู้มีอภิญญา ๖ แล้ว เมื่อพักผ่อน อยู่ด้วยวิมุตติสุข วันหนึ่ง ถูกพระญาติทั้งหลายตรัสถามว่า เหตุไฉน ท่านจึง ละทิ้งพวกเราไปบรรพชา เมื่อจะประกาศทุกข์ที่ตนได้เสวยแล้วในสงสาร นั่นแหละ และนิพพานสุขที่ตนได้บรรลุในปัจจุบัน จึงได้แสดงธรรมถวาย พระญาติเหล่านั้นด้วยคาถา ๓ คาถาว่า อาตมาภาพเมื่อท่องเที่ยวไปมา ได้ไปสู่นรกบ้าง ไปสู่เปรตโลกบ้าง ชาติแล้วชาติเล่า แม้ในกำเนิด เดียรฉานที่สุดแสนจะทนได้ อาตมาภาพก็อยู่มานาน มากมายหลายประการ และภพของมนุษย์ อาตมาภาพ ก็ได้ผ่านมามากแล้ว และได้ไปสวรรค์เป็นครั้งเป็น คราว อาตมาภาพดำรงอยู่ในรูปภพบ้าง อรูปภพบ้าง อสัญญีภพบ้างเนวสัญญานาสัญญีภพบ้าง ภพทั้งหลาย อาตมาภาพรู้ชัดแล้วว่าไม่มีแก่นสาร อันปัจจัยปรุง แต่งขึ้น เป็นของแปรปรวน กลับกลอก ถึงความ แตกหักทำลายไปทุกเมื่อ ครั้นรู้แจ้งภพนั้น อันเป็น ของเกิดในตนแล้ว อาตมาภาพจึงเป็นผู้มีสติบรรลุ สันติธรรมแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํสรํ ความว่า ท่องเที่ยวไปมาใน สงสารที่ไม่มีเบื้องต้น อธิบายว่า ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ด้วยสามารถแห่งการ จุติและอุบัติขึ้นในคติทั้ง ๕ ด้วยกรรมและกิเลสทั้งหลาย. หิ ศัพท์ เป็นเพียง บทว่า นิริยํ อคจฺฉิสฺสํ ความว่า เข้าถึงนรกใหญ่ทั้ง ๘ ขุม มี สัญชีวนรกเป็นต้น และอุสสทนรก ๑๖ ขุม มีกุกกุฬนรกเป็นต้น ด้วยสามารถ
หน้า 316 ข้อ 320
แห่งปฏิสนธิ. คำว่า ปุนปฺปุนํ นี้ ก็ควรนำมา (ประกอบ) ในคำว่า นิริยํ อคจฺฉิสฺสํ นี้ด้วย. บทว่า เปตโลกํ ได้แก่ เปรตวิสัย อธิบายว่า ได้แก่ อัตภาพเปรต มีขุปปิปาสาเปรตเป็นต้น. บทว่า อาคมํ ได้แก่ เข้าถึงคือเกิดขึ้นด้วยสามารถแห่งปฏิสนธิ. บทว่า ปุนปฺปุนํ ได้แก่ ไป ๆ มา ๆ. บทว่า ทุกฺขมมฺหิปิ ความว่า แม้ที่สุดแสนจะทนได้ เพราะทุกข์ ทั้งหลายมีการโบยด้วยหวายที่แข็งและปฏักที่คมเป็นต้น. ก็คำว่า ทุกฺขมมฺ- หิปิ นี้ ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งลิงควิปลาส (คือเป็นทุกฺขมายปิ เพราะ เป็นวิเสสนะของติรจฺฉานโยนยํ). บทว่า ติรจฺฉานโยนิยํ ได้แก่ ในกำเนิด เดียรฉาน แยกประเภทเป็นเนื้อและนกเป็นต้น. บทว่า เนกธา หิ ความว่า อาตมาภาพอยู่มาเนิ่นนานแล้ว คือ ตลอดกาลยึดยาวนานแล้ว มากมายหลายประการ ทั้งด้วยสามารถแห่งสัตว์ ๔ เท้า มีอูฐ โค และแพะเป็นต้น ทั้งด้วยสามารถแห่งสัตว์มีปีกทั้งหลายมีกา นกตระกุมและเหยี่ยวเป็นต้น และหลายวาระด้วยกัน คือ เสวยทุกข์ด้วยอำนาจ แห่งภัยมีความมีใจหวาดส่ะดุ้งเป็นต้นเนืองนิจ เพื่อแสดงให้เห็นว่า สัตว์ที่เกิด ในกำเนิดเดียรฉานวกกลับไปกลับมา ในกำเนิดเดียรฉานนั้นนั่นเองนานเท่านาน เพราะงมงายมาก ท่านจึงได้กล่าวคำว่า จิรํ ไว้ในที่นี้. บทว่า มานุโสปิ จ ภโวภิราธิโต ความว่า ถึงอัตภาพมนุษย์ อาตมาภาพก็ชอบใจมาแล้ว คือสำเร็จมาแล้ว ได้แก่ เผชิญมาแล้วด้วยกุศลกรรม เช่นนั้นประชุมกันเป็นเหตุ. ในเรื่องนี้ควรยกญาณกัจฉโปปมสูตรมาเป็น อุทาหรณ์. บทว่า สคฺคกายมคมํ สกึ สกึ ความว่า อาตมาภาพได้เข้าถึง ฝูงทวยเทพชั้นกามาพจร กล่าวคือการไปสู่สวรรค์ ด้วยสามารถแห่งการเกิดขึ้น เป็นครั้งเป็นคราว คือ บางกาลบางสมัย.
หน้า 317 ข้อ 320
บทว่า รูปธาตุสุ ได้แก่ ในรูปภพมีภวัคคพรหมที่เป็นปุถุชน เป็น ที่สุด. บทว่า อรูปธาตุสุ ได้แก่ ในอรูปภพทั้งหลาย. บทว่า นาสญฺิสุ อสญฺิสุฏฺิตํ ความว่า ไม่ใช่เพียงแต่เกิดขึ้น ในรูปภพและอรูปภพล้วน ๆ เท่านั้น โดยที่แท้แล้วในเนวสัญญีนาสัญญีภพ และในอสัญญีภพ ก็เกิดขึ้นสถิตอยู่แล้ว. ควรนำบทว่า มยา (อันเรา) มา ประกอบเข้าด้วย. ก็ด้วยศัพท์ว่า เนวสัญญี ในคาถานี้ท่านถือเอาอสัญญีภพ ด้วย พึงทราบว่า ถึงแม้ว่า ภพทั้ง ๒ เหล่านี้ ท่านถือเอาด้วยศัพท์ว่า รูปธาตุ และอธูปธาตุ แต่ว่า สัตว์เหล่าใดที่เป็นภายนอกจากนี้ มีความสำคัญในภพ นั้นว่า เที่ยงแท้ และมีความสำคัญว่า เป็นความหลุดพ้นในภพ เพื่อแสดงให้ เห็นถึงความที่ความสำคัญนั้นของสัตว์เหล่านั้นว่าผิด ท่านจึงได้ถือเอาแยก ออกไปต่างหาก. พระเถระเจ้าครั้นแสดงการเสวยวัฏทุกข์ของตนในสงสารที่ไม่มีเบื้องต้น เพราะความที่ท่านตัดขาดมูลรากของภพ ด้วยคาถา ๒ คาถาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงการะสวยวิวัฏสุข (ความสุขในวิวัฏฏะ) จึงได้กล่าวคาถาที่ ๓ ไว้ โดยนัยมีอาทิว่า สมฺภวา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺภวา ได้แก่ ภพทั้งหลาย เพราะว่า ภพทั้งหลายมีกามภพเป็นต้นเท่านั้น มีอยู่โดยการชุมนุมแห่งเหตุปัจจัย เพราะ ฉะนั้น ในคาถานี้ ภพท่านจึงกล่าวว่า สัมภวะ. บทว่า สุวิทิตา ความว่า รู้ดีแล้วด้วยมรรคปัญญา ที่ประกอบด้วย วิปัสสนาปัญญา. คำว่า อสารกา เป็นต้น เป็นคำแสดงถึงอาการที่ท่านเหล่านั้นรู้ดี แล้ว.
หน้า 318 ข้อ 320
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสารกา ความว่า เว้น จากสาระมีสาระ คือ เที่ยงเป็นต้น. บทว่า สงฺขตา ความว่า อันปัจจัยทั้งหลาย ประมวลปรุงแต่งขึ้น. บทว่า ปจลิตา ความว่า หวั่นไหวไปโดยประการ (ต่าง ๆ) คือ ไม่ตั้งอยู่มั่นคงแล้ว เพราะความเกิดและความแก่เป็นต้น เหตุที่ถูกปัจจัยปรุง แต่งนั่นเอง. บทว่า สเทริตา ความว่า หวั่นไหวแล้ว คือ เป็นของต่ำช้าเพราะ แตกทำลายไป ได้แก่ ถึงความแตกหักไป อธิบายว่า พังทะลายไปทุกเมื่อ คือ ตลอดกาลทุกเมื่อ. บทว่า ตํ วิทิตฺวา มหมตฺตสมฺภวํ ความว่า ข้าพเจ้าครั้นรู้ข้อนั้น คือ สภาพที่ถูกปรุงแต่ง ตามที่กล่าวมาแล้วอันเกิดในตน คือ สมภพแล้วใน ตน ได้แก่ ที่เนื่องด้วยตน ไม่เนื่องด้วยผู้อื่น โดยเป็นอิสระเป็นต้น ด้วย อำนาจการบรรลุด้วยการกำหนดรู้แล้ว จึงเป็นผู้มีสติ ด้วยสติที่สัมปยุตด้วย มรรคปัญญา ได้บรรลุ คือ ถึงทับ ได้แก่ ถึงแล้วโดยลำดับ ซึ่งสันติธรรม นั่นแหละ คือ พระนิพพานนั่นเองที่เป็นปฏิปักษ์ต่อสังขตธรรมนั้น. พระ- เถรเจ้าได้พยากรณ์พระอรหัตผล แก่พระญาติเหล่านั้น ด้วยธรรมเทศนาที่ สำคัญโดยประการดังที่พรรณนามานี้. จบอรรถกถาโคตมเถรคาถา
หน้า 319 ข้อ 321
๑๕. หาริตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระหาริตเถระ [๓๒๑] ได้ยินว่า พระหาริตเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า ผู้ใดมุ่งจะทำงานที่ควรทำก่อน ไพล่ไปทำใน ภายหลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะ อันนำมาซึ่งความ สุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. งานใดควรทำ ก็ พึงพูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็ไม่ควร พูดถึงงานนั้น คนไม่ทำมีแต่พูด บัณฑิตทั้งหลาย ก็รู้ทัน. พระนิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง แล้ว เป็นสุขจริงหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากธุลี คือกิเลส เป็นธรรมเกษม เป็นที่ดับทุกข์ ดังนี้. อรรถกถาหาริตเถรคาถา คาถาของท่านพระหาริตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โย ปุพฺเพ กรณี- ยานิ. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระหาริตเถระ นั้น เกิดแล้ว ในคฤหาสน์ของผู้มีสกุล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมตตระ รู้เดียงสา แล้ว เมื่อพระศาสดา ปรินิพพานแล้ว เมื่อประชาชนพากันบูชาที่เชิงตะกอน ของพระองค์ ได้ทำการบูชาด้วยของหอม.
หน้า 320 ข้อ 321
ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปมา ในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาล ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่า หาริตะ เจริญ วัยแล้ว อาศัยความถือตัวเพราะชาติ จึงร้องเรียกคนอื่น ด้วยวาทะว่า คนถ่อย ถึงบวชแล้ว ก็ไม่เลิกละการร้องเรียกว่า คนถ่อย เพราะพระพฤติมานานแล้ว อยู่มาวันหนึ่ง ท่านได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เกิดความสลดใจ เริ่ม ตั้งวิปัสสนากรรมฐาน ตรวจตราดูความเป็นไปแห่งจิตของตน ได้เห็นจิตถูก มานะและอุทธัจจะยึดแล้ว จึงละทิ้งมานะและอุทธัจจะ ยังวิปัสสนาให้ก้าว หน้าขึ้นไปแล้ว ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ในอปทาน ท่านจึงได้ กล่าวไว้ว่า เมื่อมหาชนทำเชิงตะกอน นำของหอมนานา ชนิดมา ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้บูชาด้วยของ หอมกำมือ ๑ ในกัปที่แสน นับถอยหลัง แต่กัปนี้ไป เพราะเหตุที่ข้าพเจ้าได้บูชาเชิงตะกอน จึงไม่รู้จักทุคติ เลย นี้เป็นผลแห่งการบูชาเชิงตะกอน. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อเสวยวิมุตติสุข ได้พยากรณ์ พระอรหัตผล โดยการให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายโดยตรง ด้วยคาถา ๓ คาถา ว่า ผู้ใดมุ่งจะทำงานที่ควรทำก่อน ไพล่ไปทำในภาย หลัง ผู้นั้นย่อมพลาดจากฐานะ อันนำมาซึ่งความสุข และย่อมเดือดร้อนในภายหลัง. งานใดควรทำ ก็พึง
หน้า 321 ข้อ 322
พูดถึงแต่งานนั้นเถิด งานใดไม่ควรทำ ก็ไม่ควรพูด ถึงงานนั้น คนไม่ทำมีแต่พูด บัณฑิตทั้งหลายก็รู้ทัน. พระนิพพานที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงแล้ว เป็นสุขจริงหนอ ไม่มีความโศก ปราศจากธุลีคือกิเลส เป็นธรรมเกษมเป็นที่ดับทุกข์ ดังนี้. เนื้อความของคาถาเหล่านั้น ได้กล่าวไว้ในหนหลังแล้วแล. จบอรรถกถาหาริตเถรคาถา ๑๖. วิมลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิมลเถระ [๓๒๒] ได้ยินว่า พระวิมลเถระได้ภาษิตคาถานี้ไว้ อย่างนี้ว่า บุคคลผู้ปรารถนาความสุขอันถาวร ควรเว้นบาป มิตร คบหาแต่บุคคลผู้สูงสุด และควรตั้งอยู่ในโอวาท ของท่าน. คนเกาะไม้เล็ก ๆ ต้องจมอยู่ใน ห้วงมหรรณพ ฉันใด คนแม้ดำรงชีพอย่างดี แต่ อาศัยคนเกียจคร้าน ก็ต้องจมอยู่ใน (ในวัฏสงสาร) ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงควรเว้นคนเกียจคร้าน มี ความเพียรเลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัดเป็นอริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว เข้าฌานเป็นปกติ ปรารภความเพียรเป็นนิจ. จบวรรคที่ ๑ จบติกนิบาต
หน้า 322 ข้อ 322
อรรถกถาวิมลเถรคาถา คาถาของท่านพระวิมลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปาปมิตฺเต. มีเรื่อง เกิดขึ้นอย่างไร ? แม้ท่านพระวิมลเถระ นี้ มีบุญญาธิการได้ทำไว้แล้ว ในพระ- พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ เมื่อสั่งสมบุญที่เป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ ในภพนั้น ๆ มาในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ได้เกิด ในคฤหาสน์ของผู้มีตระกูล รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว วัน เล่นสนุกสนานผ่านไปแล้ว เมื่ออุบาสกอุบาสิกาทั้งหลาย รับเอาพระพุทธ- สรีระไปสู่ที่ถวายพระเพลิง รำลึกถึงพระคุณของพระศาสดาแล้ว มีจิตเลื่อมใส ได้ทำการบูชา ด้วยดอกมะลิ. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านได้ท่องเที่ยวไปมาในเทวโลกและมนุษยโลก มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในเมืองพาราณสี มีชื่อ ว่า วิมละ เจริญวัยแล้ว อาศัยท่านโสมมิตเถระ บวชในพระศาสนา ถูก ท่านพระโสมมิตเถระนั่นเอง กระตุ้นเตือน เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่ช้านัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในอปทานว่า เมื่อกลองดังกระหึ่มขึ้น ในเมื่อชนทั้งหลาย นำ พระพุทธสรีระออกไป ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ได้ บูชาด้วยดอกไม้โลทแดง ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เพราะ เหตุที่ข้าพเจ้าบูชาด้วยดอกไม้ จึงไม่รู้จักทุคติเลย
หน้า 323 ข้อ 322
นี้เป็นผลของการบูชาพระพุทธสรีระ. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าเผาแล้ว ฯลฯ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าปฏิบัติแล้ว. อนึ่ง ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตผลแล้ว เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุผู้ เป็นสหายของตน ได้ภาษิตคาถาไว้ ๓ คาถาว่า บุคคลปรารถนาความสุขอันถาวร ควรเว้นบาป มิตร คบหาแต่บุคคลผู้สูงสุด และควรตั้งอยู่ในโอวาท ของท่าน. คนเกาะไม้เล็ก ๆ ต้องจมลงในห้วง มหรรณพ ฉันใด คนแม้ดำรงชีพอย่างดี แต่อาศัย คนเกียจคร้าน ก็ต้องจมอยู่ (ในวัฏสงสาร) ฉันนั้น เพราะฉะนั้น จึงควรเว้นคนเกียจคร้าน มีความเพียร เลวทราม ควรอยู่ร่วมกับบัณฑิตทั้งหลาย ผู้สงัดเป็น อริยะ มีใจเด็ดเดี่ยว เข้าฌานเป็นปกติ ปรารภความ เพียรเป็นนิจ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาปมิตฺเต ได้แก่ ผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร คือ ผู้ไม่ใช่สัตบุรุษ มีความเพียรเสื่อมแล้ว. บทว่า วิวชฺเชตฺวา ความว่า เว้นบาปมิตรนั้นแต่ไกล โดยการ ไม่ คบหา. บทว่า ภเชยฺยุตฺตมปุคฺคลํ ความว่า ควรส้องเสพกัลยาณมิตร ที่เป็นสัตบุรุษเป็นบัณฑิต ด้วยการรับเอาโอวาทานุสาสนี. บทว่า โอวาเท จสฺส ติฏฺเยฺย ความว่า ควรตั้งอยู่ในโอวาท ของกัลยาณมิตรนั้น โดยการปฏิบัติ ตามที่สอน คือตามที่อนุศาสน์.
หน้า 324 ข้อ 322
บทว่า ปฏฺเนฺ โต ได้แก่ จำนงอยู่. บทว่า อจลํ สุขํ ได้แก่ ทั้งนิพพานสุข ทั้งผลสุข. ด้วยว่า ความสุข นั้นท่านเรียก อจละ เพราะเป็นความสุขไม่กำเริบ. คำที่เหลือ มีเนื้อความ ดังกล่าวมาแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาวิมลเถรคาถา จบภาค ๑ ในติกนิบาตนี้ รวมพระเถระได้ ๑๖ รูป คือ ๑. พระอังคณิกภารทวาชเถระ ๒. พระปัจจยเถระ ๓. พระพากุล เถระ ๔. พระธนิยเถระ ๕. พระมาตังคบุตรเถระ ๖. พระขุชชโสภิตเถระ ๗. พระวารณเถระ ๘. พระปัสสิกเถระ ๙. พระยโสชเถระ ๑๐. พระสา- ฏิมัตติกเถระ ๑๑. พระอุบาลีเถระ ๑๒. พระอุตตรปาลเถระ ๑๓. พระ อภิภูตเถระ ๑๔. พระโคตมเถระ ๑๕. พระหาริตเถระ ๑๖. พระวิมลเถระ เป็นคาถาที่ท่านรจนาไว้รวม ๔๘ คาถา ฉะนี้แล และอรรถกถา.

เล่มจริงที่ 52 (515 หน้า · 0001 – 0515)

กระโดดไปหน้า (515 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 323
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๓ ตอนที่ ๓ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เถรคาถา จตุกกนิบาต ๑. นาคสมาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนาคสมาลเถระ [๓๒๓] เราเดินเข้าไปในบิณฑบาตในพระนคร ได้เห็นหญิง ฟ้อนรำคนหนึ่ง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์ นุ่งห่ม ผ้าสวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์ ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่ามกลางพระนคร เป็นดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะ- ฉะนั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึง บังเกิดขึ้นแก่เรา อาทีนวโทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่าย ก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้นจิตของเราก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ เราได้ บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. จบนาคสมาลเถรคาถา</I
หน้า 2 ข้อ 323
อรรถกถา จตุกกนิบาต อรรถกถานาคสมาลเถรคาถาที่ ๑ บทว่า อลงฺกตา ได้แก่ คาถาของ ท่านพระนาคสมาลเถระ เรื่อง นั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ท่านพระ- นาคสมาลเถระนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ใน คิมหสมัย ได้เห็นพระศาสดาเสด็จดำเนินบนภาคพื้นอันร้อนระอุไปด้วย แสงพระอาทิตย์ จึงได้ถวายร่ม. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสักยราชตระกูล ได้นามว่า นาคสมาละ เจริญวัยแล้วได้ศรัทธาบวชในสมาคมแห่งพระญาติ ได้เป็นผู้อุปัฏฐากพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ตลอดกาลเล็กน้อย. วันหนึ่งท่านเข้าไปบิณฑบาตยังพระนคร เห็นหญิงนักฟ้อนคนหนึ่ง ประดับตกแต่งแล้วฟ้อนอยู่ ในเมื่อดนตรีกำลัง ประโคมอยู่ในหนทางใหญ่ เริ่มตั้งความสิ้นไปและความเสื่อมไปว่า วาโย- ธาตุอันกระทำให้วิจิตรนี้ ย่อมเปลี่ยนแปรกรัชกายไปโดยประการนั้น ๆ ด้วยอำนาจความแผ่ไป น่าอัศจรรย์สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ดังนี้แล้ว ได้ บำเพ็ญขวนขวายวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ ในอปทาน๑ว่า แผ่นดินร้อนดังเพลิง แผ่นดินดุจมีเถ้ารึงไหล พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ เสด็จจงกรมอยู่ ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๗.
หน้า 3 ข้อ 323
ที่กลางแจ้ง เรากั้นร่มขาวเดินทางไป ได้เห็นพระสัม- พุทธเจ้าเข้าไปกลางแจ้งนั้น แล้วเกิดความคิดขึ้นว่า ภูมิ- ภาคถูกพยับแดดแผ่คลุม แผ่นดินนี้จึงเป็นเหมือนถ่าน เพลิง พายุใหญ่ทำสรีรกายให้ลอยขึ้นได้ตั้งขึ้นอยู่ หนาว ร้อน ย่อมทำให้ลำบาก ขอได้โดยรับร่มนี้อันเป็นเครื่อง ป้องกันลมและแดดเถิด ข้าพระองค์จักสัมผัสพระนิพพาน พระชินเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ผู้ทรงอนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่ ทรงทราบความ ดำริของเราแล้ว ทรงรับไว้ในกาลนั้น เราจักเป็นจอม เทวดา เสวยราชสมบัติในเทวโลก ๓๐ กัป ได้เป็นพระ- เจ้าจักรพรรดิราช ๕๐๐ ครั้ง และได้เป็นเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์โดยคณานับมิได้ เราได้เสวยกรรมของตนซึ่ง ก่อสร้างไว้ดีแล้วในปางก่อน นี้เป็นชาติสุดท้ายของเรา ภพที่สุดกำลังเป็นไปอยู่ ถึงทุกวันที่ชนทั้งหลายก็พากัน กั้นเศวตฉัตรให้เราตลอดกาลทุกเมื่อ ในแสนกัปแต่ภัทร- กัปนี้ เราได้ถวายร่มนั้นไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายร่ม เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... ฯลฯ ... พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลครั้นท่านพระพระอรหัตแล้ว ได้พยากรณ์พระอรหัตผล โดย ระบุข้อปฏิบัติของตนขึ้นเป็นประธานด้วย ๔ คาถาว่า เราเดินทางเข้าไปบิณฑบาตในพระนคร ได้เห็นหญิง ฟ้อนรำคนหนึ่ง ตกแต่งร่างกายด้วยเครื่องอาภรณ์นุ่งห่ม
หน้า 4 ข้อ 323
สวยงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยกระแจะจันทร์ ฟ้อน รำอยู่ในวงดนตรีที่ถนนหลวง ท่านกลางพระนคร เป็น ดุจบ่วงแห่งมัจจุราชอันธรรมชาติมาดักไว้ เพราะฉะนั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย จึงบังเกิดขึ้น แก่เรา อาทีนวโทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลง มั่น ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอ ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ เราได้บรรลุ วิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา ความว่า มีตัวประดับด้วย อาภรณ์มีกำไรมือเป็นต้น. บทว่า สุวสนา ได้แก่ เครื่องนุ่งห่มผ้าดี คือ นุ่งผ้างาม. บทว่า มาลินี ได้แก่ทัดทรงดอกไม้ คือมีพวงดอกไม้ประดับ แล้ว. บทว่า จนฺทนุสฺสทา ได้แก่มีร่างกายลูบไล้ด้วยกระแจะจันทน์. บทว่า มชฺเฌ มหาปเถ นารี ตูริเย นจฺจติ นฏฺฏกี ความว่า หญิงนักฟ้อน คือหญิงฟ้อนรำคนหนึ่ง ในสถานที่ตามที่กล่าวแล้ว ฟ้อนรำอยู่ในวงดนตรี มีองค์ ๕ ในท่ามกลางถนนพระนคร คือกระทำการฟ้อนรำอยู่ตาม ปรารถนา. บทว่า ปิณฺฑิกาย ได้แก่ เพื่อภิกษา. บทว่า ปวิฏฺโมฺหิ ได้แก่ เราเข้าไปยังพระนคร. บทว่า คจฺฉนฺโต นํ อุทิกฺขิสํ ความว่า เมื่อ เดินไปบนถนนในพระนคร ตรวจดูถนนเพื่อกำจัดอันตราย ได้แลดูหญิง นักฟ้อนนั้น. ถามว่าเหมือนอะไร ? แก้ว่า เหมือนบ่วงแห่งมัจจุราช อัน ธรรมชาติมาดักไว้, อธิบายว่า อารมณ์มีรูปเป็นต้น อันเป็นบ่วงแห่ง มัจจุ คือแห่งมัจจุราช อันธรรมชาติดักไว้ คือเที่ยวสัญจรอยู่ในโลก ย่อม นำมาซึ่งความพินาศโดยส่วนเดียวฉันใด หญิงนักฟ้อนแม้นั้นก็ฉันนั้น
หน้า 5 ข้อ 323
ย่อมนำมาซึ่งความพินาศโดยส่วนเดียวแก่ปุถุชนคนบอด เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าเสมือนกับบ่วงแห่งมัจจุราช. บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุนั้น สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้ข้องอยู่ เสมือนบ่วงแห่งมัจจุราช. บทว่า เม ได้แก่ เรา. บทว่า มนสีกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ ความว่า การกระทำไว้ในใจโดยแยบคายเกิดขึ้นแล้ว อย่างนี้ว่า ร่างกระดูกนี้ อันเอ็นเกี่ยวพันไว้ อันเนื้อฉาบทาไว้ อันผิวหนัง ปิดบังไว้ ไม่สะอาดมีกลิ่นเหม็นน่าเกลียดและปฏิกูล มีอันปิดบัง ย่ำยี ทำลาย กำจัดความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา จึงแสดงอาการอันแปลกเช่นนี้. บทว่า อาทีนโว ปาตุรหุ ความว่า เมื่อว่าโดยหัวข้อคือการเข้าไป ทรงไว้ตามสภาวะของกายอย่างนี้ เมื่อเรามนสิการ ถือความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไป และความผุพังไปพร้อมด้วยกิจ (ตามความเป็นจริง) แห่ง กายนั้น และแห่งจิตและเจตสิกอันอาศัยกายนั้น และเมื่อจิตและเจตสิก ปรากฏโดยความเป็นภัย เหมือนเมื่อยักษ์และรากษสเป็นต้นปรากฏ อาทีนวโทษมีอาการเป็นอันมากปรากฏแก่เราในเพราะเหตุนั้น และย่อม ได้รับอานิสงส์ในพระนิพพานโดยเป็นปฏิปักษ์ต่ออาทีนวโทษนั้น. บทว่า นิพฺพิทา สมติฏฺถ ความว่า ความเบื่อหน่าย ย่อมสำเร็จ ด้วยอานุภาพแห่งอาทีนวานุปัสสนา การตามพิจารณาเห็นโทษ คือ นิพพิทาญาณย่อมสำเร็จแล้วในหทัยของเรา, จิตในการจับรูปธรรม และ นามธรรมเหล่านั้น แม้เพียงครู่เดียวก็ไม่ปรากฏ, โดยที่แท้เกิด แต่เพียง วางเฉยในรูปธรรมนามธรรมนั้นเท่านั้น ด้วยอำนาจความเป็นผู้ใคร่จะพ้น เป็นต้น. บทว่า ตโต ความว่า เบื้องหน้าแต่วิปัสสนาญาณ.
หน้า 6 ข้อ 323
บทว่า จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราได้หลุดพ้นแล้วจาก สรรพกิเลสโดยลำดับแห่งมรรค ในเมื่อโลกุตรภาวนาเป็นไปอยู่. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงแสดงเหตุเกิดขึ้นแห่งผล. จริงอยู่ในขณะแห่งมรรคจิต กิเลสทั้งหลาย ชื่อว่า ย่อมหลุดพ้น. ในขณะแห่งผลจิต กิเลสชื่อว่าหลุดพ้น แล้ว ฉะนี้แล. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถานาคสมาลเถรคาถาที่ ๑
หน้า 7 ข้อ 324
๒. ภคุเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระภคุเถระ [๓๒๔] ข้าพระองค์ถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ได้ออก ไปจากวิหาร ขึ้นสู่ที่จงกรม ล้มลงที่แผ่นดิน ณ ที่ใกล้ บันไดจงกรมนั้นนั่นเอง ข้าพระองค์ลูบเนื้อลูบตัวแล้วขึ้นสู่ ที่จงกรมอีก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วในภายในเดินจงกรมอยู่ แต่นั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ได้ บังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ อาทีนวโทษปรากฏแก่ข้าพระองค์ ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้น จิตของข้าพระองค์ ก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอพระองค์จงทอดพระเนตร ดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ ข้าพระองค์ได้บรรลุ วิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. จบภคุเถรคาถา อรรถกถาภคุเถรคาถาที่ ๒ คาถาแห่งท่านพระภคุเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อหํ มิทฺเธน ดังนี้. เรื่อง นั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตระ ท่านพระภคุเถระนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา เมื่อ พระศาสดาปรินิพพานแล้ว บูชาพระธาตุทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นด้วยดอกไม้ทั้งหลาย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านบังเกิดในเทพชั้นนิมมานรดี ท่องเที่ยวไป ๆ
หน้า 8 ข้อ 324
มา ๆ ในเทวโลก และมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในสักย- ราชตระกูล ได้นามว่าภคุ เจริญวัยแล้ว ออกบวชพร้อมท่านพระอนุรุทธะ และพระกิมิละ๑ อยู่ในพาลกโลณกคาม วันหนึ่ง เพื่อจะบรรเทาความที่ถูก ถีนมิทธะครอบงำ จึงออกจากวิหาร ขึ้นสู่ที่จงกรมล้มลง ทำการล้มนั้น นั่นแหละให้เป็นขอสับ บรรเทาถีนมิทธะ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระ- อรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๒ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตระ ผู้มี ยศใหญ่ปรินิพพานแล้ว เราได้เอาผอบอันเต็มด้วยดอกไม่ ไปบูชาพระสรีระ เรายังจิตให้เลื่อมใสในบุญกรรมนั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นนิมมานรดี เราถึงจะไปอยู่ยังเทวโลก ก็ ยังประพฤติพรหมจรรย์อยู่ ฝนดอกไม้ตกจากฟากฟ้า เพื่อเราตลอดกาลทั้งปวง เราสมภพในมนุษย์ก็เป็นพระ- ราชาผู้มียศใหญ่ ในอัตภาพนั้นฝนดอกโกสุมตกลงมาเพื่อ เราทุกเมื่อ เพราะอำนาจที่เอาดอกไม้บูชาที่พระสรีระของ พระพุทธเจ้าผู้ทรงเห็นเหตุนี้เป็นการเห็นครั้งสุดท้ายของ เรา ภพที่สุดกำลังเป็นไป ถึงทุกวันนี้ ฝนดอกไม้ก็ตกลง มาเพื่อเราทุกเวลา ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราเอาดอกไม้ ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การบูชาพระสรีระ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลครั้น ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ปล่อยให้กาลล่วงไปด้วยสุขอัน เกิดแต่ผลจิต และสุขอันเกิดแต่พระนิพพาน อันพระศาสดาผู้เสด็จเข้าไป ๑. ม. ม. ๑๓/ข้อ ๑๙๕. กิมพิละ. ๒. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๘.
หน้า 9 ข้อ 324
ใกล้เพื่อทรงชื่นชมถึงการอยู่โดดเดี่ยวแล้วตรัสถามว่า ภิกษุ เธอเป็นผู้ไม่ ประมาทอยู่บ้างหรือ เมื่อจะประกาศการอยู่ด้วยความไม่ประมาทของตน จึงได้ภาษิต ๔ คาถาเหล่านี้ว่า ข้าพระองค์ถูกความง่วงเหงาหาวนอนครอบงำ ได้ออก ไปจากวิหารขึ้นสู่ที่จงกรม ล้มลงที่แผ่นดิน ณ ที่ใกล้บันได จงกรมนั้นนั่นเอง ข้าพระองค์ลูบเนื้อลูบตัวแล้วขึ้นสู่ที่ จงกรมอีก เป็นผู้มีจิตตั้งมั่นแล้วในภายใน เดินจงกรมอยู่ แต่นั้นการกระทำไว้ในใจ โดยอุบายอันแยบคาย ได้ บังเกิดขึ้นแก่ข้าพระองค์ อาทีนรโทษปรากฏแก่ข้า- พระองค์ ความเบื่อหน่ายก็ตั้งลงมั่น ลำดับนั้น จิตของ ข้าพระองค์ก็หลุดพ้นจากสรรพกิเลส ขอพระองค์จง ทอดพระเนตรดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ ข้า- พระองค์ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ ได้ทำกิจพระพุทธศาสนา เสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิทฺเธน ปกโต ความว่า ผู้ถูกมิทธะ อันกำจัดความไม่สามารถเป็นสภาวะ กล่าวคือความเกียจคร้านแห่งกาย ครอบงำ. บทว่า วิหารา ได้แก่ จากเสนาสนะ. บทว่า อุปนิกฺขมึ ได้แก่ออกไปเพื่อเดินจงกรม. บทว่า ตตฺเถว ปปตึ ฉมา ความว่า ล้มลงที่ภาคพื้น เพราะถูก ความหลับครอบงำ ที่บันไดจงกรมนั้นนั่นแล,
หน้า 10 ข้อ 324
บทว่า คตฺตานิ ปริมชฺชิตฺวา ความว่า ตามนวดอวัยวะแห่งร่างกาย ตน โดยล้มลงที่ภาคพื้นเกลือกฝุ่นอยู่. บทว่า ปุนปารุยฺห จงฺกมนํ ความว่า ไม่ถึงทำหน้าสะยิ้วว่า ยัดนี้ เราล้มแล้ว ขึ้นสู่ที่จงกรมแม้อีก. บทว่า อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ประกอบความว่า เรามีจิตตั้งมั่น แล้วด้วยดี คือเป็นผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่งจงกรม ด้วยการข่มนิวรณ์ ในกัมมัฏฐาน อันเป็นอารมณ์ภายใน. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล ก็นี้แลเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถาภคุเถรคาถาที่ ๒
หน้า 11 ข้อ 325
๓. สภิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสภิยเถระ [๓๒๕] พวกอื่นเว้นบัณฑิตย่อมรู้สึกว่า พวกเราที่ทะเลาะ วิวาทกันนี้ จะพากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ พวกใด มารู้ชัดในท่ามกลางสงฆ์นั้นว่า พวกเราพากันไปสู่ที่ใกล้ มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท ย่อมระงับไปได้จากสำนัก ของพวกนั้น เมื่อใด เขาไม่รู้ธรรมอันเป็นอุบายระงับการ ทะเลาะวิวาทตามความเป็นจริง ประพฤติอยู่ดุจไม่แก่ ไม่ตาย เมื่อนั้น ความทะเลาะวิวาทก็ไม่สงบลงได้ ก็ชน เหล่าใดมารู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง เมื่อสัตว์ทั้งหลาย พากันเร่าร้อนอยู่ ชนเหล่านั้นย่อมไม่เร่าร้อน ความ ทะเลาะวิวาทของพวกเขา ย่อมระงับไปได้โดยส่วนเดียว การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรอันเศร้าหมอง และพรหมจรรย์อันบุคคลพึงระลึกด้วยความสงสัย กรรม ๓ อย่างนั้น ย่อมไม่มีผลมาก ผู้ใดไม่มีความเคารพใน เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจาก สัทธรรมเหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น. จบสภิยเถรคาถา
หน้า 12 ข้อ 325
อรรถกถาสภิยคาถาที่ ๓ คาถาของท่านสภิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปเร จ ดังนี้. เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้สร้างบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน เมื่อสั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนาม ว่ากกุสันธะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จไปเพื่อประทับอยู่พระสำราญในกลางวัน มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายรองเท้า. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว เมื่อสุวรรณเจดีย์ประดิษฐานแล้ว พร้อมด้วยกุลบุตร ๖ คน มีตนเป็นที่ ๗ บวชในพระศาสนา เรียนพระ- กรรมฐานอยู่ในป่า เมื่อไม่สามารถให้คุณวิเศษบังเกิดได้ จึงกล่าวกะกุล- บุตรนอกนี้ว่า พวกเราเมื่อเที่ยวไปบิณฑบาต ยังมีความอาลัยในชีวิต และ เพราะมีความอาลัยในชีวิต พวกเราก็ไม่สามารถจะบรรลุโลกุตรธรรมได้. และการกระทำกาละอย่างปุถุชนย่อมเป็นทุกข์ เอาเถอะพวกเราจะผูกบันได ขึ้นสู่ภูเขา ไม่อาลัยในกายและชีวิต กระทำสมณธรรม. ภิกษุเหล่านั้น ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. ลำดับนั้น พระมหาเถระได้อภิญญา ๖ ในวันนั้นนั่นเอง เพราะ ความที่ตนเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยธรรมอันเป็นอุปนิสัย นำบิณฑบาตจาก อุตตรกุรุทวีปเข้าไปให้แก่ภิกษุเหล่านั้น. ภิกษุนอกนี้กล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านทำกิจเสร็จแล้ว กิจเพียงเจรจาปราศรัยกับท่านเป็นการ เนิ่นช้า, พวกเราจะกระทำเฉพาะสมณธรรมเท่านั้น ขอท่านจงประกอบ เนือง ๆ ซึ่งสุขวิหารธรรม ในธรรมที่ท่านเห็นแล้วเถิด ดังนี้แล้วได้ห้าม
หน้า 13 ข้อ 325
บิณฑบาต. พระเถระเมื่อไม่สามารถเพื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นรับได้จึงได้ ไปแล้ว. ลำดับนั้น โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน บรรดาภิกษุเหล่านั้น ภิกษุ รูปหนึ่ง ทำให้แจ้งพระอนาคามิผล มีอภิญญาเป็นเครื่องแวดล้อม ได้ กล่าวอย่างนั้นนั่นแล ถูกภิกษุเหล่านั้นห้ามแล้ว ก็ได้ไป. ในบรรดาภิกษุ เหล่านั้น พระขีณาสพเถระปรินิพพานแล้ว. ภิกษุผู้อนาคามีเกิดในชั้น สุทธาวาส. ภิกษุนอกนั้นกระทำกาลกิริยาอย่างปุถุชนนั้นเอง เสวยทิพย- สมบัติโดยอนุโลมและปฏิโลมในกามาพจรสวรรค์ ๖ ชั้น ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา จุติจากเทวโลกแล้ว คนหนึ่งถือปฏิสนธิใน มัลลราชตระกูล คนหนึ่งถือปฏิสนธิในคันธารราชตระกูล คนหนึ่งถือ ปฏิสนธิในภายนอกประเทศ, คนหนึ่งถือปฏิสนธิในท้องของนางกุลทาริกา คนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์, ฝ่ายสภิยะถือปฏิสนธิในท้องของนางปริพาชิกา คนหนึ่ง. ได้ยินว่า นางปริพาชิกานั้น เป็นธิดาของกษัตริย์พระองค์หนึ่ง. มารดาบิดาจึงได้มอบธิดานั้นให้แก่ปริพาชกคนหนึ่ง ด้วยพูดว่า ขอธิดา ของเราจงรู้ลัทธิอื่นเถิด. ลำดับนั้น ปริพาชกคนหนึ่งปฏิบัติผิดกับนาง. นางตั้งครรภ์กับปริพาชกนั้น ปริพาชกเห็นนางมีครรภ์ได้ออกไปแล้ว นางไปในที่อื่นคลอดบุตรในสภาในระหว่างทาง. เพราะเหตุนั้น เขาจึง ได้นามว่า สภิยะ นั่นเอง. เขาเจริญวัยแล้ว บวชเป็นปริพาชก เรียนศาสตร์ต่าง ๆ เป็นมหาวาที เที่ยวขวนขวายในวาทะ ไม่เห็นบุคคลผู้เสมือนกับตน จึงให้สร้างอาศรม ใกล้ประตูพระนคร ให้ขัตติยกุมารเป็นต้นศึกษาศิลปะอยู่ ถือเอาปัญหา
หน้า 14 ข้อ 325
๒๐ ข้อ ที่มารดาของตนผู้เกลียดความเป็นหญิงยังฌานให้เกิดขึ้นแล้ว เกิด ในพรหมโลกปรุงแต่งให้ ถามสมณพราหมณ์เหล่านั้นๆ. ก็สมณพราหมณ์ เหล่านั้น ไม่อาจพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นของเขาได้ แต่ในอรรถกถาสภิย- สูตร มาแล้วว่า สุทธาวาสพรหมได้แต่งปัญหาเหล่านั้น. ก็ในกาลที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศพระธรรมจักรอันประ- เสริฐ เสด็จมายังกรุงราชคฤห์โดยลำดับ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหา- วิหาร ท่านสภิยะได้ไปในที่นั้น เขาไปเฝ้าพระศาสดา ถามปัญหาเหล่านั้น. พระศาสดาได้ทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นของเขา เพราะฉะนั้น เรื่อง ทั้งหมดพึงทราบโดยนัยที่มาแล้วในสภิยสูตร. ส่วนท่านสภิยะเมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านั้นแล้ว ท่านก็ได้ศรัทธาบวชแล้ว เริ่มบำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวในอปทาน๑ว่า เราได้ถวายการเหยียบแด่พระพุทธเจ้า ทรงพระนาม ว่ากกุสันธะ ผู้เป็นนักปราชญ์ มีบาปอันลอยเสียแล้ว ทรงอยู่จบพรหมจรรย์ ซึ่งกำลังเสด็จดำเนินไปสู่ที่พัก กลางวัน ในกัปนี้เองเราได้ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วย ทานนั้น เราไม่ได้รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการเหยียบ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านเป็นพระอรหันต์ เมื่อพระเทวทัตพยายามเพื่อทำลายสงฆ์ เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นฝักฝ่ายแห่งพระเทวทัต จึงแสดง ธรรม ๔ คาถาเหล่านี้ว่า. ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๕.
หน้า 15 ข้อ 325
พวกอื่นเว้นบัณฑิตย่อมไม่รู้สึกว่า พวกเราที่ทะเลาะ วิวาทกันนี้ จะพากันยุบยับในท่ามกลางสงฆ์นี้ พวกใด มารู้ชัดในท่ามกลางสงฆ์นั้นว่า พวกเราพากันไปสู่ที่ใกล้ มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท ย่อมระงับไม่ได้จากสำนัก ของพวกนั้น เมื่อใด เขาไม่รู้ธรรมอันเป็นอุบายระงับการ ทะเลาะวิวาทตามความเป็นจริง ประพฤติอยู่ดุจไม่แก่ ไม่ตาย เมื่อนั้น ความทะเลาะวิวาทก็ไม่สงบลงได้ ก็ชน เหล่าใดมารู้แจ้งธรรมตามความเป็นจริง เมื่อสัตว์ทั้งหลาย พากันเร่าร้อนอยู่ ชนเหล่านั้น ย่อมไม่เร่าร้อน ความ ทะเลาะวิวาทของพวกเขา ย่อมระงับไปได้โดยส่วนเดียว การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน วัตรอันเศร้าหมอง และพรหมจรรย์อันบุคคลพึงระลึกด้วยความสงสัย ธรรม ๓ อย่างนั้นย่อมไม่มีผลมาก ผู้ไม่มีความเคารพในเพื่อน พรหมจรรย์ทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลจากสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเร ความว่า ชนเหล่าอื่นเว้นจาก บัณฑิตนั้น เป็นผู้ขวนขวายด้วยอำนาจ แสดงวัตถุอันกระทำความแตกแยก มีอาทิว่า แสดงอธรรมว่าเป็นธรรม และแสดงธรรมว่าเป็นอธรรม ชื่อว่าชนเหล่าอื่น. คนเหล่านั้น ก่อวิวาทในท่ามกลางสงฆ์นั้น ย่อมไม่ รู้ว่าพวกเรายุบยับ คือป่นปี้ ฉิบหาย ได้แก่ ไปยังสำนักของมัจจุราช เนือง ๆ.
หน้า 16 ข้อ 325
บทว่า เย จ ตฺตถ วิชานนฺติ ความว่า ในที่ประชุมนั้น บัณฑิต ย่อมรู้ว่าพวกเราไปยังที่ใกล้มัจจุราช. บทว่า ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ความว่า ก็ชนเหล่านั้น เมื่อรู้อย่างนั้น ยังโยนิโสมนสิการให้เกิด ย่อมปฏิบัติเพื่อความสงบ ความบาดหมางคือ ความทะเลาะ. เมื่อเช่นนั้นความบาดหมางเหล่านั้น ของชนเหล่านั้น ย่อม สงบด้วยการปฏิบัติของชนเหล่านั้น. บทว่า อถวา ปเร จ ความว่า ชนเหล่าใด ชื่อว่า ปเร เหล่าอื่น เพราะเป็นผู้อยู่ภายนอกแต่พระศาสนา โดยไม่รับโอวาทานุสาสนีของ พระศาสดา ชนเหล่านั้นย่อมไม่รู้ว่า พวกเราถือผิด ย่อมยุบยับ คือย่อม พยายาม ในการสละคืนพระศาสนาในโลกนี้ตราบใด ความวิวาทย่อมไม่ สงบเพียงนั้น ก็ในกาลใด เมื่อว่าด้วยอำนาจการสละการยึดถือพระศาสนา นั้น และชนเหล่าใดย่อมรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งสภาวะมีอธรรมและธรรม เป็นต้น โดยสภาวะมีอธรรมและธรรมเป็นต้น ในเมื่อชนเหล่านั้นขวน- ขวายในการวิวาทในท่ามกลางสงฆ์นั้น ในกาลนั้น ความหมายมั่น กล่าว คือความวิวาทย่อมสงบ เพราะอาศัยบุรุษผู้เป็นบัณฑิตเหล่านั้น จากสำนัก ของบัณฑิตเหล่านั้น ในข้อนี้พึงทราบความดังว่ามาฉะนี้. บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า อวิชานนฺตา ความว่า เมื่อไม่รู้ในการสงบวิวาท หรือไม่รู้ ธรรมและอธรรม โดยความเป็นจริง. บทว่า อิริยนฺตฺยมรา วิย ความว่า มีความอวดดี มีความโลเล มีปากกล้า มีวาจาพล่อย ๆ เป็นผู้มีความฟุ้งซ่าน เป็นไปอยู่ คือประพฤติ
หน้า 17 ข้อ 325
อยู่ ได้แก่เที่ยวไปอยู่ เหมือนชนผู้จะไม่ตาย หรือเหมือนผู้ก้าวล่วงความ แก่ความตายได้ฉะนั้น. ในกาลนั้น วิวาทไม่สงบเลย. บทว่า วิชานนฺติ จ เย ธมฺมํ อาตุเรสุ อนาตุรา ความว่า ก็ชน เหล่าใด ย่อมรู้ตามความเป็นจริงซึ่งศาสนธรรมของพระศาสดา ชนเหล่า นั้น เมื่อสัตว์ทั้งหลายพากันเดือดร้อนเพราะโรคคือกิเลส เป็นผู้ไม่เดือด- ร้อนหมดกิเลส ไม่มีทุกข์อยู่ อธิบายว่า ความวิวาทย่อมสงบโดยสิ้นเชิง ด้วยอำนาจแห่งชนเหล่านั้น. บทว่า ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ ความว่า กุศลกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง อันกระทำการถือเอาโดยการกระทำย่อหย่อน คือกระทำแล้วประกอบด้วย ความย่อหย่อน. บทว่า สงฺกิลิฏฺํ ได้แก่ การสมาทานวัตรอันเศร้าหมอง ด้วยการ เที่ยวไปในที่อโคจรมีหญิงแพศยาเป็นต้น หรือด้วยมิจฉาชีพ มีการล่อลวง เป็นต้น. บทว่า สงฺกสฺสรํ ความว่า พึงระลึกด้วยความรังเกียจ คือคนอื่น พึงได้ยินกรรมอันไม่สมควรอย่างใดอย่างหนึ่ง ในวิหารแล้ว ไม่รังเกียจว่า คนโน้นทำมิใช่หรือ หรือเห็นสงฆ์แม้ประชุมกันด้วยอำนาจกิจอย่างใด อย่างหนึ่ง มีกิจคืออุโบสถเป็นต้นแล้ว ระลึก รังเกียจ ระแวง ด้วยความ ระแวงของตนอย่างนี้ว่า ชนเหล่านี้รู้ความประพฤติของเราเป็นแน่ มีความ ประสงค์จะยกวัตรเราจึงประชุมกัน. บทว่า น ตํ โหติ ความว่า พรหมจรรย์ คือการกระทำสมณธรรม นั้น คือเห็นปานนั้น ไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้น คือไม่มีผลมากโดยภาวะ ไม่มีผลมากแก่บุคคลนั้นนั่นเอง ไม่มีผลมากแม้แก่บุคคลผู้ให้ปัจจัยแก่
หน้า 18 ข้อ 325
บุคคลนั้น. เพราะฉะนั้นพึงเป็นผู้มีความประพฤติขัดเกลา อธิบายว่า ก็ผู้ ที่มีความประพฤติขัดเกลา ก็ไม่มีโอกาสวิวาทกันเลย. บทว่า คารโว นูปลพฺภติ ความว่า บุคคลใด ไม่มีความเคารพ คือไม่มีการกระทำความเคารพ ในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้ควรเคารพ โดยไม่ยึดถืออนุสาสนีโดยเคารพ. บทว่า อารกา โหติ สทฺธมฺมา ความว่า บุคคลนั้น คือเห็นปาน นั้น ย่อมอยู่ในที่ไกลจากปฏิบัติสัทธรรมบ้าง จากปฏิเวธสัทธรรมบ้าง ก็ครู ทั้งหลายย่อมไม่ให้เขาศึกษาแม้ปฏิบัติสัทธรรม และปฏิเวธสัทธรรมนั้น, เขาเมื่อไม่ศึกษา ไม่ถือเอา เขาก็ไม่ปฏิบัติ เมื่อไม่ปฏิบัติ ก็จักแทงสัจจะ ได้จากไหน. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมห่างไกลจากพระสัทธรรม. ถามว่า เหมือนอะไร ? แก้ว่า เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น, อธิบายว่า อยู่ใน ที่ไกลจากสภาวะความเป็นจริงแห่งธาตุ เหมือนฟ้า คืออากาศกับแผ่นดิน ฉะนั้น. คือไม่มีสภาวะเจือกันในบางคราว. ด้วยเหตุนั้นนั่นเอง ท่านจึง กล่าวว่า นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวว่าฟ้ากับดินไกลกัน ฝั่งมหา- สมุทรทั้งสอง ก็ไกลกัน ธรรมของอสัตบุรุษยังไกลกว่า นั้นนะ พระราชา ดังนี้. จบอรรถกถาสภิยเถรคาถาที่ ๓
หน้า 19 ข้อ 326
๔. นันทกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนันทกเถระ [๓๒๖] เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่น เหม็น เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่าน อย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเล้าโลมอริยสาวกผู้บรรลุอริย- สัจธรรม ให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลส เพราะอริยสาวกของ พระตถาคตเหล่านั้น ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณ อันเป็นของมนุษย์เล่า ก็ชน เหล่าใดแลเป็นคนพาล มีปัญญาทราม มีความคิดชั่ว ถูกโมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้นจึงจะกำหนัดยินดีใน เครื่องผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคาย ราคะ โทสะ และ อวิชาได้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้าย คือตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อมไม่กำหนัดยินดีในบ่วงมารนั้น. จบนันทกเถรคาถา อรรถกถานันทกเถรคาถาที่ ๔ คาถาแห่งพระนันทกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ธีรตฺถุ ดังนี้. เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตระ
หน้า 20 ข้อ 326
พระเถระแม้นี้ เป็นเศรษฐีมีสมบัติมากในหังสวดีนคร กำลังฟังธรรมใน สำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ใน ตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ปรารถนาตำแหน่ง นั้น จึงบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยผ้ามีราคา ๑๐๐,๐๐๐ แล้วได้ตั้งความ ปรารถนาไว้ และให้การบูชาด้วยประทีป ณ โพธิพฤกษ์แด่พระศาสดา. จำเดิมแต่นั้นมา ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ ได้เป็นนกการเวกส่งเสียง กึกก้องไพเราะ กระทำประทักษิณพระศาสดา, ภายหลังเป็นนกยูง มีจิต เลื่อมใส วันหนึ่งร้องเสียงอันไพเราะขึ้น ๓ ครั้ง อยู่ที่ประตูถ้ำอันเป็น ที่อยู่ของพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง ทำบุญในที่นั้น ๆ ด้วยอาการอย่างนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในกรุงสาวัตถี ได้นามว่า นันทกะ เจริญวัยแล้ว ฟังธรรมในสำนักพระ- ศาสดา ได้ศรัทธาบรรพชาเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราเป็นผู้มีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ได้ชูคบเพลิงไว้ ๓ ดวง ที่ไม้โพธิพฤกษ์ของพระพุทธเจ้า พระนาม ปทุมุตระ ซึ่งเป็นไม้สูงสุดกว่าไม้ทั้งหลาย ในแสนกัป แต่ภัทรกัปนี้ เราได้บูชาคบเพลิงใด ด้วยการบูชาคบเพลิง นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการบูชาคบเพลิงเป็น ทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . .พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๕.
หน้า 21 ข้อ 326
ก็แลท่านเป็นพระอรหันต์ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่วิมุตติ ถูก พระศาสดาทรงสั่งให้โอวาทภิกษุทั้งหลาย ในอุโบสถวันหนึ่ง ได้ให้ภิกษุณี ๕๐๐ บรรลุพระอรหัตโดยโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้ โอวาทนางภิกษุณี. ภายหลังวันหนึ่ง หญิงผู้เป็นภรรยาเก่าคนหนึ่ง แลดู พระเถระผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ด้วยอำนาจแห่งกิเลสแล้ว หัวเราะ. พระเถระเห็นกิริยานั้นของหญิงนั้น เมื่อจะกล่าวธรรม โดยยกเอา การประกาศความเป็นของปฏิกูลแห่งสรีระ จึงได้กล่าวคาถา๑ว่า เราติเตียนร่างกายอันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด มีกลิ่น เหม็น เป็นฝักฝ่ายแห่งมาร ชุ่มไปด้วยกิเลส มีช่อง ๙ ช่อง เป็นที่ไหลออกแห่งของไม่สะอาดเป็นนิตย์ ท่าน อย่าคิดถึงเรื่องเก่า อย่ามาเล้าโลมอริยสาวกผู้บรรลุอริย- สัจธรรม ให้ยินดีด้วยอำนาจกิเลส เพราะพระอริยสาวก ของตถาคตเหล่านั้น ย่อมไม่ยินดีในกามคุณแม้ในสวรรค์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณ อันเป็นของมนุษย์เล่า ก็ชน เหล่าใดแลเป็นพาล มีปัญญาทราม มีความคิดชั่ว ถูก โมหะหุ้มห่อไว้แล้ว ชนเหล่านั้นจะกำหนัดยินดี ในเครื่อง ผูกที่มารดักไว้ ชนเหล่าใดคายราคะ โทสะ และอวิชชา ได้แล้ว ชนเหล่านั้นเป็นผู้คงที่ เป็นผู้ตัดเส้นด้าย คือ ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขาดแล้ว ไม่มีเครื่องผูกพัน ย่อม ไม่กำหนัดยินดีในบ่วงมารนั้น. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/๓๒๖.
หน้า 22 ข้อ 326
บรรดาบทเหล่านั้น ศัพท์ว่า ธิ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า น่าติเตียน ร อักษร ในบทว่า รตฺถุ กระทำการเชื่อมบท อธิบายว่า น่าติเตียน คือขอ ติเตียนร่างกายนั้น อันเต็มไปด้วยของน่าเกลียด จงเป็นการติเตียนท่าน เถิด. บทว่า ปุเร เป็นต้น เป็นไวพจน์แห่งการร้องเรียก อันแสดงภาวะ ที่พึงติเตียนหญิงนั้น . บทว่า ปุเร ได้แก่ ในร่างกายอันเต็มไปด้วยของ อันน่าเกลียดอย่างยิ่ง คือซากศพนานาชนิด ได้แก่ ด้วยของอันไม่สะอาด มีอย่างต่าง ๆ. บทว่า ทุคฺคนฺเธ ได้แก่ มีสภาวะมีกลิ่นเหม็น เพราะเต็มไปด้วย ซากศพนั่นเอง. บทว่า มารปกฺเข ความว่า เพราะเหตุที่วัตถุอันวิสภาค (ที่เป็นข้าศึก กัน) ย่อมยังกิเลสมารให้เจริญ เพราะปุถุชนคนบอด มีการใส่ใจโดยไม่ แยบคายเป็นนิมิต และย่อมให้โอกาสแก่เทวบุตรมารเข้าไป. เพราะฉะนั้น จึงเป็นฝักฝ่ายแห่งมาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มารปกฺเข ดังนี้. บทว่า อวสฺสุเต ความว่า อันชุ่มไปด้วยการไหลออกแห่งกิเลสและ ด้วยการไหลออกแห่งของอันไม่สะอาด ในที่นั้น ๆ ตลอดกาลทั้งปวง. บัดนี้ ท่านแสดงถึงฐานะเป็นที่ไหลออกแห่งของอันไม่สะอาดของ หญิงนั้น ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยว่า ขี้ตาไหลออกจากตาเป็นต้น. ก็หญิงนั้น เมื่อรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งกายอันมีช่อง ๙ ช่อง เต็ม ไปด้วยของอันไม่สะอาด ไหลออกเป็นนิจด้วยอาการอย่างนี้ อย่าสำคัญการ หัวเราะการเจรจาการเล่น อันเป็นไปในการไม่รู้ถึงเรื่องเก่าว่า อย่าคิด สำคัญถึงเรื่องเก่า คืออย่าคิดว่า แม้บัดนี้ เธอจักปฏิบัติอย่างนี้.
หน้า 23 ข้อ 326
บทว่า มาสาเทสิ ตถาคเต ความว่า ท่านอย่าเข้าประเล้าประโลม ด้วยความดูหมิ่น และด้วยอำนาจกิเลสซึ่งพระอริยสาวก ผู้ดำเนินไปอย่าง นั้น ด้วยมีมรรคผลเป็นที่มา เป็นอย่างนั้น คือโดยประการนั้น เหมือน ปกติสัตว์ให้ยินดีว่า พุทธสาวกในปางก่อน มาด้วยความถึงพร้อมด้วย ธรรมอันเป็นอุปนิสัยฉันใด หรือว่าพุทธสาวกเหล่านั้น ไปคือดำเนิน ไปด้วยการปฏิบัติชอบฉันใด อนึ่งมาถึง คือบรรลุ ได้แก่ หยั่งรู้ ลักษณะ อันถ่องแท้แห่งรูปธรรมและนามธรรม และธรรมอันถ่องแท้ คืออริยสัจ ฉันใด แม้ชนเหล่านี้ก็ฉันนั้น. ท่านกล่าวเหตุแห่งความเป็นผู้ไม่ประเล้า ประโลมยินดีว่า พระอริยสาวกย่อมไม่กำหนัดยินดีแม้ในสวรรค์ จะป่วย กล่าวไปไยถึงพวกมนุษย์เล่า ดังนี้ อธิบายว่า พุทธสาวกเหล่านั้น ย่อม ไม่กำหนัดยินดีในสุข แม้อันพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่สามารถให้สิ้นลงได้ ด้วยการบอกทางก็ดี ในสวรรค์ก็ดี คือย่อมยังราคะให้เกิด เพราะเห็น โทษในสังขารทั้งหลายดีแล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามคุณ อันเป็นของ มนุษย์ อันเป็นเสมือนกองคูถ คือไม่จำต้องกล่าวถึงเลยว่า ไม่กำหนัด ยินดีในกามคุณนั้น. บทว่า เย จ โข ความว่า ก็ชนเหล่าใด ชื่อว่าเป็นพาล เพราะ ประกอบด้วยความเป็นพาล ชื่อว่าเป็นผู้มีปัญญาทราม เพราะไม่มีปัญญา อันมีโอชะเกิดแต่ธรรม ชื่อว่าผู้มีความคิดชั่ว เพราะครุ่นคิดแต่สิ่งที่ชั่ว โดยคามเห็นในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ชื่อว่าถูกโมหะครอบงำ เพราะเป็นผู้มี จิตถูกโมหะ คือความไม่รู้ปิดบังไว้ โดยประการทั้งปวง ปุถุชนคนบอด ก็เช่นนั้น คือเห็นปานนั้น ย่อมกำหนัดยินดีในเครื่องผูกพัน อันสำคัญว่า
หน้า 24 ข้อ 326
เป็นหญิง อันมารซัดไป คืออันมารดักไว้ ได้แก่บ่วงมารนั้น ๆ ได้แก่ กำหนัด ติดอยู่ ข้องอยู่ สยบ หมกอยู่. บทว่า วิราชิตา ความว่า ก็ชนเหล่าใดคือพระขีณาสพ คาย คือละ ได้ตัดขาด ราคะ อันมีสภาวะเปลื้องได้ยาก เหมือนเครื่องย้อมที่หยอดด้วย น้ำมัน โทสะ มีสภาวะประทุษร้าย เหมือนข้าศึกได้โอกาส และ อวิชชา มีสภาวะไม่รู้ ด้วยการคายด้วยอริยมรรค โดยประการทั้งปวง ชนเหล่านี้ ก็เช่นนั้น ผู้มีตัณหาดุจเส้นด้ายเครื่องนำสัตว์ไปสู่ภพอันตัดได้แล้ว ด้วย ศัสตราคืออรหัตมรรค ชื่อว่าผู้ไม่มีกิเลสดุจเครื่องผูก เพราะไม่มีเครื่องผูก แม้ในที่ไหน ๆ นั้นนั่นเอง ย่อมคายบ่วงของมารตามที่กล่าวแล้วนั้น พระ- เถระแสดงธรรมแก่หญิงนั้น แล้วไป ด้วยประการฉะนี้. จบอรรถกถานันทกเถรคาถาที่ ๔
หน้า 25 ข้อ 327
๕. ชัมพุกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระชัมพุกเถระ [๓๒๗] เราเอาธุลีและฝุ่นทาตัวอยู่ตลอด ๕๕ ปี บริโภคอาหาร เดือนละครั้ง ถอนผมและหนวด ยืนอยู่ด้วยเท้าข้างเดียว งดเว้นการนั่ง กินคูถแห้ง ไม่ยินดีอาหารที่เขาเชื้อเชิญ เราได้ทำบาปกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติเป็นอันมากเช่น นั้น ถูกโอฆะใหญ่พัดไปอยู่ ได้ถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่ง ขอท่านจงดูสรณคมน์และความที่ธรรมเป็นธรรมอันดีเลิศ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนา เสร็จแล้ว. จบชัมพุกเถรคาถา อรรถกถาชัมพุกเถรคาถาที่ ๕ คาถาแห่งท่านพระชัมพุกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปญฺจปญฺาส ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน ก่อสร้างบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ติสสะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา เชื่อพระสัมมา- สัมโพธิญาณของพระศาสดา ไหว้ต้นโพธิพฤกษ์แล้ว บูชาด้วยการพัดวี. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในเรือนมีตระกูล
หน้า 26 ข้อ 327
ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว บรรพชาในพระศาสนา เป็นเจ้าอาวาสอยู่ใน อารามอันอุบาสกคนหนึ่งได้สร้างไว้ อันอุบาสกนั้นอุปัฏฐากอยู่. ภายหลัง วันหนึ่ง พระขีณาสพเถระรูปหนึ่ง ผู้ครองจีวรปอน ๆ มาจากป่าบ่ายหน้า ไปยังบ้านเพื่อโกนผม อุบาสกนั้นเห็นเข้าแล้ว เลื่อมใสในอิริยาบถ ให้ ช่างกัลบกปลงผมและหนวด ให้บริโภคโภชนะอันประณีต ถวายจีวรดี ๆ นิมนต์ให้อยู่ด้วยคำว่า ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละขอรับ. ภิกษุเจ้าอาวาสเห็นดังนั้น มีความริษยา และมีความตระหนี่เป็น ปกติ กล่าวกะพระเถระผู้ขีณาสพว่า ดูก่อนภิกษุ การที่ท่านเอานิ้วมือ ถอนผมเป็นอเจลก เลี้ยงชีพด้วยอาหารคือคูถและมูตรยังประเสริฐกว่า การ อยู่ในที่นี้ด้วยอาการอย่างนี้ ของผู้อันอุบาสกลามกนี้บำรุงอยู่ ดังนี้. ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เข้าไปยังเวจกุฎีในขณะนั้นนั่นเอง เอามือกอบคูถ กินและดื่มมูตรเหมือนคดข้าวปายาสฉะนั้น. ด้วยทำนองนี้ดำรงอยู่ตลอดอายุ ทำกาละแล้วไหม้ในนรก มีคูถและมูตรเป็นอาหารอีก ด้วยเศษแห่งวิบาก ของกรรมนั้นนั่นแล แม้เกิดในหมู่มนุษย์ได้เป็นนิครนถ์มีคูถเป็นภักษา ๕๐๐ ชาติ. ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในกำเนิดมนุษย์อีก บังเกิดในตระกูล แห่งคนทุกข์ยาก เพราะกำลังแห่งกรรมแห่งการว่าร้ายพระอริยเจ้า เขาให้ ดื่มน้ำนม นมสด หรือเนยใส ก็ทิ้งสิ่งนั้นแล้ว ดื่มเฉพาะน้ำมูตรเท่านั้น เขาให้บริโภคข้าวสุกก็ทิ้งข้าวสุกนั้นแล้ว เคี้ยวกินแต่คูถเท่านั้น, เติบโต ด้วยการบริโภคคูถและมูตรด้วยอาการอย่างนี้ แม้เจริญวัยแล้ว ก็บริโภค แต่คูถและมูตรเท่านั้น. พวกมนุษย์เมื่อไม่อาจจะห้ามจากการบริโภคคูถและ มูตรนั้นจึงละทิ้งเสีย. เขาอันพวกญาติละทิ้งเสียแล้ว จึงบวชเป็นนักบวช
หน้า 27 ข้อ 327
เปลือย ไม่อาบน้ำ, ครองผ้าเปื้อนด้วยธุลีและฝุ่น ถอนผมและหนวด ห้าม อิริยาบถอื่น เดินด้วยเท้าเดียว ไม่ยินดีการนิมนต์ ถือเอาโภชนะที่ผู้ต้องการ บุญ อธิษฐานเข้าอยู่ประจำเดือนให้ ด้วยปลายหญ้าคาเดือนละครั้ง กลางวัน เลียด้วยปลายลิ้น, ส่วนกลางคืนไม่เคี้ยวกินด้วยคิดว่า คูถสดมีตัวสัตว์ จึง เคี้ยวกินแต่คูถแห้งเท่านั้น เมื่อเขาทำอยู่อย่างนี้ล่วงไป ๕๕ ปี มหาชน สำคัญว่า เป็นผู้มีตบะมาก มีความปรารถนาน้อยอย่างยิ่ง จึงได้น้อมไป หาเขา โอนไปหาเขา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทอดพระเนตรเห็นธรรมอันเป็น อุปนิสัยแห่งพระอรหัต รุ่งเรืองอยู่ในภายในดวงหทัยของเขา เหมือน ประทีปในหม้อฉะนั้น แล้วพระองค์เสด็จไปในที่นั้นแสดงธรรม ให้เขา ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล ให้เขาได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา ให้ ขวนขวายวิปัสสนา ให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ในเรื่องนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดาร พึงทราบ โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วในอรรถกถาแห่งคาถาว่า มาเส มาเส กุสคฺเคน ในพระธรรมบท. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ในเวลาปรินิพพาน เมื่อแสดงว่า แม้เราปฏิบัติผิดในชั้นต้น อาศัย พระสัมมาสัมพุทธเจ้า บรรลุ ธรรมที่พระสาวกควรบรรลุ จึงกล่าว ๔ คาถา๑นี้ว่า เราเอาธุลีและฝุ่นทาตัวอยู่ตลอด ๕๕ ปี บริโภค อาหารเดือนละครั้ง ถอนผมและหนวด ยืนอยู่ด้วยเท้า ข้างเดียว งดเว้นการนั่ง กินคูถแห้ง ไม่ยินดีอาหารที เขาเชื้อเชิญ เราได้ทำบาปกรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/๓๒๗.
หน้า 28 ข้อ 327
เป็นอันมากเช่นนั้น ถูกโอฆะพัดไปอยู่ ได้ถึงพระพุทธเจ้า เป็นที่พึ่ง ขอท่านจงดูสรณคมน์และความที่ธรรมเป็นธรรม อันดีเลิศ วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระ- พุทธศาสนาเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจปญฺาสวสฺสานิ รโชชลฺลมธารยึ ความว่า มีกายทรงไว้ซึ่งธุลีกล่าวคือ ละอองอันจรมาติดอยู่ที่ร่างกาย และฝุ่นกล่าวคือมลทินแห่งร่างกาย เกิน ๕๕ ปี โดยห้ามการอาบน้ำ ด้วย การเข้าถึงการบวชเป็นคนเปลือย. บทว่า ภุญฺชนฺโต มาสิกํ ภตฺตํ ความว่า เคี้ยวกินคูถในราตรี ชื่อว่าเป็นผู้เข้าจำหนึ่งเดือนเพื่อจะลวงโลก บริโภคโภชนะที่ผู้ต้องการบุญ ให้ โดยวางไว้ที่ปลายลิ้นเดือนละครั้ง. บทว่า อโลจยึ ความว่า ใช้มือถอนผมและหนวดที่มีรากหย่อน โดยเพิ่มขี้เถ้าเช่นนั้นเข้าไป. บทว่า เอกปาเทน อฏฺาสึ อาสนํ ปริวชฺชยึ ความว่า เว้นการนั่ง โดยประการทั้งปวง และเมื่อจะยืนก็ยกมือทั้งสองขึ้น ได้ยืนโดยเท้าเดียว เท่านั้น. บทว่า อุทฺเทสํ ได้แก่ เธอเชิญ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุทิสฺสกตํ ทำเจาะจง ดังนี้. บทว่า น สาทิยํ ได้แก่ ไม่รับ อธิบายว่าปฏิเสธ. บทว่า เอตาทิสํ กริตฺวาน พหุํ ทุคฺคติคามินํ ความว่า ได้กระทำ บาปกรรมไว้มาก อันเป็นเหตุให้ไปทุคติ อันยังวิบากให้เกิดเช่นนั้น คือ เห็นปานนั้นให้เกิดในชาติก่อน ๆ และในชาตินี้.
หน้า 29 ข้อ 327
บทว่า วุยฺหมาโน มโหเฆน ความว่า อันโอฆะใหญ่มีกาโมฆะ เป็นต้น เมื่อว่าโดยพิเศษอันทิฏโฐฆะ คร่ามาเฉพาะสู่สมุทรคืออบาย. บทว่า พุทฺธํ สรณมาคมํ ความว่า ได้อัตภาพเป็นมนุษย์โดยยาก เพราะขาดบุญกรรมเช่นนั้น บัดนี้ได้ถึงพระพุทธเจ้าว่าเป็นสรณะเพราะ กำลังแห่งบุญ คือได้เลื่อมใสในพระศาสดา ด้วยความเลื่อมใสอันไม่ หวั่นไหวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ตรัสรู้เองโดยชอบด้วยพระองค์เอง. บทว่า สรถเคมนํ ปสฺส, ปสฺส ธมฺมสุธมฺมตํ ความว่า ท่านจงดู สรณคมน์ของเรา อันเป็นบ่อเกิด (ที่พำนัก) และจงดูภาวะที่ศาสนธรรม เป็นธรรมดี ที่เราปฏิบัติผิดเช่นนั้น อันพระศาสดาทรงให้ถึงพร้อมซึ่ง สมบัติเช่นนี้ โดยพระโอวาทครั้งเดียวเท่านั้น. ด้วยบทว่า ติสฺโส วิชฺชา ดังนี้เป็นต้น ท่านแสดงถึงสมบัตินั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราไหว้โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ- นามว่าติสสะ ได้ทำธรรมาสนะและพัดสำหรับพัดในที่นั้น ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายพัดทอง ด้วยกรรม นั่นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลของการพัด เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. จบอรรถกถาชัมพุกเถรคาถาที่ ๕ ๑. ข. อ. ๓๓/ข้อ ๔๓.
หน้า 30 ข้อ 328
๖. เสนกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเสนกเถระ [๓๒๘] การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณ๑มาสนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ผู้แสดงธรรมอันสูงสุด มี พระรัศมีมาก เป็นพระคณาจารย์ ถึงความเป็นผู้เลิศ เป็นนายกวิเศษของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ชนะ มาร ผู้มีการเห็นหาสิ่งจะเปรียบมิได้ มีอานุภาพมาก เป็นมหาวีรบุรุษผู้รุ่งเรื่องใหญ่ ไม่มีอาสวะ สิ้นอาสวะ ทั้งปวง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ไม่มีภัยแต่ ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงปลดเปลื้องเรา ผู้มีนามว่าเสนกะ ผู้เศร้าหมองมาแล้วนาน มีสันดาน ประกอบด้วยมิจฉาทิฏฐิ จากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง. จบเสนกเถรคาถา อรรถกถาเสนกเถรคาถาที่ ๖ คาถาของท่านพระเสนกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สฺวาคตํ วต ดังนี้. เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี ๑. ผัคคุณมาส เดือน ๔ มีนาคม.
หน้า 31 ข้อ 328
บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระ- ศาสดา มีจิตเลื่อมใส บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยกำหางนกยูง. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ บังเกิดในท้องของน้องสาว ของพระอุรุเวลกัสสปเถระ ท่านได้นามว่าเสนกะ ท่านเจริญวัยแล้วถึง ความสำเร็จในศิลปวิชาของพวกพราหมณ์ อยู่ครองฆราวาส. ก็สมัยนั้น มหาชนพากันเล่นมหรสพในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลาย เดือน ๔ ทุก ๆ ปี กระทำพิธีสรงน้ำที่ท่าใกล้แม่น้ำคยา, ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายพากันเรียกมหรสพนั้นว่า คยาผัคคุณี ดังนี้. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ที่ใกล้ท่าแห่งแม่น้ำคยา เพื่ออนุเคราะห์แก่เวไนยสัตว์ ในวันมหรสพเช่นนั้น, ฝ่ายมหาชนจากที่ นั้น ๆ เข้าไปยังที่นั้น ๆ ด้วยความประสงค์จะสรงสนานที่ท่าน้ำ. ในขณะ นั้น แม้ท่านเสนกะเข้าไปยังที่นั้นเพื่อสรงสนานที่ท่าน้ำ เห็นพระศาสดา กำลังทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้วกลับได้ศรัทธาบวช เมื่อกระทำกรรม เพื่อวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ใน อปทาน๑ว่า เราถือกำหางนกยูงเข้าไปเฝ้าพระโลกนายก เรามีจิต เลื่อมใส ได้ถวายกำหางนกยูง ด้วยกำหางนกยูงนี้และ ด้วยการตั้งเจตนาไว้ ไฟ ๓ กองของเราจึงดับสนิทแล้ว เรา ได้สุขอันไพบูลย์ โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ สัมปทาแห่งพระศาสดาของเรา เราถวายกำหางนกยูงแล้ว เราได้ความสุขอันไพบูลย์ ไฟ ๓ กองของเราดับสนิทแล้ว ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๔๒.
หน้า 32 ข้อ 328
เราถอนภพขึ้นได้ทั้งหมดแล้ว อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นไป แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เรา ถวายทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายกำหางนกยูง เราเผากิเลสทั้งหมด แล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้พิจารณาการปฏิบัติของตน เกิดโสมนัส ได้กล่าว ๘ คาถา ด้วยอำนาจอุทาน๑ว่า การที่เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ เพราะได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง ผู้แสดงธรรมอันสูงสุด มี พระรัศมีมาก เป็นพระคณาจารย์ ถึงความเป็นผู้เลิศ เป็นนายกวิเศษของมนุษยโลก พร้อมทั้งเทวโลก ผู้ชนะ มาร ผู้มีการเห็นหาสิ่งจะเปรียบมิได้ มีอานุภาพมาก เป็นมหาวีรบุรุษผู้รุ่งเรื่องใหญ่ ไม่มีอาสวะ สิ้นอาสวะทั้ง- ปวง เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงปลดเปลื้องเรา ผู้มี นามว่าเสนกะ ผู้เศร้าหมองมานานแล้ว มีสันดานประกอบ ด้วยมิจฉาทิฏฐิ จากกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาคตํ วต เม อาสิ ความว่า การที่ เราได้มา ณ ที่ใกล้ท่าคยาในเดือนผัคคุณมาสนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ หรือการมาของเราเป็นการดีหนอ. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๒๘.
หน้า 33 ข้อ 328
บทว่า คยายํ ได้แก่ ที่ใกล้แห่งท่าคยา, บทว่า คยผคฺคุยา ความว่า ในอุตตรผัคคุณีนักขัตฤกษ์ปลายเดือน ๔ อันได้โวหารว่า คยาผัคคุ. บทว่า ยํ เป็นต้น เป็นบทแสดงเหตุแห่งความเป็นผู้มาดี. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า ยํ แก้เป็น ยสฺมา แปลว่า เพราะเหตุใด. บทว่า อทสฺสาสึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว. บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า ซึ่งว่า สัมพุทธะ เพราะตรัสรู้ธรรม ทั้งปวงโดยชอบและด้วยพระองค์เอง. บทว่า ทสฺเสนฺตํ ธมฺมมุตฺตมํ ความว่า ผู้ตรัสรู้ธรรมสูงสุด คือเลิศ ประเสริฐกว่าธรรมทั้งปวง ได้แก่ ธรรมเป็นเครื่องนำสัตว์ออกจากทุกข์โดย แท้จริง ควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์. บทว่า มหปฺปภํ ได้แก่ ประกอบด้วยรัศมีแห่งสรีระ. และด้วยรัศมี แห่งญาณอันใหญ่. บทว่า คณาจริยํ ความว่า ชื่อว่า คณาจริยะ เพราะให้คณะมีภิกษุ บริษัทเป็นต้นศึกษาอาจาระโดยการฝึกอย่างสูงสุด. ซึ่งว่า ถึงความเลิศ เพราะบรรลุคุณมีศีลเป็นต้นอันเป็นคุณสูงสุด. ซึ่งว่า เป็นผู้นำอันวิเศษ เพราะฝึกเทวดาและมนุษย์เป็นต้นด้วยการฝึกอย่างยอดเยี่ยม และเพราะ พระองค์เว้นจากผู้แนะนำ. เป็นผู้อันใคร ๆ ไม่ครอบงำ เพราะพระองค์ ครอบงำสัตว์โลกทั้งสิ้นดำรงอยู่ และชื่อว่า เป็นชินะแห่งโลกพร้อมด้วย เทวโลก คือเป็นชินะผู้เลิศในโลกพร้อมด้วยเทวโลก เพราะพระองค์ ทรงชำนะมารทั้ง ๕, ชื่อว่า ผู้ทรงมีการเห็นหาผู้เปรียบปานมิได้ เพราะ มีพระรูปกายอันประดับด้วย มหาปุริสลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ และ
หน้า 34 ข้อ 328
อนุพยัญชนะ ๘๐ เป็นต้น แลเพราะมีพระธรรมกายอันประดับด้วยคุณ มี ทศพลญาณ และจตุเวสารัชญาณเป็นต้น และมีทัสสนะอันชาวโลกทั้งสิ้น จะพึงประมาณมิได้ และเพราะมีทัสสนะหาผู้เสมอเหมือนมิได้. ชื่อว่า มหานาคะ เพราะเป็นผู้เสมือนกุญชรเชือกประเสริฐใหญ่ เหตุเพียบพร้อมด้วยทุคติ กำลังและความบากบั่น และเพราะมีอานุภาพมาก แม้ในบรรดาท่านผู้ประเสริฐคือพระขีณาสพ. ชื่อว่า มหาวีระ เพราะย่ำยี มารและเสนามารเสียได้ และเพราะมีความกล้าหาญอย่างใหญ่หลวง. บทว่า มหาชุตึ ความว่า ผู้มีเดชเกิดจากมีคลังทรัพย์จับจ่ายมาก คือผู้มีเดชมาก. ชื่อว่า อนาสวะ ไม่มีอาสวะ เพราะท่านไม่มีอาสวะทั้ง ๔. ชื่อว่า สิ้นอาสวะทั้งปวง เพราะอาสวะทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนาของท่าน หมดสิ้นแล้ว. เพราะจะแสดงว่า สาวกพุทธเจ้า และพระปัจเจกพุทธะ เป็นผู้ชื่อว่าสิ้นอาสวะโดยแท้ ถึงอย่างนั้น เฉพาะพระสัมพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมชื่อว่าย่อมทำอาสวะพร้อมด้วยวาสนาให้สิ้นไป ท่านจึงกล่าวว่า อนาสวํ แล้วกล่าวอีกว่า สพฺพาสวปริกฺขีณํ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ชื่อว่าผู้สิ้นอาสวะทั้งปวง เพราะท่านสิ้นอาสวะทั้งปวงพร้อมทั้งวาสนาสิ้น แล้ว. มีวาจาประกอบความว่า ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะทรงพร่ำสอน เวไนยสัตว์ตามสมควร ด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน และด้วยประโยชน์ใน สมัยปรายภพ ชื่อว่าผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เพราะไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ เหตุเป็นผู้แกล้วกล้าด้วยเวสารัชญาณ ๔ เพราะเหตุได้เห็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าเห็นปานนั้น ฉะนั้น เราจึงเป็นผู้ชื่อว่ามาดีแล้ว. บัดนี้ เมื่อจะแสดงคุณที่ตนได้แล้ว เพราะได้เห็นพระศาสดา จึง ได้กล่าวคาถาที่ ๔
หน้า 35 ข้อ 328
คำอันเป็นคาถามีอธิบายดังนี้ว่า ท่านเสนกะประกาศความเลื่อมใส ยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็นศาสดา ของเรา เมื่อจะปลดเปลื้องเรา ผู้เศร้าหมองมาตลอดกาลนาน ในสงสาร อันหาเบื้องต้นและที่สุดตามรู้ไม่ได้ด้วยวัตถุ คือสังกิเลส เครื่องเศร้าหมอง เหมือนน้ำเต้า เต็มด้วยน้ำข้าวฉะนั้น เหมือนตุ่มเต็มด้วยเปรียง และ เหมือนท่อนผ้าเก่าอันน้ำมันเหลวดื่มแล้วฉะนั้น ผู้ถูกเครื่องผูกคือทิฏฐิผูก ไว้ที่เสาคือสักกายทิฏฐิ เหมือนสุนัขถูกผูกไว้ที่เสาไม้มะสังฉะนั้น ให้พ้น จากเครื่องผูกนั้น จึงปลดเปลื้องเราผู้ชื่อว่าเสนกะ จากเครื่องร้อยรัดทั้งปวง มีอภิชฌาเป็นต้น ด้วยมือคืออริยมรรค. จบอรรถกถาเสนกเถรคาถาที่ ๖
หน้า 36 ข้อ 329
๗. สัมภูตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัมภูตเถระ [๓๒๙] ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบ ด่วน ผู้นั้นเป็นพาลย่อมประสพทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดย อุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือน พระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อมยศ และแตก จากมิตรทั้งหลาย ผู้ใดช้า ในเวลาที่ควรช้า รีบด่วนในเวลา ที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นบัณฑิตถึงความสุข เพราะได้ จัดแจงโดยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศ ได้เกียรติคุณ และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย. จบสัมภูตเถรคาถา อรรถกถาสัมภูตเถรคาถาที่ ๗ คาถาของท่านพระสัมภูตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โย ทนฺธกาเล ดังนี้ เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน บำเพ็ญบุญในภพนั้น ๆ เมื่อโลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา วันหนึ่งเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งมีจิตเลื่อมใส ไหว้แล้ว กระทำอัญชลีได้กระทำการบูชาด้วยดอกอัญชัน. ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ฟังธรรมในสำนักของพระธรรมภัณฑาคาริกภายหลัง
หน้า 37 ข้อ 329
แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพาน ได้ศรัทธาบวชแล้วกระทำสมณธรรม เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหันต์. ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ครั้งนั้นเราเป็นกินนร อยู่ที่ใกล้ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ได้ เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี มีความเลื่อมใส โสมนัสเกิดความปราโมทย์ ประนมอัญชลีแล้วถือเอาดอก รกฟ้าขาวมาบูชาพระสยัมภู ด้วยกรรมที่เราทำไว้ดีแล้ว นั้น และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างกินนรแล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เราได้เป็นจอมเทพเสวยราช- สมบัติในเทวโลก ๓๖ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิเสวย- ราชสมบัติอันใหญ่ ๑๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์โดยคณนานับมิได้ พืชอันหว่านในเนื้อนาอันดี คือพระสยัมภู ได้สำเร็จผลเป็นอันดีแก่เราแล้ว กุศลของ เรามีอยู่ เราบวชเป็นบรรพชิต ทุกวันนี้ เราควรแก่การ บูชาในศาสนาของพระศากยบุตร เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว . . .ฯลฯ . . . พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่วิมุตติ เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานได้ ๑๐๐ ปี เมื่อภิกษุผู้เป็นบุตรแห่งเจ้าวัชชี ชาวกรุงเวสาลี ยกย่องวัตถุ ๑๐๐ ประการ เมื่อพระขีณาสพ ๕๐๐ รูป ผู้ อันพระยสกากัณฑกบุตตรเถระกระตุ้นเตือนให้อาจหาญขึ้น ทำลายทิฏฐินั้น ยกย่องพระสัทธรรม กระทำสังคายนาพระธรรมวินัย เพราะความสังเวช ในธรรม ในการที่ภิกษุชาวเมืองวัชชีบุตรแสดงสัตถุศาสน์นอกธรรมนอก ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๖.
หน้า 38 ข้อ 329
วินัย พระเถระเมื่อจะกล่าวคาถาเหล่านี้พยากรณ์พระอรหัตผล๑ว่า:- ผู้ใดรีบด่วนในเวลาที่ควรช้า แลช้าในเวลาที่ควรรีบ- ด่วน ผู้นั้นเป็นพาลย่อมประสพทุกข์ เพราะไม่จัดแจงโดย อุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมเสื่อมไป เหมือน พระจันทร์ข้างแรม เขาย่อมถึงความเสื่อมยศ และแตก จากมิตรทั้งหลาย ผู้ใดช้าในเวลาที่ควรช้า รีบด่วนในเวลา ที่ควรรีบด่วน ผู้นั้นเป็นบัณฑิตถึงความสุข เพราะได้จัด- แจงด้วยอุบายอันชอบ ประโยชน์ของผู้นั้นย่อมบริบูรณ์ เหมือนพระจันทร์ข้างขึ้น เขาย่อมได้ยศ ได้เกียรติคุณ และไม่แตกจากมิตรทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย ทนฺธกาเล ตรติ ความว่า เมื่อ เกิดความสงสัยในพระวินัยในเพราะวัตถุไร ๆ ที่ควรทำขึ้นว่า สิ่งนี้ควร หรือไม่ควรหนอ ดังนี้ ครั้นถามพระวินัยธรผู้เชี่ยวชาญแล้ว ยังบรรเทา ความสงสัยนั้นไม่ได้ เพียงใด ย่อมด่วนคือย่ำยีกระทำ แม้ก้าวล่วงในเวลา ช้า คือในสมัยที่ไม่ได้จะพึงให้กิจนั้นช้า เพียงนั้น. บทว่า ตรณีเย จ ทนฺธเย ความว่า เมื่อกิจของคฤหัสถ์ มี สรณคมน์และการสมาทานศีลเป็นต้น และกิจของบรรพชิต มีการกระทำ วัตรและปฏิวัตรเป็นต้น และการตามประกอบสมถะและวิปัสสนาที่ควรรีบ ด่วนมาถึงเข้า อย่ารีบประกอบกิจนั้น ควรให้ช้าด้วยคิดว่า เราจักกระทำใน เดือนที่จะมาถึงหรือในวันปักษ์ เมื่อไม่ทำกิจนั้นเลย ชื่อว่า ปล่อยให้กาล ผ่านไป. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๒๙.
หน้า 39 ข้อ 329
บทว่า อโยนิสํวิธาเนน ความว่า บุคคลผู้เป็นพาลคือผู้มีปัญญา อ่อน เมื่อด่วนในเวลาที่ควรช้า และช้าในเวลาที่ควรรีบด่วน ย่อม ประสพทุกข์ คือความพินาศ ในบัดเดี๋ยวนี้และในกาลต่อไป ด้วยการ ไม่จัดแจงอุบาย คือเพราะไม่มีการจัดแจงอุบาย. บทว่า ตสฺสตฺถา ปริหายนฺติ ความว่า ประโยชน์ทั้งหลายอัน ต่างด้วยประโยชน์ในปัจจุบันเป็นต้น ของบุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น ย่อมเสื่อมไปเหมือนพระจันทร์ข้างแรม คือย่อมถึงความหมดสิ้นไป ทุกวัน ๆ ได้แก่ย่อมถึงคือย่อมประสพความเสื่อมยศ คือซึ่งความเป็นผู้ อันวิญญูชนพึงติเตียน โดยนัยมีอาทิว่า บุคคลโน้นเป็นผู้ไม่มีศรัทธาไม่มี ความเลื่อมใส เกียจคร้านมีความเพียรเลว. บทว่า มิตฺเตหิ จ ริรุชฺฌติ ความว่า ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้ไม่ยินดีด้วย การรับโอวาทว่า พวกเราไม่ควรถูกว่ากล่าว (ดูหมิ่น) จากกัลยาณมิตรผู้ ให้โอวาทว่า ท่านจงปฏิบัติอย่างนี้ จงอย่าปฏิบัติอย่างนี้. พึงทราบความโดยปริยายตรงกันข้าม แห่งคาถาทั้งสองที่เหลือ. แต่ในที่นี้อาจารย์บางพวกยกเอาการยกย่อง และการข่มจิตอันประกอบด้วย ภาวนาด้วยอัตภาพ (ความเป็นตัวตน) แห่งบทว่า ย่อมรีบด่วนในเวลาช้า คำนั้นย่อมควรในคาถาหลัง. จริงอยู่ ๒ คาถาต้น พระเถระกล่าวหมาย เอาภิกษุวัชชีบุตรผู้ไม่การทำสมณธรรมที่ควรประพฤติตั้งแต่บวช มาแสดง วัตถุ ๑๐ ประการ เพราะความมีตนมีความสงสัยเป็นปกติ ถูกสงฆ์ขับไล่ ให้ออกไป แต่ ๒ คาถาหลังกล่าวหมายเอาผู้ปฏิบัติเหมือนกับตน ยังประ- โยชน์ของตนให้สำเร็จแล้วดำรงอยู่ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัมภูตเถรคาถาที่ ๗
หน้า 40 ข้อ 330
๘. ราหุลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระราหุลเถระ [๓๓๐] ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติ- สมบัติ ๑ เพราะเราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และ เป็นผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เพราะอาสวะของ เราสิ้นไปและภพใหม่ไม่มีต่อไป เราเป็นพระอรหันต์ เป็น พระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็นผู้เห็นอมตธรรม สัตว์ ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษใน กาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ถูกหลังคาคือตัณหา ปกปิดแล้ว ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูกคือความประมาท เหมือนปลาในปากไซ เราถอนกามนั้นขึ้นได้แล้ว ตัด เครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล้ว. จบราหุลเถรคาถา อรรถกถาราหุลเถรคาถาที่ ๘ คาถาของท่านพระราหุลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุภเยน ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญในภพนั้น ๆ ในการแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระบังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็นพระ-
หน้า 41 ข้อ 330
ศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ใคร่ต่อ การศึกษา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญบุญเป็นอันมากมี ชำระเสนาสนะให้สะอาดและตามประทีปให้สว่างเป็นต้น จึงตั้งความ ปรารถนาไว้. เธอเมื่อจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย- โลก ในพุทธุปบาทกาลนี้อาศัยพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย บังเกิดใน ท้องของพระนางยโสธราเทวีทรงพระนามว่าราหุล เจริญด้วยขัตติยบริหาร เป็นอันมาก. วิธีบรรพชาของท่านมาแล้วในขันธกะนั่นเอง. ครั้นท่าน บรรพชาแล้วได้รับพระโอวาทด้วยสุตตบทเป็นอันมาก ในสำนักของ พระศาสดา มีญาณแก่กล้า บำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราได้ถวายเครื่องลาดในปราสาท ๗ ชั้น แด่พระผู้มี พระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้ คงที่ พระมหามุนีผู้เป็นจอมแห่งชน เป็นพระผู้ประเสริฐ อันพระขีณาสพพันหนึ่งแวดล้อมแล้ว เสด็จเข้าพระคันธ- กุฏี พระศาสดาผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ทรงยังพระคันธกุฎีให้รุ่งเรือง ประทับยืนในท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ที่นอนนี้ผู้ใดให้ โชติช่วงแล้ว ดังกระจกเงาอันขัดดีแล้ว เราจักพยากรณ์ผู้ นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ปราสาททองอันงดงาม หรือปราสาทแก้วไพฑูรย์เป็นที่รักแห่งใจ จักบังเกิดแก่ผู้ นั้น ผู้นั้นจักเป็นจอมเทวดา เสวยเทวรัชสมบัติอยู่ ๖๔ ๑. ขุ อ. ๓๒/๑๘.
หน้า 42 ข้อ 330
ชาติ และเป็นพระเจ้าจักรพรรดิติดกันต่อหนึ่งพันชาติ. ใน ๒๒ กัป จักได้เป็นกษัตริย์พระนามว่าวิมล จักเป็นพระ- เจ้าจักรพรรดิพระนานว่าวิชิตาวี ทรงครอบครองแผ่นดินมี สมุทรสาคร ๔ เป็นขอบเขต พระนครชื่อเรณุวดีสร้างด้วย แผ่นอิฐ โดยยาว ๓๐๐ โยชน์ สี่เหลี่ยมจตุรัส ปราสาท ชื่อสุทัสนะ อันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ ประกอบด้วย เรือนยอดอันประเสริฐ ประดับด้วยแก้ว ๗ ประการ อึกทึก ด้วยเสียง ๑๐ อย่าง วิทยาธรมาเกลื่อนกล่นอยู่ เหมือน จักเป็นนครชื่อสุทัสนะของเหล่าเทวดา รัศมีแห่งนครนั้น เปล่งปลั่งดังเมื่อพระอาทิตย์อุทัย นครนั้นจะรุ่งเรืองเจิดจ้า โดยรอบ ๘ โยชน์ อยู่เป็นนิจ ในแสนกัป พระศาสดา ทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นอันกุศล- มูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากภพดุสิต จักได้เป็นพระ- ราชโอรสของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ถ้าจะ พึงอยู่ครองเรือน ผู้นั้นพึงได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ แต่ ข้อที่เธอจะคงที่ถึงความยินดีในเรือนนั้น ไม่เป็นฐานะที่ จะมีได้ เธอจักออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มีวัตรอันงาม จักได้เป็นพระอรหันต์มีนามว่าราหุล พระมหามุนีทรง พยากรณ์เธอว่า มีปัญญาสมบูรณ์ด้วยศีล เหมือนนก ต้อยตีวิดรักษาไข่ ดังจามรีรักษาขนหาง เรารู้ทั่วถึงธรรม ของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในศาสนา เรากำหนดรู้อาสวะ ทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิ-
หน้า 43 ข้อ 330
สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัด แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว ฉะนี้แล. อนึ่ง ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าว ๔ คาถา๑ว่า ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า พระราหุลผู้เจริญ สมบูรณ์ ด้วยคุณสมบัติ ๒ ประการ คือ ชาติสมบัติ ๑ ปฏิบัติ- สมบัติ ๑ เพราะเราเป็นโอรสของพระพุทธเจ้า และเป็น ผู้มีปัญญาเห็นธรรมทั้งหลาย อนึ่ง เพราะอาสวะของเรา สิ้นไปและภพใหม่ไม่มีต่อไป เราเป็นพระอรหันต์ เป็น พระทักขิไณยบุคคล มีวิชชา ๓ เป็นผู้เห็นอมตธรรม สัตว์ทั้งหลายเป็นดังคนตาบอด เพราะเป็นผู้ไม่เห็นโทษ ในกาม ถูกข่ายคือตัณหาปกคลุมแล้ว ลูบหลังคาคือ ตัณหาปกปิดแล้ว ถูกมารผูกแล้วด้วยเครื่องผูก คือความ ประมาท เหมือนปลาในปากไซ เราถอนกามนั้นขึ้นได้ แล้ว ตัดเครื่องผูกของมารได้แล้ว ถอนตัณหาพร้อมทั้ง รากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเยือกเย็นดับแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภเยเนว สมฺปนฺโน ความว่า สมบูรณ์ คือประกอบ แม้ด้วยสมบัติทั้งสอง คือชาติสมบัติ ปฏิบัติสมบัติ. บทว่า ราหุลภทฺทโกติ มํ วิทู ความว่า สพรหมจารีทั้งหลาย ย่อม รู้จักเราว่า ราหุลผู้เจริญ. จริงอยู่ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงสดับ ข่าวว่าพระราหุลประสูติแล้ว ทรงอาศัยถ้อยคำที่พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๐.
หน้า 44 ข้อ 330
พระราหุลประสูติแล้ว เครื่องผูกเกิดแล้ว จึงทรงยึดพระนามว่าราหุล. ใน ข้อนั้นพระองค์ทรงยึดเอาปริยายที่พระบิดาตรัสแล้วแต่ชั้นต้นนั่นแล จึง ตรัสว่า ชนทั้งหลายย่อมรู้จักเราว่า ราหุลผู้เจริญ. ก็คำว่า ภทฺโท นี้เป็น คำแสดงถึงความสรรเสริญ. บัดนี้ เพื่อแสดงสมบัติทั้งสองนั้น ท่านจึงกล่าว ยญฺจมฺหิ ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ แก้เป็น ยสฺมา แปลว่า เพราะ เหตุใด. บทว่า อมฺหิ ปุตฺโต พุทฺธสฺส ความว่า เราเป็นราชโอรส ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า ธมฺเมสุ ได้แก่ ในธรรมทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุตตระ, อธิบายว่าในธรรมคือ สัจจะ ๔. บทว่า จกฺขุมา พึงประกอบว่า เราเป็นผู้มีจักษุ ด้วยจักษุคือปัญญา อันสัมปยุตด้วยมรรค. เพื่อจะแสดงสมบัติทั้งสองในพระองค์โดยปริยายแม้อื่น ๆ อีก จึง กล่าวคาถาว่า ยญฺจ เม อาสวา ขีณา เพราะอาสวะของเราสิ้นแล้ว ดังนี้ เป็นต้น . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทกฺขิเณยฺโย ได้แก่ควรซึ่งทักษิณา. บทว่า อมตทฺทโส ได้แก่ ผู้เห็นพระนิพพาน คำที่เหลือรู้ได้ง่าย ทีเดียว. บัดนี้หมู่สัตว์ย่อมหมุนเวียนไปในสงสารเหมือนปลาที่ติดอยู่ในไซ เพราะไม่มีวิชชาสมบัติและวิมุตติสมบัติใด เพื่อจะแสดงสมบัติทั้งสองนั้น
หน้า 45 ข้อ 330
ในตน ท่านจึงกล่าว ๒ คาถาว่า กามนฺธา ดังนี้เป็นต้น, อธิบายว่าอัน กิเลสกามซึ่งจำแนกว่าธรรมมีฉันทราคะเป็นต้น กระทำให้เป็นดังคนบอด เพราะไม่เห็นโทษในวัตถุกามมีรูปเป็นต้น. บทว่า ชาลปจฺฉนฺนา ความว่า ถูกข่ายคือตัณหาอันซ่านไปใน อารมณ์ต่าง ๆ ซึ่งตั้งปกคลุมภพ ๓ ทั้งสิ้นไว้ ปิดบัง คือผูกพันไว้โดย ประการต่าง ๆ. บทว่า ตณฺหาฉทนฉาทิตา ความว่า อันหลังคาคือตัณหานั้นนั่น แล ปิดบังคือปกคลุมไว้โดยประการทั้งปวง. บทว่า ปมตฺตพนฺธุนา พทฺธา มจฺฉาว กุมินามุเข ความว่า สัตว์เหล่านี้ ถูกมารผูกไว้ด้วยความประมาท คือถูกเครื่องผูกคือกามอันใด ผูกไว้ ย่อมไม่หลุดพ้นจากเครื่องผูกนั้น คือติดอยู่ในภายในเครื่องผูกนั้น เอง เหมือนปลาติดอยู่ที่ปากลอบดักปลา แห่งปลาที่ติดอยู่ที่ปากไซฉะนั้น. อธิบายว่า เราทิ้งกามนั้น คือเห็นปานนั้น อันเป็นเสมือนเครื่องผูก คือละเสียด้วยการปฏิบัติอันเป็นส่วนเบื้องต้นแล้ว ตัดเครื่องผูกแห่งกิเลส- มาร แล้วใช้ศัสตรา คืออริยมรรค ตัดได้เด็ดขาดแล้ว รื้อถอนตัณหามี กามตัณหาเป็นต้น พร้อมทั้งรากกล่าวคืออวิชชานั้นนั่นแล ชื่อว่าถอน ตัณหาพร้อมทั้งราก เป็นผู้เย็นเพราะไม่มีความกระวนกระวาย และความ เร่าร้อนคือกิเลสทั้งปวง ดับสนิทด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ. จบอรรถกถาราหุลเถรคาถาที่ ๘
หน้า 46 ข้อ 331
๙. จันทนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระจันทนเถระ [๓๓๑] ภรรยาผู้ปกคลุมด้วยเครื่องประดับล้วนแต่เป็นทอง ห้อมล้อมด้วยหมู่ทาสี อุ้มบุตรเข้ามาหาเรา ก็เวลาที่เรา เห็นภรรยาผู้เป็นมารดาของบุตรของเรานั้นตกแต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าใหม่เดินมา เป็นดุจบ่วงมัจจุราชดักไว้ ความ ทำไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ก็เกิดขึ้นแก่เรา โทษ แห่งสังขารทั้งหลาย ก็เกิดปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่าย ก็ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้วจากกิเลส ขอ ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมดีเลิศ วิชชา ๓ เรา ได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. จบจันทนเถรคาถา อรรถกถาจันทนเถรคาถาที่ ๙ คาถาของท่านพระจันทนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ชาตรูเปน ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อโลกว่างพระ- พุทธเจ้า บังเกิดเป็นรุกขเทวดา เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า สุทัสสนะ อยู่ในระหว่างภูเขา มีจิตเลื่อมใส ได้กระทำการบูชาด้วยดอกอัญชันเขียว. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
หน้า 47 ข้อ 331
พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูลเพียบพร้อมด้วยสมบัติ ในกรุง สาวัตถี มีนามว่าจันทนะ เจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือนได้ฟังธรรมใน สำนักพระศาสดา ได้เป็นพระโสดาบัน. ท่านได้บุตรคนหนึ่ง ละฆราวาสบวชเรียนวิปัสสนากรรมฐานอยู่ใน ป่า มายังกรุงสาวัตถีเพื่อถวายบังคมพระศาสดา อยู่ในป่าช้า, ภรรยาเก่า ทราบว่าท่านมาแล้ว จึงประดับตกแต่งพาเด็กพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก ไปยังสำนักของพระเถระด้วยคิดว่า เราจะประเล้าประโลมให้ท่านสึกด้วย มายาหญิงเป็นต้น. พระเถระเห็นหญิงนั้นกำลังเดินมาแต่ที่ไกล คิดว่า บัดนี้เราจักไม่ใช่เป็นวิสัยของนาง จึงบำเพ็ญวิปัสสนาตามที่เริ่มไว้ ได้มี อภิญญา ๖ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอุปทาน๑ว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่ออัจจละ พระพุทธเจ้า๒พระนามว่าสุทัสสนะ ประทับอยู่ที่ซอกเขา เราถือดอกไม้ที่เกิดในป่าหิมพานต์ เหาะขึ้นอากาศ ณ ที่ นั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ข้ามพ้นโอฆะ ไม่มีอาสวะ ครั้งนั้นเราถือเอาดอกอัญชันเขียว จบเหนือเศียรเกล้า แล้ว บูชาแด่พระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้แสวงหาประโยชน์ ใหญ่ ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้เอาดอกไม้ใดบูชา ด้วยการบูชานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธ- บูชา เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯ ล ฯ . . . พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำสำเร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านได้อภิญญาแล้ว ยืนอยู่บนอากาศแสดงธรรมแก่นาง ให้นาง ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๗. ๒.อรรถกถาว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า.
หน้า 48 ข้อ 331
ตั้งอยู่ในสรณะและศีลแล้ว ตนเองไปยังที่ ๆ ตนเคยอยู่ในกาลก่อน. ถูก ภิกษุผู้เป็นสหายถามว่า อาวุโส อินทรีย์ของท่านผ่องใสนักแล ท่านแทง ตลอดสัจจะได้แล้วกระมัง เมื่อจะแสดงประวัติของตน จึงพยากรณ์ พระอรหัตผลด้วยคาถา๑นี้ว่า ภรรยาผู้ปกคลุมด้วยเครื่องประดับล้วนแต่เป็นทอง ห้อมล้อมด้วยหมู่ทาสี อุ้มบุตรเข้ามาหาเรา ก็เวลาที่เรา เห็นภรรยาผู้เป็นมารดาของบุตรของเรานั้นตกแต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าใหม่เดินมา เป็นดุจบ่วงมัจจุราชดักไว้ ความทำ ไว้ในใจโดยอุบายอันแยบคาย ก็เกิดขึ้นแก่เรา โทษแห่ง สังขารทั้งหลาย ก็เกิดปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายก็ ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้วจากิเลส ขอ ท่านจงดูความที่แห่งธรรมเป็นธรรมดีเลิศ วิชชา๓ เราได้ บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจพระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตรูเปน สญฺฉนฺนํ ความว่า มี ร่างกาย อันเครื่องประดับมีเครื่องประดับศีรษะเป็นต้น อันล้วนแล้ว ด้วยทองคำปกคลุมไว้ โดยเป็นเครื่องประดับ, อธิบายว่า ประดับด้วย อาภรณ์ทั้งปวง. บทว่า ทาสีคณปุรกฺขตา ความว่า การทำไว้ข้างหน้า คือแวดล้อม ไปด้วยหมู่ทาสีของตน ที่ประดับตกแต่งแล้วตามสมควร. บทว่า องฺเกน ปุตฺตมาทาย ความว่า อุ้มบุตรตนด้วยคิดว่า บุตรนี้พึงมีความสำราญเพราะอาศัยเรือน เพราะอาศัยเราบ้าง. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๑.
หน้า 49 ข้อ 331
บทว่า อายนฺตึ แปลว่า กำลังเดินมา. บทว่า สกปุตฺตสฺส มาตรํ ได้แก่ หญิงผู้ให้บุตรคือโอรสของ เราเกิด. อธิบายว่า ภรรยาเก่าของเรา. พระเถระสำคัญการตัดกามราคะ ของตนทั้งหมดนี้ จึงได้กล่าวไว้มาก. บทว่า โยนิโส อุทปชฺชถ ความว่า การกระทำไว้ในใจโดย อุบายอันแยบคาย เกิดขึ้นแล้วอย่างนี้ว่า สมบัติชื่อแม้เห็นปานนี้ ถูกชรา พยาธิและมรณะครอบงำ โอ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นที่ ไว้วางใจ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาจันทนเถรคาถาที่ ๙
หน้า 50 ข้อ 332
๑๐. ธัมมิกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระธัมมิกเถระ [๓๓๒] ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคล ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรม อันบุคคลประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปสู่ ทุคติ สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม ย่อมมีวิบาก ไม่เสนอกัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำให้ถึง สุคติ เพราะฉะนั้นแหละ บุคคลเมื่อบันเทิงอยู่ด้วยการ ให้โอวาทที่พระตถาคตผู้คงที่ตรัสไว้อย่างนี้ ควรทำความ พอใจในธรรมทั้งหลาย เพราะพระสาวกทั้งหลายของ พระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ตั้งอยู่แล้วใน ธรรม นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตน ให้พ้นจากทุกข์ได้ ผู้ใดกำจัดรากเหง้าแห่งหัวฝี ถอนข่าย คือตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่อง กังวลอีก เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญปราศจากโทษ ฉะนั้น. จบธัมมิกเถรคาถา อรรถกถาธัมมิกเถรคาถาที่ ๑๐ คาถาของท่านพระธัมมิกเถระมีคำเริ่มต้นว่า ธมฺโม หเว ดังนี้. เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
หน้า 51 ข้อ 332
สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิขี เป็นนายพรานเนื้อ วันหนึ่ง เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เทพ- บริษัทในราวป่า ยึดเอานิมิตแห่งเทศนาว่า ธรรมนั้นพระองค์ตรัส ดังนี้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในโกศลรัฐ ได้นามว่า ธัมมิกะ เจริญวัยแล้ว ได้ความเลื่อมใสในการรับพระเชตวันมหาวิหาร บวชแล้ว เป็นเจ้าอาวาสอยู่ในอาวาสใกล้หมู่บ้านแห่งหนึ่ง เป็นผู้เพ่งโทษ ในวัตรและมิใช่วัตรของภิกษุทั้งหลายผู้อาคันตุกะ อดทนไม่ได้ ด้วยเหตุ นั้น ภิกษุทั้งหลายพากันละทิ้งวิหารนั้นหลีกไป, ท่านได้อยู่แต่ผู้เดียว อุบาสกผู้เป็นเจ้าของวิหาร ฟังเหตุนั้นแล้วกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระผู้มี พระภาคเจ้า. พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุนั้นมาตรัสถามความนั้น เมื่อภิกษุ- นั้นกราบทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ภิกษุนี้เป็นผู้ไม่อดทนแต่ ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อนเธอก็เป็นผู้ไม่อดทน อันภิกษุ ทั้งหลายทูลวิงวอนแล้ว จึงแสดงรุกขธรรม๑ เมื่อจะทรงประทานโอวาท แก่เธอยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงตรัส ๔ คาถา๒ว่า ธรรมแลย่อมรักษาผู้ประพฤติธรรม ธรรมอันบุคคล ประพฤติดีแล้วย่อมนำสุขมาให้ นี้เป็นอานิสงส์ในธรรม อันบุคคลผู้ประพฤติดีแล้ว ผู้ประพฤติธรรมย่อมไม่ไปทุคติ สภาพทั้งสองคือ ธรรมและอธรรม ย่อมมีวิบากไม่เสมอ กัน อธรรมย่อมนำไปสู่นรก ธรรมย่อมนำไปสู่สุคติ เพราะฉะนั้นแหละ บุคคลเมื่อบันเทิงอยู่ด้วยการให้ ๑. รุกขธรรมชาดก. ๒. ขุ. เถร. ๖๒/๓๓๒.
หน้า 52 ข้อ 332
โอวาทที่พระตถาคตผู้คงที่ตรัสไว้แล้วอย่างนี้ ควรทำความ พอใจในธรรมทั้งหลาย เพราะพระสาวกทั้งหลายของ พระตถาคตผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ ตั้งอยู่แล้วในธรรม นับถือธรรมว่าเป็นที่พึ่งอันประเสริฐสุด ย่อมนำตนให้พ้น จากทุกข์ได้ ผู้ใดกำจัดรากเหง้าแห่งหัวฝี ถอนข่ายคือ ตัณหาได้แล้ว ผู้นั้นเป็นผู้สิ้นสงสาร ไม่มีกิเลสเครื่อง กังวลอีก เหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ปราศจากโทษ ฉะนั้น. บทว่า ธมฺโม ได้แก่ สุจริตธรรมทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า รกฺขติ ความว่า ย่อมรักษาจากอบายทุกข์ และรักษาไว้ จากสังสารทุกข์ เป็นผู้มีพระนิพพานเป็นที่อาศัย. บทว่า ธมฺมจารึ ได้แก่ ผู้ประพฤติคือปฏิบัติธรรมนั้น. บทว่า สุจิณฺโณ ความว่า ธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว คือ เชื่อกรรมและผลแห่งกรรม การทำความยำเกรงโดยความเคารพสั่งสมไว้. บทว่า สุขํ ได้แก่ ความสุขทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. ใน ๒ อย่างนั้น อันดับแรก โลกิยะ. ได้แก่ธรรมต่างด้วยกามาพจรธรรมเป็นต้น ย่อมนำคือให้สำเร็จเป็นความสุขตามที่เป็นของตน ในปัจจุบัน ในการ อุบัติ หรือในปริยายอื่นอีก. ส่วนโลกุตรสุขควรจะกล่าวได้ว่า ผู้ที่ตั้ง อยู่ในธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานประพฤติแล้ว เพราะผู้ไม่มี ธรรมอัน เป็นอุปนิสัยก็ไม่มีพระนิพพาน. บทว่า เอสานิสํโส ธมฺเม สุจิณฺเณ น ทุคฺคตึ คจฺฉติ ธมฺมจารี ความว่า ธรรมจารีบุคคลเมื่อ พระพฤติธรรมดีแล้ว ย่อมไม่ไปทุคติ อันมีการประพฤติธรรมดีนั้นเป็น
หน้า 53 ข้อ 332
เหตุ เพราะเหตุนั้น ธรรมเมื่อบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมมีอานิสงส์เป็น กำไร. เพราะเหตุที่การไปสู่สุคติก็เพราะธรรมนั่นแหละ และการไปสู่ทุคติ ก็เพราะอธรรมนั่นแหละ ฉะนั้นเพื่อจะแสดงว่า สภาวะ ๒ เหล่านี้คือ ธรรมและอธรรม มีผลไม่ระคนกันและกัน จึงตรัสคาถาที่ ๒ โดยนัยมี อาทิว่า น หิ ธมฺโน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธมฺโม ได้แก่ ทุจริตอันเป็นปฎิปักษ์ต่อธรรม. บทว่า สมวิปากิโน ได้แก่ มี วิบากเสมอกัน คือมีผลเสมอกัน. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะธรรมและอธรรม มีวิบากต่างกัน ตามที่กล่าวแล้วนี้. บทว่า ฉนฺทํ ได้แก่ มีความพอใจในความเป็นผู้ใคร่จะทำ. บทว่า อิติ โมทมาโน สุคเตน ตาทินา ประกอบความว่า เมื่อบุคคลบันเทิง คือถึงความยินดีด้วยการให้โอวาท ที่พระตถาคตผู้เสด็จ ไปดีแล้ว ผู้ปฏิบัติชอบแล้ว เป็นผู้คงที่ คือเป็นเหตุในการถึงความเป็นผู้ คงที่ มีประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ พึงทำความพอใจ ในธรรมทั้งหลาย. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงวัฏฏะด้วยอันดับคำมีประมาณ เท่านี้ บัดนี้เมื่อจะทรงแสดงพระนิพพาน จึงตรัสคำมีอาทิว่า ธมฺเม ิตา ตั้งอยู่แล้วในธรรม. คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า เพราะเหตุที่พระสาวก ของพระสุคตผู้ประเสริฐ และในบรรดาพระสุคตผู้ประเสริฐ แห่งพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นนักปราชญ์ผู้ตั้งอยู่ในธรรมของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ถึงสรณะอันเลิศอย่างยิ่ง ย่อมนำออก
หน้า 54 ข้อ 332
คือย่อมออกจากทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น โดยภาวะเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม กล่าวคือ สรณคมน์นั้นนั่นเอง เพราะฉะนั้นแล พึงการทำฉันทะในธรรมทั้งหลาย. เมื่อพระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วย ๓ คาถาเหล่านี้อย่างนี้ นั่งอยู่ อย่างไรเทียว โดยกระแสแห่งเทศนาเจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วย เหตุนั้นท่านจงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เมื่อก่อน เราเป็นพรานเนื้อเที่ยวอยู่ในไพรวันอันสงัด เงียบ ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากกิเลสธุลี อันหมู่ เทวดาห้อมล้อม กำลังทรงประกาศสัจจะ ๔ ทรงแสดง อมตบท เราได้สดับธรรมอันไพเราะของพระพุทธเจ้า ผู้ เผ่าพันธุ์ของโลกพระนามว่าสิขี เรามีจิตเลื่อมใสในพระ- สุรเสียง เรายังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่าน ผู้ไม่มี บุคคลเปรียบเสมอเหมือนแล้ว ข้ามพ้นภพที่ข้ามได้ยาก ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัตรกัปนี้ เราได้สัญญาใดในกาลนั้น ด้วย การได้สัญญานั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญา ในเสียง เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . . พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ท่านดำรงอยู่แล้วในพระอรหันโดยประการนั้น. ก็แล ครั้นท่าน บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะกราบทูลคุณวิเศษที่คนบรรลุแด่พระศาสดา จึงได้พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถาสุดท้าย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺโผฏิโต แปลว่า กำจัดแล้ว อธิบาย ว่า สลัดออกด้วยมรรคญาณ. ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๐๘.
หน้า 55 ข้อ 332
บทว่า คณฺฑมูโล ได้แก่ อวิชชา. จริงอยู่ อวิชชานั้นย่อมไหล คือซ่านไป ? ดูก่อนภิกษุ บทว่า คณฺโฑ แล เป็นชื่อแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ รวมความว่าเป็นมูล คือเป็นเหตุแห่งอุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่า คัณฑะ หัวฝี เพราะประกอบด้วยมูลแห่งทุกข์ เพราะเป็นที่ไหลออกของสิ่งอันไม่ สะอาด คือกิเลส เพราะเกิดขึ้น แก่ แตกดับ และพองขึ้น สุก แตกไป. บทว่า ตณฺหาชาโล สมูหโต ความว่า ข่ายกล่าวคือตัณหา อัน ถอนได้แล้วด้วยมรรค. บทว่า โส ขีณสํสาโร น จตฺถิ กิฺจนํ คือความ ความว่า เรานั้นชื่อว่า เป็นผู้สิ้นสงสารแล้ว เพราะเราละตัณหาและอวิชชาได้เเล้วอย่างนี้ เพราะ เราละมูลแห่งภพได้แล้วนั่นแล กิเลสเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้น จึงไม่มี และเกิดขึ้นไม่ได้. บทว่า จนฺโท ยถา โทสินา ปุณฺณมาสิยํ ความว่า พระจันทร์ ปราศจากโทษมีเมฆและหมอกเป็นต้น ในเวลาพระจันทร์เต็มดวงในวัน เพ็ญฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น ชื่อว่าเป็นผู้ปราศจากกิเลสเครื่องกังวลมีราคะ เป็นต้น เพราะบรรลุพระอรหัต ได้เป็นผู้มีส่วนแห่งธรรมอันบริบูรณ์ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาธัมมิกเถรคาถาที่ ๑๐
หน้า 56 ข้อ 333
๑. สัปปกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัปปกเถระ [๓๓๓] เมื่อใด นกยางทั้งหลายมีขนอันขาวสะอาดถูกความ กลัวต่อเมฆคุกคามแล้ว ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรัง บินเข้าไปสู่รัง เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี เมื่อใด นกยางมีขนขาวสะอาดดี ถูกความกลัวต่อเมฆดำ คุกคามแล้วไม่เห็นที่หลบลี้ จึงแสวงหาที่หลบลี้ เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี ต้นหว้าทั้งหลาย ทั้งสองข้างแห่งแม่น้ำอชกรณี ทำฝั่งแม่น้ำข้างหลังแห่ง ถ้ำใหญ่ของเราให้งาม จะไม่ยังสัตว์อะไรให้ยินดี ในหมู่นั้น ได้เล่า กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พ้นดีแล้วจากหมู่แห่งงู มีพิษและงูไม่มีพิษ พากันร้องด้วยเสียงอันไพเราะ วันนี้ เป็นสมัยที่อยู่ปราศจากภูเขาและน้ำก็หามิได้ แม่น้ำ อชกรณีนี้เป็นแม่น้ำปลอดภัย เป็นแม่น้ำเกษมสำราญ รื่นรมย์ดี. จบสัปปกเถรคาถา อรรถกาถาสัปปกเถรคาถาที่ ๑๑ คาถาของท่านพระสัปปกเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยทา พลากา ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร . พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ บังเกิดเป็นนาคมี
หน้า 57 ข้อ 333
อานุภาพมาก เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า นามว่าสัมภวะ นั่งเข้าสมาบัติในกลาง แจ้ง ท่านถือเอาดอกปทุมดอกใหญ่กั้นไว้เหนือศีรษะ ได้กระทำการบูชา. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี ได้นามว่า สัปปกะ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมในสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ศรัทธาบวชเรียนพระกรรมฐาน อยู่ ณ เลณคิริวิหาร ใกล้ฝั่งแม่น้ำ ชื่อว่าอชกรณี ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ ในอปทาน๑ว่า ในที่ไม่ไกลภูเขาหิมวันต์ มีภูเขาลูกหนึ่งชื่อโรมสะ ครั้งนั้นพระพุทธเจ้าพระนามว่า สัมภวะ ประทับอยู่ กลางแจ้ง เราออกจากที่อยู่ไปถือเอาดอกปทุมบูชา เรา ถือดอกปทุมบูชาอยู่วันหนึ่ง แล้วจึงได้กลับที่อยู่ ในกัป ที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชา นั้นเราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ท่านบรรลุพระอรหัตแล้วมายังกรุงสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระ- ศาสดา อันญาติทั้งหลายอุปัฏฐากอยู่ในที่นั้น ๒-๓ วัน แสดงธรรม ให้ญาติทั้งหลายตั้งอยู่ในสรณะและศีล ได้เป็นผู้ประสงค์จะไปตามที่กล่าว แล้วนั้นแล. ญาติทั้งหลายอ้อนวอนว่า ขอท่านจงอยู่ในที่นี้เถิดขอรับ ๑. ขุ. อุ. ๓๓/ข้อ ๑๑๐.
หน้า 58 ข้อ 333
พวกกระผมจะปฏิบัติ. ท่านแสดงอาการไปแล้วยืนอยู่ เมื่อจะประกาศ ความยินดียิ่งในวิเวก โดยการแสดงอ้างระบุถึงสถานที่ที่ตนอยู่ จึงได้ กล่าว ๔ คาถาว่า เมื่อใด นกยางทั้งหลายมีขนอันขาวสะอาดถูกความ กลัวต่อเมฆคุกคามแล้ว ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรัง บินเข้าไปสู่รัง เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี เมื่อใดนกยางมีขนขาวสะอาดดี ถูกความกลัวต่อเมฆดำ คุกคามแล้ว ไม่เห็นที่หลบลี้ จึงแสวงหาที่หลบลี้ เมื่อนั้น แม่น้ำอชกรณีย่อมยังเราให้ยินดี ต้นหว้าทั้งหลาย ทั้งสองข้างแห่งแม่น้ำอชกรณี ทำฝั่งสมน้ำข้างหลังแห่ง ถ้ำใหญ่ของเราให้งาม จะไม่ยังสัตว์อะไรให้ยินดีในที่นั้น ได้เล่า กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พ้นดีแล้วจากหมู่แห่ง งูพิษและงูไม่มีพิษ พากันร้องด้วยเสียงไพเราะ วันนี้ เป็นสมัยที่อยู่ปราศจากภูเขาและแม่น้ำก็หามิได้ แม่น้ำ อชกรณีนี้เป็นแม่น้ำปลอดภัย เป็นแม่น้ำเกษมสำราญ รื่นรมย์ดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า พลากา แปลว่า นกยาง. บทว่า สุจิปณฺฑรจฺฉทา แปลว่า มีขนขาวสะอาดบริสุทธิ์. บทว่า กาฬสฺส เมฆสฺส ภเยน ตชฺชิตา ความว่า ถูกความกลัว แต่ฝนจากการคำรามแห่งเมฆในฤดูฝน คล้ายภูเขาอัญชันดำเพราะน้ำ จำนวนมากหุ้มห่อไว้ คุกคามทำให้หวาดกลัวแล้ว.
หน้า 59 ข้อ 333
บทว่า ปเลหิติ ความว่า จักบินไปจากที่หากิน. บทว่า อาลยํ แปลว่า ที่อยู่ คือรังของตน. บทว่า อาลเยสินี ความว่า ปรารถนาจะหลบซ่อนอยู่ในรังเท่านั้น. บทว่า ตทา นที อชกรณี รเมติ มํ ความว่า ในฤดูฝนตกนั้น แม่น้ำ ชื่อว่า อชกรณี เต็มไปด้วยน้ำใหม่ ได้แก่ ฝั่งแม่น้ำ ซึ่งพัดเอาสิ่งที่พัด ไปได้ ย่อมยังเราให้ยินดี คือยังจิตของเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น ท่านจึง ประกาศความยินดียิ่งในวิเวก โดยแสดงอ้างพิเศษถึงฤดูและประเทศ. บทว่า สุวิสุทฺธปณฺฑรา ได้แก่ มีสีขาวสะอาดหมดจด, อธิบายว่า มีสีไม่เจือปน คือมีสีขาวล้วน. บทว่า ปริเยสติ แปลว่า ย่อมแสวงหา. บทว่า เลณํ แปลว่า ที่เป็นที่อยู่. บทว่า อเลณทสฺสินี ได้แก่ ไม่เห็นที่อยู่. อธิบายว่า ชื่อว่าไม่เห็น ที่หลบลี้ เพราะเมื่อก่อนไม่มีที่อยู่ประจำ. บัดนี้ ในเวลาฤดูฝนตกถูก ความกระหึ่มของเมฆคุกคาม จึงต้องจากรังแสวงหาที่อยู่ เพราะฉะนั้น จึงต้องทำรังอันเป็นที่อยู่ประจำ. บทว่า กํ นุ ตตฺถ ฯเปฯ ปจฺฉโต ความว่า ต้นหว้าทั้งหลาย น้อมกิ่ง ที่ทรงผลหนักลง มีใบเป็นร่มเงาสนิท ตลอดกาลเป็นนิตย์ ให้ฝั่งแม่น้ำ คือให้ ๒ ฝั่งแม่น้ำอชกรณี ข้างหลังถ้ำใหญ่อันเป็นที่อยู่ของเราให้งามใน ที่นั้น และทิ้งข้างโน้นข้างนี้ จะยังสัตว์อะไร ๆ ให้ไม่ยินดีในที่นั้นเล่า คือ ย่อมให้สัตว์ทั้งปวงยินดีทีเดียว. บทว่า ตามตมทสงฺฆสุปฺปหีนา ความว่า พิษงู ท่านเรียกว่า อมตะ งูพิษทั้งหลายชื่อว่า อมตมทา เพราะอรรถว่า สัตว์ทั้งหลาย ย่อมตายด้วย
หน้า 60 ข้อ 333
งูพิษนั้น หมู่แห่งงูเหล่านั้น ชื่อว่า หมู่แห่งงูพิษ. เราละแล้ว คือปราศจาก แล้วด้วยดีจากงูพิษนั้น. กบทั้งหลายมีปัญญาน้อย พากันร้องด้วยเสียงอันไพเราะ คือย่อมทำ ที่นั้นให้เลื่อนลั่นด้วยเสียงอันไพเราะ. บทว่า นาชฺช คิรินทีหิ วิปฺปวาสสมโย ความว่า วันนี้ คือบัดนี้ ไม่เป็นสมัยที่ปราศจากแม่น้ำซึ่งตกจากภูเขาแม้เหล่าอื่น แต่เมื่อว่าโดย พิเศษ แม่น้ำอชกรณีปลอดภัย เพราะเว้นจากปลาร้ายและจระเข้เป็นต้น. ชื่อว่าปลอดโปร่ง เพราะสมบูรณ์ด้วยพื้น ท่า และ หาดทรายที่ดี อธิบายว่า น่ายินดีน่ารื่นรมย์ใจด้วยดี เพราะฉะนั้น ใจของเราย่อมยินดีในที่นั้น นั่นแล. ก็แล้วครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว สละญาติทั้งหลาย ไปยังที่อยู่ของตน ตามเดิม. ด้วยการแสดงความยินดียิ่งในสุญญาคาร คำนี้แหละ เป็นคำ พยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสัปปกเถรคาถาที่ ๑๑
หน้า 61 ข้อ 334
๑๒. มุทิตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมุทิตเถระ [๓๓๔] เรามีความต้องการเลี้ยงชีพ ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ภายหลังกลับได้ศรัทธา มีความเพียรบากบั่นมั่นคง โดย ตั้งใจว่า ร่างกายของเรานี้จงแตกทำลายไป เนื้อหนัง ของเราพึงเหือดแห้งไป แข้งขาทั้งสองของเราจะหลุดจาก ที่ต่อแห่งเข่าทั้งสอง ตกลงไปที่พื้นดินก็ตามที เมื่อเรา ยังถอนลูกศร คือ ตัณหาไม่ได้ เราจักไม่กิน ไม่ดื่ม จักไม่ออกจากวิหาร และจักไม่เอนกายนอน ขอท่านจงดู ความเพียรและความบากบั่นของเรา ผู้อยู่ด้วยความตั้งใจ อย่างนั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธ- ศาสนาเสร็จแล้ว. จบมุทิตเถรคาถา พระเถระที่กล่าวคาถาองค์ละ ๔ คาถา รวมเป็น ๕๒ คาถา รวม เป็นพระเถระ ๑๓ องค์ คือ :- ๑. พระนาคสมาลเถระ ๒. พระภคุเถระ ๓. พระสภิยเถระ ๔. พระนันทกเถระ ๕. พระชัมพุกถระ ๖. พระเสนกเถระ ๗. พระ- สัมภูตเถระ ๘. พระราหุลเถระ ๙. พระจันทนเถระ ๑๐. พระธรรมิกเถระ ๑๑. พระสัปปกเถระ ๑๒. พระมุทิตเถระ. จบจตุกกนิบาตที่ ๔
หน้า 62 ข้อ 334
อรรถกถามุทิตเถรคาถาที่ ๑๒ คาถาแห่งท่านพระมุทิตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปพฺพชึ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า วิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็น พระศาสดามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายเตียง ๆ หนึ่ง. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดี ในโกศลรัฐ ได้นามว่า มุทิตะ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ก็สมัยนั้นตระกูลนั้นได้ถูกพระราชาพัวพันอยู่ด้วย กรณียกิจบางอย่างทีเดียว. ท่านมุทิตะได้กลัวแต่ราชภัย ได้หนีเข้าไปสู่ป่า เข้าไปยังที่อยู่ของพระขีณาสพเถระรูปหนึ่ง. พระเถระรู้ว่าท่านกลัวจึงปลอบว่า อย่ากลัวเลย. ท่านถามว่า ข้าแต่ ท่านผู้เจริญ ภัยของกระผมนี้จักสงบโดยกาลประมาณเท่าไรหนอ เมื่อ พระเถระกล่าวว่า ล่วงไป ๗-๘ เดือน จึงกล่าวว่า กระผมไม่สามารถจะ ยับยั้งอยู่ได้ตลอดกาลประมาณเท่านั้น กระผมจักบวชขอรับ ขอท่านจงบวช ให้กระผมเถิดดังนี้แล้วจึงบวช เพื่อรักษาชีวิตไว้, พระเถระให้เธอบวชแล้ว . ท่านครั้นบวชแล้ว ได้ศรัทธาในพระศาสนา แม้เมื่อภัยสงบแล้ว การทำสมณธรรมนั่นแหละให้รุ่งโรจน์ เรียนพระกรรมฐาน เมื่อการทำ วิปัสสนากรรม จึงกระทำปฏิญญาโดยนัยมีอาทิว่า เรายังไม่บรรลุพระอรหัต แล้วจักไม่ออกไปภายนอกจากห้องที่อยู่นี้ จึงบำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระ- อรหัต. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๑๒.
หน้า 63 ข้อ 334
เราเลื่อมใส ได้ถวายเวจกุฎีหลังหนนึ่ง แด่พระผู้มี พระภาคเจ้า เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ พระนามว่าวิปัสสี ด้วยมือของตน เราได้ยานช้าง ยานม้าและยานทิพย์ เราได้บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ก็เพราะการถวายเวจกุฎี นั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเวจกุฎีใด ด้วยการ ถวายเวจกุฎีนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการ ถวายเวจกุฎี เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว... ฯลฯ ... พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แล ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุข ถูกพวกภิกษุ ผู้เป็นสหาย ถามถึงการที่ท่านบรรลุ เมื่อจะแสดงอาการที่ตนดำเนินจึง กล่าว ๔ คาถา๑ว่า เรามีความต้องการเลี้ยงชีพ ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ภายหลังกลับได้ศรัทธา มีความเพียรบากบั่นมั่นคง โดย ตั้งใจว่าร่างกายของเรานี้จงแตกทำลายไป เนื้อหนังของ เราพึงเหือดแห้งไป แข้งขาทั้งสองของเราจะหลุดจาก ที่ต่อแห่งเข่าทั้งสอง ตกลงไปที่พื้นดินก็ตามที เมื่อเรายัง ถอนลูกศร คือ ตัณหาไม่ได้ เราจักไม่กิน ไม่ดื่ม จักไม่ ออกจากวิหาร และจักไม่เอนกายนอน ขอท่านจงดูความ เพียรและความบากบั่นของเรา ผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่าง นั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำกิจพระพุทธศาสนา เสร็จแล้ว. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๔.
หน้า 64 ข้อ 334
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวิกตฺโถ ได้แก่ ผู้ต้องการเลี้ยงชีพ คือประกอบการเลี้ยงชีพ. อธิบายว่า เราบวชเพื่อต้องเลี้ยงชีพอย่างนี้ว่า เราบวชในที่นี้จักปลอดภัย ไม่ลำบากเป็นอยู่โดยสบาย. บทว่า ลทฺธาน อุปสมฺปทํ ความว่า ตั้งอยู่ในบรรพชาเป็นสามเณรก่อนแล้ว ได้อุปสมบท ด้วยญัตติจตุตถกรรม. บทว่า ตโต สทฺธํ ปฏิลภึ ความว่า ตั้งแต่เวลาที่ท่านอุปสมบท แล้วนั้น ท่านก็คบหาแต่กัลยาณมิตร เรียน ๒ มาติกา, อนุโมทนา ๓, สูตร บางสูตร สมถกรรมฐาน และวิปัสสนาวิธี เห็นความที่พระพุทธเจ้ามี อานุภาพมาก ได้ศรัทธาในพระรัตนตรัยว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสรู้เอง โดยชอบ, พระธรรมอันพระองค์ตรัสดีแล้ว พระสงฆ์ปฏิบัติดีแล้ว. บทว่า ทฬฺหิวีริโย ปรกฺกมึ ความว่า เป็นผู้ได้ศรัทธาอย่างนี้แล้ว กระทำกรรมวิปัสสนา ไม่นานนักก็เป็นผู้มั่นคงถาวร บากบั่นในการแทง ตลอดสัจจะ เริ่มตั้งไว้โดยชอบในการละอกุศลธรรม ในการถึงพร้อมด้วย กุศลธรรม. ก็เพื่อแสดงประการที่เราบากบั่นจึงกล่าวคำมีอาทิว่า กามํ ดังนี้. บทว่า กามํ ความว่า จงแตกไปตามปรารถนา หรือโดยส่วนเดียว. บทว่า อยํ กาโย ความว่า กายเน่าของเรานี้ หากแตกไปด้วยความ เพียรเครื่องเผากิเลสนี้ จงแตกไป คือจงขาดแตกไป. บทว่า มํสเปสี วิสียรุํ ความว่า หากชิ้นเนื้อจะเหือดแห้งไปจาก กายนี้ ด้วยความบากบั่นมั่นนี้ก็จงเหือดแห้งไป คือจงกำจัดไปจากที่นี้ และที่นี้.
หน้า 65 ข้อ 334
บทว่า อุโภ ชณฺณุกสนฺธีหิ ชงฺฆาโย ปปตนฺตุ เม ความว่า แข้งขาทั้งสองของเราพร้อมด้วยที่ต่อแห่งแข้ง จงแตกตกไปที่พื้นดิน ก็ตามเถิด. บาลีว่า มํ ดังนี้ก็มี บาลีนั้น ก็มีความอย่างนั้น. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง. จบอรรถกถามุทิตเถรคาถาที่ ๑๒ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา จตุกกนิบาต
หน้า 66 ข้อ 335
เถรคาถา ปัญจกนิบาต ๑. ราชทัตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระราชทัตตเถระ [๓๓๕] ภิกษุไปป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพหญิงคนหนึ่งซึ่งเขา ทิ้งไว้ในป่าช้า มีหมู่หนอนฟอนกัดกินอยู่ ก็ธรรมดาคนที่ ชอบสวยชอบงาม บางพวกได้เห็นซากศพอันเป็นของเลว- ทราม ย่อมเกลียด แต่ความกำหนัดรักใคร่ย่อมเกิดแก่เรา เราเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นของไม่สะอาดที่ ไหลออกจากทวารทั้ง ๙ ในซากศพนั้น ภายในเวลาหุง ข้าวหม้อหนึ่งสุก เราหลีกออกจากที่นั้น เรามีสติ- สัมปชัญญะ เข้าไปสู่ที่ควรแห่งหนึ่ง ทีนั้น การกระทำ ไว้ในใจโดยอุบายอันชอบจึงเกิดขั้นแก่เรา โทษปรากฏ แก่เรา ความเหนื่อยหน่ายก็ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเรา หลุดพ้นจากกิเลส ขอท่านจงดูความที่ธรรมเป็นธรรม ดีเลิศเถิด เพราะวิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจ พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. จบราชทัตตเถรคาถา
หน้า 67 ข้อ 335
อรรถกถาปัญจกนิบาต อรรถกถาราชทัตตเถรคาถาที่ ๑ ในปัญจกนิบาต คาถาของท่านพระราชทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ภิกฺขุ สีวถิกํ คนฺตฺวา ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่๑๔ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อโลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง เข้าไป ยังไพรวันด้วยกรณียกิจบางอย่าง เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งนั่งที่ โคนไม้ในไพรวันนั้น มีจิตเลื่อมใสได้ถวายผลมะกอก อันบริสุทธิ์ดี. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งพ่อค้าเกวียน ในกรุงสาวัตถี มารดาบิดาได้ตั้งชื่อท่านว่า ราชทัตตะ เพราะอาราธนาท้าวเวสวัณมหาราช ได้มา. ท่านเจริญวัยแล้วเอาเกวียน ๕๐๐ เล่มบรรทุกสินค้า ได้ไปยัง กรุงราชคฤห์โดยการค้าขาย. ก็สมัยนั้น หญิงแพศยาคนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ มีรูปงามน่าดูน่าชม เพราะประกอบด้วยความเป็นผู้เลอโฉมอย่างยิ่ง จึงได้ทรัพย์วันละ ๑,๐๐๐ ครั้ง บุตรของพ่อค้าเกวียนให้ทรัพย์ ๑,๐๐๐ แก่หญิงแพศยานั้นทุก ๆ วัน สำเร็จการอยู่ร่วมกัน ไม่นานนัก ทรัพย์ทั้งหมดก็สิ้นไป เป็นคนทุกข์ ยาก เมื่อไม่ได้ร่วมวัตถุแม้สักว่าอาหารและเครื่องนุ่งห่ม เที่ยวหมุนเวียนไป ข้างโน้นข้างนี้ ได้ถึงความสังเวชแล้ว. วันหนึ่งท่านได้แก่ไปยังพระเวฬุวัน มหาวิหารกับอุบาสกทั้งหลาย.
หน้า 68 ข้อ 335
ก็สมัยนั้น พระศาสดาแวดล้อมไปด้วยบริษัทเป็นอันมาก ประทับ นั่งแสดงธรรมอยู่. ท่านนั่งอยู่ที่ท้ายบริษัท ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้ว สมาทานธุดงค์อยู่ในป่าช้า ในกาลนั้น บุตรของพ่อค้า เกวียนคนหนึ่ง ได้ให้ทรัพย์พันหนึ่งแล้วอยู่ร่วมกับหญิงแพศยานั้น. และ หญิงแพศยานั้น เห็นรัตนะมีค่ามากในมือของเขา ให้เกิดความโลภขึ้น จึงให้ผู้เป็นนักเลงเหล่าอื่นฆ่าให้ตายแล้วถือเอารัตนะนั้น. ลำดับนั้น พวก มนุษย์รู้เรื่องนั้นของบุตรพ่อค้าเกวียนนั้นแล้ว จึงส่งพวกนั้นมนุษย์ผู้สอดแนม ไป มนุษย์ผู้สอดแนมเหล่านั้นได้เข้าไปยังเรือนหญิงแพศยานั้น ในเวลา ราตรี พากันฆ่านางให้ตายโดยไม่ทำผิวให้ถลอก แล้วทิ้งไว้ในป่าช้า. พระราชทัตตเถระ เที่ยวอยู่ในป่าช้าเพื่อถือเอาอสุภนิมิต เข้าไปเพื่อ ทำไว้ในใจซึ่งซากศพของหญิงเพศยานั้น โดยเป็นของปฏิกูล กระทำไว้ ในใจโดยแยบคายสิ้นวาระเล็กน้อย กระทำไว้ในใจโดยอุบายไม่แยบคาย โดยภาวะที่ตายแล้วไม่นาน โดยที่สุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกไม่กระทบ กระทั่งผิวเป็นต้น และเป็นวัตถุวิสภาคไม่ถูกส่วนกัน ให้เกิดกามราคะ ขึ้นในร่างนั้น มีใจสลดยิ่งนัก อบรมจิตของตน หลีกไป ณ ที่สมควร ส่วนข้างหนึ่ง โดยครู่เดียว แล้วถือเอาเฉพาะอสุภนิมิตที่ปรากฏตั้งแต่ต้น เท่านั้น การทำไว้ในใจโดยแยบคาย ทำฌานให้เกิดขึ้น ทำฌานนั้นให้ เป็นบาท เริ่มตั้งวิปัสสนาบรรลุพระอรหัตในขณะนั้นนั่นเอง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้า ผู้ไม่ทรงพ่ายแพ้อะไร ในป่าใหญ่ จึงได้เอาผลมะกอกมาถวายแด่พระสยัมภู ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๑๒.
หน้า 69 ข้อ 335
ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่ง การถวายผลไม้ เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน เกิด ปีติโสมนัส ได้กล่าว ๕ คาถา๑เหล่านี้ว่า ภิกษุไปป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เขา ทิ้งไว้ในป่าช้า มีหมู่หนอนฟอนกัดกินอยู่ ก็ธรรมดาคนหนึ่ง ชอบสวยชอบงามบางพวกได้เห็นซากศพ อันเป็นของเลว- ทราม ย่อมเกลียด แต่ความกำหนัดรักใคร่ย่อมเกิดแก่เรา เราเป็นเหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นของไม่สะอาดที่ ไหลออกจากทวารทั้ง ๙ ในซากศพนั้น ภายในเวลาหุงข้าว หม้อหนึ่งสุก เราหลีกออกจากที่นั้น เรามีสติสัมปชัญญะ เข้าไปสู่ที่ควรแห่งหนึ่ง ทีนั้น การกระทำไว้ในใจโดยอุบาย อันชอบจึงเกิดขึ้นแก่เรา โทษปรากฏแก่เรา ความเหนื่อย หน่ายก็ตั้งมั่น ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากกิเลส ขอท่านจงดูความที่ธรรมเป็นธรรมดีเลิศเถิด เพราะวิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว เราได้ทำกิจในพระพุทธศาสนาเสร็จ แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภิกฺขุ สีวถิกํ คนฺตฺวา ความว่า ชื่อว่า ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๕.
หน้า 70 ข้อ 335
ภิกษุ เพราะเห็นภัยในสงสาร เข้าไปใกล้ป่าช้าผีดิบ เพื่อต้องการอสุภ- กรรมฐาน. ก็คำว่า ภิกฺขุ นี้ พระเถระกล่าวคำนี้ด้วยตนเองหมายเอาตน. พึงทราบวิเคราะห์ในบทว่า อิตฺถึ ดังต่อไปนี้ ชื่อว่า ถี คือมาตุคาม เพราะเป็นที่ไปคือไหลไปแห่งเลือดคือสุกกะ โดยภาวะเป็นที่สืบต่อแห่งสัตว์. อนึ่ง เมื่อว่าด้วยภาษาเดิม ภาษาที่ถูกอย่างนี้ ท่านเรียกว่า อิตฺถี ดังนี้ก็มี อนึ่ง ในบรรดาหญิงมีหญิงหมันเป็นต้นก็มีบัญญัติว่าหญิง เพราะเป็น เสมือนกับหญิงนั้น และเพราะไม่ล่วงสภาวะความเป็นหญิงไปได้. ก็ด้วย บทว่า อิตฺถี นี้ พระเถระกล่าวถึงซากศพหญิง. บทว่า อุชฺฌิตํ แปลว่า อันสละแล้ว คืออันเขาทอดทิ้งแล้ว เพราะ เป็นสิ่งที่น่าติเตียนนั่นเอง ได้แก่ อันเขาทิ้งแล้วโดยภาวะที่ไม่มีความอาลัย. บทว่า ขชฺชนฺตึ กิมิหี ผุฏํ ความว่า เป็นของเต็มไปด้วยหมู่หนอน กัดกินอยู่. บทว่า ยํ หิ เอเก ชิคุจฺฉนฺติ มตํ ทิสฺวาน ปาปกํ ความว่า ผู้ที่ มีชาติหลุดพ้นพวกหนึ่ง ย่อมเกลียด ทั้งไม่ปรารถนาจะดูซากศพที่ชั่วช้า ลามก ซึ่งตายไปแล้ว เพราะปราศจากอายุไออุ่นและวิญญาณ. บทว่า กามราโค ปาตุรหุ ความว่า กามราคะ ได้ปรากฏคือได้เกิด แก่เราแล้ว เพราะไม่มีการใส่ใจโดยแยบคายเป็นกำลัง ในซากศพนั้น. บทว่า อนฺโธว สวตี อหุํ ความว่า ของอันไม่สะอาดไหลออกจาก ทวารทั้ง ๙ ในซากศพนั้น เมื่อมันกำลังไหลอยู่ เราก็เป็นเหมือนคนบอด เพราะไม่เห็นของอันไม่สะอาด. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 71 ข้อ 335
คนกำหนัดย่อมไม่รู้อรรถ คนกำหนัดย่อมไม่รู้เห็น ธรรม ความมืดบอดย่อมมีในคราวที่คนถูกราคะครอบงำ. และอาจารย์บางพวกกล่าวว่า "ดูก่อนพราหมณ์ กามฉันท์แล กระทำซึ่ง ความเป็นดังคนบอด และว่ากระทำให้เป็นดังคนไม่มีจักษุ," แต่ในที่นี้ อาจารย์บางพวกลง ต อาคม แล้วกล่าวความว่า ความไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะถูกกิเลสกลุ้มรุม หรือเป็นไปในอำนาจแห่งกิเลส. อาจารย์อีกพวก หนึ่งกล่าวบาลีว่า อนฺโธว อสติ อหุํ เราเป็นผู้ไม่มีสติดังคนบอด แล้ว กล่าวว่า เราเป็นผู้เว้นจากสติเหมือนคนบอดเพราะกามราคะ แต่คำทั้งสอง นั้นไม่มีในบาลี. บทว่า โอรํ โอทนปากมฺหา ความว่า ภายในเวลาที่หม้อข้าวสุก ครั้งหนึ่ง คือข้าวสุกในทะนานแห่งข้าวสารที่ล้างเปียกชุ่มดีแล้ว ย่อมสุกโดย เวลาเท่าใด ภายในเวลาแต่กาลเท่านั้นนั่นแล โดยกาลรวดเร็วแม้แต่กาล นั้น เราเมื่อบรรเทาราคะหลีกออกจากที่นั้น ราคะเกิดขึ้นแล้วแก่เราผู้ยืน อยู่ในที่ใด เราหลีกไปแล้ว ปราศไปแล้วจากที่นั้น. เราหลีกไปมีสติมีสัมปชัญญะ เข้าไปตั้งสมณสัญญาไว้ ชื่อว่ามีสติ โดยมนสิการถึงสติปัฏฐาน และเป็นผู้ชื่อว่ามีสัมปชัญญะ เข้าไปใกล้ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง ได้นั่งเข้าสมาธิ เพราะรู้สภาวะแห่งธรรมโดยชอบนั่นเอง คำว่า ก็เมื่อเรานั่งแล้ว แต่นั้นมนสิการเกิดขึ้นแก่เราแล้ว คือเกิดขึ้น แล้วโดยแยบคาย ดังนี้เป็นต้นทั้งหมด มีนัยดังกล่าวในหนหลังนั้นแลฉะนี้. จบอรรถกถาราชทัตตเถรคาถาที่ ๑
หน้า 72 ข้อ 336
๒. สุภูตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุภูตเถระ [๓๓๖] บุรุษผู้ประสงค์จะทำธุรกิจ เมื่อประกอบตนในกิจที่ ไม่ควรประกอบ ถ้าเมื่อขึ้นประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่พึง ได้สำเร็จผล การประกอบในกิจที่ไม่ควรประกอบนั้น มิใช่ ลักษณะบุญ ถ้าบุคคลใด ไม่ถอนความเป็นอยู่อย่าง ลำบาก แล้วมาสละธรรมอันเอกเสีย บุคคลนั้นก็พึงเป็น ดังคนกาลี ถ้าสละทิ้งคุณธรรมแม้ทั้งปวง ผู้นั้นก็พึงเป็น เหมือนคนตาบอด เพราะไม่เห็นธรรมที่สงบและธรรมไม่ สงบ บุคคลพึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้นแล ไม่พึงทำ อย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนด รู้ว่า บุคคลผู้ไม่ทำ ดีแต่พูดนั้นมีมาก ดอกไม้งาม มีสี แต่ไม่มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่ บุคคลผู้ไม่ทำอยู่ ก็ฉันนั้น ดอกไม้งาม มีสี มีกลิ่นฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิตย่อมมีผลแก่บุคคลผู้ทำอยู่ฉะนั้น. จบสุภูตเถรคาถา อรรถกถาสุภูตเถรคาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระสุภูตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อโยเค ดังนี้. เรื่อง นั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 73 ข้อ 336
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ บังเกิดในตระกูลคหบดีมหาศาล ในกรุงพาราณสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา แล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดามีจิตเลื่อมใส ตั้งอยู่ใน สรณะและศีล ได้ให้เช็ดทาพระคันธกุฎีของพระศาสดา ด้วยของหอม ๔ อย่าง (จันทน์แดง, กานพลู, กฤษณา, กำยาน) เดือนละ ๘ ครั้งทุก เดือน. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านเป็นผู้มีร่างกายหอมตลบในที่เกิดแล้ว ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีในมคธรัฐ ได้นามว่า สุภูตะ เจริญวัยแล้วละฆราวาส เพราะความที่ตนเป็นผู้มีอัธยาศัยในการสลัดออก จึงบวชในเดียรถีย์ เมื่อไม่ได้สิ่งอันเป็นสาระในที่นั้น เห็นสมณพราหมณ์ เป็นอันมาก มีอุปติสสะโกสิตะและเสละเป็นต้น บวชในสำนักของพระ- ศาสดาเสวยความสุขในความเป็นสมณะ ได้ศรัทธาในพระศาสนา จึงบวช แล้วให้อาจารย์และอุปัชฌาย์ยินดี เรียนพระกรรมฐาน อยู่โดยวิเวก เจริญ วิปัสสนาบรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้ามีพระนามว่า กัสสป ผู้เป็น พงศ์พันธุ์พรหม ทรงยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์สมบูรณ์ด้วย อนุพยัญชนะ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระรัศมีล้อมรอบข้างละวา ประกอบด้วยข่ายรัศมี ทรง ๑. ขุ. อ ๓๓/ข้อ ๑๔๐.
หน้า 74 ข้อ 336
ยังสัตว์ให้ยินดีได้เหมือนพระจันทร์ แผดแสงเหมือน พระอาทิตย์ ทำให้เยือกเย็นเหมือนเมฆ เป็นบ่อเกิดแห่ง คุณเหมือนสาคร มีศีลเหมือนแผ่นดิน มีสมาธิเหมือน ขุนเขาหิมวันต์ มีปัญญาเหมือนอากาศ ไม่ข้องเหมือน กับลม ครั้งนั้น เราเกิดในสกุลใหญ่ มีทรัพย์และธัญญา- หารมากมาย เป็นที่สั่งสมแห่งรัตนะต่าง ๆ ในพระนคร พาราณสี เราได้เข้าเฝ้าพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก ซึ่ง ประทับนั่งอยู่กับบริวารมากมาย ได้สดับอมตธรรมอันนำ มาซึ่งความยินดีแห่งจิต พระพุทธองค์ทรงพระมหาปุริส- ลักษณะ ๓๒ ประการ มีนักขัตฤกษ์ดีเหมือนพระจันทร์ ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ บานเหมือนต้นพญารัง อันข่ายคือพระรัศมีแวดวง มีพระรัศมีรุ่งเรื่อง เหมือน ภูเขาทอง มีพระรัศมีล้อมรอบด้านละวา มีรัศมีนับด้วย ร้อยเหมือนอาทิตย์ มีพระพักตร์เหมือนทองคำ เป็นพระ- พิชิตมารผู้ประเสริฐ เป็นเหมือนภูเขาอันให้เกิดความ ยินดี มีพระหฤทัยเต็มด้วยพระกรุณา มีพระคุณปานดัง สาคร มีพระเกียรติปรากฏแก่โลก เหมือนเขาสิเนรุซึ่ง เป็นภูเขาสูงสุด มีพระยศ เป็นที่ปลื้มใจ เป็นผู้ประกอบ ด้วยปัญญาเช่นเดียวกับอากาศ เป็นนักปราชญ์ มีพระทัย ไม่ข้องในที่ทั้งปวงเหมือนลม เป็นผู้นำ เป็นที่พึ่งของ สรรพสัตว์ เหมือนแผ่นดิน เป็นมุนีผู้สูงสุด อันโลกไม่
หน้า 75 ข้อ 336
เข้าไปฉาบทาได้ เหมือนปทุมไม่คิดน้ำฉะนั้น เป็นผู้เช่น กับกองไฟเผาหญ้าคือวาทะลวงโลก พระองค์เป็นเสมือน ยาบำบัดโรค ทำให้ยาพิษคือกิเลสพินาศ ประดับด้วย กลิ่นคือคุณเหมือนภูเขาคันธมาทน์ เป็นนักปราชญ์ที่เป็น บ่อเกิดแห่งคุณ ดุจดังสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะทั้งหลาย ฉะนั้น และเป็นเหมือนม้าสินธพอาชาไนย เป็นผู้นำไป ซึ่งมลทินคือกิเลส ทรงย่ำยีมารและเสนามารเสียได้ เหมือนนายทหารใหญ่ผู้มีชัยโดยพิเศษ ทรงเป็นใหญ่ เพราะรัตนะคือโพชฌงค์ เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ ทรง เป็นผู้เยียวยาพยาธิคือโทสะเหมือนกับหมอใหญ่ ทรง เป็นหมอผ่าฝีคือทิฏฐิ เหมือนศัลยแพทย์ผู้ประเสริฐสุด ครั้งนั้น พระองค์ทรงส่องโลกให้โชติช่วง อันมนุษย์และ ทวยเทพสักการะ เป็นดังพระอาทิตย์ส่องแสงสว่างให้แก่ นรชน ทรงแสดงปฐมเทศนาในบริษัททั้งหลาย พระ- องค์ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ว่า บุคคลจะมีโภคทรัพย์มาก ได้เพราะทำงาน จะเข้าถึงสุคติก็เพราะศีล จะดับกิเลส ได้เพราะภาวนา ดังนี้ บริษัททั้งหลายฟังเทศนานั้น อัน ให้เกิดความแช่มชื่นมาก ไพเราะทั้งเบื้องต้นท่ามกลาง และที่สุด มีรสใหญ่ประหนึ่งน้ำอมฤต เราได้สดับพระ- ธรรมเทศนาอันไพเราะดี ก็เลื่อมใสในพระศาสนาของ พระพิชิตมาร จึงถึงพระสุคตเจ้าเป็นสรณะ นอบน้อม
หน้า 76 ข้อ 336
ตราบเท่าสิ้นชีวิต ครั้งนั้นเราได้เอาของหอมมีชาติ ๔ ทา พื้นพระคันธกุฎีของพระมหามุนีเดือนหนึ่ง ๘ วัน โดยตั้ง ปณิธานให้สรีระที่ปราศจากกลิ่นหอมได้มีกลิ่นหอม ครั้ง นั้นพระพิชิตมาร ได้พยากรณ์เราผู้อยากได้กายมีกลิ่นหอม ว่า นระใดเอาของหอมทาพื้นพระคันธกุฎีคราวเดียว ด้วย ผลของกรรมนั้น นระนั้นเกิดในชาติใด ๆ จักเป็นผู้มีตัว หอมทุกชาติไป จักเป็นผู้เจริญด้วยกลิ่นคือคุณ จักเป็นผู้ ไม่มีอาสวะปรินิพพาน เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และ เพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดใน สกุลอันมั่นคง เมื่อเรายังอยู่ในครรภ์มารดา มารดาเป็น หญิงมีกลิ่นตัวหอม และในเวลาที่เราคลอดจากครรภ์ มารดานั้น พระนครสาวัตถีหอมฟุ้งเหมือนกับถูกอบด้วย กลิ่นหอมทุกอย่าง ขณะนั้นฝนดอกได้อันหอมหวล กลิ่น ทิพย์อันน่ารื่นรมย์ใจ และธุปมีค่ามาก หอมฟุ้งไป เรา เกิดในเรือนหลังใด เรือนหลังนั้นเทวดาได้เอาธูปและ ดอกไม้ ล้วนแต่มีกลิ่นหอม และเครื่องหอมมาอบ ก็ใน เวลาที่เรายังเยาว์ ตั้งอยู่ในปฐมวัย พระศาสดาผู้เป็น สารถีฝึกนระ ทรงแนะนำบริษัทของพระองค์ที่เหลือแล้ว เสด็จมายังพระนครสาวัตถี พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เหล่านั้นทั้งหมด ครั้งนั้น เราได้พบพุทธานุภาพจึงออก
หน้า 77 ข้อ 336
บวช เราเจริญธรรม ๔ ประการคือ ศีล สมาธิ ปัญญา และวิมุตติอันยอดเยี่ยม แล้วบรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะ ในคราวที่เราออกบวช ในคราวที่เราเป็นพระอรหันต์ และ ในคราวที่เราจักนิพพาน ได้มีฝนกลิ่นหอมตกลงมา ก็กลิ่น สรีระอันประเสริฐสุดของเราครอบงำจันทน์อันมีค่า ดอก จำปาและดอกอุบลเสีย และเราไปในที่ใด ก็ย่อมข่มขี่ กลิ่นเหล่านี้เสียโดยประการทั้งปวง ฟุ้งไปเช่นนั้นเหมือน กัน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ . . . พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว คิดถึงทุกข์ คือ อัตตกิลม- ถานุโยค ที่คนบวชในพวกเดียรถีย์ได้รับมา และสุขอันเกิดแต่ฌานเป็นต้น ที่ตนบวชในพระศาสนาได้มา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยยกเอา การพิจารณาข้อปฏิบัติของตน จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา๑เหล่านี้ว่า บุรุษผู้ประสงค์จะทำธุรกิจ เมื่อประกอบตนในกิจที่ ไม่ควรประกอบ ถ้าเมื่อขึ้นประพฤติอยู่อย่างนั้น ก็ไม่พึงได้ สำเร็จผล การประกอบในกิจที่ไม่ควรประกอบนั้น มิใช่ ลักษณะบุญ ถ้าบุคคลใด ไม่ถอนความเป็นอยู่อย่างลำบาก แล้วมาสละธรรมอันเอกเสีย บุคคลนั้นก็พึงเป็นดังคน กาลี ถ้าสละทิ้งคุณธรรมแม้ทั้งปวง ผู้นั้นก็พึงเป็นเหมือน คนตาบอด เพราะไม่เห็นธรรมที่สงบและเห็นธรรมไม่ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๖.
หน้า 78 ข้อ 336
สงบ บุคคลพึงทำอย่างใด พึงพูดอย่างนั้นแล ไม่พึงทำ อย่างใด ไม่พึงพูดอย่างนั้น บัณฑิตทั้งหลายย่อมกำหนด รู้ว่า บุคคลผู้ไม่ต่ำ ดีแต่พูดนั้นมีมาก ดอกไม้งาม มีสี แต่ไม่มีกลิ่นฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมไม่มีผล แก่บุคคลผู้ไม่ทำอยู่ ก็ฉันนั้น ดอกไม้งามมีสี มีกลิ่น ฉันใด วาจาอันเป็นสุภาษิต ย่อมมีผลแก่บุคคลผู้ทำอยู่ ฉันนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยเค ได้แก่ในที่สุด ๒ อย่าง ที่ไม่ ควรประกอบ คือไม่ควรเสพ. แต่ในที่นี้พึงทราบความ ด้วยสามารถแห่ง อัตตกิลมถานุโยค ประกอบเนือง ๆ ในการทรมานตน. บทว่า ยุญฺชํ ความว่า ประกอบตนในที่สุด ๒ อย่างนั้น คือปฏิบัติ เหมือนอย่างนั้น. บทว่า กิจฺจมิจฺฉโก ความว่า ปรารถนากิจที่นำประโยชน์ทั้งสองมา, หากว่าพึงประพฤติอยู่ในกิจไม่ควรประกอบ โดยเป็นปฎิปักษ์ต่อกิจที่ควร ประกอบนั้นไซร้. บทว่า นาธิคจฺเฉยฺย ความว่า ชื่อว่า ญายะ เพราะไม่พึงบรรลุ หิตสุขตามที่ประสงค์ เพราะฉะนั้น เราถูกหลอกลวงด้วยมติของพวก เดียรถีย์ จึงประกอบในสิ่งไม่ควรประกอบ นั่นไม่ใช่ลักษณะบุญคือไม่ใช่ สภาวะแห่งบุญของเรา. ท่านแสดงว่า เราหลงเพราะกรรมเก่า จึงประกอบ ในสิ่งไม่ควรประกอบ. บทว่า อพฺพูฬฺหํ อฆคตํ วิชิตํ ความว่า กิเลสมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า อฆา เพราะมีการเบียดเบียนเป็นสภาวะ, ความเป็นอันลำบาก คือ
หน้า 79 ข้อ 336
อฆา ความเป็นอยู่แห่งกิเลสที่ลำบาก คือความเป็นไปในสงสาร ความ เป็นอยู่แห่งกิเลสที่ลำบากเหล่านั้น ได้แก่ความครอบงำกุศลธรรม. ท่าน กล่าว อฆคตํ วิชิตํ เพราะไม่ลบนิคคหิต. อธิบายว่า ผู้ใดยังละความ เป็นอยู่อันลำบากไม่ได้ ผู้นั้นก็เป็นอยู่อย่างนั้น เพราะทำการเป็นอยู่ลำบาก ที่ยังถอนไม่ได้นั้นให้เป็นแว่นแคว้น คือยังถอนกิเลสขึ้นไม่ได้. บทว่า เอกญฺเจ โอสฺสเชยฺย ความว่า หากพึงละ คือพึงสละ ความไม่ประมาทอันหนึ่ง และความประกอบชอบ ด้วยเป็นผู้ไม่มีเพื่อน ๒ และด้วยความเป็นผู้มีความเพียร. บุคคลนั้นเหมือนกาลี คือพึ่งเป็นเหมือน คนกาลกิณี. บทว่า สพฺพานิปิ เจ โอสฺสเชยฺย ความว่า หากบุคคลนั้น พึง สละ. สัทธินทรีย์ วีริยินทรีย์ สตินทรีย์ สมาธินทรีย์ และปัญญินทรีย์ อันบ่มด้วยวิมุตติแม้ทั้งหมด, คือหากพึงทิ้งเสียด้วยการไม่อบรม, คนนั้น ก็พึงเป็นเหมือนคนบอด เพราะไม่เห็นธรรมที่สงบและธรรมที่ไม่สงบ. ศัพท์ว่า ยถา เป็นนิบาต ใช้ในอรรถเปรียบเทียบโดยอุปมา. บทว่า วณฺณวนฺตํ แปลว่า สมบูรณ์ด้วยสีและสัณฐาน. บทว่า อคนฺธกํ ได้แก่ เว้นจากกลิ่น อันต่างด้วยดอกทองกวาว ดอกอัญชันเขียว ดอกชัยพฤกษ์เป็นต้น. บทว่า เอวํ สุภาสิตา วาจา ความว่า พุทธพจน์คือปิฎก ๓ อัน เสมือนกับดอกไม้อันสมบูรณ์ด้วยสีและสัณฐาน ชื่อว่าวาจาสุภาษิต เหมือน อย่างว่า กลิ่นย่อมไม่แผ่ไปในสรีระของผู้ทัดทรงดอกไม้ที่ไม่มีกลิ่น ฉันใด พระพุทธพจน์ก็ฉันนั้น ผู้ใดไม่ประพฤติให้สม่ำเสมอด้วยกิจ มีการฟังโดย
หน้า 80 ข้อ 336
เคารพเป็นต้น ย่อมไม่นำมาซึ่งกลิ่นคือสุตะ และกลิ่นคือการปฏิบัติ คือ ไม่มีผลแก่ผู้นั้น ผู้ไม่ประพฤติโดยเคารพ ชื่อว่า แก่ผู้ไม่กระทำกิจที่พึง กระทำในพระพุทธพจน์นั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วาจาอันเป็น สุภาษิต ย่อมไม่มีผลแก่ผู้กระทำ ด้วยประการฉะนี้. บทว่า สุคนฺธกํ ได้แก่ ดอกไม้หอมต่างด้วยดอกมะลิ ดอกจำปา และดอกอุบลเขียวเป็นต้น. บทว่า เอวํ ความว่า กลิ่นย่อมแผ่ไปในสรีระของบุคคลผู้ทัดทรง ดอกไม้ฉันใด แม้วาจาอันเป็นสุภาษิตกล่าวคือพระพุทธพจน์ คือปิฎก ๓ ก็ฉันนั้น ย่อมมีผลคือย่อมมีผลมากมีอานิสงส์มาก แก่บุคคลผู้การทำกิจ ที่ควรกระทำในพระพุทธพจน์นั้น ด้วยกิจมีการฟังโดยเคารพเป็นต้น. เพราะฉะนั้น พึงปฏิบัติในโอวาท คือพึงทำอย่างไร พึงกล่าวอย่างนั้น คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล. อรรถกถาสุภูตเถรคาถาที่ ๒
หน้า 81 ข้อ 337
๓. คิริมานันทเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระคิริมานันทเถระ [๓๓๗] ฝนตกเสียงไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฎีของเรามุงดี แล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้สงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมือน เพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้มีจิตสงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะก็ตกลง มาเถิดฝน ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากราคะอยู่ในกุฏี นั้น ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากโทสะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ เรา เป็นผู้ปราศจากโมหะอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตก ลงมาเถิดฝน. จบคิริมานันทเถรคาถา อรรถกถาคิริมานันทเถรคาถาที่ ๓ คาถาของท่านพระคิริมานันทเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วสฺสติ เทโว ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสุเมธ บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้วอยู่ครองฆราวาส เมื่อภรรยาและบุตร ของคนทำกาละแล้ว เพียบพร้อมไปด้วยลูกศรคือความโศก เข้าไปสู่ป่า เมื่อพระศาสดาเสด็จไปในที่นั้นแสดงธรรม ถอนลูกศรคือความโศกได้แล้ว
หน้า 82 ข้อ 337
มีจิตเลื่อมใสบูชาด้วยของหอมและดอกไม้ ถวายบังคมด้วยเบญจางค- ประดิษฐ์ ประคองอัญชลีขึ้นเหนือเศียรแล้วกล่าวชมเชย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นบุตรแห่งปุโรหิตของพระเจ้าพิมพิสารในกรุง ราชคฤห์, ท่านได้นามว่าคิริมานันทะ, ท่านถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็นอานุภาพของพระพุทธเจ้าในการเสด็จไปกรุงราชคฤห์แห่งพระศาสดา ได้ศรัทธาบรรพชา กระทำสมณธรรมอยู่ในหมู่บ้านสิ้น ๒-๓ วัน แล้ว ได้ไปยังกรุงราชคฤห์เพื่อถวายบังคมพระศาสดา. พระเจ้าพิมพิสารมหาราช ทรงทราบการมาของท่าน จึงเสด็จเข้า ไปหา ทรงปวารณาว่า ท่านขอรับ ขอท่านจงอยู่ในที่นี้แหละ ข้าพเจ้า จะอุปัฏฐากด้วยปัจจัย ๔ ดังนี้แล้วเสด็จไปไม่ทรงระลึกถึงความที่พระองค์ มีกิจมาก เทวดาทั้งหลายคิดว่า พระเถระย่อมอยู่ในโอกาสกลางแจ้งจึงห้าม ฝน เพราะกลัวพระเถรจะเปียก. พระราชาทรงกำหนดถึงเหตุที่ฝนไม่ตก จึงให้สร้างกระท่อมสำหรับพระเถระ. พระเถระอยู่ในกระท่อมได้ทำความ เพียรชอบ โดยได้เสนาสนะเป็นสัปปายะ ประกอบความเพียรสม่ำเสมอ บำเพ็ญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ภริยาของเราทำกาละแล้ว บุตรของเราก็ไปสู่ป่าช้า มารดา บิดา และพี่ชายของเราเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน เพราะความเศร้าโศกนั้น เราเป็นผู้เร่าร้อน เป็นผู้ผอม เหลือง จิตเราฟุ้งซ่าน เพราะเราประกอบด้วยความเศร้า- โศกนั้น เรามากด้วยลูกศรคือความโศก จึงเข้าไปสู่ชาย ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๙๙.
หน้า 83 ข้อ 337
ป่า บริโภคผลไม้ที่หล่นเองอยู่ที่โคนต้นไม้ พระสัมพุทธ- ชินเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้กระทำที่สุดทุกข์ พระองค์ ประสงค์จะช่วยเหลือเรา จึงเสด็จมาในสำนักของเรา เรา ได้ยินเสียงพระบาทของพระพุทธเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้ แสวงหาคุณอันใหญ่ยิ่ง จึงชะเง้อศีรษะดูพระมหามุนี พระมหาวีรเจ้าเสด็จเข้ามา ปีติเกิดขึ้นแก่เรา ในกาลนั้น เราได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนายกของโลก แล้วมีใจไม่ฟุ้ง- ซ่านกลับได้สติ แล้วได้ถวายใบไม้กำมือหนึ่ง พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้มีจักษุประทับนั่งบนใบไม้นั้นด้วยความอนุเคราะห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสุเมธ ผู้เป็นนายของโลก ผู้ตรัสรู้แล้ว ครั้นประทับนั่งบนใบไม้นั้นแล้ว ทรงแสดง ธรรมเครื่องบรรเทาลูกศรคือความโศกแก่เราว่า ชนเหล่า- นั้น ใครไม่ได้เชื้อเชิญให้มาก็มาจากปรโลกนั้นเอง ใคร ไม่ได้อนุญาตให้ไปก็ไปจากมนุษยโลกนี้แล้ว เขามาแล้ว ฉันใด ก็ไปฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไมในการตายของ เขานั้น สัตว์มีเท้า เมื่อฝนตกลงมา เขาก็เข้าไปอาศัย ในโรงเพราะฝนตก เมื่อฝนหายแล้วเขาก็ไปตามปรารถนา ฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไปทำไม ในการตายของเขานั้น แขกผู้จรไปมา เป็นผู้สั่นหวั่น- ไหวฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนาไป ทำไมในการตายของเขานั้น งูละคราบเก่าแล้ว ย่อมไปสู่ กายเดิมฉันใด มารดาบิดาของท่านก็ฉันนั้น จะปริเทวนา
หน้า 84 ข้อ 337
ไปทำไมในการตายของเขานั้น เราได้ฟังพระพุทธเจ้าตรัส แล้ว เว้นลูกศรคือความโศกได้ ยังความปราโมทย์ให้ เกิดแล้ว ได้ถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้น ถวายบังคมแล้ว ได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้ล่วงพ้นภูเขาคือ กิเลส เป็นพระมหานาค ทรงสมบูรณ์ด้วยกลิ่นหอมอันเป็น ทิพย์ พระนานว่าสุเมธ เป็นนายกของโลก ครั้นบูชา พระสัมพุทธเจ้าแล้ว ประนมกรอัญชลีขึ้นเหนือเศียร อนุสรณ์ถึงคุณอันเลิศแล้ว ได้สรรเสริญพระองค์ผู้เป็น นายกของโลกว่า ข้าแต่พระมุนีมหาวีรเจ้า พระองค์เป็น สัพพัญญู เป็นนายกของโลก ทรงข้ามพ้นแล้วยังทรงรื้อ ขนสรรพสัตว์ด้วยพระญาณอีก ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีจักษุ พระองค์ตัดความเคลือบแคลงสงสัยแล้ว ได้ทรงยังมรรค ให้เกิดแก่ข้าพระองค์ ด้วยพระญาณของพระองค์ พระ- อรหันต์ผู้ถึงความสำเร็จ ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มากเที่ยว ไปในอากาศได้ เป็นนักปราชญ์ ห้อมล้อมอยู่ทุกขณะ พระเสขะผู้กำลังปฏิบัติ และผู้ตั้งอยู่ในผลเป็นสาวกของ พระองค์ สาวกทั้งหลายของพระองค์ย่อมบาน เหมือน ดอกปทุมเมื่ออาทิตย์อุทัย มหาสมุทรประมาณไม่ได้ ไม่มี อะไรเหมือน ยากที่จะข้ามได้ฉันใด แต่ข้าพระองค์ผู้มี จักษุ พระองค์สมบูรณ์ด้วยพระญาณก็ประมาณไม่ได้ฉันนั้น เราถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้ชนะโลกมีจักษุ มียศมาก นมัสการทั่ว ๔ ทิศแล้วได้กลับไป เราเคลื่อนจากเทวโลก
หน้า 85 ข้อ 337
แล้วรู้สึกตัว กลับมีสติ ท่องเที่ยวอยู่ในภพน้อยใหญ่ลงสู่ ครรภ์มารดาออกจากเรือนแล้วบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้มี ความเพียร มีปัญญา มีการหลีกเร้นอยู่เป็นอารมณ์ ตั้ง ความเพียร ยังพระมหามุนีให้ทรงโปรดปราน พ้นแล้วจาก กิเลส ดังพระจันทร์พ้นแล้วจากกลีบเมฆอยู่ทุกเมื่อ เรา เป็นผู้ขวนขวายในวิเวก สงบระงับ ไม่มีอุปธิ กำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ในกัปที่ ๓ หมื่น แต่กัปนี้ เราได้บูชาพระพุทธเจ้าใด ด้วยการบูชานั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ครั้น เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อฝนตกอยู่ดุจมีเสียงร่าเริง ยินดี เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลนั้น โดยประกอบข้อที่ฝนหลั่งลงมาแต่ เบื้องบน จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา๑นี้ว่า ฝนตกเสียงไพเราะเหมือนเพลงขับ กุฎีของเรามุงดี แล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้สงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงนาเถิดฝน ฝนตกไพเราะเหมือน เพลงขับ กุฎีของเรามุงดีแล้ว มีประตูหน้าต่างมิดชิดดี เราเป็นผู้มีจิตสงบอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมา เถิดฝน. ฯลฯ เราเป็นผู้ปราศจากราคะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๗.
หน้า 86 ข้อ 337
เราเป็นผู้ปราศจากโทสะอยู่ในกุฎีนั้น ฯลฯ เราเป็นผู้ ปราศจากโมหะอยู่ในกุฎีนั้น ถ้าประสงค์จะตกก็ตกลงมา เถิดฝน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาสุคีตํ แปลว่า สมควรแก่เพลงขับ ที่ไพเราะ, อธิบายว่า สมควรแก่เพลงขับแห่งเมฆฝนอันดีนั่นเอง. จริง อยู่ เมฆเมื่อตั้งขึ้นโดยชั้นพันชั้นแล้วคำรนร้องกระหึ่ม แม้แลบอกจาก สายฟ้าไม่ตกลงย่อมงาม เหมือนเมื่อไม่ร้องกระหึ่มตกลงอย่างเดียว ย่อม ไม่งามฉะนั้น แต่เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วตกลงย่อมงาม เพราะฉะนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า วสฺสติ เทโว ยถาสุคีตํ ฝนตกลงเหมือนเสียงเพลงขับ. เพราะ เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เมฆที่เปล่งเสียงน่าชมเชยยิ่ง และว่าคำรามร้อง และตกลง. บทว่า ตสฺสํ วิหรามิ ความว่า ย่อมอยู่ในกระท่อมนั้น โดยห้อง อริยวิหารธรรม คือโดยอิริยาบถวิหาร. บทว่า วูปสนฺตจิตฺโต ได้แก่มีจิตสงบโดยชอบด้วยสมาธิอันสัมปยุต ด้วยอรหัตผล. วลาหกเทวบุตร รับการขวนขวายที่พระเถระกระทำหลายครั้งด้วย เศียรเกล้าอย่างนี้ ยังที่ลุ่มและที่ดอนให้เต็ม ยังฝนใหญ่ให้ตก. จบอรรถกถาคิริมานันทเถรคาถาที่ ๓
หน้า 87 ข้อ 338
๔. สุมนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุมนเถระ [๓๓๘] ท่านพระอุปัชฌายะปรารถนาธรรมใด ในบรรดาธรรม ทั้งหลายเพื่อเรา อนุเคราะห์เราผู้จำนงหวังอมตนิพพาน กิจที่ควรทำในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่มิใช่สิ่งที่ อ้างว่า ท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำให้แจ้ง แล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความสงสัย จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่เคยอยู่ อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์ของตน เราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำแล้ว สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาทได้ฟังดีแล้ว ในสำนักของ ท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอนเราด้วยวัตรอัน ประเสริฐ โอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์ เราได้ศึกษา อยู่ในสำนักของท่าน. จบสมุนเถรคาถา อรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔ คาถาของท่านพระสุมนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ ปตฺถยมาโน ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 88 ข้อ 338
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๕ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อโลกว่างพระ- พุทธเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งป่วยไข้ได้ถวายชิ้นสมอ. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลคฤหบดี ในโกศลรัฐ ได้นามว่า สุมน เจริญด้วยความสุข. ก็ลุงของท่านบวชแล้วเป็นพระอรหันต์อยู่ในป่า เมื่อ ท่านสุมนเจริญวัยแล้วจึงให้ท่านบรรพชา ได้ให้กัมมัฏฐานอันเหมาะแก่ จริต. ท่านประกอบความเพียรในที่นั้น ยังฌาน ๔ และอภิญญา ๕ ให้เกิด. ลำดับนั้น พระเถระได้บอกวิปัสสนาวิธีแก่ท่าน, ก็ท่านเจริญวิปัสสนาโดย ไม่นานเลย ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เรากำลังนำผลสมอ ผลมะขามป้อม ผลมะม่วง ผล หว้า สมอพิเภก กระเบา ผลรกฟ้า มะตูม มาด้วยตนเอง เราได้เห็นพระมหามุนีผู้มีปกติเพ่งพินิจ ยินดีในฌาน เป็น นักปราชญ์ ลูกอาพาธเบียดเบียน เสด็จเดินทางไกล ประทับอยู่ที่เงื้อมเขา จึงได้เอาผลสมอถวายแด่พระสยัมภู ก็เราพอทำเภสัชเสร็จแล้ว พยาธิหายไปในทันใดนั้นเอง พระพุทธเจ้าผู้มีความกระวนกระวายอันละได้แล้ว ได้ ทรงทำอนุโมทนาว่า ก็ด้วยการถวายเภสัชอันเป็นเครื่อง ระงับพยาธินี้ ท่านเกิดเป็นเทวดา เป็นมนุษย์ หรือจะ ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๘.
หน้า 89 ข้อ 338
เกิดในชาติอื่น จงเป็นผู้ถึงความสุขในที่ทุกแห่ง และ ท่านอย่าถึงความป่วยไข้ ครั้นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ไม่ทรง พ่ายแพ้อะไร เป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้วได้เสด็จเหาะ ขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพญาหงส์ในอัมพรฉะนั้น เฉพาะ เราได้ถวายสมอแด่พระสยัมภูพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่ ความป่วยไข้จึงมิได้เกิดแก่เราเลยจนถึงชาตินี้ นี้เป็นความเกิดครั้งหลังของเรา ภพสุดท้ายกำลังเป็นไป วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้วโดยลำดับ พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ในกัปที่ ๙๕ แต่กัปนี้ เราได้ถวายเภสัช ในกาลนั้น ด้วยการถวายเภสัชนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งเภสัชทาน เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว วันหนึ่งได้ไปยังที่อุปัฏฐากพระ- เถระผู้เป็นลุง. พระเถระถามถึงการบรรลุกะท่าน, ท่านเมื่อพยากรณ์การ บรรลุนั้น จึงพยากรณ์พระอรหัตผล บันลือสีหนาทด้วย ๕ คาถา๑ ดังนี้ ท่านพระอุปัชฌายะ ปรารถนาธรรมใด ในบรรดา ธรรมทั้งหลายเพื่อเรา อนุเคราะห์เราผู้จำนงหวังอมต- นิพพาน กิจที่ควรทำในธรรมนั้นเราทำเสร็จแล้ว ธรรมที่ มิใช่สิ่งที่อ้างว่า ท่านกล่าวมาอย่างนี้ เราได้บรรลุแล้ว ทำ ให้แจ้งแล้วด้วยตนเอง เรามีญาณอันบริสุทธิ์ หมดความ สงสัย จึงได้พยากรณ์ในสำนักของท่าน เรารู้จักขันธ์ที่ ๑. ขุ. เถระ. ๒๖/ข้อ ๓๓๘.
หน้า 90 ข้อ 338
เคยอยู่อาศัยในก่อน ทิพยจักษุเราได้ชำระแล้ว ประโยชน์ ของตนเราได้บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเรา ได้ทำแล้ว สิกขา ๓ อันเราผู้ไม่ประมาท ได้ฟังดีแล้ว ในสำนักของท่าน อาสวะทั้งปวงของเราสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี ท่านเป็นผู้มีความเอ็นดู อนุเคราะห์สั่งสอน เราด้วยวัตรอันประเสริฐ โอวาทของท่านไม่ไร้ประโยชน์ ได้ศึกษาอยู่ในสำนักของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ปตฺถยาโน ธมฺเมสุ อุปชฺณาโย อนุคฺคหิ อมตํ อภิกงฺขนตํ ความว่า ในบรรดาธรรมหาโทษมิได้ มีสมถะ และวิปัสสนาเป็นต้น พระอุปัชฌาย์ของเรา เมื่อปรารถนาคือหวังธรรมใด ย่อมอนุเคราะห์เราผู้หวัง อมตะ คือพระนิพพานด้วยอำนาจโอวาท. บทว่า กตํ กตฺตพฺพกํ มยา ความว่า เรากระทำกิจคือยังกิจมี ๑๖ อย่าง มีปริญญากิจเป็นต้น ที่พึงทำเพื่อบรรลุพระนิพพานนั้นให้สำเร็จแล้ว ลำดับนั้นนั่นแล ท่านท่าให้แจ้งมรรคธรรม แม้ทั้ง ๔ มรรค ที่ บรรลุแล้วโดยลำดับ คือที่ถึงเฉพาะแล้ว บทว่า สยํ ธมฺโม อนีติโห ความว่า ธรรมคือพระนิพพาน และ ธรรมคือผล เราเองนั่นแลได้รู้เองแล้ว ไม่สงสัยแล้ว เห็นแจ้งด้วยตนแล้ว ได้แก่อริยมรรค เฉพาะที่ถอนความสงสัย กล่าวคือคำสอนที่มาแล้วแต่ อาจารย์ในกาลก่อน ตามความเป็นไปว่า อิติห ธรรมนี้มีมาแต่ก่อนอย่างนี้ อิติ กิร ได้ยินว่า ธรรมนี้มีมาแต่ก่อนอย่างนี้เป็นไปอยู่. เพราะเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวว่า ผู้มีญาณอันหมดจด ผู้ข้ามความสงสัยได้แล้ว.
หน้า 91 ข้อ 338
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสุทฺธาโณ ชื่อว่า ผู้มีญาณอันหมดจด เพราะหมดจดจากกิเลสทั้งปวง. บทว่า ตวนฺติเก แปลว่า ในที่ใกล้ท่าน. บทว่า สทตฺโถ ได้แก่พระอรหัต. บทว่า สิกฺขา ได้แก่อธิศีลสิกขาเป็นต้น. บทว่า สสฺสุตา ได้แก่ฟังด้วยดี ด้วยอำนาจการทำปริยัติพาหุสัจจะ และปฏิเวธพาหุสัจจะให้บริบูรณ์. บทว่า ตว สาสเน ได้แก่ ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทในความพร่ำสอนของ ท่าน. บทว่า อริยวตา ความว่า สมาทานข้อปฏิบัติมีศีลที่บริสุทธิ์ดีเป็นต้น. บทว่า อนฺเตวาสิมฺหิ สิกฺขิโต ความว่า เราชื่อว่า เป็นอันเตวาสิก ศึกษาอธิศีลสิกขาเป็นต้นที่ศึกษาแล้ว ๆ เพราะอยู่จบพรหมจรรย์ที่ประพฤติ มาในสำนักของท่าน ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๔
หน้า 92 ข้อ 339
๕. วัฑฒเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวัฑฒเถระ [๓๓๙] โยมมารดาของเราดีแท้ เพราะได้แนะนำเราให้รู้สึก ตัวเหมือนบุคคลแทงพาหนะด้วยปฏักฉะนั้น เราได้ฟังคำ ของโยมมารดาที่พร่ำสอนแล้ว ได้ปรารภความเพียร มี จิตตั้งมั่น ได้บรรลุโพธิญาณอย่างสูงสุด เราเป็นพระ- อรหันต์ควรแก่ทักษิณา มีวิชชา ๓ ได้เห็นอมตธรรม ชนะเสนาแห่งมารไม่มีอาสวะอยู่ อาสวะของเราเหล่าใด ได้มีแล้วทั้งภายในทั้งภายนอก อาสวะเหล่านั้นทั้งหมด เราตัดขาดแล้ว และไม่เกิดขึ้นอักต่อไป โยมมารดาของ เราเป็นผู้แกล้วกล้า ได้กล่าวเนื้อความนี้กะเรา แม้เมื่อ เราผู้เป็นบุตรของท่านไม่มีกิเลส กิเลสอันเป็นดังหมู่ไม้ ในป่าของท่านคงจะไม่มีเป็นแน่ ทุกข์เราทำให้สิ้นสุดแล้ว อัตภาพนี้มีในที่สุด สงสาร คือความเกิดตายสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. จบวัฑฒเถรคาถา อรรถกถาวัฑฒเถรคาถาที่ ๕ คาถาของท่านพระวัฑฒเถระมีคำเริ่มต้นว่า สาธู หิ ดังนี้. เรื่อง นั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
หน้า 93 ข้อ 339
สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาท กาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งคฤหบดี ในภารุกัจฉนคร ได้นามว่าวัฑฒะ เจริญโดยลำดับ. ลำดับนั้น มารดาของท่าน เกิดความสังเวชในสงสาร ได้มอบบุตรให้แก่พวกญาติ บวชในสำนักนางภิกษุณีทั้งหลาย บำเพ็ญ วิปัสสนากรรม บรรลุพระอรหัต สมัยต่อมาให้บุตรผู้ถึงความเป็นผู้รู้ เดียงสาแล้วบรรพชาในสำนักพระเวฬุทันตเถระ. ท่านบวชแล้วเรียน พุทธพจน์เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก นำคันถธุระ วันหนึ่งคิดว่าเราผู้เดียว เป็นผู้ยิ่งในภายใน จักไปเยี่ยมมารดาดังนี้แล้ว จึงได้ไปยังสำนักนางภิกษุณี มารดาเห็นท่านแล้วท้วงว่า เพราะเหตุไร ท่านเป็นผู้ยิ่งโนภายในจึงมาใน ที่นี้แต่ผู้เดียว. ท่านเมื่อถูกมารดาทักท้วงเกิดความสังเวชว่า เราทำกรรม อันไม่ควร ไปยังวิหารนั่งในที่พักในกลางวัน เห็นแจ้งบรรลุพระอรหัต เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลแก่มารดา โดยยกการประกาศการถึงพร้อม ด้วยโอวาทเป็นประธาน จึงได้กล่าวคาถา๑ว่า โยมมารดาของเราดีแท้ ได้แนะนำเราให้รู้สึกตัว เหมือนบุคคลแทงพาหนะด้วยปฏักฉะนั้น เราได้ฟังคำ ของโยมมารดาที่พร่ำสอนแล้ว ได้ปรารภความเพียรมีจิต ตั้งมั่น ได้บรรลุโพธิญาณอันสูงสุด เราเป็นพระอรหันต์ ควรแก่ทักษิณา มีวิชขา ๓ ได้เห็นอมตธรรม ชนะเสนา แห่งมารไม่มีอาสวะอยู่ อาสวะของเราเหล่าใด ได้มีแล้วทั้ง ภายในทั้งภายนอก อาสวะเหล่านั้นทั้งหมด เราตัดขาดแล้ว และไม่เกิดขึ้นอีกต่อไป โยมมารดาของเราเป็นผู้แกล้วกล้า ๑. ขุ. ถร. ๒๖/ ข้อ ๓๓๕.
หน้า 94 ข้อ 339
ได้กล่าวเนื้อความนี้กะเรา แม้เมื่อเราผู้เป็นบุตรของท่าน ไม่มีกิเลส กิเลสอันเป็นดังหมู่ไม้ในป่าของท่านคงไม่มี เป็นแน่ ทุกข์เราทำให้สิ้นสุดแล้ว อัตภาพนี้มีในที่สุด สงสารคือความเกิดตายสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สาธู หิ กโร เม มาตา ปโตทํ อุปทํสยิ ความว่า ดีหนอ โยมมารดา แสดงปฏักกล่าวคือโอวาทแก่เรา เพราะฉะนั้น จึงให้เรามีความวีริยะกล้าหาญเจาะบนกระหม่อม คือ ปัญญา อันสูงสุด บทว่า ยสฺสา ได้แก่ มารดาของเราใด. บทว่า สมฺโพธึ ได้แก่ พระอรหัต, ก็ในข้อนี้มีโยชนาดังนี้ว่า เราอันมารดาผู้ที่ให้กำเนิดสั่งสอน ฟังคำที่ท่านพร่ำสอนแล้ว ปรารภความ เพียร มีตนส่งไปแล้วอยู่ บรรลุสัมโพธิญาณอันสูง คือผลอันเลิศได้แก่ พระอรหัต; เราชื่อว่า อรหันต์ เพราะเป็นผู้ไกลจากกิเลสนั้นนั่นเอง เป็นทักขิไณยบุคคล คือเป็นผู้ควรแก่ทักษิณา เพราะเป็นบุญเขต. ชื่อว่า มีวิชชา ๓ เพราะมีวิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสญาณเป็นต้น ชื่อว่า ผู้เห็นอมตะเพราะทำให้แจ้งซึ่งพระนิพพาน ย่อมชำนะเสนาของมาร ชื่อว่า นมุจิ คือพาหนะของกิเลส ด้วยเสนาคือโพธิปักขิยธรรม จึงเป็นผู้ชื่อว่า ไม่มีอาสวะเพราะชำนะเสนาแห่งมารนั้นนั่นแลอยู่เป็นสุข. บัดนี้ เมื่อจะกระทำเนื้อความที่ท่านกล่าวไว้ว่า อนาสโว ให้ปรากฏ ชัด จึงกล่าวคาถาว่า อชฺฌตฺตญฺจ ดังนี้ เป็นต้น. คำแห่งคาถานั้น มีอธิบายว่า กิเลสเหล่าใดมีวัตถุภายในเป็นที่ตั้ง และมีวัตถุภายนอกเป็นที่ตั้งมีอยู่ก่อน คือเกิดก่อนแต่การบรรลุอริยมรรค
หน้า 95 ข้อ 339
แห่งเรา อาสวะเหล่านั้นทั้งหมด เราตัดแล้ว ตัดขาดแล้ว คือละได้แล้ว โดยเด็ดขาด บัดนี้ แม้ในกาลบางคราวก็ไม่เกิดอีก คือจักไม่เกิดเลย. บัดนี้ เมื่อจะทำคำมารดาให้เป็นดุจขอสับ จึงชมเชยมารดา เพราะ เหตุที่ตนบรรลุพระอรหัต จึงกล่าวคาถาว่า วิสารทา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสารทา โข แปลว่า ปราศจากความ ขลาดโดยส่วนเดียว. เมื่อจะยกภาวะที่ตนเป็นบุตรคือโอรสของพระศาสดา เพราะมารดาและตนบรรลุพระอรหัต ด้วยอาการอย่างนี้ จึงกล่าวกะมารดา ว่า ภคนี ดังนี้. บทว่า เอตมตฺถํ อภาสยิ ความว่า ได้กล่าวอรรถอัน เป็นโอวาท แก่เรานี้. ก็มารดาเมื่อให้โอวาทเราอย่างนี้ ไม่จัดว่าเป็นผู้แกล้วกล้าอย่าง เดียวเท่านั้น โดยที่แท้ ท่านก็เป็นผู้ไม่มีตัณหา ทั้งในบุตรของท่าน คือ เห็นจะไม่สนิทสนม ทั้งในบุตรของท่าน, หรือจะประโยชน์อะไร ด้วยการ กำหนดนี้ หมู่ไม้อันตั้งอยู่ในป่าไม่มีแก่ท่าน คือหมู่ไม้คือกิเลสมีอวิชชา เป็นต้นไม่มีในสันดานของท่านเลย ซึ่งท่านแนะนำให้เราประกอบในความ สิ้นภพ. บัดนี้ เมื่อจะแสดงว่า เราดำเนินตามโดยอาการที่ท่านแนะนำให้ นั่นเอง จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปริยนฺตกตํ ทุกข์เราทำให้สิ้นแล้วดังนี้. ความของคำอันเป็นคาถานั้น รู้ได้ง่ายแล. จบวัฑฒเถรคาถาที่ ๕
หน้า 96 ข้อ 340
๖. นทีกัสสปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระนทีกัสสปเถระ [๓๔๐] พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่แม่น้ำเนรัญชรา เพื่อประ- โยชน์แก่เราหนอ เพราะเราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ละมิจฉาทิฏฐิได้ เมื่อเราเป็นปุถุชนยังมืดมนอยู่ สำคัญว่า การบูชายัญนี้เป็นความบริสุทธิ์ จึงได้บูชายัญสูงๆ ต่ำๆ และได้บูชาไฟ แล่นไปสู่การถือทิฏฐิ ลุ่มหลงไปด้วยการ เชื่อถือ เป็นคนตาบอดให้รู้แจ้ง สำคัญความไม่บริสุทธิ์ว่า เป็นความบริสุทธิ์ บัดนี้ เราละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว ทำลาย ภพทั้งปวงหมดแล้ว เราบูชาไฟ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เราขอนมัสการพระตถาคต ความ ลุ่มหลงทั้งปวงเราละหมดแล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพ เราทำลายแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี. จบนทีกัสสปเถรคาถา อรรถกถานทีกัสสปเถรคาถาที่ ๖ คาถาของท่านพระนทีกัสสปเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อตฺถาย วต เม ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพาน ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
หน้า 97 ข้อ 340
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความ เป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดากำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีจิต เลื่อมใสได้ถวายผลมะม่วงผลหนึ่ง มีสีเหมือนมโนศิลา ซึ่งเกิดขึ้นครั้งแรก ของต้นมะม่วงที่ตนปลูกไว้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นน้องชายของอุรุเวลกัสสปะ ในตระกูล พราหมณ์ ในมคธรัฐ เจริญวัยแล้ว ไม่ปรารถนาการอยู่ครองเรือน เพราะ มีอัธยาศัยในการสลัดออก จึงบวชเป็นดาบส พร้อมด้วยดาบส ๓๐๐ คน สร้างอาศรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา. จริงอยู่ เพราะท่านอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ และเพราะท่านเป็นกัสสปโคตร ท่านจึงได้นามว่า นทีกสัสปะ, พระผู้มี- พระภาคเจ้าได้ประทานอุปสมบทแก่ท่านพร้อมด้วยบริวาร โดยเอหิภิกษุ- ภาวะ เรื่องทั้งหมดมาแล้วในขันธกะนั่นแล. ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยอาทิตตปริยายสูตร. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เมื่อพระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเชษฐบุรุษของ โลก ผู้คงที่ ผู้ทรงยศอันสูงสุด กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต อยู่ ข้าพระองค์มีใจเลื่อมใส ได้ถือเอาผลชมพู่อย่างดีมา ถวายแด่พระศาสดา ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เป็นนัก- ปราชญ์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นใหญ่กว่าสัตว์ เชษฐบุรุษ ของโลก ประเสริฐกว่านรชน เพราะกรรมนั้น ข้าพระองค์ จงเป็นผู้ละความชนะและความแพ้แล้ว ได้ถึงฐานะที่ ไม่หวั่นไหว ในแสนกัปแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทาน ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๓๐.
หน้า 98 ข้อ 340
ใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นข้าพระองค์ไม่รู้จักทุคติเลย นี้ เป็นผลแห่งการถวายผลไม้อย่างดีเป็นทาน ข้าพระองค์เผา กิเลสทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ...พระพุทธศาสนาข้าพระองค์ ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ภายหลังพิจารณาการปฏิบัติของ ตน เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยระบุการถอนทิฏฐิขึ้นเป็นประธาน จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา๑เหล่านี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่แม่น้ำเนรัญชรา เพื่อประ- โยชน์แก่เราหนอ เพราะเราได้ฟังธรรมของพระองค์แล้ว ละมิจฉาทิฏฐิได้ เมื่อเราเป็นปุถุชนยังมืดมนอยู่ สำคัญว่า การบูชายัญนี้เป็นความบริสุทธิ์ จึงได้บูชายัญสูง ๆ ต่ำ ๆ และได้บูชาไฟ แล่นไปสู่การถือทิฏฐิ ลุ่มหลงไปด้วยการ เชื่อถือ เป็นคนตาบอดไม่รู้แจ้ง สำคัญความไม่บริสุทธิ์ว่า เป็นความบริสุทธิ์ บัดนี้ เราละมิจฉาทิฏฐิได้แล้ว ทำลาย ภพทั้งปวงหมดแล้ว เราบูชาไฟ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นทักขิไณยบุคคล เราขอนมัสการพระตถาคต ความ ลุ่มหลงทั้งปวงเราละหมดแล้ว ตัณหาอันจะนำไปสู่ภพเรา ทำลายแล้ว ชาติสงสารสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถาย วต เม ความว่า เพื่อ ประโยชน์ คือเพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่เราหนอ. บทว่า พุทฺโธ ได้แก่ พระสัพพัญูพุทธเจ้า. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๔๐.
หน้า 99 ข้อ 340
บทว่า นทึ เนรญฺชรํ อคา ความว่า ได้ไปสู่แม่น้ำชื่อว่าเนรัญชรา. อธิบายว่า ไปสู่อาศรมของอุรุเวลกัสสปะ พี่ชายของเรา ใกล้ฝั่งแห่ง แม่น้ำนั้น . บัดนี้ เพื่อจะไขความตามที่กล่าวแล้วจึงกล่าวว่า ยสฺสาหํ ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า ยสฺส ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ใด. บทว่า ธมฺมํ สุตฺวา ความว่า ฟังธรรมอันเกี่ยวด้วยสัจจะ ๔ คือ ได้รับฟังตามกระแสแห่งโสตทวาร. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺึ วิวชฺชยึ ความว่า ละซึ่งการเห็นผิดตรงกันข้าม (ผิดแผก) อันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ความบริสุทธิ์ย่อมมีด้วยยัญเป็นต้น เพื่อจะแสดงให้พิสดาร ซึ่งความที่กล่าวด้วยบทว่า มิจฺฉาทิฏฺึ วิวชฺชยึ นี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยชึ ดังนี้ . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยชึ อุจฺจาวเจ ยญฺเ ความว่า บูชายัญ ที่ปรากฏ คือยัญต่าง ๆ มีการบวงสรวงพระจันทร์ และการบูชาด้วย ข้าวตอกและน้ำที่ควรดื่มเป็นต้น. บทว่า อคฺคิหุตฺตํ ชุหึ อหํ ความว่า เมื่อรับวัตถุที่เขานำมาบูชา ด้วยอำนาจการบูชายัญเหล่านั้น จึงบำเรอไฟ. บทว่า เอสา สุทฺธีติ มญฺนฺโต ความว่า สำคัญอยู่ว่า ยัญกิริยา คือการบำเรอไฟนี้ เป็นการบริสุทธิ์โดยความเป็นเหตุให้บริสุทธิ์ คือเป็น การหมดจดจากสงสารย่อมมีแก่เราด้วยอาการอย่างนี้. บทว่า อนฺธภูโต ปุถุชฺชโน ความว่า ชื่อว่าเป็นปุถุชนคนบอด เพราะบกพร่องทางจักขุคือปัญญา ได้แก่ เพราะไม่มีปัญญาจักษุ. การ
หน้า 100 ข้อ 340
ยึดถือคือทิฏฐิ ชื่อว่า ทิฏฐิคหนะ เพราะอรรถว่าล่วงได้โดยยาก เหมือน พงหญ้าและชัฏภูเขาเป็นต้นฉะนั้น แล่นไป คือเข้าไปสู่รกชัฏคือทิฏฐินั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ทิฏฐิคหนปักขันทะ แล่นไปสู่ชัฏคือทิฏฐิ. บทว่า ปรามาเสน ความว่า ด้วยการก้าวล่วงสภาวะแห่งธรรมเสีย ยึดถือผิด กล่าวคือ การยึดถือโดยยึดถือว่า นี้เท่านั้นจริง. บทว่า โมหิโต ความว่า ให้ถึงความเป็นผู้หลงงมงาย. บทว่า อสุทฺธึ มญฺิสํ สุทฺธึ ความว่า สำคัญคือเข้าใจหนทาง อันไม่บริสุทธิ์ ว่าทางบริสุทธิ์ ดังนี้. ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้นว่า เป็นคนบอด คือคนไม่รู้. เป็นคนบอด เพราะอวิชชาใด คือไม่รู้ธรรมและอธรรม และสิ่งที่ควรและไม่ควรนั้น นั่นแล ฉะนั้น จึงสำคัญอย่างนั้น. บทว่า มิจฺฉาทิฏฺิ ปหีนา เม ความว่า เมื่อเราฟังธรรมกถา คือ สัจจะ ๔ ในที่พร้อมพระพักตร์พระศาสดาผู้เป็นอย่างนั้น ปฏิบัติอยู่โดย อุบายอันแยบคาย เป็นอันละมิจฉาทิฏฐิแม้ทั้งหมด ด้วยสัมมาทิฏฐิอัน สัมปยุตด้วยอริยมรรค โดยสมุจเฉทปหาน. บทว่า ภวา ความว่า ภพทั้งปวงมีกามภพเป็นต้น เราทำลายเสีย แล้ว คือกำจัดเสียแล้วด้วยศัสตรา คืออริยมรรค. บทว่า ชุหามิ ทกฺขิเณยฺยคฺคึ ความว่า เราละไฟ มีไฟอันบุคคลพึง นำมาบูชาเป็นต้น แล้วบูชาคือบำเรอไฟคือพระทักขิไณย คือพระสัมมาสัม- พุทธเจ้า เพราะทรงเป็นพระทักขิไณยบุคคลของโลกพร้อมทั้งเทวโลก และ เพราะเผาบาปทั้งปวง การบำเรอไฟคือพระทักขิไณยของเรานี้นั้น มิได้มุ่ง ถึงวัตถุมีนมส้ม เนยข้น เปรียง และเนยใสเป็นต้น เป็นการนมัสการ
หน้า 101 ข้อ 340
พระศาสดาเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นมสฺสามิ ตถาคตํ เราขอนมัสการพระตถาคต ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชุหามิ ทกฺขิเณยฺยคฺคึ ความว่า ย่อมบูชา คือบำเรอตน อันเป็นทักขิเณยยัคคิ ด้วยการกระทำทักขิณาของทายกให้ มีผลมาก และด้วยการเผาบาป. ย่อมบำเรอด้วยประการนั้น ๆ คือจะ นมัสการเทวดาคือไฟ แต่บัดนี้เราจะนมัสการพระตถาคต. บทว่า โมหา สพฺเพ ปหีนา เม ความว่า โมหะทั้งปวงต่าง ด้วยความไม่รู้ในทุกข์เป็นต้น เราละได้แล้ว คือตัดขาดแล้ว เพราะเหตุ นั้นนั่นแล เราจึงชื่อว่า ทำลายภวตัณหาได้แล้ว. เม ศัพท์ พึงนำมาประกอบเข้าในบททั้ง ๓ ว่าชาติสงสารของเรา สิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ของเราไม่มี ดังนี้แล. จบอรรถกถานทีกัสสปเถรคาถาที่ ๖
หน้า 102 ข้อ 341
๗. คยากัสสปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระคยากัสสปเถระ [๓๔๑] เราลงไปลอยบาปในแม่น้ำคยา ที่ท่าคยผัคคุวันละ ๓ ครั้ง คือ เวลาเช้า เวลาเที่ยง เวลาเย็น เพราะคิด เห็นว่า บาปใดที่เราทำไว้ในชาติก่อน บัดนี้ เราจะลอย บาปนั้นในที่นี้ ความเห็นอย่างนี้ ได้มีแก่เราในกาลก่อน บัดนี้ เราได้ฟังวาจาอันเป็นสุภาษิต เป็นบทอันประกอบ ด้วยเหตุผล แล้วพิจารณาเห็นเนื้อความได้ถ่องแท้ตาม ความเป็นจริง โดยอุบายอันชอบ จึงได้ล้างบาปทั้งปวง เป็นผู้ไม่มีมลทิน หมดจด สะอาด เป็นทายาทผู้บริสุทธิ์ ของพระพุทธเจ้า เป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุทรของพระ- พุทธเจ้า เราได้หยั่งลงสู่กระแสน้ำ คือมรรคอันมีองค์ ๘ ลอยบาปทั้งปวงแล้ว เราได้บรรลุวิชชา ๓ และได้ทำกิจ พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. จบคยากัสสปเถรคาถา อรรถกถาคยากัสสปเถรคาถามีที่ ๗ คาถาของท่านพระคยากัสสปเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปาโต มชฺฌนฺหิกํ ดังนี้. เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้น อย่างไร ? พระเถระแม้น ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพาน ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิขี บังเกิด
หน้า 103 ข้อ 341
ในเรือนมีตระกูล ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ละการครองเรือนเพราะ มีอัธยาศัยในการสลัดออก บวชเป็นดาบสสร้างอาศรมในราวป่า มีรากไม้ และผลไม้ในป่าเป็นอาหาร. ก็โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ เดียวไม่มีเพื่อน ได้เสด็จไปใกล้อาศรมของท่าน. ท่านถวายบังคมแล้ว มีจิตเลื่อมใส เข้าไปเฝ้าแล้ว ถวายบังคมแล้วยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งตรวจ ดูเวลา แล้วได้น้อมผลพุทราอันน่ารื่นรมย์เข้าไปถวายแด่พระศาสดา. ด้วย บุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาท กาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เจริญวัยแล้ว ละการครองเรือน เพราะมีอัธยาศัยในการสลัดออก บวชเป็นดาบส พร้อมด้วยดาบส ๒๐๐ คน อยู่ที่คยาประเทศ. ก็เพราะท่านอยู่ที่คยาประเทศ และเป็นกัสสปโคตร ท่านจึงได้ชื่อว่า "คยากัสสปะ." ท่านอันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประทานเอหิภิกขุปสัมปทา พร้อม ด้วยบริษัท แล้วทรงโอวาทด้วยอาทิตตปริยายสูตร ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ครั้งนั้น เรานุ่งหนังเสือ ห่มผ้าคากรอง บำเพ็ญ วัตรจริยาอย่างหนัก ใกล้อาศรมของเรามีต้นพุทรา ใน กาลนั้น พระพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี เป็นเอก ไม่มีผู้ เสมอสอง ทรงทำโลกให้ช่วงโชติอยู่ตลอดกาลทั้งปวง เสด็จเข้ามายังอาศรมของเรา เรายังจิตของตนให้เลื่อมใส และถวายบังคมพระพุทธเจ้าผู้มีวัตรอันงามแล้ว ได้เอามือ ทั้งสองกอบพุทรา ถวายแด่พระพุทธเจ้า ในกัปที่ ๓๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายพุทราใด ในกาลนั้น ด้วยทานนั้น ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๓๒.
หน้า 104 ข้อ 341
เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายพุทรา เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ...พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน เมื่อจะ พยากรณ์พระอรหัตผล โดยระบุการลอยบาปเป็นประธาน จึงได้กล่าว ๕ คาถาเหล่านั้นว่า เราลงไปลอยบาปในแม่น้ำคยา ที่ท่าคยผัคคุวันละ ๓ ครั้ง คือ เวลาเช้า เวลาเที่ยง เวลาเย็น เพราะคิดเห็น ว่า บาปใดที่เราทำไว้ในชาติก่อน บัดนี้เราจะลอยบาป นั้นในที่นี้ ความเห็นอย่างนี้ ได้มีแก่เราในกาลก่อน คน เราได้ฟังวาจาอันเป็นสุภาษิต เป็นบทอันประกอบ ด้วยเหตุผล แล้วพิจารณาเห็นเนื้อความได้ถ่องแท้ตาม ความเป็นจริง โดยอุบายอันชอบ จึงได้ล้างบาปทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีมลทิน หมดจดสะอาด เป็นทายาทผู้บริสุทธิ์ ของพระพุทธเจ้า เป็นบุตรผู้เกิดแต่พระอุทรของพระ- พุทธเจ้า เราได้ฟังและหยั่งลงสู่กระแสน้ำ คือมรรค อันมีองค์ ๘ ลอยบาปทั้งปวงแล้ว เราได้บรรลุวิชชา ๓ และได้ทำกิจ พระพุทธศาสนาเสร็จแล้ว. บรรดาคาถาเหล่านั้น อันดับแรก มีความสังเขปดังต่อไปนี้ว่า ใน เวลาเช้า คือในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น. ในเวลาเที่ยงวัน คือในเวลากลางวัน. ในตอนเย็น คือในเวลาเย็น. อธิบายว่า วันละ ๓ ครั้ง คือ ๓ วาระ เราลงน้ำ และเรานั้นเมื่อลง ไม่ลงไปในเวลาใดเวลาหนึ่ง คือในบางครั้ง
หน้า 105 ข้อ 341
บางคราว โดยที่แท้พากันกำหนดว่า การลอยบาปในแม่น้ำคงคา เมื่อถึง ผัคคุนีนักขัตฤกษ์ ในอุตตรกาลแห่งผัคคุนีมาสอันได้นามว่า คยผัคคุ เราได้ประกอบพิธีลงสู่น้ำในแม่น้ำคยผัคคุ. บัดนี้ เพื่อจะแสดงอุบายอันเป็นเหตุประกอบพิธีการลงสู่น้ำในกาล นั้น จึงกล่าวคาถาว่า ยํ มยา ดังนี้เป็นต้น. คำเป็นคาถานั้น มีอธิบายว่า เมื่อก่อน คือก่อนแต่การเข้าถึงศาสนา ของพระศาสดาได้มีความเห็นอย่างนี้ คือได้เห็นผิดแผกไปอย่างนี้ว่าบาป- กรรมอันใด ที่เราสั่งสมไว้ในกาลก่อน คือในชาติอื่นแต่ชาตินี้ บาปกรรม อันนั้น บัดนี้ลอยเสีย คือทำให้ปราศไป คายเสีย ด้วยการลงสู่น้ำ ในท่า แม่น้ำคยานี้ และในแม่น้ำคยาผัคคุนี้. บทว่า ธมฺมตฺถสหิตํ ปทํ เป็นบทแสดงไขโดยไม่ลบวิภัตติ, อธิบายว่า เราได้สดับวาจาอันเป็นภาษิต คือพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอัน เป็นส่วนที่ประกอบด้วยธรรมและอรรถ คืออันประกอบด้วยเหตุและผล ในเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด กระทำให้เป็นนิยยานิกะ นำสัตว์ออกด้วยดี โดยแท้จริง แล้วพิจารณาอรรถแห่งทุกข์เป็นต้น ชื่อว่า ถ่องแท้ เพราะ เป็นของแท้โดยความเป็นปรมัตถ์ ชื่อว่าตามความเป็นจริง เพราะไม่มี ความประพฤติผิดแผกในความเป็นอุบายแห่งความเป็นไป (ทุกข์) และ การกลับ (นิโรธ) ตามสมควร. โดยอุบายอันแยบคาย คือ โดยภาวะ แห่งกิจมีการกำหนดรู้เป็นต้น คือพิจารณาว่า ทุกขสัจควรกำหนดรู้, สมุทัยสัจ ควรละ, นิโรธสัจ ควรกระทำให้แจ้ง, มรรคสัจ ควรทำให้เกิด อธิบายว่า เห็นแล้ว แทงตลอดแล้วด้วยญาณจักษุ. บทว่า นินฺหาตสพฺพปาโปมฺหิ ความว่า เป็นผู้คายบาปทั้งปวงด้วย
หน้า 106 ข้อ 341
อริยมรรค อริยผล เพราะแทงตลอดสัจจะนั้นเอง ด้วยอาการอย่างนี้, เพราะเหตุนั้นนั่นแล เราจึงเป็นผู้ชื่อว่า หมดมลทินแล้ว เพราะไม่มีมลทิน โดยไม่มีมลทินคือราคะเป็นต้น. เพราะเหตุนั้นนั่นแล เราจึงเป็นผู้ชื่อว่า ล้างแล้วสะอาดหมดจด เพราะมีกายสมาจารหมดจด เพราะมีวจีสมาจาร หมดจด และเพราะมีมโนสมาจารหมดจด ชื่อว่า เป็นทายาท เพราะเป็น เบื้องต้นแห่งธรรมทายาทอันเป็นโลกุตระ ของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้ชื่อว่า หมดจด เพราะหมดจดจากมลทินคือกิเลสทั้งปวงพร้อมด้วยวาสนา. มีวาจา ประกอบความว่าเป็นโอรส คือเป็นบุตร ของพระผู้มีพระภาค- พุทธเจ้านั้นนั่นเอง เพราะมีอภิชาติอันเกิดแต่ความพยายามคืออก อันมี เทศนาญาณเป็นสมุฏฐาน. เพื่อจะประกาศความที่คนเป็นผู้อาบแล้วโดย ปรมัตถ์แม้อีก จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า โอคยฺห เป็นต้น ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอคยฺห ความว่า ให้หยั่งลงแล้ว คือ เข้าไปแล้วโดยลำดับ. บทว่า อฏฺงฺคิกํ โสตํ ได้แก่ กระแสแห่งมรรค อันเป็นที่ประชุม แห่งองค์ ๘ ด้วยองค์มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. บทว่า สพฺพปาปํ ปวาหยึ ความว่า คายแล้วซึ่งมลทินคือบาปไม่มีส่วนเหลือ คือเป็นผู้อาบแล้วโดย ปรมัตถ์ เพราะลอยเสียในแม่น้ำคืออริยมรรค. ต่อจากนั้นนั่นแล คำว่า เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้ มี อรรถดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. จบอรรถกถาคยากัสสปเถรคาถาที่ ๗
หน้า 107 ข้อ 342
๘. วักกลิเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวักกลิเถระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า [๓๔๒] ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ป่าใหญ่ ซึ่งเป็นที่ปราศจาก โคจรเป็นที่เศร้าหมอง ถูกโรคลมครอบงำ จักทำอย่างไร ? ท่านพระวักกลิเถระกราบทูลว่า ข้าพระองค์จะยังปีติและความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไป สู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ จัก เจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และโพชฌงค์ ๗ อยู่ในป่าใหญ่ เพราะได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ปรารภความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ มีความ พร้อมเพรียงกัน มีความเห็นร่วมกัน ข้าพระองค์จึงจัก อยู่ในป่าใหญ่ เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้มี พระองค์อันฝึกแล้ว มีพระหทัยตั้งมั่น จึงเป็นผู้ไม่เกียจ- คร้านตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันอยู่ในป่าใหญ่. จบวักกลิเถรคาถา อรรถกถาวักกลิเถรคาถาที่ ๘ คาถาของท่านพระวักกลิเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วาตโรคาภินีโต ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในหังสวดีนคร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา
หน้า 108 ข้อ 342
แล้ว ไปยังวิหารกับอุบาสกทั้งหลายผู้ไปยังสำนักพระศาสดา ยืนอยู่ท้าย บริษัท ฟังธรรมอยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้น้อมไปในศรัทธา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงถวายทานตลอด ๗ วัน ได้ตั้งความปรารถนาไว้ พระศาสดาทอด พระเนตรเห็นความปรารถนานั้นไม่มีอันตราย จึงได้ทรงพยากรณ์. แม้ท่านกระทำกุศลตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย- โลก ในกาลแห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงสาวัตถี. ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อท่านว่า วักกลิ. ท่านเจริญแล้ว เรียนเวท ๓ ถึงความสำเร็จในศิลปะแห่งพราหมณ์ เห็นพระศาสดาแล้ว ไม่อิ่มเพราะเห็นสมบัติพระรูปกาย จึงเที่ยวไปกับพระศาสดาเท่านั้น. คิดว่า เมื่อเราอยู่ในท่ามกลางเรือน จักไม่ได้เห็นพระศาสดาตลอดกาลเป็นนิจ จึงบวชในสำนักพระศาสดา ยืนอยู่ในที่ ๆ ตนสามารถเห็นพระทศพล ในเวลาที่เหลือ เว้นเวลาฉันอาหาร และเวลาทำกิจด้วยสรีระ จึงละกิจ อย่างอื่น เที่ยวแลดูแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเท่านั้น. พระศาสดาทรงรอความแก่กล้าแห่งญาณของเธอ เมื่อเธอเที่ยวไป ด้วยการดูพระรูปเท่านั้น สิ้นกาลมากมาย ไม่ได้ตรัสอะไร ๆ รุ่งขึ้นวันหนึ่ง จึงตรัสว่า วักกลิ จะประโยชน์อะไรด้วยการที่เธอเห็นกายที่เปื่อยเน่านี้ วักกลิ ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นเรา วักกลิ ผู้ใดเห็นเรา ผู้นั้นชื่อว่า เห็นธรรม วักกลิ เพราะเมื่อบุคคลเห็นธรรมชื่อว่าเห็นเรา เมื่อบุคคล เห็นเราชื่อว่าเห็นธรรม ดังนี้. เมื่อพระศาสดาแม้ตรัสอยู่อย่างนั้น ท่านก็ไม่สามารถจะละการดู พระศาสดาไปในที่อื่นได้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้
หน้า 109 ข้อ 342
ไม่ได้ความสังเวชจักไม่ตรัสรู้ ดังนี้ ในวันเข้าพรรษา จึงขับไล่พระเถระ ด้วยตรัสว่า หลีกไป วักกลิ. พระเถระถูกพระศาสดาทรงขับไล่ จึงไม่อาจ จะอยู่ในที่พร้อมพระพักตร์ได้ จึงคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยความเป็น อยู่ของเรา ที่จะไม่เห็นพระศาสดา ดังนี้แล้ว จึงขึ้นสู่ที่เหวที่ภูเขาคิชฌกูฏ. พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นของเธอ จึงทรงพระดำริว่า ภิกษุนี้เมื่อไม่ได้ ความเบาใจจากสำนักเรา จะพึงยังธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งมรรคและผล ให้พินาศไป เมื่อจะทรงฉายพระรัศมีเพื่อแสดงพระองค์ จึงตรัส พระคาถาว่า ภิกษุผู้มากไปด้วยปราโมทย์ เลื่อมใสในพระพุทธ- ศาสนาพึงบรรลุบทอันสงบ เป็นที่เข้าไปสงบแห่งสังขาร เป็นสุข ดังนี้. แล้วทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า มาเถิด วักกลิ. พระเถระคิดว่า เราเห็น พระทศพลแล้ว แม้การตรัสเรียกว่า จงมา เราก็ได้แล้ว ดังนี้แล้วเกิดปีติ และโสมนัสมีกำลัง ไม่รู้การไปของตนว่ามาจากไหน จึงแล่นไปในอากาศ ในที่พร้อมพระพักตร์ของพระศาสดา ยืนอยู่บนเขาด้วยก้าวเท้าแรก รำพึง ถึงคาถาที่พระศาสดาตรัส ข่มปีติในอากาศนั่นเอง บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทาดังนี้ เรื่องนี้มาแล้วในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย และ อรรถกถาแห่งธรรมบท. ก็ในที่นี้ อาจารย์บางพวกกล่าวไว้อย่างนี้ว่า ท่านพระวักกลิเถระ อันพระศาสดาทรงโอวาทโดยนัยมีอาทิว่า เธอจะประโยชน์อะไร วักกลิ ดังนี้ อยู่บนภูเขา เริ่มตั้งวิปัสสนา เพราะท่านมีศรัทธาเป็นกำลังนั่นเอง วิปัสสนา จึงไม่ลงสู่วิถี พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงทราบดังนั้น จึงได้ให้
หน้า 110 ข้อ 342
เธอชำระกรรมฐานให้หมดจดประทานให้ เธอไม่สามารถจะให้วิปัสสนาถึง ที่สุดได้อีก. ลำดับนั้น โรคลมเพราะความบกพร่องอาหาร ได้เกิดขึ้น แก่ท่าน, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่าท่านถูกโรคลมเบียดเบียน จึง เสด็จไปในที่นั้น เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่ ซึ่งเป็นที่ปราศจาก โคจร เป็นที่เศร้าหมอง ลูกโรคลมครอบงำ จักทำอย่างไร พระเถระได้ฟังดังนั้น จงได้กล่าว ๔ คาถา๑ว่า ข้าพระองค์จะยังปีติและความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไป สู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ จัก เจริญสติปัฏฐาน ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และโพชฌงค์ อยู่ในป่าใหญ่ เพราะได้เห็นภิกษุทั้งหลายผู้ปรารภความ เพียร มีใจเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นเป็นนิตย์ มีความ พร้อมเพรียงกัน มีความเห็นร่วมกัน ข้าพระองค์จึงจักอยู่ ในป่าใหญ่ เมื่อข้าพระองค์ระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้มีพระ- องค์อันฝึกแล้ว มีพระหฤทัยตั้งมั่น จึงเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน ตลอดทั้งกลางคืนและกลางวันอยู่ในป่าใหญ่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาตโรคาภินีโต ความว่า ถูกโรคลม ครอบงำ นำให้ถึงความไม่มีเสรีภาพ คือถูกพยาธิอันเกิดจากลมครอบงำ. พระองค์เรียกพระเถระว่า ตวํ. บทว่า วิหรํ ความว่า อยู่ด้วยอิริยาบถวิหารนั้น. บทว่า กานเน วเน ความ ว่าในป่าอันเป็นดง อธิบายว่า ในป่าใหญ่. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๔๒.
หน้า 111 ข้อ 342
บทว่า ปวิฏฺโคจเร แปลว่า เป็นที่ปราศจากโคจร คือเป็นที่หาปัจจัย ได้ยาก, ชื่อว่า เศร้าหมอง คือเป็นที่เศร้าหมอง เพราะไม่มีเภสัชมีเนยใส เป็นต้น อันเป็นสัปปายะของโรคลม และเพราะเป็นภูมิภาคมีดินเค็ม. บทว่า กถํ ภิกฺขุ กริสฺสสิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า ภิกษุ เธอจักทำอย่างไร ? พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะประกาศการอยู่เป็นสุขแห่งตน ด้วย ปีติและโสมนัสปราศจากอามิสดังนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปีติ สุเขน ด้วย ปีติและสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปีติ สุเขน ความว่า ด้วยปีติ อันมีความ โลดลอย เป็นลักษณะ และมีการแผ่ซาบซ่านเป็นลักษณะ และด้วยสุข อันสัมปยุตด้วยปีตินั้น. บทว่า ผรมาโน สมุสฺสยํ ความว่า ข้าพระองค์จะยังรูปอันประณีต อันเกิดจากปีติและสุขตามที่กล่าวแล้ว ให้แผ่ซ่านเข้าร่างกายทั้งสิ้น คือ กระทำให้รูปถูกต้องไม่ขาดสาย. บทว่า ลูขมฺปิ อภิสมฺโภนฺโต ความว่า ครอบงำ คือท่วมทับปัจจัย อันเศร้าหมอง แม้อดกลั้นได้ยาก อันเป็นเหตุเป็นไปโดยความขัดเกลา ซึ่งเกิดแต่การอยู่ป่า. บทว่า วิหริสฺสามิ กานเน ความว่า ข้าพระองค์จักอยู่ในราวป่า ด้วยสุขอันเกิดแต่ฌาน และสุขอันเกิดแต่วิปัสสนา. ด้วยเหตุนั้นท่าน จึงกล่าวว่า และข้าพระองค์เสวยสุขด้วยกาย (นามกาย ) และว่า บุคคลพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและดับแห่งขันธ์ ทั้งหลายในกาลใด ๆ ในกาลนั้น ๆ เขาย่อมได้ปีติและ ปราโมช นั้นเป็นอมตะของบุคคลผู้รู้อยู่.
หน้า 112 ข้อ 342
บทว่า ภาเวนฺโต สติปฏฺาเน ความว่า ยังสติปัฏฐาน ๔ มี กายานุปัสสนาเป็นต้น อันนับเนื่องในมรรค ให้เกิดและให้เจริญ. บทว่า อินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น อันนับ เนื่องในมรรคนั้นเอง. บทว่า พลานิ ได้แก่ พละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น ก็เหมือนกัน. บทว่า โพชฺฌงฺคานิ ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ มีสติสัมโพชฌงค์เป็นต้นก็เหมือนกัน. ด้วย จ ศัพท์ ท่านสงเคราะห์ สมัมัปปธาน อิทธิบาท และองค์มรรค. จริงอยู่ การคำนวณธรรมเหล่านั้น ย่อมมีโดยการจัดธรรมเหล่านั้น นั่นเอง เพราะไม่มีการเว้นธรรมเหล่านั้น. บทว่า วิหริสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์ เมื่อเจริญโพธิปักขิยธรรมตามที่กล่าวแล้ว จักอยู่ด้วยสุขอัน เกิดแต่มรรค สุขอันเกิดแต่ผลอันสำเร็จมาแต่การบรรลุมรรคนั้น และ สุขอันเกิดแต่พระนิพพาน. บทว่า อารทฺธวีริเย ความว่า ผู้ประกอบความเพียร ด้วยสามารถ แห่งสัมมัปปธาน ๔. บทว่า ปหิตตฺเต ได้แก่ ผู้มีจิตส่งไปเฉพาะแล้วสู่ พระนิพพาน. บทว่า นิจฺจํ ทฬฺหปรกฺกเน ได้แก่ ผู้มีความเพียรไม่ย่อหย่อน ตลอดกาล. ชื่อว่า ผู้มีความพร้อมเพรียง ด้วยอำนาจไม่วิวาทกัน และ ด้วยอำนาจการให้กายสามัคคี. เพราะเห็นเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้ประกอบด้วยความเป็นผู้เสมอกันด้วยทิฏฐิและศีล. ด้วยคำนั้นท่านแสดง ถึงความเพียบพร้อมด้วยกัลยาณมิตร. บทว่า อนุสรนฺโต สมฺพุทฺธํ ความว่า ไม่เกียจคร้าน ระลึกถึง พระองค์ผู้ชื่อว่า สัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะตรัสรู้ธรรมทั้งปวงโดยชอบและ ด้วยพระองค์เอง ชื่อว่า ผู้เลิศ เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ชื่อว่า
หน้า 113 ข้อ 342
ฝึกตนแล้วด้วยการฝึกอันสูงสุด ชื่อว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิอันยอดเยี่ยม โดยนัยมีอาทิว่า แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ ดังนี้ ทั้งกลางคืนและกลางวันทุกเวลาอยู่. ด้วยคำนี้ ท่านจึงกล่าวการ ประกอบพระกรรมฐานในที่ทั้งปวง เพราะแสดงถึงอาการประกอบในการ เจริญพุทธานุสสติ กล่าวถึงการประกอบปาริหาริยกรรมฐาน ด้วยคำต้น. ก็พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล จึงบำเพ็ญวิปัสสนา บรรลุ พระอรหัต. เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า สมเด็จพระผู้นำมีพระนามอันรุ่งเรือง มีพระคุณนับ ไม่ได้ พระนามว่า ปทุมุตตระ เสด็จอุบัติขึ้นแล้วใน แสนกัป แต่ภัทรกัปนี้ พระองค์ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ก็เพราะมีพระพักตร์เหมือนดอกปทุม มีพระฉวีวรรณงาม ไม่มีมลทินเหมือนดอกปทุม ไม่เปื้อนด้วยโลก เหมือนดอก ปทุมไม่เปื้อนด้วยน้ำฉะนั้น เป็นนักปราชญ์ มีพระอินทรีย์ ดังใบปทุมและน่ารักเหมือนดอกปทุม ทั้งมีพระโอษฐ์มี กลิ่นอุดม เหมือนกลิ่นในกลีบของดอกปทุม เพราะฉะนั้น พระองค์จึงทรงพระนานว่า ปทุมุตตระ พระองค์เป็นผู้เจริญ กว่าโลก ไม่ทรงถือพระองค์ เปรียบเสมือนเป็นนัยน์ตา ให้คนตาบอด มีพระอิริยาบถสงบ เป็นที่เก็บพระคุณ เป็น ที่รองรับกรุณาและมติ ถึงในครั้งไหน ๆ พระมหาวีรเจ้า พระองค์นั้น ก็เป็นผู้อันพรหม อสูรและเทวดาบูชา เป็น พระชินะผู้สูงสุดในท่ามกลางหมู่ชนและเกลื่อนกล่นไปทั้ง ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๒.
หน้า 114 ข้อ 342
เทวดาและมนุษย์ เพื่อจะยังบริษัททั้งปวงให้ยินดี ด้วย พระสำเนียงอันเสนาะ และด้วยพระธรรมเทศนาอัน เพราะพริ้ง จึงได้ชมสาวกของพระองศ์ว่า ภิกษุอื่นที่พ้น กิเลสด้วยศรัทธามีมติดี ขวนขวายในการดูเรา เช่นกับ วักกลิภิกษุนี้ ไม่มีเลย ครั้งนั้นเราเป็นบุตรของพราหมณ์ ในพระนครหังสาวดี ได้สดับพระพุทธสุภาษิตนั้น จึง ชอบใจฐานันดรนั้น ครั้งนั้นเราได้นิมนต์พระตถาคตผู้ ทศจากมลทินพระองค์นั้น พร้อมด้วยพระสาวก ให้ เสวยตลอด ๗ วัน แล้วให้ครองผ้า เราหมอบศีรษะลงแล้ว จบลงในสาคร คืออนันตคุณของพระศาสดาพระองค์นั้น เต็มเปี่ยมไปด้วยปีติ ได้กราบทูล ดังนี้ว่า ข้าแต่พระมหา- มุนี ขอให้ข้าพระองค์ได้เป็นเช่นกันกับภิกษุผู้ศรัทธาธิมุตติ ที่พระองค์ทรงชมเชยว่าเป็นเลิศว่าภิกษุมีศรัทธาในพระ- ศาสนานี้เถิด เมื่อเราได้กราบทูลดังนี้แล้ว พระมหามุนีผู้มี ความเพียรใหญ่ มีพระทัสสนะมิได้มีเครื่องกีดกัน ได้ตรัส พระดำรัสนี้ในท่านกลางบริษัทว่า จงดูมาณพผู้นี้ ผู้นุ่งผ้า เนื้อเกลี้ยงสีเหลือง นี้อวัยวะอันบุญสร้างสม ให้คล้าย ทองคำ ดูดดื่มตาและใจของหมู่ชน ในอนาคตกาล มาณพ ผู้นี้จักได้เป็นพระสาวกของพระโคดมผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง- ใหญ่ เป็นเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายฝ่ายศรัทธาธิมุตติ เขาเป็น เทวดาหรือมนุษย์ก็ตาม จักเป็นผู้เว้นจากความเดือดร้อน ทั้งปวง รวบรวมโภคทรัพย์ทุกอย่าง มีความสุขท่องเที่ยวไป
หน้า 115 ข้อ 342
ในที่แสนกัปแต่กัปนี้ พระศาสดานี้พระนามว่า โคดม ทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้น ในโลก มาณพผู้นี้จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดา พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวก ของพระศาสดามีนามว่า วักกลิ เพราะผลกรรมที่เหลือ นั้น และเพราะตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เรามีความสุขในที่ทุกสถาน ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เกิดในตระกูลหนึ่งใน พระนครสาวัตถี มารดาของเราถูกภัยแต่ปิศาจคุกคาม มีใจหวาดกลัว จึงให้เราผู้ละเอียดอ่อนเหมือนเนยข้น นุ่ม นิ่มเหมือนใบไม้อ่อน ๆ ซึ่งยังนอนหงาย ให้นอนลง แทบบาทมูลของพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ กราบทูลว่า ข้าแต่พระโลกนาถ หม่อมฉันขอถวายทารกนี้แด่พระองค์ ข้าแต่ พระโลกนายก ขอพระองค์จงทรงเป็นที่พึ่งของเขา ด้วยเถิด ครั้งนั้น สมเด็จพระมุนีผู้เป็นที่พึ่งของหมู่สัตว์ ผู้หวาดกลัว พระองค์ได้ทรงรับเราด้วยฝ่าพระหัตถ์อัน อ่อนนุ่นมีตาข่าย อันท่านกำหนดด้วยจักรตั้งแต่นั้นมา เราก็เป็นผู้ถูกรักษาโดยพระพุทธเจ้า จึงเป็นผู้พ้นจาก ความป่วยไข้ทุกอย่าง อยู่โดยสุขสำราญ เราเว้นจาก สุคตเสียเพียงครู่เดียวก็รำคาญใจ พออายุได้ ๗ ขวบ เราก็ออกบวชเป็นบรรพชิต เราเป็นผู้ไม่อิ่มด้วยการดูพระ- รูปอันประเสริฐเกิดเพราะบารมีทุกอย่าง มีดวงพระเนตร
หน้า 116 ข้อ 342
สีนิล ล้วนเกลื่อนกล่นไปด้วยวรรณสัณฐานอันงดงาม ครั้ง นั้น พระศาสดาทรงทราบว่าเรายินดีในพระพุทธรูป จึงได้ ตรัสสอนเราว่า อย่าเลยวักกลิ ประโยชน์อะไรในรูปที่น่า เกลียด ซึ่งคนพาลชอบเล่า ก็บัณฑิตใดเห็นสัทธรรม บัณฑิตนั้นชื่อว่าเห็นเรา ผู้ไม่เห็นสัทธรรม ถึงจะเห็นเราก็ ชื่อว่าไม่เห็น กายมีโทษไม่สิ้นสุด เปรียบเสมอด้วยต้นไม้ มีพิษ เป็นที่อยู่ของโรคทุกอย่างล้วนเป็นที่ประชุมของทุกข์ เพราะฉะนั้น ท่านจงเบื่อหน่ายในรูป พิจารณาเห็นความ เกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย จักถึงที่สุด แห่งสรรพกิเลสได้โดยง่าย เราอันสมเด็จพระโลกนาย ผู้แสวงหาประโยชน์พระองค์นั้น ทรงพร่ำสอนอย่างนี้ ได้ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพ่งดูอยู่ที่ซอกเขา พระพิชิตมาร ผู้ มหามุนีประทับยืนอยู่ที่เชิงเขา เพื่อจะทรงปลอบโยนเรา ได้ตรัสเรียกว่า วักกลิ เราได้ฟังพระดำรัสนั้นเข้าก็เบิกบาน ครั้นนั้นเราวิ่งลงไปที่เงื้อมเขา สูงหลายร้อยชั่วบุรุษ แต่ ถึงแผ่นดินได้โดยสะดวกทีเดียวด้วยพุทธานุภาพ พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนา คือความเกิดขึ้น- และความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลายอีก เรารู้ธรรมนั้น ทั่วถึงแล้ว จึงได้บรรลุอรหัต ครั้งนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระปรีชาใหญ่ ทรงถึงที่สุดแห่งจรณะ ทรงประกาศใน ท่ามกลางแห่งมหาบริษัทแห่งสัตบุรุษว่า เราเป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุทั้งหลาย ฝ่ายศรัทธาธิมุตติ ในที่แสนกัปแต่กัปนี้
หน้า 117 ข้อ 342
เราได้ทำกรรมไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้นเรานั้นเราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว แม้เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าวคาถานี้เหมือนกัน. ลำดับนั้นพระศาสดา ประทับนั่งในท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์ จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้น้อมไปใน ศรัทธาฉะนี้แล. จบอรรถกถาวักกลิเถรคาถาที่ ๘
หน้า 118 ข้อ 343
๙. วิชิตเสนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวิชิตเสนเถระ [๓๔๓] เราจักระวังจิตนั้นไว้ เหมือนนายหัตถาจารย์ กักช้าง ไว้ที่ประตูนครฉะนั้น เราจักไม่ประกอบจิตไว้ในธรรม อันลามก จักไม่ย่อมให้จิตตกลงไปสู่ข่ายแห่งกามอันเกิด ในร่างกาย เจ้าถูกเรากักไว้แล้ว จักไปตามชอบใจไม่ได้ เหมือนช้างได้ช่องประตูฉะนั้น ดูก่อนจิตผู้ชั่วช้า บัดนี้ เจ้าจักขืนยินดีในธรรมอันลามกเที่ยวไปเนือง ๆ ดังก่อนมิ ได้ นายควาญช้างมีกำลังแข็งแรง ย่อมบังคับช้างที่จับได้ ใหม่ ยังไม่ได้ฝึก ให้อยู่ในอำนาจด้วยขอ ฉันใด เรา จักบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจ ฉันนั้น นายสารถีผู้ฉลาด ในการฝึกม้าให้ดี เป็นผู้ประเสริฐ ย่อมฝึกม้าให้รอบรู้ได้ ฉันใด เราฝึกเจ้าให้ตั้งอยู่ในพละ ๕ ฉันนั้น จักผูกเจ้า ด้วยสติ จักฝึกจักบังคับเจ้าให้ทำธุระด้วยความเพียร เจ้า จักไม่ได้ไปไกลจากอารมณ์ภายในนี้ละนะจิต จบวิชิตเสนเถรคาถา อรรถกถาวิชิตเสนเถรคาถาที่ ๙ คาถาของท่านพระวิชิตเสนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โอลคฺเคสฺสามิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 119 ข้อ 343
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัต ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าอัตถทัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความ เป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว ละการครองเรือน บวชเป็นฤๅษีอยู่ในป่า เห็นพระผู้มี- พระภาคเจ้า เสด็จไปทางอากาศ มีจิตเลื่อมใสแสดงอาการน่าเลื่อมใส ประคองอัญชลีได้ยืนอยู่แล้ว. พระศาสดาทรงทราบอัธยาศัยของท่าน จึง เสด็จลงจากอากาศ. ท่านน้อมถวายผลไม้อันหวานน่ารื่นรมย์ พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงรับด้วยความอนุเคราะห์. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลนายหัตถาจารย์ ในโกศลรัฐ ได้นาม ว่าวิชิตเสนะ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา, นายหัตถาจารย์ ๒ คน ชื่อว่าเสนะ และอุปเสนะ ผู้เป็นลุงของท่านฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ศรัทธา แล้วบรรพชา บำเพ็ญวิปัสสนาธุระ บรรลุพระอรหัตแล้ว. แม้ท่านวิชิตเสนะ ถึงความสำเร็จในศิลปะช้าง ไม่มีจิตข้องอยู่ใน การครองเรือน เพราะความที่คนมีอัธยาศัยในการสลัดออก เห็นปาฏิหาริย์ ของพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชในสำนักของพระเถระผู้เป็นลุง กระทำ กรรมด้วยวิปัสสนา อันเป็นโอวาทานุสาสนีของพระเถระผู้เป็นลุงเหล่านั้น ดำเนินตามวิปัสสนาวิถี เมื่อจะสอนจิตของตน อันพล่านไปในอารมณ์ ต่าง ๆ ในภายนอก จึงได้กล่าวคาถา๑ว่า เราจักระวังจิตนั้นไว้ เหมือนนายหัตถาจารย์ กักช้าง ไว้ที่ประตูพระนครฉะนั้น เราจักไม่ประกอบจิตไว้ในธรรม ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๔๓.
หน้า 120 ข้อ 343
อันลามก จักไม่ยอมให้จิตตกลงไปสู่ข่ายแห่งกามอันเกิด ในร่างกาย เจ้าถูกเรากักไว้แล้ว จักไปตามชอบใจ ไม่ได้ เหมือนช้างได้ช่องประตูฉะนั้น ดูก่อนจิตผู้ชั่วช้า บัดนี้ เจ้าจักขืนยินดีในธรรมอันลามกเที่ยวไปเนือง ๆ ดังก่อนมิได้ นายควาญช้างมีกำลังแข็งแรง ย่อมบังคับ ช้างที่จับได้ใหม่ยังไม่ฝึก ให้อยู่ในอำนาจด้วยขอฉันใด เราจักบังคับเจ้าให้อยู่ในอำนาจฉันนั้น นายสารถีผู้ฉลาด ในการฝึกม้าให้ดีผู้ประเสริฐ ย่อมฝึกม้าให้รอบรู้ฉันใด เราจักฝึกเจ้าไว้ด้วยสติ จักฝึกจักบังคับเจ้าให้ทำธุระด้วย ความเพียร เราจักไม่ได้ไปไกลจากอารมณ์ภายในนี้ละ นะจิต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอลคฺเคสฺสามิ ความว่า เราจักระวัง คือจะห้าม. บทว่า เต แก้เป็น ตํ แปลว่า ซึ่งจิตนั้น จริงอยู่ บทว่า เต นี้เป็น ฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. อีกอย่างหนึ่ง พึงนำ บาลีที่เหลือมาเชื่อมเข้าด้วยบทว่า เต คมนํ อีกอย่างหนึ่ง บทว่า หตฺถินํ ความว่า ซึ่งช้าง. ท่านวิชิตเสนะเรียกจิตของตนว่า จิต. เมื่อจะแสดงอาการที่ปรารถนาจะห้ามจิตนั้น จึงกล่าวว่า อาณิทฺวาเร หตฺถินํ. ประตูเล็กของพระนครซึ่งเนื่องกับกำแพง ชื่อว่าประตูพระนคร ซึ่งเมื่อเขาใส่ลิ่มสลัก แม้ผู้อยู่ภายในเว้นเครื่องยนต์ ไม่สามารถจะเปิดได้ อันเป็นเหตุไม่สามารถให้มนุษย์, โค, ม้า, กระบือ เป็นต้นออกไป. เมื่อใด นายหัตถาจารย์ปลอบใจช้างผู้ประสงค์จะออกไปภายนอกพระนคร จึงได้ ห้ามการไป.
หน้า 121 ข้อ 343
อีกอย่างหนึ่ง ประตูลิ่มชื่อว่า อาณิทวาร ก็ที่ประตูลิ่มสลักนั้น เขา วางลิ่มขวางไว้ แล้วร้อยลิ่มกล่าวคือเข็มไม้ไว้ที่หัวลิ่มแล. บทว่า ปาเป ความว่า จักไม่ประกอบจิตนั้นในบาปธรรมมีอภิชฌา เป็นต้น อันเกิดขึ้นในอารมณ์ มีรูปเป็นต้น . บทว่า กามชาลา ความว่า เป็นข่ายแห่งกาม. เหมือนอย่างว่า ชื่อว่า ข่ายของนายพรานเนื้อผู้จับปลา ได้แก่การที่นายพรานเหล่านั้น ทำสัตว์มีปลาเป็นต้นให้สำเร็จการกระทำตาม ปรารถนาฉันใด การที่มารทำจิตที่ตกไปตามอโยนิโสมนสิการ ให้สำเร็จ การกระทำตามความปรารถนาก็ฉันนั้น. เพราะเหตุนั้นแล มารนั้นจึงยัง สัตว์ทั้งหลายให้ตกไปในความพินาศ. บทว่า สรีรช แปลว่า ผู้เกิดในสรีระ. จริงอยู่ จิตในปัญจโวการภพ ท่านเรียกว่าเกิดในสรีระ เพราะมีความเป็นไปเนื่องด้วยรูป. บทว่า ตวํ โอลคฺโค น คจฺฉสิ ความว่า ดูก่อนจิตชั่ว ท่านอัน เราห้ามแล้วด้วยปฏักคือสติและสัมปชัญญะ บัดนี้จักไม่ไปตามความชอบใจ คือจักไม่ได้เป็นไปตามความปรารถนาด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการ. ถามว่า เหมือนอะไร ? แก้ว่า เหมือนช้างไม่ได้การเปิดประตูฉะนั้น อธิบายว่า เหมือนช้าง เมื่อไม่ได้ผู้เปิดประตูเพื่อจะออกไปจากนคร หรือ จากเครื่องปิดกั้นของช้าง. บทว่า จิตฺตกลิ แปลว่า ดูก่อนจิตกาลกิณี. บทว่า ปุนปฺปุนํ ได้แก่ ไป ๆ มา ๆ. บทว่า ปสกฺก ความว่า ด้วย อำนาจการปลอบให้เบาใจด้วยการระลึกได้. บทว่า ปาปรโต แปลว่า ยินดีในบาปกรรม, อธิบายว่า บัดนี้ จักประพฤติเหมือนในก่อนไม่ได้ คือเราจักไม่ให้เพื่อจะประพฤติเช่นนั้น.
หน้า 122 ข้อ 343
บทว่า อทนฺตํ ความว่า ไม่ได้ฝึก คือยังไม่ศึกษาการศึกษาของ ช้าง. บทว่า นวคฺคหํ ได้แก่ ถือเอาไม่นาน. บทว่า องฺกุสคฺคโห ได้แก่นายหัตถาจารย์. บทว่า พลวา ได้แก่ มีกำลัง ด้วยกำลังกายและกำลังญาณ. บทว่า อาวตฺเตติ อกามํ ความว่า ให้เจ้าผู้ไม่ปรารถนาอยู่นั่นแล กลับโดยการห้าม. บทว่า เอวํ อาวตฺตยิสฺสํ ความว่า นายหัตถาจารย์จักให้ช้างตามที่ กล่าวกลับฉันใด เราจักให้จิตชั่วนั้นกลับจากการเกียดกันทุจริตฉันนั้น. บทว่า วรหยทมกุสโล ความว่า เป็นผู้ฉลาดในการฝึกม้าที่ควรฝึก ทั้งหลายอันสูงสุด. แต่นั้นนายสารถีผู้ประเสริฐ คือผู้วิเศษสุดในบรรดา นายสารถีผู้ฝึกม้าที่ควรฝึก ย่อมฝึกม้าอาชาไนยคือม้าที่ควรฝึก คือย่อม ทรมาน คือย่อมแนะนำด้วยคำอ่อนหวานและคำหยาบ ตามสมควรแก่กาละ และเทศะ ได้แก่กระทำให้ละพยศ. บทว่า ปติฏฺิโต ปญฺจสุ พเลสุ ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่แล้วในพละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น จักฝึกคือจักทรมานจิตนั้นด้วยการห้ามจากความเป็นผู้ ไม่ศรัทธาเป็นต้น. บทว่า สติยา ตํ นิพนฺธิสฺสํ ความว่า ดูก่อนจิตชั่ว เราเมื่อไม่ให้ ไปในภายนอกจากอารมณ์อันเป็นภายในแล้ว จักผูกพันจิตนั้นที่เสาคือ กรรมฐาน ด้วยเชือกคือสติ. บทว่า ปยุตฺโต เต ทเมสฺสามิ ความว่า เราผูก คือประกอบขวน ขวาย ที่เสาคือกรรมฐานนั้น แล้วฝึกเจ้า คือจักให้เจ้าหมดจดจากมลทิน คือกิเลส.
หน้า 123 ข้อ 343
บทว่า วีริยธุรนิคฺคหิโต ความว่า ม้าตามที่กล่าวแล้วนั้น อันนาย สารถีผู้ฉลาดประกอบไว้ที่แอก คือข่มไว้ด้วยแอก อยู่ในระหว่างแอก ไม่ ล่วงแอกไปได้ฉันใด ดูก่อนจิต แม้เธอก็ฉันนั้น ถูกเราข่มไว้ที่แอกคือ ความเพียร เมื่อไม่ได้เพื่อจะเป็นไปโดยประการอื่น เพราะมีการกระทำ โดยเคารพ เพราะมีปกติกระทำเป็นไปติดต่อ จักไม่ออกไปข้างนอกไกล จากอารมณ์อันเป็นภายในนี้ จริงอยู่ เมื่อจิตประกอบในภาวนา อารมณ์ อื่นจากกรรมฐาน แม้เป็นอารมณ์ใกล้ ก็จะอยู่ไกลแต่ลักษณะทีเดียว รวม ความว่า พระเถระเมื่อข่มจิตด้วยคาถาเหล่านี้ เจริญวิปัสสนาบรรลุพระ- อรหัตแล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราตกแต่งเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้าแล้ว ได้ทูล อาราธนาพระสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระฉวีวรรณเหมือนทองคำ มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ผู้ดุจพญารังที่ ดอกกำลังบาน เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด กำลัง เสด็จไปทางท้ายป่าใหญ่ ขอพระพุทธเจ้าทรงโปรดอนุ- เคราะห์ข้าพระองค์เถิด ข้าพระองค์ปรารถนาจะถวาย ภิกษา พระพุทธเจ้าพระนามว่าอัตถทัสสี ผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วยพระกรุณา มีพระยศใหญ่ ได้ทรงทราบความ ดำริของเรา จึงเสด็จแวะที่อาศรมของเรา ครั้นแล้ว พระองค์ได้ประทับบนเครื่องลาดที่ทำด้วยหญ้า เราได้ หยิบเอาผลไม้รกฟ้า มาถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๓๔.
หน้า 124 ข้อ 343
สุด เมื่อเรามองดูอยู่ พระพิชิตมารทรงเสวยในเวลานั้น เราได้ยังจิตให้เลื่อมใสในทานนั้นแล้ว ได้ถวายบังคม พระพิชิตมารในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น เราไม่ รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้ เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ. . .พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ก็ท่านครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึง ได้กล่าวพระคาถาเหล่านี้. จบอรรถกถาวิชิตเสนคาถาที่ ๙
หน้า 125 ข้อ 344
๑๐. ยสทัตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระยสทัตตเถระ [๓๔๔] คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของ ท่านผู้ชนะมาร ย่อมเป็นผู้ไกลจากสัทธรรม เหมือนฟ้า กับดินฉะนั้น คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำ สอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม เหมือน พระจันทร์ข้างแรมฉะนั้น คนมีปัญญาทราม มีจิตคิด จะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเหี่ยวแห้ง ในสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำน้อยฉะนั้น คนมีปัญญา ทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมไม่งอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นา ฉะนั้น ส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของ ท่านผู้ชนะมาร ผู้นั้นทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้ แจ้งซึ่งธรรมอันไม่กำเริบ ฟังได้บรรลุความสงบอย่าง ยอดเยี่ยม เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน. จบยสทัตตเถรคาถา อรรถกถายสทัตตเถรคาถาที่ ๑๐ คาถาของท่านพระยสทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุปารมฺภจิตฺโต ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 126 ข้อ 344
พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน ก่อสร้างกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ. จริงอย่าง นั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ ท่านบังเกิด ในตระกูลพราหมณ์ ถึงความสำเร็จในศิลปวิชาของพวกพราหมณ์ ละกาม ทั้งหลายบวชเป็นฤาษีอยู่ในป่า. วันหนึ่ง ท่านเห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ประคองอัญชลีชมเชย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลก และมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่งเจ้ามัลละ ใน มัลลรัฐ ได้นามว่ายสทัตตะ ไปยังเมืองตักกศิลา ศึกษาศิลปะทั้งปวง เที่ยวจาริกไปกับปริพาชกชื่อว่าสภิยะ เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าในกรุง สาวัตถีโดยลำดับ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแก้ปัญหาที่สภิยปริพาชกถาม ตนเองก็นั่งฟังมุ่งเพ่งโทษว่า เราจักแสดงโทษในวาทะของพระสมณโคดม. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบวาระแห่งจิตของเขา เมื่อจะ ประทานโอวาทในเวลาจบสภิยสุตต๑เทศนา จึงได้ตรัส ๕ คาถา๒เหล่านี้ว่า คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอน ของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเป็นผู้ไกลจากสัทธรรม เหมือน ฟ้ากับดินฉะนั้น. คนมีปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเสื่อมจากสัทธรรม เหมือนพระจันทร์ข้างแรมฉะนั้น. คนมีปัญญาทราม มีจิต คิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะมาร ย่อมเหี่ยว แห้งในสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำน้อยฉะนั้น. คนมี ๑. ขุ. สุ. ๒๕/ข้อ ๓๖๔. ๒. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๔๔.
หน้า 127 ข้อ 344
ปัญญาทราม มีจิตคิดจะยกโทษ ฟังคำสอนของท่านผู้ชนะ มาร ย่อมไม่งอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชเน่าในไร่นา ฉะนั้น. ส่วนผู้ใดมีจิตอันคุ้มครองแล้ว ฟังคำสอนของ ท่านผู้ชนะมาร ผู้นั้นทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป ทำให้ แจ้งซึ่งธรรมอันไม่กำเริบ พึงบรรลุความสงบอย่างยอด เยี่ยม เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ย่อมปรินิพพาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปารมฺภจิตฺโต ได้แก่ มีจิตคิดจะยก โทษ อธิบายว่า มีความประสงค์จะยกโทษ. บทว่า ทุมฺเมโธ แปลว่า ผู้มีปัญญาทราม. บทว่า อารกา โหติ สทฺธมฺมา ความว่า บุคคลนั้นคือผู้เช่นนั้น ย่อมเป็นผู้อยู่ในที่ไกลจากสัทธรรม คือการปฏิบัติ เหมือนปฐพีไกลจาก ฟ้าฉะนั้น. จะป่วยกล่าวไปไยถึงปฏิเวธสัทธรรมเล่า เมื่อท่านประกอบ ถ้อยคำที่ขัดแย้งกัน โดยนัยมีอาทิว่า ท่านไม่รู้ธรรมวินัยนี้ สัทธรรมคือ การปฏิบัติอันสงบละเอียด จักมีแต่ที่ไหน ? บทว่า ปริหายติ สทฺธมฺมา ความว่า ท่านเสื่อมจากโลกุตรธรรม ๙ ทั้งจากสัทธรรมมีศรัทธาเป็นต้น. บทว่า ปริสุสฺสติ ความว่า ย่อมเหี่ยวแห้งจากความไม่มีธรรมอัน เป็นกุศล มีปีติและปราโมทย์เป็นต้น ของตนผู้อิ่มกายอิ่มใจ. บทว่า น วิรูหติ ความว่า ย่อมไม่ถึงความเจริญงอกงาม. บทว่า ปูติกํ ความว่า ถึงความเป็นของเน่า เพราะไม่มีการให้การ ฉาบทาด้วยโคมัย.
หน้า 128 ข้อ 344
บทว่า ตุฏฺเน จิตฺเต เป็นตติยาวิภัตติใช้ในลักษณะแห่งอิตถัมภูตะ, อธิบายว่า เป็นผู้มีใจยินดี เบิกบาน. บทว่า เขเปตฺวา ได้แก่ ตัดขาดแล้ว. บทว่า อกุปฺปตํ แปลว่า ไม่กำเริบ (พระอรหัต). บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว. บทว่า ปรมํ สนฺตึ ได้แก่ อนุปาทิเสสนิพพาน. ก็การบรรลุอนุปาทิเสสนิพพานนั้น คือการรอกาละ (ตาย) อย่างเดียวเท่านั้น ไม่ใช่กาลไร ๆ เพราะฉะนั้น เพื่อจะแสดง อนุปาทิเสสนิพพานนั้น ท่านจึงกล่าวว่าผู้ไม่มีอาสวะย่อมปรินิพพาน. ท่านอันพระศาสดาทรงโอวาทอย่างนี้แล้ว ก็เกิดความสังเวช บวช เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต, เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ผู้รุ่งเรื่อง เหมือนต้นกรรณิการ์ โชติช่วงดังดวงประทีป ไพโรจน์ ดุจทองคำ เราวางคณโฑน้ำ ผ้าเปลือกไม้กรองธมกรก ทำ หนังเสือเฉวียงบ่า แล้วก็สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ว่า ข้าแต่พระมุนี พระองค์ทรงขจัดความมืดมิด ซึ่ง อากูลไปด้วยข่ายคือโมหะ ทรงแสดงแสงสว่างแห่งพระ- ญาณแล้ว เสด็จข้ามไป พระองค์ได้ยกโลกนี้ขึ้นได้แล้ว สิ่งที่ยอดเยี่ยมซึ่งมีอยู่ทั้งหมด จะเปรียบปานกับพระญาณ เป็นประมาณเครื่องไปจากโลกของพระองค์ไม่มี ด้วย ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๔.
หน้า 129 ข้อ 344
พระญาณนั้น โลกจึงขนานนามพระองค์ว่าสัพพัญญู ข้า- พระองค์ ขอถวายบังคมพระองค์ผู้มีเพียรใหญ่ ทรงทราบ ธรรมทั้งปวง ไม่มีอาสวะ ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ได้ เรา สดุดีพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ด้วยการสดุดีนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสดุดีพระญาณ เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . . ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนาเรา ได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว แม้เมื่อพยากรณ์พระอรหัตผล ก็ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เหมือนกัน. จบอรรถกถายสทัตตเถรคาถาที่ ๑๐
หน้า 130 ข้อ 345
๑๑. โสณกุฏีกัณณเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสณกุฏีกัณณเถระ [๓๔๕] เราได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส ไม่มี อาสวะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้อยู่ร่วมกับ พระองค์ในวิหารเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ในที่แจ้งตลอดราตรีเป็นอันมากทีเดียว พระศาสดาผู้ ฉลาดในธรรมเป็นเครื่องอยู่ ได้เสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร เมื่อนั้นพระโคดมทรงลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว สำเร็จสีหไสยา ทรงละความขลาดกลัวเสียแล้ว เหมือนราชสีห์อยู่ในถ้ำ ภูเขา ลำดับนั้น ท่านโสณะผู้เป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ผู้กล่าววาจาไพเราะ ได้ภาษิตสัทธรรมในที่ เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ท่านโสณะ กำหนดรู้เบญจขันธ์แล้ว อบรมอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ พึงได้บรรลุความสงบอย่างยิ่ง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน. จบโสณกุฏิกัณณเถรคาถา อรรถกถาโสณกุฏิกัณณเถรคาถาที่ ๑๑ คาถาของท่านพระโสณกุฏิกัณณเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อุปสมฺปทา จ เม ลทฺธา ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 131 ข้อ 345
ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เป็นเศรษฐีสมบูรณ์ด้วยสมบัติในหังสวดีนคร ดำรงอยู่ด้วยอิสรสมบัติอัน โอฬาร วันหนึ่งเห็นพระศาสดาแวดล้อมไปด้วยพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ องค์ เสด็จเข้าไปสู่นครด้วยพุทธานุภาพใหญ่ ด้วยพุทธลีลาใหญ่ มีจิต เลื่อมใส ถวายบังคมแล้วได้ยืนประคองอัญชลีอยู่ ในปัจฉาภัต ท่านพร้อม ด้วยอุบาสกทั้งหลาย ไปยังวิหาร ฟังธรรมอยู่ในสำนักของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศ แห่ง ภิกษุผู้กล่าวถ้อยคำอันไพเราะ แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงได้ ถวายมหาทาน ได้ตั้งความปรารถนาไว้. พระศาสดาทรงทราบความที่ความ ปรารถนาของท่านไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตเธอจักได้ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวถ้อยคำอันไพเราะ ในศาสนาของพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าพระนามว่าโคดม. ท่านบำเพ็ญบุญในนครนั้นตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ มนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสี บวชใน ศาสนา บำเพ็ญวัตรปฏิวัตรให้บริบูรณ์ ได้เย็บจีวรถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. เมื่อโลกว่างจากพระพุทธเจ้าอีก เป็นช่างหูกในกรุงสาวัตถี ได้ต่อคันกลด ที่ขาดถวายแด่พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปหนึ่ง, ท่านได้บำเพ็ญบุญในภพนั้นๆ ด้วยอาการอย่างนี้ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรเศรษฐีมีสมบัติ มาก ในกุลฆรนคร๑ ในอวันตีรัฐ พวกญาติได้ตั้งชื่อท่านว่า โสณะ. เพราะท่านทรงเครื่องประดับหูมีราคาโกฏิ เมื่อควรจะเรียกว่าโกฏิกัณณะ กลับปรากฏชื่อว่า กุฏิกัณณะ. ๑. บาลีเป็น กุรรฆร.
หน้า 132 ข้อ 345
ท่านเจริญโดยลำดับ เก็บรวบรวมทรัพย์ เมื่อท่านพระมหากัจจายนะ อาศัยเรือนมีตระกูลอยู่ในปวัตตบรรพต ฟังธรรมในสำนักของท่าน ตั้งอยู่ ในสรณะและศีล อุปัฏฐากท่านด้วยปัจจัย ๔. ครั้นจำเนียรกาลนานมา ท่านเกิดความสังเวช บรรพชาในสำนัก ของพระเถระ ให้ประชุมสงฆ์ทสวรรคได้โดยาก โดยฝืดเคือง อุปสมบท แล้วอยู่ในสำนักพระเถระสิ้นกาลเล็กน้อย ลาพระเถระเข้าไปยังกรุงสาวัตถี เพื่อถวายบังคมพระศาสดา ได้อยู่ในคันธกุฎีเดียวกัน กับพระศาสดา ถูก พระองค์เชื้อเชิญในเวลาใกล้รุ่ง ในที่สุดแห่งคาถาอุทานว่า เห็นโทษใน โลกดังนี้ ที่พระองค์ให้สาธุการกล่าวไว้ ด้วยการกล่าวพระสูตร ๑๖ สูตร ในอัฏฐกวรรค๑แล้ว เจริญวิปัสสนาบรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวไว้ในอปทาน๒ว่า ครั้งนั้น พระพิชิตมารผู้สมควรรับเครื่องบูชา พระ- นามว่า ปทุมุตตระ ได้เสด็จเข้ารูปยังพระนคร พร้อมทั้ง ภิกษุสงฆ์ผู้มีอินทรีย์อันสำรวมแล้วแสนรูป ขณะนั้น ได้ มีเสียงสนั่นก้องไพเราะ รับเสด็จพระพุทธเจ้าผู้สงบระงับ ผู้คงที่ ซึ่งกำลังเสด็จเข้าพระนคร โดยทางรถด้วยพุทธา- นุภาพ พิณที่ไม่ถูกทำเพลง ไม่ลูกเคาะ ก็บรรเลงขึ้นได้ เอง ในเมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จเข้าสู่บุรี เรานมัสการพระ พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้เป็น พระมหามุนี และเห็นปาฏิหาริย์แล้ว ได้ยังจิตให้เลื่อมใส ในปาฏิหาริย์นั้น โอ พระพุทธเจ้า โอ พระธรรม โอ ๑. ข. สุ. ๒๕/อัฏฐกวรรคที่ ๔ มี ๑๖ สูตร ตั้งแต่ข้อ ๔๐๘ ถึงข้อ ๔๒๓. ๒. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๓.
หน้า 133 ข้อ 345
สมบัติแห่งพระศาสดาของเรา ดนตรีถึงไม่มีเจตนาก็ยัง บรรเลงได้เองเทียว ในกัปที่แสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ เราได้ สัญญาใดในกาลนั้น ด้วยการได้สัญญานั้น เราไม่รู้จัก ทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งสัญญาในพระพุทธเจ้า เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว . . . ฯลฯ. . . พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ท่านดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว ขอพร ๕ ประการ คือ การ อุปสมบทด้วยคณะ มีพระวินัยธรเป็นที่ ๕ ในชนบทปลายแดน โดย ทำนองที่พระอุปัชฌาย์ของท่านได้บอกไว้ การอยู่ประจำ การลาดแผ่น หนัง การสวมรองเท้าเป็นชั้น ๆ การไม่อยู่ปราศจากจีวร ได้พรเหล่านั้น จากพระศาสดาแล้ว ไปยังที่ตนอยู่อีก บอกความนั้นแก่พระอุปัชฌาย์ ในเรื่องนี้มีความสังเขปเพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารพึงทราบโดยนัยที่มา แล้วในอรรถกถา. แต่ในอรรถกถาอังคุตตรนิกาย ท่านกล่าวไว้ว่า ท่าน ได้อุปสมบทแล้ว เรียนพระกรรมฐานในสำนักพระอุปัชฌาย์ของตน เจริญ วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต. ครั้นกาลต่อมา ท่านอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่วิมุตติ พิจารณาข้อปฏิบัติ ของตน เกิดโสมนัส ได้กล่าวคาถา ๕ คาถา ด้วยอำนาจอุทาน๑ว่า เราได้อุปสมบทแล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากกิเลส ไม่มี อาสวะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า และได้อยู่ร่วมกับ พระองค์ในวิหารเดียวกัน พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ในที่แจ้งตลอดราตรีเป็นอันมากทีเดียว พระศาสดาผู้ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๔๕.
หน้า 134 ข้อ 345
ฉลาดในธรรมเป็นเครื่องอยู่ ได้เสด็จเข้าไปสู่พระวิหาร เมื่อนั้นพระโคดมทรงลาดผ้าสังฆาฏิแล้ว สำเร็จสีหไสยา ทรงละความขลาดกลัวเสียแล้ว เหมือนราชสีห์อยู่ในถ้ำ ภูเขา ลำดับนั้น ท่านโสณะผู้เป็นสาวกของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ผู้กล่าววาจาไพเราะ ได้ภาษิตสัทธรรมในที่ เฉพาะพระพักตร์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ท่านโสณะ กำหนดรู้เบญจขันธ์แล้ว อบรมอัฏฐังคิกมรรคอันประเสริฐ พึงได้บรรลุความสงบอย่างยิ่ง จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะ ปรินิพพาน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปสมฺปทา ต เม ลทฺธา ความว่า อุปสัมปทานั้นใด ที่ตนประชุมภิกษุสงฆ์ทสวรรคได้โดยยาก ก็แลอุปสัม- ปทาใดที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตด้วยคณะ มีพระวินัยธรเป็นที่ ๕ ในชนบทปลายแดนทั้งหมด ด้วยอำนาจการประทานพร, กล่าวหมายเอา อุปสัมปทาทั้งสองนั้น. จ ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ. ด้วย จ ศัพท์นั้น ท่าน สงเคราะห์เอาพรที่ได้จากสำนักพระศาสดา แม้นอกนี้. บทว่า วิมุตฺโต จมฺหิ อนาสโว ความว่า และเราเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว ด้วยการหลุดพ้นจากวัตถุคือกิเลสทั้งสิ้น ด้วยอรหัตมรรค. ประกอบ ความว่า เราเป็นผู้ไม่มีอาสวะด้วยกามาสวะเป็นต้นนั้นนั่นแล. บทว่า โส จ เม ภควา ทิฏฺโ ความว่า เราจากรัฐอวันตีไปยัง กรุงสาวัตถี เพื่อประโยชน์แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าใด ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น ที่เราไม่เคยเห็น เราได้เห็นแล้ว.
หน้า 135 ข้อ 345
บทว่า วิหาเร จ สหาวสึ ความว่า เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า นั้นอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ โดยที่แท้เราได้อยู่ร่วมกับพระศาสดาผู้กำหนด เหตุการณ์ ประทับอยู่ในพระคันธกุฎีของพระศาสดาในวิหาร. อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า บทว่า วิหาเร แปลว่า ในที่ใกล้วิหาร. บทว่า พหุเทว รตฺตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับยับยั้ง ในโอกาสกลางแจ้ง ตลอดราตรีเป็นอันมากทีเดียว ด้วยการแสดงธรรม แก่ภิกษุทั้งหลาย และด้วยการชำระพระกรรมฐานให้หมดจดตลอดปฐมยาม และด้วยอำนาจตัดความสงสัย ของเทวดาและพรหมตลอดมัชฌิมยาม. บทว่า วิหารกุสโล ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดในทิพยวิหาร พรหมวิหาร อาเนญชวิหารและอริยวิหาร. บทว่า วิหารํ ปาวิสิ ความว่า เข้าไปสู่พระคันธกุฎี เพื่อบรรเทา ความกระวนกระวายที่เกิดขึ้น เพราะการนั่งและการจงกรมเกินเวลา. บทว่า สนฺถริตฺวาน สงฺฆาฏึ เสยฺยํ กปฺเปติ ความว่า ปูลาดสังฆาฏิ ๔ ชั้น แล้วทรงสำเร็จสีหไสยา. ด้วยเหตุนั้นจึงกล่าวว่า พระโคดมเป็น ประดุจสีหะในถ้ำศิลา เป็นผู้ละความขลาดกลัวเสียได้. พระเถระระบุพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระโคตรว่า โคตมะ ใน พระคาถานั้น. บทว่า สีโห เสลคุหายํว ได้แก่ ในถ้ำแห่งภูเขาอันล้วน แล้วแต่หิน สีหมิคราชละความขลาดกลัวเสียได้ เพราะเป็นสัตว์มีเดชสูง สำเร็จการนอนเหลื่อมเท้าโดยข้างขวา ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคดม ก็ฉันนั้น เป็นผู้ละความขลาดกลัว เพราะตัดกิเลสอันเป็นเหตุให้หวาดเสียว ขนพอง สยอง สะดุ้งแห่งจิต ทรงสำเร็จสีหไสยา.
หน้า 136 ข้อ 345
บทว่า ตโต แปลว่า ในภายหลัง, อธิบายว่า สำเร็จสีหไสยาแล้ว ลุกขึ้นจากที่นั้น ถูกพระศาสดาเชิญว่า ภิกษุ พระธรรมจงแจ่มแจ้งกะเธอ เพื่อจะกล่าว. บทว่า กลฺยาณวากฺกรโณ แปลว่า ผู้กล่าววาจาอันไพเราะ อธิบาย ว่า ลำดับแห่งถ้อยคำเพียบพร้อมด้วยความงาม. บทว่า โสโณ อภาสิ สทฺธมฺมํ ความว่า ท่านโสณกุฏิกัณณะ ได้กล่าวพระสูตรในอัฏฐกวรรค ๑๖ สูตร โดยประจักษ์ เฉพาะพระพุทธ- เจ้าผู้ประเสริฐ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะเหตุนั้นพระเถระจึงกล่าว สอนตนนั่นแหละเหมือนผู้อื่น. บทว่า ปญฺจกฺขนฺเธ ปริญฺาย ความว่า กำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ ด้วยปริญญาทั้ง ๓ แล้ว เมื่อกำหนดรู้อุปาทานขันธ์ ๕ นั่นแหละ ทำ หนทางคือ อริยมรรคมีองค์ ๘ ให้เกิดแล้ว บรรลุความสงบอย่างยิ่ง คือ พระนิพพานดำรงอยู่ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จากนั้นนั่นแหละ จักปรินิพพาน ณ บัดนี้ คือจักปรินิพพานด้วยอำนาจอนุปาทิเสสนิพพาน ฉะนี้แล. จบอรรถกถาโสณกุฏิกัณณเถรคาถาที่ ๑๑
หน้า 137 ข้อ 346
๑๒. โกสิยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโกสิยเถระ [๓๔๖] ผู้ใดเป็นธีรชน เป็นผู้รู้ถ้อยคำของครูทั้งหลาย อยู่ใน โอวาทของครูนั้น และยังความเคารพให้เกิดในโอวาท ของครูนั้น ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีภักดี และชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษ เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย อันตราย อันร้ายแรงเกิดขึ้นแล้ว ไม่ครอบงำบุคคลใดผู้พิจารณาอยู่ บุคคลนั้นย่อมชื่อว่ามีกำลัง ชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็น ผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดแลตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เหมือนมหาสมุทร มีปัญญาลึกซึ้ง เห็นเหตุผลอันละเอียด ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดเป็นพหูสูต ทรงธรรมและประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ผู้นั้นชื่อว่า ผู้คงที่ เป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรม ทั้งหลาย ผู้ใดรู้เนื้อความแห่งสุภาษิต ครั้นรู้แล้วทำตาม ที่รู้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นบัณฑิต อยู่ในอำนาจเหตุผล และ พึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย. จบโกสิยเถรคาถา พระเถระ ๑๒ รูป กล่าวคาถารูปละ ๕ คาถา รวมเป็น ๖๐ คาถา คือ
หน้า 138 ข้อ 346
๑. พระราชทัตตเถระ ๒. พระสุภูตเถระ ๓. พระคิริมานันทเถระ ๔. พระสุมนเถระ ๕. พระวัฑฒเถระ ๖. พระนทีกัสสปเถระ ๗. พระ- คยากัสสปเถระ ๘. พระวักกลิเถระ ๙. พระวิชิตเถระ ๑๐. พระยสทัตต- เถระ ๑๑. พระโสณกุฏิกัณณเถระ ๑๒. พระโกสิยเถระ. จบปัญจกนิบาต อรรถกถาโกสิยเถรคาถาที่ ๑๒ คาถาของท่านพระโกสิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า โย เว ครูนํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนมีตระกูล ถึงความ เป็นผู้รู้เดียงสา วันหนึ่งเห็นพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ได้ถวายท่อนอ้อย. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ เขาตั้งชื่อท่านด้วยอำนาจ โคตรว่า โกสิยะ. ท่านถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เข้าไปหาท่านพระธรรม- เสนาบดีเนืองนิตย์ ฟังธรรมในสำนักของท่าน. ท่านได้ศรัทธาในพระ- ศาสนาเพราะได้ฟังธรรมนั้น ประกอบเนือง ๆ ซึ่งพระกรรมฐาน ไม่นาน นักก็บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๕.
หน้า 139 ข้อ 346
เราเป็นคนเฝ้าประตู อยู่ในพระนครพันธุมดี ได้เห็น พระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เรามี จิตเลื่อมใสโสมนัส ได้ถือเอาท่อนอ้อยมาถวายแด่พระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระนามว่า วิปัสสี ผู้แสวงหา คุณอันยิ่งใหญ่ ในกัปที่ ๙๑ แต่กัปนี้ เราได้ถวายอ้อยใด ในกาลนั้น ด้วยการถวายอ้อยนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายท่อนอ้อย เราเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว . . . ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อจะ สรรเสริญ การอยู่ร่วมกับครู และเข้าไปอาศัยสัปบุรุษจึงกล่าว ๕ คาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดเป็นธีรชน เป็นผู้รู้ถ้อยคำของครูทั้งหลาย อยู่ใน โอวาทของครูนั้น และยังความเคารพให้เกิดในโอวาท ของครูนั้น ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีภักดี และชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้วิเศษ เพราะรู้ธรรมทั้งหลาย อันตรายร้าย แรงเกิดแล้ว ไม่ครอบงำบุคคลใดผู้พิจารณาอยู่ บุคคล นั้นย่อมชื่อว่ามีกำลัง ชื่อว่าเป็นบัณฑิต และพึงเป็นผู้ วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดและตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เหมือนมหาสมุทร มีปัญญาลึกซึ้ง เห็นเหตุผลอันละเอียด ชื่อว่าเป็นผู้ไม่ง่อนแง่น ไม่คลอนแคลน ชื่อว่าเป็นบัณฑิต
หน้า 140 ข้อ 346
และพึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย ผู้ใดรู้เนื้อความ แห่งสุภาษิต ครั้นรู้แล้วทำตามที่รู้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นบัณฑิต อยู่ในอำนาจเหตุผล และพึงเป็นผู้วิเศษ เพราะรู้ธรรม ทั้งหลาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โย ได้แก่ ผู้ใดผู้หนึ่ง ในบรรดา บริษัท ๔ มีขัตติยบริษัทเป็นต้น. บทว่า เว แปลว่า เป็นผู้ปรากฏ. บทว่า ครูนํ ได้เเก่ บัณฑิตผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า วจนญฺญู ได้แก่ ผู้รู้ถ้อยคำ คืออนุสาสนีของบัณฑิตเหล่านั้น อธิบายว่า เมื่อปฏิบัติตามคำพร่ำสอน ก็แลครั้นปฏิบัติแล้วรู้ผลแห่งการ ปฏิบัตินั้น. บทว่า วเส จ ตมฺหิ ชนเยถ เปมํ ความว่า พึงอยู่ในคำ คือใน โอวาทของครูทั้งหลาย คือพึงปฏิบัติตามคำพร่ำสอน ครั้นปฏิบัติแล้ว พึงให้เกิดความรัก ความเคารพในคำพร่ำสอนเหล่านั้นว่า เราจักเป็นผู้ ล่วงพ้นทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้นนี้ ด้วยโอวาทนี้หนอ. ก็คำทั้งสองนี้เป็น การกระทำความที่กล่าวแล้วนั่นแล ด้วยบททั้งสองว่า ธีรชนเป็นผู้รู้ ถ้อยคำของครูทั้งหลาย ดังนี้ ให้ปรากฏ. บทว่า โส ความว่า ผู้ใดเป็นธีรชน รู้ถ้อยคำของครูทั้งหลาย ผู้นั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีความภักดีในครูเหล่านั้น ด้วยการปฏิบัติตามที่พร่ำสอน และ ชื่อว่าบัณฑิตเพราะไม่ล่วงเลยข้อพร่ำสอนนั้น แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. บทว่า ตฺวา จ ธมฺเมสุ วิเสสิ อสฺส ความว่า ก็เมื่อปฏิบัติอย่าง นั้น ถึงเป็นผู้วิเศษว่า เป็นผู้มีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ บรรลุปฏิสัมภิทา
หน้า 141 ข้อ 346
ด้วยสามารถแห่งวิชชา ๓ ในธรรมทั้งที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ เพราะ เหตุแห่งการรู้อริยสัจ ๔ ด้วยข้อปฏิบัตินั้นนั่นแล. บทว่า ยํ ความว่า อันตรายที่ปรากฏมีความเย็น ความร้อน ความ หิว และความกระหายเป็นต้น และอันตรายที่ปกปิดมีราคะเป็นต้น อันได้ โวหารว่า อันตราย เพราะทำอันตรายต่อการปฏิบัติ อุบัติคือเกิดขึ้นมาก มาย คือมีกำลัง ย่อมไม่ข่มขี่บุคคล คือไม่ทำใคร ๆ ให้หวั่นไหว. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะไม่ครอบงำผู้พิจารณา อธิบาย ว่า ผู้พิจารณาอยู่ คือผู้ตั้งอยู่ในกำลังแห่งการพิจารณา. บทว่า โส ความว่า ผู้ใดแม้ถูกอันตรายร้ายแรงยิ่งนักครอบงำ ผู้นั้นก็เป็นผู้ชื่อว่ามี กำลัง มีปัญญา มีความบากบั่นมั่นคง และชื่อว่าเป็นบัณฑิต เพราะพรั่ง พร้อมด้วยกำลังคือปัญญา อันข่มฝ่ายกิเลสไม่มีส่วนเหลือ. คำว่า ก็ผู้เป็นเช่นนั้นแล พึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลาย นั้น มีอรรถดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า สมุทฺโทว ิโต ความว่า มีความตั้งอยู่เป็นสภาวะ เหมือน สมุทรฉะนั้น. เหมือนอย่างว่า มหาสมุทรใกล้เชิงเขาสิเนรุซึ่งลึก ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียงไปด้วยลมตามปกติ ซึ่งตั้งขึ้นจากทิศ ทั้ง ๘ และลึกซึ้งฉันใด ธีรชนก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ไม่หวั่นไหว ไม่เอนเอียง ด้วยลมคือกิเลส และด้วยลมคือวาทะของพวกเดียรถีย์. ธีรชนชื่อว่าเป็น ผู้มีปัญญาอันลึกซึ้ง และผู้เห็นประโยชน์ เพราะรู้แจ้งอรรถแห่งปฏิจจ- สมุปบาทเป็นต้น อันลึกซึ้งหยั่งลงไม่ได้ ด้วยญาณสมภารที่ไม่เคยสั่งสมมา ละเอียดสุขุม, บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นบัณฑิตไม่ง่อนแง่น เป็นผู้คงที่ ชื่อว่า เป็นผู้ไม่ง่อนแง่น เพราะไม่ง่อนแง่นด้วยกิเลส หรือด้วยเทวบุตรมาร
หน้า 142 ข้อ 346
เป็นต้นอย่างใดอย่างหนึ่ง ชื่อว่าเป็นบัณฑิตเพราะอรรถที่กล่าวแล้ว คำที่ เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า พหุสฺสุโต ความว่า ชื่อว่าเป็นพหูสูต ด้วยอำนาจความเป็น พหูสูตในทางปริยัติ ชื่อว่า พหุสสุตะ เพราะได้สดับสุตตะและเคยยะ เป็นต้นมาก และชื่อว่าทรงไว้ซึ่งธรรม เพราะทรงธรรมนั้นนั่นแหละไว้ ไม่ให้พินาศไป เหมือนน้ำมันเหลวแห่งราชสีห์ ที่เขาใส่ไว้ในภาชนะ ทองคำฉะนั้น. บทว่า ธมฺมสฺส โหติ อนุธมฺมจารี ความว่า ชื่อว่าประพฤติ ธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะรู้อรรถรู้ธรรม ตามที่ฟังมา ตามที่เรียนมา แล้วประพฤติ คือปฏิบัติธรรมอันสมควรแก่โลกุตรธรรม ๙ ธรรมต่าง ด้วยปาริสุทธิศีล ธุดงค์และอสุภกรรมฐานเป็นต้น กล่าวคือปุพพภาค- ปฏิปทา คือประพฤติหวังการแทงตลอดว่า วันนี้ วันนี้แหละ ดังนี้. บทว่า โส ตาทิโส นาม จ โหติ ปณฺฑิโต ความว่า บุคคลใด เป็นพหูสูต ทรงธรรมและประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม เพราะอาศัย ครูใด บุคคลผู้นั้นแลเป็นผู้เช่นนั้น คือเป็นเสมือนกับครูนั้น ชื่อว่าเป็น บัณฑิต เพราะมีภาวะแห่งการปฏิบัติเหมือนกัน. ก็ข้อที่บุคคลผู้เป็นเช่นนั้น พึงเป็นผู้วิเศษเพราะรู้ธรรมทั้งหลุดนั้น มีเนื้อความกล่าวไว้แล้วแล. บทว่า อตฺถญฺจ โย ชานาติ ภาสิตสฺส ความว่า บุคคลใด ย่อม รู้อรรถแห่งพระปริยัติธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสแล้ว ก็เมื่อรู้ ย่อม รู้อรรถตามที่กล่าวแล้วในธรรมนั้น ๆ ว่า ศีล ตรัสไว้ในที่นี้ สมาธิ ตรัส
หน้า 143 ข้อ 346
ไว้ในที่นี้ ปัญญา ตรัสไว้ที่นี้ ดังนี้ แล้วการทำโดยประการนั้น คือย่อม ปฏิบัติตามที่พระศาสดาทรงพร่ำสอน. บทว่า อตฺถนฺตโร นาม ส โหติ ปณฺฑิโต ความว่า บุคคลนั้น คือเห็นปานนั้น เป็นผู้อยู่ภายในแห่งเหตุผล กระทำเหตุเพียงการรู้เหตุผล ศีลเป็นต้นเท่านั้น เพราะเหตุแห่งผล ย่อมชื่อว่าเป็นบัณฑิต คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ก็ในคาถาเหล่านี้ ด้วยคาถาต้น ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้วิเศษอันมี ศรัทธาเป็นอุปนิสัย โดยนัยมีอาทิว่า โย เว ครูนํ ดังนี้. ด้วยคาถาที่ ๒ ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้วิเศษอันมีวิริยะเป็นอุปนิสัย โดยนัยมีอาทิว่า ยํ อาปทา ดังนี้. ด้วยคาถาที่ ๓ ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้วิเศษอันมีสมาธิ เป็นอุปนิสัย โดยนัยมีอาทิว่า โย เว สมุทฺโทว ิโต ดังนี้. ด้วยคาถา ที่ ๔ ท่านกล่าวถึงความเป็นผู้วิเศษอันมีสติเป็นอุปนิสัย โดยนัยมีอาทิว่า พหุสฺสุโต ดังนี้. ด้วยคาถาที่ ๕ พึงทราบว่า ท่านกล่าวถึงความเป็น ผู้วิเศษอันมีปัญญาเป็นอุปนิสัย โดยนัยมีอาทิว่า อตฺถญฺจ โย ชานาติ ดังนี้. จบอรรถกถาโกสิยเถรคาถาที่ ๑๒ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา ปัญจกนิบาต
หน้า 144 ข้อ 347
เถรคาถา ฉักกนิบาต ๑. อุรุเวลกัสสปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุรุเวลกัสสปเถระ [๓๔๗] เรายังไม่เห็นปาฏิหาริย์ของพระโคดมผู้เรืองยศ เพียงใด เราก็ยังเป็นคนลวงโลกด้วยความริษยาและมานะ ไม่นอบน้อมเพียงนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสารถีฝึก นรชน ทรงทราบความดำริของเรา ทรงตักเตือนเรา ลำดับนั้น ความสลดใจได้เกิดแก่เรา เกิดความอัศจรรย์ ใจ ขนลุกชูชัน ความสำเร็จอันเล็กน้อยของเราผู้เป็นชฎิล เคยมีอยู่ในก่อน เราได้สละความสำเร็จอันนั้นแล้ว บวช ในศาสนาของพระชินเจ้า เมื่อก่อน เรายินดีการบูชายัญ ห้อมล้อมด้วยกามารมณ์ ภายหลัง เราถอนราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เรารู้ขันธปัญจกอันอาศัยอยู่ในกาลก่อน ชำระทิพยจักษุหมดจด เป็นผู้มีฤทธิ์ รู้จิตของผู้อื่น และ บรรลุทิพโสต อนึ่ง เราออกบวชเป็นบรรพชิต เพื่อประ- โยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราได้บรรลุแล้ว ความสิ้นไป แห่งสังโยชน์ทั้งปวงเราได้บรรลุแล้ว. จบอุรุเวลกัสสปเถรคาถา
หน้า 145 ข้อ 347
อรรถกถาฉักกนิบาต อรรถกถาอุรุเวลกัสสปเถรคาถาที่ ๑ ในฉักกนิบาต คาถาของท่านพระอุรุเวลกัสสปเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า ทิสฺวาน ปาฏิหีรานิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร. แม้พระเถระนี้ก็เป็นผู้มีบุญญาธิการ อันได้กระทำไว้ในพระพุทธเจ้า ในปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างกุศลอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ ได้ บังเกิดในเรือนของตระกูล ถึงความเจริญวัย ฟังธรรมในสำนักของพระ- ศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่ง บริษัทใหญ่ แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น จึงได้ถวายมหาทานแล้ว กระทำความปรารถนาไว้. ฝ่ายพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงเห็นว่าความ ปรารถนาของเขาไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ว่าในอนาคตกาล เขาจัก เป็นเลิศแห่งบริษัทหมู่ใหญ่ในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้า. เขากระทำบุญในชาตินั้นจนตลอดอายุ จุติจากชาตินั้นแล้วท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในที่สุด ๙๒ กัปแต่ภัทรกัปนี้ บังเกิด เป็นน้องชายต่างมารดากันกับพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปุสสะ เขามี น้องชายแม้อื่นอีก ๒ คน พี่น้องแม้ทั้ง ๓ คนนั้น บูชาพระสงฆ์มีพระพุทธ- เจ้าเป็นประธานด้วยการบูชาอย่างยิ่ง การทำกุศลตลอดชั่วอายุ ท่องเที่ยว ไปในเทวดาและมนุษย์ ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายจะอุบัติ (เขา) เกิดเป็นพี่น้องชายกันโดยลำดับ ในตระกูลพราหมณ์ในกรุงสาวัตถี แม้ทั้ง ๓ คนก็มีนามว่ากัสสปทั้งนั้นเนื่องด้วยโคตร.
หน้า 146 ข้อ 347
พี่น้องทั้ง ๓ นั้นเติบโตแล้วก็เล่าเรียนไตรเพท. บรรดาพี่น้องชาย ทั้ง ๓ นั้น พี่ชายคนโตมีมาณพเป็นบริวาร ๕๐๐ คนกลาง ๓๐๐ คน เล็ก ๒๐๐. พี่น้องทั้ง ๓ นั้น ตรวจดูสาระในคัมภีร์ของตน เห็นแต่ ประโยชน์ปัจจุบันเท่านั้น จึงชอบการบวช. บรรดาพี่น้องทั้ง ๓ นั้น พี่ชายคนโตพร้อมกับบริวารของตน ไปยังตำบลอุรุเวลาบวชเป็นฤๅษี จึง มีชื่อว่า อุรุเวลากัสสป น้องชายที่บวชอยู่ ณ โค้งแม่น้ำมหาคงคา จึงมี ชื่อว่า นทีกัสสป น้องชายผู้ที่บวชอยู่ ณ คยาสีสประเทศ จึงมีชื่อว่า คยากัสสป. เมื่อพี่น้องทั้ง ๓ นั้นบวชเป็นฤาษี อยู่ในที่นั้น ๆ อย่างนี้แล้ว เมื่อ วันเวลาล่วงไปเป็นอันมาก พระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลายเสด็จออกมหา- ภิเนษกรมณ์ ทรงรู้แจ้งแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ทรงประกาศพระ- ธรรมจักรไปโดยลำดับ ทรงให้พระเบญจวัคคีย์เถระดำรงอยู่ในพระอรหัต ทรงแนะนำสหาย ๕๕ คนมียสะเป็นประธาน แล้วทรงส่งพระอรหันต์ ๖๐ องค์ ไปด้วยพระดำรัสมีว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเที่ยวจาริกไป ดังนี้ เป็นต้น แล้วทรงแนะนำภัตทวัคคียกุมาร แล้วเสด็จไปยังที่อยู่ของอุรุเวล- กัสสป เสด็จเข้าไปยังโรงบูชาไฟเพื่อจะประทับอยู่ ทรงแนะนำอุรุเวล- กัสสปพร้อมทั้งบริษัท ด้วยปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ประการ มีการทรมาน พระยานาคที่อยู่ในที่นั้นเป็นต้น แล้วทรงให้บรรพชา. ฝ่ายน้องชายทั้งสอง รู้ว่าอุรุเวลกัสสปนั้นบวชแล้วพร้อมทั้งบริวาร พากันมาบวชในสำนักของ พระศาสดา. ทั้งหมดนั่นแหละได้เป็นเอหิภิกขุ ทรงบาตรและจีวรอัน สำเร็จด้วยฤทธิ์. พระศาสดาทรงพาสมณะ ๑,๐๐๐ รูปนั้น ไปยังคยาสีสประเทศ แล้ว
หน้า 147 ข้อ 347
ประทับนั่งบนหินดาด ให้สมณะทั้งหมดดำรงอยู่ในพระอรหัต ด้วยอาทิตต- ปริยายสูตรเทศนา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ พระพิชิตมารนามว่า ปทุมุตตระ ผู้รู้แจ้งโลกทั้งปวง เป็นนักปราชญ์มีจักษุ ได้เสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว พระองค์เป็นผู้ตรัสสอน ทรงแสดงให้สัตว์ รู้ชัด ได้ยังสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นวัฏสงสาร ฉลาดใน เทศนา เป็นผู้เบิกบาน ทรงช่วยประชุมชนให้ข้ามพ้นไป เป็นอันมาก พระองค์เป็นผู้อนุเคราะห์ ประกอบด้วย พระกรุณาแสวงหาประโยชน์ให้สรรพสัตว์ ยังเดียรถีย์ที่ มาเฝ้าให้ดำรงอยู่ในเบญจศีลได้ทุกคน เมื่อเป็นเช่นนี้ พระศาสนาจึงไม่มีความอากูล ว่างสูญจากเดียรถีย์ วิจิตร ด้วยพระอรหันต์ผู้คงที่ มีความชำนิชำนาญ พระมหามุนี พระองค์นั้น สูงประมาณ ๕๘ ศอก มีพระฉวีวรรณงามดุจ ทองคำอันล้ำค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ ครั้งนั้น อายุของสัตว์แสนปี พระชินสีห์พระองค์นั้น เมื่อดำรงพระชนม์อยู่โดยกาลประมาณเท่านั้น ได้ทรงยัง ประชุมชนเป็นอันมากให้ข้ามพ้นวัฏสงสารเป็นอันมาก ครั้งนั้นเราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี อันชนสมมติว่า เป็นคนประเสริฐ ได้เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ส่องโลก แล้วสดับพระธรรมเทศนา ครั้งนั้นเราได้ฟังพระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงตั้งสาวกของพระองค์ในตำแหน่งเอต- ทัคคะในที่ประชุมใหญ่ ก็ชอบใจ จึงนิมนต์พระมหาชินเจ้า ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๘.
หน้า 148 ข้อ 347
กับบริวารเป็นอันมากแล้ว ได้ถวายทานพร้อมกันกับ พราหมณ์อีก ๑,๐๐๐ คน ครั้นแล้วเราได้ถวายบังคมพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายก แล้วยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริง ได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ด้วย ความเชื่อในพระองค์และด้วยอธิการคุณ ขอให้ข้าพระ- องค์ผู้เกิดในภพนั้น ๆ มีบริษัทมากเถิด ครั้งนั้นพระศาสดา ผู้มีพระสุรเสียงเหมือนคชสารคำรน มีพระสำเนียง เหมือนนกการเวก ได้ตรัสกะบริษัทว่า จงดูพราหมณ์ผู้นี้ ผู้มีวรรณะเหมือนทองคำ แขนใหญ่ ปากและตาเหมือน ดอกบัว มีกายและใจสูงเพราะปีติ ร่าเริง มีความเชื่อใน คุณของเรา เขาปรารถนาตำแหน่งแห่งภิกษุผู้มีเสียงก้อง ดุจเสียงราชสีห์ในอนาคตกาล เขาจักได้ตำแหน่งนี้สม ความปรารถนา ในกัปนับแต่นี้ขึ้นไป ๑ แสน พระศาสดามี พระนามว่าโคดมซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก พราหมณ์นี้จักเป็นธรรมทายาท ของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิตจัก เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่ากัสสป พระอัครนายก ของโลกพระนามว่าผุสสะ ผู้เป็นพระศาสดาอย่างยอด- เยี่ยม หาผู้เปรียบมิได้ ไม่มีใครจะเสมอเหมือน ได้เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดา พระนามว่า ผุสสะ พระองค์นั้นแล ทรงกำจัดความมืด ทั้งปวง ทรงสางรกชัฏใหญ่ ทรงยังฝนคืออมตธรรมให้
หน้า 149 ข้อ 347
ตกลง ให้มนุษย์และทวยเทพอิ่มหนำ ครั้งนั้นเราสาม คนพี่น้องเป็นราชอำมาตย์ในพระนครพาราณสี ล้วนแต่ เป็นที่ไว้วางพระทัยของพระมหากษัตริย์ รูปร่างองอาจ แกล้วกล้า สมบูรณ์ด้วยกำลังไม่แพ้ใครเลยในสงคราม ครั้งนั้น พระเจ้าแผ่นดินผู้มีเมืองชายแดนก่อการกำเริบ ได้ตรัสสั่งเราว่า ท่านทั้งหลายจงไปชนบทชายแดน พวก ท่านจงยังกำลังของแผ่นดินให้เรียบร้อย ทำแว่นแค้วน ของเราให้เกษม แล้วกลับมา ลำดับนั้น เราได้กราบทูล ว่า ถ้าพระองค์จะพึงพระราชทานพระนายกเจ้า เพื่อให้ ข้าพระองค์อุปัฏฐากไซร้ ข้าพระองค์ทั้งหลายก็จักทำกิจ ของพระองค์ให้สำเร็จ ลำดับนั้น เราผู้รับพระราชทานพร สมเด็จพระภูมิบาลส่งไปทำชนบทชายแดนให้วางอาวุธ แล้วกลับมายังพระนครนั้น เราทูลขอการอุปัฏฐากพระ- ศาสดาแด่พระราชา ได้พระศาสดาผู้เป็นนายกของโลก ผู้ประเสริฐกว่ามุนี แล้วได้บูชาพระองค์ตราบเท่าสิ้นชีวิต เราทั้งหลายเป็นผู้มีศีลประกอบด้วยกรุณา มีใจประกอบ ด้วยภาวนา ได้ถวายผ้ามีค่ามาก รสอันประณีต เสนาสนะ อันน่ารื่นรมย์ และเภสัชที่เป็นประโยชน์ที่ตนให้เกิดขึ้น โดยชอบธรรม แก่พระมุนีพร้อมทั้งพระสงฆ์ อุปัฏฐาก พระองค์ด้วยจิตเมตตาตลอดกาล ครั้นพระศาสดาผู้เลิศ พระองค์นั้นนิพพานแล้ว ได้ทำการบูชาตามกำลัง เรา ทุกคนจุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
หน้า 150 ข้อ 347
เสวยมหันตสุขในดาวดึงส์นั้น นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เมื่อเราท่องเที่ยวอยู่ในภพ เป็นเหมือนนายช่างดอกไม้ ได้ดอกไม้แล้วแสดงชนิดแห่งดอกไม้แปลก ๆ มากมาย ฉะนั้น ได้เกิดเป็นพระเจ้าวิเทหราช เพราะถ้อยคำของ คุณะอเจลก เราจึงมีอัธยาศัยอันมิจฉาทิฏฐิกำจัดแล้ว จึง ขึ้นสู่ทางนรก ไม่เอื้อเฟื้อโอวาทของธิดาเราผู้ชื่อว่ารุจา เมื่อถูกนารทพรหมสั่งสอนเสียมากมาย จึงละความเห็น ที่ชั่วช้าเสียได้ บำเพ็ญกุศลธรรมบถ ๑๐ ให้บริบูรณ์โดย พิเศษ ละทิ้งร่างกายแล้วได้ไปสวรรค์ เหมือนไปที่อยู่ ของตัวเองฉะนั้น เมื่อถึงภพสุดท้าย เราเป็นบุตรของ พราหมณ์ เกิดในสกุลที่สมบูรณ์ ในกรุงพาราณสี เรา กลัวต่อความตาย ความป่วยไข้และความแก่ชรา จึงเข้า ป่าใหญ่แสวงหาหนทางนิพพาน ได้บวชในสำนักของชฎิล ครั้งนั้น น้องชายทั้งสองของเราก็ได้บวชพร้อมกับเรา เรา ได้สร้างอาศรม อาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา เรานี้นามตาม โคตรว่ากัสสป แต่เพราะอาศัยอยู่ที่ตำบลอุรุเวลา เราจึง มีนามบัญญัติว่า อุรุเวลกัสสป เพราะน้องชายของเรา อาศัยอยู่ที่ชายแม่น้ำ เขาจึงได้นามว่า นทีกัสสป และ เพราะน้องชายของเราอีกคนหนึ่ง อาศัยอยู่ที่ตำบลคยา เขาจึงถูกประกาศนามว่า คยากัสสป น้องชายคนเล็กมี ศิษย์ ๒๐๐ คน น้องชายคนกลางมี ๓๐๐ คน เรามี ๕๐๐ คน ถ้วน ศิษย์ทุกคนล้วนแต่ประพฤติตามเรา ครั้งนั้นพระ-
หน้า 151 ข้อ 347
พุทธเจ้าผู้เลิศในโลก เป็นสารถีฝึกนรชน ได้เสด็จมา หาเรา ทรงทำปาฏิหาริย์ต่าง ๆ แก่เราแล้ว ทรงแนะนำ เรากับบริวารพันหนึ่งได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ ได้บรรลุ พระอรหัตพร้อมกับภิกษุเหล่านั้นทุกองค์ ภิกษุเหล่านั้น และภิกษุพวกอื่นเป็นอันมากแวดล้อมเราเป็นยศบริวาร และเราก็สามารถที่จะสั่งสอนได้ เพราะฉะนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าผู้สูงสุด จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ในความเป็นผู้มีบริวารมาก โอ สักการะที่ได้ทำไว้ในพระ- พุทธเจ้าได้ก่อให้เกิดสิ่งที่มีผลแก่เราแล้ว เราเผากิเลสทั้ง- หลายแล้ว...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว. ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงพิจารณาการปฏิบัติของตน เมื่อจะ บันลือสีหนาท จึงได้กล่าวคาถา ๖ คาถาเหล่านี้ว่า เรายังไม่เห็นปาฏิหาริย์ของพระโคดม ผู้เรืองยศ เพียงใด เราก็ยังเป็นคนลวงโลกด้วยความริษยาและมานะ ไม่นอบน้อมอยู่เพียงนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสารถี ฝึกนรชน ทรงทราบความดำริของเรา ทรงตักเตือนเรา ลำดับนั้น ความสลดใจได้เกิดแก่เรา เกิดความอัศจรรย์ใจ ขนลุกชูชัน ความสำเร็จเล็กน้อยของเราผู้เป็นชฎิลเคยมี อยู่ในกาลก่อน เราได้สละความสำเร็จนั้นเสีย บวช ในศาสนาของพระชินเจ้า เมื่อก่อนเรายินดีการบูชายัญ ห้อมล้อมด้วยกามารมณ์ ภายหลังเราถอนราคะ โทสะ และโมหะได้แล้ว เรารู้บุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ
หน้า 152 ข้อ 347
หมดจด เป็นผู้มีฤทธิ์รู้จิตของผู้อื่นแล บรรลุทิพโสต อนึ่ง เราออกบวชเป็นบรรพชิตเพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้น เราได้บรรลุแล้ว ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวง เราได้บรรลุ แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสฺวาน ปาฏิหีรานิ ความว่า ได้เห็น ปาฏิหาริย์ ๓,๕๐๐ ประการ มีการทรมานพระยานาคเป็นต้น. จริงอยู่ บทว่าปาฏิหีรํ, ปาฏิเหรํ, ปาฏิหาริยํ. โดยใจความ เป็นอย่างเดียวกัน ต่างกันแต่พยัญชนะเท่านั้น. บทว่า ยสสฺสิโน ได้แก่ ผู้มีพระกิตติศัพท์แพร่ไปในโลกพร้อม ทั้งเทวโลก โดยนัยมีอาทิว่า อิติปิ โส ภควา ดังนี้. บทว่า น ตาวาหํ ปณิปตึ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้ายังมิได้ ทรงกำราบเราเพียงใดว่า ดูก่อนกัสสป เธอยังไม่เป็นพระอรหันต์ ทั้งยัง ไม่บรรลุพระอรหัตมรรค ทั้งเธอก็ยังไม่มีปฏิปทาเครื่องเป็นพระอรหันต์ หรือเครื่องบรรลุพระอรหัตมรรค ดังนี้ เราก็ยังไม่กระทำการนอบน้อม เพียงนั้น. เพราะเหตุไร ? เพราะเราลวงด้วยความริษยาและมานะ. อธิบายว่า เป็นผู้ลวง คือหลอกลวงด้วยความริษยาอันมีลักษณะไม่อดทน คือสมบัติของผู้อื่นอย่างนี้ว่า เมื่อเรายอมเข้าเป็นสาวกของท่านผู้นี้ เราก็จัก เสื่อมลาภสักการะ ลาภสักการะจักเพิ่มพูนแก่ท่านผู้นี้ และด้วยมานะมี ลักษณะยกตนอย่างนี้ว่า เราเป็นผู้อันชนจำนวนมากสมมติให้เป็นหัวหน้า คณะ. บทว่า มยฺหํ สงฺกปฺปมญฺาย ความว่า ทรงทราบความดำริผิด ของเรา คือ แม้ทรงทราบความดำริผิดซึ่งเราได้เห็นปาฏิหาริย์ที่พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงแสดงจากอุตริมนุสธรรม แม้คิดว่า มหาสมณะมีฤทธิ์มาก
หน้า 153 ข้อ 347
มีอานุภาพมาก ก็ยัง (มีมิจฉาวิตก) เป็นไปอย่างนี้ว่า ยังไม่เป็นพระ- อรหันต์เหมือนเรา ก็ทรงรอความแก่กล้าของญาณจึงทรงวางเฉย ภายหลัง ทรงทำน้ำให้แห้งโดยรอบ ๆ ตรงกลางแม่น้ำเนรัญชรา เสด็จจงกรมที่พื้น อันฟุ้งด้วยละอองธุลี แล้วประทับยืนในเรือที่ชฎิลนั้นนำมา แม้ในกาลนั้น ก็ทรงรู้ความดำริผิดที่เราคิดมีอาทิว่า เป็นผู้มีฤทธิ์ ดังนี้ ก็ยังประกาศว่า ยังไม่เป็นพระอรหันต์เหมือนเรา. บทว่า โจเทสิ นรสารถี ความว่า ในกาลนั้น พระศาสดาผู้เป็น สารถีฝึกบุรุษทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของเราแล้ว จึงทรงทักท้วง คือข่มเรา โดยนัยมีอาทิว่า ท่านยังไม่เป็นพระอรหันต์เลย ดังนี้. บทว่า ตโต เม อาสิ สํเวโค อพฺภุโต โลมหํสโน ความว่า แต่นั้น คือเพราะการทักท้วงตามที่กล่าวแล้ว เป็นเหตุเกิดความสลดใจ คือ เกิดญาณความรู้พร้อมทั้งความเกรงกลัวบาปอันชื่อว่าไม่เคยเป็น เพราะไม่ เคยมีมาก่อนตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ ชื่อว่าชนลุกชูชัน เพราะเป็นไป โดยอำนาจขนพองสยองเกล้า ได้มีแก่เราว่า เราไม่ได้เป็นพระอรหันต์เลย สำคัญว่าเป็นพระอรหันต์. บทว่า ชฏิลสฺส แปลว่า เป็นดาบส. บทว่า สิทฺธิ ได้แก่ มั่งคั่งด้วยลาภสักการะ. บทว่า ปริตฺติกา แปลว่า มีประมาณน้อย. บทว่า ตาหํ ตัดเป็น ตํ อหํ. บทว่า ตทา ได้แก่ ในเวลาเกิดความสลดใจ ด้วยการทักท้วง ของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
หน้า 154 ข้อ 347
บทว่า นิรากตฺวา ได้แก่ นำออกไป คือทิ้งไป อธิบายว่า เป็น ผู้ไม่ห่วงใย. บางอาจารย์กล่าวว่า บทว่า อิทฺธิ ได้แก่ ฤทธิ์อัน สำเร็จด้วยการ เจริญภาวนา. คำนั้นไม่ถูก เพราะในเวลานั้นอุรุเวลกัสสปยังไม่ได้ฌาน. จริงอย่างนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ห้อมล้อมด้วยกามารมณ์. บทว่า ยญฺเน สนฺตุฏฺโ ความว่า ยินดี คือสำคัญกิจที่เสร็จ แล้ว ด้วยการบูชายัญ โดยเข้าใจว่า เราบูชายัญแล้วจักได้เสวยสุขใน สวรรค์ ได้การละด้วยการบูชายัญมีประมาณเท่านี้. บทว่า กามธาตุปุรกฺขโต ความว่า ผู้มีความอยากอันปรารภกาม- สุคติเกิดขึ้น คือมุ่งกามโลก อยู่ด้วยการบูชายัญ. หากว่ายัญนั้นประกอบ พร้อมด้วยปาณาติบาต ใคร ๆ ไม่อาจได้สุคติด้วยยัญนั้น จริงอยู่ อกุศล ไม่บังเกิดผลอันน่าปรารถนา น่าพึงใจ แต่เมื่อกุศลเจตนามีทานเป็นต้นมี อยู่ในยัญนั้น บุคคลพึงไปสู่สุคติได้ เพราะปัจจัยประชุมกัน. บทว่า ปจฺฉา ได้แก่ ในกาลภายหลังจากการบวชเป็นดาบส คือ ในกาลที่ละลัทธิดาบสแล้ว ประกอบกรรมฐานอันสัมปยุตด้วยสัจจะ ๔ ตามพระโอวาทของพระศาสดา. บทว่า สมูหนึ ความว่า เราบำเพ็ญวิปัสสนาแล้วถอนได้สิ้นเชิง. ฟังราคะ โทสะ โมหะ โดยลำดับมรรค. ก็เพราะเหตุที่พระเถระนี้ ถอนราคะเป็นต้นได้ด้วยอริยมรรคนั่น แหละ. ได้เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ฉะนั้น เมื่อจะแสดงว่าตนมีอภิญญา ๖ จึง กล่าวคำว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ดังนี้เป็นต้น . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ความว่า เรารู้
หน้า 155 ข้อ 347
คือตรัสรู้โดยประจักษ์ ซึ่งขันธปัญจกที่เคยอาศัยอยู่ในกาลก่อนของตนและ ของคนอื่น คือขันธ์ที่บังเกิดแล้วและสภาวะที่เนื่องด้วยขันธ์ในอดีตชาติ ทั้งหลาย ด้วยปุพเพนิวาสญาณ เหมือนรู้ผลมะขามป้อมบนฝ่ามือ. บทว่า ทิพฺพจกฺขุ วิโสธิตํ ความว่า เราชำระทิพยจักษุญาณให้ หมดจด คือเราได้ญาณอันสามารถทำรูปทั้งเป็นของทิพย์ทั้งเป็นของมนุษย์ ซึ่งอยู่ไกล อยู่ภายนอกฝา และอันละเอียดยิ่ง ให้เเจ่มแจ้ง ดุจรูปตาม ปกติอันประจวบเข้า ด้วยนัยน์ตาตามปกติ โดยทำให้บริสุทธิ์ด้วยการ เจริญภาวนา. บทว่า อิทฺธิมา ได้แก่ ผู้มีฤทธิ์ด้วยฤทธิ์ทั้งหลายมีอธิษฐานฤทธิ์ และวิกุพพนฤทธิ์ (การแผลงฤทธิ์) เป็นต้น อธิบายว่า เป็นผู้ได้ญาณอัน แสดงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ. ชื่อว่าผู้รู้จิตของคนอื่น เพราะรู้จิตของคนอื่นอัน ต่างด้วยจิตมีราคะเป็นต้น ท่านอธิบายไว้ว่า เป็นผู้ได้เจโตปริยญาณ ญาณ กำหนดรู้จิตของผู้อื่น. บทว่า ทิพฺพโสตญฺจ ปาปุณึ ความว่า และได้ทิพโสตญาณ. บทว่า โส เม อตฺโถ อนุปฺปตโต สพฺพสํโยชนกฺขโย ความว่า ประโยชน์อันเป็นตัวสิ้นไป หรือจะพึงได้ด้วยความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ทั้งปวง คือทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ของตนอื่น เราได้บรรลุแล้ว ด้วยการบรรลุอริยมรรค. พึงทราบว่า พระเถระพยากรณ์พระอรหัตด้วย คาถานี้ ด้วยประการอย่างนี้. จบอรรถกถาอุรุเวลกัสสปเถรคาถาที่ ๑
หน้า 156 ข้อ 348
๒. เตกิจฉกานิเถร๑คาถา ว่าด้วยคาถาของพระเตกิจฉกานิเถระ มารกล่าวว่า [๓๔๘] ข้าวเปลือกเขาเก็บเข้ายุ้งฉางเสียแล้ว ข้าวสาลียังอยู่ ในลาน เราไม่พึงได้แม้ก้อนข้าว บัดนี้ จักทำอย่างไร. พระเถระกล่าวว่า ท่านจงระลึกถึงพระพุทธเจ้า ผู้มีพระคุณหาประมาณ มิได้ จักมีใจเลื่อมใส เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว มี จิตเบิกบานแล้วเนือง ๆ ท่านจงระลึกถึงพระธรรม อันมี คุณหาประมาณมิได้ จักมีใจเลื่อมใส เป็นผู้มีสรีระอันปีติ ถูกต้องแล้ว มีจิตเบิกบานแล้วเนือง ๆ ท่านจงระลึกถึง พระสงฆ์ผู้มีคุณหาประมาณมิได้ จักมีใจเลื่อมใส เป็น ผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว มีจิตเบิกบานแล้วเนือง ๆ. มารกล่าวว่า ท่านอยู่ในที่แจ้ง ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว ท่านอย่าถูก ความหนาวครอบงำลำบากเลย นิมนต์ท่านเข้าไปสู่ที่อยู่ อันมีบานประตูและหน้าต่างมิดชิดเถิด. ลำดับนั้น พระเถระกล่าวว่า เราจักเจริญอัปปมัญญา ๔ และจักมีความสุขอยู่ด้วย อัปปมัญญาเหล่านั้น เราจักเป็นผู้ไม่หวั่นไหวไม่ลำบาก ด้วยความหนาว. จบเตกิจฉกานิเถรคาถา ๑. อรรถกถาว่า เตกิจฉการีเถระ.
หน้า 157 ข้อ 348
อรรถกถาเตกิจฉการีเถร๑คาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระเตกิจฉการีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อติหิตา วีหิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อนทั้ง- หลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี บังเกิดในเรือนของตระกูล รู้เดียงสาแล้วก็ได้สำเร็จเวชศาสตร์ ได้กระทำพระเถระนามว่า อโสกะ ผู้เป็นอุปัฏฐากของพระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี ซึ่งอาพาธให้หายโรค. และ ได้ปรุงยาให้แก่สัตว์เหล่าอื่นผู้ถูกโรคครอบงำ ด้วยความอนุเคราะห์. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ ชื่อว่า สุพุทธะ. ญาติ ทั้งหลายตั้งชื่อว่า เตกิจฉการี เพราะในเวลาที่เขาอยู่ในครรภ์ พวกหมอ ได้พากันบริบาลรักษาให้ปราศจากอันตราย. เขาศึกษาวิชาและศิลปอันสมควรแก่ตระกูลของตน จึงเจริญอยู่. ในกาลนั้นพราหมณ์จาณักกะ ได้เห็นความเฉียบแหลมแห่งปัญญา และ. ความฉลาดในอุบายในการกระทำต่าง ๆ ของสุพุทธพราหมณ์ ถูกความ ริษยาครอบงำว่า สุพุทธะนี้ได้ที่พึ่งในราชสกุลนี้ จะพึงข่มขี่เรา จึงให้ พระเจ้าจันทคุตต์จับเขาขังในเรือนจำ. นายเตกิจฉการี ได้ฟังว่าบิดาถูกขังในเรือนจำก็กลัว จึงหนีไปยัง สำนักของพระสาณวาสีเถระ เล่าเหตุการณ์อันน่าสลดใจของตนแก่พระเถระ แล้วบวชเรียนพระกัมมัฏฐาน เป็นผู้ถือการอยู่กลางแจ้งเป็นวัตร และถือ ๑. บาลีว่า เตกิจฉกานิเถระ.
หน้า 158 ข้อ 348
การนั่งเป็นวัตรอยู่ ไม่ย่นย่อต่อความหนาวและความร้อน กระทำแต่ สมณธรรมเท่านั้น โดยพิเศษ หมั่นประกอบพรหมวิหารภาวนา. มารผู้มีบาปเห็นดังนั้นจึงคิดว่า เราจักไม่ให้สมณะนี้ล่วงพ้นวิสัย ของเราไปได้ ประสงค์จะทำให้ฟุ้งซ่าน ในเวลาเสร็จ (การทำ) ข้าวกล้า จึงแปลงเพศเป็นคนเฝ้านา เข้าไปหาพระเถระ เพื่อจะเยาะเย้ยท่านจึง กล่าวว่า ข้าวเปลือกเขาเก็บเข้ายุ้งฉางเสียแล้ว ข้าวสาลีก็ยัง อยู่ในลาน เราไม่พึงได้แม้แต่ก้อนข้าว บัดนี้ จักทำ อย่างไร. พระเถระได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านจงระลึกถึงพระพุทธเจ้าผู้มีพระคุณหาประมาณ มิได้ จักมีความเลื่อมใส เป็นผู้มีสรีระอันปีติถูกต้องแล้ว มีจิตเบิกบานแล้วเนือง ๆ ท่านจงระลึกถึงพระธรรมอันมี คุณหาประมาณมิได้...ฯลฯ... ท่านจงระลึกถึงพระสงฆ์ผู้ มีคุณอันหาประมาณมิได้ จักมีใจเลื่อมใส เป็นผู้มีสรีระ อันปีติถูกต้องแล้ว มีจิตเบิกบานแล้วเนือง ๆ. มารได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ท่านอยู่ในที่แจ้ง ฤดูนี้เป็นฤดูหนาว ท่านอย่าถูก ความหนาวครอบงำลำบากเลย นิมนต์ท่านเข้าไปยังที่อยู่ อันมีบานประตูและหน้าต่างมิดชิดเถิด.
หน้า 159 ข้อ 348
ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เราจักเจริญอัปปมัญญา ๔ และจักมีความสุขอยู่ ด้วยอัปปมัญญา ๔ เหล่านั้น เราจักเป็นผู้ไม่หวั่นไหว ไม่ ลำบากด้วยความหนาว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อติหิตา วีหิ ความว่า ข้าวเปลือกที่ เขานำไปเก็บไว้ยังยุ้งฉาง อธิบายว่า เก็บงำไว้ในยุ้งฉางนั้น หรือนำจาก ในมายังเรือน. ก็ในที่นี้ ท่านสงเคราะห์เอาธัญญาหารแม้อย่างอื่น ด้วย วีหิ ศัพท์. ส่วนข้าวสาลีโดยมากสุกทีหลังข้าวเปลือก ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า ข้าวสาลียังอยู่ในลาน อธิบายว่า ไปสู่ลาน คือสถานที่เป็น ที่นวดข้าว ได้แก่วางไว้ที่ลานนั้น โดยลอมเป็นกอง โดยการนวดและการ เคลื่อนย้ายไปเป็นต้น. ท่านแสดงว่า ก็ในที่นี้ เพื่อจะแสดงความที่ข้าว เปลือกเป็นประธาน จึงถือเอาข้าวสาลีแยกเป็นส่วนหนึ่งต่างหาก. แม้ด้วย ข้าวทั้งสองนั้น ธัญชาติก็ตั้งอยู่เต็มทั้งในบ้านและภายนอกบ้าน. บทว่า น จ ลเภ ปิณฺฑํ ความว่า มารได้ทำการหัวเราะเยาะว่า ใน เมื่อธัญญาหารหาได้ง่ายอย่างนี้ คือ ในเวลามีภิกษาดี แม้มาตรว่าก้อน ข้าว เราก็จักไม่ได้ บัดนี้ เราจักการทำอย่างไร อธิบายว่า เราจักทำ อย่างไร คือจักเลี้ยงชีพอยู่ได้อย่างไร. พระเถระได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า คนผู้น่าสงสารนี้ ประกาศประวัติ ของตนด้วยตนแก่เรา ส่วนเราควรโอวาทตนด้วยตนเอง ไม่ควรพูดอะไรๆ เมื่อจะแนะนำตนเข้าไปในการระลึกถึงวัตถุทั้ง ๓ คือ พระพุทธ พระ- ธรรม พระสงฆ์ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า พระพุทธ- เจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ดังนี้.
หน้า 160 ข้อ 348
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธมปฺปเมยฺยํ อนุสฺสร ปสนฺโน ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า พุทธะ เพราะไปปราศเด็ดขาดจาก ความหลับ คืออวิชชาพร้อมทั้งวาสนา และเพราะเบิกบานแล้วด้วย ความรู้ ชื่อว่า ผู้มีพระคุณหาประมาณมิได้ เพราะไม่มีกิเลสมีราคะเป็นต้น อันเป็นเครื่องกระทำประมาณ เพราะเป็นผู้เพียบพร้อมด้วยพระคุณหา ประมาณมิได้ และเพราะเป็นเนื้อนาบุญอันหาประมาณไม่ได้. มีความ เลื่อมใส คือมีใจเลื่อมใสด้วยความเลื่อมใสยิ่ง อันมีความเชื่อเป็นลักษณะ จงระลึกถึง คือจงยังสติอันมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ให้เป็นไปเนือง ๆ โดยนัยมีอาทิว่า แม้เพราะเหตุนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นเป็น พระอรหันต์ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองโดยชอบ ท่านจักเป็นผู้มีสรีระอัน ปีติถูกต้องแล้ว. บทว่า สตตมุทคฺโค ความว่า ท่านเมื่อระลึกถึงอยู่นั่นแล เป็น ผู้มีสรีระ อันปีติซึ่งมีลักษณะซาบซ่านถูกต้องแล้วเนือง ๆ คือทุก ๆ กาล คือเป็นผู้มีสรีระถูกท่วมทับด้วยรูปอันประณีตซึ่งมีปีติเป็นสมุฏฐาน พึงมีใจ เบิกบานด้วยอุเพงคาปีติ และสามารถทำการให้ลอยขึ้นสู่อากาศได้ พึง เสวยปีติและโสมนัสอันยิ่ง มีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์ ด้วยพุทธานุสสติ อันเป็นเหตุจักไม่ให้แม้แต่ความหิวและความกระหายครอบงำได้ ประดุจ ความหนาวและร้อนครอบงำไม่ได้ฉะนั้น. บทว่า ธมฺมํ ได้แก่โลกุตรธรรมอันประเสริฐ. บทว่า สงฺฆํ ได้แก่พระสงฆ์ผู้บรรลุประโยชน์อย่างยิ่ง ซึ่งเป็น อริยสงฆ์. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวนั่นแล.
หน้า 161 ข้อ 348
ก็ในบทว่า อนุสฺสร นี้ พึงประกอบความว่า จงระลึกถึงพระ- ธรรมโดยนัยมีอาทิว่า พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว และ ระลึกถึงพระสงฆ์โดยนัยมีอาทิว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า ปฏิบัติดีแล้ว. เมื่อพระเถระโอวาทตนด้วยการชักนำเข้าในการระลึกถึงคุณพระ- รัตนตรัยอย่างนี้แล้ว มารประสงค์จะให้พระเถระนั้นสงัดโดยการอยู่สงัดอีก เมื่อจะแสดงคนประหนึ่งว่านี้หวังดี จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า จงอยู่ในที่แจ้ง ดังนี้. คาถานั้นมีเนื้อความว่า ภิกษุ ท่านจงอยู่ คือสำเร็จอิริยาบถอยู่ที่ เนินกลางแจ้ง อันอะไร ๆ ไม่ปิดบัง. ราตรีหนาวเย็นนี้ นับเนื่องในสมัยหิมะตก กำลังดำเนินไปอยู่ ชื่อว่า ฤดูหนาว. เพราะฉะนั้น ท่านอย่าถูกความหนาวครอบงำลำบากเลย คือ อย่าได้ความคับแค้น อย่าลำบาก. ท่านจงเข้าไปยังเสนาสนะอันมีบาน- ประตูและบานหน้าต่างอันมิดชิด คือมีบานประตูหน้าต่างอันปิดแล้ว ท่าน จักอยู่เป็นสุขด้วยประการอย่างนี้. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะแสดงว่า เราไม่มีประโยชน์ในการ แสวงหาเสนาสนหะ เฉพาะในที่นี้ เรากอยู่สบาย จึงกล่าวคาถาที่ ๖ โดย นัยมีอาทิว่า เราจักเจริญ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ผุสิสฺสํ จตสฺโส อปฺปมญฺาโย ความว่า เราจักเจริญ คือจักเข้าตามกาลอันควร ซึ่งพรหมวิหาร ที่ได้ชื่อว่าอัปปมัญญา เพราะมีอารมณ์หาประมาณมิได้.
หน้า 162 ข้อ 348
บทว่า ตาหิ จ สุขิโต วิหริสฺสํ ความว่า เราจักเป็นผู้มีความสุข คือ เกิดสุขอยู่ คือสำเร็จอิริยาบถแม้ทั้ง ๔ อยู่ด้วยอัปปมัญญาเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น เราจึงมีความสุขอย่างเดียวในทุกเวลา ความทุกข์ไม่มี. เพราะเราจักไม่ลำบากด้วยความหนาว คือเราจักไม่ลำบากด้วย ความหนาว ในฤดูหิมะตก แม้อันมีถัดจากเดือนที่ ๘ เพราะฉะนั้น เรา จักไม่หวั่นไหวอยู่ คือจักเป็นมีความสุขอยู่ด้วยความสุขอันเกิดจากสมาบัติ นั่นแหละ เพราะละได้เด็ดขาดซึ่งความพยาบาทเป็นต้น อันเป็นเหตุทำ จิตให้หวั่นไหว และเพราะไม่มีความหวั่นไหวอันเกิดจากปัจจัย. พระเถระ เมื่อกล่าวคาถานี้อย่างนี้ ได้เจริญวิปัสสนาทำให้แจ้งพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า เราเป็นหมอผู้ศึกษาดีแล้ว อยู่ในนครพันธุมดี เป็น ผู้นำความสุขมาให้แก่มหาชนผู้มีทุกข์เดือดร้อน ในกาล นั้น เราเห็นพระสมณะผู้มีศีล ผู้รุ่งเรืองใหญ่ป่วยไข้ มี จิตเลื่อมใสมีใจโสมนัส ได้ถวายยาบำบัดไข้ พระสมณะ ผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นอุปัฏฐากของพระวิปัสสีสัมมาสัม- พุทธเจ้า นามว่าพระอโสกะ หายจากโรคด้วยยานั้นแล ในกัปที่ ๙๐ แต่ภัตรกัปนี้ ด้วยการที่เราได้ถวายยา เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายยา และในกัปที่ ๘ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระนามว่า สัพโพสธะ มีผลมาก สมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ. เรา ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๑๘๑.
หน้า 163 ข้อ 348
เผากิเลสได้แล้ว...ฯลฯ... เรากระทำตามคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว. ก็ในที่นี้ พึงทราบว่า พระสังคีติกาจารย์ได้ร้อยกรองคาถาเหล่านี้ ไว้ในคราวทำสังคายนาครั้งที่ ๓ เพราะพระเถระนี้เกิดขึ้นในรัชกาลของ พระเจ้าพินทุสาร. จบอรรถกถาเตกิจฉการีเถรคาถาที่ ๒
หน้า 164 ข้อ 349
๓. มหานาคเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหานาคเถระ [๓๔๙] ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้ นั้นย่อมเสื่อมจากสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำน้อยฉะนั้น ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้น ย่อมไม่งอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชที่เน่าในไร่นาฉะนั้น ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้น เป็นผู้ไกลจากพระนิพพานในศาสนาของพระผู้มีพระภาค- เจ้า ผู้เป็นพระธรรมราชา ผู้ใดมีความเคารพในเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมไม่เสื่อมจากสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำมากฉะนั้น ผู้ใดมีความเคารพในเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมงอกงามในสัทธรรม เหมือนพืชที่ดีในไร่นาฉะนั้น ผู้ใดมีความเคารพในเพื่อน สพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมอยู่ใกล้พระนิพพานใน ศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระธรรมราชา. จบมหานาคเถรคาถา อรรถกถามหานาคเถรคาถาที่ ๓ คาถาของท่านพระมหานาคเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยสฺส สพฺรหฺม- จารีสุ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 165 ข้อ 349
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าอันมีในกาล ก่อน ก่อสร้างกุศลอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ ได้บังเกิดในเรือนของตระกูล รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้ากกุสันธะหยั่งลงยังป่า ประทับนั่งอยู่ที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ด้วยความสุขในฌาน จึงมีใจเลื่อมใส ได้ ถวายผลทับทิมแด่พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาเละมนุษย์ทั้งหลาย ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรของพราหมณ์ นามว่า มธุวาเสฏฐะ ในเมืองสาเกต เขาได้มีชื่อว่า มหานาค มหานาคนั้นรู้เดียงสาแล้ว เมื่อ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในป่าอัญชนวัน ใกล้เมืองสาเกต ได้เห็น ปาฏิหาริย์ของท่านพระควัมปติเถระ ได้ศรัทธา จึงบวชในสำนักของ พระเถระนั่นแหละ ตั้งอยู่ในโอวาทของท่าน จึงบรรลุพระอรหัต. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า พระกกุสันธะพระองค์นั้นผู้แกล้วกล้าใหญ่ ถึงฝั่งแห่ง ธรรมทั้งปวง หลีกออกจากหมู่ ได้ไปยังระหว่างป่า เรา ถือเอาเยื่อของพืชแล้วเอาเครือเถาร้อยไว้. สมัยนั้น พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าฌานอยู่ในระหว่างภูเขา ครั้นเราได้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นเทพของเทพ มีเลื่อมใส ได้ถวายเยื่อของพืชแล้วพระวีรเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคล ในกัปนี้แหละ เราได้ถวายเยื่อพืชใดในกาลนั้น ด้วยการ คล้ายเยื่อพืชนั้น เราจึงไม่รู้จักทุคตินี้ เป็นผลแห่งเยื่อ ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๓๑.
หน้า 166 ข้อ 349
พืช เราเผากิเลสได้แล้ว ...ฯลฯ... เราได้กระทำตาม คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ก็พระเถระครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว จึงอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่ วิมุตติ เห็นภิกษุฉัพพัคคีย์ไม่กระทำความเคารพในเพื่อนสพรหมจารีทั้ง- หลาย จึงกล่าวคาถา ๖ คาถานี้ เนื่องด้วยการให้โอวาทแก่ภิกษุฉัพพัคคีย์ นั้นว่า ผู้ใดไม่มีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารี ผู้นั้นย่อม เสื่อมจากพระสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำน้อย ผู้ใดไม่มี มีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารี ผู้นั้นย่อมไม่งอกงาม ในพระสัทธรรม เหมือนพืชที่เน่าในไร่นา ผู้ใดไม่มีความ เคารพในเพื่อนสพรหมจารี ผู้นั้นย่อมอยู่ไกลจากพระ- นิพพาน ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระ- ธรรมราชา. ผู้ใดมีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารี ผู้นั้น ย่อมไม่เสื่อมจากพระสัทธรรม เหมือนปลาในน้ำมาก ฉะนั้น ผู้ใดมีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย ผู้นั้นย่อมงอกงามในพระสัทธรรม เหมือนพืชดีในไร่นา ฉะนั้น ผู้ใดมีความเคารพในเพื่อนสพรหมจารี ผู้นั้นย่อม อยู่ใกล้พระนิพพาน ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระธรรมราชา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺรหฺมจารีสุ ความว่า ชื่อว่า เพื่อน สพรหมจารี เพราะประพฤติธรรมอันประเสริฐมีศีลเป็นต้นที่มีอยู่, ผู้ที่ถึง ความเสมอกันด้วยศีลและทิฏฐิ ชื่อว่า สหธรรมิก, ในเพื่อนสพรหมจารี และสหธรรมิกเหล่านั้น.
หน้า 167 ข้อ 349
บทว่า คารโว ได้แก่ ความเป็นผู้มีความเคารพ คือกระทำความ เคารพอันมีคุณมีศีลเป็นต้นเป็นเหตุ. บทว่า นูปลพฺภติ ได้แก่ ไม่มี คือไม่เป็นไป อธิบายว่า ไม่เข้า ไปตั้งอยู่. บทว่า นิพฺพานา ได้แก่จากการทำกิเลสให้ดับ คือจากความสิ้น กิเลส. บทว่า ธมฺมราชสฺส ได้แก่ พระศาสดา. จริงอยู่ พระศาสดาชื่อว่า พระธรรมราชา เพราะยังโลกพร้อมทั้งเทวโลก ให้ยินดีด้วยธรรมอันเป็น โลกิยะ และโลกุตระ ตามสมควร. ก็ด้วยคำว่า ในศาสนาของพระธรรมราชา นี้ ในคาถานั้น ชื่อว่า พระนิพพานย่อมมีในศาสนาของพระธรรมราชาเท่านั้น ไม่มีในศาสนาอื่น. ในคาถานั้น ท่านแสดงว่า ผู้ใดเว้นความเคารพในเพื่อนสพรหม- จารี ผู้นั้นย่อมเป็นผู้ห่างไกลแม้จากศาสนาของพระธรรมราชา เหมือน อยู่ห่างไกลจากพระนิพพานฉะนั้น. บทว่า พโหฺวทเก ได้แก่ ในน้ำมาก. บทว่า สนฺติเก โหติ นิพฺพานํ ความว่า พระนิพพานย่อมมีอยู่ใน สำนัก คือในที่ใกล้บุคคลนั้น คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. ก็ คาถาเหล่านี้แหละ เป็นคาถาพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถามหานาคเถรคาถาที่ ๓
หน้า 168 ข้อ 350
๔. กุลลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกุลลเถระ [๓๕๐] เราผู้ชื่อว่ากุลละ ไปที่ป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพ หญิงคนหนึ่ง เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีหมู่หนอนฟอนกัดอยู่ ดูก่อนกุลละ ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เป็นของเปื่อยเน่า มีของโสโครกไหลเข้าไหลออกอยู่ อันหมู่คนพาลพากันชื่นชมนัก. เราได้ถือเอาแว่นธรรม แล้ว ส่องดูร่างกายอันไร้ประโยชน์ทั้งภายในและภาย นอกนี้ ด้วยการบรรลุญาณทัสสนะ. สรีระเรานี้ฉันใด ซากศพนั่นก็ฉันนั้น ซากศพนั้นฉันใด สรีระเรานี้ฉันนั้น ร่างกายเบื้องต่ำฉันใด ร่างกายเบื้องบนก็ฉันนั้น ร่างกาย เบื้องบนฉันใด ร่างกายเบื้องต่ำก็ฉันนั้น. กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวันก็ฉันนั้น เมื่อ ก่อนฉันใด ภายหลังก็ฉันนั้น ภายหลังฉันใด เมื่อก่อน ก็ฉันนั้น. ความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ย่อม ไม่มีแก่เรา ผู้มีจิตแน่วแน่ พิจารณาเห็นธรรมแจ่มแจ้ง โดยชอบ. จบกุลลเถรคาถา
หน้า 169 ข้อ 350
อรรถกถากุลลเถรคาถาที่ ๔ คาถาของท่านพระกุลลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กุลฺโล สิวถิกํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าอันมีในกาล ก่อน ได้ก่อสร้างบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด ในตระกูลกุฎุมพี ในนครสาวัตถี รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมในสำนักของ พระศาสดา ได้ศรัทธาจึงบวช และท่านเป็นผู้มีราคะกล้ามาแต่กำเนิด เพราะเป็นผู้มีราคะจริต ด้วยเหตุนั้น กิเลสทั้งหลายจึงครอบงำจิตของท่าน ตั้งอยู่เป็นเนืองนิตย์. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบจิตจริยาของท่าน จึงทรงประทาน อสุภกรรมฐานแล้วตรัสว่า ดูก่อนกุลละ เธอพึงเที่ยวจาริกไปในป่าช้า เนืองๆ. ท่านจึงเข้าป่าช้าเห็นอสุภทั้งหลายนั้น ๆ มีศพพองขึ้นเป็นต้น จึงยังมนสิการถึงอสุภให้เกิดขึ้นในขณะนั้น แต่พอออกจากป่าช้าเท่านั้น ก็ถูกกามราคะครอบงำเอา. พระศาสดาทรงทราบเรื่องนั้นของเธออีก วันหนึ่ง ในเวลาที่เธอไปที่ป่าช้า จึงทรงเนรมิตแสดงรูปหญิงวัยรุ่นคนหนึ่ง ผู้ตายยังไม่นาน มีผิวพรรณยังดีอยู่ พอเธอเห็นรูปหญิงนั้น ก็เกิดราคะ ขึ้นฉับพลัน เหมือนเกิดราคะในสิ่งที่เป็นวิสภาคซึ่งมีชีวิตอยู่ฉะนั้น. ลำดับนั้น เมื่อเธอกำลังเพ่งดูอยู่นั้นแล พระศาสดาจึงทรงแสดง รูปหญิงนั้นให้มีของไม่สะอาดไหลออกจากปากแผลทั้ง ๙ (ทวาร ๙) มีหมู่ หนอนคลาคล่ำ น่ากลัว มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูลยิ่ง, เธอเพ่งดู รูปนั้นอยู่ ได้มีจิตคลายกำหนัดแล้ว. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงแผ่พระ- โอภาสแสงสว่างไป เมื่อจะยังสติให้เกิดแก่เธอ จึงตรัสว่า
หน้า 170 ข้อ 350
ดูก่อนกุลละ เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่ สะอาด เปื่อยเน่า ไหลเข้าไหลออกอยู่ อันหมู่คนพาล ชื่นชมกันยิ่งนัก. พระเถระได้ฟังดังนั้น จึงพิจารณาสภาพของสรีระร่าง โดยชอบ ทีเดียว กลับได้อสุภสัญญา ทำปฐมฌานให้บังเกิดในอสุภสัญญานั้น แล้ว ทำปฐมฌานนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาบรรลุพรอรหัตแล้ว พิจารณา การปฏิบัติของตน จงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ด้วยอำนาจอุทาน๑ว่า เราผู้ชื่อว่ากุสละ ไปป่าช้าผีดิบ ได้เห็นซากศพหญิง คนหนึ่ง เขาทิ้งไว้ในป่าช้า มีหมู่หนอนฟอนกัดอยู่. ดูก่อนกุสละ ท่านจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่ สะอาด เป็นของเปื่อยเน่า มีของโสโครกไหลเข้าไหล ออกอยู่ อันหมู่คนพาลชื่นชมกันยิ่งนัก. เราได้ถือเอา แว่นธรรม ส่องดูร่างกายอันไร้ประโยชน์ทั้งภายในและ ภายนอกนี้ ด้วยการบรรลุญาณทัสสนะ. สรีระของเรานี้ ฉันใด ซากศพนั้นก็ฉันนั้น ซากศพนั่นฉันใด สรีระของ เรานี้ก็ฉันนั้น. ร่างกายเบื้องต่ำฉันใด ร่างกายเบื้องบน ก็ฉันนั้น ร่างกายเบื้องบนฉันใด ร่างกายเบื้องต่ำฉันนั้น. กลางวันฉันใด กลางคืนก็ฉันนั้น กลางคืนฉันใด กลางวัน ก็ฉันนั้น เมื่อก่อนฉันใด ภายหลังก็ฉันนั้น ภายหลังฉันใด เมื่อก่อนก็ฉันนั้น. ความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๐.
หน้า 171 ข้อ 350
ย่อมไม่มีแก่เราผู้มีจิตแน่วแน่ ผู้พิจารณาเห็นธรรมแจ่ม แจ้งโดยชอบอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า กุลฺโล นี้ พระเถระกล่าวถึงเฉพาะ คน ทำให้เป็นเหมือนคนอื่น. บทว่า อาตุรํ ได้แก่ ถูกความทุกข์นานัปการบีบคั้นอยู่เนืองนิตย์. บทว่า อสุจึ ได้แก่ เว้นจากความสะอาด คือน่าเกลียด เป็นของ ปฏิกูล. บทว่า ปูตึ แปลว่า มีกลิ่นเหม็น. บทว่า ปสฺส ความว่า จงตรวจดูโดยสภาวะ. ด้วยบทว่า กุสละ นี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระในเวลา ประทานโอวาท. แต่ในเวลาเปล่งอุทาน พระเถระพูดกะตนด้วยตนเอง. บทว่า สมุสฺสยํ ได้แก่ สรีระ. บทว่า อุคฺฆรฺนตํ ได้แก่ มีของ ไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลเบื้องบน. บทว่า ปตฺฆรนฺตํ ได้แก่ และ มีของไม่สะอาดไหลออกรอบ ๆ ปากแผลเบื้องล่าง. บทว่า พาลานํ อภินนฺทิตํ ความว่า อันหมู่คนพาลคือพวกอันธ- ปุถุชน ยึดมั่นชื่นชมว่าเรา ว่าของเรา ด้วยความชื่นชม คือทิฏฐิและ ตัณหาทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมาทาสํ ได้แก่ แว่นอันล้วนแล้วด้วยธรรม. เหมือน อย่างว่า สัตว์ทั้งหลายเห็นคุณและโทษ ที่หน้าหรือกายของตน ด้วยแว่น ฉันใด วิปัสสนาญาณอันเป็นเหตุให้พระโยคาวจรเห็นตามเป็นจริงซึ่งธรรม คือความเศร้าหมอง และความผ่องแผ้ว ในอัตภาพก็ฉันนั้น ท่านเรียกว่า ธรรมาทาส แว่นธรรมในที่นี้. ทำวิปัสสนาญาณนั้นให้เกิดขึ้นในสันดาน
หน้า 172 ข้อ 350
ของตน เพื่อบรรลุถึงญาณทัสสนะ คือดวงตาเห็นธรรม กล่าวคือมรรค- ญาณ. บทว่า ปจฺจเวกฺขึ อิมํ กายํ ความว่า เราได้พิจารณาโดยเฉพาะ คือเห็นด้วยญาณจักษุ ซึ่งกรัชกายนี้ ชื่อว่าไร้ประโยชน์ เพราะเว้นจาก ความเที่ยงและแก่นสาร ชื่อว่า ทั้งภายในและภายนอก เพราะจำแนก ออกเป็นสันดานตนและสันดานคนอื่น. ก็เพื่อจะแสดงวิธีการที่เราพิจารณาเห็น จงกล่าวค่ามีอาทิว่า สรีระ ของเรานี้ฉันใด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา อิทํ ตถา เอตํ ความว่า อสุภ กล่าวคือสรีระของเรานี้ แสดงกิริยาอันเปรียบด้วยมายาต่าง ๆ ชนิด เพราะ อายุ ไออุ่น และวิญญาณยังไม่ปราศจากไปฉันใด สรีระที่ตายแล้วนี้ก็ ฉันนั้นเหมือนกัน ได้มีแล้วเพราะธรรมเหล่านั้นยังไม่ปราศจากไปในกาล ก่อน. สรีระที่ตายแล้วในบัดนั้น ไม่แสดงกิริยาไร ๆ เพราะธรรม เหล่านั้น (คือ อายุ ไออุ่น และวิญญาณ) ปราศจากไปฉันใด แม้สรีระ ของเรานี้ก็ฉันนั้น จักพินาศไปเป็นแท้ เพราะธรรมเหล่านั้นปราศจากไป เหมือนอย่างว่า บัดนี้ สรีระของเรานี้ ยังไม่ตาย ยังไม่นอนใน ป่าช้า คือยังไม่เข้าถึงภาวะของศพที่พองขึ้นเป็นต้นฉันใด แม้สรีระที่ตาย แล้วในบัดนี้ก็ฉันนั้น ในกาลก่อนได้มีแล้ว. อนึ่ง สรีระที่ตายแล้วใน บัดนี้นั่น นอนอยู่ในป่าช้า เข้าถึงภาวะเป็นศพขึ้นพองเป็นต้นฉันใด แม้สรีระของเรานี้ก็จักเป็นฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง สรีระของเรานี้ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด เป็นของปฏิกูล ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาฉันใด แม้สรีระที่ตาย
หน้า 173 ข้อ 350
แล้วนั่นก็ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง สรีระที่ตายแล้วนั่น มีสภาวะไม่สะอาด เป็นต้น และมีสภาวะไม่เที่ยงเป็นต้นฉันใด แม้สรีระของเรานี้ก็ฉันนั้น. บทว่า ยถา อโธ ตถา อุทฺธํ ความว่า กายนี้ เบื้องล่างคือเบื้องต่ำ จากสะดือลงไป ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูล ไม่เที่ยง เป็น ทุกข์และเป็นอนัตตาฉันใด และในเบื้องบน คือเบื้องสูงจากสะดือขึ้นไป ก็มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นฉันนั้น. บทว่า ยถา อุทฺธํ ตถา อโธ ความว่า อนึ่ง ในเบื้องบนจากสะดือ ขึ้นไป มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นฉันใด ในเบื้องต่ำคือเบื้องล่างจากสะดือ ลงไปก็ฉันนั้น. บทว่า ยถา ทิวา ตถา รตฺตึ ความว่า กายนี้ ในตอนกลางวัน มีของไม่สะอาดไหลออก โดยนัยเป็นว่า ขี้ตาไหลออกจากนัยน์ตาฉันใด แม้ในตอนกลางคืนก็ฉันนั้น. บทว่า ยถา รตฺตึ ตถา ทิวา ความว่า อนึ่ง ในตอนกลางคืน กายนี้มีของไม่สะอาดไหลออกฉันใด แม้ในตอนกลางวันก็ฉันนั้น. โดย การจำแนกกาล กายนี้ไม่มีความแตกต่างกัน. บทว่า ยถา ปุเร ตถา ปจฺฉา ความว่า กายนี้ เมื่อก่อน คือใน กาลก่อน ได้แก่ในเวลาเป็นเด็กหนุ่ม ก็เป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ปฏิกูล ฉันใด ภายหลังคือในเวลาแก่ก็ฉันนั้น และภายหลัง คือในเวลาแก่ มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้นฉันใด เมื่อก่อนคือในตอนเป็น เด็กหนุ่มก็ฉันนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้พึงทราบอรรถอย่างนี้ว่า เมื่อ ก่อนคือในอดีตกาล ได้แก่ในเวลายังมีวิญาณ มีสภาวะไม่สะอาดเป็นต้น
หน้า 174 ข้อ 350
และมีสภาวะไม่เที่ยงเป็นต้นฉันใด. ภายหลังคือในอนาคตกาล ได้เเก่ใน เวลาไม่มีวิญญาณก็ฉันนั้น. บทว่า ปญฺจงฺคิเกน ตูริเยน ความว่า ความยินดีเช่นนั้น คือเห็น ปานนั้น ได้แก่ความชอบใจในความสุข ย่อมไม่มีแก่อิสรชนผู้เพียบพร้อม ด้วยกามสุข ซึ่งเขาบำเรออยู่ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ คือประกอบด้วยองค์ ๕ อย่างนี้ คือ อาตตะ กลองหุ้มหนังหน้าเดียว คือรำมะนา, วิตตะ กลอง หุ้มทั้งสองหน้า คือตะโพน. อาตตะวิตตะ หุ้มทั้งหมด คือบัณเฑาะว์, สุสิระ ปี่, ฆนะ ฉิ่ง. บทว่า ยถา เอกคฺคจิตฺตสฺส สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต ความว่า ความยินดีในกามย่อมไม่เข้าถึงแม้แต่เสี้ยวของความยินดีในธรรม แห่ง พระโยคาวจรผู้กระทำสมถะและวิปัสสนาให้ยุคนัทธรรม กระทำควบคู่กัน ไป แล้วพิจารณาความเกิดและความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย ด้วยวิปัสสนา อันดำเนินตามวิถี โดยภาวะที่อินทรีย์ทั้งหลายมีรสะ คือหน้าที่เดียวกัน. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ในกาลใด ๆ พระโยคีพิจารณาเห็นความเกิดขึ้นและ ความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้น ๆ ย่อมได้ ความปีติและปราโมทย์ นั้นเป็นอมตะของท่านผู้รู้แจ้ง ทั้งหลาย. และคาถาเหล่านี้แหละเป็นคาถาพยากรณ์อรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถากุลลเถรคาถาที่ ๔
หน้า 175 ข้อ 351
๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมาลุงกยปุตตเถระ [๓๕๑] ตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์ผู้ประพฤติประมาท เหมือน เถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่าฉะนั้น บุคคลผู้ตกอยู่ในอำนาจ ของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไปในภพน้อยภพใหญ่ เหมือน วานรอยากได้ผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น ตัณหาอันชั่วช้า ซ่านไปในโลก ครอบงำบุคคลใด ความโศกทั้งหลาย ย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ถูกฝนตก เชยแล้วฉะนั้น ส่วนผู้ใดครอบงำตัณหาอันชั่วช้านี้ ซึ่ง ยากที่จะล่วงได้ในโลก ความโศกทั้งหลายย่อมตกไปจาก บุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น เพราะ- ฉะนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ ท่านทั้งหลายที่มาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้ทั้งหมด ท่าน ทั้งหลายจงขุดรากแห่งตัณหา ดุจบุคคลผู้มีความต้องการ ด้วยแฝกขุดแฝกอยู่ฉะนั้น มารอย่าได้ระรานท่านทั้งหลาย บ่อย ๆ ดังกระแสน้ำพัดพาไม้อ้อฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงทำตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงท่านทั้งหลายไป เสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันในนรก เศร้าโศกอยู่ ความประมาทดุจธุลี ธุลีเกิดขึ้นเพราะความ
หน้า 176 ข้อ 351
ประมาท ท่านทั้งหลายพึงถอนลูกศรอันเสียบอยู่ในหทัย ของตน ด้วยความไม่ประมาทและด้วยวิชชาเถิด. จบมาลุงกยปุตตเถรคาถา อรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕ คาถาของท่านพระมาลุงกยปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มนุชสฺส ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธจ้า อันมีใน ปางก่อนทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิด เป็นบุตรนักดูเงิน ของพระเจ้าโกศลในกรุงสาวัตถี. มารดาของเขาชื่อ มาลุงกยา. ด้วยอำนาจของนางมาลุงกยานั้น เขา จึงปรากฏว่า มาลุงกยบุตร นั่นแล. เขาเติบโตขึ้นเพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยใน การสลัดออกจากกิเลส จึงละฆราวาสออกบวชเป็นปริพาชกท่องเที่ยวไป ได้ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ความศรัทธาในพระศาสนา จึง บวชบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็ได้อภิญญา ๖. ท่านได้ไปยัง ตระกูลญาติ เพื่ออนุเคราะห์ญาติ. ญาติทั้งหลายได้อังคาสท่านด้วยขาทนีย- โภชนียาหารอันประณีต ประสงค์จะล่อด้วยทรัพย์ จึงเอากองทรัพย์กอง ใหญ่วางไว้ข้างหน้า แล้วอ้อนวอนว่า ทรัพย์นี้เป็นของท่าน ท่านจงสึกมา ครอบครองลูกเมีย การทำบุญทั้งหลายด้วยทรัพย์นี้เถิด. พระเถระเมื่อจะ
หน้า 177 ข้อ 351
เปลี่ยนอัธยาศัยของญาติเหล่านั้น จึงยืนในอากาศแสดงธรรมด้วยคาถา ๖ คาถา๑นี้ว่า ตัณหาย่อมเจริญแก่สัตว์ผู้ประพฤติประมาท เหมือน เถาย่านทรายเจริญอยู่ในป่าฉะนั้น บุคคลผู้ตกอยู่ใน อำนาจของตัณหา ย่อมเร่ร่อนไปในภพน้อยภพใหญ่ เหมือนวานรปรารถนาผลไม้ เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น ตัณหา อันชั่วช้า ซ่านไปในโลก ครอบงำบุคคลใด ความโศก ทั้งหลายย่อมเจริญแก่บุคคลนั้น เหมือนหญ้าคมบางที่ฝน ตกเชยแล้วฉะนั้น ส่วนผู้ใดครอบงำตัณหาอันชั่วช้านี้ ซึ่งยากที่จะล่วงไปได้ในโลก ความโศกทั้งหลายย่อมตก ไปจากบุคคลนั้น เหมือนหยาดน้ำตกไปจากใบบัวฉะนั้น เพราะฉะนั้น เราขอเตือนท่านทั้งหลาย ขอความเจริญ จงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มาประชุมกันอยู่ในสมาคมนี้ ทั้งหมด ท่านทั้งหลายจงขุดรากตัณหา ดุจบุคคลผู้มี ความต้องการแฝกขุดแฝกฉะนั้น มารอย่าได้ระรานท่าน ทั้งหลายบ่อย ๆ ดังกระแสน้ำพัดพาไม้อ้อฉะนั้น ท่าน ทั้งหลายจงทำตามพระพุทธพจน์ ขณะอย่าได้ล่วงท่าน ทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปแล้ว ย่อม ยัดเยียดกันในนรกเศร้าโศกอยู่ ความประมาทดุจธุลี ธุลีเกิดขึ้นเพราะความประมาท ท่านทั้งหลายพึงถอน ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๑.
หน้า 178 ข้อ 351
ลูกศรอันเสียบอยู่ในหทัยของตน ด้วยความไม่ประมาท และด้วยวิชชาเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุชสฺส ได้แก่ สัตว์. บทว่า ปมตฺตจาริโน ได้แก่ผู้ประพฤติประมาท ด้วยความประมาท อันมีการปล่อยสติเป็นลักษณะ. ฌาน วิปัสสนา มรรคและผลทั้งหลายย่อม ไม่เจริญ. เหมือนอย่างว่า เถาย่านทรายรวบมัดรัดคลุมต้นไม้ ย่อมเจริญเพื่อ ความพินาศแห่งต้นไม้นั้นฉันใด ตัณหาอันอาศัยทวาร ๖ เกิดขึ้นบ่อยๆ ในอารมณ์ มีรูปเป็นต้น ย่อมเจริญแก่สัตว์นั้นฉันนั้น ตัณหาเมื่อเจริญ อยู่แล ย่อมทำบุคคลผู้เป็นไปในอำนาจให้ตกลงในอบาย เหมือนเถาย่าน- ทรายคลุมต้นไม้อันเป็นที่อาศัยของตน ให้โค่นลงฉะนั้น. บทว่า โส ปฺลวติ ความว่า บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจตัณหานั้น ย่อม เร่ร่อน คือแล่นไปในภพน้อยภพใหญ่ไป ๆ มา ๆ. ถามว่า เหมือนอะไร ? ตอบว่า เหมือนวานรอยากได้ผลไม้เร่ร่อนไปในป่าฉะนั้น. อธิบายว่า วานร ผู้อยากได้ผลของต้นไม้แล่นไปในป่า จับกิ่งหนึ่งของต้นไม้ ปล่อยกิ่งนั้น แล้วจับกิ่งอื่น แล้วก็ปล่อยกิ่งนั้นจับกิ่งอื่น (อีกต่อ ๆ ไป) เพราะเหตุนั้น จึงย่อมไม่ถึงภาวะที่จะพึงพูดได้ว่า มันไม่ได้กิ่งไม้จึงนั่งจับเจ่า ดังนี้ฉันใด บุคคลผู้เป็นไปในอำนาจตัณหาก็ฉันนั้นเหมือนกัน แล่นไปในภพน้อย ภพใหญ่ จึงไม่ถึงความเป็นผู้ที่จะพึงกล่าวว่า เขาไม่ได้อารมณ์ จึงถึง ความไม่เกิดตัณหา. บทว่า ยํ โยคว่า บุคคลใด. ตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นั่น ถึง ความนับว่า ชมฺมี เพราะความเป็นของลามก ถึงความนับว่า วิสตฺติกา
หน้า 179 ข้อ 351
เพราะมีอาหารเป็นพิษ เพราะมีดอกเป็นพิษ เพราะมีผลเป็นพิษ เพราะ มีการบริโภคเป็นพิษ และเพราะส่ายคือข้องในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ย่อม ครอบงำบุคคลนั้น. อธิบายว่า แฝกและหญ้าคมบางที่ฝนตกเชย เมื่อฝน ตกบ่อยๆย่อมเจริญในป่าฉันใด ความโศกทั้งหลายอันมีวัฏฏะเป็นมูล ย่อมเจริญคือถึงความเจริญฉันนั้น. บทว่า โย เจตํ ฯเปฯ ทุรจฺจยํ ความว่า ส่วนบุคคลใด ยอมอด กลั้นคือครอบงำตัณหา ซึ่งมีประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ที่ชื่อว่าล่วงได้ ยาก เพราะเป็นธรรมชาติที่จะพึงทำได้ยากเพื่อจะล่วง คือเพื่อจะละความ โศกมีวัฏฏะเป็นมูล ย่อมตกไปจากบุคคลนั้น อธิบายว่า ย่อมไม่ตั้งอยู่ เหมือนหยาดน้ำที่ตกลงในใบบัว คือใบปทุม ย่อมไม่ตั้งอยู่ฉะนั้น. บทว่า ตํ โว วทามิ ความว่า เพราะเหตุนั้น เราจึงกล่าวกะท่าน ทั้งหลาย. บทว่า ภททํ โว ความว่า ความเจริญจงมีแก่พวกท่าน คือพวก ท่านอย่าได้ถึงความพินาศ คือความฉิบหาย เหมือนคนผู้อนุวรรตน์ตาม ตัณหา. บทว่า ยาวนฺเนตตฺถ สมาคตา ความว่า มีประมาณเท่าที่มาประชุม กันอยู่ในที่นี้. หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า พระเถระพูดอย่างไร ? เฉลยว่า พระเถระพูดว่า ท่านทั้งหลายจงขุดรากของตัณหา คือท่านทั้งหลายจง ขุด คือถอนราก็คือเหตุของตัณหาอันเป็นไปในทวาร ๖ นี้ ได้แก่ ชัฏแห่ง กิเลสมีอวิชชาเป็นต้น ด้วยจอบคืออรหัตมรรคญาณ. ถามว่า เหมือน อะไร ? ตอบว่า เหมือนคนต้องการแฝกขุดแฝกฉะนั้น อธิบายว่า ท่าน
หน้า 180 ข้อ 351
ทั้งหลายจงขุดรากของตัณหานั้น เหมือนบุรุษผู้ต้องการแฝกเอาจอบใหญ่ ขุดหญ้า ชื่ออุสีระ แฝก อันมีอีกชื่อว่า พีรณะ ฉะนั้น. บทว่า มา โว นฬํว โสโตว มาโร ภญฺชิ ปุนปฺปุนํ ความว่า กิเลสมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร อย่าระรานพวกท่านบ่อย ๆ เหมือน กระแสน้ำไหลมาด้วยกำลังแรง ระรานไม้อ้อที่เกิดอยู่ริมฝั่งแม่น้ำฉะนั้น. เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงกระทำตามพระพุทธพจน์ คือ จง กระทำตามพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ซึ่งตรัสไว้โดยนัยมีอาทิ ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงเพ่ง (พินิจ) อย่าเป็นผู้ประมาท คือ จงยังข้อปฏิบัติให้ถึงพร้อมตามที่ทรงพร่ำสอน. บทว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา ความว่า จริงอยู่ บุคคลใดไม่ กระทำตามพระพุทธพจน์ ขณะแม้ทั้งหมดนี้ คือ ขณะที่พระพุทธเจ้าเสด็จ อุบัติขึ้น ๑ ขณะที่ได้เกิดขึ้นในปฏิรูปเทส ๑ ขณะที่ได้สัมมาทิฏฐิ ๑ ขณะที่มีอวัยวะทั้ง ๖ ไม่บกพร่อง ๑ ย่อมล่วงเลยบุคคลนั้น ขณะอันนั้น อย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย. บทว่า ขณาตีตา ความว่า ก็บุคคลใดล่วงเลยขณะนั้นไปเสีย หรือ ว่าขณะอันนั้นล่วงเลยบุคคลใดไปเสีย บุคคลเหล่านั้นก็จะยัดเยียดกันอยู่ใน นรก คือบังเกิดในนรกนั้นเศร้าโศกอยู่สิ้นกาลนาน. บทว่า ปมาโท รโช ความว่า ความประมาทมีลักษณะปล่อยสติใน อารมณ์ทั้งหลายมีรูปเป็นต้น ชื่อว่า ดุจธุลี เพราะมีสภาพเศร้าหมอง และ เพราะเจือปนด้วยธุลีมีธุลีคือราคะเป็นต้น. บทว่า ปมาทานุปติโต รโช ความว่า ก็ชื่อว่าธุลีอย่างใดอย่างหนึ่ง
หน้า 181 ข้อ 351
ราคะเป็นต้น มีธุลีทั้งหมดนั้นตกไปตามความประมาท คือเกิดขึ้นด้วย อำนาจความประมาทนั่นแหละ. บทว่า อปฺปมาเทน ได้แก่ ด้วยความไม่ประมาท คือด้วยการปฏิบัติ โดยไม่ประมาท. บทว่า วิชฺชาย ได้แก่ ด้วยวิชชาอันสัมปยุตด้วยอรหัตมรรค. บทว่า อพฺพเห สลฺลมตฺตโน ความว่า พึงดึงขึ้น คือพึงถอนลูกศร มีราคะเป็นต้น ที่อาศัยหทัยของตนออกเสีย. จบอรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕
หน้า 182 ข้อ 352
๖. สัปปทาสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของสัปปทาสเถระ [๓๕๒] นับตั้งแต่เราบวชมาแล้วได้ ๒๕ ปี ยังไม่เคยได้รับ ความสงบใจ แม้ชั่วเวลาลัดนิ้วมือเลย เราไม่ได้เอกัคคตา- จิต ถูกกามราคะครอบงำแล้ว ประคองแขนทั้งสองร้องไห้ คร่ำครวญออกไปจากที่อยู่ด้วยคิดว่า จักนำศัสตรามา ชีวิต ของเราจะมีประโยชน์อะไรเล่า ก็คนอย่างเราจะลาสิกขา เสียอย่างไรได้ ควรตายเสียเถิดคราวนี้ เราได้ฉวยเอา มีดโกนขึ้นไปนอนบนเตียง มีดโกนเล่มนั้นเรานำเข้าไป จ่อไว้แล้ว สามารถจะตัดเส้นเอ็นให้ขาดได้ ขณะนั้น โยนิโสมนสิการก็เกิดขึ้นแก่เรา โทษปรากฏแก่เรา ความ เบื่อหน่ายในสังขารก็เกิดขึ้นแก่เรา เพราะความเบื่อหน่าย ในสังขารนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้ว ขอท่านจงดูความ ที่ธรรมเป็นธรรมดีเถิด วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว. จบสัปปทาสเถรคาถา อรรถกถาสัปปทาสเถรคาถาที่ ๖ คาถาของท่านพระสัปปทาสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปณฺณวีสติ ดังนี้. เรื่องนี้มีการเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 183 ข้อ 352
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทั้งหลาย ได้ก่อสร้างกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรปุโรหิตของพระเจ้าสุทโธทนะใน นครกบิลพัสดุ์ เขาได้มีชื่อว่า สัปปทาส. เขาเจริญวัยได้ความศรัทธาใน คราวสมาคมพระญาติของพระศาสดา จึงบวช เพราะกิเลสครองงำ จึง ไม่ได้เจโตสมาธิ ประพฤติพรหมจรรยํ์ เกิดสลดใจ ภายหลังจึงนำศัสตรา มา เจริญโยนิโสมนสิการก็ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อจะพยากรณ์อรหัตผล จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า นับตั้งแต่เราบวชมาแล้วได้ ๒๕ ปี ยังไม่เคยได้รับ ความสงบใจ แม้ชั่วเวลาลัดนิ้วมือเลย เราไม่ได้ เอกัคคตาจิต ถูกกามราคะครอบงำ ประคองแขนทั้งสอง ร้องไห้คร่ำครวญออกไปจากที่อยู่ด้วยคิดว่า จักนำศัสตรา มา ชีวิตของเราจะมีประโยชน์อะไรเล่า ก็คนอย่างเรา จะลาสิกขาเสียอย่างไรได้ ควรตายเสียเถิดคราวนี้ เรา ได้ฉวยเอามีดโกนขึ้นไปนอนบนเตียง มีดโกนเล่มนั้น เรานำเข้าไปจ่อไว้แล้ว สามารถจะตัดเส้นเอ็นให้ขาดได้ ขณะนั้น โยนิโสมนสิการเกิดขึ้นแก่เรา โทษปรากฏแก่เรา ความเบื่อหน่ายในสังขารก็เกิดขึ้นแก่เรา เพราะความ เบื่อหน่ายในสังขารนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้ว ขอท่าน จงดูความที่ธรรมเป็นธรรมดีเถิด วิชชา ๓ เราได้บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๒.
หน้า 184 ข้อ 352
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณวีสติวสฺสานิ ยโต ปพฺพชิโต อหํ ความว่า จำเดิมแต่ที่เราบวชนั้น เป็นเวลา ๒๕ ปี. บทว่า อจฺฉราสงฺฆาตมตฺตมฺปิ เจโตสนฺติ มนชฺณคํ ความว่า เรา นั้นประพฤติพรหมจรรย์มาตลอดกาลเท่านี้ ยังไม่ได้ความสงบใจ ความ ตั้งมั่นแห่งจิต ชั่วขณะแม้มาตรว่าลัดนิ้วมือเดียว คือแม้สักว่าดีดนิ้วมือ. ก็พระเถระไม่ได้เอกัคคตาจิตด้วยประการอย่างนี้ จึงกล่าวเหตุใน ข้อนั้นว่า ถูกกามราคะครอบงำ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฏิโต แปลว่า บีบคั้น อธิบายว่า ครอบงำ. บทว่า พาหา ปคฺคยฺห กนฺทนฺโต ความว่า แหงนหน้าประคอง แขนทั้งสองข้างคร่ำครวญว่า ในกาลที่เราบวชในพระศาสนาอันเป็นเครื่อง สลัดออกจากทุกข์แล้ว ไม่สามารถจะถอนตนขึ้นจากเปือกตมคือกิเลสได้นี้ เป็นไปไม่สมควรอย่างยิ่งในพระศาสนานี้. บทว่า วิหารา อุปนิกฺขมึ แปลว่า ออกไปภายนอกจากวิหารที่อยู่. เพื่อแสดงอุบายอันเป็นเหตุให้ออกไป ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เราจักนำ ศัสตรามา. วา ศัพท์ในบทว่า สตฺถํ วา อาหริสฺสามิ ในคาถานั้น เป็นวิกัป- ปัตถะ (คำแสดงความหมายให้เลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง) ด้วย วา ศัพท์ นั้น ท่านสงเคราะห์ชนิดของความ มีอาทิว่า โดดจากต้นไม้หรือผูกคอตาย. บทว่า สิกฺขํ ได้แก่ อธิศีลสิกขา. บทว่า ปจฺจกฺขํ แปลว่า บอกคืน คือละเสีย. บาลีว่า ปจฺจกฺขา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ด้วยการบอกคืนสิกขา.
หน้า 185 ข้อ 352
บทว่า กาลํ แปลว่า ตาย. อธิบายว่า ชื่อว่าคนเช่นเราจะพึงตาย ด้วยกายรบอกคืนสิกขาได้อย่างไรเล่า. จริงอยู่ การบอกคืนสิกขา ชื่อว่า การตายในอริยวินัย. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ข้อที่ ภิกษุบอกคืนสิกขาเวียนมาเพื่อความเป็นคนเลวนั้น เป็นมรณะความตาย. ก็ในบาลีว่า สิกฺขํ ปจฺจกฺขาย มีวาจาประกอบความว่า ชื่อว่า คนเช่นเรา พึงบอกคืนสิกขาแล้วกระทำกาละได้อย่างไรเล่า แต่จะเป็นผู้เพียบพร้อม ด้วยสิกขาการทำกาละ เพราะฉะนั้น เราจักนำศัสตรามา เราจะประโยชน์ อะไรด้วยความเป็นอยู่. บทว่า ตทาหํ ได้แก่ ในคราวที่เราเบื่อหน่ายชีวิต เพราะไม่สามารถ บำเพ็ญสมณธรรมได้ เพราะถูกกิเลสครอบงำ. บทว่า ขุรํ ได้แก่ มีดโกนที่ลับแล้ว. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ ศัสตรา ประดุจมีดโกน. บทว่า มญฺจกมฺหิ อุปาวิสึ ความว่า เพราะกลัวผู้อื่นห้าม เราจึง เข้าห้องแล้วนั่งบนเตียง. บทว่า ปรินีโต ได้แก่ นำเข้าไปใกล้แล้ว อธิบายว่า พาดไว้ที่คอ. ด้วยบทว่า ธมนึ นี้ อาจารย์บางพวกกล่าวว่าเส้นเอ็นที่คอ ชื่อว่า กัณธมนิ ได้แก่ ลำคอ ดังนี้ก็มี. บทว่า เฉตฺตุํ แปลว่า เพื่อตัด. บทว่า ตโต เม มนสิกาโร โยนิโส อุทปชฺชถ ความว่า เราคิดว่า จักตายในคราวใด จึงเอามีดจ่อเพื่อตัดคอคือเส้นเอ็น ต่อจากนั้น เมื่อเรา พิจารณาเห็นว่า ศีลของเราบริสุทธิ์ ปีติจึงเกิดขึ้นเพราะได้เห็นศีลบริสุทธิ์
หน้า 186 ข้อ 352
ไม่ขาด ไม่ทะลุ, กายของตนผู้มีใจประกอบด้วยปีติก็สงบ เพราะจิตของ คนมีกายสงบ ซึ่งเสวยสุขอันปราศจากอามิส เป็นจิตตั้งมั่น โยนิโส- มนสิการ จึงเกิดขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตโต ความว่า ภายหลังจากเอามีดจ่อที่คอ เมื่อเกิดบาดแผล จึงเกิดโยนิโสมนสิการอันข่มเวทนาที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจ วิปัสสนา, บัดนี้ เพื่อจะแสดงการเกิดแห่งญาณ อันเป็นเครื่องพิจารณา มรรคและผลที่ยิ่งกว่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โทษปรากฏแก่เรา ดังนี้. คำนั้นมีเนื้อความดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จบอรรถกถาสัปปทาสเถรคาถาที่ ๖
หน้า 187 ข้อ 353
๗. กาติยานเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกาติยานเถระ [๓๕๓] จงลุกขึ้นนั่งเถิดกาติยานะ อย่ามัวนอนหลับอยู่เลย จงตื่นขึ้นเถิด อย่าให้มัจจุราชผู้เป็นพวกพ้องของตนประ- มาทชนะท่านผู้เกียจคร้านด้วยอุบายอันโกงเลย กำลังคลื่น แห่งมหาสมุทร ย่อมครอบงำบุรุษผู้ไม่อาจข้ามมหาสมุทร นั้นได้ แม้ฉันใด ชาติและชราย่อมครอบงำท่านผู้ถูก ความเกียจคร้านครอบงำแล้ว ฉันนั้น ขอท่านจงทำเกาะ คืออรหัตผลแก่ตนเถิด เพราะที่พึ่งอย่างอื่นในโลกนี้และ โลกหน้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน ก็พระศาสดาได้ทรงบอกทาง นี้ อันล่วงพ้นจากเครื่องข้องและจากภัยคือชาติและชรา แก่ท่านแล้ว ท่านอย่าเป็นผู้ประมาทตลอดยามต้นและ ยามหลัง จงพยายามทำความเพียรให้มั่นเถิด ท่านจง ปลดเปลื้องเครื่องผูกทั้งหลายอันเป็นของเดิมเสีย จะใช้ สอยผ้าสังฆาฏิและโกนศีรษะด้วยมีดโกน ฉันอาหารที่ขอ เขามาได้ จงอย่าเห็นแก่การเล่นสนุกสนาน อย่าเห็นแก่ นอน จงหมั่นเพ่งดูธรรมเถิดกาติยานะ จงเจริญฌาน จง ชนะกิเลสเถิดกาติยานะ ท่านจงเฉลียวฉลาดในทางอัน ปลอดโปร่งจากโยคะ จงบรรลุถึงความบริสุทธิ์อันยอด- เยี่ยม จงดับเพลิงกิเลส ดังบุคคลดับไฟด้วยน้ำฉะนั้น ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามีแสงน้อยย่อมดับไปด้วยลม หรือ
หน้า 188 ข้อ 353
เหมือนเถาวัลย์เล็กถูกลมขจัดฉันใด ดูก่อนท่านผู้มีโคตร เสมอกับพระอินทร์ ท่านก็ฉันนั้น จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น กำจัด มารเสียเถิด ก็เมื่อท่านกำจัดมารได้อย่างนี้แล้ว เป็นผู้ ปราศจากความกำหนัดพอใจในเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้มี ความเย็น รอคอยเวลานิพพานของตน ในอัตภาพนี้ ทีเดียว. จบกาติยานเถรคาถา อรรถกถากาติยานเถรคาถาที่ ๗ คาถาของท่านพระกาติยานเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า อุฏฺเหิ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้นๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด เป็นบุตรของพราหมณ์โกสิยโคตรตระกูลหนึ่ง ในนครสาวัตถี แต่เนื่อง ด้วยโคตรฝ่ายมารดา จึงได้นามว่า กาติยานะ พอเจริญวัยได้เป็นสหาย คฤหัสถ์ของพระสามัญญกานิเถระ ได้เห็นพระเถระจึงบวชกระทำสมณ- ธรรมอยู่ ในตอนกลางคืน ขึ้นสู่จงกรมด้วยหวังจักบรรเทาความง่วงที่ ครอบงำ. ท่านเดินจงกรมอยู่ถูกความหลับครอบงำ โงนเงนล้มลงไป นอนที่พื้นราบ ณ ที่จงกรมนั้นนั่นเอง พระศาสดาทรงเห็นความเป็นไป นั้นของเธอ จึงเสด็จไป ณ ที่นั้นด้วยพระองค์เอง ประทับยืนใน อากาศ ได้ประทานสัญญาณว่า กาติยานะ ท่านได้เห็นพระศาสดาจึงลุก
หน้า 189 ข้อ 353
ขึ้นถวายบังคม เกิดความสลดใจจึงได้ยืนอยู่. ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อ จะทรงแสดงธรรมแก่ท่าน จึงได้ตรัสพระคาถา๑เหล่านี้ความว่า จงลุกขึ้นนั่งเถิด กาติยานะ อย่ามัวนอนหลับอยู่เลย จงตื่นขึ้นเถิด อย่าให้มัจจุราชผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของคนประ- มาทชนะท่านผู้เกียจคร้านด้วยอุบายโกงเลย. กำลังคลื่น แห่งมหาสมุทร ย่อมครอบงำบุรุษผู้ไม่อาจข้ามมหาสมุทร นั้นได้ฉันใด ชาติและชราย่อมครอบงำท่านผู้ถูกความ เกียจคร้านครอบงำแล้วฉันนั้น ขอท่านจงทำเกาะคืออรหัต- ผลแก่ตนเถิด เพราะที่พึ่งอย่างอื่นในโลกนี้และโลกหน้า ย่อมไม่มีแก่ท่าน ก็พระศาสดาได้ทรงบอกทางนี้อันล่วง พ้นจากเครื่องข้อง และจากภัยคือชาติและชราแก่ท่าน แล้ว ท่านอย่าเป็นผู้ประมาททั้งยามต้นและยามหลัง จง พยายามกระทำความเพียรให้มั่นเถิด ท่านจงปลดเปลื้อง เครื่องผูกทั้งหลายอันเป็นของเดิมเสีย จงใช้สอยผ้า สังฆาฏิ โกนศีรษะด้วยมีดโกน และฉันอาหารที่ขอมาได้ จงอย่าเห็นแก่การเล่นสนุกสนาน อย่าเห็นแก่การนอน จงหมั่นเพ่งธรรมเถิดกาติยานะ จงเจริญฌาน จงชนะ กิเลสเถิด กาติยานะ ท่านจงเฉลียวฉลาดในทางอัน ปลอดโปร่งจากโยคะ จงบรรลุถึงความบริสุทธิ์อันยอด เยี่ยม จงดับเพลิงกิเลส ดังบุคคลดับไฟด้วยน้ำฉะนั้น ประทีปที่ส่องแสง ถ้ามีแสงน้อย ย่อมดับไปด้วยลม หรือ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๓.
หน้า 190 ข้อ 353
ดุจดังเถาวัลย์เล็กถูกลมขจัดได้ ฉันใด ดูก่อนท่านผู้มี โคตรเสมอด้วยพระอินทร์ ท่านก็ฉันนั้น จงเป็นผู้ไม่ถือมั่น กำจัดมารเสียเถิด ก็เมื่อท่านกำจัดมารได้อย่างนี้แล้ว เป็น ผู้ปราศจากความกำหนัดในเวทนาทั้งหลาย เป็นผู้มีความ เย็น รอคอยเวลานิพพานของตนในอัตภาพนี้ทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฏฺเหิ ความว่า ท่านเมื่อลุกขึ้นจาก การเข้าถึงความหลับ ชื่อว่า จงกระทำความเพียร คือความหมั่น. เพราะ ธรรมดาว่าการนอน เป็นไปในฝักฝ่ายของความเกียจคร้าน เพราะฉะนั้น ท่านอย่านอน. บทว่า นิสีท ความว่า จงนั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายให้ตรง ดำรงสติไว้ เฉพาะหน้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกพระเถระนั้น โดยชื่อว่า กาติยานะ. บทว่า มา นิทฺทาพหุโล อหุ ความว่า อย่าเป็นผู้มากด้วยความ หลับ คือถูกความหลับครอบงำ. บทว่า ชาครสฺสุ แปลว่า จงตื่น คือจงเป็นผู้ประกอบความเพียร ในความเป็นผู้ตื่นอยู่. บทว่า มา ตํ อลสํ ความว่า มัจจุราชผู้เป็นพวกพ้องของคน ประมาท จงอย่าชนะ คือจงอย่าครอบงำ อย่าท่วมทับท่านผู้เกียจคร้าน ไม่ประกอบความเพียรเครื่องตื่นอยู่ ด้วยชราและโรค เหมือนนายพราน อย่าชนะเนื้อและนกด้วยกลโกง คือด้วยฟ้าทับเหวฉะนั้น. บทว่า เสยฺยถาปิ ตัดเป็น เสยฺยถา อปิ แปลว่า แม้ฉันใด. บทว่า มหาสมุทฺทเวโค ได้แก่ กำลังคลื่นแห่งมหาสมุทร.
หน้า 191 ข้อ 353
บทว่า เอวํ เป็นต้น ความว่า กำลังคลื่นแห่งมหาสมุทร ตั้งขึ้น ซ้อน ๆ กัน ย่อมครอบงำบุรุษนั้นผู้ไม่สามารถว่าข้ามมหาสมุทรนั้นไปได้ ฉันใด ชาติและชราก็ฉันนั้น ย่อมครอบงำ คือย่อมย่ำยีท่านผู้ถูกความ เกียจคร้านครอบงำ. บทว่า โส กโรหิ ความว่า ดูก่อนกาติยานะ ท่านจงกระทำเกาะ ที่ดี กล่าวคือพระอรหัตผลที่โอฆะทั้ง ๔ ท่วมทับไม่ได้แก่ตน คือจงให้ เกิดขึ้นในสันดานของตน. ศัพท์ว่า หิ ในบทว่า น หิ ตาณํ ตว วิชฺชเตว อฺํ เป็นนิบาต ใช้ในอรรถว่า เหตุ อธิบายว่า เพราะเหตุที่ ชื่อว่าที่พึ่งของท่านอื่นจาก พระอรหัตผลนั้น ย่อมไม่ได้ในโลกนี้หรือโลกหน้า ฉะนั้น ท่านจงกระทำ เกาะที่ดีคือพระอรหัตผลนั้น. บทว่า สตฺถา หิ วิเชสิ มคฺคเมตํ ความว่า พระศาสดาทรงครอบงำ เทวปุตตมารเป็นต้นแล้วตรัสบอก คือทำอริยมรรคที่เป็นตัวเหตุแห่งเกาะ ที่ดีนั้น อันล่วงพ้นจากกิเลสเครื่องข้อง ๕ ประการ และจากภัยมีชาติ เป็นต้น ซึ่งพวกอัญญเดียรถีย์จำนวนมากไม่อาจให้สำเร็จต้องพ่ายแพ้นั้น ให้สำเร็จแก่ท่าน. เพราะเหตุที่ของที่มีอยู่ของพระศาสดา สาวกควรครอบ ครอง ไม่ควรละทิ้ง เพราะฉะนั้น เพื่อจะครอบครองของที่เป็นของ พระศาสดานั้น ท่านจงเป็นผู้ไม่ประมาทตลอดราตรีก่อนและราตรีหลัง คือ ตลอดยามต้นและยามหลัง คือจงเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ หมั่นประกอบ ความเพียรและการเจริญภาวนาให้มั่นคงไว้. บทว่า ปุริมานิ ปมุญฺจ พนฺธนานิ ความว่า ท่านจงปล่อย คือละ เครื่องผูกของคฤหัสถ์ ได้แก่ เครื่องผูกคือกามคุณที่มีอยู่ในกาลก่อน คือ
หน้า 192 ข้อ 353
ที่ผูกพันไว้ในเวลาเป็นคฤหัสถ์ อธิบายว่า จงอย่าอาลัยในเครื่องผูกคือ กามคุณนั้น. บทว่า สงฺฆาฏิขุรมุณฺฑภิกฺขโภชี ได้แก่ เป็นผู้ครองผ้าสังฆาฏิ มี ศีรษะโล้นที่เอามีดโกนปลงผม บริโภคอาหารที่ได้ด้วยการขอ คำแม้ทั้ง ๓ นี้เป็นคำกล่าวเหตุแห่งการปลดเปลื้องเครื่องผูกที่มีอยู่ในกาลก่อน และ แห่งการไม่ประกอบตามความยินดีในการเล่นและการนอนหลับ. ประกอบ ความว่า เพราะเหตุที่ท่านห่มผ้าสังฆาฏิ ศีรษะโล้น มีอาหารที่ได้ด้วย การขอเขาเลี้ยงชีพ เพราะฉะนั้น การประกอบกามสุข และการประกอบ ความยินดีในการเล่นและการนอนหลับ จึงไม่ควรแก่ท่าน ด้วยเหตุนั้น ท่านจงปล่อยวางเครื่องผูกที่มีในกาลก่อนเสีย อย่าเห็นแก่การเล่นและการ นอนหลับ. บทว่า ฌาย ได้แก่ จงเพ่ง คือจงหมันประกอบอารัมมณูปนิชฌาน เพ่งอารมณ์. พระศาสดาเมื่อจะทรงแสดงว่า ก็เธอเมื่อจะประกอบตามฌานนั้น จงประกอบตามลักขณูปนิชฌาน อันเป็นเหตุให้ชนะกิเลสอย่างสิ้นเชิง ซึ่งมี การเข้าไปเพ่งลักษณะเป็นอารมณ์ จึงตรัสว่า เธอจงเพ่ง จงชนะ. บทว่า โยคกฺเขมปเถสุ โกวิโทสิ ความว่า เธอจงเป็นผู้ฉลาด คือ เฉลียวฉลาดในโพธิปักขิยธรรม อันเป็นทางแห่งพระนิพพานซึ่งปลอด โปร่งจากโยคะทั้ง ๔ ก็เพราะฉะนั้น เธอเมื่อบำเพ็ญภาวนาจักบรรลุถึง ความบริสุทธิ์อันยอดเยี่ยม คือปราศจากสิ่งที่เหนือกว่า ได้แก่พระนิพพาน และพระอรหัตแล้วปรินิพพาน.
หน้า 193 ข้อ 353
บทว่า วารินาว โชติ ความว่า จักดับกิเลสด้วยการตกลงแห่งฝน คืออริยมรรค เหมือนกองไฟดับด้วยการตกลงแห่งน้ำฝนมากมายฉะนั้น. บทว่า ปชฺโชตกโร ได้แก่ประทีปอันกระทำความสว่างโชติช่วง. บทว่า ปริตฺตรํโส แปลว่า มีเปลวน้อย. บทว่า วินมฺยเต แปลว่า ย่อมดับไป คือปราศจากไป. บทว่า ลตาว แปลว่า เหมือนเครือเถา. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า :- ประทีปที่แสงน้อย คือมีรัศมีน้อย โดนขาดแคลนปัจจัยมีไส้เป็นต้น หรือ เครือเถาอันเล็ก ๆ ถูกลมขจัด คือทำลายเสีย ฉันใด ดูก่อนท่านผู้ชื่อว่า มีโคตรเสมอกับพระอินทร์ เพราะเป็นโกสิยโคตร แม้เธอก็ฉันนั้น ชื่อว่า ผู้ไม่ถือมั่น เพราะไม่ตกอยู่ในอำนาจของมารนั้น และเพราะไม่ถือมั่น จง ขจัดคือจงทำลายมารเสียเถิด ก็เธอนั้นเมื่อกำจัดได้อย่างนี้ เป็นผู้ปราศจาก ฉันทราคะในเวทนาทั้งปวง ชื่อว่าเป็นผู้มีความเย็น คือดับร้อนแล้ว เพราะไม่มีความเร่าร้อนคือความกระวนกระวาย เพราะกิเลสทั้งปวงใน อัตภาพนี้ทีเดียว จงหวังได้คือจงรอคอยเวลาปรินิพพานของตน. พระ- ศาสดาตรัสเทศนาให้ถึงอนุปาทิเสสนิพพานด้วยประการอย่างนี้ ในเวลา จบเทศนา พระเถระเจริญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตแล้ว. ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ตามนิยามที่ พระศาสดาทรงแสดงแล้วนั่นแล และคาถาเหล่านี้นั้นแลเป็นการพยากรณ์ พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถากาติยานเถรคาถาที่ ๗
หน้า 194 ข้อ 354
๘. มิคชาลเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมิคชาลเถระ [๓๕๔] ธรรมอันก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง เป็นธรรมยังวัฏฏะ ให้พินาศหมดสิ้น เป็นเครื่องนำออกไปจากสงสาร เป็น เครื่องข้ามพ้นสงสาร ทำรากตัณหาให้เหี่ยวแห้ง อันพระ- พุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้มีพระจักษุ ทรง แสดงดีแล้ว ทำลายกรรมกิเลสเครื่องก่อภพก่อชาติ อันมี รากเป็นพิษแล้ว ทำให้เราถึงความดับสนิท ธรรมอันเป็น เครื่องกำจัดกรรมให้สิ้นสุด อันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว เพื่อทำลายรากเหง้าแห่งอวิชชา ญาณเพียงดังแก้ววิเชียร ตกไป ในเมื่อกำหนดถือวิญญาณทั้งหลายปรากฏขึ้น ธรรมเครื่องประกาศเวทนา ปลดเปลื้องอุปาทาน เป็น เครื่องพิจารณาเห็นภพดุจหลุมถ่านเพลิงด้วยญาณ มีรส มาก ลึกซึ้ง เป็นธรรมห้ามความแก่ความตาย อริยมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางสงบสุข ปลอดโปร่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว ธรรมอันเป็นเครื่อง เห็นแสงสว่างตามความเป็นจริง ถึงความปลอดโปร่งเป็น อันมาก สงบระงับ เจริญในที่สุด พระพุทธเจ้าผู้มี- พระจักษุ ทรงแสดงดีแล้ว เพราะทรงรู้กรรมว่าเป็นธรรม
หน้า 195 ข้อ 354
ทรงรู้จักวิบากโดยความเป็นวิบากแห่งธรรมอันอาศัยกันและ กันเกิดขึ้น. จบมิคชาลเถรคาถา อรรถกถามิคชาลเถรคาถาที่ ๘ คาถาของท่านพระมิคชาลเถระ มีค่าเริ่มต้นว่า สุเทสิโต ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญอยู่ในภพนั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดเป็นบุตรของ นางวิสาขามหาอุบาสิกา ในนครสาวัตถี ได้มีนามว่า มิคชาละ. มิคชาละนั้นไปวิหาร เพราะได้ฟังธรรมเนือง ๆ จึงเกิดศรัทธาบวช แล้วเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัต เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ ความว่า ธรรมอันล่วงพ้นจากสังโยชน์ทั้งปวง เป็นธรรมยัง วัฏฏะให้พินาศหมดสิ้น เป็นเครื่องนำออกจากสงสาร เป็นเครื่องข้ามพ้นสงสาร ทำรากตัณหาให้เหี่ยวแห้ง อัน พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้มีพระจักษุ ทรงแสดงดีแล้ว ทำลายธรรมและกิเลสเครื่องก่อภพ ก่อชาติอันมีรากเป็นพิษ ทำให้เราถึงความดับสนิท ธรรม อันเป็นเครื่องกำจัดกรรมให้สิ้นสุด อันพระพุทธเจ้าทรง ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๔.
หน้า 196 ข้อ 354
แสดงแล้ว เพื่อทำลายรากเหง้าแห่งอวิชชา ญาณเพียง ดังแก้ววิเชียรตกไป ในเมื่อกำหนดถือเอาวิญญาณทั้งหลาย ปรากฏขึ้น ธรรมเครื่องประกาศเวทนา ปลดเปลื้อง อุปาทาน เป็นเครื่องพิจารณาเห็นภพเป็นดุจหลุมถ่านเพลิง ด้วยญาณ มีรสมาก ลึกซึ้ง เป็นธรรมห้ามความแก่ความ ตาย อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางสงบทุกข์ ปลอดโปร่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงแล้ว. ธรรม อันเป็นเครื่องเห็นแสงสว่างตามความเป็นจริง ถึงความ ปลอดโปร่งมาก สงบระงับ เจริญในที่สุด อันพระพุทธ- เจ้าผู้มีพระจักษุทรงแสดงไว้ดีแล้ว เพราะทรงทราบกรรม ว่าเป็นกรรม และทรงทราบวิบากโดยความเป็นวิบากแห่ง ธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุเทสิโต แปลว่า ทรงแสดงดีแล้ว อธิบายว่า ทรงแสดงโดยการประกาศตามเป็นจริงถึงประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ในสัมปรายภพ และประโยชน์อย่างยิ่ง อันสมควรแก่อัธยาศัย แห่งเวไนยสัตว์. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า สุเทสิโต ได้แก่ ทรงแสดงไว้โดยชอบ อธิบายว่า ทรงภาษิต คือตรัสไว้ดีแล้ว โดยการประกาศทุกขสัจและ นิโรธสัจ และเหตุของสัจจะทั้งสองนั้น โดยไม่ผิดแผกกัน. บทว่า จกฺขุมตา ได้แก่ทรงมีพระจักษุด้วยจักษุ ๕ ประการนี้ คือ มังสจักษุ ทิพยจักษุ ปัญญาจักษุ พุทธจักษุ และสมันตจักษุ. บทว่า พุทฺเธน ได้แก่ พระสัพพัญญูพุทธเจ้า.
หน้า 197 ข้อ 354
บทว่า อาทิจฺจพนฺธุนา ได้แก่ ผู้เป็นอาทิตยโคตร. จริงอยู่ วงศ์- กษัตริย์ในโลกมี ๒ วงศ์ คือ อาทิตย์วงศ์ ๑. โสมวงศ์ ๑. ใน ๒ วงศ์นั้น พึงทราบว่า วงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช เป็นอาทิตยวงศ์ เจ้าศากยะ ทั้งหลายชื่อว่าอาทิตยโคตร เพราะมีสัญชาติมาจากวงศ์ของพระเจ้าโอก- กากราชนั้น เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า อันชาวโลกเรียกกันว่า อาทิจจพันธุ เผ่าพันธุ์พระอาทิตย์. อีกอย่างหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าชื่อว่า อาทิจจพันธุ เพราะเป็น เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ดังนี้ก็มี, เนื้อความนี้นั้น ได้กล่าวไว้แล้วในหน หลังนั่นแล. ธรรมชื่อว่าเป็นไปล่วงสังโยชน์ทั้งปวง เพราะก้าวล่วงสังโยชน์ ทั้งมวล มีกามราคะสังโยชน์เป็นต้น ชื่อว่าทำวัฏฏะทั้งปวงให้พินาศ เพราะ ทำให้พินาศ คือกำจัดกิเลส วัฏกรรม วัฏและวิปากวัฏนั้นนั่นแหละ ชื่อว่า นำออกจากทุกข์ เพราะนำออกไปจากการระหกระเหินไปในสังสาร ชื่อว่า เป็นเครื่องข้ามพ้น เพราะอรรถว่า ข้ามพ้นจากโอฆะใหญ่คือสงสาร ชื่อว่า ทำรากเหง้าของตัณหาให้เหี่ยวแห้ง เพราะทำรากเหง้าแห่งตัณหาทั้งปวง มีกามตัณหาเป็นต้น อันได้แก่อวิชชาและอโยนิโสมนสิการ ให้เหี่ยวแห้ง คือให้เหือดแห้ง. ตัด คือตัดอย่างเด็ดขาดซึ่งกรรมหรือกิเลส อันชื่อว่า เป็นเครื่องต่อภพต่อชาติ เพราะเป็นสถานที่อุบัติขึ้นแห่งความพินาศของ เหล่าสัตว์ ชื่อว่ามีรากเหง้าเป็นพิษ เพราะเป็นเหตุแห่งทุกข์อันเป็นพิษ โดยกำจัดการรู้แจ้งเวทนาแม้ทั้ง ๓ ให้ถึงความดับ คือพระนิพพาน. รากเหง้าของอวิชชา ได้แก่ อโยนิโสมนสิการและอาสวะทั้งหลาย.
หน้า 198 ข้อ 354
จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า เพราะอาสวะเกิด อวิชชาจึงเกิด ดังนี้ เพื่อทำลาย คือเพื่อต้องการทำลายรากเหง้าของอวิชชานั้น ด้วยญาณอันเปรียบเพชร. อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อ ทำลายภวจักรอันชื่อว่า มีอวิชชาเป็นรากเหง้า เพราะมีอวิชชาเป็นมูลราก โดยพระดำรัสว่า สังขารทั้งหลายเกิดมี เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย เป็นต้นนั้น ด้วยเพชรคือมรรคญาณ. บทว่า กมฺมยนฺตวิฆาฏโน ได้แก่ เป็นเครื่องกำจัดยนต์คืออัตภาพ ซึ่งสืบต่อด้วยกรรม. ในบทว่า วิญฺาณานํ ปริคฺคเห นี้ พึงเชื่อมคำที่เหลือว่า เมื่อการ ยึดถือวิญญาณปรากฏขึ้นตามกรรมของตนในกามภพเป็นต้น. จริงอยู่ เมื่อ ถือปฏิสนธิในภพนั้นๆ แม้วิญญาณที่อาศัยภพนั้นๆ ก็ย่อมเป็นอันถือเอา เหมือนกัน. บทว่า าณวชิรนิปาตโน ได้แก่ ทำเพชรคือญาณให้ตกลง (ให้ สำเร็จ) คือทำเพชรคือญาณให้สำเร็จแล้วทำลายวิญญาณเหล่านั้น. จริงอยู่ โลกุตรธรรมเมื่อเกิดขึ้น ย่อมเกิดขึ้นทำลายวิญญาณอันควรแก่การเกิด ในภพที่ ๗. เป็นต้นเท่านั้น. บทว่า เวทนานํ วิญฺาปโน ความว่า ประกาศเวทนา ๓ มีสุข- เวทนาเป็นต้น ตามความเป็นจริง ด้วยอำนาจเป็นทุกข์ เป็นดังลูกศร และความไม่เที่ยง ตามลำดับ. บทว่า อุปาทานปฺปโมจโน ความว่า ปลดเปลื้องจิตสันดานจาก อุปาทานทั้ง ๔ มีกามุปาทานเป็นต้น.
หน้า 199 ข้อ 354
บทว่า ภวํ องฺคารกาสุํว าเณน อนุปสฺสโน ความว่า แสดงภพ ทั้ง ๙ อย่าง มีกามภพเป็นต้น โดยประจักษ์เนืองๆด้วยมรรคญาณ ให้ เป็นดุจหลุมถ่านเพลิงลึกชั่วบุรุษ โดยถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว. ชื่อว่า มีรสมาก เพราะอรรถว่า กระทำความไม่เบื่อโดยความเป็น ธรรมละเอียดและประณีต อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า มีรสคือกิจมาก เพราะ เป็นธรรมมีกิจมากด้วยปริญญากิจเป็นต้น และเพราะเป็นธรรมมีสมบัติ มากด้วยสามัญผลเป็นต้น ชื่อว่าเป็นธรรมลึกซึ้งมาก เพราะเป็นธรรมที่ หยั่งได้ยากด้วยสัมภาระที่ไม่ได้ก่อสร้างไว้ และเพราะเป็นที่พึ่งอันไม่ควร จะได้ เป็นธรรมห้ามความแก่และความตาย คือเป็นธรรมปฏิเสธชราและ มัจจุ โดยห้ามเกิดเฉพาะในภพต่อไป. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม อันประกอบด้วยคุณวิเศษตามที่กล่าวแล้วโดยสรุป จึงกล่าวว่า ประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันประเสริฐ เพื่อจะประกาศซ้ำถึงคุณอันนิดหน่อยของธรรม นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เป็นทางสงบทุกข์ ปลอดโปร่ง. คำนั้นมีเนื้อความว่า ชื่อว่า ประเสริฐ เพราะอรรถว่าบริสุทธิ์ ชื่อว่า ประกอบด้วยองค์ ๘ เพราะเป็นที่ประชุมธรรม ๘ ประการมีสัมมา- ทิฏฐิเป็นต้น. ชื่อว่า มรรค เพราะอรรถว่าแสวงหาพระนิพพาน ชื่อว่า เป็นทางสงบทุกข์ เพราะอรรถว่าสงบระงับวัฏทุกข์ทั้งสิ้น ชื่อว่า ปลอด โปร่ง เพราะปลอดภัย. เพราะรู้กรรมว่าเป็นกรรม และรู้วิบากโดยความ เป็นวิบากแห่งธรรมที่อาศัยกันเกิดขึ้น โดยไม่คลาดเคลื่อน เหมือนใน ลัทธิภายนอกจากพระศาสนานี้ ปรากฏว่ากรรมและวิบากของกรรมปรากฏ ว่าคลาดเคลื่อน เพราะผู้ที่ไม่ใช่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประกาศ คือเพราะ เหตุที่รู้ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น จึงเป็นเครื่องเห็นแสงสว่างตามที่
หน้า 200 ข้อ 354
เป็นจริง คือเป็นเครื่องเห็นแสงสว่าง คือโลกุตรญาณอันทำความรู้เห็นนั้น เพราะกำจัดการยึดถือด้วยสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิเสียได้. ชื่อว่าถึงความ ปลอดโปร่งเป็นอันมาก เพราะถึงและยังสัตว์ทั้งหลายให้ถึงพระนิพพาน อันชื่อว่าปลอดโปร่งมาก เพราะใคร ๆ ไม่ประทุษร้ายใครๆ ทั้งในกาล ไหนๆ. มีวาจาประกอบความว่า ธรรมชื่อว่า สงบระงับ เพราะสงบระงับ ความกระวนกระวาย และความเร่าร้อนอันเกิดจากกิเลสทั้งปวง ชื่อว่า เจริญในที่สุด เพราะให้ถึงเจโตวิมุตติอันไม่กำเริบ และอนุปาทิเสส- นิพพานธาตุ อันพระพุทธเจ้าผู้มีจักษุทรงแสดงไว้แล้ว. พระเถระเมื่อได้สรรเสริญอริยธรรมโดยนัยต่างๆด้วยประการอย่างนี้ จึงได้ประกาศความที่ตนได้บรรลุธรรมนั้น โดยอ้างถึงพระอรหัตผล. จบอรรถกถามิคชาลเถรคาถาที่ ๘
หน้า 201 ข้อ 355
๙. เชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถา๑ ว่าด้วยคาถาของพระเชนตปุโรหิตปุตตเถระ [๓๕๕] เราเป็นผู้เมาด้วยความเมาเพราะชาติสกุล ด้วยโภคะ และอิสริยยศ ด้วยทรวดทรง ผิวพรรณและรูปร่าง และ เป็นผู้เมาแล้วด้วยความเมาอย่างอื่น เราจึงไม่สำคัญ ใคร ๆ ว่าเสมอตน และยิ่งกว่าตน เราเป็นผู้มีกุศลอัน อติมานะกำจัดแล้ว เป็นคนโง่เขลา มีใจกระด้าง ถือตัว มีมานะจัด ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่กราบไหว้ใคร แม้เป็นมารดา หรือบิดา แม้พี่ชายหรือพี่สาว และแม้สมณพราหมณ์ เหล่าอื่นที่โลกสมมติว่าเป็นครูบาอาจารย์ เราเห็นพระ- พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก ผู้เลิศประเสริฐสุดกว่าสารถี ทั้งหลาย ผู้รุ่งเรื่องดุจพระอาทิตย์ อันหมู่ภิกษุสงฆ์ห้อม ล้อมแล้ว จึงละทิ้งมานะและความมัวเมา มีใจผ่องใส ถวายบังคมพระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเศียร- เกล้า การถือตัวว่าดีกว่าเขา ว่าเลวกว่าเขา และว่าเสมอ เขา เราละแล้ว ถอนขึ้นแล้วด้วยดี การถือตัวว่าเป็นเรา เป็นเขา เราตัดขาดแล้ว การถือตัวต่าง ๆ ทั้งหมด เรา กำจัดแล้ว. จบเชนตปุโรหิตปุตตเถรคาถา ๑. อรรถกถาเป็นปุโรหิตปุตตเชนตเถรคาถา.
หน้า 202 ข้อ 355
อรรถกถาปุโรหิตปุตตเชนตเถรคาถาที่ ๙ คาถาของท่านพระเชนตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ชาติมเทน มตฺโตหํ ดังนี้. มีเรื่องเกิดขึ้นอย่างไร . แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด เป็นบุตรของปุโรหิตของพระเจ้าโกศล ในนครสาวัตถี. ท่านมีนามว่า เชนตะ. พอท่านเจริญวัยก็มัวเมาด้วยความเมาเพราะชาติและเมาในโภคะ ความเป็นใหญ่ และรูป ดูหมิ่นคนอื่น ไม่ทำความยำเกรงแม้แก่ท่านผู้ตั้ง อยู่ในฐานะที่ควรเคารพ มีมานะจัดเที่ยวไป. วันหนึ่ง นายเชนตะนั้นได้ เห็นพระศาสดา อันบริษัทหมู่ใหญ่ห้อมล้อมกำลังแสดงธรรมอยู่ เมื่อจะ เข้าไปเฝ้า จึงทำความคิดให้เกิดขึ้นว่า ถ้าพระสมณโคดมนี้จักตรัสทักเรา ก่อน แม้เราก็จักทักทายด้วย ถ้าไม่ตรัสทักเราก็จักไม่ทัก ดังนี้แล้วจึงเข้า ไปเฝ้ายืนอยู่ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ตรัสทักก่อน แม้ตนเองก็ไม่ทักทาย เพราะถือตัว แสดงอาการจะเดินไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะเขา ด้วยพระคาถาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ใครในโลกนี้มีมานะ ไม่ดีเลย ผู้ใด มาด้วยประโยชน์ใด ผู้นั้นพึงเพิ่มพูนประโยชน์นั้น. เขาคิดว่า พระสมณโคดมรู้จิตใจของเรา มีความเลื่อมใสยิ่ง จึงซบ ศีรษะลงที่พระบาททั้งสองของพระผู้มีพระภาคเจ้า การทำอาการเคารพ ยำเกรงอย่างยิ่ง แล้วทูลถามว่า พราหมณ์ไม่ควรทำมานะในใคร ควรมีความเคารพ ในใคร พึงยำเกรงใคร บูชาใครด้วยดีแล้ว จึงเป็นการดี.
หน้า 203 ข้อ 355
พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงตอบปัญหาของเขา จึงทรงแสดง ธรรมว่า ไม่ควรทำมานะในมารดา บิดา พี่ชาย และในอาจารย์ เป็นที่ ๔ พึงมีความเคารพในบุคคลเหล่านั้น พึงยำเกรง บุคคลเหล่านั้น บูชาบุคคลเหล่านั้น ด้วยดีแล้วจึงเป็น การดี บุคคลพึงทำลายมานะเสีย ไม่ควรมีความกระด้าง ในพระอรหันต์ผู้เย็นสนิท ผู้ทำกิจเสร็จแล้ว หาอาสวะ มิได้ พึงนอบน้อมท่านเหล่านั้นผู้ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า. เขาได้เป็นพระโสดาบันด้วยเทศนานั้น บวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนา จึงได้บรรลุพระอรหัต เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผลโดยมุ่งระบุข้อปฏิบัติ ของตน จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ ความว่า เราเป็นผู้เมาด้วยความเมาเพราะชาติสกุล ด้วยโภคะ และอิสริยยศ ด้วยทรวดทรง ผิวพรรณและรูปร่าง และ เป็นผู้เมาด้วยความเมาอย่างอื่น เราจึงไม่สำคัญใคร ๆ ว่าเสมอตนและยิ่งกว่าตน เราเป็นผู้มีกุศลอันอตินานะ กำจัดแล้ว เป็นคนโง่เขลา มีใจกระด้าง ถือตัว มีมานะ จัด ไม่เอื้อเฟื้อ ไม่กราบไหว้ใคร แม้เป็นมารดาหรือ บิดา แม้พี่ชายหรือพี่สาว และแม้สมณพราหมณ์เหล่าอื่น ที่โลกสมมติว่าเป็นครูบาอาจารย์ เราเห็นพระพุทธเจ้าผู้ เป็นนายกของโลก ผู้เลิศประเสริฐสูงสุดกว่าสารถีทั้งหลาย ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๕.
หน้า 204 ข้อ 355
ผู้รุ่งเรืองดุจพระอาทิตย์ อันหมู่ภิกษุสงฆ์ห้อมล้อมแล้ว จึงละทิ้งมานะและความมัวเมา มีใจผ่องใส ถวายบังคม พระองค์ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย ด้วยเศียรเกล้า การ ถือตัวว่าดีกว่าเขา ว่าเลวกว่าเขา และว่าเสมอเขา เราละ แล้ว ถอนขึ้นแล้วด้วยดี การถือตัวว่าเป็นเราเป็นเขา เรา ตัดขาดแล้ว การถือตัวต่าง ๆ ทั้งหมด เรากำจัดได้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติทเมน มตฺโตหํ มีวาจาประกอบ ความว่า เราบังเกิดในตระกูลพราหมณ์ผู้มีชื่อเสียง จึงเมาด้วยความถือ ตระกูลว่า ไม่มีตนอื่นผู้เกิดดีแล้วจากบิดามารดาทั้งสองฝ่ายเช่นกับเรา จึง ได้ถือตัวจัดเที่ยวไป. บทว่า โภคอิสฺสริเยน จ ประกอบความว่า เราได้เป็นผู้เมาด้วย ทรัพย์สมบัติ และด้วยความเป็นใหญ่ คือด้วยความเมาอันเกิดขึ้น เพราะ อาศัยโภคสมบัติ และอิสริยสมบัติอันเป็นตัวเหตุเที่ยวไป. บทว่า สณฺานวณฺณรูเปน ความว่า ทรวดทรง ได้แก่ ความ สมบูรณ์ด้วยส่วนสูงและส่วนใหญ่. วรรณะ ได้แก่ ความสมบูรณ์ด้วยผิว พรรณ มีผิวขาวและผิวคล้ำเป็นต้น, รูป ได้แก่ ความงามแห่งอวัยวะน้อย ใหญ่. แม้ในบทว่า สณฺานวณฺณรูเปน นี้ ก็พึงทราบวาจาประกอบ ความโดยนัยดังกล่าวแล้ว. บทว่า มทมตฺโต ได้แก่ ผู้เมาด้วยความเมาแม้อื่นจากประการที่ กล่าวแล้ว. บทว่า นาตฺตโน สมกํ กญฺจิ ความว่า เราจึงไม่สำคัญ คือไม่รับรู้ ใครๆว่าเสมอ คือเช่นกับตน ได้แก่เสมอด้วยชาติเป็นต้น หรือว่ายิ่ง
หน้า 205 ข้อ 355
กว่าตน อธิบายว่า แม้คนผู้เสมอกับตนเราก็ยังไม่สำคัญ (ว่าจะมี) คนที่ ยิ่งกว่านั้น เราจะสำคัญ (ว่าจะมี) มาแต่ไหน. บทว่า อติมานหโต พาโล ความว่า เราเป็นคนพาล เพราะความ เป็นคนพาลนั้น จึงเป็นผู้ถูกอติมานะกำจัดการบำเพ็ญกุศลเสีย เพราะเหตุ นั้นนั่นแหละ เราจึงมีใจกระด้าง ถือตัว คือเป็นผู้กระด้างจัด ได้แก่ เกิดเป็นผู้กระด้าง โดยไม่ถ่อมตน เป็นคนถือตัวโดยไม่ทำการนอบน้อม แม้แก่ครูทั้งหลายด้วยความหัวดื้อ. เพื่อจะทำเนื้อความที่กล่าวแล้วนั่นแลให้ปรากฏชัดขึ้น จึงกล่าวคำว่า มาตรํ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺเ ได้แก่ พี่ชายเป็นต้น และ สมณพราหมณ์. บทว่า ครุสมฺมเต ได้แก่ ที่สมมติกันว่า ครู คือผู้ตั้งอยู่ในฐานะ ครู. บทว่า อนาทโร แปลว่า เว้นจากความเอื้อเฟื้อ. บทว่า ทิสฺวา วินายกํ อคฺคํ มีวาจาประกอบความว่า เราเป็นผู้มี มานะจัดอย่างนี้เที่ยวไป ได้เห็นพระศาสดาผู้ชื่อว่า ผู้แนะนำโดยวิเศษ เพราะแนะนำเหล่าเวไนยสัตว์ด้วยทิฏฐธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกัตถ- ประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ และเพราะภาวะเป็นผู้นำโดยความเป็น พระสยัมภู ชื่อว่าผู้เลิศเพราะความเป็นผู้ประเสริฐสุดในโลก พร้อมทั้ง เทวโลกด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ชื่อว่าผู้สูงสุดคือสูงสุดยิ่งแห่งสารถี เพราะ ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้โดยเด็ดขาด ผู้รุ่งเรืองคือสว่างไสวด้วยแสงสว่างด้วย พระรัศมีด้านละวาเป็นต้น ดุจพระอาทิตย์ ผู้สูงสุดกว่าสรรพสัตว์ อันหมู่
หน้า 206 ข้อ 355
ภิกษุแวดล้อมกำลังแสดงธรรมอยู่ ถูกพุทธานุภาพคุกคาม จึงละคือทิ้ง มานะที่เกิดขึ้นว่า เราเท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ คนอื่นเลว และความเมา มีเมาในโภคะเป็นต้น มีใจเลื่อมใส จึงอภิวาทด้วยเศียรเกล้า. ถามว่า ก็นายเชนตะนี้เป็นผู้มีมานะจัด อย่างไรจึงละมานะด้วยเหตุสักว่าได้เห็นพระ- ศาสดา ? ตอบว่า ข้อนั้นไม่พึงเห็นอย่างนั้น. เขาไม่ได้ละมานะด้วยสักว่า เห็นพระศาสดา แต่ละมานะได้ด้วยเทศนา มีอาทิว่า ดูก่อนพราหมณ์ มานะไม่ดีเลย ดังนี้ ซึ่งท่านหมายกล่าวว่า เราละมานะและความมัวเมา มีใจเลื่อมใส จึงอภิวาทด้วยเศียรเกล้า. ก็ในบทว่า วิปฺปสนฺเนน เจตสา นี้ พึงเห็นว่าใช้ตติยาวิภัตติใน อรรถว่า อิตถัมภูตะ แปลว่า มี. บางอาจารย์กล่าวว่า มานะที่เกิดขึ้นว่า เราเท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐ สุด ดังนี้ เป็นอติมานะ สำคัญตัวว่ายิ่งกว่าเขา มานะของคนผู้ตั้งคนอื่น ไว้โดยความเป็นคนเลวว่า ส่วนคนอื่นเป็นคนเลว ดังนี้เป็นโอมานะ สำคัญตัวว่าเลวกว่าเขา. อนึ่ง มานะว่าดีกว่าเขา ที่เกิดแก่บุคคลผู้ล่วงเลย คนอื่น แล้วตั้งตนว่าประเสริฐกว่าเขา เราเป็นผู้ประเสริฐกว่า ดังนี้ เป็น อติมานะ. มานะว่าเลวกว่าเขาที่เกิดขึ้นว่า เราเป็นคนเลวกว่าเขา ดังนี้ เป็นโอมานะ. บทว่า ปหีนา สุสมูหตา ความว่า เป็นผู้ละด้วยมรรคเบื้องต่ำ ถอน ขึ้นได้เด็ดขาดด้วยอรหัตมรรค. บทว่า อสฺมิมาโน ได้แก่ มานะที่เกิดด้วยอำนาจการยึดถือว่า "เรา" ในขันธ์ว่า "เราเป็นนั่น. "
หน้า 207 ข้อ 355
บทว่า สพฺเพ ความว่า มิใช่อติมานะ โอมานะ และอัสมิมานะ อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ประเภทของมานะ คือส่วนแห่งมานะทั้งหมด มีประเภทมานะ ๙ มีมานะว่าประเสริฐกว่าเขา แห่งคนผู้ประเสริฐกว่าเขา และมานะหลายประเภท โดยประเภทอื่น ๆ เรากำจัดแล้ว คือถอนได้ เด็ดขาดแล้วด้วยอรหัตมรรค. จบอรรถกถาปุโรหิตปุตตเชนตเถรคาถาที่ ๙
หน้า 208 ข้อ 356
๑๐. สุมนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุมนเถระ [๓๕๖] เมื่อครั้งเราบวชใหม่ มีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้ ชนะพระยานาคผู้มีมหิทธิฤทธิ์ด้วยฤทธิ์ ได้ตักน้ำจาก สระใหญ่ ชื่อว่าอโนดาต มาถวายพระอุปัชฌาย์ ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราแล้วตรัสว่า ดูก่อน สารีบุตร เธอจงดูกุมารผู้ถือหม้อน้ำมานี้ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ในภายใน สามเณรนี้มีวัตรอันน่าเลื่อมใส มีอิริยาบถ งดงาม เป็นศิษย์ของพระอนุรุทธะ แกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ เป็นผู้อันพระอนุรุทธะ ผู้เป็นบุรุษอาชาไนยฝึกให้รู้ได้ รวดเร็ว ผู้อันพระอนุรุทธะผู้เป็นคนดี ฝึกให้ดีแล้ว เป็น ผู้อันพระอนุรุทธะผู้ทำกิจเสร็จแล้ว แนะนำแล้ว ให้ศึกษา แล้ว สุมนสามเณรนั้น ได้บรรลุสันติธรรมอันยอดเยี่ยม ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันไม่กำเริบ ปรารถนาอยู่ว่า ใคร ๆ อย่าพึงรู้จักเรา. จบสุมนเถรคาถา อรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๑๐ คาถาของท่านพระสุมนเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยทา นโว ปพฺพชิโต. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 209 ข้อ 356
พระนามว่าสิขี บังเกิดในตระกูลของนายมาลาการ รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิขี มีใจเลื่อมใสได้บูชาด้วยดอกมะลิ. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในเรือนของอุบาสกคนหนึ่ง และ อุบาสกผู้นั้นได้เป็นอุปัฏฐากของท่านพระอนุรุทธเถระ ก็ในกาลก่อนแต่ นั้น พวกเด็กของเขาพอเกิดก็ตายไป ด้วยเหตุนั้น เขาจึงเกิดความคิด ขึ้นว่า บัดนี้ ถ้าเราจักได้บุตรชายคนเดียว จักให้บวชในสำนักของ พระผู้เป็นเจ้าอนุรุทธเถระ. ก็เด็กในครรภ์นั้น พอล่วงไปได้ ๑๐ เดือนก็เกิด เป็นเด็กไม่ป่วยไข้ เจริญเติบโตมาโดยลำดับ มีอายุได้ ๗ ขวบ บิดาให้เขาบวชในสำนักของ พระเถระ ครั้นบวชแล้วแต่นั้น เพราะเป็นผู้มีญาณแก่กล้าท่านจึงบำเพ็ญ วิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักเป็นผู้มีอภิญญา ๖ เมื่อจะบำรุงพระเถระ คิดว่าจักตักน้ำดื่ม จึงได้ถือหม้อน้ำไปยังสระอโนดาตด้วยฤทธิ์. ลำดับนั้น นาคราชตัวหนึ่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ เมื่อจะปิดสระอโนดาต จึงเอาขนดวง ๗ รอบ แผ่พังพานใหญ่ไว้เบื้องบน ไม่ให้โอกาสท่าน สุมนะตักน้ำ. ท่านสุมนะแปลงรูปเป็นครุฑ ชนะนาคราชนั้น แล้วจึง ตักน้ำเหาะมุ่งไปยังที่อยู่ของพระเถระ. พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในพระเชตวัน ทรงเห็นพระสุมนะนั้นไป โดยประการอย่างนั้น จึงตรัสเรียกพระธรรมเสนาบดีมาแล้ว ได้ตรัสคุณ ของเธอด้วยคาถา ๖ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า สารีบุตร เธอจงดูกุมารผู้นี้ ลำดับนั้น พระสุมนเถระได้กล่าวคาถา๑ ๖ คาถา ด้วยการพยากรณ์พระ-อรหัตผลว่า ขุ. เถร ๒๖/ ข้อ ๓๕๖.
หน้า 210 ข้อ 356
เมื่อครั้งเราบวชใหม่ มีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้ชนะ พระยานาคผู้มีมหิทธิฤทธิ์ด้วยฤทธิ์ ได้ตักน้ำจากสระใหญ่ ชื่อว่าอโนดาต มาถวายพระอุปัชฌาย์. ลำดับนั้น พระศาสดาได้ทอดพระเนตรเห็นเราแล้วตรัสว่า ดูก่อน สารีบุตร เธอจงดูกุมารผู้ถือหม้อน้ำมานี้ มีจิตตั้งมั่นดีแล้ว ในภายใน. สามเณรนี้มีวัตรน่าเลื่อมใส มีอิริยาบถงดงาม เป็นศิษย์ของพระอนุรุทธะ แกล้วกล้าด้วยฤทธิ์ เป็นผู้อัน พระอนุรุทธะผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ฝึกให้รู้ได้รวดเร็ว ผู้อันพระอนุรุทธะผู้เป็นคนดี ฝึกให้ดีแล้ว เป็นผู้อัน พระอนุรุทธะผู้ทำกิจเสร็จแล้ว แนะนำแล้ว ให้ศึกษาแล้ว สุมนสามเณรนั้นได้บรรลุสันติธรรมอันยอดเยี่ยม ทำให้ แจ้งธรรมอันไม่กำเริบแล้ว ปรารถนาอยู่ว่า ใคร ๆ อย่า พึงรู้จักเรา. บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถา ๒ คาถาข้างต้น พระสุมนเถระนั่นแล กล่าวไว้ อีก ๔ คาถา พระศาสดาเมื่อทรงเห็นดังนั้นจึงตรัสไว้. พระสุมนเถระ รวมคาถาทั้งหมดนั้นเข้าไว้แห่งเดียวกัน แล้วได้กล่าวเนื่องด้วยการพยากรณ์ พระอรหัตผลในชั้นหลัง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปนฺนคินฺทํ แปลว่า พระยานาค. บทว่า ตโต ได้แก่ ในกาลนั้น อธิบายว่า ในคราวที่เรายังบวช ใหม่ มีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้ชนะพระยานาคผู้มีฤทธิ์มาก ด้วย พลังแห่งฤทธิ์ นำน้ำจากอโนดาตมาถวายพระอุปัชฌาย์. พระเถระ เมื่อจะแสดงพระดำรัสที่พระศาสดาของเราตรัสเจาะจงเรา จงกล่าวคำอาทิว่า ดูก่อนสารีบุตร เธอจงดูกุมารนี้ ดังนี้.
หน้า 211 ข้อ 356
บทว่า อชฺฌตฺตํ สุสมาหิตํ ความว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นดีแล้วด้วยสมาธิ อันสัมปยุตด้วยพระอรหัตผลอันเป็นอารมณ์ภายใน. บทว่า ปาสาทิเกน วตฺเตน ได้แก่ ด้วยอาจารวัตรอันนำความ เลื่อมใสมาให้แก่ผู้เห็นอยู่. คำว่า ปาสาทิเกน วตฺเตน นี้ เป็นตติยา- วิภัติใช้ในอรรถแห่งกรณะ แปลว่า ด้วย. บทว่า กลฺยาณอิริยาปโถ แปลว่า ผู้มีอิริยาบถเรียบร้อย. อีก อย่างหนึ่ง บทว่า ปาสาทิเกน วตฺเตน นี้ เป็นตติยาวิภัติใช้ในลักษณะ อิตถัมภูตะ แปลว่า มี. ความเป็นสมณะ ชื่อว่าสามัณยะ อธิบายว่า สามัญญะ. ชื่อว่าสามเณร ได้แก่ สมณุทเทส เพราะไปคือเป็นไปเพื่อสามัญญะ ความเป็นสมณะนั้น. บทว่า อิทฺธิยา จ วิสารโท ได้แก่ เป็นผู้ฉลาด คือฉลาดดี แม้ในฤทธิ์. บทว่า อาชานีเยน ได้แก่ บุรุษอาชาไนย. อธิบายว่า ผู้อัน พระอนุรุทธะผู้กระทำกิจเสร็จแล้ว ผู้ชื่อว่าคนดี เพราะทำประโยชน์ตน และประโยชน์คนอื่นให้สำเร็จ กระทำคือฝึกให้เป็นคนดี คือให้สำเร็จ ประโยชน์ทั้งสอง อีกอย่างหนึ่ง ทำคือฝึกให้เป็นผู้รู้รวดเร็วด้วยดี แนะนำ แล้วด้วยวิชชาอันเลิศ ให้ศึกษาแล้วด้วยการให้บรรลุความเป็นพระอเสกขะ. สุมนสามเณรนั้น ได้รับความสงบอย่างยิ่ง คือพระนิพพาน บรรลุ แล้วด้วยการบรรลุพระอรหัตมรรค กระทำให้แจ้ง คือทำให้ประจักษ์แก่ตน ซึ่งความเป็นธรรมอันไม่กำเริบ ได้แก่พระอรหัตผล เพราะเป็นผู้ถึงความ
หน้า 212 ข้อ 356
มักน้อยอย่างยิ่งยวดจึงปรารถนา คือหวังอยู่ว่า อย่าพึงรู้เรา คือแม้ใคร ๆ ก็อย่าพึงรู้จักเราว่า ผู้นี้มีอาสวะสิ้นแล้ว หรือว่า มีอภิญญา ๖ ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสุมนเถรคาถาที่ ๑๐
หน้า 213 ข้อ 357
๑๑. นหาตกมุนีเถรคาถา ว่าด้วยของพระนหาตกมุนีเถระ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามว่า [๓๕๗] ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่อันปราศจากโคจร เป็นป่าเศร้าหมอง ถูกโรคลมครอบงำ จักทำอย่างไร. พระนหาตกมุนีกราบทูลว่า ข้าพระองค์จักยังปีติและความสุขอันไพบูลย์ให้แผ่ไป สู่ร่างกาย ครอบงำปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ และ จักเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ถึงพร้อมด้วย อรูปฌาน จักเป็นผู้หมดอาสวะอยู่ ข้าพระองค์จักพิจารณา เนือง ๆ ซึ่งจิตอันบริสุทธิ์ หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ไม่ขุ่นมัว เป็นผู้หมดอาสวะอยู่ อาสนะทั้งปวงของข้าพระองค์ ซึ่งมี อยู่ทั้งภายในและภายนอก ถูกถอนขึ้นหมดแล้ว ไม่เกิด ขึ้นอีกต่อไป เบญจขันธ์ ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว มีราก อันขาดแล้วตั้งอยู่ ธรรมอันเป็นที่สิ้นทุกข์ ข้าพระองค์ได้ บรรลุแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี พระเจ้าข้า. จบนหาตกมุนีเถรคาถา อรรถกถานหาตกมุนีเถรคาถาที่ ๑๑ คาถาของท่านพระนหาตกมุนีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า วาตโรคาภินีโต ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 214 ข้อ 357
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูล พราหมณ์ในนครราชคฤห์ เติบใหญ่ขึ้นได้ถึงความสำเร็จในที่ตั้งแห่งวิชชา เป็นต้น เขารู้กันทั่วว่า นหาตกะ เพราะประกอบด้วยลักษณะของผู้อาบ แล้ว (คือหมดกิเลส). ท่านนหาตกะนั้น บวชเป็นดาบสยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยลูกเดือย ในราวป่าในที่ประมาณ ๓ โยชน์จากนครราชคฤห์ บำเรอไฟอยู่. พระ- ศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่านอันโพลงอยู่ในภายในหทัย เหมือนประทีปลุกโพลงอยู่ในหม้อ จงได้เสด็จไปยังอาศรมบทของท่าน. ท่านได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ร่าเริงดีใจ จึงน้อมนำอาหาร เข้าไปถวายโดยทำนองที่สำเร็จแก่ตน. พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยอาหาร นั้น ถวายในวันที่ ๒ ที่ ๓ ก็อย่างนั้น ในวันที่ ๔ จึงกราบทูลว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง ไฉนจึงยังอัตภาพ ให้เป็นไปด้วยอาหารนี้ได้. พระศาสดาเมื่อจะทรงประกาศคุณแห่งอริย- สันโดษแก่ท่าน จึงทรงแสดงธรรม. ดาบสได้ฟังธรรมนั้นแล้ว เป็นพระโสดาบัน บวชแล้วบรรลุพระ- อรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทำดาบสนั้นให้ดำรงอยู่ในพระอรหัต แล้วก็เสด็จไป. ฝ่ายดาบสนั้นอยู่ในที่นั้นแหละ ต่อมาถูกโรคลมเบียดเบียน. พระศาสดาได้เสด็จไปในที่นั้น เมื่อจะตรัสถามธรรมเครื่องอยู่ของท่าน โดยทางปฏิสันถาร จึงตรัสพระคาถาว่า ดูก่อนภิกษุ เมื่อเธออยู่ในป่าใหญ่ อันปราศจากโคจร เป็นป่าเศร้าหมอง ถูกโรคลมครอบงำจักทำอย่างไร.
หน้า 215 ข้อ 357
ลำดับนั้น พระเถระจึงประกาศธรรมเครื่องอยู่ของตนแด่พระศาสดา ด้วยคาถา๑เหล่านี้ว่า ข้าพระองค์จักยังปีติและสุขให้แผ่ไปสู่ร่างกาย ครอบ งำปัจจัยอันเศร้าหมองอยู่ในป่าใหญ่ และจักเจริญโพช- ฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ ถึงพร้อมด้วยฌานโสขุมมะ คืออรูปฌาน จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ข้าพระองค์จัก พิจารณาเนือง ๆ ถึงจิตอันบริสุทธิ์ หลุดพ้นจากกิเลสแล้ว ไม่ขุ่นมัว ไม่มีอาสวะอยู่. อาสวะทั้งปวงของข้าพระองค์ ซึ่งมีอยู่ทั้งภายในและภายนอก ถูกถอนขึ้นหมดแล้ว ไม่ เกิดขึ้นต่อไป เบญจขันธ์ข้าพระองค์กำหนดรู้แล้ว มีราก ขาดแล้วตั้งอยู่ ธรรมอันเป็นที่สิ้นทุกข์ ข้าพระองค์ได้ บรรลุแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มีพระเจ้าข้า. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ณานโสขุมฺมสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้ประกอบ ด้วยภาวะอันละเอียดอ่อนแห่งฌาน. อรูปฌาน ชื่อว่า ฌานสุขุมะ. เพราะ- ฉะนั้น ท่านจึงอธิบายไว้ว่า เราเป็นผู้ได้สมาบัติ ๘. ด้วยบทว่า ฌาน- โสขุมฺมสมฺปนฺโน นั้น ท่านพระดาบสแสดงถึงความที่ตนเป็นอุภโตภาค- วิมุตติ. ส่วนอาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ด้วยบทว่า โสขุมฺมํ นี้ ท่าน ประสงค์เอาอธิปัญญาสิกขาในอรหัตมรรคและอรหัตผล. แต่นั้น ท่าน ประกาศถึงความที่ตนเป็นอุภโตภาควิมุตติ ด้วย ฌาน ศัพท์. บทว่า วิปฺปมุตฺตํ กิเลเสหิ ความว่า ชื่อว่าหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง เพราะปฏิปัสสัทธิวิมุตติ ชื่อว่าจิตบริสุทธิ์ เพราะหลุดพ้นจากกิเลสทั้งปวง ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๗.
หน้า 216 ข้อ 357
นั้นนั่นแหละ ชื่อว่าไม่ขุ่นมัว เพราะความเป็นผู้มีความดำริอันไม่ขุ่นมัว ด้วยบททั้ง ๓ ท่านกล่าวถึงจิตอันสัมปยุตด้วยอรหัตผลนั่นเอง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล และพระเถระได้มีการ พยากรณ์พระอรหัตผลดังกล่าวมาฉะนี้แล. จบอรรถกถานหาตกเถรคาถาที่ ๑๑
หน้า 217 ข้อ 358
๑๒. พรหมทัตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระพรหมทัตเถระ [๓๕๘] ที่ไหนความโกรธจะพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่โกรธ ผู้ ฝึกตนแล้ว เลี้ยงชีพโดยชอบ ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้โดย ชอบ ผู้สงบ ผู้คงที่ บุคคลโกรธตอบบุคคลผู้โกรธ จัด ว่าเป็นคนเลวกว่าบุคคลผู้โกรธ เพราะความโกรธตอบนั้น บุคคลผู้ไม่โกรธตอบบุคคลผู้โกรธ ชื่อว่าชนะสงครามที่ ชนะได้ยาก บุคคลใดรู้ว่าบุคคลอื่นโกรธแล้ว มีสติสงบ ใจได้ บุคคลนั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตนและบุคคลอื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญบุคคลผู้รักษาคนทั้งสองฝ่าย คือตนและบุคคล อื่นว่า เป็นคนโง่เขลา ถ้าความโกรธเกิดขึ้น จงระลึกถึง พระโอวาทอันอุปมาด้วยเลื่อย ถ้าตัณหาในรสเกิดขึ้น จง ระลึกถึงพระโอวาทอันอุปมาด้วยเนื้อบุตร ถ้าจิตของท่าน แล่นไปในกามและภพทั้งหลาย จงรีบข่มเสียด้วยสติ เหมือนบุคคลห้ามสัตว์เลี้ยงโกงที่ชอบกินข้าวกล้าฉะนั้น. จบพรหมทัตตเถรคาถา อรรถกถาพรหมทัตตเถรคาถาที่ ๑๒ คาถาของท่านพระพรหมทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อกฺโกธสฺส ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 218 ข้อ 358
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นโอรส ของพระเจ้าโกศลในนครสาวัตถี ได้มีชื่อว่า พรหมทัตตะ. พรหมทัตตะ นั้นเจริญวัยแล้ว ได้เห็นพุทธานุภาพในคราวฉลองพระเชตวัน ได้มีศรัทธา บวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนากัมมัฏฐาน ไค้มีอภิญญา ๖ พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. วันหนึ่ง พราหมณ์คนหนึ่งด่าท่านผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ในพระ- นคร. พระเถระแม้จะได้ฟังการด่านั้นก็นิ่งเสีย คงเที่ยวบิณฑบาตอยู่นั่น แหละ. พราหมณ์ก็ยังด่าอยู่แล้ว ๆ เล่าๆ. พวกมนุษย์จึงได้พูดกะพราหมณ์ ผู้ที่กำลังด่าอยู่อย่างนั้นว่า พระเถระนี้ไม่กล่าวคำอะไร ๆ. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะแสดงธรรมแก่คนเหล่านั้น จึงได้กล่าว คาถา๑เหล่านี้ว่า ที่ไหนความโกรธจะพึงเกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่โกรธ ผู้ ฝึกตนแล้วเลี้ยงชีพโดยชอบ ผู้หลุดพ้นแล้วเพราะรู้ชอบ ผู้สงบ ผู้คงที่ บุคคลโกรธตอบบุคคลผู้ที่โกรธ จัดว่าเป็น คนเลวกว่าบุคคลผู้โกรธ เพราะความโกรธตอบนั้น บุคคล ผู้ไม่โกรธตอบคนที่โกรธ ชื่อว่าชนะสงความที่ชนะได้ยาก บุคคลใดรู้ว่าคนอื่นโกรธแล้ว มีสติสงบใจได้ บุคคลนั้น ชื่อว่าประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตนและ บุคคลอื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรม ย่อมสำคัญ บุคคลผู้รักษาตนทั้งสองฝ่าย คือตนและคนอื่นว่าเป็นคน โง่เขลา ถ้าความโกรธเกิดขึ้น จงระลึกถึงพระโอวาทอัน ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๘.
หน้า 219 ข้อ 358
อุปมาด้วยเลื่อย ถ้าตัณหาในรสเกิดขึ้น จงระลึกถึงพระ- โอวาทอันอุปมาด้วยเนื้อบุตร ถ้าจิตของท่านแล่นไปใน กามและภพทั้งหลาย จงรีบข่มด้วยสติ เหมือนบุคคลห้าม สัตว์เลี้ยงโกง ที่ชอบกินข้าวกล้าฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกธสฺส ได้แก่ ผู้ปราศจากความ โกรธ คือตัดความโกรธได้เด็ดขาดแล้วด้วยมรรค. บทว่า กุโต โกโธ ความว่า ความโกรธอันเป็นเหตุจะพึงเกิดขึ้น ได้จากที่ไหน อธิบายว่า ไม่มีเหตุแห่งการเกิดความโกรธนั้น. บทว่า ทนฺตสฺส ได้แก่ ผู้ฝึกตนแล้วด้วยการฝึกชั้นสูง คือด้วย การฝึกด้วยอรหัตมรรค. บทว่า สมชีวิโน ได้แก่ ผู้ละความไม่สม่ำเสมอทางกายเป็นต้น โดย ประการทั้งปวงแล้ว เลี้ยงชีพให้สม่ำเสมอด้วยความสม่ำเสมอทางกายเป็นต้น คือดำเนินไปโดยชอบด้วยสัมปชัญญะอันเป็นที่ตั้งแห่งสัตติความสามารถ. บทว่า สมฺมทญฺา วิมุตฺตสฺส ได้แก่ ผู้หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง เพราะรู้โดยชอบ คือเพราะรู้ธรรมมีอภิญเญยยธรรมเป็นต้น เพราะเหตุ นั้นนั่นแล จึงชื่อว่าผู้สงบ เพราะสงบระงับความกระวนกระวายและความ เร่าร้อน คือกิเลสทั้งปวง. พระเถระกล่าวความที่คนไม่โกรธ และเหตุแห่งความไม่โกรธนั้น ด้วยการอ้างพระอรหัตผลว่า ชื่อว่าผู้คงที่ คือผู้สิ้นอาสวะแล้ว เพราะถึง ลักษณะแห่งความคงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น ความโกรธจะเกิดขึ้นแต่ที่ไหน บัดนี้ เมื่อจะกล่าวธรรมโดยแสดงโทษและอานิสงส์ในความโกรธและ ความไม่โกรธ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ตสฺเสว ดังนี้.
หน้า 220 ข้อ 358
บรรดาเหล่านั้น บทว่า โย กุทฺธํ ปฏิกุชฺฌติ ความว่า บุคคล ผู้โกรธตอบบุคคลผู้โกรธคือผู้กริ้วโกรธเหนือตนนั้นนั่นแหละ เลวกว่า คือ ไม่ดีไม่งามกว่า โดยวิญญูชนติเตียนเป็นต้นในโลกนี้ และโดยทุกข์ใน นรกเป็นต้นในโลกหน้า เพราะเหตุมีการโกรธตอบ การด่าตอบ และ การประหารตอบเป็นต้นนั้น. ไม่มีคำที่จะควรกล่าวได้เลยว่า ก็บุคคลผู้ไม่ โกรธย่อมมีบาปเพราะความโกรธ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวความว่า บุคคลใดย่อมโกรธเพราะปรารภถึงบุคคลผู้โกรธตอบบุคคลผู้ไม่โกรธ. ว่า กุทฺธํ อปฺปฏิกุชฌนฺโต ความว่า ส่วนบุคคลใดรู้ว่า ผู้นี้ โกรธถูกความโกรธครอบงำ แล้วไม่โกรธตอบบุคคลที่โกรธ อดทนได้ บุคคลนั้นชื่อว่าชนะสงครามกิเลสที่ชนะได้ยาก. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ก็บุคคลนั้นชนะสงครามกิเลสอย่างเดียวเท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ยังได้ทำ ประโยชน์เกื้อกูลแก่ทั้งสองฝ่ายด้วย จึงกล่าวว่า ประพฤติประโยชน์แก่ คนทั้งสองฝ่าย ฯลฯ สงบระงับได้ ดังนี้. บุคคลใดรู้บุคคลอื่นผู้โกรธ แล้วว่า เขาถูกความโกรธครอบงำ จึงเมตตาบุคคลนั้นหรือวางอุเบกขาอยู่ เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ สงบระงับไว้ คืออดทนได้ ไม่โกรธตอบไป บุคคลนั้นชื่อว่าประพฤติประโยชน์เกื้อกูลอันนำความสุขในโลกทั้งสองมา ให้แก่ทั้งสองฝ่ายคือ แก่ตนและคนอื่น. บทว่า อุภินฺนํ ติกิจฺฉนฺตํ ตํ ความว่า ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดธรรม คือในธรรม คืออาจาระอันประเสริฐ เป็นคนโง่เขลาย่อมสำคัญบุคคล ผู้เยียวยาด้วยการเยียวยาพยาธิคือความโกรธ คืออดทนต่อทั้งสองฝ่าย คือ ต่อตนและคนอื่นว่า บุคคลผู้ไม่ทำอะไร ๆ แก่คนผู้ด่าตนประหารตน ผู้นี้ เป็นคนไม่ฉลาด อธิบายว่า นั้นเป็นความสำคัญโดยไม่แยบคายของชน
หน้า 221 ข้อ 358
เหล่านั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า ติกิจฺฉนํ การเยียวยารักษาดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีการเยียวยารักษาเป็นสภาวะ พราหมณ์ผู้ด่าได้ฟังธรรมที่พระเถระกล่าวอยู่อย่างนั้น เป็นผู้สลดใจ และมีจิตเลื่อมใส ขอขมาพระเถระแล้วบวชในสำนักของพระเถระนั้น นั่นแล. พระเถระเมื่อจะให้กรรมฐานแก่เธอจึงคิดว่า การเจริญเมตตา กรรมฐาน เหมาะแก่ภิกษุนี้ จึงได้ให้เมตตากรรมฐาน เมื่อจะแสดงวิธี พิจารณาเป็นต้น ในเวลาเกิดความโกรธกลุ้มรุมเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า ความโกรธพึงเกิดแก่ท่าน ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปชฺเช เต สเจ ความว่า ถ้าเมื่อ เธอบำเพ็ญเพียรพระกรรมฐานอยู่ ความโกรธที่สะสมมานานอาศัยบุคคล ไร ๆ พึงเกิดขึ้น เพื่อจะระงับความโกรธนั้น เธอจงระลึกถึงพระโอวาท อันอุปมาด้วยเลื่อยที่พระศาสดาตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าแม้พวกโจรผู้มีความประพฤติ ต่ำทราม เอาเลื่อยมีด้ามทั้งสองข้างมาเลื่อยอวัยวะน้อย ใหญ่ ผู้ใดทำใจให้เกิดประทุษร้ายในโจรแม้เหล่านั้น ด้วยเหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่าไม่กระทำตามคำสอนของเรา ดังนี้. บทว่า อุปฺปชฺเช เจ รเส ตณฺหา ความว่า ถ้าตัณหาคือความยินดี ในรส มีชนิดรสหวานเป็นต้น พึงเกิดขึ้นแก่เธอไซร้ เพื่อจะระงับความ ยินดีนั้น จงระลึก คือหวนระลึกถึงพระโอวาทอันอุปมาด้วยเนื้อบุตรที่ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ภรรยาและสามีเคี้ยวกินเนื้อบุตร ก็เพื่อข้ามให้พ้น ทางกันดารเท่านั้น มิใช่เพื่อความอยากในรส ฉันใด
หน้า 222 ข้อ 358
แม้กุลบุตรก็ฉันนั้น บวชแล้วเสพบิณฑบาต เพียงเพื่อ ...ฯลฯ... การอยู่ผาสุก ดังนี้. บทว่า สเจ ธาวติ เต จิตฺตํ ความว่า ถ้าจิตของเธอมนสิการโดย ไม่แยบคาย ย่อมวิ่งไป คืบซ่านไป แล่นไป ด้วยอำนาจฉันทราคะในกาม คือกามคุณ ๕ และด้วยอำนาจปรารถนาภพ ในบรรดาภพทั้งหลายมี กามภพเป็นต้น. บทว่า ขิปฺปํ นิคฺคณฺห สติยา กิฏฺาทํ วิย ทุปฺปสุํ ความว่า เธอ เมื่อจะให้จิตวิ่งไปอย่างนั้น จงเอาสติ ได้แก่ เชือก คือสติผูกไว้ที่หลัก คือสมาธิ รีบข่มเสียโดยรวดเร็ว เหมือนบุรุษเอาเชือกผูกสัตว์เลี้ยงตัวเกเร คือโคตัวร้ายซึ่งเคี้ยวกินข้าวกล้า ไว้ที่หลักทำให้อยู่ในอำนาจของตนฉะนั้น คือเธอจงทรมานโดยประการที่จะหมดพยศเพราะปราศจากกิเลส. ส่วน อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระเถระยังเป็นปุถุชนอยู่เลย อดกลั่นการด่า เสียได้ เมื่อจะประกาศคุณอันประเสริฐ จึงกล่าวธรรมแก่มนุษย์เหล่านั้น ภายหลังจึงโอวาทตนด้วยคาถา ๒ คาถา แล้วเจริญด้วยวิปัสสนาได้บรรลุ พระอรหัต เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้นั่นแล. จบอรรถกถาพรหมทัตตเถรคาถาที่ ๑๒
หน้า 223 ข้อ 359
๑๓. สิริมัณฑเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสิริมัณฑเถระ [๓๕๙] มุงบังไว้ฝนยิ่งรั่วรด เปิดไว้ฝนกลับไม่รั่วรด เพราะ ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเปิดที่มุงบังเสียเถิด ฝนจักไม่รั่ว รดท่านด้วยอาการอย่างนี้ โลกถูกมัจจุกำจัด ถูกชรารุม ล้อม ถูกศร คือตัณหาทิ่มแทง ถูกความปรารถนาแผด เผาทุกเมื่อ โลกถูกมัจจุกำจัด และถูกชรารุมล้อม ไม่มี สิ่งใดต้านทานได้ ย่อมเดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์ เหมือนคน กระทำความผิดได้รับอาชญา เดือดร้อนอยู่ฉะนั้น ชรา พยาธิ และมรณะทั้ง ๓ เป็นดุจกองไฟตามครอบงำอยู่ สัตวโลกเหล่านั้นไม่มีกำลังต่อต้าน ไม่มีกำลังจะหนีไป ควรทำวันไม่ให้ไร้ประโยชน์ ด้วยมนสิการวิปัสสนากรรม- ฐานน้อยบ้างมากบ้าง เพราะราตรีล่วงไปเท่าใด ชีวิต ของสัตว์ก็ล่วงไปเท่านั้น เวลาตายย่อมรุกร้นเข้าไปใกล้ บุคคลผู้เดิน ยืน นั่ง หรือนอน เพราะเหตุนั้น ท่าน ไม่ควรประมาทเวลา. จบสิริมัณฑเถรคาถา อรรถกถาสิริมัณฑเถรคาถาที่ ๑๓ คาถาของท่านพระสิริมัณฑเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ฉนฺนมติวสฺสติ ดังนี้. เรื่องนั้น มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 224 ข้อ 359
แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูล พราหมณ์ ในสุงสุมารคีรนคร ได้นามว่า สิริมัณฑะ เจริญวัยแล้ว เมื่อ ขณะพระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ในเภสกลาวัน จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมได้ศรัทธาจึงบวช แล้วได้อุปสมบทการทำสมณธรรมอยู่ ในวัน อุโบสถวันหนึ่ง นั่งอยู่ในที่ที่แสดงปาติโมกข์ ในตอนจบนิทานุทเทส พิจารณาใจความของบาลีที่ว่า ก็ภิกษุนั้นทำให้แจ้ง (อาบัติ) แล้วย่อมมี ความผาสุก ไม่ทำให้แจ้งอาบัติที่ต้องแล้วปกปิดไว้ จึงต้องอาบัติเพิ่มขึ้นๆ ครั้นมนสิการถึงความข้อนี้ว่า ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้นย่อมไม่มีความผาสุก ก็ภิกษุผู้ทำให้แจ้งแล้วปลงอาบัติตามธรรมย่อมมีความผาสุก ดังนี้ จึงได้ ความเลื่อมใสว่า น่าอัศจรรย์ คำสอนของพระศาสดาบริสุทธิ์จริง จึงข่ม ปีติที่เกิดขึ้นอย่างนั้นแล้วเจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัต พิจารณาข้อ ปฏิบัติของตนแล้วมีใจเลื่อมใส เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย จึงได้ กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า มุงบังไว้ ฝนยิ่งรั่วรด เปิดไว้ ฝนกลับไม่รั่วรด เพราะ- ฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงเปิดที่มุงบังเสียเถิด ฝนจักไม่รั่ว รดท่านด้วยอาการอย่างนี้ โลกถูกมัจจุกำจัด ถูกชรารุม ล้อม ถูกลูกศร คือตัณหาทิ่มแทง ถูกความปรารถนา แผดเผาทุกเมื่อ โลกถูกมัจจุกำจัด และถูกชรารุมล้อม ไม่มีสิ่งใดต้านทานได้ ย่อมเดือดร้อนอยู่เป็นนิตย์ เหมือน คนกระทำความผิดได้รับอาชญาเดือดร้อนอยู่ฉะนั้น ชรา ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๕๙.
หน้า 225 ข้อ 359
พยาธิ และมรณะทั้ง ๓ เป็นดุจกองไฟตามครอบงำอยู่ สัตวโลกเหล่านั้นไม่มีกำลังต่อต้าน ไม่มีกำลังจะหนีไป ควรทำวันไม่ให้ไร้ประโยชน์ ด้วยมนสิการวิปัสสนากรรม- ฐานน้อยบ้างมากบ้าง เพราะราตรีล่วงไปเท่าใด ชีวิตของ สัตว์ก็ล่วงไปเท่านั้น เวลาตายย่อมรุกร้นเข้าไปใกล้บุคคล ผู้เดิน ยืน นั่ง หรือนอน เพราะฉะนั้น ท่านไม่ควร ประมาทเวลา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺนํ ได้แก่ ทุจริตที่ปิดบังไว้ คือไม่ เปิดเผย ไม่ประกาศตามเป็นจริง. บทว่า อติวสฺสติ ความว่า ฝนคืออาบัติและฝนคือกิเลส ย่อมตก รดจนโชกโชน. ท่านกล่าวการปกปิด คือเหตุแห่งการรั่วรดไว้ว่า จริงอยู่ การปิดอาบัติเป็นเช่นกับความเป็นคนอลัชชีเป็นต้นทีเดียว เพราะการปิด อาบัติไว้ จึงพึงต้องอาบัติโดยประการอื่นจากนั้น หรืออาบัติเห็นปานนั้น ซ้ำอีก หรืออาบัติที่ลามกกว่านั้น. บทว่า วิวฏํ ได้แก่เปิดเผย คือไม่ปิดบัง. ศัพท์ว่า อติ ในบทว่า นาติวสฺสติ นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ย่อมไม่รั่วรด. ก็ในที่นี้ พึงทราบการไม่รั่วรด โดยปริยายผิด ตรงกัน ข้ามกับการรั่วรดที่กล่าวมาแล้ว เพราะทำจิตสันดานให้บริสุทธิ์. บทว่า ตสฺมา ย่อมบ่งถึงเนื้อความที่กล่าวแล้วนั่นแหละ โดยความ เป็นเหตุ อธิบายว่า เพราะฝนคืออาบัติเป็นต้น รั่วรดทุจริตที่ปิดบังไว้ และเพราะไม่รั่วรดทุจริตที่เปิดเผยแล้ว.
หน้า 226 ข้อ 359
บทว่า ฉนฺนํ วิวเรถ ความว่า แม้เมื่อเกิดความประสงค์จะปิด โดย ภาวะที่เป็นปุถุชน ท่านก็อย่าอนุวรรตน์ตามความประสงค์ พึงเปิด คือพึง ทำให้แจ้ง พึงปลงอาบัติตามธรรม. บทว่า เอวํ ได้แก่ ด้วยการเปิด คือด้วยการปฏิบัติตามธรรม. บทว่า ตํ ได้แก่ทุจริตนั้น คือที่ปกปิดไว้. ฝนย่อมไม่รั่วรด คือ ฝนคืออาบัติ และฝนคือกิเลส ย่อมไม่รั่ว รด อธิบายว่า ย่อมยังบุคคลให้ดำรงอยู่ในความบริสุทธิ์. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงวัตถุที่ตั้งแห่งความสลดใจอันเป็นเหตุ แห่งการปิดบังว่า พึงทำคนให้บริสุทธิ์โดยสิ้นเชิงและโดยรวดเร็ว ไม่ควร ทำความประมาท จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สัตวโลกถูกมัจจุกำจัด ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มจฺจุนาพฺภาหโต โลโก ความว่า สัตวโลกนี้ทั้งหมดถูกมัจจุ คือความตาย ผู้มีปกติทำสัตว์ให้ตกลงใน วัฏฏะทั้งปวงกำจัดแล้ว ประดุจโจรถูกคนผู้ทำหน้าที่ฆ่าโจร ประหารชีวิต ฉะนั้น คือย่อมไม่พ้นเงื้อมหัตถ์ของมัจจุนั้น. บทว่า ชราย ปริวาริโต ความว่า สัตวโลกนี้ถูกความชราอันมีหน้าที่ นำเข้าหาความตายยิ่งกว่าการให้เกิด รุมล้อม คือครอบงำ อธิบายว่า หุ้ม ห่อด้วยกองชรา. บทว่า ตณฺหาสลฺเลน โอติณฺโณ ความว่า ถูกลูกศรคือตัณหาอันมี ลักษณะยึดติด เหมือนลูกธนูกำซาบยาพิษ จมอยู่ในภายในร่างกายเสียบ คือแทงลงตรงหัวใจ. จริงอยู่ ตัณหาท่านเรียกว่า ลูกศร เพราะให้เกิด การบีบคั้น เพราะทิ่มแทงอยู่ภายใน และเพราะถอนได้ยาก. บทว่า อิจฺฉาธูปายิโต ความว่า ถูกความอยากอันมีลักษณะ
หน้า 227 ข้อ 359
ปรารถนาอารมณ์แผดเผา. จริงอยู่ บุคคลผู้ปรารถนาอารมณ์นั้น เมื่อได้ อารมณ์ตามที่ปรารถนา หรือไม่ได้ก็ตาม ย่อมเป็นผู้เร่าร้อน คือได้รับ ความเร่าร้อน ด้วยความปรารถนาอันมีลักษณะตามเผานั้นนั่นแหละ. บทว่า สทา แปลว่า ทุกเวลา, ก็บทว่า สทา นี้ พึงประกอบเข้า ทุกบท. บทว่า ปริกฺขิตฺโต ชราย จ ความว่า ไม่ใช่มัจจุกำจัดอย่างเดียว เท่านั้น โดยที่แท้ถูกชรารุมล้อมด้วย, อธิบายว่า ถูกชรากั้นไว้ ได้แก่ ล้อมด้วยกำแพงคือชรา ไม่ล่วงพ้นชรานั้นไปได้. บทว่า หญฺติ นิจฺจมตฺตาโณ ความว่า เป็นผู้ไม่มีใครต้านทาน คือ ไม่มีใครเป็นที่พึ่ง ย่อมเดือดร้อน คือถูกชราและมรณะเบียดเบียนเป็น นิตยกาล. เหมือนอะไร ? เหมือนคนทำความผิดได้รับอาชญาเดือดร้อน อยู่ฉะนั้น ท่านแสดงว่า โจรผู้กระทำความชั่ว การทำความผิดไว้ ได้รับ การประหารชีวิตไม่มีใครต้านทาน ย่อมเดือดร้อนด้วยราชอาชญาฉันใด สัตวโลกนี้ก็ฉันนั้น ย่อมเดือดร้อนด้วยชราและมรณะ. บทว่า อาคจฺฉนฺตคฺคิขนฺธาว ความว่า ธรรม ๓ ประการนี้คือ มัจจุ พยาธิ และชรา ชื่อว่ากองไฟเพราะอรรถว่าตามเผา ย่อมตามมา ครอบงำสัตวโลกนี้ไว้ เหมือนกองไฟใหญ่ เมื่อป่าใหญ่ถูกไหม้อยู่ก็ครอบงำ (เผา) ป่าใหญ่นั้นฉะนั้น, ก็สัตวโลกนี้ไม่มีกำลัง คือความอุตสาหะที่จะ เป็นผู้สามารถต่อต้าน คือครอบงำธรรมทั้งสามนั้นได้, ไม่มีกำลังที่จะหนี ไป คือสัตวโลกนี้ เมื่อธรรมมีมัจจุเป็นต้นแล่นไปครอบคลุม ไม่มีกำลัง แข้งที่จะแสดงให้เห็นด้านหลัง หนีไปยังที่ที่มัจจุเป็นต้นครอบงำไม่ได้. หากจะมีคำถามสอดเข้ามาว่า ตนเองไม่สามารถอย่างนั้น เมื่อมีปัจจามิตร
หน้า 228 ข้อ 359
ผู้มีกำลัง ๓ จำพวก ซึ่งไม่มีใครโต้ตอบด้วยอุบายทั้งหลาย มีการลวง เป็นต้น ปรากฏอยู่เป็นนิตย์ สัตวโลกควรการทำอย่างไร ? ตอบว่า ควรทำวันไม่ให้ไร้ประโยชน์ด้วยมนสิการน้อยบ้างมากบ้าง อธิบายว่า ควรทำวันไม่ให้เปล่าประโยชน์คือไม่ให้เป็นหมัน ด้วยการใส่ใจถึงวิปัสสนา น้อยบ้าง คือเป็นไปโดยชั้นที่สุดชั่วกาลสักว่างูฉก มากบ้าง คือเป็นไป ตลอดวันและคืน เพราะเหตุที่ราตรีล่วงไปเท่าใด ชีวิตของสัตว์ก็ล่วง ไปเท่านั้น คือสัตว์นี้ละราตรีใด ๆ ไป คือทำให้พินาศไป ให้สิ้นไป ชีวิตของสัตว์นั้นก็พร่องไปเท่าราตรีนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงว่า ชื่อว่าการสิ้นไปแห่งราตรีเป็นการสิ้นไปแห่งอายุ เพราะราตรีนั้นจะไม่หวน กลับมา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สัตว์อยู่ในครรภ์มารดาก่อนตลอดราตรีใด ราตรีนั้น ตั้งขึ้นแล้วก็ไป ราตรีนั้นเมื่อไปแล้ว ย่อมไม่หวนกลับมา. มิใช่ด้วยอำนาจราตรีอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แม้ด้วยอำนาจอิริยาบถ ก็พึงรองรับความสิ้นไปแห่งชีวิต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เดิน เป็นต้น. บทว่า จรโต ได้แก่ เดินไป. บทว่า ติฏฺโต ได้แก่ สำเร็จการยืน. บทว่า อาสีนสยนสฺส วา แยกเป็น อาสีนสฺส สยนสฺส วา แปลว่า นั่ง หรือ นอน. บางอาจารย์กล่าวว่า อาสีทนํ ดังนี้ก็มี, ในบาลีว่า อาสีทนํ นั้น พึงเห็นทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถแห่งฉัฏฐีวิภัตติ. บทว่า อุเปติ จริมา รตฺติ ความว่า ราตรีประกอบด้วยจิตดวงสุดท้าย ย่อมเข้าถึง. ก็ศัพท์ว่า รตฺติ ในบทนั้น เป็นเพียงหัวข้อเทศนา. เวลา
หน้า 229 ข้อ 359
สุดท้าย (คือเวลาตาย) ย่อมมีแก่คนผู้พรั่งพร้อมด้วยอิริยาบถอย่างใดอย่าง หนึ่ง ในบรรดาอิริยาบถมีการเดินเป็นต้น ด้วยเหตุนั้นนั่นแล ขณะแห่ง อิริยาบถของบุคคลนั้น จึงทำชีวิตให้หมดสิ้นไปด้วย. เพราะเหตุนั้น ท่าน ไม่ควรประมาทเวลา คือท่านไม่ควรถึงความประมาทเวลานี้ เพราะไม่ ทราบได้ว่า ความตายจะมีในเวลาชื่อนี้. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายในโลกนี้ ไม่มีเครื่องหมาย กำหนดรู้ไม่ได้เป็นของฝืดเคือง เป็นของเล็กน้อย และ ประกอบด้วยทุกข์. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ผู้ไม่ประมาทโอวาทตนอย่างนี้แล้ว พึงกระทำ ความเพียรเนือง ๆ ในสิกขาทั้ง ๓ เถิด. จบอรรถกถาสิริมัณฑเถรคาถาที่ ๑๓
หน้า 230 ข้อ 360
๑๔. สัพพกามเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสัพพกามเถระ [๓๖๐] สัตว์สองเท้านี้เป็นสัตว์ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เต็ม ไปด้วยซากศพต่าง ๆ มีของโสโครกไหลออกทั่วกาย ของบริหารอยู่เป็นนิตย์ เบญจกามคุณอันน่ารื่นรมย์ใจ เหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่มี ปรากฏอยู่ในรูปร่างหญิง ย่อมล่อลวงปุถุชนให้ลำบาก เหมือนพรานเนื้อแอบดักเนื้อด้วยเครื่องดัก พรานเบ็ดจับ ปลาด้วยเบ็ด บุคคลจับวานรด้วยตังฉะนั้น ปุถุชน เหล่าใด มีจิตกำหนัดเข้าไปซ่องเสพหญิงเหล่านั้น ปุถุชน เหล่านั้นย่อมยังสงสารอันน่ากลัวให้เจริญ ย่อมก่อภพใหม่ ขึ้นอีก. ส่วนผู้ใดงดเว้นหญิงเหล่านั้น เหมือนบุคคลสลัด หัวงูด้วยเท้า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ระงับตัณหาอันซ่านไปใน โลกเสียได้ เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นการออก บรรพชาโดยความเกษม สลัดตนจากกามทั้งปวง เราได้ บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว. จบสัพพกามเถรคาถา ในวรรคนี้รวมคาถาได้ ๘๔ คาถา พระเถระที่ภาษิตคาถา ๑๔ รูป คือ
หน้า 231 ข้อ 360
๑. พระอุรุเวลกสัสปเถระ ๒. พระเตกิจฉกานิเถระ ๓. พระมหา- นาคเถระ ๔. พระกุลลเถระ ๕. พระมาลุงกยปุตตเถระ ๖. พระสัปป- ทาสเถระ ๗. พระกาติยานเถระ ๘. พระมิคชาลเถระ ๙. พระเชนต- ปุโรหิตปุตตเถระ ๑๐. พระสุมนเถระ ๑๑. พระนหาตกมุนิเถระ ๑๒. พระพรหมทัตตเถระ ๑๓. พระสิริมัณฑกเถระ ๑๔. พระสัพพ- กามเถระ. จบฉักกนิบาต อรรถกถาสัพพกามีเถรคาถา๑ที่ ๑๔ คาถาของท่านพระสัพพกามีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ทฺวิปาทโก ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้ได้เห็นพระเถระรูปหนึ่งชำระความแตกความ สามัคคี อันเกิดขึ้นในพระศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ แล้วจัด ตั้งให้เป็นปกติตามเดิม จึงตั้งความปรารถนาว่า แม้เราก็พึงเป็นผู้สามารถ ชำระความแตกความสามัคคี ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคต แล้วปรารถนาจัดตั้งให้เป็นปกติตามเดิม ดังนี้ แล้วกระทำบุญ ทั้งหลายอันสมควรแก่กรรมนั้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้ายังไม่เสด็จปรินิพพาน บังเกิด ในตระกูลกษัตริย์ ในนครเวสาลี ได้นามว่า สัพพกามะ พอเจริญวัยพวก ญาติก็จัดให้มีเหย้าเรือน แต่เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในการออกจากทุกข์ ๑. บาลีเป็น สัพพากามเถรคาถา.
หน้า 232 ข้อ 360
เกลียดการครองเรือน จึงบวชในสำนักของพระธรรมภัณฑาคาริก กระทำ อยู่ ได้เข้าไปยังนครเวสาลีพร้อมกับพระอุปัชฌาย์ จึงได้ไปยังเรือนญาติ. ณ เรือนญาตินั้น ภรรยาเก่าได้รับความทุกข์ เพราะพลัดพรากจากสามี ซูบผอม ผิวพรรณหมองคล้ำ ไม่แต่งตัว นุ่งผ้าเก่า ๆ ไหว้ท่านแล้วได้ยืน ร้องไห้อยู่ที่ส่วนสุดข้างหนึ่ง เมื่อพระเถระเห็นดังนั้นก็เกิดความเมตตา อันมีกรุณาเป็นตัวนำ พลันกิเลสก็เกิดขึ้นด้วยอำนาจอโยนิโสมนสิการใน อารมณ์ที่ได้เสวยมาแล้ว. ท่านเกิดความสลดใจเหมือนม้าอาชาไนยที่เขาหวดด้วยแส้ ทันใด นั้นเอง จึงไปยังป่าช้ากำหนดเอาอสุภนิมิต กระทำฌานที่ได้ในป่าช้านั้น ให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัต. ลำดับนั้น พ่อตาของท่านพาธิดาผู้ประดับตกแต่งมา ประสงค์จะ ให้ท่านสึก จึงได้ไปยังวิหารพร้อมด้วยบริวารมากมาย. พระเถระรู้ความ ประสงค์ของนางแล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่กำหนัดในกามทั้งหลาย และความที่คนเป็นผู้ไม่ติดในอารมณ์ทั้งปวง จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า สัตว์สองเท้านี้เป็นสัตว์ไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น เต็ม ไปด้วยซากศพต่าง ๆ มีของโสโครกไหลออกทั่วกาย ต้อง บริหารอยู่เป็นนิตย์. เบญจกามคุณอันน่ารื่นรมย์ใจเหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ ที่มีปรากฏใน รูปร่างหญิง ย่อมล่อลวงปุถุชนให้ลำบาก เหมือนพราน เนื้อแอบดักเนื้อด้วยเครื่องดัก พรานเบ็ดจับปลาด้วยเบ็ด บุคคลจับวานรด้วยตังฉะนั้น ปุถุชนเหล่าใดมีจิตกำหนัด ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๐.
หน้า 233 ข้อ 360
เข้าไปซ่องเสพหญิงเหล่านั้น ปุถุชนเหล่านั้นย่อมยัง สงสารอันน่ากลัวให้เจริญ ย่อมก่อภพใหม่ขึ้นอีก ส่วน ผู้ใดงดเว้นหญิงเหล่านั้น เหมือนบุคคลสลัดหัวงูด้วยเท้า ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ระงับตัณหาอันซ่านไปในโลกเสียได้ เรา เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นการออกบรรพชาโดยความ เกษม สลัดตนจากกามทั้งปวง เราได้บรรลุความสิ้น อาสวะแล้ว. บทว่า ทฺวิปาทโก ในคาถานั้น มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้:- กายแม้ที่ ไม่มีเท้าเป็นต้น เป็นกายไม่สะอาดทั้งนั้น ก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านกล่าว อย่างนี้ ด้วยอำนาจวิสัยที่การทำให้ยิ่ง หรือด้วยการกำหนดอย่างสูง อีก อย่างหนึ่ง เพราะเหตุที่กายอื่น ๆ แม้ไม่สะอาด บุคคลเอาของเค็มและของ เปรี้ยวเป็นต้นมาปรุงเข้า ก็ทำให้เป็นโภชนะสำหรับมนุษย์ทั้งหลายได้ แต่กายมนุษย์ทำให้เป็นโภชนะไม่ได้. เพราะฉะนั้น เมื่อจะแสดงสภาวะ อันไม่สะอาดยิ่งแห่งกายมนุษย์นั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทฺวิปาทโก ดังนี้. บทว่า อยํ นี้ ท่านกล่าวหมายเอารูปหญิงที่ปรากฏในเวลานั้น. บทว่า อสุจิ แปลว่า ไม่สะอาดเลย อธิบายว่า ในรูปหญิงนี้ ไม่มี ความสะอาดอะไรเลย. บทว่า ทุคฺคนฺโธ ปริหีรติ ความว่า เป็นกายมีกลิ่นเหม็น เจ้าของ ปรุงแต่งด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น บริหารอยู่. บทว่า นานากุณปปริปูโร ได้แก่ เต็มด้วยซากศพอเนกประการ มีผมเป็นต้น.
หน้า 234 ข้อ 360
ในบทว่า วิสฺสวนฺโต ตโต ตโต นี้ เชื่อมความว่า กายนี้ แม้เมื่อ ชนทั้งหลายพยายามเพื่อจะปกปิดความที่กายเป็นของน่าเกลียด ด้วยดอกไม้ และของหอมเป็นต้น ก็ทำความพยายามนั้นให้ไร้ผล ทำน้ำลายและน้ำมูก เป็นต้นให้ไหลออกจากทวารทั้ง ๙ และทำเหงื่อที่หมักหมมให้ไหลออก จากขุมขนทั้งหลายบริหารอยู่. เมื่อจะแสดงว่า ก็กายนี้แม้เป็นของน่าเกลียดอย่างนี้ ก็ยังลวงปุถุชน ผู้บอดเขลาด้วยรูปเป็นต้นของตน เหมือนพรานเนื้อลวงเนื้อเป็นต้น ด้วย เครื่องดักมีหลุม (พราง) เป็นต้นฉะนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มิคํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคํ นิลีนํ กูเฏน ความว่า เหมือน พรานเนื้อแอบคือซ่อนดักเนื้อ ด้วยเครื่องดักมีบ่วงเป็นต้น. จริงอยู่ อิว ศัพท์ที่กำลังจะกล่าวถึง แม้ในประโยคนี้ ก็ควรนำมาประกอบเข้า. บทว่า พฬิเสเนว อมฺพุชํ ความว่า เหมือนพรานเบ็ดตกสัตว์ที่เกิด ในน้ำคือปลา ด้วยเบ็ดที่เกี่ยวเหยื่อไว้ฉะนั้น. บทว่า วานรํ วิย เลเปน ความว่า เบญจกามคุณย่อมลวงปุถุชนผู้ บอดให้ลำบาก เหมือนพรานเนื้อลวงจับลิงด้วยดังซึ่งวางไว้ที่ต้นไม้และ ศิลาเป็นต้น. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามที่ว่า ใครทำให้ลำบาก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูป เสียง ดังนี้. จริงอยู่ ส่วนของกาม ๕ ส่วนมีรูปเป็นต้น โดยพิเศษ เป็นที่อาศัยของวัตถุที่เป็นวิสภาคกัน ทำใจของปุถุชนผู้บอดผู้ถูกห้อมล้อม ด้วยอโยนิโสมนสิการ อันเป็นที่เข้าไปอาศัยของวิปลาส ให้ยินดี ชื่อว่า ย่อมยังอันธปุถุชนเหล่านั้นให้ลำบาก เพราะน่าความพินาศมาให้ โดย ความที่รูปเป็นต้นเป็นวัตถุที่ตั้งของกิเลส. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 235 ข้อ 360
รูป เสียง ฯลฯ ปรากฏในรูปหญิง. ก็ศัพท์ หญิง ในคำนั่น พึงทราบว่า ท่านกระทำด้วยอำนาจอารมณ์ที่ทำให้ยิ่ง. ด้วยเหตุนั้นแหละ ท่านจึง กล่าวว่า ปุถุชนเหล่าใดซ่องเสพหญิงเหล่านั้น ดังนี้เป็นต้น . คำนั้นมีเนื้อความว่า ปุถุชนเหล่าใดมีจิตกำหนัด คือมีจิตถูกราคะ ความกำหนัดครอบงำ ย่อมซ่องเสพหญิงเหล่านั้น ด้วยการกำหนดว่าเป็น เครื่องอุปโภคใช้สอย. บทว่า วฑฺเฒนฺติ กฏสึ โฆรํ ความว่า ปุถุชนเหล่านั้นย่อมยัง สงสาร กล่าวคือ กฏสิ การท่องเที่ยวเพราะคนอันธพาลยินดียิ่งนัก อัน น่ากลัว คืออันนำความกลัวมาด้วยชาติเป็นต้น และด้วยนรกเป็นต้น ให้ เจริญด้วยการเกิดและการตายเป็นต้นบ่อย ๆ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมก่อภพใหม่ขึ้นอีก ดังนี้. บทว่า โย เจตา ความว่า ส่วนบุคคลใดงดเว้นหญิงเหล่านั้นเสีย ได้ด้วยการข่ม และการตัดขาดฉันทราคะในหญิงเหล่านั้น เหมือนคนสลัด หัวงูด้วยเท้า เป็นผู้มีสติล่วงพ้นตัณหา กล่าวคือความซ่านไปในโลก เพราะ ละโลกทั้งปวงได้แล้วดำรงอยู่. บทว่า กาเมสฺวาทีนวํ ทิสฺวา ความว่า เห็นอาทีนพ คือโทษอันต่ำ ช้าโดยประการมิใช่น้อยในวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย โดยนัยมีอาทิ ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยท่อนกระดูก มีความลำบากมาก มีความ คับแค้นมาก. บทว่า เนกฺขมฺมํ ทฏฺฐุ เขมโต ความว่า เห็นเนกขัมมะโดยภาวะ อันออกจากกามและภพทั้งหลาย ได้แก่บรรพชาและพระนิพพาน โดย ความเกษม คือโดยปลอดอันตราย.
หน้า 236 ข้อ 360
สลัดออก คือพรากออกจากกรรมทั้งปวง ได้แก่ จากธรรมอันเป็น ไปในภูมิ ๓. ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ทั้งหมดนี้ ชื่อว่ากาม เพราะ อรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งความใคร่ ก็พระเถระพรากแล้วจากกามเหล่านั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราได้บรรลุความสิ้นอาสวะแล้ว ดังนี้. พระเถระกล่าวธรรมด้วยคาถา ๕ คาถาเบื้องต้น ด้วยประการอย่างนี้ แล้ว พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถาที่ ๖. พ่อตาได้ฟังดังนั้น คิดว่า ท่านผู้นี้ไม่ติดในสิ่งทั้งปวง ใคร ๆ ไม่อาจที่จะให้ท่านผู้นี้หมุนไปในกาม ทั้งหลายได้ จึงได้ไปตามทางที่มาแล้วนั่นแล. ฝ่ายพระเถระ เมื่อพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วได้ ๑๐๐ ปี อุปสมบทได้ ๑๒๐ พรรษา เป็น พระเถระในแผ่นดิน ชำระเสนียดแห่งพระศาสนาที่ภิกษุวัชชีบุตรชาวเมือง เวสาลีให้เกิดขึ้น สังคายนาร้อยกรองพระธรรมครั้งที่ ๒ แล้วจึงสั่งติสส- มหาพรหมว่า ท่านจงชำระสะสางเสนียดอันจะเกิดขึ้น ในสมัยพระเจ้า ธรรมาโศก ในอนาคตกาล แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน- ธาตุ. จบอรรถกถาสัพพกามีเถรคาถาที่ ๑๔ จบปรมัตถทีปนี จบอรรถกถาเถรคาถา ฉักกนิบาต
หน้า 237 ข้อ 361
เถรคาถา สัตตกนิบาต ๑. สุนทรสมุทรเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุนทรสมุทรเถระ [๓๖๑] หญิงแพศยาผู้ประดับประดาร่างกาย นุ่งห่มผ้าใหม่ ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยเครื่องหอม เท้าย้อมด้วยสีแดง อันงาม สวมรองเท้าทอง นางถอดรองเท้ายืนประคอง อัญชลีอยู่ข้างหน้า กล่าวกะเราผู้เคยยำเกรง เล้าโลมด้วย ถ้อยคำอันอ่อนหวานว่า ท่านเป็นบรรพชิตหนุ่ม ขอจงเชื่อ ฟังคำดิฉัน ขอเชิญท่านสึกออกมาบริโภคถามอันเป็นของ มนุษย์เถิด. ดิฉันขอให้สัตย์ปฏิญาณแก่ท่าน หรือดิฉันจะ นำไฟมาทำสบถก็ได้ เมื่อใดเราทั้งสองแก่เฒ่าจนถือไม้เท้า เมื่อนั้น เราทั้งสองจึงค่อยบวช เราทั้งสองถือเอาชัยใน โลกทั้งสองก่อนเถิด. เราเห็นหญิงแพศยาคนนั้น ผู้ตก- แต่งร่างกาย นุ่งห่มผ้าใหม่อันงามดีมาทำอัญชลี พูดจา อ้อนวอนเรา เหมือนกับบ่วงมัจจุราชอันธรรมชาติดักไว้ ลำดับนั้น โยนิโสมนสิการเกิดขั้นแก่เรา เราได้เห็นโทษ ของสังขารแล้ว เกิดความเบื่อหน่าย ลำดับนั้น จิตของ เราก็หลุดพ้นจากกิเลส ขอท่านจงเห็นคุณวิเศษของพระ- ธรรมอย่างนี้เถิด บัดนี้ เราได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำ
หน้า 238 ข้อ 361
ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. จบสุนทรสมุทรเถรคาถา อรรถกถาสุนทรสมุทรเถรคาถาที่ ๑ ในสัตตกนิบาต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- คาถาของท่านพระสุนทรสมุทรเถระ มีคำเริ่มต้นว่า อลงฺกตา ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ ในพระพุทธเจ้าปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิด เป็นบุตรของเศรษฐีผู้มีทรัพย์สมบัติมากคนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ได้มี ชื่อว่า สมุทร. แต่ปรากฏชื่อว่า สุนทรสมุทร เพราะมีรูปสมบัติ. ท่านดำรงอยู่ในปฐมวัย ได้เห็นพุทธานุภาพในคราวที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ ถึงได้ศรัทธา เพราะเป็นผู้มีอัธยาศัยในการ สลัดออก (จากทุกข์) จึงบวช ได้อุปสมบทแล้วสมาทานธุดงค์ จากกรุง- ราชคฤห์ไปยังกรุงสาวัตถี เรียนวิปัสสนาในสำนัก ของภิกษุผู้เป็นกัลยาณ- มิตร บำเพ็ญเพียรกรรมฐานอยู่. ในวันมีมหรสพในกรุงราชคฤห์ มารดา ของท่านได้เห็นลูกเศรษฐีอื่นๆ พร้อมภรรยา พากันตกแต่งประดับประดา เล่นมหรสพอยู่ หวนระลึกถึงบุตรจึงร้องไห้. หญิงคณิกาคนหนึ่งเห็นดังนั้น จึงถามถึงเหตุที่ร้องไห้ นางจึงบอก เหตุนั้น แก่หญิงคณิกาคนนั้น. หญิงคณิกาได้ฟังดังนั้นจึงกล่าวว่า ดิฉัน จักนำเธอมา เบื้องต้นท่านจงเห็นแก่ความเป็นลูกผู้หญิงของดิฉันก่อน
หน้า 239 ข้อ 361
นางจึงสัญญาว่า ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เราจักการทำเจ้าเท่านั้น ให้เป็น ภรรยาเขาแล้วตั้งให้เป็นเจ้าของตระกูลนี้ ดังนี้แล้ว ให้ทรัพย์เป็นอันมาก แล้วส่งไป นางจึงไปยังกรุงสาวัตถี ด้วยบริวารเป็นอันมากแล้วพักอยู่ใน เรือนหลังหนึ่ง ใกล้ที่เที่ยวบิณฑบาตของพระเถระ ใช้ให้คนอื่น ๆ ถวาย บิณฑบาตแก่พระเถระโดยเคารพ และ (ตนเอง) ตกแต่งประดับประดา สวมรองเท้าทอง แสดงตนให้ (พระเถระเห็น). ครั้นวันหนึ่ง นางเห็นพระเถระกำลังเดินไปทางประตูเรือน จึงถอด รองเท้าทองประคองอัญชลีเดินไปข้างหน้า เชื้อเชิญพระเถระด้วยการเชื้อ เชิญด้วยกาม มีประการต่าง ๆ. พระเถระได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า ธรรมดา จิตของปุถุชนมักหวั่นไหว ถ้ากระไร เราพึงทำความอุตสาหะพยายามใน บัดนี้แหละ ยืนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง บำเพ็ญภาวนาก็ได้อภิญญา ๖ ซึ่งท่าน หมายกล่าว๑ไว้ว่า หญิงแพศยาผู้ประดับร่างกาย นุ่งห่มผ่าใหม่อันงาม ทัดทรงดอกไม้ ลูบไล้ด้วยเครื่องหอม เท้าย้อมด้วยสีแดง สวมรองเท้าทอง นางถอดรองเท้ายืนประคองอัญชลีอยู่ ข้างหน้า กล่าวกะเราผู้เคยยำเกรง ด้วยถ้อยคำอันอ่อน หวานว่า ท่านเป็นบรรพชิตหนุ่ม ขอจงเชื่อฟังคำของดิฉัน ขอ เชิญท่านสึกออกมาบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิดดิฉัน ขอให้สัตย์ปฏิญาณแก่ท่าน หรือดิฉันจะนำเอาไฟมาทำ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๑.
หน้า 240 ข้อ 361
สบถก็ได้. เมื่อใด เราทั้งสองแก่เฒ่าจนถึงถือไม้เท้า เมื่อ นั้นเราทั้งสองจึงค่อยบวช เราทั้งสองถือเอาชัยในโลกทั้ง- สองก่อนเถิด. เราเห็นหญิงแพศยาคนนั้น ผู้ตกแต่งร่างกาย นุ่งห่ม ผ้าใหม่อันงามดี มาทำอัญชลีอ้อนวอนเรา เหมือนกับบ่วง มัจจุราช อันธรรมชาติดักไว้. ลำดับนั้น โยนิโสมนสิการ เกิดขึ้นแก่เรา เราได้เห็นโทษของสังขารแล้ว เกิดความ เบื่อหน่าย. ลำดับนั้น จิตของเราก็หลุดพ้นจากกิเลส ขอ ท่านจงเห็นคุณวิเศษของพระธรรมอย่างนี้เถิด บัดนี้ เราได้ บรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลธารี ได้แก่ ทัดทรงระเบียบดอกไม้ คือประดับพวงดอกไม้. บทว่า วิภูสิตา ได้แก่ ตกแต่งกายด้วยดอกไม้ และลูบไล้ด้วย เครื่องหอมเป็นต้น โดยการทำที่พร่องให้เต็ม. ด้วยบทว่า อลงฺกตา นี้. ท่านประสงค์เอาการประดับด้วยเครื่อง อาภรณ์ทั้งหลาย มีสร้อยข้อมือและสร้อยคอเป็นต้น. บทว่า อลตฺตกกตาปาทา ได้แก่ ผู้มีเท้าทั้งคู่ย้อมด้วยน้ำครั่ง อัน มีสีดังดอกชัยพฤกษ์และดอกคำแก่จัด. จริงอยู่ บทว่า อลตฺตกกตาปาทา นี้ เป็นบทสมาส (วิธีย่อศัพท์ทางภาษาบาลี) ควรจะกล่าวว่า อลตฺตกกต- ปาทา แต่ท่านทำให้เป็นทีฆะ เพื่อสะดวกในการแต่งคาถา. แต่ในเมื่อ
หน้า 241 ข้อ 361
ไม่เป็นบทสมาส จะต้องเข้าใจคำที่เหลือ (ซึ่งจะต้องเดิมเข้ามา) ว่า ตสฺสา. ในบทว่า ปาทุการุยฺห เวสิกา นี้ พึงเติมคำที่เหลือเข้ามาว่า หญิง คนหนึ่งผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพ มีเพศตามที่กล่าวแล้ว สวมรองเท้าทองยืนอยู่. บทว่า ปาหุกา โอรุหิตฺวาน แปลว่า ลงจากรองเท้า อธิบายว่า ถอดรองเท้าทอง. บทว่า ปญฺชลีกตา ความว่า นางคือหญิงแพศยา ประคองอัญชลี กล่าวกะเรา อีกอย่างหนึ่ง เว้นคำอื่น ๆ ที่เนื่องกันมาเสีย นางได้กล่าวเอง คือด้วยตนเองทีเดียว. บทว่า สณฺเหน ได้แก่ กลมเกลี้ยง. บทว่า มุทุนา แปลว่า อ่อนหวาน. แม้จะไม่กล่าวคำว่า วจเนน ก็ย่อมเป็นอันกล่าว เพราะกล่าวคำว่า อภาสถ ไว้. ด้วยบทว่า ยุวาสิ ตฺวํ ปพฺพชิโต นี้ ท่านแสดงความว่า ท่านเมื่อ บวชก็เป็นคนหนุ่มแน่นบวช เมื่อจะบวชควรบวชในเมื่ออายุถึง ๗๐ ปี มิใช่หรือ. บทว่า ติฏฺาหิ มม สาสเน ความว่า ท่านจงตั้งอยู่ในถ้อยคำของ เราเถิด. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็คำนั้นเป็นอย่างไร ? นางจึงกล่าวว่า จงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด. บุคคลผู้ประสงค์จะบริโภคกาม ต้องปรารถนารูปสมบัติ วัยสมบัติ บริขารสมบัติ และโภคสมบัติ. ในสมบัติ เหล่านั้น พระเถระจึงกล่าวว่า เราจักมีโภคสมบัติมาแต่ไหน เพราะเหตุนั้น นางจึงกล่าวว่า ดิฉันจะให้ทรัพย์อันเป็นเครื่องปลื้มใจแก่ท่าน. พระเถระ จะพึงสำคัญว่า คำนี้นั้นจะพึงเชื่อได้อย่างไร เพราะเหตุนั้น นางเมื่อจะ
หน้า 242 ข้อ 361
ให้พระเถระนั้นเชื่อถือจึงกล่าวว่า ดิฉันขอทำสัตย์ปฏิญาณแก่ท่าน หรือ ว่าดิฉันจะนำเอาไฟมาทำสบถก็ได้. อธิบายว่า คำใดที่ดิฉันปฏิญาณไว้ว่า ท่านจงบริโภคกามอันเป็นของมนุษย์เถิด ดิฉันจะให้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ แก่ท่าน คำนั้นดิฉันขอให้สัตย์ปฏิญาณไว้อย่างเด็ดขาด ถ้าท่านยังไม่ตกลง ใจแก่ดิฉัน ดิฉันจะนำเอาไฟมาทำสบถก็ได้ คือดิฉันจะนำเอาไฟมาแล้ว การทำสบถต่อหน้าไฟ. บทว่า อุภยตฺถ กฏคฺคโห ความว่า การที่เราทั้งสองบวชในเวลา แก่เฒ่า เป็นการถือชัยชนะในโลกทั้งสองไว้ได้ อธิบายว่า ข้อที่เราทั้งสอง ใช้สอยโภคะไปจนตราบเท่าถือไม้เท้านั้น ชื่อว่าไม่เสื่อมจากโภคะแม้ใน โลกนี้ ข้อที่เราทั้งสองจักบวชในภายหลังนั้น ชื่อว่าไม่เสื่อมจากโภคะแม้ ในโลกหน้า. บทว่า ตโต แปลว่า เหตุนั้น คือเหตุแห่งคำที่หญิงแพศยานั้น ผู้ เชื้อเชิญ ด้วยกามทั้งหลาย กล่าวด้วยคำมีอาทิว่า ท่านยังเป็นหนุ่ม และด้วย คำมีอาทิว่า เมื่อใด เราทั้งสองแก่เฒ่า ดังนี้. จริงอยู่ พระเถระกระทำ คำนั้นให้เป็นดุจขอสับ การทำสมณธรรม ได้ทำประโยชน์ของตนให้. บริบูรณ์แล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล. จบอรรถกถาสุนทรสมุทรเถรคาถาที่ ๑
หน้า 243 ข้อ 362
๒. ลกุณฏกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระลกุณฏกเถระ [๓๖๒] ภัททิยภิกษุอยู่ ณ อัมพาฏการามอันเลอเลิศใกล้ไพร- สณฑ์ ได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้เจริญ ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เพ่งฌานอยู่ในไพรสณฑ์นั้น กาม- โภคีบุคคลบางพวกย่อมยินดีด้วยเสียงตะโพน เสียงพิณ และบัณเฑาะว์ แต่ความยินดีของพวกเขานั้นไม่ประเสริฐ ไม่ประกอบด้วยประโยชน์ ส่วนเรายินดีแล้วในคำสอน ของพระพุทธเจ้า ยินดีอยู่ที่โคนไม้ ถ้าพระพุทธเจ้าได้ ประทานพรแก่เรา เรารับพรนั้นแล้ว ถือเอากายคตาสติ อันโลกทั้งปวงพึงเจริญเป็นนิตย์ ชนเหล่าใดถือรูปร่างเรา เป็นประมาณ และถือเสียงเราเป็นประมาณ ชนเหล่านั้น ตกอยู่ในอำนาจฉันทราคะ ย่อมไม่รู้จักเรา คนพาลถูก กิเลสกั้นไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้ภายใน ทั้งไม่เห็นภาย- นอก ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา แม้บุคคลผู้เห็นผล ภายนอก ไม่รู้ภายใน เห็นแต่กายนอก ก็ลอยไปตาม เสียงโฆษณา ส่วนผู้ใดมีความเห็นไม่ถูกกั้น ย่อมรู้ชัด ทั้งภายใน และเห็นแจ้งทั้งภายนอก ผู้นั้นย่อมไม่ลอย ไปตามเสียงโฆษณา. จบลกุณฏกเถรคาถา
หน้า 244 ข้อ 362
อรรถกถาลกุณฑกภัททิยเถร๑คาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระลกุณฑกภัททิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปเร อมฺพาฏการาเม ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ พระเถระนี้ บังเกิดในตระกูลมีโภคะมาก ในหังสวดีนคร พอเจริญวัย นั่งฟังธรรมอยู่ ในสำนักของพระศาสดา ในขณะนั้น ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุ รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ แม้ตนเองก็ ปรารถนาฐานันดรนั้น จึงถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็น ประธาน แล้วได้กระทำปณิธานความปรารถนาว่า โอหนอ แม้ข้าพระองค์ ก็พึงเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีเสียงไพเราะ ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์ หนึ่งในอนาคต เหมือนภิกษุรูปนี้. และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นความ ปรารถนานั้นไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์แล้วหลีกไป. เขาการทำบุญในหังสวดีนั้นจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและ มนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าผุสสะ เกิดเป็นนกดุเหว่า มีขนปีกวิจิตรงดงาม คาบผลมะม่วงหวานจากพระราชอุทยานบินไป ได้เห็น พระศาสดา มีใจเลื่อมใส จึงเกิดความคิดว่าจักถวาย. พระศาสดาทรง ทราบความคิดของนกดุเหว่านั้น จึงทรงนั่งถือบาตร. นกดุเหว่าได้ใส่ผล มะม่วงสุกลงในบาตรของพระศาสดา. พระศาสดาเสวยผลมะม่วงสุกนั้น. นกดุเหว่านั้นมีใจเลื่อมใสจึงยับยังอยู่ตลอดสัปดาห์ ด้วยสุขอันเกิดจากปีติ นั้น และด้วยบุญกรรมนั้น จึงเป็นผู้มีเสียงไพเราะ. ๑. บาลีเป็น ลกุณฏกเถรคาถา.
หน้า 245 ข้อ 362
ก็ในกาลแห่งพระกัสสปสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อมหาชนปรารภจะสร้าง พระเจดีย์ ว่าจะสร้างขนาดไหน, เมื่อเขากล่าวว่าประมาณ ๗ โยชน์ ก็ กล่าวว่าขนาดนั้นใหญ่เกินไป เมื่อใคร ๆ. กล่าวว่า ๖ โยชน์ ก็กล่าวว่า แม้ขนาดนั้นก็ใหญ่เกินไป เมื่อใคร ๆ กล่าวว่า ๕ โยชน์ ๔ โยชน์ ๓ โยชน์ ๒ โยชน์ ดังนี้ ในคราวนั้น พระเถระนี้เป็นหัวหน้าช่าง พูดขึ้นว่า มาเถิด ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ควรจะทำให้ปฏิบัติได้สะดวกในอนาคต ดังนี้แล้ว จึง เอาเชือกวงแล้วหยุดอยู่ในที่สุดคาวุตหนึ่ง จึงกล่าวว่า ค้านหนึ่งๆ ได้คาวุต หนึ่ง ๆ จักเป็นเจดีย์กลมโยชน์หนึ่ง สูงโยชน์หนึ่ง ชนเหล่านั้นก็เชื่อถือ ถ้อยคำของหัวหน้าช่างนั้น ๆ ได้กระทำขนาดประมาณแห่งพระพุทธเจ้าผู้หา ประมาณมิได้ ด้วยประการดังนี้แล. ก็ด้วยกรรมนั้น หัวหน้าช่างนั้น จึง เป็นผู้มีขนาดต่ำกว่า อื่น ๆ ในที่ที่เกิดแล้ว ๆ. ในกาลแห่งพระศาสดาของเราทั้งหลาย เขาบังเกิดในตระกูลที่มี โภคะมากโนกรุงสาวัตถี. ไค้มีชื่อว่า ภัททิยะ แต่เพราะเป็นคนเตี้ย จึง ปรากฏชื่อว่า ลกุณฑกภัททิยะ. ลกุณฑกภัททิยะนั้น ได้ฟังธรรมในสำนัก ของพระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้ว เป็นพหูสูต เป็นพระธรรมกถึก แสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่นด้วยเสียงอันไพเราะ. ครั้นในวันมหรสพวันหนึ่ง หญิงคณิกาคนหนึ่งไปรถกับพราหมณ์คนหนึ่ง เห็นพระเถระจึงหัวเราะจน เห็นฟัน. พระเถระถือเอานิมิตในกระดูกฟันของหญิงนั้นแล้วทำฌานให้ เกิดขึ้น กระทำฌานนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาได้เป็นพระอนาคามี ท่านอยู่ด้วยกายคตาสติเป็นเนืองนิตย์ วันหนึ่ง อันท่านพระธรรมเสนาบดี โอวาทอยู่ ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ใน อุปทาน๑ว่า ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๓๑.
หน้า 246 ข้อ 362
ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นเพระผู้นำโลก ได้ เสด็จอุบัติขึ้นในโลก ครั้งนั้น เราเป็นบุตรเศรษฐีมีทรัพย์ มากภายในพระนครหังสวดี เที่ยวเดินพักผ่อนอยู่ ได้ไป ถึงสังฆาราม. คราวนั้น พระผู้นำโลก ผู้ทำโลกให้โชติ ช่วงพระองค์นั้นทรงแสดงธรรม ได้ตรัสสรรเสริญพระ- สาวกผู้ประเสริฐกว่าสาวกทั้งหลายผู้มีเสียงไพเราะ เรา ได้ฟังดังนั้นแล้วก็ชอบใจ จึงได้ทำสักการะแก่พระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ ถวายบังคมพระบาททั้งสองของ พระศาสดาแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระ- พุทธเจ้าผู้แนะนำชั้นพิเศษ ได้ตรัสพยากรณ์ในท่านกลาง สงฆ์ว่า ในอนาคตกาล ท่านจักได้ฐานันดรนี้สมดังมโนรถ ความปรารถนา. ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดา มีพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระ- เจ้าโอกกากราช จักอุบัติขึ้นในโลก. เศรษฐีนี้จักได้เป็น ธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอัน ธรรมเนรมิต เป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า ภัททิยะ. เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนามว่าผุสสะ พระผู้นำ ยากที่จะหาผู้เสมอ ยากที่จะข่มขี่ได้ ผู้สูงสุดกว่าโลก ทั้งปวง ได้เสด็จอุบัติขึ้น พระองค์ทรงสมบูรณ์ด้วยจรณะ
หน้า 247 ข้อ 362
เป็นผู้ประเสริฐ เที่ยงตรง ทรงมีความเพียรเผากิเลส ทรงแสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ทรงเปลื้อง สรรพสัตว์เป็นอันมากให้พ้นจากกิเลสเครื่องจองจำ, เรา เกิดเป็นนกดุเหว่าขาวอยู่ในพระอารามอันน่าเพลิดเพลินใจ ขอพระผุสสะสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราอยู่ที่ต้น มะม่วงใกล้พระคันธกุฎี ครั้งนั้นเราเห็นพระพิชิตมารผู้สูง สุด เป็นพระทักขิไณยบุคคล เสด็จดำเนินไปบิณฑบาต จักทำจิตให้เลื่อมใส แล้วร้องด้วยเสียงอันไพเราะ ครั้งนั้น เราบินไปสวนหลวง คาบผลมะม่วงสุกดี มีผิวดังทองคำ เอามาน้อมถวายแด่พระสัมพุทธเจ้า เวลานั้น พระ- พระพิชิตมารผู้ประกอบด้วยพระกรุณา ทรงทราบวารจิต ของเรา จึงทรงรับบาตรจากมือของภิกษุผู้อุปัฏฐาก เรามี จิตร่าเริง ถวายผลมะม่วงแด่พระมหามุนี เราใส่บาตร แล้วก็เอาปีกจบ ร้องด้วยเสียงอันไพเราะ เสนาะน่าฟัง น่ายินดี เพื่อบูชาพระพุทธเจ้าแล้วไปรังนอน. ครั้งนั้น นกเหยี่ยวผู้มีใจชั่วช้าได้โฉบเอาเราผู้มีจิตเบิกบาน ผู้มี อัธยาศัยไปสู่ความรักในพระพุทธเจ้าฆ่าเสีย เราจุติจาก อัตภาพนั้น ไปเสวยสุขมากมายในสวรรค์ชั้นดุสิตแล้วมา สู่กำเนิดมนุษย์ เพราะกรรมนั้นชักนำไป. ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้มีพระนามตามพระโคตรว่า กัสสป เป็น เผ่าพันธุ์พรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่านักปราชญ์ ได้อุบัติขึ้น พระองค์ทรงยังพระศาสนาให้โชติช่วง ครอบ-
หน้า 248 ข้อ 362
งำพวกเดียรถีย์ผู้หลอกลวง ทรงแนะนำเวไนยสัตว์ทั้ง- หลาย พระองค์พร้อมทั้งพระสาวกปรินิพพานแล้ว. เมื่อ พระองค์ผู้เลิศในโลกปรินิพพานแล้ว ประชุมชนเป็นอัน มากที่เลื่อมใส จักกระทำพระสถูปของพระศาสดา เพื่อ บูชาพระพุทธเจ้า. เขาปรึกษากันอย่างนี้ว่า จักช่วยกัน ทำพระสถูปของพระมเหสีเจ้า ให้สูง ๗ โยชน์ ประดับ ด้วยรัตนะ ๗ ประการ ครั้งนั้น เราเป็นแม่ทัพของพระเจ้า กาสีพระนามว่า กิกิ ได้พูดลดประมาณเจดีย์ของพระ- พุทธเจ้าผู้หาประมาณมิได้ ครั้งนั้น ชนเหล่านั้นได้ช่วย กันทำเจดีย์ของพระศาสดาผู้มีปัญญาว่านรชน สูงโยชน์ เดียวประดับด้วยรัตนะนานาชนิด ตามถ้อยคำของเรา. เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตจำนงไว้ เราละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ก็ในภพ สุดท้าย ในบัดนี้เราเกิดในสกุลเศรษฐีอันมั่งคั่ง สมบูรณ์ มีทรัพย์มาก ในนครสาวัตถีอันประเสริฐ เราได้เห็น พระสุคตเจ้าคราวเสด็จเข้าพระนคร ก็อัศจรรย์ใจ จึง บวช ไม่นานก็ได้บรรลุพระอรหัต. เพราะกรรมที่ได้ทำ (การลด) ขนาดพระเจดีย์นั้น เราจึงมีร่างกายต่ำเตี้ยควร แก่การดูหมิ่น เราบูชาพระพุทธเจ้าองค์ที่ ๗ ด้วยสุรเสียง อันไพเราะ. จึงได้ถึงความเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้มี เสียงไพเราะ. เพราะการถวายผล (มะม่วง) แด่พระ- พุทธเจ้า และเพราะการระลึกถึงพระพุทธคุณ เราจึง
หน้า 249 ข้อ 362
สมบูรณ์ด้วยสามัญผล ไม่มีอาสวะอยู่ เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว...ฯลฯ... คำสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ ทำตามแล้ว. ในกาลต่อมา เมื่อท่านจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถา๓คาถา* เหล่านี้ว่า ภัททิยภิกขุอยู่ ณ อัมพาฏการามอันเลิศใกล้ไพรสณฑ์ ได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้เจริญด้วยคุณมี ศีลเป็นต้น เพ่งฌานอยู่ในไพรสณฑ์นี้ กามโภคีบุคคล บางพวก ย่อมยินดีเสียงตะโพน เสียงพิณ และบัณเฑาะว์ แต่ความยินดีของพวกเขานั้นไม่ประเสริฐไม่ประกอบด้วย ประโยชน์ ส่วนเรายินดีแล้วในคำสอนของพระพุทธ- เจ้า ยินดีอยู่โคนไม้. ถ้าพระพุทธเจ้าประทานพรแก่เรา และเราก็รับพรนั้นแล้ว ถือเอากายคตาสติอันชาวโลก ทั้งปวงพึงเจริญเป็นนิตย์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปเร แปลว่า ประเสริฐ คือยิ่ง อธิบายว่า วิเศษ. จริงอยู่ ปร ศัพท์นี้ บอกถึงอรรถว่า ยิ่ง เหมือนในประโยคมี อาทิว่า ดุจยิ่งกว่าประมาณ. บทว่า อมฺพาฏการาเม ได้แก่ในอารามมีชื่ออย่างนี้ . ได้ยินว่า อารามนั้นสมบูรณ์ด้วยร่มเงาและน้ำ ประดับด้วยไพรสณฑ์อันน่ารื่นรมย์. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวให้พิเศษด้วยศัพท์ว่า ปเร. ส่วนอาจารย์บางพวก กล่าวว่า ในอัมพาฏกวัน คือในป่าที่กำหนดหมายเอาด้วยต้นมะกอก. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๒.
หน้า 250 ข้อ 362
บทว่า วนสณฺฑมฺหิ ได้แก่ในป่าชัฏ อธิบายว่า ในป่าเป็นที่รวม ต้นไม้ กอไม้ และเครือเถาที่สะสมกันอยู่หนาแน่น. บทว่า ภทฺทิโย ได้แก่ ผู้มีชื่ออย่างนี้. พระเถระพูดถึงตนเอง เหมือนกะคนอื่น. บทว่า สมูลํ ตณฺหมพฺพุยฺห ความว่า อวิชชา ชื่อว่ารากเหง้าของ ตัณหา เพราะฉะนั้น จึงถอนตัณหาพร้อมทั้งวิชชาด้วยอรหัตมรรค. บทว่า ตตฺถ ภทฺโทว ฌายติ ความว่า เป็นผู้เจริญ คืองดงามด้วยศีล เป็นต้นอันเป็นโลกุตระ เพราะเป็นผู้ทำกิจเสร็จแล้ว จึงเพ่งอยู่ด้วยฌาน อันสัมปยุตด้วยอรหัตผล โดยธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน ในไพร- สณฑ์นั้น. พระเถระครั้นแสดงความยินดีในวิเวกของคนว่า ยับยั้งอยู่ด้วยผลสุข และฌานสมาบัติทั้งหลาย ดังนี้แล้ว จึงแสดงความนั้นนั่นแหละโดยพยัติ- เรกมุข คือด้านขัดแย้ง แม้ด้วยคาถาว่า รมนฺเตเก กามโภคีบุคคลบาง พวกยินดี ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุทิงฺเคหิ ได้เเก่ตะโพน ที่ประกอบ เป็นตัวเป็นต้น บทว่า วีณาหิ ได้แก่ พิณอันเป็นเครื่องบันเทิงเป็นต้น. บทว่า ปณเวหิ ความว่า กามโภคีบุคคลพวกหนึ่งย่อมยินดีด้วย ดนตรี ก็ความยินดีของกามโภคีบุคคลเหล่านั้นนั่น ไม่ประเสริฐ ไม่ ประกอบด้วยประโยชน์. บทว่า อหญฺจ แก้เป็น อหํ ปน. อธิบายว่า เราผู้เดียวยินดีในคำ
หน้า 251 ข้อ 362
สอนของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ เราจึงยินดี คือยินดียิ่งอยู่ที่โคนไม้. พระเถระระบุถึงความยินดีในวิเวกของตนอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อ จะสรรเสริญกายคตาสติกรรมฐานที่เจริญแล้วบรรลุพระอรหัต จึงกล่าว คาถาว่า พุทฺโธ เจ เม ดังนี้. ความแห่งคาถานั้นว่า ข้าพระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าอัน เราอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอพรอย่างหนึ่งกะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ไม่ทรงปฏิเสธว่า ดูก่อนภิกษุ ตถาคตทั้งหลายล่วง พ้นพรเสียแล้วแล แล้วพึงให้พรแก่เราตามที่ทูลขอ และพรนั้นเราได้เต็ม ตามความประสงค์ของเรา คือพึงทำความปรารถนาแห่งใจของเราให้ถึง ที่สุด พระเถระกล่าวด้วยความปริกัปด้วยประการดังกล่าวมานี้. พระเถระ เมื่อจะแสดงว่า เรารับพรเพราะทำการขอพรว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอสัตวโลกทั้งมวลควรเจริญกายคตาสติกรรมฐานทุกกาลเวลา และว่า สัตวโลกทั้งมวลควรเจริญกายคตาสติเป็นนิตย์ จึงกล่าวว่า เราถือเอา กายคตาสติอันโลกทั้งปวงพึงเจริญเป็นนิตย์. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะ สรรเสริญการพิจารณาโดยมุข คือการติเตียนโดยไม่พิจารณา จึงได้กล่าว คาถา ๔ คาถา๑นี้ว่า ชนเหล่าใดถือรูปร่างเราเป็นประมาณ และถือเสียง เราเป็นประมาณ ชนเหล่านั้นตกอยู่ในอำนาจฉันทราคะ ย่อมไม่รู้จักเรา, คนพาลถูกกิเลสกั้นไว้รอบด้าน ย่อมไม่รู้ ภายในทั้งไม่เห็นภายนอก ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๒.
หน้า 252 ข้อ 362
แม้บุคคลผู้เห็นผลภายนอก ไม่รู้ภายใน เห็นแต่ภายนอก ก็ลอยไปตามเสียงโฆษณา. ส่วนผู้ใดมีความเห็นไม่ถูก กั้น ย่อมรู้ชัดทั้งภายใน และเห็นแจ้งทั้งภายนอก ผู้นั้น ย่อมไม่ลอยไปตามเสียงโฆษณา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย มํ รูเปน ปามึสุ ความว่า ชนเหล่าใด ไม่รู้ คือประมาณเราผู้ทรามด้วยรูปของเราอันไม่น่าเลื่อมใส คือต่ำทราม และด้วยสรีระคือธรรมว่า ปัญญาก็เช่นกับอาการ อธิบายว่า เยาะเย้ยว่า ผู้นี้เลวทราม จึงสำคัญโดยการกำหนดเอา. บทว่า เย จ โฆเสน อนฺวคู ความว่า ก็ข้อที่สัตว์สำคัญเราไปตาม เสียงโฆษณา ด้วยอำนาจการยกย่องเป็นอันมากนั้น เป็นความผิดของสัตว์ เหล่านั้น เพราะเราอันบุคคลจะพึงดูหมิ่นด้วยเหตุสักว่ารูปก็หามิได้ หรือ ไม่พึงรู้มากด้วยเหตุสักว่าเสียงโฆษณา เพราะฉะนั้น ชนเหล่านั้นผู้ตกอยู่ ในอำนาจฉันทราคะ ย่อมไม่รู้จักเรา อธิบายว่า ชนแม้ทั้งสองพวกนั้น ผู้ตกลงสู่อำนาจของฉันทราคะ คือละฉันทราคะไม่ได้ จึงไม่รู้จักเราผู้ละ ฉันทราคะได้โดยประการทั้งปวง. เพื่อจะแสดงว่า คนเช่นเราไม่เป็นวิสัยของชนเหล่านั้น เพราะเป็น ผู้มีวัตถุอันใคร ๆ กำหนดไม่ได้ทั้งภายในและภายนอก พระเถระจึงกล่าว คำมีอาทิว่า อชฺฌตฺตํ ดังนี้. บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้น ใน สันดานของตน. บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ในสันดานของคนอื่น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อชฺฌตฺตํ ได้แก่ ศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสกขะเป็นต้น ในภายในของ
หน้า 253 ข้อ 362
เรา. บทว่า พหิทฺธา ได้แก่ ความเป็นไปแห่งรูปธรรม และความเป็น ไปแห่งจักขุวิญญาณเป็นต้น ในภายนอกอันประกอบด้วยความสมบูรณ์ แห่งมารยาทเป็นต้นของเราเท่านั้น. บทว่า สมนฺตาวรโณ ความว่า เพราะไม่รู้ทั้งภายในและภายนอก อย่างนี้ จึงเป็นผู้ประกอบด้วยกิเลสเครื่องกั้นโดยรอบ คือ เป็นผู้มีคติแห่ง ญาณอันถูกกั้นแล้ว. บทว่า ส เว โฆเสน วุยฺหติ ความว่า คนพาลผู้มีความรู้อันผู้อื่น จะพึงแนะนำนั้น ย่อมลอยไป คือถูกนำออกไป ได้แก่ถูกคร่ามาตามเสียง โฆษณา คือตามคำของตนอื่น. บทว่า พหิทฺธา จ วิปสฺสติ ความว่า ก็บุคคลใดย่อมไม่รู้ภายใน โดยนัยดังกล่าวแล้ว แต่ย่อมเห็นโดยแจ่มแจ้งในภายนอก ตามแนวที่ได้ ฟังแล้ว หรือตามที่ทรงไว้ซึ่งสมบัติแห่งมารยาทเป็นต้น คือย่อมเข้าใจว่า เป็นผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ, บุคคลแม้นั้นผู้เห็นผลภายนอก คือถือเอาเพียง ผล โดยการถือเอาตามนัย ย่อมลอยไปตามเสียงโฆษณา โดยนัยดังกล่าว แล้ว แม้บุคคลนั้นก็ย่อมไม่รู้จักคนเช่นเรา. ส่วนบุคคลใดย่อมรู้ภายใน คือคุณมีศีลขันธ์อันเป็นของพระอเสกขะ เป็นต้น ในภายในของพระขีณาสพ และเห็นการประกอบคุณวิเศษโดย แจ่มแจ้งในภายนอกด้วยการกำหนดข้อปฏิบัติของพระขีณาสพนั้น. เป็น ผู้มีความเห็นไม่ถูกกั้น คือเป็นผู้อันใคร ๆ กั้นไม่ได้ สามารถรู้เห็นคุณ ของพระอริยะทั้งหลาย บุคคลนั้นย่อมไม่ลอยไปด้วยเหตุสักว่าเสียงโฆษณา เพราะเห็นตามความเป็นจริง ฉะนี้แล. จบอรรถกถาลกุณฑกภัททิยเถรคาถาที่ ๒
หน้า 254 ข้อ 363
๓. ภัททเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระภัททเถระ [๓๖๓] เราเป็นบุตรคนเดียว ซึ่งเป็นที่รักของมารดาบิดา เพราะเหตุว่ามารดาบิดาได้เรามาด้วยการประพฤติวัตร และการอ้อนวอนขอเป็นอันมาก ก็มารดาและบิดาทั้งสอง นั้น มุ่งหวังความเจริญแสวงหาประโยชน์เพื่ออนุเคราะห์ เรา จึงนำเรามาถวายแด่พระพุทธเจ้าแล้วทูลว่า บุตรของ ข้าพระองค์นี้เป็นสุขุมาลชาติได้รับแต่ความสุข เป็นบุตร ที่ข้าพระองค์ได้มาโดยยาก ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาถะ ของโลก ข้าพระองค์ทั้งสองขอถวายบุตรสุดที่รักนี้ ให้ เป็นคนรับใช้ของพระองค์ ผู้ทรงชนะกิเลสมาร ก็ พระศาสดาทรงรับเราแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่าจง รีบให้เด็กคนนี้บรรพชาเถิด เพราะเด็กคนนี้จักเป็นผู้รอบรู้ รวดเร็ว. พระศาสดาผู้ทรงชนะมาร รับสั่งให้พระอานนท์ บรรพชาให้เราแล้วเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี เมื่อพระ- อาทิตย์ยังไม่อัสดง จิตของเราก็พ้นจากอาสวกิเลส ทั้งปวง ภายหลัง พระศาสดาทรงออกจากสมาบัติแล้ว เสด็จออกจากที่เร้น รับสั่งกะเราว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ภัททะ การรับสั่งเช่นนั้น เป็นการอุปสมบทของเรา เรา
หน้า 255 ข้อ 363
เกิดมาได้ ๗ ปี ก็ได้อุปสมบท ได้บรรลุวิชชา ๓ น่า อัศจรรย์ ความที่ธรรมเป็นธรรมดี. จบภัททเถรคาถา อรรถกถาภัททเถรคาถาที่ ๓ คาถาของท่านพระภัททเถระ มีคำเริ่มต้นว่า เอกปุตฺโต ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า พระเถระนี้เอาปัจจัย มีจีวรเป็นต้น บูชาพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าปทุมุตตระ และภิกษุสงฆ์ประมาณหนึ่งแสน. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลเศรษฐี ในกรุงสาวัตถี ก็เมื่อจะเกิด มารดาบิดาไม่มีบุตร แม้จะทำการอ้อนวอนขอต่อเทวดาเป็นต้นก็ไม่ได้ จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว กราบทูลอ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าข้าพระองค์ทั้งสองจักได้บุตรสักคนหนึ่งไซร้ จักถวายบุตรนั้นแก่พระ- องค์เพื่อต้องการให้เป็นทาส ดังนี้แล้วก็ไป. มีเทวบุตรตนหนึ่งจะหมดอายุ รู้ความประสงค์ของพระศาสดา ดำรงอยู่แล้ว ท้าวสักกะเทวราชจึงรับสั่ง ว่า เธอจงบังเกิดในตระกูลโน้น จึงบังเกิดในตระกูลเศรษฐีนั้น พวกญาติ ตั้งชื่อท่านว่า ภัททะ. เขาเกิดอายุได้ ๗ ขวบ มารดาบิดาได้แต่งตัวแล้วนำเข้าเฝ้าพระผู้มี- พระภาคเจ้า กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ทารกที่ข้าพระองค์ทั้งสอง
หน้า 256 ข้อ 363
ขอพระองค์ได้มานั้น คือเด็กคนนี้ ข้าพระองค์ทั้งสองขอมอบถวายเด็กคน นี้แด่พระองค์. พระศาสดาทรงสั่งพระอานนทเถระว่า เธอจงบวชเด็กคนนี้ ก็แล ครั้นสั่งแล้วจึงเสด็จเข้าพระคันธกุฎี. พระเถระให้เขาบวชแล้ว บอกแนว ทางวิปัสสนาโดยย่อ. เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย เธอบำเพ็ญ- วิปัสสนากรรมฐาน เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันขึ้น บำเพ็ญภาวนาก็ได้ อภิญญา ๖. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน*ว่า หมู่ชนทั้งปวงเข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระผู้มีจิตเมตตา เป็นมหามุนีอัครนายกแห่งโลก ทั้งปวง. ชนทั้งปวงย่อมถวายอามิส คือ สัตตุก้อน สัตตุผง น้ำ และข้าวแด่พระศาสดา และในพระสงฆ์ผู้เป็นบุญ เขตอันยอดเยี่ยม. แม้เราก็จักนิมนต์พระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐสุดและพระสงฆ์ผู้ยอดเยี่ยม แล้วจักถวายทานแด่ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา ผู้คงที่. คนเหล่านี้เป็น ผู้อันเราส่งไปให้นิมนต์พระตถาคต และภิกษุสงฆ์ทั้งสิ้น ผู้เป็นเนื้อนาบุญอันยอดเยี่ยม. บัลลังก์ทองมีค่าแสนหนึ่ง ลาดด้วยเครื่องลาดวิเศษมีขนยาว ด้วยเครื่องลาดยัดนุ่น เครื่องลาดมีรูปดอกไม้ ผ้าเปลือกไม้และผ้าฝ้าย. เราได้ ให้จัดตั้งอาสนะอันควรค่ามาก สมควรแด่พระพุทธเจ้า. พระพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลกประ- เสริฐกว่าเทวดา ผู้องอาจกว่านระ แวดล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ ๑. ขุ. อุ. ๓๒/ข้อ ๔๕.
หน้า 257 ข้อ 363
เสด็จเข้ามาสู่ประตูบ้าน เรามีจิตเลื่อมใส มีใจโสมนัส ต้อนรับพระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก ผู้ทรงยศ นำเสด็จเข้าสู่เรือนของตน. เรามีจิตเลื่อมใส มีใจ โสมนัส อังคาสภิกษุ ๑ แสน และพระพุทธเจ้าผู้นายก ของโลกให้อิ่มหนำด้วยข้าวชั้นพิเศษ. พระพุทธเจ้าพระ- นามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้แจ้งโลก ทรงรับเครื่องบูชา แล้วประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้ใดถวายอาสนะทอง อันลาดด้วยเครื่องลาด วิเศษมีขนยาวนี้ เราตถาคตจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เป็นท้าวเทวราชอันนาง อัปสรแวดล้อม เสวยสมบัติอยู่ ๗๔ ครั้ง จักได้เป็นเจ้า ประเทศราชครอบครองพสุธา ๑,๐๐๐ ครั้ง จักได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิ ๕๑ ครั้ง จักเป็นผู้มีสกุลสูงในภพและ กำเนิดทั้งปวง ภายหลัง ผู้นั้นอันกุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้ว จับบวชเป็นสาวกของพระศาสดา โดยชื่อว่าภัททิยะ. เรา เป็นผู้ขวนขวายในวิเวก มีปกติอยู่ในเสนาสนะอันสงัด. ผลทั้งปวงเราบรรลุแล้ว วันนี้เราเป็นผู้สละกิเลสได้แล้ว. พระสัพพัญญูผู้นายกของโลก ทรงทราบคุณทั้งปวงของ เราแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้า เราได้กระทำตามแล้ว.
หน้า 258 ข้อ 363
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทรามว่าอภิญญา ๖ เกิดขึ้นแก่ท่านแล้ว จึง ตรัสว่า มาเถิดภัททะ. ทันใดนั้นเอง พระภัททะนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ได้ยืนประคองอัญชลีอยู่ในที่ใกล้พระศาสดา. ก็พระวาจา ที่พระศาสดารับสั่งดังนั้นแหละได้เป็นอุปสมบทของเธอ. ได้ยินว่า การ อุปสมบทนั่นชื่อว่าพุทธอุปสมบท อุปสมบทต่อพระพุทธเจ้า. พระ- เถระเมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล โดยมุ่งกล่าวประวัติของตนตั้งแต่เกิด จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า เราเป็นบุตรคนเดียว ซึ่งเป็นที่รักของมารดาบิดา เพราะเหตุว่า มารดาบิดาได้เรามาด้วยการประพฤติวัตร และการอ้อนวอนขอเป็นอันมาก ก็มารดาบิดาทั้งสองนั้น มุ่งหวังความเจริญ แสวงหาประโยชน์เพื่ออนุเคราะห์เรา จึงนำเรามาถวายแด่พระพุทธเจ้าแล้วทูลว่า บุตรของข้า- พระองค์นี้เป็นสุขุมาลชาติได้รับแต่ความสุข เป็นบุตรที่ ข้าพระองค์ได้มาโดยยาก. ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นนาถะ ของโลก ข้าพระองค์ทั้งสองขอถวายบุตรสุดที่รักนี้ ให้ เป็นคนรับใช้ของพระองค์ ผู้ทรงชนะกิเลสมาร. ก็ พระศาสดาทรงรักเราแล้ว รับสั่งกะท่านพระอานนท์ว่า จงรีบให้เด็กคนนี้บรรพชาเถิด เพราะเด็กคนนี้จักเป็นผู้ รอบรู้รวดเร็ว. พระศาสดาผู้ทรงชนะมารรับสั่งให้พระ- อานนท์บรรพชาให้เรา แล้วเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. เมื่อ พระอานนท์บรรพชาให้เรา แล้วเสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี. เมื่อ พระอาทิตย์ยังไม่อัสดง จิตของเราก็พ้นจากอาสวกิเลส ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๓.
หน้า 259 ข้อ 363
ทั้งปวง ภายหลัง พระศาสดาทรงออกจากสมาบัติแล้ว เสด็จออกจากที่เร้น รับสั่งกะเราว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ภัททะ การรับสั่งเช่นนั้น เป็นการอุปสมบทของเรา เรา เกิดมาได้ ๗ ปี ก็ได้อุปสมบท ได้บรรลุวิชชา ๓ น่า อัศจรรย์ ความที่ธรรมเป็นธรรมดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วตจริยาหิ ความว่า ด้วยการได้ฟังคำ ของสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่กล่าวว่า ท่านทั้งหลายกระทำอย่างนี้แล้วจัก ได้บุตร แล้วจึงประพฤติวัตรมีการดื่มนมสดไม่บริโภคอาหารเป็นต้น. บทว่า อายาจนาหิ ได้แก่ ด้วยขอต่อเทวดาและขอต่อพระศาสดา, ก็คำว่า อายาจนาหิ นี้เท่านั้นเป็นเหตุในเรื่องนี้ พระเถระกล่าวคำอื่น เพื่อแสดงการปฏิบัติของมารดาบิดา และเพื่อแสดงภาวะที่มารดาบิดาได้ บุตรยาก. บทว่า เต โยค มาตาปิตโร. บทว่า อุปนามยุํ แปลว่า นำเข้า ไปถวาย. บทว่า สุเขธิโต ได้แก่ เจริญด้วยความสุข. บทว่า เต แปลว่า แด่พระองค์. บทว่า ปริจาริกํ ได้แก่ ให้เป็นผู้กระทำกรณียกิจ. บทว่า เหสฺสตฺยาชานิโย ยํ ความว่า เด็กคนนี้จักเป็นผู้รู้ได้ รวดเร็วในศาสนาของเรา. เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึงได้ตรัสว่า จงรีบ ให้บวชในวันนี้ทีเดียว. บทว่า ปพฺพาเชตฺวาน ได้แก่ สั่งพระอานนทเถระให้บวชให้. บทว่า วิหารํ ได้แก่ พระคันธกุฎี. บทว่า อโนคฺคตสฺมึ สูริยสฺมึ ได้แก่ เมื่อพระอาทิตย์ยังไม่อัสดง.
หน้า 260 ข้อ 363
บทว่า ตโต จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า เบื้องหน้าแต่ปรารภ วิปัสสนานั้น ไม่นานนักจิตของเราก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งปวง คือเรา เป็นผู้สิ้นอาสวะแล้ว. บทว่า ตโต ได้แก่ ภายหลังแต่การสิ้นอาสวะของเรา. บทว่า นิรากตฺวา ได้แก่ เข้าผลสมาบัติที่ตนเข้าแล้วออกจาก ผลสมาบัตินั้น. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ออกจากที่เร้น. บทว่า สา เม อาสูปสมฺปทา ความว่า พระวาจาของพระศาสดาที่ตรัสเจาะจงเราว่า มา เถิดภัททะ นั้นนั่นแลเป็นอุปสมบทของเรา. ด้วยบทว่า เราเกิดได้ ๗ ปีก็ได้อุปสมบท นี้ พระเถระแสดงถึง การอนุเคราะห์อย่างดีที่พระศาสดาทรงกระทำ และความที่พระศาสนาเป็น นิยยานิกธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ด้วยประการอย่างนี้ . ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า น่าอัศจรรย์ความที่ธรรมเป็นธรรมดี ดังนี้. ก็ในที่นี้ พระเถระแม้จะประกาศความเป็นพระขีณาสพด้วยคำว่า " จิตของเราหลุดพ้นแล้ว" ก็ได้แสดงเอกเทศของโลกิยอภิญญาไว้ว่า เรา บรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ เพื่อจะประกาศความที่ตนมีอภิญญา ๖. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า เราทำให้แจ้งอภิญญา ๖ แล้ว. จบอรรถกถาภัททเถรคาถาที่ ๓
หน้า 261 ข้อ 364
๔. โสปากเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสปากเถระ [๓๖๔] เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงกว่านรชน เป็นบุรุษอุดม เสด็จจงกรมอยู่ที่ร่มเงาแห่งพระคันธกุฎี จึงเข้าไปเฝ้า ถวายบังคม ณ ที่นั้น เราห่มจีวรเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนม มือเดินจงกรมตามพระองค์ผู้ปราศจากกิเลสธุลี ผู้สูงสุด กว่าสัตว์ทั้งปวง ลำดับนั้น พระองค์ได้ตรัสถามปัญหาเรา เราเป็นผู้ฉลาดรอบรู้ปัญหาทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีความ หวาดหวั่นและไม่กลัว ได้พยากรณ์แด่พระศาสดา เมื่อ เราวิสัชนาปัญหาแล้ว พระตถาคตทรงอนุโมทนา ทรง ตรวจดูหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า โสปากภิกษุนี้ บริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย ของ ชาวอังคะและมคธะเหล่าใด เป็นลาภของชาวอังคะและ มคธะเหล่านั้น อนึ่ง ได้ตรัสว่าเป็นลาภของชาวอังคะและ ชาวมคธะ ที่ได้ต้อนรับและทำสามีจิกรรมแก่โสปากภิกษุ ดูก่อนโสปากะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ให้เธอเข้ามาหา เราได้ ดูก่อนโสปากะ การวิสัชนาปัญหานี้จงเป็นการ อุปสมบทของเธอ เรามีอายุได้ ๗ ปีแต่เกิดมา ก็ได้ อุปสมบท ทรงร่างกายอันมีในชาติสุดท้ายไว้. น่าอัศจรรย์ ความที่ธรรมเป็นธรรมดี. จบโสปากเถรคาถา
หน้า 262 ข้อ 364
อรรถกถาโสปากเถรคาถาที่ ๔ คาถาของท่านพระโสปากเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ทิสฺวา ปาสาท- ฉายายํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าปางก่อน ทั้งหลาย สั่งสมบุญทั้งหลายไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า สิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ รู้เดียงสาแล้ว ถึงความ สำเร็จในวิชาและศิลปะทั้งหลายของพวกพราหมณ์ เห็นโทษในกาม จึง ละการครองเรือนบวชเป็นดาบสอยู่ ณ ภูเขาลูกหนึ่ง. พระศาสดาทรงทรามว่าดาบสนั้นใกล้จะมรณะ จึงได้เสด็จเข้าไปยัง สำนักของท่าน. ดาบสนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีจิตเลื่อมใส เมื่อ จะประกาศความปีติและปราโมทย์อันยิ่งใหญ่ จึงได้ตกแต่งอาสนะดอกไม้ ถวาย. พระศาสดาประทับนั่งบนอาสนะนั้นแล้ว ตรัสธรรมีกถาอันสัมปยุต ด้วยอนิจจตา เมื่อพระดาบสนั้นเห็นอยู่นั่นแล ได้เสด็จไปทางอากาศ. ดาบสนั้นละการยึดถือว่าเที่ยงที่ตนเคยถือในกาลก่อน แล้วตั้งอนิจจสัญญา ไว้ในหทัย กระทำกาละแล้วได้เกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในโสปาก- กำเนิด๑ ในเมืองราชคฤห์. ปรากฏโดยชื่ออันมีมาโดยกำเนิดว่า โสปากะ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ท่านเกิดในตระกูลพ่อค้า ส่วนคำว่าโสปากะ เป็นแต่เพียงชื่อ. คำนั้นผิดจากบาลีในอุทาน เพราะกล่าวไว้ว่า เมื่อถึง ภพสุดท้าย เราเกิดในกำเนิดโสปากะ ดังนี้. เมื่อเขาเกิดได้ ๔ เดือน บิดาก็ตาย อาจึงเลี้ยงไว้. ท่านเกิดได้ ๗ ปีโดยลำดับ วันหนึ่ง อา ๑. ผู้เกิดและเติบโตในป่าช้า.
หน้า 263 ข้อ 364
โกรธว่า ทะเลาะกับลูกของตน จึงนำเขาไปยังป่าช้า เอาเชือกผูกมือทั้ง สองข้างเข้าด้วยกัน แล้วเชือกนั้นนั่นแหละผูกมัดอย่างแน่นหนาติดกับร่าง ของคนตาย แล้วก็ไปเสียด้วยคิดว่า สุนัขจิ้งจอกเป็นต้นจงกัดกิน. เพราะ เด็กนั้นเป็นผู้มีภพครั้งสุดท้าย เขาไม่อาจให้ตายได้เอง เพราะผลบุญของ เด็ก แม้สัตว์ทั้งหลายมีสุนัขจิ้งจอกเป็นต้นก็ไม่อาจครอบงำได้. ในเวลา เที่ยงคืนเด็กนั้นเพ้ออยู่ว่า คติของเราผู้ไม่มีคติจะเป็นอย่างไร หรือเผ่าพันธุ์ของ เรา ผู้ไม่มีเผ่าพันธุ์จะเป็นใคร ใครจะเป็นผู้ให้อภัยแก่ เรา ผู้ถูกผูกอยู่ในท่ามกลางป่าช้า. ในเวลานั้น พระศาสดาทรงตรวจดูเวไนยสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ ทรง เห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตอันโพลงอยู่ในภายในหทัยของเด็ก จึงทรงแผ่ พระโอภาสทำให้เกิดสติแล้วตรัสอย่างนี้ว่า มาเถิดโสปากะ อย่ากลัว จงแลดูตถาคต เราจะยัง เธอให้ข้ามพ้นไป ดุจพระจันทร์พ้นจากปากราหูฉะนั้น. ทารกตัดเครื่องผูกให้ขาดด้วยพุทธานุภาพ ในเวลาจบคาถา ได้เป็น พระโสดาบัน ได้ยืนอยู่ตรงหน้าพระคันธกุฎี. มารดาของทารกนั้นไม่เห็น บุตรจึงถามอา เมื่ออาเขาไม่บอกความเป็นไปของบุตรนั้น จึงไปค้น หาในที่นั้น ๆ คิดว่า เขาเล่าลือว่าพระพุทธเจ้าทรงรู้อดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ถ้ากระไรเราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามความเป็นไป แห่งบุตรของเรา จึงได้ไปยังสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงปกปิด ทารกนั้นด้วยพระฤทธิ์ ทรงถูกนางถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้า- พระองค์ไม่เห็นบุตรของข้าพระองค์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความ
หน้า 264 ข้อ 364
เป็นไปของเขาบ้างไหม พระเจ้าข้า. จึงตรัสธรรมว่า บุตรทั้งหลายย่อมไม่มีเพื่อความเป็นผู้ต้านทาน บิดา ก็ดี เผ่าพันธุ์ก็ดี ย่อมไม่มีเพื่อความเป็นผู้ต้านทาน ความต้านทานในหมู่ญาติ ย่อมไม่มีแก่ผู้อันความตายถึง ทับแล้ว. นางได้ฟังธรรมนั้นแล้วได้เป็นพระโสดาบัน. ทารกได้บรรลุพระ- อรหัต. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมายัง สำนักของเรา ซึ่งกำลังชำระเงื้อมเขาอยู่ที่ภูเขาสูงอัน ประเสริฐ เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จเข้ามา ได้ตกแต่ง เครื่องลาดแล้ว ได้ปูลาดอาสนะดอกไม้ถวายแด่พระ- โลกเชษฐ์ผู้คงที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้นายกของโลก ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ทรงทราบ คติของเรา ได้ตรัสความเป็นอนิจจังว่า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความที่สังขารเหล่านั้นสงบระงับ เป็นสุข พระสัพพัญญูเชษฐบุรุษของโลก เป็นพระผู้ ประเสริฐ ทรงเป็นนักปราชญ์ ตรัสดังนี้แล้ว เสด็จเหาะ ขึ้นไปในอากาศ ดังพระยาหงส์ในอัมพร เราละทิฏฐิของ ตนแล้ว เจริญอนิจจสัญญา ครั้นเราเจริญอนิจจสัญญาได้ วันเดียว ก็ทำกาละ ณ ที่นั้นเอง เราเสวยสมบัติทั้งสอง ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๒๑.
หน้า 265 ข้อ 364
อันกุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้ว เมื่อเกิดในภพที่สุด เกิดใน โสปากกำเนิด (เกิดและเติบโตในป่าช้า) เราออกจาก เรือนบวชเป็นบรรพชิต เรามีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด ได้ บรรลุพระอรหัต. เราปรารภความเพียรมีใจแน่วแน่ ตั้งมั่น อยู่ในศีล ยังพระมหานาคให้ทรงยินดีแล้ว ได้อุปสมบท. ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ด้วยผลแห่งธรรมที่เราได้ทำไว้ ในกาลนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวาย อาสนะดอกไม้. ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ เราได้เจริญ สัญญาใดไว้ในกาลนั้น เราเจริญสัญญานั้นอยู่ ได้บรรลุ ถึงความสิ้นอาสนะแล้ว. คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิสัมภิทา ๔ . . .ฯลฯ. . . คำสอนพระพุทธเจ้าเราได้ทำตามแล้ว. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงคลายพระฤทธิ์. ฝ่ายมารดาก็ได้ เห็นบุตร ร่าเริงดีใจ ได้ฟังว่าบุตรนั้นเป็นพระขีณาสพ จึงให้บวชแล้ว ก็ไป ท่านโสปากะนั้นเข้าไปเฝ้าพระศาสดาซึ่งกำลังเสด็จจงกรมอยู่ในร่ม เงาแห่งพระคันธกุฎี ถวายบังคมแล้วจงกรมตามเสด็จ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประสงค์จะทรงอนุญาตอุปสมบทแก่เธอ จึงมีพระดำรัสถามปัญหา ๑๐ ข้อ โดยมีอาทิว่า เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง ดังนี้. ฝ่ายท่านโสปากะนั้น ถือเอาพระพุทธประสงค์ เทียบเคียงกับพระ- สัพพัญญุตญาณ ทูลแก้ปัญหาเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า สพฺเพ สตฺตา อาหารฏฺิติกา สัตว์ทั้งปวงดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ดังนี้. ด้วย เหตุนั้นนั่นแล ปัญหาเหล่านั้นจึงชื่อว่า กุมารปัญหา. พระศาสดาทรงมีพระทัยโปรดปราน เพราะการพยากรณ์ปัญหาของเธอ จึงทรงอนุญาตการอุปสมบท, ด้วย
หน้า 266 ข้อ 364
เหตุนั้น อุปสมบทนั้นจึงชื่อว่า ปัญหพยากรณอุปสมบท อุปสมบทด้วย การพยากรณ์ปัญหา. พระเถระครั้นประกาศประวัติของตนดังนี้แล้ว เมื่อ จะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า เราได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดกว่านรชน เป็นอุดม บุรุษ เสด็จจงกรมอยู่ในร่มเงาแห่งพระคันธกุฎี จึงเข้า ไปเฝ้าพระองค์ ณ ที่นั้น แล้วถวายบังคม. เราห่มจีวร เฉวียงบ่าข้างหนึ่ง ประนมมือจงกรมตามพระองค์ผู้ปราศ- จากกิเลสธุลี ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง. ลำดับนั้น พระองค์ ได้ตรัสถามปัญหาเรา เราเป็นผู้ฉลาดรอบรู้ปัญหาทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีความหวาดหวั่น และไม่กลัว ได้พยากรณ์ (ปัญหา) แด่พระศาสดา เมื่อเราวิสัชนาปัญหาแล้ว พระ- ตถาคตทรงอนุโมทนา ทรงตรวจดูหมู่ภิกษุแล้ว ได้ตรัส เนื้อความนี้ว่า โสปากภิกษุนี้ บริโภคจีวร บิณฑบาต เสนาสนะ และคิลานปัจจัย ของชาวอังคะและมคธะ เหล่าใด ก็เป็นลาภของชาวอังคะและมคธะเหล่านั้น. อนึ่ง ได้ตรัสว่า เป็นลาภของชาวอังคะและมคธะ ที่ได้ต้อนรับ และทำสามีจิกรรมแก่โสปากภิกษุ. ดูก่อนโสปากะ ตั้งแต่ วันนี้เป็นต้นไป ให้เธอเข้ามาหาเราได้ ดูก่อนโสปากะ การวิสัชนาปัญหานี้ จงเป็นการอุปสมบทของเธอ. เรามี อายุได้ ๗ ปีแต่เกิดมาก็ได้อุปสมบท ยังคงทรงร่างกายอันมี ในชาติสุดท้ายนี้ไว้น่าอัศจรรย์ความที่พระธรรมเป็นธรรมดี. ๑. ขุ. เถร ๒๖/ข้อ ๓๖๔.
หน้า 267 ข้อ 364
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสาทฉายายํ ได้แก่ ในร่มเงาแห่ง พระคันธกุฎี. บทว่า วนฺทิสฺสํ แปลว่า ถวายบังคมแล้ว. บทว่า สํหริตฺวาน ปาณโย ได้แก่ การทำมือทั้งสองให้บรรจบกัน โดยอาการดอกบัวตูม. อธิบายว่า การทำอัญชลี. บทว่า อนุจงฺกมิสฺสํ ความว่า เราเดินจงกรมโดยการเดินตามไป เบื้องพระปฤษฎางค์ แห่งพระศาสดาผู้ทรงจงกรมอยู่. บทว่า วิรชํ แปลว่า ปราศจากธุลีมีราคะเป็นต้น. บทว่า ปญฺเห ได้แก่ กุมารปัญหา. บทว่า วิทู ได้แก่รู้สิ่งที่ควรรู้ อธิบายว่า รู้สิ่งทั้งปวง. ชื่อว่าผู้ ไม่สะดุ้งและไม่กลัว เพราะเราละความสะดุ้งและความกลัวที่เกิดขึ้นว่า พระศาสดาจักตรัสถามเราดังนี้ ด้วยพระอรหัตมรรคแล้ว จึงพยากรณ์. บทว่า เยสายํ โยคว่า เยสํ องฺคมคธานํ อยํ โสปาโก โสปากะบริโภคจีวร ฯลฯ ของชาวอังคะและมคธะเหล่าใด. บทว่า ปจฺจยํ ได้แก่ คิลานปัจจัย. บทว่า สามีจึ ได้แก่ กระทำสามีจิกรรม มีการหลีกทางให้ และการพัดวีเป็นต้น. ท อักษรในบทว่า อชฺชทคฺเค นี้ กระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า กระทำวันนี้ให้เป็นต้นไป คือจำเดิมแต่วันนี้. บาลีว่า อชฺชตคฺเค ดังนี้ ก็มี อธิบายว่า กระทำกาลมีในวันนี้ให้เป็นต้นไป. บทว่า ทสฺสนาโยปสงฺกม ความว่า เธออย่าคิดว่า มีชาติต่ำ หรือ อ่อนวัยกว่า จงเข้าไปพบเรา.
หน้า 268 ข้อ 364
บทว่า เอสา เจว มีวาจาประกอบความว่า ก็พระศาสดาได้ ตรัสว่า ข้อที่เธอเทียบเคียงกับสัพพัญญุตญาณของเราแล้ว การทำการแก้ ปัญหานี้นั่นแล จงเป็นอุปสมบทของเธอ. บาลีว่า ลทฺธา เม อุปสมฺ- ปทา เราได้อุปสมบทแล้ว ดังนี้ก็มี. สำหรับอาจารย์นางพวกที่กล่าวว่า ลทฺธาน อุปสมฺปทํ ได้อุปสมบทแล้วดังนี้นั้น . บทว่า สตฺตวสฺเสน ได้แก่ โดยปีที่ ๗. อีกอย่างหนึ่ง พึงเดิมคำที่เหลือว่า สตฺตวสฺเสน หุตฺวา เป็นผู้มีอายุ ๗ ปี. ส่วนคำที่ไม่ได้กล่าวไว้ในที่นี้ ง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถาโสปากเถรคาถาที่ ๔
หน้า 269 ข้อ 365
๕. สรภังคเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสรภังคเถระ [๓๖๕] เราหักต้นแขมด้วยมือทั้งสองทำกระท่อมอยู่ เพราะ- ฉะนั้น เราจึงมีชื่อโดยสมมติว่า สรภังคะ วันนี้เราไม่ ควรหักต้นแขนด้วยมือทั้งสองอีก เพราะพระสมณโคดม ผู้เรืองยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เราทั้งหลาย. เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะ ไม่เคยได้เห็นโรคคืออุปาทานขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนั้นอันเราผู้ทำตามพระดำรัสของ พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นเทพเจ้าผู้ยิ่งใหญ่ได้เห็นแล้ว. พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า พระวิปัสสี พระสิขี พระ- เวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ พระกัสสปะ ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใดแล พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ- นามว่าโคดม ก็ได้เสร็จไปแล้วโดยทางนั้น. พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรง หยั่งถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติโดยธรรมกาย ผู้คงที่ ทรงเอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คือ อริยสัจ ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทางที่ทุกข์ไม่เป็นไป อันไม่มีที่สุด ในสงสาร เพราะกายนี้แตก และเพราะความสิ้นชีวิต
หน้า 270 ข้อ 365
การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นมิได้มี เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว จากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง. จบสรภังคเถรคาถา รวมพระคาถา พระเถระ ๕ องค์ได้กล่าวคาถาองค์ละ ๗ คาถา รวมเป็น ๓ คาถา คือ ๑. พระสุนทรสมุททเถระ ๒. พระลกุณฏกภัตทิยเถระ ๓. พระ- ภัททเถระ ๔. พระโสปากเถระ ๕. พระสรภังคเถระ. จบสัตตกนิบาต อรรถกถาสรภังคเถรคาถาที่ ๕ คาถาของท่านพระสรภังคเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สเร หตฺเถหิ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นที่เข้าไปอาศัยวิวัฏฏะ คือพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์คนหนึ่ง ในกรุงราชคฤห์ ได้มีชื่อตามวงศ์สกุลว่า อนภิลักขิต. เขาเจริญวัยแล้ว ละกามบวชเป็นดาบส หักไม้แขมและหญ้าด้วย
หน้า 271 ข้อ 365
ตนเอง เอามาทำบรรณศาลาอยู่. ตั้งแต่นั้น ดาบสนั้นจึงมีสมัญญานามว่า สรภังคะ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ได้ ทรงเห็นอุปนิสัยพระอรหัตของดาบสนั้น จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรงแสดง ธรรม. ดาบสนั้นได้ศรัทธาจึงบวช บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ไม่นาน นักก็บรรลุพระอรหัต แล้วอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ. ครั้งนั้น บรรณศาลา ที่พระเถระนั้นสร้างไว้ในคราวเป็นดาบส ได้ชำรุดพะเยิบพะยาบ. พวก มนุษย์เห็นดังนั้นจึงกล่าวกันว่า ท่านขอรับ พวกกระผมจะซ่อมแซมกุฎีนี้ เพื่อใคร. พระเถระเมื่อจะประกาศกิจทั้งปวงนั้นว่า บัดนี้ เราไม่อาจทำ กุฎีเหมือนในคราวเป็นดาบส จึงได้กล่าวคาถา๑ ๒ คาถาว่า เราหักต้นแขมด้วยมือทั้งสองทำกระท่อมอยู่ เพราะ- ฉะนั้น เราจึงมีชื่อโดยสมมติว่า สรภังคะ วันนี้ เราไม่ควร หักต้นแขมด้วยมือทั้งสองอีก เพราะพระสมณโคดมผู้ เรืองยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทแก่เราทั้งหลายไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเร หตฺเถหิ ภญฺชิตฺวา ความว่า ใน กาลก่อน คือในคราวเป็นดาบส เราเอามือทั้งสองหักไม่เเขมและหญ้า สร้างเป็นกุฎีหญ้าอาศัย คืออยู่นั่งและนอน. บทว่า เตน ได้แก่ ด้วยการหักไม้แขมทั้งหลายมาสร้างกุฎี. บทว่า สมฺมุติยา ความว่า ได้มีชื่อว่า สรภังคะ ตามสมมติเรื่อง ราวโดยลำดับ. ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๕.
หน้า 272 ข้อ 365
บทว่า น มยฺหํ กปฺปเต อชฺช ความว่า วันนี้ คือบัดนี้ เรา อุปสมบทแล้ว ไม่ควรหักไม้แขมด้วยมือทั้งสอง เพราะเหตุไร ? เพราะ พระสมณโคดมผู้เรื่องยศ ทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แก่เราทั้งหลาย. ด้วย คำนั้นพระเถระแสดงว่า สิกขาบทที่พระศาสดาทรงบัญญัติไว้ แก่เรา ทั้งหลายนั้น เราทั้งหลายย่อมไม่ล่วงละเมิด แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต. พระเถระแสดงเหตุในการไม่ซ่อมแซมกุฎีหญ้าโดยประการหนึ่ง ด้วย ประการอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงเหตุนั้นโดยปริยายอื่นอีก จึงกล่าว คาถานี้ว่า เมื่อก่อน เราผู้ชื่อว่าสรภังคะ ไม่ได้เห็นโรค คือ อุปาทานขันธ์ ๕ ครบบริบูรณ์ทั้งสิ้น โรคนี้นั้นอันเราผู้ กระทำตามพระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเทพเจ้าผู้ ยิ่งใหญ่ได้เห็นแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกลํ แปลว่า ทั้งสิ้น. บทว่า สมตฺตํ แปลว่า ครบบริบูรณ์ อธิบายว่า ไม่เหลือจากส่วน ทั้งปวง. ด้วยบทว่า โรคํ นี้ พระเถระกล่าวหมายเอาอุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่า เป็นโรค เพราะอรรถว่าเสียดแทงโดยความเป็นตัวทุกข์เป็นต้น. บทว่า นาทฺทสํ ปุพฺเพ ความว่า ในกาลก่อนแต่ได้รับโอวาทของ พระศาสดา เราไม่เคยเห็น. บทว่า โสยํ โรโค ทิฏฺโ วจนกเรนาติเทวสฺส ความว่า โรค กล่าวคือเบญขันธ์นี้นั้น อันพระสรภังคะผู้ตอบแทนพระโอวาทของพระ-
หน้า 273 ข้อ 365
สัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้เป็นเทพยิ่งใหญ่ เพราะล่วงเทพแม้ทั้งปวง คือ สมมติเทพ อุปปัตติเทพ และวิสุทธิเทพ ด้วยคุณมีศีลเป็นต้นของตน ดำรงอยู่ ได้เห็นแล้ว คือกำหนดรู้แล้วโดยความเป็นเบญจขันธ์ ด้วยปัญญา อันสัมปยุตด้วยมรรค อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา. ด้วยบทว่า โสยํ โรโค เป็นต้นนี้ พระเถระแสดงว่า แม้กุฎีคืออัตภาพก็ยิ่งไม่ห่วงใยอย่างนี้ อย่างไรจักซ่อมแซมกุฎีหญ้าภายนอก. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะพยากรณ์การบรรลุพระอรหัตของตนอย่างนี้ว่า หนทางที่เราผู้เมื่อปฏิบัติก็ได้เห็นโรค คืออัตภาพตามความเป็นจริงนี้นั้น เป็นทางทั่วไปสำหรับพระพุทธเจ้าทุกพระองค์. เพราะเหตุที่เราตั้งอยู่ใน ธรรมคือโอวาทของพระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้น อันเป็นดุจทองคำหักกลาง (เป็น ๒ ท่อน) จึงได้ถึงความสิ้นทุกข์ ดังนี้ จึงได้กล่าวคาถาเหล่านั้น ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี พระสิขี พระเวสสภู พระกกุสันธะ พระโกนาคมนะ และพระ- กัสสปะ ได้เสด็จไปแล้วโดยทางใด พระสัมมาสัมพุทธ- เจ้าพระนามว่าโคดม ก็เสด็จไปทางนั้น. พระพุทธเจ้า ๗ พระองค์นี้ ทรงปราศจากตัณหา ไม่ทรงถือมั่น ทรงหยั่ง ถึงความสิ้นกิเลส เสด็จอุบัติโดยธรรมกาย ผู้คงที่ ทรง เอ็นดูอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย ได้ทรงแสดงธรรม คือ อริยสัจ ๔ อันได้แก่ทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ ทางเป็นที่สิ้นทุกข์ เป็นทางที่ทุกข์ไม่เป็นรูป อันไม่มีที่สุด
หน้า 274 ข้อ 365
ในสงสาร. เพราะกายนี้แตก และเพราะความสิ้นชีวิต การเกิดในภพใหม่อย่างอื่นย่อมไม่มี เราเป็นผู้หลุดพ้น แล้วจากสรรพกิเลสและภพทั้งปวง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยเนว มคฺเคน ได้แก่ อริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ ใดแล อันเป็นส่วนเบื้องต้น. บทว่า คโต แปลว่า ถึง คือบรรลุพระนิพพาน. บทว่า วิปสฺสี ได้แก่ พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า บทว่า กกุสนฺธ เป็นบทแสดงไขที่ไม่มีวิภัตติ. บาลีว่า กกุสนฺธ- โกนาคมน ดังนี้ก็มี. บทว่า เตนญฺชเสน ได้แก่ ทาง คืออันทางประเสรินั้นนั่นแหละ. บทว่า อนาทานา ได้แก่ ผู้ไม่ถือมั่น หรือผู้ไม่มีปฏิสนธิ. บทว่า ขโยคธา ได้แก่ ผู้หยั่งลงสู่พระนิพพาน คือมีพระนิพพาน เป็นที่พึ่ง. บทว่า เยหายํ เทสิโต ธมฺโม ความว่า ศาสนธรรมนี้ พระสัมมา- สัมพุทธเจ้า ๗ พระองค์เหล่าใดทรงแสดงแล้ว คือทรงประกาศแล้ว. บทว่า ธมฺมภูเตหิ ได้แก่ มีธรรมเป็นสภาวะ เพราะเป็นธรรมกาย คือเกิดจากโลกุตรธรรม ๙ หรือบรรลุธรรม. บทว่า ตาทิภิ ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์ เป็นต้น. ด้วยบทว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ เป็นต้น พระเถระแสดงถึงธรรม ที่พระพุทธเจ้าเหล่านั้นทรงแสดง.
หน้า 275 ข้อ 365
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ เป็นการกำหนดการนับ. บทว่า สจฺจานิ เป็นเครื่องแสดงถึงธรรมที่กำหนดไว้ แต่โดย วจนัตถะ คือวิเคราะห์ความหมายของศัพท์ ชื่อว่า อริยสัจ เพราะประเสริฐ และจริง เพราะอรรถว่าแท้. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อริยสัจ เพราะพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงสัจจะ หรือเพราะสัจจะอันกระทำความ เป็นพระอริยะ. ชื่อว่า ทุกข์ เพราะเป็นของน่าเกลียด และเพราะเป็น ของว่างเปล่า ได้แก่อุปาทานขันธ์ทั้ง ๕. ชื่อว่า สมุทัย ได้แก่ตัณหา เพราะเป็นแดนเกิดแห่งทุกข์. ชื่อว่า มรรค เพราะฆ่ากิเลสทั้งหลายไป หรือเพราะผู้ต้องการพระนิพพานจะต้องแสวงหา ได้แก่ธรรม ๘ ประการ มีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ชื่อว่า นิโรธ เพราะในพระนิพพานนั้นไม่มีฝั่ง กล่าว คือสงสารเป็นที่เที่ยวไป หรือว่าเมื่อบุคคลบรรลุพระนิพพานนั้นแล้ว ย่อม ไม่มีฝั่ง หรือเป็นที่ดับทุกข์ ได้แก่พระนิพพาน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ทุกฺขกฺขโย เป็นที่สิ้นทุกข์ ในที่นี้ มีความสังเขปเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดารพึงทราบโดยนัยดังกล่าวแล้ว ในวิสุทธิมรรคนั้นแล. บทว่า ยสฺมึ ความว่า เมื่อบรรลุนิโรธ คือพระนิพพานใด. บทว่า นิวตฺตเต มีวาจาประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทั้งหลายผู้มีธรรมกาย ทรงแสดงธรรมนี้ว่า เมื่ออริยมรรคภาวนามีอยู่ ทุกข์มีชาติเป็นต้นอันหาที่สุดมิได้ คือไม่มีที่สุด ย่อมไม่เป็นไปในสงสารนี้ คือย่อมขาดสูญ ความที่ทุกข์ขาดสูญนั้น เป็นนิโรธ. พระเถระแสดงโดย สรุปถึงการบรรลุพระอรหัตของตน อันบ่งบอกด้วยกำหนดรู้ทุกข์ว่า เรา เห็นโรคคือเบญจขันธ์ โดยมีนัยอาทิว่า เภทา เพราะกายแตก ดังนี้. ส่วน
หน้า 276 ข้อ 365
ในบาลีว่า ทุกข์ย่อมเกิดในสงสารใด ประกอบความแห่งคาถาทั้งปวง ในบาลีนั้นว่า ทุกข์มีชาติเป็นต้นอันหาที่สุดมิได้นี้ ย่อมเกิดในสงสาร ที่เข้าใจกันว่าลำดับแห่งขันธ์เป็นต้นใด สงสารนั้น อื่นจากการถึงทุกข์นี้ ชื่อว่าภพใหม่เพราะเกิดบ่อยๆ. เพราะมีชีวิตินทรีย์นี้สูญสิ้นไปเพราะความ แตก คือความพินาศแห่งขันธ์ ๕ กล่าวคือกาย นอกเหนือขึ้นไปย่อม ไม่มี (อะไร) เพราะฉะนั้น เราจึงหลุดพ้น คือพรากจากสิ่งทั้งปวง คือจากกิเลสและภพทั้งปวงแล. จบอรรถกถาสรภังคเถรคาถาที่ ๕ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา สัตตกนิบาต
หน้า 277 ข้อ 366
เถรคาถา อัฏฐกนิบาต ๑. มหากัจจายนเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหากัจจายนเถระ [๓๖๖] ภิกษุไม่ควรทำการงานให้มาก ควรหลีกเร้นหมู่ชน ไม่ควรขวนขวายเพื่อยังปัจจัยให้เกิด เพราะภิกษุใดเป็นผู้ ติดรสอาหาร ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวายเพื่อยังปัจจัย ให้เกิด และชื่อว่าละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวการไหว้ การบูชาในสกุลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็นลูกศรอัน ละเอียดที่ถอนได้ยาก เพราะสักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก ภิกษุไม่ควรแนะนำสัตว์อันให้ทำกรรมอันเป็นบาป และ ไม่พึงซ่องเสพกรรมนั้นด้วยตนเอง เพราะสัตว์มีกรรม เป็นเผ่าพันธุ์ คนเราย่อมไม่เป็นโจรเพราะคำของบุคคล อื่น ไม่เป็นมุนีเพราะคำของบุคคลอื่น บุคคลรู้จักตนเอง ว่าเป็นอย่างไร แม้เทพเจ้าทั้งหลายก็รู้จักบุคคลนั้นว่าเป็น อย่างนั้น ก็คนพวกอื่นย่อมไม่รู้สึกตัวว่า พวกเราที่สมาคม นี้ จักพากันยุบยับในหมู่ชนพวกนั้น พวกใดมารู้สึกตัวว่า พวกเราจักพากันไปสู่ที่ใกล้มัจจุราช ความทะเลาะวิวาท ย่อมระงับไปเพราะพวกนั้น บุคคลผู้มีปัญญา ถึงจะสิ้น ทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ ส่วนบุคคลถึงจะมีทรัพย์ก็เป็นอยู่ ไม่ได้ เพราะไม่ได้ปัญญา บุคคลย่อมได้ยินเสียงทุกอย่าง
หน้า 278 ข้อ 366
ด้วยหู ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยจักษุ แต่นักปราชญ์ย่อม ไม่ควรละทิ้งสิ่งทั้งปวงที่ได้เห็นได้ฟังมาแล้ว ผู้มีปัญญา ถึงมีตาดี ก็ทำเหมือนคนตาบอด ถึงมีหูดี ก็ทำเหมือน คนหูหนวก ถึงมีปัญญา ก็ทำเหมือนคนใบ้ ถึงมีกำลัง ก็ทำเหมือนคนทุรพล แต่เมื่อประโยชน์นี้เกิดขึ้น ถึงจะ นอนอยู่ในเวลาใกล้ตาย ก็ยังทำประโยชน์นั้นได้. จบมหากัจจายนเถรคาถา อรรถกถาอัฏฐกนิบาต อรรถกถามหากัจจายนเถรคาถาที่ ๑ ในอัฏฐกนิบาต คาถาของท่านพระมหากัจจายนเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า กมฺมํ พหุกํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระมหากัจจายนเถระแม้นี้ เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้ว ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล เจริญวัยแล้ว วันหนึ่ง กำลังฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา พบภิกษุรูปหนึ่งที่พระ- ศาสดาทรงสถาปนาไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้จำแนกอรรถ ที่พระศาสดาตรัสไว้โดยย่อ ให้พิสดาร แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สุเมธะ เป็นผู้ทรงวิชา ไป ทางอากาศ เห็นพระศาสดาประทับนั่งในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง ใกล้ภูเขา
หน้า 279 ข้อ 366
หิมวันต์ มีใจเลื่อมใส ทำการบูชาด้วยดอกกรรณิการ์หลายดอก. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านวนเวียนไป ๆ มาๆ ในสุคตินั้นนั่นแหละ ใน กาลแห่งพระทศพลเจ้า ทรงพระนามว่ากัสสปะ (ท่าน) ได้บังเกิดใน เรือนมีตระกูล ในกรุงพาราณสี เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว ทำการบูชาในที่สร้างเจดีย์ทองคำ ด้วยแผ่นอิฐทองคำ อันมีค่าแสนหนึ่ง แล้ว ตั้งความปรารถนาไว้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอให้สรีระของ ข้าพระองค์ จงมีสีเหมือนทองคำ ในที่ที่ข้าพระองค์เกิดแล้วเถิด. ต่อแต่นั้นมา ก็บำเพ็ญแต่กุศลกรรมจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไป ในเทวโลกและมนุษยโลก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ท่านบังเกิดในบ้านปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ในกรุงอุชเชนี, ใน วันตั้งชื่อทารกนั้น มารดาคิดว่า บุตรของเรามีสีกายเหมือนทองคำ พา เอาชื่อของตนมาแล้ว ดังนี้ จึงตั้งชื่อว่า กัญจนมาณพ นั่นแล. ทารกนั้น เจริญวัยแล้ว ก็ศึกษาเล่าเรียนไตรเพทจนจบ พอบิดาล่วงไป ก็ได้ตำแหน่ง เป็นปุโรหิต. เขาปรากฏชื่อว่า กัจจายนะ ด้วยอำนาจแห่งโคตร. พระเจ้า จัณฑปัชโชตทรงสดับว่า พระพุทธเจ้าทรงอุบัติขึ้น จึงส่งเขาไปว่า อาจารย์ ท่านจงไปในที่นั้น นำเสด็จพระศาสดามาในที่นี้เถิด. กัจจายนะนั้น มีตนเป็นที่ ๘ เข้าไปเฝ้าพระศาสดา. พระศาสดา ทรงแสดงธรรมแก่เขา ในที่สุดแห่งเทศนา เขาพร้อมทั้งชนอีก ๗ คน ก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า:- ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๑.
หน้า 280 ข้อ 366
พระพิชิตมารพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ปราศจากตัณหา ทรงชำนะสิ่งที่ใคร ๆ เอาชนะไม่ได้ เป็นพระผู้นำ ได้เสด็จ อุบัติขึ้นในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระองค์เป็นผู้แกล้วกล้า สามารถ มีพระอินทรีย์เสมือนใบบัว มีพระพักตร์ปราศ- จากมลทินคล้ายพระจันทร์ มีพระฉวีวรรณปานดังทองคำ มีพระรัศมีซ่านออกจากพระองค์ เหมือนรัศมีพระอาทิตย์ เป็นที่ติดตาตรึงใจของสัตว์ ประดับด้วยพระลักษณะอัน ประเสริฐ ล่วงทางแห่งคำพูดทุกอย่าง อันหมู่มนุษย์และ อมรเทพสักการะ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ทรงยังสัตว์ให้ ตรัสรู้ ทรงนำไปได้อย่างรวดเร็ว มีพระสุรเสียงไพเราะ มีพระสันดานมากไปด้วยพระกรุณา ทรงแกล้วกล้าในที่ ประชุม พระองค์ทรงแสดงธรรมอันไพเราะ ซึ่งประกอบ ด้วยสัจจะ ๔ ทรงฉุดขึ้นซึ่งหมู่สัตว์ที่จมอยู่ในเปือกตม คือโมหะ. ครั้งนั้น เราเป็นดาบสสัญจรไปแต่คนเดียว มีป่า หิมพานต์เป็นที่อยู่อาศัย เมื่อไปสู่มนุษยโลกทางอากาศ ก็ได้พบพระพิชิตมาร เราได้เข้าไปเฝ้าพระองค์ แล้วสดับ พระธรรมเทศนาของพระธีรเจ้า ผู้ทรงพรรณนาคุณอัน ใหญ่ของพระสาวกอยู่ว่า เราไม่เห็นสาวกองค์อื่นใด ใน พระธรรมวินัยนี้ ที่จะเสมอเหมือนกับกัจจายนภิกษุนี้ ผู้ ซึ่งประกาศธรรมที่เราแสดงแล้วแต่โดยย่อ ได้โดยพิสดาร
หน้า 281 ข้อ 366
ทำบริษัทและเราให้ยินดี เพราะฉะนั้น กัจจายนภิกษุนี้จึง เลิศกว่าภิกษุผู้เลิศในการกล่าวธรรมได้โดยพิสดาร ซึ่ง อรรถแห่งภาษิตที่เรากล่าวไว้แต่โดยย่อนี้ ภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้เถิด. ครั้งนั้น เราได้ฟังพระดำรัสอันรื่นรมย์ใจแล้ว เกิด ความอัศจรรย์ จึงไปป่าหิมพานต์ นำเอากลุ่มดอกไม้มา บูชาพระผู้เป็นที่พึ่งของโลก แล้วปรารถนาฐานันดรนั้น ครั้งนั้น พระผู้ทรงละกิเลสเป็นเหตุให้ร้องไห้ ทรงทราบ อัธยาศัยของเราแล้ว ได้ทรงพยากรณ์ว่า จงดูฤๅษีผู้ประ- เสริฐนี้ ซึ่งเป็นผู้มีผิวพรรณเหมือนทองคำที่ไล่มลทินออก แล้ว มีโลมชาติชูชันและใจโสมนัส ยืนประณมอัญชลีนิ่ง ไม่ไหวติง ร่าเริง มีนัยน์ตาเต็มดี มีอัธยาศัยน้อมไปใน คุณของพระพุทธเจ้า มีธรรมเป็นธง มีหทัยร่าเริง เหมือน กับถูกรดด้วยน้ำอมฤต เขาได้สดับคุณของกัจจายนภิกษุ เข้า จึงได้ปรารถนาฐานันดรนั้น ในอนาคตกาล ฤๅษีผู้นี้จัก ได้เป็นธรรมทายาทของพระโคดม มหามุนี เป็นโอรส อันธรรนเนรมิต จักเป็นพระสาวกของพระศาสดา มีนามว่า กัจจายนะ เขาจักเป็นพหูสูตมีญาณใหญ่ รู้อธิบายแจ้งชัด เป็นนักปราชญ์ จักถึงฐานันดรนั้น ดังที่เราได้พยากรณ์ ไว้แล้ว. ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ เราได้ทำกรรมใดในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา
หน้า 282 ข้อ 366
เราท่องเที่ยวอยู่แต่ในสองภพ คือในเทวดาและมนุษย์ คติอื่นเราไม่รู้ นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา เราเกิดในสอง สกุล คือสกุลกษัตริย์และสกุลพราหมณ์ เราไม่เกิดใน สกุลที่ต่ำทราม นี้เป็นผลแห่งพุทธบูชา. และในภพสุดท้าย เราเกิดเป็นบุตรของติริติวัจฉ- พราหมณ์ ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าจัณฑปัชโชต ใน พระนครอุชเชนีอันน่ารื่นรมย์ เราเป็นคนฉลาดเรียนจบ ไตรเพท ส่วนมารดาของเราชื่อจันทนปทุมา๑ เราชื่อ กัจจายนะ เป็นผู้มีผิวพรรณงาม เราอันพระเจ้าแผ่นดิน ทรงส่งไปเพื่อพิจารณาพระพุทธเจ้า ได้พบพระผู้นำซึ่ง เป็นประตูของโมกขบุรี เป็นที่สั่งสมคุณ และได้สดับ พระพุทธภาษิตอันปราศจากมลทิน เป็นเครื่องชำระล้าง เปือกตมคือคติ จึงได้บรรลุอมตธรรมอันสงบ ระงับ พร้อม กับบุรุษ ๗ คนที่เหลือ เราเป็นผู้รู้อธิบายในพระมติอัน ใหญ่ ของพระสุคตเจ้าได้แจ้งชัด และพระศาสดา ทรงตั้งไว้ตำแหน่งเอตทัคคะ เราเป็นผู้มีความปรารถนา สำเร็จด้วยดีแล้ว เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ...ฯลฯ... พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านเหล่านั้นมีผมและหนวดเพียง ๒ องคุลี ทรงบาตรและจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นผู้คล้ายพระเถระมี ๑. บางแห่งเป็น จันทิมา.
หน้า 283 ข้อ 366
พรรษา ๖๐ พรรษา พระเถระทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จด้วยประการ ฉะนี้แล้ว จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเจ้า- จัณฑปัชโชตทรงปรารถนาเพื่อจะไหว้ที่พระบาท และเพื่อจะทรงสดับ ธรรมของพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุ เธอนั่นแหละ จงไปในที่นั้น แม้เมื่อเธอไปแล้ว พระราชาก็จักเลื่อมใสเอง. พระเถระมีตนเป็นที่ ๘ ไปในที่นั้นตามพระดำรัสสั่งของพระศาสดา ทำให้พระราชาทรงเลื่อมใสแล้ว ให้ประดิษฐานพระศาสนาในแคว้น อวันตีชนบทแล้ว ไปเฝ้าพระศาสดาอีกครั้งหนึ่ง วันหนึ่ง ท่านเห็นภิกษุ เป็นอันมากละสมณธรรมมายินดีในการงาน ยินดีในการคลุกคลี พอใจ ในรสตัณหา และอยู่ด้วยความประมาท ด้วยการที่จะโอวาทภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา๑ว่า :- ภิกษุไม่ควรทำการงานให้มาก ควรหลีกเร้นหมู่ชน ไม่ควรขวนขวายเพื่อให้ปัจจัยเกิดขึ้น เพราะภิกษุใดเป็น ผู้ติดรสอาหาร ภิกษุนั้นชื่อว่าเป็นผู้ขวนขวาย เพื่อให้ ปัจจัยเกิดขึ้น และข้อว่าละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุข มาให้ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าว การไหว้ การบูชาในสกุลทั้งหลายว่า เป็นเปือกตม เป็น ลูกศรอันละเอียด ถอนได้ยาก เพราะสักการะอันบุรุษชั่ว ละได้ยาก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมํ พหุกํ น การเย ความว่า ภิกษุ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๓๖.
หน้า 284 ข้อ 366
ไม่พึงปรารถนานวกรรมที่ใหญ่ มีการให้สร้างที่อยู่ใหม่เป็นต้น อันเป็น เหตุพัวพันต่อการบำเพ็ญสมณะธรรม, ส่วนการปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดทรุด- โทรมที่จะลงมือทำเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อบูชาพระดำรัสของพระศาสดาก็ควร ทำทีเดียว. บทว่า ปริวชฺเชยฺย ชนํ ความว่า ควรหลีกเว้นหมู่ชน ด้วยอำนาจ การคลุกคลีด้วยหมู่คณะ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ชนํ ความว่า เมื่อภิกษุ เสวนาคบหา เข้าไปนั่งใกล้บุคคลเช่นใด กุศลธรรมย่อมเสื่อมไป อกุศล- ธรรมย่อมเจริญขึ้น ภิกษุควรหลีกเว้นหมู่ชนผู้ไม่ใช่กัลยาณมิตรเช่นนั้น เสีย. บทว่า น อุยฺยเม ความว่า ภิกษุไม่พึงพยายาม ด้วยการสงเคราะห์ สกุลเพื่อให้ปัจจัยเกิดขึ้น. เพราะบทว่า โส อุสฺสุกฺโก รสานุคิทฺโธ อตฺถํ ริญฺจติ โย สุขาธิวาโห ความว่า ภิกษุใดเป็นผู้ติดรสอาหาร คือติดรส อาหารด้วยอำนาจตัณหา เป็นผู้ขวนขวายเพื่อให้ปัจจัยเกิดขึ้น ภิกษุนั้น ย่อมเป็นผู้ขวนขวายเพื่อสงเคราะห์สกุล เมื่อสกุลมีความสุข ตนเองก็พลอย มีความสุข เมื่อสกุลประสบความทุกข์ ตนเองก็พลอยมีความทุกข์ไปด้วย เมื่อกิจการงานของสกุลเกิดขึ้น ก็เอาตนเข้าไปพัวพัน ย่อมละเว้น ประโยชน์ มีศีลเป็นต้น อันจะนำความสุขมาให้ คืออันจะนำความสุขที่เกิดจากสมถะ วิปัสสนา มรรคผล และนิพพานมาให้ คือแตกตนออกจากประโยชน์นั้น โดยส่วนเดียว. พระเถระโอวาทว่า ท่านจงเว้นความยินดีในการงาน ความยินดีใน การคลุกคลี และความติดใจในปัจจัย ด้วยคาถาแรกอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะติเตียนถึงความมุ่งหวังสักการะ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ไว้.
หน้า 285 ข้อ 366
เนื้อความแห่งคาถาที่ ๒ นั้นว่า การไหว้และการบูชานี้ใด ที่หมู่ชน ตามเรือนในสกุล ทำเพื่อยกย่องคุณของบรรพชิตผู้เข้าไปเพื่อภิกษา เพราะ พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวชี้แจงหรือประกาศให้รู้ถึง การไหว้และการบูชานั้นว่า เป็นเปือกตม เพราะอรรถว่า ยังผู้ที่มิได้อบรม ตนให้จมลง และเพราะอรรถว่าทำความมัวหมองให้ และเพราะกล่าวถึง การมุ่งสักการะ ของอันธปุถุชนผู้ยังไม่รู้ทั่วถึงขันธ์ ว่าเป็นลูกศรอัน ละเอียดที่ถอนขึ้นได้ยาก เพราะเกิดเป็นความเบียดเบียน เพราะข่มขื่นภายใน และเพราะถอนขึ้นได้ยาก ด้วยเหตุเป็นสภาวะอันบุคคลรู้ได้โดยยาก ฉะนั้น นั่นแล สักการะอันบุรุษชั่วละได้ยาก คือพึงละได้โดยยาก เพราะไม่ ดำเนินไปตามข้อปฏิบัติเป็นเครื่องละสักการะนั้น, เพราะสักการะ จะเป็น อันบุรุษละได้ ก็ด้วยการละความมุ่งสักการะ ฉะนั้น ท่านจึงแสดงว่า การประกอบความเพียร เพื่อการละสักการะนั้น เป็นกรณียะที่ภิกษุควร ทำแล. ภิกษุไม่ควรแนะนำสัตว์อื่นให้ทำกรรมชั่ว และไม่พึง ซ่องเสพกรรมนั้นด้วยตนเอง เพราะสัตว์มีกรรมเป็น เผ่าพันธุ์ คนเราย่อมไม่เป็นโจรเพราะคำของบุคคลอื่น ไม่เป็นมุนีเพราะคำของบุคคลอื่น บุคคลอื่นรู้จักตนเองว่า เป็นอย่างไร แม้เทพเจ้าทั้งหลายก็รู้อักบุคคลนั้นว่าเป็น อย่างนั้น ก็คนพวกอื่นย่อมไม่รู้สึกตัวว่า พวกเราที่สมาคม นี้ จักพากันย่อยยับ ในหมู่ชนพวกนั้น พวกใดมารู้สึก ตัวว่า พวกเราจักพากันไปสู่ที่ใกล้มัจจุราช ความทะเลาะ
หน้า 286 ข้อ 366
วิวาท ย่อมระงับไปเพราะพวกนั้น บุคคลผู้มีปัญญาถึง จะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ ส่วนบุคคลถึงจะมีทรัพย์ก็เป็น อยู่ไม่ได้ เพราะไม่ได้ปัญญา บุคคลย่อมได้ยินเสียงทุก อย่างด้วยหู ย่อมเห็นสิ่งทั้งปวงด้วยจักษุ แต่นักปราชญ์ ย่อมไม่ควรละทิ้งสิ่งทั้งปวง ที่ได้เห็นได้ฟังมาแล้ว ผู้มี ปัญญาถึงมีตาดี ก็ทำเหมือนคนตาบอด ถึงมีหูดี ก็ทำ เหมือนคนหูหนวก ถึงมีปัญญา ก็ทำเหมือนคนใบ้ ถึง มีกำลัง ก็ทำเหมือนคนทุรพล แต่เมื่อประโยชน์เกิดขึ้น ถึงจะนอนอยู่ในเวลาใกล้ตาย ก็ยังทำประโยชน์นั้นได้. ได้ยินว่า พระราชาพระองค์นั้น ทรงเชื่อพวกพราหมณ์ แล้วรับสั่ง ให้ฆ่าสัตว์บูชายัญ ไม่ทรงสอบสวนการกระทำให้ถ่องแท้ ลงอาชญาผู้คน หลายคนที่มิใช่โจร ด้วยความสำคัญผิดคิดว่าเป็นโจร และในการตัดสิน คดีความ ก็ทรงตัดสินทำผู้คนที่มิได้เป็นเจ้าของ ให้เป็นเจ้าของ และทรง ตัดสินทำผู้ที่เป็นเจ้าของเดิม ไม่ให้ได้เป็นเจ้าของ. เพราะเหตุนั้น เพื่อ จะชี้แจงความนั้นกะพระราชา พระเถระจึงกล่าวคาถา ๖ คาถา โดยมีนัย เป็นต้นว่า น ปรสฺส ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปรสฺสุปนิธาย กมฺมํ มจฺจสฺส ปาปกํ ความว่า ภิกษุไม่ควรทำการแนะนำสัตว์อื่น ให้ซ่องเสพกรรมชั่ว มีการฆ่าและการจองจำเป็นต้น คือไม่ควรชักชวนบุคคลอื่นให้ทำ. บทว่า อตฺตนา ตํ น เสเวยฺย ความว่า แม้ตนเองก็ต้องไม่ทำ กรรมชั่วนั้น. เพราะอะไร ? เพราะสัตว์มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ ความว่า
หน้า 287 ข้อ 366
สัตว์เหล่านี้ย่อมเป็นทายาทของกรรม เพราะฉะนั้น ตนเองต้องไม่ทำกรรม ชั่วอะไรๆเลย ทั้งไม่ชักชวนผู้อื่นให้ทำกรรมชั่วนั้นด้วย. บทว่า น ปเร วจนา โจโร ความว่า ตนเองไม่ได้กระทำโจรกรรม จะชื่อว่าเป็นโจรเพียงถ้อยคำของบุคคลอื่นนั้นหามิได้. ไม่เป็นมุนีเพราะคำ ของบุคคลอื่น ก็เช่นกัน คือมุนีจะเป็นผู้มีกายสมาจาร วจีสมาจาร และ มโนสมาจารบริสุทธิ์ด้วยดี ด้วยเหตุเพียงถ้อยคำของบุคคลอื่นนั้นไม่ได้ เลย. ก็บทว่า ปเร ในคาถานี้ ท่านแสดงไว้เพราะไม่ทำการลบวิภัตติ. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า เมื่อท่านควรจะกล่าวว่า ปเรสํ แต่แสดงไว้ ว่า ปเร เพราะทำการลบ สํ อักษรเสีย. บทว่า อตฺตา จ นํ ยถา เวที ความว่า บุคคลรู้คน คือจิตที่ข้อง แล้วนั้นว่าเป็นอย่างไร คือรู้แจ้ง รู้ชัด ตามความเป็นจริงว่า เราบริสุทธิ์ หรือว่าไม่บริสุทธิ์ ดังนี้. บทว่า เทวาปิ นํ ตถา วิทู ความว่า วิสุทธิเทพ และอุปปัตติเทพ ย่อมรู้แจ่มชัดบุคคลนั้นว่าเป็นเช่นนั้น เพราะฉะนั้น ตนเองและเทพเช่นนั้น จึงเป็นประมาณแห่งความบริสุทธิ์และความไม่บริสุทธิ์ ในเพราะการรู้ว่า บริสุทธิ์ และไม่บริสุทธิ์ อธิบายว่า สัตว์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง ที่ถูกความอยาก และโทสะครอบงำแล้ว หารู้แจ่มชัดได้ไม่. บทว่า ปเร ความว่า เว้นบัณฑิตเสีย คนพวกอื่นนอกจากบัณฑิต นั้น คือผู้ไม่รู้จักกุศล อกุศล กรรมอันมีโทษและไม่มีโทษ กรรมและผล แห่งกรรม ความไม่งดงามแห่งร่างกาย และความที่สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง ชื่อว่า คนพวกอื่นในที่นี้. พวกเราในสมาคมนี้นั้น คือในชีวโลกนี้จักพา
หน้า 288 ข้อ 366
กันยุบยับ คือจักพากันละเว้น ได้แก่ไม่รู้ว่า พวกเราจักพากันไปสู่ที่ใกล้ มัจจุราช อัน เป็นสถานที่สงบแล้วเนือง ๆ. บทว่า เย จ ตตฺถ วิชานนฺติ ความว่า ก็ในหมู่ชนพวกนั้น พวกใด คือพวกที่เป็นบัณฑิตย่อมรู้สึกตัวว่า พวกเราจักไปสู่ที่ใกล้แห่งมัจจุราช. บทว่า ตโต สมฺมนฺติ เมธคา ความว่า ก็ชนพวกนั้น ที่รู้จักตัว แล้วอย่างนั้น ย่อมปฏิบัติเพื่อสงบระงับการทะเลาะวิวาท คือการเบียดเบียน ผู้อื่นได้ขาด ทั้งคนพวกอื่นนอกจากตนเอง ย่อมไม่ทะเลาะวิวาทกัน ไม่ เบียดเบียนกัน. ท่านแม้ทำคนที่มิใช่เป็นโจรให้เป็นโจร เพราะเหตุแห่ง ชีวิต ด้วยการลงอาชญา ทั้งทำคนที่เป็นเจ้าของ ไม่ให้ได้เป็นเจ้าของ เบียดเบียนจนถึงความเสื่อมทรัพย์ เพราะความบกพร่องแห่งปัญญา. บุคคลผู้ไม่ทำตามนั้น ชื่อว่า ผู้มีปัญญา ถึงจะสิ้นทรัพย์ก็ยังเป็นอยู่ได้ คือ ถึงทรัพย์จะหมดสิ้นไป แต่ก็ยังมีปัญญา สันโดษยินดีด้วยปัจจัยตามมีตาม ได้ เลี้ยงชีวิตด้วยการงานที่ปราศจากโทษอย่างเดียวนี้ ชื่อว่า ชีวิตของ บุคคลผู้มีปัญญา. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย กล่าวความเป็นอยู่ด้วยปัญญาว่า เป็นชีวิตที่ประเสริฐสุด. ส่วนบุคคลผู้มี ปัญญาทราม ถึงจะมีทรัพย์ ก็ทำทรัพย์ที่เป็นทิฏฐธรรมและสัมปรายิกธรรม ให้ล้มเหลวไป เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ได้ปัญญา คือจะชื่อว่าเป็นอยู่ด้วย ความเป็นไปแห่งถ้อยคำมีคำครหาเป็นต้น หามิได้ แต่กลับทำทรัพย์ที่ ได้แล้วให้พินาศไป แม้ชีวิตก็ไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ เพราะค่าที่ตนไร้ อุบาย. ได้ยินว่า พระเถระได้กล่าวคาถาทั้ง ๔ คาถาเหล่านี้ แด่พระราชา
หน้า 289 ข้อ 366
ผู้กำลังทรงบรรทมอยู่. พระราชาทรงเห็นพระสุบิน กำลังนมัสการพระ- เถระอยู่นั้นแล ก็ทรงตื่นขึ้น พอราตรีล่วงแล้ว เสด็จเข้าไปหาพระเถระ ทรงไหว้แล้ว ทรงเล่าถึงความฝันตามที่พระองค์ทรงเห็นแล้วให้ฟัง พระ- เถระสดับเรื่องความฝันนั้นแล้ว ภาษิตเฉพาะคาถานั้นแล้ว จึงโอวาท- พระราชาด้วยคาถา ๒ คาถา มีคำเริ่มต้นว่า สพฺพํ สุณาติ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า สพฺพํ สุณาติ โสเตน ในที่นี้ หมายความว่า บุคคลผู้ไม่หนวกย่อมได้ยินเสียงที่พอจะได้ยินชัด ทั้งหมด ที่มาปรากฏ คือทั้งที่เป็นคำสุภาษิต ทั้งที่เป็นคำทุพภาษิตได้ ด้วยโสต- ประสาท. บุคคลผู้ไม่บอดก็เหมือนกัน ย่อมเห็นรูปทั้งหมด คือที่ดีและ ไม่ดีได้ด้วยจักษุประสาทนี้ จัดว่าเป็นสภาวะแห่งอินทรีย์ทั้งหลาย. ก็บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น จ ทิฏฺํ สุตํ ธีโร สพฺพํ อุชฺฌิตุํ นี้ เป็นเพียงอุทาหรณ์เท่านั้น ความว่า นักปราชญ์ คือผู้มีปัญญา ไม่ควร ละทิ้ง สละ หรือยึดถือ รูปทั้งหมดที่ได้เห็นมา หรือเสียงทั้งหมดที่ได้ยิน มาแล้ว. ก็นักปราชญ์พิจารณาถึงคุณและโทษ ในรูปและเสียงนั้นแล้ว ควรละทิ้งเฉพาะสิ่งที่ควรจะทิ้ง และควรยึดถือสิ่งที่ควรยึดถือ เพราะฉะนั้น คนมีปัญญา ถึงมีตาดี ก็ทำเหมือนคนตาบอด คือแม้จะมีตาดีก็ทำเหมือน คนตาบอด คือทำทีเหมือนว่ามองไม่เห็น ในสิ่งที่เห็นแล้ว ควรละทิ้ง แม้จะมีหูดีก็เช่นเดียวกัน ทำเหมือนคนหูหนวก คือทำทีเหมือนว่าไม่ได้ ยิน ในสิ่งที่ได้ยินแล้ว ควรละทิ้ง. บทว่า ปฺวาสฺส ยถา มูโค ความว่า คนมีปัญญา แม้จะฉลาด ในถ้อยคำ ก็พึงทำเหมือนคนใบ้ ในเมื่อไม่ควรจะพูด เพราะมีปัญญาเป็น เครื่องพิจารณา. คนมีกำลัง คือถึงพร้อมด้วยกำลัง ก็พึงทำเหมือนคน
หน้า 290 ข้อ 366
ทุรพล ในเมื่อไม่ควรจะทำ. ร อักษร กระทำการเชื่อมบท ได้แก่พึง ทำเหมือนคนไร้ความสามารถ. บทว่า อถ อตฺเถ สมุปฺปนฺเน สเยถ มตสายิกํ ความว่า เมื่อ ประโยชน์ที่ตนควรทำให้เกิดขึ้น คือปรากฏขึ้น ถึงจะนอนอยู่ในเวลาใกล้ ตาย ได้แก่แม้จะอยู่ในเวลาใกล้จะตาย ก็ยังต้องพิจารณาถึงประโยชน์นั้น นั่นแล คือไม่ยอมให้ประโยชน์นั้นล้มเหลวไป. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อถ อตฺเถ สมุปฺปนฺเน ความว่า เมื่อ ประโยชน์ คือกิจที่ตนไม่ควรทำให้เกิดขึ้น คือปรากฏขึ้น ถึงจะนอนอยู่ ในเวลาใกล้ตาย ได้แก่แม้จะนอนอยู่ในเวลาใกล้จะตายแล้ว ก็ไม่ยอมทำ สิ่งที่ไม่ควรทำนั้นเลย. พระราชาได้รับโอวาทจากพระเถระอย่างนี้ว่า ก็ บัณฑิตไม่ควรทำสิ่งที่ไม่ควรทำ ดังนี้แล้ว ทรงละสิ่งที่ไม่ควรทำ ได้ทรง ประกอบเฉพาะสิ่งที่ควรทำเท่านั้นแล. จบอรรถกถามหากัจจายนเถรคาถาที่ ๑
หน้า 291 ข้อ 367
๒. สิริมิตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสิริมิตตเถระ [๓๖๗] ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ ส่อเสียด ภิกษุนั้นแลเป็นผู้คงที่ ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าว มาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกธรไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วทุกเมื่อ ด้วยข้อ ปฏิบัติตามที่กล่าวแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้น ย่อมไม่เศร้าโศก ในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่นักโกรธ ไม่ผูกโกรธ ไม่มี มายา ไม่ส่อเสียด มีศีลงาม ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าว มาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่มักโกรธไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีกัลยาณมิตร ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ภิกษุใดไม่ มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีปัญญา งาม ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้น ย่อมไม่เศร้าโศกในโลกเบื้องหน้า ผู้ใดมีศรัทธาไม่หวั่น ไหวในพระตถาคต ตั้งมั่นดีแล้ว มีศีลอันงาม อันพระ- อริยะใคร่แล้ว สรรเสริญแล้ว มีความเลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่า เป็น ผู้ไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น
หน้า 292 ข้อ 367
นักปราชญ์เมื่อระลึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ควรประกอบศรัทธา ศีล ปสาทะ และการเห็นธรรม เนือง ๆ เถิด. จบสิริมิตตเถรคาถา อรรถกถาสิริมิตตเถรคาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระสิริมิตตเถระ มีว่า อกฺโกธโน ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระสิริมิตตเถระแม้นี้ เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้ว ใน พระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ในภพนั้น ๆ ได้สั่งสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัย แห่งพระนิพพานไว้ ในพุทธุปบาทกาลนี้ เกิดเป็นลูกชายของกุฎุมพีผู้มี ทรัพย์มาก ในกรุงราชคฤห์ ได้มีนามว่า สิริมิตต์. ได้ยินว่า มารดาของท่านสิริมิตต์นั้น เป็นน้องสาวของท่านสิริคุตต์ เรื่องของสิริคุตต์นั้น มาแล้วในอรรถกถาธรรมบทนั่นแล. สิริมิตต์ผู้เป็น หลานชายของท่านสิริคุตต์นั้น พอเจริญวัยแล้ว ได้มีความเลื่อมใสต่อ พระศาสดา ในเพราะการทรมานช้างธนบาล บรรพชาแล้ว บำเพ็ญ วิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต วันหนึ่งท่านขึ้นสู่อาสนะเพื่อ สวดพระปาฏิโมกข์ จึงนั่งจับพัดวีชนีอันวิจิตร บอกธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ท่านเมื่อจะบอก และเมื่อจะจำแนกแสดงคุณอันโอฬารยิ่ง จึงกล่าวคาถา๑ เหล่านี้ว่า :- ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๗.
หน้า 293 ข้อ 367
ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ ส่อเสียด ภิกษุนั้นแล เป็นผู้คงที่ ด้วยข้อปฏิบัติตามที่ กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่ เศร้าโศก. ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด ภิกษุนั้นเป็นผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้วทุกเมื่อ ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลก ไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูก โกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีศีลงาม ด้วยข้อปฏิบัติ ตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อม ไม่เศร้าโศก. ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มี มายา ไม่ส่อเสียด มีกัลยาณมิตร ด้วยข้อปฏิบัติตามที่ กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่ เศร้าโศก. ภิกษุใดไม่มักโกรธ ไม่ผูกโกรธไว้ ไม่มีมายา ไม่ส่อเสียด มีปัญญางาม ด้วยข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมา แล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก. ผู้ใดมีศรัทธาไม่หวั่นไหวในพระตถาคตเจ้า ตั้งมั่นดีแล้ว มีศีลอันงาม อันพระอริยะชอบใจ สรรเสริญแล้ว มีความ เลื่อมใสในพระสงฆ์ และมีความเห็นตรง บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวผู้นั้นว่า เป็นคนไม่ขัดสน ชีวิตของผู้นั้นไม่ไร้ ประโยชน์ เพราะฉะนั้น นักปราชญ์เมื่อระลึกถึงคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ก็ควรประกอบศรัทธา ศีล ความเลื่อมใส และการเห็นธรรมเนือง ๆ เถิด.
หน้า 294 ข้อ 367
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกฺโกธโน ได้แก่ ผู้มีปกติไม่โกรธ, อธิบายว่า ก็เมื่อมีเหตุที่จะให้เกิดความโกรธปรากฏขึ้น ก็ดำรงอยู่ใน อธิวาสนขันติ ไม่ยอมให้ความโกรธเกิดขึ้น. บทว่า อนุปนาหี ได้แก่ ผู้ไม่ผูกโกรธไว้, อธิบายว่า เพราะอาศัย ความผิดที่คนพวกอื่นกระทำไว้ เป็นผู้มีปกติไม่ผูกโกรธ โดยนัยเป็นต้นว่า เขาได้ด่าเรา ได้ฆ่าเรา ได้ชนะเรา ได้ลักสิ่งของของเรา ดังนี้. ชื่อว่า ผู้ไม่มีมายา เพราะมายาซึ่งมีลักษณะปกปิดความสงบและ โทสะ ไม่มี. ชื่อว่า ผู้ไม่ส่อเสียด เพราะเว้นขาดจากวาจาส่อเสียด. บทว่า ส เว ตาทิสโก ภิกฺขุ ได้แก่ ภิกษุนั้น คือผู้เห็นปานนั้น มีชาติอย่างนั้น เป็นผู้ประกอบด้วยคุณตามที่กล่าวมาแล้ว อธิบายว่า ด้วย ข้อปฏิบัติตามที่กล่าวมาแล้วอย่างนี้ ภิกษุนั้นละโลกไปแล้ว ย่อมไม่ เศร้าโศกในโลกหน้า เพราะว่าไม่มีเครื่องหมายแห่งความเศร้าโศก. ชื่อว่า ผู้มีทวารอันคุ้มครองแล้ว เพราะมีจักษุทวารเป็นต้น และ มีกายทวารเป็นต้น อันคุ้มครองรักษาป้องกันแล้ว. บทว่า กลฺยาณสีโล ได้แก่ ผู้มีศีลดี คือมีศีลอันบริสุทธิ์ดี. บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ความว่า กัลยาณมิตร เพราะอรรถว่า มีมิตรดีงาม ซึ่งมีลักษณะตามที่ท่านแสดงไว้อย่างนี้ว่า :- เป็นที่รัก เป็นที่เคารพ เป็นที่น่ายกย่อง กล่าวแนะ นำพร่ำสอน อดทนต่อถ้อยคำ อธิบายถ้อยคำที่ลึกซึ้งได้ ไม่ชักนำเพื่อนไปในทางที่ไม่ควร.
หน้า 295 ข้อ 367
บทว่า กลฺยาณปญฺโ ได้แก่ ผู้มีปัญญาดี อธิบายว่า ธรรมดา ปัญญาที่ไม่ดี แม้จะไม่มีก็จริง ถึงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ ก็ด้วย อำนาจปัญญาอันเป็นเหตุนำออกจากสงสาร. พระเถระครั้นแสดงถึงสัมมาปฏิบัติ ด้วยคาถาที่เป็นบุคลาธิษฐาน โดยยกเอาความไม่โกรธเป็นต้นขึ้นเป็นประธาน ด้วยอำนาจการข่ม และ ด้วยอำนาจการตัดเด็ดขาดซึ่งกิเลสมีความโกรธเป็นต้น ในคาถานั้นอย่าง นี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะยกเอาศรัทธาที่เป็นโลกุตระ อันตนได้สำเร็จแล้ว เป็นต้นขึ้นแสดงถึงสัมมาปฏิบัติ ด้วยคาถาที่เป็นบุคลาธิษฐานล้วน ๆ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ยสฺส สทฺธา ดังนี้. เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า บุคคลใดมีศรัทธาที่มาโดยมรรค ซึ่ง เป็นไปโดยนัยเป็นต้นว่า แม้เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ดังนี้ เพราะเหตุนั้นนั่นแหละ จึงไม่หวั่นไหว คือไม่เอนเอียงใน พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งมั่นแล้วด้วยดี. บัณฑิตพึงนำบทว่า อตฺถิ มาเชื่อมเข้าด้วย. บทว่า อริยกนฺตํ ได้แก่ อันพระอริยะทั้งหลายชอบใจ รักใคร่ เพราะไม่ละแม้ในระหว่างภพ. บทว่า ปสํสิตํ มีวาจาประกอบความว่า อันบัณฑิตทั้งหลายมีพระ- พุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญแล้ว คือมีความยกย่อง ชมเชย. ก็ศีลนี้นั้น มี ๒ อย่างคือ ศีลของคฤหัสถ์ และศีลของบรรพชิต. ในบรรดาศีล ๒ อย่างเหล่านั้น ศีลคือสิกขาบท ๔ ที่คฤหัสถ์ สามารถจะรักษาได้ ชื่อว่าศีลของคฤหัสถ์. ปาริสุทธิศีล ๔ ทั้งหมด จน ถึงศีลคือสิกขาบท ๑๐ ชื่อว่าศีลของบรรพชิต ศีลนี้นั้นแม้ทั้งหมด บัณฑิต
หน้า 296 ข้อ 367
พึงทราบว่างาม. เพราะไม่ถูกความวิบัติมีความที่ศีลขาดเป็นต้น ถูก ต้องแล้ว. บทว่า สงฺเฆ ปสาโท ยสฺสตฺถิ ความว่า บุคคลใด มีความ เลื่อมใส คือมีศรัทธาไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้วในพระอริยสงฆ์ โดยนัย มีอาทิว่า พระสงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นผู้ปฏิบัติดี ดังนี้. บัณฑิตพึงนำคำว่า อจโล สุปฺปติฏฺิโต ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว ดังนี้ มาประกอบเข้าด้วย. บทว่า อุชุภูตญฺจ ทสฺสนํ มีวาจาประกอบความว่า บุคคลใด มีความเห็นแม้ทั้งสองอย่าง คือความเห็นว่าสัตว์มีกรรมเป็นของตน และ ความเห็นนามรูปพร้อมทั้งปัจจัย ตรง คือไม่งอ ไม่คด เพราะไม่มีความคด คือทิฏฐิ และเพราะไม่มีความคดคือกิเลส บุคคลนั้นชื่อว่า มีความ ไม่หวั่นไหว ตั้งมั่นดีแล้ว. บทว่า อทลิทฺโท ความว่า พระอริยะทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้น กล่าวผู้นั้น คือบุคคลเช่นนั้นว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน เพราะเขา มีทรัพย์อันหมดจดด้วยดีเหล่านี้คือ ทรัพย์คือศรัทธา ทรัพย์คือศีล ทรัพย์ คือสุตะ ทรัพย์คือจาคะ และทรัพย์คือปัญญา. บทว่า อโมฆํ ตสฺส ชีวิตํ ความว่า ชีวิตของผู้นั้น คือผู้เห็น ปานนั้น ไม่ไร้ประโยชน์ คือไม่ว่างจากการบรรลุถึงประโยชน์ มีประโยชน์ ที่เป็นทิฏฐิธรรมเป็นต้น ได้แก่บัณฑิตทั้งหลายกล่าวว่า มีผลเท่านั้น. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณมีศรัทธา ตามที่กล่าวไว้แล้วเป็นต้น บัณฑิตเรียกว่า เป็นผู้ไม่ขัดสน มีชีวิตไม่ไร้ ประโยชน์ ฉะนั้น ถึงตัวเรา ก็พึงเป็นผู้เช่นนั้นบ้าง.
หน้า 297 ข้อ 367
บทว่า สทฺธจ ฯเปฯ สาสนํ ความว่า กุลบุตร เมื่อหวนระลึก ถึงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ตรัสไว้แล้ว โดยนัยเป็นต้นว่า การไม่การทำบาปทั้งปวง ดังนี้ พึงประกอบ คือพึงพอกพูน ศรัทธา ศีล เหตุแห่งการเห็นธรรม ความหลุดพ้น ด้วยความปรารถนาดีในธรรม และความเลื่อมใส ให้เจริญขึ้นเถิด. พระเถระเมื่อจะประกาศคุณที่มีอยู่ในตน ด้วยมุ่งแสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลายอย่างนั้น จึงพยากรณ์พระอรหัตผล. จบอรรถกถาสิริมิตตเถรคาถาที่ ๒
หน้า 298 ข้อ 368
๓. มหาปันถกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหาปันถกเถระ [๓๖๘] เมื่อใด เราได้เห็นพระศาสดาผู้ปลอดภัยเป็นครั้งแรก เมื่อนั้นความสลดใจได้เกิดมีแก่เรา เพราะได้เห็นพระ- ศาสดาผู้อุดมบุรุษ ผู้ใดนอบน้อมพระศาสดาผู้ทรงสิริ ที่ พระบาทด้วยมือทั้งสอง ผู้นั้นพึงทำพระศาสดาให้ทรงยินดี โปรดปราน ครั้งนั้นเราได้ละทิ้งบุตร ภรรยา ทรัพย์ และธัญญาหาร ปลงผมและหนวดออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ ทั้งหลาย ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่ พ่ายแพ้ต่อมาร ครั้งนั้น ความตั้งใจปรารถนาสำเร็จแก่เรา เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศร คือตัณหาขึ้นไม่ได้ ขอจงดูความเพียร ความบากบั่น ของเราผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว เราระลึก ชาติก่อน ๆ ได้ ได้ชำระทิพยจักษุหมดจดแล้ว เป็น พระอรหันต์ ผู้ควรแก่ทักษิณา หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิ ต่อเมื่อราตรีสิ้นไปแล้ว พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เราทำ ตัณหาทั้งปวงให้เหือดแห้งไป จึงเข้าไปสู่ภายในกุฎีโดย บัลลังก์. จบมหาปันถกเถรคาถา
หน้า 299 ข้อ 368
พระเถระ ๓ องค์ ได้กล่าวคาถาไว้ในอัฏฐกนิบาตองค์ละ ๘ คาถา รวมเป็น ๒๔ คาถา คือ ๑.พระมหากัจจายนเถระ ๒.พระสิริมิตตเถระ ๓.พระมหาปันถกเถระ. จบอัฏฐกนิบาต อรรถกถามหาปันถกเถรคาถาที่ ๓ มีคาถา ของท่านพระมหาปันถกเถระว่า ยทา ปมมทฺทกฺขึ ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร. ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านมหาปันถกนี้ เป็นกุฎุมพี สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ ในหังสวดีนคร วันหนึ่งกำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดากำลังตั้งภิกษุ รูปหนึ่ง ไว้ในตำแหน่งเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในการเปลี่ยน แปลงทางสัญญา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงบำเพ็ญมหาทาน ให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานแล้ว ตั้ง ความปรารถนาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในที่สุด ๗ วันแต่วันนี้ไป พระองค์ทรงแต่งตั้งภิกษุใดไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ภิกษุนี้เป็นผู้เลิศ กว่าภิกษุทั้งหลายผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญา ในศาสนาของเรา ดังนี้ ขอด้วยพลังแห่งกุศลกรรมที่สั่งสมไว้นี้ แม้ข้าพระองค์ก็พึงเป็น ผู้เลิศในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง ในอนาคตกาล เหมือน ภิกษุนั้นเถิด. ฝ่ายน้องชายของท่านกุฎุมพีนั้น บำเพ็ญกุศลกรรมสั่งสมไว้ใน พระผู้มีพระภาคเจ้าเหมือนอย่างนั้นนั่นแหละ แล้วตั้งปณิธานไว้ โดยนัย
หน้า 300 ข้อ 368
ดังกล่าวแล้วนั่นแล คือด้วยองค์ ๒ ได้แก่การนิรมิตร่างกายที่สำเร็จด้วย ใจ และความเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นว่าความปรารถนาของตนทั้งสองจะสำเร็จโดยไม่มีอันตราย จึงทรง พยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแห่งแสนกัป ในศาสนาของพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ความปรารถนาของพวกเธอจักสำเร็จ. คนทั้งสองนั้น บำเพ็ญบุญเป็นอันมากในอัตภาพนั้นจนตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้น ก็พากันไปบังเกิดในเทวโลก. ในคนสองคนนั้นท่าน ไม่ได้กล่าวถึงกัลยาณธรรม ที่มหาปันถกกระทำไว้ในระหว่างเลย. ฝ่ายจูฬปันถก บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระ- นามว่ากัสสปะ ทำโอทาตกสิณตลอด ๒๐,๐๐๐ ปีแล้ว บังเกิดในเทวบุรี. ส่วนในอปทาน มาแล้วว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ จูฬปันถกเป็นดาบสอยู่ในหิมวันตประเทศ พบพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าในที่นั้นแล้ว ได้ทำการบูชาด้วยฉัตรดอกไม้. เมื่อคนสองคนนั้น ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์นั่นแล แสนกัปล่วงไป. ต่อมาพระศาสดา ของพวกเรา บรรลุอภิสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ทรงยังพระธรรมจักร อันบวรให้เป็นไป ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวัน- มหาวิหาร. ก็สมัยนั้น ลูกสาวของท่านธนเศรษฐีในกรุงราชคฤห์ ลักลอบได้ กันกับทาสของตน กลัวพวกญาติ จึงถือเอาทรัพย์ที่พอเป็นสาระติดมือ หนีไปกับทาสคนนั้น อยู่กันในที่อื่น อาศัยการอยู่ร่วมกันนั้น จึงตั้งครรภ์ พอครรภ์แก่เต็มที่ คิดว่าเราจักไปตลอดยังเรือนของญาติ แล้วก็เดินไป คลอดบุตรในระหว่างทางนั่นเอง ถูกสามีตามให้กลับแล้ว ก็อยู่ในที่ที่ตน
หน้า 301 ข้อ 368
อยู่ก่อน ได้ทำการตั้งชื่อบุตรว่า ปันถก เพราะเกิดในหนทาง. ในเวลา ที่นางย้อนกลับมา กลับไปอยู่นั้น อาศัยเหตุนั้นนั่นแล จึงได้ตั้งครรภ์ขึ้น เป็นครั้งที่สอง พอครรภ์แก่เต็มที่ ก็คลอดบุตรในระหว่างหนทาง โดย นัยดังกล่าวแล้วในตอนต้นเหมือนกัน ถูกสามีตามให้กลับแล้ว ตั้งชื่อ ลูกชายคนโตว่า มหาปันถก ตั้งชื่อลูกชายคนเล็กว่า จูฬปันถก อยู่ในที่ ที่เคยอยู่แล้วนั่นแล. เมื่อเด็กทั้งสองเจริญวัยโดยลำดับ ถูกเด็กทั้งสองคน นั้นรบเร้าอยู่ว่า แม่ ! บอกตระกูลคุณตาคุณยายแก่พวกผมบ้างเถิด จึงส่ง เด็กทั้งสองคนไปหามารดาบิดา. จำเดิมแต่กาลนั้นมา เด็กทั้งสองคน ก็เจริญวัย ในเรือนของท่านธนเศรษฐี. ในเด็กทั้งสองคนนั้น จูฬปันถก ยังเป็นเด็กเล็กนัก ส่วนมหาปันถก ไปสู่สำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้ากับคุณตาแล้ว เห็นพระศาสดาแล้ว พร้อมกับการเห็นก็ได้เกิดศรัทธา ฟังธรรมแล้ว เพราะค่าที่ตนสมบูรณ์ ด้วยอุปนิสัย เป็นผู้มีความประสงค์จะบรรพชา จึงบอกลาท่านตา. ท่านตา นั้นกราบทูลเนื้อความนั้นแด่พระศาสดาแล้ว ก็ให้เขาบรรพชา. เขา บรรพชาแล้ว เล่าเรียนพระพุทธพจน์ได้เป็นจำนวนมาก พอมีอายุครบ ๒๐ ปี อุปสมบทแล้ว ทำมนสิการโดยอุบายอันแยบคายโดยพิเศษ เป็น ผู้ได้อรูปฌาน ๔ ออกจากอรูปฌาน ๔ นั้นแล้ว ก็พยายามยกจิตขึ้นสู่ วิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเป็นเลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญา ท่านยับยั้งอยู่ด้วยความสุข อันเกิดแต่ฌาน และความสุขอันเกิดแต่ผล. วันหนึ่งจึงพิจารณาถึงข้อปฏิบัติ ของตน อาศัยข้อปฏิบัติที่คนได้บรรลุแล้ว ได้เกิดโสมนัส เมื่อจะบันลือ สีหนาท จึงกล่าวคาถา๑เหล่านั้นว่า ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๘.
หน้า 302 ข้อ 368
เมื่อใด เราได้เห็นพระศาสดาผู้ปลอดภัยเป็นครั้งแรก เมื่อนั้นความสลดใจได้เกิดมีแก่เรา เพราะได้เห็นพระ- ศาสดาผู้อุดมบุรุษ ผู้ใดนอบน้อมพระศาสดาผู้ทรงสิริ ที่ พระบาทด้วยมือทั้งสอง ผู้นั้นพึงทำพระศาสดาให้ทรง ยินดีโปรดปราน ครั้งนั้นเราได้ละทิ้งบุตร ภรรยา ทรัพย์ และธัญญาหาร ปลงผมและหนวดออกบวชเป็นบรรพชิต เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยสิกขาสาชีพ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ ทั้งหลาย ถวายบังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่ พ่ายแพ้ต่อมาร ครั้งนั้นความตั้งใจปรารถนาสำเร็จแก่เรา เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศร คือตัณหาขึ้นไม่ได้ ขอจงดูความเพียร ความบากบั่น ของเราผู้อยู่ด้วยความตั้งใจอย่างนั้น เราได้บรรลุวิชชา ๓ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว เราระลึก ชาติก่อน ๆ ได้ ได้ชำระทิพยจักษุหมดจดแล้ว เป็น พระอรหันต์ผู้ควรแก่ทักษิณา หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิ ต่อเมื่อราตรีสิ้นไปแล้ว พระอาทิตย์อุทัยขึ้นมา เราทำ ตัณหาทั้งปวงให้เหือดแห้งไป จึงเข้าไปสู่ภายในกุฎีโดย บัลลังก์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทา แปลว่า ในกาลใด. บทว่า ปมํ แปลว่า ตั้งแต่ครั้งแรก. บทว่า อทฺทกฺขึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว. บทว่า สตฺถารํ ได้แก่ พระผู้มีพระภาคเจ้า.
หน้า 303 ข้อ 368
บทว่า อกุโตภยํ แปลว่า ผู้ไม่มีภัย. ก็เนื้อความในข้อนั้น มี ดังต่อไปนี้ :- ในเวลาที่เราไปพร้อมกับคุณตาของเราได้เห็นเป็นครั้งแรก ซึ่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้ชื่อว่า สัตถา เพราะทรงพร่ำสอน เวไนยสัตว์ ด้วยทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และ ปรมัตถประโยชน์ ตามสมควร พระองค์ผู้ไม่มีภัย มีความแกล้วกล้าด้วย เวสารัชญาณ พระองค์ชื่อว่าเป็นผู้ปลอดภัย เพราะไม่มีภัยแม้ในที่ไหน ๆ เพราะเหตุแห่งภัยทั้งหมด พระองค์ละได้แล้ว ที่ควงไม้มหาโพธินั่นแล, เพราะได้เห็นพระศาสดานั้น ผู้อุดมบุรุษ คือผู้เป็นบุคคลชั้นยอดในโลก พร้อมทั้งเทวโลก เพราะเหตุแห่งการเห็นนั้น คือเพราะการเห็นนั้น ภายหลังความสลดใจจึงได้เกิดมีแก่เราว่า ตลอดกาลมีประมาณเท่านี้ เรา ไม่ได้โอกาสเพื่อจะเห็นพระศาสดา และเพื่อจะได้ฟังธรรมเลย คือมีญาณ พร้อมด้วยโอตตัปปะบังเกิดขึ้นแล้ว. ก็เรามีความสลดใจเกิดขึ้นแล้ว จึงได้ คิดอย่างนี้ เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงแสดงด้วยคาถาว่า สิรึ หตฺเถหิ ดังนี้เป็นต้น. เนื้อความแห่งบาทคาถานั้น มีดังต่อไปนี้ :- บุคคลใดคือบุรุษผู้ ต้องการด้วยความเจริญคิดว่า เราจักเป็นผู้อุปัฏฐากอยู่ในสำนักของพระองค์ ดังนี้แล้ว ใช้มือบีบนวดพระบาทนอบน้อม คือพึงนำร่างกายมีสิริเข้าไป ไว้บนที่นอน บุรุษผู้อาภัพนั้น ต่อเห็นปานนั้น จะให้พระศาสดา คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ผู้เช่นนั้นทรงยินดีแล้ว คือให้ได้เพียง ใน ๙ ขณะนี้แล้ว พึงให้โปรดปราน ข้อนั้นพึงผิดหวัง เพราะบุรุษ นั้นไม่ทำตามพระโอวาท อธิบายว่า ส่วนข้าพเจ้าไม่ได้ทำอย่างนั้น
หน้า 304 ข้อ 368
เลย, ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงกล่าวว่า ตทาหํ ฯเปฯ อนคาริยํ ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉฑฺฑยึ แปลว่า เราละแล้ว. บาลีว่า ฉฑฺฑิยํ ดังนี้ก็มี. ถามว่า พระเถระนี้ ไม่ได้เคยมีภรรยาครอบครองมา บวช (แต่เล็ก ๆ) แล้ว มิใช่หรือ เพราะเหตุไร ท่านจึงได้กล่าวว่า เรา ละทิ้งบุตรและภรรยาเล่า ? ตอบว่า เปรียบเหมือนบุรุษ ตัดต้นไม้ที่ยัง ไม่เกิดผล เมื่อตัดแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้เสื่อมจากผลที่ได้แล้วจากต้นไม้ นั้นฉันใด คำอุปมาเป็นเครื่องยังอุปไมยให้ถึงพร้อมนี้ บัณฑิตก็พึงทราบ ฉันนั้น. บทว่า สิกฺขาสาชีวสมาปนฺโน ความว่า ในที่ที่ภิกษุทั้งหลายเป็น อยู่ร่วมกัน มีชีวิตอย่างเดียวกัน มีความประพฤติเสมอกัน ด้วยอธิศีลสิกขา ด้วยเหตุนั้น ภิกษุนั้น จึงเป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยสาชีพ คือสิกขาบท ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติไว้แล้ว เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยความเป็น ภิกษุ ทำสิกขาให้บริบูรณ์ และเป็นผู้ไม่ยอมก้าวล่วงสาชีพ ชื่อว่าเป็นผู้ ทำสิกขาและสาชีพทั้งสองนั้นให้ถึงพร้อม. ด้วยเหตุนั้น พระเถระจึงแสดง ถึงความตั้งมั่นในศีลคือพระปาติโมกข์ อันหมดจดด้วยดี. บทว่า อินฺทฺริเยสุ สุสํวุโต ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้วด้วยดี ใน อินทรีย์ทั้งหลายที่มีใจเป็นที่ ๖ คือผู้มีจักษุทวารเป็นต้น อันปิดดีแล้ว ด้วยบานประตูคือสติ ด้วยอำนาจการห้ามความเป็นไป แห่งกิเลสมีอภิชฌา เป็นต้น ที่จะมาปรากฏในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น. ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อว่าโดยเนื้อความ แม้ศีลที่นอกไปจากนี้ ก็เป็น อันพระเถระได้แสดงไว้แล้วทีเดียว ด้วยการแสดงความถึงพร้อมแห่งศีล
หน้า 305 ข้อ 368
คือปาฏิโมกขสังวรและอินทรียสังวร เพราะเหตุนั้น พระเถระครั้นแสดง ความถึงพร้อมแห่งจตุปาริสุทธิศีลของตนแล้ว จึงกล่าวถึงภาวนานุโยค ในพุทธานุสสติ ด้วยคำเป็นต้นว่า นมสฺสมาโน สมฺพุทฺธํ นี้. บทว่า วิหาสึ อปราชิโต ความว่า เราเป็นผู้ไม่พ่ายแพ้ต่อมาร มีกิเลสมารเป็นต้นอยู่, คือไม่ถูกมารมีกิเลสมารเป็นต้นเหล่านั้น ครอบงำได้ จนได้บรรลุถึงพระอรหัต ได้แก่ โดยที่แท้ เราครอบงำกิเลสมารเป็นต้น เหล่านั้นนั่นแลอยู่. บทว่า ตโต ความว่า เพราะเป็นผู้มีศีลหมดจดด้วยดี เลื่อมใสยิ่ง ในพระศาสดา ดำรงอยู่ในข้อปฏิบัติเพื่อครอบงำกิเลส. บทว่า ปณิธี ได้แก่ ปณิธาน ความตั้งใจแน่วแน่, หรือเพราะ มีความปรารถนาที่ตั้งใจจริง. บทว่า อาสิ คือ อโหสิ แปลว่า ได้มีแล้ว. บทว่า เจตโส อภิปตฺถิโต ได้แก่ ความปรารถนาทางใจของเรา. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ความปรารถนานั้น เป็นเช่นไร ? ท่านจึง กล่าวว่า เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่าแม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยังถอนลูกศรคือ ตัณหาขึ้นไม่ได้ ความว่า ความปรารถนาที่ตั้งใจจริง ได้มีแก่เราอย่างนี้ว่า เราไม่พึงนั่ง คือไม่พึงสำเร็จการนั่งอยู่เปล่า แม้เพียงครู่เดียว ในเมื่อยัง ถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้จากหัวใจของเรา ด้วยแหนบคืออรหัตมรรค. ก็พระเถระอธิษฐานจิตอย่างนี้แล้ว เริ่มเจริญภาวนา ให้ราตรี ล่วงไปด้วยการยืนและการจงกรมเท่านั้น ออกจากรูปสมาบัติแล้ว เริ่มตั้ง วิปัสสนา โดยมีองค์ฌานเป็นประธานแล้ว ก็ทำให้แจ้งได้ซึ่งพระอรหัต.
หน้า 306 ข้อ 368
ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตสฺส เม ดังนี้เป็นต้น . บทว่า นิรูปธิ ได้แก่ ไม่มีอุปธิ เพราะไม่มีอุปธิกิเลสเป็นต้น. บทว่า รตฺยาวิวสาเน ได้แก่ ในเมื่อส่วนแห่งราตรีสิ้นไปแล้ว คือ เมื่อราตรีสว่างแล้ว. บทว่า สูริยุคฺคมนํ ปติ ได้แก่ ทำการขึ้นไปแห่งพระอาทิตย์ ให้เป็นลักษณะ. บทว่า สพฺพํ ตณฺหํ ได้แก่ ทำกระแสแห่งตัณหาทั้งหมด อันต่าง โดยประเภทมีกามตัณหาเป็นต้น ให้แห้ง คือให้แห้งเหือดไปด้วยพระ- อรหัตมรรคได้ ก็เพราะท่านมั่นคงต่อคำปฏิญาณว่า เราไม่ได้นั่งอยู่เปล่า ในเมื่อยังถอนลูกศรคือตัณหาขึ้นไม่ได้. บทว่า ปลฺลงฺเกน อุปาวิสึ ความว่า เรานั่งคู้บังลังก์. คำที่เหลือ มีเนื้อความง่ายทั้งนั้น. จบอรรถกถามหาปันถกเถรคาถา จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา อัฏฐกนิบาต
หน้า 307 ข้อ 369
เถรคาถา นวกนิบาต ๑. ภูตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระภูตเถระ [๓๖๙] เมื่อใด บัณฑิตกำหนดรู้ทุกข์ในเบญจขันธ์ที่ปุถุชน ทั้งหลายไม่รู้แจ้งว่า ความแก่และความตาย นี้เป็นทุกข์ แล้วจมอยู่ เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้นย่อมไม่ประ- สบความยินดีในเบญจขันธ์นั้น ยิ่งไปกว่าความยินดีใน วิปัสสนาและในมรรคผล เมื่อใด บัณฑิตละตัณหาอัน นำทุกข์มาให้ ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ นำมาซึ่งทุกข์ อันเกิดเพราะความต่อเนื่องแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความยินดี ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตถูกต้องทาง อันสูงสุดเป็นทางปลอดโปร่ง ให้ถึงอริยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันเป็นที่ชำระกิเลสทั้งปวง ด้วยปัญญา มีสติ เพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดียิ่งไป กว่าการเพ่งพิจารณานั้น เมื่อใด บัณฑิตเจริญสันตบทอัน ไม่ทำให้เศร้าโศก ปราศจากธุลีอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่ง ไม่ได้ ให้หมดจดจากกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องตัดกิเลส เครื่องผูกพันคือสังโยชน์ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบ ความยินดียิ่งไปกว่าการเจริญสันตบทนั้น เมื่อใด กลอง คือเมฆอันเกลื่อนกล่นด้วยสายฝน ย่อมคำรนร้องอยู่ใน
หน้า 308 ข้อ 369
นภากาศ อันเป็นทางไปแห่งฝูงนกอยู่โดยรอบ และภิกษุ ไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ ประสบควานยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตมีจิตเบิกบาน นั่งเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่ฝั่ง แม่น้ำทั้งหลาย อันดารดาษไปด้วยดอกโกสุม และดอก มะลิที่เกิดในป่า อันวิจิตรงดงาม ย่อมไม่ได้ประสบความ ยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการนั่งเพ่งพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด มีฝนฟ้าร้องในเวลาราตรี ฝูงสัตว์ที่มีเขี้ยวก็พากัน ยินดีอยู่ในป่าใหญ่ และภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่ เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่ง ไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุกำจัดวิตกทั้ง- หลายของตน เข้าไปสู่ถ้ำภายในภูเขา ปราศจากความ กระวนกระวายใจ ปราศจากกิเลสอันตรึงใจ เพ่งพิจารณา ธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุมีความสุข ยังมลทินกิเลส อันตรึงจิตและความโศกให้พินาศ ไม่มี กลอนประตู คืออวิชชา ไม่มีป่า คือตัณหา ปราศจาก ลูกศร คือกิเลส เป็นผู้ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เพ่ง- พิจารณาธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบวามยินดี อย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณาธรรมนั้น.
หน้า 309 ข้อ 369
พระภูตเถระผู้เห็นธรรมโดยถ่องแท้ เป็นผู้เดียวดุจนอแรด ได้ภาษิตคาถา ๙ คาถานี้ไว้ในนวกนิบาต ฉะนี้แล. จบภูตเถรคาถา จบนวกนิบาต อรรถกถานวกนิบาต อรรถกถาภูตเถรคาถาที่ ๑ ในนวกนิบาต มีคาถาของท่านพระภูตเถระ เริ่มต้นว่า ยทาทุกฺขํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระภูตะแม้นี้ เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้วในพระพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ ในภพนั้น ๆ ได้สั่งสมบุญซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า สิทธัตถะ เกิดในตระกูล พราหมณ์ได้นามว่า เสนะ พอรู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง พบพระศาสดา มีใจ เลื่อมใส จึงชมเชยด้วยคาถา ๔ คาถา มีนัยเป็นต้นว่า อุสภํ ปวรํ ดังนี้. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นลูกชายของเศรษฐี ผู้มีทรัพย์สมบัติมาก ในบ้านใกล้ประตูนครสาเกต. ได้ยินว่า ท่านเศรษฐีนั้นมีเด็ก ๆ เกิดขึ้น แล้วหลายคน หากแต่ถูกยักษ์ตนหนึ่ง จับกินเสีย เพราะผูกใจอาฆาตไว้. แต่สำหรับเด็กคนนี้ พวกภูตพากันยึดถือการรักษาไว้ได้ ก็เพราะความที่ เด็กนี้ เป็นผู้เกิดในชาติสุดท้าย.
หน้า 310 ข้อ 369
ฝ่ายยักษ์ไปสู่ที่บำรุงของท้าวเวสวัณแล้วก็ไม่ได้ไปอีกเลย. ก็ใน วันตั้งชื่อ พวกญาติทั้งหลายได้พากันตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่า ภูตะ เพราะเมื่อ ตั้งชื่ออย่างนี้แล้ว พวกอมนุษย์จะอนุเคราะห์บริหารคุ้มครอง. ก็ด้วยผลบุญ ของตนเอง เด็กนั้นจึงไม่มีอันตราย เจริญวัยแล้ว คำว่าปราสาท ๓ หลัง ได้มีแล้ว ดังนี้เป็นต้นทั้งหมด พึงทราบราวกะการระบุถึงสมบัติของ กุลบุตรผู้ทรงยศนั้น. เด็กนั้นรู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ในพระนครสาเกต เขาพร้อมกับพวกอุบาสกพากันไปยังวิหาร ฟังธรรมในสำนักของพระ- ศาสดาแล้วได้เกิดมีศรัทธา บวชแล้วอยู่ในถ้ำใกล้ฝั่งแม่น้ำชื่อว่า อชกรณี เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- ผู้ได้เห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้องอาจ ผู้ประเสริฐ ผู้แกล้วกล้า ผู้แสวงหาคุณใหญ่ ทรงชนะวิเศษ มีพระ- ฉวีวรรณดังทองคำแล้ว ใครจะไม่เลื่อมใสเล่า ผู้เห็น พระฌานของพระพุทธเจ้า อันเปรียบเหมือนภูเขาหิมวันต์ อันประมาณไม่ได้ ดังสาครอันข้ามได้ยากแล้ว ใครจะ ไม่เลื่อมใสเล่า ผู้เห็นศีลของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบ เหมือนแผ่นดินอันประมาณไม่ได้ ดุจมาลัยประดับศีรษะ อันงดงาม ฉะนั้นแล้ว ใครจะไม่เลื่อมใสเล่า ผู้เห็น พระญาณของพระพุทธเจ้า ซึ่งเปรียบดุจอากาศอันไม่ กำเริบ ดุจอากาศอันนับไม่ได้ ฉะนั้นแล้ว ใครจะไม่ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๖๖.
หน้า 311 ข้อ 369
เลื่อมใสเล่า พราหมณ์ชื่อว่าเสนะ ได้สรรเสริญพระ- พุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด พระนามว่าสิทธัตถะ ผู้ไม่ทรง พ่ายแพ้อะไร ด้วยคาถา ๔ คาถานี้แล้ว ไม่ได้เข้าถึง ทุคติเลยตลอด ๙๘ กัป เราได้เสวยสมบัติอันดีงามมิใช่ น้อย ในสุคติทั้งหลาย ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราสรร- เสริญพระพุทธเจ้า ผู้นำของโลกแล้ว ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการสรรเสริญ ในกัปที่ ๑๔ แต่กัปนี้ได้มี พระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้สูงศักดิ์ ทรงสมบูรณ์ด้วย รัตนะ ๗ ประการ มีหมู่พลมาก, กิเลสทั้งหลายของเรา ถูกเผาไหม้ไปแล้ว . . .ฯ ล ฯ . . . พระพุทธศาสนาเราได้ ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระเถระครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว สมัยต่อมา เมื่อจะทำการ อนุเคราะห์หมู่ญาติ จึงไปยังพระนครสาเกต ได้รับการบำรุงจากพวกญาติ ๒-๓ วัน ก็ไปอยู่ในป่าไม้อัญชันแล้ว มีความประสงค์จะไปสู่ที่ที่ตนเคย อยู่แล้วนั่นแลอีก จึงแสดงอาการว่าจะไป. พวกญาติจึงพากันอ้อนวอน พระเถระว่า นิมนต์อยู่ในที่นี้แหละเจ้าข้า, ตัวท่านเองก็จักไม่ลำบาก, ถึง พวกผมก็จักได้เจริญบุญเพิ่มขึ้น. พระเถระเมื่อจะประกาศการยินดียิ่งในความสงัดและความอยู่ผาสุก สบายในป่านั้นของตน จึงกล่าวคาถาทั้งหลายเหล่านี้ว่า :- เมื่อใด บัณฑิตกำหนดรู้ทุกข์ในเบญจขันธ์ที่ปุถุชนทั้ง หลายไม่รู้แจ้งว่า ความแก่และความตาย นี้เป็นทุกข์ แล้ว ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๖๙.
หน้า 312 ข้อ 369
จมอยู่ เป็นผู้มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความ ยินดีในเบญจขันธ์นั้น ยิ่งไปกว่าความยินดีในวิปัสสนา และในมรรคผล เมื่อใด บัณฑิตละตัณหาอันนำทุกข์มา ให้ ซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ นำมาซึ่งทุกข์อันเกิดเพราะ ความต่อเนื่องแห่งธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า เป็นผู้มีสติ เพ่งพินิจอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบความยินดี ยิ่งไป กว่าการพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตถูกต้องทางอัน สูงสุด เป็นทางปลอดโปร่ง ให้ถึงองค์ ๒ และองค์ ๔ เป็นที่ชำระกิเลสทั้งปวงด้วยปัญญา มีสติเพ่งพินิจอยู่ เมื่อ นั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดียิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณา นั้น เมื่อใด บัณฑิตเจริญสันตบทอันไม่ทำให้เศร้าโศก ปราศจากธุลี อันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ ให้หมดจด จากกิเลสทั้งปวง เป็นเครื่องตัดกิเลสเครื่องผูกพัน คือ สังโยชน์ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดียิ่งไปกว่า การเจริญสันตบทนั้น เมื่อใด กลองคือเมฆอันเกลื่อนกล่น ด้วยสายฝน ย่อมคำรนร้องอยู่บนนภากาศ อันเป็นทาง ไปแห่งฝูงนกอยู่โดยรอบ และภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรม อยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่าง อื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งธรรมนั้น เมื่อใด บัณฑิตมีจิต เบิกบาน นั่งเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ฝั่งแม่น้ำทั้งหลาย อันดารดาษไปด้วยดอกโกสุม และดอกมะลิที่เกิดในป่า อันวิจิตรงดงาม ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น
หน้า 313 ข้อ 369
ยิ่งไปกว่าการนั่งเพ่งพิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด มีฝนฟ้า ร้องในเวลาราตรี ฝูงสัตว์ที่มีเขี้ยวก็พากันยินดีอยู่ในป่า ใหญ่ และภิกษุไปเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ที่เงื้อมเขา เมื่อ นั้น ย่อมไม่ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการ พิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุกำจัดวิตกทั้งหลายของตน เข้าไปสู่ถ้ำภายในภูเขา ปราศจากความกระวนกระวายใจ ปราศจากกิเลสอันตรึงใจเพ่งพิจารณาธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการ พิจารณาธรรมนั้น เมื่อใด ภิกษุมีความสุข ยังมลทิน กิเลสอันครั้งจิตและความเศร้าโศกให้พินาศ ไม่มีกลอน ประตูคืออวิชชา ไม่มีป่า คือตัณหา ปราศจากลูกศร คือ กิเลส เป็นผู้ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป เพ่งพิจารณา ธรรมอยู่ เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณาธรรมนั้น. บรรดาคาถาเหล่านั้น บัณฑิตพึงทราบการพรรณนาเนื้อความแห่ง คาถาแรก ซึ่งมีวาจาประกอบความเฉพาะบทที่เป็นประธานดังต่อไปนี้ :- ความแก่รอบแห่งขันธ์ทั้งหลายชื่อว่า ชรา. ความแตก (แห่งขันธ์ทั้งหลาย) ชื่อว่า มรณะ. ก็ธรรมดาที่มีความแก่และความตาย ในที่นี้ท่านสงเคราะห์ มุ่งถึงชราและมรณะ. ในกาลใด บัณฑิตคือภิกษุในศาสนานี้ กำหนดรู้ทุกข์นั้น ด้วย มรรคปัญญา ที่สัมปยุตด้วยวิปัสสนาปัญญาว่า สิ่งนี้เป็นทุกข์, สิ่งมี ประมารเท่านี้ เป็นทุกข์ ไม่มีสิ่งอื่นที่ยิ่งไปกว่าทุกข์นี้ ดังนี้ ในอุปาทาน
หน้า 314 ข้อ 369
เบญจขันธ์ ที่ปุถุชนทั้งหลายไม่รู้แจ้ง คือไม่รู้ตามความเป็นจริงว่า ความ แก่และความตายนี้เป็นทุกข์ ดังนี้แล้ว จมอยู่ คือผูกพันแนบแน่น เป็น ผู้มีสติ คือมีสัมปชัญญะเพ่งพินิจอยู่ ด้วยลักขณูปนิชฌาน. เมื่อนั้น ย่อมไม่ประสบ คือไม่ได้ ความยินดียิ่งไปกว่า คือสูงสุด กว่าความยินดีในวิปัสสนา และความยินดีในมรรคและผล. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า :- ในกาลใด ๆ ภิกษุพิจารณาความเกิดขึ้นและความ เสื่อมไป แห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้น ๆ เธอย่อมได้ ปีติปราโมทย์ ข้อนั้นเป็นอมตะของบัณฑิตผู้รู้ทั้งหลาย โสดาปัตติผลประเสริฐกว่าความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้ เป็นเอกราชในแผ่นดิน กว่าการไปสวรรค์ และกว่าความ เป็นใหญ่ ในโลกทั้งปวง. พระเถระครั้น แสดงถึงราตรีที่สงัด โดยมุ่งถึงการรู้ชัดด้วยการหยั่งรู้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงข้อนั้น โดยมุ่งถึงการละเป็นต้นไป จึงกล่าวคาถา ๓ คาถามีคาถาที่ ๒ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขสฺสาวหนึ ได้แก่ เป็นไปเพื่อ ความทุกข์ในเบื้องหน้า อธิบายว่า เผล็ดผลเป็นทุกข์ บทว่า วิสตฺติกํ คือ ตัณหา. ก็ตัณหานั้น ท่านเรียกว่า วิสัตติกา เพราะอรรถว่า แผ่ซ่านไป, เพราะอรรถว่า กว้างขวาง, เพราะอรรถว่า หลั่งไหลไปทั่ว เพราะอรรถว่า ไม่อาจหาญ, เพราะอรรถว่า นำไปสู่สิ่ง มีพิษ. เพราะอรรถว่า หลอกลวง. เพราะอรรถว่า มีรากเป็นพิษ, เพราะอรรถว่า มีผลเป็นพิษ, เพราะอรรถว่า บริโภคเป็นพิษ, ก็อีก
หน้า 315 ข้อ 369
อย่างหนึ่ง ตัณหานั้น ที่กว้างขวางใหญ่โต ท่านเรียกว่าวิสัตติกา เพราะ อรรถว่า แพร่กระจายไป ในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมะ ตระกูล และหมู่คณะ. บทว่า ปปญฺจสงฺฆาตทุขาธิราหินึ ความว่า ชื่อว่า ปปัญจะ เพราะ อรรถว่า ทำความสืบต่อแห่งสัตว์ในสงสารให้ชักช้า คือให้ยืดยาว ได้แก่ ราคะเป็นต้น และได้แก่มานะเป็นต้น. ปปัญจธรรมทั้งหลายเหล่านั้นนั่น แล ชื่อว่า สังฆาตา เพราะอรรถว่า รวบรวมทุกข์ที่เกิดขึ้นไว้, และ ชื่อว่าทุกข์ เพราะมีสภาวะกระวนกระวายและเร่าร้อน เหตุนั้น จึงชื่อว่า ปปัญจสังฆาตทุขาธิวาหินี เพราะนำมาเฉพาะ คือ เพราะเกิดความทุกข์ที่ รวบรวมไว้ซึ่งธรรมเครื่องเนิ่นช้า. บทว่า ตณฺหํ ปหนฺตฺวาน ได้แก่ ตัด ได้เด็ดขาดซึ่งตัณหานั้น ด้วยอริยมรรค. บทว่า สิวํ ได้แก่ เกษม, อธิบายว่า ด้วยการตัดได้เด็ดขาดซึ่ง กิเลสทั้งหลาย อันเป็นตัวทำความไม่ปลอดโปร่งให้ บัณฑิตเหล่านั้นจึงไม่ เดือดร้อน. ทางอันประกอบด้วยองค์ ๘ ด้วยอำนาจแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นต้น ชื่อว่า เทฺวจตุรงฺคคามินํ เพราะอรรถว่า ให้พระอริยะทั้งหลายถึงพระนิพพาน ก็ในคาถาม พึงเห็นว่า ท่านทำการลบวิภัตติเสีย ก็เพื่อสะดวกแก่รูปคาถา. ชื่อว่า มคฺคุตฺตมํ เพราะเป็นทางสูงสุด ในบรรดาทางทั้งหมดมี ทางที่เกิดขึ้นแห่งรูปเป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัส ว่า มรรคมีองค์ ๘ ประเสริฐกว่าทางทั้งหลาย เป็นต้น. ชื่อว่า สพฺพ- กิเลสโสธนํ เพราะชำระสัตว์ทั้งหลายให้สะอาดจากมลทินคือกิเลสทั้งปวง.
หน้า 316 ข้อ 369
บทว่า ปญฺาย ปสฺสิตฺวา ได้แก่ เข้าถึงแล้ว ด้วยอำนาจการ รู้เฉพาะภาวนา โดยปฏิเวธปัญญา. ชื่อว่า อโสกํ เพราะความเศร้าโศกในที่นี้ไม่มี เพราะเหตุแห่ง ความเศร้าโศกไม่มี และเพราะเหตุที่บุคคลไม่มีความเศร้าโศก. ชื่อว่า วิรชํ เพราะธุลีมีราคะเป็นต้นไปปราศแล้วอย่างนั้น. ชื่อว่า อสงฺขตํ เพราะอันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้. ชื่อว่า สนฺตํ ปทํ เพราะสงบระงับกิเลสทั้งปวง และทุกข์ทั้งปวง ได้ และเพราะพึงบรรลุคือเว้นจากการถูกเบียดเบียนในสังสารทุกข์. ชื่อว่า สพฺพกิเลสโสธนํ เพราะมีการชำระสันดานของสัตว์ให้ สะอาดจากมลทินคือกิเลสทั้งปวงเป็นเครื่องหมาย. บทว่า ภาเวติ ความว่า ย่อมบรรลุ ด้วยอำนาจสัจฉิกิริยาภิสมัย. ก็เมื่อบุคคลนั้น ปรารภพระนิพพานมากครั้งแล้ว ยังสัจฉิกิริยาสมัยให้เป็น ไป เมื่ออารมณ์ที่จะพึงยึดหน่วงคุณวิเศษที่จะได้มีอยู่ จึงยกขึ้นกล่าวอย่าง นี้. ชื่อว่า สัญโญชนพันธนัจฉิทะ เพราะตัดเครื่องผูกพันทั้งหลาย คือ สังโยชน์ได้. จริงอยู่ ในที่นี้ ท่านใช้เครื่องหมาย โดยความเป็นกัตตุวาจก เหมือนสัจจะทั้งหลาย ที่ทำความเป็นอริยะ. ท่านเรียกว่า อริยสัจ ฉะนั้น มีวาจาประกอบความว่า ในคาถานี้ ในเวลาที่เจริญสันตบท ย่อมไม่ได้ ประสบความยินดีที่ยิ่งไปกว่าการเจริญสันตบทนั้น เหมือนมีวาจาประกอบ ความว่า ในคาถาก่อน ๆ ในเวลาที่เพ่งพินิจ ย่อมไม่ได้ประสบความ ยินดียิ่งไปกว่าการเพ่งพิจารณานั้นฉะนั้น.
หน้า 317 ข้อ 369
พระเถระ ครั้นน้อมนำตนให้เข้าไปด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว จึงพยากรณ์ความเป็นพระอรหันต์ โดยระบุถึงการตรัสรู้สัจจะ ๔ ประการ บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงความผาสุกแห่งสถานที่ที่ตนอยู่แล้ว โดยความสงัด เงียบ จึงกล่าวคาถาทั้งหลาย มีคาถาเริ่มต้นว่า ยทา นเภ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นเภ ได้แก่ ในอากาศ. กลองคือเมฆ ชื่อว่า เมฆทุนฺทุภิ เพราะมีเสียงนุ่มนวล กังวาน และกึกก้อง. ชื่อว่า ธารากุลา เพราะเกลื่อนกล่น ด้วยสายน้ำที่ไหลมาจากทุกทิศ มีวาจาประกอบความว่า ในนภากาศ อันชื่อว่าเป็นทางไปแห่งฝูงนก เพราะเป็นทางไปแห่งฝูงนกเหล่าปักษี. บทว่า ตโต โยค ฌานรติโต แปลว่า กว่าความยินดีในการเพ่ง. บทว่า กุสุมากุลานํ ได้แก่ ดารดาษด้วยดอกโกสุมที่หล่นแล้ว จากต้น. บทว่า วิจิตฺตสาเนยฺยวฏํสกานํ ความว่า ชื่อว่า ดอกมะลิป่า เพราะเกิดในป่า แม่น้ำมีพวงมาลัยดอกมะลิป่าอันวิจิตร ชื่อว่า วิจิตฺตวา- เนยฺยวฏํสกา อธิบายว่า แม่น้ำมีพวงมาลัยดอกไม้ป่านานาชนิด. ชื่อว่า ผู้มีใจเบิกบาน เพราะเขามีใจดี ด้วยอำนาจอุตริมนุสธรรมเพ่งอยู่. บทว่า นิสีเถ ได้แก่ ในเวลาราตรี. บทว่า รหิตมฺหิ ได้แก่ ในที่สงัดเงียบ ปราศจากความเบียดเสียดแห่งหมู่ชน. บทว่า เทเว ได้แก่ เมฆ. บทว่า คฬนฺตมฺหิ ได้แก่ มีสายน้ำฝน หลั่งไหล ตกลง. บทว่า ทาิโน ได้แก่ ฝูงสัตว์ที่เป็นปฏิปักษ์ มีราชสีห์และ เสือโคร่งเป็นต้น. จริงอยู่ สัตว์เหล่านั้น มีเขี้ยวเป็นอาวุธ ท่านจึงเรียกว่า
หน้า 318 ข้อ 369
ทาิโน. คำว่า นทนฺติ ทาิโน แม้นี้ ท่านถือเอาก็เพื่อจะแสดงชี้ถึง ความสงัดเงียบจากหมู่ชนเท่านั้น. บทว่า วิตกฺเก อุปรุนฺธิยตฺตโน ความว่า กำจัดมิจฉาวิตกทั้งหลาย มีกามวิตกเป็นต้น โดยพลังแห่งความเป็นปฎิปักษ์ของตน เพราะนับ เนื่องในสันดานของตน. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อตฺตโน นี้ พึงประกอบ เข้าด้วยบทว่า วินฺทติ นี้ว่า เมื่อนั้นย่อมไม่ได้ประสบความยินดีอย่างอื่น ยิ่งไปกว่าการพิจารณาธรรมนั้น ดังนี้. บกว่า นคนฺตเร แปลว่า ภายในภูเขา. บทว่า นควิวรํ ได้แก่ ถ้ำภายในภูเขา หรือเงื้อมเขา. บทว่า สมสฺสิโต ได้แก่ เข้าไปโดยการอาศัยอยู่. บทว่า วีตทฺทโร ได้แก่ ปราศจากกิเลสเป็นเหตุให้กระวนกระวาย ได้. บทว่า วีตขิโล ได้แก่ ละกิเลสดุจตะปูตรึงใจเสียได้. บทว่า สุขี ได้แก่ มีความสุข ด้วยสุขอันเกิดแต่ฌานเป็นต้น. บทว่า มลขิลโสกนาสโน ได้แก่ ละมลทินมีราคะเป็นต้น ละ กิเลสดุจตะปูตรึงใจ ๕ ประการ และละความเศร้าโศก มีความพลัดพราก จากญาติเป็นต้นเป็นเหตุได้. บทว่า นิรคฺคโฬ ได้แก่ อวิชชา ท่านเรียกว่า กลอนประตู เพราะห้ามการเข้าไปใกล้พระนิพพาน, เรียกว่า นิรคฺคโฬ เพราะไม่มี กลอนประตูคืออวิชชานั้น. บทว่า นิพฺพนโถ ได้แก่ ไม่มีตัณหา. บทว่า วิสลฺโล ได้แก่ ปราศจากลูกศรคือกิเลสมีราคะเป็นต้น.
หน้า 319 ข้อ 369
บทว่า สพฺพาสเว ได้แก่ ทำอาสวะทั้งหมดมีกามาสวะเป็นต้น (ให้สิ้นไป). บทว่า พฺยนฺติกโต มีวาจาประกอบความว่า เมื่อใดภิกษุทำ (อาสวะ) ให้สิ้นไป คือทำกิเลสให้ปราศไปด้วยอริยมรรค ดำรงอยู่ เพ่งพินิจ เพื่อความอยู่เป็นสุขในทิฏฐธรรม เมื่อนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความยินดี อย่างอื่น ยิ่งไปกว่าความยินดีในการเพ่งพิจารณาธรรมนั้น. ก็พระเถระ ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วก็มุ่งตรงไปสู่ฝั่งแม่น้ำอชกรณีแล. จบอรรถกถาภูตเถรคาถา จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา นวกนิบาต
หน้า 320 ข้อ 370
เถรคาถา ทสกนิบาต ๑. กาฬุทายีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกาฬุทายีเถระ [๓๗๐] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ หมู่ไม้ทั้งหลาย มีดอก และใบ มีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลิผลสลัดใบเก่าร่วงหล่น ไป หมู่ไม้เหล่านั้นงามรุ่งเรืองดังเปลวเพลิง ข้าแต่ พระองค์ผู้มีความเพียรใหญ่ เวลานี้เป็นเวลาสมควร อนุเคราะห์หมู่พระญาติ ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ ไม้ทั้งหลายมีดอกบานงามดี น่ารื่นรมย์ใจส่งกลิ่นหอม ฟุ้งตลบไปทั่วทิศโดยรอบ ผลัดใบเก่า ผลิดอกออกผล เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้ ขอเชิญ พระพิชิตมารเสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ฤดูนี้เป็นฤดูที่ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดู พอสบาย ทั้งมรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะ ทั้งหลาย จงได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหิณี อันมีปากน้ำ อยู่ทางทิศใต้ ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืช ด้วยความหวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทร ด้วยความหวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ ด้วยความหวัง ผลอันใด ขอความหวังผลอันนั้นจงสำเร็จแก่ข้าพระองค์ เถิด ชาวนาหว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ ชาวนาไถนา บ่อย ๆ แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อย ๆ พวก
หน้า 321 ข้อ 370
ยาจกเที่ยวขอบ่อย ๆ ผู้เป็นทานบดีให้บ่อย ๆ ครั้นให้ บ่อย ๆ แล้ว ย่อมถึงสวรรค์บ่อย ๆ. บุรุษผู้มีความเพียร มีปัญญากว้างขวาง เกิดในสกุล ใด ย่อมยังสกุลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่าพระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐ กว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดยอริยชาติ ได้สัจนามว่า เป็น นักปราชญ์ สมเด็จพระบิดาของพระองค์ทรงแสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ ทรงพระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้า มายาพระมเหสีของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระพุทธ- มารดา ทรงบริหารพระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วย พระครรภ์ เสด็จสวรรคตไปบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ สมเด็จ พระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้นสวรรคตจุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อม ล้อมบันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ อาตมภาพเป็นบุตรของ พระพุทธเจ้าผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจาก พระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดา แห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกา ของอาตมภาพโดยธรรม. จบกาฬุทายีเถรคาถา
หน้า 322 ข้อ 370
อรรถกถาทสกนิบาต อรรถกถากาฬุทายีเถรคาถาที่ ๑ ในทสกนิบาต มีคาถาของท่านพระกาฬุทายีเถระ ว่า องฺคาริโน ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ? ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านพระ- กาฬุทายีเถระแม้นี้ เกิดในเรือนอันมีสกุล ในพระนครหังสวดี เมื่อฟัง พระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ ในตำแหน่งแห่งผู้ทำสกุลให้เลื่อมใส แล้วทำกรรมตั้งความปรารถนาเพื่อ ตำแหน่งนั้นแล้ว. เขาทำกุศลกรรมจนตลอดชีวิตแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ มนุษยโลก จึงถือปฏิสนธิในเรือนอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นแล ในวัน เดียวกันกับพระโพธิสัตว์ของพวกเราถือปฏิสนธิในพระครรภ์พระมารดา, เกิดก็เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์เหมือนกัน ดังนั้น ในวันนั้น นั่นแหละ พวกญาติจึงให้เด็กนั้นนอนบนเทริดที่ทำด้วยเนื้อผ้าดีชนิดหนึ่ง พากันนำไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์. จริงอยู่ สหชาติ ๗ เหล่านั้นคือ ต้นโพธิพฤกษ์ ๑ พระมารดาของ พระราหุล ๑ ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ขุม ๑ ช้างตระกูลอาโรหนิยะ ๑ ม้า กัณฐกะ ๑ นายฉันนะ ๑ กาฬุทายี ๑ ได้เกิดพร้อมดับพระโพธิสัตว์ เพราะเกิดในวันเดียวกันนั่นแล. ครั้นในวันตั้งชื่อ พวกญาติก็พากันตั้งชื่อ เขาว่าอุทายี เพราะเกิดในวันที่ชาวพระนครทั้งสิ้นมีจิตรื่นเริงเบิกบาน แต่
หน้า 323 ข้อ 370
เพราะมีผิวพรรณค่อนข้างดำไปหน่อย จึงปรากฏชื่อว่า กาฬุทายี. กาฬุ- ทายีนั้น ถึงความเจริญขึ้นแล้ว เมื่อจะเล่นตามประสาเด็ก ก็เล่นกับพระ- โพธิสัตว์. ต่อมาภายหลัง เมื่อพระโลกนาถเจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์แล้ว บรรลุพระสัพพัญญุตญาณตามลำดับ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร ให้เป็นไปแล้ว ทรงอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ในพระเวฬุวันมหาวิหาร, พระเจ้าสุทโธทนะมหาราชทรงสดับความเป็นไปนั้นแล้ว ทรงส่งอำมาตย์ ผู้หนึ่ง มีบุรุษ ๑,๐๐๐ คน เป็นบริวารไป ด้วยตรัสสั่งว่า จงนำลูกเรา มาในที่นี้. กาฬุทายีอำมาตย์นั้นไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาทรงแสดงธรรม จึงยืนฟังธรรมอยู่ข้างท้ายบริษัท พร้อมด้วยบุรุษก็บรรลุพระอรหัต. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงทรงเหยียดพระหัตถ์ ตรัสกะทุกคนนั้น ว่า พวกเธอ จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง คนทั้งหมด ก็ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นดังพระเถระมีอายุ ๖๐ ปี ก็จำเดิมแต่บรรลุพระอรหัตแล้ว พระอริยะทั้งหลายก็เป็นผู้มีตนเป็นกลาง, เพราะฉะนั้น จึงมิได้กราบทูลแด่พระทศพลให้ทรงทราบ ถึงสาสน์ที่ พระราชาส่งไป. พระราชาทรงดำริว่า ส่วนแห่งกำลังคนที่มอบหมาย หน้าที่ให้ ก็ไม่ยอมกลับมา ข่าวสาสน์ก็ไม่ได้ยินเลย, ดังนี้แล้ว จึงทรงส่ง อำมาตย์อีกคนหนึ่ง พร้อมด้วยบุรุษ ๑,๐๐๐ คนไปอีก. เมื่ออำมาตย์นั้น ปฏิบัติตามกันอย่างนั้น พระราชาจึงทรงส่งอำมาตย์คนอื่นไปอีก รวมส่ง บุรุษถึง ๙,๐๐๐ คน พร้อมกับอำมาตย์อีก ๙ คน ด้วยประการฉะนี้, คน ทั้งหมดบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พากันนิ่งเฉยเสีย. ลำดับนั้น พระราชาทรงดำริว่า คนมีประมาณตั้งเท่านี้ ช่างไม่มี
หน้า 324 ข้อ 370
ความรักเยื่อใยในเราเสียเลย ไม่ยอมกราบทูลคำอะไร ๆ แด่พระทศพล เพื่อการเสด็จมาในที่นี้, แต่อุทายีคนนี้แล เป็นผู้มีวัยเสมอกันกับพระ- ทศพล เคยร่วมเล่นฝุ่นมาด้วยกัน และจักมีความรักเยื่อใยในเรา เราจัก ส่งเจ้าคนนี้ไป ดังนี้ จึงทรงมีรับสั่งให้เรียกอุทายีนั้นมาแล้ว ตรัสว่า พ่อคุณเอ๋ย ! พ่อ พร้อมด้วยบุรุษเป็นบริวาร ๑,๐๐๐ คน จงไปยังกรุง ราชคฤห์แล้ว นำพระทศพลมาให้ได้ ดังนี้แล้ว จึงทรงส่งไป. ฝ่าย กาฬุทายีอำมาตย์นั้น เมื่อจะไปจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ใต้ฝ่าละอองธุลี พระบาท ปกเกล้าปกกระหม่อม หากข้าพระองค์จักได้การบวชไซร้ ข้าพระองค์จึงจักนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามาในที่นี้ ดังนี้ มีพระดำรัสตอบว่า เธอจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ขอให้แสดงบุตรแก่เราก็แล้วกัน ดังนี้แล้ว จึงไปยังกรุงราชคฤห์ พอดีในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม จึงยืนฟัง ธรรมอยู่ข้างท้ายบริษัท พร้อมด้วยบริวารก็บรรลุพระอรหัต ดำรงอยู่ใน ความเป็นเอหิภิกขุ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- เมื่อพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐ- บุรุษของโลก ผู้คงที่ เสด็จดำเนินทางไกล เที่ยวจาริก ไปในเวลานั้น เราได้ถือเอาดอกปทุม ดอกอุบล และ ดอกมะลิซ้อนอันบานสะพรั่ง และถือข้าวสุกชั้นพิเศษมา ถวายแด่พระศาสดา พระมหาวีรชินเจ้า เสวยข้าว ชั้นพิเศษ อันเป็นโภชนะที่ดี และทรงรัดดอกไม้นั้นแล้ว ทรงยังเราให้รื่นเริงว่า ผู้ใดได้ถวายดอกปทุมอันอุดม เป็นที่ปรารถนา เป็นที่น่าใคร่ในโลกนี้แก่เรา ผู้นั้นทำ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๖.
หน้า 325 ข้อ 370
กรรมที่ทำได้ยากนัก ผู้ใดได้บูชาดอกไม้ และได้ถวาย ข้าวชั้นพิเศษแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักได้เสวยเทวรัชสมบัติ ๑๘ ครั้ง ดอกอุบล ดอกปทุม และดอกมะลิซ้อน จะมีในเบื้องบน ผู้นั้น ด้วยผลแห่งบุญนั้น ผู้นั้นจักสร้างหลังคาอันประกอบ ด้วยของหอมอันเป็นทิพย์ไว้ในอากาศ จักทรงไว้ในเวลา นั้น จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๕ ครั้ง จักได้เป็น พระราชาในแผ่นดินครอบครองพสุธา ๕๐๐ ครั้ง ในกัปที่ แสน พระศาสดามีพระนานว่าโคดม ซึ่งมีสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นปรารถนา ในกรรมของตน อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักได้เป็นบุรุษ ผู้มีชื่อเสียง ทำความเพลิดเพลินให้เกิดแก่เจ้าศากยะ ทั้งหลาย แต่ภายหลังผู้นั้นอันกุศลมูลตักเตือนแล้วจักบวช จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะ นิพพาน พระโคดมผู้เผ่าพันธุ์ของโลก จักทรงตั้งผู้นั้นซึ่งบรรลุ ปฏิสัมภิทา ได้ทำกิจที่ควรทำเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะใน เอตทัคคสถาน ผู้นั้นมีตนส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบ ระงับ ไม่มีอุปธิ จักเป็นสาวกของพระศาสดา มีนามว่า อุทายี เรากำจัดราคะ โทสะ โมหะ มานะ และมักขะ ได้แล้ว กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ เรา ยังพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ทรงโปรดปราน มีความเพียร มีปัญญา และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลื่อมใส ทรง
หน้า 326 ข้อ 370
ตั้งเราไว้ในเอตทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ ...ฯลฯ... คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จ แล้ว ดังนี้. ก็ท่านพระกาฬุทายี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงคิดว่า รอก่อน กาลนี้ยังไม่สมควร เพื่อการเสด็จไปสู่พระนครอันเป็นสกุลเดิมของพระ- ทศพล, แต่เมื่อถึงฤดูฝนแล้ว ไพรสณฑ์จะมีดอกไม้บานสะพรั่ง จึงจัก เป็นกาลเหมาะเพื่อการเสด็จไป บนภูมิภาคที่ดารดาษด้วยติณชาติเขียวขจี ดังนี้แล้ว จึงเฝ้ารอกาล เมื่อถึงฤดูฝนแล้ว พอจะพรรณนาชมหนทางไป เพื่อการเสด็จไปยังพระนครอันเป็นสกุลเดิมของพระศาสดา จึงกล่าวคาถา๑ เหล่านี้ว่า :- ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้ หมู่ไม้ทั้งหลาย มีดอก และใบสีแดงดุจถ่านเพลิง ผลิผลสลัดใบเก่าร่วงหล่นไป หมู่ไม้เหล่านั้นงดงามรุ่งเรื่องดุจเปลวเพลิง ข้าแต่พระองค์ ผู้มีความเพียรใหญ่ เวลานี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่ พระญาติ ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลายมี ดอกบานงดงามดี น่ารื่นรมย์ใจ ส่งกลิ่นหอมพุ่งตลบไป ทั่วทิศโดยรอบ ผลัดใบเก่า ผลิดอกออกผล เวลานี้เป็น เวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้ ขอเชิญพระพิชิตมาร เสด็จไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ฤดูนี้ ก็เป็นฤดูที่ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย ทั้ง มรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลาย จง ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๐.
หน้า 327 ข้อ 370
ได้เข้าเฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหิณี อันมีปากน้ำอยู่ทางทิศใต้ เถิด ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืชด้วยความ หวังผล พ่อค้าผู้เที่ยวหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทรด้วยความ หวังทรัพย์ ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ ด้วยความหวังผลอันใด ขอความหวังผลอันนั้น จงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิดชาวนา หว่านพืชบ่อย ๆ ฝนตกบ่อย ๆ ชาวนาไถนาบ่อย ๆ แว่น แคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อย ๆ พวกยาจกเที่ยวขอ ทานบ่อย ๆ ผู้เป็นทานบดีให้บ่อย ๆ ครั้นให้บ่อย ๆ แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ บุรุษผู้มีความเพียร มี ปัญญากว้างขวาง เกิดในสกุลใด ย่อมยังสกุลนั้นให้ บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย ย่อม ทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้ว โดยอริยชาติ ได้สัจนามว่า เป็นนักปราชญ์ สมเด็จ พระบิดาของพระองค์ ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรง พระนามว่าสุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้ามายาพระมเหสี ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหาร พระองค์ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์ เสด็จ สวรรคตไปบันเทิงอยู่ในไตรทิพย์ สมเด็จพระนางเจ้า มายาเทวีนั้น ครั้นสวรรคตจุติจากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่ง- พร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นางฟ้าห้อมล้อม บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ อาตมภาพเป็นบุตรของพระ-
หน้า 328 ข้อ 370
พุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจาก พระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่ง อาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกา ของอาตมภาพโดยธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคาริโน ได้แก่ถ่านเพลิง ซึ่งแปลว่า ดุจถ่านเพลิง, ชื่อว่า องฺคาริโน เพราะอรรถว่า หมู่ไม้ทั้งหลายเหล่านั้น มีดอกและใบ มีสีดังแก้วประพาฬแดง, อธิบายว่า ดุจฝนถ่านเพลิง เกลื่อน กล่นด้วยตุ่มดอกไม้โกสุมสีแดงเข้ม. บทว่า อิทานิ แปลว่า ในกาลนี้. บทว่า ทุมา แปลว่า ต้นไม้ทั้งหลาย. บทว่า ภทนฺเต ได้แก่ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอความเจริญจงมีแก่ท่าน เพราะเหตุนั้น ท่านผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ เขาจึงเรียกว่า ภทนฺเต เพราะทำการลบ ท อักษรเสียอักษรหนึ่ง, แต่พระศาสดาเป็นผู้เลิศกว่าผู้ ประกอบด้วยคุณวิเศษทั้งหลาย. เพราะฉะนั้น คำว่า ภทนฺเต จึงเป็นคำ ร้องเรียกสำหรับพระศาสดา. ก็คำว่า ภทนฺเต นี้ เป็นคำปฐมาริภัตติ มี ที่สุดอักษรเป็น เอ ดุจในประโยค เป็นต้นว่า ถ้าทำกรรมดีบ้าง กรรม ชั่วบ้าง ก็ได้รับความสุขบ้าง ทุกข์บ้าง ดังนี้. แต่ในที่นี้ บัณฑิตพึงเห็นว่า ภทนฺเต ลงในอรรถว่า การตรัสรู้ชอบ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ภทนฺเต เป็นอาลปนะ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ภทนฺต ศัพท์เดียวที่มี ในระหว่างบท มีความหมายเสมอกับ ภทฺท ศัพท์.
หน้า 329 ข้อ 370
ชื่อว่า ผเลสิโน เพราะอรรถว่า ย่อมต้องการเผล็ดผล. อธิบายว่า จริงอยู่ แม้เมื่อไม่มีเจตนา แต่กลับยกขึ้นสู่กิริยาที่มีเจตนาแล้ว กล่าว เหมือนปรารภที่จะเด็ดผล จนถึงเวลาที่เด็ดเอาผลอันเผล็ดแล้ว ย่อมมุ่งจะ ให้เหล่ากอสูญสิ้นไปฉะนั้น. บทว่า ฉทนํ วิปฺปหาย ได้แก่ สลัดใบไม้เก่า ๆ คือใบไม้เหลือง ทั่วไปทิ้งเสีย. บทว่า เต โยค ทุมา แปลว่า ต้นไม้เหล่านั้น. บทว่า อจฺจิมนฺโต ว ปภาสยนฺติ ความว่า ย่อมส่องสว่างทั่วทุกทิศ ดุจเปลวไฟ หรือดุจกองไฟที่ลุกโพลง. บทว่า สมโย ได้แก่กาล คือกาลพิเศษแห่งคำว่า เพื่ออนุเคราะห์. บทว่า มหาวีร ได้แก่ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความกล้าหาญมาก. บทว่า ภาคี รสานํ ได้แก่ ผู้มีส่วนแห่งอรรถรส สมจริงดังคำที่ พระธรรมเสนาบดีกล่าวไว้ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์เป็น ผู้มีส่วนแห่งอรรถรส และธรรมรส ดังนี้เป็นต้น . ก็คำว่า มหาวีร ภาคี แม้นี้ บัณฑิตพึงทราบทั้งสองคำว่า กล่าวมุ่งถึงการตรัสรู้. ก็พระราชา องค์ต้น ชื่อว่า ภคีรถ ในปาฐะว่า ภาคีรถานํ, อธิบายว่า พวกเจ้าศากยะ เป็นพระราชาก่อน เพราะตั้งวงศ์ก่อนกว่าเขา เพื่ออุปการะพระราชา เหล่านั้น. บทว่า ทุมานิ ท่านกล่าวไว้โดยความเป็นลิงควิปลาส, ได้แก่ ทุมา แปลว่า ต้นไม้ทั้งหลาย. บทว่า สมนฺตโต สพฺพทิสา ปวนฺติ ความว่า หมู่ไม้ทั้งหลาย มี ดอกบานแล้ว ในทิศทั้งปวง โดยรอบ คือโดยทุกพื้นที่ เพราะบานแล้ว อย่างนั้น จึงส่งกลิ่น คือปล่อยกลิ่นหอมฟุ้งไปทุกทิศ.
หน้า 330 ข้อ 370
บทว่า อาสมานา ได้แก่ หวังอยู่ คือต้องการจะเก็บเอาผล. พระ- เถระครั้นแสดงถึงความรื่นรมย์แห่งหนทางที่จะไป เพราะงดงามด้วยหมู่ไม้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้จึงแสดงถึงความสมบูรณ์แห่งฤดู ด้วยคำว่า เนวาติสีตํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า สุขา ฤดูที่สบาย คือน่าปรารถนา เพราะความเป็นฤดูไม่ หนาวนัก ไม่ร้อนนัก. บทว่า อุตุ อทฺธนิยา ได้แก่ ฤดูประกอบด้วยหนทางไกล ที่ควรไป. บทว่า ปสฺสนฺตุ ตํ สากิยา โกลิยา จ ปจฺฉามุขํ โรหินิยํ ตรนฺตํ ความว่า แม่น้ำชื่อว่า โรหิณี มีปากน้ำอยู่ทางทิศใต้ ไหลไปทางทิศเหนือ ระหว่างสากิยะชนบทและโกลิยะชนบท. และไหลจากทิศตะวันออกเฉียงใต้ แห่งแม่น้ำนั้นไปยังกรุงราชคฤห์ เพราะฉะนั้น เมื่อจะข้ามแม่น้ำจากกรุง ราชคฤห์ไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ จึงต้องข้ามที่ปากน้ำทางทิศใต้. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปสฺสนฺตุ ตํ ฯเปฯ ตรนฺตํ ดังนี้เป็นต้น. พระเถระพยายาม อ้อนวอนพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อการเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ว่า ชาว สากิยะและโกลิยะชนบท จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อล่วงถึงปากแม่น้ำ โรหิณี ทางทิศใต้. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศความปรารถนาของตนด้วยข้ออุปมา จึงกล่าวคาถาว่า อาสาย กสเต ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อาสาย กสเต เขตฺตํ ความว่า ชาวนา เมื่อจะไถนา ก็ ไถนาด้วยความหวังผล. บทว่า พีชํ อาสาย วปฺปติ ความว่า ก็ครั้นไถแล้ว เมื่อจะหว่าน พืช ก็หว่าน คือหยอดพืชด้วยความหวังผล
หน้า 331 ข้อ 370
บทว่า อาสาย วาณิชา ยนฺติ ความว่า พวกพ่อค้าผู้แสวงหาทรัพย์ ย่อมแล่นเรือไปสู่มหาสมุทร เพื่อข้ามมหาสมุทร คือเพื่อเข้าไปยังประเทศ หนึ่ง ด้วยความหวังทรัพย์. บทว่า ยาย อาสาย ติฏฺามิ ความว่า พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ข้าพระองค์ก่อยู่ในที่นี้ด้วยความหวัง คือความ ปรารถนาผลอันใด คือด้วยความต้องการจะให้พระองค์เสด็จไปกรุงกบิล- พัสดุ์, ขอความหวังข้อนั้นของข้าพระองค์จงสำเร็จเถิด. พระองค์ควร เสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ได้แล้ว ดังนี้, ก็ในข้อนี้ พระเถระกล่าวถึงความ พอใจคือความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำว่า อาสา เพราะเป็นเช่นกับความหวัง. พระเถระเพื่อจะแสดงถึงเหตุแห่งการอ้อนวอนตั้งหลายครั้ง โดยมี การพรรณนาถึงหนทางที่จะเสด็จไปเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า ปุนปฺปุนํ ดังนี้ เป็นอาทิ. ความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- เมื่อหว่านพืชด้วยเพียงการหว่านครั้ง เดียวยังไม่สมบูรณ์ พวกชาวนา ย่อมหว่านพืชบ่อย ๆ คือหว่านซ้ำเป็น ครั้งที่ ๒ ที่ ๓ อีก, แม้เทพเจ้าผู้เป็นเจ้าแห่งฝนไม่ตกครั้งเดียวเท่านั้น แต่ตกบ่อย ๆ คือตกตามฤดูกาลที่สมควร. ถึงพวกชาวนา ก็มิใช่ไถนา เพียงครั้งเดียวเท่านั้น แต่ไถนาบ่อยๆ เพื่อทำดินให้ร่วน หรือทำโคลนให้ เป็นเทือก อันจะมีประโยชน์ทำให้ข้าวกล้าสมบูรณ์, แว่นแคว้นย่อมเข้าถึง คือเข้าถึงความสมบูรณ์ด้วยธัญญาหาร มีข้าวสาลีเป็นต้นบ่อย ๆ ที่พวก มนุษย์น้อมนำเข้าไป ด้วยอำนาจการเก็บไว้ในยุ้งฉางเป็นต้น เพราะทำการ สงเคราะห์ธัญชาติครั้งเดียวเท่านั้น ไม่ยินดีว่า เท่านี้ก็เพียงพอละ. แม้พวกยาจกเที่ยวไป คือเข้าไปขอยังสกุลทั้งหลายบ่อย ๆ มิใช่ขอ
หน้า 332 ข้อ 370
เพียงครั้งเดียวเท่านั้น, ฝ่ายพวกทานบดี ที่ถูกพวกยาจกเหล่านั้นขอแล้ว ก็ให้บ่อย ๆ มิใช่ให้เพียงครั้งเดียวเท่านั้น. ก็พวกทานบดี ครั้นให้ไทยธรรมบ่อย ๆ อย่างนั้นแล้ว คือสั่งสม บุญที่สำเร็จด้วยทานไว้แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อย ๆ คือไป ๆ มา ๆ ได้แก่ ย่อมเข้าไปถึงเทวโลก ด้วยอำนาจการถือปฏิสนธิ, อธิบายว่า เพราะฉะนั้น แม้ข้าพระองค์ ก็จะอ้อนวอนบ่อย ๆ ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ขอพระองค์จงยังมโนรถของข้าพระองค์ให้ถึงที่สุดเถิด. บัดนี้ พระเถระอ้อนวอนพระศาสดา จะให้เสด็จไปยังกรุงกบิล- พัสดุ์เพื่อประโยชน์ใด เพื่อจะแสดงซึ่งประโยชน์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า วีโร หเว ดังนี้เป็นต้น. ความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- บุรุษผู้มีความเพียร มีความอาจหาญ มีปัญญากว้างขวาง คือมีปัญญามากเกิด คือเกิดในสกุลใด ย่อมชำระต้น ในสกุลนั้นตลอด ๗ ชั่วคนคือคู่แห่งบุรุษ ๗ จนถึงปิตามหยุคะที่ ๗ ให้ บริสุทธิ์สะอาดด้วยสัมมาปฏิบัติ โดยส่วนเดียว เพราะเหตุนั้น จะป่วย กล่าวไปไยถึงวาทะของชาวโลก ที่เป็นคำติเตียน จักมีในชนเหล่าอื่นเล่า. ข้าพระองค์ย่อมเข้าใจว่า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เป็น เทพเจ้าผู้ประเสริฐ เพราะพระองค์เป็นเทพเจ้าผู้สูงสุดกว่าเทพเจ้าทั้งปวง ย่อมทรงอาจสามารถเพื่อทำสกุลแม้ที่นอกเหนือไปกว่านั้นให้บริสุทธิ์ได้ ด้วยการห้ามเสียจากความชั่ว และด้วยการให้ดำรงอยู่ในความดี. เพราะเหตุไร ? เพราะพระองค์เกิดแล้วโดยอริยชาติ ได้สัจนามว่า เป็นนักปราชญ์ อธิบายว่า เพราะความที่พระองค์ผู้พระศาสดาเกิดแล้ว โดยอริยชาติ เป็นนักปราชญ์ พระองค์เป็นผู้รู้ จึงได้พระนามตามความ
หน้า 333 ข้อ 370
จริงว่า มุนี เพราะอรรถว่า รู้ประโยชน์ส่วนพระองค์ และประโยชน์ ส่วนสังคม และเพราะอรรถว่า รู้ซึ่งโลกนี้และโลกหน้า. อีกอย่างหนึ่ง ผู้มีความรู้ ชื่อว่ามุนิ, พระองค์มีพระนามตามความเป็นจริงว่า สมณะ บรรพชิต ฤาษี ดังนี้ ฉะนั้น ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า เพราะเหตุแห่ง การได้เฉพาะซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียว แก่ปวงสัตว์ ข้าพระองค์จึงทูล อ้อนวอนพระองค์ เพื่อการเสด็จไปในกรุงกบิลพัสดุ์นั้น. บัดนี้ เมื่อพระเถระกล่าวว่า สตฺตยุคํ ดังนี้แล้ว เพื่อจะแสดงยุคะ แห่งบิดา จึงกล่าวคำว่า สุทฺโธทโน นาม ดังนี้เป็นต้น. ชื่อว่า สุทฺโธทโน เพราะอรรถว่า ผู้มีข้าวบริสุทธิ์เป็นชีวิต. จริงอยู่ พระพุทธบิดา ผู้มีกาย สมาจาร วจีสมาจาร และมโนสมาจาร อันบริสุทธิ์พิเศษ โดยส่วนเดียว จึงเป็นผู้มีอาชีพอันบริสุทธิ์ดี เพราะพระองค์เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยอภินิหาร อย่างนั้น. บทว่า มายนามา ได้แก่ ได้นามว่ามายา เพราะพระองค์มีพระคุณ ที่หมู่ญาติและมิตรเป็นต้น จะพึงกล่าวว่า อย่าไปเลย ดังนี้ เหตุสมบูรณ์ ด้วยคุณ มีสกุล, รูปร่าง, ศีล และมารยาท เป็นต้น. บทว่า ปริหริยา แปลว่า ประคับประคอง. บทว่า กายสฺส เภทา ได้แก่ เบื้องหน้าแต่กายของตนล่วงลับไป ก็เป็นเช่นกับเจดีย์ของชาวโลก พร้อมทั้งเทวโลก. บทว่า ติทิวมฺหิ ได้แก่ ในดุสิตเทวโลก. บทว่า สา โยค มายาเทวี แปลว่า สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น . บทว่า โคตมี ความว่า พระเถระ ระบุถึงพระนางเจ้า โดย พระโคตร.
หน้า 334 ข้อ 370
บทว่า ทิพฺเพหิ กาเมหิ ได้แก่ ด้วยวัตถุกามอันเป็นทิพย์ ที่นับ เนื่องด้วยภพชั้นดุสิต, บทว่า สมงฺคิภูตา แปลว่า ประกอบพร้อมแล้ว. บทว่า กามคุเณหิ ได้แก่ด้วยส่วนแห่งกามคุณทั้งหลาย, ก็ครั้น กล่าวว่า กาเมหิ ดังนี้แล้ว จึงแสดงว่า ย่อมบำรุงบำเรอด้วยวัตถุกาม อันมีส่วนมากมาย ด้วยคำว่า กามคุเณหิ ดังนี้. บทว่า เตหิ ความว่า บังเกิดแล้วในหมู่เทพชั้นใด อันหมู่เทพ ชั้นดุสิตเหล่านั้น ห้อมล้อมหรือบันเทิงอยู่ด้วยกามคุณเหล่านั้น. ก็คำว่า สมงฺคิภูตา ปริวาริตา นี้ ท่านแสดงเป็นอิตถีลิงค์ ที่หมายถึงอัตภาพใน กาลก่อนซึ่งสำเร็จเป็นหญิง หรือหมายถึงความเป็นเทวดา, ส่วนการอุปบัติ ของเทพเกิดโดยความเป็นบุรุษเท่านั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ถูกพระเถระอ้อนวอนแล้วอย่างนั้น ทรงเห็นว่า ประชาชนเป็นอันมากจะได้บรรลุคุณวิเศษ ในเพราะการเสด็จไปในกรุง กบิลพัสดุ์นั้น จึงมีพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รูปแวดล้อมแล้ว เสด็จดำเนิน ไปยังหนทางที่จะไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ โดยการเสด็จออกจากกรุงราชคฤห์ ไม่รีบด่วนนัก . พระเถระเข้าไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ด้วยฤทธิ์ ยืนท่ามกลาง อากาศ ข้างหน้าพระราชา พระราชาทรงเห็นเพศที่ไม่เคยเห็นมาก่อน จึง ตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร เมื่อจะแสดงว่า ถ้าพระองค์จำอาตมภาพผู้เป็น บุตรอำมาตย์ที่พระองค์ส่งไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ได้ไซร้ ขอพระองค์ จงทรงรู้อย่างนี้เถิด ดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า อาตมภาพ เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใด ย่ำยีได้ มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้เปรียบปาน
หน้า 335 ข้อ 370
ผู้คงที่ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระบิดาของพระ- พุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาแห่งอาตมภาพ ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพโดยธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ความว่า อาตมภาพ เป็นบุตรผู้เป็นโอรส ของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เพราะเกิดในอก. บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่า ชื่อว่าไม่มีใครจะย่ำยีได้ เพราะคน เหล่าอื่น ไม่อาจเพื่อจะอดกลั้นนำไปซึ่งพระมหาโพธิสัตว์ เว้นไว้แต่ใน กาลก่อนแต่การตรัสรู้ คือเพราะการอดกลั้น การนำไปซึ่งโพธิสมภาร และบุญญาธิการที่เป็นส่วนพระมหากรุณาทั้งสิ้น ใคร ๆ ย่ำยีไม่ได้, แม้ที่ ยิ่งไปกว่านั้น เพราะข่มครอบงำมาร ๕ ที่ใคร ๆ ไม่อาจจะครอบงำได้ เด็ดขาด เพราะคนเหล่าอื่นไม่สามารถจะข่มครอบงำได้ และเพราะอดทน ต่อพุทธกิจ ที่คนเหล่าอื่นอดทนไม่ได้ กล่าวคือคำพร่ำสอน ด้วยทิฏฐ- ธรรมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกัตถประโยชน์ และปรมัตถประโยชน์ แก่ เวไนยสัตว์ผู้สมควร ด้วยการหยั่งรู้ถึงการจำแนกสัตว์ต่าง ๆ ตามอาสยะ อนุสัย จริต และอธิมุตติ เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า อสัยหสาหิโน เพราะความที่พระองค์ทรงบำเพ็ญคุณงามความดีในข้อนั้นไว้. บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยพระคุณมีศีลที่พระองค์ ทรงบำเพ็ญมาแล้วเป็นต้น. อาจารย์พวกอื่นกล่าวว่า มีพระรัศมีแผ่ซ่าน ออกจากพระวรกายทุกส่วน ดังนี้. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อ ๒ ชื่อ คือพระอังคีรส และพระสิทธัตถะ นี้ พระพุทธบิดาเท่านั้น ทรง ขนานพระนามถวาย.
หน้า 336 ข้อ 370
บทว่า อปฺปฏิมสฺส ได้แก่ ไม่มีผู้เปรียบเสมอ. ชื่อว่า ตาทิโน เพราะสมบูรณ์ด้วยพระลักษณะที่คงที่ ในอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์. บทว่า ปิตุปิตา มยฺหํ ตุวํสิ ความว่า โดยโลกโวหาร พระองค์ เป็นพระบิดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นพระบิดาของอาตมภาพ โดย อริยชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยชาติว่า สกฺก. บทว่า ธมฺเมน ได้แก่โดยสภาวะ คืออริยชาติ และโลกิยชาติ. พระเถระเรียกพระราชาโดยพระโคตรว่า โคตม. บทว่า อยฺยโกสิ ความว่า พระองค์เป็นพระบิดาใหญ่ (ปู่). ก็ ในคาถานี้ พระเถระเมื่อจะกล่าวคำเริ่มต้นว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ดังนี้ จึงได้พยากรณ์ความเป็นพระอรหัตไว้. ก็พระเถระครั้นแสดงตนให้พระราชาทรงรู้จักอย่างนั้นแล้ว ได้รับ การนิมนต์จากพระราชาผู้ทรงเบิกบานสำราญพระทัย ให้นั่งบนบัลลังก์อัน มีค่ามากแล้ว พระราชาก็ทรงบรรจุโภชนะมีรสเลิศต่าง ๆ ที่เขาจัดแจงไว้ เพื่อพระองค์ ถวายแล้ว จึงแสดงอาการจะไป. ก็เมื่อพระราชาตรัสถามว่า เพราะเหตุไร ท่านจึงประสงค์จะไปเสียเล่า ? จงฉันก่อนเถอะ. พระเถระ จึงตอบว่า อาตมภาพจักไปเฝ้าพระศาสดาแล้ว จึงจักฉัน. พระราชาตรัส ถามว่า ก็พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน ? พระเถระตอบว่า พระศาสดามี ภิกษุจำนวนประมาณ ๒๐,๐๐๐ รูป กำลังเสด็จดำเนินมาตามหนทาง เพื่อ เฝ้าพระองค์แล้ว. พระราชาตรัสว่า นิมนต์ท่านฉันบิณฑบาตนี้เสียก่อน ที่บุตรของเราจะมาถึงพระนครนี้ แล้วถึงค่อยนำบิณฑบาตจากที่จนไปเพื่อ บุตรของเราตอนหลัง.
หน้า 337 ข้อ 370
พระเถระ กระทำภัตกิจเสร็จแล้ว บอกธรรมถวายแด่พระราชา และบริษัท ก่อนหน้าพระศาสดาเสด็จมานั่นเทียว ก็ทำคนในพระราช นิเวสน์ ทั้งหมดให้เลื่อมใสในพระรัตนตรัย เมื่อคนทั้งหมดกำลังเห็นอยู่ นั่นแหละ ก็ปล่อยบาตรที่เต็มด้วยภัตร อันคนนำมาเพื่อถวายพระศาสดา ในท่ามกลางอากาศ แม้ตนเองก็เหาะขึ้นสู้เวหาแล้ว น้อมเอาบิณฑบาต เข้าไปวางบนพระหัตถ์ ถวายพระศาสดา. พระศาสดาทรงเสวยบิณฑบาต นั้นเสร็จแล้ว. เมื่อพระเถระเดินทางวันละ ๑ โยชน์ สิ้นหนทาง ๑๐๐ โยชน์ อย่างนี้ นำเอาภัตตาหารจากกรุงราชคฤห์มาถวายแด่พระศาสดา. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตั้งเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้ทำสกุลให้เลื่อมใสว่า เธอทำตนในพระราชนิเวศน์ทั้งหมด ของพระมหาราชเจ้าผู้พระบิดาของเรา ให้เลื่อมใสได้ ดังนี้แล. จบอรรถกถากาฬุทายีเถรคาถา
หน้า 338 ข้อ 371
๒. เอกวิหาริยเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเอกวิหาริยเถระ [๓๗๑] ถ้าไม่มีผู้อื่นอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังเรา ความสบาย ใจอย่างยิ่งคงจะมีแก่เราผู้อยู่ในป่าผู้เดียว มิฉะนั้น เรา ผู้เดียวจักไปสู่ป่าอันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า ความ ผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุผู้อยู่แต่ผู้เดียว มีใจเด็ดเดี่ยว เรา ผู้เดียวเป็นผู้ชำนาญในสิ่งที่เป็นประโยชน์ จักเข้าไปสู่ป่า ใหญ่ อันทำให้เกิดปีติแก่พระโยคาวจร น่ารื่นรมย์ เป็น ที่อยู่ของหมู่ช้างตกมัน โดยเร็วพลัน เราผู้เดียวจักอาบน้ำ ในซอกเขาอันเยือกเย็น ในป่าอันเย็น มีดอกไม้บาน สะพรั่ง จักจงกรมให้เป็นที่สำราญใจ เมื่อไรเราจึงจักได้ อยู่ในป่าใหญ่อันน่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง จัก เป็นผู้ทำกิจสำเร็จ หาอาสวะมิได้ ขอความประสงค์ของ เราผู้ปรารถนาจะทำอย่างนี้จงสำเร็จเถิด เราจักยังความ ประสงค์ของเราให้สำเร็จจงได้ ผู้อื่นไม่อาจทำผู้อื่นให้ สำเร็จได้เลย. เราจักผูกเกราะคือความเพียร จักเข้าไปสู่ป่าใหญ่ เรายังไม่บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว จักไม่ออกไปจาก ป่านั้น เมื่อลมพัดเย็นมา กลิ่นดอกไม้ก็หอมฟุ้งมา เรา จักนุ่งอยู่บนยอดเขาทำลายอวิชชา เราจักได้รับความสุข รื่นรมย์อยู่ด้วยวิมุตติสุข ในถ้ำที่เงื้อมเขาซึ่งดารดาษไป
หน้า 339 ข้อ 371
ด้วยดอกโกสุม มีภาคพื้นเยือกเย็น อันมีอยู่ในป่าใหญ่ เป็นแน่ เรามีความดำริอันเต็มเปี่ยม เหมือนพระจันทร์ ในวันเพ็ญ เป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ มิได้มี. จบเอกวิหาริยเถรคาถา อรรถกถาเอกวิหาริยเถรคาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระเอกวิหาริยเถระ เริ่มต้นว่า ปุรโต ปจฺฉโต วาปิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเอกวิหาริยะแม้นี้ เป็นผู้มีอธิการได้บำเพ็ญมาแล้ว ในพระ- พุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ในภพนั้นๆ ได้สั่งสมบุญเป็นอันมากไว้ ในกาล แห่งพระทศพลทรงพระนามว่า กัสสปะ บังเกิดในเรือนมีสกุล ถึงความรู้ เดียงสาแล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดาแล้ว ได้มีความเลื่อมใส บรรพชาแล้วเข้าไปสู่ป่า อยู่แบบสงบสงัด. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ปรินิพพานแล้ว ได้บังเกิดเป็นพระกนิษฐภาดา ของพระเจ้าธรรมา- โศกราช. ได้ยินว่า ในปีที่ ๒๑๘ นับแต่พระศาสดาได้ปรินิพพานมา พระ- เจ้าอโศกมหาราช ทรงได้รับการอภิเษกเป็นเอกราชในชมพูทวีปทั้งสิ้น แล้ว ทรงสถาปนาติสสกุมารผู้พระกนิษฐภาดาของพระองค์ ไว้ในตำแหน่ง
หน้า 340 ข้อ 371
อุปราช ทรงใช้พระอุบายอย่างหนึ่ง ทำพระกนิษฐภาดานั้น ให้มีความ เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา. วันหนึ่ง ติสสกุมารนั้นเข้าไปหานายพรานเนื้อ แล้ว มองเห็นพระโยนกมหาธรรมรักขิตเถระในป่า ซึ่งช้างตัวประเสริฐ กำลังจับกิ่งไม้สาละนั่งพัดถวาย จึงเกิดความเลื่อมใสคิดว่า โอ ! หนอ เรา บวชแล้ว พึงเป็นดุจพระมหาเถระนี้ อยู่ในป่าบ้าง. พระเถระทราบถึงความเป็นไปแห่งจิตของเขา เมื่อเขากำลังเห็นอยู่ นั่นแหละ จึงเหาะขึ้นสู่อากาศแล้วมายืนบนน้ำแห่งสระโบกขรณี ใน อโศการาม ไม่ทำให้น้ำแตกแยกกันแล้ว คล้องจีวรและผ้าอุตราสงค์บน อากาศ เริ่มจะอาบน้ำ. พระกุมาร เห็นอานุภาพของพระเถระแล้ว มีความเลื่อมใสเป็น อย่างยิ่ง กลับจากป่าแล้วเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ แล้วกราบทูลแด่พระราชา ว่า หม่อมฉันจักบวช ดังนี้. พระราชาทรงอ้อนวอนพระกุมารนั้นมีประการ ต่าง ๆ ก็ไม่อาจจะล้มเลิกความประสงค์ที่จะบวชได้. พระกุมารนั้นเป็น อุบาสก เมื่อปรารถนาถึงความสุขในการบวช จึงกล่าวคาถา ๖ คาถา๑ เหล่านี้ว่า :- ถ้าไม่มีผู้อื่นอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังเรา ความสบาย ใจอย่างยิ่ง คงจะมีแก่เราผู้อยู่ในป่าผู้เดียว มิฉะนั้นเรา ผู้เดียวจักไปสู่ป่าอันพระพุทธเจ้าทรงสรรเสริญว่า ความ ผาสุกย่อมมีแก่ภิกษุผู้อยู่แต่ผู้เดียว มีใจเด็ดเดี่ยว เรา ผู้เดียว เป็นผู้ชำนาญในสิ่งที่เป็นประโยชน์ จักเข้าไปสู่ ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๑.
หน้า 341 ข้อ 371
ป่าใหญ่ อันทำให้เกิดปีติแก่พระโยคาวจร น่ารื่นรมย์ เป็นที่อยู่ของหมู่ช้างตกมัน โดยเร็วพลัน เราผู้เดียวจัก อาบน้ำในซอกเขาอันเยือกเย็น ในป่าอันเย็น มีดอกไม้ บานสะพรั่ง จักจงกรมให้เป็นที่สำราญใจ เมื่อไรเราจึง จักได้อยู่ในป่าใหญ่อันน่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียว ไม่มีเพื่อนสอง จักเป็นผู้ทำกิจสำเร็จ หาอาสวะมิได้ ขอความประสงค์ ของเราผู้ปรารถนาจะทำอย่างนี้ จงสำเร็จเถิด เราจักยัง ความประสงค์ของเราให้สำเร็จจงได้ ผู้อื่นไม่อาจทำผู้อื่น ให้สำเร็จได้เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรโต ปจฺฉโต วา ความว่า ถ้าคนอื่น ไม่มีอยู่ข้างหน้าหรือข้างหลังตน คือเพราะการที่ต้องกำหนดเสียง หรือ การที่ต้องมองดูก็ไม่มี. ความสุขสบายใจอย่างยิ่งจะมีแก่เรา. แก่เราผู้เดียว คือไม่มีสหายโดยความเป็นอยู่ผู้เดียว. บทว่า วสโต วเน ความว่า อุบาสกนั้นมีหัวใจอันอัธยาศัยในความ สงบที่ตนสั่งสมมาแล้วเป็นเวลานาน ชักชวนอยู่เสมอ เมื่อตนมีมหาชน แวดล้อมอยู่ทั้งกลางคืนกลางวัน จึงพลันเกิดความเบื่อหน่ายต่อการอยู่ คลุกคลีด้วยคณะ สำคัญหมายถึงความสุขอันเกิดแต่ความสงัด และความ สุขเป็นอันมาก จึงกล่าวไว้. ศัพท์ว่า หนฺท เป็นนิบาต ลงในอรรถว่า สละวาง. ด้วยเหตุนั้น บัดนี้ เขาจึงกล่าวถึงกิริยาที่ตนกำลังทำ ซึ่งละหมู่คณะไปสู่ป่า. บทว่า เอโก คมิสฺสามิ ความว่า เราผู้เดียว ไม่มีเพื่อน จักไป
หน้า 342 ข้อ 371
คือจักเข้าไป โดยความประสงค์จะอยู่ป่า ที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายสรรเสริญ ไว้ โดยพระดำรัสมีอาทิว่า ดูก่อนคฤหบดี พระตถาคตทั้งหลาย ย่อมยินดี ยิ่งในเรือนว่างแล. เพราะความผาสุกในการอยู่ป่า ย่อมมีแก่ภิกษุผู้อยู่แต่ ผู้เดียว คือผู้อยู่คนเดียว เพราะไม่มีเพื่อนในที่ทั้งหลายเป็นต้น ผู้มีตน อันส่งไปแล้ว ได้แก่ผู้ศึกษาสิกขา ๓ มีอธิศีลสิกขาเป็นต้น เพราะตน มีจิตส่งไปเฉพาะพระนิพพาน อธิบายว่า นำสิ่งที่น่าปรารถนาและความ สุขมาให้. บทว่า โยคีปีติกรํ ได้แก่ ชื่อว่า อันกระทำให้เกิดปีติแก่พระ- โยคาวจร เพราะการนำมาซึ่งปีติที่เกิดแต่ฌานและวิปัสสนาเป็นต้น แก่ พระโยคาวจรทั้งหลาย ผู้ประกอบความเพียรในการภาวนา ด้วยความไม่มี ศรัทธาเป็นต้น. ชื่อว่า รมฺมํ เพราะเป็นสถานที่สมควรแก่การหลีกเร้น โดยที่ไม่มี วิสภาคารมณ์. บทว่า มตฺตกุญฺชรเสวิตํ ได้แก่ เป็นที่เที่ยวไปของหมู่ช้างตกมัน, ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงที่อยู่อันสงัดจากหมู่ชนเท่านั้น เพราะมีป่าขึ้น หนาแน่น. สมณธรรม ท่านประสงค์ถึงประโยชน์ ในบทว่า อตฺถวสี นี้, ได้แก่ 1 ไปสู่อำนาจของประโยชน์นั้นว่า ทำอย่างไรหนอ สมณธรรมนั้นจะพึงมี แก่เรา ดังนี้. บทว่า สุปุปฺผิเต ได้แก่ มีดอกไม้อันบานสะพรั่งด้วยดี. บทว่า สีตวเน ได้แก่ ในป่าที่เย็น เพราะมีร่มเงาและน่าสมบูรณ์. ด้วยบทแม้ทั้งสอง ท่านแสดงถึงสถานที่นั้นว่า ร่มรื่นเท่านั้น.
หน้า 343 ข้อ 371
บทว่า คิริกนฺทเร ได้แก่ ในซอกระหว่างแห่งภูเขา. จริงอยู่ น้ำ ท่านเรียกว่า กํ, สถานที่ลุ่มอันน้ำนั้นเซาะแล้ว ชื่อว่า กันทระ. ท่าน แสดงถึงความประพฤติที่ไม่ครอบครองที่อยู่อาศัย ในที่ไหน ๆ ว่า เรา ผู้เดียวบรรเทาความเร่าร้อนในฤดูร้อนเสีย ในซอกเขาอันเยือกเย็นเช่นนั้น แล้ว ราดรด อาบตัวของตัวแล้วจักจงกรม ดังนี้. บทว่า เอกากิโย ได้แก่ ผู้ผู้เดียวไม่มีเพื่อน. บทว่า อทุติโย ได้แก่ ไม่มีเพื่อน เพราะไม่มีเพื่อนกล่าวคือตัณหา จริงอยู่ ตัณหาชื่อว่าเป็นเพื่อนของบุรุษ เพราะอรรถว่า ไม่ละทิ้งในกาล ทั้งปวง. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุรุษมีตัณหาเป็น เพื่อน ท่องเที่ยวไปอยู่ตลอดกาลอันยาวนาน ดังนี้. บทว่า เอวํ เม กตฺตุกามสฺส ความว่า ขอความประสงค์ของเราผู้ ปรารถนาจะไปป่าทำการประกอบความเพียรเจริญภาวนา โดยวิธีที่กล่าว แล้ว เป็นต้นว่า เอาเถอะ เราผู้เดียวจักไป ดังนี้. บทว่า อธิปฺปาโย สมิชฺฌตุ ความว่า ขอมโนรถที่เป็นไปแล้ว อย่างนี้ว่า ในคราวนั้น เราจักเป็นผู้เสร็จกิจ ไม่มีอาสวะ ดังนี้ จงสำเร็จ คือจงถึงซึ่งความสำเร็จเถิด. ก็เพราะการบรรลุพระอรหัต จะสำเร็จด้วย เพียงการอ้อนวอน ก็หามิได้ ทั้งผู้อื่นจะพึงให้สำเร็จ ก็หามิได้ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราจักทำความประสงค์ของเราให้สำเร็จให้ได้, ผู้อื่นไม่ อาจจะทำผู้อื่นให้สำเร็จได้เลย ดังนี้เป็นต้น. พระราชาทรงทราบว่า อุปราชมีความปรารถนามั่นคงในการ บรรพชาอย่างนั้น จึงทรงมีรับสั่งให้คนประดับทนทางที่จะไปยังอโศการาม แล้ว ทรงนำพาพระกุมารผู้ประดับด้วยอลังการพร้อมสรรพ ไปยังพระ-
หน้า 344 ข้อ 371
วิหาร ด้วยราชานุภาพอันยิ่งใหญ่ ด้วยเสนาหมู่ใหญ่. พระกุมารไปยังเรือน ที่บำเพ็ญเพียรแล้ว บวชในสำนักของพระมหาธรรมรักขิตเถระ, พวก มนุษย์หลายร้อยคน พากันบวชตามพระกุมารนั้นแล้ว. แม้ท่านอัคคิพรหม ผู้เป็นราชภาคิไนย และผู้เป็นพระสวามีของพระนางสังฆมิตตา ก็ออกบวช ตามพระกุมารนั้นเหมือนกัน. พอพระกุมารนั้นบวชแล้วเป็นผู้มีจิตร่าเริง ยินดี เมื่อจะประกาศถึงกิจที่ตนควรจะกระทำ จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า เราจักผูกเกราะคือความเพียร จักเข้าไปสู่ป่าใหญ่ เรา ยังไม่บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว จักไม่ออกไปจากป่า นั้น เมื่อลมพัดเย็นมา กลิ่นดอกไม้ก็หอมฟุ้งมา เราจัก นั่งอยู่บนยอดเขาทำลายอวิชชา เราจักได้รับความสุข รื่นรมย์อยู่ด้วยวิมุตติสุข ในถ้ำที่เงื้อมเขาซึ่งดารดาษไป ด้วยดอกโกสุม มีภาคพื้นเยือกเย็น อันมีอยู่ในป่าใหญ่ เป็นแน่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส พนฺธามิ สนฺนาหํ ความว่า เรานั้นจักผูกเกราะคือความเพียร ได้แก่เราไม่ห่วงใยในร่างกายและชีวิต จะผูกไว้ด้วยเกราะคือความเพียร. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า เปรียบ เสมือนบุรุษผู้กล้าหาญ มีความประสงค์จะเอาชนะเหล่าข้าศึกที่ลุกขึ้นตั้งรับ จึงละทิ้งกิจอื่นแล้วผูกสอดเครื่องรบ มีเสื้อเกราะเป็นต้น และไปยังยุทธภูมิ แล้ว ยังไม่ชนะเหล่าข้าศึกแล้ว ก็ไม่ยอมกลับมาจากที่นั้น ชื่อฉันใด แม้ เราเองก็ฉันนั้นเหมือนกัน มุ่งเพื่อจะเอาชนะเหล่าข้าศึกคือกิเลส ไม่ห่วงใย ศีรษะและผ้า ถึงว่าจะถูกความร้อนแผดเผาทั่วก็ตาม จะผูกสอดเกราะคือ
หน้า 345 ข้อ 371
ความเพียร อันได้แก่สัมมัปปธาน ๔ อย่างไว้, ยังไม่ชนะเหล่ากิเลส จะ ไม่ยอมสละละทิ้งที่อันสงัด สำหรับทำความเพียรเพื่อชนะกิเลสให้ได้. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เราจักเข้าไปสู่ป่าใหญ่ เรายังไม่บรรลุถึงความ สิ้นอาสวะแล้ว จักไม่ยอมออกไปจากป่านั้น ดังนี้เป็นต้น. ด้วยบทว่า มาลุเต อุปวายนฺเต ดังนี้เป็นต้น ท่านกล่าวถึงสถานที่ อยู่ในป่า เหมาะแก่การเจริญกัมมัฏฐาน, ประกอบความว่า เราจักรื่นรมย์ อยู่ในถ้ำที่เงื้อมเขาแน่นอน, อธิบายว่า ท่านกล่าวกำหนดความที่เป็น อนาคตกาลว่า เราเห็นจักอภิรมย์ที่เชิงบรรพต. คำที่เหลือพึงรู้ได้โดยง่าย ทีเดียว. พระเถระกล่าวอย่างนั้นแล้ว เข้าไปสู่ป่า บำเพ็ญสมณธรรมพร้อม กับพระอุปัชฌาย์ ได้ไปยังแคว้นกลิงคะ. ในแคว้นนั้น พระเถระเกิดเป็น โรคผิวหนังขึ้นที่เท้า. หมอคนหนึ่งเห็นท่านแล้วจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ ท่านหาเนยใสมาเถิด, ผมจะรักษาเยียวยาให้ท่าน. พระเถระไม่ ยอมแสวงหาเนยใส มุ่งแต่จะบำเพ็ญวิปัสสนาถ่ายเดียว. โรคกำเริบขึ้น หมอเห็นว่าพระเถระมีความขวนขวายน้อยในที่นั้นแล้ว ตนเองจึงแสวงหา เนยใสเสียเองแล้ว ได้ทำพระเถระให้หายขาดจากโรค. พระเถระนั้นไม่มี โรค ต่อกาลไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ อปทาน๑ว่า :- ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ โดย พระโคตร เป็นเผ่าพรหม มีพระยศใหญ่ ประเสริฐกว่า นักปราชญ์ทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์ไม่มี ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๒๑.
หน้า 346 ข้อ 371
ธรรมเครื่องให้เนิ่นช้า ไม่มีเครื่องยึดหน่วง มีพระทัย เสมอด้วยอากาศ มากด้วยสุญญตสมาธิ คงที่ ยินดีใน อนิมิตตสมาธิ ประทับอยู่แล้ว พระองค์ผู้มีพระทัยรังเกียจ ไม่มีตัณหาเครื่องฉาบทา ไม่เกี่ยวข้องในสกุล ในคณะ ประกอบด้วยพระกรุณาใหญ่ เป็นนักปราชญ์ ทรงฉลาด ในอุบายเครื่องแนะนำ ทรงขวนขวายในกิจของผู้อื่น ทรง แนะนำในหนทางอันยิ่งสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ซึ่งเป็น เหตุทำเปือกตมคือคติ ให้แห้ง ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ประทับนั่งแสดงอมตธรรม อันเป็นความแช่มชื่นอย่างยิ่ง ซึ่งเป็นเครื่องห้ามชราและมรณะ ในท่ามกลางบริษัทใหญ่ ยังสัตว์ให้ข้ามโลก พระวาจาไพเราะเหมือนนกการะเวก เป็นนาถะของโลก มีพระสุรเสียงก้องประหนึ่งเสียงพรหม ผู้เสด็จมาด้วยประการนั้น ถอนพระองค์ขึ้นจากมหันตทุกข์ ในเมื่อโลกปราศจากผู้แนะนำ ทรงแสดงธรรมที่ปราศจาก ธุลี นำสัตว์ออกจากโลก เราได้เห็นแล้ว ได้ฟังธรรม ของพระองค์ จึงออกบวชเป็นบรรพชิต ครั้นเราบวชแล้ว ในกาลนั้น คิดถึงคำสั่งสอนของพระชินเจ้า ถูกความ เกี่ยวข้องบีบคั้น จึงได้อยู่เสียในป่าที่น่ารื่นรมย์แต่ผู้เดียว เท่านั้น การที่เรามีกายหลีกออกมาได้ เป็นเหตุแห่งการ หลีกออกแห่งใจของเราผู้เห็นภัย ในความเกี่ยวข้อง เรา เผากิเลสทั้งหลายแล้ว. . .ฯลฯ. . .พุทธศาสนาเราได้ทำ
หน้า 347 ข้อ 371
เสร็จแล้ว ดังนี้. ก็เมื่อพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ในที่นั้น พระราชาทรง บริจาคทรัพย์ ๑ โกฏิ แล้วให้ทรงสร้างวิหารชื่อว่า โภชกคิริวิหาร แล้ว ทรงนิมนต์พระเถระให้อยู่ในพระวิหารนั้น. พระเถระนั้น อยู่ในพระวิหารนั้น ในเวลาใกล้จะปรินิพพาน ได้ กล่าวคาถาสุดท้ายว่า เรานั้น มีความดำริอันเต็มเปี่ยมแล้ว เหมือนพระ- จันทร์ในวันเพ็ญ เป็นผู้สิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว บัดนี้ ภพ ใหม่มิได้มีอีก. คาถานั้น มีเนื้อความง่ายแล้วแล. ก็การพยากรณ์พระอรหัตนั้นนั่นแล ได้ มีแล้วแก่พระเถระแล. จบอรรถกถาเอกกวิหาริยเถรคาถาที่ ๒
หน้า 348 ข้อ 372
๓. มหากัปปินเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหากัปปินเถระ [๓๗๒] ผู้ใดพิจารณาเห็นแจ้งหรือแสวงหาประโยชน์ ย่อม พิจารณาเห็นกิจทั้งสอง คือที่เป็นประโยชน์และไม่เป็น ประโยชน์ อันยังไม่มาถึง ได้ก่อนอมิตรหรือศัตรูของผู้นั้น ซึ่งคอยแสวงหาช่องอยู่ไม่ทันเห็น ผู้นั้นเรียกว่า ผู้มีปัญญา ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้ว โดยลำดับตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมยัง โลกนี้ให้สว่างไสวเหมือนพระจันทร์เพ็ญพ้นออกจากกลีบ เมฆฉะนั้น จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ อบรมดีแล้ว หา ประมาณมิได้ เป็นจิตประคองไว้แล้วเป็นนิตย์ ย่อมยังทิศ ทั้งปวงให้สว่างไสวบุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมี ชีวิตอยู่ได้เป็นแน่แท้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญาถึงจะมี ทรัพย์ก็เป็นอยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟัง มาแล้ว เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ. นรชนในโลกนี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้ในเวลาที่ ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข ธรรมนี้มิใช่มีในวันนี้ ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ และไม่ใช่เคยมีมาแล้ว แต่ดูเหมือน เป็นของที่ไม่เคยมีในโลก ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตาย เมื่อสัตว์ เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความตายแน่แท้ สัตว์ที่ เกิดมาแล้ว ๆ ในโลกนี้ ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะสัตว์
หน้า 349 ข้อ 372
ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา ชีวิตอันใดเป็นประโยชน์ แก่บุรุษเหล่าอื่น ชีวิตอันนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์แก่ผู้ ที่ตายไปแล้ว อันการร้องไห้ถึงผู้ตายไปแล้ว ย่อมไม่ทำ ให้เกิดผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ สมณะและ พราหมณ์ไม่สรรเสริญเลย การร้องไห้ย่อมเบียดเบียน จักษุและร่างกาย ทำให้เสื่อมวรรณะ กำลัง และความ คิด ชนทั้งหลายผู้เป็นข้าศึกย่อมมีจิตยินดี ส่วนชนผู้ เป็นมิตรก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้น บุคคล พึงปรารถนาท่านผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูต ให้อยู่ใน สกุลของตน เพราะกิจทุกอย่างจะสำเร็จได้ ก็ด้วยกำลัง ปัญญาของท่านที่เป็นนักปราชญ์ และเป็นพหูสูตเท่านั้น เหมือนบุคคลข้ามแม่น้ำอันเต็มฝั่งด้วยเรือฉะนั้น. จบมหากัปปินเถรคาถา อรรถกถามหากัปปินเถรคาถาที่ ๓ คาถาของท่านพระมหากัปปินเถระ มีเริ่มต้นว่า อนาคตํ โย ปฏิกจฺจ ปสฺสติ ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ ท่าน พระมหากัปปินเถระนี้ บังเกิดในเรือนมีสกุล ในนครหังสาวดี รู้เดียงสา แล้ว ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่ง ไว้
หน้า 350 ข้อ 372
ในตำแหน่งที่เลิศกว่าพวกภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุ จึงกระทำบุญญาธิการ ที่จะเป็นเหตุให้เกิดตำแหน่งนั้นแล้ว ปรารถนาตำแหน่งนั้น. เขาทำกุศลในภพนั้นจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ มนุษยโลก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ บังเกิด ในเรือนมีสกุล ในกรุงพาราณสี รู้เดียงสาแล้ว เป็นหัวหน้าหมู่คน ๑,๐๐๐ คน ร่วมช่วยกันสร้างบริเวณใหญ่ อันประดับด้วยห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง. ชนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ทำกุศลจนตลอดชีวิต มอบหน้าที่ให้อุบาสกนั้น พร้อมด้วยบุตรและภริยา พากันบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปในเทวโลก เป็นหัวหน้าและมนุษยโลก ตลอดพุทธันดรหนึ่ง. ในคนเหล่านั้น หัวหน้าคณะ ก่อนหน้าแต่พระศาสดาของพวกเรา ทรงบังเกิดขึ้นนั่นแล ทรงบังเกิดในพระราชวัง ในพระนครชื่อว่า กุกกุฏะ ในปัจจันตประเทศ พระกุมารนั้นมีพระนามว่า กัปปินะ. พวกบุรุษที่เหลือ พากันบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ ในนครนั้นนั่น แหละ. พอพระราชบิดาเสด็จล่วงไป กัปปินกุมารทรงได้รับเศวตฉัตร เป็นพระเจ้ามหากัปปินะ. พระเจ้ามหากัปปินะนั้น เพราะพระองค์ได้ฟัง สมบัติอันน่าปลื้มใจ พอเช้าตรู่ก็ทรงส่งพวกราชทูตไปตามประตูเมืองทั้ง ๔ โดยพลันว่า พวกเจ้ากลับจากที่ที่พบเห็นพวกพหูสูตแล้ว จงบอกให้เรา ทราบเถิด. ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาของพวกเราเสด็จอุบัติขึ้นในโลกแล้ว ทรง อาศัยกรุงสาวัตถีประทับอยู่. ในกาลนั้น พวกพ่อค้าชาวกรุงสาวัตถี พา กันถือเอาสิ่งของที่เกิดขึ้นในกรุงสาวัตถี ไปสู่พระนครนั้นแล้ว เก็บสิ่ง ของแล้ว พากันคิดว่า พวกเราจักเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัว แล้วพากันถือ
หน้า 351 ข้อ 372
บรรณาการไป กราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงให้เรียกเขาเหล่านั้นมา แล้ว เมื่อพวกเขามอบถวายบรรณาการแล้วยืนไหว้ จึงตรัสถามว่า พวกเจ้า พากันมาจากไหน ? พวกเขากราบทูลว่า จากกรุงสาวัตถี พระเจ้าข้า. พระราชาจึงตรัสถามว่า ที่แว่นแคว้น มีภิกษาหาได้ง่ายแลหรือ พระราชา ทรงตั้งอยู่ในธรรมหรือเปล่า ? พวกเขากราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่ สมมติเทพ. พระราชาตรัสถามว่า ในประเทศของพวกเจ้า มีธรรมเช่นไร ที่กำลังเป็นไปในบัดนี้. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้อนั้น พวกข้าพระองค์มิอาจจะกราบทูลด้วยทั้งใบหน้าอันเศร้าหมอง พระเจ้าข้า. พระราชาจึงทรงพระราชทานน้ำด้วยพระสุวรรณภิงคาร. พวกพ่อค้า เหล่านั้น ล้างหน้าแล้ว จึงบ่ายหน้าไปทางพระทศพล ประคองอัญชลี แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาว่า พระพุทธรัตนะอุบัติ ขึ้นแล้ว ในประเทศของพวกข้าพระองค์. เพียงได้สดับคำว่า พุทฺโธ เท่านั้น ปีติก็เกิดขึ้น แผ่ไปทั่วพระ- สรีระทั้งสิ้นของพระราชา. ต่อแต่นั้น พระราชาก็ตรัสว่า พ่อคุณทั้งหลาย พ่อจงกล่าวคำว่า พุทฺโธ อีกเถิด. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่ สมมติเทพ พวกข้าพระองค์ขอกล่าวย้ำอีกว่า พุทฺโธ. พระราชารับสั่ง ให้พวกพ่อค้ากล่าวอย่างนั้นถึง ๓ ครั้ง ทรงเลื่อมใส ในบทนั้นนั่นแล ว่า บทว่า พุทฺโธ เป็นบทที่มีคุณหาประมาณมิได้ ดังนี้แล้ว พระราชทาน ทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้แล้ว ตรัสถามว่า พ่อคุณ จงพากันกล่าว บทอื่นอีกเถิด. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาว่า พระธรรมรัตนะ อุบัติขึ้นแล้วในโลก. พระราชาทรงสดับบทแม้นั้นแล้ว พระราชทานทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้เหมือนอย่างนั้นแล แล้วตรัส
หน้า 352 ข้อ 372
ถามว่า พ่อคุณ จงพากันกล่าวบทอื่นอีกเถิด. พวกพ่อค้ากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระสังฆรัตนะอุบัติขึ้นแล้ว. พระราชาทรงสดับบทแม้ นั้นแล้ว พระราชทานทรัพย์จำนวน ๑๐๐,๐๐๐ ให้แล้ว เสด็จออกจาก ที่นั้นด้วยตั้งพระทัยว่า เราจักบวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า. แม้พวกอำมาตย์ ก็ออกไปแล้วอย่างนั้นเหมือนกัน. พระราชา พร้อมด้วยอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว ทรงกระทำ สัจจะอธิษฐานว่า ถ้าพระศาสดาทรงเป็นสัมมาสัมพุทธะจริงไซร้, ขอน้ำ จงอย่าเปียกแม้เพียงกีบเท้าม้าเหล่านี้เลย แล้วเสด็จข้ามแม่น้ำคงคาอัน เต็มเปี่ยมไปบนหลังน้ำนั่นแล เสด็จข้ามแม่น้ำแม้อื่นอีกที่กว้างตั้งกึ่งโยชน์ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน เสด็จถึงแม่น้ำใหญ่สายที่ ๓ ชื่อว่า จันทภาคาแล้ว เสด็จข้ามแม่น้ำแม้นั้น ด้วยการทำสัจจะอธิษฐานนั้นเหมือนกัน. ในเวลาใกล้รุ่งวันนั้นเอง แม้พระศาสดาทรงออกจากพระมหา- กรุณาสมาบัติแล้ว ทรงตรวจดูสัตวโลก ทรงเห็นว่า วันนี้พระเจ้า มหากัปปินะ จะทรงสละละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์ผู้เป็นบริวาร ๑,๐๐๐ คน จักเดินทางมาสิ้นหนทาง ๓๐๐ โยชน์ เพื่อบวชในสำนักของ เรา แล้วทรงดำริว่า เราควรทำการต้อนรับพวกเขาเหล่านั้น แล้วทรงทำ การชำระพระสรีระแต่เช้าตรู่ มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จเที่ยวไป บิณฑบาตยังกรุงสาวัตถี เสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต เฉพาะพระ- องค์เองเท่านั้น เสด็จไปทางอากาศ ประทับนั่งขัดสมาธิบัลลังก์ที่โคนต้น นิโครธใหญ่ ทรงเปล่งพระพุทธรัศมีมีพรรณะ ๖ ประการไป ณ ที่เฉพาะ ต่อท่า ที่พระราชาเป็นต้นเหล่านั้นข้าม ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา.
หน้า 353 ข้อ 372
พระราชาและอำมาตย์เหล่านั้น กำลังพากันข้ามท่านั้นอยู่ ก็พลัน แลดูพระพุทธรัศมีที่แผ่ซ่านไปทางโน้นทางนี้ ทรงเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ถึงความตกลงใจด้วยการเห็นเท่านั้นว่า พวกเรามาเพื่อมุ่งพระศาสดาพระ- องค์ใด นี่คือพระศาสดาพระองค์นั้นแน่นอน ดังนี้แล้ว ตั้งแต่ที่ที่เห็นแล้ว ก็น้อมกายลง กระทำการนอบน้อมเป็นอย่างยิ่ง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า. พระราชาทรงจับที่ข้อพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้ว ถวาย บังคมพระศาสดา แล้วประทับนั่งพร้อมกับอำมาตย์ ๑,๐๐๐ คน ณ ที่ สมควรข้างหนึ่ง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ชนเหล่านั้นแล้ว. ใน เวลาจบพระธรรมเทศนา พระราชาพร้อมกับบริษัท ทรงดำรงอยู่ในพระ- อรหัตผล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- พระพิชิตมาร ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง พระนามว่า ปทุมุตตระ ปรากฏในอัษฎากาศเหมือนพระอาทิตย์ปรากฏ ในอากาศ ในสรทกาลฉะนั้น พระองค์ยังดอกบัวคือ เวไนยสัตว์ให้บานด้วยพระรัศมี คือพระดำรัส สมเด็จ พระโลกนายกทรงยังเปือกตม คือกิเลส ให้แห้งไปด้วย พระรัศมี คือพระปรีชา ทรงกำจัดยศของพวกเดียรถีย์ เสียด้วยพระญาณปานดังเพชร เหมือนพระอาทิตย์กำจัด ความมืดฉะนั้น สมเด็จพระทิพากรเจ้า ทรงส่องแสง สว่างจ้า ทั้งกลางคืนและกลางวัน ในที่ทุกหนทุกแห่ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณ เหมือนสาครเป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ ทรงยังเมฆ คือธรรมให้ตกลงเพื่อหมู่สัตว์ เหมือนเมฆ ยังฝนให้ตกฉะนั้น. ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๒๓.
หน้า 354 ข้อ 372
ครั้งนั้น เราเป็นผู้พิพากษาอยู่ในพระนครหังสวดี ได้ เข้าไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระนามว่า ปทุมุตตระ ซึ่งกำลังประกาศคุณของพระสาวกผู้มีสติ ผู้กล่าวสอน ภิกษุทั้งหลายอยู่ ทรงยังใจของเราให้ยินดี เราได้ฟังแล้ว เกิดมีปีติโสมนัส นิมนต์พระตถาคต พร้อมด้วยศิษย์ ให้ เสวยและฉันแล้ว ปรารถนาฐานันดรนั้น. ครั้งนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีส่วนเสนอด้วย หงส์ มีพระสุรเสียงเหมือนหงส์และมโหระทึก ได้ตรัสว่า จงดูมหาอำมาตย์ผู้นี้ ผู้แกล้วกล้าในการตัดสิน หมอบ อยู่แทบเท้าของเรา มีกายประดุจลอยขึ้นและมีใจฟูด้วย ปีติ มีวรรณะเหมือนแสงแห่งแก้วมุกดา งดงามนัยน์ตา และหน้าผ่องใส มีบริวารเป็นอันมาก ทำราชการ มียศใหญ่ มหาอำมาตย์นี้ เขาปรารถนาตำแหน่งภิกษุ ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ เพราะพลอยยินดีด้วยการบริจาค บิณฑบาตนี้ และด้วยการตั้งเจตจำนงไว้ เขาจักไม่เข้า ถึงทุคติเลยตลอดแสนกัป จักเสวยความเป็นผู้มีโชคดีใน หมู่ทวยเทพ และจักเสวยความเป็นใหญ่ในหมู่มนุษย์ จักบรรลุถึงพระนิพพานด้วยผลกรรมส่วนที่เหลือ ในแสน กัปแต่กัปนี้ พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ทรงสมภพ ในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก มหาอำมาตย์นี้ จักเป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระ- องค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักเป็นสาวกของ
หน้า 355 ข้อ 372
พระศาสดามีนามว่า กัปปินะ ต่อแต่นั้น เราก็ได้ทำ สักการะด้วยดีในพระศาสนาของพระชินสีห์ ละร่าง มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดุสิต. เราครองราชย์ในเทวดาและมนุษย์ โดยเป็นส่วน ๆ. แล้ว เกิดในสกุลช่างหูก ที่ตำบลบ้านใกล้พระนคร พาราณสี เรากับภรรยามีบริวารแสนคน ได้อุปัฏฐากพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้ถวายโภชนาหารตลอด ไตรมาส แล้วให้ครองไตรจีวร เราทั้งหมดจุติจากอัตภาพ นั้นแล้ว ได้เข้าถึงสวรรค์ชั้นไตรทศ เราทั้งหมดจุติจาก สวรรค์นั้นแล้ว กลับมาเป็นมนุษย์อีก พวกเราเกิดใน กุกกุฏบุรี ข้างป่าหิมพานต์ เราได้เป็นราชโอรสผู้มียศ ใหญ่ พระนามว่า กัปปินะ พวกที่เหลือเกิดในสกุล อำมาตย์ เป็นบริวารของเรา เราเป็นผู้ถึงความสุข อัน เกิดแต่ความเป็นมหาราชา ได้สำเร็จสิ่งที่ต้องประสงค์ ทุกประการ ได้สดับข่าวสาสน์อุบัติของพระพุทธเจ้า ที่ พวกพ่อค้าบอกดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าผู้เอกอัครบุคคลไม่มี ใครเสมอเหมือน เสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก พระองค์ทรง ประกาศพระสัทธรรม อันเป็นธรรมไม่ตาย เป็นอุดมสุข และสาวกของพระองค์เป็นผู้หมั่นขยัน พ้นทุกข์ ไม่มี อาสวกิเลส ครั้นเราได้สดับคำของพ่อค้าเหล่านั้นแล้ว ได้ทำการ สักการะพวกพ่อค้าสละราชสมบัติ พร้อมด้วยอำมาตย์
หน้า 356 ข้อ 372
เป็นพุทธมามกะ พากันออกเดินทาง ได้พบแม่น้ำมหา- จันทานที มีน้ำเต็มเปี่ยมเสมอขอบฝั่ง ทั้งไม่มีท่าน้ำ ไม่มีแพ ข้ามได้ยาก มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว เราระลึก ถึงพระพุทธคุณแล้ว ก็ข้ามแม่น้ำไปได้โดยสวัสดี ถ้า พระพุทธองค์ทรงข้ามกระแสน้ำคือภพไปได้ ถึงที่สุดแห่ง โลก ทรงรู้แจ้งชัดไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การ ไปของเราจงสำเร็จ ถ้ามรรคเป็นเครื่องให้สัตว์ถึงความ สงบได้ เป็นเครื่องให้โมกขธรรม เป็นธรรมสงบระงับ นำความสุขมาให้ได้ไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ขอให้การไป ของเราจงสำเร็จ ถ้าพระสงฆ์เป็นผู้ข้ามพ้นหนทางกันดาร ไปได้ เป็นเนื้อนาบุญอันเยี่ยมไซร้ ด้วยสัจจวาจานี้ ก็ ขอให้การไปของเราจงสำเร็จ พร้อมกับที่เราได้ทำสัจจะ อันประเสริฐ ดังนี้ น้ำได้ไหลหลีกออกไปจากหนทาง. ลำดับนั้น เราได้ข้ามไปขึ้นฝั่งแม่น้ำอันน่ารื่นรมย์ใจ ได้โดยสะดวก ได้พบพระพุทธเจ้าประทับนั่งอยู่ เหมือน พระอาทิตย์ที่กำลังอุทัย ดังภูเขาทองที่ลุกโพลง เหมือน ไม้ประทีปที่ถูกไฟไหม้โชติช่วง ผู้อันสาวกแวดล้อม เปรียบดังพระจันทร์ที่ประกอบด้วยดวงดาว ยังเทวดา และมนุษย์ให้เพลิดเพลิน ปานท้าววาสวะผู้ยังฝน คือ รัตนะให้ตกลง เราพร้อมด้วยอำมาตย์ถวายบังคมแล้ว เฝ้าอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.
หน้า 357 ข้อ 372
ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบอัธยาศัยของเรา ได้ แสดงพระธรรมเทศนา เราฟังธรรมอันปราศจากมลทิน แล้ว ได้กราบทูลพระพิชิตมารว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ขอได้ทรงโปรดให้พวกข้าพระองค์ได้บรรพชาเถิด พวก ข้าพระองค์เป็นผู้ลงสู่ภพแล้ว พระมหามุนีผู้สูงสุดได้ตรัส ว่า ท่านทั้งหลาย จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดี แล้ว ท่านทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุด แห่งทุกข์เถิด พร้อมกันกับพระพุทธดำรัส เราทุกคนล้วน ทรงเพศเป็นภิกษุ เราทั้งหลายอุปสมบทแล้ว เป็นภิกษุผู้ โสดาบันในพระศาสนา ต่อแต่นั้น พระผู้นำชั้นพิเศษ ได้ เสด็จเข้าพระเชตวันมหาวิหารแล้ว ทรงสั่งสอนเรา เราอัน พระพิชิตมารทรงสั่งสอนแล้วได้บรรลุพระอรหัต ลำดับนั้น เราได้สั่งสอนภิกษุพันรูป แม้พวกเขาทำตามคำสอนของ เรา ก็เป็นผู้ไม่มีอาสนะ พระพิชิตมารทรงพอพระทัยใน คุณข้อนั้น จึงทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ณ ท่ามกลางมหาชนว่า ภิกษุกัปปินะ เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ให้โอวาทแก่ภิกษุ ธรรมที่ได้ทำไว้ในแสนกัป ได้ แสดงผลให้เราในครั้งนี้ เราพ้นจากกิเลสดุจดังลูกศรที่ พ้นจากแล่ง เราได้เผากิเลสของเราแล้ว เราเผากิเลส ทั้งหลายแล้ว . . . ฯ ล ฯ . . .พระพุทธศาสนา เราได้ทำ เสร็จแล้ว ดังนี้.
หน้า 358 ข้อ 372
ก็ชนเหล่านั้นทั้งหมด ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงพากันขอ บวชกะพระศาสดา. พระศาสดาตรัสกะชนเหล่านั้นว่า พวกเธอ จงเป็น ภิกษุมาเถิด. การบรรพชาและอุปสมบทนั้นนั่นแล จึงได้มีแล้วแก่ชน เหล่านั้น. พระศาสดาทรงอาศัยภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปนั้น จึงได้เสด็จไปยัง พระเชตวัน โดยอากาศ. ต่อมาวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสถามพวกภิกษุผู้เป็นอันเต- วาสิกของท่านมหากัปปินะนั้นว่า ภิกษุทั้งหลายกัปปิยนะแสดงธรรมแก่ภิกษุ ทั้งหลายบ้างไหม ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระเถระย่อมไม่แสดง, ท่านเป็นผู้ขวนขวายน้อยประกอบความเพียรอยู่ด้วย ความสุขในทิฏฐิธรรมอยู่ ไม่ยอมให้แม้เพียงแต่โอวาท ดังนี้. พระศาสดา จึงทรงให้เรียกหาพระเถระมาแล้ว ตรัสถามว่า กัปปินะ ได้ยินว่า เธอ ไม่ยอมให้แม้เพียงโอวาทแก่พวกอันเตวาสิก จริงไหม ? พระเถระกราบทูล ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า พราหมณ์ เธออย่าทำอย่างนั้น, ตั้งแต่วันนี้ไป เธอจงแสดงธรรมแก่ พวกภิกษุผู้เข้าไปหาแล้ว. พระเถระรับพระดำรัสพระศาสดา ด้วย เศียรเกล้าว่า ดีละ พระพุทธเจ้าข้า แล้วให้พระสมณะ ๑,๐๐๐ รูปดำรงอยู่ ในพระอรหัต ด้วยโอวาทเพียงครั้งเดียวเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระ- ศาสดาเมื่อจะตั้งตำแหน่งพระเถระผู้สาวกของพระองค์ ตามลำดับ จึงทรง ตั้งเธอไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุผู้กล่าวสอนภิกษุทั้งหลาย. ต่อมาวัน หนึ่ง พระเถระ เมื่อจะกล่าวสอนนางภิกษุณีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถา๑เหล่า นี้ว่า :- ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๒. ั้
หน้า 359 ข้อ 372
ผู้ใดพิจารณาเห็นแจ้ง หรือแสวงหาประโยชน์ ย่อม พิจารณาเห็นกิจทั้งสอง คือสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็น ประโยชน์อันยังไม่มาถึง ได้ก่อนอมิตรหรือศัตรูของผู้นั้น ซึ่งคอยแสวงหาช่องอยู่ไม่ทันเห็น ผู้นั้นเรียกว่าผู้มีปัญญา ผู้ใดเจริญอานาปานสติให้บริบูรณ์ด้วยดีแล้ว อบรมแล้ว โดยลำดับตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมยัง โลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์เพ็ญพ้นจากกลีบเมฆ ฉะนั้น จิตของเราผ่องใสแล้วหนอ อบรมดีแล้วหาประมาณ มิได้ เป็นจิตประคองไว้แล้วเป็นนิตย์ ย่อมยังทิศทั้งปวง ให้สว่างไสว บุคคลผู้มีปัญญาถึงจะสิ้นทรัพย์ ก็ยังมีชีวิต อยู่ได้เป็นแน่แท้ ส่วนบุคคลผู้ไม่มีปัญญา ถึงจะมีทรัพย์ ก็เป็นอยู่ไม่ได้ ปัญญาเป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว เป็นเครื่องเจริญชื่อเสียงและความสรรเสริญ. นรชนในโลกนี้ ผู้ประกอบด้วยปัญญา แม้ในเวลาที่ ตนตกทุกข์ ก็ย่อมได้รับความสุข ธรรมนี้มิใช่มีในวันนี้ ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ และไม่ใช่ไม่เคยมีมาแล้ว แต่ดู เหมือนเป็นของที่ไม่เคยมีในโลก ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตาย เมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความตายแน่แท้ สัตว์ที่เกิดมาแล้ว ๆ ในโลกนี้ ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะ สัตว์ทั้งหลาย มีอย่างนี้เป็นธรรมดา ชีวิตอันใดเป็นประ- โยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่น ชีวิตอันนั้นย่อมไม่เป็นประโยชน์ แก่ผู้ที่ตายไปแล้ว อันการร้องไห้ถึงที่ตายไปแล้ว ย่อม
หน้า 360 ข้อ 372
ไม่ทำให้เกิดผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ สมณะ และพราหมณ์ไม่สรรเสริญเลย การร้องไห้ ย่อม เบียดเบียนจักษุและร่างกายทำให้เสื่อมวรรณะ กำลัง และความคิด ชนทั้งหลายผู้เป็นข้าศึก ย่อมมีจิตยินดี ส่วนชนผู้เป็นมิตร ก็พลอยเป็นทุกข์ไปด้วย เพราะฉะนั้น บุคคลพึงปรารถนาท่านผู้เป็นนักปราชญ์ เป็นพหูสูตให้ อยู่ในสกุลของตน เพราะกิจทุกอย่างจะสำเร็จได้ ก็ด้วย กำลังปัญญาของท่านที่เป็นนักปราชญ์ และเป็นพหูสูต เท่านั้น เหมือนบุคคลข้ามแม่น้ำอันเต็มฝั่งด้วยเรือฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนาคตํ ความว่า ยังไม่มาถึง คือยัง ไม่ประสบ. บทว่า ปฏิกจฺจ แปลว่า ก่อนกว่านั่นเทียว. บทว่า ปสฺสติ แปลว่า ย่อมเห็น. บทว่า อตฺถํ ได้แก่ กิจ. บทว่า ตํ ทฺวยํ ได้แก่ สิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็นประโยชน์. บทว่า วิทฺเทสิโน ได้แก่ อมิตร. บทว่า หิเตสิโน ได้แก่ มิตร. บทว่า รนฺธํ ได้แก่ ช่อง. บทว่า สเมกฺขมานา แปลว่า ผู้แสวงหา. มีคำที่ท่านกล่าวอธิบาย ไว้ว่า บุคคลใด เห็นไตร่ตรองพิจารณาถึงกิจทั้ง ๒ อย่างคือ สิ่งที่จะนำ ประโยชน์ และไม่นำประโยชน์มาให้แก่ตน อันยังไม่มาถึง ด้วยปัญญา
หน้า 361 ข้อ 372
จักษุเหมือนเรา ได้ก่อนกว่า, อมิตรของบุคคลผู้นั้น หรือมิตรโดยมี อัธยาศัยไม่เกื้อกูลกัน แสวงหาช่อง โดยอัธยาศัยที่เกื้อกูลกัน ย่อมไม่เห็น ได้, บุคคลผู้มีปัญญาเช่นนั้น มีความประพฤติไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้น พวกท่าน พึงเป็นผู้ประพฤติเช่นนั้นเถิด. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงคุณในการเจริญอานาปานสติ เพื่อจะ ประกอบบทเหล่านั้นในคาถานั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า อานาปานสตี ยสฺส ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อานํ ได้แก่ ลมหายใจออก. บทว่า อปานํ ได้แก่ ลมหายใจเข้า. สติมีการกำหนดลมหายใจออก และลม หายใจเข้าเป็นอารมณ์ ชื่อว่า อานาปานสติ. ก็ในที่นี้ เมื่อว่าถึงหัวข้อ แห่งสติ ท่านประสงค์ถึงการเจริญสมาธิอันสัมปยุตด้วยอานาปานสตินั้น. บทว่า ยสฺส ได้แก่ พระโยคีรูปใด. บทว่า ปริปุณฺณา สุภาวิตา ความว่า อบรมให้เจริญด้วยดี บริบูรณ์ โดยประการทั้งปวง ด้วยความบริบูรณ์แห่งสติปัฏฐาน ๔ และอาการ ๑๖ และด้วยความบริบูรณ์แห่งโพชฌงค์ ๗ วิชชาและวิมุตติทั้งหลาย. บทว่า อนุปุพฺพํ ปริจิตา ยถา พุทฺเธน เทสิตา ความว่า อบรม แล้ว คือเสพ ได้แก่ เจริญตามลำดับ ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าแสดงไว้ โดย เนื้อความเป็นต้นว่า ภิกษุนั้น มีสติกำหนดลมหายใจออก ดังนี้. บทว่า โสมํ โลกํ ปภาเสติ อพฺภา มุตฺโตว จนฺทิมา ความว่า พระโยคาจรนั้น พ้นจากอุปกิเลสมีอวิชชาเป็นต้นแล้ว ย่อมยังสังขารโลก ที่ตกลงสู่สันดานของตน และที่ตกลงสู่สันดานของบุคคลอื่น ให้สว่างไสว แจ่มแจ้งด้วยแสงสว่างแห่งญาณ เปรียบเหมือนพระจันทร์ พ้นแล้วจาก
หน้า 362 ข้อ 372
ความหม่นหมองมีเมฆหมอกเป็นต้น ย่อมยังโอกาสโลกนี้ให้สว่างไสว ด้วยแสงสว่างแห่งดวงจันทร์ ฉะนั้น. อธิบายว่า เพราะฉะนั้น พวกท่าน พึงพากันเจริญอานาปานสติภาวนาเถิด. บัดนี้ พระเถระครั้นทำตนให้เป็นอุทาหรณ์แล้ว เมื่อจะแสดงการ ประกอบความเพียรในภาวนาว่ามีผล จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า โอทาตํ วต เม จิตฺตํ ดังนี้เป็นต้น. ความแห่งบาทคาถานั้นว่า จิตของเราผ่องใส บริสุทธิ์แล้วหนอ เพราะปราศจากมลทินคือนีวรณธรรม, ชื่อว่า อบรมดีแล้ว หาประมาณ มิได้ เพราะค่าที่ตนอบรมแล้ว โดยประการที่ราคะเป็นต้น ที่เป็นตัวทำ ประมาณ อันตนละได้แล้ว และนิพพานอันหาประมาณมิได้ อันตนได้ ทำให้ประจักษ์แจ้งแล้ว. ต่อแต่นั้น ก็ตรัสรู้คือแทงตลอดสัจจะ ๔ ประการ เป็นผู้มีจิตอันประคองไว้แล้ว จากฝ่ายแห่งสังกิเลสทั้งปวง ย่อมยังทิศ มีทิศตะวันออกเป็นต้น ที่ส่องสว่างได้ยากเป็นต้น ให้สว่างไสว เพราะ ข้ามพ้นความสงสัยในธรรมนั้นได้ และเพราะปราศจากโมหะในธรรม ทั้งปวงได้, เพราะฉะนั้น พระเถระจึงแสดงว่า ถึงพวกท่าน ก็พึงอบรม จิตอย่างนั้นเถิด. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ปัญญาแม้นอกนี้ ก็เหมือนอย่างปัญญาที่ สำเร็จด้วยภาวนา ซึ่งมีอุปการะเป็นอันมากแก่บุรุษ ด้วยเป็นเครื่องชำระ มลทินแห่งจิตให้สะอาดเป็นต้นได้ จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า ชีวเต วาปิ สปฺปญฺโ ดังนี้เป็นต้น. ความแห่งบาทคาถานั้นว่า คนมีปัญญาแม้จะสิ้นทรัพย์ สันโดษด้วย ปัจจัยตามมีตามได้ ก็ยังเป็นอยู่ได้ ด้วยการเลี้ยงชีพอันปราศจากโทษ.
หน้า 363 ข้อ 372
จริงอยู่ ชีวิตของคนมีปัญญา ชื่อว่า เป็นอยู่ได้. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงตรัสว่า พุทธาทิบัณฑิตกล่าวถึงคนที่เป็นอยู่ด้วยปัญญาว่า มี ชีวิตประเสริฐ ดังนี้เป็นต้น. ส่วนคนมีปัญญาทราม เพราะไม่ได้ปัญญา ย่อมทำประโยชน์ที่เป็น ไปในทิฏฐิธรรม และประโยชน์ที่เป็นไปในสัมปรายิกภพ ให้ฉิบหายไป แม้จะมีทรัพย์สมบัติ ก็เป็นอยู่ไม่ได้ เพราะได้รับการติเตียนเป็นต้น ชื่อ ว่า ความเป็นอยู่ ย่อมไม่มีแก่เขา, อีกอย่างหนึ่ง เพราะตนไม่รู้จักอุบาย ทรัพย์ตามที่สะสมไว้ ก็ย่อมพินาศไป แม้ชีวิต ก็ไม่สามารถเพื่อจะรักษา ไว้ได้เลย, เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า แม้ปาริหาริยปัญญา พวกท่าน ก็พึงให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด. บัดนี้ เพื่อจะแสดงอานิสงส์แห่งปัญญา พระเถระจึงกล่าวคาถาที่ ๕ ว่า ปญฺา สุตวินิจฺฉินี ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺา สุตวินิจฺฉินี ความว่า ธรรมดา ว่า ปัญญานี้นั้น เป็นเครื่องตัดสินสิ่งที่ตนฟังมาแล้ว คือตัดสินชี้ขาดใน ประโยชน์ที่ตนฟังมาแล้ว คือที่มาปรากฏทางโสตประสาท โดยใจความ เป็นต้นว่า นี้เป็นอกุศล, นี้เป็นกุศล, นี้เป็นสิ่งมีโทษ, นี้เป็นสิ่งไม่มีโทษ ดังนี้. บทว่า กิตฺติสิโลกวทฺธนี ความว่า เป็นความเจริญด้วยเกียรติคุณ และความสรรเสริญต่อหน้า คือมีความสรรเสริญแผ่ไปทั่วเป็นสภาพ จริง อยู่ เกียรติคุณเป็นต้น ย่อมมีแก่ผู้มีปัญญาเท่านั้น เพราะมีวิญญูชนทั้งหลาย สรรเสริญเป็นธรรมดา.
หน้า 364 ข้อ 372
บทว่า ปญฺาสหิโต ความว่า เป็นผู้ประกอบด้วยปาริหาริยปัญญา และวิปัสสนาปัญญา. บทว่า อปิ ทุกฺเขสุ สุขานิ วินฺทติ ความว่า ย่อมได้เฉพาะซึ่ง ความสุข แม้ที่ไม่มีอามิส เพราะการหยั่งลงสู่สภาวะที่เป็นจริง ด้วยสัมมา ปฏิบัติในขันธ์และอายตนะเป็นต้น ที่มีความทุกข์เป็นสภาวะโดยส่วนเดียว. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะกล่าวสอนธรรม อันปฏิสังยุตด้วยอนิจจตา อันจะนำมาซึ่งความเป็นนักปราชญ์ แก่นางภิกษุณีเหล่านั้น จึงกล่าวคาถา ที่เหลือ โดยมีใจความเป็นต้นว่า นายํ อชฺชตโน ธมฺโม ดังนี้. ในบาทคาถานั้น มีเนื้อความสังเขปดังต่อไปนี้ :- ธรรมนี้ใด มี ความเกิดและความตายเป็นสภาวะแก่ปวงสัตว์ ธรรมนี้นั้น มิใช่จะเพิ่งมี ในวันนี้ คือมิใช่มีมาไม่นาน, ไม่ใช่น่าอัศจรรย์ เพราะเป็นไปทุก ๆ วัน. ทั้งไม่ใช่ไม่เคยมีมาแล้ว เพราะความไม่เคยมีมาแล้วในกาลก่อน หามิได้. เพราะฉะนั้น พึงเป็นเหมือนสิ่งที่เคยมีมาในโลก ซึ่งเป็นที่เกิดที่ตาย คือที่สัตว์พึงเกิด และพึงตายโดยส่วนเดียว เพราะมีความตายเป็นสภาวะ. จริงอยู่ เหตุอะไร ๆ ย่อมไม่มีแก่ขณิกมรณะ. เพราะเมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความเป็นอยู่กับความตายแน่แท้ คือ เมื่อสัตว์เกิดมาแล้ว ก็มีความตายเป็นที่สุดอย่างเดียว ต่อจากความเกิด เพราะขันธ์ทั้งหลายที่เกิดขึ้นแล้ว มีความแตกไปเป็นธรรมดาโดยส่วน เดียว. ก็คำว่า มีชีวิตเป็นอยู่ในคาถานั้นอันใด อันนั้นจัดเป็นโลกโวหาร, โลกโวหารนั้นมีที่สุดเป็นอเนก เพราะเนื่องด้วยปัจจัยมากมายแห่งอุปาทาน นั้น เพราะกล่าวคำนี้อย่างนี้แล้ว ฉะนั้น จึงกล่าวว่า สัตว์ที่เกิดมาแล้ว ในโลกนี้ ย่อมตายไปทั้งนั้น เพราะสัตว์ทั้งหลาย มีอย่างนี้เป็นธรรมดา
หน้า 365 ข้อ 372
ได้แก่ เป็นปกติของสัตว์ทั้งหลาย คือความตายย่อมมีแก่สัตว์ทั้งหลายที่ เกิดมาแล้ว จึงกล่าวว่า ความตายเนื่องด้วยความเกิดขึ้น. บัดนี้ เพราะเพื่อจะทำการกำจัดความเศร้าโศกของพวกนางภิกษุณี แม้ผู้ที่มีจิตถูกความเศร้าโศกผูกพันแล้ว ฉะนั้น พระเถระจึงกล่าวคำเป็น ต้นว่า น เหตทตฺถาย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น เหตทตฺถาย มตสฺส โหติ ความว่า ชีวิตที่จะเป็นประโยชน์ คือเป็นเครื่องหมายแห่งชีวิต ของตนที่ตายไปแล้ว การร้องไห้ เป็นประโยชน์แก่บุรุษเหล่าอื่นอันใด ข้อนั้นที่จะเป็นประโยชน์ แห่งชีวิต ของหมู่สัตว์ที่ตายไปแล้วนั้น ขอพักไว้ก่อน, เพราะไม่มี ประโยชน์แก่ใคร ๆ เลย, ก็คนเหล่าใด ย่อมพากันร้องไห้, การร้องไห้ถึง คนตาย คือมีคนตายเป็นเครื่องหมายของตนเหล่านั้น ย่อมไม่ทำให้เกิด ผล ไม่ทำให้เกิดความสรรเสริญ คือย่อมไม่นำเกียรติยศ และความ บริสุทธิ์ใจมาให้เลย. บทว่า น วณฺณิตํ สมณพฺราหฺมเณหิ ได้แก่ แม้วิญญูชนจะ สรรเสริญก็ไม่มี คือโดยที่แท้ วิญญูชนจะติเตียนถ่ายเดียว. พระเถระเมื่อจะแสดงว่า โทษของคนผู้ที่ร้องไห้อยู่ มิใช่จะมีเพียง อย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้แม้นอกนี้ก็ยังมีอยู่ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า จกฺขุํ สรีรํ อุปหนฺติ ดังนี้เป็นต้น ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจะชักชวนนางภิกษุณี เหล่านั้น ในการเข้าไปหากัลยาณมิตร เพื่อป้องกันเสียซึ่งสิ่งไม่เป็น ประโยชน์มีความเศร้าโศกเป็นต้น จึงได้กล่าวคาถาสุดท้ายโดยใจความ เป็นต้นว่า ตสฺมา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะการร้องไห้
หน้า 366 ข้อ 372
ย่อมกระทบกระทั่ง คือเบียดเบียนจักษุและสรีระ ของบุคคลผู้ร้องไห้อยู่ เพราะการร้องไห้นั้น จึงทำให้ วรรณะ กำลัง และความคิด เสื่อมไป คือพินาศไป, โจร คือผู้ที่เป็นข้าศึกของบุคคลผู้ร้องไห้อยู่ ย่อมมีจิต ยินดี ปราโมทย์ เอิบอิ่มใจ, ส่วนมิตรผู้มุ่งประโยชน์เกื้อกูล ก็พลอยมี ทุกข์ลำบากใจไปด้วย ฉะนั้น บุคคลพึงปรารถนา ท่านผู้ชื่อว่าเป็น นักปราชญ์ เพราะประกอบพร้อมด้วยปัญญาที่เกิดในธรรม และท่านผู้ ชื่อว่า เป็นพหูสูต เพราะเพียบพร้อมด้วยพาหุสัจจะอันอิงอาศัยประโยชน์ มีทิฏฐธรรมิกัตถประโยชน์เป็นต้น ให้อยู่ในสกุลของตน คือพึงมุ่งหวัง ได้แก่ พึงทำให้เป็นผู้เข้าถึงสกุล. บทว่า เยสํ มีวาจาประกอบความว่า กุลบุตรทั้งหลาย จะข้ามพ้น กิจของตน คือจะถึงซึ่งฝั่งได้ก็ด้วยกำลังปัญญา เพราะปัญญาเป็นสมบัติของ ท่านผู้ที่เป็นนักปราชญ์ และบัณฑิตพหูสูตเหล่าใด พึงปรารถนานักปราชญ์ เป็นต้นเหล่านั้นให้อยู่ในสกุลเถิด เปรียบเหมือนบุคคลจะข้ามน้ำ อัน เต็มเปี่ยมของห้วงน้ำใหญ่ได้พ้นก็ด้วยเรือฉะนั้น. พระเถระ ครั้นกล่าวสอนธรรมแก่นางภิกษุณีเหล่านั้นอย่างนี้แล้ว จึงหยุดเทศนา. นางภิกษุณีเหล่านั้น ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ บรรเทาความเศร้าโศกแล้ว ปฏิบัติโดยแยบคายอยู่ ทำประโยชน์ของตน ให้บริบูรณ์ได้แล้วแล. จบอรรถกถามหากัปปินเถรคาถาที่ ๓
หน้า 367 ข้อ 373
๔. จูฬปันถกเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระจูฬปันถกเถระ [๓๗๓] เมื่อก่อน ญาณคติเกิดแก่เราช้า เราจึงถูกดูหมิ่น และพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงกลับไปเรือนเดี๋ยวนี้เถิด เรา ถูกพี่ชายขับไล่แล้ว ไปยืนร้องไห้อยู่ที่ใกล้ซุ้มประตู สังฆาราม เพราะยังมีความอาลัยในพระศาสนา พระผู้- มีพระภาคเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะเรา ทรง จับแขนเราพาเข้าไปสู่สังฆาราม พระศาสดาทรงอนุ- เคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราตรัสว่า จง อธิษฐานผ้าสะอาดผืนนี้ ให้ตั้งมั่นดี โดยมนสิการว่า รโชหรณํ ๆ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ๆ จงตั้งจิตให้มั่น นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว เกิด ความยินดีในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อ บรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ คำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว. พระจูฬปันถกเถระได้เนรมิตตนขึ้นพันหนึ่ง นั่งอยู่ที่ ชีวกัมพวันอันรื่นรมย์ จนถึงเวลาเขามาบอกนิมนต์ ครั้ง นั้น พระศาสดาทรงส่งทูตไปบอกเวลาภัตตาหารแก่เรา เมื่อทูตบอกเวลาภัตตาหารแล้ว เราได้เข้าไปเฝ้าโดย
หน้า 368 ข้อ 373
ทางอากาศ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระศาสดาทรง รับรองเราผู้ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ เราเป็นผู้ควรบูชาของ ชาวโลกทั้งปวง เป็นผู้ควรรับของอันเขานำมาบูชา เป็น นาบุญแห่งหมู่มนุษย์ ได้รับทักษิณาทานแล้ว. จบจูฬปันถกเถรคาถาจบ อรรถกถาจูฬปันถกเถรคาถาที่ ๔ มีคาถาของท่านพระจูฬปันถกเถระว่า ทนฺธา มยฺหํ คติ ดังนี้ เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านกล่าวคำที่จะพึงกล่าวในเรื่องนี้ ด้วยอำนาจเหตุเกิดแห่งเรื่อง ไว้ในอัฏฐกนิบาต เรื่องมหาปันถกแล้วนั่นแล. ส่วนความแปลกกัน มีดังต่อไปนี้ :- พระมหาปันถกเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว ยับยั้งอยู่ด้วยความสุข อันเกิดแต่พระอรหัตผล คิดแล้วว่า ทำอย่างไรหนอ เราจะสามารถให้ จูฬปันถก ดำรงอยู่ในความสุขอย่างนี้บ้าง. พระมหาปันถกเถระนั้น จึงเข้าไปหาธนเศรษฐีผู้เป็นโยมตาของตน แล้ว กล่าวว่า โยมตาผู้เป็นมหาเศรษฐี ถ้าโยมจะอนุญาตไซร้, อาตมภาพ จะพึงให้จูฬปันถกบวชบ้าง. โยมตาเรียนว่า นิมนต์ให้เขาบวชเถิดพระคุณ ท่าน. พระเถระจึงให้จูฬปันถกนั้นบวชแล้ว. จูฬปันถกนั้นดำรงมั่นอยู่ใน ศีล ๑๐ ประการแล้ว เรียนคาถาในสำนักของพระพี่ชายว่า :-
หน้า 369 ข้อ 373
ดอกบัวชื่อว่า โกกนุท มีกลิ่นหอมฟุ้ง เบ่งบาน ตั้งแต่เช้าตรู่ พึงเป็นดอกไม้มีกลิ่นหอมยังไม่สิ้นไปฉันใด เธอจงดูพระอังคีรสเจ้า พระองค์รุ่งเรื่องอยู่ดุจพระอาทิตย์ รุ่งโรจน์อยู่ในกลางหาวฉันนั้น ดังนี้. โดย ๔ เดือน ก็ไม่สามารถจะจดจำได้, บทที่เรียนแล้วท่องแล้ว ไม่ได้ติดอยู่ในหัวใจท่านเสียเลย. ต่อมาพระมหาปันถกจึงกล่าวแก่ท่านว่า ปันถกเอ๋ย เธอเป็นคนอาภัพในศาสนานี้เสียแล้ว, ตั้ง ๔ เดือนล่วงไป แล้ว เธอก็ไม่สามารถจะจดจำแม้คาถาเดียวได้, ก็เธอจักทำกิจแห่ง บรรพชิตให้ถึงที่สุดได้อย่างไรเล่า เธอจงออกไปเสียจากที่นี้เถอะ. จูฬปันถกนั้นถูกพระเถระขับไล่ จึงไปยืนร้องไห้อยู่ใกล้ซุ้มประตู. ก็โดยสมัยนั้น พระศาสดาประทับอยู่ที่อัมพวนารามของหมอชีวก. ลำดับนั้น หมอชีวกส่งบุรุษไปว่า เธอจงนิมนต์พระศาสดาพร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ รูปมา. ก็สมัยนั้น ท่านมหาปันถกเป็นพระภัตตุทเทสก์ (ผู้แจกภัต). พระมหาปันถกนั้น ผู้อันทายกนิมนต์ว่า ขอท่านจงรับภิกษาเพื่อภิกษุ ๕๐๐ รูปเถิด ดังนี้ก็กล่าวว่า อาตมภาพจะรับภิกษาเพื่อภิกษุทั้งหลายที่ เหลือ ยกเว้นจูฬปันถก. พระจูฬปันถกได้ฟังดังนั้น ได้มีความโทมนัส เพิ่มขึ้น. พระศาสดาทรงทราบว่า จูฬปันถกมีความทุกข์ใจแล้ว จึงทรงดำริว่า จูฬปันถกจักตรัสรู้ ด้วยอุบายที่เราสร้างขึ้นมา ดังนี้แล้ว จึงแสดงพระองค์ ในที่ไม่ไกลจูฬปันถกนั้นแล้ว ตรัสถามว่า ปันถกเป็นอะไร เธอจึงร้องไห้. จูฬปันถกกราบทูลว่า พระพี่ชายขับไล่ข้าพระองค์พระเจ้าข้า. พระศาสดา
หน้า 370 ข้อ 373
ตรัสว่า ปันถกเอ๋ย อย่าคิดอะไรไปเลย, เธอบวชแล้วในศาสนาของเรา, เธอจงมาเถิด จงรับเอาสิ่งนี้แล้วจงทำบริกรรมในใจว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้ จึงทรงตระเตรียมท่อนผ้าอันสะอาดด้วยฤทธิ์ แล้วทรงพระราชทาน ให้. พระจูฬปันถกนั้น นั่งเอามือลูบท่อนผ้าที่พระศาสดาพระราชทาน บริกรรมว่า รโชหรณํ รโชหรณํ ดังนี้. เมื่อเธอบริกรรมลูบท่อนผ้านั้นอยู่ ความเศร้าหมองก็เกิดขึ้น. เมื่อ ลูบไปอีก ท่อนผ้านั้นก็กลายเป็นเช่นกับผ้าเช็ดหม้อข้าว, เพราะเธอมีญาณ แก่รอบแล้ว เธอจึงคิดอย่างนี้ว่า ท่อนผ้านี้แต่เดิมเป็นของสะอาด, กลาย เป็นอย่างอื่น เศร้าหมองไป เพราะอาศัยอุปาทินนกสรีระนี้, เพราะฉะนั้น ท่อนผ้านี้เป็นอนิจจังแม้ฉันใด ถึงจิตก็เป็นอนิจจังฉันนั้น ดังนี้แล้ว จึง เริ่มตั้งความสิ้นไปเสื่อมไป ทำฌานให้เกิดขึ้น ในเพราะนิมิตนั้นนั่นแล เริ่มตั้งวิปัสสนา อันมีฌานเป็นบาทแล้ว บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- เวลานั้น พระชินเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ทรงรับ เครื่องบูชาแล้ว พระองค์เสด็จหลีกออกจากหมู่ ประทับ อยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์ แม้เวลานั้น เราก็อยู่ในอาศรมใกล้ ภูเขาหิมวันต์ เราได้เข้าไปเฝ้าพระมหาวีระเจ้า ผู้เป็น นายกของโลก ซึ่งเสด็จมาไม่นาน เราถือเอาฉัตรอัน ประดับด้วยดอกไม้ เข้าไปเฝ้าพระนราสภ เราได้ทำ อันตรายแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังเสด็จเข้าสมาธิ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๑๖.
หน้า 371 ข้อ 373
เราประคองฉัตรดอกไม้ด้วยมือทั้งสอง ถวายแด่พระผู้มี- พระภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้ามหามุนี พระนามว่า ปทุมุตตระทรงรับแล้ว เทวดาทั้งปวงมีใจชื่นบานเข้ามาสู่ ภูเขาหิมวันต์ ยังสาธุการให้เป็นไปว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ผู้มีจักษุทรงอนุโมทนา ครั้นเทวดาเหล่านี้กล่าว เช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุด กว่านระ เมื่อเรากั้นฉัตรดอกบัวอันอุดมอยู่ในอากาศ (พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า) ดาบสได้ประคองฉัตรใบบัว ๗ ใบ ให้แก่เรา เราจักพยากรณ์ดาบสนั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังเรากล่าว. ดาบสนี้จักเสวยเทวรัชสมบัติอยู่ตลอด ๒๕ กัป และ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ ๓๕ ครั้ง จะท่องเที่ยวไปสู่ กำเนิดใด ๆ คือความเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิด นั้น ๆ จักทรงไว้ซึ่งดอกปทุมอันตั้งอยู่ในอากาศ ในแสน กัป พระศาสดาพระนามว่า โคดม โดยพระโคตร ซึ่ง มีสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก เมื่อพระศาสดาทรงประกาศพระศาสนา ดาบสผู้มีจักได้ ความเป็นมนุษย์ เขาจักเป็นผู้อุดมในกายอันบังเกิดแล้ว ด้วยใจ จักมีพี่น้องชาย ๒ คน มีชื่อว่าปันถก แม้ทั้งสอง คน เสวยประโยชน์อันสูงสุดแล้ว จักยังพระศาสนาให้ รุ่งเรือง เรานั้นมีอายุ ๑๘ ปี ออกบวชเป็นบรรพชิต เรา
หน้า 372 ข้อ 373
ยังไม่ได้คุณวิเศษในศาสนาของพระศากยบุตร เรามี ปัญญาเขลา เพราะเราอบรมอยู่ในบุรี พระพี่ชายจึงขับไล่ เราว่า จงไปสู่เรือนเดี๋ยวนี้ เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้ว น้อยใจ ได้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตูสังฆาราม ไม่หวังในความ เป็นสมณะ. ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะ เรา ทรงจับเราที่แขน พาเขาไปในสังฆาราม พระศาสดา ได้ทรงอนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เราว่า จงอธิษฐานผ้าอันสะอาดอย่างนี้ วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่ง เราจับผ้านั้นด้วยมือทั้งสองแล้ว จึงระลึกถึงดอกบัวได้ จิตของเราปล่อยไปในดอกบัวนั้น เราจึงได้บรรลุพระ- อรหัต เราถึงที่สุดในฌานทั้งปวง ในกายอันบังเกิดแล้ว แต่ใจ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณ วิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ... ฯลฯ... พระพุทธ- ศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ด้วยอรหัตมรรคนั้นแล พระไตรปิฎกและอภิญญา ๕ ได้มาถึงแล้ว แก่พระจูฬปันถกนั้น. พระศาสดาเสด็จไปพร้อมกับภิกษุ ๔๙๙ รูป แล้ว ประทับนั่งบนอาสนะ. ที่บุคคลจัดแจงไว้แล้ว ในบ้านของหมอชีวก, ส่วน พระจูฬปันถกไม่ได้ไป เพราะพระพี่ชายไม่ได้รับนิมนต์เพื่อภิกษาไว้ สำหรับตน. พอหมอชีวกเริ่มจะถวายข้าวยาคู, พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ ปิดบาตรเสีย. เมื่อหมอชีวกกราบทูลว่า เพราะเหตุไร พระองค์จึงไม่
หน้า 373 ข้อ 373
ทรงรับ พระเจ้าข้า ดังนี้ พระองค์จึงตรัสว่า ในวิหารยังมีภิกษุอยู่ ๑ รูป ชีวก. หมอชีวกนั้นจึงส่งคนใช้ไปว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปพาพระคุณเจ้า ที่นั่งอยู่ในวิหาร แล้วนำมา. แม้พระจูฬปันถกเถระ ก็นั่งนิรมิตภิกษุ ๑,๐๐๐ รูปให้ไม่เหมือนกัน แต่ละรูปมีรูปร่างและการกระทำคนละอย่าง คนใช้นั้นเห็นว่าภิกษุในวิหารมีมากรูป จึงไปบอกหมอชีวกว่า ในวิหาร มีภิกษุสงฆ์มากกว่าภิกษุสงฆ์นี้, กระผมไม่รู้จักพระคุณเจ้าที่ให้ไปนิมนต์ มา. หมอชีวกทูลถามพระศาสดาอีกครั้งว่า ภิกษุที่นั่งอยู่ในวิหารชื่ออะไร พระเจ้าข้า ? พระศาสดาตรัสว่า ชื่อจูฬปันถก ชีวก. หมอชีวกสั่งคนใช้ อีกว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปแล้วถามว่า รูปไหนชื่อจูฬปันถก แล้วจง นิมนต์ท่านรูปนั้นมา. คนใช้นั้นไปยังวิหาร แล้วถามว่า รูปไหนชื่อจูฬปันถก ขอรับ ? ภิกษุทั้ง ๑,๐๐๐ รูปก็ตอบพร้อมกันทีเดียวว่า เราชื่อจูฬปันถก เราชื่อ จูฬปันถก. คนใช้นั้นกลับมาบอกความเป็นไปแก่หมอชีวกอีก. เพราะ ความที่ตนแทงตลอดสัจจะแล้ว หมอชีวกจึงรู้โดยนัยว่า พระคุณเจ้านี้เห็น จะมีฤทธิ์ แล้วกล่าวว่า แน่ะ พนาย เธอจงไปกล่าวกะพระคุณเจ้าด้วยการ พูดครั้งเดียวว่า พระศาสดารับสั่งหาท่าน แล้วจงจับที่ชายจีวรเถิด. คนใช้ นั้นไปวิหารแล้ว ได้ทำตามนั้น, ในขณะนั้นนั่นเอง ภิกษุที่นิรมิตแล้ว ทั้งหลายก็หายไป. คนใช้นั้นได้พาพระเถระไปแล้ว. ในขณะนั้น พระศาสดาทรงรับประเคนข้าวยาคู และอาหารต่าง ชนิด มีของที่ควรเคี้ยวเป็นต้น. เมื่อพระทศพลทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ก็เสด็จกลับไปยังวิหาร การสนทนากันก็เกิดขึ้นในโรงธรรมสภาว่า โอ
หน้า 374 ข้อ 373
หนอ อานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ซึ่งได้การทำให้จูฬปันถก ผู้แม้ ไม่สามารถจะเล่าเรียนคาถา ๑ ใน ๔ เดือนได้ ทำให้ท่านมีฤทธิ์มาก อย่างนั้น โดยขณะอันเร็วพลันทีเดียว. พระศาสดาทรงสดับถ้อยคำสนทนา ของภิกษุเหล่านั้น จึงเสด็จมาประทับนั่งบนพุทธอาสน์แล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอกำลังพูดกันถึงเรื่องอะไร ? เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว่า เรื่องนี้พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ จูฬปันถกตั้งอยู่ในโอวาทของเราแล้ว ได้โลกุตรสมบัติ. ส่วนในชาติก่อน ได้โลกิยสมบัติ ดังนี้ ถูกภิกษุเหล่านั้นทูลอ้อนวอนแล้ว จึงได้ตรัสจูฬ- เศรษฐีชาดก. ในกาลต่อมา พระศาสดาอันหมู่แห่งพระอริยเจ้าแวดล้อมแล้ว ประทับนั่งบนธรรมาสน์แล้ว ดังจูฬปันถกนั้นไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลาย ผู้นิรมิตกายอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ทางใจ และผู้ฉลาดในการพลิก กลับทางใจ. สมัยต่อมา พระจูฬปันถกนั้นถูกภิกษุทั้งหลายถามว่า ท่าน เป็นคนโง่ทึบถึงอย่างนั้นแล้ว ตรัสรู้แจ้งสัจจะทั้งหลายได้อย่างไร ? ท่าน เมื่อจะประกาศถึงข้อปฏิบัติของตน ตั้งต้นแต่ถูกพระพี่ชายขับไล่มา จึง กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า :- เมื่อก่อน ญาณคติเกิดแก่เราช้า เราจึงถูกดูหมิ่น และพระพี่ชายจึงขับไล่เราว่า จงกลับไปเรือนเดี๋ยวนี้เถิด เราถูกพระพี่ชายขับไล่แล้ว ไปยืนร้องไห้อยู่ที่ใกล้ซุ้ม ประตูสังฆาราม เพราะยังมีความอาลัยในพระศาสนา ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๓.
หน้า 375 ข้อ 373
พระผู้มีพระภาคเจ้าได้เสด็จมา ณ ที่นั้น ทรงลูบศีรษะเรา ทรงจับแขนเราพาเข้าไปสู่สังฆาราม พระศาสดาทรง อนุเคราะห์ ประทานผ้าเช็ดพระบาทให้แก่เรา ตรัสว่า จงอธิษฐานผ้าสะอาดผืนนี้ ให้ตั้งมั่นดี โดยมนสิการว่า รโชหรณํ ๆ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ๆ จงตั้งจิตให้มั่น นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว เกิด ความยินดีในพระศาสนา ได้บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อ บรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว ได้บรรลุวิชชา ๓ คำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว. พระจูฬปันถกเถระได้นิรมิตตนขึ้นพันหนึ่ง นั่งอยู่ที่ ชีวกัมพวันอันรื่นรมย์ จนถึงเวลาเขามานิมนต์ ครั้งนั้น พระศาสดาทรงส่งทูตไปบอกเวลาภัตตาหารแก่เรา เมื่อ ทูตบอกเวลาภัตตาหารแล้ว เราได้เข้ารูปเฝ้าโดยทาง อากาศ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับนั้น พระศาสดาทรงรับรองเรา ผู้ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ เราเป็นผู้ควรบูชาของชาวโลก ทั้งปวง เป็นผู้ควรรับของอันเขานำมาบูชา เป็นนาบุญ แห่งหมู่มนุษย์ ได้รับทักษิณาทานแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทนฺธา ได้แก่ เขลา, คืออ่อนกำลัง เพราะว่าไม่สามารถจะใช้เวลา ๔ เดือนเล่าเรียนคาถา อันประกอบด้วยบาท ทั้ง ๔ ได้.
หน้า 376 ข้อ 373
บทว่า คตี ได้แก่ ญาณคติ. บทว่า อาสิ ได้แก่อโหสิ แปลว่า ได้มีแล้ว. บทว่า ปริภูโต ได้แก่ถูกดูหมิ่นจากพระพี่ชายนั้นนั่นแลว่า เป็น คนหลงลืม ไม่มีความรู้ ดังนี้. บทว่า ปุเร ได้แก่ ในกาลก่อน คือในเวลาเป็นปุถุชน. จ ศัพท์ ในบทว่า ภาตา จ นี้ เป็นสมุจจยัตถะ, ความว่า มิใช่ เราจะถูกดูหมิ่นอย่างเดียวเท่านั้น, โดยที่แท้แม้พระพี่ชายยังขับไล่เรา คือ ฉุดคร่าเราออกไปว่า ปันถก เธอเป็นคนโง่เขลา เห็นจะไม่มีเหตุ (ในการ ตรัสรู้), เพราะฉะนั้น เธอจึงไม่สามารถเพื่อจะทำกิจแห่งบรรพชิตให้ถึง ที่สุดได้, เธอไม่สมควรเพื่อพระศาสนานี้. บัดนี้ เธอจงไปสู่เรือนของ คุณตาของเธอเถิด. บทว่า ภาตา ได้แก่พระพี่ชาย. บทว่า โกฏฺเก ได้แก่ ใกล้ซุ้มประตู. บทว่า ทุมฺมโน ได้แก่ถึงความโทมนัสใจ. บทว่า สาสนสฺมึ อเปกฺขวา ได้แก่ ยังมีความอาลัยในพระศาสนา ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คือยังไม่ต้องการจะสึก. บทว่า ภควา ตตฺถ อาคจฺฉิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ มีพระมนัสอันพระมหากรุณาคุณตักเตือนแล้ว เมื่อจะทรงอนุเคราะห์เรา จึงได้เสด็จมา ณ ที่ที่เรายืนอยู่. ก็แล ครั้นพระองค์เสด็จมาแล้ว ทรง ปลอบใจว่า ปันถกเอ๋ย เราเป็นศาสดาของเธอ, มหาปันถกไม่ใช่เป็น ศาสดาของเธอ, การบรรพชาของเธอ ก็มุ่งเพื่ออุทิศเรา ดังนี้ ทรงลูบ ศีรษะเรา คือเมื่อจะแสดงว่า จักเป็นลูกของเรา ณ บัดนี้ทีเดียว ดังนี้ จึงทรงลูบศีรษะเรา ด้วยฝ่าพระหัตถ์ อันมีรูปกงจักรเป็นเครื่องหมาย ซึ่ง
หน้า 377 ข้อ 373
ผูกพันสลับมีลายดุจตาข่าย อ่อนนุ่มเอิบอิ่ม และมีนิ้วมือแผ่ออกงดงาม เสมอกันเป็นอย่างดี มีพระสิริงดงามปานดอกปทุมที่แย้มบานแล้ว. บทว่า พาหาย มํ คเหตฺวาน ความว่า พระศาสดาตรัสถามเราว่า ทำไมเธอจึงมายืนในที่นี้เล่า ? ดังนี้แล้ว เอาพระหัตถ์ของพระองค์จับเรา ที่แขน นำเข้าไปยังภายในสังฆาราม อันมีกลิ่นหอมด้วยไม้จันทน์. บทว่า ปาทาสิ ปาทปุญฺฉนึ ความว่า พระองค์พระราชทานผ้าที่ ทำผ้าเช็ดเท้าให้ คือพระราชทานให้ด้วยตรัสสั่งว่า เธอจงทำไว้ในใจว่า รโชหรณํ ผ้าสำหรับเช็ดธุลี ดังนี้. บาลีว่า อทาสิ และ ปาทปุญฺฉนึ ดังนี้ก็มี. ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ได้พระราชทานท่อนผ้าสำหรับ เช็ดเท้า ซึ่งเรียกกันว่า ปาทปุญฺฉนึ ดังนี้. คำนั้นไม่เหมาะ เพราะท่อน ผ้านั้น พระองค์ปรุงแต่งขึ้นด้วยฤทธิ์พระราชทานให้. บทว่า เอตํ สุทฺธํ อธิฏฺเหิ เอกมนฺตํ สฺวธิฏฺิตํ ความว่า เธอจง นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่งที่มุขคันธกุฎีอันสงัด จงอธิษฐานท่อนผ้าสะอาดผืนนี้ ทำให้มั่นด้วยมนสิการว่า รโชหรณํ รโชหรณํ คือทำจนให้จิตเป็นสมาธิ เป็นไป. บทว่า ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ความว่า เราฟังพระดำรัสอันเป็น โอวาทของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว ยินดีในคำสั่งสอน คือใน โอวาทนั้นแล้ว เป็นผู้ยินดียิ่งอยู่ คือปฏิบัติตามคำสั่งสอน. ก็เมื่อจะปฏิบัติ ตาม ได้บำเพ็ญสมาธิให้เกิดขึ้นเพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ความว่า ชื่อว่าประโยชน์อันสูงสุด ได้แก่พระอรหัต, เราทำรูปฌานให้เกิดขึ้นแล้ว ด้วยอำนาจการบริกรรมกสิณ เพื่อบรรลุพระอรหัตนั้นแล้ว เริ่มเจริญ
หน้า 378 ข้อ 373
วิปัสสนา มีฌานเป็นบาทแล้ว ทำอรหัตมรรคสมาธิ ให้ถึงพร้อมแล้ว ด้วยข้อปฏิบัติแห่งมรรค. ก็คำว่า สมาธิ ในที่นี้ ได้แก่ สมาธิที่ท่านหมายถึงสมาธิทั่วไป ตั้งแต่อุปจารสมาธิ จนถึงอรหัตมรรคสมาธิ ส่วนอรหัตผลสมาธิ ท่าน หมายถึงศัพท์ว่า ประโยชน์อย่างสูงสุด, ก็ความฉลาดในสมาธินี้ จัดเป็น ความดีอันประเสริฐ, เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สมาธึ ปฏิปาเทสึ ดังนี้เป็นต้น. จริงอยู่ ท่านพระจูฬปันถกรูปนี้ เพราะเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ จึง กลายเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางใจ, ส่วนพระมหาปันถกเถระ เพราะท่านเป็นผู้ฉลาดในวิปัสสนา จึงเป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทาง ปัญญา. ท่านพรรณนาไว้ว่า ก็ในพระเถระ ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาด ในลักษณะแห่งสมาธิ, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในลักษณะแห่งวิปัสสนา, รูป หนึ่งยึดมั่นทางสมาธิ, รูปหนึ่งยึดมั่นทางวิปัสสนา, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาด ในการย่นย่ออวัยวะ, รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการย่นย่อทางอารมณ์, รูป หนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการกำหนดอวัยวะ รูปหนึ่งเป็นผู้ฉลาดในการกำหนด อารมณ์. อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า พระจูฬปันถกเถระเป็นผู้ฉลาดในการ เปลี่ยนแปลงทางใจ เพราะท่านได้รูปาวจรฌาน ๔ อย่างดียิ่ง, พระมหา- ปันถกเถระ เป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยนแปลงทางสัญญา เพราะท่านได้ อรูปาวจรฌาน ๔ อย่างดียิ่ง. อีกอย่างหนึ่ง องค์ที่ ๑ เป็นผู้ฉลาดในการ เปลี่ยนแปลงทางใจว่า เราเป็นผู้ได้รูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานทั้งหลาย แล้ว บรรลุพระอรหัต, อีกองค์นอกจากนี้ เป็นผู้ฉลาดในการเปลี่ยน-
หน้า 379 ข้อ 373
แปลงทางสัญญาว่า เราเป็นผู้ได้อรูปาวจรฌาน ออกจากองค์ฌานทั้งหลาย แล้ว บรรลุพระอรหัต. ก็พระเถระเมื่อจะทำกายที่สำเร็จด้วยใจให้เกิดขึ้น ย่อมทำให้เกิด เป็นคนเหล่าอื่น คือ ๓ คนบ้าง ๔ คนบ้าง, มิใช่ทำให้เกิดเป็นคนจำนวน มาก ย่อมทำให้เกิดเป็นเช่นกับคนคนเดียวเท่านั้น ในการงานที่กำลังทำ อย่างเดียวกัน. ส่วนพระเถระนี้ นิรมิตเว้นจากคนเดียว ทำให้เป็น สมณะ ๑,๐๐๐ รูปได้, แม้คน ๒ คน ก็ทำให้ร่างกายไม่เหมือนกันได้ ในการงานที่กำลังทำคนละอย่างกัน . เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเป็นผู้เลิศกว่า ภิกษุทั้งหลาย ผู้นิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจ. บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้ว ท่านจึงกล่าวคำ เป็นต้นว่า ปุพฺเพนิวาสํ ชานามิ ดังนี้. พระเถระนี้ เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ ก็จริง, ถึงอย่างนั้น เพื่อจะแสดงอภิญญาที่มีอุปการะมากแก่การบรรลุ อาสวักขยญาณ จึงกล่าวว่า เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ชำระทิพยจักษุ ให้หมดจดแล้ว ดังนี้แล้วกล่าวว่า ได้บรรลุวิชชา ๓ เป็นต้น . จริงอยู่ ปุพเพนิวาสญาณ ยถากัมมุปคญาณ และอนาคตังสญาณ ย่อมมีอุปการะ มากแก่การบำเพ็ญวิปัสสนา, ญาณนอกนี้หามีอุปการะเหมือนอย่างนั้นไม่. บทว่า สหสฺสกฺขตฺตุํ แปลว่า ๑,๐๐๐. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ๑,๐๐๐ ครั้ง ดังนี้ก็มี. ก็พระเถระนิรมิตกายที่สำเร็จด้วยใจเป็น ๑,๐๐๐ ร่าง ด้วยการนึกครั้งเดียว, มิใช่ด้วยวาระ. ก็ร่างกายที่นิรมิตแล้วเหล่านั้น แล ย่อมทำการงานเช่นเดียวกัน และต่างกันได้. ถามว่า ก็การนิรมิต ด้วยฤทธิ์เห็นปานนี้ ย่อมมีได้แม้แก่พระสาวกทั้งหลายหรือ ? ตอบว่า หามีแก่พระสาวกทั้งปวงไม่, ก็พระเถระรูปนี้เท่านั้น ได้ทำได้อย่างนั้น
หน้า 380 ข้อ 373
เพราะความถึงพร้อมแห่งอภินิหาร, จริงอยู่ ด้วยเหตุนี้ พระเถระนั้นจึง ได้รับเอตทัคคะอย่างนั้น. บทว่า ปนฺถโก นิสีทิ ความว่า ย่อมกล่าวเปรียบคนอื่นเหมือนกับ ตนนั่นแล. บทว่า อมฺพวเน ได้แก่ ในอัมพวัน ซึ่งเป็นวิหารที่หมอชีวกสร้าง อุทิศถวาย. บทว่า เวหาสา ในบทว่า เวหาสาหุปสงฺกมิ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ลงในตติยาวิภัตติ, ความว่า โดยอากาศ. ท อักษร การทำการต่อบท. ศัพท์ว่า อถ ได้แก่ ภายหลังแต่การนั่งของเรา. บทว่า ปฏิคฺคหิ ได้แก่ ทรงรับน้ำทักษิโณทก. บทว่า อายาโค สพฺพโลกสฺส ความว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะที่ชาว โลกทั้งปวง พร้อมทั้งเทวโลก พึงนำไทยธรรมมาบูชา เพราะความที่ตน เป็นพระทักขิไณยบุคคลผู้เลิศ. บทว่า อาหุตีนํ ปฏิคฺคโห ความว่า เป็นผู้ควรรับทักษิณาอันเขา นำมาบูชา โดยทำให้มีผลมาก. บทว่า ปฏิคฺคณฺหิตฺถ ทกฺขิณํ ความว่า ได้รับทักษิณา อันต่าง ด้วยข้าวยาคูและของควรเคี้ยวเป็นต้น ที่หมอชีวกน้อมนำมาถวาย. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว ทรง สั่งท่านพระจูฬปันถกว่า เธอจงทำอนุโมทนา. พระเถระนั้น เพราะ ความที่ตนบรรลุปฏิสัมภิทาอย่างแตกฉาน เมื่อจะทำพระพุทธพจน์ คือ พระไตรปิฎกให้กระฉ่อน เรียนแบบอัธยาศัยของพระศาสดา การทำการ
หน้า 381 ข้อ 373
อนุโมทนา เป็นราวกะว่า จับภูเขาสิเนรุเอามากวนคนมหาสมุทรฉะนั้น . จริงอยู่ ท่านรูปนี้ แม้จะเพียบพร้อมด้วยอุปนิสัยถึงอย่างนั้น ก็ยังถูกเศษ กรรมเก่าเห็นปานนั้นเบียดเบียนเอาได้ คือไม่สามารถจะใช้เวลา เดือน เล่าเรียนคาถาอันประกอบด้วย ๔ บาทได้ ก็พระศาสดาทรงเล็งเห็นอุปนิสัย สมบัติของท่านนั้นแล้ว ทรงชักชวนให้ใช้โยนิโสมนสิการ อันเหมาะแก่ ความประพฤติที่เคยมีมาในกาลก่อน. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับ นั่งในนิเวศน์ของหมอชีวกในกาลนั้นอย่างนั้นนั่นแล ทรงทราบว่า จิต ของพระจูฬปันถกเป็นสมาธิแล้ว, ปฏิบัติถูกทางเป็นวิปัสสนาแล้ว ดังนี้ ทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏทั้งที่ประทับนั่งอยู่นั่นแล เมื่อจะแสดงว่า ปันถก แม้ท่อนผ้านี้จะเป็นของเศร้าหมอง ปะปนคละด้วยธุลี, แต่ธรรมอื่น นั่นแหละ ที่เศร้าหมองและมีธุลี ในวินัยของพระอริยเจ้า จัดว่าเป็นความ เศร้าหมองยิ่งกว่าท่อนผ้านี้ ดังนี้. จึงตรัสคาถาสุดท้าย ๓ คาถานี้ว่า :- ราคะ ชื่อว่า ธุลี, แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลี นั่นเป็นชื่อของราคะ, ภิกษุเหล่านั้น ละ ธุลีนั่นได้เด็ดขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธ- เจ้าผู้ปราศจากธุลี. โทสะ ชื่อว่า ธุลี แต่เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ชุลี นั่นเป็นชื่อของโทสะ, ภิกษุเหล่านั้นละธุลีนั่นได้เด็ดขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนา ของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. โมหะ ชื่อว่า ธุลี แต่ เรณู (ละออง) ท่านไม่เรียกว่า ธุลี, คำว่า ธุลี นั่นเป็น
หน้า 382 ข้อ 373
ชื่อของโมหะ, ภิกษุเหล่านั้น ละธุลีนั้นได้เด็ดขาดแล้ว อยู่ในพระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี. ในเวลาจบคาถา พระจูฬปันถกบรรลุพระอรหัต อันมีอภิญญา และปฏิสัมภิทาเป็นบริวารแล. จบอรรถกถาจูฬปันถกเถรคาถาที่ ๔
หน้า 383 ข้อ 374
๕. กัปปเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระกัปปเถระ [๓๗๔] ร่างกายนี้ เต็มไปด้วยของอากูลและของอันเป็นมลทิน ต่าง ๆ มีหลุมคูถใหญ่เป็นที่เกิด เป็นดุจบ่อน้ำครำอันมีมา นาน เป็นดุจฝีใหญ่ เป็นดุจแผลใหญ่ เต็มไปด้วยหนอง และเลือด เต็มไปด้วยหลุมคูถ มีน้ำไหลออกเป็นนิตย์ มีของเน่าไหลออกทุกเมื่อ กายอันเปื่อยเน่านี้รัดรึงด้วย เอ็นใหญ่ ๖๐ เส้น ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทา คือ เนื้อ หุ้มห่อด้วยเสื้อ คือหนัง เป็นของทาประโยชน์มิได้ เป็น ของสืบต่อกันด้วยร่างกระดูก เกี่ยวร้อยด้วยด้าย คือ เส้นเอ็น เปลี่ยนอิริยาบถได้ เพราะยังมีเครื่องประกอบ พร้อม นรชนผู้ยังคลุกคลีอยู่ในกามคุณ เป็นผู้ตระเตรียม ไปสู่ความตายเป็นนิตย์ เป็นผู้ตั้งอยู่ในที่ใกล้มัจจุราช จักต้องทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้เอง กายนี้เอง อวิชชาหุ้มห่อ แล้ว ผูกรัดด้วยเครื่องผูก ๔ ประการ จมอยู่ในห้วงน้ำ คือ กิเลส ปกคลุมไว้ด้วยตาข่าย คือ กิเลสอันนอนเนื่อง อยู่ในสันดาน ประกอบแล้วด้วยนิวรณ์ ๕ เพียบพร้อมด้วย วิตก ประกอบด้วยรากเง่าแห่งภพ คือ ตัณหา ปกปิดด้วย เครื่องปกปิด คือโมหะ หมุนไปอยู่ด้วยเครื่องหมุน คือ กรรม ร่างกายนี้ย่อมมีสมบัติเป็นคู่กัน มีความเป็นต่าง ๆ กันเป็นธรรมดา ปุถุชนคนอันธพาลเหล่าใด มายึดถือ
หน้า 384 ข้อ 374
ร่างกายนี้ว่าเป็นของเรา ย่อมยังสงสารอันน่ากลัวให้ เจริญ ปุถุชนเหล่านั้นย่อมถือเอาภพใหม่อีก กุลบุตรผู้เป็น บัณฑิตเหล่าใด ละเว้นร่างกายนี้อันฉาบทาแล้วด้วยคูถ ดังบุรุษผู้ประสงค์ความสุข อยากมีชีวิตอยู่ เห็นอสรพิษ แล้วหลีกหนีไปฉะนั้น กุลบุตรเหล่านั้นละอวิชชาอันเป็น รากเง่าแห่งภพแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสนะจักปรินิพพาน. จบกัปปเถรคาถา อรรถกถากัปปเถรคาถาที่ ๕ คาถาของท่านพระกัปปเถระมีว่า นานากุลมลสมฺปุณฺโณ ดังนี้ เป็นต้น. เรื่องนั้นนี้เหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระกัปปะแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการมาในพระพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญเป็นอันมากไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า สิตธัตถะ ได้บังเกิดในตระกูลที่สมบูรณ์ ด้วยสมบัติเป็นอันมาก พอบิดาล่วงไป รู้เดียงสาแล้ว ประดับประดา ต้นกัลปพฤกษ์ ด้วยผ้าอันวิจิตรด้วยสีที่ไม่สดนานาชนิด, ด้วยอาภรณ์ หลากชนิด, ด้วยแก้วมณีต่างชนิด, และด้วยมาลาพวงดอกไม้เป็นต้น มากมายหลายชนิดแล้ว บูชาสถูปของพระศาสดา ด้วยสิ่งของนั้น. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในราชสกุลที่พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประดับ ในมคธรัฐ พอพระราชบิดาสวรรคตแล้ว ทรงดำรงอยู่ในพระราชสมบัติ แล้ว ทรงเป็นผู้ยินดีมักมากในกามทั้งหลายอย่างเหลือประมาณอยู่.
หน้า 385 ข้อ 374
พระศาสดา ทรงออกจากพระมหากรุณาสมาบัติแล้ว ทรงตรวจ ดูสัตวโลก ทอดพระเนตรเห็นเธอผู้มาปรากฏในข่ายคือพระญาณแล้ว ทรง คำนึงว่า จักมีอะไรหนอแล ดังนี้ ทรงทราบว่า พระราชาพระองค์นี้ ได้ฟังอสุภกถาในสำนักของเราแล้ว จะเป็นผู้มีจิตคลายความกำหนัดใน กามทั้งหลายเสียได้ พอทรงผนวชแล้วจักได้บรรลุพระอรหัต ดังนี้แล้ว เสด็จไปในที่นั้นโดยอากาศแล้ว ตรัสอสุภกถาแก่พระราชาองค์นั้น ด้วย พระคาถา๑เหล่านี้ว่า :- ร่างกายนี้ เต็มไปด้วยของอากูล และของอันเป็น มลทินต่าง ๆ มีหลุมคูถใหญ่เป็นที่เกิด เป็นดุจบ่อน้ำครำ อันมีมานาน เป็นดุจฝีใหญ่ เป็นดุจแผลใหญ่ เต็มไปด้วย หนองและเลือด เต็มไปด้วยหลุมคูถ มีน้ำไหลออก เป็นนิตย์ มีของเน่าไหลออกทุกเมื่อ กายอันเปื่อยเน่านี้ รัดรึงด้วยเอ็นใหญ่ ๖๐ เส้น ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทา คือเนื้อ หุ้มห่อด้วยเสื้อ คือหนัง เป็นของหาประโยชน์ มิได้ เป็นของสืบต่อกันด้วยร่างกระดูกเกี่ยวร้อยด้วยด้าย คือเส้นเอ็น เปลี่ยนอิริยาบถได้ เพราะยังมีเครื่องประกอบ พร้อม นรชนผู้ยังคลุกคลี อยู่ในกามคุณ เป็นผู้ตระเตรียม ไปสู่ความตายเป็นนิตย์ เป็นผู้ตั้งอยู่ในที่ใกล้มัจจุราช จักต้องทิ้งร่างกายไว้ในโลกนี้เอง กายนี้เอง อวิชชา หุ้มห่อแล้ว ผูกรัดด้วยเครื่องผูก ๔ ประการ จมอยู่ใน ห้วงน้ำคือกิเลส ปกคลุมไว้ด้วยตาข่าย คือกิเลสอันนอน ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๔.
หน้า 386 ข้อ 374
เนื่องอยู่ในสันดาน ประกอบแล้วในนิวรณ์ ๕ เพียบพร้อม ด้วยวิตก ประกอบด้วยรากเหง่าแห่งภพคือตัณหา ปกปิด ด้วยเครื่องปกปิดคือโมหะ หมุนไปอยู่ด้วยเครื่องหมุน คือกรรม ร่างกายนี้. ย่อมมีสมบัติกับวิบัติเป็นคู่กัน มี ความเป็นต่าง ๆ กันเป็นธรรมดา ปุถุชนคนอันธพาล เหล่าใด มายึดถือร่างกายนี้ว่าเป็นของเรา ย่อมยังสงสาร อันน่ากลัวให้เจริญ ปุถุชนเหล่านั้นย่อมถือเอาภพใหม่อีก กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิตเหล่าใด ละเว้นร่างกายนี้ อันฉาบ ทาแล้วด้วยคูถ ดังบุรุษผู้ประสงค์ความสุขอยากมีชีวิตอยู่ เห็นอสรพิษแล้วหลีกหนีไปฉะนั้น กุลบุตรเหล่านั้น ละ อวิชชาอันเป็นรากเหง่าแห่งภพแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักปรินิพพาน. พระราชาพระองค์นั้น ทรงสดับอสุภกถาจนแจ่มแจ้ง ถึงสภาวะ แห่งสรีระอย่างแท้จริง ซึ่งขันธ์มีอาการเป็นอเนก ต่อพระพักตร์พระศาสดา อึดอัด ละอาย รังเกียจ มีพระทัยสังเวชต่อร่างกายของพระองค์ ถวาย บังคมพระศาสดาแล้ว ทูลขอบรรพชาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระ- องค์พึงได้บรรพชาในสำนัก พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงมีรับสั่งให้ ภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งยืนอยู่ในที่ใกล้ ด้วยพระดำรัสว่า ภิกษุ เธอจงไป จงให้พระราชานี้ได้บรรพชา อุปสมบทแล้วจึงมาเถิด. ภิกษุรูปนั้น ให้ตจปัญจกกัมมัฏฐานแล้ว ให้พระราชาพระองค์นั้น ได้รับบรรพชา พระราชาพระองค์นั้น ในขณะจรดมีดโกนเท่านั้น
หน้า 387 ข้อ 374
ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- เราได้คล้องผ้าอันวิจิตรหลายผืน ไว้ตรงหน้าพระสถูป อันประเสริฐ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า สิทธัตถะ แล้วตั้งต้นกัลปพฤกษ์ไว้ เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือความ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ ต้นกัลปพฤกษ์ อันงาม ย่อมประดิษฐานอยู่ใกล้ประตูเรา เวลานั้น เราเอง บริษัท เพื่อน และคนคุ้นเคย ได้ถือเอาผ้าจากต้นกัลป- พฤกษ์นั้นมานุ่งห่ม ในกัปที่ ๙๔ แต่กัปนี้ เราได้ตั้งต้น กัลปพฤกษ์ไว้ ด้วยกรรมนั้น เราไม่รู้สึกทุคติเลย นี้เป็น ผลแห่งการตั้งต้นกัลปพฤกษ์ และในกัปที่ ๗ แต่กัปนี้ ได้ มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๘ พระองค์ ทรงพระนามว่า คุณวิเศษ ทรงสมบูรณ์ด้วยแก้ว ๗ ประการ มีพละมาก คุณวิเศษ เหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ ... ฯลฯ... พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็พระราชาบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้อุปสมบทแล้ว เข้าไปเฝ้า พระศาสดา ถวายบังคม นั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง เมื่อจะพยากรณ์ความเป็น พระอรหัต จึงตรัสคาถาเหล่านั้นนั่นแลไว้. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ คาถา เหล่านั้น จึงชื่อว่า เถรคาถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นานากุลมลสมฺปุณฺโณ ความว่า อัน ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔๒.
หน้า 388 ข้อ 374
เต็มไปด้วยของอาการต่าง ๆ และของอันเป็นมลทินมีส่วนต่างๆ คือเต็มไป ด้วยส่วนที่ไม่สะอาดนานาชนิด มีผม และขน เป็นต้น. หลุมคูถ ท่านเรียกว่า อุกการะ ในบทว่า มหาอุกฺการสมฺภโว นี้. ครรภ์ของมารดา ท่านประสงค์ว่าหลุมคูถใหญ่ ในที่นี้ เพราะตลอดกาล ที่อยู่ในครรภ์มารดา จะเป็นเช่นกับหลุมคูถที่อบอวลด้วยกลิ่นไม่สะอาด. ครรภ์นั้นเป็นแดนเกิด คือเป็นที่อุบัติขึ้นแห่งสัตว์นั่น เหตุนั้นจึงชื่อว่า มหาอุกการสัมภวะ มีหลุมคูถใหญ่เป็นที่เกิด. บทว่า จนฺทนิกํว ความว่า สถานที่เป็นที่สำหรับเททิ้งน้ำไม่สะอาด และมลทินแห่งครรภ์เป็นต้น ซึ่งเต็มไปด้วยของไม่สะอาดเพียงเข่า ที่เช่น นั้น ชื่อว่า บ่อน้ำครำ. บทว่า ปริปกฺกํ ได้แก่ เก่าแก่ มีมานาน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง แสดงว่า เปรียบเหมือนเมื่อฝนมีเม็ดโต ตกลงในฤดูร้อน ใกล้ประตูบ้าน คนจัณฑาล สิ่งปฏิกูลอันเต็มไปด้วยซากศพนานาชนิด มีปัสสาวะ อุจจาระ กระดูก หนัง เส้นเอ็น น้ำลาย และน้ำมูก เป็นต้น ประสมเข้ากับน้ำ ก็จะขุ่นไปด้วยน้ำปนโคลน พอล่วงไป ๒-๓ วัน ก็เกิดเป็นหมู่หนอน มีน้ำเดือดเป็นฟองเพราะถูกแสงพระอาทิตย์แผดเผา ข้างบนมีฟองน้ำและ ต่อมน้ำผุดขึ้น มีสีคล้ำ มีกลิ่นเหม็นอย่างยิ่ง น่ารังเกียจ เป็นบ่อน้ำครำ ไม่ควรจะเข้าไปใกล้ ทั้งไม่ควรจะเห็น ต้องยืนอยู่ห่าง ๆ, ร่างกายก็เป็น เช่นนั้น. ชื่อว่า เป็นดุจฝีใหญ่ เพราะเปรียบเหมือนฝีใหญ่ เหตุมีการ ผุดขึ้น เจริญ แก่รอบ และแตกไปเป็นสภาวะ มีความเกิดขึ้น แก่ และตายไป เพราะประกอบด้วยต้นเค้าคือความเป็นทุกข์ และเพราะ หลั่งออกซึ่งสิ่งไม่สะอาด.
หน้า 389 ข้อ 374
ชื่อว่าเป็นดุจแผลใหญ่ เพราะเปรียบเหมือนแผลใหญ่ เพราะต้อง อดทนต่อแผล และเพราะเป็นที่หลั่งไหลออกซึ่งสิ่งไม่สะอาด มีทุกขเวทนา ติดตาม. บทว่า คูถกูเปน คาฬิโต ได้แก่ เต็มด้วยหลุมคูถ หรือเต็มด้วย คูถ. บาลีว่า คูถกูปนิคาฬฺหิโต ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า ไหลออกจาก หลุมคูถ. บทว่า อาโปปคฺฆรโณ กาโย สทา สนฺทติ ปูติกํ ความว่า ร่างกายนี้ มีอาโปธาตุไหลออกเป็นปกติทุกเมื่อ, สรีระนั้นแล มีแต่สิ่ง เปื่อยเน่า เช่น ดี เสมหะ เหงื่อ และมูตร เป็นต้น คือสิ่งไม่สะอาด เท่านั้นไหลออกอยู่, ในกาลไหน ๆ สิ่งที่สะอาดไม่เคยไหลออกเลย. บทว่า สฏฺิกณฺฑรสมฺพนฺโธ ความว่า ชื่อว่ารัดรึงด้วยเอ็นใหญ่ ๖๐ เส้น เพราะมีเส้นเอ็นใหญ่ ๖๐ เส้น ผูกพันรัดรึงทุกแห่ง คือเส้นเอ็น ที่รัดรึงสรีระ ตั้งแต่ส่วนบนแห่งคอ ที่ข้างหน้า ข้างหลัง ที่ข้างขวา และข้างซ้าย แห่งสรีระ ที่ละ ๕ เส้น รวม ๒๐ เส้น, รัดรึงที่มือและ เท้า ที่ข้างหน้ามือ และที่ข้างหลังมือ ที่ฝ่าเท้า และหลังเท้า ที่ละ ๕ เส้น รวมเป็น ๔๐ เส้น. (มือ ๑ ข้าง นับข้างหน้ามือ ๕ รวมเป็น ๑๐ ฉะนั้น มือมี ๒ ข้าง เท้ามี ๒ ข้าง จึงรวมเส้นเอ็นได้ ๔๐ เส้น ). บทว่า มํสเลปนเลปิโต ได้แก่ ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทาคือเนื้อ, อธิบายว่า ฉาบทาด้วยชิ้นเนื้อ ๙๐๐ ชิ้น. บทว่า จมฺมกญฺจุกสนฺนทฺโธ ได้แก่ หุ้มห่อคลุม ปกปิด ในที่ ทั้งปวงด้วยเสื้อคือหนัง.
หน้า 390 ข้อ 374
บทว่า ปูติกาโย ได้แก่ ร่างกายที่มีกลิ่นเหม็นเน่า ทั่วทั้งหมด. บทว่า นิรตฺถโก ได้แก่ ไม่มีประโยชน์, อธิบายว่า จริงอยู่ ร่างกายของหมู่สัตว์เหล่าอื่น จะพึงมีประโยชน์ได้ ก็ด้วยการจำแนกถึงคุณ มีธรรมเป็นต้น. ร่างกายของมนุษย์ ไม่มีประโยชน์อย่างนั้นเลย. บทว่า อฏฺิสงฺฆาตฆฏิโต ได้แก่ เป็นของสืบต่อกัน โดยการ สืบต่อด้วยร่างแห่งกระดูก ๓๐๐ กว่าท่อน. บทว่า นฺหารุสุตฺตนิพนฺธโน ได้แก่ ร้อยพันแล้วด้วยเส้นเอ็น ๙๐๐ เส้น อันเป็นเช่นกับเส้นด้าย. บทว่า เนเกสํ สงฺคตีภาวา ความว่า สำเร็จอิริยาบถ มียืนเป็นต้น เปรียบเหมือนยนต์ คือสรีระเปลี่ยนแปลงได้ก็ด้วยกลุ่มแห่งเส้นด้าย ที่ผูก พันเกี่ยวข้องด้วยมหาภูตรูป ๔ ชีวิตินทรีย์ ลมอัสสาสะ ลมปัสสาสะและ วิญญาณ เป็นต้น. บทว่า ธุวปฺปยาโต มรณาย ความว่า เป็นผู้เตรียมตัวเพื่อความ ตายโดยส่วนเดียว. คือจำเดิมแต่เกิดมาก็ตกไป บ่ายหน้าไปสู่ความตาย. ได้แก่ ตั้งแต่เกิดมาแล้วนั้นเอง ก็ตั้งอยู่ใกล้มัจจุราชคือความตาย. บทว่า อิเธว ฉฑฺฑยิตฺวาน ความว่า อันสัตว์นี้ ทิ้งร่างกายไว้ ในโลกนี้นั้นแล แล้วก็ไปสู่สถานที่คนชอบใจ เพราะฉะนั้น ท่านจึง แสดงว่า บุคคลไม่พึงทำความเกี่ยวข้อง แม้อย่างนี้ว่า เราพึงละร่างกาย นี้ไป ดังนี้. บทว่า อวิชฺชาย นิวุโต ได้แก่ ร่างกายนี้ถูกเครื่องปิดกั้นคืออวิชชา หุ้มห่อแล้ว คือมีโทษเพราะถูกปิดกั้นไว้, อธิบายว่า โดยประการอื่น ใครจะพึงรู้ความเกี่ยวข้องในข้อนี้ได้.
หน้า 391 ข้อ 374
บทว่า จตุคนฺเถน ได้แก่ ผูกรัดด้วยคันถะเครื่องผูก ๔ อย่าง มีเครื่อง ผูกคืออภิชฌากายคันถะเป็นต้น. คือร้อยรัด โดยความเป็นเครื่องผูก. บทว่า โอฆสํสีทโน ได้แก่ เป็นผู้จมลงในโอฆะ ๔ มีกาโมฆะ เป็นต้น โดยความเป็นที่ควรรวมลง, อธิบายว่า ชื่อว่า อนุสัย เพราะ อรรถว่า นอนเนื่องในสันดาน โดยความที่ยังละไม่ได้, ได้แก่ กิเลส อันนอนเนื่องอยู่ในสันดาน มีกามราคะเป็นต้น. ชื่อว่า อนุสยาชาลโมตฺถโต เพราะปกคลุมคือครอบงำสัตว์เหล่านั้น ไว้ด้วยตาข่าย. ม อักษรทำการต่อบท, ท่านทำทีฆะ กล่าวไว้ก็เพื่อ สะดวกแก่รูปคาถา. ชื่อว่า ประกอบแล้วด้วยนิวรณ์ ๕ เพราะประกอบ แล้ว คือน้อมใจไปแล้ว ด้วยนิวรณธรรม ๕ อย่าง มีกามฉันทะเป็นต้น, ก็คำว่า ปญฺจนีวรเณ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ลงในอรรถแห่งตติยาวิภัตติ. เพียบพร้อมแล้ว คือสมบูรณ์แล้ว ด้วยมิจฉาวิตก มีกามวิตกเป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เพียบพร้อมด้วยวิตก ประกอบด้วยมูลราก แห่งภพคือตัณหา คือถูกมูลรากแห่งภพคือตัณหาผูกพันไว้. บทว่า โมหจฺฉาทนฉาทิโต ได้แก่ ปกคลุม ด้วยเครื่องปกปิด คือสัมโมหะ. สวิญญาณกะนั้นทั้งหมด ท่านกล่าวหมายถึงกรัชกาย. จริงอยู่ อัตภาพที่มีวิญญาณครอง ท่านเรียกว่า กาย เช่นประโยคว่า ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย กายของตถาคตมีตัณหาในภพขาดสิ้นแล้ว ย่อมตั้งอยู่, กายนี้เท่านั้นเป็นภายนอก มีนามรูป ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เอวายํ วตฺตเต กาโย ความว่า กายนี้ ย่อมหมุนไป โดย ประการที่กล่าวแล้วเป็นต้นว่า กายนี้เต็มไปด้วยมลทินอันอากูลต่าง ๆ และ เป็นต้นว่า กายนี้ ถูกอวิชชาหุ้มห่อแล้ว ดังนี้ ก็แล เมื่อหมุนไป ก็หมุน
หน้า 392 ข้อ 374
ไปด้วยเครื่องหมุน คือกรรมที่คนทำดีและทำชั่วไว้ จึงหมุนไป คือท่องเที่ยว ไปในสุคติและทุคติ เพราะฟุ้งไปโดยที่ไม่สามารถจะไปสู่แดนเกษมได้. บทว่า สมฺปตฺติ จ วิปตฺยนฺตา ได้แก่ สมบัติที่มีอยู่ในร่างกายนี้ ย่อมมีวิบัติเป็นที่สุด. จริงอยู่ ความหนุ่มและความสาวทั้งหมด มีความ แก่เป็นที่สุด, ความไม่มีโรคทั้งหมด มีความเจ็บไข้เป็นที่สุด, ชีวิตทั้งหมด มีความตายเป็นที่สุด, ความประชุมแห่งสังขารทั้งหมด มีความแตกแยก จากกันเป็นที่สุด. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นานาภาโว วิปชฺชติ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า นานาภาโว ได้แก่ ความเป็นต่างๆกัน คือความพลัดพราก จากกัน. อธิบายว่า ร่างกายนั้นย่อมถึง คือย่อมบรรลุถึงความเป็นต่าง ๆ กัน คือบางคราวด้วยอำนาจแห่งคนที่พลัดพรากจากไป, บางคราวด้วย อำนาจแห่งสิ่งของที่จะต้องพลัดพรากจากไป. บทว่า เยมํ กายํ มนายนฺติ ความว่า ปุถุชนคนอันธพาล เหล่าใด มายึดถือร่างกายนี้ อันไม่งาม ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน เป็นทุกข์ หา สาระมิได้ว่า สรีระนี้ เป็นของเรา ดังนี้ คือยังฉันทราคะให้เกิดขึ้น, ได้แก่ ย่อมยังสงสาร คือตัณหาให้เจริญ ด้วยการเกิดและการตายเป็นต้นบ่อย ๆ เพราะคนมิใช่บัณฑิตพึงยินดีภัยอันน่ากลัวแต่ชาติเป็นต้น และนรกเป็นต้น ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ปุถุชนคนอันธพาลเหล่านั้น ย่อมถือเอา ภพใหม่อีก ดังนี้เป็นต้น. บทว่า เยมํ กายํ วิวชฺเชนฺติ คูถลิตฺตํว ปนฺนคํ ความว่า เปรียบ เหมือนบุรุษผู้ประสงค์ความสุขอยากมีชีวิตอยู่ เห็นคูถแล้วหลีกหนี คือ หลบไปเสีย เพราะเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ หรือเห็นอสรพิษแล้วหลีกหนี
หน้า 393 ข้อ 374
คือเลี่ยงไปเสีย เพราะความกลัวเฉพาะหน้า ชื่อฉันใด กุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้นเหมือนกัน หลีกร่างกายนี้อันน่ารังเกียจ เพราะเป็นสิ่งไม่สะอาด และอันมีภัยเฉพาะหน้า เพราะเป็นสภาพไม่เที่ยงเป็นต้น คือ ละด้วยการ ประหารฉันทราคะเสีย การทิ้งซึ่งอวิชชาอันเป็นมูลรากแห่งภพ และตัณหา ในภพ ละได้เด็ดขาด ต่อแต่นั้นก็เป็นผู้ไม่มีอาสวะโดยประการทั้งปวง จักปรินิพพาน ด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพาน- ธาตุ แล. จบอรรถกถากัปปเถรคาถาที่ ๕
หน้า 394 ข้อ 375
๖. อุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุปเสนวังคันตปุตตเถระ [๓๗๕] ภิกษุซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด ปราศจากเสียง อื้ออึง เป็นที่อยู่อาศัยแห่งสัตว์ร้ายเพราะการหลีกเร้น ออกเป็นเหตุ ภิกษุพึงเก็บผ้ามาจากกองหยากเยื่อ จาก ป่าช้า จากตรอกน้อยตรอกใหญ่ แล้วทำเป็นผ้านุ่งห่ม พึงทรงจีวรอันเศร้าหมอง ภิกษุควรทำใจให้ต่ำ คุ้มครอง ทวาร สำรวมดีแล้ว เที่ยวไปบิณฑบาตตามลำดับตรอก คือตามลำดับสกุล ภิกษุพึงยินดีด้วยของ ๆ ตนแม้จะเป็น ของเศร้าหมอง ไม่พึงปรารถนารสอาหารอย่างอื่นมาก เพราะใจของบุคคลผู้ติดในรสอาหาร ย่อมไม่ยินดีใน ฌาน ภิกษุควรเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบ สงัด เป็นมุนี ไม่คลุกคลีด้วยพวกคฤหัสถ์ และพวก บรรพชิตทั้งสอง ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต ควรแสดงตนให้ เป็นดังคนบ้าและคนใบ้ ไม่ควรพูดมากในท่ามกลางสงฆ์ ไม่ควรเข้าไปกล่าวว่าใคร ๆ ควรละเว้นการเข้าไปกระทบ กระทั่ง เป็นผู้สำรวมในพระปาติโมกข์ และพึงเป็นผู้รู้จัก ประมาณในโภชนะ เป็นผู้ฉลาดในการเกิดขึ้นแห่งจิต มีนิมิตอันถือเอาแล้ว พึงประกอบสมถะและวิปัสสนา ตามเวลาอันสมควรอยู่เนือง ๆ พึงเป็นบัณฑิตผู้ถึงพร้อม
หน้า 395 ข้อ 375
ด้วยความเพียรเป็นนิตย์ เป็นผู้ประกอบภาวนาทุกเมื่อ ด้วยความตั้งใจว่า ถ้ายังไม่ถึงที่สุดทุกข์ ไม่พึงถึงความ วางใจ อาสวะทั้งปวงของภิกษุผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ เป็นอยู่อย่างนี้ ย่อมสิ้นไป และภิกษุทั้งหลายย่อมบรรลุ นิพพาน. จบอุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถา อรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถาที่ ๖ มีคาถาท่านพระอุปเสนเถระว่า วิวิตฺตํ อปฺปนิคฺโฆสํ ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ ท่านพระอุปเสนเถระรูปนี้ บังเกิดในเรือนอันมีสกุล ในหังสวดีนคร พอ เจริญวัยแล้วไปฟังธรรมยังสำนักของพระศาสดาเห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุ รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้มีความเลื่อมในโดยรอบ แล้ว จึงกระทำบุญญาธิการไว้ในสำนักของพระศาสดาแล้ว ปรารถนา ตำแหน่งนั้น ตลอดชีวิตทำแต่กุศล จึงได้ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและ มนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในท้องของนางพราหมณีชื่อว่า รูปสารี ในนาลกคาม และเขาได้มีชื่อว่า อุปเสนะ. อุปเสนะนั้น เจริญวัยแล้ว พอเรียนไตรเพทจบแล้ว ฟังธรรมใน สำนักของพระศาสดา ได้มีศรัทธาบวชแล้ว มีพรรษาเดียว ต้องการเพื่อ ให้อุปสมบท จึงให้กุลบุตรคนหนึ่ง อุปสมบทในสำนักของตน ด้วยคิดว่า
หน้า 396 ข้อ 375
เราจะยังห้องแห่งพระอรหัตให้เจริญ ดังนี้แล้ว ไปสู่สำนักของพระศาสดา พร้อมกับกุลบุตรนั้น พระศาสดาทรงสดับว่า ภิกษุนั้นยังไม่มีพรรษาแต่มี ลัทธิวิหาริก จึงทรงติเตียนว่า เร็วนักแล โมฆบุรุษ เธอเวียนมาเพื่อการ เป็นอยู่อย่างฟุ่มเฟือย เธอจึงคิดว่า บัดนี้เราถูกพระศาสดาทรงติเตียน เพราะอาศัยบุรุษนี้แม้ก็จริง ถึงอย่างนั้น เราอาศัยบุรุษนี้แหละ จักให้ พระศาสดาตรัสสรรเสริญบ้าง ดังนี้แล้ว จึงบำเพ็ญวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- เราได้เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้ประเสริฐ สูง สุดกว่านระ ประทับนั่งอยู่ที่เงื้อมภูเขา เวลานั้น เราได้ เห็นดอกกรรณิการ์กำลังบาน จึงเด็ดขั้วมันแล้ว เอามา ประดับที่ฉัตร โปรย (กั้น) ถวายแด่พระพุทธเจ้า และ เราได้ถวายบิณฑบาต มีข้าวชั้นพิเศษ ที่จัดว่าเป็นโภชนะ อย่างดี ได้นิมนต์พระ ๘ รูป เป็น ๙ รูปทั้งพระพุทธเจ้า ให้ฉันที่บริเวณนั้น พระสยัมภูมหาวีระเจ้า ผู้เป็นบุคคล ผู้เลิศ ทรงอนุโมทนาว่า ด้วยการถวายฉัตรนี้ (และ) ด้วยจิตอันเลื่อมใสในการถวายข้าวชั้นพิเศษนั้น ท่านจัก เป็นจอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติ ๓๖ ครั้ง และจักได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๑ ครั้ง จักได้เป็นพระเจ้าประเทศ- ราชอันไพบูลย์ โดยคณานับไม่ถ้วน ในแสนกัปแต่กัปนี้ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๑๙.
หน้า 397 ข้อ 375
วงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักสมภพ จักเป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม โดยพระโคตร เมื่อพระศาสนากำลัง รุ่งเรือง ผู้นี้จักถึงความเป็นมนุษย์ เป็นทายาทในธรรม เป็นโอรส น้อมไปในธรรมของพระศาสดาพระองค์นั้น จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา มีพระนามว่าอุปเสนะ จักตั้งอยู่ในเอตทัคคะ ที่เป็นผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ เมื่อกาลเป็นไปถึงที่สุด เราถอนภพได้ทั้งหมด เราชนะ มารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงกายอันเป็นที่สุดไว้ คุณ- วิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ . . .ฯลฯ. . . พระพุทธ- ศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว แม้ตนเองสมาทานธุดงคธรรมทั้งหมด เป็นไปอยู่ ทั้งชักชวนให้ภิกษุพวกอื่นสมาทาน เพื่อประโยชน์แก่ธุดงค- ธรรมนั้นด้วย, ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงดังเธอไว้ ใน ตำแหน่งที่เลิศแห่งภิกษุทั้งหลาย ผู้นำความเลื่อมใสมาโดยรอบ. สมัยต่อมา เมื่อเกิดการทะเลาะกันขึ้นในกรุงโกสัมพี และภิกษุสงฆ์แตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย เธอถูกภิกษุรูปหนึ่งผู้ประสงค์จะหลีกเลี่ยงการทะเลาะนั้น ถามว่า บัดนี้เกิดการทะเลาะกันขึ้นแล้วแล, พระสงฆ์แตกแยกเป็น ๒ ฝ่าย, กระผม จะพึงปฏิบัติอย่างไรหนอแล ดังนี้ เมื่อจะกล่าวถึงข้อปฏิบัติแก่ภิกษุรูปนั้น ตั้งต้นแต่การอยู่อย่างสงบ จึงกล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า :- ภิกษุซ่องเสพเสนาสนะอันสงัด ปราศจากเสียงอื้ออึง เป็นที่อยู่อาศัยแห่งสัตว์ร้าย เพราะการหลีกเร้นออกเป็น ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๕.
หน้า 398 ข้อ 375
เหตุ ภิกษุพึงเก็บผ้ามาจากกองหยากเยื่อ จากป่าช้า จาก ตรอกน้อยตรอกใหญ่แล้ว ทำเป็นผ้านุ่งห่ม พึงทรงจีวร อันเศร้าหมอง ภิกษุควรทำใจให้ต่ำ คุ้มครองทวาร สำรวม ดีแล้ว เที่ยวไปบิณฑบาตตามลำดับตรอก คือตามลำดับ สกุล ภิกษุพึงยินดีด้วยของ ๆ ตน แม้จะเป็นของเศร้า- หมอง ไม่พึงปรารถนารสอาหารอย่างอื่นมาก เพราะใจ ของบุคคลผู้มีติดในรสอาหาร ย่อมไม่ยินดีในฌาน ภิกษุ ควรเป็นผู้มีความปรารถนาน้อย สันโดษ ชอบสงัด เป็น มุนี ไม่คลุกคลีด้วยพวกคฤหัสถ์ และพวกบรรพชิต ทั้งสอง ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต ควรแสดงตนให้เป็นดังคนบ้า และคนใบ้ ไม่ควรพูดมากในท่ามกลางสงฆ์ ไม่ควรเข้า ไปกล่าวว่าใคร ๆ ควรละเว้นการเข้าไปกระทบกระทั่ง เป็นผู้สำรวมพระปาติโมกข์ และพึงเป็นผู้รู้จักประมาณ ในโภชนะ เป็นผู้ฉลาดในการเกิดขึ้นแห่งจิต มีนิมิต อันถือเอาแล้ว พึงประกอบสมณะและวิปัสสนา ตามเวลา อันสมควรอยู่เนือง ๆ พึงเป็นบัณฑิต ผู้ถึงพร้อมด้วย ความเพียรเป็นนิตย์ เป็นผู้ประกอบภาวนาทุกเมื่อ ด้วย ความตั้งใจว่า ถ้ายังไม่ถึงที่สุดทุกข์ ไม่พึงถึงความวางใจ อาสนะทั้งปวงของภิกษุผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์ เป็นอยู่ อย่างนี้ ย่อมสิ้นไป และภิกษุนั้นย่อมบรรลุนิพพาน.
หน้า 399 ข้อ 375
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิวิตฺตํ ได้แก่ เสนาสนะอันสงัดจากหมู่ ชน ว่าง มีป่าเป็นต้น. บทว่า อปฺปนิคฺโฆสํ ได้แก่ เงียบจากเสียง คือเว้นจากที่เสียดสี มากด้วยเสียง. บทว่า วาฬฺมิคนิเสวิตํ ได้แก่ อันมีราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง และสัตว์ร้าย อยู่อาศัย. แม้ด้วยบทนี้ ท่านแสดงถึงสถานที่อันสงบจาก หมู่คนนั้นแล เพราะแสดงว่าเสนาสนะสงัด. บทว่า เสนาสนํ ได้แก่ สถานที่อยู่โดยความสมควรเพื่อจะนอน และเพื่อจะอาศัย ท่านประสงค์เอาว่า เสนาสนะ. ในที่นี้. บทว่า ปฏิสลฺลานการณา ได้แก่ มีการหลีกเร้นออกเป็นเครื่อง หมาย คือเพื่อจะชักจิตกลับจากอารมณ์ต่าง ๆ แล้ว ให้จิตแอบแนบอยู่ โดยถูกต้อง เฉพาะในกัมมัฏฐานเท่านั้น. พระเถระครั้นชี้แจงถึงเสนาสนะ อันสมควรแก่การเจริญภาวนา แสดงความสันโดษในเสนาสนะอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงความสันโดษ นั้น แม้ในปัจจัย ๔ มีจีวรเป็นต้น จึงกล่าวคำว่า สงฺการปุญฺชา ดังนี้ เป็นต้น . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺการปุญฺชา ได้แก่ กองแห่งหยากเยื่อ ทั้งหลาย ชื่อว่า กองแห่งหยากเยื่อ. จากที่กองหยากเยื่อนั้น. บทว่า อาหตฺวา แปลว่า เก็บมาแล้ว . บทว่า ตโต แปลว่า จากท่อนผ้าเศษที่นำมาแล้วเช่นนั้น. จริงอยู่ คำนี้เป็นปัญจมีวิภัตติ ใช้ลงในเหตุ.
หน้า 400 ข้อ 375
บทว่า ลูขํ ได้แก่ เศร้าหมอง ด้วยความเศร้าหมองในการตัด และ ด้วยความเศร้าหมองในการย้อมเป็นต้น คือมีสีไม่สะอาด และถูกจับต้อง แล้ว . บทว่า ธาเรยฺย ความว่า ท่านกล่าวว่าเป็นผู้สันโดษในจีวร เพราะ พึงบริหารด้วยอำนาจการนุ่งห่มเป็นต้น. บทว่า นีจํ มนํ กริตฺวาน ความว่า อนุสรณ์ถึงโอวาทของพระ- สุคตเจ้าเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นที่สุดแห่งชีวิต ดังนี้ แล้ว ทำจิตให้ร่าเริงในการทำลายมานะ. บทว่า สปทานํ ได้แก่ เว้นจากการเกี่ยวข้องในเรือนทั้งหลาย อธิบายว่า ตามเรือน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า กุลา กุลํ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า กุลา กุลํ ได้แก่ จากตระกูลสู่ตระกูล อธิบายว่า ตามลำดับ ตระกูล คือตามลำดับเรือน. บทว่า ปิณฺฑิกาย ความว่า ท่านกล่าวความสันโดษในบิณฑบาต ด้วยภิกษาที่เจือปนกันนี้. บทว่า คุตฺตทฺวาโร ได้แก่ คุ้มครองจักษุทวารเป็นต้นดีแล้ว . บทว่า สุสํวุโต ได้แก่ สำรวมแล้วด้วยดี เพราะไม่มีความคะนอง มือเป็นต้น. อปิ ศัพท์ ในคำว่า ลูเขนปิ วา นี้ เป็นสมุจจยัตถะ. วา ศัพท์ เป็นวิกัปปิตถะ. ความว่า พึงยินดีโดยชอบสม่ำเสมอในความสันโดษ ด้วย ปัจจัยตามมีตามได้ ที่ได้มาโดยง่าย ไม่เลือกว่าอย่างใดอย่างหนึ่ง แม้ ทั้งสองอย่างคือ ทั้งเศร้าหมอง ทั้งเป็นของน้อย ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า นาญฺํ ปตฺเถ รสํ พหุํ ดังนี้.
หน้า 401 ข้อ 375
บทว่า นาญฺํ ปตฺเถ รสํ พหุํ ความว่า ไม่พึงปรารถนา คือพึง ละบิณฑบาตที่มากและประณีต อันมีรสอร่อยเป็นต้นอย่างอื่น จากที่ตน ได้แล้วเสีย ด้วยบทนี้ ท่านย่อมแสดงถึงความสันโดษ แม้ในคิลานปัจจัย ด้วย. ก็ท่านเมื่อจะกล่าวถึงเหตุ เพื่อห้ามความติดใจในรสทั้งหลาย จึง กล่าวว่า ใจของบุคคลผู้ติดในรสอาหาร ย่อมไม่ยินดีในฌาน ดังนี้ เป็นต้น . อธิบายว่า บุคคลผู้ไม่ทำอินทรีย์สังวรให้บริบูรณ์ จะทำจิตให้ สงบจากความฟุ้งซ่านได้ แต่ที่ไหนเล่า. พระเถระ ครั้นแสดงถึงข้อปฏิบัติในการขัดเกลา ในเพราะปัจจัย ทั้ง ๔ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงกถาวัตถุที่เหลือทั้งหลาย จึงกล่าว คำเป็นต้นว่า อปฺปิจฺโฉ เจว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปิจฺโฉ ได้แก่ ไม่มีความปรารถนา คือเว้นจากความปรารถนาในปัจจัย ๔. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงการ ข่มตัณหาที่จะเกิดขึ้น ในเพราะปัจจัยทั้ง ๔ อย่าง. บทว่า สนฺตุฏฺโ ได้แก่ ความสันโดษ ด้วยความยินดีปัจจัย ๔ ตามที่ได้มา. ก็บุคคลใด ไม่พึงเศร้าโศกถึงเรื่องที่แล้วมา ไม่พึง คิดถึงเรื่องที่ยังไม่มาถึง แต่พึงยังอัตภาพให้เป็นไป ด้วย เหตุในปัจจุบัน บุคคลนั้นท่านเรียกว่า เป็นผู้สันโดษแล. บทว่า ปวิวิตฺโต ได้แก่ละจากความคลุกคลีด้วยหมู่คณะแล้ว ปลีก กายเข้าไปหาความสงัดสงบ. จริงอยู่ ในเรื่องความสงัดทางจิตเป็นต้น ข้าพเจ้าจะกล่าวข้างหน้า.
หน้า 402 ข้อ 375
บทว่า วเส ความว่า พึงประกอบในที่ทั้งปวง. ชื่อว่า มุนิ เพราะ ประกอบพร้อมด้วยโมไนยธรรม. บทว่า อสํสฏฺโ ได้แก่ ไม่คลุกคลี เพราะไม่มีความคลุกคลีทาง การเห็น การฟัง การเจรจา การสมโภค และทางกาย คือเว้นจากความ คลุกคลีตามที่กล่าวไว้แล้ว. บทว่า อุภยํ ได้แก่ ไม่คลุกคลีด้วยชนทั้งสองพวก คือด้วยคฤหัสถ์ และด้วยบรรพชิต. จริงอยู่ คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ใช้ลงในเหตุ. บทว่า อตฺตานํ ทสฺสเย ตถา ความว่า ถึงจะไม่เป็นบ้า เป็นใบ้ แต่ก็พึงแสดงคนเหมือนดังคนบ้าหรือคนใบ้, ด้วยบทนั้น ท่านกล่าวถึง การละความอวดดีเสีย. บทว่า ชโฬว มูโค วา นี้ ท่านทำเป็นรัสสะ เพื่อสะดวกแก่รูป คาถา, และ วา ศัพท์เป็นสมุจจยัตถะ. บทว่า นาติเวลํ สมฺภาเสยฺย ความว่า ไม่ควรพูดเกินเวลา คือพูด เกินประมาณ. ได้แก่ พึงเป็นผู้พูดแต่พอประมาณ. บทว่า สงฺฆมชฺฌมฺหิ ได้แก่ ในหมู่ภิกษุสงฆ์ หรือในประชุมชน. บทว่า น โส อุปวเท กญฺจิ ความว่า ภิกษุผู้ปฏิบัติตามที่กล่าว แล้วนั้น ไม่ควรเข้าไปกล่าวว่าใคร ๆ ที่ต่ำ ที่ปานกลาง หรือที่สูงสุด. บทว่า อุปฆาตํ วิวชฺชเย ความว่า ควรละเว้นการเข้าไปกระทบ กระทั่ง คือการเบียดเบียนทางกายเสีย. บทว่า สํวุโต ปาฏิโมกฺขสฺมึ ความว่า พึงเป็นผู้สำรวมในพระปาติ- โมกข์ คือในพระปาติโมกขสังวรศีล ได้แก่ พึงเป็นผู้ปกป้องกายวาจา ด้วยความสำรวมในพระปาติโมกข์.
หน้า 403 ข้อ 375
บทว่า มตฺตญฺู จสฺส โภชเน ความว่า พึงเป็นผู้รู้จักประมาณใน โภชนะ ในเพราะการแสวงหา การรับ การบริโภค และการเสียสละ. บทว่า สุคฺคหีตนิมิตฺตสฺส ความว่า เมื่อจะกำหนดอาการของจิต นั้นว่า เมื่อเราทำไว้ในใจอย่างนี้ จิตได้เป็นสมาธิตั้งมั่นแล้ว ดังนี้ พึง เป็นผู้มีนิมิตอันจิตถือเอาแล้วด้วยดีเป็นสมาธิ, บาลีว่า สุคฺคหีตนิมิตฺโต โส ดังนี้ก็มี, คำว่า โส นั้น โยค คำว่า โยคี แปลว่า พระโยคีนั้น. บทว่า จิตฺตสฺสุปฺปาทโกวิโท ความว่า พึงเป็นผู้ฉลาดในเหตุที่เกิด ขึ้นกับจิต ทั้งที่หดหู่ และฟุ้งซ่านว่า เมื่อเจริญภาวนาอยู่ จิตมีความหดหู่ อย่างนี้, มีความฟุ้งซ่านอย่างนี้ ดังนี้. จริงอยู่ เมื่อจิตหดหู่ พึงเจริญ ธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ วิริยสัมโพชฌงค์ และปีติสัมโพชฌงค์เถิด, เมื่อ จิตฟุ้งซ่าน พึงเจริญปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ สมาธิสัมโพชฌงค์และอุเบกขา- สัมโพชฌงค์เถิด. ส่วนสติสัมโพชฌงค์ พึงปรารถนาทุกเมื่อเถิด ด้วย เหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอพึง เจริญธัมมวิจยสัมโพชฌงค์ ในสมัยที่จิตหดหู่เถิด ดังนี้เป็นต้น. บทว่า สมถํ อนุยุญฺเชยฺย ความว่า พึงเจริญสมถภาวนา คือพึง ทำสมาธิที่ยังไม่เกิดขึ้น ให้เกิดขึ้น ได้แก่ พึงเจริญ คือพึงพอกพูนสมาธิ ที่เกิดขึ้นแล้ว จนให้ถึงความชำนิชำนาญเถิด. บทว่า กาเลน จ วิปสฺสนํ ความว่า ไม่พึงทำสมาธิตามที่ตนได้ แล้ว ให้เสื่อมไปหรือให้คงอยู่ ด้วยการไม่ครอบงำความชอบใจเสีย แต่ พึงทำให้อยู่ในส่วนแห่งธรรมเครื่องตรัสรู้ และพึงประกอบซึ่งวิปัสสนา ตามกาลอันสมควรเนือง ๆ เถิด.
หน้า 404 ข้อ 375
อีกอย่างหนึ่ง บทว่า กาเลน จ วิปสฺสนํ ความว่า เมื่อประกอบ สมถะ ไม่พึงถึงความรังเกียจ ในกาลที่จิตนั้นมีความตั้งมั่น แต่พึงประกอบ วิปัสสนาเนือง ๆ เพื่อบรรลุอริยมรรคเป็นต้นเถิด. สมดังที่ท่านกล่าวไว้ ว่า :- อีกอย่างหนึ่ง ภิกษุถึงแล้วซึ่งความคุ้นเคย ด้วยการ ได้สมาธิ หรือด้วยการอยู่อย่างสงัด ไม่ได้บรรลุความ สิ้นไปแห่งอาสวะได้ ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า วีรยสาตจฺจสมฺปนฺโน ดังนี้. ความเป็นไปติดต่อ ชื่อว่า สาตัจจะ ผู้ถึงพร้อมแล้ว คือประกอบพร้อม แล้วด้วยความเพียรที่เป็นไปติดต่อ คือความเพียรที่เป็นไปแล้วติดต่อกัน อธิบายว่า ความเพียรที่คอยประคับประคองจิตอยู่เป็นนิตย์. บทว่า ยุตฺตโยโค สทา สิยา ความว่า พึงเป็นผู้ประกอบภาวนา ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด. บทว่า ทุกฺขนฺตํ ความว่า ยังไม่ถึงที่สุดแห่งวัฏทุกข์ คือนิโรธ นิพพาน อันเป็นที่สุดแล้ว ไม่พึงถึง คือไม่พึงถึง ความวางใจ, หรือ ไม่พึงวางใจว่า เราเป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ได้ฌาน ได้อภิญญา ให้วิปัสสนา ถึงที่สุด หยุดอยู่ดังนี้เลย. บทว่า เอวํ วิหรมานสฺส ความว่า เป็นอยู่ด้วยอาการอย่างนี้ คือ ด้วยวิธีอันถึงที่สุด เพราะตนมีความเพียร ประกอบด้วยอำนาจวิปัสสนา มีการเสพเสนาสนะอันสงัดเป็นต้น. บทว่า สุทฺธกามสฺส ได้แก่ ของภิกษุผู้ปรารถนาความบริสุทธิ์แห่ง ญาณทัสสนะ ความบริสุทธิ์โดยสิ้นเชิง พระนิพพาน และพระอรหัต,
หน้า 405 ข้อ 375
อธิบายว่า อาสวะทั้งหมดมีกามาสวะเป็นต้น ของภิกษุผู้เห็นภัยในสงสาร ย่อมสิ้นไป คือย่อมถึงความสิ้นไป คือความตั้งอยู่ไม่ได้, ย่อมถึง คือย่อม บรรลุพระนิพพาน แม้ทั้งสองอย่างคือ สอุปาทิเสสนิพพานและอนุปาทิ- เสสนิพพาน ด้วยการถึงความสิ้นไปแห่งอาสวะเหล่านั้นนั่นแล. พระเถระ เมื่อจะแสดงว่าคนมีข้อปฏิบัติอย่างนั้น ด้วยการแสดงการ ให้โอวาทแก่ภิกษุนั้นอย่างนี้ จึงได้พยากรณ์ความเป็นพระอรหัตไว้แล้ว. จบอรรถกถาอุปเสนวังคันตปุตตเถรคาถาที่ ๖
หน้า 406 ข้อ 376
๗. โคตมเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโคตมเถระ [๓๗๖] บุคคลพึงรู้จักประโยชน์ของตน พึงตรวจดูคำสั่งสอน ของพระศาสดา และพึงตรวจดูสิ่งที่สมควรแก่กุลบุตร ผู้เข้าถึงซึ่งความเป็นสมณะในพระศาสนานี้ การมีมิตรดี การสมาทานสิกขาให้บริบูรณ์ การเชื่อฟังต่อครูทั้งหลาย ข้อนี้ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ ในพระศาสนานี้ ความ เคารพในพระพุทธเจ้า ความยำเกรงในพระธรรมและ พระสงฆ์ตามความเป็นจริง ข้อนี้ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ การประกอบในอาจาระและโคจร อาชีพที่หมดจด อัน บัณฑิตไม่ติเตียน การตั้งจิตไว้ชอบนี้ ล้วนแต่สมควร แก่สมณะ จาริตศีลและวาริตศีล การเปลี่ยนอิริยาบถ อันน่าเลื่อมใส และการประกอบในอธิจิต ก็ล้วนแต่ สมควรแก่สมณะ เสนาสนะป่าอันสงัด ปราศจากเสียง อึกทึก อันมุนีพึงคบหา นี้เป็นสิ่งที่สมควรแก่สมณะ จตุ- ปาริสุทธศีล พาหุสัจจะ การเลือกเฟ้นธรรมตามความจริง การตรัสรู้อริยสัจ นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ ข้อที่บุคคล มาเจริญอนิจจสัญญาในสังขารทั้งปวงว่า สังขารทั้งปวง ไม่เที่ยง เจริญอนัตตสัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา และเจริญอสุภสัญญาว่ากรัชกายนี้ไม่น่ายินดีในโลก นี้ก็ ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ การที่บุคคลมาเจริญโพชฌงค์ ๗ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ และอริยมรรค ๘ ก็ล้วนแต่
หน้า 407 ข้อ 376
สมควรแก่สมณะ การที่บุคคลผู้เป็นมุนีมาละตัณหา ทำลายอาสวะพร้อมทั้งมูลราก เป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวะ กิเลสอยู่ ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ. จบโคตมเถรคาถา อรรถกถาโคตมเถรคาถาที่ ๗ มีคาถาของท่านพระโคตมเถระอีกรูปหนึ่งว่า วิชาเนยฺย สกํ อตฺถํ ดังนี้เป็นต้น. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระโคตมเถระรูปนี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ ในภพนั้น ๆ ได้สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะไว้ ก่อนหน้าแต่กาลอุบัติขึ้นแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย (ท่าน) บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ชื่อว่า อุทิจจะ ในกรุงสาวัตถี พอเจริญวัยแล้ว เป็นผู้เรียนจบไตรเพท ฝึกฝนวิธีการพูด เมื่อไม่ได้คนอื่นที่มีคำพูดที่ เหนือกว่าคำพูดของตน จึงเที่ยวทำการพูด หาเรื่องทะเลาะกับคนเหล่า นั้น ๆ. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย อุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงแสดงพระธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว ทรงฝึกเวไนยสัตว์ทั้งหลาย มีสกุลบุตรเป็นต้น โดยลำดับแล้ว ได้เสด็จเข้าไปยังกรุงสาวัตถี เพื่อ ฝึกอบรมอนาถบิณฑิกเศรษฐี ในคราวที่มอบถวายพระเชตวันแด่พระ- ศาสดา ท่านได้มีศรัทธา เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมแล้วทูลขอ บรรพชา.
หน้า 408 ข้อ 376
พระศาสดา ทรงบังคับรับสั่งให้ภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็น วัตรรูปหนึ่ง ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุ เธอ จงให้กุลบุตรผู้นี้บวชเถิด. ท่าน เมื่อภิกษุนั้นจะให้บรรพชา พอมีดโกนจรดเส้นผมเท่านั้น ก็บรรลุ พระอรหัตแล้ว ไปสู่โกศลชนบท อยู่ที่โกศลชนบทนั้นนานแล้ว กลับมา ยังกรุงสาวัตถีอีก. พวกญาติผู้เป็นพราหมณ์มหาศาลเป็นอันมาก เข้าไป หาท่านพระโคดมเถระนั้นแล้ว เข้าไปนั่งใกล้ พากันถามว่า พวกสมณ- พราหมณ์เป็นอันมากในโลกนี้ มีวาทะอันบริสุทธิ์ในสงสาร, ในสมณ- พราหมณ์เหล่านั้น พวกไหนมีวาทะที่แน่นอน, ปฏิบัติอย่างไร จึงจะ บริสุทธิ์จากสงสารได้ ดังนี้. พระเถระเมื่อจะประกาศเนื้อความนั้นแก่ญาติ เหล่านั้น จึงกล่าวคาถา๑เหล่านั้นว่า :- บุคคลพึงรู้จักประโยชน์ของตน พึงตรวจตราดูคำ สั่งสอนของพระศาสดา และพึงตรวจตราดูสิ่งที่สมควร แก่กุลบุตร ผู้เข้าถึงซึ่งความเป็นสมณะในพระศาสนานี้ การมีมิตรดี การสมาทานสิกขาให้บริบูรณ์ การเชื่อฟัง ต่อครูทั้งหลาย ข้อนี้ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ ในพระ- ศาสนานี้ ความเคารพในพระพุทธเจ้า ความยำเกรงใน พระธรรมและพระสงฆ์ ตามความเป็นจริง ข้อนี้ล้วน สมควรแก่สมณะ การประกอบในอาจาระและโคจรอาชีพ ที่หมดจด อันบัณฑิตไม่ติเตียน การตั้งจิตไว้ชอบนี้ ล้วน แต่สมควรแก่สมณะ จาริตศีลและการิตศีล การเปลี่ยน อิริยาบถ อันน่าเลื่อมใส และการประกอบในอธิจิต ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๖.
หน้า 409 ข้อ 376
ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ เสนาสนะป่าอันสงัด ปราศจาก เสียงอึกทึก อันมุนีพึงคบหา นี้เป็นสิ่งสมควรแก่สมณะ จตุปาริสุทธศีล พาหุสัจจะ การเลือกเฟ้นธรรม ตามความ เป็นจริง การตรัสรู้อริยสัจ นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ ข้อที่บุคคลมาเจริญอนิจจสัญญา ในสังขารทั้งปวงว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เจริญอนัตตสัญญาว่า ธรรม ทั้งปวงเป็นอนัตตา และเจริญอสุภสัญญาว่า กรัชกายนี้ ไม่น่ายินดีในโลก นี้ก็ล้วนแต่สมควรแก่สมณะ การที่ บุคคลมาเจริญโพชฌงค์ ๗ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ และอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ล้วนแต่สมควรแก่ สมณะ การที่บุคคลผู้เป็นมุนีมาละตัณหา ทำลายอาสวะ พร้อมทั้งมูลราก เป็นผู้หลุดพ้นจากอาสวะกิเลสอยู่ ก็ล้วน แต่สมควรแก่สมณะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิชาเนยฺย สกํ อตฺถํ ความว่า บุรุษ มีชาตินักรู้ พึงตรวจตราดูประโยชน์ของตนตามความเป็นจริงแล้ว พึงรู้. ก็เมื่อจะตรวจตรา พึงตรวจตราดูคำสั่งสอนของพระศาสดา คือคำสั่งสอน ของพระศาสดา ที่สมณพราหมณ์ผู้เป็นปุถุชนทั้งหลาย และที่พระสัมมา- สัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในโลกนี้ คือการจะตรัสรู้. ได้แก่ พึงดู คือพึงเห็น ด้วยปัญญาจักษุ ซึ่งผู้ที่จะนำออกไปจากสงสาร. จริงอยู่ สมณพราหมณ์ผู้เป็นเดียรถีย์ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นผู้ยึดมั่น ผิดซึ่งสังขารทั้งหลายที่ไม่เที่ยงว่า เที่ยง ซึ่งสิ่งซึ่งไม่ใช่ตัวตนว่า เป็นตัวตน และซึ่งหนทางที่ไม่บริสุทธิ์ ว่าเป็นหนทางที่บริสุทธิ์ และเป็นผู้มีวาทะ
หน้า 410 ข้อ 376
แย้งกันและกันเอง; เพราะฉะนั้น วาทะของสมณพราหมณ์เหล่านั้น จึงเป็น วาทะที่ไม่เที่ยงแท้แน่นอน, ส่วนพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงรู้ทั่ว ด้วย ความรู้ยิ่งตามความเป็นจริง ด้วยพระสยัมภูญาณว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง. ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา, ความสงบคือพระนิพพานดังนี้ เพราะฉะนั้น วาทะของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น จึงเป็นวาทะที่เที่ยงแท้แน่ นอน, อธิบายว่า พึงตรวจตราดูคำสั่งสอนที่ยิ่งใหญ่ของพระศาสดาแล. บทว่า ยญฺเจตฺถ อสฺส ปฏิรูปํ สามญฺํ อชฺฌูปคตสฺส ความว่า พึงเป็นผู้ตรวจตราดูสิ่งที่สมควร คือสิ่งที่เหมาะสมแก่กุลบุตรผู้เข้าถึงความ เป็นสมณะ คือการบวชในพระศาสนานี้ หรือในความเป็นบรรพชิต. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็ข้อนั้นเป็นอย่างไร ? ท่านจึงกล่าวคำ เป็นต้นว่า มิตฺตํ อิธ จ กลฺยาณํ การมีมิตรดี ดังนี้. มีวาจาประกอบ ความว่า การคบหากัลยาณมิตรในพระศาสนานี้ นับเป็นการสมควรแก่ สมณะ. แม้นัยที่นอกจากนี้ ก็เช่นนี้. จริงอยู่ กุลบุตรย่อมละอกุศล ย่อมเจริญกุศล ย่อมบริหารตนให้หมดจดสะอาดได้ ก็เพราะได้อาศัย กัลยาณมิตร. บทว่า สิกฺขา วิปุลํ สมาทานํ ได้แก่ การสมาทานสิกขาให้ บริบูรณ์, อธิบายว่า ปฏิบัติในสิกขามีอธิศีลสิกขาเป็นต้น อันจะนำมา ซึ่งคุณอันใหญ่ คือพระนิพพาน. บทว่า สุสฺสูสา จ ครูนํ ความว่า การเชื่อฟัง และการประพฤติ ตามโอวาทของครูทั้งหลาย คือของกัลยาณมิตรทั้งหลาย มีอาจารย์และ อุปัชฌาย์เป็นต้น. บทว่า เอตํ ได้แก่ การคบหากัลยาณมิตรเป็นต้น.
หน้า 411 ข้อ 376
บทว่า พุทฺเธสุ สคารวตา ความว่า กระทำความเคารพยำเกรง ในพระสัพพัญญูพุทธเจ้าว่า พระผู้มีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจ้า ดังนี้. บทว่า ธมฺเม อปจิติ ยถาภูตํ ได้แก่ อ่อนน้อม คือบูชาโดย ความเอื้อเฟื้อในพระอริยธรรม ตามความเป็นจริง. บทว่า สงฺเฆ ได้แก่ ในพระอริยสงฆ์. บทว่า จิตฺตีกาโร ได้แก่ สักการะ คือสัมมานะ. บทว่า เอตํ ได้แก่ กระทำความเคารพในพระรัตนตรัย. บทว่า อาจารโคจเร ยุตฺโต ความว่า การละอนาจาร คือการ ก้าวล่วงทางกายและทางวาจา และการละสถานที่อโคจรมีหญิงแพศยา เป็นต้น อันเป็นสถานที่ไม่สมควร เพื่อเข้าไปบิณฑบาตเป็นต้นแล้ว ประกอบคือถึงพร้อมด้วยอาจาระ คือการไม่ก้าวล่วงทางกายและทางวาจา และด้วยโคจรอันเป็นสถานที่สมควรเพื่อเข้าไปบิณฑบาตเป็นต้น. ชื่อว่า ผู้มีอาจาระและโคจรสมบูรณ์. บทว่า อาชีโว โสธิโต ความว่า เมื่อภิกษุละอเนสนากรรม มี การขอไม้ไผ่เป็นต้น ที่พระพุทธเจ้าทรงรังเกียจแล้ว เสพแต่ปัจจัยที่เกิด ขึ้นไม่มีโทษ ชื่อว่า ผู้มีอาชีพะที่หมดจด คือบริสุทธิ์ด้วยดี เพราะความ เป็นผู้มีอาชีพอันหมดจดนั่นเอง วิญญูชนทั้งหลาย จึงไม่ติเตียน. บทว่า จิตฺตสฺส จ สณฺปนํ ความว่า การตั้งจิตไว้ชอบด้วยอำนาจ รูปที่เห็นแล้ว และอารมณ์ที่ทราบแล้วเป็นต้น โดยที่ไม่ให้กิเลสมีอภิชฌา เป็นต้น เป็นไปในอารมณ์มีรูปารมณ์เป็นต้น ทางทวารมีจักษุทวารเป็นต้น. บทว่า เอตํ ได้แก่ ความถึงพร้อมด้วยอาจาระและโคจร อาชีพ
หน้า 412 ข้อ 376
อันหมดจด และความมีทวารอันคุ้มครองแล้ว ในอินทรีย์ทั้งหลาย ดังนี้นั้น. บทว่า จาริตฺตํ ได้แก่ ศีลที่พึงประพฤติให้บริบูรณ์. บทว่า วาริตฺตํ ได้แก่ ศีลที่พึงให้บริบูรณ์ ด้วยการเว้นไม่ทำ. บทว่า อิริยาปถิยํ ปสาทนียํ ความว่า เพียบพร้อมด้วยอากัปกิริยา เป็นเครื่องหมาย อันนำมาซึ่งความเลื่อมใสแก่ชนเหล่าอื่น อาศัยอิริยาบถ มีความรู้ทั่วพร้อม. บทว่า อธิจิตฺเต จ อาโยโค ได้แก่ การประกอบ คือการเจริญ ในสมถะและวิปัสสนา. บทว่า อารญฺกานิ ได้แก่ เสนาสนะอันนับเนื่องแล้วในป่า. บทว่า ปนฺตานิ แปลว่า สงัดแล้ว. บทว่า สีลํ ได้แก่ จตุปาริสุทธิศีล. จริงอยู่ ศีลที่ทำลายแล้ว ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังในที่นี้ ท่านกล่าวถึงศีลที่ยังไม่ทำลาย. บทว่า พาหุสจฺจํ ได้แก่ ความเป็นผู้สดับตรับฟังมาก, จริงอยู่ พาหุสัจจะนั้น ย่อมมีอุปการะมาก แก่ผู้ประกอบการเจริญภาวนา, การ ประกอบสมถะวิปัสสนา ย่อมสำเร็จแก่ผู้มากไปด้วยความใคร่ครวญโดย ชอบ ในความเป็นผู้ฉลาดในโพชฌงค์ ความเย็นอย่างยอดเยี่ยม และความ เป็นผู้ประกอบในอธิจิตเป็นต้น. บทว่า ธมฺมานํ ปวิจโย ยถาภูตํ ความว่า การไตร่ตรอง โดย ลักษณะที่ตรงกันข้ามจากรูปธรรมและอรูปธรรม และโดยสามัญญลักษณะ, ด้วยบทนี้ท่านกล่าวถึงอธิปัญญา ธรรมและวิปัสสนา.
หน้า 413 ข้อ 376
บทว่า สจฺจานํ อภิสมโย ได้แก่ การแทงตลอด ด้วยอำนาจ การตรัสรู้ คือการหยั่งรู้ถึงอริยสัจ มีทุกข์เป็นต้น. การตรัสรู้แจ้งอริยสัจนี้นั้น ย่อมมีโดยประการใด เพื่อจะแสดง อริยสัจนั้น โดยประการนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า ภาเวยฺย ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาเวยฺย จ อนิจฺจํ ความว่า บุคคล พึงทำให้มี ให้เกิดขึ้นและให้เจริญอนิจจสัญญาในสังขารทั้งปวง โดยการ ไม่จำแนกว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น หรือโดยการจำแนกว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อนตฺตสญฺํ มีวาจาประกอบความว่า พึงเจริญอนัตตสัญญา ที่เป็นไปแล้วว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตาดังนี้. แม้ในบทที่เหลือทั้งหลาย ก็อย่างนี้. บทว่า อสุภสญฺํ ความว่า สัญญาที่เป็นไปแล้วว่า ไม่งาม เพราะ สิ่งไม่สะอาดคือกิเลสในกรัชกาย หรือในสังขารอันเป็นไปในภูมิ ๓ แม้ ทั้งหมด ไหลออกรอบด้าน. จริงอยู่ อสุภสัญญานี้ มีทุกขสัญญาเป็นบริวาร ก็ด้วยบทนั้นนั่นแหละ ถึงทุกขสัญญา ท่านก็สงเคราะห์ไว้ในอสุภสัญญา นี้เอง, บัณฑิตพึงทราบดังว่ามานี้แล. บทว่า โลกมฺหิ จ อนภิรตึ ได้แก่ สัญญาในเพราะการไม่ยินดียิ่ง ในสังขารทั้งหลายที่เป็นไปในภูมิ ๓ ในโลกทั้งปวง, ด้วยบทนี้ ท่าน กล่าวถึง อาทีนวานุปัสสนา เเละนิพพิทานุปัสสนา. ก็พระเถระผู้ประกอบการเจริญวิปัสสนาอย่างนั้นแล้ว เมื่อจะให้หมู่ ญาติเกิดความขวนขวาย คือเมื่อจะแสดงว่า พึงเจริญธรรมเหล่านี้ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ภาเวยฺย จ โพชฺฌงฺเค ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 414 ข้อ 376
เนื้อความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งความพรั่งพร้อมของธรรม ๗ อย่างมีสติเป็นต้น เพื่อการตรัสรู้ อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะอรรถว่า เป็นองค์แห่งบุคคลผู้ พรั่งพร้อมด้วยธรรมนั้น เพื่อการตรัสรู้ คือธรรมทั้งหลาย มีสติเป็นต้น. ธรรมเหล่านั้น โพชฌงค์ ๗ ประการ มีสติเป็นต้น, อิทธิบาท ๔ มี ฉันทะเป็นต้น, อินทรีย์ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น, พละ ๕ มีศรัทธาเป็นต้น เหมือนกัน และอริยมรรคมีองค์ ๘ คือมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น. ด้วย จ ศัพท์ ท่านสงเคราะห์เอาสติปัฏฐานและสัมมัปปธานเข้าด้วย เพราะเหตุนั้น พึงทำให้มี พึงทำให้เกิด และพึงเจริญโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภท แม้ทั้งหมดเถิด. ในข้อนั้น การทำโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภทเหล่านั้น ให้เกิดขึ้นในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค และการเจริญในขณะแห่งอรหัต มรรค. ข้อนั้นเป็นการสมควรแก่สมณะ คือภิกษุแล. พระเถระ ชี้แจงโพธิปักขิยธรรมอย่างนั้น เมื่อจะแสดงว่า บุคคล- จะตรัสรู้สมุทัยสัจ ก็ด้วยอำนาจการตรัสรู้ด้วยการละ, จะตรัสรู้นิโรธสัจ ก็ด้วยการตรัสรู้ด้วยการทำให้แจ้ง, เหมือนจะตรัสรู้มรรคสัจได้ ก็ด้วย อำนาจการตรัสรู้ด้วยการเจริญดังนี้ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ตณฺหํ ปชเหยฺย ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหํ ปชเหยฺย ความว่า พึงตัด ตัณหาทั้งหมด มีประเภทเช่นกามตัณหาเป็นต้น โดยไม่ให้เหลือ ด้วย อริยมรรค, ญาณ ท่านเรียกว่า โมนะ ชื่อว่า มุนิ เพราะประกอบพร้อม ด้วยญาณนั้น. บทว่า สมูลเก อาสเว ปทาเลยฺย ความว่า พึงทำลาย คือพึง
หน้า 415 ข้อ 376
ตัดอาสวะแม้ทั้งหมด มีกามาสวะเป็นต้น พร้อมทั้งมูลราก มีกามราคานุสัย เป็นต้น. บทว่า วิหเรยฺย วิปฺปมุตฺโต ความว่า เพราะละกิเลสทั้งหลายได้ โดยประการทั้งปวงอย่างนี้ จึงเป็นผู้หลุดพ้นในที่ทั้งปวง กระทำให้แจ้ง ซึ่งนิโรธ คือนิพพาน อันสละขาดซึ่งอุปธิกิเลสทั้งหมดได้อยู่. บทว่า เอตํ ความว่า ข้อที่การอยู่เช่นนั้น นับว่าเป็นการสมควร แก่สมณะ คือภิกษุผู้ลอยบาปได้แล้ว. พระเถระชี้แจงว่า พระศาสนาเป็นนิยยานิกะ โดยระบุถึงข้อปฏิบัติ อันสมควรเเก่สมณะ และชี้แจงว่าลัทธิภายนอก เป็นอนิยยานิกะ เพราะ ย้อน (ทวน, ตรงกันข้าม) พระศาสนานั้น. พราหมณ์มหาศาลเหล่านั้น มีความเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา พากันดำรงอยู่ในสรณะเป็นต้นแล้ว. จบอรรถกถาโคตมเถรคาถาที่ ๗ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรคาถา ทสกนิบาต ในทสกนิบาตนี้ พระเถระ ๗ องค์ คือ พระกาฬุทายีเถระ ๑ พระเอกวิหาริยเถระ ๑ พระมหากัปปินเถระ ๑ พระจูฬปันถกเถระ ๑ พระกัปปเถระ ๑ พระอุปเสนวังคันตปุตตเถระ ๑ พระโคตมเถระ ๑ ได้เปล่งอุทานคาถาองค์ละ ๑๐ คาถา รวมเป็น ๗๐ คาถา ฉะนี้แล. จบทสกนิบาต
หน้า 416 ข้อ 377
เถรคาถา เอกาทสกนิบาต ๑. สังกิจจเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสังกิจจเถระ อุบาสกคนหนึ่ง ได้อ้อนวอนขอให้สังกิจจสามเณรอยู่ในวิหารแห่ง หนึ่งด้วยคาถาว่า [๓๗๗] ดูก่อนพ่อสามเณร จะมีประโยชน์อะไรในป่า ภูเขา ชื่อ อุชชุหานะ เป็นที่ไม่สบายในฤดูฝน เพราะฉะนั้น ภูเขาอุชชุหานะจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ลมหัวด้วน พัดมาอยู่ ท่านพอใจหรือ เพราะความเงียบสงัดเป็นที่ ต้องการของผู้เจริญฌาน. สังกิจจสามเณรตอบว่า ลมหัวด้วนในฤดูฝน ย่อมพัดผันเอาวลาหกไปฉันใด สัญญาอันประกอบด้วยวิเวก ย่อมคร่าเอาจิตอาตมามาสู่ ความสงัดก็ฉันนั้น กายคตาสติกัมมัฏฐาน อันประกอบ ด้วยความคลายกำหนัดในร่างกาย ย่อมเกิดขึ้นแก่อาตมา ทันที เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ มีสีดำ เที่ยว อาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น บุคคลเหล่าอื่นย่อมไม่รักษา บรรพชิต และบรรพชิตก็ไม่รักษาคนเหล่าอื่น ภิกษุนั้นแล เป็นผู้ไม่ห่วงใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข แอ่ง ศิลาซึ่งมีน้ำใส ประกอบด้วยหมู่ชะนีและค่าง ดารดาษ
หน้า 417 ข้อ 377
ไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี การที่อาตมาอยู่ ในเสนาสนะป่า คือ ซอกเขาและถ้ำอันเป็นที่สงัด เป็น ที่ซ่องเสพอาศัยแห่งมวลมฤค ย่อมทำให้อาตมายินดี อาตมาไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบ ด้วยโทษเลยว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า จงได้รับทุกข์ อาตมาได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาทำเสร็จแล้ว อาตมา ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธาต้องการแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ทั้งปวงแล้ว อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน ความเป็นอยู่ และรอเวลาอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้น เวลาทำงานฉะนั้น อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิด- เพลินความเป็นอยู่ และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอเวลา ตายอยู่. ในเอกาทสกนิบาตนี้ พระสังกิจจเถระองค์เดียวเท่านั้น ผู้เสร็จกิจแล้ว หมดอาสวะ ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๑ คาถา ถ้วน ฉะนี้แล. จบสังกิจจเถรคาถา จบเอกาทสกนิบาต
หน้า 418 ข้อ 377
อรรถกถาเอกาทสกนิบาต อรรถกถาสังกิจจเถรคาถาที่ ๑ ในเอกาทสกนิบาต มีคาถาของท่านพระสังกิจจเถระ มีคำเริ่มต้น ว่า กึ ตวตฺโถ วเน ตาต ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะ (พระนิพพาน) ในภพนั้น ๆ ใน พุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี เมื่อท่านอยู่ในท้องนั้นเอง มารดาป่วยไข้ทำกาละไป. เมื่อมารดาถูกนำไป ป่าช้าเผาอยู่ มดลูกไม่ไหม้ พวกมนุษย์เอาหลาวแทงท้อง กระทบที่สุด ดวงตาของเด็ก. มนุษย์เหล่านั้นแทงท้องนั้นแล้ว เอาถ่านเพลิงกลบไว้ แล้วก็หลีกไป. แม้ส่วนแห่งท้องก็ไหม้, ส่วนเด็กเสมือนกับรูปพิมพ์ทองคำ บนอังคาร ได้เป็นเสมือนนอนอยู่บนกลีบปทุมฉะนั้น. จริงอยู่ ธรรมดา ว่าสัตว์ผู้เกิดในภพสุดท้าย ถึงจะถูกภูเขาสิเนรุท่วมทับไว้ ยังไม่บรรลุ พระอรหัตสิ้นชีวิตไปย่อมไม่มี. รุ่งขึ้นพวกมนุษย์ไปสู่ที่ป่าช้า เห็นเด็กนอนอยู่อย่างนั้น เกิดอัศจรรย์ จิตไม่เคยมี จึงพาเด็กไปยังบ้าน ถามพวกทำนายนิมิต พวกทำนายนิมิต กล่าวว่า ถ้าเด็กนี้จักอยู่ครองเรือนไซร้ ตลอดชั่วคนตระกูลที่ ๗ ได้รับ ทุกข์ยาก๑ ถ้าจักบวชไซร้ ก็จักแวดล้อมไปด้วยสมณะ ๕๐๐ เที่ยวไป. พวกญาติกล่าวว่า เอาเถอะในเวลาเขาเจริญวัย พวกเราจักให้บวชใน สำนักท่านพระสารีบุตรเถระของเรา พลางกล่าวว่าสังกิจจะ เพราะถูกขอ แทงที่ลูกตา ภายหลังจึงตั้งชื่อว่า สังกิจจะ. ๑. ฉบับภาษาอังกฤษว่า ไม่มีความทุกข์ยาก.
หน้า 419 ข้อ 377
ในเวลาเธอมีอายุ ๗ ขวบ ได้ยินเรื่องที่ตนอยู่ในครรภ์ และการ ตายของมารดา ก็เกิดความสลดใจจึงกล่าวว่า ฉันจักบวช. พวกญาติ กล่าวว่า ดีละพ่อ ดังนี้แล้วนำไปยังสำนักของพระธรรมเสนาบดี ได้มอบ ให้ด้วยคำว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ โปรดให้เด็กนี้บวชเถิด. พระเถระได้ให้ ตจปัญจกกรรมฐานแล้วให้เธอบวช. เธอบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาในขณะปลงผมนั้นเอง อยู่ในป่ากับภิกษุประมาณ ๓๐ รูป ให้ ภิกษุเหล่านั้นพ้นจากมือโจร แม้ตนเองก็ทรมานโจรเหล่านั้นให้บวชแล้ว อยู่กับภิกษุเป็นอันมากในวิหารแห่งหนึ่ง เห็นภิกษุเหล่านั้นมัวทะเลาะกัน จึงบอกภิกษุเหล่านั้นด้วยคำว่า เราจะไปในที่อื่น ในเรื่องนี้มีความสังเขป เพียงเท่านี้. ส่วนความพิสดารพึงรู้โดยนัยอันมาแล้วในเรื่องแห่งพระ- ธรรมบทนั่นแล. ลำดับนั้น อุบาสกคนหนึ่งประสงค์จะอุปัฏฐากเธอ จึงอ้อนวอนให้ เธออยู่ในที่ใกล้ ๆ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า ดูก่อนพ่อสามเณร จะมีประโยชน์อะไรในป่า ภูเขา ชื่ออุชชุหานะ เป็นที่ไม่สบายในฤดูฝน เพราะฉะนั้น ภูเขาอุชชุหานะจะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ลมหัวด้วน พัดมาอยู่ ท่านพอใจหรือ เพราะความเงียบสงัดเป็นที่ ต้องการของผู้เจริญฌาน. สังกิจจสามเณรได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถา๑เหล่านี้ว่า ลมหัวด้วนในฤดูฝน ย่อมพัดผันเอาวลาหกไปฉันใด สัญญาอันประกอบด้วยวิเวก ย่อมคร่าเอาจิตอาตมามาสู่ ความสงัดก็ฉันนั้น กายคตาสติกัมมัฏฐาน อันประกอบ ๑. ขุ. เถร ๒๖/ข้อ ๓๗๗.
หน้า 420 ข้อ 377
ด้วยความคลายกำหนัดในร่างกาย ย่อมเกิดขึ้นแก่อาตมา ทันที เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ มีสีดำ เที่ยว อาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น บุคคลเหล่าอื่นย่อมไม่รักษา บรรพชิต และบรรพชิตก็ไม่รักษาคนเหล่าอื่น ภิกษุ นั้นแลเป็นผู้ไม่ห่วงใยในกามทั้งหลาย ย่อมอยู่เป็นสุข แอ่งศิลาซึ่งมีน้ำใส ประกอบด้วยหมู่ชะนีและค่าง ดาร- ดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังอาตมาให้ยินดี การที่อาตมา อยู่ในเสนาสนะป่า ซอกเขาและถ้ำอันเป็นที่สงัด เป็นที่ ซ่องเสพแห่งมวลมฤค ย่อมทำให้อาตมายินดี อาตมา ไม่เคยรู้สึกถึงความดำริอันไม่ประเสริฐประกอบด้วยโทษ เลยว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกเบียดเบียน จงถูกฆ่า จงได้ รับทุกข์ อาตมาได้ทำความคุ้นเคยกับพระศาสดาแล้ว คำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า อาตมาทำเสร็จแล้ว อาตมา ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธาต้องการแล้ว ถึงความสิ้นไปแห่งสังโยชน์ ทั้งปวงแล้ว อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน ความเป็นอยู่ และรอเวลาอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้สิ้น เวลาทำงานฉะนั้น อาตมาไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิด- เพลิน ความเป็นอยู่ และเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ รอ เวลาตายอยู่.
หน้า 421 ข้อ 377
ศัพท์ กึ ในบทว่า กึ ตวตฺโถ วเน นี้ ในคาถานั้น ท่านกล่าว ด้วยลิงควิปัลลาส. อธิบายว่า ท่านจะประโยชน์อะไรในป่า, คือจะเป็น ประโยชน์อะไร ? บทว่า อุชฺชุหาโนว ปาวุเส ความว่า ภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อว่า อุชฺชุ- หานะ. ก็ภูเขานั้นดารดาษไปด้วยรกชัฏ มีแอ่งน้ำและซอกเขามาก, มี น้ำไหลในที่นั้น ๆ ไม่เป็นสัปปายะในฤดูฝน, เพราะฉะนั้น ภูเขาชื่อว่า อุชชุหานะ จึงมีประโยชน์ในบัดนี้คือในฤดูฝน. แต่ในที่นี้อาจารย์บาง พวกกล่าวว่า นกตัวหนึ่งชื่อว่า อุชชุหานะ จึงอดทนความหนาวไม่ได้, ในฤดูฝนมันจึงแอบอยู่ในพุ่มป่า, ตามมติของอาจารย์บางพวกนั้น ท่าน จะมีความพอใจในป่าหรือ เหมือนนกชื่อว่า อุชชุหานะ ในฤดูฝนฉะนั้น. บทว่า เวรมฺภา รมณิยา เต มีวาจาประกอบความว่า ลมหัวด้วน พัดมาอยู่ ท่านจะมีความพอใจหรือ. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ถ้าใน ภูเขาลูกหนึ่ง ชื่อว่า เวรัมภา และว่าเงื้อมเขา. ก็ในที่นั้นประกอบด้วย คมนาคม เว้นจากความแออัดแห่งหมู่ชน และเพียบพร้อมด้วยร่มเงาและ น้ำ, เพราะฉะนั้น ถ้ำเวรัมภาจึงเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ สมควรที่จะอยู่ในป่า, เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นที่สงัดสำหรับผู้เข้าฌาน, เพราะเหตุที่ผู้เข้าฌาน เช่นนั้น จำต้องปรารถนาเฉพาะความสงัด ในที่ใดที่หนึ่ง ฉะนั้น ท่านจึง กล่าวว่า เจ้าอย่าไปสู่ป่าอันไกล จงอยู่ในถ้ำเวรัมภาเถิดพ่อ. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ว่า เพราะเหตุเมื่อผู้เข้าฌาน ได้เสนาสนะ อันผาสุกแก่การอยู่ ควรเป็นที่สงัดนั่นแล ฌานเป็นต้นย่อมสำเร็จ เมื่อ ไม่ได้ หาสำเร็จไม่ ฉะนั้น ในฤดูฝนเห็นปานนั้น ท่านไม่ควรอยู่ในป่า แห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อาจอยู่ได้ในถ้ำและเงื้อมเขาเป็นต้น.
หน้า 422 ข้อ 377
เมื่ออุบาสกกล่าวอย่างนั้น พระเถระเมื่อแสดงว่า ป่าเป็นต้นเท่านั้น ย่อมยังเราให้ยินดี จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ยถา อพฺภานิ ดังนี้. คำนั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ในฤดูฝนลมหัวด้วนบันลือลั่น ทำเมฆหมอก ให้ตกลงมาไปฉันใด สัญญาอันเกี่ยวด้วยวิเวก ย่อมทำจิตของเราให้กระจัด กระจาย ย่อมรั้งมาสู่เฉพาะสถานที่สงัดเท่านั้นฉันนั้น. เหมือนอะไรเล่า ? เหมือนกาอันเป็นสัตว์เกิดแต่ฟองไข่ไม่ขาวคือ สีดำ เที่ยวอาศัยอยู่ในป่าช้าฉะนั้น. บทว่า อุปฺปาทยเตว เม สตึ สนฺเทหสฺมึ วิราคนิสฺสิตํ ความว่า กายคตาสติกรรมฐานอันประกอบด้วยความคลายกำหนัดในกายนี้ ย่อมเกิด ขึ้นแก่อาตมาทันที. ได้ยินว่า วันหนึ่งพระเถระเห็นซากมนุษย์ที่กาจิกกิน กลับได้อสุภสัญญา ที่ท่านหมายเอาจึงกล่าวอย่างนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงแสดงว่า เราปรารถนาจะอยู่ในป่าเท่านั้น เพราะฉันทราคะในกายไม่มี โดยประการทั้งปวง. ก็ศัพท์ว่า ยญฺจ เป็นสมุจจยัตถะ ด้วย จ ศัพท์นั้น ท่านแสดงว่า ท่านจงฟังเหตุแห่งการอยู่ในป่าของเราแม้อื่น. ชนเหล่าอื่นมีเสวกเป็นต้น ย่อมไม่รักษาบรรพชิตใด เพราะไม่มีผู้ที่จะพึงรักษา เหตุเป็นผู้อยู่ด้วย กรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ และเหตุไม่มีเครื่องบริขารอันเป็นที่ตั้งแห่ง ความโลภ, อนึ่ง บรรพชิตใดไม่รักษา ชนเหล่าอื่นอันพัวพันด้วยเครื่อง กังวลอย่างใดอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีบุคคลเช่นนั้นนั่นเอง. บทว่า ส เว ภิกฺขุ สุขํ เสติ ความว่า ภิกษุนั้น ไม่มีความอาลัย คือเว้นจากความห่วงใยในวัตถุกามโดยประการทั้งปวง เพราะตัดกิเลสกาม ได้เด็ดขาด ย่อมอยู่เป็นสุขในที่ใดที่หนึ่ง, อธิบายว่า เป็นเสมือนในป่า ใกล้บ้าน เพราะผู้นั้นไม่มีความระแวงรังเกียจ.
หน้า 423 ข้อ 377
บัดนี้ เพื่อแสดงความที่ภูเขาและป่าเป็นต้นเป็นที่น่ารื่นรมย์ และ ความเป็นที่ ๆ ตนเคยอยู่อาศัย ท่านจึงกล่าวว่า อจฺเฉทิกา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วสิตํ เม ได้แก่สถานที่ๆ เราเคยอยู่ บทว่า วาฬมิคนิเสวิเต ได้แก่ ในป่าที่มีเนื้อร้าย มีราชสีห์และเสือ เป็นต้น. ด้วยบทว่า สงฺกปฺปํ นาภิชานามิ ท่านแสดงถึงความเป็นผู้อยู่ด้วย กรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์ว่า อาตมาไม่รู้สึกถึงการให้เกิดความดำริชั่ว ต่างด้วยความพยาบาทและวิหิงสาเป็นต้นอันไม่ประเสริฐ จากจิตที่ประกอบ ด้วยโทษนั่นเองอย่างนี้ว่า ขอสัตว์ผู้มีปราณเหล่าใดเหล่าหนึ่ง จงถูกฆ่า คือจงถูกประหารด้วยเครื่องประหารมีลูกศรและหอกเป็นต้น จงถูกฆ่า จงถูกเบียดเบียนด้วย เครื่องประหารด้วยค้อนเป็นต้น หรือจงถึงคือประสบ ทุกข์ ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ ความดำริผิดไม่เคยเกิดขึ้นเลย. บัดนี้ ท่านแสดงถึงความที่กิจที่ตนทำ โดยนัยมีอาทิว่า ปริจิณฺโณ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจิณฺโณ ได้แก่ บำเรอแล้วด้วย อำนาจการทำตามโอวาทานุสาสนี. บทว่า โอหิโต แปลว่า ปลงลงแล้ว. บทว่า ครุโก ภาโร ได้แก่ ขันธภาระอันหนักกว่า. บทว่า นาภินนฺทามิ มรณํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาความตาย ว่า เราจะตายอย่างไรหนอ. บทว่า นาภินนฺหามิ ชีวิตํ ความว่า เราไม่ปรารถนาแม้ชีวิตว่า
หน้า 424 ข้อ 377
อย่างไรหนอแล เราพึงมีชีวิตอยู่ได้นาน. ด้วยคำนี้ท่านแสดงถึงความที่ เรามีจิตเสมอกันในความตายและในชีวิต. บทว่า กาลญฺจ ปฏิกงฺขามิ ความว่า เรารอการปรินิพพานเท่านั้น. บทว่า นิพฺพิสํ แปลว่า ไม่เพลิดเพลิน คือการทำการงานเพื่อ ค่าจ้าง. บทว่า ภตโก ยถา ความว่า ลูกจ้างกระทำการงานเพื่อคนอื่น แม้ ไม่เพลิดเพลินซึ่งความสำเร็จแห่งการงาน ก็คงกระทำการงานอยู่นั่นแล อ้างถึงความสิ้นไปแห่งวัน ฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น จะไม่เพลิดเพลินถึงชีวิต ก็ดี จะไม่เพลิดเพลินถึงความตาย โดยยังอัตภาพให้เป็นไปก็ดี ก็ย่อม หวังเฉพาะกาลสิ้นสุด, คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสังกิจจเถรคาถาที่ ๑ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา เอกาทสกนิบาต
หน้า 425 ข้อ 378
เถรคาถา ทวาทสกนิบาต ๑. สีลวเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสีลวเถระ [๓๗๘] ท่านทั้งหลายพึงศึกษาศีลในศาสนานี้ ด้วยว่าศีลอัน บุคคลศึกษาดีแล้ว สั่งสมดีแล้ว ย่อมนำสมบัติทั้งปวง มาให้ในโลกนี้ นักปราชญ์เมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือความสรรเสริญ ๑ การได้ความปลื้มใจ ๑ ความบันเทิงในสวรรค์เมื่อละไปแล้ว ๑ พึงรักษาศีล ด้วย ว่าผู้มีศีล มีความสำรวม ย่อมได้มิตรมาก ส่วนผู้ทุศีล ประพฤติแต่กรรมอันลามก ย่อมแตกจากมิตร นรชน ผู้ทุศีล ย่อมได้รับการติเตียนและความเสียชื่อเสียง ส่วน ผู้มีศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญและชื่อเสียงทุกเมื่อ ศีลเป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดี ทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เพราะ ฉะนั้น พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์ สังวรศีลเป็นเครื่องกั้น ความทุจริต ทำจิตให้ร่าเริง เป็นท่าที่หยั่งลงมหาสมุทร คือนิพพานของพระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระ ศีลให้บริสุทธิ์ ศีลเป็นกำลังหาที่เปรียบมิได้ เป็นอาวุธ อย่างสูงสุด เป็นอาภรณ์อันประเสริฐ เป็นเกราะอันน่า อัศจรรย์ ศีลเป็นสะพาน เป็นมหาอำนาจ เป็นกลิ่นหอม
หน้า 426 ข้อ 378
อย่างยอดเยี่ยม เป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ บุคคลผู้ สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ศีลเป็นเสบียง อันเลิศ เป็นเสบียงเดินทางชั้นเยี่ยม เป็นพาหนะอัน ประเสริฐยิ่งนัก เป็นเครื่องหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ คน พาลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นในศีล ย่อมได้รับการนินทาในเวลา ที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้รับทุกข์ โทมนัสในอบายภูมิ ย่อมได้รับทุกข์โทมนัสในที่ทั่วไป ธีรชนผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดีในศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญ ในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ ครั้นตายไปแล้ว ก็ได้รับ ความสุขโสมนัสในสวรรค์ ย่อมรื่นเริงใจในที่ทุกสถาน ในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็นยอด และผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุด ในโลกนี้ ความชนะในมนุษยโลกและเทวโลก ย่อมมีได้ เพราะศีลและปัญญา. จบสีลวเถรคาถา อรรถกถาทวาทสกนิบาต อรรถกถาสีลวเถรคาถาที่ ๑ ในทวาทสกนิบาต คาถาของท่านพระสีลวเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สีลเมว ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน
หน้า 427 ข้อ 378
สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาท- กาลนี้ บังเกิดเป็นโอรสของพระเจ้าพิมพิสารในกรุงราชคฤห์ ได้เป็น ผู้มีพระนามว่า สีลวะ. ครั้นเธอเจริญวัยแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูประสงค์ จะฆ่าเธอ จึงยกขึ้นสู่ช้างตัวซับมันดุร้าย แม้พยายามอยู่ด้วยอุบายต่างๆ ก็ไม่สามารถจะให้ตายได้ เพราะท่านเกิดในปัจฉิมภพ ไม่มีอันตรายต่อชีวิต ในระหว่างยังไม่บรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นความเป็น ไปของเธอ จึงตรัสสั่งพระมหาโมคคัลลานเถระว่า เธอจงนำสีลวกุมารมา. พระเถระได้นำเธอมาพร้อมด้วยช้างด้วยกำลังแห่งฤทธิ์. กุมารลงจากช้างถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วนั่ง ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรม อันสมควรแก่อัธยาศัย ของเธอ. เธอฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา บรรพชาบำเพ็ญวิปัสสนากรรม ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต อยู่ในโกศลรัฐ. ลำดับนั้นพระเจ้าอชาตศัตรู ทรงสั่งบังคับบุรุษทั้งหลายว่า พวกท่านจงฆ่า. ราชบุรุษเหล่านั้นไปยัง สำนักของพระเถระยืนอยู่แล้ว ฟังธรรมกถาที่พระเถระแสดง เกิดความ สังเวชมีจิตเลื่อมใสบวชแล้ว. พระเถระได้แสดงธรรมแก่บรรพชิตเหล่านั้น ด้วยคาถา๑เหล่านี้ ความว่า ท่านทั้งหลายพึงศึกษาศีลในศาสนานี้ ด้วยว่าศีลอัน บุคคลศึกษาดีแล้ว สั่งสมดีแล้ว ย่อมนำสมบัติทั้งปวงมา ให้ในโลกนี้ นักปราชญ์เมื่อปรารถนาความสุข ๓ ประการ คือ ความสรรเสริญ ๑ การได้ความปลื้มใจ ๑ ความ บันเทิงในสวรรค์เมื่อละไปแล้ว ๑ พึงรักษาศีล ด้วยว่า ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ข้อ ๓๗๘.
หน้า 428 ข้อ 378
ผู้มีศีล มีความสำรวม ย่อมได้มิตรมาก ส่วนผู้ทุศีล ประพฤติแต่กรรมอันลามก ย่อมแตกจากมิตร นรชนผู้ ทุศีล ย่อมได้รับการติเตียนและการเสียชื่อเสียง ส่วนผู้ มีศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญและชื่อเสียงทุกเมื่อ ศีล เป็นเบื้องต้น เป็นที่ตั้ง เป็นบ่อเกิดแห่งคุณความดีทั้งหลาย และเป็นประธานแห่งธรรมทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระ ศีลให้บริสุทธิ์ สังวรศีลเป็นเครื่องกั้นความทุจริต ทำจิต ให้ร่าเริง เป็นท่าที่หยั่งลงมหาสมุทร คือนิพพานของ พระพุทธเจ้าทั้งปวง เพราะฉะนั้น พึงชำระศีลให้บริสุทธิ์ ศีลเป็นกำลังหาที่เปรียบมิได้ เป็นอาวุธอย่างสูงสุด เป็น อาภรณ์อันประเสริฐ เป็นเกราะอันน่าอัศจรรย์ ศีลเป็น สะพาน เป็นมหาอำนาจ เป็นกลิ่นหอมอย่างยอดเยี่ยม เป็นเครื่องลูบไล้อันประเสริฐ บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ย่อมหอมฟุ้งไปทั่วทุกทิศ ศีลเป็นเสบียงอันเลิศ เป็น เสบียงเดินทางชั้นเยี่ยม เป็นพาหนะอันประเสริฐยิ่งนัก เป็นเครื่องหอมฟุ้งไปทั่วทิศานุทิศ คนพาลผู้มีจิตไม่ตั้งมั่น ในศีล ย่อมได้รับการนินทาในเวลาที่มีชีวิตอยู่ในโลกนี้ เมื่อตายไปแล้ว ย่อมได้รับทุกข์โทมนัสในอบายภูมิ ย่อม ได้รับทุกข์โทมนัสในที่ทั่วไป ธีรชนผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในศีล ย่อมได้รับการสรรเสริญในเวลาที่มีชีวิตอยู่ใน โลกนี้ ครั้นตายไปแล้ว ก็ได้รับความสุขโสมนัสใน
หน้า 429 ข้อ 378
สวรรค์ ย่อมรื่นเริงในที่ทุกสถานในโลกนี้ ศีลเท่านั้นเป็น ยอด และผู้มีปัญญาเป็นผู้สูงสุดในโลกนี้ ความชนะใน มนุษยโลกและเทวโลก ย่อมมีได้เพราะศีลและปัญญา. บทว่า อิธ ในบทว่า สีลเมวิธ สิกฺเขถ, อสฺมึ โลเก นี้ ในคาถา นั้น เป็นเพียงนิบาต. กุลบุตรผู้ใคร่ต่อประโยชน์ในสัตวโลกนี้ พึงศึกษา เฉพาะศีลในเบื้องต้น ต่างด้วยจาริตศีลและวาริตศีลเป็นต้น, และเมื่อจะ ศึกษาศีลนั้นให้เป็นอันศึกษาแล้วด้วยดี พึงศึกษากระทำให้บริสุทธิ์บริบูรณ์ ด้วยดี โดยให้ถึงภาวะที่ศีลไม่ขาดเป็นต้น. บทว่า อสฺมึ โลเก ความว่า ในเบื้องต้น พึงศึกษาศีล ในธรรม ที่ควรศึกษาในสังขารโลกนี้. ท่านกล่าวว่า สีลํ หิ เป็นต้น เพราะความที่ศีลเป็นที่ตั้งมั่นแม้แห่ง ทิฏฐิสมบัติ. ศัพท์ว่า หิ ในคาถานั้น เป็นตติยาวิภัตติ. เพราะศีลอันบุคคลเสพ แล้ว อบรมแล้ว รักษาแล้ว ย่อมน้อมนำมาซึ่งสมบัติทั้งปวงคือ มนุษย- สมบัติ ทิพยสมบัติ นิพพานสมบัติ แก่สัตว์ผู้พร้อมด้วยศีลนั้น. เมื่อจะแสดงข้อความที่ท่านกล่าวไว้โดยสังเขปว่า ศีลย่อมน้อมนำ สมบัติทั้งปวงมาให้โดยพิสดาร จึงกล่าวคำมีอาทิว่า สีลํ รกฺเขยฺย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รกฺเขยฺย แปลว่า พึงรักษา. จริงอยู่ บุคคลเมื่องดเว้นจากปาณาติบาตเป็นต้น และบำเพ็ญวัตรปฏิวัตรให้ บริบูรณ์ ชื่อว่า ย่อมรักษาศีลนั้น โดยครอบงำธรรมอัน เป็นข้าศึกเสียได้. บทว่า เมธาวี แปลว่า ผู้มีปัญญา. บทนี้เป็นบทแสดงอุบายเครื่อง
หน้า 430 ข้อ 378
รักษาศีลนั้น, จริงอยู่ การสมาทานศีลนั้น และการที่ศีลนั้นไม่กำเริบ ย่อมมีได้ด้วยกำลังแห่งญาณ. บทว่า ปตฺถยมาโน แปลว่า เมื่อปรารถนา. บทว่า ตโย สุเข ได้แก่ สุข ๓ อย่าง. อีกอย่างหนึ่ง เหตุแห่ง ความสุข ท่านประสงค์ว่าความสุข. บทว่า ปสํสํ แปลว่า ซึ่งเกียรติ, หรืออันวิญญูชนสรรเสริญ. บทว่า วิตฺติลาภํ แปลว่า ได้ความยินดี. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า วิตฺตลาภํ ได้ความปลื้มใจ, อธิบายว่า ได้ทรัพย์. จริงอยู่ ผู้มีศีลย่อม ประสบกองโภคะใหญ่ เพราะเป็นผู้ไม่ประมาท. บทว่า เปจฺจ ได้แก่ ทำกาละแล้ว. บทว่า สคฺเค ปโมทนํ เชื่อมความว่า ปรารถนาการบันเทิงด้วย กามคุณที่ชอบใจในเทวโลก. มีวาจาประกอบความว่า เมื่อปรารถนาความ สรรเสริญ คือได้ความปลื้มใจในโลกนี้ และความบันเทิงด้วยทิพยสมบัติ ในโลกหน้า พึงรักษาศีล. บทว่า สญฺเมน ได้แก่ การสำรวมกายเป็นต้น . จริงอยู่ เมื่อ สำรวม ไม่เบียดเบียนใคร ๆ ด้วยกายทุจริตเป็นต้น ให้อภัยทาน ชื่อว่า ย่อมผูกมิตรไว้ได้ เพราะเป็นที่รักและเป็นที่พอใจ. บทว่า ธํสเต แปลว่า ย่อมกำจัด. บทว่า ปาปมาจรํ ได้แก่ กระทำบาปกรรม มีปาณาติบาตเป็นต้น. จริงอยู่ สัตว์ทั้งหลายผู้ใคร่ต่อประโยชน์ ย่อมไม่คบบุคคลผู้ทุศีล, โดย ที่แท้ย่อมเว้นขาด. บทว่า อวณฺณํ แปลว่า ซึ่งโทษมิใช่คุณ, หรือการครหาต่อหน้า.
หน้า 431 ข้อ 378
บทว่า อกิตฺตึ ได้แก่ โทษมิใช่ยศ คือไม่มีชื่อเสียง บทว่า วณฺณํ แปลว่า คุณ. บทว่า กิตฺตึ ได้แก่ ชื่อเสียง ความเป็นผู้ปรารถนายศ. บทว่า ปสํสํ ได้แก่ ความชมเชยต่อหน้า. บทว่า อาทิ แปลว่า เป็นมูล. จริงอยู่ ศีลเป็นเบื้องต้นแห่งกุศล- ธรรม อย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า เพราะเหตุนั้นแล ภิกษุ เธอจงชำระศีล อันเป็นเบื้องต้นเท่านั้น ให้หมดจดในกุศลธรรม. ก็อะไรเป็นเบื้องต้น แห่งกุศลธรรม ก็ศีลที่บริสุทธิ์ด้วยดีเป็นเบื้องต้นแห่งกุศลธรรม. บทว่า ปติฏฺา ได้แก่ ตั้งมั่น, จริงอยู่ ศีลเป็นที่ตั้งแห่งอุตริ- มนุสธรรมทั้งหมด. เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตั้งอยู่ในศีล เป็นต้น. บทว่า กลฺยาณญฺจ มาตุกํ ความว่า เป็นบ่อเกิด คือให้กำเนิด แห่งกัลยาณธรรม มีสมถะและวิปัสสนาเป็นต้น. บทว่า ปมุขํ สพฺพธมฺมานํ ได้แก่ เป็นประมุข คือเป็นประธาน อธิบายว่า เป็นทวารแห่งความเป็นไปแห่งธรรมอันหาโทษมิได้ทั้งหมด มีปราโมทย์เป็นต้น. บทว่า ตุสฺมา แปลว่า โดยความเป็นเบื้องต้นเป็นต้น. บทว่า วิโสธเย ได้แก่ พึงให้สำเร็จ โดยความเป็นศีลไม่ขาด เป็นต้น. บทว่า เวลา ได้แก่ เป็นแดน อธิบายว่า เป็นเขต เพราะอรรถว่า ไม่ก้าวล่วงจากทุจริต. หรือว่าชื่อว่า เวลา เพราะทำความเป็นผู้ทุศีลให้
หน้า 432 ข้อ 378
3ล่วงเลยไป คือกำจัดความเป็นผู้ทุศีล. ศีลชื่อว่า สังวร เพราะปิดทวาร แห่งการเกิดขึ้นแห่งกายทุจริตเป็นต้น. บทว่า อภิหาสนํ ความว่า ชื่อว่า ยินดี เพราะความบันเทิงยิ่งแห่ง จิต โดยความเป็นเหตุไม่ต้องเดือดร้อน. บทว่า ติตฺถญฺจ สพฺพพุทฺธานํ ความว่า และเป็นดุจท่าในการลอย มลทินคือกิเลส และในการหยั่งลงสู่มหาสมุทรคือพระนิพพาน แห่ง พระพุทธเจ้าทั้งปวง คือพระสาวกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า พระ- สัทมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ ได้แก่ เป็นกำลัง และเป็นเรี่ยวแรงแห่ง จอมทัพอันไม่มีผู้เสมอเหมือน ในการย่ำยีมารและเสนาแห่งมาร. บทว่า อาวุธมุตฺตมํ ได้แก่ เป็นเครื่องประหารอันสูงสุด ในการ ตัดสังกิเลสธรรม. ชื่อว่า อาภรณ์ เพราะเพิ่มความงามแก่สรีระ. บทว่า เสฏฺํ ความว่า เป็นสมบัติอันสูงสุด ตลอดกาลทั้งสิ้น. เป็น ประดุจเกราะ เพราะป้องกันสัตว์มีชีวิต, อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ไม่แตก กระจาย อธิบายว่า ไม่ทำลาย. ชื่อว่า เป็นสะพาน เพราะอรรถว่า ไม่จมลงด้วยกิเลส เพราะก้าวล่วงห้วงน้ำใหญ่คืออบาย และเพราะก้าวล่วง ห้วงน้ำใหญ่คือสงสาร. บทว่า มเหสกฺโข แปลว่า ผู้มีกำลังมาก. บทว่า คนฺโธ อนุตฺตโร ความว่า กลิ่นอันยอดเยี่ยม เพราะฟุ้งทวน ลมไปในทิศทั้งปวง เหตุเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจของชนทั้งปวง. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เยน วาติ ทิโสทิสํ ความว่า บุคคลผู้พรั่งพร้อมด้วยกลิ่น
หน้า 433 ข้อ 378
คือศีลนั้น ย่อมฟุ้งไปทั่วทิศน้อยทิศใหญ่ คือสู่ทิศทั้งปวง บาลีว่า ทิโสทิสา ดังนี้ก็มี อธิบายว่า สู่ทิศ ๑๐. บทว่า สมฺพลเมวคฺคํ ได้แก่ ข้าวห่อ ชื่อว่า เสบียง. บุรุษถือเอา ข้าวห่อเดินทางไป ไม่ลำบากด้วยความทุกข์เพราะความหิวในระหว่าง ทางฉันใด แม้ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลก็ฉันนั้น ถือเอาเสบียงคือศีลอันบริสุทธิ์ ดำเนินสู่ทางกันดารคือสงสาร ย่อมไม่ลำบากในที่ ๆ ไปแล้ว ๆ เพราะ เหตุนั้น ศีลจึงชื่อว่า เป็นเสบียงอันเลิศ, อนึ่ง ศีลชื่อว่า เป็นเสบียงเดิน ทางอันยอดเยี่ยม เพราะไม่ทั่วไปกับโจรเป็นต้น และเพราะให้สำเร็จ สมบัติที่ปรารถนาในที่นั้น ๆ เมื่อก้าวล่วงไป ชื่อว่านำไปให้ถึงที่นั้นๆ หรือ ที่ตามที่ปรารถนา. ชื่อว่า อติวาหะ นำไปยิ่ง, ได้แก่ ยานพาหนะ. ศีลเป็น ธรรมชาติอันใคร ๆ ประทุษร้ายไม่ได้ เป็นคุณชาติประเสริฐ เป็นพาหนะ อันประเสริฐยิ่ง เพราะเหตุให้ถึงฐานะที่ปรารถนาได้. บทว่า เยน ได้แก่ ด้วย พาหนะอันประเสริฐยิ่งนัก. บทว่า ยาติ ทิโสทิสํ ความว่า ย่อมฟุ้งนำทั้งผู้มาทั้งผู้ไปสู่ทิศนั้น ๆ โดยสะดวกทีเดียว. บทว่า อิเธว นินฺทํ ลภติ ความว่า คนมีปัญญาทรามแม้ในโลกนี้ เป็นผู้มีจิตอันกิเลสมีราคะเป็นต้นประทุษร้ายแล้ว ย่อมได้รับความนินทา- ครหาว่า ผู้นี้เป็นคนทุศีล เป็นคนมีธรรมอันลามก. ละไปแล้วแม้ใน ปรโลก ย่อมได้รับความนินทาจากยมบุรุษเป็นต้นในอบาย โดยนัยมีอาทิ ว่า เป็นชาติคนกาลี เป็นอวชาต ดังนี้. ย่อมได้รับแต่ความนินทาอย่าง เดียวเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้ เขาชื่อว่าเป็นคนพาลมีใจชั่วในที่ทุกสถาน คือเป็นผู้มีจิตอันประพฤติชั่วในโลกนี้ ประทุษร้ายแล้ว เพราะให้เกิดทุกข์
หน้า 434 ข้อ 378
ด้วยอำนาจเหตุแห่งกรรมเป็นต้น เพราะเหตุนั้น เขาจึงเป็นผู้ชื่อว่า เป็น คนพาล เป็นผู้โทมนัสในที่ทุกสถาน. อย่างไร ? เพราะเขาเป็นผู้มีจิตไม่ตั้งมั่นในศีลทั้งหลาย คือมีจิตไม่ ตั้งอยู่ ไม่ประดิษฐานอยู่ในศีลทั้งหลายโดยชอบ. บทว่า อิเธว กิตฺตึ ลภติ ความว่า ฝ่ายผู้มีใจดีในโลกนี้ ก็ย่อมได้ รับเกียรติว่า เป็นสัปบุรุษ มีศีลมีกัลยาณธรรม. เขาละไปแล้วแม้ในปรโลก ในสวรรค์ ย่อมได้รับเกียรติยศว่า ผู้นี้เป็นสัปบุรุษ มีศีลมีกัลยาณธรรม จริงอย่างนั้น เขาย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพทั้งหลาย. ย่อมได้รับ แต่เกียรติยศอย่างเดียวเท่านั้นก็หาไม่ โดยที่แท้ เขาได้ชื่อว่าเป็นนักปราชญ์ เพียบพร้อมด้วยปัญญา มีจิตตั้งมั่นอิ่มเอิบด้วยดี ประดิษฐานอยู่ด้วยดีใน ศีลทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นผู้มีใจดี คือถึงพร้อมด้วยโสมนัส เพราะการประพฤติ สุจริตในโลกนี้ ในที่ทุกสถาน เพราะได้รับสมบัติในโลกหน้า. ศีลในบทว่า สีลเมว อิธ อคฺคํ นี้ มี ๒ อย่าง คือโลกิยศีล ๑ โลกุตรศีล ๑. ในศีล ๒ อย่างนั้น โลกิยศีล อันดับแรก ย่อมนำคุณวิเศษ อันให้เกิดในความเป็นกษัตริย์มหาศาลเป็นต้น ในกามโลก และเป็นเหตุ แห่งความเป็นบุคคลผู้ได้การอุบัติอันพิเศษ ในเทวโลก และพรหมโลก เป็นต้น. ส่วนโลกุตรศีลย่อมให้ก้าวล่วงวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้นเสียได้ เพราะ- ฉะนั้น ศีลชื่อว่าเป็นยอดโดยแท้. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลย่อมเข้าถึงความเป็นกษัตริย์ด้วยพรหมจรรย์ อย่างเลว ย่อมเข้าถึงความเป็นเทพด้วยพรหมจรรย์อย่าง กลาง และย่อมหมดจดด้วยพรหมจรรย์อย่างสูง ดังนี้.
หน้า 435 ข้อ 378
และว่า ภิกษุทั้งหลาย หากภิกษุพึงหวังว่า เราพึงได้จีวร บิณฑบาต เสนาสนะ คิลานปัจจัยเภสัชบริขาร และว่า ภิกษุพึงเป็นผู้กระทำให้บริบูรณ์ ในศีลทั้งหลายเท่านั้น, และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ความตั้งใจมั่นของผู้มี ศีลย่อมสำเร็จ เพราะเป็นผู้บริสุทธิ์ ดังนี้. แต่ในภาวะที่เลิศ โลกุตรศีลละธรรมอันเป็นข้าศึกเสียได้โดยประการ ทั้งปวง ล่วงสังสารทุกข์เสียได้ดังแต่ภพที่ ๗ จึงไม่จำต้องกล่าวถึงเลย ด้วยบทว่า ปญฺวา ปน อุตฺตโม นี้ ท่านกล่าวถึงความที่ปัญญา นั่นแหละประเสริฐสุด โดยบุคลาธิษฐานว่า ก็บุคคลผู้มีปัญญา ย่อมเป็น ผู้สูงสุด คือประเสริฐสุดอย่างยิ่ง. บัดนี้ เมื่อจะแสดงภาวะที่ศีลและปัญญาประเสริฐสุดโดยกิจ ท่านจึง กล่าวว่า ชัยชนะในมนุษยโลกและเทวโลก ย่อมมีได้เพราะศีลและปัญญา. ก็บทว่า ชยํ นี้ พึงเห็นว่า เป็นลิงควิปลาส, บาลีที่เหลือว่า อหุ บัณฑิตพึงนำมาเชื่อมเข้า. ชื่อว่า ปญฺาณํ เพราะอรรถว่ารู้ทั่ว ในคาถานั้นเป็นอันชื่อว่า ชนะธรรมอันเป็นข้าศึก เพราะศีลและปัญญา. จริงอยู่ ปัญญาเว้นศีลเสียเกิดไม่ได้ และศีลเว้นปัญญาแล้ว ย่อม กระทำหน้าที่เอง, ก็ธรรมทั้งสองนั้นสนับสนุนซึ่งกันและกัน, สมจริง ดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า ปัญญาอันศีลชำระแล้ว ศีลอันปัญญาชำระแล้ว บทว่า มนุสฺเสสุ จ เทเวสุ นี้ เป็นบทแสดงความพิเศษแห่งฐานะ ของศีลและปัญญานั้น, ความจริงในข้อนั้น ธรรมเหล่านั้น ย่อมมีความ แปลกกันเป็นไปอยู่ ก็ในข้อนั้น สมาธิย่อมเห็นด้วยศีล เพราะเป็นฐาน
หน้า 436 ข้อ 378
ของปัญญา หรือย่อมเห็นด้วยปัญญา เพราะทำให้เกิดและเป็นฐานของศีล เป็นต้น. พระเถระเมื่อแสดงธรรมโดยยกศีลขึ้นเป็นประธาน แก่ภิกษุเหล่านั้น ด้วยอาการอย่างนี้ จึงพยากรณ์พระอรหัตผล โดยแสดงถึงความที่ตนเป็น ผู้มีคุณธรรม มีศีลบริสุทธิ์ด้วยดีเป็นต้น. จบอรรถกถาสีลวเถรคาถาที่ ๑
หน้า 437 ข้อ 379
๒. สุนีตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระสุนีตเถระ [๓๗๙] เราเกิดมาในสกุลต่ำ เป็นคนยากจน มีเครื่องบริโภค น้อย การงานของเราเป็นการงานต่ำ เราเป็นคนเทดอกไม้ เราถูกมนุษย์เกลียดชัง ดูหมิ่น และแช่งด่า เราถ่อมตน ไหว้หมู่ชนเป็นอันมาก ครั้งนั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ห้อมล้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้า ไปสู่พระนครอันอุดมของชาวมคธเพื่อบิณฑบาต เราจึง วางกระเช้าลงแล้วเข้าไปถวายบังคม พระองค์ผู้เป็นอุดม บุรุษได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เรา ครั้งนั้นเราได้ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงทูลขอบรรพชากะพระองค์ผู้ สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง ลำดับนั้น พระศาสดาผู้มีพระ- กรุณาอนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ได้ตรัสเรียกเราว่า จง เป็นภิกษุมาเถิด พระดำรัสนั้นเป็นอุปสมบทของเรา เมื่อ เราอุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียวไม่เกียจคร้าน ได้ ทำตามพระดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมารที่ทรงสั่งสอน เรา ในราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ใน มัชฌิมยาม ก็ได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลาย กองแห่งความมืด คืออวิชชาได้ ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์ อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากัน
หน้า 438 ข้อ 379
ประนมอัญชลีนมัสการเรา พร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เป็นบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้ เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้า จึงทรงยิ้มแย้ม แล้วตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่าเป็น พราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑ พรหม- จรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวบุคคล ผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ มีตบะเป็นต้นนั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม. จบสุนีตเถรคาถา ในทวาทสกนิบาตนี้ พระเถระ ๒ รูป คือ พระสีลวเถระ ๑ พระสุนีตเถระ ๑ ล้วนแต่มีมหิทธิฤทธิ์ ได้ภาษิตคาถารูปละ ๑๒ คาถา รวมเป็น ๒๔ คาถา ฉะนี้. จบทวาทสกนิบาต อรรถกถาสุนีตเถรคาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระสุนีตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นีเจ กุลมฺหิ ดังนี้ เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ?
หน้า 439 ข้อ 379
พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลก และมนุษยโลก ใน กาลว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในเรือนมีตระกูล เจริญวัยแล้ว ขวนขวาย ในการเล่นกีฬากับคนพาลทั้งหลายเที่ยวไป เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์ หนึ่ง กำลังเที่ยวบิณฑบาตในบ้าน จึงคำว่า ท่านจะประโยชน์อะไร ด้วย การปกปิดกายทั้งสิ้นแล้วเที่ยวภิกขาจารโดยประการทั้งปวง เหมือนร่าง ของหญิงสาว ควรจะหาเลี้ยงชีพด้วยกสิกรรมและวาณิชกรรมเป็นต้น มิใช่ หรือ หากท่านไม่สามารถจะทำกสิกรรมเป็นต้นนั้นไซร้ ท่านจงนำปัสสาวะ และอุจจาระเป็นต้นในทุกๆ เรือนออกไป จงเลี้ยงชีพโดยการชำระล้างพื้น ในภายหลัง. เพราะกรรมนั้น ท่านจึงไหม้ในนรก ด้วยเศษแห่งกรรมนั่นเอง จึงบังเกิดในตระกูลแห่งบุคคลผู้เทดอกไม้ สิ้นหลายร้อยชาติแม้ในมนุษย- โลก. เลี้ยงชีพโดยอาการเช่นนั้น ก็ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน ตระกูลแห่งบุคคลผู้เทดอกไม้นั้นเอง เมื่อไม่ได้วัตถุสักว่าอาหารและเครื่อง นุ่งห่ม ก็เลี้ยงชีพด้วยกรรมคือการชำระล้างอุจจาระ. ครั้งในปัจฉิมยาม พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเข้ามหากรุณาสมาบัติ ที่พระพุทธเจ้าเคยประพฤติมา ออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ทรงตรวจดู สัตวโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นธรรมอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัต อัน ลุกโพลงในภายในหทัยของสุนีตะ เหมือนประทีปลุกโพลงในหม้อฉะนั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว ทรงครองผ้าแต่เช้า ถือบาตรและจีวรแวดล้อมไปด้วย ภิกษุสงฆ์ เสด็จเที่ยวบิณฑบาตยังกรุงราชคฤห์ เสด็จดำเนินไปตามถนน ที่สุนีตะกระทำกรรมคือการชำระล้างอุจจาระ. ฝ่ายสุนีตะ กระทำอุจจาระและหยากเยื่อและอาหารที่เป็นเดนเป็นต้น
หน้า 440 ข้อ 379
ในที่นั้น ๆ ให้เป็นกอง แล้วใส่ในตะกร้าหาบหลีกไป เห็นพระศาสดา แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์กำลังเสด็จมาอยู่ พรั่นพรึงมีหทัยวุ่นวายชื่นชมอยู่ และเมื่อไม่ได้โอกาสเป็นที่แอบซ่อน จึงวางหาบไว้ที่ข้างฝาเรือน ได้ยืน แอบฝาประคองอัญชลีโดยข้างหนึ่ง เหมือนตามเข้าไป อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ท่านประสงค์จะหลีกไปโดยทางช่องฝาก็มี. พระศาสดาเสด็จถึงที่ใกล้เธอ ทรงพระดำริว่า ผู้นี้ชื่นชมเราผู้อัน กุศลมูลกระตุ้นเตือนตนอยู่ แม้ในที่พร้อมหน้าก็ยังละอาย เพราะมีชาติ และกรรมเลว เอาเถิด เราจะให้เธอเกิดความแกล้วกล้า ดังนี้. จึงตรัส เรียกว่าสุนีตะ ด้วยพระสุรเสียงดุจเสียงพรหมอันลึกซึ้ง บันลือไปทั่วนคร ด้วยเสียงไพเราะอ่อนหวานดังเสียงนกการะเวก แล้วตรัสว่า เพราะความ เป็นอยู่ลำบากนี้ เธอจักอาจเพื่อจะบวชได้ไหม ?. สุนีตะถูกพระดำรัสของ พระศาสดารดเฉพาะ เหมือนถูกรดด้วยน้ำอมฤต จึงเสวยปีติและโสมนัส อย่างยิ่ง จึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ถ้าแม้บุคคลทั้งหลายผู้ เช่นข้าพระองค์ ย่อมได้บวชในที่นี้ไซร้ เพราะเหตุไร ถ้าพระองค์จักไม่ บวช ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงให้ข้าพระองค์ได้บวชเถิด. พระศาสดาตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านได้ บรรพชาและอุปสมมทโดยเอหิภิกษุภาวะ ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วย ฤทธิ์ เป็นราวกะว่าพระเถระ ๖๐ พรรษา ได้อยู่ในสำนักพระศาสดา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนำท่านไปยังวิหาร ตรัสบอกกรรมฐานแล้ว . ท่าน ยังสมาบัติ ๘ และอภิญญา ๕ ให้บังเกิดก่อน แล้วเจริญวิปัสสนา ได้ เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เทพมีท้าวสักกะเป็นต้น และพรหมเข้าไปหาท่านแล้ว นมัสการ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 441 ข้อ 379
เทวดา ๗๐๐ และพรหมเป็นอันมาก และพระอินทร์ มีจิตเลื่อมใสเข้าไปนมัสการท่านสุนีตะ ผู้เป็นดังม้า อาชาไนย ถูกชาติและชราครอบงำ ดังนี้เป็นต้น. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงเห็นท่านแวดล้อมไปด้วยหมู่เทพ ทรงกระทำ การแย้มแล้วทรงสรรเสริญ ทรงแสดงธรรมด้วยพระคาถาว่า ตเปน พฺรหฺมจริเยน. ลำดับนั้น ภิกษุเป็นอันมากประสงค์จะให้ท่านบันลือ สีหนาท จึงถามท่านว่า อาวุโสสุนีตะ เพราะเหตุไร ท่านจึงออกจากตระกูล บวช หรือท่านบวชได้อย่างไร และท่านแทงตลอดสัจจะได้อย่างไร ? ท่าน เมื่อจะประกาศเรื่องนั้นทั้งหมด จึงบันลือสีหนาทด้วยคาถาเหล่านี้ว่า เราเกิดมาในสกุลต่ำ เป็นคนยากจน มีเครื่องบริโภค น้อย การงานของเราเป็นการงานต่ำ เราเป็นคนเทดอกไม้ เราถูกมนุษย์เกลียดชัง ดูหมิ่น และแช่งด่า เราถ่อมตน ไหว้หมู่ชนเป็นอันมาก ครั้งนั้น เราได้เห็นพระพุทธเจ้า ผู้เป็นมหาวีรบุรุษ ห้อมล้อมด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จเข้าไป สู่นครอันอุดมของชาวมคธเพื่ออบิณฑบาต เราจึงวาง กระเช้าลงแล้วเข้าไปถวายบังคม พระองค์ผู้เป็นอุดมบุรุษ ได้ประทับยืนอยู่เพื่ออนุเคราะห์เรา ครั้งนั้นเราได้ถวาย บังคมพระยุคลบาทของพระศาสดาแล้ว ยืนอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง แล้วจึงทูลขอบรรพชากับพระองค์ผู้สูงสุด กว่าสัตว์ทั้งปวง ลำดับนั้น พระศาสดาผู้มีพระกรุณา อนุเคราะห์สัตว์โลกทั้งปวง ได้ตรัสเรียกเราว่า จงเป็น ภิกษุมาเถิด พระดำรัสนั้นเป็นอุปสมบทของเรา เมื่อเรา
หน้า 442 ข้อ 379
อุปสมบทแล้ว อยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ไม่เกียจคร้าน ได้ทำ ตามดำรัสของพระศาสดาผู้พิชิตมารที่ทรงสั่งสอนเรา ใน ราตรีปฐมยาม เราก็ระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ ในมัชฌิม- ยาม ก็ได้ทิพยจักษุ ในปัจฉิมยาม เราก็ทำลายกองแห่ง ความมืด คืออวิชชาได้ ครั้นรุ่งราตรีพระอาทิตย์อุทัย เทพเจ้าเหล่าอินทร์และพรหมทั้งหลาย พากันประนม อัญชลีนมัสการเรา พร้อมกับกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็น บุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็น อุดมบุรุษ ขอนอบน้อมต่อท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านเป็นผู้สิ้นอาสวะ เป็นทักขิไณยบุคคล ลำดับนั้น พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นเราห้อมล้อมด้วยหมู่เทพเจ้า จงได้ทรงยิ้มแย้มและได้ตรัสเนื้อความนี้ว่า บุคคลชื่อว่า เป็นพราหมณ์เพราะคุณธรรม ๔ ประการ คือ ตบะ ๑ พรหมจรรย์ ๑ สัญญมะ ๑ ทมะ ๑ ท่านผู้รู้ทั้งหลาย กล่าวบุคคลผู้ประกอบด้วยคุณธรรม ๔ ประการ มีตบะ เป็นต้นนั้นว่า เป็นพราหมณ์ผู้อุดม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นีเจ ได้แก่ ลามก คือเลวกว่าตระกูล ทั้งปวง. จริงอยู่ ภาวะที่ตระกูลสูงและต่ำหมายเอาสัตว์ทั้งหลาย. ก็พระ- เถระนี้ เมื่อจะแสดงความที่ตนเกิดในตระกูลเลวทราม ซึ่งเลวกว่าตระกูล ทั้งปวง จึงกล่าวว่า เราเกิดในตระกูลต่ำ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นีเจ ซึ่งแปลว่า ลามก คือเลวกว่าตระกูลทั้งปวง.
หน้า 443 ข้อ 379
บทว่า ทลิทฺโท แปลว่า ผู้ทุกข์ยาก. จริงอยู่ คนเข็ญใจบางพวก ได้อาหารและผ้านุ่งห่มในบางคราว มีความเป็นไปอย่างฝืดเคือง, ก็เรา ชื่อว่าเป็นคนเลว เพราะมีความเป็นไปโดยฝืดเคืองทุก ๆ เวลา เป็นเหมือน บุคคลยกหม้อข้าวขึ้นสู่เตาไฟ เมื่อจะแสดงคำที่ควรแสดงว่า แม้เพียงน้ำ หน่อยหนึ่ง เราก็ไม่ได้เห็นเลย จึงกล่าวว่า มีโภชนะน้อย. เมื่อจะแสดงว่า บางคนเกิดในตระกูลต่ำทั้งเป็นคนจน แต่การงาน และอาชีพไม่ต่ำ ส่วนเราไม่เป็นอย่างนั้น จึงกล่าวว่า เราเป็นผู้มีการ งานเลว ดังนี้. หากมีคำถามสอดเข้ามาว่า เป็นเช่นไร ? ตอบว่า เรา เป็นคนเทดอกไม้ เหมือนบุคคลมีมือพิการ ผู้นี้มีชื่อเช่นนี้ด้วยอำนาจแห่ง ความประพฤติว่าเป็นคนเทดอกไม้, หรือถูกกล่าวอย่างนั้นด้วยชั้นคนชำระ อุจจาระ เพราะเป็นผู้มีสีเหมือนที่นอนที่ปูด้วยดอกไม้เหี่ยวแห้ง. บทว่า ชิคุจฺฉิโต ถูกเขาดูหมิ่นโดยชาติและการงาน. บทว่า มนุสฺสานํ แปลว่า อันพวกมนุษย์. บทว่า ปริภูโต แปลว่า ดูหมิ่น. บทว่า วมฺภิโต ได้แก่ อันเขาข่มขู่. บทว่า นีจํ มนํ กริตฺวาน ความว่า ยกมนุษย์เหล่าอื่นขึ้น เหมือนยก ขึ้นสู่ภูเขาสิเนรุ กระทำตนให้เป็นคนเลวกว่าขี้เท้าของมนุษย์เหล่านั้น คือ กระทำใจให้ต่ำ คือเลวตามปกติ. บทว่า วนฺทิสฺสํ พหุกํ ชนํ ความว่า เราไหว้ คือประคองอัญชลี เหนือเศียรเกล้านอบน้อม ในกาลที่ตนเห็นมหาชนหนาแน่น. ศัพท์ว่า อถ เป็นนิบาต ใช้ในการแสดงระหว่างถึงหน้าที่. บทว่า อทฺทสาสึ แปลว่า ได้เห็นแล้ว. บทว่า มคธานํ ความว่า พระราชกุมาร ชาวชนบท ชื่อว่า มคธะ,
หน้า 444 ข้อ 379
ชนบทแม้หนึ่งอันเป็นที่อยู่ของพระราชกุมารเหล่านั้น เขาเรียกว่า มาคธะ เพราะเจริญ, อธิบายว่า แห่งชนบทชื่อว่า มคธะ. บทว่า ปุรุตฺตมํ ได้แก่ นครสูงสุด. บทว่า พฺยาภงฺคึ แปลว่า หาบ. บทว่า ปพฺพชฺชํ อหมายาจึ ความว่า เมื่อพระศาสดาทรงกระทำ โอกาสว่า สุนีตะ เธอจะบวชไหม. เราจึงได้ขอบรรพชา. บทว่า อาสูปสมฺปทา ความว่า เป็น อุปสมฺปทา ด้วยเหตุเพียง พระดำรัสของพระศาสดาว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. บทว่า รตฺติยา เป็นต้น เป็นบทแสดงกิจแห่งข้อปฏิบัตินั้น. ใน คำนั้นท่านกล่าว ทุติยาวิภัตติด้วยอำนาจอัจจันตสังโยคว่า ตลอดปฐมยาม ตลอดมัชฌิมยาม เพราะปุพเพนิวาสญาณ และอนาคตังสญาณมีกิจมาก. อาสวักขยญาณหาเป็นเช่นนั้นไม่ เพราะเป็นไปด้วยอำนาจการตรัสรู้คราว เดียว เพราะฉะนั้น บทว่า ปจฺฉิเม ยาเม พึงเห็นว่าท่านกล่าวด้วย อำนาจสัตตมีวิภัตติ. บทว่า อินฺโท ได้แก่ ท้าวสักกเทวราช. บทว่า พฺรหฺมา ได้แก่ท้าวมหาพรหม. ด้วยศัพท์ว่า อินฺทพฺรหฺม พึงเห็นว่าท่านกล่าวถึงการมาแห่งกามเทพ และพรหมเหล่าอื่นนั่นเอง. จริงอยู่ นิเทศอย่างอุกฤษฏ์นั้น ย่อมเป็นเหมือนอุทาหรณ์ว่า พระราชา เสด็จมาแล้ว. บทว่า นนสฺสึสุ ได้แก่ กระทำนมัสการด้วยกายและด้วยวาจา. ในคำนั้น พระเถระเมื่อจะแสดงการนอบน้อมที่กระทำด้วยกาย จึง กล่าวคำมีอาทิว่า นโมเต ดังนี้ เพื่อจะกล่าวว่า ปญฺชลี แล้วแสดงถึง การนมัสการที่กระทำด้วยวาจา.
หน้า 445 ข้อ 379
ด้วยศัพท์ว่า เทวสงฺฆปุรกฺขตํ ท่านถือเอาพวกพรหม เพราะเป็น อุปปัตติเทพ. บทว่า สิตํ ปาตุกริตฺวาน ความว่า พระศาสดาทรงอาศัยความที่ โอวาทของพระองค์มีผลมาก และคุณสมบัติของเทพและพรหม จึงได้ทรง กระทำการแย้มให้ปรากฏ. ก็แลเมื่อจะทรงกระทำให้ปรากฏ ไม่ทรงแสดง พระทนต์เหมือนคนเหล่าอื่น แต่ทรงแย้มพระโอษฐ์หน่อยหนึ่ง และรัศมี แห่งแก้วผลึกและแก้วมุกดาอันเป็นทิพย์ที่ถูกเหตุเพียงเท่านั้นครอบงำ รัศมี แห่งดวงดาวและพระจันทร์ที่แย้มลงมา รัศมีทึบซึ่งเกิดแต่พระทาฐะสุกปลั่ง เปล่งออกกระทำประทักษิณพระโอษฐ์ของพระศาสดา ๓ ครั้ง เทพและ พรหมเห็นพระศาสดาแล้ว แม้ไปข้างหลังก็รู้ได้ว่า พระศาสดาทรงกระทำ การแย้มให้ปรากฏ. บทว่า ตเปน ได้แก่ ด้วยความสำรวมอินทรีย์ อาจารย์บางพวก กล่าวว่า ด้วยการสมาทานธุดงค์. บทว่า สํยเมน ได้แก่ ด้วยศีล. บทว่า ทเมน ได้แก่ ด้วยปัญญา. บทว่า พฺรหฺมจริเยน ได้แก่ ด้วยการประพฤติอันวิเศษประเสริฐ สุด. บทว่า อเตน ได้แก่ ด้วยตบะเป็นต้น ตามที่กล่าวแล้ว. ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ เพราะเป็นผู้ลอยบาป. บทว่า เอตํ ได้แก่ ตบะเป็นต้นตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า พฺราหฺมณมุตฺตมํ ได้แก่ พราหมณ์ผู้สูงสุด, หรือในบรรดา พราหมณ์ทั้งหลาย ท่านเป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐกว่าพราหมณ์ทั้งหมด. บาลีที่เหลือว่า อหุ พึงนำมาเชื่อมเข้า.
หน้า 446 ข้อ 379
อีกอย่างหนึ่งท่านกล่าว พฺรหฺมญฺํ ความเป็นพรหมว่า พราหมณ์, ท่านเป็นพรหมผู้สูงสุดด้วยอาการอย่างนี้, อธิบายว่า ไม่ใช่ชาติเป็นต้น. จริงอยู่ ชาติตระกูล ประเทศ โคตร และสมบัติเป็นต้น หาเป็น เหตุแห่งความเป็นพระอริยะไม่, แต่อธิศีลสิกขาเป็นต้นเท่านั้นเป็นเหตุ, ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดอกบัวมีกลิ่นหอม พึงเกิดในกองหยากเยื่อ อัน บุคคลทิ้งแล้วใกล้ทางใหญ่ ดอกบัวนั้น พึงเป็นที่ชอบใจ ฉันใด สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อปุถุชนเป็น ดังกองหยากเยื่อเกิดแล้ว ย่อมไพโรจน์ล่วงซึ่งปุถุชน ผู้มืดทั้งหลาย ด้วยปัญญาฉันนั้น. พระเถระ อันภิกษุเหล่านั้นถามแล้วอย่างนี้ เมื่อจะแก้เนื้อความนั้น ด้วยคาถาเหล่านี้ จึงบันลือสีหนาท ฉะนี้แล. จบอรรถกถาสุนีตเถรคาถาที่ ๒ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา ทวาทสกนิบาต
หน้า 447 ข้อ 380
เถรคาถา เตรสกนิบาต ๑. โสณโกฬิวิสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโสณโกฬิวิสเถระ [๓๘๐] ผู้ใดเป็นผู้สำเร็จความปรารถนา เป็นผู้สูงสุดในแว่น- แคว้นของพระเจ้าอังคะ วันนี้ ผู้นั้นมีนามว่าโสณะ เป็น ผู้เยี่ยมในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ภิกษุพึง ตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องบน ๕ และ พึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง ภิกษุผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่อง ข้อง ๕ ท่านเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ศีล สมาธิ และปัญญา ของภิกษุผู้มีมานะเพียงดังว่าไม้อ้อยกขึ้นแล้ว ผู้ประมาท ยินดีในอายตนะอันมีในภายนอก ย่อมไม่ถึง ความบริบูรณ์ กิจใดที่ควรทำ ภิกษุเหล่านี้มาละทิ้งกิจอัน นั้นเสีย แต่มาทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อม เจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีมานะเพียงดังไม้อ้ออันยกขึ้น แล้ว เป็นผู้ประมาท ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารภกายคตาสติ ด้วยดีเป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นกระทำกรรมที่ควรทำเนือง- นิตย์ ย่อมไม่เสพกรรมมิใช่กิจ อาสวะของภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นสูญ เมื่อมีทางตรง พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงดำเนินไป เถิด อย่าพากันกลับ จงตักเตือนตนด้วยตนเอง พึงน้อม
หน้า 448 ข้อ 380
ตนเข้าไปสู่นิพพาน เมื่อเราปรารภความเพียร พระ- ศาสดาผู้มีพระจักษุยอดเยี่ยมในโลก ได้ทรงแสดงธรรม อุปมาด้วยสายพิณสอนเรา เราฟังพระดำรัสของพระองค์ แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ยังสมถภาวนาให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด เราบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว จิตของ เราผู้น้อมไปในเนกขัมมะ ในความวิเวกแห่งจิต ในความ ไม่เบียดเบียน ในความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ในความสิ้น ตัณหา และในความไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้น โดยชอบ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ การสั่งสม ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตสงบ ระงับ เสร็จกิจแล้ว กิจอื่นที่จะพึงทำอีกไม่มี ภูเขาศิลา ล้วนเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้น ทั้งที่เป็น อิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ย่อมไม่ทำจิตของบุคคล ผู้คงที่ให้หวั่นไหวได้ฉันนั้น จิตของผู้คงที่นั้น เป็นจิตตั้ง มั่นไม่หวั่นไหว ไม่เกาะเกี่ยวด้วยอารมณ์อะไร ๆ เพราะ ผู้คงที่นั้นพิจารณาเห็นความเสื่อมไปแห่งอารมณ์นั้น. จบโสณโกฬิวิสเถรคาถา
หน้า 449 ข้อ 380
ในเตรสกนิบาตนี้ พระโสณโกฬิวิสเถระผู้มีมหิทธิฤทธิ์รูปเดียว เท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ ๑๓ คาถา ฉะนี้แล. จบเตรสกนิบาต อรรถกถาเตรสกนิบาต อรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑ ในเตรสกนิบาต คาถาของท่านพระโสณโกฬิวิสเถระ มีคำเริ่ม ต้นว่า ยาหุ รฏฺเ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมบุญในภพนั้น ๆ. ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า อโนมทัสสี พระเถระนี้เป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก ไปสู่วิหารกับ อุบาสกทั้งหลาย ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา มีจิตเลื่อมใส ให้กระทำ บริกรรมด้วยปูนขาว ในที่เป็นที่เสด็จจงกรมของพระศาสดา ลาดด้วย ดอกไม้มีสีต่างๆ ให้ผูกเพดานด้วยผ้าย้อมด้วยสีต่าง ๆ ในเบื้องบน อนึ่ง ได้สร้างศาลายาวมอบถวายแด่พระศาสดาและภิกษุสงฆ์. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ใน กาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เกิดในตระกูลเศรษฐี ในหังสวดีนคร ท่านได้นามว่า สิริวัฑฒะ. ท่านเจริญวัยแล้ว ไปสู่วิหาร กำลังฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ ในตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้ปรารภความเพียร แม้ตนเองก็ปรารถนา
หน้า 450 ข้อ 380
ตำแหน่งนั้น จึงบำเพ็ญมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แล้วตั้งความ ปรารถนาไว้. ฝ่ายท่านบำเพ็ญกุศลตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย- โลก เมื่อพระทศพลพระนามว่ากัสสปปรินิพพานแล้ว เมื่อพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าของเราทั้งหลายยังไม่เสด็จอุบัติขึ้น บังเกิดในเรือนมีตระกูล ใน กรุงพาราณสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว สร้างบรรณศาลาใกล้ฝั่งแม่น้ำ คงคา อุปัฏฐากพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งโดยเคารพ ด้วยปัจจัย ๔ ตลอด ๓ เดือน. พระปัจเจกพุทธเจ้าออกพรรษาแล้ว มีบริขารครบถ้วน ไปยัง ภูเขาคันธมาทน์. กุลบุตรแม้นั้น บำเพ็ญบุญในที่นั้นตลอดชีวิต จุติจาก อัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอุสภเศรษฐี ในจัมปานคร จำเดิมแต่กาลที่ท่านถือปฏิสนธิ กองแห่งโภคะเป็นอันมาก เจริญยิ่งแก่เศรษฐี. ในวันที่ท่านเกิด ท่านได้เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยมหา- สักการะในนครทั้งสิ้น, เพราะเหตุที่ท่านบริจาคผ้ากัมพลแดงมีค่า ๑๐๐,๐๐๐ แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าในกาลก่อน ท่านได้มีอัตภาพมีสีดังทองคำ และ ละเอียดอ่อนยิ่งนัก ด้วยเหตุนั้น ชนทั้งหลายจึงขนานนามท่านว่า โสณะ, ท่านเจริญด้วยบริวารใหญ่ พื้นฝ่ามือและฝ่าเท้าของท่าน ได้มีสีดังดอก- ชะบา. ขนทั้งหลายวนเป็นวงดังรูปต่างหูเพชรเกิดที่ฝ่าเท้า สัมผัสอ่อน เหมือนฝ้ายที่ชีแล้วตั้งร้อยครั้ง เมื่อท่านเจริญวัยแล้ว พวกญาติได้พากัน สร้างปราสาท ๓ หลัง อันสมควรแก่ ๓ ฤดู ให้บำรุงด้วยฟ้อนรำ. ท่าน เสวยสมบัติใหญ่ในที่นั้น ย่อมอยู่อาศัยเหมือนเทพกุมาร.
หน้า 451 ข้อ 380
ครั้นเมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลาย บรรลุพระสัพพัญญุตญาณแล้ว ทรงประกาศธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงราชคฤห์อยู่ ท่านถูก พระเจ้าพิมพิสารรับสั่งให้เข้าเฝ้า ท่านจึงไปยังกรุงราชคฤห์พร้อมด้วย ชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ คน ไปยังสำนักพระศาสดา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธา ให้มารดาบิดาอนุญาตแล้ว ได้บรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา เรียน กรรมฐานในสำนักพระศาสดา อยู่ในสีตวัน เพื่อหลีกเลี่ยงการคลุกคลีด้วย หมู่ชน คิดว่า ร่างกายของเราละเอียดอ่อน เราไม่อาจบรรลุสุขได้โดย ง่ายเลย เราควรจะทำกายให้ลำบากกระทำสมณธรรม ดังนี้แล้ว อธิษฐาน เฉพาะที่จงกรมเท่านั้น หมั่นประกอบความเพียร แม้ฝ่าเท้าพุพองขึ้น ได้มุ่งเพ่งเอาเวทนา กระทำความหมั่น ก็ไม่สามารถเพื่อให้คุณวิเศษเกิด ขึ้นได้ เพราะปรารภความเพียรเกินไป จึงคิดว่า เราแม้พยายามอยู่อย่างนี้ ก็ไม่อาจให้มรรคหรือผลเกิดขึ้นได้ เราจะประโยชน์อะไรด้วยการบรรพชา เราจะสึกบริโภคโภคะและจักบำเพ็ญบุญ. พระศาสดาทรงทราบวาระจิตของท่าน จึงเสด็จไปในที่นั้น ทรง โอวาทด้วยพระโอวาทที่เปรียบด้วยพิณ เมื่อจะทรงแสดงวิธีประกอบความ เพียรให้สม่ำเสมอ จึงให้ชำระพระกรรมฐานแล้วเสด็จไปยังเขาคิชฌกูฏ. ฝ่ายพระโสณเถระได้โอวาทในที่พร้อมพระพักตร์พระศาสดา ประกอบ ความเพียรให้สม่ำเสมอ บำเพ็ญวิปัสสนาดำรงอยู่ในพระอรหัตแล้ว. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทาน๑ว่า :- เราได้ให้ทำที่จงกรม ซึ่งทำการฉาบทาด้วยปูนขาว ถวายแด่พระมุนีพระนามว่า อโนมทัสสี ผู้เป็นเชษฐบุรุษ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔๔.
หน้า 452 ข้อ 380
ของโลก ผู้คงที่ เราได้เอาดอกไม้ต่าง ๆ สี ลาดที่จงกรม ทำเพดานบนอากาศแล้ว ทูลเชิญพระพุทธเจ้าผู้สูงสุดให้ ทรงเสวย เวลานั้น เราประนมอัญชลีถวายบังคมพระองค์ ผู้มีวัตรอันงาม แล้วมอบถวายศาลารายแด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นศาสดายอดเยี่ยมแห่ง โลก พระจักษุ ทรงรู้ความดำริของเรา จึงอนุเคราะห์รับ ไว้ พระสัมพุทธเจ้าผู้เป็นทักขิไณยบุคคลในโลก พร้อม ทั้งเทวโลก ครั้นทรงรับแล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์แล้ว ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดมีจิตโสมนัส ได้ถวายศาลารายแก่เรา เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว รถอันเทียมด้วยม้าพันหนึ่ง จักปรากฏแก่ผู้นี้พร้อมเพรียงด้วยบุญกรรม ในเวลา ใกล้ตาย ผู้นี้จักไปสู่เทวโลกด้วยยานนั้น เทวดา ทั้งหลายจักพลอยบันเทิง ในเมื่อผู้นี้ไปถึงภพอันดี วิมานอันควรค่ามาก เป็นวิมานประเสริฐฉาบทาด้วยต้น แก้ว ประกอบด้วยปราสาทอันประเสริฐ จักครอบงำ วิมานอื่น ผู้นี้จะรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป จักได้เป็นท้าวเทวราชตลอด ๒๕ กัป และจักได้เป็น พระเจ้าจักรพรรดิตลอด ๗๗ กัป พระเจ้าจักรพรรดินั้น แม้ทั้งหมดมีพระนามเดียวกันว่า ยโสธร ผู้นี้ได้เสวย สมบัติทั้งสองแล้ว ก่อสร้างสั่งสมบุญ จักได้เป็นพระเจ้า จักรพรรดิใน ๒๘ กัป [อีก] แม้ในภพนั้น จักมีวิมาน
หน้า 453 ข้อ 380
อันประเสริฐ ที่วิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตให้ ผู้นี้จักครอง บุรี มีเสียง ๑๐ อย่างต่าง ๆ กัน ในกัปจะนับประมาณ มิได้แต่กัปนี้ ผู้นี้จักได้เป็นพระราชารักษาแผ่นดิน มี ฤทธิ์มาก มีพระนามชื่อว่า โอกกากะ อยู่ในแว่นแคว้น นางกษัตริย์ผู้มีวัยอันประเสริฐ มีชาติสูงกว่าหญิง ๖ หมื่น ทั้งหมด จักประสูติเป็นพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๘ พระองค์ ครั้นประสูติพระราชบุตรและพระราชบุตรี ๙ พระองค์แล้ว จักสิ้นพระชนม์ พระเจ้าโอกกากราชจักทรง อภิเษกนางกัญญาผู้เป็นที่รัก กำลังรุ่น เป็นมเหสี พระนาง จักยังพระเจ้าโอกกากราชให้โปรดปรานแล้วได้พร ครั้น พระนางได้พรแล้ว จักให้ขับไล่พระราชบุตรและพระราช- บุตรี พระราชบุตรและพระราชบุตรีทั้งหมดนั้นถูกขับไล่ แล้ว จักไปยังภูเขา เพราะกลัวความปะปนด้วยชาติ พระราชบุตรทั้งหมดจะสมสู่กับพระกนิษฐภคินี ส่วน พระเชษฐภคินีพระองค์หนึ่งจักเป็นที่เคารพ. เพราะเป็น โรคพยาธิ กษัตริย์ทั้งหลาย นำ (พระพี่นาง) ไปประทับ ในโพรงใต้ดิน ชาติของเราอย่าปะปนเลย. กษัตริย์องค์หนึ่ง (โกลิยะ) จึงทรงนำมาแล้ว จักสมสู่กับพระเชษฐภคินีนั้น ตั้งแต่นั้น ความปะปนแห่งสกุลโอกกากะได้มีแล้ว พระโอรสของกษัตริย์เหล่านั้นจักมีพระนามว่าโกลิยะ โดย ชาติ จักได้เสวยโภคสมบัติ อันเป็นของมนุษย์มิใช่น้อย
หน้า 454 ข้อ 380
ในภพนั้น ผู้นี้เคลื่อนจากกายนั้นแล้วจักไปสู่เทวโลก แม้ ในเทวโลกนั้น จักได้วิมานอันประเสริฐ เป็นที่รื่นรมย์ใจ ผู้นี้อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว จักเคลื่อนจากเทวโลกมาสู่ ความเป็นมนุษย์ จักมีชื่อว่าโสณะ จักปรารภความเพียร มีใจแน่วแน่ ตั้งความเพียร ในศาสนาของพระศาสดา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดมศากยบุตร ผู้ประเสริฐ ผู้รู้วิเศษ เป็นมหาวีระ ทรงเห็นคุณอนันต์ จักตั้งไว้ใน ตำแหน่งเลิศ เมื่อฝนตกในที่ประมาณ ๔ นิ้ว หญ้า ประมาณ ๔ นิ้ว ลมซัด เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้คงที่ ซึ่งทรงประกอบความเพียร ความถึงที่สุดไม่มียิ่งขึ้นไป กว่านั้น เรามีตนฝึกแล้ว ในการฝึกอันอุดม เราตั้งจิตไว้ ดีแล้ว เราปลงภาระทั้งปวงลงแล้ว เป็นผู้มีอาสวะดับแล้ว พระอังคีรสมหานาค มีพระชาติสูงดังพระยาไกรสร ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในเอต- ทัคคสถาน คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งชัดแล้ว พระพุทธศาสนา เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยอำนาจอุทาน และด้วยอำนาจการพยากรณ์พระ- อรหัตผลว่า
หน้า 455 ข้อ 380
ผู้ใดเป็นผู้สำเร็จความปรารถนา เป็นผู้สูงสุดในแว่น- แคว้นของพระเจ้าอังคะ วันนี้ ผู้นั้นนั่นมีนามว่าโสณะ เป็นผู้เยี่ยมในธรรมทั้งหลาย เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ภิกษุ พึงตัดสังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ พึงละสังโยชน์เบื้องบน ๕ และพึงเจริญอินทรีย์ ๕ ให้ยิ่ง ภิกษุผู้ล่วงธรรมเป็นเครื่อง ข้อง ๕ ท่านเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว ศีล สมาธิ และ ปัญญา ของภิกษุผู้มีนานะเพียงดังว่าไม้อ้ออันยกขึ้นแล้ว ผู้ประมาท ยินดีในอายตนะอันมีในภายนอก ย่อมไม่ถึง ความบริบูรณ์ กิจใดที่ควรทำ ภิกษุเหล่านี้มาละทิ้งกิจ อันนั้นเสีย แต่มาทำกิจที่ไม่ควรทำ อาสวะทั้งหลายย่อม เจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้มีมานะเพียงดังไม้อ้ออันยกขึ้น แล้ว เป็นผู้ประมาท ส่วนภิกษุเหล่าใดปรารภกายคตาสติ ด้วยดีเป็นนิตย์ ภิกษุเหล่านั้นกระทำกรรมที่ควรทำเนือง- นิตย์ ย่อมไม่เสพกรรมมิใช่กิจ อาสวะของภิกษุเหล่านั้น ผู้มีสติสัมปชัญญะ ย่อมถึงความสิ้นสูญ เมื่อมีทางตรง พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้แล้ว ขอท่านทั้งหลายจงดำเนิน ไปเถิด อย่าพากันกลับ จงตักเตือนตนด้วยตนเอง พึง น้อมตนเข้าไปสู่นิพพาน เมื่อเราปรารภความเพียร พระ- ศาสดาผู้มีจักษุยอดเยี่ยมในโลก ได้ทรงแสดงธรรมอุปมา ด้วยสายพิณสอนเรา เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ยังสมถภาวนาให้เกิดขึ้น เพื่อบรรลุ
หน้า 456 ข้อ 380
ประโยชน์อันสูงสุด เราบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว จิตของเราผู้น้อมไป ในเนกขัมมะ ในความวิเวกแห่งจิต ในความไม่เบียด- เบียน ในความสิ้นไปแห่งอุปาทาน ในความสิ้นตัณหา และความไม่หลงใหลแห่งใจ ย่อมหลุดพ้นโดยชอบ เพราะเห็นความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ การสั่งสมย่อมไม่มี แก่ภิกษุนั้น ผู้หลุดพ้นแล้วโดยชอบ มีจิตรักสงบ เสร็จ กิจแล้ว กิจอื่นที่จะพึงทำอีกไม่มี ภูเขาศิลาล้วนเป็นแท่ง ทึบ ย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉันใด รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์ทั้งสิ้น ทั้งที่เป็นอิฏฐารมณ์ และอนิฏฐารมณ์ ย่อมไม่ทำจิตของบุคคลผู้คงที่ให้หวั่น- ไหวได้ฉันนั้น จิตของผู้คงที่นั้น เป็นจิตตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ไม่เกาะเกี่ยวด้วยอารมณ์อะไร ๆ เพราะผู้คงที่นั้นพิจารณา เห็นความเสื่อมไปแห่งอารมณ์นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาหุ รฏฺเ สมุกฺกฏฺโ ความว่า ผู้ใด เป็นผู้สูงสุด คือประเสริฐสุดโดยชอบ คืออย่างยิ่ง ด้วยโภคสมบัติและด้วย อิสริยสมบัติ พร้อมด้วยชาวบ้าน ๘๐,๐๐๐ คนในอังครัฐ. บทว่า รญฺโ อคฺคสฺส ปทฺธคู ประกอบความว่า เป็นบริวาร แห่งพระเจ้าพิมพิสาร ผู้เป็นอธิบดีในอังครัฐ เพราะอรรถว่าเป็นที่ยินดี แห่งบริษัทด้วยสังคหวัตถุ ๔ เป็นคหบดีวิเศษ เป็นกุฎุมพีในรัฐของ พระเจ้าพิมพิสารนั้น.
หน้า 457 ข้อ 380
บทว่า สฺาชฺชฺ ธมฺเมสุ อุกฺกฏฺโ ความว่า พระโสณะนั้นเป็นผู้ สูงสุดในโลกุตรธรรมในวันนี้ คือในบัดนี้ แม้ในกาลเป็นคฤหัสถ์ ท่าน ก็เป็นผู้สูงสุดกว่าใครๆ ทีเดียว บัดนี้แม้ในเวลาเป็นบรรพชิต ท่านก็เป็น ผู้สูงสุดเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงตนให้เหมือนคนอื่น. บทว่า ทุกฺขสฺส ปารคู ความว่า ท่านถึงฝั่ง คือถึงที่สุดแห่งทุกข์ ในวัฏฏะทั้งสิ้น, ด้วยคำนั้นท่านจึงยังความเป็นผู้สูงสุดที่กล่าวแล้ว โดย ไม่แปลกกันให้แปลกกัน เพราะแสดงถึงการบรรลุพระอรหัต. บัดนี้ท่านเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ด้วยข้อปฏิบัติใด เมื่อจะแสดงข้อ ปฏิบัตินั้น โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า ปญฺจ ฉินฺเท ตัด สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕. คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายว่า บุรุษพึงตัดสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำ ๕ อย่าง อันให้ถึงอบายและกามสุคติ ด้วยมรรค ๓ เบื้องต่ำ เหมือนตัด เชือกที่ผูกไว้ที่เท้าด้วยศัสตราฉะนั้น. บุรุษพึงละสังโยชน์อัน เป็นส่วนเบื้อง สูง ๕ อัน ให้ถึงรูปภพและอรูปภพ ด้วยอรหัตมรรค เหมือนตัดเชือกที่ผูก ไว้ที่คอฉะนั้น, ก็แลครั้นละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องสูงเหล่านั้นได้แล้ว พึงเจริญ คือพึงทำอินทรีย์ ๕ มีสิทธินทรีย์เป็นต้น ให้เกิดยิ่ง ๆ ขึ้นไป, ก็ภิกษุผู้เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าเป็นผู้ก้าวล่วงธรรมเป็นเครื่องข้อง ๕ คือธรรม เครื่องข้องคือ ราคะ โทสะ โมหะ มานะ และทิฏฐิ ท่านจึงเรียกว่า ผู้ข้ามโอฆะได้แล้ว เพราะข้ามโอฆะ ๔ คือ กามโอฆะ ภวโอฆะ ทิฏฐิโอฆะ และอวิชชาโอฆะ. เมื่อแสดงว่า ก็ปฏิปทานี้ชื่อว่าเป็นความบริบูรณ์แห่งศีล อันข้อ ปฏิบัติเครื่องข้ามโอฆะนั่นแล และศีลเป็นต้น ย่อมถึงความบริบูรณ์
หน้า 458 ข้อ 380
เพราะการละมานะเป็นต้น, ไม่ใช่โดยประการอื่น ท่านจึงกล่าวคาถาว่า อุนฺนฬสฺส ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุนฺนฬสฺส แปลว่า มีมานะคือความ ว่างเปล่าอันยกสูงขึ้น. จริงอยู่ มานะ ท่านเรียกว่า นัฏฐะ ฉิบหาย เพราะเป็นเหมือน ฉิบหายแล้ว เพราะความเป็นเปล่าโดยความเป็นไปของใจที่ฟูขึ้น บทว่า ปมตฺตสฺส ได้แก่ ถึงซึ่งความประมาท เพราะการปล่อยสติ. บทว่า พาหิราสสฺส ความว่า ไหลไปทั่วในอายตนะภายนอก อธิบายว่า ปราศจากราคะในกามทั้งหลาย. บทว่า สีลํ สมาธิ ปญฺา จ, ปาริปูรึ น คจฺฉติ ความว่า เมื่อ บุคคลนั้นเสพธรรมอันเป็นข้าศึกต่อศีลเป็นต้น อันดับแรกคุณมีศีลเป็นต้น แม้ที่เป็นโลกิยะ ย่อมไม่ถึงความบริบูรณ์ จะป่วยกล่าวไปไยถึงโลกุตร- ธรรมเล่า. ในข้อนั้นท่านกล่าวเหตุด้วยคำว่า ก็กิจใด ดังนี้เป็นต้น จริงอยู่ กรรมมีอาทิอย่างนี้ว่า การรักษาศีลขันธ์อันหาประมาณมิได้ จำเดิมแต่ เวลาที่ภิกษุบวชแล้ว การอยู่ป่า การรักษาธุดงค์ ความเป็นผู้มีภาวนา เป็นที่มายินดี ชื่อว่า กิจ. ก็กิจตามที่กล่าวมาแล้วนี้ อันภิกษุไม่กำหนด แล้ว คือทิ้งเสียแล้วโดยไม่การทำ. ชื่อว่า อกิจจะ ได้แก่ กรรมมีอาทิอย่างนี้ว่า การตบแต่งบาตร จีวร ประคดเอว การผูกอังสะ ร่ม การประดับรองเท้า พัดใบตาล ธมกรก. กรรมมีอาทิอย่างนี้ว่า การประดับบริขาร ความเป็นผู้มากด้วยปัจจัย ชื่อว่าไม่ใช่กิจของภิกษุ กิจนั้นภิกษุเหล่าใดการทำ อาสวะทั้ง ๔ ย่อม
หน้า 459 ข้อ 380
เจริญแก่ภิกษุเหล่านั้น ผู้ชื่อว่ามีมานะดังไม้อ้อยกขึ้นแล้ว เพราะยกมานะ เพียงว่าไม้อ้อขึ้นประพฤติ ชื่อว่าผู้ประมาทเพราะปล่อยสติ. ส่วนคุณมีปัญญาเป็นต้น เจริญแก่ภิกษุเหล่าใด เพื่อจะแสดงภิกษุ เหล่านั้น ท่านจึงกล่าวว่า เยสํ ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุสมารทฺธา ความว่า ประคองความ เพียรไว้ดีแล้ว. บทว่า กายคตาสติ ได้แก่ กายานุปัสสนาภาวนา. บทว่า อกิจฺจํ เต ความว่า กิจของท่านนั้น คือกิจมีการตบแต่ง บาตรเป็นต้น. บทว่า น เสวนฺติ ได้แก่ ย่อมไม่ทำ. บทว่า กิจฺเจ ได้แก่ กิจมีการคุ้มครองคุณคือศีลอันหาประมาณ มิได้ อันภิกษุพึงทำ จำเดิมแต่กาลที่ตนบวชแล้ว. บทว่า สาตจฺจการิโน แปลว่า ผู้มีอันกระทำติดต่อ อธิบายว่า อาสวะทั้ง ๔ ย่อมถึงความพินาศ คือถึงความสิ้นไป ถึงความไม่มีแก่สัตว์ เหล่านั้น ผู้ชื่อว่า มีสติ เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ. ชื่อว่า ผู้มีสัมปชัญญะ ด้วยสัมปชัญญะ ๔ คือ สาตถกสัมปชัญญะ สัปปายสัมปชัญญะ โคจร- สัมปชัญญะ อสัมโมหสัมปชัญญะ. บัดนี้ เมื่อจะให้โอวาทแก่ภิกษุผู้อยู่ในสำนักของตน จึงกล่าวคาถา ว่า อุชุมคฺคมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุชุมคฺคมฺหิ อกฺขาเต ความว่า เมื่อ พระศาสดาตรัสพระอริยมรรค อันเป็นมัชฌิมปฏิปทา เพราะเว้นที่สุด ๒ อย่าง และเพราะละความคดกายเป็นต้น.
หน้า 460 ข้อ 380
บทว่า คจฺฉถ แปลว่า จงดำเนินไป. บทว่า มา นิวตฺตถ ได้แก่ จงอย่าหยุดเสียในระหว่าง. บทว่า อตฺตนา โจทยตฺตานํ ความว่า กุลบุตรผู้ปรารถนาประโยชน์ ในพระศาสนานี้ ตักเตือนอยู่ซึ่งตนด้วยตนเอง มีการพิจารณาภัยในอบาย เป็นต้น. บทว่า นิพฺพานมภิหารเย ความว่า พึงนำตนไปสู่พระนิพพาน คือพึงเข้าไปใกล้พระนิพพาน อธิบายว่า พึงปฏิบัติโดยประการที่จะทำ พระนิพพานนั้นให้แจ้ง. บัดนี้ เพื่อจะแสดงการปฏิบัติของตนว่า แม้เราปฏิบัติอย่างนี้แหละ ท่านจึงกล่าวว่า อจฺจารทฺธมฺหิ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อจฺจารทฺธมฺหิ วีริยมฺหิ ความว่า เมื่อเราเจริญวิปัสสนา ไม่ กระทำความเพียรให้กิจเสมอด้วยสมาธิ ประคองความเพียรอย่างเหลือเกิน ก็ความที่ผู้นั้นปรารภความเพียรเกินไป ได้กล่าวไว้แล้วในหนหลังนั่นแล. บทว่า วีโณปมํ กริตฺวา เม ความว่า เมื่อท่านพระโสณะเกิดความ คิดขึ้นว่า สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าเหล่าใดเหล่าหนึ่งเเล ปรารภความ เพียรย่อมอยู่ เราเป็นผู้หนึ่งในสาวกเหล่านั้น ก็ถ้าว่า จิตของเราย่อมหลุด พ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น เพราะฉะนั้น เราจักสึก. พระ- ศาสดาทรงแสดงพระองค์ในที่เฉพาะหน้าของท่านโสณะนั้น จึงตรัสถามว่า เพราะเหตุไร โสณะ เธอจึงเกิดความคิดขึ้นว่าจักสึก เมื่อก่อนเธอเป็น ผู้ครองเรือนฉลาดในเสียงแห่งสายพิณ. เมื่อท่านทูลว่า อย่างนั้น พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า โสณะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นอย่างไร ? ในกาลใดสายพิณของเธอ ตึงเกินไป อนึ่ง สายพิณของเธอย่อมมีเสียงหรือควรแก่การงานในสมัยนั้น
หน้า 461 ข้อ 380
บ้างหรือ เมื่อท่านโสณะทูลว่า ก็ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า จึง ตรัสว่า โสณะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นอย่างไร ในกาลใดสายพิณของเธอ หย่อนเกินไป ในสมัยนั้นพิณของเธอย่อมมีเสียง หรือควรแก่การงานบ้าง หรือ เมื่อท่านโสณะทูลว่า ก็ข้อนั้นไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า โสณะ เธอสำคัญข้อนั้นเป็นอย่างไร ก็ในกาลใดสายพิณของเธอไม่ตึงเกิน ไปและไม่หย่อนเกินไป ตั้งอยู่ในคุณอันเสมอ ในสมัยนั้นสายพิณของเธอ มีเสียง หรือควรแก่การงานบ้างละหรือ เมื่อท่านโสณะทูลว่า เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า จึงตรัสว่า อย่างนั้นนั่นแหละ โสณะ ความเพียรอันปรารภ เกินไป ย่อมเป็นไปเพื่อความฟุ้งซ่าน ความเพียรอันหย่อนเกินไป ย่อม เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน เพราะเหตุนั้นนั่นแล โสณะ เธอจงตั้งความ เพียรให้สม่ำเสมอ และจงรู้แจ้งความที่อินทรีย์มีความสม่ำเสมอกัน ดังนี้ ครั้นทรงกระทำพิณให้เป็นอุปมาอย่างนี้แล้ว จึงแสดงธรรมแก่เรา ด้วย โอวาทอันเปรียบด้วยพิณอันให้เป็นแล้ว. บทว่า ตสฺสาหํ วจนํ สุตฺวา ความว่า เราได้ฟังวีโณปโมวาทสูตร อันเป็นพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแล้ว จึงละความที่ตนเป็น ผู้ใคร่เพื่อจะสึก อันเกิดขึ้นในระหว่างเสีย ยินดีแล้ว คือยินดียิ่งแล้วใน ศาสนาของพระศาสดา. ก็เมื่อจะอยู่ เราจะบำเพ็ญสมถะให้พร้อมมูล ประกอบความเพียรให้ สม่ำเสมอ ยังความที่สมาธิกับวีริยะมีกิจเสมอให้เกิดขึ้น ยังวิปัสสนาสมาธิ ซึ่งมีฌานเป็นที่ตั้งให้ถึงพร้อม บำเพ็ญวิปัสสนา จึงกล่าวประโยชน์ในข้อ นั้นว่า ด้วยการบรรลุประโยชน์อันสูงสุด. บทว่า อุตฺตมสฺส ปตฺติยา ความว่า เพื่อบรรลุพระอรหัต.
หน้า 462 ข้อ 380
บัดนี้ เมื่อจะทรงแสดงประการที่สมถะและวิปัสสนาสำเร็จแก่ผู้ปฏิบัติ โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงกล่าวคำว่า เนกฺขมฺเม ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อธิมุตฺตสฺส ความว่า ผู้ประกอบขวนขวาย โดยภาวะ น้อม ไป โอนไป เงื้อมไปในเนกขัมมะนั้น อธิบายว่า อันดับแรก เป็นผู้มุ่ง หน้าต่อบรรพชาก่อน แล้วละกามทั้งหลายและบรรพชา ประกอบการ ขวนขวายในธรรมอันหาโทษมิได้ มีอาทิอย่างนี้คือ การชำระศีลให้หมด จด การอยู่ป่า การรักษาธุดงค์ และการประกอบยิ่งในภาวนา. บทว่า ปวิเวกญฺจ เจตโส ความว่า มีสติน้อมใจไปสู่ความสงัด และน้อมไปในเนกขัมมะอย่างนี้อยู่ คือประกอบขวนขวายในวิเวก โดยยัง ฌานหมวดสี่และฌานหมวดห้าให้บังเกิด. บทว่า อพฺยาพชฺฌาธิมุตฺตสฺส ความว่า น้อมใจไปโดยความเป็นผู้ หมดทุกข์ ในเพราะไม่เบียดเบียน คือยังฌานสมาบัติให้เกิดแล้ว ขวนขวาย ในความสุขอันเกิดแต่สมถะ. บทว่า อุปาทานกฺขยสฺส จ ความว่า น้อมใจไปในที่สุดแห่งความ สิ้นไปแห่งอุปาทานทั้ง ๔ คือในพระอรหัต. จริงอยู่ บทว่า อุปาทา นกฺขยสฺส นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ในอรรถแห่งสัตตมีวิภัตติ. อธิบายว่า กระทำฌานตามที่ตนบรรลุแล้วนั้น ให้เป็นบาทแล้ว ตามประกอบ วิปัสสนา เพื่อบรรลุพระอรหัต. บทว่า ตณฺหกฺขยาธิมุตฺตสฺส ความว่า ชื่อว่า ตัณหักขยะ เพราะ เป็นที่สิ้นไปแห่งตัณหา, ได้แก่พระนิพพาน, น้อมไปในพระนิพพานนั้น คือน้อมไป โอนไป เงื้อมไปในนิโรธ โดยเห็นอุปาทานโดยความเป็นภัย และเห็นความไม่มีอุปาทานโดยปลอดภัย.
หน้า 463 ข้อ 380
บทว่า อสมฺโมหญฺจ เจตโส ความว่า น้อมจิตไปสู่ความเป็นไป โดยไม่หลง ด้วยสามารถเเห่งสัมปชัญญะ คือความไม่หลง. หรือน้อมจิต ไปสู่อริยมรรคอันเป็นความไม่หลง ด้วยการถอนความหลงได้โดย เด็ดขาด. บทว่า ทิสฺวา อายตนุปฺปาทํ ความว่า เพราะเหตุที่ได้เห็นการเกิด ขึ้นแห่งอายตนะทั้งหลาย มีจักษุเป็นต้น โดยปัจจัยตามที่เป็นของตน และเห็นความดับ โดยเป็นข้าศึกกับความเกิดนั้น ด้วยมรรคปัญญา อัน ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา. บทว่า สมฺมา จิตฺตํ วิมุจฺจติ ความว่า จิตย่อมหลุดพ้น จากอาสวะ ทั้งปวง โดยชอบ คือโดยเหตุ โดยญายะ โดยลำดับแห่งมรรค. ในคำว่า ตสฺส สมฺมา วิมุตฺตสฺส เป็นต้น มีความสังเขปดังต่อไป นี้ว่า :- จิตนั้นหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งปวง โดยนัยที่กล่าวแล้ว คือโดย ชอบแท้ เพราะเหตุนั้นนั่นแล ความก่อขึ้นแห่งกุศลหรืออกุศลที่ภิกษุ ผู้ขีณาสพ มีจิตสงบเพราะสงบโดยส่วนเดียว กระทำไว้ย่อมไม่มี เพราะ ถอนขึ้นด้วยมรรคนั่นเอง กิจที่ควรทำต่างด้วยปริญญากิจเป็นต้น ย่อมไม่มี เพราะทำกิจเสร็จแล้ว ภูเขาอันล้วนแล้วด้วยหินเป็นแท่งทึบ ย่อมไม่ สะเทือน ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยลมตามปกติฉันใด ธรรมคืออารมณ์มีรูป เป็นต้น อันน่าปรารถนาและไม่ปรารถนา ของจิตของภิกษุผู้ขีณาสพ ก็ฉันนั้น ไม่ยังจิตของท่านผู้คงที่ คือผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ ดำรงมั่นไม่ เอนเอียง เป็นจิตปราศจากกิเลสเครื่องประกอบ เพราะความเป็นผู้ละ ความโศกได้ทั้งหมด ไม่หวั่น ไม่ไหวได้ และท่านย่อมเข้าผลสมาบัติเห็น
หน้า 464 ข้อ 380
แจ้งอยู่ตลอดกาลโดยกาล แห่งธรรมคืออารมณ์นั้น ย่อมตามเห็นความ เสื่อมคือความดับ ได้แก่มีสภาวะแตกไปทุกขณะ เพราะเหตุนั้น ท่าน จึงพยากรณ์พระอรหัตผล. จบอรรถกถาโสณโกฬิวิสเถรคาถาที่ ๑ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา เตรสกนิบาต
หน้า 465 ข้อ 381
เถรคาถา จุททสกนิบาต ๑. เรวตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระเรวตเถระ [๓๘๑] นับแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ไม่รู้สึกถึงความ ดำริอันไม่ประเสริฐประกอบด้วยโทษเลย ในระยะกาล นานที่เราบวชอยู่นี้ เราไม่รู้สึกถึงความดำริว่า ขอให้สัตว์ เหล่านั้น จงถูกฆ่า ถูกเขาเบียดเบียน จงได้รับทุกข์ เรารู้สึกแต่การเจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ อบรมสั่ง- สมดีแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว เราได้เป็นมิตรเป็นสหายของสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้อนุเคราะห์ สัตว์ทั้งปวง ยินดีแล้วในการไม่เบียดเบียน เจริญเมตตา- จิตอยู่ทุกเมื่อ เรายังจิตอันไม่ง่อนแง่น ไม่กำเริบให้ บันเทิงอยู่ เจริญพรหมวิหารอันบุรุษผู้เลวทรามไม่ซ่องเสพ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้าทุติยฌานอัน ไม่มีวิตกวิจาร ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่งเป็นอริยะ โดย แท้จริง ภูเขาศิลาล้วนไม่หวั่นไหว ตั้งอยู่คงที่ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวดุจบรรพตเพราะสิ้นโมหะ ความชั่วแม้มีประมาณเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏ เหมือนประมาณเท่าหมอกเมฆ แต่ท่านผู้ไม่มีกิเลสเครื่อง ยั่วยวน ผู้แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เมืองหน้าด่าน เป็นเมืองอันเขาคุ้มครองแล้วทั้งภายในและภายนอกฉันใด
หน้า 466 ข้อ 381
ท่านทั้งหลายจงคุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วง เลยท่านทั้งหลายไปเสีย เราไม่ยินดีต่อความตาย ไม่ เพลิดเพลินต่อความเป็นอยู่ แต่เรารอเวลาตาย เหมือน ลูกจ้างคอยให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดี ความตาย ไม่เพลิดเพลินต่อความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอท่า เวลาตาย พระศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพแล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ที่ กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว บรรลุถึงความ สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาท ให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็นคำสอนของเรา เราจักอำลาท่าน ทั้งหลายปรินิพพานในบัดนี้ เพราะเราเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งปวง. จบเรวตเถรคาถา อรรถกถาจุททสกนิบาต อรรถกถาขทิรวนิยเรวตเถรคาถาที่ ๑ ใน จุททสกนิบาต คาถาของท่านพระขทิรวนิยเรวตเถระ มีคำ เริ่มต้นว่า ยถา อหํ ดังนี้, เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็นอย่างไร ?
หน้า 467 ข้อ 381
คาถาของท่าน บางอย่างมาแล้วในเอกนิบาตในหนหลัง, ก็ในเรื่อง นั้นท่านแสดงถึงเหตุเพียงให้เกิดสติในหลาน ๆ ของตน เพราะฉะนั้น คาถาท่านจึงสงเคราะห์เข้าในเอกนิบาต แต่คาถาเหล่านี้ ท่านประกาศถึง ข้อปฏิบัติจำเดิมแต่พระเถระบวชแล้ว จนถึงปรินิพพาน ยกขึ้นสังคายนา ในจุททสกนิบาตนี้. ในข้อนั้น เหตุเกิดเรื่องท่านกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. แต่ข้อนี้ มีความแปลกกันดังต่อไปนี้ว่า ได้ยินว่าพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้ว ไป ยังที่อุปัฏฐากพระศาสดาและของพระมหาเถระ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น อยู่ในที่นั้นเพียงวันเล็กน้อยเท่านั้น ก็กลับมาป่าไม้ตะเคียนนั่นแล ยับยั้ง อยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ และด้วยพรหมวิหารธรรม. เมื่อกาลล่วงไปด้วยอาการอย่างนี้ วัยถึงคร่ำคร่าเจริญโดยลำดับ. วันหนึ่งท่านไปยังที่บำรุงพระพุทธเจ้า อยู่ในที่ไม่ไกลแต่กรุงสาวัตถี ใน ระหว่างทาง. ก็โดยสมัยนั้น พวกโจรกระทำการปล้นในพระนคร ถึงพวก มนุษย์ผู้อารักขาไล่ติดตาม พากันหนีไปทิ้งห่อสิ่งของที่ลักมาในที่ใกล้พระ- เถระ. พวกมนุษย์ติดตามเห็นภัณฑะในที่ใกล้พระเถระ แล้วพาไปด้วย หมายว่าเป็นโจร จึงแสดงแด่พระราชาว่า ผู้นี้เป็นโจรพระเจ้าข้า. พระราชา รับสั่งให้ปล่อยพระเถระแล้วตรัสถามว่า ท่านขอรับ ท่านกระทำโจรกรรมนี้ หรือไม่ ? พระเถระเพื่อจะประกาศกรรมเช่นนั้น ที่ตนไม่เคยกระทำตั้งแต่ เกิดมาก็จริง ถึงกระนั้นกรรมนั้นอาตมาก็มิได้ทำ เพราะตัดกิเลสได้เด็ด ขาด และไม่ควรกระทำในกรรมเช่นนั้น เมื่อจะแสดงธรรมแก่ภิกษุผู้อยู่ใน ที่ใกล้และแก่พระราชา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า
หน้า 468 ข้อ 381
นับแต่เราออกบวชเป็นบรรพชิตแล้ว ไม่รู้สึกถึงความ ดำริอันไม่ประเสริฐ ประกอบด้วยโทษเลย ในระยะกาล นานที่เราบวชอยู่นี้ เราไม่รู้สึกถึงความดำริว่า ขอให้ สัตว์เหล่านั้นจงถูกฆ่า ถูกเขาเบียดเบียน จงได้รับทุกข์ เรารู้สึกแต่การเจริญเมตตาอันหาประมาณมิได้ อบรม สั่งสมดีแล้วโดยลำดับ ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ แล้ว เราได้เป็นมิตรเป็นสหายของสัตว์ทั้งปวง เป็นผู้ อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง ยินดีแล้วในการไม่เบียดเบียน เจริญเมตตาจิตอยู่ทุกเมื่อ เรายังจิตอันไม่ง่อนแง่น ไม่ กำเริบให้บันเทิงอยู่ เจริญพรหมวิหารอันบุรุษผู้เลวทราม ไม่ซ่องเสพ สาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้า ทุติยฌานอันไม่มีวิตกวิจาร ประกอบด้วยความเป็นผู้นิ่ง เป็นอริยะ โดยแท้จริง ภูเขาศิลาล้วนไม่หวั่นไหว ตั้ง อยู่คงที่ แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น ย่อมไม่หวั่นไหวดุจ บรรพต เพราะสิ้นโมหะ ความชั่วแม้มีประมาณเท่า ปลายขนทราย ย่อมปรากฏเหมือนประมาณเท่าหมอก- เมฆ แก่ท่านผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน ผู้แสวงหาความ สะอาดเป็นนิตย์ เมืองหน้าด่านเป็นเมืองอันเขาคุ้มครอง แล้วทั้งภายในและกายนอกฉันใด ท่านทั้งหลายจงคุ้ม- ครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไป เสีย เราไม่ยินดีต่อความตาย ไม่เพลิดเพลินต่อความ เป็นอยู่ แต่เรารอเวลาตาย เหมือนลูกจ้างคอยให้หมด
หน้า 469 ข้อ 381
เวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลิน ความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอท่าเวลาตาย พระศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพแล้ว ได้บรรลุประโยชน์ที่กุลบุตรออก บวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ ทั้งปวง ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อม เถิด นี้เป็นคำสอนของเรา เราจักอำลาท่านทั้งหลาย ปรินิพพานในบัดนี้ เพราะเราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลส ทั้งปวง. ในคาถานั้น มีการพรรณนาตามลำดับบทดังต่อไปนี้ว่า บทว่า อิมสฺมึ ทีฆมนฺตเร ประกอบความว่า ในกาลใดเราเป็นบรรพชิต ตั้งแต่ นั้นมาก็นี้เป็นกาลนานของเรา ในกาลระยะยาวเช่นนี้ เราไม่รู้ความตรึก อันประกอบด้วยโทษอันไม่ประเสริฐ ด้วยอำนาจอภิชฌาว่า นี้เป็นเหตุ ของเรา หรือด้วยอำนาจพยาบาทว่า ขอสัตว์เหล่านี้จงถูกฆ่า. บทว่า เมตฺตญฺจ อภิชานามิ ความว่า ชื่อว่า เมตตา เพราะเป็น เหตุเยื่อใยคือสิเนหา ได้แก่ความไม่พยาบาท, ชื่อว่า เมตตา เพราะมี ความรักใคร่ ความเจริญเมตตา ได้แก่ พรหมวิหารธรรมมีเมตตาเป็น อารมณ์, ซึ่งเมตตานั้น, ท่านสงเคราะห์พรหมวิหารนอกนี้ ด้วยศัพท์ว่า เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา. บทว่า อภิชานามิ ความว่า เรารู้โดยเฉพาะหน้า, จริงอยู่ เมื่อ พิจารณาถึงฌานที่บรรลุแล้ว เป็นอันชื่อว่ามุ่งหน้าต่อปัจจเวกขญาณ
หน้า 470 ข้อ 381
เพื่อเลี่ยงคำถามว่าประมาณเท่าไร ท่านจึงกล่าวว่า หาประมาณมิได้เป็นต้น. ก็ฌานนั้นนั้นชื่อว่าหาประมาณมิได้ เพราะมีสัตว์หาประมาณมิได้เป็น อารมณ์ เหมือนฌานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว. ประกอบความว่า เรารู้เฉพาะฌานนี้ที่ชื่อว่า เจริญดีแล้ว เพราะ เจริญด้วยดี ที่ชื่อว่าอบรม คือเสพคุ้นแล้วโดยลำดับ คือตามลำดับ อย่างนี้ คือเมตตาที่หนึ่ง จากนั้นกรุณา จากนั้นมุทิตา ภายหลังอุเบกขา, ชื่อว่าเป็นมิตรของคนทั้งปวง เพราะเป็นมิตรของสัตว์ทั้งปวง หรือคน ทั้งปวงเป็นมิตรของเรา, จริงอยู่ ผู้เจริญเมตตา ย่อมเป็นที่รักของสัตว์ ทั้งหลาย. แม้ในบทว่า สพฺพสโข นี้ก็มีนัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สพฺพภูตานุกมฺปโก ได้แก่ผู้อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง. บทว่า เมตฺตจิตฺตญฺจ ภาเวมิ ความว่า เรายังจิตให้เกิด คือยังจิตที่ ประกอบคือที่สัมปยุตด้วยเมตตาให้เจริญโดยพิเศษ หรือประกาศเพราะ ถึงความสูงสุดในภาวนาแม้ในเมื่อไม่กล่าว. อีกอย่างหนึ่งว่า เราเจริญเมตตา จิต, ความแห่งคำนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั้นแล. บทว่า อพฺยาปชฺชรโต ความว่า ยินดียิ่งในความเบียดเบียน คือ ในการนำประโยชน์เกื้อกูลเข้าไปให้แก่สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า สทา แปลว่า ทุกๆ กาล ด้วยคำนั้นท่านแสดงถึงการกระทำ ความเพียรเป็นไปติดต่อในกาลนั้น. บทว่า อสํหิรํ แปลว่า ไม่ง่อนแง่น คือไม่ถูกราคะอันเป็นข้าศึก ใกล้ไม่คร่ามา. บทว่า อสงฺกุปฺปํ แปลว่า ไม่กำเริบ คือไม่กำเริบด้วยพยาบาท
หน้า 471 ข้อ 381
อันเป็นข้าศึกไกล. ครั้นกระทำให้เป็นอย่างนี้ ย่อมบันเทิงทั่ว คือบันเทิง ยิ่ง ซึ่งเมตตาจิตของเรา คือเจริญพรหมวิหาร บทว่า อกาปุริสเสวิตํ ความว่า เราทำให้เกิดคือเจริญซึ่งเมตตา พรหมวิหารเป็นต้นอันประเสริฐ คือเลิศ ได้แก่ หาโทษมิได้ อันคนชั่ว คือต่ำช้าไม่เสพแล้ว หรืออันคนไม่ชั่วคือพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้า เป็นต้นเสพแล้ว . ครั้นแสดงข้อปฏิบัติของตนด้วย ๕ คาถา โดยยกตนขึ้นแสดงอย่างนี้ บัดนี้เมื่อจะแสดงข้อปฏิบัตินั้น โดยอ้างถึงพระอรหัตผล จึงได้กล่าว ๔ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า อวิตกฺกํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อวิตกฺกํ สมาปนฺโน ความว่า ถึง พร้อมซึ่งฌานมีทุติยฌาณเป็นต้น อันเว้นแล้วจากวิตก, ด้วยคำนั้น พระเถระกล่าวการบรรลุฌานมีทุติยฌานเป็นต้นด้วยตนเอง โดยอ้างถึง พระอรหัตผล ด้วยพรหมวิหารภาวนา ก็เพราะเหตุที่พระเถระกระทำ ฌานนั้นนั่นแลให้เป็นบาทแล้ว เจริญวิปัสสนาแล้วยึดเอาพระอรหัต โดย อาสนะเดียวนั่นเอง ฉะนั้นเมื่อจะแสดงความนั้น โดยอ้างเอาพระอรหัตผล นั่นแล จึงกล่าวว่า อวิตกฺกํ สมาปนฺโน ดังนี้แล้วกล่าวว่า สาวกของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นผู้เข้าถึงความเป็นผู้นิ่งแบบพระอริยะในขณะ- นั้น. ในข้อนั้น สมาบัติอันไม่มีวิตกไม่มีวิจาร เพราะไม่มีวจีสังขาร พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสว่า เป็นความนิ่งแบบพระอริยะ ก็สมาบัติอย่างใด อย่างหนึ่ง ชื่อว่า เป็นความนิ่งแบบพระอริยะ เพราะพระบาลีว่า ภิกษุ ทั้งหลาย เมื่อพวกเธอประชุมกัน พึงทำกิจ ๒ อย่าง คือเป็นผู้กล่าวธรรม
หน้า 472 ข้อ 381
หรือเป็นผู้นิ่งแบบพระอริยะ แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาสมาบัติอันสัมปยุต ด้วยอรหัตผลอันประกอบด้วยฌานที่ ๔. บัดนี้ เมื่อจะประกาศความที่ตนไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมด้วยอุปมา เพราะความที่ตนบรรลุพระอรหัตผลนั้นแล้ว จึงกล่าวคาถาว่า ยถาปิ ปพฺพโต ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาปิ ปพฺพโต เสโล ความว่า ภูเขา อันล้วนแล้วแต่หิน คืออันล้วนแล้วแต่หินเป็นแท่งทึบฉันใด อธิบายว่า ไม่ใช่ภูเขาดินร่วน ไม่ใช่ภูเขาปนดิน. บทว่า อจโล สุปฺปติฏฺิโต ความว่า เป็นภูเขามีรากตั้งอยู่แล้ว ด้วยดี ไม่หวั่นไหวสะเทือนด้วยลมตามปกติ เพราะฉะนั้น พระอรหัตและ นิพพาน ชื่อว่า ละโมหะได้เด็ดขาด เพราะภิกษุไม่หวั่นไหว เหตุโมหะ สิ้นไปด้วยอาการอย่างนี้ ดุจภูเขาฉะนั้น คือภิกษุละอกุศลทั้งปวงได้แล้ว เพราะอกุศลทั้งปวงมีโมหะเป็นมูล ย่อมไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรมทั้งหลาย เหมือนภูเขานั้นย่อมไม่สะเทือนด้วยลมฉะนั้น อีกอย่างหนึ่งอธิบายว่า เพราะ เหตุที่พระอรหัต และพระนิพพานท่านเรียกว่าธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ ฉะนั้น จึงชื่อว่าโมหักขยา เพราะฉะนั้น ภิกษุผู้ตั้งอยู่ด้วยดีแล้วในอริยสัจ ๔ เพราะเหตุธรรมเป็นที่สิ้นโมหะ และเพราะบรรลุพระนิพพานและอรหัต แม้ในเวลาไม่เข้าสมาบัติก็ไม่หวั่นไหว เหมือนภูเขา จะป่วยกล่าวไปไย ถึงผู้เข้าสมาบัติเล่า. บัดนี้เมื่อจะแสดงว่า ชื่อว่าบาปนี้ ภิกษุผู้มีศีลไม่สะอาดเท่านั้นย่อม ประพฤติ ส่วนภิกษุผู้มีศีลสะอาดหาประพฤติไม่ ก็บาปสำหรับผู้มีศีลสะอาด
หน้า 473 ข้อ 381
นั้น แม้มีประมาณน้อย ก็ปรากฏเป็นของหนัก จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า อนงฺคณสฺส ดังนี้. คำแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ว่า ความชั่วมีประมาณเท่าปลาย ขนทราย ประมาณเท่าปลายผม แม้มีประมาณเล็กน้อยแห่งบาป ของ สัปบุรุษผู้ชื่อว่าไม่มีกิเลสเครื่องยียวน เพราะไม่มีกิเลสเครื่องยียวนมีราคะ เป็นต้น ผู้แสวงหาธรรมอันสะอาดหาโทษมิได้ ตั้งแผ่ทั่วโลกธาตุปรากฏ เป็นเพียงอากาศ เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ไม่พึงหวังบุคคลผู้เช่นเรา ในกรรมเห็นปานนี้. เมื่อจะให้โอวาทว่า เพราะเหตุที่พวกคนอันธพาลทำความว่าร้าย เห็นปานนั้น ให้เกิดขึ้นแม้ในผู้ไม่มีกิเลส ฉะนั้นผู้ใคร่ต่อประโยชน์ พึงรักษาตนโดยเคารพ. จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า นครํ ยถา ดังนี้. คาถานั้นมีอธิบายว่า เหมือนอย่างว่าปัจจันตนคร อันมนุษย์ชาว เมืองปัจจันตนครกระทำประตูและกำแพงเป็นต้นให้มั่นคง ชื่อว่าทำให้ มั่นคงในภายใน เมื่อกระทำเชิงเทินแลคูเป็นต้นให้มั่นคง ชื่อว่าทำให้ มั่นคงในภายนอก เพราะฉะนั้น ชื่อว่ากระทำให้เป็นอันคุ้มครองทั้งภายใน และภายนอกฉันใด พวกเธอทั้งหลายก็ฉันนั้น จงอย่าปล่อยสติที่เธอ เข้าไปตั้งไว้ ปิดทวารทั้ง ๖ ที่เป็นไปในภายในแล้ว รักษาทวารไว้แล้ว กระทำทวารเหล่านั้นให้มั่นคง ด้วยการไม่ยึดถือโดยประการที่อายตนะ ภายนอก ๖ ที่ยึดถือไว้ เป็นไปเพื่อกระทบอายตนะภายใน ไม่ละสติที่ รักษาทวาร โดยไม่ให้เข้าไปสู่อายตนะเหล่านั้น เที่ยวไปอยู่ ชื่อว่าคุ้ม- ครองตน. เพราะเหตุไร ? เพราะขณะอย่าได้ล่วงเธอทั้งหลายไปเสีย. จริงอยู่ ขณะทั้งหมดนี้ คือขณะเป็นที่อุบัติแห่งพระพุทธเจ้า ขณะ
หน้า 474 ข้อ 381
ได้อัตภาพเป็นมนุษย์ ขณะอุบัติในมัชฌิมประเทศ ขณะได้สัมมาทิฏฐิ ขณะไม่บกพร่องอายตนะ ๖ ย่อมล่วงบุคคลผู้ไม่คุ้มครองตนด้วยอาการ อย่างนี้, ขณะนั้น อย่าล่วงท่านทั้งหลายไปเสียดังนี้แล. พระเถระ ครั้นโอวาทบริษัทพร้อมด้วยราชบริพารด้วยคาถานี้ ด้วย อาการอย่างนี้แล้ว เมื่อจะประกาศความที่ตนมีจิตเสมอในมรณะและชีวิต และกิจที่ตนทำเสร็จแล้วอีก จึงกล่าวคำว่า นาภินฺนฺทามิ มรณํ ไม่ยินดี ยิ่งซึ่งความตายดังนี้เป็นต้น. คำนั้นมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เห็นกาลปรินิพพานแห่งตนปรากฏ จึงให้โอวาทแก่พวกเหล่านั้นโดยสังเขปนั่นแล เมื่อจะประกาศพระนิพพาน จึงกล่าวคาถาสุดท้าย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺปาเทถปฺปมาเทน ความว่า เธอ ทั้งหลายจงยังสิกขา ๓ มีทานและศีลเป็นต้น ที่ควรให้ถึงพร้อม ให้ถึง พร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด, จงเป็นผู้ไม่ประมาทในการตามรักษาศีล อันเป็นไปแก่คฤหัสถ์ อันต่างด้วยประโยชน์ในปัจจุบัน และประโยชน์ ในเบื้องหน้า ในการตามประกอบสมถะ และวิปัสสนาภาวนา. บทว่า เอสา เม อนุสาสนี ความว่า การพร่ำสอนว่า ท่านทั้งหลาย จงไม่ประมาทในทานและศีลเป็นต้น นี้เป็นคำพร่ำสอน คือเป็นโอวาท ของเรา. ครั้นแสดงข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะถือ เอาที่สุดแห่งข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์ตน จึงกล่าวว่า เอาเถอะ เราจัก ปรินิพพาน เราเป็นผู้หลุดพ้นแล้วในที่ทุกสถาน.
หน้า 475 ข้อ 381
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺโตมฺหิ สพฺพธิ ความว่า เรา เป็นผู้หลุดพ้นแล้วจากกิเลสและภพทั้งหลาย โดยประการทั้งปวง เพราะ เหตุนั้น เราจักปรินิพพานโดยส่วนเดียวฉะนี้แล. ก็แล ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว นั่งขัดสมาธิเข้าฌานมีเตโชธาตุเป็น อารมณ์ เมื่อไฟลุกโพลงอยู่ปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. จบอรรถกถาขทิรวนิยเรวตเถรคาถาที่ ๑
หน้า 476 ข้อ 382
๒. โคทัตตเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระโคทัตตเถระ [๓๘๒] โคอาชาไนยที่ดี อันเขาเทียมแล้วที่แอกเกวียน ย่อม อาจนำแอกเกวียนไปได้ ไม่ย่อท้อต่อภาระอันหนัก ไม่ ทอดทิ้งเกวียนอันเขาเทียมแล้ว แม้ฉันใด บุคคลเหล่าใด บริบูรณ์ด้วยปัญญา เหมือนมหาสมุทรอันเต็มด้วยน้ำ บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ดูหมิ่นผู้อื่น ฉันนั้น ย่อมเป็นดัง อริยธรรมของสัตว์ทั้งหลาย นรชนผู้ตกอยู่ในอำนาจของ เวลา ตกอยู่ในอำนาจภพน้อยภพใหญ่ ย่อมเข้าถึงความ ทุกข์และต้องเศร้าโศก คนพาลไม่พิจารณาเห็นตามความ เป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วยเหตุ ๒ อย่าง คือ มีใจฟูขึ้น เพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลงเพราะเหตุแห่งทุกข์ ๑ เหล่าใด ก้าวล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัดในทุกขเวทนา ใน สุขเวทนา และในอทุกขมสุขเวทนา ชนเหล่านั้นเป็นผู้ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเหมือนเสาเขื่อน เป็นผู้ไม่ฟูขึ้นและไม่ ฟุบลง ชนเหล่านั้นย่อมไม่คิดอยู่ในลาภ ความเสื่อมลาภ ในยศ ความเสื่อมยศ นินทา สรรเสริญ สุข และทุกข์ ทั้งหมด ดังหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัวฉะนั้น. นักปราชญ์ทั้งหลาย มีความสุขและได้ชัยชนะในที่ ทุกแห่งไป การไม่ได้ลาภโดยชอบธรรม กับการได้ลาภโดย ไม่ชอบธรรม ทั้งสองอย่างนี้ การไม่ได้ลาภอันขอบธรรม จะประเสริฐกว่า การได้ลาภอันไม่ชอบธรรมจะประเสริฐ
หน้า 477 ข้อ 382
อะไร คนไม่มีความรู้ มียศ กับคนมีความรู้แต่ไม่มียศ คนมีความรู้ไม่มียศประเสริฐกว่า คนไม่มีความรู้มียศ จะประเสริฐอะไร การสรรเสริญจากคนพาลกับการติเตียน จากนักปราชญ์ การติเตียนจากนักปราชญ์ประเสริฐกว่า การสรรเสริญจากคนพาลจะประเสริฐอะไร ความสุขอัน เกิดจากกามคุณกับความทุกข์อันเกิดจากวิเวก ความทุกข์ อันเกิดจากวิเวกประเสริฐกว่า ความสุขอันเกิดจากกาม- คุณจะประเสริฐอะไร ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบธรรมกับ ความตายโดยธรรม ความตายโดยธรรมประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบธรรมจะประเสริฐอะไร ชน เหล่าใดละกามและความโกรธได้แล้ว มีจิตสงบระงับ เที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ไม่ติดอยู่ในโลก ชนเหล่านั้น ไม่มีความรักความชัง บุคคลเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ แล้วบรรลุถึงความสงบอันยอดเยี่ยม หาอาสวะ มิได้ ย่อมปรินิพพาน. จบโคทัตตเถรคาถา ในจุททสกนิบาตนี้ พระเถระ ๒ รูป ผู้มีฤทธิ์มาก คือ พระ- เรวตเถระ ๑ พระโคทัตตเถระ ๑ ได้ภาษิตคาถารูปละ ๑๔ คาถา รวมเป็น ๒๘ คาถา ฉะนี้แล. จบจุททสกนิบาต
หน้า 478 ข้อ 382
อรรถกถาโคทัตตเถรคาถาที่ ๒ คาถาของท่านพระโคทัตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยถาปิ ภทฺโท อาชญฺโ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปใน เทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลแห่ง พ่อค้าเกวียน ในกรุงสาวัตถี โดยชื่อว่า โคทัตตะ เจริญวัยแล้ว เมื่อ บิดาตายแล้ว รวบรวมทรัพย์ เอาเกวียน ๕๐๐ เล่มบรรทุกสินค้า ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ เลี้ยงชีพด้วยการค้าขาย กระทำบุญตามกำลังสมบัติ. วันหนึ่ง เมื่อโคที่เทียมที่แอกในระหว่างทาง ไม่สามารถลากไปได้ เมื่อพวกมนุษย์ไม่สามารถจะให้โคนั้นออกไปได้ ท่านจึงไปเอง แทงโค นั้นที่หางให้มั่น โคคิดว่า ผู้นี้เป็นอสัปบุรุษ ไม่รู้กำลังอันสมควรแก่ กำลังของเรา จึงแทงอย่างหนัก ดังนี้จึงโกรธ ใช้ภาษามนุษย์ด่าโดยสมควร แก่ความปรารถนาว่า ดูก่อนโคทัตตะผู้เจริญ เราไม่ออมกำลังของตนตลอด กาลมีประมาณเท่านี้ นำภาระของท่านไป แต่วันนี้ท่านเบียดเบียนเรา อย่างรุนแรง โดยภาวะที่เราไม่สามารถ เอาเถิด เราจุติจากอัตภาพนี้แล้ว พึงเป็นศัตรูสามารถเบียดเบียนท่านในที่เกิดแล้ว ๆ. โคทัตตะได้ฟังดังนั้นคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยการเบียดเบียน สัตว์ทั้งหลาย แล้วเป็นอยู่นี้ ด้วยอาการอย่างนี้ เกิดความสังเวช ละสมบัติ ทั้งหมด บวชในสำนักของพระมหาเถระรูปหนึ่ง บำเพ็ญวิปัสสนากรรม ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต ยับยั้งอยู่ด้วยสุขอันเกิดแต่สมาบัติ วันหนึ่ง
หน้า 479 ข้อ 382
จึงปรารภโลกธรรม ของหมู่พระอริยะผู้เป็นคฤหัสถ์และบรรพชิต ผู้มา ยังสำนักตน เมื่อจะแสดงธรรม จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า โคอาชาไนยที่ดี อันเขาเทียมแล้วที่แอกเกวียนไปได้ ไม่ย่อท้อต่อภาระอันหนัก ไม่ทอดทิ้งเกวียนอันเขาเทียม แล้ว แม้ฉันใด บุคคลเหล่าใดบริบูรณ์ด้วยปัญญา เหมือน มหาสมุทรอันเต็มด้วยน้ำ บุคคลเหล่านั้นย่อมไม่ดูหมิ่นผู้ อื่น ฉันนั้น ย่อมเป็นดังอริยธรรมของสัตว์ทั้งหลาย นรชน ผู้ตกอยู่ในอำนาจของเวลา ตกอยู่ในอำนาจของภพน้อย ภพใหญ่ ย่อมเข้าถึงความทุกข์และต้องเศร้าโศก คนพาล ไม่พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ย่อมเดือดร้อนด้วย เหตุ ๒ อย่าง คือมีใจฟูขึ้นเพราะเหตุแห่งสุข ๑ มีใจฟุบลง เพราะเหตุแห่งทุกข์ ชนเหล่าใด ก้าวล่วงตัณหาเครื่อง ร้อยรัดในทุกขเวทนา ในสุขเวทนา และในอทุกขมสุข เวทนา ชนเหล่านั้นเป็นผู้ตั้งมั่นไม่หวั่นไหวเหมือนเสา เขื่อน เป็นผู้ไม่ฟูขึ้นและฟุบลง ชนเหล่านั้นย่อมไม่ติดอยู่ ในลาภ ความเสื่อมลาภ ในยศ การเสื่อมยศ นินทา สรร- เสริญ สุข และทุกข์ทั้งหมด ดังหยาดน้ำไม่ติดอยู่บนใบบัว ฉะนั้น นักปราชญ์ทั้งหลายมีความสุข และได้ชัยชนะในที่ ทุกแห่งไป การไม่ได้ลาภโดยชอบธรรม กับการได้ลาภ โดยไม่ชอบธรรม ทั้งสองอย่างนี้ การไม่ได้ลาภอันชอบ ธรรมประเสริฐกว่า การได้ลาภอันไม่ชอบธรรมจะประ- เสริฐอะไร คนไม่มีความรู้ มียศ กับคนมีความรู้ แต่
หน้า 480 ข้อ 382
ไม่มียศ คนมีความรู้ไม่มียศประเสริฐกว่า คนไม่มี ความรู้มียศจะประเสริฐอะไร การสรรเสริญจากคนพาล กับการติเตียนจากนักปราชญ์ การติเตียนจากนักปราชญ์ ประเสริฐกว่า การสรรเสริญจากคนพาลจะประเสริฐอะไร ความสุขอันเกิดจากกามคุณ กับความทุกข์อันเกิดจากวิเวก ความทุกข์อันเกิดจากวิเวกประเสริฐกว่า ความสุขอันเกิด จากกามคุณจะประเสริฐอะไร ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบ ธรรมกับความตายโดยธรรม ความตายโดยธรรมประเสริฐ กว่า ความเป็นอยู่โดยไม่ชอบธรรมจะประเสริฐอะไร ชน เหล่าใดละกามและความโกรธได้แล้ว มีจิตสงบระงับ เที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ไม่ติดอยู่ในโลก ชนเหล่านั้น ไม่มีความรักความชัง บุคคลเจริญโพชฌงค์ ๗ อินทรีย์. ๕ และพละ ๕ แล้วบรรลุถึงความสงบอันยอดเยี่ยม หา อาสนะมิได้ ย่อมปรินิพพาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาชญฺโ ได้แก่โดยผู้อาชาไนย. บทว่า ธุเร ยุตฺโต ได้แก่ เทียมไว้ในแอกแห่งเกวียน. บทว่า ธุรสฺสโห แปลว่า ผู้นำแอกไป ก็ในที่นี้เพื่อสะดวกแก่คาถา ท่านกระทำนิเทศโดยข้อนี้ ส อักษร อธิบายว่า สามารถเปื้อนจะนำแอก เกวียนไป. บทว่า มถิโต อติภาเรน ความว่า ถูกเบียดเบียนด้วยภาระอันยิ่ง ๆ คือด้วยภาระอันหนัก. บาลีว่า มทฺทิโต ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้น.
หน้า 481 ข้อ 382
บทว่า สํยุคํ ความว่า แอกที่เขาเทียมไว้ที่คอของตน ไม่ว่างเลย คือไม่ปลงลงเลย. โคใดยกขึ้นให้ดี ไม่ทอดทิ้งแอกยืนอยู่. บทว่า เอวํ ความว่า โคนั้นนำแอกไปไม่ทอดทิ้ง คือไม่สละภาระ ของตน เพราะตนเป็นโคอาชาไนยที่ดี และเพราะตนเป็นนักปราชญ์ ผู้แกล้วกล้าฉันใด ชนเหล่าใด ทรงไว้ บริบูรณ์ด้วยปัญญา ทั้งที่เป็นโลกิยะ และโลกุตระ เหมือนมหาสมุทรบริบูรณ์ด้วยน้ำฉันนั้น ชนเหล่านั้น ย่อม ไม่ดูหมิ่น คือย่อมไม่ข่มขู่ผู้มีปัญญาทราม ท่านกล่าวเหตุในข้อนั้นไว้ด้วย. บทว่า อริยธมฺโมว ปาณินํ ความว่า ธรรมของพระอริยะทั้งหลายนี้ ของสัตว์ทั้งหลาย คือในสัตว์ทั้งหลาย ก็คือความไม่ดูหมิ่นคนเหล่าอื่น ด้วยความไม่มีลาภเป็นต้น ด้วยการยกตนด้วยลาภเป็นต้น เพราะถึงความ บริบูรณ์ด้วยปัญญาของพระอริยะเหล่านั้น. เพื่อจะแสดงการอยู่เป็นสุขของพระอริยะทั้งหลาย ด้วยความบริบูรณ์ ด้วยปัญญาอย่างนี้ แล้วจึงแสดงการอยู่เป็นทุกข์ ของบุคคลผู้ไม่ใช่ พระอริยะทั้งหลาย จึงกล่าวคำมีอาทิว่า กาเล ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเล ความว่า ในกาลมีความ พรั่งพร้อม ด้วยการมีลาภและการเสื่อมลาภเป็นต้น. บทว่า กาลวสํ ปตฺตา ความว่า เข้าถึงอำนาจแห่งกาลมีลาภ เป็นต้น . อธิบายว่า เกิดโสมนัสด้วยลาภเป็นต้น และเกิดโทมนัสด้วยการ เสื่อมลาภเป็นต้น. บทว่า ภวาภววสํ คตา ความว่า คนเหล่านั้นเข้าถึงอำนาจภพน้อย ภพใหญ่ คือเป็นไปตามความเจริญและความเสื่อม.
หน้า 482 ข้อ 382
บทว่า นรา ทุกฺขํ นิคจฺฉนฺติ เตธ โสจนฺติ มาณวา ความว่า คน เหล่านั้น คือสัตว์ผู้ได้นามว่า มาณวา ถึงความยินดีและความยินร้าย ด้วยอำนาจมีลาภและเสื่อมลาภ คือด้วยอำนาจความเจริญและความเสื่อม ย่อมเศร้าโศกในโลกนี้ และย่อมถึง คือย่อมประสบทุกข์มีทุกข์ในนรก เป็นต้นในโลกหน้า. แม้ด้วยบทว่า อุนฺนตา เป็นต้น ท่านแสดงเฉพาะความประสบ ความพินาศของสัตว์ทั้งหลายด้วยอำนาจโลกธรรม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุนฺนตา สุขธมฺเมน ความว่า ถึงความ ฟูขึ้น ด้วยเหตุแห่งสุข คือด้วยปัจจัยแห่งความสุข ได้แก่ด้วยโภคสมบัติ เป็นต้น อธิบายว่า เป็นผู้เมาด้วยความเมาในโภคะเป็นต้น บทว่า ทุกฺขธมฺเมน โจนตา ความว่า ถึงความเป็นผู้เสื่อม เพราะ เหตุแห่งทุกข์ คือเพราะปัจจัยแห่งความทุกข์ ได้แก่เพราะความวิบัติแห่ง โภคะเป็นต้น คือถึงความเป็นผู้ควรกรุณา ด้วยความเป็นคนจนเป็นต้น. บทว่า ทฺวเยน ความว่า พาลปุถุชนทั้งหลาย ย่อมเดือดร้อนด้วย การฟูขึ้น และการยุบลงทั้งสองอย่าง คือด้วยเหตุ ๒ อย่าง มีลาภและเสื่อม ลาภเป็นต้น คือถูกบีบคั้นและถูกเบียดเบียนด้วยอำนาจความยินดีและความ ยินร้าย. เพราะเหตุไร ? อธิบายว่า เพราะผู้ไม่เห็นตามความเป็นจริงเหล่า นั้น ไม่รู้ยิ่งสภาวะแห่งธรรมตามความเป็นจริง และเป็นผู้ไม่กำหนดรู้ขันธ์ และยังละกิเลสไม่ได้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ไม่เห็นตามความเป็นจริง ดังนี้ก็มี อธิบายว่า เพราะการไม่รู้เป็นเหตุ.
หน้า 483 ข้อ 382
บทว่า เย จ ทุกฺเข สุขสฺมิญฺจ มชฺเฌ สิพฺพินิมจฺจคู ความว่า ก็พระอริยะเหล่าใดไม่ล่วงถึง คือก้าวล่วงตัณหาเครื่องร้อยรัด อันเป็น ฉันทราคะ อันเนื่องด้วยทุกขเวทนา สุขเวทนา และอุเบกขาเวทนานั้น ด้วยการบรรลุอรหัตมรรค พระอริยะเหล่านั้น ดำรงอยู่ไม่หวั่นไหวด้วย โลกธรรม เหมือนเสาเขื่อนไม่หวั่นไหวด้วยลมฉะนั้น ผู้ไม่ชื่อว่า ไม่ฟู ไม่ยุบ แม้ในบางคราวไม่ฟูหรือไม่ยุบ เพราะไม่มีความยินดีและความ ยินร้ายโดยประการทั้งปวง. ครั้นแสดงการไม่เข้าไปฉาบทาของพระอรหันต์ อันเป็นที่ตั้งแห่ง เวทนาอย่างนี้แล้ว บัดนี้เมื่อจะจำแนกโลกธรรม แล้ว แสดงการไม่เข้าไป ฉาบทาแห่งพระอรหันต์ อันมีประโยชน์ทั้งปวงนั่นแล จึงกล่าวคำมี อาทิว่า นเหว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลาเภ ความว่า ได้เฉพาะปัจจัยมีจีวร เป็นต้น. บทว่า อลาเภ ความว่า ไม่ได้เฉพาะ คือไม่พึงประสบปัจจัย มีจีวรเป็นต้นนั้นนั่นแล. บทว่า น ยเส ได้แก่ เสื่อมจากบริวารและไม่มีเกียรติยศ. บทว่า กิตฺติยา ความว่า ในความเป็นผู้ปรารถนาเกียรติยศใน ที่ลับหลัง บทว่า นินฺทาย ได้แก่ ในการครหานินทาต่อหน้า. บทว่า ปสํสายํ ได้แก่ ในการชมเชยคุณโดยซึ่งหน้า. บทว่า ทุกฺเข ได้แก่ เมื่อทุกข์เกิดขึ้น. แม้ในบทว่า สุเข นี้ก็นัยนี้เหมือนกัน.
หน้า 484 ข้อ 382
บทว่า สพฺพตฺถ ความว่า พระขีณาสพเหล่านั้น ย่อมไม่ติดอยู่ใน อารมณ์มีรูปเป็นต้น เพราะละกิเลสได้โดยประการทั้งปวง. เหมือนอะไร ? เหมือนหยาดน้ำบนใบบัว ความว่า หยาดน้ำบน ใบบัว แม้ตั้งแนบอยู่ก็ไม่ฉาบทาติดอยู่ที่ใบบัวนั้น และใบบัวย่อมคิดอยู่ด้วย หยาดน้ำ ปล่อยจากกันไปโดยแท้ทีเดียวฉันใด พระขีณาสพแม้เหล่านั้น ก็ฉันนั้น เป็นผู้ปล่อยวางลาภเป็นต้นที่ปรากฏ และปล่อยวางอารมณ์ มีรูปเป็นต้นอันมาปรากฏเหมือนกันนั่นแล. เพราะเหตุนั้นนั่นแล นักปราชญ์คือบัณฑิต ชื่อว่าได้รับความสุขใจ เพราะลาภเป็นต้น ในที่ทุกสถาน เพราะไม่มีอารมณ์อันเป็นที่รัก และ ทุกขธรรมมีความโศกเป็นต้นด้วยญาณมุข และย่อมเป็นผู้ไม่แพ้ในที่ทุก สถาน เพราะไม่ถูกลาภเป็นต้นครอบงำ. บัดนี้เมื่อจะแยกแสดงความประเสริฐกว่ากัน ในเพราะมีลาภและ เสื่อมลาภเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ธมฺเมน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน อลาโภ โย ความว่า การไม่ได้ นิมิตของผู้รักษาธรรมอันใด อันนั้นคือความไม่มีลาภ ได้แก่ความเสื่อมลาภ, และลาภอันใดอันไม่ประกอบด้วยธรรม เกิดขึ้นโดยอธรรมโดยไม่มีปัญญา โดยวิธีที่พระพุทธเจ้าทรงติเตียน, ใน ๒ อย่างนั้น การไม่มีลาภ เป็นอาการ ประกอบด้วยธรรม คือนำมาซึ่งธรรมประเสริฐกว่า, เมื่อบุคคลเว้นลาภ เช่นใด อกุศลธรรมย่อมเสื่อมไป กุศลธรรมย่อมเจริญ การไม่มีลาภ เช่นนั้น น่าสรรเสริญ นำมาซึ่งประโยชน์. บทว่า ยญฺเจ ลาโภ อธมฺมิโก อธิบายว่า ลาภใดเกิดขึ้นโดย อธรรม ลาภนั้นไม่ประเสริฐเลย.
หน้า 485 ข้อ 382
บทว่า ยโส จ อปฺปพุทฺธีนํ วิญูนํ อยโส จ โย ความว่า บุคคล ได้ยศ ด้วยอำนาจบุคคลผู้มีความรู้น้อย คือไม่มีความรู้ และความไม่ได้ยศ คือความเสื่อมยศ ด้วยอำนาจบุคคลมีความรู้ คือบัณฑิต. บรรดาบุคคล ทั้งสองพวกเหล่านี้ คนมีความรู้ ไม่มียศประเสริฐกว่า. เพราะว่า บุคคล ผู้มีความรู้เหล่านั้นพึงปรารถนาความไม่มียศ เพียงเพื่อให้อกุศลธรรมเสื่อม กุศลธรรมเจริญ. เหมือนอย่างบุคคลผู้มีชาติสมบูรณ์ พึงละธรรมที่ไม่มีคุณ นั้นแล้วตั้งอยู่ในธรรมที่มีคุณ. บทว่า นยโส อปฺปพุทฺธีนํ ความว่า ยศย่อมไม่ประเสริฐ ด้วย อำนาจบุคคลผู้ไม่มีความรู้ ก็บุคคลผู้ไม่มีความรู้นั้น พึงยังยศนั้นให้เกิดขึ้น แม้ด้วยอำนาจนำมาซึ่งความเป็นผู้ยิ่งใหญ่ด้วยคุณอันไม่เป็นจริง ยศนั้น ย่อมนำมาซึ่งความพินาศแก่เขา ด้วยการนินทาจากวิญญูชนในโลกนี้ และ ด้วยความลำบากอันเกิดจากทุกข์เป็นต้น ในทุคติในโลกหน้า ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ลาภ ชื่อเสียง สักการะ และยศที่ได้มาโดยผิด ๆ และว่า ลาภสักการะย่อมฆ่าบุรุษชั่วเสีย. บทว่า ทุมฺเมเธหิ แปลว่า ด้วยไม่มีปัญญา. บทว่า ยญฺเจ พาลปฺปสํสนา ความว่า อันคนพาลทั้งหลาย คือ ผู้ไม่รู้สรรเสริญ. บทว่า กามมยิกํ แปลว่า อันสำเร็จมาแต่วัตถุกาม คืออาศัยกามคุณ เกิดขึ้น. บทว่า ทุกฺขญฺจ ปวิเรกิยํ ความว่า ความทุกข์ทางกายอันเกิดแต่ความ สงัดคือที่เป็นไปด้วยอำนาจความลำบากกาย อันมีความเดือดร้อนในการนั่ง ไม่สม่ำเสมอเป็นต้นเป็นเหตุ แต่ทุกข์นั้นเป็นการสรรเสริญสำหรับวิญญูชน
หน้า 486 ข้อ 382
เพราะเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานอันปราศจากอามิส. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า ปวิเวกทุกฺขํ เสยฺโย ดังนี้. บทว่า ชีวิตญฺจ อธมฺเมน ความว่า การเลี้ยงชีวิตโดยไม่ชอบธรรม คือการไม่ประพฤติธรรม เพราะเหตุแห่งชีวิตเป็นต้น. ชื่อว่าความตายโดย ธรรม ได้แก่เมื่อใคร ๆ กล่าวว่า เราจักทำผู้นั้น ผู้ไม่กระทำบาปชื่อนี้ให้ตาย แม้เมื่อผู้นั้นตายไป ไม่การทำบาป ไม่ยังธรรมให้กำเริบ การตายซึ่งมีธรรม เป็นเหตุ ประกอบด้วยธรรม เป็นการประเสริฐ เพราะฉะนั้น ความตาย เช่นนั้นชื่อว่า ประกอบด้วยธรรม เพราะไม่ปราศจากธรรม อันวิญญูชน สรรเสริญกว่า เพราะให้ถึงสวรรค์ และเพราะเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน. สมจริงตั้งคำที่ตรัสไว้ว่า บุคคลพึงสละทรัพย์ เพราะเหตุแห่งอวัยวะอันประ- เสริฐ เมื่อจะรักษาชีวิตไว้พึงสละอวัยวะ เมื่อระลึกถึง ธรรม พึงสละอวัยวะ ทรัพย์ แม้กระทั่งชีวิตทั้งหมด ดังนี้. บทว่า ยญฺเจ ชีเว อธมฺมิกํ อธิบายว่า บุรุษพึงยังชีวิตอัน ปราศจากธรรมให้เป็นอยู่ ชีวิตนั้นชื่อว่าไม่ประเสริฐ เพราะถูกวิญญูชน ติเตียนและให้ถึงอบาย. บัดนี้ เมื่อจะแสดงการไม่เข้าไปฉาบทาของพระขีณาสพตามที่กล่าว แล้วโดยเหตุ จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า กามโกปปหีนา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามโกปปหีนา ความว่า ละความยินดี ยินร้ายได้โดยเด็ดขาดด้วยอริยมรรค. บทว่า สนฺตจิตฺตา ภวาภเว ความว่า ชื่อว่ามีจิตเข้าไปสงบใน ภพน้อยและภพใหญ่ เพราะละกิเลสเครื่องเร่าร้อนได้เด็ดขาด.
หน้า 487 ข้อ 382
บทว่า โลเก ได้แก่ ในขันธโลกเป็นต้น. บทว่า อสิตา ได้แก่ ผู้อันตัณหาไม่อาศัยแล้ว ด้วยอำนาจอาศัย ตัณหาและทิฏฐิ. บทว่า นตฺถิ เตสํ ปิยาปิยํ ความว่า อารมณ์อันเป็นที่รัก หรือ ไม่เป็นที่รัก ในที่ไหนๆ มีลาภเป็นต้น และมีรูปารมณ์เป็นต้น ย่อมไม่มี แก่พระขีณาสพ ทั้งหลาย. บัดนี้ครั้นแสดงประการที่ธรรมนั้น คือเห็นปานนั้น อันเป็นเหตุเกิด ด้วยภาวนาแล้ว เมื่อจะถือเอายอดแห่งเทศนา ด้วยอนุปาทิเสสนิพพาน- ธาตุ จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ภาวยิตฺวาน ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปปฺปุยฺย แปลว่า ถึงแล้ว . คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. ก็คาถาเหล่านี้เท่านั้น ได้เป็นคาถาพยากรณ์ พระอรหัตผลของพระเถระ. จบอรรถกถาโคทัตตเถรคาถาที่ ๒ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา จุททสกนิบาต
หน้า 488 ข้อ 383
เถรคาถา โสฬสกนิบาต ๑. อัญญาโกณฑัญญเถรคาถา ว่าด้วยการบรรลุประโยชน์ที่ต้องการ [๓๘๓] ท้าวสักกเทวราช เมื่อจะประกาศความเลื่อมใสของ พระองค์ จึงตรัสพระคาถาที่ ๑ ว่า ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ จึงเกิดความ เลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมอันคลายความกำหนัด เพราะ ไม่ยึดถือมั่นโดยประการทั้งปวง พระผู้เป็นเจ้าได้แสดง แล้ว. ท้าวเธอตรัสชมเชยเทศนาของพระเถระดังนี้แล้ว ทรงนมัสการ พระเถระ แล้วเสด็จกลับไปสู่ที่อยู่ของพระองค์ ภายหลังวัน หนึ่ง พระเถระ เห็นวาระจิตของปุถุชนบางจำพวก ซึ่งถูกมิจฉาวิตกครอบงำ และระลึกถึง คำสอนอันเป็นปฏิปักษ์ต่อมิจฉาวิตกนั้นแล้ว นึกถึงความที่คนมีใจอัน พรากแล้วจากการฟังทั้งปวง จึงได้ภาษิตคาถา ๒ คาถา อันแสดงซึ่งเนื้อ ความนั้นว่า อารมณ์อันวิจิตรมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ชะรอยจะย่ำยี บุคคลผู้คิดถึงอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะใน ปฐพีมณฑลนี้ ฝนตกลงมาในฤดูฝน พึงระงับธุลีที่ถูกลม พัดไปได้ฉันใด เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย ปัญญา เมื่อนั้น ความดำริของพระอริยสาวกนั้นย่อม ระงับไปฉันนั้น เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย
หน้า 489 ข้อ 383
ปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้น พระอริยสาวก นั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวง เป็นทุกข์ เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใด พระอริยสาวก พิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้น พระอริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทาง แห่งความหมดจด พระโกณฑัญญเถระองค์ใดเป็นผู้ตรัสรู้ ตามพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีความบากบั่นอย่างแรงกล้า ละความเกิดและความตายได้แล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ด้วย พรหมจรรย์อันได้ด้วยยาก พระโกณฑัญญเถระองค์นั้น ได้ตัดบ่วง คือโอฆะ ตะปูตรึงจิตอันมั่นคง และภูเขาที่ ทำลายได้ยากแล้ว ข้ามไปถึงฝั่ง คือนิพพาน เป็นผู้เพ่ง ฌาน หลุดพ้นจากเครื่องผูกแห่งมาร. ภายหลังวันหนึ่ง ท่านพระโกณฑัญญเถระได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งซึ่ง เป็นสัทธิวิหาริกของท่าน เป็นผู้เกียจคร้าน มีความเพียรทราม มีใจฟุ้งซ่าน มักใหญ่ใฝ่สูง เพราะการคบหาด้วยมิตรชั่วช้า จึงไปยังที่นั้นด้วยฤทธิ์ แล้ว ตักเตือนว่า ท่านอย่าทำอย่างนี้ต่อไป ขอท่านจงละมิตรชั่วช้าเสียแล้วคบหา กัลยาณมิตรทำสมณธรรมเถิด ภิกษุนั้นไม่เชื่อฟังคำของท่าน ท่านจึงเกิด ความสลดใจ เมื่อจะติเตียนข้อปฏิบัติอันผิด และสรรเสริญการปฏิบัติชอบ
หน้า 490 ข้อ 383
และการอยู่สงัด ด้วยถ้อยคำอันเป็นบุคลาธิษฐาน จึงได้ภาษิตคาถานี้ ใจความว่า ภิกษุมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก คบแต่มิตรที่เลวทราม ถูกคลื่นซัดให้จมอยู่ในห้วงน้ำ คือสงสาร ส่วนภิกษุมีใจ ไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตัวรอด สำรวม อินทรีย์ คบหากัลยาณมิตร เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุด แห่งทุกข์ได้ นรชนผู้ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น ดังเถาหญ้านาง เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าวและน้ำ มีใจ ไม่ย่อท้อ ถูกเหลือบยุงทั้งหลายกัดอยู่ในป่าใหญ่ ย่อม เป็นผู้มีสติอดกลั้นได้อยู่ในป่านั้น เหมือนช้างที่อดทน ต่อศาสตราวุธในยุทธสงครามฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ เรารอเวลาตาย เหมือน ลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอ เวลาตาย พระศาสดาเราได้คุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ ที่กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก แก่เรา. จบอัญญาโกณฑัญญเถรคาถา
หน้า 491 ข้อ 383
อรรถกถาโสฬสกนิบาต อรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑ ในโสฬสกนิบาต คาถาของท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ มีคำ เริ่มต้นว่า เอส ภิญฺโ ปสีทามิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นเป็น อย่างไร ? ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระเถระแม้นี้ บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา แล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุ รูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศ แห่งภิกษุผู้รัตตัญญูในธรรมที่ตนได้ครั้งแรก ในพระศาสนา แม้ตนเองก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น บำเพ็ญมหาทานให้ เป็นไปตลอด ๗ วัน แด่พระศาสดาผู้มีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร แล้วตั้งความปรารถนาไว้. ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นความที่เธอไม่มีอันตราย จึงพยากรณ์สมบัติอันเป็นเครื่องเจริญ. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดชีวิต เมื่อ พระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อให้สร้างเจดีย์ สร้างเรือนแก้วไว้ในภายใน เจดีย์ และให้สร้างเรือนไฟแก้ว มีราคา ๑,๐๐๐ กหาปณะล้อมเจดีย์. ท่านทำบุญอย่างนี้แล้ว จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปใน เทวโลกและมนุษยโลก ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เป็นกุฎุมพี นามว่ามหากาล จัดแจงข้าวปายาสด้วยน้ำนมไม่ผสมน้ำ ด้วย ข้าวสารแห่งข้าวสาลีที่ตนฉีกท้องข้าวสาลี ในที่นาประมาณ ๘ กรีส จึงใส่ น้ำผึ้ง เนยใส น้ำตาลกรวดเป็นต้นในข้าวปายาสนั้น แล้วได้ถวายสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประมุข. ที่ ๆ ตนฉีกท้องข้าวสาลีถือแล้ว ๆ ได้เต็มอีก, ใน
หน้า 492 ข้อ 383
กาลที่ข้าวเป็นข้าวเม่า ได้ถวายชื่อภัตอันเลิศคือข้าวเม่า ในกาลเป็นที่เก็บ เกี่ยวข้าว ได้ถวายภัตอันเลิศในกาลเก็บเกี่ยว ในกาลทำเขน็ด ได้ถวายภัต อันเลิศในกาลทำเขน็ด ในกาลกระทำฟ่อนเป็นต้น ได้ถวายภัตอันเลิศใน การทำฟ่อน ถวายภัตอันเลิศในกาลทำลาน เลิศในกาลทำเป็นสิ่งของขาย เลิศในกาลนับ เลิศในกาลนำเข้าฉาง รวมความว่า ท่านได้ถวายชื่อทานอัน เลิศ ๙ ครั้ง ในกาลข้าวกล้าครั้งเดียวข้าวแม้นั้นได้สมบูรณ์อย่างเหลือเกิน. ท่านบำเพ็ญบุญตลอดชีวิตด้วยอาการอย่างนี้ จุติจากอัตภาพนั่นแล้ว บังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก บังเกิดใน ตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในพราหมณคาม ชื่อว่าโทณวัตถุ ไม่ไกลกรุง กบิลพัสดุ์ ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายทรงอุบัตินั่นแล. ท่านได้มีนามตามโคตรว่า โกณฑัญญะ, ท่านเจริญวัยแล้ว เรียน เวท ๓ ได้ถึงฝั่งในมนต์สำหรับทายลักษณะ. สมัยนั้น พระโพธิสัตว์ของ เราทั้งหลาย จุติจากดุสิตบุรี บังเกิดในพระตำหนักของพระเจ้าสุทโธทน- มหาราช ในกรุงกบิลพัสดุ์ ในวันขนานพระนามพระองค์ เมื่อพราหมณ์ ๑๐๘ คนถูกเรียกให้เข้าไปเฝ้า ท่านเป็นผู้ใหม่กว่าเขาทั้งหมดในบรรดา พราหมณ์ ๘ คน ที่ให้นำเข้าไปยังพื้นใหญ่เพื่อกำหนดลักษณะ เห็นความ สำเร็จพระลักษณะของพระมหาบุรุษ จึงถึงความตกลงว่า ผู้นี้จักเป็นพระ- พุทธเจ้าโดยส่วนเดียว จึงได้เที่ยวมองเห็นการออกมหาภิเนษกรมณ์ของ พระมหาสัตว์. ฝ่ายพระมหาสัตว์แล เจริญด้วยบริขารมาก ถึงความเจริญโดยลำดับ ถึงความแก่กล้าแห่งพระญาณ ในปีที่ ๒๙ ก็เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรพชาที่ฝั่งแม่น้ำอโนมานที เสด็จไปอุรุเวลาประเทศโดยลำดับ แล้วเริ่ม
หน้า 493 ข้อ 383
ตั้งความเพียร ในกาลนั้น โกณฑัญญมาณพ ทราบว่าพระมหาสัตว์บวช แล้ว พร้อมกับวัปปมาณพเป็นต้น ผู้บุตรของพราหมณ์ผู้กำหนดพระ- ลักษณะ มีตนเป็นที่ ๕ บวชแล้วเข้าไปยังสำนักพระโพธิสัตว์โดยลำดับ อุปัฏฐากพระองค์อยู่ ๖ พรรษา เบื่อหน่ายเพราะการที่พระองค์บริโภค อาหารหยาบ จึงได้หลีกไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน. ครั้งนั้นแล พระ- โพธิสัตว์ได้กำลังกายเพราะบริโภคอาหารหยาบ ประทับนั่งบนอปราชิต- บัลลังก์ ณ ควงแห่งโพธิพฤกษ์ ในวันวิสาขบูรณมี ทรงย่ำยีที่สุดแห่ง มาร ๓ ได้เป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งเอง ปล่อยให้ ๗ สัปดาห์ล่วงไป ณ โพธิมัณฑ์ นั่นเอง ทรงทราบความแก่กล้าแห่งญาณของภิกษุปัญจวัคคีย์ จึงเสด็จ ไปยังป่าอิสิปตนมฤคทายวัน ในวันอาสาฬหบูรณมี แล้วทรงแสดง ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร แก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่านั้น ในเวลาจบเทศนา พระโกณฑัญญเถระ ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลพร้อมด้วยพรหม ๑๘ โกฏิ. ลำดับนั้น พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ก็ได้กระทำให้แจ้งพระอรหัตผล ด้วยอนัตตลักขณสูตร ในดิถีที่ ๕ แห่งปักษ์ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวไว้ ในอปทาน๑ว่า เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก เป็นนายกอย่างวิเศษ บรรลุพุทธภูมิ แล้ว เป็นครั้งแรก เทวดาประมาณเท่าไร มาประชุมกัน ที่ควงไม้โพธิทั้งหมด แวดล้อมพระสัมพุทธเจ้า ประณม กรอัญชลีไหว้อยู่ เทวดาทั้งปวงมีใจยินดี เที่ยวประกาศ ไปในอากาศว่า พระพุทธเจ้านี้ ทรงบรรเทาความมืดมน ๑. ขุ. เถร. ๓๒/ข้อ ๙.
หน้า 494 ข้อ 383
อนธการแล้ว ทรงบรรลุแล้ว เสียงบันลือลั่นของเทวดา ผู้ประกอบด้วยความร่าเริงเหล่านั้นได้เป็นไปว่า เราจัก เผากิเลสทั้งหลาย ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เรารู้ (ได้ฟัง) เสียงอันเทวดาเปล่งแล้วด้วยวาจา ร่าเริง แล้วมีจิตยินดี ได้ถวายภิกษาก่อน พระศาสดาผู้สูงสุด ในโลก ทรงทราบความดำริของเรา แล้วประทับนั่ง ณ ท่ามกลางหมู่เทวดา ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า เราออกบวชได้ ๗ วันแล้ว จึงได้บรรลุพระโพธิญาณ ภัตอันเป็นปฐมของเรานี้ เป็นเครื่องยังชีวิตให้เป็นไปของ ผู้ประพฤติพรหมจรรย์ เทพบุตรได้จากดุสิตมา ณ ที่นี้ ได้ถวายภิกษาแก่เรา เราจักพยากรณ์เทพบุตรนั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว ผู้นั้นจักเสวยเทวราชสมบัติ อยู่ ประมาณ ๓ หมื่นกัป จักครอบครองไตรทิพย์ ครอบงำ เทวดาทั้งหมด เคลื่อนจากเทวโลกแล้ว จักถึงความเป็น มนุษย์ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เสวยราชสมบัติใน มนุษยโลกนั้นพันครั้ง ในแสนกัป พระศาสดาพระนาม ว่าโคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกาก- ราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจากไตรทศแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักออกบวชเป็นบรรพชิตอยู่ ๖ ปี แต่นั้นในปีที่ ๗ พระพุทธเจ้าจักตรัสจตุราริยสัจ ภิกษุมี นามชื่อว่าโกณฑัญญะ จักทำให้แจ้งเป็นปฐม เมื่อเรา
หน้า 495 ข้อ 383
ออกบวช ได้บวชตามพระโพธิสัตว์ ความเพียรเราทำดี แล้ว เราบวชเป็นบรรพชิตเพื่อต้องการจะเผากิเลส พระ- สัพพัญญูพุทธเจ้าเสด็จมา ตีกลองอมฤตในโลกพร้อม ทั้งเทวโลกในป่าใหญ่กับด้วยเราได้ บัดนี้ เราบรรลุ อมตบทอันสงบระงับ อันยอดเยี่ยมนั้นแล้ว เรากำหนดรู้ อาสวะทั้งปวงแล้ว ไม่มีอาสวะอยู่ คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้ง แล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. อารมณ์อันวิจิตรมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ชะรอยจะย่ำยี บุคคลผู้คิดถึงอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะใน ปฐพีมณฑลนี้ ฝนตกลงมาในฤดูฝน พึงระงับธุลีที่ถูกลม พัดไปได้ฉันใด เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย ปัญญา เมื่อนั้น ความดำริของพระอริยสาวกนั้น ย่อม ระงับไปฉันนั้น. ครั้นกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ ที่เขาจัดไว้ ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ในเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงแสดงภาวะที่เธอได้ เป็นครั้งแรก จึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ผู้รัตตัญญู อัญญาโกณฑัญญะเป็นเลิศ ท่านประสงค์จะหลีกเลี่ยงความเคารพ อย่างยิ่ง ที่พระอัครสาวกทั้งสองกระทำในตน และการอยู่เกลื่อนกล่นใน เสนาสนะใกล้บ้าน และประสงค์จะอยู่ด้วยความยินดียิ่งในวิเวก สำคัญ การเนิ่นช้า อันเป็นการกระทำปฏิสันถารต่อบรรพชิตและคฤหัสถ์ ผู้มา
หน้า 496 ข้อ 383
ยังสำนักตน จึงทูลลาพระศาสดาเข้าไปยังป่าหิมวันต์ อันช้างชื่อว่า ฉัท- ทันตะ อุปัฏฐากอยู่ จึงได้อยู่ที่ฝั่งสระฉัททันตะสิ้น ๑๒ ปี. วันหนึ่ง ท้าวสักกเทวราชเสด็จเข้าไปหาพระเถระผู้อยู่ในที่นั้น ด้วยอาการอย่างนั้น ทรงบังคมแล้วประทับยืนอยู่ จึงตรัสอย่างนี้ ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ดีละ ขอ พระผู้เป็นเจ้าจงแสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า. พระเถระแสดงธรรม ด้วยพุทธ- ลีลา อันมีห้องคือสัจจะ ๔ อันลักษณะ ๓ กระทบแล้ว อันเกี่ยวด้วยภาวะ ที่ว่างเปล่า วิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ อันหยั่งลงในอมตธรรม. ท้าวสักกเทวราช ทรงสดับดังนั้นแล้ว เมื่อจะทรงประกาศความ เลื่อมใสของตน จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า ข้าพเจ้านั้นได้ฟังธรรมมีรสอันประเสริฐ จึงเกิดความ เลื่อมใสอย่างยิ่ง ธรรมอันคลายความกำหนัด เพราะ ไม่ยึดถือมั่น โดยประการทั้งปวง พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แสดงไว้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอส ภิยฺโย ปสีทามิ สุตฺวา ธมฺมํ มหารสํ ความว่า แม้ถ้าเราฟังธรรมในสำนักพระศาสดาหลายครั้ง แล้ว เลื่อมใสยิ่งในธรรมนั้น ก็บัดนี้ เรานั้นฟังธรรมที่ท่านแสดงแล้วมีรสมาก เพราะวิจิตรด้วยนัยต่าง ๆ และเพราะมีการเสพคุ้นโดยมาก จึงเลื่อมใส อย่างยิ่งกว่านั้น . บทว่า วิราโค เทสิโต ธมฺโม อนุปาทาย สพฺพโส ความว่า ชื่อว่า ผู้ปราศจากราคะ เพราะคลายจากสังกิเลสทั้งปวง และสังขารทั้งปวง ได้แก่ ยังวิราคธรรมให้เกิด. เพราะเหตุนั้นนั่นแล ชื่อว่า แสดงธรรม
หน้า 497 ข้อ 383
เพราะไม่ยึดมั่นโดยประการทั้งปวง เพราะไม่ยึดมั่น คือไม่ยึดถือธรรม อะไร ๆ ในบรรดาธรรมมีรูปเป็นต้น แล้วเป็นไปด้วยสามารถยิ่งวิมุตติ ให้สำเร็จเป็นต้น. ท้าวสักกเทวราช ครั้นทรงชมเชยเทศนาของพระเถระอย่างนี้แล้ว ทรงอภิวาทพระเถระ แล้วเสด็จไปสู่ที่ประทับของพระองค์ตามเดิม ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระเห็นวาระแห่งจิตของปุถุชนบางพวก ผู้ถูกมิจฉาวิตกครอบงำ ระลึกถึงลำดับของจิตนั้น อันเป็นปฏิปักษ์ต่อ มิจฉาวิตกนั้น และนึกถึงความที่ตนมีจิตพ้นจากมิจฉาวิตกนั้นโดยประการ ทั้งปวง จึงแสดงความนั้นแล้วกล่าว ๒ คาถาว่า อารมณ์วิจิตรมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ชะรอยจะย่ำยี บุคคลผู้คิดถึงอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะในปฐพี มณฑลนี้ ฝนตกลงมาในฤดูฝน พึงระงับธุลีที่ถูกลมพัด ไปได้ฉันใด เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วย ปัญญา เมื่อนั้นความดำริของพระอริยสาวกนั้น ย่อม ระงับไปฉันนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ โลเก จิตฺรานิ ความว่า อารมณ์ อันวิจิตรด้วยจิตมีอยู่ในโลกเป็นอันมาก ด้วยสามารถแห่งรูปารมณ์เป็นต้น ด้วยอำนาจสีเขียว สีเหลือง เป็นต้นแม้ในอารมณ์นั้น และด้วยสามารถ แห่งหญิงและชายเป็นต้น. ด้วยบทว่า อสฺมิ ปวิมณฺฑเล นี้ ท่านกล่าว หมายเอามนุษยโลกอันปรากฏชัด. บทว่า มเถนฺติ มญฺเ สงฺกปฺปํ ความว่า มิจฉาสังกัปปะ ความดำริผิด อันตบแต่งด้วยอโยนิโสมนสิการ
หน้า 498 ข้อ 383
ชะรอยว่าจะย่ำยี คือตั้งอยู่ เหมือนย่ำยีอารมณ์อันเกิดแต่จิตนั้น คืออารมณ์ อันประกอบด้วยความเพียรของบุรุษ เหมือนไฟประกอบด้วยไม้สีไฟ ฉะนั้น. เหมือนอะไร ? เหมือนอารมณ์ว่างาม อันประกอบด้วยราคะ อธิบายว่า กามวิตก. ก็กามวิตกนั้นท่านเรียกว่างาม เพราะถือเอาอาการ ว่างาม. ศัพท์ว่า จ ในบทว่า รชมุหตญฺจ วาเตน นี้ เป็นเพียงนิบาต, มหาเมฆ (ฝนใหญ่) ตกลง พึงระงับ คือพึงสงบระงับธุลีที่ลมพัดไป คือให้ตั้งขึ้น ในเดือนสุดท้ายแห่งคิมหันตฤดูฉันใด ความดำริย่อมระงับ ฉันนั้น. บทว่า ยทา ปญฺาย ปสฺสติ ความว่า เมื่อใดพระอริยสาวก ย่อมพิจารณาเห็นด้วยปัญญาตามความเป็นจริง ซึ่งอารมณ์เหล่านั้นอัน วิจิตรในโลก โดยการเกิด โดยไม่ยินดี โดยเป็นโทษ และโดยเป็นที่ สลัดออก เมื่อนั้นมิจฉาสังกัปปะแม้ทั้งหมด ย่อมระงับไป เหมือนเมฆฝน ระงับธุลีที่ลมพัดไปฉะนั้น. เพราะเมื่อสัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นแล้ว มิจฉา- สังกัปปะทั้งหลายก็ไม่ได้ที่พึ่ง แต่เมื่อแสดงโดยประการที่ตนเห็นด้วย ปัญญา จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า เมื่อใด พระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง เมื่อนั้นพระอริยสาวกนั้น ย่อม หน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความหมดจด เมื่อใดพระ- อริยสาวกพิจารถเาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งปวงเป็น ทุกข์ เมื่อนั้นพระอริยสาวกย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทาง แห่งความหมดจด เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็น ด้วยปัญญาว่า ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา เมื่อนั้นพระ-
หน้า 499 ข้อ 383
อริยสาวกนั้นย่อมหน่ายในทุกข์ นี้เป็นทางแห่งความ หมดจด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺเพ สงฺขารา ได้แก่ขันธ์ทั้ง ๕ อัน เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมดอันสงเคราะห์ด้วยอารมณ์ ๖. บทว่า อนิจฺจา ความว่า เมื่อใดพระอริยสาวกพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลาย ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะมีเบื้องต้นท่ามกลางและที่สุด เพราะมีความไม่เที่ยง เป็นที่สุด เพราะเป็นไปในกาลชั่วคราว เพราะแตกไปในที่นั้น ๆ. บทว่า อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข ความว่า เมื่อนั้นพระอริยสาวกนั้น ย่อมเบื่อหน่าย ในวัฏทุกข์ เมื่อเบื่อหน่ายย่อมแทงตลอดสัจจะ โดยวิธีกำหนดรู้ทุกข์ เป็นต้น. บทว่า เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา ความว่า วิปัสสนาวิธีที่กล่าวแล้ว นั้น ย่อมเป็นทางคือเป็นอุบายเครื่องบรรลุญาณทัสสนวิสุทธิ และอัจจันต- วิสุทธิ ความหมดจดโดยส่วนเดียว. บทว่า ทุกฺขา ความว่า ชื่อว่าเป็นทุกข์ เพราะเป็นไปกับด้วยภัย เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะถูกความเกิดขึ้นและดับไปบีบคั้นเสมอ เพราะ ทนได้ยาก และเพราะขัดต่อสุข. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ความว่า ธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๔ แม้ทั้งหมดเป็นอนัตตา แต่ในที่นี้ควรถือเอาเฉพาะธรรมอันเป็นไปในภูมิ ๓ จริงอยู่ ธรรมเหล่านั้นพึงพิจารณาเห็นว่าเป็นสุญญตะ ว่างเปล่า เพราะ ไม่มีแก่นสาร เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ และชื่อว่าเป็นอนัตตา เพราะ ปฏิเสธอัตตา. คำที่เหลือเช่นกับคำมีในก่อนนั่นแล. ครั้นแสดงวิปัสสนาวิธีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงกิจที่ตนทำด้วยวิธี นั้น ทำคนให้เหมือนผู้อื่น จึงกล่าว ๒ คาถาว่า
หน้า 500 ข้อ 383
พระอัญญาโกณฑัญญเถระใด เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระ- พุทธเจ้า เป็นผู้มีความบากบั่นอย่างแรงกล้า ละความเกิด และความตายได้แล้ว เป็นผู้บริบูรณ์ด้วยพรหมจรรย์ พระอัญญาโกณฑัญญเถระนั้น ได้ตัดบ่วงคือโอฆะ ถอน ตะปูตรึงจิตอันมั่นคง และทำลายภูเขาที่ได้ยากแล้ว ข้ามไปถึงฝั่งคือนิพพาน เป็นผู้เพ่งฌาน หลุดพ้นจาก เครื่องผูกแห่งมาร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธานุพุทฺโธ ได้แก่ ผู้ตรัสรู้ตาม พระพุทธเจ้าทั้งหลาย. อธิบายว่า ตรัสรู้สัจจะ ๔ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้ว ตามกระแสเทศนาแห่งพระพุทธเจ้าเหล่านั้น. ชื่อว่าเถระ เพราะประกอบด้วยสาระมีศีลสาระเป็นต้น อันเป็นอเสกขะ มั่นคง. บทว่า โกณฺฑญฺโ ได้แก่ การระบุถึงโคตร. บทว่า ติพฺพนิกกฺโม ได้แก่ผู้มีความเพียรอันมั่นคง คือมีความบากบั่นมั่นคง. ชื่อว่าผู้มีชาติ และมรณะอันละแล้ว เพราะเหตุแห่งชาติและมรณะอันละได้แล้ว. บทว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ความว่า มรรคพรหมจรรย์ไม่มีส่วนเหลือ หรือ มรรคพรหมจรรย์บริบูรณ์โดยไม่มีส่วนเหลือ, อีกอย่างหนึ่ง มรรคญาณ และผลญาณ ชื่อว่า เกวลี เพราะไม่เจือด้วยกิเลส มรรคญาณและ ผลญาณนั้น มีอยู่ในมรรคพรหมจรรย์นี้ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เกวลี ก็เพราะเหตุที่มรรคญาณและผลญาณทั้งสองอย่างนั้น ย่อมมีอยู่ในมรรค- พรหมจรรย์นี้ เพราะเหตุนั้น มรรคพรหมจรรย์นี้จึงชื่อว่า เกวลี. และ เพราะมรรคญาณและผลญาณแม้ทั้งสองนั้น ย่อมมีด้วยอำนาจของมรรค-
หน้า 501 ข้อ 383
พรหมจรรย์ หามีโดยประการอื่นไม่. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พฺรหฺมจริยสฺส เกวลี ดังนี้. โอฆะ ๔ ที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า โอฆะคือกาม โอฆะคือภพ โอฆะคือทิฏฐิ โอฆะคืออวิชชา และบ่วงที่ท่านกล่าวไว้อย่างนี้ว่า บ่วงที่ เที่ยวไปในอากาศคือมานัส, ตะปูตรึงจิต ๕ อย่างอันมั่นคง ที่ท่านกล่าว ไว้อย่างนี้ว่า ย่อมสงสัยในพระศาสดา ย่อมสงสัยในพระธรรม ย่อมสงสัย ในพระสงฆ์ ย่อมสงสัยในสิกขา เป็นผู้วุ่นวายในพระสงฆ์ ไม่มีใจเป็น ของ ๆ ตน มีจิตถูกอารมณ์กระทบแล้ว เป็นดังเสาเขื่อน ความไม่รู้ในทุกข์ เป็นต้นที่ทำลายได้ยาก เพราะชนผู้เจริญไม่สามารถจะทำลายได้ เพราะ เหตุนั้นนั่นแล จึงถึงการนับว่า ปพฺพโต เพราะเป็นเสมือนภูเขา และ ประเภทแห่งการไม่มีญาณ (ปัญญา) ที่ท่านกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า ความ ไม่รู้ในทุกข์. ผู้ใดใช้ดาบคืออริยมรรคญาณตัดตะปูตรึงจิตและบ่วงในธรรม คือ สังกิเลส ๔ อย่างนี้ ที่ท่านกล่าวไว้ว่า เฉตฺวา ขิลญฺจ ปาสญฺจ ทั้งหมด นี้ด้วยประการฉะนี้. บทว่า เสลํ เภตฺวา น ทุพฺภิทํ ความว่า ใช้ญาณอันเปรียบด้วยเพชร ตัดภูเขาอันล้วนแล้วแต่หิน คือความไม่รู้ อันใคร ๆ ไม่สามารถจะตัดได้ ด้วยญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วข้ามโอฆะทั้ง ๔ ชื่อว่าข้ามได้แล้ว คือ ถึงฝั่งแล้ว เพราะตั้งอยู่ในพระนิพพาน อันเป็นฝั่งโน้นแห่งโอฆะทั้ง ๔ นั้น ชื่อว่าผู้เพ่งฌาน ด้วยฌานทั้งสอง คือฌานเข้าไปเพ่งอารมณ์เป็น ลักษณะ ๑ ฌานเข้าไปเพ่งลักษณะเป็นลักษณะ ๑. บทว่า ปุตฺโต โส มารพนฺธนา ความว่า พระขีณาสพนั้น คือเห็นปานนั้น พ้นแล้ว พ้น
หน้า 502 ข้อ 383
ขาดแล้ว ปราศจากแล้ว จากเครื่องผูกคือกิเลสมารแม้ทั้งหมด เพราะ เหตุนั้น พระเถระกล่าวหมายเอาตนนั่นเอง. ภายหลังวันหนึ่ง พระเถระเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้สัทธิวิหาริกของตน เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลว มีจิตฟุ้งซ่าน มีจิตดังไม้อ้ออันยกขึ้น อยู่ด้วยการคลุกคลีด้วยบุคคลผู้ไม่เป็นกัลยาณมิตร จึงไปในที่นั้นด้วยฤทธิ์ แล้วโอวาทภิกษุนั้นว่า อย่ากระทำอย่างนี้เลยอาวุโส จงละบุคคลผู้ไม่เป็น กัลยาณมิตร คบหาบุคคลผู้เป็นกัลยาณมิตรทั้งหลาย. ภิกษุนั้นไม่เอื้อเฟื้อ คำของพระเถระ. พระเถระถึงธรรมสังเวช ด้วยการไม่เอื้อเฟื้อของภิกษุ นั้น จึงติเตียนการปฏิบัติผิด ด้วยถ้อยคำเป็นบุคลาธิษฐาน เมื่อจะ สรรเสริญการปฏิบัติชอบ และการอยู่ด้วยความสงัด จึงได้กล่าวคาถา เหล่านี้ว่า ภิกษุมีใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก คบหาแต่มิตรที่เลว- ทราม ถูกคลื่นซัดให้จมอยู่ในห้วงน้ำคือสงสาร ส่วนภิกษุ ผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญารักษาตัวรอด สำรวมอินทรีย์ คบหากัลยาณมิตร เป็นนักปราชญ์ พึง ทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ นรชนผู้ซูบผอม มีตัวสะพรั่งไปด้วย เส้นเอ็นดังเถาหญ้านาง เป็นผู้รู้จักประมาณในข้าวและน้ำ มีใจไม่ย่อท้อ ถูกเหลือบยุงทั้งหลายกัดอยู่ในป่าใหญ่ ย่อมมีสติอดกลั้นได้อยู่ในป่านั้น เหมือนช้างที่อดทนต่อ ศาตราวุธในยุทธสงครามฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ เรารอเวลาตาย เหมือน
หน้า 503 ข้อ 383
ลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงานฉะนั้น เราไม่ยินดีความตาย ไม่เพลิดเพลินความเป็นอยู่ แต่เรามีสติสัมปชัญญะรอ เวลาตาย พระศาสดาเราได้คุ้นเคยแล้ว เราทำคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอน ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว ได้บรรลุถึงประโยชน์ที่ กุลบุตรทั้งหลาย ผู้ออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการแล้ว เพราะฉะนั้น จะมีประโยชน์อะไร ด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่า ยากแก่เรา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทฺธโต ความว่า ประกอบด้วยความ ฟุ้งซ่าน คือมีจิตไม่ตั้งมั่น มีจิตฟุ้งซ่าน. บทว่า จปโล ความว่า ประกอบด้วยความโยกโคลง มีการตบแต่ง บาตรและจีวรเป็นต้น คือเป็นผู้มีจิตโลเลเป็นปกติ. บทว่า มิตฺเต อาคมฺม ปาปเก ความว่า อาศัยบุคคลไม่เป็น กัลยาณมิตรแล้วไม่กระทำสมณธรรม. บทว่า สํสีทติ มโหฆสฺมึ อูมิยา ปฏิกุชฺชิโต ความว่า บุรุษผู้ตกไปในมหาสมุทร อันคลื่นในมหาสมุทร ท่วมทับ เมื่อไม่สามารถจะยกศีรษะขึ้นได้ ก็จมไปในมหาสมุทรนั่นเอง ฉันใด บุคคลผู้วนเวียนอยู่ในโอฆะใหญ่ ในสงสารก็ฉันนั้น ถูกคลื่นคือ โกธะและอุปายาสครอบงำ คือท่วมทับ เมื่อไม่สามารถเพื่อจะยกศีรษะคือ ปัญญาขึ้นด้วยอำนาจวิปัสสนา จึงจมลงไปในโอฆะใหญ่คือสงสารนั้น นั่นเอง. บทว่า นิปโก ได้แก่ ผู้ละเอียดอ่อน คือเป็นผู้ฉลาดในประโยชน์ คนและประโยชน์ผู้อื่น. บทว่า สํวุตินฺทฺริโย ความว่า ผู้มีอินทรีย์อันปิด
หน้า 504 ข้อ 383
แล้ว ด้วยการปิดอินทรีย์มีใจเป็นที่ ๖. บทว่า กลฺยาณมิตฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกัลยาณมิตรทั้งหลาย. บทว่า เมธาวี ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยปัญญา มีโอชะอันเกิดแต่ธรรม บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตกโร สิยา ความว่า บุคคลเช่นนั้น พึงกระทำที่สุด แห่งวัฏทุกข์ทั้งสิ้น. บทว่า กาลปพฺพงฺคสงฺกาโส เป็นต้น เป็นบทระบุถึงความยินดี ในวิเวก. ส่วนบทว่า นาภินนฺทามิ เป็นต้น เป็นบทแสดงภาวะแห่งกิจ ที่ทำเสร็จแล้ว. คำทั้งหมดมีอรรถดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล ก็ในที่สุด ท่านกล่าวหมายเอาสัทธิวิหาริกของตนด้วยคำว่า กึ เม สทฺธิวิหารินา. เพราะฉะนั้น จะประโยชน์อะไรแก่เรา ด้วยสัทธิวิหาริกผู้ว่ายาก ผู้ไม่ เอื้อเฟื้อเช่นนั้น อธิบายว่า เราชอบใจการอยู่โดดเดี่ยวเท่านั้น. ก็แลครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ได้ไปสู่สระฉันทันตะนั่นแล. ท่านอยู่ ในที่นั้นสิ้น ๑๒ ปี เมื่อจวนปรินิพพาน จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้ว จึงไปปรินิพพานในที่นั้นนั่นเอง จบอรรถกถาอัญญาโกณฑัญญเถรคาถาที่ ๑
หน้า 505 ข้อ 384
๒. อุทายีเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระอุทายีเถระ [๓๘๔] เราเคยได้ฟังมาจากพระอรหันต์ทั้งหลายว่า มนุษย์ทั้ง หลายย่อมนอบน้อมบุคคลใด ผู้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระ- พุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง มีตนอันได้ฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้งมั่น ดำเนินไปในทางของพรหม ยินดีในการสงบระงับจิต ถึง ฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็พากันนอบน้อม บุคคลนั้น เทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ออกจาก ป่า คือกิเลสมาสู่นิพพาน ออกจากกามมายินดีในเนก- ขัมมะ เหมือนทองคำอันพ้นแล้วจากหินฉะนั้น พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นแลเป็นนาค รุ่งเรืองพ้น โลกนี้กับทั้งเทวโลก เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรืองล่วง ภูเขาเหล่านั้น เราจักแสดงช้างตัวประเสริฐ ซึ่งเป็นนาค นี้ชื่อโดยแท้จริง เป็นเยี่ยมกว่าบรรดาผู้มีชื่อว่านาคทั้ง หมด แก่ท่านทั้งหลาย เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อ ว่า นาค ความสงบเสงี่ยมและการไม่เบียดเบียน ๒ อย่าง นี้ เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาค สติสัมปชัญญะเป็นเท้า หลัง ช้างตัวประเสริฐควรบูชา มีศรัทธาเป็นงวง มี อุเบกขาเป็นงาอันขาว มีสติเป็นคอ มีปัญญาเครื่อง พิจารณาค้นคว้าธรรมเป็นศีรษะ มีธรรม คือสมาวาสะเป็น
หน้า 506 ข้อ 384
ท้อง มีวิเวกเป็นหาง ช้างตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้า นั้น เป็นผู้มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในนิพพาน มีจิตตั้งมั่น ดีแล้วในภายใน คือเมื่อเดินก็มีจิตตั้งมั่น เมื่อยืนก็มีจิต ตั้งมั่น นอนก็มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้สำรวมในที่ทั้งปวง อัน นี้เป็นคุณสมบัติของช้างตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้า ช้าง ตัวประเสริฐ คือพระพุทธเจ้านั้น บริโภคของอันหาโทษ มิได้ ไม่บริโภคของที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่ม แล้ว ก็ไม่สั่งสมไว้ ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวผูกพันน้อยใหญ่ ทั้งสิ้น ไม่มีความห่วงใยเลย เที่ยวไปในที่ทุกแห่ง เปรียบ เหมือนดอกบัวขาบ มีกลิ่นหอมหวานชวนให้รื่นรมย์ เกิด ในน้ำ เจริญในน้ำ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันใด พระ- พุทธเจ้าเสด็จอุบัติแล้วในโลก อยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ด้วย โลก เหมือนดอกปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันนั้น ไฟกอง ใหญ่ลุกโชนเมื่อหมดเชื้อก็ดับไป ก็เมื่อเถ้ายังมีอยู่ เขา ก็เรียกกันว่าไฟดับแล้ว ฉันใด อุปมาอันทำให้รู้เนื้อความ แจ่มแจ้งนี้ วิญญูชนทั้งหลายแสดงไว้แล้ว ก็ฉันนั้น พระมหานาคทั้งหลายจักรู้แจ้งนาคด้วยนาค อันพระพุทธ- เจ้าทรงแสดงแล้ว พระพุทธนาคเป็นผู้ปราศจาก ราคะ โทสะ และโมหะ หมดอาสวะ เมื่อละสรีระร่างกายนี้แล้ว ก็จักไม่มีอาสวะปรินิพพาน. จบอุทายีเถรคาถา
หน้า 507 ข้อ 384
ในโสฬสกนิบาตนี้ พระเถระผู้มีมหิทธิฤทธิ์ ๒ รูป คือ พระโกณฑัญญเถระ กับ พระอุทายีเถระ ได้ภาษิต คาถาไว้องค์ละ ๑๖ คาถา รวมเป็น ๓๒ คาถา ฉะนี้แล. จบโสฬสกนิบาต อรรถกถาอุทายีเถรคาถาที่ ๒ คาถาของ ท่านพระอุทายีเถระ มีคำเริ่มต้นว่า มนุสฺสภูตํ สมฺพุทฺธํ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นได้อย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่ง สมบุญกุศลอันเป็นอุปนิสัยในภพนั้นๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษย- โลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกรุงกบิลพัสดุ์ ได้นามว่า อุทายี เจริญวัยแล้ว เห็นพระพุทธานุภาพในสมาคมพระญาติของ พระศาสดา ได้ศรัทธาบวชแล้วบำเพ็ญวิปัสสนากรรม ไม่นานนักก็บรรลุ พระอรหัต, ก็พระอุทายีเถระทั้ง ๓ เหล่านี้ คือ กาฬุทายี มาในก่อนเป็นบุตร ของอำมาตย์, ลาลุทายีบุตรของโกวริยพราหมณ์, พระเถระนี้เป็นบุตรของ พราหมณ์ ชื่อว่า มหาอุทายี, วันหนึ่ง ท่านอุทายีนี้นั่น เมื่อพระศาสดาทรง แสดงนาโคปมสูตร กระทำช้างเผือก ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง อันมหาชนพากันสรรเสริญ ให้เป็นอัตถุปบัติเหตุ ในเวลาจบเทศนานึก ถึงคุณของพระศาสดา อันสมควรแก่กำลังญาณของตน ผู้มีใจอันปีติ ซึ่งมีพระพุทธเจ้าเป็นอารมณ์กระตุ้นเตือน จึงคิดว่า มหาชนนี้สรรเสริญ นาค ซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉาน ไม่ใช่สรรเสริญมหานาคคือพระพุทธเจ้า
หน้า 508 ข้อ 384
เอาเถอะ เราจักกระทำคุณแห่งช้างมหาคันธะ คือพระพุทธเจ้าให้ปรากฏ ดังนี้แล้ว เมื่อจะชมเชยพระศาสดา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า เราเคยได้ฟังมาจากพระอรหันต์ทั้งหลายว่า มนุษย์ ทั้งหลายย่อมนอบน้อมบุคคลใด ผู้เกิดเป็นมนุษย์ เป็น พระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เอง มีตนอันได้ฝึกฝนแล้ว มีจิตตั้ง มั่น ดำเนินไปในทางของพรหม ยินดีในการสงบระงับ จิต ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง แม้เทวดาทั้งหลายก็พากัน นอบน้อมบุคคลนั้น เทวดาและมนุษย์ย่อมนอบน้อมพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ใด ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งปวง ออกจากป่า คือกิเลสมาสู่นิพพาน ออกจากกามมายินดี ในเนกขัมมะ เหมือนทองคำอันพ้นแล้วจากหินฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้นแลเป็นนาค รุ่งเรื่องพ้น โลกนี้กับทั้งเทวโลก เหมือนภูเขาหิมวันต์ รุ่งเรืองล่วง ภูเขาเหล่าอื่นฉะนั้น เราจักแสดงนาค ซึ่งเป็นนาคมีชื่อ โดยแท้จริง เป็นเยี่ยมกว่าบรรดาผู้มีชื่อว่านาคทั้งหมด แก่ ท่านทั้งหลาย เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค ความ สงบเสงี่ยมและการไม่เบียดเบียน ๒ อย่างนี้ เป็นเท้าหน้า ทั้งสองของนาค สติสัมปชัญญะ เป็นเท้าหลัง นาคคือช้าง ตัวประเสริฐควรบูชา มีศรัทธาเป็นงวง มีอุเบกขาเป็นงาอัน ขาว มีสติเป็นคอ มีปัญญาเครื่องค้นคว้าธรรมเป็นศีรษะ มีธรรม คือสมาวาสะเป็นท้อง มีวิเวกเป็นหาง ช้างตัว ประเสริฐคือพระพุทธเจ้านั้น เป็นผู้มีปกติเพ่งฌาน ยินดี
หน้า 509 ข้อ 384
ในนิพพาน มีจิตตั้งมั่นดีแล้วในภายใน คือเมื่อเดินก็มี จิตตั้งมั่น เมื่อยืนก็มีจิตตั้งมั่น นอนก็มีจิตตั้งมั่น แม้เมื่อ นั่งก็มีจิตตั้งมั่น เป็นผู้สำรวมในที่ทั้งปวง อันนี้คือสมบัติ ของช้างตัวประเสริฐคือพระพุทธเจ้า ช้างตัวประเสริฐคือ พระพุทธเจ้านั้นบริโภคของอันหาโทษมิได้ ไม่บริโภคของ ที่มีโทษ ได้อาหารและเครื่องนุ่งห่มแล้ว ก็ไม่สั่งสมไว้ ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวผูกพันน้อยใหญ่ทั้งสิ้น ไม่มีความห่วง ใยเลย เที่ยวไปในที่ทุกหนทุกแห่ง เปรียบเหมือนดอกบัว ขาบ มีกลิ่นหอมหวลชวนให้รื่นรมย์ เกิดในน้ำ เจริญใน น้ำ ย่อมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉันใด พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ แล้วในโลก อยู่ในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก เหมือนดอก ปทุมไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉันนั้น ไฟกองใหญ่ลุกโชน เมื่อ หมดเชื้อก็ดับไป ก็เมื่อเถ้ายังมีอยู่เขาเรียกกันว่า ไฟดับ แล้วฉันใด อุปมาอันทำให้รู้เนื้อความแจ่มแจ้งนี้ วิญญูชน ทั้งหลายแสดงไว้แล้ว ก็ฉันนั้น พระมหานาคทั้งหลาย จักรู้แจ้งนาคด้วยนาคอันพระพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระ- พุทธนาคผู้ปราศจากราคะ โทสะ และโมหะ หมดอาสวะ เมื่อละสรีระร่างกายนี้แล้ว ก็จักไม่มีอาสวะปรินิพพาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนุสฺสภูตํ ความว่า เป็นคือบังเกิดใน มนุษย์ หรือถึงอัตภาพมนุษย์. จริงอยู่พระศาสดา แม้ทรงพ้นจากคติ ทั้งปวง ด้วยทรงบรรลุอาสวักขยญาณ เขาก็เรียกว่ามนุษย์เหมือนกัน ด้วย อำนาจที่พระองค์ทรงถือปฏิสนธิในภพสุดท้าย ก็พระองค์เป็นเทพยิ่งกว่า
หน้า 510 ข้อ 384
เทพ เป็นพรหมยิ่งกว่าพรหม ด้วยอำนาจคุณ. บทว่า สมฺพุทฺธํ ความว่า เป็นพระพุทธเจ้าผู้ตรัสรู้เองทีเดียว. บทว่า อตฺตทนฺตํ ได้แก่ ผู้ฝึกตนด้วยตนเอง. จริงอยู่พระผู้มีพระภาค เจ้า ทรงฝึกพระองค์ด้วยการฝึกอย่างสูงสุด โดยจักษุบ้าง ฯลฯ โดยใจบ้าง ด้วยอริยมรรคที่พระองค์ให้เกิดขึ้นด้วยพระองค์เอง. บทว่า สมาหิตํ ความ ว่า ตั้งมั่นแล้วด้วยสมาธิ ๘ อย่าง และด้วยสมาธิอันเกิดจากมรรคและผล. บทว่า อิริยมานํ พฺรหฺมปเถ ความว่า ในคลองแห่งพรหมวิหาร- ธรรมทั้ง ๔ หรือเป็นไปในคลองแห่งผลสมาบัติ อันประเสริฐคือสูงสุด ด้วยอำนาจการเข้าสมาบัติ พระผู้มีพระภาคเจ้าย่อมไม่ดำเนินในคลองอัน ประเสริฐ ตามที่กล่าวแล้วตลอดกาลทั้งสิ้นก็จริง แต่ถึงอย่างนั้น ท่าน ก็กล่าวว่า อิริยมานํ เพราะอาศัยความเป็นผู้น้อมไปในอริยสมาบัตินั้น. บทว่า จิตฺตสฺสูปสเม รตํ ความว่า ยินดียิ่ง ในการสงบสังขาร ทั้งปวงคือในพระนิพพาน อันเป็นเหตุสงบแห่งจิต. บทว่า ยํ มนุสฺสา นมสฺสนฺติ สพฺพธมฺมาน ปารคุํ ความว่า มนุษย์ทั้งหลายมีกษัตริย์และบัณฑิตเป็นต้น ย่อมนอบน้อมซึ่งพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าใด ผู้มีสมบัติอันสูงสุดอย่างยอดเยี่ยม ผู้ถึงฝั่งทั้ง ๖ คือถึงฝั่งแห่ง อภิญญาแห่งธรรมมีขันธ์และอายตนะเป็นต้นทั้งหมด ๑ ถึงฝั่งแห่งปริญญา ๑ ถึงฝั่งแห่งภาวนา ๑ ผู้ถึงฝั่งแห่งการกระทำให้แจ้ง ๑ ถึงฝั่งแห่งสัมมา- ปฏิบัติ ๑ ถึงฝั่งแห่งปหานะ ๑ เมื่อบูชาด้วยการปฏิบัติธรรมสมควรแก่ ธรรมย่อมเป็นผู้น้อมไป โอนไป เงื้อมไป ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่น ด้วยกาย วาจา และใจ. บทว่า เทวาปิ ตํ นมสฺสนฺติ ความว่า ไม่ใช่พวกมนุษย์อย่างเดียว
หน้า 511 ข้อ 384
เท่านั้น โดยที่แท้ แม้เทวดาทั้งหลาย ในโลกธาตุหาประมาณมิได้ ก็ย่อม นอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น. ด้วยบทว่า อิติ เม อรหโต สุตํ นี้ ท่านแสดงว่า คำอย่างนี้ คือคำที่เราสดับมาแล้วอย่างนี้ ในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อรหันต์ และของพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ผู้กล่าวคำมีอาทิว่า สตฺถา เทวมนุสฺ- สานํ ด้วยเหตุมีความเป็นผู้ไกล (จากกิเลส) เป็นต้น. บทว่า สพฺพสํโยชนาตีตํ ความว่า ผู้ก้าวล่วงสังโยชน์ทั้งหมด ๑๐ ด้วยมรรค ๔ ตามสมควรพร้อมด้วยวาสนา. บทว่า วนา นิพฺพนมาคตํ ความว่า ผู้เข้าถึงความเบื่อหน่าย อัน เว้น จากป่าคือกิเลสนั้น. บทว่า กาเมหิ เนกฺขมฺมรตํ ความว่า ออกจากกามโดยประการทั้ง ปวง แล้วยินดีในเนกขัมมะ ต่างด้วยบรรพชา ฌานและวิปัสสนาเป็นต้น. บทว่า มุตฺตํ เสลาว กญฺจนํ ความว่า เหมือนทองคำอันพ้นแล้ว จากหิน เพราะมีสภาวะเป็นทองแท้ที่กำจัดสิ่งมิใช่ทองออกแล้ว. มีวาจา ประกอบความว่า แม้เทวดาทั้งหลายก็ย่อมนอบน้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้น. บทว่า ส เว อจฺจรุจิ นาโค ความว่า พระองค์ไม่กระทำบาปโดย ส่วนเดียว ย่อมไม่ไปสู่ภพใหม่ เป็นผู้มีกำลังเหมือนช้าง เพราะฉะนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จึงได้พระนามว่า นาค. บทว่า อจฺจรุจิ ความว่า พระองค์รุ่งเรื่องพ้นโลกนี้พร้อมทั้งเทว- โลก ด้วยความรุ่งเรื่องแห่งพระกายและพระญาณของพระองค์. เหมือน อะไร ? เหมือนขุนเขาหิมวันต์รุ่งเรื่องล่วงภูเขาเหล่าอื่นฉะนั้น อธิบายว่า พระองค์ทรงรุ่งเรืองยิ่ง เหมือนขุนเขาหิมวันต์ รุ่งเรื่องล่วงภูเขาเหล่าอื่น
หน้า 512 ข้อ 384
ด้วยคุณ มีภาวะที่ตนมีสาระมั่นคงหนักและใหญ่เป็นต้นฉะนั้น. บทว่า สพฺเพสํ นาคนามานํ ได้แก่ อหินาค นาคคืองู, หัตถินาค นาคคือช้าง, ปุริสนาค นาคคือคน อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่ เสขนาค นาคคือพระเสขะ, อเสขนาค นาคคือพระอเสขะ, ปัจเจกพุทธนาค นาคคือพระปัจเจกพุทธ, พุทธนาค นาคคือพระพุทธเจ้า. บทว่า สจฺจนาโม ได้แก่ ชื่อว่านาความเป็นจริง, ก็พระอุทายี ย่อมกล่าวซึ่งความที่นาคเป็นชื่อตามจริง ด้วยตนเองทีเดียว ด้วยคำว่า "เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค" ดังนี้เป็นต้น. บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงพระพุทธนาคโดยอวัยวะ และเพื่อจะแสดง โดยชื่อก่อน จงกล่าวว่า "เพราะผู้ใดไม่ทำบาป ผู้นั้นชื่อว่านาค." อธิบายว่า ชื่อว่า นาค เพราะไม่กระทำบาปโดยประการทั้งปวง. บทว่า โสรจฺจํ ได้แก่ ศีล. บทว่า อวิหึสา ได้เเก่ กรุณา. ความที่พระพุทธนาคเป็นดัง เท้าหน้า สมควรแล้วสำหรับนาคนั้น เพราะการทำวิเคราะห์ว่า โสรัจจะ และอวิหิงสาทั้งสองนั้น เป็นประธานแห่งกองคุณแม้ทั้งปวง เพราะฉะนั้น ท่านพระอุทายีจึงกล่าวว่า "ความสงบเสงี่ยมและความไม่เบียดเบียน ๒ อย่างนี้ เป็นเท้าหน้าทั้งสองของนาคคือช้างตัวประเสริฐ" เมื่อจะ กล่าวโดยความเป็นดังเท้าหลัง จึงกล่าวว่า "สติและสัมปชัญญะเป็น เท้าหลัง." บาลีว่า ตฺยาปเร ดังนี้ก็มี. จำแนกบทว่า เต อปเร ดังนี้ เหมือน กัน . ศรัทธาในการยึดถือธรรมอันหาโทษมิได้เป็นดังงวงของช้างนั้น เหตุ นั้นช้างนั้นชื่อว่ามีศรัทธาเป็นดังงวง. อุเบกขาอันต่างด้วยญาณ (ปัญญา) อันเป็นเวทนาบริสุทธิ์ดี เป็นงาขาวของช้างนั้นมีอยู่ เหตุนั้นช้างนั้น ชื่อว่า
หน้า 513 ข้อ 384
มีอุเบกขาเป็นงาขาว. มีปัญญาเป็นศีรษะ มีสติเป็นที่ตั้งมั่นของปัญญานั้น เหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีสติเป็นคอ มีปัญญาเป็นศีรษะ. บทว่า วีมํสา ธมฺมจินฺตนา ความว่า การลูบคลำ และการสูด กลิ่น สิ่งที่ควรกินและไม่ควรกินด้วยงวง ชื่อว่าปัญญาเครื่องพิจารณา ของหัตถินาคฉันใด ความคิดซึ่งธรรมมีกุศลเป็นต้น ชื่อว่าปัญญาเครื่อง พิจารณาของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐฉันนั้น. ชื่อว่า สมาวาสะ เพราะ เป็นที่อยู่ร่วมกันเสมอ ได้แก่การอยู่ร่วมกัน คือท้องอันเป็นที่รองรับ ได้แก่ ธรรมกล่าวคือสมถะและวิปัสสนา เพราะเป็นที่รองรับอภิญญา และสมถะ, ธรรมเป็นที่อยู่เสมอคือท้องของนาคมีอยู่ เหตุนั้น นาคจึงเป็นผู้ชื่อว่า กุจฉิสมาวาสะ มีธรรมเป็นที่อยู่คือท้อง. บทว่า วิเวโก ได้แก่ อุปธิวิเวก. บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระพุทธนาค. ชื่อว่าเป็นหาง เพราะหางเป็น อวัยวะที่สุด. บทว่า ฌายี ได้แก่ ผู้มีปกติเพ่งฌาน เพราะเข้าไปเพ่งอารมณ์ บทว่า อสฺสาสรโต ความว่า ยินดีแล้วในพระนิพพานอันเป็น ที่โล่งใจอย่างยิ่ง. บทว่า อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ความว่า มีจิตตั่งมั่นด้วยดีในผล- สมาบัติ อันเป็นอารมณ์ภายใน เพราะแสดงว่า การตั้งมั่นนี้นั่นเป็นไป ได้ทุกกาลด้วยดี ท่านจึงกล่าวว่า ช้างตัวประเสริฐเมื่อเดินก็จิตตั้งมั่น. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงมีพระทัยตั้งมั่นด้วยดีเป็นนิจ เพราะ ไม่มีความฟุ้งซ่าน เหตุละอุทธัจจะเสียได้. เพราะฉะนั้น พระองค์สำเร็จ อิริยาบถใด ๆ มีพระหทัยตั้งมั่นสำเร็จอิริยาบถนั้น ๆ แล.
หน้า 514 ข้อ 384
บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในอารมณ์ทั้งปวง และปิดกั้นความเป็น ไปโดยประการทั้งปวงในทวารทั้งปวง. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวคำมีอาทิ ว่า กายกรรมทั้งปวงเป็นตัวนำแห่งญาณ (ปัญญา) คือเป็นไปตามญาณ. บทว่า เอสา นาคสฺส สมฺปทา ความว่า นี้เป็นคุณสมบัติ คือ เป็นความบริบูรณ์ด้วยคุณแห่งช้างตระกูลคันธะคือพระพุทธเจ้า ตามที่ กล่าวแล้วและกำลังจะกล่าวอยู่ โดยนัยมีอาทิว่า สมฺพุทฺธํ. บทว่า ภุญฺชติ อนวชฺชานิ มีวาจาประกอบว่า บริโภคสิ่งที่ไม่ถูก ติเตียน เพราะเพียบพร้อมอย่างยิ่งแห่งสัมมาอาชีวะ และไม่บริโภคสิ่งที่มี โทษ คือสิ่งที่ถูกติเตียน เพราะละมิจฉาชีพพร้อมด้วยวาสนาโดยประการ ทั้งปวง. และเมื่อจะบริโภคสิ่งที่ไม่มีโทษ ย่อมบริโภคสิ่งที่สะสมพร้อม คือสิ่งที่ควรเว้น. บทว่า สํโยชนํ ได้แก่ สังโยชน์ทั้ง ๑๐ อันสามารถจะให้สัตว์จม ลงในวัฏฏะ เพราะประกอบสัตว์ไว้กับด้วยวัฏทุกข์. บทว่า อณุํ ถูลํ แปลว่า เล็กและใหญ่. บทว่า สพฺพํ เฉตฺวาน พนฺธนํ ความว่า ตัดเครื่องผูกคือกิเลส ได้เด็ดขาดด้วยมรรคญาณ. บทว่า เยน ได้แก่ โดยทิสาภาคใด ๆ มีโยชนาว่า เหมือนดอกบัว ขาบที่เกิดในน้ำ ย่อมงอกงาม ไม่คิดอยู่ในน้ำ เพราะมีสภาวะไม่เข้าไป ติดด้วยน้ำฉันใด พระพุทธเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลกแล้วย่อมอยู่ ในโลก ย่อมไม่ติดด้วยโลก เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือตัณหา ทิฏฐิ และ มานะ. บทว่า คินิ แปลว่า ไฟ. บทว่า อนาหาโร แปลว่า ไม่มีเชื้อ.
หน้า 515 ข้อ 384
บทว่า อตฺถสฺสายํ วิญฺาปนี ความว่า การทำให้ผู้อื่นรู้ คือการ ประกาศอรรถแห่งอุปไมย กล่าวคือคุณของพระศาสดา นี้ชื่อว่าเป็นอุปมา แห่งนาคคือช้างตัวประเสริฐ บทว่า วิญฺูหิ ได้แก่ ผู้กำหนดรู้สัจธรรมที่พระศาสดาทรงตรัสรู้ แล้ว ด้วยคำนี้ท่านกล่าวหมายถึงตน. บทว่า วิญฺิสฺสนฺติ เป็นต้น เป็นคำกล่าวถึงเหตุ, อธิบายว่า เพราะเหตุที่พระมหานาคคือพระขีณาสพ ตั้งอยู่ในวิสัยของตน จักรู้แจ้ง ซึ่งช้างคือช้างผู้มีกลิ่นหอมคือพระตถาคต อันนาคคือเราแสดงแล้ว ฉะนั้น เพื่อจะประกาศแก่ผู้ปุถุชนเหล่าอื่น เราจึงกล่าวอุปมานี้. บทว่า สรีรํ วิชหํ นาโค ปรินิพฺพิสฺสตฺยนาสโว ความว่า ช้าง คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าผู้ไม่มีอาสวะ ด้วยสอุปาทิเสสปรินิพพาน ณ ควงโพธิพฤกษ์ บัดนี้เมื่อทรงละร่างกาย คืออัตภาพ จักปรินิพพาน ด้วยขันธปรินิพพาน. พระเถระครั้นประดับด้วยอุปมา ๑๔ อย่างนี้แล้ว จึงพรรณนา พระคุณของพระศาสดา ด้วยคาถา ๑๖ คาถา มี ๖๔ บาท แล้วให้เทศนา จบลง ด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. จบอรรถกถาอุทายีเถรคาถาที่ ๒ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา โสฬสกนิบาต

เล่มจริงที่ 53 (570 หน้า · 0001 – 0570)

กระโดดไปหน้า (570 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 385
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรคาถา เล่ม ๒ ภาคที่ ๓ ตอนที่ ๔ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เถรคาถา วีสตินิบาต ๑. อธิมุตตเถรคาถา ว่าด้วยผู้หลุดพ้นย่อมไม่กลัวตาย [๓๘๕] พระอธิมุตตเถระถูกพวกโจรจับไว้ มิได้มีความกลัวหวาด เสียว มีหน้าผ่องใส เมื่อหัวหน้าโจรเห็นดังนั้น เกิดความอัศจรรย์ใจ จึง ได้กล่าวคาถาสรรเสริญ ๒ คาถาว่า เมื่อก่อน เราจะฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือเพื่อ ปล้นเอาทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัว ย่อมพากันหวาดหวั่นและบ่นเพ้อ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ ท่านเลย ซ้ำยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็น ปานนี้ปรากฏแล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญเล่า. พระเถระเมื่อจะแสดงธรรม โดยมุ่งการตอบคำถามของนายโจรนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า
หน้า 2 ข้อ 385
ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยใน ชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัวตายใน ปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษ ไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์ เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มี ความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรคเพราะโรคสิ้นไป แล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้มรรคเราก็ อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้ว เหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น บุคคลผู้ถึงฝั่ง แห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จแล้ว หมดอาสวะ ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือนบุคคลพ้นแล้ว จากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวง ย่อมไม่เศร้าโศก ในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ได้อยู่ในโลก นี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันใหญ่ได้ตรัสไว้ว่า สิ่ง ทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดัง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพไร ๆ ดังบุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น เราไม่มี ความคิดว่า ได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารจักปราศจาก ไป จะคร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า.
หน้า 3 ข้อ 385
ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคล พิจารณาเห็นเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อ นั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้า โศกว่า ของเราไม่มี เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้อง- การด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกาย อื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของ เรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ใน ร่างกายนั้น จักไม่มีแก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำ กิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น. โจรทั้งหลายได้ ฟังคำของท่านอันน่าอัศจรรย์ ทำให้ขนลุกชูชัน จึงพา กันวางศาสตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไร ไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่ง สอนของใคร. พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้งปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้นอาสวะอัน ยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ พวกโจรฟัง
หน้า 4 ข้อ 385
ถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษีแล้ว พากัน วางศาสตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บาง พวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้บรรพชาในศาสนา ของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็น บัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. จบอธิมุตตเถรคาถา อรรถกถากถาวิสตินิบาต อรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑ ใน วีสตินิบาต คาถาของท่านพระอธิมุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยญฺตฺถํ วา ธนตฺถํ วา ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง ก่อน สั่งสมบุญไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าอัตถทัสส- บังเกิดในตระกูลที่มั่งคั่งด้วยทรัพย์สมบัติ รู้เดียงสาแล้ว เมื่อพระศาสดา ปรินิพพานไป ได้อุปัฏฐากภิกษุสงฆ์ ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว. ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในท้องของน้องสาวท่านพระสังกิจจเถระ ได้ มีชื่อว่า อธิมุตตะ ท่านเจริญวัยแล้ว ได้บวชในสำนักของพระเถระผู้เป็น ลุง บำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน ทั้งๆ ที่ดำรงอยู่ในภูมิของสามเณรก็ได้
หน้า 5 ข้อ 385
บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ เมื่อพระโลกนาถนามว่าอัตถทัสสี ผู้เป็นอุดมบุคคล เสด็จนิพพานแล้ว เรามีจิตเลื่อมใส บำรุงภิกษุสงฆ์ เรานิมนต์ภิกษุสงฆ์ผู้ซื่อตรง มีจิตตั้งมั่น แล้วเอา อ้อยมากระทำมณฑป นิมนต์ให้พระสงฆ์ผู้เป็นรัตนะ อันสูงสุดฉันอ้อย เราเข้าถึงกำเนิดใด ๆ จะเป็นเทวดา หรือมนุษย์ก็ตาม ในกำเนิดนั้น ๆ เราย่อมครอบงำสัตว์ ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม. ในกัปที่ ๑๑๘ เรา ได้ให้ทานใดไว้กาลนั้น ด้วยผลแห่งทานนั้น เรา ไม่รู้จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งการถวายอ้อย. คุณวิเศษ เหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ให้กาลเวลาล่วงไปด้วยความสุขใน สมาบัติ มีความประสงค์จะอุปสมบท คิดว่าจะบอกลามารดา จึงไปหา มารดา ในระหว่างทางได้พบโจร ๕๐๐ คน ผู้เที่ยวหาเนื้อเพื่อจะทำพลี กรรมแก่เทวดา. ฝ่ายพวกโจรได้จับตัวท่านด้วยหวังว่า จักทำเป็นพลีแก่ เทวดา. ท่านอธิมุตตะนั้น แม้จะถูกพวกโจรจับก็ไม่กลัว ไม่หวาดหวั่น ได้มีสีหน้าผ่องใสยืนอยู่. หัวหน้าโจรเห็นดังนั้นเกิดอัศจรรย์จิตอย่างไม่เคย เป็น เมื่อจะสรรเสริญ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า เมื่อก่อน เราได้ฆ่าสัตว์เหล่าใดเพื่อบูชายัญ หรือเพื่อ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๘.
หน้า 6 ข้อ 385
ปล้นทรัพย์ สัตว์เหล่านั้นหมดอำนาจ เกิดความกลัวตัว- สั่นและพร่ำเพ้ออยู่ แต่ความกลัวมิได้มีแก่ท่านเลย ซ้ำ ยังมีสีหน้าผ่องใสยิ่งนัก เมื่อภัยใหญ่เห็นปานนี้ปรากฏ แล้ว เหตุไรท่านจึงไม่คร่ำครวญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยญฺตฺถํ ได้แก่ เพื่อบูชา หรือเพื่อ กระทำพลีกรรมแก่เทวดาทั้งหลาย. วา ศัพท์ เป็นอรรถวิกัปปะ. กำหนด หมายเอา. บทว่า ธนตฺถํ แปลว่า เพื่อปล้นทรัพย์สมบัติ. บทว่า เย หนาม มยํ ปุเร ความว่า เมื่อก่อนพวกเราได้ฆ่า สัตว์เหล่าใด. จริงอยู่ บทว่า หนาม นี้ เป็นคำบอกปัจจุบันกาล ใช้ใน อรรถเป็นอดีตกาล. บทว่า อวเส ได้แก่ กระทำให้หมดอำนาจ คือไม่ให้เสรีภาพ. บทว่า ตํ ได้แก่ เตสํ คือแก่สัตว์เหล่านั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า อวเสสํ หมดสิ้น ดังนี้ก็มี. (ความแห่งบาลีนั้นว่า) แก่สัตว์ทั้งหมดเว้นท่านไว้ผู้ หนึ่ง ในบรรดาสัตว์ที่พวกเราจับมา อีกอย่างหนึ่งบาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า ภยํ โหติ ความว่า ย่อมมีความกลัวแต่ความตาย อัน เป็นเหตุให้สัตว์เหล่านั้นตัวสั่น บ่นเพ้อ คือตัวสั่นเพราะจิตสะดุ้งกลัว บ่น เพ้อพูดคำมีอาทิว่า ข้าแต่นาย พวกฉันจักให้สิ่งนี้และสิ่งนี้แก่ท่านทั้งหลาย พวกฉันจักยอมเป็นทาสของท่านทั้งหลาย. บทว่า ตสฺส เต ความว่า แก่ท่านผู้ใด อันเราทั้งหลายประสงค์ จะปลงชีวิตเพื่อทำพลีกรรมแก่เทวดา เงื้อดาบคุกคามอยู่นั้น. บทว่า ภีตตฺตํ แปลว่า ความเป็นคนกลัว อธิบายว่า ความกลัว.
หน้า 7 ข้อ 385
บทว่า ภิยฺโย วณฺณ ปสีทติ ความว่า สีหน้าของท่านย่อม ผ่องใสแม้ยิ่งกว่าสีตามปกติ. ได้ยินว่า ในคราวนั้น พระเถระเกิดความปีติโสมนัสเป็นอย่างยิ่ง ว่า ถ้าพวกโจรเหล่านั้นจักฆ่าเรา. เราก็จักปรินิพพานโดยหมดเธอในบัดนี้ แหละ ภาระคือทุกข์จักปราศจากไป. บทว่า เอวรูโป มหพฺภเย ความว่า เมื่อปรากฏมรณภัยอันใหญ่ หลวงเช่นนี้, อีกอย่างหนึ่ง บทว่า เอวรูเป มหพฺภเย นี้เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่า เหตุบัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมโดยมุ่งให้คำตอบแก่ หัวหน้าโจร จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใย ในชีวิต ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้ แล้ว เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว ความกลัว ตายในปัจจุบัน มิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย ดุจบุรุษไม่กลัวความหนัก เพราะวางภาระแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้ธรรมเราก็อบรมดีแล้ว เราไม่มีความกลัวตาย เหมือนบุคคลไม่กลัวโรค เพราะ โรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว แม้ มรรคเราก็อบรมดีแล้ว ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้ เห็นแล้ว เหมือนคนดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น บุคคล ผู้ถึงฝั่งแห่งภพ ไม่มีความถือมั่น ทำกิจเสร็จแล้ว หมด อาสวะ ย่อมยินดี เพราะเหตุความสิ้นอายุ เหมือน บุคคลพ้นจากการถูกประหารฉะนั้น บุคคลผู้บรรลุธรรม
หน้า 8 ข้อ 385
อันสูงสุดแล้ว ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวง ย่อม ไม่เศร้าโศกในเวลาตาย ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟ ไหม้ฉะนั้น สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ ได้อยู่ในโลกนี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ได้ ตรัสไว้ว่า สิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อ นั้น เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ ยึดถือภพไรๆ ดังบุคคลไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชน ฉะนั้น. เราไม่มีความคิดว่าได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารทั้งหลายจักปราศจากไป จะคร่ำครวญไปทำไมใน เพราะสังขารเหล่านั้นเล่า. ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อสังขารอันบริสุทธิ์. เมื่อใดบุคคลพิจารณา เห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้นบุคคล นั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของ เราไม่มี. เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้องการภพ ร่าง- กายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้ง หลายจะทำกิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด. ความขัดเคืองและความรักใคร่ในร่างกายนั้น จักไม่มีแก่ เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำกิจตามปรารถนาด้วย ร่างกายของเรานั้น.
หน้า 9 ข้อ 385
พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถานี้ไว้ว่า โจรทั้งหลายได้ฟังคำนั้นของท่านอันน่าอัศจรรย์ ทำให้ ขนลุกชูชัน ดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศัสตราวุธแล้วกล่าวคำนี้. เบื้องหน้าแต่นี้ไป ๓ คาถา เป็นคาถาถามพวกโจร และคาถาตอบ ของพระเถระ พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายได้กล่าวเป็นคาถาไว้ดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของ ท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร. พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญูรู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้ง ปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้น อาสนะอันยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความ ไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์. พวกโจรฟังถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็น ฤาษีแล้ว พากันวางศัสตราและอาวุธ บางพวกงดเว้น จากโจรกรรม บางพวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้น ได้บรรพชาในศาสนาของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพช- ฌงค์และพลธรรม เป็นบัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มี อินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือพระนิพพาน อันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นตฺถิ เจตสิกํ ทุกฺขํ อนเปกฺขสฺส คามณิ ความว่า ดูก่อนนายโจร ทุกข์ทางใจคือความโทมนัส ดุจน้ำ
หน้า 10 ข้อ 385
เหลืองมีโลหิตเป็นสภาวะ ย่อมไม่มีแก่คนเช่นเรา ชื่อว่าผู้ไม่มีความห่วง ใย เพราะไม่มีความห่วงใยคือตัณหา, พระเถระกล่าวถึงความไม่มีความ กลัว โดยอ้างถึงความไม่มีโทมนัส ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ความ กลัวทั้งปวงเราล่วงพ้นได้แล้ว บทว่า อติกฺกนฺตา ภยา สพฺเพ ความว่า มหาภัย ๒๕ ประการ และภัยอื่นแม้ทั้งหมด พระอรหันต์ผู้สิ้นสังโยชน์ก้าวล่วงแล้ว คือล่วงพ้น แล้วเด็ดขาด อธิบายว่า ไปปราศแล้ว. บทว่า ทิฏฺเ ธมฺเม ยถาตเถ ความว่า ธรรมคือสัจจะทั้ง ๔ เราเห็นตามความเป็นจริงด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรค โดยการกำหนด รู้การละ การทำให้แจ้ง และการอบรม. บทว่า มรเณ ได้แก่ เพราะความตายเป็นเหตุ. บทว่า ภารนิกฺเขปเน ยถา ความว่า บุรุษไรๆ ปลดเปลื้องภาระ หนักมากที่เทินไว้บนศีรษะ ย่อมไม่กลัว เพราะปลงคือวางภาระนั้นเสีย ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็ฉันนั้น. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า เบญจขันธ์เป็นภาระหนัก ก็บุคคลเป็นผู้นำภาระไป การยึดถือเอาภาระไว้เป็นทุกข์ในโลก การปลงภาระเสีย ได้เป็นสุข ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุจิณฺณํ ได้แก่ ประพฤติดีอีกแล้ว บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์อันสงเคราะห์ในสิกขา ๓. เพราะเหตุนั้นแหละ แม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว คือ แม้อริยมรรคอัน ประกอบด้วยองค์ ๘ เราก็อบรมไว้โดยชอบทีเดียว. บทว่า โรคานมิว สงฺขเย ความว่า คนเช่นเราย่อมไม่มีความ
หน้า 11 ข้อ 385
กลัวตายอันเป็นที่สิ้นโรคคือขันธ์ เหมือนคนถูกโรคมากหลายครอบงำ กระสับกระส่าย เมื่อโรคทั้งหลายหายไป ย่อมมีแต่ปีติและโสมนัสเท่านั้น. บทว่า นิรสฺสาทา ภวา ทิฏฺา ความว่า เราเห็นภพทั้ง ๓ ถูก สามัญญลักษณะ ๓ มีความเป็นทุกข์เป็นต้นครอบงำไว้ ถูกไฟ ๑ กองติด โชนแล้ว ไม่น่ายินดี คือหมดความชื่นใจ. บทว่า วิสํ ปิตฺวาว ฉฑฺฑิตํ ความว่า เราย่อมไม่กลัวความตาย เหมือนคนดื่มยาพิษด้วยความพลั้งเผลอแล้วทิ้งไป ด้วยประโยค (คือการ กระทำ) เช่นนั้น. บทว่า มุตฺโต อาฆาตนา ยถา ความว่า บุคคลถูกพวกโจรนำ ไปยังที่ฆ่าเพื่อจะฆ่า รอดพ้นมาจากที่นั้นได้ด้วยอุบายบางอย่าง ย่อมร่า- เริงยินดีฉันใด บุคคลผู้ชื่อว่าถึงฝั่ง เพราะได้พระนิพพานอันเป็นฝั่งแห่ง สงสารก็ฉันนั้น เป็นผู้ไม่ถือมั่นด้วยอุปาทานทั้ง ๔ ชื่อว่าผู้การทำกิจเสร็จ แล้ว เพราะทำกิจ ๑๖ ประการมีปริญญากิจเป็นต้น เสร็จแล้ว ไม่มี อาสวะด้วยกามาสวะเป็นต้น เพราะความสิ้นอายุ คือ เพราะเหตุสิ้นอายุ จึงเป็นผู้ยินดี คือ เป็นผู้มีความโสมนัส. บทว่า อุตฺตมํ แปลว่า ประเสริฐสุด. บทว่า ธมฺมตํ ได้แก่ สภาวะ แห่งธรรม คือความเป็นผู้คงที่ในอิฏฐารมณ์เป็นต้น มีความสำเร็จเป็น เหตุ ในเมื่อได้สำเร็จพระอรหัต. บทว่า สพฺพโลเก ได้แก่ แม้ในโลกทั้งปวง คือในโลกแม้ที่ ประกอบไปด้วยความเป็นผู้มีอายุยืน และความเป็นผู้พร้อมมูลด้วยความสุข เป็นต้น. บทว่า อนตฺถิโก ได้แก่ เป็นผู้ไม่ห่วงใย.
หน้า 12 ข้อ 385
บทว่า อาทิตฺตาว ฆรา มุตฺโต ความว่า บุคคลไร ๆ ออกจาก เรือนที่ถูกไฟไหม้รอบด้าน กำลังลุกโชติช่วง จากนั้นย่อมไม่เศร้าโศก เพราะออกไปได้ฉันใด ท่านผู้มีอาสวะสิ้นแล้วย่อมไม่เศร้าโศก เพราะ การตายเป็นเหตุก็ฉันนั้น. บทว่า ยทตฺถํ สงฺคตํ กิญฺจิ ความว่า ความเกี่ยวข้องอย่างใดอย่าง หนึ่ง คือการสมาคมกัน การประชุมร่วมกันกับสัตว์หรือสังขารทั้งหลาย มีอยู่ คือหาได้อยู่ในโลกนี้. บาลีว่า สงฺขตํ ดังนี้ก็มี, ความแห่งบาลีนั้น ว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอันปัจจัยอาศัยกันเกิดขึ้นสร้างไว้ คืออาศัยกันเกิดขึ้น บทว่า ภโว วา ยตฺถ ลพฺภติ ความว่า ย่อมได้อุปบัติภพใด ในหมู่สัตว์ใด. บทว่า สพฺพํ อนิสฺสรํ เอตํ ความว่า สิ่งทั้งหมดนั้นเว้นจาก ความเป็นอิสระ คือใคร ๆ ไม่อาจแผ่ความเป็นใหญ่ไปในโลกนี้ว่า จงเป็น อย่างนั้น. บทว่า อิติ วุตฺตํ มเหสินา ความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ แสวงหาคุณอันใหญ่ ตรัสไว้อย่างนี้ว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวงเป็นอนัตตา. เพราะฉะนั้น จึงมีวาจาประกอบความว่า ผู้รู้แจ้งว่า สิ่งนั้นไม่เป็นใหญ่ ดังนี้ จึงไม่เศร้าโศกเพราะความตาย. บทว่า น คณฺหาติ ภวํ กิญฺจิ ความว่า พระอริยสาวกใด รู้ชัดภพทั้ง ๓ นั้น โดยประการที่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ทรงแสดงไว้ โดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง ดังนี้ ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา พระอริยสาวกนั้นย่อมไม่ยึดถือภพไร ๆ จะ เป็นภพน้อยหรือภพใหญ่ก็ตาม อธิบายว่า ไม่กระทำความอยากในภพนั้น
หน้า 13 ข้อ 385
เหมือนบุรุษไร ๆ ผู้ต้องการความสุข ย่อมไม่เอามือจับก้อนเหล็กที่ร้อน โชนอยู่ตลอดทั้งวันฉะนั้น. บทว่า น เม โหติ อโหสึ ความว่า ความเป็นไปแห่งจิตของ เราย่อมไม่มี ด้วยอำนาจความเห็นว่าเป็นตัวตนว่า ในอดีตกาลอันนาน เรา ได้เป็นผู้เช่นนี้ ดังนี้ เพราะเราถอนทิฏฐิเสียหมดสิ้นแล้ว และเพราะเรา เห็นสภาพแห่งธรรมได้ถ่องแท้แล้ว. บทว่า ภวิสฺสนฺติ น โหติ เม ความว่า เพราะเหตุนั่นแล เรา ย่อมไม่มีแม้ความคิดอย่างนี้ว่า ในอนาคตกาลอันนาน เราจักเป็น คือพึง เป็นผู้เช่นนี้ คือเป็นอย่างไรหนอแล. บทว่า สงฺขารา วิคมิสฺสนฺติ ความ ว่า แต่เรามีความคิดอย่างนี้ว่า สังขารทั้งหลายแลเป็นไปตามปัจจัย, อะไร จะเป็นตนหรือสิ่งที่มีอยู่ในตนก็ตาม ย่อมไม่มีในสังขารนี้ และสังขาร เหล่านั้นแลจักปราศจากไป คือพินาศไปได้ จักแตกไปทุก ๆ ขณะ. บทว่า ตตฺถ กา ปริเทวนา ความว่า เมื่อเราเห็นอยู่อย่างนี้ ชื่อว่า ความร่ำไรอะไรเล่าจักมีในสังขารนั้น. บทว่า สุทฺธํ ได้แก่ ล้วนไม่เจือปนด้วยสาระในตน. บทว่า ธมฺมสมุปฺปาทํ ได้แก่ การเกิดขึ้นแห่งปัจจัยและธรรมที่ อาศัยปัจจัยเกิดขึ้น คือความดำเนินไปเพียงสักว่าธรรมมีสังขารเป็นต้น เพราะปัจจัยมีอวิชชาเป็นต้น. บทว่า สงฺขารสนฺตตึ ได้แก่ ความเกี่ยวเนื่องกันแห่งสังขารมี ประเภทแห่งกิเลสกรรมและวิบาก. บทว่า ปสฺสนฺตสฺส ยถาภูตํ ได้แก่ ผู้รู้ตามความเป็นจริง ด้วย มรรคปัญญา พร้อมกับวิปัสสนาปัญญา.
หน้า 14 ข้อ 385
บทว่า ติณกฏฺสมํ โลกํ ความว่า เมื่อใครๆ ถือเอาหญ้าและ ไม้ที่เขาไม่หวงแหนในป่า คนอื่นย่อมไม่มีความคิดว่า ผู้นี้ถือเอาสิ่งของ ของเราฉันใด บุคคลนั้นก็ฉันนั้น ในกาลใด ย่อมเห็นด้วยปัญญาซึ่ง สังขารโลกอันเสมอด้วยหญ้าและไม้ เพราะความเป็นของไม่มีเจ้าของ ใน กาลนั้น บุคคลนั้นเมื่อไม่รู้คือไม่ประสบ ไม่ได้คือไม่กระทำความเป็น ของเราในสังขารโลกนั้น. บทว่า นตฺถิ เม ความว่า ย่อมไม่เศร้าโศกว่า นั้นเป็นเราหนอ สิ่งนั้นไม่มีแก่เรา. บทว่า อุกฺกณฺามิ สรีเรน ความว่า เรารำคาญกายนี้อันไม่มีสาระ บรรเทาได้ยากเป็นทุกข์อันรู้อะไรไม่ได้ มีสภาพไม่สะอาด มีกลิ่น เหม็น น่าเกลียด และปฏิกูล คือเราเบื่อหน่ายกายนี้ดำรงอยู่อย่างนี้. บทว่า ภเวนมฺหิ อนตฺถิโก ความว่า เราไม่ต้องการภพเเม้ทุก อย่าง คือ เราไม่ปรารถนาภพไรๆ. บทว่า โสยํ ภิชฺชิสฺสติ กาโย ความว่า บัดนี้ กายของเรานี้ จักแตกด้วยประโยค คือการกระทำของท่าน หรือจักแตกไปในที่อื่นโดย ประการอื่น. บทว่า อญฺโ จ น ภวิสฺสติ ความว่า กายอื่นจักไม่มีแก่เรา ต่อไป เพราะไม่มีภพใหม่. บทว่า ยํ โว กิจฺจํ สรีเรน ความว่า ถ้าท่านทั้งหลายมีประ- โยชน์ใดด้วยสรีระนี้ จงทำประโยชน์นั้นตามที่ท่านทั้งหลายปรารถนา. บท ว่า น เม ตปฺปจฺจยา ความว่า มีสรีระนั้นเป็นนิมิต คือมีการกระทำ กิจตามที่พวกท่านปรารถนาด้วยสรีระนี้เป็นเหตุ.
หน้า 15 ข้อ 385
บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในโจรเหล่านั้น ทั้งผู้ที่กระทำและผู้ไม่ได้ กระทำ. บทว่า โทโส เปมญฺจ เหหิติ อธิบายว่า ความขัดเคืองและ ความยินดีโดยลำดับจักไม่มี เพราะเราละความอาลัยในภพของตนเสียโดย ประการทั้งปวงแล้ว. แม้เมื่อไม่มีความขัดเคืองและความรักใคร่ในคนอื่น เพราะมีคนอื่นเป็นเหตุ ก็เพราะพวกท่านทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกาย ของเรานั้นเป็นเหตุ ท่านจึงกล่าวคำว่า ตตฺถ ในโจรเหล่านั้นด้วยอำนาจ ตามที่ได้บรรลุ (ธรรม). บทว่า ตสฺส ได้แก่ ของพระอธิมุตตเถระ. บทว่า ตํ วจนํ ความว่า ได้ฟังคำมีอาทิว่า ทุกข์ทางใจย่อมไม่มี อันแสดงถึงความไม่กลัวตาย ต่อแต่นั้นแหละ เป็นเหตุให้ขนลุกชูชันอัน ไม่เคยเป็น. บทว่า มาณวา ได้แก่ พวกโจร. จริงอยู่ พวกโจรเขาเรียกกันว่า มาณวะ ดุจในประโยคมีอาทิว่า ไปกับพวกโจรผู้ที่โจรกรรม และที่ไม่ ได้ทำโจรกรรม. บทว่า กึ ภทนฺเต กริตฺวาน ความว่า ท่านผู้เจริญ เพราะการทำ กรรมคือตบะ ชื่อไร. พวกโจรได้กล่าวความนั่น คือกล่าวด้วยการถาม ว่า หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนคือโอวาท ของใคร ท่านจึงได้ความไม่เศร้าโศกนี้ คือไม่มีความเศร้าโศกในเวลา จะตาย. พระเถระได้ฟังดังนั้น เมื่อจะตอบคำถามของพวกโจรนั้น จึงได้ กล่าวคำมีอาทิว่า สพฺพพฺญู ผู้ทรงรู้ทุกอย่าง.
หน้า 16 ข้อ 385
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพญฺญู ความว่า ชื่อว่า พระ- สัพพัญญู เพราะทรงรู้สิ่งทั้งปวง อันต่างด้วยเรื่องอดีตเป็นต้น เพราะ ทรงบรรลุอนาวรณญาณอันเป็นไป แนบเนื่องด้วยความจำนงหวัง (คือ เมื่อทรงต้องการก็ใช้ได้ทันที) สามารถตรัสรู้ธรรมทั้งปวง โดยประการ ทั้งปวง โดยไม่ต้องอ้างถึงผู้อื่น. ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงทรงชื่อว่าเห็น ธรรมทั้งปวง เพราะทรงเห็นธรรมทั้งปวงด้วยสมันตจักษุ. พระสัพพัญ- ญุตญาณก็คือพระอนาวรณาณของเราตถาคตนั้นนั่นเอง, ย่อมไม่ผิดจาก บาลีที่ว่าด้วยอสาธารณญาณ เพราะพระญาณเดียวนั่นแหล่ะตรัสไว้ ๒ ประการ เพื่อจะทรงแสดงว่าเป็นพระญาณที่ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่นๆ โดยมุ่งถึงอารมณ์ที่เกิดขึ้น. ก็คำใดที่ควรกล่าวในที่นี้ คำนั้นได้กล่าวไว้ พิสดารแล้วในอรรถกถาอิติวุตตกะ เพราะเหตุนั้น พึงทราบความนัยที่ กล่าวไว้ในอรรถกถาอิติวุตตกะนั้นเถิด. มีวาจาประกอบความว่า พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า ชื่อว่าพระชินะเพราะทรงชนะมารทั้ง ๕ ชื่อว่าทรง ประกอบด้วยมหากรุณา เพราะทรงประกอบด้วยพระกรุณาอันใหญ่หลวง ที่ทรงน้อมให้เป็นไปในสัตว์ทุกหมู่เหล่า ที่ต่างกันโดยจำแนกว่าเป็นผู้ต่ำ ทรามเป็นต้น ชื่อว่า พระศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเวไนยสัตว์ตาม สมควรด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ สัมปรายิกกัตถประโยชน์ และปรมัตถ- ประโยชน์ แต่นั้นแหละชื่อว่ารักษาพยาบาลสัตวโลกทั้งปวง เพราะทรง เยียวยาโรค คือกิเลสของสัตวโลกทั้งมวล พระองค์เป็นอาจารย์ของเรา. บทว่า ขยคามี แปลว่า เป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน. เมื่อพระเถระประกาศคุณของพระศาสดาและของพระศาสนาอย่างนี้ แล้ว โจรบางพวกกลับได้ศรัทธาบวช บางพวกประกาศความเป็นอุบาสก
หน้า 17 ข้อ 385
พระธรรมสังคาหกาจารย์เมื่อจะแสดงความนั้น จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า สุตฺวาน โอรา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิโน ได้แก่ พระอธิมุตตเถระ ชื่อว่าฤาษี เพราะอรรถว่า แสวงหาคุณมีอธิศีลสิกขาเป็นต้น. บทว่า นิกฺขิปฺป แปลว่า ละแล้ว. บทว่า สตฺถานิ อาวุธานิ จ ได้แก่ ศาสตรามีมีดเป็นต้น และ อาวุธมีแล่งธนูเป็นต้น. บทว่า ตมฺหา จ กมฺมา ได้แก่ จากโจรกรรมนั้น. บทว่า เต ปพฺพชิตฺวา สุคตสฺส สาสเน ความว่า โจรเหล่านั้น เข้าถึงการบรรพชาในศาสนาของพระผู้มีพระภาคสุคตเจ้า ด้วยอาการมี การดำเนินไปอันงามเป็นต้น. ชื่อว่ามีจิตเฟื่องฟู เพราะประกอบด้วยความ ปีติอันมีความเฟื่องฟูเป็นลักษณะ ซึ่งได้บรรลุแล้วด้วยภาวนาพิเศษ. บทว่า สุมนา แปลว่า ผู้ถึงความโสมนัส. บทว่า กตินฺทฺริยา ได้แก่ ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว. บทว่า ผุสึสุ ได้แก่ มรรลุพระนิพพาน อันปัจจัยอะไร ๆ ปรุงแต่งไม่ได้ เพราะได้บรรลุพระอรหัตมรรค. ได้ยินว่า ท่านอธิมุตตะกระทำพวกโจรให้หมดยศแล้ว พักพวก- โจรเหล่านั้นไว้ในที่นั้นเอง (ส่วนตน) ไปหามารดา บอกลามารดาแล้ว กลับมา พากันไปยังสำนักของพระอุปัชฌาย์ พร้อมกับโจรเหล่านั้นแล้ว ให้บรรพชาอุปสมบท. ลำดับนั้น จึงบอกกรรมฐานแก่ท่านเหล่านั้น ไม่นาน นัก ท่านเหล่านั้นก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ครั้นได้บรรพชาแล้ว ...ฯ ลฯ...ได้บรรลุสันตบทอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. จบอรรถกถาอธิมุตตเถรคาถาที่ ๑
หน้า 18 ข้อ 386
๒. ปาราสริยเถรคาถา๑ ว่าด้วยไม่รักษาอินทรีย์จึงมีโทษ [๓๘๖] ความคิดได้มีแล้วแก่ภิกษุผู้ชื่อว่าปาราสริยะ ผู้เป็น สมณะนั่งอยู่แล้วแต่ผู้เดียว มีจิตสงบสงัด เพ่งฌาน บุรุษพึงทำอะไรโดยลำดับ พึงประพฤติวัตรอย่างไร ประ- พฤติมารยาทอย่างไร จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตน และ ชื่อว่าไม่เบียดเบียนใคร ๆ อินทรีย์ทั้งหลายย่อมมีเพื่อ ประโยชน์และไม่ใช่ประโยชน์แก่มนุษย์ทั้งหลาย อินทรีย์ ที่ไม่รักษาย่อมไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ อินทรีย์ที่รักษา ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ บุรุษผู้รักษาและคุ้มครอง อินทรีย์นั่นแล จึงชื่อว่าเป็นผู้กระทำกิจของตน และ ชื่อว่าไม่เบียดเบียนใคร ๆ. ถ้าผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์อันไป ในรูปทั้งหลาย เป็นผู้ยังไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้น จากทุกข์ได้เลย อนึ่ง ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์ อันเป็นไป อยู่ในเสียงทั้งหลาย ยังไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจาก ทุกข์ได้เลย. ถ้าผู้ใดไม่เห็นอุบายเครื่องสลัดออก ซ่อง- เสพในกลิ่น ผู้นั้นเป็นผู้หมกมุ่นอยู่ในกลิ่น ย่อมไม่พ้น จากทุกข์ ผู้ใดมัวแต่คำนึงถึงรสเปรี้ยว รสหวานและ รสขม เป็นผู้กำหนัดยินดีด้วยตัณหาในรส ไม่รู้สึกถึง ความคิดในใจ (อันเกิดขึ้นในขณะบรรพชาว่า จักทำที่สุด ทุกข์) ผู้นั้นย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์ ผู้ใดมัวนึกถึงโผฏ- ฐัพพะอันสวยงาม ไม่ปฏิกูล ยินดีแล้ว ผู้นั้นย่อมได้ ๑. ม. ปาราปริยเถรคาถา.
หน้า 19 ข้อ 386
ประสบทุกข์มีประการต่าง ๆ อันมีราคะเป็นเหตุ ก็ผู้ใด ไม่อาจรักษาใจจากธรรมเหล่านี้ ทุกข์จากอารมณ์ทั้ง ๕ นั้น ย่อมติดตามผู้นั้นไป เพราะการไม่รักษาใจนั้น. ร่างกายนี้เต็มไปด้วยหนองเลือดและซากศพเป็นอัน มาก อันนายช่างผู้ฉลาดทำไว้ เป็นของเกลี้ยงเกลาวิจิตร งดงามดุจสมุก คนพาลย่อมไม่รู้สึกว่า ร่างกายนี้เป็นของ เผ็ดร้อน มีรสหวานชื่นใจ เกี่ยวพันด้วยความรัก เป็น ทุกข์ เป็นของฉาบไล้ไว้ด้วยสิ่งที่น่าชื่นใจ เหมือนมีดโกน อันทาแล้วด้วยน้ำผึ้งฉะนั้น. บุคคลผู้กำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และ โผฏฐัพพะของหญิง ย่อมต้องประสบทุกข์มีประการ ต่าง ๆ. กระแสตัณหาในหญิงทั้งปวงย่อมไหลไปในทวาร ทั้ง ๕ ของบุรุษ ผู้ใดมีความเพียร อาจทำการป้องกัน กระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ผู้นั้นเป็นผู้รู้อรรถ ตั้งอยู่ใน ธรรม เป็นผู้ขยัน มีปัญญาเครื่องพิจารณา แม้บุคคลยัง เป็นผู้ยินดีในการครองเรือน ก็พึงทำกิจอันประกอบด้วย อรรถและธรรม. ถ้าประโยชน์ปัจจุบันที่ประกอบแล้ว ทำให้จมลง พึงเว้นกิจอันไร้ประโยชน์เสีย เมื่อรู้ว่า สิ่งนั้น ไม่ควรทำ พึงเป็นผู้ไม่ประมาทมีปัญญาสอดส่องในสิ่ง นั้น. บุคคลพึงยึดเอาแต่กิจที่ประกอบด้วยประโยชน์และ ความยินดีอันประกอบด้วยธรรม แล้วพึงประพฤติ เพราะ ว่าความยินดีในธรรมนั้นแล เป็นความยินดีสูงสุด.
หน้า 20 ข้อ 386
ผู้ใดปรารถนาจะชิงเอาสิ่งของของผู้อื่นด้วยอุบายใหญ่ น้อย ฆ่าผู้อื่น เบียดเบียดผู้อื่น ทำคนอื่นให้เศร้าโศก ฉกชิงเอาสิ่งของของคนอื่น ด้วยความทารุณร้ายกาจ การกระทำของผู้นั้น เป็นการกระทำอันประกอบด้วยความ ฉิบหาย. บุคคลผู้มีกำลัง เมื่อผ่าไม้ ย่อมตอกลิ่มด้วย ลิ่ม ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดย่อมกำจัดอินทรีย์ด้วยอินทรีย์ ฉันนั้น บุคคลผู้อบรมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และ ปัญญา กำจัดอินทรีย์ ๕ ด้วยอินทรีย์ ๕ แล้ว เป็น พราหมณ์ผู้ไม่มีทุกข์ไป. บุคคลนั้นเป็นผู้รู้อรรถ ตั้งอยู่ ในธรรม ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยประการ ทั้งปวง ย่อมได้รับความสุข. จบปาราสริยเถรคาถา อรรถกถาปาราปริยเถรคาถาที่ ๒๑ คาถาของท่านพระปาชาปริยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สมณสฺส อหุ จินฺตา ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อน ทั้งหลาย ได้สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปเฉพาะในสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิดเป็นบุตร ของพราหมณ์มหาศาลคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถี เมื่อเขาเจริญวัย ได้มีชื่อ ๑. บาลี เป็น ปาราสริยเถรคาถา.
หน้า 21 ข้อ 386
ว่าปาราปริยะ ตามโคตร. เขาเรียนไตรเพทถึงความสำเร็จในศิลปะทั้ง- หลายของพราหมณ์ วันหนึ่ง ในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ได้ไป ยังพระเชตวันวิหารแล้วนั่งอยู่ท้ายบริษัท. พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของเขาแล้วทรงแสดง อินทริยภาวนา สูตร เขาได้ฟังแล้วได้ศรัทธาแล้วบวช เรียนเอาพระสูตรนั้นแล้ว คิด เนือง ๆ ถึงเนื้อความแห่งพระสูตรนั้น. ก็เนื้อความนี้นั้นจักมีแจ้งเฉพาะใน คาถาทั้งหลาย โดยประการที่ท่านคิดอยู่เนือง ๆ. ท่านเมื่อคิดค้นอยู่โดย ประการนั้น จึงเริ่มตั้งวิปัสสนาโดยเอาอายตนะเป็นประธาน ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต. กาลต่อมา เมื่อจะประกาศอาการที่ตนคิด จึงได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า ความคิดได้มีแล้วแก่ภิกษุชื่อว่าปาราปริยะ ผู้สมณะ นั่งอยู่ผู้เดียว มีจิตสงบ เพ่งฌาน. บุรุษพึงทำอะไรโดย ลำดับ พึงประพฤติวัตรอย่างไร ประพฤติมารยาทอย่างไร จึงชื่อว่าเป็นผู้ทำกิจของตนและชื่อว่าไม่เบียดเบียนใคร ๆ. อินทรีย์ทั้งหลาย ย่อมมีเพื่อประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ แก่มนุษย์ทั้งหลาย อินทรีย์ที่ไม่รักษาย่อมไม่เป็นไปเพื่อ ประโยชน์ อินทรีย์ที่รักษาย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์. บุรุษผู้รักษาและคุ้มครองอินทรีย์นั่นแหละ จึงชื่อว่าเป็นผู้ กระทำกิจของตน และชื่อว่าไม่เบียดเบียนใคร ๆ. ถ้า ผู้ใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์อันเป็นไปในรูปทั้งหลาย เป็นผู้ ยังไม่เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย. อนึ่ง ผู้ใดไม่ห้ามโสตินทรีย์อันเป็นไปในเสียงทั้งหลาย ยังไม่
หน้า 22 ข้อ 386
เห็นโทษ ผู้นั้นย่อมไม่พ้นจากทุกข์ได้เลย. ถ้าผู้ใดไม่ เห็นอุบายเครื่องสลัดออก ซ่องเสพในกลิ่น ผู้นั้นเป็นผู้ หมกมุ่นอยู่ในกลิ่น ย่อมไม่พ้นไปจากทุกข์. ผู้ใดมัวแต่ คำนึงถึงรสเปรี้ยว รสหวาน และรสขม เป็นผู้กำหนัด ยินดีด้วยตัณหาในรส ไม่รู้สึกถึงความคิดในใจ (อันเกิดขึ้น ในขณะบรรพชาว่าจักทำที่สุดทุกข์) ผู้นั้นย่อมไม่พ้นไป จากทุกข์. ผู้ใดมัวนึกถึงโผฏฐัพพะอันสวยงาม ไม่ ปฏิกูล ยินดีแล้ว ผู้นั้นย่อมได้ประสบทุกข์มีประการต่าง ๆ อันมีราคะเป็นเหตุ. ก็ผู้ใดไม่อาจรักษาใจจากธรรม เหล่านี้ เพราะการไม่รักษาใจนั้น ทุกข์จากอารมณ์ทั้ง ๕ นั้น ย่อมติดตามผู้นั้นไป. ร่างกายนี้เต็มไปด้วยหนอง เลือด และซากศพ เป็น อันมาก เป็นดุจสมุกอันนายช่างผู้ฉลาดทำไว้ เป็นของ เกลี้ยงเกลาจิตรงดงาม. คนพาลย่อมไม่รู้สึกว่าร่างกายนี้ เป็นของเผ็ดร้อน มีรสหวานชื่นใจ ผูกพันด้วยความรัก เป็นทุกข์ ฉาบไล้ไว้ด้วยสิ่งที่น่าชื่นใจ เหมือนมีดโกนอัน ทาด้วยน้ำผึ้งฉะนั้น. บุคคลผู้กำหนัดยินดีในรูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะของหญิง ย่อมประสบทุกข์มี ประการต่าง ๆ. กระแสตัณหาในหญิงทั้งปวงย่อมไหล ไปในทวารทั้ง ๕ ของบุรุษ ผู้ใดมีความเพียรสามารถ ป้องกันกระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ผู้นั้นตั้งอยู่ในอรรถ ตั้ง อยู่ในธรรม เป็นผู้ขยัน มีปัญญาเครื่องพิจารณา แม้จะ
หน้า 23 ข้อ 386
ยังยินดีในการครองเรือน ก็พึงทำกิจอันประกอบด้วย อรรถและธรรม. ถ้าประโยชน์ (ปัจจุบัน) ที่ประกอบแล้ว ทำให้จมลง ก็พึงเว้นกิจอันไร้ประโยชน์เสีย เมื่อรู้ว่าสิ่ง นั้นไม่ควรทำ พึงเป็นผู้ไม่ประมาท มีปัญญาสอดส่อง ในสิ่งนั้น. บุคคลพึงยึดเอาแต่กิจที่ประกอบด้วยประโยชน์ และความยินดีอันประกอบด้วยธรรม แล้วพึงประพฤติ เพราะว่าความยินดีในธรรมนั่นแล เป็นความยินดีสูงสุด. ผู้ใดปรารถนาจะชิงเอาสิ่งของของผู้อัน ด้วยอุบาย ใหญ่น้อย ฆ่าผู้อื่น เบียดเบียนผู้อื่น ทำผู้อื่นให้เศร้าโศก ฉกชิงเอาสิ่งของของคนอื่น ด้วยความทารุณร้ายกาจ การกระทำของผู้นั้น เป็นการกระทำอันประกอบด้วยความ ฉิบหาย. บุคคลผู้มีกำลัง เมื่อผ่าไม้ย่อมตอกลิ่มด้วยลิ่ม ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดย่อมกำจัดอินทรีย์ด้วยอินทรีย์ฉันนั้น. บุคคลผู้อบรมศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา กำจัด อินทรีย์ ๕ ด้วยอินทรีย์ ๕ แล้ว เป็นพราหมณ์ผู้ไม่มีทุกข์ ไป. บุคคลนั้นเป็นผู้รู้ในอรรถ ตั้งอยู่ในธรรม ทำตาม คำสอนของพระพุทธเจ้า โดยประการทั้งปวง ย่อมได้ รับความสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณสฺส ได้แก่ ผู้เป็นบรรพชิต. บทว่า อหุ แปลว่า ได้เป็นแล้ว. บทว่า จินฺตา ได้แก่ ความคิดในธรรม คือการพิจารณาธรรม.
หน้า 24 ข้อ 386
บทว่า ปาราปริยสฺส ได้แก่ ผู้มีโคตรสืบ ๆ มา. บางอาจารย์ กล่าวว่า ปาราจริยสฺส ดังนี้ก็มี. บทว่า ภิกฺขุโน ได้แก่ ผู้มีปกติเห็นภัยในสงสาร. บทว่า เอกกสฺส แปลว่า ไม่มีเพื่อน. พระเถระแสดงกายวิเวก ด้วย บทว่า เอกกสสฺ นี้. บทว่า ปวิวิตฺตสฺส ได้แก่ ผู้ปรารภความสงัดด้วยการข่มกิเลสอัน มีความสงัดเป็นเหตุ. พระเถระแสดงจิตตวิเวกด้วย บทว่า ปวิวิตฺตสฺส นี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ฌายิโน ดังนี้. บทว่า ฌายิโน ได้แก่ ผู้มีการเพ่งเป็นปกติ. อธิบายว่า ผู้ ประกอบในโยนิโสมนสิการ. พระเถระกล่าวข้อนั้นทั้งหมดการทำตนให้ เป็นเหมือนคนอื่น. ด้วยบทว่า กิมานุปุพฺพํ เป็นต้น ท่านแสดงถึงความคิดนั้น. พึงทราบ วินิจฉัยคาถาต้นในคาถาเหล่านั้นก่อน. บทว่า กิมานุปุพฺพํ ได้แก่ อนุปุพฺพํ คือตามลำดับ . อธิบายว่า ในวัตรและสมาจารที่จะกล่าวตามลำดับนั่นแล มีลำดับอย่างไร วัตรและสมาจารเหล่านั้น พึงปฏิบัติตามลำดับอะไร. บทว่า ปุริโส กึ วตํ กึ สมาจารํ ความว่า บุรุษผู้ใคร่ประโยชน์ เมื่อประพฤติศีลสมาจารเช่นไร ซึ่งได้นามว่า วัตร เพราะอรรถว่าพึง สมาทาน ชื่อว่าพึงเป็นผู้มีปกติทำกิจของตน คือพึงเป็นผู้มักทำกิจที่ควรทำ และไม่พึงเบียดเบียน คือไม่พึงทำสัตว์ไร ๆ ให้ลำบาก. สมณธรรมชื่อว่า กิจของตน โดยสังเขป ได้แก่ ศีล สมาธิและปัญญา, เมื่อบุคคลบำเพ็ญ สมณธรรมนั้น แม้แต่เลศในการเบียดเบียนผู้อื่นย่อมไม่มี เพราะเมื่อมี การเบียดเบียนผู้อื่น ความเป็นสมณะก็มีไม่ได้. สมจริงดังที่พระผู้มี-
หน้า 25 ข้อ 386
พระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ฆ่าสัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นบรรพชิต ผู้เบียดเบียน สัตว์อื่นไม่ชื่อว่าเป็นสมณะ ดังนี้. ก็ในที่นี้ ท่านถือเอาวาริตศีลด้วย วต ศัพท์. ถือเอาฌานและวิปัสสนาเป็นต้นพร้อมกับจาริตศีล ด้วย สมาจาร ศัพท์ เพราะเป็นธรรมต้องประพฤติ. เพราะฉะนั้น วาริตศีล จึงเป็นใหญ่เป็นประธาน. ก็แม้ในข้อนั้น เพราะเหตุที่เมื่ออินทรีย์สังวรสำเร็จ ศีลทั้งปวงจึง เป็นอันรักษาดีแล้ว คุ้มครองดีแล้ว ฉะนั้น พระเถระประสงค์จะแสดง อินทรีย์สังวรก่อน เมื่อจะประกาศโทษในการไม่รักษาอินทรีย์ และอานิสงส์ ในการรักษาอินทรีย์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อินฺทฺริยานิ มนุสฺสานํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อินฺทฺริยานิ เป็นบทแสดงไขถึงธรรม ที่จะต้องรักษา เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวอธิบายไว้ว่า อินทรีย์ ๖ มี จักขุนทรีย์เป็นต้น. บทว่า มนุสฺสานํ เป็นบทแสดงไขถึงบุคคลผู้ประกอบในการรักษา. บทว่า หิตาย แปลว่า เพื่อประโยชน์. บทว่า อหิตาย แปลว่า เพื่อมิใช่ประโยชน์. คำที่เหลือว่า โหนฺติ ควรนำมาเชื่อมเข้า. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า ก็อินทรีย์เหล่านั้นนั่นแล ย่อมมีประโยชน์และไม่มีประโยชน์อย่างไร ? พระเถระจึงกล่าวคำมีอาทิว่า รกฺขิตานิ รักษาแล้ว ดังนี้. คำนั้นมีอธิบายว่า อินทรีย์ทั้งหลายมีจักษุเป็นต้น บุคคลใดไม่ปิด ด้วยประตูคือสติ ย่อมเป็นไปเพื่อความฉิบหายแก่บุคคลนั้น โดยความ เป็นประตูให้บาปธรรมมีอภิชฌาเป็นต้น เป็นไปในอารมณ์มีรูปเป็นต้น
หน้า 26 ข้อ 386
ที่ปิดแล้วย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์ เพราะไม่มีอภิชฌาเป็นต้นนั้น. บทว่า อินฺทฺริยาเนว สารกฺขํ ความว่า พระเถระเมื่อจะแสดงว่า เพราะเหตุที่อินทริยสังวรบริบูรณ์ ย่อมทำศีลสัมปทาให้บริบูรณ์, ศีล- สัมปทาบริบูรณ์ ย่อมทำสมาธิสัมปทาให้บริบูรณ์, สมาธิสัมปทาบริบูรณ์ ย่อมทำปัญญาสัมปทาให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้น การรักษาอินทรีย์ จึง เป็นมูลรากแห่งการปฏิบัติเพื่อประโยชน์คนแท้ ดังนี้ จึงกล่าวว่า รักษา อินทรีย์เท่านั้น อธิบายว่า รักษาด้วยการอารักขามีสติเป็นเบื้องหน้า คือ อันดับแรก รักษาโดยชอบซึ่งอินทรีย์ทั้งหลาย ด้วยโยนิโสมนสิการ ปิด กั้นอินทรีย์เหล่านั้นไว้ โดยประการที่โจรคืออกุศล ไม่เข้าทางทวารนั้น ๆ ปล้นทรัพย์คือกุศลในจิตสันดาน. ก็บทว่า สารกฺขํ ท่านกล่าว สํ ศัพท์ กระทำให้เป็น สา เหมือนในประโยคว่า สาราโค เป็นต้น บาลีว่า สํรกฺขํ ดังนี้ก็มี. บทว่า อินฺทฺริยานิ จ โคปยํ เป็นคำไวพจน์ของบทว่า อินฺทฺริยาเนว สารกฺขํ นั้นนั่นแหละ, ประโยชน์ในคำไวพจน์พึงทราบโดยนัยดังกล่าวใน อรรถกถาเตติปกรณ์นั่นเทอญ. ด้วยบทว่า อตฺตโน กิจฺจการีสฺส นี้ ท่านแสดงถึงการปฏิบัติ ประโยชน์ตน, ด้วยบทว่า น จ กิญฺจิ วิเหเย นี้ แสดงถึงอาการปฏิบัติ เพื่อประโยชน์ผู้อื่น, อีกอย่างหนึ่ง แม้ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงถึงการ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตนเท่านั้น เพราะถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่น เป็นการ ปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน. อีกอย่างหนึ่ง แม้ด้วยบททั้งสอง ท่านแสดงถึงการปฏิบัติเพื่อ ประโยชน์ตน เพราะการที่ปุถุชนและพระเสกขะปฏิบัติเพื่อประโยชน์ผู้อื่น
หน้า 27 ข้อ 386
ก็เป็นการปฏิบัติเพื่อประโยชน์ตน. ครั้นท่านแสดงฝ่ายข้างบริสุทธิ์ผุดผ่องโดยสังเขปว่า อินทรีย์ที่รักษา แล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูลอย่างนี้แล้ว แต่เมื่อจะจำแนกแสดง ฝ่ายข้างเศร้าหมองว่า อินทรีย์ที่ไม่รักษาย่อมไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล จึง กล่าวคำมีอาทิว่า จกฺขุนฺทฺริยํ เจ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จกฺขุนฺทฺริยํ เจ รูเปสุ คจฺฉนฺตํ อนิวารยํ อนาทีนวทสฺสาวี ความว่า หากบุคคลใดไม่ห้ามจักขุนทรีย์ที่ไป คือ ดำเนินไปตามชอบใจในรูปายตนะที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ชนิด รูปายตนะเขียว เหลือง เป็นต้น เป็นผู้ไม่เห็นโทษในการเป็นไปอย่างนั้น คือถ้าหากไม่เห็นอาทีนพโทษที่เป็นไปในปัจจุบัน และเป็นไปในในสัม- ปรายภพ. บาลีว่า คจฺฉนฺตํ นิวารเย อนิสฺสรณทสฺสาวี ดังนี้ก็มี. ในบาลีที่ว่านั้น บุคคลใดดำรงในอาการเพียงสักว่าเห็น โดยวิธีที่ กล่าวไว้ว่า เมื่อเห็นจักเป็นเพียงสักว่าเห็น ยังจักขุนทรีย์ให้เป็นไปใน รูปายตนะด้วยสติสัมปชัญญะ ชื่อว่าเป็นผู้มีปกติเห็นการสลัดออกใน รูปายตนะนั้น โดยปริยายายตรงกันข้ามจากที่กล่าวแล้ว พึงเห็นว่า เป็นผู้มี ปกติไม่เห็นการสลัดออก. บทว่า โส ทุกฺขา น หิ มุจฺจติ ความว่า บุคคลนั้น คือเห็น ปานนั้น ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากวัฏทุกข์ได้เลย. ก็ความเป็นไปโดยประการที่บาปธรรมมีอภิชฌาเป็นต้น ซ่านไป ทางทวารนั้น ชื่อว่าการไม่ห้ามจักขุนทรีย์ในที่นี้ ก็การไม่ห้ามจักขุนทรีย์ นั้น โดยใจความ พึงเห็นว่าเป็นการไม่ตั้งขึ้นแห่งสติสัมปชัญญะ. แม้ใน อินทรีย์ที่เหลือก็นัยนี้แหละ.
หน้า 28 ข้อ 386
บทว่า อธิมุจฺฉิโต ได้แก่ ถึงความสยบด้วยตัณหาอันนอนเนื่องอยู่. บทว่า อมฺพิลํ แปลว่า รสเปรี้ยว. บทว่า มธุรคฺคํ ได้แก่ โกฏฐาสแห่งรสหวาน. อนึ่ง บทว่า ติตฺตสฺคฺคํ อนุสฺสรํ ได้แก่ หวนระลึกถึงรสนั้น ๆ ด้วยอำนาจความชอบใจ. บทว่า คนฺถิโต ได้แก่ ผูกพันอยู่ในรสนั้น ๆ. บางอาจารย์กล่าว ว่า คธิโต ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ถึงความกำหนัด. บทว่า หทยํ นาวพุชฺฌติ ความว่า ย่อมไม่รู้ คือไม่กำหนดเอา ความคิดที่เกิดขึ้นในขณะบรรพชาเป็นต้นว่า จักทำที่สุดทุกข์ อธิบายว่า เป็นผู้กำหนัดด้วยตัณหาในรสอันเป็นเหตุย่ำยีธรรมที่ไม่มีโทษ จึงไม่รู้สึก คือไม่รู้ ได้แก่ไม่ปฏิบัติใจ คือส่วนภายในแห่งพระศาสนา. บทว่า สุภานิ แปลว่า งาม. บทว่า อปฺปฏิกูลานิ ได้แก่ เป็นที่รื่นรมย์ใจ คือน่าปรารถนา. บทว่า โผฏฺพฺพานิ ได้แก่ ผัสสะ ชนิดที่มีใจครองและไม่มีใจ ครอง. บทว่า รตฺโต ได้แก่ กำหนัดด้วยราคะอันมีความกำหนัดเป็น สภาวะ. บทว่า ราคาธิกรณํ แปลว่า มีราคะเป็นเหตุ. บทว่า วิวิธํ วินฺทเต ทุขํ ความว่า ย่อมได้เฉพาะทุกข์อันเป็น ปัจจุบันด้วยความเร่าร้อน เพราะราคะเป็นต้น และทุกข์อันเป็นไปใน สัมปรายภพด้วยการเดือดร้อนในนรกเป็นต้น. บทว่า มนํ เจเตหิ ได้แก่ (ไม่อาจรักษา) ใจ จากธรรมเหล่านั้น
หน้า 29 ข้อ 386
มีรูปารมณ์เป็นต้น และมีธรรมารมณ์เป็นประเภท. บทว่า นํ ได้แก่ บุคคล. บทว่า สพฺเพหิ ได้แก่ ทั้งหมดคือแม้ทั้ง ๕. ท่านอธิบายไว้ว่า ไม่อาจรักษาคือคุ้มครองใจได้แก่มโนทวาร จากธรรม ๕ ประการ มีรูป เป็นต้นตามที่กล่าวแล้วนั้น และจากประเภทแห่งธรรมารมณ์ ด้วยการ ห้ามบาปกรรมที่เป็นไปในธรรมเหล่านั้น เพราะเหตุนั้น คือเพราะไม่รักษา ใจนั้น ทุกข์อันมีการไม่รักษาใจนั้นเป็นเหตุ ย่อมติดตาม คือไปตาม บุคคลนั้น และเมื่อติดตามไป ย่อมติดตามไปด้วยธรรมแม้ทั้ง ๕ นี้ มี รูปารมณ์เป็นต้น กับอารมณ์ที่ ๖ (ธรรมารมณ์) แม้ทั้งหมด เป็น อารัมมณปัจจัย. ก็ในอธิการนี้ ท่านกล่าวจักขุนทรีย์และโสตินทรีย์ว่า ไม่ห้ามจัก- ขุนทรีย์และโสตินทรีย์ที่ไปอยู่ เพราะเป็นอินทรีย์ที่ยึดเอาอารมณ์ที่ยังไม่ ประจวบเข้า, อินทรีย์นอกจากนี้ ท่านกล่าวว่า เป็นอินทรีย์ที่ยึดถือเอา อารมณ์ที่ประจวบเข้า เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้โดยนัยมีอาทิว่า หากว่าซ่องเสพกลิ่น ดังนี้. ก็แม้ในข้อนั้นก็พึงเห็นว่า ตัณหาในรส และตัณหาในโผฏฐัพพะ ยังหนาแน่นแก่สัตว์ทั้งหลายโดยพิเศษ เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผู้ กำหนัดในรส หวนระลึกถึงโผฏฐัพพะทั้งหลาย ดังนี้. พระเถระครั้นแสดงทุกข์ที่เกิดขึ้นแก่บุคคลผู้ไม่คุ้มครองทวาร อันมี ความไม่สำรวมในอารมณ์ทั้ง ๖ โดยทวารทั้ง ๖ ด้วยประการอย่างนี้แล้ว เมื่อจะวิจัยสภาวะแห่งสรีระอันเป็นเหตุให้ความไม่สำรวมนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะ
หน้า 30 ข้อ 386
การไม่รู้สภาวะแห่งสรีระ จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิดังนี้ว่า ปุพฺพโลหิตสมฺปุณฺณํ เต็มด้วยหนองและเลือด. คำแห่งคาถาทั้งสองนั้นมีความว่า ชื่อว่าสรีระนี้บริบูรณ์ คือเต็ม ด้วยหนองและเลือด และซากศพอย่างอื่นเป็นอันมากมีดีและเสมหะเป็นต้น สรีระนี้นั้นอันช่างผู้ฉลาด คือศิลปาจารย์ผู้ฉลาดในหมู่ชนการทำไว้เกลี้ยง เกลา วิจิตรงดงามด้วยประพรมด้วยน้ำครั่งเป็นต้น แต่ภายในเต็มด้วย ของไม่สะอาดมีคูถเป็นต้น เป็นดุจสมุกน่ารื่นรมย์ใจแต่เพียงผิว เป็นที่ ลุ่มหลงแห่งพาลชน ชื่อว่าเผ็ดร้อน เพราะมีทุกข์เป็นสภาวะ และเพราะ ความเร่าร้อนด้วยทุกข์มีนรกเป็นต้น ชื่อว่ามีรสหวานชื่นใจ เพราะเป็น ของอร่อยด้วยเหตุสักว่าความชอบใจ อันไม่มีมูลเหตุอันเกิดจากความดำริ ชื่อว่าเกี่ยวพันด้วยความรัก เพราะผูกพันด้วยภาวะที่น่ารักนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นทุกข์เพราะทนได้ยาก และเพราะมีความชื่นใจน้อย, ชาวโลก ผู้ไม่รู้จักทุกข์อันใหญ่หลวงที่ตนได้เสวยอยู่ เพราะความโลภด้วยอำนาจ ความพอใจในสรีระเช่นนี้ เป็นผู้ติดในรสอร่อย พึงเห็นเสมือนคนเลียคม มีดโกนฉะนั้น. บัดนี้พระเถระเมื่อจะแสดงว่า ธรรมมีรูปเป็นต้นเหล่านี้เป็นอารมณ์ ของจักษุเป็นต้นที่กล่าวแล้วนั้น โดยพิเศษ เนื่องในหญิงที่บุรุษจะพึงใคร่ เพราะเหตุนั้น พึงทำการสำรวมในรูปเป็นต้นนั้น จึงกล่าวคำอาทิว่า อิตฺถิรูเป ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถิรูเป ได้แก่ ในวรรณรูปกล่าว คือรูปายตนะอันเกิดจากสมุฏฐาน ๔ ของหญิง. อีกอย่างหนึ่ง วรรณะ อย่างใดอย่างหนึ่งแห่งเครื่องประดับที่ประดับแล้ว หรือแห่งกลิ่นและสี
หน้า 31 ข้อ 386
เป็นต้น หรือแห่งเครื่องประดับและระเบียบดอกไม้ของหญิงที่เนื่องด้วย กาย ย่อมสำเร็จโดยเป็นอารมณ์แห่งจักษุวิญญาณของบุรุษ ทั้งหมดนั้น พึงทราบว่าอิตถีรูป เหมือนกัน. บทว่า อิตฺถิสเร ได้แก่ เสียงขับร้อง เสียงพูด เสียงหัวเราะ และ เสียงร้องไห้ของหญิง. อีกอย่างหนึ่ง เสียงผ้าที่หญิงก็ดี เสียงเครื่องประดับที่ หญิงประดับก็ดี เสียงขลุ่ย พิณ สังข์ และบัณเฑาะก์เป็นต้นที่สำเร็จด้วย ประโยคของหญิงก็ดี ในที่นี้ พึงทราบว่าท่านสงเคราะห์ด้วย อิตถิสร ศัพท์ ศัพท์ว่า เสียงหญิง. เสียงแม้ทั้งหมดนั่น พึงทราบว่าฉุดคร่าเอาจิตของ บุรุษมา. ส่วนในบาลีว่า อิตฺถิรเส ในรสแห่งหญิง ท่านกล่าวด้วย อำนาจรสายตนะอันเกิดจากสมุฏฐาน ๔. อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า กิจคือการรับคำด้วยการจัดการงานเป็นต้น และกิจคือการบริโภคของหญิง ชื่อว่าเป็นอิตถีรส. รสมีน้ำลายที่เปื้อนเนื้อริมฝีปากหญิง และรสข้าวยาคูแลภัตเป็นต้น ที่หญิงนั้นให้แก่บุรุษทั้งหมดนั่น พึงทราบว่า อิตถีรสเหมือนกัน. และ แม้ในโผฏฐัพพะ กายสัมผัสของหญิง และผัสสะแห่งผ้า เครื่องประดับ และดอกไม้เป็นต้น ที่อยู่ในร่างกายหญิง พึงทราบว่า อิตถีโผฏฐัพพะ เหมือนกัน. ก็ในบทว่า โผฏฺพฺเพปิ นี้ พึงเห็นว่า สงเคราะห์เอาอิตถี รส ด้วย อปิ ศัพท์ ของอาจารย์พวกหนึ่งที่อ้างบาลีว่า อิตฺถิรูเป อิตฺถิสเร นั้น. บทว่า อิตฺถิคนฺเธสุ ได้แก่ ในคันธายตนะอันเกิดแต่สมุฏฐาน ๔ ของหญิง. ธรรมดาว่า กลิ่นร่างกายของหญิงเป็นกลิ่นเหม็น. จริงอยู่ หญิงบางพวกมีกลิ่นคล้ายกลิ่นม้า บางพวกมีกลิ่นคล้ายกลิ่นแพะ บาง
หน้า 32 ข้อ 386
พวกมีกลิ่นคล้ายกลิ่นเหงื่อ บางพวกมีกลิ่นคล้ายกลิ่นเลือด. แม้ถึงอย่าง นั้น คนผู้บอดเขลาก็ยังยินดีในหญิงเหล่านั้นอยู่นั่นแหละ. ส่วนนางแก้วของพระเจ้าจักรพรรดิ มีกลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากกาย กลิ่นอุบลฟุ้งออกจากปาก กลิ่นดังกล่าวมานี้ ย่อมไม่มีแก่หญิงทั่วไป เพราะเหตุนั้น กลิ่นเครื่องสูบไล้ที่จัดหามาเสริมเข้าในร่างกายหญิง พึง ทราบว่า อิตถีคันธะ กลิ่นหญิง. บทว่า สารตฺโต ได้แก่ กำหนัดนักแล้ว คือยินดี สยบแล้ว, ก็ บทว่า สารตฺโต นี้ พึงประกอบแม้ในบทว่า อิตฺถิรูเป เป็นต้นไป. บทว่า วิวิธํ วินฺทเต ทุขํ ความว่า ย่อมได้เฉพาะทุกข์มีประการ ต่าง ๆ ที่เป็นไปในปัจจุบัน ด้วยการฆ่าและการจองจำเป็นต้น ที่เป็นไป ในภายภาคหน้าด้วยเครื่องจองจำครบ ๕ ประการเป็นต้น ซึ่งมีความ กำหนัดนักในรูปหญิงเป็นต้นเป็นเหตุ. บทว่า อิตฺถิโสตานิ สนฺพานิ ความว่า กระแสตัณหา ๕ ประการ ทั้งหมด คือไม่เหลือ มีรูปเป็นต้น ของหญิงเป็นอารมณ์ ย่อมไหลไป. บทว่า ปญฺจสุ ได้แก่ ในทวารทั้ง ๕ ของบุรุษ. บทว่า เตสํ ได้แก่ กระแสทั้ง ๕ เหล่านั้น. บทว่า อาวรณํ ได้แก่ การปิดกั้น, อธิบายว่า บุคคลผู้สามารถ เพื่อตั้งสติสัมปชัญญะแล้วยังความสำรวมให้ดำเนินไป โดยประการที่ความ ไม่สำรวมจะเกิดขึ้นไม่ได้นั้นเป็นผู้มีความเพียร คือเป็นผู้ปรารภความเพียร เพื่อละอกุศลธรรมแล้วยังกุศลธรรมให้ถึงพร้อม. พระเถระ ครั้นแสดงข้อปฏิบัติของบรรพชิตในอารมณ์มีรูปเป็นต้น
หน้า 33 ข้อ 386
อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงข้อปฏิบัติของคฤหัสถ์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า โส อตฺถวา ดังนี้ . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โส อตฺถวา โส ธมฺมฏฺโ โส ทกฺโข โส วิจกฺขโณ ความว่า บุคคลนั้น เป็นผู้รู้อรรถ คือเป็นผู้มีความรู้ ตั้งอยู่ในธรรม ขยันในธรรม คือฉลาดหรือไม่เกียจคร้านในธรรม มี ปัญญาเครื่องพิจารณาในโลกนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า เป็นผู้ฉลาดใน ความเป็นกิจที่จะพึงกระทำ บทว่า กาเรยฺย รมมาโนปิ กิจฺจํ ธมฺมตฺถสํหิตํ ความว่า แม้ผู้ ยินดีในการครองเรือน ก็พึงการทำกิจที่พึงกระทำนั้นอันประกอบด้วย ธรรมและอรรถ คือไม่ปราศจากธรรมและอรรถ คือพึงทำโภคะที่ยังไม่ เกิดให้เกิดขึ้น พึงกระทำรักษาและใช้สอยโภคะที่เกิดขึ้นแล้ว อธิบายว่า พึงประกอบเนือง ๆ ซึ่งประโยชน์แก่คน สัตว์ และวัตถุทั้ง ๓ หมู่ โดยไม่ โกรธเคืองกันแลกัน (และ) โดยไม่เบียดเบียนกันแลกัน. ก็นัยนี้ ของชน เหล่าใดย่อมเป็นไปด้วยอำนาจประโยชน์ของคนทั้ง ๓ เหล่า โดยไม่ผิด จากสัมมาปฏิบัติ เหมือนดังพระเจ้าพิมพิสารมหาราชเป็นต้น ท่านก็กล่าว ไว้ด้วยอำนาจของชนเหล่านั้น พึงเห็นว่า ท่านไม่กล่าวไว้ด้วยอำนาจคน บางพวก. บทว่า อโถ สีทติ สญฺุตฺตํ ความว่า ถ้ากำหนดถือเอาประโยชน์ ปัจจุบันซึ่งประกอบดีแล้วในโลกนี้ดำรงอยู่. บทว่า วชฺเช กิจฺจํ นิรตฺถกํ ความว่า แม้ถ้าว่าพึงสละ คือละกิจ อันประกอบด้วยความฉิบหาย ซึ่งเหินห่างจากประโยชน์ชาติหน้า. บทว่า น ตํ กิจฺจนฺติ มญฺิตฺวา อปฺปมตฺโต วิจกฺขโณ ความว่า
หน้า 34 ข้อ 386
เป็นผู้ไม่ประมาทด้วยการไม่อยู่ปราศจากสติ มีปัญญาเครื่องพิจารณาโดย เกิดจากวิจารณปัญญา รู้ว่า กิจนั้นไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เราไม่ควรทำ ดังนี้แล้วพึงงดเว้นเสีย. ก็ครั้นงดเว้นแล้วพึงยึดถือสิ่งที่ประกอบด้วยประโยชน์ และความ ยินดีอันประกอบด้วยธรรม แล้วพึงประพฤติ อธิบายว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่งอัน ประกอบด้วยประโยชน์เกื้อกูล อันต่างด้วยทิฏฐธัมมิกประโยชน์และ สัมปรายิกัตถประโยชน์ คือเป็นเหตุนำประโยชน์เกื้อกูลทั้งสองประเภท นั้นมา และความยินดีอันประกอบด้วยกุศลอันยิ่ง คือที่ประกอบด้วยสมถะ และวิปัสสนา พึงยึดถือเอาให้ดี คือทำการยึดถือเอาสิ่งที่ประกอบด้วย ประโยชน์และความยินดีอันประกอบด้วยธรรมนั้นแล้วประพฤติ. ก็เพราะ พระบาลีว่า ความยินดีในธรรมย่อมชนะความยินดีทั้งปวง ความยินดีนั้น จึงชื่อว่าความยินดีชั้นสูงสุด เพราะให้บรรลุประโยชน์สูงสุดโดยส่วนเดียว. ก็เพื่อจะแสดงความยินดีในคำที่กล่าวไว้ว่า กิจอันประกอบด้วย ความยินดีในกาม ไม่มีประโยชน์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุจฺจาวเจหิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺจาวเจหิ ได้แก่ ใหญ่และเล็ก. บทว่า อุปาเยหิ แปลว่า ด้วยนัยทั้งหลาย. บทว่า ปเรสมภิชิคีสติ ความว่า บุคคลใดปรารถนาเพื่อจะชิง เอาสิ่งของของคนอื่น หรือทำคนอื่นให้เสื่อมโดยประการทั้งปวง ปล้น ฆ่า หรือทำคนอื่นให้เศร้าโศก ปล้นเอาของคนอื่นโดยทารุณ. ท่านกล่าวคำ อธิบายไว้ดังนี้ว่า บุคคลใดปล้น ฆ่า ทำผู้อื่นให้เศร้าโศกเพราะเหตุแห่ง กาม พยายามลักของคนอื่นด้วยอุบายต่าง ๆ มีการตัดช่อง ปีนหน้าต่าง และกรรโชกชิงเอาเป็นต้น กระทำการทารุณ ปล้น ชิงเอา ทำคนอื่นให้
หน้า 35 ข้อ 386
เสื่อมเสียทรัพย์สมบัติ กิจนั้นของบุคคลนั้น ประกอบด้วยความยินดีใน กาม ไม่ประกอบด้วยประโยชน์เป็นกิจเลวทรามโดยส่วนเดียว. โดยนัยตรงกันข้ามกันกิจที่ไม่มีประโยชน์นั้น ท่านจึงประกาศความ ที่ความยินดีในธรรม เป็นความยินดีอย่างสูงสุด โดยส่วนเดียวแท้จริง. บัดนี้ เมื่อจะประกาศการปิดกั้นอินทรีย์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า บุคคลใด สามารถทำการปิดกั้นอินทรีย์เหล่านั้น ดังนี้ พร้อมด้วยอุบาย จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า บุคคลผู้มีกำลัง เมื่อจะผ่าไม้ย่อมตอกลิ่มด้วยลิ่มฉันใด ดังนี้. ช่างถากไม้ผู้มีกำลัง คือผู้ประกอบด้วยกำลังกาย และกำลังความรู้ ประสงค์จะเอาลิ่มที่ติดอยู่ในท่อนไม้ออก จึงตอกลิ่มที่แข็งกว่าลิ่มนั้น จึง จะนำออกจากท่อนไม้นั้นได้ฉันใด ภิกษุผู้ฉลาดก็ฉันนั้น ประสงค์จะสกัด อินทรีย์มีจักษุเป็นต้นด้วยกำลังแห่งวิปัสสนา ก็ย่อมสกัดด้วยอินทรีย์นั่น เอง. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า สกัดด้วยอินทรีย์เหล่าไหน ? จึงกล่าว คำมีอาทิว่า สทฺธํ อินทรีย์คือศรัทธา ดังนี้. คำนั้นมี อธิบายว่า ภิกษุอบรม คือเจริญอินทรีย์ ๕ อันเป็นเครื่อง บ่มวิมุตติแม้นี้ คือศรัทธามีลักษณะน้อมใจเชื่อ, ความเพียรมีลักษณะ ประคองไว้, สมาธิมีลักษณะไม่ฟุ้งซ่าน, สติมีลักษณะปรากฏ. ปัญญามี ลักษณะเห็น จึงกำจัด อินทรีย์มีจักษุเป็นต้น ด้วยอินทรีย์ ๕ เหล่านี้ โดยกำจัดความเป็นทวารแห่งการเกิดกิเลส มีความยินดีและความขัดเคือง เป็นต้น แล้วตัดได้เด็ดขาดซึ่งกิเลสทั้งหลาย อันเป็นที่อาศัยแห่งอินทรีย์นั้น ด้วยอริยมรรค แต่นั้นนั่นแล เป็นพราหมณ์ผู้ไม่มีทุกข์ คือหมดทุกข์ ย่อมเข้าถึงอนุปาทิเสสปรินิพพานทีเดียว.
หน้า 36 ข้อ 386
บทว่า โส อตฺถวา ความว่า บุคคลนั้นเป็นพราหมณ์ตามที่กล่าว แล้ว ชื่อว่าผู้รู้อรรถเพราะประกอบด้วยอรรถอันสูงสุด ชื่อว่าตั้งอยู่ใน ธรรมเพราะตั้งอยู่ในธรรมอันยังอรรถนั้นให้ถึงพร้อม การทำตามอนุสาสนี อันเป็นพระดำรัส คือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มี- พระภาคเจ้าโดยประการทั้งปวง คืออย่างสิ้นเชิงทุกวิธีแล้วดำรงอยู่ แต่นั้น แล นระคือบุรุษผู้สูงสุดนั้นย่อมถึงคือพอกพูน ทำสุขคือพระนิพพานให้ เจริญ. ก็เพราะพระเถระประกาศข้อปฏิบัติ โดยการประกาศอาการคิดของ ตนอย่างนี้ การประกาศความคิดนี้แหละ พึงเห็นว่าเป็นการพยากรณ์ พระอรหัตผลของพระเถระนั้น. จบอรรถกถาปาราปริยเถรคาถาที่ ๒
หน้า 37 ข้อ 387
๓. เตลุกานิเถรคาถา๑ ว่าด้วยการกำจัดกิเลสเครื่องร้อยรัด [๓๘๗] เรามีความเพียรค้นคิดธรรมอยู่นาน ก็ไม่ได้ความ สงบใจ จึงได้ถามสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า ใครหนอ ในโลกเป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ใครเล่าเป็นผู้ได้บรรลุธรรมอัน หยั่งลงสู่อมตะ เราจักปฏิบัติธรรมของใคร ซึ่งเป็นเครื่อง ให้รู้แจ้งปรมัตถ์ เราเป็นผู้มีความคดคือกิเลสอันไปแล้ว ในภายใน เหมือนปลาที่กินเหยื่อฉะนั้น เราถูกผูกด้วย บ่วงใหญ่คือกิเลส เหมือนท้าวเวปจิตติอสูร ถูกผูกด้วย บ่วงของท้าวสักกะฉะนั้น เรากระชากบ่วงคือกิเลสนั้น ไม่หลุด จึงไม่พ้นไปจากความโศกและความร่ำไร ใคร ในโลกจะช่วยเราผู้ถูกผูกแล้วให้หลุดพ้น แล้วประกาศ ทางเป็นเครื่องตรัสรู้ให้เรา เราจะรับสมณะหรือพราหมณ์ คนไหนไว้เป็นผู้แสดงธรรมอันกำจัดกิเลสได้ จะปฏิบัติ ธรรมเครื่องนำไปปราศจากชราและมรณะของใคร. จิตของเราถูกร้อยไว้ด้วยความลังเลสงสัย ประกอบ ด้วยความแข็งดีเป็นกำลัง ฉุนเฉียว ถึงความเป็นจิต กระด้าง เป็นเครื่องทำลายตัณหา. สิ่งใดมีธนูคือตัณหา เป็นสมุฏฐาน มีประเภท ๓๐ เป็นของมีอยู่ในอก เป็นของ หนัก ทำลายหทัยแล้วตั้งอยู่ ขอท่านจงดูสิ่งนั้นนั่นเถิดการ ไม่ละทิฏฐิเล็กน้อย อันลูกศรคือความดำริผิดให้อาจหาญ ๑. ม. เตลกานิเถรคาถา.
หน้า 38 ข้อ 387
แล้ว เราถูกยิงด้วยลูกศร คือทิฏฐินั้น หวั่นไหวอยู่ เหมือน ใบไม้ที่ถูกลมพัดฉะนั้น ลูกศรคือทิฏฐิ ตั้งขึ้นแล้วใน ภายในของเราย่อมไหม้ทันที กายอันเนื่องด้วยสัมผัสสะ ๖ เกิดแล้วในที่ใด ย่อมแล่นไปในที่นั้นทุกเมื่อ เราไม่เห็น หมอผู้ที่จะถอนลูกศรของเราเยียวยาเรา (โดย) ในเยียว ยาด้วยเชือกต่าง ๆ ด้วยศัสตราและด้วยวิธีอื่น ๆ. ใครไม่ ต้องใช้ศัสตรา ไม่ทำให้ร่างกายเราเป็นแผล ไม่เบียดเบียน ร่างกายเราทั้งหมด จักถอนลูกศรอันเสียบอยู่ภายในหทัย ของเราออกได้ ก็บุคคลผู้นั้นเป็นใหญ่ในธรรม เป็นผู้ ประเสริฐ ลอยโทษอันเป็นพิษเสียได้ ช่วยชี้บกคือ นิพพานและหัตถ์คืออริยมรรคแก่เราผู้ตกไปในห้วงน้ำคือ สงสารอันลึก เราเป็นผู้จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่อันนำดินคือ ธุลีไปไม่ได้ เป็นห้วงน้ำสาดไปด้วยมายา ริษยา ความ แข็งดีและความง่วงเหงาหาวนอน ความดำริทั้งหลายอัน อาศัยซึ่งราคะ เป็นเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ มีเมฆคืออุทธัจจะ เป็นเสียงคำรน มีสังโยชน์เป็นฝน ย่อมนำบุคคลผู้มีความ เห็นผิดไปสู่สมุทร คืออบาย. กระแสตัณหาทั้งหลายย่อมไหลไปตามอารมณ์ทั้งปวง ตัณหาเพียงดังเถาวัลย์เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ ใครจะพึงกั้น กระแสตัณหาเหล่านั้นได้ ใครเล่าจะตัณหาอันเป็นดัง เถาวัลย์นั้นได้.
หน้า 39 ข้อ 387
ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทำฝั่งอันเป็น เครื่องกั้นกระแสตัณหาเหล่านั้นเถิด อย่าให้กระแสตัณหา อันเกิดแต่ใจ พัดท่านทั้งหลายไปเร็วพลัน ดังกระแสน้ำ พัดต้นไม้อันตั้งอยู่ริมฝั่งไปฉะนั้น พระศาสดาผู้มีอาวุธคือ ปัญญา ผู้อันหมู่ฤาษีอาศัยแล้ว เป็นที่พึ่งแก่เราผู้มีภัย เกิดแล้ว ผู้แสวงหาฝั่งคือนิพพานจากที่มิใช่ฝั่ง พระองค์ ได้ทรงประทานบันใดอันทอดไว้ดีแล้ว บริสุทธิ์ ทำด้วย ไม้แก่นคือธรรม เป็นบันไดมั่นคงแก่เรา ผู้ถูกกระแส ตัณหาพัดไปอยู่ และได้ตรัสเตือนเราว่า อย่ากลัวเลย. เราได้ขึ้นสู่ปราสาท คือสติปัฏฐานแล้ว พิจารณาเห็นหมู่ สัตว์ผู้ยินดีในร่างกายของตน ที่เราได้สำคัญในกาลก่อน โดยเป็นแก่นสาร ก็เมื่อใดเราได้เห็นทางอันเป็นอุบาย ขึ้นสู่เรือ เมื่อนั้นเราจักไม่ยึดถือว่าเป็นตัวตน ได้เห็นท่า คืออริยมรรคอันอุดม พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดงทางอัน สูงสุด เพื่อไม่ให้บาปธรรมทั้งหลาย มีทิฏฐิและมานะ เป็นต้น ซึ่งเป็นดังเป็นดังลูกศรเกิดในตน เกิดแต่ตัณหาเครื่อง นำไปสู่ภพ เป็นไปได้. พระพุทธเจ้าทรงกำจัดโทษอัน เป็นพิษได้ ทรงบรรเทากิเลสเครื่องร้อยรัดของเรา อัน นอนเนื่องอยู่ในสันดาน อันตั้งอยู่แล้วตลอดกาลนาน. จบเตลุกานิเถรคาถา
หน้า 40 ข้อ 387
อรรถกถาเตลุกานิเถรคาถาที่ ๓ คาถาของท่านพระเตลุกานิเถระ มีคำเริ่มต้นว่า จิรรตฺตํ วตาตาปี ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง ก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ไว้ในภพนั้น ๆ ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ในพระนคร สาวัตถี ก่อนกว่าพระศาสดาประสูติ ได้นามว่า เตลุกานิ เจริญวัยแล้ว รังเกียจกาม เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ จึงละการครองเรือนบวชเป็น ปริพาชก มีอัธยาศัยในการลอกจากวัฏฏะ เที่ยวแสวงหาวิโมกข์ คือการ หลุดพ้น โดยนัยมีอาทิว่า ใคร คือท่านผู้ถึงฝั่งในโลก จึงเข้าไปหา สมณพราหมณ์นั้น ๆ ถามปัญหา. สมณพราหมณ์เหล่านั้น ทำเขาให้ ดื่มด่ำไม่ได้ เขามีจิตข้องกับปัญหานั้น จึงได้ท่องเที่ยวไป. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ทรงอุบัติในในโลก ประกาศพระธรรมจักรอันบวร ทรงบำเพ็ญประโยชน์เกื้อกูลแก่สัตว์โลก วันหนึ่ง ท่านเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ฟังธรรม ได้ศรัทธาแล้วบวช เจริญ วิปัสสนากรรมฐาน ไม่นานนักก็ดำรงอยู่ในพระอรหัต. วันหนึ่ง ท่าน นั่งอยู่กับพวกภิกษุ พิจารณาถึงคุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ แล้วหวนระลึกถึง การปฏิบัติของตนตามแนวนั้น เมื่อจะบอกข้อปฏิบัตินั้นทั้งหมดแก่ภิกษุ ทั้งหลาย จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้๑ ความว่า ๑. ขุ. เถร. ๒๖/ ข้อ ๓๘๗.
หน้า 41 ข้อ 387
เรามีความเพียรคิดค้นธรรมอยู่นาน ไม่ได้ความสงบ ใจ จึงได้ถามสมณพราหมณ์ทั้งหลายว่า ใครหนอในโลก เป็นผู้ถึงฝั่งแล้ว ใครเล่าเป็นผู้ได้บรรลุธรรมอันหยั่งลงสู่ อมตะ เราจักปฏิบัติธรรมของใครซึ่งเป็นเครื่องให้รู้แจ้ง ปรมัตถ์ เราเป็นผู้มีความคดคือกิเลส อันไปแล้วในภายใน เหมือนปลาที่กินเหยื่อฉะนั้น เราถูกผูกด้วยบ่วงใหญ่คือ กิเลส เหมือนท้าวเวปจิตติอสูร ถูกผูกด้วยบ่วงของท้าว- สักกะฉะนั้น เรากระชากบ่วงคือกิเลสนั้นไม่หลุด จึงไม่ พ้นจากความโศกและความร่ำไร ใครในโลกจะช่วยเรา ผู้ถูกผูกแล้วให้หลุดพ้น แล้วประกาศทางเป็นเครื่องตรัสรู้ ให้เรา เราจะรับสมณะหรือพราหมณ์คนไหนไว้เป็นผู้ แสดงธรรมอันกำจัดกิเลสได้ จะปฏิบัติธรรมอันเป็นเครื่อง นำไปปราศจากชราและมรณะของใคร. จิตของเราถูกร้อยไว้ด้วยความลังเลสงสัย ประกอบ ด้วยความแข่งดีเป็นกำลัง ฉุนเฉียว ถึงความเป็นจิต กระด้าง เป็นเครื่องทำลายตัณหา. สิ่งใดมีธนูคือตัณหา เป็นสมุฏฐาน มี ๓๐ ประเภท เป็นของมีอยู่ในอก เป็น ของหนัก ทำลายหทัยแล้วตั้งอยู่ ขอท่านจงดูสิ่งนั้นเถิด. การไม่ละทิฏฐิเล็กน้อยอันลูกศรคือความดำริผิดให้อาจหาญ ขึ้นแล้ว เราถูกยิ่งด้วยลูกศรคือทิฏฐินั้น หวั่นไหวอยู่ เหมือนรบไม้ถูกลมพัดฉะนั้น. ลูกศรคือทิฏฐิตั้งขึ้นแล้วใน ภายในของเราย่อมไหม้ทันที กายอันเนื่องด้วยสัมผัสสะ ๖
หน้า 42 ข้อ 387
เกิดขึ้นในที่ใด ย่อมแล่นไปในที่นั้นทุกเมื่อ เราไม่เห็น หมอผู้ที่จะถอนลูกศรของเราเยียวยาเรา (โดย) ไม่เยียว ยาด้วยเชือกต่าง ๆ ด้วยศัสตรา และด้วยวิธีอื่น ๆ. ใคร ไม่ต้องใช้ศัสตรา ไม่ทำร่างกายให้เป็นแผล ไม่ เบียดเบียนร่างกายเราทั้งหมด จักถอนลูกศรอันเสียบอยู่ ภายในหทัยของเราออกได้ บุคคลผู้นั้นเป็นใหญ่ในธรรม เป็นผู้ประเสริฐ ลอยโทษอันเห็นพิษเสียได้ พึงช่วยขึ้น บกคือนิพพาน และหัตถ์คืออริยมรรคแก่เราผู้ตกไปใน ห้วงน้ำคือสงสารอันลึก เราเป็นผู้จมอยู่ในห้วงน้ำใหญ่ อันนำดินคือไปไม่ได้ เป็นห้วงน้ำลาดไปด้วยมายา ริษยา ความแข็งดี และความง่วงเหงาหาวนอน. ความ ดำริทั้งหลายอันอาศัยราคะ เป็นเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ มี เมฆคืออุทธัจจะเป็นเครื่องคำรน มีสังโยชน์เป็นฝนย่อม นำบุคคลผู้มีความเห็นผิดไปสู่สมุทรคืออบาย. กระแส ตัณหาทั้งหลาย ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง ตัณหา เพียงเถาวัลย์เกิดขึ้นแล้วตั้งอยู่ ใครจะพึงกั้นกระแส ตัณหาเหล่านั้นได้ ใครเล่าจะตัดตัณหาเพียงดังเถาวัลย์ นั้นได้. ท่านผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงทำฝั่งอัน เป็นเครื่องกั้นกระแสตัณหาเหล่านั้นเถิด อย่าให้กระแส ตัณหาอันเกิดแต่ใจ พัดพาท่านทั้งหลายไปเร็วพลัน ดัง กระแสน้ำพัดพาต้นไม้อันตั้งอยู่ริมฝั่งไปฉะนั้น. พระ-
หน้า 43 ข้อ 387
ศาสดาผู้มีอาวุธคือปัญญา ผู้อันหมู่ฤาษีอาศัยแล้ว เป็น ที่พึ่งแก่เราผู้มีภัยเกิดแล้ว ผู้แสวงหาฝั่งคือพระนิพพาน จากที่มิใช่ฝั่ง. พระองค์ได้ประทานบันไดอันทอดไว้ดี บริสุทธิ์สำเร็จด้วยไม้แก่นคือธรรม เป็นบันไดอันมั่นคง แก่เราผู้ถูกระแสตัณหาพัดไปอยู่ และได้ตรัสเตือนเราว่า อย่ากลัวเลย. เราได้ขึ้นสู่ปราสาทคือสติปัฏฐาน แล้ว พิจารณาหมู่สัตว์ผู้ยินดีในร่างกายของตน ที่เราได้สำคัญ ในกาลก่อนโดยเป็นแก่นสาร. ก็เมื่อใด เราได้เห็นทาง อันเป็นอุบายขึ้นสู่เรือ เมื่อนั้นเราจักไม่ยึดถือตัวตน ได้ เห็นท่าคืออริยมรรคอันอุดม. พระพุทธเจ้าได้ทรงแสดง ทางอันสูงสุด เพื่อไม่ให้บาปธรรมทั้งหลายมีทิฏฐิและ มานะเป็นต้น ซึ่งเป็นดังลูกศรเกิดในตน อันเกิดแต่ตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพ เป็นไปไม่ได้. พระพุทธเจ้าทรงกำจัด โทษอันเป็นพิษได้ ทรงบรรเทากิเลสเครื่องร้อยรัดของ เรา อันนอนเนื่องอยู่ในสันดานตั้งอยู่แล้วตลอดกาลนาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรรตฺตํ วต แปลว่า ตลอดกาล นานหนอ. บทว่า อาตาปี แปลว่า มีความเพียร คือความปรารภความเพียร ในการแสวงหาโมกขธรรม. บทว่า ธมฺมํ อนุวิจินฺตยํ ได้แก่ คิดค้น คือแสวงหาวิมุตติธรรมว่า วิโมกขธรรมเป็นเช่นไรหนอ หรือว่า เราจะพึงบรรลุวิโมกขธรรมนั้นได้ อย่างไร.
หน้า 44 ข้อ 387
บทว่า สมํ จิตฺตสฺส นาลตฺถํ ปุจฺฉํ สมณพฺราหฺมเณ ความว่า เราถามวิมุตติธรรมกะสมณพราหมณ์เจ้าลัทธิต่าง ๆ เหล่านั้นไม่ได้ คือไม่ ประสบความสงบจิตอันมีสภาวะไม่สงบตามปกติ คืออธิบายธรรมอันเป็น เครื่องสลัดวัฏทุกข์อันเป็นตัวสงบ. บทมีอาทิว่า โก โส ปารงฺคโต ความว่า เป็นเครื่องแสดงอาการที่ถาม. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก โส ปารงฺคโต โลเก ความว่า บรรดาสมณพราหมณ์ทั้งหลาย ผู้ปฏิญญาว่าเป็นเจ้าลัทธิในโลกนี้ คนนั้น คือใครหนอเข้าถึงฝั่งแห่งสงสาร คือพระนิพพาน. บทว่า โก ปตฺโต อมโตคธํ ความว่า ใครถึงคือบรรลุที่พึ่ง คือ นิพพาน ได้แก่ทางแห่งวิโมกข์. บทว่า กสฺส ธมฺมํ ปฏิจฺฉามิ ความว่า เราจะรับ คือปฏิบัติตาม โอวาทธรรมของสมณะหรือพราหมณ์คนไร. บทว่า ปรมตฺถวิชานนํ ได้แก่ เป็นเครื่องรู้แจ้งปรมัตถประโยชน์ อธิบายว่า อันประกาศปวัตติ (ทุกข์) และนิวัตติ (ความดับทุกข์) อันไม่ ผิดแผก. บทว่า อนฺโตวงฺกคโต อาสี ความว่า ทิฏฐิ ท่านเรียกว่า วังกะ เพราะเป็นความคดแห่งใจ, อีกอย่างหนึ่ง กิเลสแม้ทั้งหมดเรียกว่า วังกะ ก็บทว่า อนฺโต ได้แก่ ภายในแห่งความคดของใจ อีกอย่างหนึ่ง ได้มี ความคดคือกิเลสอันอยู่ในภายในหัวใจ. บทว่า มจฺโฉว ฆสมามิสํ ความว่า เหมือนปลากินเหยื่อ คืองับกิน เหยื่อ อธิบายว่า เหมือนปลาติดเบ็ด. บทว่า พทฺโธ มหินฺทปาเสน เวปจิตฺยสุโร ยถา อธิบายว่า
หน้า 45 ข้อ 387
ท้าวเวปจิตติ จอมอสูร ถูกบ่วงของท้าวสักกะผู้เป็นเจ้าโลก ครองไว้ อยู่ อย่างไร้เสรี ได้รับทุกข์ใหญ่หลวงฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อก่อนถูกบ่วง คือกิเลสครองไว้ เป็นผู้อยู่อย่างไม่อิสระ ได้รับทุกข์ใหญ่หลวง. บทว่า อญฺฉามิ แปลว่า ย่อมคร่ามา. บทว่า นํ ได้แก่ บ่วงคือกิเลส. บทว่า น มุญฺจามิ แปลว่า ย่อมไม่พ้น. บทว่า อสฺมา โสกปริทฺทวา ได้แก่ จากวัฏฏะคือ โสกะ และ ปริเทวะนั้น. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ว่า เนื้อหรือสุกรที่ถูกคล้องบ่วงไว้ ไม่รู้อุบายจะแก้บ่วง ดิ้นไป ๆ มา ๆ กระตุกบ่วงนั้น ย่อมทำตรงที่ผูกรัด ให้แน่นเข้าฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อก่อนถูกบ่วงกิเลสสวมไว้ ไม่รู้อุบาย ที่จะแก้ ดิ้นในไปด้วยอำนาจกายสัญเจตนา ความจงใจทางกายเป็นต้น แก้บ่วงคือกิเลสนั้นไม่ได้ โดยที่แท้ กระทำมันให้แน่นเข้า ย่อมถึงกิเลส ตัวอื่นเข้าอีก เพราะทุกข์มีความโศกเป็นต้น. บทว่า โก เน พนฺธํ มุญฺจํ โลเก สมฺโพธึ เวทยิสฺสติ ความว่า ในโลกนี้ ใครจะเปลื้องเครื่องผูกด้วยเครื่องผูกคือกิเลสนี้ จึงประกาศ คือพวกเราถึงทางแห่งวิโมกข์อันได้นามว่า สัมโพธิ เพราะเป็นเครื่อง ตรัสรู้. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พนฺธมุญฺจํ ดังนี้ก็มี, มีวาจาประกอบ ความว่า ซึ่งทางเป็นเครื่องตรัสรู้อันปลดเปลื้องจากเครื่องผูก หรือซึ่ง เครื่องผูก. บทว่า อาทิสนฺตํ ได้แก่ ผู้แสดง. บทว่า ปภงฺคุนํ ได้แก่ เป็น เครื่องหักราน คือกำจัดกิเลส, อีกอย่างหนึ่ง เราจะรับธรรมของใครอัน เป็นเครื่องกำจัดกิเลส คืออันแสดงบอกความเป็นไปแห่งธรรม อันเป็น
หน้า 46 ข้อ 387
เครื่องนำไปปราศจากชราและมัจจุ. บาลีว่า ปฏิปชฺชามิ ดังนี้ก็มี. เนื้อความ ก็อันนั้นแหละ. บทว่า วิจิกิจฺฉากงฺขาคนฺถิตํ ได้แก่ ถูกร้อยรัดด้วยวิจิกิจฉาความ สงสัยอันเป็นไปโดยนัยมีอาทิว่า ในอดีตกาลอันยาวนาน เราได้มีแล้วหรือ และด้วยความเคลือบแคลงอันเป็นไปโดยอาการส่ายไปส่ายมา. บทว่า สารมฺภพลสญฺญุตํ ได้แก่ ประกอบด้วยสารัมภะความแข่งดี อันมีกำลัง มีลักษณะทำให้ยิ่งกว่าการทำ. บทว่า โกธปฺปตฺตมนตฺถทฺธํ ได้แก่ ถึงความกระด้างแห่งใจอัน ประกอบด้วยความโกรธในอารมณ์ทุกอย่าง เป็นเครื่องรองรับตัณหา. จริงอยู่ เมื่อว่าโดยที่ปรารถนาแล้วไม่ได้เป็นต้น ย่อมเป็นไปเหมือน ทำลายจิตของสัตว์ทั้งหลาย. ชื่อว่ามีธนูคือตัณหาเป็นสมุฏฐาน ย่อมตั้งอยู่ คือเกิดขึ้น เพราะอุบายวิธีที่เสียบแทงคนแม้ผู้อยู่ในที่ไกล ได้แก่ลูกศร คือทิฏฐิ. ก็เพราะเหตุที่ลูกศรคือทิฏฐินั้นมี ๓๐ ประเภท คือ สักกายทิฏฐิมี วัตถุ ๒๐ มิจฉาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ประกอบด้วย ทิฏฐิ ๓๐ ประเภท อธิบายว่า มี ๓๐ ประเภท. บทว่า ปสฺส โอรสสิกํ พาฬุหํ เภตฺวาน ยทิ ติฏฺติ ความว่า พระเถระเรียกตนเองว่า สิ่งใด ชื่อว่าเกิดในอก เพราะเป็นที่ตั้งแห่งการ เกี่ยวเนื่องในอกเป็นของหนัก คือมีพลังทำลาย คือทิ่มแทงหทัยแล้วตั้งอยู่ ในหทัยนั้นเอง ท่านจงดูสิ่งนั้น. บทว่า อนุทิฏฺีนํ อปฺปหานํ ได้แก่ การไม่มีทิฏฐิที่เหลืออันเป็น ทิฏฐิเล็กน้อยเป็นเหตุ. อธิบายว่า ก็สักกายทิฏฐิยังไม่ไปปราศจากสันดาน เพียงใด ก็ยังไม่เป็นอันละสัสสตทิฏฐิเป็นต้นเพียงนั้น.
หน้า 47 ข้อ 387
บทว่า สงฺกปฺปปรเตชิตํ ความว่า อันความดำริ คือมิจฉาวิตก ทำคนอื่นผู้ถึงเฉพาะลักษณะนิสัยให้อาจหาญ คือให้อุตสาหะขึ้น. บทว่า เตน วิทฺโธ ปเวธามิ ความว่า เราถูกลูกศรคือทิฏฐินั้น เสียบแทงจรดถึงหทัยปักอยู่ ย่อมหวั่นไหว คือย่อมดำริ ได้แก่หมุนไป รอบด้าน ด้วยอำนาจสัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ. บทว่า ปตฺตํว มาลุเตริตํ ความว่า เหมือนใบของต้นไม้ถูกมาลุต คือลม พัดให้หลุดจากขั้ว. บทว่า อชฺฌตฺตํ เม สมุฏฺาย ความว่า ธรรมดาลูกศรในโลก ตั้งขึ้นจากภายนอก แล้วห้ำหั่นทำลายภายในฉันใด ลูกศรคือทิฏฐินี้ไม่ เหมือนฉันนั้น. ก็ลูกศรคือทิฏฐินี้ตั้งขึ้นแล้วในภายใน คือในอัตภาพ ของเรา เหมือนกลุ่มผัสสายตนะ ๖ ที่รู้กันว่าอัตภาพนั้น ย่อมไหม้ไป เร็วพลัน เหมือนอะไร ? เหมือนไฟไหม้พร้อมทั้งที่อาศัยของมัน เมื่อเผา ไหม้อัตภาพที่ยึดถือว่าของเรา คืออันเป็นของของเรานั้นนั่นแหละ เกิด ขึ้นแล้วในที่ใด ย่อมแล่นไปคือเป็นไปในที่นั้นนั่นเอง. บทว่า น ตํ ปสฺสามิ เตกิจฺฉํ ความว่า เราย่อมไม่เห็นศัลยแพทย์ นั้นชื่อว่าผู้เยียวยา เพราะประกอบการเยียวยาเช่นนั้น. บทว่า โย เม ตํ สลฺลมุทฺธเร ความว่า แพทย์ใด พึงถอนลูกศรคือ ทิฏฐิ และลูกศรคือกิเลสนั้น พึงนำเอาคำมาประกอบกัน . ความว่า เมื่อ จะถอน ไม่เยียวยารักษาโดยสอดเส้นเชือกต่าง ๆ คือเส้นลวดสำหรับ ตรวจโรคอันคล้ายกับเชือก ตัดด้วยศัสตรา (และ) ด้วยการประกอบมนต์ และอาคมอย่างอื่น อาจเยียวยาลูกศรได้. ก็บทว่า วิจิกิจฺฉิตํ นี้เป็นเพียง ตัวอย่าง. พึงทราบเนื้อความด้วยอำนาจลูกศรคือกิเลสแม้ทุกชนิด.
หน้า 48 ข้อ 387
บทว่า อสตฺโถ ได้แก่ ผู้งดเว้นศัสตรา. บทว่า อวโณ แปลว่า ไม่มีแผล. บทว่า อพฺภนฺตรปสฺสยํ ได้แก่ อาศัยหทัย กล่าวคือภายในตั้งอยู่. บทว่า อหึสํ แปลว่า ไม่เบียดเบียน. บาลีว่า อหึสา ก็มี. อธิบายว่า โดยไม่เบียคเบียน คือโดยไม่บีบคั้น. ก็ในที่นี้มีความย่อดังต่อไปนี้ :- ใครหนอแล ไม่ต้องถือศัสตรา ไร ๆ และไม่ทำให้มีแผล ต่อแต่นั้น ไม่ทำร่างกายทุกส่วนให้ลำบาก โดย ปรมัตถ์นั้นแล จักถอนลูกศรคือกิเลสอันเป็นตัวลูกศรซึ่งอยู่ในภายใน หทัยของเรา โดยทิ่มแทงภายใน และปิดกั้นภายใน โดยไม่ให้เกิดการ บีบคั้น. พระเถระครั้นแสดงอาการคิดของตนในกาลก่อน ด้วยคาถา ๑๐ คาถาอย่างนั้นแล้ว เพื่อจะแสดงอาการคิดนั้นซ้ำอีกโดยประการอื่น จึง กล่าวคำมีอาทิว่า ธมฺมปฺปติ หิ โส เสฏฺโ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมปฺปติ ได้แก่ มีธรรมเป็นนิมิต คือมีธรรมเป็นเหตุ. ศัพท์ว่า หิ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า โส เสฏฺโ แปลว่า บุคคลนั้นเป็นผู้ประเสริฐ. บทว่า วิสโทสปฺปวาหโก ความว่า บุคคลเป็นผู้ลอย คือตัดกิเลส มีราคะเป็นต้นของเรา. บทว่า คมฺภีเร ปติตสฺส เม ถลํ ปาณิญฺจ ทสฺสเย ความว่า ใครหนอแล ปลอบใจว่า อย่ากลัว แล้วพึงแสดงบก คือพระนิพพาน และหัตถ์คือพระอริยมรรคอันยังสัตว์ให้ถึงนิพพานนั้น แก่เราผู้ตกลงใน ห้วงน้ำใหญ่ คือสงสารอันลึกยิ่ง.
หน้า 49 ข้อ 387
บทว่า รหเทหมสฺมิ โอคาฬฺโห ความว่า เราเป็นผู้หยั่งลง คือ เข้าไปในห้วงน้ำคือสงสารอันใหญ่โต โดยการดำลงหมดทั้งศีรษะ. บทว่า อหาริยรชมตฺติเก ความว่า ห้วงน้ำ ชื่อว่า มีดิน คือธุลี อันใครนำไปไม่ได้ เพราะเป็นที่มีดินคือเปือกตมอันได้แก่ธุลีมีราคะเป็นต้น อันใคร ๆ ไม่อาจนำออกไปได้, ในห้วงน้ำนั้น . บาลีว่า อหาริยรชมนฺติเก ดังนี้ก็มี. อธิบายว่า มีธุลีคือราคะเป็นต้นอันนำออกไปได้ยาก ในบรรดา ธุลีมีราคะเป็นต้นซึ่งตั้งอยู่ในที่สุด. บาปธรรมเหล่านั้น คือมายา มีการ ปกปิดโทษที่มีอยู่เป็นลักษณะ ความริษยา มีการอดกลั้นสมบัติของคนอื่น ไม่ได้เป็นลักษณะ การแข็งดี มีการกระทำให้ยิ่งกว่าผู้อื่นทำเป็นลักษณะ ถีนะ มีความคร้านจิตเป็นลักษณะ มิทธะ มีความคร้านกายเป็นลักษณะ แผ่ลาดไปยังห้วงน้ำใด, ในห้วงน้ำนั้นอันลาดด้วยมายา ริษยา การแข่งดี ถีนะ และมิทธะ. ก็ในที่นี้ท่านกล่าว ม อักษร ว่ากระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า แผ่ไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย ตามที่กล่าวแล้วนี้. บทว่า อุทฺธจฺจเมฆถนิตํ สํโยชนวลาหกํ ท่านกล่าวด้วยวจนวิปลาส วจนะคลาดเคลื่อน. ชื่อว่า มีเมฆคืออุทธัจจะเป็นเสียงคำรน เพราะมี อุทธัจจะอันมีภาวะหมุนไป อันเมฆคำรน คืออันเมฆกระหึ่มแล้ว, ชื่อว่า มีสังโยชน์เป็นฝน เพราะมีฝนคือสังโยชน์ ๑๐ ประการ. อธิบายว่า ความ ดำริผิดอันอาศัยราคะ ดุจห้วงน้ำ คือเช่นกับห้วงน้ำใหญ่ ตั้งอยู่ในอสุภ เป็นต้น ย่อมพาเราผู้มีทิฏฐิชั่วไป คือดึงไปสู่สมุทร คืออบายเท่านั้น. บทว่า สวนฺติ สพฺพธิ โสตา ความว่า กิเลสเพียงดังกระแส ๕ ประการนี้คือ กระแสคือตัณหา ทิฏฐิ มานะ อวิชชา และกิเลส ชื่อว่า ย่อมไหลไปในอารมณ์ทั้งปวง เพราะไหลไปในอารมณ์ทั้งปวงมีรูปเป็นต้น
หน้า 50 ข้อ 387
โดยจักขุทวารเป็นต้น หรือเพราะไหลไปโดยส่วนทุกส่วน โดยนัยมีอาทิว่า รูปตัณหา ฯลฯ ธรรมตัณหา. บทว่า ลตา ความว่า ชื่อว่าเถาวัลย์ เพราะเป็นดุจเครือเถา เพราะอรรถว่าร้อยรัด เพราะอรรถว่าเกาะติดแน่น ได้แก่ตัณหา. บทว่า อุพฺภิชฺช ติฏฺติ ความว่า แตกออกจากทวารทั้ง ๖ แล้ว ตั้งอยู่ในอารมณ์มีรูปเป็นต้น. บทว่า เต โสเต ความว่า ใคร คือบุรุษวิเศษ จะพึงกั้นกระแส มีตัณหาเป็นต้นอันไหลอยู่ในสันดานของเรา ด้วยเครื่องผูกคือมรรคอัน เป็นดุจสะพาน. บทว่า ตํ ลตํ ได้แก่ เครือเถาคือตัณหา, ใครจะตัดคือจักตัดด้วย ศัสตราคือมรรค. บทว่า เวลํ กโรถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงกระทำเขตแดน คือสะพานให้เป็นเครื่องกั้นกระแสเหล่านั้น. บทว่า ภทฺทนฺเต เป็นบทแสดงอาการร้องเรียก. บทว่า มา เต มโนมโย โสโต ความว่า กระแสน้ำกว้าง. แม้มหาชนผู้เขลา ก็อาจกระทำสะพานเป็นเครื่องกั้นกระแสน้ำนั้นได้; แต่ กระแสอันเกิดทางใจนี้ ละเอียด ห้ามยาก, กระแสอันเกิดทางใจนั้น ทำพวกท่านที่ยืนอยู่ริมฝั่งอบายให้พลันตกลงในอบายนั้น เมื่อจะให้ตกลง สมุทรคืออบาย ก็พึงอย่าให้พัดพาไป คืออย่าให้พินาศ ได้แก่อย่าให้ ถึงความฉิบหาย เหมือนกระแสน้ำพัดมา ทำให้ต้นไม้ที่อยู่ริมฝั่งโค่น พินาศไปฉะนั้น. พระเถระนี้ เพราะเป็นผู้อบรมสังขารไว้ในชาติก่อน และเพราะถึง
หน้า 51 ข้อ 387
ความแก่กล้าแห่งญาณ เมื่อพิจารณาเห็นทุกข์ในปัจจุบันอยู่อย่างนี้ จึงแสดง อาการที่กำหนด ถือเอาสังกิเลสธรรมมีวิจิกิจฉาเป็นต้น บัดนี้เกิดความ สลดใจ เป็นผู้แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล จึงไปเฝ้าพระศาสดา เมื่อจะแสดง คุณวิเศษที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เอวํ เม ภยชาตสฺส ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ เม ภยชาตสฺส ความว่า พระศาสดา ทรงเป็นผู้ต้านทาน คือทรงเป็นที่ต้านทานของโลกพร้อมทั้งเทวโลกผู้มีภัย คือการเกิดในสงสารโดยประการดังกล่าวแล้วอย่างนี้ ผู้แสวงหาคือแสวงหา ฝั่งคือพระนิพพาน จากที่มิใช่ฝั่ง คือจากสังสารวัฏอันมีภัยเฉพาะหน้าซึ่ง เป็นฝั่งใน ชื่อว่าทรงมีปัญญาเป็นอาวุธ เพราะมีปัญญา เครื่องตัดกิเลส เป็นอาวุธ ชื่อว่าเป็นศาสดา เพราะทรงพร่ำสอนเหล่าสัตว์ด้วยทิฏฐธัมมิ- กัตถประโยชน์เป็นต้น ตามสมควร ผู้อันหมู่ฤาษี คือหมู่แห่งพระอริยบุคคล มีพระอัครสาวกเป็นต้นซ่องเสพ. บทว่า โสปานํ ความว่า พระศาสดาทรงประทานบันไดกล่าวคือ วิปัสสนา ชื่อว่าทอดไว้ดีแล้ว เพราะทรงกระทำไว้ดี คือเพราะปรุงแต่ง ด้วยเทศนาญาณ ชื่อว่าบริสุทธิ์ เพราะเว้นจากอุปกิเลส ชื่อว่าล้วนแล้ว ด้วยแก่นคือธรรมอันเป็นสาระ มีศรัทธาและปัญญาเป็นต้น ชื่อว่ามั่นคง เพราะไม่หวั่นไหวด้วยฝ่ายตรงกันข้าม แก่เราผู้ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไป ก็เมื่อ จะประทานความปลอบใจว่า ด้วยวิธีนี้ เธอจักมีความสวัสดี จึงได้ตรัสว่า เธออย่ากลัว . บทว่า สติปฏฺานปาสาทํ ความว่า เราใช้บันไดคือวิปัสสนานั้น ขึ้นสู่ปราสาท คือสติปัฏฐานอันเพียบพร้อมด้วยภูมิ ๔ ด้วยคุณวิเศษ
หน้า 52 ข้อ 387
คือสามัญผล ๔ ที่จะพึงได้ด้วยกายานุปัสสนาเป็นต้น แล้วพิจารณา คือพิจารณาเฉพาะ ได้แก่รู้แจ้งสัจธรรม ด้วยมรรคญาณ. บทว่า ยํ ตํ ปุพฺเพ อมญฺิสฺสํ สกฺกายาภิรตํ ปชํ ความว่า เรารู้แจ้งสัจจะอย่างนี้แล้วได้สำคัญเหล่าสัตว์ คือเดียรถีย์ชน ผู้ยินดียิ่งใน สักกายะว่าเรา ว่าของเรา และตนที่เดียรถีย์ชนนั้น กำหนดเอาโดยเป็นสาระ ในกาลก่อน. บทว่า ยทา จ มคฺคมทฺทกฺขึ นาวาย อภิรูหนํ ความว่า ในกาลใด เราได้เห็นทางคือวิปัสสนาอันเป็นอุบายสำหรับขึ้นเรือ คืออริยมรรคตาม ความเป็นจริง. จำเดิมแต่นั้น เราไม่ยึดถือเดียรถีย์ชนและตนนั้น คือไม่ เอามาตั้งไว้ในใจ จึงได้เห็นท่า คืออริยมรรคทัสสนะอันเป็นท่าแห่งฝั่งใหญ่ คืออมตะ กล่าวคือพระนิพพานอย่างอุกฤษฏ์ โดยมรรคทั้งปวง โดยธรรม ทั้งปวง. อธิบายว่า ได้เห็นตามความเป็นจริง. พระเถระ ครั้นประกาศการบรรลุมรรคอันยอดเยี่ยมของตนอย่างนี้ แล้ว บัดนี้ เมื่อจะสดุดีพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ทรงแสดงมรรคนั้น จึงกล่าว คำมีอาทิว่า สลฺลํ อตฺตสมุฏฺานํ ลูกศรที่เกิดในตน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลุลํ ได้แก่ ลูกศร คือกิเลสมีทิฏฐิ มานะ เป็นต้น. บทว่า อตฺตสมุฏฺานํ ได้แก่ เกิดขึ้นในอัตภาพอันได้ชื่อว่า อัตตา เพราะเป็นที่ตั้งอยู่แห่งมานะ การถือตัวว่าเป็นเรา. บทว่า ภวเนตฺติปฺปภาวิตํ แปลว่า อันตั้งขึ้นจากภวตัณหา คือเป็น ที่อาศัยของภวตัณหา. จริงอยู่ ภวตัณหานั้น เป็นแดนเกิดแห่งทิฏฐิ และมานะเป็นต้น.
หน้า 53 ข้อ 387
บทว่า เอเตสํ อปฺปวตฺตาย ความว่า เพื่อความไม่เป็นไป คือ เพื่อความไม่เกิด แห่งบาปธรรมตามที่กล่าวแล้ว. บทว่า เทเสสิ มคฺคมุตฺตมํ ความว่า ตรัสอริยมรรคอันประกอบ ด้วยองค์ ๘ อันสูงสุด คือประเสริฐ และวิปัสสนามรรคอันเป็นอุบาย แห่งอริยมรรคนั้น. บทว่า ทีฆรตฺตานุสยิตํ ความว่า นอนเนือง ๆ อยู่ในสันดาน มานาน ในสงสารอันมีที่สุดและเบื้องต้นรู้ไม่ได้ คือมีกำลังโดยได้เหตุ คือโดยภาวะควรแก่การเกิด แต่จากนั้นจะตั้งอยู่นาน ตั้งมั่นคือขึ้นสู่ สันดานตั้งอยู่. บทว่า คนฺถํ ความว่า พระพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรง ลอยบาปได้ ทรงบรรเทาโทษอันเป็นพิษคือกิเลส อันเป็นตัวร้อยรัดใน สันดานของเรา มีอภิชฌากายคันถะเป็นต้น ด้วยอานุภาพแห่งเทศนา ของพระองค์ คือทรงทำโทษอันเป็นพิษคือกิเลสให้สูญหายไป. จริงอยู่ เมื่อละกิเลสเครื่องร้อยรัดได้เด็ดขาดแล้ว กิเลสที่ชื่อว่ายังไม่ได้ละย่อม ไม่มีแล. จบอรรถกถาเตลุกานิเถรคาถาที่ ๓
หน้า 54 ข้อ 388
๔. รัฏฐปาลเถรคาถา ว่าด้วยคนโง่ติดใจในโครงสร้างของร่างกาย [๓๘๘] เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็น แผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย คนพาลพากันดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น เชิญ ดูรูปอันปัจจัยกระทำให้จิตรด้วยแก้วมณีและกุณฑล หุ้ม ด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน งามพร้อมไปด้วยผ้าต่างๆ มีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ด้วยฝุ่น สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง ผมทั้งหลายอันบุคคลตบแต่ง เป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก นัยน์ตาทั้งสองอันหยอด ด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่ สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง กายอันเปื่อยเน่า อันบุคคลตบแต่งแล้ว เหมือนกล่องยาตาใหม่ ๆ วิจิตร ด้วยลวดลายต่างๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง. นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อ นายพรานเนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันนากินเหยื่อ แล้วหนีไป บ่วงของนายพรานขาดไปแล้ว เนื้อไม่ติด บ่วง เมื่อนายพรานเนื้อเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมา กินเหยื่อแล้วหนีไป.
หน้า 55 ข้อ 388
เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้ว ไม่ให้ทานเพราะความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสม ไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป พระราชากดขี่ช่วง ชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดินอันมีสาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยังปรารถนาจัก ครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป. พระราชาก็ดีมนุษย์ เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมเข้า ถึงความตาย ยังไม่เต็มความประสงค์ ก็พากันละทิ้ง ร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายย่อมไม่มีในโลก เลย หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้นและ รำพันว่า ทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้นพวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่อนำไปเผาเสียที่เชิง ตะกอน ผู้ที่ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคล จะตาย ย่อมไม่มีญาติหรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้ พวกที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์ สมบัติอะไร ๆ คือ พวกบุตร ภรรยา ทรัพย์ แว่นแคว้น สิ่งใด ๆ จะติดตามไปได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะ ทรัพย์ก็หาไม่ จะละความแก่รูปแม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่. นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นแล ว่าเป็นของน้อย ไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและ
หน้า 56 ข้อ 388
คนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน ทั้งคนพาล และคนฉลาดก็ถูกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่คนพาล ถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะ ความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อม ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐ กว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่ คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำกรรมชั่วต่างๆ อยู่ ในภพน้อยภพใหญ่เพราะความหลง ผู้ใดทำกรรมชั่วแล้ว ผู้นั้น จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อมาเชื่อต่อการทำของบุคคลผู้ที่ ทำความชั่วนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียนเกิดอยู่ร่ำไปเหมือน กัน โจรผู้มีธรรมอันชั่วช้า ถูกเขาจับได้พร้อมทั้งของ กลางย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตน ฉันใด หมู่สัตว์ ผู้มีธรรมอันชั่วช้า ละไปแล้วย่อมเดือดร้อนไปปรโลก เพราะกรรมของตน ฉันนั้น. กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ ดูก่อนมหาบพิตร เพราะ อาตมภาพได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช สัตว์ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกายแตก เหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น. ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อ นี้จึงออกบวช ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแลประเสริฐ
หน้า 57 ข้อ 388
อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติชอบใน ศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกาม ทั้งหลายโดยเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลาย โดยเป็นศาสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงในครรภ์ เห็น ภัยใหญ่ในนรก จึงออกบวช อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้ แล้ว ได้ความสังเวชในกาลนั้น ในกาลนั้นอาตมภาพ เป็นผู้ถูกลูกศร คือราคะเป็นต้นแทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึง ความสิ้นอาสวะแล้ว พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคย แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าอาตมภาพทำสำเร็จแล้ว อาตมภาพได้ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่อง นำไปสู่ภพขึ้นแล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวช เป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ ทั้งปวงแล้ว. จบรัฏฐปาลเถรคาถา อรรถกถารัฏฐปาลเถรคาถาที่ ๔ คาถาของ ท่านพระรัฏฐปาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปสฺส จิตฺตกตํ พิมฺพํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระจะเสด็จอุบัติ พระ- เถระบังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในนครหังสวดี เติบโตแล้ว เมื่อ บิดาล่วงลับไป ก็ครอบครองบ้านเรือน ได้เห็นทรัพย์ที่ตกทอดมาตาม
หน้า 58 ข้อ 388
วงศ์ตระกูลนับประมาณไม่ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่รักษาคลังรัตนะแสดงให้ดู จึง คิดว่า บรรพชนมีบิดา ปู่ และปู่ทวดเป็นต้นของเรา ไม่สามารถพาเอา กองทรัพย์มีประมาณเท่านี้ไปกับคน แต่เราควรจะพาเอาไป จึงได้ให้ มหาทานแก่คนเดินทางและคนกำพร้าเป็นต้น. ท่านได้อุปัฏฐากดาบสรูปหนึ่งผู้ได้อภิญญา อันดาบสนั้นชักนำใน ความเป็นใหญ่ในเทวโลก จึงได้บำเพ็ญบุญมากหลายจนตลอดอายุ จุติ จากอัตภาพนั้นบังเกิดในเทวโลกเสวยทิพยสมบัติ ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้น ตลอดกาลกำหนดของอายุ จุติจากเทวโลกนั้น บังเกิดเป็นบุตรคนเดียว ของตระกูลที่สามารถรวบรวมรัฐซึ่งต่างแบ่งแยกกันในมนุษยโลกไว้. ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมตตระ เสด็จอุบัติขึ้นโนโลก ทรง ประกาศพระธรรมจักรอันบวร ยังเวไนยสัตว์ให้ลุถึงภูมิอันเกษม กล่าว คือมหานครนิพพาน. ลำดับนั้น กุลบุตรนั้นรู้เดียงสาโดยลำดับ วันหนึ่ง ไปวิหารกับพวกอุบาสก เห็นพระศาสดากำลังทรงแสดงธรรม มีจิต เลื่อมใส จึงนั่งลง ณ ท้ายบริษัท. ก็สมัยนั้นแล พระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศ กว่าภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา เขาเห็นดังนั้นมีจิตเลื่อมใส จึงตั้งจิตไว้เพื่อ ต้องการตำแหน่งนั้น แล้วบำเพ็ญมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. ผู้อัน ภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูปห้อมล้อม ด้วยสักการะใหญ่ตลอด ๗ วัน แล้วได้ กระทำความปรารถนาไว้. พระศาสดาทรงเห็นว่าความปรารถนานั้นสำเร็จโดยไม่มีอันตราย จึง ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล กุลบุตรผู้นี้จักเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุผู้บวช ด้วยศรัทธา ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดม. เขา
หน้า 59 ข้อ 388
ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้ภิกษุสงฆ์แล้วลุกจากอาสนะหลีกไป. เขา ทำบุญมากหลายในอัตภาพนั้นตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่อง เที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ผุสสะ เมื่อราชบุตร ๓ พระองค์ ผู้ เป็นพระภาดาต่างพระชนนีกันกับพระศาสดา ทรงอุปัฏฐากพระศาสดาอยู่ ได้กระทำกิจแห่งบุญกิริยาของราชบุตรเหล่านั้น. เขาสั่งสมกุศลนั้นๆ เป็นอันมากในภพนั้นๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยวอยู่ แต่เฉพาะสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของรัฐปาล เศรษฐี ในถุลลโกฏฐิกนิคม ในกุรุรัฐ, เพราะเกิดในตระกูลที่สามารถรวบ รวมรัฐที่แตกแยกออกของท่านรัฐปาลเศรษฐีนั้น จึงได้มีนามตามตระกูล วงศ์ว่า รัฐปาละ. รัฐปาละนั้นเจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก ถึงความเป็น หนุ่มโดยลำดับ บิดามารดาจึงหาภรรยาที่สมควรให้ และให้ดำรงอยู่ใน ยศใหญ่ เสวยเฉพาะสมบิติดุจสมบัติทิพย์. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปยังชนบทในแคว้นกุรุรัฐ เสด็จถึงถุลลโกฏฐิกนิคมโดยลำดับ. รัฐปาลกุลบุตรได้สดับดังนั้น จึงเข้าไป เฝ้าพระศาสดา ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้วได้ศรัทธาประสงค์ จะบวช ได้ทำการอดอาหาร ๗ วัน ให้บิดามารดาอนุญาตอย่างแสนยาก ลำบาก แล้วเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอบรรพชา ได้บวชในสำนักของ พระเถระรูปหนึ่ง โดยอาณัติ (คำสั่ง) ของพระศาสดา กระทำกรรมโดย โยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตแล้ว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๒๐.
หน้า 60 ข้อ 388
เราได้ถวายช้างตัวประเสริฐมีงางอนงามควรเป็นราช- พาหนะ ทั้งลูกช้างอันงาม มีเครื่องทัตถาลังการ กั้น ฉัตรขาว แต่พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ เราซื้อสถานที่ทั้งหมดนั้นแล้ว ได้ให้สร้างอารามถวายแก่สงฆ์ ได้ให้สร้างปราสาทไว้ ภายในวิหารนั้น ๕๔,๐๐๐ หลัง ได้ทำทานดุจห้วงน้ำใหญ่ มอบถวายแด่พระพุทธเจ้า. พระสยัมภูมหาวีรเจ้า ผู้เป็น อัครบุคคล ทรงอนุโมทนา ทรงยังชนทั้งหมดให้ร่าเริง ทรงแสดงอมตบท. พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก พระนาม ว่าปทุมุตตระ ทรงกระทำผลบุญที่เราทำแล้วนั้นให้แจ้งชัด แล้ว ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถา เหล่านี้ว่า ผู้นี้ได้ให้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ หลัง เราจัก แสดงวิบากของคนผู้นี้ ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว กูฏาคารหมื่นแปดพันหลังจักมีแก่ผู้นี้ และกูฏาคารเหล่า นั้นสำเร็จด้วยทองล้วน เกิดในวิมานอันอุดม ผู้นี้จักเป็น จอมเทวดาเสวยเทวรัชสมบัติ ๕๐ ครั้ง และจักเป็นพระ- เจ้าจักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง. ในกัปที่แสน พระศาสดาพระ- นามว่า โคดม โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้อันกุศลมูลกระตุ้น เตือนแล้ว จักจุติจากเทวโลก ไปบังเกิดในสกุลที่เจริญ มีโภคสมบัติมาก ภายหลังอันกุศลมูลกระตุ้นเตือน จัก บวช จักได้เป็นสาวกของพระศาสดา โดยมีชื่อว่ารัฐปาละ
หน้า 61 ข้อ 388
เขามีใจตั้งมั่นในความเพียร เป็นผู้สงบระงับ ไม่มีอุปธิ- กิเลส จักกำหนดรู้อาสวะทั้งปวง แล้วไม่มีอาสวะ นิพพาน ดังนี้. เราจึงลุกขึ้นแล้วสละโภคทรัพย์ออกบวช ความรักใน โภคสมบัติอันเปรียบด้วยก้อนเขฬะ ไม่มีแก่เรา เรามี ความเพียรอันนำไปซึ่งธุระ เป็นเครื่องนำเอาธรรมอันเป็น แดนเกษมจากโยคะมา เราทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำให้ แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราทำเสร็จแล้ว. ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทูลขออนุญาตพระศาสดา ไปยังถุลล- โกฏฐิกนิคม เพื่อเยี่ยมบิดามารดา ได้เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกใน นิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสบูดที่นิเวศน์ของบิดา ฉันขนมกุมมาสนั้น ประดุจฉันสิ่งที่เป็นอมฤต อันบิดานิมนต์ จึงรับนิมนต์เพื่อจะฉันในวัน รุ่งขึ้น ในวันที่ ๒ จึงฉันบิณฑบาตในนิเวศน์ของบิดา เมื่อหญิงในเรือน ตกแต่งประดับประดาแล้ว เข้าไปหากล่าวคำมีอาทิว่า พระลูกเจ้า นางฟ้า เหล่านั้นเป็นเช่นไร อันเป็นเหตุให้ท่านประพฤติพรหมจรรย์ ดังนี้แล้ว เริ่มกระทำการประเล้าประโลม จึงได้เปลี่ยนกลับความประสงค์ของเธอ เสีย เมื่อจะแสดงธรรมอันปฏิสังยุตด้วยความไม่เที่ยงเป็นต้น จึงได้กล่าว คาถาเหล่านี้ ความว่า เชิญดูอัตกาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็น แผล อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย
หน้า 62 ข้อ 388
คนพาลดำริหวังกันทาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่ง. เชิญดู รูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตร ด้วยแก้วมณีและกุณฑล หุ้มด้วยหนัง มีร่างกระดูกอยู่ภายใน งามพร้อมไปด้วย ผู้ต่าง ๆ. มีเท้าทั้งสองฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ ทาด้วยฝุ่น สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่ สามารถทำผู้แสวงหาฝั่งโน้นให้ลุ่มหลง ผมทั้งหลายอัน บุคคลตกแต่งเป็นลอนคล้ายกระดานหมากรุก นัยน์ตาทั้ง สองหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำผู้แสวงฝั่งโน้นให้ลุ่มหลง. กายอันเปื่อย เน่าอันบุคคลตกแต่งแล้ว เหมือนกล่องยกตาใหม่ วิจิตร ด้วยลวดลายต่างๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ ไม่สามารถทำผู้แสวงหาฝั่งโน้นให้ลุ่มหลง. นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อ นายพรานเนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อ แล้วหนีไป บ่วงของนายพรานขาดแล้ว เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพรานเนื้อเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันกินเหยื่อ แล้วหนีไป. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตกตํ แปลว่า กระทำให้วิจิตร ชื่อว่า กระทำให้วิจิตรงดงาม, อธิบายว่า กระทำให้วิจิตรงดงามด้วยผ้า อาภรณ์ และระเบียบดอกไม้เป็นต้น. บท พิมฺพํ ได้แก่ อัตภาพที่ประดับด้วยอวัยวะน้อยใหญ่มี อวัยวะยาวเป็นต้น ในที่ที่ควรเป็นอวัยวะยาวเป็นต้น
หน้า 63 ข้อ 388
บทว่า อรุกายํ ได้แก่ มีของไม่สะอาดไหลออกทางปากแผลทั้ง ๙ และขุมขน และกายอันเป็นแผลทั่วไป หรือกลุ่มแห่งแผลทั้งหลาย. บทว่า สมุสฺสิตํ ได้แก่ อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว. บทว่า อาตุรํ ได้แก่ ป่วยไข้เป็นนิตย์ เพราะเป็นกายที่ต้อง บริหารด้วยการผลัดเปลี่ยนอิริยาบถเป็นต้น ตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า พหุสงฺกปฺปํ ได้แก่ อันพาลชนยกขึ้นไม่เป็นของจริงแล้ว ดำริตริเอาโดยมาก. บทว่า ยฺสส นตูถิ ธุวิ ิติ ความว่า ความยั่งยืน คือสภาพ ตั้งมั่น ย่อมไม่มีแก่กายใด คือมีแต่การแตกทำลาย เรี่ยราย กระจัดกระจาย ไปเป็นธรรมดาโดยส่วยเดียวเท่านั้น. ด้วยบท ตํ ปสฺส พระเถระกล่าวหมายถึงชนผู้อยู่ในที่ใกล้ หรือกล่าวหมายเอาตนเอง. บทว่า รูปํ ได้แก่ ร่างกาย จริงอยู่แม้ร่างกายก็เรียกว่ารูป ใน ประโยคมีอาทิว่า อากาศอาศัยกระดูก อาศัยเอ็น อาศัยเนื้อ และอาศัย หนังหุ้มห่อแล้ว ย่อมหมายถึงการนับว่า รูป. บทว่า มณินา กุณฺฑเลน จ ความว่า กระทำให้วิจิตรงดงาม ด้วยแก้วมณีและกุณฑล ที่จัดเป็นเครื่องอาภรณ์สวมศีรษะเป็นต้น. บทว่า อฏึ ตเจน โอนทฺธํ มีวาจาประกอบความว่า ท่านจง ดูกระดูกอันเกินกว่า ๓๐๐ ประเภทซึ่งหนังสดหุ้มไว้. ด้วย จ ศัพท์ในบท ว่า กุณฑเลน จ สงเคราะห์เอาอาภรณ์และเครื่องประดับอย่างอื่นเข้า ด้วย. บทว่า สห วตฺเถหิ โสภติ ความว่า รูปนี้นั้นแม้เขาทำให้
หน้า 64 ข้อ 388
งดงามด้วยแก้วมณี ที่เขาปกปิดด้วยผ้าต่าง ๆ เท่านั้น จึงงดงาม ที่ไม่ ปกปิดย่อมไม่งดงาม, ก็อาจารย์เหล่าใด กล่าวว่า อฏิตเจน อาจารย์ เหล่านั้นอธิบายว่า ร่างกายที่มีหนังห่อย่อมงาม เพราะหุ้มด้วย หนังที่มีประโยชน์. บทว่า อลตฺตกกตา แปลว่า ทำการย้อมด้วยครั่งสด คือย้อมด้วย ครั่ง. บทว่า ปาทา แปลว่า เท้า. บทว่า มุขํ จุณฺณกมกฺขิตํ ความว่า มีหน้าพอกด้วยผง, คำนี้ ท่านกล่าวหมายเอาข้อที่ชนผู้ชอบการตกแต่ง ขจัดต่อมบทใบหน้าเป็นต้น ด้วยเมล็ดพันธุ์ผักกาดสุก แล้วเอาดินเค็มมาถูเอาเลือดเสียออกแล้วลูบไล้ ฝุ่นที่ใบหน้า. บทว่า อลํ ความว่า สามารถทำคนพาลคือปุถุชนผู้บอด ไม่ใช่ ผู้แสวงหาฝั่ง คือผู้ยังยินดีในวัฏฏะ ให้หลง คือให้ลุ่มหลง ได้แก่สามารถ ทำจิตของคนพาลนั้นให้ลุ่มหลง แต่ไม่อาจ คือไม่สามารถทำบุคคลผู้ แสวงหาฝั่ง คือผู้ยินดีในวิวัฏฏะ ให้หลง. บทว่า อฏฺปทกตา ความว่า การแต่งผมที่เขาทำ คือแต่งโดย อาการคล้ายกระดานสกา คือที่เขาแต่งโดยกำหนดเอาผมด้านหน้าปิด หน้าผาก ชื่อว่า อัฏฐปทะ ซึ่งท่านเรียกว่า อลกะ ก็มี. บท เนตฺตา อญฺชนมกฺขิตา ความว่า แม้นัยน์ตาทั้งสองข้าง ก็หยอดยาตา โดยประการที่เงายาหยอดปรากฏในภายในตาและขอบตาทั้ง สองข้าง. บทว่า อญฺชนีว นวา จิตฺตา ปูติกาโย อลงฺกโต ความว่า
หน้า 65 ข้อ 388
กล่องยาตา คือกล่องยาหยอดตาใหม่ ๆ วิจิตรด้วยมาลากรรม คือทำเป็น ลวดลายดอกไม้และสลักเป็นฟันมังกรเป็นต้น ภายนอกเกลี้ยงเกลาขึ้นเงา น่าดู แต่ภายในไม่น่าดู ฉันใด. กายของหญิงเหล่านั้นก็ฉันนั้นเหมือน กัน ตกแต่งด้วยการอาบน้ำ หยอดยาตา ผ้าและเครื่องอลังการทั้ง หลาย ภายนอกสดใส แต่ภายในเสีย เต็มด้วยของไม่สะอาดนานประการ ตั้งอยู่. บทว่า โอทหิ แปลว่า ดักบ่วง. บทว่า มิคโว แปลว่า นายพรานเนื้อ. บทว่า ปาสํ ได้แก่ บ่วงมีคัน (ด้าม) บทว่า นาสทา แปลว่า ไม่ติด. บท วาคุรํ แปลว่า บ่วง. บทว่า นิวาปํ ได้แก่ อาหารมีหญ้าเป็นต้น ที่เขาใส่ไว้เพื่อให้ พวกเนื้อกิน. พระเถระยกอุปมานี้เพื่อให้เข้าใจแจ่มแจ้ง. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้ :- เมื่อพรานเนื้อดักบ่วงมีด้ามเพื่อต้อง- การฆ่าพวกเนื้อ เอาเหยื่อโปรยที่บ่สงนั้นแล้วแอบซุ่มอยู่ เนื้อตัวหนึ่งใน ป่านั้นฉลาดสมบูรณ์ด้วยเชาวน์และความพยายาม ไม่กระทบบ่วงเลย เคี้ยว กินเหยื่อตามสบาย เมื่อนายพรานเนื้อรู้ว่า เนื้อมันลวง จึงร้อนขึ้น ก็ไป เสียฉันใด เนื้อตัวอื่นมีกำลัง ฉลาด สมบูรณ์ เชาวน์ ไปในที่นั้น เคี้ยวกินเหยื่อ ทำบ่วงในที่นั้น ๆ ให้ขาด เมื่อนายพรานเนื้อรู้ว่า เนื้อ มันฉลาด ทำบ่วงขาด เศร้าโศกอยู่ ก็ไปเสียฉันใด แม้เราทั้งหลายก็ฉัน นั้น เมื่อก่อนในคราวเป็นปุถุนชน บริโภคโภคะที่บิดามารดามอบให้ เพื่อ ให้ติดข้องอยู่ ไม่ติดข้องในโภคะนั้น ๆ ออกไปเสีย ก็บัดนี้ เราทั้งหลาย ตัดกิเลสได้สิ้นเชิงแล้ว เป็นผู้ไม่บ่วง บริโภคโภชนะที่บิดามารดา
หน้า 66 ข้อ 388
เหล่านั้นให้ เมื่อท่านทั้งสองเศร้าโศกอยู่นั่นแล ก็ไปเสีย. พระเถระแสดงบิดามารดากระทำให้เป็นเสมือนพรานเนื้อ กระทำ เงินทอง และเรือนหญิงให้เป็นดุจบ่วง กระทำโภคะที่ตนใช้สอยในกาล ก่อน และโภชนะที่ตนบริโภคในกาลนี้ ให้เป็นดุจเหยื่อคือหญ้า และ กระทำให้เป็นดุจเนื้อใหญ่. ท่านกล่าวคาถานี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาสไป นั่ง อยู่ที่แผ่นศิลาอันเป็นมงคลของพระเจ้าโกรพยะ ในมิคาชินอุทยาน. ได้ยินว่าโยมบิดาของพระเถระให้ใส่ดาลที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ แห่ง แล้ว สั่งคนปล้ำไว้ว่า อย่าให้ออกไป จงดึงผ้ากาสายะออกให้นุ่งผ้าขาว เพราะ- ฉะนั้น พระเถราจึงไปทางอากาศ. ลำดับนั้น พรเจ้าโกพยะ ทรง สดับว่า พระเถระนั่งอยู่ที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหา ทรงทำสัมโมทนียคาถาอัน เป็นเครื่องระลึกถึงกันให้ผ่านไปแล้ว จึงตรัสถามว่า ท่านรัฐปาละผู้เจริญ บุคคลผู้จะบวชในโลกนี้ เป็นผู้ประสบความเสื่อมเพราะเป็นโรค หรือ ความเสื่อมเพราะชรา โภคะ และญาติ จึงออกบวช ส่วนตัวท่าน ไม่ประสบความเสื่อมอะไร ๆ เลย เพราะเหตุไร จึงออกบวช. ลำดับนั้น พรเถระจึงกล่าวถึงตนผู้มีภาวะอันวิเวกต่อธัมมุทเทส ๔ ประการนี้แด่พระราชาว่า โลกอันชรานำเข้าไป ไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีผู้ ต้านทาน ไม่เป็นใหญ่เฉพาะตน, โลกไม่เป็นของตน จำต้องละสิ่งทั้ง ปวงไป, โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ ไม่รู้จักอิ่มเป็นทาสตัณหาดังนี้ เมื่อจะ กล่าวการร้อยกรองตามลำดับแห่งเทศนานั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้ว ไม่ให้ทาน เพราความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่ง สมไว้ และปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป พระราชากดขี่
หน้า 67 ข้อ 388
ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดินอันมีสาครเป็น ที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยังปรารถนา จักครอบครองฝั่งสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป พระราชก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ยังไม่เต็มความประสงค์ก็พากันละ ทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลายย่อมไม่มีในโลก เลย หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และรำพันว่า ทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ ตาย ครั้นพวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่อนำไปเผาเสียที่ เชิงตะกอน ผู้ที่ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วย ไฟ ละโภคะทั้งหลาย มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัว ไปเมื่อ บุคคลจะตามย่อมไม่มีญาติหรือมิตรสหายช่วยต้านทานได้ พวกที่รับมรดกก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์ สมบัติอะไร ๆ คือ พวกบุตร ภรรยา ทรัพย์ แว่นแคว้น สิ่งใด ๆ จะติดตามไปได้เลย บุคคลจะได้อายุยืนเพราะ ทรัพย์ก็หาไม่ จะละความแก่ไปแม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่. นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั่นแล ว่าเป็นของน้อย ไม่ยั่งยืน มีความเปรปรวนเป็นธรรมดา ทั้งคนมั่งมีและ คนยากจนย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน ทั้งคนพาลและ คนฉลาดก็ถูกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่คนพาลถูก อารมณ์ที่ไม่ชอบใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์เพราะ
หน้า 68 ข้อ 388
ความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์อันผัสสะถูกต้อง ย่อม ไม่หวั่นไหว เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐ กว่าทรัพย์ เพราะปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่ คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ พากันทำกรรมชั่วต่าง ๆ อยู่ ในภพน้อยภพใหญ่ เพราะความหลง. ผู้ใดทำกรรมชั่ว แล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อมาเชื่อต่อการทำของบุคคลผู้ทำ กรรมชั่วนั้น ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ร่ำไปเหมือน กัน. โจรผู้มีธรรมอันชั่งช้า ถูกเขาจับได้พร้อมของกลาง ย่อมเดือดร้อนเพราะกรรมของตนอันใด หมู่สัตว์ผู้มีธรรม อันชั่วช้า ละไปแล้ว ย่อมเดือนร้อนในปรโลกเพราะ กรรมของตนฉันนั้น. กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อยน่ารื่นรมย์ใจ ย่อม ย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ. ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพ ได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช สัตว์ ทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างหายแตก เหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น. ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพเห็นความไม่เที่ยงไม้ ข้อนี้ จึงออกบวช. ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั่นและประ- เสริฐ อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติ ชอบในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพ ไม่มีโทษ อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพ เห็นกามทั้งหลายโดยเป็นของอันไฟติดทั่งแล้ว เห็นทอง
หน้า 69 ข้อ 388
ทั้งหลายโดยเป็นศาสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงใน ครรภ์ เห็นภัยใหญ่ในนรก จึงออกบวช อาตมภาพเห็น โทษอย่างนี้แล้ว ได้ความสังเวชในกาลนั้น ในกาลนั้น อาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศรคือราคะเป็นต้นเสียบแทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว พระศาสดาอันอาตม- ภาพคุ้นเคยแล้ว คำสั่งสอนอขงพระพุทธเจ้า อาตมภาพ ทำเสร็จแล้ว อาตมภาพได้ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอน ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว บรรลุถึงประโยชน์ที่ กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึง ความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสฺสามิ โลเก ความว่า ดูก่อน มหาบพิตร อาตมภาพเห็นหมู่มนุษย์ผู้มีทรัพย์คือสมบูรณ์ด้วยทรัพย์ ผู้มั่งคั่ง ในโลกนี้ ก็หมู่มนุษย์เหล่านั้นได้ทรัพย์เครื่องปลื้มใจ คือได้ทรัพย์แล้ว ดำรงอยู่ในโภคสมบัติ ย่อมไม่ให้อะไร ๆ แก่ใคร ๆ ในบรรดาสมณ- พราหมณ์เป็นต้น. เพราเหตุไร ? เพราเขลา คือเพราะไม่มีกัมมัสกตา- ปัญญา, เป็นผู้โลภ คือถูกโลภะครอบงำ ย่อมปรารถนาคือหวังเฉพาะ กาม คือกามคุณที่ยิ่งขึ้น คือสูงกว่ากามที่ได้รับว่า ก็เราพึงได้โภคะ เช่นนี้เหมือนอย่างนั้น ดังนี้ และกระทำความพยายามอันเกิดจากความ หวังนั้น. พระเถระเมื่อจะแสดงอุทาหรณ์แห่งการปรารถนากามที่ยิ่ง ๆ ขึ้น จึง
หน้า 70 ข้อ 388
กล่าวคำว่า มหาราช ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปสยฺหปฺปวี วิเชตฺวา ความว่า ชนะ วิเศษเฉพาะแผ่นดินที่อยู่ในอำนาจของตน โดยพลการ. บทว่า อาวสนฺโต แปลว่า ปกครองอยู่. บทว่า โอรํ สมุทฺทสฺส ความว่า แม้ได้ส่วนในแห่งสมุทรจน หมดสิ้น ก็ยังไม่อิ่มด้วยการได้นั้น ก็ปรารถนาฝั่งคือทวีปอื่นๆ แห่งสมุทร ต่อไปอีก. บทว่า อวีตตณฺหา ได้แก่ ผู้ไม่ปราศจากตัณหา. บทว่า อูนาว ได้แก่ ผู้มีมโนรถยังไม่บริบูรณ์เลย. บทว่า กาเมหิ โลกมฺหิ น หตฺถิ ติตฺติ ความว่า ชื่อว่าความ อิ่มด้วยวัตถุกามทั้งหลายในโลกนี้ ย่อมไม่มีแก่คนผู้ยังไม่ปราศจากตัณหา. บทว่า กนฺทนฺติ นํ ความว่า ย่อมกระทำความคร่ำครวญระบุถึง คุณของเขา เจาะจงคนที่ตายไปแล้ว. บทว่า อโห วตา โน อมราติ จาหุ ความว่า ย่อมคร่ำครวญ ว่า ทำอย่างไรหนอ ญาติทั้งหลายของพวกเราจะพึงไม่ตาย, ก็ในที่นี้ เพื่อ สะดวกในการผูกคาถา ท่านจึงทีฆะ (วต) เป็น วตา. บทว่า โส ฑยฺหติ สูเลหิ ตุชฺชมาโน ความว่า สัตว์ผู้ตาย แล้วนั้น สัปเหร่อเอาหลาวแทงเพื่อเผ่าง่าย. บทว่า ตาณา แปลว่า ผู้ กระทำการต้านทาน. บทว่า เยนกมฺมํ แปลว่า ตามยถากรรม. บทว่า ธนํ ได้แก่ วัตถุสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่บุคคลพึงออกเสียงร้อง (ว่า นี้ของเรา). ท่านกล่าว ธนํ ซ้ำอีก โดยหมายถึงเงินและทอง.
หน้า 71 ข้อ 388
ท่านกล่าวถึงความไม่มีการตอบแทนแห่งกามคุณและชรา ด้วยบท มีอาทิว่า น ทีฆายุ อายุไม่ยืน เพื่อจะแสดงซ้ำถึงความทีกามคุณนั้น เป็นฝ่ายเดียวกัน จึงกล่าวคำว่า อปฺปํ หิ = น้อยนัก ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ผุสนฺติ ความว่า ย่อมถูกต้อง คือได้รับผัสสะอันไม่น่า ปรารถนา, ในการถูกต้องผัสสะนั้น ท่านแสดงว่า ความเป็นคนมั่งคั่ง และขัดสน ไม่ใช่เหตุ. บทว่า ผสฺสํ พาโล จ ธีโร จ ตเถว ผุฏฺโ ความว่า คนพาล ถูกต้องผัสสะทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ฉันใด นักปราชญ์ก็ ย่อมถูกต้องผัสสะทั้งที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา ฉันนั้นเหมือนกัน. ในข้อนี้ ทั้งคนพาลและบัณฑิต ไม่มีความผิดแผกอะไรกัน, ส่วนข้อ ที่แปลกกันมีดังนี้ ก็คนพาลเป็นผู้ถูกเบียดเบียนอยู่เพราะความเป็นคนพาล อธิบายว่า พาลบุคคลอันทุกขธรรมอะไร ๆ ถูกต้องแล้ว เศร้าโศก ลำบาก คร่ำครวญทุบอก เป็นผู้ถูกเบียดเบียนอยู่เพราะความเป็นคนพาล คือคน พาลอันผัสสะถูกต้องแล้ว หมุนมาหมุนไปทางโน้นทางนี้ ร้อนใจ หวั่น ไหวอยู่ ส่วนนักปราชญ์คือบัณฑิตอันทุกขสัมผัสถูกต้องแล้ว ย่อมไม่หวั่น ไหว คือแม้มาตรว่า ความหวั่นไหวก็ไม่มีแก่นักปราชญ์นั้น. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่คนพาลและบัณฑิตมีความ เป็นไปในโลกธรรมเป็นเช่นนี้ เพราเหตุนั้นแล ปัญญาอันเป็นคุณเครื่อง ให้บรรลุถึงที่สุดในโลกนี้ จึงประเสริฐกว่าทรัพย์ อธิบายว่า ปัญญาอัน เป็นคุณเครื่องให้บรรลุถึงที่สุด คือพระนิพานอันเป็นที่สุดแห่งภพ จึง เป็นคุณชาติน่าสรรเสริญกว่าทรัพย์. บทว่า อโพฺยสิตตฺตา หิ ได้แก่ เพราะไม่ได้บรรลุถึงความสำเร็จ.
หน้า 72 ข้อ 388
บทว่า ภวาภเวสุ ได้แก่ ในภพน้อยภพใหญ่ทั้งหลาย. บทว่า อุเปติ คพฺภญฺจ ปรญฺจ โลก สสารมาปชฺช ปรมฺ- ปราย ความว่า บุคคลใดกระทำบาปทั้งหลาย ถึงการท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ ย่อมเข้าถึงครรภ์และโลกหน้า คือย่อมไม่พ้นไปจากการนอนอยู่ใน ครรภ์และการเกิดขึ้นในโลกหน้า คนแม้อื่นผู้ไม่มีปัญญาคืนคนพาล เชื่อ การกระทำของบุคคลผู้มีปกติทำกรรมชั่วนั้น คือปฏิบัติอยู่ว่า เรามีตน ย่อมไม่พ้นจากครรภ์และโลกหน้า โดยประการที่ตนปฏิบัติแล้วเข้าถึงอยู่ นั้น. บทว่า โจโร ยถา ความว่า โจรผู้มีบาปธรรมตัดที่ต่อเรือน ถูก คนเฝ้าจับได้ที่ปากช่องต่อ ย่อมเดือดร้อนด้วยกรรมของตน คือด้วยกรรม คือการตัดที่ต่อของตนนั้น อันเป็นตัวเหตุ โดยการเฆี่ยนเป็นต้นด้วยแส้ เป็นต้น คือถูกพวกราชบุรุษเบียดเบียนและจองจำ ฉันใด. บทว่า เอวํ ปชา ความว่า สัตว์โลกนี้ก็ฉันนั้น กระทำบาป ทั้งหลายในโลกนี้ ละไปแล้วย่อมเดือดร้อนในโลกหน้า คือในนรก เป็นต้นเพราะกรรมนั้น คือย่อมถูกเบียดเบียนด้วยกรรมกรณ์เครื่องจองจำ ๕ อย่างเป็นต้น. พระเถระประกาศธัมมุทเทส ๔ ประการตามสมควร ด้วยคาถา ๑๑ คาถานี้ด้วยประการอย่างนี้ บัดนี้ เมื่อจะประกาศความที่ตนเห็นโทษใน กามและสงสาร จึงบวชด้วยศรัทธา และการบรรลุถึงที่สุดแห่งกิจของ บรรพชิต จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่า กามา หิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กามา ความว่า ธรรมทั้งหลายมีรูป เป็นต้นอันเป็นที่รักของใจ ชื่อว่า วัตถุกาม ชนิดของราคะแม้ทั้งหมด
หน้า 73 ข้อ 388
ชื่อว่ากิเลสกาม. แต่ในที่นี้ต้องเข้าใจว่า วัตถุกาม. เพราะว่าวัตถุกาม เหล่านั้นชื่อว่า วิจิตร เพราะมีเป็นอเนกประการด้วยอำนาจรูปเป็นต้น. ชื่อว่า อร่อย เพราะมีอาการน่าปรารถนาด้วยอำนาจความยินดีแห่ง ชาวโลก. ชื่อว่า น่ารื่นรมย์ใจ เพราะทำใจของพวกพาลปุถุชนให้ยินดี. บทว่า วิรูปรูเปน ได้แก่ ด้วยรูปต่างๆ อธิบายว่า โดยสภาวะ หลายอย่าง. จริงอยู่ กามทั้งหลายวิจิตรด้วยรูปเป็นต้น คือมีรูปแปลก ๆ โดย เป็นรูปสีเขียวเป็นต้น. กามทั้งหลายแสดงความชอบใจโดยประการนั้นๆ ด้วยรูปแปลก ๆ นั้นอย่างนี้แล้ว ย่อมย่ำยีจิต คือไม่ให้ยินดีในการบรรพชา เพราะเหตุนั้น เราเห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย โดยมีความยินดีน้อยมีทุกข์ มากเป็นต้น เพราะฉะนั้น คือเพราะการเห็นโทษในกามคุณนั้น เราจึง บวช. ผลไม้ทั้งหลาย ในเวลาสุกและเวลายังไม่สุก ย่อมตกไปในที่ใดที่ หนึ่ง โดยความพยายามของคนอื่น หรือโดยหน้าที่ของตน ฉันใด สัตว์ ทั้งหลายก็ฉันนั้น จะเป็นคนหนุ่มและคนแก่ ย่อมตกไปเหมือนกัน. เพราะร่างกายแตก บทว่า เอตมฺปิ ทิสฺวา อธิบายว่า เราเห็นแม้ความไม่เที่ยงอย่างนี้ ด้วยปัญญาจักษุ ไม่ใช่เห็นเฉพาะโทษ เพราะมีความยินดีน้อยเป็นต้น อย่างเดียว. บทว่า อปณฺณกํ ความว่า สามัญญะ คือความเป็นสมณะที่ไม่ผิด นั่นแหละประเสริฐ คือยิ่งกว่า. บทว่า สทฺธาย ได้แก่ เชื่อกรรม ผลของกรรม ความที่
หน้า 74 ข้อ 388
พระพุทธเจ้าตรัสรู้ดีแล้ว ความที่พระธรรมเป็นธรรมดี และความ ปฏิบัติดีของพระสงฆ์. บทว่า อุเปโต ชินสาสเน ได้แก่ เข้าถึงการปฏิบัติชอบใน ศาสนาของพระศาสดา. การบรรพชาของเราไม่ไร้ผล เพราะเราได้บรรลุพระอรหัต. เพราะ เหตุนั้นแล เราจึงชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีหนี้ บริโภคโภชนะ เพราะบริโภคด้วย สามีบริโภค บริโภคโดยความเป็นเจ้าของด้วยอำนาจความหมดกิเลส. บทว่า กาเม อาทิตฺตโต ทิสฺวา ความว่า เห็นวัตถุกามและ กิเลสกามทั้งหลาย โดยภาวะที่ถูกไฟ ๑๑ กองติดโชนแล้ว. บทว่า ชาตรูปานิ สตฺถโต ได้แก่ สุวรรณพิกัตทุกชนิด อันต่าง โดยทำเป็นรูปพรรณและไม่ได้ทำเป็นรูปพรรณ โดยเป็นศาสตรา เพราะ เป็นของนำความพินาศมา. บทว่า คพฺภโวกฺกนฺติโต ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์อันเกิดจากความเป็น ไปในสงสารทั้งปวง จำเดิมแต่ก้าวลงสู่ครรภ์. บทว่า นิรเยสุ มหพฺภยํ มีวาจาประกอบความว่า และเห็นภัย ใหญ่ที่จะได้รับในมหานรกทั้ง ๘ ขุม พร้อมด้วยอุสสทนรก นรกที่เป็น บริวาร ในที่ทุกแห่ง. บทว่า เอตมาทีนวํ ตฺวา ได้แก่ รู้อาทีนพโทษแห่งกามทั้งหลาย นี้ มีความที่ไฟติดทั่วแล้วเป็นต้น ในสงสาร. บทว่า สํเวคํ อลภึ คทา ความว่า ในเวลาที่ได้ฟังธรรมใน สำนักของพระศาสดานั้น เราได้ความสังเวชในภพเป็นต้น. บทว่า วิทฺโธ ตทา สนฺโต ความว่า ในเวลาที่เราเป็นคฤหัสถ์
หน้า 75 ข้อ 388
นั้น เราเป็นผู้ถูกเสียบแทงด้วยลูกศรคือราคะเป็นต้น บัดนี้ ได้ถึงความ สิ้นอาสวะ เพราะอาศัยคำสอนของพระศาสดา, อีกอย่างหนึ่ง เรารู้แจ้ง แล้ว อธิบายว่า รู้แจ้งเฉพาะแล้วซึ่งสัจจะทั้ง ๔. คำที่เหลือเข้าใจได้ง่าย ทั้งนั้น เพราะได้กล่าวไว้ในระหว่าง ๆ เป็นต้น. พระเถระครั้นแสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรพยะอย่างนี้แล้ว ไปเฝ้า พระศาสดาทีเดียว และในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลาง อริยสงฆ์ ทรงสถาปนาพระเถระไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้บวช ด้วยศรัทธา ฉะนี้แล. จบอรรถกถารัฐปาลเถรคาถาที่ ๔
หน้า 76 ข้อ 389
๕. มาลุงกยปุตตเถรคาถา ว่าด้วยผู้ห่างไกลพระนิพพาน [๓๘๙] เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่าเป็น นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมี จิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรูปนั้นด้วย เวทนา มิใช่น้อยซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด- ร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้นผู้มัวคำนึงถึงรูปอยู่ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกล พระนิพพาน. เมื่อบุคคลได้ฟังเสียงแล้ว มัวใส่ใจถึงเสียงนั้น ว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้น ย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นเสียงนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีเสียงเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้น แก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้น ให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึง ถึงเสียงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน. เมื่อบุคคลได้ดมกลิ่นแล้ว มัวใส่ใจถึงกลิ่นนั้นว่าเป็น นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมี จิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นกลิ่นนั้นด้วย เวทนา
หน้า 77 ข้อ 389
มิใช่น้อยซึ่งมีกลิ่นเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้ เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึง กลิ่นอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ ห่างไกลพระนิพพาน. เมื่อบุคคลใดลิ้มรสแล้ว มัวใส่ใจถึงรสนั้นว่าเป็นนิมิต ที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิต กำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรสนั้นด้วย เวทนามิใช่ น้อยซึ่งมีรสเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด ร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรสอยู่ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกล พระนิพพาน. เมื่อบุคคลถูกต้องผัสสะแล้ว มัวใส่ใจถึงผัสสะนั้นว่า เป็นนิมิตที่น่ารัก เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัด เพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นผัสสะนั้นด้วย เวทนามิใช่น้อย ซึ่งมีผัสสะเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด ร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงผัสสะ อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่าง ไกลพระนิพพาน.
หน้า 78 ข้อ 389
เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว มัวใส่ใจถึงธรรมารมณ์ (นั้น) ว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นธรรมารมณ์ นั้นอยู่ เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นแดนเกิด ย่อม เจริญขึ้นมากแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียน จิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงธรรมารมณ์อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน. ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อม ไม่เป็นไปแก่พระโยคี ผู้เห็นรูปโดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวย เวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นมีสติ ประพฤติอยู่ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่ คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า มีใน ที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดได้ฟังเสียงแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้น ไม่กำหนัดยินดีในเสียง เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวย อารมณ์ ทั้งไม่ยึดมั่นเสียงนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ได้ฟังเสียง โดย
หน้า 79 ข้อ 389
ความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคี ผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไป แก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดได้ดมกลิ่นแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในกลิ่น เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ย่อมไม่เป็นไปแก่พรโยคีผู้ดมกลิ่นโดยความเป็น ของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคี ผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้น เป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดได้ลิ้มรสแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในรส เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรสนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อม ไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ลิ้มรส ความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อม สิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติ อยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึง อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้ พระนิพพาน.
หน้า 80 ข้อ 389
ผู้ใดถูกต้องผัสสะแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในผัสสะ เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวย อารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นผัสสะนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ถูกต้องผัสสะ โดย ความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคี ผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ไม่ก่อรากขึ้นได้ฉันใด ผู้นั้น เป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ผู้นั้นว่า มีในที่รักใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์ เป็นผู้มีจิตคลาย กำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นธรรมารมณ์นั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ รู้แจ้งธรรมารมณ์ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือ แม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ ย่อมสิ้นไป ไม่ก่อรากขึ้นได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ก็ ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน. จบมาลุงกยปุตตเถรคาถา
หน้า 81 ข้อ 389
อรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕ คาถาของท่านพระมาลุงกยปุตตปเถระ มีคำเริ่มต้นว่า รูปํ ทิสฺวา สติ มุฏฺา ดังนี้. เรื่องของท่านผู้มีอายุนี้ได้กล่าวไว้แล้วในฉักกนิบาต ในหนหลังแล, ก็คาถาเหล่านั้น พระเถระผู้ดำรงอยู่ในพระอรหัต ได้กล่าว แก่พวกญาติด้วยอำนาจเทศนา. ส่วนในที่นี้ ในคราวที่เป็นปุถุชน เมื่อพระศาสดาผู้อันพระเถระ อ้อนวอนว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ดังข้าพระองค์ขอวโรกาส ขอ พระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อ จึงทรง แสดงธรรมโดยย่อว่า ดูก่อนมาลุงกยบุตร เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน รูปเหล่านั้นใด ที่พึงรู้แจ้งทางจักษุไม่ได้แล้ว ทั้งไม่เคยเห็นแล้ว เธอไม่ได้เห็นรูปเหล่านั้น และเราไม่พึงเห็นรูปเหล่านั้นว่ามีอยู่ เธอจะมี ความพอใจ ความใคร่ และความรักในรูปนั้นหรือ. ข้อนั้นไม่เป็นอย่าง นั้น พระเจ้าข้า. เสียงเหล่านั้นใดที่จะพึงรู้แจ้งทางหู ฯ ล ฯ กลิ่น รส โผฏฐัพพะที่จะพึงรู้แจ้งทางจมูก ทางลิ้น และทางกาย ฯลฯ ธรรม- ทั้งหลายนั้นใดที่จะพึงรู้แจ้งทางใจ เธอยังไม่รู้แจ้งแล้ว ทั้งไม่เคยรู้แจ้ง แล้ว เธอไม่รู้แจ้งธรรมเหล่านั้น เราก็ไม่พึงรู้แจ้งธรรมเหล่านั้น ว่ามีอยู่ เธอย่อมมีความพอใจ ความใคร่ หรือความรักในธรรมนั้นหรือ. ข้อนั้น ไม่เป็นอย่างนั้น พระเจ้าข้า. ดูก่อนมาลุงกยบุตร ก็บรรดาธรรมทั้งหลาย ที่เธอได้เห็น ได้ฟัง ได้ทราบและได้รู้แจ้ง ในที่นี้ จักเป็นเพียงแต่เห็น ในรูปที่ได้เห็น จักเป็นแต่เพียงได้ฟังในเสียงที่ได้ฟัง จักเป็นแต่เพียงได้ ทราบในอารมณ์ที่ได้ทราบ จักเป็นแต่เพียงได้รู้แจ้งในธรรมที่ได้รู้แจ้ง. ดูก่อนมาลุงกยบุตร เพราะเหตุที่ในบรรดาธรรมที่เธอเห็นแล้ว ได้ฟังแล้ว
หน้า 82 ข้อ 389
ได้ทราบแล้ว และพึงรู้แจ้ง จักเป็นแต่เพียงได้เห็นในรูปที่ได้เห็นแล้ว จักเป็นแต่เพียงได้ฟังในเสียงที่ได้ฟังแล้ว จักเป็นแต่เพียงได้ทราบใน อารมณ์ที่ได้ทราบแล้ว จักเป็นแต่ได้รู้แจ้งในธรรมที่ได้รู้แจ้งแล้ว. ดูก่อน มาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้น เธอก็จะไม่มีด้วยสิ่งนั้น. ดูก่อนมาลุงกยบุตร เพราะเหตุที่เธอไม่มีด้วยสิ่งนั้น. ดูก่อนมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้น เธอ ก็จะไม่มีในสิ่งนั้น. ดูก่อนมาลุงกยบุตร เพราะเหตุที่เธอไม่มีในสิ่งนั้น. ดูก่อนมาลุงกยบุตร เพราะเหตุนั้น เธอก็จะไม่มีในโลกนี้ ไม่มีในโลกหน้า ไม่มีในระหว่างโลกทั้งสอง, นี่แหละ เป็นที่สุดแห่งทุกข์ ดังนี้ เมื่อจะ ประกาศความที่ธรรมนั้นเป็นธรรมอันตนเรียนดีแล้ว จึงได้กล่าวคาถา เหล่านั้นว่า เมื่อบุคคลได้เห็นรูปแล้ว มัวใส่ใจถึงรูปนั้นว่าเป็น นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อม มีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรูปนั้นด้วย. เวทนา มิใช่น้อยซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด- ร้อน. ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรูปอยู่ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ ห่างไกลพระนิพพาน. เมื่อบุคคลได้ฟังเสียงแล้ว มัวใส่รอเสียงนั้นว่าเป็น นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมี จิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นเสียงนั้นด้วย เวทนา
หน้า 83 ข้อ 389
มิใช่น้อย ซึ่งมีเสียงเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมาขึ้นแก่ ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้ เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึง เสียงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน. เมื่อบุคคลได้ดมกลิ่นแล้ว มัวใส่ใจถึงกลิ่นนั้นว่าเป็น นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อม มีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นกลิ่นนั้นด้วย เวทนา มิใช่น้อยซึ่งมีกลิ่นเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้น ให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึง ถึงกลิ่นอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน. เมื่อบุคคลใดลิ้มรสแล้ว มัวใส่ใจถึงรสนั้นว่าเป็น นิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมี จิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นรสนั้นด้วย เวทนา มิใช่น้อยซึ่งมีรสเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด ร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงรสอยู่ อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกบุคคลนั้นว่า เป็น ผู้ห่างไกลพระนิพพาน.
หน้า 84 ข้อ 389
เมื่อบุคคลถูกต้องผัสสะ มัวใส่ใจถึงผัสสะนั้นว่า เป็น นิมิตที่น่ารัก เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้นย่อมมีจิตกำหนัด เพลิดเพลินอยู่ทั้งยึดมั่นผัสสะนั้นด้วย เวทนานิใช่น้อย ซึ่งมีผัสสะเป็นแดนเกิด ย่อมเจริญมากขึ้นแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสา ย่อมเบียดเบียนจิตของผู้นั้นให้เดือด ร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงผัสสะ อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ ห่างไกลพระนิพพาน. เมื่อบุคคลรู้ธรรมารมณ์แล้ว มัวใส่ใจถึงธรรมารมณ์ นั้นว่าเป็นนิมิตที่น่ารัก สติก็หลงลืม เมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้นั้น ย่อมมีจิตกำหนัดเพลิดเพลินอยู่ ทั้งยึดมั่นธรรมารมณ์นั้น อยู่ เวทนามิใช่น้อยซึ่งมีธรรมารมณ์เป็นแดนเกิด ย่อม เจริญขึ้นมากแก่ผู้นั้น อภิชฌาและวิหิงสาย่อมเบียดเบียน จิตของผู้นั้นให้เดือดร้อน ความทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้มัวคำนึงถึงธรรมารมณ์อยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียกผู้นั้นว่า เป็นผู้ห่างไกลพระนิพพาน. ส่วนผู้ใดเห็นรูปแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในรูป เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรูปนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อม ไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้เห็นรูป โดยความเป็นของไม่เที่ยง เป็นต้น หรือแม้กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่
หน้า 85 ข้อ 389
ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นมีสติประพฤติอยู่ ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่าง นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้ พระนิพพาน. ผู้ใดได้ฟังเสียงแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในเสียง เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นเสียงนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ได้ฟังเสียง โดยความเป็น ของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวย เวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้ มีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้น ว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดได้ดมกลิ่นแล้วเป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้นไม่ กำหนัดยินดีในกลิ่น เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวยอารมณ์ อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นกลิ่นนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคี ผู้ดมกลิ่นโดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น หรือแม้กิเลสชาติทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวย เวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้ มีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอยู่อย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้ นั้นว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน.
หน้า 86 ข้อ 389
ผู้ใดได้ลิ้มรสแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้น ไม่กำหนัดยินดีในรส เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวย อารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นรสนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ลิ้มรส โดยความเป็นของไม่ เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยอารมณ์อยู่ ย่อมสิ้นไป ก่อรากขึ้นไม่ได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติ ประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ผู้นั้น ผู้ไม่ คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคตรัสเรียกผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดถูกต้องผัสสะแล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้น ไม่กำหนัดยินดีในผัสสะ เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดเสวย อารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นผัสสะนั้น กิเลสชาติมีอภิชฌา เป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้ถูกต้องผัสสะโดย ความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น กิเลสทั้งปวงของพระโยคี ผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ไม่ก่อรากขึ้นได้ฉันใด ผู้นั้น เป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ก็ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแก่ ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เรียกผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระนิพพาน. ผู้ใดรู้แจ้งธรรมารมณ์แล้ว เป็นผู้มีสติเฉพาะหน้า ผู้นั้น ไม่กำหนัดยินดีในธรรมารมณ์ เป็นผู้มีจิตคลายกำหนัด เสวยอารมณ์อยู่ ทั้งไม่ยึดมั่นธรรมารมณ์นั้น กิเลสชาติ มีอภิชฌาเป็นต้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีผู้รู้แจ้ง
หน้า 87 ข้อ 389
ธรรมารมณ์โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น หรือแม้ กิเลสทั้งปวงของพระโยคีผู้เสวยเวทนาอยู่ย่อมสิ้นไป ไม่ ก่อรากขึ้นได้ฉันใด ผู้นั้นเป็นผู้มีสติประพฤติอยู่ฉันนั้น ทุกข์ย่อมไม่เป็นไปแต่ผู้นั้น ผู้ไม่คำนึงถึงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสเรียกผู้นั้นว่า มีในที่ใกล้พระ- นิพพาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปํ ทิสฺวา ได้แก่ เข้าไปได้เห็นรูป ที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ ทางจักษุทวาร. บทว่า สติ มุฏฺา ปิยํ นิมิตฺตํ มนสิ กโรโต ความว่า เมื่อบุคคล ไม่ตั้งอยู่ในรูปนั้นเพียงสักว่าเห็นเท่านั้น ใส่ใจถึงสุภนิมิต คือกระทำไว้ ในใจโดยไม่แยบคาย ด้วยอาการถืออาว่างาม สติย่อมหลงลืม. ก็เมื่อเป็น เช่นนั้น ผู้นั้นเป็นผู้มีจิตกำหนัดเสวยอารมณ์อยู่ คือเป็นผู้กำหนัดติดข้อง รูปารมณ์นั้น เสวยอารมณ์เพลิดเพลิน ยินดียิ่งอยู่, ก็บุคคลผู้เป็นอย่างนั้น ย่อมยึดมั่นรูปารมณ์นั้นด้วย อธิบายว่า ยึดรูปารมณ์นั้น คือยึดมั่นว่าเป็น สุข ๆ กลืนเอาไว้หมด แล้วดำรงอยู่. บทว่า ตสฺส วฑฺฒนฺติ เวทนา อเนกา รูปสมฺภวา ความว่า เวทนามิใช่น้อยต่างโดยสุขเวทนาเป็นต้น ซึ่งมีรูปเป็นแดนเกิด คือมีรูป เป็นอารมณ์ อันมีการเกิดขึ้นแห่งกิเลสเป็นตัวเหตุ ย่อมเจริญยิ่งแก่บุคคล นั้น คือผู้เห็นปานนั้น. บทว่า อภิชฺฌา วิเหสา จ จิตฺตมสฺสูปหญฺติ ความว่า จิตของ บุคคลนั้น ถูกอภิชฌาอันเกิดในปิยรูป ด้วยอำนาจความกำหนัด และ วิหิงสาอันมีความเศร้าโศกเป็นลักษณะเกิดขึ้น เพราะปิยรูปนั้นแหละ
หน้า 88 ข้อ 389
มีการเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น ด้วยอำนาจความชิงชังในรูปอันไม่ น่ารัก เบียดเบียนอยู่. บทว่า เอวมาจินโต ทุกฺขํ ความว่า วัฏทุกข์ย่อมเป็นไปแก่ผู้มัว คำนึงถึงอภิสังขารคือภพนั้นๆ ด้วยอำนาจความยินดีในการเสวยอารมณ์. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะเวทนาเป็นปัจจัยจึงเกิด ตัณหา ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ย่อมมี ดังนี้. สำหรับบุคคล ผู้เป็นอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่าไกล คือห่างไกลพระนิพพาน อธิบายว่า พระนิพพานนั้น อันบุคคลนั้นได้ยาก. แม้ในคาถามีอาทิว่า สทฺทํ สุตฺวา ก็พึงทราบเนื้อความโดยนัย ดังกล่าวแล้วนั่นแหละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฆคฺวา แปลว่า สูดดมแล้ว. บทว่า โภตฺวา แปลว่า ลิ้มแล้ว . บทว่า ผุสฺส แปลว่า ถูกต้องแล้ว. บทว่า ธมฺมํ ตฺวา ได้แก่ รู้แจ้งธรรมารมณ์. พระเถระครั้นแสดงวัฏฏะของคนผู้กำหนัดในอารมณ์ทางทวารทั้ง ๖ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงวิวัฏฏะพระนิพพานของคนผู้ไม่กำหนัดใน อารมณ์นั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า น โส รชฺชติ รูเปสุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น โส รชฺชติ รูเปสุ รูปํ ทิสฺวา ปฏิสฺสโต ความว่า บุคคลใดเห็นรูปแล้ว ยึดเอารูปารมณ์ที่มาอยู่ในคลอง ด้วยการสืบต่อแห่งวิญญาณอันเป็นไปในจักษุทวาร ย่อมกลับเป็นผู้ได้สติ เพราะเป็นผู้กระทำความรู้ตัวด้วยสัมปชัญญะทั้ง ๔ บุคคลนั้นย่อมไม่ กำหนัด คือไม่ทำความกำหนัดให้เกิดในรูปารมณ์ทั้งหลาย คือเป็นผู้มีจิต คลายกำหนัดรู้แจ้งอยู่โดยแท้ เมื่อรู้แจ้งตามความเป็นจริงในรูปารมณ์
หน้า 89 ข้อ 389
โดยความเป็นสมุทัยเป็นต้น ย่อมเบื่อหน่าย เมื่อเบื่อหน่าย เป็นผู้มีจิต คลายกำหนัดรู้แจ้งรูปารมณ์นั้น และเวทนาที่เกิดในรูปารมณ์นั้น ก็บุคคล ผู้เป็นอย่างนั้น ย่อมไม่ยึดมั่นรูปารมณ์นั้น อธิบายว่า ย่อมไม่ยึดติด รูปารมณ์นั้น เพราะเป็นผู้มีจิตคลายกำหนัดได้โดยชอบ คือย่อมไม่ยึดมั่น ด้วยอำนาจตัณหา มานะ และทิฏฐิว่า นั่นของเรา เราเป็นนั่น นั่นอัตตา ของเรา. บทว่า ยถาสฺส ปสฺสโต รูปํ ความว่า อภิชฌาเป็นต้นในรูปารมณ์ นั้น ย่อมไม่เป็นไปแก่พระโยคีนั้นฉันใด ก็ย่อมไม่เป็นไปแก่บุคคลผู้เห็น รูปโดยความไม่เที่ยงเป็นต้นฉันนั้น. บทว่า เสวโต จาปิ เวทนํ ได้แก่ แม้ผู้เสวยเวทนาอันปรารภรูป นั้นเกิดขึ้น และธรรมอันสัมปยุตด้วยเวทนานั้น โดยการเสวยอารมณ์. บทว่า ขียติ ความว่า กิเลสวัฏทั้งปวงย่อมถึงความสิ้นไปคือความหมด สิ้น. บทว่า โนปจิยติ๑ ได้แก่ ย่อมไม่ก่อ คือย่อมไม่ถึงความสั่งสมไว้. บทว่า เอวํ โส จรตี สโต ความว่า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะประพฤติ คืออยู่ด้วยการปฏิบัติเพื่อกำจัดกิเลสอย่างนี้. บทว่า เอวํ อปจินโต ทุกฺขํ ได้แก่ ผู้ปราศจากการก่อวัฏทุกข์ ทั้งสิ้น ด้วยปัญญาอันสัมปยุตด้วยมรรคอันเป็นเครื่องถึงความปราศจาก ความสั่งสม โดยนัยดังกล่าวแล้ว. บทว่า สนฺติเก นิพฺพาน วุจฺจติ ความว่า พระผู้มีพระภาณเจ้าตรัส ๑. บาลีเป็น อปจิยฺยติ.
หน้า 90 ข้อ 389
ว่า ใกล้สอุปาทิเสสนิพพานธาตุ และอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เพราะได้ ทำให้แจ้งอสังขตธาตุ. แม้ในบทว่า น โส รชฺชติ สทฺเทสุ เป็นต้น ก็พึงทราบเนื้อความ โดยนัยนี้นั่นแล. พระเถระประกาศความที่ตนเป็นผู้รองรับพระโอวาทของพระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว ลุกขึ้นจากอาสนะถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ก็ไป ไม่นานนัก เจริญวิปัสสนาก็ได้บรรลุพระอรหัต ฉะนี้แล. จบอรรถกถามาลุงกยปุตตเถรคาถาที่ ๕
หน้า 91 ข้อ 390
๖. เสลเถรคาถา ว่าด้วยคำชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า [๓๙๐] พระเสลเถระเมื่อครั้งยังเป็นพราหมณ์ได้กล่าวชมเชยพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๖ คาถา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้ทรงมีพระวิริย- ภาพ มีพระสรีรกายสมบูรณ์ มีพระรัศมีงดงามชวนให้ น่าดูยิ่งนัก พระฉวีวรรณก็เปล่งปลั่งดังทองคำ พระ- เขี้ยวแก้วทั้งซ้ายขวาก็สุกใส ด้วยว่าลักษณะแห่งมหาบุรุษ เหล่าใด ย่อมมีปรากฏแก่พระอริยเจ้า หรือพระบรม- จักรพรรดิ ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ ลักษณะแห่ง มหาบุรุษเหล่านั้น ย่อมมีปรากฏในพระกายของพระองค์ ครบทุกสิ่ง พระองค์มีดวงพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์ ผุดผ่อง พระวรกายทั้งสูงทั้งใหญ่และตั้งตรง มีพระเดช รุ่งโรจน์อยู่ในท่ามกลางแห่งหมู่พระสมณะ ปานดังดวง อาทิตย์ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นภิกษุที่มีคุณสมบัติงดงาม น่าชม มีพระฉวีวรรณผุดผ่องงดงามดังทองคำ พระองค์ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระวรรณะและพระลักษณะอันอุดมถึง อย่างนี้ จะมัวเมาเป็นสมณะอยู่ทำไมกัน พระองค์ควรจะ เป็นพระราชาจักรพรรดิผู้ประเสริฐ ทรงปราบปรามไพรี ชนะแล้วเสด็จผ่านพิภพ เป็นบรมเอกราชในสากลชมพู- ทวีป มีสมุทรสาครสี่เป็นขอบเขต ข้าแต่พระโคดม ขอ เชิญพระองค์เสด็จขึ้นผ่านราชสมบัติ เป็นองค์ราชาธิราช
หน้า 92 ข้อ 390
จอมมนุษย์นิกร ตามพระราชประเพณีของกษัตราธิราช โดยพระชาติที่ได้เสวยราชย์ อันมีหมู่เสวกามาตย์โดย เสด็จเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือ เป็นธรรมราชายอดเยี่ยม เรายังจักรอันใคร ๆ ให้เป็นไป ไม่ได้ ให้เป็นไปโดยธรรม. เสลพราหมณ์ได้กราบทูลด้วยคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้งยังได้ ตรัสยืนยันว่า จะทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม ใครหนอ เป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นสาวกผู้ประพฤติตาม พระองค์ ผู้เป็นพระศาสดา ใครจะประกาศธรรมจักรที่ พระองค์ทรงประกาศแล้ว ให้เป็นไปตามได้. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนเสลพราหมณ์ สารีบุตรผู้อนุชาตบุตรของตถาคต จะประกาศธรรมจักรอันยอดเยี่ยมที่เราประกาศแล้ว ดู ก่อนพราหมณ์ เรารู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งแล้ว เจริญ ธรรมที่ควรเจริญแล้ว ละธรรมที่ควรละแล้ว เหตุนั้น เรา จึงเป็นพระพุทธเจ้า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงนำความ เคลือบแคลงในเราออกเสีย จงน้อมใจเชื่อเถิด เพราะ การเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเนื่อง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในโลก
หน้า 93 ข้อ 390
เป็นการหาได้ยาก ดูก่อนพราหมณ์ เราเป็นพระพุทธเจ้า เป็นหมอผ่าตัดลูกศรคือกิเลสชั้นเยี่ยม เราเป็นดังพรหม ล่วงพ้นการชั่งตวง เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามาร ทำผู้ มิใช่มิตรทุกจำพวกไว้ในอำนาจได้ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิกบานอยู่. เสลพราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับคำ ของข้าพระองค์นี้ก่อน พระตถาคตผู้มีพระจักษุเป็นแพทย์ ผ่าตัดลูกศร ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ ได้ตรัสพระวาจา เหมือนราชสีห์บันลือสีหนาทในป่า ใครได้เห็นพระองค์ ผู้ประเสริฐดังพรหม ไม่มีใครเสมอเหมือน ทรงย่ำยีมาร และเสนามารได้แล้ว จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า แม้คนที่เกิด ในเหล่ากอคนดำ ก็ย่อมเลื่อมใส ผู้ใดปรารถนาจะตาม ฉันมา ก็เชิญตามมา หรือผู้ใดไม่ปรารถนาก็จงกลับไป เถิด แต่ตัวฉันจะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้มีพระ- ปัญญาอย่างประเสริฐนี้ละ. พอเสลพราหมณ์ผู้อาจารย์พูดจบลง ทันใดนั้นเอง มาณพอันเตวาสิก ๓๐๐ คนเป็นผู้มุ่งจะบวชเหมือนกัน จึงกล่าวคาถาว่า ถ้าท่านอาจารย์ชอบใจคำสอน ของพระสัมมสัม- พุทธเจ้านี้ แม้ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จะพากันบวชในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้มีปัญญาอย่างประเสริฐ.
หน้า 94 ข้อ 390
เสลพราหมณ์กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พา กันประฌมอัญชลีทูลขอบรรพชาว่า ข้าพระองค์ทั้งหลาย จักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระองค์ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด พรหมจรรย์เรากล่าว ดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ ไม่ไร้ผลแก่บุคคลผู้ไม่ประ- มาทศึกษาอยู่. ครั้นพระเสลเถระได้บรรลุอรหัตแล้ว จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า เมื่อจะประกาศอรหัตผลที่ตนได้บรรลุ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ นับแต่วันที่ ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงสรณคมน์ล่วงไปแล้วได้ ๗ วัน ครบ ๘ วันเข้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้มีอินทรีย์อันฝึก แล้ว ในศาสนาของพระองค์ พระองค์เป็นผู้ตื่นแล้วและ ยังทรงปลุกผู้อื่นให้ตื่นได้อีกด้วย พระองค์เป็นครูผู้สั่งสอน แก่ทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอนปราชญ์ ทรง ครอบงำมารและเสนามาร ทรงตัดอนุสัยได้แล้ว ทรง ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้แล้ว ทรงยังหมู่สัตว์นี้ให้ข้าม ห้วงแห่งสังสารวัฏได้ด้วย ทรงก้าวล่วงอุปธิได้แล้ว ทรง ทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็นผู้ไม่มีความยึดมั่น
หน้า 95 ข้อ 390
ทรงละความขลาดกลัวต่อภัยได้แล้ว เหมือนสีหราชผู้ไม่ ครั่นคร้ามต่อหมู่เนื้อฉะนั้น ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ภิกษุ ๓๐๐ รูปเหล่านี้ พากันมายืนประณมอัญชลีอยู่พร้อม หน้า ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดฝ่าพระบาททั้งสองมา เถิด ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลายจะขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นพระศาสดา. จบเสลเถรคาถา อรรถกถาเสลเถรคาถาที่ ๖ คาถาของท่านพระเสลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปริปุณฺณกาโย สุรุจิ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ พระเถระนี้ บังเกิดในเรือนมีตระกูล พอรู้เดียงสา ได้เป็นหัวหน้าคณะ ชักชวนบุรุษ ๓๐๐ คน พร้อมกับพวกบุรุษเหล่านั้น ให้สร้างพระคันธกุฎีถวายพระ- ศาสดา เมื่อสร้างพระคันธกุฎีเสร็จแล้ว บำเพ็ญมหาทานแด่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ให้พระศาสดาและภิกษุทั้งหลายครองไตรจีวร. ด้วยบุญกรรมนั้น เขาอยู่แต่ในเทวโลกเท่านั้น ตลอดพุทธันดร หนึ่ง จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ในพราหมณคาม ชื่อ อาปณะ ในอังคุตตราปะชนบท ได้นามว่า เสละ เขาเจริญวัยแล้วเรียน
หน้า 96 ข้อ 390
สำเร็จไตรเพท และศิลปของพราหมณ์ทั้งหลาย บอกมนต์แก่มาณพ ๓๐๐ คน อยู่อาศัยในพราหมณคาม ชื่ออาปณะ. ก็สมัยนั้น พระศาสดาเสด็จจากเมืองสาวัตถี เสด็จจาริกไปใน อังคุตตราปะ พร้อมกับภิกษุ ๑,๒๕๐ รูป ทรงเห็นความแก่กล้าแห่งญาณ ของเสละกับพวกอันเตวาสิก จึงประทับอยู่ในไพรสณฑ์แห่งหนึ่ง. ครั้งนั้น ชฎิลชื่อเกนิยะ๑ ได้สดับว่าพระศาสดาเสด็จมา จึงไปในไพรสณฑ์นั้น นิมนต์พระศาสดาพร้อมกับภิกษุสงฆ์ เพื่อเสวยในวันรุ่งขึ้น แล้วจัดแจง ของเคี้ยวของฉันมากมายในอาศรมของตน. ก็สมัยนั้น เสลพราหมณ์กับมาณพ ๓๐๐ คน เดินเที่ยวพักผ่อนไป โดยลำดับ ได้เข้าไปยังอาศรมของเกนิยชฎิล เห็นชฎิลทั้งหลายตระเตรียม อุปกรณ์ทาน ด้วยกิจมีการฝ่าฟืนและก่อเตาไฟเป็นต้น จึงถามด้วยคำมี อาทิว่า ท่านเกนิยะ มหายัญปรากฏเฉพาะแก่ท่านหรือ ? เมื่อเกนิยชฎิลนั้น กล่าวว่า ข้าพเจ้านิมนต์พระผู้มีพระภาคเจ้ามาเสวยในวันพรุ่งนี้ พอได้ฟัง คำว่า พุทโธ เท่านั้น เป็นผู้ร่าเริงดีใจ เกิดปีติโสมนัส ในทันใดนั้นได้เข้า เฝ้าพระศาสดาพร้อมกับมาณพทั้งหลายได้รับการปฏิสันถารแล้ว นั่ง ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง ได้เห็นมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ในพระวรกาย ของพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงคิดว่า ผู้ประกอบด้วยลักษณะเหล่านั้น จะเป็น พระเจ้าจักรพรรดิ หรือเป็นพระพุทธเจ้าผู้มีกิเลสเพียงดังหลังคาเปิดแล้ว ในโลก ก็ท่านผู้นี้เป็นนักบวช และเราก็ไม่รู้ว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือไม่ แต่เราก็ได้สดับมาจากพราหมณ์ผู้เฒ่าผู้แก่ ผู้เป็นอาจารย์และปาจารย์บอก เล่าไว้ว่า ท่านผู้เป็นพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้านั้น ย่อมกระทำตนให้ ๑. ใน ขุ. สุ. เสลสูตร เป็น เกณิยชฎิล.
หน้า 97 ข้อ 390
ปรากฏในวรรณะของตนซึ่งสำรวมอยู่ เพราะว่า ผู้มิใช่พระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า ถูกคนยืนอยู่ตรงหน้าชมเชยด้วยพุทธคุณทั้งหลายอยู่ ย่อมขลาดกลัว ถึงความเก้อเขิน เพราะความเป็นผู้ถึงความไม่กล้าหาญ (และ) เพราะ ความเป็นผู้ไม่อดทนต่อการย้อนถาม. ถ้ากระไร เราพึงชมเชยพระสมณ- โคดมต่อหน้า ด้วยคาถาทั้งหลายอันเหมาะสม ก็ครั้นคิดอย่างนี้แล้วจึง ได้ชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถา ๖ คาถา ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์ผู้มีพระวิริยภาพ มีพระสรีรกายสมบูรณ์ มีพระรัศมีงดงามชวนให้น่าดูยิ่ง นัก พระฉวีวรรณก็ผุดผ่องดังทองคำ พระเขี้ยวแก้วทั้ง ซ้ายขวาก็สุกใส ด้วยว่าลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่าใด ย่อมมีปรากฏแก่พระอริยเจ้า หรือแก่พระบรมจักรพรรดิ ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ ลักษณะแห่งมหาบุรุษเหล่า- นั้น ย่อมมีปรากฏในพระกายของพระองค์ครบทุกสิ่ง พระองค์มีดวงพระเนตรแจ่มใส พระพักตร์ผุดผ่อง พระ- วรกายทั้งสูงทั้งใหญ่และตั้งตรง มีพระเดชรุ่งโรจน์ อยู่ ในท่ามกลางแห่งหมู่พระสมณะ ปานดังดวงอาทิตย์ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นภิกษุหมู่คุณสมบัติงดงามน่าชม มีพระ- ฉวีวรรณผุดผ่องงดงามดังทองคำ พระองค์ทรงสมบูรณ์ ด้วยพระวรรณะ และพระลักษณะอันอุดมถึงอย่างนี้ จะ มัวมาเป็นสมณะอยู่ทำไมกัน พระองค์ควรจะเป็นพระ- ราชาจักรพรรดิผู้ประเสริฐ ทรงปราบไพรีชนะแล้ว เสด็จ
หน้า 98 ข้อ 390
ผ่านพิภพเป็นบรมเอกราชในสากลชมพูทวีป มีสมุทร สาครสี่เป็นขอบเขต ข้าแต่พระโคดม ขอเชิญพระองค์ เสด็จขึ้นผ่านราชสมบัติเป็นองค์ราชาธิราชจอมมนุษย์นิกร ตามพระราชประเพณีของกษัตราธิราช โดยพระชาติที่ได้ เสวยราชย์ อันมีหมู่เสวกามาตย์โดยเสด็จเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริปุณฺณกาโย ความว่า ชื่อว่า มี พระสรีระบริบูรณ์ เพราะมีมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการอันปรากฏชัด บริบูรณ์ และเพราะมีอวัยวะน้อยใหญ่ไม่ต่ำทราม. บทว่า สุรุจิ ได้แก่ มีรัศมีแห่งพระสรีระงาม. บทว่า สุชาโต ได้แก่ ชื่อว่าบังเกิดดีแล้ว เพราะถึงพร้อมด้วย ความสูงและความใหญ่ และเพราะถึงพร้อมด้วยทรวดทรง. บทว่า จารุทสฺสโน ความว่า ชื่อว่า มีพระทัศนะการเห็นงาม เพราะมีพระทัศนะงามน่ารื่นรมย์ใจ ไม่น่าเกลียด ทำให้เกิดไม่อิ่มแก่ผู้ที่ดู อยู่แม้เป็นเวลานาน. แต่บางอาจารย์กล่าวว่า บทว่า จารุทสฺสโน แปลว่า มีพระเนตรงาม. บทว่า สุวณฺณวฺโณ แปลว่า มีพระวรรณะดุจทองคำ. บทว่า อสิ แปลว่า ได้มีแล้ว, ก็บทนี้พึงประกอบกับทุกบท โดย นัยมีอาทิว่า ปริปุณฺณกาโย อสิ ได้มีกายบริบูรณ์. บทว่า สุสุกฺกทาโ ได้แก่ มีพระเขี้ยวแก้วสุกใสดี. จริงอยู่ พระ- รัศมีขาวดุจแสงจันทร์เปล่งออกจากพระเขี้ยวแก้วทั้งสองของพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า.
หน้า 99 ข้อ 390
บทว่า วีริยวา ได้แก่ ทรงประกอบด้วยความดียิ่งแห่งความ บริบูรณ์ของพระวิริยบารมี และความถึงพร้อมแห่งสัมมัปปธานความเพียร ชอบ ๔ ประการ โดยทรงอธิษฐานความเพียรอันประกอบด้วยองค์ ๔. บทว่า นรสฺส หิ สุชาตสฺส ได้แก่ ผู้เป็นนระเกิดแล้วโดยชอบ ด้วยดี เพราะความบริบูรณ์แห่งพระบารมี ๓๐ ถ้วน หรือจักรพรรดิวัตร อันประเสริฐ อธิบายว่า ผู้เป็นมหาบุรุษ. บทว่า สพฺเพ เต ความว่า คุณของพระรูปใด กล่าวคือมหา- ปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีความที่ทรงมีพระบาทประดิษฐานอยู่ด้วยดี เป็นต้น ซึ่งได้โวหารว่าพยัญชนะ เพราะทำความเป็นมหาบุรุษ คือความ เป็นบุคคลผู้เลิศในโลกให้ปรากฏ และกล่าวคืออนุพยัญชนะ ๘๐ มีความ ที่ทรงมีพระนขาแดงและพระนขานูนยาวเป็นต้น คุณแห่งพระรูปนั้น ทั้งหมดไม่มีเหลือ มีอยู่ในพระกายของพระองค์ ดังนี้ เป็นคำที่เหลือ. ด้วยบทว่า มหาปุริสลกฺขณา นี้ เสลพราหมณ์กล่าวซ้ำตามระหว่าง คำของพยัญชนะทั้งหลายที่กล่าวแล้วในเบื้องต้นนั้นเอง. บัดนี้ เมื่อจะกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า ด้วยพระลักษณะที่ ตนชอบใจ เฉพาะในบรรดาพระลักษณะเหล่านั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปสนฺนเนตฺโต ดังนี้. จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า มีพระเนตรผ่องใส เพราะ ถึงพร้อมด้วยความใสแห่งวรรณะ ๕. ชื่อว่ามีพระพักตร์ผุดผ่อง เพราะทรง มีพระพักตร์ดุจพระจันทร์เต็มดวง. ชื่อว่ามีพระกายสูงใหญ่ เพราะสมบูรณ์ ด้วยส่วนสูงและส่วนใหญ่. ชื่อว่ามีพระกายตรง เพราะมีพระวรกายตรง ดุจกายพระพรหม. ชื่อว่ามีพระเดชรุ่งโรจน์ เพราะทรงมีความโชติช่วง.
หน้า 100 ข้อ 390
บัดนี้ เมื่อจะประกาศถึงความมีพระเดชรุ่งโรจน์นั้นนั่นแหละ ด้วย การเปรียบด้วยพระอาทิตย์ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มชฺเฌ สมณสงฺฆสฺส ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาทิจฺโจว วิโรจสิ ความว่า พระ- อาทิตย์เมื่อขึ้นย่อมขจัดความมืดทั้งปวง กระทำความสว่างไพโรจน์อยู่ ฉันใด แม้พระองค์ก็ฉันนั้น ย่อมขจัดความมืดคืออวิชชาทั้งปวงทั้งภายใน และภายนอก กระทำแสงสว่างคือญาณรุ่งโรจน์อยู่. ชื่อว่าทรงมีคุณสมบัติงามน่าดู เพราะนำมาซึ่งทัศนสมบัติ สมบัติ แห่งการน่าดูอันมีอยู่ในพระองค์ เพราะทรงมีพระรูปน่าดู และเพราะ ประกอบด้วยการเห็นที่ดี ๕ ประการ. บทว่า อุตฺตมวณฺณิโน ได้เเก่ ทรงสมบูรณ์ด้วยพระวรรณะอัน อุดม. บทว่า จกฺกวตฺตี ความว่า ชื่อว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะ ยังจักรรัตนะให้เป็นไป, เพราะประพฤติด้วยจักรสมบัติ ๘ ประการ และ ยังคนอื่นให้ประพฤติจักรสมบัติ ประการนั้น (และ) เพราะทรงมีวัตร แห่งจักรคืออิริยาบถ เพื่อประโยชน์เกื้อกูลแก่คนอื่น, อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เพราะทรงมีวัตรแห่งอาณาจักรที่คนเหล่าอื่น ครอบงำไม่ได้ เพราะประกอบด้วยอัจฉริยธรรม ๔ และสังคหวัตถุ ๔ ดังนี้ก็มี. บทว่า รเถสโภ ได้แก่ เป็นบุรุษผู้องอาจชาติอาชาไนยในทหาร รถทั้งหลาย อธิบายว่า เป็นทหารรถผู้ใหญ่.
หน้า 101 ข้อ 390
บทว่า จาตุรนฺโต ได้แก่ เป็นใหญ่ในแผ่นดินมีมหาสมุทร ๔ เป็น ที่สุด. บทว่า วิชิตาวี แปลว่า ชัยชนะของผู้ชนะ. บทว่า ชมฺพุสณฺฑสฺส ได้แก่ ชมพูทวีป. จริงอยู่ พราหมณ์เมื่อ จะแสดงความเป็นใหญ่ทั้งหลายตามที่ปรากฏ จงกล่าวอย่างนั้น. ก็พระเจ้า จักรพรรดิย่อมเป็นใหญ่ในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมทั้งทวีปน้อย. บทว่า ขตฺติยา ได้แก่ กษัตริย์โดยชาติ. บทว่า ราชาโน ได้แก่ ราชาเหล่าใดเหล่าหนึ่งผู้ครองราชย์. บทว่า อนุยนฺตา ได้แก่ เหล่าเสวกผู้ตามเสด็จ. บทว่า ราชาภิราชา ได้แก่ เป็นพระราชาที่พระราชาทั้งหลายบูชา, อธิบายว่า เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ. บทว่า มนุชินฺโท ได้แก่ ผู้เป็นใหญ่ในมนุษย์ อธิบายว่า ผู้เป็น ใหญ่ยิ่งแห่งพวกมนุษย์. เมื่อเสลพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง กระทำให้บริบูรณ์ซึ่งมโนรถ ของเสลพราหมณ์นี้ที่ว่า ผู้ที่เป็นพระอรหันต- สัมมาสัมพุทธเจ้านั้น เมื่อใคร ๆ กล่าวคุณของตน ย่อมกระทำตนให้ ปรากฏ จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ดูก่อนเสลพราหมณ์ เราเป็นพระราชาอยู่แล้ว คือ เป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม เราจักยังธรรมจักรซึ่ง ใคร ๆ ให้เป็นไปไม่ได้ ให้เป็นไป. ในพระคาถานั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนเสลพราหมณ์ ใน ข้อที่ท่านอ้อนวอนเราว่า ควรเป็นพระเจ้าจักรพรรดินั้น เราเป็นผู้มีความ
หน้า 102 ข้อ 390
ขวนขวายน้อย เราเป็นพระราชา เมื่อความเป็นราชามีอยู่ คนอื่นแม้ เป็นพระราชาย่อมปกครองไปได้ร้อยโยชน์บ้าง สองร้อย สามร้อย สี่ร้อย ห้าร้อยโยชน์บ้าง แม้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ก็ปกครองเพียงทวีปทั้ง ๔ เป็นที่สุดฉันใด เราเป็นผู้มีวิสัยคือเขตแดนอันกำหนดไว้ฉันนั้น หามิได้. ก็เราเป็นธรรมราชผู้ยอดเยี่ยม ย่อมสั่งสอนโลกธาตุหาประมาณมิได้ โดย ขวาง จากภวัคคพรหมถึงอเวจีเป็นที่สุด. ก็สัตว์ทั้งหลายชนิดที่ไม่มีเท้า เป็นต้น มีประมาณเพียงใด เราเป็นผู้เลิศแห่งสัตว์ทั้งหลายมีประมาณ เพียงนั้น. ก็ใคร ๆ ผู้แม้นี้เหมือนกับเราด้วยศีล. ฯลฯ หรือด้วยวิมุตติ- ญาณทัสสนะ ย่อมไม่มี ผู้ยิ่งกว่าเราจักมีมาแต่ไหน. เรานั้นเป็นพระธรรม- ราชาผู้ยอดเยี่ยมอย่างนี้ ย่อมยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม กล่าวคือโพธิ- ปักขิยธรรม อันต่างด้วยสติปัฏฐาน เป็นต้นอันยอดเยี่ยมทีเดียว คือ ย่อมยังอาณาจักรให้เป็นไป โดยนัยมีอาทิว่า ท่านจงละสิ่งนี้ จงเข้าถึงสิ่ง นี้อยู่ หรือยังธรรมจักรนั่นแหละให้เป็นไปโดยปริยัติธรรมมีอาทิว่า ภิกษุ ทั้งหลาย ก็นี้แลทุกขอริยสัจ. บทว่า จกฺกํ อปฺปติวตฺติยํ ความว่า จักรใดอันสมณะ ฯลฯ หรือ ใคร ๆ ในโลก ให้หมุนกลับไม่ได้. เสลพราหมณ์เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประกาศพระองค์ออกมา อย่างนี้ เกิดปีติโสมนัส เพื่อจะการทำให้แน่นเข้า จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาว่า ข้าแต่พระโคดม พระองค์ทรงปฏิญาณว่า เป็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นพระธรรมราชาผู้ยอดเยี่ยม ทั้ง ยังตรัสยืนยันว่า ทรงยังจักรให้เป็นไปโดยธรรม ใครหนอ
หน้า 103 ข้อ 390
เป็นเสนาบดีของพระองค์ เป็นสาวกผู้ประพฤติตาม พระองค์ผู้เป็นศาสดา ใครจะประกาศธรรมจักรนี้ ที่ พระองค์ทรงประกาศแล้ว ให้เป็นไปตามได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ เสนาปติ ความว่า พราหมณ์ ถามว่า ใครหนอเป็นเสนาบดีของพระธรรมราชาผู้เจริญ ผู้ประกาศตามซึ่ง จักรที่ทรงประกาศแล้วโดยธรรม. ก็สมัยนั้น ท่านพระสารีบุตรนั่งอยู่ ณ พระปรัศว์เบื้องขวาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า งดงามด้วยสิริ ดุจแต่งทองคำ, พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงพระสารีบุตรนั้น จึงตรัสพระคาถาว่า ดูก่อนแสลพราหมณ์ สารีบุตรผู้อนุชาตบุตรของเรา ตถาคต จะประกาศตามธรรมจักรอันยอดเยี่ยม ที่เรา ประกาศแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุซาโต ตถาคตํ ความว่า ผู้เป็น อนุชาคบุตรของตถาคต. อธิบายว่า เกิดในอริยชาติโดยพระตถาคตเป็น เหตุ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ปัญหาที่เสลพราหมณ์ถามว่า ใคร หนอเป็นเสนาบดีของพระองค์ ดังนี้ อย่างนี้แล้ว มีพระประสงค์จะทรง กระทำเสลพราหมณ์ให้หมดสงสัย ในข้อที่ถามว่า พระองค์ทรงปฏิญญา ว่าเป็นพระสัมพุทธเจ้านั้น เพื่อจะให้เขารู้ว่า เราย่อมไม่ปฏิญญาด้วยสัก แต่ว่าปฏิญญาเท่านั้น เราเป็นพระพุทธเจ้า แม้เพราะเหตุนี้ ดังนี้ จึงตรัส พระคาถาว่า
หน้า 104 ข้อ 390
เรารู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เจริญธรรมที่ควรเจริญ ละ ธรรมที่ควรละ เพราะเหตุนั้น เราจึงเป็นพระพุทธเจ้า นะพราหมณ์. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภิญฺเยฺยํ ได้แก่ สัจจะ ๔ คือ อริยสัจ ๔, จริงอยู่ คำว่า อภิญฺเยํ นั่น เป็นศัพท์สามัญทั่วไปแก่ สัจจะ และอริยสัจ ๔. บรรดาอริยสัจเหล่านั้น มรรคสัจใดควรเจริญ และสมุทัยสัจใด ควรละ แม้นิโรธสัจและทุกขสัจอันเป็นตัวผลของมรรคสัจและสมุทัยสัจนั้น ก็ย่อมเป็นอันถือเอาด้วยศัพท์ทั้งสองนั้น เพราะผลสำเร็จได้ด้วยศัพท์อัน เป็นเหตุเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น แม้คำนี้ว่า เราทำให้แจ้งธรรมที่ควรทำให้ แจ้ง เรากำหนดรู้ธรรมที่ควรกำหนดรู้ ดังนี้ ก็เป็นอันกล่าวไว้แน่นอนใน คาถานั้น. อีกอย่างหนึ่ง ก็คำว่า เรารู้ยิ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่งนี้ พระผู้มี- พระภาคเจ้าทรงประกาศความเป็นผู้ตรัสรู้พร้อม ในการรู้ยิ่งซึ่งไญยธรรม แม้ทั้งปวง โดยอุเทศ เมื่อจะทรงแสดงเอกเทศส่วนหนึ่งแห่งความเป็น ผู้ตรัสรู้พร้อมนั้น โดยนิเทศ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า และเราเจริญ แล้วซึ่งธรรมที่ควรเจริญ ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง ด้วยคำว่า เราเจริญธรรมที่ควรเจริญ ละธรรม ที่ควรละ นี้ ย่อมเป็นอันระบุพระพุทธคุณแม้ทั้งสิ้น เพราะมีการเจริญ และการละนั้นเป็นมูล โดยมุขคือการระบุถึงญาณสัมปทาและปหานสัมปทา ของพระองค์ เพราะฉะนั้น พระองค์จึงตรัสว่า เพราะฉะนั้น เราจึง เป็นพระพุทธเจ้า นะพราหมณ์.
หน้า 105 ข้อ 390
จริงอยู่ เพราะถือเอาวิชชาและวิมุตติโดยทุกประการ ด้วยศัพท์ว่า อภิญฺเยฺยํ อภิญฺาตํ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงความเป็น สัจจะทั้ง ๔ ซึ่งเป็นไปกับด้วยผล พร้อมทั้งเหตุสมบัติ จึงทรงประกาศ ความที่พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า โดยถูกต้องของพระองค์โดยญาณ โดย เหตุว่าเรารู้สิ่งทั้งปวงที่ควรรู้. จึงได้เป็นพระพุทธเจ้า. ครั้นทรงการทำพระองค์ให้ปรากฏโดยตรงอย่างนี้แล้ว เพื่อจะให้ ข้ามพ้นความเคลือบแคลงในพระองค์ เมื่อจะทรงทำพราหมณ์ให้เกิดความ อุตสาหะ จึงได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาว่า ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงนำความเคลือบแคลงในเรา ออกเสีย จงน้อมใจเชื่อเถิด เพราะการเห็นพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าเนือง ๆ ที่ปรากฏขึ้นในโลก เป็นการหาได้ ยาก. ดูก่อนพราหมณ์ เราเป็นพระพุทธเจ้า เป็นหมอ ผ่าตัดลูกศรคือกิเลสชั้นเยี่ยม เราเป็นดังพรหม ล่วงพ้น การชั่งตวง เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามาร ทำผู้ที่มิใช่มิตร ทุกจำพวกไว้ในอำนาจได้ ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิกบาน อยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วินยสฺสุ ได้แก่ ท่านจงนำออกเสีย คือ จงตัดเสีย. บทว่า กงฺขํ ได้แก่ ความลังเลใจ. บทว่า อธิมุจฺจสฺสุ ความว่า ท่านจงทำความน้อมใจเชื่อ คือจง เชื่อว่าเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า ทุลฺลภํ ทสฺสนํ โหติ สมฺพุทฺธานํ ความว่า เพราะโลกย่อม ว่างจากพระพุทธเจ้าตั้งอสงไขยกัป.
หน้า 106 ข้อ 390
บทว่า สลฺลกตฺโต ได้แก่ เป็นผู้ผ่าตัดลูกศร คือกิเลสมีราคะ เป็นต้น. บทว่า พฺรหฺมภูโต แปลว่า เป็นผู้ประเสริฐสุด. บทว่า อติตุโล แปลว่า ล่วงพ้นการชั่งตวง คือไม่มีผู้เปรียบเทียบ. บทว่า มารเสนปฺปมทฺทโน ได้แก่ เป็นผู้ย่ำยีมารและเสนามารซึ่ง มีที่มาอย่างนี้ว่า กามทั้งหลายเหล่านั้น เป็นเสนาที่หนึ่ง ดังนี้. บทว่า สพฺพามิตฺเต ได้แก่ ข้าศึกทั้งปวง กล่าวคือขันธมาร กิเลส- มาร อภิสังขารมาร มัจจุมาร และเทวปุตตมาร. บทว่า วเส กตฺวา ได้แก่ ทำไว้ในอำนาจของตน. บทว่า โมทามิ อกุโตภโย ความว่า เราไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ เบิก- บานอยู่ด้วยสุขอันเกิดจากสมาธิ และสุขในผลและนิพพาน. เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว เสลพราหมณ์เกิดความเลื่อมใสในพระผู้มี- พระภาคเจ้า ในขณะนั้นเอง เป็นผู้มุ่งต่อการบรรพชา ผู้ประดุจถูก อุปนิสัยสมบัติอันถึงความแก่กล้ากระตุ้นเตือน จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอเชิญพระองค์ทรงสดับคำ ของข้าพระองค์นี้ก่อน พระตถาคตผู้มีพระจักษุ เป็น แพทย์ผ่าตัดลูกศร ทรงมีความเพียรยิ่งใหญ่ ได้ตรัส พระวาจาเหมือนราชสีห์บันลือสีหนาทในป่า ใครได้เห็น พระองค์ผู้ประเสริฐ ผู้ล่วงพ้นการชั่งตวง ทรงย่ำยีมาร และเสนามารแล้ว จะไม่พึงเลื่อมใสเล่า แม้ชนผู้เกิดใน เหล่ากอคนดำ ก็ย่อมเลื่อมใส ผู้ใดจะตามฉันมา ก็เชิญ
หน้า 107 ข้อ 390
ตามมา หรือผู้ใดไม่ปรารถนา ก็จงกลับไปเถิด แต่ตัวฉัน จะบวชในสำนักของพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาประเสริฐ นี้ละ. บรรดาคำบทเหล่านั้น บทว่า กณฺหาภิชาติโก ได้แก่ ผู้มีชาติต่ำ คือ ผู้ดำรงอยู่ในภาวะมืดมาแล้วมืดไปภายหน้า. ลำดับนั้น มาณพแม้เหล่านั้น ก็เป็นผู้มุ่งต่อการบรรพชาในที่นั้น เหมือนกัน เพราะเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยเหตุ เหมือนกุลบุตรผู้ได้บำเพ็ญ บุญญาธิการไว้กับเสลพราหมณ์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า ถ้าท่านอาจารย์ชอบใจคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า แม้ข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็จะพากันบวชในสำนักของ พระพุทธเจ้าผู้มีพระปัญญาประเสริฐ. ลำดับนั้น เสลพราหมณ์มีจิตยินดีในมาณพเหล่านั้น เมื่อจะแสดง มาณพเหล่านั้น และทูลขอบรรพชา จึงกล่าวคาถาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พราหมณ์ ๓๐๐ คนนี้ พา กันประณมมืออัญชลีทูลขอบรรพชาว่า ข้าพระองค์ ทั้งหลายจักประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของพระองค์. ลำดับนั้น เพราะเหตุเสลพราหมณ์เป็นหัวหน้าคณะของบุรุษ ๓๐๐ คนเหล่านั้นนั่นแหละ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ โดยนัย ดังกล่าวไว้ในหนหลัง ได้ปลูกมูลคือกุศลไว้ บัดนี้ แม้ในปัจฉิมภพ ก็บังเกิดเป็นอาจารย์ของบุรุษเหล่านั้นแหละ ก็ญาณของเสลพราหมณ์และ มาณพเหล่านั้นก็แก่กล้า ทั้งอุปนิสัยแห่งความเป็นเอหิภิกขุก็มีอยู่ เพราะ-
หน้า 108 ข้อ 390
ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงให้คนเหล่านั้นทั้งหมดบวช โดย การบวชด้วยความเป็นเอหิภิกขุ จึงตรัสพระคาถาว่า พรหมจรรย์เรากล่าวดีแล้ว อันผู้บรรลุจะพึงเห็นเอง ไม่ประกอบด้วยกาล เพราะการบวชในศาสนานี้ไม่ไร้ผล แก่บุคคลผู้ไม่ประมาท ศึกษาอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สนฺทิฏฺิกํ แปลว่า เห็นประจักษ์. บทว่า อกาลิกํ ได้แก่ ไม่พึงบรรลุผลในกาลอื่น เพราะเกิดผลใน ลำดับมรรค. บทว่า ยตฺถ แปลว่า เพราะพรหมจรรย์ใดเป็นนิมิต. จริงอยู่ บรรพชาอันมีมรรคพรหมจรรย์เป็นนิมิต ไม่เป็นหมัน คือไม่ไร้ผล. อีก อย่างหนึ่ง บทว่า ยตฺถ ความว่า ผู้ไม่ประมาท คือผู้เว้นจากการอยู่ ปราศจากสติ ศึกษาอยู่ในสิกขา ๓ ในศาสนาใด. ก็ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงได้ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงเป็นภิกษุมา เถิด. ในขณะนั้นเอง คนทั้งหมดนั้นเป็นผู้ทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จ ด้วยฤทธิ์ เป็นประดุจพระเถระ ๖๐ พรรษา ถวายอภิวาทพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าแล้วแวดล้อมอยู่. เสลพราหมณ์นั้นครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา ในวันที่ ๗ พร้อม ทั้งบริษัทได้บรรลุพระอรหัต. ด้วยเหตุนั้น ท่านจงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ข้าพระองค์เป็นเจ้าของถนน อยู่ในนครหังสวดี ได้ ประชุมบรรดาญาติของข้าพระองค์แล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติขึ้นแล้วในโลก เป็นบุญเขตอันสูง ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓๙๔.
หน้า 109 ข้อ 390
สุด พระองค์เป็นผู้สมควรรับเครื่องบูชาของโลกทั้งปวง กษัตริย์ก็ดี ชาวนิคมก็ดี พราหมณมหาศาลก็ดี ล้วนมี จิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก พลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้า ล้วนมีจิตเลื่อมใส โสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก คนครึ่งชาติ พ่อเป็นกษัตริย์แม้เป็นศูทรก็ดี ราชบุตรก็ดี พ่อค้าก็ดี พราหมณ์ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากัน ประพฤติธรรมเป็นอันมาก พ่อค้าก็ดี คนรับจ้างก็ดี คน รับใช้อาบน้ำก็ดี ช่างกรองดอกไม้ก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใส โสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างย้อม ก็ดี ช่างหูกก็ดี ช่างเย็บผ้าก็ดี ช่างกัลบกก็ดี ล้วนมีจิต เลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่าง ศรก็ดี ช่างกลึงก็ดี ช่างหนังก็ดี ช่างถากก็ดี ล้วนมีจิต เลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็นอันมาก ช่างเหล็กก็ดี ช่างทองก็ดี ช่างดีบุกและช่างทองแดงก็ดี ล้วนมีจิตเลื่อมใสโสมนัส ได้พากันประพฤติธรรมเป็น อันมาก ลูกจ้างก็ดี ช่างซักรีดก็ดี ทาสและกรรมกรก็ดี เป็นอันมากได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ คน ตักน้ำขายก็ดี คนขนไม้ก็ดี ชาวนาก็ดี คนเกี่ยวหญ้าก็ดี ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ. คนขาย ดอกไม้ คนขายพวงมาลัย คนขายรบไม้และคนขาย
หน้า 110 ข้อ 390
ผลไม้ ได้พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ. หญิง แพศยา นางกุมภทาสี คนขายขนมและคนขายปลา ได้ พากันประพฤติธรรมตามกำลังของตน ๆ. เราทั้งหมดนี้ มาประชุมร่วมเป็นพวกเดียวกัน ทำบุญกุศลในพระ- พุทธเจ้าผู้เป็นเขตบุญอย่างยอดเยี่ยม ญาติเหล่านั้นฟัง คำของข้าพระองค์แล้ว รวมกันเป็นคณะในขณะนั้น แล้ว กล่าวว่า พวกเราควรให้สร้างโรงฉันอันทำอย่างสวยงาม ถวายแก่ภิกษุสงฆ์. ข้าพระองค์ให้สร้างโรงฉันนั้นสำเร็จ แล้ว มีใจเบิกบานยินดี แวดล้อมด้วยญาติทั้งหมดนั้น เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ครั้นเข้าเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนาถะของโลก ผู้ประเสริฐกว่านระ ถวายบังคม แทบพระบาทของพระศาสดาแล้ว ได้กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระวีรมุนี บุรุษประมาณ ๓๐๐ คนนี้ ร่วมกันเป็น คณะ ขอมอบถวายโรงฉันอันสร้างอย่างสวยงามแด่ พระองค์ ขอพระองค์ผู้มีจักษุ ผู้เป็นประธานของภิกษุ- สงฆ์ โปรดทรงรับเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัส พระคาถาเหล่านี้ ต่อหน้าบุรุษ ๓๐๐ คนว่า บุรุษทั้ง ๓๐๐ คนและผู้เป็นหัวหน้า ร่วมกันประพฤติ ท่านทั้งปวงพากัน ทำแล้ว จักได้เสวยสมบัติเมื่อถึงภพหลังสุด ท่านทั้งหลาย จักเห็นนิพพานอันเป็นภาวะเย็นอย่างยอดเยี่ยม ไม่แก่ ไม่ตาย เป็นแดนเกษม พระพุทธเจ้าผู้ยอดเยี่ยมกว่าผู้รู้
หน้า 111 ข้อ 390
ธรรมทั้งปวง ทรงพยากรณ์อย่างนี้ ข้าพระองค์ได้ฟัง พระพุทธพจน์แล้วได้เสวยโสมนัส ข้าพระองค์รื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกตลอด ๓ หมื่นกัป เป็นใหญ่กว่าเทวดา เสวยรัชสมบัติอยู่ในเทวโลก ๕๐๐ กัป ได้เป็นพระเจ้า- จักรพรรดิราช ๑,๐๐๐ ครั้ง ได้เป็นพระเจ้าประเทศราช อันไพบูลย์ โดยคณนานับมิได้ในรัชสมบัติ ในมนุษย์นี้ มีพวกญาติเป็นบริษัท ในภพอันเป็นที่สุดที่ถึงนี้ ข้า- พระองค์เป็นบุตรพราหมณ์ชื่อว่าเสฏฐะ ผู้สั่งสมสมบัติ ไว้ประมาณ ๘๐ โกฏิ ข้าพระองค์มีชื่อว่าเสละ ถึงที่สุด ในองค์ ๖ แวดล้อมด้วยศิษย์ของตน เดินเที่ยวไปสู่วิหาร ได้เห็นดาบสชื่อเกนิยะ ผู้เต็มไปด้วยภาระคือชฎา จัด แจงเครื่องบูชา จึงได้ถามดังนี้ว่า ท่านจักทำอาวาหมงคล วิวาหมงคล หรือท่านเชื้อเชิญพระราชา. เกนิยะดาบสตอบว่า เราใคร่จะบวงสรวงบูชาพราหมณ์ที่สมมติกันว่าประ- เสริฐ เราไม่ได้เชื้อเชิญพระราชา ไม่มีการบวงสรวง อาวาหมงคลของเราไม่มี และวิวาหมงคลของเราก็ไม่มี พระพุทธเจ้าผู้ให้เกิดความยินดีแก่ศากยะทั้งหลาย ประ- เสริฐที่สุดในโลกพร้อมทั้งเทวโลก ทรงทำประโยชน์ เกื้อกูลแก่โลกทั้งปวง ทรงนำสุขมาให้แก่สรรพสัตว์ วันนี้ เรานิมนต์พระองค์ เราจัดแจงเครื่องบูชานี้เพื่อพระองค์
หน้า 112 ข้อ 390
พระพุทธเจ้ามีรัศมีดุจสีมะพลับ มีพระคุณหาประมาณ มิได้ ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีใครเสมอด้วยพระรูป เรา นิมนต์เพื่อเสวย ณ วันพรุ่งนี้ และพระองค์มีพระพักตร์ ร่าเริงดังปากเบ้า สุกใสเช่นกับถ่านเพลิงไม้ตะเคียน เปรียบด้วยสายฟ้า เป็นมหาวีระ เป็นนาถะของโลก เรา นิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เปรียบเหมือนไฟ บนยอดภูเขา ดังพระจันทร์วันเพ็ญ เช่นกับสีแห่งไฟ ไหม้ไม้อ้อ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นผู้ไม่ ทรงครั่นคร้าม ล่วงภัยได้แล้ว ทรงทำให้เป็นผู้เจริญ เป็น มุนีเปรียบด้วยสีหะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้นทรงฉลาดในธรรมของผู้ตรัสรู้ ผู้อื่น ข่มขี่ไม่ได้ เปรียบด้วยช้างตัวประเสริฐ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงฉลาดในฝั่ง คือสัทธรรม เป็นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ ไม่มีใครเปรียบ อุปมาดังโคอุสภราช เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระ- พุทธเจ้าพระองค์นั้น มีวรรณะไม่สุด มียศนับมิได้ มี ลักษณะทั้งปวงวิจิตร เปรียบด้วยท้าวสักกะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีความ ชำนาญ เป็นผู้นำหมู่ มีตบะ มีเดช คร่าได้ยาก เปรียบ ด้วยพรหม เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น มีธรรมเลิศน่าบูชา เป็นพระทศพล ถึงที่สุด
หน้า 113 ข้อ 390
กำลัง ล่วงกำลัง เปรียบด้วยแผ่นดิน เป็นมหาวีระ เรา นิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงเกลื่อนกล่น ด้วยศีลและปัญญา มากด้วยการทรงรู้แจ้งธรรม เปรียบ ด้วยทะเล เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้า พระองค์นั้น ยากที่จะคร่าไปได้ ยากที่จะข่มขี่ให้หวั่นไหว เลิศกว่าพรหม เปรียบด้วยเขาสุเมรุ เป็นมหาวีระ เรา นิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น มีพระญาณไม่สิ้น สุด ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบเท่า ถึงความเป็นยอด เปรียบด้วยท้องฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่พึ่งของบรรดาผู้กลัว ภัย เป็นที่ต้านทานของบรรดาผู้ถึงสรณะ เป็นที่เบาใจ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นที่อาศัยแห่งมนต์คือความรู้ เป็นบุญเขตของผู้แสวงหา สุข เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็นผู้ให้เบาใจ เป็นผู้ทำให้ ประเสริฐ เป็นผู้ประทานสามัญผล เปรียบด้วยเมฆ เป็น มหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เป็น มหาวีระที่เขายกย่องในโลก เป็นผู้บรรเทาความมืดทั้งปวง เปรียบด้วยพระอาทิตย์ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงสภาพในอารมณ์และ วิมุตติ เป็นมุนี เปรียบด้วยพระจันทร์ เป็นมหาวีระ เรา
หน้า 114 ข้อ 390
นิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ตรัสรู้แล้ว เขา ยกย่องในโลก ประดับด้วยลักษณะทั้งหลายหาประมาณ มิได้ เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์ นั้น มีพระญาณหาประมาณมิได้ มีศีลไม่มีเครื่องเปรียบ มีวิมุตติ ไม่มีอะไรเทียมทัน เรานิมนต์แล้ว พระพุทธ- เจ้าพระองค์นั้น มีธิติไม่มีอะไรเหมือน มีกำลังอันไม่ ควรคิด มีความบากบั่นอันประเสริฐ เรานิมนต์แล้ว พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงถอนราคะ โทสะ โมหะ และยาพิษทั้งปวงแล้ว เปรียบด้วยยา เป็นมหาวีระ เรา นิมนต์แล้ว. พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงบรรเทาพยาธิ คือกิเลสและทุกข์เป็นอันมาก เปรียบเหมือนโอสถ เปรียบ เหมือนสายฟ้า เป็นมหาวีระ เรานิมนต์แล้ว. เกนิย- พราหมณ์กล่าวประกาศว่า พุทโธ เสียงประกาศนั้นข้า- พระองค์ได้โดยแสนยาก เพราะได้ฟังเสียงประกาศว่า พุทโธ ปีติย่อมเกิดแก่ข้าพระองค์ ปีติของข้าพระองค์ ไม่จับอยู่ภายในเท่านั้น แผ่ซ่านออกภายนอก ข้าพระองค์ มีใจปีติ ได้กล่าวดังนี้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ผู้เป็นเชษฐบุรุษของโลก ประเสริฐกว่านระ ประทับอยู่ ที่ไหน เราจักไปนมัสการพระองค์ผู้ประทานสามัญผล ณ ที่นั้น ขอท่านผู้เกิดโสมนัสประณมกรอัญชลี โปรดยก
หน้า 115 ข้อ 390
หัตถ์เบื้องขวาขึ้นชี้บอกพระธรรมราชา ผู้บรรเทาลูกศร คือความโศกเศร้าแก่ข้าพเจ้าเถิด. ท่านย่อมเห็นป่าใหญ่อันเขียวขจี ดังมหาเมฆที่ขึ้น ลอยอยู่ เสมอด้วยดอกอัญชัน ปรากฏดุจสาคร พระ- พุทธเจ้าผู้ฝึกบุคคลที่ยังไม่ได้ฝึก เป็นมุนี ทรงแนะนำ เวไนยสัตว์ให้ตรัสรู้โพธิปักขิยธรรม พระองค์นั้นประทับ อยู่ที่นั่น ข้าพระองค์ค้นหาพระชินเจ้า เปรียบเหมือนคน กระหายน้ำ ค้นหาน้ำ คนหิวข้าว ค้นหาข้าว ปานดังแม่ โครักลูก ค้นหาลูกฉะนั้น ข้าพระองค์ผู้รู้อาจาระและ อุปจาระ สำรวมตามสมควรแก่ธรรม ให้พวกศิษย์ของ ตนผู้จะไปยังสำนักของพระชินเจ้าศึกษาว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทั้งหลาย ใคร ๆ คร่าได้โดยยาก เสด็จเที่ยวอยู่ พระองค์เดียว เปรียบเหมือนราชสีห์ ท่านมาณพทั้งหลาย ควรเดินเรียงลำดับกันมา พระพุทธเจ้าทั้งหลายยากที่ ใคร ๆ จะคร่าไป เปรียบเหมือนอสรพิษร้าย ดุจไกรสร- มฤคราช ดังช้างกุญชรที่ฝึกแล้วตกมันฉะนั้น ท่านมาณพ ทั้งหลายจงอย่าจามและไอ เดินเรียงลำดับกันมา เข้าไป สู่สำนักของพระพุทธเจ้าเถิด พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรง เป็นผู้หนักในการอยู่ในที่เร้น ชอบเงียบเสียง ยากที่จะ คร่าไปได้ ยากที่จะเข้าเฝ้า เป็นครูในมนุษยโลกพร้อมทั้ง เทวโลก เราทูลถามปัญหาใด หรือได้ปราศรัยโต้ตอบอยู่
หน้า 116 ข้อ 390
ขณะนั้น ท่านทั้งหลายจงเงียบเสียงหยุดนิ่งอยู่ พระองค์ ทรงแสดงพระสัทธรรมอันเป็นแดนเกษม เพื่อบรรลุพระ- นิพพาน ท่านทั้งหลายจงใคร่ครวญเนื้อความแห่งธรรม นั้น เพราะการฟังพระสัทธรรมเป็นความงาม ข้าพระองค์ ได้เข้าไปเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า ได้ปราศรัยกับพระมุนี ครั้น ผ่านการปราศรัยไปแล้ว จึงตรวจดูพระลักษณะทั้งหลาย ไม่เห็นพระลักษณะ ๒ ประการ เห็นแต่พระลักษณะ ๓๐ ประการ พระมุนีทรงแสดงพระคุหยฐานอันเร้นลับอยู่ ในฝัก ด้วยฤทธิ์ และพระชินเจ้าทรงแสดงพระชิวหา สอดเข้าช่องพระกรรณและพระนาสิก ทรงแผ่พระชิวหา ปกปิดถึงที่สุดพระนลาตทั้งสิ้น ข้าพระองค์ได้เห็นพระ- ลักษณะของพระองค์ บริบูรณ์พร้อมด้วยพยัญชนะ จึง ลงความสันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธเจ้าแน่ แล้วบวชพร้อม ด้วยพวกศิษย์ ข้าพระองค์พร้อมด้วยศิษย์ ๓๐๐ คน ออก บวชเป็นบรรพชิต เมื่อข้าพระองค์ทั้งหลายบวชแล้วยัง ไม่ถึงกึ่งเดือน ได้บรรลุถึงความดับทุกข์ทั้งหมด ข้า- พระองค์ทั้งหลายร่วมกันทำกรรม ในบุญเขตอันยอดเยี่ยม ท่องเที่ยวไปร่วมกัน คลายกิเลสได้ร่วมกัน เพราะได้ ถวายไม้กลอนทั้งหลาย ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็น อันมาก เพราะกุศลที่ได้ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้ เหตุ ๘ ประการ คือข้าพระองค์เป็นผู้อันเขาบูชาในทิศ
หน้า 117 ข้อ 390
ทั้งหลาย ๑ โภคสมบัติของข้าพระองค์นับไม่ถ้วน. ข้า- พระองค์เป็นที่พึ่งของคนทั้งปวง ๑ ความสะดุ้งหวาดเสียว ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ความป่วยไข้ไม่มีแก่ข้าพระองค์ ๑ ข้าพระองค์ย่อมรักษาอายุได้ยืนนาน ๑ ข้าพระองค์เป็นผู้ มีผิวพรรณละเอียดอ่อน เมื่ออยู่ในที่ฝนตก ๑ เพราะได้ ถวายไม้กลอน ๘ อัน ข้าพระองค์จึงได้อยู่ในหมวดธรรม อีกข้อหนึ่ง คือปฏิสัมภิทาและอรหัต นี้เป็นข้อที่ ๘ ของ ข้าพระองค์. ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์มีธรรมเครื่อง อยู่ อันอยู่จบหมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นบุตรของพระองค์ชื่อว่าอัฏฐโคปานสี. เพราะได้ถวาย เสา ๕ ต้น ข้าพระองค์จึงอยู่ในธรรมเป็นอันมาก ด้วย ศีลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือข้าพระองค์เป็นผู้ไม่หวั่นไหวด้วยเมตตา ๑ มีโภค- สมบัติไม่รู้จักพร่อง ๑ มีถ้อยคำควรเชื่อถือได้ โดยที่ข้า- พระองค์ไม่ต้องกำจัด ๑ จิตของข้าพระองค์ไม่หวาดกลัว ๑ ข้าพระองค์ไม่เป็นเสี้ยนหนามต่อใคร ๆ ๑ ด้วยกุศลธรรม ที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์จึงเป็นผู้ปราศจากมลทินในพระ- ศาสนา. ข้าแต่พระมหามุนีวีรเจ้า ภิกษุสาวกของพระองค์ มีความเคารพ มีความยำเกรง ได้ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มี อาสวะ ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ได้ทำบัลลังก์ อันทำอย่างสวยงามแล้ว จัดตั้งไว้ในศาลา ด้วยกุศล
หน้า 118 ข้อ 390
กรรมที่ทำไว้นั่น ข้าพระองค์ย่อมได้เหตุ ๕ ประการ คือ ย่อมเกิดในสกุลสูง มีโภคสมบัติมาก ๑ เป็นผู้มี สมบัติทั้งปวง ๑ ไม่มีความตระหนี่ ๑ เมื่อข้าพระองค์ ปรารถนาจะไป บัลลังก์ก็ย่อมตั้งรออยู่ ๑ ย่อมไปสู่ที่ ปรารถนาพร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ๑ เพราะการ ถวายบัลลังก์นั้น ข้าพระองค์กำจัดความมืดได้ทั้งหมด ข้าแต่พระมหามุนี พระเถระผู้บรรลุอภิญญาและพละ ทั้งปวง ถวายบังคมพระองค์ ข้าพระองค์ทำกิจทั้งปวงอัน เป็นกิจของผู้อื่นและของตนเสร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรม ที่ทำแต่นั้น ข้าพระองค์ได้เขาไปสู่บุรีอันมีภัย ข้า- พระองค์ได้ถวายเครื่องบริโภค ในศาลาที่สร้างสำเร็จแล้ว ด้วยกุศลกรรมที่ทำแล้วนั้น ข้าพระองค์ได้เข้าถึงความ เป็นผู้ประเสริฐ. ผู้ฝึกเหล่าใดเหล่าหนึ่งในโลก ผู้ฝึก เหล่านั้นย่อมฝึกช้างและม้า ย่อมให้ทำเหตุต่าง ๆ นานา แล้วฝึกด้วยความทารุณ ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ หาได้ฝึกชายและหญิงเหมือนอย่างนั้นไม่ พระองค์ทรงฝึก ในวิธีฝึกอันสูงสุด โดยไม่ต้องใช้อาชญา ไม่ใช้ศาสตรา พระมุนีทรงสรรเสริญคุณแห่งทาน ทรงฉลาดในเทศนา และพระมุนีตรัสปัญหาข้อเดียว ยังคน ๓๐๐ คนให้ตรัสรู้ ได้ ข้าพระองค์ทั้งหลาย อันพระองค์ผู้เป็นสารถีฝึกแล้ว พ้นวิเศษแล้ว ไม่มีอาสวะ บรรลุอภิญญาและพละทั้งปวง
หน้า 119 ข้อ 390
ดับแล้วในธรรมเป็นที่สิ้นอุปธิ. ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายทานใดในกาลใด ด้วยทานนั้น ภัย ทั้งปวงล่วงพ้นไปแล้ว นี้เป็นผลแห่งการถวายศาลา ข้า- พระองค์ได้เผากิเลสทั้งหลายแล้ว... ฯลฯ ...พระพุทธ- ศาสนาข้าพระองค์ได้ทำเสร็จแล้ว. ก็ท่านพระเสลเถระ ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เข้าไปเฝ้าพระ- ศาสดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตผล จึงกล่าวคาถาว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ นับแต่วันที่ ข้าพระองค์ทั้งหลายถึงสรณคมน์ ล่วงไปแล้วได้ ๗ วัน ครบ ๘ วันเข้าวันนี้ ข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นผู้มีอินทรีย์ อันฝึกแล้ว ในศาสนาของพระองค์ ดังนี้ . คำอันเป็นคาถานั้นมีความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ด้วยจักษุ ๕ เพราะเหตุที่ในวันที่ ๘ อันผ่านไปแล้วจากวันนี้ พวกข้า- พระองค์ได้ถึงสรณะนั้น เพราะฉะนั้น พวกข้าพระองค์ได้เป็นผู้ฝึกแล้ว ด้วยการฝึกในศาสนาของพระองค์ได้ ๗ วัน น่าอัศจรรย์ อานุภาพแห่ง สรณคมน์ของพระองค์. เบื้องหน้าแต่นั้นไป ได้ชมเชย (พระศาสดา) ด้วยคาถา ๒ คาถานี้ว่า พระองค์เป็นผู้ตื่นแล้ว และทรงปลุกผู้อื่นให้ตื่นอีก ด้วย พระองค์เป็นครูผู้สั่งสอนทวยเทพและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นจอมปราชญ์ ทรงครอบงำมารและเสนามาร ทรงตัด
หน้า 120 ข้อ 390
อนุสัยได้แล้ว ทรงข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้แล้ว ยังทรง ทำให้หมู่สัตว์ข้ามห้วงแห่งสังสารวัฏได้ด้วย ทรงก้าวล่วง อุปธิได้แล้ว ทรงทำลายอาสวะทั้งหลายได้แล้ว ทรงเป็น ผู้ไม่มีความยึดมั่น ทรงละความขลาดกลัวต่อภัยได้แล้ว ดุจราชสีห์ไม่ครั่นคร้ามต่อหมู่เนื้อฉะนั้น. ในคาถาสุดท้าย ได้ทูลขอถวายบังคมพระศาสดาว่า ภิกษุ ๓๐๐ รูปนี้ พากันมายืนประณมอัญชลีอยู่พร้อม หน้า ขอพระองค์โปรดทรงเหยียดฝ่าพระบาททั้งสองมา เถิด ภิกษุผู้ประเสริฐทั้งหลาย จะขอถวายบังคมพระองค์ ผู้เป็นศาสดา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตุวํ พุทฺโธ ความว่า พระองค์เท่านั้น เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าในโลกนี้. พระองค์เท่านั้น ชื่อว่าเป็นพระ- ศาสดา เพราะทรงสั่งสอนสัตว์ทั้งหลายด้วยประโยชน์ปัจจุบันเป็นต้น. ชื่อว่าเป็นผู้ครอบงำมาร เพราะทรงครอบงำพวกมารทั้งปวง. ชื่อว่าเป็น มุนี เพราะความเป็นผู้รู้. บทว่า อนุสเย เฉตฺวา ได้แก่ ตัดอนุสัยมีกามราคะเป็นต้น ด้วย ศาสตราคือพระอริยมรรค. บทว่า ติณฺโณ ความว่า พระองค์เองทรงข้ามโอฆะใหญ่ คือสงสาร ได้แล้ว ยังทรงให้เหล่าสัตว์นี้ข้ามไปด้วยหัตถ์คือเทศนา. บทว่า อุปธิ ได้แก่ อุปธิทั้งปวงมีขันธูปธิเป็นต้น.
หน้า 121 ข้อ 390
บทว่า อนุปาทาโน ได้แก่ ทรงละกามุปาทานเป็นต้น ได้ทั้งหมด. พระเถระครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว พร้อมทั้งบริษัทได้ถวายบังคมพระศาสดา ฉะนี้แล. จบอรรถกถาเสลเถรคาถาที่ ๖
หน้า 122 ข้อ 391
๗. ภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา ว่าด้วยความสุขอื่นจากความสุขในวิเวกไม่มี [๓๙๑] ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์จะไปไหน ก็ขึ้นคอช้างไป แม้จะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มแต่ผ้าที่ส่งมาจาก แคว้นกาสีมีเนื้ออันละเอียด แม้จะบริโภค ก็บริโภคแต่ อาหารล้วนเป็นข้าวสาลี พร้อมด้วยเนื้ออันสะอาดมีโอชา- รส ถึงกระนั้น ความสุขนั้นก็หาได้ทำจิตของข้าพระองค์ ยินดีเหมือนความสุขในวิเวกในบัดนี้ไม่ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิ- โคธา เป็นผู้เจริญประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหาร ที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่ง ฌานอยู่ บัดนี้ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าภัททิยะ เป็นโอรสของ พระนางกาลิโคธา ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ประ- กอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วยการ บิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่งฌานอยู่ บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ประกอบด้วย ความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ใช้แต่ผ้าไตรจีวรเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยว บิณฑบาตไปตามลำดับตรอกเป็นวัตร ประกอบด้วยความ เพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการนั่งฉันบนอาสนะแห่ง- เดียวเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระ-
หน้า 123 ข้อ 391
องค์ถือการฉันอาหารเฉพาะในบาตรเป็นวัตร ประกอบ ด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการห้ามอาหารที่ เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ประกอบด้วย ความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการ อยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในป่าช้าเป็นวัตร ประกอบด้วย ความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในเสนาสนะ ตามที่ท่านจัดให้เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการนั่งเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้มักน้อยเป็นวัตร ประกอบ ด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้สันโดษ เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ ถือการเป็นผู้ชอบสงัดเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร... บัดนี้ ข้าพระองค์นามว่า ภัททิยะเป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้ปรารภ ความเพียร ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่ง ฌานอยู่... ข้าพระองค์ละทิ้งเครื่องราชูปโภค คือ จาน ทองคำอันมีราคา ๑๐๐ ตำลึง ซึ่งประกอบไปด้วยลวดลาย
หน้า 124 ข้อ 391
อย่างงดงาม วิจิตรไปด้วยภาพทั้งภายในและภายนอกนับ ได้ตั้ง ๑๐๐ มาใช้บาตรดินใบนี้ นี้เป็นการอภิเษกครั้งที่สอง แต่ก่อนข้าพระองค์มีหมู่ ทหารถือดาบรักษาบนกำแพงที่ ล้อมรอบซึ่งสูง และที่ป้อมและซุ้มประตูพระนครอย่าง แน่นหนา ก็ยังมีความหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้เจริญ ไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ละความขลาดกลัว ภัยได้แล้ว มาหยั่งลงสู่ป่า เพ่งฌานอยู่ ข้าพระองค์ตั้งมั่น อยู่ในศีลขันธ์ อบรมสติปัญญา ได้บรรลุถึงความสิ้นไป แห่งสังโยชน์ทั้งปวงโดยลำดับ. จบภัททิยกาลิโคธาปุตตเถรคาถา อรรถกถากาลิโคธาปุตตภัททิยเถรคาถาที่ ๗๑ คาถาของท่านพระภัททิยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยาตํ เม หตฺถีคีวาย ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปาง ก่อนทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ บังเกิดในตระกูล มีโภคะมาก พอรู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง กำลังฟังธรรมอยู่ในสำนักของ ศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศ ของภิกษุผู้มีสกุลสูง แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น ได้ถวายมหาทาน แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ตลอดสัปดาห์ แล้วได้กระทำ ประณิธานไว้. ๑. บาลีเป็นภัททิยกาลิโคธาปุตตเถระ.
หน้า 125 ข้อ 391
ฝ่ายพระศาสดาทรงเห็นว่าประณิธานของเขานั้น สำเร็จโดยไม่มี อันตรายข้อขัดข้อง จึงทรงพยากรณ์ให้ ฝ่ายกุลบุตรนั้นครั้นได้สดับพยากรณ์ นั้น จึงทูลถามถึงกรรมที่จะให้เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มีสกุลสูง แล้ว กระทำบุญเป็นอันมากตลอดชีวิต มีอาทิอย่างนี้คือ ให้สร้างสถานที่ ฟังธรรม ๑ ถวายที่นั่งในมณฑปที่ฟังธรรม ๑ ถวายพัด กระทำสักการะ บูชาพระธรรมกถึก ๑ ถวายเรือนที่อาศัยให้เป็นโรงอุโบสถ ๑ จุติจาก อัตภาพนั้นท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ถัดจากกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสปะ ก่อนที่พระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายจะ เสด็จอุบัติขึ้น (เขา) บังเกิดในเรือนของกุฎุมพีในเมืองพาราณสี ได้เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าเป็นอันมากเที่ยวบิณฑบาต แล้วมาประชุมในที่แห่ง เดียวกันแบ่งภัตตาหารกัน จึงลาดแผ่นหินลาดในที่นั้นแล้วตั้งน้ำล้างเท้า เป็นต้นไว้ ได้บำรุงจนตลอดอายุ. เขาท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ตลอดพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในตระกูลศากยราชในนครกบิลพัสดุ์ ได้มี ชื่อว่า ภัททิยะ. ภัททิยะนั้นเจริญวัยแล้ว เมื่อพระศาสดาพร้อมกับภิกษุ กษัตริย์ ๕ รูปมีพระอนุรุทธะเป็นต้น ประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวัน จึง บวชในสำนักของพระศาสดา ได้บรรลุพระอรหัต. กาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยะในพระ- เชตวัน ทรงสถาปนาท่านพระภัททิยะนั้นไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุ ทั้งหลายผู้มีตระกูลสูง. ท่านยับยั้งอยู่ด้วยผลสุขและนิพพานสุข. จะอยู่ในป่า ก็ดีอยู่ที่โคนไม้ก็ดี อยู่ในเรือนว่าง ๆ ก็ดี เปล่งอุทานเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น จึงกราบทูลแด่พระศาสดาว่า ท่าน
หน้า 126 ข้อ 391
พระภัททิยะโอรสพระนางกาลิโคธา กล่าวเนือง ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ เห็นจะไม่ยินดีประพฤติพรหมจรรย์. พระศาสดารับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสถามว่า ภัททิยะ ได้ยินว่า เธอพูดบ่อย ๆ ว่า สุขหนอ สุขหนอ ดังนี้ จริงหรือ ? ท่านพระภัททิยะ ทูลรับว่า จริง พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในกาล ก่อน เมื่อข้าพระองค์ครองราชย์ ได้มีการจัดอารักขาเป็นอย่างดี แม้ถึง อย่างนั้นข้าพระองค์ยังกลัว หวาดเสียว ระแวงอยู่ แต่บัดนี้ ข้าพระองค์ บวชแล้ว ไม่กลัวไม่หวาดเสียว ไม่ระแวงอยู่ ดังนี้แล้ว ได้บันลือสีหนาท ณ เบื้องพระพักตร์ของพระศาสดา ด้วยคาถาเหล่านี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญู เมื่อก่อนข้าพระองค์จะไปไหน ก็ขึ้นคอช้างไป แม้จะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มผ้าที่ส่งมาจาก แคว้นกาสีมีเนื้ออันและเอียด แม้จะบริโภค ก็บริโภคแต่ อาหารล้วนเป็นข้าวสาลี พร้อมด้วยเนื้ออันสะอาดมีโอชา- รส ถึงกระนั้น ความสุขนั้น ก็หาได้ทำจิตของข้าพระองค์ ให้ยินดีเหมือนความสุขในวิเวกในบัดนี้ไม่. แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ผู้มีนามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิ- โคธา เป็นผู้เจริญ ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่ อาหารที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้มีชื่อว่าภัททยะ เป็น โอรสของพระนางกาลิโคธา ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็น วัตร ประกอบด้วยความเพียร ยินดีแต่อาหารที่ได้มาด้วย การเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่งใด ๆ เพ่งฌานอยู่.
หน้า 127 ข้อ 391
บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ประกอบ ด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ ใช้แต่ผ้าไตรจีวรเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเที่ยวบิณฑบาตตาม ลำดับตรอกเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯลฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้. ข้าพระองค์ถือการนั่งฉันบนอาสนะ แห่งเดียวเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่ง ฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการฉันอาหารเฉพาะในบาตร เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการฉันอาหารที่เขานำมาถวายภาย- หลังเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ประกอบด้วย ความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือ การอยู่โคนไม้เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ในป่าเป็นวัตร ประกอบด้วยความ เพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการอยู่ ในเสนาสนะตามที่จัดให้เป็นวัตร ประกอบด้วยความ เพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการไม่ นอนเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯลฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้มักน้อยเป็นวัตร ประกอบ
หน้า 128 ข้อ 391
ด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ ถือการเป็นผู้สันโดษเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯลฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการเป็นผู้ชอบความสงัด เป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์ถือการไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะเป็นวัตร ประกอบด้วยความเพียร ฯ ล ฯ เพ่งฌานอยู่. บัดนี้ ข้าพระองค์นามว่าภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้ปรารภความเพียร ประกอบด้วยความเพียร ยินดี แต่อาหารที่ได้มาด้วยการเที่ยวบิณฑบาต ไม่ถือมั่นในสิ่ง ใด ๆ เพ่งฌานอยู่. ข้าพระองค์ละทิ้งเครื่องราชูปโภค คือจานทองคำอันมีค่า ๑๐๐ ตำลึง ซึ่งประกอบด้วยลวดลาย งดงาม วิจิตรด้วยภาพทั้งภายในและภายนอกนับได้ตั้ง ๑๐๐ มาใช้บาตรดินใบนี้ นี้เป็นอภิเษกครั้งที่สอง. แต่ก่อน ข้าพระองค์ มีหมู่ทหารถือดาบรักษาบนกำแพงที่ล้อมรอบ ซึ่งสูง และที่ป้อมและซุ้มประตูพระนครอย่างเป็นหนา ก็ยังมีความหวาดเสียวอยู่เป็นนิจ บัดนี้ ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่า ภัททิยะ เป็นโอรสของพระนางกาลิโคธา เป็นผู้เจริญ ไม่มีความสะดุ้งหวาดเสียว ละความขลาดกลัวภัยได้แล้ว ได้หยั่งลงสู่ป่า เพ่งฌานอยู่. ข้าพระองค์ตั้งมั่นอยู่ใน ศีลขันธ์ อบรมสติปัญญา ได้บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ ทั้งปวงโดยลำดับ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาตํ เม หตฺถิคีวาย ดังนี้เป็นต้น
หน้า 129 ข้อ 391
ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อนข้าพระองค์แม้เมื่อจะไปก็นั่งบน คอช้างไป คือเที่ยวไป. แม้เมื่อจะนุ่งห่มผ้า ก็นุ่งห่มผ้าพิเศษที่ทอใน แคว้นกาสีมีเนื้อละเอียด คือสัมผัสสบาย. แม้เมื่อจะบริโภคข้าวสุก ก็บริโภค ข้าวสาลีทั้งเก่าและหอมอันเก็บไว้ ๓ ปี ชื่อว่าลาดข้าวกับเนื้ออันสะอาด เพราะเป็นข้าวลาดด้วยเนื้อสะอาดมีเนื้อนกกระทาและนกยูงเป็นต้น. ความ สุขนั้นไม่ได้กระทำจิตของข้าพระองค์ให้ยินดี เหมือนดังที่พระเถระแสดง วิเวกสุขในบัดนี้ จึงได้กล่าวคำมีอาทิว่าบัดนี้ ภัททิยะนั้น เป็นผู้เจริญดังนี้. ก็ในที่นี้ พึงทราบว่า ท่านถือเอายานคือม้าและรถด้วยศัพท์ว่า ช้าง ถือเอา เครื่องราชอลังการทุกอย่างด้วยศัพท์ว่า ผ้า ถือโภชนะทุกชนิดด้วยศัพท์ ว่า ข้าวสุก. บทว่า โสชฺช ความว่า วันนี้ คือบัดนี้ พระภัททิยะนั้นดำรงอยู่ ในบรรพชา. บทว่า ภทฺโท ความว่า ชื่อว่าผู้เจริญ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วย ศีลคุณเป็นต้น. บทว่า สาตติโก ได้แก่ ผู้ประกอบในความเพียรติดต่อกันในธรรม เครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. บทว่า อุญฺฉาปตฺตาคเต รโต ได้แก่ เป็นผู้ยินดียิ่งในอาหารที่ อยู่ในบาตรคือที่นับเนื่องในบาตร ด้วยการเที่ยวแสวงหา อธิบายว่า เป็น ผู้สันโดษด้วยอาหารที่อยู่ในบาตรนั้นเท่านั้น. บทว่า ฌายติ ได้แก่ เพ่งอยู่ด้วยฌาน อันสัมปยุตด้วยผล สมาบัติ.
หน้า 130 ข้อ 391
บทว่า ปุตฺโต โคธาย ได้แก่ เป็นโอรสของพระนางกษัตริย์ พระนามว่ากาลิโคธา. บทว่า ภทฺทิโธ ความว่า พระเถระผู้มีนามอย่างนี้กล่าว กระทำ ตนเองให้เป็นดุจคนอื่น. ชื่อว่าผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร เพราะห้ามคหบดีจีวร แล้วสมาทาน องค์แห่งภิกษุผู้ถือผ้าบังสุกุลเป็นวัตร. ชื่อว่าผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็น วัตร เพราะห้ามสังฆภัต แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการเที่ยว บิณฑบาตเป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตร เพราะห้ามอดิเรกจีวร แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือไตรจีวรเป็นวัตร. ชื่อว่าผู้ถือการเที่ยว บิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร เพราะห้ามการเที่ยวบิณฑบาตโลเล แล้ว สมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการเที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกเป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการนั่งฉันบนอาสนะเดียวเป็นวัตร เพราะห้ามการฉันบนอาสนะ ต่าง ๆ แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการนั่งฉันบนอาสนะแห่งเดียวเป็น วัตร, ชื่อว่าผู้ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร เพราะห้ามภาชนะใบที่สอง แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการฉันในบาตรเป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการ ห้ามอาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็นวัตร เพราะห้ามโภชนะที่เหลือเพื่อ แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการห้ามอาหารที่เขานำมาถวายภายหลังเป็น วัตร, ชื่อว่าผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร เพราะห้ามเสนาสนะใกล้บ้าน แล้ว สมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็น วัตร เพราะห้ามการอยู่ที่มุงบัง แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ โคนไม้เป็นวัตร. ชื่อว่าผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร เพราะห้ามการอยู่ที่ มุงบังและโคนไม้ แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ในที่แจ้งเป็นวัตร
หน้า 131 ข้อ 391
ชื่อว่าผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร เพราะห้ามที่ซึ่งมิใช่ป่าช้า แล้วสมาทาน องค์แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตาม ที่เขาจัดให้เป็นวัตร เพราะห้ามความโลเลในเสนาสนะ แล้วสมาทานองค์ แห่งภิกษุผู้ถือการอยู่ในเสนาสนะตามที่เขาจัดให้เป็นวัตร, ชื่อว่าผู้ถือการ นั่งเป็นวัตร เพราะห้ามการนอน แล้วสมาทานองค์แห่งภิกษุผู้ถือการนั่ง เป็นวัตร, ความสังเขปในที่นี้มีเพียงเท่านี้ ส่วนความพิสดารพึงถือเอา ธุดงค์กถา โดยนัยที่ท่านกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนั่นเถิด. บทว่า อุจฺเจ ได้แก่ ในที่สูงเป็นต้น หรือชื่อว่าสูง เพราะเป็น ปราสาทชั้นบน. บทว่า มณฺฑลิปากาเร ได้แก่ ล้อมด้วยกำแพง โดยอาการเป็น วงกลม. บทว่า ทฬฺหมฏฺฏาลโกฏฺเก ได้แก่ ประกอบด้วยป้อมและซุ้มประตู อันมั่นคง อธิบายว่า ในเมือง. ในบทว่า สตึ ปญฺญฺจ นี้ พระเถระกล่าวถึงสมาธิ โดยหัวข้อ คือสติ ซึ่งท่านหมายเอาผลสมาบัติและนิโรธสมาบัติ กล่าวไว้ว่า อบรมสติ และปัญญา ดังนี้. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวไว้ในที่นั้น ๆ แล้วทั้งนั้น. พระเถระบันลือสีหนาท ณ เบื้องพระพักตร์ของพระศาสดาด้วยประ- การฉะนี้. ภิกษุทั้งหลายได้ฟังดังนั้น ได้พากันเลื่อมใสยิ่งแล้ว. จบอรรถกถากาลิโคธาปุตตภัททิยเถรคาถาที่ ๗
หน้า 132 ข้อ 392
๘. องคุลิมาลเถรคาถา ว่าด้วยการหยุดแล้วจากการทำความชั่ว [๓๙๒] พระองคุลิมาลเถระ สมัยเมื่อยังเป็นโจร ได้กล่าวคาถา กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ดูก่อนสมณะ ท่านสิกำลังเดินอยู่ กลับกล่าวว่า เรา หยุดแล้ว ส่วนข้าพเจ้าหยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่ หยุด ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าขอถามความข้อนี้กะท่าน ท่านกำลังเดินอยู่ เพราะเหตุไร ท่านจึงกล่าวว่าหยุดแล้ว ข้าพเจ้าสิหยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่หยุด. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบว่า ดูก่อนองคุลิมาล เราวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงแล้ว ส่วนท่านสิยังไม่สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น เราจึงชื่อ ว่าหยุดแล้ว ส่วนท่านชื่อว่ายังไม่หยุด. องคุลิมาลโจรกราบทูลว่า พระองค์เป็นสมณะที่ชาวโลกกับทั้งเทวโลกบูชาด้วย เครื่องบูชามากมาย ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพิ่ง จะเสด็จมาถึงป่าใหญ่เพื่อโปรดข้าพระองค์โดยกาลนาน หนอ ข้าพระองค์ได้สดับพระคาถา ซึ่งประกอบด้วย เหตุผลของพระองค์แล้ว จักละเลิกบาปกรรมตั้งพันเสีย. พระสังคีติกาจารย์ได้กล่าวคาถาไว้ ๒ คาถา ความว่า ครั้นองคุลิมาลโจรกราบทูลดังนี้แล้ว ก็โยนดาบและ อาวุธทั้งหมดหญิงลงในหนองน้ำ บ่อน้ำ และในเหว ได้
หน้า 133 ข้อ 392
ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระสุคตเจ้า แล้วทูลขอ บรรพชากะพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นเอง ทันใดนั้นแล พระ- พุทธเจ้าประกอบไปด้วยพระมหากรุณา ทรงแสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ เป็นศาสดาของโลกกับทั้งเทวโลก ได้ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ความเป็นภิกษุได้มีแก่องคุลิมาล โจรนั้น ในขณะนั้นทีเดียว. เมื่อท่านพระองคุลิมาลได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้บรรลุอรหัต แล้วเสวยวิมุตติสุขอยู่ เกิดปีติโสมนัส ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถอุทานนี้ ความว่า ผู้ใดเคยประมาทในตอนต้น ภายหลังเขาไม่ประมาท ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้ว จากหมอกฉะนั้น บาปกรรมที่ทำไร้แล้ว อันผู้ใดย่อมปิด กั้นไว้ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือน พระจันทร์พ้นแล้วจากหมอกฉะนั้น ภิกษุใดแล แม้จะ ยังหนุ่ม ประกอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา ภิกษุ นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้ว จากหมอกฉะนั้น ก็ผู้ที่เป็นข้าศึกต่อเรา ขอจงพึงธรรม- กถาที่เราได้ฟังแล้วในสำนักของพระศาสดา ขอจงประ- กอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา ขอจงคบหากับ มนุษย์ผู้เป็นสัตบุรุษ ซึ่งถือมั่นแต่ธรรมอย่างเดียว ก็ผู้ที่ เป็นข้าศึกต่อเรา ขอเชิญฟังธรรมของท่านผู้กล่าวสรร- เสริญความอดทน ผู้มีปกติสรรเสริญความไม่โกรธ ตาม
หน้า 134 ข้อ 392
เวลาอันสมควร และขอจงปฏิบัติตามธรรมอันสมควรแก่ ธรรมนั้นเถิด ขออย่าเบียดเบียนเราและชาวประชาหรือ ว่าสัตว์อื่นใดเลย พึงบรรลุความสงบอย่างเยี่ยม และพึง รักษาสัตว์ทั้งปวงให้เป็นเหมือนบุตรที่รักเถิด ก็ชาวนาที่ ต้องการน้ำย่อมไขน้ำไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อม ถากไม้ บัณฑิตย่อมฝึกตน คนบางพวกฝึกช้างและม้า เป็นต้น ด้วยท่อนไม้บ้าง ด้วยขอบ้าง ด้วยแส้บาง ส่วน เราเป็นผู้อันพระศาสดาผู้คงที่ทรงฝึกแล้ว โดยไม่ได้ทรง ใช้อาชญาและศาสตรา, เมื่อก่อนเรามีชื่อว่า อหิงสกะ ผู้ ไม่เบียดเบียน แต่เรายังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ วันนี้เราเป็น ผู้มีชื่อจริง ไม่เบียดเบียนใคร แต่ก่อนเราเป็นโจรลือชา ทั่วไปว่าองคุลิมาล ถูกห้วงน้ำใหญ่พัดไปจนได้มาพบพระ- พุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งเข้า ครั้งก่อนเรามีมือเปื้อนด้วยโลหิต ลือชื่อไปทุกทิศว่าองคุลิมาล แต่บัดนี้ องคุลิมาลได้มาพบ พระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งเข้าแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ ภพน้อยภพใหญ่ขึ้นได้แล้ว เราได้ทำกรรมเช่นนั้นอันเป็น เหตุให้ไปสู่ทุคติเป็นอันมาก จึงต้องมารับผลกรรมที่ทำไว้ แต่บัดนี้ เราบริโภคโภชนะโดยไม่เป็นหนี้ คนพาลผู้มี ปัญญาทราม ย่อมประกอบตามความประมาท ส่วนนัก ปราชญ์ ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์ อันประเสริฐสุดฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าประกอบตาม ความประมาท อย่าประกอบความสนิทสนมด้วยความ
หน้า 135 ข้อ 392
ยินดีในกาม เพราะว่าผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ ย่อมถึง ความสุขอันไพบูลย์ การที่เรามาสู่สำนักของพระศาสดา เป็นการมาดีแล้ว มิใช่ว่าเป็นการมาไม่ดี การที่เราคิดจะ บวชในสำนักของพระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่ เลวเลย เพราะเป็นการเข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ในธรรม ทั้งหลายที่พระศาสดาทรงจำแนกดีแล้ว การที่เรามาสู่ สำนักของพระศาสดานี้ เป็นการมาดีแล้ว มิใช่ว่าเป็น การมาไม่ดี การที่เราคิดจะมาบวชในสำนักของพระ- ศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่เลวเลย เราได้บรรลุ วิชชา ๓ ตามลำดับ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้ว แต่ก่อนเราอยู่ในป่า โคนไม้ ภูเขา หรือใน ถ้ำทุก ๆ แห่ง มีใจหวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ เราผู้อันพระ- ศาสดาทรงอนุเคราะห์แล้วไม่ไปในบ่วงมาร จะยืน เดิน นั่ง นอนก็เป็นสุข เมื่อก่อนเรามีเชื้อชาติเป็นพราหมณ์ มีครรภ์เป็นที่ถือปฏิสนธิบริสุทธิ์ทั้งหลายฝ่าย บัดนี้ เราเป็น โอรสของพระสุคตศาสดา ผู้เป็นพระธรรมราชา เราเป็น ผู้ปราศจากตัณหาแล้ว ไม่ถือมั่น คุ้มครองทวาร สำรวม ดีแล้ว เราตัดรากเหง้าของทุกข์ได้แล้ว บรรลุถึงความสิ้น อาสวะแล้ว เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา ทำตามคำ สอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลง แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว. จบองคุลิมาลเถรคาถา
หน้า 136 ข้อ 392
อรรถกถาองคุลิมาลเถรคาถาที่ ๘ คาถาของท่านพระองคุลิมาลเถระ มีคำเริ่มต้นว่า คจฺฉํ วเทสิ สมณ ิโตมฺหิ ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ ปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งวิวัฏฏะไว้ในภพนั้น ๆ ใน พุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดเป็นบุตรพราหมณ์นามว่าภัคควะ ผู้เป็นปุโรหิต ของพระเจ้าโกศลในเมืองสาวัตถี, ในวันที่ท่านเกิด อาวุธนานาชนิดทั่ว ทั้งพระนครลุกโพลง และพระแสงมงคลของพระราชา ซึ่งวางอยู่บนตั่ง ที่บรรทมก็ลุกโพลงด้วย พระราชาทรงเห็นดังนั้นทรงกลัวหวาดเสียว บรรทมไม่หลับ. ในเวลานั้น ปุโรหิตตรวจดูดาวนักษัตร จึงได้กระทำการตกลงว่า มีทารกเกิดแล้วในโจโรฤกษ์ ฤกษ์โจร. เมื่อราตรีสว่าง ท่านปุโรหิตเข้า ไปเฝ้าพระราชา ทูลถามถึงความบรรทมสบาย. พระราชาตรัสว่า จะนอน สบายมาแต่ไหน อาจารย์ ตอนกลางคืน พระแสงมงคลของฉันลุกโพลง ข้อนั้นจักมีผลเป็นอย่างไรหนอ. ปุโรหิตกราบทูลว่า อย่าทรงกลัวเลย พระเจ้าข้า ทารกเกิดในเรือนของข้าพระองค์, ด้วยอานุภาพของทารก นั้น แม้อาวุธนานาชนิด ทั่วทั้งพระนครก็ลุกโพลง. พระราชาตรัสถามว่า จักเป็นอย่างไรล่ะ อาจารย์. ปุโรหิตทูลว่า ทารกจักเป็นโจร พระเจ้าข้า. พระราชาตรัสถามว่า จักเป็นโจรเที่ยวไปคนเดียว หรือว่าเป็นหัวหน้าคณะ. ปุโรหิตทูลว่า เป็นโจรเที่ยวไปผู้เดียว พระเจ้าข้า, จักให้พวกข้าพระองค์ ฆ่าเขาไหมพระเจ้าข้า. พระราชาตรัสว่า ถ้าเป็นโจรเที่ยวไปคนเดียวไซร้ พวกท่านจงเลี้ยงเขาไว้ก่อน เมื่อจะตั้งชื่อเขา เพราะเหตุที่เขาเมื่อจะเกิด
หน้า 137 ข้อ 392
ได้เกิดมาเบียดเบียนพระหฤทัยของพระราชา เพราะฉะนั้น จึงตั้งชื่อว่า หิงสกะ ภายหลังจึงเรียกชื่อว่า อหิงสกะ เหมือนที่พูดกันว่า เห็นแล้วก็ พูดเสียว่าไม่เห็นฉะนั้น. อหิงสกะนั้น เติบโตแล้ว ทรงกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก เพราะ กำลังแห่งบุรพกรรม, อหิงสกะนั้นมีบุรพกรรมดังนี้ :- ในคราวที่โลกว่างจากพระพุทธเจ้า เขาบังเกิดเป็นชาวนา ได้เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งเปียกน้ำฝน มีจีวรชุ่ม ถูกความหนาวเบียด- เบียน เข้าไปยังพื้นที่นาของตน เกิดความโสมนัสว่า บุญเขตปรากฏ แก่เราแล้ว จึงได้ก่อไฟถวาย. ด้วยกำลังแห่งกรรมนั้น เขาจึงเป็นผู้เพียบ พร้อมด้วยกำลังแรงและกำลังเชาวน์ ในที่ที่เกิดแล้ว ๆ ในอัตภาพสุดท้าย นี้ จึงทรงกำลังเท่าช้างสาร ๗ เชือก. อหิงสกะนั้นไปเมืองตักกศิลา เป็นธัมมันเตวาสิก (คือศิษย์ชนิดทำ การงานให้อาจารย์) ในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เรียนศิลปะ ปฏิบัติ พราหมณ์ผู้อาจารย์ และภรรยาของอาจารย์โดยเคารพ. ด้วยเหตุนั้น นางพราหมณีนั้น จึงได้ทำการสงเคราะห์เขาด้วยอาหารเป็นต้นที่มีอยู่ใน เรือน. พวกมาณพอื่น ๆ อดทนไม่ได้ ซึ่งการสงเคราะห์นั้น จึงได้ทำ ให้แตกกับอาจารย์. พราหมณ์ไม่เชื่อคำของมาณพเหล่านั้น ๒-๓ วาระ มาภายหลังเชื่อ คิดว่า มาณพมีกำลังมาก ใคร ๆ ไม่อาจฆ่าได้ เราจักฆ่า เขาด้วยอุบาย จึงกล่าวกะมาณพผู้เรียนจบศิลปะแล้ว มาลาเพื่อจะไปเมือง ของตนว่า พ่ออหิงสกะ ธรรมดาศิษย์ผู้เรียนจบศิลปะแล้ว จะต้องให้ของ คำนับครู แก่อาจารย์ เจ้าจงให้ของคำนับครูนั้น แก่เรา. อหิงสกะกล่าว ว่า ดีแล้วท่านอาจารย์ ผมจักให้อะไร. พราหมณ์กล่าวว่า เจ้าจงนำเอา นิ้วมือขวาของพวกมนุษย์มา ๑,๐๐๐ นิ้ว. ได้ยินว่า พราหมณ์ได้มีความ
หน้า 138 ข้อ 392
ประสงค์ต่อเขาดังนี้ว่า เมื่อฆ่าคนจำนวนมาก คน ๆ หนึ่งจักฆ่าเขาได้ โดยแท้. อหิงสกะได้ฟังดังนั้น จึงมุ่งหน้าว่า คนไม่มีความกรุณาที่สะสมไว้ นาน ผูกสอดอาวุธ ๕ อย่าง เข้าไปยังป่าชาลินวัน ในแคว้นของพระ- เจ้าโกศล อยู่ในระหว่างเขาใกล้หนทางใหญ่ ยืนยอดเขาเห็นพวกมนุษย์ผู้ เดินไปตามทาง จึงรีบไป (ฆ่าตัด) เอานิ้วมือมาห้อยไว้ที่ยอดไม้. แร้งบ้าง กาบ้าง กินนิ้วมือเหล่านั้น ที่หล่นลงบนพื้นดินก็เปื่อยเน่าไป. เมื่อนิ้วมือ ไม่ครบจำนวนอย่างนี้ จึงเอาด้ายร้อยนิ้วมือที่ได้แล้ว ๆ กระทำให้เป็นพวง แล้วสะพายไหล่ เหมือนคล้องสายยัชโญปวีตฉะนั้น ตั้งแต่นั้นมา เขาจึง ได้มีสมัญญาว่า องคุลิมาล. เมื่อเขาฆ่าพวกมนุษย์อยู่อย่างนี้ หนทางก็ไม่มีคนใช้เดินทาง. เขา ไม่ได้มนุษย์ในหนทาง จึงไปยังอุปจารบ้าน แอบฆ่ามนุษย์ที่มาแล้ว ๆ เอานิ้วมือไป. มนุษย์ทั้งหลายรู้เข้าก็พากันหลีกออกไปจากบ้าน บ้านทั้ง- หลายก็ร้าง นิคมและชนบทก็เหมือนกัน. ประเทศนั้นได้ถูกเขาทำให้อยู่กัน ไม่ได้ ด้วยประการฉะนี้. องคุลิมาลได้รวบรวมนิ้วมือได้พันนิ้ว หย่อน อยู่หนึ่งนิ้ว. ลำดับนั้น มนุษย์ทั้งหลายได้กราบทูลถึงอันตรายเพราะโจร นั้นแด่พระเจ้าโกศล. พระราชาจึงรับสั่งให้เที่ยวตีกลองไปในพระนครแต่ เช้าตรู่ว่า พวกเรารีบจับองคุลิมาลโจร, พลนิกายจงมา. นางพราหมณีชื่อว่ามันตานีผู้เป็นมารดาขององคุลิมาล กล่าวกะบิดา ขององคุลิมาลนั้นว่า ข่าวว่าบุตรของท่านเป็นโจรกระทำดังนี้ ๆ ท่านจง ไปเกลี้ยกล่อมเขาว่า อย่าทำเช่นนี้ แล้วพามา พระราชาจะพึงฆ่าเขาโดย ประการอื่น. พราหมณ์กล่าวว่า เราไม่ต้องการบุตรเช่นนั้น พระราชา
หน้า 139 ข้อ 392
จงทรงกระทำตามพอพระทัยเถิด. ลำดับนั้น พราหมณีมีความรักบุตร จึงถือเอาเสบียงทางแล้วเดินทางไปด้วยหวังใจว่า เราจักยังบุตรของเรา ให้ยินยอมแล้วพามา. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบว่า พราหมณีนี้จะไปด้วยหวังว่าจักนำ องคุลิมาลมา ถ้านางจักไป องคุลิมาลก็จักฆ่ามารดาเสีย ด้วยคิดว่าจะให้ ครบ ๑,๐๐๐ นิ้ว. ก็องคุลิมาลนั้นเป็นปัจฉิมภวิกสัตว์ ถ้าเราจักไม่ไปไซร้ ความเสื่อมใหญ่จักได้มีแล้ว จึงเสด็จกลับจากบิณฑบาตภายหลังภัต ทรง ถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง ทรงดำเนินไปด้วยพระบาทสิ้นหนทาง ๓๐ โยชน์ เฉพาะเจาะจงองคุลิมาล ในระหว่างทาง แม้คนเลี้ยงโคเป็นต้น ห้ามปรามก็เสด็จเข้าถึงป่าชาลินวัน. ก็ขณะนั้น พอดีเขาได้เห็นมารดาของเขา ครั้นเขาเห็นมารดา แต่ไกล จึงเงื้อดาบวิ่งเข้าไปหมายใจว่า แม้มารดาเราก็จักฆ่า ท่านนิ้วที่ หย่อนให้ครบเต็มพันในวันนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระองค์ใน ระหว่างคนทั้งสองนั้น. องคุลิมาลได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าจึงคิดว่า เรา จะประโยชน์อะไรด้วยการฆ่ามารดาแล้วถือเอานิ้วมือ มารดาเราจงมีชีวิต อยู่เถิด ถ้ากระไรเราพึงปลงชีวิตพระสมณะนี้แล้วถือเอานิ้วมือ จึงเงื้อดาบ ติดตามพระผู้มีพระภาคเจ้าไปข้างหลัง ๆ. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงอิทธาภิสังขาร โดย ประการที่องคุลิมาลแม้จะวิ่งจนสุดแรง ก็ไม่อาจทันพระองค์ทั้งที่พระองค์ เสด็จไปโดยพระอิริยาบถปกติได้. เขาถอยความเร็วลง หายใจครืด ๆ เหงื่อไหลออกจากรักแร้ทั้งสองข้าง ไม่อาจแม้จะยกเท้าขึ้น จึงยืนเหมือน ตอไม้ กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า หยุดเถิด หยุดเถิด สมณะ พระผู้มี-
หน้า 140 ข้อ 392
พระภาคเจ้าแม้เสด็จดำเนินอยู่ จึงตรัสว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล เธอแหละ จงหยุด. เขาคิดว่า พระสมณศากยบุตรเหล่านี้แล มีปกติพูดคำสัจจริง สมณะนี้ทั้ง ๆ ที่เดินไปก็พูดว่า เราหยุดแล้ว องคุลิมาล เธอนั่นแหละ จงหยุด. ก็เราเป็นผู้หยุดแล้ว สมณะนี้มีความประสงค์อย่างไรแล เราจัก ถามให้รู้ความประสงค์นั้น จึงได้กล่าวกะพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยคาถาว่า ดูก่อนสมณะ ท่านสิกำลังเดินอยู่ กลับกล่าวว่า เรา หยุดแล้ว ส่วนข้าพเจ้าหยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่ หยุด ดูก่อนสมณะ ข้าพเจ้าขอถามความนี้กะท่าน ท่าน กำลังเดินอยู่ เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่าหยุดแล้ว ส่วน ข้าพเจ้าสิ หยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวว่าไม่หยุด. บรรดาบทเหล่านั้น องคุลิมาลเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า สมณะ, บทว่า มํ แปลว่า ข้าพเจ้า. บทว่า กถํ แปลว่า โดยอาการอย่างไร. ก็ในคาถานี้ มีเนื้อความ ดังต่อไปนี้ :- ดูก่อนสมณะ ท่านกำลังเดินอยู่แท้ ๆ กลับกล่าวว่า เรา หยุดแล้ว. ส่วนข้าพเจ้าผู้หยุดแล้ว ท่านกลับกล่าวคือพูดว่า ยังไม่หยุด ในข้อนี้น่าจะมีเหตุ เพราะฉะนั้น ข้าพเจ้าขอถามความนั้นกะท่าน คือ กะพระสมณะว่า อย่างไร คือโดยอาการอะไร ท่านได้เป็นผู้หยุดแล้ว และข้าพเจ้าเป็นผู้ยังไม่หยุด. เมื่อองคุลิมาลกล่าวอย่างนี้แล้ว พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงได้ตรัสกะเขาด้วยพระคาถาว่า. ดูก่อนองคุลิมาล เราวางอาชญาในสัตว์ทั้งปวงเสีย แล้ว ส่วนท่านสิ ยังไม่สำรวมรวมสัตว์ทั้งหลาย ฉะนั้น เราจึงชื่อว่าหยุดแล้ว ส่วนท่านชื่อว่ายังไม่หยุด.
หน้า 141 ข้อ 392
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ิโต อหํ องฺคุลิมาล สพฺพทา สพฺเพสุ ภูเตสุ นิธาย ทณฺฑํ ความว่า ดูก่อนองคุลิมาล ในทุกกาล คือในกาลทั้งปวง ได้แก่ในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด เราวางอาชญา เสียแล้วในสัตว์ทั้งปวง ชนิดที่เคลื่อนไหวได้และชนิดอยู่กับที่ ชื่อว่าวาง อาชญา วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู ชื่อว่าหยุดแล้วโดยอาการ เห็นปานนั้นนั่นแหละ เพราะไม่เป็นไปโดยประการอื่นจากนั้น. บทว่า ตุวํ จ ปาเณสุ อสญฺโตสิ ความว่า ส่วนท่านเป็นผู้ เว้นความสำรวมในสัตว์ทั้งหลาย หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด ยึดมั่นในการ ฆ่าและการประหาร ไม่มีความเอ็นดู เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าไม่หยุด ด้วย อำนาจการงดเว้นจากความไม่สำรวม, เพราะเหตุนั้นแหละ คือแม้เพราะ การหมุนไปรอบ ๆ ในคตินั้น ๆ บัดนี้ ท่านแม้จะหยุดโดยอิริยาบถ ก็ชื่อ ว่าเป็นผู้ยังไม่หยุด ส่วนเราเป็นผู้หยุดแล้วโดยประการดังกล่าวมาแล้ว. ลำดับนั้น องคุลิมาลเกิดความปีติโสมนัสว่า พระสมณะนี้ คือพระผู้มี- พระภาคเจ้าพระองค์นั้น เพราะเคยได้ฟังเกียรติศัพท์ของพระผู้มีพระภาค- เจ้าผู้ประกาศคุณตามความเป็นจริง ผู้ทรงทำชาวโลกทั้งสิ้นให้เอิบอาบอยู่ ดุจน้ำมันเอิบอาบอยู่บนพื้นน้ำฉะนั้น และเพราะเหตุสมบัติและญาณถึง ความแก่กล้าแล้ว จึงคิดว่าการบันลือสีหนาทใหญ่นี้ การกระหึ่มใหญ่นี้ จักไม่มีแก่ผู้อื่น การกระหึ่มนี้เห็นจะเป็นของพระสมณโคดม เราเป็นผู้ อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ทรงเห็นแล้ว พระผู้มีพระภาค- เจ้าเสด็จมาที่นี้ เพื่อกระทำการสงเคราะห์เรา จึงได้กล่าวคาถานี้ว่า พระองค์เป็นสมณะที่ชาวโลกกับทั้งเทวโลกบูชาด้วย เครื่องบูชามากมาย ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพิ่ง
หน้า 142 ข้อ 392
จะเสด็จมาถึงป่าใหญ่ เพื่อโปรดข้าพระองค์โดยกาลนาน หนอ ข้าพระองค์ได้สดับพระคาถาซึ่งประกอบด้วยเหตุ ผลของพระองค์แล้ว จักละเลิกบาปกรรมตั้งพันเสีย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสฺสํ วต ได้แก่ โดยกาลนานหนอ. บทว่า เม ได้แก่ เพื่ออนุเคราะห์ข้าพระองค์. บทว่า มหิโต ความว่า ผู้อันชาวโลกกับทั้งเทวโลกบูชาแล้วด้วย การบูชาอันยิ่งใหญ่. ชื่อว่าพระมเหสี เพราะทรงหาคือแสวงหาคุณมี ศีลขันธ์เป็นต้นอันใหญ่. บทว่า มหาวนํ สมโณ ปจฺจปาทิ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงระงับบาปทั้งปวงได้แล้ว ได้เสด็จดำเนินมาถึงป่าใหญ่นี้. บทว่า โสหํ จชิสฺสามิ สหสฺสปาปํ สุตฺวาน คาถํ ตว ธมฺมยุตฺตํ ความว่า ข้าพระองค์นั้นได้สดับคาถาของพระองค์อันประกอบด้วยธรรม ข้าพระองค์นั้นครั้นได้ฟังดังนั้นแล้วจึงคิดว่า แม้นาน คือแม้โดยกาลนาน เราจักละบาปตั้งพันที่รวมกันอยู่ คือที่สั่งสมไว้ บัดนี้จักละมันได้โดยแท้. ก็ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว เพื่อจะแสดงประการที่ตนปฏิบัติ และประการที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุเคราะห์ พระสังคีติกาจารย์จึงได้ตั้งคาถา ๒ คาถานี้ว่า ครั้นองคุลิมาลโจรกราบทูลดังนี้แล้ว ก็โยนดาบและ อาวุธทั้งหมดทิ้งลงในหนองน้ำ บ่อน้ำ และเหว ได้ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระสุคตเจ้า แล้วทูลขอ บรรพชากะพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นเอง ทันใดนั้นแล พระ- พุทธเจ้าผู้ทรงประกอบไปด้วยพระกรุณา ทรงแสวงหา
หน้า 143 ข้อ 392
คุณอันยิ่งใหญ่ เป็นศาสดาของโลกกับทั้งเทวโลก ได้ ตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ ความเป็นภิกษุได้มีแก่ องคุลิมาลโจรนั้นในขณะนั้นทีเดียว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิจฺเจว ได้แก่ ครั้นกล่าวแล้วดังนี้ คืออย่างนี้ ติดต่อกันไปทีเดียว. บทว่า โจโร ได้แก่ องคุลิมาล. บทว่า อสึ แปลว่า ดาบ. บทว่า อาวุธํ ได้แก่ อาวุธที่เหลือ. บทว่า โสพฺเภ ได้แก่ บ่อที่มีตลิ่งขาดรอบด้าน (บึง). บทว่า ปปาเต ได้แก่ บ่อที่มีตลิ่งขาดด้านเดียว (เหว). บทว่า นรเก ได้แก่ ช่องที่แผ่นดินแยก. ก็ในที่นี้ ท่านกล่าว ถึงเฉพาะระหว่างภูเขาซึ่งสิ่งของตกลงไปแล้ว คนอื่นไม่อาจถือเอา ด้วยบท แม้ทั้ง ๓. บทว่า อนฺวกาสิ ตัดเป็น อนุ อกาสิ ความว่า องคุลิมาลทิ้งลง ๆ คือโยนทิ้งอาวุธของตนแม้ทั้ง ๕ ชนิด ครั้นโยนทิ้งอาวุธเหล่านั้นแล้ว ก็ซบศีรษะลงที่พระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ขอจงให้ข้าพระองค์บวชเถิด พระเจ้าข้า. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า องคุลิมาลโจรได้ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระสุคต แล้วทูลขอ บรรพชากะพระพุทธเจ้า ณ ที่นั้นเอง. เมื่อองคุลิมาลโจรนั้นทูลขอ บรรพชาอย่างนี้ พระศาสดาทรงตรวจดูกรรมในก่อนของเขา ทรงเห็น เหตุสมบัติแห่งความเป็นเอหิภิกษุ จึงทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกไป แล้วตรัสว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมเรากล่าวดีแล้ว จงประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด.
หน้า 144 ข้อ 392
ก็พระวาจานั้นนั่นแล ได้เป็นบรรพชาและอุปสมบทขององคุลิมาล นั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้าได้ตรัสกะองคุลิมาลนั้นว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด เท่านี้ความเป็นภิกษุได้มีแก่องคุลิมาลนั้น ใน ขณะนั้นทีเดียว. พระเถระได้การบรรพชาและอุปสมบท โดยความเป็นเอหิภิกขุอย่าง นี้แล้ว กระทำวิปัสสนากรรมได้บรรลุพระอรหัตแล้ว เสวยวิมุตติสุขอยู่ เกิดความปีติโสมนัส จึงกล่าวคาถา ๓ คาถาโดยอุทานว่า ผู้ใดประมาทแล้วในตอนต้น ภายหลังเขาไม่ประมาท ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้ว จากหมอกฉะนั้น. บาปกรรมที่ทำไว้แล้วอันผู้ใดปิดกั้นไว้ ด้วยกุศล ผู้นั้นย่อมทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระ- จันทร์พ้นแล้วจากหมอกฉะนั้น. ภิกษุใดแล แม้จะยังหนุ่ม ประกอบความขวนขวายในพระพุทธศาสนา ภิกษุนั้นย่อม ทำโลกนี้ให้สว่างไสว เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอก ฉะนั้น. เนื้อความแห่งคำที่เป็นคาถานั้นว่า บุคคลใดจะเป็นคฤหัสถ์หรือ บรรพชิตก็ตาม ในกาลก่อนแต่การคบทากับกัลยาณมิตร ประมาทแล้ว โดยการเกี่ยวข้องกับมิตรชั่ว หรือโดยภาวะที่ตนไม่มีการพิจารณา คือถึง ความประมาทในสัมมาปฏิบัติ ภายหลังความแยบคายผุดขึ้น เพราะการ เกี่ยวข้องกับกัลยาณมิตร ชื่อว่าย่อมไม่ประมาท คือปฏิบัติชอบอยู่ หมั่น ประกอบเนือง ๆ ซึ่งสมถะและวิปัสสนา ย่อมบรรลุวิชชา ๓ อภิญญา ๖
หน้า 145 ข้อ 392
บุคคลนั้นย่อมทำโลกมีขันธโลกเป็นต้นนี้ ให้สว่างไสวด้วยวิชชาและ อภิญญาที่ตนบรรลุ เหมือนพระจันทร์พ้นแล้วจากหมอกเป็นต้น ทำโอกาส- โลกให้สว่างอยู่ฉะนั้น. กรรมชั่วที่บุคคลใดทำไว้แล้ว คือสั่งสมไว้แล้ว ย่อมปิดคือกั้นด้วย การปิดกั้นทวารในอันที่จะยังวิบากให้เกิดขึ้น เพราะภาวะที่โลกุตรกุศลอัน กระทำกรรมให้สิ้นไป นำเอาภาวะที่ไม่ควรแก่วิบากมาให้. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวแล้วนั่นเอง. บทว่า ทหโร แปลว่า เป็นหนุ่ม, ด้วยบทว่า ทหโร นั้น ท่าน แสดงถึงความที่พระเถระเป็นผู้มีร่างกายอดทนต่อการประกอบความเพียร. จริงอยู่ พระเถระนั้นสามารถครอบงำอันตรายจากลมและแดดที่เกิดขึ้น แล้วกระทำตามเพียรเป็นเครื่องประกอบ. ย่อมประกอบความขวนขวาย ในพระพุทธศาสนา คือเป็นผู้ประกอบความขวนขวายในสิกขา ๓ อธิบายว่า ยังสิกขา ๓ ให้ถึงพร้อมโดยความเคารพ. พระเถระเกิดปีติโสมนัสอย่างนี้ อยู่ด้วยวิมุตติสุข ในกาลใดเข้าไป บิณฑบาตในนคร ในกาลนั้น ก้อนดินแม้คนอื่นขว้างมา ก็ตกลงที่ร่างกาย ของพระเถระ ท่อนไม้แม้ที่คนอื่นปามา ก็ตกลงที่ร่างกายของพระเถระนั้น เหมือนกัน. พระเถระนั้นมีบาตรแตก เข้าไปยังพระวิหารเข้าเฝ้าพระ- ศาสดา. พระศาสดาทรงโอวาทพระเถระว่า เธอจงอดกลั้นเถิดพราหมณ์ เธอจงอดกลั้นเถิดพราหมณ์ เธอจงเสวยวิบากของกรรม ที่จะทำให้ไหม้ ในนรกหลายพันปีนั้น เฉพาะในปัจจุบันเถิดพราหมณ์. ลำดับนั้น พระเถระจึงเข้าไปตั้งเมตตาจิตในสรรพสัตว์ทั้งหลายโดย ไม่เจาะจง แล้วได้กล่าวคาถาทั้งหลายนี้ว่า
หน้า 146 ข้อ 392
ก็ผู้เป็นข้าศึกต่อเรา จงฟังธรรมกถาที่เราได้ฟังแล้ว ในสำนักของพระศาสดา ขอจงประกอบความขวนขวาย ในพระพุทธศาสนา ขอจงคบหากับมนุษย์ผู้เป็นสัตบุรุษ ผู้ถือมั่นแต่ธรรมอย่างเดียว ก็ผู้เป็นข้าศึกต่อเรา ขอเชิญ ฟังธรรมของท่านผู้กล่าวสรรเสริญความอดทน ผู้มีปกติ สรรเสริญความไม่โกรธ ตามเวลาอันควร และขอจง ปฏิบัติตามธรรมอันสมควรแก่ธรรมนั้นเถิด ขออย่า เบียดเบียนเราและประชาชนหรือว่าสัตว์อื่นใดเลย พึง บรรลุความสงบอย่างเยี่ยม และพึงรักษาสัตว์ทั้งปวง ให้ เป็นเหมือนบุตรที่รักเถิด. ก็ชาวนาที่ต้องการน้ำย่อมไขน้ำ ไป ช่างศรย่อมดัดลูกศร ช่างไม้ย่อมถากไม้ บัณฑิต ย่อมฝึกตน. คนบางพวกย่อมฝึกช้างและม้าเป็นต้น ด้วย ท่อนไม้บ้าง ด้วยขอบ้าง ด้วยแส้บ้าง ส่วนเราเป็นผู้อัน พระศาสดาผู้คงที่ทรงฝึกแล้ว โดยไม่ได้ทรงใช้อาชญา และศาสตรา. เมื่อก่อนเรามีชื่อว่า อหิงสกะ ผู้ไม่เบียด- เบียน แต่เรายังเบียดเบียนผู้อื่นอยู่ วันนี้ เราเป็นผู้มีชื่อ จริง ไม่เบียดเบียนใคร แต่ก่อนเราเป็นโจรลือชาทั่วไป ว่าองคุลิมาล แต่บัดนี้ องคุลิมาลได้มาพบพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึ่งเข้าแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพน้อยใหญ่ ขึ้นได้แล้ว เราได้ทำกรรมเช่นนั้นอันเป็นเหตุให้ไปสู่ทุคติ เป็นอันมาก จึงต้องมารับผลกรรมที่ทำไว้ แต่บัดนี้ เรา
หน้า 147 ข้อ 392
บริโภคโภชนะโดยไม่เป็นหนี้ คนพาลผู้มีปัญญาทราม ย่อมประกอบตามความประมาท ส่วนนักปราชญ์ ย่อม รักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐสุด ฉะนั้น. ท่านทั้งหลายอย่าประกอบตามความประมาท อย่าประกอบความสนิทสนมด้วยความยินดีในกาม เพราะ ว่าผู้ไม่ประมาทเพ่งพินิจอยู่ ย่อมถึงความสุขอันไพบูลย์. การที่เรานาสู่สำนักของพระศาสดา เป็นการมาดีแล้ว มิใช่ว่าเป็นการมาไม่ดี การที่เราคิดจะมาบวชในสำนัก ของพระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่เป็นความคิดที่เลวเลย เพราะ เป็นการเข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ในธรรมทั้งหลายที่ พระศาสดาทรงจำแนกดีแล้ว การที่เรามาสู่สำนักของ พระศาสดาทรงจำแนกดีแล้ว การที่เรามาสู่สำนักของ การที่เราคิดจะมาบวชในสำนักของพระศาสดานี้ ก็ไม่ใช่ เป็นความคิดที่เลวเลย. เราได้บรรลุวิชชา ๓ ตามลำดับ ได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว. แต่ก่อน เราอยู่ในป่า โคนไม้ ภูเขา หรือในถ้ำทุกแห่ง มีใจ หวาดเสียวอยู่เป็นนิตย์ เราผู้อันพระศาสดาทรงอนุเคราะห์ แล้ว ไม่ไปในบ่วงมาร จะยืน เดิน นั่ง นอน ก็เป็นสุข. เมื่อก่อนเรามีเชื้อชาติเป็นพราหมณ์ มีครรภ์เป็นที่ถือ ปฏิสนธิ บริสุทธิ์ทั้งสองฝ่าย บัดนี้เราเป็นโอรสของ พระสุคตผู้ศาสดา ผู้เป็นพระธรรมราชา เราเป็นผู้
หน้า 148 ข้อ 392
ปราศจากตัณหาแล้ว ไม่ถือมั่น คุ้มครองทวาร สำรวม ดีแล้ว เราตัดรากเหง้าของทุกข์ได้แล้ว บรรลุถึงความ สิ้นอาสวะแล้ว เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา ทำตาม คำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลง แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิสาปิ ความว่า แม้โจรผู้ปรากฏ คือ แม้ข้าศึกผู้ไม่เป็นมิตรต่อเราเหล่าใด ย่อมว่าร้ายเราอย่างนี้ว่า พวกเราถูก ทุกข์เพราะพลัดพรากจากญาติครอบงำ ย่อมได้รับทุกข์ด้วยอำนาจของ องคุลิมาลฉันใด แม้องคุลิมาลก็จงได้รับความทุกข์ฉันนั้น. บทว่า เม ธมฺมกถํ สุณนฺตุ ความว่า จงฟังกถาอันปฏิสังยุตด้วย สัจธรรมทั้ง ๔ ซึ่งเราได้ฟังมาแล้วในสำนักของพระศาสดา. บทว่า ยุญฺชนฺตุ ความว่า ก็ครั้นได้ฟังแล้ว จงปฏิบัติเพื่อประโยชน์ แก่สัจธรรม ๔ นั้น. บทว่า เต มนุเช ภชนฺตุ ความว่า จงคบ คือจงเสพกัลยาณมิตร ผู้เป็นสัปบุรุษเช่นนั้น. บทว่า เย ธมฺมเมวาทปยนฺติ สนฺโต ความว่า สัปบุรุษเหล่าใดให้ ถือเอา คือให้สมาทาน ให้ยึดถือเฉพาะกุศลธรรม เฉพาะอุตริมนุสธรรม และเฉพาะโลกุตรธรรมที่บังเกิดแล้ว. บทว่า ขนฺติวาทานํ ได้แก่ ผู้กล่าวเฉพาะอธิวาสนขันติ, เพราะเหตุ นั้นแหละ จึงเป็นผู้สรรเสริญความไม่โกรธ อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติ สรรเสริญเฉพาะเมตตาอันเป็นความไม่โกรธกับใครๆ.
หน้า 149 ข้อ 392
บทว่า สุณนฺตุ ธมฺมํ กาเลน ได้แก่ จงฟังธรรมในสำนักของ สัปบุรุษเหล่านั้น ในกาลประกอบความขวนขวายแล้ว. บทว่า ตญฺจ อนุวิธียนฺตุ ความว่า และจงเรียนธรรมตามที่ได้ฟัง นั้นโดยชอบแล้วกระทำตาม คือจงปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม. บทว่า น หิ ชาตุ โส มมํ หึเส ความว่า ข้าศึกคือศัตรูของเรา นั้น จงเกิดมี แต่ไม่พึงเบียดเบียนเราเลย. บทว่า อญฺํ วา ปน กญฺจิ นํ ความว่า ไม่ใช่ไม่เบียดเบียนเรา เท่านั้น แม้สัตว์ไร ๆ อื่นก็ไม่พึงเบียดเบียน. บทว่า ปปฺปุยฺย ปรมํ สนฺตึ ความว่า พึงบรรลุความสงบคือพระนิพพานอย่างเยี่ยม คือสูงสุด, ก็ครั้น บรรลุแล้วพึงรักษาสัตว์ทั้งหลาย อธิบายว่า พึงรักษาสัตว์ทั้งปวงด้วยการ รักษาอย่างยอดเยี่ยม คือพึงรักษาศิษย์เหมือนบุตรฉะนั้น. พระเถระปลดเปลื้องคนอื่นจากบาป ด้วยคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว จึงกระทำ ชื่อว่าปริตตกิริยา คือกระทำพระปริตร เมื่อจะประกาศการ ปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถามีอาทิว่า อุทกํ หิ ดังนี้. บรรดาชนเหล่านั้น ชนทั้งหลายใด ขุดที่ดอนของแผ่นดินแล้วทำ ที่ลุ่มให้เต็ม ทำเหมืองน้ำหรือวางรางไม้ แล้วนำน้ำไปยังที่ที่ตนปรารถนา แล้วๆ เพราะเหตุนั้น ชนทั้งหลายนั้น ชื่อว่า เนตฺติกา คือผู้ชักน้ำไป. บทว่า เตชนํ ได้แก่ ลูกศร. อธิบายว่า คนผู้ไขน้ำย่อมนำน้ำไป ตามความชอบใจของตน ฝ่ายช่างศร เอาลูกศรอังไฟให้ร้อน เมื่อทำไม่ ให้คด ชื่อว่าดัดลูกศร คือทำให้ตรง, ฝ่ายนายช่างถาก เมื่อถากเพื่อต้อง การดุมเป็นต้น ชื่อว่าย่อมถากไม้, คือทำให้ตรงหรือคดตามความชอบใจ ของตนฉันใด บัณฑิตคือคนผู้มีปัญญาก็ฉันนั้น การทำเหตุการณ์เท่านี้ให้
หน้า 150 ข้อ 392
เป็นอารมณ์ ทำอริยมรรคให้เกิดขึ้น ชื่อว่าย่อมฝึกตน ส่วนท่านผู้บรรลุ พระอรหัตแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ฝึกเสร็จแล้ว. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศอาการที่พระศาสดาผู้ทรงเป็นดุจสารถี ฝึกบุรุษที่ควรฝึกได้ฝึกตน และความกตัญญู จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถา มีอาทิว่า ทณฺเฑเนเก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทณฺเฑเนเก ทมยนฺติ ความว่า พระ- ราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชาเป็นต้น ย่อมฝึกข้าศึกเป็นต้น ด้วย อาชญา และด้วยหมู่พลมีช้างและม้าเป็นต้น และนายโคบาลเป็นต้น ย่อม ฝึกโคเป็นต้น ด้วยท่อนไม้และด้วยไม้เท้า นายควาญช้างย่อมฝึกช้างด้วย ขอ และอาจารย์ผู้ฝึกม้า ย่อมฝึกม้าด้วยแส้. บทว่า อทณฺเฑน อสตฺเถน อหํ ทนฺโตมฺหิ ตาทินา ความว่า ส่วนเราเป็นผู้อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถึงภาวะเป็นผู้คงที่ในอารมณ์ มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ทรงเว้นจากอาชญา ทรงเว้นจากศาสตรา ฝึกแล้ว คือทรมานแล้วได้แก่กระทำให้หมดพยศแล้ว โดยภาวะที่ทรงวางอาชญา และวางศาสตรา. บทว่า อหึสโกติ เม นามํ หึสกสฺส ปุเร สโต ความว่า ในกาล ก่อนแต่ได้สมาคมกับพระศาสดา เราเป็นผู้เบียดเบียน ได้มีแต่เพียงชื่อว่า ผู้ไม่เบียดเบียน. บทว่า อชฺชาหํ ความว่า ก็บัดนี้ เราเป็นผู้มีนามจริง คือนามแท้ ว่า อหิงสกะ ผู้ไม่เบียดเบียน เพราะเหตุนั้น เราจึงไม่เบียดเบียน คือไม่ เบียดเบียนสัตว์แม้ไร ๆ, ศัพท์ว่า น เป็นเพียงนิบาต. บทว่า วิสฺสุโต ได้แก่ เป็นผู้ปรากฏ โดยนัยมีอาทิว่า เป็นผู้มัก ฆ่าสัตว์ หยาบช้า มีมือเปื้อนเลือด.
หน้า 151 ข้อ 392
บทว่า มโหเฆน ได้แก่ ห้วงน้ำใหญ่ มีห้วงน้ำคือกามเป็นต้น, เราได้ถึง คือเข้าถึงพระพุทธเจ้าผู้ทรงการทำการตัดขาดห้วงน้ำนั้น เป็น สรณะที่พึ่ง ได้แก่สรณะคือพระพุทธเจ้า. บทว่า โลหิตปาณี ได้แก่ ผู้มีมือเปื้อนโลหิต คือเลือดของคน เหล่าอื่น โดยการทำสัตว์มีลมปราณให้ตกล่วงไป. ด้วยบทว่า สรณคมนํ ปสฺส นี้ พระเถระร้องเรียกเฉพาะตนเองว่า ท่านจงดูสรณคมน์ของเรา อันมีผลมาก. บทว่า ตาทิสํ กมฺมํ ได้แก่ กรรมชั่วอันทารุณเห็นปานนั้น มีการ ฆ่าคนหลายร้อย. บทว่า ผุฏฺโ กมฺมวิปาเกน ได้แก่ เป็นผู้อันวิบากของกรรมชั่ว ที่ทำไว้ในกาลก่อนถูกต้องแล้ว คือละกรรมได้สิ้นเชิง เสวยแต่เพียง วิบาก. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ผุฏฺโ กมฺมวิปาเกน ความว่า เป็นผู้อัน โลกุตรมรรคซึ่งเป็นผลแห่งกุศลกรรมอันเป็นอุปนิสัย หรืออันวิมุตติสุข อันเป็นผลของโลกุตรกรรมนั่นแหละ ถูกต้องแล้ว. เราชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคโภชนะ เพราะกิเลสทั้งหลายสิ้นไป แล้วโดยประการทั้งปวง พระเถระพูดถึงปัจจัยทั้ง ๔ โดยอ้างโภชนะ. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะสรรเสริญการปฏิบัติ ในความไม่ประมาทใน ภายหลัง โดยมุขคือการติเตียนการอยู่ด้วยความประมาทของตนในกาลก่อน และเมื่อจะทำความอุตสาหะของคนเหล่าอื่นให้เกิด ในความไม่ประมาทนั้น จึงได้กล่าวคาถามีอาทิว่า ประกอบตามความประมาท ดังนี้.
หน้า 152 ข้อ 392
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความ เป็นคนพาล ไม่รู้จักประโยชน์โลกนี้และประโยชน์โลกหน้า. บทว่า ทุมฺเมธิโน แปลว่า ผู้ไม่มีปัญญา, คนไม่มีปัญญาเหล่านั้น ไม่เห็นโทษในความประมาท ประกอบตามความประมาทอยู่ คือยังความ ประมาทให้ดำเนินไป ได้แก่ ทำกาลเวลาให้ล่วงเลยไปด้วยความประมาท เท่านั้น. บทว่า เมธาวี ความว่า ส่วนบัณฑิตประกอบด้วยปัญญามีโอชะอัน เกิดแต่ธรรม ย่อมรักษาความไม่ประมาทไว้ เหมือนทรัพย์คือรัตนะ ๗ อันประเสริฐ คือสูงสุดอันเป็นของมีอยู่ในวงศ์ตระกูล. เหมือนอย่างว่า ชนทั้งหลายเห็นอานิสงส์ในทรัพย์ว่า เราอาศัยอุดมทรัพย์ จักบรรลุ โภคสมบัติ จักพอเลี้ยงลูกและเมีย จักชำระทางไปสู่สุคติ ย่อมรักษาทรัพย์ ไว้ฉันใด แม้บัณฑิตก็ฉันนั้น เห็นอานิสงส์ในความไม่ประมาทว่า เพราะ อาศัยความไม่ประมาท เราจักได้เฉพาะปฐมฌานเป็นต้น จักบรรลุมรรคผล จักยังวิชชา ๓ และอภิญญา ๖ ให้ถึงพร้อม ย่อมรักษาความไม่ประมาท ไว้ เหมือนทรัพย์อันประเสริฐฉะนั้น. บทว่า มา ปมาทํ ความว่า ท่านทั้งหลาย จงอย่าประกอบตามความ ประมาท คืออย่ายังกาลให้ล่วงเลยไปด้วยความประมาท. บทว่า กามรติสนฺถวํ ความว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าประกอบตาม คืออย่าประสบ อย่าได้เฉพาะแม้ตัณหาสันถวะ กล่าวคือความยินดีใน วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย. บทว่า อปฺปมตฺโต หิ ความว่า บุคคลผู้ไม่ชื่อว่าประมาท เพราะ
หน้า 153 ข้อ 392
มีสติเข้าไปตั้งไว้ เพ่งอยู่คือ ขวนขายในการเพ่ง ย่อมบรรลุนิพพานสุข อันยอดเยี่ยม คือสูงสุด. บทว่า สุวาคตํ นาปคตํ ความว่า การที่เรามาในสำนักของพระ- ศาสดาในกาลนั้น หรือในการที่พระศาสดาเสด็จมาในป่ามหาวันนั้น เป็น การมาดีแล้ว คือเป็นการมาที่ดี ไม่ใช่เป็นการมาไม่ดี คือเป็นการมาที่ไม่ ไปปราศจากประโยชน์. บทว่า เนตํ ทุมฺมนฺติตํ มม ความว่า ข้อที่เราคิดไว้ในคราวนั้นว่า จักบวชในสำนักของพระศาสดา แม้นี้ก็ไม่ใช่เป็นความคิดไม่ดีของเรา คือเป็นความคิดดีทีเดียว. เพราะเหตุไร ? เพราะได้บรรลุในธรรมทั้งหลาย ที่มีจำแนกไว้แล้ว. อธิบายว่า บรรดาธรรมทั้งหลายที่ทรงจำแนกไว้เป็น อย่าง ๆ เช่นธรรมที่มีโทษและธรรมที่ไม่มีโทษเป็นต้น เราบรรลุพระ- นิพพานอันประเสริฐ คือสูงสุดประเสริฐสุด ได้แก่เข้าถึงพระนิพพานนั้น นั่นแล. พระเถระเมื่อจะแสดงภาวะแห่งธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขว่า ในกาลนั้น ในเวลาที่ยังเป็นปุถุชน เราอยู่ลำบากในป่าเป็นต้น เพราะเป็นผู้มีประโยค และอาสยวิบัติ บัดนี้ เราอยู่เป็นสุขในป่าเป็นต้นนั้น เพราะเป็นผู้สมบูรณ์ ด้วยประโยคและอาสยะ และเมื่อจะแสดงความเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ว่า เมื่อก่อนเราเป็นพราหมณ์แต่เพียงชาติกำเนิด แต่บัดนี้ ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ เพราะเป็นบุตรอันเกิดแต่พระอุระของพระศาสดา จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อรญฺเ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ สยามิ ความว่า เราแม้นอนอยู่ก็
หน้า 154 ข้อ 392
ปราศจากทุกข์ทางใจ นอนเป็นสุข โดยสุขไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีความ สะดุ้งจิตเป็นต้น. บทว่า ายามิ แปลว่า ยืน. บทว่า อหตฺถปาโส มารสฺส ได้แก่ ไม่เป็นที่โคจรของกิเลส เป็นต้น. บทว่า อโห สตฺถานุกมฺปิโต ความว่า โอ ! พระศาสดาทรง อนุเคราะห์แล้ว. บทว่า พฺรหฺมชจฺโจ แปลว่า ผู้มีชาติกำเนิดเป็นพราหมณ์. บทว่า อุทิจฺโจ อุภโต ได้แก่ ผู้เกิดขึ้นแล้ว คือมีครรภ์บริสุทธิ์ ทั้งสองฝ่าย คือฝ่ายบิดาและฝ่ายมารดา. คำที่เหลือในที่นั้นๆ มีนัยดังกล่าว แล้วแล. จบอรรถกถาองคุลิมาลเถรคาถาที่ ๘
หน้า 155 ข้อ 393
๙. อนุรุทธเถรคาถา ว่าด้วยตรัสสรรเสริญผู้หมดอาสวะ [๓๙๓] พระอนุรุทธะละพระชนกชนนี ละพระประยูรญาติ ละเบญจกามคุณได้แล้ว เพ่งฌานอยู่ บุคคลผู้เพียบพร้อม ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจ อยู่ทุกค่ำเช้า ก็ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องนั้นได้ เพราะยังเป็นผู้ยินดีในกามคุณอันเป็นวิสัย แห่งมาร พระอนุรุทธะก้าวล่วงเบญจกามคุณนั้นเสียแล้ว ยินดีในพระพุทธศาสนา ก้าวล่วงโอฆะทั้งปวงแล้ว เพ่ง ฌานอยู่ พระอนุรุทธะได้ก้าวล่วงกามคุณเหล่านี้ คือ รูป เสียง กลิ่น รส และโผฏฐัพพะ อันน่ารื่นรมย์ใจแล้ว เพ่งฌานอยู่ พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ หาอาสวะมิได้ ผู้เดียวไม่มีเพื่อน กลับจากบิณฑบาตแล้วเที่ยวแสวงหา ผ้าบังสุกุลอยู่ พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์มีปรีชา หา อาสวะมิได้ เที่ยวเลือกหาเอาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้มา แล้ว ก็มาซักย้อมเอาเองแล้วนุ่งห่ม บาปธรรมอันเศร้า หมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ ระคน ด้วยหมู่ มีจิตฟุ้งซ่าน อนึ่ง ภิกษุใดเป็นผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก ชอบสงัด ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ กุศลธรรมซึ่งเป็นฝ่ายให้ ตรัสรู้เหล่านี้ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ทั้งพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
หน้า 156 ข้อ 393
ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ตรัสสรรเสริญภิกษุนั้นว่า เป็นผู้หมดอาสวะ พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมในโลก ทรง ทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเรา ด้วยมโน- มยิทธิทางกาย. เมื่อใด ความดำริได้มีแก่เรา เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบความดำริของเราแล้ว ได้เสด็จเข้า มาหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงแสดงธรรมอันยิ่งแก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ได้ทรง แสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้าแก่เรา เรารู้ทั่วถึงพระธรรม- เทศนาของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระศาสนา ปฏิบัติ ตามคำพร่ำสอนอยู่ เราบรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ ได้ทำ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว เราถือการนั่ง เป็นวัตรมาเป็นเวลา ๕๕ ปี เรากำจัดความง่วงเหงาหาว นอนมาแล้วเป็นเวลา ๒๕ ปี ในเวลาที่พระผู้มีพระภาคเจ้า จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภิกษุทั้งหลายถามเราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้วหรือยัง เราได้ตอบว่า ลมหายใจออกและหายใจเข้ามิได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่นคงที่ แต่พระองค์ยังไม่ปรินิพพาน ก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระจักษุ ผู้ไม่มีตัณหาเป็น เครื่องทำใจให้หวั่นไหว ทรงทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ คือเสด็จออกจากจตุตถฌานแล้ว จึงจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอดกลั้นเวทนา ด้วยพระหฤหัย
หน้า 157 ข้อ 393
อันเบิกบาน ก็เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นดวงประทีป ของชาวโลกกับทั้งเทวโลก เสด็จดับขันธปรินิพพาน ความพ้นพิเศษแห่งพระหฤทัยได้มีขึ้นแล้ว บัดนี้ธรรม เหล่านี้อันมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของพระมหามุนี ได้สิ้นสุด ลงแล้ว ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน แล้ว จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่นจักไม่มีอีกต่อไป ดูก่อน เทวดา บัดนี้ การอยู่อีกต่อไปด้วยอำนาจการอุบัติใน เทพนิกาย ย่อมไม่มี ชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัดนี้การ เกิดในภพใหม่มิได้มี ภิกษุใดรู้แจ้งมนุษยโลก เทวโลก พร้อมทั้งพรหมโลก อันมีประเภทตั้งพัน ได้ในเวลา ครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ และ ในจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็น เทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์. เมื่อก่อนเรามี นามว่าอันนภาระ เป็นคนยากจน เที่ยวรับจ้างหาเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารแด่พระอุปริฏฐปัจเจกพุทธเจ้าผู้เป็นสมณะ เรืองยศ. เพราะบุญกรรมที่ได้ทำมาแล้ว เราจึงได้มาเกิด ในศากยตระกูล พระประยูรญาติขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมไปด้วยการฟ้อนรำและขับร้อง มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมา เราได้เห็นพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มี ภัยแต่ที่ไหนๆ ได้ยังจิตให้เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว
หน้า 158 ข้อ 393
ออกบวชเป็นบรรพชิต เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ เรา ได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์เทวราชอยู่ในดาวดึงส์เทพพิภพ มาแล้ว เราได้ปราบปรามไพรีพ่ายแพ้แล้ว ขึ้นผ่านสมบัติ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์นิกรในชมพูทวีป มี สมุทรสาครทั้ง ๔ เป็นขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวง ประชานิกรโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตรา ใด ๆ เราระลึกชาติหนหลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้ ดังนี้คือเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์ ๗ ชาติ รวมการท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน ใน เมื่อสมาธิอันประกอบด้วยองค์ ๕ เป็นธรรมอันเอกปรากฏ ขึ้น ที่เราได้ความสงบระงับกิเลส ทิพยจักษุของเราจึง บริสุทธิ์ เราดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประ- การ รู้จุติและอุปบัติ การมา การไป ความเป็นอย่างนี้และ ความเป็นอย่างอื่น ของสัตว์ทั้งหลาย เรามีความคุ้นเคยกับ พระบรมศาสดาเป็นอย่างดี เราได้ทำตามคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ภายใต้พุ่มกอไผ่ ใกล้บ้านเวฬุวคามแห่งแคว้นวัชชี. จบอนุรุทธเถรคาถา
หน้า 159 ข้อ 393
อรรถกถาอนุรุทธเถรคาถาที่ ๙ คาถาของท่านพระอนุรุทธเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปหาย มาตาปิตโร ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? แม้พระเถระนี้ ก็ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ ปางก่อน บังเกิดเป็นกุฎุมพี ผู้สมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ. ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระ วันหนึ่ง เขาไปวิหารฟังธรรมในสำนัก ของพระศาสดา ได้เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุรูปหนึ่ง ไว้ใน ตำแหน่งผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีจักษุทิพย์ แม้ตนเองก็ปรารถนาฐานันดรนั้น จึงยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน แด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีภิกษุ บริวารแสนหนึ่ง ในวันที่ ๗ ได้ถวายผ้าชั้นเลิศแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า และ ภิกษุสงฆ์ แล้วกระทำปณิธานความปรารถนาไว้ ฝ่ายพระศาสดาทรง ทราบว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จโดยไม่มีอันตราย จึงทรงพยากรณ์ ว่า ในอนาคตกาล จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้มีจักษุทิพย์ในศาสนาของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม. แม้เขาก็ทำบุญทั้งหลายในพระ- ศาสดานั้น เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อพระเจดีย์ทองสูง ๗ โยชน์ สำเร็จแล้ว ก็ทำการบูชาประทีปอย่างโอฬาร ด้วยต้นไม้ประดับประทีป และตัวประทีปหลายพัน โดยอธิษฐานว่า ขอจงเป็นอุปนิสัยปัจจัยแก่ ทิพยจักษุญาณเถิด. เขากระทำบุญทั้งหลายจนตลอดชีวิตด้วยประการอย่างนี้ แล้วท่อง- เที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้ากัสสป บังเกิดในเรือนกุฎุมพี ในเมืองพาราณสี ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เมื่อ พระศาสดาปรินิพพานแล้ว เมื่อสร้างพระเจดีย์ทองโยชน์หนึ่งสำเร็จแล้ว
หน้า 160 ข้อ 393
ให้สร้างถาดสำริดเป็นจำนวนมาก บรรจุเต็มด้วยเนยใสอย่างใส แล้ววาง ก้อนงบน้ำอ้อยก้อนหนึ่ง ๆ ไว้ตรงกลาง วางล้อมพระเจดีย์ให้ขอบปาก กับขอบปาก (ถาด) จดกัน ส่วนตนให้สร้างถาดสำริดใหญ่ถาดหนึ่ง บรรจุ เต็มด้วยเนยใสอย่างใส. ตามไส้ ๑,๐๐๐ ไส้ ให้สว่างโพลง แล้วทูนศีรษะ เดินเวียนพระเจดีย์ตลอดคืนยังรุ่ง. ในอัตภาพแม้นั้น เขาทำกุศลจนตลอดชีวิตด้วยประการอย่างนี้ จุติ จากอัตภาพนั้นไปบังเกิดในเทวโลก ดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นจนตลอดอายุ จุติจากเทวโลกนั้น เมื่อพระพุทธเจ้ายังไม่เสด็จอุบัติ ได้บังเกิดในตระกูล เข็ญใจ ในเมืองพาราณสีนั่นแล ได้มีชื่อว่าอันนภาระ. นายอันนภาระนั้น กระทำการงานในเรือนของสุมนเศรษฐีเลี้ยงชีวิตอยู่. วันหนึ่ง เขาเห็น พระปัจเจกพุทธเจ้านามว่า อุปริฏฐะ ผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว เหาะ จากภูเขาคันธมาทน์ มาลงใกล้ประตูเมืองพาราณสี ห่มจีวรแล้วเข้าไป บิณฑบาตในเมือง มีจิตเลื่อมใสรับบาตร เริ่มประสงค์จะใส่ภัตตาหาร ที่เขาแบ่งไว้ส่วนหนึ่ง ซึ่งเขาเก็บไว้เพื่อตน ในบาตรถวายพระปัจเจก- พุทธเจ้า. ฝ่ายภรรยาของเขา ก็ใส่ภัตตาหารอันเป็นส่วนของตนในบาตร นั้นเหมือนกัน. เขานำบาตรนั้นไปวางในมือของพระปัจเจกพุทธเจ้า. พระปัจเจกพุทธเจ้ารับบาตรนั้น กระทำอนุโมทนาแล้วหลีกไป. เพราะได้เห็นการกระทำนั้น ตกกลางคืน เทวดาผู้สิงสถิตอยู่ที่ฉัตรของ สุมนเศรษฐี ได้อนุโมทนาด้วยเสียงดัง ๆ ว่า โอ ทาน เป็นทานอย่างเยี่ยม นายอันนภาระประดิษฐานไว้ดีแล้วในพระอริฏฐปัจเจกพุทธเจ้า. สุมน- เศรษฐีได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า ทานที่เทวดาอนุโมทนาอย่างนี้นี่แหละ เป็น อุดมทาน จึงขอส่วนบุญในทานนั้น. ฝ่ายนายอันนภาระได้ให้ส่วนบุญแก่
หน้า 161 ข้อ 393
ท่านเศรษฐีนั้น. สุมนเศรษฐีมีจิตเลื่อมใสกับนายอันนภาระนั้น ได้ให้ ทรัพย์พันหนึ่งแก่เขาแล้วกล่าวว่า จำเดิมแต่นี้ไป ท่านไม่มีกิจในการ ทำงานด้วยมือของตน ท่านจงสร้างบ้านให้เหมาะสมแล้วอยู่ประจำเถิด. เพราะเหตุที่บิณฑบาตซึ่งถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้ออกจาก นิโรธสมาบัติ ย่อมมีวิบากโอฬารมากในวันนั้นเอง เพราะฉะนั้น ในวันนั้น สุมนเศรษฐีเมื่อจะไปเฝ้าพระราชา จึงได้พานายอันนภาระนั้นไปด้วย. แม้พระราชาก็ทรงทอดพระเนตรด้วยความเอื้อเฟื้อ. เศรษฐีกราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช บุรุษผู้นี้สมควรเป็นผู้จะพึงทอดพระเนตรทีเดียว พระเจ้าข้า แล้วกราบทูลถึงบุญที่เขาทำในกาลนั้น ทั้งความที่คนได้ให้ทรัพย์พันหนึ่ง แก่เขาให้ทรงทราบ. พระราชาทรงสดับดังนั้น ก็ทรงโปรด ได้ประทาน ทรัพย์พันหนึ่ง แล้วทรงสั่งว่า เจ้าจงสร้างบ้านอยู่ในที่ชื่อโน้น. เมื่อ นายอันนภาระกำลังชำระสถานที่นั้นอยู่ หม้อทรัพย์ใหญ่ก็ผุดขึ้น เขาเห็น ดังนั้นจึงกราบทูลพระราชาให้ทรงทราบ. พระราชารับสั่งให้ขนทรัพย์ ทั้งหมดมากองไว้แล้วตรัสถามว่า ในนครนี้ ในเรือนของใครมีทรัพย์ ประมาณเท่านี้บ้าง. อำมาตย์ราชบริพารพากันกราบทูลว่า ของใครๆ ไม่มีพระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ถ้าอย่างนั้น อันนภาระนี้ จงเป็นผู้ชื่อว่า อันนภารเศรษฐีในนครนี้ ดังนี้แล้ว พระราชทานฉัตรเศรษฐีแก่เขาใน วันนั้นเอง. จำเดิมแต่นั้น เขากระทำกุศลกรรมจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพ นั้น ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ได้ถือปฏิสนธิในพระราชมนเทียรของพระเจ้าสุกโกทนศากยะ ในเมือง กบิลพัสดุ์ ได้มีพระนามว่าอนุรุทธะ. เจ้าอนุรุทธะนั้นเป็นพระกนิษฐ-
หน้า 162 ข้อ 393
ภาดาของเจ้ามหานามศากยะ เป็นโอรสของพระเจ้าอาของพระศาสดา เป็นผู้ละเอียดอ่อนอย่างยิ่ง มีบุญมาก อันพวกหญิงนักฟ้อนผู้ประดับประดา แวดล้อมอยู่ในปราสาท ๓ หลังอันเหมาะสมแก่ฤดูทั้ง ๓ เสวยสมบัติดุจ- เทวดา เข้าไปเฝ้าพระศาสดาผู้เสด็จประทับอยู่ในอนุปิยอัมพวัน กับกุมาร ทั้งหลายมีภัททิยกุมารเป็นต้น ผู้อันเจ้าศากยะทั้งหลาย ซึ่งพระเจ้าสุทโธ- ทนมหาราชให้กำลังใจสั่งไปเพื่อเป็นบริวารของพระศาสดา จึงบวชใน สำนักของพระศาสดา ก็ในภายในพรรษานั่นเอง ทำทิพยจักษุให้ บังเกิด แล้วเรียนเอากรรมฐานในสำนักของพระธรรมเสนาบดี แล้วไปยัง ปาจีนวังสทายวัน ในเจติยรัฐ กระทำสมณธรรมอยู่ ตรึกถึงมหาปุริสวิตก ได้ ๗ ประการ ไม่อาจรู้ประการที่ ๘. พระศาสดาทรงทราบความเป็นไป ของเธอ จึงตรัสมหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ แล้วทรงแสดงมหาอริยวังสปฏิปทา อันประดับด้วยความยินดีในการเจริญสันโดษด้วยปัจจัย ๔. ท่านพระอนุรุทธะนั้น เจริญวิปัสสนาตามแนวแห่งพระธรรมเทศนา นั้น ได้ทำให้แจ้งพระอรหัตมีอภิญญาและปฏิสัมภิทาเป็นองค์ประกอบ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ เราได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสุเมธ เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระผู้องอาจ ผู้นายกของโลก เสด็จหลีกเร้นอยู่ จึงได้เข้าไปเฝ้าพระสุเมธสัมพุทธเจ้า ผู้เป็นนายกของโลก แล้วได้ประคองอัญชลี ทูลอ้อนวอน พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดว่า ข้าแต่พระมหาวีรเจ้าผู้ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๖.
หน้า 163 ข้อ 393
เชษฐบุรุษของโลกเป็นนระผู้องอาจ ขอจงทรงอนุเคราะห์ เถิด ข้าพระองค์ขอถวายประทีป แก่พระองค์ผู้เข้าณานอยู่ ที่ควงไม้ พระสยัมภูผู้ประเสริฐ ธีรเจ้านั้น ทรงรับแล้ว จึงห้อยไว้ที่ต้นไม้ ประกอบยนต์ในกาลนั้น เราได้ถวาย ไส้ตะเกียงน้ำมันพันหนึ่ง แก่พระพุทธเจ้าผู้เผาพันธุ์ของ โลก ประทีปลุกโพลงอยู่ ๗ วันแล้วดับไปเอง ด้วยจิตอัน เลื่อมใสนั้น และด้วยการตั้งเจตนาไว้ เราละกายมนุษย์ แล้วได้เข้าถึงวิมาน เมื่อเราเข้าถึงความเป็นเทวดา วิมาน อันบุญกุศลนิรมิตไว้เรียบร้อย ย่อมรุ่งโรจน์โดยรอบ นี้ เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๒๘ ครั้ง เวลานั้น เรามองเห็นได้ตลอดโยชน์หนึ่งโดย รอบทั้งกลางวันกลางคืน เราย่อมไพโรจน์ทั่วโยชน์หนึ่ง โดยรอบ ในกาลนั้น ย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็น ผลแห่งการถวายประทีป เราได้เป็นจอมเทวดาเสวยราช สมบัติในเทวโลก ๓๐ กัป ใคร ๆ ย่อมไม่ดูหมิ่นเราได้ นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป เราได้บรรลุทิพยจักษุมอง เห็นได้ตลอดพันโลกด้วยญาณในศาสนาของพระศาสดา นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป พระสัมพุทธเจ้าพระนามว่า สุเมธ เสด็จอุบัติในกัปที่ ๓๐,๐๐๐ นับแต่กัปนี้ เรามีจิต ผ่องใสได้ถวายประทีปแก่พระองค์ คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ ...ฯ ลฯ... คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 164 ข้อ 393
ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริย- เจ้า ในพระเชตวันมหาวิหาร ทรงสถาปนาท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่ง ภิกษุทั้งหลายผู้มีจักษุทิพย์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อนุรุทธะนี้เป็นเลิศ แห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้มีจักษุทิพย์. ท่านเสวยวิมุตติสุขอยู่ วันหนึ่ง พิจารณาข้อปฏิบัติของตนแล้วเกิด ปีติโสมนัส ได้กล่าวคาถาด้วยสามารถอุทานมีอาทิว่า เราละพระชนก และพระชนนี ดังนี้. ฝ่าอาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระสังคีติกาจารย์ ทั้งหลาย เมื่อจะประกาศการบรรพชาและการบรรลุพระอรหัตของพระ- เถระ ได้กล่าวคาถา ๔ คาถาข้างต้น คาถาต่อจากนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีพระทัยโปรดปรานอริยวังสปฏิบัติของพระเถระ จึงตรัสไว้. คาถา นอกนี้แม้ทั้งหมด พระเถระเท่านั้นกล่าวไว้ตามเหตุการณ์นั้น ๆ. ดังนั้น คาถาเหล่านี้ทั้งที่พระเถระกล่าวไว้ ทั้งที่ตรัสไว้โดยเฉพาะพระเถระ ก็พึง ทราบว่า เป็นคาถาของพระเถระแม้โดยประการทั้งปวง, คือท่านกล่าว คาถาเหล่านี้ไว้ว่า พระอนุรุทธะละพระชนกชนนี ละพระประยูรญาติ ละเบญจกามคุณได้แล้ว เพ่งฌานอยู่ บุคคลผู้เพียบพร้อม ด้วยการฟ้อนรำขับร้อง มีดนตรีบรรเลงปลุกให้รื่นเริงใจ อยู่ทุกเช้าค่ำ ก็ไม่บรรลุถึงความบริสุทธิ์ด้วยการฟ้อนรำ ขับร้องนั้นได้ เพราะยังเป็นผู้ยินดีในกามคุณอันเป็นวิสัย แห่งมาร. พระอนุรุทธะก้าวล่วงเบญจกามคุณนั้นแล้ว ยินดีในพระพุทธศาสนา ก้าวล่วงโอฆะทั้งปวงแล้ว เพ่ง ฌานอยู่. พระอนุรุทธะได้ก้าวล่วงกามคุณเหล่านี้ คือ
หน้า 165 ข้อ 393
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอันรื่นรมย์ใจ เพ่ง ฌานอยู่. พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ หาอาสวะมิได้ ผู้เดียวไม่มีเพื่อน กลับจากบิณฑบาตแล้ว เที่ยวแสวงหา ผ้าบังสุกุลอยู่. พระอนุรุทธะเป็นนักปราชญ์ มีปรีชา หาอาสวะมิได้ เที่ยวเลือกหาเอาแต่ผ้าบังสุกุล ครั้นได้ มาแล้ว ก็มาซักย่อมเอาเองแล้วนุ่งห่ม. บาปธรรมอัน เศร้าหมองเหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุผู้มักมาก ไม่สันโดษ ระคนด้วยหมู่ มีจิตฟุ้งซ่าน. อนึ่ง ภิกษุใดเป็นผู้มีสติ มักน้อย สันโดษ ไม่มีความขัดเคือง ยินดีในวิเวก ชอบ สงัด ปรารภความเพียรเป็นนิตย์ กุศลธรรมซึ่งเป็นฝ่าย ให้ตรัสรู้เหล่านี้ ย่อมมีแก่ภิกษุนั้น ทั้งพระสัมมาสัม- พุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ก็ตรัสสรรเสริญ ภิกษุนั้นว่า เป็นผู้หมดอาสวะ. พระศาสดาผู้ยอดเยี่ยมใน โลก ทรงทราบความดำริของเราแล้ว เสด็จมาหาเราด้วย มโนมยิทธิทางกาย เมื่อใดความดำริได้มีแก่เรา เมื่อนั้น พระพุทธเจ้าทรงทราบความดำริของเราแล้ว ได้เสด็จ เข้ามาหาเราด้วยพระฤทธิ์ แล้วทรงแสดงธรรมอันยิ่ง แก่เรา พระพุทธเจ้าผู้ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ได้ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้าแก่เรา เรารู้ทั่วถึง พระธรรมเทศนาของพระองค์แล้ว เป็นผู้ยินดีในพระ- ศาสนา ปฏิบัติตามคำพร่ำสอนอยู่ เราบรรลุวิชชา ๓ โดยลำดับ ได้ทำตามคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว.
หน้า 166 ข้อ 393
เราถือการไม่นอนเป็นวัตรมาเป็นเวลา ๕๕ ปี เรากำจัด ความง่วงเหงาหาวนอนมาแล้วเป็นเวลา ๒๕ ปี ในเวลา ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าจะเสด็จดับขันธปรินิพพาน ภิกษุ ทั้งหลายถามเราว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าปรินิพพานแล้ว หรือยัง เราได้ตอบว่า ลมหายใจออกและหายใจเข้า มิได้มีแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีพระหฤทัยตั้งมั่น ผู้คงที่ แต่พระองค์ยังไม่ปรินิพพานก่อน พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี พระจักษุ ผู้ไม่มีตัณหาเป็นเครื่องทำใจให้หวั่นไหว ทรง ทำนิพพานให้เป็นอารมณ์ คือเสด็จออกจากจตุตถฌาน แล้ว จึงจะเสด็จปรินิพพาน พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง อดกลั้นเวทนาด้วยพระหฤทัยอันเบิกบาน ก็เมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้า ผู้เป็นดวงประทีปของชาวโลกพร้อมเทวโลก เสด็จดับขันธปรินิพพาน ความพ้นพิเศษแห่งพระหฤทัย ได้มีขึ้นแล้ว บัดนี้ ธรรมเหล่านี้อันมีสัมผัสเป็นที่ ๕ ของ พระมหามุนี ได้สิ้นสุดลงแล้ว ในเมื่อพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า เสด็จปรินิพพานแล้ว จิตและเจตสิกธรรมเหล่าอื่น จักไม่มีอีกต่อไป. ดูก่อนเทวดา บัดนี้การอยู่อีกต่อไป ด้วยอำนาจการอุบัติในเทพนิกายย่อมไม่มี ชาติสงสาร สิ้นไปแล้ว บัดนี้การเกิดในภพใหม่มิได้มี. ภิกษุใดรู้แจ้ง มนุษยโลก เทวโลกพร้อมทั้งพรหมโลก อันมีประเภท ตั้งพันได้ในเวลาครู่เดียว ทั้งเป็นผู้เชี่ยวชาญในคุณ คือ อิทธิฤทธิ์ และในการจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย
หน้า 167 ข้อ 393
ภิกษุรูปนั้นย่อมเห็นเทพเจ้าทั้งหลายได้ตามความประสงค์. เมื่อก่อนเรามีนามว่า อันนภาระ เป็นคนยากจนเที่ยว รับจ้างหาเลี้ยงชีพ ได้ถวายอาหารแก่พระอุปริฏฐปัจเจก- พุทธเจ้า ผู้เป็นสมณะผู้เรื่องยศ. เพราะบุญกรรมที่ได้ทำ มาแล้ว เราจึงได้มาเกิดในศากยตระกูล พระประยูรญาติ ได้ขนานนามให้เราว่า อนุรุทธะ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วย การฟ้อนรำและขับร้อง มีเครื่องดนตรีบรรเลงปลุกให้ รื่นเริงใจอยู่ทุกค่ำเช้า ต่อมาเราได้เห็นพระบรมศาสดา สัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ได้ยังจิตให้ เลื่อมใสในพระองค์ท่านแล้ว ออกบวชเป็นบรรพชิต เราระลึกถึงชาติก่อน ๆ ได้ เราได้เคยเป็นท้าวสักกรินทร์ เทวราช อยู่ดาวดึงส์เทพพิภพมาแล้ว เราได้ปราบปราม ไพรีพ่ายแพ้แล้ว ขึ้นผ่านสมบัติเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ จอมมนุษย์นิกรในชมพูทวีป มีสมุทรสาครทั้ง ๔ เป็น ขอบเขต ๗ ครั้ง ได้ปกครองปวงประชานิกรโดยธรรม ด้วยไม่ต้องใช้อาชญาหรือศาสตราใด ๆ เราระลึกชาติหน หลังในคราวที่อยู่ในมนุษยโลกได้ ดังนี้ คือเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๗ ชาติ เป็นพระอินทร์ ๗ ชาติ รวมการ ท่องเที่ยวอยู่เป็น ๑๔ ชาติด้วยกัน. ในเมื่อสมาธิอันประ- กอบด้วยองค์เป็นธรรมอันเอกปรากฏขึ้น ที่เราได้ความ สงบระงับกิเลส ทิพยจักษุของเราจึงบริสุทธิ์. เราดำรงอยู่ ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕ ประการ รู้จุติและอุปบัติ
หน้า 168 ข้อ 393
การมา การไป ความเป็นอย่างนี้ แลความเป็นอย่างอื่น ของสัตว์ทั้งหลาย เรามีความคุ้นเคยกับพระบรมศาสดา เป็นอย่างดี เราได้ทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่อง นำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะ จักนิพพานด้วย อนุปาที่เสสนิพพานธาตุ ภายใต้พุ่มกอไผ่ ใกล้บ้าน เวฬุวคาม แคว้นวัชชี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปหาย แปลว่า ละแล้ว. บทว่า มาตาปิตโร แปลว่า พระชนนีและพระชนก. จริงอยู่ ในข้อนี้มีอธิบายดังนี้ :- ใคร ๆ อื่นถูกความเสื่อมญาติ และความเสื่อมโภคทรัพย์ครอบงำ จึงบวช และบวชแล้วก็ขวนขวายกิจ อื่นอยู่ฉันใด เราฉันนั้นหามิได้ ก็เราละวงญาติใหญ่และกองโภคทรัพย์ มาก ไม่อาลัยในกามทั้งหลายบวชแล้ว. บทว่า ฌายติ ได้แก่ เป็นผู้ขวนขวายฌานแม้ทั้งสอง คืออารัมมณู- ปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌานอยู่. บทว่า สเมโต นจฺจคีเตหิ ได้แก่ เป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยการ ฟ้อนและการขับ อธิบายว่า ดูการฟ้อน ฟังการขับร้องอยู่. บางอาจารย์ กล่าวว่า สมฺมโต ดังนี้ก็มี อธิบายว่า อันเขาบูชาแล้วด้วยการฟ้อนและ การขับร้อง. บทว่า สมฺมตาฬปฺปโพธโน ความว่า เป็นผู้อันเขาพึงปลุกให้ตื่น ในเวลาใกล้รุ่งด้วยเสียงดนตรีทั้งหลาย. บทว่า น เตน สุทฺธิมชฺฌคํ ความว่า เราไม่ได้บรรลุถึงความ
หน้า 169 ข้อ 393
บริสุทธิ์ในสงสาร เพราะการบริโภคกามนั้น. บทว่า มารสฺส วิสเย รโต ได้แก่ เป็นผู้ยินดีในกามคุณอัน เป็นอารมณ์ของกิเลสมาร อธิบายว่า ไม่เป็นผู้มีทิฏฐิอย่างนี้ว่า สังสาร- สุทธิ ความบริสุทธิ์ในสงสาร ย่อมมีเพราะการบริโภคกามคุณอันเป็น อารมณ์ของกิเลสมาร. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ก้าวล่วงเบญจ- กามคุณนั้น ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ได้แก่ กามคุณทั้ง ๕ ประการ นั้น. บทว่า สมติกฺกมฺม แปลว่า ก้าวล่วงพ้นไปแล้ว อธิบายว่า เป็น ผู้ไม่ห่วงใยละทิ้งไป. บทว่า สพฺโพฆํ ได้แก่ โอฆะทั้งปวง มีโอฆะคือกามเป็นต้น. เพื่อจะแสดงกามคุณ ๕ โดยสรุป จึงกล่าวคำมีอาทิว่า รูป เสียง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มโนรมา มีวิเคราะห์ดังต่อไปนี้ :- กามคุณมีอาทิว่า เสียง ชื่อว่า เป็นที่รื่นรมย์ใจ คือเป็นที่ทำใจให้เอิบอาบ เพราะทำใจให้ยินดี โดยอรรถว่าเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ. บทว่า ปิณฺฑปาตมติกฺกนฺโต ได้แก่ ผู้ล่วงพ้นการรับบิณฑบาต อธิบายว่า กลับจากการรับบิณฑบาต. บทว่า เอโก ได้แก่ เป็นผู้เดียวไม่มีปัจฉาสมณะ. บทว่า อหุติโย ได้แก่ ผู้หมดตัณหา. จริงอยู่ ตัณหาชื่อว่าเป็น เพื่อนสองของตน. เหมือนดังที่ตรัสไว้ว่า บุรุษมีตัณหาเป็นเพื่อนสอง. บทว่า เอสติ แปลว่า แสวงหา. บทว่า วิจินิ ความว่า เมื่อแสวงหา ได้เลือกหาในที่ที่เกิดผ้า บังสุกุล มีกองหยากเยื่อเป็นต้นในที่นั้น ๆ.
หน้า 170 ข้อ 393
บทว่า อคฺคหิ ความว่า ครั้นเลือกหาแล้ว ไม่เกลียดแม้ผ้าที่เปื้อน ของไม่สะอาด จึงถือเอา. บทว่า โธวิ แปลว่า ทำให้สะอาดแล้ว. บทว่า รชยิ ได้แก่ ซักแล้วเย็บให้ติดกัน แล้วย้อมด้วยการย้อม อันเป็นกัปปิยะของสมควร. บทว่า ธารยิ ได้แก่ ครั้นย้อมแล้ว ทำพินทุกัปแล้วใช้ครอง, คือนุ่งและห่ม. บัดนี้ พระเถระเมื่อแสดงโอวาทที่พระศาสดาทรงประทานในปาจีน- วังสทายวัน และความที่ตนถึงที่สุดแห่งโอวาทนั้น จึงได้กล่าวคาถามีอาทิ ว่า ผู้มักมาก ไม่สันโดษ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหิจฺโฉ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความ อยากได้ปัจจัยมาก อธิบายว่า ปรารถนาปัจจัยอันยิ่งใหญ่และมาก. บทว่า อสนฺตุฏฺโ ได้แก่ ผู้ไม่สันโดษ คือเว้นจากสันโดษมี ยถาลาภสันโดษเป็นต้น. บทว่า สํสฏฺโ ได้แก่ ผู้ระคนด้วยคฤหัสถ์และบรรพชิต ด้วย การระคนอันไม่ควร. บทว่า อุทฺธโต แปลว่า ผู้ฟุ้งซ่าน. บทว่า ตสฺส ได้แก่ บุคคลที่กล่าวโดยนัยมีอาทิว่า ผู้มักมาก. บทว่า ธมฺมา ได้แก่ ธรรมทั้งหลายเช่นนี้ คือความมักมาก ความไม่สันโดษ ความเป็นผู้ระคนด้วยหมู่ ความฟุ้งซ่าน. ชื่อว่าบาป เพราะอรรถว่าลามก. บทว่า สงฺกิเลสา ได้แก่ ธรรมทั้งหลาย ชื่อว่าเศร้าหมอง เพราะ กระทำความเศร้าหมองให้แก่จิตนั้น.
หน้า 171 ข้อ 393
บทว่า สโต จ โหติ อปฺปิจฺโฉ ความว่า ก็ในกาลใด บุคคล นี้ เสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร ฟังสัทธรรม ใส่ใจโดยแยบคาย เป็นผู้มีสติ และละความมักมากเสีย เป็นผู้มักน้อย. ในกาลนั้น ชื่อว่า เป็นผู้สันโดษ เพราะละความไม่สันโดษ. ชื่อว่าผู้ไม่ขัดเคือง เพราะละ ความฟุ้งซ่านอันกระทำความขัดเคืองจิต. ผู้ไม่ฟุ้งซ่าน มีจิตเป็นสมาธิ ชื่อว่าผู้ยินดีในควานสงัด เพราะละการคลุกคลีกับหมู่ ชื่อว่า เป็นผู้สงัดแล้ว เพราะยินดียิ่งในความวิเวก ด้วยความหน่าย ( และ ) ด้วยความเอิบอิ่มใน ธรรม คือมีใจดี มีจิตยินดี ชื่อว่าปรารภความเพียร เพราะละความ เกียจคร้าน. บุคคลนั้นผู้ประกอบด้วยคุณ มีความมักน้อยเป็นต้นอย่างนี้ ย่อมมี โพธิปักขิยธรรมอันนับเนื่องในมรรค มี ๓๗ ประเภทมีสติปัฏฐานเป็นต้น อันสงเคราะห์เอาวิปัสสนา ๓ อย่าง ชื่อว่าเป็นกุศล เพราะอรรถว่าเกิด จากความฉลาด. บุคคลนั้นผู้ประกอบด้วยโพธิปักขิยธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มี อาสวะ จำเดิมแต่ขณะแห่งอรหัตมรรค เพราะทำอาสวะทั้งหลายให้สิ้นไป ด้วยประการทั้งปวง อธิบายว่า ด้วยอำนาจการให้ถึงที่สุดในมหาปุริสวิตก ในป่าปาจีนวังสทายวัน อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ตรัสไว้ ดังนี้ คือด้วยประการอย่างนี้. บทว่า มม สงฺกปฺปมญฺาย ความว่า ทรงรู้ความดำริของเรา ผู้ปรารภมหาปุริสวิตกโดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้ สำหรับผู้มักน้อย ธรรมนี้ไม่ใช่สำหรับผู้มักมาก และซึ่งตั้งอยู่โดยภาวะ ไม่สามารถเพื่อจะให้มหาปุริสวิตกเหล่านั้นถึงที่สุดลงได้.
หน้า 172 ข้อ 393
บทว่า มโนมเยน ได้แก่ ดุจสำเร็จด้วยใจ อธิบายว่า เปลี่ยน แปลงไปได้เหมือนกับเนรมิตด้วยใจ. บทว่า อิทฺธิยา ได้แก่ ด้วยอธิษฐานฤทธิ์ซึ่งเป็นไปอย่างนี้ว่า กายนี้จงเป็นเหมือนจิตนี้. บทว่า ยทา เม อหุ สงฺกปฺโป มีวาจาประกอบความว่า ใน กาลใด เราได้มีความปริวิตกว่า มหาปุริสวิตกข้อที่ ๘ เป็นเช่นไรหนอแล ในกาลนั้น ทรงทราบความดำริของเรา ได้เสด็จเข้าไปหาเราด้วยพระฤทธิ์. บทว่า อุตฺตริ เทสยิ ความว่า ทรงแสดงสูงขึ้นให้มหาปุริสวิตก ข้อที่ ๘ ครบบริบูรณ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย ธรรมนี้สำหรับผู้ไม่มีธรรมเครื่อง เนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ไม่ใช่สำหรับผู้มี ธรรมเครื่องเนิ่นช้าเป็นที่มายินดี ผู้ยินดีในธรรมเป็นเครื่องเนิ่นช้า. ก็ พระเถระเมื่อจะแสดงธรรมที่ทรงแสดงแล้วนั้น จึงกล่าวว่า พระพุทธเจ้า ทรงยินดีในธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า ทรงแสดงธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า. อธิบายว่า กิเลสทั้งหลายมีราคะเป็นต้น ชื่อว่า ปปัญจธรรม ธรรม เครื่องเนิ่นช้า โลกุตรธรรมทั้งหลายชื่อว่า นิปปปัญจธรรม ธรรมเครื่อง ไม่เนิ่นช้า เพราะเข้าไปสงบระงับกิเลสเหล่านั้น และเพราะกิเลสเหล่านั้น ไม่มี, พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงยินดี คือทรงยินดียิ่งในธรรมเครื่องไม่ เนิ่นช้านั้น ได้ทรงแสดงธรรมตามที่ทรงบรรลุเช่นนั้น คือทรงประกาศ พระธรรมเทศนาว่าด้วยสัจจะทั้ง ๔ ที่พระองค์ทรงยกขึ้นแสดงเอง. บทว่า ตสฺสาหํ ธมฺมมญฺาย ความว่า เรารู้พระธรรมเทศนา ของพระศาสดานั้นแล้ว ปฏิบัติตามที่ทรงพร่ำสอนอยู่ เป็นผู้ยินดี คือ ยินดียิ่งในคำสอนอันสงเคราะห์ด้วยสิกขา ๓.
หน้า 173 ข้อ 393
พระเถระครั้นแสดงการสมาคมการอยู่ร่วมของตน ซึ่งเป็นประโยชน์ อันพระศาสดาทรงให้สำเร็จแล้วด้วยการสมาคมนั้น บัดนี้เมื่อจะแสดง ความเป็นผู้ปรารภความเพียร จำเดิมแต่กาลที่คนบวชแล้ว และการเสีย สละความสุขในการนอน และความสุขในการนอนข้าง เพราะความเป็น ผู้ไม่ห่วงในร่างกาย และความเป็นผู้ปรารภความเพียร จำเดิมแต่กาลที่มี มิทธะน้อย จึงกล่าวคาถาว่า ปญฺจปญฺาสวสฺสานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต เนสชฺชิโก อหํ ความว่า จำเดิมแต่กาลที่เราได้เห็นคุณมีอาทิอย่างนี้ว่า ความเกื้อกูลแก่การประกอบ ความเพียร ความประพฤติของสัปบุรุษอันเกี่ยวเนื่องด้วยกรรมฐาน และ ความประพฤติขัดเกลากิเลส แล้วเป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตรนั้นเป็นเวลา ๕๕ ปี. บทว่า ยโต มิทฺธํ สมูหตํ ความว่า จำเดิมแต่กาลที่เราเสีย สละการนอนหลับนั้นเป็นเวลา ๒๕ ปี. บางอาจารย์กล่าวว่า พระเถระ เป็นผู้ถือการนั่งเป็นวัตร ๕๕ ปี เบื้องต้นไม่ได้หลับ ๒๕ ปี ต่อแต่นั้น จึงได้หลับในเวลาปัจฉิมยาม เพราะร่างกายอ่อนเปลี้ย. คาถา ๓ คาถามีอาทิว่า นาหุ อสฺสาสปสฺสาสา นี้ พระเถระถูก ภิกษุทั้งหลายถามในเวลาที่พระศาสดาเสด็จปรินิพพานว่า พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าเสด็จปรินิพานแล้วหรือ เมื่อจะประกาศภาวะคือการปรินิพพาน จึงกล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหุ อสฺสาสปสฺสาสา ิตจิตฺตสฺส ตาทิโน ความว่า ลมอัสสาสปัสสาสะมิได้มีแก่พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ผู้คงที่ ผู้เข้าสมาบัติทุกอย่างอื่นเกลื่อนกล่นด้วยอาการต่าง ๆ โดยอนุโลม
หน้า 174 ข้อ 393
และปฏิโลม แล้วออกจากสมาบัติในตอนหลังสุด มีพระหฤทัยตั้งมั่นอยู่ ในจตุตถฌาน. ด้วยคำนั้น ท่านแสดงว่า กายสังขารของท่านผู้เข้าจตุตถฌาน ย่อม ดับไป และลมอัสสาสปัสสาสะ ท่านเรียกว่ากายสังขาร เพราะเหตุนั้น จำเดิมแต่ขณะอยู่ในจตุตถฌาน ลมอัสสาสปัสสาสะจึงไม่มี. ชื่อว่าผู้ไม่หวั่นไหว เพราะไม่มีความหวั่นไหวกล่าวคือตัณหา อีก อย่างหนึ่ง ชื่อว่าผู้ไม่หวั่นไหว เพราะเป็นผู้ตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ. บทว่า สนฺติมารพฺภ ได้แก่ ปรารภ คืออาศัย หมายเอาอนุ- ปาทิเสสนิพพาน. บทว่า จกฺขุมา ได้แก่ ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕. บทว่า ปรินิพฺพุโต แปลว่า ปรินิพพานแล้ว. จริงอยู่ ในคำนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เข้าผลสมาบัติในจตุตถฌานอันมีพระนิพพานเป็นอารมณ์ แล้วเสด็จปริ- นิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในลำดับแห่งจตุตถฌานนั้นนั่น- แหละ. บทว่า อสลฺลีเนน ได้แก่ มีพระหฤทัยไม่หดหู่ คือเบิกบานดีแท้. บทว่า เวทนํ อชฺฌวาสยิ ความว่า เป็นผู้มีสัมปชัญญะ ทรงอดกลั้น เวทนาอันเกิดในเวลาใกล้มรณะ. คือไม่เป็นไปตามเวทนาดิ้นรนไปรอบๆ. ด้วยบทว่า ปชฺโชตสฺเสว นิพฺพานํ วิโมกฺโข เจตโส อหุ ท่าน แสดงว่า ประทีปที่ลุกโพลง อาศัยน้ำมัน อาศัยไส้ จึงโพลงอยู่ เมื่อ น้ำมันและไส้หมด ย่อมดับไป และดับแล้ว ย่อมไม่ไปอยู่ที่ไหน ๆ ย่อม หายไปโดยแท้ ย่อมถึงการมองไม่เห็นฉันใด ขันธสันดานก็ฉันนั้น อาศัย
หน้า 175 ข้อ 393
กิเลสและอภิสังขารเป็นไปอยู่ เมื่อกิเลสและอภิสังขารเหล่านั้นสิ้นไป ย่อม ดับไป และดับไปแล้วย่อมไม่ตั้งอยู่ในที่ไหน ๆ ย่อมอันตรธานไปโดยแท้ ย่อมถึงการมองไม่เห็นเลย ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า นักปราชญ์ ทั้งหลายย่อมดับไป เหมือนดวงประทีปนี้ดับไปฉะนั้น และมีอาทิว่า เหมือนเปลวไฟถูกกำลังลมเป่าฉะนั้น. บทว่า เอเต นี้ ท่านกล่าวโดยความที่ธรรมทั้งหลายอันเป็นไปใน พระสันดารของพระศาสดา ในขณะเวลาจะปรินิพพาน ได้ประจักษ์แก่ ตน. ชื่อว่ามีครั้งสุดท้าย เพราะเบื้องหน้าแต่นั้นไม่มีการเกิดขึ้นแห่งจิต. บทว่า ทานิ แปลว่า บัดนี้. บทว่า ผสฺสปญฺจมา นี้ ท่านกล่าวโดยความที่ธรรมทั้งหลายมี ผัสสะเป็นที่ ๕ ปรากฏขึ้น. จริงอย่างนั้น แม้ในกถาว่าด้วยจิตตุปบาท ท่านก็กล่าวธรรมมีผัสสะเป็นที่ ๕ ไว้ข้างต้น. บทว่า อญฺเ ธมฺมา ได้แก่ ธรรม คือจิตและเจตสิกเหล่าอื่น พร้อมด้วยที่อาศัย ไม่ใช่จิตและเจตสิกในเวลาปรินิพพาน. ถามว่า แม้จิต และเจตสิกในเวลาปรินิพพาน ก็จักไม่มีเลยมิใช่หรือ ? ตอบว่า จักไม่มี ก็จริง แต่เพราะไม่มีความกินแหนงใจ ไม่ควรกล่าวหมายเอาจิตและ เจตสิกธรรมเหล่านั้นว่า จักไม่มี. หากจะพึงมีความหนึ่งใจว่า ก็ธรรม อื่นจักมี ดุจมีแก่พระเสขะและปุถุชนไหม ดังนั้น เพื่อจะห้ามความ แหนงใจข้อนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ธรรมเหล่าอื่นจักไม่มี ดังนี้. พระเถระเรียกเทวดาว่า ชาลินิ ในคำว่า นตฺถิ ทานิ ปุนาวาโส เทวกายสฺมึ ชาลินิ นี้ อธิบายว่า บัดนี้เราไม่มีการอยู่อีกต่อไป ด้วย อำนาจการเกิดในเทวดา คือในเทพนิกาย ได้แก่ในหมู่เทพ. ท่านกล่าว
หน้า 176 ข้อ 393
เหตุในข้อนั้นด้วยบทมีอาทิว่า วิกฺขีโณ หมดสิ้นแล้ว. ได้ยินว่า เทวดานั้นเป็นหญิงบำเรอของพระเถระในชาติก่อน เพราะฉะนั้น บัดนี้ เทวดานั้นเห็นพระเถระแก่เฒ่าแล้ว จึงมาด้วยความ สิเนหาอันมีในก่อน อ้อนวอนขอให้อุปบัติในเทวดาว่า ท่านจงตั้งจิตไว้ ในเทพนิกายที่ท่านเคยอยู่ในกาลก่อน. ลำดับนั้น พระเถระได้ให้คำตอบ แก่เทวดานั้น ด้วยคำมีอาทิว่า บัดนี้ (การอยู่ในภพใหม่ ) ไม่มี. เทวดา ได้ฟังดังนั้น หมดความหวัง ได้หายไปในที่นั้นเอง. ลำดับนั้น พระเถระเหาะขึ้นสู่เวหาส เมื่อจะประกาศอานุภาพของ ตน แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า ยสฺส มุหุตฺเตน ดังนี้. ความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ภิกษุขีณาสพใดรู้แจ้ง คือรู้ได้โดย ชอบ ได้แก่ กระทำให้ประจักษ์ซึ่งโลกพร้อมกับพรหมโลกตั้งพันประเภท คือพันประการ ได้แก่ ประเภทโลกธาตุอย่างใหญ่ประมาณแสนโกฎิ. จักรวาล๑ โดยกาลเพียงครู่เดียวเท่านั้น ภิกษุนั้นเป็นผู้ถึงความชำนาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ คือในความถึงพร้อมด้วยฤทธิ์และในจุติและอุปบัติ ด้วย ประการอย่างนี้ ย่อมเห็นเทวดาในเวลาเข้าไป คือพระเถระนั้นไม่เสื่อม ในการเห็นเทวดาทั้งหลาย. ได้ยินว่า เมื่อพระเถระกล่าวคาถาว่า บัดนี้ (ภพใหม่) ไม่มี ดังนี้ ด้วยการให้คำตอบแก่เทวดาชาลินี ภิกษุทั้งหลาย ไม่เห็นเทวดาชาลินี จึงคิดว่า พระเถระร้องเรียกอะไร ๆ ด้วยการเรียก ธรรมหรือหนอ. พระเถระรู้อาจาระแห่งจิตของภิกษุเหล่านั้น จึงกล่าว คาถานี้ว่า ยสฺส มุหุตฺเตน ดังนี้. ๑. อัง. ติก. ๒๐/ ข้อ ๕๒๐.
หน้า 177 ข้อ 393
บทว่า อนฺนภาโร ปุเร ได้แก่ ผู้มีนามอย่างนี้ในชาติก่อน. บทว่า ฆาสหารโก ได้แก่ ผู้การทำการรับจ้างเพื่อต้องการเพียงอาหาร เลี้ยงชีวีต. บทว่า สมณํ ได้แก่ ผู้มีบาปสงบแล้ว. บทว่า ปฏิปาเหสิ ได้แก่ มอบถวายเฉพาะหน้า, อธิบายว่า เป็นผู้มีหน้าเฉพาะะด้วยความเลื่อมใส ได้ให้ทานอาหาร. บทว่า อุปริฏฺํ ได้แก่ พระปัจเจกพุทธเจ้าผู้มีนามอย่างนั้น. บทว่า ยสสฺสินํ ได้แก่ ผู้มีเกียรติ คือมียศปรากฏ. ด้วยคาถานี้ พระ- เถระแสดงถึงบุรพกรรมของตน ซึ่งเป็นเหตุให้ได้สมบัติอันยิ่งใหญ่ จน กระทั่งอัตภาพสุดท้าย . ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า เรานั้นเกิด ในศากยตระกูล. บทว่า อิโต สตฺต ความว่า จุติจากมนุษยโลกนี้ แล้วเป็นเทพ ๗ ครั้ง ด้วยความเป็นใหญ่อันเป็นทิพย์ในเทวโลก. บทว่า ตโต สตฺต ความว่า จุติจากเทวโลกนั้นแล้วเป็น ๗ ครั้ง โดยเป็นพระเจ้าจักรพรรดิในมนุษยโลก. บทว่า สํสารานิ จตุทฺทส ได้แก่ ท่องเที่ยวไปในระหว่างภพ ๑๔ ครั้ง. บทว่า นิวาสมภิชานิสฺสํ แปลว่า ได้รู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ในชาติ ก่อน. บทว่า เทวโลเก ิโต ตทา ความว่า ก็เราได้รู้ขันธ์ที่เคยอาศัย อยู่ในกาลก่อนนั้น ในอัตภาพนี้เท่านั้นก็หามิได้ โดยที่แท้ ในคราวที่ ดำรงอยู่ในเทวโลก ในอัตภาพที่ล่วงมาติดต่อกับอัตภาพนี้ เราก็ได้รู้.
หน้า 178 ข้อ 393
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะแสดงอาการที่ตนได้ทิพจักษุญาณและจุตูป- ปาตญาณ จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า ปญฺจงฺคิเก สมาธิ ประกอบด้วยองค์ ๕. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปญฺจงฺคิเก สมาธิมฺหิ ได้แก่ สมาธิ ในจตุตถฌานอันเป็นบาทแห่งอภิญญา, จริงอยู่ จตุตถฌานสมาธินั้น ท่านเรียกว่า สมาธิประกอบด้วยองค์ ๕ เพราะประกอบด้วยองค์ ๕ เหล่านี้ คือความแผ่ไปแห่งปีติ ความแผ่ไปแห่งสุข ความแผ่ไปแห่งใจ ความ แผ่ไปแห่งอาโลกแสงสว่าง และปัจจเวกขณนิมิต นิมิตสำหรับเป็นเครื่อง พิจารณา. บทว่า สนฺเต ความว่า ชื่อว่าสงบ เพราะสงบระงับข้าศึก และ เพราะมีองค์สงบแล้ว. บทว่า เอโกทิภาวิเต ได้แก่ ถึงความเป็นธรรมเอกผุดขึ้น อธิบาย ว่า ถึงความเป็นผู้เชี่ยวชาญในธรรมที่พระพฤติดีแล้ว. บทว่า ปฏิปฺปสฺสทฺธิลทฺธมฺหิ แปลว่า ได้ความสงบระงับกิเลส ทั้งหลาย. บทว่า ทิพฺพจกฺขุ วิสุชฺฌิ เม ความว่า เมื่อสมาธิมีประการ อย่างนี้พรั่งพร้อมแล้ว ทิพจักษุญาณของเราจึงบริสุทธิ์ คือได้เป็นทิพ- จักษุญาณอันหมดจด โดยความหลุดพ้นจากอุปกิเลส ๑๑ ประการ. บทว่า จุตูปปาตํ ชานานิ ความว่า เรารู้จุติและอุปบัติแห่งสัตว์ ทั้งหลาย, ก็เมื่อรู้ย่อมรู้การมาและการไปของสัตว์ทั้งหลายว่า สัตว์เหล่านี้ มาจากโลกโน้นแล้วอุปบัติในโลกนี้ และไปจากโลกนี้แล้วอุปบัติในโลก โน้น และเมื่อรู้นั่นแหละ ย่อมรู้ได้ก่อนกว่าอุปบัติถึงความเป็นอย่างนี้
หน้า 179 ข้อ 393
คือความเป็นมนุษย์ของสัตว์เหล่านั้น และความเป็นประการอื่นจากความ เป็นมนุษย์นั้น และความเป็นเดียรัจฉานโดยประการอื่น. พระเถระเมื่อ จะแสดงว่า ความรู้นี้นั้นแม้ทั้งหมดย่อมมี ในเมื่อสมาธิอันประกอบด้วย องค์ ๕ ถึงพร้อม จึงกล่าวว่า ดำรงอยู่ในฌานอันประกอบด้วยองค์ ๕. ในคำนั้นมีอธิบายว่า เราเป็นผู้ดำรงคือประดิษฐานอยู่ในฌานอันประกอบ ด้วยองค์ ๕ นั้น จึงรู้อย่างนี้. พระเถระครั้นแสดงวิชชา ๓ อย่างนี้แล้ว เมื่อจะแสดงวิชชาที่ ๓ พร้อมทั้งความสำเร็จแห่งกิจ แม้ที่ได้แสดงไว้แล้วในครั้งก่อน โดย ประสงค์เอาวิชชา ๓ นั้น จงกล่าวคาถา ๒ คาถาโดยนัยมีอาทิว่า พระ- ศาสดาเราคุ้นเคยแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วชฺชีนํ เวฬุวคาเม ได้แก่ ในเวฬุว- คามแห่งแคว้นวัชชี คือในเวฬุวคามซึ่งเป็นที่เข้าจำพรรษาครั้งสุดท้าย ในแคว้นวัชชี. บทว่า เหฏฺโต เวฬุคุมฺพสฺมึ ได้แก่ ในภายใต้พุ่มไผ่ พุ่มหนึ่งในเวฬุวคามนั้น. บทว่า นิพฺพายิสฺสํ แปลว่า เราจักนิพพาน อธิบายว่า เราจักปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. จบอรรถกถาอนุรุทธเถรคาถาที่ ๙
หน้า 180 ข้อ 394
๑๐. ปาราสริยเถรคาถา ว่าด้วยความประพฤติของภิกษุเมื่อก่อนอย่างหนึ่งขณะนี้อย่างหนึ่ง [๓๙๔] พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ ผู้มีจิตแน่วแน่เป็น อารมณ์เดียว ชอบสงัด เจริญฌาน นั่งอยู่ในป่าใหญ่ มีดอกไม้บานสะพรั่ง ได้มีความคิดว่า เมื่อพระผู้เป็นอุดม บุรุษเป็นนาถะของโลก ยังทรงพระชนม์อยู่ ความประ- พฤติของภิกษุทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จ ปรินิพพานไปแล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง คือภิกษุ ทั้งหลายแต่ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นุ่งห่มผ้าเป็นปริมณฑล ก็เพียงเพื่อจะป้องกันความหนาว และลม และปกปิดความละอายเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายแต่ ปางก่อน ขบฉันอาหารประณีตก็ตาม เศร้าหมองก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม ก็เพื่อยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ติดไม่พัวพันเลย. ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อน (แม้จะถูก ความเจ็บไข้ครอบงำ) ไม่ขวนขวายหาเภสัชปัจจัยอันเป็น บริขารแห่งชีวิต เหมือนการขวนขวายหาความสิ้นไปแห่ง อาสวะทั้งหลาย ท่านเหล่านั้นขวนขวายพอกพูนวิเวก มุ่ง แต่เรื่องวิเวก อยู่ในป่า โคนไม้ ซอกเขาและถ้ำเท่านั้น ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนเป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น เลี้ยงง่าย อ่อนโยน มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ถูกกิเลส รั่วรด ปากไม่ร้าย เปลี่ยนแปลงตามความคิดอันเป็น
หน้า 181 ข้อ 394
ประโยชน์ของตนแลผู้อื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ การ บริโภคปัจจัย การซ่องเสพโคจร และมีอิริยาบถละมุน ละไม ก่อให้เกิดความเลื่อมใส เหมือนสายน้ำมันไหล ออกไม่ขาดสายฉะนั้น บัดนี้ ท่านเหล่านั้น สิ้นอาสวะ ทั้งปวงแล้ว มักเจริญฌานเป็นอันมาก ประกอบแล้วด้วย ฌานใหญ่ เป็นพระเถระผู้มั่นคงพากันนิพพานไปเสีย หมดแล้ว บัดนี้ ท่านเช่นนั้นเหลืออยู่น้อยเต็มที. เพราะ ความสิ้นไปแห่งกุศลธรรมและปัญญา คำสั่งสอนของ พระชินเจ้า อันประกอบแล้วด้วยอาการอันประเสริฐทุก อย่าง จะสิ้นไปในเวลาที่ธรรมทั้งหลายอันลามก และ กิเลสทั้งหลายเป็นไปอยู่. ภิกษุเหล่าใดปรารถนาความ เพียรเพื่อความสงัด ภิกษุเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีพระสัท- ธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ กิเลสเหล่านี้เจริญงอกงาม ขึ้น ย่อมครอบงำคนเป็นอันมากไว้ในอำนาจ ดังจะเล่น กับพวกคนพาล เหมือนปิศาจเข้าสิงทำคนให้เป็นบ้า เพ้อ คลั่งอยู่ฉะนั้น นรชนเหล่านั้นถูกกิเลสครอบงำ ท่องเที่ยว ไป ๆ มา ๆ ตามส่วนแห่งอารมณ์นั้น ๆ ในกิเลสวัตถุ ดุจ ในการโฆษณาที่มีสงครามฉะนั้น. พากันละทิ้งพระสัท- ธรรม ทำการทะเลาะซึ่งกันและกัน ยึดถือตามความเห็น ของตน สำคัญสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ นรชนทั้งหลายที่ละ ทิ้งทรัพย์สมบัติ บุตรและภรรยา ออกบวชแล้ว พากันทำ
หน้า 182 ข้อ 394
กรรมที่ไม่ควรทำ แม้เพราะเหตุแห่งภิกษาหารเพียงทัพพี เดียว ภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหารเต็มอิ่มแล้ว ถึงเวลานอน ที่นอนหงาย ตื่นแล้วก็กล่าวแต่ถ้อยคำที่พระศาสดาทรงติ เตียน ภิกษุผู้มีจิตไม่สงบในภายใน พากันเรียนทำแต่ ศิลปะที่ไม่ควรทำ มีการประดับร่มเป็นต้น ย่อมไม่หวัง ประโยชน์ในทางบำเพ็ญสมณธรรมเสียเลย ภิกษุทั้งหลาย ผู้มุ่งแต่สิ่งของดี ๆ ให้มาก จึงนำเอาดินเหนียวบ้าง น้ำมัน บ้าง จุรณเจิมบ้าง น้ำบ้าง ที่นั่งที่นอนบ้าง อาหารบ้าง ไม่ สีฟันบ้าง ผลมะขวิดบ้าง ดอกไม้บ้าง ของควรเคี้ยว บ้าง บิณฑบาตบ้าง ผลมะขามป้อมบ้าง ไปให้แก่ คฤหัสถ์ทั้งหลาย ภิกษุทั้งหลายพากันประกอบเภสัช เหมือนพวกหมอรักษาโรค ทำกิจน้อยใหญ่อย่างคฤหัสถ์ ตบแต่งร่างกายเหมือนหญิงแพศยา ประพฤติตนเหมือน กษัตริย์ผู้เป็นใหญ่. บริโภคอามิสด้วยอุบายเป็นอันมาก คือทำให้คนหลงเชื่อ หลอกลวง เป็นพยานโกงตามโรง ศาล ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ อย่างนักเลง. เที่ยวแส่หา ในการอ้างเลศ การพูดเลียบเคียง การพูดปริกัป มีการ เลี้ยงชีพเป็นเหตุ ใช้อุบายรวบรวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก. ย่อมยังบริษัทให้บำรุงตนเพราะเหตุแห่งการงาน แต่มิให้ บำรุงโดยธรรม เที่ยวแสดงธรรมตามถิ่นต่าง ๆ เพราะ เหตุแห่งลาภ มิใช่เพราะนุ่งประโยชน์ ภิกษุเหล่านั้น ทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่งลาภสงฆ์ เป็นผู้เหินห่าง
หน้า 183 ข้อ 394
จากอริยสงฆ์ เลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยลาภของผู้อื่น ไม่มี หิริ ไม่ละอาย จริงอย่างนั้น ภิกษุบางพวกไม่ประพฤติ ตามสมณธรรมเสียเลย เป็นเพียงคนโล้น คลุมร่างไว้ ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ปรารถนาแต่การสรรเสริญ ถ่ายเดียว มุ่งหวังแต่ลาภและสักการะ เมื่อธรรมเป็น เครื่องทำลายมีประการต่าง ๆ เป็นไปอยู่อย่างนี้ การ บรรลุธรรมที่ยังไม่ได้บรรลุ หรือการตามรักษาธรรมที่ได้ บรรลุแล้ว ไม่ใช่ทำได้ง่าย เหมือนเมื่อพระศาสดายัง ทรงพระชนม์อยู่ มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไปในบ้าน เหมือน กับบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้า ตั้งสติเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม ฉะนั้น พระโยคีเมื่อตามระลึกถึงวิปัสสนาที่ปรารภแล้ว ในกาลก่อน ไม่ทอดทิ้งวัตรสำหรับภาวนาวิธีเหล่านั้นเสีย ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาสุดท้ายภายหลัง ก็พึงบรรลุอมตบท ได้ พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะมีอินทรีย์อันอบรม แล้ว เป็นพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีภพใหม่ สิ้นไปแล้ว ครั้นกล่าววิธีปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ปรินิพพาน ในสาลวัน. จบปาราสริยเถรคาถา รวมพระเถระ ในวีสตินิบาตนี้ พระเถระ ๑๐ รูปนี้ คือ พระอธิมุตตเถระ ๑ พระปาราสริยเถระ ๑ พระเตลุถามิเถระ ๑ พระรัฐปาลเถระ ๑ พระ- มาลุงกยปุตตเถระ ๑ พระเสลเถระ ๑ พระภัททิยถาลิโคธาปุตตเถระ ๑
หน้า 184 ข้อ 394
พระองคุลิมาลเถระ ๑ พระอนุรุทธเถระ ๑ พระปาราสริยเถระ ๑ ประกาศคาถาไว้ดีเรียบร้อยแล้ว รวมคาถาไว้ ๒๔๕ คาถา. จบวีสตินิบาต อรรถกถาปาราสริยเถรคาถาที่ ๑๐๑ คาถาของพระปาราสริยเถระ มีคำเริ่มต้นว่า สมณสฺส อหุ จินฺตา ดังนี้. เรื่องของพระเถระนี้ มาแล้วในหนหลังทีเดียว และเมื่อพระศาสดา ยังทรงพระชนม์อยู่ ในเวลาที่ตนยังเป็นปุถุชนอยู่ ท่านได้กล่าวคาถานั้น โดยประกาศความคิดในการข่มอินทรีย์ทั้งหลายอันมีใจเป็นที่ ๖. แต่ใน กาลต่อมา เมื่อพระศาสดาปรินิพพานแล้ว และเมื่อการปรินิพพานของตน ปรากฏขึ้น จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ ด้วยอำนาจการประกาศข้อปฏิบัติธรรม เบื้องสูง แก่ภิกษุทั้งหลายในกาลนั้น และในกาลต่อไป. ในข้อนั้น พระสังคีติกาจารย์ ได้ตั้งคาถานี้ไว้ว่า พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ ผู้มีจิตแน่วแน่มี อารมณ์เป็นอันเดียว ชอบสงัด มีปกติเพ่งฌาน นั่งอยู่ ในป่าใหญ่มีดอกไม้บานสะพรั่ง ได้มีความคิดว่า ฯลฯ ดังนี้. เนื้อความแห่งคำเป็นคาถานั้น มีนัยดังกล่าวในหนหลังนั่นแล. ส่วนเนื้อความที่เกี่ยวเนื่องกันมีดังต่อไปนี้ :- เมื่อพระศาสดา พระ- อัครสาวก พระมหาเถระบางพวก ได้ปรินิพพานไปแล้ว เมื่อภิกษุ ทั้งหลายผู้ว่าง่ายผู้ใครต่อการศึกษา หาได้ยาก และภิกษุทั้งหลายผู้ว่ายาก มากไปด้วยการปฏิบัติผิดเกิดขึ้นในพระธรรมวินัย ซึ่งมีพระศาสดาล่วงไป ๑. อรรถกถาปาราปริกเถรคาถา.
หน้า 185 ข้อ 394
แล้ว พระปาราสริยเถระ ผู้ชื่อว่าสมณะ เพราะสงบบาปได้แล้ว ผู้มีปกติ เพ่งฌาน มีจิตแน่วแน่ มีอารมณ์เดียว นั่งอยู่ในป่าไม้สาละใหญ่ อัน มีดอกบานสะพรั่ง ได้มีความคิดคือการพิจารณาเกี่ยวกับข้อปฏิบัติ. นอกนี้ พระเถระนั่นแหละได้กล่าวคาถาเหล่านี้ ความว่า เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ผู้เป็นที่พึ่ง ของชาวโลก ยังทรงพระชนม์อยู่ ความประพฤติของภิกษุ ทั้งหลายเป็นอย่างหนึ่ง เมื่อพระองค์เสด็จปรินิพพานไป แล้ว เดี๋ยวนี้ปรากฏเป็นอย่างหนึ่ง. คือภิกษุทั้งหลายแต่ ปางก่อน เป็นผู้สันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นุ่งห่ม ผ้าเป็นปริมณฑล เพียงป้องกันความหนาวและลม และ ปกปิดความละอายเท่านั้น. ขบฉันอาหารประณีตก็ตาม เศร้าหมองก็ตาม น้อยก็ตาม มากก็ตาม ก็เพื่อยังอัตภาพ ให้เป็นไปเท่านั้น ไม่ติด ไม่พัวพันเลย. แม้จะถูกความ ป่วยไข้คารอบงำ ก็ไม่ขวนขวายหาปัจจัยเภสัชบริขารเพื่อ ชีวิต เหมือนขวนขวายหาความสิ้นอาสวะ ท่านเหล่านั้น ขวนขวายพอกพูนแต่วิเวก มุ่งแต่ความวิเวก อยู่ในป่า โคนไม้ ซอกเขา และถ้ำเท่านั้น. ภิกษุทั้งหลายแต่ปาง- ก่อน เป็นผู้อ่อนน้อม มีศรัทธาตั้งมั่น เลี้ยงง่าย อ่อนโยน มีน้ำใจไม่กระด้าง ไม่ถูกกิเลสรั่วรด ปากไม่ร้าย เปลี่ยน แปลงตามความคิดอันเป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่น เพราะเหตุนั้น ภิกษุแต่ปางก่อน เป็นผู้มีข้อปฏิบัติในการ ก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับ การบริโภคปัจจัย การซ่อง-
หน้า 186 ข้อ 394
เสพโคจร และมีอิริยาบถละมุนละไม ก่อให้เกิดความ เลื่อมใส เหมือนสายธารน้ำมันไหลออกไม่ขาดสาย ฉะนั้น. บัดนี้ ท่านเหล่านั้นสิ้นอาสวะทั้งปวงแล้ว เจริญ ฌานเป็นอันมาก ประกอบด้วยฌานใหญ่ เป็นพระเถระ ผู้มั่นคงพากันนิพพานไปเสียหมดแล้ว บัดนี้ ท่านผู้เช่น นั้นเหลืออยู่น้อยเต็มที. เพราะความสิ้นไปแห่งกุศลธรรม และปัญญา คำสั่งสอนของพระชินเจ้าอันประกอบด้วย อาการอันประเสริฐทุกอย่าง จะเสื่อมสูญไปในเวลาที่ ธรรมอันลามกและกิเลสทั้งหลายเป็นไปอยู่. ภิกษุเหล่าใด ปรารถนาความเพียรเพื่อความสงัด ภิกษุเหล่านั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีพระสัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ. กิเลสเหล่านั้น เจริญงอกงามขึ้น ย่อมครอบงำคนเป็นอันมากไว้ในอำนาจ ดังจะเล่นกับพวกคนพาล เหมือนปิศาจเข้าสิงทำคนให้เป็น บ้าเพ้อคลั่งอยู่ฉะนั้น. นรชนเหล่านั้นถูกกิเลสครอบงำ ท่องเที่ยวไปๆ มา ๆ ตามส่วนแห่งอารมณ์นั้น ๆ ในกิเลส วัตถุทั้งหลาย ดุจในการโฆษณาที่มีสงครามฉะนั้น. พา กันละทิ้งพระสัทธรรม ทำการทะเลาะกันแลกัน ยึดถือ ตามความเห็นของตน สำคัญว่าสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ. นรชนทั้งหลายที่ละทิ้งทรัพย์สมบัติ บุตรภรรยา ออก บวชแล้ว พากันทำกรรมที่ไม่ควรทำ แม้เพราะเหตุแห่ง ภิกษาหารเพียงทัพพีเดียว ภิกษุทั้งหลายฉันภัตตาหาร เต็มอิ่มแล้ว ถึงเวลานอนก็นอนหงาย ตื่นแล้วก็กล่าวแต่
หน้า 187 ข้อ 394
ถ้อยคำที่พระศาสดาทรงติเตียน ภิกษุผู้มีจิตไม่สงบใน ภายใน พากันเรียนทำแต่ศิลปะที่ไม่ควรทำ มีการ ประดับร่มเป็นต้น ย่อมไม่หวังประโยชน์ในทางบำเพ็ญ สมณธรรม. ภิกษุทั้งหลายผู้มุ่งแต่สิ่งของดี ๆ ให้มาก จึงนำเอาดินเหนียวบ้าง น้ำมันบ้าง จุรณเจิมบ้าง น้ำ บ้าง ที่นั่งบ้าง อาหารบ้าง ไม้สีฟันบ้าง ผลมะขวิดบ้าง ดอกไม้บ้าง ของเคี้ยวบ้าง บิณฑบาตบ้าง ผลมะขาม ป้อมบ้าง ไปให้แก่คฤหัสถ์ทั้งหลาย. ภิกษุทั้งหลายพา กันประกอบเภสัช เหมือนพวกหมอรักษาโรค ทำกิจน้อย ใหญ่อย่างคฤหัสถ์ ตกแต่งร่างกายเหมือนหญิงแพศยา ประพฤติตนเหมือนกษัตริย์ผู้เป็นใหญ่ บริโภคอามิสด้วย อุบายเป็นอันมาก คือทำให้คนหลงเชื่อ หลอกลวง เป็น พยานโกงตามโรงศาล ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่าง ๆ อย่าง นักเลง. เที่ยวแส่หา (ปัจจัย) ในการอ้างเลศ การเลียบ เคียง การปริกัป มีการเลี้ยงชีพเป็นเหตุ ใช้อุบายรบ รวมทรัพย์ไว้เป็นอันมาก ย่อมยังบริษัทให้บำเรอตน เพราะเหตุแห่งการงาน แต่มิให้บำรุงโดยธรรม เที่ยว แสดงธรรมตามถิ่นต่าง ๆ เพราะเหตุแห่งลาภ มิใช่มุ่ง ประโยชน์. ภิกษุเหล่านั้นทะเลาะวิวาทกันเพราะเหตุแห่ง ลาภสงฆ์ เป็นผู้เหินห่างจากอริยสงฆ์ เลี้ยงชีวิตด้วยการ อาศัยลาภของผู้อื่น ไม่มีหิริ ไม่ละอาย. จริงอย่างนั้น ภิกษุบางพวกไม่ประพฤติตามสมณธรรมเสียเลย เป็น
หน้า 188 ข้อ 394
เพียงคนโล้น คลุมร่างไว้ด้วยผ้ากาสาวพัสตร์เท่านั้น ปรารถนาแต่ความสรรเสริญถ่ายเดียว มุ่งหวังต่อลาภ สักการะ. เมื่อธรรมเป็นเครื่องทำลายมีประการต่าง ๆ เป็นไปอยู่อย่างนี้ การบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ หรือการ ตามรักษาธรรมที่ได้บรรลุแล้ว ไม่ใช่ทำได้ง่าย เหมือน เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่. มุนีพึงตั้งสติเที่ยวไป ในบ้าน. เหมือนบุรุษผู้ไม่ได้สวมรองเท้าตั้งสติเที่ยวไป ในถิ่นที่มีหนามฉะนั้น. พระโยคีเมื่อตามระลึกถึงวิปัสสนา ที่ปรารภนาแล้วในกาลก่อน ไม่ทอดทิ้งวัตรสำหรับภาวนา- วิธีเหล่านั้น ถึงเวลานี้จะเป็นเวลาสุดท้ายภายหลัง ก็จะ พึงบรรลุอมตบทได้. พระปาราสริยเถระผู้เป็นสมณะ มี อินทรีย์อันอบรมแล้ว เป็นพราหมณ์ผู้แสวงหาคุณอันยิ่ง ใหญ่ มีภพใหม่สิ้นไปแล้ว ครั้นกล่าววิธีปฏิบัติอย่างนี้ ปรินิพพานในป่าสาลวัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิริยํ อาสิ ภิกฺขูนํ ความว่า เมื่อ พระโลกนาถ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ ยังทรงดำรงอยู่ คือยังทรงพระชนม์อยู่ ภิกษุทั้งหลายได้มีอิริยะคือความประพฤติโดย อย่างอื่น คือโดยประการอื่นจากการปฏิบัติในบัดเดี๋ยวนี้ เพราะยังปฏิบัติ ตามที่ทรงพร่ำสอน. บทว่า อญฺถา ทานิ ทิสฺสติ มีอธิบายว่า แต่บัดนี้ ความ ประพฤติของภิกษุทั้งหลายปรากฏโดยประการอื่นจากนั้น เพราะไม่ปฏิบัติ ตามความเป็นจริง.
หน้า 189 ข้อ 394
บัดนี้ เพื่อจะแสดงอาการที่ภิกษุทั้งหลายปฏิบัติ อย่างเมื่อพระศาสดา ทรงประพฤติอยู่ก่อนนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เพียงป้องกันความหนาว และลม ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺตฏฺิยํ ความว่า การป้องกันหนาว และลมนั้นเป็นประมาณ คือเป็นประโยชน์. ภิกษุทั้งหลายใช้สอยจีวร กระทำให้เป็นเพียงป้องกันความหนาวและลมเท่านั้น คือเพียงปกปิดอวัยวะ ที่ให้เกิดความละอายเท่านั้น. อย่างไร ? คือเป็นผู้สันโดษปัจจัยตามมีตาม ได้ คือถึงความสันโดษในปัจจัยตามมีตามได้ คือตามที่ได้ จะเลวหรือ ประณีตก็ตาม. บทว่า ปณีตํ ได้แก่ ดียิ่ง คือระคนด้วยเนยใสเป็นต้น, ชื่อว่า เศร้าหมอง เพราะไม่มีความประณีตนั้น. บทว่า อปฺปํ ได้แก่ เพียง ๔-๕ คำเท่านั้น. บทว่า พหุํ ยาปนตฺถํ อภุญฺชึสุ ได้แก่ แม้เมื่อจะฉันอาหารมากอัน ประณีต ก็ฉันอาหารเพียงยังอัตภาพให้เป็นไปเท่านั้น. กว่านั้นไปก็ไม่ยินดี คือไม่ถึงกับยินดี. ไม่สยบ คือไม่พัวพันบริโภค เหมือนเจ้าของเกวียน ใช้น้ำมันหยอดเพลา และเหมือนคนมีบาดแผลใช้ยาทาแผลฉะนั้น. บทว่า ชีวิตานิ ปริกฺขาเร เภสชฺเช อถ ปจฺจเย ได้แก่ ปัจจัย คือคิลานปัจจัย กล่าวคือเภสัชอันเป็นบริขารเพื่อให้ชีวิตดำเนินไป. บทว่า ยถา เต ความว่า ภิกษุทั้งหลายแต่ปางก่อนนั้น เป็นผู้ ขวนขวาย คือเป็นผู้ประกอบในความสิ้นอาสวะฉันใด ภิกษุทั้งหลาย เหล่านั้นก็ฉันนั้น แม้ถูกโรคครอบงำ ก็ไม่เป็นผู้ขวนขวายมากเกินไปใน คิลานปัจจัย.
หน้า 190 ข้อ 394
บทว่า ตปฺปรายณา ได้แก่ มุ่งในวิเวก น้อมไปในวิเวก. พระ- เถระเมื่อแสดงสันโดษในปัจจัย ๔ และความยินดียิ่งในภาวนาด้วยคาถา ๔ คาถาอย่างนี้แล้ว จึงแสดงอริยวังสปฏิปทาของภิกษุเหล่านั้น. บทว่า นีจา ได้แก่ เป็นผู้มีความประพฤติต่ำ โดยไม่กระทำการยก ตนข่มผู้อื่นว่า เราถือบังสุกุลเป็นวัตร คือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร อธิบายว่า เป็นผู้มีปกติประพฤติถ่อมตน. บทว่า นิวฏฺา ได้แก่ มีศรัทธาตั้งมั่นในพระศาสนา. บทว่า สุภรา ได้แก่ เป็นผู้เลี้ยงง่าย โดยความเป็นผู้มักน้อย เป็นต้น. บทว่า มุทู ได้แก่ เป็นผู้อ่อนโยนในการประพฤติวัตร และใน พรหมจรรย์ทั้งสิ้น คือเป็นผู้ควรในการประกอบให้วิเศษดุจทองคำที่หล่อ หลอมไว้ดีแล้วฉะนั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า มุทู ได้แก่ เป็นผู้ไม่สยิ้วหน้า คือเป็นผู้เงย หน้า มีหน้าเบิกบานประพฤติปฏิสันถาร ท่านอธิบายว่า เป็นผู้นำความสุข มาให้ ดุจท่าดีฉะนั้น. บทว่า อถทฺธมานสา ได้แก่ ผู้มีจิตไม่แข็ง, ด้วยบทนั้น ท่าน กล่าวถึงความเป็นผู้ว่าง่าย. บทว่า อพฺยเสก ได้แก่ ผู้เว้นจากการถูกกิเลสรั่วรด เพราะไม่มี ความอยู่ปราศจากสติ อธิบายว่า ผู้ไม่ถูกตัณหา ทิฏฐิ และมานะ ทำให้ นุงนังในระหว่าง ๆ. บทว่า อมุขรา แปลว่า ไม่เป็นคนปากกล้า, อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ไม่เป็นคนปากแข็ง คือเว้นจากความคะนองทางวาจา.
หน้า 191 ข้อ 394
บทว่า อตฺถจินฺตาวสานุคา ได้แก่ เป็นผู้คล้อยตามอำนาจความคิดอัน เป็นประโยชน์ คือเป็นไปในอำนาจความคิดที่มีประโยชน์ ได้แก่เป็นผู้ ปริวรรตตามความคิดที่เป็นประโยชน์แก่ตนและคนอื่นเท่านั้น. บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุนั้น คือเหตุมีการประพฤติต่ำ เป็นต้น. บทว่า ปาสาทิกํ ได้แก่ อันยังให้เกิดความเลื่อมใส คือนำความ เลื่อมใสมาให้แก่ผู้ที่ได้เห็นและได้ยินการปฏิบัติ. บทว่า คตํ ได้แก่ การไป มีการก้าวไป ถอยกลับและการเลี้ยวไป เป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คตํ ได้แก่ ความเป็นไปทางกายและ วาจา. บทว่า ภุตฺตํ ได้แก่ การบริโภคปัจจัย ๔. บทว่า นิเสวิตํ ได้แก่ การซ่องเสพโคจร. บทว่า สินิทฺธา เตลธาราว ความว่า สายธารน้ำมันที่คนฉลาดเท ราดไม่หวนกลับ ไหลไม่ขาดสาย เป็นสายธารติดกันกลมกลืนน่าดูน่าชื่น ชมใจ ฉันใด อิริยาบถของภิกษุเหล่านั้นผู้สมบูรณ์ด้วยมารยาท ย่อมเป็น อิริยาบถไม่ขาดช่วง ละมุนละม่อม สละสลวยน่าดู น่าเลื่อมใส ฉันนั้น. บทว่า มหาฌายี ความว่า ชื่อว่าผู้เพ่งฌานใหญ่ เพราะมีปกติเพ่ง ด้วยฌานทั้งหลายอันยิ่งใหญ่ หรือเพ่งพระนิพพานใหญ่. เพราะเหตุนั้น แหละ จึงเป็นผู้มีประโยชน์เกื้อกูลใหญ่ อธิบายว่า เป็นผู้ประกอบด้วย ประโยชน์เกื้อกูลมาก. บทว่า เต เถรา ความว่า บัดนี้ พระเถระทั้งหลายผู้มุ่งการปฏิบัติ มีประการดังกล่าวแล้วนั้น พากันปรินิพพานเสียแล้ว.
หน้า 192 ข้อ 394
บทว่า ปริตฺตา ทานิ ตาทิสา ความว่า บัดนี้ คือในกาลสุดท้าย ภายหลัง พระเถระทั้งหลายผู้เช่นนั้น คือผู้เห็นปานนั้นมีน้อย ท่านกล่าว อธิบายว่า มีเล็กน้อยทีเดียว. บทว่า กุสลานญฺจ ธมฺมานํ ได้แก่ ธรรมอันไม่มีโทษอันเป็นเครื่อง อุดหนุนแก่วิโมกข์ อันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพาน. บทว่า ปญฺาย จ ได้แก่ และแห่งปัญญาเห็นปานนั้น. บทว่า ปริกฺขยา ได้แก่ เพราะไม่มี คือเพราะไม่เกิดขึ้น. จริงอยู่ ในที่นี้ แม้ปัญญาก็พึงเป็นธรรมไม่มีโทษโดยแท้ แต่ถึงกระนั้น เพื่อจะ แสดงว่าปัญญามีอุปการะมาก จึงถือเอาปัญญานั้นเป็นคนละส่วน เหมือน คำว่า ปุญฺาณสมฺภารา เป็นธรรมอุดหนุนบุญและญาณฉะนั้น. บทว่า สพฺพาการวรูเปตํ ความว่า คำสอนของพระผู้มีพระภาค- ชินเจ้า อันประกอบด้วยอาการอันประเสริฐทั้งหมด คือด้วยความวิเศษ แต่ละประการ จะเสื่อมคือพินาศไป. ด้วยบทว่า ปาปกานญฺจ ธมฺมานํ กิเลสานญฺจ โย อุตุ เอาคำที่ เหลือมาเชื่อมความว่า ฤดูคือกาลแห่งบาปธรรมมีกายทุจริตเป็นต้น และ แห่งกิเลสมีโลภะเป็นต้นนี้นั้น ย่อมเป็นไป. บทว่า อุปฏฺิตา วิเวกาย เย จ สทฺธมฺมเสสกา ความว่า ก็ใน กาลเห็นปานนี้ ภิกษุเหล่าใด เข้าไปตั้ง คือปรารภความเพียรเพื่อต้องการ กายวิเวก จิตตวิเวก และอุปธิวิเวก และภิกษุเหล่านั้นย่อมเป็นผู้มีพระ- สัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ. ก็ในข้อนี้ มีอธิบายดังนี้:- ภิกษุทั้งหลายแม้เป็นผู้มีศีล และอาจาระอันบริสุทธิ์ก็มีอยู่ แต่บัดนี้ ภิกษุบางพวกยังบุรพกิจมีอาทิอย่างนี้ให้ถึงพร้อม คือทำอิริยาบถให้ดำรง
หน้า 193 ข้อ 394
อยู่ด้วยดี บำเพ็ญสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา ตัดปลิโพธใหญ่ ตัด ปลิโพธเล็ก ๆ น้อย ๆ จำเริญภาวนาเนือง ๆ อยู่ ภิกษุเหล่านั้นยังมีพระ- สัทธรรมที่เหลือเป็นข้อปฏิบัติ ย่อมไม่อาจทำข้อปฏิบัติให้ถึงที่สุดได้. บทว่า เต กิเลสา ปวฑฺฒนฺตา ความว่า ก็ในกาลนั้น กิเลสเหล่าใด ถึงความสิ้นไปจากบุตรอันเกิดแต่พระอุระของพระผู้มีพระภาคเจ้า บัดนี้ กิเลสเหล่านั้นได้โอกาส จึงถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในหมู่ภิกษุ. บทว่า อาวิสนฺติ พหุํ ชนํ ความว่า ครอบงำชนผู้บอดเขลา ผู้งด เว้นกัลยาณมิตร ผู้มากไปด้วยการใส่ใจอันไม่แยบคาย กระทำไม่ให้มี อำนาจอยู่ คือเข้าไปถึงสันดาน. ก็ภิกษุเหล่านั้นผู้เป็นแล้วอย่างนั้น เหมือน จะเล่นกับคนพวก ดังคนถูกปีศาจเข้าสิงทำให้เป็นบ้า เพ้อคลั่งอยู่ฉะนั้น คือว่า คนผู้มีปกติชอบเล่นครอบงำคนบ้าผู้เว้นจากสักการะรากษส ทำคน บ้าเหล่านั้นให้ถึงความวิบัติ จึงเล่นกับคนบ้าเหล่านั้น ชื่อฉันใด กิเลส ทั้งหลายเหล่านั้นก็ฉันนั้น ครอบงำพวกภิกษุอันธพาลผู้เว้นจากความ เคารพในพระพุทธเจ้า ยังความฉิบหายชนิดที่เป็นไปในปัจจุบันเป็นต้น ให้เกิดขึ้นแก่ภิกษุเหล่านั้น เหมือนดังจะเล่นกับภิกษุเหล่านั้น อธิบายว่า ทำเป็นเหมือนเล่น. บทว่า เตน เตน ได้แก่ โดยส่วนของอารมณ์นั้น ๆ. บทว่า วิธาวิตา แปลว่า แล่นไปผิดรูป คือปฏิบัติโดยไม่สมควร. บทว่า กิเลสวตฺถูสุ ความว่า สิ่งที่เกิดขึ้นก่อน เป็นกิเลส, กิเลส นั่นแหละเป็นกิเลสวัตถุ เพราะเป็นเหตุแห่งกิเลสทั้งหลายที่เกิดขึ้นภายหลัง. ในกิเลสและกิเลสวัตถุเหล่านั้นที่ร่วมกัน. บทว่า สสงฺคาเมว โฆสิเต ความว่า การโปรยทรัพย์มีเงินทอง
หน้า 194 ข้อ 394
แก้วมณี และแก้วมุกดาเป็นต้นแล้ว แล้วโฆษณาให้อยากได้อย่างนี้ว่า เงินและทองเป็นต้นใด ๆ อยู่ในมือของคนใด ๆ เงินและทองเป็นต้นนั้น ๆ จงเป็นของคนนั้น ๆ เถิด ดังนี้ ชื่อว่าการโฆษณาที่มีการสงคราม. ใน ข้อนั้น มีอธิบายดังนี้ :- ภิกษุปุถุชนผู้เป็นคนพาลทั้งหลายนั้น ถูกกิเลสนั้น ๆ ครอบงำ แล่น ไป คือถึงการอยู่ตามส่วนแห่งอารมณ์นั้น ๆ ในกิเลสและกิเลสวัตถุทั้งหลาย เหมือนในสถานที่มีสงคราม อันมารผู้มีกิเลสเป็นเสนาบดีโฆษณาว่า กิเลส ตัวใด ๆ จับสัตว์ใด ๆ ครอบงำได้ สัตว์นั้นๆ จงเป็นของกิเลสตัวนั้น ๆ. เพื่อเลี่ยงคำถามที่ว่า ภิกษุเหล่านั้นแล่นไปอย่างนี้ ย่อมกระทำ อะไร ? จึงเฉลยว่า พากันละทิ้งพระสัทธรรม ทำการทะเลาะกัน แลกัน. คำนั้นมีอธิบายว่า ละทิ้งปฏิบัติสัทธรรมเสียแล้วทะเลาะ คือทำการ ทะเลาะกันแลกัน เพราะมีเกสรคืออามิสเป็นเหตุ. บทว่า ทิฏฺิคตานิ ความว่า เป็นไปตาม คือไปตามทิฏฐิ คือการ ยึดถือผิดมีอาทิอย่างนี้ว่า มีเพียงวิญญาณเท่านั้น รูปธรรมไม่มี และว่า ชื่อว่าบุคคลโดยปรมัตถ์ไม่มีฉันใด แม้สภาวธรรมทั้งหลายก็ฉันนั้น ว่าโดย ปรมัตถ์ย่อมไม่มี มีเพียงโวหารคือชื่อเท่านั้น ย่อมสำคัญว่า นี้ประเสริฐ คือสิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ อย่างอื่นผิด. บทว่า นิคฺคตา แปลว่า ออกจากเรือน. บทว่า กฏจฺฉุภิกฺขเหตฺปิ แปลว่า แม้มีภิกษาหารเพียงทัพพีเดียว เป็นเหตุ. ภิกษุทั้งหลายย่อมซ่องเสพ คือกระทำสิ่งที่มิใช่กิจ คือกรรมที่
หน้า 195 ข้อ 394
บรรพชิตไม่การทำแก่คฤหัสถ์ผู้ให้ภิกษาหารนั้น ด้วยอำนาจการระคนอัน ไม่สมควร. บทว่า อุทราวเทหกํ ภุตฺวา ความว่า ไม่คิดถึงคำที่กล่าวว่า เป็นผู้มี ท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ กลับบริโภคจนเต็มท้อง. บทว่า สยนฺตุตฺตานเสยฺยกา ความว่า ไม่ระลึกถึงวิธีที่กล่าวไว้ว่า สำเร็จสีหไสยา การนอนอย่างราชสีห์ โดยข้างเบื้องขวา ซ้อนเท้าเหลื่อม เท้า มีสติสัมปชัญญะ กลับเป็นผู้นอนหงาย. ด้วยบทว่า ยา กถา สตฺถุ ครหิตา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาเดียรัจฉาน- กถา มีกถาว่าด้วยพระราชาเป็นต้น. บทว่า สพฺพการุกสิปฺปานิ ได้แก่ หัตถศิลปทั้งหลายมีการทำพัด ใบตาล สำหรับพัดเวลาฉันภัตเป็นต้น อันนักศิลปมีพวกแพศย์เป็นต้น จะพึงกระทำ. บทว่า จิตฺตึ กตฺวาน แปลว่า กระทำโดยความเคารพ คือโดยมี ความเอื้อเฟื้อ. บทว่า อวูปสนฺตา อชฺฌตฺตํ ความว่า ชื่อว่าผู้ไม่สงบในภายใน เพราะไม่มีความสงบระงับกิเลส และเพราะไม่มีความตั้งใจมั่นแม้เพียงชั่ว ขณะรีดนม อธิบายว่า มีจิตไม่สงบระงับ. บทว่า สามญฺตฺโถ ได้แก่ สมณธรรม. บทว่า อติอจฺฉติ ได้แก่ นั่งแยกกัน โดยไม่ถูกต้องแม้แต่เอกเทศ ส่วนหนึ่ง เพราะเป็นผู้ขวนขวายกิจเกี่ยวกับอาชีพแก่คฤหัสถ์เหล่านั้น ท่าน อธิบายไว้ว่า ไม่ติดชิดกัน. บทว่า มตฺติกํ ได้แก่ ดินตามปกติ หรือดิน ๕ สี ที่ควรแก่การ ประกอบกิจของคฤหัสถ์ทั้งหลาย.
หน้า 196 ข้อ 394
บทว่า เตลจุณฺณญฺจ ได้แก่ น้ำมันและจุรณ ตามปกติ หรือที่ ปรุงแต่ง. บทว่า อุทกาสนโภชนํ ได้แก่ น้ำ อาสนะ และโภชนะ. บทว่า อากงฺขนฺตา พหุตฺตรํ ความว่า ผู้หวังบิณฑบาตเป็นต้นที่ดีๆ มากมาย จึงมอบให้แก่พวกคฤหัสถ์ ด้วยความประสงค์ว่า เมื่อพวกเรา ให้ดินเหนียวเป็นต้น มนุษย์ทั้งหลายเป็นผู้มีการคบหากันเป็นหลักเป็นฐาน จักให้จตุปัจจัยที่ดี ๆ มาก. ชื่อว่าไม้ชำระฟัน เพราะเป็นเครื่องชำระฟัน คือทำฟันให้บริสุทธิ์ ได้แก่ไม้สีฟัน. บทว่า กปิตฺถํ แปลว่า ผลมะขวิด. บทว่า ปุปฺผํ ได้แก่ ดอกไม้มีดอกมะลิ และดอกจำปาเป็นต้น. บทว่า ขาทนียานิ ได้แก่ ของเคี้ยวพิเศษทั้ง ๑๘ ชนิด. บทว่า ปิณฺฑปาเต จ สมฺปนฺเน ได้แก่ ข้าวสุกพิเศษที่ประกอบ ด้วยกับข้าวเป็นต้น. ก็ด้วยศัพท์ว่า อมฺเพ อามลกานิ จ ท่านสงเคราะห์เอาผลมะงั่ว ผลตาล และผลมะพร้าวเป็นต้นที่มิได้กล่าวไว้ด้วย จ ศัพท์ ในทุก ๆ บท มีวาจาประกอบความว่า หวังของดี ๆ มาก จึงน้อมเข้าไปให้แก่คฤหัสถ์. บทว่า เภสชฺเชสุ ยถา เวชฺชา อธิบายว่า พวกภิกษุปฏิบัติเหมือน หมอทั้งหลาย ผู้ทำการประกอบเภสัชแก่พวกคฤหัสถ์. บทว่า กิจฺจากิจฺเจ ยถา คิหี ความว่า กระทำกิจน้อยใหญ่แก่ พวกคฤหัสถ์ เหมือนคฤหัสถ์ทั้งหลาย.
หน้า 197 ข้อ 394
บทว่า คณิกาว วิภูสายํ ได้แก่ เครื่องประดับร่างกายของตน เหมือนพวกหญิงผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพ. บทว่า อิสฺสเร ขตฺติยา ยถา ความว่า ประพฤติเป็นเจ้าแห่ง ตระกูลในความเป็นใหญ่ คือในการแผ่ความเป็นใหญ่ เหมือนกษัตริย์ ทั้งหลาย. บทว่า เนกติกา ได้แก่ ประกอบในการโกง, คือยินดีในการ ประกอบของเทียม โดยกระทำสิ่งที่ไม่ใช่แก้วมณีแท้ ให้เป็นแก้วมณี สิ่งที่ ไม่ใช่ทองแท้ ให้เป็นทอง. บทว่า วญฺจนิกา ได้แก่ ยึดเอาผิด ด้วยการนับโกงเป็นต้น. บทว่า กูฏสกฺขี ได้แก่ เป็นพยานไม่จริง. บทว่า อปาฏุกา ได้แก่ เป็นนักเลง อธิบายว่า เป็นผู้มีความ ประพฤติไม่สำรวม. บทว่า พหูหิ ปริกปฺเปหิ ได้แก่ ด้วยชนิดแห่งมิจฉาชีพเป็นอันมาก ตามที่กล่าวแล้ว และอื่น ๆ. บทว่า เลสกปฺเป ได้แก่ มีกัปปิยะเป็นเลศ คือสมควรแก่กัปปิยะ. บทว่า ปริยาเย ได้แก่ ในการประกอบการเลียบเคียงในปัจจัย ทั้งหลาย. บทว่า ปริกปฺเป ได้แก่ ในการกำหนดมีกำไรเป็นต้น, ในทุกบท เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถว่าวิสัยคืออารมณ์. บทว่า อนุธาวิตา ได้แก่ แส่ไป คือแล่นไปด้วยบาปธรรมทั้งหลาย มีความมักใหญ่เป็นต้น. มีการเลี้ยงชีวิตเป็นอรรถ คือมีการเลี้ยงชีวิตเป็น ประโยชน์ ได้แก่มีอาชีพเป็นเหตุ.
หน้า 198 ข้อ 394
บทว่า อุปาเยน ได้แก่ ด้วยอุบายมีปริกถาเป็นต้น คือด้วยนัยอัน จะยังปัจจัยให้เกิดขึ้น. บทว่า สงฺกฑฺฒนฺติ แปลว่า รวบรวม. บทว่า อุปฏฺาเปนฺติ ปริสํ ความว่า ยังบริษัทให้บำรุงตน คือ สงเคราะห์บริษัท โดยประการที่บริษัทจะบำรุงตน. บทว่า กมฺมโต ได้แก่ เพราะเหตุการงาน. จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้น ให้บริษัทบำรุง เพราะมีการขวนขวายอันจะพึงทำแก่ตนเป็นเหตุ. บทว่า โน จ ธมฺมโต ความว่า แต่ไม่ให้บำรุงเพราะเหตุแห่งธรรม อธิบายว่า ไม่สงเคราะห์ด้วยการสงเคราะห์บริษัทผู้ดำรงอยู่ในสภาวะที่จะ ยกขึ้นกล่าวอวด ซึ่งพระศาสดาทรงอนุญาตไว้. บทว่า ลาภโต แปลว่า เหตุลาภ, ภิกษุเหล่านั้นตั้งอยู่ในอิจฉาจาร ว่า มหาชนเมื่อยกย่องอย่างนี้ว่า พระผู้เป็นเจ้าเป็นพหูสูต เป็นผู้บอก เป็นธรรมกถึก จักน้อมนำลาภสักการะมาเพื่อเราดังนี้ จึงแสดงธรรมแก่ คนอื่นเพราะลาภ. บทว่า โน จ อตฺถโต ความว่า ประโยชน์นั้นใดอันภิกษุผู้กล่าว พระสัทธรรม ตั้งอยู่ในธรรมมีวิมุตตายตนะเป็นประธานจะพึงได้ ย่อม ไม่แสดงธรรมมีประโยชน์เกื้อกูล ต่างโดยประโยชน์ปัจจุบันนั้นเป็นต้น เป็นนิมิต. บทว่า สงฺฆลาภสฺส ภณฺฑนฺติ ความว่า ย่อมบาดหมางกัน คือ ย่อมทำการทะเลาะกัน เพราะเหตุลาภสงฆ์ โดยนัยมีอาทิว่า ถึงแก่เรา ไม่ถึงแก่ท่าน.
หน้า 199 ข้อ 394
บทว่า สงฺฆโต ปริพาหิรา ได้แก่ เป็นผู้มีภายนอกจากพระอริย- สงฆ์ เพราะในพระอริยสงฆ์ไม่มีการทะเลาะกันนั้น. บทว่า ปรลาโภปชีวนฺตา ความว่า พวกภิกษุผู้การทำความบาด หมางกัน เลี้ยงชีวิตด้วยการอาศัยลาภของผู้อันนั้น เพราะลาภในพระ- ศาสนาเกิดขึ้นเฉพาะพระเสขะ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ผู้เป็นคน อื่นจากพวกอันธพาลปุถุชน หรือลาภที่จะพึงได้จากทายกอื่น ชื่อว่าผู้ไม่ ละอาย เพราะไม่มีการเกลียดบาป ย่อมไม่ละอายใจ แม้ว่า เราบริโภค ลาภของผู้อื่น, เรามีความเป็นอยู่เนื่องด้วยผู้อื่น. บทว่า นานุยุตฺตา ได้แก่ ไม่ประกอบด้วยธรรมอันทำให้เป็น สมณะ. บทว่า ตถา ได้แก่ เหมือนดังท่านผู้ประพันธ์คาถาเป็นต้น กล่าว ไว้ในเบื้องต้น. บทว่า เอเก แปลว่า บางพวก. บทว่า มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา ความว่า ชื่อว่าเป็นผู้โล้น เพราะ เป็นผู้มีผมโล้นอย่างเดียว ผู้มีร่างกายครองจีวร อันได้นามว่า สังฆาฏิ เพราะอรรถว่า เอาผ้าท่อนเก่ามาติดต่อกัน. บทว่า สมฺภาวนํเยวิจฺฉนฺติ ลาภสกฺการมุจฺฉิตา ความว่า เป็นผู้ สยบ คือติดด้วยความหวังลาภสักการะ หรือว่าเป็นผู้แต่งคำพูดอันไพเราะ ว่า ผู้มีศีลเป็นที่รัก ผู้มีวาทะกำจัดกิเลส ผู้สดับตรับฟังมาก และ ปรารถนา คือแสวงหาการยกย่อง คือการนับถือมากอย่างเดียวเท่านั้นว่า เป็นพระอริยะ, หาได้ปรารถนาคุณความดี อันมีการยกย่องนั้นเป็นเหตุไม่.
หน้า 200 ข้อ 394
บทว่า เอวํ ได้แก่ โดยนัยที่กล่าวว่า เพราะความสิ้นไปแห่งกุศล- ธรรมและปัญญา. บทว่า นานปฺปยาตมฺหิ ได้แก่ เมื่อธรรมอันเป็นเครื่องทำลายมี ประการต่าง ๆ ไปร่วมกันคือกระทำร่วมกัน อีกอย่างหนึ่ง เมื่อสังกิเลส- ธรรมเริ่มไปด้วยกัน คือดำเนินไปด้วยประการต่าง ๆ. บทว่า น ทานิ สุกรํ ตถา ความว่า ในบัดนี้ คือในเวลานี้ซึ่งหา กัลยาณมิตรได้ยาก และหาการฟังพระสัทธรรมอันเป็นสัปปายะได้ยาก ไม่ ใช่ทำได้โดยง่าย คือไม่อาจให้สำเร็จได้ เหมือนเมื่อพระศาสดายังทรง พระชนม์อยู่ การถูกต้องคือการบรรลุฌานและวิปัสสนา ซึ่งยังไม่ได้ถูก ต้อง คือยังไม่ได้บรรลุ หรือการอนุรักษ์คือการรักษา โดยประการที่ ธรรมซึ่งได้บรรลุแล้ว ไม่เป็นหานภาคิยะ หรือไม่เป็นฐิติภาคิยะให้เป็น วิเสสภาคิยะนั้น ทำได้ง่าย ฉะนั้น. บัดนี้ เพราะใกล้กับเวลาปรินิพพานของตน พระเถระเมื่อจะโอวาท เพื่อนสพรหมจารีด้วยโอวาทย่อ ๆ จึงกล่าวค่ามีอาทิว่า ยถา กณฺกฏฺา- นมฺหิ ดังนี้. คำนั้นมีอธิบายว่า บุรุษผู้ไม่สวมรองเท้าเที่ยวไปในถิ่นที่มีหนาม ด้วยประโยชน์บางอย่างเท่านั้น เข้าไปตั้งสติว่า หนามอย่าได้คำเราดังนี้ แล้วเที่ยวไป ฉันใด มุนีเมื่อเที่ยวไปในโคจรตามที่สั่งสมหนามคือกิเลสก็ ฉันนั้น เข้าไปทั้งสติประกอบด้วยสติสัมปชัญญะไม่ประมาทเลย พึงเที่ยว ไป ท่านอธิบายว่า ไม่ละกรรมฐาน. บทว่า สริตฺวา ปุพฺพเก โยคี เตสํ วตฺตมนุสฺสรํ ความว่า ท่านผู้ ชื่อว่าโยคี เพราะเป็นผู้ประกอบการอบรมโยคะ อันมีในก่อนระลึกถึง
หน้า 201 ข้อ 394
ท่านผู้ปรารภวิปัสสนาแล้ว หวนระลึกถึงวัตรของท่านเหล่านั้น คือวิธี อบรมสัมมาปฏิบัติตามแนวแห่งพระสูตรที่มา ไม่ทอดทิ้งธุระเสียปฏิบัติ อย่างไร ๆ อยู่. บทว่า กิญฺจาปิ ปจฺฉิโม กาโล ความว่า แม้ถึงเวลานี้เป็นกาล สุดท้าย อันมีพระศาสดาล่วงลับไปแล้ว ถึงอย่างนั้น เมื่อปฏิบัติตามธรรม นั่นแล เจริญวิปัสสนาอยู่ พึงถูกต้องอมตบท คือพึงบรรลุพระนิพพาน. บทว่า อิทํ วตฺวา ความว่า ครั้นแล้วกล่าววิธีปฏิบัตินี้ ในการทำ ให้ผ่องแผ้วจากสังกิเลสตามที่แสดงไว้แล้ว. ก็คาถาสุดท้ายนี้ พึงทราบว่า ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว ไว้ เพื่อประกาศการปรินิพพานของพระเถระ. จบอรรถกถาปาราสริยเถรคาถาที่ ๑๐ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา วีสตินิบาต
หน้า 202 ข้อ 395
เถรคาถา ติงสนิบาต ๑. ปุสสเถรคาถา ว่าด้วยในอนาคตภิกษุจักมีความพอใจอย่างไร [๓๙๕] ฤาษีมีชื่อตามโคตรว่า ปัณฑรสะ ได้เห็นภิกษุเป็นอัน มากที่น่าเลื่อมใส มีตนอันอบรมแล้ว สำรวมด้วยดี จึง ได้ถามพระปุสสเถระว่า ในอนาคต ภิกษุทั้งหลายใน ศาสนานี้จักมีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร กระผมถามแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้นแก่กระผมเถิด. พระปุสสเถระจึงกล่าวตอบด้วยคาถาเหล่านี้ ความว่า ดูก่อนปัณฑรสฤาษี ขอเชิญฟังคำของอาตมา จงจำ คำของอาตมาให้ดี อาตมาจะบอกซึ่งข้อความที่ท่านถาม ถึงอนาคต คือในกาลข้างหน้า ภิกษุเป็นอันมากจักเป็น คนมักโกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่คุณเท่านี้ หัวดื้อ โอ้- อวด ริษยา มีวาทะต่าง ๆ กัน จักเป็นผู้มีมานะในธรรม ที่ยังไม่รู้ทั่วถึง คิดว่าตื้นในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบา ไม่เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน ในกาลข้าง หน้า โทษเป็นอันมากจักเกิดขึ้นในหมู่สัตวโลก ก็เพราะ ภิกษุทั้งหลายผู้ไร้ปัญญา จักทำธรรมที่พระศาสดาทรง แสดงแล้วนี้ให้เศร้าหมอง ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว โวหารจัด แกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้ศึกษา
หน้า 203 ข้อ 395
เล่าเรียน ก็จักมีขึ้นในสังฆมณฑล ภิกษุทั้งหลายใน สังฆมณฑล แม้ที่มีคุณความดี มีโวหารโดยสมควรแก่ เนื้อความ มีความละอายบาป ไม่ต้องการอะไรๆ ก็จักมี กำลังน้อย ภิกษุทั้งหลายในอนาคตที่ทรามปัญญา ก็จะ พากันยินดีเงินทอง ไร่นา ที่ดิน แพะ แกะ และคน ใช้หญิงชาย จักเป็นคนโง่มุ่งแต่จะยกโทษคนอื่น ไม่ ดำรงมั่นอยู่ในศีล ถือตัว โหดร้าย เที่ยวยินดีแต่การ ทะเลาะวิวาท จักมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรที่ย้อมสีเขียว แดง เป็นคนลวงโลก กระด้าง เป็นผู้แส่หาแต่ลาภผล เที่ยวชูเขา คือมานะ ทำตนดั่งพระอริยเจ้าท่องเที่ยวไป อยู่ เป็นผู้แต่งผมด้วยน้ำมัน ทำให้มีเส้นละเอียด เหลาะแหละ ใช้ยาหยอดและทาตา มีร่างกายคลุมด้วย จีวรที่ย้อมด้วยสีงา สัญจรไปตามตรอกน้อยใหญ่ จักพา กันเกลียดชังผ้าอันย้อมด้วยน้ำฝาด เป็นของไม่น่าเกลียด พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้วยินดียิ่งนัก เป็นธง ชัยของพระอรหันต์ พอใจแต่ในผ้าขาว ๆ จักเป็นผู้มุ่ง แต่ลาภผล เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลวทราม เห็นการอยู่ป่าอันสงัดเป็นความลำบาก จักใคร่อยู่ใน เสนาสนะที่ใกล้บ้าน ภิกษุเหล่าใดยินดีมิจฉาชีพ จักได้ ลาภเสมอๆ จักพากันประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น (เที่ยว คบหาราชสกุลเป็นต้นเพื่อให้เกิดลาภแก่ตน) ไม่สำรวม
หน้า 204 ข้อ 395
อินทรีย์เที่ยวไป อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลายจะ ไม่บูชาพวกภิกษุที่มีลาภน้อย จักไม่สมคบภิกษุที่เป็นนัก ปราชญ์มีศีลเป็นที่รัก จักทรงผ้าสีแดง ที่ชนชาวมิลักขะ ชอบย้อมใช้ พากันติเตียนผ้าอันเป็นธงชัยของตนเสีย บางพวกก็นุ่งห่มผ้าสีขาวอันเป็นธงของพวกเดียรถีย์ อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุเหล่านั้นจักไม่เคารพในผ้ากาสาวะ จักไม่พิจารณาในอุบายอันแยบคาย บริโภคผ้ากาสาวะ เมื่อทุกข์ครอบงำ ถูกลูกศรแทงเข้าแล้ว ก็ไม่พิจารณาโดย แยบคาย แสดงอาการยุ่งยากในใจออกมา มีแต่เสียง โอดครวญอย่างใหญ่หลวง เปรียบเหมือนช้างฉัททันต์ ได้เห็นผ้ากาสาวะอันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ ที่นาย โสณุตระพราน นุ่งห่มไปในคราวนั้น ก็ไม่กล้าทำร้าย ได้กล่าวคาถาอันประกอบด้วยประโยชน์มากมายว่า ผู้ใด ยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจากทมะและสัจจะจักนุ่งผ้า กาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใด คายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว ตั้งมั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้า กาสาวะโดยแท้ ผู้ใดมีศีลวิบัติ มีปัญญาทราม ไม่ สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่อย่างเดียว มีจิต ฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควร ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่ง ห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล ปราศจากราคะ
หน้า 205 ข้อ 395
มีใจตั้งมั่น มีความดำริในใจผ่องใส ผู้นั้นสมควรนุ่งห่ม ผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มี จิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟูขึ้นเหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควร จะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น จักควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะ อย่างไร อนึ่ง ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายในอนาคต จัก เป็นผู้มีจิตใจชั่วร้าย ไม่เอื้อเฟื้อ จักข่มขี่ภิกษุทั้งหลาย ผู้คงที่ มีเมตตาจิต แม้ภิกษุทั้งหลายที่เป็นคนโง่เขลา มี ปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่ ถึงพระเถระให้ศึกษาการใช้สอยผ้าจีวร ก็จักไม่เชื่อฟัง พวกภิกษุที่โง่เขลาเหล่านั้น อันพระเถระทั้งหลายให้การ ศึกษาแล้วเหมือนอย่างนั้น จักไม่เคารพกันและกัน ไม่ เอื้อเฟื้อนายเพระอุปัชฌายาจารย์ จักเป็นเหมือนม้าพิการ ไม่เอื้อเฟื้อนายสารถีฉะนั้น ในกาลภายหลังแต่ตติย- สังคายนา ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลายในอนาคต จักปฏิบัติ อย่างนี้. ครั้นพระปุสสเถระแสดงมหาภัยอันจะบังเกิดขึ้น ในกาลภายหลัง อย่างนี้แล้ว เมื่อจะให้โอวาทภิกษุที่ประชุมกัน ณ ที่นั้นอีก จึงได้กล่าว คาถา ๓ คาถา ความว่า ภัยอย่างใหญ่หลวงที่จะทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ย่อม มาในอนาคตอย่างนี้ก่อน ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ว่า ง่าย จงพูดแต่ถ้อยคำที่สละสลวย มีความเคารพกันและ
หน้า 206 ข้อ 395
กัน มีจิตเมตตากรุณาต่อกัน จงสำรวมในศีล ปรารภ ความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยวบากบั่นอย่างมั่นเป็นนิตย์ ขอ ท่านทั้งหลายจงเห็นความประมาท โดยความเป็นภัย และจงเห็นความไม่ประมาท โดยความเป็นของปลอดภัย แล้วจงอบรมอัฏฐังคิกมรรค เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ย่อมจะ บรรลุนิพพานอันเป็นทางไม่เกิดไม่ตาย. อรรถกถาติงสนิบาต อรรถกถาปุสสเถรคาถาที่ ๑ ใน ติงสนิบาต คาถาของ ท่านพระปุสสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปาสาทิเก พหู ทิสฺวา ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระปุสสเถระแม้นี้ เป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธ- เจ้าพระองค์ก่อน ๆ ได้สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้แล้ว ในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปบาท- กาลนี้ บังเกิดเป็นพระราชโอรสของพระเจ้ามัณฑลิกะ มีนามว่า ปุสสะ. เขาถึงความเจริญวัยแล้ว สำเร็จการศึกษาในชั้นที่พวกขัตติยกุมารจะพึง ได้รับการศึกษา เพราะเขาเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยอุปนิสัย จึงไม่มีใจเกี่ยวข้อง ในกามคุณทั้งหลาย ได้ฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระรูปหนึ่งแล้ว ได้มีศรัทธา จึงบวชแล้วเรียนกัมมัฏฐานอันเหมาะสมแก่ความพระพฤติ บำเพ็ญภาวนาอยู่เนือง ๆ ทำฌานให้บังเกิดขึ้น เริ่มตั้งวิปัสสนามีฌาน
หน้า 207 ข้อ 395
เป็นบาท ไม่นานนัก ก็ได้อภิญญา ๖. ต่อมาวันหนึ่ง ดาบสคนหนึ่ง ชื่อว่า ปัณฑรโคตร นั่งฟังธรรมในสำนักของพระมหาเถระแล้ว มอง เห็นภิกษุหลายรูป ผู้สมบูรณ์ด้วยศีลาจารวัตร มีอินทรีย์อันสำรวมด้วย ดีแล้ว มีกายอันอบรมแล้ว มีจิตอันอบรมแล้ว จึงมีจิตเลื่อมใส คิดว่า ดีจริงหนอ ข้อปฏิบัตินี้ พึงตั้งอยู่ในโลกได้นาน ดังนี้ จึงถามพระเถระ ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้อปฏิบัติจักมีแก่ภิกษุทั้งหลายในอนาคตกาลได้ อย่างไรหนอแล. เพื่อจะแสดงเนื้อความนั้น พระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงได้ทั้งคาถาไว้แต่เบื้องต้นว่า ฤาษีผู้มีชื่อตามโคตรว่า ปัณฑรสะ ได้เห็นภิกษุเป็น อันมากที่น่าเลื่อมใส มีตนอันอบรมแล้ว สำรวมด้วยดี จึงได้ถามพระปุสสเถระแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปาสาทิเก ได้แก่ ผู้สมควรแก่ความ เลื่อมใส ด้วยข้อปฏิบัติของตน. บทว่า พหู ได้แก่ มีจำนวนมากมาย. บทว่า ภาวิตตฺเต ได้แก่ มีจิตอันตนอบรมแล้วด้วยสมถภาวนาและ วิปัสสนาภาวนา. บทว่า สุสํวุเต ได้แก่ มีอินทรีย์อันสำรวมแล้วด้วยดี. บทว่า อิสิ แปลว่า ดาบส. บทว่า ปณฺฑรสโคตฺโต ได้แก่ ผู้มีโคตร เสมอด้วยฤาษีนั้น เพราะเกิดในวงศ์แห่งฤาษีชื่อว่า ปัณฑระ. บทว่า ปุสฺสสวฺหยํ ได้แก่ อันบุคคลพึงเรียกด้วยเสียงว่า ปุสสะ, อธิบายว่า มีชื่อว่า ปุสสะ. คาถาที่เป็นคำถามของฤาษีนั้น มีดังนี้ :- ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลายในพระศาสนานี้ จัก มีความพอใจอย่างไร มีความประสงค์อย่างไร กระผม ถามแล้ว ขอจงบอกความข้อนั้นแก่กระผมเถิด.
หน้า 208 ข้อ 395
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ ฉนฺทา ความว่า ในอนาคตกาล ภิกษุทั้งหลาย ในพระศาสนานี้ จักมีความพอใจเช่นไร คือจักมีความ หลุดพ้นเช่นไร จักมีความหลุดพ้นชนิดเลว หรือว่าจักมีความหลุดพ้น ชนิดประณีต. บทว่า กิมธิปฺปายา ความว่า จักมีความประสงค์เช่นไร คือจักมีอัธยาศัยเช่นไร จักมีอัธยาศัยเศร้าหมองอย่างไร หรือว่าจักมี อัธยาศัยอันผ่องแผ้ว. อีกอย่างหนึ่ง ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำ ชื่อว่า ฉันทะ เพราะฉะนั้น จึงมีอธิบายว่า ความเป็นผู้ใคร่เพื่อจะทำของพวก ฤาษีเหล่านั้น เป็นเช่นไร. ความประสงค์ก็คืออัธยาศัยนั่นเอง. บทว่า กิมากปฺปา คือจักมีความพอใจเช่นไร. ก็บทว่า อากปฺปา ความว่า มี วาริตศีลและจาริตศีล ด้วยการถือเอาเพศเป็นต้น. บทว่า ภวิสฺสเร แปลว่า จักมี. บทว่า ตํ เม ความว่า ดาบสเชื้อเชิญพระเถระว่า ท่านเป็นผู้อันเราถามถึงประเภทแห่งความประสงค์ ความพอใจ ของภิกษุ ทั้งหลาย ในอนาคตกาล ขอจงบอก คือจงกล่าวเนื้อความนั้นแก่เราเถิด. พระเถระเมื่อจะบอกเนื้อความนั้นแก่ดาบสนั้น เพื่อจะชักชวนในการฟัง โดยเคารพก่อน จึงกล่าวคาถาว่า :- ดูก่อนปัณฑรสฤาษี ขอเชิญฟังคำของอาตมา จงจำ คำของอาตมาให้ดี อาตมาจะบอกซึ่งข้อความที่ท่านถาม ถึงอนาคตกาล. เนื้อความแห่งบทคาถานั้นว่า ฤาษีชื่อปัณฑรสะผู้เจริญ ท่านถาม เรื่องใดกะเรา, เราจักกล่าวเรื่องนั้นที่เป็นอนาคตกาลแก่ท่าน, แต่ท่าน จงฟังคำของเราผู้กำลังกล่าว คือจงใคร่ครวญโดยเคารพ จากการแสดง เนื้อความในอนาคตกาล และจากอันนำมาซึ่งความสังเวชเถิด.
หน้า 209 ข้อ 395
ลำดับนั้น พระเถระมองเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเป็นไป ของพวกภิกษุ และพวกนางภิกษุณีอย่างแจ่มแจ้งด้วยอนาคตังสญาณแล้ว เมื่อจะบอกแก่ดาบสนั้น จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ในกาลข้างหน้า ภิกษุเป็นอันมาก จักเป็นคนมัก โกรธ มักผูกโกรธไว้ ลบหลู่คุณท่าน หัวดื้อ โอ้อวด ริษยา มีวาทะต่าง ๆ กัน จักเป็นผู้มีมานะในธรรมที่ยัง ไม่รู้ทั่วถึง คิดว่าตื้น ในธรรมที่ลึกซึ้ง เป็นคนเบา ไม่ เคารพธรรม ไม่มีความเคารพกันและกัน ในกาลข้าง หน้า โทษเป็นอันมากจักเกิดขึ้นในหมู่สัตวโลก ก็เพราะ ภิกษุทั้งหลายผู้ไร้ปัญญา จักทำธรรมที่พระศาสดาทรง แสดงแล้วนี้ให้เศร้าหมอง ทั้งพวกภิกษุที่มีคุณอันเลว โวหารจัด แกล้วกล้า มีกำลังมาก ปากกล้า ไม่ได้ ศึกษาเล่าเรียน ก็จักมีขึ้นในสังฆมณฑล ภิกษุทั้งหลาย ในสังฆมณฑล แม้ที่มีคุณความดี มีโวหารโดยสมควร แก่เนื้อความ มีความละอายบาป ไม่ต้องการอะไร ๆ ก็จักมีกำลังน้อย ภิกษุทั้งหลายในอนาคตที่ทรามปัญญา ก็จะพากันยินดีเงินทอง ไร่นา ที่ดิน แพะ แกะ และ คนใช้หญิงชาย จักเป็นคนโง่มุ่งแต่จะยกโทษผู้อื่น ไม่ ดำรงมั่นอยู่ในศีล ถือตัว โหดร้าย เที่ยวยินดีแต่การ ทะเลาะวิวาท จักมีใจฟุ้งซ่าน นุ่งห่มแต่จีวรที่ย้อม สีเขียวแดง เป็นคนลวงโลก กระด้าง เป็นผู้แส่หาแต่
หน้า 210 ข้อ 395
ลาภผล เที่ยวชูเขา คือมานะ ทำตนดังพระอริยเจ้าท่อง เที่ยวไปอยู่ เป็นผู้แต่งผมด้วยน้ำมัน ทำให้มีเส้น ละเอียด เหลาะแหละ ใช้ยาหยอดและทาตา มีร่างกาย คลุมด้วยจีวรที่ย้อมด้วยสีงา สัญจรไปตามตรอกน้อยใหญ่ จักพากันเกลียดชังผ้าอันย้อมด้วยน้ำฝาด เป็นของไม่น่า เกลียด พระอริยเจ้าทั้งหลายผู้หลุดพ้นแล้ว ยินดียิ่งนัก เป็นธงชัยของพระอรหันต์ พอใจแต่ในผ้าขาว ๆ จักเป็น ผู้มุ่งแต่ลาภผล เป็นคนเกียจคร้าน มีความเพียรเลว ทราม เห็นการอยู่ป่าอันสงัดเป็นความลำบาก จักใคร่ อยู่ในเสนาสนะที่ใกล้บ้าน ภิกษุเหล่าใดยินดีมิจฉาชีพ จักได้ลาภเสมอ ๆ จักพากันประพฤติตามภิกษุเหล่านั้น (เที่ยวคบหาราชสกุลเป็นต้น เพื่อให้เกิดลาภแก่ตน) ไม่ สำรวมอินทรีย์เที่ยวไป อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุทั้ง- หลายจะไม่บูชาพวกภิกษุที่มีลาภน้อย จักไม่สมคบภิกษุ ที่เป็นนักปราชญ์ มีศีลเป็นที่รัก จักทรงผ้าสีแดง ที่ชน ชาวมิลักขะชอบย้อมใช้ พากันติเตียนผ้าอันเป็นธงชัย ของตนเสีย บางพวกก็นุ่งห่มผ้าสีขาวอันเป็นธงของพวก เดียรถีย์ อนึ่ง ในอนาคตกาล ภิกษุเหล่านั้น จักไม่ เคารพในผ้ากาสาวะ จักไม่พิจารณาในอุบายอันแยบคาย บริโภคผ้ากาสาวะ เมื่อทุกข์ครอบงำถูกลูกศรแทงเข้า แล้ว ก็ไม่พิจารณาโดยแยบคาย แสดงอาการยุ่งยาก
หน้า 211 ข้อ 395
ในใจออกมา มีแต่เสียงโอดครวญอย่างใหญ่หลวง เปรียบเหมือนช้างฉัททันต์ได้เห็นผ้ากาสาวะ อันเป็น ธงชัยของพระอรหันต์ ที่นายโสณุตระพรานนุ่งห่มไปใน คราวนั้น ก็ไม่กล้าทำร้าย ได้กล่าวคาถาอันประกอบด้วย ประโยชน์มากมายว่า ผู้ใดยังมีกิเลสดุจน้ำฝาด ปราศจาก ทมะและสัจจะจักนุ่งผ้ากาสาวะ ผู้นั้นย่อมไม่ควรนุ่งห่ม ผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดคายกิเลสดุจน้ำฝาดออกแล้ว ตั้ง มั่นอยู่ในศีลอย่างมั่นคง ประกอบด้วยทมะและสัจจะ ผู้นั้นจึงสมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใดมีศีลวิบัติ มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่ อย่างเดียว มีจิตฟุ้งซ่าน ไม่ขวนขวายในทางที่ควร ผู้นั้นไม่สมควรจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ ส่วนผู้ใดสมบูรณ์ ด้วยศีล ปราศจากราคะ มีใจตั้งมั่น มีความดำริในใจ อันผ่องใส ผู้นั้นสมควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะโดยแท้ ผู้ใด ไม่มีศีล ผู้นั้นเป็นคนพาล มีจิตใจฟุ้งซ่าน มีมานะฟู ขึ้น เหมือนไม้อ้อ ย่อมสมควรจะนุ่งห่มแต่ผ้าขาวเท่านั้น จักควรนุ่งห่มผ้ากาสาวะอย่างไร อนึ่ง ภิกษุและภิกษุณี ทั้งหลายในอนาคต จักเป็นผู้มีจิตใจชั่วร้าย ไม่เอื้อเฟื้อ จักข่มขู่ภิกษุทั้งหลายผู้คงที่มีเมตตาจิต แม้ภิกษุทั้งหลาย ที่เป็นคนโง่เขลา มีปัญญาทราม ไม่สำรวมอินทรีย์ กระทำตามความใคร่ ถึงพระเถระให้ศึกษาการใช้สอย
หน้า 212 ข้อ 395
ผ้าจีวรก็ไม่เชื่อฟัง พวกภิกษุที่โง่เขลาเหล่านั้น อันพระ- เถระทั้งหลายให้การศึกษาแล้วเหมือนอย่างนั้น จักไม่ เคารพกันและกัน ไม่เอื้อเฟื้อในพระอุปัชฌายาจารย์ จัก เป็นเหมือนม้าพิการ ไม่เอื้อเฟื้อนายสารถีฉะนั้น ใน กาลภายหลังแต่ตติยสังคายนา ภิกษุและภิกษุณีทั้งหลาย ในอนาคต จักปฏิบัติอย่างนี้. ภัยอย่างใหญ่หลวงที่จะ ทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ย่อมมาในอนาคตอย่างนี้ก่อน ขอท่านทั้งหลาย จงเป็นผู้ว่าง่าย จงพูดแต่ถ้อยคำที่ สละสลวย มีความเคารพกันและกัน มีจิตเมตตากรุณา ต่อกัน จงสำรวมในศีล ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว บากบั่นอย่างมั่นเป็นนิตย์ ขอท่านทั้งหลาย จงเห็นความ ประมาทโดยความเป็นภัย และจงเห็นความไม่ประมาท โดยความเป็นของปลอดภัย แล้วจงอบรมอัฏฐังรคิกมรรค เมื่อทำได้ดังนี้แล้ว ย่อมจะบรรลุพระนิพพานอันเป็นทาง ไม่เกิดไม่ตาย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกธนา แปลว่า เป็นผู้มีความโกรธ เป็นปกติ. พึงทราบความสัมพันธ์ในบทว่า ภวิสฺสนฺติ อนาคเต ดังต่อไปนี้ :- ถามว่า เรื่องอย่างนั้น ไม่ได้มีแล้วในกาลแห่งพระเถระหรือ ? ตอบว่า ไม่ได้มีแล้ว หามิได้ ก็ในกาลนั้น เพราะพวกท่านเป็นผู้มากไปด้วย กัลยาณมิตร จึงมีผู้กล่าวสอน ผู้ฉลาดในการสอนมากมายในสพรหม-
หน้า 213 ข้อ 395
จารี เมื่อกิเลสทั้งหลายมีกำลัง เพราะท่านมากไปด้วยการไตร่ตรอง พิจารณา พวกภิกษุโดยมากจึงไม่ได้มีความโกรธ; ความโกรธอย่างยิ่งจัก มีในปริยายที่ทรงกันข้ามในกาลต่อไป เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวคำว่า อนาคเต เป็นต้นไว้. แม้ในบทที่เหลือก็นัยนี้แล. บทว่า อุปนาหี ได้แก่ ผู้มีปกติเข้าไปผูกความอาฆาต ในเพราะ อาฆาตวัตถุ, หรือชื่อว่า อุปนาหี เพราะเป็นแดนเกิดแห่งการผูกความ อาฆาต. พึงทราบอรรถในข้อนั้น ดังนี้:- พยาบาทที่มีมาในกาลก่อน ชื่อ ว่า ความโกรธ, พยาบาท ที่มีในกาลต่อ ๆ ไป ชื่อว่า ความผูกโกรธ. อีกอย่างหนึ่ง โทสะ ที่เป็นไปแล้วครั้งเดียว ชื่อว่า ความโกรธ, ที่ เป็นไปแล้วหลายครั้ง ชื่อว่า ความผูกโกรธไว้. ชื่อว่า ผู้มีความลบหลู่ เพราะลบหลู่คือล้างผลาญคุณความดีที่มีอยู่แก่ชนเหล่าอื่นเสีย, หรือชื่อว่า ผู้มีความลบหลู่ เพราะลบหลู่คือล้างผลาญคุณความดีเหล่านั้น ที่มีอยู่แก่ ชนเหล่านั้นเสียหมด ดุจการลบหลู่น้ำ ด้วยการเช็ดถูน้ำฉะนั้น. ชื่อว่า ถมฺภี เพราะคนเหล่านั้น เป็นคนหัวดื้อมีความถือตัวจัด เป็นลักษณะ. บทว่า สา ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความโอ้อวดมีการประ- กาศคุณที่ไม่มีอยู่ในตัวเป็นลักษณะ. บทว่า อิสฺสุกี ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วยความริษยาอันมีการ ทำลายสมบัติของผู้อื่นเป็นลักษณะ. บทว่า นานาวาทา ความว่า มีวาทะที่ทำลายกันและกัน มีทิฏฐิ ที่ทำลายกันและกัน และทำการทะเลาะกันและกัน. บทว่า อญฺาตมา- นิโน ธมฺเม คมฺภีเร ตีรโคจรา ความว่า เป็นผู้มีมานะอย่างนี้ ใน
หน้า 214 ข้อ 395
พระสัทธรรมที่ลึกซึ้ง ส่องได้ยาก ที่ตนเองยังไม่รู้ทั่วถึง ว่าตนเองรู้แล้ว ว่าตนเองเห็นแล้ว. ต่อจากนั้นนั่นเอง ก็มีความคิดว่าตื้นต่ำต้อย เพราะ พระสัทธรรมนั้น เป็นไปในส่วนที่ต่ำต้อย. บทว่า ลหุกา ได้แก่ เป็นคนหวั่นไหว เพราะมีความเบาเป็น สภาวะ. บทว่า อครู ธมฺเม ได้แก่ ปราศจากความเคารพในพระ- สัทธรรม. บทว่า อญฺมญฺมคารวา ได้แก่ ไม่มีความยำเกรงในกันและ กัน คือปราศจากความเคารพที่หนักแน่น ในพระสงฆ์และในหมู่เพื่อน สพรหมจารี. บทว่า พหู อาทีนวา ได้แก่ มีประการดังที่ได้กล่าวไว้แล้ว, และโทษเป็นอเนกมากมายที่กล่าวอยู่ จักเกิดเป็นอันตราย. บทว่า โลเก ได้แก่ ในสัตวโลก. บทว่า อุปฺปชฺชิสฺสนฺตฺยนาคเต ความว่า จักปรากฏมีในอนาคต กาล. บทว่า สุเทสิตํ อิมํ ธมฺมํ ความว่า จักทำปริยัติสัทธรรมนี้ อันไม่วิปริตด้วยดี ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว โดยประการ ที่งดงามมีงามในเบื้องต้นเป็นอาทิ. บทว่า กิเลสิสฺสนฺติ ความว่า จัก ทำให้เศร้าหมอง ให้ถูกกิเลสประทุษร้ายอยู่ คือจักทำรูปธรรมและอรูป- ธรรม อันละเอียดสุขุมให้ปะปนด้วยอสัทธรรม ที่เป็นทุจริตและสังกิเลส โดยนัยเป็นต้นว่า ที่เป็นอาบัติว่า ไม่เป็นอาบัติ, ที่เป็นครุกาบัติว่า
หน้า 215 ข้อ 395
เป็นลหุกาบัติ ดังนี้, ได้แก่ จักทำให้เศร้าหมอง คือจักทำให้หม่นหมอง ด้วยสังกิเลสคือตัณหา แม้ยิ่งกว่าทิฏฐิและสังกิเลสทั้งสองอย่าง. บทว่า ทุมฺมติ ได้แก่ ผู้ไร้ปัญญา. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้- มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกภิกษุจักมีในอนาคต- กาลอันยาวนาน ฯ ล ฯ เมื่อจะบอกอภิธรรมกถา เวทัลลกถา หยั่งลงสู่ ธรรมฝ่ายดำอยู่ จักไม่รู้ได้เลย ดังนี้เป็นต้น. บทว่า คุณหีนา ได้แก่ ผู้ทุศิลปราศจากคุณมีศีลเป็นต้น และ ไม่มีความละอาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า คุณหีนา ได้แก่ ผู้ทราบจาก คุณมีพระวินัยที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงห้ามแล้วเป็นต้น คือไม่มีความ กตัญญูในพระธรรมวินัย. บทว่า สงฺฆมฺหิ แปลว่า ในท่ามกลางสงฆ์. บทว่า โวหรนฺตา ได้แก่ กล่าวอยู่, คือพูดอย่างใดอย่างหนึ่ง ด้วยถ้อยคำที่จัดจ้านอยู่ใน ท่ามกลางสงฆ์. บทว่า วิสารทา ได้แก่ ไม่กลัว คึกคะนอง. บทว่า พลวนฺโต ได้แก่ มีกำลังมาก โดยกำลังที่เป็นฝ่ายตรง ข้าม. บทว่า มุขรา ได้แก่ มีปากกล้า มีวาทะแข็งกระด้าง. บทว่า อสฺสุตาวิโน ได้แก่ ไม่ได้ศึกษาเล่าเรียน คือเป็นผู้ทรงคุณ โดยอาศัย ลาภ สักการะ และความสรรเสริญอย่างเดียว จักเป็นผู้มีกำลังตั้งมั่นใน ท่ามกลางสงฆ์ เพื่อประโยชน์ที่ตนต้องการอย่างนี้ว่า สิ่งที่เป็นธรรม ว่า เป็นอธรรม และสิ่งที่เป็นอธรรม ว่าเป็นธรรม, สิ่งที่เป็นวินัย ว่าไม่ ใช่วินัย และสิ่งที่ไม่ใช่วินัย ว่าเป็นวินัย ดังนี้.
หน้า 216 ข้อ 395
บทว่า คุณวนฺโต ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยคุณ มีศีลเป็นต้น. บทว่า โวหรนฺตา ยถาถตฺโต ได้แก่ แสดงโดยสมควรแก่เนื้อความ คือไม่ยอมให้เนื้อความวิปริตอย่างนี้ว่า สิ่งที่เป็นธรรม ก็ว่าเป็นธรรม, สิ่งที่เป็นอธรรม ก็ว่าเป็นอธรรม, สิ่งที่เป็นวินัย ก็ว่าเป็นวินัย. สิ่งที่ไม่ใช่ วินัย ก็ว่าไม่ใช่วินัย ดังนี้. บทว่า ทุพฺพลา เต ภวิสฺสนฺติ ความว่า ภิกษุเหล่านั้น จักเป็นผู้ ปราศจากกำลัง เพราะค่าที่พวกตนหนาไปด้วยความไม่ละอาย ในท่ามกลาง บริษัท, ถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น จักไม่ตั้งอยู่ได้. บทว่า หิรีมนา อนตฺถิกา ได้แก่ มีความละอาย ไม่ต้องการด้วย อะไร ๆ. จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้น แม้สามารถเพื่อจะกล่าวด้วยธรรม ไม่ กระทำความทำร้ายด้วยเหตุบางอย่าง เพราะค่าที่ตนเป็นผู้รังเกียจบาป และเพราะค่าที่ตนเป็นผู้มีกิจน้อย ไม่ทำความพยายามเพื่อจะยึดมั่นวาทะ ของตน พากันนิ่งเสีย ไม่ยอมทำการเปิดเผย หรือความตั้งใจแน่วแน่. บทว่า รชตํ ได้แก่ รูปิยะ, แม้กหาปณะ โลหะและมาสกเป็นต้น ก็พึงเห็นว่าท่านสงเคราะห์ด้วยรูปิยะนั้น. บทว่า ชาตรูปํ ได้แก่ ทอง, แม้แก้วมณีและแก้วมุกดาเป็นต้น ก็พึงเห็นว่า ท่านสงเคราะห์ด้วยทองนั้น. วา ศัพท์ เป็นสมุจจยัตถะ ดุจ ในประโยคเป็นต้นว่า อปทา วา ดังนี้. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า รชตชาต- รูปญฺจ ดังนี้ก็มี. บทว่า เขตฺตํ ได้แก่ ปุพพัณชาติและอปรัณชาติ ย่อมงอกงาม ในที่ใด ที่นั้นชื่อว่านา. ภูมิภาคที่มิได้กระทำเพื่อประโยชน์อย่างนั้น ชื่อว่า สวน.
หน้า 217 ข้อ 395
บทว่า อเชฬกํ ได้แก่ แพะเท่านั้น ชื่อว่าเอฬกา, เว้นแพะและ แกะเหล่านั้นเสีย สัตว์เลี้ยงที่เหลือ ชื่อว่า อชา. จริงอยู่ ในที่นี้ แม้โค และกระบือเป็นต้น ท่านก็ทำการสงเคราะห์ด้วย อเชฬก ศัพท์เหมือนกัน. บทว่า ทาสิทาสญฺจ ได้แก่ ทาสหญิงและทาสชาย. บทว่า ทุมฺเมธา ได้แก่ ผู้ไม่รู้, คือเมื่อไม่รู้จักสิ่งที่ควรและไม่ควร สิ่งที่เหมาะเเละไม่เหมาะ (นุ่ง) เพื่อประโยชน์ตน. บทว่า สาทิยิสฺสนฺติ แปลว่า จักรับ. บทว่า อุชฺฌานสญฺิโน ได้แก่ คิดแต่จะมองดูผู้อื่นอยู่หลังตน หรือมีปกติยกโทษแม้ในที่ที่ไม่ควรจะยกโทษ. บทว่า พาลา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยพาลลักษณะ โดยมี ความคิดแต่เรื่องที่คิดชั่วเป็นต้น. ต่อแต่นั้น ก็ไม่ดำรงมั่นอยู่ในศีล คือ มีจิตไม่ตั้งมั่นในจตุปาริสุทธิศีล. บทว่า อุนฺนฬา ได้เเก่ ยกตัวถือตัว. บทว่า วิจริสฺสนฺติ ความว่า จักยกธงคือมานะ เที่ยวไป. บทว่า กลหาภิรตา มคา ความว่า เพราะคนเป็นผู้มากไปด้วย สารัมภะ จึงเป็นผู้ขวนขวายในคำกล่าวโต้ตอบ เที่ยวยินดีแต่ในการ ทะเลาะวิวาทอย่างเดียว มุ่งแต่ประโยชน์ตน ยินดีแต่ในการแสวงหาอาหาร ชอบเบียดเบียนแต่ผู้อื่นที่อ่อนแอ ราวกะมิคะฉะนั้น. บทว่า อุทฺธตา ได้แก่ ประกอบพร้อมแล้วด้วยจิตที่ฟุ้งซ่าน คือ ปราศจากจิตที่เป็นเอกัคคตา. บทว่า นีลจีวรปารุตา ได้แก่ นุ่งห่มแต่จีวรสีเขียว ปนสีแดงเพราะ ย้อมไม่สมควร คือเที่ยวนุ่งและห่มจีวรเช่นนั้น.
หน้า 218 ข้อ 395
บทว่า กุหา ได้แก่ เป็นคนลวงโลก ด้วยวัตถุเครื่องล่อลวง มีการ ร่ายมนต์เป็นต้น คือทำการล่อลวง เพื่อปรารถนาจะยกย่องคุณที่ไม่มีอยู่ ให้ปรากฏเป็นสิ่งประหลาดแก่ชนเหล่าอื่น. บทว่า ถทฺธา ได้แก่ มีใจกระด้าง คือมีใจกักขฬะ ด้วยความโกรธ และมานะ. บทว่า ลปา ได้แก่ เป็นผู้มักเจรจา คือเป็นผู้มีความประพฤติล่อลวง โลก อธิบายว่า เป็นผู้ใช้วาทะชักชวนพวกผู้ถวายปัจจัย กับพวกมนุษย์ ผู้มีใจเลื่อมใส ให้พูดว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระผู้เป็นเจ้ามีความต้องการ ด้วยสิ่งใด, หรือเป็นผู้ล่อลวงเพื่อต้องการปัจจัย ด้วยอำนาจการใช้วาจา ที่วางแผนมาแล้ว และด้วยอำนาจกลอุบายโกง. บทว่า สิงฺคี ได้แก่ เขาสัตว์ ในข้อนั้นเป็นไฉน เขาสัตว์มีอธิบายว่า ผู้ที่ประกอบพร้อมด้วยกิเลสอันปรากฏชัด เช่นกับเขาสัตว์ ที่ท่านกล่าวไว้ อย่างนี้ว่า ความรักใคร่ ความเฉียบแหลม ความฉลาด ความตระเตรียม ความไตร่ตรองรอบด้าน ดังนี้ เที่ยวชูเขาไป. คำว่า อริยา วิย นี้ เป็น คำแสดงถึงเนื้อความแห่งบทว่า กุหา นั้นนั่นเอง. ก็พระเถระ เมื่อจะ แสดงว่าพวกภิกษุผู้ลวงโลกตั้งตนดังพระอริยเจ้า จึงกล่าวว่า ทำตนดัง พระอริยเจ้าท่องเที่ยวไปอยู่ ดังนี้. บทว่า เตลสณฺเหิ ได้แก่ เป็นผู้แต่งเส้นผม ด้วยน้ำมัน ขี้ผึ้ง หรือด้วยน้ำมันชนิดน้ำ. บทว่า จปลา ได้แก่ ประกอบด้วยความกลับกลอก มีการแต่งกาย และแต่งบริขารเป็นต้น.
หน้า 219 ข้อ 395
บทว่า อญฺชนกฺขิ กา ได้แก่ มีนัยน์ตาอันหยอดแล้ว ด้วยการหยอด เพื่อประดับตกแต่ง. บทว่า รถิยาย คมิสฺสนติ ความว่า สัญจรไปข้างโน้นข้างนี้ ตาม ถิ่นที่จะเข้าไปสู่สกุล ที่เป็นตรอกน้อยใหญ่ เพื่อภิกษาจาร. บทว่า ทนฺตวณฺณิกปารุตา ได้แก่ มีร่างกายอันคลุมด้วยจีวร ที่ ย้อมด้วยสีงา. บทว่า อเชคุจฺฉํ ได้แก่ พึงพากันเกลียดชัง. บทว่า วิมุตฺเตหิ ได้แก่ พระอริยเจ้าทั้งหลาย. บทว่า สุรตฺตํ ความว่า จักพากันเกลียดชังผ้ากาสาวะ อันเป็นธงชัย ของพระอรหันต์ ที่ย้อมแล้วด้วยดี ด้วยเครื่องย้อมอันสมควร เพราะ พระอรหันต์ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เคยประพฤติมาแล้ว. เพราะ เหตุไร ? เพราะพอใจแต่ในผ้าขาว ๆ คือถึงความพอใจยินดี. จริงอยู่ คำนี้เป็นเหตุของการคลุมร่างกายด้วยผ้าสีงา. ก็ภิกษุเหล่านั้น เมื่อพากัน ยินดีพอใจผ้าสีขาว ย่อมนุ่งห่มผ้าสีงา เป็นเหตุให้รู้ว่า เมื่อยึดถือผ้าสีขาว ตลอดกาล ก็เป็นเพียงดังสละเพศฉะนั้น. บทว่า ลาภกามา ได้แก่ มีความยินดีแต่ในลาภผล. ชื่อว่า เป็น คนเกียจคร้าน เพราะประกอบแต่ความเกียจคร้าน แม้ในการประพฤติ เที่ยวไปเพื่อภิกษา. ชื่อว่า เป็นผู้มีความเพียรเลวทราม เพราะไม่มีจิตคิดอุตสาหะเพื่อ บำเพ็ญสมณธรรม. บทว่า กิจฺฉนฺตา ได้แก่ มีความลำบาก, อธิบายว่า ลำบาก คือ ลำบากใจ เพื่อจะอยู่ในป่าอันสงัด.
หน้า 220 ข้อ 395
บทว่า คามนฺเตสุ ได้แก่ ในเสนาสนะท้ายหมู่บ้าน คือในเสนาสนะ ที่ใกล้หมู่บ้าน หรือในเสนาสนะใกล้ ๆ ประตูบ้าน. บทว่า วสิสฺสเร แปลว่า จักอยู่. บทว่า เต เตว อนุสิกฺขนฺตา ความว่า ภิกษุเหล่าใด ๆ ได้ลาภ ด้วยการประกอบมิจฉาชีพ ภิกษุเหล่านั้น ๆ นั่นแหละ จักกลับตัวศึกษา ตามคนทั้งหลาย. บทว่า ภมิสฺสนฺติ ความว่า แม้ตนเองก็จักกลับตัวคบหาราชสกุล เป็นต้น เพื่อให้เกิดลาภ โดยมิจฉาชีพ เหมือนภิกษุเหล่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ภชิสฺสนฺติ ดังนี้ก็มี, ความว่า จักคบหา. บทว่า อสํยตา ได้แก่ ปราศจากการสำรวมในศีล. บทว่า เย เย อลาภิโน ลาภํ ความว่า ภิกษุเหล่าใด เป็นผู้ไม่ได้ ลาภ ไม่ได้ปัจจัย เพราะเว้นจากมิจฉาชีพ และเพราะตนเป็นผู้มีบุญน้อย ภิกษุเหล่านั้นจะได้รับการนอบน้อม คือบูชา สรรเสริญ จักไม่มีในกาลนั้น คือในอนาคตกาลเลย. บทว่า สุเปสเลปิ เต ธีเร ความว่า จักไม่คบภิกษุเหล่านั้น ผู้เป็น นักปราชญ์เพราะสมบูรณ์ด้วยปัญญา แม้มีศีลเป็นที่รักด้วยดี คือในอนาคต- กาล ภิกษุทั้งหลายผู้มีลาภ ก็ย่อมมุ่งแต่ลาภอย่างเดียวเท่านั้น. บทว่า มิลกฺขุรชนํ รตฺตํ ได้แก่ ย้อมแล้ว ย้อมด้วยผลมะเดื่อกลาย เป็นสีดำ. จริงอยู่ บทนี้เป็นบทสมาส, ท่านแสดงถึงการเปล่งเสียงที่ออก ทางจมูก เพื่อสะดวกแก่การกล่าวคาถา. บทว่า ครหนฺตา สกํ ธชํ ได้แก่ พากันติเตียนผ้ากาสาวะ อันเป็น
หน้า 221 ข้อ 395
ธงชัยของตนเสีย. จริงอยู่ ผ้ากาสาวะ ชื่อว่าเป็นธงชัยของพวกบรรพชิต ในพระศาสนา. บทว่า ติตฺถิยานํ ธชํ เกจิ ความว่า บางพวกรู้ว่าเป็นสมณศากย- บุตรอยู่นั้นแล แต่ก็จักนุ่งห่มผ้าขาว อันเป็นธงชัยของพวกเดียรถีย์ ผู้มี ผ้านุ่งสีขาว. บทว่า อคารโว จ กาสาเว ความว่า ความไม่เคารพ คือความ ไม่นับถือผ้ากาสาวะ อันเป็นธงชัยของพระอรหันต์ จักมีแก่ภิกษุเหล่านั้น ในอนาคตกาล. บทว่า ปฏิสงฺขา จ กาสาเว ความว่า จักไม่มีการใช้สอยผ้ากาสาวะ แม้เพียงการพิจารณา โดยนัยเป็นต้นว่า เราพิจารณาโดยแยบคายแล้ว จึงใช้สอยจีวร ดังนี้. พระเถระ เมื่อจะชักเอาฉัททันตชาดกขึ้นเป็นอุทาหรณ์๑ ในตอน ที่ช้างฉัททันต์ ทำความเคารพผ้ากาสาวะด้วยคิดว่า ผู้ใช้สอยผ้ากาสาวะ มีความเคารพนับถือผ้ากาสาวะมาก พึงงดเว้นจากทุจริตได้ จึงกล่าวคำ เป็นต้นว่า อภิภูตสฺส ทุกฺเขน ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สลฺลวิทฺธสฺส ได้แก่ ถูกลูกศรอันอาบ ด้วยยาพิษอย่างหนาแทงเข้าแล้ว, ต่อแต่นั้นนั่นแล ก็ถูกความทุกข์อย่างใหญ่ หลวงครอบงำ. บทว่า รุปฺปโต ได้แก่ เพราะถึงความวิการแห่งสรีระ. บทว่า มหาโฆรา ความว่า ความกลัว พิจารณาแล้วมากไปด้วย ความเคารพ จนไม่ห่วงใยในร่างกายและชีวิต คือไม่อาจจะให้ความคิด เป็นไปในทางอื่นได้ ได้มีแล้วแก่พระยาช้างฉัททันต์. ๑. ขุ. ชา. ๒๗/ข้อ ๒๓๒๗.
หน้า 222 ข้อ 395
ก็พระโพธิสัตว์ ในกาลที่เสวยพระชาติเป็นพระยาช้างฉัททันต์ ถูก นายโสณุตระพราน ผู้ยืนหลบในที่ซ่อนตัว ยิงด้วยลูกศรที่กำซาบด้วย ยาพิษแล้ว ถูกทุกข์อย่างใหญ่หลวงครอบงำ จึงจับเขาแล้ว ครั้นพอเห็น ผ้ากาสาวะที่คลุมกายเขาเข้า จึงคิดว่า ผู้นี้คลุมกายด้วยผ้ากาสาวะ อันเป็น ธงชัยของพระอริยเจ้า เราไม่พึงเบียดเบียนเลย ดังนี้แล้ว จึงเข้าไปตั้งไว้ เฉพาะซึ่งเมตตาจิต ในนายพรานนั้นแล้ว แสดงธรรมเป็นเบื้องแรก. เหมือนอย่างที่ท่านกล่าวไว้ว่า :- พระยาช้าง ผู้มีจิตไม่ประทุษร้าย ถูกยิงด้วยลูกศร อับกำซาบหนาด้วยยาพิษ ได้กล่าวกะนายพรานว่า แน่ะ สหายเอ๋ย เพื่อประโยชน์อะไร หรือเพื่อสิ่งใด จึงมุ่งฆ่า เรา หรือว่าความพยายามนี้ ท่านทำเพื่อใคร ดังนี้เป็นต้น. พระเถระเมื่อจะแสดงเนื้อความนี้ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ฉทฺทนฺโต หิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุรตฺตํ อรหทฺธชํ นี้ ท่านกล่าวหมาย ถึงผ้ากาสาวะที่นายโสณุตระพราน คลุมร่างกายแล้ว. บทว่า อภณิ แปลว่า ได้กล่าวแล้ว. บทว่า คาถา แปลว่า ซึ่งคาถาทั้งหลาย. บทว่า คโช แปลว่า พระยาช้างฉันทันต์. บทว่า อตฺโถปสํหิตา ชื่อว่า หิตะ เพราะอิงอาศัยประโยชน์ อธิบายว่า ประกอบแล้วด้วย ประโยชน์. บทว่า อนิกฺกสาโว ในคาถาที่พระยาช้างฉัททันต์กล่าวแล้ว ได้แก่ ชื่อว่า กสาวะ เพราะมีกิเลสดุจน้ำฝาด มีราคะเป็นต้น. บทว่า ปริทหิสฺสติ
หน้า 223 ข้อ 395
ความว่า จักใช้สอย ด้วยการนุ่งห่ม และปูลาด. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปริธสฺสติ ดังนี้ก็มี. บทว่า อเปโต ทมสจฺเจน ความว่า ปราศจาก พรากจาก คือ สละจากการข่มอินทรีย์ และวจีสัจจะที่เป็นฝักฝ่ายแห่งปรมัตถสัจจะ. บทว่า น โส ความว่า บุคคลนั้น คือผู้รู้เห็นปานนั้น ย่อมไม่ควร เพื่อจะนุ่งห่มผ้ากาสาวะ. บทว่า วนฺตกสาวสฺส ความว่า พึงเป็นผู้มีกิเลสดุจน้ำฝาดคายออก แล้ว ทิ้งแล้ว คือละได้เเล้วด้วยมรรค ๔. บทว่า สีเลสุ คือในปาริสุทธิศีล ๔. บทว่า สุสมาหิโต แปลว่า ตั้งมั่นแล้วด้วยดี. บทว่า อุเปโต ได้แก่ เข้าไปประกอบพร้อมแล้ว ด้วยการข่ม อินทรีย์ และด้วยสัจจะมีประการดังที่กล่าวไว้แล้ว. บทว่า ส เว ความว่า บุคคลนั้น คือผู้เห็นปานนั้น ย่อมควร (เพื่อจะนุ่งห่ม) ผ้ากาสาวะอันมีกลิ่นหอมนั้น โดยส่วนเดียวแท้. บทว่า วิปนฺนสีโล คือผู้มีศีลขาดแล้ว. บทว่า ทุมฺเมโธ ได้แก่ ไม่มีปัญญา คือปราศจากปัญญาเป็นเครื่องที่จะชำระศีล (ให้บริสุทธิ์). บทว่า ปากโฏ ได้แก่ ปรากฏ คือประกาศว่า ผู้นี้เป็นคนทุศีล, หรือปรากฏ คือมีอินทรีย์อันปรากฏแล้ว เพราะเหตุที่คนมีอินทรีย์อัน ฟุ้งซ่านแล้ว. บทว่า กามการิโย ได้แก่ เพราะขาดจากความสำรวม จึงเป็นผู้ทำตามใจปรารถนา, หรือกระทำตามความใคร่ของกามและ ของมาร.
หน้า 224 ข้อ 395
บทว่า วิพฺภนฺตจิตฺโต ได้แก่ ผู้มีจิตฟุ้งซ่านไปในอารมณ์ต่าง ๆ มีรูปารมณ์เป็นต้น. บทว่า นิสฺสุกฺโก ได้แก่ ไม่ขวนขวาย คือปราศจาก. ธรรมฝ่ายขาว เว้นจากหิริโอตตัปปะ, หรือปราศจากการขวนขวายในการ บำเพ็ญกุศลธรรมให้ถึงพร้อม. บทว่า วีตราโค คือมีฉันทราคะไปปราศแล้ว. บทว่า โอทาตมน- สงฺกปฺโป ได้แก่ มีความตรึกในใจสะอาดและบริสุทธิ์ หรือมีความดำริ อันไม่ชุ่นมัว. บทว่า กาสาวํ กึ กริสฺสติ ความว่า ผู้ใดไม่มีศีล, ผ้ากาสาวะจัก สำเร็จประโยชน์แก่ผู้นั้นได้อย่างไรเล่า, คือเพศบรรพชิตของเขาจะเป็น เช่นกับถูกแต่งให้วิจิตรภายนอกฉะนั้น. บทว่า ทุฏฺิจิตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตถูกโทษแห่งกิเลสมีราคะเป็นต้น ประทุษร้ายแล้ว. บทว่า อนาทรา ได้แก่ จักเป็นผู้ปราศจากความเอื้อเฟื้อ คือไม่มีความเคารพ ในพระศาสดา ในพระธรรม และในกันและกัน (ในพระสงฆ์). บทว่า ตาทีนํ เมตฺตจิตฺตานํ ความว่า ผู้มีหัวใจประกอบพร้อม แล้วด้วยเมตตาภาวนา บรรลุถึงความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์มีอิฏฐารมณ์ เป็นต้น มีคุณอันโอฬาร เพราะบรรลุพระอรหัตนั้นนั่นแล. ก็คำทั้งสอง นี้ เป็นฉัฏฐีวิภัตติ ใช้ลงในอรรถแห่งทุติยาวิภัตติ. บทว่า นิคฺคณฺหิสสนฺติ ความว่า ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้น ถูกเบียด- เบียนแล้ว ก็จักหลีกไปโดยประการใด จักถูกเบียดเบียนโดยประการนั้น ด้วยความไม่เคารพและความกลัวในตนว่า ภิกษุทั้งหลายเห็นผู้สมบูรณ์ ด้วยศีลเป็นต้นแล้ว เมื่อจะทำการยกย่อง จักไม่สำคัญพวกเราผู้มีศีลวิบัติ เป็นอันมาก.
หน้า 225 ข้อ 395
บทว่า สิกฺขาเปนฺตาปิ ได้แก่ แม้ให้ศึกษาอยู่. จริงอยู่ บัดนี้ ท่าน แสดงเป็นกัตตุวาจก ลงในกรรมวาจก. บทว่า เถเรหิ ได้แก่ อันพระ- อาจารย์และอุปัชฌาย์ของตน. บทว่า จีวรธารณํ นี้ เป็นเพียงแสดงถึงข้อปฏิบัติของสมณะ ความว่า เพราะฉะนั้น จึงให้ศึกษาอยู่ โดยนัยเป็นต้นว่า เธอพึงก้าวไปอย่างนี้, เธอพึงถอยกลับอย่างนี้ ดังนี้. บทว่า น สุณิสฺสนฺติ ความว่า จักไม่ยอมรับฟังโอวาท. บทว่า เต ตถา สิกฺขิตา พาลา ความว่า ภิกษุพวกที่โง่เขลา เหล่านั้น แม้อาจารย์และพระอุปัชฌาย์ให้ศึกษาอยู่ ก็ไม่ยอมศึกษา เพราะ ไม่มีความเอื้อเฟื้อ. บทว่า นาทิยิสฺสนฺตุปชฺฌาเย ความว่า ไม่ยอมทำความเอื้อเฟื้อ ในพระอุปัชฌาย์และในพระอาจารย์ คือไม่ดำรงในคำสั่งสอนของพระ- อุปัชฌาย์เป็นต้นเหล่านั้น. ถามว่า เปรียบเหมือนอะไร ? เปรียบเหมือน ม้าพิการ ไม่เอื้อเฟื้อนายสารถีฉะนั้น. ความว่า ภิกษุแม้เหล่านั้น ย่อม ไม่กลัว คือไม่ยินดีในพระอุปัชฌาย์และพระอาจารย์ เปรียบเหมือนม้าพิการ คือม้าโกง ย่อมไม่เอื้อเฟื้อต่อนายสารถีผู้ฝึกม้า คือไม่ตั้งอยู่ในคำสั่งสอน ของนายสารถีนั้นฉะนั้น. คำว่า เอวํ เป็นต้น เป็นคำลงท้ายของเรื่องที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวํ แปลว่า โดยประการดังกล่าวไว้ แล้ว. บทว่า อนาคตทฺธานํ ได้แก่ ในกาลที่ยังไม่มาถึง คือในอนาคต- กาล.
หน้า 226 ข้อ 395
พระเถระเมื่อจะแสดงถึงกาลนั้นนั่นแหละ โดยสรุป จึงกล่าวคำ เป็นต้นว่า ปตฺเต กาลมฺหิ ปจฺฉิเม ในกาลภายหลังแต่ตติยสังคายนา ดังนี้. ก็ปัจฉิมกาลในคำนั้นเป็นไฉน ? อาจารย์บางพวกตอบว่า ตั้งแต่ ตติยสังคายนามา จัดเป็นปัจฉิมกาล, อาจารย์บางพวกไม่รู้คำนั้นเลย. จริงอยู่ ยุคแห่งพระศาสนามี ๕ ยุค คือวิมุตติยุค สมาธิยุค ศีลยุค สุตยุต และทานยุค. บรรดายุคเหล่านั้น ยุคแรกจัดเป็นวิมุตติยุค, เมื่อวิมุตติยุค นั้น อันตรธานแล้ว สมาธิยุคก็เป็นไป, แม้เมื่อสมาธิยุคนั้น อันตรธาน แล้ว ศีลยุคก็เป็นไป, แม้เมื่อศีลยุคนั้น อันตรธานแล้ว สุตยุคก็เป็นไป ทีเดียว. ก็ผู้มีศีลไม่บริสุทธิ์ ประดับประคอง ปริยัตติธรรมและพาหุสัจจะ ให้ดำรงอยู่ได้ โดยอย่างเดียวหรือสองอย่าง เพราะค่าที่คนมุ่งถึงลาภ เป็นต้น. ก็ในคราวใด ปริยัตติธรรมมีมาติกาเป็นที่สุด ย่อมอันตรธาน ไปทั้งหมด ตั้งแต่นั้นมา จักเหลือก็เพียงเพศเท่านั้น ในคราวนั้นคน ทั้งหลายจะพากันรวบรวมเอาทรัพย์ตามมีตามได้แล้ว เสียสละโดยมุ่งให้ ทาน, เล่ากันว่า การปฏิบัตินั้น จัดเป็นสัมมาปฏิบัติครั้งสุดท้ายของคน เหล่านั้น. บรรดายุคเหล่านั้น ตั้งแต่สุตยุคมา จัดเป็นปัจฉิมกาล, อาจารย์ พวกอื่นกล่าวว่า ตั้งแต่ศีลยุคมา จึงจัดเป็นปัจฉิมกาลก็มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุรา อาคจฺฉเต เอตํ ความว่า ภัย อย่างใหญ่หลวงที่จะทำอันตรายต่อข้อปฏิบัติ ที่เรากล่าวแล้วแก่พวกท่าน ทั้งหลายนั้น ย่อมมาในอนาคตอย่างนี้ก่อน คือจักมาจนถึงในกาลนั้น นั่นแล.
หน้า 227 ข้อ 395
บทว่า สุพฺพจา ได้แก่ เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำ คือประกอบพร้อม ด้วยธรรมอันกระทำให้เป็นผู้ว่าง่าย อธิบายว่า เป็นผู้ตั้งอยู่ในคำสั่งสอน ของครูทั้งหลาย คือมีปกติรับโอวาทเบื้องขวา. บทว่า สขิลา ได้แก่ มีใจอ่อนโยน. บทว่า เมตฺตจิตฺตา ได้แก่ มีจิตประกอบพร้อมด้วยเมตตา มีอัน นำประโยชน์เข้าไปให้สัตว์ทั้งปวงเป็นลักษณะ. บทว่า การุณิกา ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยกรุณา คือประกอบ พร้อมแล้วด้วยความกรุณา มีการประพฤติปลดเปลื้องทุกข์ของสัตว์ เหล่าอื่น. บทว่า อารทฺธวีริยา ได้แก่ มีความเพียร เพื่ออันละเสียซึ่งอกุศล ทั้งหลายให้ถึงพร้อม. บทว่า ปหิตตฺตา ได้แก่ มีจิตอันส่งตรงไปเฉพาะพระนิพพาน. บทว่า นิจฺจํ ได้แก่ ตลอดกาลทั้งปวง. บทว่า ทฬฺหปรกฺกมา ได้แก่ มีความเพียรมั่นคง. บทว่า ปมาทํ ได้แก่ ความประมาท คือการไม่ตั้งไว้ซึ่งกุศลธรรม ทั้งหลาย. สมดังที่ตรัสไว้ว่า๑:- ในข้อนั้น ความประมาทเป็นไฉน, การปล่อยจิตไป การตามเพิ่มให้ซึ่งความปล่อยจิตในกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต หรือในกามคุณ ๕ หรือการทำการบำเพ็ญ กุศลธรรมโดยไม่เคารพ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อปฺปมาทํ ได้แก่ ความไม่ประมาท, ความไม่ประมาทนั้น ๑. อภิ. วิ. ๓๕ /ข้อ ๘๖๓.
หน้า 228 ข้อ 395
บัณฑิตพึงทราบโดยตรงกันข้ามจากความประมาทเถิด. ก็โดยความหมาย ชื่อว่าความไม่ประมาท ก็คือการไม่อยู่ปราศจากสติ, และคำนั้น เป็นชื่อ ของการเข้าไปตั้งสติไว้มั่นคง. จริงอยู่ ในข้อนั้น มีอธิบายดังต่อไปนี้ เพราะสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ทั้งหมด มีความประมาทเป็นมูล และ สิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งหมดมีความไม่ประมาทเป็นมูล ฉะนั้น ท่านทั้งหลาย พึงเห็นความประมาท โดยความเป็นภัย คือโดยความเป็นอุปัทวะแล้ว และพึงเห็นความไม่ประมาท โดยความปลอดภัย คือโดยไม่มีอุปัทวะ แล้ว พึงเจริญอัฏฐังคิกมรรค คืออริยมรรค มีองค์ ๘ มีสัมมาทิฏฐิ เป็นต้น ที่สงเคราะห์ด้วยขันธ์ ๓ มีศีลขันธ์เป็นต้น อันเป็นยอดแห่งข้อ ปฏิบัติ ด้วยความไม่ประมาทเถิด, ท่านจะถูกต้อง คือกระทำให้แจ้ง ซึ่ง อมตธรรมได้แก่พระนิพพาน ให้เกิดขึ้นในสันดานของตนได้, ครั้นเข้า ถึงทัสสนมรรค (โสดาปัตติมรรค) แล้ว ก็เจริญด้วยการทำมรรค ๓ เบื้อง บนให้บังเกิดขึ้นอีก ท่านบำเพ็ญภาวนาจักถึงที่สุดยอดได้ ก็ด้วยความไม่ ประมาท ด้วยประการฉะนี้แล. พระเถระ กล่าวสั่งสอนบริษัทที่ถึงพร้อมแล้วอย่างนี้แล. ก็คาถา พยากรณ์ความเป็นพระอรหัตเหล่านี้ทั้งหมด ได้มีแล้วแก่พระเถระนี้แล. จบอรรถกถาปุสสเถรคาถาที่ ๑
หน้า 229 ข้อ 396
๒. สารีปุตตเถรคาถา ว่าด้วยสัมมาปฏิบัติของภิกษุ พระสารีบุตรเถระ ครั้นสำเร็จแห่งสาวกบารมีญาณ ดำรงอยู่ใน ตำแหน่งพระธรรมเสนาบดีอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทำประโยชน์แก่หมู่สัตว์ วันหนึ่งเมื่อพยากรณ์อรหัตผลโดยมุขะ คือประกาศความประพฤติของตน แก่เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย จึงได้กล่าวคาถาความว่า [๓๙๖] ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริ ชอบ ไม่ประมาท ยินดีแต่เฉพาะกรรมฐานภาวนาอัน เป็นธรรมภายใน มีใจมั่นคงอย่างยิ่ง อยู่ผู้เดียว ยินดี ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้น ว่าภิกษุ ภิกษุเมื่อบริโภคอาหารจะเป็นของสดหรือของ แห้งก็ตาม ไม่ควรติดใจจนเกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ มีสติอยู่ การบริโภคอาหารยังอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสีย แล้วดื่มน้ำเป็นการสมควร เพื่ออยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว อนึ่ง การนุ่งห่ม จีวรอันเป็นกัปปิยะ นับว่าเป็นประโยชน์ จัดว่าพอเป็น การอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว การนั่งขัดสมาธิ นับว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุ ผู้มีใจเด็ดเดี่ยว ภิกษุ รูปใดพิจารณาเห็นสุข โดยความเป็นทุกข์ พิจารณาเห็น ทุกข์โดยความเป็นลูกศรปักอยู่ที่ร่าง ความถือมั่นว่าเป็น
หน้า 230 ข้อ 396
ตัวเป็นตนในอทุกขมสุขเวทนา ไม่ได้มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุ นั้น จะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด ด้วยกิเลสอะไร ภิกษุ ผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน มีความเพียรเลว ทราม ได้สดับน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้มาในสำนัก ของเราแม้ในกาลไหนๆ เลย จะมีประโยชน์อะไรด้วย การให้โอวาทบุคคลเช่นนั้นในหมู่สัตว์โลกนี้ อนึ่ง ขอ ให้ภิกษุผู้เป็นพหูสูต เป็นนักปราชญ์ ตั้งมั่นอยู่ในศีล ประกอบใจให้สงบระงับเป็นเนืองนิตย์ จงมาประดิษฐาน อยู่บนศีรษะของเราเถิด ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่อง เนิ่นช้า ยินดีในธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมพลาด นิพพาน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใด ละธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ยินดีใน อริยมรรคอันเป็นทางไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้น ย่อมบรรลุนิพพานอันเป็นธรรมเกษม จากโยคะอย่าง ยอดเยี่ยม พระอรหันต์ทั้งหลาย อยู่ในสถานที่ใด เป็นบ้านหรือป่าก็ตาม ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม สถานที่ นั้นเป็นภูมิสถานที่น่ารื่นรมย์ คนผู้แสวงหากามย่อมไม่ ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นใด ท่านผู้ปราศจากความ กำหนัด จักยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นนั้น เพราะท่าน เหล่านั้นไม่เป็นผู้แสวงหากาม บุคคลควรเห็นท่านผู้มี ปัญญาชี้โทษมีปกติกล่าวข่มขี่ เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้
หน้า 231 ข้อ 396
ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะว่าเมื่อคบกับบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีชั่วเลย นักปราชญ์ก็ควรโอวาท สั่งสอน ควรห้ามผู้อื่นจากธรรมที่มิใช่ของสัตบุรุษ แต่ บุคคลเห็นปานนั้น ย่อมเป็นที่รักใคร่ของสัตบุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของอสัตบุรุษ พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ ตรัสรู้แล้วมีพระจักษุ ทรงแสดงธรรมแก่ผู้อื่นอยู่ เมื่อ พระองค์กำลังทรงแสดงธรรมอยู่ เราผู้มุ่งประโยชน์ตั้งใจ ฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้นไม่ไร้ประโยชน์ เราเป็น ผู้หมดอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นพิเศษ เราไม่ได้ตั้งความ ปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพยจักขุญาณ เจโต- ปริยญาณ อิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพโสตญาณ อัน เป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย แต่คุณธรรมของ สาวกทั้งหมดได้มีขึ้นแก่เรา พร้อมกับการบรรลุมรรคผล เหมือนคุณธรรม คือพระสัพพัญญุตญาณ ได้มีแก่ พระพุทธเจ้าฉะนั้น มียักษ์ตนหนึ่งมากล่าวว่า มีภิกษุ หัวโล้นรูปหนึ่งชื่ออุปติสสะ เป็นพระเถระผู้อุดมด้วย ปัญญา ห่มผ้าสังฆาฏินั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ สาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังเข้าสมาบัติอันไม่มี วิตก ในขณะถูกยักษ์ตีศีรษะ ก็ยังประกอบด้วยธรรมคือ ความนิ่งอย่างประเสริฐ ภูเขาหินล้วนตั้งมั่นไม่หวั่นไหว ฉันใด ภิกษุย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขาเพราะสิ้นโมหะ
หน้า 232 ข้อ 396
ก็ฉันนั้น ความชั่วช้าเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อม ปรากฏเหมือนเท่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แก่ภิกษุ ผู้ไม่มีกิเลสเครื่องยั่วยวน แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เราไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต เราเป็นผู้มีสติสัมป- ชัญญะจักละทิ้งร่างกายนี้ไป ไม่ยินดีต่อความตายและ ชีวิต รอคอยเวลาตายอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลา ทำงานฉะนั้น ความตายนี้ มีแน่นอนในสองคราว คือ ในเวลาแก่หรือในเวลาหนุ่ม ที่จะไม่ตายเลยย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญแต่สัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอย่าได้ปฏิบัติผิดพินาศเสียเลย ขณะอย่าได้ล่วง เลยท่านทั้งหลายไปเสีย เมืองที่ตั้งอยู่ชายแดน เขา คุ้มครองป้องกันดีทั้งภายนอกและภายในฉันใด ท่าน ทั้งหลายก็จงคุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลย ท่านทั้งหลายไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปเสีย แล้ว ต้องพากันไปเศร้าโศกยัดเยียดอยู่ในนรก ภิกษุ ผู้สงบระงับ งดเว้นโทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่าง เด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัด บาปธรรมได้ เหมือนลมพัดรบไม้ร่วงหล่นไปฉะนั้น ภิกษุ ผู้สงบระงับ งดเว้นจากโทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่าง เด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ได้ลอย บาปธรรมเสียได้ เหมือนลมพัดใบไม้ร่วงหล่นไปฉะนั้น
หน้า 233 ข้อ 396
ภิกษุผู้สงบระงับละเว้นกองกิเลสและกองทุกข์ ที่เป็นเหตุ ทำให้เกิดความคับแค้น มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว มีศีลงาม เป็นนักปราชญ์พึงทำที่สุดทุกข์ได้ บุคคลไม่ควรคุ้นเคย ในบุคคลบางพวกจะเป็นคฤหัสถ์หรือบรรพชิตก็ตาม หรือ เบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ตอนปลายเป็นคนไม่ดีก็ตาม นิวรณ์ ๕ คือ กามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองจิต สมาธิจิตของภิกษุผู้มีปกติชอบอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือด้วยมีสักการะ ๑ ด้วยไม่มีผู้สักการะ ๑ นักปราชญ์เรียกบุคคลผู้เพ่งธรรม อยู่เป็นปกติ พากเพียรเป็นเนืองนิตย์ พิจารณาเห็น ด้วยปัญญาสุขุม สิ้นความยึดถือและความยินดีว่าเป็น สัตบุรุษ มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ และแม้ ลม ๑ ไม่ควรเปรียบเทียบความหลุดพ้นกิเลสอย่าง ประเสริฐของพระศาสดาเลย พระเถระผู้ยังพระธรรมจักร อันพระศาสดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม ผู้มีปัญญา มาก มีจิตมั่นคง เป็นผู้เสมอด้วยแผ่นดินและไฟ ย่อม ไม่ยินดียินร้าย ภิกษุผู้บรรลุปัญญาบารมีธรรมแล้ว มี ปัญญาเครื่องตรัสรู้มากเป็นนักปราชญ์ผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็น คนเขลา ทั้งไม่เหมือนคนเขลา เป็นผู้ดับความทุกข์ร้อน ได้ทุกเมื่อ ท่องเที่ยวไปอยู่ เรามีความคุ้นเคยกับ
หน้า 234 ข้อ 396
พระศาสดามาก เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงได้เเล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพ แล้ว ท่านทั้งหลายจงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็นอนุสาสนีของเรา เราพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว จักปรินิพพาน. จบสารีปุตตเถรคาถา อรรถกถาสาริปุตตเถรคาถาที่ ๒๑ คาถาของ ท่านพระสาริปุตตเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ยถาจารี ยถา- สโต ดังนี้, ก็เรื่องของท่านพระมหาโมคคัลลานเถระนั้น บัณฑิตพึง ทราบอย่างนี้แล. ในอดีตกาล ในที่สุดแห่งอสงไขยกำไรแสนกัป แต่กัปนี้ไป ท่าน พระสารีบุตรบังเกิดแล้วในตระกูลพราหมณ์มหาศาล โดยมีชื่อว่า สรท- มาณพ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ บังเกิดแล้วในตระกูลคฤหบดีมหา- ศาล โดยมีชื่อว่า สิริวัฑฒกุมฎุพี. คนทั้งสองนั้นได้เป็นสหายร่วมเล่น ฝุ่นด้วยกัน. ในบรรดาคน ๒ คนนั้น สรทมาณพพอบิดาล่วงลับดับชีพแล้ว ก็ ครอบครองทรัพย์สมบัติอันเป็นของมีประจำตระกูล วันหนึ่งไปในที่ลับคน คิดว่า ขึ้นชื่อว่าสัตว์เหล่านี้ ย่อมมีความตายเป็นที่สุดอย่างเดียวกัน, เพราะฉะนั้น เราควรเข้าไปบวชแสวงหาโมกขธรรมเถิด ดังนี้แล้ว จึง ๑. บาลีเป็นสารีปุตตเถรคาถา.
หน้า 235 ข้อ 396
เข้าไปหาสหาย กล่าวว่า เพื่อนเอ๋ย ! เรามีความประสงค์จะบวช, ท่าน เล่า ! จักสามารถเพื่อจะบวชได้ไหม, เมื่อเพื่อนตอบว่า เราไม่สามารถ จะบวชได้ จึงกล่าวว่า ก็ตามใจเถอะ เราจักบวชคนเดียวก็ได้ ดังนี้แล้ว จึงให้คนใช้เปิดประตูเรือนคลังลำหรับเก็บรัตนะออกมา ให้มหาทานแก่ คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น แล้วไปยังเชิงบรรพต บวชเป็นฤาษี. บรรดาบุตรพราหมณ์ประมาณ ๗๔,๐๐๐ คน ได้พากันออกบวชตามสรท- มาณพนั้นแล้ว. สรทมาณพนั้นทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด ขึ้นแล้ว ก็บอกการบริกรรมกสิณแก่พวกชฎิลแม้เหล่านั้น. พวกชฎิล แม้เหล่านั้นทั้งหมด ก็พากันทำอภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ ให้บังเกิดขึ้น แล้ว. สมัยนั้น พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า อโนมทัสสี ทรง อุบัติขึ้นแล้วในโลก ทรงยังพระธรรมจักรอันประเสริฐให้เป็นไปแล้ว ทรงยังหมู่สัตว์ให้ข้ามพ้นจากห้วงน้ำใหญ่ คือสงสาร วันหนึ่ง จึงคิดว่า เราจักทำการสงเคราะห์สรทดาบส และพวกอันเตวาสิก ดังนี้ พระองค์ เดียวไม่มีใครเป็นที่สอง ทรงถือเอาบาตรและจีวรเสด็จไปโดยอากาศ ตรัสว่า ดาบสจงรู้เราว่าเป็นพระพุทธเจ้าเถิด ดังนี้ เมื่อดาบสกำลังเห็นอยู่ นั่นแหละ จึงเสด็จลงจากอากาศ ประทับยืนเหนือปฐพี. สรทดาบส จึงใคร่ครวญถึงมหาปุริสลักษณะในสรีระของพระศาสดา ถึงความตกลงใจว่า บุคคลนี้ คือพระสัพพัญญูพุทธเจ้าแน่แท้ จึงทำ การต้อนรับปูลาดอาสนะถวาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งบนอาสนะ ที่เขาปูลาดถวายแล้ว สรทดาบสนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ใกล้พระ- ศาสดา.
หน้า 236 ข้อ 396
สมัยนั้น พวกอันเตวาสิกของสรทดาบสนั้น เป็นชฎิลมีประมาณ ๗๔,๐๐๐ คน พากันถือเอาผลไม้น้อยใหญ่ที่ประณีตอย่างยิ่ง มีโอชารส ดีมาแล้ว เห็นพระศาสดา เกิดมีความเลื่อมใส และแลดูอาการที่อาจารย์ และพระศาสดานั่ง จึงกล่าวว่า อาจารย์ เมื่อก่อนพวกเราเข้าใจว่า ไม่ มีใครยิ่งใหญ่เกินกว่าท่าน แต่บุรุษนี้ เห็นจะยิ่งใหญ่กว่าท่านเป็นแน่. สรทดาบสตอบว่า พ่อทั้งหลาย นี่พวกพ่อพูดอะไรกัน พวกพ่อปรารถนา จะทำภูเขาสิเนรุ ซึ่งสูงตั้ง ๖,๘๐๐,๐๐๐ โยชน์ ให้เสมอกับเมล็ดพันธุ์ ผักกาดได้อย่างไร พวกท่านอย่าเอาเราไปเปรียบกับพระสัพพัญญูพุทธเจ้า เลย. ครั้งนั้น พวกดาบสนั้นฟังคำของอาจารย์แล้ว พากันคิดว่า บุรุษ นี้เป็นผู้ยิ่งใหญ่หนอ ทั้งหมดจึงพากันหมอบลงที่แทบเท้า ถวายบังคม พระศาสดา. ครั้งนั้น อาจารย์กล่าวกะพวกอันเตวาสิกนั้นว่า แน่ะพวกพ่อ ไทย- ธรรมของพวกเรา ที่จะสมควรแด่พระศาสดา ไม่มีเลย, และพระศาสดา เสด็จมาในที่นี้ ในเวลาภิกขาจาร, เอาเถอะ พวกเราจักถวายไทยธรรม ตามกำลัง, พวกท่านจงนำผลไม้น้อยใหญ่ที่ประณีตนั้นมาเถิด ครั้นให้นำ มาแล้ว ล้างมือให้สะอาดแล้ว ตนเองจึงวางไว้ในบาตรของพระตถาคต และพอพระศาสดารับผลไม้น้อยใหญ่ พวกเทวดาก็เดิมทิพยโอชาลง. ดาบสทำการกรองน้ำถวายเอง. ต่อแต่นั้น เมื่อพระศาสดา ประทับนั่งทำโภชนกิจให้เสร็จสิ้นแล้ว ดาบสก็เรียกอันเตวาสิกทั้งหมดมา นั่ง กล่าวสารณียกถาในสำนักของพระศาสดา. พระศาสดาทรงดำริว่า อัครสาวกทั้งสอง จงมาพร้อมกับภิกษุสงฆ์เถิด. อัครสาวกทั้งสองนั้น
หน้า 237 ข้อ 396
ทราบพระดำริของพระศาสดาแล้ว ในขณะนั้น จึงมีพระขีณาสพ ๑๐๐,๐๐๐ รูปเป็นบริวาร พากันมาไหว้พระศาสดาแล้ว ยืน ณ ที่สมควร ข้างหนึ่ง. ลำดับนั้น สรทดาบสจึงเรียกพวกอันเตวาสิกมาว่า พวกพ่อ พึง เอาอาสนะดอกไม้ทำการบูชาพระศาสดาและภิกษุสงฆ์เถิด เพราะฉะนั้น จงเอาดอกไม้มาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง พวกอันเตวาสิกนั้น นำเอา ดอกไม้ที่ถึงพร้อมด้วยสีและกลิ่น ด้วยฤทธิ์แล้ว ปูลาดเป็นอาสนะดอกไม้ ประมาณโยชน์หนึ่งแด่พระพุทธเจ้า, ประมาณ ๓ คาวุต แก่พระอัครสาวกทั้ง สอง ประมาณกึ่งโยชน์แก่พวกพระภิกษุที่เหลือ ปูลาดประมาณ ๑ อุสภะ แก่ ภิกษุสงฆ์นวกะ. เมื่อพวกอันเตวาสิกนั้นพากันปูลาดอาสนะเรียบร้อยแล้ว อย่างนั้น สรทดาบสจึงยืนประคองอัญชลีข้างหน้าพระตถาคต กราบทูล ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์จงเสด็จขึ้นบนอาสนะดอกไม้นี้ เพื่ออนุเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้แล้ว. เมื่อพระ- ศาสดาประทับนั่งแล้ว อัครสาวกทั้งสองและพวกภิกษุที่เหลือ ต่างก็พากัน นั่งบนอาสนะที่ถึงแล้วแก่ตนๆ. พระศาสดาตรัสว่า ขอผลเป็นอันมาก จงสำเร็จแก่ดาบสเหล่านั้นเถิด แล้วทรงเข้านิโรธสมาบัติ. พระอัครสาวก ทั้งสองก็ดี ภิกษุที่เหลือก็ดี ทราบว่าพระศาสดาเข้าสมาบัติแล้ว จึงพากัน เข้านิโรธสมาบัติบ้าง. ดาบสได้ยืนกั้นฉัตรดอกไม้ตลอด ๗ วัน อันหา ระหว่างมิได้. ฝ่ายอันเตวาสิกนอกนี้ พากันบริโภคมูลผลาผลในป่าแล้ว ในกาลที่เหลือก็พากันยืนประคองอัญชลี. พอล่วง ๗ วัน พระศาสดาก็เสด็จออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว ตรัส
หน้า 238 ข้อ 396
เรียกนิสภเถระอัครสาวกมาว่า เธอจงอนุโมทนาอาสนะดอกไม้ของ ดาบสทั้งหลายเถิด. พระเถระดำรงอยู่ในสาวกบารมีญาณ ได้กระทำการ อนุโมทนาอาสนะดอกไม้แก่ดาบสเหล่านั้นแล้ว. ในที่สุดแห่งเทศนาของ พระเถระนั้น พระศาสดาตรัสเรียกอโนมเถระอัครสาวกที่สอง (ฝ่ายซ้าย) มาว่า แม้เธอก็จงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านี้บ้างเถิด. แม้พระอโนมเถระนั้น ก็พิจารณาถึงพระพุทธวจนะ คือพระไตร- ปิฎกแล้ว จึงแสดงธรรมแก่ดาบสเหล่านั้น การบรรลุธรรมด้วยการแสดง ธรรม แม้ของพระอัครสาวกทั้งสองไม่ได้มีแล้วแก่คน แม้สักคนเดียว. ในที่สุดเทศนา เว้นสรทดาบสเสีย พวกชฎิลที่เหลือทั้งหมดประมาณ ๗๔,๐๐๐ คน ก็บรรลุพระอรหัต. พระศาสดาทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัส ว่า จงเป็นภิกษุมาเถิด. ในบัดดลนั้นเอง พวกชฎิลนั้นเป็นผู้มีเพศแห่ง ดาบสอันตรธานไปแล้ว เป็นผู้ทรงบริขาร ๘ อันประเสริฐ ได้เป็นราวกะ พระเถระอายุ ๖๐ ปี. ฝ่ายสรทดาบส ตั้งความปรารถนาว่า โอหนอ แม้ตัวเรา พึงได้ เป็นอัครสาวกของพระพุทธเจ้าองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือนพระนิสภ- เถระนี้เถิด ดังนี้ ในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม เป็นผู้ส่งใจไปใน ที่อื่นเสีย เพราะค่าที่ตนเกิดความปริวิตกขึ้น จึงไม่สามารถจะบรรลุแจ้ง มรรคและผลได้. ลำดับนั้น สรทดาบสจึงถวายบังคมพระตถาคตแล้ว ตั้งความปรารถนาไว้เหมือนอย่างนั้น. แม้พระศาสดาทรงเห็นว่าสรท- ดาบสนั้น จะสำเร็จความปรารถนาโดยหาอันตรายมิได้ จึงตรัสพยากรณ์
หน้า 239 ข้อ 396
ว่า ตั้งแต่นี้ไปล่วงอสงไขยกำไรแสนกัป เธอจักชื่อว่า สารีบุตร เป็น อัครสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่าโคดม ดังนี้แล้ว จึง ตรัสธรรมกถา มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว เสด็จไปทางอากาศ. ฝ่ายสรทดาบส ไปหาสิริวัฑฒะผู้เป็นสหายแล้วกล่าวว่า เพื่อนเอ๋ย เราปรารถนาตำแหน่งอัครสาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระนามว่า โคดม ผู้จะอุบัติในอนาคตกาล ณ บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง พระนามว่า อโนมทัสสี, แม้ท่าน ก็จงปรารถนาตำแหน่งอัครสาวกที่ สอง (ฝ่ายซ้าย) ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นบ้างเถอะ. สิริวัฑฒะ ได้ฟังคำแนะนำนั้นแล้ว จึงให้ปรับพื้นที่ประมาณ ๘ กรีส ใกล้ประตู ที่อยู่ของตนให้สม่ำเสมอแล้ว เกลี่ยดอกไม้ทั้งหลายมีดอกบวบขมเป็นที่ ๕ แล้วให้สร้างมณฑปมุงด้วยดอกอุบลเขียวแล้ว ปูลาดอาสนะสำหรับพระ- พุทธเจ้า และปูลาดอาสนะสำหรับพวกภิกษุ ตระเตรียมสักการะและ สัมมานะเป็นอันมากแล้ว ให้สรทดาบสนิมนต์พระศาสดา ยังมหาทานให้ เป็นไปตลอด ๗ วันแล้ว ให้ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นุ่งห่ม ผ้าอันควรแก่ค่ามากมายแล้ว ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อเป็นอัครสาวกที่ ๒. ถึงพระศาสดาก็ทรงเล็งเห็นว่า เขาจะสำเร็จความปรารถนาโดยหา อันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์โดยนัยดังกล่าวแล้ว ทรงกระทำอนุโมทนา ภัตแล้วเสด็จหลีกไป. สิริวัฑฒะร่าเริงดีใจมาก บำเพ็ญกุศลกรรมจน ตลอดชีวิต ในวาระจิตที่ ๒ บังเกิดในกามาวจรเทวโลก. สรทดาบส เจริญพรหมวิหาร ๔ บังเกิดในพรหมโลก. จำเดิมแต่นั้น ท่านก็มิได้กล่าวถึงกรรมในระหว่างแม้เเห่งบุคคล ทั้งสองนั้นเลย. ก็ก่อนหน้าการอุบัติของพระผู้มีภาคเจ้าของพวกเรา สรท-
หน้า 240 ข้อ 396
ดาบสถือปฏิสนธิในท้องของนางพราหมณีชื่อว่า รูปสารี ในอุปติสสคาม ไม่ไกลกรุงราชคฤห์. ในวันนั้นนั่นเอง แม้สหายของเขา ก็ถือปฏิสนธิ ในท้องของนางพราหมณี ชื่อว่า โมคคัลลี ในโกลิตคาม ไม่ไกลกรุง ราชคฤห์นักเลย. ได้ยินว่า สกุลทั้งสองนั้นเป็นสหายสืบเนื่องกันมา นับได้ ๗ ชั่ว- สกุลนั่นเทียว. ชนทั้งหลายได้ให้คัพภบริหารเริ่มตั้งแต่วันที่หนึ่งนั่นแล แก่ตระกูลทั้งสองนั้น. โดยล่วงไป ๑๐ เดือน แม่นม ๖๖ คนได้พากัน บำรุงคนทั้งสองที่เกิดแล้ว, ในวันตั้งชื่อ พวกญาติได้ทำการตั้งชื่อ บุตรของนางพราหมณีรูปสารีว่า อุปติสสะ เพราะเป็นบุตรแห่งสกุลอัน ประเสริฐสุด ในอุปติสสคาม, ตั้งชื่อบุตรนอกนี้ว่า โกลิตะ เพราะเป็น บุตรแห่งสกุลอันประเสริฐสุดในโกลิตคาม. เด็กทั้งสองคนนั้นมีบริวาร มากมาย เจริญวัยแล้ว ได้สำเร็จการศึกษาทุกอย่างแล้ว. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อคนทั้งสองนั้น ดูการเล่นมหรสพบนยอดภูเขา ณ กรุงราชคฤห์ เห็นมหาชนประชุมกันแล้ว มีโยนิโสมนสิการเกิดผุดขึ้น เพราะค่าที่คนมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงพากันคิดว่า คนเหล่านั้นแม้ทั้งหมด ไม่ถึงร้อยปีก็จักตั้งอยู่ในปากแห่งความตาย ดังนี้แล้ว ได้ความสังเวช ทำความตกลงใจว่า พวกเราควรจะแสวงหาโมกขธรรม, และการ จะแสวงหาโมกขธรรมนั้น ควรเพื่อจะได้การบรรพชาสักอย่างหนึ่ง จึงพร้อมกับมาณพ ๕๐๐ คน พากันบวชในสำนักของสัญชัยปริพาชก. จำเดิมแต่กาลที่คนเหล่านั้นบวชแล้ว สัญชัยได้เป็นผู้ถึงความเลิศด้วยลาภ และเลิศด้วยยศ. โดยล่วงไป ๒-๓ วันเท่านั้น คนทั้งสองนั้นพากันยึดถือลัทธิของ
หน้า 241 ข้อ 396
สัญชัยทั้งหมดแล้ว มองไม่เห็นสาระในลัทธินั้น จึงพากันออกจากลัทธิ นั้น ถามปัญหากะสมณพราหมณ์ ที่สมมติกันว่าเป็นบัณฑิตเหล่านั้น ในที่นั้นๆ, สมณพราหมณ์เหล่านั้น ถูกคนทั้งสองนั้นถามปัญหาแล้ว แก้ปัญหาไม่ได้ โดยที่แท้คนทั้งสองต้องแก้ปัญหาแก่สมณพราหมณ์เหล่า นั้น. คนทั้งสองนั้น ขณะแสวงหาโมกขธรรม ได้ทำกติกากันไว้แล้ว อย่างนี้ว่า ในพวกเรา ผู้ใดบรรลุอมตธรรมก่อนกว่า ผู้นั้นจงบอกแก่ คนนอกนี้ให้ทราบบ้าง. ก็สมัยนั้น เมื่อพระศาสดาของพวกเราบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณ ครั้งแรก ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวรให้เป็นไปแล้ว ทรงทรมาน พวกชฎิล ๑,๐๐๐ คน มีอุรุเวลกัสสปะเป็นต้น โดยลำดับแล้ว ประทับ อยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่ง อุปติสสปริพาชกไปยังอารามของปริ- พาชก มองเห็นท่านพระอัสสชิเถระ กำลังเที่ยวบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ จึงคิดว่า บรรพชิตผู้สมบูรณ์ด้วยอากัปกิริยาเห็นปานนี้ เราไม่เคยเห็นเลย, ชื่อว่า ธรรมอันสงบพึงมีในที่นี้ ดังนี้ จึงเกิดความ เลื่อมใส รอท่าติดตามไปข้างหลังท่าน เพื่อจะถามปัญหา. แม้พระเถระได้บิณฑบาตแล้ว ก็ไปยังโอกาสอันสมควร เพื่อจะ ทำการบริโภค, ปริพาชกจึงปูลาดตั่งสำหรับปริพาชกของตนถวายท่าน. ก็ในที่สุดภัตกิจ เขาได้ถวายน้ำจากคนโทน้ำของตนแก่ท่าน. ปริพาชกนั้น กระทำอาจริยวัตรอย่างนั้นแล้ว การทำปฏิสันถาร กับพระเถระผู้มีภัตกิจอันกระทำแล้ว จึงถามว่า ใครเป็นศาสดาของ ท่าน, หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร. พระเถระแสดงอ้างถึงพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า พระเถระนั้น ถูกปริพาชกนั้นถามอีกว่า ก็พระศาสดา
หน้า 242 ข้อ 396
ของท่านมีปกติกล่าวอะไร ดังนี้แล้วจึงตอบว่า เราจักแสดงความลึกซึ้ง ของพระศาสนานี้ จึงแสดงชี้แจงความที่ตนเป็นผู้ใหม่แล้ว และเมื่อ จะกล่าวศาสนธรรมแก่ปริพาชกนั้นโดยสังเขป จึงกล่าวคาถาว่า ธรรม เหล่าใด มีเหตุเป็นแดนเกิด ดังนี้เป็นต้น. ปริพาชกได้ฟังสองบทแรก เท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล อันสมบูรณ์ด้วยพันนัย, สองบทนอก นี้ จบลงในเวลาที่เป็นพระโสดาบันแล้ว. ก็ในเวลาจบคาถา อุปติสสปริพาชกเป็นพระโสดาบัน กำหนด ความวิเศษที่เหนือขึ้นไป ที่พระเถระยังมิให้เป็นไปว่า เหตุในข้อนี้ จักมี ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกับพระเถระว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ อย่าแสดงพระธรรม- เทศนาให้สูงขึ้นไปเลย, เท่านี้ก็พอแล้ว, พระศาสดาของพวกเรา ประทับ อยู่ในที่ไหน ? พระเถระตอบว่า ที่พระเวฬุวัน. อุปติสสะเรียนว่า ข้า- แต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงล่วงหน้าไปก่อนเถอะ กระผมจักเปลื้อง ปฏิญญาที่ให้ไว้กับสหายของกระผมก่อนแล้ว จักพาเขาไปดังนี้แล้ว ไหว้ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ทำประทักษิณ ๓ ครั้งแล้ว ส่งพระเถระไปแล้ว จึงได้ไปยังอาศรมของปริพาชก. โกลิตปริพาชก มองเห็นอุปติสสปริพาชกกำลังเดินมาแต่ที่ไกล เทียว คิดว่า วันนี้เขามีหน้าตาแจ่มใส ไม่เหมือนในวันอื่น ๆ เลย, เห็นทีจักบรรลุอมตธรรมเป็นแน่แท้ ดังนี้แล้ว ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ จึงยกย่องการบรรลุคุณวิเศษของเขาแล้ว ถามถึงการบรรลุอมตธรรม. แม้อุปติสสะนั้นก็แสดงให้รู้ว่า ใช่ ! อาวุโส เราบรรลุอมตธรรมแล้ว ดังนี้แล้ว จึงกล่าวคาถานั้นนั่นแหละแก่เขา. ในเวลาจบคาถา โกลิตะ ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล แล้วกล่าวว่า พระศาสดาของพวกเราประทับ
หน้า 243 ข้อ 396
อยู่ที่ไหน ? อุปติสสะตอบว่า ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน. โกลิตะกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเราไปกันเถอะ อาวุโส, จักได้เข้าเฝ้าพระศาสดา. อุปติสสะเป็นผู้บูชาอาจารย์แม้ตลอดกาลทั้งปวง, เพราะฉะนั้น ไปหา สัญชัยแล้ว ประกาศคุณของพระศาสดาแล้ว ได้เป็นผู้ประสงค์จะนำแม้ สัญชัยนั้นไปยังสำนักพระศาสดาบ้าง. สัญชัยปริพาชกนั้น เป็นผู้ถูกความหวังในลาภเข้าครอบงำ จึง ไม่ต้องการเป็นอันเตวาสิก ห้ามว่า เราไม่อาจจะเป็นตุ่มใส่น้ำอาบได้ อุปติสสะและโกลิตะนั้น ไม่สามารถจะให้สัญชัยนั้นกลับใจได้ จึงพร้อม กับพวกอันเตวาสิก ๒๕๐ คน ผู้พระพฤติตามโอวาทของตน ได้ไปยัง เวฬุวัน. พระศาสดาทอดพระเนตรเห็นอันเตวาสิกเหล่านั้น กำลัง เดินทางมาแต่ไกล จึงตรัสว่า นั่นจักเป็นคู่สาวกของเรา เป็นคู่อัน เลิศ เป็นคู่อันเจริญ ดังนี้ ทรงแสดงธรรมด้วยอำนาจความประพฤติ ของบริษัทของอัครสาวกทั้งสองนั้น แก่บริษัทแล้ว ให้ตั้งอยู่ในความเป็น พระอรหัต ได้ประทานอุปสมบท โดยเอหิภิกษุ. บาตรและจีวรอัน สำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้มาแล้วแม้แก่อัครสาวกทั้งสอง เหมือนอย่างบริษัท ของอัครสาวกทั้งสองนั้นนั่นแล แต่กิจแห่งอริยมรรค ๓ เบื้องบน ยังไม่ สำเร็จ. เพราะเหตุไร ? เพราะสาวกบารมีญาณนั้นยิ่งใหญ่. ในบรรดาพระอัครสาวกทั้งสองนั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ตั้งแต่วันบวชมา ในวันที่ ๗ บำเพ็ญสมณธรรม ที่บ้านกัลลวาลคาม ที่มคธรัฐก้าวลงสู่ความง่วง เป็นผู้อันพระศาสดาให้เกิดความสลดใจแล้ว บรรเทาความง่วงเสียได้ ฟังธาตุกัมมัฏฐานนั่นแล บรรลุอริยมรรค ๓ เบื้องบนแล้ว บรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ.
หน้า 244 ข้อ 396
ส่วนท่านพระสารีบุตร ตั้งแต่วันบวชมาล่วงไปได้กึ่งเดือน เมื่อ พระศาสดาแสดงเวทนาปริคคหสูตร แก่ทีฆนขปริพาชกหลานของตน ณ ที่ถ้ำสูกรขาตา ในกรุงราชคฤห์ ส่งญาณไปตามแนวเทศนา ก็บรรลุ ที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณได้ เหมือนบริโภคภัตที่คนอื่นคดไว้แล้วฉะนั้น. สาวกบารมีญาณของอัครสาวกทั้งสองนั้น ถึงที่สุดในที่ใกล้พระ- ศาสดานั่นแหละ. ด้วยประการฉะนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ใน อปทานว่า:-๑ ในที่ไม่ไกลจากหิมวันตประเทศ มีภูเขาชื่อลัมพกะ เราสร้างอาศรมไว้อย่างดี สร้างบรรณศาลาไว้ใกล้ภูเขานั้น อาศรมของเราไม่ไกลจากฝั่งแม่น้ำอันไม่ลึก มีท่าน้ำราบ- เรียบเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ เกลื่อนกล่นด้วยหาดทรายขาว สะอาด. ที่ใกล้อาศรมของเรานั้นมีแม่น้ำไม่มีก้อนกรวด ตลิ่ง ไม่ขัน น้ำจืดสนิทไม่มีกลิ่นเหม็นไหลไป ทำให้อาศรม ของเรางาม ฝูงจระเข้ มังกร ปลาฉลามและเต่าว่ายน้ำ เล่นอยู่ในแม่น้ำ ไหลไป ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ย่อม ทำอาศรมของเราให้งาม ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน และปลานกกระจอก ว่ายโลดโดดอยู่ ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม. ที่สองฝั่งแม้น้ำมีหมู่ไม้ดอก หมู่ไม้ผล ห้อยย้อยอยู่ ทั้งสองฝั่ง ย่อมทำอาศรมของเราให้งาม ไม้มะม่วง ไม้รัง ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๓.
หน้า 245 ข้อ 396
หมากเม่า แคฝอย ไม้ยางทราย ส่งกลิ่นหอมอบอวลอยู่ เป็นนิจ บานอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้จำปา ไม้อ้อยช้าง ไม้กระทุ่ม กระถินพิมาน บุนนาคและลำเจียก มีกลิ่นหอม ฟุ้งไปเป็นนิจ บานสะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา ไม้ ลำดวน ต้นอโศก ดอกกุหลาบ บานสะพรั่งอยู่ใกล้ อาศรมของเรา ไม้ปรู และมะกล่ำหลวง ดอกบาน สะพรั่งอยู่ใกล้อาศรมของเรา การะเกด พะยอมขาว พิกุล และมะลิซ้อนมีดอกหอมอบอวล ทำอาศรมเราให้งาม ไม้ เจตภังคี ไม้กรรณิการ์ ไม้ประดู่ และไม้อัญชันมีมาก มีดอกหอมฟุ้ง หำให้อาศรมของเรางาม มะนาว มะงั่ว และแคฝอย ดอกบานสะพรั่งหอมตลบอบอวล ทำอาศรม ของเราให้งาม ไม้ราชพฤกษ์ อันชันเขียว ไม้กระทุ่ม และพิกุลมีมาก ดอกหอมฟุ้งไป ทำอาศรมของเราให้งาม. ถั่วดำ ถั่วเหลือง กล้วย และมะกรูด งอกงามด้วยน้ำ หอม ออกผลสะพรั่ง ดอกปทุมอย่างอื่นบานเบ่ง ดอก บัวชนิดอื่นก็เกิดขึ้น บัวหลวงชนิดหนึ่งดอกร่วงพรู บาน อยู่ในบึงในกาลนั้น กอปทุมมีดอกตูม เหง้าบัวเลื้อยไป เสมอ กระจับเกลื่อนด้วยใบ งามอยู่ในบึงในกาลนั้น ไม้ ตาเสือ จงกลนี ไม้อุตตรา และชบากลิ่นหอมตลบไป ดอกบานอยู่ในบึง. ในกาลนั้น ฝูงปลาสลาด ปลากระบอก ปลาสวาย ปลาเค้า ปลาตะเพียน ปลาสังกุลา และปลารำพัน มี
หน้า 246 ข้อ 396
อยู่ในบึงในกาลนั้น ฝูงจระเข้ ปลาฉลาม ปลาฉนาก ผีเสื้อน้ำ และงูเหลือมใหญ่ที่สุดอยู่ในบึงนั้น. ในกาลนั้น ฝูงนกคับแค นกเป็ดน้ำ นกจากพราก (ห่าน) นกกาน้ำ นกดุเหว่า และสาลิกา อาศัยเลี้ยง ชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ฝูงนกกวัก ไก่ป่า ฝูงนกกะลิงป่า นกต้อยตีวิด นกแขกเต้า ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้ สระนั้น ฝูงหงส์ นกกระเรียน นกยูง นกแขกเต้า ไก่งวง นกค้อนหอย และนกออก ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้ สระนั้น ฝูงนกแสก นกหัวขวาน นกเขา เหยี่ยวมีมาก และฝูงนกกาน้ำ ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น. ฝูงเนื้อฟาน กวาง หมู หมาป่า หมาจิ้งจอกมีอยู่มาก ละมั่ง และเนื้อทราย ย่อมอาศัยเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระ นั้น ราชสีห์ เสือโคร่ง เสือเหลือง หมี หมาใน กับเสือดาว โขลงช้างแยกเป็นสามพวก อาศัยเลี้ยงไว้ อยู่ใกล้สระนั้น เหล่ากินนร วานร และแม้คนทำการงาน ในป่า หมาไล่เนื้อ และนายพราน ก็อาศัยเลี้ยงชีวิต อยู่ใกล้สระนั้น. ต้นมะพลับ มะหาด มะขาง หมากเม่า เผล็ดผล ทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นคำ ต้นสน กระทุ่ม สะพรั่งด้วยผลรสหวาน เผล็ดผลทุกฤดู อยู่ ณ ที่ใกล้อาศรมของเรา ต้นสมอ มะขามป้อม ต้นหว้า สมอพิเภก กระเบา ไม้รกฟ้า และมะตูม เผล็ดผล
หน้า 247 ข้อ 396
เป็นนิจ เชือกเขา มันอ้อน ต้นนมแมว มันนก กะเม็ง และคัดมอน มีอยู่มากมายใกล้อาศรมของเรา. ณ ที่ใกล้อาศรมของเรานั้น มีสระที่ขุดไว้อย่างดี มีน้ำ ใสเย็นจืดสนิท มีท่าน้ำราบเรียบเป็นที่รื่นรมย์ใจ ดารดาษ ด้วยบัวหลวง อุบลและบัวขาว เกลื่อนกลาดด้วยบัวขม บัวเผื่อน กลิ่นหอมตลบไป. ในกาลนั้น เราเป็นดาบสชื่อสุรุจิ เป็นผู้มีศีล สมบูรณ์ด้วยวัตร มีปกติเพ่งฌาน ยินดีในฌานทุกเมื่อ บรรลุถึงอภิญญา ๕ และพละ ๕ อยู่ในอาศรมที่สร้าง เรียบร้อย น่ารื่นรมย์ ในป่าอันบริบูรณ์ด้วยรบไม้ในดอก และไม้ผลทุกสิ่งอย่างนี้ ศิษย์ ๒๔,๐๐๐ นี้แลเป็นพราหมณ์ ทั้งหมด ผู้มีชาติมียศบำรุงเรา มวลศิษย์ของเรานี้ เป็น ผู้เข้าใจตัวบท เข้าใจไวยากรณ์ ในตำราทายลักษณะ และในคัมภีร์อิติหาสะ พร้อมทั้งคัมภีร์นิฆัณฑุและคัมภีร์ เกฏุภะ รู้จบไตรเพท บรรดาศิษย์ของเราเป็นผู้ฉลาดใน ลางดีร้าย ในนิมิตดีร้าย และในลักษณะทั้งหลาย ศึกษา ดี ในพื้นแผ่นดินและในอากาศ ศิษย์เหล่านี้มีความ ปรารถนาน้อย มีปัญญา กินหนเดียว ไม่โลภ สันโดษ ด้วยลาภและความเสื่อมลาภ บำรุงเราทุกเมื่อ เป็นผู้ เพ่งฌาน ยินดีในณาน เป็นนักปราชญ์ มีจิตสงบตั้งมั่น ปรารถนาความไม่มีกังวล บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ เป็นผู้ถึง ที่สุดอภิญญา ยินดีในอารมณ์อันเป็นโคจรของบิดา
หน้า 248 ข้อ 396
เที่ยวไปในอากาศ เป็นนักปราชญ์ บำรุงเราอยู่ทุกเมื่อ ศิษย์ของเราเหล่านั้นสำรวมในทวารทั้ง ๖ ไม่หวั่นไหว รักษาอินทรีย์ ไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะ เป็นนักปราชญ์ หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราเหล่านั้นยับยั้งอยู่ด้วย การนั่งคู้บัลลังก์ การยืนและเดินตลอดราตรี หาผู้อื่น เสมอได้ยาก มวลศิษย์ของเราไม่กำหนัดในธรรมเป็นที่ ตั้งความกำหนัด ไม่ขัดเคืองในธรรมเป็นที่ตั้งความขัด- เคือง ไม่หลงในธรรมเป็นที่ตั้งความหลง ยากที่จะคร่า ไปได้ ศิษย์เหล่านั้นแผลงฤทธิ์ได้ต่าง ๆ ประพฤติอยู่ เป็นนิตยกาล บันดาลให้แผ่นดินไหวก็ได้ ยากที่ใคร ๆ จะแข่งได้ ศิษย์เหล่านั้นเข้าปฐมฌานเป็นต้น พวกหนึ่ง ไปยังอมรโคยานทวีป พวกหนึ่งไปยังปุพพวิเทหทวีป พวกหนึ่งไปยังอุตตรกุรุทวีป ไปนำเอาผลหว้ามา ศิษย์ ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์เหล่านั้นส่งหาบไปข้าง หน้า ตนไปข้างหลัง ท้องฟ้าเป็นฐานะอันดาบส ๒๔,๐๐๐ ปกปิดแล้ว ศิษย์บางพวกปิ้งให้สุกด้วยไฟกิน บางพวก กินดิบ ๆ นั่นเอง บางพวกเอาฟันแทะเปลือกออกแล้วกิน บางพวกซ้อมด้วยครกแล้วกิน บางพวกตำด้วยครกหินกิน บางพวกกินผลไม้ที่หล่นเอง บางพวกชอบสะอาดลงอาบ น้ำทั้งเวลาเย็นและเช้า บางพวกเอาน้ำรดอาบ ศิษย์ ของเราหาผู้อื่นเสมอได้ยาก ศิษย์ของเราปล่อยเล็บมือ เล็บเท้าและขนรักแร้งอกยาว ขี้ฟันเขรอะ มีธุลีบนเศียร
หน้า 249 ข้อ 396
หอมด้วยกลิ่นศีล หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ดาบสทั้งหลาย มีตบะแรงกล้า ประชุมกันในเวลาเช้าแล้ว ไปประกาศ ลาภน้อยลาภมากในอากาศ. ในกาลนั้น เมื่อดาบสนี้หลีกไป เสียงอันดังย่อมเป็น ไป เทวดาทั้งหลายย่อมยินดีด้วยเสียงหนังสัตว์ ฤาษี เหล่านั้นกล้าแข็งด้วยกำลังของตน เหาะไปในอากาศ ไปสู่ทิศน้อยทิศใหญ่ตามปรารถนา. ปวงฤาษีนี้แล ทำแผ่นดินให้หวั่นไหว เที่ยวไปใน อากาศ มีเดชแผ่ไป ยากที่จะข่มขี่ได้ ดังสาครยาก ที่ใคร ๆ จะให้ขุ่นได้ ฤาษีศิษย์ของเราบางพวกประกอบ การยืนและเดิน บางพวกไม่นอน บางพวกกินผลไม้ ที่หล่นเอง หาผู้อื่นเสมอได้ยาก ท่านเหล่านี้มีปกติ อยู่ด้วยเมตตา แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลแก่สรรพสัตว์ ไม่ยกย่องตน ทั้งหมดไม่ติเตียนใคร ๆ ทั้งนั้น เป็นผู้ไม่ เย้ยหยันใคร ๆ. เป็นผู้ไม่กลัวดังพระยาราชสีห์ มีกำลัง เหมือนพระยาคชสาร ยากที่จะข่มได้ ดุจเสือโคร่ง ย่อมมาในสำนักของเรา. พวกวิทยาธร เทวดา นาค คนธรรพ์ ผีเสือน้ำ กุมภัณฑ์ อสูร และครุฑ ย่อมอาศัยและเลี้ยงชีวิตอยู่ใกล้สระนั้น ศิษย์ของเราเหล่านั้นทรงชฎา เลี้ยงชีวิตด้วยผลไม้และ เหง้ามัน นุ่งห่มหนังสัตว์ เที่ยวไปในอากาศได้ทุกตน อยู่ ใกล้สระนั้น.
หน้า 250 ข้อ 396
ในกาลนั้น ศิษย์เหล่านี้เป็นผู้สมควร มีความเคารพ กันและกัน เสียงไอจามของศิษย์ทั้ง ๒๔,๐๐๐ ย่อมไม่มี ท่านเหล่านี้ซ้อนเท้าเหลื่อมเท้า เงียบเสียงสังวรดี เข้า มาไหว้เราด้วยเศียรเกล้าทั้งหมดนั้น เราผู้เพ่งฌาน ยินดี ในฌาน ห้อมล้อมด้วยศิษย์เหล่านั้น ผู้สงบระงับ มีตบะ อยู่ในอาศรมนั้น อาศรมของเรามีกลิ่นหอมด้วยกลิ่นศีล ของเหล่าฤาษี และด้วยกลิ่นสองอย่าง คือกลิ่นดอกไม้ และกลิ่นผลไม้ เราไม่รู้สึกตลอดคืนและวัน ความไม่ยินดี ไม่มีแก่เรา เราสั่งสอนบรรดาศิษย์ของตน ย่อมได้ความ ร่าเริงอย่างยิ่ง เมื่อดอกไม้ทั้งหลายบาน และเมื่อผลไม้ ทั้งหลายสุก กลิ่นหอมตลบอบอวล ทำอาศรมของเราให้ งาม เราออกจากสมาบัติแล้ว มีความเพียร มีปัญญา ถือ เอาภาระคือหาบเข้าป่า ในกาลนั้น เราศึกษาชำนาญในลางดีลางร้าย ฝันดี ฝันร้ายและตำราทำนายลักษณะ ทรงลักษณมนต์อันกำลัง เป็นไป. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เป็นผู้ ประเสริฐในโลก เป็นนระผู้องอาจ ทรงใคร่วิเวก เป็น สัมพุทธเจ้า เข้าไปยังป่าหิมวันต์ พระองค์ผู้เลิศ เป็น มุนีประกอบด้วยกรุณา เป็นอุดมบุรุษ เสด็จเข้าป่าหิมวันต์ แล้ว ทรงนั่งคู้บัลลังก์ เราได้เห็นพระสัมพุทธเจ้าพระองค์ นั้น มีรัศมีสว่างเจ้า น่ารื่นรมย์ใจดังดอกบัวเขียว ทรง
หน้า 251 ข้อ 396
รุ่งเรืองควรบูชา ดังกองไฟ เราได้เห็นพระนายของโลก ทรงรุ่งโรจน์ดุจดวงไฟ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เช่นกับ พญูารัง มีดอกบานสะพรั่ง เพราะอาศัยการได้เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นมหาวีระ ทรงทำที่ สุดทุกข์ เป็นมุนีนี้ย่อมพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ ครั้นเรา ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นเทวดาล่วงเทวดาแล้ว ได้ตรวจดูลักษณะว่าเป็นพระพุทธเจ้าหรือมิใช่ มิฉะนั้น เราจะดูพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีจักษุ เราได้เห็นจักรมีกำ พันหนึ่งที่พื้นฝ่าพระบาท ครั้นได้เห็นพระลักษณะของ พระองค์แล้ว จึงถึงความตกลงในพระตถาคต. ในกาลนั้น เราจับไม้กวาดกวาดที่นั่นแล้ว ได้นำเอา ดอกไม้ ๘ ดอกมาบูชาพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ครั้น บูชาพระพุทธเจ้าผู้ข้ามโอฆะไม่มีอาสวะนั้นแล้ว ทำ หนังเสือดาวเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง นมัสการพระนายกของ โลก พระสัมพุทธเจ้าผู้ไม่มีอาสวะ ทรงอยู่ด้วย พระญาณใด เราจักประกาศพระญาณนั้น ท่านทั้งหลาย จงฟังคำเรากล่าว พระสยัมภูผู้มีความเจริญมากที่สุด ทรง ถอนสัตวโลกนี้แล้ว สัตว์เหล่านั้นอาศัยการได้เห็น พระองค์ ย่อมข้ามกระแสน้ำคือความสงสัยได้ พระองค์ เป็นพระศาสดา เป็นยอด เป็นธงชัย เป็นหลัก เป็น ร่มเงา เป็นที่พึ่ง เป็นประทีปส่องทาง เป็นพระ- พุทธเจ้าของสัตว์ทั้งหลาย น้ำในสมุทรอาจประมาณด้วย
หน้า 252 ข้อ 396
มาตราตวง แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุต- ญาณของพระองค์ได้เลย เอาดินมาชั่งดูแล้วอาจประมาณ แผ่นดินได้ แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุต- ญาณของพระองค์ได้เลย อาจวัดอากาศได้ด้วยเชือก หรือ นิ้วมือ แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณพระสัพพัญญุตญาณ ของพระองค์ได้เลย พึงประมาณลำน้ำในมหาสมุทร และแผ่นดินทั้งหมดได้ แต่จะถือเอาพระพุทธญาณมา ประมาณนั้นไม่ควร ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระจักษุ จิตของ สัตวโลกพร้อมทั้งเทวโลกย่อมเป็นไป สัตว์เหล่านี้เข้าไป ภายในข่าย คือพระญาณของพระองค์ พระองค์ทรง บรรลุโพธิญาณอันอุดมสิ้นเชิงด้วยพระญาณใด พระ- สัพพัญญูก็ทรงย่ำยีอัญญเดียรถีย์พระญาณนั้น ท่าน สุรุจิดาบสกล่าวชมเชยด้วยคาถาเหล่านี้ แล้วปูลาดหนัง เสือบนแผ่นดินแล้วนั่งอยู่ ท่านกล่าวไว้ในบัดนี้ว่า ขุนเขา สูงสุดหยั่งลงในห้วงมหรรณพ ๘๔,๐๐๐ โยชน์ ขุนเขา สิเนรุทั้งด้านยาวและด้านกว้าง สูงสุดเพียงนั้น ทำให้ ละเอียดได้ด้วยประเภทการนับว่าแสนโกฏิ เมื่อตั้งเครื่อง หมายไว้ พึงถึงความสิ้นไป แต่ใคร ๆ ไม่อาจประมาณ พระสัพพัญญุตญาณพระองค์ได้เลย ผู้ใดพึงเอาข่าย ตาเล็ก ๆ ล้อมน้ำไว้ สัตว์น้ำบางเหล่าพึงเข้ารูปภายใน ข่ายผู้นั้น ข้าแต่พระมหาวีระ เดียรถีย์ผู้มีกิเลสหนา บางพวกก็เช่นนั้น แล่นไปถือเอาทิฏฐิผิด หลงอยู่ด้วย
หน้า 253 ข้อ 396
การลูบคลำ เดียรถีย์เหล่านี้เข้าไปภายในข่ายด้วยพระ- ญาณอันบริสุทธิ์ อันแสดงว่าไม่มีอะไรห้ามได้ของพระ- องค์ในล่วงพระญาณของพระองค์ไปได้. ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าอโนม- ทัสสี ผู้มียศใหญ่ทรงชำนะกิเลส เสด็จออกจากสมาธิ แล้วทรงตรวจดูทิศ พระอัครสาวกนามว่านิสภะของพระ- มุนีพระนามว่าอโนมทัสสี ทราบพระดำริของพระพุทธเจ้า แล้ว อันพระขีณาสพหนึ่งแสน ผู้มีจิตสงบระงับ มั่นคง บริสุทธิ์สะอาดได้อภิญญา ๖ คงที่ แวดล้อมแล้ว เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคผู้นายกของโลก ท่านเหล่านั้นอยู่บน อากาศ ได้ทำประทักษิณพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วลงมา ประนมอัญชลี นมัสการอยู่ในสำนักพระพุทธเจ้า พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระอาจหาญ ทรงชำนะกิเลส ประทับนั่งท่ามกลาง ภิกษุสงฆ์ ทรงแย้ม ภิกษุนามว่าวรุณ อุปัฏฐากของพระ- ศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสี ห่มผ้าเฉวียงบ่าข้างหนึ่ง แล้ว ทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลกว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า อะไรเป็นเหตุให้พระศาสดาทรง ยิ้มแย้มหนอ อันพระพุทธเจ้าย่อมไม่ทรงยิ้มแย้ม เพราะ ไม่มีเหตุ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่าอโนมทัสสี เชษฐบุรุษของโลก เป็นนระองอาจ ประทับนั่งในท่ามกลาง
หน้า 254 ข้อ 396
ภิกษุแล้ว ได้ตรัสพระคาถานี้ว่า ผู้ใดบูชาเราด้วยดอกไม้ และเชยชมญาณของเรา เราจักประกาศผู้นั้น ท่าน ทั้งหลายจงฟังเรากล่าว เทวดาทั้งปวงพร้อมทั้งมนุษย์ ทราบพระดำรัสของพระพุทธเจ้าแล้วประสงค์จะฟังพระ- สัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า หมู่ทวยเทพ ผู้มีฤทธิ์มากในหมื่นโลกธาตุ ประสงค์จะฟังพระสัทธรรม จึงพากันมาเฝ้าพระสัมพุทธเจ้า อตุรงคเสนา คือพลช้าง พลม้า พลรถ พลเดินเท้าจักแวดล้อมผู้นี้เป็นนิจ นี้ เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ดนตรีหกหมื่น กลอง ที่ประดับสวยงาม จักบำรุงผู้นี้เป็นนิจ นี้เป็นผลแห่งการ บูชาพระพุทธเจ้า หญิงล้วนแต่สาว ๆ หกหมื่นประดับ ประดาสวยงาม มีผ้าและเครื่องอาภรณ์อันวิจิตร สวน แก้วมณีและกุณฑล มีหน้าแฉล้ม ยิ้มแย้ม ตะโพกผาย ไหล่ผึ่งเอวกลม จักห้อมล้อมผู้นี้ นี้เป็นผลแห่งการบูชา พระพุทธเจ้า ผู้นี้จักรื่นรมย์อยู่ในเทวโลกตลอดแสนกัป จักได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราชในแผ่นดินพันครั้ง จัก เป็นจอมเทวดาเสวยราชสมบัติในเทวโลกพันครั้ง จักเป็น พระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์นับไม่ถ้วน. ครั้นถึงภพที่สุด ถึงความเป็นมนุษย์ จักคลอดจาก ครรภ์แห่งนางพราหมณีชื่อสารี นระนี้จักปรากฏตามชื่อ และโคตรของมารดา โดยชื่อว่าสารีบุตร จักมีปัญญา คมกล้า จักเป็นผู้ไม่มีกังวล จะทั้งทรัพย์ประมาณ ๘๐
หน้า 255 ข้อ 396
โกฏิแล้วออกบวช จักเที่ยวแสวงหาสันติบททั่วแผ่นดินนี้ สกุลโอกกากะสมภพในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ พระ- ศาสดาทรงพระนามว่าโคดมโดยพระโคตร จักมีในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสทายาทในธรรมของพระศาสดาพระองค์ นั้น อันธรรมนิรมิตแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกมีนาม ว่าสารีบุตร แม่น้ำคงคาชื่อภาคีรถีนี้ ไหลมาแต่ประเทศ หิมวันต์ ย่อมไหลถึงมหาสมุทรยังห้วงน้ำใหญ่ให้เต็ม ฉันใด พระสารีบุตรนี้ก็ฉันนั้น เป็นผู้อาจหาญ แกล้วกล้า ในพระเวทสาม ถึงที่สุดแห่งปัญญาบารมี จักยังสัตว์ ทั้งหลายให้อิ่มหนำสำราญ ตั้งแต่ภูเขาหิมวันต์จนถึง มหาสมุทรสาคร ในระหว่างนี้โดยจะนับทรายนี้นับไม่ถ้วน การนับทรายแม้นั้น ก็อาจนับได้โดยไม่เหลือฉันใด ที่สุด แห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่มี ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อตั้งคะแนนไว้ ทรายในแม่น้ำคงคาพึงสิ้นไปฉันใด แต่ที่สุดแห่งปัญญาของพระสารีบุตรจักไม่เป็นฉันนั้นเลย คลื่นในมหาสมุทรโดยจะนับก็นับไม่ถ้วนฉันใด ที่สุด แห่งปัญญาพระสารีบุตรจักไม่มีฉันนั้นเหมือนกัน พระ- สารีบุตรยังพระสัมพุทธเจ้าผู้ศากยโคดมสูงสุดให้โปรด- ปรานแล้ว จักได้เป็นพระอัครสาวกถึงที่สุดแห่งปัญญา จักยังธรรมจักรที่พระผู้มีพระภาคศากยบุตรให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ จักยังเมล็ดฝน คือธรรมให้ ตกลง.
หน้า 256 ข้อ 396
พระโคดมผู้ศากยะสูงสุดทรงทราบข้อนั้นทั้งมวลแล้ว จักประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง อัครสาวก โอ กุศลกรรมเราได้ทำแล้ว เราได้ทำการ บูชาพระศาสดาพระนามว่าอโนมทัสสีด้วยดอกไม้แล้ว ได้ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง กรรมที่เราทำแล้วประมาณไม่ได้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงผลแก่เรา ณ ที่นี้ เราเผา กิเลสทั้งหลายแล้ว เปรียบเหมือนกำลังลูกศรอันพ้นแล้ว ด้วยดี เรานี้แสวงหาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ค้นหาลัทธิทั้งปวงอยู่ ท่องเที่ยวไปแล้วใน ภพ คนเป็นไข้พึงแสวงหาโอสถ ต้องสั่งสมทรัพย์ไว้ทุก อย่างเพื่อพ้นจากความป่วยไข้ฉันใด เราก็ฉันนั้น แสวง หาบทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่ง ดับสนิท ไม่หวั่นไหว ได้ บวชเป็นฤาษีห้าร้อยครั้งไม่คั่นเลย เราทรงชฎา เลี้ยง ชีวิตด้วยหาบคอน นุ่งห่มหนังเสือ ถึงที่สุดอภิญญาแล้ว ได้ไปสู่พรหมโลก ความบริสุทธิ์ในลัทธิภายนอกไม่มี เว้นศาสนาของพระชินเจ้า สัตว์ผู้มีปัญญาทั้งปวง ย่อม บริสุทธิ์ได้ในศาสนาของพระชินเจ้า ฉะนั้น เราจึงไม่ นำเรานี้ผู้ใคร่ประโยชน์ไปในลัทธิภายนอก เราแสวงหา บทอันปัจจัยไม่ปรุงแต่งอยู่ เที่ยวไปสู่ลัทธิอันผิด บุรุษผู้ ต้องการแก่นไม้ พึงตัดต้นกล้วยแล้วผ่าออกก็ไม่พึงได้ แก่นไม้ในต้นกล้วยนั้น เพราะมันว่างจากแก่นฉันใด คนในโลก ผู้เป็นเดียรถีย์เป็นอันมาก มีทิฏฐิต่างกัน ก็
หน้า 257 ข้อ 396
ฉันนั้น คนเหล่านั้นเป็นผู้ว่างเปล่าจากอสังขตบท เหมือน ต้นกล้วยว่างเปล่าจากแก่นฉะนั้น ครั้นเมื่อภพถึงที่สุด แล้ว เราได้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพราหมณ์ เราละทิ้งโภค- สมบัติเป็นอันมาก แล้วออกบวชเป็นบรรพชิต ข้าพระ- องค์อยู่ในสำนักพราหมณ์ นามว่าสญชัย ซึ่งเป็นผู้ เล่าเรียน ทรงจำมนต์ รู้จบไตรเพท ข้าแต่พระมหาวีระ พราหมณ์ชื่ออัสสชิสาวกของพระองค์ หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง เที่ยวบิณฑบาตอยู่ในกาลนั้น ข้าพระองค์ ได้เห็นท่านผู้มีปัญญา เป็นมุนี มีจิตตั้งมั่นในความเป็นมุนี มีจิตสงบระงับ เป็นมหานาค แย้มบานดังดอกปทุม ครั้นข้าพระองค์เห็นท่านผู้มีอินทรีย์ฝึกดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ องอาจประเสริฐ มีความเพียร จึงเกิดความคิดว่า ท่าน ผู้นี้จักเป็นพระอรหันต์ ท่านผู้นี้มีอิริยาบถน่าเลื่อมใส มี รูปงาม สำรวมดี จักเป็นผู้ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกอัน สูงสุด จักเป็นผู้เห็นอมตบท ผิฉะนั้นเราพึงถามท่านผู้มี ใจยินดีถึงประโยชน์อันสูงสุด หากเราถามแล้ว ท่านจัก ตอบ เราจักสอบถามท่านอีก ข้าพระองค์ได้ตามไป ข้างหลังของท่านซึ่งกำลังเที่ยวบิณฑบาต รอคอยโอกาส อยู่ เพื่อจะสอบถามอมตบท ข้าพระองค์เข้าไปหาท่าน ซึ่งพักอยู่ในระหว่างถนน แล้วได้ถามว่า ข้าแต่ท่านผู้ นิรทุกข์ มีความเพียร ท่านมีโคตรอย่างไร ท่านเป็น ศิษย์ของใคร ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ไม่ครั่นคร้าม
หน้า 258 ข้อ 396
ดังพระยาไกรสร พยากรณ์ว่า พระพุทธเจ้าเสด็จอุบัติ แล้วในโลก ฉันเป็นศิษย์ของพระองค์ ท่านผู้มีความ เพียรใหญ่ ผู้เกิดตาม มียศมาก ศาสนธรรมแห่งพระ- พุทธเจ้าของท่านเช่นไร ขอได้โปรดบอกแก่ข้าพเจ้าเถิด ท่านอันข้าพระองค์ถามแล้ว ท่านกล่าวบทอันลึกซึ้งละเอียด ทุกอย่าง เป็นเครื่องฆ่าลูกศร คือตัณหา เป็นเครื่อง บรรเทาความทุกข์ทั้งมวล ว่าธรรมเหล่าใดมีเหตุเป็นแดน เกิด พระตถาคตเจ้าตรัสเหตุแห่งธรรมเหล่านั้น และ ความดับแห่งธรรมเหล่านั้น พระมหาสมณเจ้ามีปกติ ตรัสอย่างนี้ เมื่อท่านอัสสชิแก้ปัญหาแล้ว ข้าพระองค์ นั้นได้บรรลุผลที่หนึ่ง เป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะได้ฟังคำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ได้ฟัง คำของท่านมุนี ได้เห็นธรรมอันสูงสุด จึงหยั่งลงสู่พระ- สัทธรรมได้กล่าวคาถานี้ว่า ธรรมนี้แล เหมือนบทอันมี สภาพอันเห็นประจักษ์ ไม่มีความโศก ข้าพระองค์ไม่ได้ เห็น ล่วงเลยไปแล้วหลายหมื่นไป ข้าพระองค์แสวงหา ธรรมอยู่ ได้เที่ยวไปในลัทธิผิด ประโยชน์นั้นข้าพระองค์ บรรลุแล้ว ไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท ข้าพระองค์อันท่าน พระอัสสชิให้ยินดีแล้ว บรรลุบทอันไม่หวั่นไหว แสวงหา สหายอยู่ จึงได้ไปยังอาศรม สหายเห็นข้าพระองค์แต่ ไกลเทียว อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว ถึงพร้อมด้วย อิริยาบถ ได้กล่าวคำนี้ว่า ท่านเป็นผู้มีหน้าและตาอัน
หน้า 259 ข้อ 396
ผ่องใส ย่อมจะเห็นความเป็นมุนีแน่ ท่านได้บรรลุอมต- บทอันดับสนิทไม่เคลื่อนแลหรือ ท่านมีรูปงามราวกะว่ามี ความไม่หวั่นไหวอันได้ทำแล้ว มาแล้ว ฝึกแล้วในอุบาย อันฝึกแล้ว เป็นผู้สงบระงับแล้วหรือพราหมณ์ เราได้ บรรลุอมตบทอันเป็นเครื่องบรรเทาลูกศร คือความโศก แล้ว แม้ท่านก็จงบรรลุอมตบทนั้น เรามาไปสำนักพระ- พุทธเจ้ากันเถิด สหายผู้อันข้าพระองค์ให้ศึกษาดีแล้ว รับคำแล้ว ได้จูงมือพากันเข้ามายังสำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ศากโยรส แม้ข้าพระองค์ทั้งสองจักบวช ในสำนักของพระองค์ จักขออาศัยคำสอนของพระองค์ เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่านโกลิตะเป็นผู้ประเสริฐด้วยฤทธิ์ ข้าพระองค์ถึงที่สุดแห่งปัญญา เราทั้งสองจะร่วมกันทำ พระศาสนาให้งาม เรามีความดำริยังไม่ถึงที่สุด จึงเที่ยว ไปในลัทธิผิด เพราะได้อาศัยทัศนะของท่าน ความดำริ ของเราจึงเต็ม ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดิน มีดอกบานตาม ฤดูกาลส่งกลิ่นหอมตลบอบอวล ยังสัตว์ทั้งปวงให้ ยินดีฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรศากโยรส ผู้มียศใหญ่ ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น ดำรงอยู่ในศาสนธรรมของพระองค์ แล้ว ย่อมเบ่งบานในสมัย พระองค์แสวงหาดอกไม้ คือวิมุตติ เป็นที่พ้นภพสงสาร ย่อมยังสัตว์ทั้งปวงให้ยินดี ด้วยการให้ได้ดอกไม้ คือวิมุตติ ข้าแต่พระองค์ผู้มีจักษุ เว้นพระมหามุนีแล้ว ตลอดพุทธเขต ไม่มีใครเสมอด้วย
หน้า 260 ข้อ 396
ปัญญาแห่งข้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นบุตรของพระองค์ ศิษย์ และบริษัทของพระองค์ พระองค์แนะนำดีแล้ว ให้ศึกษา ดีแล้ว ฝึกแล้วในอุบายเครื่องฝึกจิตอันสูงสุด ย่อม แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเพ่งฌาน ยินดี ในฌาน เป็นนักปราชญ์มีจิตสงบ ตั้งมั่น เป็นมุนี ถึง พร้อมด้วยความเป็นมุนี ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นมีความปรารถนาน้อย มีปัญญาเป็นนัก- ปราชญ์ มีอาหารน้อย ไม่โลเล ยินดีทั้งลาภและความ เสื่อมลาภ ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่าน เหล่านั้นถืออยู่ป่าเป็นวัตร ยินดีธุดงค์ เพ่งฌาน มีจีวร เศร้าหมอง ยินดียิ่งในวิเวก เป็นนักปราชญ์ ย่อม แวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ปฏิบัติ ตั้งอยู่ในผล เป็นพระเสขะ พรั่งพร้อมด้วยผล หวัง ผลประโยชน์อันอุดม ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ทั้งท่านที่เป็นพระโสดาบัน ทั้งที่เป็นสกทาคามี พระ- อนาคามี และพระอรหันต์ปราศจากมลทิน ย่อมแวดล้อม พระองค์อยู่เมื่อ สาวกของพระองค์เป็นอันมาก ฉลาด ในสติปัฏฐาน ยินดีในโพชฌงค์ภาวนา ทุกท่านย่อม แวดล้อมพระองค์ทุกเมื่อ ท่านเหล่านั้นเป็นผู้ฉลาด ในอิทธิบาท ยินดีในสมาธิภาวนา หมั่นประกอบ ในสัมมัปปธาน ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ท่าน
หน้า 261 ข้อ 396
เหล่านั้นมีวิชชา ๓ มีอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ถึง ที่สุดแห่งปัญญา ย่อมแวดล้อมพระองค์อยู่ทุกเมื่อ ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า บรรดาศิษย์ของพระองค์เช่นนี้แลหนอ ศึกษาดีแล้ว หาผู้เสมอได้ยาก มีเดชรุ่งเรือง แวดล้อม พระองค์อยู่ทุกเมื่อ พระองค์อันศิษย์เหล่านั้นผู้สำรวม แล้ว มีตบะแวดล้อมแล้ว ไม่ครั้นคร้านดังราชสีห์ ย่อมงดงามดุจพระจันทร์ ต้นไม้ตั้งอยู่บนแผ่นดินแล้ว ย่อมงาม ถึงความไพบูลย์ และย่อมเผล็ดผลฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร ผู้มียศใหญ่ พระองค์เป็นเช่น กับแผ่นดิน ศิษย์ทั้งหลายก็ฉันนั้น ตั้งอยู่ในศาสนาของ พระองค์แล้ว ย่อมได้อมฤตผล แม่น้ำสินธุ แม่น้ำ สรัสสดี แม่น้ำจันทภาคา แม่น้ำคงคา แม่น้ำยมุนา แม่น้ำสรภู และแม่น้ำมหี เมื่อแม่น้ำเหล่านั้นไหลมา สาครย่อมรับไว้หมด แม่น้ำเหล่านี้ย่อมละชื่อเดิม ย่อม ปรากฏเป็นสาครนั่นเองฉันใด วรรณะ ๔ เหล่านี้ก็ฉันนั้น บวชแล้วในสำนักของพระองค์ ย่อมละชื่อเดิมทั้งหมด ปรากฏว่าเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า เปรียบเหมือนดวง- จันทร์อันปราศจากมลทิน โคจรอยู่ในอากาศ ย่อม รุ่งโรจน์ล่วงมวลหมู่ดาวในโลกด้วยรัศมีฉันใด ข้าแต่- พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น อันศิษย์ทั้งหลายแวด- ล้อมแล้ว ย่อมรุ่งเรืองก้าวล่วงเทวดา และมนุษย์ ตลอด พุทธเขตทุกเมื่อ.
หน้า 262 ข้อ 396
คลื่นตั้งขึ้นในน้ำอันลึก ย่อมไม่ล่วงเลยฝั่งไปได้ คลื่นเหล่านั้นกระทบทั่วฝั่ง ย่อมเป็นระลอกเล็กน้อย. เรี่ยรายหายไปฉันใด ชนในโลกเป็นอันมากผู้เป็นเดียรถีย์ ก็ฉันนั้น มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน ต้องการจะข้ามธรรมของ พระองค์ แต่ก็ไม่ล่วงเลยพระองค์ผู้เป็นมุนีไปได้ ข้าแต่ พระองค์ผู้มีพระจักษุ ก็ถ้าชนเหล่านั้นมาถึงพระองค์ด้วย ความประสงค์จะคัดค้าน เข้ามายังสำนักของพระองค์แล้ว ย่อมกลายเป็นจุรณไป เปรียบเหมือนดอกโกมุท บัวขม และบัวเผื่อนเป็นอันมาก เกิดในน้ำ ย่อมเอิบอาบ (ฉาบ) อยู่ด้วยน้ำและเปือกตมฉันใด สัตว์เป็นอันมากก็ฉันนั้น เกิดแล้วในโลก ย่อมงอกงาม ไม่อิ่มด้วยราคะและโทสะ เหมือนดอกโกมุทในเปือกตมฉะนั้น ดอกบัวหลวงเกิดใน น้ำ ย่อมไพโรจน์ในท่ามกลางน้ำ มันมีเกสรบริสุทธิ์ ไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ ก็ฉันนั้น เป็นมหามุนีเกิดแล้วในโลก ไม่ติดอยู่ด้วยโลก ดังดอกปทุมไม่ติดด้วยน้ำฉะนั้น เปรียบเหมือนดอกไม้ อันเกิดในน้ำเป็นอันมาก ย่อมบานในเดือนกัตติกมาส ไม่พ้นเดือนนั้นไป สมัยนั้นเป็นสมัยดอกไม้น้ำบานฉันใด ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นผู้บาน แล้วด้วยวิมุตติของพระองค์ สัตว์ทั้งหลายไม่ล่วงเลย ศาสนาของพระองค์ ดังดอกบัวเกิดในน้ำย่อมบานไม่พ้น
หน้า 263 ข้อ 396
เดือนกัตติกมาสฉะนั้น เปรียบเหมือนพญาไม้รังดอกบาน สะพรั่ง กลิ่นหอมตลบไป อันไม้รังอื่นแวดล้อมแล้ว ย่อมงามยิ่งฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น บานแล้วด้วยพระพุทธญาณ อันภิกษุสงฆ์แวดล้อมแล้ว ย่อมงามเหมือนพญาไม้รังฉะนั้น เปรียบเหมือนภูเขาหิน หิมวา เป็นโอสถของปวงสัตว์ เป็นที่อยู่ของพวกนาค อสูร และเทวดาทั้งหลายฉันใด ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระองค์ก็ฉันนั้น เป็นดังโอสถของมวลสัตว์ ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า บุคคลผู้บรรลุเตวิชชา บรรลุอภิญญา ๖ ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์ ผู้ที่พระองค์ทรงพระกรุณาพร่ำสอนแล้ว ย่อมยินดีด้วยความยินดีในธรรม ย่อมอยู่ในศาสนาของ พระองค์ เปรียบเหมือนราชสีห์ผู้พระยาเนื้อ ออกจากถ้ำ ที่อยู่แล้วเหลียวดูทิศทั้ง ๔ แล้วบันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เมื่อราชสีห์คำราม เนื้อทั้งปวงย่อมสะดุ้ง แท้จริง ราชสีห์ ผู้มีชาตินี้ ย่อมยังสัตว์เลี้ยงให้สะดุ้งทุกเมื่อฉันใด ข้าแต่ พระมหาวีรเจ้า เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ พสุธานี้ย่อม หวั่นไหว สัตว์ผู้ควรจะตรัสรู้ย่อมตื่น หมู่มารย่อมสะดุ้ง ฉันนั้น ข้าแต่พระมหามุนี เมื่อพระองค์ทรงบันลืออยู่ ปวงเดียรถีย์ย่อมสะดุ้ง ดังฝูงกาเหยี่ยวและเนื้อ วิ่ง กระเจิงเพราะราชสีห์ฉะนั้น ผู้เป็นเจ้าคณะทั้งปวง ชน ทั้งหลายเรียกว่าเป็นศาสดาในโลก ท่านเหล่านั้น ย่อม
หน้า 264 ข้อ 396
แสดงธรรมอันสืบ ๆ กันมาแก่บริษัท ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า ส่วนพระองค์ไม่ทรงแสดงธรรมแก่มวลสัตว์อย่างนั้น ตรัสรู้ สัจจะทั้งหลายและโพธิปักขิยธรรมด้วยพระองค์เองแล้ว ทรงทราบอัธยาศัย กิเลส อินทรีย์ พละและมิใช่พละ ทรงทราบภัพบุคคลและอภัพบุคคลแล้ว จึงทรงบันลือ เหมือนมหาเมฆ บริษัทพึงนั่งอยู่เต็มตลอดที่สุดจักรวาล มีทิฏฐิต่าง ๆ กัน คิดต่าง ๆ กัน เพื่อจะทรงตัดความ สงสัยของบริษัทเหล่านั้น พระองค์ผู้เป็นมุนี ทรงทราบ จิตของบริษัททั้งปวง ทรงฉลาดในข้ออุปมาตรัสแก้ปัญหา ข้อเดียวเท่านั้น ก็ทรงตัดความสงสัยของสัตว์ทั้งปวงได้ แผ่นดินพึงเต็มด้วยต้นไม้ หญ้า (และมนุษย์) ทั้งหลาย มนุษย์ทั้งหมดนั้น ประนมมืออัญชลีสรรเสริญพระองค์ ผู้นายกของโลก หรือว่าเขาเหล่านั้นสรรเสริญอยู่ตลอดกัป พึงสรรเสริญด้วยคุณต่างๆ ก็ไม่สรรเสริญคุณให้สิ้นสุด ประมาณได้ พระตถาคตเจ้ามีพระคุณหาประมาณมิได้ ด้วยว่าพระมหาชินเจ้า อันใคร ๆ สรรเสริญแล้วด้วย กำลังของตนเหมือนอย่างนั้น ชนทั้งหลายสรรเสริญจน ที่สุดกัป ก็พึงสรรเสริญอย่างนี้ ๆ. ถ้าแหละว่าใคร ๆ เป็นเทวดาหรือมนุษย์ ผู้ศึกษาดี แล้ว พึงสรรเสริญให้สุดประมาณ ผู้นั้นก็พึงได้ความ ลำบากเท่านั้น ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยบุตร มียศมาก
หน้า 265 ข้อ 396
ข้าพระองค์ตั้งอยู่ในศาสนาของพระองค์ ถึงที่สุดแห่ง ปัญญาแล้ว เป็นผู้หาอาสวะมิได้อยู่ ข้าพระองค์จะย่ำยี พวกเดียรถีย์ ยังศาสนาของพระชินเจ้าให้เป็นไป วันนี้ เป็นธรรมเสนาบดี ในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า ศากยบุตร กรรมที่ข้าพระองค์ทำแล้วหาประมาณมิได้ แสดงผลแก่ข้าพระองค์ ณ ที่นี้ ข้าพระองค์เผากิเลสได้แล้ว ดังกำลังลูกศรพ้นดีแล้ว มนุษย์คนใดหนึ่ง เทิน (ทูน) ของหนักไว้บนศีรษะเสมอ ต้องลำบากด้วยภาระฉันใด อันภาระเราต้องแบกอยู่ก็ฉันนั้น เราถูกไฟ ๓ กองเผาอยู่ เป็นทุกข์ด้วยการแบกภาระในภพ ท่องเที่ยวไปในภพ ทั้งหลาย เหมือนถอนขุนเขาสิเนรุฉะนั้น. ก็ (บัดนี้ ) เรา ปลงภาระลงแล้ว กำจัดภพทั้งหลายได้แล้ว กิจที่ควรทำ ทุกอย่างในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าศากยบุตร เรา ทำเสร็จแล้ว ในกำหนดพุทธเขต เว้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ศากยบุตร เราเป็นผู้เลิศด้วยปัญญา ไม่มีใครเหมือนเรา (ด้วยปัญญา) เราเป็นผู้ฉลาดดีในสมาธิ ถึงที่สุดแห่ง ฤทธิ์ วันนี้เราปรารถนาจะนิรมิตคนสักพันคนก็ได้ พระ- มหามุนีทรงเป็นผู้ชำนาญในอนุบุพวิหารธรรม ตรัสคำ สั่งสอนแก่เรา นิโรธเป็นที่นอนของเรา เรามีทิพยจักษุ อันหมดจด เราเป็นผู้ฉลาดในสมาธิ หมั่นประกอบใน สัมมัปปธาน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ อันกิจทุกอย่าง
หน้า 266 ข้อ 396
ที่พระสาวกพึงทำ เราทำเสร็จแล้วแล เว้นพระโลกนาถ แล้ว ไม่มีใครเสมอด้วยเรา เราเป็นผู้ฉลาดในสมาบัติ ได้ฌานและวิโมกข์เร็วพลัน ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ ถึงที่สุดแห่งสาวกคุณ เราทั้งหลายมีความเคารพในอุดม บุรุษ ด้วยการถูกต้องสาวกคุณ ด้วยปัญญาเครื่องตรัสรู้ จิตของเราสงเคราะห์เพื่อนพรหมจรรย์ด้วยศรัทธาทุกเมื่อ เรามีมานะและความเขลา (กระด้าง) วางเสียแล้ว ดุจงู ถูกถอนเขี้ยวแล้ว ดังโคอุสภราชถูกตัดเขาเสียแล้ว เข้า ไปหาหมู่คณะด้วยคารวะหนัก ถ้าปัญญาของเราพึงมีรูป ก็พึงเสมอด้วยพระเจ้าแผ่นดินทั้งหลาย นี้เป็นผลแห่ง การชมเชยพระญาณ ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เราย่อมยังธรรมจักรอันพระผู้มีพระภาคเจ้า ศากยบุตรผู้คงที่ ให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตามโดยชอบ นี้เป็นผลแห่งการชมเชยพระญาณ บุคคลผู้มีความ ปรารถนาลามก ผู้เกียจคร้าน ผู้ละความเพียร ผู้มีสุตะ น้อย และผู้ไม่มีอาจาระอย่าได้สมาคมกับเราในที่ไหน ๆ สักครั้งเลย ส่วนบุคคลผู้มีสุตะมาก ผู้มีเมธา ผู้ตั้งมั่น อยู่ด้วยดีในศีลทั้งหลาย และผู้ประกอบด้วยสมถะทางใจ ขอจงตั้งอยู่บนกระหม่อมของเรา เหตุนั้นเราจึงขอกล่าว กะท่านทั้งหลาย ขอความเจริญจงมีแก่ท่านทั้งหลาย ผู้มา ประชุมกันในสมาคมนี้ ท่านทั้งหลายจงมีความปรารถนา
หน้า 267 ข้อ 396
น้อย สันโดษ ให้ทานทุกเมื่อ เราเป็นผู้ปราศจากธุลี ปราศจากมลทิน เพราะเห็นท่านอัสสชิก่อน ท่านพระ- สาวกนามว่าพระอัสสชินั้น เป็นอาจารย์ของเรา เป็น นักปราชญ์ เราเป็นสาวกของท่านวันนี้ เราเป็นธรรม- เสนาบดี ถึงที่สุดในที่ทุกแห่ง เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ท่านพระสาวกนามว่าอัสสชิ เป็นอาจารย์ของเราย่อมอยู่ ในทิศใด เราย่อมทำท่านไว้เหนือศีรษะในทิศนั้น (นอน หันศีรษะไปทางทิศนั้น) พระโคดมศากยบุตรพุทธเจ้า ทรงระลึกถึงกรรมของเราแล้ว ประทับนั่งใน (ท่ามกลาง) ภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งอันเลิศ เราเผากิเลส ทั้งหลายได้แล้ว . . .ฯลฯ . . . พระพุทธศาสนาเราได้ทำ เสร็จแล้วแล. ก็ในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ในพระเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงตั้งเอตทัคคะด้วยคุณวิเศษนั้น ๆ แก่ พระสาวกของพระองค์ จึงทรงตั้งเอคทัคคะให้พระเถระ โดยความมี ปัญญามากว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุสาวก ทั้งหลายผู้มีปัญญามากของเรา. พระสารีบุตรนั้น บรรลุถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณอย่างนั้นแล้ว ดำรงอยู่ในตำแหน่งพระธรรมเสนาบดี บำเพ็ญประโยชน์แก่ปวงสัตว์ วันหนึ่ง เมื่อจะพยากรณ์ความเป็นพระอรหัต โดยมุ่งจะแสดงความประ- พฤติของตน แก่เพื่อนสพรหมจารีทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 268 ข้อ 396
ผู้ใดสมบูรณ์ด้วยศีล สงบระงับ มีสติ มีความดำริ ชอบ ไม่ประมาท ยินดีแต่เฉพาะกัมมัฏฐานภาวนาอัน เป็นธรรมภายใน มีใจมั่นคงอย่างยิ่ง อยู่ผู้เดียว ยินดี ด้วยปัจจัยตามมีตามได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกผู้นั้นว่า ภิกษุ. ภิกษุเมื่อบริโภคอาหาร จะเป็นของสดหรือของแห้ง ก็ตาม ไม่ควรติดใจจนเกินไป ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มี อาหารพอประมาณ มีสติอยู่ การบริโภคอาหารยังอีก ๔-๕ คำจะอิ่ม ควรงดเสีย แล้วดื่มน้ำ เป็นการสมควร เพื่ออยู่สบายของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว. อนึ่ง การนุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ นับว่าเป็น ประโยชน์ จัดว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุผู้มีใจ เด็ดเดี่ยว การนั่งขัดสมาธิ นับว่าพอเป็นการอยู่สบาย ของภิกษุผู้มีใจเด็ดเดี่ยว. ภิกษุรูปใดพิจารณาเห็นความสุข โดยความเป็นทุกข์ พิจารณาเห็นความทุกข์ โดยความเป็นลูกศรปักอยู่ที่ร่าง ความถือมั่นว่า เป็นตัวเป็นตนในอทุกขมสุขเวทนา ไม่ได้ มีแก่ภิกษุนั้น ภิกษุนั้นจะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด ด้วย กิเลสอะไร ภิกษุผู้มีความปรารถนาลามกเกียจคร้าน มี ความเพียรเลวทราม ได้สดับน้อย ไม่เอื้อเฟื้อ อย่าได้ มาในสำนักของเรา แม้ในกาลไหน ๆ เลย จะมีประโยชน์
หน้า 269 ข้อ 396
อะไรด้วยการให้โอวาทบุคคลเช่นนั้น ในหมู่สัตว์โลกนี้. อนึ่ง ขอให้ภิกษุผู้เป็นพหูสูต เป็นนักปราชญ์ ตั้งมั่น อยู่ในศีล ประกอบใจให้สงบระงับเป็นเนืองนิตย์ จงมา ประดิษฐานอยู่บนศีรษะของเราเถิด. ภิกษุใดประกอบด้วยธรรมเครื่องเนิ่นช้า ยินดีใน ธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมพลาดนิพพาน อันเป็น ธรรมเกษมอากโยคะอย่างยอดเยี่ยม ส่วนภิกษุใดละ ธรรมเครื่องเนิ่นช้าได้แล้ว ยินดีในอริยมรรค อันเป็น ทางไม่มีธรรมเครื่องเนิ่นช้า ภิกษุนั้นย่อมบรรลุนิพพาน อันเป็นธรรมเกษมจากโยคะอย่างยอดเยี่ยม. พระอรหันต์ทั้งหลายอยู่ในสถานที่ใด เป็นบ้านหรือ ป่าก็ตาม ที่ดอนหรือที่ลุ่มก็ตาม สถานที่นั้นเป็นภูมิ- สถานที่น่ารื่นรมย์ คนผู้แสวงหากาม ย่อมไม่ยินดีในป่า อันน่ารื่นรมย์เช่นใด ท่านผู้ปราศจากความกำหนัด จัก ยินดีในป่าอันน่ารื่นรมย์เช่นนั้น เพราะท่านเหล่านั้นไม่ เป็นผู้แสวงหากาม. บุคคลควรเห็นท่านผู้มีปัญญา ชี้โทษมีปกติกล่าวข่มขี่ เหมือนผู้บอกขุมทรัพย์ให้ ควรคบบัณฑิตเช่นนั้น เพราะ ว่าเมื่อคบกับบัณฑิตเช่นนั้น ย่อมมีแต่ความดี ไม่มีความ ชั่วเลย นักปราชญ์ก็ควรโอวาทสั่งสอน ควรห้ามผู้อื่น จากธรรมที่มิใช่ของสัตบุรุษ แต่บุคคลเห็นปานนั้น ย่อม
หน้า 270 ข้อ 396
เป็นที่รักใคร่ของสัตบุรุษเท่านั้น ไม่เป็นที่รักใคร่ของ อสัตบุรุษ. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้แล้ว มีพระจักษุ ทรง แสดงธรรมแก่ผู้อื่นอยู่ เมื่อพระองค์กำลังทรงแสดงธรรม อยู่ เราผู้มุ่งประโยชน์ตั้งใจฟัง การตั้งใจฟังของเรานั้นไม่ ไร้ประโยชน์ เราเป็นผู้หมดอาสวะ เป็นผู้หลุดพ้นพิเศษ เราไม่ได้ตั้งความปรารถนาเพื่อปุพเพนิวาสญาณ ทิพย- จักษุญาณ เจโตปริยญาณ อิทธิวิธี จุตูปปาตญาณ ทิพ- โสตญาณ อันเป็นธาตุบริสุทธิ์ มาแต่ปางก่อนเลย แต่ คุณธรรมของสาวกทั้งหมด ได้มีขึ้นแก่เรา พร้อมกับการ บรรลุมรรคผล เหมือนคุณธรรม คือพระสัพพัญญุตญาณ ได้มีแก่พระพุทธเจ้าฉะนั้น มียักษ์ตนหนึ่งมากล่าวว่า มี ภิกษุหัวโล้นรูปหนึ่งชื่ออุปติสสะ เป็นพระเถระผู้อุดมด้วย ปัญญา ห่มผ้าสังฆาฏินั่งเข้าฌานอยู่ที่โคนต้นไม้ สาวก ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้กำลังเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก ในขณะถูกยักษ์ตีศีรษะ ก็ยังประกอบด้วยธรรมคือความ นิ่งอย่างประเสริฐ ภูเขาหินล้วนตั้งมั่นไม่หวั่นไหวฉันใด ภิกษุย่อมไม่หวั่นไหวเหมือนภูเขา เพราะสิ้นโมหะก็ฉัน- นั้น ความชั่วช้าเพียงเท่าปลายขนทราย ย่อมปรากฏ เหมือนเท่าก้อนเมฆที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า แก่ภิกษุผู้ไม่มี กิเลสเครื่องยั่วยวน แสวงหาความสะอาดเป็นนิตย์ เรา
หน้า 271 ข้อ 396
ไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต เราเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ จักละทิ้งร่างกายนี้ไป ไม่ยินดีต่อความตายและชีวิต รอ คอยเวลาตายอยู่ เหมือนลูกจ้างรอให้หมดเวลาทำงาน ฉะนั้น. ความตายนี้มีแน่นอนใน ๒ คราว คือในเวลาแก่ หรือในเวลาหนุ่ม ที่จะไม่ตายเลยย่อมไม่มี เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงบำเพ็ญแต่สัมมาปฏิบัติเถิด ขอจงอย่าได้ ปฏิบัติผิด อย่าพินาศเสียเลย ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่าน ทั้งหลายไปเสียเลย เมืองที่ตั้งอยู่ชายแดน เขาคุ้มครอง ป้องกันดีทั้งภายนอกและภายในฉันใด ท่านทั้งหลายก็จง คุ้มครองตนฉันนั้นเถิด ขณะอย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลาย ไปเสีย เพราะผู้มีขณะอันล่วงเลยไปเสียแล้ว ต้องพากัน ไปเศร้าโศกยัดเยียดอยู่ในนรก ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้น โทษเครื่องเศร้าหมองใจได้อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วย ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ย่อมกำจัดบาปธรรมได้ เหมือนลม พัดใบไม้ร่วงหล่นไปฉะนั้น. ภิกษุผู้สงบระงับ งดเว้นจากโทษเครื่องเศร้าหมองใจ ได้อย่างเด็ดขาด มีปกติพูดด้วยปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน ได้ ลอยบาปธรรมเสียได้ เหมือนลมพัดใบไม้ร่วงหล่นไป ฉะนั้น ภิกษุผู้สงบระงับ ละเว้นกองกิเลสและกองทุกข์ ที่เป็นเหตุทำให้เกิดความคับแค้น มีใจผ่องใสไม่ขุ่นมัว มีศีลงาม เป็นนักปราชญ์ พึงทำที่สุดทุกข์ได้.
หน้า 272 ข้อ 396
บุคคลไม่ควรคุ้นเคยในบุคคลบางพวก จะเป็นคฤหัสถ์ หรือบรรพชิตก็ตาม หรือเบื้องต้นเขาจะเป็นคนดี ตอน ปลายเป็นคนไม่ดีก็ตาม. นิวรณ์ ๕ คือกามฉันทะ ๑ พยาบาท ๑ ถีนมิทธะ ๑ อุทธัจจะ ๑ วิจิกิจฉา ๑ เป็นธรรมเครื่องเศร้าหมองจิต สมาธิจิตของภิกษุผู้มีปกติ ชอบอยู่ด้วยความไม่ประมาท ไม่หวั่นไหวด้วยเหตุ ๒ ประการ คือด้วยมีสักการะ ๑ ด้วยไม่มีสักการะ ๑ นักปราชญ์เรียกบุคคลผู้เพ่งธรรม อยู่เป็นปกติ พากเพียรเป็นเนืองนิตย์ พิจารณาเห็นด้วย ปัญญาสุขุม สิ้นความยึดถือและความยินดีว่าเป็นสัตบุรุษ. มหาสมุทร ๑ แผ่นดิน ๑ ภูเขา ๑ และแม้ลม ๑ ไม่ควรเปรียบเทียบความหลุดพ้นกิเลสอย่างประเสริฐของ พระศาสดาเลย พระเถระผู้ยังพระธรรมจักรอันพระ- ศาสดาให้เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม ผู้มีปัญญามาก มีจิตมั่นคง เป็นผู้เสมอด้วยเผ่นดินและไฟ ย่อมไม่ยินดี ยินร้าย. ภิกษุผู้บรรลุปัญญาบารมีธรรมแล้ว มีปัญญาเครื่อง ตรัสรู้มาก เป็นนักปราชญ์ผู้ใหญ่ ไม่ใช่เป็นคนเขลา ทั้งไม่เหมือนคนเขลา เป็นผู้ดับความทุกข์ร้อนได้ทุกเมื่อ ท่องเที่ยวไปอยู่ เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดามาก เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนัก
หน้า 273 ข้อ 396
ลงได้แล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว ท่าน ทั้งหลาย จงยังความไม่ประมาทให้ถึงพร้อมเถิด นี้เป็น อนุสาสนีของเรา เราพ้นจากกิเลสทั้งปวงแล้ว จักปริ- นิพพาน ดังนี้. จริงอยู่ คาถาบางคาถาเหล่านี้ พระเถระได้กล่าวไว้แล้ว, บางคาถา พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงปรารภพระเถระแล้วตรัสภาษิตไว้ คาถาหลังสุด ได้เป็นคาถาของพระเถระเท่านั้น เพราะพระเถระได้กล่าวไว้ ด้วยมุ่งจะ ประกาศความประพฤติของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถาจารี ความว่า เป็นผู้สำรวมแล้ว ด้วยการสำรวมทางกายเป็นต้น ประพฤติเป็นปกติอยู่, หรือชื่อว่า ยถาจาร เพราะประพฤติปฏิบัติตามศีล คือสมบูรณ์ด้วยศีล. บทว่า ยถาสโต ได้แก่ เป็นผู้สงบระงับ, อธิบายว่า จริงอยู่ ท่าน แสดงไว้ เพราะลบเสียงที่เกิดทางจมูกเสีย เพื่อสะดวกแก่รูปคาถา ได้แก่ เป็นราวกะผู้สงบระงับ คือไม่มีความพิเศษไปจากพระอริยเจ้าทั้งหลายเลย. บทว่า สตีมา ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยสติอย่างยิ่ง. บทว่า ยตสงฺกปฺปชฺฌายี ได้แก่ เป็นผู้ละมิจฉาสังกัปปะได้โดย ประการทั้งปวงแล้ว เป็นผู้มีความดำริอันสำรวมระวังแล้ว ด้วยอำนาจ แห่งเนกขัมมสังกัปปะเป็นต้น คือเป็นผู้มีปกติเพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และลักขณูปนิชฌาน. บทว่า อปฺปมตฺโต ได้แก่ เป็นผู้มีความดำริอันบังคับให้เป็นไปใน ความพระพฤติตามปกตินั้นนั่นแล และเป็นผู้เว้นขาดจากความประมาท ด้วยการเพ่ง คือมีสติสัมปชัญญะตั้งมั่นด้วยดีในที่ทั้งปวง.
หน้า 274 ข้อ 396
บทว่า อชฺฌตฺตรโต ได้แก่ ยินดีเฉพาะแต่กัมมัฏฐานภาวนา อัน เป็นธรรมภายใน. บทว่า สมาหิตตฺโต ได้แก่ ด้วยภาวนานั้นนั่นแหละ จึงมีจิตเป็น หนึ่ง. บทว่า เอโก ได้แก่ ไม่มีสหาย ละการคลุกคลีด้วยหมู่คณะ และ ละการคลุกคลีด้วยกิเลสแล้ว เพิ่มพูนกายวิเวกและจิตตวิเวก. บทว่า สนฺตุสิโต ได้แก่ เป็นผู้สันโดษยินดีโดยชอบทีเดียว ด้วย ความสันโดษด้วยปัจจัย และด้วยสันโดษยินดีในภาวนา. จริงอยู่ ปีติ- ปราโมทย์อันโอฬาร ย่อมเกิดขึ้นเพราะการนำมาซึ่งคุณวิเศษชั้นสูง ๆ ขึ้น ไปได้ด้วยภาวนา, แต่เพราะบรรลุถึงที่สุด จึงไม่มีคำที่จะต้องกล่าวถึง เลย. บทว่า ตมาหุ ภิกฺขุ ความว่า นักปราชญ์ทั้งหลายเรียกบุคคลนั้น คือผู้เห็นปานนั้นว่าภิกษุ เพราะเป็นผู้เห็นภัย และเป็นผู้กำจัดกิเลสได้ เด็ดขาด เหตุเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยไตรสิกขา. บัดนี้ เมื่อจะแสดงความสันโดษด้วยปัจจัย ในความสันโดษ ๒ ประการ ตามที่กล่าวไว้แล้วก่อน จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อลฺลํ สุกฺขํ วา ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลฺลํ ได้แก่ เปียก คือละเอียด ด้วย การบริโภคเนยใสเป็นต้น. บทว่า สุกฺขํ ได้แก่ หยาบเพราะไม่มีสิ่งของอันละเอียด. วา ศัพท์ มีอรรถอันไม่แน่นอน คืออาหารจะเป็นของสด หรือของแห้งก็ตาม.
หน้า 275 ข้อ 396
บทว่า พาฬฺหํ ได้แก่ จนเกินไป. บทว่า สุหิโต ความว่า ไม่ ควรให้เขาเลี้ยงดู. เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า จะพึงเป็นอยู่อย่างไร ท่าน จึงกล่าวว่า ควรเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ ดังนี้เป็นต้น ความว่า ภิกษุบริโภคโภชนะอันประณีต หรือเศร้าหมองก็ตาม ไม่ได้ บริโภคตามต้องการแล้ว จะเป็นผู้มีท้องพร่อง มีท้องเบา, ต่อแต่นั้น นั่นแหละ พึงเป็นผู้มีอาหารพอประมาณ คือรู้จักประมาณในโภชนะ นำ เอาอาหารอันประกอบด้วยองค์ ๘ มา เป็นผู้มีสติ ด้วยการรู้จักประมาณ ในโภชนะนั้น และด้วยมีสติเป็นเครื่องพิจารณาในโภชนะนั้นอยู่. ก็เพื่อจะแสดงอาการที่ชื่อว่าเป็นผู้มีท้องพร่อง มีอาหารพอประมาณ ว่าเป็นอย่างไร ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า จตฺตาโร ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อภุตฺวา ความว่า พึงเว้นโอกาสแห่ง อาหารที่จะอิ่ม ไม่บริโภคเหลือไว้อีก ๔- ๕ คำ แล้วดื่มน้ำเสีย. ก็ภิกษุนี้ ชื่อว่า เป็นผู้มีความประพฤติเบาใจในอาหาร. อธิบายว่า เป็นการสมควร คือความต้องการเพื่ออยู่สำราญของภิกษุ ผู้มีจิตอันส่งมุ่งตรงพระนิพพาน คือเพื่อความอยู่สุขสบาย เพราะประกอบด้วยการบรรลุฌานเป็นต้น. ด้วย บทนี้ ท่านเมื่อจะกล่าวถึงบิณฑบาต ว่าเป็นเครื่องบริหารท้อง จึงแสดง ถึงความสันโดษด้วยปัจจัยตามมีตามได้ ในบิณฑบาตไว้. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ภุตฺวาน ก็มี, ปาฐะนั้น พึงเป็นปาฐะที่ท่านกล่าวไว้แล้ว ด้วย อำนาจแห่งบุคคลที่มีความสามารถ คือมีปกติมั่นคงอย่างยิ่ง เพื่อจะยัง สรีระให้เป็นไปด้วยอาหารแม้เพียง ๔-๕ คำก็ได้. ปาฐะนั้น ย่อมเทียบ เคียงกันได้กับคาถาที่เหนือขึ้นไปนั่นแล เพราะเรื่องจีวรและเสนาสนะ ส่วนที่เล็กน้อย ท่านจักกล่าวต่อไป.
หน้า 276 ข้อ 396
บทว่า กปฺปิยํ ความว่า ซึ่งผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้เป็นต้น อัน อนุโลมกับสิ่งที่เป็นกัปปิยะอย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ตญฺเจ ฉาเทติ ความว่า นุ่งห่มจีวรอันเป็นกัปปิยะ คือที่ที่ จะพึงนุ่งห่มให้เสมอ. อนึ่ง คือที่ที่มีอยู่ ในชาติที่พระศาสดาทรงอนุญาต ไว้ คืออันประกอบด้วยประมาณ อันพระศาสดาทรงอนุญาตไว้ โดย กำหนดเบื้องต่ำ. บทว่า อิทมตฺถิกํ ได้แก่ เพื่อประโยชน์นี้ คือเพื่อประโยชน์ตามที่ พระศาสดาตรัสไว้แล้ว, อธิบายว่า เพียงเพื่อป้องกันความหนาวเป็นต้น และเพื่อปกปิดอวัยวะอันเป็นเหตุยังความละอายให้กำเริบ. ด้วยคำนั้น ท่านกล่าวถึงจีวรเป็นเครื่องบริหารกาย และความสันโดษด้วยปัจจัยตามมี ตามได้ ในจีวรนั้น. บทว่า ปลฺลงฺเกน นิสินฺนสฺส ความว่า นั่งด้วยการนั่งวงขาโดยรอบ ท่านเรียกว่า คู้บัลลังก์ คือนั่งคู้บัลลังก์สามแห่ง. บทว่า ชณฺณุเก นาภิวสฺสติ ความว่า เมื่อภิกษุนั่งที่กุฏิอย่างนั้น พอฝนตก น้ำฝนไม่เปียกเข่าทั้งสองข้าง, เสนาสนะแม้มีประมาณเท่านี้ จัดเป็นเสนาสนะท้ายสุด, จริงอยู่ กุลบุตรผู้ต้องการประโยชน์ นั่งใน เสนาสนะนั้นแล้ว ก็สามารถจะทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จได้. ด้วยเหตุ นั้น ท่านจึงกล่าวว่า นับว่าพอเป็นการอยู่สบายของภิกษุ ผู้มีใจเด็ด เดี่ยว ดังนี้เป็นต้น. พระเถระ ครั้นประกาศถึงโอวาทเครื่องขัดเขลาอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งนัก แก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีความมักมาก ไม่สันโดษ ด้วยคาถาทั้ง ๔ คาถาเหล่านี้
หน้า 277 ข้อ 396
อย่างนั้นแล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงความสันโดษในการยินดีภาวนา โดย มุ่งถึงเวทนา จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า โย สุขํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ ได้แก่ สุขเวทนา. บทว่า ทุกฺขโต ได้แก่ โดยความเป็นวิปริณามทุกข์. บทว่า อทฺทา ได้แก่ ได้เห็นแล้ว, อธิบายว่า ผู้ที่ได้เห็นแล้วตาม ความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา อันประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา. จริงอยู่ สุขเวทนา แม้จะให้ความสบายใจในเวลาบริโภค แต่ก็เป็นทุกข์อยู่นั่นเอง ในเวลาที่แปรปรวน เหมือนโภชนะที่เจือปนด้วยยาพิษฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงถึงการพิจารณาในข้อนั้นว่า เป็นทุกข์. บทว่า ทุกฺขมทฺทกฺขิ สลฺลโต ความว่า ผู้ที่พิจารณาเห็นทุกข- เวทนาว่า เป็นลูกศร. จริงอยู่ ทุกขเวทนา จะเกิดขึ้นก็ตาม จะถึงความ ตั้งอยู่ก็ตาม จะแตกสลายไปก็ตาม ชื่อว่าย่อมเบียดเบียนเสมอทีเดียว เปรียบเหมือนลูกศรปักอยู่ที่ร่างกาย ติดอยู่ก็ตาม ถูกถอนออกก็ตาม ก็ย่อม เกิดเป็นการเบียดเบียนอยู่นั่นเอง. ด้วยคำนั้น ท่านจึงยกถึงการพิจารณา เห็นในสรีระนั้นว่า เป็นทุกข์ ขึ้นกล่าวไว้, ด้วยเหตุนั้น จึงยึดถือว่าเป็นตัว เป็นตน ในเวทนาทั้งสอง เพราะคำว่า ความทุกข์เป็นอนัตตา ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า อุภยนฺตเรน ความว่า ในระหว่างเวทนาทั้งสอง คือใน อทุกขมสุขเวทนา อันมีในท่ามกลางแห่งสุขเวทนาและทุกขเวทนา. บทว่า นาโหสิ ความว่า ได้มีความยึดมั่นว่าเป็นตัวเป็นคน ใน การตรัสรู้ตามความเป็นจริง.
หน้า 278 ข้อ 396
บทว่า เกน โลกสฺมิ กึ สิยา ความว่า ภิกษุกำหนดรู้อุปาทาน- ขันธ์ทั้ง ๕ โดยมุ่งถึงเวทนาอย่างนั้นแล้ว ถอนขึ้นเด็ดขาดซึ่งข่ายคือ กิเลสทั้งสิ้น ที่เนื่องด้วยอุปาทานขันธ์นั้นได้ดำรงอยู่ จะพึงติดอยู่ในโลก ด้วยกิเลสชื่อไรเล่า, อีกอย่างหนึ่ง อนาคตที่จะเกิดในเทวดาเป็นต้น จะพึง มีอย่างไรเล่า, อธิบายว่า โดยที่แท้ ผู้มีเครื่องผูกพันอันตัดเสียแล้ว พึง เป็นผู้ไม่ติดในบัญญัติทีเดียว. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะติเตียนบุคคลผู้ปฏิบัติผิด และสรรเสริญบุคคล ผู้ปฏิบัติชอบ จึงกล่าวคาถา ๔ คาถามีคำว่า มา เม ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา เม กทาจิ ปาปิจฺโฉ ความว่า ผู้ที่ ชื่อว่ามีความปรารถนาลามก เพราะปรารถนาจะยกย่องคุณความดีที่ไม่มี ในตน, ชื่อว่าผู้เกียจคร้าน เพราะไม่มีความอุตสาหะในสมณธรรม, เพราะ ความเกียจคร้านนั้นนั่นแหละ จึงชื่อว่า ผู้มีความเพียรเลวทราม, ชื่อว่า ผู้สดับน้อย เพราะไม่มีการสดับฟัง อันเกี่ยวเนื่องด้วยเรื่องสัจจะและ ปฏิจจสมุปบาทเป็นต้น, ชื่อว่าผู้ไม่เอื้อเฟื้อ เพราะไม่มีความเอื้อเฟื้อใน โอวาทานุสาสนี, บุคคลผู้เลวทรามเช่นนั้น ขออย่าได้มีในสำนักของเรา ในกาลไหน ๆ เลย. เพราะเหตุไร ? เพราะจะพึงติดอยู่ในโลกอย่างใด, อธิบายว่า โอวาทอะไรในนิกาย ๗ ในโลก จะพึงมีแก่บุคคลนั้น คือผู้เช่นนั้น, อีก อย่างหนึ่ง เขาจะพึงทำอะไรที่ทำแล้ว คือหาประโยชน์มีได้. บทว่า พหุสฺสุโต จ ความว่า บุคคลผู้ที่มีพหุสสุตะ เพราะมีการสดับ มากอันต่างโดยประเภทมีสุตตะและเคยยะเป็นต้น ที่เกี่ยวเนื่องด้วยศีลเป็น อาทิ, ชื่อว่ามีเมธา ก็ด้วยอำนาจแห่งปัญญาที่เกิดแต่ธรรม ปริหาริย-
หน้า 279 ข้อ 396
ปัญญาและปฏิเวธปัญญา, ชื่อว่าตั้งมั่นด้วยดี เพราะตั้งมั่นด้วยดีในศีล ทั้งหลาย, ชื่อว่าประกอบใจให้สงบ คือมีจิตตั้งมั่น อันต่างด้วยประเภท แห่งโลกิยะและโลกุตระ, บุคคลเช่นนั้น แม้จะดำรงอยู่บนศีรษะของเรา ก็ได้ ไม่จำต้องกล่าวถึงการอยู่ร่วมกัน. บทว่า โย ปปญฺจมนุยุตฺโต ความว่า ก็บุคคลใดประกอบด้วย ธรรมเครื่องเนิ่นช้า มีตัณหาเป็นต้นเป็นประเภท เพราะอรรถว่า เป็น ธรรมเครื่องเนิ่นช้า เหตุเป็นไปด้วยความเป็นผู้ยินดีในการงานเป็นต้น และด้วยการเกี่ยวข้องด้วยรูปเป็นต้น และเป็นผู้ยินดียิ่ง เพราะมองไม่เห็น โทษในธรรมเครื่องเนิ่นช้านั้น เป็นเช่นกับผู้ยังแสวงหา, บุคคลนั้นย่อม พลาดจากพระนิพพาน, คือดำรงอยู่ไกลแสนไกลจากพระนิพพาน. บทว่า โย จ ปปญฺจํ หิตฺวาน ความว่า ฝ่ายบุคคลใด ละธรรม เครื่องเนิ่นช้า คือตัณหาเสียได้ ยินดีในหนทาง คือในอุบายเครื่องบรรลุ พระนิพพาน อันเป็นธรรมเครื่องไม่เนิ่นช้า เพราะไม่มีปปัญจธรรมนั้น ได้แก่อริยมรรค, ยินดียิ่งในการตรัสรู้ภาวนา บุคคลนั้นย่อมยินดีพระ- นิพพาน ย่อมสำเร็จพระนิพพาน ได้แก่ ย่อมบรรลุพระนิพพาน. ครั้นวันหนึ่ง พระเถระเห็นว่าพระเรวตเถระผู้น้องชายของตน อยู่ ในถิ่นที่กันดาร ไม่มีน้ำ ปกคลุมด้วยต้นไม้ตะเคียนหนาแน่นไปด้วยหนาม เมื่อจะสรรเสริญท่าน จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาว่า คาเม วา ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คาเม วา ความว่า พระอรหันต์ ทั้งหลาย แม้จะไม่ได้กายวิเวกในที่ละแวกบ้านก็จริง ถึงกระนั้นท่านก็ได้
หน้า 280 ข้อ 396
จิตตวิเวกทีเดียว. จริงอยู่ อารมณ์ทั้งหลาย แม้จะมีส่วนเปรียบด้วยอารมณ์ ทิพย์ ก็ไม่สามารถจะทำจิตของพระอรหันต์ทั้งหลายเหล่านั้นให้หวั่นไหว ได้เลย, เพราะฉะนั้น พระอรหันต์จะอยู่ในบ้านหรือในป่าเป็นต้น ที่ใด ที่หนึ่งก็ตาม เพราะพระอรหันต์ทั้งหลาย ย่อมอยู่ในที่ใด สถานที่นั้น ย่อมเป็นสถานที่น่ารื่นรมย์ คือภูมิประเทศนั้นย่อมเป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ ทีเดียว. บทว่า อรญฺานิ สัมพันธ์ความว่า ป่า อันสมบูรณ์ด้วยน้ำและที่ อาศัยอันสะอาด ประดับประดาด้วยหมู่ไม้ไพรสณฑ์ ผลิดอกเผล็ดผล งดงาม ชื่อว่า สถานที่น่ารื่นรมย์ใจ. บทว่า ยตฺถ ความว่า ชนผู้ฝักใฝ่ในกาม แสวงหากาม ย่อมไม่ ยินดีในสถานที่รื่นรมย์ ดุจในป่าที่มีดอกไม้แย้มบาน. บทว่า วีตราคา ความว่า ฝ่ายพระขีณาสพทั้งหลายผู้มีราคะไปปราศ แล้ว จักรื่นรมย์ในป่าเช่นนั้น ดุจฝูงภมรและผึ้ง ยินดีในสวนดอกปทุม ฉะนั้น. บทว่า น เต กามคเวสิโน ความว่า เพราะผู้มีราคะไปปราศแล้ว เหล่านั้น ย่อมไม่มีการแสวงหากาม. พระเถระอาศัยความอนุเคราะห์ จึงให้พราหมณ์ทุคตะชื่อว่า ราธะ บรรพชาแล้วให้อุปสมบทอีก ทำราธะนั้นนั่นแหละให้เป็นปัจฉาสมณะ เที่ยวไป วันหนึ่ง เมื่อจะให้โอวาทชมเชยราธภิกษุนั้นว่า เป็นผู้ว่าง่าย จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า นิธีนํว ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิธีนํว ได้แก่ หม้อคือขุมทรัพย์ ที่เต็ม ด้วยวัตถุน่าปลื้มใจ มีเงินและทองคำเป็นต้น ที่เขาฝั่งเก็บไว้ในที่นั้น ๆ.
หน้า 281 ข้อ 396
บทว่า ปวตฺตารํ ความว่า กระทำการอนุเคราะห์ แนะนำที่ฝั่ง ขุมทรัพย์ กะหมู่คนขัดสนมีชีวิตยากจนว่า มานี่แน่ะ เราจักชี้แนะอุบาย เพื่อเป็นอยู่สุขสบายแก่เจ้า ดังนี้แล้ว เหยียดแขน ราวกะบอกว่า เจ้าจง ถือเอาทรัพย์สมบัตินี้แล้ว จงเป็นอยู่ให้สุขสบายเถิด. บทว่า วชฺชทสฺสินํ ความว่า ผู้ชี้โทษมี ๒ ลักษณะ คือการแสวง หาโทษด้วยคิดว่า เราจักข่มขี่บุคคลนั้น ด้วยสิ่งอันไม่สมควรนี้ หรือด้วย ความพลั้งพลาดนี้ ในท่ามกลางสงฆ์ และผู้ประสงค์จะให้คนที่ไม่รู้เรื่อง ได้รับรู้ ให้คนที่รู้เรื่องแล้ว ยินดีพอใจ มองดูความผิดนั้นๆ ตั้งเขาไว้ แล้วในสภาวะที่ยกย่องช่วยเหลือ เพราะมุ่งถึงความเจริญด้วยคุณมีศีล เป็นต้น, ข้อนี้ท่านประสงค์ถึงในที่นี้. เหมือนอย่างคนขัดสน แม้ถูกข่มขู่ว่า เจ้าจงถือเอาขุมทรัพย์นี้ ดังนี้ ย่อมไม่ทำความโกรธ ในเพราะการชี้แนะขุมทรัพย์ แต่กลับชื่นชมยินดี ฉันใด ในบุคคลเห็นปานนั้นก็ฉันนั้น เห็นสิ่งไม่สมควร หรือความพลั้ง พลาดแล้วบอกให้ บุคคลไม่ควรทำความโกรธเลย แต่พึงมีจิตยินดีรับ เท่านั้น, และพึงปวารณาตลอดไปว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านพึงบอกสิ่งที่ สมควรกะผมอีกนะ. บทว่า นิคฺคยฺหวาทึ ความว่า บุคคลใดเห็นโทษแล้ว ไม่คิดว่าผู้นี้ เป็นสัทธิวิหาริก อันเตวาสิก ของเรา, เป็นผู้มีอุปการะคุณแก่เรา ดังนี้ ข่มขู่ตามสมควรแก่ความผิด ประฌาม กระทำทัณฑกรรม ให้ยอมรับรู้, บุคคลนี้ ชื่อว่านิคคัยหวาที เหมือนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฉะนั้น. สมดังพระดำรัสที่ตรัสไว้ว่า๑ ดูก่อนอานนท์ เราจักข่มแล้ว ๆ จึงบอก ๑. ม. อุปริ. ๑๔/ข้อ ๓๕๖.
หน้า 282 ข้อ 396
ดูก่อนอานนท์ เราจักยกย่องแล้ว ๆ จึงบอก, ผู้ใดมีแก่นสาร ผู้นั้นจัก ดำรงอยู่ได้. บทว่า เมธาวึ ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยปัญญามีรสอันเกิดแต่ ธรรม. บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ บัณฑิตผู้เห็นปานนั้น. บทว่า ภเช แปลว่า พึงเข้าไปนั่งใกล้, อธิบายว่า จริงอยู่ อันเตวาสิกผู้คบหาอาจารย์เช่นนั้น ย่อมมีแต่ความประเสริฐ, ไม่มีความเลว ทราม มีแต่ความเจริญถ่ายเดียว หาความเสื่อมมิได้. ในกาลครั้งหนึ่ง พระธรรมเสนาบดีรับพระดำรัสสั่งจากพระศาสดา ในเรื่องอาวาสที่กีฏาคิรีชนบท ถูกพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะประทุษ- ร้าย จึงพร้อมกับบริษัทของตนและพระมหาโมคคัลลานะ ไปยังที่นั้นแล้ว เมื่อพระอัสสชิและพระปุนัพพสุกะ ไม่ทำความเอื้อเฟื้อต่อโอวาท จึงกล่าว คาถานี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอวเทยฺย ความว่า พึงให้โอวาท คือคำพร่ำสอน. คำว่า อนุสาเสยฺย เป็นคำกล่าวโดยอ้อมแห่งคำว่า โอวเทยฺย นั้น นั่นเอง, อธิบายว่า อีกอย่างหนึ่ง เมื่อมีเรื่องเกิดขึ้นแล้ว จึงพูดบอก ชื่อว่า ย่อมกล่าวสอน, เมื่อเรื่องยังไม่เกิดขึ้น พูดบอกมุ่งถึงอนาคตกาล เป็นต้น ว่า แม้ความเสื่อมยศพึงมีแก่ท่าน ดังนี้ ชื่อว่าย่อมพร่ำสอน. อีกอย่างหนึ่ง พูดบอกต่อหน้า ชื่อว่าย่อมกล่าวสอน. ส่งทูตหรือส่งสาสน์ไปพูดบอก ลับหลัง ชื่อว่าย่อมพร่ำสอน. อีกอย่างหนึ่ง พูดบอกครั้งเดียว ชื่อว่า ย่อมกล่าวสอน, พูดบอกบ่อย ๆ ชื่อว่าย่อมพร่ำสอน.
หน้า 283 ข้อ 396
บทว่า อสพฺภา จ ความว่า พึงห้ามอกุศลธรรม และพึงให้ตั้งมั่น อยู่ในกุศลธรรม. บทว่า สตํ หิ โส ความว่า บุคคลผู้เห็นปานนั้น ย่อมเป็นที่รัก ของสาธุชนทั้งหลาย. บุคคลนั้น ผู้สั่งสอน ผู้พร่ำสอน บุคคลผู้ไม่สงบ ไม่เป็นสัปบุรุษ ยังไม่ข้ามพ้นโลกหน้า มีจักษุเพ่งอามิส บวชเพื่อเลี้ยง ชีวิตเหล่านั้น ย่อมไม่เป็นที่รักของบุคคลผู้ทิ่มแทงด้วยหอกคือปากอย่าง นี้ว่า ท่านไม่ได้เป็นอุปัชฌาย์ของพวกเรา ท่านไม่ใช่อาจารย์ของพวกเรา ท่านกล่าวสอนพวกเราเพราะอะไร ดังนี้. เพราะถ้อยคำที่ยกขึ้นกล่าวในหมู่ภิกษุว่า พระศาสดาทรงปรารภ ผู้ใดแสดงธรรม ผู้นั้นแหละเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย ดังนี้ พระเถระ เมื่อจะแสดงว่า ข้อนี้นั้นไม่ถูกต้อง จึงกล่าวคาถาว่า อญฺสฺส ดังนี้ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อญฺสฺส ความว่า พระศาสดาตรัส หมายถึงทีฆนขปริพาชก ผู้เป็นหลานชายของตน. จริงอยู่ เมื่อพระ- ศาสดาทรงแสดงเวทนาปริคคหสูตรแก่เขา พระมหาเถระนี้บรรลุมรรค- ภาวนา ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณได้. บทว่า โสตโมเธสิมตฺถิโก ความว่า เราเป็นผู้มุ่งประโยชน์ ยืน ถวายงานพัดพระศาสดา เงี่ยโสตตั้งใจฟัง. บทว่า ตํ เม อโมฆํ สวนํ ความว่า การตั้งใจสดับฟังของเรานั้น ไม่ว่างเปล่า คือได้เป็นที่พึ่งแก่สมบัติทั้งหลาย ซึ่งอัครสาวกพึงถึง. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิมุตฺโตมฺหิ ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 284 ข้อ 396
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนว ปุพฺเพนิวาสาย มีวาจาประกอบ ความว่า การตั้งปณิธานไม่ได้มีแก่เรา เพื่อประโยชน์แก่ญาณที่จะรู้ถึงที่ เคยอยู่ในกาลก่อน ของตนและของผู้อื่นเลย. อธิบายว่า แม้เพียงการตั้ง ปณิธานไว้ในใจ ด้วยการทำบริกรรม เพื่อประโยชน์นั้นย่อมไม่มี คือ ไม่ได้มีแล้ว. บทว่า เจโตปริยาย แปลว่า เพื่อเจโตปริยญาณ. บทว่า อิทฺธิยา แปลว่า เพื่ออิทธิวิธญาณ. บทว่า จุติยา อุปปตฺติยา ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่จุตูปปาตญาณ เครื่องหยั่งรู้การจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย. บทว่า โสตธาตุวิสุทฺธิยา แปลว่า เพื่อทิพโสตญาณ. บทว่า ปณิธี เม น วิชฺชติ ความว่า ปณิธานแห่งจิต คือการ บำเพ็ญทางใจ ด้วยการบริกรรม เพื่อประโยชน์แก่อภิญญาและคุณวิเศษ เหล่านี้ ย่อมไม่มี คือไม่ได้มีแล้วแก่เรา. จริงอยู่ คุณของพระสาวก ทั้งหมด จะมีอยู่ในเงื้อมมือของพระสาวกทั้งหลายได้ ก็ด้วยการบรรลุ อริยมรรคเท่านั้น ดุจคุณคือพระสัพพัญญู มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย ฉะนั้น, เพราะการบรรลุของพระสาวกเหล่านั้น จึงไม่มีหน้าที่ที่จะทำ บริกรรมเป็นแผนกหนึ่งต่างหาก. คาถา ๓ คาถาที่เริ่มต้นว่า รุกฺขมูลํ ดังนี้ พระเถระกล่าวมุ่งแสดง ถึงความไม่หวั่นไหวแห่งตน ผู้อยู่ในกโปตกันทรวิหาร ในเวลาถูกยักษ์ ประหาร ด้วยพลังแห่งสมาบัติ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุณฺโฑ ได้แก่ ปลงผมแล้วใหม่ ๆ.
หน้า 285 ข้อ 396
บทว่า สงฺฆาฏิปารุโต ได้แก่ ห่มผ้าสังฆาฏินั่งแล้ว. และอาจารย์ ทั้งหลายกล่าวว่า ห่มเรียบร้อยด้วยผ้าสังฆาฏิ. บทว่า ปญฺาย อุตฺตโม เถโร ความว่า เป็นพระเถระผู้อุดมด้วย ปัญญา คือเป็นผู้ประเสริฐกว่าพระสาวกทั้งหลายด้วยปัญญา. บทว่า ฌายติ ความว่า ย่อมเพ่งด้วยอารัมมณูปนิชฌาน และ ลักขณูปนิชฌาน คืออยู่ด้วยสมาบัติโดยมาก. บทว่า อุเปโต โหติ ตาวเท ความว่า ผู้ที่ถูกยักษ์ประหารที่ศีรษะ ในขณะกำลังเข้าสมาบัติอันไม่มีวิตก คือผลสมาบัติอันประกอบด้วยจตุตถ- ฌานก็ยังเข้าถึง คือประกอบพร้อมด้วยธรรมคือความนิ่งอย่างประเสริฐ. ก็คำว่า โหติ นี้ เป็นคำบ่งถึงปัจจุบันกาล ซึ่งใช้ในอรรถแห่งอดีตกาล. บทว่า ปพฺพโตว น เวธติ ความว่า เพราะสิ้นโมหะ ภิกษุจึง ทำลายกิเลสทั้งหมดได้ ไม่หวั่นไหว คือตั้งมั่นด้วยดี เหมือนภูเขาหินล้วน ย่อมไม่หวั่นไหว ด้วยอารมณ์อย่างใดอย่างหนึ่งมีอิฏฐารมณ์เป็นต้น คือ เป็นผู้คงที่ในอารมณ์ทั้งปวง. ครั้นวันหนึ่ง เมื่อชายผ้านุ่งของพระเถระห้อยย้อยลงโดยมิได้รู้ตัว สามเณรรูปหนึ่งจึงเตือนว่า ท่านควรนุ่งห่มเป็นปริมณฑลซิขอรับ. พระ- เถระครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว รับดุจด้วยเศียรเกล้าว่า คำอันเจริญ เธอกล่าว ดีแล้ว ในขณะนั้นนั่นเองจึงหลีกไปหน่อยหนึ่งแล้วนุ่งห่มให้เป็นปริมณฑล เมื่อจะแสดงว่า แม้สิ่งนี้ก็นับว่าเป็นโทษแก่คนเช่นกับเรา ดังนี้ จึงกล่าว คาถาว่า อนงฺคณสฺส ดังนี้เป็นต้น. พระเถระ เมื่อจะแสดงว่าคนมีความคิดเสมอกันในความตายและ ชีวิตซ้ำอีก จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดยเริ่มต้นว่า นาภินนฺทามิ ดังนี้
หน้า 286 ข้อ 396
และเมื่อจะแสดงธรรมแก่คนเหล่าอื่น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดยเริ่มต้น ว่า อุภเยน มิทํ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุภเยน แปลว่า ในสองคราว, อธิบาย ว่า ในกาลทั้งสอง. บทว่า มิทํ ได้แก่ ม อักษร กระทำการเชื่อมบท. อธิบายว่า ความตายนี้เท่านั้น, ชื่อว่าความตายย่อมมีอยู่แน่นอน, ความไม่ตายไม่มี. เพื่อจะเฉลยคำถามว่า ในสองคราวเป็นอย่างไร ? ท่านจึงกล่าวว่า ในเวลา แก่หรือในเวลาหนุ่ม ความว่า ในเวลาแก่เริ่มแต่มัชฌิมวัย คือในเวลา สังขารชราทรุดโทรม หรือในเวลาหนุ่ม คือในกาลเป็นหนุ่ม ความตาย เท่านั้น ย่อมมีแน่นอน. เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย จงบำเพ็ญ คือจง ทำสัมมาปฏิบัติให้บริบูรณ์เถิด จงอย่าได้ปฏิบัติผิดให้พินาศเลย คือจงอย่า ได้เสวยทุกข์อย่างใหญ่หลวงในอบายทั้งหลายเลย. บทว่า ขโณ โว มา อุปจฺจคา ความว่า เพราะเว้นจากอักขณะ ๘ ขณะที่ ๙ นี้ อย่าได้ล่วงเลยท่านทั้งหลายไปเสีย. ครั้นวันหนึ่ง พระเถระเห็นท่านพระมหาโกฏฐิกะแล้ว เมื่อจะ ประกาศคุณของท่าน จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา โดยเริ่มต้นว่า อุปสนฺโต ดังนี้. คำว่า ธุนาติ ท่านกล่าวไว้ โดยมิได้มุ่งหมายถึงความในข้อนั้น เลย ท่านเมื่อจะกล่าวอิงอาศัยพระเถระอีก จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า อปฺปาสิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปาสิ ความว่า ละแล้วไม่นาน.
หน้า 287 ข้อ 396
บทว่า อนายาโส ความว่า ไม่มีความดิ้นรน คือปราศจากทุกข์ คือกิเลส. บทว่า วิปฺปสนฺโน อนาวิโล ความว่า มีความผ่องใส คือมีจิต ผ่องใสด้วยดี เพราะไม่มีความไม่เชื่อเป็นต้น ชื่อว่าไม่ขุ่นมัว เพราะมี ความดำริไม่ขุ่นมัว. คาถาว่า น วิสฺสเส ท่านกล่าวปรารภพวกพระวัชชีบุตร ผู้เชื่อ พระเทวทัต ชอบใจทิฏฐิของพระเทวทัตนั้นแล้ว ดำรงอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น วิสฺสเส ความว่า ไม่พึงคุ้นเคย คือ ไม่พึงเชื่อ. บทว่า เอกติเยสุ ความว่า ในปุถุชนผู้มีสภาวะไม่มั่นคงบางพวก. บทว่า เอวํ ความว่า เหมือนท่านทั้งหลายถึงความคุ้นเคยว่า พระ- เทวทัตเป็นผู้ปฏิบัติชอบ. บทว่า อคาริสุ แปลว่า ในหมู่คฤหัสถ์. บทว่า สาธูปิ หุตฺวาน ความว่า เพราะขึ้นชื่อว่า ความเป็นปุถุชน ย่อมเป็นผู้มีความไม่มั่นคง เหมือนหม้อน้ำที่ตั้งอยู่บนหลังม้า และเหมือน ตอไม้ที่ฝั่งลงในกองแกลบฉะนั้น คนบางพวกตอนต้นเป็นคนดี อยู่ ต่อมาตอนปลายเป็นคนไม่ดี. อธิบายว่า เหมือนพระเทวทัต ในตอนต้นสมบูรณ์ด้วยศีล เป็น ผู้ได้อภิญญาสมาบัติ แต่ถูกลาภและสักการะเข้าครอบงำ บัดนี้ จึงเสื่อมจาก คุณวิเศษเหมือนกาปีกหัก เป็นผู้ไปเกิดในอบาย เพราะฉะนั้น คนเช่นนั้น ไม่ควรคุ้นเคยว่า เป็นคนดี เพราะเพียงแต่ได้เห็นกันเท่านั้น. ส่วนคน บางพวกถึงตอนต้นจะเป็นคนไม่ดี เพราะไม่คบหากัลยาณมิตร แต่ตอน
หน้า 288 ข้อ 396
ปลายกลับตนเป็นคนดีได้ เพราะคบหากัลยาณมิตร เพราะฉะนั้น จึงไม่ ควรคุ้นเคยกับคนดีเทียม ๆ เยี่ยงพระเทวทัตว่าเป็นคนดีเลย. คนซึ่งมีอุปกิเลสภายในใจ มีกามฉันทะเป็นต้น ยังไม่ไปปราศ ชื่อว่าคนไม่ดี. เมื่อจะแสดงถึงคนที่มีอุปกิเลสไปปราศแล้วว่า เป็นคนดี ท่านจึงกล่าวคาถาว่า กามจฺฉนฺโท ดังนี้เป็นต้น และเพื่อจะแสดงถึง ลักษณะของคนดีชั้นสูงสุดโดยไม่ทั่วไป ท่านจึงกล่าวคาถา ๒ คาถา โดย เริ่มต้นว่า ยสฺส สกฺกริยมานสฺส ดังนี้. ก็เพื่อจะแสดงถึงคนดีชั้นสูงสุด โดยไม่ทั่วไป จึงยกพระศาสดาและ ตนขึ้นเป็นอุทาหรณ์ กล่าวคาถาเริ่มต้นว่า มหาสมุทฺโท ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสมุทฺโท ความว่า มหาสมุทร มหาปฐพี หิน คือภูเขาและลม โดยประเภทที่พัดมาจากทิศตะวันออก เป็นต้น ย่อมทนได้ต่ออิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์ เพราะเป็นสภาวะไม่มี เจตนา มิใช่อดทนได้ เพราะกำลังคือความพิจารณาใคร่ครวญ, ส่วน พระศาสดาทรงดำรงอยู่ในความเป็นผู้คงที่ ชั้นยอดเยี่ยม ด้วยอำนาจ บรรลุถึงพระอรหัต จึงมีความเสมอ ไม่มีความหวั่นไหวในอารมณ์ทั้งปวง มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น, มหาสมุทรเป็นต้นเหล่านั้น จึงไม่ควรเปรียบเทียบ กับความหลุดพ้นอย่างประเสริฐ คือหลุดพ้นจากกิเลสด้วยอรหัตผลของ พระศาสดาได้เลย คือย่อมไม่ถึงแม้ทั้งเสี้ยวและทั้งส่วน. บทว่า จกฺกานุวตฺตโก ได้แก่ ผู้ยังพระธรรมจักรอันพระศาสดาให้ เป็นไปแล้ว ให้เป็นไปตาม. บทว่า เถโร ได้แก่ เป็นพระเถระ เพราะเป็นพระอเสขะ คือ ประกอบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น.
หน้า 289 ข้อ 396
บทว่า มหาาณี แปลว่า มีปัญญามาก. บทว่า สมาหิโต ได้แก่ มีความตั้งมั่นด้วยอุปจารสมาธิและอัปปปนา- สมาธิ และอนุตรสมาธิ. บทว่า ปวาปคฺคิสมาโน ความว่า เป็นผู้ประพฤติเช่นกับแผ่นดิน น้ำ และไฟ เพราะตนเป็นผู้ไม่มีความหวั่นไหว ในเมื่อประจวบกับ อารมณ์มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ย่อมไม่ยินดี ย่อมไม่ยินร้าย ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ปญฺาปารมิตํ ปตฺโต โดยความว่า ถึงฝั่งแห่งสาวกญาณ คือถึง ที่สุดแห่งฝั่งแล้ว. บทว่า มหาพุทฺธิ ได้แก่ ประกอบพร้อมไปด้วยปัญญา ที่ชื่อว่า พุทธิ เพราะกว้างขวาง เหตุบรรลุถึงความเป็นผู้มีปัญญามาก กว้างขวาง ร่าเริง เร็วไว แหลมคม และเป็นเครื่องชำแรกกิเลส. บทว่า มหามติ ได้แก่ ประกอบพร้อมไปด้วยความรู้จักคาดหมาย นัยอันสำคัญยิ่ง คือรู้อนุโลมตามธรรมแล้ว. จริงอยู่ พระมหาเถระนี้ ประกอบด้วยคุณวิเศษเช่นมีปัญญามากเป็นต้น เพราะท่านบรรลุถึงคุณ ทั้งหมดไม่มีส่วนเหลือ ยิ่งกว่าท่านผู้มีประเภทแห่งปัญญา เป็น ๔ ส่วน ๑๖ ส่วน ๔๔ ส่วน และ ๗๓ ส่วน จึงสมควรที่จะเรียกว่า มหาพุทธิ ผู้มีปัญญามากยิ่งนัก, เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า:- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นบัณฑิต ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญามาก ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญากว้างขวาง ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาร่าเริง ๑. ม. อุ. ๑๔/ข้อ ๑๕๔.
หน้า 290 ข้อ 396
ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาว่องไว ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาแหลมคม ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเป็นผู้มีปัญญาเครื่อง ชำแรกกิเลส ดังนี้เป็นต้น. บัณฑิตพึงทราบความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ในส่วนแห่งความเป็นบัณฑิต เป็นต้น ในข้อนั้นดังต่อไปนี้ :- บุคคลจะเป็นบัณฑิตก็ด้วยเหตุ ๔ ประการ เหล่านี้ คือความเป็นผู้ฉลาดในธาตุ ความเป็นผู้ฉลาดในอายตนะ ความ เป็นผู้ฉลาดในปฏิจจสมุปบาท และความเป็นผู้ฉลาดในฐานะและอฐานะ ดังนี้. ในการแสดงวิภาคแห่งความเป็นผู้มีปัญญามากเป็นต้น มีพระบาลี ดังต่อไปนี้ :- ชื่อว่า ปัญญาใหญ่เป็นไฉน๑ ? ชื่อว่า ปัญญาใหญ่ เพราะอรรถว่า กำหนดอรรถใหญ่, กำหนดธรรมใหญ่. กำหนดนิรุตติใหญ่, กำหนดปฏิภาณใหญ่, กำหนดศีลขันธ์ ใหญ่, กำหนดสมาธิขันธ์ใหญ่, กำหนดปัญญาขันธ์ใหญ่, กำหนดวิมุตติขันธ์ใหญ่, กำหนดวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ ใหญ่, กำหนดฐานะและอฐานะใหญ่, กำหนดวิหารสมา- บัติใหญ่, กำหนดอริยสัจใหญ่, กำหนดสติปัฏฐานใหญ่, กำหนดสัมมัปปธานใหญ่, กำหนดอิทธิบาทใหญ่, กำหนด อินทรีย์ใหญ่, กำหนดพละใหญ่, กำหนดโพชฌงค์ใหญ่, กำหนดอริยมรรคใหญ่, กำหนดสามัญญผลใหญ่ , กำหนด ๑. ขุ. ป. ๓๑/ ข้อ ๖๖๕.
หน้า 291 ข้อ 396
อภิญญาใหญ่ กำหนดนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ใหญ่ นี้เป็นปัญญาใหญ่. ปุถุปัญญา๑เป็นไฉน ? ชื่อว่าปัญญาหนา เพราะอรรถ ว่า ญาณเป็นไปในขันธ์ต่าง ๆ มา ในธาตุต่าง ๆ มาก ในอายตนะต่าง ๆ มาก ในปฏิจจสมุปบาทต่าง ๆ มาก ในความได้เนื่อง ๆ ซึ่งความสูญต่าง ๆ มาก ในอรรถ ต่าง ๆ มาก ในธรรมต่าง ๆ มาก ในนิรุตติต่าง ๆ มา ในปฏิภาณต่าง ๆ มาก ในศีลขันธ์ต่าง ๆ มาก ในสมาธิ- ขันธ์ต่าง ๆ มาก ในปัญญาขันธ์ต่าง ๆ มาก ในวิมุตติ- ขันธ์ต่าง ๆ มาก ในวิมุตติญาณทัสสนขันธ์ต่าง ๆ มาก ในฐานะและอฐานะต่าง ๆ มาก ในวิหารสมาบัติต่าง ๆ มาก ในอริยสัจต่าง ๆ มาก ในสติปัฏฐานต่าง ๆ มาก ในสัมมัปปธานต่าง ๆ มาก ในอิทธิบาทต่าง ๆ มาก ใน อินทรีย์ต่าง ๆ มาก ในพละต่าง ๆ มาก ในโพชฌงค์ ต่าง ๆ มาก ในอริยมรรคต่าง ๆ มาก ในสามัญญผล ต่าง ๆ มาก ในอภิญญาต่าง ๆ มาก ในนิพพานอันเป็น ประโยชน์อย่างยิ่ง ล่วงธรรมที่ทั่วไปแก่ปุถุชน นี้เป็น ปุถุปัญญา. หาสปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่าหาสปัญญา๒ เพราะ อรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ มีความร่าเริงมาก มีความ พอใจมาก มีความยินดีมาก มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลให้บริบูรณ์ ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า ๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๖๖. ๒. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๔.
หน้า 292 ข้อ 396
มีความร่าเริงมาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญ อินทรียสังวรให้บริบูรณ์ เพราะอรรถว่า มีความร่าเริง มาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญตนรู้จัก ประมาณในโภชนะ เพราะอรรถว่า มีความร่าเริงมาก ฯลฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญชาคริยานุโยค เพราะ อรรถว่า มีความร่าเริงมาก ฯ ล ฯ มีความปราโมทย์มาก บำเพ็ญศีลขันธ์ ฯ ล ฯ สมาธิขันธ์ วิมุตติขันธ์ วิมุตติ- ญาณทัสสนขันธ์ ฯ ล ฯ ย่อมตรัสรู้ตลอด. บำเพ็ญวิหาร- สมาบัติทั้งหลายได้ ย่อมตรัสรู้ตลอดอริยสัจ ๔ ย่อม เจริญสติปัฏฐาน ๔ ย่อมเจริญสัมมัปปธาน ๔ ย่อม เจริญอิทธิบาท ๔ ย่อมเจริญอินทรีย์ ๕ ย่อมเจริญพละ ๕ ย่อมเจริญโพชฌงค์ ๗ ย่อมเจริญอริยมรรค ฯ ล ฯ ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมทำให้แจ้งได้ซึ่ง สามัญญผล. ชื่อว่าหาสปัญญา เพราะอรรถว่า มีความ ร่าเริงมาก มีความพอใจมาก มีความยินดีมาก มีความ ปราโมทย์มาก ย่อมตรัสรู้แจ้งซึ่งอภิญญา, ชื่อว่าหาส- ปัญญา เพราะอรรถว่า มีความร่าเริงมาก มีความพอใจ มาก มีความยินดีมา มีความปราโมทย์มาก ย่อมทำให้ แจ้งซึ่งพระนิพพานอันเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง. ชวนปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่าชวนปัญญา๑ เพราะอรรถว่า ปัญญาแล่นไปสู่รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีตอนาคต และปัจจุบัน ฯ ล ฯ มีอยู่ในที่ไกลหรือมีอยู่ในที่ใกล้ โดย ๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๕.
หน้า 293 ข้อ 396
ความเป็นของไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว แล่นไปสู่ เวทนา ฯลฯ วิญญาณอย่างใดอย่างหนึ่ง ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ฯ ล ฯ แล่นไปสู่วิญญาณทั้งหมด โดยความไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็นทุกข์ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว. แล่นไปสู่จักษุ ฯ ล ฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน โดยความเป็นของไม่เที่ยงได้ไว แล่นไปโดยความเป็น ทุกข์ได้ไว แล่นไปโดยความเป็นอนัตตาได้ไว. ชื่อว่าขวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะอรรถว่า ไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพาน เป็นที่ดับรูปได้ไว ฯ ล ฯ เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯ ล ฯ วิญญาณ. ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถ ว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า จักษุ ฯลฯ ชรามรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และ ปัจจุบัน ไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า สิ้นไป เป็นทุกข์ เพราะอรรถว่า เป็นสิ่งที่น่ากลัว เป็นอนัตตา เพราะ อรรถว่า ไม่มีแก่นสาร แล้วแล่นไปในพระนิพพานเป็น ที่ดับชรามรณะได้ไว.
หน้า 294 ข้อ 396
ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญาเทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า รูปทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุง แต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มีความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดาแล้ว แล่นไปในพระนิพพานเป็นที่ดับ รูปได้ไว. เวทนา ฯ ล ฯ สัญญา ฯ ล ฯ สังขาร ฯ ล ฯ วิญญาณ. ชื่อว่าชวนปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญา เทียบเคียง พินิจ พิจารณา ทำให้แจ่มแจ้งว่า จักษุ ฯลฯ ชราและมรณะ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบัน เป็นของไม่เที่ยง อันปัจจัยปรุงแต่ง อาศัยกันเกิดขึ้น มี ความสิ้นไป เสื่อมไป คลายไป ดับไปเป็นธรรมดา แล้วแล่นไปในพระนิพพาน อันเป็นที่ดับชราและมรณะ ได้ไว. ติกขปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่าติกขปัญญา๑ เพราะ อรรถว่า ทำลายกิเลสได้ไว ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไปซึ่งกามวิตก ที่เกิดขึ้นแล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ไม่รับ รองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มี ต่อไป ซึ่งพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว ไม่รับรองไว้ ฯ ล ฯ ซึ่งวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะ อรรถว่า ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งอกุศลธรรมอันลามกที่เกิดขึ้น ๑. ขุ. ป. ๓๑/ ข้อ ๖๗๑.
หน้า 295 ข้อ 396
แล้ว, ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ไม่รับรองไว้ ย่อมละ บรรเทา ทำให้สิ้นสุด ให้ถึงความไม่มีต่อไป ซึ่งราคะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ซึ่งโทสะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งโมหะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯลฯ ซึ่งความโกรธที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ซึ่งอุปนาหะที่เกิดขึ้นแล้ว ฯ ล ฯ ซึ่งมักขะ ปลาสะ อิสสา มัจฉริยะ มายา สาไถย ถัมภะ สารัมภะ มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง อภิสังขารทั้งปวง ฯ ล ฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวง ที่เกิดขึ้นแล้ว. ชื่อว่าติกขปัญญา เพราะอรรถว่า ปัญญา เป็นเหตุให้บุคคลได้บรรลุ ทำให้แจ้ง ถูกต้องอริยมรรค ๔ สามัญญผล ๔ ปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ณ อาสนะเดียว. นิพเพธิกปัญญาเป็นไฉน ? ชื่อว่านิพเพธิกปัญญา๑ เพราะอรรถว่า บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นผู้มากไปด้วย ความสะดุ้ง ความหวาดเสียว ความเบื่อหน่าย ความ ระอา ความไม่พอใจ เบือนหน้าออก ไม่ยินดีในสังขาร ทั้งปวง ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโลภะที่ไม่เคยเบื่อ หน่าย ที่ไม่เคยทำลายในสังขารทั้งปวง, ชื่อว่านิพเพธิก- ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโทสะ ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย ชื่อว่านิพเพธิก- ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายกองโมหะ ที่ไม่เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย, ชื่อว่านิพเพธิก- ปัญญา เพราะอรรถว่า ย่อมเบื่อหน่าย ทำลายโกธะ ฯ ล ฯ ๑. ขุ. ป. ๓๑/ข้อ ๖๗๗.
หน้า 296 ข้อ 396
อุปนาหะ ฯ ล ฯ กรรมอันเป็นเหตุให้ไปสู่ภพทั้งปวงที่ไม่ เคยเบื่อหน่าย ที่ไม่เคยทำลาย. ท่านกล่าวคำว่า มหาพุทฺธิ มีปัญญามาก ไว้ เพราะพระเถระ ประกอบพร้อมด้วยปัญญาอย่างมากมาย มีวิภาคตามที่กล่าวไว้แล้ว ด้วย ประการฉะนี้. อนึ่ง บัณฑิตพึงทราบความที่พระเถระนี้มีปัญญามาก แม้ด้วยอำนาจ ธรรมตามลำดับบท และวิปัสสนา. สมจริงดังพระดำรัสที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ๑: - ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สารีบุตรเห็นแจ้งธรรมตามลำดับ บทได้เพียงกึ่งเดือน. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในการเห็น แจ้งธรรมตามลำดับบทของพระสารีบุตรนั้น มีดังต่อ- ไปนี้ :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในเรื่องนี้พระสารีบุตร สงัด จากกามทั้งหลาย ฯ ล ฯ เข้าปฐมฌานอยู่. ธรรมใน ปฐมฌานคือวิตก ฯ ล ฯ จิตเตกัคคตา ผัสสะ เวทนา สัญญา เจตนา จิต ฉันทะ อธิโมกข์ วิริยะ สติ อุเปกขา มนสิการ. เป็นอันสารีบุตรกำหนดธรรมได้ตาม ลำดับบท เป็นอันสารีบุตรรู้แจ้งแล้ว ทั้งที่เกิดขึ้น ตั้ง อยู่ และถึงความดับ. เธอรู้ชัดอย่างนี้ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อม เสื่อมไป เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่ พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้แล้วในธรรมนั้น ๆ มี ๑. ม. อุ ๑๔/ข้อ ๑๕๙-๑๖๕. อนุปทสูตร.
หน้า 297 ข้อ 396
ใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้แล้วอยู่, ย่อมรู้ชัด ว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และมีความ เห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตร เข้าทุติยฌาน ฯ ล ฯ เพราะสงบวิตกและวิจาร. เข้าตติย- ฌานอยู่. เข้าจตุตถฌานอยู่. เข้าอากาสานัญจายตนะอยู่. เข้าวิญญาณัญจายตนะอยู่. เข้าอากิญจัญญายตนะอยู่. สารีบุตรล่วงอากิญจัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง แล้ว เข้าเนวสัญญานาสัญญายตนฌานอยู่. เธอเป็นผู้มี สติออกจากสมาบัตินั้น ครั้นเธอมีสติออกจากสมาบัตินั้น แล้ว พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวน ไปแล้วว่า ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันว่าธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้วย่อมเสื่อมไป. เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลสไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้ แล้วในธรรมนั้น ๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดน ได้แล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้น ไปอยู่ และมีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออก นั้นให้มาก ก็มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ประการอื่นยังมีอีก สารีบุตร ล่วงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน โดยประการทั้งปวง แล้ว เข้าสัญญาเวทยิตนิโรธอยู่. เพราะเห็นด้วยปัญญา อาสวะของเธอจึงเป็นอันสิ้นไป. เธอย่อมมีสติออกจาก
หน้า 298 ข้อ 396
สมาบัตินั้น ครั้นเธอมีสติออกจากสมาบัตินั้นแล้ว ย่อม พิจารณาเห็นธรรมที่ล่วงแล้ว ดับแล้ว แปรปรวนไปแล้ว ว่า ด้วยประการนี้ เป็นอันว่า ธรรมที่ไม่มีแก่เรา ย่อมมี ที่มีแล้ว ย่อมเสื่อมไป. เธอไม่ยินดีไม่ยินร้าย อันกิเลส ไม่อาศัย ไม่พัวพัน พ้นวิเศษแล้ว พรากได้เเล้วในธรรม นั้น ๆ มีใจอันกระทำให้ปราศจากเขตแดนได้เเล้วอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า ยังมีธรรมเครื่องสลัดออกยิ่งขึ้นไปอยู่ และ มีความเห็นต่อไปว่า ผู้ที่ทำเครื่องสลัดออกนั้นให้มาก ก็มีอยู่. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชมภิกษุ รูปใดว่า เป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยศีล, เป็นผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยสมาธิ, เป็น ผู้ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยปัญญา, เป็นผู้ ถึงความชำนาญ ถึงความสำเร็จในอริยวิมุตติ ภิกษุรูป นั้น คือสารีบุตรนั่นเอง ที่ผู้กล่าวชอบ พึงกล่าวชม ดังนี้. อธิบายว่า พระเถระชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญามาก เพราะประกอบ พร้อมด้วยความรู้อย่างกว้างขวาง เพราะบรรลุถึงความเป็นผู้มีปัญญามาก กว้างขวาง ร่าเริง เร็วไว แหลมคม และเป็นเครื่องชำแรกกิเลส ด้วย ประการฉะนี้. ส่วนความรู้ที่อนุโลมตามธรรม บัณฑิตพึงแสดงด้วย สัมปสาทนียสูตรเถิด.๑ จริงอยู่ พระสูตรนั้น การคาดหมายของพระเถระ ท่านกล่าวไว้ว่าเป็นเช่นกับพระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า อชโฬ ชฬสมาโน ความว่า ไม่ใช่เป็นคนเขลา แม้โดย ๑. ที. ปาฏิ. ๑๑/ข้อ ๗๓-๙๓.
หน้า 299 ข้อ 396
ประการทั้งปวง เพราะท่านเป็นผู้สูงสุดด้วยปัญญา ในบรรดาสาวกทั้งหลาย แต่ทำเช่นกับคนเขลา คือทำที่เหมือนคนโง่ เพราะแสดงทำคนดุจคนที่ไม่ รู้อะไร เพราะท่านเป็นผู้มีความปรารถนาน้อยยิ่งนัก เป็นผู้ดับ คือเป็น ผู้เย็นสนิท เพราะไม่มีความทุกข์ร้อนคือกิเลส เที่ยวไปในกาลทุกเมื่อ คือ อยู่เป็นนิตย์. คาถาว่า ปริจิณฺโณ นี้ พระเถระเมื่อจะประกาศถึงกิจที่ตนได้ทำไว้ จึงได้กล่าวถึงคาถานั้น ก็มีเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. ก็คาถาว่า สมฺปาเทถปฺปมาเทน นี้ พระเถระก็กล่าวไว้ โดยมุ่งที่ ที่จะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายผู้พากันมาประชุม ในเวลาที่ตนจะปริ- นิพพาน, ถึงคาถานั้น ก็มีเนื้อความดังที่ได้กล่าวไว้แล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสาริปุตตเถรคาถาที่ ๒
หน้า 300 ข้อ 397
๓. อานันทเถรคาถา ว่าด้วยความเป็นผู้ทรงธรรม [๓๙๗] บัณฑิต ไม่ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนที่ชอบ ส่อเสียด มักโกรธ ตระหนี่ และผู้ปรารถนาให้ผู้อื่นพินาศ เพราะการสมาคมกับคนชั่ว เป็นความลามก แต่บัณฑิต ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนผู้มีศรัทธา มีศีลน่ารัก มีปัญญา และเป็นคนได้สดับเล่าเรียนมามาก เพราะการ สมาคมกับคนดี ย่อมมีแต่ความเจริญอย่างเดียว เชิญดู ร่างกายอันมีกระดูก ๓๐๐ ท่อน ซึ่งมีเอ็นใหญ่น้อยผูกขึ้น เป็นโครงตั้งไว้ อันบุญกรรมตบแต่งให้วิจิตร มีแผลทั่ว ทุกแห่ง กระสับกระส่าย คนโง่เขลาพากันดำริเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น พระอานนทเถระผู้โคดมโคตร เป็น ผู้ได้สดับมามาก มีถ้อยคำไพเราะ เป็นผู้อุปัฏฐากพระ- พุทธเจ้า ปลงภาระลงแล้ว บรรลุอรหัต สำเร็จการนอน พระอานนทเถระสิ้นอาสวะแล้ว ปราศจากกิเลสเครื่อง เกาะเกี่ยวแล้ว ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว ดับสนิท ถึงฝั่งแห่งชาติและชรา ทรงไว้แต่ร่างกายอันมีในที่สุด ธรรมทั้งหลายของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่ง พระอาทิตย์ ตั้งอยู่แล้วในบุคคลใด บุคคลนั้นคือ พระ- อานนทเถระผู้โคตมะ ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในมรรคเป็นทาง ไปสู่นิพพาน พระอานนทเถระได้เรียนธรรมจากพระ-
หน้า 301 ข้อ 397
พุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ได้เรียนมาจากสำนักภิกษุ มีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ จึงรวมเป็น ธรรมที่คล่องปากขึ้นใจ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ คนที่เป็นชาย มีการศึกษาเล่าเรียนมาน้อย ย่อมแก่เปล่า เหมือนกับโค ที่มีกำลังแต่เขาไม่ได้ใช้งานฉะนั้น เนื้อย่อมเจริญแก่เขา ปัญญาไม่เจริญแก่เขา ผู้ใดเล่าเรียนมามาก ดูหมิ่นผู้ ที่ศึกษาเล่าเรียนมาน้อยด้วยการสดับ แต่เขาไม่ได้ปฏิบัติ ตามที่เล่าเรียนมา ย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนคนตาบอด ถือดวงไฟไปฉะนั้น บุคคลควรเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่ศึกษามา มาก แต่ไม่ควรทำสุตะที่ตนได้มาให้พินาศ เพราะสุตะ ที่ตนได้มานั้น เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงควรเป็นผู้ทรงธรรม บุคคลผู้รู้อักษรทั้งเบื้องต้นและ เบื้องปลาย รู้อรรถแห่งภาษิต ฉลาดในนิรุตติและบท ย่อมเล่าเรียนธรรม ให้เป็นการเล่าเรียนดี และพิจารณา เนื้อความ เป็นผู้กระทำความพอใจด้วยความอดทน พยายามพิจารณา ดังความเพียร ในเวลาพยายามมีจิต ตั้งมั่นด้วยดีในภายใน บุคคลควรคบหาท่านผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้า หวัง การรู้แจ้งธรรมเช่นนั้นเถิด บุคคลผู้เป็นพหูสูตทรงธรรม แห่งพระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตา ของโลกทั่วไป ผู้ที่เป็นพหูสูตนั้น เป็นผู้อันมหาชนควรบูชา ภิกษุมีธรรมเป็นที่ยินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรม
หน้า 302 ข้อ 397
ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมไปจากสัพธรรม เมื่อกายและ ชีวิตของตนเสื่อมไป ภิกษุผู้หนักในความตระหนี่กาย ติด อยู่ด้วยควานสุขทางร่างกาย ไม่ขวนขวายบำเพ็ญเพียร ความผาสุกทางสมณะจักมีแต่ที่ไหน ทิศทั้งหมดไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้ง ในเมื่อท่านธรรมเสนาบดีผู้ เป็นกัลยาณมิตร นิพพานแล้ว โลกทั้งหมดนี้ปรากฏ เหมือนความมืดมน กายคตาสติย่อมนำมาซึ่งประโยชน์ โดยส่วนเดียวฉันใด กัลยาณมิตรเช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ ภิกษุผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว มีพระศาสดานิพพานไปแล้ว ฉันนั้น มิตรเก่าพากันล่วงลับไปแล้ว จิตของเราไม่สมาคม ด้วยมิตรใหม่ วันนี้เราจะเพ่งฌานอยู่ผู้เดียว เหมือนกับ นกที่อยู่ในรังในฤดูฝนฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระอานนท์ด้วยพระคาถา ๑ พระคาถา ความว่า เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมาก ที่พากันมาแต่ ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้า เพราะประชุมชนเหล่า นั้นเป็นผู้มุ่งจะฟังธรรม จงเข้ามาหาเราได้ เวลานี้เป็น เวลาที่จะเห็นเรา. พระอานนทเถระจึงกล่าวเป็นคาถาต่อไปว่า พระศาสดาผู้มีจักษุ ทรงประทานโอกาสให้ประชุม ชนที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้า ไม่ ทรงห้าม เมื่อเรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี กาม- สัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เมื่อ
หน้า 303 ข้อ 397
เรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญาไม่เกิดขึ้น เลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เราได้อุปัฏฐากพระ- ผู้มีภาคเจ้าด้วยเมตตากายกรรม เหมือนพระฉายาติดตาม พระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เมตตาวจีกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเมคตามโนกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เมื่อพระ- พุทธองค์เสด็จดำเนินไป เราก็ได้เดินตามไปเบื้องพระ- ปฤษฎางค์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรงแสดงธรรมอยู่ ญาณเกิดขึ้นแก่เรา เป็นผู้มีกิจที่จะต้องทำ ยังเป็นพระ- เสขะยังไม่บรรลุอรหัต พระศาสดาพระองค์ใดเป็นผู้ทรง อนุเคราะห์เรา พระศาสดาพระองค์นั้น ได้เสด็จ ปรินิพพานไปเสียก่อนแล้ว เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ถือความเป็นผู้ประเสริฐโดยอาการทั้งปวง เสด็จปรินิพ- พานแล้ว ครั้งนั้น ได้เกิดมีความหวาดเสียวและได้เกิด ขนพองสยองเกล้า. พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะสรรเสริญพระอานนทเถระ ได้รจนาคาถา ๓ คาถา ความว่า พระอานนท์เถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษา คลังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระคุณอัน ยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ปรินิพพานไปเสียแล้ว พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลัง พระธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
หน้า 304 ข้อ 397
เป็นดวงตาของชาวโลกทั่วไป เป็นผู้กำจัดความมืดมนที่ เป็นเหตุทำให้เป็นดังคนตาบอดได้แล้ว พระอานนทเถระ เป็นผู้มีคติ มีสติ และธิติ เป็นผู้แสวงคุณ เป็นผู้ทรงจำ พระสัทธรรมไว้ได้ เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ. พระอานนท์เถระ ก่อนแต่นิพพานได้กล่าวคาถา ความว่า เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา เราทำคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ถอน ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว. จบอานันทเถรคาถาที่ ๓ รวมพระเถระ พระเถระ ๓ รูปนี้ คือ พระปุสสเถระ ๑ พระสารีบุตรเถระ ๑ พระอานนทเถระ ๑ ท่านนิพนธ์คาถาไว้ในติงสนิบาตนั้น รวม ๑๐๕ คาถา ฉะนั้นแล. จบติงสนิบาต อรรถกถาอานันทเถรคาถา คาถาของท่านพระอานนทเถระ มีคำเริ่มต้นว่า ปิสุเณน จ โกธเนน ดังนี้. เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ท่านพระอานนทเถระแม้นี้ เป็นผู้ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว ในพระ- พุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดเป็นพี่ชายต่างมารดา แห่งพระศาสดา ในหังสวดีนคร, ท่านได้มีชื่อว่า สุมนะ ส่วนพระบิดาของท่าน ได้มีพระนามว่า พระเจ้า อานันทะ. เมื่อสุมนกุมาร ผู้เป็นพระราชโอรสของตน เจริญวัยแล้ว
หน้า 305 ข้อ 397
พระองค์ได้ทรงพระราชทานเนื้อที่ให้ครอบครองพระนคร ประมาณได้ ๑๒๐ โยชน์ แห่งกรุงหังสวดี. พระราชกุมารนั้นบางคราวก็เสด็จมาเฝ้า พระศาสดา และพระราชบิดา. ในกาลนั้น พระราชาทรงบำรุงพระศาสดา และพระภิกษุสงฆ์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ด้วยพระองค์เอง. ไม่ยอมให้ คนเหล่าอื่นบำรุงบ้าง. สมัยนั้น ปัจจันตชนบท ได้มีการจลาจลขึ้น. พระราชกุมาร ไม่ ยอมกราบบังคมทูลให้พระราชาได้ทรงทราบว่า ปัจจันตชนบทเกิดมีการ จลาจล พระองค์เท่านั้น จัดการปราบจลาจลนั้นเสียจนสงบ. พระราชา ทรงทราบเหตุการณ์นั้นแล้ว ทรงเบิกบานพระทัยยิ่งนัก รับสั่งเรียกหา พระราชโอรสมาแล้วตรัสว่า ลูกเอ๋ย พ่อจะให้พรแก่เจ้า เจ้าจงรับพรนะ. พระราชกุมารกราบบังคมทูลว่า หม่อมฉัน ต้องการจะใช้ชีวิตทำการบำรุง พระศาสดา และภิกษุสงฆ์ให้ตลอด ๓ เดือน. พระราชาตรัสว่า พรนั้น เจ้าไม่อาจจะทำ, จงกล่าวขออย่างอื่นเถิด. พระราชกุมาร กราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ธรรมดาพระมหากษัตริย์ทั้งหลายไม่ตรัสถ้อยคำเป็น สอง. ขอจงพระราชทานพรนั้นแก่หม่อมฉันเถิด, หม่อมฉันไม่ต้องการ สิ่งอื่น. พระราชาตรัสว่า ถ้าพระศาสดา ทรงอนุญาต, ก็จงให้ทาน ตามสบายเถิด. พระราชกุมารนั้นเสด็จไปยังพระวิหาร เพื่อประสงค์ว่า เราจักรู้ความคิดของพระศาสดา. ก็สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรง ทำภัตกิจเสร็จสิ้นแล้ว จึงเสด็จเข้าไปยังพระคันธกุฎี, พระราชกุมารนั้น จึงเข้าไปหาภิกษุทั้งหลายแล้ว ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เรามาเพื่อเข้า เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า, ขอท่านจงชี้พระผู้มีพระภาคเจ้าแก่เราเถิด. ภิกษุ ทั้งหลายกล่าวว่า พระเถระชื่อว่า สุมนะเป็นอุปัฏฐาก, จงไปยังสำนัก ของพระเถระนั้นเถอะ. พระราชกุมารนั้น เข้าไปหาพระเถระแล้ว ถวาย
หน้า 306 ข้อ 397
บังคมแล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงแสดงพระศาสดาแก่เราเถิด. ลำดับนั้น พระเถระเมื่อพระราชกุมารนั้นเห็นอยู่นั่นแหละ จึงดำลงดิน ไปแล้ว เข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชบุตร จะมาเฝ้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ภิกษุ ถ้าอย่างนั้น เธอจงให้ปูลาด อาสนะไว้ข้างนอก. พระเถระ ทั้งที่พระกุมารนั้นเห็นอยู่นั่นแหละ รับ พุทธอาสน์แล้ว ดำลงภายในพระคันธกุฎีแล้ว ปรากฏภายนอกบริเวณ ให้ปูลาดอาสนะไว้บริเวณพระคันธกุฎี. พระกุมารเห็นเหตุนั้นแล้วเกิด ความคิดขึ้นว่า พระเถระนี้สำคัญยิ่งนัก. แม้พระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จออกจากพระคันธกุฎีแล้ว ประทับ นั่งบนอาสนะที่พระเถระปูลาดแล้ว. พระราชบุตรถวายบังคมพระศาสดา แล้ว ทำปฏิสันถารแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเถระรูปนี้ เห็นทีจะมีความคุ้นเคยในพระศาสนาของพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า ใช่แล้วกุมาร เป็นผู้มีความคุ้นเคย. พระราชกุมารตรัสถามว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ภิกษุนี้ทำอย่างไรจึงมีความคุ้นเคย. พระศาสดาตรัสว่า กระทำบุญ ทั้งหลาย มีทานเป็นต้นไว้. พระราชกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า แม้ข้าพระองค์จงเป็นผู้มีความคุ้นเคยในพระพุทธศาสนา ในอนาคต- กาลเหมือนพระเถระรูปนี้เถิด แล้วถวายภัตตามขอบเขตกำหนดตลอด ๗ วันแล้ว ในวันที่ ๗ กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ ได้วาระบำรุงพระองค์ตลอด ๓ เดือน จากสำนักพระบิดาของข้าพระองค์ ขอพระองค์ทรงยับยั้งอยู่จำพรรษาตลอด ๓ เดือน เพื่อข้าพระองค์เถิด, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพิจารณาว่า ประโยชน์ในการไปในที่นั้น จะมี หรือไม่หนอ ทรงเห็นว่ามี จึงตรัสว่า กุมาร พระตถาคตทั้งหลาย ย่อม ยินดียิ่ง ในเรือนว่างเปล่าแล. พระกุมารตรัสว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 307 ข้อ 397
ข้าพระองค์ทราบพระดำรัสแล้ว, ข้าแต่พระสุคตเจ้า ข้าพระองค์ทราบ พระดำรัสแล้ว, ดังนี้แล้ว ให้พระพุทธเจ้ารับปฏิญญาว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไปถึงแล้ว ก่อนอื่นจะให้คนสร้างวิหาร, เมื่อข้าพระองค์ ส่งข่าวสาสน์แล้ว ขอพระองค์จงเสด็จมาพร้อมกับภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป ดังนี้แล้ว ไปเฝ้าพระราชบิดาแล้ว ถวายบังคมพระราชบิดา ด้วยพระ- ดำรัสว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงให้ปฏิญญาแก่ ข้าพระองค์แล้ว, เมื่อข้าพระองค์ส่งข่าวสาสน์ไปแล้ว พึงได้พบพระผู้มี- พระภาคเจ้าเป็นแน่ ดังนี้แล้วจึงออกไป เมื่อจะสร้างวิหารในเนื้อที่ทุก ๆ โยชน์ เสด็จไปสู่หนทางไกลถึง ๑๒๐ โยชน์. ก็ครั้นเสด็จไปแล้ว พิจารณา ถึงสถานที่สร้างวิหารในพระนครของพระองค์ เห็นอุทยานของโสภณ- กุฎุมพี จึงซื้อด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ แล้วสละทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ ให้สร้าง วิหาร. ครั้นให้สร้างพระคันธกุฎีสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า และให้สร้าง กุฎีที่เร้นและมณฑป เพื่อเป็นที่พักกลางคืนและกลางวันสำหรับหมู่ภิกษุ ที่เหลือในที่นั้นแล้ว ให้ตั้งกำแพงล้อมรอบ และซุ้มประตูแล้ว จึงส่ง สาสน์ไปยังสำนักพระราชบิดาว่า การงานของข้าพระองค์เสร็จแล้ว, ขอ พระองค์ จงส่งสาสน์ไปยังพระศาสดา. พระราชาทรงนิมนต์ให้พระผู้มีพระภาคเจ้าเสวยเสร็จแล้ว กราบทูล ว่า ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า การงานของสุมนะ สำเร็จแล้ว, บัดนี้ หวังการ เสด็จไปของพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้ามีภิกษุ ๑๐๐,๐๐๐ รูป แวดล้อม แล้ว ได้เสด็จไปประทับอยู่ในวิหารทุก ๆ โยชน์. พระกุมารทรงทราบว่า พระศาสดาจะเสด็จมา จึงเสด็จไปต้อนรับในที่โยชน์หนึ่ง นำเอาของหอม และดอกไม้เป็นต้นบูชา นิมนต์ให้เสด็จเข้าไปยังวิหารที่สร้างด้วยทรัพย์
หน้า 308 ข้อ 397
๑๐๐,๐๐๐ ในอุทยานชื่อว่า โสภณะ ที่ซื้อด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ แล้ว มอบถวายวิหารนั้น ด้วยพระดำรัสว่า:- ข้าแต่พระมหามุนีเจ้า ขอพระองค์จงทรงรับอุทยาน ชื่อโสภณะ ที่ข้าพระองค์ซื้อด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ แล้ว สร้างด้วยทรัพย์ ๑๐๐,๐๐๐ เถิด. ในวันเข้าพรรษา พระกุมารนั้น ยังมหาทานให้เป็นไปแล้ว มอบหมาย หน้าที่การงานให้บุตรและภรรยา อีกทั้งพวกอำมาตย์ ด้วยพระดำรัสว่า พวกท่านพึงให้ทาน โดยทำนองนี้แหละ แล้วพระองค์เองก็อยู่ในที่ใกล้ สถานที่อยู่ของพระสุมนเถระนั่นแล ทำการบำรุงพระศาสดาตลอด ๓ เดือน เมื่อใกล้ถึงวันปวารณา จึงเข้าไปสู่บ้านแล้ว ยังมหาทานให้เป็นไปตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๗ จึงจัดวางผ้าไตรจีวรทั้งหลาย ที่แทบพระบาทพระ- ศาสดาและภิกษุสงฆ์ประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ รูปแล้ว ถวายบังคม ตั้งปณิธาน ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้ทำบุญมาตั้งแต่การให้ทานตามเขต กำหนดตลอด ๗ วัน ข้อผลบุญอันนั้น อย่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ แก่ สวรรค์สมบัติเป็นต้นเลย โดยที่แท้ขอให้ข้าพระองค์พึงได้เป็นอุปัฏฐากของ พระพุทธเจ้าสักองค์หนึ่งในอนาคตกาล เหมือนพระสุมนเถระรูปนี้เถิด. แม้พระศาสดา ก็ทรงเห็นว่า ความปรารถนาของพระกุมารนั้นหาอันตราย มิได้ จึงตรัสพยากรณ์แล้วเสด็จหลีกไป. แม้พระราชกุมารนั้น ทรงบำเพ็ญบุญมากมาย ตลอด ๑๐๐,๐๐๐ ปี ในพุทธุปบาทกาลนั้นแล้ว แม้ที่ยิ่งไปกว่านั้น ก็ทรงสะสมบุญกรรมอัน โอฬารในภพนั้น ๆ แล้ว ท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า กัสสปะ ได้ถวายผ้าอุตตรสาฎก เพื่อเป็นถลกบาตรแก่พระเถระรูปหนึ่ง ผู้กำลังเที่ยวบิณฑบาตอยู่ แล้วได้
หน้า 309 ข้อ 397
ทรงทำการบูชา. บังเกิดในสวรรค์อีกครั้งแล้ว จุติจากสวรรค์นั้น ไปเกิดเป็น พระเจ้าพาราณสี ทรงพบพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ นิมนต์ให้พระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้น บริโภคแล้ว ให้ช่างสร้างบรรณศาลา ๘ หลัง ใน มงคลอุทยานของตนแล้ว ให้ตบแต่งตั้งที่สำเร็จล้วนด้วยรัตนะ และที่รอง เป็นแก้วมณี ๘ ที่ เพื่อเป็นที่นั่งของพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ได้ทำ การบำรุงตลอด ๑๐,๐๐๐ ปี. สถานที่เหล่านั้น ยังปรากฏอยู่. ก็เมื่อพระราชาทรงบำเพ็ญบุญเป็นอันมาก ในภพนั้นๆ ตลอดแสนกัป จึงได้บังเกิดในดุสิตบุรี พร้อมกับพระโพธิสัตว์ของพวกเรา จุติจากดุสิต นั้นแล้ว บังเกิดในวังของอมิโตทนะศากยวงศ์ ได้มีพระนามว่า อานนท์ เพราะท่านเกิดแล้ว ทำให้หมู่ญาติทั้งหมดได้รับความยินดีเพลิดเพลิน. ท่านเจริญวัยโดยลำดับแล้ว เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกอภิเนษกรมณ์ แล้วบรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวรให้ เป็นไป แล้วเสด็จไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ครั้งแรก เสด็จออกจากกรุงนั้น (ท่านอานนท์) ออกไปพร้อมกับเจ้าภัททิยะเป็นต้น ออกไปเพื่อบวชเป็น บริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น บวชแล้วในสำนักของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ต่อกาลไม่นานนัก ได้ฟังธรรมกถาในสำนักของท่าน พระปุณณมันตาณีบุตรแล้วดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล. ก็สมัยนั้น ตลอดเวลา ๒๐ ปี ในปฐมโพธิกาล ไม่มีอุปัฏฐาก ประจำสำหรับพระผู้มีพระภาคเจ้า. บางคราว พระนาคสมาละ ก็รับบาตร และจีวร ตามเสด็จไป, บางคราว พระนาคิตะ, บางคราว พระอุปวานะ, บางคราว พระสุนักขัตตะ, บางคราว พระจุนทสมณุทเทส, บางคราว พระสาคตะ, บางคราว พระเมฆิยะ, โดยมาก ท่านเหล่านั้นมิได้ทำจิต ของพระศาสดาให้ยินดีโปรดปรานเลย. ครั้นวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 310 ข้อ 397
มีภิกษุสงฆ์แวดล้อม ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ ที่เขาปูลาดไว้ ที่บริเวณ พระคันธกุฎีแล้ว ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย บัดนี้เราเป็นคนแก่, ภิกษุบางพวก เมื่อเรากล่าวว่า เราจะไป ทางนี้ บัดนี้ ก็กลับไปทางอื่นเสีย. ภิกษุบางพวก วางบาตรและจีวร ของเราไว้ที่ภาคพื้น, พวกเธอจงรู้ภิกษุผู้จะอุปัฏฐากเราเป็นประจำ. เพราะ ได้ฟังพระดำรัสนั้น ธรรมสังเวชเกิดขึ้นแล้วแก่ภิกษุทั้งหลาย. ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรลุกขึ้น ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากบำรุงพระองค์. พระผู้มี- พระภาคเจ้า ตรัสห้ามท่านพระสารีบุตร. พระมหาสาวกทั้งหมด เริ่มต้น แต่พระมหาโมคคัลลานะไป เว้นท่านพระอานนท์เสีย พากันลุกขึ้นกราบ ทูลโดยอุบายนั้นว่า ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก, ข้าพระองค์ จักอุปัฏฐาก ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ตรัสห้ามพระสาวกแม้เหล่านั้นเสีย. ส่วน พระอานนท์นั้น ได้นั่งนิ่งแล้วทีเดียว. ลำดับนั้น พวกภิกษุ กล่าวกะท่าน พระอานนท์นั้นว่า ผู้มีอายุ แม้ท่านก็จงทูลขอตำแหน่งการอุปัฏฐาก ประจำพระศาสดาเถิด. พระ.อานนท์กล่าวว่า ถ้าทูลขอได้ตำแหน่งมาแล้ว จะเป็นเช่นไร. ถ้าชอบใจ, พระศาสดา ก็จักตรัสเอง. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่าอื่น จะพึง ให้อานนท์อุตสาหะขึ้นไม่ได้, ตนเองเท่านั้น ทราบแล้ว จักอุปัฏฐาก. เรา, ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลาย พากันกล่าวว่า อานนท์ผู้มีอายุ เธอจง ลุกขึ้น จงทูลขอตำแหน่งอุปัฏฐากกะพระศาสดาเถิด. พระเถระลุกขึ้นแล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า จักไม่ให้จีวรอันประณีต ที่พระองค์ได้แล้ว แก่ข้าพระองค์
หน้า 311 ข้อ 397
จักไม่ให้บิณฑบาตอันประณีต, จักไม่ให้เพื่ออยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกัน, รับนิมนต์แล้ว จักไม่ไป, ข้าพระองค์จักอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าเอง. พระอานนท์ ได้เป็นผู้อุปัฏฐากประจำ รับพร ๘ ประการ คือ ข้อห้าม ๔ ประการเหล่านี้ เพื่อปลดเปลื้องคำติเตียนว่า เมื่อพระศาสดาได้รับคุณ มีประมาณเท่านี้, ภาระอะไร ในการที่จะอุปัฏฐาก, พระอานนท์กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักเสด็จไป ยังที่นิมนต์ที่ ข้าพระองค์รับแล้ว, ถ้าเมื่อมีคนพากันมาจากที่ไกล ข้าพระองค์จักได้เพื่อ เข้าเฝ้าในทันทีทีเดียว. เมื่อข้าพระองค์เกิดความสงสัยขึ้น จักได้เพื่อเข้าเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทันทีทีเดียว, ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า จักทรงแสดง ธรรมที่พระองค์ทรงแสดงแล้วลับหลัง แก่ข้าพระองค์ซ้ำอีก ข้าพระองค์จัก อุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าทันที การทูลขอพร ๔ ประการเหล่านี้ เพื่อปลด เปลื้องคำติเตียนพระอานนท์ ย่อมไม่ได้การอนุเคราะห์ในสำนักของพระ- ศาสดา แม้ด้วยเหตุมีประมาณเท่านี้แล. และเพื่อบำเพ็ญบารมีความเป็น ธรรมภัณฑาคาริกให้บริบูรณ์ว่า พระอานนท์บรรลุผลแห่งบารมีที่บำเพ็ญ มาตลอดแสนกัป ก็เพื่อประโยชน์แก่ตำแหน่งนั้นนั่นแหละแล้ว, ท่านตั้งแต่ วันที่ได้ตำแหน่งอุปัฏฐากแล้ว เมื่อจะอุปัฏฐากพระทศพล ด้วยกิจทั้งหลาย เป็นต้นอย่างนี้ว่า ด้วยน้ำ ๒ ชนิด, ด้วยไม้สีฟัน ๓ ชนิด, ด้วยการ บริกรรมมือและเท้า, ด้วยการบริกรรมหลัง, ด้วยการปัดกวาดบริเวณ พระคันธกุฎี ดังนี้ ก็ทราบว่า เวลานี้พระศาสดาควรจะได้สิ่งนี้, และ ควรจะทำสิ่งนี้ถวาย ดังนี้ เป็นผู้เฝ้าสำนักตลอดกลางวัน ในเวลากลางคืน ก็ตามประทีปใหญ่ไว้ คอยรักษาเหตุการณ์บริเวณพระคันธกุฎี ๙ ครั้ง เมื่อพระศาสดาตรัสเรียก ก็รีบถวายคำตอบ เพื่อบรรเทาถีนมิทธนิวรณ์เสีย.
หน้า 312 ข้อ 397
ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยสงฆ์ใน พระเชตวันแล้ว ทรงสรรเสริญท่านพระอานนท์ โดยอเนกปริยายแล้ว ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งที่เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้เป็นพหูสูต ผู้มีสติ ผู้มีคติ ผู้มีธิติ และผู้อุปัฏฐาก. พระอานนท์ ได้รับการแต่งตั้งตำแหน่งเอตทัคคะ ในฐานะ ๕ ประการจากพระศาสดาอย่างนี้แล้ว ประกอบด้วยอัจฉริย- อัพภูตธรรม ๔ ประการ เป็นผู้รักษาคลังพระธรรมของพระศาสดา พระ- มหาเถระรูปนี้ ถึงจะยังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ก็ตาม แต่เมื่อพระศาสดา ปรินิพพานแล้ว ภายหลังถูกหมู่ภิกษุกระตุ้นให้อาจหาญแล้ว และถูก เทวดาทำให้เกิดสังเวชแล้ว โดยนัยดังที่กล่าวมาแล้ว จึงได้เกิดความ อุตสาหะขึ้นว่า ก็กาลพรุ่งนี้แล้วซิหนอ พระมหาเถระทั้งหลาย จะทำการ ร้อยกรองพระธรรมวินัยกัน, ข้อที่เราเป็นพระเสขบุคคล เป็นผู้มีกิจที่ จะต้องทำ จะเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อร้อยกรองพระธรรมวินัยร่วมกับพระเถระ อเสขบุคคลทั้งหลาย ไม่สมควรแก่เราเลยหนอ ดังนี้ จึงเริ่มเจริญวิปัสสนา บำเพ็ญวิปัสสนาทั้งกลางวันและคืน ไม่ได้ความเพียรที่สม่ำเสมอในการเดิน จงกรม จึงไปสู่วิหาร นั่งบนที่นอน ประสงค์จะนอนพักผ่อน จึงเอนกายลง. ศีรษะยังไม่ทันถึงหมอน เท้าทั้งสองข้างเพียงพ้นจากพื้น ในระหว่างนั้น จิตก็หลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ยึดมั่น เป็นผู้ได้อภิญญา ๖. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑:- พระมหามุนีพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จออกจาก ประตูพระอารามแล้ว ทรงยังเมล็ดฝนอมฤตให้ตกอยู่ ยัง มหาชนให้เย็นสบาย พระขีณาสพผู้เป็นนักปราชญ์ เหล่านั้นประมาณตั้งแสน ได้อภิญญา ๖ มีฤทธิ์มาก ๑. ขุ. อุ. ๓๒/ข้อ ๑๒.
หน้า 313 ข้อ 397
แวดล้อมพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ดุจพระฉายาตามพระองค์ ฉะนั้น เวลานั้น เราอยู่บนคอช้าง ทรงไว้ซึ่งฉัตรขาว อันประเสริฐสุด ปีติย่อมเกิดแก่เราเพราะได้เห็นพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าผู้มีรูปงาม เราลงจากคอช้างแล้ว เข้า ไปเฝ้าพระนราสภ ได้กั้นฉัตรแก้วของเราถวายแด่ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาฤาษีพระนามว่า ปทุมุตตระ ทรงทราบความดำริของเราแล้ว ทรงหยุด กถานั้นไว้ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้กั้นฉัตร อันประดับด้วยเครื่องอลังการทอง เราจักพยากรณ์ผู้นั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าว สัตว์ผู้นี้ไปจากมนุษยโลกนี้ จักครอบครองดุสิต จักเสวยสมบัติมีนางอัปสรทั้งหลาย แวดล้อม จักเสวยเทวราชสมบัติ ๓๔ ครั้ง จักเป็นอธิบดี แห่งชน ครอบครองแผ่นดิน ๘๐๐ ครั้ง จักเป็นพระเจ้า จักรพรรดิ ๕๘ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติในประเทศราช อันไพบูลย์ในแผ่นดิน ในแสนกัปพระศาสดาพระนามว่า โคดมโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติในโลก ผู้นี้จักเป็นโอรสแห่งพระญาติของ พระพุทธเจ้าผู้เป็นธงชัยแห่งสกุลศากยะ จักเป็นพุทธ- อุปัฏฐาก มีชื่อว่า อานนท์ จักมีความเพียร ประกอบ ด้วยปัญญา ฉลาดในพาหุสัจจะ มีความประพฤติอ่อนน้อม
หน้า 314 ข้อ 397
ไม่กระด้าง ชำนาญในบาลีทั้งปวง พระอานนท์นั้นมีตน ส่งไปแล้วเพื่อความเพียร สงบระงับไม่มีอุปธิ จักกำหนด รู้อาสวะทั้งปวงแล้ว จักไม่มีอาสวะนิพพาน มีช้างกุญชร อยู่ในป่า อายุ ๖๐ ปี ตกมันสามครั้ง เกิดในตระกูลช้าง มาตังคะ มีงางอนงาม ควรเป็นราชพาหนะฉันใด แม้ บัณฑิตทั้งหลายก็ฉันนั้น ประมาณได้หลายแสนมีฤทธิ์มาก ทั้งหมดนั้น ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้ไม่มีกิเลส เราจักนมัสการทั้งยามต้น ในยามกลาง และในยามสุด เรามีจิตผ่องใส ปลื้มใจ บำรุงพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เรามีความเพียร ประกอบด้วยปัญญา มีสติสัมปชัญญะ บรรลุโสดาปัตติผล ฉลาดในเสขภูมิ ในแสนกัปแต่กัปนี้ เราก่อสร้างกรรมใด เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้นแล้ว ศรัทธาตั้งมั่นแล้วมีผลมาก การมาในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดของเรา เป็นการมาดีหนอ...ฯ ล ฯ...พระ- พุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ก็ท่านพระอานนท์ เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ เข้าไปสู่มณฑปสำหรับ สังคายนา เมื่อจะสังคายนาพระธรรม จึงทำการแยกกล่าวคาถาภาษิตไว้ แผนกหนึ่ง ด้วยมุ่งที่จะให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายในที่นั้น ๆ และมุ่งที่จะ ประกาศข้อปฏิบัติของตนเป็นต้น ในเวลาที่จะทำการสังคายนาขุททกนิกาย ตามลำดับ เมื่อจะยกขึ้นสู่สังคายนา ในเถรคาถา จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า :-
หน้า 315 ข้อ 397
บัณฑิต ไม่ควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนที่ชอบ ส่อเสียด มักโกรธ ตระหนี่ และผู้ปรารถนาให้ผู้อื่น พินาศ เพราะการสมาคมกับคนชั่ว เป็นความลามก แต่ บัณฑิตควรทำตนให้เป็นมิตรสหายกับคนผู้มีศรัทธา มี ศีลน่ารัก มีปัญญา และเป็นคนได้สดับเล่าเรียนมามาก เพราะการสมาคมกับคนดี ย่อมมีแต่ความเจริญอย่าง เดียว เชิญดูร่างกายอันมีกระดูก ๓๐๐ ท่อน ซึ่งมีเอ็น ใหญ่น้อยผูกขึ้นเป็นโครงตั้งไว้ อันบุญกรรมตบแต่งให้ วิจิตร มีแผลทั่วทุกแห่ง กระสับกระส่าย คนโง่เขลา พากันดำริเป็นอันมาก ไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น พระ- อานนทเถระผู้โคดมโดยโคตร เป็นผู้ได้สดับมามาก มี ถ้อยคำไพเราะ เป็นผู้อุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ปลงภาระลง แล้ว บรรลุอรหัต สำเร็จการนอน พระอานนทเถระสิ้น อาสวะแล้ว ปราศจากกิเลสเครื่องเกาะเกี่ยวแล้ว ล่วง ธรรมเป็นเครื่องข้องแล้ว ดับสนิท ถึงฝั่งแห่งชาติและ ชรา ทรงไว้แต่ร่างกายอันมีในที่สุด ธรรมทั้งหลายของ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ตั้งอยู่แล้ว ในบุคคลใด บุคคลนั้น คือพระอานนทเถระผู้โคตมะ ชื่อว่าย่อมตั้งอยู่ในมรรค เป็นทางไปสู่นิพพาน พระ- อานนทเถระได้เรียนธรรมจากพระพุทธเจ้ามา ๘๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ ได้เรียนมาจากสำนักภิกษุมีพระธรรมเสนาบดี เป็นต้น ๒,๐๐๐ ธรรมขันธ์ จึงรวมเป็นธรรมที่คล่องปากขึ้น
หน้า 316 ข้อ 397
ใจ ๘๔,๐๐๐ ธรรมขันธ์ คนที่เป็นชายมีการศึกษาเล่าเรียน มาน้อย ย่อมแก่เปล่า เหมือนกับโคที่มีกำลังแต่เขาไม่ ได้ใช้งานฉะนั้น เนื้อย่อมเจริญแก่เขา ปัญญาไม่เจริญ แก่เขา ผู้ใดเล่าเรียนมามาก ดูหมิ่นผู้ที่ศึกษาเล่าเรียน มาน้อยด้วยการสดับ แต่เขาไม่ปฏิบัติตามที่เล่าเรียนมา ย่อมปรากฏแก่เรา เหมือนคนตาบอดถือดวงไฟไปฉะนั้น บุคคลควรเข้าไปนั่งใกล้ผู้ที่ศึกษามามาก แต่ไม่ควรทำ สุตะที่ตนได้มาให้พินาศ เพราะสุตะที่ตนได้มานั้น เป็น เบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ เพราะฉะนั้น จึงควรเป็นผู้ทรง ธรรม บุคคลผู้รู้อักษรทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย รู้อรรถ แห่งภาษิต ฉลาดในนิรุตติและบท ย่อมเล่าเรียนธรรมให้ เป็นการเล่าเรียนดี และพิจารณาเนื้อความ เป็นผู้กระทำ ความพอใจด้วยความอดทน พยายามพิจารณา ตั้งความ เพียร ในเวลาพยายามมีจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน บุคคล ควรคบหาท่านผู้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็น สาวกของพระพุทธเจ้า หวังการรู้แจ้งธรรมเช่นนั้นเถิด บุคคลผู้เป็นพหูสูตทรงธรรม เป็นผู้รักษาคลังพระธรรม แห่งพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เป็น ดวงตาของโลกทั่วไป ผู้ที่เป็นพหูสูตนั้น เป็นผู้อันมหาชน ควรบูชา ภิกษุมีธรรมเป็นพหูสูตยินดี ยินดีแล้วในธรรม ค้นคว้าธรรม ระลึกถึงธรรม ย่อมไม่เสื่อมไปจากสัทธรรม เมื่อกายและชีวิตของตนเสื่อมไป ภิกษุผู้หนักในความ
หน้า 317 ข้อ 397
ตระหนี่กาย ติดอยู่ด้วยความสุขทางร่างกาย ไม่ขวนขวาย บำเพ็ญเพียร ความผาสุกทางสมณะจักมีแต่ที่ไหน ทิศ ทั้งหมดไม่ปรากฏ ธรรมทั้งหลายไม่แจ่มแจ้งแก่ข้าพเจ้า ในเมื่อท่านธรรมเสนาบดีผู้เป็นกัลยาณมิตรนิพพานแล้ว โลกทั้งหมดนี้ปรากฏเหมือนความมืดมน กายคตาสติ ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์โดยส่วนเดียวฉันใด กัลยาณมิตร เช่นนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว มี พระศาสดานิพพานไปแล้วฉันนั้น มิตรเก่าพากันล่วงลับ ไปแล้ว จิตของเราไม่สมาคมด้วยมิตรใหม่ วันนี้เราจะ เพ่งฌานอยู่ผู้เดียว เหมือนกับนกที่อยู่ในรัง ในฤดูฝน ฉะนั้น. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะพระอานนท์ด้วยพระคาถา ๑ พระคาถา ความว่า เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมาก ที่พากันมาแต่ ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้า เพราะประชุมชน เหล่านั้นเป็นผู้มุ่งจะฟังธรรม จงเข้ามาหาเราได้ เวลานี้ เป็นเวลาที่จะเห็นเรา. พระอานนท์เถระจงกล่าวเป็นคาถาต่อไปว่า พระศาสดาผู้มีจักษุ ทรงประทานโอกาสให้ประชุม ชนที่พากันมาแต่ต่างประเทศ ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้า ไม่ ทรงห้าม เมื่อเรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี กาม- สัญญาไม่เกิดขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เมื่อ เรายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ๒๕ ปี โทสสัญญาไม่เกิด
หน้า 318 ข้อ 397
ขึ้นเลย เชิญดูความที่ธรรมเป็นธรรมดี เราได้อุปัฏฐาก พระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยเมตตากายกรรม เหมือนพระ- ฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปัฏฐากพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าด้วยเมตตาวจีกรรม เหมือนพระฉายาติดตาม พระองค์อยู่ ๒๕ ปี เราอุปัฏฐากพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วย เมตตามโนกรรม เหมือนพระฉายาติดตามพระองค์อยู่ ๒๕ ปี เมื่อพระพุทธองค์เสด็จดำเนินไป เราก็ได้เดิน ตามไปเบื้องพระปฤษฎางค์ของพระองค์ เมื่อพระองค์ทรง แสดงธรรมอยู่ ฌานเกิดขึ้นแก่เรา เราเป็นผู้มีกิจที่จะต้อง ทำ ยังเป็นพระเสขะ ยังไม่บรรลุอรหัต พระศาสดา พระองค์ใดเป็นผู้ทรงอนุเคราะห์เรา พระศาสดาพระองค์ นั้น ได้เสด็จปรินิพพานไปเสียก่อนแล้ว เมื่อพระสัมมา- สัมพุทธะจ้าผู้ถือความเป็นผู้ประเสริฐโดยอาการทั้งปวง เสด็จปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้น ได้เกิดมีความหวาดเสียว และได้เกิดขนพองสยองเกล้า. พระสังคีติกาจารย์เมื่อจะสรรเสริญพระอานนทเถระ ได้รจนาคาถา ๓ คาถา ความว่า พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษา คลังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาพระคุณ อันยิ่งใหญ่ เป็นดวงตาของโลกทั่วไป ปรินิพพานไปเสีย แล้ว พระอานนทเถระเป็นพหูสูต ทรงธรรม เป็นผู้รักษา คลังพระธรรมของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่ง
หน้า 319 ข้อ 397
ใหญ่ เป็นดวงตาของชาวโลกทั่วไป เป็นผู้กำจัดความ มืดมนที่เป็นเหตุทำให้เป็นดังคนตาบอดได้แล้ว พระ- อานนทเถระเป็นผู้มีคติ มีสติ และธิติ เป็นผู้แสวงคุณ เป็นผู้ทรงจำพระสัทธรรมไว้ได้ เป็นบ่อเกิดแห่งรัตนะ. พระอานนท์เถระ ก่อนแต่นิพพานได้กล่าวคาถา ความว่า เรามีความคุ้นเคยกับพระศาสดา เราทำคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระหนักลงแล้ว ถอน ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น คาถา ๒ คาถาเริ่มต้นว่า ปิสุเณน จ ความว่า บัณฑิตเป็นพวกภิกษุฉัพพัคคีย์ ผู้ทำการคลุกคลีกันกับพวกภิกษุฝ่ายพระ- เทวทัตแล้ว กล่าวโดยมุ่งที่จะให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิสุเณน ได้แก่ ด้วยวาจาส่อเสียด. จริงอยู่ บุคคลผู้ประกอบด้วยวาจานั้น ท่านเรียกว่า ปิสุณะ เพราะเปรียบ เหมือนผ้าสีเขียวประกอบด้วยส่วนสีเขียว. บทว่า โกธเนน แปลว่า มี ความโกรธเป็นปกติ. ชื่อว่าผู้ตระหนี่ เพราะมีความตระหนี่อันมีลักษณะ ปกปิดสมบัติของตน. บทว่า วิภูตนนฺทินา ความว่า ผู้ปรารถนาจะทำสมบัติที่ปรากฏชัด ของปวงสัตว์ให้พินาศไป หรือผู้ปรารถนาจะให้สมบัติที่ปรากฏชัดนั้น แยกเป็นแผนกจากกัน, คำทั้งหมดนั้น ท่านกล่าวประสงค์ถึงพวกภิกษุ ฝ่ายพระเทวทัตเท่านั้น. จริงอยู่ ภิกษุเหล่านั้น ผู้ถูกความตระหนี่ครอบงำ มีแต่ความตระหนี่กล้าแข็งเป็นต้น พากันทำลายเหล่าชนผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติ
หน้า 320 ข้อ 397
ชอบเป็นจำนวนมาก เพื่อที่จะแสดงวัตถุ ๕ ประการ เพราะตนทำ พระศาสดาไว้ภายนอก ดำเนินการเพื่อความพินาศแก่มหาชนเป็นอันมาก. บทว่า สขิตํ ความว่า ไม่ควรทำตนให้เป็นสหาย คือให้มีความ คลุกคลีกัน, เพราะเหตุไร ? เพราะการสมาคมกับคนชั่ว เป็นความ ลามก คือการสมาคมกับคนชั่ว คือคนบาป เป็นความเลวทรามต่ำช้า. จริงอยู่ คนที่เอาเยี่ยงอย่างคนพาลนั้น ก็มีแต่จะนำเอาลักษณะคนพาล มีความคิดถึงเรื่องที่คิดแล้วชั่วเป็นต้น เป็นประเภทมาให้, จะป่วยกล่าว ไปไย ถึงคนที่ทำตามคำพูดของคนพาลเหล่านั้นเล่า. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภัยบางอย่างที่จะเกิด ขึ้น, ภัยเหล่านั้นทั้งหมด เกิดขึ้นเพราะคนพาล, มิใช่เกิดขึ้นเพราะ บัณฑิตเลย ดังนี้เป็นต้น. ก็เพื่อจะแสดงถึงบุคคล ที่บัณฑิตจะพึงทำความเกี่ยวข้องด้วย ท่าน จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สทฺเธน จ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สทฺเธน ความว่า ผู้ประกอบพร้อมด้วย ความเชื่อกรรมและผลแห่งกรรม และด้วยความเชื่อในพระรัตนตรัย. บทว่า เปสเลน ได้แก่ มีศีลน่ารัก คือสมบูรณ์ด้วยศีล. บทว่า ปญฺวตา ความว่า มีความสมบูรณ์ด้วยปัญญา ด้วยอำนาจ ปัญญาเครื่องรู้แจ้งแทงตลอดซึ่งความเกิดขึ้นและเสื่อมไป. บทว่า พหุสฺสุเตน ความว่า ผู้ได้สดับเล่าเรียนมามาก เพราะ บริบูรณ์ด้วยพาหุสัจจะจนถึงปริยัติและปฏิเวธ. บทว่า ภทฺโท อธิบายว่า การเกี่ยวข้อง กับคนดีเช่นนั้น เป็นความ
หน้า 321 ข้อ 397
เจริญ เป็นความดี เป็นความงาม ย่อมนำมาซึ่งประโยชน์อันต่างด้วย ประโยชน์ในโลกนี้เป็นต้น. คาถา ๗ คาถา มีคำเริ่มต้นว่า ปสฺส จิตฺตกตํ ดังนี้ ความว่า เมื่อ นางอุตตราอุบาสิกาเกิดกามสัญญาขึ้น เพราะได้เห็นรูปสมบัติของท่าน ท่านกล่าวคาถาไว้ก็เพื่อจะให้เกิดการตัดความพอใจในร่างกายได้. อาจารย์ บางพวกกล่าวว่า เพื่อจะให้โอวาทแก่เหล่าภิกษุผู้มีจิตฟุ้งซ่าน เพราะได้ เห็นนางอัมพปาลีคณิกา ดังนี้ก็มี. คาถานั้นมีเนื้อความตามที่ได้กล่าวไว้ แล้วในหนหลังนั่นแล. คาถา ๒ คาถา มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุโต จิตฺตกถี พระเถระบรรลุ พระอรหัตแล้ว กล่าวไว้ด้วยอำนาจอุทาน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริจารโก คือเป็นผู้อุปัฏฐาก. คำว่า เสยฺยํ กปฺเปติ นี้ ท่านกล่าวไว้ เพราะพระอานนท์นอนในลำดับต่อจาก การบรรลุพระอรหัต. จริงอยู่ พระเถระยังราตรีเป็นอันมากให้ผ่าน พ้นไปด้วยการจงกรมแล้ว จึงเข้าไปสู่ห้อง เพื่อจะให้ร่างกายเกิดความ อบอุ่นแล้ว นั่งบนเตียงเพื่อจะนอน พอเท้าสองข้างพ้นจากพื้น แต่ศีรษะ ยังไม่ทันถึงหมอน, ในทันทีนั้น ท่านก็บรรลุพระอรหัต แล้วจึงนอน. บทว่า ขีณาสโว ความว่า ท่านสิ้นอาสวะทั้ง ๔ ได้แล้ว ต่อแต่ นั้นนั่นแหละ ท่านก็ปราศจากโยคะทั้ง ๔ ล่วงธรรมเป็นเครื่องข้องได้ แล้ว เพราะล่วงพ้นจากเครื่องข้องคือราคะเป็นต้นได้, เป็นผู้ดับสนิท คือ เย็น เพราะสงบระงับความเร่าร้อนคือกิเลสได้สิ้นเชิง. คาถาว่า ยสฺมึ ปติฏฺิตา ธมฺมา ท้าวมหาพรหมขีณาสพกล่าวไว้ เพราะมุ่งเจาะจงพระเถระ. จริงอยู่ เมื่อการทำสังคายนาพระธรรม
หน้า 322 ข้อ 397
จวนใกล้เข้ามาแล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวว่า ภิกษุรูปหนึ่งย่อมฟุ้งไป ด้วยกลิ่นหอมอบอวลดังนี้ เจาะจงพระเถระ. ลำดับนั้น เมื่อบรรลุพระ- อรหัตแล้ว พระเถระจึงมายังประตูถ้ำสัตตบรรณคูหา เพื่อให้สงฆ์พร้อม เพรียงกัน ท้าวมหาพรหมชั้นสุทธาวาส เมื่อจะให้ภิกษุเหล่านั้นละอาย ด้วยการประกาศความเป็นพระขีณาสพของพระอานนท์ จึงกล่าวคาถาว่า ยสฺมึ ปติฏฺิตา ธมฺมา ดังนี้เป็นต้น, ความแห่งคาถานั้นว่า :- ธรรม ทั้งหลายของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้แก่ ปฏิเวธธรรม และปริยัติธรรม ที่พระองค์เท่านั้นบรรลุแล้ว และประกาศแล้ว ตั้งอยู่ แล้วในบุรุษผู้วิเศษใด, บุรุษผู้วิเศษนี้นั้น คือพระอานนท์ผู้โคตมโคตร ผู้เป็นธรรมภัณฑาคาริก บัดนี้ตั้งอยู่แล้วในมรรคอันเป็นทางไปส่อนุปาทิ- เสสนิพพาน เพราะท่านได้บรรลุสอุปาทิเสสนิพพานแล้ว คือเป็นผู้มี ส่วนแห่งนิพพานนั้นแน่นอน. ครั้นวันหนึ่ง พราหมณ์ชื่อว่าโคปกโมคคัลลานะ เรียนถาม พระเถระว่า ท่านเป็นผู้ปรากฏในพระพุทธศาสนาว่า เป็นพหูสูต, ธรรมทั้งหลายมีประมาณเท่าใดที่พระศาสดาได้ตรัสแล้วแก่ท่าน, ที่ท่าน ทรงจำไว้แล้ว ? พระเถระเมื่อจะให้คำตอบแก่พราหมณ์นั้น จึงกล่าวคาถา ว่า ทฺวาสีติ ดังนี้เป็นต้น. ในคำว่า ทฺวาสีติ นั้น มีโยชนาแก้ว่า ๘๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์. บทว่า พุทฺธโต คณฺหึ ความว่า ได้เล่าเรียนมาจากพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า คือได้เรียนมาจากสำนักของพระศาสดา ๘๒,๐๐๐ พระ- ธรรมขันธ์. บทว่า เทฺว สหสฺสานิ ภิกฺขุโต ความว่า ได้เล่าเรียนจาก สำนักภิกษุ ๒,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ คือได้เล่าเรียนจากสำนักภิกษุทั้งหลาย มีพระธรรมเสนาบดีเป็นต้น.
หน้า 323 ข้อ 397
บทว่า จตุราสีติสหสฺสานิ ได้แก่ รวมทั้ง ๒ สำนักนั้นได้ ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์. บทว่า เย เม ธมฺมาปวตฺติโน ความว่า พระธรรม- ขันธ์มีประมาณตามที่ได้กล่าวไว้แล้วของข้าพเจ้า ช่ำชอง คล่องปาก ติด อยู่ที่ปลายลิ้น. ในกาลครั้งหนึ่ง พระเถระบวชในพระศาสนาแล้ว เห็นคนคนหนึ่ง ผู้ไม่ประกอบในวิปัสสนาธุระและคันถธุระแล้ว เมื่อจะประกาศโทษใน เพราะความไม่มีพาหุสัจจะ จึงกล่าวคาถาว่า อปฺปสฺสุตายํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปสฺสุตายํ ความว่า คนที่มีการศึกษาเล่าเรียน มาน้อย เพราะไม่มีการเล่าเรียนพระสูตร ๑ สูตร, ๒ สูตร, หรือ ๕๐ สูตร, อีกอย่างหนึ่ง เพราะไม่มีการเล่าเรียนพระสูตร ๑ สูตร, หรือ ๒ สูตร, โดยที่สุดแม้พระสูตร ๑ วรรค แต่เขาพากเพียรเรียนกัมมัฏฐาน ก็ชื่อว่า เป็นพหูสูตได้. บทว่า พลิพทฺโทว ชีรติ ความว่า เปรียบเหมือนโคที่ มีกำลัง มีชีวิต เจริญเติบโตมิใช่เพื่อเป็นแม่โค หรือพ่อโค, ไม่เจริญ เพื่อประโยชน์แก่หมู่ญาติที่เหลือ, ที่แท้ ย่อมแก่เปล่าไร้ประโยชน์ฉันใด แม้คนนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ย่อมไม่ทำอุปัชฌายวิตร, อาจริยวัตร, และ อาคันตุกวัตรเป็นต้น, ไม่ประกอบความเพียรบำพ็ญภาวนา, ก็มีแต่แก่ เปล่าไร้ประโยชน์. บทว่า มํสานิ ตสฺส วฑฺฒนฺติ ความว่า เปรียบ เหมือนเมื่อโคที่มีกำลัง ถูกเจ้าของปล่อยไปในป่า ด้วยคิดว่า โคตัวนี้ไม่ สามารถในการลากไถและนำภาระเป็นต้นไปได้ ดังนี้ มันจะเที่ยวกินและ ดื่มตามสบายใจ เนื้อย่อมเจริญแก่มัน ฉันใด, แม้คนคนนี้ ก็ฉันนั้น นั่นแหละ ทอดทิ้งจากวัตร มีอุปัชฌายวัตรเป็นต้น อาศัยพระสงฆ์ พอ ได้ปัจจัย ๔ แล้ว ทำกิจมีการถ่ายเป็นต้นแล้ว บำรุงเลี้ยงร่างกาย เนื้อ
หน้า 324 ข้อ 397
ของเขาย่อมเจริญ เป็นผู้มีสรีระอ้วนเที่ยวไป. บทว่า ปญฺา อธิบายว่า ส่วนปัญญาที่เป็นโลกิยะและโลกุตระของเขา แม้เพียงองคุลีหนึ่งก็ไม่เจริญ ขึ้น คือตัณหาและมานะ ๙ ประการ ย่อมเจริญแก่เขา เพราะอาศัยทวาร ทั้ง ๖ เหมือนกอไม้และเถาวัลย์เป็นต้น งอกงามในป่าฉะนั้น. คาถาว่า พหุสฺสุโต ท่านกล่าวมุ่งถึงภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ดูหมิ่นภิกษุอื่น เพราะอาศัยว่าตนเป็นพหูสูต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุเตน ได้แก่ เพราะเหตุแห่งสุตะ คือระบุว่าตนเป็นพหูสูต. บทว่า อติมญฺติ ความว่า ย่อมก้าวล่วงดูหมิ่น คือยกตนขึ้นข่มขู่ผู้อื่น. บทว่า ตเถว ความว่า เหมือน คนตาบอดถือดวงไฟไปในที่มืด เพราะการให้เเสงสว่าง จึงเป็นเหตุนำ ประโยชน์มาให้แก่คนเหล่าอื่นเท่านั้น หานำประโยชน์มาให้แก่ตนเองไม่ ฉันใด บุคคลฟังปริยัติจนเป็นผู้คงแก่เรียน ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ไม่เข้าถึง การฟัง ไม่บำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ตน กลับเป็นคนบอด ด้วยการให้แสง สว่างแห่งญาณ จึงนำประโยชน์มาให้แก่คนเหล่าอื่นเท่านั้น ไม่นำ ประโยชน์มาให้แก่ตนเองเลย ดุจคนตาบอดถือดวงไฟ ย่อมปรากฏแก่เรา ฉะนั้น. บัดนี้ เมื่อจะแสดงถึงอานิสงส์ในความเป็นผู้ได้สดับมามาก ท่าน จึงกล่าวคาถาว่า พหุสฺสุตํ ดังนี้เป็นต้น, บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาเสยฺย แปลว่า พึงเข้าไปนั่งใกล้. มทว่า สุตญฺ จ น วินาสเย ความว่า เข้าไปหาท่านผู้เป็นพหูสูตแล้ว ไม่ยอมให้การสดับที่ได้แล้ว พินาศไป เหือดแห้งไป แต่กลับให้เจริญด้วยการทรงจำ คุ้นเคย สอบ ถาม และมนสิการ. บทว่า ตํ มูลํ พฺรหฺมจริยสฺส ความว่า เพราะเข้า ไปหาท่านผู้เป็นพหูสูต ได้สดับสูตรที่ฟังมาเป็นอันมากคือปริยัติธรรมนั้น
หน้า 325 ข้อ 397
เป็นเบื้องต้น เป็นประธานแห่งมรรคพรหมจรรย์. เพราะฉะนั้น จึง สมควรเป็นผู้ทรงธรรม คือเป็นผู้ตั้งอยู่ในหัวข้อแห่งวิมุตตายตนะ ในการ ทรงจำธรรมที่ได้ฟังมาแล้ว ครั้งแรกพึงเป็นผู้ทรงปริยัติธรรม. บัดนี้ เพื่อจะแสดงเนื้อความที่บุคคลจะพึงให้สำเร็จด้วยความเป็นผู้ ได้สดับฟังมากในปริยัติธรรม ท่านจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ปุพฺพาปรญฺญู ดังนี้. บัณฑิตพึงทราบวิเคราะห์ในคำนั้นว่า ชื่อว่าปุพพาปรัญญู เพราะ อรรถว่า ย่อมรู้อักษรทั้งเบื้องต้นและเบื้องปลาย. จริงอยู่ แม้เมื่อส่วน แห่งอักษรเบื้องต้นของคาถาหนึ่งยังไม่ปรากฏ หรือส่วนแห่งอักษรเบื้อง ต้นปรากฏอยู่ส่วนแห่งอักษรเบื้องปลายยังไม่ปรากฏก็ตาม เขารู้ว่า นี้พึง เป็นส่วนอักษรต้น แห่งส่วนอักษรเบื้องปลาย หรือว่า นี้พึงเป็นส่วน อักษรปลายแห่งส่วนอักษรเบื้องต้น ดังนี้ชื่อว่า ปุพพาปรัญญู. ชื่อว่า อัตถัญญู เพราะอรรถว่า ย่อมรู้จักชนิดแห่งประโยชน์มีประโยชน์ตน เป็นต้น คือประโยชน์แห่งพระดำรัสที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้แล้ว. บทว่า นิรุตฺติปทโกวิโท ความว่า เป็นผู้ฉลาดในปฏิสัมภิทาทั้ง ๔ คือ ในนิรุตติปฏิสัมภิทา และแม้ในบทที่เหลือด้วย. บทว่า สุคฺคหิตญฺจ คณฺหาติ ความว่า เพราะความเป็นผู้ฉลาดนั้นแล ย่อมเล่าเรียนธรรมให้ เป็นการเล่าเรียนดีทีเดียว ทั้งโดยอรรถ ทั้งโดยพยัญชนะ. บทว่า อตฺถญฺโจปปริกฺขติ ความว่า ย่อมพิจารณาเนื้อความแห่งธรรมตามที่ได้ ฟังแล้ว ตามที่ได้ศึกษาเล่าเรียนแล้ว คือกำหนดไว้ในใจว่า ดังนี้เป็นศีล ดังนี้เป็นสมาธิ ดังนี้เป็นปัญญา เหล่านี้เป็นรูปธรรมและอรูปธรรม. บทว่า ขนฺตฺยา ฉนฺทิกโต โหติ ความว่า เมื่อธรรมทั้งหลายที่ตาม
หน้า 326 ข้อ 397
เพ่งด้วยใจเหล่านั้น อดทนต่อการเพ่งพินิจ ด้วยทนต่อการเห็นและการ เพ่งพินิจมีอยู่ ย่อมเป็นผู้กระทำความพอใจ คือเกิดความพอใจ ในการ โน้มน้าวไปในวิปัสสนา โดยมุ่งที่จะกำหนดรูปเป็นต้น. และเมื่อบำเพ็ญ วิปัสสนาเป็นอย่างนั้นแล้ว พยายามพิจารณา คือทำความอุตสาหะ ด้วย การเห็นปัจจัยและนามรูปนั้น ๆ ต่อแต่นั้นก็ยกขึ้นสู่พระไตรลักษณ์ ไตร่ ตรอง พิจารณา เห็นนามรูปนั้นว่า ไม่เที่ยงบ้าง เป็นทุกข์บ้าง เป็น อนัตตาบ้าง. บทว่า สมเย โส ปทหติ, อชฺฌตฺตํ สุสมาหิโต ความว่า ท่านเมื่อพิจารณาเห็นอย่างนั้นแล้ว ก็ตั้งความเพียร ด้วยการประคองจิต เป็นต้น ในสมัยที่ควรประคองจิตเป็นต้น, และเมื่อจะเริ่มตั้งความเพียร พึงเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ด้วยวิปัสสนาสมาธิ และมรรคสมาธิไว้ในภาย ใน คือในภายในอารมณ์. พึงละกิเลสทั้งหลายที่เป็นเหตุไม่ตั้งมั่นเสีย. อธิบายว่า เพราะคุณนี้นั้นแม้ทั้งหมด ย่อมมีแก่ผู้เข้าไปนั่งใกล้ท่านผู้เป็น พหูสูต ทรงธรรม มีปัญญา เป็นสาวกของพระพุทธเจ้าฉะนั้น บุคคล ปรารภอสังขตธรรม หวังความรู้ในธรรม คือรู้แจ้งในธรรม เพราะตน ทำหน้าที่อันประเสริฐสุด มีการกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น พึงคบ พึงเสพ คือพึงเข้าไปนั่งใกล้กัลยาณมิตร มีประการดังกล่าวแล้วเช่นนั้นเถิด. พระเถระเมื่อจะแสดงว่าท่านผู้เป็นพหูสูตนั้น เป็นผู้ควรแก่การบูชา เพราะมีอุปการคุณมากมายอย่างนั้น จึงกล่าวคาถาว่า พหุสฺสุโต ดังนี้ เป็นต้น. ความแห่งบาทคาถานั้นว่า :- ชื่อว่า พหุสสุตะ เพราะมี คำสอนของพระศาสดา เช่น สุตตะและเคยยะเป็นต้น ที่ได้สดับแล้วเป็น อันมาก, ชื่อว่า ธัมมธระ เพราะทรงจำเทศนาธรรมนั้นทั้งหมดได้ ไม่
หน้า 327 ข้อ 397
ให้สูญหายไป เหมือนน้ำมันเหลวของราชสีห์ ที่บุคคลใส่ไว้ในภาชนะ ทองคำ ฉะนั้น. ต่อแต่นั้น ก็ชื่อว่า โกสารักขะ เพราะรักษาคลัง พระธรรม ธรรมรัตนะของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอัน ยิ่งใหญ่, เพราะเป็นดวงตาของชาวโลก ด้วยการมองดูอย่างสม่ำเสมอ ฉะนั้น จึงเป็นดวงตาที่ชาวโลกทั้งหมดควรบูชา คือควรนับถือ, ท่าน กล่าวคำว่า พหุสฺสุโต ซ้ำอีก ก็ด้วยอำนาจคำลงท้าย เพื่อแสดงถึงความ เป็นพหูสูตว่า ชนเป็นอันมากควรบูชา. พระเถระครั้นได้กัลยาณมิตรเห็นปานนั้นแล้ว เมื่อจะแสดงว่า ความไม่เสื่อมย่อมมีแก่บุคคลผู้ทำตามเท่านั้น, หามีแก่บุคคลผู้ไม่ทำตาม ไม่ ดังนี้ จึงกล่าวคาถาว่า ธมฺมาราโม ดังนี้เป็นต้น. อธิบายว่า ความ ยินดีมีสมถะและวิปัสสนาเป็นธรรม เพราะอรรถว่า เป็นที่อยู่อาศัยใน ธรรมนั้น, ชื่อว่า ธัมมรตะ เพราะยินดี คือยินดียิ่งในธรรมนั้นนั่นเอง ชื่อว่า ค้นคว้าธรรม คือคำนึงถึงธรรม ได้แก่ กระทำไว้ในใจด้วยการ คิดถึงธรรมนั้นนั่นแหละบ่อย ๆ. บทว่า อนุสฺสรํ ได้แก่ ระลึกถึงธรรมนั้นเท่านั้น. บทว่า สทฺธมฺมา ความว่า ภิกษุเห็นปานนั้น ย่อมไม่เสื่อมจาก โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประเภท และจากโลกุตรธรรม ๙ ประการ, ใน กาลไหน ๆ ความเสื่อมจากธรรมนั้น ย่อมไม่มีแก่ภิกษุนั้น. ครั้นวันหนึ่ง พระเถระเมื่อจะให้ภิกษุผู้ชื่อว่ามีราคะยังไม่ไปปราศ เกียจคร้าน มีความเพียรต่ำทราม มีความฉลาด ให้เกิดความสังเวชใน ร่างกาย จึงกล่าวคาถาว่า กายมจฺเฉรครุโน ดังนี้เป็นต้น.
หน้า 328 ข้อ 397
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กายมจฺเฉรครุโน ความว่า เที่ยวไป ไม่ยอมทำอะไรที่ควรทำทางกายแก่อาจารย์และอุปัชฌาย์ มัวแต่สำคัญกาย ว่าเป็นของเรา มากไปด้วยความยึดมั่นในร่างกาย. บทว่า หิยฺยมาเน ความว่า เมื่อร่างกายและชีวิตของตนเสื่อมไป ทุก ๆ ขณะ. บทว่า อนุฏฺเห ความว่า ไม่พึงทำความเพียรเป็นเหตุลุกขึ้น ด้วย อำนาจการบำเพ็ญคุณมีศีลเป็นต้น. บทว่า สรีรสุขคิทฺธสฺส ความว่า ถึงความติดคอยู่ (ในสรีระ) ด้วย การทำสรีระของตนให้ถึงความสุขนั่นแล. บทว่า กุโต สมณผาสุตา ความว่า ความอยู่สุขสบายด้วยความ เป็นสมณะของบุคคลเห็นปานนั้น จักมีแต่ที่ไหน, คือความอยู่ผาสุกย่อม ไม่มีแก่บุคคลนั้นเลย. คาถาเริ่มต้นว่า น ปกฺขนฺติ ดังนี้ พระเถระทราบอย่างแจ่มชัดว่า ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตรปรินิพพานแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ปกฺขนฺติ ทิสา สพฺพา ความว่า ทิศทั้งหมดมีทิศตะวันออกเป็นต้น ย่อมไม่ปรากฏ คือเป็นผู้หลงทิศ. บทว่า ธมฺมา น ปฏิภนฺติ มํ ความว่า ธรรมที่ได้เล่าเรียนแล้ว แม้จะช่ำของด้วยดีในครั้งก่อน. แต่ในบัดนี้ แม้จะนำมาเทียบเคียงโดย เคารพ ก็ไม่ปรากฏแก่ข้าพเจ้า. บทว่า คเต กลฺยาณมิตฺตมฺหิ ความว่า เมื่อท่านพระธรรมเสนาบดี ผู้เป็นกัลยาณมิตรของชาวโลกพร้อมทั้งเทวโลก ถึงอนุปาทิเสสนิพพานแล้ว.
หน้า 329 ข้อ 397
บทว่า อนฺธการํว ขายติ ความว่า โลกนี้แม้ทั้งหมด ย่อมปรากฏ เหมือนมืดมน. บทว่า อพฺภตีตสหายสฺส ความว่า ผู้มีสหายล่วงลับไปแล้ว คือ ปราศจากกัลยาณมิตร. บทว่า อตีตคตสตฺถุโน ความว่า ท่านเป็นผู้มีพระผู้มีพระภาคเจ้า เสด็จล่วงลับไปแล้ว คือเป็นผู้มีพระศาสดาปรินิพพานไปแล้ว. บทว่า ยถา กายคตา สติ อธิบายว่า ชื่อว่า มิตรอื่นที่จะนำ ประโยชน์มาให้โดยส่วนเดียว แก่บุคคลผู้ไม่มีที่พึ่งเช่นนั้น ไม่มี เหมือน กายคตาสติภาวนา มีแต่จะนำประโยชน์มาให้โดยส่วนเดียวแก่บุคคลผู้ บำเพ็ญนั้น, ภาวนาอย่างอื่นนำประโยชน์มาให้ ก็เฉพาะบุคคลที่มีที่พึ่ง เท่านั้น. บทว่า ปุราณา ได้แก่ มิตรเก่า ที่พระเถระกล่าวหมายเอากัลยาณมิตร มีพระสารีบุตรเป็นต้น. บทว่า นเวหิ ได้แก่ ด้วยมิตรใหม่. บทว่า น สเมติ เม ความว่า จิตของเราย่อมไม่สมาคม คือจิต ของเรามิได้เกิดความยินดีกับพวกมิตรใหม่เลย. บทว่า สฺวชฺช เอโกว ฌายามิ ความว่า วันนี้ เรานั้นเว้นจาก ท่านผู้แก่กว่าทั้งหลาย เป็นผู้เดียวเพ่งฌานอยู่ คือเป็นผู้ขวนขวายในฌานอยู่. บทว่า วสฺสุเปโต ได้แก่ เหมือนนกที่เข้าอยู่ในรังในฤดูฝน, บาลี ว่า วาสุเปโต ดังนี้บ้าง ความว่า เข้าไปอยู่. คาถาว่า ทสฺสนาย อภิกกนฺเต ดังนี้ พระศาสดาได้ตรัสไว้. ความ
หน้า 330 ข้อ 397
แห่งบาทคาถานั้นว่า:- อานนท์ เธออย่าห้ามประชาชนเป็นอันมากที่พา กันมาจากประเทศต่าง ๆ ไม่ให้เข้าเฝ้าเรา ในเมื่อล่วงเวลาเฝ้าของเราเลย. เพราะอะไร ? เพราะคนฟังธรรมเหล่านั้น (ต้องการ) จะเห็นเรา, ก็เฉพาะ ในเวลาเฝ้านี้เท่านั้น. พระเถระได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว จงกล่าวคาถาอื่นอีกว่า ทสฺสนาย อภิกฺกนฺเต ดังนี้เป็นต้น. ก็คาถาก่อนที่ท่านวางไว้ในที่นี้ ก็เพื่อความ สัมพันธ์กันกับคาถานี้, ด้วยเหตุนั้นนั่นแหละ ท่านจึงแสดงความสำเร็จ ประโยชน์แห่งบทนั้นว่า ถ้าเราจักได้เพื่อให้ประชาชนที่พากันมาจาก ประเทศอื่น ได้เข้าเฝ้าในทันทีไซร้. คาถา ๔ คาถาเริ่มต้นว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ ดังนี้ พระเถระกล่าว เพื่อแสดงว่าตนเป็นอุปัฏฐากผู้เลิศ. จริงอยู่ เพราะการเริ่มบำเพ็ญกัมมัฏ- ฐาน และเพราะการขวนขวายอุปัฏฐากพระศาสนา กามสัญญาเป็นต้น แม้ที่ยังมิได้ตัดขาดด้วยมรรค มิได้เกิดขึ้นแก่พระเถระเลย, และกายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ก็ได้มีเมตตาเป็นหัวหน้า คล้อยไปตามเมตตา ในพระศาสดาตลอดกาล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ แปลว่า ตลอด ๒๕ ปี. บทว่า เสขภูตสฺส เม สโต ความว่า เมื่อเรายังดำรงอยู่ในเสขภูมิ คือในโสดาปัตติผลอยู่.
หน้า 331 ข้อ 397
บทว่า กามสญฺา ความว่า สัญญาที่ประกอบด้วยกาม ไม่ได้เกิด ขึ้นแล้ว, ก็ในคำนี้ พระเถระแสดงถึงความบริสุทธิ์แห่งอัธยาศัยตน ด้วย คำที่มุ่งถึงการไม่เกิดขึ้นแห่งกามสัญญาเป็นต้น, และแสดงถึงความบริสุทธิ์ แห่งประโยค ด้วยคำเป็นต้นว่า เมตฺเตน กายกมฺเมน ดังนี้. พึงทราบ เนื้อความในข้อนั้น ดังต่อไปนี้ :- เมตตากายกรรม พึงทราบด้วยการ ทำเครื่องใช้ในพระคันธกุฎีเป็นต้น และด้วยการทำวัตรและปฏิวัตร ถวาย แด่พระศาสดา, เมตตาวจีกรรม พึงทราบด้วยกิจมีการบอกเวลาแสดง ธรรมเป็นต้น, เมตตามโนกรรม พึงทราบด้วยการใส่ใจ น้อมนำมุ่งถึง ประโยชน์เกื้อกูลเฉพาะพระศาสดาในที่ลับ. คำว่า าณํ เม อุทปชฺชถ นี้ พระเถระกล่าวถึงการบรรลุเสขภูมิของตน. คาถาว่า อหํ สกรณีโยมฺหิ นี้ เป็นคาถาที่เมื่อพระศาสดาใกล้จะ ปรินิพพาน พระอานนท์เข้าไปยังปะรำ เหนี่ยวคันทวยแล้วกล่าวมุ่งจะ ครอบงำความเศร้าโศก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกรณีโยมฺหิ ความว่า เราเป็นผู้มีกิจ มีการกำหนดรู้ทุกข์เป็นต้น ที่จะต้องทำ. บทว่า อปฺปตฺตมานโส แปลว่า ยังไม่บรรลุพระอรหัต. บทว่า สตฺถุ จ ปรินิพ์พานํ ได้แก่ พระศาสดาของเราได้เสด็จ ปรินิพพานไปเสียแล้ว. บทว่า โย อมฺหํ อนุกมฺปโก ได้แก่ พระศาสดาพระองค์ใด เป็น ผู้ทรงอนุเคราะห์เรา. คาถาว่า ตทาสิ ยํ ภึสนกํ ดังนี้ เป็นคาถาที่พระเถระเห็นแผ่นดิน
หน้า 332 ข้อ 397
ไหว และความแผ่ไปแห่งเสียงกลองสวรรค์ เป็นต้น แล้วกล่าวไว้ด้วย เกิดความสังเวช. คาถา ๓ คาถา มีคำเริ่มต้นว่า พหุสฺสุโต ดังนี้ พระสังคีติกาจารย์ ทั้งหลายพากันสรรเสริญพระเถระ ตั้งไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คติมนฺโต ได้แก่ ผู้ประกอบพร้อมด้วย ญาณคติไม่มีใครเสมอ. บทว่า สติมนฺโต ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยสติและเนปักกปัญญา เป็นอย่างยิ่ง. บทว่า ธิติมนฺโต ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยปัญญาสัมปทา มีความ สามารถกำหนดพยัญชนะและอรรถะโดยเฉพาะ. จริงอยู่ พระเถระรูปนี้ กำหนดจำไว้บทเดียวเท่านั้น ก็ย่อมกำหนดถือเอา โดยทำนองที่พระศาสดา ตรัสแล้วได้ตั้ง ๖๐,๐๐๐ บท, และบทที่ได้กำหนดแล้ว ย่อมไม่สูญหาย ตลอดกาลนาน เหมือนน้ำมันเหลวราชสีห์ที่บุคคลใส่ไว้ในภาชนะทองคำ ฉะนั้น, เป็นผู้ประกอบพร้อมด้วยปัญญา อันมีสติเป็นเบื้องหน้า ซึ่ง สามารถกำหนดพยัญชนะไม่ให้วิปริต และด้วยสติอันมีปัญญาเป็นเบื้องหน้า ซึ่งสามารถกำหนดอรรถะ ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อานนท์ เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้เป็นสาวกของ เรา ฝ่ายพหูสูต ดังนี้เป็นต้น. และเหมือนอย่างที่พระธรรมเสนาบดี กล่าวไว้ว่า ท่านพระอานนท์ เป็นผู้ฉลาดในอรรถ ดังนี้เป็นต้น. บทว่า รตนากโร ได้แก่ เป็นบ่อเกิดแห่งพระรัตนะ คือพระ- สัทธรรม.
หน้า 333 ข้อ 397
คาถาว่า ปริจิณฺโณ นี้ พระเถระกล่าวในเวลาใกล้ปรินิพพาน, คาถานั้น มีเนื้อความตามที่กล่าวไว้แล้วนั่นแล. จบอรรถกถาอานันทเถรคาถาที่ ๓ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา ติงสนิบาต
หน้า 334 ข้อ 398
เถรคาถา จัตตาลีสนิบาต ๑. มหากัสสปเถรคาถา ว่าด้วยสถานที่และข้อปฏิบัติที่ดีงาม [๓๙๘] ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่ เพราะ เป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่านได้สมาธิโดยยาก การสงเคราะห์ ชนต่าง ๆ เป็นความลำบากดังนี้ จึงไม่ชอบใจหมู่คณะ นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย เพราะเป็น เหตุทำใจให้ฟุ้งซ่านได้สมาธิโดยยาก ผู้ที่เกี่ยวข้องกับ ตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มัก ติดรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ นักปราชญ์ได้กล่าวการกราบไหว้และการบูชาในตระกูล ทั้งหลายว่าเป็นเปือกตม และเป็นลูกศรที่ละเอียดถอน ได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ยากยิ่ง. เราลงจากเสนาสนะแล้ว ก็เข้ารูปบิณฑบาตยัง นคร เราได้เข้าไปหาบุรุษโรคเรื้อน ผู้กำลังบริโภคอาหาร ด้วยความอ่อนน้อม บุรุษโรคเรื้อนนั้นได้น้อมเข้ามาซึ่งคำ ข้าวด้วยมือโรคเรื้อน เมื่อเขาใส่คำข้าวลงนิ้วมือของเขาก็ ขาดตกลงในบาตรของเรานี้ เราอาศัยชายคาเรือนฉันข้าว นั้นอยู่ ในเวลาที่กำลังฉันและฉันเสร็จแล้ว เรามิได้มี ความเกลียดชังเลย ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นปัจจัยทั้งสี่ คือ อาหารบิณฑบาตที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ ๑ บังสุกุลจีวร ๑
หน้า 335 ข้อ 398
เสนาสนะคือโคนไม้ ๑ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ ภิกษุ นั้นแล สามารถจะอยู่ในจาตุรทิศได้ ในเวลาแก่ภิกษุ บางพวกเมื่อขึ้นเขาย่อมลำบาก แต่พระมหากัสสปะผู้เป็น ทายาทของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ แม้ใน เวลาแก่เป็นผู้แข็งแรงด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ย่อมขึ้นไปได้ ตามสบาย พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน ละความกลัว ภัยได้แล้ว กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌาน อยู่ พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน เมื่อสัตว์ทั้งหลาย ถูกไฟไหม้อยู่ เป็นผู้ดับไฟได้แล้ว กลับจากบิณฑบาต แล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้ หมดอุปาทาน ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ กลับจาก บิณฑบาตแล้ว ขั้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ ภูมิภาคอันประกอบ ด้วยระเบียบแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้อง ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อม ทำให้เรายินดี ภูเขามีสีเขียวดุจเมฆ งดงาม มีธารน้ำ เย็นใสสะอาด ดารดาษไปด้วยหญ้ามีสีเหมือนแมลง- ค่อมทอง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาอันสูงตระหง่าน แทบจดเมฆเขียวชอุ่ม เปรียบปานดังปราสาท กึกก้อง ด้วยเสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ยิ่งนัก ย่อมยังเราให้ยินดี ภูเขาที่ฝนตกรดแล้ว มีพื้นน่ารื่นรมย์ เป็นที่อาศัยของ เหล่าฤาษี เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์
หน้า 336 ข้อ 398
สถานที่เหล่านั้น เหมาะสำหรับเราผู้ยินดีในการเพ่งฌาน มีใจเด็ดเดี่ยว มีสติ เหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ประโยชน์ รักษาตนดีแล้ว ผู้เห็นภัยในวัฏสงสาร เหมาะสำหรับเรา ผู้ปรารถนาความผาสุก มีใจเด็ดเดี่ยว เหมาะสำหรับเรา ผู้ปรารถนาประกอบความเพียร มีใจแน่วแน่ ศึกษาอยู่ ภูเขาที่มีสีดังดอกผักตบ ปกคลุมด้วยหมู่เมฆบนท้องฟ้า เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขา อันไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน มีแต่หมู่เนื้ออาศัย ดารดาษ ด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาที่มีน้ำใส สะอาด มีแผ่นหินเป็นแท่งทึบ เกลื่อนกล่นด้วยค่างและ มฤคชาติ ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ ย่อมไม่มี ความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ภิกษุไม่พึงทำ การงานให้มากนัก พึงเว้นคนผู้มิใช่กัลยาณมิตรเสีย ไม่ ควรขวนขวายในลาภผล ท่านผู้ปฏิบัติเช่นนั้น ย่อมจะ ต้องขวนขวายและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์ อันจะนำความสุขมาให้ ภิกษุไม่พึงทำการงานให้มากนัก พึงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย เมื่อภิกษุขวนขวายใน การงานมาก ก็จะต้องเยียวยาร่างกายลำบาก ผู้มีร่างกาย ลำบากนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความสงบใจ ภิกษุไม่รู้สึกตน ด้วยเหตุสักว่าการท่องบ่นพระพุทธวจนะ ย่อมเที่ยวชูคอ
หน้า 337 ข้อ 398
สำคัญตนประเสริฐกว่าผู้อื่น ผู้ใดไม่ประเสริฐ เป็นพาล แต่สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา นักปราชญ์ ทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้มีใจกระด้างเลย ผู้ใดไม่หวั่นไหวเพราะมานะ ๓ อย่าง ที่ถือว่าตัวเราเป็น ผู้ประเสริฐกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้นแหละว่า เป็นผู้มี ปัญญา มีวาจาจริง ตั้งมั่นดีแล้วในศีลทั้งหลาย และว่า ประกอบด้วยความสงบใจ ภิกษุใดไม่มีความเคารพใน เพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ภิกษุนั้นย่อมเป็นผู้เหินห่าง จากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น ภิกษุเหล่าใด เข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้ชอบทุกเมื่อ มีพรหมจรรย์ อันงอกงาม ภิกษุเหล่านั้นมีภพใหม่สิ้นแล้ว ภิกษุผู้ยังมี ใจฟุ้งซ่าน กลับกลอก ถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ภิกษุนั้นย่อม ไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือนกับวานรคลุมด้วย หนังราชสีห์ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับ กลอก มีปัญญาเครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ ย่อม งดงามเพราะผ้าบังสุกุล ดังราชสีห์ในถ้ำฉะนั้น เทพเจ้า ผู้มีฤทธิ์ มีเกียรติยศเป็นอันมากประมาณหมื่น และ พรหมทั้งปวง ได้พากันมายืนประนมอัญชลี นอบน้อม ท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้มีฌาน ใหญ่ มีใจตั้งมั่น เปล่งวาจาว่า ข้าแต่ท่านบุรุษอาชาไนย ขอนอบน้อมแต่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดมบุรุษ ขอนอบ
หน้า 338 ข้อ 398
ขอนอบน้อมแด่ท่าน ท่านย่อมเข้าฌานอยู่เพราะอาศัยอา- รมณ์ใด ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมรู้ไม่ถึงอารมณ์เหล่านั้นของ ท่าน น่าอัศจรรย์จริงหนอ วิสัยของท่านผู้รู้ทั้งหลายลึกซึ้ง ยิ่งนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้มาประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้นับว่าเป็น ผู้เฉียบแหลมดุจนายขมังธนู ก็ยังรู้ไม่ถึง ความยิ้มแย้ม ได้ปรากฏมีแก่ท่านพระกัปปินเถระ เพราะได้เห็นท่าน พระสารีบุตรผู้ควรแก่สักการบูชา อันหมู่ทวยเทพบูชา อยู่เช่นนั้นในเวลานั้น ตลอดทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้น แต่สมเด็จพระมหามุนีองค์เดียวเท่านั้น เราเป็นผู้ประ- เสริฐสุดในทางธุดงคคุณ ไม่มีใครเทียมเท่าเลย เราเป็น ผู้คุ้นเคยกับพระบรมศาสดา เราทำคำสอนของพระ- พุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว พระสมณโคดมผู้ทรงพระคุณ หาปริมาณมิได้ มีพระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ ทรงสลัด ภพทั้ง ๓ ออกได้แล้ว ย่อมไม่ทรงติดอยู่ด้วยจีวร บิณฑ- บาตและเสนาสนะ เปรียบเหมือนบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำ ฉะนั้น พระองค์ทรงเป็นจอมนักปราชญ์ มีสติปัฏฐานเป็น พระคอ มีศรัทธาเป็นพระหัตถ์ มีปัญญาเป็นพระเศียร ทรงพระปรีชามก ทรงดับเสียแล้วซึ่งกิเลสแลกองทุกข์ ตลอดกาลทุกเมื่อ. จบมหากัสสปเถรคาถา
หน้า 339 ข้อ 398
ในจัตตาลีสนิบาตนี้ มีพระมหากัสสปเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ ๔๐ คาถา. จัตตาลีสนิบาตจบบริบูรณ์ อรรถกถาจัตตาลีสนิบาต อรรถกถากัสสปเถรคาถาที่ ๑ ในจัตตาลีสนิบาต คาถาของท่านพระมหากัสสปเถระ มีคำเริ่ม ต้นว่า น คเณน ปุรกฺขโต จเร ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ พระเถระนี้ได้เป็นกุฎุมพีมีสมบัติ ๘๐ โกฏิ นามว่า เวเทหะ ในหังสวดีนคร. ท่านเป็นอุบาสกพุทธมามกะ ธรรมมามกะ สังฆมามกะ อยู่. ในวันอุโบสถ วันหนึ่ง เขาบริโภคอาหารดีแต่เช้าตรู่ อธิษฐานองค์แห่งอุโบสถ ถือเอา ของหอมและดอกไม้เป็นต้นไปยังวิหาร บูชาพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง. ก็ในขณะนั้น พระศาสดาทรงตั้งพระสาวกที่ ๓ นามว่า มหานิสภเถระ ในเอตทัคคะว่า ภิกษุทั้งหลย บรรดาภิกษุผู้สาวกของเรา ผู้ถือธุดงค์นี้ นิสภะเป็นเลิศ. อุบาสกได้ฟังดังนั้น จึงเลื่อมใส ในเวลาจบธรรมกถา เมื่อมหาชนลุกไป จึงถวายบังคมพระศาสดา เชื้อเชิญว่า พรุ่งนี้ขอพระองค์ จงทรงรับภิกษาของข้าพระองค์เถิด. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก ภิกษุสงฆ์มีมากแล. เขาทูลถามว่า มีเท่าไร พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่ามี ๖,๘๐๐,๐๐๐ รูป. เขาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์ทรงรับ
หน้า 340 ข้อ 398
ภิกษาของข้าพระองค์ อย่าเหลือไว้ในวิหารแม้สามเณรรูปเดียว. พระศาสดา ทรงรับแล้ว. อุบาสกทราบว่าพระศาสดาทรงรับแล้ว จึงไปยังเรือนจัดแจง มหาทาน วันรุ่งขึ้นจึงกราบทูลกาลแด่พระศาสดา. พระศาสดาทรงถือ บาตรและจีวร แวดล้อมไปด้วยภิกษุสงฆ์ เสด็จไปยังเรือนอุบาสก ประ- ทับนั่งบนอาสนะ ที่เขาตกแต่งไว้ ในเวลาจบอนุโมทนา ทรงรับข้าวยาคู เป็นต้น ได้ทรงกระทำการแจกภัต. แม้อุบาสกก็ได้นั่งอยู่ในสำนัก พระศาสดา. ในระหว่างนั้น พระมหานิสภเถระกำลังเที่ยวบิณฑบาต ดำเนินไป ตามถนนนั้นนั่นแล. อุบาสกเห็นเข้า ลุกไปไหว้พระเถระ กล่าวว่า จงให้ บาตรเถิดขอรับ. พระเถระได้ให้แล้ว. อุบาสกกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงเข้าไปในที่นี้แหละ แม้พระศาสดาก็ประทับนั่งในเรือน. พระ- เถระกล่าวว่า จักไม่สมควร อุบาสก. เขารับบาตรของพระเถระแล้ว บรรจุบิณฑบาตให้เต็มแล้วได้ถวาย. ลำดับนั้น เขาตามส่งพระเถระ กลับ แล้วนั่งในสำนักพระศาสดา กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระมหานิสภเถระ แม้เมื่อข้าพระองค์กล่าวว่า แม้พระศาสดาก็ประทับนั่ง ในเรือน ก็ไม่ปรารถนาจะเข้าไป ท่านมีคุณยิ่งกว่าคุณของพระองค์หรือ. จริงอยู่ ความตระหนี่คุณย่อมไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะฉะนั้น พระศาสดาจึงตรัสอย่างนี้ว่า อุบาสก พวกเรารอภิกษาอยู่ จึงนั่งอยู่ ในเรือน. ก็ภิกษุนั้นไม่นั่งเพ่งเล็งภิกษาอยู่อย่างนี้ พวกเราอยู่ใน เสนาสนะใกล้บ้าน เธออยู่ในป่าเท่านั้น พวกเราอยู่ในที่มุงบัง เธออยู่ แต่ในกลางแจ้งเท่านั้น, พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า ข้อนี้และ
หน้า 341 ข้อ 398
ข้อนี้เป็นคุณของเธอดังนี้แล้ว จึงเป็นเสมือนยังมหาสมุทรให้เต็ม ทรง แสดงคุณของเธอ. แม้ตามปกติ อุบาสกเป็นผู้เลื่อมใสด้วยดียิ่งนัก เหมือนประทีป กำลังโพลงซึ่งลาดด้วยน้ำมัน คิดว่า เราจะประโยชน์อะไรด้วยสมบัติอย่าง อื่น ในอนาคตเราจะตั้งความปรารถนา เพื่อความเป็นเลิศกว่าผู้ถือธุดงค์ ในสำนักพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่ง. เธอนิมนต์พระศาสดาแม้อีก ถวาย มหาทานตลอด ๗ วัน โดยทำนองนั้นนั่นแล ในวันที่ถวายไตรจีวร แด่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน นั่งแทบพระบาทมูลของพระ- ศาสดา จึงกล่าวอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ถวาย ทานตลอด ๗ วัน ข้าพระองค์ได้เข้าไปตั้งกายกรรม วจีกรรม มโนกรรม มีเมตตาเป็นอารมณ์ ด้วยบุญกรรมนี้ ข้าพระองค์ไม่ปรารถนาเทวสมบัติ สักกสมบัติ มารสมบัติ และพรหมสมบัติอย่างอื่น. ก็กรรมของข้าพระองค์นี้ จงเป็นบุญญาธิการ เพื่อความเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งธุดงค์ ๑๓ เพื่อประโยชน์แก่การบรรลุตำแหน่ง ที่พระมหานิสภเถระ ปรารถนาไว้ ในสำนักแห่งพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคต. พระศาสดาทรงตรวจ ดูว่า อุบาสกนี้ปรารถนาตำแหน่งใหญ่ เธอจักสำเร็จหรือไม่หนอ ทรงเห็นว่าจะสำเร็จ จึงตรัสพยากรณ์ว่า เธอปรารถนาตำแหน่งน่าชอบใจ ในอนาคตในที่สุดแห่ง ๑๐๐,๐๐๐ กัป พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า โคดม จักเสด็จอุบัติ เธอจักเป็นสาวกที่ ๓ ของพระองค์ มีนามว่าพระมหา- กัสสปเถระ. อุบาสกได้ฟังดังนั้นแล้วคิดว่า ขึ้นชื่อว่าถ้อยคำเป็นสองย่อม ไม่มีแก่พระพุทธเจ้าทั้งหลาย จึงได้สำคัญสมบัตินั้น เหมือนจะพึงได้ใน
หน้า 342 ข้อ 398
วันรุ่งขึ้น. เธอถวายทานจนตลอดอายุ สมาทานรักษาศีล กระทำกัลยาณ- กรรมมีประการต่าง ๆ ทำกาละแล้วบังเกิดในสวรรค์. จำเดิมแต่นั้นมา เธอเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลก ใน กัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่า วิปัสสี เสด็จเข้าไปอาศัยพันธุมวดีนคร ประทับอยู่ในมฤคทายวันอันเกษม จุติจาก เทวโลกแล้ว บังเกิดในตระกูลพราหมณ์เก่าแก่แห่งหนึ่ง. ก็ในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า วิปัสสี ทรงแสดงธรรมทุก ๆ ๗ ปี ได้ มีความเอิกเกริกอย่างใหญ่. เทวดาในชมพูทวีปทั้งสิ้นนอกว่า พระศาสดา จักแสดงธรรม. พราหมณ์ได้ฟังข่าวนั้นแล้ว ก็ท่านได้มีผ้านุ่งอยู่ผืนเดียว เท่านั้น นางพราหมณีก็เหมือนกัน. แต่ท่านทั้งสองมีผ้าห่มผืนเดียวเท่านั้น เขาปรากฏในพระนครทั้งสิ้นว่า เอกสาฎกพราหมณ์. เมื่อมีการประชุม ด้วยกิจอย่างใดอย่างหนึ่งของพวกพราหมณ์ พราหมณ์นั้นจึงพักนาง- พราหมณีไว้ในเรือน ส่วนตนเองห่มผ้านั้นไป, เมื่อมีการประชุมของ พวกพราหมณี ตนเองก็อยู่ในเรือน นางพราหมณีก็ห่มผ้านั้นไป. ก็วันนั้น พราหมณ์กล่าวกะนางพราหมณีว่า แน่ะนางผู้เจริญ เธอจักฟังธรรมใน กลางคืนหรือในกลางวัน. นางพราหมณีกล่าวว่า พวกเราชื่อว่าเกิดเป็น ผู้หญิง ไม่ปรารถนาจะฟังในกลางคืน จักฟังในกลางวัน จึงได้พัก พราหมณ์ไว้ในเรือน แล้วห่มผ้าพร้อมด้วยอุบาสิกาไปในกลางวัน ถวาย บังคมพระศาสดาแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ฟังธรรมแล้วได้กลับมาพร้อม ด้วยอุบาสิกาทั้งหลายนั่นแล. ลำดับนั้น พราหมณ์จึงพักนางพราหมณีไว้ ในเรือน ห่มผ้านั้นไปวิหาร.
หน้า 343 ข้อ 398
สมัยนั้น พระศาสดาประทับนั่งบนธรรมาสน์ ที่เขาประดับแล้วใน ท่ามกลางบริษัท จับพัดวิชนีแสดงธรรมกถา ประหนึ่งเทวดาผู้วิเศษ หยั่งลงสู่แม่น้ำในอากาศ หรือเหมือนทำเขาสิเนรุให้เป็นข้าวตูก้อนแล้ว กดสงสู่สาครฉะนั้น. เมื่อพราหมณ์นั่งอยู่ที่ท้ายบริษัทฟังธรรมอยู่ ใน ปฐมยามนั้นเอง ปีติมีวรรณะ ๕ เกิดขึ้น ทำสรีระทั้งสิ้นให้เต็ม. เขาม้วนผ้า ที่ตนห่มแล้วคิดว่า จักถวายแด่พระทสพล. ลำดับนั้น ความตระหนี่อัน แสดงโทษตั้ง ๑,๐๐๐ เกิดขึ้นแก่เขาแล้ว, เขาคิดว่า นางพราหมณีและ เราก็มีผ้าผืนเดียวเท่านั้น, ผ้าห่มอะไรอื่นไม่มี ก็ธรรมดาว่าเราจะไม่ห่ม แล้ว ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ ได้เป็นผู้ใคร่จะไม่ให้โดยประการทั้ง- ปวง ครั้นปฐมยามทั้งมัชฌิมยามผ่านไป ปีติก็เกิดขึ้นแก่เขาเช่นนั้นเหมือน กัน. ครั้นคิดอย่างนี้แล้ว ไม่ปรารถนาจะให้เหมือนกัน ครั้นมัชฌิมยามทั้ง ปัจฉิมยามผ่านไป เขาก็เกิดปีติขึ้นเช่นนั้นเหมือนกัน. ในกาลนั้นเขาคิดว่า เหตุอย่างใดอย่างหนึ่งยกไว้ก่อน เราจักรู้ในภายหลัง ดังนี้แล้วจึงม้วนผ้า วางไว้แทบบาทมูลของพระศาสดา. ลำดับนั้น เขาจึงคู้มือซ้ายปรบด้วย มือขวาขึ้น ๓ ครั้ง บันลือขึ้นทั้งสามครั้งว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว. ก็สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราชประทับนั่งฟังธรรมอยู่ภายในม่าน หลังธรรมาสน์ ก็ธรรมดาว่า เสียงว่า เราชนะแล้ว ย่อมไม่เป็นที่ชอบใจ ของพระราชา. ท้าวเธอทรงส่งบุรุษไปให้รู้ว่า เธอจงไป จงถามบุรุษนั่น เขากล่าวกระไร ? เขาอันบุรุษนั้นไปถามแล้ว จึงตอบว่า พวกคนที่เหลือนี้ ขึ้นสู่ยานช้างเป็นต้น ถือเอาดาบและโล่หนังเป็นต้นชนะเสนาอื่น ข้อนั้น ไม่น่าอัศจรรย์. แต่เราย่ำยีจิตคือความตระหนี่แล้ว ถวายผ้าห่มแด่พระทศพล
หน้า 344 ข้อ 398
เหมือนคนเอาค้อนทุบศีรษะโคโกง ผู้มาข้างหลังแล้วให้มันหนีไป ข้อที่ เราชนะความตระหนี่นั้นอัศจรรย์. บุรุษนั้นกลับมากราบทูลเรื่องนั้นแด่ พระราชา. พระราชาตรัสว่า พนาย พวกเราไม่รู้กรรมอันสมควรแด่พระ- ทศพล พราหมณ์รู้แล้วดังนี้ ได้ส่งคู่ผ้าไปให้แล้ว. พราหมณ์เห็นดังนั้น จึงคิดว่า พระราชานี้ไม่ได้ให้อะไร ๆ ก่อนแก่เราผู้นั่งนิ่ง ต่อเมื่อเรากล่าว คุณของพระศาสดา จึงได้ให้ ก็จะประโยชน์อะไรแก่เรา ด้วยวัตถุที่เกิดขึ้น เพราะอาศัยคุณของพระศาสดา ดังนี้แล้วได้ถวายคู่ผ้าแม้นั้นแด่พระทศพล เท่านั้น. ฝ่ายพระราชาตรัสถามว่า พราหมณ์ทำอะไร ? ครั้นทรงสดับว่า พราหมณ์นั้นถวายคู่ผ้าแม้นั้นแด่พระตถาคตนั่นแล. จึงประทานคู่ผ้า ๒ คู่ แม้อื่นไปให้แล้ว พราหมณ์นั้นได้ถวายคู่ผ้าแม้เหล่านั้น. พระราชาจึงได้ ประทานคู่ผ้าแม้อื่น ๔ คู่ ถึง ๓๒ คู่. ลำดับนั้นพราหมณ์คิดว่า นี้เป็น เหมือนรับเพิ่มขึ้น จึงรับคู่ผ้าไว้ ๒ คู่ คือเพื่อประโยชน์แก่ตนคู่หนึ่ง แก่นางพราหมณีคู่หนึ่ง แล้วได้ถวายคู่ผ้าทั้ง ๓๒ คู่แด่พระตถาคตนั่นแหละ. ก็จำเดิมแต่นั้นเธอได้เป็นผู้คุ้นเคยต่อพระศาสดา. ครั้นวันหนึ่ง พระราชาเห็นเขาฟังธรรมอยู่ในสำนักพระศาสดาใน ฤดูหนาว จึงประทานผ้ากัมพลแดงที่พระองค์ทรงห่มมีราคา ๑๐๐,๐๐๐ แล้วตรัสว่า ตั้งแต่นี้ไป เธอจงห่มผ้านี้ฟังธรรม. เขาคิดว่า เราจะประโยชน์ อะไรด้วยผ้ากัมพลนี้ ที่จะนำเข้าไปในกายอันเปื่อยเน่านี้ จึงได้ไปกระทำ เป็นเพดานในเบื้องบนเตียงของพระตถาคตภายในพระคันธกุฎี. ภายหลัง วันหนึ่ง พระราชาเสด็จไปยังพระวิหารแต่เช้าตรู่ ประทับนั่งในสำนักพระ- ศาสดาภายในพระคันธกุฎี. ก็สมัยนั้น พระพุทธรัศมีมีวรรณะ ๖ กระทบ ผ้ากัมพล, ผ้ากัมพลรุ่งโรจน์อย่างยิ่ง. พระราชาทรงแหงนดู ทรงจำได้
หน้า 345 ข้อ 398
จึงตรัสว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้เป็นผ้ากัมพลของข้าพระองค์. ข้าพระ- องค์ได้ให้เอกสาฎกพราหมณ์. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร มหาบพิตร บูชาพราหมณ์ เป็นอันพราหมณ์บูชาเราแล้ว . พระราชาทรงเลื่อมใสว่า พราหมณ์รู้ถึงสิ่งที่ควร เราไม่รู้ จึงทรงการทำสิ่งซึ่งเป็นอุปการะแก่พวก มนุษย์ทั้งหมดให้เป็นอย่างละ ๘ แล้วได้ให้ทานชื่อหมวด ๘ ของสิ่ง ทั้งปวง แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งปุโรหิต. ฝ่ายปุโรหิตนั้นคิดว่า ชื่อว่า สิ่งอย่างละ ๘ ๆ รวม ๖๔ อย่าง ได้ผูกสลากภัต ๖๔ ที่เป็นประจำ แล้วถวายทานรักษาศีลตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในสวรรค์. เขาจุติจากอัตภาพนั้นอีก ในกัปนี้จึงบังเกิดในเรือนแห่งกุฎุมพี ใน กรุงพาราณสี ในระหว่างแห่งพระพุทธเจ้าทั้งสอง คือพระพุทธเจ้า พระนามว่า โกนาคมนะ และพระกัสสปทศพล. เขาเจริญวัยแล้ว อยู่ครองเรือน วันหนึ่งเที่ยวไปสู่ชังฆวิหารในป่า. ก็สมัยนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า กระทำจีวรกรรมที่ฝั่งแม่น้ำ เริ่มจะรวบรวม ผ้าอนุวาตที่ไม่เพียงพอวางไว้. เขาเห็นเข้าจึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เพราะเหตุไรท่านจึงรวบรวมวางไว้. พระปัจเจกพุทธเจ้าตอบว่า ผ้าอนุวาต ไม่เพียงพอ. เขากล่าวว่า ท่านจงกระทำด้วยผ้านี้เถิดขอรับ แล้วได้ถวาย ผ้าอุตรสาฎกแล้ว ดังความปรารถนาว่า ขอความเสื่อมเพราะสิ่งอะไร ๆ จงอย่ามีแก่เราในที่เราเกิดแล้ว ๆ. เมื่อภรรยากับน้องสาวของเรากระทำความทะเลาะแม้ในเรือน พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าเข้าไปบิณฑบาต ลำดับนั้น น้องสาวของเขาถวายบิณฑบาต แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า หมายเอาภรรยาของเขา จึงตั้งความปรารถนาว่า เราพึงเว้นคนพาลเห็นปานนี้จากที่ประมาณ ๑๐๐ โยชน์ นางยืนอยู่ที่ลาน
หน้า 346 ข้อ 398
เรือนได้ยินเข้าจึงคิดว่า ขอพระปัจเจกพุทธเจ้าจงอยู่บริโภคภัตที่หญิงนี้ ให้ จึงเทบิณฑบาตทิ้ง แล้วได้ให้เต็มด้วยเปือกตม. ฝ่ายน้องสาวกล่าวว่า ดูก่อนคนพาล เจ้าจงด่า จงประหารเราก่อนเถิด การที่เจ้าเทภัตจากบาตร ของท่านผู้เห็นปานนี้ ผู้บำเพ็ญบารมีมาสิ้น ๒ อสงไขย แล้วให้เปือกตมไม่ ควรเลย. ลำดับนั้น การพิจารณาได้เกิดขึ้นแก่ภรรยาของเขา นางกล่าวว่า จงหยุดเถิดเจ้าข้า ดังนี้แล้วเทเปือกตม ล้างบาตรขัดสีด้วยจุณหอม บรรจุ ให้เต็มด้วยภัตอันประณีต และด้วยอาหารมีรสอร่อย ๔ อย่าง แล้ววางสิ่งที่ รุ่งเรืองด้วยเนยใส มีสีดังกลีบปทุมที่เขาราดไว้ในเบื้องบน ไว้ในมือของ พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ตั้งความปรารถนาว่า บิณฑบาตนี้มีแสงสว่าง ฉันใด สรีระของเราจงมีแสงสว่างฉันนั้น. พระปัจเจกพุทธเจ้าอนุโมทนา แล้ว จึงเหาะไปแล้ว. ฝ่ายเมียและผัวทั้งสอง บำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต บังเกิดในสวรรค์ จุติจากอัตภาพนั้นอีกเป็นอุบาสก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระ- นามว่า กัสสปะ บังเกิดเป็นบุตรแห่งเศรษฐี มีสมบัติ ๘๐ โกฏิ ในกรุง พาราณสี ฝ่ายภรรยาบังเกิดเป็นธิดาของเศรษฐีนั้นนั่นแล. เมื่อเขาเจริญวัย แล้ว ญาติทั้งหลายได้นำธิดาเศรษฐีนั้นนั่นแลมาให้ พอเมื่อนางเข้าไปสู่ ตระกูลสามี ด้วยอานุภาพของบาปกรรม ที่มีผลไม่น่าปรารถนาในกาลก่อน สรีระทั้งสิ้นได้เกิดมีกลิ่นเหม็น เหมือนเวจกุฎีที่เขาเปิดไว้ที่ธรณีประตู เศรษฐีกุมารถามว่า นี้กลิ่นของอะไร ? ทราบว่าเป็นกลิ่นของเศรษฐีธิดา แล้วส่งไปเรือนแห่งตระกูล โดยทำนองที่เขานำมาว่า จงนำออกไป จง นำออกไป. นางนั้นอันสามีนั้นนั่นแหละขับไล่แล้วให้นำกลับมา ๗ ครั้ง.
หน้า 347 ข้อ 398
ก็สมัยนั้น พระกัสสปทศพลปรินิพพานแล้ว ชนทั้งหลายได้พากัน สร้างเจดีย์สูงหนึ่งโยชน์ถวายพระองค์ ด้วยอิฐแล้วด้วยทองสีแดง มีราคา ๑๐๐,๐๐๐ บุให้แท่งทึบ. เมื่อเขาสร้างเจดีย์นั้น เศรษฐีธิดานั้นคิดว่า เรา ถูกนำกลับมาถึง ๗ ครั้ง จะประโยชน์อะไรด้วยความเป็นอยู่ของเรา ดังนี้ แล้ว จึงให้ทำลายเครื่องอาภรณ์ของตน ให้ก่ออิฐแล้วด้วยทอง อันเป็น บ่อเกิดแห่งรัตนะ กว้างหนึ่งคืบ สูงสี่นิ้ว. ลำดับนั้น จึงถือเอาก้อน- หรดาลและมโนศิลา แล้วถือเอาดอกอุบล ๘ กำไปยังที่กระทำเจดีย์. ก็ในขณะนั้น แนวอิฐที่วงล้อมเจดีย์ขาดไป ๑ ก้อน ธิดาเศรษฐี จึงกล่าวกะนายช่างว่า ท่านจงวางแผ่นอิฐนี้ไว้ในที่ว่างนี้. นายช่างกล่าวว่า ดูก่อนแม่นางผู้เจริญ ท่านมาทันเวลา จงวางเองเถิด. นางขึ้นไปแล้ว ประกอบก้อนหรดาลและมโนศิลาด้วยน้ำมัน วางก้อนอิฐให้ติดกับเครื่อง เชื่อมนั้น กระทำการบูชาด้วยดอกอุบล ๘ กำมือไว้ข้างบน ไหว้แล้วตั้ง ความปรารถนาว่า ขอกลิ่นจันทน์จงฟุ้งออกจากกายของเรา ขอกลิ่นอุบล จงฟุ้งออกจากปาก ในที่ที่เกิดแล้ว ๆ ดังนี้แล้วไหว้เจดีย์กระทำประทักษิณ ได้ไปแล้ว. ครั้นในขณะนั้นนั่นเอง เศรษฐีบุตรใดนำนางไปสู่เรือนคราวก่อน ความระลึกถึงเพราะปรารภนางเกิดขึ้นแล้วแก่เศรษฐีนั้น. แม้ในพระนคร เขาก็ป่าวร้องเล่นนักษัตร. เขากล่าวกะอุปัฏฐากว่า ในกาลนั้นเขานำธิดา เศรษฐีมาในที่นี้ นางไปไหน ? นางตอบว่า เธออยู่ในเรือนของตระกูล. เขากล่าวว่า ท่านจงนำนางนาเถิด, เราจักเล่นนักษัตร. อุปัฏฐากเหล่านั้น ไปยืนไหว้นาง ถูกนางถามว่า พ่อทั้งหลายพวกท่านมาทำไม จึงแจ้งเรื่อง นั้น. นางกล่าวว่า พ่อทั้งหลาย ฉันบูชาพระเจดีย์ด้วยเครื่องอาภรณ์; ฉัน
หน้า 348 ข้อ 398
ไม่มีเครื่องอาภรณ์. อุปัฏฐากเหล่านั้นไปบอกบุตรเศรษฐี. บุตรเศรษฐี กล่าวว่า พวกท่านจงนำนางมา นางจักได้เครื่องประดับ อุปัฏฐากเหล่านั้น นำมาแล้ว กลิ่นจันทน์และกลิ่นดอกอุบลเขียว ฟุ้งไปทั่วเรือนพร้อมด้วย การเข้าไปสู่เรือนของนาง. เศรษฐีบุตรถามนางว่า ครั้งก่อนกลิ่นเหม็นฟุ้ง ออกจากร่างกายของเจ้า แต่บัดนี้ กลิ่นจันทน์ฟุ้งออกจากร่างกาย และกลิ่น อุบลฟุ้งออกจากปากของเจ้า นี้เป็นเพราะเหตุอะไร ? นางบอกกรรมที่ตน ทำตั้งแต่ต้น. บุตรเศรษฐีเลื่อมใสว่า พระพุทธศาสนาเป็นเครื่องนำสัตว์ ออกจากทุกข์ได้จริงหนอ, จึงล้อมสุวรรณเจดีย์ประมาณโยชน์หนึ่ง ด้วย ผ้าคลุมอันทำด้วยผ้ากัมพล แล้วประดับด้วยดอกปทุมทอง ประมาณเท่า ล้อรถในที่นั้น ๆ ดอกปทุมทองเหล่านั้น ได้ห้อยลงประมาณ ๑๒ ศอก. เขาดำรงอยู่ในที่นั้นจนตลอดอายุ แล้วบังเกิดในสวรรค์ จุติจาก อัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในตระกูลอำมาตย์ตระกูลหนึ่ง ในที่ประมาณโยชน์ หนึ่ง แต่กรุงสาวัตถี. แม้ธิดาเศรษฐีจุติจากเทวโลกแล้ว บังเกิดเป็นธิดา คนโตในราชตระกูล. เมื่อคนทั้งสองนั้นเจริญแล้ว ในบ้านที่อยู่ของกุมาร เขาป่าวร้องการเล่นนักษัตร. เขากล่าวกะมารดาว่า ดูก่อนแม่ ขอแม่จง ให้ผ้าสาฎกแก่ฉัน ฉันจักเล่นนักษัตร. นางนำผ้าที่ชำระแล้วได้ให้ไป. เขากล่าวว่า แม่ นี้เป็นผ้าเนื้อหยาบ. นางได้นำผ้าอื่นให้ไป แม้ผ้านั้น เขาก็ห้าม. ลำดับนั้น มารดาจึงกล่าวกะเขาว่า ดูก่อนพ่อ เราเกิดในเรือน เช่นใด บุญเพื่อได้ผ้าเนื้อละเอียดจากที่นี้ ย่อมไม่มีแก่พวกเรา. เขากล่าวว่า ถ้าเช่นนั้น ฉันจะไปสู่ที่ ๆ จะได้ผ้าจ้ะแม่. นางกล่าวว่า ลูก วันนี้แหละ แม่ปรารถนาจะให้เจ้าได้รับราชสมบัติในกรุงพาราณสี. เขาไหว้มารดาแล้ว กล่าวว่า ฉันจะไปละ แม่. นางกล่าวว่า ไปเถิดลูก. ได้ยินว่า มารดาได้มี
หน้า 349 ข้อ 398
ความคิดอย่างนี้ว่า บุตรจักไปในที่ไหน บุตรจักนั่งอยู่ในที่นี้หรือที่ใน เรือน. ก็เขาออกแล้วไปด้วยการกำหนดแห่งบุญ ไปยังกรุงพาราณสี นอน คลุมโปงอยู่ที่แผ่นมงคลศิลาในอุทยาน และวันนั้นเป็นวันที่ ๗ ที่พระเจ้า พาราณสีสวรรคต. อำมาตย์ทั้งหลายจัดถวายพระเพลิงสรีระของพระราชาแล้ว นั่งอยู่ที่ พระลานหลวงปรึกษากันว่า พระราชามีแต่พระธิดาองค์หนึ่งเท่านั้น แต่ ไม่มีพระราชโอรส ราชสมบัติอันไม่มีพระราชาจักพินาศ ใครจักเป็น พระราชา ดังนี้แล้ว จึงกล่าวกันว่า ท่านจงเป็นพระราชา ท่านจงเป็น พระราชา. ปุโรหิตกล่าวว่า การคัดเลือกโดยไม่กำหนด การเห็นแก่หน้ากันมาก ไป ย่อมไม่สมควร เราจักปล่อยรถขาวเสี่ยงทายไป. อำมาตย์เหล่านั้นจึง เทียมม้าสินธพ ๔ ม้า มีสีดังดอกโกมุท แล้ววางราชกกุธภัณฑ์ทั้ง ๕ และเศวตฉัตรไว้บนรถนั่นเอง จึงปล่อยรถประโคมดุริยางค์ตามหลังไป รถออกทางด้านทิศตะวันออกมุ่งหน้าไปอุทยาน. อำมาตย์บางพวกกล่าวว่า รถมุ่งหน้าไปทางอุทยานด้านที่คุ้นเคย พวกเราจงให้กลับ. ปุโรหิตกล่าวว่า ท่านอย่าให้กลับเลย. รถทำประทักษิณกุมารแล้วได้หยุดรอให้ขึ้นไป ปุโรหิตเลิกชายผ้าแลดูพื้นเท้าพลางกล่าวว่า ทวีปนี้จงยกไว้ บรรดาทวีป ใหญ่ทั้ง ๔ มี ๒,๐๐๐ ทวีปเป็นบริวาร ผู้นี้ควรครองราชสมบัติ แล้ว กล่าวว่า ท่านจงประโคมดนตรีแม้อีก จงประโคมดนตรีแม้อีก ดังนี้แล้ว จึงให้ประโคมดนตรีขึ้น ๓ ครั้ง. ลำดับนั้น กุมารเปิดหน้าแลดู กล่าวว่า ท่านมาด้วยกรรมอะไร ? พวกเขากล่าวว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติถึงแก่ท่าน. กุมารถามว่า
หน้า 350 ข้อ 398
พระราชาอยู่ที่ไหน ? อำมาตย์กล่าวว่า พระองค์สวรรคตแล้วนาย. กุมาร ถามว่า ล่วงไปกี่วันแล้ว. อำมาตย์กล่าวว่า วันนี้เป็นที่ ๗. กุมารถามว่า พระโอรสและพระธิดาไม่มีหรือ ? อำมาตย์ทูลว่า พระธิดามีพระเจ้าข้า แต่พระโอรสไม่มี. กุมารถามว่า เราจักครองราชสมบัติ. ในขณะนั้น นั่นเอง อำมาตย์เหล่านั้น จึงสร้างมณฑปอภิเษก ประดับราชธิดาด้วย เครื่องอลังการทั้งปวง แล้วนำมายังพระอุทยาน การทำอภิเษกแก่กุมาร. ลำดับนั้น อำมาตย์ทั้งหลานได้น้อมนำผ้ามีราคา ๑๐๐,๐๐๐ เข้าไปให้แก่ กุมารผู้ได้อภิเษก. กุมารกล่าวว่า นี่อะไรกันพ่อ. อำมาตย์ทูลว่า ผ้า สำหรับนุ่ง กุมารถามว่า พ่อทั้งหลาย หยาบไปมิใช่หรือ ? อำมาตย์ทูลว่า ไม่มีผ้าที่ละเอียดกว่านี้ ในบรรดาผ้าเครื่องใช้สอยของพวกมนุษย์ พระ- เจ้าข้า. กุมารกล่าวว่า พระราชาของท่านนุ่งผ้าเห็นปานนี้หรือ. อำมาตย์ ทูลว่า อย่างนั้นพระเจ้าข้า. กุมารกล่าวว่า ชะรอยว่าพระราชาของพวก ท่านคงจะไม่มีบุญ ท่านจงนำเหยือกน้ำทองคำมาให้เรา เราจักได้ผ้า. อำมาตย์นำเหยือกน้ำทองคำมาแล้ว. กุมารนั้นลุกขึ้นล้างมือ บ้วนปาก เอา มือวักน้ำประพรมในปุรัตถิมทิศ, ขณะนั้นนั่นเอง ต้นกัลปพฤกษ์ ๘ ต้น ผุดขึ้นทำลายแผ่นดินเป็นแท่งทึบ กุมารวักน้ำประพรมทั้ง ๔ ทิศอย่างนี้อีก คือในทิศทักษิณ ทิศปัจฉิม ทิศอุดร ต้นกัลปพฤกษ์ ๓๒ ต้นผุดขึ้น การทำ ให้เป็นกลุ่มละ ๘ ต้นในทุกทิศ. กุมารนั้นนุ่งผ้าทิพย์ผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง แล้วกล่าวว่า พวกท่านจงพากันตีกลอง ร้องประกาศอย่างนี้ว่า หญิง ทั้งหลายผู้ปั่นด้ายอย่าปั่นด้าย ในแว่นแคว้นของพระเจ้านันทะ และให้ ยกฉัตรประดับตกแต่งอยู่บนคอช้างตัวประเสริฐ เข้าไปยังพระนคร ขึ้นสู่ ปราสาทแล้วเสวยมหาสมบัติ.
หน้า 351 ข้อ 398
เมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง พระเทวีทรงเห็นมหาสมบัติของ พระราชา จึงแสดงอาการความเป็นผู้มีกรุณาว่า น่าอัศจรรย์ พระองค์ มีตบะ. ก็เมื่อถูกถามว่า นี้อะไรกันเทวี จึงทูลว่า สมบัติของพระองค์ มีมาก พระเจ้าข้า. ในอดีตกาล พระองค์ทรงเชื่อต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ได้กระทำกัลยาณกรรม บัดนี้ ไม่ทรงทำกุศลอันเป็นปัจจัยแก่อนาคตหรือ. พระราชาตรัสว่า จะให้แก่ใครบุคคลผู้มีศีลไม่มี. พระเทวีทูลว่า พระเจ้าข้า ชมพูทวีปไม่ว่างจากพระอรหันต์ทั้งหลาย ขอพระองค์จงให้จัดแจงทาน เท่านั้น เราจะได้พระอรหันต์ทั้งหลาย. วันรุ่งขึ้น พระราชารับสั่งให้จัดแจงทาน ที่ประตูด้านทิศตะวันออก พระเทวีทรงอธิษฐานองค์อุโบสถแต่เช้าตรู่ หมอบลงบ่ายหน้าต่อทิศบูรพา ในปราสาทชั้นบนตรัสว่า ถ้าพระอรหันต์ทั้งหลายมีอยู่ในทิศนี้ไซร้ พรุ่ง นี้แหละ ขอพระอรหันต์ทั้งหลายจงมารับภิกษาของพวกเราทั้งหลาย. พระอรหันต์ทั้งหลายไม่มีในทิศนั้น จึงได้ให้เครื่องสักการะแก่คนกำพร้า และยาจกทั้งหลาย. วันรุ่งขึ้นพระเทวีทรงจัดแจงทานที่ประตูด้านทักษิณ ได้กระทำเหมือนอย่างนั้น. วันรุ่งขึ้นได้กระทำที่ประตูด้านทิศปัจฉิม แต่ ในวันที่จัดแจงที่ประตูด้านทิศอุดร เมื่อพระเทวีเชื้อเชิญเหมือนอย่างนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้ามหาปทุมะ ผู้เป็นหัวหน้าของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ บุตรของพระนางปทุมวดีผู้อยู่ที่หิมวันตประเทศ จึงเรียกพี่น้องชายทั้งหลาย มาว่า ดูก่อนท่านผู้นิรทุกข์ พระเจ้านันทะเชื้อเชิญพวกท่าน พวกท่านจง รับทานของพระองค์เถิด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นรับคำแล้ว. วันรุ่งขึ้น จึงล้างหน้าที่สระอโนดาต แล้วมาทางอากาศ ลงที่ประตู ด้านทิศอุดร. มนุษย์ทั้งหลายเห็นแล้วไปกราบทูลพระราชาว่า พระปัจเจก-
หน้า 352 ข้อ 398
พุทธเจ้า ๕๐๐ มา พระเจ้าข้า. พระราชาพร้อมกับเทวีไปไหว้แล้วรับบาตร ให้อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าขึ้นสู่ปราสาท ถวายทานแด่พระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้นในที่นั้น ในที่สุดแห่งภัตกิจ พระราชาถวายแก่พระสังฆ- เถระ พระเทวีหมอบลงแทบเท้าของพระสังฆนวกะ ภิกษุผู้ใหม่ในสงฆ์ แล้วกระทำปฏิญญาว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายจักไม่ลำบากด้วยปัจจัย พวก เราจักไม่เสื่อมจากบุญ จึงจัดแจงที่เป็นที่อยู่โดยอาการทั้งปวงในพระ- อุทยาน คือบรรณศาลา ๕๐๐ ที่จงกรม ๕๐๐ แล้วให้อยู่ในที่นั้น. เมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ ปัจจันตชนบทของพระราชากำเริบ พระ- ราชาโอวาทพระเทวีว่า เราจะไปปราบปัจจันตชนบทให้สงบ เจ้าอย่า ประมาทในพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อพระราชายังไม่เสด็จกลับมา นั่นแล อายุสังขารของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายก็สิ้นไป. พระมหาปทุม- ปัจเจกพุทธเจ้าเล่นฌานตลอดยาม ๓ แห่งราตรี จึงยืนเหนี่ยวแผ่นกระดาน เป็นที่ยึดหน่วง แล้วปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในเวลาอรุณ ขึ้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งปวงได้ยืนยึดหน่วงแผ่นกระดานที่เหลือ ด้วย อุบายนี้ปรินิพพานแล้ว. วันรุ่งขึ้น พระเทวีให้สร้างที่เป็นที่นั่งของพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย เกลี่ยดอกไม้ถวายธูป นั่งคอยดูการมาของพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น เมื่อไม่เห็นมา จึงส่งบุรุษไปว่า ไปเถิดพ่อ จงรู้ พระผู้เป็นเจ้าคงจะมีความไม่ผาสุกอะไร ๆ บ้างกระมัง. บุรุษนั้นไปเปิด ประตูบรรณศาลาแห่งพระปัจเจกพุทธมหาปทุมะ เมื่อไม่เห็นในที่นั้น จึง ไปสู่ที่จงกรม เห็นท่านยืนพิงแผ่นกระดานสำหรับยึดหน่วง ไหว้แล้ว กล่าวว่า ถึงเวลาแล้วขอรับ. สรีระปริพพานจักกล่าวอะไร ? เขาคิดว่า
หน้า 353 ข้อ 398
ชะรอยว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าจะหลับ จึงไปเอามือลูบหลังเท้า ทราบว่าท่าน ปรินิพพานแล้ว เพราะเท้าเย็นและแข็งกระด้าง จึงได้ไปยังสำนักของ พระปัจเจกพุทธเจ้ารูปที่ ๒ ไปยังสำนักพระปัจเจกพุทธเจ้ารูปที่ ๓ ด้วย อาการฉะนี้. ทราบว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหมดปรินิพพานแล้ว พระเทวี ทรงกันแสงออกไปพร้อมกับชาวพระนคร ไปในที่นั้น ให้กระทำการเล่น อย่างสนุกสนาน ให้กระทำฌาปนกิจสรีระของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ให้ถือเอาพระธาตุสร้างพระเจดีย์ไว้. พระราชา ครั้นปราบปัจจันตชนบทให้สงบแล้ว จึงเสด็จมาตรัส ถามพระเทวีผู้กระทำการต้อนรับว่า นางผู้เจริญ เจ้าไม่ประมาทต่อพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าหรือ ? พระผู้เป็นเจ้าไม่มีโรคหรือ ? พระเทวีทูลว่า พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายปรินิพพานเสียแล้ว, พระราชาทรงพระดำริว่า มรณะ ย่อมเกิดขึ้นแก่บัณฑิตแม้เห็นปานนี้ ความพ้นของเราจักมีแต่ที่ไหน พระ- องค์ไม่เสด็จไปพระนคร เสด็จไปยังพระอุทยานเท่านั้น รับสั่งให้เรียก พระราชโอรสองค์โตมา แล้วมอบราชสมบัติแก่เธอ พระองค์เองบวชเป็น สมณะ ฝ่ายพระเทวี ทรงดำริว่า เมื่อพระราชานี้บวชแล้ว เราจักทำอะไร จึงบวชในอุทยานั้นนั่นเอง แม้ทั้งสองพระองค์ยังฌานให้เกิดขึ้น จุติ จากอัตภาพนั้นแล้วบังเกิดในพรหมโลก. เมื่อท่านทั้งสองอยู่ในที่นั้นนั่นเอง พระศาสดาของเราทั้งหลายเสด็จ อุบัติขึ้นในโลก ประกาศธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปยังกรุงราชคฤห์ โดยลำดับ. เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าในกรุงราชคฤห์นั้น ปิปผลิมาณพนี้ บังเกิดในท้องของพระอัครมเหสีของกบิลพราหมณ์ ในมหาติตถพราหมณ- คาม ในมคธรัฐ, นางภัตทกาปิลานีนี้ บังเกิดในท้องของอัครมเหสี
หน้า 354 ข้อ 398
ของโกสิยโคตรพราหมณ์ ในสาคลนคร ในมคธรัฐ เมื่อท่านเหล่านั้น เจริญโดยลำดับ เมื่อปิปผลิมาณพมีอายุได้ ๒๐ ปี นางภัททามีอายุครบ ๑๖ ปี มารดาบิดาแลดูบุตรแล้วคาดคั้นอย่างหนักว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าเจริญวัย แล้ว ชื่อว่าวงศ์ตระกูลจะต้องดำรงไว้. มาณพกล่าวว่า ท่านอย่ากล่าว ถ้อยคำเห็นปานนี้ในคลองแห่งโสตประสาทของฉัน ฉันจักปรนนิบัติท่าน ตลอดเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ โดยกาลล่วงไปแห่งท่าน ฉันจักออกบวช. โดยล่วงไป ๒-๓ วัน ท่านทั้งสองก็กล่าวอีก แม้ท่านก็ปฏิเสธเหมือน อย่างนั้นนั่นเอง. จำเดิมแต่นั้นมาท่านก็กล่าวอย่างนั้นไม่ขาดระยะเลย. มาณพคิดว่า เราจักให้มารดาของเรายินยอม จึงให้แท่งทองสุกปลั่ง ๑,๐๐๐ แท่ง อันช่างทองทำให้อ่อนตามต้องการทั้งปวงแล้ว สร้างรูปหญิง รูปหนึ่ง ในเวลาสิ้นสุดแห่งกรรม มีการเช็ดและบุเป็นต้นของแท่งทองนั้น ก็ให้นุ่งผ้าแดง ให้ประดับด้วยดอกไม้สมบูรณ์ด้วยดี และเครื่องประดับ ต่างๆ ให้เรียกมารดามากล่าวว่า แม่ เมื่อฉันได้อารมณ์เห็นปานนี้ จัก อยู่ครองเรือน เมื่อไม่ได้จักไม่อยู่. นางพราหมณีผู้เป็นบัณฑิตคิดว่า บุตร ของเรามีบุญ ได้เคยให้ทาน เคยทำอภินิหารไว้ เมื่อทำบุญ ไม่ได้เป็น ผู้ ๆ เดียวกระทำ โดยที่แท้เคยทำบุญร่วมกับเขาไว้ จึงเป็นผู้มีส่วนเปรียบ ด้วยรูปทอง ดังนี้แล้ว จึงให้เรียกพราหมณ์ทั้ง ๘ คนมา ให้อิ่มหนำด้วย กามทั้งปวง ให้ยกรูปทองขึ้นสู่รถส่งไปเพื่อให้รู้ว่า พ่อทั้งหลาย พวกท่าน จงไปในตระกูลที่เสมอกันโดยชาติโคตรและโภคะของเรา จงดูนางทาริกา เห็นปานนี้ จงกระทำรูปทองนี้แหละให้เป็นเครื่องบรรณาการแล้วจงกลับ มา.
หน้า 355 ข้อ 398
พราหมณ์เหล่านั้น ออกไปด้วยคิดว่า นี้เป็นกรรมชื่อของพวกเรา คิดว่าพวกเราจักไปในที่ไหน จึงคิดว่า ชื่อว่ามัททรัฐ เป็นบ่อเกิดแห่ง หญิง เราไปมัททรัฐ ดังนี้แล้ว ได้ไปสาคลนคร ในมัททรัฐ. ได้วาง รูปทองนั้นไว้ที่ท่าอาบน้ำในสาคลนครนั้น แล้วได้นั่งที่ควรข้างหนึ่ง ลำดับ นั้น พี่เลี้ยงของนางภัททา ให้นางภัตทาอาบน้ำแล้ว แล้วประดับ ให้นั่ง ในห้องอันประกอบด้วยสิริ ตนเองก็ไปยังท่าน้ำเพื่ออาบน้ำ ได้เห็นรูปทอง นั้นในที่นั้น คิดว่า ธิดานี้ใคร ๆ ไม่ได้นำมา มาอยู่ในที่นี้ได้อย่างไร ? จึงได้แตะดูข้างหลังรู้ว่ารูปทอง จงกล่าวว่า เราให้เกิดความสำคัญขึ้นว่า นี้ธิดาแม่เจ้าของเรา แต่นี้ไม่เหมือนธิดาแม่เจ้าของเรา แม้ผู้รับเครื่อง นุ่งห่ม. ลำดับนั้น มนุษย์เหล่านั้น จึงพากันห้อมล้อมรูปนั้นแล้วถามว่า รูปเห็นปานนี้เป็นธิดาของท่านหรือ ? พี่เลี้ยงกล่าวว่า นี้อะไรกัน ธิดา แม่เจ้าของเรา ยังงามกว่ารูปทองเปรียบนี้ตั้ง ๑๐๐ เท่า ๑,๐๐๐ เท่า เมื่อ นางนั่งอยู่ในห้องประมาณ ๑๒ ศอก กิจด้วยประทีปย่อมไม่มี แม่เจ้าย่อม กำจัดความมืด โดยแสงสว่างแห่งสรีระนั้นเอง. พวกเขาจึงกล่าวว่า ถ้า เช่นนั้นจงมาเถิด แล้วพาคนค่อมนั้น ยกรูปทองขึ้นบนรถยืนอยู่ที่ประตู เรือนของพราหมณ์โกสิยโคตร จึงได้แจ้งการมาให้ทราบ. พราหมณ์ปฏิสันถารแล้วถามว่า พวกท่านมาจากไหน ? พวก พราหมณ์กล่าวว่า มาแต่เรือนของกบิลพราหมณ์ ในมหาติตถคาม มคธรัฐ. พราหมณ์ถามว่า มาเพราะเหตุอะไร ? พวกพราหมณ์ตอบว่า เพราะเหตุ ชื่อนี้ พราหมณ์กล่าวว่า เป็นกรรมดีละพ่อทั้งหลาย พราหมณ์ของพวกเรา มีชาติโคตรและสมบัติเสมอกัน เราจักให้นางทาริกา ดังนี้แล้วรับเอาเครื่อง
หน้า 356 ข้อ 398
บรรณาการไว้. พวกเขาได้ส่งสาสน์ไปให้แก่กบิลพราหมณ์ว่า ได้นาง ทาริกาแล้ว นางจงกระทำสิ่งที่ควรทำ คนทั้งหลายได้ทราบข่าวนั้นแล้ว จึงแจ้งให้กบิลพราหมณ์ทราบว่า ได้ยินว่า ได้นางทาริกาแล้ว. มาณพคิดว่า เราคิดว่าจักไม่ได้ พวกเหล่านั้นกล่าวว่าได้แล้ว เราไม่มีความต้องการ จักส่ง หนังสือไป ดังนี้แล้ว ได้อยู่ในที่ลับเขียนหนังสือส่งไปว่า ขอนางภัททา จงได้ครองเรือน อันสมควรแก่ชาติโคตรและโภคะของตนเถิด เราจักออก บวช อย่าได้มีความเดือดร้อนในภายหลังเลย. ฝ่ายนางภัททาได้สดับว่า บิดาประสงค์จะให้เราแก่ชายโน้น จึงคิดว่า เราจักส่งหนังสือไปดังนี้แล้ว ได้อยู่ในที่ลับเขียนหนังสือส่งไปว่า พระลูกเจ้า พระลูกเจ้า จงได้ครองเรือน อันสมควรแก่ชาติโคตรและโภคะของตนเถิด ดิฉันจักบวช อย่าได้มีความ เดือดร้อนในภายหลังเลย. หนังสือทั้งสองได้มาประจวบกันในระหว่างทาง ถามว่าเป็นหนังสือของใคร ? เมื่อได้คำตอบว่า เป็นหนังสือที่ปิปผลิมาณพ ส่งหนังสือถึงนางภัททา ก็เมื่อกล่าวว่า นางภัททาก็ส่งหนังสือถึงปิปผลิ- มาณพ. คนทั้งหลายได้อ่านหนังสือทั้งสองฉบับแล้วกล่าวว่า ท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของเด็กทั้งหลาย ดังนี้แล้ว ก็ฉีกทิ้งเสียในป่า จึงเขียนหนังสือ อื่นซึ่งเหมือนกับหนังสือนั้น แล้วส่งไปข้างโน้นและข้างนี้. การสมาคม แห่งคนทั้งสองผู้ไม่ปรารถนาอยู่นั่นแหละ เพราะหนังสือที่เหมือนกัน ที่ เกื้อกูลแก่ความยินดีทางโลกเท่านั้นของกุมารกับนางกุมาริกา ได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้. ในวันนั้นนั่นเอง ปิปผลิมาณพให้ร้อยพวงดอกไม้พวงหนึ่ง แม้ นางภัททาก็ร้อย คนทั้งสองวางพวงดอกไม้ไว้บนท่ามกลางที่นอน บริโภค อาหารเย็นแล้ว คิดว่าเราจักขึ้นสู่ที่นอน, มาณพขึ้นสู่ที่นอนโดยทางข้างขวา,
หน้า 357 ข้อ 398
นางภัททาขึ้นทางซ้าย แล้วกล่าวว่า เราจักรู้ว่า ดอกไม้ย่อมเหี่ยว ณ ข้างของ ผู้ใด ราคะจิตเกิดแล้วแก่ผู้นั้น พวงดอกไม้นี้ไม่พึงเป็นดอกไม้สด. คน ทั้งสองนั้นไม่ก้าวล่วงลงสู่ความหลับเลย ปล่อยให้ ๓ ยามแห่งราตรีล่วงไป เพราะกลัวแต่สัมผัสแห่งร่างกายของกันและกัน, ส่วนในกลางวันแม้เพียง ยิ้มแย้มก็มิได้มี คนทั้งสองนั้นไม่ได้คลุกคลีด้วยโลกามิส ไม่ได้พิจารณา ถึงขุนทรัพย์ตลอดเวลาที่มารดาบิดายังดำรงชีพอยู่ เมื่อมารดาบิดาทำกาละ แล้วจึงพิจารณา. สมบัติของมาณพมีดังต่อไปนี้ :- ในวันหนึ่ง ควรได้จุณทองคำที่เขาขัดถูร่างกายแล้วพึงทิ้งไปประมาณ ๑๒ ทะนานโดยทะนานมคธ, สระใหญ่ ๖๐ สระผูกติดเครื่องยนต์ การ งานประมาณ ๑๒ โยชน์, บ้านส่วย ๑๔ ตำบล เท่าเมืองอนุราธบุรี, ยาน ที่เทียมด้วยช้าง ๑๔, ยานที่เทียมด้วยม้า ๑๔, ยานที่เทียมด้วยรถ ๑๔. วันหนึ่งมาณพนั้นขึ้นม้าที่ประดับแล้ว แวดล้อมไปด้วยมหาชน ไปยังที่ทำงาน ยืนอยู่ที่ปลายนา เห็นนกมีกาเป็นต้น จิกสัตว์มีไส้เดือน เป็นต้นกัดกินจากที่ที่ถูกไถทำลาย จึงถามว่า พ่อทั้งหลาย สัตว์เหล่านี้ กินอะไร ชนทั้งหลายกล่าวว่า กินไส้เดือน ผู้เป็นเจ้า. มาณพกล่าวว่า บาปที่สัตว์เหล่านั้นกระทำย่อมมีแก่ใคร. ชนทั้งหลายตอบว่า มีแก่ท่านผู้ เป็นเจ้า. เขาคิดว่า ถ้าบาปที่สัตว์เหล่านี้กระทำมีแก่เราไซร้ ทรัพย์ ๘๗ โกฏิจักกระทำประโยชน์อะไรแก่เรา การงาน ๑๒ โยชน์จะทำอะไร สระที่ ผูกติดเครื่องยนต์จะทำอะไร บ้านส่วย ๑๔ ตำบลจะทำอะไร เราจักมอบ ทรัพย์ทั้งหมดนี้ให้นางภัททกาปิลานี แล้วออกบวช.
หน้า 358 ข้อ 398
ในขณะนั้น แม้นางภัททกาปิลานี ก็ให้ตากหม้อเมล็ดงา ๓ หม้อ ใน ภายในพื้นที่ นั่งแวดล้อมไปด้วยพี่เลี้ยง เห็นกาทั้งหลายจิกกินสัตว์ที่อยู่ ในเมล็ดงา ก็ถามว่า แม่ สัตว์เหล่านี้กินอะไร ? พวกพี่เลี้ยงกล่าวว่า กิน สัตว์แม่เจ้า. นางถามว่า อกุศลย่อมมีแก่ใคร ? พวกพี่เลี้ยงกล่าวว่า มีแก่ ท่านแม่เจ้า. นางคิดว่า การที่เราได้ผ้า ๔ ศอก และข้าวสารเพียงทะนาน หนึ่งย่อมควร ก็ถ้าอกุศลที่ชนมีประมาณเท่านี้กระทำ ย่อมมีแก่เราไซร้ เราก็ไม่สามารถเงยศีรษะขึ้นได้จากวัฏฏะแม้ตั้ง ๑,๐๐๐ ภพ พอลูกเจ้ามา ถึงเท่านั้น เราก็จะมอบสมบัติทั้งหมดแก่ลูกเจ้า แล้วจักออกบวช. มาณพมาแล้ว อาบน้ำขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนบัลลังก์อันมีค่ามาก. ลำดับนั้น ชนทั้งหลายก็จัดแจงโภชนะอันสมควรแก่พระเจ้าจักรพรรดินั้น. เมื่อชนผู้เป็นบริวารออกไปแล้ว ชนทั้งสองบริโภคแล้วอยู่ในที่ลับ นั่งอยู่ ในที่อันผาสุก. ลำดับนั้น มาณพนั้นกล่าวกะนางภัททาว่า นางผู้เจริญ เธอมาสู่เรือนนี้นำทรัพย์มาประมาณเท่าไร ? นาง. ๕๕,๐๐๐ เล่มเกวียน ลูกเจ้า. มาณพ. ทรัพย์ทั้งหมดคือทรัพย์ ๘๗ โกฏิ และสมบัติต่างโดยสระ ๖๐ ที่ผูกด้วยยนต์ที่มีอยู่ในเรือนนี้ทั้งหมด ฉันมอบให้แก่เธอเท่านั้น. นาง. ก็ท่านเล่า ลูกเจ้าจะไปไหน ? มาณพ. เราจักบวช. นาง. ลูกเจ้า แม้ดิฉันก็นั่งรอคอยการมาของท่านอยู่เท่านั้น ดิฉัน ก็จักบวช. ภพ ๓ ได้ปรากฏแก่คนทั้งสองนั้น เหมือนกุฎีที่มุงด้วยใบไม้ ถูกไฟไหม้ฉะนั้น คนเหล่านั้น ให้นำผ้าที่ย้อมน้ำฝาดและบาตรดินมาจาก ร้านตลาด ให้ปลงผมกันและกันแล้วกล่าวว่า พระอรหันต์เหล่าใด
หน้า 359 ข้อ 398
มีอยู่ในโลก เราทั้งหลายจงบวชอุทิศพระอรหันต์เหล่านั้น ดังนี้แล้วบวช ใส่บาตรเข้าในถุงคล้องไว้ที่ไหล่ ลงจากปราสาท. ใคร ๆ ในบรรดาทาส หรือกรรมกรในเรือน จำไม่ได้. ลำดับนั้น ชาวบ้านทาสคามจำคนทั้งสองนั้นผู้ออกจากพราหมณ- คาม ไปทางประตูทาสคามได้ ด้วยสามารถอากัปกิริยา. คนเหล่านั้น ร้องไห้หมอบที่เท้า กล่าวว่า ผู้เป็นเจ้าทั้งหลาย พวกท่านทำพวกข้าพเจ้า ไม่ให้มีที่พึ่งหรือ ? คนทั้งสองนั้นกล่าวว่า พวกเรากล่าวว่า พนาย ภพทั้ง ๓ ปรากฏเหมือนบรรณศาลาที่ถูกไฟไหม้ จึงได้บวช ถ้าเราทำแต่ ละคนในบรรดาท่านให้เป็นไทไซร้ แม้ตั้ง ๑๐๐ ปีก็ไม่พอ พวกท่าน นั่นแหละจงชำระศีรษะของท่านจงเป็นไทเถิด ดังนี้ เมื่อคนเหล่านั้นกำลัง ร้องไห้อยู่นั้นเองได้หลีกไปแล้ว. พระเถระไปข้างหน้ากลับเหลียวมาดูคิดว่า นางภัททกาปิลานีนี้ เป็น หญิงมีค่าในชมพูทวีปทั้งสิ้นมาข้างหลังเรา ข้อที่ใคร ๆ พึงคิดอย่างนี้ว่า คนทั้งสองนี้ แม้บวชแล้วไม่อาจพรากจากกันได้ กระทำไม่สมควร ข้อ นั้นเป็นฐานะที่จะมีได้ เกิดความคิดขึ้นว่า ใคร ๆ พึงคิดประทุษร้ายด้วย ความชั่ว พึงเป็นผู้แออัดในอบาย การที่เราละผู้นี้ไปจึงควร. ท่านไปข้าง หน้าเห็นทาง ๒ แพร่ง ได้หยุดอยู่ในที่สุดแห่งทางนั้น. ฝ่ายนางภัททามา ไหว้แล้วได้ยืนอยู่แล้ว. ลำดับนั้น ท่านกล่าวกะทางภัททาว่า แน่ะนาง ผู้เจริญ มหาชนเห็นหญิงเช่นนั้นเดินมาตามเราแล้วคิดว่า คนเหล่านี้ แม้บวชแล้ว ก็ไม่อาจจากกันได้ พึงมีจิตคิดประทุษร้ายในเรา พึงเป็นผู้ แออัดในอบาย. ท่านจึงกล่าวว่า ในทาง ๒ แพร่งนี้ เจ้าจงถือเอาทางหนึ่ง เราจักไปโดยทางหนึ่ง. นางภัททากล่าวว่า อย่างนั้นพระผู้เป็นเจ้า
หน้า 360 ข้อ 398
มาตุคามเป็นเครื่องกังวลของบรรพชิตทั้งหลาย คนทั้งหลายจักแสดงโทษ ของพวกเราว่า คนเหล่านี้แม้บวชแล้ว ก็ไม่พรากจากกันได้ ท่านจงถือ เอาทางหนึ่ง พวกเราจักแยกจากกัน ดังนี้แล้วกระทำประทักษิณ ๓ รอบ ไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ในฐานะทั้ง ๔ ประคองอัญชลีอันรุ่งโรจน์ด้วย ทสนขสโมธานแล้วกล่าวว่า ความสนิทสนมกันโดยฐานมิตร ที่ทำไว้ใน กาลนานประมาณแสนปี ย่อมทำลายลงในวันนี้ แล้วกล่าวว่า ท่านชื่อว่า เป็นชาติขวา ทางขวาสมควรแก่ท่าน เราชื่อว่าเป็นมาตุคามเป็นชาติซ้าย ทางฝ่ายซ้ายควรแก่เราดังนี้ ไหว้แล้วเดินทางไป. ในกาลที่คนทั้งสองแยก ทางกัน มหาปฐพีนี้ร้องไห้หวั่นไหวเหมือนกล่าวอยู่ว่า เราสามารถ จะทรงไว้ซึ่งขุนเขาจักรวาลและขุนเขาสิเนรุได้ แต่ไม่สามารถจะทรงคุณ ของท่านได้ เป็นไปเหมือนเสียงอสนีบาตในอากาศ ขุนเขาจักรวาลและ สิเนรุบันลือลั่น. . พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับนั่งที่พระคันธกุฎีในพระเชตวันมหา- วิหาร สดับเสียงแผ่นดินไหว ทรงรำพึงว่า แผ่นดินไหวเพื่อใครหนอ ทรงพระดำริว่า ปิปผลิมาณพและนางภัททกาปิลานี ละสมบัติอันหาประ- มาณมิได้บวชอุทิศเรา แผ่นดินไหวนี้เกิดเพราะกำลังคุณของคนทั้งสอง ใน ฐานะที่คนทั้งสองแยกจากกัน แม้เราควรกระทำการสงเคราะห์แก่คนทั้ง สองนั้น ดังนี้แล้วออกจากพระคันธกุฎี ถือบาตรและจีวรด้วยพระองค์เอง ไม่ปรึกษากะใคร ๆ ในบรรดาพระอสีติมหาเถระ กระทำหนทาง ๓ คาวุต ให้เป็นที่ต้อนรับ ทรงนั่งคู้บัลลังก์ ณ โคนต้นพหุปุตตกนิโครธ ใน ระหว่างกรุงราชคฤห์กับเมืองนาลันทา. และเมื่อนั่ง ไม่ทรงนั่งเหมือน ภิกษุผู้ทรงผ้าบังสุกุลรูปใดรูปหนึ่ง ทรงถือเอาเพศแห่งพระพุทธเจ้า
หน้า 361 ข้อ 398
ประทับนั่งฉายพระพุทธรัศมีเป็นแท่งทึบประมาณ ๘๐ ศอก. ดังนั้นใน ขณะนั้น พระพุทธรัศมี ซึ่งมีประมาณเท่าฉัตร ใบไม้ล้อเกวียนและเรือน ยอดเป็นต้น แผ่ซ่านวิ่งไปข้างโน้นข้างนี้ กระทำเหมือนเวลาที่ขึ้นไปแห่ง พระจันทร์ ๑,๐๐๐ ดวง และพระอาทิตย์ ๑,๐๐๐ ดวง กระทำที่สุดป่า นั้นให้มีแสงเป็นอันเดียวกัน. เหมือนท้องฟ้าที่รุ่งโรจน์ด้วยหมู่ดาว ที่ รุ่งโรจน์ด้วยสิริแห่งมหาปุริสลักษณะ ๓๒ เหมือนน้ำรุ่งเรืองด้วยดอกกมล และดอกบัวอันบานสะพรั่ง ทำที่สุดป่าให้รุ่งโรจน์ ลำต้นแห่งต้นไม้ชื่อ นิโครธย่อมขาว ใบเขียว สุกปลั่ง. ก็ในวันนั้น ต้นนิโครธทั้ง ๑๐๐ กิ่งได้มี สีเหมือนสีทองคำ. พระมหากัสสปเถระคิดว่า ผู้นี้ชะรอยจักเป็นพระศาสดาของพวกเรา เราบวชอุทิศท่านผู้นี้ จึงน้อมลง น้อมลง จำเดิมแต่ที่ที่ตนเห็นแล้ว ไปถวายบังคมในฐานะทั้ง ๓ กล่าวว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มี- พระภาคเจ้า จงเป็นศาสดาของข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวก, ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า จงเป็นศาสดาของข้าพระองค์. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกะท่านว่า กัสสปะ ถ้าเธอพึง กระทำการนอบน้อมนี้ แก่แผ่นดินใหญ่ แม้แผ่นดินก็ไม่สามารถทรงอยู่ ได้ แผ่นดินใหญ่นี้รู้ความที่ตถาคตมีคุณมากถึงอย่างนี้ การกระทำการ นอบน้อมที่ท่านกระทำแล้ว ไม่อาจให้แม้ขนของเราไหวได้ นั่งเถิดกัสสปะ เราจะให้มรดกแก่เธอ. ลำดับนั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงทรงประทาน อุปสมบทแก่ท่านด้วยโอวาท ๓ ข้อ, ครั้นประทานแล้วจึงออกจากโคนต้น พหุปุตตกนิโครธ กระทำพระเถระให้เป็นปัจฉาสมณะ แล้วทรงดำเนิน ไป. พระสรีระของพระศาสดา วิจิตรด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ
หน้า 362 ข้อ 398
สรีระของพระมหากัสสปะ ประดับด้วยมหาปุริสลักขณะ ๗ ประการ ท่าน ติดตามพระบาทพระศาสดา เหมือนมหานาวาทองที่ติดตามข้างหลัง. พระ- ศาสดาเสด็จไปหน่อยหนึ่งแล้วเสด็จลงจากทาง แสดงอาการประทับนั่งที่ โคนต้นไม้แห่งหนึ่ง. พระเถระรู้ว่า พระศาสดาจะประทับนั่ง จึงปูสังฆาฏิ ด้วยแผ่นผ้าเก่าที่ตนห่ม กระทำให้เป็น ๔ ชั้นถวาย. พระศาสดาประทับนั่งบนที่นั้น เอาพระหัตถ์ลูบคลำจีวร จึงตรัสว่า กัสสปะ สังฆาฏิที่เป็นแผ่นผ้าเก่าของเธอนี้อ่อนนุ่ม. พระเถระทราบว่า พระศาสดาตรัสว่า สังฆาฏิของเรานี้อ่อนนุ่ม ทรงพระประสงค์จะห่ม จึง ทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงห่มสังฆาฏิเถิด. พระศาสดาตรัสว่า กัสสปะ ท่านจักห่มอะไร. พระมหากัสสปเถระทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อข้าพระองค์ได้ผ้านุ่งของพระองค์ก็จักห่ม. พระ- ศาสดาตรัสว่า กัสสปะ เธออาจจะทรงผ้าบังสุกุลอันใช้คร่ำคร่านี้หรือ ? จริงอยู่ ในวันที่เราถือเอาผ้าบังสุกุลนี้ แผ่นดินไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน, ชื่อว่าจีวรที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายใช้สอยคร่ำคร่านี้ เราไม่สามารถจะทรงได้ โดยคุณแห่งพระปริตร, การที่ผู้ทรงผ้าบังสุกุลตามกำเนิด ทรงผ้านี้ตาม ความสามารถ คือด้วยความสามารถในการบำเพ็ญข้อปฏิบัติ จึงจะควร ดังนี้ แล้วจึงทรงเปลี่ยนจีวรกับพระเถระ. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำการเปลี่ยนจีวรอย่างนี้ แล้วทรง ห่มจีวรที่พระเถระห่มแล้ว. พระเถระก็ห่มจีวรของพระศาสดา. ในสมัยนั้น แผ่นดินนี้แม้ไม่มีเจตนา ก็หวั่นไหวจนถึงน้ำรองแผ่นดิน เหมือนจะ กล่าวอยู่ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านได้การทำกรรมที่ทำได้ยาก จีวร ที่ตนห่มชื่อว่าเคยให้แก่พระสาวกย่อมไม่มี เราไม่สามารถจะทรงคุณ
หน้า 363 ข้อ 398
ของท่านทั้งหลายได้. ฝ่ายพระเถระคิดว่า บัดนี้เราได้จีวรที่พระพุทธเจ้า ทั้งหลายใช้สอยแล้ว บัดนี้สิ่งที่เราควรทำให้ยิ่งไปกว่านี้มีอยู่หรือ ดังนี้จึง ไม่กระทำการบันลือ สมาทานธุดงค์ ๑๓ ข้อในสำนักพระพุทธเจ้าทั้งหลาย นั่นแล ได้เป็นปุถุชนเพียง ๗ วัน ในวันที่ ๘ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในกาลเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เชษฐบุรุษของโลก ผู้คงที่ เป็นนาถะของโลก นิพพาน แล้ว ชนทั้งหลายทำการบูชาพระศาสดา หมู่ชนมีจิต ร่าเริงเบิกบานบันเทิง เมื่อเขาเหล่านั้นเกิดความสังเวช ปีติย่อมเกิดขึ้นแก่เรา เราประชุมญาติและมิตรแล้วได้ กล่าวคำนี้ว่า พระมหาวีรเจ้าปรินิพพานแล้ว ได้กล่าวคำ นี้ว่า พระมหาวีรเจ้าปรินิพพานแล้ว เชิญเรามาทำการ บูชากันเถิด พวกเขารับคำว่า สาธุ แล้วทำความร่าเริง ให้เกิดแก่เราอย่างยิ่งว่า พวกเราทำการก่อสร้างบุญ ใน พระพุทธเจ้าผู้เป็นนาถะของโลก เราได้สร้างเจดีย์อันมี ค่าทำอย่างเรียบร้อย สูงร้อยศอก สร้างปราสาทสูงร้อย- ห้าสิบศอก สูงจดท้องฟ้า ครั้นสร้างเจดีย์อันมีค่างดงาม ด้วยระเบียบอันดีไว้ที่นั้นแล้ว ได้ยังจิตของตนให้เลื่อมใส บูชาเจดีย์อันอุดม ปราสาทย่อมรุ่งเรือง ดังกองไฟโพลง อยู่ในอากาศ เช่นพญารังกำลังดอกบาน ย่อมสว่างจ้า ทั่วสี่ทิศ เหมือนสายฟ้าในอากาศ เรายังจิตให้เลื่อมใส ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๕.
หน้า 364 ข้อ 398
ในห้องพระบรมธาตุนั้น ก่อสร้างกุศลเป็นอันมาก ระลึก ถึงกรรมเก่าแล้ว ได้เข้าถึงไตรทศ เราอยู่บนยานทิพย์ อันเทียมด้วยม้าสินธพพันตัว วิมานของเราสูงตระหง่าน สูงสุดเจ็ดชั้น กูฏาคาร (ปราสาท) พันหนึ่ง สำเร็จด้วย ทองคำล้วน ย่อมรุ่งเรือง ยังทิศทั้งปวงให้สว่างไสว ด้วย เดชของตน ในกาลนั้น ศาลาหน้ามุขแม้เหล่าอื่นอันสำเร็จ ด้วยแก้วมณีมีอยู่ แม้ศาลาหน้ามุขเหล่านั้นก็โชติช่วง ด้วยรัศมีทั่ว ๔ ทิศ โดยรอบกูฏาคารอันบังเกิดขึ้นด้วย บุญกรรม อันบุญกรรมเนรมิตไว้เรียบร้อย สำเร็จด้วย แก้วมณีโชติช่วง ทั่วทิศน้อยทิศใหญ่โดยรอบ โอภาส แห่งกูฏาคารอันโชติช่วงอยู่เหล่านั้นเป็นสิ่งไพบูลย์ เรา ย่อมครอบงำเทวดาทั้งปวงได้ นี้เป็นผลแห่งบุญกรรม เราได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิครอบครองแผ่นดิน มีสมุทร- สาครสี่เป็นขอบเขต เราเกิดเป็นกษัตริย์ นามว่า อุพพิทธะ ชนะประเทศในที่สุดทิศทั้งสี่ ครอบครองแผ่นดินอยู่ใน กัปที่หกหมื่น ในภัทรกัปนี้ เราได้เป็นเหมือนอย่างนั้น ๓๐ ครั้ง เป็นพระเจ้าจักรพรรดิผู้มีกำลังมาก ยินดีใน กรรมของตน สมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ ประการ เป็นใหญ่ ในทวีปทั้ง ๔ ในครั้งนั้นปราสาทของเราสว่างไสวดัง สายฟ้า ด้านยาว ๒๙ โยชน์ ด้านกว้าง ๑๒ โยชน์ พระ- นครชื่อรัมมณะ มีกำแพงและค่ายมั่นคง ด้านยาว ๕๐๐ โยชน์ ด้านกว้าง ๒๕๐ โยชน์ คับคั่งด้วยหมู่ชน เหมือน เทพนครของชาวไตรทศ เข็ม ๒๕ เล่มเขาใส่ไว้ในกล่อง
หน้า 365 ข้อ 398
เข็ม ย่อมกระทบกันและกัน เบียดเสียดกันเป็นนิตย์ ฉันใด แม้นครของเราก็ฉันนั้น เกลื่อนด้วยช้าง ม้า และรถ คับคั่งด้วยหมู่มนุษย์ น่ารื่นรมย์ เป็นนครอุดม เรากินและดื่มอยู่ในนครนั้น แล้วไปเกิดเป็นเทวดาอีก ในภพที่สุด กุศลสมบัติได้มีแล้วแก่เรา เราสมภพใน สกุลพราหมณ์ สั่งสมรัตนะมาก ละเงินประมาณ ๘๐ โกฏิเสียแล้วออกบวช คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธ- ศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสรรเสริญพระกัสสปเถระนั้น โดยนัยมี อาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย กัสสปะเปรียบเหมือนดวงจันทร์ เข้าไปหา ตระกูล ไม่คะนองกายไม่คะนองจิต เป็นผู้ใหม่เป็นนิตย์ ไม่ทะนงตัวใน ตระกูล ภายหลังนั่งในท่ามกลางแห่งหมู่พระอริยะ ทรงตั้งไว้ในตำแหน่ง อันเลิศ แห่งภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งธุดงค์ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุ ผู้สาวกของเราผู้ถือธุดงค์ มหากัสสปะเป็นเลิศ. ท่านให้โอวาทแก่ภิกษุ ทั้งหลาย โดยระบุการยินดียิ่งในวิเวก เมื่อจะประกาศการปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ผู้มีปัญญาเห็นว่า ไม่ควรอยู่คลุกคลีด้วยหมู่ เพราะ เป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก การสงเคราะห์ ชนต่าง ๆ เป็นความลำบากดังนี้ จึงไม่ชอบใจหมู่คณะ นักปราชญ์ไม่ควรเกี่ยวข้องกับตระกูลทั้งหลาย เพราะ เป็นเหตุทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก ผู้ที่เกี่ยวข้อง
หน้า 366 ข้อ 398
กับตระกูลนั้น ย่อมต้องขวนขวายในการเข้าไปสู่ตระกูล มักติดรสอาหาร ย่อมละทิ้งประโยชน์อันจะนำความสุข มาให้ นักปราชญ์กล่าวการกราบไหว้และการบูชาใน ตระกูลทั้งหลาย ว่าเป็นเปือกตม และเป็นลูกศรที่ ละเอียดถอนได้ยาก บุรุษผู้เลวทรามย่อมละสักการะได้ ยากยิ่ง เราลงจากเสนาสนะแล้วก็เข้าไปบิณฑบาตยัง นคร เราได้เข้ารูปหาบุรุษโรคเรื้อน ผู้กำลังบริโภคอาหาร ด้วยความอ่อนน้อม บุรุษโรคเรื้อนนั้นได้น้อมเข้าซึ่งคำ ข้าวด้วยมือโรคเรื้อน เมื่อเขาใส่คำข้าวลง นิ้วมือของเขา ก็ขาดตกลงในบาตรของเรานี้ เราอาศัยชายคาเรือนฉัน ข้าวนั้นอยู่ ในเวลาที่กำลังฉันและฉันเสร็จแล้ว เรามิได้ มีความเกลียดชังเลย ภิกษุใดไม่ดูหมิ่นปัจจัยทั้ง ๔ คือ อาหารบิณฑบาตที่จะพึงลุกขึ้นยืนรับ ๑ บังสุกุลจีวร ๑ เสนาสนะคือโคนไม้ ๑ ยาดองด้วยน้ำมูตรเน่า ๑ ภิกษุ นั้นแลสามารถจะอยู่ในจาตุรทิศได้ ในเวลาแก่ภิกษุ บางพวกเมื่อขึ้นเขาย่อมลำบาก แต่พระมหากัสสปะผู้ เป็นทายาทของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ แม้ ในเวลาแก่ก็เป็นผู้แข็งแรงด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ ย่อมขึ้นไป ได้ตามสบาย พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน ละความ หวาดกลัวภัยได้แล้ว กลับจากบิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขา เพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะผู้หมดอุปาทาน เมื่อสัตว์ ทั้งหลายถูกไฟไหม้อยู่ เป็นผู้ดับไฟได้แล้ว กลับจาก
หน้า 367 ข้อ 398
บิณฑบาตแล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ พระมหากัสสปะ ผู้หมดอุปาทาน ทำกิจแล้วไม่มีอาสวะ กลับจากบิณฑบาต แล้ว ขึ้นสู่ภูเขาเพ่งฌานอยู่ ภูมิภาคอันประกอบด้วย ระเบียบแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย น่ารื่นรมย์ใจ กึกก้องด้วย เสียงช้างร้อง น่ารื่นรมย์ล้วนแล้วด้วยภูเขา ย่อมทำให้ เรายินดี ภูเขามีสีเขียวดุจเมฆ งดงาม มีธารน้ำเย็นใส สะอาด ดารดาษไปด้วยหญ้ามีสีเหมือนแมลงค่อมทอง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาอันสูงตระหง่านแทบจดเมฆ เขียวชอุ่ม เปรียบปานดังปราสาท กึกก้องด้วยเสียง ช้างร้อง น่ารื่นรมย์นัก ย่อมยังเราให้ยิน ภูเขาที่ฝน ตกรดแล้ว มีพื้นน่ารื่นรมย์ เป็นที่อาศัยของเหล่าฤาษี เซ็งแซ่ด้วยเสียงนกยูง ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ สถานที่ เหล่านั้นเหมาะสำหรับเราผู้ยินดีในการเพ่งฌาน มีใจ เด็ดเดี่ยว มีสติ เหมาะสำหรับเราผู้ใคร่ประโยชน์ รักษา ตนดีแล้ว ผู้เห็นภัยในภัยในวัฏสงสาร เหมาะสำหรับเรา ผู้ปรารถนาความผาสุก มีใจเด็ดเดี่ยว เหมาะสำหรับเรา ผู้ปรารถนาประกอบความเพียร มีใจแน่วแน่ ศึกษาอยู่ ภูเขาที่มีสีดังดอกผักตบ ปกคลุมด้วยหมู่เมฆบนท้องฟ้า เกลื่อนกล่นด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาอันไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน มีแต่หมู่เนื้ออาศัย ดารดาษด้วยหมู่นกต่าง ๆ ย่อมยังเราให้รื่นรมย์ ภูเขาที่ มีน้ำใสสะอาด มีแผ่นหินเป็นแท่งทึบ เกลื่อนกล่นด้วย
หน้า 368 ข้อ 398
ค่างและมฤคชาติ ดารดาษไปด้วยสาหร่าย ย่อมยังเรา ให้รื่นรมย์ เราผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณาเห็นธรรมโดยชอบ ย่อมไม่มีความยินดีด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เช่นนั้น ภิกษุไม่ ควรทำงานให้มากนัก พึงเว้นคนผู้ไม่ใช่กัลยาณมิตร เสีย ไม่ควรขวนขวายในลาภผล ท่านผู้ปฏิบัติเช่นนั้น ย่อมจะต้องขวนขวายและติดในรสอาหาร ย่อมละทิ้ง ประโยชน์อันจะนำความสุขมาให้ ภิกษุไม่พึงทำการงาน ให้มากนัก พึงเว้นสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เสีย เมื่อภิกษุ ขวนขวายในการงานมาก ก็จะต้องเยียวยาร่างกายลำบาก ผู้มีร่างกายลำบากนั้น ย่อมไม่ได้ประสบความสงบใจ ภิกษุไม่รู้สิกตนด้วยเหตุสักว่า การท่องบ่นพุทธจวนะ ย่อมท่องเที่ยวชูคอสำคัญตนว่าประเสริฐกว่าผู้อื่น ผู้ใดไม่ ประเสริฐเป็นพาล แต่สำคัญตนว่าประเสริฐกว่าเขา เสมอเขา นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมไม่สรรเสริญผู้นั้น ซึ่งเป็นผู้มีใจกระด้างเลย ผู้ใดไม่หวั่นไหวเพราะมานะ ๓ อย่าง คือ ว่าเราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเขา ๑ เสมอเขา ๑ เลวกว่าเขา ๑ นักปราชญ์ทั้งหลายย่อมสรรเสริญผู้นั้น แหละว่า เป็นผู้มีปัญญามีวาจาจริง ตั้งมั่นดีแล้วในศีล ทั้งหลาย และว่าประกอบด้วยความสงบใจ ภิกษุใดไม่มี ความเคารพในเพื่อนพรหมจรรย์ทั้งหลาย ภิกษุนั้น ย่อมห่างเหินจากพระสัทธรรม เหมือนฟ้ากับดินฉะนั้น
หน้า 369 ข้อ 398
ภิกษุเหล่าใดเข้าไปตั้งหิริและโอตตัปปะไว้ชอบทุกเมื่อ มี พรหมจรรย์อันงอกงาม ภิกษุเหล่านั้นมีภพใหม่สิ้นแล้ว ภิกษุผู้ยังมีใจฟุ้งซ่านกลับกลอก ถึงจะนุ่งห่มผ้าบังสุกุล ภิกษุนั้นย่อมไม่งดงามด้วยผ้าบังสุกุลนั้น เหมือนกับวานร คลุมด้วยหนังราชสีห์ฉะนั้น ส่วนภิกษุผู้มีใจไม่ฟุ้งซ่าน ไม่กลับกลอก มีปัญญาเครื่องรักษาตน สำรวมอินทรีย์ ย่อมงดงามเพราะผ้าบังสุกุล ดังราชสีห์ในถ้ำฉะนั้น เทพเจ้าผู้มีฤทธิ์มีเกียรติยศเป็นอันมากประมาณหมื่นและ พรหมทั้งปวง ได้พากันมายืนประนมอัญชลี นอบ- น้อมท่านพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ผู้มีปัญญามาก ผู้มี ฌานใหญ่ มีใจตั้งมั่น เปล่งวาจาว่า ข้าแต่ท่านบุรุษ อาชาไนย ขอนอบน้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นอุดม- บุรุษ ขอนอบน้อมแด่ท่าน ท่านย่อมเข่าฌานอยู่ เพราะอาศัยอารมณ์ใด ข้าพเจ้าทั้งหลายย่อมรู้ไม่ถึง อารมณ์เหล่านั้นของท่าน น่าอัศจรรย์จริงหนอ วิสัยของ ท่านผู้รู้ทั้งหลายลึกซึ้งยิ่งนัก ข้าพเจ้าทั้งหลายผู้มา ประชุมกันอยู่ ณ ที่นี้ นับว่าเป็นผู้เฉียบแหลมดังนาย ขมังธนูก็ยังรู้ไม่ถึง ความยิ้มแย้มได้ปรากฏมีแก่ท่าน พระกัปปินเถระ เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรผู้ควรแก่ สักการบูชา อันหมู่ทวยเทพบูชาอยู่เช่นนั้นในเวลานั้น ตลอดทั่วพุทธอาณาเขต ยกเว้นแต่สมเด็จพระมหามุนี
หน้า 370 ข้อ 398
องค์เดียวเท่านั้น เราเป็นผู้ประเสริฐสุดในทางธุดงคคุณ ไม่มีใครเทียมเท่าเลย เราเป็นผู้คุ้นเคยกับพระบรม- ศาสดา เราทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว ปลง ภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้ แล้ว พระสมณโคดมผู้ทรงพระคุณหาประมาณมิได้ มี พระทัยน้อมไปในเนกขัมมะ ทรงสละภพทั้ง ๓ ออก ได้แล้ว ย่อมไม่ทรงติดอยู่ด้วยจีวร บิณฑบาต และ เสนาสนะ เปรียบเหมือนบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น พระ- องค์ทรงเป็นจอมนักปราชญ์ มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ มีศรัทธาเป็นพระหัตถ์ มีปัญญาเป็นพระเศียร ทรงพระ- ปรีชามาก ทรงดับเสียแล้วซึ่งกิเลสและกองทุกข์ตลอด กาลทุกเมื่อ. ในคาถาเหล่านั้น ๓ คาถาข้างต้น ท่านเห็นภิกษุทั้งหลายผู้คลุกคลี ในคณะและตระกูล แล้วกล่าวด้วยการให้โอวาทแก่ภิกษุเหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น คเณน ปุรกฺขโต จเร ความว่า เป็นผู้ได้รับการยกย่อง คือห้อมล้อมด้วยคณะของภิกษุ ไม่พึงประพฤติ คือไม่พึงอยู่. เพราะเหตุไร ? เพราะเป็นผู้ทำใจให้ฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดย ยาก เหตุผู้บริหารคณะมีใจขวนขวายในการให้เกิดทุกข์ เมื่อกระทำการ อนุเคราะห์ด้วยอุทเทส โอวาท และอนุสาสนี ย่อมเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน คือมีจิตวิการเพราะไม่ปฏิบัติตามความพร่ำสอน จากนั้นเมื่อไม่ได้อารมณ์ เป็นหนึ่งเพราะการคลุกคลี สมาธิก็ได้โดยยาก, แม้เพียงอุปจารสมาธิ
หน้า 371 ข้อ 398
ก็ไม่สำเร็จแก่ภิกษุผู้เช่นนั้น จะป่วยการไปไยถึงภิกษุนอกนี้เล่า. บทว่า นานาชนสงฺคโม ได้แก่ การสงเคราะห์ชนผู้มีอัธยาศัย ต่างกัน คือผู้มีความชอบใจต่างกัน ด้วยคำพูดที่น่ารักเป็นต้น. บทว่า ทุโข แปลว่า ยาก คือลำบาก. บทว่า อิติ ทิสฺวาน ความว่า เห็นโทษมากมายในการสงเคราะห์ หมู่คณะด้วยอาการอย่างนี้ แล้วแลดูด้วยญาณจักษุ, ไม่พึงใจคือไม่พึง ชอบใจหมู่คณะ คือการอยู่ด้วยหมู่คณะ. บทว่า น กุลานิ อุปพฺพเช มุนิ ความว่า บรรพชิตในศาสนา นี้ ไม่พึงเป็นผู้เข้าถึงตระกูลกษัตริย์เป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะ เป็นผู้มีใจฟุ้งซ่าน ได้สมาธิโดยยาก. เขาเป็นผู้ขวนขวาย คือถึงความ ขวนขวายในการเข้าไปหาตระกูล เป็นผู้ติด คือถึงความติดข้องในรส อร่อยเป็นต้น ที่จะพึงได้ในตระกูล ได้แก่ถึงความพยายามด้วยตนเองใน กิจน้อยใหญ่ที่เกิดขึ้นนั้น. บทว่า อตฺถํ ริญฺจติ โย สุขาวโห ความว่า สภาวะใดนำสุข อันเกิดแต่มรรคผลและนิพพานแก่ตน ย่อมล้างคือละ อธิบายว่า ย่อม ไม่ตามประกอบประโยชน์ กล่าวคือ ศีลวิสุทธิ เป็นต้นนั้น. คาถาที่ ๓ ได้กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ๔ คาถาว่า เสนาสนมฺหา โอรุยฺห เป็นต้น ท่านกล่าวด้วยสามารถ ให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายว่า ธรรมดาว่า ภิกษุพึงปฏิบัติอย่างนี้ โดย ยกการแสดงความที่ตนสันโดษในปัจจัยเป็นนิทัศน์. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า เสนาสนมฺหา โอรุยฺห ท่านกล่าวหมายถึงเสนาสนะบน ภูเขา.
หน้า 372 ข้อ 398
บทว่า สกฺกจฺจํ ตํ อุปฏฺหึ ความว่า เป็นผู้ต้องการด้วยภิกษา เพราะเป็นผู้ประสงค์จะให้บุรุษโรคเรื้อนนั้น ได้รับสมบัติอันโอฬาร จึง เข้าไปยืนอยู่โดยความเอื้อเฟื้อ เหมือนบุคคลผู้ปรารถนามากซึ่งตระกูล ผู้ให้ภิกษาอันประณีตฉะนั้น. บทว่า ปกฺเกน ความว่า อันคอดกิ่วจวนหลุดแล้ว เพราะ โรคเรื้อนที่กินถึงกระดูก. บทว่า องฺคุลิ เจตฺถ ฉิชฺชถ ความว่า นิ้วมือของเขานั้นขาด ลงในบาตรของเรานั้น ตกไปพร้อมกับอาหาร. บทว่า กุฏฺฏมูลํ นิสฺสาย ความว่า เราจักนั่งในที่ใกล้ฝาเรือน เช่นนั้น แล้วฉันคือบริโภคคำข้าวนั้น เพื่อให้บุรุษนั้นเกิดความเลื่อมใส. ก็การปฏิบัติของพระเถระนี้ พึงเห็นว่า เกิดขึ้นในเมื่อยังไม่บัญญัติ สิกขาบท. เมื่อพระเถระฉันอาหารนั้น ความหิวไม่เกิดขึ้น เพราะ ความสำเร็จอันเป็นข้าศึก อันรู้กันว่าเป็นของไม่ปฏิกูล เหมือนในของ ปฏิกูลว่าเป็นของไม่ปฏิกูล. แต่เมื่อปุถุชนบริโภคอาหารเช่นนั้น ลำไส้ ใหญ่พึงขย้อนออกไป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เมื่อกำลังกิน ก็ดี กินแล้วก็ดี ความรังเกียจของเราย่อมไม่มี. บทว่า อุตฺติฏฺปิณฺโฑ ความว่า พึงลุกขึ้นยืนที่ประตูเรือนของ คนเหล่าอื่นแล้วพึงรับบิณฑบาต. อธิบายว่า อาศัยกำลังแข้งแล้วไปตาม ลำดับเรือน พึงได้ภิกษาที่ระคนกัน. บทว่า ปูติมุตฺตํ ได้แก่ ชิ้นสมอที่ดองด้วยน้ำมูตรโคเป็นต้น. บทว่า ยสฺเสเต อภิสมฺภุตฺวา ความว่า ภิกษุใดไม่ดูหมิ่น ยินดี ยิ่งบริโภคปัจจัย ๔ มีบิณฑะอันบุคคลพึงลุกขึ้นยืนรับเป็นต้นเหล่านั้น.
หน้า 373 ข้อ 398
บทว่า ส เว จาตุทฺทิโส นโร ความว่า บุคคลนั้น เป็นผู้เที่ยวไป ในทิศโดยส่วนเดียว คือประกอบในทิศทั้ง ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น, อธิบายว่า ไม่กระทบกระทั่งในที่ใดที่หนึ่ง สามารถเพื่อจะอยู่ในที่ใดที่หนึ่ง. ลำดับนั้น พระเถระในเวลาที่ตนเป็นคนแก่ เมื่อพวกมนุษย์ กล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อชราเห็นปานนี้เป็นไปอยู่ อย่างไรท่าน จึงขึ้นภูเขาทุกวันๆ จึงได้กล่าว ๔ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า ยตฺถ เอเก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในปัจฉิมวัยใด. บทว่า เอเก แปลว่า บางพวก. บทว่า วิหญฺนฺติ ความว่า มีจิต ลำบากเพราะสรีระถึงความคับแค้น. บทว่า สิลุจฺจยํ ได้แก่ ซึ่งภูเขา. บทว่า ตตฺถ ความว่า แม้ ในเวลาแก่คร่ำคร่านั้น. ด้วยบทว่า สมฺปชาโน ปฏิสฺสโต นี้ ท่านแสดง ความไม่มีความลำบากใจ. ด้วยบทว่า อิทฺธิพเลนุปตฺถทฺโธ นี้ ท่านแสดงถึงความไม่มีความ ลำบากแห่งสรีระ. ชื่อว่า ละภัยและความขลาดกลัวเสียได้ เพราะตัดกิเลสอันเป็นเหตุ แห่งความกลัวเสียได้. บทว่า ฑยฺหมาเนสุ ความว่า เมื่อสัตว์ทั้งหลายถูกไฟ ๑๑ กอง มีไฟคือราคะเป็นต้นแผดเผา. ชื่อว่าดับสนิทคือเป็นผู้เย็น เพราะไม่มี ความเร่าร้อนด้วยสังกิเลส. เมื่อพวกมนุษย์กล่าวอีกว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ แม้ในเวลาแก่ท่านอยู่เฉพาะบนภูเขาในป่าเท่านั้นหรือ ? วิหารทั้งหลาย มีเวฬุวันเป็นต้นเหล่านี้ เป็นที่รื่นรมย์แห่งใจมิใช่หรือ ? เมื่อจะแสดง
หน้า 374 ข้อ 398
ว่า ภูเขาที่อยู่ในป่านั้นแลเป็นที่รื่นรมย์แห่งใจ จึงได้กล่าว ๑๒ คาถา มีอาทิว่า กเรริมาลาวิตตา ดังนี้. พระคาถาเหล่านั้น บทว่า กเรริมาลา- วิตตา ความว่า ประกอบด้วยแนวแห่งต้นกุ่มทั้งหลาย. อาจารย์บางพวก- กล่าวว่า อันดอกไม้มีสีตามฤดูกาลปกคลุมแล้ว. บทว่า กุญฺชราภิรุทา ความว่า ถูกช้างผู้เที่ยวหากินตัวซับมัน อันเป็นคุณแห่งความสะท้อนเสียง เป็นต้นย่ำยี. บทว่า อภิวุฏฺา ความว่า อันมหาเมฆยังฝนให้ตกแล้ว. บทว่า รมฺมตลา ความว่า ชื่อว่า มีพื้นอันน่ารื่นรมย์ เพราะปราศจากความ สกปรกดุจเปือกตม และสิ่งอันเกื้อกูลแก่ใบไม้เป็นต้นนั้นนั่นเอง. บทว่า นคา ความว่า ภูเขา อันได้นามว่า นคะ เพราะไม่ไปสู่ถิ่นอื่น และ ชื่อว่า เสละ เพราะล้วนแต่หิน. บทว่า อพฺภุนฺนทิตา สิขีหิ ความว่า กึกก้องไปด้วยเสียงร้องไพเราะ. บทว่า อลํ แปลว่า ควรแล้ว หรือสามารถ. แม้ในบทว่า ฌายิตุกามสฺส อตฺถกามสฺส ดังนี้เป็นต้น ก็พึงประกอบโดยนัยนี้. บทว่า ภิกฺขุโน เชื่อมความว่า ได้แก่ ภิกษุผู้ทำลายกิเลสแล้วนั่นแล. บทว่า อุมาปุปฺเผน สมานา ความว่า เสมือนกับดอกผักตบ เพราะสีเหมือนกับสีเขียวคราม. บทว่า คคนาวพฺภฉาทิตา ความว่า ดารดาษไปด้วยเมฆดำ เหมือนเมฆหมอกในอากาศ แห่งฤดูใบไม้ร่วงนั้นนั่นเอง อธิบายว่า มีสีดำ. บทว่า อนากิณฺณา ความว่า ไม่เกลื่อนกล่น คือไม่คับแคบ. บทว่า ปญฺจงฺคิเกน ความว่า เมื่อแวดล้อมไปด้วยดุริยางค์อัน ประกอบด้วยองค์ ๕ มีกลองขึงหน้าเดียวเป็นต้น ความยินดีแม้เช่นนั้น
หน้า 375 ข้อ 398
ก็ไม่มี อย่างความยินดีของบุคคลผู้มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง คือผู้มีจิตตั้งมั่น พิจารณารูปธรรมและนามธรรมโดยชอบแท้ ด้วยอำนาจอนิจจลักษณะ เป็นต้น. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสไว้ว่า ในกาลใด ๆ บุคคลพิจารณาเห็นการเกิดขึ้นและการ ดับไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ในกาลนั้นๆ เขาย่อมได้ปีติ และปราโมช ปีติและปราโมชนั้น เป็นอมตะของผู้รู้แจ้ง. ท่านกล่าว ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า กมฺมํ พหุกํ ดังนี้ ด้วย อำนาจให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้มีการงานที่มายินดี ผู้อยากได้ปัจจัย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมฺมํ พหุกํ น การเย ความว่า เป็นผู้มี กรรมเป็นที่มายินดี ไม่พึงให้ทำการงาน คือไม่พึงอธิษฐานซึ่งการงานชื่อ เป็นอันมาก แต่การซ่อมแซมสิ่งที่หักพังทำลาย พระศาสดาทรงอนุญาต แล้วนั้นแล. บทว่า ปริวชฺเชยฺย ชนํ ความว่า พึงเว้นคนผู้ไม่เป็น กัลยาณมิตร. บทว่า น อุยฺยเม ความว่า ไม่พึงทำความพยายามด้วย อำนาจ เพื่อให้ปัจจัยเกิดขึ้นและเพื่อคุมคณะ. บทว่า อนตฺตเนยฺยเมตํ ความว่า การอธิษฐานนวกรรมเป็นต้น นี้ ไม่เป็นเหตุนำมาซึ่งประโยชน์แก่ตน. ในข้อนั้นท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า กายย่อมลำบาก ย่อมฝืดเคือง ก็เมื่อขวนขวายนวกรรมเป็นต้น เที่ยว ไปในที่นั้น ๆ เขาย่อมประสบยาก คือย่อมลำบาก ย่อมถึงความลำบาก เพราะไม่ได้สุขทางกายเป็นต้น และชื่อว่า ได้รับทุกข์เพราะการลำบาก กายนั้น. อธิบายว่า บุคคลนั้นย่อมไม่ได้ความสงบ คือไม่ได้ความ ยึดมั่นทางจิต เพราะไม่มีการกระทำวัตถุให้สลสลวยแก่การแนะนำตน. ท่านกล่าว ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า โอฏฺปฺปหตมตฺเตน เป็นต้น
หน้า 376 ข้อ 398
ท่านกล่าวด้วยสามารถการติเตียนบุคคลผู้มีมานะว่าตัวเป็นบัณฑิต ผู้มีสุตะ เป็นอย่างยิ่ง กล่าว ๒ คาถาถัดจากนั้น ด้วยอำนาจการสรรเสริญบัณฑิต. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอฏฺปฺหตมตฺเตน ความว่า ด้วยเหตุ เพียงการขยับปาก โดยยกการท่องบ่นเป็นประธาน อธิบายว่า ด้วยเหตุ เพียงการทำการท่องบ่นพระพุทธพจน์. บทว่า อตฺตานมฺปิ น ปสฺสติ ความว่า ย่อมไม่รู้อรรถ แม้ อันเป็นข้าศึกแก่ตน เพราะรู้สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ อธิบายว่า ย่อมไม่ กำหนดประมาณของตนตามความเป็นจริง. บทว่า ปตฺถทฺธคีโว จรติ ความวา เป็นผู้กระด้างเพราะมานะว่า เราเป็นพหูสูต มีสติ มีปัญญา ไม่มีตนอื่นเสมือนเรา ไม่เห็นการนอบ- น้อมแม้ต่อบุคคลผู้ตั้งอยู่ในฐานะครู เป็นผู้มีคอยาว ประพฤติเหมือน กลืนกินซี่เหล็กตั้งอยู่. บทว่า อหํ เสยฺโยติ มญฺติ ความว่า ย่อมสำคัญว่า เรา เท่านั้นเป็นผู้ประเสริฐคือสูงสุด. บทว่า อเสยฺโย เสยฺยสมานํ, พาโล มญฺติ อตฺตานํ ความว่า ผู้นี้เป็นผู้ไม่ประเสริฐ เป็นคนเลว เป็นคนพาล มีความรู้น้อย ย่อมสำคัญตน กระทำให้เสมอ คือให้เหมือนกันกับผู้อื่น ผู้ประเสริฐคือ สูงสุด โดยความที่เป็นคนพาลนั้นเอง. บทว่า น ตํ วิฺญู ปสํสนฺติ ความว่า ผู้รู้คือบัณฑิตทั้งหลาย ย่อมไม่สรรเสริญคนพาลนั้นคือผู้เช่นนั้น ผู้มีใจกระด้าง คือผู้มีตน กระด้าง เพราะมีจิตประคองไว้ โดยที่แท้ย่อมติเตียนเท่านั้น. บทว่า เสยฺโยหมสฺมิ ความว่า ก็บุคคลใดเป็นบัณฑิต ไม่
หน้า 377 ข้อ 398
สาธยายถึงมานะแม้บางอย่างว่า เราเป็นผู้ประเสริฐ หรือว่าเราเป็น ผู้ไม่ประเสริฐ ด้วยอำนาจมีมานะเสมือนกับคนเลว ย่อมไม่หวั่นไหวด้วย อำนาจมานะบางอย่าง ในบรรดาส่วนแห่งมานะ ๙ อย่าง. บทว่า ปญฺวนฺตํ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีปัญญา ด้วยอำนาจ ปัญญาอันเกิดแต่อรหัตผล. ชื่อว่า ผู้คงที่ เพราะถึงความเป็นผู้คงที่ ในอารมณ์ทั้งหลาย มีอิฏฐารมณ์เป็นต้น ชื่อว่า ผู้มีจิตตั้งมั่นด้วยดี ในศีล เพราะตั้งมั่นอยู่ด้วยดีในอเสขผลศีลทั้งหลาย. ชื่อว่า ผู้มีจิตประกอบเนือง ๆ ซึ่งเจโตสมถะ เพราะเข้าอรหัตผลสมาบัติ. บทว่า เจโตสมถมนุยุตฺตํ ความว่า ผู้รู้คือบัณฑิตทั้งหลาย มี พระพุทธเจ้าเป็นต้น ย่อมสรรเสริญ คือย่อมชมเชยบุคคลเช่นนั้นผู้ละ มานะได้แล้ว คือผู้สิ้นอาสวะแล้วโดยประการทั้งปวง. ท่านเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้ว่ายากอีก ชื่อว่าผู้มีโทษ เมื่อจะประกาศ โทษแห่งความเป็นผู้ว่ายาก และอานิสงส์แห่งความเป็นผู้ว่าง่าย จึงกล่าว ๒ คาถา มีอาทิว่า ยสฺส สพฺรหฺมจารีสุ ดังนี้. คาถานั้นมีอรรถดังกล่าว แล้วนั่นแล. ครั้นท่านเห็นภิกษุรูปหนึ่ง ผู้มีมานะดังไม้อ้ออันยกขึ้นแล้วอีก เมื่อจะประกาศโทษในความเป็นผู้มีจิตอัมมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น และ คุณในความเป็นผู้ไม่มีจิตอันมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น จึงได้กล่าว ๒ คาถา มีอาทิว่า อุทฺธโต จปโล ภิกฺขุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปีว สีหจมฺเมน ความว่า ภิกษุนั้นคือผู้ประกอบด้วยโทษมีความเป็นผู้มีจิต อันมานะยกขึ้นแล้วเป็นต้น เหมือนลิงห่มหนังราชสีห์ย่อมไม่งดงาม ด้วย ธงแห่งพระอริยะอันเปื้อนด้วยฝุ่นนั้น เพราะไม่มีคุณแห่งอริย. ก็เพื่อจะแสดงผู้งดงามนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อนุทฺธโต ดังนี้.
หน้า 378 ข้อ 398
๕ คาถาว่า เอเต สมฺพหุลา ดังนี้เป็นต้น ท่านเห็นเทพทั้งหลาย ผู้นับเนื่องในพรหม ผู้นมัสการท่านพระสารีบุตร แล้วกล่าวนิมิตคือการทำ การแย้มให้ปรากฏแก่ท่านพระกัปปินะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอเต ท่านกล่าวโดยความที่ท่านเหล่านั้นปรากฏแล้ว. บทว่า สมฺพหุลา แปลว่า เพราะมีมาก. แต่ท่านกำหนดภาวะที่มีมากนั้น จึงกล่าวว่า ทสเทวสหสฺ- สานิ มีเทพ ๑๐,๐๐๐ ดังนี้. เมื่อจะแสดงความที่ท่านเหล่านั้นเป็นเทพ นั้น ให้เเปลกออกไปว่า อญฺเ เหล่าอื่น จึงกล่าวว่า สพฺเพ เต พฺรหฺมกายิกา ดังนี้. เพราะเหตุที่ท่านเหล่านั้น ประกอบด้วยอุปบัติฤทธิ์ เทวฤทธิ์ใหญ่ของตน และเป็นผู้สมบูรณ์ด้วยบริวาร ฉะนั้นท่านจึง กล่าวว่า อิทฺธิมนฺโต ยสฺสสิโน ดังนี้. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะตรัสว่า สารีบุตร อนุวัตรตามธรรมจักร อันเราประกาศแล้วได้ยอดเยี่ยมดังนี้ ด้วยอำนาจการถามว่า ข้าแต่ท่าน ผู้เจริญ พระสารีบุตรเป็นเสนาบดีอะไรหนอ จึงทรงอนุญาตที่ท่านพระ- สารีบุตรเถระเป็นพระธรรมเสนาบดี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สารี- บุตร พระธรรมเสนาบดีผู้มีความเพียร เพ่งฌานใหญ่ ผู้มีจิตตั้งมั่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วีรํ ความว่า ผู้มีความเพียร ผู้มีความกล้าหาญ มาก เพราะย่ำยีกิเลสมารเป็นต้นเสียได้. บทว่า มหาฌายึ ชื่อว่า ผู้เพ่งฌาน ใหญ่ เพราะเข้าถึงธรรมอันสูงสุดแห่งทิพวิหารธรรมเป็นต้น. ชื่อว่า ผู้มีจิต ตั้งมั่น ด้วยอำนาจกำจัดความฟุ้งซ่านโดยประการทั้งปวง เพราะเหตุนั้น นั่นแล. บทว่า นมสฺสนฺตา ความว่า ยืนประคองอัญชลีนมัสการเหนือ เศียรเกล้า. บทว่า ยมฺปิ นิสฺสาย ความว่า พรหมทั้งหลายปรารภ คือ
หน้า 379 ข้อ 398
อาศัยเพ่งอารมณ์อย่างใดหนอ เพราะฉะนั้น จึงได้กล่าวอย่างนี้ โดย ความเป็นปุถุชนว่า เราไม่รู้. บทว่า อจฺฉริยํ วต แปลว่า น่าอัศจรรย์หนอ. บทว่า พุทฺธานํ ได้แก่ ผู้รู้สัจจะ ๔. บทว่า คมฺภีโร โคจโร สโก ความว่า ลึกอย่างยิ่ง คือเห็น ได้ยากยิ่ง หยั่งรู้ได้ยาก ไม่ทั่วไปคือไม่ใช่วิสัยปุถุชน. บัดนี้ เพื่อจะ แสดงเหตุในภาวะที่ธรรมลึกซึ้ง จึงกล่าวคำมีอาทิว่า เย มยํ ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วาลเวธิสมาคตา ความว่า พวกเราใดเป็น เสมือนนายขมังธนูผู้ยิงขนทราย สามารถแทงตลอดวิสัยแม้อันละเอียดได้ มาแวดล้อมยังไม่รู้. วิสัยของพระพุทธเจ้าลึกซึ้งหนอ. บทว่า ตํ ตถา เทวกาเยหิ ความว่า ความยิ้มแย้มได้ปรากฏ แก่ท่านพระมหากัปปยนะ เพราะได้เห็นท่านพระสารีบุตรเห็นปานนั้น ผู้ควร แก่การบูชาของชาวโลกพร้อมด้วยเทวโลก ผู้อันหมู่พรหมเหล่านั้นบูชา แล้ว โดยประการนั้น ๆ อธิบายว่า เป็นวิสัยของพระสาวกทั้งหลายใน ที่ไม่เป็นวิสัยแม้ของพวกพรหม ซึ่งโลกสมมติกันแล้วนี้. คาถาว่า ยาวตา พุทฺธเขตฺตมฺหิ พระเถระปรารภตนแล้วกล่าว ด้วยการบันลือสีหนาทให้มีขึ้น. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า พุทฺธเขตฺตมฺหิ ท่านกล่าวหมาย เอาอาณาเขต (เขตอำนาจ). บทว่า ปยิตฺวา มหามุนึ ได้แก่ เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้าทั้งหลาย ถึงความเป็นผู้สูงสุดอย่างยิ่ง กว่าสรรพสัตว์ แม้โดยคุณคือธุดงคคุณนั่นแล. แต่พระองค์มีพระทัยอัน
หน้า 380 ข้อ 398
พระมหากรุณากระตุ้นเตือนอย่างเดียว จึงทรงพิจารณาดูอุปการะใหญ่ เช่นนั้นของสัตว์ทั้งหลาย ทรงอนุวัตรตามการอยู่ในเสนาสนะใกล้บ้านเป็น ต้น จึงเป็นข้าศึกต่อธุตธรรมนั้น ๆ บทว่า ธุตคุเณ ความว่า ซึ่งคุณอันไม่เพ่งพินิจโดยภาวะแห่งผู้ อยู่ป่าเป็นต้น ด้วยคุณอันกำจัดกิเลสทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ธุตคุเณ นี้ เป็นสัตตมีวิภัตติ ใช้ในอรรถตติยาวิภัตติ. คุณเช่นนั้นของ เราไม่มี. อธิบายว่า ก็คุณอันยิ่งจักมีแต่ที่ไหน. จริงอย่างนั้น พระเถระ นี้ อันพระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศนั้น. ท่านการทำความที่กล่าวแล้วว่า ปยิตฺวา มหามุนึ นั่นแล ให้ ปรากฏชัดด้วยคาถาว่า น จีวเร ดังนี้. การไม่เข้าไปฉาบทาด้วยตัณหา ในจีวรเป็นต้น เป็นผลแห่งธุดงค์, ในข้อนั้นมีวาจาประกอบความว่า ไม่ติดด้วยอำนาจตัณหาในเมื่อจีวรพร้อมมูล. บทว่า สยเน ได้แก่ เสนาสนะ ที่นอนและที่นั่ง. ท่านระบุพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยพระโคตรว่า โคตมโคตร. บทว่า อนปฺปเมยฺโย ความว่า ไม่พึงประมาณได้ เพราะไม่มี กิเลสเครื่องกระทำประมาณ และเพราะมีคุณประมาณไม่ได้. บทว่า มุฬาลปุปฺผํ วิมลํว อมฺพุนา ความว่า ดอกอุบลเขียว ปราศจากมลทิน ปราศจากธุลี ไม่คิดด้วยน้ำ ฉันใด พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้โคตมะก็ฉันนั้น ย่อมไม่ติดด้วยการติดด้วยอำนาจตัณหาเป็นต้น, ท่าน เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะ คือโน้มไปในอภิเนษกรมณ์ เพราะเหตุนั้น นั่นแล ท่านจึงสลัดออกจากภพทั้ง ๓ คือปราศจากไป ไม่ประกอบ ด้วยภพ ๓.
หน้า 381 ข้อ 398
ท่านไม่ติดอยู่ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพราะบริบูรณ์ด้วยภาวนาธรรม อันมีสติปัฏฐานเป็นพระศอเป็นต้น ได้เป็นผู้น้อมไปในเนกขัมมะเท่านั้น โดยแท้ เมื่อจะแสดงสติปัฏฐานเป็นต้นอันเป็นองค์เหล่านั้น ท่านจึง กล่าวคาถาสุดท้ายว่า สติปฏฺานคีโว ดังนี้เป็นต้น. สติปัฏฐานเป็นพระศอของพระองค์เพราะเป็นที่ตั้งแห่งปัญญา อัน เป็นองค์สูงสุดกว่ากองแห่งคุณ ในคาถานั้น เพราะเหตุนั้น พระองค์ ชื่อว่า มีสติปัฏฐานเป็นพระศอ ศรัทธาในการยึดถือธรรมอันหาโทษ มิได้เป็นพระหัตถ์ของพระองค์ เหตุนั้นพระองค์ชื่อว่า มีศรัทธาเป็น พระหัตถ์. มีปัญญาเป็นพระเศียร เพราะเป็นอวัยวะสูงสุดแห่งสรีระคือ คุณ เป็นพระเศียรของพระองค์ เหตุนั้นพระองค์ชื่อว่ามีพระปัญญา เป็นพระเศียร, ญาณกล่าวคือพระสัพพัญญุตญาณอันใหญ่ เพราะเป็น ที่มาของมหาสมุทร เพราะมีอารมณ์มาก เพราะมีอานุภาพมาก และ เพราะมีกำลังมาก ของพระองค์มีอยู่ เหตุนั้นพระองค์ชื่อว่า ผู้มีพระญาณ มาก. พระองค์ดับสนิท คือเย็นสนิท เที่ยวไปในกาลทุกเมื่อ คือตลอด กาลทั้งปวง. ก็ควรแสดงไขสุตตบทในคำนี้ว่า สุสมาหิโต . . . ฯ ล ฯ . . . นาโค. ก็ในข้อนั้นคำที่ยังไม่ได้จำแนกโดยอรรถ คำนั้นมีนัยดังกล่าวใน หนหลังนั้นแล. จบอรรถกถามหากัสสปเถรคาถาที่ ๑ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา จัตตาลีสนิบาต
หน้า 382 ข้อ 399
เถรคาถา ปัญญาสนิบาติ ๑. ตาลปุฏเถรคาถา ว่าด้วยจิตใต้สำนึก [๓๙๙] เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหา เป็นเพื่อนสอง ณ ภูเขาและซอกเขา. เมื่อไรหนอ เราจึง จักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้า กาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความ หวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะ และโมหะได้ แล้วเที่ยวไป ตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อัน เป็นของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความ ตายและความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความตรึกเช่นนี้ของเราจัก สำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คือ อริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ คือตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิด
หน้า 383 ข้อ 399
วนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเรา จักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาสตราอันสำเร็จ ด้วยปัญญา มีเดชานุภาพมากของฤาษี คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้วหักรานเสีย ซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์ มีลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มี ความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็น จริง มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียร ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้าน ความหิวระหาย ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลายจึงจักไม่ เบียดเบียนเรา ตามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์ ของเรา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มีจิตมั่นคง มีสติ ได้บรรลุ อริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วยความสงบระงับ จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
หน้า 384 ข้อ 399
ฐัพพะ และธรรมารมณ์ ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็น ด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เมื่อเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่ว หยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำชั่วหยาบนั้น อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จักไม่ยินดีเพราะถ้อยคำเช่นนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน กล่าวคือเบญจขันธ์ และรูปธรรมเหล่าอื่นที่ยังไม่รู้ทั่วถึง และสภาพภายนอก คือต้นไม้ หญ้า และลดาชาติ ว่า เป็นสภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ เมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรดเรา ผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรคปฏิปทาที่ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นดำเนินไปแล้ว ด้วยน้ำ ใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร หนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอนแล้ว พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยง เพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปากน้ำใหญ่
หน้า 385 ข้อ 399
น่ากลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเชนนี้ ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักเว้นความเห็นว่านิมิตงามทั้งปวง เสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำลาย ความพอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลาย เสาตะลุงและโซ่เหล็กแล้ว เที่ยวไปในสงครามฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกามคุณ ได้ บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แล้วเกิดความยินดีเปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูก เจ้าหนี้บีบคั้นแล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้ เสร็จแล้ว พึงดีใจฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จ เมื่อไรหนอ. ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เราก็ได้บวชสม ประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถวิปัสสนา มัว แต่เกียจคร้านอยู่เล่า. ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเรานาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูง นกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธาร น้ำตกตามซอกเขา จักยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้ เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติและมิตรที่รักใคร่ในตระกูล
หน้า 386 ข้อ 399
สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลกได้หมดแล้ว ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว. ดูก่อนจิต ส่วนท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสีย เลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของ ผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไร ในเวลา ทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติ หวั่นไหว ดังนี้จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้ เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัส ภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยาก เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่รู้ เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลาย อันล้วนแต่เป็นของ งดงาม มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวง หาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ ชื่อว่าประสงค์ ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจง เป็นผู้แวดล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนก- กระเรียนอีกทั้งเสือเหลืองและเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่านจง สละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความอาลัยเลย. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์
หน้า 387 ข้อ 399
เจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา จงบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนา. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงเจริญ อัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นทางนำสัตว์ออก จากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้าง กิเลสทั้งปวง. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละ เหตุอันก่อให้เถิดทุกข์ จงทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพ นี้เถิด. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา เบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นของว่างเปล่า หาตัวตนมิได้ เป็นของวิบัติ และว่าเป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารเสียโดยแยบคายเถิด. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผม และหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะ มีรูปลักษณะอันแปลก ต้องถูกเขาสาปแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษาตามตระกูล จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดา ผู้แสวง หาคุณอันยิ่งใหญ่เถิด. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวม ระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตความระหว่างตรอก อย่ามี
หน้า 388 ข้อ 399
ใจเกี่ยวข้องในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือน พระจันทร์ในวันเพ็ญ เว้นจากโทษฉะนั้น. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีใน ธุดงคคุณทั้ง ๕ คือถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร ล้ออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการไม่นอนเป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด. บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม่ไว้แล้ว เก็บผล ไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสียฉันใด. ดูก่อนจิต ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจง ทำเราผู้นี้ให้เหมือนกับบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉันนั้นเถิด. ดูก่อนจิต ผู้หารูปมิได้ ไปได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่ ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้ว เพราะว่า กามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่ หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวช เพราะหมดบุญ เพราะไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่ง จิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติบ้านเมือง หรือ เพราะเหตุแห่งอาชีพ. ดูก่อนจิต ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจ ของเรามิใช่หรือ. ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า ความ
หน้า 389 ข้อ 399
เป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความ สงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ท่าน กลับเป็นผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา ราคะ ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และเบญจกามคุณ อันเป็นของชอบใจที่เราคายเสียแล้ว อีก. ดูก่อนจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่านในภพ ทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติ มาแล้ว เพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมี อัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกอง ทุกข์มาช้านานแล้ว. ดูก่อนจิต ท่านทำเราให้เป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระ- ราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน บางคราว เราเป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจ แห่งท่าน เพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ เรา เป็นอสูร บางคราวเป็นสัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์ ดิรัจฉาน บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษร้ายเรามา บ่อย ๆ มิใช่หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาล ก่อนอีกละ แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือน กับคนบ้า ได้ทำความผิดให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ. จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตาม
หน้า 390 ข้อ 399
ความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นไว้โดยอุบายอันชอบ ดังนายหัตถาจารย์ ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยขอฉะนั้น. พระศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็น ของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นแก่นสาร ดูก่อนจิต ท่าน จงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินสีห์ จงพาเรา ข้ามจากห้วงน้ำใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก. ดูก่อนจิต เรือนคืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือน กาลก่อนเสียแล้ว เพราะจักไม่เป็นไปตามอำนาจของท่าน อีกต่อไป เราได้บวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้แสวง หาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรงความ พินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำคงคา เป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ. ดูก่อนจิต ท่านจะไป ณ ที่ไหนเล่า จึงจะมีความสุข รื่นรมย์. ดูก่อนจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ท่านจัก ทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้ว. บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็ม ไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ ช่องเป็นที่ไหลออก
หน้า 391 ข้อ 399
น่าติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำที่เงื้อมภูเขาอันสวยงาม ตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือหมูและ กวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ ๆ จักได้ความรื่นรมณ์ใจ ณ ที่นั้นฝูงนกยูงมีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำแพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่งสำเนียงก้องกังวาลไพเราะ จับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้ เมื่อ ฝนตกแล้วหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างาม แจ่มใสไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้ แล้ว นอนอยู่บนหญ้าระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่ม ดังสำลี เราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัย ตามมีตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิตของ ตนให้ควรแก่การงานฉันใด เราจักกระทำจิตฉันนั้น เหมือนบุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ฉะนั้น เราจักทำให้เหมือน ผู้ใหญ่ จักยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่ อำนาจของเราด้วยความเพียร เหมือนนายหัตถาจารย์ผู้ ฉลาด นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอฉะนั้น เราย่อมสามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่ง เป็นทางอันบุคคลผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย ด้วยหทัยอันเที่ยงตรง ที่ท่านฝึกฝนไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว เปรียบเหมือนนายอัสสาจารย์ สามารถจะดำเนินไปตาม ภูมิสถานที่ปลอดภัย ด้วยน้ำที่ฝึกดีแล้วฉะนั้น.
หน้า 392 ข้อ 399
เราจักผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือกรรมฐานด้วยกำลัง ภาวนา เหมือนนายหัตถาจารย์มัดช้างไว้ที่เสาตะลุงด้วย เชือกอันมั่นคงฉะนั้น จิตนี่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้ว ด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นต้น ไม่อาศัยในภพ ทั้งปวง ท่านจงตัดหางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจ ให้ดำเนินไปในทางที่ลูกด้วยความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้ง ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจักได้เป็นทายาท ของพระพุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ. ดูก่อนจิต ท่านได้นำเราให้เป็นไปตามอำนาจของ ความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือนบุคคลจูงเด็กชาวบ้าน วิ่งวนไปฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ ตัดเครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วย พระมหากรุณาเป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้าไป ยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยว ไปในป่าอันงดงามตามลำพังใจฉันใด ดูก่อนจิต ท่านก็ จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขาที่ไม่เกลื่อนกล่น ด้วยผู้คนตามลำพัง ใจฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขา ท่านก็จักต้อง เสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ ตามอำนาจของท่าน แล้วเสวยความสุขใดอันอาศัยเบญจ- กามคุณ หญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู่โง่เขลา ตกอยู่ใน
หน้า 393 ข้อ 399
อำนาจของมาร เป็นผู้เพลิดเพลินอยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน. จบตาลปุฏเถรคาถา พระตาลปุฏเถระองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาไว้ ในปัญญาสนิบาตนี้ รวมเป็นคาถา ๕๕ คาถา ฉะนี้แล. ปัญญาสนิบาตจบบริบูรณ์ อรรถกถาตาลปุฏเถราคาถาที่ ๑ อรรถกถาตาลปุฏเถรคาถาที่ ๑ ในปัญญาสนิบาต คาถาของท่านพระตาลปุฏเถระ มีคำเริ่มต้นว่า กทา นุหํ ปพฺพตกนฺทราสุ ดังนี้ เรื่องนั้นมีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? พระเถระแม้นี้ ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าในปางก่อน สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาล นี้บังเกิดในตระกูลแห่งนักฟ้อนแห่งหนึ่งในกรุงราชคฤห์ ถึงความเป็นผู้รู้ เดียงสา ถึงความสำเร็จในฐานะเป็นนักฟ้อนอันสมควรแก่ตระกูล ได้ ปรากฏเป็นนักฟ้อนชื่อว่า นฏคามณิ ในชมพูทวีปทั้งสิ้น. เขามีมาตุคาม ๕๐๐ เป็นบริวาร แสดงมหรสพในบ้าน นิคมและ ราชธานี ด้วยสมบัติแห่งการฟ้อนเป็นอันมาก ได้การบูชาและสักการะเป็น อันมากเที่ยวไป มายังกรุงราชคฤห์แสดงแก่ชาวพระนคร ได้ความนับถือ
หน้า 394 ข้อ 399
และสักการะ เพราะความที่ตนถึงความแก่กล้าแห่งญาณ จึงไปเฝ้าพระ- ศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ได้กราบทูลคำนี้กะพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ได้สดับฟังคำของ พวกนักฟ้อนผู้เป็นอาจารย์ และอาจารย์ผู้เป็นประธานผู้เป็นหัวหน้ากล่าว อยู่ว่า นักฟ้อนนั้นใด ทำให้ชนร่าเริงยินดี ด้วยการกล่าวคำจริงและ เหลาะแหละในท่ามกลางมหรสพ ในท่ามกลางเวทีโรงละคร นักฟ้อนนั้น เบื้องหน้าแต่ตายเพราะกายแตก ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพ ทั้งหลายผู้ร่าเริง ในที่นี้พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้อย่างไร ? ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสห้ามเขาถึง ๓ ครั้งว่า อย่า ถามข้อนั้นกะเราเลย ถูกเขาถามครั้งที่ ๔ พระองค์ถึงตรัสว่า คามณิ สัตว์เหล่านี้ แม้ตามปกติก็ถูกเครื่องผูกคือราคะผูกพันแล้ว ถูกเครื่องผูก คือโทสะ และโมหะผูกพันแล้ว, ท่านนำเข้าไปเปรียบเทียบให้เกิดความ เลื่อมใส ในธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด ความขัดเคือง และอัน เป็นที่ตั้งแห่งความหลง แม้โดยยิ่งแห่งสัตว์เหล่านั้น เบื้องหน้าแต่ตาย เพราะกายแตก ย่อมเกิดในนรก. แต่ถ้าเขามีความเห็นอย่างนี้ว่า นักฟ้อน นั้นใดย่อมยังชนให้ร่าเริงให้ยินดี ด้วยคำจริงและด้วยคำเหลาะแหละ ใน ท่ามกลางมหรสพในท่ามกลางเวทีโรงละคร เขาเบื้องหน้าแต่ตายเพราะกาย แตก ย่อมเข้าถึงความเป็นสหายแห่งเทพทั้งหลายผู้ร่าเริง เพราะเหตุนั้น เขาจึงมีความเห็นผิดเช่นนั้น, ก็ผู้มีความเห็นผิดพึงปรารถนาคติอย่างใด อย่างหนึ่ง บรรดาคติทั้งสอง คือนรกหรือกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน. นายตาล- ปุฏคามณิได้ฟังดังนั้นแล้วก็ร้องไห้ จะป่วยกล่าวไปไยที่เราจะห้ามนาย คามณิมิใช่หรือว่า อย่าได้ถามข้อนั้นกะเราเลย. นายคามณิกราบทูลว่า
หน้า 395 ข้อ 399
ข้าแต่พระผู้องค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ได้ร้องไห้ถึงข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสอภิสัมปรายภพของนักฟ้อนทั้งหลาย กะข้าพระองค์อย่างนี้ ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ อีกอย่างหนึ่ง ข้าพระองค์ถูกนักฟ้อนทั้งหลายผู้เป็น อาจารย์และอาจารย์ผู้เป็นประธานในก่อนหลอกลวงว่า นักฟ้อนแสดง มหรสพของนักฟ้อนแก่มหาชนแล้วเข้าถึงสุคติ. เขาฟังธรรมในสำนัก พระศาสดา ได้ศรัทธาได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว กระทำกรรมด้วย วิปัสสนา ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต. ก็ท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว ก่อน แต่บรรลุพระอรหัต โดยอาการอันเป็นเหตุให้เกิดการกระทำไว้ในใจโดย อุบายอันแยบคาย ด้วยสามารถการข่มจิตของตน เพื่อจะแสดงจำแนก อาการนั้น โดยอาการเป็นอันมาก จึงได้กล่าวคาถาทั้งหลายว่า :- เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้อยู่แต่ผู้เดียว ไม่มีตัณหา เป็นเพื่อนสอง ณ ภูเขาและซอกเขา เมื่อไรหนอ เราจึง จักพิจารณาเห็นแจ้งภพทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยง ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้เป็นนักปราชญ์ นุ่งห่มผ้า- กาสาวพัสตร์อันเศร้าหมอง ไม่มีความยึดมั่น ไม่มีความ หวัง เป็นผู้ฆ่าราคะ โทสะ และโมหะ ได้แล้ว เที่ยว ไปตามป่าใหญ่อย่างสบาย ความตรึกเช่นนี้ของเราจัก สำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจะเห็นแจ้งซึ่งร่างกายนี้ อันเป็น ของไม่เที่ยง เป็นรังแห่งโรค คือความตาย ถูกความตาย
หน้า 396 ข้อ 399
และความเสื่อมโทรมบีบคั้นแล้ว เป็นผู้ปราศจากภัย อาศัยอยู่ในป่าแต่ผู้เดียว ความตรึกเช่นนี้ของเราจัก สำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจักได้ถือเอาซึ่งดาบอันคมกริบ คือ อริยมรรคอันสำเร็จด้วยปัญญา แล้วตัดเสียซึ่งลดาชาติ คือตัณหาอันก่อให้เกิดภัย นำมาซึ่งทุกข์ เป็นเหตุให้คิด วนเวียนไปในอารมณ์ภายนอก ความตรึกเช่นนี้ของเรา จักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ถือเอาซึ่งศาสตราอันสำเร็จ ด้วยปัญญา มีเดชานุภาพมากของฤาษี คือพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอริยสาวก แล้วหักรานเสีย ซึ่งกิเลสมารพร้อมทั้งเสนาโดยเร็วพลัน เหนือเถรอาสน์ มีลีลาศดังราชสีห์ ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร หนอ. เมื่อไรหนอ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มี ความหนักแน่นในธรรม ผู้คงที่ มีปกติเห็นตามความเป็น จริง มีอินทรีย์อันชนะแล้ว จักเห็นว่าเราบำเพ็ญเพียร ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ ความเกียจคร้าน ความหิวระหาย ลม แดด เหลือบ ยุง และสัตว์เสือกคลานทั้งหลายจึงจักไม่ เบียดเบียนเรา คามซอกเขา ข้อนั้นเป็นความประสงค์
หน้า 397 ข้อ 399
ของเรา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักเป็นผู้มีจิตมั่นคง มีสติ ได้ บรรลุอริยสัจ ๔ ที่เห็นได้แสนยาก อันพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ทรงทราบแล้วด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักประกอบด้วยความสงบระงับ จากเครื่องเร่าร้อนใจในเพราะรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ- ฐัพพะ และธรรมารมณ์ที่เรายังไม่รู้เท่าถึง พิจารณาเห็น ด้วยปัญญา ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เมื่อเราถูกว่ากล่าวติเตียนด้วยถ้อยคำชั่ว หยาบแล้ว จักไม่เดือดร้อนใจเพราะถ้อยคำชั่วหยาบนั้น อนึ่ง ถึงเขาจะสรรเสริญก็จะไม่ยินดีเพราะถ้อยคำเช่นนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักพิจารณาเห็นสภาพภายใน กล่าวคือเบญจขันธ์ และรูปธรรมเหล่าอื่นที่ไม่รู้ทั่วถึง และ สภาพภายนอก คือต้นไม้ หญ้า และลดาชาติ ว่าเป็น สภาพเสมอกัน ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร หนอ. เมื่อไรหนอ ฝนที่ตกในเวลาปัจจุสมัย จักตกรดเรา ผู้นุ่งห่มผ้ากาสาวพัสตร์ ผู้ปฏิบัติอยู่ในมรรคปฏิปทา ที่ นักปราชญ์มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นดำเนินไปแล้ว ด้วยน้ำ
หน้า 398 ข้อ 399
ใหม่อยู่ในป่า ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร หนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักได้ฟังเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และทิชาชาติในป่าและซอกเขา ลุกขึ้นจากการนอนแล้ว พิจารณาธรรมโดยความไม่เที่ยง เพื่อบรรลุอมตธรรม ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักข้ามพ้นแม่น้ำคงคา ยมุนา สรัสสดี ที่ไหลไปกระทั่งถึงบาดาล เป็นปากน้ำใหญ่น่า กลัวนัก ไปได้ด้วยฤทธิ์โดยไม่ติดขัด ความตรึกเช่นนี้ ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักเว้นความเห็นว่านิมิตงามทั้งปวง เสียโดยเด็ดขาด ขวนขวายอยู่ในฌาน แล้วทำลายความ พอใจในกามคุณทั้งหลายเสียได้ เหมือนช้างทำลายเสา ตะลุงและโซ่เหล็กแล้ว เที่ยวไปในสงครามฉะนั้น ความ ตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. เมื่อไรหนอ เราจึงจักละความพอใจในกามคุณ ได้ บรรลุคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ แล้วเกิดความยินดี เปรียบเหมือนลูกหนี้ผู้ขัดสน เมื่อถูก เจ้าหนี้บีบคั้นแล้ว แสวงหาทรัพย์มาได้และชำระหนี้เสร็จ แล้วพึงดีใจฉะนั้น ความตรึกเช่นนี้ของเราจักสำเร็จเมื่อไร หนอ.
หน้า 399 ข้อ 399
ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเราเป็นเวลาหลายปีแล้ว ว่าท่านไม่สมควรอยู่ครองเรือนเลย บัดนี้เราได้บวชสม ประสงค์แล้ว เหตุไฉนท่านจึงละทิ้งสมถวิปัสสนา มัว แต่เกียจคร้านอยู่เล่า. ดูก่อนจิต ท่านได้อ้อนวอนเรามาแล้วมิใช่หรือว่า ฝูง นกยูงมีขนปีกอันแพรวพราว และเสียงกึกก้องแห่งธาร น้ำตกตามซอกเขา จะยังท่านผู้เพ่งฌานอยู่ในป่าให้ เพลิดเพลิน เรายอมสละญาติและมิตรที่รักใคร่ในตระกูล สลัดความยินดีในการเล่นและกามคุณในโลกได้หมดแล้ว ได้เข้าถึงป่าและบรรพชาเพศนี้แล้ว. ดูก่อนจิต ส่วนท่านไม่ยินดีต่อเราผู้ดำเนินตามเสีย เลย เมื่อเราพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเรา ไม่ใช่ของ ผู้อื่น จะประโยชน์อะไรด้วยการร้องไห้ร่ำพิไร ในเวลา ทำสงครามกับกิเลสมาร เพราะจิตทั้งหมดนี้เป็นธรรมชาติ หวั่นไหว ดังนี้จึงได้ออกบวช แสวงหาทางอันไม่ตาย. พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่าสัตว์ทั้งหลาย ผู้ เป็นจอมท้าวสักกเทวราช เป็นจอมสารถีฝึกนระ ตรัส สุภาษิตไว้ว่า จิตนี้กวัดแกว่งเช่นวานร ห้ามได้แสนยาก เพราะยังไม่ปราศจากความกำหนัด ปุถุชนทั้งหลายผู้ไม่ รู้เท่าทัน พัวพันอยู่ในกามทั้งหลาย อันล้วนแต่เป็นของ งดงาม มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ เขาเหล่านั้นเป็นผู้แสวง
หน้า 400 ข้อ 399
หาภพใหม่ กระทำแต่สิ่งไร้ประโยชน์ อย่าประสงค์ ทุกข์ ย่อมถูกจิตนำไปสู่นรกโดยแท้. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราไว้ว่า ท่านจง เป็นผู้แวดล้อมด้วยเสียงร่ำร้องแห่งนกยูง และนก- กระเรียน อีกทั้งเสือเหลืองและเสือโคร่งอยู่ในป่า ท่าน จงสละความห่วงใยในร่างกาย อย่ามีความอาลัยเลย. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงอุตส่าห์ เจริญฌาน อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และสมาธิภาวนา จงบรรลุวิชชา ๓ ในพระพุทธศาสนา. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงเจริญ อัฏฐังคิกมรรคเพื่อบรรลุนิพพาน อันเป็นหางนำสัตว์ออก จากโลก ให้ถึงความสิ้นทุกข์ทั้งปวง เป็นเครื่องชำระล้าง กิเลสทั้งปวง. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา เห็นเบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นทุกข์ จงละ เหตุอันก่อให้เกิดทุกข์ จงทำที่สุดแห่งทุกข์ในอัตภาพนี้ เถิด. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงพิจารณา เบญจขันธ์โดยอุบายอันแยบคายว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็น ทุกข์ เป็นของว่างเปล่าหาตัวตนมิได้ เป็นวิบัติ และว่า เป็นผู้ฆ่า จงดับมโนวิจารเสียโดยแยบคายเถิด.
หน้า 401 ข้อ 399
ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงปลงผม และหนวดแล้ว ถือเอาเพศสมณะ มีรูปลักษณะอันแปลก ต้องถูกเขาสาปแช่ง ถือเอาบาตรเที่ยวภิกษาตามตระกูล จงประกอบตนอยู่ในคำสอนของพระบรมศาสดา ผู้แสวง หาคุณอันยิ่งใหญ่เถิด. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงสำรวม ระวังเมื่อเวลาเที่ยวไปบิณฑบาตตามระหว่างตรอก อย่ามี ใจเกี่ยวข้องในตระกูลและกามารมณ์ทั้งหลาย เหมือน พระจันทร์ในวันเพ็ญ เว้นจากโทษฉะนั้น. ดูก่อนจิต แต่ก่อนท่านเคยแนะนำเราว่า จงยินดีใน ธุดงคคุณทั้ง ๕ คือถืออยู่ในป่าเป็นวัตร ถือเที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร ถืออยู่ป่าช้าเป็นวัตร ถือนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ถือการไม่นอนเป็นวัตร ตลอดกาลทุกเมื่อเถิด. บุคคลผู้ต้องการผลไม้ ปลูกต้นไม้ไว้แล้ว เก็บผล ไม่ได้ ก็ประสงค์จะโค่นต้นไม้นั้นเสียฉันใด. ดูก่อนจิต ท่านแนะนำเราผู้ใดให้หวั่นไหวในความไม่เที่ยง ท่านจง ทำเราผู้นี้ให้เหมือนบุคคลผู้ปลูกต้นไม้ไว้ฉันนั้นเถิด. ดูก่อนจิต ผู้หารูปมิได้ ไปได้ในที่ไกล เที่ยวไปแต่ ผู้เดียว บัดนี้เราจักไม่ทำตามคำของท่านแล้ว เพราะว่า กามทั้งหลายล้วนเป็นทุกข์ มีผลเผ็ดร้อน เป็นภัยใหญ่
หน้า 402 ข้อ 399
หลวง เราจักมีใจมุ่งนิพพานเท่านั้น เราไม่ได้ออกบวช เพราะหมดบุญ เพราะไม่มีความละอาย เพราะเหตุแห่ง จิต เพราะเหตุแห่งการทำผิดต่อชาติบ้านเมือง หรือ เพราะเหตุแห่งอาชีพ. ดูก่อนจิต ท่านได้รับรองกับเราไว้ว่า จักอยู่ในอำนาจ ของเรามิใช่หรือ. ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า ความ เป็นผู้มักน้อย การละความลบหลู่คุณท่าน และความ สงบระงับทุกข์ สัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แต่บัดนี้ท่าน กลับเป็นผู้มีความมักมากขึ้น เราไม่อาจกลับไปสู่ตัณหา ราคะ ความรัก ความชัง รูปอันสวยงาม สุขเวทนา และ เบญจกามคุณอันเป็นของชอบใจที่เราคายเสียแล้วอีก. ดูก่อนจิต เราได้ปฏิบัติตามถ้อยคำของท่านในภพ ทั้งปวงแล้ว เราไม่ได้มีความขุ่นเคืองต่อท่านหลายชาติ มาแล้ว เพราะความที่ท่านมีความกตัญญู จึงปรากฏมี อัตภาพนี้ขึ้นอีก ท่านทำให้เราต้องท่องเที่ยวไปในกอง ทุกข์มาช้านานแล้ว. ดูก่อนจิต ท่านทำให้เราเป็นพราหมณ์ก็มี เป็นพระ- ราชามหากษัตริย์ก็มี เพราะอำนาจแห่งท่าน บางคราว เราเป็นแพศย์ เป็นศูทร เป็นเทพเจ้าก็มี เพราะอำนาจ แห่งท่าน เพราะเหตุแห่งท่าน มีท่านเป็นมูลเหตุ เราเป็น
หน้า 403 ข้อ 399
อสูร บางคราวเป็นสัตว์นรก บางคราวเป็นสัตว์ดิรัจฉาน บางคราวเป็นเปรต ท่านได้ประทุษร้ายเรามาบ่อย ๆ มิใช่ หรือ บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านทำเหมือนกาลก่อนอีกละ แม้เพียงครู่เดียว ท่านได้ล่อลวงเราเหมือนกับคนบ้า ได้ ทำความผิดให้แก่เรามาแล้วมิใช่หรือ. จิตนี้แต่ก่อนเคยเที่ยวจาริกไปในอารมณ์ต่าง ๆ ตาม ความประสงค์ ตามความใคร่ ตามความสบาย วันนี้ เราจักข่มจิตนั้นไว้โดยอุบายอันชอบ ดังนายหัตถาจารย์ ข่มช้างตัวตกมันไว้ด้วยของฉะนั้น. พระศาสดาของเราได้ทรงตั้งโลกนี้ โดยความเป็น ของไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นแก่นสาร ดูก่อนจิต ท่านจงพาเราบ่ายหน้าไปในศาสนาของพระชินสีห์ จง พาเราข้ามจากห้วงน้ำใหญ่ที่ข้ามได้แสนยาก. ดูก่อนจิต เรือนคืออัตภาพของท่านนี้ ไม่เป็นเหมือน กาลก่อนเสียแล้ว เพราะจักไม่เป็นไปตามอำนาจของท่าน อีกต่อไป เราได้ออกบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้ แสวงหาประโยชน์อันยิ่งใหญ่แล้ว สมณะทั้งหลายผู้ทรง ความพินาศไม่เป็นเช่นเรา ภูเขา มหาสมุทร แม่น้ำ คงคาเป็นต้น แผ่นดิน ทิศใหญ่สี่ ทิศน้อยสี่ ทิศเบื้องบน ทิศเบื้องต่ำ และภพสาม ล้วนเป็นสภาพไม่เที่ยง มีแต่ ถูกเบียดเบียนอยู่เสมอ.
หน้า 404 ข้อ 399
ดูก่อนจิต ท่านจะไป ณ ที่ไหนเล่า จึงจะมีความสุข รื่นรมย์. ดูก่อนจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่นแล้ว ท่านจัก ทำอะไรแก่เราได้ เราไม่เป็นไปตามอำนาจของท่านแล้ว. บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็ม ไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ ช่องเป็นที่ไหลออก น่า ติเตียน ท่านผู้ไปสู่เรือนคือถ้ำ ที่เงื้อมภูเขาอันสวยงาม ตามธรรมชาติ เป็นที่อาศัยอยู่แห่งสัตว์ป่า คือหมูและ กวาง และในป่าที่ฝนตกใหม่ ๆ จักได้ความรื่นรมย์ใจ ณ ที่นั้นฝูงนกยูงมีขนที่คอเขียว มีหงอนและปีกงาม ลำ- แพนหางมีแวววิจิตรนัก ส่งสำเนียงก้องกังวานไพเราะ จับใจ จักยังท่านผู้บำเพ็ญฌานอยู่ในป่าให้ร่าเริงได้ เมื่อ ฝนตกแล้วหญ้างอกยาวประมาณ ๔ นิ้ว ท้องฟ้างามแจ่มใส ไม่มีเมฆปกคลุม เมื่อท่านทำตนให้เสมอด้วยไม้ แล้ว นอนอยู่บนหญ้าระหว่างภูเขานั้น จะรู้สึกอ่อนนุ่มดังสำลี เราจักกระทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จะยินดีด้วยปัจจัยตามมี ตามได้ บุคคลผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมกระทำจิตของตนให้ สมควรแก่การงานฉันใด เราจักกระทำจิตฉันนั้น เหมือน บุคคลเลื่อนถุงใส่แมวไว้ฉะนั้น เราจักทำให้เหมือนผู้ใหญ่ จักยินดีด้วยปัจจัยตามมีตามได้ จักนำท่านไปสู่อำนาจ ของเราด้วยความเพียร เหมือนนายหัตถาจารย์ผู้ฉลาด
หน้า 405 ข้อ 399
นำช้างที่ซับมันไปสู่อำนาจของตนด้วยขอฉะนั้น เราย่อม สามารถที่จะดำเนินตามหนทางอันเกษมสุข ซึ่งเป็นทาง อันบุคคลผู้ตามรักษาจิต ได้ดำเนินมาแล้วทุกสมัย ด้วย หทัยอันเที่ยงตรง ที่ท่านฝึกฝนไว้ดีแล้ว มั่นคงแล้ว เปรียบ เหมือนนายอัสสาจารย์ สามารถจะดำเนินไปตามภูมิสถาน ที่ปลอดภัย ด้วยม้าที่ฝึกดีแล้วฉะนั้น. เราจักผูกจิตไว้ในอารมณ์ คือกรรมฐานด้วยกำลัง ภาวนา เหมือนนายหัตถาจารย์มัดช้างไว้ที่เสาตะลุงด้วย เชือกอันมั่นคงฉะนั้น จิตที่เราคุ้มครองดีแล้ว อบรมดีแล้ว ด้วยสติ จักเป็นจิตอันตัณหาเป็นเต้นไม่อาศัยในภพทั้งปวง ท่านจงตัดทางดำเนินที่ผิดเสียด้วยปัญญา ข่มใจให้ดำเนิน ไปในทางที่ถูกด้วยความเพียร ได้เห็นแจ้งทั้งความเกิด ขึ้นและความเสื่อมไป แล้วจักได้เป็นทายาทของพระ- พุทธเจ้า ผู้มักแสดงธรรมอันประเสริฐ. ดูก่อนจิต ท่านได้นำเราให้เป็นไปตามอำนาจของ ความเข้าใจผิด ๔ ประการ เหมือนบุคคลจูงเด็กชาวบ้าน วิ่งวนไปฉะนั้น ท่านควรคบหาพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตัด เครื่องเกาะเกี่ยวและเครื่องผูกเสียได้ เพียบพร้อมด้วย พระมหากรุณา เป็นจอมปราชญ์มิใช่หรือ มฤคชาติเข้า ไปยังภูเขาอันน่ารื่นรมย์ ประกอบด้วยน้ำและดอกไม้ เที่ยวไปในป่าอันงดงามตามลำพังใจฉันใด ดูก่อนจิต
หน้า 406 ข้อ 399
ท่านก็จักรื่นรมย์อยู่ในภูเขา ที่ไม่เกลื่อนกล่นด้วยผู้คน ตามลำพังใจฉันนั้น เมื่อท่านไม่ยินดีอยู่ที่ภูเขานั้น ท่าน ก็จักต้องเสื่อมโดยไม่ต้องสงสัย. ดูก่อนจิต หญิงชายเหล่าใดประพฤติตามความพอใจ ตามอำนาจของท่าน แล้วเสวยความสุขใดอันอาศัย เบญจกามคุณ หญิงชายเหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้โง่เขลา ตก อยู่ในอำนาจของมาร เป็นผู้เพลิดเพลิน อยู่ในภพน้อย ภพใหญ่ และชื่อว่าเป็นสาวกของท่าน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กทา นุหํ ตัดเป็น กทา นุ อหํ เมื่อไร หนอไร. บทว่า ปพฺพตกนฺทราสุ ความว่า ณ ที่ภูเขาและซอกเขา หรือที่ ซอกแห่งภูเขา. บทว่า เอกากิโย แปลว่า ผู้ ๆ เดียว. บทว่า อทฺทุติโย แปลว่า ไม่มีตัณหา. ก็ตัณหา ชื่อเป็นที่ ๒ ของบุรุษ. บทว่า วิหสฺสํ แปลว่า จักอยู่. บทว่า อนิจฺจโต สพฺพภวํ วิปสฺสํ มีวาจาประกอบความว่า เรา เมื่อพิจารณาเห็นภพแม้ทั้งหมด ต่างด้วยกามภพเป็นต้นว่า ชื่อว่า ไม่เที่ยง เพราะมีแล้วกลับไม่มี ดังนี้ จักอยู่เมื่อไรหนอ. ก็คำนั้นมีอันแสดงเป็น นิทัศน์ พึงทราบว่า ท่านกล่าวลักษณะทั้งสองแม้นอกนี้ไว้แล้วแล. เพราะ พระบาลีว่า สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์ สิ่งใดเป็นทุกข์ สิ่งนั้นเป็น อนัตตา.
หน้า 407 ข้อ 399
บทว่า ตํ เม อิทํ ตํ นุ กทา ภวิสฺสติ ความว่า ความปริวิตก ของเรานี้นั้น จักมีเมื่อไรหนอ, คือจักถึงที่สุดเมื่อไรหนอ ? ก็บทว่า ตํ ในบทว่า ตํ นุ นี้ เป็นเพียงนิบาต. ในที่นี้มีความ สังเขปดังต่อไปนี้ว่า เมื่อไรหนอ เราตัดเครื่องผูกคือคฤหัสถ์ เหมือนช้าง ใหญ่ตัดเครื่องผูกเท้าช้าง ออกบวช พอกพูนกายวิเวก เป็นผู้โดดเดี่ยว ไม่มีเพื่อนสอง ในซอกเขาทั้งหลาย ไม่อาลัยในอารมณ์ทั้งปวง พิจารณา เห็นสังขารทั้งปวง โดยความเป็นของไม่เที่ยงจักอยู่. บทว่า ภินฺนปฏนฺธโร ความว่า เป็นผู้ทรงผ้าที่ถูกทำลาย, ท่าน กล่าวไว้โดยลง น อาคม เพื่อสะดวกแก่คาถา. อธิบายว่า ทรงไว้ซึ่งแผ่นผ้า เป็นจีวรที่ตัดด้วยศาสตรา ทำลายสัมผัสและสีอันเลิศ. บทว่า มุนิ ได้แก่ บรรพชิต. บทว่า อมโม ความว่า ชื่อว่า ไม่ยึดถือสิ่งใดว่าเป็นของตัว เพราะ ไม่มีความยึดถือในตระกูลหรือคณะ ว่าเป็นของ ๆ ตัว. ชื่อว่าไม่มีความ หวัง เพราะไม่มีความหวังในอารมณ์แม้อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า หนฺตฺวา สุขี ปวนคโต วิหสฺสํ ความว่า เราจักตัดกิเลส มีราคะเป็นต้นด้วยอริยมรรค อยู่เป็นสุข ด้วยสุขเกิดแต่มรรคและสุขอัน เกิดแต่ผล ไปสู่ป่าใหญ่ จักอยู่เมื่อไรหนอ. บทว่า วธโรคนีฬํ ความว่า เป็นรังแห่งมรณะ และเป็นรังแห่ง โรค. บทว่า กายํ อิมํ ได้แก่ ซึ่งกายกล่าวคือขันธ์ ๕ นี้. จริงอยู่ ขันธ์ ทั้ง ๕ ท่านเรียกว่า กาย ในประโยคมีอาทิว่า ภิกษุทั้งหลาย กายนี้แล
หน้า 408 ข้อ 399
คือนามรูปในภายนอก สำหรับบุรุษบุคคลผู้ถูกอวิชชาครอบงำ ผู้ถูกตัณหา ติดตาม. บทว่า มจฺจุชรายุปทฺทุตํ ความว่า ถูกมรณะและชราบีบคั้น. อธิบาย ว่า เราเมื่อพิจารณาเห็น ชื่อว่า เป็นผู้ปราศจากภัย เพราะละเหตุแห่งภัย เสียได้ จักมีเมื่อไรหนอ. บทว่า ภยชนนึ ความว่า เป็นเหตุเกิดขึ้นแห่งภัยใหญ่ ๒๕ ชื่อว่า นำมาซึ่งทุกข์ เพราะนำมาซึ่งทุกข์ในวัฏฏะทั้งสิ้น ที่เป็นไปทางกายและ เป็นไปทางใจ. บทว่า ตณฺหาลตํ พหุวิธานุวตฺตนึ ความว่า ตัณหาคือเครือเถา อันชื่อว่า เป็นไปตามมากหลาย เพราะเป็นไปตาม คือแล่นไปตามอารมณ์ หรือภพเป็นอันมาก. บทว่า ปญฺามยํ มีวาจาประกอบความว่า จับพระขรรค์คือดาบ อันสำเร็จด้วยมรรคปัญญาที่ลับดีแล้วด้วยหัตถ์ คือศรัทธาอันประคองไว้ ด้วยวิริยะ แล้วตัด ตรึกไปว่า เมื่อไรหนอเราพึงอยู่ เมื่อไรหนอความตรึก นั้นจักสำเร็จ. บทว่า อุคฺคเตชํ ความว่า มีเดชกล้า เพราะอาศัยอำนาจสมถะ และวิปัสสนา. บทว่า สตฺถํ อิสีนํ ความว่า เป็นศัสตราของพระพุทธเจ้า พระ- ปัจเจกพุทธเจ้า พระอริยสาวกและฤาษีทั้งหลาย. บทว่า มารํ สเสนํ สหสา ภญฺชิสฺสํ ความว่า เราจักหักมารมี อภิสังขารมารเป็นต้น พร้อมด้วยเสนาคือกิเลส ชื่อสเสนะ โดยพลัน คือโดยเร็วทีเดียว.
หน้า 409 ข้อ 399
บทว่า สีหาสเน ได้แก่ บนอาสนะอันมั่นคง อธิบายว่า บน อปราชิตบัลลังก์. บทว่า สพฺภิ สมาคเมสุ ทิฏฺโ ภเว มีวาจาประกอบความว่า เราได้เห็นในการสมาคมด้วยคนดีทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้ชื่อว่า หนักในธรรม เพราะประกอบด้วยความเคารพในธรรม ชื่อว่า ผู้คงที่ เพราะถึงลักษณะแห่งผู้คงที่ ชื่อว่า ผู้เห็นตามความเป็นจริง เพราะมีความ เห็นไม่วิปริต ชื่อว่า ผู้มีอินทรีย์อันชนะแล้ว เพราะมีอินทรีย์อันชนะบาป ด้วยอริยมรรคนั่นแล, ว่าเมื่อไรหนอ เราจักมีความเพียร เพราะฉะนั้น ความตรึกของเรานั้นจักสำเร็จเมื่อไร ? โดยนัยนี้ พึงทราบบทโยชนาใน ที่ทั้งปวง เราจักพรรณนาเพียงอรรถเฉพาะบทเท่านั้น. บทว่า ตนฺทิ แปลว่า ความเกียจคร้าน. บทว่า ขุทา แปลว่า ความหิว. บทว่า กีฏสิรีสปา ได้แก่ แมลงและสัตว์เลื้อยคลาน. บทว่า น พาธยิสฺสนฺติ อธิบายว่า จักไม่เบียดเบียนเรา เพราะ ห้ามสุข ทุกข์ โสมนัส และโทมนัสเสียได้ด้วยฌาน. บทว่า คิริพฺพเช ได้แก่ ในซอกเขา. บทว่า อตฺถตฺถิยํ ความว่า มีความต้องการด้วยประโยชน์ กล่าวคือ ประโยชน์ตน. บทว่า ยํ วิทิตํ มเหสินา ความว่า สัจจะ ๔ อันท่านผู้แสวงหาคุณ อันยิ่งใหญ่ คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตรัสรู้แล้วคือแทงตลอดแล้ว, เราผู้ มีจิตตั้งมั่นดีแล้วด้วยมรรคสมาธิ เป็นผู้มีสติด้วยสัมมาสติ มาถึง คือจักแทง
หน้า 410 ข้อ 399
ตลอด ได้แก่ จักบรรลุสัจจะ ๔ เหล่านั้นที่เห็นได้แสนยาก ด้วยกุศลสมภาร อันเราสั่งสมมาด้วยปัญญาในอริยมรรค. บทว่า รูเป ได้แก่ ในรูปอันจะรู้ได้ด้วยจักษุ. บทว่า อมิเต ความว่า ไม่รู้แล้วด้วยญาณ อธิบายว่า กำหนดไม่ได้ แล้ว คือกำหนดรู้ไม่ได้แล้ว. บทว่า ผุสิเต แปลว่า พึงถูกต้อง. บทว่า ธมฺเม ได้แก่ ในธรรม ที่จะพึงรู้แจ้งด้วยใจ. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อมิเต ได้แก่ ในรูปหาประมาณมิได้ คือ แตกต่างกันหลายประเภท ด้วยสามารถสีเขียวเป็นต้น, และสัททรูปเป็นต้น อันแตกต่างกันหลายประเภท ด้วยอำนาจเสียงกลองเป็นต้น ด้วยอำนาจ รสที่รากเป็นต้น ด้วยสามารถความเป็นของหยาบและอ่อนเป็นต้น และ ด้วยอำนาจเป็นสุขและทุกข์เป็นต้น. บทว่า อาทิตฺตโต เพราะเป็นธรรมชาติ อันไฟ ๑๑ กองติดทั่ว แล้ว. บทว่า สมเถหิ ยุตฺโต ได้แก่ ประกอบด้วยฌาน วิปัสสนา และ มรรคสมาธิ. บทว่า ปญฺาย ทจฺฉํ ความว่า จักเห็นด้วยปัญญาในมรรค อัน ประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา. บทว่า ทุพฺพจเนน วุตฺโต ได้แก่ สืบต่อด้วยคำที่กล่าวชั่ว. บทว่า ตโต นิมิตฺตํ ได้แก่ เพราะเหตุแห่งผรุสวาจา. บทว่า วิมโน น เหสฺสํ ความว่า ไม่พึงเกิดโทมนัส.
หน้า 411 ข้อ 399
บทว่า อโถ แก้เป็น อถ แปลว่า อนึ่ง. บทว่า กฏฺเ ได้แก่ ในท่อนไม้. บทว่า ติเณ ได้แก่ กองหญ้า. บทว่า อิเม ได้แก่ ขันธ์ ๕ อันนับเนื่องในสันตติของเราเหล่านี้. บทว่า อมิเต จ ธมฺเม ได้แก่ ในรูปธรรม อันกำหนดนับไม่ได้ ด้วยอินทรีย์ขันธ์อื่น. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า เป็นไปในภายในและ เป็นไปในภายนอก ดังนี้. บทว่า สมํ ตุเลยฺยํ ความว่า พิจารณาสิ่งทั้งปวงให้สม่ำเสมอทีเดียว ด้วยสามารถอนิจจลักษณะเป็นต้น และด้วยสามารถอุปมาด้วยสิ่งอันหาสาระ มิได้เป็นต้น. บทว่า อิสิปฺปยาตมฺหิ ปเถ วชนฺตํ ความว่า ไปอยู่ คือดำเนินไป อยู่ในทางสมถะและวิปัสสนา อันท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ มีพระ- พุทธเจ้าเป็นต้น ทรงชำระแล้วโดยชอบแล้ว. ในสมัยฝนตก ท่านแสดง ถึงความปริวิตกถึงภาวะที่ตนอยู่ในกลางแจ้ง ว่าเมื่อไรหนอฝนจักตกลงใน ป่าทึบ ยังจีวรของตนให้เปียกด้วยน้ำ คือด้วยน้ำฝนตกใหม่. บทว่า มยูรสฺส สิขณฺฑิโน วเน ทิชสฺส ได้แก่ ทิชชาติด้วย อำนาจเกิด ๒ ครั้ง คือเกิดจากท้องมารดา ๑ เกิดจากฟองไข่ ๑ ก็เมื่อไร เราจะได้ยินเสียงร้อง คือเสียงร้องของนกยูง โดยสมภพของนกยูง และ โดยหางของนกยูงในป่า คือที่ซอกเขา แล้วกำหนดเวลาออกจากที่นอน แล้ว บรรลุอมตะ คือบรรลุพระนิพพาน. บทว่า สญฺจินฺตเย ความว่า พึงกระทำไว้ในใจ คือพึงเห็นแจ้ง ภพที่จะกล่าวอยู่ โดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น.
หน้า 412 ข้อ 399
บทว่า คงฺคํ ยมุนํ สรสฺสตึ มีวาจาประกอบ ความว่า เมื่อไรหนอ ความตรึกของเรานี้ พึงไหลไปยังแม่น้ำใหญ่เหล่านั้นไม่ติดขัด ด้วยฤทธิ์ อันสำเร็จด้วยภาวนา. บทว่า ปาตาลขิตฺตํ พฬวามุขญฺจ ความว่า พอละ คือถึงที่สุดแห่ง การตกไป ฉะนั้นจึงชื่อว่าบาดาล ซัดไปสู่บาดาลนั้นนั่นแหละ, คือดำรงอยู่ อย่างนั้นในเวลาตั้งแผ่นดิน เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ชัดให้ไหลไปยังบาดาล ที่เหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นที่อยู่ของนาคเป็นต้น หรือที่ตั้งอยู่แล้วโดยว่างเปล่า นั่นเอง ชื่อว่าที่ฝั่งแผ่นดินในมหาสมุทรมีร้อยโยชน์เป็นต้นเป็นประเภท. บทว่า พฬวามุขํ ได้แก่ ปากน้ำวนใหญ่ในมหาสมุทร จริงอยู่ ในเวลาประตูมหานรกเปิด ท่อไฟใหญ่พุ่งออกจากประตูมหานรกนั้น เบื้องหน้าแต่นั้น ไหม้ส่วนภายใต้มหาสมุทรยาวและกว้างหลายร้อยโยชน์ เมื่อส่วนภายใต้มหาสมุทรถูกไฟไหม้ น้ำข้างบนก็วนเวียนโดยอาการเป็น บ่อตกลงในภายใต้ด้วยเสียงดัง ในที่นั้นมีสมัญญาว่าปากน้ำใหญ่ ดังนั้น แม้น้ำที่ไหลไปยังบาดาลและปากน้ำใหญ่ น่าหวาดเสียวน่าสะพึงกลัว เมื่อ ไรหนอ จะพึงไหลตกไปด้วยกำลังฤทธิ์ไม่ติดขัด ดังนั้น ความตรึกของเรา จักพึงมีเมื่อไรหนอ เราพึงยังฤทธิ์อันสำเร็จด้วยภาวนาให้บังเกิด จักค้น พบรอยฤทธิ์อย่างนี้ได้เมื่อไรหนอ. บทว่า นาโคว อสงฺคจารี ปหาลเย ความว่า ช้างตัวซับมันทำลาย เสาอันมั่น กำจัดโซ่เหล็ก ทำลายเสาตะลุง เข้าไปสู่ป่า เป็นผู้ ๆ เดียว ไม่มีเพื่อนสอง เที่ยวไปตามความชอบใจของตนฉันใด เราก็ฉันนั้น เมื่อ ไรหนอ จะละทิ้งนิมิตที่ได้ยินมาทุกอย่าง คือเว้นเสียโดยไม่มีส่วนเหลือ ไม่เป็นไปในอำนาจแห่งกามฉันทะ ประกอบการขวนขวายในฌาน พึง
หน้า 413 ข้อ 399
ทำลาย พึงตัด พึงละความพอใจในกามคุณ เพราะฉะนั้น ความตรึกของ เรานั้นจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. บทว่า อิณฏฺโฏว ทลิทฺทโก นิธึ อาราธยิตฺวา ความว่า คนจนบาง คนเป็นผู้มีการเลี้ยงชีพเป็นปกติ กู้หนี้ เมื่อไม่สามารถจะชำระหนี้ได้ มีคดี เพราะหนี้ คืออึดอัดใจเพราะหนี้ ถูกเจ้าทรัพย์บีบคั้น ครั้นยินดีคือ ประสบชุมทรัพย์ และชำระหนี้แล้ว พึงเป็นอยู่ ยินดีโดยความสุขฉันใด แม้เราก็ฉันนั้น เมื่อไรหนอ จะพึงละกามฉันทะอัน เป็นเสมือนกับผู้ไม่มี หนี้ แล้วประสบความยินดีในพระศาสนาของท่านผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ คือพระศาสนาของพระพุทธเจ้า อันเป็นเสมือนขุมทรัพย์อันเต็มไปด้วย รัตนะ มีแก้วมณีและทองคำเป็นต้น เพราะเพียบพร้อมไปด้วยอริยทรัพย์ เพราะฉะนั้น ความตรึกของเรานั้นจักสำเร็จเมื่อไรหนอ. ครั้นแสดงความเป็นไปแห่งวิตกของตน อันเป็นแล้วด้วยอำนาจ เนกขัมมวิตกในกาลก่อน แต่การบรรพชาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ ครั้นบวช แล้ว เมื่อจะแสดงอาการอันเป็นเหตุให้สอนตนแล้วจึงบรรลุ จึงได้กล่าว คาถามีอาทิว่า พหูนิ วสฺสานิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหูนิ วสฺสานิ ตยามฺหิ ยาจิโต อคารวาเสน อลํ นุ เต อิทํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราถูกท่าน อ้อนวอนมาหลายปีแล้วมิใช่หรือว่า พอละ คือถึงที่สุดแล้วสำหรับท่าน ด้วย การอยู่ในท่ามกลางเรือน ด้วยการตามผูกพันทุกข์ต่าง ๆ อยู่หลายปี. บทว่า ตํ ทานิ มํ ปพฺพชิตํ สมานํ ความว่า ดูก่อนจิต ท่านไม่ ประกอบเรานั้น ผู้เป็นบรรพชิต ด้วยความอุตสาหะเช่นนั้น ด้วยเหตุ อย่างหนึ่ง อธิบายว่า ทิ้งสมถะและวิปัสสนา ประกอบในความเกียจคร้าน อันเลว.
หน้า 414 ข้อ 399
บทว่า นนุ อหํ จิตฺต ตยามฺหิ ยาจิโต อธิบายว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราเป็นผู้อันท่านอ้อนวอน คือยังจะขอร้องมิใช่หรือ ? ถ้าท่านขอร้อง เพราะเหตุไร ? ท่านจึงไม่ปฏิบัติให้สมควรแก่ความขอร้องนั้น. ท่านแสดงถึงอาการขอร้อง โดยนัยมีอาทิว่า คิริพฺพเช ดังนี้, อธิบายว่า วิหค มีขนปีกอันแพรวพราว คือมีขนหางและปีกอันวิจิตร อธิบายว่า นกยูง. บทว่า มหินฺทโฆสตฺถนิตาภิคชฺชิโน ความว่า มีการแผดเสียงเป็น ปกติด้วยดี ด้วยเหตุที่เสียงอันกึกก้องจากสายน้ำ. ด้วยบทว่า เต ตํ รเมสฺสนฺติ วนมฺหิ ฌายินํ ท่านแสดงว่า เรา ถูกท่านอ้อนวอนมิใช่หรือว่า นกยูงเหล่านั้น จักให้เรานั้นผู้ขวนขวายใน ฌานในป่าเกิดความยินดี. บทว่า กุลมฺหิ ความว่า ในการเวียนมาแห่งตระกูล. บทว่า อิมมชฺฌุปาคโต ความว่า วันนี้ ท่านมาใกล้ที่ป่า หรือ บรรพชานี้. บทว่า อโถปิ ตฺวํ จิตฺต น มยฺห ตุสฺสสิ ความว่า ท่านจักไม่ยินดี กะเราแม้ผู้ประพฤติตามตั้งอยู่เสียเลย. บทว่า มเมว เอตํ น หิ ตฺวํ ปเรสํ อธิบายว่า ดูก่อนจิต เพราะ ท่านพิจารณาเห็นว่าจิตนี้เป็นของเราเท่านั้นไม่ใช่ของคนเหล่าอื่น. แต่ใน เวลาสงบท่านทำจิตนี้ให้เป็นเหมือนของคนเหล่าอื่น ด้วยการสงบภาวนา เพื่อลบกิเลสมารทั้งหลาย เพราะกระทำอธิบายดังว่ามานี้ ท่านจะประโยชน์ อะไรด้วยกับการร้องไห้อยู่เล่า บัดนี้ เราจักไม่ให้ท่านประพฤติโดย ประการอื่น.
หน้า 415 ข้อ 399
บทว่า สพฺพํ อิทํ จลมิตํ เปกฺขมาโน อธิบายว่า เพราะเหตุที่ เมื่อเราตรวจดูด้วยปัญญาจักษุว่า จิตนี้ เป็นอื่นทั้งหมดมีสังขารเป็นไปใน ภูมิ ๓ กวัดแกว่ง ไม่ตั้งมั่น อยากได้ แสวงหาการออกจากเรือน และ จากกามทั้งหลาย คืออมตบท คือพระนิพพาน ฉะนั้น จึงไม่ไปตามจิต กระทำการแสวงหาพระนิพพานอย่างเดียวเท่านั้น. มีวาจาประกอบความว่า จิตห้ามได้แสนยาก เพราะไม่ปราศจาก ราคะ เป็นเช่นกับลิง ด้วยอำนาจการฝึก เพราะฉะนั้น เราจึงกล่าวแต่ คำที่ควรด้วยดี กล่าวคำเป็นแต่สุภาษิต เป็นนายสารถีฝึกนระ ผู้อันเขา สักการะอย่างยิ่งใหญ่ สูงสุดกว่าสัตว์ ๒ เท้า. บทว่า อวิทฺทสุ ยตฺถ สิตา ปุถุชฺชนา ความว่า อันธปุถุชน เหล่านั้น ผูกติดอยู่ คือเนื่องเฉพาะในวัตถุกามและกิเลสกามอย่างใดอย่าง หนึ่งแสวงหาภพใหม่ด้วยกามราคะนั้น ปรารถนาทุกข์โดยส่วนเดียวเท่านั้น และเมื่อปรารถนา จึงถูกจิตนำไป คือถูกทอดทิ้งในนรก เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิต กระทำกรรมอันเป็นทางแห่งนรก เป็น ผู้ทอดทิ้งจากหิตสุข คือถูกนำไปในนรกโดยจิตของตนนั้นเอง ไม่นำไป โดยประการอื่น เพราะฉะนั้น ท่านจึงแสดงความที่จิตเท่านั้นที่ควรข่ม. เมื่อรู้เพื่อจะข่มจิตนั่นแลแม้อีก จึงกล่าวคำมีอาทิว่า มยูรโกญฺจา- ภิรุตมฺหิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มยูรโกญฺจาภิรุตมฺหิ ความว่า อัน นกยูงและนกกระไนร้อง. บทว่า ทีปีหิ พยคฺเฆหิ ปุรกฺขโต วสํ ความว่า เป็นผู้แวดล้อม คือห้อมล้อมด้วยสัตว์ดิรัจฉานเห็นปานนั้น เพราะเป็นผู้อยู่ด้วยเมตตา-
หน้า 416 ข้อ 399
กรรมฐานเป็นอารมณ์อยู่ในป่า ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงกล่าวการเจริญความ ว่างเปล่า. บทว่า กาเย อเปกฺขํ ชห ความว่า จงละไม่อาลัยในกายโดย ประการทั้งปวง, เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงที่บุคคลผู้มีจิตตั้งมั่น. บทว่า มา วิราธย ความว่า อย่ายังขณะที่ ๙ อันได้แสนยากนี้ให้ ล้มเหลว. บทว่า อิติสฺสุ มํ จิตฺต ปุเร นิยุญฺชสิ ความว่า ดูก่อนจิต ท่านประกอบเราไว้ในสัมมาปฏิบัติก่อนแต่บวช ด้วยประการฉะนี้แล. บทว่า ภาเวหิ ความว่า จงให้เกิดและให้เจริญ. บทว่า ฌานิ ได้แก่ ฌาน ๔ มีปฐมฌานเป็นต้น. บทว่า อินฺทฺริยานิ ได้แก่ อินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น. บทว่า พลานิ ได้แก่ พละ ๕ เหล่านั้นนั่นแล. บทว่า โพชฺฌงฺคสมาธิภาวนา ได้แก่ โพชฌงค์ ๗ และสมาธิ- ภาวนา ๔. บทว่า ติสฺโส จ วิชฺชา ได้แก่ วิชชา ๓ มีปุพเพนิวาสญาณ เป็นต้น, ท่านตั้งอยู่ในพระพุทธศาสนา คือในโอวาทของพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า จงถูกต้อง คือจงบรรลุ. บทว่า นิยฺยานิกํ ได้แก่ นำออกจากวัฏทุกข์. บทว่า สพฺพทุกฺขกฺขโยคธํ ได้แก่ หยั่งลงในอมตะ คือมีพระ- นิพพานเป็นที่พึ่ง ได้แก่ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์. บทว่า สพฺพกิเลสโสธนํ ความว่า ชำระมลทิน คือกิเลสไม่ให้มี ส่วนเหลือ.
หน้า 417 ข้อ 399
บทว่า ขนฺเธ ได้แก่ อุปาทานขันธ์. บทว่า ปฏิปสฺส โยนิโส ความว่า จงเห็นด้วยอุบายโดยชอบด้วย วิปัสสนาญาณ โดยประการต่าง ๆ มีอาทิอย่างนี้ว่า โดยเป็นโรค โดย เป็นดุจฝี โดยเป็นดุจลูกศร โดยเป็นความคับแค้น โดยเป็นอาพาธ. บทว่า ตํ ชห ความว่า จงละ คือจงถอนตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ นั้น. บทว่า อิเธว ได้แก่ ในอัตภาพนี้เท่านั้น. บทว่า อนิจฺจํ เป็นต้น ความว่า ท่านจงเห็นว่าไม่เที่ยง เพราะมี ที่สุด เพราะไม่ล่วงความเป็นของไม่เที่ยงไปได้ เพราะเป็นไปชั่วกาล เท่านั้น และปฏิเสธต่อความเที่ยง. บทว่า ทุกฺขํ ความว่า จงเห็นว่าเป็น ทุกข์ เพราะถูกความเกิดขึ้นและดับไปบีบคั้น เพราะมีภัยเกิดขึ้นเฉพาะ หน้า เพราะทนได้ยาก เพราะปฏิเสธความสุข. บทว่า สุญฺํ ความว่า ชื่อว่า ว่างเปล่า เพราะไม่เป็นไปในอำนาจ เพราะไม่มีเจ้าของ เพราะไม่มีสาระ และเพราะปฏิเสธอัตตา เพราะเหตุ นั้นนั่นแล จึงชื่อว่าเป็นอนัตตา. มีวาจาประกอบความว่า จงพิจารณา เห็นโดยแยบคายว่า เป็นทุกข์และเป็นผู้ฆ่า เพราะเป็นอันจะพึงถูกติเตียน แลเป็นความเจ็บป่วยหาความเจริญมิได้. บทว่า มโนวิจาเร อุปรุนฺธ เจตโส ความว่า จงปิดกั้น คือจง ห้าม ได้แก่ จงดับความสำคัญทางมโนวิจารทางใจ ๑๘ อย่าง มีการ พิจารณาถึงโสมนัสเป็นต้นอันอาศัยเรือน. บทว่า มุณฺโฑ ความว่า เข้าถึงซึ่งความเป็นคนโล้น คือเป็นผู้ ปลงผมและหนวด.
หน้า 418 ข้อ 399
บทว่า วิรูโป ความว่า เป็นผู้ผิดรูป คือเข้าถึงความเป็นผู้มีรูปต่าง กัน เพราะเป็นคนโล้นนั้น เพราะมีขนรกรุงรัง เพราะมีผ้ากาสายะถูก ทำลาย. บทว่า อภิสาปมาคโต ความว่า เข้าถึงการถูกสาปแช่งอย่างยิ่ง อัน พระอริยเจ้าทั้งหลายควรกระทำว่า ผู้มีก้อนข้าวมีบาตรอยู่ในมือเที่ยวไป. สมจริงดังคำที่พระองค์ตรัสไว้ว่า ภิกษุทั้งหลาย ท่านเป็นผู้มีก้อนข้าว มีบาตรในมือเที่ยวไปในโลก นี้เป็นผู้ถูกสาปแช่ง ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า ท่านเป็นเหมือนมีกระเบื้องในมือ เที่ยวขอในตระกูล. บทว่า ยุญฺชสฺสุ สตฺถุวจเน ความว่า จงการทำการประกอบ คือ จงประกอบเนือง ๆ ในโอวาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า สุสํวุตตฺโต ความว่า ผู้สำรวมโดยชอบแล้ว ด้วยกาย วาจา และจิตด้วยดี. บทว่า วิสุขนฺตเร จรํ ความว่า เที่ยวไปอยู่ในตรอกพิเศษเพื่อ ภิกขาจาร. บทว่า จนฺโท ยถา โทสินปุณฺณมาสิยา มีวาจาประกอบความว่า จงเที่ยวไปเหมือนพระจันทร์เพ็ญปราศจากโทษ ใหม่อยู่เป็นนิจในตระกูล น่าเลื่อมใส. บทว่า สทา ธุเต รโต ความว่า ยินดียิ่งในธุดงคคุณตลอดกาล ทั้งสิ้น. บทว่า ตถูปมํ จิตฺตมิทํ กโรสิ ความว่า บุรุษบางคนปรารถนา ผลไม้ ปลูกต้นไม้มีผล พอได้ผลจากต้นไม้นั้น ก็ปรารถนาจะตัดต้นไม้
หน้า 419 ข้อ 399
นั้นแต่รากฉันใด ดูก่อนจิต ท่านจงกระทำข้อนี้ให้เหมือนกับบุรุษนั้น คือให้มีส่วนเปรียบกับต้นไม้นั้นฉันนั้น. บทว่า ยํ มํ อนิจฺจมฺหิ จเล นิยุญฺชสิ ความว่า ท่านประกอบ เราใดไว้ในบรรพชา แล้วประกอบผลแห่งการบรรพชา ที่เป็นไปตลอด กาลนาน ในความไม่เที่ยงในความหวั่นไหว ในปากทางแห่งสงสาร คือให้เป็นไปด้วยอำนาจการประกอบไว้. ชื่อว่า อรูป เพราะไม่มีรูป. จริงอยู่ สัณฐานเช่นนั้น หรือประเภท แห่งสีมีสีเขียวเป็นต้น ย่อมไม่มีแก่จิต เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่าไม่มีรูป. ชื่อว่า ทูรงฺคม เที่ยวไปในที่ไกลเพราะเป็นไปในที่ไกล. แม้ถ้าว่า ชื่อว่าการไปของจิต โดยส่วนแห่งทิศมีทิศตะวันออกเป็นต้น แม้เพียงใย แมลงมุม ย่อมไม่มีแก่จิตนั้น แต่ย่อมรับอารมณ์ที่มีอยู่ในที่ไกล เพราะ- ฉะนั้น จึงชื่อว่า ทูรงฺคม เที่ยวไปในที่ไกล. ท่านเป็นผู้ ๆ เดียวเท่านั้น ชื่อว่า เอกจารี ผู้ ๆ เดียวเที่ยวไป เพราะเป็นไปด้วยอำนาจเป็นผู้ผู้เดียวเท่านั้นเที่ยวไป. โดยที่สุดจิตทั้ง ๒-๓ ดวง ชื่อว่าสามารถเพื่อจะเกิดขึ้นพร้อมกันย่อมไม่มี แต่จิตดวงเดียวเท่านั้น ย่อมเกิดขึ้นในสันดานเดียวกัน เมื่อจิตนั้นดับแล้วย่อมเกิดขึ้นดวงเดียว เท่านั้นแม้อีก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าดวงเดียวเที่ยวไป. บทว่า น เต กริสฺสํ วจนํ อิทานิหํ ความว่า แม้ถ้าเป็นไป ในอำนาจของท่านในกาลก่อนไซร้ ก็บัดนี้ เราจักไม่เป็นไปในอำนาจ แห่งจิต จำเดิมแต่กาลที่เราได้โอวาทของพระศาสดาแล้ว. หากมีคำถาม สอดเข้ามาว่า เพราะเหตุไร ? เฉลยว่า เพราะกามทั้งหลายเป็นทุกข์ มี ภัยมาก ชื่อว่ากามเหล่านี้เป็นทุกข์ทั้งในอดีต มีผลดุจหนามแม้ในอนาคต
หน้า 420 ข้อ 399
ชื่อว่ามีภัยใหญ่หลวง. เพราะติดตามด้วยภัยใหญ่ ต่างด้วยมีการติเตียนตน เป็นต้น เราจักมีใจมุ่งสู่พระนิพพานเท่านั้นเที่ยวไป เพราะฉะนั้น เราจึง มีจิตมุ่งเฉพาะพระนิพพานเท่านั้นอยู่. เมื่อจะแสดงความที่เรามีใจมุ่งสู่พระนิพพานนั้นเท่านั้น จึงกล่าวคำ มีอาทิว่า เราไม่ได้ออกบวชเพราะหมดบุญ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาหํ อลกฺขยา มีวาจาประกอบความว่า เราไม่ได้ออกจากเรือนเพราะหมดบุญ คือเพราะหมดสิริ. บทว่า อหิริกฺกตาย ความว่า เพราะไม่มีความละอาย เหมือน กระทำการเยาะเย้ยตามที่มีโทษ. บทว่า จิตฺตเหตุ ความว่า บางคราวเป็นนิครนถ์ บางคราวเป็น ปริพาชกเป็นต้น เป็นผู้เป็นไปในอำนาจแห่งจิต เหมือนบุรุษมีจิต ไม่ตั้งมั่นฉะนั้น. บทว่า ทูรกนฺตนา ความว่า เพราะได้รับเมตตาจากพระราชาเป็น ต้นแล้ว มีจิตคิดประทุษร้ายในพระราชาเป็นต้นนั้น. บทว่า อาชีวเหตุ ความว่า เพราะเหตุแห่งอาชีพ เราเป็นผู้มี อาชีวะเป็นปกติ ไม่ได้ออกบวชเพราะภัยจากอาชีวะ. ด้วยบทว่า กโต จ เต จิตฺต ปฏิสฺสโว มยา นี้ ท่านแสดงว่า ดูก่อนจิต ท่านได้กระทำการรับรองไว้กับเราแล้วมิใช่หรือว่า เราจะอยู่ ในอำนาจของท่านจำเดิมแต่กาลบวชแล้ว. บทว่า อปฺปิจฺฉตา สปฺปุริเสหิ วณฺณิตา ความว่า ชื่อว่า ความ เป็นผู้มักน้อยในปัจจัยทั้งหลายโดยประการทั้งปวง บัณฑิตทั้งหลายมี พระพุทธเจ้าเป็นต้น สรรเสริญว่า เป็นความดี อนึ่งการละความลบหลู่
หน้า 421 ข้อ 399
คือการละความลบหลู่คุณของตนเหล่าอื่น การเข้าไปสงบคือการเข้าไปสงบ ทุกข์ทั้งปวง ได้แก่การให้บรรลุพระนิพพานอันสัตบุรุษทั้งหลายสรรเสริญ แล้ว. อธิบายว่า ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นดังกล่าวมา แล้วคือ ดูก่อนจิต ท่านได้แนะนำเราไว้ในครั้งนั้นว่า สหาย ท่านพึง ปฏิบัติในคุณเหล่านั้น บัดนี้ท่านจะเดินตามข้อที่เคยประพฤติมา คือบัดนี้ ท่านจะละเราปฏิบัติความมักมากเป็นต้น ที่ตนเคยประพฤติมา, นี้อย่างไร กัน ? ท่านหมายเอาเรื่องใดจึงกล่าวว่า ท่านจะดำเนินตามข้อที่เคย ประพฤติมา. เพื่อแสดงเรื่องนั้นจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตณฺหา อวิชฺชา จ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตณฺหา ได้แก่ ตัณหาในปัจจัยทั้งหลาย. บทว่า อวิชฺชา ได้แก่ อวิชชา มีการปกปิดโทษเป็นต้นในเรื่องนั้นนั่นแล. บทว่า ปิยาปิยํ ความว่า ความที่สัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก กล่าวคือความรักในบุตรและภรรยาเป็นต้น และความที่สัตว์และสังขาร อันไม่เป็นที่รัก กล่าวคือความไม่ยินดีในเสนาสนะอันสงัด คือในกุศล- ธรรมอันยิ่ง มีความยินดีและยินร้ายในสองอย่างนั้น. บทว่า สุภานิ รูปานิ ได้แก่ รูปงามทั้งภายในและภายนอก. บทว่า สุขา เวทนา ได้แก่ สุขเวทนาอาศัยอิฏฐารมณ์เกิดขึ้น. บทว่า มนาปิยา กามคุณา ได้แก่ ส่วนแห่งกามคุณอันน่า รื่นรมย์ใจ ที่เหลือดังกล่าวแล้ว. บทว่า วนฺตา ความว่า ชื่อว่า อันเราคายแล้ว เพราะละด้วยการ ข่มไว้ ทิ้ง และสละฉันทราคะ อันอาศัยอารมณ์จากที่ไม่มีรูป.
หน้า 422 ข้อ 399
ด้วยบทว่า วนฺเต อหํ อาวมิตุํ น อุสฺสเห ท่านกล่าวว่า เราไม่ สามารถจะจับต้องกามคุณเหล่านั้นที่เราละเสียแล้วอีกด้วยอาการอย่างนี้ คือ เป็นธรรมชาติอันสละเสียแล้วนั่นแล. บทว่า สพฺพตฺถ ได้แก่ ในภพทั้งปวง ในกำเนิดทั้งปวง ในคติ ทั้งปวง และในวิญญาณฐิติทั้งปวง. บทว่า วโจ กตํ มยา ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราได้ทำตาม คำของท่านแล้ว. เมื่อจะทำอธิบาย บทว่า พหูสุ ชาติสุ น เมสิ โกปิโต ความว่า ก็เมื่อเราไม่ได้โกรธเคืองท่านในชาติเป็นอันมาก. เราเองมิได้ดูหมิ่นท่าน. อนึ่ง ความเกิดในภายในแม้เกิดในตน เมื่อท่านกระทำเราให้ ท่องเที่ยวไปในทุกข์สิ้นกาลนาน เพราะท่านเป็นผู้ไม่กตัญญู เพราะฉะนั้น เราจึงเที่ยวเร่ร่อนไปในสังสารทุกข์ตลอดกาลนาน อันหาเบื้องต้นและที่สุด รู้ไม่ได้ที่ตนบังเกิด. บัดนี้ เมื่อจะแสดงความที่กล่าวแล้วโดยสังเขปว่า ท่านกระทำให้เรา ท่องเที่ยวไปในทุกข์ ตลอดกาลนาน และโดยพิสดารด้วยประเภทแห่งการ อุบัติ และโดยประเภทแห่งคติ จึงกล่าวว่า ตวญฺเว ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชทสิ ตัดเป็น ราชา อสิ ท อักษร ทำการเชื่อมบท. มีวาจาประกอบความว่า เราเป็นแพศย์และศูทรนั้นก็ เนื่องในกาลบางคราว. เพราะเหตุแห่งท่านนั่นเอง. บทว่า เทวตฺตนํ วาปิ มีวาจาประกอบความว่า ดูก่อนจิต ท่านเท่านั้นทำให้เราเป็นเทวดา. บทว่า วาหสา แปลว่า เพราะความเป็นเหตุ.
หน้า 423 ข้อ 399
บทว่า ตเวว เหตุ ความว่า เพราะเหตุแห่งท่านนั้นเอง. บทว่า ตฺวํมูลกํ แปลว่า มีท่านเป็นนิมิต. บทว่า นนุ ทุพฺภิสฺสสิ มํ ปุนปฺปุนํ ความว่า ท่านประทุษร้าย บ่อย ๆ มิใช่หรือ ? ดูก่อนจิต เมื่อก่อนคือในอนันตชาติ ท่านเป็น มิตรเทียม คือเป็นข้าศึก ประทุษร้ายเราบ่อย ๆ ฉันใด บัดนี้ เห็นจัก ประทุษร้ายฉันนั้น อธิบายว่า เราจักไม่ให้ท่านเที่ยวไปเหมือนในกาลก่อน. บทว่า มุหุํ มุหุํ จารณิกํ ทสฺสยํ ความว่า ใจดังจะให้เรา เที่ยวไปเนือง ๆ ลวงบุรุษให้เที่ยวไป ให้ภพนั้น ๆ บ่อย ๆ เหมือน ควบคุมการเที่ยวไปให้สำเร็จ. บทว่า อุมฺมตฺตเกเนว มยา ปโลภสิ ความว่า ท่านเล่นกับเรา เหมือนกับคนบ้า แสดงอารมณ์อันเป็นที่ตั้งแห่งความประเล้าประโลมนั้น แล้วจึงประเล้าประโลม. บทว่า กิญฺจาปิ เต จิตฺต วิราธิตํ มยา อธิบายว่า ดูก่อนจิต ผู้เจริญ อะไรที่เราทำความผิดพลาดให้แก่ท่าน ท่านจงบอกเรื่องนั้น. บทว่า อิทํ ปุเร จิตฺตํ ความว่า ธรรมดาว่าจิตนี้ เมื่อก่อนแต่นี้ ย่อมปรารถนาด้วยอาการอย่างใด มีความยินดีเป็นต้นในอารมณ์มีรูป เป็นต้น และความใคร่ของจิตนั้น ย่อมเกิดในอารมณ์ใด และความใคร่ เมื่อเที่ยวไปโดยประการที่ความสุขย่อมมีแก่จิตผู้เที่ยวไปตามอำนาจตามความ ปรารถนา ก็เที่ยวจาริกไปตามความสุขตลอดกาลนาน วันนี้เราจักข่มจิต นั้น ด้วยโยนิโสมนสิการ เหมือนควาญช้างผู้ฉลาด กล่าวคือนาย หัตถาจารย์ใช้ขอข่มช้างตัวซับมันผู้แตกปลอกฉะนั้น คือเราจะไม่ให้มัน ก้าวไปได้.
หน้า 424 ข้อ 399
บทว่า สตฺถา จ เม โลกมิมํ อธิฏฺหิ ความว่า พระศาสดา สัมพุทธเจ้าของเรา ทรงอธิษฐานด้วยพระญาณถึงขันธโลกโดยไม่มีส่วน เหลือฉะนี้, อธิษฐานกระไร ? อธิษฐานโดยความไม่เที่ยง เพราะอรรถ ว่ามีแล้วกลับไม่มี โดยความไม่ยั่งยืน เพราะไม่มีความยั่งยืน คือถาวรแม้ อย่างใด โดยความไม่มีสาระ เพราะไม่มีสุขเป็นสาระเป็นต้น. บทว่า ปกฺขนฺท มํ จิตฺต ชินสฺส สาสเน ความว่า ดูก่อนจิต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงยังเราให้แล่นไป คือให้เข้าไปในศาสนาของ พระชินะผู้มีพระภาคเจ้าเพื่อปฏิบัติตามความเป็นจริง. บาลีว่า ปกฺขนฺทิมํ ดังนี้ก็มี ท่านจงแล่นไปสู่โลกในศาสนาของพระชินะเจ้าด้วยญาณ จงให้ ข้ามตามความเป็นจริงและแม้แล่นไป คือเมื่อให้แล่นไปให้เป็นไปด้วย มรรคอันสัมปยุตด้วยวิปัสสนาญาณ จงให้เราข้ามจากโอฆะใหญ่คือสงสาร ที่ข้ามได้แสนยาก. บทว่า น เต อิทํ จิตฺต ยถา ปุราณกํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เรือนคืออัตภาพนี้ ย่อมไม่มีแก่ท่าน เหมือนมีในกาลก่อน เพราะเหตุไร ? เพราะเราจักไม่เป็นไปในอำนาจของท่านต่อไป อธิบายว่า บัดนี้เราไม่ควร เพื่อจะเป็นไปในอำนาจของท่าน เพราะเหตุที่เราออกบวชในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ และจำเดิมแต่กาลที่เราบวช แล้ว ชื่อว่า สมณะทั้งหลายผู้เช่นกับเราย่อมไม่มี เป็นผู้ทรงไว้ซึ่ง ความพินาศ เป็นสมณะโดยส่วนเดียวเท่านั้น. บทว่า นคา ได้แก่ ภูเขาทั้งปวง มีภูเขาสิเนรุและภูเขาหิมวันต์ เป็นต้น. บทว่า สมุทฺทา ได้แก่ สมุทรทั้งปวง มีสมุทรที่ตั้งในทิศตะวันออก เป็นต้น และสมุทรเย็นเป็นต้น.
หน้า 425 ข้อ 399
บทว่า สริตา ได้แก่ แม่น้ำทั้งปวงมีแม่น้ำคงคาเป็นต้น. บทว่า วสุนฺธรา แปลว่า แผ่นดิน. บทว่า ทิสา จตสฺโส ได้แก่ ทิศทั้ง ๔ อันต่างด้วยทิศตะวันออก เป็นต้น. บทว่า วิทิสา ได้แก่ ทิศน้อยทั้ง ๔ มีทิศที่อยู่ระหว่างทิศตะวันออก และทิศทักษิณเป็นต้น บทว่า อโธ ความว่า ภายใต้จนถึงกองลมที่รองรับน้ำ. บทว่า ทิวา ได้แก่ เทวโลก. ก็ด้วย ทิวา ศัพท์ ในบทว่า ทิวา นี้ ท่านกล่าวหมายเอาสัตว์และสังขารที่อยู่ในที่นั้น. บทว่า สพฺเพ อนิจฺจา ติภวา อุปทฺทุตา อธิบายว่า ภพทั้ง ๓ มีกามภพเป็นต้นทั้งหมดเป็นของไม่เที่ยง ถูกทุกข์มีชาติทุกข์เป็นต้น และ กิเลสมีราคะเป็นต้น ทำให้วุ่นวายและเบียดเบียน, ชื่อว่า สถานที่อัน ปลอดภัยอะไร ๆ ในที่นี้ย่อมไม่มี ดูก่อนจิต เพราะไม่มีความปลอดภัยนั้น ท่านไปในที่ไหนจักรื่นรมย์เป็นสุข เพราะฉะนั้น ท่านจงแสวงหาที่สลัด ออกจากชาติทุกข์เป็นต้นนั้นในที่นี้. บทว่า ธิติปฺปรํ ความว่า ดูก่อนจิต เบื้องหน้าแต่จิตของเราตั้งมั่น แล้ว ท่านจักทำอะไรแก่เราผู้ตั้งอยู่ในความมั่นคง ท่านไม่สามารถจักทำ ให้เราหวั่นไหวแม้น้อยหนึ่ง จากอารมณ์อันเป็นทุกข์นั้นได้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนจิต เราไม่ควรเพื่อจะเป็นไปใน อำนาจของท่าน. บัดนี้เมื่อจะแสดงความนั้นให้ปรากฏชัด ท่านจึงกล่าวว่า บุคคลไม่ควรถูกต้องไถ้สองปาก คือร่างกายอันเต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีช่อง ๙ แห่งเป็นที่ไหลออก น่าติเตียน.
หน้า 426 ข้อ 399
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภสฺตํ ได้แก่ ถุงหนัง. บทว่า อุภโตมุขํ ได้แก่ ปากสองข้างแห่งไถ้. บทว่า น ชาตุ ฉุเป ความว่า บุคคลไม่พึงถูกต้องแม้ด้วยเท้า โดยส่วนเดียว. อนึ่ง บทว่า ธิรตฺถุ ปุรํ นวโสตสนฺทนึ ความว่า ซึ่งร่าง กายอันเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ เป็นที่ไหลออกแห่งของอัน ไม่สะอาด จากช่องคือจากปากแผลทั้ง ๙ น่าติเตียนเวจกุฏินั้น คือน่า ครหาเวจกุฏินั้น. ครั้นโอวาทจิตด้วยอำนาจข่มด้วยคาถา ๒๘ คาถาอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะให้ร่าเริง ด้วยการบอกสถานที่อันวิเวกเป็นต้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า วราหเอเณยฺยวิหาฬฺหเสวิเต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วราหเอเณยฺยวิคาฬฺหเสวิเต อันหมู่ และเนื้อทรายหยั่งลงเสพแล้ว. บทว่า ปพฺภารกุฏฺเฏ ได้แก่ ที่เงื้อมเขาและบนยอดเขา. บทว่า ปกเตว สุนฺทเร ความว่า อันสวยงามตามธรรมชาติ พึง ได้รื่นรมย์ใจไม่อิ่ม, อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า ปกติ วสุนฺธเร ในแผ่นดิน ตามธรรมชาติ, อธิบายว่า ในภูมิประเทศตามปกติ. บทว่า นวมฺพุนา ปาวุสสิตฺตกานเน ความว่า ในป่าที่ฝนตก ใหม่ ๆ. บทว่า ตหึ คุหาเคหคโต รมิสฺสสิ ความว่า ท่านเข้าไปสู่เรือน คือถ้ำ ณ เชิงบรรพตนั้น จักรื่นรมย์ใจอย่างยิ่งด้วยความยินดีในภาวนา. บทว่า เต ตํ รเมสฺสนฺติ ความว่า สัตว์เหล่านั้นมีนกยูงเป็นต้น ให้เกิดความสำคัญในป่า จักรื่นรมย์ป่านั้น.
หน้า 427 ข้อ 399
บทว่า วุฏฺมฺหิ ความว่า เมื่อฝนตกใหม่ ๆ. บทว่า จตุรงฺคุเล ติเณ ความว่า เมื่อฝนตกและหญ้างอกงาม ยาว ประมาณ ๔ นิ้ว เช่นกับผ้ากัมพลมีสีแดงจัดในที่นั้น ๆ. บทว่า สํปุปฺผิเต เมฆนิภมฺหิ กานเน ความว่า หมู่ไม้คล้ายกับ เมฆฝนบานสะพรั่งทีเดียว. บทว่า นคนฺตเร ได้แก่ ในระหว่างภูเขา. บทว่า วิฏปิสโม สยิสฺสํ ความว่า เป็นผู้เช่นกับต้นไม้ไม่มีอะไร ปกคลุมนอนอยู่. บทว่า ตํ เม มุทู เทหิติ ตูลสนฺนิภํ ความว่า เครื่องลาดหญ้า นั้นอ่อนนุ่ม มีสัมผัสสบาย งดงามเหมือนปุยนุ่น จักเป็นที่นอนของเรา. บทว่า ตถา ตุ กสฺสามิ ยถาปิ อิสฺสโร ความว่า บุรุษผู้เป็นใหญ่ บางคน ให้ทาสเป็นต้นผู้ทำตามคำของตน ให้เป็นไปในอำนาจฉันใด ดูก่อนจิต แม้เราก็ฉันนั้น จักกระทำจิตนั้นให้เหมือนอย่างนั้น จะให้อยู่ ในอำนาจของเราเท่านั้น. อย่างไร ? คือสิ่งใดที่เราได้ แม้สิ่งนั้นจงควร แก่เรา อธิบายว่า ในปัจจัย ๔ เราได้สิ่งใดสิ่งหนึ่ง ถึงสิ่งนั้นก็จงควร คือจงสำเร็จแก่เรา. ด้วยคำนั้นท่านจึงแสดงว่า สัตว์บางพวกในโลกนี้ ย่อมเป็นไปในอำนาจแห่งจิต เพราะเหตุ ให้เกิดตัณหา แต่เราเว้นการเกิดตัณหาให้ห่างไกล ทำจิตให้เหมือนทาส ให้เป็นไปในอำนาจแห่งตน. บทว่า น ตาหํ กสฺสามิ ยถา อตนฺทิโต พิฬารภสฺตํว ยถา สุมทฺทิตํ ความว่า ดูก่อนจิต ความเกียจคร้านย่อมจับต้องจิตอีก เพราะเหตุเว้นการ เกิดตัณหา ใคร ๆ แม้อื่นผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อมทำจิตของตนให้ควรแก่การ
หน้า 428 ข้อ 399
งาน คือให้เหมาะแก่การงานด้วยภาวนา โดยการประกอบสัมมัปธาน ฉันใด ดูก่อนจิต แม้เราก็ฉันนั้น กระทำจิตนั้นให้ควรแก่การงาน คือ ให้เหมาะแก่การงาน ได้แก่ให้เป็นไปในอำนาจแห่งตน. เปรียบเหมือน อะไร ? เหมือนบุคคลเลื่อนถุงใส่แนวฉะนั้น. ศัพท์ว่า น เป็นเพียงนิบาต. ถุงใส่แมวที่บุคคลเลื่อนดีแล้ว ย่อมควรแก่การงาน คือแก่การงานและ เป็นอันคุ้มครองได้โดยสะดวกฉันใด เราจักกระทำจิตให้เป็นฉันนั้น. บทว่า วิริเยน ตํ มยฺห วสฺสานยิสฺสํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ เราจักยังกำลังแห่งภาวนาให้เกิดด้วยความเพียรของตน แล้วจักนำเธอมาสู่ อำนาจของเราด้วยความเพียรนั้น. บทว่า คชว มตฺตํ กุสลงฺกุสคฺคโห ความว่า เหมือนนายหัต- ถาจารย์ผู้ฉลาดเฉียบแหลม นำช้างตัวซับมันมาสู่อำนาจของตน ด้วยกำลัง แห่งการศึกษาของตน อธิบายว่าเหมือนกันนั่นเเหละ. ศัพท์ว่า หิ ในบทว่า ตยา สุทนฺเตน อวฏฺิเตน หิ เป็นเพียง นิบาต ความว่า ดูก่อนจิต ท่านผู้ฝึกด้วยดีด้วยสมถะและวิปัสสนาภาวนา ชื่อว่าตั้งมั่นแล้ว เพราะดำเนินตามวิปัสสนาวิถี โดยชอบแท้เพราะเหตุ นั้นแล. บทว่า หเยน โยคฺคาจริโยว อุชฺชุนา ความว่า นายอัสสาจารย์ ผู้ประกอบด้วยวิชาฝึกม้าที่ให้ตรงไม่โกง เพราะตนฝึกดีแล้วสามารถเพื่อ ดำเนินไปจากที่ไม่ปลอดภัยสู่ที่อันปลอดภัยฉันใด เราก็สามารถเพื่อดำเนิน ไปสู่ที่ปลอดภัยฉันนั้น อธิบายว่า ชื่อว่าที่ปลอดภัย เพราะไม่มีกิเลสอัน กระทำความไม่ปลอดภัย. บทว่า จิตฺตานุรกฺขีหิ ความว่า เราอาจ คือสามารถเพื่อดำเนิน ตาม คือเพื่อบรรลุอริยมรรค อันบัณฑิตทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น
หน้า 429 ข้อ 399
เสพแล้วตลอดกาลทั้งสิ้น ด้วยศีลเป็นเครื่องตามรักษาจิตของตน. บทว่า อารมฺมเณ ตํ พลสา นิพนฺธิสํ นาคํว ถมฺภมฺหิ ทฬฺหาย รชฺชุยา ความว่า ดูก่อนจิต เราจะผูกจิตไว้ในอารมณ์กรรมฐาน ด้วยกำลังภาวนา เหมือนนายหัตถาจารย์มัดช้างใหญ่ไว้ที่เสาตะลุง ด้วย เชือกอันมั่นคงฉะนั้น. บทว่า ตํ เม สุคุตฺตํ สติยา สุภาวิตํ ความว่า ดูก่อนจิต ท่าน นั้นเป็นผู้อันสติของเราคุ้มครองดีแล้ว และอบรมดีแล้ว. บทว่า อนิสฺสิตํ สพฺพภเวสุ เหหิสิ ความว่า ท่านจักเป็นผู้อัน ความประพฤติที่นอนเนื่องในสันดานมีตัณหาเป็นต้น ในภพทั้งหมดมี กามภพเป็นต้นไม่อาศัยแล้ว ด้วยกำลังอริยมรรคภาวนา. บทว่า ปญฺาย เฉตฺวา วิปถามุสารินํ ความว่า ท่านจงตัด ทางดำเนินที่ผิด คือที่เกิดแห่งอายตนะ คือจงตัดทางเป็นที่ไหลออกแห่ง กิเลส คือทางดิ้นรนแห่งกิเลส อันเป็นเหตุให้เดินทางผิดตามความเป็นจริง แล้วทำการป้องกันด้วยอำนาจตัดกระแสตัณหา ด้วยปัญญาเครื่องพิจารณา อันเป็นที่เข้าไปอาศัยอินทรียสังวร. บทว่า โยเคน นิคฺคยฺห ความว่า ข่มใจแล้วด้วยการทำลายด้วย ความสามารถคือด้วยความเพียรกล่าวคือวิปัสสนาภาวนา. บทว่า ปเถ นิเวสิยา ความว่า ส่งใจคือให้ตั้งอยู่ในวิปัสสนาวิถี อนึ่ง ในกาลใด วิปัสสนาอันตนพยายามให้เกิดขึ้น ย่อมสืบต่อด้วยมรรค เมื่อนั้นท่านจัก เห็นความเสื่อมและความเจริญ แห่งความเกิดขึ้นแห่งอายตนะ โดยความ ไม่หลงโดยประการทั้งปวง ด้วยการแสดงไขว่า สิ่งใดสิ่งหนึ่ง มีความ เกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดย่อมมีความดับไปเป็นธรรมดา จักเป็น
หน้า 430 ข้อ 399
ทายาทคือเป็นโอรสของผู้มีวาทะอันเลิศในโลกพร้อมด้วยเทวโลก คือพระ- สัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า จตุพฺพิปลฺลาสวสํ อธิฏฺิตํ ความว่า ได้นำเราให้ตั้งมั่น คือให้เป็นไปตามอำนาจของความเข้าใจผิด ๔ ประการนี้ คือในสิ่งที่ไม่ เที่ยงว่าเที่ยง ในสิ่งที่ไม่งามว่างาม ในสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข ในสิ่งที่มิ ใช่ตนว่าเป็นตน ดังนี้. บทว่า คามณฺฑลํว ปริเนสิ จิตตฺ มํ ความว่า ดูก่อนจิตผู้เจริญ ท่านฉุดคร่าเราไปเหมือมเด็กชาวบ้าน คือฉุดคร่าให้หมุนไปจากที่โน้นและ ที่นี้. บทว่า นนุ สํโยชนพนฺธนจฺฉิทํ ความว่า ท่านคบหาพระมหา- มุนี คือพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประกอบด้วยกรุณา ผู้ตัดเครื่องผูก ๑๐ อย่าง กล่าวคือสังโยชน์แน่ ย่อมสรรเสริญพระศาสดาด้วยการประกอบ ด้วยความสรรเสริญว่า ท่านเว้นผู้มีอานุภาพมากเห็นปานนี้ แต่แสวงหา ท่านผู้มีตบะเห็นตามความชอบใจ. บทว่า มิโค ยถา ความว่า เหมือนมฤคชาติพอใจมีอำนาจเอง ย่อมยินดีด้วยความใคร่ ในที่ไม่อากูล อันวิจิตรตระการด้วยดี ด้วยต้นไม้ กอไม้และเถาวัลย์เป็นต้น. บทว่า รมฺมํ คิรึ ปาวุสอพฺภมาลินึ ความว่า เราได้ภูเขาอันน่า รื่นรมย์ใจ เพราะสงัดจากหมู่ชนและเป็นที่รื่นรมย์ใจ ชื่อว่ามีพวงมาลัยดุจ กลุ่มเมฆ เพราะประกอบด้วยดอกไม้ทั้งบนบกและในน้ำ โคตรอบในฤดู ฝนอย่างนี้ จักยินดีภูเขานั้น ดูก่อนจิต ท่านจักเสื่อมโดยส่วนเดียว อธิบายว่า จักตั้งอยู่ด้วยความวอดวายในสงสาร.
หน้า 431 ข้อ 399
ด้วยบทว่า เย ตุยฺห ฉนฺเทน วเสน วตฺติโน ท่านกล่าวหมาย เอาปุถุชนทั้งปวง โดยความเป็นผู้เสมอกับจิต. คำนั้นมีอธิบายดังต่อไปนี้ ดูก่อนจิตผู้เจริญ นระและนารีทั้งหลาย ตั้งอยู่ด้วยความพอใจ คือด้วยอำนาจความชอบใจของท่าน ย่อมเสวย จักประสบความสุขอันอาศัยเรือนใด คนเหล่านั้น เป็นคนโง่ อันธพาล เป็นไปในอำนาจแห่งมาร คือมีปกติเป็นไปในอำนาจแห่งกิเลสมารเป็นต้น เพลิดเพลินในภพเพราะเพลิดเพลินในกามภพเท่านั้น สาวกของท่าน กระทำตามคำพร่ำสอน ส่วนพวกเราเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราไม่เป็นไปในอำนาจของท่าน. เมื่อก่อนพระเถระจำแนกโยนิโสมนสิการ อันเป็นไปด้วยอำนาจการ ข่มจิตโดยประการต่าง ๆ แสดงธรรมด้วยอำนาจให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย ผู้ตั้งอยู่ในที่ใกล้. ก็ในที่นี้คำใดที่ท่านไม่ได้จำแนกไว้โดยอรรถใน ระหว่าง ๆ คำนั้นมีอรรถง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังแล. จบอรรถกถาตาลปุฏเถรคาถาที่ ๑ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา ปัญญาสนิบาต
หน้า 432 ข้อ 400
เถรคาถา สัฏฐิกนิบาต ๑. มหาโมคคัลลานเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระมหาโมคคัลลานเถระ [๔๐๐] พระโมคคัลลานเถระ ได้ภาษิตคาถา ๔ คาถาเบื้องต้น ความว่า ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร ยินดีเฉพาะอาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การ แสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดีในภายใน พึงทำลายเสนา แห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุผู้ถือการอยู่ในป่าเป็น วัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดีเฉพาะอาหาร ที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การเสาะแสวงหา ฟังกำจัด เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนช้างกุญชรทำลาย เรือนไม้อ้อฉะนั้น ภิกษุผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารในบาตร อันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดี พึงทำลาย เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุทั้งหลายผู้ถือการ อยู่โคนไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดี เฉพาะอาหารในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา พึงกำจัด เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนช้างกุญชรทำลาย เรือนไม้อ้อฉะนั้น. อีก ๔ คาถาต่อไป ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตไว้ ด้วย อำนาจสอนหญิงแพศยาซึ่งมาเล้าโลมท่านว่า
หน้า 433 ข้อ 400
เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครง กระดูกอันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไป ด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียด ที่คนทั่ว ๆ ไปเข้าใจว่าเป็นของผู้อื่นและเป็นของตน ในร่างกายของ เธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังหุ้มห่อปกปิดไว้ เหมือนนางปีศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออก เนื่องนิตย์ ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาด หลีก เลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกลฉะนั้น หากว่าคนพึงรู้จักสรีระ ของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีกเธอไป เสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถ ในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกลฉะนั้น. เมื่อหญิงแพศยาคนนั้นได้ฟังดังนี้แล้ว ก็เกิดความสลดใจ จึงตอบ พระเถระเป็นคาถา ความว่า ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรเป็น จริงอย่างนั้น แต่คนบางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกายอันนี้ เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตมฉะนั้น. พระมหาโมคคัลลานเถระเมื่อจะชี้แจงให้นางรู้ว่า การประพฤติตาม ใจชอบเช่นนี้ไม่มีประโยชน์ มีแต่นำโทษมาให้โดยถ่ายเดียว จึงกล่าว เป็นคาถา ๒ คาถา ความว่า ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อม อย่างอื่น การกระทำของผู้นั้นก็ลำบากเปล่า ๆ จิตของเรา
หน้า 434 ข้อ 400
นี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน เพราะ- ฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิตอันลามก ของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟ ย่อมถึงความพินาศฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นตั้งไว้ มีแผลทั่ว ๆ ไป อันบุญกรรม กระทำให้วิจิตร กระสับกระส่าย พวกคนพาลพากันดำริ โดยมาก ไม่มีความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด. พระมหาโมคคัลลานะ ปรารภการนิพพานของพระสารีบุตรเถระเป็น เหตุ จึงกล่าวคาถาขึ้น ๔ คาถา ความว่า เมื่อท่านพระสารีบุตรเถระ ผู้เพียบพร้อมไปด้วย อุฏฐานะเป็นอันมาก มีศีลสังวรเป็นต้น นิพพานไปแล้ว ก็เกิดเหตุน่าสะพึงกลัว ขนพองสยองเกล้า สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไป เป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น สงบระงับเป็นสุข ชนเหล่าใดพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดย ความเป็นของแปรปรวน และโดยไม่ใช่ตัวตน ชนเหล่า นั้นชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือนนายขมังธนู ยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น อนึ่ง ชนผู้มีความ เพียรเหล่าใด พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลาย โดยความ เป็นของแปรปรวนและโดยไม่ใช่ตัวตน ชนผู้มีความเพียร เหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือน นายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น.
หน้า 435 ข้อ 400
พระมหาโมคคัลลานะปรารภพระติสสเถระ จึงกล่าวเป็นคาถาหนึ่ง คาถา ความว่า ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกา- มารมณ์เสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และ เหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น ภิกษุ มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคล รีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับไฟ ซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าซึ่งได้ทรงอบรมพระองค์มาแล้ว ผู้ทรงไว้ซึ่งพระ- สรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำปราสาทของ นางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหว ด้วยปลายนิ้วเท้า บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ด้วย กำลังความเพียรอันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความ เพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็นบุรุษผู้สูงสุด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกายอันมีในที่สุด สายฟ้าทั้งหลาย ฟาดลงไปตามซ่องภูเขาเวภารบรรพต และภูเขาบัณฑวบรรพต ส่วนอาตมาเป็นบุตรของพระ- พุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้าไปสู่ช่องภูเขา เจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ ยินดีแต่ในธรรม อันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้
หน้า 436 ข้อ 400
อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดากราบไหว้ ดูก่อน พราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปะผู้สงบระงับ ผู้ยินดีแต่ ในธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็น ทายาทแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด อนึ่ง ในหมู่ มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็นกษัตริย์หรือเป็นพราหมณ์ สิบวงศ์ ตระกูลมาเป็นลำดับ ๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วย ไตรเพท ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่ง เวท ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อย ๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ อันจำแนกออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ไหว้พระกัสสปะนี้เพียง ครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลาเช้าเข้าวิโมกข์ ๘ โดยอนุโลม และปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้นแล้วเที่ยวไปบิณฑบาต ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้ ทำลายตนเสียเลย ท่านจงยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ ผู้คงที่เถิด จงรีบประนมอัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่าน อย่าแตกไปเสียเลย พระโปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อไว้แล้ว เดินไปสู่ทางผิดซึ่ง เป็นทางคดไม่ควรเดิน พระโปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภและสักการะดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึง เป็นผู้ไม่มีแก่สาร อนึ่ง เชิญท่านมาดูท่านพระสารีบุตร ผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณที่น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลส ด้วยสมาธิและปัญญา มีจิตตั้งมั่นในภายใน เป็นผู้ปราศ- จากลูกศร สิ้นสังโยชน์บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้
หน้า 437 ข้อ 400
เป็นพระทักขิเณยยบุคคล ผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของ มนุษย์ทั้งหลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรื่อง ยศศักดิ์นับจำนวนหมื่น พร้อมด้วยพรหมชั้นพรหมปุโรหิต ได้พากันมาประนมอัญชลีนมัสการพระโมคคัลลานเถระ โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบ น้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อม แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้งหลาย สิ้นไป เป็นทักขิเณยยบุคคล พระโมคคัลลานเถระ เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิดโดยอริย- ชาติครอบงำความตายแล้ว ไม่ติดอยู่ในสังขาร เหมือน ดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น พระโมคคัลลานเถระรู้แจ้ง โลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียวเสมอด้วยท้าวมหาพรหม เป็น ผู้ชำนาญในคุณ คืออิทธิฤทธิ์ ในจุติและอุปบัติของสัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาลอันสมควร ภิกษุใดทรง คุณธรรมชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือ พระสารีบุตร เป็นผู้สูงสุดอย่างยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดใน วิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นผู้ถึงความชำนาญในฤทธิ์ พึง เนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่า โมคคัลลานะโดยโคตร เป็นผู้ชำนาญในสมาธิและวิชชา ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็นปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้อันตัณหาไม่อาศัย มีอินทรีย์มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำ คือกิเลสทั้งสิ้นเสียเด็ดขาด เหมือนกุญชรชาติตัดปลอก
หน้า 438 ข้อ 400
ที่ทำด้วยเถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไปฉะนั้น เราคุ้นเคย กับพระศาสดา ฯ ล ฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้ แล้ว เราบรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรผู้ออกบวชเป็นบรรพ- ชิตต้องการนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ แล้ว หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือเป็นนรก ที่มีขอเหล็กตั้งร้อย และเป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะ ตนทุกแห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวก นามว่าวิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า กกุสันธะ หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน ภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมานทั้ง- หลายลอยอยู่ท่ามกลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสี เหมือนแก้วไพฑูรย์ เป็นวิมานงดงาม มีรัศมีพลุ่งออก เหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มีหมู่นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตก ต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระ- พุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมาร ผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้อง ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุรูปใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมากก็เห็นอยู่ ได้ทำปราสาท
หน้า 439 ข้อ 400
ของนางวิสาขามิคารมารดา ให้หวั่นไหวได้ ด้วยปลาย นิ้วเท่า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและ ผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่าน เบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่ แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง ทำเวชยันตปราสาท ให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และยังเทพเจ้าให้สลดใจ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุ นั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถาม ท้าวสักกเทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรง ทราบวิมุตติอันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร ท้าวสักกเทวราชถูกถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนว เทศนาที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น ภิกษุใด เป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้อง ประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหาพรหมว่า ดูก่อนอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิดอยู่เหมือน เมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่บนพรหมโลกเท่านั้น ที่ ดาวดึงส์พิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมีความเห็นผิดอยู่ เหมือนก่อน คือท่านยังเห็นอยู่ว่าบนพรหมโลกมีแสงสว่าง
หน้า 440 ข้อ 400
พวยพุ่งออกได้เองหรือ ครั้นท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหา แล้ว พยากรณ์ตามความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่ พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน คือไม่ได้เห็นว่า บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่งออกไปได้ เอง ทุกวันนี้ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับ มีความเห็นว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็น แน่แท้ ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีป และปุพพวิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีป และชาวอุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็น สาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะ ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะไหม้ คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้ ไหม้ตนเองฉันใด ดูก่อนมาร ท่านประทุษร้ายพระตถาคต นั้นแล้ว ก็จักเผาตนเองเหมือนกับคนพาลถูกไฟไหม้ ฉันนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมารคอยแต่ประ- ทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบแต่สิ่งซึ่งมิใช่บุญ หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่เรา แน่ะมารผู้มุ่งแต่
หน้า 441 ข้อ 400
ความตาย เพราะท่านได้ทำบาปมาโดยส่วนเดียว จะต้อง เข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระ- พุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลายผู้สาวกของพระพุทธเจ้าอีก ต่อไปเลย พระมหาโมคคัลลานเถระได้คุกคามมารที่ป่า เภสกฬาวัน ดังนี้แล้ว ลำดับนั้น มารนั้นเสียใจจึงได้ หายไป ณ ที่นั้นนั่นเอง. ได้ทราบว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระได้ภาษิตคาถาทั้งหมด ด้วยประการฉะนี้แล. ในสัฏฐิกนิบาตปรากฏว่า พระมหาโมคคัลลานเถระ ผู้มีฤทธิ์มากองค์เดียวเท่านั้น ได้ภาษิตคาถาเหล่านั้นไว้ ๖๐ คาถา. จบสัฏฐิกนิบาต อรรถกถา สัฏฐินิบาต๑ อรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถาที่ ๑ ในสัฏฐิกนิบาต คาถาของท่านพระมหาโมคคัลถามเถระ มีคำ เริ่มต้นว่า อารญฺิกา ปิณฺฑปาติกา ดังนี้ เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? เรื่องท่านพระมหาโมคคัลลานเถระนั้น ท่านได้กล่าวไว้แล้ว ใน เรื่องแห่งพระธรรมเสนาบดีนั่นแล. จริงอยู่ ในวันที่ ๗ แต่วันที่บวชแล้ว พระเถระเข้าไปอาศัย กัลลวาลคาม ในมคธรัฐ กระทำสมณธรรม เมื่อถีนมิทธะครอบงำ ถูก ๑. บาลีเป็น สัฏฐิกนิบาต.
หน้า 442 ข้อ 400
พระศาสดาทรงให้สลดด้วยคำมีอาทิว่าโมคคัลลานะ โมคคัลลานะ พราหมณ์ ท่านอย่าประมาทความเป็นผู้นิ่งอันประเสริฐ ดังนี้แล้ว บรรเทาถีนมิทธะ ฟังธาตุกรรมฐานที่พระศาสดาตรัสนั่นแล เจริญวิปัสสนา เข้าถึงมรรค เบื้องบน ๓ ตามลำดับ บรรลุสาวกบารมีญาณในขณะพระอรหัตผล. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า อโนมทัสสี เป็นผู้ ประเสริฐสุดในโลก เป็นนระผู้องอาจ อันเทวดาและ ภิกษุสงฆ์แวดล้อมประทับอยู่ ณ ประเทศหิมวันต์ เวลานั้น เราเป็นนาคราชมีนามชื่อว่าวรุณ แปลงรูปอันน่าใคร่ได้ ต่าง ๆ อาศัยอยู่ในทะเลใหญ่ เราละหมู่นาคซึ่งเป็น บริวารทั้งสิ้น มาตั้งวงดนตรีในกาลนั้น หมู่นาคแวดล้อม พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประโคมอยู่ เมื่อดนตรีของมนุษย์ และนาคประโคมอยู่ ดนตรีของเทวดาก็ประโคม พระ- พุทธเจ้าทรงสดับเสียง ๒ ฝ่ายแล้ว ทรงตื่นบรรทม เรา นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ทูลเชิญให้เสด็จเข้าไปยังภพของ เรา เราปูลาดอาสนะแล้วกราบทูลเวลาเสวยพระกระยา- หาร พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นายกของโลก อันพระขีณาสพ พันหนึ่งแวดล้อมแล้ว ทรงยังทิศทุกทิศให้สว่างไสว เสด็จมายังภพของเราเวลานั้น เรายังพระมหาวีรเจ้า ผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ซึ่งเสด็จเข้า มา (พร้อม) กับภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและน้ำ ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔.
หน้า 443 ข้อ 400
พระมหาวีรเจ้า ผู้เป็นสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุโมทนาแล้ว ประทับนั่งในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้บูชาสงฆ์และได้บูชาพระพุทธเจ้าผู้นายกของ โลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้นจักไปสู่เทวโลก จัก เสวยเทวรัชสมบัติสิ้น ๓๓ ครั้ง จักเสวยราชสมบัติแผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับไม่ถ้วนจักบังเกิดแก่ผู้นั้นขณะนั้น. ในกัปนับไม่ถ้วนแต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่า โค- ตมะ โดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึง ความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรพราหมณ์มีนามชื่อว่า โกลิตะ ภายหลังอันกุศลมูลตักเตือนแล้ว เขาจักออกบวช จักได้ เป็นพระสาวกองค์ที่สอง ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ว่า โคดม จักปรารภความเพียรมอบกายถวายชีวิต ถึง ที่สุดแห่งฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มี อาสวะจักปรินิพพาน. เพราะอาศัยมิตรผู้ลามก ตกอยู่ในอำนาจกามราคะ มีใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ฆ่ามารดาและแม้บิดาได้ เราได้เข้าถึงภูมิใด ๆ จะเป็นนิรยภูมิ หรือมนุสสภูมิ ก็ตาม อันพรั่งพร้อมด้วยกรรมอันลามก เราก็ต้องศีรษะ แตกตายในภูมินั้น ๆ นี้เป็นกรรมครั้งสุดท้ายของเรา ภพที่สุดย่อมเป็นไป แม้ในภพนี้กรรมเช่นนี้จักมีแก่เรา ในเวลาใกล้จะตาย
หน้า 444 ข้อ 400
เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา กำหนด รู้อาสวะทั้งหลาย เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ แม้แผ่นดินอันลึกซึ้ง หนาอันอะไรขจัดได้ยาก เราผู้ถึงที่สุดแห่งฤทธิ์พึงให้ไหว ได้ด้วยนิ้วแม่มือซ้าย เราไม่เห็นอัสมิมานะ มานะของเรา ไม่มี (เราไม่มีมานะ) เรากระทำความยำเกรงอย่างหนัก แม้ที่สุดในสามเณร ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เรา สั่งสมกรรมใดไว้ เราบรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้ บรรลุถึงธรรมเครื่องสิ้นอาสวะแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราทำให้แจ้งแล้ว พระพุทธศาสนาเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่แห่งพระ- อริยะ ในเชตวันมหาวิหาร เมื่อจะทรงตั้งสาวกทั้งหลายของพระองค์ใน เอคทัคคะด้วยคุณนั้น ๆ จึงทรงตั้งท่านไว้ในเอตทัคคะด้วยความเป็นผู้มี ฤทธิ์ว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้มีฤทธิ์ โมคคัลลานะ เป็นเลิศ เพราะเหตุนั้น พระมหาเถระผู้ถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ ที่ พระศาสดาทรงตั้งไว้ในเอตทัคคะอย่างนี้ อาศัยนิมิตนั้น ๆ จึงได้กล่าว คาถาในที่นั้น ๆ ซึ่งพระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ได้ยกขึ้นสู่สังคายนา รวมกันในสังคีติกาล โดยลำดับนี้ว่า ภิกษุผู้ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาต เป็นวัตร ยินดีเฉพาะอาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่ การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดีในภายใน พึงทำลาย เสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุผู้ถือการอยู่ในป่า
หน้า 445 ข้อ 400
เป็นวัตร ถือการเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ยินดีเฉพาะ อาหารที่มีอยู่ในบาตรอันเนื่องแต่การเสาะแสวงหา พึง กำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนกุญชรทำ ลายเรือนไม้อ้อฉะนั้น. ภิกษุผู้ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็น วัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารใน บาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา มีจิตใจมั่นคงด้วยดี พึง ทำลายเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ ภิกษุทั้งหลาย ผู้ถือการอยู่โคนไม้เป็นวัตร มีความพากเพียรเป็นนิตย์ ยินดีเฉพาะอาหารในบาตรอันเนื่องแต่การแสวงหา พึง กำจัดเสนาแห่งพระยามัจจุราชเสียได้ เหมือนช้างกุญชร ทำลายเรือนไม้อ้อฉะนั้น. เราติเตียนกระท่อม คือสรีระร่างอันสำเร็จด้วยโครง กระดูกอันฉาบทาด้วยเนื้อ ร้อยรัดด้วยเส้นเอ็น เต็มไป ด้วยของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นน่าเกลียด ที่คนทั่ว ๆ ไป เข้าใจว่า เป็นของผู้อื่นและเป็นของตนในร่างกายของ เธอเช่นกับถุงอันเต็มไปด้วยคูถ มีหนังห่อหุ้มปกปิดไว้ เหมือนนางปิศาจ มีฝีที่อก มีช่องเก้าช่องเป็นที่ไหลออก เนืองนิตย์ ภิกษุควรละเว้นสรีระของเธออันมีช่องเก้าช่อง เต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ดังชายหนุ่มผู้ชอบสะอาด หลีก เลี่ยงมูตรคูถไปจนห่างไกลฉะนั้น, หากว่า คนพึงรู้จัก สรีระของเธอเช่นเดียวกับฉันรู้จัก ก็จะพากันหลบหลีก เธอไปเสียห่างไกล เหมือนบุคคลผู้ชอบสะอาดเห็นหลุม
หน้า 446 ข้อ 400
คูถในฤดูฝนแล้ว หลีกเลี่ยงไปเสียห่างไกลฉะนั้น. ข้าแต่สมณะผู้มีความเพียรมาก ท่านพูดอย่างไรก็ เป็นจริงอย่างนั้น แต่คนบางจำพวกยังจมอยู่ในร่างกาย อันนี้เหมือนกับโคเฒ่าที่จมอยู่ในตมฉะนั้น. ผู้ใดประสงค์ย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยน้ำย้อม อย่างอื่น การกระทำของผู้นั้นก็ลำบากเปล่า ๆ จิตของเรา นี้ก็เสมอกับอากาศ เป็นจิตตั้งมั่นด้วยดีในภายใน เพราะ- ฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิต อันลามก ของเธอจากฉันเลย เหมือนตัวแมลงถลาเข้าสู่กองไฟย่อม ถึงความพินาศฉะนั้น เธอจงดูร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อน ยกขั้นตั้งไว้ มีแผลทั่ว ๆ ไป อันบุญกรรมกระทำให้วิจิตร กระสับกระส่าย พวกคนพาลพากันดำริโดยมาก ไม่มี ความยั่งยืนมั่นคงอยู่เลยนี้เถิด. เมื่อท่านพระสารีบุตรเถระ ผู้เพียบพร้อมไปด้วยอุฏ- ฐานะเป็นอันมาก มีศีลสังวรเป็นต้น นิพพานไปแล้ว ก็ เกิดเหตุน่าสะพึงกลัวขนพองสยองเกล้า สังขารทั้งหลาย ไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปเป็น ธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป ความที่สังขารเหล่านั้น สงบระงับเป็นสุข ชนเหล่าใดพิจารณาเห็นเบญจขันธ์ โดยความเป็นของแปรปรวน และโดยไม่ใช่ตัวตน ชน เหล่านั้นชื่อว่า แทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือนนาย
หน้า 447 ข้อ 400
ขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น อนึ่ง ชนผู้ มีความเพียรเหล่าใด พิจารณาเห็นสังขารทั้งหลายโดย ความเป็นของแปรปรวนและโดยไม่ใช่ตัวตน ชนผู้มีความ เพียรเหล่านั้น ชื่อว่าแทงตลอดธรรมอันละเอียด เหมือน นายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศรฉะนั้น. ภิกษุผู้มีสติ ควรรีบละเว้นความพอใจรักใคร่ในกามา- รมณ์เสีย เหมือนบุคคลรีบถอนหอกออกจากตน และ เหมือนบุคคลรีบดับไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น ภิกษุ ผู้มีสติควรรีบละเว้นความกำหนัดในภพเสีย เหมือนบุคคล รีบถอนหอกออกจากกายตน และเหมือนบุคคลที่รีบดับ ไฟซึ่งไหม้อยู่บนศีรษะตนฉะนั้น เราเป็นผู้อันพระผู้มี- พระภาคเจ้า ซึ่งได้ทรงอบรมพระองค์มาแล้ว ผู้ทรงไว้ซึ่ง พระสรีระอันมีในที่สุดทรงตักเตือนแล้ว จึงทำปราสาท ของนางวิสาขามิคารมารดาให้หวั่นไหว ด้วยปลายนิ้วเท้า บุคคลปรารภความเพียรอันย่อหย่อนแล้วพึงบรรลุนิพพาน อันเป็นเหตุปลดเปลื้องกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งปวง ด้วย กำลังความเพียรอันน้อยก็หาไม่ แต่พึงบรรลุได้ด้วยความ เพียรชอบ ๔ ประการ ก็ภิกษุหนุ่มนี้ นับว่าเป็นบุรุษ ผู้สูงสุด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะแล้ว ทรงร่างกาย อันมีในที่สุด สายฟ้าทั้งหลายฟาดลงไปตามช่องภูเขา เวภารบรรพต และภูเขาบัณฑวบรรพต ส่วนอาตมาเป็น
หน้า 448 ข้อ 400
บุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีใครเปรียบ ผู้คงที่ ได้เข้า ไปสู่ช่องภูเขาเจริญฌานอยู่ อาตมาเป็นผู้สงบระงับ ยินดีแต่ในธรรมอันเป็นเครื่องเข้าไปสงบระงับ อยู่แต่ ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทของพระพุทธ- เจ้าผู้ประเสริฐ เป็นผู้อันท้าวมหาพรหมพร้อมทั้งเทวดา กราบไหว้ ดูก่อนพราหมณ์ ท่านจงไหว้พระกัสสปะผู้สงบ ระงับ ผู้ยินดีแต่ธรรมอันสงบ อยู่ในเสนาสนะอันสงัด เป็นมุนี เป็นทายาทแห่งพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐที่สุด อนึ่ง ในหมู่มนุษย์ทั้งปวง ผู้ใดเป็นกษัตริย์ หรือเป็น พราหมณ์สืบวงศ์ตระกูลมาเป็นลำดับ ๆ ตั้ง ๑๐๐ ชาติ ถึงพร้อมด้วยไตรเพท. ถึงแม้จะเป็นผู้เล่าเรียนมนต์ เป็นผู้ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ การกราบไหว้ผู้นั้นแม้บ่อย ๆ ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ซึ่งจำแนกออก ๑๖ ครั้ง ของบุญที่ ไหว้พระกัสสปะนี้เพียงครั้งเดียวเลย ภิกษุใดเวลาเช้าเข้า วิโมกข์ ๘ โดยอนุโลมและปฏิโลม ออกจากสมาบัตินั้น แล้วเที่ยวไปบิณฑบาต ดูก่อนพราหมณ์ ท่านอย่ารุก รานภิกษุเช่นนั้นเลย อย่าได้ทำลายตนเสียเลย ท่านจง ยังใจให้เลื่อมใสในพระอรหันต์ผู้คงที่เถิด จงรีบประนม อัญชลีไหว้เถิด ศีรษะของท่านอย่าแตกไปเสียเลย พระ- โปฐิละไม่เห็นพระสัทธรรม เพราะเป็นผู้ถูกอวิชชาหุ้มห่อ ไว้แล้ว เดินไปสู่ทางผิดซึ่งเป็นทางคดไม่ควรเดิน พระ-
หน้า 449 ข้อ 400
โปฐิละหมกมุ่นอยู่ในสังขาร ติดอยู่ในลาภและสักการะ ดังตัวหนอนที่ติดอยู่ในคูถ จึงเป็นผู้ไม่มีแก่นสาร อนึ่ง เชิญท่านมาดูท่านพระสาบุตรผู้เพียบพร้อมไปด้วยคุณที่ น่าดูน่าชม ผู้พ้นแล้วจากกิเลสด้วยสมาธิและปัญญา มีจิตตั้งมั่นในภายใน เป็นผู้ปราศจากลูกศร สิ้น สังโยชน์ บรรลุวิชชา ๓ ละมัจจุราชเสียได้ เป็นพระ- ทักขิเณยยบุคคลผู้เป็นนาบุญอันยอดเยี่ยมของมนุษย์ทั้ง หลาย เทวดาเป็นอันมากที่มีฤทธิ์เดชเรืองยศศักดิ์นับ จำนวนหมื่น พร้อมด้วยพรหมชั้นพรหมปุโรหิต ได้ พากันมาประนมอัญชลีนมัสการพระโมคคัลลานเถระ โดยกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษผู้อาชาไนย ขอนอบ น้อมแด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้เป็นบุรุษอุดม ขอนอบน้อม แด่ท่าน ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ พระคุณเจ้ามีอาสวะทั้ง หลายสิ้นไป เป็นทักขิเถยยบุคคล พระโมคคัลลาน- เถระ เป็นผู้อันมนุษย์และเทวดาบูชาแล้ว เป็นผู้เกิด โดยอริยชาติ ครอบงำความตายได้แล้ว ไม่ติดอยู่ใน สังขาร เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่ในน้ำฉะนั้น พระ- โมคคัลลานเถระรู้แจ้งโลกได้ตั้งพันเพียงครู่เดียว เสมอ ด้วยท้าวมหาพรหม เป็นผู้ชำนาญในคุณคืออิทธิฤทธิ์ ในจุติและอุปบัติของสัตว์ ย่อมเห็นเทวดาทั้งหลายในกาล อันสมควร ภิกษุใดทรงคุณธรรมชั้นสูงด้วยปัญญา ศีล
หน้า 450 ข้อ 400
และอุปสมะ ภิกษุนั้นคือพระสารีบุตรเป็นผู้สูงสุดอย่าง ยิ่ง แต่เราเป็นผู้ฉลาดในวิธีแสดงฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นผู้ถึง ความชำนาญในฤทธิ์ พึงเนรมิตอัตภาพชั่วขณะเดียวได้ ตั้งแสนโกฏิ เราชื่อว่าโมคคัลลานะโดยโคตร เป็นผู้ ชำนาญในสมาธิและวิชชา ถึงที่สุดแห่งบารมี เป็น ปราชญ์ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้อันตัณหาไม่อาศัย มี อินทรีย์มั่นคง ได้ตัดเครื่องจองจำคือกิเลสทั้งสิ้นเสีย อย่างเด็ดขาด เหมือนกับกุญชรชาติตัดปลอกที่ทำด้วย เถาหัวด้วนให้ขาดกระเด็นไปฉะนั้น เราคุ้นเคยกับพระ- ศาสดา ฯ ล ฯ ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นได้แล้ว เรา บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้องการ นั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว มารผู้ มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่าวิธูระ และ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงนามว่ากกุสันธะ แล้วหมก ไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นไร คือเป็นนรกที่มีขอ เหล็กตั้งร้อยและเป็นที่ทำให้เกิดทุกขเวทนาเฉพาะตนทุก แห่ง มารผู้มักประทุษร้าย เบียดเบียนพระสาวกนามว่า วิธูระ และพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากกุสันธะ หมกไหม้อยู่ในนรกใด นรกนั้นเป็นเช่นนี้ ภิกษุใดเป็น สาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้าก็จะ
หน้า 451 ข้อ 400
ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ วิมานทั้งหลายลอยอยู่ท่าม กลางมหาสมุทร ตั้งอยู่ตลอดกัป มีสีเหมือนแก้วไพฑูรย์ เป็นวิมานงดงามมีรัศมีพุ่งออกเหมือนเปลวไฟผุดผ่อง มี หมู่นางอัปสรผู้มีผิวพรรณแตกต่างกันเป็นอันมากฟ้อนรำ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรม โดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียน ภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุรูป ใดที่พระพุทธเจ้าทรงใช้ไปแล้ว ภิกษุสงฆ์เป็นอันมาก ก็เห็นอยู่ ได้ทำปราสาทของนางวิสาขามิคารมารดาให้ หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า ภิกษุใดเป็นสาวกแห่งพระ- พุทธเจ้า รู้กรรมและผลแห่งกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะ ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดมีอิทธิพลอันกล้าแข็ง ทำเวชยันตปราสาทให้หวั่นไหวได้ด้วยปลายนิ้วเท้า และ ยังเทพเจ้าทั้งหลายให้สลดใจ ภิกษุใดเป็นสาวกแห่ง พระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็ จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดไต่ถามท้าวสักก- เทวราชที่เวชยันตปราสาทว่า มหาบพิตรทรงทราบวิมุตติ อันเป็นที่สิ้นตัณหาบ้างหรือ ขอถวายพระพร ท้าวสักก- เทวราชถูกถามปัญหาแล้ว ทรงพยากรณ์ตามแนวเทศนา
หน้า 452 ข้อ 400
ที่พระศาสดาทรงแสดงแล้วแก่ภิกษุนั้น ภิกษุใดเป็น สาวกแห่งพระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะ ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดสอบถามท้าวมหา- พรหมว่า ดูก่อนอาวุโส แม้วันนี้ท่านยังมีความเห็นผิด อยู่เหมือนเมื่อก่อนว่า สุธรรมสภานี้มีอยู่บนพรหมโลก เท่านั้น ที่ดาวดึงสพิภพไม่มีหรือ หรือว่าท่านยังมี ความเห็นผิดอยู่เหมือนก่อน คือท่านยังเห็นอยู่ว่าบน พรหมโลกมีแสงสว่างพวยพุ่งออกได้เองหรือ ครั้น ท้าวมหาพรหมถูกถามปัญหาแล้ว ได้พยากรณ์ตาม ความเป็นจริงแก่ภิกษุนั้นว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นผิดเหมือนเมื่อก่อน คือไม่ได้เห็นว่า บนพรหมโลกมีรัศมีพวยพุ่งออกไปได้เอง ทุกวันนี้ ข้าพเจ้าละทิ้งคำพูดที่ว่ามานั้นเสียได้ กลับมีความเห็น ว่าไม่เที่ยง ภิกษุใดเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า รู้กรรม และผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อนมารผู้มีธรรมดำ ท่าน เบียดเบียนภิกษุนั้นเข้า ก็จะต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ภิกษุใดแสดงยอดขุนเขาสิเนรุราช ชมพูทวีปและปุพพ- วิเทหทวีป ให้หมู่มนุษย์ชาวอมรโคยานทวีปและชาว อุตตรกุรุทวีปเห็นกันด้วยวิโมกข์ ภิกษุใดเป็นสาวกของ พระพุทธเจ้า รู้กรรมและผลกรรมโดยประจักษ์ ดูก่อน
หน้า 453 ข้อ 400
มารผู้มีธรรมดำ ท่านเบียดเบียนภิกษุรูปนั้นเข้า ก็จะ ต้องประสบทุกข์เป็นแน่แท้ ไฟไม่ได้ตั้งใจว่าเราจะไหม้ คนพาลเลย แต่คนพาลรีบเข้าไปหาไฟอันลุกโพลงให้ ไหม้ตนเองฉันใด ดูก่อนมาร ท่านประทุษร้ายพระ- ตถาคตนั้นแล้ว ก็จักเผาตนเอง เหมือนกับคนพาลถูก ไฟไหม้ฉันนั้น แน่ะมารผู้ชาติชั่ว ตัวท่านเป็นมาร คอยแต่ประทุษร้ายพระตถาคตพระองค์นั้น ก็ต้องพบ แต่สิ่งซึ่งไม่ใช่บุญ หรือท่านเข้าใจว่า บาปไม่ให้ผลแก่ เรา แน่ะมารผู้มุ่งแต่ความตาย เพราะท่านได้ทำบาป มาโดยส่วนเดียว จะต้องเข้าถึงทุกข์ตลอดกาลนาน ท่านจงอย่าคิดร้ายต่อพระพุทธเจ้า และภิกษุทั้งหลาย ผู้สาวกของพระพุทธเจ้าอีกต่อไปเลย พระมหาโมคคัล- ลานเถระได้คุกคามมารที่ป่าเถสกฬาวันดังนี้แล้ว ลำดับ นั้น มารนั้นเสียใจจึงได้หายไป ณ ที่นั้นเอง. ได้ยินว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ภาษิตคาถาดังพรรณนา มาฉะนี้แล. โดยลำดับนี้ ท่านพระธรรมสังคาหกาจารย์ ได้ยกขึ้นรวบรวมไว้ เป็นหมวดเดียวกันฉะนี้แล. บรรดาคาถาเหล่านั้น ๔ คาถามีอาทิว่า อารญฺิกา ดังนี้ ท่าน กล่าวด้วยอำนาจการให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลาย. บทว่า อารญฺิกา ความว่า ชื่อว่า ภิกษุผู้อยู่ป่าเป็นวัตร เพราะการห้ามเสนาสนะใกล้บ้าน
หน้า 454 ข้อ 400
แล้วสมาทานอารัญญิกธุดงค์, ชื่อว่า ผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร เพราะห้าม สังฆภัตแล้วสมาทานบิณฑปาติกธุดงค์ คือยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยบิณฑ- บาตที่ตนได้ในลำดับเรือน. บทว่า อุญฺฉาปตฺตาคเต รตา ความว่า ยินดี เฉพาะบิณฑบาตที่มาถึงในบาตร คือที่นับเนื่องในบาตร ด้วยการเที่ยว แสวงหา ได้แก่ยินดี คือสันโดษด้วยบิณฑบาตนั้นนั่นเอง. บทว่า ทาเรมุ มจฺจุโน เสนํ ความว่า เราจะถอนพาหนะคือกิเลสอันเป็นเสนาของมัจจุราช จากการนำตนเข้าเป็นสหายในกิเลสอันยังความฉิบหายให้เกิด. บทว่า อชฺ- ฌตฺตํ สุสมาหิตา ความว่า เป็นผู้ตั้งใจมั่นดีในอารมณ์อันเป็นภายใน, ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวถึงอุบายเครื่องทำลายของมัจจุราชนั้น. บทว่า ธุนาม ความว่า เราจะกำจัดคือ ทำลาย. บทว่า สาตติกา ความว่า ผู้มีอันกระทำเป็นไปติดต่อ คือมีความ เพียรเป็นไปติดต่อด้วยภาวนา. ท่านกล่าว ๔ คาถา มีอาทิว่า อฏฺิกงฺกลกุฏิเก ดังนี้ ด้วย อำนาจโอวาทหญิงแพศยาผู้เข้าใกล้เพื่อประเล้าประโลมตน. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า อฏฺิกงฺกลกุฏิเก ความว่า ซึ่งกระท่อมอันสำเร็จด้วย โครงกระดูก. บทว่า นฺหารุปสิพฺพิเต ความว่า ร้อยรัดไว้โดยรอบด้วย เส้นเอ็น ๙๐๐ เส้น ท่านแสดงไว้ว่า คนทั้งหลาย ยกท่อนไม้ผูกด้วย เถาวัลย์เป็นต้น กระทำให้เป็นกุฏิไว้ในป่า ก็ท่านผูกด้วยโครงกระดูก อันน่าเกลียดอย่างยิ่ง และผูกกระทำไว้ด้วยเส้นเอ็นอันน่าเกลียดอย่างยิ่ง ทีเดียว และมันเป็นของน่าเกลียด ปฏิกูลอย่างยิ่ง. บทว่า ธิรตฺถุ ปูเร ทุคฺคนฺเธ ความว่า เต็มคือเปี่ยมไปด้วยสิ่ง
หน้า 455 ข้อ 400
อันน่าเกลียดมีประการต่างๆ มีผมและขนเป็นต้น น่าติเตียนท่านผู้มี กลิ่นเหม็นกว่านั้น คืออาการที่น่าติเตียนจงมีแก่ท่าน. บทว่า ปรคตฺเต มมายเส ความว่า ก็สรีระนี้ เป็นที่ตั้งขึ้นของหัวฝีในเบื้องบน เป็นความ ลำบากแก่ท่านผู้มีกลิ่นเหม็นอย่างนี้ เป็นของไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็น น่าเกลียด ถือเอาได้แต่สิ่งปฏิกูล. ท่านกระทำความสำคัญว่า กเฬวระ เช่นนั้นนั่นแหละ และกเฬวระที่เป็นร่างกายของสุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก และหมู่หนอนเป็นในที่อื่นว่าเป็นของเรา. บทว่า คูถภสฺเต ความว่า เป็นเสมือนถุงหนังอันเต็มไปด้วยคูถ. บทว่า ตโจนทฺเธ ความว่า หุ้มห่อด้วยหนัง คือสิ่งที่เป็นโทษปกปิด ไว้เพียงผิวหนัง. บทว่า อุรคณฺฑิปิสาจินี ความว่า มีฝีที่ตั้งขึ้นที่อก เป็นเสมือนปิศาจเพราะเป็นสิ่งที่น่ากลัว และนำมาซึ่งความพินาศ. บทว่า ยานิ สนฺทนฺติ สพฺพทา ความว่า มีช่อง ๙ ช่อง มีแผล ๙ แห่ง ไหลออก คือซ่าน ได้แก่หลั่งของที่ไม่สะอาดออกตลอดกาลทุกเมื่อ คือ ตลอดคืนและวัน. บทว่า ปริพนฺธํ ความว่า เป็นการผูกพันด้วยสัมมาปฏิบัติ. บท ว่า ภิกฺขุ ความว่า ผู้เห็นภัยในสงสาร เป็นผู้มีกิเลสอันทำลายแล้ว เว้นกิเลสนั้นให้ห่างไกล ไม่กระทำความสำคัญว่าเป็นของเรา. ศัพท์ว่า จ ในบทว่า มีฬฺหํ จ ยถา สุจิกาโม นี้ เป็นเพียงนิบาต, อธิบายว่า ผู้ชื่อว่า เป็นภิกษุ ย่อมเป็นเหมือนคนมีชาติสะอาด ปรารถนาแต่สิ่ง สะอาดเท่านั้น อาบน้ำสระผม เห็นของสกปรก เว้นเสียให้ห่างไกล ฉะนั้น. บทว่า เอวญฺเจ ตํ ชโน ชญฺา ยถา ชานามิ ตํ อหํ
หน้า 456 ข้อ 400
ความว่า มหาชนพึงรู้กองแห่งของอันไม่สะอาดที่รู้กันว่า ร่างกายอย่างนี้ พึงเว้นมันเสียให้ห่างไกล คือให้ไกลทีเดียว เหมือนเรารู้ตามความเป็น จริงฉะนั้น. บทว่า คูถฏฺานํว ปาวุเส อธิบายว่า เหมือนบุคคล ผู้ชอบสะอาด เห็นหลุมคูถอันเป็นของไม่สะอาด ซึ่งเปื้อนในฤดูฝนเป็น นิรันตรกาล พึงเว้นเสียให้ห่างไกล. ก็เพราะเหตุที่ภิกษุไม่รู้ตามความ เป็นจริง ฉะนั้น เธอจึงจมอยู่ในกองคูถคือร่างกายนั้น ยกศีรษะขึ้น ไม่ได้. เมื่อพระเถระประกาศโทษในร่างกายอย่างนี้แล้ว หญิงแพศยา นั้นละอาย ก้มหน้าลง ตั้งความเคารพในพระเถระ กล่าวคาถาว่า เรื่องนั้นย่อมเป็นอย่างนั้น มหาวีระ ได้ยืนนมัสการพระเถระอยู่แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตฺถ เจเก ความว่า สัตว์บางพวก ย่อม จมอยู่คือถึงความว้าเหว่ใจ เพราะมีความข้องอยู่เป็นกำลังในกายนี้ แม้มี สภาวะเป็นของปฏิกูลปรากฏอยู่อย่างนี้. อธิบายว่า เหมือนโคแก่จมอยู่ ในเปือกตมฉะนั้น คือเหมือนโคพลิพัทตัวมีกำลังทุรพล ตกอยู่ในท้อง เปือกตมใหญ่ ย่อมถึงความวอดวายนั่นแล. พระเถระเมื่อแสดงกะนางอีกว่า ดูก่อนท่านผู้เช่นเรา ข้อปฏิบัติ เห็นปานนี้ไร้ประโยชน์ นำมาซึ่งความคับแค้นทีเดียว จึงกล่าว ๒ คาถา โดยนัยมีอาทิว่า อากาสมฺหิ ดังนี้. หมวดสองแห่งคาถานั้นมีอธิบายดังนี้ บุคคลใดพึงสำคัญเพื่อจะย้อมอากาศด้วยขมิ้น หรือด้วยเครื่องย้อมอย่างอื่น กรรมนั้นของบุคคลนั้น เป็นบ่อเกิดแห่งความคับแค้น คือพึงนำมาซึ่ง ความคับแค้นแห่งจิตเท่านั้น ฉันเดียวกันกับการประกอบการงานในสิ่ง มิใช่วิสัยฉะนั้น.
หน้า 457 ข้อ 400
บทว่า ตทากาสสมํ จิตฺตํ ความว่า จิตของเรานี้นั้น เสมอกับอากาศ คือตั้งมั่นด้วยดีในภายใน โดยภาวะไม่ข้องอยู่ในอารมณ์ไหน ๆ เพราะ- ฉะนั้น เธออย่ามาหวังความรักที่มีอยู่ในดวงจิตอันลามก อธิบายว่า เธอ อย่ามาหวังความรักในคนเช่นเรา ผู้ชื่อว่ามีจิตเลว เพราะจมอยู่ในกาม ทั้งหลาย. บทว่า อคฺคิขนฺธํว ปกฺขิมา แปลว่า เหมือนแมลงมีปีกคือ ตั๊กแตน เมื่อบินสู่กองไฟ ย่อมถึงความพินาศทางเดียว ท่านแสดงว่า คำอุปไมยอันยังอุปมาให้ถึงพร้อมของท่านนี้ก็ฉันนั้น. เจ็ดคาถาว่า ปสฺส จิตฺตกตํ ดังนี้เป็นต้น ท่านเห็นหญิงแพศยา นั้นนั่นแลแล้วกล่าวว่า ด้วยอำนาจให้โอวาทแก่ภิกษุทั้งหลายผู้มีจิตวิปลาส, หญิงแพศยานั้นฟังแล้วเป็นผู้เก้อ หนีไปโดยหนทางที่ตนมาแล้วนั่นแล. สี่คาถาว่า ตทาสิ เป็นต้น ท่านกล่าวปรารภปรินิพพานของท่าน พระสารีบุตรเถระ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกาการสมฺปนฺเน ความว่า บริบูรณ์ด้วยประการมีศีลสังวรเป็นต้นเป็นอเนก. บทว่า สุขุมํ เต ปฏิวิชฺฌนฺติ ความว่า พระโยคีเหล่านั้น ชื่อว่า ย่อมแทงตลอดธรรมอันละเอียดอย่างยิ่ง ถามว่า เหมือนอะไร ? เหมือน นายขมังธนูยิงขนทรายจามรีถูกด้วยลูกศร อธิบายว่า เหมือนนายขมังธนู ยิงถูกปลายขนทราย ที่แบ่งเป็น ๗ ส่วนเหลือเพียงส่วนเดียว ด้วยแสงสว่าง แห่งสายฟ้า เพราะความมืดมิดแห่งอันธการในราตรี. เพื่อเฉลยคำถามว่า คนเหล่านั้นคือคนเหล่าไหน ? ท่านจึงกล่าวว่า ชนเหล่าใดพิจารณาเห็น ขันธ์ ๕ โดยความเป็นอื่น ไม่ใช่โดยความเป็นตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปรโต แปลว่า โดยความเป็นอนัตตา. จริงอยู่ บทว่า ปรโต นั้นเป็น บทแสดงถึงบทที่เป็นปฏิปักษ์ต่ออัตตศัพท์. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 458 ข้อ 400
โน จ อตฺตโต ดังนี้. ด้วยคำนั้น ท่านกล่าวถึงการตรัสรู้ด้วยการกำหนดรู้ ทุกขสัจ ด้วยอำนาจอริยมรรคอันเจริญแล้วด้วยอนัตตา. แต่พึงเห็น ว่า ท่านกล่าวการแทงตลอดด้วยดีถึงการตรัสรู้ธรรมนอกนี้ โดยภาวะที่ แยกจากอัตตานั้น. แต่อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุปาทานขันธ์ ๕ ชื่อว่า ปเร เพราะเป็นตัวกระทำความพินาศ แล้วกล่าวว่า ท่านกล่าวขันธ์ทั้งหมด ไว้ชอบแท้โดยพิเศษด้วยคำว่า เห็นโดยเป็นอื่น. บทว่า ปจฺจพฺยาธึสุ แปลว่า แทงตลอด. คาถาที่ ๑ ว่า สตฺติยา วิย โอมฏฺโ ท่านกล่าวปรารภพระติสสเถระ คาถาที่ ๒ ท่านกล่าวปรารภพระวัฑฒมานเถระ, คาถาเหล่านั้นมีอรรถ ดังกล่าวแล้วในหนหลังแล. คาถาว่า โจทิโต ภาวิตตฺเตน ท่านกล่าวปรารภ ปาสาทกัมปน- สูตร บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ภาวิตตฺเตน สรีรนฺธิมธารินา ท่านกล่าวหมายถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า. สองคาถาว่า นยิทํ สถิลมารพฺภ ท่านกล่าวปรารภภิกษุหนุ่มผู้มี ชื่อว่า เวทะ ผู้มีความเพียรเลว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สิถิลมารพฺภ ความว่า กระทำความย่อ หย่อนคือไม่ทำความเพียร. บทว่า อปฺเปน ถามสา ความว่า บุคคลพึง บรรลุพระนิพพานนี้ ด้วยกำลังความเพียรอันน้อยหาได้ไม่. แต่พึงบรรลุ ด้วยความเพียร ในสัมมัปปธาน ๔ อันใหญ่นั่นแล. สองคาถาว่า วิวรมนุปภํ ดังนี้เป็นต้น ท่านกล่าวปรารภความวิเวก แห่งตน. บรรดาบทเหล่านั้นว่า พฺรหฺมุนา อภิวนฺทิโต ท่านเป็นผู้อัน
หน้า 459 ข้อ 400
มหาพรหม และมนุษยโลกพร้อมด้วยเทวโลกเป็นผู้พร้อมหน้าเชยชมและ นมัสการแล้ว. ห้าคาถาว่า อุปสนฺตํ อุปรตํ ดังนี้เป็นต้น ท่านเห็นท่านพระ- มหากัสสปเถระผู้เข้าไปสู่กรุงราชคฤห์เพื่อบิณฑบาต เห็นพราหมณ์ผู้เป็น มิจฉาทิฏฐิ ผู้เป็นหลานของพระสารีบุตรเถระ ผู้ยืนมองดูอยู่ว่า เราเห็น คนกาลกิณีแล้ว เพื่อจะกำจัดการว่าร้ายพระอริยเจ้า ด้วยความอนุเคราะห์ แก่เธอว่า พราหมณ์นี้ อย่าฉิบหายเลยดังนี้ จึงส่งเธอไป กล่าวว่าเธอจงไหว้ พระเถระดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาติสตํ คจฺเฉ ความว่า พึงเข้าถึง ๑๐๐ ชาติ. บทว่า โสตฺติโย ได้แก่ ผู้เกิดเป็นชาติพราหมณ์ บทว่า เวทสมฺปนฺโน ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยญาณ (ปัญญา). บทว่า เอตสฺส ได้แก่ พระเถระ. ก็ในข้อนี้มีความสังเขปดังต่อไปนี้ :- ผู้ใด เข้าถึงชาติพราหมณ์ ๑๐๐ ชาติ ที่เกิดขึ้นแล้วไม่เจือปน ด้วยอำนาจการเกิด ตามลำดับ และในชาตินั้นถึงความสำเร็จในวิชาแห่งพราหมณ์ทั้งหลาย พึงเป็นผู้ถึงฝั่งแห่งเวท ๓ และพึงบำเพ็ญพราหมณวัตร การแสวงหาวิชา นั้นของเขา ย่อมไม่ถึงเสี้ยวที่ ๑๖ ของบุญที่สำเร็จด้วยการไหว้ ด้วยการ ไหว้พระมหากัสสปเถระนั่น บุญอันสำเร็จด้วยการไหว้นั่นแล มีผลมาก กว่านั้นแล. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺ วิโมกฺขานิ ได้แก่ วิโมกข์ ๘ มีรูป- ฌานเป็นต้น จริงอยู่ รูปฌานที่ได้ด้วยอำนาจภาวนา ท่านเรียกว่า วิโมกข์ เพราะอาศัยความหลุดพ้นด้วยดี จากปัจจนิกธรรม และความเป็นไปอัน ปราศจากความสงสัยในอารมณ์ ด้วยอำนาจความยินดียิ่ง, แต่นิโรธสมาบัติ ท่านเรียกว่าวิโมกข์ เพราะหลุดพ้นจากธรรมอันเป็นข้าศึกอย่างเดียว แต่
หน้า 460 ข้อ 400
ในที่นี้พึงทราบว่า ท่านหมายเอาฌานเท่านั้น. บทว่า อนุโลมํ ปฏิโลมํ ความว่า ตั้งแต่ปฐมฌานจนถึงเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน ชื่อว่า อนุโลม ตั้งแต่เนวสัญญานาสัญญายตนฌานจนถึงปฐมฌาน ชื่อว่า ปฏิโลม. บทว่า ปุเรภตฺตํ ได้แก่ ในกาลก่อนแต่ภัตกิจนั่นแล. บทว่า อผสฺสยี ได้แก่ เข้า สมาบัติอันเกลื่อนกล่นด้วยอาการและขันธ์มิใช่น้อย. บทว่า ตโต ปิณฺฑาย คจฺฉติ ความว่า ออกจากสมาบัตินั้น หรือหลังจากการเข้าสมาบัตินั้น บัดนี้จึงเที่ยวไปบิณฑบาต เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวหมายเอาการปฏิบัติ ของพระเถระที่เป็นไปในวันนั้น, ก็พระเถระปฏิบัติอย่างนั้นนั่นแลทุกวัน ๆ. บทว่า ตาทิสํ ภิกฺขุํ มาสาทิ ความว่า ท่านกล่าวคุณของภิกษุ เช่นใด ท่านอย่ารุกรานภิกษุเช่นนั้น คือเห็นปานนั้น ได้แก่ ผู้ตรัสรู้ ตามพระพุทธเจ้าคือพระมหาขีณาสพ. บทว่า มาตฺตานํ ขณิ พฺราหฺมณ ความว่า ท่านอย่าขุดตนด้วยการรุกราน คืออย่าทำลายกุศลธรรมของตน ด้วยการเข้าไปว่าร้ายพระอริยเจ้า. บทว่า อภิปฺปสาเทหิ มนํ ความว่า จงยังจิตของตนให้เลื่อมใสว่า สมณะนี้ดีหนอ. บทว่า มา เต วิชฏิ มตฺถกํ ความว่า ศีรษะของท่านอย่าแตก ๗ เสี่ยง ด้วยความผิดที่ตนทำในการว่าร้าย พระอริยเจ้านั้น. เพราะฉะนั้นท่านจงรีบประคองอัญชลีไหว้โดยพลันทีเดียว เพราะกระทำการตอบแทนท่านฉะนี้แล. พราหมณ์ฟังดังนั้นแล้ว กลัว สลดใจเกิดขึ้นชูชันขอขมาโทษพระเถระในขณะนั้นนั่นเอง. สองคาถาว่า เนโส ปสฺสติ เป็นต้น ความว่า ท่านเห็นภิกษุชื่อว่า โปฏฐิละ ผู้ไม่ปฏิบัติโดยชอบ กระทำมิจฉาชีพ แล้วกล่าวด้วยอำนาจการ โจทน์ท้วง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เนโส ปสฺสติ สทฺธมฺมํ ความว่า ภิกษุโปฏิฐิละนั้น ไม่เห็นธรรมคือมรรคผลและนิพพาน ของท่านสัตบุรุษ
หน้า 461 ข้อ 400
ทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. เพราะเหตุไร ? เพราะภิกษุโปฏฐิละถูก สงสารหุ้มห่อไว้ คือถูกอวิชชาอันเป็นเครื่องผูกคือสงสารเป็นต้นหุ้มห่อไว้ จึงเกิดในอบาย แล่นไปสู่ทางเบื้องต่ำ คือทางอันเป็นที่ไปในภายใต้ ชื่อทางคด เพราะเป็นไปตามกิเลสที่เป็นกลลวงและหัวดื้อ คือแล่น ได้ แก่เป็นไปตามมิจฉาชีพ ชื่อว่าเป็นทางคดเพราะเป็นทางผิด. บทว่า กิมีว มีฬฺหสลฺลิตฺโต ความว่า หมกมุ่นอยู่ คือท่วมทับ อยู่ในสังขารอันเจือด้วยของไม่สะอาดคือกิเลส เหมือนหนอนกินคูถติดอยู่ ด้วยคูถโดยรอบฉะนั้น. บทว่า ปคาฬฺโห ลาภสกฺกาเร ความว่า ติดอยู่ คือหมกอยู่ในลาภและสักการะโดยประการด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า ตุจฺโฉ คจฺฉติ โปฏฺิโล ความว่า ภิกษุโปฏฐิละเป็นผู้เปล่าคือไม่มีสาระ เพราะไม่ มีอธิศีลสิกขาไป คือเป็นไป. สองคาถาว่า อิมญฺจ ปสฺส เป็นต้น ท่านสรรเสริญท่านพระสารีบุตร กล่าวไว้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิมญฺจ ปสฺส ความว่า ท่านเห็นท่าน พระสารีบุตรเถระแล้ว มีจิตเลื่อมใส ร้องเรียกจิตตน. บทว่า สุทสฺสนํ ความว่า เป็นการเห็นดีด้วยความเพียบพร้อมด้วยอเสขธรรมและศีลขันธ์ และด้วยความเพียบพร้อมด้วยสาวกบารมีญาณ. บทว่า วิมุตฺตํ อุภโตภาเค ความว่า โดยรูปกายแห่งอรูปสมาบัติ โดยนามกายด้วยมรรค อธิบายว่า หลุดพ้นแล้ว ด้วยส่วนแห่งวิกขัมภนวิมุตติและสมุจเฉทวิมุตตินั้นนั่นเอง ตามสมควร. มีวาจาประกอบความว่า ท่านจงดู ท่านผู้ชื่อว่ามีลูกศรไปปราศ แล้ว เพราะไม่มีลูกศรคือราคะเป็นต้นโดยประการทั้งปวง. ชื่อว่า ผู้สิ้น กิเลสเครื่องประกอบสัตว์ในภพ. ชื่อว่า ผู้ได้วิชชา ๓ เพราะบรรลุวิชชา ๓
หน้า 462 ข้อ 400
อันบริสุทธิ์ด้วยดี ชื่อว่า ผู้ละมัจจุราชเสียได้ เพราะหักรานมัจจุราช เสียได้. คาถาว่า เอเต สมฺพหุลา เป็นต้น ท่านพระสารีบุตรเถระ เมื่อ สรรเสริญพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้กล่าวไว้แล้ว . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปูชิโต นรเทเวน ความว่า ผู้อันนระและเทพทั้งหลายบูชาแล้ว ด้วยการบูชาอย่างยิ่ง. บทว่า อุปฺปนฺโน มรณาภิภู ความว่า เป็นผู้เกิด ขึ้นในโลก ครอบงำมรณะดำรงอยู่, อีกอย่างหนึ่ง เป็นผู้เกิดโดยชาติ อันเป็นอริยะ คืออันพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นต้นเหตุ. อันเทพยิ่งกว่า นระบูชาแล้ว จริงอยู่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นนระคือเป็นมนุษย์ด้วย กรรมก่อน แม้ภายหลังได้เป็นเทพอันสูงสุด คือเป็นเทพยิ่งกว่าเทพ โดยชาติอันเป็นอริยะ เพราะฉะนั้น ท่านจึงเรียกว่า นรเทโว ท่านผู้เป็น เทพยิ่งกว่านระ คือพระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดขึ้นแล้วด้วยอำนาจการสรร- เสริญ คืออุบัติแล้วในโลกครอบงำมรณะ คือเป็นผู้ครอบงำมรณะ เสื่อม จากมัจจุราช. อธิบายว่า ย่อมไม่ติดในสังขาร ด้วยการฉาบทาด้วยตัณหา และทิฏฐิ เหมือนดอกบัวไม่ติดอยู่ด้วยน้ำฉะนั้น, อธิบายว่า ไม่อาศัยแล้ว ในอารมณ์แม้ไรๆ. บทว่า ยสฺส แก้เป็น เยน. บทว่า มุหุตฺเต แปลว่า ในกาลเพียง ขณะเดียว. บทว่า สหสฺสธา แปลว่า มี ๑,๐๐๐ ประการ. บทว่า โลโก ได้แก่ โอกาสโลก. จริงอยู่ในข้อนี้มีอธิบายดังต่อไปนี้ว่า ๑,๐๐๐ แห่ง โลกธาตุ เช่นกับพรหมโลกของท้าวมหาพรหมชื่อสพรหมกัป อันท่านพระ- มหาโมคคัลลานะใดผู้มีฤทธิ์มาก รู้แจ้งแล้วโดยชอบ คือรู้แล้วโดยประจักษ์
หน้า 463 ข้อ 400
ในขณะเดียวเท่านั้น และมีความชำนาญในจุตูปปาตญาณ เพราะถึง พร้อมด้วยฤทธิ์ อันถึงความเป็นวสีมีอาวัชชนวสีเป็นต้น. บทว่า กาเล ปสฺสติ ความว่า เทวดาย่อมมองเห็นด้วยจักษุอัน เป็นทิพย์ ในกาลอันสมควรแก่เรื่องนั้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ เมื่อประกาศคุณของตน จึงได้กล่าว คาถามีอาทิว่า สาริปุตฺโตว ดังนี้. บรรดาคาถาเหล่านั้น คาถาว่า สาริปุตฺโตว มีความสังเขปดังต่อไป ว่า ภิกษุใดถึงฝั่งคือถึงความสิ้นสุด คือความอุกฤษฏ์ด้วยปัญญา เพราะ ถึงพร้อมด้วยปัญญา ด้วยศีล เพราะถึงพร้อมด้วยศีล ด้วยความสงบ เพราะ ถึงพร้อมด้วยความสงบกิเลส ภิกษุนั้นคือพระสารีบุตร ผู้ถึงที่สุดยิ่งด้วย คุณมีปัญญาเป็นต้นกว่าสาวกทั้งหลาย. เพราะท่านถึงความอุกฤษฏ์อย่างยิ่ง ด้วยปัญญา ด้วยศีล. ท่านเป็นผู้มีคุณมีปัญญาเป็นต้นเป็นอย่างยิ่ง ข้อว่า มีคุณมีปัญญาเป็นต้นนั้นเป็นอย่างยิ่ง ไม่มีคุณธรรมอื่นยิ่งกว่านั้น. แต่ พระเถระได้กล่าวคำนี้เพื่อแสดงว่า เราเป็นผู้สูงสุดด้วยสมาธิเหมือนพระ- สารีบุตรเป็นผู้สูงสุดด้วยปัญญาฉะนั้น เพราะเหตุนั้นนั่นแล ท่านจึงกล่าว คำมีอาทิว่า โกฏิสตสหสฺสสฺส ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขเณน นิมฺมิเน ความว่า พึงนิรมิต คือพึงสามารถเพื่อจะนิรมิตอัตภาพดังแสนโกฏิโดยขณะเดียวเท่านั้น. เรา ไม่มีหน้าที่ในการนิรมิตนั้น. บทว่า วิกุพฺพนาสุ กุลโล วสีภูโตมฺหิ อิทฺธิยา ความว่า ไม่ใช่เป็นผู้ฉลาดในวิกุพพนาอิทธิอันสำเร็จด้วยใจอย่าง เดียวเท่านั้นก็หาไม่ เรายังเป็นผู้ถึงความชำนาญด้วยฤทธิ์แม้ทั้งหมด. บทว่า สมาธิวิชฺชาวสิปารมีคโต ความว่า เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งบารมี
หน้า 464 ข้อ 400
คือที่สุด โดยความเป็นผู้ชำนาญในสมาธิอันมีวิตกและมีวิจารเป็นต้น และ ในวิชชามีปุพเพนิวาสญาณเป็นต้น. เป็นที่ตั้งแห่งท่านผู้เว้นจากตัณหา นิสัยเป็นต้น คือถึงความเป็นผู้สูงสุดด้วยคุณตามที่กล่าวแล้วในพระศาสนา. ชื่อว่า ผู้เป็นนักปราชญ์ เพราะเพียบพร้อมด้วยปัญญา ชื่อว่า โมคคัลลานะ เพราะเป็นโมคคัลลานโคตร ชื่อว่า มีอินทรีย์ตั้งมั่นแล้ว เพราะมีอินทรีย์ ตั้งมั่นด้วยดี ตัดเครื่องผูกคือกิเลสทั้งสิ้นเสียได้ เหมือนช้างเชือกประเสริฐ ตัดเครื่องผูกที่ทำด้วยเถาหัวด้วนได้โดยง่ายดายฉะนั้น. พระเถระเมื่อจะ คุกคามมารผู้เข้าไปสู่ท้องแล้วออกตามลำดับแล้วมายืนอยู่ ได้กล่าวคาถา๑ มี อาทิว่า กีทิโส นิรโย อาสิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กีทิโส ความว่า เป็นประการเช่นไร ? บทว่า ยตฺถ ทุสฺสี ความว่า มารผู้มีชื่ออย่างนี้ว่า ทุสสี ในนรกใด. บทว่า อปจฺจถ ความว่า หมกไหม้ด้วยไฟในนรก. บทว่า วิธุรํ สาวกํ ความว่า อัครสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ว่า กกุสันธะ ชื่อว่า วิธุระ. บทว่า อาสชฺช ความว่า ทุบตีเบียดเบียน. บทว่า กกุสนฺธญฺจ พฺราหฺมณํ ความว่า กระทบกระทั่งพระสัมมา- สัมพุทธเจ้า พระนามว่า กกุสันธะ. มารเข้าสิงกุมาร๑ซัดก้อนกรวดเฉพาะ พระผู้มีพระภาคเจ้า ตกลงบนศีรษะของพระเถระ. บทว่า สตํ อาสิ อโยสงฺกุ ความว่า ได้ยินว่า สัตว์ผู้เกิดใน นรกนั้นมีอัตภาพถึง ๓ คาวุต. แม้ทุสสีมารก็มีอัตภาพเช่นนั้นเหมือนกัน. ลำดับนั้น นายนิรยบาลทั้งหลาย ต่างถือเอาหลาวเหล็กตั้ง ๑๐๐ อัน ขนาดเท่าลำต้นตาล อันไฟลุกโชนรุ่งโรจน์โชติช่วงกล่าวว่า ท่านมีหัวใจ ตั้งอยู่ที่นี้แหละ คิดทำบาป ดังนี้แล้ว จึงจัดเป็นคนจำนวน ๕๐ คน ผินหน้า ไปทางเท้า จำนวน ๕๐ คนผินหน้าไปทางศีรษะ ตอกตรงกลางหัวใจ ๑. ม. มู. ๑๒/ข้อ ๕๖๔.
หน้า 465 ข้อ 400
ย้ำเข้าไป ๆ เหมือนคนตำปูนขาว ในรางสำหรับตำปูนขาวฉะนั้น ก็แลเมื่อ ตำไปอย่างนี้ ๕๐๐ ปีจึงถึงที่สุดทั้ง ๒ ข้าง แล้วหวนกลับมาถึงกลางหัวใจอีก ๕๐๐ ปี ท่านหมายเอาข้อนั้นจึงกล่าวว่า มีขอเหล็กตั้ง ๑๐๐ อัน. บทว่า สพฺเพ ปจฺจตฺตเวทนา ได้แก่ ให้เกิดเวทนาเฉพาะของตนเองทีเดียว. ได้ยินว่า เวทนานั้นเป็นทุกข์ยิ่งกว่าเวทนาในมหานรก คือเวทนาที่เกิดใน อุสสทนรกเป็นทุกข์ยิ่งกว่าทุกข์ในมหานรก เหมือน ๗ วันในการบริหาร เป็นทุกข์กว่า ๗ วันในการดื่มด้วยความเสน่หา. ด้วยบทว่า อีทิโส นิรโย อสิ นี้พึงแสดงนรกในที่นี้ด้วยเทวทูตสูตร. บทว่า โย เอตมภิชานาติ ความว่า ภิกษุใด มีอภิญญามาก ย่อม รู้กรรมและผลแห่งกรรมนี้ โดยประจักษ์เฉพาะหน้า ดุจรู้ผลมะขามป้อม ที่วางไว้บนฝ่ามือฉะนั้น. บทว่า ภิกฺขุ พุทฺธสฺส สาวโก ความว่า ภิกษุผู้ทำลายกิเลสได้แล้ว เป็นสาวกพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า กณฺห ทุกฺขํ นิคจฺฉสิ ความว่า ดูก่อนมารชื่อว่าผู้มีธรรมดำ เพราะประกอบด้วยบาปธรรมอันดำโดยส่วนเดียว ท่านจักประสบทุกข์. บทว่า มชฺเฌสรสฺมึ ความว่า ได้ยินว่า วิมานที่เกิดโดยทำน้ำ ตรงกลางมหาสมุทรให้เป็นที่ตั้ง เป็นวิมานดังอยู่ชั่วกัป. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า วิมานทั้งหลายตั้งอยู่ได้ตลอดกัป ดังนี้เป็นต้น. วิมาน เหล่านั้น มีสีเหมือนแก้วไพฑูรย์และมีเปลวไฟโชติช่วง เหมือนกองไฟ แห่งไม้อ้อที่ลุกโพลงบนยอดภูเขาฉะนั้น. เพราะเหตุนั้น วิมานเหล่านั้น จึงสว่างไสวพรั่งพร้อมด้วยรัศมีมากมาย. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า มีสี
หน้า 466 ข้อ 400
เหมือนแก้วไพฑูรย์ งดงาม มีรัศมีพลุ่งออก เหมือนเปลวไฟ ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า ปุถุ นานตฺตวณฺณิโย ความว่า นางอัปสรเป็นอันมาก มี วรรณะต่าง ๆ กัน โดยมีวรรณะเขียวเป็นต้น ย่อมฟ้อนรำในวิมานเหล่านั้น. บทว่า โย เอตมภิชานาติ ความว่า ภิกษุใดย่อมรู้เรื่องวิมานนั้น โดยแจ่มแจ้ง. ก็เนื้อความนี้ พึงแสดงด้วยเรื่องวิมานเปรตทั้งหลายเถิด. บทว่า พุทฺเธน โจทิโต ความว่า อันพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตักเตือน คือทรงส่งไป. บทว่า ภิกฺขุสงฺฆสฺส เปกฺขโต ได้แก่ ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ผู้เห็นอยู่. บทว่า มิคารมาตุปาสาทํ ปาทงฺคุฏฺเน กมปยิ ความว่า เราทำ มหาปราสาท ที่ประดับด้วยห้อง ๑,๐๐๐ ห้อง อันนางวิสาขามหาอุบาสิกา สร้างไว้ในบุพพาราม ให้ไหวด้วยนิ้วหัวแม่เท้าของตน. จริงอยู่ สมัยนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับอยู่ในปราสาทตามที่กล่าวแล้ว ใน บุพพาราม พวกภิกษุใหม่ ๆ จำนวนมากนั่งอยู่บนปราสาทชั้นบน แม้ก็ไม่ คำนึงถึงพระศาสดา เริ่มกล่าวเดรัจฉานกถากัน พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงสดับดังนั้น จึงยังพวกภิกษุเหล่านั้นให้สลดใจ ทรงประสงค์จะทำให้ เป็นภาชนะสำหรับพระธรรมเทศนาของพระองค์ จึงตรัสเรียกท่านพระ มหาโมคคัลลานเถระมาว่า โมคคัลลานะ เธอจงดูพวกภิกษุใหม่ที่พากัน กล่าวเดรัจฉานกถา. พระเถระได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว รู้พระอัธยาศัย ของพระศาสดา จึงเข้าจตุตถฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ อันเป็นบาท ของอภิญญาแล้ว ออกจากฌานอธิษฐานว่า จงมีน้ำเต็มโอกาสของปราสาท เถิด แล้วเอานิ้วหัวแม่เท้า กดยอดปราสาท, ปราสาท โอนเอียงไป
หน้า 467 ข้อ 400
ข้างหนึ่ง. กดซ้ำอีก ก็เอียงไปอีกข้างหนึ่ง. ภิกษุเหล่านั้น พากัน กลัวหวาดเสียว เพราะกลัวตกปราสาท จึงออกจากปราสาทนั้นไปยืนอยู่ ณ ที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงตรวจดูอัธยาศัยของภิกษุ เหล่านั้นแล้ว ทรงแสดงธรรม. บรรดาภิกษุที่ได้ฟังธรรมนั้น บางพวก ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล, บางพวกดำรงอยู่ในสกทาคามิผล, บางพวก ดำรงอยู่ในอนาคามิผล, บางพวกดำรงอยู่ในอรหัตผล. เนื้อความนี้นั้น พึงแสดงด้วยปาสาทกัมปนสูตร. บทว่า เวชยนฺตปาสาหํ ความว่า เวชยันตปราสาทนั้น ในภพ ดาวดึงส์ สูงได้ประมาณ ๑,๐๐๐ โยชน์ ประดับด้วยเรือนยอดมีประตู หลายพันประตู ที่ตั้งขึ้นในเมื่อท้าวสักกะผู้เป็นจอมเทวดา ทรงชนะ พวกอสูรในสงครามระหว่างเทวดากับอสูร แล้วประทับอยู่ท่ามกลาง พระ- นคร เป็นปราสาทที่ได้นามว่า เวชยันต์ เพราะบังเกิดสุดท้ายแห่งชัยชนะ, ท่านหมายเอาปราสาทนั้น กล่าวว่า เวชยันตปราสาท. ก็แม้เวชยันตปราสาท นั้น พระเถระนี้ก็ให้สั่นสะเทือนด้วยนิ้วหัวแม่เท้า. จริงอยู่ สมัยหนึ่ง ท้าวสักกเทวราช เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งเสด็จประทับอยู่ใน บุพพาราม ทูลถามถึงวิมุตติคือความสิ้นตัณหา. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงวิสัชนาแก่ท้าวสักกเทวราชนั้น, ท้าวเธอได้สดับดังนั้น ดีใจ ร่าเริง ถวายอภิวาทกระทำประทักษิณแล้วเสด็จไปยังเทวโลกของพระองค์. ลำดับ นั้น ท่านพระมหาโมคคัลลานะคิดอย่างนี้ว่า ท้าวสักกะนี้ เข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า ทูลถามปัญหาอันปฏิสังยุตด้วยพระนิพพานอันลึกซึ้ง เห็นปานนี้ และพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็ทรงวิสัชนาปัญหานั้นแล้ว ท้าวสักกะ ทรงรู้แล้วเสด็จไป หรือว่าไม่รู้. ถ้ากระไรเราพึงไปยังเทวโลกแล้ว ให้
หน้า 468 ข้อ 400
ท้าวเธอรู้เนื้อความนั้น. ท่านพระมหาโมคคัลลานะนั้นไปยังภพดาวดึงส์ ในบัดดลแล้ว ถามเนื้อความนั้นกะท้าวสักกะผู้เป็นจอมของเทวดา. ท้าว- สักกะเป็นผู้ประมาท เพราะทิพยสมบัติ จึงได้กระทำความฟุ้งซ่าน. เพื่อ จะให้ท้าวสักกะทรงสลดพระทัย พระเถระจึงทำเวชยันตปราสาทให้สั่น สะเทือน ด้วยนิ้วหัวแม่เท้า. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ดูก่อนเทวดา ภิกษุใดมีกำลังฤทธิ์กล้าแข็ง ทำเวช- ยันตปราสาทให้สั่นสะเทือน ด้วยนิ้วหัวแม่เท้าและยัง เทพเจ้าทั้งหลายให้สลดใจ. ก็ความนี้ พึงแสดงด้วยจูฬตัณหาสังขยวิมุตติสูตร. อาการที่ปราสาท ไหว ท่านกล่าวไว้แล้วในหนหลังนั้นแล. ด้วยบทว่า สกฺกํ โส ปริปุจฺฉติ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาคำถามถึง วิมุตติเพราะสิ้นตัณหาตามที่กล่าวแล้วนั่นแหละ. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า ผู้มีอายุ ท่านรู้วิมุตติเพราะสิ้นตัณหาบ้างหรือ ดังนี้. คำว่า ตสฺส สกฺโก วิยากาสิ นี้ ท่านกล่าวหมายเอาความ ที่เมื่อพระเถระทำปราสาทให้สั่นสะเทือนแล้ว ท้าวสักกะมีความสลดพระทัย. ละความประมาทเสีย ใส่ใจโดยความแยบคายแล้วพยากรณ์ปัญหา. จริงอยู่ ท้าวสักกะนั้นกล่าวแล้วในคราวนั้น เฉพาะตามทำนองที่พระศาสดา ทรงแสดงแล้วนั้นแหละ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ท้าวสักกะถูกถาม แล้วจึงพยากรณ์ปัญหาตามที่เป็นจริง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สกฺกํ โส ปริปุจฺฉติ ความว่า พระโมคคัลลานเถระนั้นถามท้าวสักกเทวราชว่า ความหลุดพ้นคือความหมดสิ้นตัณหาที่พระศาสดาทรงแสดงไว้เป็นความ
หน้า 469 ข้อ 400
หลุดพ้นที่ท้าวเธอถือเอาชอบแล้ว. จริงอยู่ คำว่า ปริปุจฺฉติ นี้ เป็นคำ กล่าวถึงปัจจุบัน แต่ใช้ในอรรถอันเป็นอดีต. บทว่า อปิ อาวุโส ชานาสิ ความว่า ผู้มีอายุ ท่านรู้บ้างหรือ คือรู้ไหม. บทว่า ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย ความว่า พระเถระถามว่า พระศาสดาทรงแสดงวิมุตติความหมดสิ้น ตัณหาแก่ท่านไว้โดยประการใด ท่านรู้โดยประการนั้นหรือ. อีกอย่าง หนึ่ง ด้วยบทว่า ตณฺหกฺขยวิมุตฺติโย นี้ พระเถระถามถึงเทศนา ตัณหาสังขยวิมุตติสูตร. บทว่า พฺรหฺมานํ ได้แก่ ท้าวมหาพรหม. บทว่า สุธมฺมายํ ิโต สภํ ได้แก่ ที่สุธรรมสภา. ก็สภานี้เป็นเฉพาะสุธรรมสภาใน พรหมโลก, ไม่ใช่ในดาวดึงสพิภพ. ขึ้นชื่อว่าเทวโลก เว้นจากสุธรรม- สภาย่อมไม่มี. บทว่า อชฺชาปิ ตฺยาวุโส สา ทิฏฺิ ยา เต ทิฏฺิ ปุเร อหุ ความว่า ใคร ๆ จะเป็นสมณะหรือพราหมณ์ก็ตาม ผู้สามารถ เข้าไปยังพรหมโลกนี้ย่อมไม่มี, ก่อนแต่พระศาสดาเสด็จมาในพรหมโลก นี้ ท่านได้มีทิฏฐิใด แม้ทุกวันนี้ คือแม้ขณะนี้ ทิฏฐินั้นก็ยังไม่หายไป หรือ. บทว่า ปสฺสสิ วีติวตฺตนฺตํ พฺรหฺมโลเก ปภสฺสรํ ความว่า ท่านเห็นแสงสว่างของพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมทั้งพระสาวก ผู้อันพระ- สาวกทั้งหลายมีพระมหากัปปินะ และพระมหากัสสปะเป็นต้น ห้อมล้อม ผู้ประทับนั่งเข้าเตโชธาตุ (มีแสง) พวยพุ่งอยู่ในพรหมโลก. จริงอยู่ สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทราบความคิดของพรหมผู้นั่ง ประชุมในสุธรรมสภาในพรหมโลก ผู้คิดว่า สมณะหรือพราหมณ์ไร ๆ ผู้ มีฤทธิ์อย่างนี้ สามารถที่จะมาในพรหมโลกนี้ มีไหมหนอ. พระองค์จึง เสด็จไปในพรหมโลกนั้นแล้ว ประทับนั่งในอากาศเหนือเศียรของพรหม
หน้า 470 ข้อ 400
ทรงเข้าเตโชธาตุเปล่งแสงสว่างอยู่ ทรงพระดำริให้พระมหาโมคคัลลานะ เป็นต้นมาหา. ฝ่ายพระมหาโมคคัลลานะเป็นต้นนั้น มาในที่นั้น พร้อมกับที่ทรงพระดำริ ถวายบังคมพระศาสดา รู้พระอัธยาศัยของ พระศาสดา จึงนั่งเข้าเตโชธาตุองค์ละทิศ ๆ แล้วเปล่งโอภาสแสงสว่าง พรหมโลกทั้งสิ้นจึงได้มีโอภาสแสงสว่างเป็นอันเดียวกัน. พระศาสดาทรง ทราบว่า พรหมมีจิตสงบ จึงทรงแสดงธรรมอันประกาศสัจจะ ๔. ในเวลาจบเทศนา พรหมหลายพันองค์ดำรงอยู่ในมรรคและผลทั้งหลาย. ท่านหมายถึงเรื่องนั้น เมื่อจะทักท้วงจึงกล่าวคาถาว่า ผู้มีอายุ แม้ทุก วันนี้ทิฏฐิของท่านนั้น ดังนี้. ก็ข้อความนี้ พึงแสดงโดยพกพรหมสูตร. สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑ :- สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี เขตพระนครสาวัตถี. ก็สมัยนั้นแล พรหมองค์หนึ่งเกิดทิฏฐิชั่วช้าลามกเห็นปานดังนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ ที่จะมาในพรหมโลกนี้ได้ ไม่มีเลย. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทราบความปริวิตกแห่งใจของ พรหมนั้นด้วยพระทัยแล้ว ทรงหายไปจากพระวิหารเชตวันไปปรากฏใน พรหมโลกนั้น เปรียบเหมือนบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไป หรือ คู้แขนที่เหยียดเข้ามาฉะนั้น. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงนั่งขัด สมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้มีความคิดเช่นนี้ว่า บัดนี้ ๑. สํ. ส. ๑๕/ข้อ ๕๗๓-๕๘๘.
หน้า 471 ข้อ 400
พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประทับนั่งขัดสมาธิในเวหาสเบื้องบนพรหมนั้น ทรงเข้าเตโชธาตุกสิณด้วยจักษุเพียงดังทิพย์บริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ครั้นแล้วจึงได้หายไปจากพระวิหารเชตวัน ไปปรากฏในพรหมโลกนั้น เปรียบปานบุรุษมีกำลังเหยียดแขนที่คู้ออกไป หรือคู้แขนที่เหยียดเข้ามา ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะอาศัยทิศบูรพา นั่งขัด สมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น (แต่) ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณ. ลำดับนั้น ท่านพระมหากัสสปะได้มีความดำริดังนี้ว่า บัดนี้ พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ. ท่านพระมหากัสสปะได้เห็น พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนั่งขัดสมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ทรง เข้าเตโชธาตุกสิณ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ จึงหายไปในพระวิหารเชตวันไปปรากฏในพรหมโลกนั้น เหมือนบุรุษมี กำลัง ฯ ล ฯ ฉะนั้น. ครั้งนั้นแล ท่านพระมหากัสสปอาศัยทิศใต้นั่งขัด สมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น (แต่) ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณ. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหากัปปินะได้มีความดำริดังนี้ว่า บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ, ท่านพระมหากัปปินะได้ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงนั่งขัดสมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น ทรงเข้าเตโชธาตุกสิณ ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของ มนุษย์ ครั้นแล้วได้หายไปจากพระวิหารเชตวัน ได้ปรากฏในพรหมโลก นั้น เหมือนบุรุษมีกำลัง ฯ ล ฯ ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหา-
หน้า 472 ข้อ 400
กัปปินะ อาศัยทิศตะวันตกนั่งขัดสมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น (แต่) ต่ำกว่าพระผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณ. ลำดับนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้มีความดำริดังนี้ว่า บัดนี้ พระ ผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ ที่ไหนหนอ, ท่านพระอนุรุทธะได้เห็นพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งขัดสมาธิ ทรงเข้าเตโชธาตุกสิณ ในเวหาสเบื้อง บนของพรหมนั้น ด้วยจักษุเพียงดังทิพย์อันบริสุทธิ์ล่วงจักษุมนุษย์ ครั้น แล้วได้หายไปจากพระวิหารเชตวัน ได้ไปปรากฏในพรหมโลกนั้น เหมือน บุรุษมีกำลัง ฯ ล ฯ ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล ท่านพระอนุรุทธะได้อาศัย ทิศเหนือนั่งขัดสมาธิในเวหาสเบื้องบนของพรหมนั้น (แต่) ต่ำกว่าพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า เข้าเตโชธาตุกสิณ. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะพรหมนั้นด้วย คาถาว่า ดูก่อนผู้มีอายุ แม้วันนี้ ท่านก็ยังมีความเห็นผิดอยู่ เหมือนเมื่อก่อน ท่านยังจะเห็นอยู่หรือว่าบนพรหมโลก มีแสงสว่างพวยพุ่งออกได้เอง. พรหมกล่าวว่า พระคุณเจ้าผู้นิรทุกข์ ข้าพเจ้าไม่ได้เห็นผิดเหมือน เมื่อก่อน ที่ว่าข้าพเจ้าเห็นแสงสว่างพวยพุ่งไปเองใน พรหมโลก, ไฉนในวันนี้ข้าพเจ้าจะพึงกล่าวว่า " เรา เป็นผู้เที่ยงเป็นผู้ยั่งยืน " ดังนี้เล่า ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงทำพรหมนั้นให้สลดใจแล้ว
หน้า 473 ข้อ 400
ได้หายไปในพรหมโลกนั้น ปรากฏในพระวิหารเชตวันเหมือนบุรุษมี กำลัง ฯ ล ฯ ฉะนั้น. ลำดับนั้นแล พรหมนั้นได้เรียกพรหมปาริสัชชะ พรหมพวก รับใช้องค์หนึ่งมาว่า แน่ะ ท่านผู้นิรทุกข์ มาเถิด ท่านจงเข้าไปหาท่าน พระมหาโมคคัลลานะจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วจงกล่าวกะท่านพระมหาโมค- คัลลานะอย่างนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้นิรทุกข์ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาค เจ้าพระองค์นั้น แม้องค์อื่น ๆ ที่มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก เหมือนกับ ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ท่านพระกัสสปะ ท่านพระกัปปินะ และท่าน พระอนุรุทธะ ยังมีอยู่หรือ. พรหมปาริสัชชะนั้นรับคำของพรหมนั้นว่า อย่างนั้นท่านผู้นิรทุกข์ แล้วเข้าไปหาท่านพระมหาโมคลัลลานะจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้วได้กล่าวกะท่านพระมหาโมคคัลลานะดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านพระ- โมคคัลลานะผู้นิรทุกข์ สาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า แม้องค์อื่นๆ ที่มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมากเหมือนท่านพระโมคคัลลานะ พระกัสสปะ พระกัปปินะ พระอนุรุทธะ ยังมีอยู่หรือ. ลำดับนั้นแล ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้กล่าวกะพรหมปาริสัชชะ นั้นด้วยคาถาว่า พระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ ได้วิชชา ๓ บรรลุอิทธิญาณ ฉลาดในเจโตปริยญาณ ยังมีอยู่เป็นอันมาก. ลำดับนั้นแล พรหมปาริสัชชะนั้นชื่นชมยินดีอนุโมทนาภาษิตของ ท่านพระมหาโมคคัลลานะแล้ว เข้าไปหาพรหมนั้นจนถึงที่อยู่ ครั้นแล้ว
หน้า 474 ข้อ 400
ได้กล่าวคำนี้กะพรหมนั้นว่า ท่านผู้นิรทุกข์ ท่านพระมหาโมคคัลลานะได้ กล่าวอย่างนี้ว่า พระสาวกของพระพุทธเจ้าผู้เป็นพระอรหันตขีณาสพ ได้วิชชา ๓ บรรลุอิทธิญูาณ ฉลาดในเจโตปริยญาณ ยังมีอยู่เป็นจำนวนมาก. พรหมปาริสัชชะได้กล่าวคำนี้แล้ว และพรหมนั้นมีใจยินดี ชื่นชม ภาษิตของพรหมปาริสัชชะนั้น ฉะนี้แล. ท่านหมายเอาเรื่องดังกล่าวมานี้ จึงกล่าวว่า ก็ข้อความนี้พึงแสดง โดยพกพรหมสูตร ดังนี้. ด้วยบทว่า มหาเนรุโน กูฏํ นี้ ท่านกล่าวถึงขุนเขาสิเนรุทั้งสิ้น ทีเดียว โดยจุดเด่นคือยอด. บทว่า วิโมกฺเขน อผสฺสยิ อธิบายว่า บรรลุด้วยความรู้ยิ่งอันเป็นที่อาศัยแห่งฌานและวิโมกข์. บทว่า วนํ ได้ แก่ชมพูทวีป. จริงอยู่ ชมพูทวีปนั้น ท่านเรียกว่า วนะ เพราะมีวนะ คือป่ามาก. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า เป็นใหญ่แห่งชมพูทวีป. บทว่า ปุพฺพวิเทหานํ ได้แก่ สถานที่แห่งปุพพวิเทหทวีป อธิบายว่า ทวีปปุพพวิเทหะ. บทว่า เย จ ภูมิสยา นรา ความว่า พวกมนุษย์ ชาวอปรโดยานกทวีป อุตตรกุรุกทวีป ชื่อว่า คนผู้นอนบนแผ่นดิน. จริงอยู่ คนเหล่านั้น ท่านเรียกว่า ภูมิสยะ ผู้นอนบนแผ่นดิน เพราะ ไม่มีบ้านเรือน. เชื่อมความว่า คนทั้งหมดแม้นั้นไม่บรรลุ. ก็ข้อความ นี้ พึงแสดงโดยการทรมานนันโทปนันทนาคราช :- ได้ยินว่า สมัยหนึ่ง ท่านอนาถบิณฑิกคฤหบดี ได้ฟังพระธรรม- เทศนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วจึงทูลนิมนต์ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
หน้า 475 ข้อ 400
พรุ่งนี้ขอพระองค์กับภิกษุ ๕๐๐ โปรดรับภิกษาหารในเรือนของข้าพระ- องค์เถิด พระเจ้าข้า แล้วได้หลีกไป, ก็วันนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงตรวจดูหมื่นโลกธาตุในเวลาใกล้รุ่ง พญานาคนามว่านันโทปนันทะ มาสู่คลองในหน้าแห่งพระญาณ. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงรำพึงว่า นาค- ราชนี้มาสู่คลองในหน้าพระญาณของเรา อะไรหนอจักเกิดมี ก็ได้ทรง เห็นอุปนิสัยแห่งสรณคมน์ จึงทรงรำพึง (ต่อไปอีก) ว่า นาคราชนี้ เป็นมิจฉาทิฏฐิ ไม่เลื่อมใสในพระรัตนตรัย ใครหนอจะพึงปลดเปลื้อง นาคราชนี้จากมิจฉาทิฏฐิได้ ก็ได้ทรงเห็นพระโมคคัลลานะ. แต่นั้น เมื่อราตรีสว่างแล้ว พระองค์ทรงกระทำการปฏิบัติ พระสรีระแล้ว จึงตรัสเรียกท่านพระอานนท์มาว่า อานนท์ เธอจง บอกแก่ภิกษุ ๕๐๐ ว่า พระตถาคตจะเสด็จจาริกไปยังเทวโลก. ก็วัน นั้น พวกนาคตระเตรียมภาคพื้นเป็นที่มาดื่ม (โรงดื่มสุรา) เพื่อ นันโทปนันทนาคราช. นันโทปนันทราคราชนั้น อันพวกนาคกางกั้น ด้วยเศวตฉัตรทิพย์ นพรัตนบัลลังก์ทิพย์ ห้อมล้อมด้วยนักฟ้อน ๓ พวก และนาคบริษัท นั่งมองดูชนิดแห่งข้าวและน้ำที่เขาจัดวางไว้ในภาชนะ ทิพย์ทั้งหลาย. ลำดับนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกระทำให้นาคราช เห็น เสด็จบ่ายพระพักตร์ไปยังดาวดึงส์เทวโลก พร้อมด้วยภิกษุ ๕๐๐ โดยเฉพาะทางยอดวิมานของนาคราชนั้น. ก็สมัยนั้นแล นันโทปนันทนาคราชเกิดความเห็นอันชั่วช้า เห็น ปานนี้ขึ้นว่า พวกสมณะหัวโล้นเหล่านี้ เข้า ๆ ออก ๆ ยังที่อยู่ของพวก เทพดาวดึงส์ โดยทางเบื้องบนที่อยู่ของพวกเรา คราวนี้ ตั้งแต่บัดนี้ ไปเราจะไม่ให้พวกสมณะเหล่านี้โปรยขี้ตีนลงบนหัวของเราแล้วไป จึงลุก
หน้า 476 ข้อ 400
ขึ้นไปยังเชิงเขาสิเนรุ ละอัตภาพนั้น เอาขนดวงรอบเขาสิเนรุ ๗ รอบ แล้วแผ่พังพานข้างบน เอาพังพานคว่ำลงงำเอาภพดาวดึงส์ไว้ ทำให้มอง ไม่เห็น. ลำดับนั้นแล ท่านพระรัฏฐปาลได้กราบทูลคำนี้กะพระผู้มีพระภาค เจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เมื่อก่อน ข้าพระองค์ยืนอยู่ตรงประเทศนี้ มองเห็นเขาสิเนรุ เห็นวงขอบเขาสิเนรุ เห็นภพดาวดึงส์ เห็นเวชยันต- ปราสาท เห็นธงเบื้องบนเวชยันตปราสาท, ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุ อะไรหนอ ปัจจัยอะไรหนอ ซึ่งเป็นเหตุให้ข้าพระองค์ไม่เห็นภูเขา สิเนรุ ฯ ล ฯ ไม่เห็นธงเบื้องบนเวชยันตปราสาท ในบัดนี้. พระผู้มี- พระภาคเจ้าตรัสบอกว่า รัฏฐปาละ นาคราชชื่อว่า นันโทปนันทะนี้ โกรธพวกเธอจึงเอาขนดหางวงรอบเขาสิเนรุ ๗ รอบ เอาพังพานปิด ข้างบนกระทำให้มืดมิดอยู่. รัฏฐปาละทูลว่า ข้าพระองค์ขอทรมานนาคราช ตนนั้น พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าไม่ทรงอนุญาต. ลำดับนั้นแล ภิกษุแม้ทั้งหมดก็ลุกขึ้นโดยลำดับ คือ ท่านพระภัททิยะ ท่านพระราหุล พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ทรงอนุญาต. ในที่สุด พระมหาโมคคัลลานะเถระ กราบทูลว่า ข้าพระองค์ขอ ทรมานนาคราชนั้น พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตว่า โมคคัลลานะ เธอจงทรมาน. พระเถระเปลี่ยนอัตภาพนิรมิตเป็นรูป นาคราชใหญ่ เอาขนดหางวงรอบนันโทปนันทนาคราช ๑๔ รอบ วาง พังพานของตนลงบนยอดพังพานของนันโทปนันทนาคราชแล้ว กดเข้ากับ เขาสิเนรุ. นาคราชบังหวนควัน. พระเถระกล่าวว่า จะมีแต่ควันใน ร่างกายของท่านเท่านั้นก็หามิได้ แม้ของเราก็มี แล้วจึงบังหวนควัน.
หน้า 477 ข้อ 400
ควันของนาคราชไม่เบียดเบียนพระเถระ แต่ควันของพระเถระเบียดเบียน นาคราช. ลำดับนั้น นาคราชจึงโพลงไฟ. ฝ่ายพระเถระกล่าวว่า จะมี แต่ไฟในร่างกายของท่านเท่านั้นก็หาไม่ แม้ของเราก็มี จึงโพลงไฟ. ไฟของนาคราชไม่เบียดเบียนพระเถระ แต่ไฟของพระเถระเบียดเบียน นาคราช. นาคราชคิดว่า พระองค์นี้กดเราเข้ากับเขาสิเนรุ แล้วบังหวน ควันและทำให้ไฟโพลง จึงสอบถามว่า ผู้เจริญ ท่านเป็นใคร. พระเถระ ตอบว่า นันทะ เราแหละคือโมคคัลลานะ. นาคราชกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ท่านจงดำรงอยู่โดยภิกขุภาวะของตนเถิด. พระเถระจึงเปลี่ยนอัตภาพนั้น แล้วเข้าไปทางช่องหูขวาของนาค- ราชนั้น แล้วออกทางช่องหูซ้าย เข้าทางช่องหูซ้ายแล้วออกทางช่องหู ขวา. อนึ่ง เข้าทางช่องจมูกขวา ออกทางช่องจมูกซ้าย เข้าทางช่อง จมูกซ้ายแล้วออกทางช่องจมูกขวา. ลำดับนั้น นาคราชได้อ้าปาก. พระเถระจึงเข้าทางปากแล้วเดินจงกรมอยู่ภายในท้อง ทางด้านทิศตะวัน ออกบ้าง ด้านทิศตะวันตกบ้าง. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะ เธอจงใส่ใจ นาคมีฤทธิ์มากนะ. พระเถระกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ อิทธิบาท ๔ ข้าพระองค์เจริญแล้ว กระทำให้มากแล้ว กระทำ ให้เป็นดุจยาน กระทำให้เป็นดุจวัตถุที่ตั้ง ตั้งมั่นแล้ว สั่งสมไว้แล้ว ปรารภไว้ดีแล้ว. นันโทปนันทะจงยกไว้เถิด พระเจ้าข้า, นาคราชเช่น กับนันโทปนันทะ ตั้งร้อยก็ดี ตั้งพันก็ดี ตั้งแสนก็ดี ข้าพระองค์ก็พึง ทรมานได้. นาคราชคิดว่า เมื่อตอนเข้าไป เราไม่ทันเห็น ในเวลาออกใน บัดนี้ เราจักใส่เขาในระหว่างเขี้ยวแล้วเคี้ยวกินเสีย ครั้นคิดแล้วจึงกล่าว
หน้า 478 ข้อ 400
ว่า ขอท่านจงมาเถิดขอรับ อย่าเดินไป ๆ มา ๆ ในภายในท้อง ทำ ข้าพเจ้าให้ลำบากเลย. พระเถระได้ออกไปยืนข้างนอก. นาคราชเห็นว่า นี้คือเขาละ จึงพ่นลมทางจมูก. พระเถระเข้าจตุตถฌาน แม้ขุมขนของ พระเถระ ลนก็ไม่สามารถทำให้ไหวได้. นัยว่า ภิกษุทั้งหลายที่เหลือ สามารถทำปาฏิหาริย์ทั้งมวลได้ จำเดิมแต่ต้น แต่พอถึงฐานะนี้ จักไม่ สามารถสังเกตได้รวดเร็วอย่างนี้แล้วเข้าสมาบัติ เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงไม่ทรงอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นทรมานนาคราช. นาคราชคิดว่า เราไม่สามารถเพื่อจะทำแม้ขุมขนของสมณะนี้ให้ ไหวได้ด้วยลมจมูก สมณะนั้นมีฤทธิ์มาก, พระเถระจึงละอัตภาพนิรมิต รูปครุฑ แสดงลมครุฑไล่ติดตามนาคราชไป, นาคราชจึงละอัตภาพนั้น นิรมิตรูปมาณพน้อยแล้วกล่าวว่า ท่านผู้เจริญ กระผมขอถึงท่านเป็น สรณะ ไหว้เท้าพระเถระ, พระเถระกล่าวว่า นันทะ พระศาสดาเสด็จ มาแล้ว ท่านจงมา พวกเราจักได้ไป. ท่านทรมานนาคราชทำให้หมด พยศแล้วได้พาไปยังสำนักของพระศาสดา. นาคราชถวายบังคมพระผู้มี- พระภาคเจ้าแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ขอถึง พระองค์เป็นสรณะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านจงเป็นสุขเถิด นาคราช ดังนี้แล้ว อันหมู่ภิกษุห้อมล้อม ได้เสด็จไปยังนิเวศน์ของท่าน อนาถบิณฑฑิกเศรษฐี. ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลถามว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เหตุไร พระองค์จึงเสด็จมาสาย. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะและ นันโทปนันทะได้ทำสงครามกัน . ท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลว่า ก็ใคร แพ้ ใครชนะ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โมคคัลลานะ
หน้า 479 ข้อ 400
ชนะ นันทะแพ้. อนาถบิณฑิกเศรษฐีทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงรับภัตตาหารของข้าพระองค์ตามลำดับแห่ง เดียวตลอด ๗ วัน ข้าพระองค์จักกระทำสักการะแก่พระเถระ ๗ วัน แล้วได้กระทำมหาสักการะแก่ภิกษุ ๕๐๐ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พึงแสดงเนื้อความโดยการทรมาน นันโทปนันทนาคราช. บทว่า โย เอตมภิชานาติ ความว่า ย่อมรู้วิโมกข์ตามที่กล่าวนี้ ด้วยอำนาจกระทำการถูกต้อง. บทว่า น เว อคฺคิ เจตยติ อหํ พาลํ ฑหามิ ความว่า ไฟ ย่อมไม่จงใจอย่างนี้ คือย่อมไม่กระทำประโยคคือความพยายามเพื่อจะเผา แต่คนพาลคิดว่า ไฟนี้มีความร้อนน้อย จึงถูกต้องไฟที่ลุกโพลงประหนึ่ง ว่าจะไม่ดับ จึงถูกไฟไหม้ ดูก่อนมาร พวกเราก็เหมือนอย่างนั้นนั่นแล ประสงค์จะแผดเผา ประสงค์จะเบียดเบียนหามิได้ แต่ท่านนั่นแหละ มากระทบกระทั่งพระอริยสาวกผู้เช่นกับกองไฟ ชื่อว่า ผู้มาแล้วอย่างนั้น เพราะอรรถว่า มีการมาอย่างนั้นเป็นต้น จักเผาตนเอง คือจักไม่พ้นจาก ทุกข์อันเกิดจากการแผดเผา. บทว่า อปุญฺํ ปสวติ แปลว่า ย่อมได้เฉพาะบาปมิใช่บุญ. บทว่า น เม ปาปํ วิปจฺจติ ความว่า บาปยังไม่ให้ผลแก่เรา ดูก่อน มาร เหตุไรหนอ ท่านจึงสำคัญอย่างนี้ว่า บาปนี้ไม่มี. บทว่า กโรโต เต จียเต ปาปํ ความว่า บาปที่ท่านกระทำ อยู่โดยส่วนเดียว ย่อมเข้าไปก่อความฉิบหาย ความทุกข์ตลอดกาลนาน. บทว่า มาร นิพฺพินฺท พุทฺธมฺหา ความว่า ท่านจงเบื่อหน่าย คือ
หน้า 480 ข้อ 400
เหนื่อยหน่ายกรรมของผู้อื่น จากพุทธสาวกผู้ตรัสรู้อริยสัจ ๔. บทว่า อาสํ มากาสิ ภิกฺขุสุ ความว่า ท่านอย่าได้ทำความหวังนี้ว่า เราทำ ร้าย คือเบียดเบียนภิกษุทั้งหลาย. บทว่า อิติ แปลว่า อย่างนั้น. บทว่า มารํ อตชฺเชสิ ความว่า ท่านพระมหาโมคคัลลานะเถระกล่าวว่า ดูก่อนมาร ท่านจงเหนื่อย หน่าย ฯ ล ฯ ในภิกษุทั้งหลาย. บทว่า เภสกฬาวเน ได้แก่ ในป่าอัน มีชื่ออย่างนี้. บทว่า ตโต ได้แก่ เหตุคุกคาม. บทว่า โส ทุมฺมโน ยกโข ความว่า มารนั้นเสียใจได้หายไปในที่นั้นนั่นแหละ. คือได้ถึง การมองไม่เห็น, ก็คาถานี้ท่านตั้งไว้ในคราวสังคายนาพระธรรมวินัย. ก็คำใดในที่นี้ท่านไม่จำแนกความไว้ในระหว่าง ๆ คำนั้นง่ายทั้งนั้น เพราะ อรรถว่ามีนัยดังกล่าวไว้ในหนหลัง. พระมหาเถระนี้ คุกคามมารอย่างนี้แล้ว ได้กระทำอุปการะแก่ เหล่าสัตว์ไม่ทั่วไปกับพระสาวกอื่น ๆ เช่นเที่ยวไปในเทวดา และเที่ยว ไปในนรกเป็นต้น ในเวลาหมดอายุก็ปรินิพพานไป และเมื่อจะปรินิพพาน แม้จะได้ตั้งปณิธานไว้ที่ใกล้บาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี ตั้ง แต่นั้นได้กระทำบุญอันใหญ่ยิ่งไว้ในภพนั้น ๆ ดำรงอยู่ในที่สุดแห่งสาวก- บารมี ก็ถูกพวกโจรที่เหล่าเดียรถีย์ส่งไปเบียดเบียน เพราะกรรมเก่า ที่ตั้งขึ้นด้วยอำนาจบาปกรรมที่ทำไว้ในระหว่าง กระทำความลำบากแก่ ร่างกายมิใช่น้อย จึงได้ปรินิพพาน. ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ใน อปทานว่า๑ :- ๑. ขุ. อ. ๓๒/ข้อ ๔.
หน้า 481 ข้อ 400
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าอโนมทัสสี เป็น พระโลกเชษฐ์ เป็นนระผู้องอาจ อันเทวดาและภิกษุ สงฆ์แวดล้อม ประทับอยู่ ณ ภูเขาหิมวันต์. พระผู้มี- พระภาคเจ้าผู้ทรงเป็นพระชินเจ้า เสด็จลงจากภูเขา หิมวันต์นั้นแล้วเสด็จเที่ยวจาริกไป ทรงอนุเคราะห์หมู่ สัตว์เสด็จเข้าถึงกรุงพาราณสี. พระมหามุนีผู้นำโลก แวดล้อมด้วยพระขีณาสพ ๑,๐๐๐ ทรงส่องทิศทั้งปวงให้ สว่างไสวไพโรจน์. ในคราวนั้น เราเป็นคฤหบดีอันสหายผู้มีมหิทธิฤทธิ์ นามว่าสรทะส่งไป ได้เข้ารูปเฝ้าพระศาสดา. ครั้นแล้ว ได้ทูลนิมนต์พระตถาคตสัมพุทธเจ้านำเสด็จไปยังที่อยู่ ของตน ทำการบูชาพระมหามุนีอยู่, เวลานั้นเรายัง พระมหาวีรเจ้าผู้ประเสริฐกว่าเทวดา เป็นนระผู้องอาจ ผู้เสด็จเข้ามาพร้อมทั้งภิกษุสงฆ์ ให้อิ่มหนำด้วยข้าวและ น้ำ. พระมหาวีรเจ้าผู้เป็นพระสยัมภูอัครบุคคลทรงอนุ- โมทนาแล้ว ประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ได้ตรัส พระคาถาเหล่านี้ว่า ผู้ใดได้บูชาพระสงฆ์และได้บูชา พระพุทธเจ้าผู้นายกของโลก ด้วยจิตอันเลื่อมใส ผู้นั้น จักไปสู่เทวโลก จักเสวยเทวรัชสมบัติ ๗๗ ครั้ง จัก เสวยราชสมบัติในแผ่นดิน ครอบครองพสุธา ๑๐๘ ครั้ง
หน้า 482 ข้อ 400
และจักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๕ ครั้ง โภคสมบัติอันนับ ไม่ถ้วนจักบังเกิดแก่ผู้นั้นในขณะนั้น. ในกัปอันนับไม่ ได้แต่กัปนี้ พระศาสดาพระนามว่าโคตมะโดยพระโคตร ซึ่งสมภพในวงศ์ของพระเจ้าโอกกากราช จักอุบัติขึ้นใน โลก ผู้นั้นเคลื่อนจากนรกแล้ว จักถึงความเป็นมนุษย์ จักเป็นบุตรพราหมณ์ มีนามว่า โกลิตะ ภายหลังอัน กุศลมูลกระตุ้นเตือนแล้วเขาจักออกบวช จักได้เป็นพระ- สาวกองค์ที่สองของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม. จักปรารภความเพียร มีใจสงบถึงความยอดเยี่ยมแห่ง ฤทธิ์ กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะจัก ปรินิพพาน. เราอาศัยมิตรชั่ว ตกอยู่ในอำนาจของกามราคะ มี ใจอันโทษประทุษร้ายแล้ว ได้ฆ่ามารดาและบิดา. เรา เข้าถึงกำเนิดใด ๆ จะเป็นนรกหรือมนุษย์ก็ตาม เพราะ ความเป็นผู้พรั่งพร้อมด้วยกรรมอันลามก ต้องเป็นผู้มี ศีรษะแตกตาย นี้เป็นผลกรรมครั้งสุดท้ายของเรา ภพ สุดท้ายย่อมดำเนินไป ผลกรรมเช่นนี้จักมีแก่เราในเวลา ใกล้จะตายแม้ในที่นี้. เราหมั่นประกอบในวิเวก ยินดีในสมาธิภาวนา กำหนดรู้อาสวะทั้งปวงแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่. แม้ แผ่นดินอันลึกซึ้งหนา ใคร ๆ กำจัดได้ยาก เราผู้ถึง
หน้า 483 ข้อ 400
ความยอดเยี่ยมแห่งฤทธิ์ พึงทำให้ไหวได้ด้วยนิ้วหัวแม่มือ ซ้าย. เราไม่เห็นอัสมิมานะ เราไม่มีมานะ เรากระทำ ความเคารพยำเกรง แม้ที่สุดในสามเณร. ในกัปอันประมาณมิได้แต่กัปนี้ เราสั่งสมกรรมใด เราได้บรรลุถึงภูมิแห่งกรรมนั้น เป็นผู้ถึงความสิ้นอาสวะ แล้ว. คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ ฯ ล ฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้าเราได้ทำเสร็จแล้ว ฉะนี้แล. จบอรรถกถามหาโมคคัลลานเถรคาถา จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา สัฏฐินิบาต.
หน้า 484 ข้อ 401
เถรคาถา มหานิบาต ๑. วังคีสเถรคาถา ว่าด้วยคาถาของพระวังคีสเถระ พระวังคีสเถระ เมื่อบวชแล้วใหม่ ๆ ได้เห็นสตรีหลายคนล้วนแต่ แต่งตัวเสียงดงาม พากันไปวิหาร ก็เกิดความกำหนัดยินดี เมื่อบรรเทา ความกำหนัดยินดีได้แล้ว จึงได้กล่าวคาถา ๙ คาถาสอนตนเอง ความว่า [๔๐๑] ความตรึกทั้งหลาย กับความคะนองอย่างเลวทราม เหล่านี้ได้ครอบงำเราผู้ออกบวชเป็นบรรพชิต เหมือนกับ บุตรของคนสูงศักดิ์ซึ่งมีธนูมาก ทั้งได้ศึกษาวิชาธนูศิลป์ มาอย่างเชี่ยวชาญ ยิงลูกธนูมารอบ ๆ ตัวเหล่าศัตรู ผู้ หลบหลีกไม่ทันตั้งพันลูกฉะนั้น. ถึงแม้หญิงจะมามากยิ่ง กว่านี้ ก็จักทำการเบียดเบียนเราไม่ได้ เพราะเราได้ตั้ง อยู่ในธรรมเสียแล้ว ด้วยว่าเราได้สดับทางอันเป็นที่ให้ ถึงนิพพานของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระ- อาทิตย์อย่างชัดแจ้ง ใจของเราก็ยินดีในทางนั้นแน่นอน ดูก่อนมารผู้ชั่วร้าย ถ้าท่านยังเข้ามารุกรานเราผู้เป็นอยู่ อย่างนี้ ท่านก็จะไม่ได้เห็นทางของเราตามที่เราทำไม่ให้ ท่านเห็น. ภิกษุควรละความไม่ยินดี ความยินดี และความตรึก อันเกี่ยวกับบุตรและภรรยาเป็นต้นเสียทั้งหมดแล้ว ไม่ ควรจะทำตัณหาดังป่าชัฏในที่ไหน ๆ อีก เพราะไม่มี
หน้า 485 ข้อ 401
ตัณหาดังป่าชัฏ ชื่อว่าเป็นภิกษุ. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัยแผ่นดินก็ดี อยู่ในอากาศก็ดี และมีอยู่ใต้แผ่นดิน ก็ดี เป็นของไม่เที่ยงล้วนแต่คร่ำคร่าไปทั้งนั้น ผู้ที่แทง ตลอดอย่างนี้แล้ว ย่อมเที่ยวไปเพราะเป็นผู้หลุดพ้น ปุถุ- ชนทั้งหลายหมกมุ่นพัวพันอยู่ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง โผฏฐัพพะที่มากระทบ และอารมณ์ที่ได้ทราบ ภิกษุควร เป็นผู้ไม่หวั่นไหว กำจัดความพอใจในเบญจกามคุณ เหล่านี้เสีย เพราะผู้ใดไม่ติดอยู่ในกามคุณเหล่านี้ บัณฑิต ทั้งหลายกล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนี. มิจฉาทิฏฐิซึ่งอิงอาศัยทิฏฐิ ๖๒ ประการ เป็นไปกับด้วยความตรึก อันไม่เป็นธรรม ตั้งลงมั่น ในความเป็นปุถุชน. ในกาลไหน ๆ ผู้ใดไม่ เป็นไปในอำนาจของกิเลส ทั้งไม่กล่าวถ้อยคำหยาบคาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ. ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีใจมั่นคงมา นมนานแล้ว ไม่ลวงโลก มีปัญญารักษาตน ไม่มีความ ทะเยอทะยาน เป็นมุนี ได้บรรลุสันติบทแล้ว หวังคอย เวลาเฉพาะปรินิพพาน. เมื่อพระวังคีสเถระกำจัดมานะที่เป็นไปแก่ตนไว้แล้ว เพราะอาศัย คุณสมบัติ คือความมีไหวพริบของตน จึงได้กล่าวคาถา ๔ คาถาต่อไปอีก ความว่า ดูก่อนท่านผู้สาวกของพระโคดม ท่านจงละทิ้งความ เย่อหยิ่งเสีย จงละทิ้งทางแห่งความเย่อหยิ่งให้หมดเสีย
หน้า 486 ข้อ 401
ด้วย เพราะผู้หมกมุ่นอยู่ในทางแห่งความเย่อหยิ่ง จะ ต้องเดือดร้อนอยู่ตลอดกาลช้านาน. หมู่สัตว์ผู้ยังมีความ ลบหลู่คุณท่าน ถูกมานะกำจัดแล้วไปตกนรก หมู่ชนคน กิเลสหนา ถูกความทะนงตัวกำจัดแล้ว พากันตกนรก ต้องเศร้าโศกอยู่ตลอดกาลนาน กาลบางครั้ง ภิกษุปฏิบัติ ชอบแล้ว ชนะกิเลสด้วยมรรค จึงไม่ต้องเศร้าโศก ยังกลับ ได้เกียรติคุณ และความสุข บัณฑิตทั้งหลายเรียกภิกษุ ผู้ปฏิบัติชอบอย่างนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม. เพราะเหตุนั้น ภิกษุในศาสนานี้ไม่ควรมีกิเลสเครื่องตรึงใจ ควรมีแต่ ความเพียรชอบ ละนิวรณ์แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ และละ มานะโดยไม่เหลือแล้ว เป็นผู้สงบระงับ บรรลุที่สุดแห่ง วิชชาได้. ข้าพเจ้าเร่าร้อนเพราะกามราคะ และจิตใจ ของข้าพเจ้าก็เร่าร้อนเพราะกามราคะเหมือนกัน ดูก่อน ท่านผู้สาวกของพระโคดม ขอพระคุณจงกรุณาบอกธรรม เครื่องดับความเร่าร้อนด้วยเถิด. ท่านพระอานนทเถระกล่าวคาถา ความว่า จิตของท่านเร่าร้อนก็เพราะความสำคัญผิด เพราะ- ฉะนั้น ท่านจงละทิ้งนิมิตอันงามซึ่งประกอบด้วยราคะเสีย ท่านจงอบรมจิตให้มีอารมณ์อันเดียว ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ด้วยการพิจารณาสิ่งทั้งปวงว่าเป็นของไม่สวยงาม จง อบรมกายคตาสติ จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย
หน้า 487 ข้อ 401
ท่านจงเจริญอนิมิตคานุปัสสนา จงตัดอนุสัยคือมานะเสีย แต่นั้นท่านจักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไป เพราะละมานะ เสียได้. คราวหนึ่ง พระวังคีสเถระเกิดความปลาบปลื้มใจในสุภาษิตสูตร ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้แล้ว จึงกราบทูลขึ้นในที่เฉพาะพระ- พักตร์ด้วยคาถา ๔ คาถา ความว่า บุคคลควรพูดแต่วาจา ที่ไม่ยังตนให้เดือดร้อนเท่านั้น อนึ่ง วาจาใดที่ไม่เบียดเบียนคนอื่น วาจานั้นแลเป็นวาจา สุภาษิต บุคคลควรพูดแต่วาจาที่น่ารักใคร่ ทั้งเป็นวาจา ที่ทำให้ร่าเริงได้ ไม่พึงยึดถือวาจาชั่วช้าของคนอื่น พึง กล่าวแต่วาจาอันเป็นที่รัก คำสัตย์แลเป็นวาจาไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของเก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในคำสัตย์ ทั้งที่เป็นอรรถเป็นธรรม พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด เป็นพระวาจาปลอดภัย เป็นไปเพื่อบรรลุนิพพาน เพื่อทำ ซึ่งที่สุดแห่งทุกข์ พระวาจานั้นแลเป็นวาจาสูงสุดกว่า วาจาทั้งหลาย. ครั้งหนึ่ง พระวังคีสเถระกล่าวคาถา ๓ คาถา ด้วยอำนาจสรรเสริญ พระสารีบุตรเถระ ความว่า ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาลึกซึ่ง เป็นนักปราชญ์ เป็น ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง มีปัญญามากแสดงธรรมแก่ ภิกษุทั้งหลาย ย่อบ้าง พิสดารบ้าง เสียงของท่านผู้กำลัง
หน้า 488 ข้อ 401
แสดงธรรมอยู่ไพเราะ เหมือนกับเสียงนกสาริกา มี ปฏิภาณปรากฏรวดเร็ว เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร เมื่อท่านแสดงธรรมด้วยเสียงอันน่ายินดี น่าสดับฟัง ไพเราะจับใจ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำอันไพเราะ ก็มีใจ ร่าเริงเบิกบาน พากันตั้งใจฟัง. ในวันเทศนาพระสูตรเนื่องในวันปวารณา ครั้งหนึ่ง พระวังคีส- เถระเห็นพระบรมศาสดาซึ่งกำลังประทับอยู่ มีภิกษุหมู่ใหญ่ห้อมล้อม จึง กล่าวคาถาชมเชยพระองค์ขึ้น ๔ คาถา ความว่า วันนี้วัน ๑๕ ค่ำ เป็นวันปวารณาวิสุทธิ์ ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมาประชุมกัน ล้วนแต่เป็นผู้ตัดเครื่องเกาะเกี่ยว ผูกพันเสียได้สิ้น ไม่มีความทุกข์ สิ้นภพสิ้นชาติแล้ว เป็นผู้แสวงหาคุณธรรมอันประเสริฐทั้งนั้น พระเจ้าจักร- พรรดิมีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเลียบแผ่นดินอัน ไพศาลนี้ มีมหาสมุทรเป็นอาณาเขตไปรอบ ๆ ได้ฉันใด พระสาวกทั้งหลายผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราชได้แล้ว พา กันเข้าไปห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงชนะสงคราม แล้ว ผู้นำพวกชั้นเยี่ยมฉันนั้น พระสาวกทั้งมวลล้วนแต่ เป็นพุทธชิโนรส ก็ในพระสาวกเหล่านี้ไม่มีความว่างเปล่า จากคุณธรรมเลย ข้าพระองค์ขอถวายบังคมพระองค์ผู้ เผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้ทรงประหารลูกศร คือตัณหา ได้แล้ว.
หน้า 489 ข้อ 401
ครั้งหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระได้กล่าวคาถา ๔ คาถา ชมเชยพระ- ผู้มีพระภาคเจ้า ซึ่งกำลังทรงแสดงธรรมอันเกี่ยวกับเรื่องนิพพานแก่ภิกษุ ทั้งหลาย ความว่า ภิกษุมากกว่าพัน ได้เข้าไปเฝ้าพระสุคตเจ้าผู้กำลัง ทรงแสดงธรรมอันปราศจากธุลี คือนิพพานอันไม่มีภัย แต่ที่ไหน ๆ ภิกษุทั้งหลายก็พากันตั้งใจฟังธรรมอัน ไพบูลย์ ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าอันหมู่ภิกษุสงฆ์ห้อมล้อม เป็นสง่างาม แท้หนอ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่านาคะ ผู้ ประเสริฐ ทรงเป็นพระฤาษีสูงสุดกว่าบรรดาฤาษี คือ พระสาวกและพระปัจเจกพุทธเจ้า ทรงโปรยฝนอมฤต- ธรรมรดพระสาวกทั้งหลาย คล้ายกับฝนห่าใหญ่ฉะนั้น ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระวังคีสสาวกของพระองค์ออก จากที่พักกลางวัน มาถวายบังคมพระยุคลบาทของพระ- องค์อยู่ ด้วยประสงค์จะเฝ้าพระองค์. คราวหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงสดับภิกษุทั้งหลายสนทนากันว่า พระวังคีสะไม่ตั้งใจจะศึกษาเล่าเรียน พระองค์จึงตรัสพระคาถา ๔ พระ- คาถา ความว่า พระวังคีสะครอบงำทางผิดแห่งกิเลสมารได้แล้ว ทั้ง ทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจได้สิ้นแล้ว จึงเที่ยวไปอยู่ เธอ ทั้งหลายจงดูพระวังคีสะผู้ปลดเปลื้องเครื่องผูกเสียแล้ว ผู้
หน้า 490 ข้อ 401
อันตัณหามานะทิฏฐิไม่อิงแอบเลย ทั้งจำแนกธรรมเป็น ส่วน ๆ ได้ด้วยนั้น เป็นตัวอย่างเถิด พระวังคีสะได้บอก ทางไว้หลายประการ เพื่อให้ข้ามห้วงนำคือกามเป็นต้น เสีย ก็ในเมื่อพระวังคีสะได้บอกทางอันไม่ตายนั้นไว้ให้ แล้ว ภิกษุทั้งหลายที่ได้ฟังแล้ว ก็ควรเป็นผู้ตั้งอยู่ในความ เป็นผู้เห็นธรรม ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนในธรรม. พระ- วังคีสะเป็นผู้ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น แทงตลอดแล้วซึ่ง ธรรมฐิติทั้งปวง ได้เห็นพระนิพพาน แสดงธรรมอันเลิศ ตามกาลเวลาได้อย่างฉับพลัน เพราะรู้มาเอง และทำให้ แจ้งมาเอง. เมื่อพระวังคีสะแสดงธรรมด้วยดีแล้วอย่างนี้ จะประมาทอะไรต่อธรรมของท่านผู้รู้แจ้งเล่า เพราะเหตุ นั้นแหละ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสอนของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจศึกษาไตรสิกขาด้วย ปฏิปทาอันเลิศในกาลทุกเมื่อเถิด. ครั้งหนึ่ง พระวังคีสเถระ กล่าวคาถาชมเชยท่านพระอัญญาโกณ- ฑัญญะ ๓ คาถา ความว่า พระอัญญาโกณฑัญญเถระ เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระ- พุทธเจ้า มีความเพียรอย่างแก่กล้า ได้วิเวกอันเป็นธรรม เครื่องอยู่ เป็นสุขเป็นนิตย์ สิ่งใดที่พระสาวกผู้กระทำ ตามคำสอนของพระศาสดาพึงบรรลุ สิ่งนั้นทั้งหมด ท่าน
หน้า 491 ข้อ 401
พระอัญญาโกณฑัญญเถระ ผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่ ก็บรรลุ ตามได้แล้ว ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระมีอานุภาพ มาก มีวิชชา ๓ ฉลาดในการรู้จิตของผู้อื่น เป็นทายาท ของพระพุทธเจ้า ได้มาถวายบังคมพระยุคลบาทของ พระบรมศาสดาอยู่. ครั้งหนึ่ง พระวิ่งคีสเถระ เมื่อจะกล่าวชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้า และพระเถระทั้งหลาย มีพระมหาโมคคัลลานเถระเป็นต้น จึงได้กล่าว คาถา ๓ คาถา ความว่า เชิญท่านดูพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึง ฝั่งแห่งความทุกข์ กำลังประทับอยู่เหนือยอดเขากาลสิลา แห่งอิสิคิลิบรรพต มีหมู่สาวกผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราช ได้แล้วนั่งเฝ้าอยู่ พระมหาโมคคัลลานเถระผู้เรื่องอิทธิ- ฤทธิ์มาก ตามพิจารณาดูจิตของภิกษุผู้มหาขีณาสพ เหล่านั้นอยู่ ท่านก็กำหนดได้ว่าเป็นดวงจิตที่หลุดพ้นแล้ว ไม่มีอุปธิ ด้วยใจของท่าน ด้วยประการฉะนี้. ภิกษุ ทั้งหลายจึงได้พากันห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนาม ว่า โคดม ผู้ทรงสมบูรณ์ด้วยพระคุณธรรมทุกอย่าง ทรง เป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึงฝั่งแห่งทุกข์ ทรงเต็มเปี่ยม ด้วยพระอาการเป็นอันมาก. คราวหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระกล่าวคาถาสรรเสริญพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ซึ่งกำลังประทับอยู่ในท่ามกลางสงฆ์หมู่ใหญ่ เทวดาและนาค
หน้า 492 ข้อ 401
นับจำนวนพัน ที่ริมสระโบกขรณีชื่อคัคครา ใกล้เมืองจัมปา ๑ คาถา ความว่า ข้าแต่พระมหามุนีอังคีรส พระองค์ไพโรจน์ล่วงโลก นี้กับทั้งเทวโลกทั้งหมดด้วยพระยศ เหมือนกับพระจันทร์ และพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน สว่างจ้าอยู่บนท้องฟ้า อันปราศจากเมฆหมอกฉะนั้น. คราวหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระพิจารณาดูข้อปฏิบัติที่ตนได้บรรลุ แล้ว เมื่อจะประกาศคุณของตน จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถา ความว่า เมื่อก่อนข้าพระองค์รู้กาพย์กลอน เที่ยวไปในบ้าน โน้นเมืองนี้ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ ได้เห็นพระสัมพุทธ- เจ้าผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์ผู้เป็นมหามุนี เสด็จ ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ข้า- พระองค์ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใส เกิดศรัทธา ข้าพระองค์ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว จึงรู้แจ้งขันธ์ อายตนะ และธาตุแจ่มแจ้งแล้ว ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต พระตถาคตเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นมา เพื่อประโยชน์ แก่สตรีและบุรุษเป็นอันมากหนอ ผู้กระทำตามคำสั่งสอน ของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นมุนีได้ทรงบรรลุโพธิญาณ เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุและภิกษุณี ซึ่งได้บรรลุสัมมัตต- นิยามหนอ พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์
หน้า 493 ข้อ 401
มีพระจักษุทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความดับทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ อันให้ถึงความสงบระงับทุกข์ เพื่อทรงอนุเคราะห์แก่สัตว์ ทั้งปวง อริยสัจธรรมเหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว อย่างไร ข้าพระองค์ก็เห็นอย่างนั้น มิได้เห็นผิดเพี้ยน ไปอย่างอื่น ข้าพระองค์บรรลุประโยชน์ของตนแล้ว ทำ คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จแล้ว การที่ข้าพระองค์ ได้มาในสำนักของพระองค์ เป็นการมาดีของข้าพระองค์ หนอ เพราะข้าพระองค์ได้เข้าถึงธรรมอันประเสริฐ ใน บรรดาธรรมที่พระองค์ทรงจำแนกไว้ดีแล้ว ข้าพระองค์ ได้บรรลุถึงความสูงสุดแห่งอภิญญาแล้ว มีโสตธาตุอัน หมดจด มีวิชชา ๓ ถึงความเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นผู้ ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของผู้อื่น. ครั้งหนึ่ง ท่านพระวังคีสเถระนึกถึงพระนิโครธกัปปเถระ ผู้เป็น พระอุปัชฌาย์ของตน ที่มรณภาพแล้วว่า จะได้สำเร็จนิพพานหรือไม่ จึงกราบทูลถามพระบรมศาสดาด้วย ๑๒ คาถา ความว่า ข้าพระองค์ขอทูลถามพระศาสดา ผู้มีพระปัญญาไม่ ทราบว่า ภิกษุรูปใดมีใจไม่ถูกมานะทำให้เร่าร้อน เป็นผู้ เรืองยศ ตัดความสงสัยในธรรมที่ตนเห็นมาได้แล้ว ได้ มรณภาพลงที่อัคคาฬววิหาร ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ภิกษุรูปนั้นเป็นพราหมณ์มาแต่กำเนิด มีนามตามที่พระ-
หน้า 494 ข้อ 401
องค์ทรงประทานตั้งให้ว่า พระนิโครธกัปปเถระ ผู้มุ่งแต่ ความหลุดพ้น ปรารภความเพียร เห็นธรรมอันมั่นคง ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยะทรงมี พระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งหมดปรารถนาจะ ทราบพระสาวกองค์นั้น โสตของข้าพระองค์ทั้งหลาย เตรียมพร้อมที่จะฟังพระดำรัสตอบ. พระองค์เป็นพระ- ศาสดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย ซึ่งจะหาศาสดาอื่นเทียม เท่ามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ขอ พระองค์ทรงตัดความเคลือบแคลงสงสัย ของข้าพระองค์ ทั้งหลายเถิด และขอได้โปรดตรัสบอกพระนิโครธกัปป- เถระผู้ปรินิพพานไปแล้วแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าแต่พระ- องค์ผู้มีพระจักษุรอบคอบ ขอพระองค์โปรดตรัสบอก ใน ท่ามกลางแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด เหมือนท้าวสักก- เทวราชผู้มีพระเนตรตั้งพัน ตรัสบอกแก่เทวดาทั้งหลาย ฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัดชนิดใดชนิดหนึ่งในโลกนี้ ที่ เป็นทางก่อให้เกิดความหลงลืม เป็นฝ่ายแห่งความไม่รู้ เป็นมูลฐานแห่งความเคลือบแคลงสงสัย กิเลสเครื่อง ร้อยรัดเหล่านั้น พอมาถึงพระตถาคตเจ้าย่อมพินาศไป พระตถาคตเจ้าผู้มีพระจักษุยิ่งกว่านรชนทั้งหลาย ก็ถ้า พระผู้มีพระภาคเจ้า จะเป็นบุรุษชนิดที่ทรงถือเอาแต่เพียง พระกำเนิดมาเท่านั้นไซร้ ก็จะไม่พึงทรงประหารกิเลส
หน้า 495 ข้อ 401
ทั้งหลายได้ คล้ายกับลมที่รำเพยพัดมาครั้งเดียว ไม่อาจ ทำลายกลุ่มหมอกที่หนาได้ฉะนั้น โลกทั้งปวงที่มืดอยู่ แล้ว ก็จะยิ่งมืดหนักลง ถึงจะมีสว่างมาบ้าง ก็ไม่สุกใส ได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้กระทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงปรีชา เหตุนั้น ข้าพระองค์จึงขอเข้า ถึงพระองค์ ผู้ที่ข้าพระองค์เข้าใจว่าทรงทำแสงสว่างให้ เกิดขึ้นได้เองเช่นนั้น ผู้เห็นแจ้ง ทรงรอบรู้สรรพธรรม ตามความเป็นจริงได้ ขอเชิญพระองค์โปรดทรงประกาศ พระนิโครธกัปปเถระ ผู้อุปัชฌายะของข้าพระองค์ที่ ปรินิพพานไปแล้ว ให้ปรากฏในบริษัทด้วยเถิด. พระผู้- มีพระภาคเจ้า เมื่อทรงเปล่งพระดำรัส ก็ทรงเปล่งด้วย พระกระแสเสียงกังวาน ที่เกิดแต่พระนาสิก ซึ่งนับเข้า ในมหาบุรุษลักษณะด้วยประการหนึ่ง อันพระบุญญาธิการ ตบแต่งมาดี ทั้งเปล่งได้อย่างรวดเร็วและแผ่วเบาเป็น ระเบียบ เหมือนกับพญาหงส์ทองท่องเที่ยวหาเหยื่อ พบ ราวไพรใกล้สระน้ำ ก็ชูคอป้องปีกทั้งสองขึ้นส่งเสียงอยู่ ค่อย ๆ ด้วยจะงอยปากอันแดงฉะนั้น ข้าพระองค์ทั้งหมด ตั้งใจตรง กำลังจะฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่ ข้า- พระองค์จักเผยการเกิดและการตาย ที่ข้าพระองค์ละมา ได้หมดสิ้นแล้ว จักแสดงบาปธรรมทั้งหมดที่เป็นเครื่อง
หน้า 496 ข้อ 401
กำจัด เพราะผู้กระทำตามความพอใจของตน ๓ จำพวก มีปุถุชนเป็นต้น ไม่อาจเพื่อจะรู้ธรรมที่ตนปรารถนาหรือ แสดงได้ ส่วนผู้กระทำความไตร่ตรอง พิจารณาตาม เหตุผลของตถาคตเจ้าทั้งหลาย สามารถจะรู้ธรรมที่ตน ปรารถนาทั้งแสดงได้ พระดำรัสของพระองค์นี้เป็นไวยา- กรณ์อันสมบูรณ์ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วด้วยพระปัญญา ที่ตรง ๆ โดยไม่มีการเสียดสีใครเลย การถวายบังคม ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อันข้าพระองค์ถวายบังคมดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม พระองค์ทรงทราบ แล้วจะทรงหลงล้มไปก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระ- วิริยะอันไม่ต่ำทราม พระองค์ตรัสรู้อริยธรรมอันประ- เสริฐกว่าโลกิยธรรมมาแล้ว ก็ทรงทราบพระเญยยธรรม ทุกอย่างได้อย่างไม่ผิดพลาด ข้าพระองค์หวังเป็นอย่าง ยิ่งซึ่งพระดำรัสของพระองค์ เหมือนกับคนที่มีร่างอันชุ่ม เหงื่อคราวหน้าร้อน ปรารถนาน้ำเย็นฉะนั้น ขอพระองค์ ทรงยังฝน คือพระธรรมเทศนาที่ข้าพระองค์เคยฟังมาแล้ว ให้ตกลงเถิด พระเจ้าข้า ท่านนิโครธกัปปะได้ประพฤติ พรหมจรรย์ เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของท่านนั้น เป็นประโยชน์ไม่เปล่าแลหรือ ท่านนิพพานด้วยอนุปา- ทิเสสนิพพานแล้วหรือ ท่านเป็นพระเสขะยังมีเบญจขันธ์
หน้า 497 ข้อ 401
เหลืออยู่ หรือว่าท่านเป็นพระอเสขะผู้หลุดพ้นแล้ว ข้า- พระองค์ขอฟังพระดำรัสที่ข้าพระองค์มุ่งหวังนั้น พระเจ้า- ข้า. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าจะทรงพยากรณ์ จึงตรัสพระคาถา ๑ พระ- คาถา ความว่า พระนิโครธกัปปะได้ตัดขาด ซึ่งความทะยานอยาก ในนามและรูปนี้ กับทั้งกระแสแห่งตัณหาอันนอนเนื่อง อยู่ในสันดานมาช้านานแล้ว ข้ามพ้นชาติและมรณะได้ หมดสิ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยพระ- จักษุทั้ง ๕ ได้ตรัสพระดำรัสเพียงเท่านี้. เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบอย่างนี้แล้ว ท่านพระวังคีสเถระ ก็ชื่นชมยินดีพระพุทธภาษิตเป็นอย่างยิ่ง จึงได้กราบทูลด้วยอวสานคาถา ๔ คาถา ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระฤาษีองค์ที่ ๗ ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วก็เลื่อมใส ทราบว่า คำถามที่ข้าพระองค์ทูลถามแล้ว ไม่ไร้ประโยชน์ พระ- องค์ไม่หลอกลวงข้าพระองค์. สาวกของพระพุทธเจ้า มีปกติกล่าวอย่างใด ทำ อย่างนั้น ได้ตัดข่ายคือตัณหาอันกว้างขวาง มั่นคง ของ พญามัจจุราชผู้เจ้าเล่ห์ ได้เด็ดขาด.
หน้า 498 ข้อ 401
ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระนิโครธกัปปเถระ กัปปายนโคตร ได้เห็นมูลเหตุแห่งอุปาทาน ข้ามบ่วงมาร ที่ข้ามได้แสนยากไปได้แล้วหนอ. ข้าแต่พระองค์ผู้สูงสุดกว่าบรรดาสรรพสัตว์ ข้า- พระองค์ขอนมัสการท่านพระนิโครธกัปปเถระ ผู้เป็น วิสุทธิเทพ ล่วงเสียซึ่งเทพดา อนุชาตบุตรของพระองค์ มีความเพียรมาก เป็นผู้ประเสริฐ ทั้งเป็นโอรสของ พระองค์ผู้ประเสริฐ. ได้ทราบว่า ท่านพระวังคีสเถระได้ภาษิตคาถาทั้งหมดนี้ ด้วย ประการฉะนี้แล. จบวังคีสเถรคาถาที่ ๑ จบมหานิบาต ในมหานิบาตนี้ ปรากฏว่าพระวังคีสเถระผู้มีเชาว์ เฉียบแหลมองค์เดียว ไม่มีรูปอื่น ได้ภาษิตคาถาไว้ ๗๑ คาถา พระเถระ ๒๖๔ รูป ผู้พระพุทธบุตร ไม่มีอาสวะ บรรลุนิพพานอันเป็นแดนเกษมแล้ว พากันบันลือสีหนาท
หน้า 499 ข้อ 401
ประกาศคาถาไว้รวม ๑,๓๖๐ คาถาแล้ว ก็พากันนิพพาน ไป เหมือนกองไฟที่สิ้นเชื้อแล้วดับไป ฉะนี้แล. จบเถรคาถา อรรถกถามหานิบาต อรรถกถาวังคีสเถรคาถาที่ ๑ ในสัตตตินิบาต๑ คาถาของท่านพระวังคีสเถระ มีคำเริ่มต้นว่า นิกฺขนฺตํ วต มํ สนฺตํ ดังนี้. เรื่องนี้มีเหตุเกิดขึ้นอย่างไร ? ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระปทุมุตตรพุทธเจ้า พระเถระนี้บังเกิดใน ตระกูลมีโภคะมาก ในนครหังสวดี ไปวิหารฟังธรรม โดยนัยอันมีในก่อน นั่นแล ได้เห็นพระศาสดาทรงทั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งผู้เลิศแห่ง ภิกษุผู้มีปฏิภาณ จึงกระทำกรรมคือบุญญาธิการแด่พระศาสดา แล้วกระทำ ความปรารถนาว่า แม้เราก็พึงเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณใน อนาคตกาล อันพระศาสดาทรงพยากรณ์แล้ว การทำกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดใน ตระกูลพราหมณ์ในเมืองสาวัตถี ได้นามว่า วังคีสะ เรียนจบไตรเพท ได้ทำให้อาจารย์โปรดปรานแล้ว ศึกษามนต์ชื่อว่า ฉวสีสะ เอาเล็บเคาะ ศีรษะศพ ย่อมรู้ได้ว่าสัตว์นี้บังเกิดในกำเนิดโน้น. ๑. บาลีเป็นมหานิบาต.
หน้า 500 ข้อ 401
พวกพราหมณ์รู้ว่า ผู้นี้จะเป็นทางหาเลี้ยงชีพของพวกเรา จึงพา วังคีสะให้นั่งในยานพาหนะอันมิดชิด แล้วท่องเที่ยวไปยังคามนิคมและ ราชธานี. ฝ่ายวังคีสะก็ให้นำศีรษะแม้ของคนที่ตายไปแล้วถึง ๓ ปีมา เอา เล็บเคาะแล้วกล่าวว่า สัตว์นี้บังเกิดในกำเนิดโน้น เพื่อจะตัดความสงสัย ของมหาชน จึงให้ไปพาเอาชนนั้นมาเล่าคติ คือความเป็นไปของตน ๆ ด้วยเหตุนั้น มหาชนจึงพากันเลื่อมใสยิ่งในวังคีสะนั้น. วังคีสะนั้น อาศัยมนต์นั้น ได้ทรัพย์ร้อยหนึ่งบ้าง พันหนึ่งบ้าง จากมือของมหาชน. พราหมณ์ทั้งหลายพาวังคีสะเที่ยวไปตามชอบใจ แล้ว ได้กลับมาเมืองสาวัตถีอีกตามเดิม. วังคีสะได้สดับพระคุณทั้งหลาย ของพระศาสดาได้มีความประสงค์จะเข้าเฝ้า. พวกพราหมณ์พากันห้ามว่า พระสมณโคดมจักทำท่านให้วนเวียนด้วยมายา. วังคีสะไม่สนใจคำของ พวกพราหมณ์ จึงเข้าเฝ้าพระศาสดากระทำปฏิสันถารแล้วนั่ง ณ ส่วนสุด ข้างหนึ่ง. พระศาสดาตรัสถามวังคีสะว่า ท่านรู้ศิลปะบางอย่างไหม ? วังคีสะ ทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์รู้มนต์ชื่อฉวสีสะ, ด้วยมนต์นั้น ข้าพระองค์เอาเล็บเคาะศีรษะแม้ของคนที่ตายไปถึง ๓ ปี แล้วก็จักรู้ที่ที่เขาเกิด. พระศาสดาทรงแสดงศีรษะของผู้บังเกิดในนรก ศีรษะหนึ่งแก่เขา ของผู้เกิดในมนุษย์ศีรษะหนึ่ง ของผู้เกิดในเทวโลก ศีรษะหนึ่ง และของท่านผู้ปรินิพพานแล้วศีรษะหนึ่ง. วังคีสะนั้น เคาะ ศีรษะแรกแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ สัตว์นี้บังเกิดในนรก พระเจ้าข้า. พระศาสดาตรัสว่า ถูกต้องวังคีสะ ท่านเห็นถูกต้อง จึงตรัส ถาม (ศีรษะต่อไป) ว่า สัตว์นี้บังเกิดที่ไหน ? เขาทูลตอบว่า บังเกิดใน
หน้า 501 ข้อ 401
มนุษยโลก. ตรัสถามศีรษะต่อไปอีกว่า สัตว์นี้บังเกิดที่ไหน ? เขาทูล ตอบว่า บังเกิดในเทวโลก รวมความว่า เขาทูลบอกสถานที่ที่สัตว์แม้ ทั้งหลายบังเกิดได้. แต่เขาเอาเล็บเคาะศีรษะของท่านผู้ปรินิพพานไม่เห็น เบื้องต้น ไม่เห็นที่สุดเลย. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า วังคีสะ ท่านไม่สามารถหรือ ? เขากราบทูลว่า ข้าพระองค์ขอใคร่ครวญดูก่อน แม้จะร่ายมนต์ซ้ำ ๆ แล้ว เคาะ จักรู้ได้อย่างไรถึงคติของพระขีณาสพ ด้วยการงานภายนอก ทีนั้น เหงื่อก็ไหลออกจากกระหม่อมของเขา เขาละอายใจจึงได้นิ่งอยู่. ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสถามเขาว่า ลำบากไหม วังคีสะ. วังคีสะ กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่สามารถ จะรู้ที่ที่เกิดของท่านผู้นี้ ถ้าพระองค์ทรงทราบ โปรดตรัสบอก. พระศาสดา ตรัสว่า วังคีสะ เรารู้ข้อนี้ด้วย ทั้งรู้ยิ่งไปกว่านี้ด้วย แล้วได้ตรัสคาถา ๒ คาถานี้ว่า บุคคลใดรู้แจ้งจุติและอุปบัติของสัตว์ทั้งหลาย โดย ประการทั้งปวง เรากล่าวบุคคลนั้นผู้ไม่ข้อง ผู้ไปดีแล้ว ผู้รู้แล้วว่า เป็นพราหมณ์. เทวดา คนธรรพ์ และมนุษย์ทั้งหลาย ไม่รู้คติของ บุคคลใด เราเรียกบุคคลนั้น ผู้หมดอาสวะ ผู้เป็นพระ- อรหันต์ว่า เป็นพราหมณ์. วังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ถ้าอย่างนั้น ขอจง ประทานวิชชานั้นแก่ข้าพระองค์ ดังนี้แล้วแสดงความยำเกรงนั่งอยู่ ณ ที่
หน้า 502 ข้อ 401
ใกล้พระศาสดา. พระศาสดาตรัสว่า เราให้แก่คนผู้มีเพศเหมือนกับเรา วังคีสะคิดว่า เราควรจะกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วเรียนเอามนต์นี้ จึงได้กล่าวกะพราหมณ์ทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลาย เมื่อข้าพเจ้าบวชก็อย่า เสียใจ ข้าพเจ้าเรียนเอามนต์นี้แล้ว จักเป็นผู้เจริญที่สุดในชมพูทวีปทั้งสิ้น แม้ท่านทั้งหลายก็จักเจริญได้เพราะมนต์นั้น จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดาทูลขอ บรรพชา เพื่อต้องการมนต์นั้น. ก็ในเวลานั้น ท่านพระนิโครธกัปปเถระ ได้อยู่ในที่ใกล้พระผู้มีพระภาคเจ้า, พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงสั่งพระ- นิโครธกัปปะเถระว่า นิโครธกัปปะ เธอจงให้วังคีสะนั่นบวช. ท่าน นิโครธกัปปะได้ให้วังคีสะนั้นบวชตามอาณัติของพระศาสดา. ลำดับนั้น พระศาสดาได้ตรัสว่า เธอจงเรียนบริวารของมนต์ก่อน แล้วจึงตรัสบอกทวัตติงสาการกรรมฐาน และวิปัสสนากรรมฐาน แก่พระ วังคีสะนั้น. พระวังคีสะนั้นสาธยายทวัตติงสาการอยู่แล จึงเริ่มตั้งวิปัสสนา พวกพราหมณ์ได้พากันเข้าไปหาพระวังคีสะแล้วถามว่า ท่านวังคีสะผู้เจริญ ท่านได้ศึกษาศิลปะในสำนักของพระสมณโคดมแล้วหรือ. พระวังคีสะ กล่าวว่า ประโยชน์อะไรด้วยการศึกษาศิลปะ พวกท่านไปเสียเถิด ข้าพเจ้า ไม่มีกิจที่จะต้องทำกับพวกท่าน พราหมณ์ทั้งหลายกล่าวว่า บัดนี้ แม้ท่าน ก็ต้องตกอยู่ในอำนาจของพระสมณโคดม งงงวยด้วยมายา พวกเราจัก กระทำอะไรในสำนักของท่าน ดังนี้แล้ว พากันหลีกไปตามหนทางที่มาแล้ว นั้นแล. พระวังคีสเถระเจริญวิปัสสนา ได้ทำให้แจ้งพระอรทัต. ด้วย เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอุปทานว่า๑ ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๓๔.
หน้า 503 ข้อ 401
ในกัปที่แสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ได้เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว พระศาสนาของพระองค์วิจิตรด้วยพระ- อรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร และเหมือนดาว ในท้องฟ้า พระพิชิตมารผู้สูงสุด อันมนุษย์พร้อมทั้ง ทวยเทพ อสูรและนาคห้อมล้อม. ในท่านกลางหมู่ชน ซึ่งเกลื่อนกล่นไปด้วยสมณพราหมณ์ พระพิชิตมารผู้ถึง ที่สุดโลก ทรงทำโลกทั้งหลายให้ยินดีด้วยพระรัศมี พระ- องค์ทรงยังดอกปทุม คือเวไนยสัตว์ให้เบิกบานด้วยพระ- ดำรัส ทรงสมบูรณ์ด้วยเวสารัชธรรม ๔ เป็นอุดมบุรุษ ทรงละความกลัวและความยินดีได้เด็ดขาด ถึงซึ่งธรรม อันเกษม องอาจกล้าหาญ พระผู้เลิศโลกทรงปฏิญาณ ฐานะของผู้เป็นโลกอันประเสริฐ และพุทธภูมิทั้งสิ้น ไม่ มีใครจะทักท้วงได้ในฐานะไหน ๆ เมื่อพระพุทธเจ้าผู้คง ที่พระองค์นั้น บันลือสีหนาทอันน่ากลัว ย่อมไม่มีเทวดา และมนุษย์หรือพรหมบันลือตอบได้ พระพุทธเจ้าผู้แกล้ว- กล้าในบริษัท ทรงแสดงธรรมอันประเสริฐ ช่วยมนุษย์ พร้อมทั้งเทวดาให้ข้ามสงสาร ทรงประกาศพระธรรมจักร พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสรรเสริญคุณเป็นอันมาก ของ พระสาวกผู้ได้รับสมมติดีว่า เลิศกว่าภิกษุผู้มีปฏิภาณ ทั้งหลาย แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเอคทัคคะ. ๑. ขุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๓๔.
หน้า 504 ข้อ 401
ครั้งนั้น เราเป็นพราหมณ์ชาวเมืองหังสวดี เป็นผู้ได้รับ สมมติว่าเป็นคนดี รู้แจ้งพระเวททุกคัมภีร์ มีนามว่าวังคีสะ เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ เราเข้าไปเฝ้าพระมหา- วีรเจ้าพระองค์นั้น สดับพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ได้ปีติ อันประเสริฐ เป็นผู้ยินดีในคุณของพระสาวก จึงได้ นิมนต์พระสุคตผู้ทำโลกให้เพลิดเพลิน พร้อมด้วยพระ- สงฆ์ ให้เสวยและฉัน ๗ วันแล้ว นิมนต์ให้ครองผ้า ใน ครั้งนั้น เราได้หมอบกราบลงแทบพระบาททั้งสองด้วย เศียรเกล้า ได้โอกาสจึงยืนประนมอัญชลีอยู่ ณ ที่ควร ส่วนข้างหนึ่ง เป็นผู้ร่าเริงกล่าวสดุดีพระชินเจ้าผู้สูงสุดว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นที่ไหลออกแห่งนักปราชญ์ ข้า- พระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็น ฤาษีสูงสุด ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์ ข้าแต่ พระองค์ผู้เลิศกว่าโลกทั้งปวง ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทำความไม่มีภัย ข้าพระองค์ ขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงย่ำยีมาร ข้าแต่พระองค์ผู้ ทรงทำทิฏฐิให้ไหลออก ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่ พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงประทานสันติสุข ข้าพระ- องค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์. ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงทำให้ เป็นที่นับถือ ข้าพระองค์ขอนอบน้อมแด่พระองค์. พระองค์เป็นที่พึ่งของชนทั้งหลาย ผู้ไม่มีที่พึ่ง ทรง ประทานความไม่มีภัยแก่คนทั้งหลายผู้กลัว เป็นผู้ที่คุ้นเคย
หน้า 505 ข้อ 401
ของคนทั้งหลาย ผู้มีภูมิธรรมสงบระงับ เป็นที่พึ่งที่ระลึก ของคนทั้งหลาย ผู้แสวงหาที่พึ่งที่ระลึก เราได้ชมเชย พระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยคำกล่าวสดุดี มีอาทิอย่างนี้ แล้วได้กล่าวสรรเสริญพระคุณอันยิ่งใหญ่ จึงได้บรรลุคติ ของภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มีปฏิภาณไม่มีที่สิ้นสุด ได้ตรัสว่า ผู้ใดเป็นผู้เลื่อมใส นิมนต์พระพุทธเจ้าพร้อม ด้วยพระสาวก ให้ฉันตลอด ๗ วัน ด้วยมือทั้งสองของ ตน และได้กล่าวสดุดีคุณของเรา แล้วได้ปรารถนา ตำแหน่งแห่งภิกษุผู้กล้ากว่านักพูด ในอนาคตกาล ผู้นั้น จักได้ตำแหน่งนี้สมดังมโนรถความปรารถนา เขาจักได้ เสวยทิพยสมบัติและมนุษยสมบัติ มีประมาณไม่น้อย. ในกัปที่แสนแต่กัปนี้ไป พระศาสดามีพระนามว่าโคดม ซึ่งสมภพในวงศ์แห่งพระเจ้าโอกกากราช จักเสด็จอุบัติ ขึ้น พราหมณ์นี้จักได้เป็นธรรมทายาทของพระศาสดา พระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรมนิรมิต จักเป็นสาวก ของพระศาสดา มีนามว่า วังคีสะ. เราได้สดับพระพุทธพยากรณ์นั้นแล้ว เป็นผู้มีจิต เบิกบาน มีจิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมาร ด้วยปัจจัยทั้งหลาย ในกาลนั้นจนตราบเท่าสิ้นชีวิต เพราะ กรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะการตั้งเจตน์จำนงไว้ เราละ ร่างมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์.
หน้า 506 ข้อ 401
ในภพสุดท้ายในบัดนี้ เราเกิดในสกุลปริพาชก เมื่อ เราเกิดในครั้งหลัง มีอายุได้ ๗ ปีโดยกำเนิด เราได้เป็น ผู้รู้เวททุกคัมภีร์ แกล้วกล้าในเวทศาสตร์ มีเสียงไพเราะ มีถ้อยคำวิจิตร ย่ำยีวาทะของผู้อื่นได้. เพราะเราเกิดที่ วังคชนบท และเพราะเราเป็นใหญ่ในถ้อยคำ เราจึงชื่อว่า วังคีสะ เพราะฉะนั้น ถึงแม่ชื่อของเราจะเป็นเลิศ ก็เป็น ชื่อตามสมมติตามโลก. ในเวลาที่เรารู้เดียงสา ตั้งอยู่ในปฐมวัย เราได้พบ พระสารีบุตรเถระ ในพระนครราชคฤห์อันรื่นรมย์ ท่าน ถือบาตร สำรวมดี ตาไม่ล่อกแล่ก พูดพอประมาณ แลดู ชั่วแอก เที่ยวบิณฑบาตอยู่ ครั้นเราเห็นท่านแล้วก็เป็น ผู้อัศจรรย์ใจ ได้กล่าวบทคาถาอันวิจิตร เป็นหมวดหมู่ เหมือนดอกกรรณิการ์ เหมาะสม ท่านบอกแก่เราว่า พระสัมพุทธเจ้าผู้นำโลกเป็นศาสดาของท่าน. ครั้งนั้น ท่านพระสารีบุตรเถระผู้ฉลาด ผู้เป็นนัก- ปราชญ์นั้น ได้พูดแก่เราเป็นอย่างดียิ่ง เราอันพระเถระ ผู้คงที่ ให้ยินดีด้วยปฏิภาณอันวิจิตร เพราะทำถ้อยคำที่ ปฏิสังยุตด้วยวิราคธรรม เห็นได้ยาก สูงสุด จึงซบ ศีรษะลงแทบเท้าของท่าน แล้วกล่าวว่า ขอได้โปรดให้ กระผมบรรพชาเถิด. ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีปัญญามาก ได้นำเราไป เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เราซบเศียรลงแทบพระ-
หน้า 507 ข้อ 401
บาทแล้ว นั่งลงในที่ใกล้พระศาสดา. พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านักปราชญ์ทั้งหลาย ได้ ตรัสถามเราว่า ดูก่อนวังคีสะ ท่านรู้ศีรษะของคนที่ตาย ไปแล้วว่า จะไปสุคติหรือทุคติ ด้วยวิชาพิเศษของท่าน จริงหรือ ถ้าท่านสามารถก็ขอให้ท่านบอกมาเถิด. เมื่อเรา ทูลรับแล้ว พระองค์ก็ทรงแสดงศีรษะ ๓ ศีรษะ เราได้ กราบทูลว่า เป็นศีรษะของคนที่เกิดในนรกและเทวดา. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้นำของโลก ได้แสดงศีรษะ ของพระขีณาสพ. ลำดับนั้น เราหมดมานะ จึงได้อ้อนวอนขอบรรพชา ครั้นบรรพชาแล้ว ได้กล่าวสดุดีพระสุคตเจ้าโดยไม่เลือก สถานที่ ทีนั้นแหละภิกษุทั้งหลายพากันโพนทะนาว่า เรา เป็นจินตกวี. ลำดับนั้น พระพุทธเจ้าผู้นำชั้นวิเศา ได้ตรัสถามเรา เพื่อทดลองว่า คาถาเหล่านี้ย่อมแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุ สำหรับคนทั้งหลายผู้ตรึกตรองแล้วมิใช่หรือ เราทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร ข้าพระองค์ไม่ใช่นักกาพย์- กลอน แต่ว่าคาถาทั้งหลายแจ่มแจ้งโดยควรแก่เหตุ สำหรับข้าพระองค์. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อน วังคีสะ ถ้าถระนั้นท่านจงกล่าวสดุดีเรา โดยควรแก่เหตุ ในบัดนี้. ครั้งนั้น เราได้กล่าวคาถาสดุดีพระธีรเจ้าผู้เป็นพระ-
หน้า 508 ข้อ 401
ฤาษีสูงสุด พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคราวนั้น จึง ทรงตั้งเราไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เราดูหมิ่นภิกษุอื่น ๆ ก็เพราะปฏิภาณอันวิจิตร เรามีศีลเป็นที่รัก จึงเกิดความ สลดใจ เพราะเหตุนั้น จึงได้บรรลุพระอรหัต. พระผู้มีพระเจ้าภาคได้ตรัสว่า ไม่มีใครอื่นที่จะเลิศ กว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ เหมือนดังวังคีสะภิกษุนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจงทรงจำไว้อย่างนี้. กรรมที่เราได้ทำไว้ในกัปที่แสน ได้แสดงผลแก่เรา ในอัตภาพนี้ เราหลุดพ้นจากกิเลส เหมือนลูกศรพ้นจาก แล่งฉะนั้น เราเผากิเลสของเราได้แล้ว กิเลสทั้งหลาย เราเผาเสียแล้ว ภพทั้งปวงเราถอนได้แล้ว เราตัดเครื่อง ผูกเหมือนช้างทำลายปลอก ไม่มีอาสวะอยู่. เราเป็นผู้ มาดีแล้ว ในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ วิชชา ๓ เราบรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้าเราได้ ทำเสร็จแล้ว. คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ เราได้ทำหำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระ- พุทธเจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว. ก็พระเถระครั้นเป็นพระอรหันต์แล้ว เมื่อจะไปเฝ้าพระบรมศาสดา ได้สรรเสริญ (คุณ) พระศาสดาด้วยบทหลายร้อย เปรียบเทียบกับสิ่งนั้น ๆ ตั้งแต่ตาเห็นได้ไป คือเปรียบด้วยพระจันทร์, พระอาทิตย์, อากาศ, มหาสมุทร, ขุนเขาสิเนรุ, พระยาสีหราช และพระยาช้าง แล้วจึงเข้าไป เฝ้า ด้วยเหตุนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางสงฆ์ จึงทรงสถาปนา
หน้า 509 ข้อ 401
ท่านไว้ในตำแหน่งผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้มีปฏิภาณ. ครั้งนั้น พระสังคีติ- กาจารย์ ได้รวบรวมคาถานี้ที่พระเถระอาศัยความคิดนั้น ๆ กล่าวไว้ใน กาลก่อนและภายหลัง แต่การบรรลุพระอรหัต และที่พระอานันทเถระ เป็นต้นกล่าวไว้เฉพาะพระเถระ แล้วยกขึ้นสังคายนา ความว่า ความตรึกทั้งหลายกับความคะนองอย่างเลวทรามเหล่านี้ ได้ครอบงำเราผู้ออกบวชเป็นบรรพชิต เหมือนกับบุตร ของคนผู้ยิ่งใหญ่ เป็นนักแม่นธนูมาก ทั้งได้ศึกษาวิชา ธนูศิลป์มาอย่างเชี่ยวชาญ ตั้งพันคนยิงลูกธนูมารอบตัว ให้ศัตรูหนีไปไม่ได้ฉะนั้น. ถึงแม้พวกหญิงจักมามากยิ่ง กว่านี้ ก็จักทำการเบียดเบียนเราไม่ได้ เพราะเราได้ตั้ง อยู่ในธรรมเสียแล้ว. ด้วยว่าเราได้สดับทางอันเป็นที่ให้ ถึงนิพพานของพระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ อย่างชัดแจ้ง ใจของเราก็ยินดีในทางนั้น. ดูก่อนมารผู้ ชั่วร้าย ถ้าท่านยังเข้ามารุกรานเราผู้เป็นอยู่อย่างนี้ ท่านก็ จะไม่ได้เห็นทางของเรา ตามที่เรากระทำไม่ให้ท่านเห็น. ภิกษุควรละความไม่ยินดี ความยินดีและความตรึก อันเกี่ยวกับบุตรและภรรยาเสียทั้งหมด ไม่ควรทำตัณหา ดังป่าชัฏในที่ไหน ๆ อีก เพราะผู้นั้นไม่มีตัณหาเพียงดัง ป่าชัฏ จึงชื่อว่าเป็นภิกษุ. รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งอาศัย แผ่นดินก็ดี อากาศก็ดี อยู่ใต้แผ่นดินก็ดี ทั้งหมดล้วน ไม่เที่ยง ย่อมคร่ำคร่าไป ผู้แทงตลอดอย่างนี้แล้วย่อม เที่ยวไป เพราะเป็นผู้หลุดพ้นแล้ว. ปุถุชนทั้งหลายหมก
หน้า 510 ข้อ 401
มุ่นพัวพันอยู่ในรูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ฟัง กลิ่นที่มา กระทบ และอารมณ์ที่ได้ทราบ, ภิกษุควรเป็นผู้ไม่หวั่น- ไหว กำจัดความพอใจในเบญจกามคุณเหล่านี้เสีย เพราะ ผู้ใดไม่ติดอยู่ในเบญจกามคุณเหล่านี้ บัณฑิตทั้งหลาย กล่าวผู้นั้นว่าเป็นมุนี. ที่นั้น มิจฉาทิฏฐิซึ่งอิงอาศัยทิฏฐิ ๖๐ ประการ เป็นไปกับด้วยความตรึกอันไม่เป็นธรรม จึง ตั้งมั่นลงในความเป็นปุถุชน. ในกาลไหน ๆ ผู้ใดไม่เป็น ไปตามอำนาจของกิเลส ทั้งไม่กล่าวถ้อยคำหยาบคาย ผู้นั้นชื่อว่าเป็นมุนี. ภิกษุผู้เป็นบัณฑิต มีจิตมั่นคงตลอด กาลนาน ไม่ลวงโลก มีปัญญารักษาตน ไม่มีความ ทะเยอทะยานเป็นมุนี ได้บรรลุสันติบทแล้ว หวังคอย เวลาเฉพาะปรินิพพานเท่านั้น. ดูก่อนท่านผู้สาวกของพระโคดม ท่านจงละทิ้งความ เย่อหยิ่งเสีย จงละทิ้งทางแห่งความเย่อหยิ่งให้หมดด้วย เพราะผู้หมกมุ่นอยู่ในทางแห่งความเย่อหยิ่ง จะต้อง เดือดร้อนอยู่ตลอดกาลนาน. หมู่สัตว์ผู้มีความลบหลู่คุณ ท่าน ถูกมานะกำจัดแล้ว ย่อมตกนรก. หมู่ชนถูกความ ทะนงตัวกำจัดแล้ว พากันตกนรก ย่อมเศร้าโศกตลอด กาลนาน. ในกาลบางครั้ง ภิกษุผู้ปฏิบัติชอบแล้ว ชนะ กิเลสด้วยมรรค ย่อมไม่เศร้าโศก ลับจะได้เกียรติคุณ และความสุข บัณฑิตทั้งหลายเรียกภิกษุผู้ประพฤติชอบ อย่างนั้นว่า เป็นผู้เห็นธรรม. เพราะเหตุนั้น ภิกษุใน
หน้า 511 ข้อ 401
ศาสนานี้ ไม่ควรมีกิเลสเครื่องตรึงใจ ควรมีแต่ความ เพียรชอบ ละนิวรณ์แล้วเป็นผู้บริสุทธิ์ และละมานะ โดยไม่เหลือแล้ว เป็นผู้สงบระงับ บรรลุถึงที่สุดแห่ง วิชชาได้. ข้าพเจ้าเร่าร้อนเพราะกามราคะ และจิตใจของข้าพเจ้า ก็เร่าร้อนเพราะกามราคะเหมือนกัน ดูก่อนท่านผู้สาวก พระโคดม ขอพระคุณจงกรุณาบอกธรรมเครื่องดับความ เร่าร้อนด้วยเถิด. จิตของท่านเร่าร้อนก็เพราะความสำคัญผิด เพราะ- ฉะนั้น ท่านจงละสุภนิมิตอันประกอบด้วยราคะเสีย ท่าน จงอบรมจิตให้มีอารมณ์เป็นอันเดียว ตั้งมั่นเด็ดเดี่ยว ด้วย การพิจารณาสิ่งทั้งปวงว่าไม่สวยงาม จงอบรมกายคตาสติ จงเป็นผู้มากไปด้วยความเบื่อหน่าย ท่านจงเจริญอนิ- มิตตานุปัสสนา (คืออนิจจานุปัสสนา) จงตัดอนุสัยคือ มานะเสีย แต่นั้นท่านจักเป็นผู้สงบระงับเที่ยวไป เพราะ ละมานะได้. บุคคลควรพูดแต่วาจาที่ไม่ทำตนให้เดือดร้อน อนึ่ง วาจาใดไม่เบียดเบียนผู้อื่น วาจานั้นแลเป็นวาจาสุภาษิต บุคคลควรพูดแต่วาจาที่น่ารัก ทั้งเป็นวาจาที่ทำให้ร่าเริงได้ ไม่พึงยึดถือวาจาที่ชั่วช้าของคนอื่น พึงกล่าวแต่วาจาอัน เป็นที่รัก. คำสัตย์แลเป็นวาจาที่ไม่ตาย ธรรมนี้เป็นของ เก่า สัตบุรุษทั้งหลายตั้งอยู่แล้วในคำสัตย์ ทั้งที่เป็น
หน้า 512 ข้อ 401
อรรถเป็นธรรม. พระพุทธเจ้าตรัสพระวาจาใด เป็น พระวาจาปลอดภัย เป็นไปเพื่อบรรลุนิพพาน และเพื่อทำ ที่สุดทุกข์ พระวาจานั้นแลเป็นพระวาจาสูงสุดกว่าวาจา ทั้งปวง. ท่านพระสารีบุตรมีปัญญาลึกซึ้ง เป็นนักปราชญ์ ฉลาดในทางและมิใช่ทาง มีปัญญามาก แสดงธรรมแก่ ภิกษุทั้งหลาย ย่อบ้าง พิสดารบ้าง เสียงของท่านผู้กำลัง แสดงธรรมอยู่ ไพเราะเหมือนกับเสียงนกสาริกา เปล่ง ขึ้นได้ชัดเจน รวดเร็ว เหมือนกับคลื่นในมหาสมุทร เมื่อ ท่านแสดงธรรมอยู่ด้วยเสียงอันน่ายินดี น่าสดับฟัง ไพเราะจับใจ ภิกษุทั้งหลายได้ฟังคำไพเราะ ก็มีใจร่าเริง เบิกบาน พากันตั้งใจฟัง. ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำวันนี้ เป็นวันปวารณาวิสุทธิ์ ภิกษุ ประมาณ ๕๐๐ รูปมาประชุมกัน ล้วนแต่เป็นผู้ตัดเครื่อง เกาะเกี่ยวผูกพันเสียได้สิ้น ไม่มีความทุกข์ สิ้นภพ สิ้น ชาติแล้ว เป็นผู้แสวงหาคุณธรรมอันประเสริฐทั้งนั้น พระเจ้าจักรพรรดิมีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเลียบ แผ่นดินอันไพศาลนี้ มีมหาสมุทรเป็นขอบเขต ไปรอบ ๆ ได้ฉันใด พระสาวกทั้งหลาย ผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราช ได้แล้ว พากันเข้ารูปห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ชนะ สงครามแล้ว เป็นพระผู้นำชั้นเยี่ยมฉันนั้น พระสาวก
หน้า 513 ข้อ 401
ทั้งมวลล้วนแต่เป็นพระชิโนรส ก็ในพระสาวกเหล่านี้ ไม่มีความว่างเปล่าจากคุณธรรมเลย ข้าพระองค์ขอถวาย บังคมพระองค์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ ผู้ทรง ประหารลูกศรคือตัณหาได้แล้ว. ภิกษุนากกว่าพัน ได้เข้ารูปเฝ้าพระสุคตเจ้าผู้กำลัง ทรงแสดงธรรมอันปราศจากธุลี คือพระนิพพาน อันไม่ มีภัยแต่ที่ไหน ๆ ภิกษุทั้งหลายพากันตั้งใจฟังธรรมอัน ไม่มีมลทิน ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงแล้ว พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าอันหมู่ภิกษุห้อมล้อม เป็นสง่างามแท้ หนอ. พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงพระนามว่า นาคะผู้ ประเสริฐ ทรงเป็นพระฤาษีผู้สูงสุดกว่าฤาษีทั้งหลาย ทรง โปรยฝนคืออมฤตธรรมใดพระสาวกทั้งหลายคล้ายกับฝน ห่าใหญ่ฉะนั้น. ข้าแต่พระมหาวีรเจ้า พระวังคีสะผู้สาวก ของพระองค์ ออกจากที่พักกลางวันมาถวายบังคมพระ- ยุคลบาทอยู่ ด้วยประสงค์จะเข้าเฝ้าพระองค์. พระศาสดาตรัสว่า พระวังคีสะครอบงำทางแห่งกิเลสมารได้แล้ว ทั้ง ทำลายกิเลสเครื่องตรึงใจดีแล้ว จึงเที่ยวไปอยู่ เธอ ทั้งหลายจงดูพระวังคีสะผู้ปลดเปลื้องเครื่องผูกได้แล้ว ผู้ อันตัณหามานะและทิฏฐิ ไม่อิงแอบแล้ว ทั้งจำแนกธรรม เป็นส่วน ๆ ได้ด้วยนั้น เป็นตัวอย่างเถิด. อันที่จริง พระ- วังคีสะ ได้บอกทางไว้หลายประการ เพื่อให้ข้ามห้วงน้ำ
หน้า 514 ข้อ 401
คือกามเป็นต้น ก็ในเมื่อพระวังคีสะได้บอกทางอันไม่ตาย นั้นไว้ให้แล้ว ภิกษุทั้งหลายผู้ได้ฟังแล้ว ก็ควรเป็นผู้ตั้ง อยู่ในความเป็นผู้เห็นธรรม ไม่ง่อนแง่นคลอนแคลนใน ธรรม พระวังคีสะเป็นผู้ทำแสงสว่างให้เกิดขึ้น แทง ตลอดแล้วซึ่งธรรมฐิติทั้งปวง แสดงธรรมอันเลิศตาม กาลเวลาได้อย่างฉับพลัน เพราะรู้มาเองและเพราะทำให้ แจ้งมาเอง เมื่อพระวังคีสะแสดงธรรมด้วยดีแล้วอย่างนี้ จะประมาทอะไรต่อธรรมของท่านผู้รู้แจ้งเล่า เพราะเหตุ นั้นแหละ ภิกษุพึงเป็นผู้ไม่ประมาทในคำสอนของพระ- ผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ตั้งใจศึกษาไตรสิกขา ใน กาลทุกเมื่อเถิด. พระวังคีสะกล่าวชมพระอัญญาโกณฑัญญะว่า พระอัญญาโกณฑัญญเถระ เป็นผู้ตรัสรู้ตามพระ- พุทธเจ้า มีความเพียรอย่างแรงกล้า ได้วิเวกอันเป็น ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขเป็นนิตย์ สิ่งใดที่พระสาวกผู้กระทำ ตามคำสอนของพระศาสดาจะพึงบรรลุ สิ่งนั้นทั้งหมดท่าน พระอัญญาโกณฑัญญูเถระ ไม่ประมาทศึกษาอยู่ ก็บรรลุ ตามได้แล้ว ท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระมีอานุภาพ มาก มีวิชชา ๓ ฉลาดในการรู้จิตของผู้อื่น เป็นทายาท ของพระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระบรม- ศาสดาอยู่.
หน้า 515 ข้อ 401
พระวังคีสะกล่าวชมพระพุทธเจ้าและพระสาวกเป็นต้นว่า เชิญท่านดูพระพุทธเจ้าผู้เป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึงฝั่ง แห่งความทุกข์ กำลังประทับอยู่เหนือยอดเขากาลสิลา แห่งอิสิคิลิบรรพต มีหมู่สาวกผู้มีวิชชา ๓ ละมัจจุราชได้ แล้วนั่งเฝ้าอยู่ พระมหาโมคคัลลานะผู้เรื่องฤทธิ์ตาม พิจารณาดูจิตของภิกษุผู้มหาขีณาสพเหล่านั้นอยู่ ท่านก็ กำหนดได้ว่าเป็นดวงจิตที่หลุดพ้นแล้วไม่มีอุปธิ ด้วยใจ ของท่าน ด้วยประการฉะนี้ ภิกษุทั้งหลายจึงได้พากัน ห้อมล้อมพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้ทรง สมบูรณ์ด้วยพระคุณธรรมทุกอย่าง ทรงเป็นจอมปราชญ์ เสด็จถึงฝั่งแห่งทุกข์ ทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระอาการกิริยา เป็นอันมาก. ข้าแต่พระมหามุนีอังคีรส พระองค์ไพโรจน์ล่วงโลกนี้ กับทั้งเทวโลกทั้งปวง ด้วยพระยศ เหมือนกับพระจันทร์ และพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน สว่างจ้าอยู่บนท้องฟ้า อันปราศจากเมฆหมอกฉะนั้น. เมื่อก่อน ข้าพระองค์รู้กาพย์กลอน เที่ยวไปบ้านโน้น เมืองนี้ แต่เดี๋ยวนี้ ข้าพระองค์ได้เห็นพระสัมพุทธเจ้า ผู้ถึงฝั่งแห่งธรรมทั้งปวง พระองค์ผู้เป็นพระมหามุนี ทรง ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ ๆ ได้ ฟังธรรมแล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ข้าพระองค์ได้ฟัง พระดำรัสของพระองค์แล้ว จึงรู้แจ้งขันธ์ อายตนะ
หน้า 516 ข้อ 401
และธาตุได้แจ่มแจ้ง ได้ออกบวชเป็นบรรพชิต พระ- ตถาคตเจ้าทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้นมา เพื่อประโยชน์แก่ สตรีและบุรุษเป็นอันมากผู้กระทำตามคำสอนของพระองค์ พระองค์ผู้เป็นมุนี ได้บรรลุพระโพธิญาณเพื่อประโยชน์ แก่ภิกษุและภิกษุณีเป็นอันมากหนอ ผู้ได้บรรลุสัมมัต- นิยาม พระพุทธเจ้าผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระอาทิตย์ มี จักษุทรงแสดงอริยสัจ ๔ คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความ ดับทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ อันให้ถึง ความสงบระงับทุกข์ เพื่อทรงอนุเคราะห์สัตว์ทั้งหลาย อริยสัจธรรมเหล่านี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้วอย่างไร ข้าพระองค์ก็เห็นแล้วเหมือนอย่างนั้น ข้าพระองค์บรรลุ ประโยชน์ของตนแล้ว กระทำตามคำสอนของพระพุทธ- เจ้าเสร็จแล้ว การที่ข้าพระองค์ได้มาในสำนักของพระองค์ เป็นการมาดีของข้าพระองค์หนอ เพราะข้าพระองค์ได้ เข้าถึงธรรมอันประเสริฐในบรรดาธรรมที่พระองค์ทรงจำ- แนกไว้ดีแล้ว ข้าพระองค์ได้บรรลุถึงความสูงสุดแห่ง อภิญญาแล้ว มีโสตธาตุอันหมดจด มีวิชชา ๓ ถึง ความเป็นผู้มีอิทธิฤทธิ์ เป็นผู้ฉลาดในการกำหนดรู้จิตของ คนอื่น. ข้าพระองค์ขอทูลถามพระศาสดา ผู้มีพระปัญญาอัน ไม่ทรามว่า ภิกษุรูปใดมีจิตไม่ถูกมานะทำให้เร่าร้อน เป็น ผู้เรื่องยศ ตรัสความสงสัยในธรรมที่ตนเห็นได้แล้ว ได้
หน้า 517 ข้อ 401
มรณภาพลง ณ อัคคาฬววิหาร ข้าแต่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ภิกษุรูปนั้น เป็นพราหมณ์โดยกำเนิด มีนาม ตามที่พระองค์ทรงตั้งให้ว่า พระนิโครธกัปปเถระ ผู้มุ่ง ความหลุดพ้น ปรารภความเพียร เห็นธรรมอันมั่นคง ได้ถวายบังคมพระองค์แล้ว. ข้าแต่พระองค์ผู้ศากยะ ทรงมีพระจักษุรอบคอบ แม้ข้าพระองค์ทั้งปวงปรารถนา จะทราบพระสาวกองค์นั้น โสตของข้าพระองค์ทั้งหลาย เตรียมพร้อมที่จะฟังพระดำรัสตอบ พระองค์เป็นพระ- ศาสดาของข้าพระองค์ทั้งหลาย พระองค์ทรงเป็นผู้ยอด เยี่ยม. ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญากว้างขวาง ขอ พระองค์ทรงตัดความเคลือบแคลงสงสัยของข้าพระองค์ ทั้งหลายเถิด และขอได้โปรดตรัสบอกพระนิโครธกัปป- เถระ ผู้ปรินิพพานแล้วนั้นแก่ข้าพระองค์ด้วย ข้าแต่ พระองค์ผู้มีจักษุรอบคอบ ขอพระองค์ได้โปรดตรัสบอก ในท่ามกลางแห่งข้าพระองค์ทั้งหลายเถิด เหมือนท้าว สักกเทวราชผู้มีพระเนตรตั้งพันดวง ตรัสบอกแก่เทวดา ทั้งหลายฉะนั้น กิเลสเครื่องร้อยรัดชนิดใดชนิดหนึ่งใน โลกนี้ ซึ่งเป็นทางก่อให้เกิดความหลงลืม เป็นฝ่ายแห่ง ความไม่รู้ เป็นมูลฐานแห่งความเคลือบแคลงสงสัย กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น พอมาถึงพระตถาคตเจ้าก็ พินาศไป พระตถาคตเจ้าผู้มีพระจักษุนี้อันยิ่งกว่านรชน ทั้งหลาย ก็ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าจะเป็นบุรุษชนิดที่ทรง
หน้า 518 ข้อ 401
ถือเอาแต่เพียงพระกำเนิดมาเท่านั้นไซร้ ก็จะไม่พึงทรง ประหารกิเลสทั้งหลายได้ คล้ายกับลมที่รำเพยพัดมาครั้ง เดียว ไม่อาจทำลายกลุ่มเมฆหมอกที่หนาได้ฉะนั้น โลก ทั้งปวงที่มืดอยู่แล้วก็จะยิ่งมืดหนักลง ถึงจะมีแสงสว่าง มาบ้างก็ไม่สุกใสได้ นักปราชญ์ทั้งหลายเป็นผู้กระทำ แสงสว่างให้เกิดขึ้น ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระปรีชา เหตุ นั้น ข้าพระองค์จึงขอเข้าถึงพระองค์ผู้ที่ข้าพระองค์เข้าใจ ว่า ทรงทำ แสงสว่างให้เกิดขึ้นได้เองเช่นนั้น ผู้เห็นแจ้ง ทรงรอบรู้สรรพธรรมตามความเป็นจริงได้ ขอเชิญพระ- องค์โปรดทรงประกาศพระนิโครธกัปปเถระ ผู้อุปัชฌายะ ของข้าพระองค์ที่ปรินิพพานไปแล้ว ให้ปรากฏในบริษัท ด้วยเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงเปล่งพระดำรัส ก็ทรงเปล่งด้วยพระกระแสเสียงกังวานที่เกิดแต่นาสิก ซึ่ง นับเข้าในมหาปุริสลักษณะประการหนึ่ง อันพระบุญญา- ธิการแต่งมาดี ทั้งเปล่งได้รวดเร็ว และแผ่วเบาเป็น ระเบียบ เหมือนกับพญาหงส์ทองท่องเที่ยวหาเหยื่อ พบ ราวไพรใกล้สระน้ำ ก็ชูคอป้องปีกทั้งสองขึ้น ส่งเสียง ร้องค่อย ๆ ด้วยจะงอยปากอันแดงฉะนั้น. ข้าพระองค์ ทั้งหมดตั้งใจตรง กำลังจะฟังพระดำรัสของพระองค์อยู่ ข้าพระองค์จักเผยการเกิดและการตายที่ข้าพระองค์ละมา ได้หมดสิ้นแล้ว จักแสดงบาปธรรมทั้งหมดที่เป็นเครื่อง กำจัด เพราะผู้กระทำตามความพอใจของตน ๓ จำพวก
หน้า 519 ข้อ 401
มีปุถุชนเป็นต้น ไม่อาจรู้ธรรมที่ตนปรารถนาหรือแสดง ได้ ส่วนผู้กระทำตามความไตร่ตรอง พิจารณาตามเหตุ ผลของพระตถาคตเจ้าทั้งหลาย สามารถจะรู้ธรรมที่ตน ปรารถนาทั้งแสดงได้ พระดำรัสของพระองค์นี้เป็นไวยา- กรณ์อันสมบูรณ์ พระองค์ตรัสไว้ดีแล้วด้วยพระปัญญาที่ ตรง ๆ โดยไม่มีการเสียดสีใครเลย การถวายบังคม ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้าย อันข้าพระองค์ถวายบังคมดีแล้ว ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม พระองค์ทรงทราบ แล้วจะทรงหลงลืมไปก็หามิได้ ข้าแต่พระองค์ผู้มีวิริยะ อันไม่ต่ำทราม พระองค์ตรัสรู้อริยธรรมอันประเสริฐกว่า โลกิยธรรมแล้ว ก็ทรงทราบไญยธรรมทุกอย่างได้อย่าง ไม่ผิดพลาด ข้าพระองค์หวังเป็นอย่างยิ่งซึ่งพระดำรัสของ พระองค์ เหมือนกับคนที่มีร่างกายอันชุ่มเหงื่อคราวหน้า ร้อน ย่อมปรารถนาน้ำเย็นฉะนั้น ขอพระองค์ทรงยังฝน คือพระธรรมเทศนาที่ข้าพระองค์เคยฟังมาแล้วให้ตกลงมา เถิด พระเจ้าข้า ท่านพระนิโครธกัปปะ ได้ประพฤติพรหม- จรรย์เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์ของท่านนั้นเป็นประ- โยชน์ไม่เปล่าแลหรือ ท่านนิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพ- พานแล้วหรือ ท่านเป็นพระเสขะยังมีเบญจขันธ์เหลืออยู่ หรือว่าท่านเป็นพระอเสขะผู้หลุดพ้นแล้ว ข้าพระองค์ขอ ฟังพระดำรัสที่ข้าพระองค์มุ่งหวังนั้น พระเจ้าข้า.
หน้า 520 ข้อ 401
พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า พระนิโครธกัปปะได้ตัดขาดความทะเยอทะยานอยาก ในนามและรูปนี้ กับทั้งกระแสแห่งตัณหาอันนอนเนื่อง อยู่ในสันดานมาช้านานแล้ว ข้ามพ้นชาติและมรณะได้ หมดสิ้นแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐสุดด้วยพระ- จักษุ ๕ ได้ตรัสพระดำรัสเพียงเท่านี้. พระวังคีสะกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นพระฤาษีองค์ที่ ๗ ข้าพระองค์นี้ ได้ฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วก็เสื่อมใส ทราบว่า คำถามที่ข้าพระองค์ทูลถามแล้วไม่ไร้ประโยชน์ พระองค์ ไม่หลอกลวงข้าพระองค์ ข้าพระองค์เป็นสาวกของพระ- พุทธเจ้า มีปกติกล่าวอย่างใดทำอย่างนั้น ได้ตัดข่ายคือ ตัณหาอันสร้างขวาง มั่นคง ของพระยามัจจุราชผู้มากเล่ห์ ได้เด็ดขาด ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านพระนิโครธ- กัปปเถระกัปปายนโคตร ได้เห็นมูลเหตุแห่งอุปาทาน ข้ามบ่วงมารที่ข้ามได้แสนยากได้แล้วหนอ ข้าแต่พระองค์ ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย ข้าพระองค์ขอนมัสการท่าน พระนิโครธกัปปเถระ ผู้เป็นวิสุทธิเทพผู้ล่วงเสียซึ่งเทพดา ผู้เป็นอนุชาตบุตรของพระองค์ ผู้มีความเพียรมาก ผู้ ประเสริฐสุด ทั้งเป็นโอรสของพระองค์ผู้ประเสริฐ. บรรดาบทเหล่านั้น คาถา ๕ คาถา มีอาทิว่า เราเป็นผู้ออกบวช แล้ว ดังนี้ ท่านพระวังคีสะยังเป็นผู้ใหม่ บวชยังไม่นาน เห็นพวกหญิง
หน้า 521 ข้อ 401
มากหลายผู้ไปวิหารตกแต่งร่างกายสวยงามก็เกิดความกำหนัด เมื่อจะ บรรเทาความกำหนัดที่เกิดขึ้นนั้น จึงได้กล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิกฺขนฺตํ วต มํ สนฺตํ อคารสฺมานคาริยํ ความว่า เราผู้ออกจากเรือน บวชเป็นผู้ไม่มีเรือนอยู่. บทว่า วิตกฺกา ได้แก่ วิตกอันลามกมีกามวิตกเป็นต้น. บทว่า อุปธาวนฺติ ความว่า ย่อมเข้าถึงจิตของเรา. บทว่า ปคพฺภา ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยความคะนอง คือทำวาง อำนาจ. ชื่อว่าผู้หมดความอาย เพราะไม่บริหารอย่างนี้ว่า ผู้นี้ออกจาก เรือนบวช ไม่ควรตามกำจัดผู้นี้. บทว่า กณฺหโต แปลว่า โดยความดำ อธิบายว่า โดยความลามก. ความที่บุตรของคนสูงศักดิ์เหล่านั้นประจักษ์แก่ตน พระเถระจึง กล่าวว่า อิเม แปลว่า เหล่านี้. พวกมนุษย์ผู้เลี้ยงชีวิตไม่บริสุทธิ์ มีสมัครพรรคพวกมาก ท่าน เรียกว่า อุคคะ เพราะเป็นผู้มีกิจยิ่งใหญ่. บุตรทั้งหลายของอุคคชน เหล่านั้น ชื่อว่าอุคคบุตร. บทว่า มหิสฺสาสา แปลว่า ผู้มีลูกธนูมาก. บทว่า สิกฺขิตา ได้แก่ ผู้เรียนศิลปะในตระกูลของอาจารย์ถึง ๑๒ ปี บทว่า ทฬฺหธมฺมิโน ได้แก่ เป็นผู้มีธนูแข็ง. เรี่ยวแรง ๒,๐๐๐ แรง ท่านเรียกทัฬธนู ธนูแข็ง. ก็เครื่องผูกสายธนูที่ต้นสาย ใช้หัวโลหะ เป็นต้นหนัก คนที่จับด้ามแล้วยกขึ้นพ้นจากแผ่นดินชั่วประมาณหนึ่งลูกศร ชื่อว่าทวิสสหัสสถามะ เรี่ยวแรงยก ๒,๐๐๐ แรง.
หน้า 522 ข้อ 401
บทว่า สมนฺตา ปริกิเรยฺยุํ ได้แก่ ปล่อยลูกศรไปรอบด้าน. หาก จะมีคำถามว่า มีลูกศรเท่าไร ตอบว่า ลูกศรพันหนึ่งทำให้ศัตรูหนีไม่ทัน อธิบายว่า ลูกศรหนึ่งพันไม่ทรงหน้าคนอื่นในสนามรบ. บุตรของคนผู้ยิ่งใหญ่ประมาณ ๑,๐๐๐ ได้ศึกษามาเชี่ยวชาญ เป็น ผู้ยิ่งใหญ่มีธนูแข็งผู้แม่นธนู แม้ในกาลไหน ๆ ก็ไม่พ่ายแพ้ในการรบ เป็นผู้ไม่ประมาท ยืนพิงเสารอบด้าน แม้ถ้าจะพึงยิงสาดลูกศรไปไซร้ แม้นักแม่นธนูพันคนแม้ผู้เช่นนั้น ยิงลูกศรมารอบด้าน คนที่ศึกษามาดี แล้ว จับคันศร ทำลูกศรทั้งหมดไม่ให้ตกลงในร่างกายของตน ให้ตกลง แทบเท้า. บรรดานักแม่นธนูเหล่านั้น นักแม่นธนูแม้คนหนึ่ง ชื่อว่ายิง ลูกศร ๒ ลูกไปรวมกัน ย่อมไม่มี, แต่หญิงทั้งหลายยิงลูกศรคราวละ ๕ ลูก ด้วยอำนาจรูปารมณ์เป็นต้น, เมื่อยิงไปอย่างนั้น. บทว่า เอตฺตกา ภิยฺโย ความว่า หญิงเป็นอันมากแม้ยิ่งกว่าหญิง เหล่านี้ ย่อมขจัดโดยภาวะที่ร่าเริงด้วยกิริยาอาการแห่งหญิงเป็นต้นของตน. บทว่า สกฺขี หิ เม สุตํ เอตํ ความว่า เรื่องนี้เราได้ยินได้ฟังมา ต่อหน้า. บทว่า นิพฺพานคมนํ มคฺคํ ท่านกล่าวด้วยอำนาจลิงควิปลาส, อธิบายว่า ทางเป็นเครื่องดำเนินไปสู่พระนิพพาน. ท่านกล่าวหมายเอา วิปัสสนา. บทว่า ตตฺถ เม นิรโต มโน ความว่า จิตของเรายินดีแล้ว ใน วิปัสสนามรรคนั้น. บทว่า เอวญฺเจ มํ วิหรนฺตํ ได้แก่ เราผู้อยู่อย่างนี้ ด้วยการเจริญ ฌานมีอนิจจลักษณะ และอสุภเป็นอารมณ์ และด้วยการเจริญวิปัสสนา.
หน้า 523 ข้อ 401
พระเถระเรียกกิเลสมารว่า ปาปิมะ ผู้ลามก. บทว่า ตถา มจฺจุ กริสฺสามิ น เม มคฺคมฺปิ ทกฺขสิ มีวาจา ประกอบความว่า เราจักกระทำมัจจุ คือที่สุด โดยประการที่ท่านไม่เห็น แม้แต่ทางที่เราทำไว้. คาถา ๕ คาถา มีอาทิว่า อรติญฺจ ดังนี้ พระเถระเมื่อบรรเทา ความไม่ยินดีเป็นต้น ที่เกิดขึ้นในสันดานของตน ได้กล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อรตึ ได้แก่ ผู้กระสันในธรรม คือ อธิกุศล และในเสนาสนะอันสงัด. บทว่า รตึ ได้แก่ ความยินดีในกามคุณ ๕. บทว่า ปหาย แปลว่า ละแล้ว. บทว่า สพฺพโส เคหสิตญฺจ วิตกฺกํ ความว่า ละได้โดยสิ้นเชิง ซึ่งมิจฉาวิตก อันอาศัยเรือน คือที่ปฏิสังยุตด้วยบุตรและทาระ และความ ตริถึงญาติเป็นต้น. บทว่า วนถํ น กเรยฺย กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึงทำความอยากใน วัตถุทั้งปวง ทั้งประเภทที่เป็นไปในภายในและภายนอก. บทว่า นิพฺพนโถ อวนโถ ส ภิกฺขุ ความว่า ก็บุคคลใดไม่มีความ อยากโดยประการทั้งปวง เพราะความเป็นผู้ไม่มีความอยากนั้นนั่นแหละ ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีกิเลส เพราะไม่มีความเพลิดเพลินในอารมณ์ไหน ๆ บุคคลชื่อว่าเป็นภิกษุ เพราะเห็นโดยชอบซึ่งภัยในสงสาร และเพราะ ทำลายกิเลสได้แล้ว. บทว่า ยมิธ ปวิญฺจ เวหาสํ รูปคตํ ชคโตคธํ กิญฺจิ ความว่า รูปอย่างใดอย่างหนึ่งในโลกนี้ที่อยู่บนแผ่นดิน คือที่อาศัยแผ่นดิน ที่อยู่
หน้า 524 ข้อ 401
ในอากาศ คือที่ตั้งในอากาศ ได้แก่ที่อาศัยเทวโลก มีสภาวะผู้พัง ซึ่ง อยู่ในแผ่นดิน คือมีอยู่ในโลก อันนับเนื่องในภพทั้ง ๓ อันปัจจัย ปรุงแต่ง. บทว่า ปริชียติ สพฺพมนิจฺจํ ความว่า รูปทั้งหมดนั้นถูกชราครอบ- งำ แต่นั้นแหละเป็นของไม่เที่ยง แต่นั้นแล เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พระเถระกล่าวถึงการยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์ ด้วยประการฉะนี้. บางอาจารย์ กล่าวว่า นี้เป็นวิปัสสนาของพระเถระ. บทว่า เอวํ สเมจฺจ จรนฺติ. มุตตฺตา ความว่า บัณฑิตทั้งหลาย ตรัสรู้ คือตรัสรู้เฉพาะอย่างนี้ ได้แก่ด้วยมรรคปัญญาอันประกอบด้วย วิปัสสนา มีตนอันหลุดพ้นแล้ว คือมีอัตภาพอันกำหนดรู้แล้ว เที่ยวไป คืออยู่. บทว่า อุปธีสุ ได้แก่ ในอุปธิคือขันธ์ทั้งหลาย. บทว่า ชนา ได้แก่ ปุถุชนผู้บอด. บทว่า คธิตาเส ได้แก่ มีจิตปฏิพัทธ์. ก็ในที่นี้ พระเถระเมื่อจะ แสดงโดยพิเศษว่า พึงนำออกไปซึ่งความพอใจในอุปธิคือกามคุณ จึง กล่าวว่า ในรูปที่ได้เห็น และเสียงที่ได้ยิน และในสิ่งที่มากระทบ และในอารมณ์ที่ได้ทราบ. บทว่า ทิฏฺสุเต ได้แก่ ในรูปที่เห็น และเสียงที่ได้ฟัง อธิบายว่า รูปและเสียง. บทว่า ปฏิเฆ ได้แก่ ในสิ่งที่กระทบ คือในโผฏฐัพพะ. บทว่า มุเต ได้แก่ ในอารมณ์ที่ได้ทราบ ที่เหลือจากอารมณ์ที่ กล่าวแล้ว อธิบายว่า ในกลิ่นและรสทั้งหลาย. ในสารัตถปกาสินี ท่าน
หน้า 525 ข้อ 401
กล่าวว่า ถือเอากลิ่นและรสด้วยบทว่า ปฏิฆะ ถือเอาโผฏฐัพพารมณ์ด้วย บทว่า มุตะ. บทว่า เอตฺถ วิโนทย ฉนฺทมเนโช ความว่า ท่านจงบรรเทา กามฉันทะในเบญจกามคุณอันมีรูปที่เห็นเป็นต้นเป็นประเภทนี้ เมื่อเป็น อย่างนั้น ท่านจะเป็นผู้ไม่หวั่นไหว คือไม่กำหนดในอารมณ์ทั้งปวง. บทว่า โย เหตฺถ น ลิมฺปติ มุนิ ตมาหุ ความว่า ก็บุคคลใดย่อม ไม่ฉาบทาด้วยเครื่องฉาบทาคือตัณหาในกามคุณนี้ บัณฑิตทั้งหลายย่อม เรียกบุคคลนั้นว่า มุนี เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในโมไนยธรรม ธรรมของมุนี. ด้วยการอธิบายว่า พระบาลีว่า อถ สฏฺิสิตา ถ้าว่าอาศัยทิฏฐิ ๖๐ ดังนี้ อาจารย์บางพวกจึงกล่าวความหมายว่า อาศัยธรรมารมณ์ ๖๐ ประการ. ก็พระบาลีมีว่า เป็นไปกับด้วยวิตกอันอาศัยทิฏฐิ ๖๘ ประการ, จริงอยู่ อารมณ์มีประมาณน้อย คือหย่อนหรือเกินไป ย่อมไม่นับเอาแล. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทว่า อฏฺสฏฺิสิตา ความว่า มิจฉา- วิตกอันอาศัยทิฏฐิ ๖๒ ประการ และบุคคลผู้เป็นไปในคติแห่งทิฏฐิ เป็น ผู้เชื่อลัทธิว่าไม่มีสัตตาวาสภูมิเป็นที่อยู่ของสัตว์ ๗ ชั้น เพราะเหตุนั้น จึงเว้นอธิจจสมุปปันนวาทะว่า เกิดผุดขึ้นโดยไม่มีเหตุ แล้วจึงกล่าวด้วย อำนาจวาทะนอกนี้ว่า ถ้าว่าอธรรมทั้งหลายเป็นไปกับด้วยวิตก อาศัย ทิฏฐิ ๖๐ ประการดังนี้. เพื่อจะแสดงว่า เหมือนอย่างว่าที่เรียกว่าภิกษุ เพราะไม่มีเครื่องฉาบทาคือกิเลสฉันใด ที่เรียกว่าภิกษุ แม้เพราะไม่มี เครื่องฉาบทาคือทิฏฐิก็ฉันนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ถ้าอาศัยทิฏฐิ ๖๐ ดังนี้ เป็นต้น.
หน้า 526 ข้อ 401
บทว่า ปุถุชฺชนตาย อธมฺมา นิวิฏฺา ความว่า ก็มิจฉาวิตกเหล่า นั้น มิใช่ธรรม คือปราศจากธรรม ด้วยอำนาจยึดถือว่าเที่ยงเป็นต้น ตั้งลงแล้ว คือตั้งลงเฉพาะแล้วในความเป็นปุถุชน คือในคนอันธพาล. บทว่า น จ วคฺคคตสฺส กุหิญฺจิ ความว่า ไม่พึงเป็นไปในพวก มิจฉาทิฏฐิมีสัสสตวาทะว่าเที่ยงเป็นต้นในวัตถุนั้น ๆ คือไม่ถือลัทธินั้น. ส่วนในอรรถกถาท่านยกบทขึ้นดังว่า ถ้าว่าอธรรมทั้งหลายเป็นไปกับวิตก อาศัยทิฏฐิ ๖๐ ตั้งมั่นในความเป็นปุถุชน ดังนี้แล้วกล่าวว่า ถ้าว่าวิตก ที่ไม่เป็นธรรมเป็นอันมากอาศัยอารมณ์ ๖ ตั้งลงมั่น เพราะทำให้เกิด และกล่าวว่าไม่พึงเป็นพรรคพวกในอารมณ์ไหน ๆ อย่างนั้น อธิบายว่า ไม่พึงเป็นพวกกิเลสในอารมณ์ไหนๆ ด้วยอำนาจวิตกเหล่านั้น. บทว่า โน ปน ทุฏฺฐุลฺลคาหี ส ภิกฺขุ ความว่า บุคคลใดไม่พึง เป็นผู้มักพูดคำหยาบ คือพูดผิด เพราะถูกกิเลสประทุษร้าย และเพราะ เป็นวาทะหยาบเหลือหลาย บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นภิกษุ. บทว่า ทพฺโพ ได้แก่ ผู้มีชาติฉลาด คือเป็นบัณฑิต. บทว่า จิรรตฺตสมาหิโต แปลว่า ผู้มีจิตเป็นสมาธิตั่งแต่กาลนาน มาแล้ว. บทว่า อกุหโก แปลว่า เว้นจากความโกหก คือไม่โอ้อวด ไม่มี มายา. บทว่า นิปโก แปลว่า ผู้ละเอียดละออ คือผู้เฉลียวฉลาด. บทว่า อปิหาลุ แปลว่า ผู้หมดตัณหาความอยาก. บทว่า สนฺตํ ปทํ อชฺฌคมา ได้แก่ บรรลุพระนิพพาน. ชื่อว่า มุนี เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยธรรนอันเป็นที่ตั้งแห่งความเป็นมุนี.
หน้า 527 ข้อ 401
บทว่า ปรินิพฺพุโต ความว่า อาศัยพระนิพพาน โดยกระทำให้เป็น อารมณ์ แล้วปรินิพานด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ. บทว่า กงฺขติ กาลํ ความว่า รอเวลาเพื่อต้องการอนุปาทิเสส นิพพานในกาลบัดนี้. อธิบายว่า พระเถระนั้นไม่มีกิจอะไรที่จะพึงทำ จึง เตรียมพร้อมด้วยประการที่จักเป็นผู้เช่นนี้. คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า มานํ ปชหสฺสุ จงละมานะ พระเถระ อาศัยปฏิภาณสมบัติบรรเทามานะที่เป็นไปแก่ตนกล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มานํ ปชหสฺสุ ความว่า จงสละมานะ ๙ ประการ มีมานะว่า เราเป็นผู้ประเสริฐกว่าเป็นต้น. ด้วยบทว่า โคตม นี้ พระเถระกล่าวถึงตนให้เป็นโคตมโคตร เพราะ ตนเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้โคตมโคตร. บทว่า มานปถํ ความว่า ท่านจงละ คือจงละขาดซึ่งชาติเป็นต้น อันหุ้มห่อตัวด้วอโยนิโสมนสิการ การใส่ใจโดยไม่แยบคาย อันเป็นฐาน ที่ตั้งให้มานะแพร่ไป โดยการละกิเลสที่เนื่องด้วยชาติเป็นต้นนั้น. บทว่า อเสสํ แปลว่า ทั้งหมดเลย. บทว่า มานปถมฺหิ ส มุจฺฉิโต ความว่า ผู้ถึงความสยบอันมีวัตถุ ที่ตั้งแห่งมานะเป็นเหตุ. บทว่า วิปฺปฏิสารีหุวา จิรรตฺตํ ความว่า เมื่อขณะแห่งการขวน- ขวายในทางมานะนี้ล่วงไปแล้ว จักบรรลุพระอรหัตในกาลก่อนแท้ คือ ได้เป็นผู้เดือดร้อนว่า เราฉิบหายเสียแล้ว. บทว่า มกฺเขน มกฺขิตา ปชา ความว่า ชื่อว่า มีมักขะลบหลู่คุณ ท่าน เพราะยกตนข่มผู้อื่นด้วยความกล้าเป็นต้น แล้วบดขยี้ด้วยมักขะอัน
หน้า 528 ข้อ 401
มีลักษณะลบหลู่คุณของผู้อื่น, จริงอยู่ บุคคลลบหลู่คุณของคนอื่นด้วย ประการใด ๆ ชื่อว่า ย่อมเช็ด คือละทิ้งคุณของตนด้วยประการนั้น ๆ. บทว่า มานหตา ได้แก่ ผู้มีคุณความดี ถูกมานะขจัดเสียแล้ว. บทว่า นิรยํ ปปตนฺติ ได้แก่ ย่อมเข้าถึงนรก. บทว่า มคฺคชิโน ได้แก่ ชำนะกิเลสด้วยมรรค. บทว่า กิตฺติญฺจ สุขญฺจ ได้แก่ เกียรติที่วิญญูชนสรรเสริญ และ สุขอันเป็นไปทางกายและทางจิต. บทว่า อนุโภติ แปลว่า ได้เฉพาะ. บทว่า ธมฺมทโสติ ตมาหุ ตถตฺตํ ความว่า บัณฑิตทั้งหลายกล่าว บุคคลนั้น ผู้ปฏิบัติชอบอย่างนั้นว่าเป็นผู้เห็นธรรม ตามเป็นจริง. บทว่า อขิโล ได้แก่ ผู้เว้นจากกิเลสเครื่องตรึงใจ ๕ ประการ. บทว่า ปธานวา ได้แก่ ผู้ถึงพร้อมด้วยสัมมัปปธานความเพียรชอบ. บทว่า วิสุทฺโธ ความว่า ชื่อว่า ผู้มีใจบริสุทธิ์ เพราะปราศจาก เมฆ คือนิวรณ์. บทว่า อุเสสํ ได้แก่ ละมานะทั้ง ๙ อย่างด้วยอรหัตมรรค. บทว่า วิชฺชายนฺตกาโร สมิตาวี ความว่า พระเถระกล่าวสอนตน ว่า เป็นผู้มีกิเลสสงบระงับแล้วโดยประการทั้งปวง ถึงที่สุดแห่งวิชชา ๓ ประการ. ครั้นวันหนึ่ง ท่านพระอานนท์ อันราชมหาอำมาตย์คนหนึ่งนิมนต์ ในเวลาเช้า จึงไปเรือนของราชมหาอำมาตย์นั้นแล้วนั่งบนอาสนะที่เขาตก แต่งไว้ โดยมีท่านพระวังคีสะเป็นปัจฉาสมณะ. ลำดับนั้น หญิงทั้งหลาย
หน้า 529 ข้อ 401
ในเรือนนั้น ประดับด้วยอลังการทั้งปวง พากันเข้าไปหาพระเถระ ไหว้ แล้วถามปัญหา ฟังธรรม. ลำดับนั้น ความกำหนัดในวิสภาคารมณ์เกิดขึ้นแก่ท่านพระวังคีสะ ผู้ยังบวชใหม่ไม่อาจกำหนดอารมณ์ได้ ท่านพระวังคีสะนั้น เป็นกุลบุตร ผู้มีศรัทธา มีชาติเป็นคนตรง คิดว่าราคะนี้เพิ่มมากแก่เราแล้ว จะพึงทำ ประโยชน์ปัจจุบัน ทั้งประโยชน์ภายภาคหน้า ให้พินาศทั้ง ๆ ที่นั่งอยู่แล เมื่อจะเปิดเผยความเป็นไปของตนแก่พระเถระ จึงกล่าวคาถาว่า กาม- ราเคน ดังนี้เป็นต้น. ในข้อนั้น เพื่อจะแสดงว่า แม้ถ้าความเร่าร้อนอันเกิดจากความ กำหนัด เพราะกิเลสเบียดเบียนแม้กายได้ แต่เมื่อจะเบียดเบียนจิต ย่อม เบียดเบียนได้นานกว่า พระเถระจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าถูกกามราคะแผดเผา แล้วกล่าวว่า จิตของข้าพเจ้าก็ถูกแผดเผา ดังนี้. บทว่า นิพฺพาปนํ ความว่า ขอท่านจงให้โอวาทอันเป็นเหตุทำราคะ ให้ดับ คือที่สามารถทำความเร่าร้อนเพราะราคะให้ดับ. คาถามีว่า สญฺาย วิปริเยสา เพราะความสำคัญผิด ดังนี้เป็นต้น อันท่านพระอานนท์ถูกพระวังคีสะขอร้อง จึงกล่าวไว้. บทว่า วิปริเยสา ความว่า เพราะความวิปลาส คือเพราะถือผิด- แผก ซึ่งเป็นไปในสิ่งที่ไม่งามว่างาม. บทว่า นิมิตฺตํ ได้แก่ มีอันทำกิเลสให้เกิดเป็นนิมิต. บทว่า ปริวชฺเชหิ แปลว่า จงสละเสีย. บทว่า สุภํ ราคูปสํหิตํ ความว่า เมื่อจะเว้นสุภะ อันเป็นเหตุทำ ราคะให้เจริญเป็นอารมณ์ พึงเว้นด้วยอสุภสัญญา กำหนดหมายว่าไม่งาม
หน้า 530 ข้อ 401
พึงเว้นด้วยอนภิรติสัญญา กำหนดหมายว่าไม่น่ายินดี ในอารมณ์ทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น ท่านพระอานนท์เมื่อจะแสดงสัญญา แม้ทั้งสองนั้น จึง กล่าวคำ มีอาทิว่า อสุภาย ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุภาย ได้แก่ ด้วยอสุภานุปัสสนา การพิจารณาเห็นเนือง ๆ ว่าไม่งาม. บทว่า จิตฺตํ ภาเวหิ เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ความว่า ท่านจงเจริญ กระทำให้มีอารมณ์เลิศเป็นอันเดียว คือให้ตั้งมั่น ให้แอบแนบในอารมณ์ ทั้งหลาย โดยไม่มีความฟุ้งซ่านแห่งจิตของตน คือเราจักบอกอสุภานุ- ปัสสนาที่พึงการทำได้ง่ายแก่ท่าน. บทว่า สติ กายคตา ตฺยตฺถุ ความว่า การเจริญกายคตาสติที่กล่าว แล้ว ท่านจงอบรมกระทำให้มาก. บทว่า นิพฺพิทาพหุโล ภว ความว่า ท่านจงเป็นผู้มากด้วยความ หน่ายในอัตภาพและในสิ่งทั้งปวง. บทว่า อนิมิตฺตญฺจ ภาเวหิ ความว่า โดยพิเศษ อนิจจานุปัสสนา ชื่อว่า อนิมิต เพราะเพิกนิมิตว่าเที่ยงเป็นต้น แต่นั้นท่านจงละมานานุสัย กิเลสอันนอนเนื่องคือมานะเสีย อธิบายว่า เมื่อจะเจริญอนิจจานุปัสสนา นั้น จงตัดอย่างเด็ดขาดซึ่งมานานุสัย โดยการบรรลุอรหัตมรรคตามลำดับ มรรค. บทว่า มานาภิสมยา ได้แก่ ตรัสรู้เพราะเห็นมานะและเพราะละ มานะ. บทว่า อุปสนฺโต ความว่า ท่านชื่อว่าเข้าไปสงบ เพราะสงบราคะ เป็นต้นได้ทั้งหมด จักเที่ยวไป คือจักอยู่.
หน้า 531 ข้อ 401
คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า ตเมว วาจํ ดังนี้ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงแสดงสุภาสิตสูตร พระเถระเกิดความโสมนัส เมื่อจะชมเชยพระผู้มี- พระภาคเจ้าเฉพาะพระพักตร์ จึงได้กล่าวไว้. บทว่า ยายตฺตานํ น ตาปเย ความว่า ไม่พึงทำตนให้เดือดร้อน คือให้ลำบากด้วยความเดือดร้อน ด้วยวาจาใดอันเป็นเหตุ. บทว่า ปเร จ น วิหึเสยฺย ความว่า ไม่พึงเบียดเบียนทำลายคน อื่นให้แตกกับคนอื่น. บทว่า สา เว วาจา สุภาสิตา มีวาจาประกอบความว่า วาจานั้น ชื่อว่าเป็นสุภาษิตโดยส่วนเดียว เพราะฉะนั้น พึงกล่าวแต่วาจานั้นเท่านั้น พระเถระสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยมีพระวาจาไม่ส่อเสียดด้วยคาถานี้. บทว่า ปฏินนฺทิตา ความว่า ยินดี คือรักใคร่โดยเฉพาะหน้า คือ ในเดี๋ยวนั้น และในกาลต่อไป ผู้สดับฟังรับเอา. บทว่า ยํ อนาทาย ความว่า บุคคลเมื่อจะกล่าววาจาใด อย่าได้ ถือเอาคำหยาบคายอันไม่น่ารัก ไม่น่าปรารถนาของคนอื่น ย่อมแสดงแต่ วาจาที่น่ารัก อันไพเราะด้วยอรรถและพยัญชนะ. บทว่า ตเมว ปิยวาจํ ภาเสยฺย ได้แก่ ชมเชยด้วยอำนาจวาจา ที่น่ารัก. บทว่า อมตา ได้แก่ ดุจน้ำอมฤต เพราะเป็นวาจายังประโยชน์ให้ สำเร็จ สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า คำสัตย์แลยังประโยชน์ให้สำเร็จกว่ารส ทั้งหลาย. อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่วาจาที่เป็นประโยชน์ คือเป็นปัจจัยแก่ อมตะ คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นวาจาอมตะ.
หน้า 532 ข้อ 401
บทว่า เอส ธมฺโม สนนฺตโน ความว่า ชื่อว่าสัจวาจานี้เป็นธรรม ของเก่า คือพระพฤติเป็นประเพณี จริงอยู่ ข้อที่คนเก่าก่อนไม่พูดคำเหลาะ แหละนี้แหละ เป็นความประพฤติของคนเก่าก่อน ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า สัตบุรุษเป็นผู้ตั้งอยู่ในคำสัตย์ อันเป็นอรรถเป็นธรรม. ในคำนั้น พึงทราบว่า ชื่อว่าตั้งอยู่ในประโยชน์ตนและคนอื่น เพราะ เป็นผู้ตั้งอยู่ในสัจจะ ชื่อว่าเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ใน ประโยชน์เท่านั้น. อีกอย่างหนึ่ง คำว่า อตฺเถ ธมฺเม นี้เป็นวิเสสนะของ สัจจะนั่นแหละ. สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ผู้ตั้งอยู่ในคำสัจ, ในคำสัจ เช่นไร ? ในคำสัจที่เป็นอรรถเป็นธรรม ซึ่งเป็นที่ให้สำเร็จประโยชน์ คือไม่ทำการขัดขวางให้แก่คนอื่น เพราะไม่ปราศจากอรรถ (และ) ให้ สำเร็จธรรม คือประโยชน์อันเป็นไปในธรรมเท่านั้น เพราะไม่ปราศจาก ธรรม. พระเถระสดุดีพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยทรงมีพระวาจาสัตย์ด้วย คาถานี้. บทว่า เขมํ แปลว่า ปลอดภัย คือไม่มีอันตราย หากมีคำถามสอด เข้ามาว่า เพราะเหตุไร ? ขอเฉลยว่า เพราะได้บรรลุพระนิพพานอัน กระทำที่สุดแห่งทุกข์ อธิบายว่า ชื่อว่าปลอดภัย เพราะเป็นเหตุให้ถึง กิเลสนิพพาน และเป็นไปเพื่อทำที่สุดแห่งวัฏทุกข์. อีกอย่างหนึ่ง พึงเห็นความในข้อนี้อย่างนี้ว่า พระพุทธเจ้าตรัส พระวาจาใด ชื่อว่าปลอดภัย เพราะทรงประกาศทางอันเกษม เพื่อประ- โยชน์แก่นิพพานธาตุทั้งสองคือ เพื่อบรรลุพระนิพพาน หรือเพื่อทำที่สุด แห่งทุกข์ วาจานั้นเท่านั้น เป็นวาจาสูงสุดกว่าวาจาทั้งหลาย อธิบายว่า วาจานั้นประเสริฐที่สุดกว่าวาจาทั้งปวง พระเถระเมื่อสดุดีพระผู้มีพระ-
หน้า 533 ข้อ 401
ภาคเจ้า โดยมีพระดำรัสด้วยพระปรีชา ด้วยคาถานี้ จึงให้จบการสดุดีลง ด้วยยอดคือพระอรหัต. คาถา ๓ คาถามีอาทิว่า คมฺภีรปญฺโ นี้ พระเถระกล่าวด้วยอำนาจ การสรรเสริญท่านพระสารีบุตร. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คมฺภีรปญฺโ ความว่า ชื่อว่าผู้มีปัญญา ลึกซึ้ง เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยปัญญาอันละเอียด ซึ่งเป็นไปในขันธ์ และอายตนะเป็นต้นอันลึกล้ำ. ชื่อว่ามีปัญญา เพราะประกอบด้วยปัญญา อันมีโอชาเกิดแต่ธรรม กล่าวคือเมธาปัญญา. ชื่อว่า ผู้ฉลาดในทางและมิใช่ทาง เพราะความเป็นผู้ฉลาดในทาง และมิใช่ทางอย่างนี้ว่า นี้ทางทุคติ นี้ทางสุคติ นี้ทางพระนิพพาน. ชื่อว่าผู้มีปัญญามาก ด้วยอำนาจปัญญาอันถึงที่สุดแห่งสาวกบารมี- ญาณอันใหญ่. บทว่า ธมฺมํ เทเสติ ภิกฺขูนํ ความว่า ประกาศปวัตติ (ทุกข์) และนิวัตติ (นิโรธ) โดยชอบ แสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ก็เพื่อจะ แสดงอาการเป็นไปแห่งเทศนานั้น ท่านจึงกล่าวคำมีอาทิว่า โดยย่อบ้าง ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขิตฺเตนปิ ความว่า แสดงแม้โดยย่อ อย่างนี้ว่า ดูก่อนผู้มีอายุ อริยสัจ ๔ เหล่านี้. อริยสัจ ๔ เป็นไฉน ? ทุกขอริยสัจ ๑ ฯ ล ฯ ดูก่อนผู้มีอายุ อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล, เพราะเหตุนั้น แล ผู้มีอายุพึงกระทำความเพียรว่า นี้ทุกข์. เมื่อจำแนกอริยสัจเหล่านั้น นั่นแหละออกแสดงแม้โดยพิสดาร โดยนัยมีอาทิว่า ก็ผู้มีอายุ ทุกขอริยสัจ
หน้า 534 ข้อ 401
เป็นไฉน ? แม้ความเกิดก็เป็นทุกข์ ดังนี้. แม้ในเทศนาเรื่องขันธ์เป็นต้น ก็นัยนี้เหมือนกัน. บทว่า สาลิกายิว นิคฺโฆโส ความว่า เมื่อพระเถระแสดงธรรม ย่อมมีเสียงไพเราะเหมือนเสียงนกสาลิกา ตัวได้ลิ้มรสมะม่วงสุกหวาน จึง กระพือปีกทั้งสองแล้วเปล่งเสียงร้องอันไพเราะฉะนั้น. จริงอยู่ พระธรรม เสนาบดีมีคำพูดไม่พร่าเครือด้วยอำนาจดีเป็นต้น, เสียงเปล่งออกประดุจ กังสดาลที่เขาเคาะด้วยท่อนเหล็กฉะนั้น. บทว่า ปฏิภาณํ อุทิยฺยติ ความว่า ปฏิภาณความแจ่มแจ้ง ย่อมตั้ง ขึ้นพรั่งพรูประดุจลูกคลื่นตั้งขึ้นจากมหาสมุทร ในเมื่อท่านประสงค์จะ กล่าว. บทว่า ตสฺส ได้แก่ พระสารีบุตร. บทว่า ตํ ได้แก่ กำลังแสดง ธรรมอยู่. บทว่า สุณนฺตี ได้แก่ เกิดความเอื้อเฟื้อว่า พระเถระกล่าวคำใด แก่พวกเรา ๆ จักฟังคำนั้น ดังนี้ จึงฟังอยู่. บทว่า มธุรํ แปลว่า น่าปรารถนา. บทว่า รชนีเยน ได้แก่ อัน น่าใคร่. บทว่า สวนีเยน ได้แก่ มีความสบายหู. บทว่า วคฺคุนา ได้แก่ มีความกลมกล่อมเป็นที่จับใจ. บทว่า อุทคฺคจิตฺตา ได้แก่ เป็นผู้มีจิตเบิกบาน คือมีจิตไม่หดหู่ ด้วยอำนาจปีติอันประกอบความฟูใจ. บทว่า มุทิตา ได้แก่ บันเทิงใจ คือประกอบด้วยความปราโมทย์. บทว่า โอเธนฺติ ได้แก่ เงี่ยหูลง คือเข้าไปตั้งจิตเพื่อความรู้ทั่วถึง จึงเงี่ยหูคอยฟังอยู่.
หน้า 535 ข้อ 401
คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า อชฺช ปณฺณรเส ดังนี้ พระเถระได้เห็น พระศาสดาประทับนั่ง ภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ห้อมล้อม เพื่อจะทรงแสดง พระธรรมเทศนาปวารณาสูตร เมื่อจะสดุดี จึงกล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปณฺณรเส ความว่า ก็สมัยหนึ่ง พระ- ผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งในบุพพาราม ในเวลาเย็นทรงแสดงพระธรรม- เทศนา อันเหมาะแก่กาลสมัยแก่บริษัทที่ถึงพร้อมแล้ว จึงโสรจสรงพระ- วรกายในซุ้มสรงน้ำแล้วครองผ้า ทรงกระทำมหาจีวรเท่าสุคตประมาณ เฉวียงบ่า ทรงประทับพิงเสากลาง ประทับนั่งบนบวรพุทธอาสน์ที่เขา ตกแต่งไว้ในปราสาทของมิคารมารดา ทรงชำเลืองดูภิกษุสงฆ์ผู้นั่งห้อม- ล้อม ประทับนั่งในวันปวารณา ในวันอุโบสถนั้น ในวันอุโบสถขึ้น ๑๕ ค่ำนี้. บทว่า วิสุทฺธิยา ได้แก่ เพื่อต้องการความบริสุทธิ์ คือเพื่อวิสุทธิ- ปวารณา. บทว่า ภิกฺขู ปญฺจสตา สมาคตา ความว่า ภิกษุประมาณ ๕๐๐ รูปมาประชุมกัน ด้วยการนั่งห้อมล้อมพระศาสดา และด้วยอัธยาศัย. บทว่า เต จ สํโยชนพนฺธนจฺฉิทา ความว่า ผู้ตัดกิเลสทั้งหลาย อันเป็นเครื่องผูกสันดาน กล่าวคือสังโยชน์ดำรงอยู่ เพราะเหตุนั้นแหละ จึงเป็นผู้ไม่มีทุกข์ หมดสิ้นภพใหม่ เป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ อธิบาย ว่า ชื่อว่าเป็นผู้ไม่มีทุกข์ เพราะไม่มีทุกข์อันเกิดจากกิเลส เป็นผู้มีภพใหม่ สิ้นไปแล้ว ชื่อว่าเป็นผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ เพราะแสวงหาศีลขันธ์ เป็นต้นอันเป็นของพระอเสขะ.
หน้า 536 ข้อ 401
บทว่า วิชิตสงฺคามํ ความว่า ชื่อว่าผู้ทรงชนะสงคราม เพราะทรง ชนะสงครามคือกิเลส คือเพราะทรงชนะมารและพลของมารได้เเล้ว. บทว่า สตฺถวาหํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่าสัตถวาหะ ผู้นำกองเกวียน เพราะทรงยกขึ้นรถ คืออริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ แล้วชนพาเวไนยสัตว์ทั้งหลายไป คือให้ข้ามพ้นจากสงสารกันดาร. ด้วย เหตุนั้น สหัมบดีพรหมจึงกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้แกล้วกล้า ผู้ชนะ สงคราม ผู้นำหมู่เกวียน ขอพระองค์โปรดเสด็จลุกขึ้น, พระสาวกทั้งหลาย เข้าไปนั่งใกล้พระศาสดาพระองค์นั้น ผู้ทรงนำหมู่เกวียน ผู้ยอดเยี่ยม. บทว่า เต วิชฺชา มจฺจุหายิโน มีวาจาประกอบความว่า ผู้อันพระ- สาวกทั้งหลายเห็นปานนั้นห้อมล้อม เสด็จตามลำดับรอบ ๆ ไป ด้วยการ เสด็จจาริกไปยังชนบท เหมือนพระเจ้าจักรพรรดิ อันหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม ฉะนั้น. บทว่า ปลาโป แปลว่า ว่างเปล่า คือเว้นจากสาระในภายใน อธิบายว่า เว้นจากศีล. บทว่า วนฺเท อาทิจฺจพนฺธุนํ ความว่า พระเถระกล่าวว่า ข้า- พระองค์ขอถวายบังคมพระทศพลบรมศาสดา ผู้เป็นเผ่าพันธุ์แห่งพระ- อาทิตย์. คาถา ๔ คาถามีอาทิว่า ปโรสหสฺสํ ดังนี้ พระเถระเมื่อจะสดุดี พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงแสดงธรรมแก่ภิกษุทั้งหลาย ด้วยธรรมีกถาอัน ปฏิสังยุตด้วยพระนิพพาน จึงได้กล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโรสหสฺสํ แปลว่า เกินกว่าพัน, พระเถระกล่าวหมายเอาภิกษุ ๑,๒๕๐ องค์.
หน้า 537 ข้อ 401
บทว่า อกุโตภยํ ความว่า ในพระนิพพาน ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ และท่านผู้บรรลุนิพพานแล้ว ย่อมไม่มีภัยแม้แต่ที่ไหน ๆ เพราะเหตุนั้น พระนิพพานจึงชื่อว่าไม่มีภัยแต่ที่ไหน. พระผู้มีพระภาคเจ้า บัณฑิตเรียกว่านาค เพราะเหตุทั้งหลายดังกล่าว แล้ว โดยนัยมีอาทิว่า พระองค์ไม่ทรงทำบาป เพราะเหตุนั้น พระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงมีพระนามว่านาค แล. บทว่า อิสีนํ อิสิสตฺตโม ความว่า เป็นพระฤาษีผู้สูงสุดแห่งพระ- ฤาษี คือสาวกพุทธะและปัจเจกพุทธะ, อีกอย่างหนึ่ง ได้แก่เป็นฤาษี องค์ที่ ๗ แห่งพระฤาษีทั้งหลาย นับตั้งแต่พระวิปัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า มหาเมโฆว ได้แก่ เป็นเสมือนมหาเมฆอันตั้งขึ้นในทวีป ทั้ง ๔. บทว่า ทิวา วิหารา แปลว่า จากที่เร้น. บทว่า สาวโก เต มหาวีร ปาเท วนฺทติ วงฺคีโส นี้ พระเถระ บรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อจะประกาศการบรรลุคุณวิเศพของตน จึงกล่าว ไว้. คาถา ๔ คาถามีคำเริ่มต้นว่า อุมฺมคฺคปถํ ดังนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงว่า พระองค์ตรัสถามว่า วังคีสะ คาถาเหล่านี้เธอตรึก มาก่อน หรือว่าปรากฏขึ้นโดยพลันทันใด, พระวังคีสะทูลว่า ปรากฏ แจ่มแจ้งขึ้นทันทีทันใด จึงตรัสไว้. ก็เพราะเหตุไรจึงได้ตรัสอย่างนั้น ? ได้ยินมาว่า เพราะได้เกิดการสั่งสนทนาขึ้นในท่ามกลางสงฆ์ว่า พระ- วังคีสะไม่ได้ร่ำเรียน ไม่กระทำกิจด้วยการอุเทศ ด้วยการสอบถาม และ
หน้า 538 ข้อ 401
ด้วยโยนิโสมนสิการ ไฉนจึงประพันธ์คาถา เที่ยวพรรณนาบทกลอน. ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระดำริว่า พวกภิกษุเหล่านี้ไม่รู้ ปฏิภาณสมบัติของพระวังคีสะ เราจักให้รู้จักปฏิภาณสมบัติของวังคีสะนี้ จึงตรัสถามโดยนัยมีอาทิว่า วังคีสะ เหตุไรหนอ ดังนี้. บทว่า อุมฺมคฺคปถํ ได้แก่ ทางเกิดกิเลสมิใช่น้อย. จริงอยู่ ที่ เรียกว่า ทาง เพราะเป็นทางที่วัฏฏะประกอบสร้างไว้. บทว่า ปภิชฺช ขีลานิ ได้แก่ ทำลายตาปูตรึงใจมีราคะเป็นต้น ๕ อย่าง เที่ยวไป. บทว่า ตํ ปสฺสถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นพระวังคีสะนั้น ผู้รู้ แล้ว ผู้ครอบงำและตัดกิเลสแล้วเที่ยวไปอย่างนั้น. บทว่า พนฺธปมุญฺจกรํ แปลว่า กระทำการปลดเครื่องผูก. บทว่า อสิตํ แปลว่า ไม่อาศัยแล้ว. บทว่า ภาคโส ปฏิภชฺช ได้แก่ กระทำการจำแนกธรรมโดยส่วน มีสติปัฏฐานเป็นต้น. บาลีว่า ปวิภชฺช ดังนี้ก็มี, อธิบายว่า จำแนก แสดงธรรมโดยส่วน ๆ มีอุเทศเป็นต้น คือโดยประการ. บทว่า โอฆสฺส ได้แก่ โอฆะ ๔ มีกามโอฆะเป็นต้น. บทว่า อเนกวิหิตํ ความว่า บอก คือได้กล่าวทางอันนำไปสู่อมตะ หลายประการด้วยอำนาจสติปัฏฐานเป็นต้น หรือด้วยอำนาจกรรมฐาน ๓๘ ประการ. บทว่า ตสฺมึ จ อมเต อกฺขาเต ความว่า เมื่อวังคีสะนั้นบอกทาง อมตะ คืออันนำอมตะมาให้นั้น. บทว่า ธมฺมทสา แปลว่า ผู้เห็นธรรม.
หน้า 539 ข้อ 401
บทว่า ิตา อสํหิรา ได้แก่ เป็นผู้อันใครๆ ให้ง่อนแง่นคลอน แคลนไม่ได้ ดำรงอยู่. บทว่า อติวิชฺฌ แปลว่า รู้แจ้งแล้ว. บทว่า สพฺพิตีนํ ได้แก่ ซึ่งที่ตั้งแห่งทิฏฐิ หรือที่ตั้งแห่งวิญญาณ ทั้งปวง. บทว่า อติกฺกมมทฺทส ได้แก่ ได้เห็นพระนิพพานอันเป็นตัวล่วง พ้น. บทว่า อคฺคํ ได้แก่ ธรรนอันเลิศ, บาลีว่า อคฺเค ดังนี้ก็มี อธิบาย ว่า เป็นที่หนึ่งกว่าเขา. บทว่า ทสทฺธานํ ความว่า แสดงธรรมอันเลิศแห่งพระเบญจวัคคีย์ หรือแสดงก่อนกว่าเขา คือแต่เบื้องต้น. บทว่า ตสฺมา ความว่า เพราะเหตุที่ผู้รู้ว่า ธรรมนี้ท่านแสดงดี จึงไม่ควรทำความประมาท ฉะนั้น จึงควรสำเหนียกตาม อธิบายว่า พึง ศึกษาสิกขา ๓ ตามลำดับวิปัสสนา และตามลำดับมรรค. คาถา ๓ คาถา มีค่าเริ่มต้นว่า พุทฺธานุพุทฺโธ พระวังคีสเถระ กล่าวชมเชยท่านพระอัญญาโกณฑัญญเถระ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธานุพุทฺโธ แปลว่า ตรัสรู้ตาม พระพุทธะทั้งหลาย. จริงอยู่ พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสรู้สัจจะ ๔ ก่อน ภายหลังพระเถระตรัสรู้ก่อนกว่าเขาทั้งหมด เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้ ตรัสรู้ตามพระพุทธะทั้งหลาย. ชื่อว่าเถระ เพราะเป็นผู้ประกอบด้วยศีลขันธ์ เป็นต้นอันมั่น อธิบายว่า เป็นผู้มีธรรมอันไม่กำเริบ.
หน้า 540 ข้อ 401
บทว่า ติพฺพนิกฺกโม แปลว่า ผู้มีความเพียรมั่นคง. บทว่า สุขวิหารานํ แปลว่า ผู้มี่ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน. บทว่า วิเวกิานํ ได้แก่ วิเวกทั้ง ๓. บทว่า สพฺพสฺสตํ ความว่า สิ่งใดอันสาวกทั้งปวงจะพึงบรรลุ สิ่ง นั้นอันท่านพระอัญญาโกณฑัญญะนี้บรรลุตามแล้ว. บทว่า อปฺปมตฺตสฺส สิกฺขโต แปลว่า เป็นผู้ไม่ประมาทศึกษาอยู่. บทว่า เตวิชฺโช เจโตปริยโกวิโท ความว่า บรรดาอภิญญา ๖ พระอัญญาโกณฑัญญเถระกล่าวแต่อภิญญา ๔ อภิญญา ๒ นอกนี้พระ- เถระไม่กล่าวไว้ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถระก็เป็นผู้มีอภิญญา ๖ ทีเดียว. เพราะเหตุที่ท่านพระวังคีสะเห็นพระเถระผู้มาจากสระฉัททันตะ ในป่า หิมวันต์ แสดงความเคารพอย่างยิ่งในพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วถวายบังคม อยู่ มีใจเลื่อมใส เมื่อจะชมเชยพระเถระเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าจึงกล่าวคาถานี้ เพราะฉะนั้น จึงกล่าวว่า พระโกณฑัญญะผู้เป็น ทายาทของพระพุทธเจ้า ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระศาสดา ดังนี้. คาถา ๓ คาถามีคำเริ่มต้นว่า นคสฺส ปสฺเส ดังนี้ เมื่อพระผู้มี- พระภาคเจ้าพร้อมกับภิกษุ ๕๐๐ รูป ล้วนเป็นพระอรหันต์ ประทับอยู่ ณ ประเทศกาลศิลา ท่านพระมหาโมคคัลลานเถระพิจารณาดูจิตของภิกษุ เหล่านั้นอยู่ จึงเห็นวิมุตติ คืออรหัตผล. ท่านพระวังคีสะเห็นดังนั้น เมื่อจะชมเชยพระผู้มีพระภาคเจ้าและพระเถระทั้งหลาย จึงได้กล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นคสฺส ปสฺเส ความว่า ที่กาลศิลา ประเทศข้างภูเขาอิสิคิลิ. บทว่า อาสีนํ แปลว่า นั่งแล้ว.
หน้า 541 ข้อ 401
บทว่า เจตสา ได้แก่ ด้วยเจโตปริยญาณของตน. บทว่า จิตฺตํ เนสํ สมเนฺวสํ ได้แก่ แสวงหาจิตของภิกษุขีณาสพ เหล่านั้น. บทว่า อนุปริเยติ แปลว่า ย่อมกำหนดโดยลำดับ. ผู้สมบูรณ์ด้วยองค์ทั้งปวงอย่างนี้ คือผู้ถึงพร้อม ได้แก่ประกอบ ด้วยองค์ทั้งปวง คือด้วยสัตถุสมบัติที่กล่าวว่า ผู้เป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ และด้วยสาวกสมบัติที่กล่าวว่า มีวิชชา ๓ ผู้ละมัจจุ ดังนี้. จริงอยู่ ด้วยบทว่า มุนึ นี้ ท่านกล่าวการตรัสรู้ไญยธรรมอย่างสิ้น เชิงของพระศาสดา ด้วยญาณกล่าวคือโมนะ เพราะเหตุนั้น ท่านจึง สงเคราะห์ทศพลญาณเป็นต้นด้วยอนาวรณญาณ, ท่านแสดงญาณสัมปทา ของพระศาสดานั้น ด้วยอนาวรณญาณนั้น. ด้วยบทว่า ทุกฺขสฺส ปารคุํ นี้ ท่านแสดงปหานสัมปทา และ แสดงอานุภาวสัมปทาเป็นต้นของพระศาสดาด้วยบททั้งสองนั้น. ด้วยบททั้งสองว่า เตวิชฺชา มจฺจุหายิโน นี้ ท่านแสดงสมบัติของ สาวกของพระศาสดา โดยแสดงญาณสมบัติของสาวกทั้งหลาย และโดย แสดงการบรรลุนิพพานธาตุของสาวก. จริงอย่างนั้น เพื่อจะกระทำเนื้อความตามที่กล่าวให้ปรากฏชัด ท่าน จึงกล่าวว่า พากันเข้าไปนั่งใกล้พระโคดมผู้เป็นมุนี ผู้ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ผู้ทรงเต็มเปี่ยมด้วยพระอาการเป็นอันมาก ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อเนกาการสมฺปนฺนํ ได้แก่ ทรงถึง พร้อมด้วยพระอาการเป็นอันมาก อธิบายว่า ทรงประกอบด้วยพระคุณ คืออาการมิใช่น้อย.
หน้า 542 ข้อ 401
คาถาว่า จนฺโท ยถา ดังนี้เป็นต้น พระเถระได้เห็นพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าผู้อันพระภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่ กับพวกเทวดาและนาคหลายพันห้อม ล้อมอยู่ที่ฝั่งสระโบกขรณีคัคคราใกล้จัมปานคร ทรงไพโรจน์ด้วยวรรณะ และพระยศของพระองค์ เกิดความโสมนัส เมื่อจะสดุดี จึงได้กล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จนฺโท ยถา วิคตวลาหเก นเภ ความว่า ในฤดูใบไม้ร่วง พระจันทร์เพ็ญย่อมไพโรจน์ในอากาศอันปราศ- จากเมฆฝน คือพ้นจากสิ่งเศร้าหมองอื่น เช่นกับเมฆและน้ำค้างเป็นต้น ฉันใด (และ) เหมือนพระอาทิตย์ปราศจากมลทิน อธิบายว่า ภาณุ คือพระอาทิตย์ที่ปราศจากมลทิน โดยปราศจากสิ่งเศร้าหมองมีเมฆฝน เป็นต้นนั้นนั่นแหละ ย่อมไพโรจน์ ฉันใด. บทว่า เอวมฺปิ องฺคีรส ตฺวํ ความว่า ข้าแต่พระมหามุนีผู้มีพระภาค- เจ้า ผู้ทรงโชติช่วง ด้วยความโชติช่วงอันเปล่งออกจากพระอวัยวะ แม้ พระองค์ก็ฉันนั้น ย่อมรุ่งโรจน์ยิ่ง คือย่อมไพโรจน์ล่วงโลกพร้อมทั้ง เทวโลกด้วยพระยศของพระองค์. คาถา ๑๐ คาถา มีคำว่า กาเวยฺยมตฺตา ดังนี้เป็นต้น พระวังคีสะ บรรลุพระอรหัต พิจารณาข้อปฏิบัติของตน เมื่อจะประมาณพระคุณของ พระศาสดาและคุณของตน ได้กล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเวยฺยนตฺตา ความว่า เป็นผู้ประมาณ ได้ คือผู้อันเขานับถือยกย่องทำให้เกิดคุณความดีด้วยกาพย์ คือด้วยการ แต่งกาพย์. บทว่า อทฺทสาม แปลว่า ได้เห็นแล้ว.
หน้า 543 ข้อ 401
บทว่า อทฺธา๑ โน อุทปชฺชถ ความว่า ในพระรัตนตรัยเกิดขึ้น เพื่ออุดหนุนแก่พวกข้าพระองค์ตลอดกาลนาน. บทว่า วจนํ ได้แก่ ธรรมกถาอันประกอบด้วยสัจจะ. บทว่า ขนฺเธ อายตนานิ จ ธาตุโย จ ได้แก่ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ และธาตุ ๑๘. ในฐานะนี้ พึงกล่าวกถาว่าด้วยขันธ์เป็นต้น กถานั้นท่าน ให้พิสดารแล้วในวิสุทธิมรรคนั่นแล เพราะเหตุนั้น พึงทราบโดยนัย ดังกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรคนั้นนั่นแล. บทว่า วิทิตฺวาน ได้แก่ รู้ด้วยญาณอันเป็นส่วนเบื้องต้น โดยการ จำแนกรูปเป็นต้น และโดยความไม่เที่ยงเป็นต้น. บทว่า เย เต สาสนการกา ความว่า พระตถาคตทั้งหลายอุบัติ ขึ้นเพื่อประโยชน์แก่เหล่าสัตว์เป็นอันมาก ผู้กระทำตามคำสอนของ พระตถาคตทั้งหลาย. บทว่า เย นิยามคตทฺทสา มีโยชนาว่า นิยามคตะ ก็คือนิยาม นั่นเอง, ภิกษุและภิกษุณีเหล่าใดได้เห็น คือได้บรรลุสัมมตนิยาม พระมุนี คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้ทรงบรรลุพระโพธิญาณ คือพระสัมมาสัมโพธิ- ญาณ เพื่อประโยชน์แก่ภิกษุและภิกษุณีเหล่านั้นหนอ. บทว่า สุเทสิตา ความว่า ทรงแสดงดีแล้ว ทั้งโดยย่อและพิสดาร สมควรแก่อัธยาศัยของเวไนยสัตว์. บทว่า จกฺขุมตา ได้แก่ ผู้มีจักษุด้วยจักษุ ๕. ชื่อว่าอริยสัจ เพราะ อรรถว่าเป็นธรรมอันไม่มีข้าศึก อันผู้ใคร่ประโยชน์ตน พึงกระทำ คือ คุณชาตอันกระทำความเป็นพระอริยะ หรือเป็นสัจจะของพระผู้มีพระภาค- เจ้าผู้เป็นอริยะ. ๑. บาลีว่า สทฺธา.
หน้า 544 ข้อ 401
บทว่า ทุกฺขํ เป็นต้น เป็นบทแสดงสรุปอริยสัจเหล่านั้น, ในที่นี้ พึงกล่าวอริยสัจจกถา, อริยสัจจกถานั้น ท่านให้พิสดารโดยประการทั้งปวง ในวิสุทธิมรรค เพราะเหตุนั้น พึงทราบโดยนัยดังกล่าวไว้ในวิสุทธิมรรค นั้นนั่นแล. บทว่า เอวเมเต ตถา ความว่า อริยสัจธรรมมีทุกข์เป็นต้นนี้ เป็น ของจริง คือของแท้ไม่เป็นอย่างอื่น โดยประการอย่างนั้น คือโดย ประการที่เป็นทุกข์เป็นต้น. บทว่า วุตฺตา ทิฏฺา เม เต ยถา ตถา ความว่า พระศาสดา ตรัสแล้วโดยประการใด ข้าพระองค์ก็เห็นแล้วโดยประการนั้น เพราะ แทงตลอดอริยสัจเหล่านั้นอย่างนั้นด้วยอริยมรรคญาณ. ประโยชน์ของตน ข้าพระองค์บรรลุแล้วโดยลำดับ คือข้าพระองค์กระทำให้แจ้งพระอรหัต แล้ว และแต่นั้น ข้าพระองค์ได้กระทำคำสอนของพระพุทธเจ้า คือของ พระผู้มีพระภาคเจ้าเสร็จแล้ว ได้แก่ตั้งอยู่แล้วในพระโอวาทและอนุศาสน์. บทว่า สฺวาคตํ วต เม อาสิ ความว่า การมาดีหนอ ได้มีแก่ ข้าพระองค์แล้ว. บทว่า มม พุทฺธสฺส สนฺติเก ได้แก่ ในสำนัก คือในที่ใกล้พระ- สัมพุทธเจ้า คือพระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา. บทว่า อภิญฺาปารมิปฺปตฺโต ได้แก่ ได้บรรลุบารมี คือความสูงสุด แห่งอภิญญาทั้ง ๖. จริงอยู่ เพื่อจะเปิดเผยเนื้อความที่กล่าวไว้นั่นแหละ ด้วยบทนี้ จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ชำระโสตธาตุให้หมดจด. คาถา ๑๒ คาถามีคำเริ่มต้นว่า ปุจฺฉามิ สตฺถารํ ดังนี้ พระวังคีส- เถระเมื่อจะทูลว่าอุปัชฌาย์ของตนปรินิพพานแล้ว จึงกล่าวไว้. จริงอยู่
หน้า 545 ข้อ 401
ในเวลาที่ท่านพระนิโครธกัปปเถระปรินิพพาน ท่านพระวังคีสะไม่ได้อยู่ พร้อมหน้า. ก็ความรำคาญทางมือเป็นต้นของท่านพระนิโครธกัปปเถระ นั้น พระวังคีสะนั้นเคยเห็นแล้ว และก็ด้วยอำนาจแห่งวาสนาที่อบรมไว้ ในชาติก่อน ความรำคาญทางมือเป็นต้นเช่นนั้น ย่อมมีแม้แก่พระขีณาสพ ทั้งหลาย เหมือนอย่างท่านพระปิลินทวัจฉะร้องเรียกด้วยวาทะว่า คนถ่อย ฉะนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระวังคีสะเกิดความปริวิตกขึ้นว่า อุปัชฌาย์ของ เราปรินิพพานหรือไม่หนอ. จึงได้ทูลถามพระศาสดา. ด้วยเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวว่า พระวังคีสะเมื่อจะทูลถามว่า พระอุปัชฌาย์ปรินิพพาน (หรือ เปล่า) จึงกล่าว (คาถา) ไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺถารํ ได้แก่ ผู้สั่งสอนเวไนยสัตว์ ทั้งหลายด้วยทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์เป็นต้น. บทว่า อโนมปญฺํ ความว่า ความลามกเล็กน้อย ท่านเรียกว่า โอมะ ต่ำทราม, ผู้มีปัญญาไม่ต่ำทราม ชื่อว่าอโนมปัญญะ อธิบายว่า ผู้มี ปัญญามาก. บทว่า ทิฏฺเว ธมฺเม ได้แก่ เห็นประจักษ์ชัด อธิบายว่า ใน อัตภาพนี้ทีเดียว. บทว่า วิจิกิจฺฉานํ ได้แก่ ผู้ตัดความสงสัย หรือความปริวิตกเห็น ปานนั้น. บทว่า อลฺคาฬเว ได้แก่ ในวิหารกล่าวคืออัตตาฬวเจดีย์. บทว่า าโต แปลว่า ปรากฏแล้ว. บทว่า ยุสสฺสี ได้แก่ ผู้สมบูรณ์ด้วยลาภและสักการะ. บทว่า อภินิพฺพุตตฺโต ได้แก่ ผู้มีสภาพสงบระงับ คือมีจิตไม่เร่าร้อน.
หน้า 546 ข้อ 401
บทว่า ตยา กตํ ได้แก่ ผู้มีนามอันท่านตั้งว่า นิโครธกัปปะ เพราะเป็นผู้นั่งอยู่โคนต้นนิโครธอันพร้อมด้วยร่มเงาเช่นนั้น. ดังนั้น ท่าน จึงกล่าวเอาโดยประการที่ตนกำหนดไว้. ก็พระผู้มีพระภาคเจ้า ตรัสเรียก ท่านอย่างนั้น เพราะเป็นผู้นั่งเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้ตรัสเรียก แม้ เพราะท่านบรรลุพระอรหัตที่โคนต้นนิโครธนั้น. ด้วยบทว่า พฺราหฺมณสฺส นี้ พระเถระกล่าวหมายชาติกำเนิด. ได้ ยินว่า ท่านพระนิโครธกัปปเถระออกบวชจากตระกูลพราหมณ์มหาศาล. บทว่า นมสฺสํ อจรึ แปลว่า นมัสการอยู่. บทว่า มุตฺยเปโข ได้แก่ ผู้ดำรงอยู่แล้วในพระนิพพาน. พระวังคีสะเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ทฬฺหธมฺมทสฺสี ผู้ทรงเห็น ธรรมอันมั่นคง. จริงอยู่ พระนิพพาน ชื่อว่าธรรมอันมั่นคง เพราะ อรรถว่าไม่แตกทำลาย และพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเห็นและทรงแสดง พระนิพพานนั้น. เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้านั่นแหละ โดยพระนามทางพระโคตรว่า พระศากยะ ดังนี้บ้าง. ด้วยบทว่า มยมฺปิ สพฺเพ นี้ พระเถระกล่าวแสดงตนรวมทั้งบริษัท ทั้งหมด. เรียกพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นแหละว่า สมันตจักขุ ผู้มีพระจักษุ รอบคอบ ดังนี้บ้าง ด้วยพระสัพพัญญุตญาณ. บทว่า สมวฏฺิตา แปลว่า ตั้งลงโดยชอบ คือทำความคำนึงตั้ง อยู่แล้ว.
หน้า 547 ข้อ 401
บทว่า โน แปลว่า ของข้าพระองค์ทั้งหลาย. บทว่า สวนาย ได้แก่ เพื่อต้องการฟังการพยากรณ์ปัญหานี้. บทว่า โสตา ได้แก่ โสตธาตุ. คำว่า ตุวํ โน สตฺถา ตฺวมนุตฺตโร นี้ พระเถระกล่าวด้วยอำนาจ คำสดุดี. คำว่า ฉินฺท โน วิจิกิจฺฉํ นี้ พระเถระกล่าวหมายเอาความปริวิตก นั้นอันเป็นตัววิจิกิจฉาเทียม. ก็พระเถระเป็นผู้ไม่มีวิจิกิจฉาด้วยวิจิกิจฉา อันเป็นอกุศล. บทว่า พฺรูหิ เมตํ ความว่า ขอพระองค์จงตรัสบอกพระนิโครธ- กัปปเถระนั่น. ข้าแต่พระองค์ผู้มีปัญญามาก ขอพระองค์จงประกาศ พราหมณ์ที่ข้าพระองค์อ้อนวอนพระองค์เหมือนอย่างเทวดาอ้อนวอนท้าว สักกะว่า ข้าแต่ท้าวสักกะ แม้ข้าพระองค์ทั้งหมดปรารถนาจะรู้พระสาวก นั้นว่าปรินิพพานแล้ว. บทว่า มชฺเฌว โน ภาส ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้มี ปัญญามาก พระองค์ทรงรู้ว่าปรินิพพานแล้ว จงตรัสบอกแก่มวลข้า- พระองค์ในท่ามกลางทีเดียว โดยประการที่ข้าพระองค์ทั้งปวงจะพึงทราบ. ก็คำว่า สกฺโกว เทวาน สหสฺสเนตฺโต นี้ เป็นคำกล่าวสดุดี เท่านั้น, อีกอย่างหนึ่ง ในข้อนี้ มีอธิบายดังต่อไปนี้ :- ท้าวสักกะสหัสส- นัยน์ ย่อมตรัสพระดำรัสที่เทพเหล่านั้นรับเอาโดยเคารพ ในท่ามกลาง เทพทั้งหลาย ฉันใด ขอพระองค์โปรดตรัสพระดำรัสที่ข้าพระองค์ทั้งหลาย รับเอา ในท่ามกลางข้าพระองค์ทั้งหลาย ฉันนั้น. คาถาแม้นี้ว่า เย เกจิ เป็นต้น พระเถระเมื่อจะสดุดีพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า จึงกราบทูลเพื่อให้เกิดความประสงค์เพื่อจะตรัส.
หน้า 548 ข้อ 401
ความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า กิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีอภิชฌาเป็นต้น เมื่อยังไม่ละกิเลสเครื่องร้อยรัดเหล่านั้น ท่านเรียกว่า โมหมัคคะ ทางแห่งความหลงบ้าง เรียกว่า อัญญาณปักขะ ฝ่ายแห่งความ ไม่รู้บ้าง เรียกว่า วิจิกิจฉฐาน ที่ตั้งวิจิกิจฉาบ้าง เพราะละโมหะและ วิจิกิจฉาทั้งหลาย (ไม่ได้) กิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหมดนั้น พอถึงพระตถาคต เข้าถูกกำจัดด้วยเทศนาพละของพระตถาคต ย่อมไม่มี คือย่อมพินาศไป. ถามว่า เพราะเหตุไร ? ตอบว่า เพราะจักษุของพระตถาคตนี้ เป็นจักษุ ชั้นยอดเยี่ยมของนรชน ท่านอธิบายว่า เพราะพระตถาคตเป็นบรมจักษุ ของเหล่านรชน เพราะทำให้เกิดปัญญาจักษุด้วยการกำจัดกิเลสเครื่องร้อย รัดทั้งปวง. พระเถระสดุดีอยู่นั่นแหละ เมื่อจะทำให้เกิดความประสงค์เพื่อจะ ตรัส จึงกล่าวคาถาแม้นี้ว่า โน เจ หิ ชาตุ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชาตุ เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว. ด้วยบทว่า ปุริโส พระเถระกล่าวหมายเอาพระผู้มีพระภาคเจ้า. บทว่า โชติมนฺโต ได้แก่ พระสารีบุตรเป็นต้นผู้สมบูรณ์ด้วยความ โชติช่วงแห่งปัญญา ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า หากพระผู้มีพระภาคเจ้าพึง ฆ่ากิเลสทั้งหลายด้วยกำลังแห่งเทศนา เหมือนลมต่างด้วยลมทิศตะวันออก เป็นต้นทำลายกลุ่มหมอกฉะนั้น แต่นั้น โลกที่ถูกกลุ่มหมอกหุ้มห่อ ย่อม เป็นโลกมืดมนนอนการไปหมด ฉันใด ชาวโลกแม้ทั้งปวงก็ฉันนั้น ถูก ความไม่รู้หุ้มห่อ ก็จะพึงเป็นชาวโลกผู้มืดมน. ก็บัดนี้ พระเถระมีพระ- สารีบุตรเป็นต้นซึ่งปรากฏโชติช่วงอยู่แม้นั้น ไม่พึงกล่าว คือไม่พึงแสดง. คาถาว่า ธีรา จ แม้นี้ พระเถระกล่าวโดยนัยอันมีในก่อนนั่นแหละ.
หน้า 549 ข้อ 401
ความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ก็นักปราชญ์ทั้งหลาย คือบุรุษ ผู้เป็นบัณฑิต เป็นผู้กระทำความโชติช่วง คือทำความโชติช่วงแห่งปัญญา ให้เกิดขึ้น. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้แกล้วกล้า คือผู้ทรงประกอบด้วย ปธานความเพียร เพราะฉะนั้น ข้าพระองค์จึงเข้าใจอย่างนั้นแหละ คือย่อมเข้าใจว่านักปราชญ์เป็นผู้กระทำความสว่างโชติช่วง, แม้ข้าพระองค์ ทั้งหลายก็รู้อยู่แท้ จึงเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เห็นแจ้ง คือผู้ทรง เห็นธรรมทั้งปวงตามความเป็นจริง. เพราะฉะนั้น ขอพระองค์โปรดทรง กระทำให้แจ้งซึ่ง ท่านพระกัปปะแก่พวกข้าพระองค์ในท่ามกลางบริษัท คือ โปรดกระทำให้แจ้ง คือโปรดทรงประกาศพระนิโครธกัปปะ ดุจปรินิพ- พานแล้วฉะนั้น. คาถาว่า ขิปฺปํ แม้นี้ พระเถระกล่าวโดยนัยอันมีในก่อนนั่น แหละ. เนื้อความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า :- พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง เปล่งพระวาจาได้เร็ว ไพเราะ คือทรงเปล่งไม่ช้า เปล่งพระวาชาได้ ไพเราะจับใจ. เหมือนหงส์ คือหงส์ทองเมื่อหาเหยื่อ ได้เห็นชัฏป่าใกล้ ชาตสระ จึงชูคอกระพือปีก ร่าเริงดีใจ ค่อย ๆ คือไม่รีบด่วน ส่งเสียง คือเปล่งเสียงไพเราะ ฉันใด พระองค์ก็เหมือนอย่างนั้น ขอจงค่อย ๆ ตรัสด้วยพระสุรเสียงอันกลมกล่อม อันเป็นพระมหาปุริสลักษณะอย่างหนึ่ง ซึ่งพระบุญญาธิการได้ปรุงแต่งมาดีแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหมดนี้ตั้งใจ คือมี ใจไม่ฟุ้งซ่าน จะฟังพระดำรัสของพระองค์. แม้คำว่า ปหีนชาติมรณํ นี้ พระเถระได้กล่าวแล้วโดยนัยก่อน เหมือนกัน.
หน้า 550 ข้อ 401
ในคำนั้น ที่ชื่อว่าอเสสะ เพราะไม่เหลือ, ชาติและมรณะที่ละได้ แล้วนั้น ไม่มีเหลือ อธิบายว่า ชาติและมรณะที่ละได้แล้ว ไม่เหลือ อะไร ๆ เหมือนพระโสดาบันเป็นต้น. บทว่า นิคฺคยฺห ได้แก่ ตระเตรียม. บทว่า โธนํ ได้แก่ กำจัดบาปทั้งปวงได้แล้ว. บทว่า วเทสฺสามิ ความว่า ข้าพระองค์จักขอให้ตรัสธรรม. บทว่า น กามกาโร โหติ ปุถุชฺชนานํ ความว่า บุคคลผู้ กระทำตามความประสงค์ของบุคคล ๓ จำพวก มีปุถุชนและพระเสขะ เป็นต้น ย่อมไม่มี คนทั้ง ๓ พวกนั้นย่อมไม่อาจรู้หรือกล่าวธรรมตามที่ ตนต้องการได้. บทว่า สงฺเขยฺยกาโร จ ตถาคตานํ ความว่า ส่วนพระตถาคต ทั้งหลาย มีการกระทำด้วยการพิจารณา คือมีการกระทำอันมีปัญญาเป็น หัวหน้า อธิบายว่า พระตถาคตทั้งหลายนั้น ย่อมสามารถแท้ที่จะรู้หรือ กล่าวธรรมที่ตนต้องการได้. บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศการกระทำด้วยการพิจารณานั้น จึง กล่าวคาถาว่า สนฺปนฺนเวยฺยากรณํ ดังนี้เป็นต้น. ความแห่งคำอันเป็นคาถานั้นว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า จริง อย่างนั้น พระดำรัสนี้ พระองค์ผู้มีพระปัญญาตรงจริง คือมีพระปัญญา อันดำเนินไปตรง เพราะไม่กระทบกระทั่งในที่ทุกสถาน พระองค์ตรัสไว้ คือประกาศไว้ชอบแล้ว เป็นพระดำรัสมีไวยากรณ์สมบูรณ์ ยึดถือได้ คือยึดถือได้โดยถูกต้อง เห็นได้อย่างไม่วิปริตผิดแผก มีอาทิอย่างนี้ว่า สันตติมหาอำมาตย์เหาะขึ้นประมาณ ๗ ชั่วลำตาลแล้วจักปรินิพพาน, สุปป-
หน้า 551 ข้อ 401
พุทธศากยะ จักถูกแผ่นดินสูบในวันที่ ๗, พระเถระประนมอัญชลีอัน งดงามแล้วจึงกราบทูลอีก. บทว่า อยมญฺชลิ ปจฺฉิโม สุปฺปณามิโต ความว่า อัญชลีนี้ แม้จะเป็นอัญชลีครั้งหลัง ก็นอบน้อมอย่างดีทีเดียว. บทว่า มา โมหยี ชานํ ความว่า พระองค์เมื่อทรงทราบคติ ของท่านพระกัปปะนั้น โปรดอย่าทรงลืม เพราะยังไม่ตรัสแก่ข้าพระองค์. พระเถระเรียกพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า อโนมปญฺ ผู้มีพระปัญญาไม่ต่ำ ทราม. ก็คาถานี้มีคำเริ่มต้นว่า ปโรปรํ ดังนี้ พระเถระเมื่อจะทูลอ้อนวอน มิให้ทรงลืมโดยปริยายแม้อื่นอีก จึงกล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปโรปรํ ความว่า ดีและไม่ดี คือไกล หรือใกล้ ด้วยอำนาจโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า อริยธมฺมํ ได้แก่ สัจธรรมทั้ง ๔. บทว่า วิทิตฺวา แปล ว่า รู้แจ้งแล้ว. บทว่า ชานํ ได้แก่ ทรงทราบไญยธรรมทั้งปวง. บทว่า วาจาภิกงฺขามิ ความว่า ข้าพระองค์หวังได้พระวาจา ของพระองค์ เหมือนในฤดูร้อน คนมีร่างกายร้อนลำบากอยากได้น้ำ ฉะนั้น. บทว่า สุตํ ปวสฺส ความว่า ขอพระองค์โปรดโปรยปราย คือ หลั่งโปรย ประกาศสัททายตนะ กล่าวคือ เสียงที่ข้าพระองค์ได้ฟังแล้ว. บาลีว่า สุตสฺส วสฺส ดังนี้ก็มี อธิบายว่า จงโปรยฝนแห่งสัททายตนะ มีประการดังกล่าวแล้ว.
หน้า 552 ข้อ 401
บัดนี้ พระเถระเมื่อจะประกาศวาจาเช่นที่ตนจำนงหวัง จึงกล่าว คาถาว่า ยทตฺถิกํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปฺปายโน พระเถระกล่าวถึงท่าน- พระกัปปะนั่นแหละ ด้วยอำนาจความเคารพบูชา. บทว่า ยถา วิมุตฺโต ความว่า พระเถระทูลถามว่า ท่านพระ- กัปปะนิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ เหมือนพระอเสขะ หรือ ว่าด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ เหมือนพระเสขะ. คำที่เหลือในที่นี้ ปรากฏชัดแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าอันพระวังคีสเถระ ทูลอ้อนวอนด้วยคาถา ๑๒ คาถา อย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงพยากรณ์ท่านพระนิโครธกัปปเถระ จึงได้ ตรัสคาถามีอาทิว่า อจฺเฉจฺฉิ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺเฉจฺฉิ ตณฺหํ อิธ นามรูเป ตณฺหาย โสตํ ทีฆรตฺตานุสยิตํ ความว่า ตัณหาต่างด้วยกามตัณหา เป็นต้น ในนามรูปนี้อันนอนเนื่องอยู่นาน เพราะอรรถว่า ยังละไม่ได้ ท่านเรียกว่า กระแสแห่งมารผู้มีชื่อว่า กัณหะ ดังนี้บ้าง, ท่านพระ กัปปายนะได้ตัดตัณหาในนามรูปนี้อันนอนเนื่องอยู่ ซึ่งเป็นกระแสแห่ง มารชื่อว่า กัณหะ นั้นแล้ว. ก็คำว่า อิติ ภควา นี้ เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย. ด้วยบทว่า อตาริ ชาตึ มรณํ อเสสํ นี้ ท่านแสดงว่า พระ- นิโครธกัปปะนั้นตัดตัณหานั้นได้แล้ว ข้ามชาติและมรณะได้สิ้นเชิง คือ ปรินิพพานแล้วด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ ประเสริฐด้วยพระจักษุ ๕ ได้ตรัสเท่านี้ อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า
หน้า 553 ข้อ 401
ผู้ประเสริฐด้วยอินทรีย์ ๕ มีสัทธินทรีย์เป็นต้น หรือด้วยพระจักษุทั้ง หลายอันไม่ทั่วไปแก่ผู้อื่น ถูกท่านพระวังคีสะทูลถาม จึงได้ตรัสอย่างนี้. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ปญฺจเสฏฺโ ได้แก่ ผู้ประเสริฐคือสูงสุด ล้ำเลิศ ด้วยธรรมขันธ์ ๕ มีศีลขันธ์เป็นต้น หรือด้วยเหตุสัมปทาเป็นต้น ๕ ดังนั้น แม้คำนี้ก็เป็นคำของพระสังคีติกาจารย์. เมื่อตรัสอย่างนี้แล้ว ท่านพระวังคีสะมีใจชื่นชมภาษิตของพระผู้มี- พระภาคเจ้าจึงกล่าวคาถาว่า เอส สุตฺวา ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น มํ วญฺเจสิ ในคาถาแรก มีความ ว่า เพราะเหตุที่ท่านพระนิโครธกัปปะปรินิพพานแล้ว ฉะนั้น พระองค์ จะไม่ลวงข้าพระองค์ผู้ปรารถนาว่า ท่านพระนิโครธกัปปะนั้นปรินิพพาน แล้ว อธิบายว่า ไม่ตรัสให้เคลื่อนคลาด. ความที่เหลือปรากฏชัด แล้ว. ในคาถาที่ ๒ เพราะเหตุที่ท่านพระนิโครธกัปปะมุ่งความหลุดพ้น อยู่ เพราะฉะนั้น พระวังคีสะหมายเอาพระนิโครธกัปปะนั้น จึงทูลว่า สาวกของพระพุทธเจ้า เป็นผู้มีปกติกล่าวอย่างใดทำอย่างนั้น. บทว่า มจฺจุโน ชาลํ ตตํ ได้แก่ ข่ายคือตัณหาของมารอันแผ่ ไปในวัฏฏะอันเป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า มายาวิโน แปลว่า ผู้มีมายามาก. บางอาจารย์กล่าวว่า ตถา มายาวิโน ดังนี้ก็มี. อาจารย์บางพวกนั้นอธิบายว่า มารผู้เข้าไป เฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าหลายครั้ง ด้วยมายาหลายประการนั้น มีมายา อย่างนั้น. ในคาถาที่ ๓ บทว่า อาทึ ได้แก่ มูลเหตุ. บทว่า อุปาทานสฺส
หน้า 554 ข้อ 401
ได้แก่ แห่งวัฏฏะ. วัฏฏะท่านเรียกว่า อุปาทาน เพราะอรรถว่าอันกรรม- กิเลสทั้งหลายที่รุนแรงยึดมั่น. ท่านพระนิโครธกัปปเถระได้เห็นเบื้องต้นแห่งอุปาทานนั้น ได้แก่ เหตุอันต่างด้วยอวิชชาและตัณหาเป็นต้น ด้วยญาณจักษุ. พระเถระกล่าวโดยประสงค์ว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ควร ตรัสอย่างนี้ว่า พระกัปปะผู้กัปปิยโคตร. บทว่า อจฺจคา วต แปลว่า ล่วงไปแล้วหนอ. บทว่า มจฺจุเธยฺยํ ความว่า ชื่อว่า บ่วงมัจจุราช เพราะเป็นที่ ที่มัจจุราชดักไว้ ได้แก่ วัฏฏะอัน เป็นไปในภูมิ ๓. พระเถระเกิดความ ปลื้มใจ จึงกล่าวว่า ท่านนิโครธกัปปะได้ล่วงพ้นบ่วงมัจจุราชที่ข้ามได้ แสนยากไปแล้วหนอ. บัดนี้ พระวังคีสะมีใจเลื่อมใสในพระศาสดาและในอุปัชฌาย์ของ ตน เมื่อจะประกาศอาการที่เลื่อมใส จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ตํ เทวเทวํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตํ เทวเทวํ วนฺทามิ ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เลิศกว่าสัตว์ ๒ เท้า ข้าพระองค์ขอถวาย บังคมพระองค์ผู้เป็นเทพยิ่งกว่าเทพ เพราะเป็นเทพดาผู้สูงสุดกว่าเทพแม้ ทั้งหมดเหล่านั้น คือสมมติเทพ อุปปัตติเทพ วิสุทธิเทพ. จะถวายบังคม เฉพาะพระองค์อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ โดยที่แท้ ข้าพระองค์ขอไหว้ พระนิโครธกัปปะด้วย ผู้ชื่อว่าอนุชาตบุตร เพระเกิดแต่ธรรมอัน สมควรแก่การตรัสรู้สัจจะของพระองค์ ชื่อว่า ผู้แกล้วกล้ามาก เพราะมี ความเพียรมากโดยได้ชนะมาร ชื่อว่า ผู้ประเสริฐ เพราะอรรถว่าไม่ทำ
หน้า 555 ข้อ 401
ชั่วเป็นต้น ชื่อว่า ผู้เป็นโอรสคือบุตร เพราะมีชาติอันความพยายามให้ เกิดแล้วที่พระอุระของพระองค์. พระมหาเถระ ๒๖๔ องค์เหล่านั้นมีพระสุภูติเป็นองค์แรก มีพระ- วังคีสะเป็นองค์สุดท้าย ท่านยกขึ้นไว้ในพระบาลี ณ ที่นี้ด้วยประการฉะนี้ พระมหาเถระเหล่านั้นเป็นอย่างเดียวกัน โดยความเป็นพระอเสขะ โดย เป็นผู้ถอดกลอนแล้ว โดยเป็นผู้มีความเห็นเข้ากันได้ โดยเป็นผู้ถอน เสาระเนียดขึ้นแล้ว โดยเป็นผู้ปลอดอุปสรรค โดยเป็นผู้มีทางไกล อันถึงแล้ว โดยเป็นผู้ปลงภาระแล้ว โดยเป็นผู้พรากได้แล้ว และโดย เป็นผู้มีธรรมเครื่องอยู่อันอยู่แล้วในอริยวาส ๑๐ ประการ เหมือนเป็น อย่างเดียวกัน โดยความเป็นสาวกของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. จริงอย่างนั้น พระมหาเถระเหล่านั้น ละองค์ ๕ ประกอบด้วย องค์ ๖ มีธรรมเครื่องอารักขา ๑ มีธรรมเครื่องอิงอาศัย ๔ มีสัจจะ เฉพาะอย่างบรรเทาแล้ว มีการแสวงหา ๖๐ ประการ อันเป็นไปร่วมกัน มีความดำริไม่ขุนมัว มีกายสังขารสงบระงับ มีจิตพ้นดีแล้ว และมี ปัญญาพ้นดีแล้ว. ท่านเป็นอย่างเดียวกัน โดยนัยมีอาทิดังพรรณนามา ฉะนี้. ท่านเป็น ๒ อย่าง คืออุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ กับไม่อุปสมบท ด้วยเอหิภิกขุ. ในข้อที่ว่าเป็น ๒ อย่างนั้น พระปัญจวัคคีย์เถระมีพระอัญญา- โกณฑัญญะเป็นประธาน พระยสเถระ สหายของท่าน ๔ คน คือวิมละ สุพาหุ ปุณณชิ ควัมปติ สหายของท่านแม้อื่นอีก ๔๕ คน ภัททวัคคีย์ ๓๐
หน้า 556 ข้อ 401
ปุราณชฎิล ๑,๐๐๐ มีพระอุรุเวลกัสสปเป็นประธาน, พระอัครสาวก ๒ ปริพาชกผู้เป็นบริวารของท่าน ๒๕๐, โจรองคุลิมาลเถระ รวมทั้งหมด ๑,๓๕๐. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า พระเถระอื่น ๆ อีกเหล่านี้ จำนวน ๑,๓๕๐๑ เป็นผู้มี ปัญญามาก ทั้งหมดเป็นเอหิภิกษุ. มิใช่พระเถระเหล่านี้เท่านั้น โดยที่แท้พระเถระแม้เหล่าอื่นก็มีอยู่ มาก. คือเสลพราหมณ์. พราหมณ์ ๓๐๐ ผู้เป็นศิษย์ของเสลพราหมณ์, ท่านมหากัปปินะ บุรุษ ๑,๐๐๐ ผู้เป็นบริวารของท่าน, บุรุษชาวเมือง กบิลพัสดุ์ ๑๐,๐๐๐ คน ที่พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงส่งไป, มาณพ ๑๖ คน มีอชิตมาณพเป็นต้น ผู้เป็นศิษย์ของมหาพาวรีย์พราหมณ์ มี ประมาณ ๑,๐๐๐. พระเถระอื่นจากที่กล่าวแล้วอย่างนี้ไม่ได้อุปสมบทด้วยเอหิภิกขุ แต่ ท่านได้รับการอุปสมบทด้วยสรณคมน์ ๑ อุปสมบทด้วยรับการโอวาท ๑ อุปสมบทด้วยพยากรณ์ปัญหา ๑ อุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม ๑. จริงอยู่ พระเถระทั้งหลายข้างต้นเข้าถึงความเป็นเอหิภิกขุ, แม้ การอุปสมบทด้วยสรณคมน์ ๓ นั่นแหละ พระผู้มีพระภาคเจ้าก็ทรง อนุญาตแก่พระเถระเหล่านั้น เหมือนทรงอนุญาตการบรรพชาฉะนั้น นี้ เป็นการอุปสมบทด้วยสรณคมน์. ก็การอุปสมบทที่ทรงอนุญาตแก่พระ มหากัสสปเถระ โดยการรับโอวาทนี้ว่า กัสสป เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักเข้าไปตั้งหิริโอตตัปปะอย่างแรงกล้าไว้ใน พระเถระ ผู้ใหม่และปานกลาง, กัสสป เธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ. กัสสป เพราะเหตุนั้นแหละ เธอพึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักฟังธรรม ๑. นับตามอรรถกถาได้ ๑,๓๔๘ ถ้ารวมหัวหน้าชฎิลทั้งสามจะได้ ๑,๓๕๑.
หน้า 557 ข้อ 401
อย่างใดอย่างหนึ่งอันประกอบด้วยกุศล จักกระทำธรรมทั้งหมดนั้นให้มี ประโยชน์ กระทำไว้ในใจ ประมวลไว้ด้วยใจทั้งหมด จักเงี่ยหูฟังธรรม กัสสป เธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ. กัสสป เพราะเหตุนั้นแหละ เธอ พึงศึกษาอย่างนี้ว่า เราจักไม่ละสติอันไปในกาย อันไปพร้อมกับความ ยินดี กัสสป เธอพึงศึกษาอย่างนี้แหละ นี้ชื่อว่าอุปสมบทโดยการรับ โอวาท. พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อเสด็จจงกรมอยู่ที่บุพพาราม ตรัสถาม ปัญหาอิงอสุภ โดยนัยมีอาทิว่า โสปากะ ธรรมเหล่านี้ที่ว่า อุทธุมาตก- สัญญา หรือรูปสัญญา มีอรรถต่างกัน มีพยัญชนะต่างกัน หรือว่ามี อรรถอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ดังนี้ โสปากสามเณรมี อายุ ๗ ขวบ ผู้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าทูลแก้ปัญหาโดยนัยมีอาทิว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ธรรมเหล่านี้ที่ว่า อุทธุมาตกสัญญา หรือรูป สัญญา มีอรรถอย่างเดียวกัน พยัญชนะเท่านั้นต่างกัน ดังนี้ ทรงมี พระทัยโปรดปรานว่า โสปากะนี้ เทียมกับพระสัพพัญญุตญาณแล้วแก้ ปัญหานี้ จึงทรงอนุญาตการอุปสมบท นี้ชื่อว่าการอุปสมบทโดยพยากรณ์ ปัญหา. การอุปสมบทด้วยญัตติจตุตถกรรม ปรากฏชัดแล้ว. แม้โดยประเภทอุปสมบทต่อหน้าและลับหลัง ก็มี ๒ อย่าง เหมือน อุปสมบทมี ๒ อย่าง คืออุปสมบทโดยเป็นเอหิภิกขุ กับไม่อุปสมบทโดยเป็น เอหิภิกษุ. จริงอยู่ พระสาวกทั้งหลายผู้เกิดในอริยชาติในเวลาที่พระ- ศาสดาทรงพระชนม์อยู่ มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้น ชื่อว่าพระสาวก ต่อพระพักตร์. ส่วนพระสาวกใดผู้บรรลุคุณวิเศษภายหลังพระผู้มีพระ- ภาคเจ้าปรินิพพาน พระสาวกนั้น แม้เมื่อพระสรีระ คือธรรมของ
หน้า 558 ข้อ 401
พระศาสดามีประจักษ์อยู่ ก็ชื่อว่า พระสาวกลับหลัง เพราะพระสรีระ ร่างของพระศาสดาไม่ประจักษ์แล้ว. อนึ่ง พึงทราบพระสาวก ๒ พวก คือเป็นอุภโตภาควิมุตต์ ๑ เป็น ปัญญาวิมุตต์ ๑ แต่พระสาวกที่มาในพระบาลี ในที่นี้ พึงทราบว่า เป็น อุภโตภาควิมุตต์เท่านั้น, สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ในอปทานว่า คุณวิเศษเหล่านี้ คือ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ เราทำ ให้แจ้งแล้ว. โดยประเภทพระสาวกที่มีอปทาน และไม่มีอปทานก็เหมือนกัน ก็พระสาวกเหล่าใดมีอปทาน กล่าวคือสาวกบารมีที่เป็นไปด้วยบุญกิริยา ในพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า และพุทธสาวกแต่ปางก่อน พระสาวกเหล่านั้น ชื่อว่าเป็นผู้มีอปทาน เหมือนพระเถระทั้งหลาย ผู้มาในบาลีอปทาน ส่วนพระเถระเหล่าใดไม่มีอปทาน พระเถระเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มีอปทาน. ถามว่า ก็เว้นจากความถึงพร้อมแห่งเหตุในชาติก่อนเสียทั้งหมด การตรัสรู้สัจจะจะมีได้ไหม ? ตอบว่า มีไม่ได้. เพราะการบรรลุอริยมรรค ย่อมไม่มีแก่ผู้เว้นจากอุปนิสัยสมบัติ เพราะการบรรลุอริยมรรคนั้นมีสภาพ กระทำยากและเกิดมีได้ยากมาก. สมจริงดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอจะสำคัญความข้อ นั้นเป็นไฉน สิ่งไหนหนอแล ทำได้ยากกว่าหรือเกิดมีได้ยากกว่า ดังนี้ เป็นต้น. ถ้าเมื่อเป็นอย่างนั้น เพราะเหตุไร จึงกล่าวว่า ก็พระเถระ ผู้ไม่มีอปทานนั้น ชื่อว่าไม่มีอปทานเรื่องราว. คำนี้แหละไม่พึงเห็นว่า พระเถระเหล่าใดเว้นจากอุปนิสัยสมบัติเสียโดยประการทั้งปวง พระเถระ
หน้า 559 ข้อ 401
เหล่านั้นไม่มีอปทานเรื่องราว ดังนี้ เพราะพระเถระเช่นนั้นไม่ประสงค์ เอาในที่นี้. ส่วนพระเถระเหล่าใดไม่มีเรื่องราวที่เด่นจริง พระเถระเหล่านั้น ท่านกล่าวไว้ในที่นี้ว่า ไม่มีอปทานคือเรื่องราว, พระเถระที่เว้นจากอุปนิสัย เสียทั้งหมดก็เหมือนกัน ท่านไม่กล่าวว่า ไม่มีอปทาน. จริงอย่างนั้น ในพุทธุปบาทกาล สัตว์เหล่านี้เมื่อเห็นอานุภาพของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันแพร่ไปด้วยความสง่าผ่าเผยแห่งพระคุณอันเป็นอจินไตยน่าอัศจรรย์ ย่อมกลับได้ความศรัทธาในพระศาสดา เพราะทรงเป็นผู้นำความเลื่อมใส มาแม้โดยประการทั้งปวง แก่ชาวโลกผู้ถือประมาณ ๔ จำพวก. อนึ่ง ย่อมได้เฉพาะศรัทธาในพระสัทธรรม ด้วยการได้ฟังพระสัทธรรม ด้วย การได้เห็นความปฏิบัติชอบของพระสาวกทั้งหลาย ด้วยการได้เห็นอภินิ- หารอันวิจิตรแห่งพระสัมมาสัมโพธิญาณของพระมหาโพธิสัตว์ในกาลบาง- ครั้งบางคราว และด้วยได้รับโอวาทและอนุศาสน์ในสำนักของพระมหา- โพธิสัตว์เหล่านั้น สัตว์เหล่านั้นได้เฉพาะศรัทธาในการฟังพระสัทธรรม เป็นต้นนั้น ถ้าแม้เห็นโทษในสงสาร และอานิสงส์ในพระนิพพาน แต่เพราะยังมีกิเลสธุลีในดวงตามาก จึงยังไม่บรรลุธรรมอันเป็นแดน เกษมจากโยคะ ย่อมปลูกพืชคือกุศลอันเป็นนิสัยแก่วัฏฏะลงไว้ในสันดาน ของตน ๆ ในระหว่าง ๆ เพราะการคบหาสัปบุรุษเป็นสิ่งมีอุปการะมาก ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ผิว่าเราพลาดศาสดาของพระโลกนาถพระองค์นี้ไซร้ ในอนาตกาล เราจักได้อยู่พร้อมหน้าพระโพธิสัตว์องค์นี้ มนุษย์ทั้งหลาย เมื่อข้ามแม่น้ำพลาดจากท่าตรงหน้า ก็
หน้า 560 ข้อ 401
ยึดท่าข้างใต้ไว้ ย่อมข้ามแม่น้ำใหญ่ได้ฉันใด เราทั้งหมด ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถ้าพ้นพระชินเจ้าพระองค์นี้ไป ใน อนาคตกาลจักได้อยู่พร้อมหน้าพระโพธิสัตว์นี้. ใคร ๆไม่อาจกล่าวได้ว่า กุศลจิตที่บุคคลให้เกิดขึ้นเฉพาะเจาะจง พระนิพพานอย่างนี้ ย่อมไม่เป็นอุปนิสัยแก่การบรรลุวิโมกข์ ในระหว่าง กาลสื่อสงไขยแสนกัป. จะป่วยกล่าวไปไยถึงกุศลจิตที่ดำเนินไป เพราะ ทำบุญญาธิการด้วยอำนาจความปรารถนา. พระสาวกเหล่านั้นแม้มี ๒ อย่าง ด้วยประการอย่างนี้. พระสาวกมี ๓ อย่าง คืออัครสาวก มหาสาวก ปกติสาวก. บรรดาพระสาวก ๓ พวกนั้น พระสาวกเหล่านี้ คือท่านพระ- อัญญาโกณฑัญญะ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ พระนาลกะ พระยสะ พระวิมละ พระสุพาหุ พระปุณณชิ พระควัมปติ พระอุรุเวลกัสสปะ พระนทีกัสสปะ พระคยากัสสปะ พระสารีบุตร พระมหาโมคคัลลานะ พระมหากัสสปะ พระมหากัจจายนะ พระมหา- โกฏฐิตะ พระมหากัปปินะ พระมหาจุนทะ พระอนุรุทธะ พระกังขา- เรวตะ พระอานันทะ พระนันทกะ พระภคุ พระนันทะ พระกิมพิละ พระภัททิยะ พระราหุล พระสีวลี พระอุบาลี พระทัพพะ พระอุปเสนะ พระขทิรวนิยเรวตะ พระปุณณมันตานีบุตร พระปุณณสุนาปรันตะ พระโสณกุฏิกัณณะ พระโสณโกฬิวิสะ พระราธะ พระสุภูติ พระ- องคุลิมาล พระวักกลิ พระกาฬุทายี พระมหาอุทายี พระปิลินทวัจฉะ พระโสภิตะ พระกุมารกัสสปะ พระรัฏฐปาละ พระวังคีสะ พระสภิยะ
หน้า 561 ข้อ 401
พระเสละ พระอุปวานะ พระเมฆิยะ พระสาคตะ พระนาคิตะ พระ- ลกุณฏกภัททิยะ พระปิณโฑลภารทวาชะ พระมหาปันถกะ พระจูฬ- ปันถกะ พระพากุละ พระกุณฑธานะ พระทารุจีริยะ พระยโสชะ พระอชิตะ พระติสสเมตเตยยะ พระปุณณกะ พระเมตตคู พระโธตกะ พระอุปสิวะ พระนันทะ พระเหมกะ พระโตเทยยะ พระกัปปะ พระ- ชตุกัณณิ พระภัทราวุธะ พระอุทยะ พระโปสาละ พระโมฆราชะ พระปิงคิยะ ชื่อว่าเป็นพระอสีติมหาสาวก. ถามว่า ก็เพราะเหตุไร พระเถระเหล่านั้นเท่านั้น จึงเรียกว่า มหาสาวก ? ตอบว่า เพราะเป็นผู้มีอภินิหารมาก จริงอย่างนั้น แม้พระ- อัครสาวกทั้งสองก็จัดเข้าในพระมหาสาวกทั้งหลาย ด้วยว่าพระอัครสาวก เหล่านั้น แม้ดำรงอยู่ในตำแหน่งอันเลิศ เพราะบรรลุธรรมอันเลิศใน พระสาวกทั้งหลาย โดยถึงที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณ ก็เรียกว่ามหาสาวก ดังนี้บ้าง เพราะความเสมอกันโดยความเป็นผู้มีอภินิหารมาก. ส่วนพระ- มหาสาวกอื่น ๆ เป็นผู้มีอภินิหารมากยิ่งกว่าปกติสาวกทั้งหลาย. จริงอย่าง นั้น ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระอัครสาวก ทั้งสองนั้นได้กระทำความปรารถนาไว้ เพราะเหตุนั้นแล จึงเป็นผู้เชี่ยวชาญ ในอภิญญาและสมาบัติอย่างดียิ่ง กับทั้งเป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทา. พระอรหันต์แม้ทั้งปวง ทำศีลวิสุทธิเป็นต้นให้สมบูรณ์ มีจิตตั้งลง เฉพาะในสติปัฏฐาน ๔ เจริญโพชฌงค์ ๗ ตามความเป็นจริง ทำกิเลส ทั้งหลายให้สิ้นไปอย่างสิ้นเชิงตามลำดับมรรค ย่อมดำรงอยู่ในอรหัตผล โดยแท้ แม้ถึงอย่างนั้น พระอรหันต์เหล่านั้น ชื่อว่าเป็นพระมหาสาวก
หน้า 562 ข้อ 401
เพราะเป็นสาวกผู้ใหญ่ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เพราะเป็นผู้สำเร็จด้วยคุณวิเศษ อันดียิ่งในสันดานของตน โดยความเป็นใหญ่ด้วยอภินิหาร และเป็น ผู้ใหญ่ด้วยบุรพประโยค เหมือนภาวนาพิเศษอันเป็นส่วนเบื้องต้นของท่าน ผู้เป็นทิฏฐิปัตตะเป็นคุณวิเศษที่ปรารถนาได้แน่ เพราะเป็นผู้หลุดพ้นด้วย ศรัทธา และของผู้เป็นอุภโตภาควิมุตต์ ก็เป็นคุณวิเศษที่ปรารถนาได้แน่ เพราะเป็นผู้หลุดพ้นด้วยปัญญาฉะนั้น. กับบรรดาพระมหาสาวกเหล่านั้นแหละ พระสารีบุตรและพระ- โมคคัลลานะ ดำรงอยู่ในความเลิศด้วยคุณทั้งปวงพร้อมด้วยความวิเศษ เพื่อบรรลุบารมีอันอุกฤษฎ์ในปัญญาและสมาธิตามลำดับ ด้วยการปฏิบัติ ชอบอันตั้งมั่นแล้ว ตลอดกาลนานหาระหว่างมิได้ โดยความเคารพ อัน นำมาเฉพาะอภินิหารอันเกิดแต่เหตุนั้น อันเป็นเหตุแห่งความสำเร็จในกิจ อื่นอันดียิ่ง ของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิอันเป็นตัวธุระ โดยเป็น ประธานในโพธิปักขิยธรรมทั้งหลาย แม้เมื่อความเป็นมหาสาวกจะมีอยู่ ก็เรียกว่าอัครสาวก เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเป็นยอดแห่งสาวกทั้งปวง อันเป็นสุดแห่งสาวกบารมี เพราะเป็นผู้ใหญ่ด้วยอภินิหาร และเพราะ เป็นผู้ใหญ่ด้วยบุรพประโยคความเพียรเครื่องประกอบในกาลก่อน. ก็พระอริยสาวกเหล่าใด เปรียบไม่ได้เลย ดุจพระอัครสาวกและ มหาสาวก โดยที่แท้มีเป็นหลายร้อย หลายพัน, พระอริยสาวกเหล่านั้น เป็นปกติสาวก. แต่พระอริยสาวกที่ยกขึ้นสู่บาลีในที่นี้ พอนับจำนวนได้ เพราะกำหนดนับเอาด้วยคาถา แม้ถึงอย่างนั้น บรรดาพระมหาสาวก ทั้งหลาย บางพวกก็ไม่ได้ยกขึ้นสู่บาลีในที่นี้.
หน้า 563 ข้อ 401
พระอริยสาวกเหล่านั้น แม้มี ๓ เหล่าดังกล่าวมานี้ ก็มีเป็น ๓ เหล่า โดยประเภทอนิมิตตวิโมกข์เป็นต้น ทั้งมีเป็น ๓ เหล่าด้วยการบรรลุวิโมกข์ ก็มี. จริงอยู่ วิโมกข์มี ๓ ดังนี้ คือสุญญตวิโมกข์ อนิมิตตวิโมกข์ อัปป- ณิหิตวิโมกข์. ก็วิโมกข์ ๓ เหล่านั้น มีสุญญตาเป็นต้น พึงบรรลุด้วยอนุ- ปัสสนา ๓ มีอนิจจานุปัสสนาเป็นต้น. ก็เบื้องต้น ย่อมมีการยึดเอาวิปัสสนา ด้วยอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาอาการมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. ก็ในกาลใด เมื่อวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี พิจารณาสังขาร ทั้งหลายโดยอาการไม่เที่ยง การออกจากกิเลสด้วยมรรคย่อมมี ในกาลนั้น วิปัสสนายิ่งไม่ได้ชื่อว่าอนิมิต เพราะเมื่อการถอนราคะนิมิตเป็นต้นแม้จะ มีอยู่ แต่วิปัสสนานั้นยังไม่ละสังขารนิมิต จึงไม่อาจให้ชื่อว่าอนิมิตแก่ มรรคของตน. ท่านไม่ได้ยกอนิมิตตวิโมกข์ขึ้นไว้ในอภิธรรมก็จริง ถึงอย่างนั้น ในพระสูตรย่อมมีได้ เพราะถอนนิมิตมีราคะเป็นต้นแล. จริงอยู่ ท่านกล่าวความที่วิปัสสนาเป็นอนิมิตตวิโมกข์ และความ ที่ธรรมอันยอดเยี่ยมเป็นอนิมิตวิโมกข์ไว้ โดยนัยมีอาทิว่า ท่านจงเจริญวิปัสสนาอันหานิมิตมิได้ และจงถอน อนุสัยคือมานะ แต่นั้นเพราะละมานะได้ ท่านจักเป็น ผู้สงบระงับเที่ยวไป ดังนี้. ในกาลใด เมื่อวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี พิจารณาสังขาร ทั้งหลาย โดยเป็นทุกข์ การออกจากกิเลสด้วยมรรคย่อมมี ในกาลนั้น วิปัสสนาย่อมได้ชื่อว่าอัปปณิหิตะ เพราะถอนปณิธิคือที่ตั้งของราคะ
หน้า 564 ข้อ 401
เป็นต้น เพราะเหตุนั้น จึงมีชื่อว่าอัปปณิหิตวิโมกข์ และมรรคในลำดับ แห่งวิปัสสนาอันเป็นอัปปณิหิตวิโมกข์นั้น ก็เป็นอัปปหิตวิโมกขมรรค. ก็ในกาลใด เมื่อวิปัสสนาอันเป็นวุฏฐานคามินี พิจารณาสังขารโดย อาการเป็นอนัตตา ย่อมมีการออกจากกิเลสด้วยมรรค ในกาลนั้นวิปัสสนา ย่อมได้ชื่อว่าสุญญตะ เพราะถอนอัตตทิฏฐิ ความเห็นว่าเป็นตัวตน เพราะ เหตุนั้น จึงได้ชื่อว่าสุญญตวิโมกข์ และมรรคในลำดับแห่งวิปัสสนาอัน เป็นสุญญตะนั้น ก็ได้ชื่อว่าสุญญตวิโมกขมรรค บรรดาวิโมกข์ ๓ อัน เป็นอรหัตมรรคนี้ พระเถระเหล่านี้ บางพวกหลุดพ้นด้วยอนิมิตตวิโมกข์, บางพวกหลุดพ้นด้วยอัปปณิหิตวิโมกข์, บางพวกหลุดพ้นด้วยสุญญต- วิโมกข์ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มี ๓ พวกโดยประการแห่งอนิมิตต- วิโมกข์เป็นต้น แม้เพราะการบรรลุวิโมกข์ก็มี ๓ พวก. มี ๔ พวก โดยวิภาคแห่งปฏิปทา. จริงอยู่ ปฏิปทามี ๔ คือทุกข- ปฏิปทา ทันธาภิญญา ๑ ทุกขปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๑ สุขปฏิปทา ทันธาภิญญา ๑ สุขปฏิปทา ขิปปาภิญญา ๑. ในปฏิปทา ๔ อย่างนั้น ในการยึดมั่นวิปัสสนาในจิตสันดาน อันมีรูปเป็นประธานเป็นต้น ผู้ใด มีจิตสันดานยึดมั่นวิปัสสนามีรูปเป็นประธาน กำหนดเอามหาภูตรูป ๔ แล้วกำหนดเอาอุปาทารูป กำหนดอรูป ก็เมื่อกำหนดรูปและอรูป ย่อม อาจเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยกำหนดได้โดยยาก โดยลำบาก สำหรับท่านผู้นั้น ชื่อว่ามีปฏิปทา คือการปฏิบัติลำบาก. ส่วนสำหรับท่านผู้กำหนดรูปและ อรูป ย่อมชื่อว่าตรัสรู้ได้ช้า เพราะมรรคปรากฏได้ช้าในการกำหนดอยู่ กับวิปัสสนา.
หน้า 565 ข้อ 401
ฝ่ายท่านผู้ใดกำหนดเอารูปและอรูปแล้ว เมื่อจะกำหนดนามและรูป ย่อมเป็นผู้เหน็ดเหนื่อยกำหนดเอาโดยยาก โดยลำบาก และเมื่อกำหนด นามและรูปได้แล้ว เมื่ออบรมบ่มวิปัสสนาอยู่ ย่อมอาจทำมรรคให้เกิด ขึ้นได้โดยเวลาเนิ่นนาน แม้สำหรับผู้นั้น ก็ย่อมชื่อว่า ทุกขปฏิปทา ทันธา- ภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า. อีกท่านหนึ่ง กำหนดลงตรงนามและรูป ก็กำหนดเอาปัจจัยทั้งหลาย เป็นผู้เหน็ดเหนื่อย กำหนดเอาได้โดยยาก โดยลำบาก. ก็ครั้นกำหนด เอาปัจจัยทั้งหลายได้แล้ว อบรมบ่มวิปัสสนาอยู่ ย่อมทำมรรคให้เกิดขึ้น โดยกาลช้านาน แม้เมื่อเป็นอย่างนี้ ก็ย่อมชื่อว่า ทุกขปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า. อีกท่านหนึ่ง แม้ปัจจัยทั้งหลายก็กำหนดได้แล้ว เมื่อจะรู้แจ้ง ลักษณะทั้งหลาย ย่อมรู้แจ้งได้โดยาก โดยลำบาก และรู้แจ้งลักษณะแล้ว อบรมบ่มวิปัสสนาอยู่ ทำมรรคให้เกิดขึ้นโดยเวลาเนิ่นนาน แม้เมื่อเป็น อย่างนี้ ก็ย่อมชื่อว่า ทุกขปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ได้ช้า. อีกท่านหนึ่ง แม้ลักษณะทั้งหลายก็รู้แจ้งแล้ว เมื่อวิปัสสนาญาณ แก่กล้าผ่องใสเป็นไปอยู่ เมื่อครอบงำความชอบใจในวิปัสสนาที่เกิดขึ้น ลำบากอยู่ ย่อมรู้แจ้งได้โดยยาก โดยลำบาก และรู้แจ้งลักษณะแล้ว อบรมบ่มวิปัสสนาอยู่ ย่อมทำมรรคให้เกิดขึ้นโดยเวลาช้านาน แม้เมื่อ เป็นอย่างนี้ ก็ย่อมชื่อว่า ทุกขปฏิปทา ทันธาภิญญา ปฏิบัติลำบากทั้งรู้ ได้ช้า.
หน้า 566 ข้อ 401
บรรดาปฏิปทาตามที่กล่าวแล้วนั้นแหละ พึงทราบปฏิปทาที่ปฏิบัติ ลำบาก แต่รู้ได้เร็ว เพราะมรรคปรากฏได้เร็ว แต่ในเมื่อปฏิปทาเหล่านั้น สำเร็จได้โดยไม่ยาก พึงทราบปฏิปทาที่ปฏิบัติสะดวก แต่รู้ได้ช้า เพราะ มรรคปรากฏช้า และปฏิปทาที่ปฏิบัติสะดวก ทั้งรู้ได้เร็ว เพราะมรรค ปรากฏเร็ว ตามลำดับ. พึงทราบพระเถระ ๔ จำพวก โดยการบรรลุพระอรหัตมรรค ด้วยอำนาจปฏิปทา ๔ ประการนี้. เพราะเว้นจากปฏิปทาทั้งหลายเสีย การ บรรลุอริยมรรคจะมีไม่ได้. จริงอย่างนั้น ในพระอภิธรรม ท่านจึงจำแนก อริยมรรคพร้อมกับปฏิปทาเท่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า สมัยใด พระโยคาวจร เจริญโลกุตรฌาน อันนำออกจากโลก เป็นเครื่องนำไปสู่พระนิพพาน ฯ ล ฯ อันเป็นทุกขปฏิปทา ทันธาภิญญา ดังนี้. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า พระอริยบุคคล ๔ จำพวก โดยจำแนกตามปฏิปทา ๔. พระอริยบุคคลมี ๕ จำพวก โดยการจำแนกผู้ยิ่งด้วยอินทรีย์. พระ- อริยบุคคลเหล่านั้น แม้มีความเสมอกันโดยการตรัสรู้สัจจะ แต่พระเถระ บางพวกเป็นผู้ยิ่งด้วยศรัทธา ดุจพระวักกลิเถระ, บางพวกเป็นผู้ยิ่งด้วย ความเพียร ดุจพระมหาโสณโกฬิวิสเถระ, บางพวกเป็นผู้ยิ่งด้วยสติ ดุจ พระโสภิตเถระ, บางพวกเป็นผู้ยิ่งด้วยสมาธิ ดุจพระจูฬปันถกเถระ, บางพวกเป็นผู้ยิ่งด้วยปัญญา ดุจพระอานันทเถระ. จริงอย่างนั้น พระอานันทเถระนั้น พระศาสดาทรงยกย่องไว้ใน ความเป็นผู้มีคติ และในความเป็นผู้มีความฉลาดในอรรถเป็นต้น. ก็วิภาค การจำแนกนี้ ท่านกล่าวด้วยอำนาจคุณวิเศษ ซึ่งมีอยู่ในกาลอันเป็นส่วน
หน้า 567 ข้อ 401
เบื้องต้น แต่ในขณะอรหัตมรรค ท่านประสงค์เอาอินทรีย์แม้ที่เหลือเป็น สภาพเดียวกันแล. อนึ่ง มี ๕ จำพวก คือท่านผู้บรรลุบารมี คือคุณอันยอดเยี่ยม ท่านผู้บรรลุปฏิสัมภิทา ท่านผู้มีอภิญญา ๖ ท่านผู้มีวิชชา ๓ และท่านผู้ เป็นสุกขวิปัสสก. จริงอยู่ บรรดาพระสาวกทั้งหลาย พระสาวกบางพวกบรรลุถึงที่สุด สาวกบารมี เหมือนท่านพระสารีบุตร และท่านพระมหาโมคคัลลานะ. บางพวกบรรลุปฏิสัมภิทา ด้วยอำนาจปฏิสัมภิทา ๔ นี้ คืออัตถ- ปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในอรรถ ๑ ธัมมปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉาน ในธรรม ๑ นิรุตติปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในภาษา ๑ ปฏิภาณ- ปฏิสัมภิทา ปัญญาแตกฉานในไหวพริบ ๑ บางพวกมีอภิญญา ๖ ด้วยอำนาจอภิญญาทั้งหลายมีอิทธิวิธญาณ ความรู้ในการแสดงฤทธิ์ได้ เป็นต้น. บางพวกมีวิชชา ๓ ด้ายอำนาจวิชชา ๓ มีบุพเพนิวาสญาณ ความรู้ ระลึกชาติได้ เป็นต้น. ส่วนพระเถระผู้ตั้งอยู่ในสมาธิ เพียงสักว่า ขณิกสมาธิ แล้วเริ่มตั้ง วิปัสสนาบรรลุอรหัตมรรคนั้น ชื่อว่าสุกขวิปัสสก ผู้เจริญวิปัสสนา ล้วนๆ เพราะมีแต่วิปัสสนาล้วน ไม่มีการสืบต่อในภายในวิปัสสนา ด้วยองค์ฌานอันเกิดแต่สมาธิในเบื้องต้น และในระหว่าง ๆ. ก็วิภาคนี้ ท่านกล่าวโดยเพ่งภาวะทั่ว ๆ ไปแห่งพระสาวกทั้งหลาย. พระเถระผู้มาในบาลีในที่นี้ ไม่มีสุกขวิปัสสกเลย. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 568 ข้อ 401
คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ เราได้ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธ- เจ้า เราได้ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. พระเถระมี ๕ จำพวก ด้วยอำนาจท่านผู้บรรลุถึงบารมี เป็นต้น ด้วยประการอย่างนี้. เมื่อว่าด้วยอำนาจวิมุตต์ มีอนิมิตตวิมุตต์เป็นต้น พระเถระมี ๖ พวก มีท่านผู้เป็นอนิมิตควิมุตต์ เป็นต้น. พระเถระ ๒ พวก คือสัทธาธุระ ปัญญาธุระ. อนึ่ง มี ๒ พวก คืออัปปณิหิตวิมุตต์ และปัญญาวิมุตต์. ก็เมื่อว่าด้วยอนิมิตตวิมุตต์เป็นต้น พระเถระมี ๗ จำพวก ด้วยประเภทแห่งท่านผู้หลุดพ้นโดยปริยาย ด้วย ประการอย่างนี้. จริงอยู่ ท่านผู้เป็นอุภโตภาควิมุตต์ ๕ คือท่านผู้กระทำอรูปสมาบัติ หนึ่ง ๆ ในอรูปสมาบัติ ๔ ให้เป็นบาทแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระ- อรหัต เป็น ๔ และท่านผู้ออกจากนิโรธสมาบัติแล้วบรรลุพระอรหัต ๑ และท่านผู้เป็นปัญญาวิมุตต์ ๒ คือสัทธาธุระและปัญญาธุระ รวมเป็น ๗ พวก โดยชนิดแห่งวิมุตติ ด้วยประการอย่างนี้. มี ๘ พวก โดยวิภาคแห่งธุระและปฏิปทา. จริงอยู่ ท่านผู้ใดออก จากทุกข์ ด้วยทุกขปฏิปทา ทันธาภิญญา ท่านผู้นั้นเป็น ๒ อย่าง โดย สัทธาธุระและปัญญาธุระ, แม้ในปฏิปทาที่เหลือก็เหมือนกัน พระเถระมี ๘ พวก ด้วยการวิภาคโดยธุระและปฏิปทา อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. มี ๙ พวก โดยชนิดแห่งวิมุตติ. มี ๙ พวกอย่างนี้ คืออุภโตภาค-
หน้า 569 ข้อ 401
วิมุตต์ ๕ ปัญญาวิมุตต์ ๒ พระอัครสาวกทั้งสองผู้บรรลุบารมีในปัญญา- วิมุตติและเจโตวิมุตติ. มี ๑๐ พวกโดยวิมุตตินั่นแหละ. ท่านผู้เป็นปัญญาวิมุตต์ ๕ คือ ท่านผู้กระทำอรูปาวจรฌานหนึ่ง ๆ ในบรรดาอรูปาวจรฌาน ๔ ให้เป็น บาทแล้วบรรลุพระอรหัต เป็น ๔ และท่านผู้เป็นสุกขวิปัสสก ๑ กับท่าน ผู้เป็นอุภโตภาควิมุตต์ตามที่กล่าวมาแล้ว ๕ รวมเป็นพระเถระ ๑๐ พวก โดยชนิดแห่งวิมุตตินั่นแล ด้วยประการอย่างนี้. พระเถระ ๑๐ พวกนั้น เมื่อแตกออกด้วยประเภทธุระตามที่กล่าว แล้ว ย่อมเป็น ๒๐ พวก. เมื่อแตกออกโดยประเภทปฏิปทา ย่อมเป็น ๔๐ พวก เมื่อแตก ออกอีกโดยประเภทปฏิปทาและโดยประเภทธุระ ก็เป็น ๘๐ พวก. ถ้าว่า พระเถระ ๔๐ พวกนั้น แตกออกโดยจำแนกเป็นสุญญตวิมุตต์เป็นต้น เป็น ๒๘๐ พวก ท่านทั้ง ๒๔๐ พวกนั้น เมื่อแตกออกไปโดยความเป็นผู้ยิ่ง ด้วยอินทรีย์ เป็น ๑,๒๐๐ พวก. บรรดาพระอริยสาวกผู้ดำรงอยู่ในมรรค และผล ซึ่งจำแนกออกไปหลายประเภท ด้วยอำนาจแห่งคุณของตน ๆ อย่างนี้ด้วยประการฉะนี้. พระอริยสาวกเหล่าใดประกาศเรื่องราวแห่งข้อปฏิบัติเป็นต้นของตน และพระอริยสาวกเหล่าใดได้กล่าวคาถาด้วยอำนาจอุทานเป็นต้น มีอาทิว่า ฉนฺนา เม กุฏิกา กุฎีเรามุงบังแล้ว และพระอริยสาวกเหล่านั้น ท่าน ยกขึ้นสังคายนาในที่นี้ โดยมุขคือคาถา. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า
หน้า 570 ข้อ 401
สีหานํว น ทนฺตานํ ฯ เป ฯ ผุสิตฺวา อจฺจุตํ ปทํ ดังนี้เป็นต้น. พึงทราบ กถาเบ็ดเตล็ดในเรื่องนี้ ด้วยประการอย่างนี้. จบอรรถกถาวังคีสเถรคาถาที่ ๑ จบปรมัตถทีปนี อรรถกถาเถรคาถา มหานิบาต พระอาจารย์ธัมมปาลเถระ ผู้อยู่ในพทรติตถมหาวิหาร รจนา

เล่มจริงที่ 54 (539 หน้า · 0001 – 0539)

กระโดดไปหน้า (539 หน้า)
หน้า 1 ข้อ 402
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย เถรีคาถา๑ เล่มที่ ๒ ภาคที่ ๔ ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น เถรีคาถา เอกนิบาต ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในเอกนิบาต ๑. อัญญตราเถรีคาถา [๔๐๒] ได้ยินว่า ภิกษุณีเถรีองค์หนึ่งไม่ปรากฏชื่อได้ภาษิตคาถาไว้ อย่างนี้ว่า :- ดูก่อนพระเถรี ท่านจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่ม แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของท่านสงบ แล้ว เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ. จบอัญญตราเถรีคาถา ๑. บาลีเล่มที่ ๒๖
หน้า 2 ข้อ 402
ปรมัตถทีปนี อรรถกถาขุททกนิกาย เถรีคาถา ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น อรรถกถาเอกนิบาต ๑. อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา ในเอกนิบาตมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. บัดนี้ ถึงโอกาสที่จะพรรณนาเนื้อความเถรีคาถาตามลำดับแล้ว เพราะ ในเถรีคาถานั้น เมื่อได้พรรณนาเนื้อความประกาศประการที่เหล่าภิกษุณีได้ บรรพชาและอุปสมบทแต่ต้นนั้นในที่นี้ การชี้แจงอัตถุปัตติเหตุเกิดขึ้นของ คาถาทั้งหลายในเรื่องนั้น ๆ ย่อมทำได้ง่ายและปรากฏชัด ฉะนั้น เพื่อประกาศ ความนั้น พึงทราบอนุปุพพีกถาตั้งแต่ต้นโดยย่อดังต่อไปนี้ :- ความย่อว่า พระโลกนาถศาสดาพระองค์นี้ทรงประชุมองค์แปดที่ตรัส ไว้โดยนัยว่า มนุสฺสตฺตํ ลิงฺคสมฺปตฺติ ความเป็นมนุษย์ ความสมบูรณ์ด้วย เพศเป็นต้น สร้างมหาภินิหารแทบบาทมูลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ทีปังกร ทรงบำเพ็ญบารมี ๓๐ ทัศ ได้พยากรณ์ในสำนักของพระพุทธเจ้า ทั้งหลาย ๒๔ พระองค์ ทรงบำเพ็ญบารมีโดยลำดับ ถึงยอดแห่งญาตัตถจริยา และโลกัตถจริยา บังเกิดในภพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในภพชั้นดุสิตนั้นตลอดอายุ เทวดาในหมื่นจักรวาลอาราธนาให้อุบัติเป็นมนุษย์ เพื่อเป็นพระพุทธเจ้า ด้วย คำว่า
หน้า 3 ข้อ 402
ข้าแต่มหาวีระ ได้เวลาที่พระองค์จะเสด็จ อุบัติในพระครรภ์พระมารดา ตรัสรู้อมตบท ยัง มนุษยโลกพร้อมเทวโลกให้ข้ามโอฆสงสารแล้ว. ทรงประทานปฏิญญาแก่เทวดาเหล่านั้น แล้วทรงทำปัญจมหาวิโลกนะ ทรงมีพระสติสัมปชัญญะเสด็จลงสู่พระครรภ์พระมารดา ในพระตำหนักของ พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ในศากยราชตระกูล ทรงมีพระสติสัมปชัญญะอยู่ใน พระครรภ์นั้น ๑๐ เดือน ทรงมีพระสติสัมปชัญญะเสด็จออกจากพระครรภ์ได้ พระอภิชาติที่ลุมพินีวัน ได้รับการดูแลอย่างดีด้วยการดูแลที่ยิ่งใหญ่ ตั้งต้น แต่จัดพี่เลี้ยงไว้หลายเหล่า ทรงเจริญวัยโดยลำดับ แวดล้อมไปด้วยนักฟ้อนรำ หลายชนิด ในปราสาทสามหลัง เสวยสมบัติดุจเทวดา ทรงสลดพระทัย เพราะเห็นคนแก่ คนเจ็บ และคนตาย ทรงเห็นโทษในกามและอานิสงส์ใน เนกขัมมะ เพราะญาณแก่กล้า ในวันที่ราหุลกุมารประสูติ พระองค์มีนายฉันนะ เป็นสหาย ทรงกัณฐกอัศวราช เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ยามเที่ยงคืน ทาง ประตูที่เหล่าเทวดาเปิดถวาย เสด็จผ่านแคว้นที่มีพระราชาปกครองสามแคว้น ในราตรีนั้นเอง เสด็จถึงฝั่งอโนมานที ทรงรับธงชัยของพระอรหัตที่ฆฏิการ- มหาพรหมนำมาถวาย ทรงบรรพชาเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยาเหมือนพระ - เถระ ๖๐ พรรษาในขณะนั้นนั่นเอง, เสด็จถึงกรุงราชคฤห์โดยลำดับด้วยพระ อิริยาบถน่าเลื่อมใส เสด็จเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์นั้นแล้ว ประทับนั่ง เสวยบิณฑบาตที่เงื้อมเขาปัณฑวะ พระเจ้าพิมพิสารราชาของชาวมคธทรง เชื้อเชิญให้ครองราชสมบัติ (ร่วมกับพระองค์) ทรงปฏิเสธเรื่องนั้น เสด็จไป อารามของท่านภัคควะ ทรงศึกษาลัทธิของท่านภัคควะนั้น จากนั้นทรงศึกษา ลัทธิของท่านอาฬารดาบสและท่านอุทกดาบส ไม่ทรงพอพระทัยลัทธิทั้งหมด
หน้า 4 ข้อ 402
นั้น เสด็จไปยังตำบลอุรุเวลาตามลำดับ ทรงบำเพ็ญทุกกรกิริยาอยู่ ๖ ปี ที่ ตำบลนั้น ทรงทราบว่าทุกกรกิริยานั้นไม่ทำให้ตรัสรู้อริยธรรมได้ มีพระดำริ ว่า นี้ไม่ใช่ทางตรัสรู้ ทรงนำอาหารหยาบมาบำรุงกำลังอยู่สองสามวัน ใน วันวิสาขบุณมี เสวยโภชนะอย่างประเสริฐ (มธุปายาส) ที่นางสุชาดาถวาย แล้วทรงลอยถาดทองทวนกระแสน้ำในแม่น้ำ (เนรัญชรา) ทรงลงความเห็น ในที่สุดว่า เราจักตรัสรู้ในวันนี้ เวลาเย็นพญากาฬนาคราชสรรเสริญพระคุณ เสด็จขึ้นโพธิมณฑล ผินพระพักตร์ไปยังปาจีนโลกธาตุประทับนั่งเหนืออปรา- ชิตบัลลังก์อันเป็นฐานะไม่หวั่นไหว ทรงตั้งความเพียรประกอบด้วยองค์สี่ ทรงกำจัดกองทัพมารได้ในเมื่อพระอาทิตย์ยังไม่ทันอัสดงคตเลย ปฐมยาม ทรงบรรลุปุพเพนิวาสานุสสติญาณ มัชฌิมยามทรงบรรลุทิพยจักษุญาณ (จุตูปปาตญาณ) ปัจฉิมยามทรงหยั่งญาณลงในปฏิจจสมุปบาท พิจารณาปัจจ- ยาการทั้งอนุโลมและปฏิโลมเจริญวิปัสสนา ทรงบรรลุพระสัมมาสัมโพธิ- ญาณ อันไม่สาธารณ์แก่ผู้อื่น ที่พระพุทธเจ้าทั้งปวงบรรลุกันแล้ว ทรงเข้า ผลสมาบัติ มีพระนิพพานเป็นอารมณ์ เป็นเวลา ๗ วัน ที่โพธิมณฑลนั้น แหละ ทรงให้เวลาล่วงไปที่โพธิมณฑลนั่นเอง อีกหลายสัปดาห์โดยนัยนั้นแล เสวยโภชนะคลุกน้ำผึ้งที่โคนต้นราชายตนะไม้เกด ประทัปนั่งที่โคนต้นอชปาล นิโครธอีก ทรงพิจารณาความที่ธรรมเป็นเรื่องลึกซึ้งตามธรรมดา ท้าวมหา- พรหมมาอาราธนาในเมื่อพระองค์มีพระทัยน้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย (คิด จะไม่สอน) ทรงตรวจดูโลกด้วยพุทธจักษุ ทรงเห็นเหล่าสัตว์ชนิดมีอินทรีย์ แก่กล้าก็มี มีอินทรีย์อ่อนก็มี เป็นต้น ทรงทำปฏิญญากับท้าวมหาพรหมที่ จะแสดงธรรม ทรงรำพึงว่า ควรจะแสดงธรรมแก่ใครก่อนหนอ ทรงทราบ ว่า ท่านอาฬารดาบสและท่านอุทกดาบสตายเสียแล้ว มีพระดำริว่า ภิกษุ ปัญจวัคคีย์ที่บำรุงรับใช้เรา ซึ่งกำลังบำเพ็ญเพียรอย่างเด็ดเดี่ยว เป็นผู้มีอุปการะ
หน้า 5 ข้อ 402
แก่เรามากแท้ อย่ากระนั้นเลย เราพึงแสดงธรรมแก่ภิกษุปัญจวัคคีย์เหล่า นั้นก่อน ในวันอาสาฬหบุณมี เสด็จพุทธดำเนินจากมหาโพธิมุ่งกรุงพาราณสี ระยะทาง ๑๘ โยชน์ ทรงพบกับอุปกาชีวกในระหว่างทาง เสด็จถึงป่า อิสิปตนะตามลำดับ ทรงทำความเข้าใจกะพระปัญจวัคคีย์ที่ป่าอิสิปตนะนั้น ทรง ให้พระพรหม ๑๘ โกฏิมีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นประมุข ดื่มอมตธรรม ด้วยเทศนาธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุดโต่งสองอย่างเหล่านั้น อันบรรพชิตไม่พึงเสพ ดังนี้. ในวันแรม ๑ ค่ำ ทรงให้พระภัททิยเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. วันแรม ๒ ค่ำ ทรงให้พระวัปปเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. วันแรม ๓ ค่ำ ทรงให้พระมหานามเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. วันแรม ๔ ค่ำ ทรงให้พระอัสสชิเถระตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล. อนึ่งในวันแรม ๕ ค่ำ ทรงให้พระปัญจวัคคีย์ทั้งหมดตั้งอยู่ในพระ อรหัตด้วยเทศนาอนัตตลักขณสูตร. ต่อจากนั้นทรงให้มหาชนหยั่งลงสู่อริยภูมิ อย่างนี้คือ บุรุษ ๕๕ คน มียสกุลบุตรเป็นประมุข ภัททวัคคียกุมารประมาณ ๓๐ คนที่ไร่ฝ้าย ปุราณชฎิลประมาณพันคนที่หินราบ คยาสีสประเทศ ที่ให้มหาชน ๑๑ นหุต มีพระเจ้าพิมพิสารเป็นประมุข ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ให้มหาชน ๑ นหุต ตั้งอยู่ในสรณะสาม ทรงรับพระเวฬุวันแล้ว ประทับอยู่ในพระเวฬุวันนั้น ทรง ตั้ง พระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ ผู้บรรลุปฐมมรรคโดยการนำของ พระอัสสชิเถระ ลาอาจารย์สญชัยเข้ามายังสำนักของพระองค์พร้อมด้วย บริวาร ทำให้แจ้งผลอันเลิศบรรลุที่สุดแห่งสาวกบารมีญาณแล้วไว้ในตำแหน่ง สาวกผู้เลิศ เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์ตามคำเชื้อเชิญของพระกาฬุทายีเถระ ทรง ทรมานหมู่พระญาติผู้กระด้างเพราะมานะ ด้วยยมกปาฏิหาริย์ ทรงให้พระชนก
หน้า 6 ข้อ 402
ตั้งอยู่ในอนาคามิผล และให้พระมหาปชาบดีตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ทรงให้ นันทกุมารและราหุลกุมารบรรพชา แล้วเสด็จกลับมายังกรุงราชคฤห์อีก. สมัยต่อมา เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าอาศัย กรุงเวสาลี ประทับอยู่ที่ กูฏาคารศาลา พระเจ้าสุทโธทนมหาราช ทรงทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัต ปรินิพพานภายใต้เศวตฉัตรนั่นเอง. ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี ได้เกิด ความคิดที่จะบรรพชา ลำดับนั้น เหล่าหญิงบาทบริจาริกาของกุมาร ๕๐๐ คน ที่ออกบวชในเวลาจบเทศนา กลหวิวาทสูตร ที่ริมฝั่งแม่น้ำโรหิณี ได้ พร้อมใจกันไปเฝ้าพระมหาปชาบดี ทุกคนทูลว่า จักบวชในสำนักของพระ- ศาสดา ตั้งให้พระมหาปชาบดีเป็นหัวหน้าประสงค์จะไปเฝ้าพระศาสดา ก็พระ มหาปชาบดีนี้ เมื่อก่อนได้ทูลขอบรรพชากะพระศาสดาครั้งหนึ่งแล้วไม่ได้ ฉะนั้นจึงรับสั่งให้เรียกกัลบกมาปลงพระเกสาแล้วครองผ้ากาสายะ พาสากิยานี เหล่านั้นทั้งหมดไปกรุงเวสาลี ขอร้องพระอานนทเถระให้อ้อนวอนพระทศพล จึงได้บรรพชาและอุปสมบทด้วยการรับครุธรรม ๘ ประการ แม้สากิยานีนอกนี้ ทั้งหมดก็ได้อุปสมบทพร้อมกัน . นี้เป็นความย่อในเรื่องนี้ ส่วนเรื่องนี้โดยพิสดาร มาแล้วในบาลีนั้น ๆ ทั้งนั้น. พระมหาปชาบดีอุปสมบทอย่างนี้แล้ว เข้าเฝ้าพระศาสดา ถวาย บังคมแล้วยืนอยู่ ณ ที่สมควรแห่งหนึ่ง ครั้งนั้น พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่ พระมหาปชาบดีนั้น พระนางนั้นเรียนกัมมัฏฐานในสำนักของพระศาสดา ได้ บรรลุพระอรหัต ภิกษุณี ๕๐๐ ที่เหลือได้บรรลุพระอรหัตในเวลาจบนันทโก- วาทสูตร เมื่อภิกษุณีสงฆ์ตั้งมั่นดีเป็นปึกแผ่นอย่างนี้แล้ว เหล่าหญิงมีตระกูล สะใภ้ของตระกูล และกุมาริกาในตระกูลทั้งหลาย ในคามนิคมชนบทและราช ธานีนั้น ๆ ได้ฟังความที่พระพุทธเจ้าเป็นผู้ตรัสรู้ดีแล้ว ความที่พระธรรม
หน้า 7 ข้อ 402
เป็นพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสดีแล้ว และความที่พระสงฆ์เป็นผู้ปฏิบัติดีแล้ว มีความเลื่อมใสในพระศาสนาเป็นอย่างยิ่ง และเกิดความสังเวชในสังสารวัฏ จึง ขออนุญาตสามี บิดามารดา และญาติของตน ๆ บวชถวายชีวิตในพระศาสนา และครั้นบวชแล้วเป็นผู้ถึงพร้อมด้วยศีลและอาจาระ ได้รับโอวาทในสำนักของ พระศาสดาด้วยของพระเถระเหล่านั้นด้วย เพียรพยายามอยู่ ไม่นานนักก็ได้ บรรลุพระอรหัต ก็คาถาทั้งหลายที่พระเถรีภาษิตในที่นั้น ๆ ด้วยอำนาจเปล่ง อุทานเป็นต้นเหล่านั้น ภายหลังพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายร่วมกันยกขึ้นสู่สังคีติ จัดเป็นเอกนิบาตเป็นต้น คาถาเหล่านี้ชื่อเถรีคาถา การแบ่งคาถาเหล่านั้นเป็น นิบาตเป็นต้น ได้กล่าวไว้แล้วให้หนหลังนั่นแล บรรดานิบาตเหล่านั้น เอก นิบาตเป็นนิบาตแรก แม้ในเอกนิบาตนั้น คาถานี้ว่า ดูก่อนพระเถรี ท่านจงเอาท่อนผ้าทำจีวร นุ่งห่ม แล้วพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของ ท่านสงบแล้ว เหมือนผักดองแห้งอยู่ในหม้อ ดังนี้ เป็นคาถาแรก คาถานั้นเกิดขึ้นอย่างไร เล่ากันมาว่า ในอดีตกาล กุลธิดาคนหนึ่งเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกนาคมนะ นิมนต์พระศาสดา ในวันที่ สองให้สร้างมณฑปกิ่งไม้ ลาดทราย ผูกเพดานข้างบน บูชาด้วยของหอมและ ดอกไม้เป็นต้นแล้วให้คนไปกราบทูลกาลแด่พระศาสดา พระศาสดาเสด็จไปที่ มณฑปนั้น ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ กุลธิดานั้นถวายบังคมพระผู้มี- พระภาคเจ้า อังคาสด้วยของเคี้ยวของบริโภคอย่างประณีตแล้วให้พระผู้มีพระ ภาคเจ้าผู้เสวยเสร็จลดพระหัตถ์ลงจากบาตร ครองไตรจีวร พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงอนุโมทนาแก่นางแล้วเสด็จหลีกไป กุลธิดานั้นทำบุญตลอดอายุ เวลาสิ้น
หน้า 8 ข้อ 402
อายุบังเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเองตลอด ๑ พุทธันดร ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกัสสปะ บังเกิดในตระกูลคฤหบดี พอรู้ เดียงสาก็เกิดความสังเวชในสังสารวัฏ จึงบรรพชาอุปสมบทในพระศาสนา บวช เป็นภิกษุณีอยู่สองหมื่นปี ตายทั้งที่เป็นปุถุชนบังเกิดในสวรรค์ เสวยสมบัติใน สวรรค์ตลอด ๑ พุทธันดรบังเกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล กรุงเวสาลี ในพุทธุป- ปาทกาลนี้ คนทั้งหลายเรียกเธอว่า เถริกา เพราะมีรูปร่างล่ำสัน เธอเจริญ วัย บิดามารดาให้แก่ขัตติยกุมารผู้มีชาติเสมอกันโดยตระกูลและประเทศเป็นต้น เธอบูชาสามีเหมือนเทวดาอยู่ ได้ศรัทธาในพระศาสนาคราวพระศาสดาเสด็จ กรุงเวสาลี ย่อมาเธอได้ฟังธรรมในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เกิด ชอบใจบรรพชา บอกแก่สามีว่า จักบวช สามีไม่อนุญาต แต่เพราะเธอสร้าง บุญบารมีมา เธอพิจารณาธรรมตามที่ได้ฟัง กำหนดรูปธรรมและอรูปธรรม ประกอบวิปัสสนาอยู่เนือง ๆ. อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อเธอหุงหาอาหารอยู่ในครัวใหญ่ เปลวไฟใหญ่ได้ ตั้งขึ้น เปลวไฟนั้นทำให้ภาชนะที่สิ้นเกิดเสียงเปรี๊ยะ ๆ เธอเห็นดังนั้นจึงยึด ข้อนั้นแหละเป็นอารมณ์ ใคร่ครวญความไม่เที่ยงที่ปรากฏขึ้นอย่างดียิ่ง จาก นั้นได้ยกความเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาขึ้นในครัวนั้น เจริญวิปัสสนา ขวน ขวายโดยลำดับ ได้ดำรงอยู่ในอนาคามิผลตามลำดับแห่งมรรค ตั้งแต่นั้นมา เธอไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับ เมื่อสามีถามว่า ที่รัก เหตุไรเดี๋ยว นี้เธอจึงไม่ใช้เสื้อผ้าที่สวยงามหรือเครื่องประดับเหมือนเมื่อก่อน นางจึงบอกว่า ตนไม่ควรอยู่เป็นคฤหัสถ์ แล้วขออนุญาตบวช สามีนำเธอไปสำนักของพระ- มหาปชาบดีโคตมีด้วยบริวารใหญ่ กล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า โปรดบวชให้ นางนี้เถิด เหมือนวิสาขอุบาสกนำธรรมทินนาไปฉะนั้น. ครั้งนั้น พระ-
หน้า 9 ข้อ 402
มหาปชาบดีโคตมีให้นางบรรพชาอุปสมบทแล้ว นำไปวิหารแสดงแก่พระศาสดา เมื่อทำอารมณ์ที่เห็นตามปกตินั่นเองให้แจ่มแจ้งแก่นาง ตรัสพระคาถานี้ว่า ดูก่อนเถรี เธอจงเอาท่อนผ้าทำจีวรนุ่งห่มแล้ว พักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของเธอสงบแล้ว เหมือนผักดองแห่งอยู่ในหม้อ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุขํ แสดงภาวนปุงสกะ. บทว่า สุปาหิ เป็นคำสั่ง. บทว่า เถริเก เป็นคำเรียก. บทว่า กตฺวา โจเฬน ปารุตา เป็นคำประกอบด้วยความมักน้อย. บทว่า อุปสนฺโต หิ เต ราโค เป็น คำประกาศผลการปฏิบัติ. บทว่า สุกฺขฑากํ ว เป็นคำแสดงความไม่มีสาระ แห่งกิเลสที่พึงให้สงบ. บทว่า กุมฺภิยํ เป็นคำแสดงความไม่เที่ยงคือว่างเปล่า ของหม้อที่ใส่ผักดองนั้น. อนึ่ง บทว่า สุขํ นี้ เป็นชื่อของสิ่งที่ปรารถนา ความว่า มีสุขปราศ จากทุกข์. ก็บทว่า สุปาหิ นี้ เป็นคำแสดงการผ่อนอิริยาบถสี่ ความว่า เพราะ ฉะนั้น ท่านจงสำเร็จอิริยาบถทั้งสี่ตามสบายทีเดียว คือจงอยู่อย่างสบาย. บทว่า เถริเก นี้เป็นบทประกาศชื่อของพระเถรีนั้นก็จริง แต่ก็มีความว่า ถึงความเป็น ผู้มั่นในพระศาสนาที่มั่น เพราะภาวะที่รู้ตามเนื้อความได้เป็นส่วนมาก คือ ประกอบด้วยธรรมมีศีลเป็นต้นอันมั่น. บทว่า กตฺวา โจเฬน ปารุตา ความว่า จงเอาท่อนผ้าบังสุกุลทำจีวรปกปิดสรีระ คือนุ่งและห่มผ้านั้น. หิ ศัพท์ในบทว่า อุปสนฺโต หิ เต ราโค มีเนื้อความว่า เหตุ อธิบายว่า เพราะกามราคะที่เกิดในสันดานของท่านสงบแล้ว คือถูกเผาด้วยไฟคืออนาคามิ- มรรคญาณ บัดนี้ท่านจงเผาราคะที่ยังเหลืออยู่นั้นด้วยไฟคือมรรคญาณอันเลิศ พักผ่อนให้สบายเถิด. บทว่า สุกฺขฑากํ ว กุมฺภิยํ ความว่า ย่อมสงบเหมือน ผักดองเล็กน้อย ในภาชนะร้อนนั้น เขาเคี่ยวด้วยเปลวไฟแรงร้อนแห้งไป.
หน้า 10 ข้อ 402
อีกอย่างหนึ่ง เหมือนเมื่อเอาผักดองเจือน้ำ ขึ้นตั้งเคี่ยวบนเตา เมื่อน้ำยัง มีอยู่ ผักดองนั้นย่อมเดือดพล่าน แต่เมื่อหมดน้ำ ย่อมสงบนิ่งฉันใด กามราคะ ในสันดานของท่านสงบแล้ว ท่านจงทำกิเลสแม้ที่เหลืออยู่ให้สงบแล้ว พักผ่อน ให้สบายเถิด ฉันนั้น. พระเถรีบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ในเวลาจบ คาถา เพราะอินทรีย์แก่กล้าและเพราะพระศาสดาเทศนาไพเราะ เพราะเหตุ นั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า เราสร้างมณฑปถวายพระพุทธเจ้าโกนาคมนะ และได้ถวายพระสถูปอันบวรแด่พระพุทธเจ้าผู้เผ่าพันธุ์ มนุษย์ เราไปในที่ใด ๆ เป็นชนบทก็ตาม นิคมและราช- ธานีก็ตาม ย่อมมีคนบูชาในที่นั้น ๆ ทุกแห่ง นี้เป็นผล ของการทำบุญ เราเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดเราถอน ได้แล้ว เราตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐของเรา เป็นการมาดีแล้วหนอ เราได้บรรลุวิชชา สามตามลำดับ เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์ ทั้งแปดและอภิญญาหก เราทำให้แจ้งแล้ว เราปฏิบัติ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นได้บรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีเมื่อเปล่งอุทานได้ภาษิตคาถา นั้นทีเดียว เหตุนั้น คาถานี้จึงได้เป็นคาถาของพระเถรีนั้น. ด้วยคาถาที่พระเถรีกล่าวในที่นั้น เป็นอันกำหนดราคะได้อย่างไม่ เหลือ เพราะบรรลุความสงบนั้นได้ด้วยมรรคอันเลิศ. และที่กล่าวถึงความสงบ
หน้า 11 ข้อ 402
กิเลสทั้งหมดในที่นี้ ก็ด้วยความสงบราคะนั่นเอง ฉะนั้นพึงเห็นข้อนั้น เพราะ กิเลสธรรมทั้งหมดสงบได้ เพราะตั้งอยู่ร่วมกัน. สมจริงดังที่กล่าวไว้ว่า โมหะใดเกิดร่วมกับอุทธัจจะและวิจิกิจฉา อัน เรารู้แล้ว โมหะนั้นก็รวมกันกับราคะ เพราะตั้งอยู่ ร่วมกันโดยการละ. เหมือนอย่างว่า ความสงบแห่งสังกิเลสทั้งปวงท่านกล่าวไว้ในที่นี้ ฉัน ใด แม้ในที่ทุกแห่งท่านก็กล่าวความสงบแห่งสังกิเลสเหล่านั้น ฉันนั้น ฉะนั้น พึงทราบโดยที่สงบกิเลสได้สำเร็จในตอนต้น ด้วยตทังคปหานะละด้วยองค์นั้นๆ ในขณะแห่งสมถะและวิปัสสนาด้วยวิกขัมภนปหานะละด้วยข่มไว้ ในขณะแห่ง มรรคด้วยสมุจเฉทปหานะละด้วยถอนขึ้น ในขณะแห่งผลด้วยปฏิปัสสัทธิปหานะ ละด้วยสงบระงับ ความสำเร็จแห่งปหานะทั้งสี่ พึงทราบด้วยความสงบนั้น. บรรดาปหานะทั้งสี่นั้น ความสำเร็จแห่งสีลสัมปทา ท่านแสดงด้วยตทังคปหา- นะ ความสำเร็จแห่งสมาธิสัมปทา ท่านแสดงด้วยวิกขัมภนปหานะ ความสำเร็จ แห่งปัญญาสัมปทาท่านแสดงด้วยปหานะนอกนี้ โดยความสำเร็จคือบรรลุด้วย ปหานะ. พระโยคาวจรยังการบรรลุสัจฉิกิริยา และการบรรลุปริญญาให้สำเร็จ เหมือนยังการบรรลุภาวนาให้สำเร็จนั่นเอง เพราะไม่มีสิ่งนั้น ในเมื่อสิ่งนั้นไม่ มีแล บัณฑิตพึงทราบว่า สิกขา ๓ ท่านประกาศด้วยความสำเร็จคือการบรรลุ ๔ ความงาม ๓ อย่างท่านประกาศด้วยการปฏิบัติ วิสุทธิ ๗ ที่บริบูรณ์ท่าน ประกาศด้วยคาถานี้. พระเถรีองค์หนึ่งไม่มีใครรู้จัก คือไม่ปรากฏชื่อแล ะโคตร เป็นต้น อธิบายว่า ภิกษุณีผู้เป็นเถรี ถึงพร้อมด้วยลักษณะองค์หนึ่งได้ภาษิต คาถานี้. จบ อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา
หน้า 12 ข้อ 403
๒. มุตตาเถรีคาถา [๔๐๓] ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงกล่าวสอน นางมุตตา สิกขมานา ด้วยพระคาถานี้เนืองๆ อย่างนี้ว่า ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ แล้วพ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้น แล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด. จบ มุตตาเถรีคาถา ๒. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา คาถานี้ว่า ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ แล้วพ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุดพ้น แล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด ดังนี้ เป็นคาถาสำหรับนางสิกขมานาชื่อมุตตา. นางมุตตานั้นได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่ง สมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ บังเกิดในเรือนตระกูล ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระ ศาสดาเสด็จไปในถนน มีใจเลื่อมใสถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้ว
หน้า 13 ข้อ 403
นอนคว่ำแทบพระยุคลบาทของพระศาสดา ด้วยกำลังปีติ นางบังเกิดในเทว- โลกด้วยบุญกรรมนั้น ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นเอง ใน พุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงสาวัตถี มีชื่อว่า มุตตา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย เวลามีอายุ ๒๐ ปี นางจึงบวช เป็นสิกขมานาในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ให้พระมหาปชาบดีโคตมี นอกกัมมัฏฐานแล้วเจริญวิปัสสนา วันหนึ่งกลับจากบิณฑบาต แสดงวัตรคือ กิจในการฉันแก่ภิกษุณีผู้เป็นเถรีทั้งหลายแล้วไปที่พักกลางวัน นั่งในที่ลับ เริ่มมนสิการวิปัสสนากัมมัฏฐาน พระศาสดาประทับอยู่ที่พระคันธกุฏีมีกลิ่น หอมนั่นแหละ ทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งต่อหน้าของ นางสิกขมานามุตตานั้น ตรัสพระคาถานี้ว่า ดูก่อนนางมุตตา เธอจงเปลื้องจิตจากกิเลส เครื่องประกอบทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์ถูกราหูจับ แล้ว พ้นจากเครื่องเศร้าหมองฉะนั้น เธอมีจิตหลุด พ้นแล้ว จงเป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคก้อนข้าวเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มุตฺเต เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น. บทว่า มุญฺจสฺสุ โยเคหิ ความว่า จงพ้นจากโยคะสี่มีกามโยคะเป็นต้น ด้วย มรรคปฏิบัติ คือจงเป็นผู้มีจิตพ้นจากโยคะเหล่านั้น. เหมือนอย่างอะไร. บทว่า จนฺโท ราหุคฺคหา อิว ความว่า เหมือนพระจันทร์ถูกอสุรินทราหูจับด้วยหัตถ์ พ้นจากเครื่องเศร้าหมอง. บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน ได้แก่ ด้วยจิตที่พ้น ด้วยดี ด้วยสมุจเฉทวิมุตติ ด้วยอริยมรรค. ก็บทว่า วิปฺปมุตฺเตน จิตฺเตน นี้ เป็นตติยาวิภัตติ ลงในลักษณะอิตถัมภูต (แปลว่ามี). บทว่า อนณา ภุญฺช ปิณฺฑกํ ความว่า จงเป็นผู้ไม่มีหนี้ เพราะละหนี้คือกิเลสเสียได้ พึงบริโภค
หน้า 14 ข้อ 403
ก้อนข้าวของชาวแว่นแคว้น ด้วยว่า ผู้ใดไม่ละกิเลสทั้งหลายบริโภคปัจจัยที่ พระศาสดาทรงอนุญาตไว้ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้มีหนี้บริโภค เหมือนอย่างที่ท่าน พระพากุละ กล่าวไว้ว่า อาวุโส เราเป็นผู้มีหนี้บริโภคก้อนข้าวของชาว แว่นแคว้น ถึง ๗ วันทีเดียว ฉะนั้นบรรพชิตในพระศาสนา พึงละหนี้คือกาม ฉันทะเป็นต้น เป็นผู้ไม่มีหนี้บริโภคของที่เขาถวายด้วยศรัทธาเถิด. บทว่า ปิณฺฑกํ เป็นหัวข้อเทศนาเท่านั้น ใจความคือปัจจัย ๔. บทว่า อภิณฺหํ โอวทติ ความว่า ชำระอุปกิเลสให้บริสุทธิ์ด้วยการถึงอริยมรรค ให้โอวาท โดยส่วนมาก. นางสิกขมานามุตตานั้นตั้งอยู่ในพระโอวาทนั้น ไม่นานนักก็บรรลุ พระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามโกณฑัญญะ ผู้เจริญที่สุดในโลก ผู้คงที่ ยังเหล่าสัตว์ให้ข้ามสังสาร- วัฏ เสด็จพุทธดำเนินอยู่ในถนน ข้าพเจ้าออกจากเรือน นอนคว่ำ พระโลกเชษฐ์ได้อนุเคราะห์เหยียบบนศรีษะ แล้ว พระผู้นำโลกได้เสด็จไป ด้วยจิตเลื่อมใสนั้น ข้าพเจ้าได้ไปสู่ภพชั้นดุสิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพ ทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้างพังตัดเชือกแล้ว การมา เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดี แล้วหนอ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชาสามตามลำดับ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๔. สังกมนกาเถรีอปทาน.
หน้า 15 ข้อ 404
วิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์แปดและอภิญญา หก ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอน ของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว นางสิกขมานามุตตา นั้น ได้เปล่งคาถา นั้นแล. บทว่า สิกฺขมานา ได้แก่ ผู้มีสิกขาบริบูรณ์. ต่อมา นางได้กล่าว คาถานั้นแหละในเวลาปรินิพพานแล. จบ อรรถกถามุตตาเถรีคาถา ๓. ปุณณาเถรีคาถา [๔๐๔] ดูก่อนนางปุณณา เธอจงเต็มด้วยธรรม ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เธอจง ทำลายกองแห่งความมืดด้วยปัญญาอันบริบูรณ์เถิด. จบปุณณาเถรีคาถา ๓. อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา คาถาว่า ปุณฺเณ ปูรสฺสุ ธมฺเมหิ เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับนาง สิกขมานาชื่อปุณณา. นางสิกขมานาชื่อปุณณาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เมื่อ โลกว่างพระพุทธเจ้า บังเกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา วันหนึ่ง
หน้า 16 ข้อ 404
เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งในที่นั้น มีใจเลื่อมใส บูชาพระปัจเจกพุทธ- เจ้านั้นด้วยดอกอ้อ ยืนประคองอัญชลี ด้วยบุญกรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ใน สุคติภูมิทั้งหลายเท่านั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงสาวัตถี มีชื่อว่าปุณณา เพราะเป็นหญิงถึงพร้อมด้วยอุปนิสัย นางอยู่มา อายุ ๒๐ ปี ฟังธรรมในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ได้ศรัทธาขอบรรพ- ชาเป็นสิกขมานา เริ่มวิปัสสนา. พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีนั้นเอง ทรงเปล่งพระรัศมี ตรัสพระคาถานี้แก่เธอว่า ดูก่อนนางปุณณา เธอจงเต็มไปด้วยธรรม ทั้งหลาย เหมือนพระจันทร์วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เธอจง ทำลายกองแห่งความมืด ด้วยปัญญาอันบริบูรณ์เถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุณฺเณ เป็นคำเรียกนางสิกขมานานั้น. บทว่า ปูรสฺสุ ธมฺเมหิ ความว่า จงบริบูรณ์ด้วยโพธิปักขิยธรรม ๓๗. ร อักษรในบทว่า จนฺโท ปณฺณรเสริว ทำหน้าที่เชื่อมบทเหมือนพระจันทร์ บริบูรณ์ด้วยส่วนที่ ๑๖ ของเดือนทั้งหมด ในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ คือในวันเดือน เพ็ญ. บทว่า ปริปุณฺณาย ปญฺาย ได้แก่ ด้วยปัญญาที่สัมปยุตด้วย อรหัตมรรค ชื่อว่าบริบูรณ์ เพราะทำกิจ ๑๖ อย่างให้สนบูรณ์. บทว่า ตโมกฺขนฺธํ ปทาลย ความว่า จงทำลาย คือจงถอนกองโมหะโดยไม่เหลือ กิเลสทั้งหมดย่อมเป็นอันทำลายแล้วพร้อมกับการทำลายกองโมหะนั่นแล. นางสิกขมานาปุณณานั้น ฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาได้บรรลุ พระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ๑. ขุ. นฬมาลิกาเถรีอปทาน เล่ม ๓๓ ข้อ ๑๔๕.
หน้า 17 ข้อ 405
ในกาลนั้นข้าพเจ้าเป็นกินรีที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เป็นพระ- สยัมภู ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส มีใจดี ปลื้มใจ กระทำอัญชลีถือเอาดอกอ้อบูชาพระ- สยัมภู ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความตั้งใจมั่น ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสู่หมู่เทวดาชั้นไตรทศ ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ ได้เป็น มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้ารู้บุญ กุศลบวชเป็นบรรพชิต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพ ทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้วอาสวะทั้งหมดสิ้นรอบแล้ว บัดนี้ ภพใหม่ไม่มี จากนี้ไป ๙๔ กัป ข้าพเจ้าเอา ดอกไม้บูชา ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการ บูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. พระเถรีนั้นบรรลุพระอรหัตแล้วเปล่งคาถานั้น และคาถานี้ได้เป็น คาถาพยากรณ์พระอรหัตของพระเถรีนั้นแล. จบ อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา ๔. ติสสาเถรีคาถา [๔๐๕] ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาในไตรสิกขา โยคะกิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำเธอ เธอจงพรากจากโยคะทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป ในโลก. จบ ติสสาเถรีคาถา
หน้า 18 ข้อ 405
๔. อรรถกถาติสสาเถรีคาถา คาถาว่า ติสฺเส สิกฺขสฺสุ สิกฺขาย เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับ นางสิกขมานาชื่อติสสา. นางสิกขมานาชื่อติสสาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ เพราะ กุศลที่ได้รวบรวมไว้เป็นปัจจัย จึงบังเกิดในศากยราชตระกูล กรุงกบิลพัสดุ์ ในพุทธุปปาทกาลนี้ เจริญวัยแล้วเป็นสนมของพระโพธิสัตว์ ภายหลังได้ออก บวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี เจริญวิปัสสนา พระศาสดาทรงเปล่ง พระรัศมีตามนัยที่กล่าวแล้วในหนหลัง ได้ภาษิตพระคาถาแก่พระเถรีนั้นว่า ดูก่อนติสสา เธอจงศึกษาในไตรสิขา โยคะ กิเลสเครื่องประกอบทั้งหลายอย่าได้ครอบงำ เธอ จงพรากจากโยคะทั้งหมด เป็นผู้ไม่มีอาสวะเที่ยวไป ในโลก บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ติสฺเส เป็นคำเรียกพระเถรีนั้น. บทว่า สิกฺขสฺสุ สิกฺขาย ความว่า จงศึกษาในสิกขา ๓ อย่างมีอธิสีลสิกขาเป็นต้น คือจงยังสิกขา ๓ ที่สัมปยุตด้วยมรรคให้ถึงพร้อม พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส เหตุในการยังสิกขา ๓ เหล่านั้นให้ถึงพร้อมในบัดนี้. บทว่า มา ตํ โยคา อุปจฺจคุํ ความว่า สมัยที่ควรประกอบเหล่านี้ คือ ความเป็นมนุษย์ ความ ไม่บกพร่องแห่งอินทรีย์ ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธเจ้า ความได้ศรัทธา อย่าล่วงเลยเธอไปเสีย อีกอย่างหนึ่ง โยคะ ๔ มีกามโยคะเป็นต้นนั่นแหละ อย่าเข้าใกล้ คืออย่าครอบงำเธอ บทว่า สพฺพโยควิสํยุตฺตา ความว่า
หน้า 19 ข้อ 406, 407, 408
พ้นจากโยคะทั้งหมดมีกามโยคะเป็นต้น เพราะพ้นนั้นแหละ แต่นั้นจงเป็นผู้ ไม่มีอาสวะเที่ยวไปในโลก จงอยู่ด้วยธรรมเป็นเครื่องอยู่สบายในปัจจุบัน. นัยมีอาทิว่า พระเถรีนั้นฟังคาถานั้นแล้วเจริญวิปัสสนาบรรลุพระ- อรหัต ดังนี้ พึงทราบโดยนัยที่กล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. จบ อรรถกถาติสสาเถรีคาถา ๕. อัญญตราติสสาเถรีคาถา [๔๐๖] ดูก่อนติสสา เธอจงประกอบด้วยธรรม ทั้งหลาย ขณะอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย เพราะผู้ที่มี ขณะก้าวล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรกโศกเศร้า อยู่. จบ อัญญตราติสสาเถรีคาถา ๖. ธีราเถรีคาถา [๔๐๗] ดูก่อนธีรา เธอจงถูกต้องนิโรธอันเป็นที่ สงบระงับสัญญา เป็นสุข เธอจงทำพระนิพพาน อันเกษมจากโยคะยอดเยี่ยมให้สำเร็จเถิด. จบ ธีราเถรีคาถา ๗. อัญญตราธีรา๑เถรีคาถา [๔๐๘] ธีรา ภิกษุณีผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้วด้วย ธรรมทั้งหลายอันเป็นเครื่องทรง เธอจงชนะมาร พร้อมด้วยพาหนะแล้วทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด. จบ อัญญตราธีราเถรีคาถา ๑. อรรถกถาเป็น วีรา
หน้า 20 ข้อ 409, 410, 411
๘. มิตตาเถรีคาถา [๔๐๙] ดูก่อนมิตตา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จง ยินดีในกัลยาณมิตร จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม อันเกษมจากโยคะ. จบ มิตตาเถรีคาถา ๙. ภัทราเถรีคาถา [๔๑๐] ดูก่อนภัทรา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จง ยินดีในธรรมอันเจริญ จงเจริญกุศลธรรมเพื่อ บรรลุธรรมอันเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม. จบ ภัทราเถรีคาถา ๑๐. อุปสมาเถรีคาถา [๔๑๑] ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็น บ่วงมารที่ข้ามได้แสนยาก เธอจะชนะมาร พร้อมด้วย พาหนะทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด. จบ อุปสมาเถรีคาถา ๕. อรรถกถาติสสาทิเถรีคาถาเป็นต้น คาถาว่า ติสฺเส ยุญฺชสฺสุ ธมฺเมหิ เป็นต้นเป็นคาถาของพระเถรี ชื่อติสสา เรื่องของพระเถรีนั้นเหมือนกับเรื่องของนางสิกขมานาชื่อติสสา แต่ องค์นี้เป็นพระเถรีบรรลุพระอรหัต ก็พระเถรีนี้ฉันใด เรื่องของพระเถรี ๕ องค์ คือ พระเถรีธีรา พระเถรีวีรา พระเถรีมิตตา พระเถรีภัทรา
หน้า 21 ข้อ 411
พระเถรีอุปสมา ต่อจากนี้ก็ฉันนั้นคือเป็นเช่นเดียวกันนั่นเอง พระเถรีเหล่า นี้แม้ทั้งหมด เป็นชาวกบิลพัสดุ์ เป็นสนมของพระโพธิสัตว์ออกบวชพร้อมกับ พระมหาปชาบดีโคตมี บรรลุพระอรหัตด้วยคาถาเกิดจากโอภาส เว้นองค์ที่ ๗ ส่วนองค์ที่ ๗ นั้นเว้นคาถาเกิดจากโอภาส อาศัยโอวาทที่ได้ในสำนักพระศาส- ดาไว้ก่อน ขวนขวายเจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัต ได้กล่าวคาถาเป็น อุทานว่า ธีรา ธีเรหิ เป็นต้น พระเถรีแม้องค์อื่น ๆ บรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ดูก่อนติสสา เธอจงประกอบด้วยธรรมทั้งหลาย ขณะอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย เพราะผู้ที่มีขณะก้าว- ล่วงแล้ว ย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรกโศกเศร้าอยู่. ดูก่อนธีรา เธอจงถูกต้องนิโรธอันเป็นที่สงบ ระงับสัญญา เป็นสุข เธอจงทำพระนิพพานอันเกษม จากโยคะยอดเยี่ยมให้สำเสร็จเถิด วีราภิกษุณีผู้มีอินทรีย์ อบรมด้วยวีรธรรมทั้งหลาย ชนะมารพร้อมด้วยพาหนะ ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด. ดูก่อนมิตตา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จงยินดี ในกัลยาณมิตร จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรมอัน เกษมจากโยคะ. ดูก่อนภัทรา เธอบวชแล้วด้วยศรัทธา จงยินดี ในธรรมอันเจริญ จงเจริญกุศลธรรมเพื่อบรรลุธรรม อันเกษมจากโยคะที่ยอดเยี่ยม. ดูก่อนอุปสมา เธอจงข้ามโอฆะอันเป็นบ่วงมาร ที่ข้ามได้แสนยาก เธอจงชนะมารพร้อมด้วยพาหนะ ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด.
หน้า 22 ข้อ 411
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยุญฺชสฺสุ ธมฺเมหิ ความว่า จง ประกอบ คือจงทำการประกอบ ด้วยธรรมคือ สมถะและวิปัสสนาทั้งหลาย และด้วยโพธิปักขิยธรรมทั้งหลายอันประเสริฐ. บทว่า ขโณ ตํ มา อุปจฺจ- คา ความว่า ขณะทั้งหมดนี้คือ ขณะเกิดในปฎิรูปเทส ขณะมีอายตนะ ๖ ไม่บกพร่อง ขณะเกิดขึ้นของพระพุทธเจ้า ขณะได้ศรัทธา ชื่อว่าย่อมก้าวล่วง บุคคลผู้ที่ไม่ทำการเจริญโยคะอย่างนี้นั้น ขณะนั้นอย่าได้ก้าวล่วงเธอไปเสีย. บทว่า ขณาตีตา ความว่า เพราะบุคคลเหล่าใดล่วงเลยขณะ และขณะนั้น ล่วงเลยบุคคลเหล่าใด บุคคลเหล่านั้นย่อมยัดเยียดกันอยู่ในนรก โศกเศร้าอยู่ คือบังเกิดในนรกนั้น เสวยทุกข์ใหญ่. บทว่า นิโรธํ ผุเสหิ ความว่า จงถูกต้อง คือจงได้ความดับกิเลส. บทว่า สญฺาวูปสมํ สุขํ อาราธยาหิ นิพฺพานํ ความว่า จงทำพระ- นิพพานที่มีความสงบระงับบาปสัญญา มีกามสัญญาเป็นต้นเป็นนิมิต เป็นสุข อย่างยิ่ง ให้สำเร็จ. บทว่า วีรา วีเรหิ ธมฺเมหิ ความว่า วีราภิกษุณี ผู้อบรม อินทรีย์ คือมีอินทรีย์มีศรัทธาเป็นต้นอันตนให้เจริญแล้ว ด้วยวีรธรรม ทั้งหลาย คือด้วยธรรมคืออริยมรรคอันสมบูรณ์ด้วยเดช ด้วยความเป็นผู้มี ปธานคือความเพียร ชนะกิเลสมารพร้อมด้วยพาหนะกับด้วยวัตถุกามทั้งหลาย ทรงไว้ซึ่งกายอันมีในที่สุด เพราะไม่เกิดอีกต่อไป พระเถรีแสดงตนทำเป็น เหมือนคนอื่น ด้วยประการฉะนี้. เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า มิตฺเต บทว่า มิตฺตรตา ความว่า จงยินดียิ่งในกัลยาณมิตรทั้งหลาย คือจงกระทำสักการะและสัมมานะในกัลยาณ- มิตรเหล่านั้น. บทว่า ภาเวหิ กุสเล ธมฺเม ความว่า จงเจริญธรรมคือ
หน้า 23 ข้อ 412
อริยมรรค. บทว่า โยคกฺเขมสฺส ได้แก่ เพื่อถึง คือบรรลุ ซึ่งพระอรหัต ด้วย ซึ่งพระนิพพานด้วย. เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า ภเทฺร. บทว่า ภทฺรรตา ความว่า เป็นผู้ยินดีแล้ว ยินดียิ่งแล้วในธรรมมีศีลเป็นต้นอันเจริญ. บทว่า โยคกฺเขมํ อนุตฺตรํ ได้แก่ พระนิพพานอันเกษมจากโยคะ ๔ ไม่มีอันตรายยอดเยี่ยม ความว่า จงเจริญโพธิปักขิยธรรมอันเป็นกุศล เพื่อบรรลุพระนิพพานนั้น เรียกพระเถรีนั้นด้วยบทว่า อุปสเม. บทว่า ตเร โอฆํ มจฺจุเธยฺยํ สุทุตฺตรํ ความว่า ชื่อว่า มัจจุเธยยะ บ่วงมาร เพราะเป็นที่ยึดถือของ มัจจุ. ชื่อว่า สุทุตตระข้ามได้แสนยาก เพราะผู้ที่มิได้สร้างสมกุศลสมภาร ไว้จะข้ามได้ยากเหลือเกิน. พึงข้าม คือ พึงใช้นาวาคืออริยมรรคข้ามโอฆะ ใหญ่คือสังสารวัฏ. บทว่า ธาเรหิ อนฺติมํ เทหํ ความว่า จงเป็นผู้ทรงกาย อันมีในภพสุดท้าย ด้วยความที่กายนั้นยังแข็งแรงอยู่นั่นแล. จบ อรรถกถาติสสาทิเถรีคาถา ๑๑. มุตตาเถรีคาถา [๔๑๒] เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดย ชอบด้วยความหลุดพ้นจากความค่อม ๓ อย่าง คือ ค่อมเพราะครก ๑ ค่อมเพราะสาก ๓ ค่อมเพราะ สามี ๑ เป็นผู้พ้นแล้วจากความเกิดและความตาย ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว. จบ มุตตาเถรีคาถา
หน้า 24 ข้อ 412
๑๑. อรรถกถามุตตาเถรีคาถา คาถาว่า สุมุตฺตา สาธุ มุตฺตามฺหิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระ- เถรีชื่อมุตตา. พระเถรีชื่อมุตตาแม้นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดเป็นบุตรสาวของ พราหมณ์ยากจนในโกศลชนบท เวลาเจริญวัย บิดามารดาได้ให้เธอแก่ พราหมณ์ค่อมคนหนึ่ง เธอไม่ชอบครองเรือนกับพราหมณ์ค่อมนั้น ขออนุญาต เขาบวชแล้ว เจริญวิปัสสนา จิตของเธอพล่านไปในอารมณ์ภายนอก เธอข่มจิต นั้นกล่าวคาถาว่า เราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ เป็นต้น ขวนขวาย วิปัสสนาบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวไว้ในอปทานว่า พระพิชิตมารพระนามว่าปทุมุตตระ มีจักษุ ในธรรมทั้งปวง ทรงอนุเคราะห์เหล่าสัตว์ เสด็จ เข้าบุรีเพื่อบิณฑบาต เมื่อพระศาสดาพระองค์นั้น เสด็จมา ชาวพระนครเหล่านั้นทั้งหมดต่างร่าเริงยินดี มาร่วมกันเกลี่ยทราย กวาดถนน ยกต้นกล้วย หม้อ มีน้ำเต็ม ธง เอาธูป จุรณ และพวงดอกไม้สักการะ พระศาสดา ข้าพเจ้ามอบถวายมณฑป นิมนต์พระผู้ นายกวิเศษถวายมหาทาน ปรารถนาพระสัมโพธิญาณ พระมหาวีระ พระนามปทุมุตตระผู้นำเหล่า- สรรพสัตว์ ผู้เป็นอัครบุคคล ทรงอนุโมทนาแล้วทรง
หน้า 25 ข้อ 412
พยากรณ์ว่า เมื่อล่วงไปแสนกัป จักมีภัทรกัป เธอได้ ความสุขในภพน้อยใหญ่ทั้งหลายแล้วจักบรรลุพระโพ- ธิญาณ ชนเหล่าใดเหล่าหนึ่งทั้งชายและหญิง ผู้กระทำ หัตถกรรม ทั้งหมดจักประชุมพร้อมกันในอนาคตกาล ชนเหล่านั้นจักเป็นบริจาริกาคนรับใช้ของเธอ ในเทว- พิภพที่เธอเกิด ด้วยวิบากแห่งธรรมนั้น และด้วยความ ตั้งใจมั่น ย่อมเสวยทิพยสุขและมนุษย์สุขอันนับไม่ได้ พวกเราท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ตลอดกาลนาน จากนี้ไปแสนกัป ข้าพเจ้าได้ทำกรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าเป็นผู้สุขุมาลชาติในมนุษยโลก และเทวโลก ข้าพเจ้าได้รูป โภคะ ยศ อายุ เกียรติ และสุขที่น่ารัก ทั้งหมดเป็นความถึงพร้อมแห่งกุศล- กรรมที่ทำติดต่อกัน. ครั้นถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูล พราหมณ์ มีมือเท้าละเอียดอ่อนในนิเวศน์ที่น่ารื่นรมย์ ตลอดกาลทั้งปวง ข้าพเจ้าไม่เห็นสิ่งที่ไม่งามบนปฐพี ข้าพเจ้าไม่เห็นภาคพื้นที่เป็นโคลนเลนไม่สะอาด ใน กาลไหน ๆ ข้าพเจ้า เผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เมื่อเปล่งอุทาน พระเถรีได้กล่าวคาถานี้ว่า ราเป็นผู้พ้นด้วยดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ ด้วย ความหลุดพ้นจากความค่อม ๓ อย่างคือ ค่อมเพราะ ครก ๑ ค่อมเพราะสาก ๑ ค่อมเพราะสามี ๑ เป็น
หน้า 26 ข้อ 412
ผู้พ้นแล้วจากความเกิดและความตาย ถอนตัณหา เครื่องนำไปสู่ภพได้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมุตฺตา ได้แก่ พ้นแล้วด้วยดี. บทว่า สาธุ มุตฺตามฺหิ ความว่า เป็นผู้พ้นดี คือโดยชอบนั่นเอง ก็เป็นผู้พ้นด้วย ดี เป็นผู้พ้นโดยชอบ จากอะไร ฉะนั้น จึงกล่าวว่า ตีหิ ขุชฺเชหิ มุตฺติยา ความว่า ด้วยความหลุดพ้นจากความคด ๓ อย่าง. บัดนี้เมื่อจะแสดง ความคดเหล่านั้นโดยย่อ พระเถรีจึงกล่าวว่า ค่อมเพราะครก ๑ ค่อมเพราะ สาก ๑ ค่อมเพราะสามี ๑ ดังนี้. ด้วยว่าเมื่อใส่ข้าวเปลือกในครก กลับข้าว ไปมา และตำอยู่ด้วยสาก ย่อมต้องก้มหลังดังนั้น ท่านจึงกล่าวเหตุทั้งสองว่า ค่อม เพราะเป็นเหตุให้ทำความค่อม อนึ่ง สามีของพระเถรีนั้นเป็นคนค่อม ทีเดียว. บัดนี้ พระเถรีกล่าวความพ้นจากความค่อม ๓ อย่าง เป็นการแสดง ความพ้นใด เมื่อแสดงความพ้นนั่นแหละ พระเถรีกล่าวว่า เป็นผู้พ้นแล้วจาก ความเกิดและความตาย แล้วกล่าวถึงเหตุในเรื่องนั้นว่า ถอนตัณหาเป็นเครื่อง นำไปสู่ภพได้แล้ว. เนื้อความของบทนั้นว่า ข้าพเจ้ามิได้พ้นเพียงความค่อม ๓ อย่างเท่านั้น ที่แท้ข้าพเจ้าพ้นแม้จากความเกิดและความตายทั้งหมด เพราะ ตัณหาตัวที่เป็นเนตติคือนำไปสู่ภพทั้งหมด ข้าพเจ้าถอนขึ้นแล้วด้วยมรรคอัน เลิศ (คืออรหัตมรรค) จบ อรรถกถามุตตาเถรีคาถา
หน้า 27 ข้อ 413
๑๒. ธัมมทินนาเถรีคาถา [๔๑๓] ผู้ที่เกิดฉันทะ มีที่สุด พึงถูกต้องพระ- นิพพานด้วยใจ ผู้ที่มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ ในกามทั้งหลาย ท่านเรียกว่า มีกระแสในเบื้องบน. จบ ธัมมทินนาเถรีคาถา ๑๒. อรรถกถาธัมมทินนาเถรีคาถา คาถาว่า ฉนฺทชาตา อวสายี เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ ธัมมทินนา. เล่ากันว่า พระเถรีชื่อ ธัมมทินนา นั้น ในกาลแห่งพระพุทธเจ้า พระนาม ปทุมุตตระ เป็นผู้อาศัยคนอื่นเขาเลี้ยงชีพอยู่ในกรุงหังสวดี ถวาย ทานที่มีบูชาสักการะเป็นเบื้องต้น แต่พระอัครสาวกผู้ออกจากนิโรธ บังเกิด ในเทวโลก จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปุสสะ เธออยู่ในเรือนคนงานของ พี่ชายต่างมารดาของพระศาสดา เมื่อสามีพูดพาดพิงถึงทานว่า เธอจงให้หนึ่ง ส่วน ดังนี้ นางให้สองส่วน ทำบุญเป็นอันมาก ในกาลของพระกัสสปพุทธ- เจ้า เธอถือปฏิสนธิในพระตำหนักของพระเจ้ากาสีพระนาม กิงกิ เป็นคน หนึ่งภายในพี่น้องหญิง ๗ คน ประพฤติพรหมจรรย์สองหมื่นปี ท่องเที่ยวอยู่ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดใน เรือนตระกูลในกรุงราชคฤห์ เจริญวัยแล้วไปสู่เรือนของวิสาขเศรษฐี.
หน้า 28 ข้อ 413
อยู่มาวันหนึ่ง วิสาขเศรษฐีฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้เป็น พระอนาคามี ไปเรือน เมื่อขึ้นปราสาทไม่ยึดมือที่นางธัมมทินนาผู้ยืนอยู่หัว บันไดยื่นให้ ขึ้นปราสาท แม้เมื่อบริโภคอาหารก็บริโภคเฉยๆ นางธัมมทินนา ใคร่ครวญดูเหตุนั้นกล่าวว่า ข้าแต่ลูกนาย ทำไมวันนี้ท่านจึงไม่ยึดมือฉัน แม้ เมื่อบริโภคอาหารก็ไม่พูดอะไรๆ ฉันมีความผิดอะไรหรือ วิสาขเศรษฐีกล่าว ว่า แม่ธัมมทินนา เธอไม่มีความผิด ตั้งแต่วันนี้ไป ฉันไม่ควรถูกต้องกาย หญิง และไม่ควรทำความเหลาะแหละในอาหาร ฉันแทงตลอดธรรมเช่นนั้น แล้ว ก็ถ้าเธอปรารถนา ก็จงอยู่ในเรือนนี้แหละ ถ้าไม่ปรารถนา ก็จงถือเอา ทรัพย์เท่าที่เธอต้องการไปเรือนตระกูล (ของเธอ). นางธัมมทินนากล่าวว่า ข้า แต่ลูกนาย ฉันจะไม่กลืนอาเจียนที่ท่านคายไว้ ท่านโปรดอนุญาตให้ฉันบวช เถิด วิสาขเศรษฐีกล่าวว่า สาธุ ธัมมาทินนา แล้วเอาวอทองส่งนางไปสำนัก ภิกษุณี. นางธัมมทินนาบวชแล้ว เรียนกัมมัฏฐานอยู่ในสำนักภิกษุณีนั้นสอง สามวัน ประสงค์จะอยู่อย่างวิเวกจึงไปหาอุปัชฌาย์อาจารย์กล่าวว่า ข้าแต่ แม่เจ้าทั้งหลาย ใจของดิฉันไม่ชอบที่เกลื่อนกล่น ดิฉันจะไปสู่อาวาสใกล้บ้าน พวกภิกษุณีพาเธอไปอาวาสใกล้บ้าน เธออยู่ในที่นั้น ไม่นานนักก็ได้บรรลุ พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ทั้งหลาย เพราะเธอย่ำยีสังขารในอดีตได้แล้ว เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ พระพิชิตมารพระนามปทุมุตตระผู้ทรงถึงฝั่ง แห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นนายกของโลกเสด็จอุบัติ ขึ้นแล้ว ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ ในกาลนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุงหังสวดีรับจ้างทำงาน ของคนอื่น เป็นผู้มีปัญญา สำรวมอยู่ในศีล พระ- ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๓. ธัมมทินนาเถรีอปทาน
หน้า 29 ข้อ 413
สุชาตเถระอัครสาวกของพระปทุมมุตตระพุทธเจ้า ออก จากวิหารไปบิณฑบาต เวลานั้นข้าพเจ้าเดินถือหม้อไป ตักน้ำ เห็นท่านแล้วเลื่อมใส ได้ถวายขนมด้วยมือ ของตน ท่านรับและนั่งฉันตรงนั้นเอง จากนั้นข้าพเจ้า ได้นำท่านไปสู่เรือน ได้ถวายโภชนะแด่ท่าน ต่อมา นายของข้าพเจ้ามีความยินดีได้ยกข้าพเจ้าเป็นลูกสะใภ้ ของท่าน ข้าพเจ้ากับแม่ผัวได้ไปถวายอภิวาทพระ- สัมพุทธเจ้า ครั้งนั้นพระศาสดาทรงประกาศตั้งภิกษุณี ผู้เป็นธรรมกถึก ในตำแหน่งเอตทัคคะ ข้าพเจ้าได้ฟัง ดังนั้นแล้วมีความยินดี นิมนต์พระสุคตผู้เป็นนายก ของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์ ถวายมหาทานปรารถนา ตำแหน่งนั้น คราวนั้นพระสุคตผู้มีพระสุรเสียงก้อง- กังวาลไพเราะ ได้ตรัสกะข้าพเจ้าว่า แน่ะนางผู้เจริญ ผู้ยินดีบำรุงเราเลี้ยงดูเรากับสงฆ์สาวก ผู้ขวนขวาย ในการฟังสัทธรรม มีใจเจริญด้วยคุณ เธอจงยินดีเถิด เธอจักได้ผลตามปรารถนา แต่กัปนี้ไปแสนกัป พระ- ศาสดาผู้สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราช มีพระนาม ว่าโคตมะโดยโคตร จักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจัก เป็นธรรมทายาทของพระศาสดาพระองค์นั้นเป็นโอรส อนธรรมเนรมิต เป็นสาวิกาของพระศาสดาจักมีชื่อว่า ธัมมทินนา ข้าพเจ้าได้ฟังดังนั้นแล้วมีความยินดี มีจิต ประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระมหามุนีผู้เป็นนายกวิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายจนตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรมที่ได้
หน้า 30 ข้อ 413
ทำไว้ และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่าง มนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระพุทธเจ้าเผ่า- พันธุ์ผู้ประเสริฐมียศมาก พระนามว่ากัสสปะตามโคตร ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ได้เสด็จอุบัติแล้วใน ภัทรกัปนี้ ในครั้งนั้นพระเจ้ากาสีพระนาม กิงกิ ผู้เป็น ใหญ่กว่านรชนในกรุงพาราณสีอันอุดม ทรงเป็นอุปัฏ- ฐากของพระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้า เป็นธิดาคนที่หกของท้าวเธอ ปรากฏนามว่าสุธรรมา ได้ฟังธรรมของพระพิชิตมารผู้เลิศแล้ว พอใจบรรพชา แต่พระชนกนาถไม่ทรงอนุญาตแก่พวกเรา ครั้งนั้น พวกเราอยู่ในอาคารนั่นแล เป็นเจ้าหญิงที่มีความสุข ไม่เกียจคร้าน ประพฤติพรหมจรรย์ตั้งแต่เป็นกุมารี อยู่สองหมื่นปี ราชธิดา ๗ องค์ คือ นางสมณี ๑ นางสมณคุตตา ๑ นางภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ นางธรรมา ๑ นางสุธรรมา ๑ และนางสังฆทาสีเป็น คนที่ ๗ เป็นผู้ยินดีบันเทิงใจในการบำรุงพระพุทธเจ้า ได้ (กลับชาติ) มาเป็นพระเขมาเถรี ๑ พระอุบล วรรณาเถรี ๑ พระปฏาจาราเถรี ๑ พระกุณฑลเกสี- เถรี ๑ พระกิสาโคตมีเถรี ๑ ข้าพเจ้า ๑ และเป็นวิสา- ขาอุบาสิกาซึ่งเป็นคนที่ ๗ ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้ แล้วนั้น และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่าง มนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ และในภพหลัง ครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่ง สมบูรณ์
หน้า 31 ข้อ 413
ด้วยกามสุขทุกอย่าง ในกรุงราชคฤห์อันอุดม เมื่อ ข้าพเจ้าประกอบด้วยรูปสมบัติและคุณสมบัติ ตั้งอยู่ใน ปฐมวัย ไปสู่ตระกูลอื่น (แต่งงาน) เพียบพร้อม ด้วยความสุข สามีของข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ฟังพระธรรมเทศนาแล้วได้ บรรลุอนาคามิผล เป็นคนมีปัญญาดี คราวนั้นข้าพเจ้า ขออนุญาตบวชเป็นบรรพชิต ไม่นานนักก็ได้บรรลุ พระอรหัต. คราวนั้น อุบาสกนั้น เข้าไปหาข้าพเจ้า ได้ถาม ปัญหาที่ลึกซึ้งละเอียดอ่อน ข้าพเจ้าพยากรณ์ปัญหา ทั้งหมดนั้นได้ พระพิชิตมาร ทรงยินดีในคุณข้อนั้น จึงทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ด้วยพระ- ดำรัสว่า เรามิได้เห็นภิกษุณีรูปอื่นผู้เป็นธรรมกถึก เช่นนี้ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงทรงจำไว้ว่า ภิกษุธัมมทินนาเป็นนักปราชญ์ ข้าพเจ้าอันพระผู้ เป็นนายกของสัตว์โลกทรงอนุเคราะห์แล้ว ชื่อว่าเป็น บัณฑิตอย่างนี้ ข้าพเจ้าบำรุงพระศาสดาแล้ว ปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระหนักแล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพได้แล้ว กุลบุตรทั้งหลาย ออกจากเรือนบวชเป็นที่ไม่มีเรือน เพื่อต้องการประ- โยชน์ใด ประโยชน์นั้น คือธรรมเป็นที่สิ้นไปแห่ง สัญโญชน์ทั้งปวงข้าพเจ้าบรรลุแล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มี ความชำนาญในฤทธิ์ และในทิพโสตธาตุ รู้จิตผู้อื่น
หน้า 32 ข้อ 413
กระทำตามคำสอนของพระศาสดา ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิ- วาสญาณ และทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษ ยังอาสวะ ทั้งปวงให้สิ้นไปแล้ว เป็นผู้บริสุทธิ์ปราศจากมลทิน ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ภพทั้งหมดข้าพเจ้าถอนได้แล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกพัน เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ ดังช้าง- พังตัดเชือกแล้ว การมาเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ ของข้าพเจ้า เป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าได้บรรลุ วิชชาสามตามลำดับ ข้าพเจ้าปฏิบัติคำสอนของพระ- พุทธเจ้าแล้วคุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทาสี่ วิโมกข์ แปดและอภิญญาหก ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้า ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระธัมมทินนาเถรีคิดว่าใจของเราหมด กิเลสแล้ว บัดนี้เราจักอยู่ทำอะไรในที่นี้ เราจักไปกรุงราชคฤห์ถวายบังคม พระศาสดา และพวกญาติของเราเป็นจำนวนมากจักกระทำบุญ จึงกลับมา กรุงราชคฤห์กับภิกษุณีทั้งหลาย. วิสาขอุบาสกทราบว่าพระธัมมทินนาเถรีมา เมื่อจะทดลองการตรัสรู้ ของพระเถรีนั้น ได้ถามปัญหาเรื่องเบญจขันธ์เป็นต้นต้น พระธัมมทินนาเถรีได้ วิสัชนาปัญหาที่ถามแล้ว ๆ เหมือนตัดก้านบัวด้วยศัสตราอันคมกริบฉะนั้น วิสาข- อุบาสกกราบทูลนัยแห่งคำถามและคำตอบทั้งหมดแด่พระศาสดา พระศาสดา ทรงสรรเสริญพระเถรีนั้น ด้วยพระพุทธพจน์ว่า วิสาขะ ภิกษุณีธัมมทินนา เป็นบัณฑิตเป็นต้น ทรงประกาศการพยากรณ์ปัญหาเทียบกับพระสัพพัญญุต- ญาณ ทรงทำจูฬเวทัลลสูตรนั้นแลให้เป็นอัตถุปปัตติเหตุเกิดเรื่อง ทรงตั้ง พระธัมมทินนาเถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเลิศของภิกษุณีผู้เป็นธรรมกถึก ก็พระเถรี
หน้า 33 ข้อ 413
นั้นอยู่ในอาวาสใกล้บ้านนั้น บรรลุมรรคเบื้องต้นแล้วเริ่มต้นเจริญวิปัสสนา เพื่อมรรคเบื้องสูงในกาลใดในกาลนั้นได้กล่าวคาถานี้ว่า ผู้ที่เกิดฉันทะ มีที่สุด พึงถูกต้องพระนิพพาน ด้วยใจ ผู้ที่มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย ท่านเรียกว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ฉนฺทชาตา ได้แก่เกิดฉันทะเพื่ออรหัตผล ความสิ้นสุด คือความจบลง ท่านเรียกว่า อวสายะ. ในบทว่า อวสายี. แม้บทนั้นก็พึงทราบว่า ความจบลงแห่งสมณกิจ เพราะเนื้อความที่ท่านกล่าวว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน เพราะมีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย ไม่ใช่ของคน ใดคนหนึ่ง ฉะนั้นจึงมีอธิบายเนื้อความดังนี้ว่า เป็นผู้มีใจยังไม่บรรลุแม้ด้วย บททั้งสอง ยังปรารถนาพระนิพพานที่เป็นแดนเกษมจากโยคะอันยอดเยี่ยม. บทว่า มนสา จ ผุฏฺา สิยา ความว่า พึงเป็นผู้ถูกต้องคือสัมผัสพระ นิพพาน ด้วยมรรคจิตสามดวงเบื้องต่ำ. บทว่า กาเมสุ อปฺปฏิพทฺธจิตฺตา ได้แก่ ผู้มีจิตไม่ปฏิพัทธ์ในกามทั้งหลาย ด้วยอำนาจอนาคามิมรรค. บทว่า อุทฺธํโสตา ความว่า ชื่อว่า ผู้มีกระแสในเบื้องบน เพราะพระเถรีนั้นมี กระแสมรรคและกระแสสังสารวัฏในเบื้องบนนั่นแล อธิบายว่า เหมือนอย่างว่า อรหัตมรรคย่อมเกิดขึ้นแก่พระอนาคามี มรรคอื่นย่อมไม่เกิด ฉันใด ความ เกิดในภพเบื้องบนเท่านั้น ย่อมมีแก่พระอนาคามี ผู้เกิดขึ้นในสุทธาวาสภพ มีชั้นอวิหาเป็นต้นจนถึงชั้นอกนิษฐ์ฉันนั้น. จบ อรรถกถาธัมมทินนาเถรีคาถา
หน้า 34 ข้อ 414
๑๓. วิสาขาเถรีคาถา [๔๑๔] ท่านทั้งหลายจงทำตามคำสอนของพระ- พุทธจ้า ที่บุคคลทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง ท่าน ทั้งหลายจงรีบล้างเท้าทั้งสองแล้วนั่ง ณ ที่ควรเถิด. จบ วิสาขาเถรีคาถา ๑๓. อรรถกถาวิสาขาเถรีคาถา คาถาว่า กโรถ พุทฺธสาสนํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ วิสาขา. เรื่องของพระเถรีชื่อวิสาขานั้น เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อธีรานั่น แหละ พระเถรีชื่อวิสาขานั้นบรรลุพระอรหัตแล้วให้เวลาล่วงไปด้วยวิมุตติสุข ได้พยากรณ์พระอรหัตผลด้วยคาถานี้ว่า ท่านทั้งหลายจงทำตามคำสอนของพระพุทธ- เจ้า ที่บุคคลทำแล้วไม่เดือดร้อนภายหลังท่านทั้งหลาย จงรีบล้างเท้าทั้งสองแล้วนั่ง ณ ที่ควรเถิด. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กโรถ พุทฺธสาสนํ ความว่า จงทำตาม คำสอน คือคำสั่งสอนและพร่ำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย คือจงปฏิบัติตาม ที่ทรงพร่ำสอน. บทว่า ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ ความว่า เพราะสำเร็จความ ประสงค์ทั้งหลายโดยชอบทีเดียว ของผู้กระทำตามคำพร่ำสอนที่บุคคลกระทำ แล้วไม่เดือดร้อนภายหลัง เพราะเหตุที่กระทำนั้น. บทว่า ขิปฺปํ ปาทานิ
หน้า 35 ข้อ 415
โธวิตฺวา เอกมนฺเต นิสีทถ ความว่า เพราะตนเองกลับจากบิณฑบาตในเวลา ปัจฉาภัต แสดงวัตรแด่อาจารย์และอุปัชฌาย์แล้ว ล้างเท้าทั้งสองนั่งในที่ลับ ในที่พักกลางวันของตน บรรลุเฉพาะสิ่งที่มีประโยชน์ ฉะนั้น พระวิสาขา- เถรีเมื่อประกอบแม้คนอื่น ๆ เข้าไว้ในประโยชน์นั้น จึงได้กล่าวบทนี้. จบ อรรถกถาวิสาขาเถรีคาถา ๑๔. สุมนาเถรีคาถา [๔๑๕] ท่านเห็นธาตุทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว อย่า เกิดอีก ท่านสำรอกความพอใจในภพแล้ว จัดเป็นผู้ สงบระงับเที่ยวไป. จบ สุมนาเถรีคาถา ๑๔. อรรถกถาสุมนาเถรีคาถา คาถาว่า ธาตุโย ทุกฺขโต ทิสฺวา เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับพระเถรี ชื่อสุมนา. เรื่องของพระเถรีชื่อสุมนานั้น เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อติสสา ความย่อว่า พระศาสดาทรงเปล่งพระรัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับนั่งอยู่ ต่อหน้า ตรัสพระคาถานี้ว่า ท่านเห็นธาตุทั้งหลายว่าเป็นทุกข์แล้ว อย่า เกิดอีก ท่านสำรอกความพอใจในภพแล้ว จักเป็นผู้ สงบระงับเที่ยวไป. พระเถรีนั้น ได้บรรลุพระอรหัตในเวลาจบพระคาถา.
หน้า 36 ข้อ 416
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธาตุโย ทุกฺขโต ทิสฺวา ความว่า เห็น ธาตุมีจักษุเป็นต้นที่นับเนื่องด้วยสันตติ และธาตุแม้อื่น ๆ ด้วยญาณจักษุว่า เป็นทุกข์ เพราะเกิดขึ้น เสื่อมไป และบีบคั้นเป็นต้น. บทว่า มา ชาตึ ปุนราคมิ ความว่า อย่าเข้าถึงชาติ คือภพใหม่ต่อไปอีก. บทว่า ภเว ฉนฺทํ วิราเชตฺวา ความว่า ละฉันทะคือตัณหาในภพทั้งปวง มีกามภพเป็นต้น ด้วยมรรคกล่าวคือวิราคะ. บทว่า อุปสนฺตา จริสฺสสิ ความว่า จักเป็นผู้ดับ เพราะละกิเลสได้ทั้งหมดอยู่. อนึ่งในคาถานี้ ท่านแสดงวิปัสสนาโดยหัวข้อของทุกขานุปัสสนา ด้วย บทนี้ว่า ธาตุโย ทุกฺขโต ทิสฺวา ดังนี้. แสดงมรรค ด้วยบทนี้ว่า ภเว ฉนฺทํ วิราเชตฺวา ดังนี้. แสดงสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ ด้วยบทนี้ว่า อนุปสนฺตา จริสฺสสิ ดังนี้. แสดงอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ด้วยบทนี้ว่า มา ชาตึ ปุนราคมิ ดังนี้ บัณฑิตพึงเห็นดังนี้แล. จบ อรรถกถาสุมนาเถรีคาถา ๑๕. อุตตราเถรีคาถา [๔๑๖] เราเป็นผู้สำรวมด้วยกาย วาจา และใจ ได้ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. จบ อุตตราเถรีคาถา ๑๕. อรรถกถาอุตตราเถรีคาถา คาถาว่า กาเยน สํวุตา อาสึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ อุตตรา.
หน้า 37 ข้อ 416
เรื่องของพระเถรีชื่ออุตตราแม้นั้น ก็เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อ ติสสา ความย่อว่า พระเถรีชื่ออุตตราแม้นั้น ประสูติในศากยตระกูล เป็น สนมของพระโพธิสัตว์ ออกบวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี บรรลุพระ- อรหัตด้วยโอภาสคาถา ได้กล่าวคาถานี้เป็นอุทานด้วยตนเองทีเดียวว่า เราเป็นผู้สำรวมแล้วด้วยกายวาจาและใจ ได้ ถอนตัณหาพร้อมทั้งรากขึ้นแล้ว เป็นผู้มีความเย็น ดับ สนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาเยน สํวุตา อาสึ ความว่า เป็นผู้ สำรวมแล้วด้วยความสำรวมทางกาย. บทว่า วาจาย ประกอบความว่า เป็น ผู้สำรวมแล้วด้วยความสำรวมทางวาจา. พระเถรีกล่าวถึงศีลสังวรแม้ด้วยบท ทั้งสอง. บทว่า อุท ได้แก่ อถ แปลว่า และ. บทว่า เจตสา ความว่า ด้วยสมาธิจิต. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสการเจริญวิปัสสนาด้วยสมาธิจิตนั้น. บทว่า สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ความว่า ถอนขึ้นซึ่งตัณหาพร้อมทั้งราก หรือ พร้อมด้วยอวิชชา. ด้วยว่า ตัณหาย่อมเกิดขึ้นในภพสามที่อวิชชาปกปิดโทษไว้. อีกนัยหนึ่ง บทว่า กาเยน สํวุตา ความว่า เป็นผู้สำรวมทางกาย ด้วยความสำรวมด้วยมรรคนั่นเอง เพราะละมิจฉากัมมันตะทั้งหมด ด้วยสัมมา กัมมันตะ. บทว่า วาจาย ความว่า เป็นผู้สำรวมทางวาจาด้วยความสำรวม ด้วยมรรคนั่นเอง เพราะละมิจฉาวาจาทั้งหมด ด้วยสัมมาวาจา. บทว่า เจตสา ได้แก่ ด้วยสมาธิ. ก็ในที่นี้ท่านกล่าวสัมมาสมาธิ ด้วยหัวข้อของจิต อธิบายว่า มรรคธรรมทั้งหลายมีสัมมาทิฏฐิเป็นต้น มีลักษณะเป็นอย่างเดียวกันกับลักษณะ- มรรค ย่อมเป็นอันท่านถือเอาด้วยศัพท์คือสัมมาสมาธินั่นแล การละอสังวรมี อภิชฌาเป็นต้นโดยไม่เหลือ ย่อมเป็นอันท่านแสดงแล้วด้วยมรรคสังวร. เพราะ เหตุนั้นแหละท่านจึงกล่าวว่า สมูลํ ตณฺหํ อพฺพุยฺห ดังนี้. บทว่า สีติภูตามฺหิ
หน้า 38 ข้อ 417
นิพฺพุตา ความว่า เป็นผู้ถึงความเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนเพราะกิเลส โดยประการทั้งปวง เป็นผู้ดับสนิทด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ. จบ อรรถกถาอุตตราเถรีคาถา ๑๖. วุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา [๔๑๗] ดูก่อนสุมนาผู้เจริญ เธอจงเอาท่อนผ้าทำ จีวรนุ่งห่ม จงพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของ เธอสงบแล้ว เธอเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. จบ วุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา ๑๖. อรรถกถาวุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา คาถาว่า สุขํ ตฺวํ วุฑฺฒิเก เสหิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีผู้ บวชเมื่อแก่ชื่อสุมนา. แม้พระเถรีองค์นี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดเป็นพระภคินีของพระ- เจ้ามหาโกศล ในกรุงสาวัตถี เธอฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดงแก่พระเจ้า ปเสนทิโกศล โดยนัยเป็นต้นว่า ดูก่อนมหาบพิตร บุคคลสี่จำพวกเหล่านี้แล ไม่พึงดูหมิ่นว่าหนุ่ม ดังนี้ ได้ความเลื่อมใส ตั้งอยู่ในสรณะและศีลห้า แม้ ประสงค์จะบวช ก็ต้องปล่อยให้เวลาล่วงไปนาน เพราะคิดว่า ต้องปฏิบัติดูแล พระเจ้าย่า ต่อมาเมื่อพระเจ้าย่าสิ้นพระชนม์แล้ว เธอให้คนถือเครื่องปูลาด
หน้า 39 ข้อ 418
เครื่องนุ่งห่มที่มีค่ามาก ไปวิหารกับพระราชา ให้ถวายแก่สงฆ์แล้ว ฟังธรรม ในสำนักพระศาสดา ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ขอบวช พระศาสดาทรงเห็นเธอมี ญาณแก่กล้า ได้ภาษิตพระคาถานี้ว่า ดูก่อนสุมนาผู้เจริญ เธอจงเอาท่อนผ้าทำจีวร นุ่งห่ม จงพักผ่อนให้สบายเถิด เพราะราคะของเธอ สงบแล้ว เธอเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. ในเวลาจบคาถา เธอได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้กล่าวคาถานั่นแหละเป็นอุทาน การกล่าวคาถาเป็นอุทานั้นแล ได้เป็นการ พยากรณ์พระอรหัตผลของเธอ เธอบวชในขณะนั้นเอง. ก็เนื้อความของคาถา บทว่า วุฑฺฒิเก ได้แก่ ผู้เจริญ คือเจริญโดยวัย แต่พระเถรีเจริญแม้ ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ในบาทที่สี่ของคาถาที่พระเถรีกล่าว พึงประกอบบทว่า เธอเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบ อรรถกถาวุฑฒปัพพชิตสุมนาเถรีคาถา ๑๗. ธัมมาเถรีคาถา [๔๑๘] เราทุพพลภาพ มีกายสั่นเทา ถือไม้เท้า เที่ยวบิณฑบาต ได้ล้มลงบนแผ่นดินตรงนั้นเอง ครั้ง นั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะเห็นโทษในกาย. จบ ธัมมาเถรีคาถา
หน้า 40 ข้อ 418
๑๗. อรรถกถาธัมมาเถรีคาถา คาถาว่า ปิณฺฑปาตํ จริตฺวาน เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ ธัมมา. แม้พระเถรีองค์นี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ได้รวบรวมบุญสมภาร ไว้แล้ว ในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนตระกูล กรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้ว ไปสู่เรือนของสามีที่สมควรกัน ได้ศรัทธาในศาสนาของพระศาสดา ประสงค์ จะบวชแต่สามีไม่อนุญาต ภายหลังเมื่อสามีตายแล้ว บวชเจริญวิปัสสนา วัน หนึ่งเทียวภิกขาจารแล้ว กำลังเดินมาวิหารหกล้มลง จึงทำเรื่องนั้นแหละเป็น อารมณ์เจริญวิปัสสนา บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้กล่าว คาถานี้เป็นอุทานว่า เราทุพพลภาพ มีกายสั่นเทา ถือไม้เท้าเที่ยว บิณฑบาต ได้ล้มลงบนแผ่นดินตรงนั้นเอง ครั้งนั้น จิตของเราหลุดพ้นแล้ว เพราะเห็นโทษในกาย บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปิณฺฑปาตํ จริตฺวาน ฑณฺฑมาทาย ทุพฺพลา ความว่า ใช้ไม้เท้าค้ำยันเที่ยวไปในเมืองเพื่อต้องการบิณฑบาตคือ เที่ยวภิกขาจาร. บทว่า ฉมา ได้แก่ บนแผ่นดิน คือพื้นดิน อธิบายว่า ล้มลงบนพื้นดิน เพราะเท้าทั้งสองไม่มีกำลัง. บทว่า ทิสฺวา อาทีนวํ กาเย ความว่า เห็นโทษในสรีระโดยประการต่างๆ มีไม่งาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเป็นต้น ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า อถ จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า จิตของเราหลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย เพราะข่มไว้ด้วยนิพพิทานุปัสสนา
หน้า 41 ข้อ 419
เป็นต้น ที่เป็นไปข้างหน้าด้วยอาทีนวานุปัสสนา ชื่อว่าหลุดพ้นแล้ว คือพ้น วิเศษแล้วโดยประการทั้งปวง ด้วยสมุจเฉทวิมุตติตามลำดับมรรคผล และด้วย ปฏิปัสสัทธิวิมุตติอีก. อธิบายว่า บัดนี้ สิ่งที่จะต้องหลุดพ้นไม่มีแก่พระเถรีนั้น. อนึ่ง การกล่าวคาถาเป็นอุทานนี้แหละ เป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของ พระเถรีนั้นแล. จบ อรรถกถาธัมมาเถรีคาถา ๑๘. สังฆาเถรีคาถา [๔๑๙] ข้าพเจ้าละเรือน ละบุตรและสัตว์เลี้ยง ซึ่ง เป็นที่รัก บวชแล้ว ละราคะและโทสะและสำรอก อวิชชาเสีย ถอนตัณหาขึ้นพร้อมทั้งราก เป็นผู้สงบ ระงับดับสนิทแล้ว. จบ สังฆาเถรีคาถา ๑๘. อรรถกถาสังฆาเถรีคาถา คาถาว่า หิตฺวา ฆเร ปพฺพชิตฺวา เป็นต้น เป็นคาถาของพระ เถรีชื่อสังฆา. เรื่องของพระเถรีชื่อสังฆานั้น เหมือนเรื่องของพระเถรีชื่อธีรา ก็พระ เถรีชื่อสังฆานั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 42 ข้อ 419
ข้าพเจ้าละเรือน ละบุตร และสัตว์เลี้ยง ซึ่งเป็น ที่รัก บวชแล้ว ละราคะและโทสะและสำรอกอวิชชา เสีย ถอนตัณหาขึ้นพร้อมทั้งราก เป็นผู้สงบระงับดับ สนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หิตฺวา แปลว่า ละแล้ว. บทว่า ฆเร ได้แก่ เรือน. ฆรศัพท์ในชื่อแม้อย่างเดียวกัน บางคราวท่านกล่าวขยายในข้อ ความมากอย่างเหมือนพืช. บทว่า หิตฺวา ปุตฺตํ ปิสุํ ปิยํ ความว่า ละบุตร และสัตว์เลี้ยงมีโคกระบือเป็นต้นที่น่ารัก ด้วยการละฉันทราคะที่เกี่ยวเนื่องกับ บุตรและสัตว์เลี้ยงนั้น. บทว่า หิตฺวา ราคญฺจ โทสญฺจ ความว่า ถอน ราคะซึ่งมีภาพกำหนัด และโทสะซึ่งมีสภาพขัดเคือง ด้วยอริยมรรค. บทว่า อวิชฺชญฺจ วิราชิย ความว่า และสำรอกโมหะซึ่งเป็นเบื้องต้นในอกุศลทั้ง หมด. อธิบายว่า ถอนขึ้นด้วยมรรค ดังนี้นั่นเทียว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วแล. จบ อรรถกถาสังฆาเถรีคาถา จบ อรรถกถาเอกนิบาต
หน้า 43 ข้อ 420
เถรีคาถา ทุกนิบาต ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในทุกนิบาต ๑. นันทาเถรีคาถา [๔๒๐] ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น มีอารมณ์เดียว ด้วย อสุภภาวนา อนึ่ง เธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละ เสียซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอ จักเป็นผู้สงบเที่ยวไป. จบ นันทาเถรีคาถา อรรถกถาทุกนิบาต ๑. อรรถกถาอภิรูปนันทาเถรีคาถา ในทุกนิบาต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. คาถาว่า อาตุรํ อสุจึ ปูตึ เป็นต้น เป็นคาถาสำหรับนางสิกข- มานาชื่ออภิรูปนันทา. เล่ากันว่า นางสิกขมานาชื่ออภิรูปนันทานี้ เป็นธิดาของคฤหบดี มหาศาล ในพันธุมตีนคร ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคพระนามวิปัสสี ฟัง ธรรมในสำนักของพระศาสดา ตั้งอยู่ในสรณะและศีลห้า เมื่อพระศาสดา
หน้า 44 ข้อ 420
ปรินิพพานแล้ว ได้บูชาพระธาตุเจดีย์ด้วยฉัตรทองที่ประดับด้วยรัตนะแล้วตาย ไปบังเกิดในสวรรค์ ท่องเที่ยวไปๆ มาๆ อยู่ในสุคติภูมินั่นเอง ในพุทธุป- ปาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์พระอัครมเหสีของ เจ้าศากยเขมกะ ในกรุง กบิลพัสดุ์ เธอมีชื่อว่า นันทา พระนางนันทานั้น มีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อม ใส จึงได้รู้กันทั่วไปว่า ชื่อว่า อภิรูปนันทา เพราะอัตภาพร่างกายถึงความ งามเลิศของรูปอย่างเหลือเกิน เมื่อเธอเจริญวัย ศากยกุมารผู้เป็นคนรักอย่าง ยิ่งได้สิ้นพระชนม์เสียในวันหมั้นนั่นเอง คราวนั้น พระชนกชนนีจึงให้บวช เธอผู้ไม่ต้องการบวช. ภิกษุณีอภิรูปนันทานั้นแม้บวชแล้วก็ยังมีความเมาเพราะอาศัยรูป ไม่ ไปปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าด้วยเข้าใจว่า พระศาสดาทรงตำหนิติเตียนรูป ทรง แสดงโทษโดยอเนกปริยาย พระศาสดาทรงทราบว่าเธอมีญาณแก่กล้าแล้ว ทรง สั่งพระมหาปชาบดีว่า ภิกษุณีทั้งหมดจงมารับโอวาทตามลำดับเมื่อถึงวาระของ ตน เธอส่งภิกษุณีรูปอื่นไป พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า เมื่อถึงวาระ ภิกษุณี พึงไปด้วยตนเอง ไม่พึงส่งรูปอื่นไป เธอไม่อาจละเมิดคำสั่งของพระศาสดาได้ จึงได้ไปปฏิบัติบำรุงพระพุทธเจ้าพร้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย พระผู้มีพระภาค- เจ้าทรงเนรมิตรูปหญิงงามคนหนึ่งด้วยฤทธิ์ แล้วทรงแสดงรูปแก่หง่อมให้เธอ เกิดความสังเวช ได้ภาษิต ๒ พระคาถานี้ว่า ดูก่อนนันทา เธอจงเห็นร่างกายอันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว อันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่นมีอารมณ์เดียวด้วยอสุภ- ภาวนา อนึ่งเธอจงอบรมจิตให้หานิมิตมิได้ ละเสีย ซึ่งอนุสัยคือมานะ เพราะการละมานะได้นั้น เธอจัก เป็นผู้สงบเที่ยวไป.
หน้า 45 ข้อ 420
เนื้อความของคาถาเหล่านั้น มีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล. ในเวลาจบคาถา ภิกษุณีอภิรูปนั้นทาบรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในพระนครอรุณวดี มีกษัตริย์พระนามว่า อรุณราช หม่อมฉันเป็นมเหสีของท้าวเธอ ประพฤติ ร่วมกัน ในกาลนั้น หม่อนฉันอยู่ในที่ลับนั่งคิดอย่าง นี้ว่า บุญกุศลที่พอจะถือเอาไปได้ เราไม่ได้ทำไว้เลย เราจะต้องตกนรกที่มีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้าย แรงแสนทารุณเป็นแน่ เราไม่สงสัยในเรื่องนี้ ครั้น คิดอย่างนี้แล้วหม่อมฉันทำใจให้ร่าเริงเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อนฉันเป็นหญิง ย่อมติดตามชายทุกเมื่อ ขอพระองค์โปรดประทาน สมณะองค์หนึ่งแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ท่านฉัน พระเจ้าข้า พระราชาผู้ใหญ่ได้ประทานสมณะผู้อบรม อันทรีย์แล้วแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันดีใจรับบาตรของ ท่านเอาภัตตาหารอย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นแล้วได้ ถวายผ้าคู่หนึ่งซึ่งมีราคาเป็นพันให้ท่านครอง ด้วย กุศลกรรมที่ทำไว้นั้น และด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ หม่อมฉันละร่างกายมนุษย์ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นมเหสีของเทวราชหนึ่งพันองค์ ได้เป็นมเหสี ของพระเจ้าจักรพรรดิหนึ่งพันองค์ และได้เป็นมเหสี ของพระเจ้าประเทศราชอันไพบูลย์โดยจะคณานับมิได้ ได้บุญมีอย่างต่าง ๆ เป็นอันมาก ซึ่งเกิดแต่ผลกรรมที่ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๓ และ ๑๗๖ อปปลทายิกาเถรีอปทาน.
หน้า 46 ข้อ 420
ถวายบิณฑบาตนั้น หม่อนฉันมีผิวพรรณเหมือนดอก บัว เป็นหญิงงามน่าทัศนา สมบูรณ์ด้วยอวัยวะทั้งปวง เป็นอภิชาติทรงไว้ซึ่งความรุ่งเรื่อง เมื่อเกิดครั้งสุดท้าย หม่อนฉันได้เกิดในศากยตระกูล เป็นราชธิดาของ พระเจ้าสุทโธทนะ เป็นประมุขของนารีพันหนึ่ง เบื่อ หน่ายต่อการครองเรือนจึงออกบวชเป็นภิกษุณี ครั้น ถึงราตรีที่ ๗ ได้บรรลุอริยสัจ ๔ หม่อมฉันไม่อาจ จะประมาณจีวร บิณฑบาต ปัจจัย และเสนาสนะ (ที่ทายกทายิกาถวาย) นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต ข้าแต่ พระมุนี กุศลกรรมก่อน ๆ ของหม่อมฉันอันใดที่ พระองค์ทรงทราบ ข้าแต่พระมหาวีระ กุศลกรรมนั้น เป็นอันมาก หม่อมฉันได้สั่งสมเพื่อประโยชน์แก่ พระองค์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ หม่อมฉันได้ ถวายทานใดในกาลนั้น ไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่ง ทานนั้นคือบิณฑบาตทาน. หม่อมฉันรู้จักคติ ๒ คือเทวดาและมนุษย์ ไม่ รู้จักคติอื่น นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต หม่อมฉันรู้จัก ตระกูลสูงซึ่งเป็นตระกูลมหาศาลมีทรัพย์มาก ไม่รู้จัก ตระกูลอื่น นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต หม่อมฉันท่อง เที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ อันกุศลมูลตักเตือนแล้ว ไม่ เห็นสิ่งที่ไม่ชอบใจ นี้เป็นผลแห่งโสมนัส ข้าแต่ พระมหามุนี หม่อมฉันเป็นผู้มีความชำนาญในฤทธิ์ และในทิพโสตธาตุ เป็นผู้มีความชำนาญในเจโต-
หน้า 47 ข้อ 421
ปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณ และทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้าแต่ พระมหาวีระ หม่อมฉันมีญาณในอรรถ ในธรรม ในนิรุตติและปฏิภาณ เกิดขึ้นในสำนักของพระองค์ หม่อมฉันเผากิเลสแล้ว ฯลฯ หม่อมฉันปฏิบัติคำสอน ของพระพุทธเจ้าแล้ว. จบ อรรถกถาอภิรูปนันทาเถรีคาถา ๒. ชันตาเถรีคาถา [๔๒๑] โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ใด เป็นทางแห่งการ บรรลุพระนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าเจริญแล้วอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นข้าพเจ้าเห็นแล้ว ร่างกายนี้มี ในที่สุด ชาติสงสารขาดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. จบ ชันตาเถรีคาถา ๒. อรรถกถาชันตาเถรีคาถา คาถาว่า เย อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นต้น เป็นคาถาของ พระเถรีชื่อชันตา.
หน้า 48 ข้อ 421
เรื่องที่เป็นอดีตและเรื่องปัจจุบันของพระเถรีชื่อ ชันตา นั้น เหมือน เรื่องของพระเถรีชื่ออภิรูปนันทา แต่พระเถรีนี้บังเกิดในราชตระกูลลิจฉวี กรุงเวสาลี ความแปลกกันเท่านี้เอง เธอฟังธรรมที่พระศาสดาทรงแสดง ได้ บรรลุพระอรหัตในเวลาจบเทศนา พิจารณาคุณวิเศษที่ตนบรรลุ ได้กล่าวคาถา สองคาถาเหล่านั้น ด้วยอำนาจปีติว่า โพชฌงค์ ๗ เหล่านี้ใด เป็นทางแห่งการ บรรลุพระนิพพาน โพชฌงค์ ๗ เหล่านั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าเจริญแล้วอย่างที่พระพุทธเจ้าทรงแสดง เพราะ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นข้าพเจ้าเห็นแล้ว ร่างกายนี้มี ในที่สุด ชาติสงสารขาดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา ความ ว่า ธรรม ๗ ประการเหล่านี้ใด กล่าวคือ สติ ธัมมวิจยะ วีริยะ ปีติ ปัสสัทธิ สมาธิ และอุเบกขา ได้ชื่อว่า โพชฌงค์ เพราะเป็นองค์แห่งธรรมสามัคคี เครื่องตรัสรู้ตามที่กล่าวแล้ว หรือแห่งบุคคลผู้ตรัสรู้ซึ่งธรรมที่ควรตรัสรู้ คือ ผู้พร้อมเพรียงด้วยธรรมเครื่องตรัสรู้นั้น. บทว่า มคฺคา นิพฺพานปตฺติยา ได้แก่ เป็นอุบายแห่งการบรรลุพระนิพพาน. บทว่า ภาวิตา เต มยา สพฺเพ ยถา พุทฺเธน เทสิตา ความว่า โพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ เหล่านั้นแม้ทั้งหมด ข้าพเจ้าให้เกิดขึ้นและให้เจริญ เหมือนที่พระพุทธเจ้าคือ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้. หิ ศัพท์ในบาทคาถาว่า ทิฏฺโ หิ เม โส ภควา มีความว่า เหตุ ประกอบความว่า เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์นั้น เป็นธรรมกาย เป็นพระสัมมาสัมพุทธะ อันข้าพเจ้าเห็นแล้วด้วย การเห็นอริยธรรมที่ตนได้บรรลุแล้ว ฉะนั้นร่างกายนี้จึงมีในที่สุด ด้วยว่าพระ ผู้มีพระภาคผู้พุทธเจ้า และพระอริยะอื่น ๆ ย่อมชื่อว่า ข้าพเจ้าเห็นแล้ว ด้วย
หน้า 49 ข้อ 422
การเห็นอริยธรรม ไม่ใช่ด้วยเพียงเห็นรูปกาย เหมือนอย่างที่ตรัสว่า ดูก่อน วักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นย่อมเห็นเรา และว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อริยสาวกผู้สดับแล้วเป็นผู้เห็นอริยสัจดังนี้ เป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วแล. จบ อรรถกถาชันตาเถรีคาถา ๓. อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถา [๔๒๒] เราพ้นดีแล้ว พ้นดีแล้ว เป็นผู้พ้นแล้วโดย ชอบจากสาก จากสามีไม่มีหิริ จากร่ม จากหม้อข้าว และจากงูน้ำ เราตัดราคะและโทสะขาดแล้วอยู่ เรา นั้นเข้าไปยังโคนไม้ เพ่งฌานโดยความสุขว่า โอ ! ความสุข. จบ อัญญตราเถรีภิกขุนีคาถา ๓. อรรถกถาสุมังคลมาตุเถ๑รีคาถา คาถาว่า สุมุตฺติกา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีผู้เป็นมารดา ของพระสุมังคลเถระ. แม้พระเถรีองค์นี้ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในตระกูลยากจน ในกรุงสาวัตถี เจริญวัยแล้วบิดามารดายกให้แก่ช่างจักสานคนหนึ่ง ได้บุตร ๑. บาลี เป็น อัญญตราเถรีภิกขุนี.
หน้า 50 ข้อ 422
คนหัวปีเป็นพระอรหันต์ บุตรหัวปีนั้นได้นามว่าสุมังคละ ตั้งแต่นั้นมา นาง นั้นเขารู้กันทั่วไปว่า สุมังคลมารดา. แต่เพราะชื่อและโคตรของนางไม่ปรากฏ ฉะนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในบาลีว่า ภิกษุณีเถรีองค์หนึ่งไม่ปรากฏชื่อ. แม้บุตรของ นางนั้น ครั้นรู้ความแล้วก็บวช ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง หลาย ได้ปรากฏชื่อว่า พระสุมังคลเถระ. มารดาของพระเถระนั้นบวชในหมู่ ภิกษุณี เจริญวิปัสสนาอยู่ วันหนึ่งพิจารณาความลำบากที่ตนได้ในเวลาเป็น คฤหัสถ์ เกิดความสังเวช เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย ปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ได้เปล่งอุทานกล่าวคาถาสองคาถาเหล่านี้ว่า เราพ้นดีแล้ว พ้นดีแล้ว เป็นผู้พ้นแล้วโดย ชอบจากสาก จากสามีไม่มีหิริ จากร่ม จากหม้อข้าว และจากงูน้ำ เราตัดราคะและโทสะขาดแล้วอยู่ เรานั้น เข้าไปยังโคนไม้ เพ่งฌานโดยความสุขว่า โอ ! ความสุข. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุมุตฺติกา แปลว่า พ้นดีแล้ว ก็ ก อักษรเป็นเพียงทำบทให้เต็ม ความว่า พ้นแล้วด้วยดีหนอ. พระเถรีนั้นเห็น สมบัติที่ตนได้ในพระศาสนา จึงเรียกด้วยความเลื่อมใสหรือด้วยสรรเสริญ สมบัตินั้น กล่าวว่า สุมุตฺติกา สุมุตฺติกา แต่เมื่อแสดงความหลุดพ้นจาก สิ่งที่ตนรังเกียจเป็นพิเศษในเวลาเป็นคฤหัสถ์ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า สาธุ มุตฺติกามฺหิ ดังนี้ บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า สาธุ มุตฺติกามฺหิ ความ ว่า เราเป็นผู้พ้นโดยชอบทีเดียวหนอ. บทว่า มุสลสฺส แปลว่า จากสาก- เล่ากันมาว่า พระเถรีนี้เวลาเป็นคฤหัสถ์ ตำข้าวด้วยตนเองทีเดียวเพราะความ ยากจน ฉะนั้นจึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า อหิริโก เม ความว่า สามีของเรา เป็นคนไม่มีหิริ คือปราศจากความละอาย. เพิ่มคำว่า เราไม่ชอบใจเขา. พระเถรี
หน้า 51 ข้อ 422
กล่าวรังเกียจความเป็นไปของพวกหมกมุ่นในกาม เพราะท่านมีจิตคลายกำหนัด ในกามทั้งหลายแล้วโดยปกติทีเดียว. บทว่า ฉตฺตกํ วาปิ ความว่า แม้ร่ม ที่ทำเลี้ยงชีพ เราก็ไม่ชอบใจ วาศัพท์มีเนื้อความรวมถึงสิ่งที่ไม่ได้กล่าวไว้ ด้วยวาศัพท์นั้น ท่านรวมถึงผอบและหีบเป็นต้น พระเถรีกล่าวรังเกียจชีวิต ลำเค็ญ เพราะต้องเอาท่อนไม้ไผ่เป็นต้นทำร่มเป็นต้นทุกวัน. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า ลมในร่างกายของเราไม่มีประโยชน์พัดไป แล้วกล่าวเนื้อความว่า ลมในร่างกายของเราเวลาเป็นคฤหัสถ์ ไม่มีประโยชน์ นำมาซึ่งชรา พัดไป แต่อาจารย์พวกอื่นกล่าวเนื้อความว่า ลมแต่ร่างกายของ เรา ไม่มีประโยชน์และมีกลิ่นเหม็นกว่าของคนอื่น ๆ พัดไป. บทว่า อุกฺขลิกา เม เทฑฺฑุภํ วาติ ความว่า ภาชนะหุงต้มภัตตาหารของเรามีกลิ่นงูน้ำคลุ้ง ไป เพราะหมักหมมไว้นานจึงไม่บริสุทธิ์สะอาด ประกอบความว่า เราเป็นผู้ พ้นโดยชอบจากสิ่งนั้น. บทว่า ราคญฺจ อหํ โทสญฺจ วิจฉินฺทนฺตี วิ- หรามิ ความว่า เราตัดขาดราคะและโทสะซึ่งเป็นกิเลสตัวหัวหน้า ได้แก่ อยู่คือกำจัดพร้อมกับเสียงนี้ ความว่า ละได้เด็ดขาด. เล่ากันว่าพระเถรีนั้น รังเกียจสามีของตน ตำหนิเสียงท่อนไม้ไผ่แห้งเป็นต้นที่สามีผ่าอยู่ประจำวันจึง ได้กล่าวการละสามีเท่ากับการละราคะและโทสะ. บทว่า สารุกฺขมูลมุปคมฺม ความว่า เราคือสุมังคลมารดานั้นเข้าไปยังโคนไม้ที่สงัด. บทว่า สุขโตชฺฌา- ยามิ ความว่า เราเพ่งว่าเป็นสุข คือเราเข้าสมาบัติตามกาลอันสมควร เสวย ผลสุขและนิพพานสุข เพ่งอยู่ด้วยการเพ่งผล. ก็บทว่า อโห สุขํ นี้ พระเถรี กล่าวด้วยอำนาจมนสิการที่เป็นไปภายหลังเข้าสมาบัติ แม้จะกล่าวว่า ด้วย อำนาจความผูกใจเดิมก็ถูกเหมือนกัน. จบ อรรถกถาสุมังคลมาตุเถรีคาถา
หน้า 52 ข้อ 423
๔. อัฑฒกาสีเถรีคาถา [๔๒๓] ชนบทกาสีมีส่วยประมาณเท่าใด ส่วยของ เราก็มีประมาณเท่านั้น ชาวนิคมกำหนดราคาแคว้น กาสีแล้ว ตั้งราคาเราไว้ครึ่งหนึ่งของราคาแคว้นกาสี ภายหลังเราเบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่ายจึงคลาย กำหนัด เราอย่าพึงแล่นไปสู่ชาติสงสารอีกบ่อย ๆ วิชชา ๓ เราทำให้แจ้งแล้ว เราได้ปฏิบัติคำสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว. จบ อัฑฒกาสีเถรีคาถา ๔. อรรถกถาอัฑฒกาสีเถรีคาถา คาถาว่า ยาว กาสิชนปโท เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ อัฑฒกาสี. เล่ากันว่า พระเถรีองค์นี้เกิดในเรือนตระกูลในกาลพระกัสสปทศพล รู้ความแล้วไปฟังธรรมยังสำนักภิกษุณีทั้งหลาย ได้ศรัทธาบรรพชาแล้ว ด่า พระเถรีขีณาสพผู้บรรลุปฏิสัมภิทาองค์หนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ในศีลของภิกษุณีด้วยวาทะ ว่า หญิงแพศยา เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วไหม้อยู่ในนรก ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลเศรษฐีมีสมบัติโอฬารในแคว้นกาสี เจริญวัยแล้วตกจากฐานะลง เป็นหญิงแพศยา เพราะผลของวจีทุจริตที่ทำไว้ในก่อน เธอมีชื่อว่าอัฑฒกาสี การบรรพชาและการอุปสมบทโดยทูตของเธอมาแล้วในขันธกะนั่นแล สมจริง ดังที่กล่าวไว้ว่า
หน้า 53 ข้อ 423
ก็โดยสมัยนั้นแล หญิงแพศยาอัฑฒกาสีบรรพชาในภิกษุณีทั้งหลาย และนางประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี เพื่ออุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค เจ้า พวกนักเลงรู้ข่าวว่า หญิงแพศยาอัฑฒกาสีประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จึง ดักปล้นกลางทาง หญิงแพศยาอัฑฒกาสีรู้ว่าพวกนักเลงดักปล้นกลางทาง จึง ส่งทูตไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าพระองค์ประสงค์จะอุปสมบท จะพึง ปฏิบัติอย่างไรหนอ. ครั้งนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำธรรมีกถาใน เพราะนิทานนี้ ในเพราะเรื่องนี้ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย เราอนุญาตให้อุปสมบทแม้โดยทูต ดังนี้. พอได้อุปสมบทอย่างนี้แล้ว เธอเจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้บรรลุ พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ใน อปทานว่า๑ ในภัทรกัปนี้มีพระพุทธเจ้าเผ่าพงศ์พรหมมียศ มาก พระนามว่า กัสสปะ ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จอุบัติแล้ว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าบวชในศาสนาของ พระพุทธเจ้านั้น สำรวมในปาติโมกข์และอินทรีย์ ๕ รู้จักประมาณในอาหาร ประกอบความเพียรเครื่องตื่น อยู่ บำเพ็ญเพียรอยู่ ข้าพเจ้ามีใจชั่วด่าภิกษุณีผู้ปราศ จากอาสวะ ได้กล่าวในคราวนั้นว่า อีแพศยา ข้าพเจ้า ต้องหมกไหม้อยู่ในนรก เพราะบาปกรรมนั้นและด้วย ธรรมที่ยังเหลืออยู่นั้น ข้าพเจ้าได้เกิดในสกุลหญิง แพศยา ต้องอาศัยคนอื่นเขาโดยมากทีเดียว และใน ชาติหลัง ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีแคว้นกาสี มี รูปสมบัติเหมือนอัปสรในเทวโลก ด้วยผลแห่งพรหม- ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๒๗ อัฑฒกาสีเถรีอปทาน.
หน้า 54 ข้อ 423
จรรย์ มหาชนเห็นข้าพเจ้างามน่าทัศนา จึงตั้งไว้ใน ตำแหน่งหญิงแพศยา ประจำกรุงราชคฤห์อันอุดม เพราะผลที่ข้าพเจ้าด่าภิกษุณี ข้าพเจ้าได้ฟังพระสัท- ธรรมที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐตรัสแล้ว สมบูรณ์ด้วย บุพวาสนา ได้บวชเป็นพระภิกษุณี เมื่อเดินทางไป เฝ้าพระพิชิตมารนั้นเพื่อจะอุปสมบท ทราบข่าวพวก นักเลงดักอยู่กลางทาง จึงได้อุปสมบทโดยทูต กรรม ทุกอย่างทั้งบุญและบาปหมดสิ้นไปแล้ว ข้ามพ้น สงสารทั้งปวงแล้ว ความเป็นหญิงแพศยาก็สิ้นไปแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้ามีความชำนาญในอิทธิฤทธิ์ ทั้งหลาย และในทิพโสตธาตุ มีความชำนาญเจโต- ปริยญาณ ข้าพเจ้ารู้บุพเพนิวาสญาณและทิพยจักษุอัน หมดจดวิเศษ มีอาสวะทั้งปวงสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ ไม่มี ข้าแต่พระมหาวีระ ญาณในอรรถ ในธรรม ใน นิรุตติ และในปฏิภาณของข้าพระองค์เกิดขึ้นในสำนัก ของพระองค์ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ปฏิบัติคำ- สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ชนชาวกาสีมีส่วยประมาณเท่าใด ส่วยของเรา ก็มีประมาณเท่านั้น ชาวนิคมกำหนดราคาแคว้นกาสี แล้ว ตั้งราคาเราไว้ครึ่งหนึ่งของราคาแคว้นกาสี ภาย หลังเราเบื่อหน่ายในรูป เมื่อเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เราอย่าพึงแล่นไปสู่ชาติสงสารอีกบ่อย ๆ วิชชา ๓
หน้า 55 ข้อ 423
เราทำให้แจ้งแล้ว เราได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ- เจ้าแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาว กาสีชนปโท สุงฺโก เม ตตฺตโก อหุ ความว่า ส่วยมีในชนบทกาสี ชื่อกาสีชนบท กาสีชนบทนั้นมี ส่วยประมาณเท่าใด ส่วยของเราก็มีประมาณเท่านั้น ก็ส่วยนั้นประมาณเท่าไร ประมาณพันหนึ่ง เล่ากันว่า ในแคว้นกาสีครั้งนั้น รายได้ดีเกิดขึ้นแก่พระ- ราชาในวันหนึ่งด้วยอำนาจส่วย ประมาณพันหนึ่ง แม้ทรัพย์ที่นางอัฑฒกาสี ได้ในวันหนึ่งจากมือของพวกผู้ชาย ก็ประมาณเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึง กล่าวว่า ยาว กาสิชนปโท สุงฺโก เม ตตฺตโก อหุ ดังนี้ ก็นางได้ชื่อ ว่า กาสี เพราะกำหนดด้วยส่วยในกาสีชนบทนั้น. พวกมนุษย์ส่วนมากเมื่อ ไม่สามารถจะให้ถึงพันได้ จึงให้ครึ่งหนึ่งจากกำหนดนั้น แล้วไปรื่นรมย์กัน ตอนกลางวันเท่านั้น. เพราะมนุษย์พวกนั้น นางนี้จึงได้รู้กันทั่วไปว่า อัฑฒ- กาสี เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า ตํ กตฺวา เนคโม อคฺฆํ อฑฺเฒนคฺฆํ เปสิ มํ ซึ่งมีความว่า ชาวนิคม คือชนผู้อยู่ในนิคม ทำ ทรัพย์ ๕๐๐ นั้นเป็นราคาแล้วตั้งเราแม้เป็นอนัคฆะตีราคาไม่ได้ เพราะเป็น นางแก้วให้มีราคาครึ่งหนึ่ง มีสมัญญาว่า อัฑฒกาสี เป็นนิมิต อธิบายว่า เรียกเราอย่างนั้น. บทว่า อถ นิพฺพินฺทหํ รูเป ความว่า เราอาศัยรูปร่างเลี้ยงชีพ อยู่อย่างนี้ ต่อมาภายหลังได้อาศัยพระศาสนาจึงเบื่อหน่ายในรูป คือเห็นว่ารูป ไม่เทียงแม้ด้วยประการนี้ รูปนี้เป็นทุกข์ ไม่งามแม้ด้วยประการนี้ จึงไม่พอ ใจรูปนั้น. บทว่า นิพฺพินฺทญฺจ วิรชฺชหํ ความว่า และเมื่อเราเบื่อหน่าย จึงถึงความเป็นอื่นคือความคลายกำหนัดจากรูปนั้น. ก็ด้วยนิพฺพินฺทศัพท์ใน คาถานี้ แสดงถึงตรุณวิปัสสนา ด้วยวิราคศัพท์แสดงถึงพลววิปัสสนา มี
หน้า 56 ข้อ 424
อธิบายว่า เมื่อหน่ายย่อมคลายความกำหนัด เพราะคลายกำหนัดย่อมหลุดพ้น ด้วยบทว่า มา ปุน ชาติสํสารํ สนธาเวยฺยํ ปุนปฺปุนํ นี้ ท่านแสดง ถึงอาการของความเบื่อหน่ายและความคลายกำหนัด ด้วยบทว่า ติสฺโส วิชฺชา เป็นต้น แสดงการถึงที่สุดของอาการเหล่านั้น. ข้อนั้นมีนัยดังกล่าวแล้วแล. จบ อรรถกถาอัฑฒกาสีเถรีคาถา ๕. จิตตาเถรีคาถา [๔๒๔] ข้าพเจ้าเป็นผู้มีร่างกายผ่ายผอม เป็นไข้ ทุพพลภาพหนัก ต้องถือไม้เท้าไปไหน ๆ ก็จริง ถึง อย่างนั้นก็ยังขึ้นภูเขาได้ ข้าพเจ้าวางผ้าสังฆาฏิและ คว่ำบาตร นั่งบนภูเขา ทำลายกองความมืดข่มตนไว้. จบ จิตตาเถรีคาถา ๕. อรรถกถาจิตตาเถรีคาถา คาถาว่า กิญฺจาปิ โขมฺหิ กิสิกา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อ จิตตา. แม้พระเถรีชื่อจิตตาองค์นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อนๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ จากภัทรกัปนี้ ไป ๙๔ กัป บังเกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา วันหนึ่งนางกินรี นั้นเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งนั่งอยู่ที่โคนต้นไม้ มีใจเลื่อมใส เอาดอก อ้อมาบูชา ไหว้แล้วประคองอัญชลี ทำประทักษิณแล้วหลีกไป ด้วยบุญกรรมนั้น
หน้า 57 ข้อ 424
นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้เกิดในตระกูล คฤหบดีมหาศาล กรุงราชคฤห์รู้ความแล้ว ได้ศรัทธาในกาลเสด็จเข้ากรุงราช- คฤห์ของพระศาสดา ภายหลังบวชในสำนักของพระมหาปชาบดีโคตมี ในเวลา แก่ ได้ขึ้นเขาคิชฌกูฎทำสมณธรรมเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ข้าพเจ้าเป็นกินรีที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ในกาล นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี เป็น พระสยัมภู ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิต เลื่อมใส ดีใจ ปลื้มใจ กระทำอัญชลีถือเอาดอกอ้อ บูชาพระสยัมภู ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความ ตั้งใจมั่น ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสู่หมู่เทวดาชั้น ไตรทศ ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ ได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้า มีจิตสังเวชจึงบวชเป็นบรรพชิต จากนี้ไป ๙๔ กัป ข้าพเจ้าเอาดอกไม้บูชา ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผล แห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ก็พระเถรีนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาสองคาถานี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีร่างกายผ่ายผอม เป็นไข้ทุพ- พลภาพหนัก ต้องถือไม้เท้าไปไหน ๆ ก็จริง ถึงอย่าง นั้นก็ยังขึ้นภูเขาได้ ข้าพเจ้าวางผ้าสังฆาฏิและคว่ำ บาตร นั่งบนภูเขา ทำลายกองความมืดข่มตนไว้. ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๕ นฬมาลิกาเถรีอปทาน.
หน้า 58 ข้อ 425
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจาปิ โขมฺหิ กิสิกา ความว่า ถึง แม้ข้าพเจ้า เป็นคนคร่ำคร่า เพราะชรา มีร่างกายฝ่ายผอม เพราะมีเนื้อและเลือด น้อย. บทว่า คิลานา พาฬฺหทุพฺพลา ความว่า เป็นไข้เพราะธาตุเป็นต้น พิการ ทุพพลภาพเหลือเกิน เพราะความไข้นั้นเอง. บทว่า ทณฺฑโมลุพฺภ คจฺฉามิ ความว่า เมื่อไปในที่ไหนๆ ย่อมถือไม้เท้าไป. บทว่า ปพฺพตํ อภิรูหิย ความว่า แม้เป็นอย่างนี้ก็ขึ้นภูเขาคิชฌกูฏ เพราะต้องการวิเวก. บทว่า สงฺฆาฏึ นิกฺขิปิตฺวาน ความว่า เป็นผู้เหน็ดเหนื่อยจริงๆ วางผ้าสังฆาฏิที่วางไว้บนบ่าตามที่พับไว้ ไว้ในหัตถบาส. บทว่า ปตฺตกญฺจ นิกุชฺชิย ความว่า วางบาตรดินสำหรับใช้สอยของข้าพเจ้าคว่ำไว้ในที่สมควร แห่งหนึ่ง. บทว่า เสเล ขมฺเภสึ อตฺตานํ ตโมกฺขนฺธํ ปทาลิย ความ ว่า นั่งบนภูเขา ทำลายกองโมหะที่ไม่เคยทำลายเป็นเวลายาวนาน ข่มตนคือ อัตภาพ ด้วยการทำลายกองโมหะนั้นนั่นแล คือข่มสันดานของตน ด้วยให้ถึง ความไม่เกิดขึ้นต่อไปเป็นธรรมดา. จบ อรรถกถาจิตตาเถรีคาถา ๖. เมตติกาเถรีคาถา [๔๒๕] ข้าพเจ้ามีทุกข์ ทุพพลภาพ ผ่านความเป็นสาว ไปแล้ว ต้องถือไม่เท้าไปไหน ๆ ก็จริง ถึงอย่างนั้นก็ ยังขึ้นภูเขาได้ ข้าพเจ้าวางผ้าสังฆาฏิและคว่ำบาตร นั่ง บนภูเขา ครั้งนั้นจิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้า
หน้า 59 ข้อ 425
บรรลุวิชชาสามตามลำดับ ได้ปฏิบัติคำสอนของพระ- พุทธเจ้าแล้ว. จบ เมตติกาเถรีคาถา ๖. อรรถกถาเมตติกาเถรีคาถา คาถาว่า กิญฺจาปิ โขมฺหิ ทุกฺขิตา เป็นต้น เป็นคาถาของพระ เถรีชื่อเมตติกา. แม้พระเถรีชื่อเมตติกาองค์นี้ ก็สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญที่เป็นอุปนิสัยแห่งนิพพานไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามสิทธัตถะ นางเกิดในตระกูลคฤหบดีรู้ความแล้ว ได้ บูชาที่พระเจดีย์ของพระศาสดา ด้วยสายรัดเอวประดับ ด้วยรัตนะ ด้วยบุญกรรม นั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้เกิดใน ตระกูลพราหมณ์มหาศาล เรื่องที่เหลือเหมือนเรื่องติด ๆ กันที่กล่าวแล้ว แต่ พระเถรีนี้ขึ้นยอดภูเขาที่คล้ายกัน ทำสมณธรรมเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุ พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ใน อปทานว่า๑ ข้าพเจ้าได้สร้างพระสถูปของพระผู้มีพระภาค- เจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ได้ถวายสายรัดเอวเพื่อนวกรรม ของพระศาสดา และเมื่อพระมหาสถูปสำเร็จ แล้ว ข้าพเจ้าเลื่อมใสพระมุนีผู้เป็นนาถะของโลก ได้ถวาย สายรัดเอวอีกด้วยมือของตน ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ถวายสาย ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๒ เมขลทายิกาเถรีอปทาน.
หน้า 60 ข้อ 425
รัดเอวในคราวนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่ง การสร้างพระสถูป ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้า ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของคน ได้กล่าวคาถา สองคาถานี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้ามีทุกข์ ทุพพลภาพ ผ่านความเป็น สาวไปแล้ว ต้องถือไม้เท้าไปไหน ๆ ก็จริง ถึงอย่าง นั้นก็ยังขึ้นภูเขาได้ ข้าพเจ้าวางผ้าสังฆาฏิ และคว่ำ บาตรนั่งบนภูเขา ครั้งนั้นจิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าบรรลุวิชชาสามตามลำดับ ได้ปฏิบัติคำสอน ของพระพุทธเจ้าแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขิตา ความว่า มีทุกข์ คือถึงความ ทุกข์ที่เกิด เพราะมีโรคมาก. บทว่า ทุพฺพลา ความว่า เพราะถึงความ ทุกข์นั่นแหละด้วย เพราะแก่หง่อมด้วย เพราะหมดกำลังด้วย ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า คตโยพฺพนา ความว่า ถึงวัยกลางคนแล้ว. บทว่า อถ จิตฺตํ วิมุจฺจิ เม ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้นั่งอยู่บนศิลา คือบนแผ่นหิน ครั้งนั้น คือในลำดับนั้น จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้นแล้วจาก อาสวะแม้ทั้งหมดตามลำดับมรรค เพราะประกอบโดยชอบทีเดียวด้วยความเป็น ผู้มีความเพียรสม่ำเสมอ. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบ อรรถกถาเมตติกาเถรีคาถา
หน้า 61 ข้อ 426
๗. มิตตาเถรีคาถา [๔๒๖] ข้าพเจ้าปรารถนาเทพนิกาย เข้าจำอุโบสถ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ วันนี้ ข้าพเจ้ามีภัตตาหารมื้อเดียว มีศีรษะโล้น ห่มผ้า สังฆาฏิ ไม่ปรารถนาเทพนิกาย ข้าพเจ้ากำจัดความ กระวนกระวายในหทัยได้. จบ มิตตาเถรีคาถา ๗. อรรถกถามิตตาเถรีคาถา คาถาว่า จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ มิตตา อีกองค์หนึ่ง. แม้พระเถรีชื่อ มิตตา องค์นี้ ก็สร้างสมบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลที่เป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามวิปัสสี นางเกิดในตระกูลกษัตริย์ รู้ความแล้วเป็น นางในของพระเจ้าพันธุมะ เห็นพระเถรีผู้เป็นขีณาสพองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นสาวิกา ของพระผู้มีพระภาคเจ้าวิปัสสี มีใจเลื่อมใส รับบาตรจากมือของพระเถรีนั้น แล้วใส่ของเคี้ยวอันประณีตจนเต็ม ไปถวายพร้อมกับผ้าสาฎกมีค่ามากสองผืน ด้วยบุญกรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาท กาลนี้เกิดในศากยราชตระกูล ในกรุงกบิลพัสดุ์ รู้ความแล้ว ฟังธรรมในสำนัก
หน้า 62 ข้อ 426
ของพระศาสดา ได้ศรัทธา ได้เป็นอุบาสิกา เวลาต่อมานางบวชในสำนักของ พระมหาปชาบดีเถรี เจริญวิปัสสนาอยู่ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เพราะ เหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในพระนครพันธุมดี มีกษัตริย์พระนามว่า พัน- ธุมราช ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของท้าวเธอ ประพฤติร่วม กัน ในกาลนั้นข้าพเจ้าอยู่ในที่ลับนั่งคิดอย่างนี้ว่า บุญ กุศลที่จะพาเราไปไม่ได้ทำไว้เลย เราจะต้องตกนรกที่ มีความเร่าร้อนมาก ทั้งเผ็ดร้อนร้ายแรงแสนทารุณเป็น แน่ เราไม่สงสัยในเรื่องนี้ ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระราชา กราบทูล คำนี้ว่า ขอพระองค์โปรดประทานสมณะองค์ หนึ่งแก่หม่อมฉัน หม่อมฉันจักให้ท่านฉัน พระเจ้าข้า พระราชาผู้ใหญ่ได้ประทานสมณะผู้อบรมอินทรีย์แล้ว แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ารับบาตรของท่านเอาภัตตาหาร อย่างประณีตใส่จนเต็ม ครั้นให้เต็มแล้วได้ทำภัตตาหาร และของหอมเครื่องลูบไล้อย่างประณีต ปิดด้วยตาข่าย แล้วเอาผ้าเหลืองคลุมไว้ ข้าพเจ้าระลึกถึงเรื่องนั้นเป็น อารมณ์ของข้าพเจ้าตลอดชีวิต ทำจิตให้เลื่อมใสใน เรื่องนั้น ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ได้เป็นมเหสีของ เทวราช ๓๐ องค์ สิ่งที่ใจปรารถนาได้เกิดแก่ข้าพเจ้า สมปรารถนา ข้าพเจ้าได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักร- พรรดิ ๒๐ องค์ ข้าพเจ้าสร้างสรรค์ตนเองท่องเที่ยวไป ในภพน้อยใหญ่ ข้าพเจ้าพ้นจากเครื่องผูกพันทุกอย่าง ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๖ เอกปิณฑปาตทายิกาเถรีอปทาน.
หน้า 63 ข้อ 426
แล้ว มีการอุบัติไปปราศแล้ว อาสวะทุกอย่างหมดสิ้น แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ให้ทานใดในกาลนั้น ด้วยทานนั้นข้าพเจ้า ไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งบิณฑบาต ข้าพเจ้าเผากิเลส แล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตนได้กล่าวคาถา สองคาถานี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าปรารถนาเทพนิกาย เข้าจำอุโบสถ ประกอบด้วยองค์ ๘ ประการ ตลอดวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ ๘ ค่ำแห่งปักษ์ และตลอดปาฏิหาริยปักษ์ วันนี้ข้าพเจ้า มีภัตตาหารมื้อเดียว มีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏิ ไม่ ปรารถนาเทพนิกาย ข้าพเจ้ากำจัดความกระวนกระวาย ในหทัยได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาตุทฺทสึ ปญฺจทสึ ได้แก่ ดิถีเป็น ที่เต็มแห่งวัน ๑๔ ชื่อจาตุททสี ดิถีเป็นที่เต็มแห่งวัน ๑๕ ชื่อปัญจทสี ตลอดวันจาตุททสี ๑๔ ค่ำ และวันปัญจทสี ๑๕ ค่ำ นั้น เชื่อมความว่า แห่ง ปักษ์. ก็บทนี้เป็นทุติยาวิภัตติใช้ในอรรถอัจจันตสังโยค (แปลว่า ตลอด) ประกอบความว่าตลอดดิถีที่ ๘ แห่งปักษ์นั้นด้วย. บทว่า ปาฏิหาริยปกฺขญฺจ ได้แก่ ปักษ์สำหรับผู้รักษาอุโบสถ และปักษ์แห่งอุโบสถศีลที่พึงรักษาในวัน ๑๓ ค่ำ แรม ๑ ค่ำ ๗ ค่ำ และ ๙ ค่ำ โดยวันต้นเป็นวันเข้า วันสุดท้ายเป็น วันออกตามลำดับของวัน ๑๔ ค่ำ ๑๕ ค่ำ และ ๘ ค่ำ. อฏฺงฺคสุสมาคตํ ความว่า ประกอบด้วยดีด้วยองค์ ๘ ประการ มีเจตนางดเว้น จากปาณาติบาต
หน้า 64 ข้อ 426
เป็นต้น. อุโปสถํ อุปาคจฺฉึ แปลว่า เข้าไปอยู่จำ ความว่า อยู่จำ. ที่ ท่านกล่าวหมายถึงว่า ไม่พึงฆ่าสัตว์ ไม่พึงถือเอาของที่เจ้าของไม่ได้ ให้ ไม่พึงกล่าวเท็จ ไม่พึงดื่มน้ำเมา พึงงดเว้นเมถุน ซึ่งมิใช่พรหมจรรย์ ไม่พึงบริโภควิกาลโภชน์ในราตรี ไม่พึงทัดทรงดอกไม้และใช้ของหอม พึงนอนบนเตียง บนแผ่นดิน หรือบนสันถัตเครื่องปูลาด บัณฑิตทั้ง หลายกล่าวอุโบสถประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ ที่ พระพุทธเจ้าทรงประกาศเพื่อคุณคือความสิ้นทุกข์๑. บทว่า เทวกายาภินนฺทินี ประกอบความว่า ข้าพเจ้าปรารถนา อย่างยิ่งซึ่งเทพนิกายมีชั้นจาตุมหาราชเป็นต้น จึงเข้าจำอุโบสถ เพราะหวังเกิด ในเทพนิกายนั้น. บทว่า สาชฺช เอเกน ภตฺเตน ความว่า ข้าพเจ้านั้น วันนี้ คือในวันนี้แหละ มีเวลาบริโภคภัตตาหารหนเดียว. บทว่า มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา ความว่า โกนผมและคลุมร่างกายด้วยผ้าสังฆาฏิบวชแล้ว. บทว่า เทวกายํ น ปตฺเถหํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาเทพนิกายอะไร ๆ เพราะแม้มรรคอันเลิศข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว. เพราะเหตุนั้นแหละจึงกล่าวว่า วิเนยฺย หทเย ทรํ ความว่า กำจัดความกระวนกระวายคือกิเลสที่อยู่ในจิต ด้วยการถอนขึ้น ก็คำนี้แหละเป็นการพยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถรีนั้น. จบอรรถกถามิตตาเถรีคาถา ๑. อัง. ติก. ๒๐/ข้อ ๕๑๐ อุโบสถสูตร.
หน้า 65 ข้อ 427
๘. อภยมาตาเถรีคาถา [๔๒๗] ข้าแต่แม่ ท่านจงพิจารณากายนี้ ซึ่งไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นเน่า เบื้องบนลงมาจนจดพื้นเท้า เบื้องล่าง ขึ้นไปจนจดปลายผม เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ เราถอน ราคะทั้งปวงได้ตัดความเร่าร้อนได้ เราเป็นผู้มีความ เย็น ดับสนิทแล้ว. จบ อภยมาตาเถรีคาถา ๘. อรรถกถาอภยมาตุเถรีคาถา คาถาว่า อุทฺธํ ปาทตลา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีผู้เป็น มารดาของพระอภัยเถระ. แม้พระเถรีผู้เป็นมารดาของพระอภัยเถระองค์นี้ ก็สร้างสมบุญบารมี ไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมบุญทั้งหลายในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าติสสะ เกิดในเรือนตระกูล รู้ความแล้ววันหนึ่ง เห็นพระศาสดาเสด็จเที่ยวบิณฑบาต มีใจเลื่อมใส รับบาตรแล้ว ถวายภิกษา ประมาณทัพพีหนึ่ง ด้วยบุญกรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษย์ โลก ในพุทธุปปาทกาลนี้ ได้เป็นหญิงนครโสเภณีชื่อว่าปทุมวดี ในกรุงอุชเชนี ด้วยวิบากแห่งกรรมเช่นนั้น พระเจ้าพิมพิสารทรงสดับคุณมีรูปสมบัติเป็นต้น ของเธอ จึงตรัสบอกแก่ปุโรหิตว่า ได้ข่าวว่าในกรุงอุชเชนีมีหญิงงามเมืองชื่อ ปทุมวดี ฉันใคร่จะเห็นเธอ ปุโรหิตกราบทูลว่า ดีแล้ว พระเจ้าข้า นำยักษ์ชื่อกุมภีร์ ๑. พระสูตร เป็น อภยมาตาเถรีคาถา.
หน้า 66 ข้อ 427
มาด้วยกำลังมนต์ แล้วใช้อานุภาพยักษ์นำพระราชาไปยังนครอุชเชนีในขณะ นั้นทีเดียว พระราชาทรงสำเร็จการอยู่ร่วมกับหญิงแพศยานั้นหนึ่งราตรี นางมี ครรภ์ด้วยพระราชา และได้กราบทูลพระราชาว่า หม่อมฉันตั้งครรภ์แล้ว พระราชาทรงสดับดังนั้นตรัสว่า ถ้าเป็นบุตรชาย เธอจงเลี้ยงให้ดีแล้วแสดง กะเรา ได้ประทานพระธรรมรงค์จารึกพระนามแล้วเสด็จไป ล่วงไปสิบเดือน นางคลอดบุตร ได้ตั้งชื่อว่า อภัย ในวันเป็นที่ตั้งชื่อ. และในเวลาที่บุตรมีอายุ ๗ ขวบ นางได้ส่งบุตรไปเฝ้าพระราชา ด้วยบอกว่า พระเจ้าพิมพิสารมหา- ราชเป็นพระบิดาของเจ้า พระเจ้าพิมพิสารทรงเห็นพระโอรสนั้นแล้วได้ความ รักในบุตร ทรงให้เจริญด้วยเครื่องบริหารกุมาร เรื่องพระกุมารนั้นได้ศรัทธา บวชและบรรลุคุณวิเศษ มีมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น มารดาของกุมารนั้น กาล ต่อมาได้ฟังธรรมในสำนักของพระอภัยเถระผู้เป็นบุตร ได้ศรัทธาบวชในหมู่ ภิกษุณี เจริญวิปัสสนาไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง หลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ข้าพเจ้าได้ประคองภิกษาทัพพีหนึ่งถวายแด่ พระศาสดาพระนานว่าติสสะ ผู้เป็นพระพุทธเจ้า ประเสริฐสุด กำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาตอยู่ พระศาสดา พระนามติสสะ ผู้เป็นพระสัมพุทธะเป็นผู้นำชั้นเลิศ ของโลกทรงรับแล้ว ประทับยืนอยู่กลางถนน ได้ทรง อนุโมทนาแก่ข้าพเจ้าว่า เธอถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง จัก ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จักได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ จักได้เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ องค์ เธอจักได้ทุกอย่างที่ใจปรารถนา ในกาลทุกเมื่อ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๗ กฏัจฉุภิกขาทายิกาเถรีอปทาน.
หน้า 67 ข้อ 427
เธอเสวยสมบัติแล้วไม่มีกังวล จักบวช เธอกำหนดรู้ อาสวะทั้งหมดแล้ว จักเป็นผู้ไม่มีอาสวะนิพพาน พระ สัมพุทธเจ้าพระนามติสสะเป็นผู้นำชั้นเลิศของโลก เป็นนักปราชญ์ตรัสดังนี้แล้ว ทรงเหาะขึ้นสู่นภากาศ เหมือนพญาหงส์บินร่อนอยู่ในอัมพรฉะนั้น ทาน ข้าพเจ้าถวายดีแล้วทีเดียว ยัญสมบัติข้าพเจ้าบูชาดีแล้ว ข้าพเจ้าถวายภิกษาทัพพีหนึ่ง ถึงบทอันไม่หวั่นไหว แล้ว ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าทำกรรมใดไว้ ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้ เป็นผลแห่งการถวายภิกษา ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระอภัยเถระบุตรของตนเมื่อกล่าวธรรมได้ ภาษิตคาถาใด ๆ เป็นโอวาท เธอได้กล่าวอ้างคาถานั้น ๆ แหละแม้เองเป็น อุทานว่า ข้าแต่แม่ ท่านจงพิจารณากายนี้ ซึ่งไม่สะอาด มีกลิ่นเหม็นเน่า เบื้องบนลงนาจนจดพื้นเท้า เบื้อง ล่างขึ้นไปจนจดปลายผม. เมื่อพิจารณาอยู่อย่างนี้ ถอน ราคะทั้งปวงได้ ตัดความเร่าร้อนได้ เราเป็นผู้มีความ เย็น ดับสนิทแล้ว. บรรดาสองคาถานั้น คาถาแรกมีเนื้อความย่อเท่านี้ว่า ข้าแต่แม่ ปทุมวดี ท่านจงพิจารณาสรีระนี้ ชื่อว่ากายเพราะเป็นที่รวมของสิ่งที่น่าเกลียด ทั้งหลาย ชื่อว่าไม่สะอาดเพราะเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ชื่อว่ามี กลิ่นเหม็นเน่าเพราะกลิ่นเหม็นเน่าฟุ้งทุกเวลา แต่พื้นเท้าขึ้นไปเบื้องบนแต่
หน้า 68 ข้อ 427
ปลายผมลงมาเบื้องต่ำ ด้วยญาณจักษุ ก็คาถานี้เป็นคาถาที่บุตรกล่าวให้โอวาท แก่พระเถรีนั้น. พระเถรีฟังคาถานั้นแล้วบรรลุพระอรหัต เปล่งอุทานกล่าว คาถาที่หนึ่งนั้นแหละ เป็นการบูชาอาจารย์เมื่อกล่าวถึงการปฏิบัติของตน จึง กล่าวคาถาที่สองว่า เอวํ วิหรมานาย เป็นต้น. ในคาถาที่สองนั้น บทว่า เอวํ วิหรมานาย ความว่า เมื่อเราตั้ง อยู่ในโอวาทที่พระอภัยเถระผู้เป็นบุตรให้แล้วโดยนัยว่า อุทฺธํ ปาทตลา เป็นต้น เห็นกายทุกส่วนว่าไม่งาม มีจิตแน่วแน่กำหนดรูปธรรมชนิดมหาภูต- รูปและอุปาทายรูปในกายนั้น และอรูปธรรมมีเวทนาเป็นต้นที่เนื่องด้วยรูป ธรรมนั้น ยกขึ้นสู่ไตรลักษณ์พิจารณาด้วยอนิจจานุปัสสนาญาณเป็นต้นในกาย นั้น. บทว่า สพฺโพ ราโค สมูหโต ความว่า ราคะทั้งหมดเราถอนคือ ขุดขึ้นแล้วด้วยอรหัตมรรค ตามลำดับมรรคที่สืบต่อด้วยมรรค ด้วยวุฏฐาน- คามินีวิปัสสนา. บทว่า ปริฬาโห สมุจฺฉินฺโน ความว่า ต่อจากนั้นแหละ ความเร่าร้อนคือกิเลสทั้งหมด เราตัดได้โดยชอบทีเดียว และเพราะตัดความ เร่าร้อนคือกิเลสนั้นได้นั่นเอง เราจึงเป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทด้วยสอุปาทิ- เสสนิพพานธาตุ. จบ อรรถกถาอภยมาตุเถรีคาถา
หน้า 69 ข้อ 428
๙. อภยาเถรีคาถา [๔๒๘] ดูก่อนอภยา ปุถุชนข้องอยู่ในกายใด กายนั้น มีสภาพแตกดับ เรามีสติรู้สึกตัว จักทอดทิ้งกายนี้ เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วใน ความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. จบ อภยาเถรีคาถา ๙. อรรถกถาอภยาเถรีคาถา คาถาว่า อภเย ภิทุโร กาโย เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ อภยา เป็นสหายของพระอภัยมาตุเถรี. แม้พระเถรีชื่ออภยานี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี เกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล รู้ความแล้ว ได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอรุณราช วันหนึ่งพระเจ้าอรุณราชได้ประทาน ดอกอุบลหอม ๗ ดอกแก่เธอ เธอรับดอกอุบลเหล่านั้นแล้วนั่งคิดว่า เรา ประดับ ดอกอุบลเหล่านี้จะมีประโยชน์อะไร อย่ากระนั้นเลย เราจักเอาดอก อุบลเหล่านี้บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้า ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าพระราชนิ- เวศน์ในเวลาภิกขาจาร เธอเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วมีใจเลื่อมใส ต้อนรับ บูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางค ประดิษฐ์ ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ใน
หน้า 70 ข้อ 428
พุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในกรุงอุชเชนี รู้ความแล้ว เป็น สหายของพระอภัยมาตุเถรี เมื่อพระอภัยมาตุเถรีบวช เธอเองก็บวชด้วยความ สิเนหาพระเถรีนั้น อยู่ในกรุงราชคฤห์กับพระเถรีนั้น วันหนึ่งได้ไปป่าสีตวัน เพื่อดูอสุภ พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎินั้นเอง ทรงทำอารมณ์ที่เธอ เคยประสบมาไว้ต่อหน้า ประกาศความเป็นศพขึ้นพองเป็นต้นแก่เธอ เธอ เห็นดังนั้น ยืนสลดใจอยู่ พระศาสดาทรงแผ่รัศมีแสดงพระองค์เหมือนประทับ นั่งอยู่ต่อหน้า ได้ตรัสพระคาถาเหล่านั้นว่า ดูก่อนอภยา ปุถุชนข้องอยู่ในกายใด กาย นั้น มีสภาพแตกดับ เรามีสติรู้สึกตัวจักทอดทิ้งร่างกาย นี้ เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้ว ในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. เวลาจบคาถา พระเถรีนั้นได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ ในอปทานว่า๑ ในพระนครอรุณวดีมีกษัตริย์พระนามว่าอรุณ- ราช ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของท้าวเธอ ข้าพเจ้าร้อยพวง- มาลัยอยู่ ได้ถือดอกอุบลมีกลิ่นหอมเหมือนทิพย์ นั่ง อยู่ในปราสาทอันประเสริฐ คิดขึ้นในขณะนั้นเอง อย่างนี้ว่า เราจะได้ประโยชน์อะไรที่เอาพวงมาลัย เหล่านี้ประดับบนศีรษะของเรา เราเอาบูชาในพระ ญาณของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดจะประเสริฐกว่า คนทั้งหลายเขาพากันบูชานับถือพระสัมพุทธเจ้า เรา ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๘ สัตตอุปปลมาลิกาเถรีอปทาน.
หน้า 71 ข้อ 428
จะนั่งใกล้ประตู จักบูชาพระมหามุนีสัมพุทธเจ้าใน เวลาที่เสด็จมา พระพิชิตมารงามดังต้นรกฟ้า หรือดัง พญาไกรสรมฤคราช พร้อมด้วยภิกษุสงฆ์เสด็จมาตาม ถนน ข้าพเจ้าเห็นพระรัศมีของพระพุทธองค์แล้ว ร่า เริง สลดใจ ยังไม่ทันถึงประตู ก็บูชาพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐสุด ข้าพเจ้าทำดอกอุบลบานเต็มที่ ๗ ดอก เป็นที่กันแดดในอัมพร ดอกอุบลเหล่านั้นกันแดดอยู่ เหนือพระเศียรของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตร่าเริง ดีใจ ปลื้มใจ ประคองอัญชลี ทำจิตให้เลื่อมใสใน กาลนั้น ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เหมือนศีรษะของ ข้าพเจ้า เขากั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ กลิ่นทิพย์หอม ฟุ้งไป นี้เป็นผลแห่งดอกอุบล ๗ ดอก บางครั้งเมื่อ หมู่ญาตินำข้าพเจ้าไป ครั้งนั้นเศวตฉัตรขนาดใหญ่ก็ กันแดดไว้ตลอดไปถึงบริษัทของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ เป็นมเหสีของเทวราช ๗๐ องค์ เป็นอิสระในที่ทั้ง ปวง ท่องเที่ยวไปในภพน้อยใหญ่ ได้เป็นมเหสีของ พระเจ้าจักรพรรดิ ๖๓ องค์ ชนทั้งปวงประพฤติตาม ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีวาจาน่าเชื่อถือ ผิวพรรณของข้าพ- เจ้าเหมือนดอกอุบล และกลิ่นหอมฟุ้งไป ข้าพเจ้าไม่ รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้า ฉลาดในอิทธิบาท ยินดีในการเจริญโพชฌงค์ บรรลุ อภิญญาบารมี นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าฉลาดในสติปัฎฐาน มีสมาธิฌานเป็นโคจร
หน้า 72 ข้อ 428
ขวนขวายสัมมัปปธาน นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธ เจ้า ความเพียรของข้าพเจ้านำเอาธุระน้อยใหญ่ไป นำเอาธรรมที่เป็นแดนเกษมจากโยคะมาให้ ข้าพเจ้ามี อาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ในกัป ที่ ๓๑ แค้ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าเอาดอกไม้บูชา จึงไม่รู้จัก ทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าเผา กิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติตามคำสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระอภยาเถรีได้เปลี่ยนคาถาเหล่านั้นแหละกล่าว เป็นอุทาน. บรรดาบทเหล่านั้น พระอภยาเถรีเรียกตนเองด้วยบทว่า อภเย. บทว่า ภิทุโร แปลว่า มีสภาพแตกทำลาย ความว่า ไม่เที่ยง. บทว่า ยตฺถ สตฺตา ปุถุชฺชนา ความว่า อันธปุถุชนเหล่านี้ ข้อง ติด คือติดอยู่ แล้วในกายใด ที่มีเวลาแตกทำลายเป็นปกติ เพราะสภาวะไม่สะอาด มีกลิ่น เหม็น น่าเกลียด และปฏิกูล. บทว่า นิกฺขิปิสฺสามิมํ เทหํ ความว่า เราไม่เพ่งเล็งเพราะไม่ยึดถืออีก จักซัด คือจักทิ้งร่างกาย คือกายที่เปื่อยเน่านี้. ในคาถานั้น ท่านกล่าวเหตุ ด้วยบทว่า สมฺปชนา ปติสฺสตา. บทว่า พหูหิ ทุกฺขธมฺเมหิ อธิบายว่า อันความทุกข์ไม่น้อยมีชาติ และชราเป็นต้นถูกต้องแล้ว. บทว่า อปฺปมาทรตาย ความว่า ยินดีแล้วใน ความไม่ประมาท กล่าวคือความไม่อยู่ปราศจากสติ เพราะได้ความสลดใจ ด้วยความเป็นผู้หยั่งลงสู่ทุกข์นั้นนั่นเอง. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั้นแล. ในคาถานี้มีปาฐะโดยทำนองที่พระศาสดาตรัสว่า
หน้า 73 ข้อ 429
ท่านพึงยินดีในความไม่ประมาท จงทอดทิ้ง กายนี้ จงถึงความสิ้นตัณหา จงปฏิบัติคำสอนของ พระพุทธเจ้า. ก็คาถานี้ พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคีติตามทำนองที่พระเถรีกล่าวแล้วนั่นแล. บทว่า อปฺปมาทรตาย เต ความว่า ท่านพึงเป็นผู้ยินดีแล้วในความไม่ ประมาท. จบ อรรถกถาอภยาเถรีคาถา ๑๐. สามาเถรีคาถา [๔๒๙] เราทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ ได้ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง เรานั้นถอนตัณหาขึ้นแล้วในวันที่ ๘ จากวันที่ได้รับ โอวาทของพระอานนทเถระ เราอันความทุกข์เป็น อันมากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระ พุทธเจ้าแล้ว. จบ สามาเถรีคาถา จบทุกนิบาต
หน้า 74 ข้อ 429
๑๐. อรรถกถาสามาเถรีคาถา คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อสามา. แม้พระเถรีชื่อสามานี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ท่องเที่ยว อยู่ในในสุคติทั้งหลายนั่นแล ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลคฤหบดี มหาศาลในกรุงโกสัมพี มีชื่อว่า สามา. นางสามานั้นรู้ความแล้ว เป็นสหาย รักของอุบาสิกาสามาวดี เมื่ออุบาสิกาสามาวดีตาย เกิดความสังเวช บวช ครั้นบวชแล้วไม่อาจบรรเทาความโศกที่เกิดขึ้นเพราะนึกถึงอุบาสิกาสามาวดี จึง ไม่อาจยึดเอาอริยมรรคไว้ได้. กาลต่อมา นางได้ฟังโอวาทของพระอานนทเถระ ผู้นั่งอยู่บนอาสนศาลา เริ่มตั้งวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัม- ภิทาทั้งหลาย ในวันที่ ๗ แต่วันนั้น. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณา การปฏิบัติของตน เมื่อประกาศการปฏิบัตินั้น ได้กล่าวคาถาสองคาถาเป็นอุทาน ว่า เราทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความ สงบใจต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง เรานั้น ถอนตัณหาขึ้นแล้วในวันที่ ๘ จากวันที่ได้รับโอวาท ของพระอานนทเถระ เราอันความทุกข์เป็นอันมากถูก ต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุความ สิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว.
หน้า 75 ข้อ 429
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตฺตุํ วิหารา อุปนิกฺขมึ ความว่า เรานั่งมนสิการวิปัสสนาอยู่ในวิหารอันเป็นที่อยู่ของเรา ไม่อาจทำสมณกิจให้ถึงที่สุดได้ จึงคิดว่า วิปัสสนาของเราสืบต่อกับมรรค ไม่ได้เพราะไม่มีฤดูเป็นที่สบายหรือหนอ ได้ออกนอกวิหารซึ่งเป็นที่พักพิง ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง รวมเป็น ๙ ครั้ง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อลทฺธา เจตโส สนฺตึ จิตฺเต อวสวตฺตินี ดังนี้. บทว่า เจตโส สนฺตึ ใน คาถานั้น ท่านกล่าวหมายอริยมรรคสมาธิ. บทว่า จิตฺเต อวสวตฺตินี ความ ว่า ทำภาวนาจิตของเราให้เป็นไปในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มีความเพียรสม่ำ เสมอ. ได้ยินว่า พระเถรีนั้น ประคับประคองความเพียรมากเกินไป. บทว่า ตสฺสา เม อฏฺมี รตฺติ ความว่า พระเถรีไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนทั้ง กลางวัน เจริญวิปัสสนาตั้งแต่ได้รับโอวาทในสำนักของพระอานนทเถระ ออก จากวิหารคืนหนึ่ง ๔-๕ ครั้ง ยังมนสิการให้เป็นไป ไม่บรรลุคุณวิเศษ ใน ราตรีที่ ๘ ได้ความเพียรสม่ำเสมอ ทำกิเลสทั้งหลายให้สิ้นไปตามลำดับมรรค เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ตสฺสา เม อฏฺมี รตฺติ ยโต ตณฺหา สมูหตา ดังนี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบอรรถกถาสามาเถรีคาถา จบอรรถกถาทุกนิบาต
หน้า 76 ข้อ 430
เถรีคาถา ติกนิบาต ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในติกนิบาต ๑. อัญญตราสามาเถรีคาถา๑ [๔๓๐] ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาแล้ว ๒๕ พรรษา ข้า- พเจ้าไม่รู้สึกกว่าได้ความสงบจิตในกาลไหน ๆ เลย ข้า- พเจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ควานสงบใจ ต่อจากนั้น ข้าพเจ้า ระลึกถึงคำสอนของพระชินเจ้าจึง ได้ถึงความสังเวช ข้าพเจ้าอันความทุกข์เป็นอันมาก ถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุ ความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ เจ้าแล้ว วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ นับแต่วันที่ข้าพเจ้าทำ ตัณหาให้แห้งสนิทแล้ว. จบ อัญญตราสามาเถรีคาถา อรรถกถาติกนิบาต ๑. อรรถกถาอปราสามาเถรีคาถา ในติกนิบาตมีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. คาถาว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ สามาอีกองค์หนึ่ง แม้พระเถรีชื่อสามาอีกองค์หนึ่งนี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระ พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดในกำเนิดกินนร ที่ฝั่งแม่ ๑. อรรถกถา เป็น อปราสามาเถรีคาถา.
หน้า 77 ข้อ 430
น้ำจันทภาคา กินรีนั้นเที่ยวขวนขวายในการเล่นเพลินอยู่กับเหล่ากินนรในที่ นั้น อยู่มาวันหนึ่งพระศาสดาเสด็จไปในที่นั้นเพื่อทรงปลูกพืชคือกุศลแก่กินรี แม้นั้น เสด็จจงกรมอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำ กินรีนั้นเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า ร่าเริง ยินดี ถือเอาดอกไม้ช้างน้าวไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วบูชาพระผู้มีพระ ภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านั้น ด้วยบุญกรรมนั้นกินรีนั้นท่องเที่ยวอยู่โนเทวโลก และมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในเรือนตระกูลในกรุงโกสัมพี เจริญ วัยแล้วเป็นสหายของนางสามาวดี เวลานางสามาวดีนั้นตาย เกิดความสังเวช บวช ๒๕ พรรษายังไม่ได้สมาธิจิต ในเวลาแก้ได้โอวาทของพระสุคตแล้ว เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุ นั้นท่านจึงกล่าวได้ในอปทานว่า๑ ข้าพเจ้าเป็นกินรีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ครั้ง นั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระนราสภ ผู้เป็นเทพของทวยเทพ กำลังเสด็จจงกรมอยู่ จึงได้เลือกเก็บดอกไม้ช้างน้าวมา ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด พระมหาวีรสัม- พุทธเจ้าพระนามวิปัสสีผู้เป็นนายกของโลก ทรงรับ ดอกไม้ช้างน้าวซึ่งมีกลิ่นเหมือนทิพย์ทรงดมแล้ว พระ มหาวีระ ทรงดม เมื่อข้าพเจ้ากำลังเพ่งดูอยู่ในกาลนั้น ข้าพเจ้าประคองอัญชลี ถวายบังคมพระพุทธองค์ผู้สูง สุดกว่าสัตว์สองเท้า ทำจิตองตนให้เลื่อมใส ต่อนั้น ก็เดินขึ้นภูเขาไป ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้า ได้ถวายดอกไม่ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายดอกไม้ นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาพระ พุทธเจ้า. ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๒ สลฬปุปผิกาเถรีอปทาน.
หน้า 78 ข้อ 430
ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็น อุทานว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาแล้ว ๒๕ พรรษา ข้าพ- เจ้าไม่รู้สึกว่าได้ความสงบจิตในกาลไหน ๆ เลย ข้าพ- เจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ความสงบใจ ต่อจากนั้น ข้าพเจ้าระลึกถึงคำสอนของพระชินเจ้า ได้ จึงถึงความสังเวช ข้าพเจ้าอันความทุกข์เป็นอัน มากถูกต้องแล้ว ยินดีแล้วในความไม่ประมาท บรรลุ ความสิ้นตัณหาแล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ เจ้าแล้ว วันนี้เป็นราตรีที่ ๗ นับแต่วันที่ข้าพเจ้าทำ ตัณหาให้แห้งสนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตสฺส สมํ ได้แก่ความเข้าไปสงบแห่ง จิต ความว่า มรรคสมาธิและผลสมาธิที่เกิดแต่ความสงบใจ. บทว่า ตโต ได้ แก่ จากความเป็นผู้ไม่สามารถยังอำนาจจิตให้เป็นไป. บทว่า สํเวคมาปาทึ ความว่า แม้เมื่อพระศาสดายังดำรงพระชนม์อยู่ ยังไม่อาจทำกิจของบรรพชิต ให้ถึงที่สุดได้ ภายหลังจักให้ถึงได้อย่างไร ข้าพเจ้าถึงความสังเวช คือความ สะดุ้งเพราะญาณ ดังว่ามานี้. บทว่า สริตฺวา ชินสาสนํ ได้แก่ระลึกถึง โอวาทของพระศาสดามีอุปมาด้วยเต่าตาบอดเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วแล. จบ อรรถกถาอปราสามาเถรีคาถา
หน้า 79 ข้อ 431
๒. อุตตมาเถรีคาถา [๔๓๑] ข้าพเจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาภิกษุ ผู้มีวาจาที่ข้าพเจ้าพึงเชื่อถือ ได้ ภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือขันธ์ อายตนะ และ ธาตุ แก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังธรรมของภิกษุณีนั้น ได้ ปฏิบัติตามที่ท่านพร่ำสอนข้าพเจ้า เป็นผู้เอิบอิ่มด้วย ปีติสุข นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้ว จึงเหยียดเท้าออก. จบ อุตตมาเถรีคาถา ๒. อรรถกถาอุตตมาเถรีคาถา คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ปญฺจกฺขตตุํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่ออุตตมา. แม้พระเถรีชื่ออุตตมาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดเป็นฆรทาสีในเรือนตระกูลของ กุฎุมพีคนหนึ่ง ในพระนครพันธุมดี นางเจริญวัยแล้ว ทำงานขวนขวายช่วย เหลือตายายของตนเลี้ยงชีพ สมัยนั้น พระเจ้าพันธุมราชทรงรักษาอุโบสถในวัน เพ็ญ เวลาก่อนอาหารทรงให้ทาน เวลาหลังอาหารเสด็จไปฟังธรรม ครั้งนั้น
หน้า 80 ข้อ 431
มหาชนประพฤติสมาทานองค์อุโบสถในวันเพ็ญ เหมือนพระราชาทรงปฏิบัติ ทีเดียว. คราวนั้น ทาสีนั้นได้มีความคิดนี้ว่า บัดนี้ ทั้งมหาราชและมหาชน ประพฤติสมาทานองค์อุโบสถ อย่ากระนั้นเลย เราพึงประพฤติสมาทานองค์ อุโบสถในวันอุโบสถทั้งหลาย ทาสีนั้นกระทำอยู่อย่างนั้น รักษาอุโบสถศีล บริสุทธิ์ดี บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไป ๆ มาๆ อยู่ในสุคติทั้ง หลายนั่นแล ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลเศรษฐี กรุงสาวัตถี รู้ความ แล้ว ได้ฟังธรรมในสำนักของพระเถรีปฏาจารา เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่อาจ ให้วิปัสสนานั้นถึงที่สุดได้ พระปฏาจาราเถรีทราบอาจาระจิตของเธอ จึงได้ให้ โอวาทเธอตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถรีนั้น ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิ- สัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในพระนครพันธุมดี มีกษัตริย์พระนามว่า พันธุมะ ในวันเพ็ญท้าวเธอทรงรักษาอุโบสถศีล สมัย นั้น ข้าพเจ้าเป็นกุมภทาสีอยู่ในพระนครนั้น ในกาล นั้น เห็นเสนาพร้อมด้วยพระราชา จึงคิดอย่างนี้ว่า แม้พระราชาก็ยังทรงละราชสมบัติมารักษาอุโบสถศีล กรรมนั้นต้องมีผลแน่ หมู่ชนจึงเบิกบานใจ ข้าพเจ้า พิจารณาทุคติและความเป็นคนยากจน โดยแยบคาย ทำใจให้ร่าเริงแล้วรักษาอุโบสถศีล ข้าพเจ้ารักษา อุโบสถศีลในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะ ธรรมที่ทำไว้ดีนั้น ข้าพเจ้าได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ข้าพเจ้าอย่างสวยงามในดาว ดึงส์นั้น สูงขึ้นไปเบื้องบนโยชน์หนึ่ง ประกอบด้วย เรือนยอดอันประเสริฐ มีที่นั่งใหญ่ประดับไว้อย่างดี ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๑ เอกโปสถิกาเถรีอปทาน.
หน้า 81 ข้อ 431
อัปสรแสนนางต่างบำรุงบำเรอข้าพเจ้าอยู่ทุกเมื่อ ข้าพเจ้ารุ่งโรจน์เกินเทพเหล่าอื่นในกาลทั้งปวง ได้เป็น มเหสีของเทวราช ๖๔ องค์ ได้เป็นมเหสีของพระเจ้า- จักรพรรดิ ๖๓ องค์ ข้าพเจ้ามีวรรณะดังวรรณะแห่ง ทอง ท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย เป็นผู้ประเสริฐใน ที่ทั้งปวง นี้เป็นผลแห่งอุโบสลศีล. ข้าพเจ้าได้ยานช้าง ยานม้า ยานรถ และวอทั้งปวงนี้ นี้เป็นผลแห่ง อุโบสถศีล. ภาชนะทอง เงิน แก้วผลึกและปัทมราค ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ผ้าเปลือกไม้ ผ้าฝ้าย และผ้าที่มีราคามาก ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง ข้าว น้ำ ของเคี้ยว ผ้าและเสนาสนะ ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล. ของหอมอย่างดี ดอกไม้ จุรณ เครื่องลูบไล้ ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถ- ศีล. เรือนยอด ปราสาท มณฑป เรือนโล้นและถ้ำ ข้าพเจ้าได้ทุกอย่าง นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล. ข้าพเจ้า เกิดได้ ๗ ปีก็บวชเป็นบรรพชิต บวชไม่ถึงครึ่งเดือน ก็ได้บรรลุพระอรหัต ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพ ทั้งหมดขึ้นแล้ว อาสวะทุกอย่างหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าทำ กรรมใดไว้ในกาลนั้น ด้วยกรรมนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จัก ทุคติ นี้เป็นผลแห่งอุโบสถศีล. ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว
หน้า 82 ข้อ 431
ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าทำใจให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ ความสงบใจ ต้องเข้าออกจากวิหาร ๔ ครั้ง ๕ ครั้ง ข้าพเจ้าได้เข้าไปหาภิกษุณีผู้มีวาจาที่ข้าพเจ้าพึงเชื่อถือ ได้ ภิกษุณีนั้นได้แสดงธรรม คือ ขันธ์ อายตนะและ ธาตุแก่ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังธรรมของภิกษุณีนั้น ได้ ปฏิบัติตามที่ท่านพร่ำสอน ข้าพเจ้าเป็นผู้เอิบอิ่มด้วย ปีติสุข นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน ในวันที่ ๘ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้ว จึงเหยียดเท้าออก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สา ภิกฺขุนึ อุปาคจฺฉึ ยา เม สทฺธายิกา อหุ ความว่า ภิกษุณีใดเป็นผู้อันข้าพเจ้าพึงเชื่อ คือมีวาจาน่า เชื่อ ข้าพเจ้านั้นเข้าไปใกล้ คือเข้าไปหาภิกษุณีนั้น ท่านกล่าวหมายถึงพระ ปฏาจาราเถรี ปาฐะว่า สา ภิกฺขุนี อุปคจฺฉิ ยา เม สาธยิกา ดังนี้ก็มี บ้าง ความว่า ภิกษุณีใดทำประโยชน์ของตนให้สำเร็จแก่ข้าพเจ้า ภิกษุณีนั้น คือ พระปฏาจาราเถรีได้เข้าไปหาข้าพเจ้าเพื่ออนุเคราะห์. บทว่า สา เม ธมฺมมเทเสสิ ขนฺธายตนธาตุโย ความว่า พระปฏาจาราเถรีนั้นเมื่อแสดง จำแนกขันธ์เป็นต้นว่า เหล่านี้ขันธ์ ๕ เหล่านี้อายตนะ ๑๒ เหล่านี้ธาตุ ๑๘ ได้แสดงธรรมแก่ข้าพเจ้า. บทว่า ตสฺสา ธมฺมํ สุณิตฺวาน ความว่า ฟังธรรมเรื่องวิปัสสนา อันละเอียดสุขุม ที่แสดงให้ถึงอริยมรรคมีการจำแนกขันธ์เป็นต้น เป็นเบื้อง ต้น ในสำนักของพระเถรีผู้บรรลุปฏิสัมภิทานั้น. บทว่า ยถา มํ อนุสาสิ
หน้า 83 ข้อ 432
สา ความว่า ตามที่พระเถรีนั้นพร่ำสอนคือกล่าวสอนข้าพเจ้า เมื่อปฏิบัติ อย่างนั้น ข้าพเจ้าได้ยังการปฏิบัติให้ถึงที่สุด นั่งโดยบัลลังก์เดียวตลอด ๗ วัน. นามว่าอย่างไร. ตอบว่า บทว่า ปีติสุขสมปฺปิตา ได้แก่ เป็นผู้พร้อม เพรียงด้วยปีติสุขซึ่งสำเร็จด้วยฌาน. บทว่า อฏฺมิยา ปาเท ปสาเรสึ ตโมกฺขนฺธํ ปทาลย ความว่า ทำลายกองโมหะไม่ให้เหลือด้วยอรหัตมรรค ทำลายบัลลังก์เหยียดเท้าออกแล้วในวันที่ ๘, ก็การเปล่งอุทานนี้แหละ เป็นการ พยากรณ์พระอรหัตผลของพระเถรีนั้น. จบ อรรถกถาอุตตมาเถรีคาถา ๓. อัญญตราอุตตมาเถรีคาถา [๔๓๒] โพชฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้ เป็นบรรดา แห่งการบรรลุพระนิพพาน ข้าพเจ้าเจริญแล้วทั้งหมด ตามที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ข้าพเจ้าได้สุญญตสมา- บัติและอนิมิตตสมาบัติ ตามปรารถนา ข้าพเจ้าเป็น ธิดาเกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ยินดียิ่งแล้วใน พระนิพพานทุกเมื่อ กามทั้งปวงทั้งเป็นของทิพย์และ ของมนุษย์ ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว ชาติสงสารขาดสิ้น แล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี. จบ อัญญตราอุตตมาเถรีคาถา
หน้า 84 ข้อ 432
๓. อรรถกถาอัญญตราอุตตมาเถรีคาถา คาถาว่า เย อิเม สตฺต โพชฺฌงฺคา เป็นต้น เป็นคาถาของพระ- เถรีชื่ออุตตมาอีกองค์หนึ่ง. แม้พระเถรีชื่ออุตตมาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนานว่าวิปัสสี บังเกิดเป็นกุลทาสี ในพระนคร พันธุมดี วันหนึ่งกุลทาสีนั้นเห็นพระเถระขีณาสพองค์หนึ่ง ผู้เป็นสาวกของ พระศาสดาเที่ยวบิณฑบาตอยู่ มีใจเลื่อมใสได้ถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น ด้วยบุญ กรรมนั้น นางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาลตระกูลหนึ่งในโกศลชนบท รู้ความแล้วฟัง ธรรมในสำนักของพระศาสดาผู้เสด็จจาริกไปในชนบท ได้ศรัทธา บวชไม่ นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ข้าพเจ้าเป็น กุมภทาสี อยู่ในพระนคร พันธุมดี ข้าพเจ้าถือเอาขนมต้มส่วนของข้าพเจ้าไปที่ท่าน้ำ ได้ พบสมณะผู้มีจิตสงบ มีใจเป็นสมาธิที่หนทาง มีจิต เลื่อมใส ดีใจ ได้ถวายขนมต้ม ๓ ชิ้น เพราะกรรม ที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยความตั้งใจแน่วแน่ ข้าพเจ้าไม่ ได้ไปสู่วินิบาตเลยตลอดเวลา ๒๙ กัป ข้าพเจ้าทำ สมบัติแล้วได้เสวยสมบัตินั้นทุกอย่าง ข้าพเจ้าถวาย ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๓ โมทกทายิกาเถรีอปทาน.
หน้า 85 ข้อ 432
ขนมต้ม ๓ ชิ้นแล้วได้บรรลุอจลบท ข้าพเจ้าเผากิเลส แล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ เป็นอุทานว่า โพฌงค์ ๗ ประการเหล่านี้เป็นบรรดาแห่งการ บรรลุพระนิพพาน ข้าพเจ้าเจริญแล้วทั้งหมด ตามที่ พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ข้าพเจ้าได้สุญญตสมาบัติ และอนิมิตตสมาบัติตามปรารถนา ข้าพเจ้าเป็นธิดา เกิดแต่พระอุระของพระพุทธเจ้า ยินดียิ่งแล้วในพระ- นิพพานทุกเมื่อ กามทั้งปวงทั้งเป็นของทิพย์และของ มนุษย์ ข้าพเจ้าตัดขาดแล้ว ชาติสงสารขาดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุญฺตสฺสานิมิตฺตสฺส ลาภินีหํ ยทิจฺฉกํ ความว่า ข้าพเจ้าได้สุญญตสมาบัติและอนิมิตตสมาบัติ ดังที่ปรารถนา อธิบายในข้อนั้นว่า ข้าพเจ้าปรารถนาจะเข้าสมาบัติใด ๆ ในที่ใด ๆ ข้าพเจ้า ย่อมเข้าสมาบัตินั้น ๆ ในที่นั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ อยู่ แม้ถึงจะเกิดผลทั้งสามมี สุญญตะเป็นต้นของมรรคใดมรรคหนึ่งที่มีชื่อว่าสุญญตะและอัปปณิหิตะเป็นต้น ก็จริง ถึงอย่างนั้น พระเถรีองค์นี้ก็เข้าสุญญตสมาบัติและอนิมิตตสมาบัติเท่านั้น เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สุญฺตสฺสานิมิตฺตสฺส ลาภินีหํ ยทิจฺฉกํ
หน้า 86 ข้อ 433
ดังนี้ อีกอย่างหนึ่ง คำนี้ท่านกล่าวตามที่เป็นไปโดยมาก อาจารย์บางท่าน กล่าวว่า นั่นเป็นเพียงชี้แจง. บทว่า เย ทิพฺพา เย จ มานุสา ความว่า วัตถุกามทั้งที่นับ เนื่องในเทวโลกทั้งที่นับเนื่องในมนุษยโลกเหล่านั้นทั้งหมด ข้าพเจ้าตัดขาด โดยชอบทีเดียว ด้วยการละฉันทราคะที่เกี่ยวเกาะวัตถุกามนั้น คือทำให้ไม่ ควรบริโภค ดังที่ตรัสไว้ว่า ดูก่อนอาวุโส ภิกษุขีณาสพไม่ควรบริโภคกาม ทั้งหลาย เหมือนเมื่อเป็นคฤหัสถ์ในกาลก่อน คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว. จบ อรรถกถาอัญญตราอุตตมาเถรีคาถา ๔. ทันติกาเถรีคาถา [๔๓๓] ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวันบนภูเขา คิชกูฌฏ ได้เห็นช้างลงสู่แม่น้ำแล้วขึ้นจากแม่น้ำที่ฝั่ง นที นายหัตถาจารย์ถือขอให้สัญญาว่า จงให้เท้า ช้าง ได้เหยียดเท้าออก นายหัตถาจารย์ก็ขึ้นช้าง ข้าพเจ้า เห็นช้างที่ไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อได้รับการฝึกแล้วก็ อยู่ในอำนาจของพวกมนุษย์ หลังจากเห็นช้างนั้น ข้าพเจ้าเข้าป่าทำจิตให้เป็นสมาธิ เพราะกิริยาของ ช้างนั้นเป็นเหตุ. จบ ทันติกาเถรีคาถา
หน้า 87 ข้อ 433
๔. อรรถกถาทันติกาเถรีคาถา คาถาว่า ทิวาวิหารา นิกฺขมฺม เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อทันติกา. แม้พระเถรีชื่อทันติกาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ เกิดใน กำเนิดกินนรที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ในเวลาที่ว่างพระพุทธเจ้า วันหนึ่งกินรี นั้นเที่ยวเล่นกับเหล่ากินนร ได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่งนั่งอยู่ที่โคนไม้ แห่งหนึ่ง พอเห็นก็มีใจเลื่อมใส เข้าไปหาบูชาด้วยดอกสาละ ไหว้แล้วหลีกไป ด้วยบุญกรรมนั้น เธอท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุปปาท- กาลนี้ เกิดในเรือนพราหมณ์ผู้เป็นปุโรหิตของพระเจ้าโกศล กรุงสาวัตถี รู้ความแล้วเป็นอุบาสิกาได้ศรัทธาในกาลรับพระเชตวัน ภายหลังบวชในสำนัก ของพระมหาปชาบดีโคตมี อยู่ในกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งฉันอาหารแล้วขึ้นเขา คิชฌกูฏ นั่งพักกลางวันเห็นช้างเหยียดเท้าเพื่อให้คนขี่ช้างขึ้น ทำเรื่องนั้นแหละ ให้เป็นอารมณ์ เจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้ง หลาย เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ข้าพเจ้าเป็นกินรีอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำจันทภาคา ใน กาลนั้น ข้าพเจ้าได้เห็นพระสยัมภูพุทธเจ้าผู้ปราศจาก ธุลี ผู้อันใคร ๆ ให้แพ้ไม่ได้ ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ดีใจ ปลื้มใจ กระทำอัญชลี ถือเอาดอกสาละบูชาพระ สยัมภู ด้วยธรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความตั้งใจมั่น ข้าพเจ้าละร่างกินรี ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้า ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๖ นฬมาลิการตรีอปทาน.
หน้า 88 ข้อ 433
ได้เป็นมเหสีของเทวราช ๓๖ องค์ สิ่งที่ใจปรารถนา บังเกิดแก่ข้าพเจ้าตามที่ปรารถนา ข้าพเจ้าได้เป็น มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐ องค์ ข้าพเจ้าเป็นผู้ สร้างสรรค์ตนเองท่องเที่ยวไปในภพทั้งหลาย ข้าพ- เจ้ามีบุญกุศลได้บวชเป็นบรรพชิต วันนี้ข้าพเจ้าเป็น ปูชารหบุคคลในศาสนาของพระศากยบุตร วันนี้ข้าพ- เจ้ามีใจบริสุทธิ์ ปราศจากใจชั่วช้า มีอาสวะทั้งปวง หมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ในกัปที่ ๙๔ แต่ภัทร- กัปนี้ ข้าพเจ้าได้บูชาพระพุทธะใด ด้วยพุทธบูชา นั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่งการบูชาด้วย ดอกสาละ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาการปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัส ได้ กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวันบนภูเขาคิชฌกูฏ ได้เห็นช้างลงสู่แม่น้ำแล้วขึ้นจากแม่น้ำ ที่ฝั่งนที นาย หัตถาจารย์ถือขอให้สัญญาว่า จงให้เท้า ช้างได้เหยียด เท้าออก นายหัตถาจารย์ก็ขึ้นช้าง ข้าพเจ้าเห็นช้างที่ ไม่เคยได้รับการฝึก เมื่อได้รับการฝึกแล้ว ก็อยู่ใน อำนาจของพวกมนุษย์ หลังจากเห็นช้างนั้น ข้าพเจ้า เข้าป่าทำจิตให้เป็นสมาธิ เพราะกิริยาของช้างนั้น เป็นเหตุ.
หน้า 89 ข้อ 433
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคํ โอคาหมุตฺติณฺณํ ความว่า ช้างทำการลงคือลงในแน่น้ำแล้วขึ้นจากแม่น้ำนั้น. อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า โอคยฺห อุตฺติณฺณํ ลงแล้วขึ้น ดังนี้ ม อักษรทำหน้าที่เชื่อมบท. บทว่า นทีตีรมฺหิ อทฺทสํ ความว่า ได้เห็นที่ฝั่งแห่งแม่น้ำจันทภาคา. บทว่า ปุริโส เป็นต้นที่กล่าวเพื่อแสดงความนี้ว่า ทำอะไร. บาทคาถาว่า เทหิ ปาทนฺติ ยาจติ ในคาถานั้น ความร่า ให้สัญญาเหยียด เท้าเพื่อขึ้นหลัง ว่าจงให้เท้า ก็ผู้ให้สัญญาตามที่ฝึกกัน ไว้ ท่านกล่าวในที่นี้ว่า ยาจติ. บทว่า ทิสฺวา อทนฺตํ ทมิตํ ความว่า ตามปกติช้างที่ไม่เคยฝึก มาก่อน บัดนี้ได้รับการฝึกที่นายหัตถาจารย์ฝึกด้วยการศึกษาสำหรับช้าง ประกอบความว่า ฝึกเช่นไรจึงอยู่ในอำนาจของมนุษย์ทั้งหลาย เห็นช้างที่พวก มนุษย์บังคับนั้น ๆ. บทว่า ขลุ ในบทว่า ตโต จิตฺตํ สมาเธสึ ขลุ ตาย วนํ คตา เป็นนิบาตลงในอรรถห้ามความอื่น ความว่า หลังจากนั้น คือจากที่เห็นช้าง ข้าพเจ้าไปยังวนะคือป่า ทำจิตให้เป็นสมาธิทีเดียว ด้วย กิริยาของช้างนั้นเป็นเหตุอย่างไร ข้าพเจ้าคิดว่า ช้างแม้นี้ชื่อว่าเป็นดิรัจฉาน ยังถึงการฝึกด้วยความสามารถของผู้ฝึกช้างได้ เหตุไรจิตของเราผู้เป็นมนุษย์ จึงจักไม่ถึงการฝึก ด้วยความสามารถของพระศาสดาผู้ฝึกคนเล่า ดังนี้ เกิด ความสังเวชเจริญวิปัสสนา ทำจิตของข้าพเจ้าให้เป็นสมาธิด้วยอรหัตมรรคสมาธิ คือทำกิเลสให้สิ้นไปโดยประการทั้งปวงด้วยสมาธิอันแน่วแน่. จบ อรรถกถาทันติกาเถรีคาถา
หน้า 90 ข้อ 434
๕. อุพพิริเถรีคาถา พระศาสดาตรัสถามว่า [๔๓๔] แน่ะอุพพิริ เธอคร่ำครวญอยู่ในป่าว่าลูกชีวา เอ๋ย เธอจงรู้จักตน ธิดาของเธอที่มีชื่อว่า ชีวา ทั้งหมด มีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ถูกเผาอยู่ในป่าช้านี้ บรรดา ธิดาเหล่านั้น เธอเศร้าโศกถึงธิดาคนไหน. นางอุพพิริทูลว่า ลูกศรคือความโศกที่เห็นได้ยาก เสียบอยู่แล้วใน หทัยของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้แล้ว ข้า- พระองค์บรรเทาความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระองค์ ผู้ถูกความโศกครอบงำได้แล้ว วันนี้ข้าพระองค์ถอน ลูกศรคือความโศกขึ้นแล้ว หมดความอยาก ดับรอบ แล้ว ข้าพระองค์เข้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นนัก ปราชญ์กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็นสรณะ. จบ อุพพิริเถรีคาถา ๕. อรรถกถาอุพพิริเถรีคาถา คาถาว่า อมฺม ชีวา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่ออุพพิริ. แม้พระเถรีชื่ออุพพิรินี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง
หน้า 91 ข้อ 434
พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ เกิดในเรือนแห่งตระกูลในพระนคร- หังสวดี รู้ความแล้ว วันหนึ่งเมื่อบิดามารดาไปเรือนอื่นเพื่อร่วมงานมงคล ตนเองไม่มีเพื่อนถูกละไว้ในเรือน ในเวลาใกล้ภิกขาจารแล้ว เห็นพระเถระขี- ณาสพองค์หนึ่ง ซึ่งเป็นสาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า เดินเข้ามาใกล้ประตูเรือน ประสงค์จะถวายภิกษาจึงกล่าวว่า นิมนต์ท่านเข้ามาในที่นี้เจ้าข้า เมื่อพระเถระ เข้าเรือนแล้ว ไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ได้ปูลาดอาสนะด้วยพรม ที่ทำด้วยขนแกะเป็นต้นถวาย พระเถระนั่งบนอาสนะที่ปูลาดไว้ นางรับบาตรใส่ บิณฑบาตจนเต็มแล้ววางในมือพระเถระ พระเถระอนุโมทนาแล้วหลีกไป ด้วย บุญกรรมนั้น นางเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ เสวยทิพย์สมบัติโอฬารในดาว- ดึงส์นั้นจนตลอดอายุ จุติจากดาวดึงส์นั้นท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายเท่า นั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงสาวัตถี ได้นาม ว่า อุพพิริ เป็นหญิงมีรูปงามน่าทัศนาน่าเลื่อมใส เมื่อเจริญวัยแล้ว นาง ถูกนำไปสู่พระตำหนักส่วนพระองค์ของพระเจ้าโกศล ล่วงไป ๒-๓ ปี ได้ธิดา คนหนึ่ง ญาติพี่น้องทั้งหลายไปตั้งชื่อธิดานั้นว่า ชีวา พระเจ้าโกศลทอด พระเนตรเห็นธิดาของนาง ทรงมีพระทัยยินดี ได้พระราชทานอภิเษกด้วย แผ่นดินมีพืชอุดม แต่ธิดาของนางได้ตายเสีย ในเวลาที่เที่ยววิ่งไปวิ่งมาได้ มารดาไปป่าช้าที่เขาเอาร่างของธิดาไปทิ้ง คร่ำครวญอยู่ทุกวัน. วันหนึ่ง นางไปเฝ้าพระศาสดาถวายบังคมแล้ว นั่งอยู่หน่อยหนึ่ง ก็ ไปยืนที่ฝั่งแม่น้ำอจิรวดีคร่ำครวญถึงลูก พระศาสดาทรงเห็นดังนั้น ประทับนั่ง ในพระคันธกุฏิอย่างเดิมนั่นเอง แสดงพระองค์ตรัสถามว่า เธอบ่นเพ้อเพราะ เหตุไร นางกราบทูลว่า บ่นเพ้อถึงลูกสาวของข้าพระองค์พระเจ้าข้า พระศาสดา ตรัสว่า ที่ป่าช้านี้เขาเผาลูกสาวของเธอประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน บรรดาลูกสาว
หน้า 92 ข้อ 434
เหล่านั้น เธอบ่นเพ้อถึงคนไหน ดังนี้แล้ว ทรงแสดงที่เผาศพของลูกสาว เหล่านั้น ตรงนั้น ๆ แล้วตรัสพระคาถาครึ่งว่า แน่ะอุพพิริ เธอคร่ำครวญอยู่ในป่าว่า ลูก ชีวาเอ๋ย เธอจงรู้จักตน ธิดาของเธอที่มีชื่อว่าชีวา ทั้ง หมดมีประมาณ ๘๔,๐๐๐ คน ถูกเผาอยู่ในป่าช้านี้ บรรดาธิดาเหล่านั้น เธอเศร้าโศกถึงธิดาคนไหน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมฺม ชีวา เป็นคำเรียกธิดาตามชื่อ ที่ใกล้เคียงมารดา อนึ่งคำนี้เป็นคำแสดงอาการบ่นเพ้อของนาง. บทว่า วนมฺหิ กนฺทสิ แปลว่า คร่ำครวญอยู่กลางป่า. บทว่า อตฺตานํ อธิคจฺฉ อุพฺพิริ ความว่า แน่ะอุพพิริ เธอจงรู้จัก คือจงรู้ตามความเป็นจริง ซึ่งตัวของเธอ นั่นแหละก่อน. บทว่า จุลฺลาสีติสหสฺสานิ แปลว่า แปดหมื่นสี่พัน. บทว่า สพฺพา ชีวสนามิกา ความว่า ธิดาเหล่านั้นแม้ทั้งหมด มีชื่อ เหมือนกันว่า ชีวา. บทว่า เอตมฺหาฬาหเน ทฑฺฒา แปลว่า เผาในป่า ช้านี้. บทว่า ตาสํ กมนุโสจสิ ความว่า บรรดาธิดาประมาณ ๘๔,๐๐๐ คนที่มีชื่อว่าชีวาเหล่านั้นเธอเศร้าโศก คือถึงความเศร้าโศกถึงคนไหน เมื่อ พระศาสดาทรงแสดงพระธรรมอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้แล้ว นางส่งญาณไป ตามกระแสพระเทศนาปรารภวิปัสสนา ด้วยความไพเราะแห่งเทศนาของพระ- ศาสดา และด้วยความสมบูรณ์แห่งเหตุของตน นางยืนอยู่อย่างนั้นแหละ ขวนขวายวิปัสสนา ตั้งอยู่ในพระอรหัต ซึ่งเป็นผลเลิศตามลำดับมรรค เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวได้ในอปทานว่า๑ ในกาลนั้น ข้าพเจ้าเป็นช่างกรองดอกไม้อยู่ใน พระนครหังสวดี บิดามารดาของข้าพเจ้าท่านไปทำงาน ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๔ เอกาสนทายิกาเถรีอปทาน.
หน้า 93 ข้อ 434
ข้าพเจ้าได้เห็นพระสมณะกำลังเดินไปตามถนนในเวลา เที่ยงวัน ข้าพเจ้าได้ปูลาดอาสนะไว้ ครั้นปูลาดอาสนะ ด้วยผ้าที่ทำด้วยขนแกะอันวิจิตรเป็นต้นแล้วมีจิตเลื่อม ใส ดีใจ ได้กล่าวคำนี้ว่า ภูมิภาคร้อนแรง แก่กล้า เวลาเที่ยงวัน ลมก็ไม่พัด และเวลานี้ก็จวนจะเลยเวลา แล้ว ข้าแต่พระมหามุนี อาสนะนี้ดิฉันปูลาดถวายแด่ ท่าน ขอท่านได้โปรดอนุเคราะห์นั่งบนอาสนะของ ดิฉันเถิด พระสมณะผู้ฝึกตนดีแล้ว มีใจบริสุทธิ์ ได้ นั่งบนอาสนะนั้น ข้าพเจ้ารับบาตรของท่านแล้ว ได้ ถวายบิณฑบาตตามที่หุงต้มไว้ เพราะกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และเพราะความตั้งใจอย่างแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่าง มนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรม สร้างไว้ให้ข้าพเจ้านั้นสวยงาม สูง ๖๐ โยชน์ กว้าง ๓๐ โยชน์ ได้สร้างขึ้นอย่างดีเพราะการถวายอาสนะ บัลลังก์ของข้าพเจ้ามีหลายอย่าง ต่าง ๆ ชนิด สำเร็จ ด้วยทองก็มี ด้วยแก้วมณีก็มี ด้วยแก้วผลึกก็มี ด้วย แก้วปัทมราคก็มี บัลลังก์ของข้าพเจ้าปูลาดด้วยนวม ก็มี ด้วยผ้าลาดอันวิจิตรด้วยรูปราชสีห์และเสือโคร่ง เป็นต้นก็มี ด้วยผ้าลาดทอด้วยไหม ประดับแก้วอัน วิจิตรก็มี ด้วยเครื่องลาดมีขนสัตว์ข้างบนด้านเดียวก็มี เมื่อใดข้าพเจ้าต้องการจะเดินทาง เมื่อนั้นข้าพเจ้า เพรียบพร้อมด้วยการรื่นเริงสนุกสนานไปยังที่ที่ข้าพเจ้า
หน้า 94 ข้อ 434
ปรารถนา พร้อมด้วยบัลลังก์อันประเสริฐ ข้าพเจ้า ได้เป็นมเหสีของเทวราช ๘๐ องค์ เป็นมเหสีของพระ เจ้าจักรพรรดิ ๗๐ องค์ เมื่อข้าพเจ้ายังท่องเที่ยวอยู่ใน ภพน้อยภพใหญ่ ได้โภคะมากมาย ข้าพเจ้าไม่บกพร่อง โภคะเลย นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้า ท่องเที่ยวไปแต่ในสองภพ คือเทวโลกและมนุษยโลก ภพอื่น ๆ ข้าพเจ้าไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืน เดียว ข้าพเจ้าเกิดแต่ในสองตระกูล คือตระกูลกษัตริย์ และตระกูลพราหมณ์ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูงทุก ๆ ภพ นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว ความโทมนัสที่ ทำจิตของข้าพเจ้าให้เร่าร้อนข้าพเจ้าไม่รู้จัก ความเป็น ผู้ไม่มีวรรณะ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จัก นี้เป็นผลแห่งอาสนะ ผืนเดียว พี่เลี้ยงนางนมต่างก็บำรุงข้าพเจ้า หญิงค่อม และเด็กรับใช้มีมาก ข้าพเจ้าจากคนหนึ่งไปยังอีกคน หนึ่ง นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว พี่เลี้ยงนางนม พวกหนึ่งให้ข้าพเจ้าอาบน้ำ พวกหนึ่งให้รับประทาน ข้าว พวกหนึ่งประดับตกแต่งข้าพเจ้า พวกหนึ่งคอย ทำให้ข้าพเจ้ายินดีทุกเมื่อ พวกหนึ่งไล้ทาของหอม นี้เป็นผลแห่งอาสนะผืนเดียว เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในมณฑป ก็ตาม ที่โคนไม้ก็ตาม ในเรือนว่างก็ตาม บัลลังก์ดัง จะรู้ความดำริของข้าพเจ้า ย่อมปรากฏขึ้น นี้เป็น อัตภาพสุดท้ายของข้าพเจ้า ภพหลังกำลังเป็นไป แม้วันนี้ข้าพเจ้าก็ได้สละราชสมบัติบวชเป็นบรรพชิต
หน้า 95 ข้อ 434
ในแสนกัปแต่ภัทรกัปนี้ ข้าพเจ้าได้ให้ทานใดในกาล นั้น ด้วยทานนั้น ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลแห่ง อาสนะผืนเดียว ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้ง หลายขึ้นหมดแล้ว ข้าพเจ้าตัดกิเลสเครื่องผูกพัน เหมือนช้างพังตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การมา เฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดี แล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติคำ สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิ- สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำ ให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้า แล้ว. ครั้นตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว เมื่อประกาศคุณวิเศษที่ตนบรรลุ ได้กล่าวสอง คาถาเหล่านี้ว่า ลูกศรคือความโศกที่เห็นได้ยาก เสียบอยู่แล้ว ในหทัยของข้าพระองค์ ข้าพระองค์ถอนขึ้นได้แล้ว ข้าพระองค์บรรเทาความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระ- องค์ผู้ถูกความโศกครอบงำได้แล้ว วันนี้ข้าพระองค์ ถอนลูกศรคือความโศกขึ้นแล้ว หมดความอยาก ดับ รอบแล้ว ข้าพระองค์เข้าถึงแล้วซึ่งพระพุทธเจ้าผู้เป็น มักปราชญ์ กับทั้งพระธรรมและพระสงฆ์ ว่าเป็น สรณะ.
หน้า 96 ข้อ 434
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อพฺพุหิ วต เม สลฺลํ ทุทฺทสํ ททยนิสฺสิตํ ความว่า ข้าพระองค์ได้ถอนขึ้นแล้วหนอ คือได้นำออกแล้ว หนอ ซึ่งความโศกและความยาก ที่ได้ชื่อว่า สัลละ ลูกศร เพราะให้เกิด ความเบียดเบียน เพราะถอนออกไปได้ยาก และเพราะแทงอยู่ในภายในที่เห็น โดยแน่นอนได้ยาก เพราะมิได้สั่งสมกุศลสมภารไว้ ที่เสียบอยู่ในใจของของข้า- พระองค์. บทว่า ยํ เม โสกปเรตาย ประกอบความว่า เพราะข้าพระองค์ ได้บรรเทา คือนำออกโดยไม่เหลือ ซึ่งความเศร้าโศกถึงธิดาของข้าพระองค์ ผู้ถูกความโศกครอบงำแล้ว ฉะนั้น ข้าพระองค์จึงถอนลูกศรคือความโศกที่ เสียบอยู่ในหทัยของข้าพระองค์ได้แล้ว. บทว่า สาชฺช อพฺพูฬฺหสลฺลาหํ ความว่า วันนี้ ข้าพระองค์นั้น ได้ถอนลูกศรคือความอยากขึ้นได้ โดยประการทั้งปวงแล้ว เพราะเหตุนั้นแหละ จึงเป็นผู้หมดความอยาก ดับรอบแล้ว. บทว่า มุนึ ความว่า ข้าพระองค์ เข้าถึง คือเข้าไปใกล้ด้วย รู้ด้วย เสพด้วย ซึ่งพระพุทธเจ้าผู้สัพพัญญูด้วย ซึ่งโลกุตรธรรม ๙ อย่าง จำแนกเป็นมรรค ผล และนิพพาน ที่พระพุทธเจ้า พระองค์นั้นทรงแสดงไว้ด้วย ซึ่งพระสงฆ์กล่าวคือหมู่พระอริยบุคคล ๘ ผู้ ดำรงอยู่ในโลกุตรธรรมนั้นด้วย ว่าเป็นสรณะ คือเป็นที่ต้านทาน เป็นที่ เร้น เป็นที่พึ่ง เพราะประกอบด้วยพระรัตนตรัยที่ยอดเยี่ยมเหล่านั้น และ เพราะทำวัฏฏทุกข์ทั้งสิ้นให้พินาศ. จบ อรรถกถาอุพพิริเถรีคาถา
หน้า 97 ข้อ 435
๖. สุกกาเถรีคาถา [๔๓๕] พวกมนุษย์ใน กรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำ อะไรกัน มัวดื่มน้ำผึ้งดีดนิ้วมืออยู่ ไม่เข้ไปหาพระ สุกกาเถรี ผู้แสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากันเลย เหมือนชนเหล่าอื่นผู้มีปัญญา ย่อมดื่มคำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้านั้น ซึ่งเป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็น ธรรมทำผู้ฟังให้ชุ่มชื่น มีโอชะ เหมือนคนเดินทาง ไกล ดื่มน้ำฝนฉะนั้น. พระสุกกาเถรีมีธรรมบริสุทธิ์ ปราศจากราคะ มีจิตตั้งมั่นชนะมารพร้อมทั้งพาหนะ ทรงไว้ซึงร่างกายอันมีในที่สุด. จบ สุกกาเถรีคาถา ๖. อรรถกถาสุกกาเถรีคาถา คาถาว่า กึ เม กตา ราชคเห เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อสุกกา. แม้พระเถรีชื่อสุกกาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาลแห่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี เกิดในเรือนตระกูลในพระนครพันธุมดี รู้ความแล้วไปวิหารกับอุบาสิกาทั้งหลาย ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา
หน้า 98 ข้อ 435
ได้ศรัทธาบวชแล้วได้เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปฏิภาณ เธอประพฤติพรหม- จรรย์ในที่นั้นหลายพันปี ตายอย่างปุถุชนนั่นเอง บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต. เธอรักษาศีลในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๓ พระองค์อย่างนี้ คือกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี แม้แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าสิขี แม้แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าเวสสภูก็เหมือนกัน ได้ เป็นพหูสูต ทรงธรรม เธอบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ได้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ เป็นธรรมกถึก เหมือนกัน. เธอสั่งสมบุญเป็นอันมากในภพนั้น ๆ ด้วยประการฉะนี้ ท่องเที่ยวอยู่ ในสุคติภูมิทั้งหลายเท่านั้น ในพุทธุปปาทกาลนี้เกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล กรุงราชคฤห์ ได้นามว่า สุกกา เธอรู้ความแล้วได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกาใน คราวพระศาสดาเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ ต่อมาได้ฟังธรรมในสำนักของพระ- ธัมมทินนาเถรี เกิดความสังเวช บวชในสำนักของพระธัมมทินนาเถรีนั้นเอง เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายก ของโลก พระนามว่าวิปัสสีมีพระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้ง ซึ่งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นข้าพเจ้า เกิดในตระกูลหนึ่งในพระนครพันธุมดีได้ฟังธรรมของ พระมุนีแล้วบวชเป็นภิกษุณี เป็นพหูสูต ทรงธรรม มีปฏิภาณ กล่าวธรรมกถาไพเราะ ปฏิบัติตามพระ- พุทธศาสนา ครั้งนั้น ข้าพเจ้าแสดงธรรมกถา เพื่อ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๕ สุกกาเถรีอปทาน.
หน้า 99 ข้อ 435
ประโยชน์แก่ชุมชนทุกเมื่อ ข้าพเจ้าเคลื่อนจากอัต- ภาพนั้นแล้ว เกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต เป็นเทพธิดามี ยศ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระนาม ว่าสุขี มีรัศมีดังไฟ งามสง่าอยู่ในโลกด้วยยศ ประ- เสริฐกว่าเหล่าบัณฑิต เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้ง นั้น ข้าพเจ้าบวชแล้ว เป็นผู้ฉลาดในพระพุทธศาสนา ยังพระพุทธพจน์ให้กระจ่าง แล้วเคลื่อนจากอัตภาพ แม้นั้นไปสวรรค์ชั้นไตรทิพย์ ในกัปที่ ๓๑ แต่ภัทรกัป นี้ พระพุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่า เวสสภู ผู้มีธรรมดังว่ายานใหญ่ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนอย่างก่อนนั้นแล บวชแล้วเป็นผู้ทรงธรรม ยังพระพุทธศาสนาให้กระ- จ่างแล้ว ไปเมืองสวรรค์ที่น่ารื่นรมย์ ได้เสวยความ สุขมาก ในภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารผู้อุดมพระนามว่า กกุสันธะ ผู้เป็นสรณะของนรชน เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็เป็นเหมือนอย่างก่อนนั้นแล บวชแล้วยัง พระพุทธศาสนาให้กระจ่างจนตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้ว ได้ไปสู่สวรรค์ชั้นไตรทศ เหมือนอย่างไปที่อยู่ของตน ในภัทรกัปนี้แล พระ- พุทธเจ้าผู้เป็นนายกของโลก พระนามว่าโกนาคมนะ ผู้ประเสริฐกว่าเหล่าบัณฑิต สูงสุดกว่าสรรพสัตว์เสด็จ อุบัติขึ้นแล้ว แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็บวชในศาสนา ของพระองค์ผู้คงที่ เป็นพหูสูต ทรงธรรม ยังพระ-
หน้า 100 ข้อ 435
พุทธศาสนาให้กระจ่าง ในภัทรกัปนี้เหมือนกันพระมุนี ผู้สูงสุดพระนามว่ากัสสปะ ผู้เป็นสรณะแห่งสัตว์โลก ไม่มีข้าศึก ถึงที่สุดแห่งมรณะ เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ข้าพเจ้าบวชในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็น ปราชญ์ของนรชนแม้พระองค์นั้น ศึกษาพระสัทธรรม แล้วชำนาญในปริปุจฉา ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพเจ้า มีศีลงาม มีความละอาย ฉลาดในไตรสิกขา แสดง ธรรมกถามากจนตลอดชีวิต ด้วยวิบากแห่งกรรมนั้น และด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างกาย มนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภพหลังครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีที่มั่งคั่ง สั่งสมรัตนะไว้ มาก. ในกรุงราชคฤห์อันอุดม เมื่อพระผู้เป็นนายก ของโลกอันภิกษุขีณาสพพันหนึ่งเป็นบริวารสรรเสริญ แล้ว เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง ฝึกอินทรีย์แล้วพ้นขาดจากสรรพกิเลส มีพระฉวีเปล่ง ปลั่งดังแท่งทองสิงคี พร้อมด้วยพระขีณาสพ ซึ่งเคย เป็นชฏิลผู้ฝึกอินทรีย์แล้ว พ้นขาดจาก สรรพกิเลส เสด็จเข้ากรุงราชคฤห์. ข้าพเจ้าได้เห็นพระพุทธานุภาพนั้น และได้ฟัง พระธรรมเป็นที่สั่งสมคุณแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใสใน พระพุทธเจ้า บูชาพระองค์ผู้มีพลธรรมมาก กาลต่อมา ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นภิกษุณี ในสำนักของ พระธัมมทินนาเถรี ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลายในเมื่อ
หน้า 101 ข้อ 435
กำลังปลงผมอยู่ บวชแล้วไม่นาน ศึกษาศาสนธรรม ได้ทั่ว. แต่นั้นได้แสดงธรรมในสมาคมมหาชน เมื่อ ข้าพเจ้าแสดงธรรมอยู่ ธรรมาภิสมัยได้มีแก่ประชุมชน หลายพัน. มียักษ์ตนหนึ่งได้ทราบธรรมนั้นแล้วเกิด อัศจรรย์ใจเลื่อมใสข้าพเจ้า ไปยังกรุงราชคฤห์. พวก มนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำอะไรกัน มัวดื่มน้ำผึ้ง ดีดนิ้วมืออยู่ ไม่เข้าไปหาพระสุกกาเถรีผู้แสดงอมตบท กันเลย เหมือนชนเหล่าอื่นผู้มีปัญญา ย่อมดื่มอมตบท นั้น ซึ่งเป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็นธรรมทำผู้ฟัง ให้ชุ่มชื่น มีโอชะ เหมือนคนเดินทางไกลดื่มน้ำฝน ฉะนั้น. ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นผู้มีความ ชำนาญในฤทธิ์ มีความชำนาญในทิพโสตธาตุ มี ความชำนาญในเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิวาสญาณและ ทิพยจักษุอันหมดจดวิเศษมีอาสวะทั้งปวงหมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่มิได้มี ข้าแต้พระมหาวีระ ข้าพระองค์มี ญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติ และปฏิภาณ เกิดขึ้น แล้วในสำนักของพระองค์ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอน ภพทั้งหลายได้หมดแล้วตัดเครื่องผูกพันเหมือนช้างพัง ตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การมาเฝ้าพระพุทธ- เจ้า ผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการ มาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้า
หน้า 102 ข้อ 435
ได้ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วได้เป็นมหาธรรมกถึก มีภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ องค์เป็นบริวาร วันหนึ่งพระเถรีนั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ ฉัน เสร็จแล้วเข้าไปยังสำนักภิกษุณี แสดงธรรมแก่บริษัทใหญ่ที่นั่งประชุมกันอยู่ เหมือนคั้นรวงผึ้งให้คนดื่มรสน้ำผึ้ง เหมือนรดด้วยน้ำอมฤต บริษัทเงี่ยโสต ฟังธรรมกถาของพระเถรีนั้นมีใจไม่ฟุ้งซ่าน ฟังอยู่โดยเคารพ ขณะนั้นเทวดา ผู้สิงอยู่บนต้นไม้ท้ายที่จงกรมของพระเถรี เลื่อมใสในธรรมเทศนาจึงเข้าไป ยังกรุงราชคฤห์ เที่ยวประกาศคุณของพระเถรีนั้นจากถนนนี้ไปตามถนนนั้น จากสี่แยกนี้ไปสีแยกนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ว่า พวกมนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำอะไรกัน มัวดื่มน้ำผึ้งดีดนิ้วมืออยู่ ไม่เข้าไปหาพระสุกกาเถรี ผู้แสดงคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้ากันเลย เหมือนชน เหล่าอื่นผู้มีปัญญา ย่อมดื่มคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า นั้น ซึ่งเป็นธรรมไม่นำกลับหลัง เป็นธรรมทำผู้ฟัง ให้ชุ่มชื่น มีโอชะ เหมือนคนเดินทางไกลดื่มน้ำฝน ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิ เม กตา ราชคเห มนุสฺสา ความว่า พวกมนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านี้ทำอะไร คือขวนขวายในกิจชื่อ อะไร. บทว่า มธุํ ปีตา ว อจฺฉเร ความว่า คนทั้งหลายถือรวงผึ้ง ดื่ม น้ำผึ้งอยู่ เป็นผู้ปราศจากสัญญา ไม่อาจยกศรีษะขึ้นได้ฉันใด แม้พวกมนุษย์ ในกรุงราชคฤห์เหล่านั้น ก็ฉันนั้น เหมือนเป็นผู้ปราศจากสัญญาในธรรม.
หน้า 103 ข้อ 435
สัญญา ย่อมไม่อาจยกศีรษะขึ้นได้ อธิบายว่า มัวดีดนิ้วมืออยู่อย่างเดียวเท่า นั้น. บทว่า เย สุกฺกํ น อุปาสนฺติ เทเสนฺตึ พุทฺธสาสนํ ความว่า ไม่เข้าไปหา คือไม่เข้าไปนั่งใกล้พระเถรีสุกกา ผู้แสดงคือประกาศคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า คือของพระผู้มีพระภาคเจ้า โดยแน่นอน ประกอบความ ว่า พวกมนุษย์ในกรุงราชคฤห์เหล่านั้น มัวทำอะไรกัน. บทว่า ตญฺจ อปฺปฏิวานียํ ความว่า ซึ่งธรรมนั้นอันเป็นธรรม ไม่นำกลับ เป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ เป็นธรรมทำความชุ่มชื่น ชื่อว่า เป็นธรรมทำผู้พึงให้ชุ่มชื่น เพราะเป็นธรรมไพเราะหรือเป็นธรรมจับใจโดย การฟังของชนผู้ฟัง ไม่เติมของปรุงรสอาหาร มีรสมากตามปกตินั่นแหละ เพราะเหตุนั้นเองจึงชื่อว่ามีโอชะ. บาลีว่า โอสธํ ก็มี ความว่า เป็นยา สำหรับเยียวยาพยาธิคือวัฏทุกข์ทั้งหลาย. บทว่า ปิวนฺติ มญฺเ สปฺปญฺา วลาหกมิวทฺธคู ความว่า ผู้มีปัญญา คือคนผู้เป็นบัณฑิต เหมือนย่อมดื่ม คือย่อมฟัง ราวกะว่าดื่มอยู่ซึ่งธรรมนั้น เหมือนคนเดินทางในที่กันดารเพราะ ขาดน้ำ ดื่มน้ำที่ไหลจากระหว่างเมฆฉะนั้น. มนุษย์ทั้งหลายได้ฟังดังนั้นแล้วมีใจเลื่อมใส เข้าไปยังสำนักของพระ เถรี ฟังธรรมโดยเคารพ กาลต่อมา ในกาลเป็นที่ปรินิพพาน ซึ่งเป็นกาล สิ้นสุดอายุของพระเถรี พระเถรีพยากรณ์พระอรหัตผล เพื่อประกาศว่าศาสน- ธรรมเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ได้กล่าวคาถานี้ว่า พระสุกกาเถรีมีธรรมบริสุทธิ์ ปราศจากราคะ มีจิตตั้งมั่น ชนะมาร พร้อมทั้งพาหนะ ทรงไว้ซึ่ง ร่างกายอันมีในที่สุด.
หน้า 104 ข้อ 436
พระสุกกาเถรีแสดงตนนั่นแหละเป็นเหมือนผู้อื่น ด้วยบทว่า สุกฺกา ในคาถานั้น. บทว่า สุกฺเกหิ ธมฺเมหิ ได้แก่ มีธรรมบริสุทธิ์ดี คือ โลกุตรธรรม. บทว่า วีตราคา สมาหิตา ความว่า มีราคะไปปราศแล้ว โดยประการทั้งปวง ด้วยอรหัตมรรค มีจิตตั้งมั่นด้วยอรหัตผลสมาธิ. คำที่ เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วนั่นแล. จบ อรรถกถาสุกกาเถรีคาถา ๗. เสลาเถรีคาถา มารกล่าวกะพระเสลาเถรีว่า [๔๓๖] นิพพานอันเป็นที่สลัดออกไม่มีในโลก ท่านจักทำประโยชน์อะไรได้ด้วยวิเวกเล่า ท่านจงบริ- โภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้เดือด ร้อนภายหลังเลย. พระเสลาเถรีกล่าวว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาวครอบงำ ขันธ์ทั้งหลายไว้ ท่านกล่าวถึงความยินดีในกามใด บัดนี้เราไม่มีความยินดีในกามนั้นแล้ว เรากำจัดความ เพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่งความมืด ได้แล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อน มารผู้ทำที่สุด ตัวท่านถูกเรากำจัดแล้ว. จบ เสลาเถรีคาถา
หน้า 105 ข้อ 436
๗. อรรถกถาเสลาเถรีคาถา คาถาว่า นตฺถิ นิสฺสรณํ โลเก เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อเสลา. แม้พระเถรีชื่อเสลาองค์นี้ ก็ได้สร้างบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ เกิดใน เรือนแห่งตระกูลในพระนครหังสวดี รู้ความแล้ว บิดามารดายกให้แก่กุลบุตร ผู้มีชาติตระกูลเสมอกัน อยู่ร่วมกับกุลบุตรนั้นอย่างสุขสบายหลายร้อยปี เมื่อ กุลบุตรนั้นตาย แม้ตนเองก็ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับแล้ว เกิดความสังเวช แสวงหาว่าอะไรเป็นกุศล เที่ยวไปจากอารามนั้น ไปอารามนั้น จากวิหารนี้ไป วิหารนั้น อยู่ตลอดเวลา ด้วยปรารถนาจักฟังธรรมในสำนักของสมพราหมณ์ วันหนึ่งเข้าไปยังต้นไม้เป็นที่ตรัสรู้ของพระศาสดา นั่งคิดอยู่ว่า ถ้าพระผู้มี- พระภาคพุทธเจ้า เป็นผู้ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้เสมอด้วยผู้ที่ไม่มีใครเสมอ เป็นผู้หาบุคคลเปรียบมิได้จริง ขอต้นโพธิ์นี้จงแสดงปาฏิหาริย์แก่ข้าพเจ้า ต้นโพธิ์ได้สว่างโพลงในลำดับจิตตุปบาทเช่นนั้นของนางนั้นทันที กิ่งทั้งหลาย ปรากฏเป็นทองไปหมด สว่างไสวไปทุกทิศ นางเห็นปาฏิหาริย์ดังนั้นมีใจ เลื่อมใส แสดงความเคารพความนับถือ นั่งประคองอัญชลีไว้เหนือศีรษะอยู่ ณ ที่นั้นเอง ตลอดเจ็ดคืนเจ็ดวัน ในวันที่ ๗ ได้กระทำบูชาสักการะอย่าง โอฬาร ด้วยบุญกรรมนั้นนางท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและมนุษยโลก ในพุทธุป- ปาทกาลนี้ เกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้าอาฬวีกราช มีนามว่า เสลา เเต่คน ทั้งหลายเรียกเธอว่า อาฬวิกา เพราะเป็นธิดาของพระเจ้าอาฬวีกราช เธอรู้ ความแล้ว เมื่อพระศาสดาทรงทรมานอาฬวกยักษ์ ประทานบาตรและจีวรไว้
หน้า 106 ข้อ 436
ในมือของอาฬวกยักษ์ เสด็จเข้าพระนครอาฬวีกับอาฬวกยักษ์นั้น เธอเป็น ทาริกาเข้าไปเฝ้าพระศาสดากับพระราชา ฟังธรรมแล้วได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกา. กาลต่อมา เธอเกิดความสังเวช บวชในหมู่ภิกษุณี ทำกิจเบื้องต้น แล้วเริ่มเจริญวิปัสสนา พิจารณาสังขารทั้งหลาย มีญาณแก่กล้าเพราะสมบูรณ์ ด้วยอุปนิสัย ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้นท่านจึงกล่าวไว้ ในอปทานว่า๑ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นหญิงท่องเที่ยวอยู่ใน พระนครหังสวดี ข้าพเจ้าต้องการกุศลจึงเที่ยวจาก อารามนี้ไปอารามนั้น ได้เห็นต้นโพธิ์อันอุดมในวัน กาฬปักษ์ ยังจิตให้เลื่อมใสในต้นโพธินั้นแล้วนั่งที่ โคนต้นโพธิ์ ตั้งจิตเคารพกระทำอัญชลีไว้เหนือศีรษะ แสดงควานโสมนัส แล้วคิดอย่างนี้ในขณะนั้นว่า ถ้า พระพุทธเจ้ามีพระคุณนับไม่ได้ ไม่มีบุคคลเปรียบ เสมอไซร้ ก็ขอได้โปรดแสดงปาฏิหาริย์แก่เราเถิด ขอโพธิ์ต้นนี้จงเปล่งรัศมีเถิด ทันใดนั้นเอง ต้นโพธิ์ ก็สว่างโพลงพร้อมกับที่ข้าพเจ้านึก ได้มีรัศมีเป็นสีทอง ล้วน สว่างไสวไปทุกทิศ ข้าพเจ้านั่งที่โคนต้นโพธิ์ นั้น ๗ คืน ๗ วัน ครั้นถึงวันที่ ๗ ข้าพเจ้าได้บูชาด้วย ประทีป ประทีป ๕ ดวงสว่างโพลงล้อมรอบอาสนะ ครั้งนั้นประทีปของข้าพเจ้าสว่างโพลงอยู่จนพระอาทิตย์ ขึ้น ด้วยกรรมที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยความตั้งใจอัน แน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างมนุษย์แล้วได้ไปสวรรค์ชั้น ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๙ ปัญจทีปีกาเถรีอปทาน.
หน้า 107 ข้อ 436
ดาวดึงส์ วิมานที่บุญกรรมสร้างให้ข้าพเจ้าอย่างสวย งามในดาวดึงส์นั้น เรียกว่าเบญจประทีปวิมาน สูง ๑๐๐ โยชน์ กว้าง ๖๐ โยชน์ ประทีปนับไม่ถ้วนส่อง สว่างรอบข้าพเจ้า ทั่วเทพพิภพโชติช่วงด้วยแสงประ- ทีป คนที่หันหน้าไปทางทิศบูรพา ถ้าข้าพเจ้าปรารถนา จะเห็น ข้าพเจ้าย่อมเห็นได้ด้วยจักษุทุกคน ทั้งเบื้อง บนเบื้องล่างและเบื้องขวางข้าพเจ้าหวังจะเห็นกรรมดี และกรรมชั่วที่คนทำในที่มีประมาณเท่าใด ที่มีประมาณ เท่านั้น ย่อมไม่มีต้นไม้หรือภูเขามากางกั้น ข้าพเจ้า ได้เป็นมเหสีของเทวราช ๘๐ องค์ ได้เป็นมเหสีของ พระเจ้าจักรพรรดิ ๑๐๐ องค์ ข้าพเจ้าเข้าถึงกำเนิดใด ๆ คือเป็นเทวดาหรือมนุษย์ ในกำเนิดนั้น ๆ ประทีปตั้ง แสนส่องสว่างรอบข้าพเจ้า ข้าพเจ้าจุติจากเทวโลกแล้ว เกิดในครรภ์ของมารดา เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในครรภ์ของ มารดา นัยน์ตาของข้าพเจ้าไม่หลับ ประทีปตั้งแสน ดวงส่องสว่างอยู่ในเรือนคลอดของข้าพเจ้าผู้พร้อม เพรียงด้วยบุญกรรม นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง เมื่อ ถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้ากลับได้ฉันทะที่มีในใจ เห็น พระนิพพานซึ่งไม่มีชราไม่มีมรณะ เป็นสภาวะเยือก เย็น พอเกิดได้ ๗ ขวบ ข้าพเจ้าก็ได้บรรลุพระอรหัต พระโคตมะพุทธเจ้าทรงทราบคุณ จึงให้ข้าพเจ้าอุป- สมบทข้าพเจ้าเข้าฌานอยู่ในมณฑป โคนไม้ ปราสาท ถ้ำ หรือเรือนว่างก็ตาม ประทีป ๕ ดวงย่อมส่องสว่าง
หน้า 108 ข้อ 436
ให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีทิพยจักษุบริสุทธิ์ ฉลาดในสมาธิ บรรลุอภิญญาบารมี นี้เป็นผลแห่ง ประทีป ๕ ดวง ข้าพเจ้าอยู่จบพรหมจรรย์ทั้งปวง ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่ มีอาสวะ ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีจักษุ ข้าพระองค์ผู้ชื่อ ว่าปัญจทีปา ขอถวายบังคมพระยุคลบาท ในกัปที่หนึ่ง แสนแต่ภัทรกัปนี้ ข้าพระองค์ได้ถวายประทีปใดใน กาลนั้น ด้วยการถวายประทีปนั้น ข้าพระองค์ไม่รู้ จักทุคติเลย นี้เป็นผลแห่งประทีป ๕ ดวง ข้าพเจ้า เผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้งหลายได้หมดแล้ว ตัดเครื่อง ผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้าเป็น การ มาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิ- สัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้าทำให้แจ้ง แล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีอยู่ในกรุงสาวัตถี วันหนึ่งเวลาปัจฉาภัต ออกจากกรุงสาวัตถี เข้าสู่ป่าอันธวันเพื่อต้องการพักผ่อนกลางวัน นั่งอยู่ที่ โคนไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น มารประสงค์จะกำจัดพระเถรีนั้นให้พ้นจากวิเวกจึง แปลงรูปเข้าไปกล่าวคาถาว่า นิพพานอันเป็นที่สลัดออกไม่นึกในโลก ท่าน จักทำประโยชน์อะไรได้ด้วยวิเวกเล่า ท่านจงบริโภค
หน้า 109 ข้อ 436
ความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้เดือดร้อน ในภายหลังเลย. คาถานั้นมีความว่า เมื่อสอบสวนดูแม้ลัทธิทั้งปวงชื่อว่านิพพานอัน เป็นที่สลัดออก ไม่มีในโลก. คำนี้เป็นเพียงโวหาร ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลาย นั้น ๆ ปฏิญาณตามความพอใจเท่านั้น เพราะฉะนั้น ท่านจักทำประโยชน์อะไร ด้วยวิเวกเล่า คือท่านยังตั้งอยู่ในปฐมวัยที่สมบูรณ์เห็นปานนี้ จักทำประ- โยชน์อะไรด้วยกายวิเวกนี้เล่า เมื่อเป็นเช่นนี้ ท่านจงบริโภคความยินดีในกาม ทั้งหลาย คือจงกลับเสวยความยินดีในการเล่น ที่อาศัยวัตถุกามและกิเลสกาม เถิด เพราะเหตุไร. บทว่า มาหุ ปจฺฉานุตาปินี อธิบายว่า ท่านอย่าได้ มีความเดือดร้อนภายหลังว่า เราประพฤติพรหมจรรย์เพื่อนิพพานใด นิพพาน นั้นไม่มีเลย เพราะเหตุนั้นเองเราจึงไม่ได้บรรลุนิพพานนั้น ทั้งยังเสื่อมจาก กามโภคะเสียด้วย เราพินาศหนอ. พระเถรีได้ฟังดังนั้นคิดว่า มารที่คัดค้านพระนิพพานซึ่งประจักษ์แก่ เรา และยังเชื้อเชิญเราในกามทั้งหลาย ไม่รู้ว่าเราเป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้ว ผู้นี้ โง่แท้ เอาเถอะ เราจักให้เขารู้เรื่องนั้นแล้วจักคุกคามเขา จึงกล่าวคาถา ๒ คาถานี้ว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว ครอบ งำขันธ์ทั้งหลายไว้ ท่านกล่าวถึงความยินดีในกามใด บัดนี้เราไม่มีความยินดีในกามนั้นแล้ว เรากำจัด ความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่ง ความมืดได้แล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านถูกเรากำจัดแล้ว.
หน้า 110 ข้อ 436
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตฺติสูลูปมา กามา ความว่า ชื่อว่า กามทั้งหลาย พึงเห็นว่าเหมือนหอกและเหมือนหลาวที่ติดอยู่ เพราะแทงตลอด สัตว์ผู้ยึดมั่นนั้น. บทว่า ขนฺธา ได้แก่ อุปาทานขันธ์. บทว่า อาสํ ได้แก่ เหล่านั้น. บทว่า อธิกุฏฺฏนา ได้แก่ เป็นที่ตั้งมั่นเพื่อการตัด ความว่า เป็น ที่ยึดถืออย่างยิ่ง เพราะสัตว์ทั้งหลาย ยึดถืออย่างยิ่ง ซึ่งขันธ์ทั้งหลายแล้ว ย่อมถูก ประหารถูกทำลายด้วยกามทั้งหลาย. บทว่า ยํ ติวํ กามรตึ พฺรูสิ อรตี ทานิ สา มม ความว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านกล่าวความยินดีใน กามใดว่าน่ายินดี น่าเสพ บัดนี้ ความยินดีในกามนั้นเป็นเช่นกับอุจจาระ เพราะเราไม่ยินดี เราไม่มีความต้องการอะไร ๆ ด้วยความยินดีในกามนั้น. ด้วยบทว่า สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ เป็นต้น ในคาถานั้น ท่าน กล่าวถึงเหตุ. บทว่า เอวํ ชานาหิ ในคาถานั้น ความว่า ท่านจงรู้ว่าเรา ละตัณหาและอวิชชาได้หมดแล้ว อธิบายว่า ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ผู้มี ความประพฤติลามก เพราะเหตุนั้นแหละ เราจึงได้กำจัดคือเบียดเบียนท่าน ด้วยการทำลายกำลังและก้าวล่วงวิสัย แต่ท่านจะเบียดเบียนเราไม่ได้. มารถูกพระเถรีคุกคามอย่างนี้แล้ว ได้อันตรธานไปในที่นั้นเอง. แม้ พระเถรีก็พักผ่อนอยู่ตลอดวันในป่าอันธวัน ด้วยความสุขอันเกิดแต่ผลสมาบัติ เวลาเย็นจึงได้ไปยังที่อยู่นั่นแล. จบ อรรถกถาเสลาเถรีคาถา
หน้า 111 ข้อ 437
๘. โสมาเถรีคาถา มารกล่าวว่า [๔๓๗] ฐานะคือพระอรหัต อันฤาษีทั้งหลายพึง บรรลุบุคคลเหล่าอื่นให้เจริญได้ยาก ท่านเป็นหญิงมี ปัญญาเพียง ๒ นิ้ว ไม่สามารถจะบรรลุฐานะนั้นได้. พระโสมาเถรีกล่าวว่า เมื่อจิตตั้งมั่นดี เมื่อญาณเป็นไปอยู่ เมื่อเราเห็น แจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ ความเป็นหญิงจะทำอะไรได้ เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงแล้ว ทำลาย กองแห่งความมืดได้แล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่าน จงรู้อย่างนี้ ดูก่อนมารผู้กระทำซึ่งที่สุด ตัวท่านถูกเรา กำจัดแล้ว. จบ โสมาเถรีคาถา ๘. อรรถกถาโสมาเถรีคาถา คาถาว่า ยนฺตํ อิสีหิ ปตฺตพฺพํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อโสมา. แม้พระเถรีชื่อโสมาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้น ๆ ในกาล แห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามสิขี เกิดในตระกูลกษัตริย์มหาศาล รู้ความ แล้วได้เป็นอัครมเหสีของพระเจ้าอรุณราช เรื่องอดีตทั้งหมดเหมือนเรื่องของ พระอภยาเถรี ส่วนเรื่องปัจจุบันดังนี้ พระเถรีท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกและ มนุษยโลกนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้เกิดเป็นธิดาปุโรหิตของพระเจ้าพิมพิสาร
หน้า 112 ข้อ 437
กรุงราชคฤห์มีนามว่า โสมา เธอรู้ความแล้วได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกาในคราว พระศาสดาเสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ เวลาต่อมา เกิดควานสังเวช บวชในหมู่ ภิกษุณี ทำกิจเบื้องต้นแล้ว เจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในพระนครอรุณวดีมีกษัตริย์พระนามว่า อรุณ- ราช ข้าพเจ้าเป็นมเหสีของท้าวเธอ ข้าพเจ้าร้อยพวง มาลัยอยู่ ฯลฯ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ- เจ้าแล้ว. เรื่องทั้งหมด เหมือนอปทานของพระอภยาเถรี. พระโสมาเถรีนั้น ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ในกรุงสาวัตถีด้วย วิมุตติสุข วันหนึ่งเข้าสู่ป่าอันธวันเพื่อต้องการพักผ่อนกลางวัน นั่งอยู่ที่โคน ต้นไม้แห่งหนึ่ง ครั้งนั้น มารประสงค์จะตัดพระเถรีนั้นจากวิเวก หายตัวเข้า ไปยืนอยู่ในอากาศ กล่าวคาถานี้ว่า. ฐานะคือพระอรหัต อันฤาษีทั้งหลายพึงบรรลุ บุคคลเหล่าอื่นให้เจริญได้ยาก ท่านเป็นหญิงมีปัญญา เพียง ๒ นิ้ว ไม่สามารถจะบรรลุฐานะนั้นได้. คาถานั้นมีความว่า ฐานะนั้นคือฐานะอันประเสริฐอย่างยิ่ง กล่าวคือ พระอรหัต ผู้มีปัญญามากมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ที่ได้นามว่า ฤาษี เพราะ อรรถว่าแสวงหาคุณธรรมมีศีลขันธ์เป็นต้นพึงบรรลุ แต่คนเหล่าอื่นให้เจริญได้ ยาก คือให้สำเร็จได้โดยยาก ผู้หญิงมีปัญญาแค่ ๒ นิ้ว คือมีปัญญาทราม ไม่ สามารถจะบรรลุฐานะนั้นได้ ธรรมดาหญิงทั้งหลาย ตั้งแต่อายุได้ ๗-๘ ขวบ ก็หุงข้าวอยู่ตลอดกาล เอาข้าวสารใส่ในน้ำเดือด ย่อมไม่รู้ว่าข้าวสุกแล้วด้วย ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๘ สัตตอุปปลมาลิกาเถรีอปทาน.
หน้า 113 ข้อ 437
เหตุเพียงเท่านี้ แต่เมื่อข้าวสารกำลังเดือด เอาทัพพีตักขึ้นแล้วบี้ด้วยนิ้วมือ ๒ นิ้ว ย่อมรู้ได้ ฉะนั้นมารจึงกล่าวว่า ทฺวงฺคุลิปญฺาย ดังนี้. พระเถรีได้ฟังดังนั้นแล้ว เมื่อจะกำหราบมารได้กล่าวคาถา ๒ คาถา นอกนี้ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นดี เมื่อญาณเป็นไปอยู่ เมื่อเราเห็น แจ้งซึ่งธรรมโดยชอบ ความเป็นหญิงจะทำอะไรเราได้ เรากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงแล้ว ทำลาย กองแห่งความมืดได้แล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้ อย่างนี้ดูก่อนมารผู้ทำที่สุด ตัวท่านลูกเรากำจัดแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิตฺถิภาโว โน กึ กยิรา ความว่า ความเป็นมาตุคามจะพึงทำอะไรแก่พวกเราได้ คือจะพึงให้เกิดความพรากจาก การบรรลุพระอรหัตได้อย่างไร. บทว่า จิตฺตมฺหิ สุสมาหิเต ความว่า เมื่อจิต ตั้งมั่นด้วยดีด้วยอรหัตมรรคสมาธิ. บทว่า าณมฺหิ วตฺตมานมฺหิ ความว่า ต่อแต่นั้น เมื่ออรหัตมรรคญาณเป็นไป. บทว่า สมฺมา ธมฺมํ วิปสฺสโต ความว่า เมื่อเราเห็นสัจธรรม ๔ โดยชอบทีเดียว ด้วยวิธีมีกำหนดรู้เป็นต้น ก็ในข้อนี้มีความย่อดังนี้ว่า ดูก่อนมารผู้มีบาป หญิงก็ตาม ชายก็ตาม จงยกไว้ เมื่อบรรลุอรหัตมรรคแล้ว ความเป็นพระอรหันต์ก็อยู่ในเงื้อมมือเท่านั้นแล. บัดนี้ พระเถรีเมื่อจะแสดงว่าตนบรรลุแล้วตรง ๆ ทีเดียวแก่มารนั้น จึงกล่าวคาถาว่า สพฺพตฺถ วิหตา นนฺทิ เป็นต้น คาถานั้นมีเนื้อความได้ กล่าวไว้แล้วแล. จบ อรรถกถาโสมาเถรีคาถา จบ อรรถกถาติกนิบาต
หน้า 114 ข้อ 438
เถรีคาถา จตุกกนิบาต ว่าด้วยคาถาในจตุกกนิบาต ๑. ภัททกาปิลานีเถรีคาถา [๔๓๘] พระมหากัสสปเถระผู้เป็นบุตร เป็น ทายาทของพระพุทธเจ้า มีจิตตั้งมั่นดี ท่านรู้ขันธ์ที่ อยู่อาศัยในก่อน เห็นสวรรค์และอบาย ถึงความสิ้น ชาติ เป็นผู้เสร็จกิจแล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็น พราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ด้วยวิชชา ๓ เหล่านี้ นาง ภัททกาปิลานีก็ได้วิชชา ๓ เหมือนพระมหากัสสปะ ละมัจจุได้ ทรงร่างกายนี้เป็นที่สุด ชนะมารพร้อมทั้ง พาหนะ เราทั้งสองเห็นโทษในโลกแล้วจึงบวช เป็น ผู้สิ้นอาสวะ ฝึกตนแล้ว มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. จบ ภัททกาปิลานีเถรีคาถา จบ จตุกกนิบาต
หน้า 115 ข้อ 438
อรรถกถาจตุกกนิบาต ๑. อรรถกถาภัททกาปิลานีเถรีคาถา ในจตุกกนิบาต มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้ :- คาถาว่า ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโท เป็นต้น เป็นคาถาของ พระเถรีชื่อภัททกาปิลานี. ได้ยินว่า ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ พระ เถรีนั้นเกิดในเรือนแห่งตระกูล ในพระนครหังสวดี รู้ความแล้ว ฟังธรรมใน สำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่งไว้ในตำแหน่ง เลิศของภิกษุณีผู้ระลึกชาติได้จึงการทำบุญญาธิการปรารถนาตำแหน่งนั้นแม้ เอง กระทำบุญตลอดชีวิต เคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลก และมนุษยโลก เมื่อพระพุทธเจ้ายังมิได้เสด็จอุบัติขึ้น เกิดในเรือนตระกูล ใน กรุงพาราณสี แล้วไปสู่ตระกูลสามี วันหนึ่งทะเลาะกับน้องสาวสามี เมื่อน้อง สาวสามีถวายบิณฑบาตแด่พระปัจเจกพุทธเจ้า นางคิดว่าหญิงนี้ถวายทานแด่ พระปัจเจกพุทธเจ้านี้แล้ว จักได้สมบัติโอฬาร รับบาตรจากหัตถ์ของพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าเทภัตตาหารทิ้ง เอาเปือกตมใส่เต็มถวาย มหาชนติเตียนว่า นางคนพาล พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านทำผิดอะไรเจ้าหรือ นางละอายเพราะคำ ของคนเหล่านั้น รับบาตรมาอีก เอาเปือกตมออกล้างบาตรแล้วขัดถูด้วยผง เครื่องหอม เอาของมีรสอร่อย ๔ อย่างใส่เต็ม และวางบาตรที่สว่างด้วยเนยใส ซึ่งมีสีเหมือนดอกบัว ที่ราดไว้ข้างบน ตั้งความปรารถนาว่า บิณฑบาตนี้มีแสง สว่างฉันใด ขอร่างกายของเราจงมีแสงสว่างฉันนั้น นางเคลื่อนจากอัตภาพนั้น แล้ว ท่องเที่ยวอยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายเท่านั้น ในกาลแห่งพระกัสสปพุทธเจ้า
หน้า 116 ข้อ 438
เกิดเป็นธิดาเศรษฐีมีสมบัติมาก ในกรุงพาราณสี ด้วยผลแห่งบุพกรรมจึงมี ร่างกายเหม็น พวกมนุษย์รังเกียจ นางเกิดความสังเวชจึงเอาเครื่องประดับ ของตนสร้างอิฐทองประดิษฐานไว้ที่เจดีย์ของพระผู้มีพระภาคเจ้า และถือดอก อุบลบูชา ด้วยบุญกรรมนั้นร่างกายของนางมีกลิ่นหอมจับใจในภพนั้นเอง นาง เป็นที่รักเป็นที่ชอบใจของสามี ทำกุศลตลอดชีวิตเคลื่อนจากอัตภาพนั้นเกิดใน สวรรค์ แม้ในสวรรค์นั้นก็ได้เสวยทิพยสุขตลอดชีวิต จุติจากสวรรค์นั้นเป็น ราชธิดาของพระเจ้าพาราณสี เสวยสมบัติเช่นกับสมบัติเทวดาในกรุงพาราณสี นั้น บำรุงพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายเป็นเวลานาน เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้า เหล่านั้นปรินิพพานแล้ว เกิดความสังเวช เป็นดาบสอยู่ในพระราชอุทยาน เจริญฌานทั้งหลายแล้วเกิดในพรหมโลก จุติจากพรหมโลกนั้นเกิดในเรือนของ ตระกูลพราหมณ์โกสิยโคตร ในสาคลนคร เติบโตขึ้นด้วยบริวารใหญ่ เจริญ วัยแล้วบิดามารดานำไปสู่เรือนของปิปผลิกุมารในมหาติตถคาม เมื่อปิปผลิกุมาร ออกบวช นางละโภคะกองใหญ่และญาติหมู่ใหญ่ออกเพื่อต้องการบวช เข้าไป อยู่ในอารามเดียรถีย์ ๕ ปี เวลาต่อมา นางได้บรรชาและอุปสมบทในสำนัก ของพระมหาปชาบดีโคตมี เริ่มตั้งวิปัสสนา ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามว่าปทุมุตตระ ผู้รู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายก ของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ในพระนคร หังสวดี มีเศรษฐีชื่อว่าวิเทหะ เป็นผู้มีรัตนะมาก ข้าพเจ้าเป็นชายาของเขา บางครั้ง เศรษฐีนั้นพร้อมกับ ชนบริวารเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้เป็นดังดวงอาทิตย์ ของนรชนได้ฟังธรรมของพระพุทธองค์ซึ่งเป็นเหตุนำ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๗. ภัททกาปิลานีเถรีอปทาน.
หน้า 117 ข้อ 438
มาซึ่งความสิ้นทุกข์ทั้งปวง พระผู้เป็นนายกของโลก ทรงประกาศสาวกองค์หนึ่ง ว่าเป็นเลิศของสาวกผู้ กล่าวสรรเสริญธุดงค์ เศรษฐีสามีของข้าพเจ้าได้ฟัง แล้ว ได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้าผู้คงที่ ตลอด ๗ วัน แล้วซบเศียรลงแทบพระยุคลบาท ปรารถนาตำแหน่ง นั้น ก็ในกาลนั้นพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐกว่านรชน เมื่อจะทรงให้บริษัทรื่นเริง ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ เพื่อทรงอนุเคราะห์เศรษฐีว่า ดูก่อนลูก เธอจักได้ ตำแหน่งที่ปรารถนา จงเย็นใจเถิด ในกัปที่หนึ่งแสน แต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดาพระนานว่าโคตมะ มีพระ- สมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจักมีในโลก พระ- ศาสดาพระองค์นั้นจักมีธรรมทายาท จักมีโอรสอัน ธรรมนิรมิต จักมีสาวกนามว่ากัสสปะ เศรษฐีได้ฟัง พุทธพยากรณ์ดังนั้น เบิกบานใจ มีจิตประกอบด้วย เมตตาบำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายกวิเศษ ด้วยปัจจัย ทั้งหลายจนตลอดชีวิตในกาลนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า องค์นั้นทรงทำพระศาสนาให้รุ่งเรื่อง ทรงกำจัดเหล่า เดียรถีย์ชั่ว ๆ ทรงแนะนำผู้ที่ควรแนะนำแล้วพระองค์ กับทั้งพระสาวกก็ปรินิพพาน เมื่อพระองค์ผู้เป็นเลิศ ในโลกนั้นปรินิพพานแล้ว เศรษฐีนั้นเชิญญาติและ มิตรมาประชุมกัน พร้อมกับญาติและมิตรเหล่านั้นได้ สร้างพระสถูปสำเร็จด้วยรัตนะ สูง ๗ โยชน์ รุ่งเรือง ดังดวงอาทิตย์ และต้นพระยารังที่มีดอกบานสะพรั่ง
หน้า 118 ข้อ 438
เพื่อบูชาพระศาสดา ข้าพเจ้าได้ให้ช่าง ๗ คน เอา รัตนะ ๗ อย่าง ทำตะเกียง ๗๐๐,๐๐๐ ดวง เอาน้ำมัน หอมใส่เต็มทุกดวงตามประทีปไว้ในที่นั้น ๆ ลุกโพลง ดังไฟไหม้ป่าอ้อ เพื่อบูชาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ผู้ อนุเคราะห์สัตว์ทั้งปวง ข้าพเจ้าให้ช่างทำหม้อ ๗๐๐,๐๐๐ ใบ เต็มด้วยรัตนะต่าง ๆ มีวัตถุที่ควรบูชา อันเป็น ทอง ตั้งไว้ในท่ามกลางระหว่าง หม้อทุกๆ ๘ หม้อมีวรรณะรุ่งเรืองเหมือนพระอาทิตย์ในสารทกาล เพื่อบูชาพระศาสดาผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ที่ประตู ทั้ง ๔ มีเสาระเนียดล้วนแล้วไปด้วยรัตนะ มีแท่นที่ สำเร็จด้วยรัตนะตั้งไว้ งดงามน่ารื่นรมย์ มีคูปลูก พรรณดอกไม้น้ำเป็นระเบียบดี มีธงรัตนะยกขึ้นไว้ ล้วนแต่งามไพโรจน์ พระเจดีย์ที่สำเร็จด้วยรัตนะนั้น ๆ สร้างไว้มีสีสุกปลั่งงามดี มีวรรณะรุ่งเรื่องเหมือน พระอาทิตย์ที่มีรัศมีงามพระสถูปของข้าพเจ้ามี ๓ ด้าน ด้านหนึ่งเต็มด้วยหรดาล ด้านหนึ่งเต็มด้วยมโนศิลา ด้านหนึ่งเต็มด้วยแร่พลวง ข้าพเจ้าสร้างเครื่องบูชาที่ น่ารื่นรมย์เช่นนี้แล้ว ได้ถวายทานแด่พระสงฆ์ผู้กล่าว ธรรมอันประเสริฐตามกำลัง ตลอดชีวิต ข้าพเจ้ากับ เศรษฐีนั้นทำยัญเหล่านั้นโดยประการทั้งปวง ตลอด ชีวิต ได้ไปสู่สุคติพร้อมกัน ได้เสวยสมบัติทั้งที่เป็น ของเทวดาและของมนุษย์ ท่องเที่ยวไปกับเศรษฐีนั้น เหมือนเงาไปกับตัวฉะนั้น ในกัปที่ ๙๑ แต่ภัทรกัปนี้
หน้า 119 ข้อ 438
พระพุทธเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ผู้เป็นนายกของโลก มี พระเนตรงาม ทรงเห็นแจ้งธรรมทั้งปวง เสด็จอุบัติขึ้น แล้ว ครั้งนั้นในพระนครพันธุมดี มีพราหมณ์ที่ได้ รับยกย่องว่าเป็นผู้ดี เป็นผู้มั่งคั่ง สมบูรณ์ด้วยคุณ- ธรรมและทรัพย์ แต่ภายหลังกลับตกยาก แม้ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นพราหมณีของเขา มีใจเสมอกันบางคราว พราหมณ์นั้นเข้าไปเฝ้าพระมหามุนี ซึ่งประทับนั่ง แสดงอมตบทอยู่ในหมู่ชน ฟังธรรมแล้วเบิกบานใจ ได้ถวายผ้าห่มผืนหนึ่ง มีผ้านุ่งผืนเดียวกลับไปเรือน บอกข้าพเจ้าว่า แน่ะเธอผู้มีบุญมาก จงอนุโมทนาเถิด ฉันได้ถวายผ้าห่มแด่พระพุทธเจ้าแล้ว ครั้งนั้นข้าพเจ้า ทราบดีแล้วประนมมืออนุโมทนาว่า ข้าแต่นาย ผ้าห่ม ท่านถวายดีแล้วแด่พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐ ผู้คงที่ พราหมณ์กับข้าพเจ้ามีความเจริญด้วยสุขสมบัติร่วมกัน ท่องเที่ยวไปในภพน้อยภพใหญ่ ได้เป็นพระราชาผู้ยิ่ง ใหญ่ในกรุงพาราณสีที่รื่นรมย์ ครั้งนั้นข้าพเจ้าได้เป็น มเหสีของท้าวเธอ สูงกว่าพวกพระสนม เป็นที่สอง ของท้าวเธอ ท้าวเธอโปรดปรานข้าพเจ้าเพราะสิเนหา เนื่องมาแต่ภพก่อน ๆ พระราชานั้นทอดพระเนตรเห็น พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์กำลังเที่ยวบิณฑบาต ทรง เบิกบานพระทัย ได้ถวายบิณฑบาตอันควรแก่ค่ามาก แล้วทรงนิมนต์ไว้ ทรงสร้างมณฑปรัตนะผสมด้วย ทอง ที่พวกช่างทองทำไว้อย่างงดงาม สูง ๑๐๐ ศอก
หน้า 120 ข้อ 438
ท้าวเธอทรงเลื่อมใส รับสั่งให้อาราธนาพระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้นทั้งหมด ได้ถวายทานแด่พระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้นผู้เข้าไปในพระราชนิเวศน์ ด้วยพระ- หัตถ์ของพระองค์เอง แม้ครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็ได้ถวาย ทานร่วมกับพระเจ้ากาสีอีก ท้าวเธอพร้อมด้วยพระ ภาดามาเกิดในตระกูลกุฏุมพีที่มั่งคั่ง มีความสุข ข้าพเจ้าเป็นภรรยาของพราหมณ์ผู้พี่ ได้ประพฤติวัตร ในสามีเป็นอย่างดี. น้องชาย๑ของสามีของข้าพเจ้า เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้วเอาอาหารของพี่ชายถวาย แด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้น เมื่อพี่ชายมา ได้บอกว่า พระปัจเจกพุทธเจ้าท่านมิได้ยินดีทาน ขณะนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายทานแด่พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นสามี ของข้าพเจ้าถวายอาหารอันควรแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า เวลานั้นข้าพเจ้าโกรธเททานของพระปัจเจกพุทธเจ้า นั้นเสีย ได้ถวายบาตรที่เต็มด้วยเปือกตมแก่พระ ปัจเจกพุทธเจ้าผู้คงที่นั้น ครั้งนั้นข้าพเจ้าเห็นสามีมี หน้าแสดงว่ามีจิตสม่ำเสมอในการให้ การรับ การ ไม่เคารพ และการประทุษร้าย จึงสลดใจมาก สามี ของข้าพเจ้ารับบาตรมาแล้ว เอาน้ำหอมอย่างดีล้าง ให้สะอาด ข้าพเจ้ามีจิตเลื่อมใส ได้ถวายน้ำตาล กรวดกับเปรียงเต็มบาตร ข้าพเจ้าเกิดในภพไหน ๆ ก็มีรูปงาม เพราะถวายทาน แต่มีกลิ่นตัวเหม็น เพราะทำความไม่ดี หยาบหยามพระปัจเจกพุทธเจ้า ๑. อรรถกถาเถรีคาถา เป็นน้องสาว.
หน้า 121 ข้อ 438
เมื่อสามีสร้างพระเจดีย์แห่งพระกัสสปธีรเจ้าสำเร็จ แล้ว ข้าพเจ้ามีความยินดีได้ถวายแผ่นอิฐทองคำอย่าง ดี เอาแผ่นอิฐนั้นชุบจนเปียกด้วยน้ำหอมที่เกิดแต่ เครื่องหอม ๔ ชนิด จึงพ้นจากโทษที่มีกลิ่นตัวเหม็น งดงามดีทั่วสรรพางค์ แล้วให้ช่างเอารัตนะ ๗ ประการ ทำตะเกียง ๗๐๐,๐๐๐ ดวง ใส่เปรียงเต็ม ให้ใส่ไส้ ๑,๐๐๐ ไส้ ตามประทีปตั้งไว้ ๗ แถว เพื่อบูชาพระ- พุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของสัตว์โลก ด้วยจิตที่เลื่อมใส แม้ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าก็มีส่วนในบุญนั้นเป็นพิเศษ สามีของข้าพเจ้าเกิดในแคว้นกาสี มีนามปรากฏว่า สุมิตตะ ข้าพเจ้าเป็นภรรยานายสุมิตตะนั้น เจริญด้วย สุขสมบัติ เป็นที่รักของสามี ครั้งนั้นสามีได้ถวายผ้า โพกศีรษะเนื้อดีแก่พระปัจเจกมุนี แม้ข้าพเจ้าก็มีส่วน แห่งทานนั้นอนุโมทนาทานอันอุดม สามีเกิดในกำเนิด ชาวโกลิยะในแคว้นกาสี ครั้งนั้น สามีของข้าพเจ้า พร้อมกับบุตรชาวโกลิยะ ๕๐๐ คน ได้บำรุงพระปัจเจก พุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่า นั้นให้อยู่จำพรรษาตลอดไตรมาส และได้ถวายไตร จีวร ข้าพเจ้าเป็นไปตามครรลองแห่งบุญกรรม ได้ เป็นภรรยาของโกลิยบุตรคนนั้นในกาลนั้น โกลิยบุตร นั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วเป็นพระราชาพระนาม ว่า นันทะ มีพระอิสริยยศใหญ่ แม้ข้าพเจ้าก็ได้เป็น มเหสีของท้าวเธอ เป็นผู้มั่งคั่งด้วยกามสุขทุกอย่าง
หน้า 122 ข้อ 438
พระเจ้านันทะนั้นเคลื่อนจากอัตภาพนั้นแล้วเป็นพระ เจ้าพรหมทัต ผู้เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ครั้งนั้นข้าพเจ้า กับพระเจ้าพรหมทัต ได้อาราธนาพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ผู้เป็นพระโอรสของพระนางปทุมวดี ให้อยู่ ในพระราชอุทยานแล้วบำรุง และบูชาพระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้นผู้นิพพานแล้ว จนตลอดชีวิต เรา ทั้งสองสร้างพระเจดีย์ไว้หลายองค์ บวชแล้วเจริญ อัปปมัญญา ได้ไปสู่พรหมโลก จุติจากพรหมโลกแล้ว สามีของข้าพเจ้าเกิดเป็นพราหมณ์ชื่อปิปผลายนะ บ้าน มหาติตถะ มารดาชื่อสุมนเทวี บิดาเป็นพราหมณ์ โกสิโคตร ข้าพเจ้าเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์นามว่า กปิละ มารดาชื่อสุจีมดีในมัททชนบท เมืองสากลบุรี ที่อุดม บิดาหล่อรูปข้าพเจ้าด้วยทองแท่ง แล้วถวายรูป หล่อแก่พระกัสสปพุทธเจ้าผู้เว้นจากกามคุณทั้งหลาย พราหมณ์ปิปผลายนะนั้นเป็นหนุ่ม ไปตรวจตราการ งานในบางคราว เห็นสัตว์ทั้งหลายที่ถูกกาเป็นต้นกัด กินแล้วสลดใจ ครั้งนั้นข้าพเจ้าเห็นเมล็ดงาที่มีอยู่ได้ เรือน เอาออกผึ่งแดด มีเหล่าหนอนกัดกินอยู่ใน ความสลดใจ ครั้งนั้น ปิปผลายพราหมณ์ผู้มีปัญญา ออกบวชแล้ว ข้าพเจ้าก็บวชตาม อยู่อาศัยในสำนัก ปริพาชก ๕ ปี เมื่อพระนางโคตมี ผู้เป็นคนเลี้ยงดู พระพิชิตมารทรงผนวชแล้ว ข้าพเจ้าเข้าไปหาท่านใน คราวนั้น พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนแล้วไม่นานนักก็ได้
หน้า 123 ข้อ 438
บรรลุพระอรหัต โอ เรามีพระกัสสปะผู้มีศิริเป็น กัลยาณมิตร พระกัสสปเถระผู้เป็นบุตรเป็นทายาทของ พระพุทธเจ้า มีจิตตั้งมั่นดี ท่านรู้ขันธ์ที่อยู่อาศัยใน ก่อน เห็นสวรรค์และอบาย ถึงความสิ้นชาติเป็นผู้ เสร็จกิจแล้วเพราะรู้ยิ่ง เป็นมุนี เป็นพราหมณ์ผู้ได้ วิชชา ๓ ด้วยวิชชา ๓ เหล่านี้ นางภัททกาปิลานีก็ เหมือนกัน ได้วิชชา ๓ ละมัจจุราชได้ ทรงร่างกาย นี้เป็นที่สุด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะ เราทั้งสองเห็น โทษในโลกแล้วบวช เป็นผู้สิ้นอาสวะ ฝึกตนแล้ว มี ความเย็นดับสนิทแล้ว ข้าพเจ้าเผากิเลส ถอนภพได้ หมดแล้ว ตัดเครื่องผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือกเป็น ผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่ข้าพเจ้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้ ประเสริฐนี้ เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ ข้าพเจ้า บรรลุแล้วโดยลำดับ ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้าได้ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีภัททกาปิลานีได้เป็นผู้มีความ ชำนาญอย่างเชี่ยวชาญในปุพเพนิวาสญาณ เพราะได้สร้างสมบุญบารมีไว้อย่าง ดียิ่งในภพนั้น ๆ กาลต่อมาพระศาสดาประทับนั่งท่ามกลางอริยสงฆ์ ณ พระ เชตวัน ทรงตั้งเหล่าภิกษุณีไว้ในตำแหน่งทั้งหลายตามลำดับ ได้ทรงตั้งพระ เถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีทั้งหลายผู้ระลึกชาติได้ วันหนึ่งพระ- เถรีนั้น เมื่อเปล่งอุทานซึ่งเริ่มต้นด้วยการชมเชยคุณธรรมของพระมหากัสสป-
หน้า 124 ข้อ 438
เถระ ด้วยการชี้แจงคุณมีความที่ตนทำกิจสำเร็จแล้วเป็นต้นเป็นข้อสำคัญ ได้ กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า พระกัสสปเถระผู้เป็นบุตรเป็นทายาทของพระ พุทธเจ้า มีจิตตั้งมั่นดี ท่านรู้ขันธ์ที่อยู่อาศัยในก่อน เห็นสวรรค์และอบาย ถึงความสิ้นชาติ เป็นผู้เสร็จกิจ แล้วเพราะรู้ยิ่งเป็นมุนี เป็นพราหมณ์ผู้ได้วิชชา ๓ ด้วย วิชชา ๓ เหล่านี้ นางภัททกาปิลานีก็ได้วิชชา ๓ เหมือนกัน ละมัจจุราชได้ ทรงร่างกายนี้เป็นที่สุด ชนะมารพร้อมทั้งพาหนะ เราทั้งสองเห็นโทษในโลก แล้วบวช เป็นผู้สิ้นอาสวะ ฝึกตนแล้วมีความเย็น ดับสนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปุตฺโต พุทฺธสฺส ทายาโท ความว่า พระกัสสปเถระเป็นอนุชาตบุตรของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า โดยความเป็นผู้ ตรัสรู้ตามพระพุทธเจ้า เป็นทายาทโดยการถือเอาโลกุตรธรรม ๙ ซึ่งเป็น การให้นั้น จากพระพุทธเจ้านั้นแล ชื่อว่ามีจิตตั้งมั่นดี เพราะความเป็นผู้มี มีจิตตั้งมั่นด้วยดีด้วยสมาธิที่เป็นโลกิยะและโลกุตระ. บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ โส เวที ความว่า พระมหากัสสปเถระนั้น ได้รู้แล้ว คือรู้ทั่วแล้ว คือแทง ตลอดแล้ว ซึ่งขันธ์ที่อยู่อาศัยในก่อน คือซึ่งขันธ์สันดานที่เคยอยู่อาศัยทั้งของ ตนและของคนอื่น ๆ ทำให้ปรากฏด้วยปุพเพนิวาสานุสสติญาณ. บทว่า สคฺคาปายญฺจ ปสฺสติ ความว่า เห็นสวรรค์ ซึ่งแบ่งเป็นเทวโลก ๒๖ ภูมิ และอบายภูมิ ๔ ภูมิ ด้วยทิพยจักษุ เหมือนเห็นมะขามป้อมในฝ่ามือ.
หน้า 125 ข้อ 438
บทว่า อโถ ชาติกฺขยํ ปตฺโต ความว่า บรรลุพระอรหัตกล่าวคือ ความสิ้นชาติ ต่อจากนั้น เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว คือถึงแล้วซึ่งความสำเร็จ คือ เป็นผู้ทำกิจเสร็จแล้ว เพราะรู้ยิ่ง คือเพราะรู้ยิ่งซึ่งธรรมที่ควรรู้ยิ่ง เพราะ กำหนดรู้ซึ่งธรรมที่ควรกำหนดรู้ เพราะละซึ่งธรรมที่ควรละ เพราะทำให้แจ้ง ซึ่งธรรมที่ควรทำให้แจ้ง ด้วยญาณอันน่าปรารถนายิ่ง คือประเสริฐยิ่ง ชื่อว่า เป็นมุนี เพราะบรรลุโมนะกล่าวคือปัญญาเป็นเครื่องทำอาสวะให้สิ้นไป. บทว่า ตเถว ภทฺทกาปิลานี ความว่า พระมหากัสสปะเป็นผู้ได้ วิชชา ๓ ด้วยวิชชา ๓ เหล่านั้น คือตามที่กล่าวแล้ว และเป็นผู้ละมัจจุราชได้ ฉันใด พระเถรีภัททกาปิลานีก็ได้วิชชา ๓ และละมัจจุได้ ฉันนั้นเหมือนกัน ต่อจากนั้น พระเถรีแสดงตนนั่นแหละ ทำให้เป็นเหมือนผู้อื่น ด้วยบทว่า ธาเรติ อนฺติมํ เทหํ เชตฺวา มารํ สวาหนํ. บัดนี้ พระเถรีภัททกาปิลานีเมื่อแสดงว่า ความงามในเบื้องต้น ความ งามในท่ามกลาง ความงามในที่สุดแห่งการปฏิบัติ ของพระเถระฉันใด แม้ ของเราก็ฉันนั้น จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ทิสฺวา อาทีนวํ เป็นต้น. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า ตฺยมฺห ขีณาสวา ทนฺตา ความว่า เราทั้งหลาย เหล่านั้น คือพระมหากัสสปเถระและข้าพเจ้า เป็นผู้ฝึกตนแล้วด้วยการฝึกสูงสุด และเป็นผู้มีอาสวะสิ้นแล้วโดยประการทั้งปวง. บทว่า สีติภูตามฺห นิพฺพุตา ความว่า เป็นผู้มีความเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนคือกิเลสนั้นเอง และเป็น ผู้ดับสนิทด้วยสอุปาทิเสสนิพพานธาตุ. จบอรรถกถาภัททกาปิลานีเถรีคาถา จบอรรถกถาจตุกกนิบาต
หน้า 126 ข้อ 439
เถรีคาถา ปัญจกนิบาต ว่าด้วยคาถาต่าง ๆ ในปัญจกนิบาต ๑. อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา [๔๓๙] ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาตลอด ๒๕ ปี ยัง ไม่ประสบความสงบจิตแม้ชั่วเวลาเพียง ลัดนิ้วมือ เลย ข้าพเจ้าไม่ได้ความสงบจิต มีจิตชุ่มด้วยกามราคะ ประคองแขนทั้งสองคร่ำครวญเข้าไปสู่วิหาร ข้าพเจ้า นั้นได้เข้าไปหาภิกษุณีที่ข้าพเจ้าควรเชื่อถือ ภิกษุณี นั้นได้แสดงธรรม คือขันธ์ อายตนะ และธาตุแก่ ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังธรรมของท่านแล้วเข้าไปนั่ง ณ ที่ ควรแห่งหนึ่ง ระลึกชาติได้ ข้าพเจ้าชำระทิพยจักษุ ให้หมดจดแล้ว ชำระเจโตปริยญาณและโสตธาตุให้ หมดจดแล้ว แม้ฤทธิ์ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้า บรรลุธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะแล้ว ทำอภิญญา ๖ ให้แจ้ง แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. จบ อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา
หน้า 127 ข้อ 439
อรรถกถาปัญจกนิบาต ๑. อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา๑ คาถาว่า ปณฺณวีสติ วสฺสานิ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีองค์ หนึ่ง. แม้พระเถรีองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาล นี้ เป็นแม่นมของพระมหาปชาบดีโคตมี ในกรุงเทวทหะ เจริญแล้วแต่ไม่ ปรากฏชื่อและโคตร พระเถรีนั้นในเวลาที่พระมหาปชาบดีโคตมีบวช ตนเอง ก็บวชด้วย ถูกกามราคะรบกวนอยู่ ๒๕ ปี ไม่ได้เอกัคคตาจิต ชั่วกาลแม้ เพียงลัดนิ้วมือ ประคองแขนคร่ำครวญอยู่ ได้ฟังธรรมในสำนักของพระธัมม- ทินนาเถรี มีใจคลายจากกามทั้งหลาย เรียนกัมมัฏฐาน ประกอบภาวนาอยู่ เนือง ๆ ไม่นานนักก็เป็นผู้ได้อภิญญา ๖ พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้ กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ตั้งแต่ข้าพเจ้าบวชมาตลอด ๒๕ ปี ยังไม่ประ สบความสงบจิตแม้ชั่วเวลาเพียงลัดนิ้วมือเลย ข้าพเจ้า ไม่ได้ความสงบจิต มีจิตชุ่มด้วยกามราคะ ประคอง แขนทั้งสองคร่ำครวญเข้าไปสู่วิหาร ข้าพเจ้านั้นได้เข้า ไปหาภิกษุณีที่ข้าพเจ้าควรเชื่อถือ ภิกษุณีนั้นได้แสดง ธรรม คือขันธ์ อายตนะ และธาตุแก่ข้าพเจ้า ข้าพ- เจ้าฟังธรรมของท่านแล้วเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรแห่งหนึ่ง ๑. บาลี เป็น อัญญตราภิกษุณีเถรีคาถา.
หน้า 128 ข้อ 440
ระลึกชาติได้ ข้าพเจ้าชำระทิพยจักษุให้หมดจดแล้ว ชำระเจโตปริยญาณและโสตธาตุให้หมดจดแล้ว แม้ ฤทธิ์ข้าพเจ้าก็ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าบรรลุธรรมเป็น ที่สิ้นอาสวะแล้ว ทำอภิญญา ๖ ให้แจ้งแล้ว ได้ปฏิบัติ คำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาจฺฉราสงฺฆาตมตฺตมฺปิ ได้แก่ ชั่ว ขณะแม้เพียงลัดนิ้วมือ ความว่า ชั่วเวลาแม้เพียงดีดนิ้วมือ. บทว่า จิตฺตสฺสู- ปสมชฺฌคํ ประกอบความว่า ไม่บรรลุความสงบแห่งจิต คือเอกัคคตาจิต อธิบายว่า ยังไม่ได้. บทว่า กามราเคนวสฺสุตา ความว่า มีจิตชุ่มด้วยฉันทราคะเป็น อย่างมาก เพราะยึดไว้อย่างมั่นในวัตถุกามทั้งหลายกล่าวคือกามคุณ. ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ ท่านกล่าวหมายเอาพระธัมมทินนาเถรี. บทว่า เจโตปริจฺจาณญฺจ เชื่อมความว่า และเจโตปริยญาณ ข้าพเจ้าก็ชำระให้หมดจดแล้ว. อธิบายว่า บรรลุแล้ว. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าว แล้วแล. จบ อรรถกถาอัญญตราเถรีคาถา ๒. วิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา [๔๔๐] ข้าพเจ้าเป็นผู้เมาวรรณะ รูปสมบัติ ความสวยงาม บริวารสมบัติ และมีจิตกระด้างด้วย
หน้า 129 ข้อ 440
ความเป็นสาว ดูหมิ่นหญิงอื่น ข้าพเจ้าประดับกายนี้ ให้วิจิตรงดงาม สำหรับลวงผู้ชายโง่ ๆ ได้ยืนอยู่ที่ ประตูเรือนหญิงแพศยา ดุจนายพรานที่คอยดักเนื้อ ฉะนั้น ข้าพเจ้าแสดงเครื่องประดับต่าง ๆ และอวัยวะ ที่ควรปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏ กระทำมายาหลาย อย่างให้ขายเป็นอันมากยินดี วันนี้ข้าพเจ้านั้นมีศีรษะ โล้น ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาตแล้วมานั่งอยู่ที่โคน ต้นไม่ ได้ฌานอันไม่มีวิตก ข้าพเจ้าตัดเครื่องเกาะ เกี่ยวทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็น ของมนุษย์ ได้ทั้งหมด ทำอาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป มีความเย็นดับสนิทแล้ว. จบ วิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา ๒. อรรถกถาวิมลาเถรีคาถา คาถาว่า มตฺตา วณฺเณน รูเปน เป็นต้น เป็นคาถาของพระ- เถรีชื่อวิมลา. แม้พระเถรีชื่อวิมลาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อนๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน พุทธุปปาทกาลนี้ เกิดเป็นธิดาของหญิงผู้อาศัยรูปเลี้ยงชีพคนหนึ่งในกรุงเวสาลี มีชื่อว่า วิมาลา นางวิมลาครั้นเจริญวัยแล้วก็เลี้ยงชีพอย่างนั้นเหมือนกัน วันหนึ่งนางเห็นท่านพระมหาโมคคัลลานะเที่ยวบิณฑบาตในกรุงเวสาลี มีจิต ปฏิพัทธ์จึงไปถึงที่อยู่ของพระเถระเริ่มทำการเล้าโลมมุ่งพระเถระ อาจารย์บาง ท่านกล่าวว่า ถูกพวกเดียรถีย์ส่งไปจึงได้ทำอย่างนั้น พระเถระคุกคามแล้วได้ ๑. บาลี เป็น วิมลาปุราณคณิกาเถรีคาถา.
หน้า 130 ข้อ 440
ให้โอวาทแก่นางโดยการชี้แจงถึงอสุภกัมมัฏฐานเป็นข้อสำคัญ เรื่องนั้นมีมาใน เถรคาถาที่แล้วมานั่นแล เมื่อพระเถระให้โอวาทอย่างนั้นแล้ว นางเกิดความ สังเวช เกิดหิริโอตตัปปะ ได้ศรัทธาในพระศาสนา เป็นอุบาสิกา เวลาต่อมาได้ บวชในหมู่ภิกษุณี เพียรพยายามอยู่ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัต เพราะ เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยเหตุ พิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็น อุทานว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เมาวรรณะ รูปสมบัติ ความ สวยงาม บริวารสมบัติ และมีจิตกระด้างด้วยความ เป็นสาว ดูหมิ่นหญิงอื่น ข้าพเจ้าประดับกายนี้ให้ วิจิตรงดงามสำหรับลวงผู้ชายโง่ ๆ ได้ยืนอยู่ที่ประตู เรือนหญิงเพศยา ดุจนายพรานที่คอยดักเนื้อฉะนั้น ข้าพเจ้าแสดงเครื่องประดับต่าง ๆ และอวัยวะที่ควร ปกปิดเป็นอันมากให้ปรากฏ กระทำมายาหลายอย่าง ให้ชายเป็นอันมากยินดี วันนี้ข้าพเจ้านั้นมีศีรษะโล้น ห่มผ้าสังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาตแล้ว มานั่งอยู่ที่โคนต้น ไม้ ได้ฌานอันไม่มีวิตก ข้าพเจ้าตัดเครื่องเกาะเกี่ยว ทั้งที่เป็นของทิพย์ทั้งที่เป็นของมนุษย์ได้ทั้งหมด ทำ อาสวะทั้งปวงให้สิ้นไป มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มตฺต วณฺเณน รูเปน ได้แก่ ด้วย วรรณะคือคุณ และด้วยรูปสมบัติ. บทว่า โสภคฺเคน ได้แก่ ด้วยความน่า พึงใจ. บทว่า ยเสน ได้แก่ ด้วยบริวารสมบัติ ความว่า เป็นผูเมา คือถึง ความเมาซึ่งได้แก่เมาวรรณะ เมารูป เมาความงาม และเมาบริวาร. บทว่า โยพฺพเนน จุปตฺถทฺธา ความว่า กระด้างยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยความเมาในความ
หน้า 131 ข้อ 440
เป็นสาว คือมีจิตกระด้าง ได้แก่มีใจไม่สงบระงับด้วยอหังการ ซึ่งมีความสาว เป็นนิมิต. บทว่า อญฺาสมติมญฺิหํ ความว่า ข้าพเจ้าได้ดูหมิ่นหญิง อื่น ๆ ด้วยคุณมีวรรณะเป็นต้นของตน แม้โดยประการทั้งปวง อีกอย่างหนึ่ง ข้าพเจ้าดูหมิ่น คือดูหมิ่นแล้ว ได้แก่ ได้ทำการดูหมิ่นคุณมีวรรณะเป็นต้น ของหญิงอื่นๆ. บทว่า วิภูสิตฺวา อิมํ กายํ สุจิตฺตํ พาลลาปนํ ความว่า ข้าพเจ้าประดับ คือตกแต่งให้สวยงามน่าเลื่อมใส ซึ่งกายของข้าพเจ้านี้ ที่เต็ม ไปด้วยของไม่สะอาดหลายอย่าง น่าเกลียด ให้วิจิตรงดงามด้วยการประเทือง ผิวและแต่งผมเป็นต้น ด้วยพัสตราภรณ์ทั้งหลาย สำหรับลวงผู้ชายโง่ ๆ โดย ลวงคือพูดกับพวกผู้ชายโง่ ๆ ว่า ของฉัน. บทว่า อฎฺาสึ เวสิทฺวารมฺหิ ลุทฺโธ ปาสมิโวฑฺฑิย ความว่า ข้าพเจ้าได้ยืนเอากายของข้าพเจ้าตามที่ กล่าวแล้วซึ่งเป็นบ่วงมารล่อเหยื่ออยู่ที่ประตูเรือนหญิงแพศยา คือที่ประตูเรือน ของหญิงแพศยา ดุจนายพรานเนื้อดักบ่วงเนื้อมีตาข่ายผูกท่อนไม้เป็นต้น เพื่อ ต้องการผูกมัดเนื้อทั้งหลาย. บทว่า ปิลนฺธนํ วิทํเสนฺตี คุยฺหํ ปกาสิกํ พหุํ ความว่า แสดงอวัยวะที่ควรปกปิดมีขา ตะโพก และก้นเป็นต้น และอวัยวะที่ควรให้ ปรากฏมีเท้าเข่าและศีรษะเป็นต้น คือแสดงอวัยวะที่ควรปกปิดให้ปรากฏ และ เครื่องประดับคืออาภรณ์มีประการต่าง ๆ เป็นอันมาก. บทว่า อกาสึ วิวิธํ มายํ อุชฺฌคฺฆนฺตี พหุํ ชนํ ความว่า ข้าพเจ้าหัวเราะเพื่อประเล้าประ- โลมชายโง่เป็นอันมากที่มัวเมาความสาว ได้กระทำการล่อลวงมีอย่างต่าง ๆ คือ มีประการต่าง ๆ ด้วยการปกปิดสภาพของสรีระ ด้วยของหอมดอกไม้และ พัสตราภรณ์เป็นต้น และด้วยทีท่านั้น ๆ มีหัวเราะและภาวะที่มีเสน่ห์เป็นต้น. บทว่า สาชฺช ปิณฺฑํ จริตฺวาน มุณฺฑา สงฺฆาฏิปารุตา นิสินฺนา รุกฺขมูลมฺหิ อวิตกฺกสฺส ลาภินี ประกอบความว่า ข้าพเจ้า
หน้า 132 ข้อ 441
นั้นเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาทอย่างนี้ วันนี้คือเดี๋ยวนี้ได้ตั้งอยู่ในโอวาทของ พระผู้เป็นเจ้ามหาโมคคัลลานเถระ บวชในพระศาสนา มีศีรษะโล้น ห่มผ้า สังฆาฏิเที่ยวบิณฑบาต นั่งฉันภิกษาหาร คือนั่งที่โคนต้นไม้ คือบนอาสนะที่ สงัด ณ โคนต้นไม้ เป็นผู้ได้ฌานอันไม่มีวิตก ด้วยการบรรลุพระอรหัตผล ซึ่งมีทุติยฌานเป็นบาท. บทว่า สพฺเพ โยคา ได้แก่ เครื่องเกาะเกี่ยวแม้ทั้ง ๔ มีเครื่อง เกาะเกี่ยวคือกามเป็นต้น. บทว่า สมุจฺฉินฺนา ความว่า ตัดทิ้งคือละโดย ชอบทีเดียวตามสมควร ด้วยปฐมมรรคเป็นต้น. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล. จบ อรรถกถาวิมลาเถรีคาถา ๓. สีหาเถรีคาถา [๔๔๑] เมื่อก่อน ข้าพเจ้าถูกกามราคะเบียด เบียน มีจิตฟุ้งซ่าน ทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มนสิการโดยอุบายที่แยบคาย ข้าพเจ้าถูก กิเลสกลุ้มรุม เป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็น สุข ตกอยู่ในอำนาจของจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึง ไม่ได้ความสงบจิต ข้าพเจ้าเป็นผู้ผอมเหลือง ปราศ- จากผิวพรรณอยู่ ๗ ปี มีแต่ทุกข์ ไม่ได้ความสุขทั้ง กลางวันกลางคืน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงถือเอา เชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วยคิดว่าจะผูกคอตายเสียในที่นี้
หน้า 133 ข้อ 441
ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความเป็นคฤหัสถ์อีก ข้าพเจ้าทำ บ่วงให้มั่น ผูกที่กิ่งไม้แล้วสวมบ่วงที่คอ ทันใดนั้น จิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้นจากกิเลส. จบ สีหาเถรีคาถา ๓. อรรถกถาสีหาเถรีคาถา คาถาว่า อโยนิโสมนสิการา เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อสีหา. แม้พระเถรีชื่อสีหาองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธเจ้า องค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน พุทธุปปาทกาลนี้ เป็นธิดาของน้องสาวสีหเสนาบดี กรุงเวสาลี ญาติพี่ น้องทั้งหลายตั้งชื่อให้ว่า สีหา เพราะตั้งตามชื่อลุงของเธอ นางสีหานั้นรู้ความ แล้ว วันหนึ่งพระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่สีหเสนาบดี เธอฟังธรรมนั้นได้ ศรัทธา ขออนุญาตบิดามารดาบวช ครั้นบวชแล้วแม้เริ่มวิปัสสนาก็ไม่อาจทำ จิตที่พล่านไปในอารมณ์อันกว้างใหญ่ภายนอกให้กลับได้ ถูกมิจฉาวิตกเบียด เบียนอยู่ ๗ ปี ไม่ได้ความชื่นจิตจึงคิดว่า ประโยชน์อะไรด้วยชีวิตอันลามก ของเรานี้ เราจักผูกคอตายดังนี้ ถือบ่วงคล้องที่กิ่งไม้แล้วสวมบ่วงนั้นที่คอของ ตน น้อมจิตไปในวิปัสสนาด้วยอำนาจบุญกุศลที่ตนสั่งสมไว้ในก่อน ด้วยความ เป็นผู้มีภพมีในที่สุด บ่วงที่ผูกได้อยู่ตรงที่คอ. พระเถรีนั้นเจริญวิปัสสนาได้ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลายในขณะนั้นเอง. เพราะญาณแก่ กล้าแล้ว. บ่วงที่ผูกคอไว้หลุดออกพร้อมกับเวลาที่บรรลุพระอรหัตนั่นแหละ. พระเถรีตั้งอยู่ในพระอรหัตแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า
หน้า 134 ข้อ 441
เมื่อก่อนข้าพเจ้าถูกกามราคะเบียดเบียน มีจิต ฟุ้งซ่าน ทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ เพราะไม่มน- สิการโดยอุบายที่แยบคาย ข้าพเจ้าถูกกิเลสกลุ้มรุม เป็นไปตามความเข้าใจในกามคุณว่าเป็นสุข ตกอยู่ใน อำนาจของจิตอันสัมปยุตด้วยราคะ จึงไม่ได้ความสงบ จิต ข้าพเจ้าเป็นผู้ผอมเหลืองปราศจากผิวพรรณอยู่ ๗ ปี มีแต่ทุกข์ ไม่ได้ความสุขทั้งกลางวันกลางคืน เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงถือเชือกเข้าไปสู่ราวป่า ด้วย คิดว่าจะผูกคอตายเสียในที่นี้ ดีกว่าที่จะกลับไปสู่ความ เป็นคฤหัสถ์อีก ข้าพเจ้าทำบ่วงให้มั่น ผูกที่กิ่งไม้แล้ว สวมบ่วงที่คอ ทันใดนั้นจิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้นจาก กิเลส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อโยนิสมนสิการา ได้แก่ เพราะไม่ มนสิการโดยอุบาย คือเพราะถือคลาดเคลื่อนในสิ่งที่ไม่งามว่างาม. บทว่า กามราเคน อทฺทิตา ความว่า ถูกฉันทราคะในกามคุณทั้งหลายบีบคั้น. บทว่า อโหสึ อุทฺทิตา ปุพฺเพ จิตฺเต อวสวตฺตินี ความว่า เมื่อก่อน เมื่อจิตของข้าพเจ้าไม่เป็นไปในอำนาจของข้าพเจ้า ข้าพเจ้ามีจิตฟุ้งซ่าน คือมี จิตฟุ้งซ่านในอารมณ์ต่างๆ คือมีจิตไม่ตั้งมั่น. บทว่า ปริยุฏฺิตา กิเลเสหิ สุขสญฺานิวตฺตินี ความว่า อันกิเลสทั้งหลายมีกามราคะเป็นต้นที่ถึงความ กลุ้มรุมครอบงำแล้ว มีปกติเป็นไปตามกามสัญญาที่เป็นไปในรูปเป็นต้นว่างาม. บทว่า สมํ จิตฺตสฺส นาลภึ ราคจิตฺตวสานุคา ความว่า ไปตามอำนาจ ของจิตที่สัมปยุตด้วยกามราคะ จึงไม่ได้ความสงบแห่งจิต คือความสงบใจ คือ
หน้า 135 ข้อ 441
ความที่จิตมีอารมณ์เดียว แม้เล็กน้อย. บทว่า กิสาปณฺฑุวิวณฺณา จ ความ ว่า เป็นผู้ผอมคือมีตัวสะพรั่งไปด้วยเส้นเอ็น เหลืองขึ้น ๆ เพราะความเป็นผู้ กระสันอย่างนี้ เพราะเหตุนั้นแหละจึงเป็นผู้ปราศจากผิวพรรณ คือผู้มีผิว- พรรณไปปราศแล้ว. บทว่า สตฺต วสฺสานิ แปลว่า ตลอด ๗ ปี. บทว่า จาริหํ แปลว่า ข้าพเจ้าเที่ยวไปแล้ว. บทว่า นาหํ ทิวา วา รตฺตึ วา สุขํ วินฺทึ สุทุกฺขิตา ความว่า ข้าพเจ้าถึงทุกข์ ด้วยกิเลสทุกข์ใน ๗ ปี อย่างนี้ ไม่ได้ความสุขของสมณะทั้งกลางวันทั้งกลางคืน. บทว่า ตโต ได้ แก่ เพราะไม่ได้ความสุขของสมณะในเพราะความกลุ้มรุมของกิเลส. บทว่า รชฺชุํ คเหตฺวาน ปาวิสึ วนมนฺตรํ ความว่า ถือเชือกบ่วงเข้าไปยังราว ป่า หากจะมีผู้ถามว่า เข้าไปทำไม (พึงตอบว่า). บทว่า วรํ เม อิธ อุพฺพนฺธํ ยญฺจ หีนํ ปุนาจเร ความว่า เพราะข้าพเจ้าไม่อาจบำเพ็ญ สมณธรรม พึงกลับมาประพฤติ คือพึงประพฤติโดยเอื้อเฟื้อ คือพึงดำรงเพศที่ ทรามคือความเป็นคฤหัสถ์อีก ฉะนั้น ข้าพเจ้าผูกคอตายเสียในราวป่านี้ ดีกว่า คือประเสริฐกว่าด้วยคุณตั้งร้อยตั้งพัน. บทว่า อถ จิตฺตํ วิมุจิจิ เม ความ ว่า ข้าพเจ้าสวมบ่วงที่ผูกกับกิ่งไม้เข้าที่คอในกาลใด ในกาลนั้นคือในลำดับ นั่นเอง จิตของข้าพเจ้าหลุดพ้น คือได้หลุดพ้นแล้วจากอาสวะทั้งปวงตาม ลำดับมรรค เพราะสืบต่อด้วยวุฏฐานคามินีวิปัสสนาและมรรค. จบอรรถกถาสีหาเถรีคาถา
หน้า 136 ข้อ 442
๔. นันทาเถรีคาถา๑ [๔๔๒] แน่ะนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับ กระส่ายไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรมจิตให้ตั้งมั่น ด้วยดี มีอารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอสุภสัญญา ร่างกายนี้ ฉันใด ร่างกายของเธอนั่นก็ฉันนั้น ร่างกายของเธอ นั่นฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อย เน่า มีกลิ่นเหม็นฟุ้งไป ที่พวกชนพาลเพลิดเพลินกัน ยิ่งนัก เมื่อเธอพิจารณาร่ายกายนี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้าน ทั้งกลางคืนกลางวัน ต่อนั้นจักแทงตลอดแล้วเห็นได้ ด้วยปัญญาของตน เมื่อข้าพเจ้านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย ได้เห็นกายทั้งภายใน และภายนอก ตามความเป็นจริง ที่นั้นข้าพเจ้าจึงเบื่อ หน่ายในกาย และคลายกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ ประมาท ไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เป็นผู้สงบระงับ ดับสนิทแล้ว. จบ นันทาเถรีคาถา ๑. อรรถกถา เป็น สุนทรีนันทาเถรีคาถา.
หน้า 137 ข้อ 442
๔. อรรถกถาสุนทรีนันทาเถรีคาถา คาถาว่า อาตุรํ อสุจึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อสุนทรี นันทา. เล่ากันว่า แม้พระเถรีชื่อสุนทรีนันทาองค์นี้ก็บังเกิดในเรือนตระกูล ในพระนครหังสวดี เธอรู้ความแล้ว ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เห็น พระศาสดาทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีทั้งหลายผู้ ได้ฌาน จึงสร้างสมบุญญาธิการปรารถนาตำแหน่งนั้น สั่งสมกุศลท่องเที่ยว ในเทวโลกและมนุษยโลกอยู่หนึ่งแสนกัป ในพุทธุปปาทกาลนี้บังเกิดในศากย- ราชตระกูล พระญาติทั้งหลายตั้งนามให้เธอว่า นันทา. กาลต่อมา รู้กันทั่วไปว่า นันทาผู้สวยงามและสาวงามของชนบท ใน ห้อง ๑๒ ศอกที่มือมิดไม่ต้องใช้ประทีป ดุจพระเถรีภัททกาปิลานี สว่างด้วย แสงสว่างของสรีระ เป็นผู้ทรงยศงดงามด้วยคุณตั้งร้อยกว่าแสงสว่างเหล่านั้น. นางสุนทรีนันทานั้น เธอพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลายบรรลุ ความเป็นพระสัพพัญญูแล้ว เสด็จไปกรุงกบิลพัสดุ์โดยลำดับ ทรงให้นันท- กุมารและราหุลกุมารบวชแล้วเสด็จไป เมื่อพระเจ้าสุทโธทนมหาราชเสด็จปริ- นิพพานแล้ว เมื่อพระมหาปชาบดีโคตมีและพระพิมพาราหุลมารดาบวชแล้ว เธอคิดว่า พระเชษฐภาคา ของเราทรงละความเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ บวชเป็น พระพุทธเจ้าผู้อัครบุคคลในโลก แม้ราหุลกุมารพระโอรสของพระองค์ก็บวช เจ้านันทราชภัสดาของเราก็ดี พระมหาปชาบดีโคตมีพระมารดาก็ดี ราหุลมารดา พระภคินีก็ดี ก็บวชกันหมดแล้ว บัดนี้เราจักทำอะไรในเรือน เราจักบวช เธอไปสำนักภิกษุณี บวชด้วยความรักพวกพระญาติ ไม่ได้บวชด้วยศรัทธา
หน้า 138 ข้อ 442
ฉะนั้น ถึงบวชแล้วก็ยังเกิดความเมาอาศัยรูป ไม่ไปที่บำรุงพระพุทธเจ้า ด้วย คิดว่าพระศาสดาทรงตำหนิติเตียนรูป ทรงแสดงโทษในรูปโดยอเนกปริยาย เรื่องทั้งหมดเป็นต้นดังที่กล่าวนี้ พึงทราบตามนัยที่กล่าวแล้วในเรื่องของพระ- อภิรูปนันทาเถรีที่กล่าวมาแล้ว ส่วนความแปลกกันดังนี้ เมื่อพระเถรีเห็นรูป หญิงที่พระศาสดาทรงเนรมิต ถูกชราครอบงำแล้วโดยลำดับ จึงมนสิการเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตได้มุ่งตรงกัมมัฏฐาน พระศาสดาทรงเห็นดังนั้น เมื่อทรงแสดงธรรมเป็นสัปปายะแก่เธอได้ตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้ว่า แน่ะนันทา เธอจงดูร่างกายอันกระสับกระส่าย ไม่สะอาด เปื่อยเน่า จงอบรบจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มี อารมณ์เป็นหนึ่ง ด้วยอสุภสัญญา ร่างกายนี้ฉันใด ร่างกายของเธอนั่นก็ฉันนั้น ร่างกายของเธอนั่นฉันใด ร่างกายนี้ก็ฉันนั้น ร่างกายเป็นของเปื่อยเน่า มีกลิ่น เหม็นฟุ้งไป ที่พวกชนพาลเพลิดเพลินกันยิ่งนัก เมื่อ เธอพิจารณาร่างกายนี้อย่างนี้ ไม่เกียจคร้านทั้งกลาง คืนกลางวัน ต่อนั้นจักแทงตลอด แล้วเห็นได้ด้วย ปัญญาของตน. พระเถรีนั้น ส่งญาณไปตามแนวพระธรรมเทศนา ดำรงอยู่ในโสดา- ปัตติผล พระศาสดาเมื่อตรัสบอกกัมมัฏฐานเพื่อประโยชน์แก่มรรคเบื้องบน แก่พระเถรีนั้น เพื่อทรงแสดงว่า แน่ะนันทา ในสรีระนี้ไม่มีสาระแม้มีประ- มาณน้อยเลย กายนี้มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นที่อยู่ของชราเป็นต้น เป็น เพียงกองกระดูกเท่านั้น ดังนี้ จึงตรัสพระคาถานี้ในธรรมบทว่า
หน้า 139 ข้อ 442
รูปนี้อันธรรมดาสร้างขึ้นให้เป็นนคร แห่งกระดูก มีเนื้อและเลือดฉาบทาไว้ เป็นที่ตั้งแห่งชรา มัจจุ มานะ และมักขะ. เวลาจบเทศนา พระเถรีนั้นได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่าน จึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมารพระ นามว่าปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง เป็นนายก ของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นพระพุทธเจ้า ผู้ฉลาดในเทศนาวิธี ตรัสสอนเหล่าสัตว์ให้รู้แจ้ง ทรง ช่วยสรรพสัตว์ให้ข้ามได้ ได้ทรงให้หมู่ชนข้ามพ้นไป เป็นอันมาก ทรงพระกรุณาอันเคราะห์แสวงทาประ- โยชน์แก่สรรพสัตว์ ทรงตั้งพวกเดียรถีย์ที่มาเฝ้าทั้ง หมดไว้ในเบญจศีล พระศาสนาของพระองค์ไม่อากูล ว่างจากพวกเดียรถีย์ งดงามไปด้วยพระอรหันต์ทั้ง หลายที่มีความชำนาญ เป็นผู้คงที่ พระองค์ทรงเป็น พระมหามุนีมีพระวรกายสูง ๘ ศอก มีพระรัศมีงาม ดังทองคำที่มีค่า มีพระลักษณะอันประเสริฐ ๓๒ ประการ มีพระชนมายุแสนปี พระองค์ดำรงอยู่โดย กาลเท่านั้นได้ทรงช่วยให้หมู่ชนข้ามพ้นไปเป็นอันมาก ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีในพระนคร หังสวดี มีความรุ่งเรื่องด้วยรัตนะต่างๆ เพียบพร้อม ไปด้วยความสุขเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระมหา- ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๕ นันทาเถรีอปทาน.
หน้า 140 ข้อ 442
วีระเจ้าพระองค์นั้น ได้ฟังพระธรรมอย่างจับใจยิ่ง ซึ่ง เป็นอมตะ ครั้งนั้นข้าพเจ้าเลื่อมใสได้นิมนต์พระพุทธ- เจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์แล้ว ถวาย มหาทานแด่พระองค์ด้วยมือของตน ข้าพเจ้าได้ซบ เศียรลงใกล้พระวีระเจ้าผู้เป็นนายกของโลกพร้อมด้วย พระสงฆ์ ปรารถนาตำแหน่งอันเป็นเลิศของเหล่า ภิกษุณีที่ได้ฌาน ครั้งนั้น พระสุคตเจ้าผู้ฝึกนรชนที่ยัง ไม่ได้ฝึก ทรงเป็นสรณะของโลกสาม เป็นผู้ใหญ่ทรง นรชนไว้ให้ดี ทรงพยากรณ์ว่า เธอจักได้ตำแหน่งที่ ปรารถนาดีแล้วนั้น แต่กัปนี้ไปหนึ่งแสนกัปพระ- ศาสดาพระนามว่าโคตมะ มีพระสมภพในวงศ์พระ เจ้าโอกกากราชจักเสด็จอุบัติขึ้นในโลก เธอจักได้เป็น ทายาทในธรรมของพระองค์จักเป็นโอรสอันธรรมเนร- มิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่านันทาครั้ง นั้นข้าพเจ้าได้ฟังพระพุทธพจน์นั้นแล้ว มีความยินดี มี จิตประกอบด้วยเมตตา บำรุงพระพิชิตมารผู้เป็นนายก พิเศษ ด้วยปัจจัยทั้งหลายตลอดชีวิต ด้วยกุศลกรรม ที่ทำไว้ดีนั้น และด้วยเจตนาอันแน่วแน่ ข้าพเจ้าละ ร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจาก ชั้นดาวดึงส์นั้นแล้วได้ไปชั้นยามาจากชั้นยามาไปชั้น ดุสิต จากชั้นดุสิตไปชั้นนิมมานรดี จากชั้นนิมมานรดี ไปชั้นปรนิมมิตวสวัตดี ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น
หน้า 141 ข้อ 442
ข้าพเจ้าเกิดในภพใด ๆ ก็ได้ครองตำแหน่งมเหสีของ พระเจ้าจักรพรรดิ และของพระเจ้าเอกราช เสวยสมบัติ ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้มีความสุขในที่ทุก สถาน ท่องเที่ยวไปในกัปมิใช่น้อย ในภพหลังที่มา ถึงบัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นราชธิดาของพระเจ้าสุทโธทนะใน กรุงกบิลพัสดุ์ มีรูปสมบัติที่ประชาชนพากันสรรเสริญ ราชตระกูลนั้นเห็นข้าพเจ้ามีรูปงามดังดวงอาทิตย์จึงพา กันชื่นชม เพราะเหตุนั้นข้าพเจ้าจึงมีนามว่า นันทา เป็นผู้มีลักษณะงามบวร ในกรุงกบิลพัสดุ์ซึ่งเป็นนคร ที่รื่นรมย์นั้น นอกจากพระนางยโสธรา ปรากฏว่า ข้าพเจ้างามกว่ายุวนารีทั้งปวง พระเชษฐภาดาเป็นพระ พุทธเจ้าผู้เลิศในไตรโลก พระภาดาองค์รองก็เป็น พระอรหันต์เหมือนกัน ข้าพเจ้าเป็นคฤหัสถ์อยู่ผู้เดียว พระมารดาทรงตักเตือนว่า แน่ะลูกรักลูกเกิดในศากย- ตระกูล เป็นพระกนิษฐภคินีของพระพุทธเจ้า เมื่อเว้น จากนันทกุมารเสียแล้ว ลูกจักได้ประโยชน์อะไรใน เรือนเล่า รูปถึงมีความเป็นหนุ่มสาวก็มีความแก่เป็น อวสาน รู้กันว่าไม่สะอาด เมื่อยังไม่มีโรค ก็มีโรค ในที่สุด ชีวิตมีความตายเป็นที่สุด รูปของลูกนี้ แม้ จะงามจับใจน่าใคร่ดังดวงจันทร์ เมื่อตกแต่งด้วยเครื่อง ประดับก็ยิ่งมีสิริงามเปล่งปลั่ง เป็นที่กำหนดหมาย เป็นที่ยินดีแห่งนัยน์ตาทั้งหลาย คล้ายทรัพย์ที่เป็นสาระ
หน้า 142 ข้อ 442
ของโลกที่บูชากัน เป็นรูปที่ให้เกิดความสรรเสริญ เพราะบุญทั้งหลายที่ได้บำเพ็ญไว้ เป็นที่ชื่นชมแห่ง วงศ์โอกกากราช โดยกาลไม่นานนัก ชราก็จักมาย่ำยี ลูกจงละเรือนและรูปที่บัณฑิตตำหนิ ประพฤติพรหม- จรรย์เถิด ข้าพเจ้ายังหลงใหลในความเป็นสาวแห่งรูป ได้ฟังพระดำรัสของพระมารดาแล้ว ก็บวชเป็นบรรพ ชิตด้วยร่างกาย แต่มิได้บวชด้วยใจ ข้าพเจ้าระลึกถึง ตัวเอง จึงพากเพียรเล่าเรียนฌานเป็นอันมาก พระ มารดาก็ตรัสเตือนให้ประพฤติธรรม แต่ข้าพเจ้ามิได้ ขวนขวายในเรื่องนั้น ลำดับนั้นพระพิชิตมารผู้ทรง พระมหากรุณา ทอดพระเนตรเห็นข้าพเจ้าซึ่งมีผิวหน้า ดังดอกบัว ทรงเนรมิตหญิงงามน่าทัศนางามรุ่งเรือง มีรูปงามกว่าข้าพเจ้าเสียอีกให้ข้าพเจ้าเห็น ด้วยอานุ- ภาพของพระองค์เพื่อให้ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายในรูป ข้าพ- เจ้าเป็นคนสวย เห็นหญิงนั้นซึ่งมีร่างกายสวยยิ่งกว่า จึงคิดว่า เราเห็นหญิงมนุษย์ดังนี้ มีผลดี และเป็น ลาภนัยน์ตาของเรา เชิญเถิดแม่คนงาม แม่จงบอกสิ่ง ที่ต้องประสงค์แก่ฉัน แม่จงบอกตระกูลชื่อและโคตร ของแม่ ซึ่งเป็นที่รักของแม่แก่ฉันเถิด เวลานี้ไม่ใช่ เวลาแห่งปัญหานะคนสวย แม่จงให้ฉันอยู่บนตักอวัย- วะทั้งหลายของฉันจะทับอยู่ จงให้ฉันหลับสักครู่เถิด ต่อแต่นั้นแม่คนสวย พึงนอนเอาศีรษะไว้บนตักของ
หน้า 143 ข้อ 442
ฉัน ของแข็งที่หยาบมากตกลงที่หน้าผากของเธอบวม ปูดขึ้นทันทีแล้วแตก มีสิ่งโสโครกหนองและเลือด ไหลออก หน้าแตกมีกลิ่นเหม็นเน่าอย่างซากศพ ทั่วตัว ขึ้นพอง มีสีเขียว เธอมีอวัยวะทั้งปวงสั่นเท้า หายใจถี่ เสวยทุกข์ของตน คร่ำครวญอยู่อย่างน่าสงสาร เพราะ เธอประสบทุกข์ ข้าพเจ้าจึงมีทุกข์ ต้องทุกขเวทนา จมลงในมหาทุกข์ ขอเธอจงเป็นที่พึ่งเป็นเพื่อนของฉัน หน้าที่งามของเธอหายไปไหน จมูกที่โด่งงามของเธอ หายไปไหน ริมฝีปากที่งามเหมือนสีลูกมะพลับสุกของ เธอหายไปไหน วงหน้าที่งามดังดวงจันทร์และลำคอที่ คล้ายแท่งทองคำของเธอหายไปไหน ใบหูของเธอที่ เป็นดังพวงดอกไม้ ก็มีสีหมดสวยเสียแล้ว ถันทั้งคู่ ของเธอที่เหมือน ดอกบัวตูม เพียงดังหม้อน้ำมนต์ พราหมณ์ แตกแล้วมีกลิ่นเหม็นเหมือนศพเน่า เธอมี สะเอวกลม มีตะโพผึ่งผาย บัดนี้เต็มไปด้วยสิ่งชั่ว ทราม โอ รูปไม่เที่ยง อวัยวะที่เนื่องในสรีระทั้ง หมดมีกลิ่นเหม็นเน่า น่ากลัว น่าเกลียด เหมือน ซากศพที่เขาทิ้งไว้ในป่าช้า เป็นที่ยินดีของพวกพาลชน ครั้งนั้นพระภาดาของข้าพเจ้า ผู้ประกอบด้วยพระมหา- กรุณาทรงเป็นนายกของโลก ทอดพระเนตรเห็นข้าพ- เจ้ามีจิตสลด ได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า แน่ะนันทา เธอจงดูรูปที่กระสับกระส่าย เปื่อยเน่าดังซากศพ จง
หน้า 144 ข้อ 442
อบรมจิตให้ตั้งมั่นด้วยดี มีอารมณ์เดียว ด้วยอสุภสัญ- ญา รูปนี้เป็นฉันใด รูปเธอก็เป็นฉันนั้น รูปเธอเป็น ฉันใด รูปนี้ก็เป็นฉันนั้น รูปนี้มีกลิ่นเน่าฟุ้งไป พวก คนพาลยินดียิ่งนัก พวกบัณฑิตผู้ไม่เกียจคร้าน ย่อม พิจารณาเห็นรูปนั้นเป็นอย่างนั้น ทั้งกลางคืนกลางวัน เหตุนั้นเธอจงเบื่อหน่าย พิจารณาดูรูปนั้นด้วยปัญญา ของตน ลำดับนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังคาถาเป็นสุภาษิตแล้ว มีความสลดใจ ตั้งอยู่ในธรรมนั้น แลได้บรรลุพระอร- หัตแล้ว ในกาลนั้นข้าพเจ้านั่งอยู่ในที่ไหน ๆ ก็มีฌาน เป็นเบื้องหน้า พระพิชิตมารทรงพอพระทัยในคุณสม- บัตินั้น ได้ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ข้าพเจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้งหลายได้หมดแล้ว ตัดเครื่องผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือกเป็นผู้ไม่มีอาส- วะอยู่ การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้า ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธ- เจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระเถรีพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้ กล่าวคาถา ๒ คาถาเหล่านี้ พร้อมด้วยคาถา ๓ คาถาที่พระศาสดาทรงแสดงว่า อาตุรํ อสุจึ ปูตึ เป็นต้น เป็นอุทานว่า
หน้า 145 ข้อ 442
เมื่อข้าพเจ้านั้น เป็นผู้ไม่ประมาท ค้นคว้าอยู่โดย อุบายอันแยบคาย ได้เห็นกายนี้ทั้งภายในและภายนอก ตามความเป็นจริง ทีนั้น ข้าพเจ้าจึงเบื่อหน่ายในกาย และคลายกำหนัดในภายใน เป็นผู้ไม่ประมาท ไม่ เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เป็นผู้สงบระงับดับสนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอวเมตํ อเวกฺขนฺตี รตฺตินฺทิวมตนฺ- ทิตา ตโต สกาย ปญฺาย อภินิพฺพิชฺฌ ทกฺขิสํ ความว่า พวกบัณฑิต เป็นผู้ไม่เกียจคร้านทั้งกลางคืนและกลางวัน คือตลอดกาลทั้งปวง พิจารณา ค้นคว้ากายนั้นคือมีสภาพกระสับกระส่ายเป็นต้น เป็นอย่างนั้น คือโดยประการ ที่กล่าวแล้วว่า รูปนี้เป็นฉันใด รูปเธอก็เป็นฉันนั้นเป็นต้น ด้วยญาณจักษุ ซึ่งเป็นส่วนเบื้องต้น มีความผูกใจเป็นปุเรจาริกว่า เราส่งสุตามยญาณซึ่งมี เสียงผู้อื่นเป็นเหตุ เบื่อหน่ายเพราะทำการแยกฆนะความเป็นก้อน ตามความ เป็นจริง เพราะเหตุนั้น คือเพราะนิมิตนั้นเกิดในตน จักดู คือ จักเห็นด้วย ภาวนามยปัญญาของตน ได้อย่างไรหนอ. เพราะเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า ตสฺสา เม อปฺป- มตฺตาย ดังนี้ คำนั้นมีเนื้อความว่า เมื่อข้าพเจ้านั้นเป็นผู้ไม่ประมาท เพราะไม่อยู่ปราศจากสติ ค้นคว้าอยู่โดยอุบายอันแยบคาย คือด้วยปัญญาที่ เห็นแจ้งถึงอนิจจลักษณะเป็นต้น เห็นกายนี้ กล่าวคือขันธปัญจก ทั้งภายใน และภายนอก โดยแบ่งเป็นสันดานของตนและสันดานของผู้อื่น ตามความ เป็นจริง. ทีนั้น คือหลังจากที่เห็นอย่างนั้น ข้าพเจ้าเบื่อหน่ายในกาย คือเบื่อ หน่ายแล้วในอัตภาพ เพราะประกอบด้วยวิปัสสนาปัญญา ข้าพเจ้าคลาย
หน้า 146 ข้อ 443
กำหนัด คือถึงความคลายกำหนัดในสันดานในภายในโดยพิเศษทีเดียว ข้าพเจ้า เป็นผู้ไม่ประมาท เพราะบรรลุที่สุดแห่งการปฏิบัติอัปปมาทธรรมตามที่เป็น จริง เป็นผู้ไม่เกาะเกี่ยวในสิ่งอะไร ๆ เพราะถอนสังโยชน์ขึ้นได้หมดแล้ว เป็นผู้สงบระงับและดับสนิทแล้วแล. จบ อรรถกถาสุนทรีนันทาเถรีคาถา ๕. นันทุตตราเถรีคาถา [๔๔๓] ข้าพเจ้าไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์ และเทวดา ไปสู่ท่าน้ำแล้วลงดำน้ำ ข้าพเจ้าสมาทาน วัตรเป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอนบน แผ่นดิน ไม่บริโภคภัตตาหารในราตรี แต่ยังยินดีการ ตกแต่งและการประดับ บำรุงกายนี้ด้วยการอาบน้ำ และขัดสี ถูกกามราคะครอบงำแล้ว ต่อมา ข้าพเจ้า ได้ศรัทธาในพระศาสนา บวชเป็นบรรพชิต เห็นกาย ตามความเป็นจริง จึงถอนกามราคะได้ ตัดภพความ อยากและความปรารถนาได้ทั้งหมด ไม่เกาะเกี่ยวด้วย กิเลสเครื่องประกอบทุกอย่าง บรรลุความสงบใจแล้ว. จบ นันทุตตราเถรีคาถา
หน้า 147 ข้อ 443
๕. อรรถกถานันทุตตราเถรีคาถา คาถาว่า อคฺคึ จนฺทญฺจ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อนัน- ทุตตรา. แม้พระเถรีชื่อนันทุตตราองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระ- พุทธเจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกัมมาสธัมมนิคมแคว้นกุรุ เรียนวิชาพื้นฐานและศิลปศาสตร์บางอย่าง เข้าบวชเป็นนิครนถ์ ขวนขวาย ในการกล่าวโต้ตอบ ถือกิ่งหว้าเที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป เหมือนพระภัททา- กุณฑลเกสาเถรี เข้าไปหาพระมหาโมคคัลลานเถระ ถามปัญหา ถึงความ ปราชัย ตั้งอยู่ในโอวาทของพระเถระ บวชในพระศาสนา บำเพ็ญสมณธรรม อยู่ไม่นานนักก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พิจารณาการ ปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถา ๕ คาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าไหว้ไฟ พระจันทร์ พระอาทิตย์และ เทวดา ไปสู่ท่าน้ำแล้วลงดำน้ำ ข้าพเจ้าสมาทานวัตร เป็นอันมาก โกนศีรษะเสียครึ่งหนึ่ง นอนบนแผ่นดิน ไม่บริโภคภัตตาหารในราตรี แต่ยังยินดีการตกแต่ง และการประดับ บำรุงกายนี้ด้วยการอาบน้ำและขัดสี ถูกกามราคะครอบงำแล้ว ต่อมา ข้าพเจ้าได้ศรัทธา ในพระศาสนา บวชเป็นบรรพชิต เห็นกายตามความ เป็นจริง จึงถอนกามราคะได้ ตัดภพความอยากและ
หน้า 148 ข้อ 443
ความปรารถนาได้ทั้งหมด ไม่เกาะเกี่ยวด้วยกิเลส เครื่องประกอบทุกอย่าง บรรลุความสงบใจแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อคฺคึ จนฺทญฺจ สูริยญฺจ เทวตา จ นมสฺสิหํ ความว่า ข้าพเจ้าเมื่อแสวงหาทางบริสุทธิ์ ได้ไหว้คือได้ทำ การนอบน้อมไฟ โดยประคองเครื่องบูชา เพื่อให้เทวดาทั้งหลายมีพระอินทร์ เป็นต้นโปรดปราน ด้วยคิดว่า เทวดาทั้งหลายมีไฟเป็นประมุข ไหว้พระจันทร์ ในวันขึ้น ๒ ค่ำ ทุก ๆ เดือน ไหว้พระอาทิตย์เช้าเย็นทุก ๆ วัน ไหว้แม้ พวกเทวดาภายนอกอื่น ๆ มีพวกหิรัญญคัพภะเป็นต้น. บทว่า นทีติตฺถานิ คนฺตฺวาน อุทกํ โอรุหามิหํ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปยังท่าเป็นที่บูชาของ แม่น้ำคงคาเป็นต้น ซึ่งประดิษฐานไว้อย่างดี ลงน้ำคือคำลงในน้ำ ชำระ ร่างกายเช้าเย็น. บทว่า พหูวตฺตสมาทานา ได้แก่ สมาทานวัตรมีอย่างต่าง ๆ ๕ ประการ มีเผาผลาญกิเลสด้วยตบะเป็นต้น ที่ทีฆะเป็น พหู ก็เพื่อสะดวกใน การแต่งฉันท์. บทว่า อฑฺฒํ สีสสฺส โอลิขึ ความว่า ข้าพเจ้าโกนศรีษะ. ของข้าพเจ้าเสียครึ่งหนึ่ง. อาจารย์บางท่านกล่าวเนื้อความของบทว่า อฑฺฒํ สีสสฺส โอลิขึ ว่า เอาปอยผมครึ่งหนึ่งผูกเป็นชฎา อีกครึ่งหนึ่งปล่อยสยาย. บทว่า ฉมาย เสยฺยํ กปฺเปมิ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้นอนบนแผ่นดิน ย่อมนอนบนพื้นดินซึ่งมีประโยชน์ไม่มีระหว่าง. บทว่า รตฺตึ ภตฺตํ น ภุญฺชิหํ ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้งดอาหารในเวลากลางคืน ย่อมไม่บริโภค โภชนาหารในราตรี. บทว่า วิภูสาบณฺฑนรตา ความว่า ข้าพเจ้าลำบากกายเพราะ อัตตกิลมถามุโยคมาเป็นเวลานาน คิดว่า เพราะร่างกายลำบากอย่างนี้ ความ
หน้า 149 ข้อ 443
บริสุทธิ์แห่งปัญญาย่อมมีไม่ได้ แต่ถ้าร่างกายเอิบอิ่มเป็นที่ยินดีแห่งอินทรีย์ ทั้งหลาย ความบริสุทธิ์พึงมีได้ เมื่อจะอนุเคราะห์กายนี้จึงยินดีในการตกแต่ง และการประดับ คืนยินดียิ่งในการตกแต่งด้วยเครื่องตกแต่งคือผ้า และในการ ประดับด้วยของหอมและดอกไม้เป็นต้น. บทว่า นฺหาปนุจฺฉาทเนหิ จ ได้แก่ ด้วยให้คนอื่น ๆ นวดฟั้นเป็นต้นแล้วให้อาบน้ำและขัดสี. บทว่า อุปกาสึ อิมํ กายํ ความว่า อนุเคราะห์กายของเรานี้ คือให้อิ่มหนำ. บทว่า กามราเคน อฏฺฏิตา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีร่างกายแข็งแรงเจริญ ถูกกามราคะที่กลุ้มรุมเพราะเหตุไม่มีโยนิโสมนสิการครอบงำแล้ว คือเบียด- เบียนเนือง ๆ. บทว่า ตโต สทฺธํ ลภิตฺวาน ความว่า ทำลายพรตที่สมาทาน อย่างนี้แล้ว มีร่างกายแข็งแรงเจริญ เป็นผู้ขวนขวายในการกล่าวโต้ตอบเที่ยว ไปในที่นั้น ๆ หลังจากนั้น คือเวลาต่อมา ได้รับโอวาทและอนุสาสน์ในสำนัก ของพระมหาโมคคัลลานเถระ ได้ศรัทธา. บทว่า ทิสฺวา กายํ ยถาภูตํ ความว่า ข้าพเจ้าเห็นกายของข้าพเจ้านี้ตามความเป็นจริง ด้วยมรรคปัญญา พร้อมด้วยวิปัสสนา ถอนกามราคะได้ทั้งหมดด้วยอนาคามิมรรค. บทว่า สพฺเพ ภวา สมุจฺฉินฺนา อิจฺฉา จ ปตฺถนาปิ จ ประกอบความว่า ต่อจากนั้น ภพทั้งหลาย ทั้งที่เป็นความอยาก กล่าวคือตัณหาในภพปัจจุบัน ทั้งที่เป็น ความปรารถนา กล่าวคือตัณหาในภพต่อไป ข้าพเจ้าตัดได้หมดแล้วด้วยมรรค อันเลิศ. บทว่า สนฺตึ ปาปุณึ เจตโส ความว่า ถึง คือบรรลุความสงบ คือพระอรหัตผล อย่างแน่นอน. จบ อรรถกถานันทุตตราเถรีคาถา
หน้า 150 ข้อ 444
๖. มิตตากาลีเถรีคาถา๑ [๔๔๔] ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต ด้วยศรัทธา แต่เป็นผู้ขวนขวายในลาภสักการะ เที่ยว ไปด้วยเหตุนั้น ๆ ข้าพเจ้าละประโยชน์อันเยี่ยมแล้ว ถือเอาประโยชน์อันเลว อยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่ รู้ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อข้าพเจ้านั่งในที่ อยู่ ได้เกิดความสังเวชว่า เราเดินทางผิดเสียแล้ว ตก อยู่ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราน้อย ถูกชราและ พยาธิย่ำยี กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน ไม่ใช่เวลาที่เรา จะประมาท เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเห็นตามความเป็น จริงถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้งหลาย จึงได้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของ พระพุทธเจ้าแล้ว. จบ มิตตกาลีเถรีคาถา อรรถกถามิตตากาฬีเถรีคาถา คาถาว่า สทฺธาย ปพฺพชิตฺวาน เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรี ชื่อมิตตากาฬี. แม้พระเถรีชื่อมิตตากาฬีองค์นี้ ก็ได้สร้างสมบุญบารมีไว้ในพระพุทธ- เจ้าองค์ก่อน ๆ สั่งสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานไว้ในภพนั้น ๆ ใน ๑. อรรถกถาว่า มิตตากาฬีเถรีคาถา.
หน้า 151 ข้อ 444
พุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ ในกัมมาสธัมมนิคมแคว้นกุรุ รู้ ความแล้ว ได้ศรัทธาเพราะมหาสติปัฏฐานเทศนา บวชในหมู่ภิกษุณี มีความ ต้องการลาภสักการะ บำเพ็ญสมณธรรมเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ๗ ปี เวลาต่อมา มีโยนิโสมนสิการเกิดขึ้น เกิดความสังเวช เริ่มเจริญวิปัสสนา ไม่นานนักก็ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิตด้วย ศรัทธา แต่เป็นผู้ขวนขวายในลาภสักการะ เที่ยวไป ด้วยเหตุนั้น ๆ ข้าพเจ้าละประโยชน์อันเยี่ยมแล้วถือ เอาประโยชน์อันเลว ตกอยู่ในอำนาจของกิเลส ไม่รู้ ประโยชน์ของความเป็นสมณะ เมื่อข้าพเจ้านั่งในที่อยู่ ได้เกิดความสังเวชว่า เราเดินทางผิดเสียแล้ว ตกอยู่ ในอำนาจของตัณหา ชีวิตของเราน้อย ถูกชราและ พยาธิย่ำยี กายนี้ย่อมทำลายไปก่อน ไม่ใช่เวลาที่เรา จะประมาท เมื่อข้าพเจ้าพิจารณาเห็นตามความเป็น จริงถึงความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปของขันธ์ทั้ง หลาย จึงได้มีจิตหลุดพ้นแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำ สอนของพระพุทธเจ้าแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิจรึหํ เตน เตน ลาภสกฺการอุสฺ- สุกา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้ขวนขวาย คือประกอบแล้ว ประกอบทั่วแล้ว ในลาภและสักการะ เที่ยวไปด้วยเหตุนั้น ๆ คือด้วยเหตุที่เกิดลาภมีกล่าว พาหุสัจธรรมเป็นต้น.
หน้า 152 ข้อ 444
บทว่า ริญฺจิตฺวา ปรมํ อตฺถํ ความว่า ละ คือสละประโยชน์สูง สุด มีฌานวิปัสสนามรรคและผลเป็นต้น. บทว่า หีนมตฺถํ อเสวิหํ ความ ว่า ข้าพเจ้าได้ถือเอาประโยชน์อันเลว คือลามก เพราะเป็นอามิสกล่าวคือ ปัจจัยสี่ ด้วยการแสวงหาโดยไม่แยบคาย. บทว่า กิเลสา นํ วสํ คนฺตวา ความว่า ตกอยู่ในอำนาจของกิเลสทั้งหลาย มีมานะความถือตัว มทะความมัว เมา และตัณหาความอยากเป็นต้น. บทว่า สามญฺตฺถํ นิรชฺชิหํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่รู้ คือไม่ทราบหน้าที่ของสมณะ. บทว่า นิสินฺนาย วิหารเก ความว่า เมื่อข้าพเจ้านั่งอยู่ในห้องซึ่ง เป็นที่อยู่ ได้เกิดความสังเวช หากจะถามว่า เกิดความสังเวชอย่างไร ตอบว่า เกิดความสังเวชว่า เราเดินทางผิดเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุมฺมคฺคปฏิปนฺนามฺหิ ความว่า พระศาสนานี้ก็เพื่อปรินิพพานโดยไม่ถือ มั่นเท่านั้น เราบวชในพระศาสนานั้นแล้วไม่มนสิการกัมมัฏฐาน เป็นผู้ปฏิบัติ ผิดทางของพระศาสนานั้น บทว่า ตณฺหาย วสมาคตา ความว่า ตกอยู่ใน อำนาจของความอยากที่เกิดแต่ปัจจัย. บทว่า อปฺปกํ ชีวิตํ มยฺหํ ความว่า ชีวิตของเราน้อย คือนิด หน่อยคือเร็ว เพราะไม่มีกำหนดเวลา และมีอันตรายมาก. บทว่า ชรา พฺยาธิ จ มทฺทติ ความว่า ชราและพยาธิย่อมย่ำยี คือบดขยี้กายนั้น เหมือนภูเขา กลิ้งบดขยี้ไปโดยรอบ. ปาฐะว่า มทฺทเร ก็มี. บทว่า ปุรายํ ภิชฺชติ กาโย ความว่า กายนี้ย่อมทำลายไปข้างหน้า ประกอบความว่า เพราะกาย นั้นมีการแตกทำลายโดยส่วนเดียว ฉะนั้นจึงไม่ใช่กาลที่เราจะประมาท กาลนี้ เว้นขณะทั้งแปด เป็นขณะที่เก้า ซึ่งไม่ควรที่จะประมาท พระเถรีนั้นมีความ สังเวชดังนี้.
หน้า 153 ข้อ 444
บทว่า ยถาภูตมเวกฺขนฺตี ความว่า เกิดความสังเวชอย่างนี้แล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา พิจารณาตามความเป็นจริง ด้วยมนสิการถึงอนิจจลักษณะ เป็นต้น เพื่อจะหลีกเลี่ยงคำถามว่า พิจารณาอะไร พระเถรีจึงกล่าวว่า พิจารณา ความเกิดขึ้นและความเสื่อมไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าพิจารณาความเกิด และความดับแห่งอุปาทานขันธ์ห้า ซึ่งมีประเภทครบห้าสิบ โดยนัยเป็นต้นว่า เพราะอวิชชาเกิด รูปจึงเกิด ดังนี้ ด้วยอุทยัพยานุปัสสนาญาณ ขวนขวาย เจริญวิปัสสนา ได้มีจิตหลุดพ้นจากกิเลสและภพทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ตามลำดับมรรค คือได้เป็นผู้ออกแล้วจากภพทั้งสาม ด้วยความเพียรทั้งกาย และใจ และด้วยมรรคด้วยประการฉะนี้. คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล. จบ อรรถกถามิตตากาฬีเถรีคาถา
หน้า 154 ข้อ 445
๗. สกุลาเถรีคาถา [๔๔๕] เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเรือน ฟังธรรมของภิกษุ แล้วได้เห็นพระนิพพาน ซึ่งเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็นเครื่องถึงความสุข ไม่จุติ ข้าพเจ้าจึงละบุตรธิดา ทรัพย์และข้าวเปลือก โกนผมบวชเป็นบรรพชิต ข้าพเจ้าเป็นสิกขมานาอยู่๑ เจริญมรรคเบื้องบน จึงละ ราคะ โทสะ และอาสวะทั้งหลายที่ตั้งอยู่ร่วมกับราคะ โทสะนั้นได้ ข้าพเจ้าอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว ระลึก ชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ หมดมลทิน อบรมแล้วอย่างดี ข้าพเจ้าเห็นสังขารทั้งหลายเป็น อนัตตา เป็นของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็น สภาพ แล้วละอาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็น ดับ สนิทแล้ว. จบ สกุลาเถรีคาถา ๑. สิกขมานา หญิงผู้กำลังศึกษา, สามเณรีผู้มีอายุถึง ๑๘ ปีแล้ว อีก ๒ ปีจะครบบวชเป็นภิกษุณี ภิกษุณีสงฆ์สวดให้สิกขาสมมติ คือตกลงให้สมาทานสิกขาบท ๖ ประการ ตั้งแต่ปาณาติปาตา เวรมณี จนถึง วิกาลโภชนา เวรมณี ให้รักษาอย่างเคร่งครัดไม่ขาดเลย ตลอดเวลา ๓ ปีเต็ม (ถ้าล่วงข้อใดข้อหนึ่ง ต้องสมาทานตั้งต้นไปใหม่อีก ๒ ปี) ครบ ๒ ปี ภิกษุณีสงฆ์จึงทำพิธี อุปสมบทให้ ขณะที่สมาทานสิกขาบท ๖ ประการอย่างเคร่งครัดนี้เรียกว่า นางสิกขมานา.
หน้า 155 ข้อ 445
๗. อรรถกถาสกุลาเถรีคาถา คาถาว่า อคารสฺมึ วสนฺตีหํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระเถรีชื่อ สกุลา. ได้ยินว่า พระเถรีชื่อสกุลาองค์นี้เกิดเป็นราชธิดาของพระเจ้าอานันท- ราช ในพระนครหังสวดี ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามปทุมุตตระ เป็นภคินีต่างพระมารดาของพระศาสดา มีนามว่า นันทา เธอรู้ความแล้ว วัน หนึ่งฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุณีองค์หนึ่ง ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีตาทิพย์ เกิดอุตสาหะกระทำกรรมคือการกระ ทำที่ยิ่ง ได้กระทำปณิธานปรารถนาตำแหน่งนั้นแม้เอง เธอกระทำกุศลกรรม โอฬารมาก ตลอดชีวิตในอัตภาพนั้นเกิดในเทวโลก ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ อยู่ในสุคติภูมิทั้งหลายนั่นแล ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามกัสสปะ เกิดในตระกูลพราหมณ์ บวชเป็นปริพาชก ถือลัทธิเที่ยวไปผู้เดียวเที่ยวไปอยู่ วันหนึ่งเที่ยวภิกขาน้ำมัน ได้น้ำมันแล้ว เอาน้ำมันนั้นทำการบูชาด้วยประทีป ตลอดคืนยังรุ่งที่เจดีย์ของพระศาสดา เธอจุติจากอัตภาพนั้นแล้วเกิดในสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ เป็นผู้มีทิพยจักษุบริสุทธิ์ดี ท่องเที่ยวอยู่ในเทวโลกเท่านั้นตลอด พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปปาทกาลนี้ เกิดในตระกูลพราหมณ์ กรุงสาวัตถี มีนาม ว่า สกุลา. นางสกุลานั้นรู้ความแล้ว ได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกาในคราวพระศาสดา ทรงรับพระวิหารเชตวัน เวลาต่อมาได้ฟังธรรมในสำนักของพระเถระขีณาสพ องค์หนึ่ง เกิดสังเวช บวชแล้วเริ่มเจริญวิปัสสนา เพียรพยายามอยู่ไม่นานนักก็ ได้บรรลุพระอรหัต เพราะเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในอปทานว่า๑ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๔ สกุลาเถรีอปทาน.
หน้า 156 ข้อ 445
ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระพิชิตมาร พระนามปทุมุตตระ ผู้ทรงรู้จบธรรมทั้งปวง ทรงเป็น นายกของโลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว พระองค์เป็นบุรุษ อาชาไนย ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย ทรงปฏิบัติ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุข เพื่อประโยชน์ แก่สัตว์ ทั้งปวง ในโลกกับทั้งเทวโลก พระองค์ทรงยศอันเลิศ มีพระสิริ ทรงมีเกียรติคุณฟุ้งเฟื่อง บูชากันทั่วโลก มีพระคุณปรากฏไปทุกทิศ พระองค์ทรงข้ามพ้นความ สงสัย ทรงล่วงเลยความเคลือบแคลง มีความดำริใน พระหทัยสมบูรณ์ ทรงบรรลุพระสัมโพธิญาณอันสูงสุด ทรงทำบรรดาที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น ทรงเป็นนระที่สูง สุด ตรัสบอกบรรดาที่ยังไม่มีใครบอก ทรงยังธรรม ที่ยังไม่เกิดให้เกิด พระองค์ทรงเป็นนระผู้องอาจ ทรงรู้แจ้งมรรคา ตรัสบอกมรรคา เป็นพระ- พระศาสดาผู้ฉลาดในมรรคา ทรงเป็นผู้ฝึกที่ประเสริฐ สุดกว่านายสารถีทั้งหลาย ทรงเป็นนาถะประกอบด้วย พระมหากรุณา เป็นนายกของโลก ทรงแสดงธรรม ถอนเหล่าสัตว์ ผู้จมอยู่ในเปือกตมคือกาม ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดเป็นเจ้าหญิงนันทนา ในพระนครหังสวดี มีรูปสวย รวยทรัพย์ เป็นที่พึงใจ มีสิริ เป็นราชธิดา ของพระราชาผู้ใหญ่พระนามว่า อานันทะ เป็นผู้งด- งามอย่างยิ่ง เป็นพระภคินีต่างพระมารดา แห่ง
หน้า 157 ข้อ 445
พระพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ห้อมล้อมด้วย ราชกัญญาทั้งหลาย ประดับด้วยสรรพาภรณ์เข้าไปเฝ้า พระมหาวีรเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนา ครั้งนั้น พระ- ผู้รู้แจ้งโลกพระองค์นั้น ทรงตั้งภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุไว้ ในตำแหน่งอันเลิศ ในท่ามกลางบริษัทสี่ ข้าพเจ้าได้ ฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว มีความร่าเริง ถวายทานแด่ พระศาสดา และบูชาพระสัมพุทธเจ้าแล้วปรารถนา ทิพยจักษุ ทันใดนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะข้าพเจ้าว่า แน่ะนันทา เธอจักได้ตำแหน่งที่เธอปรารถนา. ในกัปที่หนึ่งแสนแต่ภัทรกัปนี้ พระศาสดา พระนามว่า โคตมะ มีพระสมภพในวงศ์พระเจ้า โอกกากราช จักมีในโลก เธอจักได้เป็นธรรมทายาท ของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นพระโอรสอันธรรม เนรมิต จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่า สกุลา ด้วยกุศลกรรมที่ได้ทำไว้นั้น และด้วยความ ตั้งใจที่แน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไป สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า พระ- นามว่า กัสสปะ ผู้เป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ มียศมาก ประเสริฐกว่าบัณฑิตทั้งหลาย เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นปริพาชิกา ถือลัทธิเที่ยวไปผู้เดียว เที่ยวภิกขาจาร ได้น้ำมันมาน้อยหนึ่ง มีใจผ่องใส เอาน้ำมันนั้นตามประทีปบูชาพระเจดีย์ชื่อ สัพพสังวร
หน้า 158 ข้อ 445
แห่งพระพุทธเจ้าผู้เป็นเลิศ ของสัตว์สองเท้า ด้วย กุศลธรรมที่ได้ทำไว้นั้น และด้วยความตั้งใจที่แน่วแน่ ข้าพเจ้าละร่างกายมนุษย์แล้ว ได้ไปสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์ ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ข้าพเจ้าเกิดในที่ใด ๆ ประทัปเป็นอันมากก็สว่างไสวแก่ข้าพเจ้าผู้ไปในที่นั้น ๆ ข้าพเจ้าย่อมเห็นสิ่งที่ปรารถนาที่อยู่นอกฝา นอกภูเขา ศิลาได้ทะลุปรุโปร่ง นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ข้าพเจ้ามีนัยน์ตาแจ่มใส รุ่งเรื่องด้วยยศ มีศรัทธา และมีปัญญา นี้เป็นผลแห่งการถวายประทีป ในภพ หลังครั้งนี้ ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลพราหมณ์ ที่มีทรัพย์ และข้าวเปลือกมากมาย มหาชนยินดี พระราชาทรง บูชา ข้าพเจ้าสมบูรณ์ด้วยองคสมบัติทั้งปวง ประดับ ด้วยสรรพาภรณ์ ยืนอยู่ที่หน้าต่าง ได้เห็นพระสุคต เสด็จเข้าไปในเมือง ทรงรุ่งเรื่องด้วยยศ เทวดาและ มนุษย์สักการะบูชา ทรงสมบูรณ์ด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ ประดับด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ มีจิตเลื่อมใสโสมนัสพอใจบรรพชา ครั้นได้บรรพชา ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัต เป็นผู้มีความชำนาญ ในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ รู้วาระจิตของผู้อื่น เป็นผู้ ปฏิบัติตามสัตถุศาสน์ รู้ปุพเพนิวาสญาณชำระทิพย- จักษุให้หมดจดวิเศษ ให้อาสวะทั้งปวงสิ้นไปแล้ว เป็น ผู้บริสุทธิ์หมดมลทินดีแล้ว ข้าพเจ้าบำรุงพระศาสดา
หน้า 159 ข้อ 445
แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว ปลงภาระ อันหนักลงได้แล้ว ถอนตัณหาอันนำไปสู่ภพขึ้นได้ แล้ว กุลบุตรทั้งหลายออกจากเรือนบวชเป็นบรรพชิต เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น คือ ธรรมเป็น ที่สิ้นสังโยชน์ทั้งปวง ข้าพเจ้าบรรลุแล้ว แต่นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงพระมหากรุณาเป็นนระสูงสุด ทรงตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า สกุลา ภิกษุณีเป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย ข้าพ- เจ้าเผากิเลสแล้ว ถอนภพทั้งหลายได้หมดแล้ว ตัด เครื่องผูกพันเหมือนช้างพังตัดเชือก เป็นผู้ไม่มีอาสวะ อยู่ การมาเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐของข้าพเจ้า เป็นการมาดีแล้วหนอ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว ได้ปฏิบัติคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้ คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้า ทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้ปฏิบัติคำสอนของพระ- พุทธเจ้าแล้ว. ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ได้เป็นผู้สั่งสมความชำนาญในทิพยจักษุ- ญาณ เพราะความเป็นผู้สร้างสมบุญบารมีไว้แล้ว เพราะเหตุนั้น พระศาสดาจึง ทรงตั้งพระเถรีนั้นไว้ในตำแหน่งเป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีทิพยจักษุทั้งหลาย พระ- เถรีนั้นพิจารณาการปฏิบัติของตน เกิดปีติโสมนัสได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็น อุทานว่า เมื่อข้าพเจ้าอยู่ในเรือน ฟังธรรมของภิกษุแล้ว ได้เห็นพระนิพพานซึ่งเป็นธรรมปราศจากธุลี เป็น
หน้า 160 ข้อ 445
เครื่องถึงความสุข ไม่จุติ ข้าพเจ้าจึงละบุตรธิดา ทรัพย์และข้าวเปลือก โกนผมบวชเป็นบรรพชิต ข้าพเจ้าศึกษาอยู่ เจริญมรรคเบื้องบน จึงละราคะโทสะ และอาสวะทั้งหลาย ที่ตั้งอยู่ร่วมกับราคะโทสะนั้นได้ ข้าพเจ้าอุปสมบทเป็นภิกษุณีแล้ว ระลึกชาติก่อนได้ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ หมดมลทิน อบรมแล้ว อย่างดี ข้าพเจ้าเห็นสังขารทั้งหลายเป็นอนัตตา เป็น ของเกิดแต่เหตุ มีอันทรุดโทรมไปเป็นสภาพ แล้วละ อาสวะทั้งปวง เป็นผู้มีความเย็น ดับสนิทแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อคารสฺมึ วสนฺตีหํ ธมฺมํ สุตฺวาน ภิกฺขุโน ความว่า เมื่อก่อน ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางเรือน ฟังธรรมกถาที่ บรรลุอริยสัจ ๔ ในสำนักของภิกษุผู้ทำลายกิเลสแล้วองค์หนึ่ง. บทว่า อทฺทสํ วิรชํ ธมฺมํ นิพฺพานํ ปทมจฺจุตํ ความว่า ได้เห็น คือเห็นแล้วซึ่งธรรม กล่าวคือที่ได้ชื่อว่า วิรชะ ปราศจากธุลี เพราะไม่มีธุลีคือราคะเป็นต้น ว่า นิพพานะ ไม่มีกิเลสเครื่องร้อยรัด เพราะเป็นธรรมออกจากวานะกิเลสเครื่อง ร้อยรัด ว่าปทะ เป็นเครื่องถึง เพราะเป็นเหตุให้บรรลุความสุข ว่าอัจจุตะ ไม่จุติเพราะไม่มีการเคลื่อน ด้วยธรรมจักษุกล่าวคือทัสสนะที่ประดับด้วยนัย ตั้งพัน. บทว่า สาหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นเป็นพระโสดาบันโดยประการดัง กล่าวแล้ว. บทว่า สิกฺขมานา อหํ สนฺตี ความว่า ข้าพเจ้ายังเป็น สิกขมานาอยู่นั่นแล บวชเมื่ออายุยังไม่ครบ. บทว่า ภาเวนฺตี มคฺคมญฺชสํ ความว่ายังทางคือมรรคเบื้องบนให้เกิดขึ้นแต่การปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทา. บทว่า
หน้า 161 ข้อ 446
ตเทกฏฺเ จ อาสเว ความว่า ได้ละ คือตัดขาดซึ่งอาสวะทั้งหลาย ที่ตั้ง อยู่ร่วมกันโดยเกิดพร้อมกับราคะและโทสะทั้งหลาย และที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกัน กับการละซึ่งจะต้องทำลายด้วยอนาคามิมรรค. บทว่า ภิกฺขุนี อุปสมฺปชฺช ความว่า เมื่ออายุครบแล้ว อุป- สมบทเป็นภิกษุณี. บทว่า วิมลํ ได้แก่ มีมลทินไปปราศแล้ว เพราะหลุด พ้นจากอุปกิเลสทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น. บทว่า สาธุ ได้แก่ อบรมแล้ว โดยเคารพ คือโดยชอบนั่นแล. อีกอย่างหนึ่ง เชื่อมความว่า ชำระทิพยจักษุที่ สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นอบรมแล้ว คือให้เกิดแล้ว. บทว่า สงฺขาเร ได้แก่ สังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓. บทว่า ปรโต ได้แก่ โดยเป็นอนัตตา. บทว่า เหตุชาเต ได้แก่ เกิดขึ้นเฉพาะหน้า. บทว่า ปโลกิเต ความว่า เห็นสังขารทั้งหลายมีอันทรุดโทรมไป เป็นสภาพ เปื่อยเน่า ด้วยปัญญาจักษุ. บทว่า ปหาสึ อาสเว สพฺเพ ความว่า ข้าพเจ้าละอาสวะทั้งหมดที่ยังเหลือ คือทำให้สิ้นไป ด้วยอรหัตมรรค. คำที่ เหลือมีนัยดังกล่าวแล้วแล. จบ อรรถกถาสกุลาเถรีคาถา ๘. โสณาเถรีคาถา [๔๔๖] พระโสณาเถรีกล่าวคาถาอุทานว่า ข้าพเจ้าตลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี.
หน้า 162 ข้อ 446
ภิกษุณีนั้น แสดงธรรมคือขันธ์อายตนะและธาตุ ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้ว ก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้น ศึกษาอยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพ- นิวาสญาณ รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญ อนิมิตตสมาธิ มีจิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์ เกิดขึ้นในลำดับ ไม่ยึดมั่น ดับสนิท. ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอัน ขาดแล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก. จบ โสณาเถรีคาถา ๘. อรรถกถาโสณาเถรีคาถา คาถาว่า ทส ปุตฺเต วิชายิตฺวา เป็นต้น เป็นคาถาของพระโสณา เถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็ บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรมใน สำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณี ผู้ปรารภความเพียร ก็ทำ กุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป แม้ตนเอง ก็ปรารถนาตำแหน่งนั้น ทำบุญจนตลอดชีวิต จุติจากภพนั้นแล้ว เวียนว่ายไปในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในพุทธุปปาท- กาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงสาวัตถี เติบโตเป็นสาวแล้ว ก็ได้สามี มีบุตรธิดา ๑๐ คน ใคร ๆ ก็รู้จักว่า ผู้มีบุตรมาก เมื่อสามีบวช นาง
หน้า 163 ข้อ 446
ก็ให้บุตรธิดาซึ่งเติบโตเป็นหนุ่มสาวอยู่ครองเรือน จัดแบ่งทรัพย์ทั้งหมดมอบ ให้บุตรทั้งหลาย ไม่ขยักทรัพย์อะไร ๆ ไว้สำหรับตัวเลย บุตรและภริยาของบุตร บำรุงนางได้ ๒-๓ วันก็ดูหมิ่น นางคิดว่า ประโยชน์อะไรที่เราจะอยู่ในเรือน ที่บุตรพวกนี้ของเราดูหมิ่นแล้ว จึงเข้าไปหาภิกษุณีขอบวช ภิกษุณีทั้งหลาย ก็ให้นางบวช นางได้อุปสมบทแล้วคิดว่า เราบวชเมื่อแก่ พึงไม่ประมาท เมื่อทำวัตรปฏิบัติแก่ภิกษุณีทั้งหลาย คิดว่า เราจักทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่ง ก็เอามือข้างหนึ่งจับเสาต้นหนึ่งใต้ปราสาท ไม่ละเสานั้นทำสมณธรรม แม้ เมื่อเดิน คิดว่า ศีรษะของเราไม่พึงชนที่ต้นไม้เป็นต้นแห่งใดแห่งหนึ่งในที่มืด แล้วเอามือข้างหนึ่งจับต้นไม้ ไม่ละต้นไม้นั้น ทำสมณธรรม. นับตั้งแต่นั้นมา นางก็ได้ปรากฏชื่อเสียง เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียร. พระศาสดาทรงเห็นว่า นางมีญาณแก่กล้า ประทับในพระคันธกุฎีแผ่พระรัศมีไป แสดงพระองค์ ประหนึ่งว่าประทับนั่งต่อหน้า ได้ตรัสพระคาถาว่า ผู้เห็นธรรมสูงสุด มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว ยัง ประเสริฐกว่าผู้ไม่เห็นธรรมสูงสุด มีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง ร้อยปี. จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ใน อปทานว่า๑ พระชินพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ผู้ถึงฝั่ง แห่งสรรพธรรม ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติในแสนกัป นับแต่กัปนี้ไป. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐี มีสุข แต่งตัวน่ารัก เข้าเฝ้าพระมุนีผู้ประเสริฐ ฟังพระ- มธุรวาจา. ๑. ขุ ๓๓/ข้อ ๑๖๖ ภัททกาปิลานีเถรีอปทาน
หน้า 164 ข้อ 446
พระชินพุทธเจ้าทรงยกย่องภิกษุณีรูปหนึ่งว่าเป็น เลิศของภิกษุผู้ปรารภความเพียร. ข้าพเจ้าได้ยิน พระดำรัสแล้วก็ยินดีด้วย กระทำสักการะแด่พระ- ศาสดา ถวายอภิวาทพระสัมพุทธเจ้า ปรารถนาตำแหน่ง นั้น. พระมหาวีระพุทธเจ้าทรงอนุโมทนาว่า ขอความ ปรารถนาของเจ้าจงสำเร็จเถิด ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ทรงสมภพในราชสกุล พระเจ้าโอกกากราช จักทรงเป็นศาสดาในโลก เจ้าจัก เป็นโอรสาทายาทในธรรมของพระองค์ ถูกเนรมิตโดย ธรรม จักเป็นสาวิกาของพระศาสดา มีนามว่าโสณา. ข้าพเจ้าฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ยินดีมีจิต เมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้นำพิเศษด้วยปัจจัย ๔ จนตลอดชีวิตในครั้งนั้น. ด้วยธรรมที่ทำดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละความเป็นมนุษย์แล้วก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. บัดนี้ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัวเศรษฐี ที่มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีทรัพย์มาก ในกรุงสาวัตถีราชธานี. เมื่อข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาว ก็ไปมีสามี ให้กำเนิด บุตรถึง ๑๐ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งล้วนแต่รูปร่างสะสวย
หน้า 165 ข้อ 446
บุตรเหล่านั้นทุกคน อยู่ในความสุขเป็นที่โปรด ปรานของบิดามารดา แม้ผู้มิใช่มิตรก็ยังชอบใจ จะ ป่วยกล่าวไปไยว่า บุตรเหล่านั้นจะเป็นที่รักของข้าพ- เจ้าสักเพียงไร ทั้งที่ข้าพเจ้าไม่ปรารถนา สามีของ ข้าพเจ้าอันบุตรทั้ง ๑๐ คน ห้อมล้อมแล้ว ก็บวชใน พระศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ทรงเป็นเทพแห่งเทพ. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าลำพังคนเดียวก็คิดว่า ข้าพเจ้า ถูกสามีและบุตรสลัดแล้ว แก่เฒ่าและยากไร้ ไม่ควร จะมีชีวิตอยู่ จำจะไปที่อารามซึ่งสามีของข้าพเจ้าอยู่ ข้าพเจ้าคิดอย่างนี้แล้ว ก็ออกบวช. แต่นั้น ภิกษุณีทั้งหลาย ก็ปล่อยข้าพเจ้าไว้แต่ผู้ เดียวในสำนักภิกษุณี สั่งให้ข้าพเจ้าต้มน้ำไว้ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเอาน้ำมาใส่ในหม้อเล็กวางทิ้งไว้ แล้วนั่งอยู่ แต่นั่น ข้าพเจ้าก็เริ่มตั้งความเพียรทางจิต เห็นขันธ์ ทั้งหลายเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ทำอาสวะทั้งหมด ให้สิ้นไป ได้บรรลุพระอรหัต. ครั้งนั้น ภิกษุณีทั้งหลายกลับมาถามหาถึงน้ำร้อน ข้าพเจ้าก็อธิษฐานเตโชธาตุ ทำน้ำให้ร้อนได้ฉับพลัน ภิกษุณีเหล่านั้นอัศจรรย์ใจ ก็ทูลเรื่องนั้นถวาย พระ- ชินพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ.
หน้า 166 ข้อ 446
พระโลกนาถทรงทราบแล้วก็ทรงยินดี ได้ตรัส พระคาถาว่า ผู้ปรารภความเพียรไว้มั่นคง นี้ชีวิตเป็น อยู่วันเดียว ประเสริฐกว่าผู้เกียจคร้าน มีความเพียร เลวถึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ตั้งร้อยปี. พระมหาวีระพุทธเจ้า ทรงให้ข้าพเจ้ายินดีใน การปฏิบัติดี พระมหามุนีพระองค์นั้น ก็ตรัสยกย่อง ข้าพเจ้าว่า เป็นเลิศของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพ ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกได้ขาด ดุจช้างตัดเครื่องผูกขาดแล้วฉะนั้น ไม่มีอาสวะอยู่. ข้าพเจ้ามาดีแล้วหนอ ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐสุด วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ อภิญญา ๖ ข้าพเจ้า ก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้า ก็ทำเสร็จแล้ว. ครั้งนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อทรงสถาปนาภิกษุณีทั้งหลายไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ จึงได้ทรงสถาปนาพระโสณาเถรีนั้นไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นเลิศของภิกษุณีผู้ปรารภความเพียร พระเถรีนั้น พิจารณาการ ปฏิบัติของตน จึงกล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าคลอดบุตร ๑๐ คน ในเรือนร่างคือรูปนี้ เพราะเหตุนั้น จึงชราทุพพลภาพ เข้าไปหาภิกษุณี.
หน้า 167 ข้อ 446
ภิกษุณีนั้น แสดงธรรมคือขันธ์ อายตนะและธาตุ ข้าพเจ้าฟังธรรมนั้นแล้ว ก็โกนผมบวช ข้าพเจ้านั้น ศึกษาอยู่ ก็ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ ข้าพเจ้ารู้ปุพเพ- นิวาสญาณ รู้ขันธ์ที่อาศัยอยู่ในชาติก่อน และเจริญ อินมิตตสมาธิ ก็มีจิตตั้งมั่นดี มีอารมณ์เดียว มีวิโมกข์ เกิดขึ้นในลำดับ ไม่ยึดมั่น ดับสนิท. ปัญจขันธ์ ข้าพเจ้ากำหนดรู้แล้ว มีมูลรากอัน ขาดแล้ว ดำรงอยู่ น่าตำหนิความชราที่น่าชัง บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รูปสมฺจจเย ได้แก่ ในเรือนร่าง กล่าว คือรูป. ความจริง รูป ศัพท์นี้ มาในรูปายตนะ ในบาลีว่า จกฺขุญฺจ ปฏิจฺจ รูเป จ อุปฺปชฺชติ จกฺขุวิญฺาณํ อาศัยจักษุและรูป จักขุวิญญาณจึง เกิดดังนี้เป็นต้น, มาในรูปขันธ์ ในบาลีว่า ยงฺกิญฺจิ รูปํ อตีตานาคต- ปจฺจุปฺปนฺนํ รูปอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่เป็นอดีตอนาคตและปัจจุบันดังนี้เป็นต้น. มาในสภาวะ ในบาลีว่า ปิยรูเป สาตรูเป รชฺชติ ย่อมกำหนัดในปิยรูป สาตรูป ดังนี้เป็นต้น. มาในอายตนะคือกสิณ ในบาลีว่า พหิทฺธา รูปานิ ปสฺสติ เห็นรูปในภายนอก ดังนี้เป็นต้น. มาในรูปฌาน ในบาลีว่า รูปี รูปานิ ปสฺสติ ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ย่อมเห็นรูปทั้งหลายดังนี้เป็นต้น. มาใน รูปกาย ในบาลีว่า อฏฺิญฺจ ปฏิจฺจ นหารุญฺจ ปฏิจฺจ มํสญฺจ ปฏิจฺจ จมฺมญฺจ ปฏิจฺจ อากาโส ปริวาริโต รูปนฺเตฺวว สงฺขยํ คจฺฉติ อากาศอาศัยกระดูก เอ็น เนื้อ หนังห้อมล้อม ก็นับว่าเป็นรูปทั้งนั้นดังนี้เป็นต้น. แม้ในที่นี้ ก็พึงเห็นความในรูปกายเท่านั้น. แม้สมุสฺสยศัพท์ก็เป็นปริยายของ
หน้า 168 ข้อ 446
ร่างแห่งกระดูกทั้งหลาย สมุสฺสยศัพท์มาในปริยายแห่งร่างกระดูก ในบาลีว่า ติสตสมุสฺสยา เพราะร่างแห่งกระดูกสามร้อยชิ้นดังนี้เป็นต้น. มาในสรีระ ในบาลีว่า อาตุรํ อสุจึ ปูตึ ปสฺส นนฺเท สมุสฺายํ ดูก่อนนันทา เจ้าจงดูสรีระ ที่อาดูรเดือดร้อน ไม่สะอาด เปื่อยเน่า ดังนี้เป็นต้น. แม้ใน ที่นี้ก็พึงเห็นความในสรีระเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า รูป- สมุสฺสเย แปลว่า ในร่างกล่าวคือรูป อธิบายว่าในสรีระ. บทว่า อสฺมึ รูปสมุสฺสเย ประกอบความว่า ตั้งอยู่ในร่างคือรูปนี้ ได้แก่อาศัยรูป กายที่คลอดบุตร ๑๐ คน. บทว่า ตโต แปลว่า เพราะเหตุที่คลอดบุตร ๑๐ คนนั้น. จริงอยู่ นางเลยปฐมวัยไปแล้ว จึงตลอดบุตรทั้งหลาย นางจึงมี สรีระอ่อนกำลังลง และคร่ำคร่าเพราะชรา มาโดยลำดับ. ด้วยเหตุนั้นพระเถรี จึงกล่าวว่า ตโตหํ ทุพฺพลา ชิณฺณา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงอ่อนกำลัง ชราลง. บทว่า ตสฺสา แปลว่านั้น อีกอย่างหนึ่ง แปลว่าในที่ใกล้ข้าพเจ้า นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ตสฺสา เป็นฉัฏฐีวิภัตติลงในอรรถตติยาวิภัตติ ความว่าอันข้าพเจ้านั้น. บทว่า สิกฺขมานาย ได้แก่ ศึกษาสิกขาแม้ทั้ง ๓. บทว่า อนนิตราวิโมกฺขาสึ ความว่า ข้าพเจ้ามีวิโมกข์เกิดขึ้นใน ลำดับแห่งอรหัตมรรค. จริงอยู่ แม้วิโมกข์ ๘ เป็นต้นว่า ผู้มีรูปเป็นอารมณ์ ย่อมเห็นรูป หาชื่อว่าวิโมกข์ในลำดับไม่. ความจริง ผลวิโมกข์ที่บรรลุใน ลำดับแห่งมรรคแม้เป็นไปอยู่ในเวลาเข้าผลสมาบัติ ก็อาศัยผลสมาบัตินั้นชื่อ ว่าอนันตรวิโมกข์ เพราะเกิดขึ้นพร้อมในลำดับแห่งมรรคแรก [โสดาปัตติ มรรค] นั่นแล. เหมือนอย่างมรรคสมาธิ ท่านก็เรียกว่า อานันตริกสมาธิฉะนั้น. บทว่า อนุปาทาย นิพฺพุตา ได้แก่ ข้าพเจ้าไม่ยึดบรรดาอารมณ์มีรูป เป็นต้น แม้ไร ๆ ดับสนิท เพราะดับกิเลสเด็ดขาด.
หน้า 169 ข้อ 447
พระเถรีครั้นชี้แจงวิชชา ๓ อย่างนี้แล้ว เมื่อจับยอดโดยอรหัตผล อุทานแล้ว บัดนี้ เมื่อจะติเตียนสรีระที่ถูกชราเบียดเบียนเป็นเวลาช้านาน เพื่อ ชี้แจงความที่สรีระนั้น พร้อมด้วยวัตถุล่วงเลยไปแล้ว จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปญฺจกฺขนฺธา ปริญฺาตา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธิ ตวตฺถุ ชเร ขมฺเม ความว่า น่าตำหนิติเตียนความชรา ที่ชั่วต่ำทรามสำหรับ ท่าน เพราะทำอวัยวะให้หย่อนยานเป็นต้น. บทว่า ปตฺถิทานิ ปุนพฺภโว อธิบายว่า เพราะฉะนั้น ท่านถูกเราล่วงเลยครอบงำไว้แล้ว. จบ อรรถกถาโสณาเถรีคาถา ๙. ภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา [๔๔๗] พระภัตทากุณฑลเกสาเถรีกล่าวคาถาอุทานว่า แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้า ผืนเดียวเที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็น ในสิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระ พุทธเจ้า ผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ ภูเขาคิชฌกูฏ จึงคุกเข่าถวายบังคม ทำอัญชลีต่อ พระพักตร์ พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัสสั่งนั้น ทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จ สมบูรณ์.
หน้า 170 ข้อ 447
ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี และ โกสละบริโภคก้อนข้าวของชาวบ้านมา ๕๐ ปี ไม่ เป็นหนี้ [ไม่เป็นอิณบริโภค]. ท่านอุบาสกผู้ใด ถวายจีวรแต่ข้าพเจ้าภัททาผู้ หลุดพ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่าน อุบาสกผู้นั้น ประสบบุญเป็นอันมากหนอ. จบ ภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา ๙. อรรถกถาภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา คาถาว่า ลูนเกสี ปงฺกธรี เป็นต้น เป็นคาถาของพระภัททา กุณฑลเกสาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ก็บังเกิดในเรือนของครอบครัว กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรม ในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ เป็นเลิศของภิกษุณีผู้เป็นขิปปาภิญญาตรัสรู้เร็ว จึงทำกุศลให้ยิ่ง ยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น ทำบุญจนตลอดชีวิต เวียนว่ายอยู่ในเทวดา และมนุษย์ถึงแสนกัป ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ก็เป็นพระราชธิดา ระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้ากาสี พระนามว่า กิกิ สมาทานศีล ๑๐ ประพฤติโกมารีพรหมจรรย์อยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี สร้างบริเวณที่อยู่ของพระสงฆ์ ท่องเทียวอยู่ในฝ่ายสุคติเท่านั้นตลอดพุทธันดร
หน้า 171 ข้อ 447
หนึ่ง มาในพุทธุปปาทกาลนี้ บังเกิดในครอบครัวเศรษฐีกรุงราชคฤห์มีชื่อว่า ภัททา. นางมีบริวารมาก เติบโตเป็นสาวแล้ว เห็นโจรชื่อสัตตุกะ บุตรปุโรหิต ในพระนครนั้นนั่นเองทางหน้าต่าง ซึ่งถูกเจ้าหน้าที่นครบาลจับตัว ในความผิด มหันตโทษ พร้อมทั้งของกลาง กำลังควบคุมตัวมายังที่ประหาร เพื่อฆ่าให้ ตายตามพระราชอาชญา มีจิตปฏิพัทธ์ ก็นอนคว่ำหน้าบนที่นอน คร่ำครวญ ว่า ถ้าเราได้เขา จึงจะมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ได้ก็จักตายเสีย. บิดาของนางรักนางมาก เพราะมีธิดาคนเดียว จึงติดสินบนพันกหา- ปณะ ให้เจ้าหน้าที่ปล่อยโจร ด้วยอุบายให้แต่งตัวประดับด้วยเครื่องประดับทุก อย่าง ส่งตัวในรูปยังปราสาท ส่วนนางภัตทา มีความปรารถนาบริบูรณ์แล้ว ก็ประดับด้วยเครื่องอลังการเสียจนเกินไป ปรนนิบัติสัตตุกโจรนั้น. ล่วงไป ๒-๓ วัน สัตตุกโจรก็เกิดโลภในเครื่องอลังการเหล่านั้น กล่าวกะนางว่า ภัตทาจ๋า พี่พอถูกเจ้าหน้าที่นครบาลจับได้ ก็บนเทวดาซึ่งสิงสถิตย์ ณ เขา ทิ้งโจรไว้ว่า ถ้าพี่รอดชีวิต ก็จักนำเครื่องพลีกรรมไปเซ่นสรวงท่าน น้อง ท่านช่วยจัดเครื่องพลีกรรมสำหรับเทวดานั้นด้วยเถิด. นางคิดว่าจักทำใจเขาให้ เต็ม จึงจัดเตรียมเครื่องพลีกรรม ประดับประดาด้วยเครื่องอาภรณ์ทุกอย่าง ขึ้นยานคันเดียวกันไปกับสามี มุ่งหมายจักทำพลีกรรมแก่เทวดา เริ่มขึ้นไปยัง เขาทิ้งโจร. สัตตุกโจรคิดว่า เมื่อขึ้นไปกันทั้งหมด เราก็จักยึดอารมณ์ของหญิง ผู้นี้ไม่ได้ จึงพักปริวารชนไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง ให้นำไปเฉพาะภาชนะใส่ เครื่องพลีกรรมนั้นเท่านั้น เมื่อขึ้นไปยังภูเขา ก็มิได้พูดวาจาที่น่ารักกับนาง เลย นางก็รู้ถึงความประสงค์ของเขาโดยอาการเคลื่อนไหวเท่านั้น สัตตุกโจร เริ่มลายโจรกล่าวว่า ภัตทา เจ้าจงเปลื้องผ้าห่มของเจ้าออกห่อเครื่องประดับที่
หน้า 172 ข้อ 447
ติดตัวเจ้าเดี๋ยวนี้. นางกล่าวว่า นายท่าน ข้าพเจ้ามีความผิดอะไรเล่า เขา กล่าวว่า หญิงโง่ ทำไมหนอเจ้าจึงเข้าใจข้าว่ามาทำพลีกรรม ความจริง ข้า มาเพื่อยึดอาภรณ์ของเจ้า โดยอ้างการพลีกรรมต่างหากเล่า. นางกล่าวว่า นายท่าน เครื่องประดับเป็นของใคร ตัวข้าพเจ้าเป็นของใครกันคะ. เขากล่าว ว่า ข้าน่ะ ไม่รู้จักการจำแนกอย่างนี้ดอกนะ. นางกล่าวว่า เอาเถิด นายท่าน ขอท่านโปรดช่วยทำความประสงค์ของข้าพเจ้าอย่างหนึ่งให้เต็มด้วยเถิด โปรด ให้ข้าพเจ้าได้กอดนายท่านทั้งยังแต่งเครื่องประดับอยู่ด้วยนะคะ เขาก็รับคำ. นางรู้ว่าเขารับคำแล้ว ก็ทำประหนึ่งว่า กอดข้างหน้าแล้วกอดข้างหลัง ได้ที ก็ผลักโจรตกเขาขาด โจรนั้น ก็ตกลงแหลกละเอียดเป็นจุรณวิจุรณไป. เทวดา ที่สิงสถิตย์อยู่ที่เขาเห็นเหตุการณ์น่าอัศจรรย์ที่นางทำแล้ว เมื่อจะประกาศความ ที่นางเป็นคนฉลาด จึงได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้ สตรีมีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้ในที่นั้น ๆ. มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้ สตรีที่คิดความได้ฉับพลัน ก็เป็นบัณฑิตได้. ลำดับนั้น นางภัททาคิดว่า โดยวิธีการอย่างนี้เราก็กลับบ้านไม่ได้ จำเราจะไปเสียจากที่นี่แล้วบวชเสียสักอย่าง จึงไปยังอารามของนิครนถ์ ขอ บวชเป็นนิครนถ์. นิครนถ์เหล่านั้น กล่าวกะนางว่า การบรรพชาจะมีได้ด้วย การกำหนดอันไรเล่า. นางกล่าวว่า อันใดเป็นสูงสุดแห่งบรรพชาของท่าน ขอ ท่านโปรดกระทำอันนั้นเถิด. นิครนถ์เหล่านั้นกล่าวว่า ดีละ แล้วก็ช่วยกัน ถอนผมของนางด้วยเสี้ยนตาลใสให้นางบวช. ผมที่งอกขึ้นมาอีก ก็เวียนเป็น ลอนงอกขึ้นมา นับแต่นั้นมา นางก็เกิดมีชื่อว่า กุณฑลเกสา. นางเล่าเรียน
หน้า 173 ข้อ 447
ลัทธิสมัยและทางแห่งวาทะที่ควรเรียนในสำนักนิครนถ์นั้น ก็รู้ว่าคนเหล่านั้นรู้ กันเท่านี้ วิเศษยิ่งกว่านี้ไม่มี ก็หลีกออกไปจากสำนักนั้น ไปในที่ ๆ มีบัณฑิต เล่าเรียนศิลปความรู้ของบัณฑิตเหล่านั้น มองไม่เห็นใครที่สามารถจะพูดด้วย กับคน เข้าไปตามนิคมใด ๆ ก็กองทรายไว้ใกล้ประตูคานนิคมนั้น ๆ วางกิ่ง หว้าไว้บนกองทรายนั้น ให้สัญญาณแก่พวกเด็กที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ว่า ผู้ใดสมารถ จะยกวาทะของเราได้ ผู้นั้นก็จงเหยียบกิ่งหว้านี้ แล้วก็ไปที่อยู่ เมื่อกิ่งหว้า วางอยู่อย่างนั้น ๗ วัน นางก็จะถือกิ่งหว้านั้นหลีกไป. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าของเรา เสด็จอุบัติในโลก ทรงประกาศ พระธรรมจักรอันประเสริฐ ทรงอาศัยกรุงสาวัตถีโดยลำดับ ประทับ อยู่ ณ พระเชตวัน แม้นางกุณฑลเกสา ก็ท่องเที่ยวไปในตามนิคมราชธานีทั้งหลาย โดยนัยที่กล่าวแล้ว ถึงกรุงสาวัตถีวางกิ่งหว้าลงบนกองทราย ใกล้ประตู พระนคร ให้สัญญาณแก่พวกเด็ก ๆ แล้วก็เข้าไปยังกรุงสาวัตถี, ครั้งนั้น ท่านพระธรรมเสนาบดีเข้าไปพระนครลำพังผู้เดียว เห็นกิ่ง ไม้นั้น ประสงค์จะย่ำยีวาทะ จึงถามพวกเด็ก ๆ ว่า เหตุไร กิ่งไม้นี้จึงถูก รางไว้อย่างนี้. พวกเด็กก็บอกความข้อนั้น. พระเถระกล่าวว่า ถ้าเป็นเช่นนั้น พวกเจ้าจงช่วยกันเหยียบกิ่งไม้นี้เถิด. พวกเด็กก็พากันเหยียบกิ่งไม้นั้น. นางกุณฑลเกสาฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็ออกจากนคร เห็นกิ่งไม้ถูก เหยียบ จึงถามว่าใครเหยียบ ทราบว่าพระเถระให้เหยียบ คิดว่า วาทะที่ไม่ มีตนเข้าข้างไม่งาม จึงเที่ยวไปจากถนนหนึ่งสู่อีกถนนหนึ่ง โฆษณาว่า ท่าน ทั้งหลายโปรดดูวาทะของข้าพเจ้ากับพระสมณะศากยบุตรเถิด ถูกมหาชนห้อม ล้อมแล้ว เข้าไปหาท่านพระธรรมเสนาบดี ซึ่งนั่งอยู่โคนไม้ต้นหนึ่ง ทำปฏิ- สันถารแล้ว ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่งกล่าวว่า กิ่งไม้หว้าที่ข้าพเจ้าวางไว้ ท่านให้เด็กเหยียบหรือ. พระเถระตอบว่า ถูกละ เราให้เด็กเหยียบ. นาง
หน้า 174 ข้อ 447
กล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็จะมีวาทะของข้าพเจ้ากับท่านกันนะเจ้าคะ. พระ เถระว่า เชิญสิภัททา. นางว่า ท่านเจ้าข้า ใครถาม ใครตอบ กันล่ะเจ้าคะ. พระเถระว่า ธรรมดาว่าการถามมาถึงเราแล้ว แต่ท่านจงถามข้อที่รู้ของตนเถิด. โดยอนุมัติที่พระเถระให้ไว้ นางจึงถามวาทะที่เป็นข้อรู้ของตนทั้งหมด. พระ เถระก็ตอบได้หมด. นางไม่รู้ข้อที่ควรถามสูงขึ้นไปจึงนิ่งอยู่. พระเถระกล่าวว่า ท่านถามมามากข้อ แต่เราจะถามปัญหาท่านข้อเดียว. นางกล่าวว่า โปรดถาม เถิดเจ้าข้า. พระเถระถามปัญหาข้อนี้ว่า เอกํ นาม กึ อะไรชื่อว่าหนึ่ง นางกุณฑลเกสามองไม่เห็นเงื่อนต้นไม่เห็นเงื่อนปลาย เป็นเหมือนเข้าไปสู่ที่ มืด จึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าไม่ทราบเจ้าข้า. พระเถระกล่าวว่า ข้อเดียวเท่านี้ ท่านยังไม่รู้ ข้ออื่น ๆ ท่านจะรู้ได้อย่างไรเล่า แล้วแสดงธรรม. นางหมอบลง แทบเท้าทั้งสองของพระเถระกล่าวว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้าขอถึงท่านเป็นสรณะ. พระเถระกล่าวว่า ภัททา ท่านอย่าถึงเราเป็นสรณะเลย ท่านจงถึงพระผู้มี พระภาคเจ้าพระองค์เดียว ซึ่งเป็นอัครบุคคลในโลก พร้อมทั้งเทวโลกเป็น สรณะเถิด. นางกล่าวว่า ข้าพเจ้าจะทำตามอย่างนั้นเจ้าข้า แล้วก็ไปเฝ้าพระ ศาสดา เวลาทรงแสดงธรรมในตอนเย็น ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงทราบว่า นางมีญาณแก่กล้าแล้ว จึงตรัสพระคาถานี้ว่า ถ้าคาถาจำนวนตั้งพันคาถา ไม่ประกอบด้วยบท เป็นประโยชน์ คาถาบทเดียวที่ฟังแล้วสงบได้ยัง ประเสริฐกว่า. จบคาถา นางทั้งที่อยู่ในท่ายืนนั่นแล ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย ปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๑ กุณฑลเกสีเถรีอปทาน.
หน้า 175 ข้อ 447
พระชินพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ ทรงถึงฝั่งแห่งสรรพธรรม เป็นผู้นำ เสด็จอุบัติ เมื่อ แสนกัปนับแต่กัปนี้. ครั้งนั้นข้าพเจ้าเกิดในครอบครัว เศรษฐี ผู้รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะนานาชนิด กรุงหังสวดี เปี่ยมด้วยความสุขเป็นอันมาก. ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระมหาวีรพุทธเจ้าพระองค์นั้น ฟังธรรมอันยอดเยี่ยม เกิดความเลื่อมใส ก็ถึงพระชิน- พุทธเจ้าเป็นสรณะ พระปทุมุตตรพุทธเจ้า ผู้ทรงมีพระมหากรุณา ทรงสถาปนาพระสุภาภิกษุณีว่า เป็นเลิศของภิกษุณีผู้ เป็นขิปปาภิญญา ตรัสรู้เร็ว. ข้าพเจ้าฟังพระพุทธเจ้าดำรัสนั้นแล้วก็ยินดีด้วย ถวายแด่พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ หมอบลงแทบ เบื้องพระยุคลบาท ปรารถนาตำแหน่งนั้น. พระผู้เป็นมหาวีระ ทรงอนุโมทนาว่า ดูก่อน ภัททา เจ้าปรารถนาตำแหน่งใด ตำแหน่งนั้นจักสำเร็จ หมด ขอเจ้าจงมีสุขเย็นใจเถิด. ในแสนกัปนับแต่กัป นี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ผู้ทรงสมภพใน ราชสกุลของพระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดา แม่ นางจักมีชื่อว่าภัททากุณฑลเกสา เป็นทายาทในธรรม ของพระองค์ เป็นโอรสา ถูกเนรมิตโดยธรรม จักเป็น สาวิกาของพระศาสดา.
หน้า 176 ข้อ 447
ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว ก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. จุติจากนั้นแล้ว ก็ไปสวรรค์ชั้นยามาจากนั้นก็ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้นปรนิมมิตวสวัตดี. ข้าพเจ้าเกิดในภพใด ๆ ด้วยอำนาจของกรรมนั้น ข้าพเจ้าก็ครองตำแหน่งเอกอัครมเหสีของพระราชาทั้ง หลายในภพนั้น ๆ จุติจากภพนั้นแล้ว มาในหมู่มนุษย์ ก็ครองตำแหน่งอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และ พระราชาเจ้าปฐพีมณฑล ข้าพเจ้าเสวยสมบัติใน เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ประสบสุขในภพทุกภพ ท่องเที่ยวอยู่หลายกัป. ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะ เป็นพราหมณ์ มียศใหญ่ เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย พระเจ้ากาสี จอมนรชน กรุงพาราณสี ราชธานี ทรงเป็นอุปฐาก พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ ใน ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเป็นราชธิดาองค์ที่ ๔ ในพระเจ้ากาสี นั้น ปรากฏพระนามว่าภิกขุทาสี ฟังธรรมของพระ- ชินพุทธเจ้าผู้เลิศแล้วก็ชอบใจการบรรพชา. พระราชบิดาไม่ทรงอนุญาตพวกเรา ครั้งนั้น พวกเราจึงอยู่ในพระราชมณเฑียร ไม่เกียจคร้านประ- พฤติโกมารีพรหมจรรย์มา ๒๐,๐๐๐ ปี เป็นพระราช- ธิดาเสวยสุข บันเทิงยินดีเป็นนิตย์ ในการบำรุงพระ-
หน้า 177 ข้อ 447
พุทธเจ้า มี ๗ พระองค์คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุนี ภิกขุทาสิกา ธัมมา สุธัมมา และสังฆทาสิกาที่ครบ ๗. บัดนี้ คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา ข้าพเจ้า กิสาโคตมี ธัมมทินนา และวิสาขาที่ครบ ๗. ด้วยกรรมที่ทำมาดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์ ก็ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์. บัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในครอบครัว เศรษฐี ผู้มั่งคั่ง ในกรุงราชคฤห์ราชธานีมคธ ครั้น ข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาว เห็นโจรที่ถูกเขานำไปจะประ- หารชีวิต เกิดจิตปฏิพัทธ์ในโจรนั้น บิดาของข้าพเจ้า ติดสินบนเจ้าหน้าที่ด้วยทรัพย์พันกหาปณะ ให้ปล่อย โจรนั้นพ้นจากประหาร. บิดาเอาใจข้าพเจ้า จึงมอบโจรนั้นให้ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าเอ็นดูโจรนั้น ช่วยเกื้อกูล สนิทสนมอย่างยิ่ง. โจรนั้น นำเครื่องพลีกรรมไป เพราะโลภใน เครื่องประดับของข้าพเจ้า นำไปยังเขาทิ้งโจร คิดจะ ฆ่าข้าพเจ้าที่ภูเขา. ครั้งนั้น ข้าพเจ้านอบน้อมสัตตุกโจร ทำอัญชลี อย่างดี รักษาชีวิตตน จึงกล่าวคำนี้ว่า สายสร้อยทองนี้ แก้วมุกดา และไพฑูรย์เป็น อันมาก ขอท่านโปรดเอาไปทั้งหมด โปรดปล่อย ภัททา ประกาศว่าเป็นทาสีของท่าน.
หน้า 178 ข้อ 447
สัตตุกโจรกล่าวกะข้าพเจ้าว่า แม่งาม จงตายเสียเถิด เจ้าอย่าพิไรรำพันนัก เลย ข้าไม่รู้เลยว่า ไม่ต้องฆ่านางผู้มาถึงป่าแล้ว ข้าพเจ้ากล่าวกะสัตตุกโจรว่า เมื่อใดข้าพเจ้านึกถึงตัวเอง เนื้อใดข้าพเจ้าเติบ โตรู้เดียงสาแล้ว เมื่อนั้นข้าพเจ้าไม่รู้เลยว่า คนอื่น จะเป็นที่รักยิ่งกว่าตัวท่าน มาสิข้าพเจ้าจักกอดท่าน ทำประทักษิณเวียนขวาท่าน ไหว้ท่าน ข้าพเจ้ากับ ท่านจะไม่ได้พบกันอีกแล้ว. เทวดาที่สิงสถิต ณ ภูเขากล่าวสดุดีข้าพเจ้าว่า มิใช่แต่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้ สตรีมีปัญญาเห็นประจักษ์ ก็เป็นบัณฑิตได้ในที่นั้น ๆ. มิใช่บุรุษจะเป็นบัณฑิตได้ในที่ทุกสถาน แม้ สตรีที่คิดความได้รวดเร็ว ก็เป็นบัณฑิตได้. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าฆ่าสัตตุกโจร เหมือนอย่างขน เนื้อทราย ฆ่าเนื้อทรายฉะนั้น. ก็ผู้ใดรู้แก้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าได้ ฉับพลัน ผู้นั้นย่อมหลุดพ้นจากการบีบคั้นของศัตรู เหมือนข้าพเจ้าหลุดพ้นจากสัตตุกโจร ในครั้งนั้น ฉะนั้น. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าผลักสัตตุกโจรตกลงไปที่ซอก เขา แล้วเข้าไปยังสำนัก ของนักบวชผู้ครองผ้าขาว บรรพชา.
หน้า 179 ข้อ 447
พวกนักบวชปริพาชก เอาแหนบถอนผมของ ข้าพเจ้าหมดให้บรรพชาแล้ว สอนลัทธิสมัย ไม่ว่างเว้น ในครั้งนั้น. แต่นั้น ข้าพเจ้าเรียนลัทธินั้นนั่งอยู่คนเดียวนึก ถึงลัทธินั้นว่า สุนัขทำกะมนุษย์. ข้าพเจ้าจับกิ่งหว้าที่ขาดแล้ว วางนอนไว้ใกล้ ข้าพเจ้าแล้วก็หลีกไป เห็นกลุ่มคนยืนอยู่อากูลดัง หมู่หนอน ก็ได้นิมิต สลดใจ ก็ลุกขึ้นจากที่นั้นบอก กล่าวกะสหธรรมมิกปริพาชกผู้ร่วมประพฤติธรรม สห- ธรรมิกเหล่านั้นบอกว่า ภิกษุศากยบุตรรู้ความข้อนั้น ข้าพเจ้าจึงเข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. พระผู้นำพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมแก่ ข้าพเจ้าว่า ขันธ์อายตนะและธาตุทั้งหลาย ไม่งามเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา. ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้ว ก็ทำธรรม- จักษุดวงตาเห็นธรรมให้บริสุทธิ์ แต่นั้นก็รู้แจ้งพระ- สัทธรรม ได้บรรพชาอุปสมบท. พระผู้ทรงเป็นผู้นำ อันข้าพเจ้าทูลวอนแล้วก็ตรัสว่า ภัททา จงมา ข้าพเจ้า อุปสมบทแล้วในครั้งนั้น ได้เห็นน้ำเล็กน้อย. ด้วย การล้างเท้า ก็รู้พร้อมทั้งความเกิดขึ้นและความเสื่อม คิดอย่างนี้ว่า สังขารแม้ทั้งหมดก็เป็นอย่างนั้น. แต่นั้น จิตของข้าพเจ้าก็หลุดพ้น ไม่ยึดมั่น โดยประการทั้งปวง ครั้งนั้น พระชินพุทธเจ้าจึงทรง
หน้า 180 ข้อ 447
แต่งตั้งข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของ ภิกษุณีผู้เป็นขิปปาภิญญา ตรัสรู้เร็วพลัน. ข้าพเจ้าผู้ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดาเป็นผู้ ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชชา [เจโตปริยญาณ] รู้ปุพเพนิวาสญาณ ทำทิพยจักษุให้ บริสุทธิ์ ทำอาสวะให้สิ้นไปหมด บริสุทธิ์ไร้มลทิน อย่างดี. พระศาสดา ข้าพเจ้าบำรุงแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ภาระหนัก ก็ปลง ลงแล้ว ตัณหาที่นำไปในภพ ก็ถอนเสียแล้ว ชนทั้ง หลายออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อประโยชน์อัน ใด ประโยชน์อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว ธรรมเป็นที่ สิ้นสังโยชน์ทุกอย่าง ก็บรรลุแล้ว. ญาณของข้าพเจ้า ในอรรถ ธรรม นิรุตติและปฏิภาณ ก็บริสุทธิ์ไพบูลย์ ด้วยอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพ ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องผูกดุจช้างไม่ มีอาสวะอยู่. ข้าพเจ้ามาดีแล้ว ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประ- เสริฐสุด วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระ พุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 181 ข้อ 447
ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ก็ กระทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำ เสร็จแล้ว. ก็แลนางครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทันใดนั้นก็ทูลขอบรรพชา พระ ศาสดาทรงอนุญาตการบรรพชาแก่นาง นางจึงไปสำนักภิกษุณี บรรพชาแล้ว ก็ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผลและสุขในนิพพาน พิจารณาการปฏิบัติของตน จึง กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า แต่ก่อน ข้าพเจ้าถอนผม อมมูลฟัน มีผ้าผืน เดียวเที่ยวไป รู้ในสิ่งที่ไม่มีโทษว่ามีโทษ และเห็น สิ่งที่มีโทษว่าไม่มีโทษ. ข้าพเจ้าออกจากที่พักกลางวัน ก็ได้พบพระพุทธ- เจ้าผู้ไม่มีกิเลสดุจธุลี อันหมู่ภิกษุแวดล้อมที่ภูเขาคิชฌ- กูฏ จึงคุกเข่าถวายบังคม ทำอัญชลีต่อพระพักตร์ พระองค์ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ภัททา จงมา พระดำรัส สั่งนั้น ทำความหวังของข้าพเจ้าให้สำเร็จสมบูรณ์. ข้าพเจ้าจาริกไปทั่วแคว้นอังคะ มคธะ กาสี โกสละ บริโภคก้อนข้าวของชาวแคว้นมา ๕๐ ปี ไม่ เป็นหนี้ [ไม่เป็นอิณบริโภค]. ท่านอุบาสกผู้ใด ได้ถวายจีวรแก่ข้าพเจ้าภัททา ผู้พ้นจากกิเลสเครื่องร้อยรัดทุกอย่างแล้ว ท่านอุบาสก ผู้นั้นมีปัญญา ประสบบุญเป็นอันมากหนอ.
หน้า 182 ข้อ 447
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลูนเกสี ได้แก่ ชื่อว่าถอนผม เพราะ ข้าพเจ้าถูกถอนถูกทิ้งผม คือมีผมถูกถอนด้วยเสี้ยนตาล ในการบวชในลัทธิ นิครนถ์ พระเถรีกล่าวหมายถึงลัทธินั้น. บทว่า ปงฺกธรี ได้แก่ ชื่อว่าอมมูล ฟัน เพราะคงไว้ซึ่งปังกะคือมลทินในฟันทั้งหลาย เพราะยังไม่เคี้ยวไม้ ชำระฟัน. บทว่า เอกสาฏี ได้แก่ มีผ้าผืนเดียว ตามจารีตนิครนถ์ บทว่า ปุเร จรึ ได้แก่ แต่ก่อนข้าพเจ้าเป็นนักบวชหญิงนิครนถ์ (นิคนฺถี) เที่ยวไป อย่างนี้. บทว่า อวชฺเช วชฺชมตินี ได้แก่ สำคัญในสิ่งที่ไม่มีโทษมีการ อาบน้ำ ขัดสีตัวและเคี้ยวไม้สีฟันเป็นต้นว่ามีโทษ. บทว่า วชฺเช จาวชฺช- ทสฺสินี ได้แก่ เห็นในสิ่งที่มีโทษมีมานะ มักขะ ปลาสะและวิปัลลาสะเป็นต้น ว่าไม่มีโทษ. บทว่า ทิวาวิหารา นิกขมฺม ได้แก่ ออกจากสถานที่พักกลางวัน ของตน. ภัททาปริพาชิกาแม้นี้ มาพบพระเถระเวลาเที่ยงตรง ถูกพระเถระ กำจัดความกระด้างด้วยมานะเสีย ด้วยการตอบปัญหานั้น และแสดงธรรม ก็มีใจเลื่อมใส ประสงค์จะเข้าไปยังสำนัก จึงกลับไปยังที่อยู่ของตน นั่งพัก กลางวัน เวลาเย็นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา. บทว่า นิหจฺจ ชานุํ วนฺทิตฺวา ความว่า ด้วยการคุกเข่าทั้งสอง ลงที่แผ่นดินตั้งอยู่ ชื่อว่าตั้งอยู่ด้วยองค์ ๕. บทว่า สมฺมุขา อญฺชลึ อกึ ความว่าได้ทำอัญชลีที่รุ่งเรื่องด้วยการประนม ๑๐ นิ้ว ต่อพระพักตร์ของพระ ศาสดา. บทว่า เอหิ ภทฺเทติ มํ อวจ สา เม อวสูปสมฺปทา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้า ผู้บรรลุพระอรหัต แล้วทูลขอบรรพชา อุปสมบทว่า ภัททา จงมา เจ้าจงไปสำนักภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทเสียที่ สำนักภิกษุณีดังนี้อันใด พระดำรัสสั่งของพระศาสดานั้น ได้เป็นอุปสัมปทา เพราะเป็นเหตุแห่งการอุปสมบทของข้าพเจ้า
หน้า 183 ข้อ 448
สองคาถาว่า จิณฺณา เป็นอาทิ เป็นคาถาแสดงการพยากรณ์พระอรหัต. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า จิณฺณา องฺคา จ มคธา ความว่า ชนบท เหล่านั้นใด คือ อังคะ มคธะ กาสี โกสละ แต่ก่อน ข้าพเจ้าบริโภคก้อน ข้าวของชาวแคว้นอย่างเป็นหนี้ เที่ยวจาริกไป นับตั้งแต่พบกับพระศาสดา ข้าพเจ้าไม่เป็นหนี้ คือไม่มีโทษ ปราศจากกิเลส บริโภคกอันข้าวของชาว แคว้นมา ๕๐ ปี ในชนบทเหล่านั้นแล. พระเถรีเมื่อพยากรณ์พระอรหัต โดยมุข คือการระบุบุญวิเศษ แก่ อุบาสกผู้มีใจเลื่อมใสแล้วถวายจีวรแก่ตน จึงกล่าวคาถาสุดท้ายว่า ปุญฺํ วต ปสวิ พหุํ ประสบบุญเป็นอันมากหนอเป็นต้น. คาถานั้น ก็รู้ได้ง่ายแล. จบ อรรถกถาภัททากุณฑลเกสาเถรีคาถา ๑๐. ปฏาจาราเถรีคาถา [๔๔๘] พระปฏาจาราเถรี ชี้แจงว่า ผู้ชายทั้งหลาย ไถนาด้วยไถ หว่านเมล็ดพืชลง ที่พื้นนา ได้ทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา. ข้าพเจ้าสมบูรณ์ด้วยศีล ทำตามคำสั่งสอนของ พระศาสดา ไม่เกียจคร้าน ไม่ฟุ้งซ่าน ไฉนจะไม่ ประสบพบพระนิพพานเล่า. ข้าพเจ้าล้างเท้า ใส่ใจนิมิตในน้ำ เห็นน้ำล้าง เท้าไหลจากที่ดอนมาสู่ที่ลุ่ม แต่นั้น ข้าพเจ้าก็ตั้งจิต
หน้า 184 ข้อ 448
ไว้มั่นคง ดุจม้าอาชาไนยที่ดี ถือประทีปจากที่นั้นไป ยังวิหาร มองเห็นที่นอน จึงเข้าไปที่เตียง. ต่อนั้น ก็ถือลูกดาลชักไส้ประทีปออกไป ความ หลุดพ้นทางใจ ก็ได้มีเหมือนความดับของประทีปที่ ติดโพลง ฉะนั้น. จบ ปฏาจาราเถรีคาถา ๑๐. อรรถกถาปฏาจาราเถรีคาถา คาถาว่า นงฺคเลหิ กสํ เขตฺตํ เป็นต้น เป็นคาถาของพระปฏา- จาราเถรี. ความพิสดารว่า พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนครอบครัว ในกรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่ง ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ เป็นเลิศของภิกษุณีผู้ทรงวินัย กระทำกุศลให้ยิ่งยวดขึ้นไป ปรารถนาตำแหน่งนั้น. นางกระทำกุศลจนตลอดชีวิต เวียนว่ายไปในเทวดา และมนุษย์ ครั้งพระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป ถือปฏิสนธิในพระราชมณเฑียร ของพระเจ้ากาสีพระนามว่ากิกิ เป็นพระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่น้อง นาง ๗ องค์ ทรงประพฤติโกมาริพรหมจรรย์มาตลอด ๒๐,๐๐๐ ปี ได้ทรง สร้างบริเวณถวายพระภิกษุสงฆ์. นางจุติจากนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวย ทิพยสมบัติอยู่พุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครอบครัวเศรษฐี เติบโตเป็นสาวแล้ว ได้ทำความสนิทเสน่หากับคนงานคนหนึ่งในเรือนของตน
หน้า 185 ข้อ 448
บิดามารดาได้กำหนดวันที่จะส่งมอบนางให้ชายหนุ่ม ซึ่งมีชาติเสมอกัน. นาง รู้เรื่องนั้นแล้วก็หยิบฉวยทรัพย์ที่สำคัญไว้ในมือ ออกไปทางประตูสำคัญกับ ชายที่สนิทเสน่หาคนนั้น อาศัยอยู่ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง ก็ตั้งครรภ์. เมื่อครรภ์ แก่ นางก็พูดว่า นายจำ ประโยชน์อะไรที่จะอยู่อนาถาในที่นี้ ฉันจะกลับไป เรือนของครอบครัวละ เมื่อสามีพูดผัดเพี้ยนว่า วันนี้จะไป พรุ่งนี้ค่อยไปเถิด นางคิดว่าผู้นี้โง่คงไม่พาเรากลับไปบ้านแน่ เมื่อสามีไปนอกบ้านแล้ว ก็เก็บงำ สิ่งของที่ควรเก็บงำไว้ในเรือน แล้วสั่งคนที่อยู่ใกล้บ้านเรือนเคียงที่คุ้นเคยไว้ ให้ช่วยบอกสามีว่า นางกลับไปเรือนตระกูลแล้ว เดินทางไปลำพังผู้เดียว หมายกลับเรือนตระกูล สามีกลับบ้านไม่พบภริยา ถามพวกคนคุ้นเคย ก็ ทราบว่านางกลับบ้านเดิม ครุ่นคิดว่า เพราะตัวเราเอง นางจึงเป็นคนอนาถา จึงเดินสะกดรอยก็ไปทันกัน. นางตลอดบุตร ในระหว่างทางนั่นเอง นับแต่ คลอดบุตรแล้ว นางก็ระงับการขวนขวายที่จะไปบ้าน พาสามีกลับไป. แม้ครั้ง ที่สอง นางก็มีครรภ์. คำดังกล่าวมานี้เป็นต้นทั้งหมด พึงทำให้พิศดารโดย นัยก่อน ๆ นั่นแล. แต่ความต่างกันมีดังนี้ คราวที่อยู่ในระหว่างทาง ลมกัมมัชวาต เกิดปั่นป่วน เมฆฝนอันมิใช่ฤดูกาลก็ตกลงมาห่าใหญ่ ท้องฟ้ามีหยาดฝนตก ลงมาไม่ขาดสาย สายฟ้าก็แลบแปลบปลาบไปรอบ ๆ เสียงเมฆคำรามดังจะ แตกทะลาย. นางเห็นแล้วก็พูดกะสามีว่า นายจ๋า ช่วยสร้างที่บังฝนหน่อยสิจ๊ะ สามีก็สำรวจดูที่โน่นที่นี่ พบพุ่มไม้มีหญ้าปกคลุมแห่งหนึ่ง จึงไปที่นั้น ประสงค์จะตัดท่อนไม้ที่พุ่มไม้นั้น ด้วยมีดที่ถืออยู่ในมือ จึงตัดต้นไม้ซึ่ง อยู่ที่พุ่มไม้นั้น ท้ายจอมปลวกที่หญ้าปกคลุม ในทันใดงูพิษร้ายก็เลื้อยออกมา จากจอมปลวกนั้น กัดเขา ล้มลงตายอยู่ในที่นั้นนั่นเอง. นางต้องประสบทุกข์
หน้า 186 ข้อ 448
มาก รอคอยการกลับมาของสามี โอบลูกน้อยทั้งสองซึ่งทนลมฝนไม่ไหวร้องไห้ จ้าไว้แนบอก สองเข่าสองมือยึดพื้นดินไว้มั่นอยู่ท่านั้นตลอดคืน เมื่อราตรี สว่างก็เอาลูกคนหนึ่งซึ่งมีสีคล้ายชิ้นเนื้อนอนบนเบาะผ้าเก่า โอบด้วยมือกกด้วย อกแล้วกล่าวกะลูกอีกคนหนึ่งว่า มานี่ลูก พ่อเจ้าไปทางนี้แล้วมองดูตามทางที่ สามีไป พบสามีนอนตายอยู่ใกล้ ๆ จอมปลวก จึงร้องไห้คร่ำครวญว่า เพราะ ตัวเราทีเดียว สามีเราจึงตาย ระหว่างทางก็ถึงแม่น้ำ ซึ่งกระแสน้ำไหลแค่เข่า แค่นม เพราะฝนตกตลอดทั้งคืนไม่สามารถจะข้ามน้ำพร้อมกับลูกสองคนใน คราวเดียวได้ เพราะตนมีความรู้น้อยและอ่อนแอ จึกพักลูกคนโตไว้ฝั่งนี้ พาลูกคนเล็กไปยังฝั่งโน้น ปูกิ่งไม้หักไว้ให้ลูกอ่อน นอนบนเบาะผ้าเก่าบน กิ่งไม้ลาดนั้น คิดจะไปหาลูกอีกคนหนึ่ง แต่ไม่อาจจะละลูกอ่อนได้ จึงกลับ ไปกลับมา มองดูพลางลงน้ำ. ขณะที่นางไปถึงกลางแม่น้ำ เหยี่ยวตัวหนึ่งเห็นเด็กอ่อนนั้น นึกว่า เป็นชิ้นเนื้อ จึงโผลงจากอากาศ นางเห็นเหยี่ยวนั้นจึงยกสองมือขึ้นไล่ ทำ เสียงดัง ๆ สามครั้งว่า สุ สุ เหยี่ยวไม่สนใจอาการของนางนั้น เพราะอยู่ไกล กัน ก็เฉี่ยวเอาเด็กอ่อนนั้นเหินขึ้นอากาศไป ลูกคนที่ยืนอยู่ฝั่งนี้ เห็นมารดา ยกสองมือส่งเสียงดัง ก็นึกว่าแม่เรียกตัว จึงโดดลงน้ำไปโดยเร็ว. ลูกอ่อน ของนางถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป ลูกคนโตก็ถูกน้ำพัดไป ด้วยประการฉะนี้. นาง ร้องไห้คร่ำครวญว่า ลูกเราคนหนึ่งถูกเหยี่ยวเฉี่ยวไป คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีเราก็ตายที่หนทาง พลางเดินไปพบชายผู้หนึ่งถามว่า พ่อท่าน เป็นชาว เมืองไหนจ๊ะ ชายผู้นั้นตอบว่า เป็นชาวกรุงสาวัตถีจ้ะแม่คุณ. ถามว่า มีตระกูล ชื่อโน้น อยู่ที่ถนนโน้นในกรุงสาวัตถี พ่อท่านรู้จักไหมจ๊ะ. ตอบว่า รู้จักจ้ะ แม่คุณ แต่อย่าถามข้าเลย ถามคนอื่นเถิดจ้ะ. นางกล่าวว่า คนอื่นข้าพเจ้า
หน้า 187 ข้อ 448
ไม่ต้องการดอกจ้ะ จะถามท่านนี่แหละพ่อท่าน. ตอบว่า แม่คุณเอ๋ย โปรด ไม่ให้บอกท่านไม่ได้หรือ วันนี้แม่นางเห็นฝนตกตลอดคืนยังรุ่งไหมเล่า. ข้าพเจ้าเห็นจ้ะพ่อท่าน ฝนนั้นตกตลอดคืนยังรุ่ง สำหรับข้าพเจ้าด้วยจ้ะ แต่ข้าพเจ้าจะเล่าเหตุนั้นภายหลัง ขอท่านโปรดเล่าเรื่องในเรือนเศรษฐีแก่ ข้าพเจ้าก่อนเถิดจ้ะ. แม่คุณเอ๋ย วันนี้เมื่อคืนนี้ เรือนล้มทับคน ๓ คน คือ เศรษฐี ภริยาของเศรษฐี และบุตรชายเศรษฐี ทั้งสามคน ถูกเผาบนเชิง ตะกอนเดียวกัน ควันไฟที่พื้นยังเห็นอยู่เลยจ้ะแม่คุณ. ขณะนั้น นางจำไม่ ได้ว่าตนปราศจากผ้านุ่งห่มฟุบล้มลง โดยรูปที่เกิด เพราะเป็นคนบ้าด้วยความ เศร้าโศก นางจึงวนเวียนเพ้อรำพันว่า ลูกทั้งสองก็ตาย สามีเราก็ตายที่หนทาง บิดา มารดาและพี่ชาย ก็ถูกเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน. นับตั้งแต่นั้นมา นางก็มีสมญาว่า ปฏาจารา เพราะมีอาจาระตกไป เหตุไม่เที่ยวไปด้วยผ้าแม้แต่เพียงผ้านุ่ง. ผู้คนทั้งหลายเห็นนาง บางพวกก็ โยนขยะลงบนศรีษะ. พร้อมทั้งขับไล่ว่า ไปอีคนบ้า. บางพวกก็โปรยฝุ่น อีกพวกหนึ่งก็ขว้างก้อนดินท่อนไม้ พระศาสดากำลังประทับนั่งทรงแสดงธรรม ท่ามกลางบริษัทหมู่ใหญ่ ณ พระเชตวันวิหาร ทอดพระเนตรเห็นนางกำลัง วนเวียนอย่างนั้น และทรงสำรวจดูความแก่กล้าแห่งญาณ ได้ทรงทำโดย อาการที่นางจะบ่ายหน้ามายังพระวิหาร บริษัทเห็นนาง จึงกล่าวว่า อย่าให้ หญิงบ้ามาที่นี่นะ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า อย่าห้ามนางเลย เมื่อนางมาถึง ที่ไม่ไกล จึงตรัสว่า แม่นางจงกลับได้สติ ในทันใด นางก็กลับได้สติ พระพุทธานุภาพ รู้ตัวว่าผ้าที่นุ่งหลุดหล่นหมดแล้ว เกิดหิริโอตตัปปะขึ้นมา ก็นั่งคุกเข่าลง ชายผู้หนึ่งก็โยนผ้าห่มให้ นางนุ่งผ้านั้นแล้วก็เข้าเฝ้าพระศาสดา
หน้า 188 ข้อ 448
ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอทรงเป็นที่พึ่งของข้าพระองค์ด้วย เหยี่ยวเฉี่ยวเอาบุตรของข้าพระองค์ไปคน หนึ่ง คนหนึ่งถูกน้ำพัดไป สามีก็ตายที่หนทาง บิดามารดาและพี่ชายก็ถูก เรือนล้มทับตาย เขาเผาที่เชิงตะกอนเดียวกัน. นางก็ทูลเล่าถึงเหตุแห่งความ เศร้าโศก. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนปฏาจารา เจ้าอย่าคิดไปเลย เจ้ามา หาเราซึ่งสามารถจะเป็นที่พึ่งของเจ้าได้ ก็บัดนี้เจ้าหลั่งน้ำตา เพราะความ ตายของลูกเป็นต้นเป็นเหตุ ฉันใด ในสังสารวัฏที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตาม ไปไม่รู้แล้ว ก็ฉันนั้น น้ำตาที่หลั่งเพราะความตายของลูกเป็นต้นเป็นเหตุ ยังมากกว่าน้ำของมหาสมุทรทั้งสี่อีก เมื่อทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถาว่า น้ำในมหาสมุทรทั้งสี่ยังมีปริมาณน้อย ความ เศร้าโศกของนรชนผู้ถูกทุกข์กระทบแล้ว น้ำของน้ำ ตามิใช่น้อย มีปริมาณมากกว่าน้ำในมหาสมุทรทั้ง ๔ นั้นเสียอีก แม่เอย เหตุไร เจ้าจึงขังประมาทอยู่เล่า. เมื่อพระศาสดากำลังตรัสกถาบรรยายเรื่องสังสารวัฏ ที่มีเงื่อนต้นและ เงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว ความเศร้าโศกของนางก็ค่อยทุเลาลง. ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทราบว่า นางมีความเศร้าโศกเบาบางแล้ว เมื่อทรงแสดงว่า ดู ก่อนปฏาจารา ขึ้นชื่อว่าปิยชนมีบุตรเป็นต้น ก็ไม่อาจจะช่วย จะซ่อนเร้น หรือเป็นที่พึ่งของคนที่กำลังไปสู่ปรโลกได้ ดังนั้น ปิยชนเหล่านั้นแม้มีอยู่ ก็ชื่อ ว่าไม่มี เพราะฉะนั้นบัณฑิตพึงชำระศีลของตนแล้ว ทำทางที่จะไปพระนิพพาน ให้สำเร็จ ดังนี้ จึงทรงแสดงธรรมด้วยคาถาเหล่านี้ว่า
หน้า 189 ข้อ 448
ไม่มีบุตรที่จะช่วยได้ บิดาก็ไม่ได้แม้พวกพ้องก็ ไม่ได้ เมื่อความตายมาถึงตัวแล้ว หมู่ญาติ ก็ช่วยไม่ได้ เลย สัจจะ ธรรมะ อหิงสา สัญญมะ และทมะมีอยู่ ในผู้ใด พระอริยะทั้งหลายย่อมคบผู้นั้น นั่นเป็น อนามตธรรม ธรรมที่ไม่ตาย (นิพพาน) ในโลก. บัณฑิตรู้ใจความข้อนี้แล้ว สำรวมในศีล พึง รีบเร่งชำระทางไปพระนิพพานทีเดียว. จบเทศนา นางปฏาจาราก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ทูลชอบรรพชากะ พระศาสดา พระศาสดาทรงนำไปสำนักภิกษุณีให้บรรพชา นางได้อุปสมบท แล้ว ก็ทำกิจกรรมในวิปัสสนาเพื่อมรรคเบื้องบนขึ้นไป วันหนึ่ง ก็เอาหม้อนำ น้ำมาล้างเท้ารดน้ำลง น้ำนั้นไปได้หน่อยหนึ่งแล้วก็ขาดหายไป รดครั้งที่สอง น้ำก็ไปได้ไกลกว่าครั้งที่หนึ่งนั้น รดครั้งที่สามน้ำไปได้ไกลกว่าครั้งที่สองนั้น นางยึดน้ำนั้นนั่นแหละเป็นอารมณ์ กำหนดวัยทั้งสามคิดว่า สัตว์เหล่านี้ตาย เสียในปฐมวัยก็มี เหมือนน้ำที่เรารดครั้งแรก ตายเสียในมัชฌิมวัยก็มี เหมือน น้ำที่รดครั้งที่สอง ที่ไปไกลกว่าครั้งแรกตายเสียในปัจฉิมวัยก็มี เหมือนน้ำที่ รดครั้งที่สามซึ่งไปได้ไกลกว่าครั้งที่สองนั้นเสียอีก พระศาสดาประทับนั่งอยู่ใน พระคันธกุฎี ทรงแผ่พระรัศมีไปประหนึ่งประทับยืนตรัสอยู่ต่อหน้านาง เมื่อ ทรงแสดงความข้อนี้ว่า ดูก่อนปฏาจารา ข้อนั้นก็เป็นอย่างนั้นแหละ สัตว์ เหล่านี้ทั้งหมดล้วนมีความตายเป็นธรรมดา เพราะฉะนั้นคนที่เห็นความเกิด ความเสื่อมของปัญจขันธ์ มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียวก็ดี ขณะเดียวก็ดี ยังประ- เสริฐกว่าคนที่ไม่เห็นความเกิดความเสื่อมนั้น ถึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี จึงตรัสพระคาถาว่า
หน้า 190 ข้อ 448
คนที่เห็นความเกิดความเสื่อม [ของปัญจขันธ์] มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียวยังประเสริฐกว่า คนที่ไม่เห็น ความเกิดความเสื่อมถึงจะมีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี. จบพระคาถา พระปฏาจาราภิกษุณี ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วย ปฏิสัมภิทา ๔. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑ พระปฏาจาราเถรีกล่าวบุพกรรมของตนว่า พระชินพุทธเจ้า พระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรง ถึงฝั่งแห่งสรรพธรรม ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติใน แสนกัปนับแต่กัปนี้ไป. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในสกุลเศรษฐีผู้รุ่งโรจน์ ด้วยรัตนะนานาชนิด ในกรุงหงสวดี เปี่ยมด้วยสุขเป็น อันมาก เข้าไปเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้น ได้สดับ พระธรรมเทศนา เกิดความเลื่อมใส ก็ถึงพระชิน- พุทธเจ้าเป็นสรณะ. ลำดับนั้น พระผู้ทรงเป็นผู้นำทรงยกย่องภิกษุณี ผู้มีความละอาย คงที่ แกล้วกล้าในกิจที่ควรและไม่ควร ว่าเป็นเลิศของภิกษุณีผู้ทรงพระวินัย. ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีจิตยินดีปรารถนาตำแหน่งนั้น จึงนิมนต์พระทศพลผู้นำโลกพร้อมทั้งพระสงฆ์ให้เสวย ๗ วัน ถวายไตรจีวร หมอบลงแทบพระยุคลบาทด้วย เศียรเกล้า กราบทูลดังนี้ว่า ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๑ ปฏาจาราเถรีอปทาน.
หน้า 191 ข้อ 448
ข้าแต่พระมุนีผู้เป็นปราชญ์ เป็นผู้นำ พระองค์ ทรงยกย่องภิกษุณีรูปใดไว้ในกัปที่ ๘ นับแต่กัปนี้ไป ข้าพระองค์จักเป็นเช่นภิกษุณีรูปนั้น ถ้าความ ปรารถนาของข้าพระองค์สำเร็จ. ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสกะข้าพเจ้าว่า แม่ นางเอย เจ้าอย่ากลัวเลย เบาใจได้ ในอนาคตกาล เจ้าจักได้มโนรถ ความปรารถนานั้น ในแสนกัปนับ แต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ทรงสม- ภพในราชสกุลพระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดาใน โลก เจ้าจักมีนามว่าปฏาจารา เป็นธรรมทายาทโอรส ในธรรมของพระองค์ ถูกเนรมิตโดยธรรม เป็นสาวิกา ของพระศาสดา. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าดีใจมีจิตเมตตา บำรุงพระชิน- พุทธเจ้า ผู้นำโลกพร้อมทั้งพระสงฆ์ จนตลอดชีวิต. ด้วยกรรมที่ทำมาดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ชั้นดาว- ดึงส์. ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปเป็น พราหมณ์มียศใหญ่ ประเสริฐกว่าพวกบัณฑิต เสด็จ อุบัติ ครั้งนั้นพระเจ้ากาสีจอมนรชน พระนามว่า กิกิ ประทับ ณ กรุงพาราณสีราชธานี ทรงเป็นอุปฐาก บำรุงพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
หน้า 192 ข้อ 448
ข้าพเจ้าเป็นราชธิดาองค์ที่สามของพระองค์ ปรากฏพระนานว่า ภิกขุนี ฟังธรรมของพระชินพุทธ- เจ้าผู้เลิศแล้ว ก็ชอบใจบรรพชา พระราชบิดาไม่ทรง อนุญาตพวกเรา ครั้งนั้นพวกเราจึงอยู่แต่ในพระราช- มณเฑียร ไม่เกียจคร้าน ประพฤติโกมาริพรหมจรรย์ มาถึง ๒๐,๐๐๐ ปี. พวกเราราชธิดา อยู่ในความสุข บันเทิง ยินดี เนื่องนิตย์ในการบำรุงพระพุทธเจ้า เป็นพระราชธิดา ๗ พระองค์ คือ สมณะ สมณคุตตา ภิกขุนี ภิกขุ ทาสิกา ธัมมา สุธัมมา และสังฆทาสิกาที่ครบ ๗. บัดนี้ ก็คือข้าพเจ้า อุบลวรรณา เขมา ภัททา ภิกขุนี กิสาโคตมี ธัมมทินนาและวิสาขาที่ครบ ๗. ด้วยกรรมที่ทำมาดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ ไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้ว ก็ไปสู่สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ บัดนี้ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในสกุลเศรษฐี ผู้มั่งคั่ง รุ่งเรือง มีทรัพย์มาก ในกรุงสาวัตถี ราชธานี แคว้นโกศล. ข้าพเจ้าเติบโตเป็นสาวตกอยู่ในอำนาจความวิตก พบชายชนบทก็หนีตามไปกับเขา ข้าพเจ้าคลอดบุตร คนหนึ่ง คนที่สองยังอยู่ในครรภ์ ข้าพเจ้าตกลงใจว่า จะบอกบิดามารดา ข้าพเจ้าไม่บอกสามีของข้าพเจ้า เมื่อสามีไปค้างแรม ข้าพเจ้าก็ออกจากบ้านลำพังคน
หน้า 193 ข้อ 448
เดียว หมายจะไปกรุงสาวัตถี แต่นั้น สามีก็ตามมา ทันข้าพเจ้าในระหว่างทาง. ครั้งนั้น ลมกัมมัชวาตเกิดขึ้นแก่ข้าพเจ้าอย่าง ทารุณยิ่ง เมฆฝนขนาดใหญ่ก็เกิดขึ้นในเวลาที่ข้าพเจ้า คลอดบุตร ขณะนั้น สามีไปหาทัพสัมภาระเพื่อ กำบังฝน แต่ก็ถูกงูกัดตาย. ครั้งนั้น เพราะทุกข์ที่คลอดบุตร ข้าพเจ้าก็เป็น คนอนาถายากไร้ เห็นแม่น้ำเล็ก ๆ น้ำเต็มเปี่ยม ก็เดิน ไปแม่น้ำตรงที่ตื้นเขิน พาลูกอ่อนข้ามน้ำ อีกคนหนึ่ง เอาไว้ฝั่งโน้น ให้ลูกอ่อนดื่มนม เพื่อข้ามไปอีกฝั่ง หนึ่ง เหยี่ยวโฉบเฉี่ยวลูกอ่อนที่ร้องจ้าไป ลูกอีกคน หนึ่งกระแสน้ำพัดไป ข้าพเจ้านั้นเปี่ยมด้วยความเศร้า โศก. ข้าพเจ้ากลับไปกรุงสาวัตถี ได้ยินข่าวว่าบิดา มารดาพี่ชายตายเสียแล้ว ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกความ เศร้าโศกบีบคั้น เต็มเปี่ยมด้วยความเศร้าโศกใหญ่หลวง. บุตรทั้งสองก็ตาย สามีของข้าพเจ้าก็ตายเสียที่ หนทาง บิดามารดาและพี่ชายก็ถูกเผาบนเชิงตะกอน เดียวกัน. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าผอมเหลือง ไม่มีที่พึ่ง มีใจห่อ เหี่ยว เดินซมซานไปพบพระผู้ทรงฝึกชนที่ควรฝึก พระศาสดาได้ตรัสกะข้าพเจ้าว่า อย่าเศร้าโศกถึงบุตร
หน้า 194 ข้อ 448
เลย จงเบาใจเถิด จงแสวงหาตนของเจ้าเถิด จะเดือด ร้อนไร้ประโยชน์ไปทำไม. ไม่มีบุตรที่จะช่วยได้ดอก บิดาก็ไม่ได้ แม้พวก พ้องก็ไม่ได้ เมื่อความตายมาถึงตัว หมู่ญาติก็ช่วยไม่ ได้เลย. ข้าพเจ้าฟังพระดำรัสของพระมุนีแล้วก็บรรลุผล อันดับแรก [โสตาปัตติผล] แล้วก็บวช ไม่นานนักก็ บรรลุพระอรหัต. ข้าพเจ้ากระทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดาก็ เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้ปรจิตตวิชชา รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ ทำอาสวะให้สิ้น ไปหมด เป็นผู้บริสุทธิ์ ไม่มีมลทิน. ต่อนั้น ข้าพเจ้าก็เล่าเรียนพระวินัยทั้งหมดใน สำนัก ของพระผู้ทรงเห็นทุกอย่าง อย่างพิสดารและนำ สืบทอดมา ตามเป็นจริง. พระชินเจ้า ทรงยินดีในคุณข้อนั้น จึงทรง สถาปนาข้าพเจ้าว่า ปฏาจาราภิกษุณีผู้เดียวเป็นเลิศ ของภิกษุณี ผู้ทรงพระวินัย. พระศาสดา ข้าพเจ้าก็บำรุงแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ภาระหนัก ข้าพเจ้าก็ปลงลงแล้ว ตัณหาที่นำ ไปในภพ ข้าพเจ้าก็ถอนเสียแล้ว คนทั้งหลายออกจาก
หน้า 195 ข้อ 448
เรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อประโยชน์อันใด ประโยชน์ อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว ธรรมเป็นที่สิ้นสังโยชน์ ทั้งหมด ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ก็แล พระปฏาจาราเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พิจารณาทบทวน ถึงการปฏิบัติของตนในเวลาเป็นเสกขบุคคล เมื่อจะชี้แจงอาการบังเกิดของผล เบื้องบน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า ผู้ชายทั้งหลายไถนาด้วยไถ หว่านเมล็ดพืชลง ที่พื้นนา ย่อมได้ทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา ข้าพเจ้า สมบูรณ์ด้วยศีล ทำตามคำสั่งสอนของพระศาสดา ไม่ เกียจคร้าน ไม่ฟุ้งซ่าน ไฉนจะไม่ประสบพบพระ- นิพพานเล่า. ข้าพเจ้าล้างเท้า ใส่ใจนิมิตในน้ำ เห็นน้ำล้าง เท้าไหลจากที่ดอนมาสู่ที่ลุ่ม แต่นั้น ข้าพเจ้าก็ตั้งจิต ไว้ได้มั่นคง ดุจม้าอาชาไนยที่ดี ถือประทีปจากที่นั้น เข้าไปยังวิหาร มองเห็นที่นอน จึงเข้าไปที่เตียง ต่อนั้น ก็ถือลูกดาล ชักไส้ประทีปออกไป ความหลุดพ้นทางใจก็ได้มี เหมือนความดับของประ ทีปที่ติดโพลง ฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสํ ได้แก่ ไถนา ทำกสิกรรม ความจริง คำนี้เป็นเอกวจนะ ใช้ในอรรถพหุวจนะ. บทว่า ปวปํ ได้แก่ หว่านเมล็ด
หน้า 196 ข้อ 448
พืช. บทว่า ฉมา แปลว่า บนพื้นดิน. ความจริง คำนี้เป็นปฐมาวิภัตติ ใช้ในอรรถสัตตมีวิภัตติ. ในข้อนี้ มีความสังเขป ดังนี้ว่า ผู้ชายคือสัตว์เหล่า นี้ ไถนาด้วยไถ คือผาลทั้งหลาย หว่านเมล็ดพืชทั้งหลาย ที่ต่างโดยเป็น ปุพพัณณชาติบ้าง อปรัณณชาติบ้าง ลงที่พื้นเนื้อนา ตามที่ประสงค์ ย่อมได้ ทรัพย์มาเลี้ยงดูตนและบุตรภริยาเป็นต้น เพราะการไถนาหว่านพืชนั้นเป็นเหตุ เป็นนิมิต ธรรมดาว่า การทำอย่างลูกผู้ชาย คือความพากเพียรจำเพาะตน ที่บุคคลประกอบโดยแยบคาย ก็มีผลมีกำไรอย่างนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กิมหํ สีลสมฺปนฺนา สตฺถุสาสน- การิกา นิพฺพานํ นาธิคจฺฉามิ อกุสีตา อนุทฺธตา ความว่า ข้าพเจ้า มีศีลบริสุทธิ์ดี ชื่อว่าไม่เกียจคร้าน เพราะเป็นผู้ปรารภความเพียร และชื่อว่า ไม่ฟุ้งซ่าน เพราะเป็นผู้มีจิตตั้งมั่นดีในภายใน กระทำคำสั่งสอนของพระศาสดา กล่าวคือเจริญกรรมฐานที่มีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ เหตุไรจะไม่ประสบ คือบรรลุ พระนิพพานเล่า. ก็ พระเถรีครั้นคิดอย่างนี้แล้ว กระทำอยู่ซึ่งกรรมในวิปัสสนา ในวัน หนึ่งถือนิมิตในน้ำล้างเท้า ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า ปาทา ปกฺขาล- ยิตฺวาน เป็นต้น. คำนั้นมีความว่า ข้าพเจ้าเมื่อล้างเท้า ในจำนวนน้ำที่รด ๓ ครั้ง เหตุล้างเท้า ก็เห็นน้ำล้างเท้าไหลจากที่ดอนมาสู่ที่ลุ่ม ก็ทำให้เป็นนิมิต. ข้าพเจ้าพิจารณาอนิจจลักษณะอย่างนี้ว่า น้ำนี้สิ้นไป เสื่อมไปเป็น ธรรมดา ฉันใด อายุและสังขารของสัตว์ทั้งหลาย ก็ฉันนั้น และพิจารณา ทุกขลักษณะ และอนัตตลักษณะ ตามแนวนั้น เจริญวิปัสสนา แต่นั้นก็ทำ จิตให้ตั้งมั่น เหมือนสารถีฝึกม้าอาชาไนยที่ดี อธิบายว่า สารถีผู้ฉลาด ฝึกม้า อาชาไนยตัวสำคัญให้เชื่อฟังโดยง่าย ฉันใด ข้าพเจ้าฝึกจิตของตนให้ตั้งมั่นโดย
หน้า 197 ข้อ 448
ง่าย ก็ฉันนั้น ได้การทำจิตที่ตั้งมั่นแล้ว ด้วยสมาธิสัมปยุตด้วยวิปัสสนา. อนึ่ง ข้าพเจ้าเมื่อเจริญวิปัสสนาอย่างนั้น เข้าห้องน้อยเมื่อต้องการอุตุสัปปายะ ถือประทีปเพื่อกำจัดความมืดเข้าห้องแล้ววางประทีป พอนั่งลงบนเตียง ก็หมุน ไส้ประทีปขึ้นลงด้วยลูกดาล เพื่อเพ่งประทีป ทันใดนั่นเอง จิตของพระเถรีนั้น ก็ตั้งมั่น เพราะได้อุตุสัปปายะ หยั่งลงสู่วิถีแห่งวิปัสสนา สืบต่อด้วยมรรค. แต่นั้น อาสวะทั้งหลาย ก็สิ้นไปโดยประการทั้งปวง ตามลำดับมรรค. ด้วย เหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า แต่นั้น ข้าพเจ้าก็ถือประทีป ฯลฯ ความหลุดพ้น ทางใจได้มีแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยํ โอโลกยิตฺวาน ได้แก่ เห็น ที่นอนโดยแสงสว่างแห่งประทีป. บทว่า สูจึ ได้แก่ ลูกดาล. บทว่า วฏฺฏึ โอกสฺสยามิ ได้แก่หมุนไส้ประทีป ที่ตรงต่อน้ำมันขึ้นลง เพื่อดับประทีป. บท ว่า วิโมกฺ โข ได้แก่ ความหลุดพ้นจากกิเลสทั้งหลาย. ก็วิโมกข์นั้น เพราะเหตุ ที่เป็นความสืบต่อแห่งจิตโดยปรมัตถ์ ฉะนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า เจตโส เหมือนอย่างว่าเมื่อปัจจัยมีไส้และน้ำมันมีอยู่ ประทีปที่ควรจะติดขึ้น แต่ไม่คิด ขึ้นเพราะไม่มีปัจจัยนั้น จึงเรียกว่าดับ ฉันใด เมื่อปัจจัยมีกิเลสเป็นต้นมีอยู่ จิตที่ควรจะเกิดขึ้น แต่ไม่เกิดขึ้น เพราะไม่มีปัจจัยนั้น จึงเรียกว่าดับฉันนั้น เพราะฉะนั้นพระเถรีจึงกล่าวว่า ความหลุดพ้นทางใจได้มีแล้ว เหมือนความ ดับของประทีปที่ติดโพลง ฉะนั้น. จบ อรรถกถาปฏาจาราเถรีคาถา
หน้า 198 ข้อ 449
๑๑. ติงสมัตตาเถรีคาถา [๔๔๙] พระเถรีประมาณ ๓๐ รูปนี้ ได้พยากรณ์อรหัตผลในสำนัก ของพระปฏาจาราเถรีอย่างนี้ว่า :- มาณพทั้งหลายถือเอาสากตำข้าวเปลือก แสวง หาทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา ท่านทั้งหลายจงทำตาม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ซึ่งทำแล้วไม่ต้องเดือด ร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง จงประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. ภิกษุณีเหล่านั้น ได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏา- จาราเถรีนั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่สมควรส่วน หนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำตามคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในยามต้นแห่งราตรีระลึกถึง ชาติก่อนได้ ในยามกลางแห่งราตรีชำระทิพยจักษุได้ ในยามปลายแห่งราตรีทำลายกองแห่งความมืดได้ พา กันลุกขึ้นกราบเท้าพระเถรี พร้อมกับกล่าวว่า พวกเรา ทำตามคำสอนของพระแม่เจ้าแล้ว จักอยู่ห้อมล้อมพระ แม่เจ้า เหมือนทวยเทพชั้นไตรทศห้อมล้อมพระอินทร์ ผู้ชนะในสงครามฉะนั้น. พวกเรามีวิชชาสาม เป็นผู้ ไม่มีอาสวะ ดังนี้. จบ ติงสมัตตาเถรีคาถา
หน้า 199 ข้อ 449
๑๑. อรรถกถาติงสมัตตาเถรีคาถา คาถาของพระเถรี ๓๐ รูป มีว่า มูสลานิ คเหตฺวาน เป็นต้น. พระเถรีแม้เหล่านั้น ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ สั่งสมธรรม เครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถูกกรรมของตน กระตุ้นเตือนแล้วก็บังเกิดในเรือนครอบครัวนั้น ๆ รู้เดียงสาแล้ว ฟังธรรมใน สำนักพระปฏาจาราเถรี ได้ศรัทธาแล้ว พากันออกบวช มีศีลบริสุทธิ์ บำเพ็ญ วัตรปฏิบัติอยู่ ต่อมาวันหนึ่ง พระปฏาจาราเถรีเมื่อให้โอวาทแก่ภิกษุณีเหล่า นั้น จึงได้กล่าว ๒ คาถานี้ว่า มาณพทั้งหลายถือสากตำข้าวเปลือก แสวงหา ทรัพย์มาเลี้ยงดูบุตรภริยา. ท่านทั้งหลาย จงทำตามคำสั่งสอนของพระพุทธ- เจ้า ซึ่งทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้า แล้วนั่ง ณ ที่สมควร ส่วนหนึ่ง จงประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำ ตามคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังนี้ว่า สัตว์เหล่านี้ ถือสากตำข้าวเปลือก ทำงานตำข้าวในครกของคนอื่น ๆ เพราะเหตุเลี้ยงชีพ ทำงานต่ำ ๆ เช่นนี้อย่าง อื่น รวบรวมทรัพย์ได้พอสมควร เลี้ยงดูบุตรภริยา แต่งานนั้นของสัตว์เหล่า นั้นเป็นงานต่ำ เป็นงานของปุถุชน เป็นทุกข์ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์ เพราะฉะนั้น ท่านทั้งหลาย ละเว้นงานเนิ่นช้าที่ประกอบด้วยความเศร้าหมอง เช่นนี้เสีย จงกระทำ จงพร้อมทำคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า คือคำสั่งสอน ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กล่าวคือไตรสิกขา จงให้บังเกิดในสันดานของตน
หน้า 200 ข้อ 449
พระเถรีกล่าวเหตุในเรื่องนี้ว่า คำสอนใดที่ทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนในภายหลัง ได้แก่เพราะเหตุที่ทำคำสอนใด ไม่ต้องเดือดร้อนตามมาในปัจจุบันและ อนาคต. บัดนี้ เพื่อแสดงกิจเบื้องต้นและวิธีประกอบเนือง ๆ ในการทำคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้านั้นพระเถรีจึงกล่าวว่า ขิปฺปํ ปาทานิ โธวิตฺวา เป็นอาทิ. ในคำนั้น เพราะเหตุที่ความสุขในการนั่ง และการได้อุตุสัปปายะ ไม่มีแก่ผู้ไม่ล้างเท้า ไม่ล้างหน้า แต่ทั้งสองอย่างนั้นจะได้แก่ผู้ล้างเท้าและล้าง หน้าแล้วนั่งในที่สมควรส่วนหนึ่ง ฉะนั้น ท่านทั้งหลายอย่าพลาดขณะตามที่ ได้แล้วนี้เสีย จงรีบล้างเท้าคือเท้าของตนแล้วนั่งในที่สมควรส่วนหนึ่ง คือใน โอกาสที่สงัด ท่านทั้งหลายจงผูกจิตของตนไว้ในอารมณ์ ๓๘ เฉพาะอารมณ์ที่ ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ประกอบความสงบใจเนือง ๆ กระทำ พร้อมกระทำ ศาสนา คือโอวาทคำสั่งสอนของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า โดยการเจริญกรรม ฐานมีสัจจะ ๔ เป็นอารมณ์ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นแล้ว. ครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น อยู่ในโอวาทของพระเถรีนั้น เริ่มวิปัสสนา ทำการภาวนา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะมีญาณแก่กล้า และเพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุ เมื่อพิจารณาการปฏิบัติของตนได้กล่าวคาถาเหล่านั้น พร้อมด้วยคาถาโอวาทว่า ภิกษุณีเหล่านั้น ได้ฟังคำสั่งสอนของพระปฏา- จาราเถรีนั้น ล้างเท้าแล้ว เข้าไปนั่ง ณ ที่สมควรส่วน หนึ่ง ได้ประกอบความสงบใจเนืองๆ กระทำตาม คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ในยามต้นแห่งราตรีระลึก ถึงชาติก่อนได้ [บุพเพนิวาสญาณ] ในยามกลางแห่ง ราตรี ชำระทิพยจักษุ [จุตูปปาตญาณ] ได้ ในยาม ปลายแห่งราตรี ทำลายกองแห่งความมืดได้ [อาสวัก-
หน้า 201 ข้อ 449
ขยญาณ] พากันลุกขึ้นกราบเท้าพระเถรี พร้อมกับ กล่าวว่า พวกเราทำตามคำสอนของพระแม่เจ้าแล้ว จักอยู่ห้อมล้อมพระแม่เจ้า เหมือนทวยเทพชั้นไตรทศ ห้อมล้อมพระอินทร์ ผู้ชนะในสงครามฉะนั้น พวก เรามีวิชชา ๓ เป็นผู้ไม่มีอาสวะ ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสา ตา วจนํ สุตฺวา ปฏาจาราย สาสนํ ความว่า คำสั่งสอน คือคำโอวาทนั้นๆ ของพระปฏาจาราเถรีนั้น เพราะอรรถว่าเป็นคำสอนให้สละกิเลสทั้งหลาย ภิกษุณี ๓๐ รูปนั้น ฟังแล้วรับ คือรับคำด้วยเศียรเกล้า. บทว่า อุฏฺาย ปาเท วนฺทึสุ กตา เต อนุสาสนี ความว่า ภิกษุณีเหล่านั้นทำให้เป็นประโยชน์ คือทำไว้ในใจ ซึ่งคำสั่งสอนนั้น ตามที่รับ ไว้แล้ว นั่งภาวนาในสถานตามที่สบาย ทำภาวนาให้ถึงที่สุดแล้ว ลุกจากอาสนะ ที่นั่ง เพื่อบอกคุณวิเศษที่คนบรรลุ จึงเข้าไปหาพระเถรีกล่าวว่า ข้าแต่พระแม่ มหาเถรี พวกเราทำตามอนุศาสนีของพระแม่เจ้าตามที่สั่งสอนแล้ว กราบเท้า ของพระเถรีด้วยเบญจางคประดิษฐ์. บทว่า อินฺทํว เทวา ติทสา สงฺคาเม อปราชิตํ ความว่า ข้าแต่พระแม่มหาเถรี พวกเราจะอยู่ห้อมล้อมพระแม่เจ้า เหมือนทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ห้อมล้อมพระอินทร์ ผู้ไม่พ่าย คือชนะในสง- ครามระหว่างเทวดากับอสูรฉะนั้น เพราะไม่มีกิจอื่นที่จะต้องทำ เพราะฉะนั้น ภิกษุณีเหล่านี้ จึงประกาศความที่ตนเป็นผู้กตัญญูว่า พวกเรามีวิชชา ๓ ไม่มี อาสวะ. คำนี้ ก็เป็นคำพยากรณ์พระอรหัตของภิกษุณีเหล่านี้ด้วย. แต่เมื่อว่า โดยอรรถในคำนี้ก็เป็นอย่างอื่น คำนั้น มีนัยที่กล่าวมาแล้วแต่หนหลังทั้งนั้น. จบ อรรถกถาติงสมัตตาเถรีคาถา
หน้า 202 ข้อ 450
๑๒. จันทาเถรีคาถา [๔๕๐] พระจันทาเถรี กล่าวอุทานว่า แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เป็นหม้ายไร้ บุตร ปราศจากญาติมิตร ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่ง อาหารและผ้า ถือภาชนะและท่อนไม้เที่ยวขอทาน จากครอบครัวหนึ่งไปยังครอบครัวหนึ่ง ถูกความหนาว และความร้อนเบียดเบียน เที่ยวขอทานอยู่ถึง ๗ ปี. ต่อมาภายหลัง ข้าพเจ้าได้พบพระปฏาจาราเถรี ภิกษุณี ผู้ได้ข้าวน้ำอยู่เป็นปกติ จึงเข้าไปบอกขอบรรพชาไม่ มีเรือน. ท่านพระปฏาจาราเถรีนั้น กรุณาข้าพเจ้า ให้ ข้าพเจ้าได้บรรพชา ต่อนั้น ก็สั่งสอนข้าพเจ้า ประกอบ ข้าพเจ้าไว้ในประโยชน์อย่างยิ่ง. ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว ได้กระทำตามที่ท่าน สอน โอวาทของพระแม่เจ้า ไม่เป็นโมฆะเปล่าประ- โยชน์ ข้าพเจ้ามีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ. จบ จันทาเถรีคาถา ปัญจกนิบาต จบ
หน้า 203 ข้อ 450
๑๒. อรรถกถาจันทาเถรีคาถา คาถาว่า ทุคฺคตาหํ ปุเร อาสึ เป็นต้น เป็นคาถาของพระจันทาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆรวบรวมธรรมเครื่อง ปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับมีญาณแก่กล้าแล้ว ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ถือปฏิสนธิ ในเรือนพราหมณ์ผู้ไม่ปรากฏชื่อ ในหมู่บ้านพราหมณ์ตำบลหนึ่ง นับแต่นาง บังเกิด ครอบครัวนั้นก็เสื่อมโภคะลงเรื่อยมา. นางรู้เดียงสาตามลำดับ มีชีวิต อยู่อย่างลำเค็ญ ครั้งนั้น เกิดอหิวาตกโรคขึ้นในเรือนหลังหนึ่ง ด้วยโรคนั้น ญาติของนางทั้งหมด ก็พากันล้มตายไป เมื่อสิ้นญาติ นางก็ไม่อาจมีชีวิตอยู่ ในที่อื่น ต้องถือกะลาขอทาน ดำรงชีวิตอยู่ด้วยอาหาร คือ ภิกษาที่นาง ตระเวนไปทุกครอบครัวแล้วได้มา ได้ไปยังสถานที่แจกข้าวของพระปฏาจารา เถรี. ภิกษุณีทั้งหลายเห็นนางต้องทุกข์ ถูกทุกข์ครอบงำ ก็เกิดกรุณา ให้ นางเอิบอิ่ม ด้วยอาจาระที่น่าจับใจ ด้วยอาหารที่มีอยู่ในที่นั้น. นางเลื่อมใส ในอาจาระและศีลของภิกษุณีเหล่านั้น เข้าไปหาพระเถรี ไหว้แล้วนั่ง ณ ที่ สมควรส่วนหนึ่ง. พระเถรีก็แสดงธรรมแก่นาง นางฟังธรรมนั้นแล้ว ก็ยิ่ง เลื่อมใสในคำสอน และเกิดความสังเวชใจในสังสารวัฏจึงบวช. ครั้นบวชแล้ว ก็อยู่ในโอวาทของพระเถรี เริ่มตั้งวิปัสสนา ประกอบภาวนาเนือง ๆ เพราะ เป็นผู้บำเพ็ญบารมีไว้ และเพราะญาณแก่กล้า ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ พิจารณาการปฏิบัติของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ เป็นอุทานว่า :-
หน้า 204 ข้อ 450
แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นคนเข็ญใจ เป็นหม้ายไร้ บุตร ปราศจากญาติมิตร ไม่ได้ความบริบูรณ์แห่ง อาหารและผ้า ถือภาชนะและท่อนไม่เที่ยวขอทาน จาก ครอบครัวหนึ่งไปสู่ครอบครัวหนึ่ง ถูกความหนาว ความร้อนเบียดเบียน เที่ยวขอทานอยู่ถึง ๗ ปี. ต่อมา ภายหลัง ข้าพเจ้าได้พบพระปฏาจาราเถรี ภิกษุณีผู้ได้ ข้าวน้ำอยู่เป็นปกติ จึงเข้าไปบอก ขอบรรพชาไม่มี เรือน. ท่านพระปฏาจาราเถรีนั้น กรุณาข้าพเจ้า ให้ ข้าพเจ้าได้บรรพชา ต่อนั้น ก็สั่งสอนข้าพเจ้า ประ- กอบข้าพเจ้าไว้ในประโยชน์อย่างยิ่ง. ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว ได้กระทำตามที่ท่าน สอน โอวาทของพระแม่เจ้าไม่เป็นโมฆะ เปล่าประ- โยชน์ ข้าพเจ้ามีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุคฺคตา ได้แก่ยากจน. บทว่า ปุเร ได้แก่ ก่อนแต่บวช. จริงอยู่ เวลาบวชแล้ว นับตั้งแต่นั้นมา บุคคลในพระ- ศาสนานี้ ใคร ๆ ไม่ควรพูดว่าเป็นคนมั่งมี หรือยากจน แต่พระเถรีนี้มั่งมี ด้วยคุณทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงว่า ทุคฺคตาหํ ปุเร อาสึ. ใน บทว่า วิธวา สามีเขาเรียกว่า ธว ชื่อว่า วิธวา เพราะไม่มีสามีนั้น อธิบาย ว่า สามีตาย [หม้าย]. บทว่า อปุตฺติกา ได้แก่ เว้นจากบุตร. บทว่า วินา มิตฺเตหิ าตีหิ ได้แก่ เสื่อมคือปราศจากมิตรและพวกพ้อง. บทว่า ภตฺต-
หน้า 205 ข้อ 450
โจฬสฺส นาธิคํ ความว่า ไม่พบความบริบูรณ์แห่งอาหารและผ้า อธิบายว่า ข้าพเจ้าไม่ได้เพียงอาหารและเครื่องปกปิด [ผ้า] คือก้อนข้าว และชิ้นผ้าเก่า ๆ อย่างเดียวเท่านั้น. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า ปตฺตํ ทณฺฑญฺจ คณฺหิตฺวา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปตฺตํ ได้แก่ ภาชนะดิน. บทว่า ทณฺฑํ ได้แก่ ท่อนไม้ใช้กันโคและสุนัขเป็นต้น . บทว่า กุลา กุลํ ได้แก่ จากสกุล ไปสู่สกุล. บทว่า สีตุณฺเหน จ ฑยฺหนฺติ ได้แก่ ถูกความหนาวและ ความร้อนเบียดเบียน เพราะไม่มีเรือนที่อยู่. ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระปฏาจาราเถรี. บทว่า ปุน ได้แก่ ภายหลัง คือต่อมาอีก ๗ ปี. บทว่า ปรมตฺเถ ได้แก่ ประโยชน์อย่างยิ่ง คือสูงสุด ได้แก่ ปฏิปทาที่ให้ถึงพระนิพพาน และพระนิพพาน. บทว่า นิโยชยิ ได้แก่ บอก กรรมฐาน ประกอบข้าพเจ้าไว้. คำที่เหลือมีนัยอันกล่าวแล้ว. จบ อรรถกถาจันทาเถรีคาถา จบ อรรถกถาปัญจกนิบาต
หน้า 206 ข้อ 451
ฉักกนิบาต ๑. ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา [๔๕๑] พระปฏาจาราเถรีกล่าวอบรมพระเถรี ๕๐๐ รูป ทีละคนว่า ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว เหตุไฉน ท่านจึงร้องไห้ถึงสัตว์ที่มาแล้วนั้นว่า บุตร ของเรา. ส่วนท่านรู้ทางของสัตว์นั้น ผู้มาแล้วหรือไปแล้ว จึงไม่เศร้าโศกถึงสัตว์นั้นเลย เพราะว่าสัตว์ทั้งหลาย มีอย่างนี้เป็นธรรมดา. สัตว์อันเขามิได้เชื้อเชิญก็มาจากที่นั้น เขามิได้ อนุญาตก็ไปจากที่นี้. เขามาจากที่ไหนกันแน่หนอ อยู่ได้ ๒-๓ วัน ก็ไปแล้วสู่ทางอื่นจากที่นี้ก็มี กำลังไปสู่ทางอื่นจากที่ นั้นก็มี เขาละ [ตาย] ไปแล้ว ท่องเที่ยวอยู่โดยรูป ของมนุษย์ จักไปก็มี เขามาอย่างใด ก็ไปอย่างนั้น จะคร่ำครวญเพราะเหตุนั้นไปทำไม. พระปัญจสตาปฏาจาราเถรี กล่าวเฉพาะทีละรูปว่า แม่เจ้าช่วยถอนความโศกศัลย์ของข้าพเจ้า ซึ่ง แอบอยู่ในหัวใจ เห็นได้ยากออกได้แล้ว แม่เจ้าช่วย
หน้า 207 ข้อ 451
บรรเทาความโศกถึงบุตรของข้าพเจ้า ซึ่งถูกความโศก ครอบงำไว้. วันนี้ ข้าพเจ้านั้น ถอนความโศกศัลย์ได้แล้ว หายอยาก ดับสนิทแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระมุนี- พุทธเจ้า ทั้งพระธรรม และพระสงฆ์เป็นสรณะ. จบ ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา อรรถกถาฉักกนิบาต ๑. อรรถกถาปัญจสตมัตตาเถรีคาถา๑ ในฉักกนิบาต คาถาว่า ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ เป็นต้น เป็น คาถาของพระปัญจสตมัตตาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. หญิงแม้เหล่านั้น บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สั่ง สมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพ ๆ นั้น มีธรรมเครื่องปรุง แต่งวิโมกข์อันสร้างสมมาโดยลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็เกิดในเรือนครอบครัว นั้น ๆ เติบโตเป็นสาวแล้ว มารดาบิดาก็จัดให้มีสามี ได้บุตรหลายตนใน ตระกูลนั้น ๆ เมื่ออยู่ครองเรือน มีบุตรก็ตายหมด เพราะพวกเขามีชาติ เสมอกัน ทำกรรมมาเหมือนกัน ถูกความเศร้าโศกถึงบุตรครอบงำแล้ว เข้า ไปหาพระปฏาจาราเถรี ไหว้แล้วก็นั่งบอกถึงเหตุแห่งความเศร้าโศกของตน. พระเถรี เมื่อบรรเทาความโศกของหญิงเหล่านั้น จึงแสดงธรรมด้วยคาถา ๔ คาถาเหล่านี้ว่า ๑. บาลีว่า ปัญจสตาปฏาจาราเถรีคาถา.
หน้า 208 ข้อ 451
ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วหรือไปแล้ว เหตุไฉนท่านจึงร้องไห้ถึงสัตว์ที่มาแล้วนั้น ว่าบุตร ของเรา ส่วนท่านรู้ทางของสัตว์นั้น ผู้มาแล้วหรือไป แล้ว จึงไม่เศร้าโศกถึงสัตว์นั้นเลย เพราะว่าสัตว์ทั้ง หลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา. สัตว์อันเขามิได้เชื้อเชิญ ก็มาจากที่นั้น เขามิได้ อนุญาต ก็ไปจากที่นี้ เขามาจากที่ไหนกันแน่หนอ อยู่ ได้ ๒-๓ วัน ก็ไปแล้วสู่ทางอื่นจากที่นี้ก็มี กำลังไปสู่ ทางอื่นจากที่นั้นก็มี เขาละ [ตาย]ไปแล้ว ท่องเที่ยวอยู่ โดยรูปของมนุษย์ จักไปก็มี เขามาอย่างใด ก็ไป อย่างนั้น จะคร่ำครวญเพราะเหตุนั้นไปทำไม. หญิงเหล่านั้น ได้ฟังธรรมของพระปฏาจาราเถรีนั้นแล้ว เกิดความ สังเวชใจจึงพากันบวชในสำนักของพระเถรี ครั้นบวชแล้ว บำเพ็ญวิปัสสนา กัมมัฏฐาน ไม่นานนักก็ตั้งอยู่ในพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะ ธรรมเครื่องอบรมบ่มวิมุตติแก่เต็มที่แล้ว. ลำดับนั้นพระเถรี ๕๐๐ รูป เหล่านั้นพิจารณาการปฏิบัติของตนเพราะบรรลุพระอรหัตแล้ว พร้อมด้วย คาถาโอวาทที่ว่า ท่านไม่รู้ทางของสัตว์ใด เป็นต้น จึงต่างคนต่างกล่าวคาถา เหล่านี้เป็นอุทานว่า แม่เจ้า ช่วยถอนความโศกศัลย์ของข้าพเจ้า ซึ่ง แอบอยู่ในหัวใจ เห็นได้ยากออกได้แล้ว แม่เจ้า ช่วย บรรเทาความโศกถึงบุตรของข้าพเจ้าซึ่งถูกความโศก ครอบงำไว้ วันนี้ข้าพเจ้าถอนความโศกศัลย์ได้แล้ว
หน้า 209 ข้อ 451
หายหิว ดับสนิทแล้ว ข้าพเจ้าขอถึงพระมุนีพุทธเจ้า ทั้งพระธรรมและพระสงฆ์เป็นสรณะ. พระเถรีจำนวน ๕๐๐ รูป ต่างคนต่างกล่าวคาถาเหล่านี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยสฺส มคฺคํ น ชานาสิ อาคตสฺส คตสฺส วา ความว่า ท่านไม่รู้ทางมาของสัตว์ใด ซึ่งมาแล้วในที่นี้ หรือ ทางไปของสัตว์ใดซึ่งไปแล้วจากที่นี้ ท่านกล่าวหมายเอาการเข้าถึงภพที่เป็น อดีตและอนาคตติดต่อกัน. บทว่า ตํ กุโต จาคตํ สตฺตํ ความว่า ไฉน คือเพราะเหตุไร ท่านจึงทำความยึดถือให้เกิดขึ้นอย่างเดียวว่า บุตรของเรา แล้วร้องไห้ถึงสัตว์ผู้นั้น ซึ่งเป็นเสมือนบุรุษผู้มาพบกันในระหว่างทางกับผู้ที่ มายังทางมาทางไปอันไม่รู้จักแล้ว คือทางที่มาจากคติไรๆ อย่างนี้ ไม่ทันทำ ความคุ้นเคยกันโดยประการทั้งปวง อธิบายว่า ไม่มีเหตุที่จะร้องไห้ในข้อนี้ เพราะบุตรยังไม่ทันทำกิจหน้าที่ปฏิการะตอบแทนเลย. บทว่า มคฺคญฺจ โขสฺส ชานาสิ ความว่า ส่วนท่านรู้ทางมา ของสัตว์นั้น ซึ่งท่านยอมรับรู้ว่าบุตรผู้มาแล้ว และทางไปของเขาผู้ไปแล้ว บทว่า น นํ สมนุโสเจสิ ความว่า ท่านก็ไม่ควรเศร้าโศกถึงเขาอย่างนี้เลย. เพราะอะไร เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายมีอย่างนี้เป็นธรรมดา เพราะปัจจุบันสัตว์ ทั้งหลายยังละเว้นเป็นต่าง ๆ คือพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งหลายทั้ง ปวง เพราะคนไม่มีอำนาจในของรักนั้น จะป่วยกล่าวไปไยในภพภายภาคหน้า เล่า. บทว่า อยาจิโต ตโตคจฺฉิ๑ ความว่า เขาอันใคร ๆ มิได้วอนเชิญ จากปรโลกนั้น ก็มาในที่นี้ บาลีว่า อาคโต มาแล้ว ดังนี้ก็มี ความก็อย่าง นั้นเหมือนกัน. บทว่า อนนุญฺาโต อิโต คโต ความว่า เขาอันใคร ๆ มิได้อนุญาตจากอิธโลก [โลกนี้] ก็ไปปรโลก [โลกอื่น]. บทว่า กุโตจิ ได้แก่ ๑. ม. ตตาคจฺนิ
หน้า 210 ข้อ 451
จากคติใดคติหนึ่งมีนิรยะเป็นต้น. บทว่า นูน คือสงสัย. บทว่า วสิตฺวา กติปาหก ความว่า พักอยู่ในที่นี้เพียงน้อยวัน. บทว่า อิโตปิ อญฺเน คโต ความว่า เขาไปทางภพอื่นจากภพแม้นี้ คือเข้าถึงภพแม้อื่น จากภพนี้ ด้วยอำนาจปฏิสนธิ. บทว่า ตโตปญฺเน คจฺฉติ ความว่า เขาจักไปทางอื่นจากภพแม้นั้น คือจักเข้าถึงภพอื่น. บทว่า เปโต ความว่า เขาจากไปคือเข้าถึงภพนั้น ๆ แล้ว ก็ไปจาก ภพนั้น. บทว่า มนุสฺสรูเปน นั่นเป็นเพียงตัวอย่าง ความว่า โดยความ เป็นมนุษย์และโดยความเป็นดิรัจฉานเป็นต้น. บทว่า สํสรนฺโต ได้แก่ เวียนว่ายอยู่ด้วยอำนาจความเกิดไป ๆ มา ๆ. บทว่า ยถาคโต ตถา คโต ความว่า เขามิได้รับเชิญก็มาจากคติที่ยังไม่รู้อย่างใด เขาอันใครๆ มิได้อนุญาต ก็ไปจากคติที่ยังไม่รู้อย่างนั้น. บทว่า กา ตตฺถ ปริเทวนา ความว่า จะคร่ำครวญไปไยในข้อ นั้น คือในกามาวจรที่ไม่อยู่ในอำนาจเช่นนั้น อธิบายว่าประโยชน์อะไรเล่า ด้วยการคร่ำครวญ คำที่เหลือมีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. ก็ในคาถาเหล่านั้น ๕ คาถาแรก พระปฏาจาราเถรีอบรมหญิง ๕๐๐ เหล่านั้น แยกเป็นคน ๆ ไป โดยการบรรเทาความเศร้าโศก. ส่วน ๖ คาถา พึง เห็นว่าภิกษุณีประมาณ ๕๐๐ รูปเหล่านั้น ผู้ตั้งอยู่ในโอวาทของพระปฏาจารา- เถรีนั้น พากันบวชได้บรรลุคุณวิเศษแล้วได้กล่าวเฉพาะเป็นคน ๆ ไป. บทว่า ปญฺจสตา ปฏาจารา ความว่า ภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหล่านี้ ได้ชื่อว่า ปฏาจารา เพราะได้รู้คำที่พระปฏาจาราเถรีกล่าว เพราะได้โอวาทใน สำนักของพระปฏาจาราเถรี. จบ อรรถกถาปัญจสตมัตตาเถรีคาถา
หน้า 211 ข้อ 452
๒. วาสิฏฐีเถรีคาถา [๔๕๒] พระวาสิฏฐีเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าถูกความเศร้าโศกถึงบุตรบีบคั้น มีจิต ฟุ้งซ่าน หมดความรู้สึก เปลือยกาย สยายผม เที่ยว ซมซานไปตามที่ต่างๆ. ข้าพเจ้าได้เที่ยวไปในถนน กองหยากเยื่อ ในป่า ช้า ในตรอกใหญ่ตรอกน้อย อด ๆ อยาก ๆ ตลอด สามปี. ภายหลังได้พบพระสุคต ผู้ฝึกคนที่ยังไม่ได้ฝึก ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ กำลัง เสด็จไปยังกรุงมิถิลา กลับได้สติแล้ว เข้าไปถวาย พระโคดมพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรด ข้าพเจ้าด้วยพระกรุณา ข้าพเจ้าฟังธรรมพระองค์ แล้วออกบวชไม่มีเรือน เพียรพยายามในคำสอนของ พระศาสดา ได้ทำให้แจ้งซึ่งธรรมอันรุ่งเรืองเกษม. ข้าพเจ้าถอนและความโศกอันมีพระอรหัตเป็น ที่สุดได้หมดแล้ว เพราะข้าพเจ้ากำหนดรู้วัตถุที่ตั้ง เหตุ เกิดแห่งความโศกทั้งหลายได้. จบ วาสิฏฐีเถรีคาถา
หน้า 212 ข้อ 452
๒. อรรถกถาวาเสฏฐีเถรีคาถา๑ คาถาว่า ปุตฺตโสเกนหํ อฏฺฏา ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระ วาเสฏฐีเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ก็บำเพ็ญบารมี ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สั่งสม กุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ มีธรรมเครื่องปรุงแต่ง วิโมกข์ที่รวบรวมมาโดยลำดับ เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ไปบังเกิดในเรือนแห่งตระกูลกรุงเวสาลี เจริญวัยแล้ว มารดาบิดาก็ยกให้กุลบุตรผู้มีชาติเสมอกัน มีสามีแล้ว ก็อยู่ด้วยกันเป็นสุขกับ สามีนั้น ได้บุตรคนหนึ่ง เมื่อบุตรนั้นตาย ในเวลาที่วิ่งเล่นได้ ถูกความเศร้า โศกถึงบุตรบีบคั้น ก็กลายเป็นบ้า เมื่อหมู่ญาติและสามีช่วยกันเยียวยาแก้ไข ก็หนีไป เมื่อคนเหล่านั้นไม่รู้ หมุนออกไปเพราะความบ้าแล้วถึงมิถิลานครแล้ว ได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ประเสริฐ ทรงฝึก รักษาพระองค์แล้วสำรวม อินทรีย์ กำลังเสด็จไปในระหว่างถนนในมิถิลานครนั้น ครั้นเห็นแล้ว ก็หาย บ้า ได้ปกติจิตพร้อมกับการเห็น เพราะพุทธานุภาพ ครั้งนั้น พระศาสดาทรง แสดงธรรมแก่นางโดยย่อ นางได้ฟังธรรมนั้นแล้วกลับได้ความสังเวช ทูลขอ บวชกะพระศาสดา ได้บวชในภิกษุณีทั้งหลายตามพระดำรัสสั่งของพระศาสดา ทำกิจเบื้องต้นแล้ว ก็ได้เริ่มวิปัสสนา พากเพียรพยายามอยู่ไม่นานนัก ก็บรรลุ พระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะมีญาณแก่กล้า พิจารณาการปฏิบัติ ของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าถูกความเศร้าโศกถึงบุตรบีบคั้น มีจิต ฟุ้งซ่านหมดควานรู้สึก เปลือยกายสยายผม เที่ยวชม ซานไปตามที่ต่าง ๆ. ๑. บาลี เป็น วาสิฏฐีเถรีคาถา.
หน้า 213 ข้อ 452
ข้าพเจ้าได้เที่ยวไปในถนน กองหยากเยื่อในป่าช้า ในตรอกใหญ่และตรอกน้อย อด ๆ อยาก ๆ ตลอดสามปี ภายหลังได้พบพระสุคต ผู้ฝึกบุคคลที่ยังไม่ได้ฝึก ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง หาภัยแต่ที่ไหนมิได้ กำลังเสด็จ ไปสู่กรุงมิถิลา กลับได้สติแล้ว เข้าไปถวายบังคม พระโคดมพระองค์นั้นได้ทรงแสดงธรรมโปรดข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณา ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้วออก บวชไม่มีเรือน เพียรพยายามในคำสอนของพระศาสดา ได้ทำให้แจ้งซึ่งบทธรรมอันรุ่งเรืองเกษม. ข้าพเจ้าถอนและละความโศกอันมีอรหัตเป็นที่สุด ได้หมดแล้ว เพราะข้าพเจ้ากำหนดรู้วัตถุที่ตั้ง เหตุเกิด แห่งความโศกทั้งหลายได้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อฏฺฏา แปลว่า บีบคั้น อนึ่ง พระบาลีก็ เช่นนี้แล อธิบายว่า บีบคั้น เบียดเบียน. บทว่า ขิตฺตจิตฺตา ได้แก่ มี หทัยฟุ้งซ่านเพราะความบ้าเกิดจากความโศก ถัดจากนั้น ชื่อว่าหมดความรู้สึก เพราะปราศจากความรู้สึกตามปกติ. ชื่อว่าเปลือยกาย เพราะปราศจากผ้านุ่งห่ม เหตุไม่มีหิริและโอตตัปปะ. ชื่อว่าสยายผม เพราะมีผมไม่ได้สางเลย. บทว่า เตน เตน ความว่า เราได้เที่ยวไปจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จาก ถนนสู่ถนน. ศัพท์ว่า อถ แปลว่า ภายหลัง ได้แก่ เวลาสิ้นกรรมที่ทำ ให้เป็นบ้า. บทว่า สุคตํ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ชื่อว่า พระสุคตเพราะทรงพระดำเนินงาม เพราะเสด็จไปสู่สถานที่ดีเพราะตรัสโดยชอบ
หน้า 214 ข้อ 453
และเพราะเสด็จไปโดยชอบ. บทว่า มิถิลํ ปติ ความว่า กำลังเสด็จมุ่งสู่ มิถิลา คือกรุงมิถิลา. บทว่า สจิตฺตํ ปฏิลทฺธาน ได้แก่ ละความบ้ากลับได้ปกติจิตของ ตน เพราะพุทธานุภาพ. บทว่า ยุญฺชนฺตี สตฺถุ วจเน ได้แก่ ทำความเพียร คือตาม ประกอบภาวนาในคำสอนของพระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า สจฺฉากาสึ ปทํ สิวํ ความว่า ได้ทำให้แจ้งซึ่งบทคือพระนิพพานธรรมอันรุ่งเรืองเกษมไม่ ถูกโยคะ ๔ เบียดเบียน. บทว่า เอตทนฺติกา ความว่า ความโศกทั้งหลาย ชื่อว่า เอตทันติกะ เพราะมีพระอรหัตที่ข้าพเจ้าบทลุในบัดนี้เป็นที่สุดเป็น ปริโยสาน อธิบายว่า บัดนี้ เหตุเกิดแห่งความโศกเหล่านั้นไม่มี. บทว่า ยโต โสกาน สมฺภโว ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้ากำหนดรู้เหตุ เกิดแห่งความโศกมีลักษณะไหม้เกรียมอยู่ภายใน วัตถุกล่าวคืออุปาทานขันธ์ ๕ ที่ตั้งแห่งความโศกเหล่านั้น ด้วยญาตปริญญากำหนดรู้ด้วยการรู้ ตีรณปริญญา กำหนดรู้ด้วยการพิจารณา ปหานปริญญากำหนดรู้ด้วยการละ เพราะฉะนั้น ความโศกจึงมีอรหัตผลนั้นเป็นที่สุด. จบอรรถกถาวาเสฏฐีเถรีคาถา ๓. เขมาเถรีคาถา [๔๕๓] มารผู้มีบาปกล่าวประเล้าประโลมพระเถรีด้วยบทว่า แม่นางเขมาเอย เจ้าก็สาวสคราญ เราก็หนุ่ม แน่น มาสิ เรามาร่วมอภิรมย์กันด้วยดนตรีเครื่อง ๕ เถิดนะเจ้า.
หน้า 215 ข้อ 453
พระเถรีกล่าวว่า เราอึดอัดเอือมระอา ด้วยกายอันเปื่อยเน่า กระ- สับกระส่าย มีอันจะแตกพังไปนี้อยู่ เราถอนกาม- ตัณหาได้แล้ว. กามทั้งหลายอุปมาด้วยหอกและหลาว มีขันธ์ทั้ง หลายเป็นเขียงรองสับ บัดนี้ความยินดีในกามที่ท่าน พูดถึง ไม่มีแก่เราแล้ว. เรากำจัดความเพลิดเพลินในกามทั้งปวงได้แล้ว เราทำลายกองความมืด [อวิชชา] เสียแล้ว. ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ว่า ตัวท่านก็ ถูกเรากำจัดเสียแล้ว. พวกคนเขลาไม่รู้ตามความเป็นจริง พากันนอบ น้อมดวงดาวทั้งหลาย นำเธอไปอยู่ในป่าคือลัทธิ แล้ว สำคัญว่าบริสุทธิ์. ส่วนเราแล นอบน้อมเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธ- เจ้า ผู้เป็นอุดมบุรุษ จึงพ้นจากทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่าทำ ตามคำสั่งสอนของพระศาสดา. จบ เขมาเถรีคาถา
หน้า 216 ข้อ 453
๓. อรรถกถาเขมาเถรีคาถา คาถาว่า ทหรา ตุวํ รูปวตี ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระเขมา เถรี. พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าปทุมุตตระ อาศัย คนอื่นเลี้ยงชีพ เป็นทาสีหญิงรับใช้ของคนอื่น ๆ อยู่ในกรุงหังสวดี นางเลี้ยง ชีวิตอยู่ได้ด้วยการช่วยขวนขวายงานของคนเหล่าอื่น วันหนึ่ง ได้เห็นพระสุชาต- เถระ อัครสาวกของพระปทุมุตตรสัมมาสัมพุทธเจ้ากำลังเที่ยวบิณฑบาตได้ถวาย ขนมสามก้อน วันเดียวกันนั้น ก็ได้สละผมของตนถวายเป็นทานแก่พระเถระ ทำความปรารถนาว่า ข้าพเจ้าพึงเป็นพุทธสาวิกา ผู้มีปัญญามากในอนาคต ไม่ ประมาทในกุศลธรรมตลอดชีวิต เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นมเหสีของท้าวเทวราชแห่งทวยเทพฉกามาวจรมีท้าวสักกะเป็นต้นโดยลำดับ และแม้ในมนุษยโลกก็เป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิและพระเจ้าปฐพีมณฑล หลายครั้ง เสวยมหาสมบัติแล้ว ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าวิปัสสี ก็เกิด ในมนุษยโลก รู้เดียงสาแล้วฟังธรรมในสำนักของพระศาสดา ได้ความสังเวช ใจบวชประพฤติ [โกมาริ] พรหมจรรย์อยู่ถึงหมื่นปี เป็นพหูสูต เป็นธรรมกถึก ทำกรรมที่ให้เกิดปัญญาด้วยการกล่าวธรรมเป็นต้น แก่ชนเป็นอันมาก จุติจากภพ นั้นแล้ว เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในสุคติฝ่ายเดียว ในกัปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่ากกุสันธะ และพระนามว่า โกนาคมนะ ก็บังเกิดในครอบครัวที่ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ รู้เดียงสาแล้ว สร้างสังฆารามใหญ่ ได้มอบถวายแก่ ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข.
หน้า 217 ข้อ 453
ส่วนครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า กัสสปทศพล เป็นพระ- ราชธิดาองค์ใหญ่พระนามว่า สมณี ของพระเจ้ากาสีพระนามว่า กิกิ ฟังธรรมในสำนักของพระศาสดาแล้วได้ความสังเวชใจ ดำรงอยู่ในพระราช มณเฑียรอย่างเดียวประพฤติโกมาริพรหมจรรย์อยู่ถึงสองหมื่นปี ให้สร้างบริเวณ อันน่ารื่นรมย์พร้อมด้วยพระกนิษฐภคินี ทั้งหลายของพระองค์ มีพระนาง สมณคุตตาเป็นต้น เสร็จแล้วได้มอบถวายแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข นางได้ทำบุญอันยิ่งใหญ่ติดต่อกันมาในภพนั้น ๆ ด้วยอาการอย่างนี้ เที่ยวเวียน ว่ายอยู่ในสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในราชสกุล กรุงสาคละ แคว้นมัททะ มีพระนามว่าพระนางเขมา ทรงมีพรรณะดั่งทอง มีพระฉวี เสมือนทอง. พระนางเจริญวัยเป็นราชกุมารีแล้ว ก็ไปเป็นพระเทวีของพระ เจ้าพิมพิสาร. ครั้งเมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันก็ยังเป็นผู้มัวเมาใน พระรูปพระโฉม ทรงเกรงว่าพระศาสดาจะทรงแสดงโทษในรูป จึงไม่เสด็จไป เฝ้าพระศาสดา. พระราชาโปรดสั่งให้ผู้คนทั้งหลายเที่ยวประกาศพรรณนาพระเวฬุวัน ทำให้พระเทวีทรงเกิดความคิดที่จะไปชมพระวิหาร เมื่อพระเทวีทรงดำริว่า จำ เราจักชมพระวิหาร ก็ทรงสอบถามพระราชา. พระราชาตรัสว่า เธอไปพระ- วิหารไม่พบพระศาสดาก็อย่าได้กลับมา แล้วทรงให้สัญญาแก่พวกราชบุรุษว่า พวกท่านจงให้พระเทวีเฝ้าพระทศพล โดยพลการให้จงได้ พระเทวี เสด็จไป วิหาร เวลาล่วงไปครึ่งวัน ไม่ทรงพบพระศาสดาเริ่มเสด็จกลับ ลำดับนั้น ราชบุรุษทั้งหลาย นำพระเทวีแม้ไม่ทรงปรารถนา เข้าไปเฝ้าพระศาสดาจน ได้ พระศาสดาทรงเห็นพระเทวีนั้นกำลังเสด็จมา ทรงเนรมิตหญิงคล้ายนาง เทพอัปสรด้วยฤทธิ์ ทำให้ถือพัดใบตาลถวายงานพัดอยู่ พระนางเขมาเทวี
หน้า 218 ข้อ 453
ทรงเห็นหญิงนั้น ทรงดำริว่า หญิงชื่อเห็นปานนี้ มีส่วนเปรียบด้วยนางเทพ- อัปสร ยืนอยู่ไม่ห่างพระผู้มีพระภาคเจ้า เราไม่พอที่แม้แต่จะเป็นหญิงรับใช้ ของหญิงเหล่านั้นได้เลย เราต้องเสียหายด้วยอำนาจจิตชั่ว เพราะเหตุเล็ก ๆ น้อย ๆ ทรงถือเอานิมิตประทับยืนมองดูหญิงนั้นคนเดียว เมื่อพระนางกำลัง ทอดพระเนตรดูอยู่ หญิงนั้นก็ล่วงปฐมวัย มัชฌิมวัย ถึงปัจฉิมวัยแล้ว ฟัน หัก ผมหงอก หนังเหี่ยว ล้มกลิ้งลงพร้อมกับพัดใบตาล ด้วยพระกำลัง อธิษฐานของพระศาสดา จากนั้น เพราะเหตุที่ทรงบำเพ็ญบารมีไว้ พระนาง เขมาทอดพระเนตรเห็นเหตุนั้นแล้วทรงพระดำริว่า สรีระแม้อย่างนี้ ยังถึง ความวิบัติเช่นนี้ สรีระของเราก็จักมีคติอย่างนี้เหมือนกัน ลำดับนั้น พระ- ศาสดาทรงทราบวาระจิตของพระนางแล้ว ก็ตรัสพระคาถาว่า ชนเหล่าใด กำหนัดอยู่ด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่ กระแสตัณหา เหมือนแมลงมุมตกไปยังใยที่ตัวเองทำ ไว้ฉะนั้น ชนเหล่านั้นตัดกระแสตัณหานั้นเสียได้แล้ว เป็นผู้หมดอาลัยละกามสุขได้ ย่อมงดเว้นกิจคฤหัสถ์ [บวช] อยู่. คำที่มาในอรรถกถาว่า จบคาถาพระนางเขมานั้น บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ส่วนคำที่มาในอปทานว่า ฟังคาถานี้แล้ว ตั้งอยู่ใน โสดาปัตติผล ทรงขอให้พระราชาทรงอนุญาตแล้ว ทรงผนวชแล้วบรรลุ พระอรหัต ในข้อนั้น มีบาลีในคัมภีร์อปทาน๑ ดังนี้. ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระชินพุทธเจ้าพระ นามว่า ปทุมุตตระ ผู้มีพระจักษุเห็นในสรรพธรรม ทรงเป็นผู้นำ เสด็จอุบัติแล้ว ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๘ เขมาเถรีอปทาน.
หน้า 219 ข้อ 453
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐีที่รุ่งเรือง ด้วยรัตนะต่าง ๆ ในกรุงหังสวดี เป็นผู้เพียบพร้อมไป ด้วยความสุขเป็นอันมาก ข้าพเจ้าเข้าไปเฝ้าพระพุทธ- มหาวีระพระองค์นั้น แล้วได้ฟังธรรมเทศนา เกิด ความเลื่อมใสในพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น ได้ถึงพระ- องค์เป็นสรณะ ข้าพเจ้าขออนุญาตมารดาบิดาได้แล้ว นิมนต์พระพุทธเจ้าผู้นำพิเศษ ให้เสวยอาหารพร้อม ด้วยพระสาวกสงฆ์ตลอดสัปดาห์หนึ่ง เมื่อสัปดาห์หนึ่ง ล่วงไปแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้เป็นสารถีฝึกนระ ทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของภิกษุณีผู้มีปัญญามาก ข้าพเจ้าได้ฟังเรื่อง นั้นแล้ว มีความยินดีทำสักการะแด่พระพุทธเจ้า ผู้ แสวงหาคุณใหญ่พระองค์นั้นอีก แล้วหมอบลง ปรารถนาตำแหน่งนั้น ในทันใดนั้น พระชินพุทธเจ้า พระองค์นั้น ตรัสกะข้าพเจ้าว่า ความปรารถนาของ ท่านจงสำเร็จ สักการะที่ท่านทำแล้วแก่เราพร้อมด้วย ภิกษุสงฆ์มีผลนับไม่ได้ ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดม ทรงสมภพในวงศ์ พระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดาในโลก หญิงผู้นี้ จักได้เป็นภิกษุณีชื่อเขมา ผู้เป็นธรรมทายาทของพระ ศาสดาพระองค์นั้น เป็นโอรสอันธรรมเนรมิต จักได้ ตำแหน่งเอตทัคคะ.
หน้า 220 ข้อ 453
ด้วยกรรมที่ทำดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วได้เข้าถึงสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ จุติจากสวรรค์ชั้นดาวดึงส์แล้วไปชั้นยามา จุติจากชั้นยามาแล้วไปชั้นดุสิต จุติจากชั้นดุสิตแล้วไป ชั้นนิมมานรดี จุติจากชั้นนิมมานรดีแล้วไปชั้นปรนิม- มิตวสวัตดี เพราะอำนาจบุญกรรมนั้น ข้าพเจ้าเกิด ในภพใด ๆ ก็ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระราชาใน ภพนั้น ๆ ข้าพเจ้าจุติจากภพนั้น แล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ ได้เป็นพระอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และเป็น มเหสีของพระเจ้าเอกราชเหนือปฐพีมณฑล เสวยทิพย- สมบัติและมนุษย์สมบัติ มีความสุขทุกภพ ท่องเที่ยว ไปหลายกัป ในกัปที่ ๙๑ นับแต่กัปนี้ พระพุทธเจ้า พระนามว่าวิปัสสี เป็นผู้นำโลก ทรงงดงามน่าชม ทรงเห็นแจ่มแจ้วในสรรพธรรม เสด็จอุบัติแล้ว. ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า ผู้นำโลก ทรงฝึก คนที่ควรฝึกพระองค์นั้น ได้ฟังธรรมอันประณีตแล้ว ออกบวชไม่มีเรือน ประพฤติพรหมจรรย์ในศาสนา ของพระพุทธวีระพระองค์นั้นอยู่หมื่นปี ประกอบความ เพียร เป็นพหูสูตฉลาดในปัจจยาการ แกล้วกล้าใน จตุราริยสัจ มีปัญญาละเอียด แสดงธรรมได้วิจิตร ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า.
หน้า 221 ข้อ 453
ด้วยผลแห่งพรหมจรรย์ ข้าพเจ้าจุติจากภพนั้น แล้ว เข้าถึงสวรรค์ชั้น ดุสิต เป็นผู้มียศ เสวยสมบัติ ในภพนั้นและภพอื่น ข้าพเจ้าเกิดในภพไร ๆ ก็เป็น ผู้มีสมบัติมาก มีทรัพย์มาก มีปัญญา มีรูปงาม มี บริวารก็ว่าง่าย ด้วยบุญกรรมและความเพียรในศาสนา ของพระชินพุทธเจ้านั้น สมบัติทุกอย่างข้าพเจ้าหาได้ ง่าย ใจรัก ด้วยผลแต่งความปฏิบัติของข้าพเจ้า เมื่อ ข้าพเจ้าเดินไป ณ ที่ใด ๆ ภัสดาของข้าพเจ้าและใคร ๆ ย่อมไม่ดูหมิ่นข้าพเจ้า ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้า พระนามว่าโกนาคมน์ เป็นพราหมณ์ มีพระยศมาก เป็นยอดของพระศาสดาผู้สอน เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ใน ครั้งนั้นแหละ กุลธิดาที่มั่งคั่งดีในกรุงพาราณสี ชื่อ ธนัญชานี ๑ สุเมธา ๑ ข้าพเจ้า ๑ รวม ๓ คนด้วยกัน ได้ถวายสังฆารามแก่พระมุนีหลายพัน และได้สร้าง วิหารอุทิศถวายแก่พระพุทธเจ้า พร้อมด้วยพระสาวก- สงฆ์ เราทั้งหมดด้วยกันจุติจากภพนั้นแล้ว ไปสวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยยศกว่าเทพธิดาและ กุลธิดาในมนุษย์ ในภัทรกัปนี้แหละ พระพุทธเจ้า พระนามว่ากัสสปะ เป็นพราหมณ์ มีพระยศมาก เป็นยอดของศาสดาผู้สอน เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ใน ครั้งนั้น พระเจ้ากาสี จอมนรชนพระนามว่า กิกิ กรุงพาราณสี ราชธานีแคว้นกาสี ทรงเป็นอุปัฏฐาก
หน้า 222 ข้อ 453
พระพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ ข้าพเจ้า เป็นพระราชธิดาพระองค์ใหญ่ ของท้าวเธอ มีนามปรากฏว่าสมณี ได้ฟังธรรมของพระชินพุทธเจ้า ผู้เลิศแล้ว ชอบกิจบรรพชา แต่พระชนกนาถไม่ทรง อนุญาตแก่เราทั้งหลาย ครั้งนั้น เราทั้งหลายไม่ เกียจคร้าน ประพฤติโกมาริพรหมจรรย์อยู่ในพระ- ราชมณเฑียร ดำรงอยู่ในสุขสมบัติสองหมื่นปี เป็น พระราชธิดาที่บันเทิงใจ ยินดียิ่งนักในการบำรุง พระพุทธเจ้า พระราชธิดาทั้ง ๗ พระองค์นั้น คือ สมณี ๑ สมณคุตตา ๑ ภิกขุนี ๑ นางภิกขุทาสิกา ๑ ธรรมา ๑ สุธรรมา ๑ แล สังฆทาสิกาเป็นที่ครบ ๗. บัดนี้ คือข้าพเจ้า อุบลวรรณา ปฏาจารา กุณฑล- เกสา กิสาโคตมี ธรรมทินนา และวิสาขา เป็นที่ ครบ ๗ บางครั้ง พระพุทธเจ้า ผู้เป็นดั่งดวงอาทิตย์ ของนรชนพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมคือมหานิทาน สูตรอันอัศจรรย์ ข้าพเจ้าฟังแล้วก็เรียนพระสูตรนั้น. ด้วยกรรมที่ได้ทำไว้ดีแล้วนั้น และด้วยการตั้งใจ ไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วได้ไปสู่สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ บัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเป็นราชธิดา โปรดปราน เอ็นดู สุดสวาทของพระเจ้ามัททราชใน กรุงสาคลราชธานี พร้อมกับข้าพเจ้าเกิด พระนครนั้น ได้มีความเกษมสุข.
หน้า 223 ข้อ 453
โดยคุณนิรมิตนั้นชื่อข้าพเจ้าปรากฏว่าเขมา สมัย ที่ข้าพเจ้าเจริญวัยเติบโตเป็นสาวมีรูปโฉมและผิวพรรณ งาม พระราชบิดาก็ถวายข้าพเจ้าแก่พระเจ้าพิมพิสาร ข้าพเจ้าเป็นที่โปรดปรานของพระองค์ ยินดีแต่ในการ บำรุงรูป ไม่พอใจคนที่กล่าวโทษรูปเป็นอันมาก ครั้ง นั้น พระเจ้าพิมพิสารโปรดให้นักขับร้องขับเพลง พรรณนาพระวิหารเวฬุวันกะข้าพเจ้าด้วยพระประสงค์ จะทรงอนุเคราะห์ข้าพเจ้า ข้าพเจ้าสำคัญว่า พระเวฬุ- วันวิหาร อันเป็นที่ประทับแห่งพระสุคต เป็นที่รื่นรมย์ ผู้ใดยังมิได้เห็น ก็เท่ากับว่าผู้นั้นยังไม่เห็นนันทวัน พระวิหารเวฬุวันเป็นดังว่านันทวันอันเป็นที่เพลิดเพลิน ของนรชน ผู้ใดได้เห็นแล้วเท่ากับว่าผู้นั้นเห็นนันทวัน อันเป็นที่เพลิดเพลินดีของท้าวอมรินทร์เทวราช ทวย- เทพละนันทวันนั้นแล้วลงมายังพื้นดิน เห็นพระวิหาร เวฬุวันอันน่ารื่นรมย์เข้าแล้วก็อัศจรรย์ใจดูไม่อิ่ม พระ- วิหารเวฬุวัน เกิดขึ้นเพราะบุญของพระราชาอันบุญของ พระพุทธเจ้าตกแต่งแล้ว ใครเล่าจะกล่าวกองคุณของ พระเวฬุวันนั้นมิให้เหลือได้. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังความสมบูรณ์แห่งพระ- วิหารเวฬุวัน เป็นที่ซึ้งโสตและจับใจแล้วอยากจะชม พระเวฬุวันนั้น จึงกราบทูลพระราชา ครั้งนั้นพระ- มหิบดีจึงโปรดส่งข้าพเจ้าพร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก
หน้า 224 ข้อ 453
เพื่อชมพระเวฬุวันนั้น ที่น่าขวนขวายชม ด้วยพระ- ดำรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้มีสมบัติมาก เชิญเสด็จไป ชมพระมหาเวฬุวันให้เป็นขวัญตาซึ่งฉาบด้วยพระรัศมี แห่งพระสุคตงามด้วยพระสิริทุกสมัย ข้าพเจ้าทูลว่า เมื่อใดพระพุทธมุนีเสด็จเข้ามาทรงบิณฑบาตในกรุง ราชคฤห์ราชธานี เมื่อนั้นหม่อมฉันจะเข้าไปชมพระ- วิหารเวฬุวัน เวลานั้นพระวิหารเวฬุวันนั้น มีดอกไม้ บานสะพรั่งมีภมรนานาชนิดบินเวียนว่อนส่งเสียงร้อง ประกอบด้วยเพลงขับกล่อมของนกดุเหว่าอีก เหล่านก ก็ร่ายรำแพนเงียบเสียงไม่พลุกพล่านประดับด้วยที่จง- กรมต่าง ๆ สร้างด้วยกุฏิและมณฑป อร่ามด้วยพระผู้ พากเพียรที่ประเสริฐ เมื่อข้าพเจ้าเที่ยวไปได้รู้สึกว่า เป็นกำไรนัยน์ตาของข้าพเจ้าแท้ ๆ แม้ในพระเวฬุวัน นั้นข้าพเจ้าก็ได้เห็นภิกษุหนุ่มรูปหนึ่งบำเพ็ญเพียรอยู่ แล้วคิดไปว่าภิกษุรูปนี้ ยังอยู่ในวัยหนุ่มแน่นมีรูปร่าง น่ารัก ปฏิบัติดีอยู่ในพระเวฬุวันที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้ เหมือนฤดูใบไม้ผลิ ภิกษุนี้ศีรษะโล้น ห่มผ้าสองชั้น นั่งอยู่ที่โคนไม้ ละความยินดีที่เกิดแต่อารมณ์ เจริญ ฌานอยู่ ธรรมดาคฤหัสถ์ควรจะบริโภคกามตามความ สุข ต่อแก่จึงควรประพฤติธรรมอันเจริญงอกงามนี้ใน ภายหลัง ข้าพเจ้าสำคัญว่าพระคันธกุฎีที่ประทับแห่ง พระชินเจ้าดังดวงอาทิตย์อุทัย ประทับนั่งทรงสำราญ
หน้า 225 ข้อ 453
พระองค์เดียว มีสาวสวยถวายงานพัดอยู่ ครั้นแล้วจึง ดำริอย่างนี้ว่า สมณะปอนรูปนี้มิใช่องค์พระนราสภ หญิงสาวคนนั้นมีผิวพรรณเปล่งปลั่งดังทอง มีดวงตา งามดังดอกบัว ริมฝีปากแดงดังผลมะพลับสุก ชำเลือง แต่น้อยเป็นที่ซาบซึ้งตรึงใจและนัยน์ตา แขนแกว่งดั่ง ชิงช้าทอง ดวงหน้างาม ถันทั้งคู่เต่งตั่งดังดอกบัวตูม มี เอวองค์กลมกลึงตะโพกผึ่งผาย ลำขาน่ายินดี มีเครื่อง แต่งกายสวย เครื่องประดับสีแดงแวววาว นุ่งผ้าเนื้อ เกลี้ยงสีเขียว มีรูปสมบัติชมไม่รู้อิ่ม ประดับด้วย สรรพาภรณ์ ข้าพเจ้าเห็นหญิงสาวนั้นแล้วก็คิดอย่างนี้ ว่า โอ หญิงสาวคนนี้รูปงามเหลือเกิน ข้าพเจ้าไม่เคย เห็นด้วยนัยน์ตานี้ ไม่ว่าในตรงไหน ๆ เลย ทันใด นั้น หญิงสาวคนนั้น ถูกชราย่ำยี มีผิวพรรณแปลก ไป หน้าเหี่ยว ฟันหัก ผมหงอก น้ำลายไหล หน้า ไม่สะอาด ใบหูย่น กระด้าง นัยน์ตาขาว นมยาน ไม่งาม ตกกระทั่วตัว เรือนร่างสะพรั่งด้วยเส้นเอ็น ตัวค้อมลงใช้ไม้เท้าเป็นเพื่อน ร่างกายซูบผอมลีบไป สั่นงั่นงก ล้มลงแล้วหายใจถี่ ๆ ลำดับนั้นความสังเวช อันไม่เคยเป็นทำให้ขนลุกชูชันได้มีแก่ข้าพเจ้าว่า น่า ตำหนิรูปอันไม่สะอาดที่พวกคนเขลาพากันยินดี ขณะ นั้นพระพุทธเจ้าผู้ทรงพระกรุณามากมีพระทัยปีติโสม- นัส ทรงเห็นข้าพเจ้าผู้มีใจสังเวชแล้วได้ตรัสพระคาถา
หน้า 226 ข้อ 453
นี้ว่า ดูก้อนเขมา จงดูร่างกายอันกระสับกระส่ายไม่ สะอาด เน่าเปื่อย ไหลเข้าไหลออกที่พวกพาลชนยินดี กันนัก จงอบรมจิตให้เป็นสมาธิมีอารมณ์เดียวด้วย อสุภารมณ์เถิด จงมีกายคตาสติ มีความเบื่อหน่ายมากๆ ไว้เถิด รูปหญิงนี้ฉันใด รูปของเธอนั้นก็ฉันนั้น รูป ของเธอฉันใด รูปหญิงนี้ก็เป็นฉันนั้น เธอจงคลาย ความพอใจในกายทั้งภายในภายนอกเสียเถิด จงอบรม อนิมิตตวิโมกข์ จงละมานานุสัยเสีย เธอจักเป็นผู้ สงบ จาริกไปเพราะละมานานุสัยนั้นได้. ชนเหล่าใดกำหนัดอยู่ด้วยราคะ ย่อมตกไปสู่ กระแสตัณหา เหมือนแมลงมุมตกไปยังใยที่ตัวเองทำ ไว้ฉะนั้น ชนเหล่านั้นตัดกระแสตัณหานั้นเสียได้แล้ว เป็นผู้หมดอาลัย ละกามสุขได้ย่อมงดเว้นกิจคฤหัสถ์ [บวช] อยู่ ขณะนั้น พระบรมศาสดาผู้เป็นสารีฝึก นรชนทรงทราบว่าข้าพเจ้ามีจิตควรแล้ว จึงทรงแสดง มหานิทานสูตรเพื่อทรงแนะนำข้าพเจ้า ข้าพเจ้าได้ฟัง สูตรอันประเสริฐนั้นแล้ว ระลึกถึงสัญญาในกาลก่อน ได้ดำรงอยู่ในสัญญานั้นแล้ว ชำระธรรมจักษุให้หมด จด ทันใดนั้น ข้าพเจ้าหมอบลงแทบพระบาทยุคลแห่ง พระพุทธเจ้า ผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เพื่อประสงค์จะ แสดงโทษ [ขอขมา] จึงได้กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้ทรงเห็นธรรมทั้งปวง ข้าพระองค์ขอถวายมนัสการ
หน้า 227 ข้อ 453
แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้มีพระกรุณาเป็นที่อยู่ ข้า- พระองค์ขอถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ ผู้เสด็จข้ามสงสารแล้ว ข้าพระองค์ขอถวายนมัสการ แด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ประทานอมตธรรม ข้า- พระองค์ขอถวายนมัสการแด่พระองค์ ข้าพระองค์แล่น ไปแล้วสู่ชัฏคือทิฏฐิ ลุ่มหลงเพราะกามราคะ พระองค์ ทรงแนะนำด้วยอุบายที่ชอบ เป็นผู้ยินดีแล้วในอุบายที่ ทรงแนะนำสัตว์ทั้งหลาย คงตั้งอยู่ [อย่างนั้น ] เพราะ ไม่เห็นพระผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่เช่นพระองค์จึง เสวยทุกข์เป็นอันมาก ในสาครคือสังสารวัฏเมื่อใด ข้าพระองค์ยังมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเป็นสรณะแห่ง สัตว์โลก ไม่เป็นศัตรูแก่สัตว์โลก ทรงถึงที่สุดแห่ง มรณะ ผู้มีอรรถรสอันไพเราะ ข้าพระองค์ขอแสดงโทษ นั้น ข้าพระองค์ยินดีเป็นนิตย์ในรูป ระแวงว่าพระองค์ ไม่ทรงเกื้อกูล จึงมิได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงเกื้อกูลมาก ผู้ทรงประทานธรรมอันประเสริฐ ข้าพเจ้าขอแสดง โทษนั้น ครั้งนั้นพระองค์ผู้ทรงเป็นพุทธชินะทรงพระ- มหากรุณาประกาศกังวานกระแสธรรมอันไพเราะ เมื่อ ทรงเอาน้ำอมฤตรดข้าพเจ้าได้ตรัสว่า หยุดเถิดเขมา ครั้งนั้นข้าพเจ้าประนมนมัสการด้วยเศียรเกล้าทำประ- ทักษิณพระองค์แล้ว กลับไปเฝ้าพระนรบดีราชสวามี แล้วกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงข่มข้าศึก น่า
หน้า 228 ข้อ 453
อัศจรรย์ พระองค์ทรงดำริอุบายอันนี้ไว้ชอบแท้หนอ หม่อมฉันผู้ปรารถนาจะชมพระเวฬุวัน ก็ได้ชมพระมุนี ผู้ปราศจากกิเลสเหมือนป่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ถ้าพระองค์จะทรงชอบพระราชหฤทัยไซร้ หม่อมฉัน ผู้เบื่อหน่ายในรูปตามที่พระพุทธมุนีตรัสสอน จักบวช ในศาสนาของพระพุทธเจ้า ผู้คงที่พระองค์นั้น. ครั้งนั้น พระเจ้าพิมพิสารพระเจ้าแผ่นดินพระ- องค์นั้นทรงประคองอัญชลีตรัสว่า ดูก่อนพระน้องนาง พี่อนุญาตแก่พระน้องนาง บรรพชาจงสำเร็จแก่พระ- น้องนางเถิด ครั้งนั้นข้าพเจ้าบวชมาแล้วได้ ๗ เดือน เห็นความเกิดและดับของประทีป มีใจสังเวชเบื่อหน่าย ในสรรพสังขาร ฉลาดในปัจจยาการ ก้าวล่วง จตุรโอฆะแล้วก็บรรลุพระอรหัตเป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุและเจโตปริยญาณ รู้ชัดปุพเพนิวาส- ญาณ ชำระทิพยจักษุให้บริสุทธิ์ มีอาสวะทั้งปวง หมดสิ้นแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ญาณอันบริสุทธิ์ของ ข้าพเจ้าในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณเกิดขึ้น แล้วในพระพุทธศาสนาข้าพเจ้าเป็นผู้ฉลาดในวิสุทธิ ทั้งหลาย แกล้วกล้าในกถาวัตถุ รู้จักนัยแห่งอภิธรรม ถึงความชำนาญในศาสนา ภายหลังพระเจ้าปเสนทิ- โกศลตรัสถามปัญหาละเอียดในโตรณวัตถุ ข้าพเจ้าก็ ถวายวิสัชนาตามความเป็นจริง ครั้งนั้นพระเจ้าปเสนทิ-
หน้า 229 ข้อ 453
โกศลเสด็จเข้าเฝ้าพระสุคตแล้ว ทูลสอบถามปัญหา เหล่านั้น พระพุทธเจ้าทรงพยากรณ์เหมือนอย่างที่ ข้าพเจ้าถวายวิสัชนาแด่พระองค์ พระชินพุทธเจ้า ยอดนรชน ทรงพอพระทัยในคุณสมบัตินั้น จึงทรง สถาปนาข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นเลิศ ของภิกษุณีผู้มีปัญญามาก ข้าพเจ้าเผากิเลสทั้งหลาย แล้ว ฯลฯ พระพุทธศาสนา ข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว. พระเถรีนี้บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยผลสุข นิพพานสุข ก็ปรากฏ ว่าเป็นผู้มีปัญญามาก เพราะเมื่อพระขีณาสวเถรีรูปอื่น ๆ เกิดปัญญาไพบูลย์ แต่ท่านก็บำเพ็ญบารมีมาแล้วในข้อนั้น จริงอย่างนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า ประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยะ ณ พระเชตวันมหาวิหาร กำลังทรงสถาปนา ภิกษุณีทั้งหลายไว้ในตำแหน่งตามลำดับ ก็ทรงสถาปนาพระเถรีนั้นไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะเพราะเป็นผู้มีปัญญามากกว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เขมา เป็นเลิศของภิกษุณีสาวิกาของเรา ผู้มีปัญญามาก. วันหนึ่ง พระเถรีนั้นนั่งพักกลางวันอยู่โคนไม้ต้นหนึ่ง มารผู้มีบาป แปลงกายเป็นชายหนุ่มเข้าไปหา เมื่อประเล้าประโลมด้วยกามทั้งหลายก็กล่าว คาถาว่า แม่นางเขมาเอย เจ้าก็สาวสคราญ เราก็หนุ่มแน่น มาสิ เรามาร่วมอภิรมย์กัน ด้วยดนตรีเครื่อง ๕ นะ แม่นาง. คาถานั้นมีความว่า แม่นางเขมาเอย เจ้าก็เป็นสาว อยู่ในวัยรุ่น รูปร่างก็สะสวย ถึงเราก็หนุ่มวัยรุ่น เพราะฉะนั้น เราทั้งสองอย่าให้ความ หนุ่มสาวเสียไปเปล่า ดนตรีเครื่อง ๕ มีอยู่ มาสิเรามาอภิรมย์เล่นกัน ด้วย ความยินดีในการเล่นที่น่ารักเถิด.
หน้า 230 ข้อ 453
นางเขมาเถรีนั้น ฟังคำนั้นแล้ว เมื่อประกาศความที่ตนหมดความ กำหนัด ในกามทั้งปวง ๑ ความที่ผู้นั้นเป็นมาร ๑ ความไม่เลื่อมใสที่มี กำลังของตนในเหล่าสัตว์ผู้ยึดมั่นในอัตตา ๑ และความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว ๑ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า เราอึดอัดเอือมระอาด้ายกายอันเปื่อยเน่า กระสับ- กระส่าย มีอันจะแตกพังไปนี้อยู่ เราถอนกามตัณหา ได้แล้ว กามทั้งหลายมีอุปมาด้วยหอกและหลาว มี ขันธ์ทั้งหลายเป็นเขียงรองสับ บัดนี้ ความยินดีในกาม ที่ท่านพูดถึงไม่มีแก่เราแล้ว เรากำจัดความเพลิดเพลิน ในกามทั้งปวงแล้ว ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา] เสียแล้ว ดูก่อนมารใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้ ตัวท่าน ถูกเรากำจัดแล้ว พวกคนเขลา ไม่รู้ตามความ เป็นจริง พากันนอบน้อมดวงดาวทั้งหลาย บำเรอไฟอยู่ ในป่าคือลัทธิ สำคัญว่าเป็นความบริสุทธิ์ ส่วนเราแล นอบน้อมเฉพาะพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นอุดมบุรุษ จึงพ้นแล้วจากทุกข์ทั้งปวง ชื่อว่าทำตามคำสั่งสอน ของพระศาสดา. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า อคฺคึ ปริจรึ วเน ได้แก่ เที่ยวบูชา ไฟอยู่ในป่าคือตบะ. บทว่า ยถาภุจฺจมชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้เรื่องราวตาม เป็นจริง. คำที่เหลือในที่นี้ ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวมาแล้วในหนหลัง. จบ อรรถกถาเขมาเถรีคาถา
หน้า 231 ข้อ 454
๔. สุชาตาเถรีคาถา [๔๕๔] พระสุชาตาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้า [ตอนเป็นคฤหัสถ์] แต่งตัวนุ่งห่มผ้า อย่างดี สวมมาลัย ลูบไล้ด้วยจุรณจันทน์ ประดับ ด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง เดินนำหน้าหมู่นางทาสี ถือเอา ข้าวน้ำของเคี้ยวของกินไม่น้อยออกจากเรือนพากันไป ยังอุทยาน รื่นเริงละเลิงเล่นอยู่ในอุทยานนั้น แล้วกำลัง เดินจะกลับเรือนตน ก็เข้าไปชมอัญชนวันวิหาร ใน นครสาเกต ได้พบพระพุทธเจ้า ผู้เป็นแสงสว่างของ โลก ถวายบังคมแล้ว เข้าไปเฝ้า. พระผู้มีพระจักษุพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรม โปรดข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ และข้าพเจ้า ได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ ผู้ทรงแสวงคุณ อันยิ่งใหญ่แล้ว ก็ได้ตรัสรู้สัจจะของจริง ได้สัมผัส ธรรมคืออมตบทอันปราศจากกิเลสดุจธุลี ในที่นั้นนั่น เอง. ข้าพเจ้ารู้แจ้งพระสัทธรรมแล้ว ก็บวชไม่มีเรือน ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ เปล่าปราศจากประโยชน์เลย. จบ สุชาตาเถรีคาถา
หน้า 232 ข้อ 454
๔. อรรถกถาสุชาตาเถรีคาถา คาถาว่า อลงฺกตา สุวสนา ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระสุ- ชาตาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ มีธรรมเครื่อง ปรุงแต่งวิโมกข์ที่รวบรวมไว้โดยลำดับ ในพุทธุปกาลนี้ ก็บังเกิดในครอบ ครัวเศรษฐี ในสาเกตนคร เติบโตเป็นสาวแล้ว มารดาบิดาได้ยกให้บุตรเศรษฐี ผู้มีชาติเสมอกัน มีสามีแล้ว อยู่ร่วมกับสามีในครอบครัวนั้นเป็นสุขสบาย วันหนึ่งไปอุทยานเล่นการเล่นงานนักขัตฤกษ์ เมื่อมายังเมืองกับคนข้างเคียง ได้พบพระศาสดาในอัญชนวัน มีใจเลื่อมใส เข้าไปเฝ้านั่งในที่ควรส่วนข้าง หนึ่ง พระศาสดาตรัสอนุปุพพีกถาแก่นางแล้ว ทรงทราบถึงจิตที่สบายแล้ว จึงทรงประกาศธรรมเทศนาชื่อสามุกกังสิกะ [อริยสัจ ๔] ให้สูงขึ้น. จบ พระธรรมเทศนา นางทั้งที่ยังนั่งอยู่ตามเดิมนั่นแหละ ก็บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะคนได้บำเพ็ญบารมีมาแล้ว เพราะมีญาณแก่กล้า และเพราะความงามแห่งเทศนาของพระศาสดา ถวายบังคมพระศาสดาแล้วไป เรือน ขอให้สามีและมารดาบิดาอนุญาตแล้ว ไปสำนักของนางภิกษุณีโดย พระบัญชาของพระศาสดา บวชแล้วในสำนักของนางภิกษุณีทั้งหลาย ก็ครั้น บวชแล้ว ก็ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็น อุทานว่า ข้าพเจ้าแต่งตัวนุ่งห่มผ้าอย่างดี สวมมาลัย ลูบ ไล้ด้วยจุรณจันทน์ ประดับด้วยอาภรณ์ทุกอย่าง ห้อม
หน้า 233 ข้อ 454
ล้อมด้วยหมู่นางทาสี ถือเอาข้าวน้ำของเคี้ยวของบริ- โภคไม่น้อย ออกจากเรือนพากันไปยังอุทยาน รื่นเริง ละเลิงเล่นอยู่ในอุทยานนั้นแล้ว กำลังเดินจะกลับเรือน ของตน ก็เข้าไปชมอัญชนวันวิหารในนครสาเกต ได้ พบพระพุทธเจ้าผู้เป็นแสงสว่างของโลก ถวายบังคม แล้วเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระจักษุพระองค์นั้นได้ทรง แสดงธรรมโปรดข้าพเจ้าด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ และข้าพเจ้าได้ฟังพระธรรมเทศนาของพระองค์ผู้แสวง คุณอันยิ่งใหญ่แล้ว ได้ตรัสรู้สัจจะของจริง ได้สัมผัส ธรรมคืออมตบท อันปราศจากกิเลสดุจธุลีในที่นั้นนั่น เอง ข้าพเจ้ารู้แจ้งพระสัทธรรมแล้ว ก็บวชไม่มีเรือน ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าไม่ เปล่าจากประโยชน์เลย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อลงฺกตา คือประดับ. ก็คำนั้นท่าน กล่าวว่า สุวสนา มาลินี จนฺทโนกฺขิตา เพื่อแสดงอาการตกแต่งนั้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาลินี คือ คล้องมาลัย. บทว่า จนฺทโนกฺขิตา คือลูบไล้ด้วยจันทน์. บทว่า สพฺพาภรณสญฺฉนฺนา ความว่า มีร่างกายปก คลุมด้วยสรรพาภรณ์ มีเครื่องประดับมือเป็นต้นเป็นเครื่องประดับ. บทว่า อนฺนํ ปานํ จ อาทาย ขชฺชํ โภชฺชํ อนปฺปกํ ความว่า ถือเอาข้าวมี ข้าวสุกแห่งข้าวสาลีเป็นต้น น้ำปานะมีน้ำมะม่วงเป็นต้น ของเคี้ยวมีแป้งควร เคี้ยวเป็นต้น นอกนั้นก็ของบริโภคกล่าวคืออาหารเป็นอันมาก. บทว่า อุยฺ- ยานมภิหารยึ ได้แก่ เรานำเข้าไปโดยการเล่นนักษัตร อธิบายว่า นำ ข้าวและน้ำเป็นต้นมาในอุทยานนั้น ระเริงเล่นบำรุงบำเรอกับคนรอบข้าง.
หน้า 234 ข้อ 455
บาทคาถาว่า สาเกเต อญฺชนํ วนํ ความว่า เราเข้าไปยังวิหาร ในป่าอัญชนวัน ในนครสาเกต. บทว่า โลกปชฺโชตํ ได้แก่ เป็นแสงสว่างของโลกโดยแสงสว่างคือ ญาณ. บทว่า ผุสยึ คือ ถูกต้องแล้ว อธิบายว่าได้บรรลุอมตธรรมนั้น. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาสุชาตาเถรีคาถา ๕. อโนปมาเถรีคาถา [๔๕๕] พระอโนปมาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูง ที่มีสิ่งของเครื่องปลื้ม ใจมาก มีทรัพย์มาก สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณสัณฐาน และรูป เป็นธิดาของเมฆีเศรษฐี เป็นผู้อันพระราช- บุตรปรารถนา อันพวกบุตรเศรษฐีหมายปองกัน อิสร- ชนมีพระราชกุมารเป็นต้น พากันส่งทูตไปขอต่อบิดา ของข้าพเจ้าว่า จงให้อโนปมาแก่เรา อโนปมาธิดา ของท่านนั้นมีค่าตัวเท่าใด เราจักให้เงินและทอง เป็น ๘ เท่าของค่าตัวนั้น. ข้าพเจ้าได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดใน โลก ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ได้ถวายบังคมพระยุคลบาท ของพระองค์ เข้าไปเฝ้า นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง.
หน้า 235 ข้อ 455
พระโคดมพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรด ข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ ข้าพเจ้านั่งอยู่ ณ อาสนะนั้น ก็บรรลุผลที่ ๓ [อนาคามิผล] ครั้นแล้ว ก็โกนผมบวชไม่มีเรือน นับตั้งแต่ตัณหาอันข้าพเจ้า ทำให้เหือดแห้งแล้ว ถึงวันนี้ ก็นับเป็นราตรีที่ครบ ๗. จบอโนปมาเถรีคาถา ๕. อรรถกถาอโนปมาเถรีคาถา คาถาว่า อุจฺเจ กุเล ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระอโนปมาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพเหล่านั้นๆ เพิ่มพูนธรรม ทั้งหลายอันเป็นเครื่องอบรมบ่มวิมุตติ มาโดยลำดับในพุทธุปบาทกาลนี้บังเกิด เป็นธิดาของเศรษฐีชื่อเมฆีในนครสาเกต นางมีนามว่า อโนปมา ก็เพราะรูป สมบัติ ในเวลานางเติบโตเป็นสาวแล้ว บุตรเศรษฐี มหาอำมาตย์ของพระ- ราชา และพระราชาเป็นอันมาก ได้พากันส่งทูตไปขอต่อบิดาว่า ขอท่านจง ให้ธิดาชื่ออโนปมาแก่ตนเถิด ข้าพเจ้าทั้งหลายจักให้สิ่งนี้ ๆ แก่ท่าน นางได้ฟัง ทูตนั้นแล้วคิดว่า เราไม่ต้องการเป็นฆราวาส เพราะถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยจึง ไปเฝ้าพระศาสดาฟังธรรม เริ่มวิปัสสนาไปตามกระแสพระธรรมเทศนาเพราะ ญาณแก่กล้าแล้ว เมื่อขวนขวายวิปัสสนานั้น ได้ตั้งอยู่แล้วในผลที่สาม [อนา- คามิผล] ตามลำดับแห่งมรรค. นางทูลขอบรรพชากะพระศาสดาแล้ว เข้า
หน้า 236 ข้อ 455
ไปสำนักของนางภิกษุณี โดยพระบัญชาของพระศาสดา บวชในสำนักของ ภิกษุณีทั้งหลายได้ทำให้แจ้งอรหัตในวันที่ ๗ ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลสูง ที่มีสิ่งของเครื่องปลื้ม ใจมาก มีทรัพย์มาก สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณสัณฐานและ รูป เป็นธิดาของเมฆีเศรษฐี เป็นผู้อันพระราชบุตร ปรารถนา พวกบุตรเศรษฐีพากันหมายปอง อิสรชน มีพระราชบุตรเป็นต้น พากันส่งทูตไปขอต่อบิดาของ ข้าพเจ้าว่า ขอจงให้อโนปมาแก่เรา อโนปมาธิดา ของท่านนั้น มีค่าตัวเท่าใด เราจักให้เงินและทองเป็น ๘ เท่าของค่าตัวนั้น ข้าพเจ้านั้นได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐที่สุดในโลก ไม่มีผู้อื่นยิ่งไปกว่า ได้ถวาย บังคมพระยุคลบาทของพระองค์ เข้าไปเฝ้า นั่ง ณ ที่ ควรส่วนข้างหนึ่ง พระโคดมพระองค์นั้นได้ทรงแสดง ธรรมโปรดข้าพเจ้า ด้วยพระกรุณาอนุเคราะห์ ข้าพเจ้า นั่งอยู่ที่อาสนะนั้น ก็บรรลุผลที่สาม ครั้นแล้ว ได้ โกนผมออกบวชไม่มีเรือน นับตั้งแต่ตัณหาอันข้าพเจ้า ทำให้เหือดแห้งแล้ว ถึงวันนี้ ก็นับเป็นราตรีที่ครบ ๗. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุจฺเจ กุเล ได้แก่ ในตระกูลแพศย์ ซึ่งสูงสุด. บทว่า พหุวิตฺเต ได้แก่ อุปกรณ์แก่ทรัพย์เครื่องปลื้มใจเป็นอัน มากมีเครื่องประดับเป็นต้น. บทว่า มหทฺธเน ประกอบความว่า เราเกิด แล้วในตระกูลมีทรัพย์มาก เพราะมีทรัพย์อยู่มากประมาณ ๔๐ โกฏิซึ่งเก็บไว้
หน้า 237 ข้อ 456
เป็นต้น. บทว่า วณฺณรูเปน สมฺปนฺนา ความว่า สมบูรณ์ด้วยผิวพรรณ สัณฐานและสมบูรณ์ด้วยรูป คือมีผิวพรรณน่ารัก ประกอบด้วยสมบัติคือ ฉวีวรรณที่สะอาดเปล่งปลั่ง และสมบัติของส่วนร่างกายมีพัตราภรณ์เป็นต้น. บทว่า ธีตา เมฆิสฺส อตฺรชา ความว่าเป็นธิดาตัวเองของเศรษฐีชื่อเมฆี. บทว่า ปตฺถิตา ราชปุตฺเตหิ ความว่า พระราชกุมารทั้งหลาย ปรารถนาว่า พวกเราจะพึงได้ธิดานั้นอย่างไรหนอ. บทว่า เสฏฺิปุตฺเตหิ คิชฺฌิตา ได้แก่ แม้เศรษฐีกุมารทั้งหลาย ก็ต้องการคือมุ่งหวังอย่างนั้น. บทว่า เทถ มยฺหํ อโนปมํ ความว่า พระราชบุตรเป็นต้น ได้ส่งทูตมา ขอในสำนักบิดาว่า ขอท่านทั้งหลาย จงให้อโนปมาธิดาแก่เรา ๆ เถิด. บทว่า ยตฺต ํ ตุลิตา เอสา ประกอบความว่า อิสรชนมีกุมารเป็นต้นส่งทูตมาหา บิดาของข้าพเจ้าแจ้งว่า อโนปมาธิดาของท่าน ท่านตีราคา คือผู้รู้ลักษณะ กำหนดคำว่า มีคุณค่าเป็นทรัพย์เท่าใด เราจักเพิ่มเป็น ๘ เท่าจากทรัพย์นั้น. คำที่เหลือ มีนัยอันกล่าวมาแล้วในหนหลังแล้วทั้งนั้น. จบอรรถกถาอโนปมาเถรีคาถา ๖. มหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา [๔๕๖] พระมหาปชาบดีโคตมี กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล่วกล้า สูงสุดกว่าสัตว์ทั้ง ปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วยปลด เปลื้องหม่อมฉัน และชนอื่นเป็นอันมากให้พ้นจาก ทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณหา
หน้า 238 ข้อ 456
อันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญมรรค อันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้บรรลุนิโรธแล้ว. ชนทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตรธิดา เป็นพี่เป็น น้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อน ๆ หม่อนฉัน ไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่งจึงท่องเที่ยวไป. ก็หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์ นั้นแล้ว อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้าย ชาติสงสารสิ้น แล้วบัดนี้ภพใหม่มิได้มี ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตร พระสาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว มีความบากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียง กัน การทำโลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวายบังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. พระนางเจ้ามหามายาเทวี ได้ประสูติพระโคดม มาเพื่อประโยชน์แก่ชนเป็นอันมากหนอ เพราะ พระองค์ได้ทรงบรรเทากองทุกข์ของชนทั้งหลาย ที่ ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว. จบมหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา
หน้า 239 ข้อ 456
๖. อรรถกถามหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา คาถาว่า พุทฺธวีร นโม ตยตฺถุ ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของ พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ก็ บังเกิดในเรือนผู้มีสกุล กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว กำลังฟังธรรมในสำนัก ของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเอต- ทัคคะเป็นเลิศของภิกษุณีผู้รัตตัญญู ทำกุศลกรรมให้ยิ่งยวดขึ้นไปแล้วปรารถนา ตำแหน่งนั้น ทำบุญมีทานเป็นต้นจนตลอดชีวิต เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและ มนุษย์ตลอดแสนกัป ได้บังเกิดเป็นหัวหน้าทาสี ๕๐๐ ในกรุงพาราณสี ใน โลกซึ่งว่างพระพุทธเจ้าในระหว่างพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสปะ กับ พระผู้มีพระภาคเจ้าแห่งเราทั้งหลาย ครั้งนั้น นางได้เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์ ในวันเข้าพรรษา ลงจากเงื้อมเขานันทมูลกะมาที่อิสิปตนะแล้วเที่ยว บิณฑบาตในเมือง ก็กลับไปอิสิปตนะอีก แสวงหาหัตถกรรมเพื่อสร้างกุฏิในวัน เข้าพรรษา ได้ชักชวนหญิงรับใช้เหล่านั้นและสามีของตนๆ ให้ช่วยกันสร้าง กุฏิ ๕ หลัง พร้อมด้วยบริวารมีที่จงกรมเป็นต้น ตั้งเตียงตั่งน้ำฉันน้ำใช้และ ภาชนะเป็นต้นไว้เสร็จ นิมนต์พระปัจเจกพุทธเจ้า เพื่ออยู่จำพรรษาตลอด ไตรมาสในที่นั้นนั่นเอง จึงตั้งภิกษาไว้ถวายตามวาระกัน หญิงคนใดไม่สามารถ จะถวายภิกษาในวันที่ถึงวาระของตนได้ นางก็นำเอาภิกษาจากเรือนของตน ไปถวายแทน นางปฏิบัติอยู่อย่างนี้ตลอดไตรมาส เมื่อถึงวันปวารณาให้นาง ทาสีแต่ละคนสละผ้าสาฏกคนละผืน รวมเป็นผ้าสาฎกเนื้อหยาบ ๕๐๐ ผืน ให้ จัดผ้าเหล่านั้นทำเป็นไตรจีวรถวายแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕ องค์ พระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้ง ๕ องค์ ได้เหาะไปสู่ภูเขาคันธมาทน์ต่อหน้าหญิงเหล่านั้นแล.
หน้า 240 ข้อ 456
หญิงเหล่านั้นทุกคนได้ทำกุศลจนตลอดชีวิต แล้วไปบังเกิดในเทวโลก. หัวหน้าหญิงเหล่านั้น จุติจากเทวโลกนั้นไปบังเกิดในเรือนของหัวหน้าช่างหูก ในหมู่บ้านช่างหูก กรุงพาราณสี รู้เดียงสาแล้ว ได้พบพระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ซึ่งเป็นพระโอรสของพระนางปทุมวดีรู้สึกนึกรัก ไหว้ท่านทุกองค์แล้วถวาย ภิกษา. ท่านฉันเสร็จก็กลับไปยังภูเขาคันธมาทน์ หญิงหัวหน้าทาสีนั้นทำกุศล จนตลอดชีวิตเที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ถือปฏิสนธิในพระราชมณ- เฑียรของพระเจ้ามหาสุปปพุทธะกรุงเทวหะก่อนแต่พระศาสดาของเราทั้งหลาย เสด็จอุบัติ ได้มีพระนามตามโคตรว่า โคตมี เป็นกนิษฐภคินีของพระนางมหา- มายา แม้พวกหมอดูลักษณะได้พยากรณ์ไว้ว่า ทารกทั้งหลายที่อยู่ในท้องของ หญิงทั้งสองคนนี้ จักเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงทำ มงคลทั้งของพระองค์แล้ว นำไปยังพระราชมณเฑียรของพระองค์ในเวลาเจริญ พระชนม์. ต่อมา เมื่อพระศาสดาของเราทั้งหลายเสด็จอุบัติขึ้น ทรงประกาศ ธรรมจักรอันประเสริฐ ทำการอนุเคราะห์โปรดเวไนยสัตว์ทั้งหลายในที่นั้น ๆ โดยลำดับ ทรงอาศัยกรุงเวสาลี ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา พระเจ้าสุทโธทน- มหาราชทรงทำให้แจ้งพระอรหัตแล้วเสด็จปรินิพพานภายใต้พระมหาเศวตฉัตร ครั้งนั้น พระนางมหาปชาบดีโคตมีมีพระประสงค์จะผนวช เมื่อทูลขอบรรพ- ชากะพระศาสดาครั้งแรกไม่ได้ ครั้งที่สองให้ตัดพระเกศาแล้วทรงนุ่งห่มผ้า กาสายะ พอจบการแสดงกลหวิวาทสูตร ได้เสด็จไปกรุงเวสาลีกับพวกหญิง บาทปริจาริกาของศากยกุมาร ๕๐๐ ซึ่งประสงค์จะบวชด้วยกันได้ให้พระ- อานนท์ทูลอ้อนวอนพระศาสดา จึงได้บรรพชาและอุปสมบทด้วยครุธรรม ๘ ประการ ส่วนหญิงนอกนี้ ได้อุปสมบทพร้อมกันทั้งหมด นี้เป็นความสังเขป ในที่นี้ ส่วนความพิสดารในเรื่องนั้นก็มาในบาลีทั้งนั้น.
หน้า 241 ข้อ 456
ฝ่ายพระนางมหาปชาบดีโคตมี ได้อุปสมบทอย่างนี้แล้วได้เข้าไปเฝ้า พระศาสดา ถวายอภิวาทแล้วได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้งนั้นพระ- ศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระนางแล้ว พระนางทรงเรียนพระกัมมัฏฐานใน สำนักของพระศาสดา พากเพียรภาวนาอยู่ ไม่นานนัก ก็ได้บรรลุพระอรหัตที่ แวดล้อมด้วยอภิญญาและปฏิสัมภิทา ส่วนภิกษุณี ๕๐๐ ที่เหลือได้อภิญญา ๖ เมื่อจบนันทโกวาทสูตร. ภายหลังวันหนึ่ง พระศาสดา ประทับนั่งท่ามกลาง หมู่พระอริยะในพระเชตวันมหาวิหาร กำลังทรงสถาปนาภิกษุณีไว้ในตำแหน่ง จึงทรงสถาปนาพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะเป็นเลิศของ ภิกษุณีฝ่ายรัตตัญญูผู้รู้ราตรีนาน พระนางทรงยับยั้งอยู่ด้วยผลสุข และด้วย นิพพานสุข ดำรงอยู่ในความกตัญญู ในวันหนึ่ง เมื่อจะทรงพยากรณ์พระ- อรหัตโดยมุขคือทำการสรรเสริญพระคุณและความที่มีอุปการะก่อนแก่พระ- ศาสดาให้แจ่มแจ้งจึงได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า ข้าแต่พระพุทธเจ้าผู้แกล้วกล้า ผู้สูงสุดกว่าสัตว์ ทั้งปวง หม่อมฉันขอนอบน้อมแด่พระองค์ผู้ทรงช่วย ปลดเปลื้องหม่อมฉัน และชนอื่นเป็นอันมากให้พ้น จากทุกข์ หม่อมฉันกำหนดรู้ทุกข์ทั้งปวงแล้ว เผาตัณ- หาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ให้เหือดแห้งแล้ว ได้เจริญ มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ได้บรรลุนิโรธแล้ว ชน ทั้งหลายเป็นมารดา เป็นบุตร เป็นธิดา เป็นพี่ เป็น น้อง เป็นปู่ย่าตายายกันมาในชาติก่อนๆ หม่อมฉัน ไม่รู้ตามความเป็นจริง ไม่พบที่พึ่ง จึงท่องเที่ยวไป ก็ หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นแล้ว อัตภาพนี้เป็นอัตภาพสุดท้ายชาติสงสารสิ้นไปแล้ว บัด
หน้า 242 ข้อ 456
นี้ภพใหม่มิได้มี ขอพระองค์โปรดทอดพระเนตรพระ- สาวกทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ใจเด็ดเดี่ยวมีความ บากบั่นมั่นคงเป็นนิตย์ มีความพร้อมเพรียงกัน การทำ โลกุตรธรรมให้ประจักษ์แก่ตนอย่างนี้ เป็นการถวาย บังคมต่อพระพุทธเจ้าทั้งหลาย พระนางเจ้ามหามายา เทวีได้ประสูติพระโคดมมา เพื่อประโยชน์แก่ชน เป็นอันมากหนอ เพราะพระองค์ได้ทรงบรรเทากอง ทุกข์ของชนทั้งหลายผู้ถูกพยาธิและมรณะทิ่มแทงแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธวีร ได้แก่ ผู้แกล้วกล้าในหมู่ผู้ ตรัสรู้สัจจะ ๔ แท้จริงพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่าผู้แกล้วกล้ากว่าผู้มีความ เพียรสูงสุด หรือท่านผู้ตรัสรู้สัจจะ ๔ เพราะทรงได้ชัยชนะ ด้วยการทำกิจให้ สำเร็จด้วยความเพียรคือสัมมัปปธาน ๔ อย่าง ส่วนพระผู้มีพระภาคเจ้าควรได้ รับคำยกย่องว่าวีระ เพราะทรงประกอบด้วยความเพียรเป็นพิเศษเหตุความ บริบูรณ์แห่งวิริยบารมี คือการทำกิจให้สำเร็จด้วยสัมมัปปธาน ๔ อย่าง ด้วย การอธิษฐานความเพียรที่ประกอบด้วยองค์ ๔ และทรงยังการทำกิจให้สำเร็จ นั้นประดิษฐานอยู่โดยชอบในสันดานของเวไนยสัตว์. บทว่า นโม ตฺยตฺถุ ความว่า ขอความนอบน้อมคือการทำความนอบน้อมจงมีแด่พระองค์. บทว่า สพฺพสตฺตานมุตฺตม ได้แก่ ข้าแด่พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้สูงสุดด้วยคุณมีศีล เป็นต้นในสัตว์ทั้งหลายมีสัตว์ชนิดไม่มีเท้าเป็นต้น. เพื่อแสดงอุปการคุณของ พระศาสดาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งแห่งคุณมีศีลเป็นต้นนั้นพระนางตรัสว่า โย มํ ทุกฺขา ปโมจสิ อญฺญฺจ พหุกํ ชนํ ดังนี้ เมื่อประกาศความที่ตนพ้น แล้วจากทุกข์ ได้ตรัสคาถาว่า สพฺพทุกฺขํ ดังนี้.
หน้า 243 ข้อ 456
พระนางเมื่อแสดงวัฏทุกข์ที่ทรงช่วยปลดเปลื้องนั้นโดยเอกเทศ ได้ ตรัสคาถาว่า มาตา ปุตฺโต ดังนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตา ปุตฺโต เป็นต้น ความว่า ในภพใด ได้เป็นมารดาของบุตรคนหนึ่ง ในภพ อื่นจากภพนั้นได้เป็นบุตรของคนนั้นแหละ อธิบายว่า ภพต่อไปอีกเป็นบิดา เป็นพี่ชายน้องชาย. บทว่า ยถาภุจฺจํ อชานนฺตี คือไม่รู้ถึงประวัติและ เหตุเป็นต้นตามเป็นจริง. บทว่า สํสรึหํ อนิพฺพิสํ พระนางตรัสว่า หม่อม ฉันเมื่อไม่ประสบ หรือไม่ได้ที่พึ่งในสมุทรคือสงสารวัฏโดยเที่ยวเวียนว่ายตาย เกิดในภพเป็นต้น ได้ตรัสคำเป็นต้นว่า มาตา ปุตฺโต ดังนี้. อธิบายว่า ใน ภพใดเป็นมารดาของเขา ต่อจากภพนั้นเป็นบุตรของเขานั่นแหละ ภพต่อไป อีกก็เป็นบิดา เป็นพี่ชาย น้องชาย. พระเถรีประกาศความที่ตนพ้นแล้วจากทุกข์ แม้ด้วยคาถาว่า ทิฏฺโ หิ เม เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺโ หิ เม โส ภควา ความ ว่า หม่อมฉันได้พบพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง พระองค์ นั้น โดยประจักษ์ด้วยจักษุคือญาณโดยการเห็นโลกุตรธรรมที่พระองค์ทรงเห็น แล้ว. จริงอยู่ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า เหมือนที่ตรัส ไว้ว่า ดูก่อนวักกลิ ผู้ใดแลเห็นธรรม ผู้นั้นชื่อว่าเห็นตถาคต ดังนี้เป็นต้น. บทว่า อารทฺธวีริเย คือประคองความเพียรไว้แล้ว. บทว่า ปหิตฺตฺเต คือ ผู้มีจิตส่งไปพระนิพพาน. บทว่า นิจจํ ทฬฺหปรกฺกเม ได้ แก่ ผู้มีความบากบั่นมั่นคงทุกเวลาเพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อความ ไพบูลย์แห่งธรรมที่บรรลุแล้ว และเพื่อผลสมาบัติ. บทว่า สมคฺเค ได้แก่ ชื่อว่าเป็นผู้พร้อมเพรียงกัน เพราะถูกรวบรวมไว้ด้วยศีลสามัญญตาและทิฏฐิ สามัญญตา. ชื่อว่าสาวกเพราะเป็นผู้เกิด ในที่สุดแต่การฟังเทศนาของพระศาสดา. พระศาสดาทรงเห็นเหล่าสาวกตามเป็นจริงว่า ท่านเหล่านี้ตั้งอยู่ในมรรค เหล่านี้
หน้า 244 ข้อ 456
ตั้งอยู่ในผล. บทว่า เอสาพุทฺธาน วนฺทนา ความว่า การกระทำให้ ประจักษ์แก่ตนซึ่งโลกุตรธรรม อันเป็นสรีรธรรมของพระศาสดาและเป็น อริยภาวะของพระอริยสาวกทั้งหลายอันใด อันนั้นเป็นการถวายบังคมคือความ น้อมไปในพระคุณตามความเป็นจริงของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า และพระสาวก- พุทธะทั้งหลาย. พระเถรีได้ประกาศความที่พระศาสดาเป็นผู้มีอุปการะมากแก่โลก แม้ ด้วยคาถาสุดท้ายว่า พหูนํ วต อตฺถาย เป็นต้น แต่โดยความ. คำที่ ไม่จำแนกไว้ในที่นี้รู้ได้ง่ายทั้งนั้น. บางคราว พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน กรุงเวสาลี พระองค์เองก็ประทับอยู่ ณ สำนักภิกษุณี กรุงเวสาลี ในเวลาเช้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาต เสวยภัตตาหารแล้ว ก็ยับยั้งอยู่ ด้วยสุขในผลสมาบัติตามเวลาที่กำหนดไว้ในสถานที่พักกลางวันของพระองค์ ออกจากผลสมาบัติพิจารณาการปฏิบัติของพระองค์เกิดโสมนัสรำพึงถึงอายุสัง- ขารของพระองค์อยู่ ก็ทรงรู้ว่าอายุสังขารเหล่านั้นสิ้นแล้ว ทรงดำริอย่างนี้ว่า ถ้ากระไร จำเราจะไปพระวิหารขอให้พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาตแล้วอำลา พระเถระทั้งหลาย และเพื่อนสพรหมจารีทุกรูป ซึ่งเป็นที่เจริญใจของตน พึง มาปรินิพพานเสียในที่นี้นี่แหละ ภิกษุณี ๕๐๐ รูป ผู้เป็นบริวารของพระนาง ก็ได้มีความปริวิตกเหมือนพระเถรี ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงได้กล่าวไว้ในคัมภีร์ อปทานว่า๑ ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นประทีป ส่องโลกให้สว่างไสวเป็นสารถีฝึกนรชน ประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลาป่ามหาวันกรุงเวสาลี ครั้งนั้น พระมหา- ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๗ มหาปชาบดีโคตมีเถรีอปทาน.
หน้า 245 ข้อ 456
โคตมีภิกษุณี พระมาตุจฉาของพระชินพุทธเจ้า อยู่ใน สำนักนางภิกษุณีในพระบุรีอันรื่นรมย์นั้น พร้อมด้วย ภิกษุ ๕๐๐ รูป ซึงพ้นจากกิเลสแล้ว พระมหาปชา- บดีโคตมีนั้น อยู่ในที่สงัดตรึกนึกคิดอย่างนี้ว่า การ ปรินิพพานของพระพุทธเจ้าก็ดี ของพระอัครสาวกก็ดี ของพระราหุล พระอานนท์ และพระนันทะก็ดี เรา จะไม่ได้เห็น จำเราที่พระโลกนาถผู้แสวงหาคุณอัน ใหญ่ ทรงอนุญาตแล้ว พึงปลงอายุสังขารแล้วนิพพาน ก่อนการปรินิพพานของพระพุทธเจ้าหรือคู่พระอัคร- สาวก พระมหากัสสป พระนันทะ พระอานนท์ และ พระราหุล พระภิกษุณีทั้ง ๕๐๐ รูป ก็ได้ตรึกอย่างนั้น เหมือนกัน แม้พระเขมาภิกษุณีเป็นต้น ก็ได้ตรึก เช่นนี้เหมือนกัน ครั้งนั้น เกิดแผ่นดินไหว กลอง ทิพย์ บันลือลั่นขึ้นเอง ทวยเทพที่สิงอยู่ในสำนัก ภิกษุณี ถูกความโศกบีบคั้น พร่ำเพ้ออยู่อย่างน่าสงสาร หลังน้ำตาแล้วในที่นั้น ภิกษุณีทุก ๆ รูป พร้อมด้วย ทวยเทพเหล่านั้นเข้าไปหาพระมหาโคตมีภิกษุณี ซบ ศีรษะแทบพระบาทแล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า พวกเราถูกหยดน้ำคือวิมุตติรดแล้วในสำนักพระภิกษุณี นั้นมาด้วยกัน อยู่ในที่ลับ แผ่นดินนั้นก็ไหวหวั่นสั่น สะเทือน กลองทิพย์ ก็บันลือลั่นขึ้นเอง และเราได้ยิน เสียงคร่ำครวญ ข้าแต่พระโคตมีจะต้องมีเหตุอะไรเกิด ขึ้นแน่ ครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ตรัส
หน้า 246 ข้อ 456
บอกถึงเหตุตามที่ตนปริวิตกแล้วทุกประการ ลำดับนั้น พระภิกษุณีทุก ๆ รูป ก็ได้บอกถึงเหตุที่ตนปริวิตก แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พระแม่เจ้า ถ้าพระแม่เจ้าชอบใจ การนิพพานอันเกษมอย่างยิ่งไซร้ ถึงข้าพเจ้าทั้งหลาย ก็จักนิพพานกันหมด ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงพระ- อนุญาต พวกข้าพเจ้าได้ออกจากเรือนจากภพพร้อม ด้วยพระแม่เจ้า ก็จักไปสู่นิพพานบุรี อันยอดเยี่ยม พร้อมกับพระแม่พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าทั้งหลายก็จักไป พร้อมกับพระแม่เจ้าเหมือนกัน พระมหาปชาบดีโคตมี ได้ตรัสว่า เมื่อท่านทั้งหลายจะไปนิพพานเราจักว่า อะไรเล่า แล้วได้ออกจากสำนักภิกษุณีไปพร้อมกับ ภิกษุณีทั้งหมด ในครั้งนั้น พระมหาปชาบดีโคตมี ภิกษุณี ได้กล่าวกะทวยเทพทั้งหลายที่สิงอยู่ ณ สำนักภิกษุณีว่า จงอดโทษแก่เราเถิด การเห็น สำนักภิกษุณีของเรานี้ เป็นการเห็นครั้งสุดท้าย ในที่ใดไม่มีความแก่หรือความตาย ไม่มีการประกอบ ด้วยสัตว์และสังขาร อันไม่เป็นที่รักไม่มีการพลัด พรากจากสัตว์และสังขารอันเป็นที่รัก ที่นั้นนักปราชญ์ กล่าวว่า เป็นอสังขตสถาน พระโอรสของพระสุคต ทั้งหลายที่ยังไม่ปราศจากราคะ ได้สดับคำของพระนาง นั้นเป็นผู้โศกกำสรดปริเทวนาการว่า น่าสังเวชหนอ พวกเราเป็นคนมีบุญน้อย สำนักนางภิกษุณีนี้ จะว่าง เปล่า เว้นภิกษุณีเหล่านั้น ภิกษุณีผู้ชิโนรสจะไม่
หน้า 247 ข้อ 456
ปรากฏ เปรียบเหมือนดวงดาวทั้งหลายไม่ปรากฏใน เวลาสว่างฉะนั้น พระโคตมีภิกษุณีจะไปสู่นิพพาน พร้อมกับภิกษุณี ๕๐๐ รูปเหมือนกับแม่น้ำคงคาไหลไป สู่สาครพร้อมกับแม่น้ำ ๕๐๐ สาย ฉะนั้น อุบาสิกา ทั้งหลาย ผู้มีศรัทธาเห็นพระโคตมีภิกษุณีนั้น กำลัง เสด็จไปตามถนน ได้พากันออกจากเรือนหมอบลงแทบ เท้าแล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายเลื่อมใสในพระแม่- เจ้า พระแม่เจ้าจะละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายไว้ให้เป็นคน อนาถาเสียแล้ว พระแม่เจ้ายังไม่สมควรที่จะปรินิพ- พาน อุบาสิกาเหล่านั้นถูกความอยากให้ท่านอยู่บีบคั้น แล้วเพื่อจะให้อุบาสิกาเหล่านั้นละเสียซึ่งความโศกพระ เถรีจึงได้กล่าวอย่างเพราะพริ้งว่า อย่าร่องไห้ไปเลยลูก เอ๋ย วันนี้เป็นเวลารื่นเริงของท่านทั้งหลาย ความทุกข์ เราก็กำหนดรู้แล้ว ตัณหาอันเป็นเหตุแห่งทุกข์ เราก็ เว้นขาดแล้ว ความดับทุกข์เราก็ได้ทำให้แจ้งแล้ว ทั้ง มรรคเราก็ได้อบรมดีแล้ว. พระศาสดาเราก็ได้บำรุง แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ได้ทำเสร็จแล้ว ภาระอันหนักเราก็ปลงลงแล้ว ตัณหาอันนำไปในภพ เราก็ถอนเสียแล้ว คนทั้งหลายออกจากเรือนบวชไม่มี เรือน เพื่อประโยชน์ใด ประโยชน์นั้นเราก็บรรลุแล้ว โดยลำดับ สังโยชน์ทุกอย่างก็หมดไป. พระพุทธเจ้า และพระสัทธรรมของพระองค์มิได้บกพร่อง ยังดำรง อยู่ตราบใด กาลเวลาที่เรานิพพานก็ดำรงอยู่ตราบนั้น
หน้า 248 ข้อ 456
ลูกเอ๋ย อย่าได้เศร้าโศกถึงเราเลย พระโกณฑัญญะ พระอานนท์และพระนันทะเป็นต้นก็ยังอยู่ พระราหุล พุทธชิโนรสก็ยังอยู่ พระสงฆ์ก็อยู่ร่วมกันเป็นสุข พวก เดียรถีย์ก็หายโง่ หายตระด้างแล้ว. ลูกเอ๋ย ยศของพระผู้เป็นวงศ์ของพระเจ้าโอก- กากราช ถูกย่องว่า ย้ำยีผู้เป็นมาร กาลเวลาสำหรับ การนิพพาน เป็นสมบัติของเรามิใช่หรือ. ลูกเอ๋ย ความปรารถนาอันใดของเรา มีมาเป็น เวลาช้านาน ความปรารถนาอันนั้น ก็สำเร็จแก่เรา ในวันนี้ เวลานี้เป็นเวลาที่จะลั่นกลองอานันทเภรี [ตี กลองแสดงความยินดี] น้ำตาของท่านทั้งหลายจะมี ประโยชน์อะไรเล่า ถ้าท่านทั้งหลายจะมีความเอ็นดู ทั้งมีความกตัญญูในเราไซร้ ขอให้ท่านทุกคน จงทำ ความเพียรมั่น เพื่อความดำรงอยู่แห่งพระสัทธรรมเถิด พระสัมพุทธเจ้าอันเราทูลอ้อนวอน จึงได้ประทาน บรรพชาแก่สตรีทั้งหลาย เพราะฉะนั้นเราร่าเริง ฉัน ใด ท่านทั้งหลายจึงเจริญรอยตามซึ่งความร่าเริงนั้น ฉันนั้นเถิด ครั้นพระเถรีพร่ำสอนอุบาสิกาเหล่านี้แล้ว เสด็จนำหน้า ภิกษุณีทั้งหลาย เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้า ถวายบังคมแล้ว ได้กราบทูลดังนี้ว่า ข้าแต่พระสุคต หม่อมฉันเป็นพระมารดาของพระองค์ ข้าแต่พระธีร- เจ้า พระองค์เป็นพระบิดาของหม่อมฉัน ข้าแต่พระ
หน้า 249 ข้อ 456
โลกนาถ พระองค์เป็นผู้ประทานความสุข อันเกิดจาก พระสัทธรรมให้หม่อมฉัน ข้าแต่พระโคดม หม่อม ฉันเป็นผู้อันพระองค์ทรงทำให้เกิด ข้าแต่พระสุคต รูปกายของพระองค์นี้ อันหม่อมฉันทำให้เจริญเติบโต ธรรมกายอันน่าเพลิดเพลินของหม่อมฉัน อันพระองค์ ก็ทรงทำให้เจริญเติบโตแล้ว พระองค์อันหม่อนฉันให้ ดูดดื่มน้ำมัน อันระงับเสียได้ซึ่งความอยากชั่วครู่ ส่วน หม่อมฉัน พระองค์ก็โปรดให้ดูดดื่มน้ำมันคือธรรมอัน สงบอย่างยิ่งแล้ว ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ชื่อว่ามิ ได้ทรงเป็นหนี้หม่อมฉัน เพราะการรักษาไว้ซึ่งพันธะ อันสตรีทั้งหลายผู้อยากได้บุตรวอนขออยู่ ก็ย่อมจะได้ บุตรเช่นนั้น สตรีที่เป็นพระมารดาของพระนราธิบดีมี พระเจ้ามันธาตุราชเป็นต้น ขอว่าเป็นมารดาในห้วง มหรรณพคือภพ ข้าแต่พระโอรส หม่อนฉันผู้จมดิ่ง อยู่ในห้วงมหรรณพคือภพ อันพระองค์ให้ข้ามสาครคือ ภพแล้ว พระนามว่ามเหสีพันปีหลวง สตรีทั้งหลายได้ ง่าย พระนามว่าพระพุทธมารดา สตรีทั้งหลายได้ยาก อย่างยิ่ง ข้าแต่พระมหาวีระ ก็พระนามว่าพระพุทธ- มารดานั้นหม่อมฉันได้แล้ว ความปรารถนาไม่ว่าน้อย ใหญ่ของหม่อนฉันทั้งหมดนั้น หม่อมฉันได้บำเพ็ญ แล้วกับพระองค์ หม่อมฉันปรารถนาเพื่อจะทิ้งร่างนี้ นิพพาน ข้าแต่พระมหาวีระผู้ทำที่สุดทุกข์ เป็นผู้นำ ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตแก่หม่อมฉันเถิด ขอได้
หน้า 250 ข้อ 456
โปรดทรงเหยียดออกซึ่งพระยุคลบาท อันเกลื่อน กล่นไปด้วยลายจักร และธงอันละเอียดอ่อนเหมือน กับดอกบัวเถิด หม่อมฉันจะถวายบังคมพระยุคล- บาทนั้น จะขอทำความรักเยี่ยงโอรสแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงเป็นผู้นำ ขอพระองค์โปรดทรง แสดงพระวรกาย ทำพระสรีระที่สุกปลั่งดังกองทอง ให้เป็นเหตุปรากฏ หม่อมฉันจึงจะเข้าสู่ปรินิพพาน พระเจ้าข้า. พระชินพุทธเจ้า ก็ได้ทรงแสดงพระวรกาย ที่ ประกอบด้วยพระมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการ ประดับด้วยพระรัศมี อันงามเหมือนดวงอาทิตย์ส่อง แสงอ่อน ๆ ในยามสนธยา กะพระมาตุจฉาเจ้า ลำดับนั้น พระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ได้ซบพระเศียร ลงแทบพื้นพระบาทอันเป็นประกาย คล้ายดอกบัวบาน มีพระรัศมีงามดังดวงอาทิตย์ทอแสงอ่อน ๆ พระนาง ได้กราบทูลว่า หม่อมฉันขอน้อมนมัสการ พระผู้เป็น อาทิตยวงศ์จอมนรชน ผู้ทรงเป็นธงไชยแห่งอาทิตย- วงศ์ หม่อมฉันมรณะเป็นครั้งสุดท้าย หม่อมฉันจะไม่ ได้เห็นพระองค์อีก ข้าแต่พระองค์ผู้เลิศแห่งโลก ธรรมดาสตรีทั้งหลาย ล้วนแก่ก่อโทษทุกอย่างแล้วก็ พากันตายไป ถ้าโทษไร ๆ ของหม่อมฉันมีอยู่ ก็ขอ พระองค์ได้โปรดกรุณา อดโทษแก่หม่อมฉันด้วยเถิด อนึ่ง หม่อมฉันได้ทูลซ้ำ ๆ ซาก ๆ ให้สตรีทั้งหลาย
หน้า 251 ข้อ 456
ได้บวช ข้าแต่พระนราสภ ถ้าโทษของหม่อมฉันใน ข้อนี้มีอยู่ ขอได้โปรดทรงอดโทษนั้นด้วยเถิด ข้าแต่ พระมหาวีระ ทรงไว้ซึ่งการอดโทษ ภิกษุณีทั้ง หลายอันหม่อมฉันสั่งสอนแล้ว ตามที่พระองค์ทรง อนุญาต ถ้าในข้อนั้นมีการแนะนำยาก ขอได้โปรด ทรงอดโทษข้อนั้นด้วยเถิด. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนโคตมี ผู้ประดับไปด้วยคุณ โทษที่จะพึงอดยังจะมีอะไรใน เมื่อบอกกล่าวเสีย เมื่อท่านจะไปนิพพาน ตถาคตจัก กล่าวอะไรแก่ท่านให้มากไปเล่า เมื่อภิกษุสงฆ์ของ ตถาคตบริสุทธิ์ไม่บกพร่อง ท่านจะออกไปเสียจากโลก นี้ก็ควร เหมือนเพราะเป็นในเวลาที่ยังมีแสงสว่าง ของอาทิตย์ที่อัสดงคตแล้ว รอยในดวงจันทร์ก็ออกไป ฉะนั้น ภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหาปชาบดีโคต- มีเถรีพากันทำประทักษิณพระชินะพุทธเจ้าผู้เลิศ พระ- องค์เหมือนหมู่ดาวที่ติดตามดวงจันทร์ เวียนขวาภูเขา สิเนรุฉะนั้น หมอบลงแทบพระบาทแล้ว ยืนจ้องดู พระพักตร์ของพระพุทะเจ้ากราบทูลว่า จักษุของหม่อม ฉันทั้งหลาย ไม่เคยอิ่มด้วยการเห็นพระองค์ โสตของ หม่อมฉันทั้งหลาย ไม่เคยอิ่มด้วยภาษิตของพระองค์ จิตของหม่อมฉันทั้งหลายดวงเดียวเท่านั้น อิ่มด้วยรส แห่งธรรมของพระองค์ ข้าแต่พระผู้เป็นจอมนรชน เมื่อพระองค์บันลืออยู่ในบริษัท กำจัดเสียซึ่งทิฏฐิและ มานะ ชนเหล่าใดเห็นพระพักตร์ของพระองค์ ชน
หน้า 252 ข้อ 456
เหล่านั้นชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณ ชนเหล่าใดประณตน้อมพระยุคลบาทของพระองค์ซึ่งมี พระองคุลียาว มีพระนขาแดงงดงาม มีส้นพระบาท ยาว แม้ชนเล่านั้น ก็ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ. ข้าแต่พระนโรดม ชนเหล่าใดได้สดับพระดำรัส ของพระองค์อันไพเราะน่าปลื้มใจ กำจัดโทษเป็น ประโยชน์เกื้อกูลชนเหล่านั้นก็ชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ข้าแต่ พระมหาวีระ หม่อมฉันเอาใจใส่การบูชาพระบาทของ พระองค์ ข้ามพ้นทางกันดารคือสงสารได้ ด้วยพระ- สุนทรกถาของพระองค์ผู้ทรงศิริจึงชื่อว่าเป็นผู้มีบุญ ลำดับนั้นพระมหาปชาบดีโคตมีเถรี ผู้มีวัตรอันงาม ประกาศในหมู่พระภิกษุสงฆ์แล้วไหว้พระราหุล พระ อานนท์และพระนันทะ และได้ตรัสดังนี้ว่า ลูกเอ๋ย แม่ เบื่อหน่ายในร่างกายซึ่งเสมอด้วยที่อยู่ของอสรพิษเป็น ที่พักของโรค เป็นเรือนร่างของทุกข์ เป็นที่โคจรของ ชราและมรณะ อาเกียรณ์ไปด้วยมลทินโทษต่างๆ ต้องอาศัยผู้อื่น ปราศจากเรี่ยวแรง ด้วยเหตุนั้น แม่จึง ปรารถนาจะนิพพานเสีย ลูกเอ๋ย พ่อจงเข้าใจแม่เถิด พระนันทเถระและพระราหุลผู้น่ารัก เป็นผู้ปราศจาก ความโศก ไม่มีอาสวะ ตั้งมั่นไม่หวั่นไหว มีปัญญามี ความเพียรก็ได้คิดถึงธรรมดาว่า น่าติโลก ที่ปัจจัยปรุง แต่ง ปราศจากแก่นสารเปรียบด้วยต้นกล้วย เช่นเดียว กับมายากลและพยัพแดด นอกจากนี้ยังไม่มั่นคง พระ-
หน้า 253 ข้อ 456
ปชาบดีโคตมีเถรี พระมาตุจฉาของพระชินพุทธเจ้า พระองค์นี้เป็นผู้เลี้ยงดูพระพุทธเจ้าก็ต้องถึงมรณะ ซึ่ง ไม่เที่ยงเป็นสังขตธรรมทุกอย่างในที่ใด ก็ครั้งนั้นท่าน พระอานนท์พุทธอนุชา ซึ่งเป็นคนสนิทของพระชิน- พุทธเจ้ายังเป็นพระเสขบุคคลอยู่ ท่านหลั่งน้ำตาร้องไห้ คร่ำครวญอย่างน่าสงสาร ณ ที่นั้นว่า พระโคตมีเถรี ตรัสอยู่หลัด ๆ ก็เสด็จไปนิพพานไม่นานเลย แม่พระ- พุทธเจ้าก็คงเสด็จไปนิพพานแน่นอน เปรียบเหมือน ไฟที่หมดเชื้อแล้วฉะนั้น พระโคตมีเถรีได้ตรัสกะท่าน พระอานนท์ผู้มีสุตะคือปริยัติอันล้ำลึกดังสาคร[พหูสูต] เอาใจใส่ในการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าซึ่งพร่ำรำพัน อยู่ดังกล่าวมาว่า ลูกเอ๋ย เมื่อกาลน่าร่าเริงปรากฏขึ้น แล้ว พ่อไม่ควรที่จะเศร้าโศกถึงการตายของแม่ การ นิพพานของแม่ใกล้เข้ามาแล้วลูกเอ๋ย พระศาสดา พ่อ ได้ทูลเชื้อเชิญแล้วจึงได้ทรงอนุญาตให้แม่บวช ลูกเอ๋ย พ่ออย่าเสียใจไปเลยความยากลำบากของพ่อมีผล ก็บท ใดอาจารย์ฝ่ายเดียรถีย์เก่า ๆ ไม่เห็น บทนั้นเด็กหญิงซึ่ง มีอายุ ๗ ขวบก็รู้แจ้งประจักษ์แล้ว พ่อจงรักษาพระ- พุทธศาสนาไว้ แม่เห็นพ่อครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายบุคคล ไปในทิศใดแล้วไม่ปรากฏ แม่ก็จะไปในทิศนั้นนะลูก ในกาลบางคราวพระนายกผู้เลิศในโลกกำลังทรงแสดง ธรรมอยู่ทรงไอแล้ว ครั้งนั้นแม่เกิดสงสารกล่าววาจา ถวายพระพรว่า ข้าแต่พระมหาวีระ ขอพระองค์จงมี
หน้า 254 ข้อ 456
พระชนม์อยู่นาน ๆ ข้าแต่พระมหามุนี ขอพระองค์จง ดำรงพระชนม์อยู่ตลอดกัป เพื่อความเกื้อกูลและประ- โยชน์แก่โลกทั้งปวงเถิด ขออย่าให้พระองค์ทรงพระ ชราและปรินิพพานเลย พระพุทธเจ้าพระองค์นั้นได้ ตรัสกะแม่ผู้กราบทูลเช่นนั้นอย่างนี้ว่า ดูก่อนโคตมี พระพุทธเจ้าทั้งหลายมิใช่บุคคลจะพึงไหว้เหมือนอย่าง ที่เธอไหว้อยู่ดอก แม่ได้ทูลถามว่า ก็แลด้วยประการไร เล่า พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่าอันบุคคลไม่พึงไหว้ พระองค์ อันหม่อมฉันทูลถามแล้วโปรดตรัสบอกเหตุนั้นแก่ หม่อมฉันเถิด พระองค์ตรัสตอบว่า เธอจงดูพระสาวก ทั้งหลายผู้ปรารภความเพียร ใจเด็ดเดี่ยว มีความบาก บั่นมั่นคงเป็นนิตย์พร้อมเพรียงกัน นี้เป็นการไหว้พระ พุทธเจ้าทั้งหลาย ต่อแต่นั้นแม่ก็ไปสำนักภิกษุณีอยู่ผู้ เดียว ก็คิดได้ว่า พระนาถะผู้ถึงที่สุดแห่งไตรภพทรง ป้องกันบริษัทที่สามัคคีกัน เอาเถิด แม่จักปรินิพพาน เสีย ขออย่าได้เห็นความวิบัตินั้นเลย แม่ครั้นคิดดังนั้น แล้วได้ไปเฝ้าพระพุทธเจ้า พระผู้เป็นฤษีพระองค์ที่ แล้วได้กราบทูลถึงกาลเป็นที่ปรินิพพานกะพระผู้นำ พิเศษ ลำดับนั้นพระองค์ได้ทรงอนุญาตว่า จงรู้กาลเอา เองเถิดโคตมี แม่เผากิเลสทั้งหลายแล้ว ถอนภพทั้งปวง ขึ้นได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกได้เหมือนช้างพังตัดเชือก แล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่ การที่แม่มาในสำนักของ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุดเป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา
หน้า 255 ข้อ 456
๓ แม่ก็บรรลุแล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า แม่ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ แม่ทำให้แจ้งแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้า แม่ได้ทำเสร็จแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสว่า ดูก่อนโคตมี คนพาลเหล่าใดสงสัยในการตรัสรู้ธรรมของสัตว์ทั้ง หลาย เธอจงแสดงอิทธิฤทธิ์เพื่อให้คนพาลเหล่านั้น ละทิฏฐิเสีย ครั้งนั้นพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีถวาย บังคมพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว เหาะขึ้นไปสู่อัมพร แสดงฤทธิ์เป็นอันมากตามพระพุทธานุญาต คือองค์ เดียวเป็นหลายองค์ก็ได้ หลายองค์เป็นองค์เดียวก็ได้ ทำให้ปรากฏก็ได้ ทำให้หายไปก็ได้ ทะลุฝากำแพง ภูเขาไปได้ไม่ติดขัดเหมือนไปในที่ว่างก็ได้ ผุดขึ้น ดำลงแม้ในแผ่นดินเหมือนในน้ำก็ได้ เดินบนน้ำ ไม่ แตกเหมือนเดินบนแผ่นดินก็ได้ เหาะไปในอากาศ เหมือนนกก็ได้ ใช้อำนาจทางกายไปตลอดพรหม- โลกก็ได้ ทำภูเขาสิเนรุให้เป็นคัน พลิกมหาปฐพีพร้อม ด้วยรากทำให้เป็นตัวร่ม กั้นร่มเดินจงกรมในอากาศ ทำโลกให้เป็นควันประหนึ่งเวลาอาทิตย์ ๖ ดวง อุทัย ขึ้น และทำโลกนั้นให้เกลื่อนด้วยพวงดอกไม้ตาข่าย เหมือนคล้องพวงดอกไม้ไว้ยอดเขายุคนธร เอาพระ- หัตถ์ข้างเดียวกำภูเขามุจลินท์ ภูเขาสิเนรุ ไว้ในระ- หว่างมูลนทีทั้งหมด เหมือนดังกำเมล็ดพันธุ์ผักกาด เอาปลายนิ้วมือบังดวงอาทิตย์พร้อมทั้งดวงจันทร์ไว้
หน้า 256 ข้อ 456
ทัดทรงดวงจันทร์ดวงอาทิตย์ไว้พันดวง เหมือนทัด ทรงพวงมาลัยฉะนั้น แบกน้ำในสาครทั้ง ๔ ไว้ได้ด้วย ฝ่าพระหัตข้างเดียว บันดาลฝนตกห่าใหญ่มีอาการ ปานประหนึ่งหลั่งน้ำเหนื่อยอดเขายุคนธร พระเถรี นั้น เนรมิตเป็นพระเจ้าจักรพรรดิพร้อมด้วยบริษัท ณ พื้นนภากาศ แสดงให้เป็นครุฑ คชสาร ราชสีห์ ต่างบันลือเสียงกึกก้องอยู่ องค์เดียวเนรมิตให้เป็นคณะ ภิกษุณีนับไม่ถ้วน แล้วก็อันตรธานกลับเป็นองค์เดียว กราบทูลพระมหามุนีว่า ข้าแต่พระมหาวีระผู้มีพระ- จักษุพระมาตุจฉาของพระองค์เป็นผู้ทำตามคำสอนของ พระองค์ บรรลุประโยชน์ของตนโดยลำดับแล้ว ขอ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระองค์ พระเถรีนั้นครั้น แสดงฤทธิ์ต่าง ๆ แล้ว ลงจากพื้นนภากาศถวายบังคม พระผู้ส่องโลกแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วน ข้างหนึ่ง กราบทูลว่า ข้าแต่พระมหามุนี ผู้นำโลก หม่อมฉันมีอายุได้ ๑๒๐ ปีนับแต่เกิด เพียงเท่านี้ก็พอ แล้ว หม่อมฉันจักขอทูลลานิพพาน. ครั้งนั้น บริษัททั้งหมดนั้นต่างพิศวงยิ่งนักจึง ได้พากันกระทำอัญชลีถามว่า ข้าแต่พระแม่เจ้าเป็น อย่างไรพระแม่เจ้า จึงบากบั่นแสดงฤทธิ์ที่ไม่มีอะไร เทียบได้ พระมหาปชาบดีเถรีได้กล่าวบุรพจรรยา ของพระองค์ดังต่อไปนี้ว่า ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไปพระชินพุทธเจ้าพระ นามว่าปทุมุตตระ ผู้มีจักษุในธรรมทั้งปวง เป็นผู้นำ
หน้า 257 ข้อ 456
ได้เสด็จอุบัติขึ้นแล้วครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูล อำมาตย์ ซึ่งสมบูรณ์ด้วยเครื่องอุปการะทุกสิ่ง มั่งคั่ง รุ่งเรือง ร่ำรวย ในกรุงหังสวดี บางครั้งข้าพเจ้า พร้อมด้วยบิดานำหน้าหมู่ทาสีมีบริวารมาก เข้าไปเฝ้า พระนราสภพระองค์นั้น ได้เห็นพระชินพุทธเจ้า ผู้ปานดังท้าววาสวะ ยังฝนคือธรรมให้ตกอยู่ เป็น ไม่มีอาสวะเกลื่อนกล่นไปด้วยระเบียบแห่งรัศมี เช่น กับดวงอาทิตย์ในสรทกาลแล้ว ทำจิตให้เลื่อมใส และ สดับสุภาษิตของพระองค์ เห็นพระผู้นำนรชนทรง สถาปนานางภิกษุณีผู้เป็นพระมาตุจฉาไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ จึงถวายปัจจัยเป็นอันมากเป็นมหาทานแด่ พระผู้เลิศกว่านรชนผู้คงที่พระองค์นั้น พร้อมทั้งพระ สงฆ์ตลอด ๗ วัน แล้วได้หมอบลงแทบพระบาทมุ่ง ปรารถนาตำแหน่งนั้น. ลำดับนั้น พระผู้เป็นฤาษี พระองค์ที่ ๗ ได้ตรัสในบริษัทใหญ่ว่า สตรีใดได้นิมนต์ พระผู้นำโลกพร้อมด้วยพระสงฆ์ ให้ฉันตลอด ๗ วัน เราจักพยากรณีสตรีนั้น ท่านทั้งหลายจงฟังเรากล่าวไว้ ให้ดี ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระศาสดาพระนาม ว่าโคดม ซึ่งทรงสมภพในวงศ์พระเจ้าโอกกากราชจัก เป็นศาสดาในโลก สตรีผู้นั้น จักได้เป็นธรรมทายาท ของพระศาสดาพระองค์นั้น จักเป็นโอรสอันธรรม- นิรมิต จักได้เป็นสาวิกาของพระศาสดามีนามว่าโคตมี จักได้เป็นพระมาตุจฉาบำรุงเลี้ยงชีวิตของพระพุทธเจ้า พระองค์นั้น จักได้ความเป็นเลิศของภิกษุณีทั้งหลาย
หน้า 258 ข้อ 456
ฝ่ายผู้รู้ราตรีนานครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้สดับพุทธพยา- กรณ์นั้นแล้ว มีใจปราโมทย์บำรุงพระชินพุทธเจ้าด้วย ปัจจัยทั้งหลายตราบเท่าสิ้นชีวิต ต่อจากนั้น ข้าพเจ้า ได้ทำกาลกิริยา ไปบังเกิดในพวกเทพเหล่าดาวดึงส์ ผู้ซึ่งให้สำเร็จสิ่งน่าใคร่ได้ทุกประการ ล่วงล้ำทวยเทพ อื่นๆ ด้วยองค์ ๑๐ ประการ คือด้วยรูป เสียง กลิ่น รส ผัสสะ อายุ วรรณะ สุข ยศและรุ่งเรืองล้ำทวยเทพ อื่น ๆ ด้วยอธิปไตยความเป็นใหญ่ ข้าพเจ้าได้เป็นพระ มเหสีผู้น่าเอ็นดูของท้าวอมรินทร์ในสวรรค์ชั้นดาว ดึงส์นั้น ก็ข้าพเจ้าท่องเที่ยวอยู่ในสงสารเป็นผู้อันพายุ คือกรรมพัดพาไปเกิดในตำบลบ้านของทาสในอาณา เขตของพระเจ้ากาสี ครั้งนั้นทาส ๕๐๐ ถ้วนอาศัยอยู่ ในบ้านนั้น ข้าพเจ้าได้เป็นภรรยาของหัวหน้าทาสใน ตำบลบ้านนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ ได้เข้า ไปบ้านเพื่อบิณฑบาต ข้าพเจ้ากับญาติทุกคน เห็น พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นก็มีความยินดีช่วยกันสร้าง กุฏิ ๕๐๐ หลัง อุปัฏฐากอยู่ ๔ เดือนแล้วถวายไตรจีวร ข้าพเจ้ากับสามีก็พากันท่องเที่ยวไป จุติจากนั้นข้าพเจ้า พร้อมกับสามีก็ได้ไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ บัดนี้ภพสุด ท้ายข้าพเจ้าเกิดในกรุงเทวทหะ พระชนกของข้าพเจ้า พระนามว่า อัญชนศากยะ พระชนนีของข้าพเจ้า พระนามว่าสุลักขณา ต่อมาข้าพเจ้าได้ไปพระราช- นิเวศน์ของพระเจ้าสุทโธทนะในกรุงกบิลพัสดุ์ สตรี นอกนั้นเกิดในตระกูลศากยะ แล้วก็ไปเรือนของพวก
หน้า 259 ข้อ 456
เจ้าศากยะด้วยกัน แต่ข้าพเจ้าประเสริฐกว่าสตรีทุกคน ได้เป็นผู้บำรุงเลี้ยงพระชินพุทธเจ้า พระโอรสของ ข้าพเจ้าเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์แล้วได้เป็นพระ พุทธเจ้า เป็นผู้นำพิเศษ ภายหลังข้าพเจ้าพร้อมด้วย เจ้าสากิยานี ๕๐๐ จึงได้บวช แล้วก็ได้ประสบสันติสุข พร้อมด้วยเจ้าสากิยานีผู้เป็นบัณฑิต สามีของข้าพเจ้า ที่ได้ทำบุญร่วมกันมาแต่ชาติก่อนในครั้งนั้น เป็นผู้ทำ มหาสมัยประชุมใหญ่อันพระสุคตทรงอนุเคราะห์แล้ว ก็พากันบรรลุพระอรหัต. ภิกษุณีทั้งหลาย นอกจากพระมหาปชาบดีเถรี นั้นได้พากันเหาะขึ้นสู่นภากาศ เป็นผู้ประกอบด้วย มหิทธิฤทธิ์รุ่งโรจน์เหมือนดวงดาวทั้งหลาย อันโคจร เป็นกลุ่มกันไป ครั้งนั้นภิกษุณีเหล่านั้นได้แสดงฤทธิ์มิ ใช่น้อยเหมือนนายช่างทองผู้ชำนาญการทำทอง แสดง เครื่องประดับหลากชนิด ฉะนั้น. ในครั้งนั้น ภิกษุณีเหล่านั้น แสดงปาฏิหาริย์ได้ วิจิตรหลายอย่าง ทำพระมุนีผู้เป็นพระศาสดาผู้ประ- เสริฐ พร้อมทั้งบริษัทให้ชอบใจแล้ว ได้พากันลง จากนภากาศถวายบังคมพระศาสดาพระผู้เป็นฤษีพระ- องค์ที่ ๗ อันพระศาสดาผู้เป็นยอดของนรชนทรงอนุ- ญาตแล้วจึงได้นั่ง ณ สถานที่อันสมควร แล้วได้กราบ ทูลว่า ข้าแต่พระมหาวีระ โอหนอพระโคตมีเถรี เป็น ผู้อนุเคราะห์ข้าพระองค์ทุก ๆ คน พวกข้าพระองค์อัน บุญบารมีของพระองค์อบรมแล้ว จึงพากันบรรลุธรรม เป็นที่สิ้นอาสวะ ข้าพระองค์ทั้งหลายเผากิเลสได้แล้ว
หน้า 260 ข้อ 456
ถอนภพทั้งปวงได้แล้ว ตัดกิเลสเครื่องผูกเหมือนช้าง ตัดเชือกแล้ว เป็นผู้ไม่มีอาสวะอยู่. การที่ข้าพระองค์ ทั้งหลายมาในสำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด เป็นการมาดีแล้วหนอ วิชชา ๓ พวกข้าพระองค์บรรลุ แล้วโดยลำดับ คำสอนของพระพุทธเจ้า พวกข้าพระ- องค์ก็ได้ทำเสร็จแล้ว คุณวิเศษเหล่านี้คือ ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพระองค์ทั้งหลายทำ ให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าอันข้าพระองค์ ทั้งหลายได้ทำเสร็จแล้ว ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความ ชำนาญในฤทธิ์และทิพโสตธาตุ ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ทั้งหลายชำนาญเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิ- วาสญาณชำระทิพยจักษุได้แล้ว สิ้นอาสวะหมดแล้ว บัดนี้ภพใหม่ไม่มี ข้าแต่พระมหาวีระ ข้าพระองค์ทั้ง หลายมีญาณในอรรถธรรมนิรุตติและปฏิภาณ ญาณนั้น เกิดที่สำนักของพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนีผู้ทรงเป็น ผู้นำ พระองค์เป็นผู้อันข้าพระองค์ทั้งหลายผู้มีเมตตา จิต บำรุงแล้ว ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตให้ข้า- พระองค์ทั้งหมดนิพพานเถิด. พระชินพุทธเจ้าตรัสว่า เธอทั้งหลายเมื่อพูด อย่างนี้ว่า จักนิพพาน ตถาคตจักไปว่าอะไร ก็บัดนี้ เธอทั้งหลายจงสำคัญกาลเวลาของเธอเอาเองเถิด. ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้นมีพระปชาบดีโคตมี เถรีเป็นต้น ถวายบังคมพระชินพุทธเจ้าแล้วได้พากัน
หน้า 261 ข้อ 456
ลุกจากที่นั่งนั้นมา พระธีรเจ้าผู้นำเลิศของโลกพร้อม ด้วยหมู่ชนเป็นอันมาก ได้เสด็จไปส่งพระมาตุจฉาจน ถึงซุ้มประตู. ครั้งนั้นพระปชาบดีโคตมีเถรีพร้อมด้วยภิกษุณี ทั้งหมด ได้พากันหมอบลงแทบพระยุคลบาทของพระ ศาสดาผู้เป็นพงศ์พันธุ์ ของโลกกราบทูลว่า นี้เป็น การถวายบังคมพระยุคลบาทครั้งสุดท้ายของหม่อมฉัน การได้เห็นพระองค์ผู้เป็นนาถะของโลกครั้งนี้ ก็เป็น ครั้งสุดท้าย หม่อมฉันจักไม่ได้เห็นพระพักตร์ของ พระองค์ซึ่งมีอาการดุจอมตะอีก ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้เลิศของโลก การถวายบังคมของหม่อมฉันจักไม่ สัมผัสพระยุคลบาทของพระองค์ ซึ่งละเอียดอ่อนดี วันนี้หม่อมฉันจะนิพพาน. พระศาสดาตรัสว่า ประโยชน์อะไรของเธอ ด้วยรูปนี้ในปัจจุบัน รูปนี้ล้วนปัจจัยปรุงแต่ง ไม่น่า ยินดีเป็นของต่ำทราม. พระมหาปชาบดีเถรีพร้อมด้วย ภิกษุณีเหล่านั้น ไปสำนักของภิกษุณีของตนแล้ว นั่ง พับเพียบบนอาสนะอันประเสริฐ. ครั้งนั้น อุบาสิกาทั้งหลายในพระนครนั้นผู้มี ความเคารพรักในพุทธศาสนา ได้สดับประพฤติเหตุ ของพระเถรี ก็พากันเข้าไปหา นมัสการแทบบาทมูล เอากรข้อนอุระประเทศร้องไห้คร่ำครวญอย่างน่าสง- สาร เต็มกลั้นด้วยความโศกเศร้า ก็ล้มลงที่พื้นพสุธา ดุจเถาวัลย์รากขาดฉะนั้น พากันรำพันว่า ข้าแต่พระ
หน้า 262 ข้อ 456
แม่เจ้า ผู้เป็นนาถะให้ที่พึ่งแก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย พระแม่ เจ้าอย่าละทิ้งข้าพเจ้าทั้งหลายไปสู่นิพพานเลย ข้าพเจ้า ทุกคนขอซบเกล้าอ้อนวอน. พระมหาปชาบดีเถรีลูบ ศีรษะของอุบาสิกา ผู้มีศรัทธา มีปัญญาซึ่งเป็นหัวหน้า ของอุบาสิกาเหล่านั้นกล่าวดังนี้ว่า ลูกเอ๋ย ความโศก สลด ซึ่งตกอยู่ในบ่วงแห่งมารไม่ควรเลย สังขตธรรม ทั้งปวงล้วนไม่เที่ยง การพลัดพรากกันเป็นที่สุด หวั่น ไหวไปมา. ต่อแต่นั้น พระเถรี ก็สละอุบาสิกา เหล่านั้น เข้าปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และ จตุตถฌาน แล้วเข้าอากาสานัญจายตนฌาน วิญญา- ณัญจายตนฌาน อากิญจัญญายตนฌาน และเนวสัญ- ญานาสัญญายตนฌานตามลำดับแล้ว พระปชาบดี โคตมีเถรีก็เข้าฌานทั้งหลายใดยปฏิโลมแล้ว ก็เข้า ปฐมฌานไปตราบเท่าถึงจตุตถฌาน ออกจากจตุตถ- ฌานนั้นแล้วก็ดับ เหมือนเปลวประทีปที่ปราศจากเชื้อ แล้วดับไปฉะนั้น ได้เกิดแผ่นดินไหวใหญ่ สายฟ้าก็ ตกลงจากนภากาศ กลองทิพย์ก็บันลือลั่นขึ้นเอง ทวย- เทพพากันคร่ำครวญ และฝนดอกไม้ก็ตกจากอากาศ ลงยังพื้นแผ่นดิน แม้ขุนเขาเมรุราชก็กัมปนาทหวั่น ไหวเหมอนนักฟ้อนรำในท่ามกลางเวทีฟ้อนรำ ฉะนั้น สาครก็ปั่นป่วนตีฟองคะนองเพราะความโศก ทวยเทพ นาค อสูรและพรหมต่างก็พากันสลดใจ กล่าวขึ้นใน ทันใดนั้นเองว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ เหมือน อย่างพระมหาปชาบดีโคตมีเถรีนี้ ถึงความย่อยยับไป
หน้า 263 ข้อ 456
แล้ว และพระเถรีทั้งหลาย ผู้ทำตามคำสอนของพระ ศาสดา ซึ่งแวดล้อมพระนางมหาปชาบดีโคตมีเถรีนี้ก็ พากันปรินิพพาน เหมือนเปลวประทีปหมดเชื้อฉะนั้น โอ้ ความพบกัน ก็มีความพลัดพรากกันเป็นที่สุด โอ้ สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งล้วนแต่ไม่เที่ยง โอ้ ชีวิต มีความหายสูญเป็นที่สุด ความพิไรรำพัน ได้มีแล้ว ด้วยประการฉะนี้. ในลำดับนั้นเทวดาและพรหม ต่างก็ทำความ ประพฤติตามโลกธรรมตามสมควรแก่กาลแล้ว เข้า ไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พระผู้เป็นยอดฤษี พระ องค์ที่ ๗. ครั้งนั้น พระศาสดาได้ตรัสเรียกท่านพระอา- นนท์ผู้พหูสูตมาสั่งว่า อานนท์ เธอจงไปประกาศ ให้ภิกษุทั้งหลาย ทราบถึงการนิพพานของพระมารดา เวลานั้น ท่านพระอานนท์ผู้ร่าเริง ก็ไร้ความร่าเริงมี ดวงตาเต็มไปด้วยน้ำตา ได้กล่าวด้วยเสียงร้องไห้ว่า ขอภิกษุทั้งหลายผู้เป็นโอรสของพระสุคต ซึ่งอยู่ใน ทิศตะวันออก ทิศใต้ ทิศตะวันตก และทิศเหนือ จงมาประชุมกัน ภิกษุณีผู้ทำพระสรีระสุดท้ายของ พระมุนีให้เติบโตด้วยน้ำมัน มีนามว่าพระปชาบดี โคตมีเถรีนิพพานถึงความสงบเหมือนดวงดาวทั้งหลาย เมื่อดวงอาทิตย์อุทัยฉะนั้น พระเถรีตั้งบัญญัติทำให้ รู้กันทั่วไปว่า เป็นพระพุทธมารดา นิพพานแล้วใน ที่ใด ถึงคนมี ๕ ตาก็แลไม่เห็น ในที่นั้นพระผู้มีพระ
หน้า 264 ข้อ 456
ภาคเจ้า ซึ่งเป็นผู้นำ ทรงเห็นได้ ขอพระโอรสของ พระสุคตผู้มีความเชื่อในพระสุคต หรือเป็นศิษย์ของ พระมหามุนี จงทำสักการะแด่พระพุทธมารดาเถิด ภิกษุทั้งหลายถึงอยู่ไกล ได้ฟังคำประกาศนั้นแล้วก็รีบ มา บางพวกมาด้วยพุทธานุภาพ บางพวกที่ฉลาดใน ฤทธิ์ก็มาด้วยฤทธิ์ ต่างช่วยกันยกเอาเตียงที่พระโคตมี เถรีหลับขึ้นไว้ในเรือนยอด [เมรุ] อันประเสริฐ น่า รื่นรมย์ ทำด้วยทองล้วนๆ งดงาม ท้าวโลกบาลทั้ง สี่เอาบ่าเข้ารองรับเรือนยอด ทวยเทพที่เหลือมีท้าว สักกะเป็นต้นเข้าช่วยรับเรือนยอด ก็เรือนยอดทั้งหมด มี ๕๐๐ หลัง แท้จริงวิสสกรรมเทพบุตรเนรมิตมีสี เหมือนดวงอาทิตย์ในสรทกาล ทวยเทพทั้งหลายได้ แบกภิกษุณีทุกๆ รูปที่นอนอยู่บนเตียงแล้ว นำเอา ออกไปตามลำดับ พื้นนภากาศถูกเอาเพดานบังไว้ทั่ว ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์พร้อมทั้งดวงดาวซึ่งสำเร็จด้วย ทองได้ถูกติดประดับไว้ที่เพดานนั้น ธงปฏากได้ถูกยก ขึ้นไว้เป็นอันมาก จิตกาธารทั้งหลายมีดอกไม้เป็น เครื่องปกคลุม ดอกบัวที่เกิดขึ้นในอากาศเอาปลายลง ดอกไม้ผุดขึ้นจากแผ่นดิน ดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ คนมองดูเห็นได้ และดาวทั้งหลายส่องแสงระยิบระยับ อนึ่ง ดวงอาทิตย์ถึงจะโคจรไปในเวลาเที่ยง ก็ไม่ทำ ใคร ๆ ให้ร้อน เหมือนดวงจันทร์ ทวยเทพทั้งหลาย พากันบูชาด้วยของทิพย์คือของหอมและดอกไม้ที่หอม ตระหลบ และการฟ้อนรำขับร้องดีดสีตีเป่า พวกนาค
หน้า 265 ข้อ 456
อสูรและพรหม ต่างก็พากันบูชาพระพุทธมารดาผู้นิพ- พานแล้ว กำลังถูกเขานำออกไปตามสติกำลัง ภิกษุณี ทั้งหลาย ผู้เป็นโอรสของพระสุคต ซึ่งนิพพานแล้ว ทั้งหมด เชิญไปข้างหน้า พระปชาบดีโคตมีเถรี พุทธมารดา ผู้อันเทวดาและมนุษย์สักการะเชิญเอาไป ข้างหลัง เทวดา มนุษย์ พร้อมด้วย นาค อสูรและ พรหมไปข้างหน้า ข้างหลังพระพุทธเจ้าพร้อมด้วย พระสาวกเสด็จไปเพื่อบูชาพระมารดา การปรินิพพาน ของพระพุทธเจ้าหาได้เป็นเช่นนี้ไม่ การปรินิพพาน ของพระปชาบดีโคตมีเถรี อัศจรรย์ยิ่งนัก ในเวลา พระพุทธเจ้าเสด็จนิพพาน ไม่มีพระพุทธเจ้าและภิกษุ ทั้งหลาย มีพระสารีบุตรเป็นต้น เหมือนในเวลา พรูปชาบดีโคตมีเถรีนิพพาน ซึ่งมีพระพุทธเจ้าและ ภิกษุทั้งหลายมีพระสารีบุตรเป็นต้น ชนทั้งหลายช่วย กันทำจิตกาธารซึ่งสำเร็จด้วยของหอมล้วนและเกลื่อน ไปด้วยจุรณแห่งเครื่องหอม แล้วเผาภิกษุณีเหล่านั้น บนจิตกาธารนั้น ส่วนแห่งสรีระนอกนั้นถูกไฟไหม้สิ้น เหลือแต่อัฐิ ในเวลานั้น ท่านพระอานนท์ได้กล่าว วาจาอันให้เกิดความสังเวชว่า พระปชาบดีโคตมีเถรี เข้านิพพานแล้ว พระสรีระของพระเถรีก็ถูกเผาแล้ว การนิพานของพระพุทะเจ้าน่าสังเกต อีกไม่นานก็ คงจักมี ต่อจากนั้น ท่านพระอานนท์อันพระพุทธเจ้า ทรงตักเตือนท่าน ได้น้อมพระธาตุของพระปชาบดี- โคตมีเถรี ซึ่งอยู่ในบาตรของพระเถรีเข้ามาถวายแด่
หน้า 266 ข้อ 456
พระโลกนาถพระผู้มีพระภาคเจ้าพระผู้เป็นฤษีพระองค์ ที่ ๗ ได้ประคองพระธาตุเหล่านั้นด้วยฝ่าพระหัตถ์แล้ว ตรัสว่า เพราะสังขารเป็นสภาพไม่เที่ยง โคตมีผู้เป็น ใหญ่กว่าหมู่ภิกษุณียังต้องนิพพาน เหมือนลำต้นของ ต้นไม้ใหญ่ที่มีแก่นยืนต้นอยู่ ถึงจะใหญ่โตก็ต้องผุพัง ไปฉะนั้น ดูเอาเถิดอานนท์ พระพุทธมารดาแม้ นิพพานแล้วเหลือแต่เพียงสรีระ ก็ไม่มีความเศร้าโศก ปริเทวนาการ. ท่านพระอานนท์ทูลว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ พระมารดาของข้าพระองค์ แม้นิพพานแล้วเหลือแต่ เพียงสรีระ ก็ไม่มีความโศกปริเทวนาการ. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โคตมี ข้ามสาครคือ สงสารไปแล้ว ละเว้นเหตุอันทำให้เดือดร้อนได้แล้ว เป็นผู้เยือกเย็นดับสนิทดีแล้ว อันผู้อื่นไม่ควรเศร้าโศก ถึง โคตมีเป็นบัณฑิต มีปัญญามากและมีปัญญากว้าง ขวาง ทั้งเป็นผู้รู้ราตรีนานกว่าภิกษุณีทั้งหลาย ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจงทรงจำไว้อย่างนี้เถิด โคตมี เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ทิพโสตธาตุ และมีความชำนาญ ในเจโตปริยญาณ รู้ทั่วถึงปุพเพนิวาสญาณ ชำระ ทิพยจักษุให้หมดจด สิ้นอาสวะหมดแล้ว บัดนี้ภพ ใหม่ไม่มี ญาณในอรรถะ ธรรมะ นิรุตติและปฏิภาณ บริสุทธิ์ เพราะฉะนั้นจึงไม่ควรจะเศร้าโศกถึงโคตมี นั้น คติของไฟที่ลุกโพลง ถูกแผ่นเหล็กทับแล้วดับไป โดยลำดับ ใคร ๆ ก็รู้ไม้ได้ฉันใด คติของท่านที่หลุด พ้นจากกิเลสโดยชอบแล้ว ข้ามพ้นโอฆะคือพันธะทาง
หน้า 267 ข้อ 457
กามบรรลุอจลบท บทที่ไม่หวั่นไหวแล้ว ก็ไม่มีใครจะรู้ ได้ฉันนั้น เพราะฉะนั้น เธอทั้งหลายจงมีตนเป็นที่พึ่ง มีสติปัฏฐานเป็นทางดำเนินเถิด เธอทั้งหลายอบรม โพชฌงค์ ๗ ประการแล้ว จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้. ทราบว่า พระมหาปชาบดีโคตมีภิกษุณีได้ตรัสคาถาเหล่านี้ ด้วยประ การฉะนี้แล. จบ อรรถกถามหาปชาบดีโคตมีเถรีคาถา ๗. คุตตาเถรีคาถา [๔๕๗] พระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงประทานโอวาทโปรดข้าพเจ้าว่า ดูก่อนคุตตา การละบุตร สมบัติและของรักออก บวช เพื่อประโยชน์แก่นิพพานอันใด เธอจงพอกพูน นิพพานอันนั้นเนือง ๆ เถิด เธออย่าตกอยู่ในอำนาจ จิตนะ สัตว์ทั้งหลาย ผู้ไม่รู้แจ้ง ถูกจิตลวงแล้ว พา กันท่องเที่ยวไปสู่ชาติสงสารนี้ใช่น้อย ก็ไม่รู้. ดูก่อนภิกษุณี เธอจงละขาดสังโยชน์อันเป็น ส่วนเบื้องต่ำเหล่านี้ คือ กามฉันทะ พยาบาท สักกาย- ทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา เป็นที่ครบ ๕ เธออย่า สีลัพพตมาสู่กามอีกนะ เธอจงละเว้นราคะ มานะ อวิชชา อุทธัจจะ และตัดสังโยชน์ทั้งหลายเสียแล้ว ก็ จักทำที่สุดทุกข์ได้ เธอทำชาติสงสารให้สิ้นไปแล้ว กำหนดรู้ภพใหม่ หมดความทะยานอยาก จักเป็นผู้สงบ ระงับ เที่ยวไปในปัจจุบัน. จบคุตตาเถรีคาถา
หน้า 268 ข้อ 457
๗. อรรถกถาคุตตาเถรีคาถา คาถาว่า คุตฺเต ยทตฺถํ ปพฺพชฺชา ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของ พระคุตตาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สะสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ รวบรวมธรรมเครื่อง ปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ มีกุศลมูลแก่กล้าแล้ว ท่องเที่ยวไปในสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล กรุงสาวัตถีนี้ นาง ได้มีชื่อว่า คุตตา. คุตตานั้น รู้เดียงสาแล้ว ถูกอุปนิสัยสมบัติคอยตักเตือนอยู่ เกลียดการอยู่ครองเรือน ขออนุญาตบิดามารดาแล้ว ก็บวชในสำนักของพระ- มหาปชาบดีโคตมี ครั้นบวชแล้วเริ่มตั้งวิปัสสนา ประกอบภาวนาอยู่เนือง ๆ จิตของนางก็พล่านไปในอารมณ์ภายนอก เพราะเก็บสะสมมาช้านาน หามี อารมณ์เดียวเป็นสมาธิไม่ พระศาสดาทรงเห็น เมื่อจะทรงอนุเคราะห์พระเถรี ทรงแผ่รัศมีไป เหมือนประทับนั่งในพระคันธกุฎี ทรงแสดงพระองค์คล้าย ประทับนั่งบนอากาศใกล้กับนางคุตตานั้น เมื่อทรงโอวาทได้ตรัสคาถาเหล่านั้นว่า ดูก่อนคุตตา การละบุตรสมบัติและของรักออก บวชเพื่อประโยชน์แก่นิพพานอันใด เธอจงพอกพูน นิพพานอันนั้นเนือง ๆ เถิด เธออย่าตกอยู่ในอำนาจ จิตนะ สัตว์ทั้งหลายผู้ไม่รู้แจ้ง ถูกจิตลวงแล้ว ยินดี ในวิสัยคืออารมณ์ของมาร พากันท่องเที่ยวไปสู่ชาติ สงสารมิใช่น้อย ก็ไม่รู้ ดูก่อนภิกษุณี เธอจงละขาด สังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำเหล่านี้ คือ กามฉันทะ
หน้า 269 ข้อ 457
พยาบาท สักกายทิฏฐิ สีลัพพตปรามาส และวิจิกิจฉา เป็นที่ครบ ๕ เธออย่ากลับมาสู่กามภพอีกนะ เธอจงละ เว้นราคะ มานะ อวิชชา อุทธัจจะ และตัดสังโยชน์ทั้ง หลาย ก็จักทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ เธอทำชาติสงสาร ให้สิ้นไปแล้ว กำหนดรู้ภพใหม่ หมดความทะยาน อยาก จักเป็นผู้สงบระงับ เที่ยวไปในปัจจุบัน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยทตฺถํ ได้แก่ เพื่อประโยชน์แก่การ ดับสนิทแห่งกิเลส และการดับสนิทแห่งขันธ์อันใด. บทว่า หิตฺวา ปุตฺตํ วสุํ ปิยํ ได้แก่ การละเครือญาติและกองแห่งโภคะอันพึงรัก ปรารถนาการ บวชในศาสนาของเรา คือ การอยู่ประพฤติพรหมจรรย์. บทว่า ตเมว อนุพฺรูเหหิ ได้แก่ เธอพึงเจริญ คือพึงให้นิพพานนั้นถึงพร้อม. บทว่า มา จิตฺตสฺส วสํ คมิ ได้แก่ เธออย่าตกอยู่ในอำนาจของจิตที่โกง ซึ่ง เติบโตด้วยอารมณ์มีรูปเป็นต้นมานาน. ก็เพราะเหตุที่ปุถุชนคนบอด ถูกจิตใดหลอกลวงแล้ว ชื่อว่า จิต นั้นเปรียบด้วยมายากล สัตว์เหล่านั้น ตกอยู่ในอำนาจของมารย่อมล่วงสงสาร ไปหาได้ไม่ ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสคำว่า จิตฺเตน วญฺจิตา ดังนี้ เป็นต้น. บทว่า สํโยชนานิ เอตฺนิ ความว่า ชื่อว่า สังโยชน์ เพราะอรรถว่า เป็นเครื่องผูก ๕ อย่าง ตามที่กล่าวแล้ว โดยนัยมี กามฉันทะ พยาบาท เป็นต้น เหล่านั้น. บทว่า ปชหิตฺวาน ได้แก่ ตัดขาดแล้วด้วยอนาคามิมรรค. บทว่า ภิกฺขุนี เป็นคำเรียกภิกษุณีนั้น. บทว่า โอรมฺภาคมนียานิ ได้แก่ เกื้อกูลอุปการะแก่ความเป็นอยู่ของมนุษย์ในกามธาตุ อันเป็นส่วนเบื้องต่ำกว่า รูปธาตุและอรูปธาตุ เพราะเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในกามธาตุนั้น. ม อักษร ทำการเชื่อมบท บาลีว่า โอรมาคมนียานี ก็มีความอย่างนั้นเหมือนกัน.
หน้า 270 ข้อ 457
บทว่า นยิทํ ปุนเรหิสิ ความว่า เธอจักไม่มาสู่กามภพซึ่งเป็นที่ตั้งแห่งกาม นี้อีกด้วยอำนาจปฏิสนธิ เพราะละสังโยชน์อันเป็นส่วนเบื้องต่ำได้. ร อักษรทำ การเชื่อมบท. บาลีว่า อิตฺถํ ก็มี มีความว่า ความเป็นอย่างนี้ คือ กามภพ. บทว่า ราคํ ได้แก่ รูปราคะและอรูปราคะ. บทว่า มานํ ได้แก่ มานะจะพึงฆ่าด้วยอรหัตมรรค แม้ในบทว่า อวิชฺชญฺจ อุทฺธจฺจญฺจ นี้ ก็มีนัยเหมือนกัน. บทว่า วิวชฺชิย ได้แก่ ข่มไว้ได้ด้วยวิปัสสนา. บทว่า สํโยชนานิ เฉตฺวาน ได้แก่ ตัดซึ่งสังโยชน์ทั้งหลายส่วน เบื้องสูง ๕ อย่างมีรูปราคะเป็นต้นเหล่านั้น ได้เด็ดขาดแล้ว. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ กริสฺสสิ ความว่า เธอจักบรรลุที่สุดแห่งวัฏทุกข์แม้ทั้งสิ้น. บทว่า เขเปตฺวา ชาติสํสารํ ได้แก่ ทำความเป็นไปแห่งสงสาร มีชาติเป็นมูล ให้สิ้นไปแล้ว. บทว่า นิจฺฉาตา ได้แก่ หมดตัณหา. บทว่า อุปสนฺตา ได้แก่ เข้าไปสงบระงับ ด้วยความเข้าไปสงบกิเลสทั้งหลายโดย ประการทั้งปวง. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. เมื่อพระศาสดาทรงภาษิตคาถาเหล่านี้อย่างนี้แล้ว พอจบคาถาพระเถรี ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ได้กล่าวคาถาเหล่านั้น โดยทำนองที่ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงภาษิตไว้ เป็นอุทานนั่นแล ด้วยเหตุนั้นแล คาถาเหล่า นั้น จึงชื่อว่าเถรีคาถา. จบอรรถกถาคุตตาเถรีคาถา
หน้า 271 ข้อ 458
๘. วิชยาเถรีคาถา [๔๕๘] พระวิชยาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง ข้าพเจ้าก็เข้าไปหาพระเขมาเถรีไต่ถามโดยเคารพ. ท่านได้แสดงธรรม คือ ธาตุ อายตนะ อริย- สัจ ๔ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ อัฏฐังคิกมรรคโปรด ข้าพเจ้า เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด. ข้าพเจ้าฟังคำของท่านแล้ว กระทำตามคำสั่ง สอน ในปฐมยามแห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ในปัจฉิมยามแห่งราตรีก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลาย กองแห่งความมืดได้. ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกาย ใน ราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืดแล้วจึง เหยียดเท้าออกได้. จบวิชยาเถรีคาถา
หน้า 272 ข้อ 458
๘. อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา คาถาว่า จตุกฺขตฺตุํ ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระวิชยาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ผู้มีกุศลมูลอันพอกพูน มาโดยลำดับ เที่ยวเวียนว่ายอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลายในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ได้บังเกิดในเรือนของครอบครัวหนึ่งในกรุงราชคฤห์ รู้เดียงสาแล้วก็เป็นสหาย ของพระเขมาเถรีครั้งเป็นคฤหัสถ์. ได้ฟังมาว่าพระนางเขมานั้นทรงผนวชแล้ว ก็คิดว่า พระมเหสีแม้นั้นยังทรงผนวชจะป่วยกล่าวไปไยถึงเราเล่า ก็อยากจะ บวชบ้าง จึงเข้าไปหาพระเขมาเถรี พระเถรีทราบอัธยาศัยของนางแล้ว ก็ แสดงธรรมโดยวิธีที่นางจะมีใจสังเวชในสงสาร จักเลื่อมใสยิ่งขึ้นในพระศาสนา นางฟังธรรมนั้นแล้วเกิดสังเวช และได้ศรัทธาแล้วก็ขอบวช. พระเถรีให้นาง ได้บวชแล้ว นางครั้นบวชแล้ว ทำกิจเบื้องต้นเสร็จก็เริ่มวิปัสสนา ไม่นาน นักก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะสมบูรณ์ด้วยเหตุสัมปทา ได้พิจารณาการปฏิบัติของตนแล้ว ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้ายังทำจิตให้อยู่ในอำนาจไม่ได้ จึงไม่ได้ ความสงบใจ ออกจากที่อยู่ ไปข้างนอก ๔-๕ ครั้ง ข้าพเจ้าก็เข้าไปหาพระเขมาภิกษุณีไต่ถามโดยเคารพ ท่านได้แสดงธรรมคือ ธาตุ อายตนะ อริยสัจ ๔ อินทรีย์ พละ โพชฌงค์ และอัฏฐังคิกมรรค โปรด ข้าพเจ้า เพื่อบรรลุประโยชน์อันสูงสุด ข้าพเจ้าฟัง คำของท่านแล้ว กระทำตามคำพร่ำสอน ในปฐมยาม
หน้า 273 ข้อ 458
แห่งราตรีนั้น ก็รู้ปุพเพนิวาสญาณ ในมัชฌิมยาม แห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุให้หมดจด ในปัจฉิมยาม แห่งราตรี ก็ได้อาสวักขยญาณ ทำลายกองแห่งความ มืดได้ ครั้งนั้น ข้าพเจ้ามีปีติและสุขแผ่ไปทั่วกายอยู่ ในราตรีที่ครบ ๗ ข้าพเจ้าทำลายกองแห่งความมืด แล้ว จึงเหยียดเท้าออกได้. บรรดาบทเหล่านั้น ด้วยบทว่า ภิกฺขุนึ พระเถรีกล่าวหมายถึงพระ เขมาเถรี. บทว่า โพชฺฌงฺคฏฺงฺคิกํ มคฺคํ ได้แก่โพชฌงค์ ๗ และอริย- มรรคมีองค์ ๘. บทว่า อุตฺตมตฺถสฺส ปตฺติยา ได้แก่ เพื่อบรรลุพระอรหัต หรือนิพพานเท่านั้น. บทว่า ปีติสุเขน ได้แก่ ด้วยปีติและสุข เนื่องด้วยผลสมาบัติ. บทว่า กายํ ได้แก่ นามกายที่ประกอบกัน และรูปกายที่ไปตามนามกายนั้น. บทว่า ผริตฺวา ได้แก่ ถูกต้องหรือซึมซาบไป. บทว่า สตฺตมิยา ปาเท ปสาเรสึ ความว่า นับจากวันเริ่มวิปัสสนาไปในราตรีที่ ๗ ข้าพเจ้าจึงคลาย การนั่งขัดสมาธิเหยียดเท้าได้. ถามว่าทำลายกองแห่งความมืดได้อย่างไร. ตอบ ว่า ทำลายกองโมหะที่ยังไม่เคยทำลายด้วยดาบคืออรหัตมรรคญาณ. คำที่เหลือ มีนัยดังที่กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น. จบ อรรถกถาวิชยาเถรีคาถา จบ อรรถกถาฉักกนิบาต
หน้า 274 ข้อ 459
สัตตกนิบาต ๑. อุตตราเถรีคาถา [๔๕๙] พระปฏาจาราเถรี ให้โอวาทว่า มาณพทั้งหลายพากันถือสากตำข้าว ได้ทรัพย์มา เลี้ยงบุตรภรรยาท่านทั้งหลายจงพากเพียรในคำสั่งสอน ของพระพุทธเจ้า ที่ทำแล้วไม่เดือดร้อนในภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง จงเข้าไปตั้งจิตให้มีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นด้วยดีแล้ว พิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของแปรปรวน และโดยความเป็นของไม่ใช่ตน. ข้าพเจ้าฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรีนั้น แล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ในปฐมยาม แห่งราตรี ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติก่อนได้ ในมัชฌิมยาน แห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ในปัจฉิมยาม แห่งราตรี ก็ทำลายกองแห่งความมืด [อวิชชา] ได้ ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ จึงลุกขึ้นจากอาสนะในภายหลัง ข้าพเจ้าทำตามคำพร่ำสอนของแม่ท่านแล้ว ข้าพเจ้ามี วิชชา ๓ ไม่มีอาสวะห้อมล้อมแม่ท่านอยู่ ดุจทวยเทพ ชั้นดาวดึงส์ พากันห้อมล้อมท่าวสักกะผู้ชนะสงคราม ฉะนั้น. จบ อุตตราเถรีคาถา
หน้า 275 ข้อ 459
อรรถกถสัตตกนิบาต ๑. อรรถกถาอุตตราเถรีคาถา ในสัตตกนิบาต คาถาว่า มุสลานิ คเหตฺวาน ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระอุตตราเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สะสมกุศล ซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ได้บำเพ็ญกุศลมูล สร้างสมธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ มีธรรมเครื่องอบรมบ่มวิมุตติ แก่กล้า ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนของครอบครัวแห่งหนึ่ง ได้นามว่า อุตตรา รู้เดียงสาแล้วเข้าไปยังสำนักพระปฏาจาราเถรี. พระเถรี ได้กล่าว ธรรมแก่นาง นางฟังธรรมเกิดสังเวชในสังสารวัฏ เป็นผู้เลื่อมใสยิ่งในศาสนา ก็บวช ครั้นบวชแล้ว ทำกิจเบื้องต้นเสร็จ เริ่มวิปัสสนาในสำนักของพระ- ปฏาจาราเถรี ประกอบภาวนาอยู่เนือง ๆ คร่ำเคร่งวิปัสสนาอยู่ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะอินทรีย์แก่กล้า เหตุที่สมบูรณ์ ด้วยอุปนิสัย ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วพิจารณาการปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถา เหล่านี้เป็นอุทานว่า พระปฏาจาราเถรี ให้โอวาทว่า มาณพทั้งหลายพากันถือสากตำข้าวอยู่ ได้ทรัพย์ มาเลี้ยงดูบุตรภรรยา ท่านทั้งหลายก็จงพากเพียรในคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้า ที่ทำแล้วไม่ต้องเดือดร้อนใน ภายหลัง ท่านทั้งหลายจงรีบล้างเท้าแล้วนั่ง ณ ที่ควร ข้างหนึ่ง จงเข้าไปตั้งจิตไว้ให้มีอารมณ์เดียว ตั้งมั่น
หน้า 276 ข้อ 459
ด้วยดีแล้วพิจารณาสังขารทั้งหลาย โดยความเป็นของ แปรปรวน และโดยความเป็นของไม่ใช่ตน. พระอุตตราเถรีกล่าวว่า ข้าพเจ้าได้ฟังคำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรี นั้นแล้ว ล้างเท้าเข้าไปนั่ง ณ ที่ควรข้างหนึ่ง ใน ปฐมยามแห่งราตรี ข้าพเจ้าก็ระลึกชาติก่อนได้ ใน มัชฌิมยามแห่งราตรี ก็ชำระทิพยจักษุได้หมดจด ใน ปัจฉิมยามแห่งราตรี ก็ทำลายกองแห่งความมืด [อวิช- ชา] ได้ ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ จึงลุกจากอาสนะ ในภายหลัง ข้าพเจ้าทำตามคำพร่ำสอนของแม่ท่าน แล้ว ข้าพเจ้าเป็นผู้มีวิชชา ๓ ไม่มีอาสวะ ห้อมล้อม แม่ท่านอยู่ ดุจทวยเทพชั้นดาวดึงส์ พากันห้อมล้อม ท้าวสักกะผู้ชนะสงครามฉะนั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺตํ อุปฏฺเปตฺวาน ได้แก่ เข้าไป ตั้งจิต ประกอบด้วยภาวนาไว้ในกัมมัฏฐาน อย่างไร คือให้จิตมีอารมณ์เดียว ตั้งมั่นด้วยดี. บทว่า เอกคฺคํ สุสมาหิตํ ปจิจเวกิขถ ได้แก่ ท่านทั้งหลาย จงพิจารณาการปฏิบัติ อธิบายว่า ท่านทั้งหลายจงเห็นแจ้งลักษณะสามในสังขาร ว่าเป็นของไม่เที่ยงบ้าง ว่าเป็นทุกข์บ้าง ว่าเป็นอนัตตาบ้าง ก็คำนี้พระเถรีกล่าว คล้อยตามโอวาทของภิกษุณีเหล่าอื่น และพระเถรีเป็นต้นของตนในเวลาโอวาท. บทว่า ปฏาจารานุสาสนึ ได้แก่ คำพร่ำสอนของพระปฏาจาราเถรี. อีกอย่าง หนึ่งบาลีว่า ปฏาจาราย สาสนํ ดังนี้ก็มี ได้แก่คำสั่งสอนของพระปฏาจาราเถรี. บทว่า อถ วุฏฺาสึ ความว่า เพราะข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ จึงลุก จากอาสนะภายหลัง วันหนึ่งพระเถรีแม้รูปนี้ ชำระกัมมัฏฐานในสำนักของ
หน้า 277 ข้อ 460
พระปฏาจาราเถรีแล้ว เข้าไปสถานที่อยู่ของตนแล้วนั่งขัดสมาธิ ตกลงใจว่า ข้าพเจ้าจักไม่เลิกนั่งขัดสมาธินี้ ตราบเท่าที่จิตของข้าพเจ้ายังไม่หลุดพ้นจาก อาสวะทั้งหลาย เพราะความไม่ถือมั่นคร่ำเคร่งวิปัสสนาโดยลำดับ ก็บรรลุ พระอรหัตมีอภิญญาและปฎิสัมภิทาเป็นบริวารตามลำดับแห่งมรรค ครั้นปัจจ- เวกขณญาณ ๑๙ อย่างดำเนินไป ก็เกิดโสมนัสว่า บัดนี้เราทำกิจเสร็จแล้ว ก็ กล่าวอุทานคาถาเหล่านี้ เหยียดเท้าออกไปในเวลาอรุณขึ้น ต่อแต่นั้น ราตรี สว่าง ก็ไปยังสำนักของพระเถรี ได้กล่าวซ้ำคาถาเหล่านี้ ด้วยเหตุนั้น พระ- อุตตราเถรีจึงกล่าวคำเป็นต้นว่า กตา เต อนุสาสนี ข้าพเจ้าได้ทำตามคำ พร่ำสอนของท่านแล้ว. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาในหนหลังหมดแล้ว. จบอรรถกถาอุตตราเถรีคาถา ๒. จาลาเถรีคาถา [๔๖๐] พระจาลาเถรี กล่าวคาถาอุทานว่า ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้วเข้า ไปตั้งสติไว้มั่น รู้แจ้งตลอดสันตบท อันเป็นเครื่อง เข้าไประงับสังขาร เป็นสุข. มารผู้มีบาป ถามว่า แม่นางศีรษะโล้น ทำตัวเหมือนสมณะ แม่นาง บวชเจาะจงใครหนอ. แก่นางไม่ชอบใจลัทธิเดียรถีย์ ทำไมแม่นางจึงยังงมงายประพฤติลัทธินี้เล่า. พระจาลาเถรี ตอบว่า
หน้า 278 ข้อ 460
ผู้มีลัทธิเดียรถีย์ภายนอกจากพระศาสนานี้เข้าไป อาศัยแต่ทิฏฐิความเห็นทั้งหลาย ไม่รู้แจ้งธรรม ไม่ ฉลาดในธรรม ส่วนพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในตระกูล ศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระองค์ทรงแสดงธรรม อันก้าวล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์ และอริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางดำเนินไปให้ถึงความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำสั่งสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระ ศาสนา ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของ- พระพุทธเจ้าข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความ เพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความ มืดแล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดู ก่อนมารผู้กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว. จบจาลาเถรีคาถา ๒. อรรถกถาจาลาเถรีคาถา คาถาว่า สตึ อุปฏฺเปตฺวาน ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของ พระ- จาลาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมา ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สะสมกุศลซึ่งเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในครรภ์ของพราหมณีชื่อรูปสารี ในนาลกคามแคว้นมคธ ในวันตั้งชื่อ
หน้า 279 ข้อ 460
คนทั้งหลายได้ทั้งชื่อว่าจาลา จาลานั้นมีน้องสาว ชื่อว่า อุปจาลา อุปจาลานั้น มีน้องอีกคนหนึ่ง ชื่อว่า สีสูปจาลา ทั้ง ๓ คนนี้ เป็นน้องสาวของท่านพระ ธรรมเสนาบดี คำที่มาในเถรคาถา๑ว่า จาลา อุปจาลา สีสูปจาลา ก็หมาย ถึงชื่อหญิงทั้งสามคนนี้นี่เอง. ก็พี่น้องหญิงทั้ง ๓ คนเหล่านั้น ได้ทราบว่า ท่านพระธรรมเสนาบดี บวชแล้ว พากันคิดว่า ธรรมวินัยที่พี่ชายของเราบวช คงไม่ต่ำทรามแน่ บรรพชาก็คงไม่ต่ำทราม ก็เกิดอุตสาหะมีฉันทะแรงกล้าพากันละญาติและคนใกล้ เคียงซึ่งกำลังร้องไห้ น้ำตานองหน้า ออกบวชแล้ว ครั้นบวชแล้ว ก็พากเพียร พยายาม ไม่นานนักก็บรรลุพระอรหัต อยู่ด้วยพระนิพพานสุข และผลสุข. บรรดาภิกษุณีเหล่านั้น จาลาภิกษุณีเท่านั้น วันหนึ่งกลับ จากบิณฑบาต หลังจากฉันภัตตาหารแล้ว ก็เข้าไปยังป่าอันธวัน นั่งพักกลางวัน ครั้นนั้นมาร เข้าไปหา ประเล้าประโลมพระเถรีด้วยกามทั้งหลาย ที่ท่านหมายถึงกล่าวไว้ว่า๒ "ครั้งนั้น เวลาเช้าพระจาลาภิกษุณีนุ่งห่มแล้ว ถือบาตรและจีวรเข้าไป บิณฑบาตในกรุงสาวัตถี ครั้นเที่ยวบิณฑบาตในกรุงสาวัตถี อันเสร็จกลับจาก บิณฑบาตภายหลังภัตแล้ว ก็เข้าไปในป่าอันธวันเพื่อพักกลางวัน ครั้นถึงป่า อันธวัน ได้นั่งพักกลางวันที่โคนไม้ต้นหนึ่ง ลำดับนั้น มารผู้มีบาป เข้าไปหา พระจาลาภิกษุณี ครั้นเข้าไปหาแล้วจึงกล่าวกะพระจาลาภิกษุณี" ดังนี้. พระเถรีนั้น นั่งพักกลางวันอยู่ ณ ป่าอันธวัน มารเข้าไปหามุ่งหมาย จะตัดพระเถรี เสียจากการอยู่ประพฤติพรหมจรรย์ จึงได้ถามเป็นต้นว่า แม่ นางศีรษะโล้นบวชเจาะจงใครหนอ ลำดับนั้น พระจาลาภิกษุณี ประกาศ พระคุณของพระศาสดาและธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์แก่มารนั้น ให้มารรู้ถึง การที่คนล่วงวิสัยของมารได้แล้ว ด้วยการชี้แจงถึงการที่ตนได้ทำกิจเสร็จแล้ว ๑. ขุ. ๒๖/ข้อ ๑๗๙. ขทิรวนิยเถรคาถา ๒. สัง. ส. ๑๕/ข้อ ๕๓๗.
หน้า 280 ข้อ 460
มารได้ฟังคำนั้น เป็นทุกข์เสียใจอันตรธานไปในนั้นนั่นเอง. พระจาลาภิกษุณี นั้นเมื่อกล่าวคาถาที่ตนกับมารกล่าวแล้วเป็นอุทาน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี ผู้มีอินทรีย์อันอบรมแล้ว เข้าไปตั้งสติไว้มั่น รู้แจ้งตลอดสันตบท อันเป็นเครื่อง เข้าไประงับสังขาร เป็นสุข. มารผู้มีบาปถามว่า แม่นางศีรษะโล้น ทำตัวเหมือนเป็นสมณะ แม่นางบวชเจาะจงใครหนอ แม่นางไม่ชอบใจลัทธิ เดียรถีย์ ทำไมแม่นางจึงยังงมงายประพฤติลัทธินี้เล่า. พระจาลาเถรีตอบว่า ผู้ถือลัทธิเดียรถีย์ภายนอกจากพระศาสนานี้ เข้าไปอาศัยแต่ทิฏฐิความเห็นทั้งหลาย เดียรถีย์เหล่า นั้น ไม่รู้แจ้งธรรม ไม่ฉลาดในธรรม ส่วนพระพุทธเจ้า ผู้เลิศอุบัติในตระกูลศากยะ ไม่มีผู้ใดเปรียบปาน พระ- องค์ทรงแสดงธรรม อันก้าวล่วงเสียซึ่งทิฏฐิทั้งหลาย คือ ทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์และอริย- มรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทางดำเนินให้ถึง ความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า ข้าพเจ้าฟังคำสั่งสอน ของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ข้าพเจ้าได้ บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลิน ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดู ก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้ กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว.
หน้า 281 ข้อ 460
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตึ อุปฏฺเปตฺวาน ความว่า ทำสติ ให้ตั้งมั่นด้วยดี โดยการเจริญสติปัฏฐาน คือโดยความเป็นของไม่งามเป็นทุกข์ ไม่เที่ยงและเป็นอนัตตา ในกายเป็นต้น พระเถรีกล่าวหมายถึงตัวเองว่าภิกษุณี. บทว่า ภาวิตินฺทฺริยา ความว่า มีอินทรีย์ ๕ มีสัทธาเป็นต้นอันอบรมแล้ว ด้วยการเจริญอริยมรรค. บทว่า ปฏิวิชฺฌิ ปทํ สนฺตํ ความว่า แทง ตลอดคือทำให้แจ้งสันตบทคือนิพพาน ด้วยการทำให้แจ้งและแทงตลอด. บทว่า สงฺขารูปสนํ ได้แก่ เหตุแห่งความสงบสังขารทั้งปวง. บทว่า สุขํ คือ เป็นสุขล้วน. คาถาว่า กํ นุ อุทฺทิสฺส ความว่า คาถาที่มารกล่าวแล้ว. ในคาถานั้น มีความสังเขปดังต่อไปนี้ ในโลกนี้มีลัทธิและผู้แสดงลัทธิเหล่านั้นเป็นอันมาก คือเจ้าลัทธิมากด้วยกัน บรรดาเจ้าลัทธิเหล่านั้น แม่นางผู้มีศีรษะโล้น คือ โกนผมบวชเจาะจงใครหนอ มิใช่ศรีษะโล้นอย่างเดียวที่แท้ยังแสดงตัวเหมือน สมณะเพราะทรงผ้ากาสาวะอีกด้วย. บาทคาถาว่า น จ โรเจสิ ปาสณฺเฑ ความว่า ท่านไม่ชอบใจลัทธิเดียรถีย์นั้น ๆ อันเป็นกระจกของพวกดาบสและ ปริพาชกเป็นต้น โดยเป็นลัทธิอื่นเสีย. บาทคาถาว่า กิมิทํ จรสิ โมมุหา ความว่า แม่นางละทางนิพพานสายตรง อันเป็นวิธีของลัทธิเดียรถีย์ มาเดิน ทางผิดชั่วกาลในบัดนี้ งมงายประพฤติซมซานอันใด ลัทธินี้ชื่ออะไรเล่า. พระเถรีฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะขู่มารนั้นโดยมุข คือให้คำตอบจึงกล่าว ว่า อิโต พหิทฺธา เป็นต้น. ลัทธิมีอุปการะมากที่ชื่อกุฏีสกะเป็นต้น ภาย นอกศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านี้ ชื่อว่าลัทธิเดียรถีย์นอกศาสนานี้ ใน คำว่า อิโต พหิทฺธา นั้น. จริงอยู่พวกถือลัทธิเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมดัก บ่วงคือตัณหาความทะยานอยากและบ่วงคือทิฏฐิความเห็น แก่สัตว์ทั้งหลาย จึง ถูกเรียกว่า ปาสัณฑะ ลัทธิวางบ่วงดัก ด้วยเหตุนั้น พระจาลาเถรีจึงกล่าว
หน้า 282 ข้อ 461
ว่า ทิฏฺิโย อุปนิสฺสิตา ได้แก่ อาศัย สัสสตทิฏฐิ อธิบายว่า ถือ ทิฏฐิ อนึ่ง คนทั้งหลายอาศัยทิฏฐิความเห็นโดยส่วนใด ก็อาศัยพวกถือลัทธิ. เดียรถีย์โดยส่วนนั้น . บาทคาถาว่า น เต ธมฺมํ วิชานนฺติ ความว่า เดียรถีย์ เหล่าใดอาศัยสัสสตทิฏฐิ ย่อมไม่รู้แม้ปวัตติธรรมตามเป็นจริงว่า นี้เป็นปวัตติ. บาทคาถาว่า น เต ธมฺมสฺส โกวิทา ได้แก่ ไม่ฉลาดแม้ในนิวัตติธรรมว่า นิวัตติเป็นอย่างนี้ เดียรถีย์เหล่านั้นหลงงมงายแม้ในทางปวัตติธรรม ไยเล่าจะ ไม่หลงในนิวัตติธรรม. พระจาลาเถรีครั้นแสดงว่าลัทธิเดียรถีย์ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์อย่างนี้ แล้ว บัดนี้เพื่อวิสัชนาปัญหาว่า แม่นางศีรษะโล้นแม่นางบวชเจาะจงใครหนอ จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มีพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ. บรรดาคำ เหล่านั้น บาทคาถาว่า ทิฏฺีนํ สมติกฺกมํ ได้แก่ เป็นอุบายก้าวล่วงทิฏฐิทั้ง ปวง คือปลดเปลื้องเสียจากข่าย คือทิฏฐิ. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบ อรรถกถาจาลาเถรีคาถา ๓. อุปจาลาเถรีคาถา [๔๖๑] พระอุปจาลาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์อัน อบรมแล้ว รู้แจ้งตลอดสันตบท อันอุดมบุรุษเสพแล้ว. มารผู้มีบาปกล่าวว่า เหตุไฉน แม่นางจึงไม่ชอบใจความเกิด เพราะ ผู้เกิดมาแล้ว ย่อมบริโภคกามทั้งหลาย เชิญแม่นาง
หน้า 283 ข้อ 461
บริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้มี ความเดือดร้อนในภายหลังเลย. พระอุปาลาเถรีกล่าวว่า. ผู้เกิดมาแล้ว ก็ต้องตาย ถูกตัดมือเท้า ถูกฆ่า ถูกจองจำ ผู้เกิดมาแล้ว จำต้องประสบทุกข์. พระสัมพุทธเจ้า ผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ ผู้ทรงชนะแล้วมีอยู่ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรม อัน เป็นอุบายล่วงเสียซึ่งชาติ คือทุกข์ เหตุให้เกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์ อริยมรรคประกอบด้วยองค์ ๘ เป็นทาง ดำเนินให้ถึงความระงับทุกข์โปรดเรา ข้าพเจ้าฟังคำ สอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ข้าพเจ้า ได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลิน ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดแล้ว ดู ก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้ กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว. จบ อุปจาลาเถรีคาถา
หน้า 284 ข้อ 461
๓. อรรถกถาอุปจาลาเถรีคาถา คาถาว่า สตีมตี ดังนี้เป็นต้น เป็นคาถาของพระอุปจาลาเถรี. เรื่องของนางอุปจาลาเถรีนั้น ได้กล่าวไว้แล้วในเรื่องพระจาลาเถรี ก็พระอุปจาลาเถรีแม้นี้ บวชแล้วเหมือนพระจาลาเถรี เริ่มตั้งวิปัสสนา บรรลุ พระอรหัต เมื่อเปล่งอุทาน ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี มีสติ มีจักษุ มีอินทรีย์ อันอบรมแล้ว รู้แจ้งตลอดสันตบท อันอุดมบุรุษ เสพแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตีมตี ความว่า ถึงพร้อมด้วยสติ คือเป็นผู้ประกอบด้วยสติ รักษาตนไว้ได้เป็นอย่างยิ่ง อันเป็นส่วนเบื้องต้น ประกอบด้วยสติสูงสุด โดยถึงความไพบูลย์แห่งสติ เพราะเจริญอริยมรรคใน ภายหลัง. บทว่า จกฺขมตี ได้แก่ ประกอบด้วยปัญญาจักษุ คือประกอบอุทยัตถ- คามินีปัญญา อันชำเเรกกิเลสออกไปอย่างประเสริฐ ท่านอธิบายว่า ประกอบ ด้วยปัญญาจักษุเป็นอย่างยิ่ง โดยถึงความไพบูลย์แห่งปัญญา. บาทคาถาว่า อกาปุริสเสวิตํ ได้แก่ บุรุษผู้ไม่ต่ำ คืออุดมบุรุษ ได้แก่พระอริยะมี พระพุทธเจ้าเป็นต้นเสพแล้ว. มารประสงค์จะชักนำพระเถรีเข้าไปในกามทั้งหลาย จึงกล่าวคาถาว่า กึ นุ ชาตึ น โรเจสิ ดังนี้. ความจริงพระเถรีถูกมารถามว่า แม่ภิกษุณี แม่นางไม่ชอบใจอะไร ? จึงตอบว่า ท่านเอย เราไม่ชอบใจชาติความเกิดจริง ๆ ลำดับนั้น มารเมื่อแสดงว่าสัตว์ที่เกิดแล้วบริโภคกาม เพราะฉะนั้น จึงปรารถนา ชาติบ้าง บริโภคกามบ้าง ได้กล่าวคาถาว่า
หน้า 285 ข้อ 461
เหตุไฉน แม่นางจึงไม่ชอบใจความเกิด เพราะ ผู้เกิดมาแล้วย่อมบริโภคกามทั้งหลาย เชิญแม่นาง บริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด อย่าได้เป็นผู้มี ความเดือดร้อนในภายหลังเลย. คาถานั้น มีความว่า เหตุนั้นเป็นอย่างไรเล่า แม่อุปจาลา แม่นางไม่ ชอบใจ คือไม่พอใจความเกิดด้วยเหตุใด เหตุนั้นก็ไม่มี เพราะเหตุที่ผู้เกิด แล้ว ย่อมบริโภคกามทั้งหลาย คือผู้เกิดแล้วในโลกนี้ เมื่อซ่องเสพรูปเป็นต้น ที่ประกอบด้วยกามคุณ ย่อมชื่อว่าบริโภคกามสุข แต่กามสุขนั้นก็ย่อมไม่มีแก่ ผู้ไม่เกิดแล้ว ฉะนั้นเชิญแม่นางบริโภคความยินดีในกามทั้งหลายเถิด คือเชิญ ท่านเสวยความยินดีในการเล่นกับกามทั้งหลาย. บาทคาถาว่า มาหุ ปจฺฉานุ- ตาปินี ความว่า อย่าได้เป็นผู้มีความเดือดร้อนในภายหลังว่า เนื้อหนุ่มเรา หาได้เสวยกามสุขในเมื่อโภคสมบัติมีอยู่ไม่ดังนี้ อธิบายว่า ธรรมดาว่า ธรรม ทั้งหลายในโลกนี้มีประโยชน์ปรากฏไปจนถึงว่า ความต้องการและมีการบรรลุ ประโยชน์เป็นประโยชน์ ความต้องการมีกามสุขเป็นประโยชน์. พระเถรีฟังคำนั้นแล้ว ก็ประกาศว่า ชาติเป็นเครื่องหมายแห่งทุกข์ และว่าตนก้าวล่วงวิสัยของมารเสียแล้ว เมื่อขู่ จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ผู้เกิดนาแล้ว ก็ต้องตาย ถูกตัดมือเท้า ถูกฆ่า ถูก จองจำ ผู้เกิดมาแล้ว จำต้องประสบทุกข์. พระสัมพุทธเจ้าเสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ ผู้ ทรงชนะแล้วมีอยู่ พระองค์ได้ทรงแสดงธรรมอันเป็น อุบายล่วงเสียซึ่งชาติ คือทุกข์ เหตุไม่เกิดทุกข์ ความ ล่วงทุกข์ อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ เป็น
หน้า 286 ข้อ 461
ทางดำเนินให้ถึงความระงับทุกข์โปรดข้าพเจ้า ข้าพเจ้า ได้ฟังคำสอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา ข้าพเจ้าได้บรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสั่งสอนของพระ- พุทธเจ้าข้าพเจ้าได้ทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความ เพลิดเพลินในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความ มืดแล้ว ดูก่อนมารผู้มีใจบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้กระทำที่สุด ตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว. บรรดาคาถาเหล่านั้น บาทคาถาว่า ชาตสฺส มรณํ โหติ ความว่า เพราะเหตุที่ความตายย่อมมีแก่สัตว์ผู้เกิดมาแล้ว หามีแก่สัตว์ผู้ไม่เกิดไม่ มิใช่ แต่ความตายอย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ โรคทั้งหลายมีโรคชราเป็นต้นมีประมาณ เท่าใด โรคเหล่านั้นแม้ทั้งปวงซึ่งหาประโยชน์มิได้ มีชาติเป็นเหตุย่อมมีแก่ผู้ เกิดมาแล้ว ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า เพราะชาติเป็นปัจจัย จึง เกิดมี ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข์ โทมนัส และอุปายาส ด้วย เหตุนั้นแล พระอุปจาลาเถรีจึงกล่าวว่า หตฺถปาทาน เฉทนํ ได้แก่ การ ถูกตัดมือและเท้า ย่อมมีแก่ผู้เกิดแล้ว หามีแก่ผู้ไม่เกิดไม่ ก็ในข้อนี้พึงเห็นว่า ท่านแสดงแม้กรรมกรณ์ [การลงโทษ] ๓๒ อย่าง ไว้ด้วยการอ้างการถูกตัดมือ เท้าเป็นตัวอย่าง. สองบาทคาถาว่า วธพนฺธปริเกฺลสํ ชาโต ทุกฺขํ นิคจฺฉติ ความว่า การถูกฆ่ามีการพรากชีวิตและการชกด้วยหมัดเป็นต้น การจองจำมี การจองจำด้วยโซ่ตรวนเป็นต้น และกรรมกรณ์อย่างอื่นทุกอย่าง ชื่อว่าทุกข์ ผู้เกิดแล้วย่อมได้ประสบทุกข์นั้นทั้งหมด ผู้ไม่เกิดหาประสบไม่ เพราะฉะนั้น เราจึงไม่ชอบใจความเกิด. บัดนี้ พระอุปจาลาเถรี เมื่อแสดงส่วนเกินของกามทั้งหลาย และ ตนก้าวล่วงกามได้ตั้งแต่ชาติเป็นมูล จึงกล่าวคำเป็นต้นว่า มีพระสัมพุทธเจ้า
หน้า 287 ข้อ 462
ผู้เสด็จอุบัติในตระกูลศากยะ. ในบทเหล่านั้น บทว่า อปราชิโต ได้แก่ ผู้อันมารไร ๆ มีกิเลสมารเป็นต้นให้พ่ายแพ้ไม่ได้แล้ว [คือชนะ] แท้จริง พระศาสดาทรงเป็นพระสัพพาภิภู ผู้ทรงครอบงำโลกพร้อมทั้งเทวโลกไว้ได้ โดยแท้จริง เพราะฉะนั้น จึงเป็นผู้อันใครให้แพ้มิได้. คำที่เหลือง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยอันกล่าวมาแล้ว. จบ อรรถกถาอุปจาลาเถรีคาถา จบ อรรถกถาสัตตกนิบาต อัฏฐกนิบาต ๑. สีสูปจาลาเถรีคาถา [๔๖๒] พระสีสูปจาลาเถรี กล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณี สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมดี แล้วในอินทรีย์ทั้งหลาย บรรลุสันตบทที่ใคร ๆ ทำให้ เสียหายมิได้ มีโอชารส. มารผู้มีบาปกล่าวว่า แม่นางจงตั้งจิตปรารถนาไว้ในหมู่เทพชั้น ดาว- ดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี ชั้นปรนิม- มิตวสวัตดี ที่แม่นางเคยอยู่มาแล้วแต่ก่อนเถิด.
หน้า 288 ข้อ 462
พระสีสูปจาลาเถรีกล่าวว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้น นินมานรดี ชั้นปรนิมิตวสวัตดี พากันไปจากภพสู่ ภพ ทุก ๆ กาล นำหน้าอยู่แต่ในสักกายะ ล่วง สักกายะไปไม่ได้ ก็แล่นไปหาชาติและมรณะ โลก ทั้งปวงถูกไฟไหม้ลุกรุ่งโรจน์โชติช่วง โลกทั้งปวง หวั่นไหวแล้ว พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรม ที่ไม่ หวั่นไหว ชั่งไม่ได้ อันปุถุชนเสพไม่ได้โปรดข้าพเจ้า ใจของข้าพเจ้ายินดีนักในธรรมนั้น ข้าพเจ้าฟังคำสั่ง สอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลิน ในสิ่งทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิด ดูก่อนมารผู้ กระทำที่สุด ถึงตัวท่านข้าพเจ้าก็กำจัดได้แล้ว. จบ สีสูปจาลาเถรีคาถา จบ อัฏฐกนิบาต
หน้า 289 ข้อ 462
อรรถกถาอัฏฐกนิบาต ๑. อรรถกถาสีสูปจาลาเถรีคาถา ใน อัฏฐกนิบาต คาถาว่า ภิกฺขุนี สีลสมฺปนฺนา เป็นต้น เป็น คาถาของพระสีสูปจาลาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. เรื่องของพระสีสูปจาลาเถรีแม้นั้น กล่าวไว้แล้วในเรื่องของพระจาลา- เถรี ก็พระสีสูปจาลาเถรีแม้นี้ ทราบว่าท่านพระธรรมเสนาบดีบวชแล้ว ก็เกิด ความอุตสาหะขึ้นเอง บวชแล้ว ทำบุพกิจเสร็จ เข้าไปตั้งวิปัสสนาพาก เพียรพยายามอยู่ ไม่นานก็บรรลุพระอรหัต ครั้นบรรลุแล้ว อยู่ด้วยสุขใน ผลสมาบัติ วันหนึ่ง พิจารณาการปฏิบัติของตนเกิดโสมนัส ก็กล่าวคาถาเป็น อุทานว่า ข้าพเจ้าเป็นภิกษุณีผู้สมบูรณ์ด้วยศีล สำรวมดี ในอินทรีย์ทั้งหลาย ได้บรรลุสันตบท อันใคร ๆ ให้ เสียหายมิได้ มีโอชารส. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลสมฺปนฺนา ได้แก่ ประกอบบริบูรณ์ ด้วยศีลภิกษุณี ที่บริสุทธิ์. บาทคาถาว่า อินฺทฺริเยสุ สุสํวุตา ได้แก่ สำรวมดีแล้วในอินทรีย์ทั้งหลายมีใจเป็นที่ ๖ คือเป็นผู้ละราคะในอิฏฐารมณ์มี รูปเป็นต้น ละโทสะในอนิฏฐารมณ์และละโมหะในการเพ่งอารมณ์ที่ไม่สม่ำเสมอ ชื่อว่าปิดอินทรีย์ด้วยดีแล้ว. บาทคาถาว่า อเสจนกโมชวํ ได้แก่ อริย- มรรคหรือนิพพาน ซึ่งเป็นโอสถระงับโรคคือกิเลส แม้ทั้งหมด. ความจริง แม้อริยมรรคควรกล่าวว่าสันตบท เพราะผู้ต้องการนิพพานพึงปฏิบัติ และเพราะ ไม่มีความเร่าร้อนด้วยกิเลส มารประสงค์จะให้พระเถรีเคลื่อนจากสมาบัติโดย
หน้า 290 ข้อ 462
ส่งไปในกามาวจรสวรรค์ว่า แม่นางจงเกิดความรักใคร่ใยดีในกามาวจรสวรรค์ เถิด จึงกล่าวคาถานี้ว่า แม่นางจงตั้งจิตปรารถนาไว้ในหมู่เทวดาชั้น ดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้นนิมมานรดี และชั้น วสวัตดี ที่แม่นางเคยอยู่มาแล้วแต่ก่อนเถิด. สถานที่ ๆ ชน ๓๓ คนทำบุญร่วมกันเกิดแล้ว ชื่อว่าดาวดึงส์ ผู้ที่เกิดใน ชั้นดาวดึงส์นั้นแม้ทั้งหมด ชื่อเทพบุตรชันดาวดึงส์. แต่อาจารย์บางพวกกล่าว ว่า คำว่าดาวดึงส์เป็นเพียงชื่อของเทวดาเหล่านั้นเท่านั้น. ชื่อว่าชั้นยามาเพราะ เข้าถึงทิพยสุขพิเศษกว่าเทวโลกทั้งสอง. ชื่อว่าดุสิตเพราะยินดีร่าเริงอยู่ด้วย ทิพยสมบัติ ชื่อว่าชั้นนิมมานรดีเพราะเนรมิตโภคะทั้งหลายได้ตามชอบใจ ใน เวลาที่ต้องการจะยินดีเกินกว่าอารมณ์ที่จัดไว้ตามปกติ. ชื่อว่าปรนิมมิตวสวัตดี เพราะใช้อำนาจให้เป็นไปในโภคะทั้งหลาย ที่ผู้อื่นรู้ความชอบใจเนรมิตให้. บาทคาถาว่า ตตฺถ จิตฺตํ ปณิเธหิ ความว่า แม่นางจงตั้งจิตของแม่นาง คือ จงทำความใคร่เพื่อเกิดในหมู่เทวดามีชั้นดาวดึงส์เป็นต้นนั้น ท่านกล่าวเทวดา ชั้นดาวดึงส์เป็นต้นไว้ด้วยประสงค์ว่า โภคสมบัติของเทพชั้นจาตุมมหาราชิกา เลวกว่าเทวดาชั้นดาวดึงส์นอกนี้. บาทคาถาว่า ยตฺถ เต วุสิตํ ปุเร ได้แก่ ในหมู่เทวดาที่แม่นางเคยอยู่มาก่อน ได้ยินว่า พระสีสูปจาลาเถรีนี้ เกิดอยู่ใน เทวดาทั้งหลายก่อน ได้ชำระทางสวรรค์ชั้นกามาวจร ๕ ชั้นตั้งแต่ชั้นดาวดึงส์ ลงมาอยู่ชั้นต่ำอีก ตั้งอยู่ในชั้นดุสิต จุติจากชั้นนั้นแล้ว ไปบังเกิดในมนุษย์ใน ปัจจุบัน. พระเถรีได้ฟังคำนั้น แสดงความตนมีใจกลับออกไปจากกามและ จากโลกว่า มารเอย หยุดเกิด โลกกามาวจรที่ท่านว่า โลกอื่น ๆ ก็ถูกไฟคือ
หน้า 291 ข้อ 462
ราคะเป็นต้นไหม้ลุกโชนไปหมด จิตของวิญญูชน ย่อมไม่ยินดีในโลกนั้นเลย เมื่อขู่มารนั้น ได้กล่าวคาถาเหล่านั้นว่า เทวดาชั้นดาวดึงส์ ชั้นยามา ชั้นดุสิต ชั้น นิมมานรดี ชั้นวสวัตดี พากันไปจากภพเข้าสู่ภพทุก ๆ กาล นำหน้าอยู่แต่ในสักกายะ ล่วงสักกายะไปไม่ได้ ก็แล่นไปหาชาติและมรณะ โลกทั้งปวงลูกไฟไหม้ลุก รุ่งโรจน์โชติช่วง โลกทั้งปวงหวั่นไหวแล้ว พระพุทธ- เจ้าได้ทรงแสดงธรรมอันเป็นธรรมไม่หวั่นไหว ชั่ง ไม่ได้ เป็นธรรมอันปุถุชนเสพไม่ได้โปรดข้าพเจ้า ใจ ของข้าพเจ้ายินดีนักในธรรมนั้น ข้าพเจ้าได้ฟังคำสั่ง สอนของพระองค์แล้ว ยินดีอยู่ในพระศาสนา วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้า ก็ทำเสร็จแล้ว ข้าพเจ้ากำจัดความเพลิดเพลินในสิ่ง ทั้งปวงได้แล้ว ทำลายกองแห่งความมืดได้แล้ว ดูก่อน มารผู้มีบาป ท่านจงรู้อย่างนี้เถิดว่า ตัวท่านข้าพเจ้า ก็กำจัดได้แล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาลํ กาลํ ได้แก่ ตลอดกาลนั้น ๆ . บทว่า ภวาภวํ ได้แก่ จากภพสู่ภพ. สกฺกายสฺมึ ได้แก่ เบญจขันธ์ บทว่า ปุรกฺขตา แปลว่า ทำไว้ข้างหน้า ท่านอธิบายว่า มารเอย เทวดาชั้นดาวดึงส์ เป็นต้นที่ท่านกล่าวเมื่อไปจากภพสู่ภพก็ดำรงอยู่ในสักกายะของตนอันอากูลด้วย โทษหลายอย่างมีความไม่เที่ยงเป็นต้น เพราะฉะนั้น เทวดาจึงเอาสักกายะนำ หน้า ในกาลนั้น ๆ คือในเวลาเกิด ในเวลาท่ามกลาง ในเวลาที่สุด ดำรงอยู่ ในภพนั้น จากนั้นไปก็ไม่ล่วงพ้นสักกายะ ไม่มุ่งหน้าออกจากทุกข์ วิ่งไปตาม
หน้า 292 ข้อ 462
ฝั่งสักกายะเท่านั้น ชื่อว่าแล่นไปหาชาติและมรณะ เพราะถูกราคะเป็นต้นติด ตามแล้ว ย่อมแล่นไปหาชาติและมรณะอยู่ร่ำไป ย่อมไม่หลุดพ้นไปจากชาติ ความเกิดและมรณะความตายนั้นได้. บาทคาถาว่า สพฺโพ อาทีปิโต โลโก ความว่า มารเอย โลกชั้น กามาวจรที่ท่านว่า ที่เข้าใจกันว่าธาตุสาม อย่างเดียวเท่านั้นหามิได้ โลกแม้ทั้ง หมด ไหม้แล้วด้วยไฟ ๑๑ กอง มีไฟคือราคะเป็นต้น. ชื่อว่าลุกเพราะถูกไฟ ไหม้ลุกอยู่บ่อยๆ ชื่อว่าโพลง เพราะลุกโพลงเป็นอันเดียวกันชั่วนิรันดร์ ชื่อว่าหวั่นไหวเพราะหวั่นไหว คือเคลื่อนไปทางโน้นและทางนี้ด้วยตัณหาและ ด้วยกิเลสทุกอย่าง. พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า มีพระทัยอันพระมหากรุณาทรงตักเตือนแล้ว ได้ทรงแสดงโลกุตรธรรม ๙ อย่าง ต่างด้วยมรรคผลและนิพพาน ชื่อว่าเป็น ธรรมไม่หวั่นไหวเพราะใคร ๆ ไม่สามารถให้หวั่นไหวคือเคลื่อนไหวได้ในโลก ที่ถูกไฟไหม้ ลุกโพลงและหวั่นไหวแล้วอย่างนี้. ชื่อว่าชั่งไม่ได้ เพราะไม่มีผู้ เสมือนพระองค์ เหตุที่ใคร ๆ ไม่สามารถจะชั่งได้โดยพระคุณว่า ประมาณ เท่านี้. ชื่อว่าเป็นธรรมอันปุถุชนเสพไม่ได้ เพราะพระอริยะมีพระพุทธเจ้าเป็น ต้นเสพแล้ว เหตุดำเนินอยู่ในภาวนาเป็นอารมณ์คือได้ตรัสประกาศแล้วแก่โลก พร้อมทั้งเทวโลก. ใจของเรายินดียิ่งนักในอริยธรรมนั้น อธิบายว่าไม่กลับไป จากอริยธรรมนั้น คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบ อรถกถาสีสูปจาลาเถรีคาถา จบ อรรถกถาอัฏฐกนิบาต
หน้า 293 ข้อ 463
นวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตาเถรีคาถา [๔๖๓] พระวัฑฒมาตาเถรีกล่าวกะพระวัฑฒเถระผู้เป็นบุตรว่า พ่อวัฑฒะ ตัณหาความอยากในโลก อย่าได้มี แก่พ่อไม่ว่าในกาลไหน ๆ เลย พ่ออย่าเป็นภาคีมีส่วน แห่งทุกข์บ่อย ๆ เลยนะพ่อ. พ่อวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่มีตัณหา ตัด ความสงสัยได้ เป็นผู้เยือกเย็น ถึงความฝึกฝนไม่มี อาสวะ อยู่เป็นสุข. พ่อวัฑฒะพ่อจงพอกพูนมรรค ทางที่ท่านผู้แสวง คุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุทัศนะ เพื่อ ทำที่สุดทุกข์. พระวัฑฒเถระกล่าวว่า โยมมารดาบังเกิดเกล้า กล้ากล่าวความนี้แก่ลูก โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดาคง ไม่มีแน่ละ. พระเถรีกล่าวว่า พ่อวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้ง ต่ำ สูง กลาง ตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้น อณูหนึ่ง ก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย.
หน้า 294 ข้อ 463
แม่ผู้ไม่ประมาท เพ่งฌานอยู่ สิ้นอาสวะหมด แล้ว วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระศาสดา ก็กระทำเสร็จแล้ว. พระวัฑฒเถระกล่าวว่า โยมมารดา มอบปะฏักอันโอฬารแก่ลูกแล้วหนอ คือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์ เหมืนคาถาอนุ- เคราะห์. ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้าก็ถึง ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมอันเกษมปลอด โปร่งจากโยคะกิเลส. ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็ สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม. จบ วัฑฒมาตาเถรีคาถา จบ นวกนิบาต
หน้า 295 ข้อ 463
อรรถกถานวกนิบาต ๑. วัฑฒมาตุเถรีคาถา๑ ใน นวกนิบาต คาถาว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระวัฑฒมาตุเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆมีสัมภารธรรมเครื่อง ปรุงแต่งวิโมกข์ซึ่งรวบรวมมาตามลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือน สกุลในภารุกัจฉนคร เจริญวัยแล้วก็มีสามี คลอดบุตรคนหนึ่ง บุตรนั้นมีชื่อว่า วัฑฒะ นับตั้งแต่นั้น เขาก็เรียกนางว่าวัฑฒมาตา นางฟังธรรมในสำนัก ภิกษุณี ได้ศรัทธา ก็มอบบุตรแก่พวกญาติ แล้วก็อยู่อาศัยสำนักภิกษุณี เรื่องมาในบาลีเท่านั้น ส่วนพระวัฑฒเถระบุตรของตน ที่รีบร้อนเข้ามาเยี่ยม ตนในสำนักภิกษุณีแต่ลำพัง พระเถรีนี้ก็ตักเตือนว่า เหตุไรเจ้าจึงรีบร้อนมา ในที่นี้แต่ลำพัง เมื่อจะสั่งสอนจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า พ่อวัฑฒะ ตัณหาความอยาก อย่าได้มีแก่พ่อ ไม่ว่าในกาลไหนๆ เลย ลูกเอ๋ย พ่ออย่าได้เป็นภาคีมี ส่วนแห่งทุกข์บ่อยๆ เลยนะพ่อ. พ่อวัฑฒะ พระมุนีทั้งหลาย ไม่มีตัณหาตัดความ สงสัยได้ เป็นผู้เยือกเย็น ถึงความฝึกฝน ไม่มีอาสวะ อยู่เป็นสุข. ๑. บาลีเป็น วัฑฒมาตาเถรี
หน้า 296 ข้อ 463
พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูนมรรค ทางที่ท่านผู้แสวง คุณเหล่านั้นประพฤติกันมาแล้วเพื่อบรรลุทัศนะ เพื่อ ทำที่สุดทุกข์. บรรดาบทเหล่านั้น ในคำว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ วนโถ อหุ กุทาจนํ คำว่า สุ เป็นเพียงนิบาต. ลูกวัฑฒะ ตัณหา ความอยาก ในสัตว์โลก และสังขารโลก แม้ทั้งหมด อย่าได้มี อย่าได้เป็นแก่ ลูก แม้ในกาลไร ๆ เลย ในข้อนั้น พระเถรีกล่าวเหตุว่า ลูกเอ๋ย พ่ออย่ามี ส่วนแห่งทุกข์มีการเกิดไป ๆ มาๆ เป็นต้นบ่อยๆ คือเมื่อยังตัดตัณหา ความ อยาก ไม่ขาด ก็อย่าเป็นภาคีมีส่วนแห่งทุกข์ มีการเกิดไป ๆ มา ๆ เป็นต้น บ่อย ๆ ซึ่งมีตัณหานั้นเป็นนิมิต พระเถรีครั้นแสดงโทษในการตัดกิเลสไม่ได้ อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อจะแสดงอานิสงส์ในการตัดกิเลสได้ จึงกล่าวว่า สุขํ หิ วฑฺฒ เป็นต้น คำนั้นมีความว่า ลูกวัฑฒะ ท่านที่ชื่อว่ามุนี เพราะ เป็นผู้ประกอบด้วยโมเนยยธรรม ชื่อว่า อเนชา เพราะไม่มีตัณหาที่ชื่อว่าเอชา ชื่อว่า ตัดความสงสัยได้ เพราะละความสงสัยได้ด้วยโสดาปัตติมรรค ชื่อว่า เยือกเย็น เพราะไม่มีความเร่าร้อนด้วยกิเลสทั้งปวง ชื่อว่าถึงความฝึกฝน เพราะบรรลุความฝึกฝนอันยอดเยี่ยมไม่มีอาสวะ คือสิ้นอาสวะแล้ว ย่อมอยู่ เป็นสุข บัดนี้ ทุกข์ทางใจของท่านเหล่านั้นไม่มี ต่อไปทุกข์แม้ทุกอย่างก็จัก ไม่มีกันเลย. เพราะเหตุที่เป็นอย่างนี้แหละ ฉะนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า เตหา- นุจิณฺณํ อิสีหิ ฯลฯ อนุพฺรูหย ความว่า พ่อวัฑฒะ พ่อจงพอกพูน พึงจำเริญมรรค คือสมถวิปัสสนา ที่พระขีณาสพ ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่เหล่า นั้น ประพฤติตามๆ กัน คือปฏิบัติกันมาแล้ว เพื่อบรรลุ ญาณทัศนะ เพื่อ ทำที่สุดทุกข์ในวัฏฏะ แม้ทั้งหมด.
หน้า 297 ข้อ 463
พระวัฑฒเถระฟังคำมารดานั้น แล้วคิดว่า โยมมารดาของเรา คงตั้ง อยู่ในพระอรหัตแน่แล้ว เมื่อจะประกาศความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาว่า โยมมารดาบังเกิดเกล้ากล้ากล่าวความนี้แก่ลูก โยมมารดา ลูกเข้าใจว่า ตัณหาของโยนมารดาคง ไม่มีแน่ละ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสารทา ว ภณสิ เอตมตฺถํ ชเนตฺติ เม ความว่า ท่านโยมมารดาบังเกิดเกล้ากล่าวความนี้ คือโอวาทนี้ว่า ลูกวัฑฒะ ตัณหา ความอยาก ในโลก อย่าได้มีแก่ลูก ไม่ว่าในกาลไหน ๆ เลย ดังนี้ โยมมารดาเป็นผู้ปราศจากความขลาดกลัว ไม่ติดไม่ข้องในอารมณ์ไหน ๆ กล่าว แก่ลูก ท่านโยมมารดา เพราะฉะนั้น ลูกจึงเข้าใจว่า ตัณหาของโยมมารดา คงไม่มีแน่ละ อธิบายว่า ท่านโยมมารดา คือท่านโยมมารดาของลูก ลูก เข้าใจว่า ตัณหาแม้เพียงความรักระหว่างครอบครัวของโยมมารดา คงไม่มีใน ตัวลูก อธิบายว่า ตัณหาที่ยึดถือว่าของเราไม่มี. พระเถรีฟังคำบุตรนั้นแล้ว กล่าวว่ากิเลสแม้เพียงเล็กน้อย ไม่มีใน อารมณ์ไหนๆ ของแม่เลย ดังนี้ เมื่อจะประกาศความที่ตนทำกิจเสร็จแล้ว จึงกล่าว ๒ คาถา ดังนี้ว่า พ่อวัฑฒะ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่ง มีทั้ง ต่ำ สูง กลาง ตัณหาของแม่ในสังขารเหล่านั้น อณูหนึ่ง ก็ดี ขนาดอณูหนึ่งก็ดี ไม่มีเลย. แม่ผู้ไม่ประมาท เพ่งฌานอยู่ สิ้นอาสวะหมด แล้ว วิชชา ๓ ก็บรรลุแล้ว คำสอนของพระศาสดา ก็กระทำเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เย เกจิ เป็นคำกล่าวความไม่มีกำหนด. บทว่า สงฺขารา ได้แก่สังขตธรรม. บทว่า หีนา ได้แก่ ต่ำ น่ารังเกียจ.
หน้า 298 ข้อ 463
บทว่า อุกฺกุฏฺมชฺณิมา ได้แก่ ประณีตและปานกลาง บรรดาสังขาร ๓ นั้น สังขารที่ชรามรณะปรุงแต่ง ชื่อว่า ชั้นกลาง อีกนัยหนึ่ง สังขารที่ ฉันทะเป็นต้นอย่างเลวทำให้เกิด ชื่อว่า ชั้นต่ำ. ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างกลางทำ ให้เกิด ชื่อว่า ชั้นกลาง, ที่ฉันทะเป็นต้นอย่างประณีตทำให้เกิด ชื่อว่า ชั้นสูง. อีกนัยหนึ่ง อกุศลธรรม ชื่อว่า ชั้นต่ำ, โลกุตรธรรม ชื่อว่า ชั้นสูง, นอกนี้ ชื่อว่า ชั้นกลาง. บทว่า อณูปิ อณุมตฺโตปิ ความว่า มิใช่แต่ตัณหาในตัวลูก อย่างเดียวเท่านั้น ที่แท้ สังขารทุกอย่าง ต่างโดยชั้นต่ำเป็นตัณหาของแม่ใน สังขารเหล่านั้นทั้งหมด อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณูหนึ่งก็ดี เล็กอย่างยิ่งก็ดี ไม่มีเลย. พระเถรีกล่าวเหตุในข้อนั้นว่า แม่ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ ก็สิ้น อาสวะหมดทุกอย่าง. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมตฺตสฺส ฌายโต ได้แก่ ผู้ไม่ประมาทเพ่งฌานอยู่ คำนี้ท่านกล่าวไว้เป็นลิงควิปัลลาส ในคำนั้น ประกอบความว่า เพราะเหตุที่วิชชา ๓ แม่บรรลุแล้ว ฉะนั้น คำสอนของ พระพุทธเจ้าจึงชื่อว่า แม่ทำเสร็จแล้ว เพราะเหตุที่แม่ไม่ประมาทเพ่งฌาน ฉะนั้น อาสวะของแม่จึงหมดสิ้นไป ตัณหาของแม่อณูหนึ่งก็ดี ขนาดเท่าอณู หนึ่งก็ดี จึงไม่มีเลย. พระเถระกระทำโอวาทที่พระเถรีกล่าวแล้วให้เป็นดังขอช้าง [คอยสับ ตน] เกิดความสลดใจ ก็ไปพระวิหารนั่งในที่พักกลางวัน เจริญวิปัสสนาแล้ว ก็บรรลุพระอรหัต พิจารณาถึงการปฏิบัติของตน เกิดโสมนัส ก็ไปยังสำนักของ โยมมารดา เมื่อจะพยากรณ์พระอรหัตจึงกล่าว ๓ คาถา ดังนี้ว่า โยมมารดา มอบปฏักอันโอฬารแก่ลูกแล้วหนอ คือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์ เหมือนคาถาอนุ- เคราะห์.
หน้า 299 ข้อ 463
ลูกฟังคำสอนของโยมมารดาบังเกิดเกล้า ก็ถึง ความสลดใจในธรรม เพื่อบรรลุธรรมเกษมปลอดโปร่ง จากโยคะกิเลส. ลูกนั้น มีจิตเด็ดเดี่ยวด้วยความเพียร ไม่เกียจ- คร้านทั้งกลางคืนกลางวัน อันโยมมารดาเตือนแล้ว ก็ สงบ สัมผัสสันติอันยอดเยี่ยม. ครั้งนั้น พระเถรีครั้นทำถ้อยคำของตนให้เป็นประดุจขอช้าง [สับ บุตรของตน] แล้ว มีจิตอันการบรรลุพระอรหัตของบุตรให้ยินดีแล้ว ก็กล่าว ซ้ำคาถาที่บุตรนั้นกล่าวแล้วด้วยตนเอง คาถาแม้เหล่านั้นจึงกลายเป็นเถรีคาถา ด้วยประการอย่างนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุฬารํ ได้แก่ ไพบูลย์คือใหญ่ บทว่า ปโตทํ ได้แก่ปฏักคือโอวาท. บทว่า สมวสฺสริ ประกอบความว่า ให้เป็น ไปโดยชอบแล้วหนอ ถ้าจะถามว่าปฏักนั้นคืออะไร เพราะฉะนั้น พระเถระ จึงกล่าวว่าคือคาถาที่ประกอบด้วยปรมัตถ์. พระเถระกล่าวหมายถึงว่า มา สุ เต วฑฺฒ โลกมฺหิ เป็นต้น. บทว่า ยถาปิ อนุกมฺปิกา ความว่า โยม มารดาของลูก ประกาศปฏัก คือท่อนไม้คอยไล่ต้อนอันโอฬาร กล่าวคือ คาถาชี้แจงถึงความเป็นไปและถอยกลับ ซึ่งปลุกใจด้วยกำลังญาณแก่ลูก เหมือน คาถาที่อนุเคราะห์แม้อย่างอื่น ฉะนั้น. บทว่า ธมฺมสํเวคมาปาทึ ได้แก่ ถึงความกลัว ความสลดใจ อย่าง ยิ่งใหญ่ เพราะนำมาซึ่งภัยด้วยญาณ. บทว่า ปธานปหิตตฺโต ได้แก่มีจิตมุ่งมั่นพระนิพพาน ด้วยการ ประกอบสัมมัปปธาน ๔. อย่าง. บทว่า อผุสึ สนฺตึมุตฺตมํ ความว่า สัมผัส คือบรรลุสันติอันยอดเยี่ยม คือพระนิพพาน. จบ อรรถกถาวัฑฒมาตุเถรีคาถา จบ อรรถกถานวกนิบาต
หน้า 300 ข้อ 464
เอกาทสกนิบาต ๑. กิสาโคตมีเถรีคาถา [๔๖๔] พระกิสาโคตมีเถรีกล่าวว่า เฉพาะโลก พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี กัลยาณมิตร คนเมื่อคบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาล ก็พึง เป็นบัณฑิตได้บ้าง. ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี คนคบสัตบุรุษ ปัญญา ย่อมเจริญได้เหมือนกัน คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก ทุกข์ได้ทุกอย่าง. บุคคลพึงรู้จักอริยสัจ แม้ทั้ง ๔ คือ ทุกข์ ทุกข- สมุทัย ทุกขนิโรธ และมรรคมีองค์ ๘. ยักษิณีตนหนึ่งกล่าวตำหนิความเป็นหญิงไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึกตรัสว่า ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ แม้การเป็นหญิงร่วมสามีก็ เป็นทุกข์ หญิงบางพวกย่อมคลอดครั้งเดียว บางพวก ก็เชือดคอตนเอง บางพวกที่เป็นสุขุมาลชาติละเอียด อ่อน ทนทุกข์ไม่ได้กินยาพิษ สัตว์ในครรภ์และ หญิงผู้มีครรภ์ ย่อมประสบความพินาศย่อยยับทั้งสอง คน พระปฏาจาราเถรีเล่าว่า
หน้า 301 ข้อ 464
ข้าพเจ้าครรภ์แก่ใกล้คลอด เดินทางไปยังไม่ทัน ถึงเรือนตน ก็คลอดบุตรที่ระหว่างทาง พบสามีตาย บุตรทั้งสองก็ตาย สามีก็ตายเสียที่ทางเปลี่ยว ข้าพเจ้า กลายเป็นคนยากไร้ มารดาบิดาและพี่ชาย ถูกเผาบน เชิงตะกอนเดียวกัน เมื่อตระกูลเสื่อมตกเป็นคนยากไร้ ข้าพเจ้าต้องเสวยทุกข์หาประมาณมิได้ น้ำตาของ ข้าพเจ้าไหลตลอดมาหลายพันชาติ. ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางสุสาน แม้เนื้อบุตรก็ต้องกิน ข้าพเจ้ามีตระกูลเสื่อมแล้ว สามีตายแล้ว [เป็นหม้าย] คนทั้งปวงติเตียนแล้วก็ได้บรรลุอมตธรรม. อริยมรรคมีองค์ ๘ อันให้ถึงอมตธรรมข้าพเจ้า ก็อบรมแล้ว แม้พระนิพพานก็กระทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้พบกระจกธรรมแล้ว. ข้าพเจ้าตัดความโศกศัลย์ได้แล้ว ปลงภาระแล้ว กระทำกรณียะเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าชื่อกีสาโคตมีเถรี ผู้ มีจิตหลุดพ้นแล้วกล่าวคำนี้ไว้. จบ กีสาโคตมีเถรีคาถา จบ เอกาทสนิบาต
หน้า 302 ข้อ 464
อรรถกถาเอกาทสกนิบาต ๑. อรรถกถากิสาโคตมีเถรีคาถา ใน เอกาทสนิบาต คาถาว่า กลฺยาณมิตฺตตา เป็นต้น เป็น คาถาของ พระกีสาโคตมีเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. ได้ยินว่า พระเถรีรูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุ- มุตตระ ก็บังเกิดในเรือนสกุลกรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งฟังธรรม ในสำนักพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน ก็สร้างสมกุศลให้ยิ่งๆ ขึ้นไป ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ถึงแสนกัป ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิด ในสกุลเข็ญใจ กรุงสาวัตถี ชื่อของนางว่า โคตมี แต่เพราะตัวผอม เขาจึง เรียกว่า กีสาโคตมี นางไปมีสามี บิดามารดาและญาติดูหมิ่นว่า เป็นลูกสาว ของสกุลเข็ญใจ นางคลอดลูกชายออกมาคนหนึ่ง เพราะได้ลูกชาย บิดามารดา และญาติก็ทำสัมมานะยกย่องนาง แต่ลูกชายนางก็ตายเสียขณะที่วิ่งเล่นได้ ด้วย เหตุนั้น นางจึงเกิดบ้าเพราะความเศร้าโศก. นางคิดว่า เมื่อก่อนเราถูกดูหมิ่น นับตั้งแต่ลูกชายเราเกิดก็ได้รับ ยกย่อง คนเหล่านี้พยายามจะทิ้งลูกชายเราไว้ข้างนอก จึงอุ้มร่างลูกชายที่ตายแล้ว ไป โดยความบ้าเพราะความเศร้าโศก ตระเวนไปในนคร ตามลำดับประตู เรือนโดยกล่าวขอร้องว่า ขอท่านโปรดให้ยาแก่ลูกชายของข้าด้วยเถิด ผู้คน ทั้งหลายบริภาษด่าว่า จะเอายาแก้ตายมาแต่ไหน นางก็ไม่เชื่อคำของคนเหล่า นั้น ครั้งนั้น ชายบัณฑิตผู้หนึ่งคิดว่า หญิงคนนี้จิตฟุ้งซ่านเป็นบ้าเพราะ
หน้า 303 ข้อ 464
โศกเศร้าถึงลูกชาย พระทศพลเท่านั้นคงจักทรงรู้จักยาสำหรับหญิงคนนี้ จึง กล่าวว่า แม่คุณ ไปเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วทูลถามถึงยาสำหรับลูกชายของ แม่นางสิ นางไปพระวิหาร เวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ทูลถามว่า ข้าแต่ พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทรงประทานยาสำหรับ ลูกชายของข้าพระองค์ด้วย เถิด พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยของนาง จึงตรัสว่า ไปสิ เข้าพระนคร เรือนหลังใดไม่เคยมีคนตาย จงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนหลังนั้นมา. นางรับ พระพุทธดำรัสว่า ดีละพระเจ้าข้า ดีใจก็เข้าพระนครไปในเรือนหลังแรก พูด ว่า พระศาสดาโปรดให้ข้านำเมล็ดผักกาดไป เพื่อทำยาสำหรับลูกชายของข้า ถ้าในเรือนหลังนี้ ไม่เคยมีใคร ๆ ตาย โปรดให้เมล็ดผักกาดแก่ข้าด้วยเถิด คนในเรือนหลังนั้นกล่าวว่า ใครเล่าจะสามารถนับคนที่ตายไปแล้ว ในเรือน หลังนี้ได้. นางไปเรือนหลังที่สอง-สาม ด้วยพุทธานุภาพ ก็หายบ้า อยู่ใน ปกติจิตจึงคิดว่า จะประโยชน์อะไรด้วยเมล็ดผักกาดนั้น พอกันที สำหรับ เมล็ดผักกาดในที่นี้ นางคิดว่า ธรรมเนียมนี้นี่แหละ คงจักมีทั่วพระนคร ความจริงนี้คงจักเป็นข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงอนุเคราะห์ด้วยหวังดี ทรง เห็นแล้ว ก็ได้ความสลดใจ จากที่นั้น ก็ออกไปข้างนอก ทิ้งลูกชายที่ป่าช้า ผีดิบกล่าวคาถานี้ว่า ธรรมคืออนิจจตา ความไม่เที่ยง มิใช่เป็นธรรม ของชาวบ้าน มิใช่ของชาวนิคมและมิใช่ของตระกูล หนึ่ง หากแต่เป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมดรวมทั้ง เทวโลกด้วย. ก็แลนางครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว ก็ไปเฝ้าพระศาสดา พระศาสดาตรัส ถามนางว่า โคตมี เจ้าได้เมล็ดผักกาดมาแล้วหรือ. นางกราบทูลว่า ข้าแต่ พระองค์ผู้เจริญ กิจกรรมเมล็ดผักกาดเสร็จแล้ว พระเจ้าข้า ขอทรงโปรดเป็น ที่พึ่งของข้าพระองค์ด้วยเถิด ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสคาถาแก่นางว่า
หน้า 304 ข้อ 464
มฤตยู ย่อมพานรชน ผู้มัวเมาในบุตรและสัตว์ เลี้ยง มีใจฟุ้งซ่านไป เหมือนกระแสน้ำหลากขนาด ใหญ่ พัดพาชาวบ้านที่มัวหลับใหลไปฉะนั้น. จบคาถา นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ตามอาการที่ยืนอยู่ ทูลขอ บรรพชากะพระศาสดา พระศาสดาทรงอนุญาตให้บรรพชาในสำนักของภิกษุณี นางถวายบังคมพระศาสดา ทำประทักษิณเวียนขวา ๓ รอบ แล้วไปสำนัก ภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทแล้ว ไม่นานนัก ทำโยนิโสมนสิการเจริญวิปัสสนา ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสพระคาถาประกอบด้วยโอภาสแก่นางดังนี้ว่า ผู้เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่วันเดียว ยังประเสริฐ ว่าผู้ไม่เห็นอมตบท มีชีวิตอยู่ถึง ๑๐๐ ปี. จบพระคาถา นางก็บรรลุพระอรหัต ในการใช้สอยบริขาร ก็อุกฤษฏ์อย่างยิ่ง ครองแต่จีวรที่ประกอบด้วยความปอน ๓ อย่าง. ครั้งนั้น พระศาสดาประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กำลังทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้ง หลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับก็ทรงสถาปนาพระเถรีไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอน. พระเถรีนั้นพิจารณาการ ปฏิบัติของตน คิดว่า เราอาศัยพระศาสดาจึงให้คุณวิเศษนี้ ได้กล่าวคาถา เหล่านั้นโดยมุข คือการสรรเสริญกัลยาณมิตรว่า เฉพาะโลก พระมุนีทรงสรรเสริญความเป็นผู้มี กัลยาณมิตร คนเมื่อคบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลก็พึง เป็นบัณฑิตได้บ้าง. ควรคบแต่สัตบุรุษคนดี คนคบสัตบุรุษ ปัญญา ย่อมเจริญได้เหมือนกัน คนคบสัตบุรุษจะพึงพ้นจาก ทุกข์ได้ทุกอย่าง.
หน้า 305 ข้อ 464
บุคคลพึงรู้จักอริยสัจแม้ทั้ง ๔ คือทุกข์ ทุกข- สมุทัย ทุกขนิโรธ และมรรคมีองค์ ๘. ยักษิณีตนหนึ่งกล่าวตำหนิความเป็นหญิงไว้ว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควรฝึก ตรัส ว่า ความเป็นหญิงเป็นทุกข์ แม้การเป็นหญิงร่วมสามี ก็เป็นทุกข์ หญิงบางพวก ย่อมคลอดครั้งเดียว บาง พวกก็เชือดคอตนเอง บางพวกที่เป็นสุขุมาลชาติ ทน ทุกข์ไม่ได้ก็กินยาพิษ สัตว์ในครรภ์และหญิงผู้มีครรภ์ ย่อมประสบความพินาศก็ย่อยยับทั้งสองคน. พระปฏาจาราเถรีเล่าว่า ข้าพเจ้าครรภ์แก่ใกล้คลอด เดินทางไปยังไม่ทัน ถึงเรือนตน ก็คลอดบุตรระหว่างทาง พบสามีตาย บุตรทั้งสองก็ตาย สามีก็ตายเสียที่หนทางเปลี่ยว ข้าพเจ้ากลายเป็นคนยากไร้ มารดาบิดาและพี่ชายถูก เผาบนเชิงตะกอนเดียวกัน เมื่อตระกูลเสื่อมตกเป็น คนยากไร้ ข้าพเจ้าต้องเสวยทุกข์หาประมาณมิได้ น้ำตาของข้าพเจ้าไหลตลอดมาหลายพันชาติ. ข้าพเจ้าอยู่ท่ามกลางสุสาน แม้เนื้อบุตรก็ต้องกิน ข้าพเจ้ามีตระกูลเสื่อมแล้ว สามีตายแล้ว คนทั้งปวง ติเตียนแล้ว ก็ได้บรรลุอมตธรรม. อริยมรรคมีองค์ ๘ อันให้ถึงอมตธรรม ข้าพเจ้า ก็อบรมแล้ว แม้พระนิพพานก็กระทำให้แจ้งแล้ว ข้าพเจ้าได้พบกระจกธรรมแล้ว.
หน้า 306 ข้อ 464
ข้าพเจ้าตัดความโศกศัลย์ได้แล้ว ปลงภาระแล้ว กระทำกรณียะเสร็จแล้ว ข้าพเจ้าชื่อกีสาโคตมีเถรี ผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว กล่าวคำนี้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กลฺยาณมิตฺตตา ความว่า ชื่อว่า กัลยาณมิตร เพราะมีมิตรงาม เจริญ ดี ผู้สมบูรณ์ด้วยความมีศีลเป็นต้น กำลังมีทุกข์ ถูกกำจัดประโยชน์เกื้อกูลอันใด บุคคลใดเป็นมิตรมีอุปการะช่วย เขาโดยอาการทุกอย่าง อย่างนั้น บุคคลนั้น ชื่อว่า กัลยาณมิตร ความเป็น แห่งกัลยาณมิตรนั้น ชื่อว่ากัลยาณมิตตตา คือความเป็นผู้มีกัลยาณมิตร มิตรดี. บทว่า มุนินา ได้แก่ พระศาสดา. บทว่า อุทฺทิสฺส วณฺณิตา ได้แก่ เฉพาะสัตว์โลก ว่า บุคคลควรดำเนินตามกัลยาณมิตร ทรงสรรเสริญไว้โดยนัย เป็นต้นว่า "ดูก่อนอานนท์ ความมีมิตรดี ความมีสหายดี ความมีเพื่อนดี เป็น ตัวพรหมจรรย์ทั้งหมดเลย ข้อที่ภิกษุจักเป็นผู้มีศีล สำรวมในปาติโมกขสังวร อยู่ ก็พึงหวังได้ สำหรับเมฆิยภิกษุ ผู้มีมิตรดี ผู้มีสหายคี ผู้มีเพื่อนดี" ดังนี้. คำว่า กลฺยาณมิตฺเต ภชมาโน เป็นต้น เป็นคำแสดงอานิสงส์ ของความเป็นผู้มีมิตรดี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ พาโล ปณฺฑิโต อสฺส ความว่า บุคคลผู้คบกัลยาณมิตร แม้เป็นพาลมาก่อน เพราะเว้นข้อที่ คับฟังเป็นต้น ก็พึงเป็นบัณฑิตได้บ้าง เพราะสดับฟังข้อที่ยังไม่ได้สดับฟัง เป็นต้น. บทว่า ภซิตพฺพา สปฺปุริสา ความว่า เพราะเหตุที่บุคคลแม้เป็น พาลก็เป็นบัณฑิตได้ สัตบุรุษทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น บุคคลก็พึงซ่อง เสพด้วยการเข้าไปหาตามเวลาสมควรเป็นอาทิ. บทว่า ปญฺา ตถา ปวฑฺฒติ ภชนฺตานํ ประกอบความว่า สำหรับบุคคลผู้คบกัลยาณมิตร ปัญญาย่อมเจริญ
หน้า 307 ข้อ 464
เพิ่มพูน บริบูรณ์ เหมือนอย่างบรรดาบุคคลเหล่านั้น บุคคลผู้ใดผู้หนึ่ง เมื่อ คบสัตบุรุษ จะพึงพ้นจากทุกข์มีชาติเป็นต้นได้หมดฉะนั้น. พระเถรี เมื่อแสดงวิธีพ้นทุกข์ ด้วยวิธีคบกัลยาณมิตร จึงกล่าวคำว่า ทุกฺขณฺเจว วิชาเนยฺย เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตฺตาริ อริยสจฺจานิ ประกอบความว่า พึงรู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ เหล่านี้ คือ ทุกข์ ทุกขสมุทัย นิโรธ และมรรคมีองค์ ๘. สองคาถาว่า ทุกฺโข อิตฺถิภาโว เป็นต้น ยักษิณีตนหนึ่งเมื่อ ติเตียนความเป็นหญิงกล่าวไว้. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺโข อิตฺถิภาโว อกฺขาโต ความว่า ความเป็นหญิง พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ทรงฝึกคนที่ควร ฝึกตรัสว่าเป็นทุกข์ เพราะโทษทั้งหลายมีเป็นต้นอย่างนี้ว่า ความอ่อนแอ การ ตั้งท้อง ความเป็นอยู่ที่ต้องอาศัยคนอื่นทุกเวลา. บทว่า สปตฺติกมฺปิ ทุกฺขํ ได้แก่ การอยู่ที่มีศัตรู แม้การอยู่ร่วมกับหญิงร่วมสามีก็เป็นทุกข์ อธิบายว่า แม้อันนี้ก็เป็นโทษในความเป็นหญิง. บทว่า อปฺเปกจฺจา สกึ วิชาตาโย ได้แก่ หญิงบางพวกคลอดคราวเดียวเท่านั้น ก็ทนทุกข์ในการตลอดต้องแรกไม่ ได้. บทว่า คลเก อปิ กนฺตนฺติ ได้แก่ เชือดคอตนเองบ้าง. บทว่า สุขุมาลินิโย วิสานิ ขาทนฺติ ได้แก่ หญิงที่มีร่างกายละเอียดอ่อน [สุขุมาลชาติ] ทนความลำบาก เพราะความที่ตนเป็นคนละเอียดอ่อนไม่ได้ก็กิน ยาพิษบ้าง ในคำว่า ชนมารกมชฺฌคตา สัตว์เกิดในครรภ์ผู้หลง ท่านเรียก ว่า ชนมารกะ คือทารกผู้ฆ่าชนคือมารดา อธิบายว่า ทารกผู้ฆ่ามารดา ที่อยู่ ตรงกลาง คืออยู่ในท้อง ได้แก่สัตว์ในท้องผู้หลง. บทว่า อุโภปิ พฺยสนานิ อนฺโภนฺติ ความว่า ชนแม้ทั้งสองคือ สัตว์เกิดในท้องและมารดาผู้มีครรภ์ ย่อมประสบความตายและความพินาศย่อยยับ. ส่วนอาจารย์อื่นอีกกล่าวว่า กิเลส ทั้งหลาย ชื่อว่าผู้ฆ่าชน, ภริยาและสามีแม้ทั้งสอง ซึ่งอยู่ท่ามกลางแห่งกิเลส
หน้า 308 ข้อ 464
เหล่านั้นคือตกอยู่ในสันดานกิเลส ย่อมประสบความพินาศโดยอำนาจความเร่า ร้อนแห่งกิเลสในปัจจุบันนี้ ย่อมประสบความพินาศโดยอำนาจความเศร้าหมอง แห่งทุคติในอนาคต เขาว่า ยักษิณีนั้นรำลึกถึงทุกข์ที่ตนประสบในอัตภาพ ก่อน จึงกล่าวสองคาถานี้ ส่วนพระเถรีได้กล่าวย้ำเพื่อชี้แจงโทษ ในความ เป็นหญิง. สองคาถาว่า อุปวิชญฺา คฺจฉนฺตี เป็นต้นต้น พระเถรีกล่าวปรารภ ประวัติของพระปฏาจาราเถรี. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปวิชญฺา คจฺฉนฺตี ประกอบความว่า ข้าพเจ้ามีครรภ์แก่ใกล้คลอดเดินทางไปยังไม่ทัน ถึงเรือนตนเอง ก็คลอดบุตรเสียที่หนทาง ได้พบสามีตาย. บทว่า กปณิกายา แปลว่า ผู้ยากไร้ เขาว่าสองคาถานี้ พระเถรีกล่าว เพื่อชี้แจงโทษในความเป็นหญิง โดยกระทำตามอาการที่นางปฏาจารา ผู้ประสบ ความบ้าเพราะความเศร้าโศกในครั้งนั้น กล่าวไว้. พระเถรีครั้นนำเอาเรื่องแม้ทั้งสองนี้มาเป็นอุทาหรณ์แล้ว บัดนี้ เมื่อ จะชี้แจงทุกข์ที่ตนประสบจึงกล่าวว่า ขีณกุลิเน เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขีณกุลิเน ได้แก่มีตระกูลต้องประสบความเส อมโภคะเป็นต้น. บทว่า กปเณ ได้แก่ผู้ถึงความตำต่ำอย่างยิ่ง ก็คำทั้งสองนี้ เป็นคำกล่าวปรึกษาตน เท่านั้น. บทว่า อนุภูตํ เต ทุกฺขํ อปริมาณํ ความว่า ท่านเสวยทุกข์ มิใช่น้อยในอัตภาพนี้ หรือในอัตภาพก่อนแต่อัตภาพนี้ บัดนี้ พระเถรี เพื่อจะแจกแสดงทุกข์นั้น โดยเอกเทศ จึงกล่าวว่า อสฺสู จ เต ปวตฺตํ เป็นต้น คำนั้นมีความว่า นางผู้หมุนเวียนอยู่ในสังสารวัฏ ซึ่งมีเงื่อนต้นเงื่อน ปลายตามไปไม่รู้แล้วนี้ น้ำตาไหลนอง เพราะถูกความเศร้าโศกครองงำมาก หลายพันชาติ. ก็คำนี้พระเถรีกล่าวไม่แปลก น้ำตาพึงมีจำนวนมากกว่าน้ำแห่ง มหาสมุทร.
หน้า 309 ข้อ 464
บทว่า วสิตา สุสานมชฺเฌ ความว่า เป็นนางสุนัขบ้าน นาง สุนัขจิ้งจอก คอยกินเนื้อมนุษย์ อยู่กลางป่าช้า. บทว่า ขาทิตานิ ปุตฺตมํสานิ ได้แก่ กินแม้แต่เนื้อบุตร ครั้งที่เป็นเสือโคร่ง เสือเหลืองและ เสือปลา เป็นต้น. บทว่า หตกุลิกา ได้แก่ มีวงศ์สกุลพินาศแล้ว. บทว่า สพฺพครหิตา ได้แก่ ถูกผู้ครองเรือนทุกคนติเตียน คือถึงความตำหนิ. บทว่า มตปติกา แปลว่า หญิงหมาย ก็พระเถรีกล่าวยึดทั้งสามประการนี้ ที่มาถึงตน ตามลำดับในอัตภาพก่อน แม้เป็นอย่างนี้ ก็ยังบรรลุอมตธรรม คือบรรลุ พระนิพพาน ที่มีการเสพกัลยาณมิตรที่ได้มาเอง. บัดนี้ พระเถรีเพื่อแสดงการบรรลุอมตะนั้นนั่นแลให้ปรากฏ จึง กล่าวว่า ภาวิโต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภาวิโต ได้แก่ ให้มี แล้ว ให้เกิดแล้ว ให้เจริญแล้ว โดยการอบรมและตรัสรู้. บทว่า ธมฺมาทาสํ อเวกฺขึหํ ได้แก่ข้าพเจ้าได้พบได้เห็นกระจกทำด้วยธรรม. บทว่า อหมมฺหิ กนฺตสลฺลา ความว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้มีกิเลสดุจ ลูกศรมีราคะเป็นต้นอันถอนได้แล้วด้วยอริยมรรค. บทว่า โอหิตภารา ได้แก่ มีภาระคือกามขันธ์ กิเลสและอภิสังขารอันปลงลงแล้ว. บทว่า กตํ หิ กรณียํ ได้แก่กิจ ๑๖ มีต่างโดยปริญญากิจเป็นต้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จ แล้ว. ด้วยบทว่า สุวิมุตฺตจิตฺตา อิมํ ภณิ พระเถรีกล่าวถึงตนเองเหมือน คนอื่นว่า พระกิสาโคตมีเถรี ผู้มีจิตหลุดพันแล้วโดยประการทั้งปวง ได้กล่าว ความนี้โดยการผูกเป็นคาถา ด้วยคำว่า กลฺยาณมิตฺตตา เป็นต้นในอปทาน๑ ของพระเถรีนี้ ในข้อนั้น มีดังนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมมุตตระ ผู้ทรงถึงฝั่ง แห่งธรรมทั้งปวง ทรงเป็นผู้นำ ทรงอุบัติในแสนกัป นับแต่กัปนี้ ๑. จุ. อ. ๓๓/ข้อ ๑๖๒ กีสาโคตมีเถรีอปทาน.
หน้า 310 ข้อ 464
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลหนึ่งในกรุง หังสวดี เข้าเฝ้าพรผู้ประเสริฐกว่านรชนถึงพระองค์ เป็นสรณะ. ข้าพเจ้าได้ฟังธรรมของพระองค์ ซึ่งประกอบ ด้วยสัจจะ ๔ ที่ไพเราะจับใจอย่างยิ่ง นำมาซึ่งสันติสุข ในวัฏฏะ. ครั้งนั้น พระพุทธธีระยอดบุรุษ เมื่อทรงสถา- ปนา ทรงยกย่องภิกษุณีผู้ทรงจีวรปอนไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะ. ข้าพเจ้าฟังคุณของพระภิกษุณีแล้วเกิดปีติไม่ ใช่น้อย ถวายสักการะแด่พระพุทธเจ้าตามกำลังสามารถ เคารพพระธีรมุนีพระองค์นั้น ปรารถนาตำแหน่งนั้น. ครั้งนั้น พระสัมพุทธเจ้าผู้นำ ทรงอนุโมทนา เพื่อได้ตำแหน่งว่า ในแสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระ- พุทธเจ้าพระนามว่าโคดม ทรงสมภพในราชสกุล พระเจ้าโอกกากราช จักเป็นศาสดาในโลก ท่านจักมี ชื่อว่ากีสาโคตมี จักเป็นทายาท เป็นโอรสในธรรม ของพระองค์ ถูกเนรมิตโดยธรรม จักเป็นสาวิกา ของพระศาสดา. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าฟังพระพุทธดำรัสนั้นแล้ว ก็ยินดี มีจิตมีเมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้เป็นนายก พิเศษด้วยปัจจัย ๔ ตลอดชีวิต.
หน้า 311 ข้อ 464
ด้วยกรรมที่ทำมาดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ ไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์. พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสป เป็นพราหมณ์ผู้ มียศมาก เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย ทรงอุบัติใน ภัทรกัปนี้. ครั้งนั้น พระเจ้ากาสีพระนามว่า กิกิ เป็นจอม นรชนในกรุงพาราณสีราชธานี ทรงเป็นอุปฐาก พระพุทธเจ้าผู้ทรงแสวงคุณยิ่งใหญ่. ข้าพเจ้าเป็นพระราชธิดาองค์ที่ ๕ ของพระเจ้า กาสีพระองค์นั้น ปรากฏพระนามว่าธัมมา ฟังธรรม ของพระชินเจ้าผู้เลิศ ชอบใจการบรรพชา. ครั้งนั้น พระชนกของพวกข้าพเจ้าไม่ทรง อนุญาต พวกข้าพเจ้าจึงอยู่ในพระราชมณเฑียรไม่ เกียจคร้าน บำเพ็ญโกมาริพรหมจรรย์มา ๒๐,๐๐๐ ปี เป็นพระราชธิดา ผู้อยู่ในความสุข บันเทิงยินดี เป็นนิตย์ในการบำรุง พระพุทธเจ้า เป็นพระราธิดา ๗ พระองค์คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุณี ภิกขุทา- สิกา ธัมมา สุธัมมา และสังฆทาสิกา ที่ครบ ๗. บัดนี้ ก็คือ เขมา อุบลวรรณา ปฏาจารา กุณฑลา [กุณฑลเกสา] ข้าพระองค์ ธรรมทินนา วิสาขา ที่ครบ ๗.
หน้า 312 ข้อ 464
ด้วยกรรมที่ทำดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ ไว้ชอบ ข้าพเจ้าละกายมนุษย์ ก็ไปสู่สวรรค์ชั้น ดาวดึงส์. บัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในตระกูลเศรษฐี เมื่อตระกูลยากจนไม่มีทรัพย์ ต่ำต้อยลงก็ไปสู่ตระกูลมี ทรัพย์ [มีสามี] เว้นสามีคนเดียว คนนอกนั้นก็เกลียด ข้าพเจ้าว่าเป็นคนไม่มีทรัพย์. คราวใด ข้าพเจ้าตลอดบุตร คราวนั้นก็ แสดงแก่คนทั้งปวง คราวใด บุตรนั้นยังอ่อนเจริญ วัย ก็เป็นดังดวงใจ ประสบสุขเป็นที่รักของข้าพเจ้า ดังชีวิตตนเอง คราวนั้น บุตรนั้นไปสู่อำนาจพระยา ยม [ตาย] ข้าพเจ้ามีดวงหน้าเศร้าหมองอัสสุชล คลอตา มีหน้าร่ำไห้ พาศพบุตรที่ตายเดินครวญคร่ำ รำพัน. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าถูกบัณฑิตผู้หนึ่งชี้แนะ จึง ไปเฝ้าพระผู้ทรงเป็นหมอยอดเยี่ยมกราบทูลว่า พระ- เจ้าข้า ขอโปรดประทานยาสำหรับทำบุตรให้ฟื้นคืน ชีพ พระชินเจ้าผู้ทรงฉลาดในอุบาย บำบัดทุกข์ ตรัสว่า เจ้าจงนำเมล็ดผักกาดจากเรือนที่ไม่มีคนตาย มาสิ.
หน้า 313 ข้อ 464
ครั้งนั้น ข้าพเจ้าไปกรุงสาวัตถีก็ไม่พบเรือน เช่นนั้น จะได้เมล็ดผักกาดมาแต่ไหนเล่า เพราะ ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงได้สติ ทิ้งศพบุตร เข้าไปเฝ้า พระผู้ทรงเป็นผู้นำโลก พระผู้มีพระสุรเสียงไพเราะ เห็นข้าพเจ้าแต่ไกล จึงตรัสว่า ผู้เห็นความเกิดและ ความเสื่อมสิ้น มีชีวิตเป็นอยู่วันเดียว ประเสริฐกว่า ผู้ไม่เห็นความเกิดและความเสื่อมสิ้น มีชีวิตเป็นอยู่ตั้ง ๑๐๐ ปี. ธรรมคืออนิจจตา ความไม่เที่ยง มิใช่ธรรมของ ชาวบ้าน มิใช่ธรรมของชาวนิคม และมิใช่ธรรมของ ตระกูลหนึ่ง หากเป็นธรรมของชาวโลกทั้งหมด รวม ทั้งเทวโลก. ข้าพเจ้านั้น ฟังพระคาถานี้แล้ว ทำธรรมจักษุ ให้บริสุทธิ์แล้ว แต่นั้น ก็รู้แจ้งสัทธรรมออกบวช ไม่มีเรือน. ข้าพเจ้าบวชอย่างนั้นแล้ว ก็พยายามอยู่ใน คำสอนของพระชินเจ้า ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต. ข้าพเจ้าชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสตธาตุ รู้จิต ผู้อื่น กระทำตามคำสอนของของพระศาสดา. ข้าพเจ้ารู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุทำ อาสวะให้สิ้นไปหมด เป็นผู้บริสุทธิ์ไร้มลทิน.
หน้า 314 ข้อ 464
พระศาสดา ข้าพเจ้าบำรุงแล้ว คำสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ภาระหนัก ข้าพเจ้าก็ปลงลงแล้ว ตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพข้าพเจ้า ก็ถอนเสียแล้ว. ข้าพเจ้าออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อ ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ข้าพเจ้าก็บรรลุ แล้วตามลำดับ ธรรมเครื่องสิ้นสังโยชน์ทุกอย่าง ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว. ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณของ ข้าพเจ้าบริสุทธิ์ ไร้มลทิน เพราะอานุภาพของ พระพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุด. ข้าพเจ้านำผ้ามาแต่กองขยะ จากป่าช้า และ จากทางรก ทำเป็นผ้าสังฆาฏิจากผ้านั้น ทรงแต่จีวร ที่ปอน. พระชินเจ้า ผู้นำพิเศษในบริษัททั้งหลาย ทรง ยินดีในคุณ คือการทรงจีวรปอนนั้น จึงทรงสถาปนา ข้าพเจ้าไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ. กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. จบ อรรถกถากีสาโคตมีเถรีคาถา จบ อรรถกถาเอกาทสกนิบาต
หน้า 315 ข้อ 465
ทวาทสกนิบาต ๑. อุบลวรรณาเถรีคาถา [๔๖๕] พระอุบลวรรณาเถรีกล่าวกะมารว่า เราทั้งสอง คือมารดาและธิดาเป็นหญิงร่วมสามี กัน เรานั้นมีความสลดใจ ขนลุก ไม่เคยเป็น น่าตำหนิจริงหนอ กามทั้งหลายไม่สะอาด มี กลิ่นเหม็น มีหนามมาก ที่เราทั้งสอง คือมารดาและ ธิดา เป็นภริยาร่วมกัน. เราเห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นเนกขัมมะเป็น ความเกษมปลอดโปร่ง ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน. เรารู้ปุพเพนิวาสญาณระลึกชาติได้ ชำระทิพย- จักษุตาทิพย์ ชำระเจโตปริยญาณ รู้ใจคนอื่นได้ ชำระ ทิพโสตธาตุ หูทิพย์ แม้ฤทธิ์เราก็ทำให้แจ้งแล้ว ธรรมเป็นที่สิ้นอาสวะเราก็บรรลุแล้ว อภิญญา ๖ เรา ก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ กระทำเสร็จแล้ว. เราเนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัวด้วยฤทธิ์ มาถวาย บังคมพระยุคลบาท ของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่พึงของ โลก ผู้มีสิริ ยืนอยู่ ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง
หน้า 316 ข้อ 465
มารถามขู่พระเถรีว่า ท่านเข้าไปยังต้นไม้ที่มีดอกบานถึงยอด ยืนอยู่ แต่ผู้เดียวที่โคนไม้ แม้เพื่อนไร ๆ ของท่านก็ไม่มีเลย ท่านไม่กลัวความสามหาวของพวกนักเลงเจ้าชู้หรือ. พระเถรีตอบว่า ต่อให้นักเลงเจ้าชู้นับแสนเช่นนี้มารุมล้อม ขน ของเราก็ไม่หวั่นไหว ดูก่อนมาร ท่านผู้เดียวจักทำ อะไรเราได้. เราหายตัวได้นะ เข้าท้องท่านก็ได้ ยินอยู่หว่าง คิ้วท่านก็ได้ ท่านไม่เห็นเราดอก เพราะเราชำนาญใน จิต อบรมอิทธิบาทดีแล้ว อภิญญา ๖ เราก็ทำให้แจ้ง แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าเราก็ทำเสร็จแล้ว. ถามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกและหลาว เป็น เครื่องบีบคั้นขันธ์ทั้งหลาย ท่านเอ่ยถึงความยินดีใน ก้านอันใด บัดนี้เราไม่มีความยินดีอันนั้น ความเพลิด เพลินในกามทั้งปวงเราขจัดเสียแล้ว กองแห่งความมืด [อวิชชา] เราก็ทำลายเสียแล้ว ดูก่อนมารผู้มีบาป ท่าน จงรู้ไว้เถิด ดูก่อนมารผู้กระทำที่สุด ถึงตัวท่านเรา ก็ขจัดเสียแล้ว. จบ อุบลวรรณาเถรีคาถา จบ ทวาทสกนิบาต
หน้า 317 ข้อ 465
อรรถกถาทวาทสกนิบาต ๑. อรรถกถาอุบลวรรณาเถรีคาถา ใน ทวาทสกนิบาต คาถาว่า อุโภ มาตา จ ธีตา จ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระอุบลวรรณเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ก็ บังเกิดในเรือนสกุล กรุงหังสวดี รู้เดียงสาแล้วก็ไปเฝ้าพระศาสดา พร้อมกับ มหาชนฟังธรรม เห็นพระศาสดาทรงสถาปนาภิกษุณีรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่ง เอตทัคคะเป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ จึงถวายมหาทานแก่พระภิกษุสงฆ์มี พระพุทธเจ้าเป็นประธาน ๗ วัน ปรารถนาตำแหน่งนั้น นางกระทำกุศลจนตลอด ชีวิต ท่องเที่ยวอยู่ในเทวดาและมนุษย์ ครั้งพระกัสสปพุทธเจ้า ก็ถือปฏิสนธิ ในพระราชมณเฑียรของพระเจ้ากาสี พระนามว่า กิกิ กรุงพาราณสี เป็น พระราชธิดาองค์หนึ่ง ระหว่างพระพี่น้องนาง ๗ พระองค์ ทรงประพฤติ พรหมจรรย์อยู่ถึง ๒๐,๐๐๐ ปี สร้างบริเวณถวายพระภิกษุสงฆ์แล้วบังเกิดใน เทวโลก. ครั้นจุติจากเทวโลกนั้นแล้ว ก็กลับมาสู่มนุษยโลกอีก บังเกิดในสถาน ที่ของคนทำงานด้วยมือตนเองเลี้ยงชีวิต ในหมู่บ้านตำบลหนึ่ง วันหนึ่งนาง กำลังเดินไปกระท่อมกลางนา ระหว่างทาง เห็นดอกปทุมบานแต่เช้าตรู่ใน สระแห่งหนึ่ง จึงลงสู่สระนั้น เก็บดอกปทุมนั้นและใบปทุม สำหรับใส่ข้าว ตอก ตัดรวงข้าวสาลีที่คันนา นั่งในกระท่อมคั่วข้าวตอก จัดวางข้าวตอกไว้ ๕๐๐ ดอก ขณะนั้น ที่ภูเขาคันธมาทน์ พระปัจเจกพุทธเจ้า องค์หนึ่ง
หน้า 318 ข้อ 465
ออกจากนิโรธสมาบัติ มายืนไม่ไกลนาง นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว ก็ ถือเอาดอกปทุมพร้อมด้วยข้าวตอกลงจากกระท่อม ใส่ข้าวตอกลงในบาตรของ พระปัจเจกพุทธเจ้า เอาดอกปทุมปิดบาตรถวาย ขณะนั้น เมื่อพระปัจเจก- พุทธเจ้าไปได้หน่อยหนึ่ง นางก็ปริวิตกว่า ธรรมดานักบวชไม่ต้องการดอกไม้ จำเราจะไปถือดอกไม้มาประดับเสียเอง จึงไปถือดอกไม้มาจากมือของพระ- ปัจเจกพุทธเจ้าแล้วก็คิดอีกว่า ถ้าพระผู้เป็นเจ้าไม่ต้องการดอกไม้ ก็จักไม่ให้ วางไว้บนบาตร พระผู้เป็นเจ้าคงจักต้องการแน่แท้ จึงไปวางดอกไม้ไว้บน บาตรอีก ขอขมาพระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว การทำความปรารถนาว่า เจ้า- พระคุณเจ้าข้า ด้วยผลของข้าวตอกเหล่านี้ของข้าพเจ้า ขอบุตรของข้าพเจ้าจงมี เท่าจำนวนข้าวตอก [๕๐๐] ด้วยผลของดอกปทุม ขอดอกปทุมจงผุดขึ้นทุก ๆ ย่างก้าว ในสถานที่ข้าพเจ้าบังเกิดแล้วบังเกิดอีก พระปัจเจกพุทธเจ้าเหาะไป ยังภูเขาคันธมาทน์ ทั้งที่นางเห็นอยู่นั่นแล แล้วก็วางดอกปทุมนั้นไว้เป็น เครื่องเช็ดเท้า ใกล้บันใดเหยียบของพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย ณ เงื้อม เขานันทมูลกะ. ด้วยผลของกรรมนั้น แม้นางก็ถือปฏิสนธิในเทวโลก นับแต่นาง บังเกิดแล้ว ปทุมดอกใหญ่ ก็ผุดทุก ๆ ย่างก้าวของนาง นางจุติจากเทวโลก นั้นแล้ว ก็บังเกิดในห้องปทุม ในสระปทุมแห่งหนึ่งใกล้เชิงภูเขา ดาบสองค์ หนึ่งอาศัยเชิงภูเขานั้นอยู่ ดาบสนั้นไปสระแต่เช้าตรู่ เพื่อล้างหน้า เห็นดอก ปทุมนั้น ก็ครุ่นคิดว่า ปทุมดอกนี้ ใหญ่กว่าดอกอื่น ๆ แต่ดอกอื่น ๆ บานแล้ว ดอกนี้ยังตูมอยู่ น่าที่จะมีเหตุในดอกปทุมนั้น จึงลงน้ำจับปทุมดอกนั้น ปทุม ดอกนั้น พอดาบสนั้นจับเท่านั้นก็บาน ดาบสก็เห็นเด็กหญิงนอนอยู่ภายใน ห้องดอกปทุม และนับแต่เห็นแล้ว ก็ได้ความรักประดุจธิดา จึงนำไปบรรณ- ศาลาพร้อมกับดอกปทุมให้นอนบนเตียง ลำดับนั้น น้ำนมก็เกิดที่หัวนิ้วแม่มือ
หน้า 319 ข้อ 465
ด้วยบุญญานุภาพของนาง เมื่อปทุมดอกนั้นเหี่ยว ดาบสก็นำปทุมดอกอื่นมา ใหม่ให้นางนอน นับตั้งแต่นางสามารถวิ่งมาวิ่งไปได้ ดอกปทุมก็ผุดขึ้นทุก ย่างก้าว ผิวพรรณแห่งเรือนร่างของนางก็เหมือนสีทองบัวบก ผิวนางไม่ถึง ผิวพรรณเทวดา ก็ล้ำผิวพรรณมนุษย์ เมื่อบิดาไปแสวงหาผลาผล นางกถูก ปล่อยทิ้งไว้ ณ บรรณศาลา. ต่อมาวันหนึ่ง สมัยนางเจริญวัยแล้ว เมื่อบิดาไปแสวงหาผลาผล พรานป่าผู้หนึ่งพบนางแล้วคิดว่า ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลาย ที่จะมีรูปอย่างนี้ไม่ น่ามี ดังนั้นจำเราจักทดลองนาง จงนั่งคอยรอให้ดาบสกลับมา เมื่อบิดากลับ มา นางก็เดินสวนทางไปรับหาบและคนโฑน้ำ และเมื่อบิดามานั่งแล้ว ก็ แสดงธรรมเนียมหน้าที่ของตน. ครั้งนั้น พรานป่านั้นก็รู้ว่านางเป็นมนุษย์ จึงนั่งกราบดาบส. ดาบสจึงเชื้อเชิญพรานป่านั้น ด้วยเผือกมันผลไม้กับน้ำดื่ม แล้วถามว่า พ่อมหาจำเริญ ท่านจักพักอยู่ที่นี้หรือจักไป เขาตอบว่า จักไป เจ้าข้า ในที่นี้ จักทำอะไรได้. ดาบสกล่าวว่า เหตุการณ์ที่ท่านเห็นแล้วนี้ ท่านจักไม่พูดในสถานที่ท่านไปแล้วได้ไหม เขาตอบว่า ถ้าพระคุณเจ้าไม่ ประสงค์ เหตุไรข้าจึงจะพูดเล่าเจ้าข้า ไหว้ดาบสกระทำเครื่องหมายไว้ที่กิ่งไม้และ เครื่องหมายที่ต้นไม้ โดยอาการที่พอจะจำหนทางได้เวลาจะมาอีก แล้วกลับไป แม้พรานป่านั้น ไปกรุงพาราณสีแล้วก็เฝ้าพระราชา พระราชาตรัส ถามว่า เจ้ามาทำไม เขากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระบาทเป็นพราน ป่าของพระองค์พบนางแก้วที่น่าอัศจรรย์ใกล้เชิงเขา จึงมาเฝ้าพระเจ้าข้า แล้วกราบทูลเรื่องถวายทุกประการ ท้าวเธอทรงสดับคำของพรานป่าแล้ว ก็รีบ เสด็จไปยังเชิงเขาตั้งค่ายพักพลในที่ไม่ไกลนัก จึงพร้อมด้วยพรานป่ากับเหล่า ทหารเสด็จไปที่บรรณศาลานั้น ในเวลาที่ดาบสฉันเสร็จแล้วนั่งพักอยู่ ทรง
หน้า 320 ข้อ 465
ไหว้ ทรงทำปฏิสันถารแล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระราชาทรงวาง เครื่องบริขารสำหรับบรรพชิตไว้แทบเท้าของดาบสตรัสว่า ท่านเจ้าข้า ข้าพเจ้า ทำอะไรบางอย่างในที่นี้แล้วก็จักไป. ดาบสถวายพระพรว่า โปรดแสดงไปเถิด มหาบพิตร. ตรัสว่า ข้าพเจ้าจักไปเจ้าข้า ได้ยินมาว่า บริษัทที่เป็นข้าศึกมีอยู่ ใกล้พระคุณเจ้า บริษัทนั้นไม่สมควรแก่บรรพชิต จงไปเสียกับข้าพเจ้าเถิดนะ เจ้าข้า ทูลว่า ขึ้นชื่อว่าจิตใจของมนุษย์ ทำให้พอใจได้ยาก นางจะอยู่ท่าม กลางผู้คนจำนวนมากได้อย่างไร. ตรัสว่า นับตั้งแต่ข้าพจ้าชอบใจนางข้าพเจ้า ก็อาจจะตั้งนางไว้ในตำแหน่งสูงสุดของผู้คนทั้งหลาย แล้วทำนุบำรุงนะเจ้าข้า. ดาบสสดับพระราชดำรัส จึงเรียกธิดาตามนามที่ตั้งไว้ครั้งยังเล็กว่าลูก ปทุมวดี ด้วยการเรียกครั้งเดียวเท่านั้น นางก็ออกจากบรรณศาลามายืนไหว้ บิดา ขณะนั้น บิดาจึงกล่าวกะนางว่า ลูกเอ๋ย เจ้าก็โตเป็นสาวแล้ว จะอยู่ ในที่นี้นับแต่พระราชาทรงพบแล้ว ไม่ผาสุกดอกนะ จงตามเสด็จไปกับพระ- ราชาเสียเถิดนะลูกนะ. นางรับคำบิดาว่า ดีละพ่อท่าน ไหว้แล้วก็ยืนร้องไห้ อยู่ พระราชาทรงดำรัสว่า จำเราจักยึดจิตใจบิดาของนางไว้ ทรงวางกอง กหาปณะไว้ที่ตรงนั้นนั่นเอง แล้วทรงทำอภิเษก ท้าวเธอทรงนำนางไปยัง พระนครของพระองค์ นับแต่เสด็จกลับมาแล้วก็มิได้ทรงสนพระทัยสตรีอื่น ๆ ทรงอภิรมย์อยู่กับนาง สตรีเหล่านั้นมีปกติริษยาอยู่แล้ว ประสงค์จะทำนางให้ แตกกันระหว่างพระราชา จึงพากันเพ็ดทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม สตรีผู้นี้มิใช่มนุษย์ดอกเพคะ ทูลกระหม่อนเคยทอดพระเนตรเห็นดอกปทุมผุด ขึ้น ในถิ่นที่มนุษย์สัญจรไปที่ไหนเล่าเพคะ นางผู้นี้ต้องเป็นยักษิณีแน่ ขอ ทูลกระหม่อมโปรดเนรเทศมันไปเสียเถิดเพคะ พระราชาทรงสดับคำของสตรี เหล่านั้น ก็ได้แต่ทรงนิ่งอึ้ง.
หน้า 321 ข้อ 465
ต่อมา เมืองชายแดนของพระราชาเกิดแข็งเมือง ท้าวเธอทรงพระ- ดำริว่า พระนางปทุมวดีมีพระครรภ์แก่ จึงทรงพักพระนางไว้ในพระนคร แล้ว เสด็จไปยังเมืองชายแดน ครั้งนั้น สตรีเหล่านั้นจึงให้สินบนแก่หญิงรับใช้ผู้ ปรนนิบัติพระนาง สั่งว่า พอทารกของพระนางประสูติออกมา เจ้าจงนำออก ไปแล้วเอาเลือดทาไม้ท่อนหนึ่งวางไว้ใกล้ ๆ ไม่นานนัก พระนางปทุมวดีก็ ประสูติ พระมหาปทุมกุมารพระองค์เดียวเท่านั้นถือปฏิสนธิในพระครรภ์ พระกุมารอีก ๔๙๙ พระองค์ บังเกิดเป็นสังเสทชกำเนิด ในเวลาที่พระมหา- ปทุมกุมารบรรทม ประสูติออกจากพระครรภ์ของพระมารดา ขณะนั้น หญิง รับใช้ของพระนางรู้ว่า พระนางยังไม่ได้พระสติ ก็เอาเลือดทาไม้ท่อนหนึ่ง แล้ววางไว้ใกล้ ๆ แล้วให้สัญญาณแก่สตรีเหล่านั้น สตรีทั้ง ๕๐๐ คน ก็รับ พระกุมารไปคนละองค์ส่งไปสำนักช่างกลึง ให้นำกล่องตลับมาใส่พระกุมารที่แต่ ละคนรับไว้ ให้บรรทมในกล่องตลับนั้น ตีตราข้างนอกกล่องวางไว้. ฝ่ายพระนางปทุมวดี รู้สึกพระองค์แล้วรับ สั่งถามหญิงรับใช้ว่า ข้า- คลอดแล้วหรือแม่คุณ หญิงรับใช้พูดตะคอกเอากะพระนางว่า พระแม่เจ้าจะ ได้ทารกมาแต่ไหนเล่า แล้ววางท่อนไม้ทาเลือดไว้เบื้องพระพักตร์ทูลว่า นี้ ทารกที่ประสูติออกจากพระครรภ์ของพระแม่เจ้าละ พระนางทอดพระเนตรเห็น ท่อนไม้นั้นก็ทรงโทมนัส ให้ผ่าท่อนไม้นั้นโดยเร็วแล้วตรัสสั่งว่า เจ้าจงนำ ออกไป ถ้าใครเห็นก็จะอายเขา หญิงรับใช้นั้นรับพระราชเสาวนีย์แล้ว ทำเป็น เหมือนว่าหวังดี ก็ผ่าท่อนไม้ ใส่เข้าไปในเตาไฟ ฝ่ายพระราชาเสด็จกลับจากเมืองชายแดน ทรงนับถือฤกษ์ยาม ตรัสสั่ง ให้จัดค่ายพักพลประทับอยู่ภายนอกพระนคร ขณะนั้น สตรีเหล่านั้นพากัน ออกไปรับเสด็จพระราชากราบทูลว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม พระองค์คงไม่ ทรงเชื่อพวกข้าพระบาท คำที่พวกข้าพระบาทกราบทูล เป็นเหมือนมิใช่เหตุ-
หน้า 322 ข้อ 465
การณ์ ขอพระองค์โปรดเรียกหญิงรับใช้ของพระมเหสีมาสอบถามสิเพคะ พระ- เทวีของพระองค์ประสูติเป็นท่อนไม้ พระราชาไม่ทันทรงสอบสวนเหตุการณ์ นั้น เข้าพระทัยว่าผู้นี้เห็นจะไม่ใช่ชาติมนุษย์แน่ จึงทรงขับไล่พระนางออก ไปจากพระราชมณเฑียร พร้อมกับพระนางเสด็จออกจากพระราชมณเฑียร ดอกปทุมก็หายไป แม้แต่พระฉวีวรรณแห่งพระสรีระก็เผือดลงไป พระนาง ลำพังพระองค์ เสด็จดำเนินไประหว่างถนน ขณะนั้นหญิงวัยแก่ผู้หนึ่งพบ พระนางก็เกิดรักประดุจว่าลูกสาวคน จึงถามว่าลูกเอ๋ย เจ้าจะไปไหนเล่า พระนางตรัสตอบว่า ดิฉันเป็นคนจรมากำลังเดินตรวจหาที่อยู่จ้ะ หญิงแก่ กล่าวว่ามาที่นี้สิลูก แล้วพาพระนางไปที่อยู่ จัดแจงอาหารเลี้ยง. เมื่อพระนางประทับอยู่ ณ ที่นั้น โดยทำนองนี้นั่นแล สตรี ๕๐๐ คน นั้น ก็ร่วมใจกันกราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่พระทูลกระหม่อม เมื่อพระองค์ เสด็จพักค่ายอยู่ ข้าพระบาทมีความปรารถนาว่า เมื่อพระทูลกระหม่อมของ พวกข้าพระบาท ชนะสงครามเสด็จกลับมา พวกข้าพระบาทจักทำพลีกรรม บวงสรวงเล่นกีฬาทางน้ำถวายแก่เทวดาแม่พระคงคา ขอพระทูลกระหม่อม โปรดประกาศความข้อนี้ด้วยเพคะ พระราชาทรงยินดีตามคำของสตรีเหล่านั้น ได้เสด็จไปเพื่อทรงเล่นกีฬาทางน้ำ ณ แม่พระคงคา สตรีเหล่านั้นต่างถือกล่อง ตลับ ที่แต่ละคนรับไว้อย่างปกปิด พากันไปยังแม่น้ำ คลุมผ้าไว้เพื่อปกปิด กล่องตลับเหล่านั้น กระโดดลงน้ำปล่อยกล่องตลับไป กล่องตลับแม้เหล่านั้น ไปพร้อมกันคิดอยู่ที่ตาข่ายซึ่งเขาคลี่ไว้ได้กระแสน้ำทั้งหมด ต่อนั้น พวกราช- บุรุษ ก็ยกตาข่ายขึ้น เวลาที่พระราชาทรงกีฬาทางน้ำแล้วเสด็จขึ้นจากน้ำ ก็ เห็นกล่องตลับเหล่านั้น ก็นำมาเฝ้าพระราชา. พระราชาทรงตรวจดูกล่องตลับ ตรัสถามว่าพ่อเอ๋ย อะไรอยู่ในกล่อง ตลับ กราบทูลว่า ไม่ทราบเกล้า พระเจ้าข้า ท้าวเธอโปรดให้เปิดกล่อง
หน้า 323 ข้อ 465
เหล่านั้นตรวจดู ทรงให้เปิดกล่องตลับของพระมหาปทุมกุมารเป็นกล่องแรก ก็แต่ในวันที่เขาให้พระกุมารเหล่านั้นทุกพระองค์บรรทมในกล่องตลับ น้ำนม ก็บังเกิดที่หัวพระองคุลี เพราะบุญฤทธิ์ ท้าวสักกเทวราช โปรดให้จารึก พระอักษรไว้ภายในกล่องตลับ เพื่อให้พระราชานั้นหมดสงสัยว่า พระกุมาร เหล่านั้น บังเกิดในพระครรภ์ของพระนางปทุมวดีเป็นพระราชโอรสของพระ- เจ้าพาราณสี ครั้งนั้นสตรี ๕๐๐ คน เป็นศัตรูของพระนางปทุมวดี ใส่ พระกุมารเหล่านั้นลงในกล่องตลับแล้วโยนลงน้ำ ขอพระราชาโปรดทรงทราบ เหตุการณ์นี้ พอเปิดกล่องตลับพระราชาทรงอ่านอักษรพบพระกุมาร ทรงยก พระมหาปทุมกุมารขึ้น รีบเร่งเทียมรถ ตรัสสั่งว่าพวกเจ้าจงจัดม้า วันนี้ เรา จักเข้าไปภายในพระนครทำให้สะใจสำหรับผู้หญิงบางจำพวก แล้วเสด็จขึ้น พระมหาปราสาท วางถุงทรัพย์พันกหาปณะบนคอช้าง โปรดให้ตีกลองร้อง ป่าวไปในพระนครว่า ผู้ใดพบพระนางปทุมวดี ผู้นั้นจงรับทรัพย์พันกหาปณะ นี้ไป พระนางปทุมวดี สดับคำประกาศนั้นแล้วได้ให้สัญญาณแก่มารดาว่า แม่จ๋า จงรับถุงทรัพย์พันกหาปณะจากคอช้างสิจ๊ะ มารดากล่าวว่า แม่รับ ทรัพย์เช่นนั้นไม่ได้ดอกจ้ะ แม้มารดาเมื่อถูกพระนางบอกครั้งที่สองครั้งที่สาม จึงถามว่าลูกเอ๋ย แม่จะพูดว่าอย่างไรเล่าจึงจะรับทรัพย์ได้ พระนางจึงตรัสว่า ลูกสาวฉันเขาพบพระนางปทุมวดีจ้ะ แล้วรับเอา มารดาคิดว่า เรื่องนั้นจะจริง หรือไม่ก็ช่างเถิด แล้วก็ไปรับเอาถุงทรัพย์พันกหาปณะ ครั้งนั้น ผู้คนทั้งหลาย ถามนางว่า แม่พบพระนางปทุมวดีหรือจ้ะแม่ นางกล่าวว่าฉันไม่พบดอกจ้ะ ลูกสาวฉันเขาว่าเขาพบจ้ะ ผู้คนเหล่านั้นถามว่า ก็ลูกสาวของแม่อยู่ที่ไหนเล่าแม่ แล้วก็ไปกับนาง จำพระนางปทุมปวดีได้ ก็หมอบลงแทบเท้าทั้งสอง เวลา นั้น นางรู้ว่า ผู้นี้คือพระนางปทุมวดีเทวี จึงกล่าวว่า ข้อที่พระมเหสีของ
หน้า 324 ข้อ 465
พระราชาเช่นนี้ อยู่ปราศจากอารักขาเห็นปานนี้เป็นกรรมที่ทำอย่างหนักสำหรับ สตรีหนอ ราชบุรุษแม้เหล่านั้น ให้ทำความสะอาดที่ประทับอยู่ของพระนางปทุม- วดีแล้ว ล้อมไว้ด้วยม่าน ตั้งกองอารักขาไว้ที่ประตู กลับไปกราบทูลพระ- ราชา พระราชาทรงส่งพระวอทองไป พระนางปทุมวดีรับสั่งว่า หม่อมฉัน จักไม่ไปโดยวิธีอย่างนี้ ขอได้ทรงโปรดให้ลาดเครื่องอันวิจิตรด้วยผ้าเปลือกไม้ อย่างดี ในระหว่างตั้งแต่ที่อยู่ของหม่อมฉันไปจนถึงกรุงราชคฤห์ ให้คิดเพดาน ผ้าอันวิจิตรด้วยดาวทองไว้ข้างบน เมื่อเครื่องอลังการทุกอย่างที่โปรดส่งมาเพื่อ ประดับ ประดับตกแต่งแล้ว หม่อมฉันจักเดินไปด้วยเท้า ชาวพระนครจัก เห็นสมบัติของหม่อมฉัน ด้วยวิธีอย่างนี้. พระราชารับสั่งว่าพวกเจ้าจงทำให้ ต้องพระทัยของพระนางปทุมวดีเถิด. ลำดับนั้น พระนางปทุมวดีทรงประดับเครื่องประดับทุกอย่างแล้ว ทรงพระดำริจักเสด็จไปพระราชนิเวศน์ ก็เริ่มเดินทาง. ครั้งนั้น ดอกปทุมทั้ง หลายก็ผุดชำแรกเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเปลือกไม้อย่างดี ในที่ ๆ พระนาง ย่างพระบาทเหยียบไป ๆ พระนางครั้นทรงแสดงสมบัติของพระองค์แก่มหาชน แล้วก็เสด็จขึ้นพระราชนิเวศน์ ให้พระราชทานเครื่องลาดอันวิจิตรด้วยผ้าเหล่า นั้นทั้งหมดแก่หญิงแก่นั้นเป็นค่าเลี้ยงดู. ฝ่ายพระราชา รับสั่งให้เรียกสตรี ๕๐๐ คนนั้นมาแล้วตรัสว่า ดูก่อน พระเทวี เราให้ผู้หญิงเหล่านั้นเป็นทาสีของเจ้า พระนางทูลว่า ดีละเพคะทูลกระ- หม่อม ขอได้โปรดให้ประกาศไปทั่วพระนครว่า พระราชทานหญิงเหล่านี้ให้ เป็นสิทธิ์แก่หม่อมฉันแล้ว พระราชาก็ให้ตีกลองป่าวประกาศว่า หญิง ๕๐๐ คนที่เป็นศัตรูของพระนางปทุมวดี เราได้มอบให้เป็นทาสีของพระนางแล้ว พระนางทรงทราบว่า ทั่วพระนครต่างกำหนดรู้ว่า หญิงเหล่านั้นเป็นทาสีกัน
หน้า 325 ข้อ 465
แล้ว จึงกราบทูลถามพระราชาว่า ทูลกระหม่อมเพคะ หม่อมฉันจะทำทาสี ของหม่อมฉันให้เป็นไทแก่ตัวได้ไหมเพคะ. รับสั่งว่า เทวี เจ้าปรารถนาก็ได้สิ. จึงทูลว่า เมื่อเป็นดังนั้น ขอได้โปรดให้ตีกลองป่าวประกาศอีกว่าหญิง ๕๐๐ คน ที่ทรงให้ตีกลองป่าวประกาศพระราชทานให้เป็นทาสีของปทุมวดี ได้ทรงทำให้ เป็นไทหมดทุกคนแล้ว เมื่อพระราชาทรงทำหญิงเหล่านั้นให้เป็นไทแล้ว พระ- นางก็ทรงมอบพระราชโอรส ๔๙๙ พระองค์ไว้ในมือสตรีเหล่านั้น เพื่อให้ เลี้ยงดู พระมหาปทุมราชกุมารพระองค์เดียว ทรงรับเลี้ยงดูด้วยพระองค์เอง- อยู่ต่อมา เมื่อพระราชกุมารเหล่านั้น ถึงวัยเล่น พระราชาก็โปรดให้ สร้างสถานที่เล่นนานาชนิดไว้ในพระราชอุทยาน คราวมีพระชันษาได้ ๑๖ พรรษา พระราชกุมารเหล่านั้น ทุกพระองค์พร้อมพระทัยกัน ทรงเล่นใน สระมงคลโบกขรณีที่ดาดาษด้วยดอกปทุมในพระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็น ดอกปทุมใหม่บานและดอกปทุมเก่าร่วงหล่นจากขั้ว ทรงดำริว่า ชราเห็นปานนี้ ยังมาถึงอนุปาทินนกสังขารที่ไม่มีวิญญาณครองนี้หนอ จะป่วยกล่าวไปไยว่าชรา จะไม่มาถึงสรีระของพวกเราเล่า แม้สรีระนี้ก็คงจักมีคติอย่างนี้เหมือนกัน ทรง ยึดถือให้เป็นอารมณ์แล้ว ก็บังเกิดพระปัจเจกโพธิญาณทุกพระองค์ เสด็จลุก ขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิ ณ กลีบดอกปทุมทั้งหลาย. ลำดับนั้น พวกราชบุรุษที่ตามเสด็จไปกับพระราชกุมารเหล่านั้น รู้ว่า วันเวลาล่วงไปมากแล้วจึงทูลว่า พระลูกเจ้าพระเจ้าข้า ขอทรงโปรดทราบเวลาของ พระองค์เถิด. พระราชกุมารเหล่านั้นก็ทรงนิ่ง. พวกราชบุรุษจึงไปกราบทูล พระราชาว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระราชกุมารทั้งหลาย ประทับนั่งเหนือกลีบ ปทุมทั้งหลาย เมื่อพวกข้าพระบาททูลก็ไม่ยอมเปล่งพระวาจาเลยพระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งว่า พวกเจ้าจงให้พระราชกุมารเหล่านั้นประทับนั่งตามความพอ พระทัยเถิด. พระราชกุมารเหล่านั้น ได้รับอารักขาตลอดคืนยังรุ่ง จนอรุณขึ้น
หน้า 326 ข้อ 465
ก็ยังคงประทับนั่งเหนือกลีบดอกปทุมอยู่อย่างนั้น. พวกราชบุรุษเข้าเฝ้าวันรุ่งขึ้น ทูลว่า ข้าแต่เทวะ ขอโปรดทรงทราบเวลาเถิด พระเจ้าข้า. รับสั่งว่า พวกเราไม่ได้เป็นเทวะ พวกเราชื่อว่าพระปัจเจกพุทธเจ้าต่างหากเล่า. พวก ราชบุรุษทูลว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า พระองค์ตรัสคำหนัก ธรรมดาว่า พระปัจเจก. พุทธเจ้าไม่เป็นอย่างพระองค์ดอก พระเจ้าข้า พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นต้อง ทรงผมและหนวด ๒ องคุลี ทรงบริขาร ๘ สวมอยู่ที่พระกายสิพระเจ้าข้า. พระ- ราชกุมารเหล่านั้นทรงลูบพระเศียรด้วยพระหัตถ์เบื้องขวา ทันใดนั้นเอง เพศ คฤหัสถ์ก็หายไป บริขาร ๘ ก็สวมที่พระกาย ต่อนั้นก็เหาะไปยังเงื้อมเขาชื่อ นันทมูลกะทั้งที่มหาชนเห็น ๆ อยู่นั่นเอง. ฝ่ายพระนางปทุมวดีเทวี ทรงโศกเศร้าพระทัยว่า เรามีบุตรมาก ก็ กลายเป็นคนไร้บุตรไปเสียแล้ว ด้วยความเศร้าโศกนั้นเอง ก็เสด็จทิวงคต ไปบังเกิดในสถานที่ของคนทำงานด้วยมือตนเองเลี้ยงชีพ ในหมู่บ้านใกล้ประตู กรุงราชคฤห์ ต่อมามีสามี วันหนึ่งนำข้าวยาคูไปนาเพื่อให้สามี เห็นพระ- ปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ ในจำนวนบุตรของตนเหล่านั้นเอง กำลังเหาะมาเวลา ภิกษาจาร จึงรีบรุดไปบอกสามีว่า นายเจ้าขา ดูพระปัจเจกพุทธเจ้าสิ เรา นิมนต์ท่านมาฉันเถิด สามีกล่าวว่า ธรรมดานกสมณะเหล่านั้น ย่อมสัญจรไป อย่างนี้ แม้ในที่อื่น. นกสมณะเหล่านั้น ไม่ใช่พระปัจเจกพุทธเจ้าดอกจ้ะ. พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ก็ลงมาในที่ไม่ไกล จากที่คนทั้งสองกำลังพูดกัน. หญิงคนนั้นก็ถวายโภชนะคือ ข้าวสวยและกับส่วนของตนในวันนั้นแด่พระ- ปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้นแล้วนิมนต์ว่า พรุ่งนี้ขอท่านทั้ง ๘ องค์ โปรดรับ ภิกษาหารของข้าพเจ้านะเจ้าคะ. พระปัจเจกพุทธเจ้ากล่าวว่า ดีละ ท่าน อุบาสิกา, สักการะของท่าน ก็จงมีเท่าวันนี้ อาสนะก็จงมีไว้ ๘ ที่ แต่ท่าน เห็นพระปัจเจกพุทธเจ้าอื่น ๆ มาก ก็พึงทำจิตใจของท่านให้เลื่อมใสไว้นะ.
หน้า 327 ข้อ 465
วันรุ่งขึ้น หญิงคนนั้นก็ปูอาสนะไว้ ๘ ที่ จัดแจงเครื่องสักการสัมมานะไว้ สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์แล้วก็นั่งคอย. พระปัจเจกพุทธเจ้าที่ได้รับนิมนต์ ก็ให้สัญญาแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า อื่นๆ ว่า ท่านผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย วันนี้ ท่านทั้งหลายอย่าไปที่อื่น ทั้งหมด จงช่วยกันทำการสงเคราะห์มารดาของท่านเถิด พระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่านั้น ฟังคำของพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์นั้นแล้วร่วมใจกันทุกองค์ เหาะไป ปรากฏองค์อยู่ใกล้ประตูเรือนของมารดา แม้นางเห็นพระปัจเจกพุทธเจ้ามาก องค์ ก็ไม่หวั่นไหว เพราะได้สัญญามาก่อนแล้ว ก็นิมนต์พระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้นทุกองค์เข้าไปยังเรือนให้นั่งเหนืออาสนะ เมื่อพระปัจเจก- พุทธเจ้าเหล่านั้นนั่งตามลำดับ องค์ที่ ๙ ก็เนรมิตอีก ๘ อาสนะ ตนเองก็นั่ง อาสนะใกล้ เรือนก็ขยายออกไปเท่ากับจำนวนอาสนะที่เพิ่มขึ้น เมื่อพระปัจเจก- พุทธเจ้าทั้งหมดนั่งเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ หญิงนั้นก็ถวายสักการะที่ตนจัดแจง สำหรับพระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ จนเพียงพอแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า ๕๐๐ องค์ แล้วนำดอกอุบลขาบ ๘ กำ มาวางไว้แทบเท้าพระปัจเจกพุทธเจ้าที่ตน นิมนต์มาเท่านั้น กล่าวทำความปรารถนาว่า พระคุณเจ้าข้า ขอวรรณะแห่ง สรีระของข้าพเจ้า จงเป็นเหมือนวรรณะข้างในของดอกอุบลขาบเหล่านี้ ในสถาน ที่ข้าพเจ้าเกิดแล้วเกิดเล่าด้วยนะเจ้าคะ พระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลาย กระทำ อนุโมทนาแก่มารดาแล้ว ก็พากันไปยังภูเขาคันธมาทน์. แม้นางก็กระทำกุศลจนตลอดชีวิต จุติจากมนุษยโลกแล้วก็บังเกิดใน เทวโลก ในพุทธุปบาทกาลนี้ก็ถือปฏิสนธิในสกุลเศรษฐี กรุงสาวัตถี บิดา มารดาก็ตั้งชื่อของนางว่า อุบลวรรณา เพราะมีผิวพรรณเสมอด้วยวรรณะของ ดอกอุบลขาบ สมัยนั้น เวลาที่นางเติบโตเป็นสาวแล้ว พระราชทั้งหลายทั่วชมพู
หน้า 328 ข้อ 465
ทวีปพากันส่งทูตไปยังสำนักเศรษฐีว่า ขอจงให้ธิดาแก่เราเถิด พระราชาผู้ชื่อ ว่าไม่ส่งทูตไปไม่มีเลย ดังนั้นเศรษฐีจึงคิดว่า เราไม่อาจจะยึดเหนี่ยวน้ำพระทัย ของพระราชาได้ทั้งหมด แต่จำเราจักทำอุบายอย่างหนึ่งดังนี้แล้ว จึงเรียกธิดา มาถามว่า ลูกเอ๋ย บวชเสียได้ไหมลูก คำของบิดาได้เป็นประหนึ่งน้ำมันที่เคี่ยว แล้วร้อยครั้ง รดลงที่ศรีษะ เพราะนางมีภพสุดท้ายแล้ว เพราะฉะนั้นนางจึง ตอบบิดาว่า ลูกจักบวชจ้ะพ่อจ๋า. เศรษฐีนั้นก็ทำสักการะแก่นาง นำไปสำนัก ภิกษุณีแล้วให้บวช เมื่อนางบวชได้ไม่นานนัก วาระตามกาล [เวร] ในโรง อุโบสถก็มาถึง นางจุดประทีปแล้วกวาดโรงอุโบสถยืนถือนิมิตแห่งเปลวประทีป ตรวจดูบ่อย ๆ ก็ทำฌานที่มีเตโชกสิณเป็นอารมณ์ให้บังเกิด กระทำฌานนั้น นั่นแลให้เป็นบาท ก็บรรลุพระอรหัต แม้อภิญญาและปฏิสัมภิทา ก็สำเร็จ พร้อมกับพระอรหัตผลนั่นแล. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทาน๑ ว่า พระพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุมุตตระ ผู้ทรงถึงฝั่ง แห่งธรรมทั้งปวง ผู้เป็นผู้นำ ทรงอุบัติในแสนกัปนับ แต่กัปนี้ไป. ครั้งนั้น ข้าพเจ้าเกิดในสกุลเศรษฐีที่รุ่งโรจน์ด้วย รัตนะนานาชนิด ณ กรุงหังสวดีเปี่ยมด้วยความสุข เป็นอันมาก. ข้าพเจ้าเข้าเฝ้าพระมหาวีระพระองค์นั้น ฟัง พระธรรมเทศนา เพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงเกิดความ เลื่อมใสถึงพระชินพุทธเจ้าเป็นสรณะ. ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๕๙ อุบลวรรณาเถรีอุปทาน
หน้า 329 ข้อ 465
พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้นำ ทรงยกย่องภิกษุณีผู้มี ความละอาย ผู้คงที่ ฉลาดในสมาธิและฌานว่าเป็นเลิศ ของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์. ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีจิตยินดีตาม จำนงหวัง ตำแหน่งนั้น จึงนิมนต์พระทศพลผู้นำโลก พร้อมทั้ง พระสงฆ์ให้เสวย ๗ วัน ถวายจีวรแด่พระศาสดา ถือ พวงมาลัย ๗ พวง มีกลิ่นเหมือนดอกอุบล วางไว้ แทบเบื้องพระบาทพระศาสดา บูชาพระญาณ หมอบ ด้วยเศียรเกล้าลงที่พระบาท ได้กราบทูลคำนี้ว่า ข้าแต่พระมหาวีระมุนีผู้นำ ภิกษุณีเช่นใด ทรง ยกย่องแล้ว ในกัปที่ ๘ นับแต่กัปนี้ไป ข้าพระองค์ จักเป็นภิกษุณีเช่นนั้น ถ้าความปรารถนาสำเร็จ. ครั้งนั้น พระศาสดาตรัสกะข้าพระองค์ว่า ดูก่อน แม่นาง เจ้าเป็นคนประเสริฐ ในอนาคตกาลจะได้ มโนรถความปรารถนานั้น. แสนกัปนับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้าพระนามว่า โคดมโดยพระโคตร ทรงสมภพในราชสกุลพระเจ้า- โอกกากราช จักเป็นศาสดาในโลก. เจ้าจะมีรูปสวย มียศ มีนามว่าอุบลวรรณา จักเป็น ทายาทในธรรมของพระองค์ เป็นโอรสถูกเนรมิตโดย ธรรม จักเป็นผู้ชำนาญในอภิญญา กระทำตามคำสอน ของพระศาสดา สิ้นอาสวะทุกอย่าง จักเป็นสาวิกา ของพระศาสดา.
หน้า 330 ข้อ 465
ครั้งนั้น ข้าพระองค์มีจิตยินดี มีจิตประกอบ ด้วยเมตตา บำรุงพระชินพุทธเจ้าผู้นำโลก พร้อมทั้ง พระสงฆ์จนตลอดชีวิต. ด้วยกรรมที่ทำมาดีนั้น และด้วยการตั้งใจไว้ชอบ ข้าพระองค์ละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้วข้าพระองค์ก็เกิดในหมู่มนุษย์ ได้ถวาย บิณฑบาตที่ปิดด้วยดอกปทุม แก่พระปัจเจกพุทธเจ้า. ในกัปที่ ๙๑ นับแต่กัปนี้ไป พระพุทธเจ้า พระ- นามว่าวิปัสสี ผู้นำ ผู้มีพระเนตรงาม ผู้มีพระจักษุ ในธรรมทั้งปวง ทรงอุบัติ. ครั้งนั้น ข้าพระองค์เป็นธิดาเศรษฐีในกรุงพา- ราณสี ราชธานีแห่งแคว้นกาสี นิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ผู้นำโลกพร้อมทั้งพระสงฆ์ถวายมหาทาน บูชาพระผู้ นำพิเศษด้วยดอกอุบล ได้ปรารถนาความงามแห่ง ผิวพรรณด้วยใจ. ในภัทรกัปนี้ พระพุทธเจ้าพระนามว่ากัสสปะ เป็นพราหมณ์มียศมาก เป็นยอดของศาสดาทั้งหลาย อุบัติแล้ว. ครั้งนั้น พระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกิ เป็นจอม นรชน ในกรุงพาราณสีราชธานีแห่งแคว้นกาสี ทรง เป็นอุปฐากบำรุงพระกัสสปพุทธเจ้า ผู้ทรงแสวงคุณ ยิ่งใหญ่.
หน้า 331 ข้อ 465
ข้าพระองค์เป็นราชธิดาองค์ที่สองของพระเจ้า กิกินั้น พระนามว่าสมณคุตตา ฟังธรรมของพระชิน- พุทธเจ้าผู้เลิศแล้ว ชอบพระทัยการบรรพชา แต่พระ- ชนกของพวกข้าพระองค์ไม่ทรงอนุญาต ครั้งนั้น พวก ข้าพระองค์ อยู่แต่ในพระราชมณเฑียร ไม่เกียจคร้าน ท่องเที่ยวอยู่ถึงสองหมื่นปี. พระราชธิดา ทรงเข้าอยู่โกมาริพรหมจรรย์ [ไม่ มีพระสวามี] เสวยสุข ยินดีเนืองนิตย์ในการบำรุง พระพุทธเจ้า ทรงมีมุทิตาจิต พระธิดา ๗ พระองค์ คือ สมณี สมณคุตตา ภิกขุนี ภิกขุทาสิกา ธัมมา สุธัมมา สังฆทาสิกา ครบ ๗ ปัจจุบันคือข้าพระองค์ [อุบลวรรณา] เขมาผู้มีปัญญา ปฏาจารา กุณฑลา [กุณฑลเกสา] กีสาโคตมี ธัมมทินนา วิสาขาครบ ๗. ด้วยกรรมที่ทำมาดีเหล่านั้น และด้วยการตั้งใจ ไว้ชอบ ข้าพระองค์ละกายมนุษย์แล้วก็ไปสู่สวรรค์ ชั้นดาวดึงส์ จุติจากนั้นแล้วข้าพระองค์ก็เกิดในสกุล ใหญ่ในหมู่มนุษย์ ได้ถวายผ้าอย่างดีเนื้อเกลี้ยงสีเหลือง แด่พระอรหันต์. ข้าพระองค์จุติจากนั้นแล้ว ก็เกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงอริฏฐบุรี เป็นธิดาของติริฏิวัจฉพราหมณ์ ชื่อว่า อุมมาทันตี งามจับใจ จุติจากนั้นแล้ว ข้าพระองค์ เกิดในสกุลหนึ่งในชนบท เฝ้าไร่ข้าวสาลี ซึ่งไม่กว้าง นัก ครั้งนั้น ข้าพระองค์พบพระปัจเจกพุทธเจ้าก็ถวาย
หน้า 332 ข้อ 465
ข้าวตอก ๕๐๐ ดอก ซึ่งปิดด้วยปทุม ปรารถนาบุตร ๕๐๐ คน แม้บุตรเหล่านั้นก็ปรารถนา ข้าพระองค์ ครั้นถวายของอร่อย ๆ แก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว จุติ จากนั้น ก็ไปเกิดในดอกปทุมขนาดใหญ่ในป่าได้เป็น พระมเหสีของพระเจ้ากาสี อันมหาชนสักการะบูชา แล้ว ให้กำเนิดพระราชโอรส ๕๐๐ พระองค์. คราวที่พระราชโอรสเหล่านั้น เจริญพระชันษา แล้ว ทรงเป็นกีฬาในน้ำ ทรงเห็นดอกปทุมมีกลีบหล่น ก็ได้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า. ข้าพระองค์นั้น ต้องพลัดพรากจากพระโอรส เปล่านั้น ซึ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า [สุตวีระ] ก็ เศร้าโศก จุติแล้ว ก็ไปเกิดในหมู่บ้านใกล้ข้างภูเขา อิสิคิลิ. เมื่อใด พระสุตพุทธะทั้งหลายรับข้าวยาคูของ พวกบุตรและแม้ของตนเองแล้วไป ข้าพระองค์พบ พระปัจเจกพุทธเจ้า ๘ องค์ เข้าบ้านเพื่อบิณฑบาต ก็ รำลึกถึงบุตรทั้งหลาย เมื่อนั้น ท่อน้ำมันของข้าพระ- องค์ก็คัด เพราะความรักบุตร. แต่นั้น ข้าพระองค์เลื่อมใสแล้วก็ได้ถวายข้าว ยาคู แก่พระสุตพุทธเจ้าและพระปัจเจกพุทธเจ้าเหล่า นั้น ด้วยมือตนเอง.
หน้า 333 ข้อ 465
ข้าพระองค์จุติจากนั้นแล้ว ก็มาถึงนันทนวัน อุทยานสวรรค์ชั้นไตรทศ [ดาวดึงส์] ข้าแต่พระมหา วีระ ข้าพระองค์เสวยสุขและทุกข์ ท่องเที่ยวไปในภพ น้อยใหญ่ ยอมสละชีวิต ก็เพื่อประโยชน์ของพระองค์. ข้าแต่พระมหาวีระ ผู้มีปัญญา ผู้ทรงความรุ่ง- โรจน์ ข้าพระองค์เป็นธิดาของพระองค์ กรรมที่ทำ ยากเป็นอันมาก และกรรมที่ทำได้แสนยาก ข้าพระ- องค์ก็ทรงทำแล้ว. พระราหุลและข้าพระองค์เกิดในสมภพเดียวกัน มีใจประกอบด้วยสมานฉันท์ตลอดหลายร้อยชาติเป็น อันมาก บังเกิดร่วมกัน และแม้แต่ชาติเดียวกัน เมื่อถึงภพสุดท้าย แม้เราทั้งสองก็มีสมภพต่างกัน ข้าแต่พระมหามุนี พระองค์ทรงชี้แจงความ ประชุมของพระชินพุทธเจ้าผู้เลิศพระองค์ก่อน ๆ ทรง ชี้แจงกุศลบารมีเป็นอันมากของข้าพระองค์ ก็เพื่อ ประโยชน์ของพระองค์ ข้าแต่พระมหามุนี กุศลกรรมอันใด ข้าพระองค์ บำเพ็ญแล้ว ขอโปรดทรงระลึกถึงกุศลธรรมอันนั้น งดเว้นอภัพพฐาน ห้ามกันอนาจารได้ ข้าแต่พระมหา วีระ ข้าพระองค์ยอมสละชีวิตก็เพื่อประโยชน์ของ พระองค์ ทุกข์มีมากอย่าง และสมบัติก็มีมากอย่าง อย่างนี้.
หน้า 334 ข้อ 465
เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพระองค์เกิดในสกุลเศรษฐี ทรัพย์มาก ประสบสุข ที่จัดไว้เสร็จแล้วอย่างนั้น รุ่งโรจน์ด้วยรัตนะนานาชนิด มั่งคั่งด้วยกามสมบัติทุก อย่าง ในกรุงสาวัตถี. ข้าพระองค์ พรั่งพร้อมด้วยความงดงามแห่งรูป ได้รับยกย่องในตระกูลทั้งหลาย อันมหาชนสักการะ บูชา นับถือและยำเกรงแล้ว. ข้าพระองค์ ล้ำคนทั้งหลายด้วยความงามแห่ง รูปและสิริ อันบุตรเศรษฐีหลายร้อยปรารถนาอยากได้. ข้าพระองค์ละเรือนบวชไม่มีเรือนยังไม่ทันถึง ครึ่งเดือน ก็บรรลุ สัจจะ ๔. ข้าพระองค์จักเนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัว ด้วยฤทธิ์ มาถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้า ผู้เป็นที่ พึ่งของโลก เป็นผู้มีสิริ. ข้าพระองค์เป็นผู้ชำนาญในฤทธิ์ ในทิพโสต ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์ชำนาญเจโตปริยญาณ. ข้าพระองค์รู้ปุพเพนิวาสญาณ ชำระทิพยจักษุ สิ้นอาสวะทุกอย่าง บัดนี้ ไม่มีการเกิดอีก. ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ และปฏิภาณของ ข้าพระองค์บริสุทธิ์ไร้มลทิน เพราะอานุภาพของ พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่. ชั่วขณะ ชนจำนวนนับพัน ก็น้อมเอาจีวร บิณฑบาต คิลานปัจจัยและเสนาสนะ เข้ามาโดยรอบ.
หน้า 335 ข้อ 465
พระชินพุทธเจ้า ทรงยินดีในคุณข้อนั้น ทรง เป็นผู้นำพิเศษในบริษัททั้งหลาย ทรงสถาปนาข้าพระ- องค์ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า เป็นเลิศของเหล่า ภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ทั้งหลาย. พระศาสดาข้าพระองค์ก็ปรนนิบัติแล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ก็กระทำเสร็จแล้ว ภาระหนัก ข้าพระองค์ก็ปลงลงแล้ว ตัณหาที่ นำไปในภพ ข้าพระองค์ก็ถอนเสียแล้ว. ข้าพระองค์ออกจากเรือนบวชไม่มีเรือน เพื่อ ประโยชน์อันใด ประโยชน์อันนั้น ธรรมเป็นที่สิ้น สังโยชน์ทุกอย่าง ข้าพระองค์ก็บรรลุตามลำดับแล้ว. กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์ก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพระองค์ก็กระทำเสร็จ แล้ว. ก็พระเถรีรูปนี้ คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังโคนต้น มะม่วงของนายคัณฑะ เพื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ใกล้ประตูกรุงสาวัตถี คราวนั้น ก็เข้าเผ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้ว ก็กราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ข้าพระองค์จักกระทำปาฏิหาริย์ ผิว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงอนุญาต แล้วบันลือสีหนาท. พระศาสดาทรงทำเหตุนั้นให้เป็นอัตถุปปัตติ เหตุเกิดเรื่อง ประทับ นั่งท่ามกลางบริษัทพระอริยะ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงสถาปนาพระภิกษุณีทั้ง หลายไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะตามลำดับ จึงทรงสถาปนาพระเถรีรูปนี้ไว้ใน ตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศของเหล่าภิกษุณีผู้มีฤทธิ์ พระอุบลวรรณาเถรี
หน้า 336 ข้อ 465
นั้น ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌาน สุขในผล และสุขในพระนิพพาน วันหนึ่ง พิจารณาถึงโทษ ความทราม และความเศร้าหมองของกามทั้งหลาย เมื่อ กล่าวย้ำคาถาที่พระเถรีเกิดความสลดใจ เฉพาะการอยู่ร่วมสามี ระหว่างมารดา กับธิดาที่กล่าวไว้แล้ว แก่ท่านพระคงคาตีริยเถระ จึงได้กล่าวคาถา ๓ คาถา นี้ว่า เราทั้งสองคือมารดาและธิดาเป็นหญิงร่วนสามี กัน เรานั้นมีความสลดใจ ขนลุก ที่ไม่เคยมี. น่าตำหนิจริง ๆ ฉานทั้งหลาย ไม่สะอาด กลิ่น เหม็น มีหนามมาก ที่เราทั้งสองคือมารดากับธิดา เป็นภริยาร่วม (สามี) กัน. เรานั้น เห็นโทษในกามทั้งหลาย เห็นเนกขัมมะ การบวชเป็นทางเกษมปลอดโปร่ง จึงออกจากเรือน บวชไม่มีเรือน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุโภ มาตา จ ธีตา จ มยํ อาสุํ สปตฺติโย ความว่า เราทั้งสองคือมารดาและธิดา ได้เป็นหญิงร่วมสามีกัน และกัน. เล่ากันว่า ภริยาของพ่อค้าคนหนึ่ง ในกรุงสาวัตถีตั้งครรภ์ขึ้นมาใน เวลาใกล้รุ่ง นางก็ไม่รู้เรื่องการตั้งครรภ์นั้น. พอสว่าง พ่อค้าก็บรรทุกสินค้า ลงในเกวียนเดินทางมุ่งไปกรุงราชคฤห์ เมื่อเวลาล่วงไป ครรภ์ของนางก็เติบ โต จนแก่เต็มที่. ครั้งนั้น แม่ผัวพูดกะนางว่า ลูกชายเราก็จากไปเสียนาน และเจ้าก็มีครรภ์ เจ้าไปทำชั่วมาหรือ. นางก็กล่าวว่า นอกจากลูกชายของแม่ ข้าพเจ้าก็ไม่รู้จักชายอื่น. แม่ผัวฟังนางแล้วไม่เชื่อ จึงขับไล่นางออกไปจากเรือน
หน้า 337 ข้อ 465
นางก็ไปตามหาสามี ไปถึงกรุงราชคฤห์ตามลำดับ ขณะนั้น ลมกัมมัชวาตก็ ปั่นป่วน นางก็เข้าไปยังศาลาหลังหนึ่งใกล้ ๆ ทางแล้วก็คลอดลูก นางคลอด ลูกชายคล้ายรูปทอง ให้นอนบนศาลาอนาถา แล้วออกไปหาน้ำข้างนอกศาลา ขณะนั้นนายกองเกวียนคนหนึ่ง เป็นคนไม่มีลูกเดินมาทางนั้น คิดว่าทารกของ หญิงไม่มีสามี จักเป็นลูกของเรา จึงเอาทารกนั้นมอบไว้ในมือนางนม ต่อมา มารดาของทารกนั้น ทำกิจเรื่องน้ำแล้ว กลับมาไม่เห็นลูกก็เศร้าโศกคร่ำครวญ ไม่เข้าไปกรุงราชคฤห์แต่เดินทางต่อไป หัวหน้าโจรคนหนึ่ง พบนางในระหว่าง ทางเกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงเอานางทำเป็นภริยาของตน นางอยู่ในเรือนโจรนั้น ก็ คลอดลูกหญิงออกมาคนหนึ่ง วันหนึ่ง นางยืนอุ้มลูกหญิงอยู่ทะเลาะกับสามี ก็โยนลูกลงบนเตียง ศีรษะของเด็กหญิงแตกหน่อยหนึ่ง ต่อนั้น นางกลัวสามี ก็กลับไปกรุงราชคฤห์ท่องเที่ยวไปตามอำเภอใจ ลูกชายของนางโตเป็นหนุ่มไม่ รู้ว่าเป็นมารดา ก็เอามารดาเป็นภริยาของตน. ต่อมา เขาไม่รู้ว่าลูกสาวหัวหน้าโจรนั้นเป็นน้องสาว ก็แต่งงานนำมา เรือน เขานำมารดาและน้องสาวมาเป็นภริยาของตนอยู่กันมาอย่างนี้ ด้วยเหตุนั้น คนแม้ทั้งสองนั้นจึงอยู่กันอย่างพร้อมเพรียง ต่อมาวันหนึ่ง มารดาแก้มวยผม ของลูกสาวหาเหาเห็นแผลเป็นที่ศีรษะ คิดว่าหญิงคนนี้คงเป็นลูกสาวเราแน่ แล้วก็ถาม เกิดความสลดใจจึงไปสำนักภิกษุณีแล้วบวช กระทำกิจเบื้องต้น เสร็จแล้ว อยู่อย่างสงัด พิจารณาทบทวนถึงการปฏิบัติแต่ก่อนของตน ก็ได้ กล่าวคาถาว่า อุโภ มาตา จ ธีตา จ เป็นต้น ก็พระเถรีนี้ กล่าวย้ำคาถา ที่หญิงนั้นกล่าวไว้แล้วเหล่านั้น โดยเห็นโทษในกามทั้งหลาย จึงกล่าวว่า อุโภ มาตา จ ธีตา จ เป็นอาทิ. ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า พระเถรี นั้น ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในฌาน สุขในผลและสุขในพระนิพพาน จึงได้กล่าว สามคาถาเหล่านี้
หน้า 338 ข้อ 465
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสุจี ได้แก่ ชื่อว่า อสุจี เพราะกิเลส และของไม่สะอาดไหลออก. บทว่า ทุคฺคนฺธา ได้แก่ กลิ่นเน่า เพราะกลิ่น เหม็นคลุ้งไป. บทว่า พหุกณฺฏถา ได้แก่ ชื่อว่า มีกิเลสดุจหนาม มากอย่าง เพราะอรรถว่าทิ่มแทงสุจริต โดยเป็นข้าศึก จริงอย่างนั้น กิเลสเหล่านั้น ท่านกล่าวว่า กามทั้งหลายเปรียบด้วยหอกและหลาว. บทว่า ยตฺถ ได้แก่ ในกามเหล่าใดที่บุคคลพึงบริโภค. บทว่า สหภริยา ได้แก่ เป็นภริยาเสมอกัน อธิบายว่าร่วมสามีเดียวกัน. สองคาถาว่า ปฺพฺเพนิวาสํ เป็นต้น พระเถรีซึ่งพิจารณาคุณวิเศษที่ตนบรรลุแล้ว เกิดปีติโสมนัส จึงกล่าว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เจโตปริจฺจาณํ ได้แก่ เจโตปริยญาณ ก็ทำ ให้แจ้งแล้ว หรือเชื่อมความว่า บรรลุแล้ว. ข้าพระองค์ จักเนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัวมาถวาย บังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าผู้เป็นที่พึ่งของ โลกผู้มีสิริ. คาถานี้ คราวใด พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปยังโคนต้นมะม่วงของ นายคัณฑะ เพื่อทรงทำยมกปาฏิหาริย์คราวนั้น พระเถรีนี้เนรมิตรถเห็นปานนั้น เข้าไปเฝ้าพร้อมกับรถนั้น กราบทูลว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ จักทำปาฏิหาริย์ เพื่อทำลายความมัวเมาของเดียรถีย์ขอทรงโปรดอนุญาตเถิด พระเจ้าข้า แล้วยืนในสำนักพระศาสดา พระเถรีกล่าวหมายถึงเรื่องปาฏิหาริย์ นั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทฺธิยา อภินิมฺมิตฺวา จตุรสฺสํ รถํ อหํ อธิบายว่า ข้าพระองค์เนรมิตรถเทียมม้า ๔ ตัว ด้วยฤทธิ์แล้ว ถวาย บังคมพระยุคลบาทของพระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง. มารถามเชิงขู่พระเถรีว่า
หน้า 339 ข้อ 465
ท่านเข้าไปยังต้นไม้ ที่ออกดอกบานถึงยอด ยืน อยู่ผู้เดียวที่โคนไม้ เพื่อนไร ๆ ของท่าน ก็ไม่มีเลย ท่านไม่กลัวความสามหาวของพวกนักเลงเจ้าชู้หรือ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สุปุปฺผิตคฺคํ ความว่า มียอดออกดอก บานดี คือบานสะพรั่งทั่วทั้งต้นแต่ยอด. บทว่า ปาทปํ แปลว่าต้นไม้ ในที่ นี้ท่านหมายเอาต้นสาละ. บทว่า เอกา ตุวํ ความว่า ท่านยืนอยู่ผู้เดียวใน ที่นี้. บทว่า น จาปิ ตุยฺหํ ทุติยตฺถิ โกจิ ความว่า แม้ใคร ๆ ที่เป็น สหายของท่าน เป็นผู้อารักขาไม่มี อีกอย่างหนึ่ง โดยรูปสมบัติ เพื่อนแม้ไร ๆ ของท่านก็ไม่มี หญิงที่มีรูปสวยไม่มีใครเสมอ ยืนอยู่ลำพังคนเดียวในที่สงัดจาก ชนนี้. บทว่า น ตฺวํ พาเล ภายสิ ธุตฺตกานํ ความว่า ดูก่อนแม่ สาวรุ่น ท่านไม่กลัวถ้อยคำของพวกชายเจ้าชู้ อธิบายว่า พวกนักเลง ที่ทำ การเกี้ยว. เขาว่า วันหนึ่ง มารเห็นพระเถรีนั่งพักผ่อนกลางวัน ณ ป่าสาละ ที่ออกดอกบาน ต้องการจะตัดพระเถรีให้ขาดจากวิเวก เมื่อทดลองจึงกล่าว คาถานี้ ลำดับนั้น พระเถรีเมื่อจะคุกคามมารนั้น จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ โดยอานุภาพของตนว่า ต่อให้นักเลงนับจำนวนแสนเช่นนี้ มารุมล้อม ขนของเราก็ไม่หวั่นไม่ไหว มารเอย ท่านผู้เดียวจักทำ อะไรเราได้ เรานั้นหายตัวได้ เข้าท้องท่านก็ได้ ยืน ระหว่างคิ้ว ท่านก็ไม่เห็นเราได้ เราเป็นผู้ชำนาญใน จิต อบรมอิทธิบาทอย่างดีแล้ว อภิญญา ๖ เราก็ทำให้ แจ้งแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ทำเสร็จแล้ว.
หน้า 340 ข้อ 465
กามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกและหลาวเป็น เครื่องบีบคั้นขันธ์ทั้งหลาย ท่านเอ่ยถึงความยินดีใน กามอันใด บัดนี้เราไม่มีความยินดีอันนั้น. ความเพลิดเพลินในกามทั้งปวง เราขจัดเสียแล้ว กองแห่งความมืด [อวิชชา] เราก็ทำลายเสียแล้ว ดูก่อน มารผู้มีบาป ท่านจงรู้ไว้เถิด ดูก่อนมารผู้กระทำที่สุด ถึงตัวท่านเราก็ขจัดเสียแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สตํ สหสฺสานิปิ ธุตฺตกานํ สมาคตา เอทิสกา ภเวยฺยุํ ความว่า ท่านเป็นเช่นใด เหล่านักเลง แม้จำนวนหลาย แสนเช่นนั้น คือเห็นปานนั้น พึงมาชุมนุมกัน บทว่า โลมํ น อิญฺเช นปิ สมฺปเวเธ ความว่า แม้มาตรว่าขนไม่พึงหวั่นไม่พึงไหว. บทว่า กึ เม ตุวํ มาร กริสฺสเสโก ความว่า ดูก่อนมาร ท่านผู้เดียวจักทำอะไรเราได้ บัดนี้ พระเถรีเมื่อจะชี้แจงว่า มารไม่สามารถทำอะไร ๆ แก่ตนได้ จึงกล่าวคาถาว่า เอสา อนฺตรธายามิ เป็นต้น. คาถานั้น มีความว่า ดู ก่อนมาร เรานั้นยืนอยู่ต่อหน้าท่าน ก็หายตัวได้ ท่านมองไม่เห็น เราเข้า ท้องท่าน ทั้งที่ไม่รู้นั่นแหละก็ได้ ยืนอยู่ระหว่างคิ้วก็ได้ และเรายืนอยู่อย่างนั้น ท่านก็ไม่เห็น. หากจะถามว่า เพราะเหตุไร ก็ตอบได้ว่า เพราะเราชำนาญในจิต อบรมอิทธิบาทดีแล้ว. อธิบายว่า ดูก่อนมาร เราเป็นได้ เพราะจิตของเรา ชำนาญแล้ว แม้อิทธิบาท ๔ เราก็อบรมดีแล้ว ทำให้มากแล้ว เพราะฉะนั้น เราจึงสามารถ เพราะอยู่ในอิทธิวิสัยตามที่กล่าวมาแล้ว. ข้อนอกนั้นทั้งหมด ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง. จบ อรรถกถาอุบลวรรณาเถรีคาถา จบ อรรถกถาทวาทสกนิบาต
หน้า 341 ข้อ 466
โสฬสกนิบาต ๑. ปุณริกาเถรีคาถา [๔๖๖] พระปุณณิกาเถรีได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าถามพราหมณ์ว่า ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ กลัวเจ้านายลงโทษ กลัววาจาและโทสะเจ้านายคุกคาม จึงลงตักน้ำเป็น ประจำ แม้แต่หน้าหนาว. ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวอะไร จึงลงอาบน้ำทุก เมื่อ ท่านมีตัวสั่นเทา ประสบความหนาวเย็นอย่างหนัก พราหมณ์ตอบว่า ดูก่อนแม่ปุณณิกาผู้เจริญ เจ้ารู้ว่าเรากำลังทำกุศล- กรรม อันปิดเสียซึ่งบาปกรรม ยังจะสอบถามอยู่หรือ หนอ ผู้ใดไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ประกอบกรรมที่เป็นบาป แต่ผู้นั้น ก็จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการ อาบน้ำ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ใครหนอ ช่างไม่รู้ มาบอกแก่ท่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่า คนจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ พวกกบ เต่า งู จระเข้ และสัตว์อื่นใดที่สัญจรอยู่ ในน้ำ ทั้งหมด ก็คงจะพากันไปสวรรค์แน่แท้.
หน้า 342 ข้อ 466
คนฆ่าแพะ คนฆ่าสุกร คนฆ่าปลา คนล่าเนื้อ พวกโจร พวกเพชฌฆาต และทำบาปกรรมอื่น ๆ แม้ คนทั้งนั้น ก็จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการ อาบน้ำ. ถ้าหากว่า แม่น้ำเหล่านี้ จะพึงนำบาปที่ท่าน ทำมาแต่ก่อนไปได้ไซร้ แม่น้ำเหล่านี้ก็จะพึงนำทั้งบุญ ของท่านไปด้วย ท่านก็จะพึงห่างจากบุญนั้นไป. ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวบาปอันใด จึงลงอาบน้ำ ทุกเมื่อ ท่านพราหมณ์ ท่านก็อย่าทำบาปกรรมอันนั้น ขอความหนาวเย็นอย่าทำลายผิวท่านเลย. พราหมณ์กล่าวว่า ท่านนำเราผู้เดินทางผิดมาสู่ทางถูก [อริยมรรค] แม่ปุณณิกาผู้เจริญ เราขอมอบผ้าสาฏกผืนนี้ให้ท่าน เพื่อใช้อาบน้ำ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ผ้าสาฎกผืนนี้จงเป็นของท่านเท่านั้นเถิด ข้าพเจ้า ไม่ต้องการผ้าสาฎกผืนนี้ดอก ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้า ทุกข์ไม่น่ารักสำหรับท่าน ท่านก็อย่าทำบาปกรรมทั้ง ในที่ลับ ทั้งในที่แจ้ง ก็หากว่าท่านจักกระทำหรือ กำลังกระทำบาปกรรม ท่านถึงจะเหาะหนีไป ก็ไม่พ้น ไปจากทุกข์ได้เลย.
หน้า 343 ข้อ 466
ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าทุกข์ไม่น่ารักสำหรับท่าน ท่านก็จงถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เช่น นั้นเป็นสรณะ จงสมาทานศีล ข้อนั้นก็จักเป็นไปเพื่อ ความหลุดพ้นของท่าน. พราหมณ์กล่าวว่า แต่ก่อน เราเป็นเผ่าพันธุ์ของพรหม บัดนี้เรา เป็นพราหมณ์จริง มีวิชชา ๓ ถึงพร้อมด้วยเวท เป็น โสตถิยะ [พราหมณ์หนที่ ๒] ผู้อาบน้ำเสร็จแล้ว. จบ ปุณณิกาเถรีคาถา จบ โสฬสกนิบาต อรรถกถาโสฬกนิบาต อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา๑ ใน โสฬสกนิบาต คาถาว่า อุทหารี อหํ สีเต เป็นต้น เป็น คาถาของ พระปุณณาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้าง สมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสี ก็บังเกิดในเรือนสกุล รู้เดียงสาแล้ว เกิดความสังเวช เพราะเป็นผู้พรักพร้อมด้วยเหตุสัมปทา ก็ไปสำนักภิกษุณีฟังธรรม ได้ศรัทธา แล้วบวชมีศีลบริสุทธิ์ เรียนพระไตรปิฎก เป็นพหูสูต ทรงธรรม และเป็น ๑. บาลีเป็นปุณณิกาเถรีคาถา.
หน้า 344 ข้อ 466
ผู้กล่าวธรรม [ธรรมกถึก]. บวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนาม ว่า สิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ และกัสสปะ ก็เป็นผู้สมบูรณ์ด้วย ศีล เป็นพหูสูต ทรงธรรม และเป็นผู้กล่าวธรรม [ธรรมกถึก] เหมือน ครั้งบวชในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ฉะนั้น. แต่ เพราะเป็นคนเจ้ามานะ จึงไม่อาจตัดกิเลสให้ขาดได้ และเพราะกระทำกรรม โดยมีมานะเป็นสันดาน ในพุทธุปบาทกาลนี้ จึงบังเกิดในท้องของทาสีในเรือน ของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี. นางมีชื่อว่าปุณณา นางเป็นโสดาบัน ในเพราะ พระธรรมเทศนาชื่อสีหนาทสูตร ทรมานพราหมณ์ที่ถือว่าบริสุทธิ์ด้วยการลงอาบ น้ำ ท่านเศรษฐีสรรเสริญแล้ว ทำนางให้เป็นไทแก่ตัว อนุญาตให้นางบวชได้แล้ว ก็บวช เจริญกรรมฐาน ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑ ข้าพเจ้าบวชเป็นภิกษุณี ในพระศาสนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่าวิปัสสี และของพระ พุทธเจ้าพระนามว่าสิขี เวสสภู กกุสันธะ โกนาคมนะ และพระกัสสปะ ถึงพร้อมด้วยศีล มีปัญญารักษาตัว สำรวมอันทรีย์ เป็นพหูสูต ทรงธรรม สอบถามความ แห่งธรรม เล่าเรียนฟังธรรมอย่างใกล้ชิด ข้าพเจ้า แสดงธรรมท่ามกลางหมู่ชน อยู่ในพระศาสนาของ พระชินเจ้า ด้วยความเป็นพหูสูต ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้า จึงมีศีลเป็นที่รัก หากแต่ถือตัวจัด ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๘ ปุณณิกาเถรีอปทาน.
หน้า 345 ข้อ 466
มาในบัดนี้ ภพสุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดในท้อง ทาสีผู้แบกหม้อน้ำ [กุมภทาสี] ในเรือนของท่านอนาถ- ปิณฑิกเศรษฐี กรุงสาวัตถี ราชธานีแห่งแคว้นโกศล. ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ ได้พบพราหมณ์ โสตถิยะ [ผู้เป็นพราหมณ์หนที่ ๒] กำลังหนาวสั่น อยู่กลางน้ำ ครั้นพบเขาแล้ว ได้กล่าวดังนี้ว่า ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ กลัวเจ้านายลงโทษ ถูกภัยคือวาจาและโทสะเจ้านายคุกคาม จึงลงตักน้ำทุก เมื่อ แม่แต่หน้าหนาว ท่านพราหมณ์ ท่านเล่า กลัวอะไร จึงลงน้ำทุกเมื่อ ตัวสั่นเทา ประสบความ หนาวเย็นอย่างหนัก. พราหมณ์กล่าวว่า ดูก่อนแม่ปุณณาผู้จำเริญ เจ้าเมื่อรู้ว่าเราผู้กระทำ กุศลกรรม อันห้ามบาปที่ทำไว้แล้ว ยังจะสอบถาม หรือหนอ ก็ผู้ใด ไม่ว่าเป็นคนแก่และคนหนุ่มประกอบ บาปกรรมได้ ผู้นั้น ย่อมจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการลงอาบน้ำ. ข้าพระองค์ได้บอกแก่พราหมณ์ผู้ขึ้นจากน้ำ ถึง บทอันประกอบด้วยธรรมและอรรถ พราหมณ์ฟังบท นั้นแล้ว ก็สลดใจด้วยดีออกบวช เป็นพระอรหันต์. เมื่อใด ข้าพระองค์บำเพ็ญบารมีมา ๙๙ ชาติ เกิดในสกุลทาสี เมื่อนั้น บิดามารดาเหล่านั้น ได้
หน้า 346 ข้อ 466
ขนานนามข้าพระองค์ว่าปุณณา นำข้าพระองค์ให้เป็น ไทแก่ตัว. ต่อจากนั้น ข้าพระองค์ขออนุญาตท่านเศรษฐี ออกบวช เป็นผู้ไม่มีเรือน ไม่นานเลยก็ได้บรรลุพระ- อรหัต. ข้าแต่พระมหามุนี ข้าพระองค์เป็นผู้ชำนาญใน ฤทธิ์ ในทิพโสต ชำนาญเจโตปริยญาณ รู้ปุพเพนิ- วาสญาณ ชำระทิพโสตแล้ว เพราะหมดสิ้นอาสวะ ทุกอย่าง บัดนี้ภพใหม่ไม่มีอีกแล้ว. ญาณในอรรถ ธรรม นิรุตติ ปฏิภาณ อัน บริสุทธิ์ไร้มลทิน ของข้าพระองค์มีเพราะอานุภาพของ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. ข้าพระองค์มีปัญญามาก เพราะภาวนา มีสุตะ [พหูสูต] เพราะสุตะ เกิดในตระกูลต่ำเพราะมานะ กรรมก็ยังไม่สุดสิ้น. กิเลสทั้งหลาย ข้าพระองค์ก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จสิ้นแล้ว ครั้นบรรลุ พระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนข้อปฏิบัติของตน ได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ข้าพระองค์ถามพราหมณ์ว่า ข้าพเจ้าเป็นหญิงแบกหม้อน้ำ กลัวเจ้านายลง โทษ กลัววาจาและโทสะเจ้านายคุกคาม จึงลงตักน้ำ ทุกเมื่อ แม้แต่หน้าหนาว.
หน้า 347 ข้อ 466
ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวอะไร จึงลงอาบน้ำทุก เมื่อ ท่านมีตัวสั่นเทา ประสบความหนาวเย็นอย่างหนัก. พราหมณ์ตอบว่า ดูก่อนแม่ปุณณาผู้จำเริญ เจ้ารู้ว่าเรากำลังทำ กุศลธรรม อันปิดซึ่งบาปกรรม ยังจะสอบถามอยู่หรือ หนอ ก็ผู้ใดไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ประกอบกรรมที่เป็น บาป แม้ผู้นั้น ก็จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะ การอาบน้ำ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ใครหนอช่างไม่รู้มาบอกกับท่าน ซึ่งก็ไม่รู้ว่าตน จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ พวก กบ เต่า งู จระเข้ และสัตว์อื่น ๆ ที่สัญจรอยู่ในน้ำ ทั้งหมด ก็คงจักพากันไปสวรรค์แน่แท้ คนฆ่าแพะ คนฆ่าสุกร คนฆ่าปลา คนล่าเนื้อ พวกโจร พวก เพชฌฆาต และคนทำบาปกรรมอื่น ๆ แม้คนทั้งนั้น จะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะการอาบน้ำ ถ้า หากว่า แม่น้ำเหล่านี้จะพึงนำบาปที่ท่านทำมาแต่ก่อน ไปได้ไซร้ แม่น้ำเหล่านี้ ก็จะพึงนำแม้บุญของท่าน ไปด้วย ท่านก็จะพึงเห็นห่างจากบุญนั้นไป. ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวบาปกรรมอันใด จึงลง อาบน้ำทุกเมื่อ ท่านพราหมณ์ ท่านก็อย่าทำบาปกรรม อันนั้น ขอความหนาวเย็นอย่าทำลายด้วยของท่านเลย.
หน้า 348 ข้อ 466
พราหมณ์กล่าวว่า ท่านนำเราผู้เดินทางผิดมาสู่ทางถูก [อริยมรรค] แม่ปุณณาผู้จำเริญ เราขอมอบผ้าสาฎกนี้ให้ท่าน เพื่อ ใช้อาบน้ำ ข้าพเจ้ากล่าวว่า ผ้าสาฎกนี้จงเป็นของท่านเถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการ ผู้สาฎกนี้ดอกจ้ะ ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าทุกข์ไม่น่ารัก สำหรับท่าน ท่านก็อย่าทำบาปกรรม ทั้งในที่ลับ ทั้ง ในที่แจ้ง ก็หากว่าท่านจักกระทำ หรือกำลังกระทำ บาปกรรม ท่านถึงจะเหาะหนีไป ก็ไม่พ้นไปจากทุกข์ ได้เลย. ถ้าท่านกลัวทุกข์ ถ้าทุกข์ไม่น่ารักสำหรับท่าน ท่านก็จงถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เช่นนั้นเป็นสรณะ จงสมาทานศีล ข้อนั้นก็จักเป็นไป เพื่อความหลุดพ้นของท่าน. พราหมณ์กล่าวว่า แต่ก่อน เราเป็นเผ่าพันธุ์ของพรหม บัดนี้เรา เป็นพราหมณ์จริง มีวิชชา ๓ ถึงพร้อมด้วยเวท เป็น โสตถิยะ [พราหมณ์หนที่ ๒] ผู้อาบน้ำเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทหารี ได้แก่ ผู้นำน้ำมาด้วยหม้อ. บทว่า สทา อุทกโมตรึ ได้แก่ ลงตักน้ำทุกเมื่อ คือทั้งกลางคืนกลางวัน แม้แต่ในหน้าหนาว. อธิบายว่า เวลาใด ๆ เจ้านายต้องการน้ำเวลานั้น ๆ ข้าพเจ้าก็ต้องลงตักน้ำ ครั้นลงตักน้ำแล้ว ก็ต้องนำน้ำไปให้เขา. บทว่า
หน้า 349 ข้อ 466
อยฺยานํ ทณฺฑภยภีตา ได้แก่ กลัวภัยคือการลงโทษของเจ้านาย. บทว่า วาจาโทสภยฏฏิตา ได้แก่ ถูกภัยคือการลงโทษทางวาจา [การด่าว่า] และภัยคือการลงโทษทางกาย [การโบย, ตี] คุกคาม คือบีบคั้น ประกอบ ความว่า ต้องลงตักน้ำ แม้แต่หน้าหนาว. ต่อมาวันหนึ่ง นางปุณณาทาสีไปท่าน้ำเพื่อเอาหม้อนำน้ำมา ณ ที่นั้น ได้พบพราหมณ์ผู้หนึ่ง ซึ่งถือลัทธิว่าบริสุทธิ์ได้ด้วยการอาบน้ำ เมื่อความ นาวเย็นกำลังเป็นไปอยู่ ในสมัยหิมะตก ลงน้ำแต่เช้าตรู่ ดำน้ำมิดศีรษะ ร่ายมนต์แล้วขึ้นจากน้ำ ผ้าเปียก ผมเปียก สั่นเท้า ฟันกระทบกันดังบรรเลง พิณ ฉะนั้น ครั้นเห็นแล้ว มีใจอันความกรุณากระตุ้นเตือนแล้ว หวังจะเปลื้อง พราหมณ์นั้นให้พ้นจากทิฏฐินั้น จึงกล่าวคาถาว่า กสฺส พฺราหฺมณ ตฺวํ ภีโต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กสฺส พฺราหฺมณ ตฺวํ ภีโต ความว่า ท่านพราหมณ์ ท่านกลัวแต่เหตุแห่งภัย ชื่อไรเล่า. บทว่า สทา อุทกโมตริ ได้แก่ลงน้ำทุกเวลา คือทั้งเช้าทั้งเย็น และครั้นลงแล้ว ก็มีตัว คือส่วนแห่ง ร่างกายหนาวสั่น คือสั่นเทิ้ม. บทว่า สีตํ เวทยเส ภุสํ ได้แก่ ประสบ คือเสวยทุกข์ เกิดแต่ความหนาวอย่างเหลือเกิน คือที่ทนได้ยาก. บทว่า ชานนฺตี วต มํ โภติ ความว่า ดูก่อนแม่ปุณณาผู้เจริญ ท่านก็รู้ว่า ด้วยการลงน้ำนี้ เรากำลังทำกุศลกรรม ที่จะปิด คือสามารถห้าม กันบาปกรรมที่สร้างสมไว้นั้นได้ ยังจะถามด้วยหรือหนอ. พราหมณ์เมื่อแสดงว่า ความข้อนี้ปรากฏในโลกแล้ว มิใช่หรือ แม้ อย่างนั้น เราก็จะบอกแก่ท่าน จึงกล่าวคาถาว่า โย จ วุทฺโฒ เป็นต้น. คาถานั้นมีความว่า คนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าแก่ หนุ่ม หรือกลางคน ประกอบ คือกระทำเหลือเกิน ซึ่งบาปกรรม ต่างโดยปาณาติบาตกรรมเป็นต้น คนแม้
หน้า 350 ข้อ 466
นั้นยินดีนักในบาปกรรมอย่างหนัก ก็หลุดพ้น คือรอดพ้นโดยส่วนเดียว จาก บาปกรรมนั้นได้ ด้วยการรดน้ำ คือด้วยการอาบน้ำ. นางปุณณาฟังคำของพราหมณ์นั้น เมื่อจะให้คำตอบแก่พราหมณ์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า โก นุ เต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ เต อิทมกฺขาสิ อชานนฺตสฺส อชานโก ความว่า ใครหนอช่างไม่รู้ ช่างไม่ เข้าใจ ช่างเขลา มาบอกแก่ท่านผู้ไม่รู้วิบากกรรม คือไม่รู้วิบากของกรรม ทุก ๆ ประการ ถึงความข้อนี้ว่า คนย่อมหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะ เหตุที่รดน้ำ ผู้นั้นมีถ้อยคำที่เชื่อไม่ได้เลย อธิบายว่า คำนั้นไม่ถูกต้อง. บัดนี้ นางปุณณาเมื่อชี้แจงถึงความไม่ถูกต้องนั้นแก่พราหมณ์นั้น จึง กล่าวคาถามีว่า สคฺคํ นูน คมิสฺสนฺติ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคา แปลว่า งู. บทว่า สุํสุมารา แปลว่า จระเข้. บทว่า เย จญฺเ อุทเก จรา ความว่า สัตว์แม้เหล่าอื่นใด ที่หากินอยู่ในน้ำ มีปลา มังกร และปลาใหญ่นันทิยาวัตเป็นต้น สัตว์แม้เหล่านั้น เห็นทีจักไปสวรรค์ เข้าถึง เทวโลกกันแน่แท้ ถ้าจะหลุดพ้นจากบาปกรรมได้ เพราะอาบน้ำ. บทว่า โอรพฺภิกา แปลว่า คนฆ่าแพะ. บทว่า สูกริกา แปลว่า คนฆ่าสุกร. บทว่า มจฺฉิกา แปลว่า ชาวประมง. บทว่า มิคพนฺธกา แปลว่า พรานเนื้อ. บทว่า วชฺฌฆาตกา ได้แก่ คนมีหน้าที่ฆ่า. บทว่า ปุญฺมฺปิมา วเหยฺยุํ ความว่า ถ้าแม่น้ำเหล่านั้นมีแม่น้ำ อจิรวดีเป็นต้น จะพึงนำไปคือนำออกไปซึ่งบาปที่ท่านทำมาแต่ก่อน ด้วยการ ลงอาบน้ำในแม่น้ำเหล่านั้น ฉันใดไซร้ แม่น้ำเหล่านั้นก็พึงนำคือลอยซึ่งบุญที่ ท่านทำไว้แล้วก็ฉันนั้น ท่านก็พึงห่างจากบุญกรรมนั้น คือ เมื่อเป็นดังนั้น ท่านก็พึงห่างว่างเว้นจากบุญกรรมนั้น อธิบายว่า คำนั้นไม่ถูกต้อง หรือว่า
หน้า 351 ข้อ 466
การลอยบุญของคนที่ลงอาบน้ำย่อมมีไม่ได้ เพราะน้ำ ฉันใด แม้การลอยบาป ก็ย่อมมีไม่ได้ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุไร ก็เพราะการอาบน้ำ ไม่เป็น ปฏิปักษ์ต่อเหตุแห่งบาปทั้งหลาย สภาพใดทำสิ่งใดให้พินาศไป สภาพนั้น ก็ เป็นปฏิปักษ์ต่อสิ่งนั้น ความสว่างเป็นปฏิปักษ์ต่อความมืด วิชชาเป็นปฎิปักษ์ ต่ออวิชชา ฉันใด การอาบน้ำก็ไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อบาป ฉันนั้น เพราะฉะนั้น พึงได้ข้อยุติในเรื่องนี้ว่า หลุดพ้นจากบาปกรรม เพราะอาบน้ำไม่ได้ ด้วยเหตุ นั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า บุคคลย่อมสะอาดเพราะน้ำก็หามิได้ เพราะชน เป็นอันมาก เขาก็อาบน้ำกันในแม่น้ำนั้น สัจจะและ ธรรมะมีในผู้ใด ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้สะอาด และผู้นั้น ชื่อว่าเป็นพราหมณ์ผู้ลอยบาป. บัดนี้ นางปุณณาทาสี เพื่อแสดงว่า ก็ผิว่า ท่านต้องการจะลอยบาป ไซร้ ท่านก็อย่าทำบาปทุก ๆ ประการเลย จึงกล่าวคาถาว่า ยสฺส พฺราหฺมณ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตเมว พฺรหฺเม มากาสิ ความว่า ท่านกลัวบาปใด ท่านพันธุ์พรหม คือท่านพราหมณ์ ท่านก็อย่าได้ทำบาปนั้นสิ ด้วยว่าการลงน้ำ ก็เบียดเบียนร่างกาย ในหน้าหนาวเช่นนี้ อย่างเดียวเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น นางปุณณาจึงกล่าวว่า ขอความหนาวอย่าทำร้ายผิวท่านเลย อธิ- บายว่า ความหนาวที่เกิดเพราะการอาบน้ำในหน้าหนาวเช่นนี้ อย่าพึงทำร้าย อย่าพึงเบียดเบียนผิวแห่งร่างกายท่านเลย. บทว่า กุมฺมคฺคปฏิปนฺนํ ได้แก่ เราผู้ดำเนินคือผู้ประคับประคองทางผิด คือถือเอาผิด ๆ นี้. บทว่า อริยมคฺคํ สมานยิ ความว่า ท่านนำมาพร้อม คือน้อมนำมาโดยชอบสู่ทางที่พระอริยะ ทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงดำเนินมาแล้วนี้ว่า การไม่ทำบาปทั้งปวง
หน้า 352 ข้อ 466
การทำกุศลให้พรักพร้อม ดังนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้น แม่ปุณณาผู้เจริญ เรา ขอมอบผ้าสาฎกผืนนี้ ให้แก่ท่านด้วยความยินดี เป็นส่วนของการบูชาอาจารย์ โปรดรับผ้าสากฎผืนนี้ไว้เถิด. นางปุณณานั้น ปฏิเสธพราหมณ์นั้น แต่เพื่อจะกล่าวธรรม ทำ พราหมณ์ให้ตั้งอยู่ในสรณะและศีล จึงกล่าวว่า ผ้าสาฎกจงเป็นของท่านเท่านั้น เถิด ข้าพเจ้าไม่ต้องการผ้าสาฎกดอก ดังนี้แล้วกล่าวต่อไปว่า ถ้าท่านกลัวทุกข์ ดังนี้เป็นต้น คำนั้นมีความว่า ผิว่า ท่านกลัวทุกข์ต่างโดยความไม่ผาสุกและ ความมีโชคร้ายเป็นต้น ในอบายทั้งสิ้นและในสุคติ ผิว่า ทุกข์นั้น ไม่น่ารัก ไม่น่าปรารถนาสำหรับท่าน ท่านก็อย่าทำ อย่าประกอบกรรมชั่วทราม แม้ ประมาณเล็กน้อย โดยกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น ทางกายวาจา ในที่แจ้งคือทำ เปิดเผยโดยปรากฏแก่คนเหล่าอื่น หรือโดยมโนกรรมมีอภิชฌาเป็นต้น ใน มโนทวารอย่างเดียว ในที่ลับ คือทำปกปิด โดยไม่ปรากฏ ก็ถ้าหากท่านจัก กระทำบาปกรรมนั้นในอนาคตหรือกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน ท่านแม้จะจงใจ เจตนาหนีไปเสีย ด้วยประสงค์ว่า เมื่อเราหนีไปทางโน้นทางนี้ ทุกข์อันเป็น ผลของกรรมนั้น ก็ติดตามไปไม่ได้ในอบาย ๔ มีนรกเป็นต้นและในมนุษย์ ดังนี้ จะชื่อว่าหลุดพ้นจากบาปนั้นก็หาไม่ อธิบายว่า เมื่อปัจจัยอันมีคติและ กาลเป็นต้นยังประชุมกันอยู่ กรรมก็ย่อมจะให้ผลได้ทั้งนั้น บาลีว่า อุปจฺจ ก็มี ความว่าเหาะไป. นางปุณณาครั้นแสดงความไม่มีทุกข์ เพราะไม่ทำบาป อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะแสดงเพราะการทำบุญบ้างจึงกล่าวว่า สเจ ภายสิ เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตาทินํ ได้แก่ ผู้ถึงความเป็นผู้คงที่ใน อารมณ์ที่เห็นแล้วเป็นต้น หรือประกอบความว่า ท่านจงเข้าถึงพระสัมพุทธเจ้า พระองค์นั้นเป็นสรณะ เพราะเป็นผู้ที่ท่านพึงเห็นเหมือนอย่างผู้คงที่พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ที่ท่านพึงเห็น แม้ในพระธรรมและ
หน้า 353 ข้อ 466
พระสงฆ์ ก็นัยนี้เหมือนกัน ประกอบความว่า จงเข้าถึงพระธรรมของ พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐเช่นนั้น ถึงหมู่คือกลุ่มของพระอริยบุคคล ๘ เป็นสรณะ . บทว่า ตํ ได้แก่ การถึงสรณะ และการสมาทานศีล. บทว่า เหหิติ แปลว่า จักเป็น. พราหมณ์นั้นตั้งอยู่ในสรณะและศีลแล้ว ต่อมา ฟังธรรมในสำนักของ พระศาสดาแล้วได้ศรัทธา ก็บวชพากเพียรพยายามอยู่ ไม่นานนัก ก็เป็นผู้มี วิชชา ๓ พิจารณาทบทวนข้อปฏิบัติของตน เมื่อจะอุทานจึงกล่าวคาถาว่า พฺรหฺมพนฺธุ เป็นต้น. คาถานั้นมีความว่า แต่ก่อน ข้าพเจ้ามีชื่อว่า พรหมพันธุ์ เผ่า- พันธุ์พรหม โดยเหตุเพียงเกิดในสกุลพราหมณ์ ข้าพเจ้า เป็นผู้มีไตรเพทถึง พร้อมด้วยเวท ชื่อว่า เป็นพราหมณ์ผู้อาบน้ำเสร็จแล้ว โดยเหตุเพียงเรียน เป็นต้นซึ่งไตรเพทมีอิรุพเพทเป็นอาทิ ก็อย่างนั้น บัดนี้ ข้าพเจ้าเป็นพราหมณ์ จริง คือเป็นพราหมณ์โดยปรมัตถ์ เพราะลอยบาปได้โดยประการทั้งปวง ชื่อว่าเตวิชชา เพราะบรรลุวิชชา ๓ ชื่อว่าถึงพร้อมด้วยเวท เพราะประกอบ ด้วยเวท กล่าวคือมรรคญาณ และชื่อว่าอาบน้ำเสร็จแล้ว เพราะถอนบาปได้ หมด แม้คาถาที่พราหมณ์กล่าวไว้ในเรื่องนี้ ภายหลัง พระเถรีก็กล่าวไว้เฉพาะ ดังนั้น จึงชื่อว่าคาถาของพระเถรีทั้งหมดแล. จบ อรรถกถาปุณณาเถรีคาถา จบ อรรถกถาโสฬสกนิบาต
หน้า 354 ข้อ 467
เถรีคาถา วีสตินิบาต ๑. อัมพปาลีเถรีคาถา [๔๖๗] พระอัมพปาลีเถรี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้ามีสีดำเหมือนสีแมลงภู่ มีปลายผมงอน เดี๋ยวนี้ผมเหล่านั้นกลายเป็นเสมือน ป่านปอเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน มวยผมของข้าพเจ้าเต็มด้วยดอกไม้หอม กรุ่น เหมือนผอบที่อบกลิ่น เดี๋ยวนี่ผมนั้น มีกลิ่น เหมือนขนแกะเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้าดก งามด้วยปลายผม ที่รวบไว้ด้วยหวีและเข็มเสียบ เหมือนป่าไม้ทึบที่ปลูก ไว้เป็นระเบียบ เดี๋ยวนี้ผมนั้นบางลง ๆ ในที่นั้น ๆ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน มวยผมดำ ประดับทอง ประดับด้วย ช้องผมอย่างดี สวยงาม เดี๋ยวนี้ มวยผมนั้นก็ร่วงเลี่ยน ไปทั้งศีรษะเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น.
หน้า 355 ข้อ 467
แต่ก่อน คิ้วของข้าพเจ้าสวยงามคล้ายรอยเขียน ที่จิตรกรบรรจงเขียนไว้ เดี่ยวนี้ กลายเป็นห้อยย่นลง เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ดวงตาทั้งคู่ของข้าพเจ้าดำขลับมีประกาย งาม คล้ายแหวนมณี เดี๋ยวนี้ ถูกชราทำลายเสียแล้ว จึงไม่งาม พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน เมื่อวัยสาว จมูกของข้าพเจ้าโด่งงาม เหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้กลับเหี่ยวแฟบเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำ จริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ใบหูทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเหมือน ตุ้มหูที่ช่างทำอย่างประณีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ กลับห้อย ย่นเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ฟันของข้าพเจ้าสวยงามเหมือนหน่อตูม ของต้นกล้วย เดี๋ยวนี้กลับหักดำเพราะชรา พระดำรัส ของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ข้าพเจ้าพูดเสียงไพเราะเหมือนนกดุเหว่า ที่มีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ในป่าใหญ่ ส่งเสียงไพ- เราะ เดี๋ยวนี้ คำพูดของข้าพเจ้า ก็พูดพลาดเพี้ยน
หน้า 356 ข้อ 467
ไปในที่นั้น ๆ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้า ผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน คอของข้าพเจ้าสวยงามกลมเกลี้ยง เหมือนสังข์ขัดเกลี้ยงเกลาดีแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็น งุ้มค้อมลงเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแต่ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน แขนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบ เสมือนไม้กลอนกลมกลึง เดี๋ยวนี้ กลายเป็นลีบเหมือน กึ่งแคคด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน มือทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม ประดับ ด้วยแหวนทองงามระยับ เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเสมือน เหง้ามัน เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน กันทั้งสองของข้าพเจ้าอวบอัดกลมกลึง ตั้งประชิดกัน ทั้งงอนสล้างสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็น หย่อนยานเหมือนถุงหนังที่ไม่มีน้ำเพราะชรา พระ- ดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริง แท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน กายของข้าพเจ้าเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทอง สวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นสะพรั่งด้วยเส้นเอ็นอัน ละเอียดเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแต่ ไม่แปรเป็นอื่น.
หน้า 357 ข้อ 467
แต่ก่อน ขาอ่อนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบเหมือนงวงช้าง เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเสมือนข้อไม้ ไผ่ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน แข้งทั้งสองของข้าพเจ้าประดับด้วย กำไลทองเกลี้ยงเกลาสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเหมือน ต้นงาขาด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเหมือน รองเท้าหุ้มปุยนุ่น เดี๋ยวนี้ แตกเป็นริ้วรอยเพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำ จริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. เดี๋ยวนี้ ร่างกายนี้เป็นเช่นนี้ คร่ำคร่าเป็นแหล่ง ที่อยู่แห่งทุกข์เป็นอันมาก ปราศจากเครื่องลูบไล้ เป็น เรือนชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. จบอัมพปาลีเถรีคาถา
หน้า 358 ข้อ 467
อรรถกถาวีสตินิบาต ๑. อรรถกถาอัมพปาลีเถรีคาถา ในวีสตินิบาต คาถาว่า กาฬกา ภมรวณฺณสทิสา เป็นต้น เป็นคาถาของ พระอัมพปาลีเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศล อันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ บรรพชาอุป- สมบทในศาสนาของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี สมาทานสิกขาบทของ ภิกษุณีอยู่ วันหนึ่ง ไหว้พระเจดีย์ ทำประทักษิณเวียนขวา เมื่อพระขีณา- สวเถรีเดินไปก่อน พลันถ่มน้ำลาย ก้อนน้ำลายก็ตกไปที่ลานพระเจดีย์ พระ ขีณาสวเถรีไม่เห็นก็เดินไป ภิกษุณีรูปนี้. เดินไปข้างหลังเห็นก้อนน้ำลายนั้นก็ คำว่า อีแพศยาชื่อไรนะ ถ่มน้ำลายลงที่ตรงนี้ ภิกษุณีรูปนี้ รักษาศีลในเวลา เป็นภิกษุณี เกลียดการเข้าอยู่ในครรภ์ ก็ตั้งจิตไว้ให้อยู่ในอัตภาพเป็นอุปปา- ติกะ. ด้วยการตั้งจิตนั้น ในอัตภาพสุดท้าย ภิกษุณีรูปนั้น ก็บังเกิดเป็น อุปปาติกะ ที่โคนต้นมะม่วง ในพระราชอุทยาน กรุงเวสาลี. พนักงานเฝ้า อุทยานเห็นเด็กหญิงนั้นก็นำเข้าพระนคร. เพราะบังเกิดที่โคนต้นมะม่วง นาง จึงถูกเรียกว่า อัมพปาลี. ครั้งนั้น พวกพระราชกุมาร [เจ้าขาย] มากพระ องค์ เห็นนางสะสวยน่าชมน่าเลื่อมใส ทั้งแสดงคุณพิเศษมีเสน่ห์น่ารักน่าใคร่ เป็นต้น ต่างก็ปรารถนาจะทำให้เป็นหม่อมห้ามของตนๆ จึงเกิดทะเลาะวิวาทกัน คณะผู้พิพากษาได้รับคำฟ้องของนาง เพื่อระงับการทะเลาะวิวาทของพวกราช- กุมารเหล่านั้น จึงตั้งนางไว้ในตำแหน่งคณิกาหญิงแพศยา ว่าจงเป็นของทุกๆคน. นางได้ศรัทธาในพระศาสดาสร้างวิหารไว้ในสวนของตน มอบถวายแก่ภิกษุ-
หน้า 359 ข้อ 467
สงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ภายหลัง ฟังธรรมในสำนักของพระวิมล- โกณฑัญญเถระ บุตรของตน ก็บวชเจริญวิปัสสนา อาศัยความที่สรีระของตน คร่ำคร่าลง เพราะชรา ก็เกิดสังเวชใจ เมื่อจะชี้แจงถึงความที่สังขารไม่เที่ยง อย่างเดียว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้ามีสีดำเสมือนสีแมลงภู่ มีปลายงอน เดี๋ยวนี้ ผมเหล่านั้นก็กลายเป็นเสมือน ป่านปอ เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน มวยผมของข้าพเจ้าเต็มด้วยดอกไม้ หอมกรุ่น เหมือนผอบที่อบกลิ่น เดี๋ยวนี้ ผมนั้นมี กลิ่นเหมือนขนแพะ เพราะชรา พระดำรัสของพระ- พุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็น อื่น. แต่ก่อน ผมของข้าพเจ้าดกงามด้วยปลายที่รวบ ไว้ด้วยหวีและเข็มเสียบ เหมือนป่าไม่ทึบที่ปลูกไว้ เป็นระเบียบ เดี๋ยวนี้ ผมนั้นก็บางลงในที่นั้น ๆ เพราะ ชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน มวยผมดำ ประดับทอง ประดับด้วย ช้องผมอย่างดี สวยงาม เดี๋ยวนี้ มวยผมนั้น ก็ร่วง เลี่ยนไปทั้งศีรษะเพราะชรา พระดำรัสของพระ- พุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปร เป็นอื่น.
หน้า 360 ข้อ 467
แต่ก่อน คิ้วของข้าพเจ้าสวยงามคล้ายรอยเขียน ที่จิตรกรบรรจงเขียน เดี๋ยวนี้ กลายเป็นห้อย ย่นลง เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ จริง เป็นคำจริงแต่ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ดวงตาทั้งคู่ของข้าพเจ้าดำขลับมีประ- กายงาม คล้ายแหวนมณี เดี๋ยวนี้ ถูกชราทำลายเสีย แล้วจึงไม่งาม พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน เมื่อวัยสาว จมูกของข้าพเจ้าโด่งงาม เหมือนเกลียวหรดาล เดี๋ยวนี้ กลับเหี่ยวแฟบ เพราะ ชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ใบหูทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเหมือน ตุ้มหูที่ช่างทำอย่างประณีตเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็นห้อยย่น เพราะชรา พระดำรัสของพระ- พุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปร เป็นอื่น. แต่ก่อน ฟันของข้าพเจ้าสวยงามเหมือนหน่อตูม ของต้นกล้วย เดี๋ยวนี้กลับหักดำ เพราะชรา พระดำรัส ของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ข้าพเจ้าพูดเสียงไพเราะเหมือนนก ดุเหว่า ที่มีปกติเที่ยวไปในไพรสณฑ์ในป่าใหญ่ ส่ง
หน้า 361 ข้อ 467
เสียงร้องไพเราะ เดี๋ยวนี้ คำพูดของข้าพเจ้า ก็พูด พลาดเพี้ยนไปในที่นั้น ๆ เพราะชรา พระดำรัสของ พระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแต่ ไม่ แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน คอของข้าพเจ้าสวยงามกลมเกลี้ยง เหมือนสังข์ขัดเกลี้ยงเกลาดีแล้ว เดี๋ยวนี้ กลายเป็น งุ้มค้อมลง เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน แขนทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบเสมือนไม่กลอน กลมกลึง เดี๋ยวนี้ กลายเป็น ลีบเหมือนกึ่งแคคด เพราะชรา พระดำรัสของพระ- พุทธเจ้าตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็น อย่างอื่น. แต่ก่อน มือทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงาม ประดับ ด้วยแหวนทองงามระยับ เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเสมือน เหง้ามัน เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแต่ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ถันทั้งสองของข้าพเจ้าอวบอัดกลมกลึง ประชิดกันและงอนสล้างสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็น หย่อนยานเหมือนถุงหนังที่ไม่มีน้ำ เพราะชรา พระ- ดำรัสของพระพุทธเจ้า ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริง แท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน กายของข้าพเจ้าเกลี้ยงเกลาดังแผ่นทอง สวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็นสะพรั่งด้วยเส้นเอ็นอัน
หน้า 362 ข้อ 467
ละเอียด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน ขาอ่อนทั้งสองข้างของข้าพเจ้าสวยงาม เปรียบเหมือนงวงช้าง เดี๋ยวนี้ กลายเป็นเหมือนข่อ ไม้ไผ่ เพราะชรา พระดำรัวของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน แข้งทั้งสองของข้าพเจ้าประดับด้วย กำไลทองเกลี้ยงเกลาสวยงาม เดี๋ยวนี้ กลายเป็น เหมือนต้นงาขาด เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธ- เจ้าผู้ตรัสแต่ความจริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. แต่ก่อน เท้าทั้งสองของข้าพเจ้าสวยงามเปรียบ เสมือนรองเท้าหุ้มปุยนุ่น เดี๋ยวนี้ แตกเป็นริ้วรอย เพราะชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัสแต่ความ จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. บัดนี้ ร่างกายนี้ เป็นเช่นนี้ คร่ำคร่าเป็นแหล่ง ที่อยู่แห่งทุกข์เป็นอันมาก ปราศจากเครื่องลูบไล้ เป็น เรือนชรา พระดำรัสของพระพุทธเจ้าผู้ตรัส แต่ความ จริง เป็นคำจริงแท้ ไม่แปรเป็นอื่น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬกา แปลว่ามีสีดำ. บทว่า ภมรวณฺณสทิสา ความว่า ผมแม้ดำก็สีเสมือนแมลงภู่ คือเขียวสนิท. บทว่า เวลฺลิตคฺคา แปลว่า มีปลายงอน อธิบายว่า งอน คือช้อนขึ้นตั้ง แต่โคนจนถึงปลาย. บทว่า มุทฺธชา แปลว่า ผม. บทว่า ชราย ได้แก่ เพราะชราเป็นเหตุ คือเพราะความงามที่ถูกชราทำลายเสียแล้ว. บทว่า สาณวากสทิสา ได้แก่ เสมือนป่าน เสมือนปอ ความว่า เสมือนเปลือก
หน้า 363 ข้อ 467
ป่านและเสมือนเปลือกไม้ ดังนี้. บทว่า สจฺจวาทิวจนํ อนญฺถา ความว่า พระดำรัสเป็นต้นว่า รูปทั้งปวงไม่เที่ยง ถูกชราครอบงำไว้ ของ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้ตรัสความจริง ความแท้ เป็นคำจริงอย่างเดียวไม่แปร เป็นอย่างอื่น ความเท็จไม่มีอยู่ในพระดำรัสนั้น. บทว่า วาสิโต ว สุรภี กรณฺฑโก ความว่า ผมมีกลิ่นหอม เหมือนกล่องเครื่องประดับ ที่อบให้จับกลิ่น ด้วยดอกไม้ของหอมและผอบ เป็นต้น. บทว่า ปุปฺผปูร มม อุตฺตมงฺคภูโต ความว่า แต่ก่อนมวยผม ของข้าพเจ้าไม่มีมลทิน เต็มด้วยดอกไม้มีดอกจำปา ดอกมะลิ เป็นต้น. บทว่า ตํ ได้แก่สิ่งที่เกิดบนศีรษะคือผม. ต่อมาภายหลังคือบัดนี้ กลายเป็นมีกลิ่นเหมือน ขนของตนเอง คือกลายเป็นมีกลิ่นเป็นขนตามปกติ. อีกนัยหนึ่ง บทว่า สโลมคนฺธิกํ ได้แก่มีกลิ่นเสมอกับขนแพะ อาจารย์บางพวกกล่าวว่า เอฬก- โลมคนฺธิกํ มีกลิ่นเหมือนขนแพะ ดังนี้ก็มี. บทว่า กานนํว สหิตํ สุโรปิตํ ความว่า เหมือนป่าเล็ก ที่มี ต้นไม้มีกิ่งตรงและยาว ซึ่งอยู่ตอนบน เขาปลูกไว้ดี ชิดกัน ตั้งอยู่ทึบ. โกจฺฉสูจิวิจตคฺคโสภิตํ ความว่า แต่ก่อนผมมีปลายรวบไว้ด้วยการเสียบ มวยผมด้วยหวีและเข็มเสียบทอง สวยงาม หรือผมเป็นเสมือนแปรงเพราะดก ชื่อว่าสวยงามเพราะมีปลายรวบไว้ด้วยเข็มงาที่ซื้อมาจากตลาด. บทว่า ตํ ได้แก่ ผม. บทว่า วิรลํ ตหึ ตหึ ได้แก่ ที่บาง คือผมร่วงในที่นั้น ๆ บทว่า กณฺหขนฺ กํ สุวณฺณมณฺฑิตํ ได้แก่ กลุ่มผมดำ ประดับ ด้วยเครื่องประดับมีวชิระทองเป็นต้น. แต่อาจารย์พวกใดกล่าวว่า ประดับ ด้วยลูกศรทองสวยงาม ความของอาจารย์พวกนั้น ก็ว่าประดับด้วยการเสียบ มวยผมด้วยเข็มทองสวยงาม. บทว่า โสภเต สุเวณีหิลงฺกตํ ความว่า ประดับด้วยช้องผมที่เสมือนมาลัยดอกราชพฤกษ์ อันงาม ย่อมส่องประกายมา
หน้า 364 ข้อ 467
แต่ก่อน. บทว่า ตํ ชราย ขลิตํ สิรํ กตํ ความว่า ศีรษะที่งามอย่าง นั้นนั้น เดี๋ยวนี้ ถูกชราทำให้เลี่ยนคือ ทำผมให้ร่วง ขาดเป็นฝอยๆ. บทว่า จิตฺตการสุกตาว เลขิกา ความว่า แต่ก่อนคิ้วของข้าพเจ้า เหมือนดังรอยเขียนที่จิตรกรช่างศิลป์บรรจงเขียนด้วยสีเขียว. บทว่า โสภเต สุ ภมุก ปุเร มม ความว่า แต่ก่อนคิ้วที่สวยของข้าพเจ้าก็นับว่างาม. บทว่า วลีหิ ปลมฺพิตา ได้แก่ ก็ตั้งห้อยลงเพราะรอยย่นที่เกิดที่ริมหน้าผาก. บทว่า ภสฺสรา แปลว่ามีประกาย. บทว่า สุรุจิรา แปลว่า งาม ดี. บทว่า ยถา มณิ แปลว่า เหมือนแหวนตรามณี. บทว่า เนตฺตาเหสุํ แปลว่า ได้เป็นดวงตาที่งาม. บทว่า อภินีลมายตา แปลว่า เขียวจัด กว้าง. บทว่า เต ได้แก่ ดวงตา. บทว่า ชรายภิหตา แปลว่า อันชรา ทำลายเสียแล้ว. บทว่า สณฺทตุงฺคสทิสี จ ได้แก่ โด่ง งาม และรับกับส่วนแห่ง ดวงหน้า และอวัยวะนอกนั้น. บทว่า โสภเต ความว่า จมูกของข้าพเจ้า งามดังเกลียวหรดาลที่ฟันตั้งไว้. บทว่า สุ อภิโยพฺพนํ ปติ ความว่า จมูก ในสมัยแรกรุ่นที่งามนั้น บัดนี้ก็เป็นเหมือนลดลงและเหมือนถูกกัน [ไม่ให้ โด่ง] เพราะชราห้ามความงามไว้. ด้วยบทว่า กงฺกณํว สุกตํ สุนิฏฺิตํ พระอัมพปาลีเถรี กล่าวหมายถึงความกลมกลึง ประหนึ่งเครื่องประดับปลาย แขนทอง ที่นายช่างทำอย่างดี. บทว่า โสภเต ก็คือ โสภนฺเต แปลว่า งาม หรือบาลีก็ว่า โสภนฺเต. คำว่า สุ เป็นเพียงนิบาต. บทว่า กณฺณปาฬิโย [กลีบหู] ได้แก่ ใบหู. บทว่า วลิภิปฺปลมฺภิตา ความว่า ก็เหี่ยวย่นเพราะ ความเหี่ยวที่เกิดขึ้นในที่นั้น ๆ เป็นเกลียวดั่งท่อนผ้าที่บิด ตกห้อยลง.
หน้า 365 ข้อ 467
บทว่า ปตฺตลิมกุลวณฺณสทิสา ได้แก่ ฟัน มีสีและสัณฐานดัง หน่อตูมของต้นกล้วย. บทว่า ขณฺฑิตา ได้แก่ หัก คือถึงความหัก แตก หลุดหล่นไป. บทว่า อสิตา ได้แก่ ถึงความเป็นฟันดำ เพราะสีเสียไป. บทว่า กานนมฺหิ วนสณฺฑจารินี โกกิลาว มธุรํ นิกูชิหํ ความว่า ส่งเสียงพูดจาไพเราะดังนกดุเหว่า เที่ยวหาอาหารอยู่ในป่า จับกิ่งไม้ ร้องเพลงอยู่ในป่า. บทว่า ตํ ได้แก่ พูดจาส่งเสียงนั้น. บทว่า ขลิตํ ตหึ ตหึ ได้แก่ พูดผิดเพี้ยนไปในที่นั้น ๆ เพราะลักษณะชรา มีฟันหักเป็นต้น. บทว่า สณฺหกมฺพุริว สุปฺปมชฺชิตา ได้แก่ คอเหมือนสังข์ทอง ที่เขาขัดอย่างดี ก็กลมเกลี้ยง. บทว่า สา ชราย ภคฺคา วินามิตา ความว่า [คอ] ค้อมน้อมลง เพราะชราปรากฏ โดยเนื้อค่อย ๆ สิ้นไป. บทว่า วฏฺฏปลิฆสทิโสปมา ได้แก่ เทียบเท่ากับไม้กลอนอัน กลม. บทว่า ตา ได้แก่ แขนแม้ทั้งสองนั้น บทว่า ปาฏลิปฺปลิตา ได้ แก่ เสมือนกิ่งแคที่คดเพราะเก่าแก่. บทว่า สณฺหนุทฺทิกสุวณฺณมณฺฑิตา ได้แก่ ประดับด้วยแหวน อันเกลี้ยงและสุกใสที่ทำด้วยทอง. บทว่า ยถา มูลนูลิกา แปลว่า ก็เสมือน เหง้ามัน. บทว่า ปีนวฏฺฏสหิตุคฺคตา ได้แก่ เต่ง กลม ประชิดกันและ กัน ชู งอนขึ้น. บทว่า โสภเต สุ ถนกา ปุเร มม ความว่า ถันแม้ ทั้งสองของข้าพเจ้ามีรูปตามที่กล่าวแล้ว งามเหมือนหม้อทอง แท้จริงคำนี้เป็น เอกวจนะ ลงในอรรถพหุวจนะ เป็นคำปัจจุบันกาล ลงในอรรถอดีตกาล. บทว่า เถวิกีว ลมฺพนฺติ โนทกา ความว่า ถันของข้าพเจ้าแม้ทั้งสองนั้น เหี่ยวยาน เหมือนกะถุงน้ำที่ไม่มีน้ำ ที่เขากินน้ำหมดแล้ว อันเขาวางไว้ที่ ท่อนไม้ไผ่.
หน้า 366 ข้อ 467
บทว่า กจญฺจนสฺส ผลกํว สุมฏฺํ ความว่า ร่างกายของข้าพเจ้า งามเหมือนแผ่นทอง ที่นายช่างเอาชาดหญิงคุทาแล้วขัดนาน ๆ. บทว่า โส วลีหิ สุขุมาหิ โอตโต ความว่า ร่างกายของข้าพเจ้านั้น บัดนี้ก็เหี่ยว คือ หนังเหี่ยวย่นในที่นั้น ๆ เพราะเกลียวละเอียด ๆ. บทว่า นาคโภคสทิโสปนา ได้แก่ เปรียบเท่ากับงวงของพระยา ช้าง หัตถ์ในที่นี้ท่านเรียกว่า โภคะ งวง เพราะเป็นเครื่องจับกิน. บทว่า เต ได้แก่ ขาทั้งสอง. บทว่า ยถา เวฬุนาลิโย ความว่า บัดนี้ได้เป็นเสมือน ปล้องไม้ไผ่. บทว่า สณฺหนูปุรสฺวณฺณมณฺฑิตา ความว่า ประดับด้วยเครื่อง ประดับเท้าทอง อันเกลี้ยงเกลา. บทว่า ชงฺฆา ได้แก่ กระดูกแข้ง. บทว่า ตา ได้แก่ แข้งเหล่านั้น. บทว่า ติลทณฺฑการิว ความว่า ได้เป็นเหมือน ต้นงาแห้งที่ขาดเหลืออยู่ เพราะผอม เหตุมีเนื้อเหลือน้อย. ร อักษรทำการต่อบท. บทว่า ตูลปุณฺณสทิโสปมา ได้แก่ เสมือนรองเท้าที่พันด้วยปุยงิ้ว [นุ่น] เต็ม เพราะเป็นของอ่อนนุ่ม. เท้าทั้งสองของข้าพเจ้านั้น บัดนี้ กระทบอะไรก็ปริแตก เกิดเป็นริ้วรอย. บทว่า เอทิโส แปลว่า เห็นปานนี้. ร่างกายได้มีได้เป็นประการ ตามที่กล่าวมาแล้ว. บทว่า อยํ สมุสฺสโย แปลว่า ร่างกายของข้าพเจ้านี้. บทว่า ชชฺชโร ได้แก่ ผูกไว้หย่อน ๆ. บทว่า พหุทุกฺขานมาลโย ได้ แก่ เป็นที่อยู่ของทุกข์ทั้งหลายเป็นอันมาก ซึ่งมีชราเป็นต้นเป็นเหตุ. บทว่า โสปเลปปติโต ความว่า ร่างกายนี้นั้น ตกไปจากเครื่องลูบไล้ ตกไปเพราะ สิ้นเครื่องปรุงแต่งลูบไล้ มีแต่บ่ายหน้าตกไป อีกอย่างหนึ่ง แจกบทว่า โสปิ อเลปปติโต ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. บทว่า ชราฆโร ได้แก่ ก็เป็น
หน้า 367 ข้อ 467
เสมือนเรือนคร่ำคร่า อีกอย่างหนึ่ง ได้เป็นเรือนของชรา. เพราะฉะนั้น พระดำรัสของพระศาสดาของข้าพเจ้า จึงเป็นสัจวาจาของพระผู้ทรงเป็นสัจ- วาที ชื่อว่า ตรัสแต่ความจริง เพราะทรงทราบสภาวะตามเป็นจริงของธรรม ทั้งหลายโดยชอบนั่นเทียว จึงตรัส คือเป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ หากลายเป็น อย่างอื่นไปไม่. พระเถรีนี้ พิจารณาทบทวนอนิจจตาความไม่เที่ยงในธรรมที่เป็นไป ในภูมิ ๓ ทั้งหมด โดยมุข คือการกำหนดความไม่เที่ยงในอัตภาพของตน อย่างนี้แล้ว ยกขึ้นสู่ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะในอัตภาพตนนั้น ตาม แนวอนิจจลักษณะนั้น มักเขม้นเจริญวิปัสสนาอยู่ ก็บรรลุพระอรหัต โดย ลำดับมรรค. ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า พระอัมพปาลีเถรี เปล่งอุทานเป็นคาถาพรรณนา อปทาน๑ของท่านว่า ข้าพเจ้าเกิดในสกุลกษัตริย์ เป็นภคินีของ พระมหามุนีพระนามว่าปุสสะ ผู้มีพระรัศมีงามดังมาลัย ประดับศีรษะ ข้าพเจ้าฟังธรรมของพระองค์แล้วมีใจ เลื่อมใส ถวายมหาทานแล้วปรารถนารูปสมบัติ นับ แต่กัปนี้ไป ๓๑ กัป พระชินเจ้าพระนามว่าสิขี เป็น นายกเลิศของโลก ทรงส่องโลกให้สว่าง ทรงเป็น สรณะของ ๓ โลก เสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ครั้งนั้นข้าพเจ้า เกิดในสกุลพราหมณ์ กรุงอมรปุระที่น่ารื่นรมย์ โกรธ ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๗๙ อัมพปาลีเถรีอปทาน.
หน้า 368 ข้อ 467
ขึ้นมาก็ด่าภิกษุณีผู้มีจิตหลุดพ้นแล้ว [อริยุปวาท] ว่า ท่านเป็นหญิงแพศยาประพฤติอนาจาร ประทุษร้าย ศาสนาของพระชินเจ้า ครั้นด่าอย่างนี้แล้ว ข้าพเจ้า ก็ตกนรกอันร้ายกาจ เพียบพร้อมด้วยทุกข์ใหญ่หลวง เพราะบาปกรรมนั้น จุติจากนรกนั้นแล้ว มาเกิดใน หมู่มนุษย์ มีลามกธรรมทำให้เดือดร้อน ครองความ เป็นหญิงแพศยาอยู่ถึงที่หกหมื่นปี ก็ยังไม่หลุดพ้นจาก บาปอันนั้น เหมือนอย่างกลืนพิษร้ายเข้าไป ข้าพเจ้า เสพเพศพรหมจรรย์ [บวชเป็นภิกษุณี] ในศาสนาพระ ชินเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ด้วยผลแห่งบุญนั้น ข้าพเจ้า ก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นไตรทศ [ดาวดึงส์] เมื่อถึงภพ สุดท้าย ข้าพเจ้าเกิดเป็นโอปปาติกะ ที่ระหว่างกิ่งมะม่วง ด้วยเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงชื่อว่าอัมพปาลี ข้าพเจ้าอัน หมู่สัตว์นับโกฏิห้อมล้อมแล้ว ก็บวชในศาสนาของ พระชินเจ้า บรรลุฐานะอันมั่นคงไม่สั่นคลอน เป็น ธิดาเกิดแต่พระอุระของพระผู้เป็นพุทธะ ข้าแต่พระ- มหามุนี ข้าพเจ้าเป็นผู้เชี่ยวชาญในฤทธิ์ทั้งหลาย ใน ความหมดจดแห่งโสตธาตุ [หูทิพย์] เป็นผู้เชี่ยวชาญ เจโตปริยญาณ [รู้ใจผู้อื่น] ข้าพเจ้ารู้ขันธ์ที่เคยอาศัย อยู่ในภพก่อน ๆ [ระลึกชาติได้] ชำระทิพยจักษุหมด จด [ตาทิพย์] หมดสิ้นอาสวะทุกอย่าง [อาสวักขย-
หน้า 369 ข้อ 467
ญาณ] บัดนี้จึงไม่มีภพใหม่ [ไม่ต้องเกิดอีก] ข้าพเจ้า มีญาณสะอาดหมดจด ในอรรถปฏิสัมภิทา ธรรมปฏิ- สัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา และปฏิภาณปฏิสัมภิทา เพราะอำนาจของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด กิเลสทั้ง หลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทุกภพข้าพเจ้าก็ถอน เสียแล้ว ข้าพเจ้าตัดพันธะเหมือนกะช้างตัดเชือก ไม่มี อาสวะ อยู่ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด ข้าพเจ้า ก็มาดีแล้ว. วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสอน ของพระพุทธะ ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้ากระทำให้แจ้ง แล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ก็พระอัมพปาลีเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนข้อ ปฏิบัติของตนแเล้ว ก็เอื้อนเอ่ยคาถาเหล่านั้นเป็นอุทานแล. จบ อรรถกถาอัมพปาลีเถรีคาถา
หน้า 370 ข้อ 468
๒. โรหิณีเถรีคาถา [๔๖๘] พระโรหิณีเถรี กล่าวอุทานเป็นคาถา ซึ่งเป็นคำที่บิดา และตนเองพูดจาโต้ตอบกันว่า บิดาถามข้าพเจ้าว่า ลูกเอ๋ย ลูกหลับก็พูดว่าสมณะ ตื่นก็พูดว่าสมณะ ระบุแต่สมณะเท่านั้น เห็นทีลูกบวชเป็นสมณะเสียแน่ แท้ โรหิณีเอ๋ย ลูกถวายข้าวน้ำอย่างสมบูรณ์แก่เหล่า สมณะ พ่อขอถาม บัดนี้ เพราะเหตุไร เหล่า สมณะจึงเป็นที่รักของลูก พวกสมณะไม่ชอบทำงาน เกียจคร้าน อาศัยแต่ของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีพ หวังแต่ จะได้ชอบของอร่อย เพราะเหตุไร เหล่าสมณะจึงเป็น ที่รักของลูก. ข้าพเจ้าตอบว่า ท่านพ่อขา ท่านพ่อสอบถามไล่เลียงเอากะลูก เรื่องคุณของสมณะ เสียตั้งนาน ลูกจักระบุปัญญา ศีล และความพากเพียรของสมณะเหล่านั้นแก่ท่านพ่อดังนี้. สมณะทั้งหลายรักงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่ งานที่ประเสริฐสุด จึงละราคะโทสะได้ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะทั้งหลาย กำจัดมูลรากทั้ง ๓ ของบาป [ โลภะ โทสะ โมหะ] ทำแต่งานสะอาด จึงละ บาปนั้นได้หมด เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่ รักของลูก.
หน้า 371 ข้อ 468
กายกรรมของสมณะเหล่านั้นสะอาด วจีกรรม ก็สะอาด มโนกรรมก็สะอาด เพราะเหตุนั้น เหล่า สมณะจึงเป็นที่รักของลูก สมณะเหล่านั้นไร้มลทิน บริสุทธิ์ทั้งภายในทั้ง ภายนอก ดุจสังข์และมุกดา ธรรมฝ่ายขาวก็บริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูต สดับมาก ทรงธรรม เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม มีจิตมีอารมณ์เดียว มี สติ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูต สดับมาก ทรงธรรม เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม ย่อมแสดงอรรถและ ธรรม เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น อยู่ป่าไกลผู้คน มีสติ พูดด้วย ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ที่สุดทุกข์ เพราะเหตุนั้น เหล่า สมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น หลีกออกจากหมู่บ้านใดไป ก็ ไม่เหลียวดูอยู่อย่างกังวลในหมู่บ้านนั้น ไม่มีเยื่อใย ไป เลย เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น ไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในยุ้งฉาง ไม่เก็บไว้ในหม้อ ไม่เก็บไว้ในกระเช้า แสวงหาแต่ อาหารสำเร็จรูป เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่ รักของลูก. สมณะเหล่านั้น ไม่รับเงิน ไม่รับทอง ไม่รับ รูปิยะ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
หน้า 372 ข้อ 468
สมณะเหล่านั้น บวชมาแต่สกุลต่าง ๆ กัน ชน บทต่าง ๆ กัน ก็รักซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า โรหิณีลูกพ่อ ลูกมีความเชื่อความเคารพอย่าง แรงกล้าในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ลูก เกิดมาในสกุล เพื่อประโยชน์แก่พวกเราแท้หนอ ลูกรู้ จักพระรัตนตรัยนั้นว่า เป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม สมณะ เหล่านั้นคงจะรับทักษิณาทานของเราบ้างนะลูก เพราะ ว่ายัญคือบุญที่ตั้งไว้ในสมณะเหล่านั้น คงจักมีผล ไพบูลย์แก่พวกเราแน่. ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะบิดาว่า ถ้าพ่อท่านกลัวทุกข์ พ่อท่านไม่รักทุกข์ ก็ขอพ่อ ท่านถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เช่นนั้นเป็น สรณะ สมาทานศีล ข้อนั้นจงเป็นประโยชน์แก่พ่อ ท่านเถิด. บิดากล่าวว่า พ่อขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เช่นนั้นเป็นสรณะ ขอสมาทานศีล ข้อนั้นจงเป็น ประโยชน์แก่พ่อเถิด. แต่ก่อน พ่อเป็นพราหมณ์เผ่าพันธุ์ แห่งพรหม แต่มาบัดนี้ พ่อเป็นพราหมณ์โสตถิยะ ผู้มีวิชชา ๓ จบ เวท อาบน้ำคือเสร็จกิจแล้ว. จบโรหิณีเถรีคาถา
หน้า 373 ข้อ 468
๒. อรรถกถาโรหิณีเถรีคาถา คาถาว่า สมณาติ โภติ สุปิ ดังนี้เป็นต้น. เป็นคาถาของพระ- โรหิณีเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้า พระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ นับแต่กัปนี้ไป ๙๑ กัปก็บังเกิดในเรือนสกุล ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้า พระนามว่า วิปัสสี รู้ เดียงสาแล้ว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเที่ยวบิณฑบาตในนครพันธุมวดีใน วันหนึ่ง จึงรับบาตรมาบรรจุขนมแล้ว ถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า เกิดปีติโสมนัส แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ด้วยบุญนั้น นางก็เวียนว่ายอยู่ในเทวดา และมนุษย์ สั่งสมธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์ตามลำดับ ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในเรือนพราหมณ์ ผู้มีสมบัติมาก กรุงเวสาลี ได้ชื่อว่าโรหิณี รู้เดียง สาแล้ว เมื่อพระศาสดาประทับอยู่ ณ กรุงเวสาลี ก็ไปวิหาร ฟังธรรม เป็น โสดาบัน แสดงธรรมแก่บิดามารดาทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระศาสนา ให้ บิดามารดาอนุญาตแล้ว ตัวเองก็บวช ทำกิจกรรมในวิปัสสนา ไม่นานนักก็ บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑ ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายขนมแด่พระพุทธเจ้า พระนามว่า วิปัสสี ผู้เสด็จเที่ยวไปบิณฑบาตในพระ- นครพันธุมวดี ด้วยกรรมที่ทำดีนั้น และด้วยความ ตั้งใจไว้ถูก ข้าพเจ้าทำจิตให้เลื่อมใสในพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้านั้นก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ข้าพเจ้าครอง ความเป็นพระมเหสีของท้าวสักกะเทวราชถึง ๓๖ พระ- ๑. ไม่มีในบาลีอปทาน.
หน้า 374 ข้อ 468
องค์ ครองความเป็นมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ พระองค์ ธรรมดาว่าความปรารถนาทางใจ ก็สำเร็จ แก่ข้าพเจ้าทุกอย่าง ข้าพเจ้าเสวยสมบัติ ทั้งในหมู่ เทวดา ทั้งในหมู่มนุษย์ เมื่อถึงภพสุดท้าย ข้าพเจ้า เกิดในสกุลพราหมณ์ ชื่อโรหิณี พวกญาติพากันรัก นักหนา ข้าพเจ้าไปสำนักภิกษุฟังธรรมตามเป็นจริง เกิดสลดใจ จึงบวชไม่มีเหย้าเรือน ข้าพเจ้าตั้งความ เพียรโดยแยบคายจึงบรรลุพระอรหัตนั้น ในกัปนับแต่ กัปที่ ๙๑ ครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ถวายปุวทาน [ถวายขนม] อันใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติ นี้เป็นผลของปุวทานอัน นั้น กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ฯลฯ คำสอน ของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. พระโรหิณีเถรี ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ก็พิจารณาทบทวนความเป็น มาของตน แล้วกล่าวเป็นอุทาน ซึ่งคาถาทั้งหลาย ที่บิดาและตนเองพูดจาโต้ ตอบกัน ในเวลาที่ตนเป็นพระโสดาบันแต่ก่อน บิดาถามข้าพเจ้าว่า ลูกเอ๋ย ลูกหลับก็พูดว่าสมณะ ตื่นก็พูดว่าสมณะ ระบุแต่สมณะเท่านั้น เห็นที่ลูกจักบวชเป็นสมณะเสีย แน่แท้ โรหิณีเอ๋ย ลูกถวายข้าวน้ำอย่างสมบูรณ์แก่ เหล่าสมณะ พ่อขอถาม ณ บัดนี้ เพราะเหตุไร เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก พวกสมณะ ไม่ชอบ ทำงาน เกียจคร้าน อาศัยแต่ของที่คนอื่นให้เลี้ยงชีพ หวังแต่จะได้ ชอบของอร่อย เพราะเหตุไร เหล่า สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
หน้า 375 ข้อ 468
ข้าพเจ้าตอบว่า ท่านพ่อขา ท่านพ่อสอบถามไล่เลียงเอากะลูก เรื่องคุณของสมณะเสียตั้งนาน ลูกจักระบุปัญญาศีล และความพากเพียรของสมณะเหล่านั้นแก่ท่านพ่อดังนี้ สมณะทั้งหลายรักงาน ไม่เกียจคร้าน ทำแต่ งานประเสริฐสุด จึงละราคะโทสะได้ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะทั้งหลาย กำจัดมูลรากทั้ง ๓ ของบาป [โลภะโทสะโมหะ] ทำแต่งานสะอาด จึงละบาปนั้นได้ หมด เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. กายกรรมของสมณะเหล่านั้นสะอาด วจีกรรมก็ สะอาด มโนกรรมก็สะอาด เพราะเหตุนั้น เหล่า สมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น ไร้มลทิน บริสุทธิ์ทั้งภายในทั้ง ภายนอก ดุจสังข์และมุกดา ธรรมฝ่ายขาวก็บริบูรณ์ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูตสดับมาก ทรงธรรม เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม ย่อมแสดงอรรถและ ธรรม เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น เป็นพหูสูตสดับมาก ทรงธรรม เป็นพระอริยะ เป็นอยู่โดยธรรม มีจิตมีอารมณ์เดียว มีสติ เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น อยู่ป่าไกลผู้คน มีสติ พูดด้วย ปัญญา ไม่ฟุ้งซ่าน รู้ที่สุดทุกข์ เพราะเหตุนั้น เหล่า สมณะจึงเป็นที่รักของลูก.
หน้า 376 ข้อ 468
สมณะเหล่านั้น หลีกออกจากหมู่บ้านใดไปก็ไม่ เหลียวดูอย่างกังวลในหมู่บ้านนั้น ไม่มีเยื่อใยไปเลย เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น ไม่เก็บสะสมข้าวไว้ในฉาง ไม่ เก็บไว้ในหม้อ ไม่เก็บไว้ในกระเช้า แสวงหาแต่อาหาร สำเร็จรูปเพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น ไม่รับเงิน ไม่รับทอง ไม่รับ รูปิยะ ยังชีวิตให้เป็นไปด้วยปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้า เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. สมณะเหล่านั้น บวชมาแต่สกุลต่าง ๆ กัน ชน บทต่าง ๆ กัน ก็รักซึ่งกันและกัน เพราะเหตุนั้น เหล่าสมณะจึงเป็นที่รักของลูก. บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า โรหิณีลูกพ่อ ลูกมีความเชื่อความเคารพอย่าง แรงกล้า ในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ ลูกเกิดมาในสกุล เพื่อประโยชน์แก่พวกเราแท้หนอ ลูกรู้จักพระรัตนตรัยนั้นว่าเป็นบุญเขตอันยอดเยี่ยม สมณะเหล่านั้น คงจะรักทักษิณาทานของเราบ้างนะลูก เพราะว่ายัญคือบุญที่ตั้งไว้ในสมณะเหล่านั้น คงจักมี ผลไพบูลย์แก่พวกเราแน่. ข้าพเจ้าจึงกล่าวกะบิดาว่า ถ้าพ่อท่านกลัวทุกข์ พ่อท่านไม่รักทุกข์ ก็ขอพ่อ ท่านถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เช่นนั้นเป็น
หน้า 377 ข้อ 468
สรณะ สมาทานศีล ข้อนั้น จงเป็นประโยชน์แก่พ่อ ท่านเถิด. บิดากล่าวว่า พ่อขอถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เช่นนั้นเป็นสรณะ ขอสมาทานศีล ข้อนั้น จงเป็น ประโยชน์แก่พ่อเถิด. แต่ก่อน พ่อเป็นพราหมณ์เผ่าพันธุ์แห่งพรหม แต่มาบัดนี้ พ่อเป็นพราหมณ์โสตถิยะ ผู้มีวิชชา ๓ จบเวท อาบน้ำคือเสร็จกิจแล้ว. พระโรหิณีเถรีได้กล่าวคาถาดังว่ามานี้. พราหมณ์ผู้บิดา ซึ่งไม่ต้องการสมมติในภิกษุทั้งหลายสำหรับธิดาตน กล่าว ๓ คาถาข้างต้น ในคาถาเหล่านั้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมณาติ โภติ สุปิ ความว่า ลูกเอ๋ย แม้เวลาลูกหลับ ลูกก็ระบุว่า สมณะ สมณะ หลับก็พูดถ้อยคำที่เกี่ยวกับ สมณะเท่านั้น. บทว่า สมณาติ ปพุชฺฌสิ ความว่า ลูกแม้ลุกขึ้นจากหลับ ตื่น คือลุกจากการนอน ก็กล่าวอย่างนี้ว่าสมณะ. บทว่า สมณาเนว กิตฺเตสิ ความว่า ลูกประกาศสมณะหรือสรรเสริญคุณของสมณะเท่านั้น ทุกเวลาไปเลย. บทว่า สมณี นูน ภวิสฺสสิ ความว่า บัดนี้ลูกแม้ตัวยังเป็นคฤหัสถ์ เห็น ที่ลูกจักมีจิตใจเป็นสมณะเป็นแน่ อีกนัยหนึ่ง. บทว่า สมณี นูน ภวิสฺสสิ ได้แก่ บัดนี้ ลูกแม้เป็นคฤหัสถ์ ไม่นานนักเห็นทีลูกจักเป็นสมณะอย่างเดียว เพราะจิตใจลูกโน้มน้อมไปในสมณะเท่านั้น. บทว่า ปเวจฺฉสิ ได้แก่ ให้. บทว่า โรหิณี ทานิ ปุจฺฉามิ ความว่า พราหมณ์เมื่อจะถามธิดาของตน
หน้า 378 ข้อ 468
จึงกล่าวว่า ลูกโรหิณี บัดนี้ พ่อจะถามลูก. บทว่า เกน เต สมณา ปิยา ความว่า ลูกโรหิณี ทั้งหลับ ทั้งตื่น ทั้งเวลาอื่น ๆ ลูกก็ประกาศแต่คุณของ สมณะเท่านั้น เพราะเหตุชื่ออะไรสมณะทั้งหลาย จึงเกิดเป็นผู้น่ารักสำหรับลูก. บัดนี้ พราหมณ์เมื่อจะบอกโทษในเหล่าสมณะแก่ธิดา จึงกล่าวคาถา ว่า อกมฺมกามา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อกมฺมกามา แปลว่า ไม่รักงาน ได้แก่ ไม่อยากทำงานอะไร ๆ ที่จะนำประโยชน์มาแก่ตน และคนอื่น ๆ. บทว่า อลสา แปลว่า เกียจคร้าน. บทว่า ปรทตฺตูปชีวิโน ได้เเก่ อาศัยของที่คนอื่นเขาให้เลี้ยงชีพเป็นปกติ. บทว่า อสํสุกา ได้แก่ คอยหวังแต่อาหารและผ้าเป็นต้น จากคนอื่นนั่นแหละ. บทว่า สาทุกามา ได้แก่ ปรารถนาแต่อาหารที่ดีที่อร่อยเท่านั้น. พราหมณ์เมื่อไม่รู้จักคุณของ เหล่าสมณะ ก็กล่าวโทษนั้นทุกอย่างที่ตนคิดขึ้นมาเอง. โรหิณีฟังคำบิดานั้นแล้ว ก็ดีใจว่า เราได้โอกาสกล่าวถึงคุณของพระ- ผู้เป็นเจ้าทั้งหลายแล้ว ประสงค์จะประกาศคุณของภิกษุทั้งหลาย ก่อนอื่นเมื่อ จะแจ้งความโสมนัสในการประกาศถึงภิกษุเหล่านั้น โนลำดับแรก จึงกล่าวคาถา ว่า จิรสฺสํ วต มํ ตาต เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิรสิสํ วต แปลว่า โดยกาลนานหนอ. โรหิณีเรียกบิดาด้วยคำว่า ตาต. บทว่า สมณานํ ความว่า พ่อท่านไถ่ถามไล่เลียงถึงเหล่าสมณะ หรือคุณของเหล่าสมณะที่พึง รักสำหรับลูก. บทว่า เตสํ ได้แก่ เหล่าสมณะ. บทว่า ปญฺาสีลปรกฺกมํ ได้แก่ ปัญญา ศีล และความอุตสาหะ. บทว่า กิตฺตยิสฺสามิ ได้แก่ จักกล่าว. โรหิณี ครั้นปฏิญาณแล้ว เมื่อจะประกาศถึงสมณะเหล่านั้น แต่เพื่อจะปลดเปลื้องโทษ ซึ่งพราหมณ์บิดา นั้นกล่าวไว้ว่า เป็นผู้ไม่รักงานเกียจคร้านเสียก่อน แล้วแสดงคุณตรงกันข้าม กับที่พราหมณ์บิดากล่าวนั้น จึงกล่าวคาถาว่า กมฺมกามา เป็นต้น. บรรดา
หน้า 379 ข้อ 468
บทเหล่านั้น บทว่า กมฺมกามา ความว่า สมณะเหล่านั้น ประสงค์คือ ปรารถนางานต่างโดยวัตรปฏิบัติเป็นต้น คือกิจหน้าที่ของสมณะให้บริบูรณ์ เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่าผู้รักงาน สมณะเหล่านั้น เป็นผู้ขวนขวายในสมณกิจนั้น ขมักเขม้นพยายามไม่เกียจคร้าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าผู้ไม่เกียจคร้าน อนึ่ง สมณะเหล่านั้น กระทำงานนั้นอันประเสริฐ สูงสุด ซึ่งนำมาเพื่อพระนิพพาน อย่างเดียว เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ผู้ทำงานอันประเสริฐสุด. อนึ่ง สมณะ เหล่านั้น กำลังกระทำอยู่ ชื่อว่ากำลังละราคะ โทสะ คือการทำงาน โดยวิธี การที่จะละราคะโทสะเสียได้ เพราะการปฏิบัตินั้นไม่มีโทษ. บทว่า เตน เม สมณา ปิยา ความว่า เพราะการปฏิบัติโดยชอบตามที่กล่าวมานั้น เหล่า สมณะจึงควรเป็นที่รักสำหรับลูก. บทว่า ตีณิ ปาปสฺส มูลานิ ได้แก่ มูลรากของอกุศล มี ๓ กล่าว คือ โลภะ โทสะ โมหะ. บทว่า ธุนนฺติ ได้แก่ ทำลาย คือละ. บทว่า สุจิการิโน ได้แก่ ทำงานที่ไม่มีโทษ. บทว่า สพฺพปาปํ ปหีเนสํ ได้ แก่ ละบาปนั้นได้หมด เพราะบรรลุอรหัตมรรค. โรหิณีนั้น เพื่อจะแยกแสดงอรรถที่กล่าวโดยย่อว่า สมณา สุจิการิโน อย่างนี้แล้ว จึงกล่าวคาถาว่า กายกมฺมํ เป็นต้น . คำนี้รู้ง่ายทั้งนั้น. บทว่า วิมลา สงฺขมุตฺตาว ความว่า ปราศจากมลทิน เว้นจาก มลทินมีราคะเป็นต้น ประดุจสังข์ขัดดีแล้ว และประดุจมุกดา. บทว่า สทฺธา สนฺตรพาหิรา ความว่า ทั้งภายในทั้งภายนอก ชื่อว่าสันตรพาหิระ สะอาด ทั้งภายในทั้งภายนอก คือมีอาสยะและประโยคพยายามอันหมดจด. บทว่า ปุณฺณา สุกฺกาน ธมฺมานํ ความว่า บริบูรณ์ด้วยธรรมฝ่ายขาวส่วนเดียว คือธรรมที่ไม่มีโทษ ได้แก่ ประกอบพร้อมด้วยศีลขันธ์เป็นต้น อันเป็นธรรม ของพระอเสขะ.
หน้า 380 ข้อ 468
สุตะมีสุตตะเคยยะเป็นต้น ของสมณะเหล่านั้น มากหรือว่าสมณะเหล่า นั้น เกิดแล้วด้วยสุตะ เพราะฉะนั้น จึงชื่อพหูสูต อธิบายว่า ประกอบ พร้อมด้วยพาหุสัจจะทางปริยัติ และพาหุสัจจะทางปฏิเวธ สมณะเหล่านั้น ย่อมทรงธรรมแม้ทั้งสองนั้นไว้ได้ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธมฺมธรา ผู้ทรงธรรม สมณะเหล่านั้น ย่อมดำเนินไปด้วยสิกขาบทที่เป็นอาจาระและสมาจารแก่สัตว์ ทั้งหลาย เหตุนั้น จึงชื่อว่าอริยะ. สมณะเหล่านั้น ย่อมเป็นอยู่โดยธรรม คือ ชอบธรรม เหตุนั้น จึงชื่อว่า ธมฺมชีวี. บทว่า อตฺถํ ธมฺมญฺจ เทเสนฺติ ได้แก่ กล่าวประกาศอรรถแห่งภาษิต และเทศนาธรรม ก็หรือว่าย่อมแสดง ย่อมสอนธรรมที่ไม่ไปปราศจากอรรถ และอรรถที่ไม่ไปปราศจากธรรม. บทว่า เอกคฺคจิตฺตา ได้แก่มีจิตมั่นคง. บทว่า สติมนฺโต ได้ แก่ มีสติตั้งมั่น. บทว่า ทูรงฺคมา ได้แก่ ไปป่า. สมณะเหล่านั้น ละถีน ที่ใกล้มนุษย์ไปเสียไกล หรือไปยังที่ไกลตามที่ชอบใจด้วยฤทธานุภาพ เหตุนั้น จึงชื่อว่า ทูรังคมะผู้ไปไกล. ปัญญา ท่านเรียกว่ามันตา. สมณะเหล่านั้น ชื่อว่า มันตภาณี เพราะมีปกติพูดด้วยปัญญานั้น. บทว่า อนุทฺธตา ได้แก่ ไม่ ฟุ้งซ่าน คือเว้นความฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ. บทว่า ทุกฺขสฺสนฺตํ ปชานฺนติ ได้แก่ แทงตลอดพระนิพพาน อันเป็นที่สุดแห่งทุกข์ในวัฏฏะ. บทว่า น วิโลเกนฺ กิญฺจนํ ความว่า สมณะเหล่านั้น ออกไป จากบ้านหมู่ใด ก็ไม่เหลียวมองสัตว์หรือสังขารไร ๆ ในบ้านหมู่นั้นด้วยความ อาลัย ที่แท้ไม่มีความเยื่อใย หลีกไปเลย. บทว่า น เต สํ โกฏฺเ โอเปนฺติ ความว่า สมณะเหล่านั้น ไม่สะสม ไม่เก็บรวม ซึ่งสมบัติส่วนตัวไว้ในคลัง [ยุ้ง, ฉาง] เพราะไม่มี ความจำเป็นเช่นนั้น. บทว่า กุมฺภึ ได้แก่ในหม้อ. บทว่า ขโฬปิยํ ได้ แก่ ในกระเช้า. บทว่า ปรินิฏฺิตเมสานํ ได้แก่ แสวงหาอาหารสำเร็จรูป เพื่อประโยชน์ของคนอื่น ๆ ในสกุลอื่น ๆ.
หน้า 381 ข้อ 468
บทว่า หิรญฺํ ได้แก่ กหาปณะ. บทว่า รูปิยะ ได้แก่ เงิน. บทว่า ปจฺจุปฺปนฺเนน ยาเปนฺติ ได้แก่ ไม่เศร้าโศกถึงอดีตเรื่องที่ล่วงมา แล้ว และไม่มุ่งหวังอนาคตเรื่องที่ยังไม่มาถึง ย่อมดำรงชีพคือยังอัตภาพให้ เป็นไป ด้วยปัจจัยปัจจุบัน คือที่เกิดเฉพาะหน้า. บทว่า อญฺญมญฺํ ปิหยนฺติ ได้แก่ กระทำไมตรีในกันและกัน. บาลีว่า ปิหายนฺติ ดังนี้ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. พราหมณ์นั้น ฟังคุณของภิกษุทั้งหลายในสำนักธิดาอย่างนี้แล้ว มี ใจเลื่อมใส เมื่อจะสรรเสริญธิดา จึงกล่าวคาถาว่า อตฺถาย วต เป็นต้น. บทว่า อนฺหมฺปิ แปลว่า ของเราบ้าง. บทว่า ทกฺขิณํ ได้แก่ ไทยธรรม. บทว่า เอตฺถ ได้แก่ ในสมณะเหล่านั้น. บทว่า ยญฺโ ได้แก่ ทาน ธรรม. บทว่า วิปุโล ได้แก่ มีผลไพบูลย์. คำที่เหลือ มีนัยดังกล่าวมาแล้ว ทั้งนั้น. พราหมณ์ตั้งอยู่ในสรณะและศีลอย่างนี้แล้ว ต่อมา เกิดความสลดใจ ก็บวชเจริญวิปัสสนาตั้งอยู่ในพระอรหัต พิจารณาทบทวนความเป็นมาของตน เมื่อจะอุทาน จึงกล่าวคาถาว่า พรฺหฺมพนฺธุ เป็นต้น ความของอุทานนั้น ได้กล่าวมาแล้วในหนหลังทั้งนั้น. จบ อรรถกถาโรหิณีเถรีคาถา
หน้า 382 ข้อ 469
๓. จาปาเถรีคาถา [๔๖๙] พระจาปาเถรี ได้รวบรวมถ้อยคำที่ตนพูดกับอุปกะไว้แต่ ก่อน เป็นอุทานคาถา ได้กล่าวไว้ดังนี้ว่า ท่านอุปกะกล่าวว่า แต่ก่อน เราบวชถือไม้เท้า บัดนี้ เรากลายเป็น พรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตมคือตัณหา อันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้น คือพระนิพพานได้. ดูก่อนจาปา เจ้าสำคัญตัวเราว่าเป็นคนมัวเมาจึง กล่อมลูกเย้ยหยันเสียดสี เราจักตัดพันธะของจาปาไป บวชอีก. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ โปรดอย่าโกรธจาปาเลย ข้าแต่ท่านมหามุนี โปรดอย่าโกรธจาปาเลย เพราะว่า ผู้ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก แล้วตปะจะมีมาแต่ไหนเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า เราจักหลีกออกไปจากบ้านนาลา ใครจักอยู่ใน บ้านนาลานี้ได้ เจ้าผูกเหล่าสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดย ธรรม ด้วยมายาสตรี.
หน้า 383 ข้อ 469
ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะ [ท่านอุปกะผิวดำ] มาสิ กลับ มาเถิด จงบริโภคกามเหมือนแต่ก่อน จาปาและเหล่า ญาติของจาปายอมอยู่ใต้อำนาจท่านแล้ว ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูก่อนจาปา เจ้าจะกล่าวคำรักเช่นใดเป็น ๔ เท่า จากคำนี้แก่เรา คำรักเช่นนั้นจะพึงโอฬาร สำหรับ บุรุษผู้ร่านรักในเจ้าเท่านั้น ดอกนะ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้ง จาปาซึ่งสะสวย มีเรือนร่างงามดั่งต้นคนทา บาน สะพรั่งบนยอดเขา ดังเครือทับทิม ที่ดอกบานแล้ว ดังต้นแคฝอยบนเกาะ ผู้มีร่างไล้ด้วยจันทน์แดง นุ่ง ห่มผ้าชั้นเยี่ยมของแคว้นกาสีไปเสียเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วยรูปที่ตกแต่ง เหมือน อย่างพรานนก ประสงค์จะตามเบียดเบียนนกไม่ได้ ดอกนะ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะ ผลคือลูกของเรานี้ ท่านทำให้ เกิดมาแล้ว เพราะเหตุไร ท่านจึงจะละทิ้งจาปาซึ่งมี ลูกไปเสียเล่า.
หน้า 384 ข้อ 469
ท่านอุปกะกล่าวว่า เหล่าท่านผู้มีปัญญา มีความเพียรมากย่อมละ พวกลูก ๆ ต่อนั้น ก็พวกญาติ ต่อนั้น ก็ทรัพย์ พากัน ออกบวชเหมือนพระยาช้างตัดเชือกที่ผูก ฉะนั้น. ข้าพเจ้ากล่าวว่า บัดนี้จาปาจะเอาไม้หรือมีดฟาดลูกคนนี้ของท่าน ให้ล่มลงเหมือพื้นดิน เพราะความเศร้าโศกถึงลูก ท่านจะไม่ไปได้ไหม. ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูก่อนหญิงเลว ถึงเจ้าจักยอมมอบลูกให้ฝูงสุนัข จิ้งจอก เพราะลูกเป็นต้นเหตุ เจ้าก็จักทำเราให้หวน กลับมาอีกไม่ได้ดอก. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะเจ้าขา เอาเถิด บัดนี้ ท่านจะ ไปที่ไหน ตามนิคม ชนบท ราชธานีไหนเจ้าคะ. ท่านอุปกะกล่าวว่า แต่ก่อน ได้มีพวกคณาจารย์ไม่เป็นสมณะ ก็ถือ ตัวว่าเป็นสมณะ จาริกกันไปตามคาม นิคม ชนบท ราชธานี. ความจริง ท่านผู้หนึ่งนั้น คือพระผู้มีพระ- ภาคเจ้า ผู้ตรัสรู้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงแสดง ธรรมโปรดหมู่สัตว์เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เราจักไปเฝ้า พระองค์ พระองค์จักเป็นศาสดาของเรา.
หน้า 385 ข้อ 469
ข้าพเจ้ากล่าวว่า บัดนี้ ขอท่านพึงกราบทูลพระโลกนาถ ผู้ยอด เยี่ยม ถึงการถวายบังคมของจาปาและพึงทำประทักษิณ เวียนขวาแล้วอุทิศกุศลทักษิณาแก่จาปาด้วย. ท่านอุปกะกล่าวว่า ข้อที่เจ้าพูดแก่เรา เราทำได้ บัดนี้ เราจะกราบ ทูลพระโลกนาถ ผู้ยอดเยี่ยม ถึงการถวายบังคมของ เจ้า และเราจะทำประทักษิณเวียนขวาแล้วอุทิศกุศล ทักษิณาแก่เจ้าแน่. ต่อแต่นั้น ท่านกาฬะก็เดินทางไปใกล้ฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ได้พบพระสัมพุทธเจ้ากำลังทรงแสดง อมตบท คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์ และ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เข้าไประงับทุกข์ ท่านกาฬะเข้า ไปถวายบังคมพระยุคลบาท่องพระพุทธเจ้าพระองค์ นั้นแล้ว ก็ทำประทักษิณพระองค์แล้วอุทิศกุศลแก่ จาปา บวชเป็นอนาคาริกะไม่มีเรือน. วิชชา ๓ ข้าพเจ้า ก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าก็กระทำเสร็จ แล้ว. จบ จาปาเถรีคาถา
หน้า 386 ข้อ 469
๓. อรรถกถาจาปาเถรีคาถา คาถาว่า ลฏฺิหตฺโถ ปุเร อาสิ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระ- จาปาเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้าง สมกุศล อันเป็นอุปนิสสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ สะสมกุศลมูลมา โดยลำดับสร้างสมสัมภารธรรมเครื่องปรับปรุงวิโมกข์ มาในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นลูกสาวของหัวหน้าพรานล่าเนื้อ ในหมู่บ้านพรานล่าเนื้อตำบลหนึ่ง ในวังกหารชนบท นางมีชื่อว่า จาปา สมัยนั้น นักบวชอาชีวกชื่ออุปกะ พบกับ พระศาสดา ซึ่งเสด็จออกจากโพธิมัณฑสถานเจาะจงไปยังกรุงพาราณสี เพื่อ ประกาศพระธรรมจักร ถามว่า ผู้มีอายุ อินทรีย์ของท่านผ่องใส ฉวีวรรณ ก็ขาวผ่องบริสุทธิ์ ผู้มีอายุ ท่านบวชเฉพาะเจาะจงใครกันนะ หรือว่าใครเป็น ศาสดาของท่าน หรือว่าท่านชอบใจธรรมของใคร เมื่อพระศาสดาทรงชี้แจง ให้เขารู้เรื่องที่พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้า และการประกาศพระธรรม- จักร ดังนี้ว่า เราครอบงำธรรมทั้งหมด รู้ธรรมทุกอย่าง ไม่ ติดอยู่ในธรรมทั้งปวง ละกิเลสได้หมด หลุดพ้น เพราะสิ้นตัณหา รู้ยิ่งด้วยปัญญาเองแล้ว ยังจะต้อง แสดงว่าใครเป็นศาสดาเล่า. เราไม่มีอาจารย์ คนเสมอเราก็ไม่มี คนที่เทียบ เราในโลกทั้งเทวโลกก็ไม่มี เราเป็นอรหันต์ เป็น ศาสดายอดเยี่ยม เป็นเอก เป็นสัมมาสัมพุทธะ เย็น สนิท ดับร้อนได้แล้ว เราจะไปกรุงพาราณสีราชธานี ของแคว้นกาสี เราจะลั่นกลองธรรมอมตเภรี ในโลก อันมืด.
หน้า 387 ข้อ 469
เขามีจิตเลื่อมใส กล่าวแล้ว ว่า เหอ ๆ ผู้มีอายุ ท่านเป็นอรหันต์ อนันตชินะหรือ แล้วหลีกทางให้แยกไปยังวังกหารชนบท เข้าอยู่อาศัยหมู่บ้าน พรานล่าเนื้อตำบลหนึ่งในชนบทนั้น หัวหน้าพรานล่าเนื้อในหมู่บ้านนั้นอุป- ฐากบำรุงเขา วันหนึ่งหัวหน้าพรานล่าเนื้อจะไปล่าเนื้อไกล จึงสั่งจาปาลูกสาว ของตนว่า เจ้าอย่าลืมพระอรหันต์ของพ่อนะลูก แล้วไปพร้อมกับลูกชาย คนพี่หลายคน. ลูกสาวของพรานนั้นมีรูปงามน่าชม. ครั้งนั้น อุปกาชีวก ถึงเวลาหาอาหารก็ไปเรือนของนายพรานล่าเนื้อ เห็นจาปาเข้ามาส่งอาหารใกล้ ๆ ก็เกิดรักจับใจ ไม่อาจจะกินอาหารได้ จึงถือ ภาชนะอาหารไปที่อยู่ของตน ครุ่นคิดว่า ถ้าเราได้จาปาจึงจะมีชีวิตอยู่ ถ้าไม่ ได้ ก็เห็นจักตาย แล้วนอนอดอาหารครบ ๗ วัน นายพรานกลับมาก็ถาม ลูกสาวว่า เจ้าไม่ลืมพระอรหันต์ของพ่อดอกหรือลูก จาปาตอบพ่อว่า ท่านมา วันเดียวเท่านั้น แล้วก็ไม่เคยมาอีกเลย จ้ะพ่อ ทันใดนั้นเอง นายพรานก็ไปยัง ที่อยู่ของอุปุกาชีวกนั้น ลูบคลำเท้าทั้งสองถามว่า ไม่สบายหรือท่านเจ้าข้า อุปกา- ชีวกถอนใจ ได้แต่กลิ้งเกลือกอยู่นั่นเอง นายพรานปวารณาว่า บอกมาเถิด เจ้าข้า การใด พอจะทำได้ก็จักทำให้ทุกอย่าง อุปกาชีวกจึงบอกกล่าวถึง อัธยาศัยความในใจโดยปริยายทางอ้อมอย่างหนึ่ง นายพรานถามว่า ก็ท่านรู้ ศิลปอะไรบ้างเล่า เขาตอบว่า ไม่รู้เลย นายพรานพูดว่าคนไม่รู้ศิลปอะไร ๆ เลย จะอยู่ครองเรือนได้หรือเจ้า เขาตอบว่า ข้าน่ะ ไม่รู้ศิลปอะไรเลยจริง ๆ แต่เอาเถิด ข้าพอจะแบเนื้อและขายเนื้อได้บ้าง นายพรานพูดว่า อย่างนี้ก็ พอใจข้าแล้ว ส่งผ้านุ่งให้ผืนหนึ่ง ฝากให้อยู่เรือนของสหายตนชั่วเวลาเล็กน้อย แล้ว ในวันนั่นเองก็นำมาเรือนแล้วมอบลูกสาวให้. เมื่อเวลาล่วงมา คนทั้งสองอยู่ร่วมกัน ก็เกิดลูกขึ้นมาตั้งชื่อว่า สุ- ภัททะ เวลาลูกร้องนางจาปาก็ใช้เพลงกล่อมลูก เย้ยหยันเสียดสีอุปกะไปในตัว เป็นต้นว่า เจ้าลูกอุปกะเอย เจ้าลูกอาชีวกเอย เจ้าลูกคนแบกเนื้อเอย อย่า
หน้า 388 ข้อ 469
อ้อนไปเลยทรามเชยของจาปา. นายอุปกะนั้น สุดจะอดใจจึงพูดว่า จาปา เจ้า อย่าดูหมิ่นข้าว่าอนาถานะ ข้ามีสหายคนหนึ่ง ชื่ออนันตชินะ ข้าจักไปหาเขา ก็ได้ นางจาปารู้ว่าอุปกะอึดอัดใจด้วยอุบายวิธีนี้ จึงกล่อมลูกอย่างนั้นบ่อยๆ. วันหนึ่งเขาถูกนางกล่อมลูกเย้ยหยันเสียดสีอย่างนั้นก็โกรธคิดจะไปเสีย แม้นาง จะพูดจาชี้แจงอย่างไรก็ไม่ยินยอม จึงออกเดินทางบ่ายหน้าไปทางทิศตะวันตก. สมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร กรุง สาวัตถี ตรัสสั่งภิกษุทั้งหลายไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันนี้ผู้ใดมาที่นี่ถาม ว่า อนันตชินะอยู่ไหน พวกเธอจงส่งผู้นั้นมาหาเรา. ฝ่ายอุปกะถามเขามา ตลอดทางว่าอนันตชินะอยู่ไหน ก็มาถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เข้าไปยืนอยู่ กลางวิหารถามว่า ท่านอนันตชินะอยู่ไหน ภิกษุทั้งหลายก็นำเขาเข้าเฝ้าพระผู้มี พระภาคเจ้า เขาพบพระผู้มีพระภาคเจ้าแล้วทูลถามว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาค- เจ้า ทรงรู้จักข้าพเจ้าหรือ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสตอบพร้อมทั้งย้อนถามว่า รู้จักสิ ก็ท่านไปอยู่เสียที่ไหน ตั้งนานถึงเท่านี้เล่า เขาทูลตอบว่า ข้าพเจ้าไป อยู่ที่วังกหารชนบท พระเจ้าข้า ตรัสถามเชิงแนะว่า อุปกะเวลานี้ท่านก็แก่เฒ่า แล้ว บวชเสียได้ไหมเล่า ทูลว่า บวชก็ได้ พระเจ้าข้า พระศาสดาจึงตรัสสั่ง ภิกษุรูปหนึ่งว่า มานี่แน่ะภิกษุ เธอจงให้ท่านผู้นี้บวชเสียนะ ภิกษุนั้นก็ให้ อุปกะนั้นบวช. พระอุปกะนั้น บวชแล้ว ก็รับกรรมฐานในสำนักพระศาสดา ประกอบภาวนาอยู่เนือง ๆ ไม่นานนัก ก็ตั้งอยู่ในอนาคามิผล ทำกาละ [มรณภาพ] ไปบังเกิดในพรหมโลกชั้นอวิหา. เพราะเหตุที่บังเกิดนั่นแล ก็ บรรลุพระอรหัต ชน ๗ คนที่พอบังเกิดในพรหมโลกชั้น อวิหาก็บรรลุพระอรหัต ท่านอุปกะนี้ก็เป็นผู้หนึ่งแห่งจำนวนชน ๗ คนนั้น สมจริงดังที่ท่านกล่าวไว้ว่า ภิกษุ ๗ รูปเข้าถึงพรหมชั้นอวิหาแล้วก็หลุดพ้น สิ้นราคะโทสะ ข้ามตัณหาเครื่องซ่านไปในโลก ภิกษุ
หน้า 389 ข้อ 469
๗ รูปนั้น ๓ รูปคือ อุปกะ อุปลคัณฑะ และปุกกุสาติ และอีก ๔ รูปคือ ภัททิยะ ขัณฑเทวะ พาหุรัคคิ และปิงคิยะ ละกายมนุษย์แล้วก็เข้าถึงกายทิพย์ ดังนี้. ครั้นเมื่ออุปกะ เดินทางจากไปแล้ว นางจาปา ก็มีใจเบื่อหน่าย จึง มอบลูกให้นายพรานผู้เป็นตาไว้ เดินไปตามทางที่อุปกะไปก่อนแล้ว ถึงกรุง- สาวัตถีแล้วก็บวชในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย กระทำกิจกรรมในวิปัสสนา ก็ตั้ง อยู่ในพระอรหัตตามลำดับมรรค ครั้นพิจารณาทบทวนถึงความเป็นมาของตน ก็กระทำคาถาที่อุปกะกับคนพูดกันไว้แต่ก่อน รวมเป็นอุทานคาถา ได้กล่าว คาถาเหล่านี้ว่า ท่านอุปกะกล่าวว่า แต่ก่อนเราบวชถือไม้เท้า บัดนี้เรานั้นกลายเป็น พรานล่าเนื้อไปเสียแล้ว ไม่อาจข้ามจากตมคือตัณหา อันร้ายกาจ ไปสู่ฝั่งโน้นคือพระนิพพานได้ ดูก่อน จาปา เจ้าสำคัญเราว่าเป็นคนมัวเมา จึงกล่อมลูกเย้ย- หยันเสียดสี เราจักตัดพันธะของจาปาไปบวชอีก. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านมหาวีระ โปรดอย่าโกรธจาปาเลย ข้า แต่ท่านมหามุนี โปรดอย่าโกรธจาปาเลย เพราะว่าผู้ถูก ความโกรธครอบงำแล้ว ไม่มีความบริสุทธิ์ดอก แล้ว ตปะ จะมีมาแต่ไหนเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า เราจักหลีกออกไปจากบ้านนาลา ใครจักอยู่ใน บ้านนาลานี้ได้ เจ้าผูกเหล่าสมณะ ผู้เลี้ยงชีพโดยธรรม ด้วยมายาสตรี.
หน้า 390 ข้อ 469
ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะ [ท่านอุปกะผิวดำ] มาสิ กลับมาเถิด จงบริโภความเหมือนแต่ก่อน จาปาและ เหล่าญาติของจาปายอมอยู่ใต้อำนาจท่านแล้ว. ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูก่อนจาปา เจ้าจะกล่าวคำรักเช่นใดเป็น ๔ เท่า จากคำนี้แก่เรา คำรักเช่นนั้น จะพึงโอฬารสำหรับ บุรุษผู้ร่านรักในเจ้าเท่านั้น ดอกนะ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะ เพราะเหตุไร ท่านจึงละทิ้ง จาปาซึ่งสะสวย มีเรือนร่างงามดั่งต้นคนทาบานสะพรั่ง บนยอดเขา ดังเครือทับทิมที่ดอกบานแล้ว ดังต้นแค ฝอยบนเกาะ ผู้มีร่างไล้ด้วยจันทน์แดง นุ่งห่มผ้าชั้น เยี่ยมของแคว้นกาสีไปเสียเล่า. ท่านอุปกะกล่าวว่า เจ้าจักตามเบียดเบียนเราด้วยรูปที่ตกแต่ง เหมือน อย่างพรานนก ประสงค์จะตามเบียดเบียนนกไม่ได้ ดอกนะ. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะ ผลคือลูกของเรานี้ ท่านก็ทำ ให้เกิดมาแล้ว เพราะเหตุไร ท่านจึงจะละทิ้งจาปาซึ่ง มีลูกไปเสียเล่า.
หน้า 391 ข้อ 469
ท่านอุปกะกล่าวว่า เหล่าท่านผู้มีปัญญา มีความเพียรมาก ย่อมละ พวกลูก ๆ ต่อนั้น ก็พวกญาติ ต่อนั้นก็ทรัพย์ พากัน ออกบวชเหมือนพระยาช้างตัดเชือกที่ผูก ฉะนั้น. ข้าพเจ้ากล่าวว่า บัดนี้ ข้าจะเอาไม้หรือมีดฟาดลูกคนนี้ของท่าน ให้ล้มลงเหนือพื้นดิน เพราะความเศร้าโศกถึงลูก ท่านจะไม่ไปได้ไหม. ท่านอุปกะกล่าวว่า ดูก่อนหญิงเลว ถึงเจ้าจักยอมมอบลูกให้ฝูงสุนัข จิ้งจอก เพราะลูกเป็นต้นเหตุ เจ้าก็จักทำเราให้หวน กลับมาอีกไม่ได้ดอก. ข้าพเจ้ากล่าวว่า ข้าแต่ท่านกาฬะเจ้าขา เอาเถิด เดี๋ยวนี้ ท่านจะ ไปที่ไหน คาม นิคม นคร ราชธานีไหน เจ้าคะ. ท่านอุปก็กล่าวว่า แต่ก่อน ได้มีพวกคณาจารย์ไม่เป็นสมณะ ก็ถือตัว ว่าเป็นสมณะจาริกกันไปตามคาม นิคม ชนบทราชธานี ความจริง ท่านผู้หนึ่งนั้น คือพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ ตรัสรู้ ณ ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงแสดงธรรมโปรด หมู่สัตว์ เพื่อละทุกข์ทั้งปวง เราจะไปเฝ้าพระองค์ พระองค์จักเป็นศาสดาของเรา.</B >
หน้า 392 ข้อ 469
ข้าพเจ้ากล่าวว่า บัดนี้ ขอท่านพึงกราบทูลพระโลกนาถ ผู้ยอด เยี่ยม ถึงการถวายาบังคมของจาปาและพึงทำประทักษิณ เวียนขวาแล้วอุทิศกุศลทักษิณาแก่จาปาด้วย. ท่านอุปกะกล่าวว่า ข้อที่เจ้าพูดแก่เรา เราทำได้ บัดนี้ เราจะกราบ ทูลพระโลกนาถผู้ยอดเยี่ยมถึงการถวายบังคมของเจ้า และเราจะทำประทักษิณเวียนขวาแล้วอุทิศกุศลทัก- ษิณาแก่เจ้าแน่. ต่อแต่นั้น ท่านกาฬะก็เดินทางไปใกล้ฝั่งแม่น้ำ เนรัญชรา ได้พบพระสัมพุทธเจ้า กำลังทรงแสดง อมตบท คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความล่วงทุกข์ และ อริยมรรคมีองค์ ๘ ที่เข้าไประงับทุกข์ ท่านกาฬะ ถวายบังคมพระยุคลบาทของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น แล้ว กระทำประทักษิณพระองค์แล้วอุทิศกุศลแก่จาปา บวชเป็นอนาคาริกะไม่มีเรือน. วิชชา ๓ ข้าพเจ้า ก็ บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้ากระทำเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น. บทว่า ลฏฺิหตฺโถ แปลว่า ถือไม้เท้า. บทว่า ปุเร แปลว่า ในกาลก่อนคือครั้งเป็นปริพาชก เราใช้มือถือไม้เท้าเพื่อกันโค ดุและสุนัขเป็นต้นจาริกไป. บทว่า โสทานิ มิคลุทฺทโก ความว่า บัดนี้ เรานั้น กลายเป็นพรานล่าเนื้อ เพราะกินอยู่หลับนอนร่วมกับพวกพรานล่าเนื้อ ไปเสียแล้ว ตัณหาท่านเรียกว่า อาสยะ บาลีว่า อาสาย ก็มี ความว่า เพราะ เหตุที่ความปรารถนาอันเป็นบาป. บทว่า ปลิปา ได้แก่ จากตมคือกามและ
หน้า 393 ข้อ 469
จากตมคือทิฏฐิ. บทว่า โฆรา ได้แก่ ชื่อว่าร้ายกาจ เพราะทารุณ เหตุนำ มาแต่ความพินาสอย่างกว้างขวางที่ตนไม่รู้. ท่านอุปกะกล่าวอย่างนี้ว่า นาสกฺขิ ปารเมตเว ดังนี้ ก็หมายเฉพาะตนเท่านั้นว่า เราไม่อาจ ไม่สามารถจะถึง คือไปสู่พระนิพพาน อันเป็นฝั่งข้างโน้นของตมคือตัณหานั้นนั่นแลได้. บทว่า สุมตฺตํ มํ มญฺมานา ความว่า เจ้าจาปากำหนดตัวเรา ทำให้เป็นผู้มัวเมา คือถึงความเมา ติดข้องหรือมัวเมา ด้วยอำนาจความหมก มุ่นในกาม. บทว่า จาปา ปุตฺตมโตสยิ ความว่า จาปาลูกสาวพรานล่า เนื้อกล่อมลูกกระทบกระเทียบเรา เย้ยหยัน โดยนัยว่า เจ้าลูกอุปกาชีวกเอย เป็นต้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า สุปติ มํ มญฺมานา ความว่า สำคัญ เราว่าหลับ. บทว่า จาปาย พนฺธนํ เฉตฺวา ได้แก่ตัดเครื่องผูกคือกิเลส ที่เกิดขึ้นในตัวเจ้าจาปา. บทว่า ปพฺพชิสฺสํ ปุโนปหํ ได้แก่ เราจักบวช อีกเป็นครั้งที่สอง. บัดนี้ ท่านอุปกะกล่าวแก่นางว่า เราไม่มีความต้องการแล้ว นาง จาปาฟังคำนั้นแล้ว เมื่อจะขอขมา จึงกล่าวคาถาว่า มา เม กุชฺฌิ เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มา เม กุชฺฌิ ได้แก่ โปรดอย่าโกรธข้าด้วย อาการเพียงทำการเย้ยหยันเลย นางจาปาเรียกท่านอุปกะว่า มหาวีระ มหามุนี นางหวังจำเพาะความอดกลั้น [ให้ขมา] ทำเป็นว่า ทั้งคราวก่อนท่านก็บวช [ละเว้น] มาแล้ว ทั้งคราวนี้ก็ประสงค์จะบวช [ละเว้น] เรา จึงกล่าวว่ามหามุนี. ด้วยเหตุนั้นนั่นแล นางจึงกล่าวว่า เพราะผู้ที่ถูกความโกรธครอบงำแล้ว ไม่ บริสุทธิ์ แล้วตบะจะมีมาแต่ไหน อธิบายว่า ท่านอดทนเหตุเล็กน้อยไม่ได้ จักฝึกจิตได้อย่างไร หรือจักประพฤติตบะได้อย่างไร. ครั้งนั้น ท่านอุปกะถูกนางจาปาพูดว่า ท่านประสงค์จะไปบ้านนาลา มีชีวิตอยู่ จึงกล่าวว่า เราจักออกไปเสียจากบ้านนาลา ใครเล่าจักอยู่ในบ้าน
หน้า 394 ข้อ 469
นาลานี้ได้. อธิบายว่า ใครจักอยู่ในบ้านนาลานี้ได้ เราจักออกไปเสียจาก บ้านนาลานี่แหละ. ความจริงบ้านนาลานั้นเป็นบ้านเกิดของท่านอุปกะนั้น ท่านออกจากบ้านนาลานั้นไปบวช. ก็บ้านนาลานั้น อยู่ในถิ่นที่ใกล้โพธิมัณฑ- สถาน แคว้นมคธ. ท่านอุปกะหมายถึงบ้านนาลานั้น จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า พนฺธนฺตี อิตฺถิรูเปน สมเณ ธมฺมชีวิโน อธิบายว่า ดูก่อนจาปา เจ้าผูก นักบวชผู้เป็นอยู่โดยธรรม ตั้งอยู่ในธรรม ด้วยรูปสตรี ด้วยมารยาสตรีของ ตนอยู่ บัดนี้ เราเกิดเป็นเช่นนี้เพราะเหตุอันใด เพราะฉะนั้น เราจึงจำต้อง สละเหตุอันนั้นเสีย. เมื่อท่านอุปกะพูดอย่างนี้ นางจาปาประสงค์จะให้เขากลับ จึงกล่าว คาถาว่า เอหิ กาฬ เป็นต้น. คาถานั้นมีความว่า ข้าแต่ท่านอุปกะชื่อว่า กาฬะ เพราะเป็นคนผิวดำ จงมา กลับไปกันเถิด อย่าหลีกลี้ไปเลย จงบริโภค กามเหมือนแต่ก่อน. ข้าและพวกญาติของข้าทุกคน ยอมอยู่ในอำนาจ ให้ท่าน มีอำนาจ เพราะไม่ต้องการให้ท่านหลีกออกไป. ท่านอุปกะฟังคำนั้น แล้ว จึง กล่าวคาถาว่า เอตฺโต จาเป เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จาเป เป็นอาลปนะคำเรียก. จริงอยู่นางได้ชื่อว่า จาปา เพราะมีเรือนร่างยังสาวอ่อน ช้อยเสมือนคันธนู เพราะฉะนั้น จึงเรียกกันว่า จาปา อธิบายว่า ดูก่อนจาปา เจ้าพูดอย่างใด บัดนี้ กล่าวคำเช่นใด เจ้าพึงทำสำนวนที่น่ารักเป็น ๔ เท่า จากคำเช่นนี้ ข้อนั้น ก็จะพึงโอฬาร สำหรับบุรุษผู้ร่านรัก ผู้ถูกราคะเป็น ต้นครอบงำในตัวเจ้าดอกหนอ แต่บัดนี้ เราคลายรักในตัวเจ้าและในกามทั้ง หลายเสียแล้ว เพราะฉะนั้น เราจะไม่ยอมอยู่ในถ้อยคำของเจ้าละ. นางจาปา ประสงค์จะให้ท่านอุปกะนั้นเกิดติดใจในตัวนางอีก จึง กล่าวว่า กาฬงฺคินึ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กาฬ เป็นคำ เรียกท่านอุปกะนั้น. บทว่า องฺคินึ ได้แก่ เพียบพร้อมด้วยเรือนร่างยังสาว
หน้า 395 ข้อ 469
ศัพท์ว่า อิว เป็นนิบาตลงในอรรถอุปมา เปรียบความ. บทว่า ตกฺการึ ปุปฺผิตํ คิริมุทฺธนิ ได้แก่ เหมือนเครือทับทิมดอกบานอยู่บนยอดเขา. อนึ่ง อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อุกฺกาคารึ ความว่า เหมือนไม้คีบถ่าน ก็คำว่า คิริมุทฺธนิ นี้ นางจาปากล่าว ก็เพื่อแสดงถึงความงามที่ใคร ๆ ทำลายไม่ได้ อาจารย์บางพวกกล่าวปาฐะว่า กาลิงฺคินึ แล้วบอกความของคำนั้นว่า เสมือน เถาฟักเขียว. บทว่า ผุลฺลํ ทาลิมลฏฺึ ว ได้แก่ เหมือนทับทิมรุ่นที่ออก ดอก. บทว่า อนฺโตทีเปว ปาฏลึ ได้แก่ เหมือนต้นแคฝอย ภายในเกาะ ก็ ทีป ศัพท์ในคำนี้ นางจาปากล่าวก็เพื่อแสดงความงามที่น่าอัศจรรย์. บทว่า หริจนฺทนลิตฺตงฺคึ ได้แก่ มีเรือนร่างที่ลูบไล้ด้วยจันทน์ แดง. บทว่า กาสิกุตฺตมธารินึ ได้แก่ ทรงคือนุ่งห่มผ้าแคว้นกาสีอย่าง เยี่ยม. บทว่า ตํ มํ ได้แก่ ข้าเช่นนั้น. บทว่า รูปวตึ สนฺตึ ได้แก่ ผู้งามพร้อมอยู่. บทว่า กสฺส โอหาย คจฺฉสิ ได้แก่ ท่านละทิ้งสละไป เสีย เพราะเหตุแห่งสัตว์ชื่อไร หรือแห่งเหตุอะไร หรือเพราะเหตุอะไร. เบื้องหน้าแต่นี้ พระจาปาเถรีตั้งคาถาแสดงการกล่าวและการโต้ตอบ ของตนทั้งสองนั้นแล้ว ในที่สุดก็ตั้งคาถาไว้ ๓ คาถา. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สากุณิโก ว ได้แก่ เหมือนพรานล่านก. บทว่า อาหริเมน รูเปน ความว่า เจ้าเบียดเบียนเรา ด้วยรูปคือสี ด้วยความฉลาดด้วยศิสปะฟ้อนรำ ขับร้องที่ปรุงแต่งด้วยการบำรุงเรือนร่าง มีการประดับผมเป็นต้น และด้วย เครื่องประดับคือผ้าเป็นอาทิ. บทว่า น มํ ตฺวํ พาธยิสฺสสิ ความว่า บัดนี้ เจ้าจักเบียดเบียนเราไม่ได้เหมือนแต่ก่อน. บทว่า ปุตฺตผลํ ได้แก่ ผลกล่าว คือบุตร คือสัตว์เลี้ยง คือบุตร. บทว่า สปฺปญฺา ได้แก่ ผู้มีปัญญา. อธิบายว่า ผู้ประกอบด้วย ปัญญา รู้แจ่มแจ้งโทษในสงสาร. จริงอยู่ ท่านผู้มีปัญญาเหล่านั้น ละเครือญาติ หรือกองโภคสมบัติน้อยใหญ่ออกบวช. ด้วยเหตุนั้น ท่านอุปกะจึงกล่าวว่า
หน้า 396 ข้อ 469
ท่านผู้มีความเพียรใหญ่ ย่อมบวช [ละเว้น] เหมือนพระยาช้างตัดเครื่องผูกฉะนั้น อธิบายว่า ท่านผู้มีความเพียรใหญ่เท่านั้น จึงละเครื่องผูกคือคฤหัสถ์ บวช ได้เหมือนพระยาช้างตัดเครื่องผูกคือเหล็กไป ผู้มีความเพียรเลว หาบวชได้ไม่. บทว่า ทณฺเฑน ได้แก่ ท่อนไม้อย่างใดอย่างหนึ่ง. บทว่า ฉริกาย ได้แก่ มีดโกน. บทว่า ภูมิยํ วา นิสุมฺภิสฺสํ ได้แก่ เบียดเบียนด้วยการ และแทงเป็นต้น ให้ล้มลงเหนือแผ่นดิน. บทว่า ปุตฺตโสกา น คจฺฉสิ ได้แก่ จะไม่ไป เพราะเศร้าโศกถึงบุตร. บทว่า ปทาหิสิ ได้แก่ แสดง. บทว่า ปุตฺตกตฺเต แปลว่า เพราะเหตุแห่งบุตร. คำว่า ชมฺมิ เป็นคำเรียกนางจาปานั้น. ความว่า ดูก่อน หญิงเลว. บัดนี้ นางจาปา เมื่อจะอนุญาตให้ท่านอุปกะนั้นไปได้ แต่อยากรู้ สถานที่จะไป จึงกล่าวคาถาว่า หนฺท โข เป็นต้น. ท่านอุปกะเมื่อแสดงว่า เมื่อก่อน เรายืนหยัดประคับประคองศาสนา [คำสอน] ที่ไม่นำสัตว์ออกจากทุกข์ แต่เดี๋ยวนี้ เราประสงค์จะยืนหยัดอยู่ใน ศาสนาของท่านอนันตชินะ ซึ่งนำสัตว์ออกจากทุกข์ เพราะฉะนั้น เราจึงจำ ต้องไปเฝ้าพระองค์ จึงกล่าวคาถาว่า อหุมฺห เป็นต้น . บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คณิโน ได้แก่ ผู้ปกครองหมู่. บทว่า อสมณา ได้แก่ ผู้สงบบาป ยังไม่ได้. บทว่า สมณมานิโน ได้แก่ ผู้สำคัญอย่างนี้ว่าสงบบาปได้แล้ว. ท่านอุปกะกล่าววางตัวเองไว้ในศาสดาทั้งหลายมีปูรณกัสสปเป็นต้นว่า วิจริมฺห เป็นต้น. บทว่า เนรญฺชรํ ปติ ได้แก่ ใกล้แม่น้ำเนรัญชรา คือริมฝังแม่น้ำ นั้น. บทว่า พุทฺโธ ได้แก่ ตรัสรู้พระอภิสัมโพธิ ท่านอุปกะกล่าวโดย อธิบายว่า พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นตรัสรู้พระอภิสัมโพธิแล้ว เมื่อทรงแสดง ธรรม ก็ประทับอยู่ในที่นั้นนั่นแหละ ทุกเวลา.
หน้า 397 ข้อ 469
บทว่า วนฺทนํ ทานิ เม วชฺชาสิ ความว่า ขอท่านพึงกราบทูล ถึงการถวายบังคมของข้า คือกราบทูล พระโลกนาถผู้ยอดเยี่ยม ตามคำของ ข้า บทว่า ปทกฺขิณญฺจ กตฺวาน อาทิเสยฺยาสิ ทกฺขิณํ ได้แก่ ท่าน แม้ทำประทักษิณเวียนขวา พระผู้มีพระภาคพุทธเจ้า ๓ ครั้งแล้ว ถวายบังคม ใน ๔ ทิศ จากบุญนั้น เมื่อให้ส่วนบุญแก่ข้า ก็พึงตั้งใจอุทิศส่วนทักษิณา ด้วย. นางจาปากล่าวอย่างนี้ก็เพราะเคยได้ยินพระพุทธคุณ และเพราะตนถึง พร้อมด้วยเหตุ [เหตุสัมปทา]. บทว่า เอตํ โข ลพฺภํ อมฺเหหิ อธิบายว่า บุญคือการทำประทักษิณนี้ เราอาจให้แก่เจ้าได้ แต่เราไม่อาจกลับไปบริโภค กามได้เหมือนแต่ก่อนนะ. บทว่า เต วชฺชํ ได้แก่ บอกกล่าว คือกราบทูล ถึงการถวายบังคมของเจ้า. บทว่า โส ได้แก่ ท่านกาฬ่ะ. บทว่า อทฺทสาสิ แปลว่า ได้ เห็นแล้ว. ท่านอุปกะกล่าวคำว่า ทุกฺขํ เป็นอาทิ ก็เพราะทุกข์นั้น เป็นประธาน ของสัจกถา ในพระเทศนาของพระศาสดา และเพราะไม่มีกถาที่พ้นไปจาก สัจกถานั้น. คำที่เหลือ มีนัยที่กล่าวมาแล้วทั้งนั้น. จบ อรรถกถาจาปาเถรีคาถา
หน้า 398 ข้อ 470
๔. สุนทรีเถรีคาถา [๔๗๐] พระสุนทรีเถรี ได้กล่าวอุทานคาถา แสดงข้อความตั้งแต่ บิดากล่าวเป็นต้นไปว่า สุชาตพราหมณ์ถามพระวาสิฏฐีเถรีว่า ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสิฏฐี แต่ก่อน แม่เจ้ากินลูก ๆ ที่ตาย ไปแล้ว แม่เจ้าต้องเดือดร้อนอย่างหนัก วันนี้ พราหมณีนั้นกินลูกหมดทั้งร้อยคน เพราะเหตุไร จึง ไม่เดือดร้อนหนักหนาเล่า. พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ลูกร้อยคนและหมู่ญาติ ร้อยคน เรากับท่านก็กินกันมามากแล้ว ในอดีตภาค เรานั้นรู้ธรรมที่ชาติและชราแล่นออกไปแล้วจึงไม่เศร้า โศก ไม่ร้องไห้และไม่เดือดร้อนเลย. สุชาตพราหมณ์ถามว่า ข้าแต่แม่ท่านวาสิฏฐี น่าอัศจรรย์จริงหนอที่แม่- เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ ก็แม่เจ้ารู้ธรรมของใครเล่าจึง กล่าววาจาเช่นนี้. พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ในกรุงมิถิลา พระสัม- พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์
หน้า 399 ข้อ 470
เพื่อละทุกข์ทั้งปวง ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราฟังธรรม ที่ไม่มีกิเลสและทุกข์ของพระอรหันต์พระองค์นั้น รู้ แจ้ง สัทธรรมในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงบรรเทา เศร้าโศกถึงลูกเสียได้. สุชาตพราหมณ์กล่าวว่า ถึงข้าพเจ้านั้น ก็จักไปกรุงมิถิลาเหมือนกัน ถ้า กระไร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็คงจะทรง ช่วยเปลื้องข้าพเจ้าเสียจากทุกข์ทั้งหมดได้. พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้า ผู้ทรงหลุดพ้นโดย ประการทั้งปวง ทรงไม่มีกิเลสและทุกข์ พระมุนีผู้ถึง ฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ อริยมรรค มีองค์ ๘ ที่ให้ถึงความระงับทุกข์ สุชาตพราหมณ์รู้ แจ้งสัทธรรมในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็เข้าบวช ๓ ราตรี ก็บรรลุวิชชา ๓. พระสุชาตภิกษุกล่าวกะสารถีคนขับรถว่า มานีสารถี เธอจงกลับไป เรามอบรถคันนี้ให้ จง บอกพราหมณีถึงความสบายไม่เจ็บป่วยว่า บัดนี้ พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาตพราหมณ์ก็บรรลุ วิชชา ๓. ลำดับนั้น สารถีพารถและทรัพย์พันกหาปณะ ไปมอบให้พราหมณี บอกพราหมณีถึงความสบายไม่ เจ็บป่วยว่า บัดนี้ พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาต- พราหมณ์ก็บรรลุวิชชา ๓.
หน้า 400 ข้อ 470
พราหมณีกล่าวว่า ดูก่อนสารถี ข้าฟังเรื่องพราหมณ์ได้วิชชา ๓ แล้ว ก็ขอมอบรถม้าคันหนึ่งกับทรัพย์พันกหาปณะ เป็นรางวัลตอบแทนที่ให้ข่าวน่ายินดี แก่เจ้า. สารถีไม่ยอมรับกลับกล่าวว่า ข้าแต่แม่พราหมณี รถม้ากับทรัพย์พันกหาปณะ จงกลับเป็นของแม่ท่านตามเดิมเถิด แม้ตัวข้าพเจ้า ก็ จักบวชในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอัน ประเสริฐ. พราหมณีกล่าวกะสุนทรีธิดาว่า ดูก่อนสุนทรี บิดาของลูกละช้าง ม้า โค มณี กุลฑล ความมั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ ออกบวชเสีย แล้ว ลูกจงบริโภคโภคสมบัติ จงเป็นทายาทรับมรดก ในตระกูลนะลูก. สุนทรีธิดากล่าวกะพราหมณีมารดาว่า แม่จ๋า บิดาของลูกถูกความเศร้าโศกถึงลูกชายรบ กวนหนัก จึงละช้าง ม้า โค มณีและกุณฑล ความ มั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ออกบวช ถึงลูกก็ถูกความ เศร้าโศกถึงน้องชายรบกวนมาก จึงจักบวชด้วยจ้ะแม่. พราหมณีมารดากล่าวอนุญาตว่า ดูก่อนสุนทรี ความดำรินั้นของลูกจึ่งสำเร็จสม ปรารถนาเถิด ลูกเมื่อสำเร็จกิจเหล่านี้คือ การยืนรับ ก่อนข้าว การแสวงหาอาหารและการทรงผ้าบังสุกุล จีวร จงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในปรโลกเถิด.
หน้า 401 ข้อ 470
เมื่อบวชบำเพ็ญเพียรบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสุนทรีเถรี จึงขอ อนุญาตพระอุปัชฌายะว่า ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าเมื่อเป็นสิกขมานา ก็ชำระ ทิพยจักษุได้แล้ว ข้าพเจ้าระลึกรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ แต่ก่อนได้แล้ว. ข้าแต่พระเถรีผู้มีกัลยาณธรรม ผู้งามเอง และผู้ ทำหมู่ให้งาม ข้าพเจ้าบรรลุวิชชา ๓ แล้ว คำสอน ของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ข้าแต่แม่เจ้า โปรดอนุญาตเถิดเจ้าค่ะ ข้าพเจ้า ประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จักบรรลือสีหนาทในสำนัก ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. พระสุนทรีเถรีได้รับอนุญาตแล้ว ก็เข้าไปพระเชตวันวิหาร พบพระ- ศาสดาประทับนั่งอยู่ จึงกล่าวคาถาเป็นอุทานว่า ดูก่อนสุนทรี เจ้าจงพิศดูพระศาสดาผู้มีพระฉวี- วรรณปานทอง ผู้ทรงฝึกพวกที่ใคร ๆ ฝึกไม่ได้ ผู้ ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอได้โปรดจงดู สุนทรีผู้กำลังเดินมา ผู้หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง ผู้ไม่มีกิเลสและทุกข์ ปราศจากราคะ ไม่หอบทุกข์ไว้ ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ข้าแต่พระผู้ทรงมีเพียรยิ่งใหญ่ สุนทรีออกจาก กรุงพาราณสีมาเฝ้าพระองค์ เป็นสาวิกาของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาท พระเจ้าข้า. ข้าแต่พระผู้ทรงเป็นพราหมณ์ พระองค์เป็น พระพุทธเจ้า พระองค์เป็นพระศาสดา ข้าพระองค์
หน้า 402 ข้อ 470
เป็นธิดาของพระองค์ เป็นโอรสเกิดแต่พระโอษฐ์ ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ พระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนลูกสุนทรี เจ้ามาดีแล้ว มาไม่เลวเลย ด้วย ว่าผู้ฝึกอย่างนี้แล้ว ปราศจากราคะ ไม่หอบทุกข์ไว้ ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมมาไหว้เท้าศาสดา ของตน. จบ สุนทรีเถรีคาถา ๔. อรรถกถาสุนทรีเถรีคาถา คาถาว่า เปตานิ โภติ ปุตฺตานิ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระ- สุนทรีเถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วในพระพุทธเจ้าพระองค์ ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ ๓๑ กัปนับ แต่กัปนี้ไป ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า เวสสภู ก็บังเกิดในเรือนคนมี สกุล รู้เดียงสาแล้ว วันหนึ่งเห็นพระศาสดากำลังเสด็จบิณฑบาตมีใจเลื่อมใส แล้ว ถวายภิกษา [คืออาหาร] แล้วถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์. พระ- ศาสดาทรงทราบถึงความมีจิตเลื่อมใส ทรงทำอนุโมทนาแล้วก็เสด็จไป. เพราะ บุญนั้น นางบังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ อยู่จนตลอดอายุในสวรรค์ชั้นนั้น เสวยทิพยสมบัติจุติจากสวรรค์ชั้นนั้นแล้ว ก็เที่ยวไปเที่ยวมาอยู่ในสุคติเท่านั้น มีญาณแก่กล้า ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นธิดาของพราหมณ์ชื่อ สุชาตะ
หน้า 403 ข้อ 470
กรุงพาราณสี เพราะนางมีรูปสมบัติคือสวย จึงมีนามว่า สุนทรี เมื่อเติบโตแล้ว น้องชายของนางก็ตาย บิดาของนางเศร้าโศกยิ่งนัก ท่องเที่ยวไปในที่นั้น ๆ ได้ สมาคมกับพระเถรีนามว่าวาสิฏฐี เมื่อจะไถ่ถามพระเถรีถึงเหตุที่จะช่วย บรรเทาคุวามเศร้าโศก จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถามีว่า เปตานิ โภติ ปุตฺตานิ เป็นต้น พระเถรีรู้ว่าพราหมณ์เศร้าโศกมาก ประสงค์จะช่วยบรรเทา ความเศร้าโศก ก็กล่าว ๒ คาถามีว่า พหูนิ เม ปุตฺตธีตานิ เป็นต้นแล้ว บอกถึงเรื่องที่ตนไม่เศร้าโศก พราหมณ์ฟังเรื่องนั้นแล้ว ก็ถามพระเถรีว่า พระแม่ท่านเจ้าข้า พระแม่เจ้าไม่เศร้าโศกอย่างนี้ได้อย่างไร พระเถรีจึง พรรณนาพระคุณพระรัตนตรัยของตนแก่พราหมณ์นั้น. พราหมณ์ถามว่า พระศาสดาประทับอยู่ที่ไหน ทราบว่า เวลานี้ประทับ อยู่ในกรุงมิถิลา ในทันใดนั้นก็เทียมรถ ควบขับไปกรุงมิถิลา เข้าเฝ้าพระ- ศาสดา ถวายบังคม กล่าวสัมโมทนียกถาตามธรรมเนียมแล้ว ก็นั่ง ณ ที่สมควร ส่วนหนึ่ง พระศาสดาก็ทรงแสดงธรรมโปรดเขา พราหมณ์นั้นฟังธรรมแล้ว ได้ศรัทธา ก็บวช เริ่มเจริญวิปัสสนา พากเพียรพยายามอยู่ วันที่ ๓ ก็บรรลุ พระอรหัต. ครั้งนั้นสารถีคนขับรถ ก็นำรถกลับไปกรุงพาราณสี บอกเรื่อง ราวแก่พราหมณี [ภรรยา] ฝ่ายสุนทรี รู้เรื่องที่บิดาตนบวชก็บอกลาว่า แม่จ๋า ลูกก็จักบวชจ้ะ มารดากล่าวว่า ลูกเอ๋ย โภคสมบัติในเรือนนี้ทั้งหมดเป็นของ ลูก ลูกจงปฏิบัติตัวเป็นทายาทรับมรดกของตระกูลนี้ จงบริโภคทรัพย์ทุกอย่าง เถิด อย่าบวชเลย. สุนทรีกล่าววา ลูกไม่ต้องการโภคทรัพย์ดอก ลูกจักบวชจ้ะ. เธออ้อนวอนให้มารดาอนุญาตแล้ว ก็ทิ้งสมบัติกองใหญ่ เหมือนทิ้งก้อนเขฬะไป บวช ครั้นบวชเป็นสิกขมานาแล้ว เริ่มเจริญวิปัสสนา พากเพียรพยายามอยู่ เพราะญาณแก่กล้า เหตุเพียบพร้อมด้วยเหตุสัมปทา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อม ด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑ ๑. ไม่มีในบาลีอปทาน
หน้า 404 ข้อ 470
ข้าพเจ้าถือข้าว ๑ ทัพพี ถวายแด่พระพุทธเจ้าผู้ ประเสริฐสุด ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ พระนามว่าเวสสภู ซึ่งกำลังเสด็จเที่ยวบิณฑบาต พระเวสสภูสัมพุทธเจ้า พระศาสดาผู้นำโลก ทรงรับแล้ว ประทับยืน ณ ท้อง ถนน ทรงกระทำอนุโมทนาแก่ข้าพเจ้าว่า ท่านถวาย ข้าว ๑ ทัพพี จักไปสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จักเป็นมเหสี ของท้าวสักกะเทวราช ๓๖ พระองค์ จักเป็นเอกอัคร- มเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ ๕๐ พระองค์ ท่านจักได้ ทุกอย่างที่ใจปรารถนาทุกเมื่อ ท่านครั้นเสวยสมบัติ แล้ว ก็จักเว้นจากเครื่องกังวล จักกำหนดรู้อาสวะทั้ง ปวง ไม่มีอาสวะ ดับสนิท พระเวสสภูสัมพุทธเจ้า ปราชญ์ผู้นำทาง ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็เสด็จสู่ท้อง ฟ้าเหมือนพระยาหงส์บินไปในอากาศ ทานอย่าง ประเสริฐ ข้าพเจ้าก็ถวายดีแล้ว ยาคสัมปทา ความ พร้อมแห่งยาคะ [การบูชา] ข้าพเจ้าก็บูชาแล้ว ข้าพเจ้าถวายข้าวทัพพีเดียวก็บรรลุอจลบท บทอันไม่สั่น คลอน ๓๑ กัปนับแต่กัปนี้ไป ในครั้งนั้น ข้าพเจ้าได้ ถวายภิกษาทานอันใด ข้าพเจ้าไม่รู้จักทุคติเลย ที่เป็น ผลของภิกษาทานอันนั้น กิเลสทั้งหลายข้าพเจ้าก็เผา เสียแล้ว ฯลฯ คำสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำ เสร็จแล้ว. ก็แลสิกขมานาสุนทรี ครั้นบรรลุ พระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยสุขในผล และสุขในพระนิพพาน ต่อมา [อุปสมบทแล้ว] คิดว่า จำเราจักบรรลือสีหนาท ต่อพระพักตร์ของพระศาสดา จึงลาพระอุปัชฌายะ ออกจากกรุงพาราณสี พร้อม
หน้า 405 ข้อ 470
ด้วยภิกษุณีมากรูป เดินไปโดยลำดับถึงกรุงสาวัตถีแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารแล้ว ก็ พยากรณ์พระอรหัต ด้วยการประกาศความที่ตนเป็นธิดา เกิดแต่พระอุระของ พระศาสดาเป็นต้น ครั้งนั้นหมู่ญาติทุกคน ตั้งต้นแต่มารดาของนาง และคน ใกล้เคียง ก็พากันออกบวช ต่อมาพระสุนทรีเถรีนั้น พิจารณาทบทวนถึง ความเป็นมาของตนจึงกล่าวคาถาเหล่านี้ เป็นอุทาน ตั้งแต่คาถาที่บิดากล่าว มาแล้วเป็นต้นไปว่า สุชาตพราหมณ์ถามพระวาสิฏฐีเถรีว่า ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสิฏฐี แต่ก่อน แม่เจ้ากินลูก ๆ ที่ตายไปแล้ว แม่เจ้าต้องเดือดร้อนอย่างหนัก วันนี้ พราหมณีนั้นก้นลูกหมดทั้งร้อยคน เพราะเหตุไร จึง ไม่เดือดร้อนหนักหนาเล่า. พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ บุตรร้อยคนและหมู่ญาติ ร้อยคน เรากับท่านก็กินกันมามากแล้วในอดีตภาค เรานั้นรู้ธรรมที่ชาติและชราแล่นออกไปแล้ว จึงไม่ เศร้าโศก ไม่ร้องไห้และไม่เดือดร้อนเลย. สุชาตพราหมณ์ถามว่า ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสีฎฐี น่าอัศจรรย์จริงหนอ แม่เจ้ากล่าววาจาเช่นนี้ ก็แม่เจ้ารู้ธรรมของใครเล่า จึงกล่าววาจาเช่นนี้. พระวาสิฏฐีเถรีตอบว่า ดูก่อนท่านพราหมณ์ ในกรุงมิถิลา พระสัม- พุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรดหมู่สัตว์
หน้า 406 ข้อ 470
เพื่อละทุกข์ทั้งปวง ดูก่อนท่านพราหมณ์ เราฟังธรรม ที่ไม่มีกิเลสและทุกข์ของพระอรหันต์พระองค์นั้น รู้ แจ้งสัทธรรมในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว จึงบรรเทา ความเศร้าโศกถึงบุตรเสียได้. สุชาตพราหมณ์กล่าวว่า ถึงข้าพเจ้านั้น ก็จักไปกรุงมิถิลาเหมือนกัน ถ้า กระไร พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ก็คงจะทรง ช่วยเปลื้องข้าพเจ้าเสียจากทุกข์ทั้งหมดได้. พราหมณ์ได้พบพระพุทธเจ้าผู้ทรงหลุดพ้น โดย ประการทั้งปวง ทรงไม่มีกิเลสและทุกข์ พระมุนีผู้ ถึงฝั่งแห่งทุกข์ ได้ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น คือทุกข์ เหตุเกิดทุกข์ ความก้าวล่วงทุกข์ อริยมรรค มีองค์ ๘ ที่ให้ถึงความระงับทุกข์ สุชาตพราหมณ์รู้ แจ้งสัทธรรม ในพระธรรมเทศนานั้นแล้ว ก็เข้าบวช ๓ ราตรี ก็บรรลุวิชชา ๓. สุชาตภิกษุกล่าวกะสารถีคนขับรถว่า มานี่แน่ะสารถี เธอจงกลับไป เรามอบรถคันนี้ ให้ จงบอกพราหมณีถึงความสบายไม่เจ็บป่วยว่า บัดนี้ พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาตพราหมณ์ก็บรรลุ วิชชา ๓. ลำดับนั้น สารถีพารถและทรัพย์พันกหาปณะ ไปมอบให้พราหมณี บอกพราหมณีถึงความสบายไม่ เจ็บป่วยว่า บัดนี้ พราหมณ์บวชแล้ว ๓ ราตรี สุชาต- พราหมณ์ก็บรรลุวิชชา ๓.
หน้า 407 ข้อ 470
พราหมณีกล่าวว่า ดูก่อนสารถี ข้าฟังเรื่องพราหมณ์ได้วิชชา ๓ แล้ว ก็ขอมอบรถม้าคันหนึ่งกับทรัพย์พันกหาปณะเป็น รางวัลตอบแทนที่ให้ข่าวน่ายินดี แก่เจ้า. สารถีไม่ยอมรับกลับกล่าวว่า ข้าแต่แม่พราหมณี รถม้ากับทรัพย์พันกหาปณะ จงกลับเป็นของแม่ท่านตามเดิมเถิด แม้ข้าพเจ้าก็จัก บวชในสำนักพระพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาอันประเสริฐ. พราหมณีกล่าวกะสุนทรีธิดาว่า ดูก่อนสุนทรี บิดาของลูกละ ช้าง โค ม้า มณี และกุณฑล ความมั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ ออก บวชเสียแล้ว ลูกจงบริโภคโภคสมบัติ จงเป็นทายาท รับมรดกในตระกูลนะลูก สุนทรีธิดากล่าวกะพราหมณีมารดาว่า แม่จ๋า บิดาของลูกถูกความเศร้าโศกถึงลูกชายรบ กวนหนัก จึงละช้าง โค ม้า มณีและกุณฑล ความ มั่งคั่ง และสมบัติคฤหัสถ์นี้ออกบวช ถึงลูกก็ถูกความ เศร้าโศกถึงน้องชายรบกวนมา จึงจักบวชจ้ะแม่. พราหมณีมารดากล่าวอนุญาตว่า ดูก่อนสุนทรี ความดำรินั้นของลูกจงสำเร็จสม ปรารถนาเถิด ลูกเมื่อสำเร็จกิจเหล่านี้คือ การยืนรับ ก้อนข้าว การแสวงหาอาหาร และการทรงผ้าบังสุกุล จีวร จงเป็นผู้ไม่มีอาสวะในปรโลกเถิด,
หน้า 408 ข้อ 470
เมื่อบวชบำเพ็ญเพียรบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสุนทรีเถรี จึงขอ อนุญาตอุปัชฌายะว่า ข้าแต่แม่เจ้า ข้าพเจ้าเมื่อเป็นสิกขมานาก็ชำระ ทิพยจักษุได้แล้ว ข้าพเจ้าระลึกรู้ขันธ์ที่เคยอาศัยอยู่ แต่ก่อนได้แล้ว. ข้าแต่พระเถรีผู้มีกัลยาณธรรม ผู้งามเอง และผู้ ทำหมู่ให้งามข้าพเจ้าอาศัยท่านแม่เจ้าค่ะ วิชชา ๓ ก็ บรรลุแล้ว คำสอนของพระพุทธเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ข้าแต่แม่เจ้า โปรดอนุญาตเถิดเจ้าค่ะ ข้าพเจ้า ประสงค์จะไปกรุงสาวัตถี จักบรรลือสีหนาท ใน สำนักของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐสุด. พระสุนทรเถรีได้รับอนุญาตแล้วเข้าไปพระเชตวันวิหาร พบ พระศาสดาประทับนั่งอยู่ จึงกล่าวคาถาเป็นอุทานว่า. ดูก่อนสุนทรี เจ้าจงพิศดูพระศาสดาผู้มีพระฉวี- วรรณปานทอง ผู้ทรงฝึกพวกคนที่ใคร ๆ ฝึกไม่ได้ ผู้ตรัสรู้ด้วยพระองค์เอง ผู้ไม่มีภัยแต่ที่ไหน ๆ. ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า ขอโปรดทรงดูสุนทรี ผู้กำลังเดินมา ผู้หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง ผู้ไม่มี กิเลสแลทุกข์ ปราศจากราคะไม่หอบทุกข์ไว้ ทำกิจ เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ. ข้าแต่พระผู้ทรงมีเพียรยิ่งใหญ่ สุนทรีออกจาก กรุงพาราณสีมาเฝ้าพระองค์ เป็นสาวิกาของพระองค์ ขอถวายบังคมพระยุคลบาทพระเจ้าข้า.
หน้า 409 ข้อ 470
ข้าแต่พระผู้เป็นพราหมณ์ พระองค์เป็นพระ- พุทธเจ้า พระองค์เป็นพระศาสดา ข้าพระองค์เป็นธิดา ของพระองค์ เป็นโอรสเกิดแต่พระโอษฐ์ ทำกิจเสร็จ แล้ว ไม่มีอาสวะพระเจ้าข้า. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนลูกสุนทรี เจ้ามาดีแล้ว มาไม่เลวเลย ด้วยว่า ผู้ฝึกอย่างนี้แล้ว ปราศจากราคะ ไม่หอบทุกข์ ไว้ ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ ย่อมมาไหว้เท้า พระศาสดาของตน. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เปตานิ ได้แก่ ตายแล้ว. สุชาตพราหมณ์ เรียกพระวาสิฏฐีเถรีนั้นว่า ข้าแต่พระแม่ผู้เจริญ. คำว่า ปุตฺตานิ ท่านกล่าว โดยเป็นลิงควิปลาส [เพราะศัพท์ ปุตฺต ปกติเป็น ปุํ. แต่ท่านทำเป็น นปุํ. ดังว่านี้ไปเสีย จึงเป็นลิงควิปลาส] ความว่า ลูกชายที่ตายแล้ว ความจริง ลูกชายของพระวาสิฏฐีเถรีนั้นตายไปแล้ว มีคนเดียวเท่านั้น แต่พราหมณ์ สำคัญอย่างนี้ว่า พระวาสิฏฐีเถรีนี้ ถูกความเศร้าโศกรบกวน จึงท่องเที่ยวไป เสียตั้งนาน ชรอยลูกชายนางที่ตายไปแล้วมีมากคน จึงกล่าวคำเป็นพหุวจนะ [จำนวนมาก] และกล่าวคำเป็นพหุวจนะ อย่างนั้นว่า สาชฺช สพฺพานิ ขาทิตฺวา สตปุตฺตานิ. คำว่า ขาทมานา นี้ เป็นคำด่าตามโวหารโลก. จริงอยู่ ลูกชายที่เกิดแล้วเกิดเล่าของหญิงคนตายไปเสีย คนทั้งหลายเมื่อจะ ติเตียนหญิงคนนั้น จึงกล่าวคำว่า หญิงกินลูกเป็นต้น. บทว่า อตีว แปลว่า เกินเปรียบ คือหนักหนา. บทว่า ปริตปฺปสิ แปลว่า เดือดร้อน ประกอบ ความว่า แต่ก่อน. ก็ในข้อนี้มีความย่อดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านแม่เจ้าวาสิฏฐี แต่
หน้า 410 ข้อ 470
ก่อน ท่านแม่ก็ลูกชายตาย ใจแห้งผากคร่ำครวญเพียบแปร้ด้วยความเศร้าโศก อย่างเหลือเกิน ต้องท่องเที่ยวไปยังคามนิคมราชธานีทั้งหลาย. บทว่า สาชฺช ตัดบทเป็น สา อชฺช ความว่า เดี๋ยวนี้ ท่าน แม่นั้น ก็กินลูกชายหมดทั้งร้อยคน. อีกอย่างหนึ่ง บาลีว่า สชฺช ก็มี. บทว่า เกน วณฺเณน แปลว่า เพราะเหตุไร. ด้วยบทว่า ขาทิตานิ แม้พระเถรีก็กล่าวตามปริยายที่พราหมณ์ กล่าวแล้ว อีกอย่างหนึ่ง พระเถรีกล่าวอย่างนี้ว่า ขาทิตานิ ก็หมายถึงชาติ ของสัตว์ร้าย มีเสือโคร่ง เสือเหลือง แมวป่า เป็นต้น. บทว่า อตีตํเส แปลว่า ส่วนที่เป็นอดีต ความว่า ในภพที่ล่วงแล้ว. บทว่า มม ตุยฺหญฺจ แปลว่า อันเราและท่าน [กินกันมาแล้ว]. บทว่า นิสฺสรณํ ตฺวา ความว่า แทงตลอดพระนิพพาน อัน เป็นเครื่องแล่นออกไปแห่งชาติและมรณะด้วยมรรคญาณ. บทว่า น จาหํ ปริตปฺปามิ ความว่า เราไม่เดือดร้อน ไม่ถึงความคับแค้นใจแล้ว. บทว่า อพฺภูตํ วต แปลว่า น่าอัศจรรย์หนอ. จริงอยู่ ความ อัศจรรย์นั้น เรียกว่า อัพภูตะ. บทว่า เอทิสํ แปลว่า เห็นปานนี้ คือ วาจาที่แสดงความไม่มีความเศร้าโศกเป็นต้น อย่างนี้ว่า เราไม่เศร้าโศกไม่ ร้องไห้ และไม่เดือดร้อน เพราะเหตุที่ยังไม่ได้ธรรมเช่นนี้อย่างเดียว ฉะนั้น ด้วยบทว่า กสฺส ตฺวํ ธมฺมมญฺาย พราหมณ์จึงถามถึงพระศาสดาและ คำสั่งสอนว่า แม่ท่านรู้ทั่วถึงธรรมของพระศาสดา พระนามว่าอะไร จึงกล่าว วาจาเช่นนี้. บทว่า นิรูปธึ ได้แก่ ไม่มีทุกข์. บทว่า วิญฺาตสทฺธมฺมา ได้แก่ แทงตลอดธรรมคืออริยสัจ. บทว่า พฺยปานุทึ ได้แก่ นำออก คือละ.
หน้า 411 ข้อ 470
บทว่า วิปฺปมุตฺตํ ได้แก่ หลุดพ้นโดยประการทั้งปวง คือพราก ออกจากกิเลสทุกอย่าง และจากภพทุกภพ. บทว่า สฺวสฺส ได้แก่ พระ- สัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น ทรงแสดงธรรมโปรดพราหมณ์นั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในเทศนาว่าด้วยสัจจะ ๔ นั้น. บทว่า รถํ นิยฺยาทยาหิมํ ความว่า จงมอบรถนี้แก่พราหมณี. บทว่า สหสฺสญฺจาปิ ประกอบความว่า จงนำรถม้าและทรัพย์พันกหาปณะ ที่เรานำไปด้วย เพื่อใช้สอยในระหว่างทางไปมอบแก่พราหมณี. บทว่า อสฺสรถํ ได้แก่ รถเทียมม้า. บทว่า ปุณฺณปตฺตํ ได้แก่ รางวัลที่ให้ข่าวน่ายินดี. เมื่อพราหมณีให้รางวัลที่ให้ข่าวน่ายินดีอย่างนี้ สารถีไม่ยอมรับรางวัล นั้น กลับกล่าวคาถาว่า ตุเยฺหว โหตุ เป็นต้น ไปบวชในสำนักพระศาสดา เหมือนกัน เมื่อสารถีบวชแล้ว พราหมณีจึงเรียกสุนทรีธิดาของตนมา เมื่อ จะชักจูงประกอบไว้ในฆราวาสวิสัย จึงกล่าวคาถามีว่า หตฺถิ ควสฺสํ เป็นต้น ในคาถานั้น บทว่า หตฺถิ ได้แก่ ช้าง. บทว่า ควสฺสํ ได้แก่ โคและม้า. บทว่า มณิกุณฺฑลญฺจ ได้แก่ มณีและกุณฑล. บทว่า ผีตญฺจิมํ เคหวิคตํ ปหาย ความว่า บิดาของลูกละสมบัติที่กล่าวแล้ว ต่างโดยช้างเป็นต้น และ ที่ไม่ได้กล่าว ต่างโดยที่นา เงิน และทองเป็นต้น ความมั่งคั่ง สมบัติของ เรือน เครื่องอุปกรณ์เรือนเป็นอันมาก และอย่างอื่นมีทาสและทาสีเป็นต้น ทุก อย่างนี้ไปบวช. บทว่า ภุญฺช โภคานิ สุนฺทริ ความว่า ดูก่อนสุนทรี ลูกจงบริโภคโภคะเหล่านี้. บทว่า ตุวํ ทายาทิกา กุเล ความว่า ด้วยลูก สมควรเป็นทายาทรับมรดกในตระกูลนี้. สุนทรีฟังคำมารดานั้นแล้ว เมื่อจะประกาศอัธยาศัยที่น้อมไปในเนก- ขัมมะการออกบวชของตน จึงกล่าวคาถาว่า ทตฺถิควสฺสํ เป็นต้น.
หน้า 412 ข้อ 470
ลำดับนั้น มารดาเมื่อจะชักจูงประกอบนางไว้ในเนกขัมมะนั่นแล จึงกล่าวคาถาครึ่ง โดยนัยว่า โส เต อิชฺฌตุ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ ตฺวํ ปตฺเถสิ สุนฺทริ ความว่า ดูก่อนสุนทรี บัดนี้ ลูกปรารถนา จำนงหวังอันใด ความดำริในการบรรพชา ความพอใจในการบรรพชานั้น จงสำเร็จ คือสำเร็จโดยไม่มีอันตรายแก่ลูก. บทว่า อุตฺติฎฺปิณฺโฑ ได้แก่ ก้อนข้าวที่ภิกษุณีไปยืนทุก ๆ บ้านได้มา. บทว่า อุญฺโฉ ได้แก่ การเที่ยว ไปตามลำดับบ้าน และยืนเจาะจงเพื่อก้อนข้าวนั้น. บทว่า. เอตานิ ได้แก่ กิจกรรมมีก้อนข้าวที่ไปยืนทุกบ้านได้มาเป็นต้น. บทว่า อภิสมฺโภนฺติ ความว่า เป็นผู้ไม่เหนื่อยหน่าย อาศัยกำลังแข้งสำเร็จมา คือทำให้บริสุทธิ์. ครั้งนั้น สุนทรีรับปากคำมารดาว่า ดีละแม่จ๋า ก็ออกไปยังสำนัก ภิกษุณี บวชเป็นสิกขมานา ทำให้แจ้งวิชชา ๓ ตั้งใจว่าจักไปเฝ้าพระศาสดา บอกอุปัชฌาย์แล้ว ก็ไปยังกรุงสาวัตถี พร้อมด้วยภิกษุณีทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า สิกฺขมานาย เม อยฺเย เป็นต้น ในคำนั้น. บทว่า สิกฺขมา- นาย เม ความว่า ข้าพเจ้าผู้เป็นสิกขมานา. พระสุนทรีเถรี เรียกอุปัชฌายะ ของตนด้วยคำว่า อยฺเย. บทว่า ตุวํ นิสฺสาย กลฺยาณิ เถริสงฺฆสฺส โสภเณ ประกอบ ความว่า ข้าแต่แม่เจ้า ชื่อว่าเป็นสังฆเถรี เพราะเป็นผู้แก่กว่าในภิกษุณีสงฆ์ และเพราะประกอบด้วยคุณที่มั่นคง ชื่อว่าเป็นผู้งาม เป็นกัลยาณี เพราะ ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้นอันงาม ข้าพเจ้าอาศัยแม่เจ้าผู้เป็นกัลยาณมิตร คือแม่ท่าน ข้าพเจ้าจึงบรรลุวิชชา ๓ ทำคำสอนของพระพุทธเจ้าเสร็จ. บทว่า อิจฺเฉ แปลว่า ปรารถนา. บทว่า สาวตฺถึ คนฺตเว แปลว่า เพื่อไปกรุงสาวัตถี. พระสุนทรีเถรีกล่าวว่า สีหนาทํ นทิสฺสามิ หมายถึง การพยากรณ์พระอรหัตเท่านั้น.
หน้า 413 ข้อ 470
ครั้งนั้น พระสุนทรีเถรีถึงกรุงสาวัตถีโดยลำดับ เข้าไปยังพระวิหาร เห็นพระศาสดาซึ่งประทับนั่งเหนือธรรมาสน์ ซาบซึ้งปีติและโสมนัสอันโอฬาร เมื่อจะเรียกตัวเองเท่านั้น จึงกล่าวว่า ปสฺส สุนฺทริ เป็นต้น. บทว่า เหมวณฺณํ ได้แก่ มีพระวรรณดั่งทอง. บทว่า หริตฺตจํ ได้แก่ มีพระ. ฉวีเปล่งปลั่งดั่งทอง ก็ในคำนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านเรียกว่า มีพระ วรรณะดั่งทอง เพราะพระวรรณะเหลือง. ครั้งนั้นแล พระสุนทรีเถรี กล่าวว่า เหมวณฺณํ มีพระวรรณะดั่ง ทอง แล้วกล่าวว่า หริตฺตจํ มีพระฉวีดั่งทอง ก็เพื่อแสดงว่า พระผู้มีพระ ภาคเจ้า มีพระฉวีวรรณเปล่งปลั่งดั่งกระจกทองที่เขาขัดอย่างดีแล้ว บรรจงทา ด้วย ชาติหิงคุลิกะ ก้อนชาติหิงคุ แล้วชักเงา. บทว่า ปสฺส สุนฺทริมายนฺตึ ความว่า ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า โปรดทอดพระเนตร ดู ข้าพระองค์ผู้ชื่อว่าสุนทรีนั้น ซึ่งกำลังเดินมา พระ- สุนทรีเถรี ขณะพยากรณ์พระอรหัตด้วยคำว่า วิปฺปมุตฺตํ ก็กล่าวด้วยความ ซาบซ่านแห่งปีติ แต่เพื่อจะกลับความหวัง ความสงสัยของเหล่าคนที่รักใคร่ ว่า สุนทุรีมาแต่ไหน มาในที่ไหนและสุนทรีนี้เป็นเช่นไร จึงกล่าวคาถาว่า พาราณสิโต เป็นต้น เพื่อจะทำเนื้อความที่กล่าวไว้ว่า สาวิกา จ ในคาถา นั้น ให้ปรากฏชัด จึงกล่าวคาถาว่า ตุวํ พุทฺโธ เป็นอาทิ เนื้อความของ คำนั้นมีว่า พระองค์เท่านั้น เป็นพระสัพพัญญูพุทธะ เป็นเอกในโลกพร้อมทั้ง เทวโลกนี้ พระองค์เป็นพระศาสดาของข้าพระองค์ เพราะทรงสั่งสอนตามสมควร ด้วยประโยชน์ปัจจุบัน ประโยชน์ภายหน้าและประโยชน์อย่างยิ่ง ข้าแต่พระ ผู้มีพระภาคเจ้า ข้าพระองค์ผู้เป็นพราหมณ์ขีณาสพ ชื่อว่าโอรส เพราะเป็น อภิชาติที่ทรงให้เกิดด้วยความพยายามในพระอุระของพระองค์ ชื่อว่าเกิดจาก
หน้า 414 ข้อ 470
พระโอษฐ์ เพราะเกิดด้วยเสียงธรรมที่ทรงให้เป็นไปจากพระโอษฐ์ และด้วย อริยมรรคที่เป็นประธานของคำสั่งสอน ชื่อว่าทำกิจเสร็จแล้ว เพราะกรณียกิจ มีสัจจะที่กำหนดรู้เป็นต้นเสร็จไปแล้ว ชื่อว่าหาอาสวะมิได้ ก็เพราะอาสวะทั้ง หลายสิ้นไปโดยประการทั้งปวง. ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อทรงชื่นชมการมาของพระสุนทรีเถรีนั้น จึงตรัสคาถาว่า ตสฺสา เต สฺวาคตํ เป็นต้น เนื้อความของพระคาถานั้น มีว่า ดูก่อนสุนทรีผู้เจริญ ท่านผู้ใดบรรลุธรรมที่เราตถาคตบรรลุแล้ว ตาม เป็นจริง การมาของท่านผู้นั้นในสำนักเรานี้ เป็นการมาที่ดี เพราะข้อนั้นนั่น แล การมานั้นจึงเป็นการมาที่ไม่เลว คือไม่ใช่การมาที่เลว เพราะเหตุไร เพราะว่าคนทั้งหลายที่ฝึกแล้วอย่างนี้ ย่อมพากันมา ประกอบความว่า ดูก่อน สุนทรี ด้วยว่า คนทั้งหลาย ชื่อว่าฝึกแล้ว เพราะฝึกด้วยอริยมรรคอันยอด เยี่ยม ชื่อว่าปราศจากราคะในที่ทั้งปวง เพราะฝึกแล้วนั้นนั่นแล ชื่อว่าไม่ หอบทุกข์ ทำกิจเสร็จ ไม่มีอาสวะ เพราะตัดสังโยชน์ได้หมดสิ้น ย่อมพา กันมาไหว้เท้าทั้งสองของพระศาสดา ก็เหมือนอย่างที่ท่านมานี่แหละ. จบ อรรถกถาสุนทรีเถรีคาถา
หน้า 415 ข้อ 471
๕. สุภากัมมารธิดาเถรีคาถา [๔๗๑] พระสุภากัมมารธิดาเถรี ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า เพราะเหตุที่แต่ก่อน ข้าพเจ้ายังสาว นุ่งห่มผ้า อันสะอาด ได้ฟังธรรม ข้าพเจ้านั้นไม่ประมาท ก็ได้ ตรัสรู้สัจธรรม ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งใน กามทั้งปวง เห็นภัยในสักกายะ [ปัญจขันธ์] กระหยิ่มเฉพาะ เนกขัมมะ [การบวช] เท่านั้น. ข้าพเจ้าละหมู่ญาติ ทาสและกรรมกร บ้าน และไร่นา ความมั่งคั่ง และรมณียะสิ่งที่น่ารื่นรมย์ ที่ เขาบันเทิงกันนักหนา. ข้าพเจ้าละสมบัติไม่ใช่น้อย ออกบวชด้วย ศรัทธาอย่างนี้ในพระสัทธรรม ที่พระพุทธเจ้าทรง ประกาศดีแล้ว. ข้อที่ละทิ้งเงินทองเสียแล้ว กลับมายึดเงินทอง นั้นอีก ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า ปรารถนาแต่ความไม่กังวลห่วงใย ผู้ใดละทิ้งเงินทอง แล้วกลับมายึดเงินทองนั้นไว้อีก ผู้นั้นจะโงหัวขึ้นมา ได้อย่างไร ในระหว่างบัณฑิตทั้งหลายเงินและทองไม่มี เพื่อสันติความสงบสำหรับผู้นั้น เงินทองนั้นก็ไม่สม- ควรแก่สมณะ เงินทองนั้น ก็มิใช่อริยทรัพย์.
หน้า 416 ข้อ 471
อนึ่ง เงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ ความ มัวเมา ความลุ่มหลง ความติดดังเครื่องผูก มีภัย มี ความคับแค้นมาก เงินทองนั้นไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนเลย. นรชนเป็นอันมาก ประมาทมีใจเศร้าหมองแล้ว เพราะเงินทองเท่านี้ จึงต้องเป็นศัตรู วิวาทบาดหมาง กันและกัน. การถูกฆ่า การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือ เป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกพิไรรำพัน ความพินาศเป็นอันมาก ของนรชนที่ตกอยู่ในกาม ทั้งหลาย ก็มองเห็นกันอยู่. ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะเหตุ ไรท่านทั้งหลายจึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้ง- หลาย จงรู้กันเถิดว่าเราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึงบวช. อาสวะทั้งหลาย ไม่ใช่หมดสิ้นไปเพราะเงินทอง ดอกนะ กามทั้งหลายเป็นอมิตร เป็นผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็นดั่งลูกศรเสียบไว้. ท่านทั้งหลายเป็นญาติ ก็เหมือนศัตรูเพราะเหตุไร จึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้งหลาย จงรู้เถิดว่า เราบวชศีรษะโล้นครองผ้าสังฆาฏิแล้ว. ก่อนข้าวที่ต้องไปยืนที่เรือนทุก ๆ หลัง ได้มา การเที่ยวขอเขา ผ้าบังสุกุลจีวร และบริขารที่อาศัย ของนักบวชผู้ไม่มีเรือน นี่แลเป็นของเหมาะสำหรับ เรา.
หน้า 417 ข้อ 471
กามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และมนุษย์ เหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ตายเสียแล้ว ท่านน้อม ไปในสถานที่อันเกษม บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว. ข้าพเจ้าไม่ร่วมด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งช่วยอะไร ไม่ได้ กามทั้งหลาย เป็นอมิตร เป็นผู้ฆ่า นำทุกข์ มา เทียบเสมอด้วยกองไฟ. สภาวะนั่นไม่บริสุทธิ์ มีภัย มีความคับแค้น เป็นเสี้ยนหนาม และสภาวะนั้น เป็นความหมกมุ่น เป็นความไม่สม่ำเสมอ อย่างใหญ่ เป็นเหตุลุ่มหลง เป็นอุปสรรคที่น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลายเปรียบด้วย หัวงูพิษ ที่เหล่าปุถุชนคนทั้งบอดทั้งเขลา เพลิดเพลิน กันนักหนา. ความจริง ชนเป็นอันมากในโลก ติดอยู่ใน เครื่องข้องคือกาม ไม่รู้ความจริงกันเลย ไม่รู้จักที่สิ้น สุดแห่งชาติและชรา มนุษย์เป็นอันมาก เดินทางที่ไป ทุคติ มีกามเป็นเหตุ นำมาแต่โรคสำหรับตน. กามทั้งหลาย ทำให้เกิดอมิตรอย่างนี้เป็นเครื่อง แผดเผา เป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหยื่อของโลก ผูก สัตว์ไว้ มีมรณะเป็นเครื่องพันธนาการ. กามทั้งหลาย ทำให้คนบ้า ทำให้เพ้อ ทำให้จิต ประมาทพลั้งเผลอ เพราะทำสัตว์ให้เศร้าหมอง พึง เห็นเหมือนลอบที่มารรีบดักไว้.
หน้า 418 ข้อ 471
กามทั้งหลาย มีโทษไม่สิ้นสุด มีทุกข์มาก มี พิษมาก อร่อยน้อย ทำเป็นสนามรบ มีแต่ทำกุศล กรรมให้เหือดแห้งลง. ข้าพระองค์นั้น ละความย่อยยับ ซึ่งมีกามเป็น เหตุเช่นนั้นแล้ว ยินดียิ่งนักในพระนิพพานทุกเมื่อ จึงจักไม่กลับมาหาความย่อยยับนั้นอีก. ข้าพเจ้าละสนามรบของกามทั้งหลายแล้ว จำนง หวังแต่ความเยือกเย็น ยินดีในธรรมอันเป็นที่สิ้น สังโยชน์ ไม่ประมาทอยู่. ข้าพเจ้าเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็น ทางตรงไม่เศร้าโศก ไม่มีกิเลสดุจธุลี เป็นทางเกษม ซึ่งเหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามมาแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงดู ธิดาช่างทอง ผู้สวยงามซึ่งตั้งอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด นาง เข้าถึงธรรมที่ไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนไม้. วันนี้เป็นวันที่ ๘ นางมีศรัทธาบวชแล้ว เป็นผู้ งามในพระสัทธรรม อันพระอุบลวรรณาช่วยแนะนำ แล้ว ทรงวิชชา ๓ ละมฤตยูเสียแล้ว. ภิกษุณีรูปนั้น เป็นไทแก่ตัว ไม่เป็นหนี้ อบรม อินทรีย์แล้ว สลัดโยคะได้หมดแล้ว ทำกิจเสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ. ท้าวสักกะ เจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมหมู่เทพ เสด็จเข้าไปหาพระสุภากัมมารธิดาเถรีรูปนั้น ด้วย เทวฤทธิ์แล้ว ทรงนมัสการอยู่. จบ สุภากัมมารธิดาเถรีคาถา
หน้า 419 ข้อ 471
๕. อรรถกถาสุภากัมมาร๑ธีตุเถรีคาถา คาถาว่า ทหราหํ เป็นต้น เป็นคาถาของ พระสุภากัมมารธีตุ- เถรี. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้นๆ อบรมกุศลมล สั่งสมสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ ท่องเที่ยวอยู่ในป่ายสุคติ เท่านั้น เมื่อญาณแก่กล้า มาในพุทธุปบาทกาลนี้ก็บังเกิดเป็นธิดาของช่างทอง คนหนึ่งในกรุงราชคฤห์ เพราะความสวยงามแห่งรูปสมบัติ จึงได้ชื่อว่า สุภา นาง รู้เดียงสามาโดยลำดับ เกิดความเลื่อมใสในพระศาสดา เมื่อพระศาสดาเสด็จเจ้า ไปกรุงราชคฤห์ วันหนึ่งจึงเข้าไปเฝ้าถวายบังคมแล้ว นั่ง ณ ที่สมควรส่วนหนึ่ง พระศาสดาทรงเห็นนางมีอินทรีย์แก่กล้าจึงทรงแสดงธรรมคือ อริยสัจ ๔ ที่พอ เหมาะแก่อัธยาศัย ทันใดนั้นเอง นางก็ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผลประดับด้วยนัยพัน- นัย ต่อมา นางเห็นโทษในฆราวาสวิสัย ก็บวชในสำนักพระนางปชาบดี โคตมี ตั้งอยู่ในศีลภิกษุณี ประกอบเนืองๆ ซึ่งภาวนา เพื่อมรรคชั้นสูง ๆ พวกญาติพากันเข้าไปหานางทุกเวลา เชื้อเชิญแสดงทรัพย์จำนวนมาก และ กองสมบัติประเล้าประโลมด้วยกามทั้งหลาย วันหนึ่งเมื่อพวกญาติเข้ามาหา นางเมื่อจะประกาศโทษในฆราวาสวิสัยและกามทั้งหลาย จึงกล่าวธรรมด้วยคาถา ๒๔ คาถา มีว่า ทหราหํ เป็นต้น แล้วเสียสละทำให้ญาติเหล่านั้นหมดหวัง เจริญวิปัสสนา ประกอบอินทรีย์ทั้งหลาย มักเขม้นภาวนายิ่งขึ้น ไม่ช้านัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้วจึง ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า ๑. บาลีเป็นสุภากัมมารธิดาเถรีคาถา
หน้า 420 ข้อ 471
เพราะเหตุที่แต่ก่อน ข้าพเจ้ายังสาว นุ่งห่มผ้า อันสะอาด ได้ฟังธรรม ข้าพเจ้านั้นไม่ประมาท ก็ได้ตรัสรู้สัจธรรม. ฉะนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ยินดีอย่างยิ่งในกามทั้งปวง เห็นภัยในสักกายะ [ปัญจขันธ์] กระหยิ่มเฉพาะ เนกขัมมะ [การบวช] เท่านั้น. ข้าพเจ้าละหมู่ญาติ ทาสและกรรมกร บ้าน และไร่นา ความมั่งคั่ง และรมณียะสิ่งที่น่ารื่นรมย์ ที่ เขาบันเทิงกันนัก. ข้าพเจ้าละสมบัติมิใช่น้อย ออกบวชด้วย ศรัทธาอย่างนี้ ในพระสัทธรรมที่พระพุทธเจ้าประกาศ ดีแล้ว. ข้อที่ละทิ้งเงินทองเสียแล้วกลับมายึดเงินทองนั้น ไว้อีก ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้า เพราะข้าพเจ้า ปรารถนาแต่ความไม่กังวลห่วงใย ผู้ใดละทิ้งเงินทอง แล้วกลับมายืดเงินทองนั้นไว้อีก ผู้นั้นจะโงหัวขึ้นได้ อย่างไร ในระหว่างบัณฑิตทั้งหลาย เงินและทองไม่มี เพื่อสันติความสงบสำหรับผู้นั้น เงินทองนั้นก็ไม่สม- ควรแก่สมณเงินทองนั้นก็มิใช่อริยทรัพย์. อนึ่งเงินทองนี้ ทำให้เกิดความโลภ ความมัวเมา ความลุ่มหลง ความติดดังเครื่องผูก มีภัย มีความ คับแค้นมาก เงินทองนั้น ไม่ตั้งอยู่ยั่งยืนเลย.
หน้า 421 ข้อ 471
นรชนเป็นอัน มาก ประมาทมีใจเศร้าหมองแล้ว เพราะเงินทองเท่านี้ จึงต้องเป็นศัตรู ต้องวิวาทบาด- หมางกันและกัน. การถูกฆ่า การถูกจองจำ การต้องโทษมีตัดมือ เป็นต้น ความเสื่อมเสีย ความเศร้าโศกพิไรรำพัน ความพินาศเป็นอันมาก ของนรชนที่ตกอยู่ในกาม ทั้งทลาย ก็มองเห็นกันอยู่. ท่านทั้งหลาย เป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะ เหตุไร ท่านทั้งหลายจึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกาม ทั้งหลาย จงรู้กันเถิดว่าเราเห็นภัยในกามทั้งหลายจึง บวช. อาสวะทั้งหลายไม่ใช่หมดสิ้นไป เพราะเงินทอง ดอก กามทั้งหลายเป็นอมิตร ผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็น ดังลูกศรเสียบไว้. ท่านทั้งหลายเป็นญาติก็เหมือนศัตรู เพราะ เหตุไร จึงชักจูงประกอบเรานั้นไว้ในกามทั้งหลาย จงรู้เถิดว่าเราบวชศีรษะโล้น ครองผ้าสังฆาฏิแล้ว. ก้อนข้าวที่ต้องไปยืนที่เรือนทุก ๆ หลัง ได้มา การเที่ยวขอเขา ผ้าบังสุกุลจีวรและบริขารที่อาศัยของ นักบวช อยู่ไม่มีเรือนนี่แลเป็นของเหมาะสำหรับเรา. กามทั้งหลาย ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ เหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิงใหญ่คายเสียแล้ว ท่านน้อม ไปในสถานที่อันเกษม บรรลุสุขอันไม่หวั่นไหวแล้ว.
หน้า 422 ข้อ 471
ข้าพเจ้าไม่ร่วมด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งช่วยอะไร ไม่ได้ กามทั้งหลายเป็นอมิตร ผู้ฆ่า นำทุกข์มา เสมอ ด้วยกองไฟ. สภาวะนั่น ไม่บริสุทธิ์ มีภัย มีความคับแค้น เป็นเสี้ยนหนาม และสภาวะนั่นเป็นความหมกมุ่นเป็น ความไม่สม่ำเสมอ ขนาดใหญ่ เป็นเหตุลุ่มหลง เป็น อุปสรรคที่น่าสะพรึงกลัว กามทั้งหลายเปรียบด้วยหัว งูพิษ ที่เหล่าปุถุชนคนบอด ทั้งเขลา เพลิดเพลินกัน นัก. ความจริง ชนเป็นอันมากในโลกติดอยู่ในเครื่อง ข้องคือกาม ไม่รู้ความจริงกันเลย ไม่รู้จักที่สิ้นสุด แห่งชาติและชรา มนุษย์เป็นอันมาก เดินทางที่ไป ทุคติมีกามเป็นเหตุ นำมาแต่โรคสำหรับตน. กามทั้งหลาย ทำให้เกิดอมิตรอย่างนี้ เป็นเครื่อง แผดเผา เป็นเครื่องเศร้าหมอง เป็นเหยื่อของโลก ผูก สัตว์ไว้ มีมรณะเป็นเครื่องพันธนาการ. กามทั้งหลาย ทำให้คนบ้า ทำให้เพ้อ ทำให้ จิตประมาทพลั้งเผลอ เพราะทำสัตว์ให้เศร้าหมอง พึง เห็นเหมือนลอบที่มารรีบดักไว้. กามทั้งหลาย มีโทษไม่สิ้นสุด มีทุกข์มาก มี พิษมาก อร่อยน้อย ทำเป็นสนานรบ มีแต่ทำกุศล- ธรรมให้เหือดแห้งลง.
หน้า 423 ข้อ 471
ข้าพเจ้านั้น ละความย่อยยับซึ่งมีกามเป็นเหตุ เช่นนั้นแล้ว ยินดียิ่งนักในพระนิพพานทุกเมื่อ จึง จักไม่กลับมาหาความย่อยยับนั้นอีก. ข้าพเจ้าละสนามรบของกามทั้งหลายแล้ว จำนง หวังแต่ความเยือกเย็น ยินดีในธรรมอันเป็นที่สิ้นสัง- โยชน์ไม่ปรารถนาอยู่. ข้าพเจ้าเดินตามทางอริยมรรคมีองค์ ๘ ซึ่งเป็น ทางตรง ไม่เศร้าโศก ไม่มีกิเลสดุจธุลี เป็นทางเกษม ซึ่งเหล่าท่านผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่พากันข้ามมาแล้ว. พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ท่านทั้งหลาย จงดู ธิดาช่างทองผู้สวยงาม ซึ่งตั้งอยู่ในธรรมผู้นี้เถิด นาง เข้าถึงธรรมที่ไม่หวั่นไหว เข้าฌานอยู่ที่โคนไม้. วันนี้เป็นวันที่ ๘ นางมีศรัทธาบวชแล้ว เป็นผู้ งามในพระสัทธรรม อันพระอุบลวรรณาช่วยแนะนำ แล้ว ทรงวิชชา ๓ ละมฤตยูเสียแล้ว. ภิกษุณีรูปนี้นั้น เป็นไทแก่ตัว ไม่เป็นหนี้ อบรมอินทรีย์แล้ว สลัดโยคะได้หมดแล้ว ทำกิจ เสร็จแล้ว ไม่มีอาสวะ. ท้าวสักกะ เจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมด้วยหมู่เทพ เข้าไปหาพระสุภากัมมารธิดาเถรีรูปนั้น ด้วยเทวฤทธิ์ แล้ว ทรงนมัสการอยู่. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทหรายํ สุทฺธวสนา ยํ ปุเร ธมฺม- มสฺสุณึ ความว่า เพราะเหตุที่ แต่ก่อน ข้าพเจ้าเป็นสาวรุ่น มีผ้าสะอาด
หน้า 424 ข้อ 471
นุ่งห่มผ้าอันหมดจด ตบแต่งกายแล้วได้ฟังธรรมในสำนักพระศาสดา. บทว่า ตสฺสา เม อปฺปมตฺตาย สจฺจาภิสมโย อหุ ความว่า และเพราะเหตุที่ ข้าพเจ้านั้น พิจารณาทบทวนธรรมดามที่ข้าพเจ้าฟังมาแล้ว เป็นผู้ไม่ประมาท คือมีสติตั้งมั่นแล้ว อธิษฐานศีล ประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา ตราบจนตรัสรู้ คือแทงทะลุปรุโปร่งซึ่งอริยสัจทั้ง ๔ โดยนัยว่า นี้ทุกข์ดังนี้เป็นต้น. บทว่า ตโตหํ สพฺพถาเมสุ ภุสํ อรติมชฺฌคํ ความว่า ฉะนั้น คือเพราะเหตุนั้น ข้าพเจ้าจึงไม่ถึงความยินดี คือความกระสันอย่างยิ่ง คือ เหลือเกินในกามทั้งหลายแม้ทุกอย่าง คือทั้งของมนุษย์ทั้งของทิพย์ เพราะฟัง ธรรมมาในสำนักพระศาสดาแล้ว และเพราะตรัสรู้อริยสัจแล้ว ข้าพเจ้าเห็น ภัย คือความมีภัยจำเพาะหน้าในสักกายะ คือขันธปัญจกที่มีอุปาทาน ด้วย จักษุคือญาณ จึงกระหยิ่มยิ้มย่องปรารถนาแต่เนกขัมมะ คือบรรพชา เพื่อ. พระนิพพานอย่างเดียว. บทว่า ทาสกมฺมกรานิ จ แปลว่า ทาสและกรรมกร คำนี้ท่าน กล่าวเป็นลิงควิปลาส. บทว่า คามเขตฺตานิ ได้แก่ บ้านและไร่ปลูกบุพพัณ- ชาติและอปรัณชาติ และพื้นที่เนื่องด้วยบ้าน. บทว่า ผีตานิ ได้แก่ ความ มั่งคั่ง. บทว่า รมณีเย ได้แก่ สิ่งที่น่าฟูใจ. บทว่า ปโมทิเต ได้แก่ นี่ เขาบันเทิงใจแล้ว เชื่อมความว่า ละกองโภคสมบัติ. บทว่า สาปเตยฺยํ ได้ แก่ ทรัพย์ส่วนของตนเอง คือของหวงแหนสำหรับทำมณี ทำทอง ทำเงิน เป็นต้น. บทว่า อนปฺปกํ ได้แก่ ใหญ่ ประกอบความว่า ละสมบัติอันใหญ่. บทว่า เอวํ สทฺธาย นิกฺขมฺม ความว่า ข้าพเจ้าละเครือญาติใหญ่ และ กองโภคสมบัติใหญ่ มีประการที่กล่าวไว้ โดยนัยว่า หิตฺวานหํ าติคณํ เป็นต้น เชื่อวัตถุที่ควรเชื่อคือ กรรม ผลของกรรม และพระรัตนตรัยด้วย ศรัทธา ออกจากเรือนไปบวชในพระสัทธรรมที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
หน้า 425 ข้อ 471
ประกาศดีแล้ว คือในอริยวินัย ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศไว้ด้วยดี แล้ว ก็แลข้อที่ข้าพเจ้าบวชอย่างนี้แล้วกลับมาหากามทั้งหลายที่ข้าพเจ้าละทิ้ง เสียแล้ว ไม่สมควรแก่ข้าพเจ้าเลย. บทว่า อากิญฺจญฺํ หิ ปตฺถเย ความว่า เพราะว่า ข้าพเจ้าปรารถนาแต่ความไม่กังวล คือ ความไม่ต้องห่วงเท่านั้น บทว่า โย ชาตรูปรชตํ เปตฺวา ปุนราคเม ความว่า บุคคลใด ละทิ้ง เงินทอง หรือทรัพย์ไร ๆ อื่นแล้ว จะพึงกลับมายึดเอาทรัพย์นั้น บุคคลนั้น จะพึงโงศีรษะได้อย่างไรในระหว่างบัณฑิตทั้งหลาย. เพราะว่า เงินทอง ย่อมไม่มีเพื่อสันติความสงบ อธิบายว่า ไม่มี เพื่อมรรคญาณ ไม่มีเพื่อพระนิพพาน สำหรับบุคคลแม้นั้น. บทว่า น เอตํ สมณสารุปฺปํ ความว่า ทรัพย์สมบัตินั้น คือ ของหวงแหนมีเงินทองเป็น ต้น หรือการหวงแหนเงินทองเป็นต้นนั้น ไม่สมควรแก่สมณะ. จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ว่า เงินทองไม่สมควรแก่เหล่าสมณะศากยบุตรดังนี้เป็นต้น. บทว่า น เอตํ อริยธนํ ความว่า ของหวงแหนตามที่กล่าวแล้วนั้น ไม่ใช่ทรัพย์ ที่แม่สำเร็จด้วยอริยธรรม เหมือนอย่างอริยทรัพย์ มีศรัทธาเป็นต้น เพราะไม่ นำความเป็นพระอริยะมาให้ ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า โลภนํ เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลภนํ ได้แก่ ที่ทำให้เกิดความโลภ. บทว่า มทนํ ได้แก่ นำความมัวเมามาให้. บทว่า สโมหนํ ได้แก่ ทำ ให้เกิดความลุ่มหลง. บทว่า รชพนฺธนํ ได้แก่ เครื่องผูกล่าม มีกิเลสดุจ ละออง คือราคะเป็นต้น. ทรัพย์ที่ชื่อว่า สาสังกะ เพราะเป็นไปกับความน่า รังเกียจ เพราะทรัพย์นี้เขาหวงแหนนำมาแต่ความน่ารังเกียจ อธิบายว่า นำ มาแต่ความน่ารังเกียจ แต่ที่ใดที่หนึ่งแก่ผู้ที่หวงแหนทรัพย์. บทว่า พหุ อายาสํ ได้แก่ ยุ่งยากมาก โดยต้องจัดแจงต้องรักษาเป็นต้น. บทว่า นตฺถิ
หน้า 426 ข้อ 471
เจตฺถ ธุวํ ิติ ความว่า ความยั่งยืนและความมั่นคงในทรัพย์นั้น ไม่มีเลย มีแต่หวั่นไหว ไม่มั่นคงเท่านั้น. บทว่า เอตฺตาวตา ปมตฺตา จ สงฺกิลิฏมนา นรา ความว่า นรชนทั้งหลาย ยินดีแล้ว คือเกิดความยินดีในทรัพย์นั้น ชื่อว่าประมาทแล้ว เพราะอยู่ปราศจากสติในกุศลธรรม ๑๐ เป็นผู้มีใจเศร้าหมอง คือชื่อว่าเป็นผู้มี จิตเศร้าหมองด้วยสังกิเลสมีโลภะเป็นต้น เพราะฉะนั้น บทว่า อญฺมญฺ- มฺหิ พฺยารุทฺธา ปุถู กุพพฺนฺติ เมธคํ จึงมีความว่า สัตว์เป็นอันมาก คือมารดากับบุตร ก็เป็นศัตรูกันและกัน อย่างนี้คือ โดยที่สุดมารดากับบุตร บ้าง บุตรกับมารดาบ้าง ย่อมกระทำความบาดหมางทะเลาะกัน ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้า จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย อีกข้อหนึ่ง มารดาวิวาท กับบุตรบ้าง บุตรวิวาทกับมารดาบ้าง มีกามเป็นเหตุ มีกามเป็นต้นเรื่อง มีกามเป็นอธิกรณ์ ฯลฯ ดังนี้เป็นต้น บทว่า วโธ ได้แก่ ทำให้ตาย. บทว่า พนฺโธ ได้แก่ จองจำมี จองจำด้วยโซ่เป็นต้น. บทว่า ปริเกฺลโส ได้แก่ ทำให้ร่างกายบกพร่องมี ตัดมือเป็นต้น. บทว่า ชานิ ได้แก่ เสื่อมทรัพย์และเสื่อมบริวาร. บทว่า โสกปริทฺทโว ได้แก่ เศร้าโศกและพิไรรำพัน. บทว่า อธิปนฺนานํ ได้แก่ ถูกครอบงำ. บทว่า ทิสฺสเต พิยสนํ พหุํ ได้แก่ ความย่อยยับความ พินาศ เป็นอันมาก คือมากอย่าง ต่างโดยการฆ่าการจองจำเป็นต้นต้นตามที่กล่าว มาแล้ว และความเสียใจความคับแค้นใจเป็นต้น และที่เป็นไปในปัจจุบันและ เป็นไปในภายหน้า ในกามทั้งหลาย เห็นกันได้ทั้งนั้น. บทว่า ตํ มํ าตี อมิตฺตาว กึ โว กาเมสุ ยุญฺชถ ความว่า ท่านทั้งหลาย ถึงเป็นเครือญาติกัน ก็เป็นเหมือนอมิตรที่ไม่ปรารถนาดี เพราะ อะไร เพราะเหตุอะไร จึงชักจูงประกอบข้าพเจ้า ผู้ซึ่งเป็นเหมือนผู้คลายกำหนัด
หน้า 427 ข้อ 471
ในกามทั้งหลายแล้วมาไว้ในกามทั้งหลาย. บทว่า ชานาถ มํ ปพฺพชิตํ กาเมสุ ภยทสฺสินึ ความว่า ท่านทั้งหลายจงตามรับรู้ว่า ข้าพเจ้าเป็นผู้เห็น ภัยในกามทั้งหลายจึงบวช. อธิบายว่า เหตุเพียงเท่านี้ ทำไมท่านทั้งหลายจึง ไม่ยอมรับรู้. บทว่า น หิรญฺสุวณฺเณน ปริกฺขียนฺติ อาสวา ความว่า อาสวะทั้งหลาย มีกามาสวะเป็นต้น ไม่หมดสิ้นไป ด้วยเงินด้วยทอง ที่แท้ กลับกำเริบ ด้วยเงินทองเหล่านั้นทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าว ว่า กามทั้งหลาย เป็นอมิตรผู้ฆ่า เป็นศัตรู เป็นดั่งลูกศรเสียบไว้ เนื้อความ ของคำนั้น มีว่า ความจริง กามทั้งหลาย ชื่อว่าเป็นอมิตร เพราะไม่มีไมตรี เหตุนำมาแต่สิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล ชื่อว่าผู้ฆ่า เพราะเป็นเสมือน เพชฌฆาตเงื้อดาบ เหตุเป็นต้นเหตุแห่งความตาย ชื่อว่าเป็นศัตรู เพราะเป็น เสมือนศัตรูผู้ผูกเวร เหตุติดตามนำมาแต่ความพินาศ ชื่อว่าเป็นดังลูกศรเสียบ ไว้ เพราะลูกศรทั้งหลายมีราคะเป็นต้นเสียบติดไว้. บทว่า มุณฺฑํ ได้แก่ โกนผม ชื่อว่าห่มสังฆาฏิเพราะเก็บเศษผ้า ทั้งหลายในที่นั้น ๆ มาปะติดปะต่อ ทำจีวรห่ม. บทว่า อุตฺติฏฺปิณฺโฑ ได้แก่ ก้อนข้าวที่ไปยืนใกล้เรือนทุกหลัง ที่เปิดประตูไว้ได้มา. บทว่า อุญฺโฉ ได้แก่ การเที่ยวขอเขาเพื่อก้อนข้าวนั้น. บทว่า อนาคารูปนิสฺสโย ได้แก่ บริขารนักบวช อันเป็นที่อาศัย เพราะผู้บวชไม่มีเรือน จำต้องเข้าไปอาศัย นักบวชทั้งหลาย อาศัยบริขารนั้นเป็นอยู่. บทว่า วนฺตา ได้แก่ ละทิ้งแล้ว. บทว่า มเหสีหิ ได้แก่ ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น. บทว่า เขมฏฺาเน ได้แก่ ในพระนิพพาน อันเป็นที่ไม่มีอุปัทวะจากโยคะ ทั้งหลายมีกามโยคะเป็นต้น. บทว่า เต ได้แก่ ท่านผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่. บทว่า
หน้า 428 ข้อ 471
อจลํ สุขํ ได้แก่ บรรลุสุขในพระนิพพาน อธิบายว่า เพราะเหตุที่ท่านผู้ แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ทรงคายกามเสียแล้ว จึงทรงบรรลุ นิพพานสุข ฉะนั้น ผู้ปรารถนานิพพานสุขนั้น จึงควรสละกามทั้งหลายเสีย. บทว่า มาหํ กาเมหิ สงฺคจฺฉึ ความว่า ข้าพระองค์ไม่พึง สมาคมกับกามทั้งหลายไม่ว่าในกาลไร ๆ ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุไร พระเถรี จึงกล่าวว่า เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ ความว่า บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เยสุ ตาณํ น วิชฺชติ ความว่า บรรดากามทั้งหลายเหล่าใด ที่ถูกตรวจ สอบอยู่ แม้ในกามสักอย่างหนึ่ง ก็ช่วยต่อต้านความพินาศไม่ได้ กามทั้งหลาย ชื่อว่า เสมอด้วยกองไฟ เพราะอรรถว่าเผาให้ร้อนขนานใหญ่ ชื่อว่า ทุกข์ เพราะอรรถว่า ทนได้ยาก. ก็สภาวะที่ขึ้นชื่อว่ากาม ชื่อว่าไม่บริสุทธิ์มีภัย เพราะนำมาแต่ความ พินาศอย่างกว้างขวางที่ไม่รู้ ชื่อว่ามีความคับแค้น เพราะทำความคับแค้น แห่งจิต ชื่อว่าเป็นเสี้ยนหนาม เพราะแทงเอาได้. บทว่า เคโธ สุวิสโม เจโส ความว่า ชื่อว่าหมกมุ่น เพราะมีความหมกมุ่นเป็นเหตุ สภาวะนี้ แสนจะไม่สม่ำเสมอ คือความกังวลอย่างมาก ชื่อว่าใหญ่ เพราะอรรถว่าก้าว ล่วงได้แสนยาก ชื่อว่าเป็นทางแห่งความลุ่มหลง เพราะเป็นเหตุถึงความสยบ. บทว่า อุปสคฺโค ภีมรูโป ความว่า ชื่อว่า มีสภาวะน่าสะพรึงกลัว ดุจ อุปสรรคมาแต่เทวดา ชื่อว่า ใหญ่ เพราะนำทุกข์มีความพินาศเป็นต้นมาให้ กามทั้งหลายชื่อว่า เปรียบด้วยหัวงูพิษ เพราะอรรถว่าเป็นภัยเฉพาะหน้า. บทว่า กามสํสคฺคสตฺตา ได้แก่ ผู้ติด ผู้ข้องด้วยเปือกตม กล่าวคือ กาม.
หน้า 429 ข้อ 471
บทว่า ทุคฺคติมนํ มคฺคํ ได้แก่ ทางที่พาไปอบายมีนรกเป็นต้น. บทว่า กามเหตุกํ ได้แก่ การบริโภคกามเป็นเหตุ. บทว่า พหุํ ได้แก่มาก อย่าง โดยประเภทแห่งกรรมมีปาณาติบาตเป็นต้น. บทว่า โรคมาวหํ ได้แก่ นำมาซึ่งทุกข์ ต่างโดยทุกข์ในปัจจุบันเป็นต้น ที่นับว่าโรค เพราะอรรถว่า เสียดแทง. บทว่า เอวํ ได้แก่ โดยประการที่กล่าวมาแล้วว่า อมิตฺตา วธกา เป็นต้น. บทว่า อมิตฺตชนนา ได้แก่ ให้เกิดความเป็นอมิตร. บทว่า ตาปนา ได้แก่ ให้เดือดร้อน อธิบายว่า เป็นที่ตั้งแห่งความเดือดร้อน. บทว่า สงฺกิเลสิกา ได้แก่ นำมาซึ่งสังกิเลสความเศร้าหมอง. บทว่า โลกามิสา ได้แก่ เป็นอามิส เหยื่อในโลก. บทว่า พนฺธนิยา ได้แก่พึงถูกผูกด้วยสังโยชน์ ซึ่งเป็นเครื่องผูก อธิบายว่า อันสังโยชน์ประกอบไว้. บทว่า มรณพนฺธนา ได้แก่ มรณะผูกไว้ เพราะเหตุที่เป็นไปและเพราะมรณะ เหตุเป็นเครื่องหมาย แห่งการบังเกิดในภพเป็นต้น. บทว่า อุมฺมาทนา ได้แก่ กามทั้งหลายกระทำให้เป็นบ้าเพราะความ เศร้าโศกโดยความพลัดพรากกัน เพราะกามมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา หรือนำความมัวเมายิ่งขึ้นโดยเพิ่มทวี. บทว่า อุลฺลปนา ได้แก่ การบ่นเพ้อ สูงขึ้นๆ ว่า โอ ! สุขจริง โอ ! สุขจริง. บาลีว่า อุลฺโลลนา ก็มี ความว่า พร่ำเพ้อรำพันถึงสัตว์ทั้งหลาย เพราะอามิสเป็นเหตุ เหมือนสุนัขกระดิกหาง เพราะก้อนข้าว คือทำให้ไม่รู้สึกถึงความเสื่อม. บทว่า จิตฺตปฺปมาทิโน ได้แก่ มีปกติย่ำยีจิต ทั้งในปัจจุบัน ทั้งในอนาคต โดยการก่อความเร่าร้อน เป็นต้น บาลีว่า จิตฺตปฺปนทฺทิโน ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ส่วน อาจารย์พวกใดกล่าวว่า จิตฺตปฺปมาทิโน เนื้อความของอาจารย์พวกนั้นก็ว่า นำมาซึ่งความประมาทแห่งจิต. บทว่า สงฺกิเลสาย ได้แก่ เพื่อความพินาศ
หน้า 430 ข้อ 471
เพื่อความเบียดเบียน หรือเพื่อให้เดือดร้อน. บทว่า ขิปฺปํ มาเรน โอฑฺฑิตํ ความว่า ขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ บัณฑิตพึงเห็นว่าเหมือนลอบที่มารดักไว้ เพราะนำมาแต่ความพินาศแก่สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า อนนฺตาทีนวา ได้แก่ มีอาทีนพโทษไม่มีที่สิ้นสุด คือมีโทษ มาก โดยนัยที่กล่าวไว้ในที่นี้ว่า โลภนํ มทนญฺเจตํ เงินทองนั้นทำให้เกิด ความโลภ ความมัวเมา ดังนี้เป็นต้น และในสูตรทั้งหลายมีทุกขักขันธสูตร เป็นต้นว่า ความหนาวเป็นเบื้องหน้า ความร้อนเป็นเบื้องหน้า ดังนี้เป็นต้น. บทว่า พหุทุกฺขา ได้แก่ ติดตามทุกข์หลายอย่าง มีทุกข์ในอบายเป็นต้น. บทว่า มหาวิสา ได้แก่ เสมือนมหาพิษที่ร้ายกาจเป็นต้นเพราะมีผลเผ็ดร้อน. บทว่า อปฺปสฺสาทา ได้แก่ อร่อยน้อย เหมือนหยาดน้ำผึ้งที่ไหลตามคมมีด. บทว่า รณฺการา ได้แก่ ทำความกำหนัดนักเป็นต้นให้เพิ่มทวี. บทว่า สุกฺกปกฺขวิโสสนา ได้แก่ ทำความพินาศแก่ส่วนแห่งธรรมฝ่ายไม่มีโทษ ให้สัตว์ทั้งหลาย. บทว่า สาหํ ตัดบทเป็น สา อหํ ความว่า ข้าพเจ้านั้นฟังธรรม ในสำนักพระศาสดา โดยนัยที่กล่าวไว้แล้วแต่หนหลัง ได้ศรัทธาแล้ว ละ สมบัติออกบวช. บทว่า เอตาทิสํ ได้แก่ เห็นปานนั้น คือมีประการดังกล่าว มาแล้ว. บทว่า หิตฺวา ได้แก่ ละสมบัตินั้น อธิบายว่า เพราะเหตุตามที่กล่าว มาแล้ว. บทว่า น ตํ ปจฺจาคมิสฺสามิ ความว่า ข้าพเจ้าจักไม่กลับมา บริโภคสมบัตินั้น คือกามทั้งหลายที่ข้าพเจ้าคายมาก่อนแล้วอีก. บทว่า นิพฺ- พานาภิรตา สทา ประกอบความว่า เพราะเหตุที่ข้าพเจ้ายินดียิ่งแล้วใน พระนิพพานมาตลอดกาล นับตั้งแต่เวลาที่บวชแล้ว ฉะนั้น ข้าพเจ้าจักไม่
หน้า 431 ข้อ 471
กลับมาหาสมบัติกามนั้นอีก. บทว่า รณํ ตริตฺวา กามานํ ความว่า ข้าม สนามรบของกามทั้งหลาย และทำสนามรบนั้น ให้เป็นอันประหารด้วยพระ- อริยมรรค อันเป็นกิจที่ข้าพเจ้าพึงทำ. บทว่า สีติภาวาภิกงฺขินี ได้แก่ จำนงหวังพระอรหัต ที่นับว่าเป็นภาวะเยือกเย็น เพราะระงับความกระวน กระวายและความเร่าร้อนของกิเลสได้หมด. บทว่า รตา สํโยชนกฺขเย ได้แก่ ยินดียิ่งนักในพระนิพพาน อันเป็นธรรมที่สิ้นไปแห่งสังโยชน์ทุกอย่าง. บทว่า เยน ติณฺณา มเหสิโน ความว่า เหล่าท่านผู้แสวงคุณอัน ยิ่งใหญ่มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น พากันข้ามโอฆะใหญ่คือสังสารวัฏด้วยอริยมรรค ใด แม้ข้าพเจ้าก็จะเดินตามมรรคที่ท่านเดินไปแล้วนั้น บรรลุตามด้วยการปฏิบัติ ศีลเป็นต้น. บทว่า ธมฺมฏฺํ ได้แก่ตั้งอยู่ในธรรมคืออริยผล. บทว่า อเนชํ ได้แก่ ผลอันเลิศ ที่ได้ชื่อว่า อเนชะ เพราะระงับความหวั่นไหวได้แล้ว. บทว่า อุปสมฺปชฺช ได้แก่ สำเร็จผลแล้ว คือบรรลุด้วยการบรรลุอรหัตมรรค. บทว่า ฌายติ ได้แก่ เข้าไปเพ่งผลฌานนั้นนั่นแล. บทว่า อชฺชฏฺมี ปพฺพชิตา ความว่า นางเป็นผู้บวชแล้ว คือ นับตั้งแต่วันที่นางบวชแล้ว วันนี้ก็นับเป็นวันที่ ๘. อธิบายว่า นางบวชแล้วได้ ๘ ราตรี นับตั้งแต่วันที่ล่วงมาแล้วนี้. บทว่า สทฺธา ได้แก่ถึงพร้อมด้วย ศรัทธา. บทว่า สทฺธมฺมโสภณา ได้แก่ งามเพราะบรรลุพระสัทธรรม. บทว่า ภุชิสฺสา ได้แก่ ชื่อว่าเป็นไทแก่ตัว เพราะละกิเลสทั้งหลาย ที่เป็นเสมือนความเป็นทาส ชื่อว่าไม่มีหนี้ เพราะปราศจากหนี้มีกามฉันทะ เป็นต้น.
หน้า 432 ข้อ 471
เล่ากันว่า พระเถรีบวชแล้วในวันที่ ๘ ก็บรรลุพระอรหัต นั่งเข้าผล สมาบัติที่โคนไม้ต้นหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงแก่ภิกษุณีทั้งหลาย แล้วทรงสรรเสริญ จึงตรัสพระคาถา ๓ พระคาถาเหล่านี้. ครั้งนั้น ท้าวสักกะจอมทวยเทพทรงเห็นเรื่องนั้นด้วยจักษุทิพย์แล้ว ทรงดำริว่า เพราะเหตุที่พระเถรีรูปนี้ พระศาสดาทรงสรรเสริญอย่างนี้ ฉะนั้น จำเราและทวยเทพควรเข้าไปหา ดังนี้แล้ว ทันใดนั้นเอง ก็เสด็จเข้าไปหา พร้อมด้วยทวยเทพชั้นดาวดึงส์ ทรงอภิวาทแล้ว ประคองอัญชลีประทับยืนอยู่. หมายเอาเรื่องนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ท้าวสักกะเจ้าแห่งหมู่สัตว์ พร้อมด้วย หมู่เทพ เสด็จเข้าไปหาพระเถรี ธิดาช่างทองผู้สวยงามรูปนั้น ด้วยเทวฤทธิ์ทรงนมัสการอยู่ ดังนี้. ในคาถานั้น ความว่า ท้าวสักกะเทวราชทรงได้พระนามว่า ภูตปติ เพราะวิเคราะห์ว่า ทรงเป็นเจ้าเป็นใหญ่แห่งเหล่าสัตว์ที่เกิดในกามภพทั้ง ๓ เสด็จเข้าไปหาพระสุภากัมมารธีตุเถรีรูปนั้น พร้อมกับหมู่เทพด้วยฤทธิ์ของพระ- องค์ ทรงนมัสการ คือทรงไหว้ด้วยเบญจางคประดิษฐ์. จบ อรรถกถาสุภากัมมารธีตุเถรีคาถา จบ อรรถกถาวีสตินิบาต
หน้า 433 ข้อ 472
เถรีคาถา ติงสนิบาต สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา [๔๗๒] พระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี ได้กล่าวคาถาที่ตนกับชาย นักเลงหญิงกล่าวโต้ตอบกันเป็นอุทานคาถาว่า พระสุภาเถรีได้เปล่งคาถาเหล่านั้นว่า ชายนักเลงหญิงยืนกั้นขวางพระสุภาภิกษุ ซึ่ง กำลังเดินไปชีวกัมพวันวิหาร ที่น่ารื่นรมย์ พระสุภา ภิกษุณีได้พูดกะชายผู้นั้นว่า ท่านบุตรช่างทอง ข้าพเจ้าทำผิดอะไรต่อท่าน จึงมายืนกั้นขวางข้าพเจ้าไว้ ดูก่อนอาวุโส ชายไม่ ควรถูกต้องหญิงนักบวช. เหตุไร ท่านจึงยืนกั้นข้าพเจ้า ผู้มีบทอันบริสุทธิ์ ด้วยสิกขาที่พระสุคตทรงแสดงไว้ในสัตถุศาสนาของ ข้าพเจ้าที่ควรเคารพ ผู้ไม่มีกิเลสดังเนิน เหตุไร ท่าน ผู้มีจิตขุ่นมัว จึงยืนกั้นเราผู้ไม่มีจิตขุ่นมัว เหตุไร ท่าน ผู้มีจักมีราคะ จึงยืนกั้นเราผู้ปราศจากราคะ ผู้ไม่มี กิเลสดังเนิน ผู้ใจหลุดพ้นแล้ว ในขันธ์ทั้งปวง. ชายนักเลงหญิงกล่าวว่า แม่นางยังสาว สวยไม่ทรามเลย บรรพชาจักทำ อะไรแก่แม่นางได้ โปรดทิ้งผ้ากาสยะเสีย มาสิ เรา มาร่วมอภิรมย์กัน ในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด.
หน้า 434 ข้อ 472
ต้นไม้ทั้งหลาย เกิดขึ้นด้วยเกสรดอกไม้โชยกลิ่น หอมตลบไปทั่วป่า ฤดูต้นวสันต์น่าสบาย เรามา ร่วมอภิรมย์กัน ในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด. ต้นไม้ทั้งหลาย ยอดออกดอกบานแล้ว ต้องลม ไหวระริก ดังจะมีเสียงครวญ แม่นางจักมีความยินดี อะไร ผิว่า แม่นางจักเข้าป่าเพียงผู้เดียว. ป่าใหญ่ หมู่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ คลาคล่ำด้วยช้าง พลายตกมันและช้างพัง ไม่มีผู้คน น่าสะพรึงกลัว แม่ นางไม่มีเพื่อน ยังปรารถนาจะเข้าไปหรือ. แม่นางผู้งามไม่มีใครเปรียบเอย แม่นางท่องเที่ยว ไป เหมือนตุ๊กตา ที่ช่างสร้างด้วยทอง แม่นางตามใจ ข้า ก็จะงดงามด้วยผ้าสวย ที่เนื้อเกลี้ยงเกลาละเอียด ของแคว้นกาสี ดังเทพนารีในสวนจิตรลดา เชียวละ. แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย ข้าจะยอมอยู่ ใต้อำนาจแม่นาง ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันในกลางป่า เพราะ สัตว์ที่น่ารักกว่าแม่นางของข้าไม่มีเลย. ถ้าแม่นางเชื่อข้า ก็จะมีความสุข มาสิ มาครอง เรือนกัน แม่นางจะอยู่บนปราสาทที่ปราศจากลมพาน หญิงทั้งหลายจะคอยปรนนิบัติแม่นาง แม่นางจะนุ่งห่ม ผ้าเนื้อละเอียดของแคว้นกาสี สวมมาลัยลูบไล้ประ- เทืองผิว ข้าจะทำอาภรณ์เครื่องประดับต่าง ๆ มากชนิด ที่เป็นทอง แก้วมณีและมุกดา แก่แม่นาง.
หน้า 435 ข้อ 472
เชิญขึ้นที่นอนไหมมีค่ามาก สวยงาม ปูด้วยผ้า โกเชาว์ยาว อ่อนนุ่มดังสำลี คลุมด้วยผ้าที่ซักธุลี สะลาดแล้ว ตกแต่งด้วยจันทนแก่นหอม. ดอกอุบลโผล่พ้นน้ำ มิมีมนุษย์เชยชมแล้ว ฉัน ใด แม่นางก็เป็นพรหมจาร ฉันนั้น เมื่อส่วนแห่ง เรือนร่างของแม่นาง ยังไม่มีใครเชยชม ก็จะชราร่วง โรยไปเสียเปล่า ๆ. พระสุภาเถรีถามว่า ในร่างที่มีอันจะต้องแตกสลายเป็นธรรมดา ซึ่ง เต็มด้วยซากศพ รังแต่จะรกป่าช้านี้ อะไรที่ท่านเข้าใจ ว่าเป็นสาระ เพราะเห็นสิ่งใด จึงเกิดติดใจขึ้นมา ขอท่านโปรดบอกสิ่งนั้นมาสิ. ชายนักเลงหญิงตอบว่า เพราะเห็นดวงตาของแม่นาง ประดุจดวงตาของ ลูกเนื้อทราย ประดุจดวงตาของกินนรีในระหว่างเขา ฤดีรักของข้าก็ยังกำเริบ. เพราะเห็นดวงตา อุปมาดังยอดดอกอุบลและ ดวงหน้าพิมลดังรูปทองของแม่นาง ความใคร่ความ ปรารถนาของข้าก็ยิ่งกำเริบ. แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย แม่ข้าจะไป ไกลแสนไกล ก็จะยังคงรำลุกถึงดวงตาอันบริสุทธิ์ ที่ มีขนตายาวงอน เพราะว่า อะไร ๆ ที่น่ารักกว่าดวงตา ของแม่นาง สำหรับข้า ไม่มีเลย.
หน้า 436 ข้อ 472
พระสุภาเถรีกล่าวว่า ท่านมาต้องการข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ก็ชื่อว่า ท่านปรารถนาจะไปเดินตามทางที่มิใช่ทาง ชื่อว่า แสวงหาดวงจันทร์เอามาเป็นของเล่น ชื่อว่า ต้องการจะกระโดดขึ้นเขาพระสิเนรุ. เพราะว่าในโลกพร้อมทั้งเทวโลก บัดนี้ ข้าพเจ้า ไม่มีอารมณ์ ที่มีราคะความกำหนัดเลย ข้าพเจ้า ไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้นเป็นเช่นไร เพราะราคะนั้น ข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้ว พร้อมทั้งราก ด้วยอริยมรรค. ราคะนั้น ข้าพเจ้ายกออกแล้ว เหมือนเอาเชื้อ- ไฟออกจากหลุมถ่านไฟ เหมือนเอาภาชนะใส่ยาพิษ ออกจากไฟ ข้าพเจ้าไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้น เป็นเช่นไร เพราะราคะนั้น ข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้ว พร้อมทั้งราก ด้วยอริยมรรค. หญิงผู้ใด ไม่พิจารณาปัญจขันธ์ หรือไม่เข้าเฝ้า พระศาสดา ขอท่านโปรดประเล้าประโลมหญิงเช่นนั้น เถิด ท่านนั้นจะต้องเดือดร้อน เพราะสุภาภิกษุณี ซึ่ง รู้ตามความจริงผู้นี้. เพราะว่า สติของข้าพเจ้ามั่นคงไม่ว่าในการด่า และการไหว้ และในสุขและทุกข์ เพราะรู้ว่าสังขต- สังขารที่ปัจจัยปรุงแต่งเป็นอสุภะไม่งาม ใจข้าพเจ้าจึง ไม่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงเลยทีเดียว.
หน้า 437 ข้อ 472
ข้าพเจ้านั้น เป็นสาวิกาของพระสุคต ดำเนินไป ด้วยยาน คือมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ถอนกิเลส ดุจลูกศรเสียแล้ว ไม่มีอาสวะ ยินดีอยู่แต่ในเรือนว่าง. รูปเขียน ที่ช่างบรรจงเขียนไว้สวยงาม หรือรูป ไม้ รูปใบลาน ที่เขาผูกด้วยด้าย และติดไว้ด้วยตะปู ทำท่ารำต่าง ๆ ข้าพเจ้าเห็นมาแล้วเมื่อรูปนั้นถูกรื้อออก ปลดด้ายและตะปูออก ก็บกพร่อง [ไม่เป็นรูป] กระจัด กระจายออกเป็นชิ้น ๆ ก็ไม่พึงได้สภาพที่ชื่อว่ารูป บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูปนั้นไปทำไม. ร่างกายนี้ ก็เปรียบด้วยรูปนั้น เว้นจากธรรม เหล่านั้นเสีย ก็เป็นไปไม่ได้ แม้ร่างกาย เว้นจาก ธรรมทั้งหลายเสียก็เป็นไปไม่ได้ บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ ในรูปนั้นไปทำไม. บุคคลพึงดูรูปจิตรกรรม ที่จิตรกรระบายด้วย หรดาล ทำไว้ที่ฝาผนัง ในจิตรกรรมนั้น ท่านก็ยัง เห็นวิปริต สัญญาความสำคัญว่ามนุษย์ ไร้ประโยชน์ จริง ๆ. ดูก่อนคนตาบอด ท่านยังจะเข้าไปใกล้ร่างที่ว่าง เปล่า เหมือนพะยับแดดที่ปรากฏต่อหน้า โดยอาการ ลวง เหมือนต้นไม้ทองในความฝัน เหมือนรูปของ มายากล ที่นักเล่นกลแสดงกลางฝูงชนว่าเป็นของจริง. ฟองที่อยู่กลางดวงตา มีน้ำตา มีมูลตา เกิดที่ ดวงตานั้น ส่วนของดวงตาต่าง ๆ ก็มารวมกัน เหมือน
หน้า 438 ข้อ 472
ก้อนครั่ง ที่วางอยู่ในโพรงไม้ พระสุภาเถรี ผู้มี ดวงตางาม มีใจไม่ข้องไม่ติดในดวงตานั้น ก็ควัก ดวงตาออกจากเข้าตา ส่งมอบให้ชายนักเลงหญิงผู้นั้น ทันที พร้อมกับกล่าวว่า เชิญนำดวงตานั้นไปเถิด ข้าพเจ้าให้ท่าน. ในทันใดนั้นเอง ความร่านรักในดวงตานั้น ของ ชายนักเลงหญิงนั้น ก็หายไป เขาขอขมาพระเถรี ด้วยคำว่า ข้าแต่แม่นางผู้เป็นพรหมจารี ขอความสวัสดี พึงมีแก่แม่นางเถิด ความประพฤติอนาจารเช่นนี้ จัก ไม่มีต่อไปอีกละ. พระสุภาเถรีกล่าวว่า ท่านกระทบกระทั่งชนเช่นข้าพเจ้า ก็เหมือนกอด กองไฟที่ลุกโชน เหมือนจับงูพิษร้าย ความสวัสดีก็ คงมีแก่ท่านบ้างดอก ข้าพเจ้ารับขมาท่าน. พระสุภาภิกษุณีนั้น พ้นจากชายนักเลยหญิงนั้น แล้ว ไปสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พอเห็นพระ บุณยลักษณ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ จักษุก็กลับ เป็นปกติเหมือนอย่างเดิม. จบ สุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา
หน้า 439 ข้อ 472
เถรีคาถา ติงสนิบาต อรรถกถาสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา ในติงสนิบาต คาถาว่า ชีวกมฺพวนํ รมฺมํ เป็นต้น เป็นคาถา ของพระสุภาชีวกัมพวนิกาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน มาในภพนั้น ๆ อบรมกุศลมลเพิ่ม พูนสัมภารธรรมเครื่องปรุงแต่งวิโมกข์มาโดยลำดับ มีญาณแก่กล้า มาใน พุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในกรุงราชคฤห์ มีนามว่าสุภา. เล่ากันมาว่า นางมีส่วนแห่งเรือนร่างประกอบด้วยผิวพรรณดั่งทอง เพราะฉะนั้น นางจึงมีนามคล้อยตามไป ด้วยว่า สุภา แปลว่า งาม ขณะ พระศาสดาเสด็จเข้าไปกรุงราชคฤห์ นางก็ได้ศรัทธาเป็นอุบาสิกา ต่อมา เกิด ความสังเวชในสังสารวัฏ เห็นโทษในกามทั้งหลาย และกำหนดเอาเนกขัมมะ การบวชเป็นทางเกษม บวชในสำนักพระนางปชาบดีโคตมี บำเพ็ญวิปัสสนา ๒-๓ วันเท่านั้น ก็ดำรงอยู่ในพระอนาคามิผล. ต่อมา วันหนึ่ง ชายนักเลงหญิงคนหนึ่ง เป็นชาวกรุงราชคฤห์ เป็นหนุ่มแรกรุ่น เห็นพระเถรีกำลังเดินไปเพื่อพักกลางวันที่ชีวกัมพวันวิหาร เกิดจิตปฏิพัทธ์ขึ้นมา ก็ยืนกั้นขวางทางไว้ กล่าวเชิญชวนด้วยกามารมณ์ พระเถรีเมื่อจะประกาศโทษของกามทั้งหลาย และอัธยาศัยในเนกขัมมะการบวช ของตนด้วยประการต่าง ๆ จึงกล่าวธรรมแก่ชายผู้นั้น ชายผู้นั้นแม้ฟังธรรม- กถาแล้วก็ไม่ยอมถอย ยังติดตามอยู่นั่นแหละ พระเถรีเห็นเขาไม่อยู่ในถ้อยคำ
หน้า 440 ข้อ 472
ของตน และยังชื่นชอบที่ลูกตา ก็กล่าวว่า เอาเถิด ท่านคงชอบลูกตา แล้ว ก็ควักลูกตาข้างหนึ่งของตนมอบให้เขา. ลำดับนั้น ชายผู้นั้น ก็สะดุ้งเกิดสลด ใจ สิ้นร่านรักในพระเถรีนั้น ขอขมาพระเถรีแล้วก็หลีกไป. พระเถรีก็ไป สำนักพระศาสดา พร้อมกับที่พบพระศาสดานั้นแหละ ตาของพระเถรีก็กลับ เป็นปกติดังเดิม. ลำดับนั้น พระเถรียืนอยู่ ถูกปีติที่ดำเนินไปในพระพุทธคุณ สัมผัสไม่ขาดสาย พระศาสดาทรงทราบอาจาระทางจิตของพระเถรี ทรง แสดงธรรม ตรัสบอกกรรมฐานเพื่ออรหัตมรรค พระเถรีข่มปีติได้แล้ว ทันใดนั้นเอง เจริญวิปัสสนา ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔. ครั้น บรรลุพระอรหัตแล้ว อยู่ด้วยผลสุขและนิพพานสุข พิจารณาทบทวนข้อ ปฏิบัติของตน ก็กล่าวคาถาที่ตนกับชายนักเลงหญิงนั้นกล่าวแล้ว เป็นอุทาน พระสุภาเถรีได้เปล่งคาถาเหล่านี้ว่า ชายนักเลงหญิงกั้นขวางพระสุภาภิกษุ ซึ่งกำลัง เดินไปชีวกัมพวันวิหารที่น่ารื่นรมย์ พระสุภาภิกษุณีได้ พูดกะชายผู้นั้นว่า ท่านบุตรช่างทอง ข้าพเจ้าทำผิดอะไรต่อท่าน ท่านจึงมายืนกั้นขวางข้าพเจ้าไว้ ชายไม่ควรถูกต้อง หญิงนักบวช. เหตุไร ท่านจึงยืนกั้นข้าพเจ้า ผู้มีบทอันบริสุทธิ์ ด้วยสิกขาที่พระสุคตทรงแสดงไว้ในสัตถุศาสนาของ ข้าพเจ้าที่ควรเคารพ ผู้ไม่มีกิเลสดังเนิน เหตุไร ท่าน ผู้มีจิตขุ่นมัว จึงยืนกั้นข้าพเจ้าผู้ไม่มีจิตขุ่นมัว ท่านผู้มี จิตมีราคะ จึงยืนกั้นข้าพเจ้าผู้ปราศจากราคะ ผู้ไม่มี กิเลสดังเนิน ผู้มีใจหลุดพ้นแล้วในขันธ์ทั้งปวง.
หน้า 441 ข้อ 472
ชายนักเลงหญิงกล่าวว่า แม่นางยังสาวสวยไม่ทรามเลย บรรพชาจักทำ อะไรแก่แม่นางได้ โปรดทิ้งผ้ากาสายะเสีย มาสิ เรา มาร่วมอภิรมย์กันในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด. ต้นไม้ทั้งหลาย เกิดขึ้นด้วยเกสรดวกไม้ โชย กลิ่นหอมไปทั่วป่า ฤดูต้นวสันต์น่าสบาย มาสิ เรา มาร่วมอภิรมย์กันในป่าที่มีดอกไม้บานงามเถิด. ต้นไม้ทั้งหลาย ยอดออกดอกบานแล้ว ต้องลม ไหว ระริก ดังจะมีเสียงครวญ แม่นางจักมีความ ยินดีอะไรกัน ผิว่า แม่นางจักเข้าป่าเพียงผู้เดียว. ป่าใหญ่ หมู่สัตว์ร้ายอาศัยอยู่ คลาคล่ำด้วย ช้างพลายตกมันและช้างพัง ไม่มีผู้คน น่าสะพรึงกลัว แม่นางไม่มีเพื่อน ยังปรารถนาจะเข้าไปหรือ. แม่นางผู้งามไม่มีใครเปรียบเอย แม่นางท่อง- เที่ยวไปเหมือนตุ๊กตา ที่ช่างสร้างด้วยทอง แม่นาง ตามใจข้า ก็จะงดงามด้วยผ้าสวย ที่เนื้อเกลี้ยงเกลา ละเอียดของแคว้นกาสี ดังเทพนารีในสวนจิตรลดา [สวรรค์ดาวดึงส์] เชียวละ แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย ข้าจะยอมอยู่ ใต้อำนาจแม่นาง ถ้าเราจะอยู่ร่วมกันในกลางป่า เพราะสัตว์ที่น่ารักกว่าแม่นางของข้าไม่มีเลย. ถ้าแน่นางเชื่อข้า แม่นางก็จะมีความสุข มาสิ มาครองเรือนกัน แม่นางจะอยู่บนปราสาทที่ปราศ
หน้า 442 ข้อ 472
จากลมพาน หญิงทั้งทลายจะคอยปรนนิบัติแม่นาง แม่นางจะนุ่งห่มผ้าเนื้อละเอียดของแคว้นกาสี สวม มาลัยลูบไล้ประเทืองผิว ข้าจะทำอาภรณ์เครื่องประดับ ต่าง ๆ มากชนิด ที่เป็นทองแก้วมณีและมุกดาแก่แม่ นาง. เชิญขึ้นที่นอนไหมมีค่ามาก สวยงาม ปูด้วยผ้า โกเชาว์ขนยาว อ่อนนุ่มดังสำลี คลุมด้วยผ้าที่ซักธุลี สะอาดแล้ว ตกแต่งด้วยจันทน์แก่นหอม. ดอกอุบล โผล่พ้นน้ำ มิมีมนุษย์เชยชมแล้ว ฉันใด แม่นางก็เป็นพรหมขารีฉันนั้น เมื่อส่วนแห่ง เรือนร่างของแม่นาง ยังไม่มีใครเชยชม ก็จะชราร่วง โรยไปเสียเปล่า ๆ. พระสุภาเถรีถามว่า ในร่างที่มีอันจะต้องแตกสลายเป็นธรรมดา ซึ่ง เต็มด้วยซากศพ รังแต่จะรกป่าช้านี้ อะไรที่ท่านเข้า ใจว่าเป็นสาระ เพราะเห็นสิ่งใด จึงเกิดติดใจขึ้นมา ขอท่านโปรดบอกสิ่งนั้นมาสิ. ชายนักเลงหญิงตอบว่า เพราะเห็นดวงตาของแม่นาง ประดุจดวงตาลูก เนื้อทราย ประดุจดวงตากินนรีในระหว่างเขา ฤดี ร่านรักของข้าก็ยิ่งกำเริบ. เพราะเห็นดวงตา อุปมาดังยอดดอกอุบล และ ดวงหน้าพิมลดังรูปทองของแม่นาง ความใคร่ความ ปรารถนาของข้าก็ยิ่งกำเริบ.
หน้า 443 ข้อ 472
แม่นางผู้มีดวงตาโศกดังกินนรีเอย แม้ข้าจะไป ไกลแสนไกล ก็จะยังคงรำลึกถึงดวงตาอันบริสุทธิ์ ที่มีขนตายาวงอน เพราะว่าอะไร ๆ ที่น่ารักกว่าดวงตา ของแม่นาง สำหรับข้าไม่มีเลย. พระสุภาเถรีกล่าวว่า ท่านมาต้องการข้าพเจ้าผู้เป็นบุตรของพระพุทธ- เจ้า ก็ชื่อว่า ท่านปรารถนาจะเดินไปตามทางที่มิใช่ทาง ชื่อว่าแสวงหาดวงจันทร์เอามาเป็นของเล่น ชื่อว่า ต้องการจะกระโดดขึ้นเขาสิเนรุ. เพราะว่า ในโลกพร้อมทั้งเทวโลก บัดนี้ ข้าพเจ้า ไม่มีอารมณ์ เป็นที่มีราคะความกำหนัดเลย ข้าพเจ้า ไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้นเป็นเช่นไร เพราะราคะนั้น ข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้วพร้อมทั้งราก ด้วยอริยมรรค. ราคะนั้น ข้าพเจ้ายกออกแล้ว เหมือนเอาเชื้อไฟ ออกจากหลุมถ่านไฟ เหมือนเอาภาชนะใส่ยาพิษออก จากไฟ ข้าพเจ้าไม่รู้ดอกว่า ราคะนั้นเป็นเช่นไร เพราะราคะนั้นข้าพเจ้ากำจัดเสียแล้ว พร้อมทั้งราก ด้วยอริยมรรค. หญิงผู้ใด ไม่พิจารณาปัญจขันธ์ หรือไม่เข้าเฝ้า พระศาสดา ขอท่านโปรดประเล้าประโลมหญิงเช่น นั้นเถิด ท่านนั้นจะต้องเดือดร้อน เพราะสุภาภิกษุณี ซึ่งรู้ตามความจริงผู้นี้.
หน้า 444 ข้อ 472
เพราะว่า สติของข้าพเจ้ามั่นคงไม่ว่าในการด่า และการไหว้ และในสุขและทุกข์ เพราะรู้ว่าสังขต- สังขารที่ปัจจัยปรุงแต่งเป็นอสุภะไม่งาม ใจข้าพเจ้า จึงไม่ติดอยู่ในอารมณ์ทั้งปวงเลยทีเดียว ข้าพเจ้านั้นเป็นสาวิกาของพระสุคต ดำเนินไป ด้วยยาน คือมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ ถอนกิเลส ดุจลุกศรเสียแล้ว ไม่มีอาสวะ ยินดีอยู่แต่ในเรือนว่าง. รูปเขียน ที่ช่างบรรจงเขียนไว้สวยงาม หรือ รูปไม้ รูปใบลาน ที่เขาผูกด้วยด้าย และติดไว้ด้วย ตะปู ทำท่ารำต่าง ๆ ข้าพเจ้าเห็นมาแล้ว เมื่อรูปนั้น ถูกรื้อออก ปลดด้ายและตะปูออก ก็บกพร่อง [ไม่เป็น รูป] กระจัดกระจายออกเป็นชิ้น ๆ ก็ไม่พึงได้สภาพ ที่ชื่อว่ารูป บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูปนั้นไปทำไม. ร่างกายนี้ก็เปรียบด้วยรูปนั้น เว้นจากธรรม เหล่านั้นเสียก็เป็นไปไม่ได้ แม้ร่างกายเว้นจากธรรม ทั้งหลาย ก็เป็นไปมิได้ บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูป นั้นไปทำไม. บุคคลพึงดูรูปจิตรกรรม ที่จิตรกรระบายด้วย หรดาล ทำไว้ที่ฝาผนัง ในจิตรกรรมนั้น ท่านก็ยังเห็น วิปริต สัญญาความสำคัญว่ามนุษย์ ไร้ประโยชน์ จริง ๆ. ดูก่อนคนตาบอด ท่านยังจะเข้าไปใกล้ร่างที่ว่าง เปล่า เหมือนพยับแดดที่ปรากฏต่อหน้า โดยอาการ
หน้า 445 ข้อ 472
ลวง เหมือนต้นไม้ทองในความฝัน เหมือนรูปของ มายากล นักเล่นกลแสดงกลางฝูงชนว่าเป็นของจริง. ฟองที่อยู่กลางดวงตา มีน้ำตา มีมูลตา เกิดที่ ดวงตานั้น ส่วนของตาต่าง ๆ ก็มารวมกัน เหมือน ก้อนครั่ง ที่วางอยู่ในโพรงไม้ พระสุภาเถรี ผู้มีดวงตา งาม มีใจไม่ข้องไม่ติดอยู่ในดวงตานั้น ก็ควักดวงตา ออกจากเบ้าตา ส่งมอบให้ชายนักเลงหญิงผู้นั้นทันที พร้อมกับกล่าวว่า เชิญนำดวงตานั้น ไปเถิด ข้าพเจ้า ให้ท่าน. ทันใดนั้นเอง ความร่านรักในดวงตานั้นของ ชายนักเลงหญิงนั้นก็หายไป เขาขอขมาพระเถรีด้วย คำว่า ข้าแต่แม่นางผู้เป็นพรหมจารี ขอความสวัสดี พึงมีแก่แม่นางเถิด ความประพฤติอนาจารเช่นนี้ จัก ไม่มีต่อไปอีกละ. พระสุภาเถรีกล่าวว่า ท่านกระทบกระทั่งชนเช่นข้าพเจ้า ก็เหมือน กอดกองไฟที่ลุกโชน เหมือนจับงูพิษร้าย ความสวัสดี ก็คงมีแก่ท่านบ้างดอก ข้าพเจ้ารับขมาท่าน. พระสุภาภิกษุณีนั้น พ้นจากชายนักเลงหญิงนั้น แล้ว ก็ไปสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ พอเห็นพระ บุณยลักษณ์ของพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ จักษุก็กลับ เป็นปกติเหมือนอย่างเดิม.
หน้า 446 ข้อ 472
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวกมฺพวนํ ได้แก่ สวนมะม่วงของ หมอชีวกโกมารภัจ. บทว่า รมฺมํ ได้แก่ น่ารื่นรมย์. เขาว่า สวนมะม่วงนั้น น่าปลื้มใจ น่ารื่นรมย์ใจอย่างยิ่ง เพราะพรั่งพร้อมด้วยภูมิภาค และพรั่งพร้อม ด้วยร่มเงาและน้ำ โดยอาการที่ปลูกต้นไม้ไว้. บทว่า คจฺฉนฺตึ ได้แก่ ผู้ เดินเข้าไปมุ่งสวนมะม่วงเพื่อพักกลางวัน. บทว่า สุภํ ได้แก่ พระเถรีผู้มีชื่อ อย่างนี้. บทว่า ธุตฺตโก ได้แก่ ชายนักเลงหญิง. เขาว่า ลูกชายของช่างทอง ผู้มีสมบัติมากผู้หนึ่งเป็นชาวกรุงราชคฤห์ เป็นคนหนุ่มสะสวย เป็นชายนักเลง หญิง ผู้มัวเมาเที่ยวไป เขาพบพระเถรีนั้นเดินสวนทางมาก็เกิดจิตปฏิพัทธ์ จึงยืนขวางทาง ด้วยเหตุนั้นท่านจึงกล่าวว่า ชายนักเลงหญิงยืนกั้นไว้ อธิบาย ว่า ห้ามเราไป. บทว่า ตเมนํ อพฺรวี สุภา ความว่า พระสุภาภิกษุณี กล่าวกะชายนักเลงหญิงที่ยืนกั้นคนนั้นนั่นแหละ ก็ในข้อนั้น พระเถรีกล่าวถึง ตัวเองเท่านั้น ทำประหนึ่งว่าเป็นคนอื่นว่า สุภาภิกษุณีผู้กำลังเดินไป สุภา- ภิกษุณี ได้กล่าวดังนี้ คาถานี้ท่านพระสังคีติกาจารย์กล่าวไว้ โดยแสดงการ เชื่อมคาถาที่พระเถรีกล่าวแล้ว. พระสุภาเถรีกล่าวว่า พระสุภาภิกษุณีได้กล่าวดังนี้แล้ว กล่าวคำว่า เราทำผิดอะไรต่อท่าน เป็นต้น ก็เพื่อแสดงอาการที่พระเถรีนั้นกล่าวแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กึ เต อปราธิตํ มยา ความว่า ท่าน เราทำ ผิดอะไรต่อท่าน. บทว่า ยํ มํ โอวริยาน ติฏฺสิ อธิบายว่า ด้วยความ ผิดอันใด ท่านจึงยืนกั้นเราผู้กำลังเดินไป คือห้ามการเดินไป ความผิดอันนั้น ไม่มีดอกนะจ๊ะ พระเถรีเมื่อแสดงว่า ถ้าท่านปฏิบัติอย่างนี้ ด้วยสำคัญว่า เรา เป็นหญิง การปฏิบัติแม้อย่างนี้ก็ไม่สมควร จึงกล่าวว่า น หิ ปพฺพชิตาย อาวุโส ปุริโส สมฺผุสนาย กปฺปติ ความว่า ดูก่อนท่านบุตรช่างทอง แม้ โดยจารีตโลก ชายก็ไม่ควรถูกต้องนักบวชทั้งหลาย ส่วนหญิงนักบวช ไม่
หน้า 447 ข้อ 472
สมควรถูกต้องแม้แต่สัตว์ดิรัจฉานตัวผู้ การถูกต้องชายยกไว้ก่อนก็ได้ หญิง นักบวชนั้นไม่สมควรถูกต้องชายแม้ผู้มีของภายนอกด้วยของภายนอก โดย อำนาจราคะเลยทีเดียว. ด้วยเหตุนั้น พระเถรีจึงกล่าวว่า ครุเก มม สตฺถุสาสเน เป็นต้น ข้อนั้นมีความว่า สิกขาเหล่าใดอันพระสุคตสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงทรง บัญญัติเฉพาะภิกษุณีทั้งหลาย ไว้ในสัตถุศาสนาของเรา ที่หนักดังฉัตรหิน คือ ที่ควรเคารพ เหตุไร ท่านจึงยืนกั้นเราผู้กำลังเดินไป ซึ่งเป็นอย่างนี้คือเป็นผู้ มีบทอันบริสุทธิ์ คือมีส่วนกุศลอันบริสุทธิ์ ด้วยสิกขาเหล่านั้น ผู้ชื่อว่าไม่มี กิเลสดังเนิน เพราะไม่มีกิเลสดังเนินมีราคะเป็นต้น โดยประการทั้งปวง. บทว่า อาวิลจิตฺโต ความว่า เพราะเหตุไรท่านผู้มีจิตขุ่นมัวด้วยอำนาจ วิตก มีกามวิตกเป็นต้นอันกระทำความขุ่นมัวแห่งจิต จึงยืนกั้นเรา ผู้ชื่อว่า ไม่ขุ่นมัว เพราะไม่มีความขุ่นมัวนั้น. ท่านผู้มีกิเลสดุจละออง ด้วยอำนาจ กิเลสดุจละอองคือราคะเป็นต้น ผู้มีกิเลสดังเนิน ยืนกั้นเราผู้ชื่อว่าปราศจาก กิเลสดุจละออง ผู้ไม่มีกิเลสดังเนิน ผู้ชื่อว่ามีใจหลุดพ้นแล้ว เพราะหลุดพ้น เด็ดขาดในที่ทั้งปวงคือในเบญจขันธ์. เมื่อพระเถรีกล่าวอย่างนี้แล้ว ชายนักเลงหญิงเมื่อจะแจ้งความประสงค์ ของตน จึงกล่าวคาถา ๑๐ คาถาโดยนัยว่า ทหรา จ เป็นต้น บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ทหรา ได้แก่วัยรุ่น คืออยู่ในปฐมวัย. บทว่า อปาปิกา จสิ ได้แก่ มีรูปไม่เลว อธิบายว่า มีรูปสวยอย่างยิ่งด้วย. บทว่า กึ เต ปพฺพชฺชา กริสฺสติ ชายนักเลงหญิงกล่าวด้วยความประสงค์ว่า บรรพชา จักทำอะไรแก่แม่นางผู้อยู่ในปฐมวัย มีรูปสวยอย่างนี้ หญิงแก่ หรือหญิง รูปขี้เหร่ดอก ควรจะบวชเสีย. นิกฺขิปา ได้แก่จงละทิ้ง. บาลีว่า อุกฺขิปา ก็มี ความว่า จงเปลื้อง.
หน้า 448 ข้อ 472
บทว่า มธุรํ ได้แก่ งาม อธิบายว่า กลิ่นหอม. บทว่า ปวนฺติ แปลว่า โชยกลิ่น. บทว่า สพฺพโส คือรอบ ๆ. บทว่า กุสุมรเชน สมุฎฺิตา ทุมา ความว่า ต้นไม้เหล่านั้นเป็นเหมือนเกิดเอง ด้วยละออง ดอกไม้ของตัวเอง กล่าวคือเรณูดอกไม้ที่เกิดขึ้นโดยลมพัดอ่อนๆ. บทว่า ปมวสนฺโต สุโข อุตุ ความว่า ฤดูต้นเดือนวสันต์นี้ และมีสัมผัสสบาย กำลังดำเนินไป. บทว่า กุสุมิตสิขรา ได้แก่ มียอดดอกบานดีแล้ว. บทว่า อภิคชฺชนฺติว มาลุเตริตา ได้แก่ถูกลมพานไหว คล้ายครวญ คือตั้งอยู่ ประหนึ่งส่งเสียงครวญ. ด้วยบทว่า ยทิ เอกา วนโมคหิสฺสสิ ชายนักเลง หญิงกล่าวอย่างนี้ เพราะร่านรักในสุขที่เกี่ยวกับตนว่า ถ้าแม่นางจะเข้าป่าคน เดียว แม่นางจะมีความยินดีอะไรในป่านั้นเล่า. บทว่า วาฬมิคสงฺฆเสวิตํ ได้แก่ อันกลุ่มเนื้อร้ายมีราชสีห์และเสือ เป็นต้นเข้าไปอาศัยอยู่ในที่นั้นๆ. บทว่า กุญฺชรมตฺตกเรณุโลฬิตํ ได้แก่ เป็นถิ่นเกลื่อนกล่นด้วยช้างพลายตกมันและช้างพัง ด้วยการทำจิตใจของเหล่า เนื้อกวางให้เดือดร้อน และด้วยการหักกิ่งไม้และกอไม้เป็นต้น. ไม่มีเหตุเช่นนี้ ในป่านั้นทุกเมื่อก็จริง ขึ้นชื่อว่าป่าก็ต้องเป็นเช่นนี้ เพราะฉะนั้น ชายนักเลง หญิงประสงค์จะให้พระเถรีนั้นหวาดกลัว จึงกล่าวอย่างนี้. บทว่า รหิตํ ได้แก่ เว้นจากชนคือปราศจากผู้คน. บทว่า ภึสนกํ ได้แก่ น่าเกิดภัย. บทว่า ตปฺปนียกตาว ธีติกา ความว่า แม่นางเที่ยวไปประดุจ ตุ๊กตา ที่ช่างตกแต่งด้วยทองสีแดง คือประดุจรูปปฏิมาทอง ที่นายช่างยนต์ผู้ ฉลาดตกแต่งโดยการประกอบยนต์ บัดนี้นี่แหละ แม่นางก็ยังเที่ยวไปทางโน้น ทางนี้. บทว่า จิตฺตลเตว อจฺฉรา ได้แก่ประดุจเทพอัปสร ในสวนชื่อว่า
หน้า 449 ข้อ 472
จิตตลดา. บทว่า กาสิกสุขุเมหิ ได้แก่ เนื้อละเอียดอย่างยิ่ง ที่เกิดขึ้นใน แคว้นกาสี. บทว่า วคฺคุภิ ได้แก่ ที่เกลี้ยงสนิท. บทว่า โสภสี สุวสเนหิ นูปเม ได้แก่ แม่นางผู้งามไม่มีใครเปรียบคือเว้นที่จะเปรียบได้เลย บัดนี้ แม่นางอยู่ในอำนาจเรา ก็จะงดงามด้วยผ้านุ่งห่ม เพราะฉะนั้น ชายนักเลง หญิงจึงกล่าวกะพระเถรีดังกล่าว แล้วดังหนึ่งว่า เป็นไปจริงส่วนเดียว ตามความ ประสงค์ของตน. บทว่า อหํ ตว วสานุโค สิยํ ความว่า ข้าพเจ้ายอมอยู่ใต้ อำนาจแม่นาง จะยอมสนองทุกกิจการ. บทว่า ยทิ วิหเรมเส กานนนฺตเร ความว่า ผิว่าเราทั้งสองจะอยู่ร่วมอภิรมย์กันในกลางป่า ชายนักเลงหญิงกล่าว ถึงเหตุแห่งภาวะที่ตกอยู่ใต้อำนาจว่า เพราะว่าสัตว์ที่น่ารักกว่าแม่นาง สำหรับ ข้าพเจ้าไม่มีเลย อีกนัยหนึ่ง ชายนักเลงหญิงกล่าวหมายถึงชีวิตของตนว่า ปาณะ อธิบายว่า เพราะว่า ชีวิตของข้าพเจ้าที่จะเป็นที่รักกว่าแม่นางไม่มีเลย. บทว่า กินฺนริมนฺทโลจเน แปลว่า ดูราแม่นางผู้มีดวงตาโศกเหมือนกินนรเอย. บทว่า ยทิ เม วจนํ กริสฺสสิ สุขิตา เอหิ อคารมาวส ความ ว่า ถ้าแม่นางจะเชื่อข้า ก็จงละการนั่งคนเดียว การนอนคนเดียว ละทุกข์ใน พรหมจรรย์เสีย มาสิ มาเสพสุขด้วยกามสมบัติ อยู่ครองเรือนกัน. อาจารย์บาง พวกกล่าวว่า สุขิตา เหติ อคารมาวสนฺติ. เนื้อความของอาจารย์พวกนั้น ว่า แม่นางจักประสบสุขคนทั้งหลายเขาก็อยู่ครองเรือนกัน. บทว่า ปาสาท- นิวาตวาสินี ได้แก่ อยู่ในปราสาทที่ปราศจากลมพาน. บาลีว่า ปาสาทวิมาน - วาสินี ก็มี ความว่า อยู่ในปราสาทเสมือนวิมาน. บทว่า ปริกมฺมํ ได้แก่ การขวนขวาย. บทว่า ธารย ได้แก่ จงครอง คือจงนุ่งและจงห่ม. บทว่า อภิโร- เปหิ ได้แก่หรือจงแต่ง อธิบายว่า จงประดับเรือนร่าง โดยตกแต่งประดับ
หน้า 450 ข้อ 472
ประดา. บทว่า มาลวณฺณกํ ได้แก่ มาลัย และของหอมของลูบไล้. บทว่า กญฺจนมณิมุตฺตกํ ได้แก่ ประกอบด้วยทอง และแก้วมณีและแก้วมุกดา อธิบายว่า แต่งด้วยแก้วมณีและแก้วมุกดาที่ประกอบด้วยทอง. บทว่า พหุํ ได้แก่ มีมากประการ ต่างโดยเครื่องประดับมือเป็นต้น. บทว่า วิวิธํ ได้แก่ ต่างๆ อย่างโดยรูปพรรณหลากชนิด. บทว่า สุโธตรชปจฺฉทํ ได้แก่ มีผ้าปิดที่ลอกละอองออกแล้ว เพราะ ฟอกดี. บทว่า สุภํ ได้แก่ สวยงาม. บทว่า โคนกตูลิกสนฺถตํ ได้แก่ ลาดด้วยผ้าโกเชาว์สีดำขนยาวและผ้าสำลีที่เต็มด้วยขนหงส์เป็นต้น. บทว่า นวํ ได้แก่ ใหม่เอี่ยม. บทว่า มหารหํ ได้แก่ มีค่ามาก. บทว่า จนฺทนมณฺฑิต- สารคนฺธิกํ ได้แก่ มีกลิ่นหอนอวล เพราะตกแต่งด้วยจันทน์มีแก่น มีจันทน์แดง เป็นต้น อธิบายว่า แม่นางโปรดขึ้นสู่ที่นอนเห็นปานนั้น แล้วโปรดนอน โปรดนั่งตามสบาย. ในบทว่า อุปฺปลํ จุทกา สมุคฺคตํ ดังนี้ จ อักษรเป็นเพียงนิบาต ความว่า ดอกอุบลที่ผุดโผล่ชูพ้นน้ำตั้งอยู่บานแล้ว. บทว่า ยถา ตํ อมนุสฺสเสวิตํ ความว่า ก็ดอกอุบลนั้นพึงไร้มนุษย์เสพ คือใคร ๆ มิได้เชยชม แล้ว เพราะเกิดในสระโบกขรณี ที่รากษสหวงแหนแล้ว. บทว่า เอวํ ตฺวํ พฺรหฺมจารินี ได้แก่ แม่นางก็เป็นพรหมจารีเหมือนดอกอุบลบานดีนั้น ฉันนั้น. เหมือนกัน. บทว่า สเกสงฺเคสุ ความว่า เมื่อส่วนแห่งเรือนร่างของตนอันใคร ๆ มิได้เชยชมแล้ว แม่นางก็จักถึงความชรา คือจะแก่คร่ำคร่าไปเสียเปล่า ๆ. เมื่อชายนักเลงหญิง ประกาศความประสงค์ของตนอย่างนี้แล้ว พระ- เถรีเมื่อจะตัดความประสงค์นั้นในเรื่องนั้น ด้วยการชี้ชัดถึงสภาพของร่างกาย จึงกล่าวคาถาว่า กึ เต อิธ เป็นต้น คาถานั้นมีความว่า ท่านบุตรช่างทอง
หน้า 451 ข้อ 472
ในร่างอันไม่สะอาดนี้ คือที่สำคัญกันว่ากายนี้ อันเต็มไปด้วยซากศพมีผมเป็นต้น ต้องแตกสลายไปส่วนเดียวเป็นธรรมดา รังแต่จะรกป่าช้า ชื่อว่าอะไรเล่าที่ ท่านเข้าใจ ชื่นชมว่า เป็นสาระ เพราะเห็นสิ่งอันใด ความไร้ใจ คือความ ขาดความดำริแห่งใจในอารมณ์อย่างหนึ่ง หรือความไม่ไร้ใจ จึงปรากฏกลาย เป็นความสุขใจขึ้น ท่านจงบอกสิ่งอันนั้นแก่เราสิ. ชายนักเลงหญิงฟังคำอย่างนี้แล้ว ถึงแม้ว่ารูปของพระเถรีนั้น งดงาม โดยความสันทัด แต่นับตั้งแต่แรกเห็น ก็มีจิตปฏิพัทธ์ที่จุดรวมแห่งความสนใจ [ทิฏฐ] อันใดเมื่อจะอ้างจุดรวมแห่งความสนใจ [ทิฏฐิ] อันนั้น จึงกล่าวคาถา ว่า อกฺขีนิ ตูริยาริว เป็นต้น พระเถรีนี้ เป็นผู้มีอินทรีย์อันสงบ เพราะ เป็นผู้สำรวมด้วยดีแล้วโดยแท้ แต่เพราะเหตุที่เขาถูกลวงด้วยอากัปกิริยามีความ สง่างามแห่งจริตเองเป็นต้น. ที่สันทัดพิเศษด้วยแง่งอน อันเป็นจุดรวมแห่ง ความสนใจซึ่งเขาหาได้ ที่ดวงตาทั้งสองของพระเถรีนั้น ที่ประดับด้วยประสาท ทั้ง ๕ อันผ่องใส ที่สำเร็จมาด้วยอานุภาพกรรม อันมีดวงตาที่มั่นคงผ่องใส เสงี่ยมสงบเป็นจุดรวม จึงเกิดเป็นนักเลงหญิงขึ้นมา ฉะนั้น ความกำหนัด ด้วยอำนาจทิฏฐิของเขาจึงถึงความไพบูลย์เป็นพิเศษ. เนื้อทรายเรียกว่า ตูริ ใน บทว่า อกฺขีนิ จ ตูริยาริว ในคาถานั้น จ ศัพท์เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า ดวงตาทั้งสองของแม่นางประหนึ่งดวงตาของลูกเนื้อทราย. บาลีว่า โกริยาริว ก็มี ท่านอธิบายว่าประหนึ่งดวงตาของแม่ไก่ร้องกระต๊าก. บทว่า กินฺนริยาริว ปพฺพตนฺตเร ความว่า ดวงตาของแม่นาง เหมือนดวงตาของกินนรี ที่ท่อง- เที่ยว ณ ท้องภูเขา. บทว่า ตว เม นยนานิ ทกฺขิย ความว่า เพราะ เห็นดวงตาของแม่นางมีคุณพิเศษที่กล่าวมาแล้ว ความอภิรมย์ในกามจึงกำเริบ แก่ข้าพเจ้าอย่างยิ่งคือทับทวี.
หน้า 452 ข้อ 472
บทว่า อุปฺปลสิขโรปมานิ เต ได้แก่ ดวงตาของแม่นางเสมือน ปลายดอกอุบลแดง. บทว่า วิมเล แปลว่า ไร้มลทิน. บทว่า หาฎกสนฺนิเภ ได้แก่ หน้าของแม่นางเสมือนหน้าของรูปทอง ประกอบความว่า เพราะเห็น ดวงตาทั้งสอง. บทว่า อปิ ทูรคตา ได้แก่ แม้ไปยังที่อันไกล. บทว่า สรมฺหเส ความว่า ข้าไม่คิดถึงสิ่งไรอื่น รำลึกถึงแต่ดวงตาทั้งสองของแม่นางเท่านั้น. บทว่า อายตปมฺเห ได้แก่ ขนตายาว. บทว่า วิสุทฺธทสฺสเน ได้แก่ ดวงตาที่ไร้มลทิน. บทว่า น หิ มตฺถิ ตยา ปิยตฺตโร นยนา ความว่า ไม่มีอะไรอื่นของข้าพเจ้าที่จะเป็นที่รักกว่าดวงตาของแน่นาง ความจริง คำว่า ตยา เป็นตติยาวิภัติ ใช้ในอรรถฉัฏฐีวิภัติ. พระเถรีเมื่อจะเปลี่ยนความปรารถนาของชายผู้นั้น ซึ่งพร่ำเพ้อถึงสิ่ง นั้น ๆ เหมือนคนบ้า เพราะความงามของจักษุดังนี้ จึงกล่าวคาถา ๑๒ คาถา โดยนัยว่า อปเถน เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปเถน ปยาตุ- มิจฺฉสิ ประกอบความว่า ท่านบุตรช่างทองเมื่อสตรีอื่นมีอยู่ ท่านผู้ใดต้อง การคือปรารถนาเราผู้เป็นบุตรพระพุทธเจ้า คือเป็นโอรสธิดาของพระผู้มีพระ- ภาคพุทธเจ้า ท่านผู้นั้น เมื่อทางตรงอันเกษมมีอยู่ ชื่อว่าปรารถนาจะไป คือประสงค์จะเดินไปตามทางที่มิใช่ทาง คือตามทางผิด ที่มีภัยกั้นด้วยหนาม ชื่อ ว่าแสวงหาดวงจันทร์เป็นของเล่น คือประสงค์จะทำดวงจันทร์ให้เป็นของเล่น ชื่อว่าปรารถนาจะกระโดดเขาพระเมรุ คือประสงค์จะกระโดดขึ้นขุนเขาสิเนรุ ซึ่งสูง ๔๘,๐๐๐ โยชน์ แล้วยืนอยู่ต่อมา เพราะฉะนั้น ท่านนั้นปรารถนาเรา ผู้เป็นบุตรพระพุทธเจ้า. บัดนี้ พระเถรีกล่าวว่า นตฺถิ เป็นต้น ก็เพื่อแสดงว่าอารมณ์นั้น มิใช่วิสัยของตน และว่าความปรารถนานำมาแต่ความคับแค้น บรรดาบทเหล่า
หน้า 453 ข้อ 472
นั้น บทว่า ราโค ยตฺถปิ ทานิ เม สิยา ความว่า บัดนี้ ราคะของ เราพึงมีพึงเป็นในอารมณ์ใด อารมณ์นั้นไม่มีเลยในโลกทั้งเทวโลก. บทว่า นปิ นํ ชานามิ กีริโส ความว่า เราไม่รู้จักราคะนั้นว่าเป็นเช่นไร คำว่า อถ ในบทว่า อถ มคฺเคน หโต สมูลโก เป็นเพียงนิบาต ราคะ พร้อมทั้งราก โดยราก กล่าวคืออโยนิโสมนสิการ ความใส่ใจโดยไม่แยบคาย เรากำจัดคือถอนได้แล้วด้วยอริยมรรค. บทว่า อิงฺคาลกุยา ได้แก่ จากหลุมถ่าน. บทว่า อุชฺฌิโต ได้ แก่ เหมือนสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ลมพัดฟุ้งขึ้นแล้ว อธิบายว่า เหมือนเชื้อไฟ. บทว่า วิสปตฺโตริว ได้แก่ เหมือนภาชนะ ยาพิษ. บทว่า อคฺคิโต กโต ความว่า ที่ปราศจากคือเอาออกจากไฟ คือถ่านไฟ อธิบายว่า นำออก คือ ทำลายเสียไม่ให้เหลือแม้เพียงเศษของยาพิษ. บทว่า ยสฺสา สิยา อปจฺจเวกฺขิตํ ความว่าขันธบัญจกนี้ พึงเป็น ของอันหญิงใดไม่พิจารณา ไม่กำหนดรู้แล้วด้วยญาณ. บทว่า สตฺตา วา อนฺสาสิโต สิยา ความว่า พระศาสดา พึงเป็นผู้อันหญิงใด ไม่เข้าเฝ้าแล้ว เพราะไม่เห็นตัวธรรม. บทว่า ตฺวํ กาทิสิกํ ปโลภย ความว่า ท่านเอย โปรดประเล้าประโลม เข้าไปหาหญิงเห็นปานนั้น ผู้ไม่เฟ้นสังขาร ผู้ไม่พิจารณา โลกุตรธรรม ด้วยกามทั้งหลายเถิด. บทว่า ชานนฺตึ โส อิมํ วิหญฺสิ ความว่า ท่านนั้นอาศัยสุภาภิกษุณีรูปนี้ ผู้รู้ความเป็นไปและความกลับตาม เป็นจริง คือแทงตลอดสัจจะ ย่อมเดือดร้อนเอง คือจะถึงความคับแค้น ความทุกข์ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต. บัดนี้ พระเถรีเมื่อจะแสดงความที่ชายผู้นั้น จะถึงความคับแค้น ด้วย การชี้แจงเหตุ จึงกล่าวว่า มยฺหํ หิ เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า
หน้า 454 ข้อ 472
หิ เป็นนิบาตใช้ในอรรถว่าเหตุ. บทว่า อกฺกุฏฺวนฺทิเต ได้แก่ ในการด่า และการไหว้. บทว่า สุขทุกฺเข ได้แก่ ในสุขและทุกข์ หรือเพราะประสพ อารมณ์ที่น่าปรารถนาและไม่น่าปรารถนา. บทว่า สตี อุปฏฺิตา ได้แก่ สติ ที่ประกอบด้วยการพิจารณา มั่นคงตลอดกาล. บทว่า สงฺขตมสุภนฺติ ชานิย ได้แก่ รู้ธรรมที่เป็นไปในภูมิ ๓ ที่เป็นสังขาร ว่าไม่งาม เพราะเป็นที่ไหลออก ของกิเลสและของไม่สะอาด. บทว่า สพฺพตฺเถว ความว่า ใจของเราไม่ติด อยู่ใน ๓ ภพ ทุกภพ ด้วยกิเลสเครื่องฉาบคือตัณหาเป็นต้นเลย. บทว่า มคฺคฏฺงฺคิกยานยายินี ได้แก่ ดำเนินไปคือเข้าไปสู่บุรีคือ พระนิพพาน ด้วยยานอันเป็นอริยะ กล่าวคือมรรคประกอบด้วยองค์ ๘. บทว่า อุทฺธฏสลฺลา ได้แก่ มีกิเลสดุจลูกศรคือราคะเป็นต้น อันถอนเสียแล้วจาก สันดานของตน. บทว่า สุจิตฺติตา ได้แก่ อันแต่งคือทำให้งามด้วยดี โดยอาการมี มือเท้าและหน้าเป็นต้น. บทว่า โสมฺภา ได้แก่ รูปเขียน. บทว่า ทารุก- ปิลฺลกานิ วา ได้แก่ รูปที่จัดแต่งด้วยท่อนไม้เป็นต้น. บทว่า ตนฺตีหิ ได้แก่ เอ็นและด้าย. บทว่า ขีลเกหิ ได้แก่ ท่อนไม้ที่เขาตั้งไว้ เพื่อทำ เป็นมือ เท้า หลังและหูเป็นต้น. บทว่า วินิพทฺธา ได้แก่ ผูกด้วยอาการต่าง อย่าง. บทว่า วิวิธํ ปนจฺจกา ได้แก่ ทำท่ารำที่เขาจัดตั้งไว้ ด้วยการชัก และปล่อยเป็นต้น ซึ่งด้ายยนต์เป็นอาทิ. ประกอบความว่า อันเขาเห็นเหมือน ร่ายรำอยู่. บทว่า ตมฺหุทฺธเฏ ตนฺติขีลเก ความว่า อาศัยสิ่งที่ประกอบให้วิเศษ ด้วยการตั้งการแต่งอย่างดี จึงมีชื่อว่ารูป เมื่อด้ายและไม้ เขาถอดออกจากที่ปลด ออกจากเครื่องผูก ทำกันแลกันให้บกพร่อง เพราะทำให้เป็นส่วน ๆ ก็เรี่ยร้าย กระจัดกระจาย เพราะทิ้งอยู่ในที่นั้น ๆ. บทว่า น วินฺเทยฺย ขณฺฑโส
หน้า 455 ข้อ 472
กเต ความว่า เมื่อส่วนของรูปใบลาน ถูกทำให้เป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย บุคคล ก็ไม่พบ ไม่ได้ใบลาน เมื่อเป็นดังนั้น บุคคลจะพึงตั้งใจไว้ในรูปนั้นทำไม อธิบายว่า บุคคลจะพึงตั้งใจความสำคัญใจ ไว้ในส่วนของรูปใบลานนั้นทำไม คือพึงตั้งความสำคัญใจ ในตอไม้หรือในเชือก หรือในก้อนดินเป็นต้น สัญญา นั้นไม่พึงตกไปในอวัยวะที่เป็นวิสังขาร แม้บางคราว. บทว่า ตถูปมา ได้แก่ ก็เสมือนรูปนั้น คือเสมือนรูปใบลานนั้น. ถ้าจะถามว่าอะไรเล่าท่านพระเถรีจึงกล่าวว่า เทหกานิ เป็นต้น. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า เทหกานิ ได้แก่ อวัยวะส่วนแห่งร่างกายมีมือเท้าและหน้า เป็นต้น. บทว่า มํ ความว่า ปรากฏเนื่องกับเรา. บทว่า เตหิ ธมฺเมหิ ได้แก่ จากธรรมเหล่านั้น มีปฐวีธาตุเป็นต้น และจักษุเป็นต้น. บทว่า วินา น วตฺตนฺติ ความว่า ด้วยว่าชื่อว่าร่างกายพ้นธรรมมีปฐวีธาตุเป็นต้น ที่ตั้ง โดยประการนั้น ๆ มีอยู่ก็หาไม่. บทว่า ธมฺเมหิ วินา น วตฺตติ ความว่า ร่างกายเว้นจากอวัยวะคือธรรม คืออวัยวะเสีย ก็ไม่เป็นไปก็ไม่ได้เพื่อเป็นดัง นั้น บุคคลจะพึงตั้งใจไปในร่างกายนั้นทำไม อธิบายว่า บุคคลจะพึงตั้งใจ ความสำคัญใจว่า ร่างกายหรืออวัยวะมีมือเท้าเป็นต้นในอะไรเล่า คือในปฐวีธาตุ หรืออาโปธาตุเป็นต้น เพราะเหตุที่ในความเป็นธรรมคือปฐวีธาตุเป็นต้นและ ประสาท มีสมัญญาว่าร่างกายบ้าง มือเท้าเป็นต้นบ้าง สัตว์บ้าง หญิงบ้าง ชายบ้าง ฉะนั้น เราผู้รู้ตามเป็นจริง จึงไม่ยึดมั่นในร่างกายนั้น. บทว่า ยถา หริตาเลน มกฺขิตํ อทฺทส จิตฺติกํ ภิตฺติยา กตํ อธิบายว่า บุคคลพึงดู พึงเห็นรูปหญิงที่จิตรกรผู้ฉลาดป้ายระบายด้วยหรดาล ที่ฝาผนัง คือวาดระบายด้วยหรดาลนั้นให้งดงาม เพราะความพรั่งพร้อมด้วย กิริยามีการชู (มือ) การทอด [แขน] เป็นต้น ก็มีสัญญาความสำคัญว่า ฝาผนังนี้ที่
หน้า 456 ข้อ 472
ตั้งอยู่โดยไม่พิง เป็นมนุษย์หรือหนอ สัญญานั้นก็ไร้ประโยชน์ เพราะประโยชน์ กล่าวคือความเป็นมนุษย์ไม่มีอยู่ในรูปหญิงนั้น. ส่วนชายผู้นั้นเห็นวิปริตในรูป หญิงนั้นอย่างเดียวว่าเป็นมนุษย์คือไม่ถือตามความเป็นจริง ทั้งถือว่าเป็นหญิง ชายในอาการสักว่าเป็นกองแห่งธรรม ฉันใด ข้ออุปไมยนี้ก็พึงเห็นฉันนั้น. บทว่า มายํ วิย อคฺคโต กตํ ได้แก่ เสมือนพยับแดด ที่ปรากฏ ข้างหน้า โดยอาการลวง. บทว่า สุปินนฺเตว สุวณฺณปาทปํ ความว่า ความฝันนั่นแลชื่อว่า สุปินันตะ ประหนึ่งต้นไม้ทองที่ปรากฏในความฝันนั้น. บทว่า อุปคจฺฉสิ อนฺธ ริตฺตกํ ความว่า ดูก่อนท่านผู้เขลาเหมือนคนตา บอดเอย ท่านยังจะเข้าไปยึดมั่นอัตภาพนี้ที่ว่างเปล่า เว้นสาระภายใน ดั่งมี สาระว่านั่นของเรา. บทว่า ชนมชฺเฌริว รุปฺปรูปกํ ความว่า เช่นเดียวกับ รูปมายากล ที่นักเล่นกลแสดงท่ามกลางมหาชน ปรากฏประหนึ่งว่ามีสาระ อธิบายว่าไม่มีสาระ. บทว่า วฏฺฏนิริว แปลว่า เหมือนก้อนครั่ง. บทว่า โกฏโรหิตา ได้แก่ ตั้งอยู่ในโพรง คือโพรงไม้. บทว่า มชฺเฌ ปุพฺพุฬกา ได้แก่ เสมือนฟองน้ำที่ตั้งขึ้นกลางหนังตา. บทว่า สอสฺสุกา ได้แก่ ประกอบด้วย น้ำตา. ปิฬโกฬิกา ได้แก่ ขี้ตา. บทว่า เอตฺถ ชายติ ได้แก่ โชย กลิ่นเหม็นเกิดขึ้นที่ปลายสองข้างที่ดวงตานั้น. อีกนัยหนึ่งต่อมที่เกิด ณ หนังตา เรียกกันว่า ปิฬโกฬิกา. บทว่า วิวิธา ได้แก่ มากอย่าง โดยวงกลมสีขาว และเขียว และพื้นทั้ง ๗ มีสีแดงและเหลืองเป็นต้น. บทว่า จกฺขุวิธา ได้ แก่ ส่วนแห่งจักษุ หรือประการแห่งจักษุ เพราะจักษุนั้นเป็นกลาปมาก กลาป. ปิณฺฑิตา ได้แก่ เกิดขึ้น.
หน้า 457 ข้อ 472
พระเถรี ชี้แจงถึงความที่จักษุของผู้ที่ร่านรักให้จักษุเป็นของไม่งาม และความที่จักษุนั้นเป็นของไม่เที่ยง เพราะตั้งอยู่ไม่ยั่งยืนอย่างนี้แล้ว ครั้นแล้ว พระเถรีก็ยังถูกชายผู้นั้น ซึ่งร่านรักในจักษุพัวพัน จำต้องควักดวงตาของตน ให้เขาไป เหมือนคนบางคน ถือเอาสิ่งของซึ่งใคร ๆ ก็อยากได้ เดินทางกัน- ดารที่มีโจร ถูกพวกโจรพัวพัน ก็จำต้องให้สิ่งของที่น่าอยากได้นั้นไปฉะนั้น ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า อุปฺปาฏิย จารุทสฺสนา เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปฺปาฏิย ได้แก่ ควักคือนำออกจาก เบ้าตา. บทว่า จารุทสฺสนา ได้แก่ ดวงตาที่น่ารัก ดวงตาที่น่าจับใจ. บทว่า น จ ปชฺชิตฺถ ได้แก่ ไม่ถึงความติดข้องในจักษุนั้น. บทว่า อสงฺคมานสา ความว่า พระเถรีผู้มีจิตไม่ติดข้องในอารมณ์แม้ไร ๆ จึงกล่าวว่า เชิญรับจักษุ ที่ท่านต้องการไป ต่อแต่นั้น จงถือเอาก้อนที่ไม่สะอาด ซึ่งท่านสำคัญว่าจักษุ เพราะเราให้แล้ว ครั้นถือเอาแล้ว จงนำจักษุที่ประกอบด้วยประสาท นำไป ยังสถานที่ท่านปรารถนาเถิด. บทว่า ตสฺส จ วิรมาสิ ตาวเท ความว่า ในทันใดนั่นเองคือ ในขณะที่พระเถรีควักลูกตานั่นแล ราคะ ของชายนักเลงหญิงนั้น ก็หายไป. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในลูกตา หรือ ในพระเถรีนั้น อีกนัยหนึ่ง บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในที่นั้นนั่นเอง. บทว่า ขมาปยิ แปลว่า ให้พระเถรียกโทษ ให้แล้ว. บทว่า โสตฺถิ สิยา พฺรหมจาริ นี้ความว่า ข้าแต่แม่นางพรหมจารี ผู้แสวงคุณอันยิ่งใหญ่ ขอความไม่มีโรค พึงมีแก่แม่นางเถิด. บทว่า น ปุโน เอทิสกํ ภวิสฺสติ ความว่า เบื้องหน้าแต่นี้ไป จักไม่มีการประพฤติอนาจาร อย่างนี้ อธิบายว่า ข้าจักไม่ทำละ.
หน้า 458 ข้อ 472
บทว่า อาสาทิย ได้แก่ กระทบ. บทว่า เอทิสํ ได้แก่ ผู้ปราศ จากราคะในอารมณ์ทั้งปวงเห็นปานนี้. บทว่า อคฺคึ ปชฺชลิตํว ลิงฺคิย ได้แก่ เหมือนกอดไฟที่ลุกโชน. บทว่า ตโต แปลว่า จากชายนักเลงหญิงนั้น. บทว่า สา ภิคฺขุนี ได้แก่ พระสุภาภิกษุณีนั้น. บทว่า อคมี พุทฺธวรสฺส สนฺติกํ ได้แก่ เข้าไปยังสำนัก คือเข้าเฝ้าพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า ปสฺสิย วรปุญฺ- ลกฺขณํ ได้แก่ เห็นพระมหาปุริสลักษณะอันบังเกิดด้วยบุณยสมภารอันสูงสุด. บทว่า ยถา ปุราณกํ ได้แก่ จักษุได้กลับเป็นปกติ เหมือนเก่า คือเหมือนเมื่อ ก่อนควัก. คำที่มิได้กล่าวในระหว่าง ๆ ในเรื่องนี้ ก็รู้ได้ง่ายเหมือนกัน เพราะ มีนัยที่กล่าวมาแล้ว. จบอรรถกถาสุภาชีวกัมพวนิกาเถรีคาถา จบอรรถกถาติงสนิบาต
หน้า 459 ข้อ 473
เถรีคาถา จัตตาฬิสนิบาต อิสิทาสีเถรีคาถา [๔๗๓] พระสังคีติกาจารย์ ตั้งคาถานำเรื่องไว้ ๓ คาถาว่า ในกรุงปาฏลีบุตร ที่มีนามว่า นครแห่งดอกไม้ เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส [บริสุทธิ์] มีพระภิกษุณี ๒ รูป ผู้มีคุณสมบัติเป็นตระกูลแห่งศากยราช. ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่า อิสิทาสี รูปที่ ๒ ชื่อว่า โพธิ ล้วนสมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสแล้ว ทั้งสองรูปนั้น เที่ยว บิณฑบาต ฉันและล้างบาตรแล้วก็นั่งอย่างสบายในที่ ปลอดคน ต่างถามตอบด้วยถ้อยคำเปล่านี้. พระโพธิเถรีถามว่า แม่เจ้าอิสิทาสี แม่เจ้ายัง ผ่องใส วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็น โทษอะไร จึงมาขวนขวายเนกขัมมะการบวชเล่า. พระอิสิทาสีเถรีนั้น ถูกพระโพธิเถรีถามอย่างนี้ ในที่ปลอดผู้คน ท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม จึงตอบว่า แม่เจ้าโพธิ โปรดฟังเรื่องตามที่ข้าพเจ้า บวช (ต่อไป)
หน้า 460 ข้อ 473
ในกรุงอุชเชนี ราชธานีแห่งแคว้นอวันตี บิดา ของข้าพเจ้าเป็นเศรษฐี ผู้มีศีล ข้าพเจ้าเป็นธิดาคน เดียวของท่าน จึงเป็นที่รักที่โปรดปรานและเอ็นดู. ครั้งนั้น พวกคนสนิทที่มีตระกูลสูง มาจากเมือง สาเกตบอกว่า เศรษฐีมีทรัพย์มากขอข้าพเจ้า บิดาจึง ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น. ข้าพเจ้าต้องเข้าไปทำความนอนน้อม ด้วยเศียร เกล้า ไหว้เท้าเช้าเย็น ต่อแม่ผัวและพ่อผัวตามวิธีที่ ถูกสั่งสอนไว้. ข้าพเจ้าเห็นพี่น้องคนใกล้เคียง แม้แต่คนสนิท เพียงคนเดียวของสามีข้าพเจ้า ข้าพเจ้าก็หวาดกลัว ต้องให้ที่นั่งเขา. ข้าพเจ้าต้องรับรองเขาด้วยข้าวน่าของเคี้ยว แก่ผู้ ที่เข้าไปนั้น นำเข้าไปและให้ของที่สมควรแก่เขา. ข้าพเจ้าบำรุงตามเวลา เข้าเรือนไปที่ประตูต้อง ล้างมือเท้า ประนมมือเข้าไปหาสามี. ข้าพเจ้าต้องถือหวี เครื่องลูบไล้ ยาหยอดตา และกระจกแต่งตัวให้สามีเองทีเดียวเหมือนหญิงรับใช้. ข้าพเจ้าหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเอง ปรน- นิบัติสามีเสมือนมารดาปรนนิบัติบุตรคนเดียวฉะนั้น. ข้าพเจ้าจงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน เลิกมานะ ถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน มีศีลอย่างนี้ สามีก็ยังเกลียด.
หน้า 461 ข้อ 473
สามีนั้นบอกบิดามารดาว่า ฉันลาไปละ ฉันไม่ ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งจะไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลัง เดียวกันด้วย. บิดามารดาเขากล่าวว่า อย่าพูดเช่นนี้สิลูก อิสิ- ทาสีเป็นคนฉลาด สามารถ ขยันไม่เกียจคร้าน ทำไม ไม่ชอบใจเล่าลูกเอ๋ย. เขาตอบว่า อิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนดอกจ้ะ แต่ ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ฉันเกลียด ฉันพอแล้ว ฉันขอลาไปละ. แม่ผัวพ่อผัวฟังคำบุตรนั้นแล้ว ได้ถามข้าพเจ้า ว่า เจ้าทำผิดอะไรต่อเขา จึงถูกเขาทอดทิ้ง จงพูด ไปตามจริงสิ. ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ ได้เบียดเบียนเขา ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ข้าพเจ้า หรือจะทำสั่งที่สามีเกลียดข้าพเจ้าได้เล่า แม่เจ้า. บิดามารดาของเขานั้น เสียใจ เป็นทุกข์ หวัง ทะนุถนอมบุตร จึงนำข้าพเจ้าส่งกลับไปเรือนบิดา ข้าพเจ้ากลายเป็นแม่หม้ายสาวสามีร้างไป ภายหลังบิดา ของข้าพเจ้าได้ยกข้าพเจ้าให้กุลบุตร ผู้มั่งคั่งน้อยกว่า สามีคนแรกครึ่งหนึ่ง ซึ่งเศรษฐีได้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้า อยู่ในเรือนสามีคนที่สองนั้นได้เดือนเดียว ต่อมา เขา ก็ขับข้าพเจ้า ผู้ปรนนิบัติดุจทาสี ผู้ไม่คิดประทุษร้าย พรั่งพร้อมด้วยศีล.
หน้า 462 ข้อ 473
บิดาของข้าพเจ้าจึงพูดกะบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งฝึกคน อื่น ๆ และฝึกตนแล้ว กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่า เจ้า จงทิ้งผ้าเก่า ๆ และหม้อข้าวเสีย มาเป็นลูกเขยข้าเถิด. แม้บุรุษผู้นั้น อยู่ได้ครึ่งเดือนก็พูดกะบิดาว่า โปรดคืนผ้าผืนเก่า และภาชนะขอทานแก่ข้าเถิด ข้า จะไปขอทานอีก. ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของข้าพเจ้าทุก คนพูดกะคนขอทานว่า ท่านทำกิจอะไรไม่ได้ในที่นี้ รีบบอกมา เขาจักทำกิจนั้นแทนท่านเอง. เขาถูกบิดามารดา และหมู่ญาติถามอย่างนี้แล้ว จึงตอบว่า ถึงตัวข้าจะเป็นไท ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ที่ข้าจะอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ข้าไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งจะไม่ขออยู่เรือนหลังเดียวกับอิสิทาสี. ชายขอทานนั้น ถูกบิดาปล่อยก็ไป ส่วนข้าพเจ้า อยู่โดดเดี่ยวก็คิดว่า จำจะลาบิดามารดาไปตายหรือ บวชเสีย. ลำดับนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตา ผู้ทรงวินัย เป็น พหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีล เที่ยวบิณฑบาต มายังตระกูล ของบิดา. ข้าพเจ้าเห็นท่าน จึงลุกขึ้นไปจัดอาสนะของ ข้าพเจ้าถวายท่าน เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้า ก็กราบเท้าถวายโภชนะ.
หน้า 463 ข้อ 473
ข้าพเจ้าเลี้ยงดูด้วยข้าวน้ำและของเคี้ยวที่จัดไว้ใน เรือนให้อิ่มหนำสำราญแล้ว จึงเรียนท่านว่า พระแม่ เจ้า ข้าพเจ้าประสงค์จะบวชเจ้าข้า. ลำดับนั้น บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า ลูกเอ๋ย ลูกจง ประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน จงเลี้ยงดูสมณ- พราหมณ์ ด้วยข้าวน้ำไปเถิด. ขณะนั้น ข้าพเจ้าร้องไห้ประคองมือ ประนม พูดกับบิดาว่า ความจริง ลูกก็ทำบาปมามากแล้ว ลูก จักชำระบาปนั้นให้เสร็จไปเสียที. บิดาจึงอวยพรข้าพเจ้าว่า ลูกจงบรรลุโพธิญาณ ธรรมอันเลิศ และได้พระนิพพาน ที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์สองเท้า ทรงกระทำให้แจ้ง แล้วเถิด. ข้าพเจ้ากราบบิดามารดา และหมู่ญาติทุกคน บวชได้ ๗ วัน ก็บรรลุวิชชา ๓ ข้าพเจ้ารู้ระลึกชาติ ได้ ๗ ชาติ จะบอกกรรมที่มีวิบากอย่างนี้แก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้า โปรดมีใจเป็นหนึ่ง ฟังวิบากกรรมนั้นเถิด. ในนครชื่อว่า เอรกัจฉะ ข้าพเจ้าเป็นช่างทอง มีทรัพย์มาก มัวมาในวัยหนุ่ม ทำชู้กับภริยาผู้อื่น.
หน้า 464 ข้อ 473
ข้าพเจ้าจุติจากโลกนั้นแล้ว ต้องไปหมกไหม้อยู่ ในนรกเป็นเวลานาน ครั้นออกจากนรกนั้นแล้ว ก็เข้า ท้องนางวานร. ข้าพเจ้าคลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่จ่าฝูงก็กัด อวัยวะเพศผู้เสีย นี้เป็นผลกรรมของข้าพเจ้า ที่เป็นชู้ ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดวานรนั้นแล้ว ก็ไปเข้า ท้องแม่แพะตาบอดและเป็นง่อย ในป่า แคว้นสินธพ. ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขี่หลังไปกระแตก อวัยวะเพศ ป่วยเป็นโรคหนอนฟอน นี้เป็นผลกรรม ที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแพะแล้ว ก็เกิดในกำเนิด แม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโค ขนแดงดั่งน้ำครั่ง อายุ ๑๒ เดือนก็ถูกตอน. ข้าพเจ้าถูกใช้ให้ลากไถ และลากเกวียน ป่วย เป็นโรคตาบอด นี่เป็นผลกรรมที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดโคแล้ว ก็ไปเกิดในเรือน ทาสี ณ ท้องถนน ไม่ใช่หญิง ไม่ใช่ชาย นี่เป็นผล กรรมที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าอายุ ๓๐ ปี ก็ตาย เกิดเป็นเด็กหญิงใน ตระกูลช่างทำเกวียน ที่เข็ญใจ มีโภคทรัพย์น้อย เป็นที่รุมทวงหนี้ของเจ้าหนี้.
หน้า 465 ข้อ 473
เมื่อหนี้พอกพูนทับถมกันมากขึ้น แต่นั้น นาย กองเกวียนก็รับเอาสมบัติ ฉุดเอาข้าพเจ้าซึ่งกำลังรำ- พันอยู่ ออกจากเรือนของสกุล. บุตรของนายกองเกวียน ชื่อคิริทาส เห็นข้าพ- เจ้าเป็นสาวรุ่น อายุ ๑๖ ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ ขอไป เป็นภริยา. แต่นายคิริทาส มีภริยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง เป็นคน มีศีลมีคุณมียศ จงรักสามี ข้าพเจ้าก็ทำให้สามีเกลียด นาง. ข้อที่สามทั้งหลาย เลิกร้างข้าพเจ้า ซึ่งปรนนิบัติ ดุจทาสีไป ก็เป็นผลกรรมของธรรมนั้น ที่สุดแม้ของ กรรมนั้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จแล้ว. จบ อิสิทาสีเถรีคาถา จบ จัตตาฬีสนิบาต
หน้า 466 ข้อ 473
เถรีคาถา จัตตาฬีสนิบาต ๑. อรรถกถาอิสิทาสีเถรีคาถา ในจัตตาฬิสนิบาต คาถาว่า นครมฺหิ กุสุมนาเม เป็นต้น เป็นคาถาของพระอิสิทาสีเถรี พึงทราบวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ก็ได้สร้างบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ เป็น ผู้ชายมาในภพนั้น ๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพาน ในภพที่ ๗ นับแต่จริมภพ ก็ได้กระทำปรทาริกกรรม [เป็นชู้กับภรรยาผู้อื่น] โดยนิสัยที่ ไม่ดีตายไปบังเกิดในนรก ต้องหมกไหม้อยู่ในนรกนั้นตั้งหลายร้อยปี จุติจาก นรกนั้นแล้วไปบังเกิดในกำเนิดดิรัจฉาน ๓ ชาติ จุติจากนั้นแล้วไปบังเกิดเป็น กะเทยในต้องของทาสี จุติจากนั้นก็ไปบังเกิดเป็นลูกสาวช่างทำเกวียนที่ขัดสน คนหนึ่ง เจริญวัยแล้วลูกชายนายกองเกวียนคนหนึ่ง ชื่อคิริทาสก็เอาเป็นภริยา นำไปบ้าน ภริยาเดิมของนายคิริทาสก็มี เป็นคนมีศีลมีกัลยาณธรรม ลูกสาว ช่างทำเกวียนนั้น ปกติชอบริษยาภริยาเดิมนั้น ก็ทำให้สามีกับภริยาเดิมเกลียด กัน นางอยู่ในบ้านนั้นจนตลอดชีวิตจนตาย ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็ไปบังเกิดเป็น ธิดาของเศรษฐีผู้พรั่งพร้อมด้วยสมบัติ ได้รับยกย่องด้วยคุณมีตระกูล ถิ่นและ สีลาจารวัตรเป็นต้น ในกรุงอุชเชนี นางมีนามว่า อิสิทาสี ครั้นเจริญวัย บิดามารดาก็มอบให้แก่บุตรเศรษฐีคนหนึ่งที่มีตระกูล รูป วัยและสมบัติเป็นต้น ทัดเทียมกัน นางอิสิทาสีนั้น ก็เป็นปติเทวดา (ปฏิบัติสามีดังเทวดา) ในเรือน ของสามีนั้น อยู่ได้เพียงเดือนเดียว ด้วยผลกรรมของนาง สามีเกิดเบื่อหน่ายก็นำ
หน้า 467 ข้อ 473
นางออกไปจากเรือน เรื่องนั้นทั้งหมดรู้กันได้จากบาลีแห่งเดียว เพราะเหตุที่ ตนเป็นผู้ไม่เป็นที่สบใจของสามีนั้นๆ นางก็เกิดสลดใจ ให้บิดาอนุญาตแล้ว ก็บวชในสำนักพระชินทัตตาเถรี เจริญวิปัสสนา ไม่นานนัก ก็บรรลุพระอรหัต พร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ ยับยั้งอยู่ด้วยสุขในผล และสุขในพระนิพพาน วันหนึ่งเที่ยวบิณฑบาตในกรุงปาฏลีบุตร หลังจากนั้นแล้วก็กลับจากบิณฑบาต นั่งบนพื้นทรายใกล้แม่คงคามหานที ถูกพระเถรีสหายของตน ชื่อว่าโพธิเถรี ถามถึงบุพปฏิบัติประวัติก่อนบวช จึงวิสัชนาความนั้น ด้วยผูกเป็นคาถา โดยนัยว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร เป็นอาทิ เพื่อแสดงการเชื่อมความของคำ ถามและคำตอบนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลาย จึงตั้งคาถาไว้ ๓ คาถาว่า ในกรุงปาฏลีบุตร ที่มีนามว่า นครแห่งดอกไม้ เป็นแผ่นดินที่ผ่องใส [บริสุทธิ์] มีพระภิกษุณี ๒ รูป ผู้มีคุณสมบัติ เป็นตระกูลแห่งศากยราช. ใน ๒ รูปนั้น รูปหนึ่งชื่อว่า อิสิทาสี รูปที่ ๒ ชื่อว่า โพธิ ล้วนสมบูรณ์ด้วยศีล ยินดีในการเพ่งฌาน เป็นพหูสูต กำจัดกิเลสแล้ว ทั้ง ๒ รูปนั้นเที่ยวบิณฑ- บาต ฉันและล้างบาตรแล้วก็นั่งอย่างสบายในที่ ปลอดผู้คน ต่างถามตอบกันในถ้อยคำเหล่านี้. พระโพธิเถรีถามว่า แม่เจ้าอิสิทาสีเจ้าข้า แม่เจ้า ยังผ่องใส วัยของแม่เจ้าก็ยังไม่เสื่อมโทรม แม่เจ้าเห็น โทษอะไร จึงมาขวนขวายเนกขัมมะการบวชเจ้าคะ. พระอิสิทาสีเถรีนั้น ลูกพระโพธิเถรีถามอย่างนี้ ในที่ปลอดผู้คน ท่านเป็นผู้ฉลาดในการแสดงธรรม
หน้า 468 ข้อ 473
จึงตอบว่า แม่เจ้าโพธิ โปรดฟังเรื่องตามที่ข้าพเจ้าบวช นะจ๊ะ. ในกรุงอุชเชนี ราชธานี [ของแคว้นอวันตี] บิดาของข้าพเจ้าเป็นเศรษฐีผู้มีศีล ข้าพเจ้าเป็นธิดาคน เดียวของท่าน จึงเป็นที่รักที่โปรดปรานและเอ็นดู. ครั้งนั้น พวกคนสนิทที่มีตระกูลสูงมาจากเมือง สาเกตบอกว่า เศรษฐีมีทรัพย์มากขอข้าพเจ้า บิดาจึง ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนั้น. ข้าพเจ้าต้องเข้าไปทำความนอบน้อม ด้วยเศียร- เกล้า ไหว้เท้าเช้าเย็นต่อแม่ผัวและพ่อผัว ตามวิธีที่ ถูกสั่งสอนไว้. ข้าพเจ้าเห็นพี่น้องคนใกล้เคียง แม้แต่คนสนิท เพียงคนเดียวของสามี ข้าพเจ้าก็หวาดกลัว ต้องให้ที่ นั่งเขา. ข้าพเจ้าต้องรับรองเขาด้วยข้าวน้ำของเคี้ยวที่จัด ไว้แก่ผู้ที่เข้าไปนั้น นำเข้าไปและให้ของที่สมควร แก่เขา. ข้าพเจ้าบำรุงตามเวลา เข้าเรือนไปที่ประตูต้อง ล้างมือเท้า ประนมมือเข้าไปหาสามี. ข้าพเจ้าต้องถือหวี เครื่องลูบไล้ ยาหยอดตาและ กระจก แต่งตัวให้สามีเองทีเดียว เหมือนหญิงรับใช้.
หน้า 469 ข้อ 473
ข้าพเจ้าหุงข้าวต้มแกงเอง ล้างภาชนะเอง ปรน- นิบัติสามีเหมือนอย่างมารดาปรนนิบัติบุตรคนเดียว- ฉะนั้น. ข้าพเจ้าจงรักภักดี ทำหน้าที่ครบถ้วน เลิก มานะถือตัว ขยันไม่เกียจคร้าน มีศีลอย่างนี้ สามี ก็ยังเกลียด. สามีนั้นบอกบิดามารดาว่า ฉันลาไปละ ฉันไม่ ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้งจะไม่อยู่ร่วมในเรือนหลัง เดียวกันด้วย. บิดามารดาเขากล่าวว่า อย่าพูดอย่างนี้สิลูก อิสิทาสีเป็นคนฉลาด สามารถ ขยันไม่เกียจคร้าน ทำไมเจ้าไม่ชอบใจเล่าลูกเอ๋ย. เขาตอบว่า อิสิทาสีไม่ได้เบียดเบียนฉันดอกจ้ะ แต่ฉันไม่อยากอยู่ร่วมกับอิสิทาสี ฉันเกลียด ฉันพอแล้ว ฉันขอลาไปละ. แม่ผัวพ่อผัวฟังคำของบุตรนั้นแล้ว ได้ถาม ข้าพเจ้าว่า เจ้าทำผิดอะไรต่อเขา จึงถูกเขาทอดทิ้ง จง พูดไปตามจริงสิ. ข้าพเจ้าตอบว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไร ไม่ได้ เบียดเบียนเขา ทั้งไม่ได้พูดคำหยาบคาย ข้าพเจ้าหรือ จะทำสิ่งที่สามีเกลียดข้าพเจ้าเล่าแม่เจ้า. บิดามารดาของเขานั้นเสียใจเป็นทุกข์ หวังทะนุ- ถนอมบุตร จึงนำข้าพเจ้ากลับไปเรือนบิดา ข้าพเจ้า
หน้า 470 ข้อ 473
กลายเป็นแม่หม้ายสาวสามีร่างไป ภายหลังบิดาของ ข้าพเจ้าได้ยกข้าพเจ้าให้แก่กุลบุตร ผู้มั่งคั่งน้อยกว่า สามีคนแรกครั้งหนึ่ง ซึ่งเศรษฐีได้ข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้า อยู่ในเรือนสามีคนที่สองนั้นได้เดือนเดียว ต่อมาเขาก็ ขับข้าพเจ้า ผู้ปรนนิบัติประดุจทาสี ผู้ไม่ประทุษร้าย พรั่งพร้อมด้วยศีล. บิดาของข้าพเจ้าจึงพูดกะบุรุษผู้หนึ่ง ซึ่งฝึกคน อื่น ๆ และฝึกตนแล้ว กำลังเที่ยวขอทานอยู่ว่าเจ้าจง ทิ้งผ้าเก่าและหม้อข้าวเสียมาเป็นลูกเขยข้าเถิด. แม้บุรุษผู้นั้นอยู่ได้ครึ่งเดือน ก็พูดกะบิดาว่า โปรดคืนผ้าผืนเก่าและภาชนะขอทานแก่ข้าเถิด ข้า จะไปขอทานอีก. ครั้งนั้น บิดามารดาและหมู่ญาติของข้าพเจ้าทุก คนพูดกะคนขอทานว่า ท่านทำกิจอะไรไม่ได้ในที่นี้ รีบบอกมา เขาจักทำกิจนั้นแทนท่านเอง. เขาถูกบิดามารดาและญาติถามอย่างนี้แล้ว จึง ตอบว่า ถึงตัวข้าจะเป็นไท ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่ ข้าจะอยู่กับอิสิทาสี ข้าไม่ขออยู่ร่วมกับอิสิทาสี ทั้ง ไม่ขออยู่เรือนหลังเดียวกับอิสทาสี. บิดายอมปล่อยชายขอทานนั้นไป ส่วนข้าพเจ้า อยู่โดดเดี่ยวก็คิดว่า จำจะลาบิดามารดาไปตายหรือ บวชเสีย.
หน้า 471 ข้อ 473
ลำดับนั้น พระแม่เจ้าชินทัตตา ผู้ทรงวินัยเป็น พหูสูต สมบูรณ์ด้วยศีล เที่ยวบิณฑบาตก็มายังตระกูล ของบิดา. ข้าพเจ้าเห็นท่าน จึงลุกขึ้นไปจัดอาสนะของ ข้าพเจ้าถวายท่าน เมื่อท่านนั่งเรียบร้อยแล้ว ข้าพเจ้า ก็กราบเท้าและถวายโภชนะ. ข้าพเจ้าได้เลี้ยงดูด้วยข้าวน้ำ และของเคี้ยวที่จัด ไว้ในเรือนให้อิ่มหนำสำราญแล้ว จึงเรียนท่านว่า พระแม่เจ้า ข้าพเจ้าประสงค์จะบวชเจ้าข้า. ลำดับนั้น บิดาพูดกะข้าพเจ้าว่า ลูกเอ๋ย ลูกจง ประพฤติธรรมในเรือนนี้ก็แล้วกัน จงเลี้ยงดู สมณะพราหมณ์ ด้วยข้าวนำไปเถิด. ขณะนั้น ข้าพเจ้าร้องไห้ประคองมือประนมพูด กะบิดาว่า ความจริงลูกก็ทำบาปมามากแล้ว ลูกจัก ชำระบาปนั้นให้เสร็จสิ้นไปเสียที. บิดาจึงอวยพรข้าพเจ้าว่า ลูกจงบรรลุโพธิญาณ ธรรมอันเลิศและได้พระนิพพานที่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์สองเท้าทรงกระทำให้แจ้งแล้ว เถิด. ข้าพเจ้ากราบบิดามารดาและหมู่ญาติทุกคน บวช ได้ ๗ วัน ก็บรรลุวิชชา ๓. ข้าพเจ้ารู้ระลึกชาติได้ ๗ ชาติ จักบอกกรรมที่ มีวิบากอย่างนี้แก่แม่เจ้า ขอแม่เจ้า โปรดมีใจเป็นหนึ่ง ฟังวิบากกรรมนั้นเถิด.
หน้า 472 ข้อ 473
ในนครชื่อเอรกัจฉะ ข้าพเจ้าเป็นช่างทอง มี ทรัพย์มาก มัวเมาในวัยหนุ่มทำชู้กับภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้านั้นจุติจากโลกนั้นแล้วต้องหมกไหม้อยู่ ในนรกเป็นเวลานาน ครั้นออกจากนรกนั้นแล้ว ก็ เข้าท้องนางวานร. ข้าพเจ้าตลอดได้ ๗ วัน วานรใหญ่จ่าฝูงก็กัด อวัยวะสืบพันธุ์เครื่องหมายเพศผู้เสีย นี่เป็นผลกรรม ของข้าพเจ้าที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดวานรนั้น ตายแล้วก็ไปเข้า ท้องแม่แพะตาบอดและเป็นง่อย ในป่าแคว้นสินธพ. ข้าพเจ้าอายุได้ ๑๒ ปี พาเด็กขี่หลังไปกระแทก อวัยวะเพศ ป่วยเป็นโรคหนอนฟอน นี่เป็นผลกรรม ที่ทำชู้ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแพะแล้ว ก็เกิดในกำเนิด แม่โคของพ่อค้าโค เป็นลูกโคขนแดงดั่งน้ำครั่ง อายุ ๑๒ เดือนก็ถูกตอน. ข้าพเจ้าถูกใช้ให้ลากไถและลากเกวียน ป่วยเป็น โรคตาบอด นี้เป็นผลกรรมที่เป็นชู้ภริยาผู้อื่น. ข้าพเจ้าจุติจากกำเนิดแล้ว ก็ไปเกิดในเรือน ทาสี ณ ท้องถนน ไม่ใช่หญิงไม่ใช่ชาย นี่เป็นผล กรรมที่ทำชู้กับภริยาผู้อื่น.
หน้า 473 ข้อ 473
ข้าพเจ้าอายุได้ ๓๐ ปีก็ตาย เกิดเป็นเด็กหญิงใน ตระกูลช่างทำเกวียน ที่เข็ญใจ มีโภคะน้อย เป็นที่ รุมทวงหนี้ของเจ้าหนี้. เมื่อหนี้พอกพูนทับถมกันมากขึ้น แต่นั้นนาย กองเกวียน ก็ริบสมบัติฉุดเอาข้าพเจ้าซึ่งกำลังรำพัน อยู่ออกจากเรือนของสกุล. บุตรของนายกองเกวียน ชื่อคิริทาสเห็นข้าพเจ้า เป็นสาววัยรุ่นอายุ ๑๖ ปี ก็มีจิตปฏิพัทธ์ ขอไปเป็น ภริยา. แต่นายคิริทาสนั้น มีภริยาอยู่ก่อนคนหนึ่ง เป็น คนมีศีล มีคุณ มียศ จงรักสามี ข้าพเจ้าก็ทำให้สามี เกลียดนาง ข้อที่สามีทั้งหลายเลิกร้างข้าพเจ้าซึ่งปรน- นิบัติดุจทาสีไป ก็เป็นผลกรรมของกรรมนั้น ที่สุดแม้ ของกรรมนั้น ข้าพเจ้าก็กระทำเสร็จแล้ว. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นครมฺหิ กุสุมนาเม ได้แก่ ในนครที่ ขนานนามด้วยกุสุมศัพท์อย่างนี้ว่า กุสุมนคร นครแห่งดอกไม้ บัดนี้พระเถรี แสดงนครนั้น โดยสรุปว่า ปาฏลิปุตฺตมฺหิ. บทว่า ปวิยา มณฺเฑ ได้แก่ เป็นที่ผ่องแผ้วทั่วทั้งแผ่นดิน. บทว่า สกฺยกุลกุลีนาโย ได้แก่ เป็น ธิดาของสกุลในศากยสกุล ท่านกล่าวอย่างนี้ ก็เพราะเป็นผู้บวชในศาสนาของ พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นโอรสแห่งศากยราชสกุล. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ บรรดาภิกษุณี ๒ รูปนั้น. บทว่า โพธิ ได้แก่ พระเถรีมีชื่ออย่างนี้. บทว่า ฌานชฺฌายนรตาโย ได้แก่ ผู้ยินดียิ่งในการเพ่ง
หน้า 474 ข้อ 473
ฌานที่เป็นโลกียะและโลกุตระ. บทว่า พหุสฺสุตาโย ได้แก่ เป็นพหูสูต โดย พาหุสัจจะทางปริยัติ. บทว่า ธุตกิเลสาโย ได้แก่ ผู้เพิกถอนกิเลสได้โดยประการ ทั้งปวง ด้วยพระอรหัตมรรค. บทว่า ภตฺตตฺถํ กริย ได้แก่ ทำภัตรกิจเสร็จ [ฉันเสร็จ]. บทว่า รหิตมฺหิ ได้แก่ ในที่ปราศจากผู้คน ในที่อันสงัด. บทว่า สุขนิสินฺนา ได้แก่ นั่งเป็นสุข ด้วยสุขในบรรพชา และด้วยสุขในวิเวก. บทว่า อิมา คิรา ได้แก่ การสนทนาอย่างเป็นสุข ที่จะกล่าวกันในบัดนี้. บทว่า อพฺภุทีเรสุํ ได้แก่ กล่าวกันเป็นการถามการตอบ. คาถาว่า ปาสาทิกาสิ เป็นต้น พระโพธิเถรีกล่าวเป็นคำถาม. คาถาว่า เอวนนุยุญฺชิยนานา เป็นต้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ทั้งหลายกล่าว. คาถาว่า อุชฺเชนิยา เป็นต้น ทั้งหมด พระอิสิทาสีเถรีกล่าวผู้เดียว. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า ปาสาทิกาสิ ได้แก่ เป็นผู้นำมาแต่ความเลื่อมใสแก่ผู้พบเห็น เพราะรูปงาม. บทว่า วโยปิ เต อปริหีโน ความว่า แม้วัยของพระแม่เจ้าก็ยัง ไม่เสื่อมโทรม คือยังอยู่ในปฐมวัย. บทว่า กึ ทิสฺวาน พฺยาลิกํ ความว่า เห็นทุกข์ภัย คือโทษอาทีนพในฆราวาสเช่นไร. ในบทว่า อถาสิ เนกฺขมฺม- มนุยุตฺตา คำว่า อถ เป็นเพียงนิบาต, ได้เป็นผู้ขวนขวายในเนกขัมมะคือ บรรพชา. บทว่า อนุยุญฺชิยมานา ได้แก่ ถูกถาม ประกอบความว่า พระอิสิ- ทาสีนั้น ถูกพระโพธิเถรีถาม. บทว่า รหิเต ได้แก่ ในสถานที่ว่างคน. บทว่า สุณ โพธิ ยถามฺหิ ปพฺพชิตา ความว่า ท่านโพธิเถรี เจ้าแม่โปรดสดับ โปรดฟังเรื่องเก่า ตามที่ข้าพเจ้าบวชมา. บทว่า อุชฺเชนิยา ปุรวเร ได้แก่ ในนครอันอุดม [ราชธานี] ในแคว้น อวันตี ชื่ออุชเชนี. บทว่า ปิยา ได้แก่ อันบิดามารดาพึงรัก เพราะเป็น
หน้า 475 ข้อ 473
ธิดาคนเดียว. บทว่า มนาปา ได้แก่ จำเริญใจ ด้วยคุณคือศีลาจารวัตร. บทว่า ทยิตา ได้แก่ อันบิดามารดาพึงเอ็นดู. บทว่า อถ ได้แก่ ในภายหลัง คือในเวลาที่ข้าพเจ้าเจริญวัย บทว่า เม สาเกตโต วรกา ความว่า คนสนิทของข้าพเจ้ามาแต่นครสาเกตเลือก ข้าพเจ้า. บทว่า อุตฺตมกุลีนา ได้แก่ ผู้มีตระกูลเลิศในนครนั้น ผู้ที่ส่งคน เหล่านั้นไป ก็คือเศรษฐีผู้มีรัตนะมาก. บทว่า ตสฺส มมํ สุณฺหมทาสิ ตาโต ความว่า บิดาของข้าพเจ้าได้ให้ข้าพเจ้าเป็นสะใภ้ของเศรษฐีนครสาเกตุ เป็นภริยาของบุตรชาย. บทว่า สายํ ปุาตํ ได้แก่ เวลาเย็นและเวลาเช้า. บทว่า ปณาม- มุปคมฺม สริสา กโรมิ ความว่า ข้าพเจ้าเข้าไปหาแม่ผัวและพ่อผัวทำความ นอบน้อมด้วยเศียรเกล้า กราบเท้าท่าน. บทว่า ยถามฺหิ อนุสิฎา ความว่า ข้าพเจ้าจะทำตามที่ท่านสั่งสอน ไม่ล่วงละเมิดคำสั่งสอนของท่าน บทว่า ตเมกวรกมฺปิ ได้แก่ แม้คนสนิทคนเดียว. บทว่า อุพฺพิคฺคา ได้แก่ สะดุ้งกลัว. บทว่า อาสนํ เทมิ ความว่า สิ่งใดสมควรแก่ผู้ใด ข้าพเจ้าย่อมให้สิ่งนั้นแก่ผู้นั้น. บทว่า ตตฺถ ได้แก่ ในสถานที่เข้าไป. บทว่า สนฺนิหิตํ ได้แก่ ที่ที่จัดไว้มีอยู่. บทว่า ฉาเทมิ ความว่า รับรอง ครั้นรับรองแล้วก็นำเข้าไป ครั้นนำเข้าไปแล้วก็ให้ แม้เมื่อจะให้ ก็ให้แต่สิ่งที่สมควรเท่านั้น. บทว่า อุมฺมาเร ได้แก่ ประตู. บทว่า โธวนฺตี หตฺถปาเท ประกอบความว่า ข้าพเจ้าต้องล้างมือเท้า ครั้นล้างแล้วจึงเข้าไปเรือน. บทว่า โกจฺฉํ ได้แก่ หวีสำหรับหวีหนวดและผม. บทว่า ปสาทนํ ได้แก่ เครื่องทาหน้ามีผงหอมเป็นต้น. บาลีว่า ปสาธนํ ก็มี ได้แก่ เครื่อง ประดับ. บทว่า อญฺชนึ ได้แก่ หลอดยาหยอดตา. บทว่า ปริกมฺมการิกา
หน้า 476 ข้อ 473
วิย ความว่า ข้าพเจ้าแม้เป็นคนตระกูลเลิศ สมบูรณ์ด้วยสมบัติ ก็เป็นเหมือน หญิงรับใช้ผู้บำเรอสามี. บทว่า สาธยามิ ได้แก่ หุงต้ม. บทว่า ภาชนํ ได้แก่ ภาชนะทำด้วย โลหะ ประกอบความว่า ข้าพเจ้าต้องปรนนิบัติล้าง (ภาชนะต่าง ๆ). บทว่า ภตฺติกตํ ได้แก่ ผู้ทำความภักดีสามี. บทว่า อนุรตฺตํ ได้แก่ ผู้จงรัก. บทว่า การิกํ ได้แก่ ผู้ทำใจที่ควรทำนั้นๆ ดังนี้. บทว่า นิหตมานํ ได้แก่ ผู้นำมานะออกไปแล้ว. บทว่า อุฏฺายิกํ ได้แก่ ผู้พร้อมด้วย ความขยันหมั่นเพียร. บทว่า อนลสํ ได้แก่ เพราะพร้อมด้วยความขยันหมั่น- เพียรนั้นนั่นแล จึงเป็นผู้ไม่เกียจคร้าน. บทว่า สีลวตึ ได้แก่ ผู้เพียบพร้อม ด้วยศีลาจารวัตร. บทว่า ทุสฺสเต แปลว่า ประทุษร้าย คือพูดเพราะโกรธ. บทว่า ภณติ อาปุจฺฉหํ คมิสฺสานิ ความว่า สามีของข้าพเจ้านั้น พูดกะบิดามารดาของตนว่า ฉันจะลาท่านพ่อท่านแม่ไปเสียในที่แห่งใดแห่งหนึ่ง. ถ้าจะถามว่าเขาพูดว่ากระไร ก็ตอบได้ว่า เขาพูดว่า ฉันจะไม่ยอมอยู่ร่วมกับ อิสิทาสี ทั้งจะไม่ยอมอยู่ร่วมเรือนหลังเดียวกันด้วย. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วจฺฉํ แปลว่าอยู่. บทว่า เทสฺสา ได้แก่ ไม่เป็นที่รัก [เกลียด]. บทว่า อลํ เม ความว่า ฉันไม่ต้องการอิสิทาสีนั้น. บทว่า อาปุจฺฉาหํ คมิสฺสามิ ความ ว่า ถ้าท่านพ่อท่านแม่ประสงค์จะให้ฉันอยู่ร่วมกับอิสิทาสีนั้น ฉันก็จะขอลาท่าน พ่อท่านแม่ไปอยู่ต่างถิ่น. บทว่า ตสฺส ได้แก่ สามีของข้าพเจ้า. บทว่า กิสฺส ความว่า เจ้าทำผิดพลาดอะไรต่อสามีของเจ้านั้น. บทว่า นปิหํ อปรชฺฌํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ได้ทำผิดอะไรต่อสามี นั้น. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า นปิ หึเสมิ ได้แก่
หน้า 477 ข้อ 473
ทั้งก็ไม่ได้เบียดเบียน. บทว่า ทุพฺพจนํ ได้แก่ ถ้อยคำที่กล่าวชั่วหยาบ. บทว่า กึ สกฺกา กาตุยฺเย ความว่า ข้าพเจ้าจะทำอะไรได้เล่าแม่เจ้า. บทว่า ยํ มํ วิทฺเทสฺสเต ภตฺตา ความว่า เพราะเหตุที่สามีของข้าพเจ้าเกลียด คือ ทำความชัง ความเคืองขุ่นใจ. บทว่า วิมนา ได้แก่ เสียใจ. บทว่า ปุตฺตมนุรกฺขมานา ได้แก่ ทนุถนอมบุตรของตน ซึ่งเป็นสามีของข้าพเจ้าด้วยการรักษาน้ำใจ. บทว่า ชิตามฺหเส รูปินึ ลกฺขึ ความว่า ข้าพเจ้ามีชัยคือชนะ สิริคือศรีอันงาม ได้หรือหนอ อธิบายว่า ข้าพเจ้าต้องเสื่อมจากเทวดาคือสิริที่เที่ยวอยู่โดยเพศ มนุษย์แล้วหนอ หมายความว่าต้องเป็นหญิงหม้ายสามีร้างไปแล้ว. บทว่า อฑฺฒสฺส ฆรมฺหิ ทุติยกุลิกสฺส ความว่า บิดาได้ให้ ข้าพเจ้าในเรือนกุลบุตรคนที่สอง เมื่อเทียบสามีคนที่หนึ่ง ก็มั่งคั่งน้อยกว่าครึ่ง หนึ่ง แต่เมื่อให้ก็ให้โดยเรียกสินสอดครึ่งหนึ่ง จากสินสอดของสามีคนที่หนึ่งนั้น. บทว่า เยน มํ วินฺทถ เสฏฺี ประกอบความว่า เศรษฐีได้ข้าพเจ้าเป็น คนแรกด้วยสินสอดอันใด บิดาข้าพเจ้าก็ให้โดยเรียกสินสอดอันนั้นครึ่งหนึ่ง จากสินสอดสามีคนที่หนึ่งนั้น. บทว่า โสปิ ได้แก่ แม้สามีตนที่สอง. บทว่า มํ ปฏิจฺฉรยิ ได้แก่ ขับไล่ข้าพเจ้า คือเขาเสือกไสข้าพเจ้าออกไปจากเรือน. บทว่า อุปฏฺ- หนฺตึ ได้แก่ ผู้บำรุงคือทำการปรนนิบัติ ดุจทาสี. บทว่า อทูสิกํ แปล ว่าผู้ไม่ประทุษร้าย. บทว่า ทมกํ ได้แก่ ผู้ฝึกจิตของตนอื่น ๆ เพราะเป็นผู้อธิษฐาน ความกรุณาไว้ คือผู้เที่ยวขออาหารที่ผู้อื่นพึงให้ ทำกายวาจาคนให้สงบระงับ โดยอาการที่ชนเหล่าอื่นจักให้ของบางสิ่ง. บทว่า ชามาตา ได้แก่ สามีของ
หน้า 478 ข้อ 473
ธิดา [ลูกเขย] บทว่า นิกฺขิป โปฏฺิญฺจ ฆฏิกญฺจ ความว่า เจ้าจงทิ้ง ผ้าเก่าที่เจ้านุ่งห่ม และภาชนะขอทานเสีย. บทว่า โสปิ วสิตฺวา ปกฺขํ ความว่า ชายขอทานแม้คนนั้น อยู่ร่วมกับข้าพเจ้าได้เพียงครึ่งเดือน ก็หลีกไป. บทว่า อถ นํ ภณตี ตาโต ความว่า บิดามารดาและหมู่ญาติ ทุกคนของข้าพเจ้า รวมกันเป็นกลุ่มช่วยกันพูดกะชายขอทานนั้น พูดว่าอย่างไร พูดว่า กึ เต น กีรติ อิธ แปลว่า ชื่อว่า กิจอะไรท่านทำไม่ได้ ทำ ไม่สำเร็จในที่นี้ จงรีบบอกมา. บทว่า ตํ เต กริหิต ได้แก่ เขาจักทำกิจ นั้นแทนท่าน. บทว่า ยทิ เม อตฺตา สกฺโกติ ประกอบความว่า ถ้าตัวข้าพึ่งตัว เองได้ เป็นไทแก่ตัว ข้าก็พอ คือแม่อิสิทาสีนั้น ก็ไม่มีประโยชน์ เพราะฉะนั้น ข้าจะไม่นั่งร่วมไม่อยู่ร่วม ทั้งจะไม่อยู่ร่วมในเรือนหลังเดียวกันกับแม่อิสิทาสีนั้น. บทว่า วิสฺสชฺชิโต คโต โส ความว่า ชายขอทานนั้น บิดา ยอมปล่อยแล้ว ก็ไปตามชอบใจ. บทว่า เอกากินี แปลว่า โดดเดี่ยว. บทว่า อาปุจฺฉิตูน คจฺฉํ ความว่า ข้าพเจ้าจะสละบิดาของข้าพเจ้าไป. บทว่า มริตุเย แปลว่า เพื่อตาย. วา ศัพท์เป็นนิบาตลงในอรรถวิกัป. บทว่า โคจราย แปลว่า เพื่อหาอาหาร ประกอบความว่า มาสู่ ตระกูลของบิดา เพื่อหาอาหาร. บทว่า ตํ ได้แก่ ท่านพระชินทัตตาเถรีนั้น. บทว่า อุฏฺายาสนํ ตสฺสา ปญฺาปยึ ความว่า ลุกขึ้นไปปูอาสนะถวายพระเถรีนั้น. บทว่า อิเธว ได้แก่ ยืนที่เรือนหลังนี้นี่แหละ. บิดาเมื่อเอ็นดู ก็เรียก ธิดาโดยโวหารสามัญว่า ลูกเอ๋ย. บทว่า จราหิ ตฺวํ ธมฺมํ ความว่า ลูก
หน้า 479 ข้อ 473
จงประพฤติธรรมมีพรหมจรรย์เป็นต้น ที่พึงบวชแล้วประพฤติ. บทว่า ทวิชาตี ได้แก่ ชาติพราหมณ์ บทว่า นิชฺชเรสฺสามิ ได้แก่ ทำให้หมดไป ให้เสื่อมสิ้นไป. บทว่า โพธึ ได้แก่ ตรัสรู้สัจจะ อธิบายว่ามรรคญาณ. บทว่า อคฺคธมฺมํ ได้แก่ ธรรมส่วนผล คือพระอรหัต. บทว่า ยํ สจฺฉิกรี ทฺวิ- ปทเสฎฺโ ประกอบความว่า พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ประเสริฐสุดแห่งสัตว์ สองเท้าทั้งหลาย ได้ทรงกระทำโลกุตรธรรมอันใด ที่เข้าใจกันว่า มรรคผล นิพพานให้แจ้ง ลูกก็จงได้โลกุตรธรรมอันนั้น. บทว่า สตฺตาหํ ปพฺพชิตา ความว่า บวชได้สัปดาห์หนึ่ง. บทว่า อผสฺสยิ แปลว่า ถูกต้อง คือกระทำให้แจ้ง. บทว่า ยสฺสยํ วิปาโก ความว่า วิบากนี้เป็นผลที่หลั่งออก คือความเป็นผู้ไม่สบใจสามี ของบาปกรรมอันใด. บทว่า ตํ ตว อาจิกฺขิสฺสํ ความว่า ข้าพเจ้าจักกล่าวบาปกรรมนั้นแก่แม่เจ้า. บทว่า ตํ ได้แก่ กรรมนั้นนั่นแหละ ที่จะกล่าว หรือถ้อยคำของข้าพเจ้านั้น. บทว่า เอกมนา ได้แก่ เป็นผู้มีใจมีอารมณ์เดียว อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า นครมฺหิ เอรกจฺเฉ ได้แก่ ในนครที่มีชื่ออย่างนี้. บทว่า โส ปรทารํ อเสวิหํ แปลว่า ข้าพเจ้านั้น ได้ซ่องเสพภริยาของผู้อื่น. บทว่า จิรํ ปกฺโก ได้แก่ ถูกไฟนรกเผา หลายแสนปี. บทว่า ตโต จ อุฏฺหิตฺวา ได้แก่ ออกคือจุติจากนรกนั้นแล้ว. บทว่า มกฺกฏิยา กุจฺฉิโมกฺกมึ ได้แก่ ถือปฏิสนธิในท้องนางวานร. บทว่า ยูถโป แปลว่า จ่าฝูง. บทว่า นิลฺลจฺเฉสิ ได้แก่ ตอน คือควักพืชคืออวัยวะสืบพันธุ์ อันเป็นเครื่องหมายแห่งเพศผู้ออกเสีย. บทว่า
หน้า 480 ข้อ 473
ตสฺเสตํ กมฺมผลํ ได้แก่ นั่นเป็นผลของกรรมที่ทำไว้ในอดีตของข้าพเจ้า นั้น. บทว่า ยถาปิ คนฺตฺวาน ปรทารํ ได้แก่ อย่างที่ข้าพเจ้าเป็นชู้ภริยา ของผู้อื่น. บทว่า ตโต ได้แก่ จากกำเนิดวานร. บทว่า สินฺธวารญฺเ ได้แก่ ในสถานที่ป่าใหญ่ แคว้นสินธพ. บทว่า เอฬกิยา แปลว่า แม่แพะ. บทว่า ทารเก ปริวหิตฺวา ได้แก่ พาพวกเด็กขี่หลังไป. บทว่า กิมินาวฏฺโฏ ได้แก่ เป็นโรคถูกหนอนชอนไชในที่อวัยวะสืบพันธุ์ ทรมาน กดขี่. บทว่า อกลฺโล แปลว่า ป่วย เติมคำว่า อโหสิ แปลว่า ได้เป็นสัตว์ป่วย. บทว่า โควาณิชกสฺส ได้แก่ คนขายโคเลี้ยงชีพ. บทว่า ลาขาตมฺโพ ได้แก่ ประกอบด้วยขนสีแดงเหมือนย้อมด้วยน้ำครั่ง. บทว่า โวฒูน ได้แก่ ลาก. บทว่า นงฺคลํ แปลว่าไถ อธิบาย ว่า ลากไถและลากเกวียน. บทว่า อนฺโธวฏฺฏ ได้แเก่ เป็นโรคตาบอด ทรมาน เบียดเบียน. บทว่า วีถิยา ได้แก่ ถนนในนคร. บทว่า ทาสิยา ฆเร ชาโต ได้แก่ เกิดในท้องทาสีในเรือนเบี้ย. อาจารย์บางพวกกล่าวว่าหญิงวรรณะทาสก็มี. บทว่า เนว มหิสา น ปุริโส ความว่า ข้าพเจ้าจะเป็นหญิงหรือเป็นชาย ก็ไม่ใช่ คือไม่มีเพศ. บทว่า ติสติวสฺสมฺหิ มโต ได้แก่ เป็นคนไม่มีเพศ ตายเสียเมื่อ อายุได้ ๓๐ ปี. บทว่า สากฏิกกุลมฺหิ ได้แก่ ตระกูลช่างทำเกวียน. บทว่า ธนิกปุริสปาตพหุลมฺหิ ได้แก่ เป็นที่บุรุษเจ้าหนี้ทั้งหลายมารวมกัน อัน เจ้าหนี้เป็นอันมากพากันมาทวงหนี้. บทว่า อุสฺสนฺนาย ได้แก่ สะสม. บทว่า วิปุลาย ได้แก่ มาก. บทว่า วฑฺฒิยา ได้แก่ เมื่อหนี้พอกพูน. บทว่า โอกฑฺฒติ ได้แก่ ฉุด คร่า. บทว่า กุลฆรสฺมา ได้แก่ จากเรือนตระกูลที่ข้าพเจ้าเกิด.
หน้า 481 ข้อ 473
บทว่า โอรุนฺธตสฺส ปุตฺโต ความว่า บุตรของนายกองเกวียน นั้น ชื่อว่า คิริทาส เกิดจิตปฏิพัทธ์ในข้าพเจ้า ก็กักตัวไว้ คือทำให้ข้าพเจ้า อยู่ในเรือนโดยเป็นผู้ควรหวงแหนสำหรับตน. บทว่า อนุรตฺตา ภตฺตารํ ได้แก่ คล้อยตามสามี. บทว่า ตสฺสาหํ วิทฺเทสนมกาสึ ได้แก่ วิเทสนกรรมคือทำภริยากับสามีให้เกลียดกันเป็นศัตรู กัน คือข้าพเจ้าปฎิบัติโดยวิธีที่สามีขุ่นเคืองภริยานั้น. บทว่า ยํ มํ อปกีริตูน คจฺฉนฺติ ได้แก่ ข้อที่สามีทั้งหลายใน เรือนนั้น ๆ สละทอดทิ้งข้าพเจ้า ซึ่งปรนนิบัติโดยเคารพประดุจทาสี ไม่อาลัย อาวรณ์เลิกร้างไป เป็นผลที่หลั่งไหลมาแห่งกรรมคือการเป็นชู้ภริยาผู้อื่น และ กรรมคือการทำสามีภริยาให้เกลียดเป็นศัตรูกัน ที่ทำไว้ครั้งนั้น ของข้าพเจ้า นั้น. บทว่า ตสฺสปิ อนฺโต กโต มยา ความว่า ที่สุดแห่งกรรมที่ทำ ให้ถึงความยินร้าย อย่างนั้นนั้นอันทารุณ บัดนี้ ข้าพเจ้าผู้บรรลุอรหัตมรรค กระทำเสร็จแล้ว ทุกข์อะไรนอกจากนี้ไม่มีกันละ. ก็คำที่มิได้จำแนกไว้ใน ระหว่าง ๆ ในเรื่องนี้ มีความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้ว. จบอรรถกถาอิสิทาสีเถรีคาถา จบอรรถกถาจัตตาฬีสนิบาต
หน้า 482 ข้อ 474
เถรีคาถา มหานิบาต สุเมธาเถรีคาถา [๔๗๔] พระสุเมธาเถรี กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานคาถาว่า ข้าพเจ้าเป็นธิดาของพระอัครมเหสีของพระเจ้า- โกญจะ กรุงมันตาวดี ชื่อว่า สุเมธา อันพระอริยะ ทั้งหลายผู้ทำตามคำสั่งสอนทำให้เลื่อมใสแล้ว พระนาง สุเมธามีศีล กล่าวธรรมได้วิจิตร เป็นพหูสูต ถูกแนะนำ ในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าพระชนกชนนี กราบทูลว่า ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรด ตั้งพระทัยสดับคำของลูก. ลูกยินดีอย่างยิ่งในพระนิพพาน ภพถึงแม้ว่าจะ เป็นทิพย์ ก็ไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้งหลาย ซึ่งเป็นของว่างเปล่า อร่อยน้อย คับแค้นมาก. กามทั้งหลายเผ็ดร้อน เปรียบด้วยงูพิษ ที่พวก คนเขลาพากันจมดักดาน คนเขลาเหล่านั้นแออัดกันใน นรก ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์เป็นเวลาช้านาน. พวกคนเขลา ผู้ไม่สำรวมกายวาจาใจ ทำกรรม ที่เป็นบาป พอกพูนแต่บาป ย่อมเศร้าโศกในอบาย ทุกเมื่อ.
หน้า 483 ข้อ 474
คนเขลาเหล่านั้น ไม่มีปัญญา ไม่มีเจนนา ถูก ทุกข์และสมุทัยปิดไว้ เมื่อไม่รู้อริยธรรมที่ท่านแสดง ก็ไม่ตรัสรู้อริยสัจ. ทูลกระหม่อมแม่เจ้าขา คนเขลาเหล่าใดเมื่อไม่ รู้สัจจะทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดง แล้ว ยังชื่นชมภพ กระหยิ่มการเกิดในหมู่เทพทั้งหลาย คนเขลาเหล่านั้นมีจำนวนมากกว่าเพคะ. เมื่อภพไม่เที่ยง ความเกิดในหมู่เทพทั้งหลายก็ ไม่ยั่งยืน พวกคนเขลา ย่อมไม่หวาดสะดุ้งต่อคนที่ ต้องเกิดบ่อย ๆ. อบาย ๔ สัตว์ทั้งหลายย่อมได้กันสะดวก ส่วน คติ ๒ ได้กันลำบาก, ในนรกของเหล่าสัตว์ที่เข้าถึง อบาย ไม่มีการบวชดอกเพคะ. ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรดทรง อนุญาตให้ลูกบวชในธรรมวินัยของพระทศพลเถิด เพคะ ลูกจักขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติและ มรณะ. จะมีประโยชน์อะไร ด้วยโทษคือกายที่ไร้สาระ นั้น ซึ่งพวกคนเขลาชื่นชมนักหนา ขอทรงโปรด อนุญาตเถิด ลูกจักบวชเพื่อดับภวตัณหา ความอยาก ในภพ.
หน้า 484 ข้อ 474
ความอุบัติของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ลูกได้แล้ว อขณะก็เว้นไปแล้ว ขณะลูกก็ได้แล้ว ลูกจะไม่ประ- ทุษร้ายศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต. พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า ลูกยังเป็นคฤหัสถ์ จักไม่เสวยอาหาร จักยอมตายเพคะ พระชนนีทรงเป็นทุกข์ ทรงกันแสง พระชนก ของพระนางสุเมธานั้น พระอัสสุชลก็นองทั่วทั้งพระ- พักตร์ ทั้งสองพระองค์ทรงพากเพียรเกลี้ยกล่อมพระ- นางสุเมธา ซึ่งฟุบลงที่พื้นปราสาทว่า ลูกเอ๋ย ลุกขึ้นสิ จะเศร้าโศกไปทำไม พ่อยกลูก ให้ที่กรุงวารณวดีแล้วนะลูก พระเจ้าอนิกรัตตะทรง งามสง่า พ่อยกลูกถวายพระองค์แล้ว. ลูกจักเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอนิกรัตตะ ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำได้ยากนะลูกนะ. อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุข ใน ราชสมบัติ ทั้งลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคกามเถิด. ลูกจงวิวาหะเสียนะลูกนะ. พระนางสุเมขากราบทูลพระชนกชนนีนั้นว่า อำนาจเป็นต้นเช่นนี้ อย่ามีมาเลย เพราะภพหาสาระ มิได้ การบวชหรือความตายเท่านั้นจักมีแก่ลูก ลูกไม่ ยอมวิวาทะแน่แท้.
หน้า 485 ข้อ 474
กายอันเน่าเหมือนหนอน ไม่สะอาดกลิ่นเหม็น คลุ้งไป น่าสะพรึงกลัว ดุจถุงหนึ่งบรรจุซากศพ เป็น ด้วยของไม่สะอาด ไหลออกอยู่เป็นนิตย์ อันคนเขลา ยึดถืออยู่. ลูกรู้จักซากศพนั้นเป็นเหมือนอะไร เป็นเหมือน ของปฏิกูล ฉาบด้วยเนื้อและเลือดเป็นที่อยู่ของลูก หลานหนอน เป็นอาหารของแร้งกา ทำไม ทูล- กระหม่อมจึงพระราชทานกเฬวรากซากศพ แก่พระ ราชาพระองค์นั้นเล่าเพคะ. ไม่ช้าร่างกายที่ปราศจากวิญญาณ อันหมู่ญาติผู้ เกลียดทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ เขาก็พากันนำไปป่าช้า. บิดามารดาของตนยังเกลียด ครั้นเอาซากศพ นั้นไปทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์อื่นในป่าช้าแล้ว กลับมาก็ ต้องอาบน้ำดำเกล้า จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่ชนทั่ว ๆ ไปเล่า. หมู่ชนยึดถืออยู่ในซากศพที่ไม่มีแก่นสาร เป็น ร่างของกระดูกและเอ็น เป็นกายอันเน่า เต็มไปด้วย น้ำลาย น้ำตา และอุจจาระ. ผู้ใดพึงชำแหละร่างกายนั้นเอาข้างในมาไว้ข้าง- นอก ก็จะทนกลิ่นเหม็นของร่างกายนั้น ไม่ได้ แม้แต่ มารดาของตนก็ยังเกลียด. บัณฑิตทั้งหลาย เลือกเฟ้นโดยอุบายอันแยบคาย ว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้ว เป็น
หน้า 486 ข้อ 474
ทุกข์ ที่มีชาติเป็นมูล ทำไม ลูกจึงยังจะปรารถนา วิวาหะเล่าเพคะ. หอก ๓๐๐ เล่ม ใหม่เอี่ยม จะพึงตกต้องที่กาย ทุกๆ วัน ทิ่มแทงอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ยังประเสริฐกว่า หากว่าความสิ้นทุกข์จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้. ชนใด รู้คำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างนี้ พึง ยอมรับการทิ่มแทง [ดังกล่าว] สังสารวัฏย่อมยืดยาว สำหรับ ชนเหล่านั้นซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป. ในเทวดา มนุษย์ ในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน หมู่ อสุรกาย เปรตดและสัตว์นรก การทำร้ายกันยังปรากฏ อยู่หาประมาณมิได้. สำหรับสัตว์อยู่ในอบาย ทำกำลังถูกเบียดเบียน ยังมีการทำร้ายกันเป็นอันมากในนรก แม้ในเทวดา ทั้งหลายก็ช่วยไม่ได้ สุขนอกจากสุขคือพระนิพพาน ไม่มีเลย. ชนเหล่าใด ประกอบอยู่ในพระธรรมวินัยของ พระทศพล ขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติ มรณะ ชนเหล่านั้นก็ถึงพระนิพพาน. ทูลกระหม่อมพ่อเพคะ วันนี้นี่แหละลูกจักออก บวช ประโยชน์อะไรด้วยโภคะทั้งหลายที่ไม่มีแก่นสาร กามทั้งหลายลูกเบื่อหน่ายแล้ว ลูกทำให้เสมอด้วยราก สุนัข ทำให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว.
หน้า 487 ข้อ 474
พระนางสุเมธานั้น กราบทูลพระชนกอยู่อย่างนี้ พระเจ้าอนิกรัตตะ ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระนางสุ- เมธานั้น ทรงแวดล้อมด้วยข้าราชบริพารหนุ่ม ก็เสด็จ เข้าสู่วิวาหะเมื่อเวลากระชั้นชิด. ภายหลัง พระนางสุเมธาทรงทราบว่า พระเจ้า- อนิกรัตตะเสด็จมา จึงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำ สนิทที่รวบไว้ อ่อนสลวย ทรงปิดปราสาท เข้าปฐม- ฌาน พระนางสุเมธานั้น เข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น พระเจ้าอนิกรัตตะก็เสด็จถึงพระนคร พระนางสุเมธา ทรงเจริญอสุภสัญญาอยู่ในปราสาท. พระนางสุเมธานั้นกำลังทรงมนสิการ พระเจ้า อนิกรัตตะ ทรงแต่งพระองค์ด้วยมณีและทอง ก็รีบ เสด็จขึ้นปราสาท ทรงประคองอัญชลี ทูลวอน พระนางสุเมธาว่า อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขใน ราชสมบัติ ขอมอบถวาย พระน้องนางก็ยังสาวอยู่ ขอเชิญบริโภคกามสมบัติ กามสุขหาได้ยากในโลก นะพระน้องนาง. ราชสมบัติพี่สละให้พระน้องนางแล้ว ขอพระ- น้องนางโปรดบริโภคโภคะ ถวายทานทั้งหลายเถิด พระน้องนางอย่าทรงเสียพระทัยเลย พระชนกชนนี้ ของพระน้องนางทรงเป็นทุกข์.
หน้า 488 ข้อ 474
เพราะเหตุนั้น พระนางสุเมธา ผู้ไม่ต้องการ ด้วยกามทั้งหลาย ทรงปราศจากโมหะแล้วจึงทูลพระ- เจ้าอนิกรัตตะว่าอย่าทรงเพลิดเพลินกามเลย โปรดทรง เห็นโทษในกามทั้งหลายเถิดเพคะ. พระเจ้ามันธาตุราช เจ้าทวีปทั้ง ๔ ทรงเป็นยอด ของผู้บริโภคกามทั้งหลายยังไม่ทันทรงอิ่ม ก็เสด็จ สวรรคตไปแล้ว ความปรารถนาของพระองค์ ก็ยัง ไม่เต็ม. เทวดาแห่งฝนพึงหลั่งฝนคือรัตนะ ๗ ลงมาโดย รอบทั้ง ๑๐ ทิศ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ก็ไม่มี นรชนทั้งหลาย ทั้งที่ยังไม่อิ่มก็พากันตายไป. กามทั้งหลาย เปรียบด้วยดาบและหลาว เปรียบ ด้วยหัวงูเห่า เปรียบด้วยคบเพลิง ตามเผาอยู่ เปรียบ ด้วยร่างกระดูก. กามทั้งหลายไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มี พิษมาก เป็นมูลแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผลเหมือน ก้อนเหล็กที่ร้อนโชน. กามทั้งหลายเปรียบด้วยผลไม้ เปรียบด้วยชิ้น เนื้อ เป็นทุกข์ กามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน หลอกลวง เปรียบด้วยของที่ยืมเขามา. กามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกและหลาวเป็นโรค เป็นฝี เป็นทุกข์ เป็นความลำบาก เสมือนหลุมถ่าน เพลิง เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นภัย เป็นเพชฆฆาต [ผู้ฆ่า]
หน้า 489 ข้อ 474
กามทั้งหลายมีทุกข์มากดังกล่าวมานี้ บัณฑิตทั้ง หลายจึงกล่าวว่าทำอันตราย เชิญเสด็จกลับไปเสียเถิด หม่อมฉันไม่พิศวาสในความมีโชคของพระองค์ดอก เพคะ. เมื่อไฟกำลังไหม้ศีรษะของหม่อมฉันอยู่ คนอื่น จะช่วยอะไรหม่อมฉันได้ เมื่อชรามรณะติดตามอยู่ ก็ ควรพยายามทำลายชรามรณะนั้นเสีย. ข้าพระองค์เห็นพระชนกชนนี และพระเจ้าอนิก- รัตตะเสด็จยังไม่ทันถึงพระทวาร ก็ประทับนั่งที่พื้นดิน ทรงพระกันแสง จึงกราบทูลดังนี้ว่า สังสารวัฏ ย่อมยืด ยาวสำหรับ พวกคนเขลา ที่ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะบิดา ตาย พี่ชายถูกฆ่า เพราะตัวเองถูกฆ่า ในสังสารวัฏ ที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว. โปรดทรงระลึกถึงสังสารวัฏ ที่ประกอบด้วย นาตา น้ำนม และน้ำเลือด โดยความเป็นสังสารวัฏ ที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย ที่ตามไปไม่รู้แล้ว โปรดทรง ระลึกถึงกองกระดูกทั้งหลาย ของเหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยว อยู่. โปรดทรงระลึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ในน้ำตา น้ำ นมและน้ำเลือด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงน้อมนำมา เปรียบเทียบ โปรดทรงระลึกถึงกองกระดูกทั้งหลาย ในกัปหนึ่งที่เทียบเท่าภูเขาวิปุลบรรพต. โปรดระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีป ที่พระผู้มีพระ- ภาคเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบสังสารวัฏ ของสัตว์ที่ท่อง
หน้า 490 ข้อ 474
เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ ที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้ แล้ว แผ่นดินทั้งหลายทำเป็นก้อนขนาดเมล็ดพุทรา ก็ มากไม่พอกับจำนวนแม่และยายทั้งหลาย. โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ที่พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงน้อมนำมาเปรียบเทียบเพราะสังสาร- วัฏมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว ท่อนไม้ทั้ง หลาย ขนาด ๔ องคุลี ก็มากไม่เท่ากับจำนวนพ่อและ ปู่ทั้งหลาย. โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด และซ่องแอก อัน หมุนไปทิศบูรพา และทิศอื่น ๆ อีกในมหาสมุทร มา สวมหัวเต่าตาบอดตัวนั้น เปรียบเทียบในการได้อัต- ภาพเป็นมนุษย์. โปรดทรงระลึกถึงโทษคือกาย ที่ไม่มีแก่นสาร เปรียบด้วยก้อนฟองน้ำ โปรดทรงเห็นขันธ์ทั้งหลาย ไม่เที่ยง โปรดทรงระลึกถึงนรกทั้งหลาย ที่มีความ คับแค้นมาก. โปรดทรงระลึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันทำให้ รกป่าช้าในชาตินั้น ๆ เรื่อยไป โปรดทรงระลึกถึงภัย คือจระเข้ ความเห็นแก่ปากท้อง โปรดทรงระลึกถึง อริยสัจ ๔. เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ จะต้องการอะไรด้วยของ เผ็ดร้อน ๕ อย่าง ที่พระองค์ทรงดื่มแล้ว เพราะว่า ความยินดีกามทุกอย่าง เผ็ดร้อนกว่าของเผ็ดร้อน ๕ อย่าง.
หน้า 491 ข้อ 474
เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ พระองค์จะทรงต้องการ อะไรด้วยกามทั้งหลายที่เร่าร้อน เพราะความยินดีกาม ทุกอย่าง อันไฟติดโพลงแล้ว ให้เดือดแล้ว ให้หวั่น ไหวแล้ว เผาให้ร้อนแล้ว. เมื่อเนกขัมมะที่ไม่มีข้าศึกมีอยู่ พระองค์ยังจะ ต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีข้าศึกมาก กาม ทั้งหลาย มีภัยอยู่ทั่วไปคือราชภัย อัคคีภัย อุทกภัย และอัปปิยภัย [ภัยคือคนร่วมมรดกที่ไม่ถูกกัน] ชื่อว่า มีข้าศึกมาก. เมื่อโมกขธรรมมีอยู่ พระองค์ยังจะต้องการอะไร ด้วยกามทั้งหลาย ที่มีการฆ่าการจองจำเล่า เพราะว่า การฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่กาม ย่อมเสวยทุกข์ทั้งหลาย กามทั้งหลาย เหมือนคบเพลิงที่ลุกโพงลง ย่อม ไหม้คนถือที่ไม่ยอมปล่อย เพราะว่ากามทั้งหลาย เปรียบเหมือนคบเพลิง ย่อมจะไหม้คนที่ไม่ยอมปล่อย คบเพลิง. โปรดอย่าทรงละสุขอันไพบูลย์ เพราะเหตุแห่ง กามสุขเล็กน้อยเลย อย่าทรงเป็นดุจปลากลืนเบ็ดแล้ว ต้องเดือดร้อนภายหลัง. โปรดอย่าหมุนไปหมุนมาเพราะกามทั้งหลาย ดุจ สุนัขถูกล่ามโซ่เลย เพราะกามทั้งหลาย จักทำผู้นั้น ให้เป็นเหมือนคนจัณฑาล หิวจัด ได้สุนัขก็ทำให้ พินาศได้.
หน้า 492 ข้อ 474
พระองค์ทรงประกอบด้วยกาม จักเสวยทุกข์อัน หาประมาณมิได้ และความเสียใจอย่างมาก โปรด ทรงสละกามอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด. เมื่อพระนิพพานที่ไม่มีความแก่มีอยู่ พระองค์ ยังจะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีความแก่เล่า ชาติทั้งปวง อันมรณะและพยาธิกำกับไว้ในภพทุกภพ. พระนิพพานนี้ไม่แก่ พระนิพพานนี้ไม่ตาย พระนิพพานนี้เป็นบทอันไม่แก่และไม่ตาย ไม่มีความ เศร้าโศก ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียน ไม่พลาดไม่น่ากลัว ไม่มีความเดือดร้อน. พระนิพพานนี้ พระอริยะเป็นอันมากบรรลุแล้ว อมตนิพพานนี้ อันผู้พยายามโดยแยบคายควรได้ใน วันนี้นี่แหละ แต่ผู้ไม่พยายามหาอาจได้ไม่. พระนางสุเมธาเมื่อไม่ทรงได้ความยินดีในสังขาร กำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ ก็ทรงโยน พระเกศาลงที่พื้นดิน. พระเจ้าอนิกรัตตะ เสด็จลุกขึ้นประคองอัญชลี ทูลวอนพระชนกของพระนางว่า ขอทรงโปรดปล่อย พระนางสุเมธาทรงผนวชเถิด เพราะว่าพระนางทรง เห็นวิโมกข์และสัจจะ พระนางสุเมธานั้น อันพระชนกชนนีทรงปล่อย แล้ว ทรงกลัวภัยคือความโศก ทรงผนวชแล้ว เมื่อ ทรงศึกษาผลอันเลิศ ก็ทรงทำให้แจ้งอภิญญา ๖.
หน้า 493 ข้อ 474
พระนิพพานนั้น อัศจรรย์ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่ พระนางสุเมธาราชธิดา พระสุเมธาเถรีได้พยากรณ์ ปุพเพนิวาสจริต เหมือนดังที่กล่าวในเวลาปรินิพพาน ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ เสด็จอุบัติในโลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ ๆ ข้าพเจ้าได้เป็นหญิง ๓ คน เป็นสหายกัน [ธนัญชานี เขมา และข้าพเจ้า] ได้ถวายวิหารทาน. ข้าพระองค์เกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่จำเป็นต้องกล่าวถึงการเกิด ในมนุษย์ ข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดา ไม่จำต้อง กล่าวถึงฤทธิ์ในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้าจักรพรรดิ ผู้มีรัตนะ ๗ ประการ การสร้างอารามถวายสงฆ์ เป็นวิหารทานครั้งนั้น เป็นเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งทิพยสมบัติ ข้อนั้นเป็นมูล เป็นการอดทนต่อการเพ่งธรรมในพระศาสนา เป็นที่ รวมบุญครั้งแรก ข้อนั้นเป็นความดับทุกข์ สำหรับ ข้าพเจ้าผู้ยินดีในธรรม. ชนเหล่าใด เชื่อพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค- เจ้า ผู้มีพระปัญญาไม่ทราม ชนเหล่านั้นย่อมกล่าว อย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในภพ ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อม คลายกำหนัด ดังนี้. จบ สุเมธาเถรีคาถา จบ มหานิบาต
หน้า 494 ข้อ 474
เถรีคาถา มหานิบาต ๑. อรรถกถาสุเมธาเถรีคาถา ในมหานิบาต คาถาว่า มนฺตาวติยา นคเร เป็นต้น เป็นคาถา ของ พระสุเมธาเถรี มีวินิจฉัยดังต่อไปนี้. พระเถรีแม้รูปนี้ ได้บำเพ็ญบารมีมาในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ สร้างสมกุศลอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานมาในภพนั้น ๆ เพิ่มพูนสัมภารธรรม เครื่องปรุงแต่งวิโมกข์โดยเคารพ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ ก็บังเกิดในเรือนสกุล รู้เดียงสาแล้ว ก็มีอัธยาศัยเป็นอันเดียวกันกับเหล่ากุลธิดา สหายของตน ร่วมกันสร้างอารามใหญ่ มอบถวายภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธเจ้า เป็นประธาน เพราะบุญกรรมนั้น เมื่อแตกกายทำลายขันธ์ นางก็บังเกิดใน สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ณ สวรรค์ชั้นนั้น นางก็เสวยทิพยสมบัติจนตลอดอายุ จุติ จากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นยามา จุติจากนั้นแล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จากดุสิตสวรรค์ก็มาสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จากสวรรค์ชั้นนิมมานรดีก็มาสวรรค์ ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี นางบังเกิดในสวรรค์กามพาจรทั้ง ๕ ชั้นตามลำดับดังกล่าว มาฉะนี้ เป็นมเหสีของท้าวเทวราช [เทวดาเจ้าสวรรค์แต่ละชั้น] ในสวรรค์ ชั้นนั้น ๆ จุติจากนั้นแล้ว ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่ากัสสปะ ก็เป็นธิดา ของเศรษฐี ผู้มีสมบัติมาก รู้เดียงสาตามลำดับแล้ว ก็เลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา ได้กระทำบุญกรรมอันโอฬารเฉพาะพระรัตนตรัย. ในครั้งนั้น นางอาศัยธรรมหล่อเลี้ยงชีวิต ยินดีมั่นในกุศลธรรม จน ตลอดชีวิต จุติจากนั้น แล้วก็บังเกิดในสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ ท่องเที่ยวไป ๆ มา ๆ
หน้า 495 ข้อ 474
อยู่ในสุคติเท่านั้น ในพุทธุปบาทกาลนี้ ก็บังเกิดเป็นธิดาของพระเจ้าโกญจะกรุง มันตาวดี พระชนกชนนีได้ขนานพระนามพระนางว่าสุเมธา สมัยพระนางเจริญ พระชันษา ก็ทรงปรึกษาตกลงกันว่า จักถวายพระนางแต่พระเจ้าอนิกรัตตะ กรุงวารณวดี แต่นับตั้งแต่ยังทรงเป็นทาริกา พระนางพร้อมด้วยราชธิดา ที่ มีวัยปูนเดียวกัน และเหล่าทาสี ก็พากันเสด็จไปสำนักภิกษุณี ฟังธรรมใน สำนักภิกษุณีแล้ว ก็เกิดสังเวชในสังสารวัฏ เพราะบำเพ็ญบารมีมาเป็นเวลาช้า นาน ทรงเลื่อมใสยิ่งในพระศาสนา เมื่อทรงเจริญพระชันษา ก็ได้มีพระทัย หันกลับจากกามทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระนางได้สดับการปรึกษาของพระ- ชนกชนนี พระประยูรญาติจึงตรัสว่า ลูกไม่ประสงค์กิจฆราวาส ลูกจักบวช เพคะ พระชนกชนนีโปรดจะทรงประกอบพระนางไว้ในกิจฆราวาส แม้จะทรง อ้อนวอนโดยประการต่าง ๆ ก็ไม่สามารถจะทำพระนางให้ทรงยินยอมได้ พระนางทรงดำริว่า เราจะได้การบวชโดยวิธีนี้ แล้วคว้าพระขรรค์ ตัดพระเกศาของพระองค์เอง ทรงปรารภพระเกศาเหล่านั้น เริ่มทรงมนสิการ การใส่ใจโดยเป็นของปฏิกูล ทรงทำอสุภนิมิตให้เกิดขึ้น ก็บรรลุปฐมฌาน ณ ที่ตรงนั้นเอง เพราะทรงบำเพ็ญบารมีมาแล้วในชาตินั้น และเพราะ ทรงเคยสดับวิธีมนสิการมาในสำนักภิกษุณี. ก็แลพระนางบรรลุปฐมฌาน แล้ว ทรงทำราชสกุลทั้งหมดทั้งอันโตชนและปริวารชน ตั้งต้นแต่พระชนกชนนี ผู้ทรงเกลี้ยกล่อมไว้ในกิจฆราวาสด้วยพระองค์เอง ให้พากันเลื่อมใสยิ่งในพระ ศาสนา เสด็จออกจากพระราชมณเฑียรไปยังสำนักภิกษุณี ทรงผนวช ครั้น ทรงผนวชแล้ว ก็ทรงเริ่มตั้งวิปัสสนา มีพระญาณแก่กล้าโดยชอบโดยแท้ ไม่ นานนัก ก็บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา ๔ เพราะธรรมทั้งหลายที่ช่วย อบรมบ่มวิมุตติ ทำให้บรรลุคุณวิเศษ.
หน้า 496 ข้อ 474
ด้วยเหตุนั้น ท่านพระสังคีติกาจารย์ จึงกล่าวไว้ในคัมภีร์อปทาน๑ว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ ทรงอุบัติในโลก เมื่อสังฆารามสร้างเสร็จใหม่ ๆ ข้าพเจ้าเป็นชน ๓ คนเป็นสหายกัน ได้ถวายวิหารทาน. ข้าพเจ้าเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้ง ๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่ต้องกล่าวถึงการเกิดในมนุษย์ ข้าพเจ้ามีฤทธิ์มากในหมู่เทวดา ไม่จำต้องกล่าวถึงใน หมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นพระมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้า จักรพรรดิผู้ทรงมีรัตนะ ๗ ประการ. ชน ๓ คน ก็คือ ธนัญชานี เขมาและข้าพเจ้า เป็นผู้สร้างสมกุศลในที่นี้ เป็นบุตรของตระกูลที่มั่งคั่ง. เราช่วยกันสร้างพระอารามเป็นอันดี ประดับด้วย ทัพสัมภาระครบถ้วน มอบถวายแด่พระสงฆ์มีพระ- พุทธเจ้าเป็นประมุข พากันบันเทิงใจแล้ว. ข้าพเจ้าเกิดในที่ไร ๆ ด้วยอำนาจบุญกรรมนั้น ก็เป็นเลิศทั้งในเทวดา ทั้งในมนุษย์. พระพุทธเจ้าพระนามว่า กัสสปะโดยพระโคตร ทรงเป็นเผ่าพันธุ์พราหมณ์ ผู้มียศมาก เป็นยอดของ เหล่าศาสดา ทรงอุบัติแล้วในกัปนี้นี่แล. พระเจ้ากาสี พระนามว่ากิกี ครองราชย์ ณ กรุง พาราณสีราชธานี ได้ทรงเป็นพระอุปฐากของพระ- กัสสปพุทธเจ้า ในครั้งนั้น. ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๔๑ สุเมธาเถรีอปทาน.
หน้า 497 ข้อ 474
ท้าวเธอมีพระราชธิดา ๗ พระองค์ พระราชธิดา เหล่านั้นเสวยสุข ยินดีในการบำรุงพระพุทธเจ้า พากัน ประพฤติพรหมจรรย์. ข้าพเจ้าเป็นสหายของพระราชธิดาเหล่านั้น ตั้ง อยู่ในศีล ถวายทานทั้งหลายด้วยความเคารพ ประพฤติ วัตรถูกต้องในการครองเรือน. ด้วยกรรมที่ทำมาดีและด้วยการตั้งใจชอบ ข้าพ- เจ้าละกายมนุษย์แล้ว ก็เขาถึงสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ จุติ จากดาวดึงส์ ก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นยามา จากชั้นยามาก็ เข้าถึงชั้นดุสิต จากดุสิต ก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นนิมมานรดี จากนิมมานรดี ก็เข้าถึงสวรรค์ชั้นปรนิมมิตวสวัตดี. ข้าพเจ้าพรั่งพร้อมด้วยบุญกรรม เกิดในภพใด ๆ ก็ครองความเป็นอัครมเหสี ของพระราชาทั้งหลายใน ภพนั้น ๆ จุติจากภพนั้น ๆ แล้ว ในอัตภาพเป็นมนุษย์ ก็ ครองความเป็นอัครมเหสีของพระเจ้าจักรพรรดิ และ ของพระเจ้ามณฑลประเทศ. ข้าพเจ้าเสวยสมบัติในเทวดาและมนุษย์ มีสุข ในภพทุกภพ ท่องเที่ยวไปในชาติเป็นอันมาก. นั้นเป็นเหตุ นั้นเป็นแดนเกิด นั้นเป็นมูล นั้น เป็นความอดทนในการเพ่งธรรมในพระศาสนา นั้นเป็น ที่รวมบุญครั้งแรก นั้นเป็นความดับทุกข์สำหรับข้าพ- เจ้าผู้ยินดีในธรรม.
หน้า 498 ข้อ 474
กิเลสทั้งหลาย ข้าพเจ้าก็เผาเสียแล้ว ภพทั้งหมด ข้าพเจ้าก็ถอนแล้ว ข้าพเจ้าตัดเครื่องล่ามดังพระยาคช- สารตัดเครื่องผูกฉะนั้น ไม่มีอาสวะอยู่. ข้าพเจ้ามาดีแล้ว ในสำนักพระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐ สุด วิชชา ๓ ข้าพเจ้าก็บรรลุแล้ว คำสั่งสอนของ พระพุทธเจ้า ข้าพเจ้าก็ทำเสร็จแล้ว. ปฏิสัมภิทา ๔ วิโมกข์ ๘ และอภิญญา ๖ ข้าพเจ้า ก็ทำให้แจ้งแล้ว คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า ข้าพเจ้า ก็ทำเสร็จแล้ว ดังนี้. ก็ครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว พระสุเมธาเถรีพิจารณาทบทวน ข้อ ปฏิบัติประวัติความเป็นมาของตน จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้เป็นอุทานว่า ข้าพเจ้าเป็นธิดาของพระอัครมเหสีของพระเจ้า- โกญจะกรุงมันตาวดี ชื่อว่าสุเมธา อันพระอริยะทั้ง หลายผู้ทำตามคำสั่งสอนทำให้เลื่อมใสแล้ว พระนาง สุเมธามศีล กล่าวธรรมได้วิจิตร เป็นพหูสูต ถูกแนะ นำในคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า เข้าเฝ้าพระชนก- ชนนีแล้ว กราบทูลให้ทั้งสองพระองค์โปรดตั้งพระทัย สดับคำของตนว่า ลูกยินดีอย่างยิ่งในพระนิพพาน ภพถึงแม้ว่าจะ เป็นทิพย์ ก็ไม่ยั่งยืน จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้ง หลาย ซึ่งเป็นของว่างเปล่า อร่อยน้อย คับแค้นมาก กามทั้งหลาย เผ็ดร้อน เปรียบด้วยงูพิษ ที่พวก คนเขลาพากันจมดักดาน คนเขลาเหล่านั้น แออัดกัน ในนรก ต้องเดือดร้อนเป็นทุกข์เป็นเวลาช้านาน.
หน้า 499 ข้อ 474
พวกคนเขลา ผู้ไม่สำรวมกายวาจาใจ ทำกรรม ที่เป็นบาป พอกพูนแต่บาป ย่อมเศร้าโศกในอบายทุก เมื่อ. คนเขลาเหล่านั้น ไม่มีปัญญา ไม่มีเจตนา ถูก ทุกขสมุทัยปิดไว้ เมื่อไม่รู้อริยธรรมที่ท่านแสดง ก็ไม่ ตรัสรู้อริยสัจ. ทูลกระหม่อมแม่เพคะ คนเขลาเหล่าใด เมื่อ ไม่รู้สัจจะทั้งหลาย ที่พระพุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรง แสดงแล้ว ยังชื่นชมภพ กระหยิ่มการเกิดในหมู่เทพ ทั้งหลาย คนเขลาเหล่านั้น มีจำนวนมากกว่าเพคะ. เมื่อภพไม่เที่ยง ความเกิดในหมู่เทพทั้งหลาย ก็ไม่ยั่งยืน พวกคนเขลา ย่อมไม่หวาดสะดุ้งต่อคนที่ ต้องเกิดบ่อย ๆ. อบาย ๔ สัตว์ทั้งหลายย่อมได้กันสะดวก ส่วน คติ ๒ ได้กันลำบาก ในนรกของเหล่าสัตว์ที่เข้าถึง อบาย ไม่มีการบวชดอกเพคะ. ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรดทรง อนุญาตให้ลูกบวชในธรรมวินัยของพระทศพลเถิด ลูก จักขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติและมรณะ. จะมีประโยชน์อะไรด้วยโทษคือกายที่ไร้สาระใน ภพ ซึ่งพวกคนเขลาชื่นชมนักหนา ขอทรงโปรด อนุญาตเถิด ลูกจักบวชเพื่อดับภวตัณหา ความอยาก ในภพ.
หน้า 500 ข้อ 474
ความอุบัติของพระพุทธะทั้งหลาย ลูกได้แล้ว อขณะก็เว้นไปแล้ว ขณะลูกก็ได้แล้วลูกจะไม่ประทุษ- ร้าย ศีลและพรหมจรรย์ตลอดชีวิต. พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า ลูกยังเป็นคฤหัสถ์ จักไม่เสวยอาหาร จักยอมตายเพคะ พระชนนีเป็นทุกข์ทรงกันแสง พระชนกของ พระนางสุเมธานั้น พระอัสสุชลก็นองทั่วทั้งพระพักตร์ ทั้งสองพระองค์ทรงพากเพียรเกลี้ยกล่อมพระนาง สุเมธา ซึ่งฟุบลงที่พื้นปราสาทว่า. ลูกเอ๋ยลุกขึ้นเถิด จะเศร้าโศกไปทำไม พ่อยก ลูกให้ที่กรุงวารณวดีแล้วนะ พระเจ้าอันกรัตตะทรงงาม สง่า พ่อยกลูกถวายพระองค์แล้ว. ลูกจักเป็นเอกอัครมเหสีของพระเจ้าอันกรัตตะ ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำได้ยากนะลูกนะ. อำนาจ ทรัพย์ ความเป็นใหญ่ โภคะ สุขในราช- สมบัติ ทั้งลูกก็ยังเป็นสาว จงบริโภคถามเถิด ลูกจง วิวาหะเสียเถิด นะลูกนะ. พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีนั้นว่า อำนาจเป็นต้นเช่นนี้ อย่ามีมาเลย เพราะภพหาสาระ มิได้ การบวชหรือความตายเท่านั้นจักมีแก่ลูก ลูกไม่ ยอมวิวาหะแน่แท้. กายอันเน่าเหมือนหนอน ไม่สะอาด กลิ่นเหม็น คลุ้งไป น่าสะพรึงกลัว ดุจถุงหนังบรรจุซากศพ เต็ม
หน้า 501 ข้อ 474
ด้วยของไม่สะอาด ไหลออกอยู่เป็นนิตย์ อันคนเขลา ยึดถืออยู่. ลูกรู้จักซากศพนั้นเป็นเหมือนอะไร เป็นเหมือน ของปฏิกูล ฉาบด้วยเนื้อและเลือด เป็นที่อยู่ของลูก หลานหนอน เป็นอาหารของแร้งกา ทำไมทูลกระ- หม่อมจึงพระราชทานกเฬวระซากศพ แก่พระราชา พระองค์นั้นเล่า. ไม่ช้า ร่างกาย ที่ปราศจากวิญญาณอันหมู่ญาติ ผู้เกลียดทอดทิ้งไปเหมือนท่อนไม้ เขาก็นำไปป่าช้า. บิดามารดาของตนยังเกลียด ครั้นเอาซากศพนั้น ไปทิ้งให้เป็นอาหารสัตว์อื่นในป่าช้าแล้ว กลับมาก็ ต้องอาบน้ำดำเกล้า จะป่วยกล่าวไปไยถึงหมู่ชนทั่ว ๆ ไปเล่า. หมู่ชน ยึดถืออยู่ในซากศพที่ไม่มีแก่นสาร เป็น ร่างของกระดูกและเอ็น เป็นกายอันเน่าเต็มไปด้วยน้ำ น้ำตา และอุจจาระ. ผู้ใด พึงชำแหละร่างกายนั้น เอาข้างในมาไว้ ข้างนอก ก็จะทนกลิ่นเหม็นของร่างกายนั้นไม่ได้ แม้ แต่มารดาของตน ก็ยังเกลียด. บัณฑิตทั้งหลาย เลือกเฟ้นโดยอุบายแยบคายว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ อันปัจจัยปรุงแต่งแล้วเป็นทุกข์ ที่มีชาติเป็นมูล ทำไมลูกยังจะปรารถนาวิวาหะเล่า เพคะ.
หน้า 502 ข้อ 474
หอก ๓๐๐ เล่ม ใหม่เอี่ยม จะพึงตกต้องที่กาย ทุก ๆ วัน ทิ่มแทงอยู่ถึง ๑๐๐ ปี ยังประเสริฐกว่า หากว่าความสิ้นทุกข์ จะพึงมีได้ด้วยอาการอย่างนี้ ชนใดรู้คำสั่งสอนของพระศาสดาอย่างนี้ พึง ยอมรับการทิ่มแทง [ดังกล่าว] สังสารวัฏ ย่อมยืด ยาว สำหรับชนเหล่านั้น ซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป. ในเทวดา มนุษย์ ในกำเนิดสัตว์เดียรฉาน หมู่ อสุรกาย เปรต และนรก การทำร้ายกันยังปรากฏอยู่ หาประมาณมิได้. สำหรับสัตว์อยู่ในอบายที่กำลังถูกเบียดเบียน ยังมี การทำร้ายกันเป็นอันมากในนรก แม้ในเทวดาทั้ง หลาย ก็ช่วยไม่ได้ สุขนอกจากสุขคือพระนิพพาน ไม่มีเลย. ชนเหล่าใด ประกอบอยู่ในธรรมวินัยของพระ- ทศพล ขวนขวายน้อย พากเพียรเพื่อละชาติมรณะ ชนเหล่านั้น ก็ถึงพระนิพพาน. ทูลกระหย่อมพ่อเพคะ วันนี้นี่แหละลูกจักออก บวช ประโยชน์อะไรด้วยโภคะทั้งหลายที่ไม่มีแก่นสาร กามทั้งหลายลูกเบื่อหน่ายแล้ว ลูกทำให้เสมอด้วยของ ที่คายแล้ว [รากสุนัข] ให้เหมือนตาลยอดด้วนแล้ว. พระนางสุเมธานั้น กราบทูลพระชนกอย่างนี้ พระเจ้าอนิกรัตตะ ผู้ที่ได้รับพระราชทานพระนาง- สุเมธานั้น ทรงแวดล้อมด้วยราชบริพารหนุ่ม ก็เสด็จ เข้าสู่วิวาหะเมื่อเวลากระชั้นชิด.
หน้า 503 ข้อ 474
ภายหลัง พระนางสุเมธาทรงทราบว่าพระเจ้า อนิกรัตตะเสด็จมา จึงใช้พระขรรค์ตัดพระเกศาอันดำ สนิทที่รวบไว้ อ่อนสลวย ทรงปิดปราสาทเข้าปฐม- ฌาน. พระนางสุเมธานั้นเข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น พระเจ้าอนิกรัตตะก็เสด็จถึงพระนคร พระนางสุเมธา ทรงเจริญอสุภสัญญาอยู่ในปราสาท. พระนางสุเมธานั้น กำลังมนสิการ พระเจ้า อนิกรัตตะทรงแต่งพระองค์ด้วยมณีและทอง ก็รีบ เสด็จขึ้นปราสาท ทรงประคองอัญชลี ทูลวอนพระ- นางสุเมธาว่า อำนาจ ทรัพย์ อิสริยะ โภคะ สุข ในราชสมบัติ ขอมอบถวาย พระน้องนางก็ยังสาวอยู่ ขอเชิญบริโภค กามสมบัติ กามสุขหาได้ยากในโลกนะพระน้องนาง. ราชสมบัติพี่สละให้พระน้องนางแล้ว ขอพระ น้องนางโปรดบริโภคโภคะ ถวายทานทั้งหลายเถิด พระน้องนางอย่าเสียพระทัยเลย พระชนกชนนีของ พระน้องนางทรงเป็นทุกข์. เพราะเหตุนั้น พระนางสุเมธา ผู้ไม่ต้องการด้วย กามทั้งหลายทรงปราศจากโมหะแล้ว จึงทูลพระเจ้า อนิกรัตตะว่า อย่าทรงเพลิดเพลินกามเลย โปรดทรง เห็นโทษในกามทั้งหลายเถิดเพคะ.
หน้า 504 ข้อ 474
พระเจ้ามันธาตุราช เจ้าทวีปทั้ง ๔ ทรงเป็นยอด ของผู้บริโภคกามทั้งหลาย ยังไม่ทันทรงอิ่ม ก็เสด็จ สวรรคตไปแล้ว ความปรารถนาของข้าพเจ้าก็ยังไม่ เต็ม. เทวดาแห่งฝนพึงหลั่งรัตนะ ๗ ประการให้ตกลง มา โดยรอบทั้ง ๑๐ ทิศ ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย ก็ไม่มี นรชนทั้งหลายทั้งที่ยังไม่อิ่ม ก็พากันตายไป. กามทั้งหลาย เปรียบด้วยดาบและหลาว เปรียบ ด้วยหัวงูเห่า เปรียบด้วยคบเพลิง ตามเผาอยู่ เปรียบ ด้วยร่างกระดูก. กามทั้งหลาย ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีทุกข์มาก มี พิษมาก เป็นมูลแห่งทุกข์ มีทุกข์เป็นผล เหมือนก้อน เหล็ก ที่ร้อนโชน. กามทั้งหลาย เปรียบด้วยผลไม้ เปรียบด้วยชิ้น เนื้อเป็นทุกข์ กามทั้งหลายเปรียบด้วยความฝัน หลอก ลวง เปรียบด้วยของที่ขอยืมเขามา. กามทั้งหลาย เปรียบด้วยหอกหลาว เป็น หัวฝี เป็นทุกข์ เป็นความลำบาก เสมือนหลุมถ่าน เพลิง เป็นมูลแห่งทุกข์ เป็นภัย เป็นเพชฌฆาต [ผู้ฆ่า] กามทั้งหลาย มีทุกข์มากดังกล่าวมานี้ บัณฑิต ทั้งหลายจึงกล่าวว่า ทำอันตราย เชิญเสด็จกลับไปเสีย เถิด หม่อมฉันไม่พิศวาสในความมีโชคของพระองค์ ดอกเพคะ.
หน้า 505 ข้อ 474
เมื่อไฟกำลังไหม้ศีรษะของหม่อมฉันอยู่ คนอื่น จะช่วยอะไรหม่อนฉันได้ เมื่อชราและมรณะติดตาม อยู่ ก็ควรที่จะพยายามทำลายชรามรณะนั้นเสีย. ข้าพเจ้า เห็นพระชนกชนนี และพระเจ้าอนิก- รัตตะเสด็จยังไม่ทันถึงพระทวาร ก็ประทับนั่งที่พื้น ดิน ทรงพระกันแสง จึงกราบทูลดังนี้ว่า สังสารวัฏ ยืดยาว สำหรับเหล่าคนเขลาที่ร้องไห้บ่อย ๆ เพราะ บิดาตาย พี่ชายถูกฆ่า เพราะตัวเองถูกฆ่า ในสังสาร- วัฏที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย ตามไปไม่รู้แล้ว. โปรดทรงระลึกถึงสังสารวัฏ ที่ประกอบด้วย น้ำตา น้ำนม และนำเลือด โดยความเป็นสังสารวัฏที่ เงือนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว โปรดทรงระลึก ถึงกองกระดูกทั้งหลายของเหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ โปรดทรงระลึกถึงมหาสมุทรทั้ง ๔ ในน้ำตา น้ำ นม และนำเลือด ที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงน้อมนำ มาเปรียบเทียบ โปรดทรงระลึกถึงกองกระดูกในกัป หนึ่ง ที่เทียบเท่ากับภูเขาวิปุลบรรพต. โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีป ที่พระผู้มี พระภาคเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบสังสารวัฏ ของสัตว์ ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ แผ่นดินทั้งหลายทำเป็น ก้อนขนาดเมล็ดพุทรา ก็มากไม่พอกับจำนวนแม่และ ยายทั้งหลาย.
หน้า 506 ข้อ 474
โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ กิ่งไม้ ใบไม้ ที่พระผู้ มีพระภาคเจ้าทรงนำมาเปรียบเทียบ เพราะสังสารวัฏมี เงื่อนต้นเงื่อนปลายที่ตามไปไม่รู้แล้ว ท่อนไม้ทั้งหลาย มีขนาด ๔ องคุลี ก็มากไม่เท่ากับจำนวนบิดาและปู่ ทั้งหลาย. โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด และช่องแอก อัน หมุนไปทิศบูรพา และทิศอื่น ๆ อีกในมหาสมุทร มา สวมหัวเต่าตาบอดตัวนั้น เปรียบเทียบในการได้อัต- ภาพเป็นมนุษย์. โปรดทรงระลึกถึงโทษคือกาย ที่ไม่มีแก่นสาร เปรียบด้วยก้อนฟองน้ำ โปรดเห็นขันธ์ทั้งหลาย ไม่เที่ยง โปรดทรงระลึกถึงนรกทั้งหลาย ที่มีความ คับแค้นมาก. โปรดทรงระลึกถึงสัตว์ทั้งหลาย ที่พากันทำให้ รกป่าช้า ในชาตินั้น ๆ เรื่อยไป โปรดทรงระลึกถึงภัย คือจระเข้ ความเห็นแก่ปากท้อง โปรดทรงระลึกถึง อริยสัจ ๔. เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ จะต้องการอะไรด้วยของ เผ็ดร้อน ๕ อย่าง ที่พระองค์ทรงดื่มแล้ว เพราะว่า ความยินดีกามทุกอย่าง เผ็ดร้อนกว่าของเผ็ดร้อน ๕ อย่าง. เมื่ออมตนิพพานมีอยู่ พระองค์จะต้องการอะไร ด้วยกามทั้งหลายที่เร่าร้อน เพราะว่าความยินดีกามทุก
หน้า 507 ข้อ 474
อย่าง อันไฟติดโพลงแล้ว ให้เดือดแล้ว ให้หวั่น ไหวแล้ว เผาให้ร้อนแล้ว. เมื่อเนกขัมมะที่ไม่มีข้าศึกมีอยู่ พระองค์จะทรง ต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลายที่มีข้าศึกมาก กาม ทั้งหลายมีภัยทั่วไป คือ โจรภัย อัคคีภัย อุทกภัยและ อัปปิยภัย [ภัยคือคนร่วมมรดกที่ไม่ถูกกัน ] ชื่อว่ามี ข้าศึกมาก. เมื่อโมกขธรรมมีอยู่ พระองค์ยังจะต้องการอะไร ด้วยกามทั้งหลาย ซึ่งมีการฆ่าและการจองจำเล่า เพราะ ว่าการฆ่าการจองจำมีอยู่ในกามทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย ผู้ใคร่กามย่อมเสวยทุกข์ทั้งหลาย. กามทั้งหลายเหมือนคบเพลิงที่ลุกโพลง ย่อมไหม้ คนถือที่ไม่ยอมปล่อย เพราะว่า กามทั้งหลายเปรียบ เหมือนคบเพลิง ย่อมจะไหม้คนที่ไม่ยอมปล่อยคบ เพลิง. โปรดอย่าทรงละสุขอันไพบูลย์ เพราะเทตุแห่ง กามสุขอันเล็กน้อยเลย อย่าทรงเป็นดุจปลากลืนเบ็ด แล้วต้องเดือดร้อนกายหลัง. โปรดอย่าหมุนไปหมุนมาเพราะกามทั้งหลาย ดุจ สุนัขถูกล่ามโซ่เลย เพราะว่ากามทั้งหลายจักทำผู้นั้น ให้เป็นเหมือนจัณฑาล หิวจัด ได้สุนัขก็ทำให้พินาศได้ พระองค์ทรงประกอบด้วยกาม จักเสวยทุกข์อัน หาประมาณมิได้ และความเสียใจอย่างมาก โปรดทรง สละกามอันไม่ยั่งยืนเสียเถิด.
หน้า 508 ข้อ 474
เมื่อพระนิพพานที่ไม่มีความแก่มีอยู่ พระองค์ ยังจะต้องการอะไรด้วยกามทั้งหลาย ที่มีความแก่เล่า ชาติทั้งปวง อันมรณะและพยาธิกำกับไว้ ในภพ ทุกภพ. พระนิพพานนี้ไม่แก่ พระนิพพานนี้ไม่ตาย พระนิพพานนี้เป็นบทอันไม่แก่ไม่ตาย ไม่มีความเศร้า โศก ไม่ถูกข้าศึกเบียดเบียน ไม่พลาด ไม่น่ากลัว ไม่มีความเดือดร้อน. พระนิพพานนี้ พระอริยะเป็นอันมากบรรลุแล้ว อมตนิพพานนี้ อันผู้พยายามโดยแยบคาย ควรได้ใน วันนี้นี่แหละ แต่ผู้ไม่พยายามหาอาจได้ไม่. พระนางสุเมธา เมื่อไม่ทรงได้ความยินดีในสัง- ขาร กำลังทรงเกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ พระนาง สุเมธาก็ทรงเหวี่ยงพระเกศาลงที่พื้นดิน. พระเจ้าอนิกรัตตะ เสด็จลุกขึ้นประคองอัญชลี ทูลวอนพระชนกของพระนางว่า ขอทรงโปรดปล่อย ทรงนางสุเมธาให้ทรงผนวชเถิด พระนางทรงเห็น วิโมกข์และสัจจะ. พระนางสุเมธานั้น อันพระชนกชนนีทรงปล่อย แล้ว ทรงกลัวภัยคือความโศกทรงผนวชแล้ว เมื่อทรง ศึกษาผลอันเลิศ ก็ทรงทำให้แจ้งอภิญญา ๖.
หน้า 509 ข้อ 474
พระนิพพานนั้น อัศจรรย์ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่ พระนางสุเมธาราชธิดา พระสุเมธาเถรี ได้พยากรณ์ ปุพเพนิวาสจริต เหมือนในเวลาสุดท้ายคือเวลาปริ- นิพพานว่า เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ เสด็จอุบัติในโลก เมื่อสร้างสังฆารามเสร็จใหม่ ๆ ข้าพเจ้า เป็นหญิง ๓ คนเป็นสหายกัน [ธนัญชานี เขมา และ ข้าพเจ้า ได้ถวายวิหารทาน. ข้าพเจ้าเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ๑๐๐ ครั้น ๑,๐๐๐ ครั้ง ๑๐,๐๐๐ ครั้ง ไม่จำต้องกล่าวในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้า มีฤทธิ์มากในเทวดา ไม่จำต้องกล่าวในหมู่มนุษย์ ข้าพเจ้าเป็นมเหสีนารีรัตน์ ของพระเจ้าจักรพรรดิผู้มี รัตนะ ๗ ประการ. การสร้างอารามถวายสงฆ์เป็นวิหารทานครั้งนั้น เป็นเหตุ เป็นแดนเกิดแห่งทิพยสมบัติ ข้อนั้นเป็นมูล เป็นการอดทนเพ่งธรรมในพระศาสนา เป็นที่รวมบุญ ครั้งแรก ข้อนั้นเป็นความดับทุกข์ สำหรับข้าพเจ้าผู้ ขึ้นดีในธรรม. ชนเหล่าใดเธอพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้มีพระบัญญัติไม่ทราม ชนเหล่านั้นย่อมกล่าวอย่างนี้ ย่อมเบื่อหน่ายในภพ ครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลาย กำหนัด ดังนี้.
หน้า 510 ข้อ 474
บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มนฺตาวติยา นคเร ได้แก่ นครมีซึ่ง อย่างนี้ว่า มันตวดี. บทว่า รญฺโ โกญฺจสฺส ความว่า ได้เป็นราชธิดา เกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระราชาพระนามว่าโกญจะ. บทว่า สุเมธา ได้แก่ พระนางสุเมธาโดยพระนาม. บทว่า ปสาทิตา สาสนกเรหิ ความว่า อันพระอริยะทั้งหลาย ผู้กระทำตามคำสั่งสอนพระศาสดา ทำให้เลื่อม ใสในคำสั่งสอน คือทำให้เกิดความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแล้ว. บทว่า สีลวตี ได้แก่ พรั่งพร้อมด้วยอาจาระมารยาทและศีล. บทว่า จิตฺตกถา ได้แก่ ผู้กล่าวธรรมได้วิจิตร. บทว่า พหุสฺสุตา ได้แก่ ผู้ ประกอบด้วยการสดับพระปริยัติธรรม ในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย. บทว่า พุทฺธสาสเน วินีตา ได้แก่ ถูกแนะนำ คือมีกายวาจาจิตสำรวมแล้ว ในคำ สั่งสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เพราะกิเลสทั้งหลายกลับไปแล้ว โดยตทังค- ปหานตาม โยนิโสมนสิการซึ่งดำเนินตามพระสูตรว่า อย่างนี้ ปวัตติ ความเป็น ไป, อย่างนี้ นิวัตติ ความกลับไป, อย่างนี้ ศีล, อย่างนี้ สมาธิ, อย่างนี้ ปัญญา. บทว่า อุภโย นิสาเมถ ความว่า ขอพระชนกชนนีทั้งสองพระองค์ โปรดตั้งพระทัยสดับคำของลูก ประกอบความว่า พระนางสุเมธาเข้าไปเฝ้า พระชนกชนนีแล้วตรัส. บทว่า ยทิปิ ทิพฺพํ ความว่า ขึ้นชื่อว่าภพ แม้เนื่องด้วยเทวโลก หมดสิ้นล้วนไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปวนไปเป็นธรรมดา. บทว่า กิมงฺคํ ปน ตุจฺฉา กามา ความว่า จะป่วยกล่าวไปไยถึงกามทั้ง หลายที่เป็นของมนุษย์ กามเหล่านั้นแม้ทุกอย่าง ชื่อว่าว่างเปล่า เพราะไม่ เป็นแก่นสาร ชื่อว่ามีรสอร่อยน้อย เหมือนหยาดน้ำที่คมมีด ชื่อว่ามีความดับ แค้นมาก เพราะมีทุกข์อย่างไพศาลทั้งปัจจุบันทั้งอนาคต.
หน้า 511 ข้อ 474
บทว่า กฏุกา ได้แก่ ไม่น่าปรารถนา กามทั้งหลายชื่อว่า เปรียบ ด้วยงูพิษ เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า. บทว่า มุจฺฉิตา แปลว่า หมก มุ่นแล้ว. บทว่า สมปฺปิตา ได้แก่ คิดแน่น ฟุ้งไป อธิบายว่า เกิดขึ้น แล้ว โดยประการทั้งปวงด้วยกรรมของตน. บทว่า หญฺนฺเต ได้แก่ ถูก เบียดเบียน. บทว่า วินิปาเต ได้แก่ ในอบาย. บทว่า อเจตนา ได้แก่ ชื่อว่า ไม่มีใจ เพราะไม่มีเจตนาทำประโยชน์ เกื้อกูลสำหรับตน. บทว่า ทุกฺขสมุทโย รุทฺธา ได้แก่ ถูกปิดแล้วใน สังสารวัฏที่มีตัณหาเป็นนิมิต. บทว่า เทเสนฺเต ได้แก่ ธรรมอริยสัจ ๔ ที่ ท่านแสดงอยู่. บทว่า อชานนฺตา ได้แก่ ไม่รู้ความ. บทว่า น พุชฺฌเร อริยสจฺจานิ ได้แก่ ไม่ตรัสรู้อริยสัจ มีทุกข์เป็นต้น. ด้วยบทว่า อมฺม พระนางสุเมธาตรัสเรียกพระชนนีเป็นสำคัญ. บทว่า เต พหุตรา อชานนฺตา ประกอบความว่า ชนเหล่าใดเมื่อไม่รู้สัจจะที่พระ- พุทธเจ้าผู้ประเสริฐทรงแสดงแล้ว ย่อมชื่นชมภพ กระหยิ่มความเกิดในเทวดา ทั้งหลาย ชนเหล่านั้นนั่นแหละมีจำนวนมากกว่าในโลกนี้. บทว่า ภวคเต อนิจฺจมฺหิ ความว่า เมื่อภพทุกภพไม่เที่ยง ความ เกิดในเทวโลกทั้งหลายก็ไม่เที่ยง เมื่อเป็นดังนั้น คนเขลาทั้งหลายก็ยังไม่หวาด ไม่สะดุ้งไม่สลดใจ. บทว่า ปุนปฺปุนํ ชายิตพฺพสฺส ได้แก่ ผู้เกิดในภพ ต่อๆ ไป. บทว่า จตฺตาโร วินิปาตา ได้แก่ คติที่ชื่อว่าวินิบาต เพราะก่อ ตั้งสภาพทั้ง ๔ ได้ง่าย คือนรก กำเนิดเดียรฉาน เปรตวิสัย กำเนิดอสูร ส่วนคติ ๒ ที่เข้าใจกันว่า การเกิดในมนุษย์และเทวดา สัตว์ได้มาทุลักทุเล คือยากลำบาก เพราะบุญกรรมเป็นของที่สัตว์ทำได้ยาก. บทว่า นิรเยสุ ได้แก่ อบายที่เว้นขาดจากสุข.
หน้า 512 ข้อ 474
บทว่า อปฺโปสฺสุกฺกา ได้แก่ ไม่มีความขวนขวายในกิจอย่างอื่น. บทว่า ฆฏิสฺสํ ประกอบความว่า ประโยชน์อะไรด้วยโทษ คือกายที่ไม่มี แก่นสารในภพ ซึ่งสัตว์ชื่นชมกันนักหนา ลูกจักพยายาม จักประกอบเนือง ๆ ซึ่งภาวนา. บทว่า ภวตณฺหาย นิโรธา ได้แก่ เพราะเหตุดับ คือเพื่อดับ ตัณหาที่ไปในภพ [ภวตัณหา]. ประกอบความว่า ความเกิดขึ้นแห่งพระพุทธะทั้งหลาย ลูกได้แล้ว อขณะ ๘ อย่างมีการเกิดในนรกเป็นต้น ก็เว้นไปแล้ว ขณะที่ ๙ ชื่อว่าขณะ ลูกก็ได้แล้ว. บทว่า สีลานิ ได้แก่ ปาริสุทธิศีล ๔. บทว่า พฺรหฺมจริยํ ได้แก่ ศาสนพรหมจรรย์. บทว่า น ทูเสยฺยํ ได้แก่ ไม่ทำให้กำเริบ. บทว่า น ตาว อาหารํ อาหริสฺสํ คหฏฺา ประกอบความว่า พระนางสุเมธากราบทูลพระชนกชนนีอย่างนี้ว่า ก่อนอื่น ลูกเป็นคฤหัสถ์ก็จัก ไม่แตะต้องอาหาร ถ้าลูกไม่ได้บวช ก็จักผอมตายอย่างเดียวเพคะ. บทว่า อสฺสา ได้แก่พระนางสุเมธา. บทว่า สพพฺโส สมภิหโต แปลว่า ทั่วพระพักตร์นองด้วยพระอัสสุชล. บทว่า ฆเฏนฺติ สญฺาเปตุํ ความว่า พระชนกชนนี ทรงพากเพียรพยายามที่จะให้พระนางสุเมธา ซึ่งฟุบ ลงที่พื้นดิน ณ พื้นปราสาท. ยินยอมเป็นคฤหัสถ์. บาลีว่า ฆเฏนฺติ วายมนฺติ ก็มี ความก็อย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า กึ โสจิเตน ได้แก่ ประโยชน์อะไรด้วยความเศร้าโศกว่า เราไม่ได้บวช. บทว่า ทินฺนาสิ วารณวติมฺหิ แปลว่า [ลูก] พ่อได้ถวาย ไว้ที่วารณวดีนครแล้ว พระเจ้าโกญจะตรัสว่า พ่อได้ถวายแล้ว แล้วตรัสอีก ว่า ลูกพ่อ ถวายแล้ว ก็เพื่อทรงแสดงอย่างหนักแน่นว่า ทรงมอบถวายพระเจ้า อนิกรัตตะแล้ว.
หน้า 513 ข้อ 474
บทว่า รชฺเช อาณา ความว่า ลูกก็ย่อมจะใช้อำนาจในราชสมบัติ พระเจ้าอนิกรัตตะได้. บทว่า ธนมิสฺสริยํ ได้แก่ พระราชทรัพย์และความ เป็นใหญ่ ในราชตระกูลนี้ และในราชตระกูลพระราชสวามี. บทว่า โภคา สุขา อติวิย อิฏฺา โภคา ได้แก่ สิ่งนี้ทั้งหมดปรากฏตกอยู่ในพระหัตถ์ ของลุกแล้ว. บทว่า ทหริกาสิ ได้แก่ ลูกก็ยังเป็นสาว เพราะฉะนั้น ขอ ลูกจงบริโภคกามสมบัติเถิด. ประกอบความว่า ลูกเอ๋ย ด้วยเหตุนั้น พ่อจึง ข้อร้องลูกนะลูกนะ. บทว่า เน ได้แก่พระชนกชนนี. บทว่า ม เอทิสิกานิ ความว่า อำนาจเป็นต้นในราชสมบัติเห็นปานนี้ จงอย่ามีมาเลย ถ้าจะถามว่าเพราะเหตุ ไร พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า ภพไม่มีแก่นสาร. บทว่า กิมิว แปลว่า. เหมือนหนอน. บทว่า ปูติกายํ ได้แก่ ซากศพที่เน่านี้. บทว่า สวนคนฺธํ ได้แก่ ที่กลิ่นเหม็นคลุ้งไป บทว่า ภยานกํ ได้แก่ นำมาซึ่งภัย สำหรับเหล่าคนเขลาที่ยังไม่ปราศจากราคะ บทว่า กุณปํ อภิสํวิเสยฺยํ ภสฺตํ ได้แก่ ถุงหนังที่เต็มด้วยซากศพ เต็มด้วยของ ไม่สะอาด ไหลออกมิใช่คราวเดียว คือเต็มด้วยของไม่สะอาดมีประการต่าง ๆ ไหลออกอยู่ตลอดกาลเป็นนิตย์ อันบุคคลยึดถือว่า นี้ของเรา. ลูกรู้จักซากศพนั้นเหมือนหนอน. บทว่า วิกูลกํ ได้แก่ ปฏิกูลเหลือ เกิน อันชิ้นเนื้อที่ไม่สะอาดและเลือดฉาบไว้ เป็นที่อยู่ของหมู่หนอนหลายหมู่ เป็นเหยื่อของฝูงแร้งกา. บาลีว่า กิมิกุลาลสกุณภติตํ ก็มี. ความว่า เป็น เหยื่อของหมู่หนอนและฝูกนกนอกนั้น. พระนางสุเมธาทรงแสดงว่า ลูกยืนหยัด รู้จักซากศพนั้น บัดนี้ ทูลกระหม่อมพระราชทานลูกนั้นแก่พระเจ้าอนิกรัตตะ นั้น โดยทรงขอร้องทำไม คือเพราะเหตุชื่อไร ประกอบความว่า ก็การพระ ราชทานลูกนั้นแก่พระเจ้าอนิกรัตตะนั้น เหมือนอะไร คือเป็นเหมือนอะไร
หน้า 514 ข้อ 474
บทว่า นิพฺพุยฺหติ สุสานํ อจิรํ กาโย อเปตวิญฺาโณ ความว่า ไม่นานนัก กายนี้ปราศจากวิญญาณแล้ว เขาก็จะช่วยกันยกผู้นำไปยังป่าช้า. บทว่า ฉุฑฺโฑ แปลว่า ทิ้งแล้ว. บทว่า กลิงฺครํ วิย ได้แก่ เสมือน ชิ้นไม้ที่ไร้ประโยชน์. บทว่า ชิคุจฺฉมาเนหิ าตีหิ แปลว่า แม้อันคนที่ เป็นญาติผู้เกลียดอยู่. บทว่า ฉุทฺธูน นํ สุสาเน ได้แก่ ทิ้งศากศพนั้นไว้ในป่าช้า. บทว่า ปรภตฺตํ ได้แก่ เป็นอาหารของเหล่าสัตว์อื่นมีสุนัขบ้านและสุนัขจิ้งจอกเป็นต้น บทว่า นฺหายนฺติ ชิคุจฺฉนฺตา ความว่า บิดามารดาเกลียดโดยเหตุเพียงว่า มาตามหลังซากศพนั้นกลับมาบ้าน ก็ต้องลงอาบน้ำดำเกล้า ไม่ต้องกล่าวถึงผู้ ที่ถูกต้องซากศพดอก. บทว่า นิยกา มาตาปิตโร ได้แก่ แม้แต่บิดามารดา ของตนเอง. บทว่า กึ ปน สาธารณา ชนตา ได้แก่ จะต้องกล่าวอะไร เล่าว่า ชุมชนนอกนี้ก็เกลียด. บทว่า อชฺโฌสิตา ได้แก่ ยึดมั่นด้วยอำนาจตัณหา. บทว่า อสาเร ได้แก่ ที่เว้นจากสาระ มีความเที่ยงเป็นสาระเป็นต้น. บทว่า วินิพฺภุชิตฺวา ได้แก่ ทำการแยกวิญญาณออกไป. บทว่า คนฺธสฺส อสหมานา ได้แก่ ทนกลิ่นของกายนั้นไม่ได้. บทว่า สกาปิ มาตา ได้แก่ แม้แต่มารดาของตนก็เกลียด เพราะต้องทะนุถนอมอย่างดี โดยความเป็นของปฏิกูล เพราะแยกส่วนทั้งหลายออกไป. บทว่า ขนฺธธาตุอายตนํ ความว่า ขันธ์ ธาตุ และอายตนะ อย่างนี้ คือ ปัญจขันธ์เหล่านั้น มีรูปขันธ์เป็นต้น ธาตุ ๑๘ เหล่านี้ มีจักขุ ธาตุเป็นต้น อายตนะ ๑๒ มี จักขายตนะเป็นต้น ธรรมชาติที่เป็นรูปและมิใช่ รูป ดังกล่าวมานี้ทั้งหมด ชื่อว่าสังขตะ เพราะปัจจัยทั้งหลายประชุมรวมกัน สร้างขึ้น ธรรมชาตินี้นั้น ที่เป็นไปอยู่ในภพนั้น ชื่อว่าเป็นทุกข์ ที่ชื่อว่ามี
หน้า 515 ข้อ 474
ชาติเป็นมูล เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ลูกใคร่ครวญครุ่นคิดโดยอุบายแยบคาย ดังกล่าวมานี้ ทำไม คือเพราะเหตุไร จึงจักปรารถนาวิวาหะที่ทรงขอร้อง เลือกให้ของทูลกระหม่อมเล่าเพคะ. พระชนกชนนีตรัสคำใดไว้ว่า ศีล พรหมจรรย์ บรรพชา ทำกัน ได้ยาก เมื่อจะทรงโต้ตอบคำนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า ทิวเส ทิวเส เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิวเส ทิวเส ติสตฺติสตานิ นวนวา ปเตยฺยุํ กายมฺหิ ความว่า หอก ๓๐๐ เล่ม ใหม่เอี่ยม เพราะลับทาน้ำมัน ในขณะนั้นนั่นเอง พึงตกต้องไปที่ร่างกายทุก ๆ วัน. บทว่า วสฺสสตมฺปิ จ ฆาโต เสยฺโย ความว่า ความทิ่มแทงด้วยหอก ตามที่กล่าวแล้ว ตก ต้องอยู่ทั้ง ๑๐๐ ปี ไม่ว่างเลย ยังประเสริฐกว่า. บทว่า ทุกฺขสฺส เจวํ ขโย ความว่า ถ้าว่า ความหมดสิ้นไปแห่งทุกข์ในวัฏฏะ จะพึงมีได้ด้วย อาการอย่างนี้ไซร้ อธิบายว่า ควรอดกลั้นทุกข์ที่เป็นไปใหญ่หลวงอย่างนี้แล้ว ทำความอุตสาหะเพื่อบรรลุพระนิพพาน. บทว่า อชฺฌุปคจฺเฉ แปลว่า พึงยอมรับ. บทว่า เอวํ แปลว่า โดยนัยที่กล่าวมาแล้ว. ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า บุคคลใดรู้พระดำรัสของพระ- ศาสดา ที่แสดงถึงสังสารวัฏอันมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว และ ทุกข์ในวัฏฏะที่นับไม่ได้ ยืนหยัดอยู่ พึงยอมรับทุกข์เพราะการทิ่มแทงด้วย หอก ตามที่กล่าวแล้ว ถ้าหากว่าทุกข์ในวัฏฏะจะพึงหมดสิ้นไปได้ด้วยวิธีนั้น. ด้วยเหตุนั้น พระนางสุเมธาจึงตรัสว่า สังสารวัฏยืดยาว สำหรับชนเหล่านั้น ซึ่งเดือดร้อนอยู่ร่ำไป อธิบายว่า สำหรับชนที่ถูกชาติชราพยาธิมรณะเป็นต้น เบียดเบียนอยู่ซ้ำแล้วซ้ำอีก. บทว่า อสุรกาเย ได้แก่ หมู่เปรตและอสูรมีกาลกัญชิกเปรตเป็นต้น. บทว่า ฆาตา ได้แก่ การทำร้าย การเบียดเบียนกายและจิต.
หน้า 516 ข้อ 474
บทว่า พหู ได้แก่ การทำร้ายมากมาย ที่เขาให้เป็นไปโดยการลงโทษ มีจองจำ ๕ ประการเป็นต้น. บทว่า วินิปาตคตสฺส ได้แก่ ผู้เข้าถึง วินิบาต กล่าวคืออบายที่เหลือจากที่กล่าวแล้ว. บทว่า ปีฬิยมานสฺส ได้แก่ ถูกเบียดเบียนด้วยการเข่นฆ่าเป็นต้น ในอัตภาพที่เป็นสัตว์เดียรฉาน เป็นต้น. บทว่า เทเวสุปิ อตฺตาณํ ความว่า แม้ในอัตภาพที่เป็นเทวดา ก็ช่วยไม่ได้ เพราะมีทุกข์มีความคับแค้น ด้วยความเร่าร้อนด้วยราคะเป็นต้น. บทว่า นินฺพานสุขา ปรํ นตฺถิ ความว่า ธรรมดาสุขอื่นคืออย่างอื่นที่ ยอดเยี่ยมกว่าสุขในพระนิพพานไม่มี เพราะโลกิยสุขมีความแปรปรวนเป็นตัว ปรุงมีทุกข์เป็นตัวสภาพ. ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่า นิพฺพานํ ปรมํ สุขํ พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่งดังนี้. บทว่า ปตฺตา เต นิพฺพานํ ความว่า ชนเหล่านั้นชื่อว่าบรรลุ พระนิพพานเลย อีกนัยหนึ่ง ชนเหล่านั้นนั่นแหละ บรรลุพระนิพพาน. บทว่า เย ยุตฺตา ทสพลสฺส ปาวจเน ความว่า ชนเหล่าใดขวนขวายในคำสั่ง สอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า. บทว่า นิพฺพินฺนา แปลว่า เบื่อหน่าย. บทว่า เม แปลว่า อันลูก [เรา]. บทว่า วนฺตสมา ได้แก่ เสมือนรากสุนัข. บทว่า ตาลวตฺถุกตา แปลว่า กระทำให้เป็นเสมือนที่ตั้งแห่งต้นตาล. บทว่า อถ แปลว่า ภายหลัง พระนางสุเมธากำลังทรงทำพระชนก ชนนีให้ทรงทราบอัธยาศัยของพระองค์อยู่ ก็ทรงสดับว่า พระเจ้าอนิกรัตตะ เสด็จมาถึงแล้ว. บทว่า อสิตนิจิตมุทุเก ได้แก่ ชื่อว่าคำสนิทเพราะมีสีเหมือน ดอกอินทนิลและแมลงภู่ ชื่อว่ารวบไว้ เพราะทำให้เป็นก้อนไว้ ชื่อว่าอ่อน สลวยเพราะมีสัมผัสนุ่มดังปุยงิ้ว. บทว่า เกเส ขคฺเคน ฉินฺทิย ได้แก่ ทรง เอามีดที่ลับคมตัดพระเกศาของพระองค์. บทว่า ปาสาทํ ปิทหิตฺวา ได้แก่
หน้า 517 ข้อ 474
ทรงปิดห้องอันมีสิริ บนปราสาทที่ประทับอยู่ของพระองค์ อธิบายว่า ทรงปิด พระทวารของห้องนั้น. บทว่า ปมชฺฌานํ สมาปชฺชิ ความว่าทรงวางพระ- เกศาของพระองค์ที่ทรงเอาพระขรรค์ตัดไว้เบื้องพระพักตร์ ทรงดำเนินการ มนสิการความเป็นของปฏิกูลในพระเกศานั้น ทรงเข้าปฐมฌานที่เกิดขึ้นในนิมิต ตามที่ปรากฏอยู่ ให้ถึงความชำนาญ. อธิบายว่า พระนางสุเมธานั้นทรงเข้าฌานอยู่ในปราสาทนั้น. บทว่า อนิจฺจสญฺํ สุภาเวติ ความว่า ทรงออกจากฌานแล้วทรงเริ่มวิปัสสนาทำฌาน ให้เป็นบาท ทรงเจริญด้วยดีซึ่งอนิจจานุปัสสนา โดยนัยเป็นต้นว่า รูปอย่างใด อย่างหนึ่ง. ด้วยอนิจจสัญญาศัพท์ในคำว่า อนิจฺจสญฺํ ภาเวติ นี้ พึงทราบ ว่า เป็นอันท่านถือเอาทุกขสัญญาเป็นต้นด้วย. บทว่า มณิกนกภูสิตงฺโค ได้แก่ ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการ คือพวงมาลัยทอง ที่วิจิตรด้วยแก้วมณี. คำว่า รชฺเช อาณา เป็นต้น เป็นคำแสดงอาการที่ทรงวอนขอ. บรรดา บทเหล่านั้น บทว่า อาณา ได้แก่ ความเป็นอธิบดี. บทว่า อิสฺสริยํ ได้แก่ ยศคือสมบัติความเจริญ. บทว่า โภคา สุขา ได้แก่ เครื่องอุปโภคที่เป็นกาม อันน่าปรารถนา น่าพอใจ. บทว่า ทหริกาสิ ได้แก่ พระน้องนางก็เป็นสาว รุ่นแล้ว. บทว่า นิสฺสฏฺํ เต รชฺชํ ความว่า ราชกิจหมดทั้ง ๓ โยชน์ของพี่ สละถวายพระน้องนางแล้ว ขอพระน้องนางโปรดทรงปฏิบัติราชกิจนั้น บริโภค โภคะทั้งหลายเถิด ขออย่าทรงเสียพระทัยว่า พระราชาพระองค์นี้เชิญชวนเรา ด้วยกามทั้งหลายเลย. บทว่า เทหิ ทานานิ ความว่า โปรดทรงดำเนินการ ถวายทานเป็นอันมากในสมณพราหมณ์ทั้งหลายตามชอบพระทัยเถิด พระชนก ชนนีของพระน้องนาง ทรงเป็นทุกข์ ทรงโทมนัส ทรงสดับความประสงค์ใน
หน้า 518 ข้อ 474
การทรงผนวชของพระน้องนางแล้ว เพราะฉะนั้นขอพระน้องนาง โปรดทรง บริโภคกาม ทรงบำรุงพระชนกชนนี เปลื้องจิตพระชนกชนนีเสียจากทุกข์เถิด บัณฑิตพึงทราบการประกอบความของบทในข้อนี้ดังกล่าวมาฉะนี้. บทว่า มา กาเม อภินนฺทิ ได้แก่ อย่าทรงเพลิดเพลินวัตถุกาม และกิเลสกาม โปรดทรงดูอาทีนพโทษในกามเหล่านั้น โปรดสำรวจด้วยญาณ- จักษุ ตามแนวถ้อยคำของหม่อมฉันด้วยเถิด. บทว่า จาตุทฺทีโป ได้แก่ เป็นเจ้าแห่งทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น. บทว่า มนฺธาตา ได้แก่ พระราชามีพระนามอย่างนี้ ทรงเป็นเลิศคือเป็นยอด ของผู้บริโภคกามทั้งหลาย ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าราหูเป็น ยอดของผู้มีอัตภาพทั้งหลาย พระเจ้ามันธาตุราชทรงเป็นยอดของผู้บริโภคกาม ทั้งหลาย. บทว่า อติตฺโต กาลงฺกโต ความว่า ทรงเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ ๘๔,๐๐๐ ปี โดยทรงเป็นพระกุมารเล่น ๘๔,๐๐๐ ปี เป็นอุปราช ๘๔,๐๐๐ ปี เสวยโภคสมบัติเสมือนโภคสมบัติในเทวโลก ทั้งเสวยสวรรค์สมบัติในภพ ดาวดึงส์ ตลอดกาลเท่าอายุของท้าวสักกะ ๓๖ พระองค์ ไม่ทันทรงอิ่มด้วยกาม ทั้งหลายก็เสด็จสวรรคต ทั้งที่ความปรารถนาของพระองค์ก็ยังไม่เต็ม คือความ หวังในกามทั้งหลายของพระเจ้ามันธาตุราช ยังไม่บริบูรณ์. บทว่า สตฺต รตนานิ วเสยฺย ความว่า แม้ผิว่าเทพแห่งฝนพึง หลั่งรัตนะทั้ง ๗ ลงมา ตามความชอบใจเต็ม ๑๐ ทิศโดยรอบ คือรอบๆ บุรุษ เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่อิ่มกามทั้งหลายเหมือนพระเจ้ามันธาตุราช นรชนทั้งหลาย ทั้งที่ยังไม่อิ่มก็พากันตายไป ด้วยเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัส น กหา- ปณวสฺเสน ติตฺติ กเมสุ วิชฺชติ ถึงฝนจะตกลงมาเป็นกหาปณะ ความ อิ่มในกามทั้งหลายก็ไม่มี.
หน้า 519 ข้อ 474
กามทั้งหลายเปรียบด้วยดาบและหลาว เพราะอรรถว่าคอยตัด เปรียบ ด้วยหัวงู เพราะอรรถว่ามีภัยเฉพาะหน้า เปรียบด้วยคบเพลิง คือคบเพลิงหญ้า เพราะอรรถว่าเผา ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าว อนุทหนฺติ ย่อม เผาผลาญ เปรียบด้วยร่างกระดูก เพราะอรรถว่ามีรสอร่อยน้อย. บทว่า มหาวิสา ได้แก่ เสมือนของมีพิษมาก มีพิษร้ายกาจเป็นต้น. บทว่า อฆมูลา ได้แก่ เป็นมูลเป็นเหตุแห่งความลำบาก คือทุกข์ ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า ทุขปฺผลา มีทุกข์เป็นผล. เปรียบด้วยผลไม้ เพราะอรรถว่าหักรานความงอกของอวัยวะน้อยใหญ่ ของต้นไม้ เปรียบด้วยชิ้นเนื้อเพราะอรรถว่าเป็นของสาธารณะมาก เปรียบด้วย ความฝัน เพราะอรรถว่าปรากฏขึ้นมานิดหน่อย เพราะลวงเหมือนมายา [พยับแดดหรือเล่นกล] ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า วญฺจนียา อธิบายว่าหลอกลวง. บทว่า ยาจิตกูปมา ได้แก่ เสมือนสิ่งของที่ยืมเขามา เพราะอรรถว่า เป็นของชั่วคราว. เปรียบด้วยหอกและหลาว เพราะอรรถว่า ทิ่มแทง. ชื่อว่าโรค เพราะ อรรถว่าเสียดแทง เพราะเป็นทุกข์ได้ง่าย. ชื่อว่า ฝี เพราะเป็นที่ไหลออก แห่งของไม่สะอาดคือกิเลส ชื่อว่า อฆะ ลำบาก เพราะอรรถว่าให้เกิดทุกข์ ชื่อว่า นิฆะ ยุ่งยาก เพราะให้ถึงตายได้. เสมือนหลุมถ่านเพลิง เพราะอรรถ ว่า ทำให้ร้อนขนานใหญ่. ภัยชื่อว่าวธะผู้ฆ่า ประกอบความว่า กามทั้งหลาย เพราะเป็นเหตุแห่งภัย และเพราะมากด้วยผู้ฆ่า. บทว่า อกฺขาตา อนฺตรายิกา ได้แก่ อันบัณฑิตมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ผู้มีจักษุ ตรัสไว้ว่า ทำอันตรายแก่การถึงทางไปสวรรค์ และทางไปพระ- นิพพาน พระนางสุเมธาทรงปล่อยพระเจ้าอนิกรัตตะพร้อมทั้งบริษัทไปด้วย พระเสาวนีย์ว่า คจฺฉถ โปรดเสด็จกลับไปเสียเถิดเพคะ.
หน้า 520 ข้อ 474
บทว่า กึ มม ปโร กริสฺสติ ความว่า เมื่อศีรษะคือกลางกระ- หม่อมของตัวเอง ถูกไฟ ๑๑ กองเผาอยู่ ผู้อื่นใครเล่าจักทำประโยชน์อะไรแก่ หม่อมฉันได้ด้วยเหตุนั้น พระสุเมธาเถรีจึงกล่าวว่า เมื่อชราและมรณะติดตาม อยู่ บุคคลควรพากเพียรพยายามกำจัดคือเพิกถอนชราและมรณะนั้น ซึ่งเป็น ประดุจไฟเผาบนศีรษะเสีย. บทว่า ทีโฆ พาลานํ สํสาโร ความว่า สงสารกล่าวคือความเป็น ไปตามลำดับของขันธ์อายตนะเป็นต้นที่เป็นตัววัฏฏะ คือกิเลสกรรมและวิบาก ยืด ยาว แม้แต่พระพุทธญาณก็กำหนดไม่ได้ สำหรับเหล่าคนเขลาเหมือนคนตา บอด ผู้ไม่กำหนดรู้วัตถุ [คืออวิชชา ๘ ประการ] จริงอยู่ เงื่อนต้นของการ ผูกติดไว้กับภพย่อมไม่ปรากฏ เพราะกำหนดอวิชชาตัณหาไม่ได้ เหตุตัดยัง ไม่ขาดอย่างใด แม้เงื่อนปลายก็ไม่ปรากฏอย่างนั้น. บทว่า ปุนปฺปุนํ จ โรทตํ ความว่า ผู้ร้องไห้ร้องแล้วร้องอีกโดยความโศกเศร้า. พระนางสุเมธาทรงชี้แจง ความที่อวิชชาตัณหายังตัดไม่ขาด ด้วยบทนี้. บทว่า อสฺสุ ถญฺํ รุธิรํ ความว่า น้ำตาอันใดของเหล่าสัตว์ที่ ความพินาศของญาติเป็นต้นกระทบแล้วร้องไห้อยู่ น้ำนมอันใด ที่เหล่าสัตว์ ดื่มจากนมของมารดาเวลาเป็นทารก และน้ำเลือดอันใดของเหล่าสัตว์ ที่ถูก ปัจจามิตรทำร้าย, ขอพระองค์โปรดระลึกถึงสงสารเพราะมีเงื่อนต้นเงื่อนปลาย ตามไปไม่รู้แล้ว คือการเวียนว่ายเที่ยวไปเที่ยวมาของเหล่าสัตว์ผู้ท่องเที่ยวไป โดยกาลอันยืดยาวนานนี้ เพราะสงสารมีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว คือ เพราะสงสารมีเงื่อนงำที่ตามไปก็รู้ไม่ได้ ก็รู้แจ้งไม่ได้ด้วยญาณ โปรดทรงระลึก ถึงน้ำตา น้ำนมและน้ำเลือดอันนั้นว่ามีมากเท่าไร โปรดระลึกนึกถึง อธิบาย ว่า ทบทวนถึงการสั่งสมแห่งกระดูกทั้งหลาย.
หน้า 521 ข้อ 474
บัดนี้ เพื่อจะแสดงถึงอาทีนพโทษมีมากด้วยข้ออุปมา พระสุเมธาเถรี จึงกล่าวคาถาว่า สร จตุโรทธี อุปนีเต อสฺสุถญฺรุธิมฺหิ เป็นต้น บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สร จตุโรทธี ความว่า โปรดทรงระลึกนึกถึง ทะเลทั้ง ๔ คือ ๔ มหาสมุทร ในน้ำตา น้ำนม และน้ำเลือด ของบรรดา เหล่าสัตว์ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสงสารที่มีเงื่อนปลายตามไปไม่รู้นี้ คนหนึ่ง ๆ ซึ่งจะพึงเปรียบเทียบโดยประมาณคือจำนวน อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายเปรียบ เทียบไว้แล้วโดยอุปมา. บทว่า เอกกปฺปมฺีนํ สญฺจยํ วิปุเลน สมํ ความ ว่า โปรดทรงระลึกถึงกองแห่งกระดูกทั้งหลาย ในกัปหนึ่งของบุคคลคนหนึ่งว่า เสมอคือนำมาเปรียบเทียบ กับภูเขาวิปุลบรรพต ท่านกล่าวไว้ดังนี้ว่า :- พระผู้ทรงแสวงคุณอันยิ่งใหญ่ตรัสไว้ว่า กอง กระดูกของบุคคลคนหนึ่ง กัปหนึ่ง พึงเป็นกองเสมอ ด้วยภูเขา ก็แลภูเขาลูกนี้นั้น ท่านเรียกว่า วิปุล- บรรพตเป็นภูเขาใหญ่ ยิ่งกว่าภูเขาคิชฌกูฏ อยู่ใน กรุงราชคฤห์ปัญจคีรีนคร ราชธานีแห่งแคว้นมคธ. โปรดทรงระลึกถึงแผ่นดินชมพูทวีปที่พระพุทธเจ้าทรงนำมาเปรียบ- เทียบ. บทว่า โกลฏฺิมตฺตคุฬิกา มาตามาตุเสฺวว นปฺปโหนฺติ ความว่า เมื่อทำแผ่นดินผืนใหญ่ ที่เรียกกันว่าชมพูทวีป ให้เป็นก้อนขนาดเท่าเมล็ด โกละคือพุทรา จำแนกก้อนดินก้อนหนึ่ง ๆ ในชมพูทวีปนั้น อย่างนี้ว่า นี้ มารดาเรา นี้ยายเรา ก้อนดินเหล่านั้นก็ไม่พอกับจำนวนมารดาและยาย เมื่อ มารดาและยายยังไม่สิ้นไปเลย ก้อนดินเหล่านั้นก้อนสุดท้าย กลับจะหมดจะ สิ้นสุดไปก่อน มารดาและยายของสัตว์ ที่ท่องเที่ยวอยู่ในสังสารวัฏ อันมี
หน้า 522 ข้อ 474
เงื่อนต้นและเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว ก็ยังไม่หมดไม่สิ้นไปขอพระองค์โปรด ทรงกระทำแผ่นดินชมพูทวีปไว้ในใจน้อมนำมาเปรียบเทียบ โดยความยาวของ สังสารวัฏ ดังกล่าวมาฉะนี้. บทว่า ตณกฏฺสาขาปลาสํ ได้แก่ หญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้ง. บทว่า อุปนีตํ แปลว่า นำเข้ามาเปรียบเทียบ. บทว่า อนมตคฺคโต ได้แก่ เพราะ สังสารวัฏมีเงื่อนต้นและเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว. บทว่า จตุรงฺคุลิกา ฆฏิกา ได้แก่ ชั้นไม้ขนาด ๔ องคุลี. บทว่า ปิตุปิตุเสฺวว นปฺปโหนฺติ ความว่า ชิ้นไม้เหล่านั้นไม่พอกับจำนวนบิดาและปู่ทั้งหลาย ท่านอธิบายไว้ดังนี้ว่า เมื่อ ทำหญ้า ไม้ และกิ่งไม้แห้งทั้งหมดในโลกนี้ ขนาดเท่า ๔ องคุลีแล้วจำแนก ชิ้นไม้ชิ้นหนึ่งๆ ในบรรดาหญ้า ไม้และกิ่งไม้แห้งนั้น อย่างนี้ว่า นี้ บิดาเรา นี้ปู่เรา ชิ้นไม้เหล่านั้นจะหมด จะสิ้นสุดไปก่อน บิดาและปู่ของสัตว์ที่ท่อง เที่ยวอยู่ในสังสารวัฏที่มีเงื่อนต้นเงื่อนปลายตามไปไม่รู้แล้ว จะยังไม่หมดไม่ สิ้นไป ขอพระองค์โปรดทรงระลึกถึงหญ้า ไม้ และกิ่งไม้แห้ง น้อมนำมา เปรียบเทียบ โดยความยาวของสังสารวัฏ ดังกล่าวมาฉะนี้. ก็ในที่นี้ ควรนำ อนมตัคคะ๑บาลีมาเป็นต้นว่า :- ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สงสารนี้มีเงื่อนต้นเงื่อน ปลายตามไปไม่รู้แล้ว เงื่อนต้นไม่ปรากฏ สำหรับ เหล่าสัตว์ผู้มีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาเป็นเครื่อง ผูกไว้ ซึ่งโลดแล่นท่องเที่ยวไป ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอจะสำคัญอย่างไร กะข้อที่ว่าน้ำตาใสที่ไหล พรากของเหล่าสัตว์ ผู้ครวญคร่ำร่ำไห้เพราะประจวบ อารมณ์ที่ไม่น่าพอใจ เพราะพลัดพรากจากอารมณ์ที่ ๑. สํ.นิ. ๑๖/ข้อ ๔๒๕.
หน้า 523 ข้อ 474
น่าพอใจ โลดแล่นท่องเที่ยวไปด้วยกาลอันยาวนานนี้ หรือน้ำใน ๔ มหาสมุทร อันไหนจะมากกว่ากัน. บทว่า สร กาณกจฺฉปํ ความว่า โปรดทรงระลึกถึงเต่าตาบอด ทั้งสองข้าง. บทว่า ปุพฺพสมุทฺเท อปรโต จ ยุคฉิทฺทํ ได้แก่ ช่องเดียว ของแอก ที่หมุนไปหมุนมา เพราะแรงเร็วของลมในสมุทรด้านทิศบูรพา และ ด้านทิศอื่น ๆ คือในสมุทรด้านทิศปัจฉิมทิศอุดรและทิศทักษิณ. บทว่า สิรํ ตสฺส จ ปฏิมุกฺกํความว่า โปรดทรงระลึกถึงศีรษะของเต่าตาบอด และการ ที่ศีรษะของเต่าตาบอดนั้น ซึ่งชูคอโดยล่วงไปทุกร้อยปี เข้าไปในช่องแอก. บทว่า มนุสฺสลาภมฺหิ โอปมฺมํ ความว่า โปรดทรงทำข้อนี้นั้นหมดทุกข้อ ให้เปรียบเทียบในความได้อัตภาพเป็นมนุษย์ เหมือนในพระธรรมเทศนาสมัย พุทธกาล แล้วใช้ปัญญาระลึกถึงความได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้น เป็นสภาพ ที่ได้ยากเหลือเกิน เพราะแม้ภัยแห่งความกำหนัดนัก [ร่าน] เป็นสภาพที่ล่วง ไปแล้วสมจริง ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บุรุษ พึงซัดแอกที่มีช่องเดียวลงในมหาสมุทรฉันใด ดังนี้เป็นต้น. บทว่า สร รูปํ เผณปิณฺโฑปมสฺส ความว่า โปรดทรงระลึกถึง รูป ที่ไม่สะอาดมี่กลิ่นเหม็น มีภาวะเป็นของน่าเกลียดปฏิกูล ของโทษกล่าวคือ กายเพราะเป็นที่ประชุมแห่งที่ไม่มีประโยชน์เป็นอเนก เสมือนก้อนฟองน้ำ เพราะไม่ทนต่อการกระทบ. บทว่า ขนฺเธ ปสฺส อนิจฺเจ ความว่า โปรด ทรงระลึกคือตรวจด้วยญาณจักษุ ซึ่งอุปาทานขันธ์ทั้ง ๕ อัน ชื่อว่าไม่เที่ยง เพราะอรรถว่า มีแล้วไม่มี. บทว่า สราหิ นิรเย พหุวิฆาเต ความว่า โปรดทรงระลึกถึงมหานรก ๘ ขุม อุสสทนรก ๑๖ ขุม ที่มีความคับแค้นมาก คือมีทุกข์มาก มีทุกข์ใหญ่หลวง.
หน้า 524 ข้อ 474
บทว่า สร กฏสึ วฑฺเฒนฺเต ความว่า โปรดทรงรำลึกถึงเหล่า สัตว์ที่จะรกป่าช้า คือสุสานที่ฝังศพบ่อยๆ เพราะเกิดขึ้นร่ำไปคือไป ๆ มา ๆ ในชาตินั้นๆ. บาลีว่า วฑฺฒนฺโต ก็มี ประกอบความว่า พระองค์ทรงเพิ่ม บทว่า กุมฺภีลภยานิ ได้แก่ ภัยคือความเห็นแก่ปากต้อง โดยความเป็นผู้ทำ กิจที่ไม่ควร เพื่อเลี้ยงท้อง จริงอยู่ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ทั้งหลาย คำว่า กุมภีลภยํ นี้เป็นชื่อของความเห็นแก่ปากท้อง. บทว่า สราหิ จตฺตาริ สจฺจานิ ความว่า โปรดทรงระลึกใคร่ครวญตามความเป็นจริง ซึ่ง อริยสัจ ๔ คือ นี้ทุกขอริยสัจ นี้ทุกขสมุทยอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธอริยสัจ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ. พระราชบุตรี ครั้นทรงประกาศอาทีนพโทษในกามและสงสาร โดย ระลึกถึงอาการและขันธ์อย่างนี้แล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงประกาศอาทีนพโทษ นั้นเพิ่มเติม จึงตรัสคาถามีว่า อมตมฺหิ วิชฺชมาเน เป็นต้น. บรรดาบทเหล่า นั้น บทว่า อมตมฺหิ วิชฺชมาเน ได้แก่ อันได้ชื่อว่า อมตสัทธรรม ที่ พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงน้อมนำมาเปรียบเทียบ ด้วยพระมหากรุณา บทว่า กึ ตว ปญฺจกฏุเกน ปีเตน ความว่า ประโยชน์อะไรของพระองค์ด้วย รสในกามคุณ ๕ ที่เป็นรสเผ็ด ๕ อย่าง ซึ่งทรงดื่มแล้ว เพราะมีทุกข์ มี ความคับแค้น เหตุติดตามทุกข์ที่กล้าแข็งกว่า ในฐานะทั้ง ๕ คือการแสวงหา การหวงแหน การรักษา การบริโภค และวิบาก. บัดนี้เมื่อจะทรงทำความที่ กล่าวแล้วให้ปรากฏชัดแจ้ง จึงตรัสว่า สพฺพา หิ กามรติโย กฏุกตรา ปญฺจกฏุเกน อธิบายว่า เผ็ดร้อนอย่างยิ่งกว่า. บทว่า เย ปริฬาหา ความว่า กามเหล่าใด ชื่อว่ามีความเร่าร้อน มีความคับแค้นมาก ด้วยความเร่าร้อนด้วยกิเลสในปัจจุบัน และเร่าร้อนด้วย วิบากในอนาคต. บทว่า ชลิตา กุถิตา กมฺปิตา สนตาปิตา ความว่า
หน้า 525 ข้อ 474
อันไฟ ๑๑ กอง ทำให้ลุกโพลงแล้ว เขย่า แผดเผา ผู้ที่พรักพร้อมด้วยกาม นั้น. บทว่า อสปตฺตมฺหิ ได้แก่ เมื่อเนกขัมมะที่เว้นจากศัตรู. บทว่า สมาเน แปลว่า มีอยู่ เป็นอยู่ พระนางตรัสว่า พหุสปตฺตา แล้วก็ตรัสว่า ราชคฺคิ เป็นต้น ก็เพื่อทรงแสดงภัยที่ให้มีศัตรูมาก พระนางตรัสอุปมาใน ภัยเหล่านั้น โดยทั่ว ๆ ไปด้วยพระราชา ไฟ โจร น้ำ ทายาทเป็นต้นที่ไม่ รักกัน และด้วยราชภัย อัคคีภัย โจรภัย อุทกภัยและอัปปิยภัย. บทว่า เยสุ วธมนฺโธ ความว่า แปลงโทษมีการทำให้ตาย การ โบยเป็นต้น และการจำมีจำด้วยโซ่เป็นต้น เป็นเครื่องหมายกามในกามเหล่า ใด คำว่า กาเมสุ เป็นต้น กระทำความที่กล่าวแล้วนั่นแลให้ปรากฏ. บรรดาบท เหล่านั้น บทว่า หิ เป็นนิบาตลงในอรรถว่า เหตุ. เพราะเหตุที่สัตว์เหล่านั้น ย่อมเสวยคือ ประสบทุกข์ในการฆ่าและจองจำ ฉะนั้น พระนางสุเมธาจึง ตรัสว่า อสกามา อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่ากามเหล่านี้เป็นของไม่ดี เลว ทราม อีกอย่างหนึ่งบาลีว่า อหกามา ก็มี ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ความจริง ศัพท์ว่า อห แปลว่าทราม เหมือนอหศัพท์ในประโยคว่า อหโลกิตฺถิโย ขึ้นชื่อว่าสตรีในโลกทราม. บทว่า อาทีปิตา แปลว่า โชติช่วงแล้ว. บทว่า ติณุกฺกา ได้แก่ คบเพลิงที่ทำด้วยหญ้า. บทว่า ทหนฺติ เย เต น มุญฺจนฺติ ความว่า สัตว์ เหล่าใดไม่ยอมปล่อยกามเหล่านั้น ชื่อว่ายึดถืออยู่โดยแท้ สัตว์เหล่านั้นก็ย่อม ร้อน ย่อมไหม้ทั้งในปัจจุบันทั้งในอนาคต. บทว่า มา อปฺปกสฺส เหตุ ความว่า ขอพระองค์อย่าทรงละทิ้ง โลกุตรสุขอันไพบูลย์ โอฬารและประณีต เพราะเหตุแห่งกามสุขเล็กน้อย ซึ่ง
หน้า 526 ข้อ 474
เป็นเสมือนรสอร่อยของดอกไม้. บทว่า มา ปุถุโลโมว พฬิสํ คิลิตฺวา ความว่า พระองค์ไม่ทรงสละกามทั้งหลายแล้ว ก็จะเดือดร้อนภายหลัง คือ คับแค้นในภายหลัง เหมือนปลาที่ได้ชื่อว่าสัตว์ไม่มีขน กลืนเบ็ดด้วยความ โลภเหยื่อก็ถึงความย่อยยับ ฉะนั้น. บทว่า สุนโขว สงฺขลาพทฺโธ ความว่า สุนัขที่เขาล่ามเชือก เขา เอาเชือกผูกไว้ที่หลัก ก็ไปที่อื่นไม่ได้ หมุนอยู่ในที่นั้นนั่นเอง ฉันใด พระองค์ ก็ถูกกามตัณหาผูกไว้ฉันนั้น บัดนี้ ขอพระองค์โปรดทรงบรรเทาความอยาก ในกามทั้งหลาย คือทรงฝึกอินทรีย์ทั้งหลายก่อน. ในบทว่า กาหินฺติ ขุ ตํ กามา ฉาตา สุนขํว จณฺฑาลา ความว่า ขุ เป็นเพียงนิบาต. ความว่า ก็กามเหล่านั้น จักทำผู้นั้นให้เป็นเหมือนคนจัณฑาล ที่หิวจัด ได้สุนัขมาก็ ทำให้พินาศได้ฉะนั้น. บทว่า อปริมิตฺตญฺจ ทุกฺขํ ได้แก่ ทุกข์ทางกายในนรกเป็นต้น ที่หาประมาณมิได้ คือที่มิอาจจะกำหนดได้ว่าเท่านี้. บทว่า พหูนิ จ จิตฺตโทมนสฺสานิ ได้แก่ โทมนัสเป็นอันมากมิใช่น้อย ที่เขาได้รับอยู่ใน จิต คือทุกข์ทางใจ. บทว่า อนุโภหิสิ แปลว่า จักเสวย. บทว่า กามยุตฺโต แปลว่า ผู้ประกอบด้วยกามทั้งหลาย คือผู้ไม่ยอมเสียสละกามเหล่านั้น. บทว่า ปฏินิสฺสชฺช อทฺธุเว กาเม ความว่า โปรดทรงพราก คือหลีกไปจากกาม ทั้งหลาย ที่ไม่ยั่งยืน ไม่เที่ยงเสียเถิด. บทว่า ชรามรณพฺยาธิคหิตา สพฺพา สพฺพตฺถ ชาติโย ประ- กอบความว่า เพราะเหตุที่ชาติทั้งหลายในภพเป็นต้นทั้งหมด ซึ่งต่างโดยประเภท มีอย่างเลวเป็นต้น ถูกชรามรณะและพยาธิจับไว้ ไม่พ้นไปจากชรามรณะและ พยาธินั้น ฉะนั้น เมื่อพระนิพพานที่ไม่ชรามีอยู่ พระองค์ยังจะได้ประโยชน์ อะไรจากกามทั้งหลาย ที่ไม่พ้นไปจากชราเป็นต้นเล่า.
หน้า 527 ข้อ 474
พระนางสุเมธา ครั้นทรงประกาศอาทีนพโทษในกามและภพทั้งหลาย โดยมุขคือการแสดงคุณของพระนิพพานอย่างนี้แล้ว บัดนี้ เมื่อทรงประกาศคุณ ของพระนิพพานที่บังเกิดแล้วนี้แล จึงได้ตรัส ๒ คาถา โดยนัยว่า อิทมชรํ ดังนี้เป็นต้น. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิทมชรํ ความว่า พระนิพพาน นี้นั้นเท่านั้น ชื่อว่าไม่ชรา เพราะไม่มีชราในตัวเอง และเพราะเป็นเหตุไม่มี ชราสำหรับท่านผู้ถึงพระนิพพานแล้ว. แม้ในบทว่า อิทมมรํ นี้ ก็นัยนี้ เหมือนกัน. ด้วยบทว่า อิทมชรามรํ พระนางกล่าวชมเชย รวมบททั้งสอง เข้าเป็นบทเดียวกัน. บทว่า ปทํ ชื่อว่า บท เพราะเป็นข้อที่ผู้ประสงค์ จะพ้นจากทุกข์ในวัฏฏะ พึงบวช พึงดำเนิน ชื่อว่าไม่เศร้าโศก เพราะไม่มี เหตุแห่งความเศร้าโศก และไม่มีความเศร้าโศก ชื่อว่าไม่มีข้าศึก เพราะไม่มี ธรรมที่ทำให้เป็นข้าศึก ชื่อว่าไม่มีความคับแค้น เพราะไม่มีความคับแค้นด้วย กิเลส ชื่อว่าไม่มีผิดพลาด เพราะไม่มีธรรมที่นับได้ว่าผิดพลาด ชื่อว่าไม่มีภัย เพราะไม่มีภัยมีการติตนเองเป็นต้น และภัยในวัฏฏะ ชื่อว่าไม่ร้อน เพราะไม่ มีความร้อนด้วยทุกข์ ทั้งกิเลส พระนางตรัสคำนั้นทั้งหมด หมายเอาพระอมต- มหานิพพานอย่างเดียว. ความจริงพระนางสุเมธานั้น เมื่อทรงบำรุงพระองค์ เองโดยอาการที่สำเร็จด้วยการที่ทรงฟังเขามาเป็นต้น จึงตรัสว่า อิทํ นิพพานนี้ เหมือนทรงแสดงชัดแจ้งแก่ชนเหล่านั้น [พระชนกชนนี พระญาติ และพระ เจ้าอนิกรัตตะ]. บทว่า อธิคตมิทํ พหูหิ อมตํ ความว่า พระอมตนิพพานนี้ อัน พระอริยะทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เป็นอันมาก อนันต์ นับไม่ถ้วน ต่าง บรรลุ ตรัสรู้ ทำให้ประจักษ์แก่ตนมาแล้ว. พระนางมิใช่ตรัสหมายถึงอมต- นิพพานที่พระอริยะเหล่านั้นบรรลุแล้วอย่างเดียวเท่านั้น โดยที่แท้ แม้วันนี้ ก็ควรจะได้ คือเดี๋ยวนี้ ก็ควรจะบรรลุ คืออาจบรรลุได้ หากจะถามว่า ใคร
หน้า 528 ข้อ 474
ควรจะได้พระนางจึงตรัสว่า โย โยนิโส ปยุญฺชติ ประกอบความว่า บุคคล ใด ตั้งอยู่ในพระโอวาทที่พระศาสดาประทานไว้แล้ว พยายาม และทำการ พากเพียรชอบ โดยแยบคาย โดยอุบาย อมตนิพพานอันบุคคลนั้น ควรจะ ได้. บทว่า น จ สกฺกา อฆฏมาเนน ความว่า ส่วนบุคคลใดไม่ พยายามโดยแยบคาย บุคคลผู้ไม่พยายามนั้น ก็ไม่ควรจะได้ คือไม่อาจจะได้ ไม่ว่าในกาลไร ๆ. บทว่า เอวํ ภณติ สุเมธา ความว่า พระนางสุเมธาราชธิดา ตรัส ธรรมกถา อันแสดงความสังเวชของพระองค์ในสังสารวัฏ เป็นส่วนแห่งการ ชำแรกในกามทั้งหลาย อย่างนี้ โดยประการที่ตรัสมาแล้ว . บทว่า สงฺขารคเต รตึ อลภมานา ได้แก่ เมื่อไม่ทรงได้ความยินดีอย่างยิ่ง ในสังขารที่เป็น ไปอยู่ แม้เพียงเล็กน้อย. บทว่า อนุเนนฺตี อนิกรตฺตํ ได้แก่ เมื่อทรง เกลี้ยกล่อมพระเจ้าอนิกรัตตะ. บทว่า เกเส จ ฉมํ ขิปิ ได้แก่ ก็ทรงโยน ทิ้งพระเกศาที่ทรงตัดด้วยพระขรรค์ของพระองค์ไปที่พื้น. บทว่า ยาจตสฺสา ปิตรํ โส ความว่า พระเจ้าอนิกรัตตะนั้น ทูลวอนพระเจ้าโกญจะ พระชนกของพระนางสุเมธานั้น. หากจะถามว่า ทรง ทูลวอนว่าอย่างไร พระเจ้าอนิกรัตตะตรัสว่า ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยพระ นางสุเมธาให้ทรงผนวชเถิด พระนางคงจะทรงเห็นวิโมกข์และสัจจะแน่ อธิบาย ว่า ขอพระองค์โปรดทรงปล่อยพระนางสุเมธาราชบุตรีเพื่อทรงผนวชเถิด ด้วย ว่าพระนางทรงผนวชแล้ว คงจะทรงเห็นวิโมกข์และสัจจะ คือทรงเห็นพระ นิพพานอันไม่วิปริต. บทว่า โสกภยภีตา ได้แก่ทรงกลัวภัยในสังสารวัฏทุกอย่าง เพราะ มีความพลัดพรากจากญาติเป็นต้นเป็นเหตุ ทรงหวาดสะดุ้ง โดยพระญาณ อย่างยอดเยี่ยม. บทว่า สิกฺขมานาย ความว่า พระนางกำลังทรงศึกษาก็
หน้า 529 ข้อ 474
ทรงกระทำให้แจ้งอภิญญา ๖ ขณะนั้นนั่นเอง ก็ทรงกระทำให้แจ้งพระอรหัต ซึ่งเป็นผลอันเลิศ. บทว่า อจฺฉริยมพฺภุตํ ตํ นิพฺพานํ อาสิ ราชกญฺาย ความว่า ความดับสนิทจากกิเลสทั้งหลาย อันอัศจรรย์ ไม่เคยมี ก็ได้มีแก่พระนางสุเมธา ราชบุตรี. หากจะถามว่า พระนางสุเมธา ทรงกระทำให้แจ้งอภิญญา ๖ หรือ พระสังคีติกาจารย์จึงกล่าวว่า ปุพฺเพนิวาสจริตํ ยถา พฺยากริ ปจฺฉิเม กาเล ความว่า พระนางทรงพยากรณ์จริยาที่นับเนื่องในปุพเพนิวาสานุสสติ- ญาณ ของพระองค์ในกาลสุดท้าย คือในเวลาดับขันธ์ปรินิพพานฉันใด บัณฑิต ก็พึงทราบจริยานั้น ฉันนั้น. ก็ปุพเพนิวาสญาณ พระนางทรงพยากรณ์แล้วโดยประการใด เพื่อ ทรงแสดงประการนั้น พระนางจึงตรัสว่า ภควติ โกนาคมเน เป็นอาทิ. บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภควติ โกนาคมเน ความว่า เมื่อพระสัมมา- สัมพุทธเจ้าพระนามว่า โกนาคมนะ ทรงอุบัติขึ้นในโลก. บทว่า สงฺฆารามมฺหิ นวนิเวสมฺหิ ความว่า เมื่ออารามที่ข้าพระองค์สร้างอุทิศพระสงฆ์เสร็จใหม่ๆ. บทว่า สขิโย ติสฺโส ชนิโย วิหารทานํ อทาสิมฺห ความว่า เรา ๓ สหาย คือ ธนัญชานี เขมา และข้าพระองค์ ได้ช่วยกันถวายวิหารเป็นอาราม แด่พระสงฆ์. บทว่า ทสกฺขตํตุํ สตกฺขตฺตุํ ความว่า ด้วยอานุภาพของวิหาร ทานนั่น เราเกิดในเทวดา ๑๐ ครั้ง ต่อจากนั้น ก็เกิดในมนุษย์แล้วเกิดใน เทวดาอีก ๑๐๐ ครั้ง ต่อจากนั้น ก็เกิดในมนุษย์ แล้วเกิดในเทวดาอีก ๑๐๐ ครั้ง ๑๐ หน คือ ๑,๐๐๐ ครั้ง ต่อจากนั้น ก็เกิดในมนุษย์ ๑๐,๐๐๐ ครั้ง จะ ป่วยกล่าวไปไยในมนุษย์ทั้งหลาย คือไม่มีถ้อยคำที่จะกล่าวในครั้งที่เกิดใน มนุษย์ทั้งหลาย อย่างนั้น อธิบายว่า เราเกิดหลายพันครั้ง.
หน้า 530 ข้อ 474
บทว่า เทเวสุ มหิทฺธิกา อหุมฺห ความว่า เรามีฤทธิมากมีอานุ- ภาพมาก ในหมู่เทพนั้น ๆ เวลาเกิดในเทวดาทั้งหลาย. บทว่า มานุสกมฺหิ โก ปน วาโท ได้แก่ ไม่มีถ้อยคำที่จะกล่าวถึงความที่เรามีฤทธิ์มาก ใน เวลาได้อัตภาพเป็นมนุษย์. บัดนี้ พระนางเมื่อทรงแสดงความอุกฤษฏ์ ความมีฤทธิ์มาก ในเวลาได้อัตภาพเป็นมนุษย์นั้นนั่นแล จึงตรัสว่า สตฺตรตนสฺส มเหสี อิตฺถิรตนํ อหํ อาสํ เป็นต้น ในคำนั้น รัตนะ ๗ ประการ มีจักรรัตนะเป็นต้น มีแก่พระราชานั้น เหตุนั้น พระราชานั้นชื่อ ว่า สัตตรัตนะ มีรัตนะ ๗ ประการ คือพระเจ้าจักรพรรดิ ของพระเจ้า จักรพรรดิผู้มีรัตนะ ๗ ประการนั้น ข้าพระองค์ได้เป็นรัตนะในอิตถีทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยคุณมีเป็นต้นอย่างนี้คือ เว้นจากโทษ ๖ มีความงาม ๕ มี ผิวพรรณเกินผิวพรรณมนุษย์ มีพรรณะดังทิพย์ที่มนุษย์ไม่เคยพบ. บทว่า โส เหตุ ความว่า กุศลคือวิหารทานที่ข้าพระองค์กระทำ แด่พระสงฆ์ ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าโกนาคมนะ เป็นเหตุแห่ง ทิพยสมบัติตามที่กล่าวแล้ว. คำว่า โส ปภโว ตํ มูลํ เป็นคำบรรยายของคำ ว่า โส เหตุ นั้นนั่นแหละ. บทว่า สาว สาสเน ขนฺติ ความว่า นั้นนั่นแล เป็นความอดทนในการเพ่งธรรมในพระศาสนาของพระศาสดานี้. บทว่า ตํ ปฐมสโมธานํ ได้แก่ นั้นนั่นแล เป็นที่ชุมนุมครั้งแรก คือเป็นปฐมสมาคม โดยศาสนาธรรมของพระศาสดา. พระนางตรัสเหตุโดยใกล้ชิดผลว่า นั้นนั่น แหละเป็นนิพพานในที่สุด สำหรับข้าพระองค์ ซึ่งยินดีอย่างยิ่งในศาสนธรรม ของพระศาสดา. ก็ ๔ คาถานี้ พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนาไว้แม้ใน อปทานบาลี เพราะเป็นไปด้วยการชี้แจงอปทาน จริตที่ไม่ขาดสายของพระเถรี. พึงทราบวินิจฉัยในคาถาสุดท้ายดังนี้. บทว่า เอวํ กโรนฺติ ความ ว่า ข้าพระองค์ทำการปฏิบัติในอัตภาพก่อน ๆ และในอัตภาพนี้ฉันใด
หน้า 531 ข้อ 474
แม้ชนเหล่าอื่นก็กระทำ คือปฏิบัติ ฉันนั้น. ถ้าจะถามว่าชนเหล่าไหนกระทำ อย่างนี้ พระเถรีจึงกล่าวว่า เย สทฺทหนฺติ วจนํ อโนมปญฺสฺส ความ ว่า. บุคคลเหล่าใดเชื่อพระดำรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้มีพระปัญญาเต็ม เปี่ยม เพราะทรงมีไญยปริยันติกญาณ คือเชื่อมั่นว่า นี้เป็นอย่างนี้ บุคคล เหล่านั้น ย่อมทำคือปฏิบัติอย่างนี้ บัดนี้ พระเถรี เพื่อแสดงความข้อนั้น แห่งการปฏิบัติที่เป็นไปอย่างอุกฤษฏ์นั้น จึงกล่าวว่า นิพฺพินฺทนฺติ ภวคเต นิพฺพินฺทิตฺวา วิรชฺชนฺติ. ข้อนั้นมีความว่า บุคคลเหล่าใด เชื่อพระดำรัส ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ตามเป็นจริง บุคคลเหล่านั้น เมื่อปฏิบัติวิสุทธิปฎิ- ปทา ย่อมเบื่อหน่ายด้วยวิปัสสนาปัญญา ในภพคือสังขารที่เป็นไปในภูมิ ๓ ทั้งหมด ก็แลครั้นเบื่อหน่ายแล้ว ย่อมคลายกำหนัดโดยประการทั้งปวง ด้วย อริยมรรค ย่อมหลุดพ้นจากภพแม้ทั้งหมด อธิบายว่า เมื่ออริยมรรคที่เป็น วิราคธรรม อันบุคคลบรรลุแล้ว บุคคลผู้บรรลุนั้น ย่อมเป็นผู้หลุดพ้นโดย แท้แล. พระเถรีดังกล่าวมาเหล่านั้น มีพระเถริกาเป็นองค์ต้น มีพระสุเมธาเถรี เป็นองค์สุดท้าย พระสังคีติกาจารย์ยกขึ้นสู่สังคายนา รวมไว้แห่งเดียวกันในที่ นี้ โดยเป็นสภาคกันโดยคาถา มีจำนวน ๗๓ รูป๑ แต่เมื่อกล่าวโดยภาณวาร เถรีคาถามีจำนวน ๖๐๒๒ คาถา. พระเถรีทั้งหมดนั้น ชื่อว่ามีประเภทเดียวโดย เป็นสาวิกาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ฉันใด มีประเภทเดียว โดยเป็นพระ อเสขะ โดยถอนกิเลสดุจกลอนเหล็กได้แล้ว โดยกลบกิเลสดุจคูเสียแล้ว โดย เพิกถอนกิเลสเสียแล้ว โดยไม่มีกิเลสดุจลิ่มสลัก โดยปลงภาระลงแล้ว โดย ไม่มีสังโยชน์แล้ว และโดยอยู่จบธรรมเครื่องอยู่ในอริยวาส ๑๐ แล้ว ก็ฉันนั้น. จริงอย่างนั้น พระเถรีเหล่านั้น ชื่อว่ามีประเภทเดียวโดยนัยเป็นต้นอย่างนี้ คือ ผู้ละองค์ ๕ ผู้ประกอบด้วยองค์ ๖ ผู้มีเครื่องอารักขา ๑ ผู้มีอปัสเสน ๑. บาลีว่า ๗๑ รูป. ๒. ว่า ๕๙๔ คาถา
หน้า 532 ข้อ 474
ธรรม ๔ ผู้เป็นปณุนนปัจเจกสัจจะ (บรรเทาสัจจะเฉพาะอย่าง) ผู้เป็นสมวย สัฏเฐสนะ ผู้มีความดำริไม่ขุ่นมัว ผู้มีกายสังขารอันระงับแล้ว ผู้มีจิตหลุดพ้น ด้วยดี และผู้มีปัญญาหลุดพ้นด้วยดี ชื่อว่ามี ๒ ประเภท ต่างโดยเป็นสาวิกาต่อ หน้าและเป็นสาวิกาลับหลัง จริงอยู่ พระเถรีเหล่าใด เกิดในอริยชาติ [เป็นพระ อริยะ] เมื่อพระศาสดายังทรงพระชนม์อยู่ มีพระมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้น พระเถรีเหล่านั้น ชื่อว่าสาวิกาต่อหน้า ส่วนพระเถรีเหล่าใดได้บรรลุคุณวิเศษ ภายหลังแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน พระเถรีเหล่านั้น แม้ เมื่อพระธรรมสรีระของพระศาสดายังประจักษ์อยู่ ก็ชื่อว่าสาวิกาลับหลัง เพราะ พระสรีระของพระศาสดา ไม่ประจักษ์แล้ว ชื่อว่ามี ๒ ประเภท โดยเป็นอุภโต- ภาควิมุตติและปัญญาวิมุตติ ก็อย่างนั้นเหมือนกัน แต่พระเถรีที่มาในพระบาลี นี้ เป็นอุภโตภาควิมุตติทั้งนั้น. ชื่อว่ามี ๒ ประเภทโดยต่างเป็นผู้มีอปทาน และไม่มีอปทาน ก็อย่างนั้นเหมือนกัน. ก็อปทานกล่าวคือความเป็นผู้บำเพ็ญ บารมี โดยการกระทำบุญมาในพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์ก่อน ๆ ในพระ ปัจเจกพุทธเจ้า และในพระสาวกพุทธะ ของพระเถรีเหล่าใดมีอยู่ พระเถรี เหล่านั้น ชื่อว่ามีอปทาน อปทานนั้นของพระเถรีเหล่าใดไม่มี พระเถรีเหล่า นั้น ชื่อว่าไม่มีอปทาน. มี ๒ ประเภทคือ ผู้ได้อุปสมบทจากพระศาสดา ผู้ ได้อุปสมบทจากสงฆ์ จริงอยู่ พระมหาปชาบดีโคตมี ผู้ได้อุปสมบท เพราะ รับครุธรรม ชื่อว่าได้อุปสมบทจากพระศาสดา เพราะได้อุปสมบทจากสำนัก พระศาสดา พระเถรีนอกนั้น ทั้งหมดชื่อว่าได้อุปสมบทจากสงฆ์ พระเถรีที่ ได้อุปสมบทจากสงฆ์แม้เหล่านั้น ก็มี ๒ ประเภท คือผู้ได้อุปสมบทจากสงฆ์ ฝ่ายเดียว ผู้ได้อุปสมบทจากสงฆ์สองฝ่าย บรรดาพระเถรีเหล่านั้น พระเถรี ที่เป็นเจ้าหญิงศากยะ ๕๐๐ องค์ ออกผนวชพร้อมกับพระมหาปชาบดีโคตมี ชื่อว่าได้อุปสมบทจากสงฆ์ฝ่ายเดียว เว้นพระมหาปชาบดีโคตมี เพราะได้
หน้า 533 ข้อ 474
อุปสมบทจากภิกษุสงฆ์ฝ่ายเดียว นอกจากนี้ ชื่อว่าได้อุปสมบทจากสงฆ์สอง ฝ่าย เพราะได้อุปสมบทจากอุภโตสงฆ์. ในที่นี้ ไม่ได้หมวดสองสำหรับเอหิภิกขุนีเหมือนหมวดสองของเอหิ- ภิกขุ เพราะเหตุไร เพราะการอุปสมบทอย่างนั้น ของภิกษุณีทั้งหลาย ไม่มี. ผิว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น คำนั้นใด พระภัททากุณฑลเกสาเถรีกล่าวไว้ในเถรี คาถาว่า นิหจฺจ ชาณุํ วนฺทิตฺวา เป็นต้น แปลว่า ข้าพเจ้าคุกเข่าถวายบังคม ทำอัญชลีต่อพระพักตร์ พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งว่ามาเถิด ภัททา พระดำรัส สั่งนั้น เป็นอาสูปสัมปทา บวชโดยอาสาของข้าพเจ้า. กล่าวคาถาไว้ในคัมภีร์อปทานว่า๑ อายาจิโต ตทา อาห เป็นต้น แปลว่า ครั้งนั้น พระผู้เป็นนายก ถูกข้าพเจ้าทูลวอนแล้ว ก็ตรัสสั่งว่า มาเถิดภัททา ครั้งนั้นข้าพเจ้าอุปสมบท ได้เห็นน่าเล็กน้อย. คำนั้น พระภัททากุณฑลเกสาเถรีกล่าวทำไม คำนี้พระเถรีมิได้ กล่าวหมายถึงการอุปสมบท โดยเป็นเอหิภิกขุนีอุปสัมปทา แต่ท่านกล่าวเพราะ เป็นเหตุแห่งการอุปสมบทว่า พระดำรัสสั่งของพระศาสดา เป็นอาสูปสัมปทา การบวชโดยอาสาของข้าพเจ้า. จริงอย่างนั้น ท่านกล่าวไว้ในอรรถกถาว่า พระภัททากุณฑลเกสาเถรี กล่าวว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสสั่งข้าพเจ้าว่า มาเถิด ภัททา ไปสำนักภิกษุณี บรรพชาอุปสมบทเสียในสำนักภิกษุณีทั้งหลาย พระดำรัสสั่งของพระศาสดานั้น ได้เป็นอุปสมบทของข้าพเจ้า เพราะเป็นเหตุแห่งการบวชของข้าพเจ้า บัณฑิต พึงเห็นว่า ท่านพรรณนาแม้ความแห่งอปทานคาถา โดยนัยอย่างนี้นี่แล. ๑. ขุ. ๓๓/ข้อ ๑๖๑ กุณฑลเกสีเถรีอปทาน.
หน้า 534 ข้อ 474
แม้เมื่อเป็นดังนั้น ในภิกขุนีวิภังค์ คำนี้ว่า มาเถิด ภัททา ท่าน กล่าวทำไม คำนี้ เป็นคำส่องความไม่มีสภาพแห่งการบวชของภิกษุณีทั้งหลาย ว่าเป็นเอหิภิกขุนี เพราะการบวชอย่างนั้น ไม่มีแก่ภิกษุณีทั้งหลาย ผิว่าเมื่อ เป็นเช่นนั้นทำไม ท่านจึงนิเทศคำอธิบาย ไว้ในวิภังค์ว่า เอหิภิกฺขุนี ก็เพราะการบวชนั้นตกอยู่ในกระแสแห่งเทศนานัย. จริงอยู่ ธรรมดาความที่การ อุปสมบทตกอยู่ในกระแสนี้ มิใช่บังคับแก่เรื่องที่ได้อยู่ในที่ไหน ๆ. องค์ฌานแม้นี้ได้อยู่ ในมโนธาตุนิเทศ ในอภิธรรมท่านก็มิได้ยกขึ้น โดยความเป็นองค์ฌานที่ตกอยู่ในกระแสแห่ง ปัญจวิญญาณ เพราะไม่มีเทศนา ไว้ในที่ไหน ๆ ฉันใด หทัยวัตถุ ในวัตถุนิเทศในอภิธรรมนั้นนั่นแหละ ท่านก็มิได้ยกขึ้น โดยถือเอาหทัยวัตถุที่ไม่ได้อยู่ในที่ไหนๆ ฉันใด ในฐิตกัปปิ- นิเทศก็ฉันนั้น เหมือนที่ท่านกล่าวไว้ว่า๑ ก็ฐิตกัปปีบุคคลเป็นไฉน. คือบุคคลนี้ ปฏิบัติ เพื่อทำให้แจ้งโสดาปัตติผล มีอยู่ และเวลาไหม้ของ กัปก็มีอยู่ กัปจะยังไม่ไหม้ไป ตราบเท่าที่บุคคลนี้ยัง ไม่ทำให้แจ้งโสดาปัตติผล. แม้ในที่นี้ บัณฑิตก็พึงทราบโดยการถือเอาการบวชที่ยังไม่ได้อยู่อย่าง นั้น ก็คำนี้เป็นคำปริกัป ถ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า พึงตรัสกะมาตุคาม [หญิง] โร ๆ ซึ่งควรแก่ความเป็นภิกษุณีว่า เอหิ ภิกฺขุนี ไซร้ ความเป็นภิกษุณี ก็จะพึงมีได้แม้ด้วยอาการอย่างนี้แล. ถามว่า ก็เหตุไร พระผู้มีพระภาคเจ้าจึง ไม่ตรัสอย่างนี้. ตอบว่า เพราะไม่มีบุคคลผู้สร้างสมบารมีอย่างนั้น. แต่อาจารย์ พวกใดกล่าวเหตุไว้ว่า เพราะบุคคลทั้งหลายอยู่ไม่ใกล้ชิด [พระพุทธเจ้า] แล้วกล่าว เพราะว่าพวกภิกษุเท่านั้น เที่ยวใกล้ชิด อยู่ใกล้ชิดพระศาสดา ๑. อภิ.ปุ. ๓๖/ข้อ ๓๓
หน้า 535 ข้อ 474
เพราะฉะนั้น ภิกษุเหล่านั้น จึงควรเรียกว่า เอหิภิกษุ พวกภิกษุณีไม่ควร เรียกว่า เอหิภิกขุนี คำนั้นก็เป็นเพียงมติของอาจารย์พวกนั้น. เพราะความ เป็นผู้ใกล้และไกลพระศาสดา ไม่ทำให้สำเร็จความเป็นภัพพบุคคลและอภัพพ- บุคคลได้. สมจริงดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑ ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้หากว่า ภิกษุพึงจับชาย สังฆาฏิ ติดตามไปข้างหลัง สะกดรอยเท้าไป แต่ภิกษุ นั้น มีอภิชฌามาก ร่านแรงกล้าในกามทั้งหลาย มีจิต คิดพยาบาท มีความดำริแห่งใจร้าย ทรงลืมสติ ไม่ มีสัมปชัญญะ ใจไม่มั่นคง มีจิตหมุน มีอินทรีย์ ไม่สำรวม โดยที่แท้ ภิกษุนั้นยังไกลเรา และเราก็ ไกลภิกษุนั้น ข้อนั้น เพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุทั้ง หลาย เพราะว่าภิกษุนั้นไม่เห็นธรรม เมื่อไม่เห็น ธรรม ก็ชื่อว่าไม่เห็นเรา. ก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้หากว่าภิกษุนั้น อยู่ไกลถึง ๑๐๐ โยชน์ แต่ ภิกษุนั้น เป็นผู้ไม่มีอภิชฌามาก ไม่ร่านแรงกล้าในกามทั้งหลาย ไม่มีจิตคิด พยาบาท ไม่ดำริแห่งใจร้าย มีสติมั่นคง มีสัมปชัญญะ มีจิตตั้งมั่น มีจิตมี อารมณ์เดียว สำรวมอินทรีย์ ที่แท้ ภิกษุนั้นอยู่ใกล้เรา และเราก็อยู่ใกล้ ภิกษุนั้น ข้อนั้น เพราะเหตุไร ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เพราะว่าภิกษุนั้นเห็น ธรรม เมื่อเห็นธรรม ก็ชื่อว่าเห็นเรา ดังนี้. เพราะฉะนั้น ความที่บุคคลอยู่ใกล้และไกลพระศาสดา โดยเทศะไม่ใช่ เหตุเลย ส่วนความที่ภิกษุณีทั้งหลาย ไม่คู่ควรในเรื่องเอหิภิกขุนีอุปสัมปทานั้น ๑. ขุ. อิติ ๒๕/ข้อ ๒๗๒.
หน้า 536 ข้อ 474
ก็เพราะภิกษุณีเหล่านั้น ไม่ได้สร้างสมบารมีไว้ ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวว่า หมวดสองแห่งเอหิภิกขุนี ไม่ได้ในข้อนี้ พระเถรีมี ๒ ประเภทดังกล่าวมานี้. พระเถรี มี ๓ ประเภท คืออัครสาวิกา มหาสาวิกา ปกติสาวิกา ใน ๓ ประเภทนั้น พระเถรี ๒ รูป คือ พระเขมา พระอุบลวรรณา ชื่อว่า อัครสาวิกา พระเถรีผู้เป็นพระขีณาสพแม้ทุกรูป ทำศีลสุทธิเป็นต้นให้ถึง พร้อม มีจิตมั่นคงอยู่ในสติปัฎฐาน ๔ เจริญโพชฌงค์ ๗ ตามเป็นจริง ทำกิเลส ให้สิ้นไปไม่เหลือตามลำดับมรรค ดำรงอยู่ในผลอันเลิศก็จริงอยู่ ถึงอย่างนั้น พระขีณาสวเถรีทั้งหลาย ชื่อว่ามหาสาวิกา ก็เพราะเป็นพระสาวิกา ผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยคุณทั้งหลายมีศีลเป็นต้น เพราะคุณวิเศษอันดียิ่ง สำเร็จแล้วในสันดาน ของตน ด้วยความเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหารและมีความยิ่งใหญ่โดยบุพ- ประโยค [บุพกรรม] เหมือนคุณวิเศษ ที่ปรารถนากัน สำเร็จด้วยความ วิเศษแห่งการเจริญปุพภาคของทิฏฐิปัตตบุคคล โดยสัทธาวิมุ และของ อุภโตภาควิมุตบุคคล โดยปัญญาวิมุต ฉะนั้น ก็พระขีณาสวเถรีแม้ทั้งสอง รูปนั้น ชื่อว่าอัครสาวิกา ก็เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเป็นเลิศ ด้วยคุณทุก อย่าง พร้อมทั้งความวิเศษ ด้วยการบรรลุบารมีชั้นอุกฤษฏ์ในปัญญาและสมาธิ ตามลำดับ ด้วยสัมมาปฏิบัติ ที่เกิดมาช้านาน ไม่ว่างเว้น โดยเคารพ เพราะเป็น ผู้มีอภินิหารเกิดแต่สัมมาทิฏฐิสัมมาสมาธินั้น อันเหตุเกิดอานุภาพแห่งการทำที่ ดียิ่งของสัมมาทิฏฐิและสัมมาสมาธิอันเป็นธุระ โดยเป็นประธานในโพธิปักขิย- ธรรมเหล่านั้นนั่นแล ส่วนพระขีณาสวเถรีมีพระมหาปชาบดีโคตมีเป็นต้น ชื่อ ว่า มหาสาวิกา เพราะเป็นพระสาวิกาผู้ยิ่งใหญ่ ด้วยคุณวิเศษที่ได้เพราะเป็น ผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหาร และเพราะเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยบุพประโยค พระเถรีนอกนี้ เป็นต้นอย่างนี้คือ พระเถรีกา พระติสสา พระวีรา พระธีรา ชื่อว่าปกติ- สาวิกา เพราะไม่มีคุณวิเศษ มีความเป็นผู้ยิ่งใหญ่โดยอภินิหารเป็นต้น.
หน้า 537 ข้อ 474
ก็พระปกติสาวิกาเหล่านั้น ไม่นับเหมือนพระอัครสาวิกา และพระ- มหาสาวิกา ที่แท้พึงทราบว่าพระปกติสาวิกาเหล่านั้น มีจำนวนหลายร้อยหลาย พัน. พระเถรี มี ๓ ประเภท โดยประเภทอัครสาวิกาเป็นต้น ดังกล่าวมาฉะ- นี้. มี ๓ ประเภท โดยประเภทสุญญตวิโมกข์เป็นต้น. ก็เหมือนอย่างนั้น มี ๔ ประเภท โดยจำแนกตามปฏิปทาเป็นต้น. มี ๕ ประเภท โดยจำแนกตาม ความยิ่งด้วยอินทรีย์เป็นต้น. มี ๕ ประเภท โดยจำแนกตามข้อปฏิบัติเป็นต้นก็ เหมือนอย่างนี้. มี ๖ประเภท มีอนิมิตตวิมุตติเป็นต้นต้น. มี ๗ ประเภท โดยประเภท อธิมุตติ. มี ๘ ประเภท โดยจำแนกตามธุรปฏิปทาเป็นต้น. มี ๙ ประเภทและ ๑๐ ประเภท โดยจำแนกตามวิมุตติ. ก็พระเถรีเหล่านั้น ๆ จำแนกโดยประเภท ธุระ ตามที่กล่าวแล้ว ก็มี ๒๐ ประเภท. จำแนกโดยปฏิปทาก็มี ๔๐ ประเภท. จำแนกตามประเภทแห่งปฏิปทา ตามประเภทแห่งธุระ ก็มีอีก ๘๐ ประเภท. ก็หรือว่า จำแนกตามวิภาคแห่งสุญญตวิมุตติบุคคลเป็นต้น ก็มี ๒๔๐ ประเภท. จำแนกโดยวิภาคตามบุคคลที่ยิ่งด้วยวิริยะเป็นต้น ก็มี ๑,๒๐๐ ประเภท. บัณฑิตพึงทราบว่า พระเถรีเหล่านั้น ต่างกันมากประเภท ก็โดยคุณ ของตนอย่างเดียว ด้วยประการฉะนี้. ความสังเขปในเถรีคาถาม มีดังกล่าวมานี้. ส่วนความพิศดาร พึงถือตามนัยที่กล่าวแล้วในอรรถกถาเถรีคาถา ในหน หลังแล. จบอรรถกถาสุเมธาเถรีคาถา จบอรรถกถามหานิบาต ในเถรีคาถามิรวมเป็นคาถา ๔๙๔ คาถา พระเถรี ๗๑ รูปนั้น ล้วนแต่เป็นผู้สิ้นอาสวะ. เถรีคาถาจบบริบูรณ์
หน้า 538 ข้อ 474
นิคมคาถา คาถาท้ายอรรถกถาเถรีคาถา ด้วยกถาพรรณนาความดังกล่าวมาฉะนี้ พระสาวกเหล่านั้นใด มีพระสัทธรรมพรั่งพร้อม เป็นบุตรเกิดแต่พระอุระ เกิดแต่พระโอษฐ์ ของพระ- ศาสดาผู้เป็นจอมทัพธรรม เป็นทายาท ลูกเนรมิตโดย ธรรม สมบูรณ์ด้วยคุณมีศีลเป็นต้น เป็นผู้เสร็จกิจแล้ว ไม่มีอาสวะ เป็นพระเถระก็มี เช่นท่านพระสุภูติเป็น ต้น เป็นพระเถรีก็มี เช่นพระเถริกาเป็นต้น พระสาวก เหล่านั้นกล่าวคาลาเหล่าใดไว้ ด้วยวิธีพยากรณ์พระ- อรหัตเป็นต้น. พระมหาเถระทั้งหลาย [พระสังคีติกาจารย์ผู้ ทำปถมสังคายนา ๕๐๐ องค์] ช่วยกันรวบรวมคาถา เหล่านั้นทั้งหมด ยกขึ้นสู่บาลีสังคายนา ชื่อว่าเถร- คาถา เถรีคาถา. เพื่อประกาศความของเถรคาถาและเถรีคาถาเหล่า นั้น ข้าพเจ้าอาศัยนัยที่มาในอรรถกถาเดิม จึงเริ่มแต่ง อรรถสังวรรณนาอันใด อรรถสังวรรณนาอันนั้น ประกาศอรรถอันยอดเยี่ยมในเถรคาถาและเถรีคาถา นั้น ตามความเหมาะสมในที่นั้น ๆ โดยชื่อว่าปรมัตถ-
หน้า 539 ข้อ 474
นีปนีมีวินิจฉัยอันไม่สับสน ก็ถึงการจบลง โดยบาลี ประมาณ ๙๒ ภาณวาร. ดังนั้น บุญนั้นใด อันข้าพเจ้าผู้แต่งคัมภีร์ปร- มัถถทีปนีนั้น ได้ประสบแล้ว ด้วยอานุภาพแห่งบุญ นั้น ขอสัตว์ทั้งปวง หยั่งลงถึงศาสนาของพระโลก- นาถ ด้วยข้อปฏิบัติมีศีลเป็นต้นอันบริสุทธิ์ จงเป็นภาคี มีส่วนแห่งวิมุตติรส. ขอศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า จงดำรง อยู่ยั่งยืนในโลก ขอสรรพสัตว์ จงมีความเคารพใน ศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นเป็นเนืองนิจ. ขอฝนจงตกต้องตามฤดูกาล ขอพระเจ้าแผ่นดิน ผู้ทรงยินดีเป็นนิจในพระ- สัทธรรม โปรดทรงปกครองสัตวโลก โดยธรรมเทอญ. จบกถาพรรณนาความแห่งเถรีคาถา ซึ่งท่านพระอาจารย์ธรรมปาล- เถระ ผู้อยู่ พทรติตถวิหาร [วัดท่าพุทรา] รจนาไว้. อรรถกถาเถรีคาถา จบบริบูรณ์